Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_18

tripitaka_18

Published by sadudees, 2017-01-10 01:16:26

Description: tripitaka_18

Search

Read the Text Version

พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 151วาระแหง พระราชาใหเปนตนถงึ เจด็ วาระแลว ทรงกระทําคําถามเพือ่ ใหจ บถอ ยคาํในทน่ี .้ี ก็ครัน้ กลาววา ไมส ามารถถึงเจ็ดคนื เจ็ดวันได จงึ มคี ําถามความสุขหกคนื หกวนั หาคนื หาวัน สค่ี ืนส่วี นั ดงั น้.ี แตใ นพุทธวาระ ครนั้ ตรสัถงึ เจด็ คนื เจ็ดวนั จะตรัสอีกวา หกคืนหกวนั หาคนื หา วัน ส่คี ืนสว่ี ัน ก็จะไมเปนทอี่ ัศจรรย เพราะฉะนัน้ จึงตรสั รวมเปนอนั เดยี วกันแลว ทรงกระทําเทศนา. บททีเ่ หลือในบททั้งหมดมคี วามงายทง้ั นั้นแล. จบอรรถกถาจุลลทกุ ขักขันธสตู รท่ี ๔.

พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 152 ๕. อนุมานสูตร [๒๒๑] ขาพเจา ไดสดบั มาอยา งนี้ :- สมัยหนง่ึ ทานพระมหาโมคคลลานะพาํ นักอยู ณ เภสกฬาวัน อนั เปนสถานทีใ่ หอภยั แกเ นื้อ ตําบลสงุ สุมารคิระ ภัคคชนบท ณ ท่นี ้นั แล ทานพระมหาโมคคลั ลานะเรยี กภกิ ษทุ ้งั หลายวา ดูกอนภกิ ษุทั้งหลายผมู อี ายุ ภกิ ษุเหลา นนั้ รับคาํ ของทานพระมหาโมคคัลลานะแลว. [๒๒๒] ทา นพระมหาโมคคัลลานะไดกลาววา ดกู อนทา นผูมีอายุทง้ัหลาย ถาแมภกิ ษุปวารณาไววา ขอทานจงวา กลาวขา พเจา ๆ เปน ผูควรทีท่ านจะวากลา วได แตภกิ ษุน้ันเปนคนวายาก ประกอบดวยธรรมทท่ี าํ ใหเ ปน คนวายาก เปนผไู มอดทนไมร ับคําพร่ําสอนโดยเคารพ เม่อื เปนเชนน้ี เพอ่ื นพรหมจรรยตางไมสาํ คัญภิกษนุ นั้ วา ควรวากลาว ควรพร่ําสอน ทง้ั ไมส ําคัญวา ควรถึงความไววางใจในบคุ คล นัน้ ได. ดูกอ นทา นผูมอี ายุทงั้ หลายก็ธรรมท่ที ําใหเปน คนวายากเปน ไฉน. ดูกอ นทา นผมู อี ายุท้งั หลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นี้ ๑. เปนผูม คี วามปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหง ความปรารถนาลามกแมข อ ทีภ่ ิกษุเปน ผูมคี วามปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหงความปรารถนาลามกน้กี เ็ ปน ธรรมท่ที ําใหเปน คนวา ยาก. ๒. ดูกอ นทานผมู ีอายุท้งั หลาย อีกประการหนึ่ง ภกิ ษุเปน ผูยกตนขมผูอน่ื แมขอ ทภี่ ิกษเุ ปน ผูยกตนขม ผอู ืน่ นี้กเ็ ปนธรรมทท่ี ําใหเปนคนวายาก. ๓. ดูกอนทา นผมู อี ายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึ่ง ภิกษเุ ปน คนมกัโกรธ อันความโกรธครอบงําแลว แมข อท่ภี ิกษุเปน คนมักโกรธ อนั ความโกรธครอบงาํ แลว นก้ี เ็ ปน ธรรมทที่ ําใหเปนคนวายาก.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 153 ๔. ดกู อนทา นผมู ีอายทุ ้งั หลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเปนคนมกัโกรธ ผกู โกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ แมข อทภ่ี ิกษุเปน คนมกั โกรธ ผกูโกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ น้กี เ็ ปนธรรมทที่ าํ ใหเ ปน คนวา ยาก. ๕. ดกู อนทา นผูม ีอายทุ ั้งหลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษุเปนคนมกั โกรธมักระแวงจัด เพราะความโกรธเปน เหตุ แมข อทภี่ กิ ษเุ ปนคนมกั โกรธ มักระแวง นกี้ ็เปน ธรรมทท่ี ําใหเ ปนคนวา ยาก. ๖. ดูกอนทานผูม ีอายุทั้งหลาย อกี ประการหนงึ่ ภิกษเุ ปน คนมกั โกรธเปลงวาจาใกลต อความโกรธ แมข อทีภ่ ิกษเุ ปน คนมักโกรธ เปลง วาจาใกลตอความโกรธ นีก้ ็เปนธรรมทที่ ําใหเ ปนคนวา ยาก. ๗. ดกู อ นทา นผมู อี ายุทงั้ หลาย อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษถุ กู ภกิ ษุผูเปนโจทกฟ อ ง กลบั โตเ ถียงโจทก แมข อ ท่ภี ิกษุถูกภกิ ษผุ ูเ ปนโจทกฟอ ง กลบัโตเ ถยี งโจทก นี้กเ็ ปนธรรมที่ทาํ ใหเ ปน คนวา ยาก. ๘. ดกู อ นทานผูมีอายุทัง้ หลาย อกี ประการหนึง่ ภิกษุถูกภิกษุผูเ ปนโจทกฟ อ ง กลับรุกรานโจทก แมข อ ท่ีภิกษถุ กู ภิกษผุ ูเปน โจทกฟอ ง กลับรกุ รานโจทก นก้ี ็เปน ธรรมทท่ี ําใหคนวา ยาก. ๙. ดกู อนทานผูมีอายทุ งั้ หลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถกู ภิกษผุ เู ปนโจทกฟอง กลบั ปรกั ปราํ โจทก แมข อท่ภี กิ ษถุ ูกภกิ ษผุ เู ปนโจทกฟ อ ง กลับปรักปรําโจทก นก้ี เ็ ปน ธรรมทท่ี ําใหเปนคนวา ยาก. ๑๐. ดกู อ นทานผมู อี ายุท้งั หลาย อีกประการหน่งึ ภิกษถุ ูกภิกษุผเู ปนโจทกฟ อ ง กลับเอาเรื่องอน่ื มากลบเกลอ่ื น พูดนอกเร่ือง แสดงความโกรธความมุงราย และความไมเ ชือ่ ฟงใหปรากฏ แมขอ ท่ีภกิ ษุถกู ภิกษุผูเ ปน โจทกโจทกฟอง กลบั เอาเรอื่ งอืน่ มากลบเกลอ่ื น พูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธ

พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 154ความมุงราย และความไมเ ช่อื ฟง ใหปรากฏ นก้ี ็เปน ธรรมทีท่ าํ ใหเ ปน คนวายาก. ๑๑. ดูกอ นทานผมู อี ายุทัง้ หลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษุถกู ภกิ ษุผูเ ปนโจทกฟ อง ไมพ อใจตอบในความประพฤติ แมข อท่ีภกิ ษถุ ูกภิกษผุ เู ปนโจทกฟอง ไมพ อใจตอบในความประพฤติ นกี้ เ็ ปน ธรรมท่ีทาํ ใหเปนคนวายาก. ๑๒. ดูกอนทา นผมู ีอายทุ ั้งหลาย อีกประการหน่ึง ภิกษเุ ปน คนลบหลู ตเี สมอ แมข อ ที่ภกิ ษเุ ปน คนลบหลู ดเี สมอ นี้ก็เปน ธรรมที่ทาํ ใหเปนคนวายาก. ๑๓. ดูกอนทานผูมีอายุทงั้ หลาย อีกประการหนึ่ง ภกิ ษเุ ปนคนริษยาเปน คนตระหนี่ แมขอ ท่ีภกิ ษเุ ปนคนรษิ ยา เปน คนตระหน่ี น้ีกเ็ ปน ธรรมที่ทาํ ใหเปนคนวายาก. ๑๔. ดกู อนทานผมู ีอายุทั้งหลาย อกี ประการหนึ่ง ภกิ ษเุ ปนคนโออวดเจา มายา แมข อ ทภ่ี กิ ษเุ ปนคนโออวด เจา มายา น้กี ็เปนธรรมทที่ าํ ใหเปน คนวายาก. ๑๕. ดกู อนทานผมู ีอายทุ งั้ หลาย อีกประการหนง่ึ ภิกษุเปน คนกระดางดูหม่ินผอู ื่น แมขอทีภ่ ิกษุเปน คนกระดาง ดหู ม่ินผูอนื่ นี้กเ็ ปน ธรรมทท่ี าํ ใหเ ปน คนวา ยาก. ๑๖. ดูกอ นทา นผมู ีอายทุ ้ังหลาย อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษุเปนคนถือแตความเหน็ ของตน ถือร้ัน ถอนไดยาก แมขอทภี่ กิ ษเุ ปนคนถอื แตค วามเห็นของตน ถอื รน้ั ถอนไดย าก นี้กเ็ ปน ธรรมท่ที ําใหเปนคนวายาก. ดกู อนทา นผมู ีอายุทง้ั หลาย ธรรมเหลา นี้ เรียกวา ธรรมทท่ี ําใหเ ปนคนวายาก.

พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 155 ธรรมทําความเปน คนวา งาย [๒๒๓] ถาแมภ ิกษไุ มป วารณาไวว า ขอทา นจงวากลาวขาพเจา ๆเปน ผคู วรที่ทา นจะวา กลา วได แตภกิ ษุนน้ั เปนคนวา งา ย ประกอบดว ยธรรมทที่ ําใหเปนคนวางา ย เปน ผอู ดทน รบั คําพราํ่ สอนโดยเคารพ เม่อื เปน เชนนี้เพ่อื นพรหมจรรยตางสําคญั ภกิ ษนุ น้ั วา ควรวากลาวได ควรพรํา่ สอนได ทั้งสาํ คญั วาควรถงึ ความไววางใจในบคุ คลนัน้ ได. ดูกอนทา นผูม อี ายุทง้ั หลายกธ็ รรมทท่ี าํ ใหเ ปน คนวางาย เปนไฉน. ดูกอนทา นผูมีอายทุ งั้ หลาย ภิกษุในพระธรรมวนิ ัยนี้ ๑. ไมเ ปนผมู ีความปรารถนาลามก ไมลุอํานาจแหงความปรารถนาลามก แมข อ ทภี่ ิกษุไมเปนผูม ีความปรารถนาลามก ไมล ุอาํ นาจแหงความปรารถนาลามก น้ีกเ็ ปน ธรรมทท่ี ําใหเ ปนคนวางาย. ๒. ดูกอ นทานผูมีอายุท้งั หลาย อกี ประการหนง่ึ ภิกษุไมเปน ผยู กตนไมข ม ผอู ่นื แมข อ ทีภ่ กิ ษุไมเ ปนผูยกตน ไมข มผูอ่นื นกี้ ็เปนธรรมทีท่ าํ ใหเปนคนวางา ย. ๓. ดกู อนทา นผูมอี ายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษไุ มเปนคนมักโกรธ อนั ความโกรธไมครอบงําแลว แมข อท่ภี ิกษุไมเปน คนมกั โกรธ อันความโกรธไมครอบงาํ แลว นีก้ เ็ ปนธรรมท่ีทําใหเ ปน คนวางาย. ๔. ดกู อนทา นผูม ีอายุทงั้ หลาย อีกประการหนึง่ ภกิ ษไุ มเปน คนมกัโกรธ ไมผ กู โกรธ เพราะความโกรธเปนเหตุ แมขอท่ีภกิ ษไุ มเปน คนมกั โกรธไมผ กู โกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ นีก้ ็เปนธรรมที่ทาํ ใหเ ปนคนวา งาย. ๕. ดูกอ นทานผมู อี ายทุ ั้งหลาย อีกประการหน่ึง ภกิ ษุไมเปน คนมักโกรธ ไมม ักระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตุ แมขอทีภ่ กิ ษุไมเ ปนคน

พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 156มกั โกรธ ไมมกั ระแวงจดั เพราะความโกรธเปน เหตุ น้ีก็เปนธรรมท่ีทาํ ใหเปน คนวางา ย. ๖. ดูกอนทา นผมู ีอายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษไุ มเ ปนคนมักโกรธ ไมเ ปลง วาจาใกลต อ ความโกรธ แมข อ ท่ีภกิ ษไุ มเ ปน คนมกั โกรธ ไมเปลง วาจาใกลต อ ความโกรธ นี้กเ็ ปน ธรรมท่ที าํ ใหเปนคนวางา ย. ๗. ดูกอ นทานผมู ีอายทุ งั้ หลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษุถูกภกิ ษผุ ูเปนโจทกฟ อง ไมโ ตเ ถียงโจทก แมข อ ทภ่ี กิ ษุถูกภิกษผุ เู ปนโจทกฟอง ไมโ ตเ ถียงโจทก น้กี เ็ ปน ธรรมที่ทําใหเปน คนวางา ย. ๘. ดกู อนทา นผูมอี ายุท้งั หลาย อีกประการหนง่ึ ภกิ ษุถกู ภิกษผุ ูเปนโจทกฟอง ไมร ุกรานโจทก แมขอที่ภกิ ษุถูกภกิ ษผุ ูเปน โจทกฟอง ไมร กุ รานโจทก นก้ี ็เปนธรรมท่ที ําใหเ ปน คนวา งา ย. ๙. ดกู อ นทา นผูม อี ายุทัง้ หลาย อกี ประการหนึ่ง ภิกษถุ กู ภกิ ษผุ เู ปนโจทกฟ อง ไมป รักปรําโจทก แมขอ ท่ภี ิกษถุ กู ภิกษุผูเปนโจทกฟ อง ไมป รัก-ปรําโจทก น้กี เ็ ปนธรรมทท่ี ําใหเปน คนวา งา ย. ๑๐. ดกู อ นทานผูมีอายุทั้งหลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษุถกู ภิกษุผเู ปนโจทกฟ อ ง ไมเอาเรื่องอ่ืนมากลบเกล่ือน ไมพูดนอกเรื่อง ไมแ สดงความโกรธความมงุ ราย และความไมเ ชือ่ ฟง ใหป รากฏ แมขอท่ีภิกษุถกู ภกิ ษผุ ูเปน โจทกฟอง ไมเอาเรือ่ งอื่นมากลบเกลือ่ น ไมพ ูดนอกเรื่อง ไมแสดงความโกรธความมุงราย และความไมเช่ือฟง ใหป รากฏ น้กี เ็ ปนธรรมทีท่ าํ ใหเปนคนวางา ย.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 157 ๑๑. ดูกอ นทานผมู ีอายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษถุ กู ภกิ ษผุ ูเปนโจทกฟ อง พอใจตอบในความประพฤติ แมขอทีภ่ ิกษุถูกภิกษผุ เู ปน โจทกฟอง พอใจตอบในความประพฤติ น้ีก็เปนธรรมทที่ าํ ใหเปนคนวา งาย. ๑๒. ดูกอนทา นผูมอี ายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหน่ึงภิกษุไมเ ปนคนลบหลูไมต เี สมอ แมขอ ที่ภกิ ษุไมเ ปนคนลบหลู ไมด ีเสมอ น้กี ็เปน ธรรมทท่ี าํ ใหเปนคนวา งา ย. ๑๓. ดูกอ นทานผมู อี ายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภกิ ษุไมเปน คนริษยาไมเปน คนตระหนี่ แมขอ ท่ีภกิ ษไุ มเ ปน คนรษิ ยา ไมเปนคนตระหนี่ นีก้ ็เปน ธรรมท่ที าํ ใหเปน คนวา งา ย. ๑๔. ดูกอ นทา นผมู ีอายทุ ัง้ หลาย อกี ประการหนงึ่ ภิกษไุ มเปน คนโออวด มใิ ชเ จามายา แมขอที่ภิกษไุ มเ ปน คนโออ วด มใิ ชเ จา มายา นีก้ เ็ ปนธรรมท่ที าํ ใหเ ปน คนวา งาย. ๑๕. ดูกอนทานผมู อี ายุทงั้ หลาย อกี ประการหนึ่ง ภกิ ษุไมเ ปนคนกระดา ง ไมดหู มิ่นผอู ่นื แมขอทภ่ี กิ ษไุ มเ ปน คนกระดาง ไมด หู ม่ินผูอนื่ นกี้ ็เปน ธรรมทที่ ําใหเ ปน คนวา งาย. ๑๖. ดกู อ นทานผมู อี ายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึง่ ภิกษุไมเ ปนคนถอื แตความเห็นของตน ไมถ ือรัน้ ถอนไดง าย แมข อทีภ่ ิกษุไมเปน คนถอืแตความเหน็ ของตน ไมถือรน้ั ถอนไดง าย น้ีก็เปนธรรมท่ีทาํ ใหเปนคนวา งา ย. ดกู อ นทา นผูมีอายทุ งั้ หลาย ธรรมเหลาน้ี เรยี กวาธรรมทาํ ใหเปนคนวา งาย.

พระสตุ ตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 158 เอาใจเขาใสใ จเรา [๒๒๔] ดกู อ นทา นผูมอี ายุทัง้ หลาย ในธรรมทง้ั ๑๖ ขอ นนั้ ภกิ ษุพงึเทียบเคยี งตน ดวยตนเองอยา งนี้วา บุคคลท่ีมคี วามปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหงความปรารถนาลามก หาเปน ท่ีรกั ใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพงึเปนคนมีความปรารถนาลามก ลุอาํ นาจแหงความปรารถนาลามกบา งเลา เราคงไมเปนทรี่ ักใครพ อใจของคนอืน่ ดกู อ นทานผูม ีอายทุ ง้ั หลาย ภิกษรุ ูอยูอยางน้ี พงึ ยังความคดิ ใหเกดิ ขนึ้ วา เราจักไมเปน คนมคี วามปรารถนาลามกไมลอุ ํานาจแหงความปรารถนาลามก ถึงบุคคลทีย่ กตนขมผอู ่นื กห็ าเปนท่รี กั ใครพอใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ เปน คนยกตนขม ผอู ื่นบา งเลา เราคงไมเ ปนที่รกั ใครพ อใจของคนอ่ืน ดูกอ นทา นผมู อี ายทุ ้ังหลาย ภกิ ษรุ ูอยอู ยางนี้ พงึ ยังความคดิ ใหเกดิ ขนึ้ วา เราจกั ไมยกตน ไมข มผอู ืน่ . ถึงบุคคลท่ีเปน คนมกั โกรธอนั ความโกรธครอบงํา ก็หาเปน ทรี่ ักใครพ อใจของเราไม กห็ ากเราจะพงึ เปนคนมกั โกรธ อันความโกรธครอบงําบา งเลา เราคงไมเ ปน ท่รี ักใครพ อใจของคนอนื่ . ดูกอนทานผมู ีอายุท้งั หลาย ภิกษรุ ูอยอู ยางน้ี พงึ ยงั ความคิดใหเ กิดขนึ้ วา จักไมเ ปน คนมักโกรธ ไมใหค วามโกรธครอบงาํ . บคุ คลที่เปน คนมกัโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเปนเหตุ ก็หาเปน ท่ีรกั ใครพอใจของเราไมกห็ ากเราจะพงึ เปน คนมักโกรธ ผกู โกรธ เพราะความโกรธเปน เหตบุ างเลาเราคงไมเ ปน ทร่ี กั ใครพอใจของคนอ่นื . ดกู อนทา นผูม อี ายุทง้ั หลาย ภกิ ษุรูอ ยูอยา งนี้ พึงยังความคิดใหเ กิดขึน้ วา เราจกั ไมเปนคนมกั โกรธ ไมผ ูกโกรธเพราะความโกรธเปน เหต.ุ ถึงบคุ คลทเ่ี ปนคนมกั โกรธมกั ระแวงจัด เพราะความโกรธเปน เหตุ กห็ าเปน ทร่ี ักใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพึงเปน คนมักโกรธ มักระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตบุ า งเลา. เรากค็ งไมเ ปน ที่

พระสตุ ตันตปฎก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 159รกั ใครพ อใจของคนอ่นื . ดกู อ นทา นผมู ีอายุท้ังหลาย ภกิ ษุรูอ ยอู ยางน้ี พงึ ยังความคิดใหเกดิ ขน้ึ วา เราจกั ไมเ ปน คนมักโกรธ ไมม กั ระแวงจัด เพราะความโกรธเปนเหตุ. ถึงบคุ คลทเี่ ปน คนมักโกรธ เปลง วาจาใกลตอความโกรธก็หาเปน ทรี่ กั ใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพึงเปนคนมกั โกรธ เปลงวาจาใกลตอความโกรธบางเลา เราคงไมเปน ที่รักใครพ อใจของคนอ่นื . ดูกอนทา นผมู ีอายทุ งั้ หลาย ภิกษุรูอยอู ยา งนี้ พงึ ยังความคิดใหเกิดข้นึ วา เราจักไมเ ปนคนมักโกรธ ไมเปลงวาจาใกลตอ ความโกรธ. ถึงบคุ คลที่ถกู บุคคลผูเปนโจทกฟอง กลับโตเถียงโจทก กห็ าเปน ท่รี ักใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพึงถูกบุคคลผูเปนโจทกฟ อง กลับโตเถยี งโจทกบา งเลา เราคงไมเ ปนทร่ี ักใครพอใจของคนอน่ื . ดูกอนทานผมู อี ายุท้ังหลาย ภกิ ษรุ อู ยูอ ยา งนี้ พงึ ยังความคิดใหเกดิ ขึน้ วา เราถูกบุคคลผเู ปนโจทกฟ อง จักไมโ ตเถียงโจทก. ถึงบคุ คลทถ่ี กูบคุ คลผูเปน โจทกฟอง กลับรุกรานโจทก ก็หาเปน ทีร่ ักใครพ อใจของเราไมก็หากเราจะพงึ ถูกบุคคลผูเปนโจทกฟ อ งกลับรกุ รานโจทกบ างเลา เราคงไมเ ปนท่ีรกั ใครพอใจของคนอน่ื . ดกู อนทานผูมีอายทุ ั้งหลาย ภกิ ษุรอู ยูอ ยา งนี้พึงยังความคดิ ใหเกิดขน้ึ วา เราถกู บคุ คลผูเปนโจทกฟ อง จกั ไมร ุกรานโจทก.ถึงบุคคลทถี่ ูกบคุ คลผเู ปนโจทกฟอ ง กลับปรกั ปรําโจทก กห็ าเปนท่รี กั ใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพึงถกู บคุ คลผูเ ปนโจทกฟ อ ง กลบั ปรกั ปรําโจทกบางเลา เราคงไมเปน ที่รักใครพ อใจของคนอืน่ . ดกู อ นทา นผูม ีอายทุ ั้งหลายภิกษรุ อู ยอู ยา งนี้ พงึ ยังความคิดใหเ กิดขนึ้ วา เราถกู บคุ คลผเู ปนโจทกฟ องจกั ไมปรักปรําโจทก. ถึงบคุ คลทถี่ ูกบุคคลผูเปน โจทกฟ อง กลับเอาเรื่องอนื่ มากลบเกล่อื น พดู นอกเร่ือง แสดงความโกรธ ความมุง รา ย และความไมเชอื่ฟง ใหป รากฏ ก็หาเปน ท่ีรกั ใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ ถูกบุคคลผูเปนโจทกฟอง กลับเอาเร่อื งอืน่ มากลบเกลอ่ื น พดู นอกเรื่อง แสดงความโกรธ

พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 160ความมุงราย และความไมเชอื่ ฟง ใหป รากฏบางเลา เราคงไมเปน ทรี่ กั ใครพอใจของคนอ่นื . ดกู อนทานผมู ีอายุทัง้ หลาย ภกิ ษรุ ูอยูอยางน้ี พงึ ยงั ความคดิ ใหเกิดขน้ึ วา เราถูกบคุ คลผูเปนโจทกฟ อ ง จกั ไมเ อาเร่ืองอื่นมากลบเกลอ่ื น ไมพดู นอกเร่อื ง ไมแ สดงความโกรธ ความมุง ราย และความไมเชื่อฟง ใหปรากฏ. ถึงบคุ คลท่ถี กู บุคคลผูเ ปน โจทกฟ อ ง ไมพอใจตอบในความประพฤติกห็ าเปนทรี่ ักใครพ อใจของเราไม กห็ ากเราจะพงึ ถูกบคุ คลผูเปน โจทกฟ องไมพ อใจตอบในความพระพฤติ เราคงไมเปนท่รี กั ใครพ อใจของคนอ่นื . ดูกอ นทา นผูมีอายุทัง้ หลาย ภกิ ษุรอู ยูอยางนี้ พึงยงั ความคดิ ใหเกิดขน้ึ วา เราถกูบคุ คลผูเปนโจทกฟ อง พอใจตอบในความประพฤต.ิ ถงึ บุคคลท่ีเปนคนลบหลูตเี สมอ ก็หาเปนท่รี ักใครพอใจของเราไม ก็หากเราจะพึงเปน คนลบหลูต ีเสมอบา งเลา เราคงไมเปน ทร่ี ักใครพ อใจของคนอื่น. ดกู อนทานผูมอี ายทุ ้งั หลายภิกษุรอู ยูอ ยา งน้ี พึงยงั ความคิดใหเ กิดขน้ึ วา เราจักไมเ ปน คนลบหลู ตเี สมอ.ถึงบคุ คลทเ่ี ปนคนรษิ ยา เปนคนตระหน่ี ก็หาเปนท่ีรกั ใครพอใจของเราไมกห็ ากเราจะพึงเปน คนรษิ ยา เปน คนตระหนบ่ี า งเลา เราคงไมเ ปนทีร่ ักใครพอใจของคนอื่น. ดกู อนทานผูมอี ายุทั้งหลาย ภกิ ษรุ ูอ ยูอ ยางน้ี พงึ ยงั ความคดิ ใหเ กดิ ขึน้ วา เราจักไมเปน คนริษยา ไมเปนคนตระหน่ี. ถึงบุคคลท่เี ปนคนโออ วด เจา มายา กห็ าเปน ที่รกั ใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ เปนคนโออวด เจา มายาบางเลา เราคงไมเ ปน ทร่ี กั ใครพ อใจของคนอ่นื . ดกู อ นทา นผูมอี ายทุ ้งั หลาย ภิกษรุ ูอ ยูอยา งนี้ พึงยังความคดิ ใหเ กิดขึ้นวา เราจักไมเปนคนโออ วด ไมมีมายา ถึงบคุ คลทเี่ ปนคนกระดา ง ดหู มน่ิ ผอู น่ื นกี้ ็หาเปนทีร่ ักใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพึงเปน คนกระดาง ดูหมนิ่ ผอู ่นื บา งเลาเราคงไมเปนท่รี ักใครพ อใจของคนอน่ื . ดกู อ นทา นผูมอี ายุทงั้ หลาย ภิกษุรอู ยูอยางน้ี พึงยงั ความคิดใหเกิดข้ึนวา เราจกั ไมเปน คนกระดา ง ไมด ูหมน่ิ ผอู นื่ .

พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 161ถงึ บุคคลทถี่ อื แตความเหน็ ของตน ถือรนั้ ถอนไดยาก ก็หาเปนท่ีรกั ใครพอใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ เปนคนถอื แตค วามเห็นของตน ถือรั้น ถอนไดยากบางเลา เราคงไมเปนที่รักใครพ อใจของคนอน่ื . ดกู อ นทานผูม อี ายุท้ังหลายภกิ ษุรอู ยอู ยางน้ี พึงยังความคดิ ใหเกดิ ขน้ึ วา เราจักไมเ ปน คนถอื แตความเหน็ของตน ไมถอื รน้ั ถอนไดง า ยดงั น้ี. การพิจารณาตวั เอง [๒๒๕] ดูกอนทานผูมีอายทุ ้ังหลาย ในธรรมทงั้ ๑๖ ขอนน้ั ภกิ ษุพงึ พิจารณาตนดว ยตนเองอยา งนี้วา เราเปน คนมีความปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหงความปรารถนาลามกหรือไม. หากพิจารณาอยูรอู ยางนวี้ า เราเปน คนมีความปรารถนาลามก ลอุ ํานาจแหงความปรารถนาลามกจริง ก็ควรพยายามเพ่ือทจี่ ะละอกศุ ลธรรมอนั ชว่ั ชา นนั้ เสยี . หากพิจารณาอยูรูอ ยางนี้วา เราไมใ ชค นมคี วามปรารถนาลามก ไมล อุ ํานาจแหงความปรารถนาลามก ภกิ ษนุ ้นั พึงอยูดวยปต ิและปราโมทยน ้ันทีเดียว หม่นั ศกึ ษาทั้งกลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย. อกี ประการหน่งึ ภิกษุพงึ พิจารณาคนดวยตนเองอยา งนีว้ า เราเปนคนยกตนขม ผูอ นื่ หรอื ไม. หากพิจารณาอยูร ูอ ยา งนวี้ า เราเปน คนยกตนขมผอู น่ื จรงิ กค็ วรพยายามเพ่อื ท่ีจะละอกศุ ลธรรมอันช่ัวชา น้ันเสยี . หากพิจารณาอยรู อู ยางน้วี า เราไมเปน คนยกตน ไมข ม ผอู น่ื ภิกษนุ ัน้ พึงอยดู วยปต ิและปราโมทยน ัน้ ทเี ดียว หมั่นศกึ ษาทั้งกลางวนั กลางคนื ในกุศลธรรมทง้ั หลาย. อกี ประการหน่ึง ภกิ ษพุ ึงพิจารณาตนดว ยตนเองอยางน้ีวา เราเปนคนมกั โกรธ อนั ความโกรธครอบงาํ แลว หรือไม หากพจิ ารณาอยูรอู ยางนว้ี า เราเปน คนมักโกรธ อันความโกรธครอบงําแลวจรงิ กค็ วรพยายามเพ่ือทจี่ ะละ

พระสตุ ตันตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 162อกุศลธรรมอันช่วั ชา น้ันเสยี . หากพิจารณาอยรู ูอยา งนีว้ า เราไมเปนคนมกัโกรธ อนั ความโกรธไมค รอบงํา ภกิ ษุนน้ั พงึ อยูด วยปต แิ ละปราโมทยน นั้ ทีเดียว หม่นั ศกึ ษาทง้ั กลางวันกลางคนื ในกศุ ลธรรมท้งั หลาย. อีกประการหน่งึ ภิกษพุ งึ พิจารณาตนดว ยตนเองอยา งน้ีวา เราเปนคนมักโกรธ ผกู โกรธ เพราะความโกรธเปนเหตุหรือไม. หากพิจารณาอยูรูอยางน้วี า เราเปนคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเปน เหตจุ ริง ก็ควรพยายามเพ่อื ที่จะละอกศุ ลธรรมอนั ชัว่ ชา นัน้ เสยี . หากพจิ ารณาอยรู ูอ ยา งน้ีวา เราไมเ ปน คนมกั โกรธ ไมผ ูกโกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ ภิกษุนั้นพงึ อยูดว ยปต แิ ละปราโมทยน้นั ทเี ดียว หมัน่ ศึกษาทั้งกลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมทัง้ หลาย. อีกประการหน่งึ ภิกษุพงึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางนว้ี า เราเปนคนมักโกรธ มักระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตุหรือไม. หากพิจารณาอยูรอู ยา งนี้วา เราเปนคนมกั โกรธ มกั ระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตุจรงิ กค็ วรพยายามเพ่ือที่จะละอกุศลธรรมอนั ชัว่ ชา นนั้ เสยี . หากพจิ ารณาอยูรูอยา งน้วี า เราไมเ ปน คนมักโกรธ ไมม ักระแวงจัด เพราะความโกรธเปน เหตุภกิ ษุน้ันพึงอยดู ว ยปติและปราโมทยน ั้นทเี ดียว หมนั่ ศกึ ษาทัง้ กลางวนั กลางคืนในกศุ ลธรรมทัง้ หลาย. อีกประการหน่งึ ภกิ ษุพงึ พิจารณาตนดว ยตนเองอยางน้วี า เราเปนคนมักโกรธ เปลงวาจาใกลตอ ความโกรธหรอื ไม. หากพิจารณาอยรู อู ยา งนีว้ าเราเปนคนมักโกรธ เปลงวาจาใกลต อความโกรธจริง กค็ วรพยายามเพ่อื ทจ่ี ะละอกุศลธรรมอนั ชว่ั ชา นน้ั เสยี . หากพจิ ารณาอยรู อู ยางนว้ี า เราไมเ ปนคนมักโกรธ ไมเ ปลง วาจาใกลต อ ความโกรธ ภิกษนุ ัน้ พึงอยูด ว ยปต ิและปราโมทยน ้ันทีเดยี ว หม่ันศึกษาท้ังกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 163 อีกประการหนง่ึ ภิกษพุ ึงพิจารณาตนดวยตนเองอยา งนี้วา เราเปนจําเลยถูกโจทกฟ อง กลับโตเ ถยี งโจทกห รือไม หากพิจารณาอยรู อู ยา งน้ีวาเราเปน จําเลยถกู โจทกฟอง กลบั โตเถยี งโจทกจริง กค็ วรพยายามเพอ่ื ท่จี ะละอกุศลธรรมอนั ชั่วชา นัน้ เสยี . หากพจิ ารณาอยรู ูอยา งนี้วา เราเปนจําเลยถูกโจทกฟอ ง ไมกลับโตเ ถยี งโจทก ภกิ ษนุ นั้ พงึ อยูดว ยปตแิ ละปราโมทยนัน้ ทเี ดยี วหมั่นศึกษาท้ังกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมท้ังหลาย. อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษุพงึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางน้วี า เราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟ อง กลบั รุกรานโจทกห รือไม หากพิจารณาอยูรูอ ยางนว้ี าเราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟ อง กลับรุกรานโจทกจ รงิ กค็ วรพยายามเพ่อื ทีจ่ ะละอกศุ ลธรรมอันชวั่ ชานั้นเสีย. หากพิจารณาอยูรอู ยา งนวี้ า เราเปนจําเลยถกูโจทกฟอ ง ไมก ลับรกุ รานโจทก ภกิ ษุนัน้ พงึ อยูดว ยปตแิ ละปราโมทยนน้ั ทเี ดียวหมั่นศกึ ษาทงั้ กลางวันกลางคืน ในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย. อกี ประการหน่ึง ภกิ ษพุ งึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยา งน้ีวา เราเปนจาํ เลยถกู โจทกฟ อง กลับปรกั ปราํ โจทกหรือไม หากพิจารณาอยรู ูอยางน้วี าเราเปนจําเลยถกู โจทกฟ อ ง กลับปรกั ปราํ โจทกจริง กค็ วรพยายามเพ่ือทจี่ ะละอกศุ ลธรรมอนั ชวั่ ชานนั้ เสีย. หากพิจารณาอยูร ูอยางนว้ี า เราเปน จําเลยถกูโจทกฟ อง ไมก ลับปรกั ปรําโจทก ภิกษุน้ันพึงอยูด วยปต แิ ละปราโมทยน ้นัทีเดียว หมัน่ ศกึ ษาท้งั กลางวันกลางคนื ในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย. อีกประการหนึง่ ภิกษุพงึ พิจารณาตนดวยตนเองอยางนี้วา เราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟอง กลับเอาเรอ่ื งอ่ืนมากลบเกลอื่ น พูดนอกเร่อื ง แสดงความโกรธ ความมงุ รา ย และความไมเชอื่ ฟงใหปรากฏหรอื ไม. หากพจิ ารณาอยรู อู ยา งน้วี า เราเปน จาํ เลยถูกโจทกฟอ ง กลบั เอาเรื่องอ่ืนมากลบเกล่ือนพูดนอกเรอื่ ง แสดงความโกรธ ความมุงราย และความไมเ ช่ือฟง ใหปรากฏจริง

พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 164ก็ควรพยายามเพอ่ื ท่ีจะละอกุศลธรรมอนั ชวั่ ชา น้ันเสีย. หากพจิ ารณาอยูรอู ยางน้วี า เราเปน จําเลยถกู โจทกฟอ ง ไมเอาเรอ่ื งอื่นมากลบเกลือ่ น ไมพดู นอกเรือ่ งไมแสดงความโกรธ ความมุงราย และความไมเช่ือฟง ใหป รากฏ ภิกษุนน้ั พงึอยูดว ยปติและปราโมทยน ัน้ ทเี ดยี ว หมั่นศกึ ษาท้ังกลางวนั กลางคืน ในกุศล-ธรรมทง้ั หลาย. อกี ประการหนงึ่ ภิกษพุ ึงพจิ ารณาตนดว ยตนเองอยางน้ีวา เราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟอ ง ไมพอใจตอบในความประพฤตหิ รือไม หากพจิ ารณาอยูรอู ยางน้ีวา เราเปนจาํ เลยถกู โจทกฟอง ไมพอใจตอบในความประพฤติจรงิกค็ วรพยายามเพื่อทจี่ ะละอกุศลธรรมที่ชว่ั ชา นน้ั เสีย. หากพิจารณาอยรู อู ยางน้วี าเราเปนจาํ เลยถกู โจทกฟอ ง พอใจตอบในความประพฤติ ภกิ ษนุ น้ั พงึ อยดู วยปตแิ ละปราโมทยน ั้นทเี ดยี ว หมัน่ ศึกษาท้ังกลางวนั กลางคนื ในกุศลธรรมท้งั หลาย. อีกประการหนงึ่ ภิกษพุ ึงพิจารณาตนดวยตนเองอยา งนว้ี า เราเปนคนลบหลู ตเี สมอหรือไม หากพจิ ารณาอยรู อู ยางนี้วา เราเปน คนลบหลูตีเสมอจริง กค็ วรพยายามเพอ่ื ทีจ่ ะละอกศุ ลธรรมอันชว่ั ชา น้ันเสีย. หากพิจารณาอยูร อู ยางน้วี า เราไมเ ปนคนลบหลู ไมต ีเสมอ ภิกษุน้ันพึงอยดู วยปตแิ ละปราโมทยน้ันทเี ดียว หมัน่ ศึกษาทงั้ กลางวนั กลางคนื ในกุศลธรรมทั้งหลาย. อีกประการหนึ่ง ภิกษพุ งึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางนีว้ า เราเปนคนริษยา เปน คนตระหน่หี รือไม หากพิจารณาอยรู ูอ ยางนว้ี า เราเปน คนรษิ ยาเปน คนตระหน่ีจรงิ กค็ วรพยายามเพอื่ ที่จะละอกุศลธรรมอันชัว่ ชา นนั้ เสยี . หากพจิ ารณาอยรู ูอยา งน้วี า เราไมเ ปน คนรษิ ยา ไมเปน คนตระหนี่ ภิกษุน้ันพงึอยูด วยปต ิและปราโมทยน ้นั ทีเดยี ว หมัน่ ศึกษาทัง้ กลางวนั กลางคืน ในกุศลธรรมทงั้ หลาย.

พระสุตตันตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 165 อีกประการหนง่ึ ภกิ ษุพงึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางนวี้ า เราเปนคนโออ วด เจามายาหรือไม หากพจิ ารณาอยูรูอ ยางนี้วา เราเปน คนโออวดเจา มายาจริง กค็ วรพยายามเพ่ือที่จะละอกุศลธรรมอนั ชวั่ ชานั้นเสีย. หากพจิ ารณาอยูรอู ยางน้วี า เราไมเปน คนโออวด ไมเ ปนคนเจามายา ภิกษนุ ้นัพงึ อยดู ว ยปตแิ ละปราโมทยนั้นทเี ดยี ว หมัน่ ศึกษาทง้ั กลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมท้งั หลาย. อีกประการหนง่ึ ภกิ ษพุ ึงพิจารณาตนดว ยตนเองอยา งนี้วา เราเปนคนกระดาง ดูหมนิ่ ผอู ่นื หรือไม หากพิจารณาอยูรูอยา งนีว้ า เราเปนคนกระดา ง ดหู ม่นิ ผอู ่นื จริง ก็ควรพยายามเพอื่ ที่จะละอกศุ ลธรรมอนั ชว่ั ชานน้ั เสยี .หากพจิ ารณาอยรู อู ยางนว้ี า เราไมเ ปน คนกระดาง ไมดูหมน่ิ ผอู นื่ ภิกษนุ ้ันพึงอยดู วยปตแิ ละปราโมทยน นั้ ทีเดียว หม่ันศึกษาทั้งกลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย. อกี ประการหนึง่ ภกิ ษุพงึ พิจารณาตนดวยตนเองอยา งนว้ี า เราเปนคนถอื เอาแตค วามเห็นของตน ถือรั้น ถอนไดย ากหรอื ไม หากพจิ ารณาอยรู ูอยางน้วี า เราเปน คนถือเอาแตความเห็นของตน ถอื ร้นั ถอนไดย ากจรงิก็ควรพยายามเพื่อท่จี ะละอกศุ ลธรรมอนั ชั่วชา น้นั เสยี . หากพิจารณาอยรู ูอยางน้ีวา เราไมเ ปนคนถือเอาแตค วามเห็นของตน ไมถือรั้น ถอนไดงา ย ภิกษุนนั้ พึงอยดู วยปต แิ ละปราโมทยน น้ั ทีเดียว หม่ันศึกษาทั้งกลางวันกลางคนื ในกุศลธรรมทัง้ หลาย. ดกู อ นทานผมู อี ายุท้งั หลาย หากภกิ ษพุ จิ ารณาอยู เหน็ ชดั อกศุ ลธรรมอันช่วั ชาเหลา น้ี ทง้ั หมด ทย่ี ังละไมไ ดในตน ภิกษุนน้ั ก็ควรพยายามเพื่อทจ่ี ะละอกศุ ลธรรมอันชว่ั ชาเหลาน้นั ทงั้ หมด หากพจิ ารณาอยู เหน็ ชัดอกศุ ลธรรม

พระสตุ ตันตปฎ ก มชั ฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 166อนั ชว่ั ชา เหลา นี้ทง้ั หมด ทล่ี ะไดแลว ในตน ภิกษุนน้ั พึงอยดู วยปต แิ ละปราโมทยนั้นทีเดยี ว หม่ันศึกษาท้ังกลางวันทั้งกลางคนื ในกุศลธรรมทั้งหลาย. ดกู อ นทานผูมอี ายุท้งั หลาย อุปมาเหมอื นสตรหี รอื บรุ ษุ รนุ กาํ ดัดชอบโออา สองดูเงาหนา ของตนในกระจกเงา หรอื ในภาชนะนาํ้ ใสสะอาดบริสุทธ์ิ ถา เหน็ ธลุ ีหรือสวิ บนใบหนาน้ัน ยอมพยายามทจี่ ะใหธ ลุ หี รือสวิ นนั้หายไป หากไมเหน็ ธลุ หี รือสวิ บนใบหนา ก็จะรลู ึกพอใจวา ชา งเปนลาภของเรา ใบหนาของเราบรสิ ุทธิ์สะอาดดังนี้ ฉันใด แมภกิ ษหุ ากพจิ ารณาอยูเห็นชดั อกุศลธรรมอันชว่ั ชา เหลา น้ที ้ังหมด ทยี่ งั ละไมไดในตน ภิกษุนั้นก็ควรพยายามเพ่ือทจ่ี ะละอกศุ ลธรรมอันชัว่ ชา นัน้ เสียทงั้ หมด แตถ า เมือ่ พจิ ารณาอยูเห็นชัดอกุศลธรรมอนั ชวั่ ชา เหลา นี้ท้งั หมด ที่ละไดแ ลวในตน ภิกษุนน้ั พึงอยูดวยปต แิ ละปราโมทยน นั้ ทเี ดยี ว หม่ันศกึ ษาท้งั กลางวันกลางคืน ในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย ฉนั น้ัน น่นั แล. ทา นพระมหาโมคคลั ลานะไดกลา วภาษิตดังนแี้ ลว ภิกษเุ หลา น้นั มใี จชน่ื ชมยนิ ดีภาษิตของทานพระมหาโมคคลั ลานะแลวแล. จบ อนุมานสูตร ท่ี ๕

พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 167 อรรถกถาอนมุ านสูตร อนุมานสตู รมีคําเร่ิมตน วา ขา พเจาไดส ดบั ดงั น้ี:- บรรดาบทเหลานน้ั บทวา ภคฺเคสุ ไดแ ก ในชนบทมีชื่ออยางนน้ั .ก็เน้ือความแหงคําพึงทราบโดยทาํ นองท่กี ลา วแลว ในทีน่ ้ี . บทวา ส สุมารคเิ รไดแ ก ในนครมีชอ่ื อยางน้ัน. ไดยนิ วา ในวนั เปนทก่ี าํ หนดพืน้ ทส่ี รางนครน้นัจระเขใ นสระอันไมไกลไดรองข้นึ เปลง เสยี งวา คริ ะ ครั้นสรา งนครนัน้เสรจ็ แลว ประชาชนทัง้ หลายจงึ ตง้ั ชื่อนครน้ันวา สังสุมารคริ . บทวา เภสก-ฬาวเน ไดแ ก ในปา อันมชี ่อื วา เภสกฬา. บาลวี า เภสกวัน ดงั น้ีก็มี.บทวา มคิ ทาเย ความวา ปานน้ั ไดเกดิ ในทเ่ี ปน ท่ีใหอ ภัยแกเนอื้ และนกท้ังหลาย เพราะฉะนน้ั จึงเรียกวา มิคทายะ. บทวา ปวาเรติ ไดแ ก ยอ มปรารถนา. บทวา วทนตฺ ุ ความวา จงวา กลาว คอื จงโอวาท จงพราํ่ สอนดวยสามารถแหงโอวาทและอนุสาสน.ี บทวา วจนีโยมฺหิ ความวา เราอันทานพงึ วา กลา ว คอื พึงพรํ่าสอน พงึ โอวาท. บทวา โส จ โหติ ทุพพฺ โจความวา กภ็ ิกษุนนั้ เปน ผูวากลาวโดยยาก คอื กลาวแลวไมอ ดทน. บทวาโทวจสฺสกรเณหิ ความวา ดวยธรรม ๑๖ ประการ อันมาแลวในขางหนาซ่งึ เปน ธรรมทําใหเ ปน ผูว า กลาวโดยยาก. บทวา อปทกขฺ ณิ คฺคาหี อน-ุสาสนึ ความวา กภ็ กิ ษุใด เมอื่ ถูกวากลา ว จึงพดู วา ทานท้งั หลายวา กลาวผมเพราะเหตุไร ผมยอ มรสู ง่ิ ท่คี วรและไมควร โทษและไมใ ชโ ทษ ประโยชนและไมใ ชป ระโยชนของตน ภิกษนุ ี้ ช่อื วา ไมร ับคาํ พรํา่ สอนโดยเบ้ืองขวา ยอ มรับโดยเบือ้ งซาย เพราะฉะน้ันจึงเรียกวา ไมร บั คําพรา่ํ สอนโดยเคารพ. บทวาปาปกาน อจิ ฺฉาน คอื ความปรารถนาอนั กอ ใหเ กดิ ความไมสงบลามก.บทวา ปฏปิ ฺผรติ ยอมดํารงตนเปนผโู ตตอบเปนขาศกึ . บทวา อปสาเทติ

พระสตุ ตนั ตปฎก มัชฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 168ความวา ยอมพยายามอยางนีว้ า ขาพเจา ไดก ลา วแลว แกทา นผูพาล ไมฉลาดธรรมดาแมท านจกั สําคญั คําทพี่ งึ กลา วมใิ ชหรอื . บทวา ปจฺจาโรเปติความวา กลับปรักปรําอยา งนีว้ า แมท า นก็ตองอาบัตชิ ือ่ นี้ ทานจงทําคนือาบตั ินั้นกอ น. บทวา อเฺ นฺ  ปฏจิ รติ คือ ปกปดดวยเรือ่ งอ่ืนดวยคําอื่น หรือกลบเกลอ่ื นเรอ่ื งอ่ืน คําอนื่ . คร้ันภิกษอุ ่ืนกลาววา ทา นตองอาบัติ ก็พูดวา ใครตอง ตองอาบัติอะไร ตอ งในทไี่ หน ทานพูดกะใครทานพดู อะไร ดงั น้ี ครน้ั ภกิ ษอุ ืน่ พูดวา ทา นไดเห็นอะไรๆ เห็นปานนี้ ก็เบอื นหู วา เราจะไมฟง ดังน้.ี บทวา พหิทฺธา กถ อปนาเมติ ความวา ภกิ ษนุ น้ั ถกู ภิกษุผเู ปนโจทก ถามวา ทานตองอาบตั ิชื่อนี้ กพ็ ูดวา เราไปสูเมอื งปาตลิบตุ ร คร้นั ภิกษุผโู จทกกลา วอกี วา พวกเราไมไดถามถึงการไปเมอื งปาฏลีบตุ รของทาน พวกเราถามถึงอาบตั ิ แตน้นั กก็ ลา วคํามีอาทวิ าขา พเจาไปสูเมืองราชคฤห ทา นจงไปสเู มอื งราชคฤห หรอื ทานตองอาบตั ิในบานพราหมณ ทานไดเ น้อื สุกรในบานพราหมณน้ัน ดงั นี้ ชอื่ วา พูดนอกเรอื่ ง. บทวา อปทาเน คือ ในความประพฤติของตน. บทวา น สม-ฺปายติ ความวา ภิกษถุ กู ภกิ ษุผูเปน โจทกถ ามถึงความประพฤตโิ ดยนัยมอี าทวิ าดูกอ นผมู ีอายุ ทา นอยทู ี่ไหน ทา นอาศยั ใครอยู. หรอื วาทา นพดู กะผใู ด ผนู ้นัตอ งอาบัตอิ ันขาพเจา เห็นแลว ๆ หรอื วา ในสมัยน้นั ทานทําอะไร ขา พเจาทาํอะไร หรือ ทา นอยทู ่ีไหน ขา พเจา อยูท ไ่ี หน ดงั นี้ กไ็ มอาจเพอ่ื ใหพอใจกลา ว.บทวา ตตฺราวโุ ส ความวา ดูกอ นุผมู ีอายุ ในธรรม ๑๖ ประการน้นั . บทวาอตตฺ นาว อตตฺ าน เอว อนุมานิตพพฺ  ความวา พงึ อนุมาน พงึ ชัง่ พึงเทียบเคยี ง พึงพิจารณาตนดว ยตนเองเทยี ว อยา งน้ี. บทวา อโหรตฺ-ตานสุ กิ ขฺ ินา ความวา ภิกษเุ มื่อศึกษาแมต ลอดวันตลอดคืน พงึ ศึกษากศุ ลธรรมท้ังหลายท้งั กลางคืนและกลางวนั ยังปต แิ ละความปราโมทยน ้นั เทยี วให

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 169เกดิ ข้นึ . บทวา อจฺเฉ วา อทุ กปตเฺ ต คอื ในภาชนะน้าํ อันใส. บทวามุขนมิ ติ ตฺ  ไดแ ก เงาหนา. บทวา รช ไดแ ก ธลุ ีทจ่ี รมา. บทวา องฺคณไดแ กจ ุคตกกระหรือตอมทเี่ กดิ บนใบหนานนั้ . พระเถระแสดงการละท้งั หมดดว ยบทนวี้ า ซึ่งอกุศลธรรมอนั ชัว่ เหลานแี้ มท ้ังหมดที่ยังละไมได. อยางไร.อยางนค้ี ือ พระเถระแสดงปฏิสงั ขานปหานะแกภกิ ษผุ ยู งั การพจิ ารณาใหเกดิ ขึน้วา อกุศลธรรมประมาณเทานี้ ไมสมควรแกบรรพชติ แสดงวกิ ขมั ภนปหานะแกภ กิ ษุผทู ําศลี ใหเ ปนปทัฏฐานแลว ปรารภกสณิ บรกิ รรม ยังสมาบัตแิ ปดใหเกดิ ขน้ึ แสดงตทงั คปหานะแกภกิ ษผุ ูท ําสมาบตั ิใหเ ปนปทฏั ฐานแลว เจริญวิปส สนา แสดงสมจุ เฉทปหานะแกภกิ ษผุ ูเจริญวปิ ส สนาแลว อบรมมรรคแสดงปฏปิ ส สัทธิปหานะ เม่ือผลมาแลว เแสดงนิสสรณปหานะ เมือ่ นิพพานมาแลว เพราะฉะน้นั ปหานะทง้ั หมดเปน อนั พระเถระแสดงแลวเทียวในสตู รนด้ี วยประการฉะน.ี้ โบราณาจารยท ้งั หลายกลาววา กส็ ูตรน้ี ชื่อวา ภิกขุปาฏโิ มกข. โบราณาจารยทงั้ หลายกลาววา ภกิ ษพุ งึ พจิ ารณาวนั ละ ๓ คร้ังดว ยประการฉะนี้ ภิกษเุ ขา ไปสูสถานทอี่ ยู แตเ ชาตรูเทยี ว แลวนั่งพจิ ารณาวา กเิ ลสมีประมาณเทา น้ี ของเรามอี ยูไมห นอแล ถา เห็นวา มี พงึ พยายามเพื่อละกิเลสเหลานน้ั ถา เห็นวา ไมมี พึงเปน ผูมใี จเปน ของตนวา เราบวชดแี ลว ทําภตั กจิ น่งั ในที่พักกลางคืน หรือในทพ่ี ักกลางวนั แลว พงึ พจิ ารณาบา ง น่งั ในทีอ่ ยใู นเวลาเยน็ พึงพจิ ารณาบาง เม่ือไมอาจพิจารณาถึงวนั ละ ๓ คร้ังก็พึงพจิ ารณาเพยี ง ๒ ครั้ง แตเมอื่ ไมอ าจถึง ๒ ครั้ง ก็พงึ พิจารณาเพยี ง ๑คร้ัง ทเ่ี หลอื ไมพ ิจารณาเลย ไมส มควร ดงั นี.้ คาํ ทเ่ี หลอื ในบทท้งั ปวงมเี นื้อความงายท้ังน้ันแล. จบอรรถกถาอนมุ านสตู รท่ี ๕

พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 170 ๖. เจโตขลี สูตร [๒๒๖] ขา พเจา ไดสดับมาอยา งนี้ :- สมยั หนึ่ง พระผูมีพระภาคเจา ประทบั อยู ณ พระวิหารเชตวนั อารามของทานอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ณ ทน่ี ้ันแหละ พระผูมีพระภาคเจาตรสั เรยี กภิกษุทงั้ หลายวา ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลาย. ภกิ ษเุ หลา นั้นทูลรบัพระผูมพี ระภาคเจาแลว. [๒๒๗] พระผูม พี ระภาคเจา จึงตรัสวา ดกู อ นภิกษทุ ้ังหลาย ภิกษรุ ปูใดรปู หน่งึ ไมล ะตะปูตรึงใจ ๕ ประการ ไมถอนเครอ่ื งผูกพันใจ ๕ ประการภกิ ษนุ ัน้ หนอจักถงึ ความเจริญงอกงามไพบลู ยในพระธรรมวนิ ัยน้ี ขอนไี้ มเปนฐานะที่จะมีได. [๒๒๘] ตะปตู รงึ ใจ ๕ ประการ อนั เธอยังละไมไดเปน ไฉน. ดกู อนภิกษุทงั้ หลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นี้ สงสัย เคลือบแคลง ไมปลงใจเชือ่ไมเลอ่ื มใสในพระศาสดา. ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย จติ ของภิกษุทีส่ งสัย เคลือบแคลง ไมปลงใจเชอ่ื ไมเ ล่ือมใสในพระศาสดาน้ัน ยอ มไมนอมไปเพ่ือความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพ่ือประกอบเนอื ง ๆ เพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพอ่ื ความเพียรที่ตง้ั ม่ัน. ขอทจี่ ิตของภกิ ษุไมน อ มไปเพอื่ ความเพียรเครือ่ งเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพ่ือความทําตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรที่ตงั้ ม่ัน อยา งน้ี ชื่อวาตะปตู รึงใจประการที่ ๑ ทภ่ี กิ ษุนนั้ ยงั ละไมไ ดแลว. ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย อีกประการหน่ึง ภกิ ษุสงสัย เคลอื บแคลง ไมปลงใจเช่ือ ไมเ ลื่อมใสในพระธรรม ดูกอนภิกษทุ ั้งหลาย จติ ของภิกษุท่ีสงสยัเคลอื บแคลง ไมปลงใจเชอ่ื ไมเลื่อมใสในพระธรรมนนั้ ยอ มไมน อมไปเพ่อื

พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 171ความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ติดตอ เพอ่ืความเพยี รทีต่ งั้ มนั่ ขอ ที่จติ ของภิกษไุ มนอ มไปเพอ่ื ความเพียรเคร่ืองเผากิเลสเพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทาํ ตดิ ตอ เพือ่ ความเพียรที่ต้งั มั่น อยางนี้ ชือ่ วาตะปตู รงึ ใจประการท่ี ๒ ท่ภี ิกษนุ น้ั ยงั ละไมไดแลว. ดูกอนภกิ ษทุ ้ังหลาย อีกประการหนึง่ ภกิ ษุสงสยั เคลือบแคลง ไมปลงใจเช่อื ไมเลื่อมใสในพระสงฆ ดูกอ นภกิ ษุทง้ั หลาย จติ ของภกิ ษุที่สงสยัเคลอื บแคลง ไมป ลงใจเชอื่ ไมเ ล่ือมใสในพระสงฆนัน้ ยอ มไมน อ มไปเพื่อความเพียรเครอื่ งเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพือ่ความเพียรทีต่ ้ังมัน่ ขอทจ่ี ิตของภกิ ษุไมนอมไปเพอื่ ความเพยี รเครอื่ งเผากิเลสเพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพ่ือความเพียรท่ตี งั้ มนั่ อยางนี้ชือ่ วาตะปูตรงึ ใจประการที่ ๓ ทีภ่ ิกษนุ นั้ ยงั ละไมไดแ ลว . ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย อีกประการหน่งึ ภิกษสุ งสัย เคลือบแคลง ไมปลงใจเชอ่ื ไมเลอ่ื มใสในสิกขา ดูกอนภิกษทุ ง้ั หลาย จติ ของภิกษทุ ่ีสงสยั เคลือบแคลง ไมปลงใจเชอื่ ไมเ ลอ่ื มใสในสิกขาน้ัน ยอมไมน อมไปเพือ่ ความเพียรเครือ่ งเผากเิ ลส เพือ่ ความประกอบเนืองๆเพอ่ื ความทําตดิ ตอ เพ่อื ความเพยี รทต่ี ัง้ ม่นั ขอ ที่จติ ของภกิ ษไุ มน อ มไปเพ่อื ความเพียรเครอื่ งเผากเิ ลส เพอื่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทาํ ตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรท่ีต้ังมนั่ อยา งน้ี ช่อื วาตะปูตรึงใจ ประการที่ ๔ ทีภ่ ิกษนุ ั้นยังละไมไดแ ลว . ดกู อนภกิ ษทุ ั้งหลาย อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษเุ ปน ผูโกรธเคอื ง ไมพอใจ มจี ติ อันโทสะกระทบกระท่งั มใี จดุจตะปใู นเพือ่ นพรหมจรรยท งั้ หลาย ดูกอนภกิ ษทุ ง้ั หลาย จิตของภิกษุทโี่ กรธเคอื ง ไมพ อใจ มจี ิตอนั โทสะกระทบกระทง่ั มีใจดจุ ตะปใู นเพือ่ นพรหมจรรยท งั้ หลายนั้น ยอ มไมนอมไปเพ่อื ความ

พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 172เพยี รเครื่องเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนือง ๆ เพือ่ ความทาํ ติดตอ เพ่ือความเพียรที่ตั้งม่ัน ขอทจ่ี ติ ของภิกษุไมน อมไปเพือ่ ความเพียรเคร่อื งเผากิเลสเพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพอื่ ความทาํ ติดตอ เพ่ือความเพียรที่ตง้ั ม่นั อยางนี้ ช่อื วาตะปูตรึงใจประการท่ี ๕ ทีภ่ กิ ษุนั้นยังละไมไดแ ลว . ตะปตู รึงใจ ๕ประการเหลา น้ี ช่ือวาอันภิกษุนน้ั ยงั ละไมไดแ ลว . เครือ่ งผูกพนั ใจ ๕ ประการ [๒๒๙] เครื่องผกู พนั ใจ ๕ ประการ อนั ภิกษนุ ้ันยังถอนไมไ ด เปนไฉน. ดกู อนภิกษทุ ั้งหลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวินัยนี้ เปนผไู มปราศจากความกาํ หนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมป ราศจากความรัก ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรา รอน ไมปราศจากความทะเยอทะยานในกาม. ดกู อนภิกษทุ ง้ั หลาย จิตของภิกษผุ ูไมป ราศจากความกาํ หนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรกั ไมปราศจากความกระหาย ไมปราศจากความเรา รอน ไมปราศจากความทะเยอทะยานในกาม ยอ มไมน อมไปเพือ่ ความเพยี ร เคร่ืองเผากเิ ลส เพ่ือความประกอบเนืองๆเพอ่ื ความทําตดิ ตอเพื่อความเพยี รทีต่ ้งั มนั่ . ขอ ทจี่ ติ ของภิกษุไมน อมไปเพือ่ ความเพียรเครอ่ื งเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทําติดตอ เพ่ือความเพยี รทีต่ ง้ั มนั่อยา งนี้ ชื่อวา เครื่องผูกพนั ใจประการที่ ๑ ทภี่ กิ ษนุ น้ั ยังถอนไมไ ดแ ลว. ดกู อ นภิกษุทงั้ หลาย อกี ประการหน่งึ ภกิ ษุเปน ผูไมป ราศจากความกําหนด ไมป ราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรกั ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรา รอ น ไมป ราศจากความทะเยอทะยานในรา งกายดูกอนภกิ ษุท้งั หลาย จติ ของภิกษุผูไมป ราศจากความกําหนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรัก ไมปราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความ

พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 173เรา รอ น ไมป ราศจากความทะเยอทะยานในรา งกายนัน้ ยอ มไมนอ มไปเพือ่ความเพียรเคร่อื งเผากิเลส เพอ่ื ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทาํ ติดตอ เพ่อืความเพยี รท่ตี ้งั มัน่ ขอทีจ่ ิตของภิกษไุ มน อมไปเพื่อความเพยี รเครอื่ งเผากิเลสเพอ่ื ความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําติดตอ เพอ่ื ความเพยี รท่ตี ั้งมนั่ อยา งน้ี ช่ือวา เครือ่ งผกู พันใจประการที่ ๒ ท่ีภกิ ษนุ ้ันยงั ถอนไมไ ดแลว . ดกู อ นภกิ ษุท้ังหลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษเุ ปนผูไ มป ราศจากความกาํ หนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรกั ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรารอน ไมปราศจากความทะเยอทะยานในรูปดูกอ นภิกษุทง้ั หลาย จติ ของภกิ ษผุ ไู มปราศจากความกําหนัด ไมป ราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรัก ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรารอ น ไมป ราศจากความทะเยอทะยานในรูปนั้น ยอมไมนอมไปเพื่อความเพยี รเคร่ืองเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนือง ๆ เพอื่ ความทาํ ตดิ ตอ เพื่อความเพยี รท่ตี ้ังมนั่ ขอทีจ่ ิตของภิกษุไมนอมไปเพอ่ื ความเพียรเคร่อื งเผากเิ ลส เพอ่ืความประกอบเนืองๆ เพอ่ื ความทาํ ตดิ ตอ เพื่อความเพยี รทต่ี งั้ มน่ั อยา งนี้ ชื่อวาเครอ่ื งผูกพันใจประการที่ ๓ ทีภ่ ิกษุนัน้ ยังถอนไมไ ดแลว . ดกู อนภิกษุท้ังหลาย อกี ประการหนง่ึ ภิกษุบรโิ ภคอมิ่ พอความประสงคแ ลว ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสขุ ในความหลบั อยู. ดกู อ นภิกษุทงั้ หลาย จติ ของภิกษผุ บู รโิ ภคอม่ิ พอความประสงคแลว ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในความหลบัอยนู นั้ ยอ มไมน อมไปเพ่อื ความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพ่ือความประกอบเนืองๆเพ่อื ความทําตดิ ตอ เพอื่ ความเพยี รทตี่ ้ังมัน่ ขอ ท่ีจิตของภกิ ษไุ มน อมไปเพือ่ความเพียรเครือ่ งเผากเิ ลส เพือ่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพื่อ

พระสุตตันตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 174ความเพียรท่ีต้ังม่นั อยางนี้ชอื่ วา เครอื่ งผูกพันใจประการที่ ๔. ทภ่ี กิ ษุน้นั ยงั ถอนไมไ ดแ ลว. ดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย อกี ประการหนง่ึ ภิกษจุ ักพระพฤตพิ รหมจรรยเพื่อปรารถนาเทพนิกายอันใดอันหนง่ึ วา เราจักไดเ ปน เทพเจาหรือเทพองคใดองคห น่ึงดว ยศีลอันนี้ ดว ยขอ วัตรอันนี้ ดว ยตบะอันน้ี หรอื ดว ยพรหมจรรยอันนี.้ ดกู อนภกิ ษทุ ัง้ หลาย จิตของภกิ ษผุ ูจ กั ประพฤติพรหมจรรย เพ่ือปรารถนาเทพนกิ ายอนั ใดอันหนึง่ วา เราจักไดเปน เทพเจา หรอื เทพองคใดองค-หนึ่ง ดว ยศลี อนั นี้ ดว ยขอ วตั รอันนี้ ดว ยตบะอันนี้ หรือดว ยพรหมจรรยอันนีน้ ัน้ ยอ มไมนอมไปเพื่อความเพยี รเคร่อื งเผากเิ ลส เพือ่ ความประกอบเนือง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพ่ือความเพียรทต่ี ง้ั ม่ัน. ขอ ทจี่ ติ ของภกิ ษไุ มนอมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากเิ ลส เพอื่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําตดิตอ เพื่อความเพยี รท่ีตงั้ มน่ั อยา งน้ี ชอ่ื วาเคร่ืองผกู พันใจ ประการที่ ๕ ท่ีภิกษนุ ัน้ ยังถอนไมไ ดแ ลว . เคร่อื งผกู พนั ใจ ๕ ประการเหลา น้ี ชอ่ื วาอันภิกษุนน้ั ยังถอนไมไ ดแ ลว. ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลาย ภกิ ษุรปู ใดรปู หนงึ่ ไมละตะปูตรึงใจ ๕ ประการเหลา นี้ ไมถ อนเครอื่ งผกู พนั ใจ ๕ ประการเหลานัน้ ภิกษุนั้นหนอ จักถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบูลยใ นพระธรรมวนิ ยั นี้ ขอ น้ีไมเปนฐานะท่ีจะมีได. [๒๓๐] ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย ภกิ ษรุ ูปรปู หน่ึงละตะปตู รงึ ใจ ๕ประการเสียได ถอนเครอ่ื งผกู พนั ใจ ๕ ประการเสียได ภิกษนุ ั้นหนอ จกั ถงึความเจริญงอกงามไพบูลยในพระธรรมวนิ ยั น้ี ขอนี้เปน ฐานะทจี่ ะมีได. [๒๓๑] ตะปตู รึงใจ ๕ ประการ ชอื่ วา อนั ภกิ ษนุ ้นั ละไดแลว เปนไฉน. ดูกอนภกิ ษุท้ังหลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวินัยน้ี ไมสงสยั ไมเ คลอื บแคลง ปลงใจเช่ือ เลื่อมใสในพระศาสดา. ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย จิตของภกิ ษุ

พระสตุ ตันตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 175ผูไมสงสัย ไมเคลือบแคลง ปลงใจเช่ือ เล่ือมใสในพระศาสดานั้น ยอมนอมไปเพือ่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทาํ ตดิตอ เพื่อความเพยี รที่ตั้งมน่ั . ขอ ท่จี ติ ของภิกษุนอ มไปเพือ่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทําตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรทตี่ ั้งมัน่ อยางน้ี ช่ือวาตะปตู รงึ ใจประการท่ี ๑ ทภ่ี ิกษนุ ัน้ ละไดแ ลว. ดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษุไมส งสยั ไมเคลือบแคลงปลงใจเช่ือ เลื่อมใสในพระธรรม ดูกอ นภิกษทุ ัง้ หลาย จิตของภิกษผุ ไู มสงสัยไมเคลือบแคลง ปลงใจเธอ เลอ่ื มใสในพระธรรมนนั้ ยอ มนอมไปเพอ่ื ความเพียรเครอื่ งเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพือ่ ความทาํ ตดิ ตอ เพอื่ ความเพยี รท่ตี ั้งม่ัน ขอที่จติ ของภิกษุนอมไปเพอื่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนือง ๆ เพื่อความทาํ ติดตอ เพอื่ ความเพียรท่ีตัง้ มนั่ อยา งนี้ช่ือวา ตะปูตรึงใจประการที่ ๒ ท่ีภิกษนุ ัน้ ละไดแ ลว. ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย อกี ประการหน่งึ ภิกษุไมส งสยั ไมเคลือบแคลงปลงใจเชือ่ เลอ่ื มใสในพระสงฆ ดกู อนภิกษทุ ัง้ หลาย จติ ของภิกษุผูไ มสงสยัไมเ คลือบแคลง ปลงใจเชื่อ เลือ่ มใสในพระสงฆน นั้ ยอ มนอมไปเพอื่ ความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําติดตอ เพอ่ื ความเพียรที่ต้ังม่นั ขอทจี่ ิตของภิกษนุ อ มไปเพ่ือความเพยี รเครือ่ งเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทําติดตอ เพ่อื ความเพียรตง้ั ม่ัน อยา งน้ีชือ่ วา ตะปูตรึงใจประการที่ ๓ ทภ่ี ิกษนุ ้นั ละไดแลว . ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย อกี ประการหน่งึ ภกิ ษไุ มสงสยั ไมเ คลอื บแคลงปลงใจเช่ือ เล่อื มใสในสิกขา ดูกอนภิกษุทงั้ หลาย จิตของภิกษุไมสงสัย ไมเคลอื บแคลง ปลงใจเช่อื เลื่อมใสในสกิ ขาน้ัน ยอมนอมไปเพือ่ ความเพยี รเครอ่ี งเผากเิ ลส เพอื่ ความประกอบเนือง ๆ เพือ่ ความทําติดตอ เพื่อความ

พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 176เพียรทตี่ ้ังมั่น ขอท่จี ติ ของภกิ ษุนอมไปเพอ่ื ความเพยี รเครือ่ งเผากิเลส เพอ่ืความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทําติดตอ เพื่อความเพยี รทตี่ ั้งมัน่ อยางนี้ช่ือวา ตะปตู รงึ ใจประการที่ ๔ ท่ีภกิ ษนุ น้ั ละไดแ ลว. ดกู อนภกิ ษทุ งั้ หลาย อกี ประการหนงึ่ ภิกษเุ ปนผูไมโ กรธเคืองไมใชเ ปนผูไมพ อใจ มีจติ อันโทสะไมกระทบกระท่ัง หาใชผูมใี จดุจตะปไู มในเพ่อื นพรหมจรรยท ั้งหลาย. ดูกอ นภกิ ษทุ ั้งหลาย จติ ของภกิ ษุผไู มโกรธเคืองไมใชเ ปนผไู มพอใจ มีจิตอนั โทสะไมกระทบกระทง่ั หาใชผ มู ใี จดจุ ตะปูไมในเพ่อื นพรหมจรรยท ั้งหลายน้นั ยอมนอ มไปเพ่อื ความเพียรเคร่ืองเผากิเลสเพอื่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทาํ ตดิ ตอ เพ่ือความเพียรตัง้ ม่ัน ขอ ทีจ่ ติของภิกษุนอมไปเพอื่ ความเพียรเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆเพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพอ่ื ความเพยี รทต่ี ง้ั มนั่ อยางน้ี ชอื่ วาตะปตู รึงใจประการท่ี ๕ ทภ่ี กิ ษนุ น้ั ละไดแ ลว . ตะปตู รึงใจ ๕ ประการเหลานี้ ช่ือวา อนั ภกิ ษุนัน้ละไดแ ลว . [๒๓๒] เครอื่ งผูกพนั ใจ ๕ ประการ อนั ภิกษนน้ั ถอนไดดแี ลวเปนไฉน. ดกู อนภิกษุทงั้ หลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ัยนี้ เปน ผูปราศจากความกําหนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหายปราศจากความเรา รอน ปราศจากความทะเยอทะยานในกาม ดูกอนภิกษทุ ง้ัหลาย จติ ของภกิ ษผุ ูปราศจากความกําหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอะทะยานในกามน้นั ยอมนอ มไปเพอื่ ความเพียรเครื่องเผากเิ ลส เพ่ือความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทําติดตอ เพื่อความเพียรที่ต้งั มั่น ขอท่จี ติ ของภิกษุนอมไปเพอื่ ความเพยี รเคร่ืองเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรที่ตั้งมั่น อยางนี้ ชือ่ วา เครอ่ื งผกู พันใจประการที่ ๑ ทภี่ กิ ษุนนั้ ถอนไดด แี ลว .

พระสตุ ตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 177 ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษเุ ปน ผปู ราศจากความกําหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรกั ปราศจากความกระหายปราศจากความเรารอน ปราศจากความทะเยอทะยานในรา งกาย ดูกอ นภิกษุทง้ั หลาย จติ ของภิกษผุ ปู ราศจากความกําหนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรกั ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอทะยานในรางกายน้นั ยอมนอ มไปเพ่ือความเพยี รเคร่อื งเผากเิ ลส เพือ่ความประกอบเนือง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพอ่ื วามเพียรทต่ี ั้งมั่น ขอ ท่ีจิตของภกิ ษนุ อ มไปเพอื่ ความเพยี รเครื่องเผากิเลส เพ่อื ความประกอบเนือง ๆเพ่อื ความทาํ ติดตอ เพ่อื ความเพียรทตี่ งั้ มั่น อยา งนี้ ชอ่ื วาเคร่อื งผูกพันใจประการที่ ๒ ที่ภิกษนุ นั้ ถอนไดด ีแลว . ดูกอ นภิกษุทั้งหลาย อกี ประการหนึง่ ภิกษเุ ปนผูปราศจากความกําหนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหายปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอทะยานในรูป ดูกอ นภกิ ษุทัง้ หลายจติ ของภิกษุผปู ราศจากความกําหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรักปราศจากความกระหาย ปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอทะยานในรูปน้นั ยอ มนอมไปเพ่อื ความเพียรเครอื่ งเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนือง ๆ เพื่อความทาํ ตดิ ตอ เพ่ือความเพียรทตี่ ัง้ ม่ัน ขอ ทีจ่ ิตของภกิ ษนุ อ มไปเพือ่ ความเพียรเครื่องเผากิเลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพอื่ ความทําติดตอเพอ่ื ความเพยี รที่ต้งั มน่ั อยา งน้ี ช่อื วาเคร่อื งผูกพนั ใจประการท่ี ๓ ทภ่ี กิ ษุนน้ัถอนไดด แี ลว . ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย อกี ประการหน่งึ ภกิ ษไุ มบริโภค อิม่ พอความประสงคแลว ไมป ระกอบความสขุ ในการนอน ความสขุ ในการเอน ความสุข

พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 178ในความหลบั อยู. ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย จติ ของภกิ ษุผูไ มบรโิ ภคอ่ิมพอความประสงคแ ลว ไมประกอบความสขุ ในการนอน ความสขุ ในการเอน ความสุขในความหลับอยูน้นั ยอมนอ มไปเพ่ือความเพยี รเครื่องเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําตดิ ตอ เพื่อความเพยี รทีต่ ง้ั มัน่ ขอที่จติ ของภกิ ษุนอมไปเพ่ือความเพียรเคร่ืองเผากเิ ลส เพอ่ื ความประกอบเนือง ๆ เพื่อความทําตดิ ตอ เพอื่ ความเพยี รตง้ั มนั่ อยางนี้ ชื่อวาเคร่ืองผกู พนั ใจประการท่ี ๓ทภ่ี กิ ษนุ ั้นถอนไดดีแลว. ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษจุ ักไมประพฤตพิ รหม-จรรยป รารถนาเทพนกิ ายอันใดอันหนึง่ วา เราจกั ไดเปน เทพเจา หรอื เทพองคใ ดองคหน่ึงดว ยศลี อนั น้ี ดวยขอวตั รอันนี้ ดว ยตบะอนั นี้ หรือดวยพรหมจรรยอนั นี้ ดกู อนภิกษทุ งั้ หลาย จิตของภิกษุผูจกั ไมป ระพฤตพิ รหมจรรยปรารถนาเทพนกิ ายอันใดอนั หนงึ่ วา เราจักไดเ ปนเทพเจา หรอื เทพองคใ ดองคห นึง่ดว ยศลี อนั น้ี ดวยขอวตั รอันน้ี ดว ยตบะอันนี้ หรอื ดวยพรหมจรรยอนั น้ีน้ันยอ มนอ มไปเพือ่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ติดตอ เพอ่ื ความเพยี รต้งั ม่นั . ขอ ท่จี ติ ของภิกษนุ อ มไปเพ่ือความเพียรเครื่องเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทําติดตอ เพือ่ความเพียรต้งั มั่นอยางน้ี ชอ่ื วา เครื่องผูกพันใจประการท่ี ๕ ที่ภกิ ษนุ น้ั ถอนไดดแี ลว. เครื่องผูกพนั ใจ ๕ ประการเหลา น้ี ชื่อวา อนั ภิกษนุ ้ันถอนไดด ีแลว. ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย ภกิ ษุรูปใดรูปหนึ่ง ละตะปูตรงึ ใจ ๕ ประการเหลานไ้ี ดแ ลว ถอนเครอ่ื งผูกพันใจ ๕ ประการเหลา นี้ไดด ีแลว ภกิ ษุนัน้ จักถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบูลยใ นพระธรรมวนิ ยั น้ี ขอนีเ้ ปนฐานะที่จะมีได.

พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 179 อปุ มาเหมือนไขของแมไก [๒๓๓] ภกิ ษนุ ้ันเจริญอิทธิบาท ประกอบดวยฉนั ทสมาธปิ ธานสังขาร ๑วิรยิ สมาธปิ ธานสงั ขาร ๑ จิตตสมาธปิ ธานสงั ขาร ๑ วิมงั สาสมาธปิ ธานสงั ขาร ๑ และมคี วามขะมกั เขมน เปนท่ี ๕. ดูกอนภกิ ษุทง้ั หลาย ภิกษผุ ูป ระ-กอบดว ยองค ๑๕ รวมท้งั ความขะมักเขมน อยา งนนี้ นั้ แล เปนผคู วรแกค วามเบื่อหนา ย เปน ผคู วรแกการตรัสรู เปนผูควรแกการบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงเย่ยี ม. ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย ภกิ ษผุ ูป ระกอบดว ยองค ๑๕ รวมทัง้ ความขะมัก-เขมนอยางนี้ เปนผคู วรแกความเบื่อหนาย เปน ผคู วรแกก ารตรสั รู เปน ผูควรแกการบรรลธุ รรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงเยี่ยม เปรียบเหมือนไขของแมไก ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรอื ๑๒ ฟอง แมไกกกไวโดยชอบ ใหอบอุนโดยชอบ ฟก โดยชอบ ถงึ แมไกน น้ั จะไมปรารถนาอยางนว้ี า ขอใหล ูกไกเหลาน้ีจงทําลายเปลือกไขดวยปลายเลบ็ เทา หรือดว ยจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีก็ตาม ลกู ไกเ หลา นัน้ ก็ตอ งทาํ ลายเปลอื กไขดว ยปลายเล็บเทา หรือดว ยจะงอยปากออกมาโดยสวสั ดีได ฉะนน้ั . พระผมู ีพระภาคเจาไดตรสั พระพทุ ธพจนน ้ี ภิกษเุ หลาน้นั มใี จช่ืนชมยนิ ดพี ระภาษติ ของพระผูมพี ระภาคเจา แลวแล. จบโจโตขลี สูตรที่ ๖

พระสตุ ตันตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 180 อรรถกถาเจโตขลี สูตร เจโตขลี สูตรเรม่ิ ตน วา ขาพเจา ไดสดบั มาดังน้ี :- ในเจโตขีลสตู รน้ัน ความทีจ่ ติ เปน ชาติแขง็ กระดาง ความท่จี ติ เปนดจุ เกราะ ความทีจ่ ติ เปนดจุ ตอไม ชอ่ื วา เจโตขลี า. บทวา เจตโส วินิ-พนฺธา ความวา กิเลสเครอื่ งหนว งเหน่ียวจิต เพราะอรรถวา ผูกพันจติ ยึดไวเหมอื นทําไวในกํามอื . ความเจรญิ ดวยศลี ความงอกงามดว ยมรรค ความไพบลู ยดวยนิพพาน หรือความเจรญิ ดว ยศีลและสมาธิ ความงอกงามดวยวิปสสนา-มรรค ความไพบูลยด ว ยผลและนพิ พานในบทเปนตน วา วฑุ ฒฺ ึ. บทวาสตถฺ ริ กงฺขติ ความวา ภกิ ษสุ งสัยในพระสรรี ะหรือพระคุณของพระศาสดา.ภิกษุเม่ือสงสยั ในพระสรรี ะ กย็ อมสงสยั วา พระสรีระท่ีประดับประดาดวยพระลักษณะอันประเสรฐิ ๓๒ ประการมีอยูหนอแล หรือไมมี. เม่ือสงสัยในพระคุณกย็ อ มสงสัยวา พระสพั พญั ุตญาณ ทสี่ ามารถรอู ดตี อนาคต และปจจุบันมอี ยหู รอื ไมห นอ. บทวา วิจกิ จิ ฺฉติ ความวา เมื่อวิจัยยอมเคลือบแคลงคอืยอมถึงทกุ ข ยอมไมอ าจวนิ ิจฉัย. บทวา นาธิมุจจฺ ติ ความวา ยอมไมไ ดรบั ความนอมไปวา นั่นตองเปน อยางน้ี. บทวา น สมฺปสีทติ ความวายอ มไมอาจเพ่อื หยัง่ ลงในพระคุณท้ังหลายแลว เลอื่ มใส โดยความเปนผูปราศจากความเคลอื บแคลง คือ เพอ่ื เปน ผูห มดความสงสยั . บทวา อาตปปฺ ายความวา เพ่ือประโยชนแ กก ารทําความเพียรเคร่อื งเผากิเลส. บทวา อนโุ ยคายความวา เพอื่ ประกอบความเพียรบอย ๆ. บทวา สาตจฺจาย ความวา เพอ่ืกระทําตอเนื่อง. บทวา ปธานาย ความวา เพ่ือประโยชนแ กการต้งั มัน่ .บทวา อย ปโม เจโตขีโล ความวา ความทจ่ี ติ เปนธรรมชาตแิ ขง็ กระดา ง 

พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 181กลาวคอื ความเคลอื บแคลงในพระศาสดาขอที่ ๑ นี้ ยอมเปน อันภกิ ษนุ ้ันละยงัไมไดแ ลว ดวยเหตุอยา งน.ี้ บทวา ธมฺเม คอื ในปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรมและปฏเิ วธธรรม. เมือ่ สงสัยในปริยัตธิ รรม ยอมสงสยั วา บณั ฑิตทั้งหลายกลา ววา พระพุทธพจน คอื ไตรปฏ กมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ นน่ั มอี ยูหนอแล หรือไมม ี. เมือ่ สงสัยในปฏเิ วธธรรม ยอ มสงสัยวา บัณฑิตท้งั หลายกลา ววา ความไหลออกแหงวิปสสนา ช่อื วา มรรค ความไหลออกแหงมรรคชอ่ื วา ผล การสลัดออกซง่ึ สงั ขารทั้งปวง ชอ่ื วา นิพพาน ดงั นี้ นน้ั มีอยูหรือไมห นอแล. บทวา สงฺเฆ กงฺขติ ความวา ยอมสงสยั วา ชื่อวาพระสงฆซ ึ่งเปน หมูแหง บคุ คล ๘ คือ ผตู ้ังอยูในมรรค ๔ ผตู ้ังอยูในผล ๔ ผูปฏบิ ตั ปิ ฏปิ ทา เห็นปานน้ี ดวยอาํ นาจแหงบททงั้ หลายมีวา ผูป ฏิบัตดิ ี เปน ตนมอี ยูหรอื ไมหนอแล. เมือ่ สงสัยในสกิ ขา กย็ อ มสงสยั วา บัณฑติ ทัง้ หลายกลาววา ชือ่ อธิสีลสิกขา ชอื่ อธจิ ติ ตสิกขา ช่อื อธิปญ ญาสกิ ขา ดงั น้ี สกิ ขานนั้ มีอยหู รือไมห นอแล. บทวา อย ปจฺ โม ความวา ความท่จี ติ เปน ธรรมชาติแขง็ กระดาง เปนดจุ เกราะ เปนดุจตอไม กลาวคือ ความกําเรบิ ในเพอ่ื นสพรหมจารีน้ี เปน ที่หา. พึงทราบวินิจฉัยในกิเลสเครื่องหนวงเหน่ยี วทัง้ หลาย. บทวา กาเมไดแ ก วตั ถกุ ามบา ง กิเลสกามบา ง. บทวา กาเย ความวา ในกายของตน.บทวา รูเป ความวา ในรปู ภายนอก. บทวา ยาวทตฺถ ความวา มปี ระมาณเทาท่ีตอ งการ. บทวา อทุ ราวเทหก ไดแ ก เตม็ ทอง. จริงอยู ทองนนั้เรียกวา อุทราวเทหก เพราะไมยอย. บทวา เสยยฺ สขุ  ความวา ความสุขบนเตยี งและบนต่ัง หรอื ความสขุ ในฤด.ู บทวา ปสสฺ สุข ความวาความสุขทเ่ี กิดขน้ึ เหมอื นอยางความสุขตะแคงขวาและตะแคงซายของผูนอนพลิกไปมาฉะนน้ั . บทวา มทิ ฺธสุข ไดแก ความสขุ ในการหลับ. บทวา อนยุ ุตโฺ ต

พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 182ความวา เปน ผูป ระกอบความเพียรอย.ู บทวา ปณธิ าย ความวา ปรารถนาแลว . จรงิ อยู จตปุ ารสิ ทุ ธสีล ชื่อวา สีล ในบทเปน ตนวา สีเลน ดงั นี.้การสมาทานวัตร ชอื่ วา วตะ. การประพฤตดิ วามเพยี รเครอื่ งเผากิเลส ชือ่ วาตบะ. การงดเวนเมถุน ชอื่ วา พรหมจรรย. บทวา เทโว วา ภวิสฺสามิความวา เราจักเปน เทพเจา ผูมเหศักด์.ิ บทวา เทวฺ ตโรวา ความวาหรอื เปน เทพองคใดองคห นงึ่ ในบรรดาเทพผูมศี กั ดน์ิ อ ย. สมาธทิ ีถ่ งึ แลวเพราะอาศัยความพอใจในอทิ ธบิ าทท้งั หลาย ช่ือวา ฉันทสมาธิ. สงั ขารทั้งหลายที่เปนปธาน ช่ือวา ปธานสงั ขาร. บทวา สมนฺนาคต ความวา ประกอบดว ยธรรมเหลาน้ัน. บาทแหง ฤทธิ์ หรือบาททเี่ ปนฤทธ์ิ เพราะฉะนั้น จงึ ชอื่วา อิทธิบาท. ในบททงั้ หลายแมทเี่ หลอื กม็ นี ยั เชน นั้นเทยี ว. ความสงั เขปในพระสูตรนีเ้ พยี งเทา น.้ี สว นความพิสดาร มาแลวในอิทธบิ าทวภิ ังคนน้ั แล.สว นเน้ือความแหง อทิ ธิบาทนั้นไดแ สดงไวแลว ในวสิ ทุ ธมิ รรค. ไดกลา วการละดวยการขม ไวด ว ยอิทธบิ าท ๔ น้ี ดว ยประการฉะน้.ี พระผูม ีพระภาคเจาทรงแสดงความเพียรอันพงึ กระทําในท่ีทง้ั ปวงวาอุสฺโสฬหฺ ิ ในบทนวี้ า อสุ โฺ สฬหเิ ยว ปจฺ มี ดงั น้.ี บทวา อุสโฺ สฬ-ฺหิปณฺณรสงคฺ สมนนฺ าคโต ความวา ผูป ระกอบดว ยองค ๑๕ ประการพรอมกบั ความเพยี รอยา งน้ี คอื การละตะปูตรึงใจ ๕ การละกเิ ลสเครื่องรงึ รดัจิต ๕ อทิ ธบิ าท ๔ ความเพียร ๑. บทวา ภพฺโพ ความวา อนุรปู คือสมควร. บทวา อภินพิ ฺภิทาย ความวา เพ่ือทาํ ลายกเิ ลสดวยญาณ. บทวาสมฺโพธาย ความวา เพอ่ื ตรัสรดู ซี ึง่ มรรคส.ี่ บทวา อนุตตฺ รสฺส ความวาประเสริฐที่สุด. บทวา โยคกฺเขมสฺส ความวา ความเกษมจากโยคะสี่ คอืพระอรหตั . บทวา อธิคมาย ความวา เพ่ือไดรบั . ศัพทวา เสยยฺ ถาเปนนิบาตลงในอรรถวาเปรยี บเทียบ. ศพั ทวา ป เปนนบิ าตลงในอรรถวา

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 183ยกยอ ง. พระผูมีพระภาคเจาทรงแสดงวา ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย แมฉันใด ดังนี้ดวยบทแมทงั้ สอง. กใ็ นบทนี้วา ไขข องแมไ กมี ๘ ฟองบาง ๑๐ ฟองบา ง.๑๒ ฟองบาง ดงั นี้ จะเปนไขของแมไกแ มน อยกวาหรอื มากกวา จากประการท่ีกลาวแลว ก็ตาม. แตคํานนั้ ทา นกลาวดว ยความสละสลวยแหงถอ ยคาํ . จรงิ อยูถอ ยคําทสี่ ละสลวยยอ มมใี นโลกอยา งน้.ี บทวา ตานสฺสุ แยกบทเปน ตานิอสฺสุ ความวา ไขเ หลานัน้ พึงม.ี บทวา กกุ ฺกุฎยิ า สมมฺ า อธิสยิตานิความวา เมอ่ื แมไกน ั้นปองปกทัง้ สองกกไขเ หลา นนั้ ไขเหลานัน้ เปนอนั แมไกกกดีแลว . บทวา สมฺมา ปรเิ สทิตานิ ความวา อนั แมไ กใ หอ บอนุ ตลอดกาลอนั สมควร เปน อนั อบอนุ ดว ยดี คือ โดยชอบ ไดแกกระทาํ ใหม ไี ออุน .บทวา สมฺมา ปรภิ าวิตานิ ความวา เปน อันฟก ดว ยดี คอื โดยชอบตลอดกาลอนั สมควร อธบิ ายวา ใหไดร บั กลิ่นของไก. บทวา กิฺจาป ตสฺส กุกกฺ ุฏยิ าความวา แมไ กน้นั ทาํ ความไมประมาทดว ยการทํากิรยิ าสามอยา งนี้ ไมพ ึงเกิดความปรารถนาอยางนีโ้ ดยแท. บทวา อถโข ภพฺพาว เต ความวา ลูกไกเหลานน้ั ควรแทเพอื่ ออกมาโดยสวสั ดี โดยนยั ท่ีกลาวแลว . จริงอยู เพราะไขท ้ังหลายอันแมไกนัน้ เพยี รฟก ดว ยอาการ ๓ อยา งนี้ ยอ มไมเ นา ยางเหนียวของไขเ หลานน้ั กจ็ ะถึงความแกขน้ึ เปลอื กไขก็จะบาง ปลายเลบ็ เทาและจะงอยปากกจ็ ะแขง็ ไขท ง้ั หลายกจ็ ะแกรอบ แสงสวา งขา งนอกกจ็ ะปรากฏขางในเพราะเปลือกไขบาง เพราะฉะน้นั ลูกไกเหลานั้นจงึ ใครจ ะออกดวยคดิ วา เรางอปก งอเทาอยใู นที่คบั แคบ เปนเวลานานแลวหนอ และแสงสวางภายนอกน้ีกป็ รากฏ บัดน้ี พวกเราจกั อยูเปน สุขในท่ีมแี สงสวางนนั้ ดงั น้ี แลวกะเทาะ-เปลือกดวยเทา ยน่ื คอออก แตน้ัน เปลอื กน้ันกจ็ ะแตกออกเปน สองสวนลําดับตอมา ลกู ไกทงั้ หลาย ขยบั ปก รอ ง ออกมาตามสมควรแกขณะนนั้นั้นเทยี ว ครน้ั ออกมาแลว กจ็ ะเท่ียวหากนิ ตามคามเขต. บทวา เอวเมว โข

พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 184นี้ มีอรรถวาเปรียบเทียบ นกั ปราชญเ ปรียบเทยี บดว ยอรรถอยา งนีแ้ ลวพงึ ทราบ. ก็พงึ ทราบความท่ีภกิ ษุนเ้ี ปน ผูถึงพรอมดวยองค ๑๕ รวมทั้งความอตุ สาหะเหมอื นแมไกน ั้นทํากิรยิ า ๓ อยา งในไขทั้งหลายฉะนน้ั ความไมเส่ือมแหง วปิ สสนาญาณ เพราะความถึงพรอ มดว ยอนุปส สนา ๓ อยา งของภิกษุผูประกอบดวยองค ๑๕ เหมอื นความทไ่ี ขทัง้ หลายไมเ นาเพราะความถึงพรอมดวยกริ ยิ า ๓ อยา งของแมไ กฉะนนั้ การถือเอายางเหนียวคือความใครอนั เปน ไปในภพ ๓ ดวยความถึงพรอ มดว ยอนปุ สสนา ๓อยางของภิกษุน้ัน เหมือนการแกร อบแหงยางเหนียวของไขท ัง้ หลาย ดวยการกระทํากริ ยิ า ๓ อยางของแมไกฉะน้ัน ความท่ีเปลอื กไขค ือ อวิชชา ของภกิ ษุเปน ธรรมชาติเบาบาง เหมอื นความท่เี ปลอื กไขเปน ธรรมชาตบิ างฉะนั้น ความทว่ี ปิ สสนาญาณของภกิ ษุเปน ธรรมชาติคมแขง็ ผองใสและกลา เหมอื นความท่ีปลายเล็บเทาและจะงอยปากของลูกไกทัง้ หลายเปนธรรมชาตกิ ระดางและแข็งฉะน้ัน กาลเปลยี่ นแปลง กาลอนั เจริญแลว กาลแหงการถอื หองแหงวิปส สนาญาณของภกิ ษุ เหมือนกาลแปรไปแหง ลูกไกท ั้งหลายฉะน้ัน กาลทภี่ ิกษนุ น้ั ใหถอื หอ งคือวิปส สนาญาณเทีย่ วไปไดอตุ ุสปั ปายะ โภชนสปั ปายะ ปคุ คลสปั ปายะหรอื ธรรมสวนสัปปายะ อนั เกดิ แตวิปส สนาญาณนัน้ นั่งบนอาสนะเดียวเจริญวิปส สนา ทาํ ลายเปลือกไขคืออวชิ ชา ดวยอรหัตมรรค ท่บี รรลแุ ลวโดยลาํ ดับ ขยบั ปก คืออภิญญาแลว บรรลพุ ระอรหตั โดยสวัสดี เหมือนกาลทลี่ กู ไกท ั้งหลายกะเทาะเปลือกไขดวยปลายเล็บเทา หรือดว ยจะงอยปากแลวขยบั ปกทั้งหลายออกมาโดยความสวสั ดีฉะน้ัน. ก็ฝา ยแมไ กรคู วามทล่ี กู ไกทั้งหลายแกจ ดั แลว ทําลายเปลือกไขฉันใด แมพระศาสดาก็ฉันน้ันเหมือนกนัทรงรคู วามแกง อมแหงญาณของภกิ ษุเหน็ ปานนั้นแลว ทรงแผโอภาสแลวทรงทาํ ลายเปลือกไขคืออวชิ ชาดว ยพระคาถามอี าทิวา

พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 185 บุคคลพึงตดั ความรักของตน ดจุ เดด็ ดอกโกมทุ ในสารกาลดวยมือ แลว พอก พูนเฉพาะทางสนั ติเทานั้น พระนพิ พาน อันพระสุคต แสดงไวแลว. ภกิ ษนุ นั้ ทาํ ลายเปลอื กไขคืออวชิ ชาแลว บรรลพุ ระอรหัตในเวลาจบพระคาถา. จําเดมิ แตน้ัน ลกู ไกเ หลา นัน้ ยงั คามเขตใหงามเทย่ี วไปในคามเขตนัน้ ฉนั ใด ภกิ ษแุ มนเี้ ปน พระมหาขีณาสพบรรลผุ ลสมาบตั ิ อนั มนี ิพพานเปน อารมณแ ลว ยังสงั ฆารามใหง ามอยเู ที่ยวไปฉนั นัน้ . ทา นแสดงปหานะ ๔อยาง ในพระสูตรน้ี ดว ยประการฉะนี้. อยา งไร. กท็ า นแสดงปฏสิ ังขาปหานะดว ยการละตะปูตรึงใจท้ังหลาย ละกิเลศเครอื่ งรงึ รดั ใจท้งั หลาย แสดงวิขมั ภนปหานะ ดว ยอิทธิบาททง้ั หลาย แสดงสมุจเฉทปหานะ เมอ่ื มรรคมาแลวแสดงปฏิปส สทั ธปิ หานะ เม่ือผลมาแลว . คาํ ทเ่ี หลอื ในบททงั้ ปวง มีเนอื้ ความงายท้งั นัน้ ดงั น้.ี จบอรรถกถาเจโตขีลสตู รท่ี ๖

พระสตุ ตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 186 ๗. วนปตถสตู ร [๒๓๔] ขาพเจา ไดส ดับมาอยา งน้ี:- สมยั หน่ึง พระผูมพี ระภาคเจา ประทับอยู ณ วหิ ารเชตวนั อารามของทา นอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถ.ี ณ ท่นี ัน้ แล พระผูมพี ระภาคเจาตรสั เรียกภกิ ษุท้ังหลายวา ดกู อนภกิ ษุทงั้ หลาย ภิกษุเหลา นน้ั ทลู รับพระผูมพี ระภาคเจา แลว พระผูมีพระภาคเจา ไดตรัสวา ดูกอ นภกิ ษุทง้ั หลายเราจะแสดงวนปต ถปริยาย [เหตขุ องการอยูปาชฏั ] แกเธอท้งั หลาย เธอทง้ัหลายจงพึงปรยิ ายนนั้ จงใสใจใหดี เราจักกลาว. ภิกษเุ หลา นั้นทลู รับพระผูม ีพระภาคเจา แลว. [๒๓๕] พระผูม ีพระภาคเจาไดต รัสพระพทุ ธพจนนว้ี า ดกู อนภิกษทุ ้งัหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ยอ มเขา ไปอาศยั ปา ชฏั แหง ใดแหง หน่งึ อยู เมื่อเธอเขา ไปอาศัยปาชฏั น้นั อยู สตทิ ่ียงั ไมป รากฏ กไ็ มปรากฏ จติ ทีย่ งั ไมตง้ั มัน่ก็ไมต ้งั มั่น อาสวะท่ยี ังไมส้ินไป ก็ไมถ งึ ความสน้ิ ไป และภกิ ษนุ ้นั ไมไดบ รรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยางสงู ทยี่ ังไมบรรลดุ ว ย สวนปจ จยั เครื่องอุดหนุนชีวิต คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจ จยั เภสชั บริขารเหลาใด ท่ีบรรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจ จยั เหลา นัน้ ยอ มเกิดขน้ึ ไดโดยยาก.ดกู อ นภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุน้ันพึงพจิ ารณาเห็นดงั นวี้ า เราเขา มาอาศยั ปา ชัฏนี้อยู เมื่อเรานนั้ เขา มาอาศยั ปา ชัฏนอ้ี ยู สตทิ ย่ี ังไมปรากฏ กไ็ มป รากฏ จติ ที่ยังไมต้ังมั่น กไ็ มต งั้ มัน่ อาสวะท่ยี ังไมส ้ินไป ก็ไมถ ึงความสนิ้ ไป และเราไมไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ทีย่ ังไมบรรลดุ ว ย สว นปจจัยเครอ่ื งอดุ หนุนชวี ิต คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจยั เภสัช

พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 187บริขารเหลาใด ท่ีบรรพชติ จาํ ตอ งนาํ มาบรโิ ภค ปจจัยเหลานน้ั ยอมเกดิ ขนึ้ไดโดยยาก. ดูกอนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุนั้นควรหลกี ไปเสยี จากปาชัฏน้นั ในเวลากลางคนื หรอื ในเวลากลางวนั กต็ ามไมควรอยู. ตรสั เหตขุ องการอยปู าชฏั [๒๓๖] ดูกอนภิกษุท้งั หลาย กภ็ ิกษุในพระธรรมวินยั น้ี เขาไปอาศัยปา ชฏั แหงใดแหง หน่ึงอยู เม่อื เธอเขา ไปอาศยั ปาชัฏนน้ั อยู สตทิ ย่ี งั ไมปรากฏกไ็ มปรากฏ จิตท่ยี งั ไมต ัง้ ม่นั ก็ไมตั้งมน่ั อาสวะทยี่ ังไมส ิ้นไปกไ็ มถงึความสิ้นไป และภกิ ษุนนั้ ไมไดบรรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงท่ียงัไมบรรลดุ ว ย สวนปจ จยั เครอ่ื งอดุ หนุนชวี ติ คือ จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะและคลิ านปจ จยั เภสัชบรขิ ารเหลา ใด ทบี่ รรพชติ จาํ เปนตองนํามาบรโิ ภค ปจ จยัเหลา นั้น ยอมเกิดข้นึ โดยไมยาก. ดกู อนภกิ ษทุ ั้งหลาย ภิกษุนน้ั พึงพจิ ารณาเหน็ ดงั น้ีวา เราเขามาอาศยั ปา ชัฏน้อี ยู เมอื่ เรานั้นเขามาอาศัยปาชักน้ีอยู สติท่ยี งั ไมปรากฏก็ไมป รากฏ จิตท่ียงั ไมต ง้ั มัน่ ก็ไมตัง้ มน่ั อาสวะท่ียังไมสิน้ ไปก็ไมถงึ ความสน้ิ ไป และเราไมไ ดบ รรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงที่ยงัไมบ รรลดุ ว ย สวนปจ จัยเคร่อื งอดุ หนุนชวี ติ คือ จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะและคลิ านปจ จยั เภสัชบรขิ ารเหลาใด ท่บี รรพชิตจาํ ตองนาํ มาบรโิ ภค ปจจยัเหลา น้นั ยอ มเกิดขน้ึ ไดโดยไมย าก แตวา เราไมไดออกจากเรอื นบวชเปนบรรพ-ชิต เหตจุ วี ร เหตุบิณฑบาต เหตุเสนาสนะ เหตคุ ลิ านปจจยั เภสัชบริขารก็ครน้ั เปน เชน น้นั เม่ือเราเขา มาอาศัยปาชัฏน้อี ยู สติที่ยังไมป รากฏกไ็ มปรากฏ จิตทย่ี ังไมตง้ั มน่ั กไ็ มต ง้ั มน่ั อาสวะทย่ี งั ไมสน้ิ ไปก็ไมถึงความสน้ิ ไปและเราไมไ ดบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ที่ยังไมบ รรลุดวย. ด-ูกอนภิกษทุ ั้งหลาย ภิกษุนั้นแมร ูแลว ควรหลกี ไปเสียจากปาชัฏนั้น ไมควรอย.ู

พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 188 [๒๓๗] ดูกอนภิกษทุ ้งั หลาย ภิกษใุ นพระธรรมวินยั น้ี เขา ไปอาศยัปา ชฏั แหง ใดแหง หนงึ่ อยู เมื่อเธอเขา ไปอาศยั ปา ชัฏนน้ั อยู สติทีย่ ังไมป รากฏก็ปรากฏ จิตที่ยงั ไมต ง้ั ม่นั ก็ตั้งม่นั อาสวะทย่ี งั ไมส น้ิ ไปกถ็ ึงความส้นิ ไป และภกิ ษุนนั้ ยอ มไดบรรลธุ รรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงทีย่ ังไมบรรลดุ วยสว นปจจยั เครื่องอุดหนนุ ชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจัยเภสชั บรขิ ารเหลา ใด ทบ่ี รรพชิตจําตองนํามาบรโิ ภค ปจจัยเหลา นั้นยอ มเกิดขึ้นไดโดยยาก ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย ภกิ ษุนั้น พึงพิจารณาเหน็ ดังน้ีวาเราเขามาอาศัยปาชัฏนอี้ ยู เม่อื เรานนั้ เขา มาอาศยั ปาชฏั นีอ้ ยู สตทิ ย่ี งั ไมป รากฏก็ปรากฏ จติ ที่ยังไมตัง้ มนั่ ก็ตง้ั ม่นั อาสวะท่ยี งั ไมส นิ้ ไปกถ็ ึงความสิ้นไป และเรายอ มไดบรรลธุ รรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยางสูงทยี่ งั ไมบ รรลุดวย. สวนปจ จยั เครื่องอดุ หนุนชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจยัเภสัชบริขารเหลา ใด ทบี่ รรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจ จยั เหลา นนั้ ยอ มเกิดขึ้นไดโดยยาก. แตว า เราไมไดออกจากเรอื นบวชเปนบรรพชิต เหตุจีวร เหตุบณิ ฑบาต เหตเุ สนาสนะ เหตุคิลานปจ จัยเภสชั บริขาร กค็ รนั้ เปนเชน นน้ัเมือ่ เราเขามาอาศัยปาชฏั นอี้ ยู สติท่ยี งั ไมป รากฏกป็ รากฏ จติ ทย่ี ังไมต ้ังมน่ั กต็ ง้ัมัน่ อาสวะทีย่ ังไมส้นิ ไปกถ็ งึ ความสน้ิ ไป และเรายอ มไดบ รรลธุ รรมอันปลอด-โปรง จากโยคะอยา งสงู ที่ยงั ไมบรรลุดว ย. ดูกอ นภิกษุท้งั หลาย ภิกษุนั้นแมร ูแลว กค็ วรอยูในปา ชฏั นัน้ ไมควรหลีกไปเสยี . [๒๓๘] ดูกอ นภกิ ษทุ งั้ หลาย กภ็ กิ ษุในพระธรรมวินัยนี้ เขา ไปอาศัยปาชัฏแหง ใดแหงหนึง่ อยู เมือ่ เธอเขา ไปอาศัยปาชัฏน้ันอยู สติท่ยี ังไมปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยงั ไมต ัง้ มน่ั ก็ต้ังมัน่ อาสวะที่ยังไมส ิน้ ไปก็ถงึ ความส้ินไป และภกิ ษุนั้นไดบ รรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยางสูงทยี่ ังไมบรรลุดวย สว นปจ จัยเครื่องอดุ หนุนชวี ติ คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจัยเภสัช

พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 189บรขิ ารเหลา ใดท่ีบรรพชิตจาํ ตองนํามาบริโภค ปจจัยเหลา นัน้ ยอ มเกิดขนึ้ ไดโดยไมยาก. ดูกอนภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเหน็ ดงั นว้ี า เราเขา มาอาศัยปาชฏั นอ ย เมื่อเราน้นั เขามาอาศัยปา ชฏั นอ้ี ยู สตทิ ่ียงั ไมปรากฏกป็ รากฏจิตทีย่ ังไมตัง้ มัน่ กต็ ั้งม่ัน อาสวะท่ียังไมสิน้ ไปก็ถึงความสิ้นไป และเรายอมไดบ รรลุความปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงทีย่ ังไมบรรลดุ วย สว นปจจยั เครือ่ งอดุ หนนุ ชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจจยั เภสัชบรขิ ารเหลา ใด ท่ีบรรพชติ จําตอ งนาํ มาบรโิ ภคปจจัยเหลา น้นั ยอมเกดิ ขึน้ ไดโ ดยไมยาก. ดกู อนภิกษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษนุ ั้นควรอยูในปาชัฏน้ันจนตลอดชวี ิต ไมควรหลกี ไปเสยี . [๒๓๙] ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย ภกิ ษุในพระธรรมวินยั น้ี เขา ไปอาศัยบานแหง ใดแหงหนึ่งอย.ู . . เขาไปอาศยั นิคมแหงใดแหง หนง่ึ อย.ู . . เขา ไปอาศัยนครแหง ใดแหง หนง่ึ อย.ู ..เขาไปอาศัยชนบทแหง ใดแหง หนึง่ อย.ู . . เขา ไปอาศยับคุ คลใคบุคคลหนง่ึ อยู เม่อื เธอเขา ไปอาศัยบคุ คลนนั้ อยู สติทย่ี ังไมปรากฏก็ไมป รากฏ จิตที่ยงั ไมตงั้ มนั่ กไ็ มตง้ั ม่นั อาสวะทีย่ ังไมส ้ินไปกไ็ มถ ึงความส้ินไปและภกิ ษุนัน้ ไมไดบรรลธุ รรมอันปลอดโปรงจากโยคะอยางสงู ทย่ี ังไมบ รรลุดวยสวนปจ จัยเคร่ืองอดุ หนุนชวี ิต คอื จีวร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลาน-ปจจัยเภสชั บรขิ ารเหลา ใด ที่บรรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจจัยเหลา น้ันยอมเกดิ ข้ึนไดโ ดยยาก. ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภิกษุน้นั พึงพิจารณาเหน็ ดังน้วี าเราเขา มาอาศัยบคุ คลนอ้ี ยู เมอ่ื เรานน้ั เขา มาอาศยั บุคคลนอ้ี ยู สตทิ ยี่ ังไมปรากฏก็ไมปรากฏ จติ ที่ยังไมตงั้ มัน่ ก็ไมตั้งม่นั อาสวะทีย่ งั ไมสน้ิ ไปกไ็ มถ งึ ความส้นิ ไปและไมไดบ รรลธุ รรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยางสงู ที่ยังไมบ รรลุดวย สว นปจ จยั เครอ่ื งอุดหนุนชีวิต คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจ จัยเภสัชบรขิ ารเหลาใด ท่บี รรพชิตจําตองนํามาบริโภค ปจ จัยเหลา นนั้ ยอ มเกิด

พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 190ขน้ึ ไดโดยยาก. ดกู อ นภกิ ษทุ ้งั หลาย ภกิ ษุน้ันไมต อ งบอกบคุ คลนั้น ควรหลีกไปเสียในเวลากลางวนั หรือกลางคนื ไมค วรพัวพันกะบุคคลน้นั เลย. [๒๔๐] ดกู อ นภกิ ษุท้งั หลาย ก็ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นี้ เขาไปอาศัยบคุ คลใดบุคคลหนึง่ อยู เมอื่ เธอเขา ไปอาศัยบุคคลผนู ัน้ สติท่ยี ังไมป รากฏก็ไมปรากฏ จิตที่ยงั ไมตั้งมัน่ ก็ไมตง้ั ม่นั อาสวะท่ยี ังไมสนิ้ ไปก็ไมถ งึ ความสน้ิ ไปและภิกษนุ ้ันไมไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงทยี่ งั ไมบรรลดุ วยสวนปจ จัยเครอื่ งอดุ หนนุ ชวี ิต คอื จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ าน-ปจ จยั เภสชั บริขารเหลา ใด ท่ีบรรพชติ จาํ ตองนาํ มาบริโภค ปจจัยเหลา นัน้ยอ มเกดิ ขนึ้ ไดโ ดยไมย าก. ดูกอ นภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุนั้นพึงพจิ ารณาเห็นดังนวี้ าเราเขา มาอาศัยบุคคลน้ีอยู เมอื่ เรานัน้ เขามาอาศัยบคุ คลนอ้ี ยู สติทีย่ ังไมป รากฏก็ไมป รากฏ จติ ทย่ี งั ไมต ั้งม่ันกไ็ มตั้งมน่ั อาสวะทย่ี งั ไมส ิ้นไปก็ไมถงึ ความสิ้นไปและเราไมไ ดบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยางสงู ทย่ี งั ไมบ รรลดุ วย สว นปจ จยั เคร่อื งอุดหนุนชวี ติ คือ จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจจยัเภสัชบรขิ ารเหลาใด ทบ่ี รรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจจยั เหลา น้ันยอ มเกิดขึน้ ไดโ ดยไมย าก แตวา เราไมไดออกจากเรอื นบวชเปนบรรพชติ เหตจุ วี รเหตบุ ิณฑบาต เหตุเสนาสนะ เหตุคิลานปจ จัยเภสัชบรขิ าร ก็ครน้ั เปนเชนนนั้เม่ือเราเขา มาอาศัยบคุ คลน้อี ยู สตทิ ี่ยังไมป รากฏก็ไมป รากฏ จติ ทยี่ ังไมต ง้ั มัน่กไ็ มตง้ั มนั่ อาสวะที่ยังไมสน้ิ ไปกไ็ มถึงความสน้ิ ไป และเราไมไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ทย่ี ังไมบรรลดุ วย. ดูกอ นภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุนัน้ แมร ูแลว ไมต อ งบอกบคุ คลน้ัน ควรหลีกไปเสีย ไมค วรพวั พันกะบคุ คลน้ันเลย.

พระสุตตันตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 191 ตรัสเหตุเขาไปอาศัยคนใดคนหนึ่งอยู [๒๔๑] ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภิกษุในพระธรรมวนิ ัยนี้ เขา ไปอาศยับุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู เม่ือเธอเขา ไปอาศยั บคุ คลน้ันอยู สติท่ยี งั ไมปรากฏกป็ รากฏ จติ ท่ียังไมตงั้ ม่นั กต็ ้งั มน่ั อาสวะท่ยี ังไมสิน้ ไปกถ็ งึ ความสิ้นไป และภิกษนุ ั้นไดบ รรลธุ รรมอันปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงที่ยงั ไมบ รรลุดวย สว นปจ จยั เคร่ืองอดุ หนนุ ชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจ จัยเภสชั บริขารเหลา ใด ทีบ่ รรพชิตจําตอ งนํามาบรโิ ภค ปจ จัยเหลา นัน้ ยอมเกดิขึ้นไดโดยยาก. ดูกอนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุน้นั พึงพจิ ารณาเหน็ ดังนวี้ า เราเขามาอาศยั บุคคลนีอ้ ยู เมอ่ื เรานัน้ เขา มาอาศยั บุคคลนอี้ ยู สติทีย่ ังไมปรากฏก็ปรากฏ จิตท่ยี งั ไมต ัง้ มั่นก็ตงั้ ม่นั อาสวะทีย่ งั ไมส้ินไปก็ถึงความสน้ิ ไป และเราไดบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยางสงู ท่ยี ังไมบรรลุดวย สวนปจ จัยเคร่อื งอดุ หนนุ ชวี ิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจ จยเภสชับรขิ ารเหลา ใด ที่บรรพชิตจําตอ งนาํ มาบริโภค ปจจยั เหลา นน้ั ยอ มเกดิ ข้นึ ไดโดยยาก แตว าเราในไดออกจากเรือนบวชเปนบรรพชติ เหตจุ วี ร เหตุบิณฑบาตเหตุเสนาสนะ เหตคุ ิลานปจ จยเภสชั บริขาร ก็ครน้ั เปนเชน นน้ั เมื่อเราเขามาอาศัยบคุ คลน้อี ยู สตทิ ี่ยังไมปรากฏก็ปรากฏ จิตทีย่ ่ิงไมต ้ังมนั่ ก็ตงั้ มนั่ อาสวะทย่ี ังไมส ิน้ ไปกถ็ งึ ความส้ินไป และเราไดบ รรลธุ รรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ทีย่ ังไมบ รรลุดว ย. ดูกอนภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุน้นั แมรแู ลวกค็ วรพัวพนักะบคุ คลนั้น ไมค วรหลีกไปเสีย. [๒๔๒] ดกู อนภิกษุท้งั หลาย ก็ภกิ ษุในพระธรรมวินยั นี้ เขา ไปอาศยั บุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู เม่อื เธอเขา ไปอาศัยบุคคลนนั้ อยู สติทยี่ ังไมปรากฏก็ปรากฏ จติ ท่ยี ังไมตง้ั มัน่ ก็ตง้ั มน่ั อาสวะท่ียงั ไมสน้ิ ไปกถ็ ึงความสนิ้ ไป

พระสตุ ตันตปฎ ก มัชฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 192และภิกษุนัน้ ไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ที่ยงั ไมบรรลดุ ว ยสวนปจ จยั เคร่อื งอุดหนนุ ชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลาน-ปจจยเภสัชบริขารเหลาใด ท่ีบรรพชิตจําตองนาํ มาบริโภค ปจ จัยเหลานั้นยอ มเกิดขึ้นไดโ ดยไมยาก. ดูกอ นภกิ ษุทั้งหลาย ภิกษุนัน้ พึงพิจารณาเหน็ ดงั นี้วาเราเขามาอาศยั บุคคลนอี้ ยู เม่ือเรานน้ั เขามาอาศยั บคุ คลนอ้ี ยู สตทิ ย่ี งั ไมป รากฏกป็ รากฏ จติ ทย่ี ังไมตัง้ ม่ันก็ต้ังม่นั อาสวะที่ยังไมส ิน้ ไปก็ถึงความสิ้นไป และเราไดบรรลธุ รรมอันปลอดโปรงจากโยคะอยา งสงู ที่ยังไมบรรลดุ วย สวนปจจยัเครื่องอดุ หนนุ ชีวิต คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจยเภสชับริขารเหลา ใด ทีบ่ รรพชติ จําตองนํามาบรโิ ภค ปจ จัยเหลานั้นยอ มเกดิ ข้นึ ไดโดยไมย าก ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษนุ ้ันควรพัวพนั อยูกะบคุ คลนั้นจนตลอดชวี ิต ไมควรหลีกไปเสยี แมจะถูกขับไลก็ตาม. พระผูมีพระภาคเจาไดต รสั พระพทุ ธพจนน ้แี ลว ภิกษุเหลานั้นมใี จชืน่ ชมยินดีพระภาษิตของพระผูมีพระภาคเจาแลวแล. จบ วนปต ถสูตร ที่ ๗

พระสตุ ตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 193 อรรถกถาวนปตถปรยิ ายสตู ร วนปต ถปริยานสูตร มีคาํ เริม่ ตน วา ขาพเจา ไดสดับมาดงั น้ี :- บทวา วนปตฺถปรยิ าย ไดแก เหตุของการอยูป าชัฏหรือ การแสดงการอยปู า ชฏั . บทวา วนปตฺถ นิสฺสาย วิหรติ ความวา ภิกษุอาศยัเสนาสนะในราวปา อนั พนจากส่ิงแวดลอ มของมนุษย ประพฤตสิ มณธรรมอย.ูในบทวา อนุปฏ ติ า เปนตน มีอธบิ ายวา เมือ่ เธอแมเ ขาไปอาศัยปาชัฏน้นั อยู สตทิ ่ียงั ไมป รากฏในกาลกอ น กไ็ มป รากฏ จิตท่ียงั ไมต ้ังมนั่ ในกาลกอ นก็ไมต ั้งม่ัน อาสวะท้ังหลายที่ยังไมส้ินไปในกาลกอ น กไ็ มถงึ ความสิ้นไป และภกิ ษุน้ันไมไดบ รรลุอรหัต กลา วคือ ความปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงที่ยังไมบรรลใุ นกาลกอน. บทวา ชวี ติ ปริกฺขารา คอื เคร่อื งบํารงุ ชีวติ . บทวาสมทุ าเนตพฺพา ไดแ ก อันพึงนํามาพรอม. บทวา กสิเรน สมุทาคจฉฺ นตฺ ิคือ เกดิ ข้ึนโดยยาก. บทวา รตตฺ ิภาค วา ทวิ สภาค วา ไดแก ในสวนกลางคืน หรือในสวนกลางวัน. ก็ในทนี่ ั้น ภิกษุพจิ ารณาอยูในสว นกลางคืนรแู ลว ควรหลีกไปในกลางคืนน้นั เทียว ครั้นเมื่อทางเปล่ยี วแหงสตั วด ุรา ยเปน ตนในกลางคนื มอี ยู ควรรออรุณข้นึ รูในสว นกลางวนั ควรหลกี ไปในกลางวันเทียวครั้นเมื่อทางเปลยี่ วในกลางวนั มอี ย.ู ก็ควรรอพระอาทติ ยตก. บทวา ส ขาปความวา รูความที่สมณธรรมไมสําเร็จอยางน.้ี บทวา อนนฺตรวาเร ปนส ขาป ความวา รูค วามทีส่ มณธรรมสาํ เร็จอยา งนี้. บทวา ยาวชีว ความวาชวี ิตยงั เปนไปตราบใด ควรอยูตราบนนั้ เทยี ว. บทวา โส ปคุ ฺคโล เชอื่ มกบับทน้ีวา นานพุ นฺธติ พโฺ พ. กใ็ นบทวา อนาปุจฺฉา มอี ธิบายวา ภิกษุน้ัน

พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 194ไมตอ งบอกบุคคลน้นั ควรหลกี ไปเสีย. บทวา ส ขาป ความวา ภิกษุรคู วามที่สมณธรรมไมส ําเร็จอยางนี้ ไมค วรพัวพนั กับบคุ คลน้ัน ควรบอกบคุ คลน้นัหลกี ไปเสีย. บทวา อป สมชุ ฺชมาเนนป ไดแก แมจ ะถกู ฉดุ ครา ก็ตาม. ก็บุคคลเห็นปานน้ี แมถา จะใหนาํ ไมรอยกํา น้ํารอยหมอ หรอื ทราบรอ ยถงุ หรอื ใหฉุดคราวา เจา อยา อยใู นที่น้ี ก็ควรใหบ ุคคลนน้ั ขอโทษ พึงอยูตลอดชีพนัน้เทยี วแล. จบ อรรถกถาวนปต ถปริยายสตู ร ที่ ๗

พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 195 ๘. มธปุ ณ ฑิกสตู ร [๒๔๓] ขา พเจา ไดส ดบั มาอยางน้ี :- สมัยหนง่ึ พระผมู พี ระภาคเจาประทบั อยู ณ นิโครธาราม เขต-พระนครกบลิ พสั ดุ ในสกั กชนบท. ครงั้ น้นั เปนเวลาเชา พระผูมพี ระภาคเจาทรงนงุ แลว ทรงถอื บาตรและจวี ร เสด็จเขา ไปสพู ระนครกบิลพสั ดุ เพอ่ืบณิ ฑบาต. ครัน้ เสร็จจากการเสดจ็ เที่ยวไปบณิ ฑบาตแลว เสด็จเขาไปยังปามหาวัน เพือ่ ทรงพักในเวลากลางวัน ครั้นถงึ แลว จงึ ประทับนง่ั พักกลางวนัณ โคนตน มะตมู หนมุ . แมทัณฑปาณศิ ากยะ กาํ ลงั เสด็จเท่ยี วเดนิ เลน ไดเสด็จเขา ไปยังปา มหาวัน เขาไปเฝา พระผูมีพระภาคเจายงั ตนมะตมู หนมุ ไดปราศรัยกบั พระผมู ีพระภาคเจา ครัน้ ผานการปราศรยั พอใหระลึกถงึ กันไปแลวไดย ืนยันไมเทา ณ ทค่ี วรสวนขางหนงึ่ แลว ไดทลู ถามวา พระสมณะมปี รกติกลา วอยา งไร มปี กติบอกอยา งไร. พระผูมีพระภาคเจา ตรัสตอบวา ดูกอ นผูมีอายุ บคุ คลมปี กติกลาวอยา งไร จงึ จะไมโตเถียงกนั กบั ผใู ดผหู น่งึ ในโลก พรอมทงั้ เทวโลก มารโลกพรหมโลก ในหมสู ตั ว พรอมทง้ั สมณะ พราหมณ เทวดา และมนุษย ดาํ รงอยใู นโลก และสัญญาท้งั หลายจะไมค รอบงําพราหมณผูอยูปราศจากกามท้ังหลายนั้น ผูไ มลังเล ผูตัดความคะนองไดแลว ผปู ราศจากตณั หาในภพนอ ยภพใหญไดอยางไร เรามีปกติกลา วอยางน้ัน มีปรกตบิ อกอยางนน้ั . เมอ่ื พระผูม ีพระภาคเจา ตรัสอยางนีแ้ ลว ทัณฑปาณศิ ากยะไดส่นั ศีรษะ แลบล้นิ ทาํหนา ผากยนเปน ๓ รอย ถือไมเ ทายนั หลีกไป.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 196 ตรสั ตอบปญหาทัณฑปาณศิ ากยะ [๒๔๔] ครง้ั นนั้ เวลาเยน็ พระผูมพี ระภาคเจา เสด็จออกจากที่หลีกเรน แลวเสด็จเขาไปยงั นโิ ครธาราม ประทบั ณ อาสนะท่ีเขาจดั ถวายคร้ันแลว ตรัสเรยี กภกิ ษทุ ง้ั หลายมารบั สัง่ วา ดกู อ นภกิ ษุทง้ั หลาย เราจะเลาใหฟ ง เวลาเชา เรานงุ แลว ถือบาตรและจวี ร เขาไปสพู ระนครกบิลพัสดเุ พอ่ืบณิ ฑบาต คร้นั เสรจ็ จากการเทย่ี วไปบณิ ฑบาตแลว เขา ไปยังปามหาวนั เพ่ือพักในเวลากลางวนั ครัน้ ถงึ แลว จึงนั่งพกั กลางวนั ณ โคนตน มะตมู หนุม.ดกู อ นภกิ ษทุ ้งั หลาย แมท ัณฑปาณศิ ากยะเสดจ็ เที่ยวเดินเลน ไดเขาไปยังปามหาวนั คร้นั แลวเขาไปหาเรายงั ตน มะตูมหนมุ ไดป ราศรัยกับเรา คร้นั ผานการปราศรัยพอใหร ะลึกถึงกนั ไปแลว ไดย ืนยันไมเทา ณ ท่คี วรสว นขา งหน่งึและไดถ ามเราวา พระมหาสมณะมีปรกติกลา วอยางไร มปี กตบิ อกอยางไรดูกอ นภิกษุทั้งหลาย เม่อื ทัณฑปาณศิ ากยะกลาวอยา งนนั้ แลว เราไดตอบวาดกู อนผูมีอายุ บคุ คลมีปกติกลาวอยางไร จึงจะไมโตเ ถยี งกันกับผใู ดผูห น่ึงในโลก พรอ มทง้ั เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตว พรอมทั้งสมณะพราหมณ เทวดาและมนุษย ดาํ รงอยูในโลก อนงึ่ สญั ญาทงั้ หลายจะไมค รอบงาํพราหมณผ ูปราศจากกามท้งั หลายน้ัน ผไู มล ังเล ผูตัดความคะนองไดแลวผูป ราศจากตณั หาในภพ นอยภพใหญไ ดอยางไร เรามปี รกตกิ ลา วอยา งนั้น มีปกตบิ อกอยา งน้ัน. เม่ือเรากลาวอยางนแี้ ลว ทณั ฑปาณิศากยะส่นั ศรี ษะแลบลิน้ ทาํ หนาผากยน เปน ๓ รอย ถือไมเ ทา ยันหลกี ไป [๒๔๕] เมอ่ื พระผูมีพระภาคเจา ตรัสอยา งน้แี ลว ภิกษรุ ูปหน่ึงไดทลูถามขึ้นวา ขาแตพ ระองคผ เู จริญ พระผูม ีพระภาคเจามปี รกติตรัสอยางไรจงึ ไมโ ตเ ถียงกับผูใดผหู นงึ่ ในโลก พรอ มทงั้ เทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมสู ัตว พรอมท้งั สมณะพราหมณ เทวดาและมนุษย ดํารงอยใู นโลก

พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 197อน่งึ สัญญาท้งั หลายจะไมค รอบงาํ พราหมณผ ปู ราศจากกามทงั้ หลายน้ัน ผูไมลงั เล ผตู ัดความคะนองไดแลวผปู ราศจากตณั หาในภพนอ ยภพใหญไ ดอยา งไร. พระผมู พี ระภาคเจา ตรัสตอบวา ดกู อนภกิ ษุ สวนแหง สัญญาเครือ่ งเนน่ิ ชา ยอ มครอบงําบุรษุ เพราะเหตุใด ถาการท่ีบคุ คลจะเพลดิ เพลิน ยึดถอืกลํา้ กลนื ไมมใี นเหตุนั้น อันน้เี ทียวเปน ท่ีสดุ แหงราคานุสยั เปนท่สี ดุ แหงปฏิ-ฆานุสยั เปน ท่สี ุคแหงทิฏฐานุสัย เปนทสี่ ดุ แหง วจิ กิ จิ ฉานุสัย เปนทสี่ ุดแหงมานานสุ ยั เปนทส่ี ดุ แหงภวราคานสุ ัย เปนท่ีสุดแหง อวชิ ชานสุ ยั เปนท่ีสดุแหงการจบั ทอ นไม การจบั ศาสตรา การทะเลาะ การถือผิด การโตเถยี งการดา วา การสอเสยี ดยยุ ง และการกลาวเท็จ อกุศลธรรมอนั ลามกเหลา นี้ยอมดบั ไปโดยไมเหลอื ในเพราะเหตุนัน้ . ครนั้ พระผูมีพระภาคเจาผสู ุคตเจา ไดตรัสดงั นแ้ี ลว กเ็ สด็จลกุ จากอาสนะเขาท่ปี ระทับเสีย. ทรงแสดงอุเทศโดยยอ [๒๔๖] ครั้นเมอ่ื พระผมู พี ระภาคเจาเสด็จหลกี ไปไมนาน ภิกษเุ หลาน้นั ก็บงั เกิดความสงสัยวา ดกู อนทา นผมู ีอายทุ ัง้ หลาย พระผูม ีพระภาคเจาทรงแสดงอุเทศนไี้ วโ ดยยอ วา ดกู อนภกิ ษุท้งั หลาย สว นแหงสญั ญาเคร่ืองเนิ่นชา ยอมครอบงําบรุ ุษเพราะเหตุใด ถา การทบ่ี คุ คลจะเพลิดเพลนิ ยดึ ถือกลํา้ กลืน ไมม ใี นเหตุน้นั อันน้เี ทยี วเปนที่สดุ แหง ราคานุสยั เปน ท่สี ุดแหงปฏิฆานุสยั เปน ท่สี ุดแหงทิฏฐานุสยั เปนทีส่ ดุ แหงวิจิกิจฉานุสัย เปน ทส่ี ุดแหงมานานุสัย เปน ท่สี ดุ แหงภวราคานุสยั เปนทสี่ ดุ แหงอวิชชานสุ ยั เปน ที่สุดแหง การจับทอนไม การจับศาสตรา การทะเลาะ การถอื ผดิ การโตเ ถียงการดาวา การสอ เสยี ดยยุ ง และการกลาวเท็จ อกศุ ลธรรมอันลามากเหลาน้ียอมดับไปโดยไมเหลอื ในเพราะเหตุน้ัน แลวไมท รงช้ีแจงเน้ือความใหพิสดาร

พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 198เสด็จลุกจากอาสนะเขา ท่ีประทับเสยี ใครหนอ จะชีแ้ จงเน้อื ความแหงอเุ ทศท่ีพระผมู พี ระภาคเจา ทรงแสดงไวโ ดยยอ ไมท รงช้ีแจงโดยพิสดารใหพ สิ ดารไดลําดบั นั้น ภิกษเุ หลานน้ั ก็บงั เกิดความคดิ วาทานพระมหากจั จานะนีแ้ ล อันพระศาสดาทรงยกยอ งแลว และเพ่ือนพรหมจรรยผ รู สู รรเสรญิ แลว และทานพระมหากัจจานะ สามารถจะชแ้ี จงเน้ือความแหง อเุ ทศที่พระผมู พี ระภาคเจาทรงแสดงไวโ ดยยอ ไมท รงช้แี จงโดยพิสดาร ใหพ ิสดารได ผฉิ ะน้นั เราทง้ัหลายควรพากันไปหาทานมหากัจจานะถึงท่อี ยู แลวสอบถามเนือ้ ความนี้กะทานพระมหากัจจานะ. ลาํ ดับนน้ั ภิกษเุ หลา นน้ั ไดเ ขา ไปหาทา นพระมหากจั จานะถึงท่อี ยู ไดป ราศรยั กบั ทานพระมหากจั จานะ ครั้นผานการปราศรัยพอใหร ะลึกถึงกันไปแลว พากนั น่งั ณ ท่ีควรสว นขา งหนง่ึ และพดู กะทานมหากัจจานะวาขาแตท า นพระกจั จานะ พระผมู ีพระภาคเจาทรงแสดงอุเทศนไี้ วโดยยอ วาดกู อ นภิกษุ สวนแหง สัญญาเครอ่ื งเน่ินชา ยอมครอบงําบุรุษเพราะเหตุใดถา การทบี่ ุคคลจะเพลิดเพลนิ ยดึ ถือ กลา้ํ กลนื ไมมีในเหตุน้ัน อันน้ีเทยี วเปนทส่ี ุดแหง ราคานสุ ัย เปน ทสี่ ุดแหง ปฏฆิ านสุ ัย เปนทสี่ ุดแหงทฏิ ฐานุสยัเปนที่สุดแหง วจิ ิกจิ ฉานสุ ัย เปน ท่สี ดุ แหง มานานุสยั เปนท่สี ุดแหงภวราคานุสัยเปน ที่สดุ แหงอวิชชานสุ ยั เปน ทส่ี ดุ แหง การจับทอ นไม การจบั ศาสตรา การทะเลาะ การถอื ผดิ การโตเ ถยี ง การดาวา การสอ เสยี ดยยุ ง และการกลา วเท็จ อกศุ ลธรรมเหลา นีย้ อ มดบั ไปโดยไมเ หลือ ในเพราะเหตุนัน้ แลวไมทรงชีแ้ จงเนอื้ ความใหพ สิ ดาร เสดจ็ ลกุ จากอาสนะเขา ที่ประทบั เสยี ขา แตทา นพระกจั จานะ เม่ือพระผมู พี ระภาคเจาทรงหลีกไปไมน าน พวกผมไดบังเกิดความสงสยั วา ดูกอ นทา นผูม อี ายุทงั้ หลาย พระผมู ีพระภาคเจาทรงแสดงอเุ ทศนไ้ี วโดยยอ แลวไมทรงชแี้ จงเนือ้ ความใหพิสดาร เสด็จลกุ จากอาสนะเขาท่ีประทบั เสยี ใครหนอจะช้ีแจงเน้อื ความแหง อเุ ทศท่ีพระผูมพี ระภาคเจาทรง




Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook