Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_76

tripitaka_76

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:44

Description: tripitaka_76

Search

Read the Text Version

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 80 เม่ือกศุ ลเจตนาดวงหนึ่งประกอบกรรมแลว ยอมยังวบิ ากจิต ๖๐ ถว นใหเกดิ ข้ึนดวยประการฉะน้ี แตวาเม่อื ถือเอาวบิ ากทีย่ ังมไิ ดถอื เอา กไ็ ดวบิ ากจิต๑๖ ดวง คอื วิบากจิต ๑๒ ดวง เกิดในจกั ขุทวาร และวบิ ากจิต ๔ ดวงไดแก โสตวญิ ญาณ ๑ ฆานวิญญาณ ๑ ชิวหาวิญญาณ ๑ และกายวญิ ญาณ ๑. ในฐานะนี้ ทานถือเอาเร่ืองชอ่ื วาอัมโพปมา คอื เปรียบดวยผลมะมว ง สมมตวิ า บุรษุ คนหน่งึ นอนคลุมศีรษะทีโ่ คนตนมะมว งที่มีผลสุกแลว หลบั ไป ขณะนั้นผลมะมว งสุกผลหน่งึ หลุดจากข้ัวหลนลงพื้นดินเสียงดังเหมอื นเสยี ดสอี ยูซ ึง่ ชองหขู องเขา เขาตนื่ ขึ้นดว ยเสียงของมะมวงนัน้ แลว ลมื ตาแลดู ในทนั ทนี น้ั จึงเหยียดมอื ไปหยิบผลมะมว งบบี สดู ดมกล่นิ แลวบรโิ ภค. ในคาํ อปุ มาเหลา นน้ั เวลาท่ีภวงั คพรอมเพียงกนั พึงทราบวา เหมอื นเวลาทีบ่ รุ ุษคนน้นั นอนหลบั ท่ีโคนตน มะมว ง เวลาที่อารมณกระทบประสาทเหมอื นเวลาทีผ่ ลมะมวงสกุ หลดุ จากขว้ั ตกลงเสยี ดสอี ยูซงึ่ ชอ งหู เวลาที่มโนธาตุคือกิริยายงั ภวังคใ หเปลยี่ นไป เหมือนเวลาทบ่ี ุรุษนัน้ ตน่ื ขึน้ ดวยเสยี งมะมวงตกเวลาทจี่ กั ขวุ ิญญาณยงั ทศั นกจิ ใหส าํ เรจ็ เหมือนเวลาบรุ ษุ นนั้ ลมื ตาข้นึ แลดูเวลาทมี่ โนธาตุซึง่ เปนวิบากรบั อารมณ เหมอื นเวลาที่บุรุษเหยยี ดมอื ไปหยบิผลมะมว งนัน้ เวลาทม่ี โนวิญญาณธาตซุ ่ึงเปนวบิ ากพจิ ารณาอารมณ เหมือนเวลาท่ีบรุ ษุ หยบิ มะมว งมาบีบ เวลาท่มี โนวิญญาณธาตุซ่งึ เปน กิริยากําหนดอารมณ เหมอื นเวลาสดู ดมกลน่ิ มะมวง เวลาทชี่ วนจิตเสวยรสอารมณ เหมือนเวลาบุรุษนนั้ บรโิ ภคมะมวง ฉะนั้น. ถามวา อุปมาน้ีแสดงเนอื้ ความอะไร ?

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 81 ตอบวา แสดงถึงการกระทบประสาทเปนกิจ* (หนา ที่) ของอารมณเทานนั้ . คือเม่อื อารมณนน้ั มากระทบประสาทแลว การเปลี่ยนไปแหงภวงั คน ั้นเปนกิจของกริ ิยามโนธาตุ กิจของจกั ขวุ ิญญาณมีเพียงการเห็นเทานั้น กจิ ของวบิ ากมโนธาตมุ เี พียงการรับอารมณเ ทา นัน้ กจิ ของวบิ ากมโนวญิ ญาณธาตุมีเพียงการพจิ ารณาอารมณเทา นน้ั กจิ ของกิรยิ ามโนธาตุมีเพียงกําหนดอารมณเทา นนั้ ชวนะเทาน้ันยอ มเสวยรสอารมณอ ยางเดียว ดงั น.ี้ กใ็ นความเปนไปแหง จิตนี้ ใคร ๆ เปนผูกระทาํ หรอื ผสู ่งั ใหกระทําวาทานจงช่ือวา ภวงั ค ทานจงชือ่ วาอาวัชชนะ ทา นจงชอื่ วาทสั สนะ (จกั ขุวิญญาณ)ทานจงช่อื วา สัมปฏจิ ฉนั นะ ทานจงชอ่ื วาสนั ติรณะ ทา นจงชื่อวา โวฏฐพั พนะทานจงชือ่ วา ชวนะ. ทานจงชอ่ื วาตทาลมั พนะ ดังนี้ มิไดม ี. (เพอื่ ความแจมแจง จงึ แสดงถึงนิยาม ๕) วา ดวยนยิ าม ๕ อยาง กใ็ นฐานะนีท้ านถือเอาเรอ่ื งชื่อนยิ าม ๕ อยาง คือ พชี นิยาม (ความแนน อนของพืช)*ทานแสดงกิจทัง้ หมดมี ๑๔ ท่ีนี่แสดงไว ๘ คอื๑. การกระทบประสาทเปน กจิ ของอารมณ๒. การรําพงึ ถงึ อารมณเปน กิจของอาวชั ชนะ๓. การเห็นเปนกิจของจักขุวญิ ญาณ๔. การรบั อารมณเ ปน กจิ ของสัมปฏจิ ฉันนะ๕. การพจิ ารณาเปนกิจของสันตริ ณะ๖. การตัดสินอารมณเ ปนกิจของโวฏฐัพพนะ๗. การเสวยรสอารมณเปนกจิ ของชวนะ๘. การเสวยรสอารมณทเี่ หลอื จากชวนะเปน กจิ ของตทารัมมณะ

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 82 อตุ นุ ิยาม (ความแนนอนของฤดูกาล) กรรมนยิ าม (ความแนน อนของกรรม) ธรรมนิยาม (ความแนน อนของธรรม) จิตนยิ าม (ความแนนอนของจติ ). บรรดานิยาม ๕ เหลาน้นั ความทีพ่ ืชนั้น ๆ ใหผ ลเหมอื นกันกบั พชืนัน้ คือ ความทกี่ อถั่วพูชนดิ หนึง่ ทอดยอดไปทางซาย๑ เถาวัลยไ ปทางขวาพันลอ มตน ไมไปทางขวา ดอกทานตะวนั หันหนาไปทางพระอาทิตย เถายาง-ทรายมงุ หนาไปเฉพาะตนไมอยางเดยี ว ผลมะพรา วมรี ูขางบท ชอ่ื วา พชี นิยาม(โยชนาวา เปนธรรมดาของพชื ) ความทตี่ น ไมน น้ั ๆ ผลิดอกออกผลและมีใบออนพรอ ม ๆ กนั ในสมัยนนั้ ๆ ช่ือวา อุตุนิยาม ความทกี่ รรมนน้ั ๆใหผ ลเชน เดียวกนั กับกรรมนั้น ๆ อยา งนี้คอื กรรมท่ีประกอบดวยกุศลเหตุ ๓ยอมใหว บิ ากเปน ตเิ หตุกะ ทุเหตกุ ะ และอเหตุกะ กรรมท่ปี ระกอบดวยกุศลเหตุ ๒ ยอมใหว บิ ากเปนทุเหตุกะ และอเหตกุ ะ ไมใ หวิบากเปน ติเหตุกะช่อื วา กรรมนิยาม. อีกอยางหน่ึง เปนกรรมนิยามดวยอาํ นาจแหง วิบากเหมือนกบั กรรมน่นั แหละ เพ่ือแสดงกรรมนยิ ามน้ัน ทานอาจารยทง้ั หลายกลาวเรอ่ื งไวด ังนี้ ในสมัยแหงพระสัมมาสมั พุทธเจา บา นใกลป ระตพู ระนครสาวตั ถถี ูกไฟไหม กระจุกหญา๒ ติดไฟโพลงแตบานไฟไหมน ัน้ ขน้ึ ไปสวมคอกาตัวบินทางอากาศ กาน้นั รองตกตายในแผน ดนิ . เรือลาํ หน่ึงไดหยดุ นิง่ ลอยอยแู มในมหาสมทุ ร เม่อื พวกเขาไมเหน็ ทางทีใ่ คร ๆ จะปลอดภยั จากอันตรายในภายใต จงึ ใครครวญจบั สลากคนกาลกรรณี๑. หนั หนาไปทางทศิ ตะวันออกกเ็ ปน ซายมือ หรอื เรยี กวา ทศิ อุดร.๒. กระจุกหญาทเ่ี ขามัดทาํ วงกลมรองหมอ

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 83สลากนั้นไดตกไปในมือหญงิ ภรรยาใกลช ิดของนายเรือน้นั เทานั้น ทนี ้ัน ชนทง้ั หลายจึงพูดวา ขอคนทงั้ หมดอยาพากันฉบิ หายเพราะเหตแุ หงหญงิ คนเดียวพวกเราจกั โยนเขาไปในนํา้ นายเรอื พูดวา เราไมอาจเหน็ หญงิ น้ีลอยอยใู นน้าํได จงึ ใหเ อาหมอบรรจทุ รายผูกติดคอโยนลงไป ในขณะนั้นนน่ั เอง เรอื กแ็ ลนไปดุจลกู ศรท่ียิงไป ฉะนั้น. ภิกษรุ ปู หนึ่งอยูในถาํ้ ยอดภเู ขาใหญตกมาปดประตูถ้าํ ในวันท่ี ๗ยอดเขาน้ันกเ็ ปดเองทีเดยี ว. พวกภกิ ษกุ ราบทูลเรือ่ งทงั้ ๓ นี้ แดพระสัมมาสมั พทุ ธเจา ผูประทบัน่ังแสดงธรรมในพระเชตวัน คราวเดยี วกันท้ังหมด พระศาสดาตรสั วา น่ันมิใชผอู น่ื กระทาํ นั่นเปน กรรมอนั เขาน่ันแหละทําแลว ดังน้ี เมื่อจะทรงนาํ เร่ืองอดตี มาแสดงธรรม จึงตรัสวา กาเปนมนษุ ยใ นอัตภาพกอ น ไมอ าจเพื่อฝกโคโกงตัวหนึ่ง จึงไดผกู เขนด็ ฟางสวมคอโคจุดไฟ โคนั้นตายดว ยเหตุนนั้ แหละบดั น้ี กรรมนนั้ จึงไมป ลอ ยกาน้นั แมบนิ อยทู างอากาศ. แมหญิงน้ีก็เปน หญงิคนหนึ่งน่ันแหละในอัตภาพกอ น สุนัขตัวหน่งึ คนุ เคยกนั เมอ่ื เธอไปปากไ็ ปดวยเมื่อมาก็มาดวย พวกมนุษยท งั้ หลายผูออกไปยอมเยาะเยยเธอวา บัดน้ี พรานสุนัขออกแลว ดังน้ี นางอดึ อดั อยดู วยสนุ ขั นั้น เม่ือไมอ าจหา มสนุ ขั ได จึงเอาหมอใสทรายผกู คอแลวเหวย่ี งไปในนาํ้ กรรมนนั้ จึงไมป ลอ ยเธอในทา มกลางสมทุ ร. แมภ ิกษนุ ้นั กเ็ ปน นายโคบาลในอตั ภาพกอ น เมือ่ เหี้ยเขา ไปในรูกห็ กักิ่งไมก าํ มอื หนงึ่ ปด รูเสีย หลงั จากนนั้ มา ๗ วนั เขาจงึ มาเปดรูเองทเี ดียวเห้ยี ตัวส่ันออกมา ดวยกรณุ าเขาจงั ไมฆา มนั กรรมนนั้ ไมใหเ พือ่ จะปลอ ยภิกษุนั้นผเู ขา ไปยังซอกเขานง่ั อย.ู เม่อื ทรงประชมุ เร่ืองทั้ง ๓ เหลา น้ี ดวยประการฉะนแ้ี ลว จงึ ตรัสพระคาถานว้ี า

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 84น อนตฺ ลิกฺเข น สมทุ ทฺ มชเฺ ฌน ปพพฺ ตาน วิวร ปวิสฺสน วชิ ชฺ เต โส ชคติปฺปเทโสยตฺรฏิโต มุจฺเจยฺย ปาปกมฺมาไมว า ในท่ีใด ๆ ในอากาศ ในกลางทะเลหรือในซอกเขา สว นภูมิประเทศที่สัตวสถติ อยูแลว จะพงึ พน ไปจากบาปกรรมไดไมม ี ดังนี.้น้ี ก็ชือ่ วา กรรมนิยาม เหมอื นกัน. เร่อื งอน่ื ๆ แมเ ชนนีก้ ็ควรแสดง.อน่งึ ในเวลาทพี่ ระโพธสิ ัตวท ัง้ หลายทรงถอื ปฏิสนธิ ในเวลาทรงออกจากครรภพระมารดา ในเวลาท่ตี รสั รอู ภิสมั โพธิญาณ ในเวลาทพ่ี ระตถาคตทรงประกาศพระธรรมจักร ในเวลาที่ทรงปลงอายุสังขาร ในเวลาทเ่ี สดจ็ ดบัขันธปรนิ พิ พาน หม่ืนจักรวาลหว่นั ไหว นี้ชอ่ื วา ธรรมนยิ าม.อนึ่ง เมื่ออารมณก ระทบประสาท ใคร ๆ เปน ผกู ระทาํ หรอื ส่งั ใหกระทาํ วา เจาจงชอื่ วา อาวัชชนะ ฯลฯ เจา จงช่ือวา ชวนะ ดังนี้ มไิ ดม ีกว็ า โดยธรรมดาของตนตั้งแตเวลาทอี่ ารมณก ระทบประสาทแลว จิตท่เี ปนกิริยามโนธาตกุ ็ยังภวังคใหเ ปลยี่ นไป จักขุวิญญาณกท็ ําทัสสนกิจ (หนาท่ีเห็น)วิบากมโนธาตกุ ็ทําสัมปฏิจฉนั นกจิ (หนาท่ีรบั อารมณ) วิบากมโนวญิ ญาณธาตุก็ทาํ สันติรณกิจ (หนาที่พิจารณาอารมณ) กริ ิยามโนวิญญาณธาตกุ ็ทาํ โวฏฐัพ-พนกจิ (หนา ท่ีตดั สินอารมณ) ชวนะเสวยรสแหงอารมณ ดงั นี้ น้ีช่ือวาจิตนยิ าม ในอธกิ ารน้ี ทรงประสงคเ อาจิตนิยามน้ี.

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 85 กุศลจติ ประกอบดว ยเหตุกะเปน สสงั ขารกิ กด็ ี กศุ ลจติ ทป่ี ระกอบดวยอสังขาริกและสสังขาริกสหรคตดว ยอเุ บกขากด็ ี ประกอบ (ทํา) กรรมแลวปฏิสนธิอันวิบากจติ เชนเดียวกับจิตที่ทํากรรมแลวน้ันใหผลแลว กม็ นี ัยน้ีเหมือนกัน. ก็จิตสหรคตดว ยอเุ บกขา ๒ ดวง บัณฑติ พงึ แสดงความเปน ไปครัง้ แรกดว ยอาํ นาจอิฏฐมชั ฌตั ตารมณ ภายหลงั จึงควรแสดงดว ยอํานาจอฏิ ฐา-รมณ. ในทวารแตล ะทวารเปนวบิ ากจติ ทวารละ ๑๒ ดวง รวมเปนจติ ๖๐ ดวงถวนแมดว ยประการฉะน.ี้ เมือ่ วาโดยการถอื เอาวบิ ากจติ ทีย่ ังมไิ ดถ ือเอาก็ไดวิบากจิต ๑๖ ดวง. อุปมาวบิ าตจิตเปรียบดวยคนหบี ออย ในฐานะน้ที านถือเอาเร่ือง ช่อื วา นาฬยิ ันโตปมะ เปรยี บดว ยนัยวาในเวลาทีค่ ัน้ ออ ยมคี นหีบออ ย ๑๑ คน ถือเคร่ืองคัน้ ออ ยออกจากบานหนึ่งพบแหลง (ศูนยร วม) ออยแหง หนึ่ง ทราบวา ออยน้นั แกแลว จงึ เขา ไปหาเจา ของออ ยแลวพดู วา พวกเรารับจางหีบออย เจา ของออยตอบวา เรากําลังหาพวกทา นเหมอื นกัน แลว พาชนเหลา น้นั ไปโรงหีบออ ย พวกคนรบั จางเหลาน้นัตระเตรยี มเคร่ืองหีบออยแลว พดู วา พวกเรามี ๑๑ คน ไดอกี หนึง่ คนกะจะไดรบั คาจางพอดี เจา ของออ ยพูดวา เรานแ้ี หละเปนสหายชวยทา น แลวขนออ ยไปเตม็ โรงจงึ ไดเปน สหายชวยเหลือชนเหลา น้นั ชนเหลา น้นั ทํากจิ ของตนๆเค้ยี วน้ําออ ยขนทาํ เปน งบนํา้ ออ ยแลว เมอื่ เจาของพิจารณาใหส วนแบงแลว ก็ถือเอาสวนของตน ๆ มอบโรงออยใหแ กเจาของโดยอบุ ายนีแ้ หละ ทาํ การงานโรงออ ย ๔ หลัง อื่นอกี แลว หลีกไป. ในขอน้ัน ประสาทท้งั ๕ พงึ เห็นเหมือนโรงเครือ่ งยนต ๕ แหงอารมณ ๕ พึงเหน็ เหมอื นแหลง ออ ย ๕ แหง วบิ ากจติ ๑๑ ดวง พึงเหน็ เหมือน

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 86คนรับจางหบี ออย ๑๑ คน เที่ยวไป วญิ ญาณ ๕ พึงเห็นเหมือนเจา ของโรงหีบออย ๕ คน. เวลาท่ีวิบากจิต ๑๑ ดวง รว มกับจักขวุ ิญญาณทํากจิ ของตน ๆในรปู ารมณทางจกั ขุทวาร พึงเห็นเหมือนเวลาคนรบั จา งหบี ออย ๑๑ คนรวมกับเจา ของโรงหีบออ ยในโรงแรก แลวถือเอาสว นงานทก่ี ระทํา เวลาท่ีจกั ขวุ ญิ ญาณไมล ว งทวารไป พึงเห็นเหมือนเวลาทเ่ี จา ของโรงออยรบั ออยไวในโรง. เวลาทว่ี บิ ากจติ ๑๑ ดวง รวมกับกายวิญญาณ ทํากจิ ของตน ๆ ในโผฏฐพั พารมณทางกายทวาร การไมก า วกา ยทวารของกายวญิ ญาณ พงึ ทราบเหมอื นเวลาทเ่ี จา ของโรงออยรับออยไวในโรง. วาระท่ีทานกลาวไววา ตเิ หุตก-ปฏสิ นธิ (ปฏิสนธปิ ระกอบดวยเหตุ ๓) ยอ มมีดวยกรรมอนั ประกอบดว ยเหตุ ๓มเี พียงเทาน้ี สวนทเุ หตุกปฏสิ นธิ มีดว ยกรรมอันเปน ติเหตุกะนัน้ ยงั ลีล้ บั นัก* วาดว ยทเุ หตกุ ปฏสิ นธิมีกรรมเปนทเุ หตกุ ะ บัดนี้ ควรกลาววาระทว่ี า ทุเหตกุ ปฏิสนธิ ยอมมดี วยกรรมอนั เปนทเุ หตกุ ะ จรงิ อยู เม่อื อสังขารกิ จิตสหรคตดวยโสมนสั ทาํ กรรมแลว สัตวผถู ือปฏสิ นธิดว ยวบิ ากจิตท่ีเปน ทุเหตุกะเชนเดยี วกบั จติ ทเี่ ปนอลังขาริกสหรคตดวยโสมนสั ทํากรรมนัน้ น่นั แหละมี ๓ โมฆวาระในอิฏรารมณท ่ีมาสคู ลองจักขุวารโดยนัยทีก่ ลา วแลว น่ันเอง ในที่สดุ ลงแหง อสงั ขาริกชวนจิตที่สหรคตดวยโสมนัสทเ่ี ปน ทเุ หตุกะ ตทารมั มณะ กลา วคอื มูลภวงั คเ ชน เดยี วกับจติ ที่ทํากรรมนั่นแหละก็เกดิ ขึ้น. ในที่สดุ ลงแหง สงั ขาริกชวนจติ ตทารมณก ลาวคืออาคัน-ตกุ ภวังคเชนเดยี วกบั จติ ท่ีทาํ กรรมนัน่ แหละกเ็ กดิ ขึ้น. ในที่สดุ ลงแหง ชวนจติทส่ี หรคตดว ยอเุ บกขา ๒ ดวง ในอฏิ ฐมัชฌัตตารมณเ ทานนั้ ตทารมณ ๒ดวง เชนเดียวกบั จติ ทีท่ าํ กรรมน้ันแหละเกิดขนึ้ . ในอธิการนีเ้ ทา นัน้ ทวาร* ไมปรากฏเลย.

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 87แตล ะทวาร แบงจิตทวารละ ๘ ดวง จงึ รวมเปนจิต ๔๐ ดวงถวน. แตเ ม่อืถอื เอาจติ ท่ยี งั มไิ ดถ ือเอากไ็ ดจ ติ ในจกั ขทุ วาร ๘ ดวง อกี ๔ ดวง คือ โสต-วญิ ญาณ ฆานวญิ ญาณ ชิวหาวิญญาณ สละกายวญิ ญาณ จึงรวมเปนจิต ๑๒ดวง เมอ่ื เจตนาดวงเดียวประกอบกรรมแลวยอ มใหว บิ ากจิต ๑๒ ดวง เกดิ ขนึ้ไดด วยประการฉะนี้ กถาวาดว ยการเปรียบดวยผลมะมวง และนยิ าม ๕ เปน ไปตามปกตนิ น่ั แล. แมใ นปฏิสนธิทีส่ ตั วถ ือเอาดว ยวบิ ากเชน เดียวกับทุเหตกุ จิตท่ีเหลือ กน็ ยั นี้เหมอื นกนั อนง่ึ ในทเุ หตกุ ปฏสิ นธนิ ้ี วาโดยการเปรียบกับคนหีบออย ก็ไดคนหบี ออย ๗ คน ในการอุปมานั้น พึงทราบการประกอบโดยทํานองแหงนัยท่ีกลาวกระทาํ คนรับจางหีบออย ๗ คนนัน้ ตระเตรยี มเครื่องหีบออยแลว ทําเจาของออ ยใหเ ปน คนที่ ๘ นน่ั แหละ ขาพเจา กลาววาระทว่ี าทเุ หตกุ ปฏสิ นธิ ยอ มมีดว ยกรรมอันเปนทุเหตกุ ะไวดวยคาํ เพียงเทาน้ี วาดว ยอเหตกุ ปฏิสนธิ บดั นี้ เปนกถาวา ดว ยอเหตกุ ปฏิสนธิ อธบิ ายวา เม่อื กรรมอันกศุ ลจิตท่ีเปน ทเุ หตุกะ ๔ ดวงทาํ แลว ปฏสิ นธขิ องสตั วผ ูถอื เอาดวยจติ ท่เี ปน อเหตกุ -มโนวญิ ญาณธาตสุ หรคตดวยอุเบกขาเปนกศุ ลวิบาก ไมควรกลาววา เปนเชนเดียวกับกรรมที่ใหป ฏิสนธิ เพราะกรรมเปนทเุ หตุกะ (ประกอบดวยเหตุ ๒)ปฏสิ นธิเปน อเหตุกะ (จติ ที่ไมป ระกอบดว ยเหต)ุ . เม่ือบคุ คลผปู ฏิสนธิดวยอเหตกุ จติ น้นั ถึงความเจริญขน้ึ แลว เม่อื อฏิ ฐมชั ฌตั ตารมณมาสูคลองประสาทในจกั ขทุ วารแลว กพ็ ึงทราบโมฆวาระ ๓ วาระ โดยนยั กอ นนน่ั แหละ แตเ ม่ือกุศลจิตที่เปน ทเุ หตุกะดวงใดดวงหน่ึงเปน ชวนะสิ้นสุดลง อเหตุกะจติ ก็ตง้ั อยูในความเปน ตทารัมมณะ อเหตุกจิตน้นั ไดชอื่ ๒ อยา งคือ มูลภวังค และตทา-รัมมณะ ในอเหตุกจติ น้ี จติ ๔ ดวง คอื จักขวุ ิญญาณ สมั ปฏิจฉันนะ สนั ตริ ณะ

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 88ที่สหรคตดวยอุเบกขา แมต ทารมั มณะกส็ หรคตดวยอเุ บกขาเหมอื นกัน ยอมมีดว ยประการฉะนี้ ในจิต ๔ เหลานั้น ถอื เอาดวงหน่ึง กเ็ หลือ ๓ ดวงเทา น้ันทเี่ ขาถงึ การนับเอา. แตใ นอิฏฐารมณ สันตริ ณะก็ดี ตทารมั มณะกด็ ี ยอ มสหรคตดวยโสมนัสไดเหมือนกนั บรรดาจิตเหลานนั้ วิบากจิต ๓ ดวงกอ นรวมกบั ดวงหนึง่ กเ็ ปน วิบากจติ ๔ ดวง เมื่อเจตนาดวงหน่งึ ทํากรรมในทวาร๕ ทวารละ ๔ ดวง พึงทราบวา ยอ มยงั วบิ ากจิต ๒๐ ดวงใหเ กิดข้ึน แตเมือ่ถือเอาธรรมท่ียงั มไิ ดถ อื เอากไ็ ดว บิ ากจติ ๔ ดวงในจกั ขุทวาร โสตวญิ ญาณฆานวญิ ญาณ ชวิ หาวญิ ญาณและกายวญิ ญาณรวมเปนวบิ ากจิต ๘ ดวง นีช้ ื่อวาอเหตุกจติ ๘ ดวง. อเหตกุ จิต ๘ ดวงน้ี ไมท รงถือเอามนษุ ยโลก. สวนในอบาย ๔ ยอมไดจ ติ ๘ ดวงนี้ในปวตั ติกาล จริงอยู เมือ่ ใด พระมหาโมคคลั ลานเถระเนรมติ ดอกปทุมในนรกนงั่ อยูท่ีกลบี ดอกปทมุ แสดงธรรมกถาแกพวกสัตวนรก เมือ่ นนั้ จกั ขุวิญญาณซ่งึเปน กศุ ลวบิ ากก็เกิดขึน้ แกพ วกเขาผเู หน็ พระเถระ เมื่อฟงเสยี งโสตวญิ ญาณกุศลวบิ ากกเ็ กดิ เมื่อพระเถระไปนัง่ พักผอ นกลางวันทีป่ าไมจันทน ฆานวิญญาณก็เกดิ ในเวลาสูดกลิน่ จีวร ในเวลาบนั ดาลฝนใหตกดับไฟนรกแลว ไดด ่ืมนํา้ ท่ีควรดื่ม ชวิ หาวิญญาณกุศลวิบากก็เกดิ ในเวลาทบี่ ันดาลใหล มพัดมาออ น ๆกายวิญญาณกศุ ลวบิ ากกเ็ กดิ ขน้ึ วญิ ญาณมีจกั ขวุ ิญญาณเปนตน อยางนี้ ๕ ดวงสัมปฏจิ ฉันนะ ๑ ดวง สนั ติรณะ ๒ ดวง เพราะฉะน้นั จงึ ไดอเหตุกจิต ๘ ดวง. ปฏสิ นธิแมของพวกนาค ครฑุ และเวนานกิ เปรตยอมมดี ว ยอกุศล แตกุศลยอ มใหผลในปวัตตกิ าล ปฏิสนธขิ องชางมามงคลเปน ตน ของพระเจาจักร-พรรดิกเ็ หมือนกนั นี้เปนการประพันธถอ ยคาํ ดวยอํานาจแหงกศุ ลชวนะในอฏิ ฐมัชฌัตตารมณท ้ังหลายกอน. แตในอิฏฐารมณเม่ืออกศุ ลจติ ท่สี หรคตดว ย

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 89โสมนสั ๔ ดวง เสพชวนะแลว อเหตุกจิตสหรคตดวยโสมนสั ทเ่ี ปน กศุ ลวบิ ากยอมเปน ตทารัมมณะ ในอิฏฐมชั ฌตั ตารมณ จิต ๔ ดวงทีส่ มั ปยตุ ดว ยโลภะสหรคตดวยอเุ บกขาเสพชวนะแลว อเหตกุ จิตสหรคตดวยอุเบกขากุศลวบิ ากเปนตทารัมมณะ ก็คาํ ใดทที่ า นกลา ววา ตทารัมมณะ อันชวนะพึงกําหนดดังนี้ คาํ น้ันพงึ ทราบวา ทานกลาวหมายถงึ กุศล. ถามวา ตทารัมมณะเม่อื เกิดขึน้ ในลาํ ดับแหง ชวนะสหรคตดว ยโทมนสัยอมเกิดจติ อะไร. ตอบวา จิตท่เี ปนอเหตุกมโนวญิ ญาณธาตุฝา ยอกุศลวิบากยอมเกดิ ข้ึน. ถามวา ก็ชวนะนี้ สภาวะอะไร ยอ มกําหนดไวโ ดยความเปนกศุ ลหรอื อกุศล. ตอบวา อาวัชชนะ และโวฏฐัพพนะยอมกาํ หนด. จรงิ อยู เมอื่ อาวัชชนะเปลี่ยนมาโดยแยบคายแลว โวฏฐพั พนะกําหนดโดยไมแยบคาย ชวนะจักเปน อกศุ ล ดังนี้ ขอ นีเ้ ปน ไปไมไ ด เมอ่ื อาวชั ชนะเปลยี่ นมาโดยไมแยบคายแลว โวฏฐพั พนะกาํ หนดโดยแยบคาย ชวนะจกั เปนกศุ ล ดังน้ี ขอนีก้ ็เปนไปไมได. แตเ มอื่ อาวชั ชนะและโวฏฐัพพนะทัง้ ๒เปลย่ี นมากําหนดโดยแยบคาย พึงทราบวา ชวนะเปน กศุ ล ถา ไมแยบคายก็เปนอกศุ ล. ถามวา ในอิฏฐารมณ เม่อื ความสงสยั และอทุ ธจั จะเกิดขึ้น ตทารัมมณะยอมเปนจิตอะไร ? ตอบวา ในอฏิ ฐารมณ ความสงสัยจะมกี ต็ ามไมมกี ต็ าม หรืออุท-ธัจจะจะมกี ต็ ามไมมกี ็ตาม โสมนสั จิตอเหตุกะฝา ยกุศลวบิ ากเทา นั้นยอ มเปนตทารมณ ในอิฏฐมชั ฌตั ตารมณ จิตสหรคตดวยอุเบกขาอเหตกุ ะฝายกศุ ลวบิ าก

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 90เปนตทารมณ กใ็ นการกําหนดตทารมณนี้ การแสดงเนอื้ ความโดยสังเขปน้ีชอ่ื วาเปน วาทะของพระมหาธรรมรักขติ เถระ. กเ็ ม่ือชวนะอันสหรคตดวยโสมนัสเสพอารมณแลนไปแลว พึงแสวงหาตทารมั มณจติ ทส่ี หรคตดวยโสมนสั๕ ดวง เมอื่ ชวนะทสี่ หรคตดว ยอุเบกขาเสพอารมณแ ลนไปแลว พงึ แสวงหาจติ ๖ ดวง ที่สหรคตดว ยอเุ บกขาแล. ถามวา กใ็ นกาลใด เมือ่ บุคคลผูถ ือปฏิสนธสิ หรคตดว ยโสมนัสยงั ฌานใหเกิดในปวัตติกาลแลว มฌี านอนั เสือ่ มแลวดวยความประมาท พจิ ารณาอยูวาธรรมอนั ประณตี ของเราฉบิ หายแลว ดงั นี้ โทมนสั ยอ มเกิดข้ึนดวยอํานาจวปิ ฏสิ าร ในกาลนน้ั จติ อะไรยอ มเกดิ ข้นึ เพราะในคัมภรี ปฏ ฐานทา นปฏิเสธวา โทมนัสยอ มไมเ กิดในลาํ ดบั แหงโสมนสั และโสมนัสยอมไมเ กดิ ในลาํ ดับแหง โทมนัส เมื่อชวนจิตเสพอารมณแลว แมตทารมณก ็ปฏิเสธไวใ นคมั ภีรปฏ ฐานน้นั เหมือนกนั . ตอบวา อเหตุกมโนวญิ ญาณธาตุเปนกศุ ลวบิ าก หรอื อกุศลวบิ าก ที่สหรคตดวยอุเบกขา ยอมเกิดขึน้ . ถามวา จิตอะไร เปน อาวชั ชนะของอเหตุกมโนวญิ ญาณธาตุนั้น. ตอบวา อาวัชชนกิจของอเหตุกมโนวิญญาณธาตนุ น้ั ไมมเี หมือนความไมมแี หงอาวชั ชนะของภวงั ค อเหตกุ มโนวญิ ญาณธาตุเหลานนั้ ยอ มเกดิ ขึ้นเพราะความที่ตนนอมไปในอารมณ เพราะความทีอ่ ารมณตนเคยเสพ และเพราะความท่ตี นเองเสพอารมณอ ยเู สมอ. ถามวา อเหตกุ มโนวิญญาณธาตนุ ้ี ยอ มเกิดอยางไร ? ตอบวา เนวสัญญานาสญั ญายตนะท่เี ปน อนนั ตรปจจยั แกน โิ รธ(คือดบั จติ และเจตสกิ ) ๑ จติ ท่ปี ระกอบดว ยผลสมาบตั ิ ของบุคคลผูออก

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 91จากนโิ รธ ๑ อรยิ มรรคจิต ๑ ผลจติ ทีเ่ ปน ลําดบั แหงมรรค ๑ ไมม ีอาวัชชนะยอ มเกิดได ฉันใด แมเ ม่ืออาวชั ชนะ (คือการพิจารณาอารมณ)ไมมีอยู อเหตกุ มโนวิญญาณธาตทุ ง้ั หลายยอ มเกิดขึ้นดว ยการนอมไปดว ยความเคยเสพและดวยความทเ่ี สพอยูเสมอ ฉันน้นั . จริงอยู จิตเวนจากอาวัชชนะ (คือการพิจารณาอารมณ) ยอมเกิดขน้ึได แตจติ น้ันเวน จากอารมณย อ มเกดิ ข้นึ ไมได. ถามวา เมอ่ื เปนเชน น้ัน อะไรเลา เปน อารมณข องจติ น.ี้ ตอบวา ไดแ ก ธรรมอยางใดอยางหนึ่งในปริตธรรมมรี ูปเปน ตนจริงอยู ในปรติ ธรรมมีรูปเปนตน น้ัน อารมณใดมาสูค ลองในสมัยน้นั น่นั แหละพึงทราบวา จติ นเี้ กดิ ขึน้ ปรารภอารมณนัน้ . บัดนี้ เพ่อื ความแจมแจงแหง จติ เหลา น้ีแมทง้ั หมด ทานจึงกลาวนัยปกิณกะไววา สุตตฺ  โทวารโิ ก จ คามิลโก อมโฺ พ โกลิยเกน จ ชจจฺ นโฺ ธ ป สปฺป จ วิสยคาโห จ อปุ นสิ ฺสยมตถฺ โส เรอ่ื งใยแมลงมมุ ๑ เร่ืองนายทวาร ๑ เรื่องเดก็ ชาวบาน ๑ เร่อื งมะมวงกบั เจา ของ โรงหบี ออ ย ๑ เรือ่ งชายบอดกับคนเปลี้ย ๑ เรอ่ื งการรับอารมณโดยอปุ นิสสยปจ จัยเปน ประโยชน ๑. จติ เปรยี บดวยแมลงมุมชกั ใยเปนตน บรรดาปกณิ กนยั มเี ร่ืองแมลงมุมเปน ตน เหลาน้ัน พงึ ทราบวนิ จิ ฉยัในคาํ วา สุตฺต (ใยแมลงมุม) ตอ ไป.

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 92 กแ็ มลงมมุ รมิ ทางตวั หนึ่งขึงใยไป ๕ ทศิ ทําขายแลวนอนอยตู รงกลางเมื่อใยทขี่ งึ ไปในทิศแรกถูกกระทบดว ยสัตวเลก็ ๆ หรอื ต๊ักกระแตนหรือแมลงวันมนั ก็จะเคลื่อนออกจากทเ่ี ปนทีน่ อนไปตามสายใยเจาะศีรษะดดู เลือดของสตั วน้นัแลว กลบั มานอน ณ ทา มกลางใยนั้นนั่นแหละอกี แมในเวลาท่ที ิศที่ ๒ เปน ตนถูกกระทบแลวก็กระทําเหมือนอยา งนัน้ นั่นแหละ ในขอนั้น ประสาทท้ัง ๕ พึงทราบวา เหมือนใยแมลงมุมท่ขี ึงไป๕ ทศิ . จิตเหมือนแมลงมมุ นอนในทามกลาง. เวลาท่ีอารมณมากระทบประสาทเหมือนเวลาท่ีสัตวเ ล็ก ๆ เปน ตนมากระทบใยแมลงมมุ . เวลาทกี่ ริ ิยามโนธาตุรบั อารมณท ่ีกระทบประสาทแลวยังภวงั คใหเ ปลย่ี นไป เหมอื นการไหวของแมลงมุมซงึ่ นอนทามกลาง. ความเปน ไปของวิถีจิต เหมอื นเวลาการไปตามสายใยของแมลงมุม. เวลาที่ชวนจิตเสพอารมณ เหมือนการเจาะศีรษะดดู เลือด.การทจี่ ติ อาศัยหทยั วัตถเุ ปนไป เหมือนแมลงมุมกลับมานอนในทามกลางใยอกี . ถามวา ความอปุ มานี้ ยอ มแสดงใหทราบอะไร ? ตอบวา ยอ มแสดงใหทราบวา เมื่ออารมณก ระทบประสาทแลว จติที่อาศัยหทยั รปู เกิด ยอ มเกดิ ข้นึ กอนกวาจิตทอ่ี าศยั ประสาทรูปเกิด คือ ยอ มอธบิ ายใหท ราบวา อารมณแ ตล ะอารมณย อ มมาสูคลองในทวารทงั้ สอง ดังน้ี. จิตเปรยี บดวยนายทวารเปน ตน พระราชาพระองคห น่ึงบรรทมหลับอยูบนแทนบรรทม มหาดเล็กของพระองค น่ังถวายงานนวดพระยุคลบาทอยู มนี ายทวารหหู นวกยืนอยทู ี่พระทวารมที หารยามเฝา อยู ๓ คน ยืนเรยี งตามลําดับ ครัง้ นั้น มีชาวชนบทคนหนึ่งถอืเครือ่ งบรรณาการมาเคาะประตูเรยี ก นายทวารหูหนวกไมไดยนิ เสยี งมหาดเลก็ผถู วายงานนวดพระยุคลบาทจึงใหส ญั ญาณ เขาจงึ เปดประตูดว ยสญั ญาณนน้ั

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 93มองดู ทหารยามคนที่หน่ึงจึงรับเครือ่ งบรรณาการแลวสง ใหคนท่ี ๒ คนที่ ๒สงใหค นท่ี ๓ คนท่ี ๓ ทูลเกลาถวายพระราชา พระราชาจงึ เสวย. ในขอ นัน้ ชวนจติ พึงเหน็ เหมือนพระราชาพระองคน ้ัน อาวชั ชนจติเหมอื นมหาดเล็กผูน วดพระบาท. จกั ขุวิญญาณ เหมือนนายประตหู หู นวก.วิถจี ิต ๓ ดวงมสี ัมปฏิจฉนั นะเปนตน เหมือนนายทหารยาม ๓ คน. การทอี่ ารมณมากระทบประสาท เหมือนชาวชนบทถอื เคร่ืองราชบรรณาการมาเคาะประตูเรยี กเวลาทกี่ ิรยิ ามโนธาตเุ ปลีย่ นมาแตภ วังค เหมอื นเวลาทมี่ หาดเลก็ ผูน วดพระยุคล-บาทใหส ัญญาณ. เวลาทจ่ี กั ขวุ ญิ ญาณทํากจิ เห็นอารมณ เหมือนเวลาท่นี ายประตหู ูหนวกเปด ประตูดว ยสญั ญาณทีม่ หาดเล็กใหส ัญญานั้น. เวลาทวี่ ิบาก-มโนธาตทุ าํ สัมปฏจิ ฉนั นกิจ คอื รบั อารมณ เหมอื นเวลาทหารยามคนท่ีหนึ่งรบั บรรณาการ. เวลาที่วบิ ากมโนวิญญาณธาตุทาํ สันตริ ณกจิ คือการพจิ ารณาอารมณ เหมือนเวลาทที่ หารยามคนท่หี นงึ่ สงบรรณาการใหท หารยามคนทสี่ องแลว . เวลาท่กี ิรยิ ามโนวญิ ญาณธาตทุ าํ โวฏฐัพพนกจิ คือ การกาํ หนดอารมณเหมอื นเวลาทท่ี หารยามคนทส่ี ามทลู ถวายบรรณาการแดพ ระราชา. เวลาท่ชี วนะทําชวนกิจ คือ เสวยรสอารมณ เหมอื นเวลาทพี่ ระราชาเสวยเครื่องบรรณาการฉะนน้ั . ถามวา อปุ มาน้ี ยอมแสดงใหท ราบอะไร ? ตอบวา ยอ มแสดงใหท ราบถึงคําน้ีวา กิจของอารมณม ีเพยี งกระทบประสาทเทาน้นั . กจิ ทง้ั หลายของจักขุวญิ ญาณเปน ตน เปนเพียงการเห็นอารมณ การรบั อารมณ การพจิ ารณาอารมณ และการกาํ หนดอารมณเ ทาน้นัชวนจติ เทาน้ันยอมเสวยรสอารมณโดยสวนเดยี ว ดงั น้ี.

พระอภธิ รรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 94 จิตเปรียบดว ยเด็กชาวบา น คาํ วา เดก็ ชาวบา น คอื พวกเดก็ ชาวบา นเปนอนั มากยอ มเลนฝุนที่ระหวา งทาง บรรดาพวกเดก็ เหลานนั้ กหาปณะกระทบมือของเด็กคนหน่ึงเดก็ คนนนั้ พูดวา น่นั อะไร กระทบมอื ของเรา ดงั นี้. ลาํ ดับนน้ั เดก็ คนหนึง่จึงพดู วา น่นั สีขาว ดังนี.้ อีกคนหน่งึ กถ็ ือไวมั่นคงพรอมกบั ฝนุ คนอน่ื พดู วานั่นส่เี หลยี่ มหนา คนอน่ื อีกพูดวา นัน่ กหาปณะ ลําดบั น้ัน พวกเขาจงึ นําเหรียญกหาปณะน้ันมาใหม ารดา มารดากน็ าํ ไปใชในการงาน. ในขอนัน้ ความเปนไปของภวังคจิต พงึ เห็นเหมือนเวลาทพ่ี วกเด็กมากดวยกันนัง่ เลน ในระหวา งทาง. เวลาท่ีประสาทถกู อารมณกระทบแลว เหมือนเวลาท่ีกหาปณะกระทบมือ. เวลาทกี่ ิริยามโนธาตุยังภวงั คใ หเปล่ียนไปรบั อารมณน้ันเหมือนเวลาที่เด็กคนหนงึ่ พดู วา นัน่ อะไร. เวลาท่ีจกั ขวุ ิญญาณทาํ ทัสสนกจิเหมือนเวลาทเ่ี ด็กคนหน่ึงพดู วา นนั่ สีขาว. เวลาที่วบิ ากมโนธาตุทําหนา ทร่ี บัอารมณ เหมือนเวลาท่ีเด็กคนหนึง่ ถือกหาปณะพรอ มกับฝนุ ไวม ัน่ . เวลาทว่ี ิบาก-มโนวิญญาณธาตทุ าํ กิจพจิ ารณาอารมณ เหมอื นเวลาท่เี ด็กคนหน่ึงพูดวา นั่นสี่เหล่ยี มหนา. เวลาท่ีกิริยามโนวญิ ญาณธาตทุ าํ หนาทีก่ ําหนดอารมณ เหมือนเวลาทเี่ ดก็ คนหน่งึ พดู วา นั่นกหาปณะ การที่ชวนจติ เสวยรสอารมณ พึงทราบเหมอื นเวลาทม่ี ารดานาํ กหาปณะไปใชใ นการงานฉะนัน้ . ถามวา ความอปุ มาน้ี ยอมแสดงใหร ูถ งึ อะไร ? ตอบวา ยอ มแสดงใหร ูว า กริ ิยามโนธาตุยงั มิไดเ ห็นเลย ยังภวงั คใหเปล่ยี นไป วบิ ากมโนธาตุกไ็ มเห็น ยอมทําหนา ทรี่ ับอารมณ วิบากมโนวิญญาณธาตุก็ไมเ หน็ ยอมทาํ หนา ทพี่ ิจารณาอารมณ กริ ิยามโนวิญญาณธาตกุ ไ็ มเห็น

พระอภธิ รรมปฎก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 95ยอมทําหนาท่ีกาํ หนดอารมณ ชวนจิตก็ไมเห็น ยอมทาํ หนาท่เี สวยรสอารมณสว นจกั ขุวิญญาณเทานัน้ ยอมทํากิจก็เหน็ (ทสั สนกิจ) โดยสว นเดยี ว ดังนี.้ คาํ วา มะมว งกบั เจา ของโรงหีบออ ย น้ี ขาพเจากลาวไวใ นภายหลงั แลว คาํ น้ี กลา วหมายเอาอปุ มาดว ยผลมะมวง และอุปมาดว ยเจา ของโรง-หีบออย. นามรูปเปรยี บดว ยชายบอดและคนเปลยี้ คาํ วา ชายบอดและคนเปลี้ย ความวา ไดย ินวา ในศาลาใกลประตูพระนคร มีชายตาบอดแตกาํ เนิดและคนเปล้ยี สนทนากนั อยู ในบรรดาคนทัง้ สองนนั้ คนเปลี้ยพดู วา เจาบอด เพราะเหตุไร เจาจึงซูบซดี อยใู นทน่ี ี้เจาเท่ยี วไปประเทศโนนซงึ่ มภี กิ ษาหาไดงาย มขี า วนา้ํ มาก เจาไปในท่นี ั้นกเ็ ปนอยูส บายไมส มควรหรอื ชายตาบอดพดู วา เจาบอกเรากอ นแลว แตเ จาเลาไปในทน่ี ้นั กอ็ ยูส บายไมส มควรหรอื . คนเปล้ยี : เทาทจ่ี ะเดนิ ของเราไมมี ชายบอด : ตาของเราจะดูไมม .ี คนเปล้ยี : ถา อยา งน้ัน เจาเปนเทา เราเปน ตา. คนท้ัง ๒ ตางกร็ ับคํากันแลว ชายบอดใหคนเปลยี้ ขคี่ อไป คนเปล้ยีน้นั นัง่ ขค่ี อของชายบอดเอามอื ซา ยโอบศีรษะชายตาบอด เอามือขวากําหนดทางบอกวา ในที่นมี้ ีรากไมขวางอยู ในทนี่ ีม้ หี นิ ทา นจงละทางซา ยถือเอาทางขวาจงละทางขวาถอื เอาทางซา ย ดงั นี้ เทาเปนของคนตาบอดแตก าํ เนิด ตาเปนของคนเปล้ยี คนแมทงั้ สองไปแลวสทู ่ตี นปรารถนาดวยความพยายามรวมกันเปนอยแู ลวเปนสุข ดวยประการฉะนี้.

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 96 ในความอุปมานั้น รูปกาย พงึ เห็นเหมอื นชายตาบอดแตกําเนิด อรปู -กาย (นามกาย) เหมือนคนเปลยี้ . รปู กายเวน นามกายก็ไมส ามารถใหถงึ การยดึ ถือ การจบั และการเคลื่อนไหวได เหมือนเวลาทชี่ ายตาบอดแตเ วนคนเปลีย้ก็ไมเกิดความต้งั ใจทจี่ ะเดนิ ทางไปยังถ่ินตา ง ๆ ได. อรูป (นามกาย) เวน รูปเสยี ก็เปน ไปไมไดใ นปญจโวการภพ เหมือนคนเปลี้ยเวน ชายตาบอดแตก ําเนิดก็ไมเ กดิ ความตั้งใจทจ่ี ะเดินทางไปสถู ่นิ ตาง ๆ ได. รูปธรรมและอรูปธรรมมีสภาพเปน ไปในกจิ ทัง้ ปวงไดด วยการประกอบซง่ึ กนั และกัน เหมอื นเวลาทีช่ ายตาบอดและคนเปลี้ยแมทง้ั สองไปสทู ี่ตนปรารถนาดว ยความพยายามรว มกันแลวเปนอยูส บาย ฉะน้ัน. ปญหานที้ า นอาจารยก ลาวไดด วยอํานาจปญ จโวการภพ. วา ดว ยการรับอารมณโ ดยมอี ุปนิสสยปจจัย พึงทราบวนิ จิ ฉยั ในคําวา การรับอารมณ ตอ ไป จักษยุ อมรับอารมณเฉพาะรปู โสตเปน ตนก็รบั อารมณเ ฉพาะเสียงเปน ตน. คาํ วา โดยมอี ุปนสิ สยปจ จัยเปน ประโยชน คือ โดยอุปนิสสย-ปจ จัย (ตองอาศยั แนนอนขาดไมได) และโดยความเปนประโยชน. จกั ขวุ ิญญาณอาศยั ปจ จยั ๔ เกดิ ขน้ึ ในขอ วา โดยมอี ุปนิสสยปจ จัยและโดยเปน ประโยชนนั้น จกั ขุวญิ ญาณยอมเกดิ ขึ้นพรอ มกับสมั ปยุตธรรมท้งั หลายไดเพราะอาศัยปจ จยั ๔ คอื อสมฺภนิ ฺนตตฺ า จกขฺ ุสสฺ เพราะจักขปุ ระสาทยังไมแตกดับ อาปาถคตฺตา รปู าน เพราะรูปมาสคู ลอง อาโลกสนนฺ สิ สฺ ิต อาศัยแสงสวา ง มนสกิ ารเหตกุ  อาศัยมนสิการเปนเหตุ.

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 97 บรรดาปจจยั ๔ เหลาน้ัน จักษแุ มของคนตายยอมเปนของแตกดบัไปส้นิ จักษุของคนมีชีวิตดับไปกด็ ี หรือถกู น้ําดหี รอื เสมหะหรือโลหิตขัดขวางแลวกด็ ี ไมอ าจเปน ปจจัยแกจักขวุ ญิ ญาณ ชื่อวาแตกดับไปแลว เมอื่ สามารถเปน ปจจยั ได ชอื่ วา ไมแตกดับ. แมในโสตวิญญาณเปนตน ก็นยั นแ้ี หละ. กเ็ ม่อื จกั ขุประสาทแมยังไมแตกดบั แตรปู ารมณภ ายนอกยงั ไมม าสูค ลองจักษปุ ระสาท จักขุวิญญาณก็เกดิ ไมได เมอื่ รปู น้นั มาสูคลองแลว แตป จ จัยที่อาศัย คอื แสงสวางไมมี จกั ขุวิญญาณก็เกดิ ไมไ ด เมอื่ แสงสวา งซงึ่ เปนปจจัยนัน้ มีอยู แตกริ ยิ ามโนธาตไุ มย งั ภวังคใหเ ปลย่ี นไป จกั ขุวญิ ญาณกเ็ กิดไมได เมือ่ กิริยามโนธาตุทาํ ภวังคใ หเปลีย่ นไปได จักขวุ ญิ ญาณจงึ เกดิ ขน้ึ(จงึ เกดิ การเห็นได). จกั ขุวิญญาณเมอ่ื เกิดขึ้นดว ยอาการอยางนี้ ยอ มเกดิ ข้นึพรอ มกับสมั ปยตุ ธรรมทั้งหลายโดยแท เพราะฉะนน้ั จึงกลาววา จกั ขุวญิ ญาณยอมเกดิ ขนึ้ เพราะไดป จจัย ๔ เหลานที้ ีเดยี ว. โสตวญิ ญาณยอมเกิดข้ึนกบั สัมปยุตธรรมท้ังหลาย เพราะปจ จยั ๔เหลา นี้ คอื อสมภฺ นิ ฺนตตฺ า โสตสสฺ เพราะโสตประสาทยงั ไมแ ตกดับ อาปาถคตตฺตา สทฺทาน เพราะเสยี งทั้งหลายมาสูคลอง อาสาสสนฺนสิ ฺสิต อาศยั อากาศ มนสิการเหตกุ  มมี นสกิ ารเปนเหต.ุ บรรดาปจจยั ๔ เหลานั้น คําวา อาศยั อากาศ คือ โสตวญิ ญาณนน้ัไดอ าศัยอากาศจึงเกดิ ข้ึน เวนอากาศกไ็ มเกิด เพราะเม่ือบคุ คลปด ชอ งหเู สยีโสตวญิ ญาณก็ไมเ ปน ไป. คาํ ทเี่ หลือพงึ ทราบโดยนัยกอ นนั่นแหละ คอื แม

พระอภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 98ฆานวิญญาณเปน ตนนอกจากน้ี กพ็ งึ ทราบความเหมอื นในโสตวิญญาณนี้ขา พเจาจกั กลาวแตเนอ้ื ความท่ีตางกนั เทาน้ัน. ฆานวิญญาณยอมเกดิ พรอมกับสมั ปยุตธรรมทง้ั หลาย เพราะปจจัย ๔เหลาน้ี คอื อสมภฺ ินฺนตฺตา ฆานสฺส เพราะฆานประสาทยงั ไมแตกดับ อาปาถคตตตฺ า คนธฺ าน เพราะกล่ินทง้ั หลายมาสูคลอง วาโยสนฺนสิ ฺสติ  อาศยั วาโย มนสิการเหตกุ  มีมนสิการเปน เหตุ. บรรดาเหตุ ๔ เหลา นนั้ คาํ วา อาศยั วาโย อธิบายวา เมอื่ วาโยพากลน่ิ ทงั้ หลายเขา ไปสูชอ งจมกู นัน่ แหละ ฆานวญิ ญาณจึงเกิด เมื่อลมไมม ีฆานวญิ ญาณก็ไมเกดิ . ชวิ หาวญิ ญาณยอ มเกิดพรอมกบั สัมปยตุ ธรรมทัง้ หลายเพราะปจจยั ๔เหลาน้ี คอื อสมภฺ ินนฺ ตตฺ ตา ชวิ ฺหาย เพราะชิวหาประสาทยงั ไมแ ตกดับ อาปาถคตตฺตา รสาน เพราะรสทัง้ หลายมาสคู ลอง อาโปสนนฺ ิสฺสิต อาศัยอาโป มนสกิ ารเหตกุ  มมี นสิการเปน เหตุ. บรรดาปจจัย ๔ เหลา นนั้ คําวา อาศยั อาโป ความวา ไดอ าโปทาํ ใหเปย ก ฆานวิญญาณจงึ เกิด เวน อาโปกไ็ มเกิด เพราะเมือ่ บุคคลล้นิ แหงแมวางขาทนยี ะที่แหง ไวท ี่ล้นิ ชวิ หาวิญญาณยอมไมเ กดิ ขน้ึ . กายวญิ ญาณยอ มเกิดพรอมกับสัมปยุตธรรมท้งั หลาย เพราะปจจัย ๔เหลา นี้ คือ

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 99 อสมฺภนิ นฺ ตตฺ กายสสฺ เพราะประสาทกายยังไมแ ตกดบั อาปาถคตตตฺ า โผฏ พพฺ าน เพราะโผฏฐพั พะไมม าสคู ลอง ปฐวสี นฺนิสฺสิต อาศยั ปฐวี มนสกิ ารเหตุก มมี นสกิ ารเปนเหต.ุ บรรดาปจจัย เหลานนั้ คําวา อาศัยปฐวี ไดแก อาศัยปฐวีท่คี วบคุมกัน คือกายประสาทเปนปจจยั นน่ั แหละ กายวญิ ญาณจึงเกิดข้นึ เวนกายประสาทแลว กายวญิ ญาณก็ไมเ กิด เพราะมหาภูตรปู เปน อารมณภายนอกกระทบกายประสาทในภายในทกี่ ายทวาร ยอ มกระทบที่มหาภูตรปู ท้งั หลายที่มีประสาทเปนปจ จยั . มโนวญิ ญาณยอ มเกดิ ขนึ้ พรอมกับสมั ปยตุ ธรรมทง้ั หลาย เพราะปจจยั๔ เหลา นี้ คอื อสมภฺ นิ ฺนตตฺ า มนสสฺ เพราะมโนยงั ไมแตกดบั อาปาถคตตฺตา ธมมฺ าน เพราะธรรมทัง้ หลายมาสูคลอง วตถฺ สุ นฺนิสสฺ ติ  อาศยั วัตถุ มนสกิ ารเหตกุ  มมี นสิการเปน เหต.ุ บรรดาปจจัย ๔ เหลานน้ั คาํ วา มโน ไดแก ภวงั คจิต อธบิ ายวาภวังคจิตนน้ั แตกดับแลว ก็ดี มกี าํ ลังออนไมส ามารถเปน ปจจยั แกอ าวัชชนจิตใหเปนไปก็ดี ชื่อวา แตกดับ แตทสี่ ามารถเปนปจ จยั แกอาวชั ชนะได ชือ่ วายังไมแตกดบั . คาํ วาเพราะธรรมท้งั หลายมาสคู ลอง ไดแ กเมื่อธรรมารมณมาสูคลอง. คาํ วา อาศัยวตั ถุ คอื ไดอาศยั หทยวตั ถเุ ทา นน้ั จงึ เกดิ ขึ้น เวนหทยวตั ถุก็ไมเกดิ ขึน้ . ปญ หาแมนี้พระเถระกลา วหมายถงึ ปญ จโวการภพ. คําวามมี นสกิ ารเปน เหตุ อธิบายวา กิริยามโนวิญญาณธาตุยังภวงั คใหเ ปลย่ี นไป

พระอภิธรรมปฎ ก ธรรมสงั คณี เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 100กอน มโนวิญญาณจงึ เกิดขึน้ . พรรณนาอปุ นสิ สยปจ จยั ในขอวา การรบัอารมณโ ดยอปุ นิสสยปจ จัยเปน ประโยชน นีเ้ พียงเทาน้ี. ก็จกั ขุเปน อรรถชื่อวา ทสั สนัตถะ (มีการเห็นเปนอรรถ) โสตเปนอรรถชื่อวา สวนัตถะ (มีการฟง เปน อรรถ) ฆานะเปนอรรถชื่อวาฆานัตถะ (มกี ารสูดกล่นิ เปนอรรถ) ชวิ หาเปน อรรถ ช่ือวา สายนตั ถะ(มกี ารลมิ้ รสเปน อรรถ) กายเปน อรรถชือ่ วา ผุสนัตถะ (มีการถูกกระทบเปน อรรถ) มโนเปน อรรถชื่อวา วชิ านนตั ถะ (มีการรเู ปน อรรถ). พึงทราบวนิ จิ ฉยั คําวา มีการเห็นเปนอรรถเปนตนตอ ไป การเหน็ เปนอรรถของจกั ขุวิญญาณนัน้ เพราะเหตุนั้น จกั ขุวิญญาณนัน้ จึงชอ่ื วา ทัสสนั ตถะ จรงิ อยู การเห็นน้ันอนั จักขพุ ึงใหส ําเร็จ เพราะฉะนั้นจึงช่ือวา ทสั สันตถะ (มีการเห็นเปน อรรถ) แมใ นโสตวญิ ญาณเปนตนกน็ ยั น้ีแหละ. ดว ยคาํ มีประมาณเทานี้ เปน อันจบวิบากจิต ๑๖ ดวง ในวาทะของพระจฬู นาคเถระผูท รงพระไตรปฎ กพรอ มกับวบิ ากจิต ๑๒ ดวง และอเหตุกจติ๘ ดวง เพียงเทา น้.ี วิบากจติ ๒ ดวงในวาทะพระมหาทัตตเถระ บดั นี้ เปนกถามรรควบิ ากจติ ๑๒ ดวง ในวาทะของพระมหาทัตตเถระผูอยูในโมรวาป. ในวาทะนัน้ ปญหาในเมืองสาเกต การถือสว นขา งมากและการแสดงเหตเุ ปนไปตามปกติทงั้ นนั้ แตพระเถระนี้เหน็ ขอ บกพรองในจิตท่ีเปนอสังขารกิ และสังขารกิ จึงกลาววา กรรมท่ีเปนอสังขาริกยอมใหวิบากท่ีเปนอสังขาริกไมใ หวบิ ากทเี่ ปน สสังขาริก แมกรรมทเ่ี ปนสสงั ขารกิ กย็ อ มใหวบิ ากเปนสสังขาริกเทาน้นั ไมใ หวบิ ากเปนอสังขารกิ และพระเถระน้ไี มกลาว


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook