พระอภิธรรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 351 ธรรมคือจติ และเจตสิกเหลาใด ปรารภธรรมเปนภายใน ธรรมเปนภายนอกเกิดขึน้ สภาวธรรมเหลา นชี้ ื่อวา ธรรมมอี ารมณเ ปน ภายในและเปนภายนอก. [๖๘๘] ธรรมทีเ่ ห็นไดแ ละกระทบได เปนไฉน ? รูปายตนะ สภาวธรรมเหลา นี้ช่ือวา ธรรมท่ีเหน็ ไดแ ละกระทบได. ธรรมท่เี ห็นไมไ ดแตก ระทบได เปนไฉน ? จกั ขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชวิ หายตนะ กายายตนะสทั ทายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ สภาวธรรมเหลา น้ีชื่อวา ธรรมท่ีเหน็ ไมไ ดแตก ระทบได. ธรรมท่ีเหน็ ไมไดและกระทบไมไ ด เปนไฉน ? เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ วญิ ญาณขนั ธ, รปู ที่เหน็ ไมไดกระทบไมไดซึง่ นับเนอ่ื งในธรรมายตนะ และอสงั ขตธาตุ สภาวธรรมเหลา น้ีช่อื วา ธรรมทีเ่ หน็ ไมไ ดและกระทบไมได. ตกิ ะจบ
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 352 อฏั ฐสาลนิ ี อรรถกถาธรรมสงั คณี อธิบายนิกเขปกัณฑ โดยลาํ ดบั แหง คาํ มีอาทิวา กตเม ธมฺมา กสุ ลา ดงั น้ี เพยี งเทานี้กศุ ลติกะยอมเปน อนั พระผูมีพระภาคเจา ทรงใหพ สิ ดาร ดวยนัยกลา วคือการจาํ แนกบทธรรมมกี ศุ ลเปนตน ท้ังหมด ก็นัยกลาวคือการจําแนกบทแมแหงกศุ ลติกะนใ้ี ดทตี่ รัสไวแลว ก็นัยนนี้ ั้นแหละเปน นัยแหง การจาํ แนกตา ง ๆ ของติกะและทุกะท่ีเหลือ อันบณั ฑติ ท้งั หลาย อาจเพอ่ื กาํ หนดนยั กลาวคือการจําแนกตาง ๆ ในติกะและทุกะทัง้ หมดตามลาํ ดบั มีอาทวิ า \" ธรรมสมั ปยตุ ดว ยสขุ เวทนาเปน ไฉน ? ในสมยั ใด กามาวจรกศุ ลจิต สหรคตดว ยโสมนสั สัมปยุตดวยญาณ มีรปู เปน อารมณ ก็หรอื วา เสยี ง กล่นิ รส โผฏฐพั พารัมณ ฯลฯ ก็หรือวา ในสมยั น้ัน นามธรรมแมอ ่ืนใดที่องิ อาศยั เกดิ ขึ้น เวน เวทนาขนั ธ สภาว-ธรรมเหลา น้ี ชื่อวา สัมปยุตดวยสขุ เวทนา\" ดงั น้ี เหมือนในการจาํ แนกกุศลตกิ ะน้ีฉะน้ัน เพราะเหตนุ ้ัน เพื่อทรงสรุปความเทศนาอนั พิสดารนน้ั แลวทรงแสดงจําแนกธรรมหมวดติกะ และทกุ ะทัง้ หมดดว ยนยั ท่ีไมย อ เกินไปและไมพ สิ ดารเกินไปอีกอยางหนง่ึ จึงทรงเรม่ิ นกิ เขปกัณฑว า กตเม ธมฺมากุสลา (ธรรมเปน กุศล เปน ไฉน ?) ดงั น้ี. จริงอยู จติ ตปุ ปาทกัณฑ (ทก่ี ลาวแลว) เปน เทศนาพิสดาร แตอ รรถ-กถากัณฑเปนเทศนายอ ก็นิกเขปกณั ฑน้ี เทียบกบั จติ ตุปปาทกัณฑ นบั วาเปนเทศนายอ เทยี บกบั อรรถกถากณั ฑ กเ็ ปนเทศนาพิสดาร เพราะฉะนัน้ นิกเขป-กณั ฑน้ีจึงเปนเทศนาทไ่ี มยอเกินไปและไมพสิ ดารเกินไป กณั ฑน น้ี น้ั บัณฑติ พงึ
พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 353ทราบวา ชือ่ นิกเขปกัณฑ เพราะทรงสรุปเทศนาพสิ ดารแสดงไวบา ง ดว ยอาํ นาจแหง เหตทุ ่กี ลาวไวใ นหนหลงั บาง จริงอยู คําน้ขี า พเจากลา วไวแลว วา มลู โต ขนธฺ โต จาป ทฺวารโต จาป ภูมิโต อตฺถโต ธมฺมโต จาป นามโต จาป ลิงคฺ โต นิกขฺ ปิ ต ฺวา เทสติ ตฺตา นิกฺเขโปติ ปวุจจฺ ติ ทา นเรียกวา นกิ เขปะ เพราะแสดง สรุปไวโ ดยมูลบา ง โดยขนั ธบ า ง โดยทวาร บา ง โดยภมู บิ า ง โดยอรรถบา ง โดยธรรม บาง โดยนามบาง โดยลงิ คบ าง ดังน้ี. ก็นกิ เขปกณั ฑนี้ พระผมู ีพระภาคเจา ทรงแสดงสรปุ โดยมลู ดวยนยั มีอาทวิ า กศุ ลมูล ๓ ทรงแสดงสรุปโดยขันธดวยนยั มอี าทิวา เวทนาขันธสัมปยตุ ดวยกุศลมูลนัน้ ทรงแสดงสรุปโดยทวารดว ยนัยมอี าทิวา กายกรรมมกี ุศลมลู นัน้ เปนสมฏุ ฐาน เพราะกรรมเปน ไปทางกายทวารเรียกวากายกรรม ทรงแสดงสรุปโดยภูมิดวยนยั โดยอาทิวา ในภูมิอนั เปนสุข คือกามาวจร พึงทราบชื่อวา นกิ เขปกัณฑ ทพ่ี ระองคท รงแสดงสรุปเนือ้ ความเปน ตน เพราะแสดงดว ยสามารถแหงอรรถ ธรรม ลงิ ค และนามในทีน่ ้นั ๆ. วาดว ยนทิ เทสกศุ ลติกะที่ ๑ ในพระบาลนี น้ั พึงทราบวนิ จิ ฉยั ในนทิ เทสแหงกุศลบทกอ น. คาํ วา ๓ เปน คาํ กาํ หนดจํานวน. สภาวธรรมทชี่ อ่ื วา กุศลมลู ดว ยอรรถวา ธรรมเหลา นน้ั เปน กุศลดว ย เปน มลู ดวย หรอื วา เปน มูล ดว ยอรรถวา เปนเหตุ เปน ปจ จยั เปน แดนเกิด เปน ชนก เปน สมฏุ ฐาน และเปนตวั ใหเกิดขึน้ แหงกุศลธรรมท้ังหลาย.
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 354 พระผูมพี ระภาคเจาครั้นทรงแสดง ดวยสามารถแหงอรรถอยา งนแ้ี ลวบดั นี้ ทรงประสงคเ พอื่ แสดงดวยสามารถแหงนาม จึงตรสั วา อโลภะ อโทสะอโมหะ ดว ยลาํ ดบั แหงคาํ เพยี งเทา น้ี พระธรรมราชา ชื่อวาทรงแสดงถอื เอากศุ ลอันเปนไปในภมู ิทง้ั ๔ ดวยมลู ท้ัง ๓ เพราะธรรมดากุศลพน จากมลู ยอ มไมม .ี บทวา ต สมปฺ ยุตฺโต (สัมปยุตดว ยกศุ ลมูลน้ัน) ไดแ ก สัมปยุตดวยมูลเหลา น้ันมีอโลภะเปนตน. ในขอนั้น แมอ โทสะ และอโมหะ ในสงั ขารขันธอันสมั ปยตุ ดว ยอโลภะ กส็ ัมปยุตดว ยอโลภะถงึ การนบั วา เปนสังขารขนั ธเหมอื นกัน. แมในสมั ปโยคะดว ยสามารถแหงกุศลมูล ๒ ทเ่ี หลือ ก็นยั นแ้ี หละ. พระ-ธรรมราชา ชอื่ วา ทรงแสดงกําหนดถือเอากุศลอนั เปน ไปในภูมิทัง้ ๔ ดว ยสามารถแหง นามขันธ ๔ อันสัมปยตุ ดวยกุศลมูลน้ันอกี ดว ยประการฉะน.ี้ บทวา ต สมุฏาน (มกี ุศลมลู น้ันเปน สมุฏฐาน) ไดแก ตั้งข้ึนดว ยกุศลมูลเหลานนั้ มีอโลภะเปน ตน. โดยนัยแมน ้ี พระธรรมราชาช่ือวาทรงแสดงกาํ หนัดกุศลอันเปน ไปในภูมิทั้ง ๔ นน้ั นน่ั เอง ดวยสามารถแหง กรรมทวารท้ัง ๓. กุศลในฐานะทง้ั ๓ เปนอนั พระองคท รงแสดงกาํ หนดเอากอนดวยประการฉะนี้. แมใ นอกุศล ก็นัยนีเ้ หมอื นกนั . จรงิ อยู บรรดาอกศุ ลจติ ๒ แมอกศุ ลหน่ึงช่อื วา พน ไปจากมูลยอ มไมม ี พระธรรมราชาจงึ ทรงกาํ หนดอกศุ ลเหลาน้นั แสดงไวดว ยมลู ท้ัง ๓ขน้ึ ชอ่ื วา อกุศลท่ีนอกไปจากนามขันธ ๔ อนั สัมปยตุ ดว ยอกุศลมลู นน้ั มไิ ดมีเพราะฉะนน้ั พระธรรมราชาจงึ ทรงกาํ หนดเอาอกุศลจิต ๑๒ เหลา น้นั น่นั เองแสดงไวด วยสามารถแหง นามขันธ ๔. อน่ึง เพราะอกุศลจติ ๑๒ เหลา นี้มีสภาวะเปน ไปดว ยสามารถแหงกายกรรม เปน ตน พระองคจงึ ทรงกาํ หนดแสดงไวดว ยอาํ นาจกรรมทวาร แต
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 355พระบาลีใดที่ตรสั ไวใ นอกุศลนทิ เทสน้มี อี าทวิ า ตเทกฏา จ กิเลสา (และกิเลสทั้งหลายทีต่ ง้ั อยูฐานเดยี วกับอกศุ ลมูลนน้ั ) ดังน้ี พึงทราบวนิ จิ ฉัยในพระบาลีนน้ั วา กเิ ลสที่ชอ่ื วา ต้ังอยูใ นฐานเดียวกัน เพราะอรรถวา ตั้งอยูในจติ ดวงเดยี วกัน หรือในบคุ คลเดียวกัน. ในบรรดาอกุศลท่ีตัง้ อยูในฐานเดียวกนั ทงั้ ๒ นยั น้ัน อกุศลท่ตี ้ังอยใู นจิตดวงเดยี วกนั ชือ่ วา ต้งั อยูร วมกนั อกุศลท่ีต้งั อยูในบคุ คลเดยี วกัน ชอื่ วา ตง้ั อยใู นฐานเดยี วกันในการประหาณ. อกุศลท่ชี อื่ วา ต้งั อยูทีเ่ ดียวกบั อกุศลมลู นัน้ เพราะอรรถวาต้งั อยูในจติ ดวงเดยี วกนั กับอกศุ ลมลู มโี ลภะเปน ตนนั้น หรอื ตั้งอยใู นฐานอื่นทที่ รงแสดงไวใ นที่น้นั ๆ. ในการละกิเลสทต่ี ้ังอยใู นฐานเดยี วกันนั้น อกุศลทตี่ ้ังอยูในฐานเดียวกันโดยเกดิ พรอ มกนั มาในฐานเทา ทกี่ ลา วมาน้ี คือ ในสังกลิ ฏิ ฐติ กิ ะวา ๑ ธรรมท่เี ศรา หมองและเปน อารมณของสงั กเิ ลส เปนไฉน ? อกุศลมูล ๓คอื โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยใู นฐานเดยี วกันกบั อกุศลมูลนัน้ ดงั น้ีในหนี ติกะตรัสวา ธรรมทราม เปน ไฉน ? อกศุ ลมลู ๓ คอื โลภะ โทสะโมหะ และกิเลสทต่ี ัง้ อยูในฐานเดยี วกนั กบั อกุศลมลู นัน้ ดงั นี้ ในอกศุ ลติกะนี้ตรสั วา ธรรมเปน อกศุ ล เปนไฉน ? อกศุ ลมูล ๓ คอื โลภะ โทสะ โมหะและกเิ ลสทีต่ ้ังอยูในฐานเดยี วกันกบั อกศุ ลมูลน้นั ดงั น้ี ในกิเลสโคจฉกะตรสั วาธรรมเศรา หมอง เปนไฉน ? อกุศลมูล ๓ คอื โลภะ โทสะ โมหะ และกเิ ลสทต่ี ั้งอยใู นฐานเดยี วกนั กับอกุศลมลู นัน้ ดังนี้ ในสรณทุกะ๒ ตรัสวา ธรรมเกิดกบั กิเลส เปน ไฉน ? อกุศลมูล ๓ คอื โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสท่ตี ง้ั อยใู นฐานเดยี วกนั กับอกศุ ลมูลน้ัน ดังน.้ี๑. ธรรมสงั คณี ขอ ๖๖๗. ๒. ธรรมสังคณี ขอ ๘๓๕.
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 356 แตใ นทสั สเนนปหาตพั พติกะตรัสวา สังโยชน ๓ เหลา น้ี และกิเลสที่ตง้ั อยใู นฐานเดยี วกันกับสังโยชน ๓ เหลา นน้ั ดงั น้ี. แมในทัสสเนนปหาตัพพเหตุกตกิ ะก็ตรสั วา สังโยชน ๓ เหลา นี้ และกิเลสท่ตี ้งั อยใู นฐานเดยี วกนั กับสังโยชน ๓ เหลา น้นั ดังนี้ ในทสั สเนนปหาตัพพเหตุกติกะนนั้นน่ั แหละตรสั อกี วา ธรรมเหลา น้ี คอื สงั โยชน ๓ คอื สกั กายทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลพั พตปรามาส อันพระโสดาปต ตมิ รรคพงึ ประหาณ และธรรมเหลาน้ีคอื โลภะ โทสะ โมหะ ทตี่ ง้ั อยูในฐานเดยี วกันกับสงั โยชน ๓ เหลา นน้ัเปนสมั ปยุตเหตุ อนั พระโสดาปตตมิ รรคพึงประหาณ และกิเลสทตี่ งั้ อยูในฐานเดยี วกันกับ โลภะ โทสะ โมหะ เหลานั้น เวทนาขันธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขันธวญิ ญาณขนั ธ ท่สี ัมปยุตกนั กับ โลภะ โทสะ โมหะ นัน้ กายกรรม วจกี รรมมโนกรรม อันมีโลภะ โทสะ โมหะ นนั้ เปน สมุฏฐาน ธรรมเหลานนั้ เปนสัมปยุตตเหตุ อันพระโสดาปต ตมิ รรคพึงประหาณ ดงั น.ี้ กใ็ นสมั มปั ปธานวิภงั คต รสั ไว ในบรรดาธรรมเหลา นั้น อกศุ ลธรรมอนั ลามก เปน ไฉน ? อกศุ ลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ แมกิเลสทต่ี ั้งอยใู นฐานเดยี วกนั กบั อกศุ ลมูลนน้ั ดังน้ี บณั ฑติ พงึ ทราบวา กเิ ลสที่ตงั้อยใู นฐานเดยี วกนั ในการประหาณมาแลวในฐานะเหลา นี้ มีประมาณเทา นี.้ วาดวยนทิ เทสอพั ยากตธรรม นิทเทสแหง อัพยากตบท มเี นอ้ื ความต้ืนทั้งน้นั ทานอาจารยท้งั หลายกลาววา ลักษณะ ๓ มีอนจิ จลักษณะเปนตน บัญญัติ ๓ กสิณุคฆาฏมิ ากาสอชั ชฏากาส อารมณข องอากญิ จญั ญายตนสมาบัติ และนิโรธสมาบตั ิ ยอ มไมไ ดในติกะนี้ ดังน้.ี
พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 357 วาดวยนิทเทสเวทนาติกะท่ี ๒ พงึ ทราบวินจิ ฉยั ในนิทเทสแหงเวทนาตกิ ะตอ ไป. ในคําวา สขุ ภูมยิ (ทเี่ กิดแหงสุขเวทนา) นี้ อธิบายวา เขาเรยี กพ้ืนดนิ วา ตัมพภูมิ (แผนดินสแี ดง) กัณหภูมิ (แผน ดนิ สีดํา) ฉันใดสุขเวทนา กช็ อ่ื วา สขุ ภูมิ ฉนั นน้ั . ทเ่ี ปน ท่เี กดิ ขึ้นแหง ออ ยและขาวสาลีเขากลา ววา อุจฉุภมู ิ (ทเี่ ปนที่เกิดแหงออย) สาลภิ ูมิ (ทีเ่ ปน ทเี่ กิดแหงขา วสาลี) ฉนั ใด แมจ ติ อันเปน ท่เี กดิ แหง ความสขุ กช็ ่ือวา สุขภูมิ ฉันนั้นจติ นน้ั ทรงประสงคเอาในคาํ วา สุขภมู ิ น้ี ก็เพราะสุขภมู ิน้นั มีอยูใ นกามาว-จรบา ง ในรปู าวจรเปน ตน บาง ฉะน้นั เพ่ือทรงแสดงประเภทแหงสุขภูมนิ ัน้จึงตรัสคํามีอาทิวา กามาวจร ดังนี.้ บทวา สขุ เวทน เปตวฺ า (เวนสุขเวทนา) ไดแก เวน สุขเวทนาในสุขภมู ิน้ัน. บทวา ต สมฺปยุตฺโต ไดแก อันสัมปยุตดวยสุขเวทนาทีต่ ้ังอยูแลวนน้ั . แมสองบททีเ่ หลอื ก็พึงทราบเน้ือความโดยนยั นแ้ี หละ ในตกิ ะน้ี ยอ มไมไดส ภาวธรรมน้ี คือ เวทนา ๓ รูปท้ังหมด และนิพพาน เพราะติกะนี้ช่ือวา พนแลวจากสวนทง้ั ๓ เหลา นี้ ท่ไี มไ ดใ นกุศลติกะ กค็ ําใดท่คี วรจะกลาวโดยพระบาลีและอรรถกถาในติกะและทุกะอ่ืนจากน้ี คาํ ทัง้ หมดน้ันขาพเจากลาวไวใ นมาติกากถาโดยลาํ ดับและนทิ เทสแหง กศุ ลเปน ตนนัน่ แล. วาดว ยนทิ เทสวิปากตกิ ะท่ี ๓ ก็คาํ ใดในท่ีมคี วามตางกัน ขาพเจา จักกลา วคาํ น้นั นน่ั แหละ ในติกทุกะนั้น พึงทราบวินจิ ฉยั ในวิปากติกะกอ น. แมวา รูปธรรมทงั้ หลายที่มกี รรมเปนสมฏุ ฐานยงั มอี ยูเหมือนอรูปธรรมแมก ็จริง ถงึ อยา งน้ัน รูปธรรมเหลา นน้ั
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 358ก็ไมเ หมือนกับกรรม เพราะความที่รูปธรรมเหลานน้ั ไมมอี ารมณ เพราะฉะนัน้อรปู ธรรมท่มี อี ารมณเ ทานน้ั ตรัสเรยี กวา วิบาก เพราะเปนเหมอื นกบั กรรมเหมอื นผลคลา ยพชื ฉะนั้น จริงอยู เมือ่ เขาหวานพืชขาวสาลีแลว แมในเวลาทอ่ี อกหนอและใบเปน ตน แลว เขาก็ยังไมเ รียกวา ผลของขาวสาลี แตเ ม่อื ใดรวงขาวสาลีสกุ แลว นอ มลงแลว เมือ่ น้นั ขาวสาลเี ชน เดียวกับพืชน่ันแหละ เขาจงึ เรยี กวาผลแหงขา วสาลี สว นหนอและใบเปน ตน ที่เกิดจากพืช เขาเรียกวาเปนส่ิงทเี่ กดิ แตพ ืช ฉันใด แมรปู ก็ฉนั น้ันเหมอื นกัน ควรเพือ่ จะเรียกวาเกิดแตกรรม (กมั มชะ) หรอื เรยี กวา อุปาทนิ นรูป ดังน.้ี วา ดวยนทิ เทสอุปาทินนติกะที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยในอุปาทนิ นติกะตอ ไป. ขันธท ้งั หลายของพระขณี าสพ แมจะเปนปจ จัยแกอ ุปาทานแกชนเหลา อ่นื ผพู ดู อยวู า พระเถระผเู ปนลงุ ของพวกเรา พระเถระผูเปน อาของพวกเรา ดังน้กี ็จรงิ ถึงอยา งนั้น มรรคผลและนพิ พาน อนั ตัณหามานทฏิ ฐมิ ิไดยดึ ไว มไิ ดถอื ไว มิไดม คี วามยึดถอื ไวเ ลย ดวยวามรรคผลนิพพานเหลา น้นัยอ มไมเ ปนปจ จยั แกการถือเอาดว ยอาํ นาจตณั หามานทิฏฐิ เพราะอดุ มดวยเดชเหมือนกอ นเหล็กแดงท่ลี กุ โชนตลอดวันไมเ ปนปจจัยแกก ารเกาะของพวกแมลง-วัน ฉะนัน้ . ดว ยเหตนุ ั้น จึงตรสั วา อิเม ธมฺมา อนุปาทนิ ฺนอนปุ าทา-นิยา (สภาวธรรมเหลา นนั้ อนั เจตนากรรมทสี่ มั ปยุตดว ยตณั หามานทฏิ ฐไิ มยึดครองและไมเปน อารมณของอปุ าทาน) ดังนี.้ แมใ นอสงั กิลิฏฐอสงั กเิ ลสิกธรรมทั้งหลาย ก็นยั น้แี ล.
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 359 วาดว ยนิทเทสวิตักกะท่ี ๖ เปนตน ในวติ ักกตกิ ะ สภาวธรรมยอมไมไ ดอยูในกศุ ลตกิ ะกับวจิ ารทเี่ กดิพรอมกับวิตก. ในปต สิ หคตตกิ ะ ธรรมมีปต เิ ปน ตน ใหภาวะแหง ธรรมทเ่ี กดิรวมกบั ตนเปนธรรมสหรคตกับปต ิเปน ตน แลว ตนเองกเ็ ปน ธรรมหมุนไปขางหลงั ในติกะน้ี ไมไดสภาวธรรมแมน้ีคือ โทมนสั สสหคตจิตตุปบาท ๒ทกุ ขสหคตกายวิญญาณ อเุ ปกขาเวทนา รูป และนิพพาน เพราะติกะนี้ เมื่อไมไ ดกุศลตกิ ะนน่ั แหละก็ชอ่ื วา พนไปจากสวนท้งั ๕ แมน.้ี วาดวยนิทเทสทสั สนติกะท่ี ๘ ในทัสสเนน ปหาตพั พตกิ ะ บทวา สฺโชนานิ (สังโยชน)ไดแ ก เครอ่ื งผกู บทวา สกฺกายทฏิ ิ (สักกายทิฏฐ)ิ ความวา เมอ่ื กายกลาวคือเบญจขนั ธมีอยู ดวยอรรถวา ปรากฏอยู หรือตนเองมีความเหน็ ผดิในกายที่มีอยนู น้ั เพราะเหตนุ ้นั ความเห็นผดิ นั้น จึงช่ือวา สักกายทฏิ ฐ.ิสวนความยึดมั่นทยี่ ึดถือวา สัตวอาจเพื่อบริสุทธดิ์ ว ยศลี อาจเพ่อื บริสุทธดิ์ วยวัตร อาจเพ่ือบรสิ ทุ ธ์ิดวยศีลพรตดังน้ี ช่อื สลี ัพพตปรามาส. แมค ําวา อิธ เปน นบิ าตใชใ นอรรถอา งถงึ ประเทศ อธิ ศพั ทน นี้ ัน้ในท่บี างแหงตรัสหมายถงึ โลก เหมือนอยางทตี่ รสั ไววา พระตถาคตเจา ยอ มทรงอุบัตขิ ้ึนในโลกน้ี ดังน้ี ในท่บี างแหงหมายถึงศาสนา เหมอื นท่ตี รสั ไวว าดกู อ นภกิ ษทุ ้ังหลาย สมณะท่ี ๑ สมณะที่ ๒ มีอยใู นศาสนานเี้ ทา น้ัน ดังน้ีในทบี่ างแหงหมายถงึ โอกาสเหมอื นที่ตรสั ไวว า อเิ ธว ติฏมานสฺส เทวภตู สสฺ เม สโต ปุนรายุ จ เม ลทฺโธ เอว ชานาหิ มาริส
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 360 เม่ือเรา (ทา วสักกกะ) ผูเปนเทพดาํ รง อยใู นโอกาส (ถ้ําอนิ ทสาล) น้ีแหละ เราก็ ไดม ีอายุตอไป ดกู อนผูนิรทกุ ข ทานจง ทราบอยา งน้ี ดังน.ี้ ในท่ีบางแหง ตรสั หมายเพยี งทาํ บทใหเ ต็มเทาน้นั เหมือนทตี่ รัสวาดูกอ นภกิ ษุท้ังหลาย เราเสวยแลว ดงั น.ี้ แตในที่นี้บัณฑติ พึงทราบวาพระองคตรสั หมายถงึ โลก. กใ็ นบทวา อสฺสุตวา ปถุ ุชชฺ โน (ปุถชุ นผูมีไดร บั การศกึ ษา) น้ีมวี นิ ิจฉยั วา บุคคลผอู นั บณั ฑิตควรทราบวาที่ช่ือวา ผมู ไิ ดส ดับ เพราะไมม ีการศกึ ษาและการบรรลุมรรคผล จรงิ อยู บคุ คลใดไมม กี ารศึกษาเพราะเวนการศกึ ษา การสอบถาม การวินิจฉยั ธรรม มขี ันธ ธาตุ อายตนะ ปจ จยการและสติปฏ ฐานเปน ตน ไมมมี รรคผล เพราะไมไดบ รรลมุ รรคผลทตี่ นพงึ บรรลุไดด วยการปฏบิ ัติ เปนผปู ฏเิ สธอยดู ว ยมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้นบัณฑติ พงึ ทราบวาผูไรการศึกษา เพราะไมม กี ารศกึ ษาและการบรรลมุ รรคผล ดว ยประการฉะน้ี บคุ คลน้ีเทา นน้ั บัณฑติ พึงทราบวาเปน ปุถุชน ดวยเหตุท้ังหลาย มีการยงั กิเลสเปน อนั - มากใหเ กดิ ขน้ึ เปนตน อีกอยา งหนึ่ง ชนน้ี ช่ือวา ปถุ ุ (ผูหนาแนน ) เพราะความเปน ผอู ยภู ายใน แหง ปถุ ชุ น ดังน.้ี จรงิ อยู ชนน้ัน ช่ือวา ปถุ ชุ น ดว ยเหตุทัง้ หลายมกี ารยังกิเลสเปนตนมากมายมีประการตา ง ๆ ใหเกดิ ขึ้นก็มี เหมอื นอยางที่กลา วไววา ชื่อวาปถุ ชุ น เพราะอรรถวา ยอ มยังกเิ ลสมากใหเ กดิ . ชือ่ วา ปถุ ุชน เพราะ
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 361อรรถวา เปน พวกที่ยงั มิไดฆ า สกั กายทฏิ ฐิ ชอื่ วา ปถุ ุชน เพราะอรรถวาเปนพวกท่ีคอยมองดหู นาศาสดาตาง ๆ ชอ่ื วา ปถุ ชุ น เพราะอรรถวา เปนพวกท่ีออกไปจากคตทิ ้ังปวงไมไ ด ช่อื วา ปถุ ชุ น เพราะอรรถวา เปน พวกสรา งอภสิ งั ขารตางๆ ชอื่ วา ปุถชุ น เพราะอรรถวา เปนพวกถกู หวงโอฆะตาง ๆพัดไปอยู ชอ่ื วา ปุถชุ น เพราะอรรถวา เปน พวกเรารอนอยูดวยความเรา รอนตา ง ๆ ชื่อวา ปุถุชน เพราะอรรถวา เปน พวกถกู เผาอยูดว ยความรอนตาง ๆชื่อวา ปถุ ุชน เพราะอรรถวา เปน พวกกําหนัด ยนิ ดี รักใคร สยบหมกมุน ตดิ ของพัวพนั ในกามคณุ ๕ ชอื่ วา ปถุ ชุ น เพราะอรรถวา เปนพวกถกู นวิ รณ ๕ กางก้ันแลว หุมหอ แลว ปกคลุมแลว ปดบงั แลว ซอนเรนไวแ ลว ใหถอยกลับแลว. อีกอยา งหน่งึ ช่ือวา ปุถุชน แมเพราะความท่ีพวกชนเปนอันมากเปนผูอยูภ ายในแหงชนทง้ั หลายเหลอื คณนา ลว นแตเบือนหนาหนธี รรมของพระอรยิ ะ และมีการประพฤติธรรมต่าํ ทรามเสมอ. อีกอยางหนง่ึ ชื่อวา ปุถุชนเพราะอรรถวา ชนน้ีเปน พวกถงึ การนับแยกไวตา งหากบาง ชนน้ีเปนผไู มเกี่ยวขอ งกบั พระอรยิ ะท้ังหลายผูประกอบดว ยคุณมีศีล และสุตะเปนตน บาง. ดวยบททัง้ สองวา อสสฺ ุตวา ปถุ ชุ ฺชโน (ปุถุชนผูไรการศกึ ษา)ตามท่ีกลา วแลวน้ี ทเุ ว ปถุ ุชชฺ นา วุตฺตา พทุ ฺเธนาทิจจฺ พนธฺ ุนา อนฺโธ ปถุ ชุ ฺชโน เอโก กลยฺ าเณโก ปุถชุ ฺชโน อันพระพุทธเจาผูเผาพนั ธุแ หง พระ- อาทติ ย ตรสั ปุถชุ นเหลาใดเปน ๒ พวก คอื อนั ธปุถชุ น ๑ กัลยาณปุถุชน ๑
พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 362ปถุ ชุ น ๒ พวกเหลานั้น เปนอันตรัสแลว ดว ยประการฉะนี้ บรรดาปถุ ุชน ๒พวกเหลา นน้ั บณั ฑติ พงึ ทราบวา ในท่ีน้ีตรัสอนั ธปถุ ชุ น. พึงทราบวนิ จิ ฉยั ในบทมีอาทิวา อริยาน อทสสฺ าวี (ไมไ ดเ ห็นพระอริยเจา) ตอไป. พระพทุ ธเจาทงั้ หลาย พระปจเจกพุทธเจา ท้ังหลายพุทธสาวกทง้ั หลายเรียกวา พระอรยิ เจา เพราะไกลจากกิเลส เพราะไมด ําเนินไปในทางเสือ่ ม เพราะดําเนินไปในทางเจรญิ และเพราะอันโลกพรอมท้งัเทวโลกพงึ บูชา. แตในท่นี ้ี พระพทุ ธเจาทง้ั หลายเทานัน้ ชื่อวา พระอรยิ เจาเหมอื นอยา งทต่ี รสั วา ดูกอ นภกิ ษทุ ั้งหลาย ตถาคต ฯลฯ บณั ฑิตเรยี กวาอริยะ ในโลกพรอมทั้งเทวโลก ดงั นี้. สวนในคําวา สตั บรุ ษุ นี้ พระปจ เจกพุทธเจาทัง้ หลาย สาวกของพระตถาคตทั้งหลาย พงึ ทราบวา ชอ่ื สตั บุรุษทั้งหลาย จริงอยู พระปจเจก-พุทธะเปนตนเหลานน้ั ช่อื วา สัตบรุ ุษ เพราะอรรถวา เปนบุรษุ ผงู ามดวยการประกอบดวยโลกุตรคณุ . อกี อยางหนง่ึ พระอรยิ เจา ทั้งหมดกต็ รสั ช่อื ไว๒ อยา ง จรงิ อยู แมพ ระพทุ ธเจาทัง้ หลาย กช็ ่อื วาเปนพระอรยิ เจา และเปนสตั บรุ ุษ พระปจเจกพุทธะและพระสาวกของพระตถาคตเจา ช่อื วา พระอริยเจาและสตั บุรษุ เหมือนอยา งทีต่ รัสไววา บุคคลใดแล เปนคนกตญั ูกตเวที มีปญ ญา เปนกัลยาณมิตร และเปนผภู กั ดี- มน่ั คงยอ มทํากจิ โดยเคารพแกบคุ คลผูมที กุ ข บณั ฑิตท้ังหลายยอมเรียกบุคคลเชน นั้นวา สัตบุรุษ.
พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 363ก็ดวยคํามีประมาณเทา น้วี า เปนกลั ยาณมิตร เปนผูภักดีม่ันคง ดังนี้ตรัสถงึ สาวกของพระพทุ ธเจา ดวยคําวา เปนคนกตัญเู ปนตน ตรสั ถงึพระพทุ ธเจา และพระปจ เจกพทุ ธเจา ดังน.ี้ บดั น้ี พงึ ทราบวา บคุ คลใดมีปรกตไิ มเ ห็นพระอรยิ เจาเหลานน้ั และไมมสี าธุการในการเหน็ บคุ คลนน้ั ชือ่ วา ไมไ ดเหน็ พระอรยิ เจา . ก็บคุ คลผไู มไ ดเห็นพระอรยิ เจานนั้ มี ๒ อยาง คอื ไมเหน็ ดวยจกั ขุ และไมเ ห็นดว ยญาณในการไมเห็นทัง้ ๒ นั้น ในท่นี ี้ พระองคทรงประสงคเ อาผไู มเ หน็ ดวยญาณจริงอยู พระอรยิ เจาทั้งหลาย แมบุคคลเหน็ ดวยมงั สจกั ษุหรือทิพยจกั ษุก็ไมชือ่ วา เหน็ ไดเ ลย เพราะความทจี่ กั ษเุ หลา นั้นถอื เอาเพยี งสี (วรรณะ) เปนอารมณ มิใชค ณุ ธรรมมีความเปนพระอรยิ ะเปน อารมณ แมสตั วท ้งั หลายมีสนุ ัขบา นและสุนขั จงิ้ จอกเปน ตนกย็ อ มเห็นพระอริยเจา ทงั้ หลายดวยจกั ษุ แตสัตวเ หลานนั้ ไมช่ือวาเหน็ พระอรยิ เจา ทัง้ หลาย ในขอนนั้ มีเรือ่ งตอไปน้ี เปนอทุ าหรณ. เร่ืองการไมเหน็ พระอรยิ ะ ไดยินวา พระอปุ ฏ ฐากของพระขณี าสพเถระผูอยใู นวิหารจิตตลบรรพตเปนพระบวชเมอ่ื แก วนั หนง่ึ เม่ือเทีย่ วไปบณิ ฑบาตกบั พระเถระรับบาตรจวี รของพระเถระแลว กเ็ ดนิ ตามหลงั ไป ถามพระเถระวา ทานขอรับ ช่อื วา พระอริยะท้ังหลายเปนเชน ไร ? พระเถระตอบวา คนแกบ างคนในโลกนีร้ บั บาตรจีวรของพระอริยะทงั้ หลาย ทําวัตรปฏิบัตแิ ลว แมเท่ียวไปดว ยกนั ก็ไมร ูพระอริยะทงั้ หลาย ดูกอนอาวุโส พระอรยิ ะทง้ั หลายรูไดยากอยา งน้ี ดังนี้. แมพ ระเถระพูดอยา งน้ี พระขรัวตานั้นก็หาเขา ใจไม.
พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 396 บทวา ปุพพฺ นฺเต (ในสว นอดตี ) ไดแก ในสวนทลี่ วงไปแลว.บทวา อปรนฺเต (ในสว นอนาคต) ไดแก ในสวนทย่ี งั ไมมาถงึ . บทวาปพุ พฺ นฺตาปรนฺเต ไดแ ก ในสว นทงั้ ๒ นั้น. คําวา อทิ ปฺปจฺจยตา ปฏจิ ฺจ-สมุปปฺ นเฺ นสุ าณ (ความรูในอิทัปปจจยตาธรรมและปฏิจจสมุปบาทธรรม)ไดแก ความรูเน้อื ความในปจจัยท้งั หลายและในธรรมท่เี กดิ ขึน้ เพราะปจ จัยอยา งน้วี า นเี้ ปนปจจัย ธรรมน้ีเกิดขน้ึ เพราะอาศัยธรรมน้ี ดังน.้ี วา ดว ยนทิ เทสแหงโลภะ เนือ้ ความแหง บทท้งั หลายท่ยี งั มไิ ดกลา วไวในหนหลังแมในโลภนทิ เทสพึงทราบดงั ตอ ไปน้ี. สภาวะทช่ี ื่อวา ราคะ (ความกาํ หนดั ) ดว ยสามารถความยนิ ดี. ที่ชื่อวาสาราคะ (ความกาํ หนดั นัก) ดวยอรรถวา ความยินดีมีกาํ ลงั . ทช่ี ่ือวา อนุนโย(ความคลอยตามอารมณ) เพราะยังสัตวท ้งั หลายใหคลอยไปในอารมณท้งั หลาย.ที่ชือ่ วา อนโุ รโธ (ความยินด)ี เพราะอรรถวา ยอ มพอใจ อธบิ ายวา ยอ มยงั สตั วใ หใคร. ที่ชื่อวา นนทฺ ี (ความเพลิดเพลิน) เพราะอรรถวา เปน เหตุใหส ัตวเ พลดิ เพลนิ ในภพใดภพหนึ่ง หรือตัวเองยอมเพลดิ เพลิน. ความเพลดิเพลนิ นน้ั ดว ย ความกาํ หนัดดว ยอรรถวา ความยินดีน้นั ดว ย เพราะฉะนัน้ จงึชือ่ วา นนทฺ ีราโค (ความกําหนดั ดวยอํานาจความเพลดิ เพลนิ ) ในนันทรี าคะนัน้ ตณั หาเกดิ ขนึ้ ครั้งเดียวในอารมณห นึง่ ช่อื วา นนั ที (ความเพลดิ เพลนิ )เม่ือเกดิ ขนึ้ บอ ย ๆ จงึ ตรสั เรยี กวา นันทีราคะ (ความกําหนดั ดวยอํานาจความเพลดิ เพลิน). บทวา จติ ตฺ สสฺ สาราโค (ความกาํ หนัดหนกั แหง จติ ) ไดแ ก ความกําหนดั ใดทีต่ รสั ไวว า สาราโค (ความกําหนดั หนกั ) ดว ยอรรถวา ความยินดีมี
พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 397กาํ ลงั ในหนหลงั ความกําหนัดหนกั นัน้ เปน ความกาํ หนัดหนักของจติ เทา นั้นมใิ ชข องสัตว. สภาวะทีช่ ื่อวา อจิ ฉฺ า (ความอยาก) เพราะอรรถวา เปนเหตุอยากอารมณ. ทช่ี ื่อวา มจุ ฺฉา (สยบ) เพราะอรรถวา เปนเหตใุ หส ตั วส ยบเพราะความท่กี เิ ลสมีกาํ ลงั . ท่ีช่ือวา อชโฺ ฌสาน (ความหมกหมนุ ) ดว ยอํานาจการถือเอาโดยการกลนื ใหสิ้นไป. ทีช่ ือ่ วา เคโธ (ความใคร) เพราะอรรถวาเปน เหตใุ หส ัตวม ักมากดว ยราคะน้ี คอื ใหถ ึงความตะกละตะกลาม. อีกอยา งหน่ึงชอ่ื วา เคโธ (ความใคร) ดวยอรรถวา หนาแนน จริงอยู อรรถวา หนาแนนนี้แหละ เหมือนท่ตี รสั วา ความใครเ ปน ดงั ไพรสณฑทึบ (หนาแนน ) ดงั น.้ีบทตอไปคือ ปลิเคโธ (ความรักใคร) ทา นเพม่ิ ดว ยอํานาจอปุ สรรค. อีกอยา งหน่ึง ชอื่ วา ปลเิ คโธ (ความรักใคร) เพราะอรรถวา เปนความละโมบโดยสวนทงั้ ปวง. ที่ชอ่ื วา สงโฺ ค (ความของ) เพราะอรรถวา เปนเหตใุ หสตั วติดอยู อีกอยา งหนง่ึ ช่ือวา สงฺโค ดวยอรรถวาตดิ อย.ู ทช่ี อื่ วา ปงฺโก(ความจมอย)ู ดวยอรรถวา จมลง. ทช่ี อ่ื วา เอชา (ธรรมชาติผคู รามา)ดว ยอาํ นาจแหงการครามา จรงิ อยูคาํ นี้ตรสั ไววา ธรรมชาติผคู รา มา ยอ มชักลากบุรุษไปเพอ่ื เกิดขึ้นเฉพาะในภพน้ัน ๆ โดยแท. ที่ชอื่ วา มายา (ธรรมชาติหลอกลวง) ดวยอรรถวาลอ สัตวไ ว. ทช่ี อ่ื วา ชนกิ า (ธรรมชาตผิ ยู ังสัตวใ หเกิด) ดว ยอรรถวา ยงั สัตวใ หเ กดิ ในวัฏฏะ จรงิ อยู คาํ นี้ตรัสไววา ตณั หายอมยงั สตั วใ หเ กดิ จติ ของสตั วนน้ั ยอมพลานไป. ทีช่ ่ือวา สฺชนนี (ธรรมชาตผิ ูยังสัตวใ หเ กดิ พรอม) เพราะอรรถวา ยังสัตวใหเ กิดผูกมัดไวด วยความทุกขในวัฏฏะ. ท่ชี ่ือวา สพิ พฺ นิ ี (ธรรมชาตอิ ันรอยรดั ) เพราะอรรถวา ยอ มรอยรัดสตั วไ วด ว ยการสืบตอ จรงิ อยู ตัณหานี้ยอ มรอยรัดสตั วไวในวฏั ฏะ ใหสบื ตอ
พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 398ดว ยอํานาจจุติปฏสิ นธิ เหมือนชางชนุ ชุนผาทอ นเกากับผาทอ นเกา เพราะฉะนัน้ จึงตรสั วา ตัณหานย้ี อ มรอ ยรัดสตั วไ ว ดว ยอรรถวากระทําใหสบื ตอ.ท่ีช่อื วา ชาลินี (ธรรมชาติมีขาย) เพราะอรรถวา ขา ยคอื อารมณม ปี ระการมากมาย หรอื วา ขา ยคือการเขาไปดน้ิ รนของตณั หาน้นั มปี ระการตา ง ๆ. ที่ชอื่ วา สรติ า (ธรรมชาตอิ นั กาํ เรบิ ใจ) เพราะอรรถวา เหมือนแมน ้ํามีกระแสอนั เช่ียว ดว ยอรรถวา ครามา อีกอยางหนึ่ง ที่ชื่อวา สริตาดว ยอรรถวาชุมใจ เหมอื นทต่ี รัสไวว า โสมนสั เปนธรรมชาติชุม ใจ เปนความเสนหายอ มมีแกส ัตวผ ูเ กดิ ก็ในบาลนี ้นั อธบิ ายวา ตณั หาน้เี ปน ความชุมชืน่ และความสนทิ สนมกัน. ท่ีช่ือวา วสิ ตฺตกิ า (ธรรมชาตอิ นั ซานไป) เพราะอรรถวาหลัง่ ไหลไป. อีกอยางหนง่ึ ตณั หาชื่อวา วสิ ตตฺ กิ า เพราะอรรถวา ซึมซาบไปช่อื วา วสิ ตฺติกา เพราะอรรถวา กวางขวาง ช่ือวา วิสตฺติกา เพราะอรรถวา ยอ มกระสับกระสา ย ช่ือวา วสิ ตฺตกิ า เพราะอรรถวา หลอกลวงช่ือวา วิสตตฺ กิ า เพราะอรรถวา ยอ มบั่นทอนโดยประการตา ง ๆ ชอ่ื วาวสิ ตฺติกา เพราะอรรถวา มีรากเปน พิษ ช่อื วา วิสตฺตกิ า เพราะอรรถวามผี ลเปนพิษ คือวา ความเกิดขึ้นแหงทุกขเ ปนเปนผลมาแตตัณหานั้น เหตนุ น้ัตัณหานน้ั ทา นจึงเรยี กวา มรี ากเปนพิษ ชือ่ วา วสิ ตตฺ ิกา เพราะอรรถวามกี ารบริโภคเปน พษิ ก็หรือช่ือวา วิสตตฺ ิกา เพราะอรรถวา ตัณหานั้นซานไปในอารมณตาง ๆ คือแพรหลาย ขยายไปในรปู เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะในธรรม ในตระกลู ในคณะ. ท่ชี ือ่ วา สุตฺต (ธรรมชาตเิ หมอื นเสน ดาย) เพราะอรรถวา ดจุ เสนดายที่ผูกเตาไว ดวยอรรถวา ใหถ ึงความเสอื่ มและความพนิ าศ สมดังพระดํารัส
พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 399ท่ีตรัสวา ดกู อ นภกิ ษุทงั้ หลาย ธรรมชาตเิ หมือนเสนดายน้แี ล เปนช่อื ของนนั ทิราคะ (ความกําหนดั ดวยอาํ นาจความเพลดิ เพลนิ ).ท่ชี ื่อวา วสิ ฏา (ธรรมชาติอันแผไป) ดว ยอรรถวา แผข ยายไปในอารมณแมมรี ปู เปนตน . ท่ชี ่ือวา อายุหนี (ธรรมชาตผิ ปู ระมวลมา) เพราะอรรถวา ยงั สัตวใหข วนขวายเพ่ือการไดว ตั ถุน้นั ๆ. ทช่ี ื่อวา ทุติยา (ธรรมชาติเปน เพื่อนสอง) ดวยอรรถวา เปนสหายเพราะการไมใหเ พอื่ อันเงยหนา จริงอยูตณั หานี้ยอมไมใหสัตวท ง้ั หลายเงยหนา ในวฏั ฏะ. คือ ยอมใหอภริ มย เหมือนสหายรกั ในท่ี ๆ ตนไปแลว ฉะนนั้ ดวยเหตนุ ้นั จึงตรัสวา*ตณหฺ าทุติโย ปรุ โิ ส ทีฆมทฺธาน ส สรอติ ถฺ ภาวฺถาภาว ส สาร นาตวิ ตตฺ ติบุรุษ (สัตว) มีตัณหาเปนเพ่อื นสองทองเท่ยี วไปอยสู ิ้นกาลนาน ยอมไมกาวลว งสงสาร อันมคี วามเปนอยา งน้ี (คือเปน มนุษย)และความเปนอยา งอืน่ (คือเปนเทวดาเปนตน ).ทช่ี อ่ื วา ปณธิ ิ ดว ยสามารถแหง การตงั้ ความปรารถนา. ทีช่ ่ือวาภวเนตตฺ ิ (ธรรมชาตินาํ ไปสูภพ) เพราะอรรถวา ยอ มนําไปสูภพ จรงิ อยูสตั วท งั้ หลายถกู ตัณหานนี้ าํ ไปสูท่ีทตี่ นปรารถนาแลว ๆ เหมอื นโคทง้ั หลายทถี่ กูเชอื กผูกคอไว ฉะน้ัน.ที่ชอ่ื วา วน (ตัณหาเหมอื นปา) เพราะอรรถวา ยอมประชุม คือยอ มคบ ยอ มยึดซง่ึ อารมณนั้น ๆ. อีกอยางหนง่ึ ชื่อวา วน เพราะอรรถวายอมออนวอน. บทวา วนโถ (ตณั หาเหมือนดง) ทรงเพ่ิมบทโดยพยญั ชนะ* อ . จตกุ กฺ เลม ๑๓ ๗/๑๒.
พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 400อีกอยา งหนง่ึ ช่ือวา วน (ตัณหาเหมอื นปา ) เพราะอรรถวา ดุจปา ดว ยอรรถวา ยงั ทุกขอันเปนความเส่ือมเสียใหต ้งั ข้นึ และดว ยอรรถวา รกชัฏ คาํ วาปา น้ี เปนชอื่ ของตัณหาทม่ี กี าํ ลังแรง สวนตณั หาทีม่ ีกําลงั แรงกวานั้น ช่อื วาวนโถ ดว ยอรรถวา เปนดงชฏั ดวยเหตนุ นั้ จงึ ตรสั วา* วน ฉนิ ทฺ ถ มา รุกฺข วนโต ชายเต ภย เฉตฺวา วน วนถจฺ นพิ พฺ นา โหถ ภิกฺขโว ดกู อ นภิกษทุ งั้ หลาย เธอทั้งหลายจง ตัดปา (คือกิเลสมรี าคะเปน ตน ) อยาตัด ตน ไม ภัย (มีความเกดิ เปน ตน) ยอ มเกดิ แตป า คอื กิเลส เธอทัง้ หลายครน้ั ตดั ปา (คอื กิเลสอนั เกิดขนึ้ กอน) และหมูไมในปา (คือ กเิ ลสทเ่ี กิดภายหลงั ) แลว จกั เปนผูไ มม ีปา คือ ตัณหา. ตัณหานน้ั ชอื่ วา สนถฺ โว (ความเกย่ี วขอ ง) ดว ยอรรถวา สนทิ สนมอธิบายวา คลกุ คลีแลว . สนั ถวะคือความเกีย่ วของนัน้ มี ๒ อยาง คือ ตณหฺ าสนฺถโว ความสนทิ สนมดวยอํานาจตัณหา มติ ตฺ สนถฺ โว ความสนิทสนมดว ยอาํ นาจมติ ร. ในบรรดาสันถวะทงั้ ๒ นั้น ในทน่ี ้ี ทรงประสงคเอาตณั หาสนั ถวะคอื ความเกีย่ วของหรือสนทิ สนมดวยอํานาจตณั หา. ที่ช่อื วา สิเนโห (ความเย่ือใย) ดวยอํานาจความเสนหา. ท่ชี ่ือวา อเปกขฺ า (ความหวงใย) เพราะอรรถวา ยอมเพง ดวยอํานาจการทาํ ความอาลยั ขอ นีส้ มดวยพระบาลที ต่ี รัสไวใน* ธมฺมปท. มคคฺ วคฺค เลม ๒๕ ๓๐/ ๕๒
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 632
Pages: