พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนา ท่ี 652 เม่อื เบ่ือหนา ยในสงั ขารทงั้ ปวง ความเปน ผูใ ครจะพน ออกไปจากสังขารนน้ั ยอมมีขนึ้ . นชี้ อื่ วา มญุ จิตุกามยตาญาณ. การยกสงั ขารเหลา นนั้ ขนึ้ สูพระไตรลกั ษณ แลว พิจารณาดวยปฏ-ิสงั ขานปุ สสนาญาณ เพอ่ื จะพนจากสังขารนั้น ชอ่ื วา ปฏสิ ังขานุปสสนา-ญาณ. พระโยคาวจรนัน้ ยกสังขารทงั้ หลายข้ึนสูพระไตรลกั ษณอยางน้ีแลวกําหนดอยซู ึ่งสังขารทั้งหลาย ไมยึดถอื วาเปนตนหรอื เน่ืองดว ยตนเพราะเหน็ ชดั ซึง่ ความเปนอนตั ตลักษณะในสังขารเหลา นัน้ ละความกลวัและความเพลดิ เพลินในสังขารทงั้ หลาย เปนผวู างเฉยเปน กลางในสงั ขารท้งั หลาย ไมยดึ ถือวา เรา หรอื ของเรา เปน ผูวางเฉยในภพทง้ั ๓. น้ีชือ่ วา สังขารเุ ปกขาญาณ. ก็สังขารเุ ปกขาญาณน้นั หากวา พระโยคาวจรเห็นนิพพานเปนทางสงบโดยความสงบ สละความเปน ไปแหง สงั ขารท้ังปวงแลว แลนไป นอมไปในนพิ พาน หากไมเห็นนพิ พานโดยความเปนธรรมชาตสิ งบ เปนญาณมีสงั ขารเปนอารมณเ ทา นน้ั ยอมเปนไปบอ ย ๆ ดวยอํานาจแหง อนุปส สนา๓ อยา ง คอื อนิจจานปุ ส สนา ทกุ ขานุปสสนา หรืออนตั ตานุปสสนา.อนึ่ง สงั ขารเุ ปกขาญาณน้ัน เม่อื ตง้ั อยอู ยา งน้ีกถ็ งึ ความเปน ไปแหงวโิ มกข๓ อยางตงั้ อย.ู อนุปส สนา ๓ อยา ง ทา นเรียกวา วิโมกขมุข คอื ทางแหงวิโมกข ๓. ในวิโมกข ๓ อยา งนี้ พระโยคาวจรมนสิการโดยความเปน ของ
พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนาที่ 653ไมเท่ยี ง เปน ผมู ากไปดว ยความนอ มใจเช่ือ ยอมไดเ ฉพาะ อนิมิตต-วิโมกข. เม่ือมนสิการโดยความเปนทกุ ข เปนผมู ากไปดว ยปสสทั ธิ ยอมไดเฉพาะ อัปปณิหิตวโิ มกข. เม่อื มนสิการโดยความเปนอนตั ตา เปนผูม ากไปดวยความรัก ยอ มไดเฉพาะ สุญญตวโิ มกข. พึงทราบความในวโิ มกขน ีต้ อไป อริยมรรคทํานพิ พานใหเปนอารมณ เปน ไปแลวโดยอาการหานมิ ติ มไิ ด ชือ่ วา อนิมิตตวโิ มกข.จรงิ อยู อริยมรรคนน้ั ช่ือวา หานมิ ิตไมได เพราะเกดิ ขนึ้ ดวยธาตอุ นั ไมมีนมิ ติ และช่อื วา วโิ มกข เพราะพน จากกเิ ลสทง้ั หลาย. โดยนัยนี้เหมอื นกัน อรยิ มรรคนั้นทํานพิ พานใหเ ปน อารมณเ ปนไปแลวโดยอาการหาทต่ี ั้งมไิ ด ชอ่ื วา อัปปณิหติ วิโมกข. พงึ ทราบวา อริยมรรคทาํ นิพพานใหเ ปนอารมณ เปนไปแลวโดยอาการเปน ของสญู ชอ่ื วา สุญญตวโิ มกข. วปิ ส สนาของกุลบตุ รผบู รรลุสังขารเุ ปกขาญาณ ยอมถึงความสดุ ยอด.วฏุ ฐานคามนิ วี ิปส สนา คอื การวางเฉยในสงั ขารอยางแรงกลา ยอ มเกดิข้ึนแกพระโยคาวจรผเู สพสงั ขารเปกขาญาณนั้น. มรรคจักเกดิ ขึ้นแกพระโยคาวจรน้ัน เพราะเหตนุ ้นั พระโยคาวจรวางเฉยในสังขาร พจิ ารณาสงั ขารทง้ั หลายวา ไมเ ทีย่ งก็ดี เปนทุกขกด็ ี เปน อนัตตากด็ ี ยอมหยัง่ ลงสูภวงั ค มโนทวาราวชั ชนะยอมเกดิ ข้นึ ในลาํ ดบั ตอ จากภวังค เพราะมนสกิ ารโดยอาการไมเท่ยี งเปน ตน ตามนยั ทก่ี ลาวมาแลวในสงั ขารุเปกขาญาณ.เม่ือพระโยคาวจรมนสิการอยอู ยางนั้น ปฐมชวนจติ ยอ มเกิดข้ึน ปฐม-
พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 654ชวนจติ นน้ั เรยี กวา บรกิ รรม. ตอจากบริกรรมนั้น ทุตยิ ชวนจิตยอมเกิดขน้ึ เหมอื นอยา งนนั้ ทุติยชวนจิตน้นั เรียกวา อุปจาร. แมต อจากอปุ จารนั้น ตตยิ ชวนจติ ยอมเกิดขน้ึ เหมือนอยางนนั้ ตตยิ ชวนจิตน้นัเรยี กวา อนุโลม. น้เี ปน ชอื่ เรยี กแยกกนั ของจิตเหลานัน้ แตโดยไมต า งกนัชวนจิต ๓ ดวงนท้ี านเรยี ก อาเสวนะบาง บรกิ รรมบาง อปุ จารบา งอนโุ ลมบา ง ก็อนโุ ลมญาณนี้เปน ญาณสดุ ทา ยของวปิ ส สนา อนั เปนวฏุ ฐานคามินี มสี ังขารเปนอารมณ. แตโดยตรงโคตรภูญาณเทา นัน้ ทานเรียกวา เปน ทส่ี ดุ ของวิปสสนา. ตอจากนนั้ โคตรภญู าณเมือ่ กระทํานโิ รธคอื นพิ พานใหเปน อารมณ กาวลวงโคตรปถุ ุชน หยง่ั ลงสูอริยโคตร เปนธรรมชาตนิ อ มไปในนพิ พานอารมณเ ปน คร้งั แรก อนั ไมเ ปน ไปในภพอีกยอมบังเกิดขน้ึ . แตญ าณนไี้ มจัดเปน ปฏิปทาญาณทัสสนวิสทุ ธิ และญาณ-ทัสสนวิสุทธเิ ปน อัพโภหารกิ ในระหวา งญาณทงั้ สองเทานน้ั . เพราะญาณนี้ตกไปในกระแสแหงวปิ ส สนา จึงถึงการนับวาเปนปฏปิ ทาญาณทัสสน-วิสทุ ธิหรอื วปิ สสนา. เมอื่ โคตรภูญาณกระทํานพิ พานใหเปน อารมณด บั ไปแลว โสดาปต ตผลซึง่ ทํานพิ พานใหเ ปน อารมณ โดยสญั ญาทีโ่ คตรภญู าณน้ันใหแ ลว กาํ จัดสงั โยชนค ือทฏิ ฐสิ ังโยชน สีลพั พตปรามาสสงั โยชนวิจกิ ิจฉาสังโยชนยอมเกดิ ขึ้น. ในลาํ ดบั ตอจากนั้น ผลจิตสองหรือสามขณะอันเปน ผลแหงโสดาปต ติมรรคนน้ั นน่ั แหละยอมเกดิ ขึน้ เพราะผลจติเปนวิบากในลําดบั ตอ จากโลกุตรกุศล. ในทีส่ ดุ แหงผลจิต มโนทวารา-วัชชนจิตของพระโยคีน้นั เพราะตัดภวังคทีเ่ กดิ ข้นึ แลว ยอ มเกดิ ขนึ้ เพื่อพิจารณา. พระโยคนี ้ันยอมพจิ ารณามรรควา เรามาแลว ดวยมรรคนี้หนอ
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 655แตน้ันพิจารณาผลวา เราไดอานสิ งสน แ้ี ลว. แตน ้ันพจิ ารณากเิ ลสที่ละไดแ ลว วา กเิ ลสเหลาน้ันเราละไดแลว . แตน ้ันพจิ ารณากเิ ลสท่จี ะพึงฆาดวยมรรคเบอ้ื งบน ๓ วา กเิ ลสเหลา น้ยี งั เหลืออยู. ในที่สดุ พจิ ารณาอมต-นพิ พานวา ธรรมนีอ้ นั เราแทงตลอดแลว. การพิจารณา ๕ อยางยอมมแี กพ ระโสดาบันน้ันดว ยประการฉะน้.ี ในท่สี ุดแหงสกทาคามผิ ลและอนาคามิผลกเ็ หมือนกนั . แตใ นทส่ี ดุ แหง อรหตั ผลไมม กี ารพจิ ารณากิเลสทเ่ี หลอื . การพจิ ารณาทัง้ หมดมี ๑๙ อยาง ดังน.ี้ พระโยคาวจรน้นั ครน้ั พจิ ารณาอยางนีแ้ ลว กน็ ง่ั บนอาสนะนั้นน่ันเอง เห็นแจง โดยนยั ท่ีกลา วแลว กระทาํ กามราคะและพยาบาทใหเบาบาง ยอมบรรลุ ทตุ ยิ มรรค. ในลาํ ดับตอจากทุตยิ มรรคน้ันก็บรรลุผลโดยนัยทกี่ ลา วแลว นนั่ แล. แตน ั้น พระโยคาวจรทาํ การละกามราคะและพยาบาทไมใ หม สี วนเหลอื โดยนัยที่กลา วแลว ยอ มบรรลุ ตติยมรรค และบรรลุตติยผลตามนัยดังกลา วแลว. แตนั้น ณ อาสนะนน้ั เอง พระโยคาวจรเห็นแจงโดยนยั ทกี่ ลาวแลวทาํ การละรปู ราคะ อรูปราคะ มานะ อทุ ธัจจะ และอวิชชา ไมใ หม ีสวนเหลือ ยอ มบรรลุ จตุตถมรรค และบรรลุจตุตถผลโดยนัยท่กี ลา วแลว .โดยเหตเุ พยี งเทา น้ี พระโยคาวจรนั้นกเ็ ปนพระปจ เจกสมั พทุ ธเจา ผูอรหนั ตมหาขณี าสพ. ญาณในมรรค ๔ เหลา น้ี ชอ่ื วา ญาณทสั สนวิสุทธิ ดวยประการฉะน.้ี ดว ยคํามีประมาณเทา นี้ ดวยสองบาทคาถานว้ี า สพฺเพสุ ภเู ตสุนิธาย ทณฺฑ อเหย อฺ ตรฺ มปฺ เตส บคุ คลวางแลวซง่ึ อาชญาใน
พระสุตตันตปฎก ขุททกนกิ าย จูฬนิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 656สตั วทั้งปวง ไมเ บียดเบยี นสตั วเหลานัน้ แมแตผ ใู ดผูห นึ่ง เปนอันพระ-ปจ เจกสัมพทุ ธเจา กลา วถงึ ศลี วิสุทธิ เพราะกลา วถงึ ศีลมีปาติโมกขสังวรเปน ตน . ดวยบาทคาถานี้วา น ปตุ ฺตมจิ เฺ ฉยยฺ กโุ ต สหาย ไมพึงปรารถนาบุตร จกั ปรารถนาสหายแตไ หน เปน อนั ทานกลา วถงึ จติ ตวสิ ทุ ธิ เพราะกลาวถึงเมตตาเปนตน ดว ยการเวน จากความกระทบกระทง่ั และความยินดี.ดวยบทน้วี า เอโก จเร ขคคฺ วิสาณกปฺโป พงึ เปน ผูเดียวเทย่ี วไปเหมือนนอแรดฉะน้นั เปน อนั ทานกลา วถงึ ทิฏฐวิ สิ ทุ ธิ เพราะกลา วถงึ การกาํ หนดนามรปู เปนตน. วสิ ุทธิ ๓ ขา งตนท่ีกลาวแลว วสิ ทุ ธิ ๔ ประการคอื กงั ขาวิตรณวิสุทธิ ๑ มคั คามคั คญาณทสั สนวิสทุ ธิ ๑ ปฏปิ ทา-ญาณทัสสนวสิ ุทธิ ๑ ญาณทสั สนวิสทุ ธิ ๑ เปน อนั ทานกลาวไวแลว(ครบ ๗ ประการ) นเ้ี ปน เครอ่ื งช้ใี หเ หน็ เพียงหวั ขอ ในวิสทุ ธิ ๗ น.้ี แตผปู รารถนาความพิสดาร พึงดวู สิ ทุ ธิมรรคแลว ถือเอาเถิด. ดว ยเหตุประมาณเทาน้ี พระปจ เจกสัมพทุ ธเจาองคน ี้ มีปกติอยูต ามสบายในทิศทัง้ ๔ ไมม ีความขัดเคอื ง ยินดดี ว ยปจจัยตามมีตามได ครอบงาํ อันตรายทง้ั หลาย ไมห วาดสะดงุ พงึ เทย่ี วไปผเู ดยี วเหมอื นนอแรดฉะนน้ั . เพราะเหตนุ ั้น พระปจ เจกสมั พุทธเจาจงึ ถงึ ความเปนทร่ี ักของสกุลท้งั หลายเปนตน เขา ไปสําราญอยยู งั ภูเขาคนั ธมาทน ในบททั้งปวงก็มีความอยางน้ี. จบอรรถกถานิทเทสแหงคาถาท่ี ๑ ในอรรถกถาขัคควสิ าณสตุ ตนทิ เทส
พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 657 คาถาท่ี ๒ ๒) ส สคคฺ ชาตสสฺ ภวนฺติ เสนฺ หา เสนฺ หนฺวย ทุกขฺ มิท ปโหติ อาทนี ว เสนฺ หช เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควสิ าณกปฺโป. ความเยอ่ื ใยยอ มมีแกบุคคลผเู ก่ยี วของกัน ทุกขน ้ี ยอ มเกิดตามความเยอื่ ใย บุคคลเลง็ เห็นโทษอนั เกิดแต ความเยื่อใย พึงเท่ยี วไปผเู ดียวเหมือนนอแรดฉะน้ัน. พึงทราบวินจิ ฉัยในคาถาท่ี ๒ ดงั ตอ ไปน้ี. บทวา ส สคฺคชาตสสฺ คอื บุคคลผูม คี วามเกี่ยวของ. ในบทวาส สคคฺ ชาตสสฺ นน้ั พงึ ทราบวา ความเก่ียวขอ งมอี ยู ๕ อยา ง คอื ทสั สน-สังสัคคะ ๑ สวนสังสัคคะ ๑ กายสังสัคคะ ๑ สมลุ ลปนสังสัคคะ ๑สมั โภคสังสคั คะ ๑. ในสังสัคคะเหลานน้ั ความกําหนัดเกดิ ขึน้ ดวยอํานาจแหงจักษุ-วญิ ญาณ เพราะเห็นกนั และกัน ชอ่ื วา ทสั สนสงั คคะ (เกี่ยวขอ งดว ยการเห็น) ตัวอยา งในทัสสนสงั สคั คะ มีดังน้.ี ลูกสาวกุฎม พเี ห็นภิกษุหนุมผอู ยู ณ กลั ยาณวี ิหาร เทย่ี วไปบิณฑบาตในบานกาฬทฆี วาป ในสหี ลทวปี มจี ิตปฏพิ ัทธ เมอื่ ไมไดสมความปรารถนาดว ยอบุ ายอยางใดอยา งหนึ่งก็ตาย. อีกตวั อยางหน่ึง ภิกษหุ นมุรปู น่ันแหละ เหน็ ทอ นผา ทหี่ ญงิ น้ันนุงหม คิดวาเราคงไมไดอยูร วมกบันางผูนุงหมผาอยา งนี้ แลวหัวใจแตกถงึ แกม รณภาพ.
พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย จูฬนิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 658 ก็ความกําหนัดเกิดดวยอํานาจแหงโสตวญิ ญาณ เพราะฟงสมบัติมีรูปเปนตน ทคี่ นอืน่ พูดถงึ หรือฟง เสยี งหวั เราะรําพันและเพลงขบั ดว ยตนเอง ช่ือวา สวนสังสัคคะ (เกย่ี วของดวยการฟง ). แมใ นสวนสงั สคั คะนน้ั กม็ ีตัวอยา งดังน้ี ภิกษหุ นมุ ช่อื วา พระติสสะอยใู นถ้ําปญ จัคคฬะ เหาะไปทางอากาศไดย นิ เสยี งลกู สาวชางทอง ชาวบา นคิริคาม กับหญิงสาว ๕ คนไปอาบนํา้ ยังสระปทุม เก็บดอกบวั เสยี บไวบนศีรษะแลว รองเพลงดวยเสียงดัง จงึ เสอ่ื มจากฌานเพราะกามราคะ ถงึความพินาศ. ความกาํ หนัดเกิดเพราะลูบคลาํ อวัยวะของกันและกนั ช่อื วา กาย-สังสคั คะ (เกี่ยวขอ งดวยกาย). ในกายสงั สคั คะน้ี มีตวั อยาง ภกิ ษุหนุมสวดพระธรรม. มีเรอ่ื งวา ในมหาวหิ าร ภกิ ษหุ นุมรูปหน่งึ กลา วธรรม ณ มหาวหิ ารนัน้ เมอื่ มหาชนกลบั ไปหมดแลว พระราชาไดเสดจ็ ไปพรอ มดว ยฝา ยใน.ลําดับนน้ั ความกาํ หนัดอยา งแรงเกดิ ขึ้นแกร าชธดิ า เพราะอาศยั รปู และเสยี งภกิ ษุหนุมนั้น แมภ ิกษุหนุม น้ันก็เกดิ ความกาํ หนดั ดว ย. พระราชาครนั้ ทรงเห็นดงั น้ัน จงึ ทรงตงั้ ขอสังเกต รบั สง่ั ใหก ัน้ มาน. ภิกษหุ นุมและราชธิดาลูบคลาํ กนั และกนั แลว กอดกนั จนตายไปดว ยกัน. พวกราช-บุรษุ เอามานออกไดเหน็ คนทง้ั สองตายเสยี แลว. ก็ความกาํ หนัดเกิดข้นึ ในเพราะสนทนาปราศรัยกนั และกัน ชื่อวาสมุลลปนสังสัคคะ (เกีย่ วของกนั ในเพราะสนทนากัน). ความกําหนดั เกดิ ในเพราะบริโภครวมกันกบั ภกิ ษุและภิกษณุ ี ช่ือวา
พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 659สมั โภคสงั คคคะ (เกี่ยวขอ งเพราะบริโภครวมกัน). ในสงั สัคคะท้งั สองน้ีมีตัวอยา ง เรือ่ งภกิ ษุภิกษณุ ีในมรจิ วัฏฏวิ ิหาร. มีเรอื่ งเลา วา ในงานฉลองมรจิ วัฏฏิมหาวิหาร พระเจา ทุฏฐคามณ-ิอภยั มหาราช ทรงตระเตรยี มมหาทาน อังคาสสงฆ ๒ ฝาย. ณ ท่นี นั้เมอ่ื ทรงถวายขาวยาคูรอ น สังฆนวกสามเณรี (สามเณรีบวชใหม) ถวายถาดแกส ังฆนวกสามเณร (สามเณรบวชใหม) มอี ายุ ๗ ขวบไมคอยจะเรียบรอยนัก ไดส นทนากัน. ทัง้ สองน้นั บวชจนมีอายไุ ด ๖๐ ป ไปสฝู งอ่ืน ไดบ ุพสัญญาดวยการสนทนากันและกนั ทันใดนั้นเอง เกดิ เสนหากันข้ึน ลว งสกิ ขาบท ไดต อ งอาบตั ปิ าราชิก. ความเสนห ายอ มมีแกบุคคลผูเ กย่ี วของ ดวยความเกย่ี วขอ งอยางใดอยา งหนง่ึ ในความเกย่ี วขอ ง ๕ อยาง อยา งน้ี ความกําหนดั อยา งแรงยอมเกดิ ข้นึ เพราะมรี าคะในครง้ั กอนเปน ปจจยั . แตน นั้ ความทกุ ขอ ันเนื่องดว ยเสนหายอมปรากฏ ความทกุ ขอ ันมคี วามเสนห าติดตามมีประการตาง ๆเปนตน วา ความเศรา โศก ความครํ่าครวญ ในปจจบุ ันและสมั ปรายภพเปน ตน ยอมปรากฏ ยอ มบงั เกิด ยอ มมี ยอ มเกิด. แตอาจารยอนื่ ๆกลา ววา การปลอ ยจิตไปในอารมณ ชื่อวา สงั สคั คะ ความเกี่ยวของ.ลาํ ดบั นั้น พระปจเจกสมั พุทธเจา ครั้นกลา วคาถาก่งึ หนึ่งนี้มีความอยา งนว้ี าความเสนหาเพราะความเกยี่ วของนน้ั เปน ทกุ ขดังน้ี จึงกลาววา เราน้นัขดุ รากของทุกขนัน้ มที กุ ขอ นั เกดิ แตค วามเศรา โศกเปน ตน อนั ไปตามความเยื่อใย ยอมปรากฏ จึงบรรลปุ จ เจกสัมโพธญิ าณ. เมื่อพระปจเจก-สัมพทุ ธเจา กลาวอยางนแ้ี ลว บรรดาอาํ มาตยทงั้ หลายเหลาน้นั พากนั กลา ววา
พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 660พระคุณเจา ผูเจรญิ บดั น้ี พวกกระผมจะพงึ ทําอยา งไรเลา. พระปจเจก-สมั พุทธเจาจึงกลา ววา พวกทานก็ดี ผูอ่ืนกด็ ี ผใู ดประสงคจ ะพนจากทุกขน ้ี ผูน้นั ทง้ั หมดเพง ถงึ โทษอันเกดิ แตค วามเสนห า พงึ เปนผเู ดยี วเท่ียวไปเหมือนนอแรดฉะนนั้ . ในบทน้ีพึงทราบวา ท่ีทานกลาวบทนี้วาเพงโทษอนั เกิดแตเ สนหา หมายถึงบทท่ที า นกลาววา ทกุ ขน เ้ี น่ืองดวยเสนหายอมปรากฏ. อกี อยางหนง่ึ พึงเช่อื มความอยา งนี้วา ความเสนหายอ มมีแกบคุ คลผูม คี วามเกย่ี วขอ ง ดวยความเกยี่ วของตามท่กี ลาวแลวทกุ ขนีเ้ นอื่ งดว ยเสนหายอ มปรากฏ เราเพง ถึงโทษตามความเปน จริงน้วี าเกดิ แตค วามเสนห า จึงบรรลุ ดังนแ้ี ลวพึงทราบวา บทที่ ๔ ทา นกลาวดวยคําอทุ านตามนยั ทกี่ ลา วแลวในกอนนน่ั แล. บทท้ังปวงตอจากน้ันเชนกับท่ีกลา วแลวในคาถากอนน่ันแหละ. พงึ ทราบวนิ จิ ฉยั ในนเิ ทศดังตอ ไปนี.้ บทวา อนุปาเทนฺติ ยอมติดใจ คือ ครัน้ เหน็ อนุพยญั ชนะ (สว นตา ง ๆ) ในรปู ยอมติดใจ. บทวา อนพุ นฺธติ ยอ มผกู พัน คือผูกพนั ดวยความเสนหาในรูป. บทวา ภวนฺติ คือ ยอมมี. บทวา ชายนตฺ ิ คอืยอ มเกดิ . บทวา นพิ พฺ นฺตนตฺ ิ ยอ มบงั เกิด คอื ยอมเปนไป. บทวาปาตภุ วนฺติ คอื ยอมปรากฏ. สามบทวา สมฺภวนตฺ ิ สชฺ ายนตฺ ิ อภิ-นิพฺพตฺตนฺติ เพ่มิ อปุ สคั ลงไป แปลวา มพี รอ ม เกิดพรอม บงั เกิดเฉพาะ.ตอ จากน้นั พงึ ทราบโดยนัยที่กลา วแลว ในอฏั ฐกวรรคนัน่ แล. จบคาถาท่ี ๒
พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนา ท่ี 661 คาถาที่ ๓ ๓) มิตฺเต สหุ ชฺเช อนุกมปฺ มาโน หาเปติ อตฺถ ปฏิพทธฺ จิตโต เอต ภย สนฺถวเปกฺขมาโน เอโก จเร ขคคฺ วิสาณกปโฺ ป. บุคคลอนุเคราะหมิตรสหายผมู จี ิตปฏิพทั ธแ ลว ชื่อวา ยอมยังประโยชนใหเสอื่ ม บุคคลเห็นภัย คอื การยัง ประโยชนใหเ ส่อื ม ในการเชยชดิ นี้ พึงเทีย่ วไปผูเ ดียว เหมอื นนอแรดฉะนัน้ . พึงทราบวนิ จิ ฉยั ในคาถาที่ ๓ ดงั ตอ ไปน.้ี ชอ่ื วา มิตฺตา ดว ยอํานาจแหง ความรัก. ช่ือวา สหุ ชชฺ า ดว ยความเปน ผมู ีใจดี. จริงอยู คนบางคนเปน มติ รเพราะหวังประโยชนโดยสว นเดยี ว มใิ ชเปน ผมู ใี จดี. บางคนเปน ผมู ีใจดี ดวยใหค วามสขุ ในใจในการเดนิ ยนื น่ัง และสนทนาเปนตน มใิ ชเปน มิตร. บางคนเปนท้ังผูม ีใจดี เปนท้งั มติ ร ดวยอํานาจทง้ั สองนั้น. ชนเหลา นนั้ มี ๒ คอือาคาริยมติ ร มิตรคฤหัสถ และอนาคารยิ มติ ร มติ รบรรพชิต. ในมติ รสองจําพวกนัน้ อาคารยิ มิตรมี ๓ คอื มิตรมีอปุ การะ ๑มติ รรวมสขุ รว มทกุ ข ๑ มติ รมีความรกั ใคร ๑. อนาคาริยมิตร คือมิตรแนะประโยชน โดยตางออกไปจาก ๓ ประเภทนัน้ มิตรเหลานัน้ ประกอบดวยองค ๔ ดังทพ่ี ระพุทธเจาตรสั แกสงิ คาลมาณพวา ดูกอนบุตรคฤหบดี มติ รมีอปุ การะ พึงทราบวาเปน ผูมใี จดดี ว ยฐานะทั้งหลาย ๔ คอื ปองกันเพอ่ื นผูประมาทแลว ๑ ปอ งกนั ทรพั ย
พระสุตตันตปฎก ขุททกนกิ าย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 662สมบตั ิของเพ่ือนผปู ระมาทแลว ๑ เม่อื มีภยั เปน ทพี่ ่งึ พาํ นักได ๑ เมอ่ื มีธุระชว ยออกทรัพยใ หเ กินกวา ทอ่ี อกปาก ๑. ดูกอนบตุ รคฤหบดี มิตรรวมสุขรวมทกุ ข พงึ ทราบวา เปนผูม ใี จดีดวยฐานะ ๔ คอื บอกความลับของตนแกเพือ่ น ๑ ปดความลบั ของเพ่ือน ๑ ไมละทงิ้ ในยามวิบตั ิ ๑ แมชวี ิตกส็ ละแทนเพ่ือนได ๑. ดกู อ นบุตรคฤหบดี มิตรมคี วามรกั ใคร พงึ ทราบวา เปน ผมู ใี จดดี ว ยฐานะ ๔ คือ ทกุ ขท กุ ขดวย ๑ สุขสขุ ดวย ๑ โตเ ถียงคนทีต่ เิ ตยี นเพ่ือน ๑รับรองคนท่ีสรรเสรญิ เพื่อน ๑. ดกู อ นบุตรคฤหบดี มิตรแนะประโยชน พงึ ทราบวาเปนผูมใี จดีดว ยฐานะ ๔ คอื หา มทําความชัว่ ๑ ใหต ง้ั อยใู นความดี ๑ ใหฟง สง่ิ ที่ยงั ไมเคยฟง ๑ บอกทางสวรรคใ ห ๑. ในมติ รทง้ั สองนน้ั ในทน่ี ้ที านประสงคเอา อาคารยิ มิตร. แตโดยความหมายยอ มควรแมมิตรท้ังหมด คอื มิตรผมู ใี จดเี หลาน้ัน. บทวา อนุกมฺปมาโน เมื่ออนเุ คราะห คอื เอ็นดู ประสงคจะนาํความสุขเขาไปใหเ เกม ิตรเหลา นัน้ ประสงคจ ะนําความทกุ ขออกไป. บทวาหาเปติ อตถฺ ยอ มใหประโยชนเ สอ่ื มไป คือยังประโยชน ๓ อยางประโยชนปจจบุ นั ๑ ประโยชนภ ายหนา ๑ ประโยชนส งู สุด ๑ อนึง่ประโยชนต น ๑ ประโยชนผูอ่นื ๑ ประโยชนท ัง้ สอง ๑ ใหเ สือ่ มไปใหพนิ าศไป ดว ยเหตุทงั้ สอง คอื ดว ยใหส ง่ิ ทไ่ี ดแลว พินาศไป ๑ ดว ยใหสง่ิ ที่ยงั ไมไดมิใหเกิดขน้ึ ๑. บทวา ปฏพิ ทธฺ จติ โฺ ต เปน ผมู ีจิตผกู พนั คอืแมตงั้ ตนไวในฐานะที่ตํา่ อยางนว้ี า เราเวน ผนู เี้ สยี แลว จะไมม ีชวี ติ อยูได ผูน ้ีเปนแบบอยางของเรา ผูน ช้ี ว ยบรรเทาทุกขใ หแกเรา ดังนี้ กช็ ่ือวา เปนผู
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย จูฬนิเทส เลม ๖ - หนาที่ 663มจี ิตผูกพนั . แมตง้ั ตนไวในฐานะที่สูงอยางนี้วา ผนู เ้ี วน เราเสยี แลว กจ็ ะไมมชี วี ิตอยไู ด เราเปนแบบอยา งของพวกเขา เราจะชว ยบรรเทาทุกขใหแกพวกเขา ดังน้ี กช็ ่อื วา เปน ผมู ีจิตผูกพนั . กใ็ นที่นีป้ ระสงคเ อาความเปน ผูมีจิตผูกพนั อยางนี้. บทวา เอต ภย คือ ภยั ยังประโยชนใหเสอื่ มน้นั พระปจ เจกสมั พทุ ธะกลา วหมายถึงการเสื่อมจากสมาบตั ขิ องตน.บทวา สนถฺ เว ในความสนิทสนม ความสนทิ สนมม ๓ อยา ง คือ สนิท-สนมดว ยตัณหา ๑ ดวยทิฏฐิ ๑ ดวยความเปน มิตร ๑. ในความสนิทสนม๓ อยา งนน้ั ตณั หาแมม ีประเภทต้ัง ๑๐๘ กเ็ ปน ตณั หาสัถวะ. ทฏิ ฐิแมมปี ระเภท ๖๒ กเ็ ปนทิฏฐิสันถวะ. การชวยเหลอื มิตรเพราะมีจติ ผกู พนักนั เปน มติ รสันถวะ. มติ รสันถวะน้นั ประสงคเ อาในท่นี .้ี สมาบตั ิของบุคคลนนั้ เสอื่ มไปดว ยมิตรสันถวะนนั้ . ดว ยเหตนุ น้ั พระปจ เจกสัมพทุ ธเจาจงึ กลาววา เราเหน็ ภยั น้นั ในความสนทิ สนมจึงไดบ รรลุ. บททีเ่ หลอืเชน กับทีก่ ลาวไวแลวน้ันแล ไมม ีอะไรทค่ี วรกลาวในนิเทศ. จบคาถาท่ี ๓ คาถาที่ ๔ ๔) ว โส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต ปตุ เฺ ตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา ว สากฬีโร ว อสชฺชมาโน เอโก จเร ขคคฺ วิสาณกปฺโป.
พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 664 บุคคลขอ งอยแู ลวดวยความเยอ่ื ใยในบุตรและภรรยา เหมือนไมไ ผกอใหญเก่ยี วเกาะกันฉะน้ัน บุคคลไมข องอยู เหมอื นหนอไม พงึ เทีย่ วไปผเู ดยี วเหมอื นนอแรดฉะนนั้ . พงึ ทราบวนิ ิจฉยั ในคาถาที่ ๔ ดังตอ ไปนี้. บทวา ว โส คอื ไมไผ. บทวา วสิ าโล คอื หนาแนน . ว อกั ษรเปนอวธารณะ. หรอื เอว อกั ษร ในบทนี้ เอ อกั ษรหายไปดว ยบทสนธ.ิ พึงเช่อื มบทนัน้ ในบทอ่ืน. เราจกั ประกอบบทนัน้ ในภายหลงั .บทวา ยถา คอื ในความเปรียบเทยี บ. บทวา วิสตฺโต คอื เกีย่ วของพวั พัน รอยรดั . บทวา ปตุ ฺเตสุ ทาเรสุ คือ ในบุตรธิดาและภรรยา.บทวา ยา อเปกฺขา คือ ตณั หาใด ความเสนหาใด. บทวา ว สกฬโี รว๑อสชชฺ มาโน คอื พระปจเจกสัมพทุ ธเจาไมเกย่ี วขอ ง เหมือนหนอ ไมไ ผ.ทานอธบิ ายไวอ ยางไร. อธิบายไววา พุมไมไ ผใหญเ กย่ี วพันกนั ฉันใดตณั หาในบุตรและภรรยาท้งั หลาย กวา งขวางเกย่ี วพนั กันฉันนน้ั แมตัณหาน้ันชอื่ วาเก่ียวขอ งกนั เพราะรอ ยรดั วตั ถุเหลานั้นน่นั เอง เราน้นั มตี ณั หาเพราะความเพง น้นั เหน็ โทษของความเพงอยา งนวี้ า เหมอื นพุม ไมไผใหญเกีย่ วพนั กัน แลว จงึ ตัดความเพงนั้นเสยี ดวยมรรคญาณ ไมข ัดขอ งดว ยอาํ นาจแหง ตัณหา มานะและทิฏฐใิ นรปู เปนตน ก็ดี ในลาภเปนตนกด็ ีในกามราคะเปน ตนกด็ ี จงึ บรรลปุ จ เจกสมั โพธิญาณ ดงั น้ี. บททเี่ หลอืพึงทราบโดยนัยมีในกอนนนั่ แล ในนิเทศแหงคาถานีไ้ มมีอะไรนอกเหนอืไปจากน้ี. จบคาถาท่ี ๔๑. บาลีเปน ว สากฬีโรว.
พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนา ที่ 665 คาถาท่ี ๖ ๕) มโิ ค อรยฺยมิหิ ยถา อพนโฺ ธ เยนิจฺฉก คจฉฺ ติ โคจราย วิ ฺ ู นโร เสรติ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปโ ป. เนอ้ื ในปาทบี่ คุ คลไมผูกไวแ ลว ยอ มไปหากินตาม ปรารถนา ฉนั ใด นรชนผูรูแจง เพงความประพฤติตาม ความพอใจของตน พงึ เท่ยี วไปผเู ดยี วเหมอื นนอแรด ฉะนัน้ . พึงทราบวนิ จิ ฉัยในคาถาท่ี ๕ ดงั ตอไปน้.ีบทวา มิโค นี้ เปนช่อื ของสัตว ๔ เทาทีอ่ ยใู นปา ทุกชนิด. ในที่นท้ี านประสงคเ อาเนื้อฟาน (อีเกง ). บทวา อรฺ มหฺ ิ คอื ปา ที่เหลือเวน บานและท่ใี กลเ คยี งบาน. แตในที่นที้ านประสงคเอาสวน. เพราะ-ฉะน้นั ทานจงึ กลาววา อุยฺยานมฺหิ คอื ในสวน. บทวา ยถา คือ ในความเปรยี บเทียบ. บทวา อพนฺโธ คือ อนั เครื่องผกู อยา งใดอยา งหนง่ึในบรรดาเชือกและเครื่องผูกเปนตน มิไดผูกพนั ไว. ดวยบทนท้ี า นแสดงถึงความพระพฤตทิ ค่ี นุ เคยกัน. บทวา เยนิจฺฉก คจฉฺ ติ โคจราย ไปเพอ่ื หาอาหารคามความตองการ คอื ไปเพือ่ หาอาหารตามทศิ ทต่ี อ งการไป.เพราะฉะน้ัน ในบทนน้ั ทานจงึ แสดงวา ไปยังทิศที่ตอ งการจะไป เคยี้ วกนิ อาหารทีต่ องการเคีย้ วกนิ . บทวา วิ ฺ ู นโร คือ บุรุษผูเปนบณั ฑติ . บทวา เสริต ธรรมอันใหถ ึงความเสรี คอื ความประพฤตดิ วยความพอใจ ความไมอ าศยั ผอู ื่น. บทวา เปกขฺ มาโน คอื ดดู ว ยปญ ญา
พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย จูฬนิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 666จกั ษุ. อีกอยางหนงึ่ ความเสรีในธรรมและความเสรใี นบุคคล. จรงิ อยูโลกตุ รธรรมทง้ั หลายชอ่ื วาเสรี เพราะไมไ ปสูอํานาจของกิเลส และบคุ คลชื่อวา เสรี เพราะประกอบดวยโลกุตรธรรมเหลา นนั้ . นเิ ทศแหงความเปนเสรเี หลานัน้ เพงถึงธรรมอนั ใหถ ึงความเปน เสรี. ทา นอธบิ ายไวอยางไร. อธบิ ายไววา มฤคในปา อนั เครอื่ งผกู อะไร ๆ มิไดผกู ไวยอ มไปหาอาหารไดตามความประสงคฉันใด เม่ือเราคดิ วา เมือ่ ไรหนอเราพึงตัดเครอ่ื งผูกคอื ตัณหา แลวไปอยา งน้นั ได ดังน้ี แลว ถกู พวกทานยนื ลอ มอยทู งั้ ขา งหนา ขา งหลงั ผกู พันอยไู มไ ดไ ปตามความปรารถนา เราเห็นโทษในความไมไ ดไ ปตามความปรารถนา เห็นอานิสงสในการไปไดตามความปรารถนาแลว ไดถึงความบรบิ รู ณดวยสมถะและวปิ สสนาตามลาํ ดบั แตน ัน้ ก็ไดบรรลุปจเจกสัมโพธิญาณ เพราะฉะน้นั นรชนผเู ปนวิญู เมอ่ื เหน็ ธรรมอันใหถึงความเสรี พงึ เทยี่ วไปผูเ ดยี วเหมือนนอแรดฉะน้นั . จบคาถาท่ี ๕ คาถาท่ี ๖ ๖) อามนตฺ า โหติ สหายมชฺเฌ วาเส าเน คมเน จาริกาย อนภิชฺฌติ เสริต เปกขฺ มาโน เอโก จเร ขคคฺ วสิ าณกปฺโป. การปรกึ ษาในที่อยู ท่ยี นื ในการไป ในการเทีย่ วยอ มมีในทา มกลางสหาย บุคคลเพงความประพฤตติ าม
พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนา ท่ี 667 ความพอใจ ทีพ่ วกบรุ ุษช่วั ไมเพงเลง็ แลว พงึ เทยี่ วไป ผูเดยี วเหมือนนอแรดฉะนน้ั . พึงทราบวนิ จิ ฉยั ในคาถาท่ี ๖ ดังตอไปนี้. นเิ ทศนเี้ ปนปณฑตั ถะ คอื บวกความทอ นหลงั ๆ เขา กับความทอนตน ๆ. หรอื มอี รรถวา ประมวลความ. เม่ือต้งั อยูในทา มกลางสหาย จาํ ตอ งมกี ารปรึกษากนั อยา งนัน้ ๆ โดยนยั มอี าทวิ า ทา นจงฟง เร่ืองน้ขี องเราจงใหส่ิงนีแ้ กเรา ทง้ั ในทอ่ี ยู คือท่พี ักกลางวัน ในท่ยี ืน คือที่โรงฉันใหญในทเ่ี ดิน คือในการไปสวน ในท่เี ทีย่ วไป คือในทเี่ ที่ยวไปในชนบทเพราะฉะนั้น เราเมอ่ื เบ่อื หนา ยในที่น้นั ๆ เหน็ บรรพชาทอ่ี ริยชนเสพมอี านสิ งสมาก เปนความสุขโดยสวนเดยี ว เมอ่ื เปนอยางนั้น บุรษุ ชว่ัทัง้ หมดถกู ลาภครอบงํา ไมเ พงไมปรารถนา เห็นความไมเ พง นนั้ และเหน็ธรรมอันใหถ ึงความเสรีดวยอํานาจแหงธรรมและบคุ คล โดยไมตกอยูในอาํ นาจของผูอนื่ จงึ ปรารภวิปสสนาแลวบรรลปุ จ เจกสัมโพธิญาณตามลาํ ดับดว ยประการฉะนี้. บทท่ีเหลือมนี ยั ดังกลาวแลวน่ันแล. จบคาถาที่ ๖ คาถาที่ ๗ ๗) ขฑิ ฑฺ า รตี โหติ สหายมชฺเฌ ปตุ เฺ ตสุ จ วิปูล โหติ เปม ปย วปิ ฺปโยค วชิ คิ ุจฺฉมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปโฺ ป.
พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 668 การเลน การยินดี ยอมมีในทามกลางสหาย อนง่ึ ความรกั ทีย่ ิ่งใหญยอ มมใี นบตุ รทั้งหลาย บุคคลเมื่อ เกลยี ดชงั ความพลัดพรากจากสตั ว และสังขารอันเปน ที่รัก พงึ เทย่ี วไปผเู ดยี วเหมือนนอแรดฉะนน้ั . พงึ ทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังตอไปนี้. บทวา ขฑิ ฑฺ า คอื การเลน . การเลนมี ๒ อยาง คอื ทางกายและทางวาจา. การเลนมีอาทิอยางน้ี คือ เลนดว ยชางบาง ดวยมาบา งดวยธนบู า ง ดว ยดาบบาง ช่อื วา การเลนทางกาย. การเลนมีอาทิอยางน้วี า ขบั รอง กลาวคําโศลก ทาํ เสยี งกลองดวยปาก ชื่อวา การเลนทางวาจา. บทวา รตี คอื ความยนิ ดีในกามคุณ ๕. บทวา วปิ ลู ไพบูลย คือ ซมึ แทรกเขา ไปยังอตั ภาพทง้ั สน้ิ จนจรดเยือ่ ในกระดูก.บทท่ีเหลอื ชดั ดแี ลว . แมก ารประกอบไปตามลําดบั สบื เนือ่ งในนเิ ทศน้ีพงึ ทราบตามนยั ทก่ี ลา วแลวในสังสัคคคาถาน่นั แล. จบคาถาที่ ๗ คาถาที่ ๘ ๘) จาตทุ ทฺ โิ ส อปปฺ ฏโิ ฆ จ โหติ สนตฺ สุ สฺ มาโน อติ รตี เรน ปริสฺสยาน สหติ า อฉมฺภี เอโก จเร ขคคฺ วิสาณกปโฺ ป.
พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 669 บคุ คลยอมเปนอยูตามสบายในทิศท้งั สี่ และไม เดือดรอ น ยนิ ดดี ว ยปจจยั ตามมีตามได ครอบงาํ อนั ตราย เสยี ไมหวาดเสยี ว พงึ เท่ียวไปผูเดียวเหมอื นนอแรด ฉะนัน้ . พึงทราบวนิ ิจฉัยในคาถาท่ี ๘ ดังตอไปน้.ี บทวา จาตทุ ฺทโิ ส คือ อยูตามสบายในทิศทัง้ ส่.ี แผพรหมวหิ ารภาวนา โดยนยั มอี าทิวา เอก ทสิ ผริตฺวา วิหรติ แผไ ปตลอดทศิ หนึ่งอยู. ช่ือวา จาตุททฺ โิ ส เพราะมี ๔ ทศิ . ช่อื วา อปฺปฏโิ ฆ เพราะไมเบียดเบยี นสตั วหรือสงั ขาร ดว ยความกลวั ในทศิ ไหนๆ ใน ๔ ทิศเหลาน้ัน. บทวา สนตฺ ุสฺสมาโน คือ ยนิ ดดี วยอาํ นาจแหง สันโดษ ๑๒ อยา งบทวา อตี รตี เรน คือ ดว ยปจจัยตามมตี ามได. ในบทวา ปริสฺสยานสหติ า อฉมฺภี น้ี ชอ่ื วา ปรสิ ฺสยา เพราะครอบงาํ กายและจิต ทาํ ลายสมบัตขิ องคนเหลานั้น หรอื นอนเฉย. บทนีเ้ ปน ชอ่ื ของอนั ตรายทางกายและใจในภายนอก มรี าชสหี แ ละเสือโครงเปน ตน ในภายในมีกามฉนั ทะเปนตน . ช่อื วา ครอบงาํ อันตรายท้ังหลาย เพราะครอบงาํ อันตรายเหลา นั้นดว ยความอดกลัน้ และดวยธรรมมีวริ ิยะเปนตน. ชือ่ วา อจฺฉมฺภี เพราะไมมีความกลัวอนั ทําความกระดา ง. ทานอธบิ ายไวอยา งไร อธบิ ายไวว าสมณะ ๔ จาํ พวกฉนั ใด เราก็ฉันนน้ั เปน ผสู ันโดษดว ยปจ จยั ตามมตี ามไดอยางนนั้ ตัง้ อยใู นสันโดษอนั เปนทางแหงการปฏบิ ตั นิ ี้ มีปกติอยูตามสบายในทิศทั้งส่ี ไมมีความขัดเคือง เพราะไมม ีภัยอันทาํ ใหกระทบกระทั่งในสตั วและสังขารท้ังหลาย ครอบนําอันตรายทง้ั หลายดังไดก ลาวแลว เพราะมปี กติอยูตามสบายในทศิ ท้งั ส่ี ไมม คี วามหวาดเสียว เพราะ
พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนา ที่ 670ไมม คี วามกระทบกระทง่ั เพราะเหตนุ ัน้ เราเหน็ คณุ ของการปฏิบตั ินี้ จึงปฏบิ ตั โิ ดยแยบคายแลวบรรลุปจ เจกสมั โพธิญาณ. อกี อยา งหน่งึ เรารวู า ผสู ันโดษดว ยปจ จยั ตามมตี ามไดเหมอื นสมณะเหลา นน้ั มปี กติอยูตามสบายในทิศท้งั ส.่ี ตามนัยทีก่ ลา วแลว จึงปรารถนาความเปนผูมีปกตอิ ยตู ามสบายในทิศทง้ั ส่ีอยา งนี้ ไดป ฏิบัตโิ ดยแยบคายจึงบรรลุ เพราะฉะนั้น แมผูอืน่ ปรารถนาฐานะเชน นนั้ บาง เปนผคู รอบงําอันตรายทง้ั หลาย เพราะความเปน ผูมปี กติอยูตามสบายในทิศท้งั สี่ และเปน ผูไมหวาดสะดุง เพราะไมมคี วามกระทบกระทง่ั พงึ เทยี่ วไปผเู ดียวเหมือนนอแรดฉะนัน้ . พึงทราบวนิ ิจฉัยในนิเทศ ดังตอไปน้ี . บทวา เมตฺตา พึงทราบโดยอรรถกอน ชื่อวา เมตตฺ า เพราะมีความเยื่อใย. อธิบายวา ความรกั . ช่ือวาเมตตา เพราะมีความรักหรอื ความเปนไปแหง ความรัก. บทวา เมตฺตาสหคเตน คือ มใี จประกอบดวยเมตตา. บทวา เจตสา คือ มใี จ. บทวา เอก ทสิ คอืในทศิ หน่ึง. ทา นกลา วประสงคเ อาสัตวท ีก่ ําหนดไวเ ปน ทห่ี นึง่ ดวยการแผไปถึงสัตวอ ันเนื่องในทิศหนง่ึ . บทวา ผริตฺวา แผไปแลว คือถูกตอ งกระทาํ ใหเ ปน อารมณ. บทวา วหิ รติ คือ ยังการอยูในอริ ิยาบถท่ตี ัง้ ไวใ นพรหมวหิ ารใหเ ปน ไป. บทวา ตถา ทุติย ทศิ ที่ ๒ กเ็ หมือนกัน คือในลําดบั ทิศนน้ั เหมือนอยา งทแี่ ผไปในทศิ หนึง่ ในทิศบูรพาเปน ตน ทิศใดทศิ หน่งึ . อธบิ ายวา ทิศที่ ๒ ท่ี ๓ และทศิ ที่ ๔. บทวา อิติ อทุ ธฺ ทานกลาววา ทิศเบอ้ื งบนโดยนยั น้นั เหมอื นกนั . บทวา อโธ ติรยิ คอืแมท ิศเบื้องลาง ทิศเบือ้ งขวางกเ็ หมอื นกนั . อนงึ่ ในบทเหลา นั้น บทวา
พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนา ท่ี 671อโธ คอื เบื้องลาง. บทวา ตริ ิย คือ ทศิ นอ ย. พระปจเจกสมั พุทธเจายังจิตสหรคตดว ยเมตตาใหแลน ไปบาง แลน กลบั บา ง ในทิศท้ังปวงอยูอยา งน้ี เหมอื นคนฝกมา ยังมา ใหว ่ิงไปบาง ว่งิ กลบั บางในสนามฝก มา .ดว ยเหตุประมาณเทานี้ กําหนดทิศหนง่ึ ๆ แลว แสดงถึงการแผเ มตตาโดยจํากัด. บทวา สพฺพธิ เปน ตน ทานกลาวเพ่อื แสดงโดยไมจาํ กัด. ในบทเหลาน้ัน บทวา สพพฺ ธิ คอื ในทิศทง้ั ปวง. บทวา สพพฺ ตฺตตายทวั่ สัตวท ุกเหลา คอื ทั่วสัตวทง้ั ปวงมีประเภทเปนตน วา สัตวเ ลว ปานกลาง อุกฤษฏ มติ ร ศตั รู และเปนกลาง ทา นกลาววา ไมท าํ การแยกวาสตั วน้ี สัตวอ ืน่ เพราะสัตวทุกชนดิ เสมอกบั ตน. อีกอยางหนง่ึ บทวาสพฺพตตฺ ตาย ทา นกลา วา ไมซ ัดออกไปภายนอกแมแ ตน อย โดยความเปนจติ ทงั้ หมด. บทวา สพฺพาวนตฺ ิ สตั วท ุกเหลา คือประกอบดว ยสตั วท้งั ปวง. บทวา โลก คอื สัตวโลก. ทานกลา ววา มีจิตสหรคตดว ยเมตตาในทีน่ ้อี กี เพราะแสดงโดยปริยายมีอยา งนี้วา วิปเุ ลน เปน จิตกวางขวาง ดงั นี้. อีกอยางหนงึ่ เพราะ ตถา ศพั ทก ด็ ี อิติ ศพั ทก็ดีทา นมิไดกลาวอกี ดุจในการแผไปโดยจํากัดนี้ ฉะนั้น ทานจึงกลา ววามีจิตสหรตดว ยเมตตาอกี . อกี อยางหนึง่ สูตรน้ีทา นกลาวโดยสรปุ . อนึ่งในบทวา วปิ เุ ลน นี้ พงึ เห็นความเปนผูมีจติ กวา งขวางดวยการแผไป.จติ น้นั ถึงความเปนใหญด วยสามารถแหง ภมู ิ. จติ หาประมาณมไิ ดด วยสามารถแหงความคลอ งแคลว และดวยสามารถแหง สตั วไ มม ปี ระมาณเปนอารมณ. จิตไมม ีเวร เพราะละขา ศึกคือพยาบาทเสยี ได. จิตไมมคี วามเบยี ดเบียน เพราะละความโทมนสั เสียได. ทา นกลา ววา หมดทุกข. กรุณามคี วามดงั ไดก ลาวไวแลว ในหนหลังนนั่ แล. ช่อื วา มทุ ติ า เพราะเปน เหตุ
พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนา ที่ 672ยินดีแหง จิต มคี วามพรอมเพรยี งแหง จติ นน้ั หรอื ยนิ ดีดวยตนเอง หรือเพยี งความยนิ ดเี ทา นนั้ . ชื่อวา อุเปกขฺ า เพราะเขา ไปเพง โดยการละพยาบาทมีอาทวิ า ขอสตั วทัง้ หลายจงอยา มเี วรกันเลย และดวยการเขาถงึ ความเปนกลาง. อน่งึ พึงทราบความในบทนโี้ ดยลักษณะเปน ตน ตอไป. เมตตา มคี วามเปนไปแหงอาการ คือเปนประโยชนเ กื้อกลู เปนลักษณะ การนาํ มาซ่งึ ประโยชนเ ก้อื กลู เปน รส (คือกจิ ) มกี ารกาํ จัดความอาฆาตเปนปจจุปฏ ฐาน (คือเครือ่ งปรากฏ) มีการเห็นสัตวม คี วามอม่ิ เอบิใจเปนปทัฏฐาน (คือเหตุใกลใ หเกิด) การสงบความพยาบาทเปนสมบตั ิของเมตตา การเกิดความเสนห าเปน วิบัตขิ องเมตตาน้ี. กรุณา มีการชวยใหเขาพนทุกขเ ปนลักษณะ มีการอดทนไมไดในทกุ ขของผูอน่ื เปน รส มีการไมเบยี ดเบยี นเปนปจ จปุ ฏฐาน มกี ารเหน็ความทส่ี ัตวท งั้ หลายถกู ทกุ ขค รอบงําไมมที ี่พง่ึ เปน ปทัฏฐาน ความสงบจากการเบียดเบียนเปน สมบัตขิ องกรุณาน้นั ความเกดิ เศราโศกเปน วิบตั ิของกรุณา. มทุ ิตา มีความยินดีเปน ลกั ษณะ มีความไมรษิ ยาเปน รส มกี ารกาํ จัดความไมย นิ ดเี ปน ปจ จุปฏฐาน มีการเหน็ สมบัตขิ องสัตวท ง้ั หลายเปนปทัฏฐาน. ความสงบการริษยาเปนสมบัติของมุทติ าน้นั การเกิดความดใี จเปน วบิ ัตขิ องมทุ ิตา. อุเบกขา มคี วามเปน ไปแหงอาการ คือการวางตนเปน กลางในสตั วทง้ั หลายเปน ลกั ษณะ มกี ารเหน็ ความเสมอกนั ในสัตวทั้งหลายเปน รส
พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนา ท่ี 673มกี ารเขา ไปสงบความขัดเคืองและความยินดีเปนปจ จุปฏ ฐาน มีการเหน็ความที่สตั วมกี รรมเปนของตนอนั เปนไปอยา งน้ีวา สตั วทง้ั หลายมกี รรมเปน ของตน สตั วเ หลา นัน้ จกั มสี ขุ จกั พนจากทุกข หรอื จกั ไมเ ส่ือมจากสมบัตทิ ม่ี ีอยูตามความชอบใจของใคร ดังนี้เปนปทัฏฐาน. การสงบจากความขดั เคืองและความยินดเี ปนสมบตั ิของอเุ บกขานั้น ความเกิดแหงอุเบกขาในอญาณ อนั อาศัยเรอื น (คือกามคุณ ๕) เปน วบิ ตั ิของอุเบกขา. ในบทเหลานน้ั บทวา สนฺตฏุ โ โหติ คือ เปน ผูยนิ ดีดว ยความยินดีในปจจัย . บทวา อติ รตี เรน จีวเรน ดว ยจวี รตามมตี ามได คอืยินดดี วยจวี รอยา งใดอยา งหนง่ึ บรรดาจีวรเนอ้ื หยาบ ละเอียด เศราหมองประณตี ม่ันคง และเกาเปนตน. อธบิ ายวา ท่แี ทแลวเปนผูยนิ ดดี ว ยจีวรตามมีตามได. จรงิ อยู ในจวี รมีสนั โดษ ๓ อยา ง คอื ยถาลาภสนั โดษยินดตี ามท่ไี ด ๑ ยถาพลสนั โดษ ยินดตี ามกําลงั ๑ ยถาสารปุ ปสันโดษยินดตี ามสนควร ๑. แมใ นบณิ ฑบาตเปนตน ก็มีนยั น้ีเหมือนกนั . ทา นกลา ววา เปน ผยู นิ ดีดว ยจีวรตามมตี ามได คือเปน ผูยินดจี ีวรผืนใดผนื หนง่ึในบรรดาจีวรตามทีไ่ ดแลว หมายถงึ สันโดษ ๓ เหลาน้ี. อนึง่ ในบทนี้พงึ ทราบ จีวร เขตของจวี ร ผาบังสุกลุ ความยินดีในจีวร และธุดงคอันปฏิสังยตุ ดว ยจวี ร. บทวา จวี ร ชานติ พฺพ พึงรูจ ีวร คือพงึ รจู ีวร ๖ ชนดิ มผี าทาํ ดว ยเปลือกไมเปน ตน และจวี รอนุโลม ๖ ชนิด มจี ีวรทาํ ดว ยผาเน้ือดีเปน ตน . จวี ร ๑๒ ชนิดเหลานเี้ ปนกัปปยจีวร. จีวรทมี่ ีอาทอิ ยา งนว้ี าจวี รที่ทําดว ยหญาคา ปาน เปลอื กไม ผมคน ขนสัตว ใบลาน หนังปกนกเคา ตน ไม เถาวัลย ตะไครน ํ้า กลว ย ไมไผ เปนอกปั ปย จวี ร.
พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนา ที่ 674 บทวา จวี รเขตฺต เขตของจวี ร คือเขตมี ๖ เพราะเกิดขึ้นอยางน้ีคอื จากสงฆ ๑ จากคณะ ๑ จากญาติ ๑ จากมติ ร ๑ จากทรพั ยของตน ๑ เปนผาบังสกุล ๑ พึงทราบเขต ๘ ดวยสามารถแหงมาตกิ า ๘. บทวา ป สุกลู ผาบังสกุล พงึ ทราบผา บังสกุ ุล ๒๓ ชนิด คอื ผาไดจากปา ชา ๑ ผา เขาทิ้งไวต ามตลาด ๑ ผาตามถนน ๑ ผา ตามกองหยากเยอื่ ๑ ผาเช็ดครรภ ๑ ผาทต่ี กอยใู นทีอ่ าบนํ้า ๑ ผา ทต่ี กอยทู ี่ทานาํ้ ๑ ผาหอศพ ๑ ผาถกู ไฟไหม ๑ ผาท่โี คเคีย้ วกิน ๑ ผา ปลวกกดั ๑ ผาทห่ี นกู ดั ๑ ผาท่ขี าดขางใน ๑ ผาขาดชาย ๑ ผา ธง ๑ผาบชู าสถูป ๑ ผาสมณจวี ร ๑ ผา ทสี่ มุทรซดั ขน้ึ บก ๑ ผาอภิเษก(ผา ทเ่ี ขาท้ิงในพธิ รี าชาภเิ ษก) ๑ ผาเดนิ ทาง ๑ ผาถูกลมพดั มา ๑ผาสาํ เรจ็ ดวยฤทธิ์ ๑ ผา เทวดาให ๑. ในบทเหลา นี้ บทวา โสตฺถยิ คือ ผา เช็ดมลทินครรภ (ผาใชใ นการตลอดบตุ ร). บทวา คตปจฺจาคต ผา คลุมศพ คอื ผา ทเี่ ขาคลมุ ศพนําไปปาชาแลวเอามาใชเปน จวี ร. บทวา ธชาหฏ คือ ผาทเี่ ขายกขน้ึเปนธงแลว นาํ มา. บทวา ถปู คอื ผา ทเี่ ขาบูชาทีจ่ อมปลวก. บทวาสามุทฺทยิ คอื ผาที่ถูกคลื่นในทะเลชดั ขึ้นบก. บทวา ปฏกิ คือ ผา ท่ีคนเดินทางเอาหินทบุ เพราะกลวั โจรแลว นํามาหม . บทวา อทิ ธฺ ิมย คือผาของเอหิภิกขุ. บททีเ่ หลอื ชัดดแี ลว . บทวา จีวรสนฺโตโส คอื สนั โดษดว ยจวี ร ๒๐ ชนดิ คือวติ ักก-สันโดษ สันโดษในการตรึก ๑ คมนสนั โดษ สนั โดษในการไป ๑ ปรเิ ยสน-สันโดษ สันโดษในการแสวงหา ๑ ปฏิลาภสันโดษ สนั โดษในการได ๑
พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนา ที่ 675มตั ตปฏิคคหณสันโดษ สันโดษในการรับพอประมาณ ๑ โลลุปปววิ ัชชน-สนั โดษ สนั โดษในการเวน จากความโลเล ๑ ยถาลาภสนั โดษ สนั โดษตามทไ่ี ด ๑ ยถาพลสันโดษ สันโดษตามกาํ ลงั ๑ ยถาสารปุ ปสนั โดษสันโดษตามสมควร ๑ อุทกสันโดษ สนั โดษดว ยนํา้ ๑ โธวนสนั โดษสันโดษในการซกั ๑ กรณสนั โดษ สนั โดษในการทํา ๑ ปรมิ าณสันโดษสันโดษในปริมาณ ๑ สุตตสันโดษ สนั โดษในเสน ดาย ๑ สพิ พนสนั โดษสันโดษในการเยบ็ ๑ รชนสนั โดษ สันโดษในการยอ ม ๑ กปั ปสันโดษสันโดษในการกัปปะ๑ ๑ ปรโิ ภคสันโดษ สนั โดษในการใชสอย ๑ สนั นธิ -ิปรวิ ัชชนสนั โดษ สันโดษในการเวนจากการสะสม ๑ วิสัชชนสนั โดษสันโดษในการสละ ๑. ในสันโดษเหลา น้ัน ภกิ ษุผูยนิ ดอี ยจู ําพรรษาตลอด ๓ เดือน แลวตรกึ เพยี งเดือนเดียวควร. เพราะวา ภิกษนุ ั้นคร้ันออกพรรษาแลว กระทาํจวี รในเดือนทที่ าํ จีวร ภิกษุผูถอื ผาบังสกุ ุลเปนวัตร ยอมทําโดยก่งึ เดือนเทา นน้ั . การตรึกเพียงกึ่งเดอื นและหน่งึ เดอื นดว ยประการฉะน้ี ชื่อวาวิตกั กสันโดษ. อนึ่ง เมื่อภิกษไุ ปหาจีวร ไมไดคิดวาเราจักไดจ วี ร ณ ทไี่ หน แลวไปโดยยึดเพียงกรรมฐานท่เี ปนประธานเทา น้นั ชอ่ื วา คมนสันโดษ. อนึ่ง เมอ่ื ภิกษแุ สวงหาจีวร มิไดแ สวงหากบั ผูใ ดผหู นงึ่ ยึดถอืภิกษุผูละอาย ผูมศี ลี เปนทร่ี ัก แลวจึงแสวงหา ชื่อวา ปริเยสนสนั โดษ. เมือ่ ภิกษแุ สวงหาอยอู ยา งนี้ เหน็ จวี รทเี่ ขานาํ มาแตไ กล มิไดตรึกอยา งนวี้ า จีวรนจี้ ักเปน ทช่ี อบใจ จวี รนจ้ี ักไมเปน ทช่ี อบใจ ดังนี้ แลว๑. การทําพินทกุ ัปปะ คอื จดุ เครอ่ื งหมายในไตรจีวร.
พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 676ยินดีดว ยจวี รตามที่ได ในจีวรที่มเี นือ้ หยาบและเนื้อละเอียดเปนตน ช่ือวาปฏิลาภสันโดษ. แมเ ม่อื ภิกษุถือเอาจวี รทีไ่ ดอยา งนแี้ ลว ยนิ ดโี ดยเพียงพอแกตนวาจวี รประมาณเทานีจ้ กั เปน สองช้นั ประมาณเทา นี้จักเปนช้ันเดยี ว ดังน้ีช่ือวา มตั ตปฏิคคหณสันโดษ. อนึ่ง เม่อื ภิกษแุ สวงหาจีวร มิไดค ดิ วา เราจักไดจีวรที่ชอบใจท่ีประตูเรอื นของคนโนน แลวเท่ียวไปตามลําดบั ประตูบาน ชือ่ วา โลลุปป-ววิ ชั ชนสันโดษ. เมอ่ื ภิกษุสามารถจะยงั ตนใหเ ปนไปอยไู ดด วยจวี รอยางใดอยา งหน่ึงในบรรดาจีวรเนื้อเศรา หมองและเนือ้ ประณีต ก็ยงั อตั ภาพใหเปนไปอยูดวยจีวรตามที่ตนไดเ ทานั้น ช่อื วา ยถาลาภสันโดษ. ภกิ ษุรกู าํ ลงั ของตนแลว เปนอยไู ดดวยจีวรท่สี ามารถยังตนใหเ ปนอยูได ช่ือวา ยถาพลสนั โดษ. ภิกษุใหจ ีวรทีช่ อบใจแกภ ิกษรุ ูปอันแลว ยงั ตนใหเปนไปอยูไดด วยจวี รผืนใดผนื หน่งึ ชอื่ วา ยถาสารุปปสนั โดษ. ภิกษุมไิ ดไตรต รองวา น้ําทไ่ี หนสะอาด ทไี่ หนไมสะอาด แลวซักจวี รดวยน้ําที่พอจะซกั ได ชอื่ วา อทุ กสนั โดษ. แตควรเวนนา้ํ ที่มีดินสเี หลีองมีเปลือกไม ดินสอพอง ใบไมเ นา และมีสีเศราหมอง. อน่ึง เม่อืภกิ ษุซักจวี รไมเอาไมค อนเปน ตน ทบุ เอามอื ขยําซกั ชอื่ วา โธวนสันโดษ.อนึ่ง ควรใสใบไมแลว ซกั จวี รทีไ่ มบริสุทธดิ์ ว ยน้ํารอน. เมอื่ ภกิ ษซุ กั อยางน้ีแลว ไมขดั เคอื งใจวา นห้ี ยาบ นีล้ ะเอียด แลว กระทาํ โดยวิธที าํ ใหส ะอาคตามความเพียงพอนัน่ แหละ ชอื่ วา กรณสนั โดษ. กระทําเพียงปกปด
พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เลม ๖ - หนา ที่ 677ทงั้ ๓ ปริมณฑลเทานนั้ ชื่อวา ปริมาณสนั โดษ. ภิกษไุ มเทยี่ วไปดว ยคดิวาเราจักแสวงหาดายท่ีพอใจเพ่ือเย็บจวี ร แลวถือเอาดายทเ่ี ขานาํ มาวางไวทถี่ นนเปน ตน หรอื ท่ีเทวสถาน หรอื ท่ใี กลเทา แลวเยบ็ จีวร ชอ่ื วาสุตตสนั โดษ. อนึ่ง ในเวลาทํากระทงจีวรไมควรเยบ็ ๗ ครง้ั ที่ผา ประมาณหน่งึ องคุล.ี เพราะเม่ือทาํ อยา งนี้ แมค วามแตกแหงวตั รก็ไมมแี กภ ิกษุผไู มม สี หาย. แตค วรแทง ๗ ครั้งทผี่ าประมาณ ๓ องคลุ ี. เมอ่ื ทําอยางนี้กค็ วรมีเพอ่ื นเดนิ ทางไปดวย. ความแตกแหงวตั รยอ มมแี กภ กิ ษุทไ่ี มม ีเพื่อน นช้ี ่อื วา สิพพนสันโดษ. อนึ่ง ภิกษุผยู อมจวี รไมค วรเทีย่ วแสวงหามะเดอื่ ดาํ เปนตน พงึ ยอมดว ยของทีไ่ ดใ นบรรดาเปลือกไมส ีคลาํ้เปน ตน . เม่ือไมไ ดค วรถือเอาเคร่ืองยอมทพี่ วกมนุษยถ อื เอามาในปาทิ้งไวหรอื กากทพ่ี วกภิกษตุ ม ทง้ิ ไวแลวยอม น้ชี อื่ วา รชนสันโดษ. เมอ่ื ภิกษุถือเอาจีวรสอี ยา งใดอยางหนง่ึ บรรดาสีเขยี ว เปอ กตม ดําคลํ้า แลวนั่งบนหลงั ชา งกระทําจดุ ดําใหปรากฏ ชอ่ื วา กปั ปสันโดษ. การใชส อยเพยี งเพือ่ ปกปด อวัยวะอันยังหริ ิใหกําเรบิ ชือ่ วา ปริโภคสันโดษ. อน่งึครน้ั ไดผ า แลว แตย ังไมไดด าย เขม็ หรอื ผกู ระทาํ ควรเกบ็ ไว. เมอ่ื ไดไมค วรเกบ็ . แมท าํ แลว หากวา ประสงคจะใหแ กอ นั เตวาสิกเปนตน และอนั เตวาสกิ เปนตน เหลา น้ันยังไมอ ยู ควรเกบ็ ไวจ นกวา จะมา. พอเมื่ออนั เตวาสิกเปน ตน มาแลวควรให เมือ่ ไมอาจใหได ควรอธิษฐาน.เมือ่ มจี ีวรผืนอ่ืน ควรอธษิ ฐานทําเปนเครอื่ งลาด. ทานมหาสวิ เถระกลาววากเ็ มือ่ ยังไมอ ธษิ ฐาน เปนอาบตั สิ นั นิธิ (คอื สะสม) อธิษฐานแลวไมเ ปนอาบัต.ิ น้ีชอื่ วา สันนิธปิ รวิ ัชชนสันโดษ.
พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนา ท่ี 678 อน่งึ เมือ่ สละไมควรใหเพราะเหน็ แกห นา . ควรตงั้ อยใู นสาราณิย-ธรรมแลวสละให. น้ีชื่อวา วิสชั ชนสนั โดษ. ปงสุกลู ิกงั คธุดงค (ถือผา บังสกุ ุลเปนวัตร) และติจีวริกงั คธดุ งค(ถอื ไตรจีวรเปนวัตร) ชอื่ วา ธดุ งคป ฏสิ ังยตุ ดว ยจวี ร. พระปจ เจกสมั -พุทธเจา บําเพญ็ มหาอรยิ วงศค ือความสนั โดษดว ยจวี ร ยอ มรกั ษาธดุ งคสองเหลาน้ี. เมื่อรกั ษาอยอู ยางนี้ ชอื่ วา เปนผูสนั โดษดวยอาํ นาจแหงมหาอรยิ วงศคอื ความสันโดษดว ยจีวร. บทวา วณณฺ วาที กลาวสรรเสรญิ คือภิกษรุ ูปหนึ่งเปนผสู นั โดษแตไ มกลา วถึงคุณของสันโดษ รปู หนง่ึ ไมส นั โดษ แตกลาวถึงคณุ ของสนั โดษ รปู หน่งึ ทงั้ ไมส ันโดษทง้ั ไมก ลาวถึงคณุ ของสันโดษ รปู หนึ่งทงั้ เปนผูสนั โดษทั้งกลาวถงึ คุณของสันโดษ. พระปจ เจกสมั พทุ ธเจา เปนอยา งนนั้ เพื่อแสดงถงึ พระปจ เจกสัมพุทธเจาน้ัน ทานจงึ กลา ววาพระปจเจกสัมพุทธเจา เปนผูกลาวสรรเสรญิ ความสันโดษดวยจีวรตามมีตามได. บทวา อเนสน ไมแ สวงหาผิด คือไมแสวงหาผดิ มปี ระการตาง ๆอนั มีประเภทคอื เปน ทูต เปน คนสงสาสน เดนิ สง ขาว. บทวา อปปฺ ฏริ ูปคอื ไมสมควร. บทวา อลทฺธา จ คอื ไมไ ดแลว . พระปจเจกสมั พทุ ธเจาเม่อื ไมไ ดจวี รก็ไมสะดุง เหมือนอยางภกิ ษุบางรูปคิดวาเราจกั ไดจ วี รอยางไรหนอ จึงรว มกับพวกภิกษผุ ูมบี ุญกระทาํ การหลอกลวง ยอ มหวาดเสียวสะดงุ . บทวา ลทฺธา จ คือ ไดเ เลวโดยธรรม โดยเสมอ. บทวา อคธิโตไมต ิดใจ คือปราศจากความโลภ. บทวา อมุจฉฺ โิ ต ไมห ลงใหล คอืถึงความซบเซาดวยความอยากอยา งยิง่ . บทวา อนชฌฺ าปนโฺ น ไมพ วั พัน
พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 679คอื ไมถกู ความอยากทวมทบั พวั พนั . บทวา อาทนี วทสฺสาวี มปี กติเห็นโทษ คอื เห็นโทษในการแสวงหาอันไมส มควร และในการบรโิ ภคดว ยความอยาก. บทวา นสิ สฺ รณปฺโ มีปญญาเปน เครื่องสลัดออก คือรกู ารสลดั ออกดังกลา วแลว วา เพยี งเพอ่ื กาํ จัดความหนาว. บทวา อิตรตี ร-จีวรสนฺตุฏ ยิ า คอื ความสันโดษดว ยจวี รอยา งใดอยา งหนงึ่ . บทวาเนวตฺตานกุ กฺ เสติ ไมยกตน คือพระปจ เจกสมั พทุ ธเจา นนั้ ไมย กตน เหมือนภกิ ษบุ างรูปในศาสนาน้ียกตนวา เราเปนผูถือผาบังสุกลุ เปนวัตร เราถอืบังสุกูลิกังคธุดงค ในโรงอปุ สมบทนั่นแลใครจะเหมอื นเราบา ง. บทวาน ปร วมเฺ ภติ ไมขมผอู ่นื คือไมขม ผอู ่ืนอยางน้ีวา ภิกษรุ ูปอืน่เหลาน้นั ไมเปน ผูถอื ผา บังสกลุ เปน วตั ร หรอื ไมม แี มเพยี งบังสกุ ูลิกงั คธดุ งค.บทวา โย หิ ตตฺถ ทกฺโข กพ็ ระปจ เจกสัมพทุ ธเจา ใดเปน ผขู ยันในจวี ร-สันโดษนน้ั คอื พระปจเจกสัมพทุ ธเจา ใด เปนผขู ยันฉลาดเฉยี บแหลมในจวี รสันโดษนั้น หรอื ในความเปนผกู ลาวสรรเสรญิ สันโดษเปน ตน . บทวาอนลโส ไมเ กยี จคราน คือปราศจากความเกยี จครา นดวยทําความเพยี รตดิ ตอ. บทวา สมฺปชาโน ปฏสิ ฺสโต คือ ประกอบดว ยความรสู กึ ตวัและมีสติ. บทวา อริยว เส โิ ต คอื ดํารงอยใู นวงศของพระอริยะ. บทวา อิตรีตเรน ปณ ฑฺ ปาเตน คอื ดวยบณิ ฑบาตอยา งใดอยา งหนง่ึ . แมในบทนกี้ ็พึงทราบความดงั ตอ ไปนี้ พึงทราบบณิ ฑบาต พึงทราบเขตของบิณฑบาต พงึ ทราบความสันโดษดว ยบิณฑบาต พงึ ทราบธดุ งคท ี่ปฏิสังยตุ ดว ยบณิ ฑบาต.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนา ท่ี 680 ในบทเหลานัน้ บทวา ปณ ฑฺ ปาโต ไดแ ก บิณฑบาต ๑๖ ชนดิคือขา วสุก ๑ ขนมถว่ั ๑ ขาวตู ๑ ปลา ๑ เนอ้ื ๑ นมสด ๑ นมสม ๑เนยใส ๑ เนยขน ๑ นาํ้ มัน ๑ น้าํ ผง้ึ ๑ นาํ้ ออ ย ๑ ยาคู ๑ ของเค้ียว ๑ของล้มิ ๑ ของเลยี ๑. บทวา ปณฺฑปาตกฺเขตตฺ คือ เขตของบณิ ฑบาต ๑๕ ชนดิ คือสังฆภตั ๑ อุเทศภัต ๑ นมิ ันตนะ ๑ สลากภัต ๑ ปก ขิกะ ๑ อโุ ปสถกิ ะ ๑ปาฏปิ ทกิ ะ ๑ อาคันตุกภัต ๑ คมิกภตั ๑ คลิ านภัต ๑ คิลานุปฏ ฐากภัต ๑ธุรภัต๑ ๑ กุฏภิ ตั ๑ วาริกภตั ๑ วหิ ารภัต ๑. บทวา ปณ ฺฑปาตสนฺโตโส คอื สนั โดษ ๑๕ อยาง คือวติ ักก-สนั โดษ ๑ คมนสนั โดษ ๑ ปริเยสนสนั โดษ ๑ ปฏิลาภสนั โดษ ๑ปฏิคคหณสันโดษ ๑ มคั คปฏคิ คหณสนั โดษ ๑ โลลุปปววิ ชั ชนสันโดษ ๑ยถาลาภสนั โดษ ๑ ยถาพลสันโดษ ๑ ยถาสารุปปสันโดษ ๑ อปุ การ-สนั โดษ ๑ ปรมิ าณสนั โดษ ๑ ปรโิ ภคสันโดษ ๑ สันนิธิปรวิ ัชชน-สนั โดษ ๑ วสิ ชั ชนสนั โดษ ๑. ในสันโดษเหลานัน้ ภิกษุผูยนิ ดลี างหนา แลวจงึ ตรึก. อันภิกษุผูถือบณิ ฑบาตเปนวตั รเทยี่ วไปพรอ มกบั คณะ ครัน้ ถึงเวลาอปุ ฏ ฐากพระ-เถระในตอนเย็น คิดวาพรุง น้ีเราจักไปบณิ ฑบาต ณ ที่ไหน มผี ูตอบวาบานโนนขอรับ ไมพงึ ตรกึ ดงั แตตอนนน้ั . ภกิ ษผุ เู ที่ยวไปรูปเดยี วพงึยืนตรกึ ท่ีโรงสาํ หรบั ตรึก. เม่อื ตรกึ ตอ จากนนั้ เปนผูเคล่อื นจากวงศของพระอรยิ ะ เปน บุคคลภายนอกไป. นช้ี ื่อวา วิตักกสนั โดษ. อน่งึ ภิกษุเขา ไปบิณฑบาต ไมพึงคดิ วาเราจักไดท ี่ไหน ควรไปโดยยึดกรรมฐานเปนหลกั . นี้ช่ือวา คมนสนั โดษ.๑. เหมอื นกบั ธุวภตั .
พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนาท่ี 681 เมอื่ แสวงหาไมค วรยึดถอื ใคร ๆ ควรยดึ ถอื ภิกษผุ ลู ะอายผมู ศี ีลเปนที่รักเทา นั้นแสวงหา. นช้ี อื่ วา ปรเิ ยสนสันโดษ. ภกิ ษุเหน็ คนนําอาหารมาแตไกล ไมควรคดิ วา นัน้ ดี นั้นไมด .ีน้ชี ื่อวา ปฏิลาภสันโดษ. ภิกษไุ มควรคิดวาเราจักถือเอาของทช่ี อบนี้จักไมถ อื เอาของทไี่ มชอบน้ี แลวพงึ ถือเอาอยางใดอยางหนึง่ เพยี งใหชวี ิตเปน ไปไดเ ทาน้ัน. นีช้ ่ือวา ปฏิคคหณสนั โดษ. อนง่ึ ในปฏิคคหณสนั โดษนี้ ไทยธรรมมาก ผูใ หประสงคจะใหนอ ย พงึ ถือเอาแตน อย. ไทยธรรมมาก แมผ ูใหก ป็ ระสงคจะใหม ากควรถือเอาพอประมาณเทานนั้ . แมไ ทยธรรมก็ไมม าก แมผใู หก็ประสงคจะใหแ ตนอย พึงถือเอาแตนอ ย. ไทยธรรมไมม าก แตผูใหประสงคจ ะใหม าก ควรถอื เอาพอประมาณ. จรงิ อยู ในการรบั เม่อื ไมร จู ักประมาณ ยอ มลบหลูความเล่ือมใสของมนษุ ย ยอ มยงั ศรทั ธาไทยใหตกไป ไมท ําตามคาํ สอน ไมส ามารถกําหนดจติ แมข องมารดาบังเกิดเกลาได. ครั้นรูจักประมาณดวยประการฉะนี้แลวจงึ ควรรับ. นีช้ ่ือวา มตั ตปฏิคคหณสันโดษ. ภกิ ษุไมค วรไปสตู ระกูลท่ีมัง่ คั่งเทาน้นั ควรไปตามลําดับประตูบาน. นีช้ อื่ วา โลลุปปวิวชั ชนสนั โดษ. ยถาลาภสนั โดษเปน ตน มีนยั ดังกลา วแลวในจวี รนั่นแล ภกิ ษุรูอปุ -การะอยางนว้ี า เราฉันอาหารบิณฑบาตแลวจกั รักษาสมณธรรมแลว จึงฉนัชอ่ื วา อุปการสนั โดษ. แมอ าหารเต็มบาตรแลวยงั มีผูนาํ มากไ็ มควรรับ.เม่อื มีอนุปสมั บันไปดวยควรใหอนุปสมั บนั นั้นรบั . เม่อื ไมมี ควรถอื เอาเพียงพอทีจ่ ะรับได นชี้ ่ือวา ปริมาณสนั โดษ. การฉันอยางน้ถี อื เปน เครื่อง
พระสตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนา ที่ 682บรรเทาความหวิ เปน เครือ่ งนําทกุ ขอ อกไป ช่อื วา บริโภคสันโดษ.ไมค วรเก็บไวฉ ันแลว ๆ เลา ๆ. นช้ี อ่ื วา สนั นขิ ิปรวิ ัชชนสันโดษ. ไมควรเหน็ แกหนา ควรตั้งอยูใ นสาราณิยธรรม สละให. นีช้ ื่อวา วิสชั ชน-สนั โดษ. อนง่ึ ธุดงคปฏสิ งั ยตุ ดวยบิณฑบาตมี ๕ อยาง คอื บัณฑปาตกิ งั คะคือเท่ียวบิณฑบาตเปน วตั ร ๑ สปทานจารกิ ังคะ คอื เท่ียวบิณฑบาตไปตามลาํ ดับตรอกเปน วัตร ๑ เอกาสนิกงั คะ คอื นั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเปน วัตร ๑ปต ตปณ ฑกิ ังคะ คอื ฉนั เฉพาะในบาตรเปนวตั ร ๑ ขลุปจฉาภัตตกิ ังคะคือหา มภตั ทเ่ี ขานาํ มาถวายเมอ่ื ภายหลังเปน วัตร ๑ พระปจ เจกสัมพุทธเจาบาํ เพญ็ มหาอริยวงศ คือความสนั โดษดว ยบณิ ฑบาต ดวยประการฉะนี้ช่อื วา รกั ษาธดุ งค ๕ เหลาน.ี้ เมื่อรักษาธดุ งคเ หลา นี้ ช่อื วา เปน ผสู ันโดษดวยอํานาจแหงมหาอริยวงศ คือความสันโดษดว ยบณิ ฑบาต. บทวาวณณฺ วาที เปน ตน พึงทราบโดยนยั ดงั กลา วแลวน่นั แล. พึงทราบความในบทวา เสนาสเนน น้ตี อ ไป พงึ ทราบเสนาสนะพึงทราบเขตของเสนาสนะ พงึ ทราบความสันโดษดว ยเสนาสนะ พึงทราบธุดงคปฏิสังยุตดวยเสนาสนะ. ในบทเหลา นั้น บทวา เสนาสน ไดแ ก เสนาสนะ ๑๕ อยา งเหลา นี้ คอื เตยี ง ๑ ตัง่ ๑ ฟูก ๑ หมอน ๑ วหิ าร ๑ เพิง ๑ปราสาท ๑ ปราสาทโลน ๑ ถาํ้ ๑ ทเี่ รน ๑ ปอ ม ๑ เรอื นยอดเดยี ว ๑ไมไผ ๑ พุม ไม ๑ โคนไม ๑ หรือวา ภิกษทุ ง้ั หลายเขาไปพักผอนในทใ่ี ดท่นี ่นั กช็ ื่อวาเสนาสนะ. บทวา เสนาสนกฺเขตฺต ไดแกเ ขต ๖ อยาง คอื เสนาสนะจาก
พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย จฬู นิเทส เลม ๖ - หนาท่ี 683สงฆ ๑ จากคณะ ๑ จากญาติ ๑ จากมิตร ๑ จากทรัพยข องตน ๑ทเ่ี ปน ทบ่ี งั สุกุล ๑. บทวา เสนาสนสนฺโตโส ไดแ ก สนั โดษ ๑๕ มสี ันโดษดวยการตรกึ ในเสนาสนะเปน ตน. พงึ ทราบสันโดษเหลา นนั้ โดยนยั ดงั กลาวแลวในบณิ ฑบาตนั่นแล. อน่ึง ธดุ งค ๕ ปฏิสงั ยตุ ดว ยเสนาสนะ คืออารัญ-ญิกังคะ ถอื อยูปา เปน วัตร ๑ รุกขมูลิกังคะ ถอื อยูโคนไมเปน วตั ร ๑อพั โภกาสกิ งั คะ ถืออยใู นทแี่ จง เปนวัตร ๑ โสสานกิ งั คะ ถอื อยปู า ชาเปนวตั ร ๑ ยถาสนั ถตกิ งั คะ ถอื การอยใู นเสนาสนะตามท่ีทานจดั ให ๑. พระปจ เจกสัมพทุ ธเจาบําเพญ็ มหาอริยวงศ คอื การสนั โดษดวยเสนาสนะดว ยประการฉะน้ี ชื่อวายอมรักษาธดุ งค ๕ เหลา น้ี. เม่ือรักษาอยา งนี้ ช่ือวาเปนผูสนั โดษดวยอํานาจแหงมหาอริยวงศ คือการสันโดษดว ยเสนาสนะ. ทานพระธรรมเสนาบดสี ารีบตุ ร กลา วอรยิ วงศคือความสันโดษดวยจวี รเปนขอท่ี ๑ ดุจทา นผมู ฤี ทธิข์ ยายแผน ดนิ ใหกวาง ดุจยงั ทองมหาสมุทรใหเต็ม และดจุ ยังอากาศใหแผขยายออกไปฉะน้นั . กลาวอริยวงศค ือความสนั โดษดว ยบณิ ฑบาตเปน ขอ ที่ ๒. ดุจผมู ฤี ทธท์ิ าํ พระจันทรใหข้ึนและทําพระอาทิตยใหล อยเดน อยูฉะนนั้ . กลาวอรยิ วงศคือความสนั โดษดว ยเสนาสนะเปน ขอ ท่ี ๓ ดุจยกภเู ขาสเิ นรุขนึ้ ฉะน้ัน. บัดนเ้ี พ่ือจะกลาวถงึอริยวงศ คอื ความสนั โดษดวยคิลานปจจัย จึงกลาวคํามีอาทวิ า เปน ผูสันโดษดวยคลิ านปจจยั เภสชั บรขิ ารตามมีตามได. บทน้นั เปนไปอยางเดียวกับบิณฑบาตน่ันเอง. ในบทน้นั พึงสนั โดษดว ยยถาลาภสนั โดษ ยถาพล-สนั โดษ และยถาสารุปปสันโดษเหมือนกัน. แตอ รยิ วงศคือมภี าวนา
พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เลม ๖ - หนา ท่ี 684เปน ทีม่ ายินดี มิไดมาในบทน้ี ยอ มจัดอริยวงศค ือมีภาวนาเปนท่ีมายินดีไวในเนสัชชิกังคธุดงค การถอื การนั่งเปน วัตร. สมดังที่ทานกลาวไวว า ในเสนาสนะทา นกลาวธุดงคไว ๕ ธดุ งคท ่เี กยี่ วของ กับอาหารมี ๕ ทเ่ี กย่ี วขอ งกับดวยความเพียรมี ๑ ที่ เก่ียวของกับจวี รมี ๒. พึงทราบวินิจฉยั ในบทน้วี า โปราเณ อคคฺ ฺเ อรยิ ว เส ิโตพระปจ เจกสมั พุทธเจา ดาํ รงอยูในอริยวงศ ทที่ ราบกันวา เปน วงศอ ันเลศิ มีมาแตโ บราณ ดงั ตอไปนี้. บทวา โปราเณ คอื มิใชเ กิดขนึ้ เดีย๋ วน้ี.บทวา อคคฺ เฺ คอื ท่ที ราบกันวาเปน วงศอนั เลิศ. บทวา อรยิ ว เสคอื ในวงศของพระอริยะทงั้ หลาย. เหมือนอยา งวา วงศก ษัตริย วงศ-พราหมณ วงศแ พศย วงศศ ูทร วงศสมณะ วงศสกลุ ราชวงศ ฉนั ใดวงศอ รยิ ะนีก้ ็เปนวงศท่ี ๘ ฉันน้นั ชอ่ื วา อริยประเพณี เปน แบบประเพณีของอรยิ ะ. กว็ งศนนี้ ั้นทา นกลา ววา เปนเลศิ กวา วงศเหลา นี้ ดจุ กลิ่นกระลําพกั เลศิ กวา กล่ินรากไมทง้ั หลายเปน ตน. วงศข องพระอริยะท้งั หลายคอื ใครบา ง. คอื พระพุทธเจา พระปจ เจกพุทธเจา และพระสาวกของพระตถาคต เรยี กวา พระอริยะ. วงศข องพระอริยะท้ังหลายเหลา นช้ี ่ือวาอรยิ วงศ. จริงอยู กอ นแตนี้ไป พระพทุ ธเจา ๔ พระองค คอื พระตณั หงั กรพระเมธังกร พระสรณังกร พระทปี ง กร ทรงอุบตั ิในทสี่ ุดสีแ่ สน-อสงไขยกปั . ทานเหลา น้ันก็เปนอรยิ ะ. วงศข องพระอรยิ ะเหลาน้ันก็ชอ่ื วาอรยิ วงศ. ภายหลงั แตพ ระพทุ ธเจาเหลาน้ันเสด็จปรินพิ พาน ลว งไปตลอดอสงไขย พระพทุ ธเจาพระนามวาโกณฑัญญะ ทรงอบุ ตั ิ ฯ ล ฯ ในกัปนี้
พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนิกาย จฬู นเิ ทส เลม ๖ - หนา ท่ี 685พระพทุ ธเจา ๔ พระองค คอื พระกกสุ ันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะและพระผูมีพระภาคเจาพระนามวาโคดมของพวกเราทรงอบุ ตั .ิ วงศของพระอริยะเหลาน้ันกช็ ือ่ วา อรยิ วงศ. อกี อยา งหน่งึ วงศข องพระอรยิ ะท้งั หลาย คือพระพทุ ธเจาพระปจ เจกพทุ ธเจา และพระสาวกท้งั หลายทุกพระองค ซึง่ มีในอดตีอนาคตและปจจุบนั ก็ชอื่ วา อริยวงศ. ในพระอริยวงศนนั้ . บทวา โิ ต คอื ตัง้ อยแู ลว. บททเ่ี หลือ พึงทราบโดยนยั ทกี่ ลาวแลว. จบคาถาท่ี ๘ คาถาท่ี ๙ ๙) ทุสสฺ งฺคหา ปพฺพชิตาป เอเก อโถ คหฏ า ฆรมาวสนตฺ า อปโฺ ปสฺสุโก ปรปตุ เฺ ตสุ หตุ ฺวา เอโก จเร ขคฺควสิ าณกปโฺ ป. แมบ รรพชติ บางพวกกส็ งเคราะหไดย าก อนง่ึ คฤหสั ถ ผูอยูครองเรอื น ก็สงเคราะหไ ดยาก บุคคลเปน ผูม คี วาม ขวนขวายนอ ยในบุตรของผอู น่ื พึงเที่ยวไปผูเ ดยี วเหมอื น นอแรดฉะนั้น. ในคาถาท่ี ๙ พึงทราบโยชนาดงั ตอไปน้ี. แมบรรพชติ บางพวก ถูกความไมส ันโดษครอบงาํ ก็เปน คนท่ี
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนาที่ 686สงเคราะหไ ดย าก และคฤหสั ถท้งั หลายผคู รองเรือนกเ็ ปน อยางนน้ั เปนผูอันผอู ่นื สงเคราะหย าก. เรารงั เกยี จความเปนผูอ ันผอู ่ืนสงเคราะหยากนนั้จึงปรารภวปิ ส สนาแลวบรรลุ. บทที่เหลอื พึงทราบโดยนยั กอ นนัน่ แล. พึงทราบวนิ จิ ฉัยในนิเทศตอไป. บทวา อนสฺสวา คือ เปน ผไู มเชอื่ ฟงถอ ยคํา. บทวา อวจนกรา ไมทําตามคาํ คือวา ยาก. บทวาปฏิโลมวตุ ฺติโน เปนผูประพฤติหยาบ คอื มีปกติพดู คาํ หยาบ. อธิบายวามุงตอสูทา เดียว. บทวา อเฺ เนว มขุ กโรนฺติ เบอื นหนาไปโดยอาการอ่ืน คอื เหน็ ผใู หโอวาทแลว เบือนหนา มองดูไปทางทศิ อ่ืน. บทวาอพฺยาวโฏ หุตฺวา คอื พึงเปน ผูไมใสใ จ. บทวา อนเปกฺโข หตุ ฺวา คือพึงนั้นผูไ มหวงใย. จบคาถาที่ ๙ คาถาที่ ๑๐ ๑๐) โอโรปยิตฺวา คหิ ิพฺยชฺ นานิ สฉฺ นิ ฺนปตโฺ ต ยถา โกวิฬาโร เฉตฺวาน ธีโร คหิ พิ นธฺ นานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. นกั ปราชญปลงเสียแลว ซ่งึ เครื่องหมายแหงคฤหสั ถ ดุจตน ทองหลางท่ีขาดใบแลว ตัดเครอ่ื งผกู ของคฤหัสถ ไดแลว พงึ เท่ียวไปผูเ ดยี วเหมือนนอแรดฉะนน้ั . พงึ ทราบวนิ ิจฉัยในคาถาท่ี ๑๐ ดงั ตอ ไปน้ี.
พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย จูฬนเิ ทส เลม ๖ - หนา ที่ 687 บทวา โอโรปยิตวฺ า ปลงเสียแลว คอื นาํ ออกไปแลว . บทวาคหิ พิ ฺยชฺ นานิ เครือ่ งหมายเเหงคฤหัสถ คอื เคร่ืองหมายแหง ความเปนคฤหัสถมอี าทิ ผม หนวด ผา ขาว เคร่ืองประดับ ดอกไม ของหอมเคร่ืองลบู ไล หญิง บตุ ร ทาสหญงิ ทาสชาย เพราะฉะนน้ั ทา นจึงกลา ววา เครอ่ื งหมายแหง คฤหัสถ. บทวา สฉฺ นิ นฺ ปตโฺ ต ขาดใบ คือมีใบรวงหลนแลว. บทวา เฉตฺวาน คอื ตัดแลว ดวยมรรคญาณ. บทวาวโี ร ผูเปน วีรชน คือประกอบแลวดว ยความเพียรในมรรค. บทวาคิหิพนฺธนานิ เคร่ืองผกู ของคฤหัสถ ไดแก เรือ่ งผูกคือกาม เพราะวากามเปน เครื่องผกู ของคฤหัสถ. พงึ ทราบความแหงบทเพยี งเทาน้กี อน.ตอ ไปนเี้ ปน คําอธบิ าย. พระปจเจกสมั พทุ ธเจาดาํ รอิ ยอู ยางนีว้ า ไฉนหนอเราพึงปลงซง่ึเครอ่ื งหมายแหง คฤหัสถ เหมอื นตน ทองหลางทขี่ าดใบแลวฉะนั้น ดังนแี้ ลวจึงเรม่ิ วิปสสนาไดบรรลปุ จเจกภูมิ บททเ่ี หลือพึงทราบโดยนยั กอ นน่ันแล. พึงทราบวนิ ิจฉัยในนเิ ทศตอไป. บทวา สาราสนจฺ คอื อาสนะอันเปน สาระ. บทวา สนิ านิ คือ พลัด. บทวา สฉฺ นิ ฺนานิ คือขาดใบ. บทวา ปตติ านิ คอื พนจากกา น. บทวา ปรปิ ตติ านิ รวงหลนแลว คือตกลงไปบนพืน้ ดนิ . จบคาถาที่ ๑๐ จบอรรถกถาปฐมวรรค
พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เลม ๖ - หนา ท่ี 688 อรรถกถาทตุ ยิ วรรค คาถาที่ ๑-๒ คาถาที่ ๑ ๑๑) สเจ ลเภถ นิปก สหาย สทฺธึจร สาธวุ ิหารธิ ีร อภภิ ุยยฺ สพพฺ านิ ปริสสฺ ยานิ จเรยฺย เตนตตฺ มโน สตมิ า. ถาบุคคลพึงไดสหายผูมปี ญญาเครอ่ื งรักษาตน ผูเทย่ี วไปรว มกันได มีปกติอยดู ว ยกรรมดี เปน นกั ปราชญไซร พงึ ครอบงําอนั ตรายทั้งปวง เปน ผมู ใี จชน่ื ชม มีสติ เทยี่ วไปกบั สหายน้ัน. คาถาท่ี ๒ ๑๒) โน เจ ลเภถ นปิ ก สหาย สทฺธึจร สาธุวิหารธิ ีร ราชา รฏ วชิ ิต ปหาย เอโก จเร มาตงคฺ รเฺ ญว นาโค. หากวา บุคคลไมพึงไดสหายผูมปี ญญาเคร่อื งรักษาตนผเู ทย่ี วไปรวมกนั ได มปี กตอิ ยูดวยกรรมดี เปนนกั ปราชญไซร พึงเที่ยวไปผูเดียว ดจุ พระราชาทรงละแวนแควนอันพระองคทรงชนะแลว เสด็จไปแตผ เู ดยี ว ดจุ ชางช่ือมาตังคะ ละโขลงเทีย่ วไปอยใู นปา แตตวั เดยี วฉะนั้น.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 740
Pages: