Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน_๕_สาย

คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน_๕_สาย

Published by sadudees, 2017-01-10 00:53:04

Description: คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน_๕_สาย

Search

Read the Text Version

5 - 48 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ตอนที่ ๕ วิธีซอนกาย-สับกาย และพิสดารกาย ซอนสับทับทวี๑๑ ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ สำหรบั ผทู ถ่ี งึ ธรรมกาย เจรญิ ภาวนาไดถ งึ ๑๘ กาย และฝก พสิ ดารกายจนสดุ หยาบสดุ ละเอยี ดแลว กใ็ หฝ ก ซอ นกาย-สบั กายตอ ไป เพอื่ เปน พนื้ ฐานสำคญั ของการเจรญิ วชิ ชาที่ละเอยี ดๆ ไดด ยี ง่ิ ขน้ึ กอ นอน่ื ใหร วมใจของทกุ กายใหอ ยู ณ ศนู ยก ลางกายพระอรหตัองคท่ีละเอียดท่ีสุด แลวใหเอากายที่ละเอียดท่ีสุดหรือใหญท่ีสุดไวขางใน ซอนเขาไปในกายที่ละเอียดรองลงมา หรือท่ีหยาบกวา เล็กกวา ซึ่งเอาไวขางนอก เปนตนวา เอากายพระอรหตั สดุ ละเอยี ด ซงึ่ เอาไวข า งใน ซอ นเขา ไปในกายพระอรหตั ทห่ี ยาบกวา ซงึ่ เอาไวขา งนอก แลว กเ็ อากายพระอรหตั หยาบซอ นเขา ไปในกายพระอนาคามลี ะเอยี ดและกายพระอนาคามีหยาบ แลวเอากายพระอนาคามีหยาบซอนเขาไปในกายพระสกิทาคามีละเอยี ดและกายพระสกทิ าคามหี ยาบ แลว เอากายทล่ี ะเอยี ดซอ นเขา ไปในกายทหี่ ยาบกวาไปเรอื่ ย จนถงึ กายมนษุ ยห ยาบ โดยใหศ นู ยก ลางกายและดวงธรรมของทกุ กายตรงกนั หมดเปน จดุ เดยี วกนั นเี้ รยี กวา ซอ นกาย แลว ทนี ้ี ใหเ อากายหยาบ คอื เรมิ่ ตง้ั แตกายมนษุ ยห ยาบ ซงึ่ เอาไวข า งใน ซอ นเขา ไปในกายทลี่ ะเอยี ดกวา คอื กายมนษุ ยล ะเอยี ด ซงึ่ เอาไวข า งนอก, แลว กเ็ อากายมนษุ ยล ะเอยี ดซอนเขาไปในกายทิพยหยาบกายทิพยละเอียด เปนการเอากายเล็กซอนกลับเขาไปในกายใหญก วา เรอื่ ยๆ เขา ไปจนถงึ กายพระอรหตั ละเอยี ด นเี้ รยี กวา สบั กาย ทนี ้ี ถา จะใหด ยี ง่ิ ขนึ้ ไปอกี กใ็ หพ สิ ดารกายจนสดุ หยาบสดุ ละเอยี ดเสยี กอ น แลวจึงซอนกายสุดละเอียดในขณะท่ีพิสดารกายลงมาจนถึงกายสุดหยาบ แลวจึงสับกายสดุ หยาบในขณะทพี่ สิ ดารกายขนึ้ ไปจนถงึ กายสดุ ละเอยี ด เรยี กวา ซอ นสบั ทบั ทวี โดยวธิ นี ี้ จะทำใหท งั้ กายและดวงธรรมของกายสดุ หยาบสดุ ละเอยี ดใสสะอาดบรสิ ทุ ธด์ิ ี และมสี มาธิทมี่ น่ั คง เปน ทางเจรญิ วชิ ชาไดอ ยา งกวา งขวาง ไมม ปี ระมาณ๑๑ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกายและพระนพิ พาน, พมิ พค รงั้ ที่ ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๒๖๕.

5 - 49 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ตอนที่ ๖ วิธีเจริญสมาธิ: รูปฌาน ๔๑๒ ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ ผทู ถี่ งึ ธรรมกาย และเจรญิ ภาวนาจนถงึ ๑๘ กายแลว กใ็ หร วมใจทกุ กายใหอ ยู ณ ศนู ยกลางกายพระอรหัตองคที่ละเอียดท่ีสุด แลวใจของธรรมกายพระอรหัต ก็เพงลงไปที่ศูนยกลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ย เมอ่ื ใจหยดุ ไดถ กู สว น ประกอบดว ยองค ๕ ไดแ ก วติ กวจิ าร คอื ตรกึ ตรองประคองนมิ ติ ปต ิ สขุ และเอกคั คตา กจ็ ะเหน็ องคฌ านปรากฏขน้ึ รองรบักายมนษุ ย เหมอื นดงั อาสนะรองรบั ทน่ี ง่ั ฉะนนั้ มลี กั ษณะเปน วงกลมใส สว นหนาประมาณหนง่ึ คบื ขนาดกวา งเตม็ หนา ตกั พองาม องคฌ านทเ่ี หน็ เกดิ ขน้ึ นไี้ มเ ฉพาะแตก บั กายมนษุ ยเทา นน้ั หากแตป รากฏขน้ึ รองรบั กายทกุ กาย จนถงึ กายพระอรหตั พรอ มกนั หมด นเี้ ปน ปฐมฌาน แลว ใจของธรรมกายกเ็ พง ไปทศี่ นู ยก ลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายทพิ ยห ยาบและทพิ ยละเอยี ดตอ ไปอกี เมอ่ื ใจหยดุ นง่ิ ไดถ กู สว นละเอยี ดหนกั เขา จนละ วติ ก วจิ าร ไดแ ลว องคฌ านเดมิ กจ็ ะวา งหายไป แลว ปรากฏองคฌ านใหมเ กดิ ขน้ึ มาแทนทอี่ กี ใสละเอยี ดกวา เดมิ ทง้ั ฌานและกาย นเี้ ปน ทตุ ยิ ฌาน ใจของธรรมกาย กเ็ พง ลงไปทกี่ ลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหมหยาบและรปู พรหมละเอยี ดอกี เมอ่ื ใจหยดุ ถกู สว น และละเอยี ดหนกั เขา จนปต หิ มดไป องคฌ านเดมิ กจ็ ะวา งหายไป แลว ปรากฏองคฌ านเกดิ ขนึ้ มาใหม ใสละเอยี ดกวา เกา ทง้ั ฌานและกาย นเี้ ปน ตตยิ ฌาน ใจของธรรมกาย ก็เพงลงไปท่ีกลางดวงธรรมที่ทำใหเปนกายอรูปพรหมหยาบและอรปู พรหมละเอยี ดอกี ตอ ไป เมอ่ื ใจหยดุ นง่ิ ถกู สว น ละเอยี ดหนกั เขา จนสขุ หายไป คงเหลอืแตเ อกคั คตาจติ คอื ความทจี่ ติ มอี ารมณเ ปน หนงึ่ นงิ่ เปน อเุ บกขาอยู องคฌ านเดมิ กจ็ ะวา งหายไป และปรากฏองคฌานใหมเกิดขึ้นแทนที่ ใสละเอียดยิ่งกวาเดิม ท้ังฌานและกายนี้เปนจตุตถฌาน๑๒ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกายและพระนพิ พาน, พมิ พค รง้ั ที่ ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๒๖๒-๒๖๓.

5 - 50 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอื่ เขา ใจวธิ เี ขา ฌานสมาบตั ติ งั้ แตเ บอื้ งตน ปฐมฌาน ไปจนถงึ จตตุ ถฌาน โดยอนโุ ลม(ตงั้ แตต น ไปหาปลาย) แลว กจ็ งฝก หดั ถอยกลบั จากจตตุ ถฌาน ลงมาถงึ ปฐมฌาน เปนปฏโิ ลม (จากปลายมาหาตน ) ใหเ กดิ ความชำนาญ (วส)ี ทงั้ ในการเขา การออก การทรงฌาน และการพจิ ารณาอารมณฌ านเหลา นี้ ใหแ มน ยำ ตอนท่ี ๗ วิธีเจริญสมาธิ: อรูปฌาน ๔ และสมาบัติ ๘๑๓ ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ สำหรบั ทา นทถี่ งึ ธรรมกาย และไดฝ ก หดั ซอ นสบั ทบั ทวี จนสดุ กายหยาบ และกายละเอยี ดและเจริญรูปฌานทั้ง ๔ โดยอนุโลมและปฏิโลมแลว ในลำดับน้ีก็จะไดสอนวิธีการเขาอรปู ฌาน ๔ อกี ตอ ไป เบอ้ื งตน กใ็ หท กุ ทา นรวมใจใหห ยดุ นง่ิ อยู ณ ศนู ยก ลางกายพระอรหตั องคท ลี่ ะเอยี ดท่ีสุด แลวใจของธรรมกายเพงลงไปที่ศูนยกลางกาย เขารูปฌานท้ัง ๔ อันมีปฐมฌานทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน และจตตุ ถฌาน ตามลำดบั ใหใ สละเอยี ดทง้ั ฌานและกาย เม่ือเจริญฌานถึงจตุตถฌานแลว ก็ใหถอยอารมณฌานกลับลงมาสูปฐมฌาน เปนปฏโิ ลม แลว ใหใ จของธรรมกายนอ มเขา สเู หตวุ า งของปฐมฌานนน้ั พจิ ารณาเอาอากาศท่ีวา งเปลา เปน อารมณ องคฌ านเดมิ กจ็ ะวา งหายไป เมอ่ื จติ ละเอยี ดหนกั เขา กจ็ ะปรากฏองคฌ านใหมบ งั เกดิ ขน้ึ รองรบั ธรรมกาย ใสละเอยี ดหมดทงั้ ฌานและกาย นเี้ ปน อากาสา-นญั จายตนฌาน แลว กใ็ หใ จของธรรมกาย นอ มเขา ไปในรใู นเหตวุ า ง ของทตุ ยิ ฌาน เพง พจิ ารณาเอา๑๓ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย และพระนพิ พาน, พมิ พค รง้ั ที่ ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๒๖๕-๒๖๗.

5 - 51 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงัวญิ ญาณเปน อารมณ องคฌ านเดมิ กจ็ ะวา งหายไป แลว จะปรากฏองคฌ านใหมเ กดิ ขนึ้ รองรบั ธรรมกายอกี ใสละเอยี ดหมดทง้ั ฌานและกายยงิ่ ขนึ้ ไปอกี นเี้ ปน วญิ ญาณญั จายตนฌาน กใ็ หใ จของธรรมกายนอ มเขา ไปในเหตวุ า งของตตยิ ฌานตอ ไปอกี เพง พจิ ารณาในรูทล่ี ะเอยี ดในเหตวุ า งเปลา ไมม อี ะไรเปน อารมณ องคฌ านเดมิ กจ็ ะวา งหายไปอกี แลว จะปรากฏองคฌ านใหมบ งั เกดิ ขนึ้ รองรบั ธรรมกาย ใสละเอยี ดหมดทงั้ ฌานและกายยง่ิ ขน้ึ ไปอกีนเี้ ปน อากญิ จญั ญายตนฌาน ทนี ี้ กใ็ หใ จของธรรมกายนอ มลงไปในเหตวุ า งของจตตุ ถฌาน เพง พจิ ารณาตอ ไปอกี วาสญั ญาเตม็ วา ง คอื อารมณท วี่ า งเปลา น้ี จะวา มสี ญั ญาอยกู ไ็ มใ ช จะวา ไมม สี ญั ญาอยกู ไ็ มเ ชงิเพราะละเอียดสุขุมนัก เม่ือเพงพิจารณาไปจนจิตละเอียดหนัก ก็จะปรากฏองคฌานใหมเกิดข้ึนแทนที่องคฌานเดิมท่ีวางหายไปอีก ใสละเอียดย่ิงนัก หมดท้ังฌานและกาย น้ีเปนเนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน เมอื่ ไดฝ ก เจรญิ รปู ฌาน ๔ และอรปู ฌาน ๔ รวมเปน สมาบตั ิ ๘ โดยอนโุ ลมดงั นแ้ี ลวกใ็ หฝ ก ถอยอารมณฌ านจากเนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน กลบั ลงมาสปู ฐมฌาน เปน ปฏโิ ลมจนชำนาญ เมอ่ื ทา นเขา ใจในวธิ เี จรญิ สมาบตั ิ ๘ โดยอนโุ ลมและปฏโิ ลมแลว กใ็ หด ำเนนิ ไป ๗ เทย่ี วธรรมกายกย็ ง่ิ ใสละเอยี ดทสี่ ดุ กใ็ หป ลอ ยอปุ าทานในขนั ธ ๕ และความยนิ ดใี นฌานนนั้ โดยรวมใจหยดุ นง่ิ ในไสก ลางของกลางๆๆๆๆ ไปเรอ่ื ยๆ กจ็ ะรสู กึ เหมอื นมแี รงดงึ ดดู ไปยงั อายตนะหน่ึง ท่ีใสละเอียด สุขุมลุมลึกอยางย่ิง นี้แปลวาธรรมกายเดิมน้ันตกศูนยเขาอายตนะน้ีแลว ธรรมกายทสี่ ดุ ละเอยี ดกป็ รากฏขน้ึ ใหมใ นอายตนะนี้ ใสละเอยี ดหนกั ยง่ิ ขนึ้ ไปอกี ใหท า นพจิ ารณาดใู หท วั่ วา อายตนะนเ้ี ปน อะไร มลี กั ษณะอยา งไร ใหร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ในหยดุ ไปเรอื่ ย พรอ มดว ยตรกึ ถามไปทศี่ นู ยก ลางพระธรรมกายนน่ั แหละกจ็ ะทราบไดว า เปน อายตนะอะไร ถา ยงั ไมม ญี าณหยง่ั รวู า เปน อายตนะอะไร กใ็ หร วมใจหยดุ ในหยดุ นง่ิ แนน ลงไปทก่ี ลางของกลางๆๆๆ กายพระอรหตั ทสี่ ดุ ละเอยี ดตอ ไปอกี กจ็ ะทราบไดด ว ยญาณพระธรรมกายของตนเอง

5 - 52 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอ่ื รแู นว า อายตนะ นน้ั คอื อะไรแลว กจ็ งซอ นสบั ทบั ทวี กบั พระนพิ พาน หรอื ธรรมกายทล่ี ะเอยี ดๆ ตอ ๆ ไป จนสดุ ละเอยี ด กลางของกลางๆๆ ไปเรอ่ื ย ไมถ อยหลงั กลบั หากประสงคจ ะทราบขอ ธรรมใด กใ็ หต รกึ ถามไปทศี่ นู ยก ลางกายธรรมทส่ี ดุ ละเอยี ดนนั้ แหละ กจ็ ะมญี าณหยงั่ รไู ดด ว ยตนเอง ตามภมู ธิ รรมทป่ี ฏบิ ตั ไิ ด และหากอธษิ ฐานปรารถนาสง่ิ ใดๆ ท่ีชอบ กจ็ ะสมปรารถนาตามควรแกค ณุ ธรรมและบญุ บารมที ไี่ ดเ คยสรา งสมอบรมมา แมภ ายหลงั แตก ารหยดุ พกั แลว กจ็ งหมน่ั รวมใจหยดุ ในหยดุ ณ ศนู ยก ลางกายธรรมที่ละเอยี ดทสี่ ดุ ในอายตนะนอ้ี ยเู สมอ แลว ทา นจะประจกั ษใ นคณุ คา ของการปฏบิ ตั ธิ รรมตามแนววชิ ชาธรรมกายนด้ี ว ยตวั ของทา นเอง อยา งทที่ า นไมเ คยไดป ระสบมากอ น ในทางปฏบิ ตั ิ เมอื่ ไดซ อ นสบั ทบั ทวสี ดุ กายหยาบกายละเอยี ด จนทกุ กายใสบรสิ ทุ ธดิ์ แี ลวกเ็ จรญิ สมาบตั ิ (รปู ฌาน ๔ อรปู ฌาน ๔) โดยอนโุ ลมและปฏโิ ลม ตามระดบั ภมู ธิ รรมที่ปฏบิ ตั ไิ ดห ลายๆ เทย่ี ว เทย่ี วสดุ ทา ยใหเ จรญิ รปู ฌาน ๔ โดยอนโุ ลม พรอ มกบั พจิ ารณาอรยิ สจั ๔ ในกายมนษุ ย ทพิ ย รปู พรหม และอรปู พรหมกอ น แลว ใหพ สิ ดารกายพรอ มกนั หมดทกุ กาย สดุ กายหยาบกายละเอยี ด เถา ชดุ ชนั้ ตอน ภาคพดื กลา วคอื ใหร วมใจทกุ กายอยู ณ ศนู ยก ลางธรรมกายพระอรหตั องคท ลี่ ะเอยี ดทสี่ ดุ อนัเปน ทร่ี วมธาตธุ รรมและเหน็ จำ คดิ รู คอื “ใจ” ของทกุ กาย สดุ กายหยาบกายละเอยี ดอยา งนอ ย ๑๘ กาย นรี้ วมเรยี กวา กายเถา ใหพ สิ ดารกายหมดพรอ มกนั ทกุ กายจนสดุ ละเอยี ดกายเถา โดยใหเ อาธรรมกายพระอรหตั ในพระอรหตั ทส่ี ดุ ละเอยี ดเปน หลกั ดบั หยาบไปหาละเอยี ด เปน ธรรมกายทใี่ สบรสิ ทุ ธ์ิ ของพระอรหตั ในพระอรหตั หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุดบั หยาบไปหาละเอยี ดเปน ธรรมกายพระอรหตั ในพระอรหตั ทสี่ ดุ ละเอยี ดเรอ่ื ยไปจนสดุ ละเอยี ดของกายเถา ในขณะเดยี วกนั กายทหี่ ยาบรองลงมา ไดแ กธ รรมกายพระอรหตั หยาบ พระอนาคามีละเอยี ด พระอนาคามหี ยาบ ... กายมนษุ ยล ะเอยี ด ... ตา งกพ็ สิ ดารกายตวั เองตอ ๆ ไป เปนธรรมกายพระอรหตั ในพระอรหตั จนสดุ ละเอยี ดเปน กายชดุ เมอ่ื พสิ ดารตอ ไปจนสดุ ละเอยี ดกายชดุ กจ็ ะมกี ายทห่ี ยาบๆ รองลงมา ตา งพสิ ดารตอ ๆ ไป เปน ธรรมกายพระอรหตั ในพระอรหตัจนสดุ ละเอยี ดเปน กายชน้ั ตอน ภาค พดื

5 - 53 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั จนในทส่ี ดุ จะเปน แตธ รรมกายพระอรหตั ในพระอรหตั เปน พดื ในพดื ปรากฏขนึ้ มาไมขาดสาย เปน การทำนโิ รธ ดบั สมทุ ยั (ไมใ ชน โิ รธสมาบตั )ิ คอื ชำระธาตธุ รรม เหน็ -จำ-คดิ -รู คอื ใจ หรอื ปหานอกศุ ลจติ ของกายในภพ ๓ สดุ กายหยาบกายละเอยี ด จนเปน แตใ จของธรรมกายพระอรหตั ทใ่ี สบรสิ ทุ ธทิ์ สี่ ดุ ธรรมกายทหี่ ยาบกจ็ ะตกศนู ย ธรรมกายพระอรหตัทสี่ ดุ ละเอยี ดทใ่ี สบรสิ ทุ ธทิ์ ส่ี ดุ จนวางอปุ าทานในขนั ธ ๕ ของกายในภพ ๓ ไดแ ลว แมเ พยี งชวั่ คราวเปน วกิ ขมั ภนวมิ ตุ ติ กจ็ ะไปปรากฏใน “อายตนะนพิ พาน” ยดึ หนว งพระนพิ พานเปน อารมณ และไดเ หน็ พระนพิ พานคอื ธรรมกายทบี่ รรลพุ ระอนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณของพระพทุ ธเจา และธรรมกายทบี่ รรลพุ ระอรหตั ตผลแลว ของพระอรหนั ตขณี าสพ ซง่ึเปน อสงั ขตธาตอุ สงั ขตธรรม และเปน วริ าคธาตวุ ริ าคธรรมแทๆ ประทบั เขา นโิ รธ สงบตลอดกนั หมด สวา งไสวดว ยธรรมรงั สขี องพระนพิ พานนบั ประมาณมไิ ด เตม็ อายตนะนพิ พานแดนเกษมทสี่ นิ้ สดุ แหง ทกุ ขท งั้ ปวง นนั้ แล พระนพิ พานทงั้ หลายเหลา นน้ั ยอ มสามารถจะสมั ผสั รไู ดด ว ยธรรมกายพระอรหตัท่ีสุดละเอียดโดยทางธรรมปฏิบัตดิ ังกลาว เม่ืออายตนะท้ังสอง คือพระนิพพานกับธรรมกายพระอรหตั ทส่ี ดุ ละเอยี ด ใสบรสิ ทุ ธิแ์ ละละเอยี ดเสมอหรอื ใกลเ คยี งกนั เทา นน้ั การเจรญิ ภาวนาตามแนววชิ ชาธรรมกาย สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ธรรมกายแลว พจิ ารณาสภาวะของสงั ขารธรรมทงั้ หลายใหร แู จง แทงตลอดในพระไตรลกั ษณ และใหเ จรญิ ปญ ญารแู จง ในพระอรยิ สจั ทงั้ ๔ แลว พสิ ดารกายสดุ กายหยาบกายละเอยี ด เปน เถา ชดุ ชน้ัตอน ภาค พดื จนธรรมกายใสละเอยี ดทส่ี ดุ ถงึ ปลอ ยความยนิ ดใี นฌานสมาบตั ิ วางอปุ าทานในเบญจขนั ธข องกายในภพ ๓ เสยี ได แมเ พยี งชว่ั คราว ดว ยวกิ ขมั ภณปหานแลว ธรรมกายทห่ี ยาบจะตกศนู ย ธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ด จะไปปรากฏในอายตนะนพิ พานเชน นี้ จงึ มสี ภาวะทเี่ ปน “นโิ รธ” ในความหมายของ “การดบั สมทุ ยั ” กลา วคอื ปหานอกศุ ลจติ ของกายในภพ ๓ อยเู สมอ จนละกเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน เหตแุ หง ทกุ ขไ ดอ ยา งถาวรเปน ลำดบั ตามระดบั ภมู ธิ รรมทป่ี ฏบิ ตั ไิ ด จนถงึ ละไดอ ยา งถาวรโดยสนิ้ เชงิ (สมจุ เฉทปหาน) การเจรญิ ภาวนานี้ มใิ ชเ ปน การเขา “นโิ รธสมาบตั ิ” หรอื “สญั ญาเวทยติ นโิ รธ” โดยการดบั สญั ญาของพระอนาคามบี คุ คลหรอื พระอรหนั ตผ ทู รงอภญิ ญาเพอื่ พกั ผอ น แตก ารเจรญิ

5 - 54 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงัภาวนานี้ เปน การทำนโิ รธใหแ จง ในความหมายของการดบั สมทุ ยั อนั นำไปสกู ารทำนพิ พานใหแ จง เพอื่ ความหลดุ พน และการเจรญิ ภาวนาเพอื่ ความหลดุ พน ในสว นนี้ จงึ จดั เปนการเจรญิ ภาวนาทมี่ ที ง้ั สมถะและวปิ ส สนาคกู นั ดว ย “ความมนี โิ รธเปน โคจร”๑๔ เมอื่ เขา ใจหวั ขอ ทง้ั ๗ ดงั กลา วแลว กจ็ ะไดอ ธบิ ายถงึ การเจรญิ สตปิ ฏ ฐาน ๔ (กายเวทนา จติ ธรรม) ตอ ไป ตอนที่ ๘ กายานุปสสนาสติปฏฐาน๑๕ (การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย ทงั้ ณ ภายในและ ณ ภายนอก) ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน น้ี จะแบง เปน ๔ ตอน คอื ๘.๑ กายานปุ ส สนา ๘.๒ วธิ เี จรญิ ภาวนา มสี ตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย ถงึ ธรรมกาย ๘.๓ วธิ เี จรญิ สมถวปิ ส สนา กายคตาสติ และนวสวี ถกิ าปพ พะ ๘.๔ มรณสต–ิ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน๘.๑ กายานุปสสนา ในการมีสติพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้ง ณ ภายในและท้ัง ณ ภายนอกน้ัน ทานจำแนกสง่ิ ทเ่ี นอ่ื งดว ยกายไว ๖ ปพ พะ (หมวด)๑๖ ในปพ พะท่ี ๖ ทา นจำแนกไว ๙ ขอ จงึ รวม๑๔ โคจรในทน่ี ้ี หมายถงึ อารมณ.๑๕ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย และพระนพิ พาน, พมิ พค รง้ั ที่ ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๔๒๕-๔๔๖.๑๖ อปุ กรณก มั มฏั ฐาน มหาสตปิ ฏ ฐานและคริ มิ านนทสตู ร (สำหรบั นกั ธรรม และธรรมศกึ ษา ชน้ั เอก), มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั พมิ พค รงั้ ที่ ๑๑ พ.ศ.๒๕๓๔ หนา ๗๐-๗๒.

5 - 55 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั(ทงั้ ๖ ปพ พะ) มี ๑๔ ขอ ดว ยกนั ดงั ตอ ไปน้ี ๘.๑.๑ อานาปานปพ พะ ขอ กำหนดดว ยลมหายใจ คอื หายใจออก เขา , ยาว สน้ั ใหร ู กำหนดอยวู า เราจกั รแู จง กองลมหายใจ ออก, หายใจเขา เราจกั ระงบั กายสงั ขารหายใจออก-หายใจเขา ๘.๑.๒ อริ ยิ าปถปพ พะ ขอ กำหนดดว ยอริ ยิ าบถ คอื เมอื่ ยนื , เดนิ , นง่ั , นอน ใหร ู หรอื ทรงกายอยอู ยา งไรกใ็ หร ตู วั อยา งนน้ั ๘.๑.๓ สมั ปชญั ญปพ พะ ขอ กำหนดดว ยความรสู กึ ตวั คอื ทำความรสู กึ ตวั ในการกา ว, การถอย, การแล, การเหลยี ว, การคเู ขา , การ เหยยี ดออก, การทรงผา นงุ หม , การกนิ , การดมื่ , การเคยี้ ว, การลมิ้ , การถา ย อจุ จาระปส สาวะ, การเดนิ , การยนื , การนงั่ , การหลบั , การตนื่ , การพดู , และในการนิ่ง ๘.๑.๔ ปฏกิ ลู มนสกิ ารปพ พะ ขอ กำหนดดว ยของไมส ะอาด (ปฏกิ ลู ) คอื ในกายนม้ี ี ผม, ขน, เลบ็ , ฟน , หนงั , เนอื้ , เอน็ , กระดกู , เยอื่ ในกระดกู , มา ม, หวั ใจ, ตบั , พงั ผดื , ไต, ปอด, ไสใ หญ, ไสท บ, อาหารใหม, อาหารเกา , ด,ี เสลด, น้ำเหลอื ง, เลอื ด, เหงอ่ื , มนั ขน , นำ้ ตา, มนั เหลว, นำ้ ลาย, น้ำมกู , ไขขอ , มตู ร (ปส สาวะ) ๘.๑.๕ ธาตมุ นสกิ ารปพ พะ ขอ กำหนดดว ยธาตุ คอื ในกายน้ี มธี าตดุ นิ ธาตนุ ำ้ ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ๘.๑.๖ นวสวี ถกิ าปพ พะ ขอ กำหนดดว ยปา ชา ๙ คอื ซากศพทต่ี ายแลว ๑-๒-๓ วนั ขนึ้ พอง มสี เี ขยี ว มนี ำ้ เหลอื งไหล ๑ ซากศพทเี่ ขาทง้ิ ไวใ นปา ชา แรง กา นกตะกรมุ เปน ตน จกิ กดั กนิ ๑ ซากศพทเี่ ปน รา งกระดกู ยงั มเี นอ้ื เลอื ด มเี สน เอน็ รงึ รดั ๑ ซากศพทไี่ มม เี นอื้ แตย งั เปอ นเลอื ด มเี สน เอน็ รงึ รดั ๑ ซากศพทป่ี ราศจากเนอื้ เลอื ด ยงั มเี สน เอน็ รงึ รดั ๑

5 - 56 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ซากศพทเี่ ปน กระดกู ปราศจากเสน เอน็ รงึ รดั มกี ระดกู เรย่ี รายไปในทศิ ตา งๆ เปน ตน ๑ ซากศพทเี่ ปน กระดกู สขี าว เหมอื นสงั ข ๑ ซากศพทม่ี กี ระดกู เปน กองๆ ลว งปไ ปแลว ๑ ซากศพทเ่ี ปน กระดกู ผปุ น ๑๘.๒ วธิ เี จรญิ ภาวนา มสี ตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย ถงึ ธรรมกาย ๘.๒.๑ ขนั้ สมถกมั มฏั ฐาน ใหก ำหนดบรกิ รรมนมิ ติ เปน เครอ่ื งหมายดวงแกว กลมใส ใหใ จ (ความเหน็ ดว ยใจ-ความจำ-ความคดิ -ความร)ู อยใู นกลางดวงทใ่ี ส คอื ใหน กึ เหน็ จดุ เลก็ ใส (ขนาดประมาณเทา เมลด็ โพธิ์ เมลด็ ไทร) กลางดวงทใ่ี ส ตรงปากชอ งจมกู (หญงิ ซา ย-ชายขวา) พรอ มกบั ใหก ำหนดบรกิ รรมภาวนาวา “สมั มาอรหงั ๆๆ” ตรงศนู ย กลางดวงแกว เพอื่ ประคองใจใหส งบ ใหห ยดุ ใหน งิ่ ตรงนเี้ ปน ฐานทตี่ ง้ั ของใจ ฐานท่ี ๑ เปน ปากชอ งทางลม คอื ตน ทางลมหายใจเขา ออก ใหส งั เกตลมหายใจ เขา -ออก กระทบหรอื ผา นดวงแกว ดว ย จะนกึ เหน็ ดวงแกว ไดช ดั เจนงา ยขนึ้ เรว็ ขนึ้ แลว ใหเ ลอื่ นดวงแกว กลมใสนน้ั เขา ไปในชอ งจมกู แลว เลอ่ื นขน้ึ ไปตรงๆ ชา ๆ โดยทใี่ จไมเ คลอื่ นจากจดุ เลก็ ใสกลางดวงใสนน้ั ไปหยดุ นง่ิ ที่หวั ตาดา นใน (หญงิ ซาย-ชายขวา) บริกรรมภาวนาตรงกลางของกลางจุดเล็กใสนั้นวา “สัมมา อรหงั ๆๆ” นเ้ี ปน ฐานทตี่ งั้ ของใจ ฐานท่ี ๒ แลว เลอื่ นดวงแกว กลมใสนนั้ เขา ไปตรงๆ ไปหยดุ นงิ่ ตรงศนู ยก ลางกก๊ั ศรี ษะ เปน ฐานทตี่ งั้ ของใจ ฐานท่ี ๓ บรกิ รรมภาวนากำกบั ไวว า “สมั มาอรหงั ๆๆ” มอี บุ ายวธิ ที จ่ี ะชว ยใหใ จ (ความเหน็ ดว ยใจ-ความจำ-ความคดิ -ความร)ู ทชี่ อบ แตจ ะฟงุ ซา นออกไปขา งนอกตวั ใหร วมลงหยดุ ณ ภายในไดง า ย คอื ใหเ หลอื บ ดวงตากลบั ไปขา งหลงั เหมอื นทเี่ ราเหน็ เดก็ ทารก เวลาทหี่ ลบั สนทิ (จติ ตกศนู ย)

5 - 57 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงัจะเหน็ ดวงตาของเดก็ นน้ั หมนุ กลบั ไปขา งหลงั เหมอื นกำลงั ชกั จะตาย อยา งนน้ั แหละ แลว นกึ เลอื่ นดวงกลมใสสวา ง (ใจไมเ คลอ่ื นจากจดุ เลก็ ใส) ลงไปตรงๆ ชา ๆ ไปหยดุ นงิ่ ทเ่ี พดานปาก นฐี่ านทตี่ งั้ ของใจ ฐานที่ ๔ ซงึ่ เปน ทางลมหายใจเขา ออกนนั้ เอง บรกิ รรมภาวนากำกบั ไวว า “สมั มาอรหงั ๆๆ” แลว เลอื่ นดวงกลมใสสวา งนน้ั ลงไปตรงๆ ชา ๆ ไปหยดุ นง่ิ ทีป่ ากชอ งลำคอเปน ฐานทต่ี ง้ั ของใจ ฐานที่ ๕ กำหนดบรกิ รรมภาวนาวา “สมั มาอรหงั ๆๆ” พรอ มกบั ใหส งั เกตลมหายใจเขา ออก ทผ่ี า นและกระทบดวงแกว ดว ย จะไดเ หน็ ดวงแกวชดั ขนึ้ แลว ใหน กึ เลอ่ื นดวงกลมใสสวา งนนั้ ลงไปตรงๆ ชา ๆ ไปหยดุ นงิ่ ตรงทส่ี ดุ ลมหายใจเขา ออก ตรงระดบั สะดอื พอดี นเ้ี ปน ฐานทตี่ ง้ั ของใจ ฐานที่ ๖ กำหนดบรกิ รรมภาวนาวา “สมั มาอรหงั ๆๆ” ประคองใจใหห ยดุ นงิ่ ตรงนน้ั แลว ใหน กึ เลอื่ นดวงแกว กลมใสถอยกลบั คนื ขนึ้ มาอกี ประมาณ ๒ องคลุ มี อื(๒ นว้ิ มอื ) ใหห ยดุ นงิ่ ตรงนี้ นเี่ ปน ฐานทตี่ งั้ ของใจ ฐานที่ ๗ ใหก ำหนดวา นเ้ี ปนทตี่ ง้ั ถาวรของใจ เพราะเวลาทส่ี ตั วจ ะไปเกดิ มาเกดิ (มาตง้ั ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณทม่ี ดลกูมารดา) กจ็ ะมา “เขา สบิ -เขา ศนู ย” คอื จะมาหยดุ ตรงศนู ยก ลางกายฐานที่ ๗ นี้ หลวงพอ วดั ปากน้ำทา นจงึ ไดก ลา ววา “เขา สบิ แลว เหน็ ศนู ย” คอื มาหยดุนงิ่ ตรงศนู ยก ลางกายนี้ แลว จติ ดวงเดมิ จะตกศนู ยไ ปยงั ศนู ยก ลางกายฐานท่ี ๖ จติ ดวงใหมใ สแจม จะปรากฏขนึ้ ทตี่ รงศนู ยก ลางกายฐานท่ี ๗ นี้ หรอืเมอ่ื จะมาเกดิ จะดบั (ตาย) จะหลบั หรอื จะตน่ื หรอื เวลาทจี่ ติ เปลย่ี นวาระกเ็ ปลย่ี นตรงนี้ คือ ใจ (ดวงเหน็ -ดวงจำ-ดวงคดิ -ดวงร)ู ดวงเดมิ ทต่ี ง้ั ซอ นอยูตรงกลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายดวงเดมิ จะตกศนู ยล งไปยงั ศนู ยก ลางกายฐานที่ ๖ แลว ใจดวงใหมซ งึ่ ตง้ั ซอ นอยตู รงกลางดวงธรรมดวงใหมจ ะลอยเดน ขน้ึ มาตรงศนู ยก ลางกายฐานท่ี ๗ น้ี กอ นจะทำหนา ที่ (ไปเกดิ -หลบั สนทิหรอื ไปฝน -ตนื่ หรอื ใหป ฏบิ ตั ทิ างกาย-วาจา-ใจ) ตอ ไป

5 - 58 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั จะไปด-ี ไปชว่ั ไปนรก ไปสวรรค หรอื จะไปนพิ พาน กไ็ ปตรงนี้ จติ เปลยี่ นวาระเปลยี่ นภพเปลยี่ นภมู ติ รงศนู ยก ลางกายฐานท่ี ๗ นเี้ อง แตถ า จะไปดี ไปมรรค ผล นพิ พาน กต็ อ งหยดุ ตอ งนงิ่ คอื ใหห ยดุ ทำชว่ัใหห ยดุ สงั ขาร คอื หยดุ ปรงุ แตง ถา อยากจะไปไมด ี กป็ ลอ ยใหจ ติ ฟงุ ซา นออกนอกตวั ไป ออกไปยดึ ไปเกาะอารมณภ ายนอกใหเ กดิ กเิ ลส แลว กใ็ หด ลจติดลใจใหป ฏบิ ตั ติ ามอำนาจของกเิ ลสไป หลวงพอ วดั ปากน้ำ ทา นจงึ วา “ถา วา [อยาก] จะเกดิ กเ็ ดนิ นอกออกไป ถาวา [อยาก] จะไมเ กดิ กใ็ หเ ดนิ ในเขา ไป หยดุ เขา ไว” และวา “หยดุ นน่ั แหละเปน ตวั สำเรจ็ [ใหถ งึ มรรค ผล นพิ พาน]” เพราะฉะนน้ั บดั นเี้ ราจะเขา สมถะใหไ ดผ ลจรงิ ๆ ตอ ง “หยดุ ” ตอ แตน ไ้ี ปใหร วมใจ (ความเหน็ ดว ยใจ-ความจำ-ความคดิ -ความร)ู ใหห ยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆ จดุ เลก็ ใส กลางดวงใส ตรงศนู ยก ลางกายฐานที่ ๗ เหนอืระดบั สะดอื ๒ นวิ้ มอื นไี้ วใ หม นั่ ซา ย-ขวา-หนา -หลงั -ลา ง-บน ไมไ ป ประคองใจใหห ยดุ ใหห ยดุ กลางของหยดุ นงิ่ ตรงกลางของกลางๆๆ ดวงใสนนั้ ไว บรกิ รรมภาวนา (นกึ ทอ งในใจ) วา “สมั มาอรหงั ๆๆๆ” สบิ ครง้ั รอ ยครงั้ พนั ครงั้ ตรงกลางของกลางของกลางๆๆ ดวงนนั้ ใหใ จหยดุ นงิ่ ตรงนน้ั ขณะกำหนดบริกรรมนิมิต (นึกเห็นดวยใจ) และกำหนดบริกรรมภาวนา(นกึ ทอ งในใจ) วา “สมั มาอรหงั ๆๆ” อยนู น้ั พงึ มสี ตเิ หน็ ลมหายใจเขา -ออก ท่ีผา นและกระทบดวงกลมใสดว ย จะไดเ หน็ ดวงกลมใสชดั เรว็ ขน้ึ เพราะทใี่ หกำหนดบรกิ รรมนมิ ติ ตรงศนู ยก ลางกายน้ี ศนู ยก ลางดวงกลมใสตงั้ อยตู รงกลางเสน ทางลมหายใจเขา -ออกพอดี แตไ มต อ งตามลม คอื เพยี งใหม สี ตริ -ู เหน็ ลมหายใจเขา -ออก ผา นหรอื กระทบดวงกลมใสนเี้ ทา นนั้ กพ็ อ จะชว ยใหเ หน็ ดวงกลมใสชัดเร็วข้ึน คอยมี “สติ” ระลกึ องคบ รกิ รรมนมิ ติ และบรกิ รรมภาวนาไดอ ยเู สมอ ใหใ จ

5 - 59 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงัจดจอ อยเู สมอ และมี “สมั ปชญั ญะ” รสู กึ ตวั พรอ ม ไมเ ผลอ ปลอ ยใหใ จตกอยใู นอำนาจของกิเลสนิวรณ เชน งวง หลับใน หรือฟุงซานไปในเรื่องอ่ืนนอกพระกมั มฏั ฐาน เปน ตน ตอ งทำใจใหส วา งเหมอื นกลางวนั (กำจดั /ขม ความงว ง)และคอยประคองใจใหอ ยใู นองคบ รกิ รรมนมิ ติ บรกิ รรมภาวนา ดว ยใจจดจอตอ เนอ่ื งกนั ไปเรอื่ ย จนใจคอ ยๆ สงบ คอ ยๆ หยดุ นง่ิ ลมหายใจจะละเอยี ดและสนั้ เขา ๆ จนใจหยดุ นงิ่ สนทิ จะปรากฏ “ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กาย” หรอื“ดวงปฐมมรรค” หรอื “ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” ซงึ่ มใี จ (ดวงเหน็ -ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู) ดวงใหมท่ีใสแจม ปรากฏขึ้น ขนาดมาตรฐานเบื้องตนประมาณเทา ฟองไขแ ดงของไขไ ก ขนาดโตเทา ดวงจนั ทร- ดวงอาทติ ย สงบและสงดั จากกเิ ลสนวิ รณเ ครอื่ งกนั้ ปญ ญา พระโยคาวจรผเู จรญิ สมถภาวนาในขน้ั น้ี มอี านาปานสตเิ ปน องคป ระกอบรว มดว ยตลอด จนถงึ ลมหายใจละเอยี ด หนกั เขา ๆ จนใจหยดุ ใจนง่ิ สงบและสงัดจากกิเลสนิวรณเครื่องกั้นปญญา นอกจากนี้ การเจรญิ สมถภาวนาในขน้ั นี้ ยงั มสี ตสิ มั ปชญั ญะพจิ ารณาเหน็ธรรมในธรรม คอื นวิ รณ ๕ ไดแ ก ถนี มทิ ธะ ๑ วจิ กิ จิ ฉา ๑ พยาบาท ๑ อทุ ธจั จ-กกุ กจุ จะ ๑ กามฉนั ทะ ๑ พรอ มดว ยอบุ ายวธิ ปี อ งกนั แกไ ขมใิ หก เิ ลสนวิ รณเ กดิขนึ้ เปน อปุ สรรคของสมาธิ เพอ่ื รวมใจใหห ยดุ นงิ่ สนทิ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ คอือาศยั “อาโลกกสณิ ” ในขนั้ อคุ คหนมิ ติ มาเปน บรกิ รรมนมิ ติ (นกึ ใหเ หน็ ดว ยใจ)กบั พทุ ธานสุ สติ เปน องคบ รกิ รรมภาวนา (นกึ ทอ งในใจ) วา “สมั มาอรหงั ๆๆๆ”และใหน อ มพระพทุ ธคณุ คอื พระปญ ญาคณุ จากคำวา “สมั มา” (ยอ จาก สมั มา-สมั พทุ โธ คอื พระผตู รสั รอู รยิ สจั ๔ แลว เองโดยชอบ) และพระวสิ ทุ ธคิ ณุ จากคำวา “อรหงั ” (ซงึ่ แปลวา พระผไู กลจากกเิ ลสและบาปธรรมทงั้ ปวง) มาสใู จเราใหบ รสิ ทุ ธ์ิ ผอ งใส ตามรอยบาทพระพทุ ธองค รว มกนั ทง้ั หมดอกี ดว ย จึงเปน อารมณส มถกมั มฏั ฐานทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู มาก

5 - 60 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั๘.๒.๒ ขน้ั อนปุ ส สนา (ถงึ ธรรมกาย) เมอื่ พระโยคาวจรกำหนดองคบ รกิ รรมนมิ ติ และองคบ รกิ รรมภาวนาคกู นั ดว ยสตสิ มั ปชญั ญะทม่ี น่ั คง เพอ่ื ประคองใจใหห ยดุ นง่ิ ตรงศนู ยก ลางกายฐาน ที่ ๗ อยนู นั้ ใจ (ความเหน็ ดว ยใจ-ความจำ-ความคดิ -ความร)ู จะคอ ยๆ สงบ ลงๆ พรอ มกบั ลมหายใจเขา ออกจะคอ ยๆ สน้ั เขา ๆๆ จนละเอยี ดหนกั และ หยดุ นง่ิ สนทิ จะปรากฏ “ดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กาย” หรอื “ดวงปฐมมรรค” (หนทางเบอ้ื งตน ไปสมู รรค ผล นพิ พาน) หรอื “ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” ใสสวา งขน้ึ มา นน้ั “ใจ” (ดวงเหน็ -ดวงจำ-ดวงคดิ -ดวงร)ู ดวงเดมิ ทถ่ี อื เอาปฏภิ าคนมิ ติ (พฒั นา จากบรกิ รรมนมิ ติ เปน อคุ คหนมิ ติ และเปน ปฏภิ าคนมิ ติ ) ไดน นั้ จะตกศนู ย พรอ ม กบั ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายดวงเดมิ ทใี่ จนน้ั ตงั้ ซอ นอยู ไดล ะปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ แลว จงึ ปรากฏ “ดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กาย” หรอื “ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” ดวงใหม ซง่ึ มใี จดวงใหมซ อ นอยใู สแจม ปรากฏขน้ึ เปน ใจทบ่ี รสิ ทุ ธ์ิ ผอ งใส จากกเิ ลสนวิ รณเ ครอื่ งกน้ั ปญ ญา ออ นโยนควรแกง าน สมาธใิ นขนั้ นเี้ ปน อัปปนาสมาธิ เปนสมาธิในระดับปฐมฌานขึ้นไป (แตละคนไมเทากัน เพราะ สมาธนิ ทรยี ท อ่ี บรมมาแกก ลา ไมเ ทา กนั ) เมอ่ื หยดุ นง่ิ กลางของกลางดวงธรรมนี้ จะเหน็ ภายในดวง ประกอบดว ย ดวงเลก็ ๆ หรอื ศนู ย ๕ ศนู ย คอื ศนู ยก ลาง-หนา -ขวา-หลงั -ซา ย ศนู ยข า ง หนาคือธาตุละเอียดของ “ธาตุน้ำ” ทำหนาท่ีควบคุมสวนที่เปนของเหลวใน รา งกายใหอ ยใู นสภาวะพอเหมาะ ศนู ยข า งขวาคอื ธาตลุ ะเอยี ดของ “ธาตดุ นิ ” ทำหนา ทค่ี วบคมุ สว นทหี่ ยาบแขง็ ศนู ยข า งหลงั คอื ธาตลุ ะเอยี ดของ “ธาตไุ ฟ” ทำหนา ทค่ี วบคมุ อณุ หภมู ิ ศนู ยข า งซา ยคอื ธาตลุ ะเอยี ดของ “ธาตลุ ม” ทำหนา ที่ ควบคมุ ลมปราณทป่ี รนเปรออยใู นรา งกาย ใหอ ยใู นสภาวะพอเหมาะ เหลา น้ีเปน ธาตลุ ะเอยี ดของมหาภตู รปู ๔ ศนู ยต รงกลางเปน “อากาศธาตุ” ควบคมุ ชอ งวา งภายในรา งกายใหอ ยใู นสภาวะพอเหมาะ ตรงกลางอากาศธาตุ เปน

5 - 61 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั “วญิ ญาณธาต”ุ เหน็ เปน ดวงใสประมาณเทา เมลด็ โพธเิ์ มลด็ ไทร ทเ่ี ปน มาตง้ั แต มาตงั้ ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ เปน “กลลรปู ” ทม่ี ดลกู ของมารดา และเจรญิ เตบิ โตมา เปนกาย-ใจ-จิต-วิญญาณ เปนทารกในครรภ ดวงธรรมน้ีก็ต้ังอยูตรงกลาง กำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ ของตวั เอง ตรงศนู ยก ลางกายนี้ นเี่ อง เม่ือธาตุทั้ง ๖ คือ ธาตุละเอียดของธาตุน้ำ-ดิน-ไฟ-ลม-อากาศ และ วญิ ญาณธาตุ ยงั ไมป ระชมุ พรอ มกนั อยา งนี้ ปฐมมรรคกไ็ มเ กดิ หลวงพอ ได ปฏบิ ตั ริ -ู เหน็ ดว ยตาหรอื ญาณธรรมกาย ทา นจงึ กลา ววา “ศนู ยก ลางคอื อากาศธาตุ เครอื่ งหมายทใี่ สสะอาดลอยอยกู ลางชอ งอากาศ พรอ มดว ยความรู ทเ่ี รยี กวา “วญิ ญาณธาตุ” ศนู ยข า งหนา คอื ธาตนุ ำ้ ศนู ย ขา งขวาคอื ธาตดุ นิ ศนู ยข า งหลงั คอื ธาตไุ ฟ ศนู ยข า งซา ย คอื ธาตลุ ม นยิ ม พรอ มดว ยธาตทุ ง้ั ๖ เมอื่ แรกเกดิ มากพ็ รอ มดว ยธาตทุ ง้ั ๖ เมอ่ื ไปเกดิ กพ็ รอ ม ดว ยธาตทุ งั้ ๖ ธาตไุ มป ระชมุ พรอ มกนั ปฐมมรรคกเ็ กดิ ไมไ ด เมอ่ื ไมม ปี ฐมมรรค มรรคผลนพิ พานกไ็ ปไมถ กู เหตนุ จ้ี งึ ตอ งทำปฐมมรรคใหเ กดิ ขนึ้ ”๑๗ น้ีคอื การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ ทงั้ กายในกาย เหน็ จติ ในจติ และทง้ั เหน็ ธรรม ในธรรม (เบอ้ื งตน ) คอื เหน็ ธาตลุ ะเอยี ดเมอ่ื มาตง้ั ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณเปน กลลรปู ทมี่ ดลกู มารดา แลว เจรญิ เตบิ โตเปน กาย-ใจ-จติ -วญิ ญาณ เปน เดก็ ทารกใน ครรภม ารดา แลว คลอดออกมา เจรญิ เตบิ โตมาถงึ บดั น้ี กด็ ว ยวา ธาตลุ ะเอยี ด ที่เปนกลลรูปน้ันเองเปนท่ีตั้งที่รวมธาตุละเอียดของขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อนิ ทรยี  ๒๒ อรยิ สจั ๔ และ ปฏจิ จสมปุ บาทธรรม ๑๒ ซ่ึงตงั้ ซอ น กนั อยเู ปน ชน้ั ๆ กนั เขา ไปขา งใน ตรงกลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ น้ี๑๘ พรอ ม ดว ยบนั ทกึ ผลของกรรมเดมิ ทไ่ี ดเ คยทำมาทงั้ ดแี ละชวั่ ทกี่ ำลงั ปรงุ แตง ใหผ ลใน ปฏสิ นธิและกำลงั จะใหผ ลในปวตั ตกิ าลตอ ๆ ไป เฉพาะธาตลุ ะเอยี ดของรปู ขนั ธ ขยายสว นหยาบออกมาเปน “ดวงกาย”๑๗ พระมงคลเทพมนุ ี (สด จนทฺ สโร), วชิ ชามรรคผลพสิ ดาร ๑ : สถาบนั พทุ ธภาวนาวชิ ชาธรรมกาย อ.ดำเนนิ สะดวก จ.ราชบรุ ี และโครงการธรรมปฏบิ ตั เิ พอื่ ประชาชน วดั ปากนำ้ ภาษเี จรญิ , พ.ศ.๒๕๓๐, หนา ๓.๑๘ มรี ายละเอยี ดใน พระมงคลเทพมนุ ี (สด จนทฺ สโร), วชิ ชามรรคผลพสิ ดาร ๑ ทอี่ า งถงึ แลว , หนา ๓.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook