Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_76

tripitaka_76

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:44

Description: tripitaka_76

Search

Read the Text Version

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 317 รูปเปนอนุปาทนิ นปุ าทานิยะทีอ่ ยไู กล นั้น เปนไฉน ? กายวญิ ญตั ติ วจวี ิญญตั ติ รูปลหตุ า รูปมทุ ุตา รปู กมั มญั ญตา รูปชรตารูปอนิจจตา หรือรูปแมอ ืน่ ใด มอี ยู ไดแก อากาศธาตุ อาโปธาตุ รูปอปุ จยะรูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมไมไ ดแ ตงข้นึ รูปทั้งนีเ้ รียกวา รปู เปนอนปุ าทินนุปาทานยิ ะทีอ่ ยไู กล. รปู เปนอนปุ าทินนปุ าทานยิ ะท่อี ยูใกล นนั้ เปนไฉน ? สัททายตนะ หรือรปู แมอ นื่ ใด มีอยู ไดแ ก รปู ายตนะ คนั ธายตนะรสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ทกี่ รรมไมไ ดแตง ขน้ึ รูปท้งั นี้เรยี กวา รปู เปนอนุปาทนิ นุปาทานยิ ะทอี่ ยใู กล. [๖๔๙] รปู เปนสปั ปฏิฆะท่ีเปนอินทรยี  นนั้ เปน ไฉน ? จักขุนทรีย ฯลฯ กายนิ ทรีย รปู ทงั้ น้ีเรียกวา รูปเปนสัปปฏฆิ ะที่เปนอนิ ทรยี . รูปเปนสัปปฏฆิ ะท่ีไมเปน อินทรีย นัน้ เปนไฉน ? รปู ายตนะ ฯลฯ โผฏฐพั พายตนะ รปู ทัง้ นเ้ี รยี กวา รูปเปน สปั ปฏฆิ ะท่ไี มเ ปนอินทรยี . รูปเปนอปั ปฏฆิ ะที่เปนอนิ ทรยี  นน้ั เปน ไฉน ? อติ ถนิ ทรยี  ปุริสินทรีย ชวี ติ ินทรยี  รูปทั้งนี้เรียกวา รปู เปน อัปปฏฆิ ะทเ่ี ปนอินทรีย. รปู เปน อปั ปฏฆิ ะทไ่ี มเปน อินทรีย น้นั เปนไฉน ? กายวิญญตั ติ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทง้ั นีเ้ รียกวา รูปเปน อปั ปฏิฆะท่ไี มเปน อนิ ทรยี . [๖๕๐] รูปเปน สัปปฏฆิ ะทเี่ ปน มหาภูต นั้น เปน ไฉน ? โผฏฐัพพายตนะ รปู ท้ังนี้เรยี กวา รปู เปนสปั ปฏิฆะทเ่ี ปน มหาภูต.

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 318 รูปเปน สปั ปฏฆิ ะท่ไี มเ ปน มหาภูต นน้ั เปนไฉน ? จกั ขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปทงั้ นเี้ รียกวา รูปเปนสัปปฏิฆะทไี่ มเปนมหาภตู . รปู เปนอัปปฏฆิ ะที่เปนมหาภตู นัน้ เปนไฉน ? อาโปธาตุ รปู ท้ังน้เี รียกวา รปู เปน อัปปฏิฆะท่ีเปนมหาภูต. รูปเปนอัปปฏิฆะที่ไมเปนมหาภูต นน้ั เปนไฉน ? อิตถินทรยี  ฯลฯ กพฬงิ การาหาร รูปทง้ั นเ้ี รียกวา รูปเปนอปั ปฏฆิ ะทไ่ี มเปน มหาภูต. [๖๕๑] รปู เปน อินทรยี ทหี่ ยาบ น้นั เปน ไฉน ? จักขุนทรยี  ฯลฯ กายินทรยี  รปู ทงั้ น้เี รยี กวา รปู เปนอินทรียท ่หี ยาบ. รปู เปน อินทรยี ท่ลี ะเอยี ด น้ัน เปน ไฉน ? อติ ถินทรยี  ปุริสินทรยี  ชีวิตินทรยี  รูปท้งั น้เี รยี กวา รปู เปนอินทรียทีล่ ะเอยี ด. รปู ไมเ ปน อนิ ทรยี ท ห่ี ยาบ นนั้ เปนไฉน ? รปู ายตนะ ฯลฯ โผฏฐพั พายตนะ รปู ทั้งน้ีเรียกวา รูปไมเ ปน อินทรียทหี่ ยาบ. รูปไมเ ปนอินทรียท ่ลี ะเอยี ด น้ัน เปนไฉน ? กายวญิ ญัตติ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปทง้ั นีเ้ รยี กวา รูปไมเปนอินทรยี ทล่ี ะเอยี ด. [๖๕๒] รูปเปน อินทรียท ่ีอยูไกล นน้ั เปนไฉน ? อิตถินทรีย ปรุ ิสนิ ทรีย ชีวติ นิ ทรีย รูปท้ังน้เี รียกวา รปู เปน อนิ ทรียที่อยูไ กล.

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 319 รูปเปนอนิ ทรยี ท ่ีอยูใกล นน้ั เปน ไฉน ? จกั ขนุ ทรีย ฯลฯ กายินทรีย รูปทั้งนี้เรียกวา รปู เปน อินทรยี ท่ีอยูใกล. รูปไมเปนอินทรยี ท ่ีอยูไกล นนั้ เปนไฉน ? กายวิญญตั ติ ฯลฯ กพฬงิ การาหาร รปู ท้งั น้เี รียกวา รปู ไมเ ปนอินทรยี ทีอ่ ยไู กล. รูปไมเ ปนอนิ ทรียท่ีอยใู กล นั้น เปนไฉน ? รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐพั พายตนะ รปู ท้ังน้เี รยี กวา รูปไมเปน อนิ ทรียทีอ่ ยใู กล. [๖๕๓] รูปเปน มหาภตู ทห่ี ยาบ นนั้ เปนไฉน ? โผฏฐพั พายตนะ รูปท้ังนเี้ รียกวา รปู เปนมหาภตู ท่หี ยาบ. รปู เปนมหาภูตที่ละเอยี ด นั้น เปน ไฉน ? อาโปธาตุ รปู ท้ังนีเ้ รยี กวา รูปเปนมหาภูตที่ละเอยี ด. รูปไมเ ปนมหาภตู ทหี่ ยาบ นัน้ เปน ไฉน ? จักขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปท้ังนี้เรยี กวา รูปไมเปน มหาภตู ท่ีหยาบ. รปู ไมเปนมหาภูตที่ละเอียด น้ัน เปนไฉน ? อิตถนิ ทรีย ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปท้งั นเ้ี รียกวา รูปไมเ ปนมหาภูตทล่ี ะเอียด. [๖๕๔] รปู เปนมหาภตู ที่อยูไ กล นั้น เปน ไฉน ? อาโปธาตุ รูปทัง้ น้เี รยี กวา รูปเปนมหาภูตทอ่ี ยไู กล. รูปเปน มหาภตู ท่ีอยูใ กล นนั้ เปนไฉน ? โผฏฐพั พายตนะ รูปทงั้ นี้เรียกวา รูปเปน มหาภูตทอี่ ยใู กล.

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 320 รปู ไมเ ปนมหาภตู ทิ อ่ี ยูไกล นัน้ เปน ไฉน ? อติ ถนิ ทรีย ฯลฯ กพฬิงการาหาร รูปท้งั น้ีเรียกวา รูปไมเปน มหาภูตทอี่ ยไู กล. รูปไมเปน มหาภตู ท่อี ยูใกล นน้ั เปน ไฉน ? จกั ขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รปู ท้ังน้เี รยี กวา รปู ไมเ ปนมหาภตู ที่อยูใกล. [๖๕๕] รปู ทเี่ ห็นได คือ รปู ายตนะ รูปทฟ่ี งได คอื สทั ทายตนะ รปู ทรี่ ูไ ด คอื คนั ธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ รูปท่รี ูแจงไดดวยใจ คือ รปู ทง้ั หมด สงเคราะหรูปเปนหมวดละ ๔ อยางนี้. จตกุ กนทิ เทศ จบ ปญ จกนเิ ทศ [๖๕๖] รปู ทีเ่ รียกวา ปฐวธี าตุ น้ัน เปน ไฉน ? ธรรมชาตทิ แ่ี ข็ง ธรรมชาตทิ ีก่ ระดาง ความแข็ง ภาวะทแ่ี ขง็ เปนภายในหรือภายนอกกต็ าม เปน อปุ าทนิ นะหรอื อนปุ าทินนะก็ตาม รูปท้งั น้เี รียกวา ปฐวธี าต.ุ รูปทีเ่ รยี กวา อาโปธาตุ นั้น เปนไฉน ? ความเอิบอาบ ธรรมชาตทิ ี่เอบิ อาบ ความเหนียว ธรรมชาตทิ ีเ่ หนยี วธรรมชาติเคร่อื งเกาะกมุ รปู เปน ภายในหรอื ภายนอกก็ตาม เปนอปุ าทนิ นะหรืออนุปาทนิ นะกต็ าม อนั ใด รูปท้งั นเี้ รียกวา อาโปธาต.ุ

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 321 รูปท่ีเรยี กวา เตโชธาตุ น้นั เปนไฉน ? ความรอน ธรรมชาติทร่ี อ น ความอุน ธรรมชาตทิ ีอ่ นุ ความอบอุนธรรมชาติทอี่ บอนุ เปน ภายในหรอื ภายนอกก็ตาม เปน อุปาทินนะหรืออนปุ า-ทินนะกต็ าม อนั ใด รปู ทั้งนี้เรยี กวา เตโชธาตุ. รูปที่เรียกวา วาโยธาตุ นั้น เปน ไฉน ? ความพัดไปมา ธรรมชาติทพ่ี ดั ไปมา ธรรมชาตเิ ครือ่ งค้ําจนุ รูป เปนภายในหรือภายนอกกต็ าม เปน อุปาทนิ นะหรอื อนปุ าทินนะก็ตาม อนั ใด รปูทง้ั นี้เรยี กวา วาโยธาต.ุ รูปท่เี ปน อปุ าทา น้นั เปน ไฉน ? จักขายตนะ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รปู ทง้ั นีเ้ รยี กวา รปู ท่เี ปนอุปาทา. สงเคราะหรปู เปน หมวดละ ๕ อยางน.ี้ ปญจนิเทศ จบ ฉักกนเิ ทศ [๖๕๗] รูปอนั จักขุวิญญาณพึงรู คอื รปู ายตนะ รปู อนั โสตวิญญาณพึงรู คือ สทั ทายตนะ รปู อนั ฆานวิญญาณพงึ รู คือ คนั ธายตนะ รปู อันชิวหาวิญญาณพงึ รู คอื รสายตนะ รปู อนั กายวญิ ญาณพึงรู คอื โผฏฐพั พายตนะ รูปอันมโนวญิ ญาณพงึ รู คอื รปู ทั้งหมด สงเคราะหรูปเปนหมวดละ ๖ อยางนี.้ ฉกั กนิเทศ จบ

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 322 สัตตกนเิ ทศ [๖๕๘] รูปอันจกั ขวุ ญิ ญาณพงึ รู คือ รปู ายตนะ รูปอันโสตวญิ ญาณพึงรู คือ สัททายตนะ รปู อนั ฆานวิญญาณพงึ รู คือ คนั ธายตนะ รปู อนั ชวิ หาวิญญาณพึงรู คือ รสายตนะ รูปอนั กายวญิ ญาณพึงรู คอื โผฏฐพั พายตนะ รูปอนั มโนธาตุพึงรู คอื รปู ายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะรสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ รูปอันมโนวิญญาณธาตุพึงรู คือ รปู ท้งั หมด สงเคราะหรูปเปน หมวดละ ๗ อยา งนี.้ สตั ตกนิเทศ จบ อัฏฐกนิเทศ [๖๕๙] รปู อันจกั ขวุ ญิ ญาณพึงรู คือ รูปายตนะ รปู อนั โสตวิญญาณพงึ รู คอื สัททายตนะ รปู อนั ฆานวญิ ญาณพงึ รู คือ คันธายตนะ รูปอนั ชวิ หาวิญญาณพึงรู คอื รสายตนะ รปู อันกายวิญญาณพงึ รทู ่ีมสี ัมผสั เปน สขุ คอื โผฏฐพั พะ อนั เปนที่ชอบใจ รูปอันกายวญิ ญาณพงึ รทู มี่ สี มั ผัสเปน ทุกข คือ โผฏฐัพพะ อนั ไมเ ปนทชี่ อบใจ

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 323 รปู อันมโนธาตพุ งึ รู คือ รูปายตนะ สทั ทายตนะ คนั ธายตนะ รสายตนะโผฏฐัพพายตนะ รูปอนั มโนวญิ ญาณธาตุพงึ รู คือ รปู ท้งั หมด สงเคราะหร ปู เปน หมวดละ ๘ อยางน.ี้ อฏั ฐกนเิ ทศ จบ นวกนเิ ทศ [๖๖๐] รูปทเ่ี รียกวา จักขนุ ทรยี  นัน้ เปน ไฉน ? จักขใุ ด เปน ปสาทรปู อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ น้เี รียกวา จกั ขุบางฯลฯ บานวางบา ง รปู ทงั้ น้ีเรียกวา จกั ขนุ ทรยี . รปู ทเ่ี รียกวา โสตินทรีย ฯลฯ ทเ่ี รียกวา ฆานินทรีย ฯลฯท่เี รยี กวา ชวิ หนิ ทรยี  ฯลฯ ที่เรยี กวา กายินทรีย ฯลฯ ที่เรยี กวาอติ ถนิ ทรยี  ฯลฯ ท่ีเรยี กวา ปุรสิ ินทรยี  ฯลฯ ท่ีเรยี กวา ชีวติ ินทรยี นน้ั เปนไฉน ? อายุ ความดาํ รงอยู ความเปน ไปอยู กริ ิยาท่เี ปน ไปอยู อาการท่ีสบื เนอื่ งกนั อยู ความประพฤติเปน ไปอยู ความหลอ เลี้ยงอยู ชีวติ อินทรยี คอื ชีวิต แหงรปู ธรรมนั้น ๆ อันใด รปู ท้งั น้ีเรยี กวา ชีวิตินทรยี . รูปที่ไมเปนอนิ ทรยี  นน้ั เปนไฉน ? รปู ายตนะ ฯลฯ กพฬงิ การาหาร รปู ท้ังนเ้ี รียกวา รูปทไี่ มเ ปนอนิ ทรยี . สงเคราะหร ูปเปน หมวดละ ๙ อยา งนี้. นวกนเิ ทศ จบ

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 324 ทสกนิเทศ [๖๖๑] รูปทเี่ รียกวา จกั ขุนทรีย น้นั เปนไฉน ? จกั ขุใด เปน ปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ น้ีเรยี กวาจกั ขบุ า งฯลฯ บานวางบาง รปู ทัง้ นี้เรยี กวา จักขนุ ทรยี . รูปทีเ่ รยี กวา โสตนิ ทรีย ฯลฯ ที่เรียกวา ฆานินทรยี  ฯลฯทีเ่ รียกวา ชวิ หนิ ทรยี  ฯลฯ ทีเ่ รียกวา กายนิ ทรยี  ฯลฯ ที่เรียกวาอติ ถนิ ทรยี  ฯลฯ ทเ่ี รียกวา ปรุ ิสินทรยี  ฯลฯ ท่เี รียกวา ชีวติ นิ ทรยี น้ัน เปนไฉน ? อายุ ความดํารงอยู ความเปนไปอยู กิริยาทเี่ ปน ไปอยู อาการท่ีสืบเนื่องกันอยู ความประพฤติเปน ไปอยู ความหลอเลีย้ งอยู ชวี ติ อินทรยี คือชวี ติ แหงรปู ธรรมน้นั ๆ อันใด รูปท้ังนีเ้ รียกวา ชวี ิตินทรยี . รปู ทไ่ี มเปนอนิ ทรียท ีเ่ ปนสัปปฏฆิ ะ นนั้ เปน ไฉน ? รปู ายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปท้งั น้ีเรียกวา รูปที่ไมเ ปนอินทรยี ท ่ีเปน สปั ปฏิฆะ. รปู ที่ไมเปน อนิ ทรียที่เปน อปั ปฏฆิ ะ นัน้ เปน ไฉน ? กายวิญญตั ติ ฯลฯ กพฬิงการาหาร รปู ท้ังน้ีเรียกวา รปู ท่ไี มเปนอินทรียทเี่ ปนอปั ปฏิฆะ สงเคราะหร ูปเปนหมวดละ ๑๐ อยา งนี้. ทสกนเิ ทศ จบ

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 325 เอกาทสกนเิ ทศ [๖๖๒] รูปเรียกวา จักขายตนะ นนั้ เปนไฉน ? จกั ขใุ ด เปนปสาทรูป อาศยั มหาภตู รูป ๔ ฯลฯ น้เี รียกวา จกั ขุบางฯลฯ บา นวา งบา ง รูปทั้งนีเ้ รียกวา จกั ขายตนะ. รปู ที่เรียกวา โสตายตนะ ฯลฯ ท่เี รียกวา ฆานายตนะ ฯลฯทเี่ รียกวา ชวิ หายตนะ ฯลฯ ที่เรียกวา กายายตนะ ฯลฯ ท่ีเรียกวารปู ายตนะ ฯลฯ ท่ีเรยี กวา สทั ทายตนะ ฯลฯ ทีเ่ รียกวา คนั ธายตนะฯลฯ ทเ่ี รยี กวา รสายตนะ ฯลฯ ทเ่ี รยี กวา โผฏฐพั พายตนะ นน้ั เปนไฉน ? ปฐวีธาตุ ฯลฯ เรยี กวา โผฏฐัพพะบา ง โผฏฐัพพธาตบุ าง รปู ทง้ั นี้เรยี กวา โผฏฐัพพายตนะ. รูปเปนอนิทัสสนะ เปนอัปปฏิฆะ แตน ับเน่อื งในธรรมายตนะน้ัน เปน ไฉน ? อติ ถินทรยี  ฯลฯ กพฬิงการาหาร รปู ท้งั นเ้ี รยี กวา รูปเปน อนิทัสสนะเปนอัปปฏิฆะ แตนับเนอ่ื งในธรรมายตนะ. สงเคราะหร ูปเปนหมวดละ ๑๑ อยางน้ี. เอกาทสกนิเทศ จบ รูปวิภัตติ จบ ภาณวารท่ี ๘ จบ

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 326 อฏั ฐสาลนิ ี อรรถกถาธรรมสงั คณี อรรถกถาจตุกนทิ เทส ในบทสุดทายแหง (ขอ ๖๕๕) การสงเคราะหร ปู ๔ หมวด พระผมู ีพระภาคเจา มิไดทาํ คาํ ถามไวต ้ังแตต น เพราะไมมคี วามแตกตางกนั แหง บทสดุ ทา ยซึง่ มคี าํ วา รูปทเี่ ห็นไดเ ปน ตน แตไ ดต รัสคํามอี าทวิ า รปู ท่ีเหน็ ไดคือ รูปายตนะ รปู ทฟี่ งได คอื สัททายตนะ ดังน้ี. ในบรรดารูปมีรูปายตนะเปน ตนเหลานัน้ รปู ายตนะ ช่ือวา ทิฏ (รปู ที่เหน็ ได) เพราะอรรถวา อนั จกั ษอุ าจมองดเู ห็นได. สัททายตนะ ชอ่ื วาสุต (รูปทฟ่ี งได) เพราะอรรถวา อนั โสตอาจฟงเสียงรูได. หมวดสามแหงอายตนะมีคันธายตนะเปน ตน ชอ่ื วา มตุ  (รปู ท่รี ูได) ดวยอรรถวา อนัฆานะ ชิวหา และกาย พงึ รโู ดยการรับอารมณท ถ่ี ึงแลว . พระผูมพี ระภาคเจาตรสั วา รปู ทีช่ อ่ื มตุ  เพราะเหตุที่ถูกตอ งแลว จงึ เกดิ วญิ ญาณดงั นีก้ ็มี. สวนรูปท้ังหมดทเี ดียว ชอื่ วา วิ ฺ าต (รูปท่ีรแู จง ) ทางใจ เพราะอรรถวาอนั มโนวญิ ญาณพึงรู. อรรถกถาปญจนทิ เทส พึงทราบวนิ ิจฉยั ในนทิ เทสแหงการสงเคราะหรปู หมวด ๕ ตอไป บทวา กกขฺ ฬ (ธรรมชาตทิ ีแ่ ข็ง) คอื กระดาง. ความกระดา งน่นั แหละเรยี กวา ธรรมชาติทกี่ ระดา ง อธิบายวา ธรรมชาติที่หยาบ. ความแขง็ภาวะท่แี ข็งแมทั้ง ๒ นอกนกี้ ็เปนการอธบิ ายสภาวะน่ันเอง. บทวา อชฺฌตฺต (เปนภายใน) ไดแ ก เปนภายในอนั เกดิ ในตน.บทวา พหิทฺธา วา (หรือภายนอกกต็ ามที) ไดแก เปนภายนอก. บทวา

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 327อปุ าทินนฺ  (เปนอุปาทินนะ) ไดแก มีกรรมเปนสมุฏฐานเทา นัน้ * คําวาอุปาทนิ นฺ  น้ี ทรงถอื รปู ที่ตงั้ อยใู นสรีระโดยไมแ ปลกกัน จริงอยู รูปอนัต้งั อยูในสรีระจะเปน อุปาทินนะกต็ าม จะเปน อนุปาทินนะกต็ าม ช่ือวา เปนอุปาทินนะเทานัน้ ดว ยอํานาจแหง รูปอนั ตัณหายดึ ถือและอนั ทฏิ ฐยิ ดึ ม่นั แลว . บทวา เตโชคต (ธรรมชาติทีร่ อน) ไดแกส ภาวะท่ไี ปในเตโชธาตุทง้ั หมด อันมคี วามรอนเปนลักษณะ อกี อยางหน่งึ เตโชธาตนุ นั่ เองที่ไปสูภาวะที่รอ น เพราะฉะนนั้ จึงช่อื วา เตโชคต (ธรรมชาติทรี่ อ น). บทวาอสุ มฺ า (ความอุน ) ไดแกอ าการที่อนุ . บทวา อสุ มฺ าคต (ธรรมชาติที่อนุ )ไดแก ธรรมชาตทิ ีถ่ ึงภาวะความอุน คํานเ้ี ปน ช่อื ของอาการที่อนุ . บทวา อสุ ฺม(ความอบอุน) ไดแก ความอบอุนท่มี กี าํ ลงั ความอบอนุ น่นั เองถงึ ภาวะทีอ่ บอุนเพราะฉะนั้น จึงชอ่ื วา อุสฺมคต (ธรรมชาตทิ ีอ่ บอนุ ). รปู ทีช่ อ่ื วา วาโย (ความพดั ไปมา) ดวยอํานาจแหง ธรรมชาติท่ีพัดไปมา วาโยนนั่ เอง ชอื่ วา วาโยคต (ธรรมชาตทิ ีพ่ ัดไปมา) เพราะถึงภาวะทพี่ ัดไปมา. บทวา ถมตฺ ตตฺ  (ธรรมชาตเิ ครือ่ งคา้ํ จุน) ไดแ ก ความเครงตึงของรูป ดุจความเครง ตึงอนั เตม็ ดวยลมมกี านและเปลอื กอบุ ลเปนตน. อรรถกถาฉกั กนทิ เทส พระผูม พี ระภาคเจามิไดท รงทําปจุ ฉาไวต ้ังแตเ บอื้ งตน เลย เพราะไมม ีความแตกตา งกนั แหงบทสดุ ทาย (คอื รูปท่ีรูไ ดดวยมโนวิญญาณ) แหงการสงเคราะหร ปู ๓ หมวด ซึง่ มีการสงเคราะหร ูปมีหมวด ๖ เปน ตน แตท รงทาํคําอธิบายไว.* ฉบับพมาวา มิใชมีกรรมเปน สมฏุ ฐานเทาน้นั

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 328 พึงทราบวนิ ิจฉัยในนทิ เทสแหงการสงเคราะหร ปู หมวด ๖ เปน ตนนน้ัรปู ท่ีช่อื วา อันจักขุวญิ ญาณพึงรู เพราะอรรถวา อันจกั ขวุ ญิ ญาณอาจเพ่ือจะรู ฯลฯ รูปทชี่ ือ่ วา อันมโนวิญญาณพึงรู เพราะอรรถวา อันมโนวญิ ญาณอาจเพอื่ จะรไู ด. รูปทชี่ ่อื วา อันมโนธาตพุ งึ รู เพราะอรรถวา อนั มโนธาตุ๓ อยาง อาจเพือ่ จะรไู ด. ในบทวา สพฺพ รูป (รูปทงั้ หมด) น้ี เพราะแมเ พยี งรปู เดยี วท่ีมโนวิญญาณธาตไุ มพึงรมู ไิ ดมี ฉะน้ัน จึงตรัสวา สพฺพ รปู  ดังนี.้ จริงอยูนัยในฐานะที่ควรเพ่อื ทรงอธบิ ายถงึ พระอภิธรรมแลว อนั พระสัมมาสมั พุทธเจามไิ ดก ระทําไวช ่อื วา ยอมไมมี. และนยั นีก้ ช็ ่อื วาฐานะทีค่ วรเพ่ือแนะนํา เพราะความไมม ี แมแตร ูปเดยี วทมี่ โนวญิ ญาณธาตุไมพ งึ รู เพราะฉะนนั้ เมอื่ จะทรงทาํ นยั (ขอ แนะนาํ ) ไว จงึ ตรสั วา สพฺพ รูป ดังนี.้ บทวา สุขสมผฺ สฺโส (มีสมั ผสั เปนสุข ขอ ๖๕๙) คอื ไดสขุ เวทนาเปนปจจยั . บทวา ทกุ ฺขสมฺผสฺโส (มีสมั ผสั เปนทุกข) คือ ไดทุกขเวทนาเปนปจจยั . แมในคาํ วามีสมั ผสั เปนสุขเปนตน นี้ พระองคท รงประทานนยั ไวนี้เพราะความทโ่ี ผฏฐัพพารมณมีสภาวะเปนทกุ ขและเปนสุข. แตว าในนิทเทสรูปหมวด ๙ ไมทรงประทานนยั ไว เพราะความท่รี ปูทไ่ี มเ ปนอินทรยี มีอยู ในรูปหมวด ๑๐ ทรงประทานนัยไว เพราะความทีร่ ูปนั้นนัน่ แหละเปนสปั ปฏิฆะ (กระทบได) และอปั ปฏฆิ ะ (กระทบไมไ ด) ในรูปหมวด ๑๑ ทรงจําแนกอายตนะไว ๑๐ กับอีกครงึ่ หนง่ึ . บัณฑติ พงึ ทราบนทิ เทสวารแหง อายตนะเหลา น้นั ๆ โดยพิสดารตามนยั ทก่ี ลาวไวในหนหลงั .คาํ ทเ่ี หลอื ในบททั้งปวงมเี นื้อความตื้นทง้ั น้ันแล.

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 329 วา ดวยปกณิ ณกกถา ก็เพ่อื ความไมห ลงลมื ในรปู เหลา นี้ บัณฑิตพงึ ทราบปกณิ กะน้ี คือ สโมธาน คอื การประมวลมา สมุฏฐาน คอื เหตใุ หเกดิ ข้นึ ปรนิ ปิ ผันนะ คอื รูป. บรรดาปกณิ กะเหลาน้ัน ขอวา สโมธาน ความวา รูปทั้งหมดท่ีเดยี ววา โดยสโมธานคอื การประมวลมา นับได ๒๕ รปู คือ จกั ขายตนะ โสตายตนะฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รปู ายตนะ สทั ทายตนะ คนั ธายตนะรสายตนะ อติ ถนิ ทรยี  ปรุ ิสนิ ทรยี  ชวี ติ ินทรยี  กายวิญญัตติ วจวี ญิ ญัตติอากาศธาตุ รูปลหุตา รูปมุทตุ า รูปกัมมญั ญตา รปู อปุ จยะ รปู สันตติรูปชรา รูปอนจิ จตา กพฬิงการาหาร โผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ รวมกับรปู คอื หทยวตั ถุ พงึ ทราบวามี ๒๖ ชอื่ วา รูปอื่นจากนี้มไิ ดมี. แตอาจารยบางพวกผมู ีวาทะวา มิทธะเปนรปู จึงกลา ววา ชื่อวา มทิ ธรปู มีอยู อาจารยเหลาน้ันพงึ ถูกสกวาทยาจารยก ลา ววา ทานจะเปนมุนีสมั พทุ ธะแนนอน นิวรณของทา นไมมีดงั นีเ้ ปนตน พึงปฏเิ สธวา รปู ท่ีชือ่ วา มิทธรปู ไมม ี. อาจารยอกีพวกหนงึ่ กลา ววา รปู ๒๖ เหลานัน้ กบั พลรูปก็เปนรปู ๒๗ รวมกับสมั ภวรูปก็เปนรูป ๒๘ รวมกบั ชาตริ ปู กเ็ ปน ๒๙ รวมกบั โรครปู กเ็ ปน ๓๐ รูป แมอาจารยนน้ั กพ็ ึงถูกใหแสดงความไมมีแหง รูปเหลาน้ันไวแ ผนกหนึ่ง แลว ปฏิเสธ. จรงิ อยู พระองคทรงถือเอาพลรปู นั่นแหละดว ยวาโยธาตุทีท่ รงถอื เอาแลว ช่ือวา พลรูปอน่ื ยอมไมม .ี ทรงถอื เอาสมั ภวรูปดวยอาโปธาตุ ทรงถอืเอาชาติรูปดวยอปุ จยะและสนั ตติ ทรงถือโรครปู ดว ยชรตารูปและอนจิ จตารปูข้ึนชอ่ื วาโรครูปอืน่ ยอมไมมี แมอ าพาธมโี รคหูเปน ตนใด อาพาธน้นั กเ็ ปน เพียง

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 330ธาตุตัง้ ขึ้นดว ยปจจยั อนั ไมสมกันเทา นนั้ ชอ่ื วา โรครปู อืน่ จากน้ันหามอี ยไู มเพราะฉะนนั้ เมอื่ วา โดยประมวลมารวมกันแลว ก็มรี ูปเพียง ๒๖ เทาน้ัน. วาโดยสมฏุ ฐานของรปู ขอ วา สมุฏฐาน ความวา รูปเทา ไร มีสมุฏฐานเทา ไร ? รปู -สิบ มสี มุฏฐาน ๑ รูปหนง่ึ มสี มฏุ ฐาน ๒ รูปสามมีสมุฏฐาน ๓ รปู เกามสี มฏุ ฐาน ๔ รูปสองไมตั้งขนึ้ แตสมุฏฐานอะไรเลย บรรดารูปเหลาน้ันรปู สิบ ช่ือวา มสี มฏุ ฐาน ๑ คือ รปู ๘ เหลา น้ี คือ จักขุประสาท ฯลฯชวี ติ ินทรีย ต้ังขนึ้ แตก รรมอยางเดียว รูป ๒ คือ กายวญิ ญัตติ และวจวี ิญญัตติต้ังข้นึ แตจติ อยางเดียว รปู หน่งึ ชอ่ื วา มสี มุฏาน ๒ คือ สัททรูปตงั้ ขนึ้แตอ ตุ ุและจิต. ในสทั ทรูปน้ัน เสียงอันเกดิ แตส ง่ิ ไมม ีวญิ ญาณต้งั ขนึ้ แตอ ตุ ุ เสยี งอันเกิดแตส ิ่งที่มีวิญญาณต้งั ขนึ้ แตจติ . สวนวกิ ารรปู ๓ มลี หตุ าเปนตน ช่ือวามสี มุฏาน ๓ คอื ยอมตง้ั ขนึ้ แตอ ุตุ จิต และอาหาร. รปู ๙ ท่ีเหลือยอ มตง้ั ข้นึ แตส มฏุ ฐาน ๔ คอื แตอ ุตุ จิต อาหาร และกรรม ฉะน้นั จึงชอ่ื วารูป ๙ มีสมุฏาน ๔. สวนชรตารูปและอนิจจตารูป ยอมไมต ้ังขน้ึ แตสมุฏฐาน ๔ เหลา -น้ัน แมส มุฏฐานเดียว เพราะฉะนน้ั จงึ ชอ่ื วา รูป ๒ ไมต ง้ั ขนึ้ แตส มฏุ ฐานอะไรเลย. ถามวา เพราะเหตไุ ร ? ตอบวา เพราะรปู ท้ัง ๒ นี้ ไมเกิด. ถามวา เพราะเหตุไร รปู ท้งั ๒ น้ี จงึ ไมเ กดิ . ตอบวา เพราะรปู ที่เกิดแลว กต็ อ งแกและแตกดับ.

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 331 จรงิ อยู รูปหรอื อรูปกต็ ามเกดิ ข้ึนแลวก็ตองแตกดบั เพราะฉะนน้ับณั ฑิตพึงยอมรับคําดังกลา วนแ้ี นนอน เพราะวารปู หรอื อรปู เกดิ ข้นึ แลวชอื่ วาไมสิน้ ไป ปรากฏอยูหามไี ม แตต ราบใด รปู ยงั ไมแ ตกดบั ความแกห งอ มของรูปน้นั ก็ยงั ปรากฏอยูตราบนั้น เพราะเหตุนัน้ ขอนี้จึงสําเรจ็ วา รปู เกิดขึน้ แลวตอ งแกและแตกดบั ไป. ก็ถาวารูปท้ัง ๒ นี้ พึงเกิดไซร รปู ท้งั ๒ แมน ้กี พ็ ึงแกและแตกดบั ไป และความแกของรปู กย็ อ มไมแก หรือความแตกของรูปก็ยอ มไมแ ตกดบั ไป เพราะฉะน้นั รปู ท้ัง ๒ นี้จงึ ชอ่ื วาไมเ กดิ เพราะรปู เกดิแลว ๆ กต็ องแกแ ละแตกดบั . ในขอนน้ั หากมผี ูทวงขึ้นดว ยคาํ วา อปุ จยรูป สนั ตติรปู ในนิทเทสทง้ั หลายวา \" รูปทก่ี รรมแตงขน้ึ \" เปน ตน ยอ มเปน คาํ รบั รองวา \" ชาตริ ปูยอ มเกดิ \" ดังน้ี ฉันใด รูปแมแกแ ลว กจ็ งแกไ ปเถดิ แมรูปทแี่ ตกก็จงแตกไปเถดิ ฉันน้ัน ดังน้.ี ในขอ น้นั ทา นมไิ ดย อมรับวา ชาติรปู ยอมเกิด แตธรรมเหลา ใดยอ มเกดิ ขึน้ ดว ยกรรมเปนตน ทา นยอมรบั โวหารของความเกิดขึน้ ของธรรมน้ันโดยมีชาติเปน ปจ จัย โดยความบังเกิดข้ึนแหงธรรมเหลา น้นั . แตเมอื่ วา โดยปรมัตถชาติรูปยอมไมเ กิด เพราะชาตริ ูปเมือ่ เกิดกเ็ ปนเพยี งการเกดิ เทานนั้ ยอ มเกดิ . ในขอนน้ั ถาพงึ มีผูทว งวา ชาติรปู เปน ความเกดิ ของธรรมเหลาใดยอมไดโ วหารวา เปนปจจยั แกธรรมเหลานัน้ และโวหารวาความเกิดของธรรมเหลานนั้ ฉนั ใดน่นั แหละ อนงึ่ ความแกแ ละความแตกดับของธรรมเหลาใดมอี ยู แมความแกและความแตกดับจงไดโวหารวา เปนปจจัยแกธ รรมเหลา นน้ัและความเกดิ ขนึ้ แหงธรรมเหลานัน้ ฉนั ใด แมรปู ทั้ง ๒ นี้ ก็จะพงึ กลาวไดวามีกรรมเปน ตน เปน สมฏุ ฐานฉันน้นั นัน่ แหละดังน้.ี

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 332 ขอน้ตี อบวา ความแกและความแตกดบั จะไดโวหารนนั้ หามไิ ด ถามวา เพราะเหตุไร ? ตอบวา เพราะความไมมใี นขณะแหงอานุภาพของชนกปจจยั จรงิ อยู อานุภาพแหง ชนกปจจยั ทั้งหลายมอี ยูในอุปาทขณะแหง ธรรมอันตนพึงใหเ กดิ ขึน้ เทานัน้ ไมเ กินจากนน้ั ไป และในขณะแหง ธรรมอันชนก-ปจจัยเหลานัน้ ใหเ กิดข้ึน ชาติเมือ่ ปรากฏ ยอ มไดโ วหารวา เปน ปจ จยั แกธรรมเหลา น้นั และโวหารวาเปน ความเกดิ ของธรรมเหลานั้น เพราะความมอี ยูพรอมในขณะน้ัน รปู (อปุ จยะ และสันตติ) ทง้ั ๒ นอกนี้ หามีในขณะน้ันไม และจะพึงกลา ววา เกดิ อยูในขณะน้นั ก็ไมไดเ ลย. หากจะทวงตอไปอกี วา รูปแมท ง้ั ๒ น้ีกย็ ังชอ่ื วาเกิดอยู เพราะพระบาลีมีมาวา ดกู อ นภิกษุท้งั หลาย ชราและมรณะเปน ส่ิงไมเ ทยี่ ง เปนสังขตะ (อันปจจยั ปรุงแตงแลว ) เปน ธรรมอาศยั เหตุเกดิ ข้ึน \" ดังน้ี ตอบวาไมใชเชน นั้น เพราะพระบาลีน้นั แสดงไวโดยปริยาย จริงอยู ในพระบาลีน้นัพระองคตรัสวา ชราและมรณะนัน้ วา เปน ธรรมอาศยั เหตุเกดิ ข้ึน ดงั นี้ โดยปรยิ าย เพราะธรรมท้ังหลายท่ีอาศยั เหตุเกิดข้ึนเปนชราและมรณะ. หากจะมีคาํ ทวงอีกวา รูปทงั้ ๓ แมนัน้ ก็ยอ มไมม ีเหมอื นเขากระตา ยเพราะไมเกิดขึ้น หรอื มฉิ ะนนั้ ก็เปน ของเทยี่ งเหมือนพระนิพพานแน. ตอบวาไมใ ชเชนนนั้ เพราะยังมีความเปน ไปเน่ืองดวยนสิ สยปจ จัยอยู จริงอยู เมอ่ืนิสสยปจจัยมปี ฐวีเปนตน ธรรมชาตทิ ้ัง ๓ มคี วามเกิดเปน ตน ก็ยอ มปรากฏฉะนั้นจะวาไมม ีอยู ก็ไมไ ด อนงึ่ เลา เม่อื ไมมนี สิ สยปจ จยั เหลานัน้ ก็จะไมปรากฏ จะวาเทีย่ งกไ็ มได เพอื่ จะทรงปฏิเสธความยดึ มัน่ แมน ี้ จงึ ตรสั วา\" ดกู อนภกิ ษุทั้งหลาย ชราและมรณะเปนสิ่งไมเทย่ี ง อนั ปจ จัยปรุงแตง แลว

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 333เปน ธรรมอาศัยเหตเุ กิดขึ้น \" ดังนี้ โดยนยั มีอาทิอยางน้ี บณั ฑิตพงึ ทราบวารูปท้ัง ๒ (อปุ จยรูป และสันตตริ ปู ) ไมตงั้ ขึ้นแตสมุฏฐานอะไร ๆ ดงั นี.้ อกี อยางหน่ึง ในขอวา สมุฏหนติ น้ี พึงทราบเนื้อความอยา งอ่ืนตอไป มาติกาน้ีของเนื้อความนั้นวา กมมฺ ช (รูปเกิดแตก รรม) กมมฺ ปจฺจย(มกี รรมเปนปจ จัย) กมฺมปจฺจยอุตุสมฏุ าน (รูปมีอุตุเปนสมุฏฐานเกดิ แตกรรมเปน ปจจยั ). อาหารสมฏุ าน (รูปมีอาหารเปนสมุฏฐาน) อาหารปจจฺ ย(มีอาหารเปนปจจัย) อาหารปจฺจยอตุ ุสมุฏาน (รูปมีอตุ ุเปน สมุฏฐานเกิดแตอาหารเปน ปจจัย). อุตสุ มฏุ าน (รปู มีอตุ เุ ปนสมฏุ ฐาน) อตุ ุปจฺจย (มีอตุ ุเปน ปจ จยั )อุตุปจฺจยอุตุสมุฏ าน (รูปมอี ุตุเปนสมฏุ ฐานเกิดแตอตุ เุ ปนปจ จัย). จติ ตฺ สมฏุ  าน (รูปมีจติ เปน สมฏุ ฐาน) จิตฺตปจจฺ ย (มีจิตเปนปจ จัย) จติ ตฺ ปจฺจยอุตุสมุฏ าน (รปู มีอตุ ุเปน สมุฏฐานเกิดแตจ ิตเปนปจ จัย). บรรดาสมุฏฐานแหง รูปทั้ง ๔ เหลาน้ัน รูป ๘ อยา ง มจี ักขุประสาทเปนตน รวมกบั หทยวัตถุ ชือ่ วา กัมมชะ (เกิดแตก รรม) รปู มอี าทอิ ยางน้ีคือ ผม หนวด งาชาง ขนหางมา ขนหางจามรี ช่อื วา กรรมปจ จยั(เกดิ แตก รรม) รปู มีอาทิอยางน้วี า จกั รรตั นะ อุทยานและวมิ านของพวกเทวดาช่อื วา กมั มปจจยอตุ สุ มุฏฐาน (รูปมีอตุ เุ ปน สมฏุ ฐานเกิดแตกรรมเปนปจจยั ). สทุ ธัฏฐกรปู ตงั้ ข้นึ แตอาหาร ชอื่ วา อาหารสมุฏฐาน (มีอาหารเปนสมฏุ ฐาน) กพฬงิ การาหารเปนปจ จัยแกรปู สันตติแมท ้ัง ๒ คือ อาหารสมฏุ ฐาน และอุปาทินนรูป เปนปจ จยั ใหเ กิดอาหารสมฏุ ฐาน และอนุบาล

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 334กรรมชรูป เพราะฉะนัน้ กรรมชรปู อันอาหารหลอเลีย้ งไวน ี้ ช่อื วา อาหารปจจยั (มอี าหารเปนปจจัย) บคุ คลเสพวิสภาคาหารเดินอยูกลางแดดยอมเกิดโรคเกลือ้ นดําเปนตน (ตกกระ) นชี้ อ่ื วา อาหารปจ จยอุตสุ มฏุ าน (รปู มีอตุ เุ ปน สมฏุ ฐานเกดิ แตอ าหารเปนปจ จัย). สทุ ธัฏฐกรปู ตัง้ ขน้ึ แตอุตุ ช่ือวา อุตุสมุฏฐาน (มีอตุ ุเปนสมฏุ ฐาน)อตุ แุ มในสทุ ธฏั ฐกะน้นั ก็ยงั รปู ๘ อยางอนื่ ใหตั้งข้นึ นี้ ชือ่ วา อตุ ปุ จ จยั(มีอุตุเปนปจจยั ) อุตแุ มในรปู ๘ อยางอนื่ นนั้ ยอ มยังรูป ๘ อยางอ่ืนใหต ้งั ขึ้นนี้ชื่อวา อุตปุ จ จยอตุ ุสมฏุ ฐาน (รูปมีอตุ ุเปน สมฏุ ฐานมอี ุตเุ ปนปจจยั )ดวยประการฉะนี้ อุตุยอ มอาจเพ่อื สืบสนั ตตริ ปู ๓ เทา นนั้ เลยจากนไี้ ป อตุ ุไมอ าจเพ่ือสืบตอ ขอความน้สี มควรแสดง แมโดยอนุปาทนิ นรปู เชน พลาหโก(เมฆ) ช่อื วา มอี ตุ สุ มฏุ ฐาน เพราะมีอุตุ สายฝนชอ่ื วา มีอตุ ุเปนปจ จัยเมื่อฝนตกแลว พืชทัง้ หลายยอ มงอกขึน้ แผนดนิ ยอมสง กล่นิ ภเู ขายอ มปรากฏเปนสีเขยี ว น้ําทะเลยอ มมากข้ึน ดวยอาการอยางนก้ี ็ชือ่ วา อตุ ุปจจยอุตุ-สมุฏฐาน (รปู มอี ตุ เุ ปนสมฏุ ฐานเกิดแตอ ตุ เุ ปนปจจัย). สุทธัฏฐกรูปตัง้ ขนึ้ แตจ ติ ชอื่ วา จิตตสมุฏฐาน (รูปมีจติ เปนสมุฏฐาน) คาํ วา \" ธรรมทัง้ หลายคอื จติ และเจตสิกซง่ึ เกิดภายหลงั เปนปจจัยแกก ายนี้ซึง่ เกิดกอน ดว ยอาํ นาจปจฉาชาตปจ จยั \" น้ี ชื่อวา จิตตปจจัย(รปู มีจิตเปน ปจ จัย). คาํ ที่ทานกลาวไวว า \" ยอมแสดงรปู ชางบาง แสดงรูปมา บาง แสดงรูปรถบา ง แสดงรูปกระบวนทัพตาง ๆ บางในอากาศ คือกลางหาว\" น้ี ชือ่ วา จิตตปจ จยอตุ ุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเปนสมฏุ ฐานเกดิแตจิตเปน ปจ จยั ). ขอ วา ปรินปิ ผฺ นนฺ  ไดแ ก รปู (เกิดแตก รรม) ๑๕ รปู ชื่อวาปรินปิ ผนั นะ รูป (ไมไ ดเกิดแตกรรม) ๑๐ รูป ชื่อวา อปรนิ ิปผนั นะ

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 335อธิบายวา ถา รปู ธรรมทีเ่ ปนอปรนิ ิปผนั นะ (รูปทไ่ี มเกิดแตกรรม) รปู เหลาน้นักช็ ือ่ วา อสังขตรปู (รูปทกี่ รรมไมแตง ขน้ึ ) แตกายวกิ ารของรูปเหลา นน้ั นนั่ -แหละ ชื่อวา กายวิญญตั ต.ิ วจีวกิ ารของรปู เหลานน้ั แหละชอื่ วา วจีวญิ ญัตติชองวา ง ชื่อวา อากาศธาตุ ความเบาแหง รปู ช่อื วา ลหตุ า ความออนแหง รูป ชอื่ วา มุทุตา. ความควรแกการงานของรปู ชอื่ วา กัมมญั ญตาความเกิดข้นึ แหงรูป ช่อื วา อุปจยะ ความเปน ไปแหง รปู ช่อื วา สนั ตติ.อาการคอื ความแกข องรปู ชือ่ วา ชริ ตา อาการทรี่ ูปมแี ลวกลับไมมี ช่อื วาอนจิ จตา. รปู ท้ังหมดดงั กลา วมานเ้ี ปนอปรินปิ ผันนะ (ไมไดเ กิดแตกรรม)เปน สงั ขตะ (มปี จจัยแตงขน้ึ ) ทัง้ นั้นแล. พรรณนารปู กณั ฑ ในอฏั ฐสาลนิ อี รรถกถาธรรมสังคหะ จบเทานี้

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 336 นิกเขปกัณฑ ตกิ ะ [๖๖๓] ธรรมเปน กศุ ล เปน ไฉน ? กุศลมูล ๓ คอื อโลภะ อโทสะ อโมหะ เวทนาขันธ สัญญาขันธสังขารขันธ วญิ ญาณขันธ อนั สมั ปยุตดวยกศุ ลมลู น้ัน, กายกรรม วจกี รรมมโนกรรม อันมกี ุศลมูลนน้ั เปนสมุฏฐาน สภาวธรรมเหลาน้ี ชือ่ วา ธรรมเปนกศุ ล. ธรรมเปนอกศุ ล เปนไฉน ? อกุศลมลู ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกเิ ลสทีต่ ง้ั อยูฐานเดียวกันกบั อกุศลมูลนัน้ , เวทนาขนั ธ สัญญาขันธ สงั ขารขันธ วิญญาณขันธ อันสมั ปยุตดวยอกุศลมูลนั้น. กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมอี กศุ ลมูลนนั้เปนสมฏุ ฐาน สภาวธรรมเหลา นี้ช่อื วา ธรรมเปน อกศุ ล. ธรรมเปนอพั ยากฤต เปนไฉน ? วบิ ากแหงกุศลธรรมและอกศุ ลธรรม ทีเ่ ปน กามาวจร รปู าวจรอรูปาวจร โลกุตระ คอื เวทนาขนั ธ สัญญาขนั ธ สังขารขันธ วญิ ญาณขันธธรรมเปนกริ ิยา ไมใ ชก ศุ ล ไมใ ชอกุศล ไมใชกรรมวบิ าก, รปู ท้ังหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหลา นีช้ ่ือวา ธรรมเปน อัพยากฤต. [๖๖๔] ธรรมสัมปยุตดวยสขุ เวทนา เปนไฉน ? สญั ญาขันธ สงั ขารขนั ธ วญิ ญาณขนั ธ อนั สมั ปยุตดวยสขุ เวทนาเวนสขุ เวทนานัน้ ในกามาวจรจิต รูปาวจรจติ โลกุตรจิต อันเปนท่เี กิดแหง สุขเวทนา สภาวธรรมเหลานี้ช่อื วา ธรรมสัมปยตุ ดวยสุขเวทนา.

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 337 ธรรมสัมปยุตดวยสุขเวทนา เปน ไฉน ? สัญญาขนั ธ สังขารขนั ธ วญิ ญาณขนั ธ อนั สมั ปยตุ ดว ยทุกขเวทนาเวน ทกุ ขเวทนานน้ั ในกามาวจรจิตอันเปน ทีเ่ กิดแหง ทุกขเวทนา สภาวธรรมเหลาน้ี ชือ่ วา ธรรมสมั ปยุตดวยทกุ ขเวทนา. ธรรมสมั ปยุตดว ยอทกุ ขมสุขเวทนา เปน ไฉน ? สัญญาขันธ สงั ขารขนั ธ วิญญาณขันธ อันสัมปยตุ ดว ยอทุกขมสขุ -เวทนา เวนอทกุ ขมสขุ เวทนานัน้ ในกามาวจรจติ รปู าวจรจิต อรปู าวจรจติโลกตุ รจิต อันเปนท่ีเกิดแหง อทกุ ขมสุขเวทนา สภาวธรรมเหลานีช้ ่ือวาธรรมสัมปยตุ ดว ยอทกุ ขมสุขเวทนา. [๖๖๕] ธรรมเปนวบิ าก เปน ไฉน ? วิบากแหงกศุ ลธรรมและอกศุ ลธรรม ทีเ่ ปนกามาวจร รปู าวจรอรูปาวจร โลกุตระ คอื เวทนาขนั ธ สัญญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ วิญญาณขนั ธสภาวธรรมเหลา น้ี ช่อื วา ธรรมเปนวบิ าก. ธรรมเปนเหตแุ หง วิบาก เปน ไฉน ? กศุ ลธรรมและอกศุ ลธรรม ที่เปน กามาวจร รูปาวจร อรปู าวจรโลกุตระ คือ เวทนาขนั ธ ฯลฯ วิญญาณขันธ สภาวธรรมเหลานี้ ชอื่ วาธรรมเปน เหตแุ หง วบิ าก. ธรรมไมเ ปน วบิ ากและไมเปนเหตแุ หง วบิ าก เปน ไฉน ? ธรรมเปนกิริยา ไมใชกศุ ล ไมใ ชอกศุ ล ไมใ ชก รรมวบิ าก, รูปทงั้ หมดและอสงั ขตธาตุ สภาวธรรมเหลา นี้ ชื่อวา ธรรมไมเปน วบิ ากและไมเปน เหตุแหง วิบาก.

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 338 [๖๖๖] ธรรมอันเจตนากรรมท่สี มั ปยุตดว ยตณั หาทฏิ ฐเิ ขา ยดึครองและเปนอารมณของอุปาทาน เปนไฉน ? วิบากแหง กุศลธรรมและอกศุ ลธรรม ประเภทท่ียังมอี าสวะ ซึ่งเปนกามาวจร รปู าวจร อรูปาวจร คือ เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธ และรูปที่กรรมแตงข้ึน สภาวธรรมเหลา น้ีช่อื วา ธรรมอนั เจตนากรรม ทส่ี มั ปยตุดว ยตณั หาทิฏฐิเขา ยึดครองและเปน อารมณของอปุ าทาน. ธรรมอันเจตนากรรมทสี่ มั ปยตุ ดวยตณั หา ทฏิ ฐิไมเขา ยึดครองแตเปน อารมณข องอุปาทาน เปนไฉน ? กศุ ลธรรมและอกุศลธรรม ประเภทท่ยี ังมอี าสวะ ซ่ึงเปนกามาวจรรูปาวจร อรูปาวจร คือ เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ, ธรรมเปนกริ ิยาไมใ ชกุศล ไมใชอกุศล ไมใชกรรมวบิ าก และรูปที่กรรมมไิ ดแตงขึ้นสภาวธรรมเหลาน้ีช่ือวา ธรรมอนั เจตนากรรมทส่ี ัมปยตุ ดวยตณั หาทฏิ ฐไิ มเ ขายดึ ครองแตเปน อารมณของอปุ าทาน. ธรรมอนั เจตนากรรมที่สัมปยุตดว ยตณั หา ทฏิ ฐิไมเ ขายึดครองและไมเ ปนอารมณของอุปาทาน เปน ไฉน ? มรรคและผลของมรรคท่ีเปนโลกุตระ และอสงั ขตธาตุ สภาวธรรมเหลาน้ชี ื่อวา ธรรมอนั เจตนากรรมที่สัมปยตุ ดวยตณั หาทิฏฐไิ มเ ขายดึ ครองและไมเ ปนอารมณข องอปุ าทาน. [๖๖๗] ธรรมเศราหมองและเปน อารมณข องสงั กิเลสเปนไฉน ? อกศุ ลมลู ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสทต่ี ัง้ อยฐู านเดยี วกนักับอกุศลมลู นน้ั , เวทนาขนั ธ ฯลฯ วิญญาณขนั ธ อนั สมั ปยตุ ดวยอกศุ ลมลู นั้น,กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีอกุศลมูลนัน้ เปน สมุฏฐาน สภาวธรรมเหลา น้ชี อ่ื วา ธรรมเศราหมองและเปนอารมณของสงั กเิ ลส.

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 339 ธรรมไมเศรา หมองแตเ ปน อารมณของสังกิเลส เปนไฉน ? กศุ ลธรรมและอัพยากตธรรม ประเภทท่ยี ังมีอาสวะ ซงึ่ เปน กามาวจรรปู าวจร อรูปาวจร คือ รปู ขันธ เวทนาขนั ธ สัญญาขนั ธ สงั ขารขันธวิญญาณขันธ สภาวธรรมเหลา น้ชี ื่อวา ธรรมไมเศรา หมองแตเ ปนอารมณของสังกิเลส. ธรรมไมเ ศราหมองและไมเ ปนอารมณข องสังกิเลส เปนไฉน ? มรรคและผลของมรรคทเ่ี ปน โลกตุ ระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหลา นีช้ ่อื วา ธรรมไมเ ศรา หมองและไมเปนอารมณของสงั กเิ ลส. [๖๖๘] ธรรมมวี ติ กมีวิจาร เปน ไฉน ? เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ อนั สมั ปยุตดว ยวติ กและวจิ าร เวนวติ กและวิจารนั้น ในกามาวจรจติ รูปาวจรจิต โลกุตรจติ อันเปนท่เี กิดแหง ธรรมมิวติ กมีวจิ าร สภาวธรรมเหลานช้ี ื่อวา ธรรมมีวติ กมวี ิจาร. ธรรมไมม วี ิตกแตม วี จิ าร เปนไฉน ? เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ อันสมั ปยุตดวยวจิ าร เวนวจิ ารน้นัในรูปาวจรจติ โลกตุ รจิต อนั เปนท่ีเกดิ แหง ธรรมไมมีวิตกแตม ีวิจาร สภาว-ธรรมเหลา นชี้ ่อื วา ธรรมไมมีวิตกแตมีวจิ าร. ธรรมไมม วี ิตกไมมวี ิจาร เปนไฉน ? เวทนาขันธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ ในกามาวจรจิต รปู าวจรจิตอรปู าวจรจติ โลกตุ รจติ อนั เปน ทเี่ กิดแหงธรรมไมมีวติ กไมม วี ิจาร,รูปทั้งหมดและอสงั ขตธาตุ สภาวธรรมเหลา น้ีชอ่ื วา ธรรมไมม ีวติ กไมม ีวิจาร. [๖๖๙] ธรรมสหรคตดว ยปติ เปน ไฉน ?

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 340 เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ อันสมั ปยตุ ดว ยปต ิ เวนปตนิ ้นัในกามาวจรจิต รปู าวจรจิต โลกุตรจติ อนั เปนท่เี กดิ แหงปติ สภาวธรรมเหลา นี้ชอ่ื วา ธรรมสหรคตดว ยปต ิ. ธรรมสหรคตดวยสขุ เวทนา เปน ไฉน ? สัญญาขนั ธ สงั ขารขันธ วิญญาณขนั ธ อนั สัมปยตุ ดวยสขุ เวทนาเวน สขุ เวทนาน้ัน ในกามาวจรจติ รูปาวจรจิต โลกุตรจติ อันเปนท่เี กดิแหงสขุ เวทนา สภาวธรรมเหลานช้ี ่ือวา ธรรมสหรคตดวยสุขเวทนา. ธรรมสหรคตดวยอุเบกขาเวทนา เปนไฉน ? สัญญาขันธ สงั ขารขันธ วญิ ญาณขันธ อนั สัมปยุตดวยอุเบกขาเวทนาเวนอุเบกขาเวทนาน้ัน ในกามาวจรจติ รปู าวจรจติ อรูปาวจรจติ โลกุตรจติอนั เปน ท่ีเกิดแหงอุเบกขาเวทนา สภาวธรรมเหลานช้ี อ่ื วา ธรรมสหรคตดวยอุเบกขาเวทนา. [๖๗๐] ธรรมอนั โสดาปต ติมรรคประหาณ เปน ไฉน ? สญั โญชน ๓ คอื สกั กายทฏิ ฐิ วจิ ิกิจฉา สีลพั พตปรามาส [๖๗๑] บรรดาสญั โญชน ๓ นนั้ สกั กายทฏิ ฐิ เปน ไฉน ? ปถุ ชุ นในโลกน้ี ผไู รก ารศึกษา ไมไดเหน็ พระอริยเจา ไมฉ ลาดในธรรมของพระอริยเจา ไมไดฝกฝนในธรรมของพระอรยิ เจา ไมไ ดเหน็ สัตบุรษุไมฉลาดในธรรมของสัตบุรษุ ไมไ ดฝก ฝนในธรรมของสัตบุรษุ ยอมเหน็ รูปเปนตน หรือเหน็ ตนมรี ปู เหน็ รปู ในตน เห็นตนในรปู ยอ มเหน็ เวทนาเปน ตนหรอื เห็นตนมเี วทนา เห็นเวทนาในตน เหน็ ตนในเวทนา ยอมเห็นสัญญาเปนตน หรอื เห็นตนมสี ัญญา เหน็ สัญญาในตน เห็นตนในสญั ญา ยอ มเห็นสงั ขารเปน ตน หรือเห็นตนมสี ังขาร เหน็ สังขารในตน เห็นตนในสังขาร

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 341ยอ มเห็นวิญญาณเปนตน หรือเห็นตนมีวญิ ญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ ทฏิ ฐิความเห็นไปขางทฏิ ฐิ ปาชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิความเหน็ เปน ขาศึกตอสัมมาทิฏฐิ ความผนั แปรแหง ทฏิ ฐิ สัญโญชนคอื ทฏิ ฐิความยึดถือ ความยดึ มัน่ ความตง้ั มั่น ความถือผิด ทางช่วั ทางผิด ภาวะที่ผิดลัทธิเปนบอ เกดิ แหงความพนิ าศ การถอื โดยวิปลาส มลี ักษณะเชนวานี้ อนั ใดนเ้ี รยี กวา สักกายทิฏฐ.ิ [๖๗๒] วิจกิ ิจฉา เปน ไฉน ? ปถุ ชุ นเคลอื บแคลงสงสยั ในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆในสิกขา ในสว นอดตี ในสวนอนาคต ทั้งในสว นอดีตและสว นอนาคต ในปฏจิ จสมุปปาทธรรมทวี่ า เพราะธรรมนเ้ี ปน ปจจัยธรรมนีจ้ งึ เกิดข้ึน การเคลอื บแคลง กริ ยิ าทเี่ คลอื บแคลง ความเคลือบแคลง ความคดิ เห็นไปตา ง ๆ นานาความตัดสินอารมณไมได ความเห็นเปน สองแง ความเหน็ เหมือนทางสองแพรงความสงสัย ความไมสามารถจะถอื เอาโดยสวนเดยี วได ความคิดสายไป ความคิดพราไป ความไมส ามารถจะหยัง่ ลงถอื เอาเปนยตุ ิได ความกระดางแหง จติความลงั เลใจ อนั ใด นเ้ี รียกวา วจิ กิ จิ ฉา. [๖๗๓] สีลพั พตปรามาส เปนไฉน ? ความเห็นวา ความบรสิ ทุ ธิย์ อ มมไี ดด วยศีล ดว ยพรต ดว ยศลี พรตของสมณพราหมณใ นภายน้แี ตศาสนาน้ี ดังน้ี ทฏิ ฐิ ความเห็นไปขางทฏิ ฐิปา ชัฏคอื ทิฏฐิ กนั ดารคอื ทฏิ ฐิ ความเห็นเปน ขา ศกึ ตอสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแหง ทิฏฐิ สญั โญชนคอื ทฏิ ฐิ ความยดึ ถือ ความยึดม่นั ความตั้งมั่น ความถอื ผิด ทางช่ัว ทางผดิ ภาวะทผ่ี ดิ ลัทธิเปนบอเกิดแหงความพินาศ การถอื โดยวปิ ลาส อันมลี กั ษณะเชนวาน้ี อันใด นี้เรียกวา สลี พั พตปรามาส.

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 342 [๖๗๔] สญั โญชน ๓ น้ี และกเิ ลสท่ีตั้งอยฐู านเดยี วกันกับสญั โญชน๓ นั้น, เวทนาขนั ธ ฯลฯ วิญญาณขนั ธ อันสัมปยุตดวยสัญโญชน ๓ น้นั ,กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม อันมีสัญโญชน ๓ นั้นเปน สมุฏฐาน สภาว-ธรรมเหลา นชี้ ื่อวา ธรรมอนั โสดาปตติมรรคประหาณ. ธรรมอนั มรรคเบ้ืองสงู ๓ ประหาณ เปนไฉน ? โลภะ โทสะ โมหะ ทเ่ี หลือ และกเิ ลสทตี่ ้งั อยฐู านเดยี วกันกบั โลภะโทสะ โมหะ นน้ั , เวทนาขันธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ อนั สัมปยตุ ดว ยโลภะโทสะ โมหะ นน้ั , กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม อนั มีโลภะ โทสะ โมหะนัน้ เปนสมฏุ ฐาน สภาวธรรมเหลา นี้ชอื่ วา ธรรมอนั มรรคเบอื้ งสูง ๓ ประหาณ. ธรรมอนั โสดาปตติมรรค และมรรคเบอ้ื งสงู ๓ ไมประหาณเปน ไฉน ? กุศลธรรมและอพั ยากตธรรมทเี่ ปนกามาวจร รปู าวจร อรปู าวจรโลกตุ ระ คอื เวทนาขันธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ, รูปทงั้ หมด และอสงั ขตธาตุสภาวธรรมเหลานี้ช่อื วา ธรรมอนั โสดาปต ตมิ รรค และมรรคเบ้ืองสูง ๓ ไมประหาณ. [๖๗๕] ธรรมมีสัมปยตุ ตเหตุ อนั โสดาปตติมรรคประหาณเปน ไฉน ? สญั โญชน ๓ คอื สกั กายทฏิ ฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. บรรดาสญั โญชน ๓ นัน้ สักกายทฏิ ฐิ เปน ไฉน ฯลฯ นเ้ี รียกวาสกั กายทฏิ ฐิ. วจิ กิ จิ ฉา เปน ไฉน ? ฯลฯ นีเ้ รยี กวา วิจกิ จิ ฉา. สลี ัพพตปรามาส เปน ไฉน ? ฯลฯ นเ้ี รียกวา สีลัพพตปรามาส.

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 343 สญั โญชน ๓ น้ี และกเิ ลสทตี่ ง้ั อยูฐ านเดยี วกันกับสญั โญชน ๓ นัน้ ,เวทนาขันธ ฯลฯ วิญญาณขนั ธ อนั สมั ปยุตดวยสัญโญชน ๓ นน้ั , กายกรรมวจีกรรม มโนกรรม อนั มสี ัญโญชน ๓ นน้ั เปน สมฏุ ฐาน สภาวธรรมเหลา น้ีช่ือวา ธรรมมสี มั ปยุตตเหตอุ นั โสดาปตติมรรคประหาณ. สญั โญชน ๓ คือ สกั กายทิฏฐิ วจิ กิ จิ ฉา สลี พั พตปรามาส สภาว-ธรรมเหลา นช้ี ่อื วา ธรรมอนั โสดาปต ตมิ รรคประหาณ, โลภะ โทสะ โมหะท่ีตง้ั อยฐู านเดยี วกันกบั สัญโญชน ๓ นน้ั สภาวธรรมเหลา น้ีช่ือวา สมั ปยตุ ต-เหตอุ ันโสดาปตติมรรคประหาณ สว นกิเลสทต่ี งั้ อยูฐานเดยี วกนั กับ โลภะ โทสะโมหะ นน้ั เวทนาขนั ธ ฯลฯ วิญญาณขนั ธ อันสัมปยุตดว ย โลภะ โทสะโมหะ นนั้ กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม อนั มี โลภะ โทสะ โมหะ นน้ัเปน สมฏุ ฐาน สภาวธรรมเหลา นช้ี ื่อวา ธรรมมีสมั ปยุตตเหตุอันโสดาปต ตมิ รรคประหาณ. ธรรมมสี มั ปยตุ ตเหตุอนั มรรคเบอื้ งสูง ๓ ประหาณ เปน ไฉน ? โลภะ โทสะ โมหะ ที่เหลือ สภาวธรรมเหลา นนั้ ชือ่ วา ธรรมเปนสัมปยตุ ตเหตอุ นั มรรคเบอื้ งบน ๓ ประหาณ, กเิ ลสทีต่ ง้ั อยูฐานเดยี วกันกับโลภะ โทสะ โมหะ เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธ อนั สมั ปยุตดวย โลภะโทสะ โมหะ นน้ั กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม อนั มี โลภะ โทสะโมหะ นั้น เปน สมุฏฐาน สภาวธรรมเหลานชี้ ือ่ วา ธรรมมสี ัมปยุตตเหตอุ นัมรรคเบ้อื งสูง ๓ ประหาณ. ธรรมไมมีสัมปยุตตเหตุอนั โสดาปต ตมิ รรคและมรรคเบือ้ งสงู๓ จะประหาณ เปนไฉน ?

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 344 เวนธรรมทป่ี ระหาณน้ัน กุศลธรรม อกศุ ลธรรม และอัพยากตธรรมท่ีเหลอื ซ่งึ เปน กามาวจร รปู าวจร อรปู าวจร โลกตุ ระ คือ เวทนาขันธสัญญาขันธ สังขารขันธ วญิ ญาณขันธ รปู ท้งั หมด และอสงั ขตธาตุ สภาวธรรมเหลาน้ี ชือ่ วา ธรรมไมมีสัมปยุตตเหตอุ ันโสดาปตตมิ รรคและมรรคเบือ้ งสูง ๓ จะประหาณ. [๖๗๖] ธรรมเปนเหตุใหจ ุติปฏสิ นธิ เปน ไฉน ? กุศลธรรมและอกุศลธรรม ประเภททย่ี ังมีอาสวะ ท่เี ปนกามาวจรรปู าวจร อรปู าวจร คือ เวทนาขันธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธ สภาวธรรมเหลาน้ีชอื่ วา ธรรมเปนเหตุใหจ ุติปฏสิ นธ.ิ ธรรมเปนเหตุใหถงึ นิพพาน เปน ไฉน ? มรรค ๔ ทเ่ี ปน โลกุตระ สภาวธรรมเหลา นีช้ ื่อวา ธรรมเปนเหตุใหถงึ นิพพาน. ธรรมไมเ ปน เหตใุ หจตุ ปิ ฏิสนธิ และไมเปนเหตุใหถึงนพิ พานเปนไฉน ? วิบากแหง กุศลธรรมและอกุศลธรรมทเี่ ปน กามาวจร รูปาวจร อรปู า-วจร โลกตุ ระ คอื เวทนาขนั ธ ฯลฯ วิญญาณขันธ, ธรรมเปนกริ ิยาไมใ ชก ศุ ล ไมใ ชอ กศุ ล และไมใชก รรมวิบาก, รปู ทงั้ หมด และอสงั ขตธาตุสภาวธรรมเหลานช้ี อ่ื วา ธรรมไมเปน เหตุใหจ ตุ ปิ ฏสิ นธิและไมเปน เหตุใหถ งึนิพพาน. [๖๗๗] ธรรมเปน ของเสกขบุคคล เปนไฉน ? มรรคท่ีเปน โลกุตระทง้ั ๔ และสามญั ผลเบื้องตํ่า ๓ สภาวธรรมเหลา นี้ชอ่ื วา ธรรมเปน ของเสกขบุคคล.

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 345 ธรรมเปน ของอเสกขบุคคล เปน ไฉน ? อรหัตผลเบื้องสงู สภาวธรรมเหลา นช้ี ่ือวา ธรรมเปนของอเสกข-บคุ คล. ธรรมไมเ ปน ของเสกขบุคคล และไมเ ปน ของอเสกขบคุ คลเปนไฉน ? เวน ธรรมคอื มรรค ๔ ผล ๔ เหลา นั้นเสีย กุศลธรรม อกุศลธรรมและอัพยากตธรรมทีเ่ หลอื ซ่ึงเปน กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร คือเวทนา-ขันธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธ, รปู ทงั้ หมด และอสังขธาตุ สภาวธรรมเหลาน้ีชอื่ วา ธรรมไมเ ปนของเสกขบคุ คลและไมเปนของอเสกขบุคคล. [๖๗๘] ธรรมเปน ปรติ ตะ เปน ไฉน ? กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม ท่ีเปน กามาวจรทง้ั หมดคอื รปู ขันธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธ สภาวธรรมเหลา นี้ช่อื วา ธรรมเปน ปรติ ตะ. ธรรมเปนมหัคคตะ เปนไฉน ? กศุ ลธรรม อกศุ ลธรรม และอัพยากตธรรมทีเ่ ปน รปู าวจร อรูปาวจรคอื เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธ สภาวธรรมเหลา น้ันชอ่ื วา ธรรมเปนมหคั คตะ. ธรรมเปนอัปปมาณะ เปน ไฉน ? มรรคและผลของมรรคท่ีเปน โลกุตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหลานนั้ ช่ือวา ธรรมเปนอัปปมาณะ. [๖๗๙] ธรรมมอี ารมณเปนปริตตะ เปนไฉน ? ธรรมคอื จติ และเจตสิกเหลา ใด ปรารภปริตตธรรมเกดิ ขนึ้ สภาวธรรมเหลา นี้ชื่อวา ธรรมมอี ารมณเ ปน ปรติ ตะ.

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 346 ธรรมมีอารมณเ ปน มหคั คตะ เปนไฉน ? ธรรมคือจติ และเจตสิกเหลาใด ปรารภมหัคคตธรรมเกดิ ขน้ึ สภาว-ธรรมเหลานี้ช่ือวา ธรรมมีอารมณเ ปนมหคั คตะ. ธรรมมีอารมณเ ปน อัปปมาณะ เปนไฉน ? ธรรมคอื จิตและเจตสกิ เหลาใด ปรารภอปั ปมาณธรรมเกิดข้ึน สภาว-ธรรมเหลา นี้ชอ่ื วา ธรรมมีอารมณเ ปน อปั ปมาณะ. ธรรมทราม เปน ไฉน ? อกุศลมูล ๓ คอื โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสท่ีตั้งอยฐู านเดียวกนั กบัโลภะ โทสะ โมหะนนั้ , เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธอนั สัมปยตุ ดว ยโลภะโทสะ โมหะนั้น, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อนั มีโลภะ โทสะ โมหะนน้ั เปน สมุฏฐาน สภาวธรรมเหลาน้ชี ่ือวา ธรรมทราม. ธรรมปานกลาง เปน ไฉน ? กศุ ลธรรมและอัพยากตธรรม ประเภทท่ียงั มอี าสวะ ท่เี ปน กามาวจรรปู าวจร อรปู าวจร คือ รูปขนั ธ ฯลฯ วิญญาณขันธ สภาวธรรมเหลา น้ชี อ่ื วาธรรมปานกลาง. ธรรมประณตี เปน ไฉน ? มรรคและผลของมรรคทีเ่ ปนโลกตุ ระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหลานี้ชอื่ วา ธรรมประณตี . [๖๘๑] ธรรมเปน มิจฉาสภาวะและใหผลแนน อน เปนไฉน ? อนนั ตริยกรรม ๕ และนิยตมจิ ฉาทฏิ ฐิ สภาวธรรมเหลา นี้ชอ่ื วา ธรรมเปน มิจฉาสภาวะและใหผลแนนอน. ธรรมเปนสมั มาสภาวะและใหผ ลแนนอน เปนไฉน ?

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 347 มรรคทเ่ี ปน โลกตุ ระท้งั ๔ สภาวธรรมเหลานีช้ อื่ วา ธรรมเปนสัมมา-สภาวะ และใหผลแนนอน. ธรรมใหผ ลไมแนนอน เปน ไฉน ? เวน ธรรมเหลาน้ันเสยี กุศลธรรม อกศุ ลธรรม และอพั ยากตธรรมทเี่ หลอื ทเี่ ปนกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกตุ ระ คอื เวทนาขนั ธฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ, รปู ท้งั หมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหลา นชี้ อื่ วาธรรมใหผ ลไมแ นนอน. [๖๘๒] ธรรมมีมรรคเปนอารมณ เปน ไฉน ? ธรรมคือจติ และเจตสกิ เหลา ใด ปรารภอริยมรรคเกดิ ขึน้ สภาวธรรมเหลานี้ชื่อวา ธรรมมีมรรคเปนอารมณ. ธรรมมเี หตุคอื มรรค เปน ไฉน ? เวน องคแ หงมรรคเสีย เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขันธ อันสัมปยตุดวยองคแหงมรรคน้นั ของทานผพู รงั่ พรอ มดวยอริยมรรค สภาวธรรมเหลานี้ชือ่ วา ธรรมมเี หตุคอื มรรค สมั มาทิฏฐิของทานผูพ รั่งพรอ มดวยอรยิ มรรค เปน มรรคดวย เปนเหตดุ วย, เวนสัมมาทิฏฐเิ สีย เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ อนั สัมปยุตดว ยสมั มาทิฏฐิน้ัน สภาวธรรมเหลา น้ชี ือ่ วา ธรรมมเี หตุคือมรรค อโลภะ อโทสะ อโมหะ ของทา นผูพรัง่ พรอมดวยอริยมรรค สภาวธรรมเหลา น้ชี อ่ื วา เหตคุ อื มรรค, เวทนาขันธ ฯลฯ วิญญาณขันธอ ันสัมปยตุ ดว ยอโลภะ อโทสะ อโมหะ นน้ั สภาวธรรมเหลา นชี้ ่อื วา ธรรมมเี หตคุ อื มรรค. ธรรมเปน มรรคเปนอธิบดี เปนไฉน ?

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 348 ธรรมคือจิตและเจตสกิ เหลาใด ทาํ อรยิ มรรคใหเ ปน อธิบดีเกดิ ขึน้สภาวธรรมเหลาน้ชี อ่ื วา ธรรมมีมรรคเปน อธิบดี เวทนาขนั ธ ฯลฯ วญิ ญาณขนั ธ ของทา นผูพรง่ั พรอมดว ยอรยิ มรรคท่กี ําลังเจรญิ มรรค มวี ิมังสาเปน อธิบดี อนั สมั ปยุตดวยวมิ ังสานั้น เวน วิมังสาเสีย สภาวธรรมเหลา นีช้ ่ือวา ธรรมมีมรรคเปน อธิบด.ี [๖๘๓] ธรรมเกิดขน้ึ แลว เปนไฉน ? ธรรมเหลา ใด เกิดแลว เปน แลว เกดิ พรอ มแลว บังเกิดแลวบงั เกดิ เฉพาะแลว ปรากฏแลว เกิดข้ึนแลว เกดิ ขนึ้ พรอมแลว ตงั้ ขน้ึ แลวตง้ั ขึน้ พรอ มแลว เกิดขึน้ แลว สงเคราะหด วยสวนทีเ่ กดิ ขึน้ แลว คอื รูป เวทนาสัญญา สงั ขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหลานชี้ ่อื วา ธรรมเกิดขน้ึ แลว . ธรรมยงั ไมเ กิดขนึ้ เปนไฉน ? ธรรมเหลาใด ยังไมเ กดิ ข้ึน ยงั ไมเปน แลว ยังไมเกิดพรอ มแลว ยังไมบ ังเกิดแลว ยงั ไมบังเกิดเฉพาะแลว ยังไมป รากฏแลว ยังไมเ กิดขนึ้ แลวยังไมเ กดิ ขึ้นพรอ มแลว ยังไมต ้ังขึน้ แลว ยังไมต ้งั ขนึ้ พรอมแลว ยังไมเกดิ ข้นึแลว สงเคราะหดว ยสวนที่ยงั ไมเกิดขน้ึ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขารวิญญาณ สภาวธรรมเหลาน้ชี ื่อวา ธรรมยงั ไมเกดิ ขึน้ . ธรรมจกั เกิดขึน้ เปน ไฉน ? วิบากแหงกุศลธรรมและอกศุ ลธรรมทีย่ งั ไมใ หผล เปนกามาวจรรปู าวจร อรูปาวจร โลกุตระ คอื เวทนาขนั ธ ฯลฯ วิญญาณขันธ และรูปซงึ่ จกั เกดิ ขน้ึ เพราะกรรมแตง สภาวธรรมเหลานชี้ ่อื วา ธรรมจกั เกดิ ขน้ึ . [๖๘๔] ธรรมเปน อดีต เปนไฉน ?

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 349 ธรรมเหลาใด ลว งไปแลว ดับไปแลว ปราศไปแลว แปรไปแลวอสั ดงคตแลว ถึงความดับสญู แลว เกดิ ขึน้ แลวปราศไป ลว งไป สงเคราะหด ว ยสวนทลี่ ว งไปแลว คอื รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหลา น้ีชอ่ื วา ธรรมเปนอดตี . ธรรมเปน อนาคต เปน ไฉน ? ธรรมเหลาใด ยังไมเ กดิ แลว ยงั ไมเปน แลว ยงั ไมเ กิดพรอ มแลวยังไมบังเกดิ แลว ยงั ไมบ ังเกดิ เฉพาะแลว ยังไมป รากฏแลว ยงั ไมเกิดขึน้ แลวยังไมเกิดขนึ้ พรอมแลว ยงั ไมตั้งขึน้ แลว ยงั ไมต ้ังขึ้นพรอ มแลว ยังไมมาถึงสงเคราะหด วยสวนท่ยี ังไมมาถึง คือ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณสภาวธรรมเหลา น้ชี อ่ื วา ธรรมเปนอนาคต. ธรรมเปน ปจจุบนั เปนไฉน ? ธรรมเหลาใด ซง่ึ เกิดแลว เปนแลว เกดิ พรอ มแลว บังเกิดแลวบงั เกิดเฉพาะแลว ปรากฏแลว เกิดขน้ึ แลว เกดิ ขน้ึ พรอ มแลว ตัง้ ข้ึนแลวต้งั ข้ึนพรอ มแลว เกิดขึ้นเฉพาะแลว สงเคราะหดวยสวนท่เี กิดข้นึ เฉพาะแลวคอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหลานี้ชอ่ื วา ธรรมเปน ปจจุบนั . [๖๘๕] ธรรมมีอารมณเ ปนอดีต เปนไฉน ? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหลา ใด ปรารภอดตี ธรรมเกดิ ขึ้น สภาวธรรมเหลาน้ีชอ่ื วา ธรรมมอี ารมณเ ปนอดีต. ธรรมมีอารมณเปน อนาคต เปนไฉน ? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหลา ใด ปรารภอนาคตธรรมเกดิ ขน้ึ สภาวธรรมเหลา น้ีชอ่ื วา ธรรมมีอารมณเปน อนาคต.

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 350 ธรรมมีอารมณเ ปนปจ จุบัน เปน ไฉน ? ธรรมคือจติ และเจตสิกเหลาใด ปรารภปจจุบนั ธรรมเกดิ ขน้ึ สภาวธรรมเหลา นช้ี อื่ วา ธรรมมอี ารมณเปนปจจุบัน. [๖๘๖] ธรรมเปนภายใน เปนไฉน ? ธรรมเหลาใด เปนภายใน เปน เฉพาะตน เกดิ แกต น เปน ของเฉพาะแตล ะบคุ คล เปน อปุ าทินนะ ของสัตวน ั้น ๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สงั ขารวญิ ญาณ สภาวธรรมเหลาน้ชี อ่ื วา ธรรมเปน ภายใน. ธรรมเปน ภายนอก เปน ไฉน ? ธรรมเหลาใด เปน ภายนอก เปน เฉพาะตน เกดิ แกต น เปนของเฉพาะแตล ะบุคคล เปนอุปาทนิ นะ ของสัตวอ ืน่ ของบคุ คลอื่นนน้ั ๆ คือ รูป เวทนาสญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ สภาวธรรมเหลา นช้ี ื่อวา ธรรมเปนภายนอก. ธรรมเปน ภายในและเปนภายนอก เปน ไฉน ? ธรรมทัง้ ๒ ประเภทน้ัน สภาวธรรมเหลา นช้ี ือ่ วา ธรรมเปนภายในและเปน ภายนอก. [๖๘๗] ธรรมมีอารมณเ ปน ภายใน เปน ไฉน ? ธรรมคอื จิตและเจตสิกเหลาใด ปรารภธรรมเปนภายในเกดิ ข้นึ สภาว-ธรรมเหลานช้ี ่ือวา ธรรมมอี ารมณเปนภายใน. ธรรมมีอารมณเปน ภายนอก เปน ไฉน ? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหลา ใด ปรารภธรรมเปนภายนอกเกดิ ข้ึนสภาวธรรมเหลา น้ีชื่อวา ธรรมมอี ารมณเปน ภายนอก. ธรรมมีอารมณเ ปน ภายในและภายนอก เปนไฉน ?


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook