พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 151วาระแหง พระราชาใหเปนตนถงึ เจด็ วาระแลว ทรงกระทําคําถามเพือ่ ใหจ บถอ ยคาํในทน่ี .้ี ก็ครัน้ กลาววา ไมส ามารถถึงเจ็ดคนื เจ็ดวันได จงึ มคี ําถามความสุขหกคนื หกวนั หาคนื หาวัน สค่ี ืนส่วี นั ดงั น้.ี แตใ นพุทธวาระ ครนั้ ตรสัถงึ เจด็ คนื เจ็ดวนั จะตรัสอีกวา หกคืนหกวนั หาคนื หา วัน ส่คี ืนสว่ี ัน ก็จะไมเปนทอี่ ัศจรรย เพราะฉะนัน้ จึงตรสั รวมเปนอนั เดยี วกันแลว ทรงกระทําเทศนา. บททีเ่ หลือในบททั้งหมดมคี วามงายทง้ั นั้นแล. จบอรรถกถาจุลลทกุ ขักขันธสตู รท่ี ๔.
พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 152 ๕. อนุมานสูตร [๒๒๑] ขาพเจา ไดสดบั มาอยา งนี้ :- สมัยหนง่ึ ทานพระมหาโมคคลลานะพาํ นักอยู ณ เภสกฬาวัน อนั เปนสถานทีใ่ หอภยั แกเ นื้อ ตําบลสงุ สุมารคิระ ภัคคชนบท ณ ท่นี ้นั แล ทานพระมหาโมคคลั ลานะเรยี กภกิ ษทุ ้งั หลายวา ดูกอนภกิ ษุทั้งหลายผมู อี ายุ ภกิ ษุเหลา นนั้ รับคาํ ของทานพระมหาโมคคัลลานะแลว. [๒๒๒] ทา นพระมหาโมคคัลลานะไดกลาววา ดกู อนทา นผูมีอายุทง้ัหลาย ถาแมภกิ ษุปวารณาไววา ขอทานจงวา กลาวขา พเจา ๆ เปน ผูควรทีท่ านจะวากลา วได แตภกิ ษุน้ันเปนคนวายาก ประกอบดวยธรรมทท่ี าํ ใหเ ปน คนวายาก เปนผไู มอดทนไมร ับคําพร่ําสอนโดยเคารพ เม่อื เปนเชนน้ี เพอ่ื นพรหมจรรยตางไมสาํ คัญภิกษนุ นั้ วา ควรวากลาว ควรพร่ําสอน ทง้ั ไมส ําคัญวา ควรถึงความไววางใจในบคุ คล นัน้ ได. ดูกอ นทา นผูมอี ายุทงั้ หลายก็ธรรมท่ที ําใหเปน คนวายากเปน ไฉน. ดูกอ นทา นผมู อี ายุท้งั หลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นี้ ๑. เปนผูม คี วามปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหง ความปรารถนาลามกแมข อ ทีภ่ ิกษุเปน ผูมคี วามปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหงความปรารถนาลามกน้กี เ็ ปน ธรรมท่ที ําใหเปน คนวา ยาก. ๒. ดูกอ นทานผมู ีอายุท้งั หลาย อีกประการหนึ่ง ภกิ ษุเปน ผูยกตนขมผูอน่ื แมขอ ทภี่ ิกษเุ ปน ผูยกตนขม ผอู ืน่ นี้กเ็ ปนธรรมทท่ี ําใหเปนคนวายาก. ๓. ดูกอนทา นผมู อี ายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึ่ง ภิกษเุ ปน คนมกัโกรธ อันความโกรธครอบงําแลว แมข อท่ภี ิกษุเปน คนมักโกรธ อนั ความโกรธครอบงาํ แลว นก้ี เ็ ปน ธรรมทที่ ําใหเปนคนวายาก.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 153 ๔. ดกู อนทา นผมู ีอายทุ ้งั หลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเปนคนมกัโกรธ ผกู โกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ แมข อทภ่ี ิกษุเปน คนมกั โกรธ ผกูโกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ น้กี เ็ ปนธรรมทที่ าํ ใหเ ปน คนวา ยาก. ๕. ดกู อนทา นผูม ีอายทุ ั้งหลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษุเปนคนมกั โกรธมักระแวงจัด เพราะความโกรธเปน เหตุ แมข อทภี่ กิ ษเุ ปนคนมกั โกรธ มักระแวง นกี้ ็เปน ธรรมทท่ี ําใหเ ปนคนวา ยาก. ๖. ดูกอนทานผูม ีอายุทั้งหลาย อกี ประการหนงึ่ ภิกษเุ ปน คนมกั โกรธเปลงวาจาใกลต อความโกรธ แมข อทีภ่ ิกษเุ ปน คนมักโกรธ เปลง วาจาใกลตอความโกรธ นีก้ ็เปนธรรมทที่ ําใหเ ปนคนวา ยาก. ๗. ดกู อ นทา นผมู อี ายุทงั้ หลาย อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษถุ กู ภกิ ษุผูเปนโจทกฟ อ ง กลบั โตเ ถียงโจทก แมข อ ท่ภี ิกษุถูกภกิ ษผุ ูเ ปนโจทกฟอ ง กลบัโตเ ถยี งโจทก นี้กเ็ ปนธรรมที่ทาํ ใหเ ปน คนวา ยาก. ๘. ดกู อ นทานผูมีอายุทัง้ หลาย อกี ประการหนึง่ ภิกษุถูกภิกษุผูเ ปนโจทกฟ อ ง กลับรุกรานโจทก แมข อ ท่ีภิกษถุ กู ภิกษผุ ูเปน โจทกฟอ ง กลับรกุ รานโจทก นก้ี ็เปน ธรรมทท่ี ําใหคนวา ยาก. ๙. ดกู อนทานผูมีอายทุ งั้ หลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุถกู ภิกษผุ เู ปนโจทกฟอง กลบั ปรกั ปราํ โจทก แมข อท่ภี กิ ษถุ ูกภกิ ษผุ เู ปนโจทกฟ อ ง กลับปรักปรําโจทก นก้ี เ็ ปน ธรรมทท่ี ําใหเปนคนวา ยาก. ๑๐. ดกู อ นทานผมู อี ายุท้งั หลาย อีกประการหน่งึ ภิกษถุ ูกภิกษุผเู ปนโจทกฟ อ ง กลับเอาเรื่องอน่ื มากลบเกลอ่ื น พูดนอกเร่ือง แสดงความโกรธความมุงราย และความไมเ ชือ่ ฟงใหปรากฏ แมขอ ท่ีภกิ ษุถกู ภิกษุผูเ ปน โจทกโจทกฟอง กลบั เอาเรอื่ งอืน่ มากลบเกลอ่ื น พูดนอกเรื่อง แสดงความโกรธ
พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 154ความมุงราย และความไมเ ช่อื ฟง ใหปรากฏ นก้ี ็เปน ธรรมทีท่ าํ ใหเ ปน คนวายาก. ๑๑. ดูกอ นทานผมู อี ายุทัง้ หลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษุถกู ภกิ ษุผูเ ปนโจทกฟ อง ไมพ อใจตอบในความประพฤติ แมข อท่ีภกิ ษถุ ูกภิกษผุ เู ปนโจทกฟอง ไมพ อใจตอบในความประพฤติ นกี้ เ็ ปน ธรรมท่ีทาํ ใหเปนคนวายาก. ๑๒. ดูกอนทา นผมู ีอายทุ ั้งหลาย อีกประการหน่ึง ภิกษเุ ปน คนลบหลู ตเี สมอ แมข อ ที่ภกิ ษเุ ปน คนลบหลู ดเี สมอ นี้ก็เปน ธรรมที่ทาํ ใหเปนคนวายาก. ๑๓. ดูกอนทานผูมีอายุทงั้ หลาย อีกประการหนึ่ง ภกิ ษเุ ปนคนริษยาเปน คนตระหนี่ แมขอ ท่ีภกิ ษเุ ปนคนรษิ ยา เปน คนตระหน่ี น้ีกเ็ ปน ธรรมที่ทาํ ใหเปนคนวายาก. ๑๔. ดกู อนทานผมู ีอายุทั้งหลาย อกี ประการหนึ่ง ภกิ ษเุ ปนคนโออวดเจา มายา แมข อ ทภ่ี กิ ษเุ ปนคนโออวด เจา มายา น้กี ็เปนธรรมทที่ าํ ใหเปน คนวายาก. ๑๕. ดกู อนทานผมู ีอายทุ งั้ หลาย อีกประการหนง่ึ ภิกษุเปน คนกระดางดูหม่ินผอู ื่น แมขอทีภ่ ิกษุเปน คนกระดาง ดหู ม่ินผูอนื่ นี้กเ็ ปน ธรรมทท่ี าํ ใหเ ปน คนวา ยาก. ๑๖. ดูกอ นทา นผมู ีอายทุ ้ังหลาย อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษุเปนคนถือแตความเหน็ ของตน ถือร้ัน ถอนไดยาก แมขอทภี่ กิ ษเุ ปนคนถอื แตค วามเห็นของตน ถอื รน้ั ถอนไดย าก นี้กเ็ ปน ธรรมท่ที ําใหเปนคนวายาก. ดกู อนทา นผมู ีอายุทง้ั หลาย ธรรมเหลา นี้ เรียกวา ธรรมทท่ี ําใหเ ปนคนวายาก.
พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 155 ธรรมทําความเปน คนวา งาย [๒๒๓] ถาแมภ ิกษไุ มป วารณาไวว า ขอทา นจงวากลาวขาพเจา ๆเปน ผคู วรที่ทา นจะวา กลา วได แตภกิ ษุนน้ั เปนคนวา งา ย ประกอบดว ยธรรมทที่ ําใหเปนคนวางา ย เปน ผอู ดทน รบั คําพราํ่ สอนโดยเคารพ เม่อื เปน เชนนี้เพ่อื นพรหมจรรยตางสําคญั ภกิ ษนุ น้ั วา ควรวากลาวได ควรพรํา่ สอนได ทั้งสาํ คญั วาควรถงึ ความไววางใจในบคุ คลนัน้ ได. ดูกอนทา นผูม อี ายุทง้ั หลายกธ็ รรมทท่ี าํ ใหเ ปน คนวางาย เปนไฉน. ดูกอนทา นผูมีอายทุ งั้ หลาย ภิกษุในพระธรรมวนิ ัยนี้ ๑. ไมเ ปนผมู ีความปรารถนาลามก ไมลุอํานาจแหงความปรารถนาลามก แมข อ ทภี่ ิกษุไมเปนผูม ีความปรารถนาลามก ไมล ุอาํ นาจแหงความปรารถนาลามก น้ีกเ็ ปน ธรรมทท่ี ําใหเ ปนคนวางาย. ๒. ดูกอ นทานผูมีอายุท้งั หลาย อกี ประการหนง่ึ ภิกษุไมเปน ผยู กตนไมข ม ผอู ่นื แมข อ ทีภ่ กิ ษุไมเ ปนผูยกตน ไมข มผูอ่นื นกี้ ็เปนธรรมทีท่ าํ ใหเปนคนวางา ย. ๓. ดกู อนทา นผูมอี ายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษไุ มเปนคนมักโกรธ อนั ความโกรธไมครอบงําแลว แมข อท่ภี ิกษุไมเปน คนมกั โกรธ อันความโกรธไมครอบงาํ แลว นีก้ เ็ ปนธรรมท่ีทําใหเ ปน คนวางาย. ๔. ดกู อนทา นผูม ีอายุทงั้ หลาย อีกประการหนึง่ ภกิ ษไุ มเปน คนมกัโกรธ ไมผ กู โกรธ เพราะความโกรธเปนเหตุ แมขอท่ีภกิ ษไุ มเปน คนมกั โกรธไมผ กู โกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ นีก้ ็เปนธรรมที่ทาํ ใหเ ปนคนวา งาย. ๕. ดูกอ นทานผมู อี ายทุ ั้งหลาย อีกประการหน่ึง ภกิ ษุไมเปน คนมักโกรธ ไมม ักระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตุ แมขอทีภ่ กิ ษุไมเ ปนคน
พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 156มกั โกรธ ไมมกั ระแวงจดั เพราะความโกรธเปน เหตุ น้ีก็เปนธรรมท่ีทาํ ใหเปน คนวางา ย. ๖. ดูกอนทา นผมู ีอายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษไุ มเ ปนคนมักโกรธ ไมเ ปลง วาจาใกลต อ ความโกรธ แมข อ ท่ีภกิ ษไุ มเ ปน คนมกั โกรธ ไมเปลง วาจาใกลต อ ความโกรธ นี้กเ็ ปน ธรรมท่ที าํ ใหเปนคนวางา ย. ๗. ดูกอ นทานผมู ีอายทุ งั้ หลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษุถูกภกิ ษผุ ูเปนโจทกฟ อง ไมโ ตเ ถียงโจทก แมข อ ทภ่ี กิ ษุถูกภิกษผุ เู ปนโจทกฟอง ไมโ ตเ ถียงโจทก น้กี เ็ ปน ธรรมที่ทําใหเปน คนวางา ย. ๘. ดกู อนทา นผูมอี ายุท้งั หลาย อีกประการหนง่ึ ภกิ ษุถกู ภิกษผุ ูเปนโจทกฟอง ไมร ุกรานโจทก แมขอที่ภกิ ษุถูกภกิ ษผุ ูเปน โจทกฟอง ไมร กุ รานโจทก นก้ี ็เปนธรรมท่ที ําใหเ ปน คนวา งา ย. ๙. ดกู อ นทา นผูม อี ายุทัง้ หลาย อกี ประการหนึ่ง ภิกษถุ กู ภกิ ษผุ เู ปนโจทกฟ อง ไมป รักปรําโจทก แมขอ ท่ภี ิกษถุ กู ภิกษุผูเปนโจทกฟ อง ไมป รัก-ปรําโจทก น้กี เ็ ปนธรรมทท่ี ําใหเปน คนวา งา ย. ๑๐. ดกู อ นทานผูมีอายุทั้งหลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษุถกู ภิกษุผเู ปนโจทกฟ อ ง ไมเอาเรื่องอ่ืนมากลบเกล่ือน ไมพูดนอกเรื่อง ไมแ สดงความโกรธความมงุ ราย และความไมเ ชือ่ ฟง ใหป รากฏ แมขอท่ีภิกษุถกู ภกิ ษผุ ูเปน โจทกฟอง ไมเอาเรือ่ งอื่นมากลบเกลือ่ น ไมพ ูดนอกเรื่อง ไมแสดงความโกรธความมุงราย และความไมเช่ือฟง ใหป รากฏ น้กี เ็ ปนธรรมทีท่ าํ ใหเปนคนวางา ย.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 157 ๑๑. ดูกอ นทานผมู ีอายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึง่ ภกิ ษถุ กู ภกิ ษผุ ูเปนโจทกฟ อง พอใจตอบในความประพฤติ แมขอทีภ่ ิกษุถูกภิกษผุ เู ปน โจทกฟอง พอใจตอบในความประพฤติ น้ีก็เปนธรรมทที่ าํ ใหเปนคนวา งาย. ๑๒. ดูกอนทา นผูมอี ายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหน่ึงภิกษุไมเ ปนคนลบหลูไมต เี สมอ แมขอ ที่ภกิ ษุไมเ ปนคนลบหลู ไมด ีเสมอ น้กี ็เปน ธรรมทท่ี าํ ใหเปนคนวา งา ย. ๑๓. ดูกอ นทานผมู อี ายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภกิ ษุไมเปน คนริษยาไมเปน คนตระหนี่ แมขอ ท่ีภกิ ษไุ มเ ปน คนรษิ ยา ไมเปนคนตระหนี่ นีก้ ็เปน ธรรมท่ที าํ ใหเปน คนวา งา ย. ๑๔. ดูกอ นทา นผมู ีอายทุ ัง้ หลาย อกี ประการหนงึ่ ภิกษไุ มเปน คนโออวด มใิ ชเ จามายา แมขอที่ภิกษไุ มเ ปน คนโออ วด มใิ ชเ จา มายา นีก้ เ็ ปนธรรมท่ที าํ ใหเ ปน คนวา งาย. ๑๕. ดูกอนทานผมู อี ายุทงั้ หลาย อกี ประการหนึ่ง ภกิ ษุไมเ ปนคนกระดา ง ไมดหู มิ่นผอู ่นื แมขอทภ่ี กิ ษไุ มเ ปน คนกระดาง ไมด หู ม่ินผูอนื่ นกี้ ็เปน ธรรมทที่ ําใหเ ปน คนวา งาย. ๑๖. ดกู อ นทานผมู อี ายทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึง่ ภิกษุไมเ ปนคนถอื แตความเห็นของตน ไมถ ือรัน้ ถอนไดง าย แมข อทีภ่ ิกษุไมเปน คนถอืแตความเหน็ ของตน ไมถือรน้ั ถอนไดง าย น้ีก็เปนธรรมท่ีทาํ ใหเปนคนวา งา ย. ดกู อ นทา นผูมีอายทุ งั้ หลาย ธรรมเหลาน้ี เรยี กวาธรรมทาํ ใหเปนคนวา งาย.
พระสตุ ตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 158 เอาใจเขาใสใ จเรา [๒๒๔] ดกู อ นทา นผูมอี ายุทัง้ หลาย ในธรรมทง้ั ๑๖ ขอ นนั้ ภกิ ษุพงึเทียบเคยี งตน ดวยตนเองอยา งนี้วา บุคคลท่ีมคี วามปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหงความปรารถนาลามก หาเปน ท่ีรกั ใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพงึเปนคนมีความปรารถนาลามก ลุอาํ นาจแหงความปรารถนาลามกบา งเลา เราคงไมเปนทรี่ ักใครพ อใจของคนอืน่ ดกู อ นทานผูม ีอายทุ ง้ั หลาย ภิกษรุ ูอยูอยางน้ี พงึ ยังความคดิ ใหเกดิ ขนึ้ วา เราจักไมเปน คนมคี วามปรารถนาลามกไมลอุ ํานาจแหงความปรารถนาลามก ถึงบุคคลทีย่ กตนขมผอู ่นื กห็ าเปนท่รี กั ใครพอใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ เปน คนยกตนขม ผอู ื่นบา งเลา เราคงไมเ ปนที่รกั ใครพ อใจของคนอ่ืน ดูกอ นทา นผมู อี ายทุ ้ังหลาย ภกิ ษรุ ูอยอู ยางนี้ พงึ ยังความคดิ ใหเกดิ ขนึ้ วา เราจกั ไมยกตน ไมข มผอู ืน่ . ถึงบุคคลท่ีเปน คนมกั โกรธอนั ความโกรธครอบงํา ก็หาเปน ทรี่ ักใครพ อใจของเราไม กห็ ากเราจะพงึ เปนคนมกั โกรธ อันความโกรธครอบงําบา งเลา เราคงไมเ ปน ท่รี ักใครพ อใจของคนอนื่ . ดูกอนทานผมู ีอายุท้งั หลาย ภิกษรุ ูอยอู ยางน้ี พงึ ยงั ความคิดใหเ กิดขนึ้ วา จักไมเ ปน คนมักโกรธ ไมใหค วามโกรธครอบงาํ . บคุ คลที่เปน คนมกัโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเปนเหตุ ก็หาเปน ท่ีรกั ใครพอใจของเราไมกห็ ากเราจะพงึ เปน คนมักโกรธ ผกู โกรธ เพราะความโกรธเปน เหตบุ างเลาเราคงไมเ ปน ทร่ี กั ใครพอใจของคนอ่นื . ดกู อนทา นผูม อี ายุทง้ั หลาย ภกิ ษุรูอ ยูอยา งนี้ พึงยังความคิดใหเ กิดขึน้ วา เราจกั ไมเปนคนมกั โกรธ ไมผ ูกโกรธเพราะความโกรธเปน เหต.ุ ถึงบคุ คลทเ่ี ปนคนมกั โกรธมกั ระแวงจัด เพราะความโกรธเปน เหตุ กห็ าเปน ทร่ี ักใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพึงเปน คนมักโกรธ มักระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตบุ า งเลา. เรากค็ งไมเ ปน ที่
พระสตุ ตันตปฎก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 159รกั ใครพ อใจของคนอ่นื . ดกู อ นทา นผมู ีอายุท้ังหลาย ภกิ ษุรูอ ยอู ยางน้ี พงึ ยังความคิดใหเกดิ ขน้ึ วา เราจกั ไมเ ปน คนมักโกรธ ไมม กั ระแวงจัด เพราะความโกรธเปนเหตุ. ถึงบคุ คลทเี่ ปน คนมักโกรธ เปลง วาจาใกลตอความโกรธก็หาเปน ทรี่ กั ใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพึงเปนคนมกั โกรธ เปลงวาจาใกลตอความโกรธบางเลา เราคงไมเปน ที่รักใครพ อใจของคนอ่นื . ดูกอนทา นผมู ีอายทุ งั้ หลาย ภิกษุรูอยอู ยา งนี้ พงึ ยังความคิดใหเกิดข้นึ วา เราจักไมเ ปนคนมักโกรธ ไมเปลงวาจาใกลตอ ความโกรธ. ถึงบคุ คลที่ถกู บุคคลผูเปนโจทกฟอง กลับโตเถียงโจทก กห็ าเปน ท่รี ักใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพึงถูกบุคคลผูเปนโจทกฟ อง กลับโตเถยี งโจทกบา งเลา เราคงไมเ ปนทร่ี ักใครพอใจของคนอน่ื . ดูกอนทานผมู อี ายุท้ังหลาย ภกิ ษรุ อู ยูอ ยา งนี้ พงึ ยังความคิดใหเกดิ ขึน้ วา เราถูกบุคคลผเู ปนโจทกฟ อง จักไมโ ตเถียงโจทก. ถึงบคุ คลทถ่ี กูบคุ คลผูเปน โจทกฟอง กลับรุกรานโจทก ก็หาเปน ทีร่ ักใครพ อใจของเราไมก็หากเราจะพงึ ถูกบุคคลผูเปนโจทกฟ อ งกลับรกุ รานโจทกบ างเลา เราคงไมเ ปนท่ีรกั ใครพอใจของคนอน่ื . ดกู อนทานผูมีอายทุ ั้งหลาย ภกิ ษุรอู ยูอ ยา งนี้พึงยังความคดิ ใหเกิดขน้ึ วา เราถกู บคุ คลผูเปนโจทกฟ อง จกั ไมร ุกรานโจทก.ถึงบุคคลทถี่ ูกบคุ คลผเู ปนโจทกฟอ ง กลับปรกั ปรําโจทก กห็ าเปนท่รี กั ใครพอใจของเราไม กห็ ากเราจะพึงถกู บคุ คลผูเ ปนโจทกฟ อ ง กลบั ปรกั ปรําโจทกบางเลา เราคงไมเปน ที่รักใครพ อใจของคนอืน่ . ดกู อ นทา นผูม ีอายทุ ั้งหลายภิกษรุ อู ยอู ยา งนี้ พงึ ยังความคิดใหเ กิดขนึ้ วา เราถกู บคุ คลผเู ปนโจทกฟ องจกั ไมปรักปรําโจทก. ถึงบคุ คลทถี่ ูกบุคคลผูเปน โจทกฟ อง กลับเอาเรื่องอนื่ มากลบเกล่อื น พดู นอกเร่ือง แสดงความโกรธ ความมุง รา ย และความไมเชอื่ฟง ใหป รากฏ ก็หาเปน ท่ีรกั ใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ ถูกบุคคลผูเปนโจทกฟอง กลับเอาเร่อื งอืน่ มากลบเกลอ่ื น พดู นอกเรื่อง แสดงความโกรธ
พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 160ความมุงราย และความไมเชอื่ ฟง ใหป รากฏบางเลา เราคงไมเปน ทรี่ กั ใครพอใจของคนอ่นื . ดกู อนทานผมู ีอายุทัง้ หลาย ภกิ ษรุ ูอยูอยางน้ี พงึ ยงั ความคดิ ใหเกิดขน้ึ วา เราถูกบคุ คลผูเปนโจทกฟ อ ง จกั ไมเ อาเร่ืองอื่นมากลบเกลอ่ื น ไมพดู นอกเร่อื ง ไมแ สดงความโกรธ ความมุง ราย และความไมเชื่อฟง ใหปรากฏ. ถึงบคุ คลท่ถี กู บุคคลผูเ ปน โจทกฟ อ ง ไมพอใจตอบในความประพฤติกห็ าเปนทรี่ ักใครพ อใจของเราไม กห็ ากเราจะพงึ ถูกบคุ คลผูเปน โจทกฟ องไมพ อใจตอบในความพระพฤติ เราคงไมเปนท่รี กั ใครพ อใจของคนอ่นื . ดูกอ นทา นผูมีอายุทัง้ หลาย ภกิ ษุรอู ยูอยางนี้ พึงยงั ความคดิ ใหเกิดขน้ึ วา เราถกูบคุ คลผูเปนโจทกฟ อง พอใจตอบในความประพฤต.ิ ถงึ บุคคลท่ีเปนคนลบหลูตเี สมอ ก็หาเปนท่รี ักใครพอใจของเราไม ก็หากเราจะพึงเปน คนลบหลูต ีเสมอบา งเลา เราคงไมเปน ทร่ี ักใครพ อใจของคนอื่น. ดกู อนทานผูมอี ายทุ ้งั หลายภิกษุรอู ยูอ ยา งน้ี พึงยงั ความคิดใหเ กิดขน้ึ วา เราจักไมเ ปน คนลบหลู ตเี สมอ.ถึงบคุ คลทเ่ี ปนคนรษิ ยา เปนคนตระหน่ี ก็หาเปนท่ีรกั ใครพอใจของเราไมกห็ ากเราจะพึงเปน คนรษิ ยา เปน คนตระหนบ่ี า งเลา เราคงไมเ ปนทีร่ ักใครพอใจของคนอื่น. ดกู อนทานผูมอี ายุทั้งหลาย ภกิ ษรุ ูอ ยูอ ยางน้ี พงึ ยงั ความคดิ ใหเ กดิ ขึน้ วา เราจักไมเปน คนริษยา ไมเปนคนตระหน่ี. ถึงบุคคลท่เี ปนคนโออ วด เจา มายา กห็ าเปน ที่รกั ใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ เปนคนโออวด เจา มายาบางเลา เราคงไมเ ปน ทร่ี กั ใครพ อใจของคนอ่นื . ดกู อ นทา นผูมอี ายทุ ้งั หลาย ภิกษรุ ูอ ยูอยา งนี้ พึงยังความคดิ ใหเ กิดขึ้นวา เราจักไมเปนคนโออ วด ไมมีมายา ถึงบคุ คลทเี่ ปนคนกระดา ง ดหู มน่ิ ผอู น่ื นกี้ ็หาเปนทีร่ ักใครพ อใจของเราไม ก็หากเราจะพึงเปน คนกระดาง ดูหมนิ่ ผอู ่นื บา งเลาเราคงไมเปนท่รี ักใครพ อใจของคนอน่ื . ดกู อ นทา นผูมอี ายุทงั้ หลาย ภิกษุรอู ยูอยางน้ี พึงยงั ความคิดใหเกิดข้ึนวา เราจกั ไมเปน คนกระดา ง ไมด ูหมน่ิ ผอู นื่ .
พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 161ถงึ บุคคลทถี่ อื แตความเหน็ ของตน ถือรนั้ ถอนไดยาก ก็หาเปนท่ีรกั ใครพอใจของเราไม ก็หากเราจะพงึ เปนคนถอื แตค วามเห็นของตน ถือรั้น ถอนไดยากบางเลา เราคงไมเปนที่รักใครพ อใจของคนอน่ื . ดกู อ นทานผูม อี ายุท้ังหลายภกิ ษุรอู ยอู ยางน้ี พึงยังความคดิ ใหเกดิ ขน้ึ วา เราจักไมเ ปน คนถอื แตความเหน็ของตน ไมถอื รน้ั ถอนไดง า ยดงั น้ี. การพิจารณาตวั เอง [๒๒๕] ดูกอนทานผูมีอายทุ ้ังหลาย ในธรรมทงั้ ๑๖ ขอนน้ั ภกิ ษุพงึ พิจารณาตนดว ยตนเองอยา งนี้วา เราเปน คนมีความปรารถนาลามก ลอุ าํ นาจแหงความปรารถนาลามกหรือไม. หากพิจารณาอยูรอู ยางนวี้ า เราเปน คนมีความปรารถนาลามก ลอุ ํานาจแหงความปรารถนาลามกจริง ก็ควรพยายามเพ่ือทจี่ ะละอกศุ ลธรรมอนั ชว่ั ชา นนั้ เสยี . หากพิจารณาอยูรูอ ยางนี้วา เราไมใ ชค นมคี วามปรารถนาลามก ไมล อุ ํานาจแหงความปรารถนาลามก ภกิ ษนุ ้นั พึงอยูดวยปต ิและปราโมทยน ้ันทีเดียว หม่นั ศกึ ษาทั้งกลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย. อกี ประการหน่งึ ภิกษุพงึ พิจารณาคนดวยตนเองอยา งนีว้ า เราเปนคนยกตนขม ผูอ นื่ หรอื ไม. หากพิจารณาอยูร ูอ ยา งนวี้ า เราเปน คนยกตนขมผอู น่ื จรงิ กค็ วรพยายามเพ่อื ท่ีจะละอกศุ ลธรรมอันช่ัวชา น้ันเสยี . หากพิจารณาอยรู อู ยางน้วี า เราไมเปน คนยกตน ไมข ม ผอู น่ื ภิกษนุ ัน้ พึงอยดู วยปต ิและปราโมทยน ัน้ ทเี ดียว หมั่นศกึ ษาทั้งกลางวนั กลางคนื ในกุศลธรรมทง้ั หลาย. อกี ประการหน่ึง ภกิ ษพุ ึงพิจารณาตนดว ยตนเองอยางน้ีวา เราเปนคนมกั โกรธ อนั ความโกรธครอบงาํ แลว หรือไม หากพจิ ารณาอยูรอู ยางนว้ี า เราเปน คนมักโกรธ อันความโกรธครอบงําแลวจรงิ กค็ วรพยายามเพ่ือทจี่ ะละ
พระสตุ ตันตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 162อกุศลธรรมอันช่วั ชา น้ันเสยี . หากพิจารณาอยรู ูอยา งนีว้ า เราไมเปนคนมกัโกรธ อนั ความโกรธไมค รอบงํา ภกิ ษุนน้ั พงึ อยูด วยปต แิ ละปราโมทยน นั้ ทีเดียว หม่นั ศกึ ษาทง้ั กลางวันกลางคนื ในกศุ ลธรรมท้งั หลาย. อีกประการหน่งึ ภิกษพุ งึ พิจารณาตนดว ยตนเองอยา งน้ีวา เราเปนคนมักโกรธ ผกู โกรธ เพราะความโกรธเปนเหตุหรือไม. หากพิจารณาอยูรูอยางน้วี า เราเปนคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเปน เหตจุ ริง ก็ควรพยายามเพ่อื ที่จะละอกศุ ลธรรมอนั ชัว่ ชา นัน้ เสยี . หากพจิ ารณาอยรู ูอ ยา งน้ีวา เราไมเ ปน คนมกั โกรธ ไมผ ูกโกรธ เพราะความโกรธเปน เหตุ ภิกษุนั้นพงึ อยูดว ยปต แิ ละปราโมทยน้นั ทเี ดียว หมัน่ ศึกษาทั้งกลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมทัง้ หลาย. อีกประการหน่งึ ภิกษุพงึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางนว้ี า เราเปนคนมักโกรธ มักระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตุหรือไม. หากพิจารณาอยูรอู ยา งนี้วา เราเปนคนมกั โกรธ มกั ระแวงจดั เพราะความโกรธเปนเหตุจรงิ กค็ วรพยายามเพ่ือที่จะละอกุศลธรรมอนั ชัว่ ชา นนั้ เสยี . หากพจิ ารณาอยูรูอยา งน้วี า เราไมเ ปน คนมักโกรธ ไมม ักระแวงจัด เพราะความโกรธเปน เหตุภกิ ษุน้ันพึงอยดู ว ยปติและปราโมทยน ั้นทเี ดียว หมนั่ ศกึ ษาทัง้ กลางวนั กลางคืนในกศุ ลธรรมทัง้ หลาย. อีกประการหน่งึ ภกิ ษุพงึ พิจารณาตนดว ยตนเองอยางน้วี า เราเปนคนมักโกรธ เปลงวาจาใกลตอ ความโกรธหรอื ไม. หากพิจารณาอยรู อู ยา งนีว้ าเราเปนคนมักโกรธ เปลงวาจาใกลต อความโกรธจริง กค็ วรพยายามเพ่อื ทจ่ี ะละอกุศลธรรมอนั ชว่ั ชา นน้ั เสยี . หากพจิ ารณาอยรู อู ยางนว้ี า เราไมเ ปนคนมักโกรธ ไมเ ปลง วาจาใกลต อ ความโกรธ ภิกษนุ ัน้ พึงอยูด ว ยปต ิและปราโมทยน ้ันทีเดยี ว หม่ันศึกษาท้ังกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 163 อีกประการหนง่ึ ภิกษพุ ึงพิจารณาตนดวยตนเองอยา งนี้วา เราเปนจําเลยถูกโจทกฟ อง กลับโตเ ถยี งโจทกห รือไม หากพิจารณาอยรู อู ยา งน้ีวาเราเปน จําเลยถกู โจทกฟอง กลบั โตเถยี งโจทกจริง กค็ วรพยายามเพอ่ื ท่จี ะละอกุศลธรรมอนั ชั่วชา นัน้ เสยี . หากพจิ ารณาอยรู ูอยา งนี้วา เราเปนจําเลยถูกโจทกฟอ ง ไมกลับโตเ ถยี งโจทก ภกิ ษนุ นั้ พงึ อยูดว ยปตแิ ละปราโมทยนัน้ ทเี ดยี วหมั่นศึกษาท้ังกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมท้ังหลาย. อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษุพงึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางน้วี า เราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟ อง กลบั รุกรานโจทกห รือไม หากพิจารณาอยูรูอ ยางนว้ี าเราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟ อง กลับรุกรานโจทกจ รงิ กค็ วรพยายามเพ่อื ทีจ่ ะละอกศุ ลธรรมอันชวั่ ชานั้นเสีย. หากพิจารณาอยูรอู ยา งนวี้ า เราเปนจําเลยถกูโจทกฟอ ง ไมก ลับรกุ รานโจทก ภกิ ษุนัน้ พงึ อยูดว ยปตแิ ละปราโมทยนน้ั ทเี ดียวหมั่นศกึ ษาทงั้ กลางวันกลางคืน ในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย. อกี ประการหน่ึง ภกิ ษพุ งึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยา งน้ีวา เราเปนจาํ เลยถกู โจทกฟ อง กลับปรกั ปราํ โจทกหรือไม หากพิจารณาอยรู ูอยางน้วี าเราเปนจําเลยถกู โจทกฟ อ ง กลับปรกั ปราํ โจทกจริง กค็ วรพยายามเพ่ือทจี่ ะละอกศุ ลธรรมอนั ชวั่ ชานนั้ เสีย. หากพิจารณาอยูร ูอยางนว้ี า เราเปน จําเลยถกูโจทกฟ อง ไมก ลับปรกั ปรําโจทก ภิกษุน้ันพึงอยูด วยปต แิ ละปราโมทยน ้นัทีเดียว หมัน่ ศกึ ษาท้งั กลางวันกลางคนื ในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย. อีกประการหนึง่ ภิกษุพงึ พิจารณาตนดวยตนเองอยางนี้วา เราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟอง กลับเอาเรอ่ื งอ่ืนมากลบเกลอื่ น พูดนอกเร่อื ง แสดงความโกรธ ความมงุ รา ย และความไมเชอื่ ฟงใหปรากฏหรอื ไม. หากพจิ ารณาอยรู อู ยา งน้วี า เราเปน จาํ เลยถูกโจทกฟอ ง กลบั เอาเรื่องอ่ืนมากลบเกล่ือนพูดนอกเรอื่ ง แสดงความโกรธ ความมุงราย และความไมเ ช่ือฟง ใหปรากฏจริง
พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 164ก็ควรพยายามเพอ่ื ท่ีจะละอกุศลธรรมอนั ชวั่ ชา น้ันเสีย. หากพจิ ารณาอยูรอู ยางน้วี า เราเปน จําเลยถกู โจทกฟอ ง ไมเอาเรอ่ื งอื่นมากลบเกลือ่ น ไมพดู นอกเรือ่ งไมแสดงความโกรธ ความมุงราย และความไมเช่ือฟง ใหป รากฏ ภิกษุนน้ั พงึอยูดว ยปติและปราโมทยน ัน้ ทเี ดยี ว หมั่นศกึ ษาท้ังกลางวนั กลางคืน ในกุศล-ธรรมทง้ั หลาย. อกี ประการหนงึ่ ภิกษพุ ึงพจิ ารณาตนดว ยตนเองอยางน้ีวา เราเปนจาํ เลยถูกโจทกฟอ ง ไมพอใจตอบในความประพฤตหิ รือไม หากพจิ ารณาอยูรอู ยางน้ีวา เราเปนจาํ เลยถกู โจทกฟอง ไมพอใจตอบในความประพฤติจรงิกค็ วรพยายามเพื่อทจี่ ะละอกุศลธรรมที่ชว่ั ชา นน้ั เสีย. หากพิจารณาอยรู อู ยางน้วี าเราเปนจาํ เลยถกู โจทกฟอ ง พอใจตอบในความประพฤติ ภกิ ษนุ น้ั พงึ อยดู วยปตแิ ละปราโมทยน ั้นทเี ดยี ว หมัน่ ศึกษาท้ังกลางวนั กลางคนื ในกุศลธรรมท้งั หลาย. อีกประการหนงึ่ ภิกษพุ ึงพิจารณาตนดวยตนเองอยา งนว้ี า เราเปนคนลบหลู ตเี สมอหรือไม หากพจิ ารณาอยรู อู ยางนี้วา เราเปน คนลบหลูตีเสมอจริง กค็ วรพยายามเพอ่ื ทีจ่ ะละอกศุ ลธรรมอันชว่ั ชา น้ันเสีย. หากพิจารณาอยูร อู ยางน้วี า เราไมเ ปนคนลบหลู ไมต ีเสมอ ภิกษุน้ันพึงอยดู วยปตแิ ละปราโมทยน้ันทเี ดียว หมัน่ ศึกษาทงั้ กลางวนั กลางคนื ในกุศลธรรมทั้งหลาย. อีกประการหนึ่ง ภิกษพุ งึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางนีว้ า เราเปนคนริษยา เปน คนตระหน่หี รือไม หากพิจารณาอยรู ูอ ยางนว้ี า เราเปน คนรษิ ยาเปน คนตระหน่ีจรงิ กค็ วรพยายามเพอื่ ที่จะละอกุศลธรรมอันชัว่ ชา นนั้ เสยี . หากพจิ ารณาอยรู ูอยา งน้วี า เราไมเ ปน คนรษิ ยา ไมเปน คนตระหนี่ ภิกษุน้ันพงึอยูด วยปต ิและปราโมทยน ้นั ทีเดยี ว หมัน่ ศึกษาทัง้ กลางวนั กลางคืน ในกุศลธรรมทงั้ หลาย.
พระสุตตันตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 165 อีกประการหนง่ึ ภกิ ษุพงึ พจิ ารณาตนดวยตนเองอยางนวี้ า เราเปนคนโออ วด เจามายาหรือไม หากพจิ ารณาอยูรูอ ยางนี้วา เราเปน คนโออวดเจา มายาจริง กค็ วรพยายามเพ่ือที่จะละอกุศลธรรมอนั ชวั่ ชานั้นเสีย. หากพจิ ารณาอยูรอู ยางน้วี า เราไมเปน คนโออวด ไมเ ปนคนเจามายา ภิกษนุ ้นัพงึ อยดู ว ยปตแิ ละปราโมทยนั้นทเี ดยี ว หมัน่ ศึกษาทง้ั กลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมท้งั หลาย. อีกประการหนง่ึ ภกิ ษพุ ึงพิจารณาตนดว ยตนเองอยา งนี้วา เราเปนคนกระดาง ดูหมนิ่ ผอู ่นื หรือไม หากพิจารณาอยูรูอยา งนีว้ า เราเปนคนกระดา ง ดหู ม่นิ ผอู ่นื จริง ก็ควรพยายามเพอื่ ที่จะละอกศุ ลธรรมอนั ชว่ั ชานน้ั เสยี .หากพจิ ารณาอยรู อู ยางนว้ี า เราไมเ ปน คนกระดาง ไมดูหมน่ิ ผอู นื่ ภิกษนุ ้ันพึงอยดู วยปตแิ ละปราโมทยน นั้ ทีเดียว หม่ันศึกษาทั้งกลางวนั กลางคืน ในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย. อกี ประการหนึง่ ภกิ ษุพงึ พิจารณาตนดวยตนเองอยา งนว้ี า เราเปนคนถอื เอาแตค วามเห็นของตน ถือรั้น ถอนไดย ากหรอื ไม หากพจิ ารณาอยรู ูอยางน้วี า เราเปน คนถือเอาแตความเห็นของตน ถอื ร้นั ถอนไดย ากจรงิก็ควรพยายามเพื่อท่จี ะละอกศุ ลธรรมอนั ชั่วชา น้นั เสยี . หากพิจารณาอยรู ูอยางน้ีวา เราไมเ ปนคนถือเอาแตค วามเห็นของตน ไมถือรั้น ถอนไดงา ย ภิกษุนนั้ พึงอยดู วยปต แิ ละปราโมทยน น้ั ทีเดียว หม่ันศึกษาทั้งกลางวันกลางคนื ในกุศลธรรมทัง้ หลาย. ดกู อ นทานผมู อี ายุท้งั หลาย หากภกิ ษพุ จิ ารณาอยู เหน็ ชดั อกศุ ลธรรมอันช่วั ชาเหลา น้ี ทง้ั หมด ทย่ี ังละไมไ ดในตน ภิกษุนน้ั ก็ควรพยายามเพื่อทจ่ี ะละอกศุ ลธรรมอันชว่ั ชาเหลาน้นั ทงั้ หมด หากพจิ ารณาอยู เหน็ ชัดอกศุ ลธรรม
พระสตุ ตันตปฎ ก มชั ฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 166อนั ชว่ั ชา เหลา นี้ทง้ั หมด ทล่ี ะไดแลว ในตน ภิกษุนน้ั พึงอยดู วยปต แิ ละปราโมทยนั้นทีเดยี ว หม่ันศึกษาท้ังกลางวันทั้งกลางคนื ในกุศลธรรมทั้งหลาย. ดกู อ นทานผูมอี ายุท้งั หลาย อุปมาเหมอื นสตรหี รอื บรุ ษุ รนุ กาํ ดัดชอบโออา สองดูเงาหนา ของตนในกระจกเงา หรอื ในภาชนะนาํ้ ใสสะอาดบริสุทธ์ิ ถา เหน็ ธลุ ีหรือสวิ บนใบหนาน้ัน ยอมพยายามทจี่ ะใหธ ลุ หี รือสวิ นนั้หายไป หากไมเหน็ ธลุ หี รือสวิ บนใบหนา ก็จะรลู ึกพอใจวา ชา งเปนลาภของเรา ใบหนาของเราบรสิ ุทธิ์สะอาดดังนี้ ฉันใด แมภกิ ษหุ ากพจิ ารณาอยูเห็นชดั อกุศลธรรมอันชว่ั ชา เหลา น้ที ้ังหมด ทยี่ งั ละไมไดในตน ภิกษุนั้นก็ควรพยายามเพ่ือทจ่ี ะละอกศุ ลธรรมอันชัว่ ชา นัน้ เสียทงั้ หมด แตถ า เมือ่ พจิ ารณาอยูเห็นชัดอกุศลธรรมอนั ชวั่ ชา เหลา นี้ท้งั หมด ที่ละไดแ ลวในตน ภิกษุนน้ั พึงอยูดวยปต แิ ละปราโมทยน นั้ ทเี ดยี ว หม่ันศกึ ษาท้งั กลางวันกลางคืน ในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย ฉนั น้ัน น่นั แล. ทา นพระมหาโมคคลั ลานะไดกลา วภาษิตดังนแี้ ลว ภิกษเุ หลา น้นั มใี จชน่ื ชมยนิ ดีภาษิตของทานพระมหาโมคคลั ลานะแลวแล. จบ อนุมานสูตร ท่ี ๕
พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 167 อรรถกถาอนมุ านสูตร อนุมานสตู รมีคําเร่ิมตน วา ขา พเจาไดส ดบั ดงั น้ี:- บรรดาบทเหลานน้ั บทวา ภคฺเคสุ ไดแ ก ในชนบทมีชื่ออยางนน้ั .ก็เน้ือความแหงคําพึงทราบโดยทาํ นองท่กี ลา วแลว ในทีน่ ้ี . บทวา ส สุมารคเิ รไดแ ก ในนครมีชอ่ื อยางน้ัน. ไดยนิ วา ในวนั เปนทก่ี าํ หนดพืน้ ทส่ี รางนครน้นัจระเขใ นสระอันไมไกลไดรองข้นึ เปลง เสยี งวา คริ ะ ครั้นสรา งนครนัน้เสรจ็ แลว ประชาชนทัง้ หลายจงึ ตง้ั ชื่อนครน้ันวา สังสุมารคริ . บทวา เภสก-ฬาวเน ไดแ ก ในปา อันมชี ่อื วา เภสกฬา. บาลวี า เภสกวัน ดงั น้ีก็มี.บทวา มคิ ทาเย ความวา ปานน้ั ไดเกดิ ในทเ่ี ปน ท่ีใหอ ภัยแกเนอื้ และนกท้ังหลาย เพราะฉะนน้ั จึงเรียกวา มิคทายะ. บทวา ปวาเรติ ไดแ ก ยอ มปรารถนา. บทวา วทนตฺ ุ ความวา จงวา กลาว คอื จงโอวาท จงพราํ่ สอนดวยสามารถแหงโอวาทและอนุสาสน.ี บทวา วจนีโยมฺหิ ความวา เราอันทานพงึ วา กลา ว คอื พึงพรํ่าสอน พงึ โอวาท. บทวา โส จ โหติ ทุพพฺ โจความวา กภ็ ิกษุนนั้ เปน ผูวากลาวโดยยาก คอื กลาวแลวไมอ ดทน. บทวาโทวจสฺสกรเณหิ ความวา ดวยธรรม ๑๖ ประการ อันมาแลวในขางหนาซ่งึ เปน ธรรมทําใหเ ปน ผูว า กลาวโดยยาก. บทวา อปทกขฺ ณิ คฺคาหี อน-ุสาสนึ ความวา กภ็ กิ ษุใด เมอื่ ถูกวากลา ว จึงพดู วา ทานท้งั หลายวา กลาวผมเพราะเหตุไร ผมยอ มรสู ง่ิ ท่คี วรและไมควร โทษและไมใ ชโ ทษ ประโยชนและไมใ ชป ระโยชนของตน ภิกษนุ ี้ ช่อื วา ไมร ับคาํ พรํา่ สอนโดยเบ้ืองขวา ยอ มรับโดยเบือ้ งซาย เพราะฉะน้ันจึงเรียกวา ไมร บั คําพรา่ํ สอนโดยเคารพ. บทวาปาปกาน อจิ ฺฉาน คอื ความปรารถนาอนั กอ ใหเ กดิ ความไมสงบลามก.บทวา ปฏปิ ฺผรติ ยอมดํารงตนเปนผโู ตตอบเปนขาศกึ . บทวา อปสาเทติ
พระสตุ ตนั ตปฎก มัชฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 168ความวา ยอมพยายามอยางนีว้ า ขาพเจา ไดก ลา วแลว แกทา นผูพาล ไมฉลาดธรรมดาแมท านจกั สําคญั คําทพี่ งึ กลา วมใิ ชหรอื . บทวา ปจฺจาโรเปติความวา กลับปรักปรําอยา งนีว้ า แมท า นก็ตองอาบัตชิ ือ่ นี้ ทานจงทําคนือาบตั ินั้นกอ น. บทวา อเฺ นฺ ปฏจิ รติ คือ ปกปดดวยเรือ่ งอ่ืนดวยคําอื่น หรือกลบเกลอ่ื นเรอ่ื งอ่ืน คําอนื่ . คร้ันภิกษอุ ่ืนกลาววา ทา นตองอาบัติ ก็พูดวา ใครตอง ตองอาบัติอะไร ตอ งในทไี่ หน ทานพูดกะใครทานพดู อะไร ดงั น้ี ครน้ั ภกิ ษอุ ืน่ พูดวา ทา นไดเห็นอะไรๆ เห็นปานนี้ ก็เบอื นหู วา เราจะไมฟง ดังน้.ี บทวา พหิทฺธา กถ อปนาเมติ ความวา ภกิ ษนุ น้ั ถกู ภิกษุผเู ปนโจทก ถามวา ทานตองอาบตั ิชื่อนี้ กพ็ ูดวา เราไปสูเมอื งปาตลิบตุ ร คร้นั ภิกษุผโู จทกกลา วอกี วา พวกเราไมไดถามถึงการไปเมอื งปาฏลีบตุ รของทาน พวกเราถามถึงอาบตั ิ แตน้นั กก็ ลา วคํามีอาทวิ าขา พเจาไปสูเมืองราชคฤห ทา นจงไปสเู มอื งราชคฤห หรอื ทานตองอาบตั ิในบานพราหมณ ทานไดเ น้อื สุกรในบานพราหมณน้ัน ดงั นี้ ชอื่ วา พูดนอกเรอื่ ง. บทวา อปทาเน คือ ในความประพฤติของตน. บทวา น สม-ฺปายติ ความวา ภิกษถุ กู ภกิ ษุผูเปน โจทกถ ามถึงความประพฤตโิ ดยนัยมอี าทวิ าดูกอ นผมู ีอายุ ทา นอยทู ี่ไหน ทา นอาศยั ใครอยู. หรอื วาทา นพดู กะผใู ด ผนู ้นัตอ งอาบัตอิ ันขาพเจา เห็นแลว ๆ หรอื วา ในสมัยน้นั ทานทําอะไร ขา พเจาทาํอะไร หรือ ทา นอยทู ่ีไหน ขา พเจา อยูท ไ่ี หน ดงั นี้ กไ็ มอาจเพอ่ื ใหพอใจกลา ว.บทวา ตตฺราวโุ ส ความวา ดูกอ นุผมู ีอายุ ในธรรม ๑๖ ประการน้นั . บทวาอตตฺ นาว อตตฺ าน เอว อนุมานิตพพฺ ความวา พงึ อนุมาน พงึ ชัง่ พึงเทียบเคยี ง พึงพิจารณาตนดว ยตนเองเทยี ว อยา งน้ี. บทวา อโหรตฺ-ตานสุ กิ ขฺ ินา ความวา ภิกษเุ มื่อศึกษาแมต ลอดวันตลอดคืน พงึ ศึกษากศุ ลธรรมท้ังหลายท้งั กลางคืนและกลางวนั ยังปต แิ ละความปราโมทยน ้นั เทยี วให
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 169เกดิ ข้นึ . บทวา อจฺเฉ วา อทุ กปตเฺ ต คอื ในภาชนะน้าํ อันใส. บทวามุขนมิ ติ ตฺ ไดแ ก เงาหนา. บทวา รช ไดแ ก ธลุ ีทจ่ี รมา. บทวา องฺคณไดแ กจ ุคตกกระหรือตอมทเี่ กดิ บนใบหนานนั้ . พระเถระแสดงการละท้งั หมดดว ยบทนวี้ า ซึ่งอกุศลธรรมอนั ชัว่ เหลานแี้ มท ้ังหมดที่ยังละไมได. อยางไร.อยางนค้ี ือ พระเถระแสดงปฏิสงั ขานปหานะแกภกิ ษผุ ยู งั การพจิ ารณาใหเกดิ ขึน้วา อกุศลธรรมประมาณเทานี้ ไมสมควรแกบรรพชติ แสดงวกิ ขมั ภนปหานะแกภ กิ ษุผทู ําศลี ใหเ ปนปทัฏฐานแลว ปรารภกสณิ บรกิ รรม ยังสมาบัตแิ ปดใหเกดิ ขน้ึ แสดงตทงั คปหานะแกภกิ ษผุ ูท ําสมาบตั ิใหเ ปนปทฏั ฐานแลว เจริญวิปส สนา แสดงสมจุ เฉทปหานะแกภกิ ษผุ ูเจริญวปิ ส สนาแลว อบรมมรรคแสดงปฏปิ ส สัทธิปหานะ เม่ือผลมาแลว เแสดงนิสสรณปหานะ เมือ่ นิพพานมาแลว เพราะฉะน้นั ปหานะทง้ั หมดเปน อนั พระเถระแสดงแลวเทียวในสตู รนด้ี วยประการฉะน.ี้ โบราณาจารยท ้งั หลายกลาววา กส็ ูตรน้ี ชื่อวา ภิกขุปาฏโิ มกข. โบราณาจารยทงั้ หลายกลาววา ภกิ ษพุ งึ พจิ ารณาวนั ละ ๓ คร้ังดว ยประการฉะนี้ ภิกษเุ ขา ไปสูสถานทอี่ ยู แตเ ชาตรูเทยี ว แลวนั่งพจิ ารณาวา กเิ ลสมีประมาณเทา น้ี ของเรามอี ยูไมห นอแล ถา เห็นวา มี พงึ พยายามเพื่อละกิเลสเหลานน้ั ถา เห็นวา ไมมี พึงเปน ผูมใี จเปน ของตนวา เราบวชดแี ลว ทําภตั กจิ น่งั ในที่พักกลางคืน หรือในทพ่ี ักกลางวนั แลว พงึ พจิ ารณาบา ง น่งั ในทีอ่ ยใู นเวลาเยน็ พึงพจิ ารณาบาง เม่ือไมอาจพิจารณาถึงวนั ละ ๓ คร้ังก็พึงพจิ ารณาเพยี ง ๒ ครั้ง แตเมอื่ ไมอ าจถึง ๒ ครั้ง ก็พงึ พิจารณาเพยี ง ๑คร้ัง ทเ่ี หลอื ไมพ ิจารณาเลย ไมส มควร ดงั นี.้ คาํ ทเ่ี หลอื ในบทท้งั ปวงมเี นื้อความงายท้ังน้ันแล. จบอรรถกถาอนมุ านสตู รท่ี ๕
พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 170 ๖. เจโตขลี สูตร [๒๒๖] ขา พเจา ไดสดับมาอยา งนี้ :- สมยั หนึ่ง พระผูมีพระภาคเจา ประทบั อยู ณ พระวิหารเชตวนั อารามของทานอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ณ ทน่ี ้ันแหละ พระผูมีพระภาคเจาตรสั เรยี กภิกษุทงั้ หลายวา ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลาย. ภกิ ษเุ หลา นั้นทูลรบัพระผูมพี ระภาคเจาแลว. [๒๒๗] พระผูม พี ระภาคเจา จึงตรัสวา ดกู อ นภิกษทุ ้ังหลาย ภิกษรุ ปูใดรปู หน่งึ ไมล ะตะปูตรึงใจ ๕ ประการ ไมถอนเครอ่ื งผูกพันใจ ๕ ประการภกิ ษนุ ัน้ หนอจักถงึ ความเจริญงอกงามไพบลู ยในพระธรรมวนิ ัยน้ี ขอนไี้ มเปนฐานะที่จะมีได. [๒๒๘] ตะปตู รงึ ใจ ๕ ประการ อนั เธอยังละไมไดเปน ไฉน. ดกู อนภิกษุทงั้ หลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นี้ สงสัย เคลือบแคลง ไมปลงใจเชือ่ไมเลอ่ื มใสในพระศาสดา. ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย จติ ของภิกษุทีส่ งสัย เคลือบแคลง ไมปลงใจเชอ่ื ไมเ ล่ือมใสในพระศาสดาน้ัน ยอ มไมนอมไปเพ่ือความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพ่ือประกอบเนอื ง ๆ เพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพอ่ื ความเพียรที่ตง้ั ม่ัน. ขอทจี่ ิตของภกิ ษุไมน อ มไปเพอื่ ความเพียรเครือ่ งเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพ่ือความทําตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรที่ตงั้ ม่ัน อยา งน้ี ชื่อวาตะปตู รึงใจประการที่ ๑ ทภ่ี กิ ษุนนั้ ยงั ละไมไ ดแลว. ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย อีกประการหน่ึง ภกิ ษุสงสัย เคลอื บแคลง ไมปลงใจเช่ือ ไมเ ลื่อมใสในพระธรรม ดูกอนภิกษทุ ั้งหลาย จติ ของภิกษุท่ีสงสยัเคลอื บแคลง ไมปลงใจเชอ่ื ไมเลื่อมใสในพระธรรมนนั้ ยอ มไมน อมไปเพ่อื
พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 171ความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ติดตอ เพอ่ืความเพยี รทีต่ งั้ มนั่ ขอ ที่จติ ของภิกษไุ มนอ มไปเพอ่ื ความเพียรเคร่ืองเผากิเลสเพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทาํ ตดิ ตอ เพือ่ ความเพียรที่ต้งั มั่น อยางนี้ ชือ่ วาตะปตู รงึ ใจประการท่ี ๒ ท่ภี ิกษนุ น้ั ยงั ละไมไดแลว. ดูกอนภกิ ษทุ ้ังหลาย อีกประการหนึง่ ภกิ ษุสงสยั เคลือบแคลง ไมปลงใจเช่อื ไมเลื่อมใสในพระสงฆ ดูกอ นภกิ ษุทง้ั หลาย จติ ของภกิ ษุที่สงสยัเคลอื บแคลง ไมป ลงใจเชอื่ ไมเ ล่ือมใสในพระสงฆนัน้ ยอ มไมน อ มไปเพื่อความเพียรเครอื่ งเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพือ่ความเพียรทีต่ ้ังมัน่ ขอทจ่ี ิตของภกิ ษุไมนอมไปเพอื่ ความเพยี รเครอื่ งเผากิเลสเพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพ่ือความเพียรท่ตี งั้ มนั่ อยางนี้ชือ่ วาตะปูตรงึ ใจประการที่ ๓ ทีภ่ ิกษนุ นั้ ยงั ละไมไดแ ลว . ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย อีกประการหน่งึ ภิกษสุ งสัย เคลือบแคลง ไมปลงใจเชอ่ื ไมเลอ่ื มใสในสิกขา ดูกอนภิกษทุ ง้ั หลาย จติ ของภิกษทุ ่ีสงสยั เคลือบแคลง ไมปลงใจเชอื่ ไมเ ลอ่ื มใสในสิกขาน้ัน ยอมไมน อมไปเพือ่ ความเพียรเครือ่ งเผากเิ ลส เพือ่ ความประกอบเนืองๆเพอ่ื ความทําตดิ ตอ เพ่อื ความเพยี รทต่ี ัง้ ม่นั ขอ ที่จติ ของภกิ ษไุ มน อ มไปเพ่อื ความเพียรเครอื่ งเผากเิ ลส เพอื่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทาํ ตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรท่ีต้ังมนั่ อยา งน้ี ช่อื วาตะปูตรึงใจ ประการที่ ๔ ทีภ่ ิกษนุ ั้นยังละไมไดแ ลว . ดกู อนภกิ ษทุ ั้งหลาย อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษเุ ปน ผูโกรธเคอื ง ไมพอใจ มจี ติ อันโทสะกระทบกระท่งั มใี จดุจตะปใู นเพือ่ นพรหมจรรยท งั้ หลาย ดูกอนภกิ ษทุ ง้ั หลาย จิตของภิกษุทโี่ กรธเคอื ง ไมพ อใจ มจี ิตอนั โทสะกระทบกระทง่ั มีใจดจุ ตะปใู นเพือ่ นพรหมจรรยท งั้ หลายนั้น ยอ มไมนอมไปเพ่อื ความ
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 172เพยี รเครื่องเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนือง ๆ เพือ่ ความทาํ ติดตอ เพ่ือความเพียรที่ตั้งม่ัน ขอทจ่ี ติ ของภิกษุไมน อมไปเพือ่ ความเพียรเคร่อื งเผากิเลสเพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพอื่ ความทาํ ติดตอ เพ่ือความเพียรที่ตง้ั ม่นั อยางนี้ ช่อื วาตะปูตรึงใจประการท่ี ๕ ทีภ่ กิ ษุนั้นยังละไมไดแ ลว . ตะปตู รึงใจ ๕ประการเหลา น้ี ช่ือวาอันภิกษุนน้ั ยงั ละไมไดแ ลว . เครือ่ งผูกพนั ใจ ๕ ประการ [๒๒๙] เครื่องผกู พนั ใจ ๕ ประการ อนั ภิกษนุ ้ันยังถอนไมไ ด เปนไฉน. ดกู อนภิกษทุ ั้งหลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวินัยนี้ เปนผไู มปราศจากความกาํ หนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมป ราศจากความรัก ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรา รอน ไมปราศจากความทะเยอทะยานในกาม. ดกู อนภิกษทุ ง้ั หลาย จิตของภิกษผุ ูไมป ราศจากความกาํ หนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรกั ไมปราศจากความกระหาย ไมปราศจากความเรา รอน ไมปราศจากความทะเยอทะยานในกาม ยอ มไมน อมไปเพือ่ ความเพยี ร เคร่ืองเผากเิ ลส เพ่ือความประกอบเนืองๆเพอ่ื ความทําตดิ ตอเพื่อความเพยี รทีต่ ้งั มนั่ . ขอ ทจี่ ติ ของภิกษุไมน อมไปเพือ่ ความเพียรเครอ่ื งเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทําติดตอ เพ่ือความเพยี รทีต่ ง้ั มนั่อยา งนี้ ชื่อวา เครื่องผูกพนั ใจประการที่ ๑ ทภี่ กิ ษนุ น้ั ยังถอนไมไ ดแ ลว. ดกู อ นภิกษุทงั้ หลาย อกี ประการหน่งึ ภกิ ษุเปน ผูไมป ราศจากความกําหนด ไมป ราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรกั ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรา รอ น ไมป ราศจากความทะเยอทะยานในรา งกายดูกอนภกิ ษุท้งั หลาย จติ ของภิกษุผูไมป ราศจากความกําหนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรัก ไมปราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความ
พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 173เรา รอ น ไมป ราศจากความทะเยอทะยานในรา งกายนัน้ ยอ มไมนอ มไปเพือ่ความเพียรเคร่อื งเผากิเลส เพอ่ื ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทาํ ติดตอ เพ่อืความเพยี รท่ตี ้งั มัน่ ขอทีจ่ ิตของภิกษไุ มน อมไปเพื่อความเพยี รเครอื่ งเผากิเลสเพอ่ื ความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําติดตอ เพอ่ื ความเพยี รท่ตี ั้งมนั่ อยา งน้ี ช่ือวา เครือ่ งผกู พันใจประการที่ ๒ ท่ีภกิ ษนุ ้ันยงั ถอนไมไ ดแลว . ดกู อ นภกิ ษุท้ังหลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษเุ ปนผูไ มป ราศจากความกาํ หนัด ไมปราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรกั ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรารอน ไมปราศจากความทะเยอทะยานในรูปดูกอ นภิกษุทง้ั หลาย จติ ของภกิ ษผุ ไู มปราศจากความกําหนัด ไมป ราศจากความพอใจ ไมปราศจากความรัก ไมป ราศจากความกระหาย ไมป ราศจากความเรารอ น ไมป ราศจากความทะเยอทะยานในรูปนั้น ยอมไมนอมไปเพื่อความเพยี รเคร่ืองเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนือง ๆ เพอื่ ความทาํ ตดิ ตอ เพื่อความเพยี รท่ตี ้ังมนั่ ขอทีจ่ ิตของภิกษุไมนอมไปเพอ่ื ความเพียรเคร่อื งเผากเิ ลส เพอ่ืความประกอบเนืองๆ เพอ่ื ความทาํ ตดิ ตอ เพื่อความเพยี รทต่ี งั้ มน่ั อยา งนี้ ชื่อวาเครอ่ื งผูกพันใจประการที่ ๓ ทีภ่ ิกษุนัน้ ยังถอนไมไ ดแลว . ดกู อนภิกษุท้ังหลาย อกี ประการหนง่ึ ภิกษุบรโิ ภคอมิ่ พอความประสงคแ ลว ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสขุ ในความหลบั อยู. ดกู อ นภิกษุทงั้ หลาย จติ ของภิกษผุ บู รโิ ภคอม่ิ พอความประสงคแลว ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในความหลบัอยนู นั้ ยอ มไมน อมไปเพ่อื ความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพ่ือความประกอบเนืองๆเพ่อื ความทําตดิ ตอ เพอื่ ความเพยี รทตี่ ้ังมัน่ ขอ ท่ีจิตของภกิ ษไุ มน อมไปเพือ่ความเพียรเครือ่ งเผากเิ ลส เพือ่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพื่อ
พระสุตตันตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 174ความเพียรท่ีต้ังม่นั อยางนี้ชอื่ วา เครอื่ งผูกพันใจประการที่ ๔. ทภ่ี กิ ษุน้นั ยงั ถอนไมไ ดแ ลว. ดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย อกี ประการหนง่ึ ภิกษจุ ักพระพฤตพิ รหมจรรยเพื่อปรารถนาเทพนิกายอันใดอันหนง่ึ วา เราจักไดเ ปน เทพเจาหรือเทพองคใดองคห น่ึงดว ยศีลอันนี้ ดว ยขอ วัตรอันนี้ ดว ยตบะอันน้ี หรอื ดว ยพรหมจรรยอันนี.้ ดกู อนภกิ ษทุ ัง้ หลาย จิตของภกิ ษผุ ูจ กั ประพฤติพรหมจรรย เพ่ือปรารถนาเทพนกิ ายอนั ใดอันหนึง่ วา เราจักไดเปน เทพเจา หรอื เทพองคใดองค-หนึ่ง ดว ยศลี อนั นี้ ดว ยขอ วตั รอันนี้ ดว ยตบะอันนี้ หรือดว ยพรหมจรรยอันนีน้ ัน้ ยอ มไมนอมไปเพื่อความเพยี รเคร่อื งเผากเิ ลส เพือ่ ความประกอบเนือง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพ่ือความเพียรทต่ี ง้ั ม่ัน. ขอ ทจี่ ติ ของภกิ ษไุ มนอมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากเิ ลส เพอื่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําตดิตอ เพื่อความเพยี รท่ีตงั้ มน่ั อยา งน้ี ชอ่ื วาเคร่ืองผกู พันใจ ประการที่ ๕ ท่ีภิกษนุ ัน้ ยังถอนไมไ ดแ ลว . เคร่อื งผกู พนั ใจ ๕ ประการเหลา น้ี ชอ่ื วาอันภิกษุนน้ั ยังถอนไมไ ดแ ลว. ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลาย ภกิ ษุรปู ใดรปู หนงึ่ ไมละตะปูตรึงใจ ๕ ประการเหลา นี้ ไมถ อนเครอื่ งผกู พนั ใจ ๕ ประการเหลานัน้ ภิกษุนั้นหนอ จักถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบูลยใ นพระธรรมวนิ ยั นี้ ขอ น้ีไมเปนฐานะท่ีจะมีได. [๒๓๐] ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย ภกิ ษรุ ูปรปู หน่ึงละตะปตู รงึ ใจ ๕ประการเสียได ถอนเครอ่ื งผกู พนั ใจ ๕ ประการเสียได ภิกษนุ ั้นหนอ จกั ถงึความเจริญงอกงามไพบูลยในพระธรรมวนิ ยั น้ี ขอนี้เปน ฐานะทจี่ ะมีได. [๒๓๑] ตะปตู รึงใจ ๕ ประการ ชอื่ วา อนั ภกิ ษนุ ้นั ละไดแลว เปนไฉน. ดูกอนภกิ ษุท้ังหลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวินัยน้ี ไมสงสยั ไมเ คลอื บแคลง ปลงใจเช่ือ เลื่อมใสในพระศาสดา. ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย จิตของภกิ ษุ
พระสตุ ตันตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 175ผูไมสงสัย ไมเคลือบแคลง ปลงใจเช่ือ เล่ือมใสในพระศาสดานั้น ยอมนอมไปเพือ่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทาํ ตดิตอ เพื่อความเพยี รที่ตั้งมน่ั . ขอ ท่จี ติ ของภิกษุนอ มไปเพือ่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทําตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรทตี่ ั้งมัน่ อยางน้ี ช่ือวาตะปตู รงึ ใจประการท่ี ๑ ทภ่ี ิกษนุ ัน้ ละไดแ ลว. ดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษุไมส งสยั ไมเคลือบแคลงปลงใจเช่ือ เลื่อมใสในพระธรรม ดูกอ นภิกษทุ ัง้ หลาย จิตของภิกษผุ ไู มสงสัยไมเคลือบแคลง ปลงใจเธอ เลอ่ื มใสในพระธรรมนนั้ ยอ มนอมไปเพอ่ื ความเพียรเครอื่ งเผากเิ ลส เพ่อื ความประกอบเนือง ๆ เพือ่ ความทาํ ตดิ ตอ เพอื่ ความเพยี รท่ตี ั้งม่ัน ขอที่จติ ของภิกษุนอมไปเพอื่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนือง ๆ เพื่อความทาํ ติดตอ เพอื่ ความเพียรท่ีตัง้ มนั่ อยา งนี้ช่ือวา ตะปูตรึงใจประการที่ ๒ ท่ีภิกษนุ ัน้ ละไดแ ลว. ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย อกี ประการหน่งึ ภิกษุไมส งสยั ไมเคลือบแคลงปลงใจเชือ่ เลอ่ื มใสในพระสงฆ ดกู อนภิกษทุ ัง้ หลาย จติ ของภิกษุผูไ มสงสยัไมเ คลือบแคลง ปลงใจเชื่อ เลือ่ มใสในพระสงฆน นั้ ยอ มนอมไปเพอื่ ความเพียรเครอ่ื งเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําติดตอ เพอ่ื ความเพียรที่ต้ังม่นั ขอทจี่ ิตของภิกษนุ อ มไปเพ่ือความเพยี รเครือ่ งเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทําติดตอ เพ่อื ความเพียรตง้ั ม่ัน อยา งน้ีชือ่ วา ตะปูตรึงใจประการที่ ๓ ทภ่ี ิกษนุ ้นั ละไดแลว . ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย อกี ประการหน่งึ ภกิ ษไุ มสงสยั ไมเ คลอื บแคลงปลงใจเช่ือ เล่อื มใสในสิกขา ดูกอนภิกษุทงั้ หลาย จิตของภิกษุไมสงสัย ไมเคลอื บแคลง ปลงใจเช่อื เลื่อมใสในสกิ ขาน้ัน ยอมนอมไปเพือ่ ความเพยี รเครอ่ี งเผากเิ ลส เพอื่ ความประกอบเนือง ๆ เพือ่ ความทําติดตอ เพื่อความ
พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 176เพียรทตี่ ้ังมั่น ขอท่จี ติ ของภกิ ษุนอมไปเพอ่ื ความเพยี รเครือ่ งเผากิเลส เพอ่ืความประกอบเนอื ง ๆ เพ่อื ความทําติดตอ เพื่อความเพยี รทตี่ ั้งมัน่ อยางนี้ช่ือวา ตะปตู รงึ ใจประการที่ ๔ ท่ีภกิ ษนุ น้ั ละไดแ ลว. ดกู อนภกิ ษทุ งั้ หลาย อกี ประการหนงึ่ ภิกษเุ ปนผูไมโ กรธเคืองไมใชเ ปนผูไมพ อใจ มีจติ อันโทสะไมกระทบกระท่ัง หาใชผูมใี จดุจตะปไู มในเพ่อื นพรหมจรรยท ั้งหลาย. ดูกอ นภกิ ษทุ ั้งหลาย จติ ของภกิ ษุผไู มโกรธเคืองไมใชเ ปนผไู มพอใจ มีจิตอนั โทสะไมกระทบกระทง่ั หาใชผ มู ใี จดจุ ตะปูไมในเพ่อื นพรหมจรรยท ั้งหลายน้นั ยอมนอ มไปเพ่อื ความเพียรเคร่ืองเผากิเลสเพอื่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพือ่ ความทาํ ตดิ ตอ เพ่ือความเพียรตัง้ ม่ัน ขอ ทีจ่ ติของภิกษุนอมไปเพอื่ ความเพียรเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆเพอ่ื ความทาํ ติดตอ เพอ่ื ความเพยี รทต่ี ง้ั มนั่ อยางน้ี ชอื่ วาตะปตู รึงใจประการท่ี ๕ ทภ่ี กิ ษนุ น้ั ละไดแ ลว . ตะปตู รึงใจ ๕ ประการเหลานี้ ช่ือวา อนั ภกิ ษุนัน้ละไดแ ลว . [๒๓๒] เครอื่ งผูกพนั ใจ ๕ ประการ อนั ภิกษนน้ั ถอนไดดแี ลวเปนไฉน. ดกู อนภิกษุทงั้ หลาย ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ัยนี้ เปน ผูปราศจากความกําหนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหายปราศจากความเรา รอน ปราศจากความทะเยอทะยานในกาม ดูกอนภิกษทุ ง้ัหลาย จติ ของภกิ ษผุ ูปราศจากความกําหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอะทะยานในกามน้นั ยอมนอ มไปเพอื่ ความเพียรเครื่องเผากเิ ลส เพ่ือความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทําติดตอ เพื่อความเพียรที่ต้งั มั่น ขอท่จี ติ ของภิกษุนอมไปเพอื่ ความเพยี รเคร่ืองเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพอ่ื ความเพียรที่ตั้งมั่น อยางนี้ ชือ่ วา เครอ่ื งผกู พันใจประการที่ ๑ ทภี่ กิ ษุนนั้ ถอนไดด แี ลว .
พระสตุ ตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 177 ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย อกี ประการหน่ึง ภิกษเุ ปน ผปู ราศจากความกําหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรกั ปราศจากความกระหายปราศจากความเรารอน ปราศจากความทะเยอทะยานในรา งกาย ดูกอ นภิกษุทง้ั หลาย จติ ของภิกษผุ ปู ราศจากความกําหนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรกั ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอทะยานในรางกายน้นั ยอมนอ มไปเพ่ือความเพยี รเคร่อื งเผากเิ ลส เพือ่ความประกอบเนือง ๆ เพ่ือความทาํ ตดิ ตอ เพอ่ื วามเพียรทต่ี ั้งมั่น ขอ ท่ีจิตของภกิ ษนุ อ มไปเพอื่ ความเพยี รเครื่องเผากิเลส เพ่อื ความประกอบเนือง ๆเพ่อื ความทาํ ติดตอ เพ่อื ความเพียรทตี่ งั้ มั่น อยา งนี้ ชอ่ื วาเคร่อื งผูกพันใจประการที่ ๒ ที่ภิกษนุ นั้ ถอนไดด ีแลว . ดูกอ นภิกษุทั้งหลาย อกี ประการหนึง่ ภิกษเุ ปนผูปราศจากความกําหนดั ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหายปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอทะยานในรูป ดูกอ นภกิ ษุทัง้ หลายจติ ของภิกษุผปู ราศจากความกําหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรักปราศจากความกระหาย ปราศจากความเรารอ น ปราศจากความทะเยอทะยานในรูปน้นั ยอ มนอมไปเพ่อื ความเพียรเครอื่ งเผากิเลส เพ่ือความประกอบเนือง ๆ เพื่อความทาํ ตดิ ตอ เพ่ือความเพียรทตี่ ัง้ ม่ัน ขอ ทีจ่ ิตของภกิ ษนุ อ มไปเพือ่ ความเพียรเครื่องเผากิเลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพอื่ ความทําติดตอเพอ่ื ความเพยี รที่ต้งั มน่ั อยา งน้ี ช่อื วาเคร่อื งผูกพนั ใจประการท่ี ๓ ทภ่ี กิ ษุนน้ัถอนไดด แี ลว . ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย อกี ประการหน่งึ ภกิ ษไุ มบริโภค อิม่ พอความประสงคแลว ไมป ระกอบความสขุ ในการนอน ความสขุ ในการเอน ความสุข
พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 178ในความหลบั อยู. ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย จติ ของภกิ ษุผูไ มบรโิ ภคอ่ิมพอความประสงคแ ลว ไมประกอบความสขุ ในการนอน ความสขุ ในการเอน ความสุขในความหลับอยูน้นั ยอมนอ มไปเพ่ือความเพยี รเครื่องเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนอื ง ๆ เพื่อความทําตดิ ตอ เพื่อความเพยี รทีต่ ง้ั มัน่ ขอที่จติ ของภกิ ษุนอมไปเพ่ือความเพียรเคร่ืองเผากเิ ลส เพอ่ื ความประกอบเนือง ๆ เพื่อความทําตดิ ตอ เพอื่ ความเพยี รตง้ั มนั่ อยางนี้ ชื่อวาเคร่ืองผกู พนั ใจประการท่ี ๓ทภ่ี กิ ษนุ ั้นถอนไดดีแลว. ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษจุ ักไมประพฤตพิ รหม-จรรยป รารถนาเทพนกิ ายอันใดอันหนึง่ วา เราจกั ไดเปน เทพเจา หรอื เทพองคใ ดองคหน่ึงดว ยศลี อนั น้ี ดวยขอวตั รอันนี้ ดว ยตบะอนั นี้ หรือดวยพรหมจรรยอนั นี้ ดกู อนภิกษทุ งั้ หลาย จิตของภิกษุผูจกั ไมป ระพฤตพิ รหมจรรยปรารถนาเทพนกิ ายอันใดอนั หนงึ่ วา เราจักไดเ ปนเทพเจา หรอื เทพองคใ ดองคห นึง่ดว ยศลี อนั น้ี ดวยขอวตั รอันน้ี ดว ยตบะอันนี้ หรอื ดวยพรหมจรรยอนั น้ีน้ันยอ มนอ มไปเพือ่ ความเพยี รเครื่องเผากเิ ลส เพื่อความประกอบเนอื ง ๆ เพ่ือความทาํ ติดตอ เพอ่ื ความเพยี รต้งั ม่นั . ขอ ท่จี ติ ของภิกษนุ อ มไปเพ่ือความเพียรเครื่องเผากิเลส เพือ่ ความประกอบเนือง ๆ เพอ่ื ความทําติดตอ เพือ่ความเพียรต้งั มั่นอยางน้ี ชอ่ื วา เครื่องผูกพันใจประการท่ี ๕ ที่ภกิ ษนุ น้ั ถอนไดดแี ลว. เครื่องผูกพนั ใจ ๕ ประการเหลา น้ี ชื่อวา อนั ภิกษนุ ้ันถอนไดด ีแลว. ดูกอนภิกษทุ งั้ หลาย ภกิ ษุรูปใดรูปหนึ่ง ละตะปูตรงึ ใจ ๕ ประการเหลานไ้ี ดแ ลว ถอนเครอ่ื งผูกพันใจ ๕ ประการเหลา นี้ไดด ีแลว ภกิ ษุนัน้ จักถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบูลยใ นพระธรรมวนิ ยั น้ี ขอนีเ้ ปนฐานะที่จะมีได.
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 179 อปุ มาเหมือนไขของแมไก [๒๓๓] ภกิ ษนุ ้ันเจริญอิทธิบาท ประกอบดวยฉนั ทสมาธปิ ธานสังขาร ๑วิรยิ สมาธปิ ธานสงั ขาร ๑ จิตตสมาธปิ ธานสงั ขาร ๑ วิมงั สาสมาธปิ ธานสงั ขาร ๑ และมคี วามขะมกั เขมน เปนท่ี ๕. ดูกอนภกิ ษุทง้ั หลาย ภิกษผุ ูป ระ-กอบดว ยองค ๑๕ รวมท้งั ความขะมักเขมน อยา งนนี้ นั้ แล เปนผคู วรแกค วามเบื่อหนา ย เปน ผคู วรแกการตรัสรู เปนผูควรแกการบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงเย่ยี ม. ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย ภกิ ษผุ ูป ระกอบดว ยองค ๑๕ รวมทัง้ ความขะมัก-เขมนอยางนี้ เปนผคู วรแกความเบื่อหนาย เปน ผคู วรแกก ารตรสั รู เปน ผูควรแกการบรรลธุ รรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงเยี่ยม เปรียบเหมือนไขของแมไก ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรอื ๑๒ ฟอง แมไกกกไวโดยชอบ ใหอบอุนโดยชอบ ฟก โดยชอบ ถงึ แมไกน น้ั จะไมปรารถนาอยางนว้ี า ขอใหล ูกไกเหลาน้ีจงทําลายเปลือกไขดวยปลายเลบ็ เทา หรือดว ยจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีก็ตาม ลกู ไกเ หลา นัน้ ก็ตอ งทาํ ลายเปลอื กไขดว ยปลายเล็บเทา หรือดว ยจะงอยปากออกมาโดยสวสั ดีได ฉะนน้ั . พระผมู ีพระภาคเจาไดตรสั พระพทุ ธพจนน ้ี ภิกษเุ หลาน้นั มใี จช่ืนชมยนิ ดพี ระภาษติ ของพระผูมพี ระภาคเจา แลวแล. จบโจโตขลี สูตรที่ ๖
พระสตุ ตันตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 180 อรรถกถาเจโตขลี สูตร เจโตขลี สูตรเรม่ิ ตน วา ขาพเจา ไดสดบั มาดังน้ี :- ในเจโตขีลสตู รน้ัน ความทีจ่ ติ เปน ชาติแขง็ กระดาง ความท่จี ติ เปนดจุ เกราะ ความทีจ่ ติ เปนดจุ ตอไม ชอ่ื วา เจโตขลี า. บทวา เจตโส วินิ-พนฺธา ความวา กิเลสเครอื่ งหนว งเหน่ียวจิต เพราะอรรถวา ผูกพันจติ ยึดไวเหมอื นทําไวในกํามอื . ความเจรญิ ดวยศลี ความงอกงามดว ยมรรค ความไพบลู ยดวยนิพพาน หรือความเจรญิ ดว ยศีลและสมาธิ ความงอกงามดวยวิปสสนา-มรรค ความไพบูลยด ว ยผลและนพิ พานในบทเปนตน วา วฑุ ฒฺ ึ. บทวาสตถฺ ริ กงฺขติ ความวา ภกิ ษสุ งสัยในพระสรรี ะหรือพระคุณของพระศาสดา.ภิกษุเม่ือสงสยั ในพระสรรี ะ กย็ อมสงสยั วา พระสรีระท่ีประดับประดาดวยพระลักษณะอันประเสรฐิ ๓๒ ประการมีอยูหนอแล หรือไมมี. เม่ือสงสัยในพระคุณกย็ อ มสงสัยวา พระสพั พญั ุตญาณ ทสี่ ามารถรอู ดตี อนาคต และปจจุบันมอี ยหู รอื ไมห นอ. บทวา วิจกิ จิ ฺฉติ ความวา เมื่อวิจัยยอมเคลือบแคลงคอืยอมถึงทกุ ข ยอมไมอ าจวนิ ิจฉัย. บทวา นาธิมุจจฺ ติ ความวา ยอมไมไ ดรบั ความนอมไปวา นั่นตองเปน อยางน้ี. บทวา น สมฺปสีทติ ความวายอ มไมอาจเพ่อื หยัง่ ลงในพระคุณท้ังหลายแลว เลอื่ มใส โดยความเปนผูปราศจากความเคลอื บแคลง คือ เพอ่ื เปน ผูห มดความสงสยั . บทวา อาตปปฺ ายความวา เพ่ือประโยชนแ กก ารทําความเพียรเคร่อื งเผากิเลส. บทวา อนโุ ยคายความวา เพอื่ ประกอบความเพียรบอย ๆ. บทวา สาตจฺจาย ความวา เพอ่ืกระทําตอเนื่อง. บทวา ปธานาย ความวา เพ่ือประโยชนแ กการต้งั มัน่ .บทวา อย ปโม เจโตขีโล ความวา ความทจ่ี ติ เปนธรรมชาตแิ ขง็ กระดา ง
พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 181กลาวคอื ความเคลอื บแคลงในพระศาสดาขอที่ ๑ นี้ ยอมเปน อันภกิ ษนุ ้ันละยงัไมไดแ ลว ดวยเหตุอยา งน.ี้ บทวา ธมฺเม คอื ในปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรมและปฏเิ วธธรรม. เมือ่ สงสัยในปริยัตธิ รรม ยอมสงสยั วา บณั ฑิตทั้งหลายกลา ววา พระพุทธพจน คอื ไตรปฏ กมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ นน่ั มอี ยูหนอแล หรือไมม ี. เมือ่ สงสัยในปฏเิ วธธรรม ยอ มสงสัยวา บัณฑิตท้งั หลายกลา ววา ความไหลออกแหงวิปสสนา ช่อื วา มรรค ความไหลออกแหงมรรคชอ่ื วา ผล การสลัดออกซง่ึ สงั ขารทั้งปวง ชอ่ื วา นิพพาน ดงั นี้ นน้ั มีอยูหรือไมห นอแล. บทวา สงฺเฆ กงฺขติ ความวา ยอมสงสยั วา ชื่อวาพระสงฆซ ึ่งเปน หมูแหง บคุ คล ๘ คือ ผตู ้ังอยูในมรรค ๔ ผตู ้ังอยูในผล ๔ ผูปฏบิ ตั ปิ ฏปิ ทา เห็นปานน้ี ดวยอาํ นาจแหงบททงั้ หลายมีวา ผูป ฏิบัตดิ ี เปน ตนมอี ยูหรอื ไมหนอแล. เมือ่ สงสัยในสกิ ขา กย็ อ มสงสยั วา บัณฑติ ทัง้ หลายกลาววา ชือ่ อธิสีลสิกขา ชอื่ อธจิ ติ ตสิกขา ช่อื อธิปญ ญาสกิ ขา ดงั น้ี สกิ ขานนั้ มีอยหู รือไมห นอแล. บทวา อย ปจฺ โม ความวา ความท่จี ติ เปน ธรรมชาติแขง็ กระดาง เปนดจุ เกราะ เปนดุจตอไม กลาวคือ ความกําเรบิ ในเพอ่ื นสพรหมจารีน้ี เปน ที่หา. พึงทราบวินิจฉัยในกิเลสเครื่องหนวงเหน่ยี วทัง้ หลาย. บทวา กาเมไดแ ก วตั ถกุ ามบา ง กิเลสกามบา ง. บทวา กาเย ความวา ในกายของตน.บทวา รูเป ความวา ในรปู ภายนอก. บทวา ยาวทตฺถ ความวา มปี ระมาณเทาท่ีตอ งการ. บทวา อทุ ราวเทหก ไดแ ก เตม็ ทอง. จริงอยู ทองนนั้เรียกวา อุทราวเทหก เพราะไมยอย. บทวา เสยยฺ สขุ ความวา ความสุขบนเตยี งและบนต่ัง หรอื ความสขุ ในฤด.ู บทวา ปสสฺ สุข ความวาความสุขทเ่ี กิดขน้ึ เหมอื นอยางความสุขตะแคงขวาและตะแคงซายของผูนอนพลิกไปมาฉะนน้ั . บทวา มทิ ฺธสุข ไดแก ความสขุ ในการหลับ. บทวา อนยุ ุตโฺ ต
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 182ความวา เปน ผูป ระกอบความเพียรอย.ู บทวา ปณธิ าย ความวา ปรารถนาแลว . จรงิ อยู จตปุ ารสิ ทุ ธสีล ชื่อวา สีล ในบทเปน ตนวา สีเลน ดงั นี.้การสมาทานวัตร ชอื่ วา วตะ. การประพฤตดิ วามเพยี รเครอื่ งเผากิเลส ชือ่ วาตบะ. การงดเวนเมถุน ชอื่ วา พรหมจรรย. บทวา เทโว วา ภวิสฺสามิความวา เราจักเปน เทพเจา ผูมเหศักด์.ิ บทวา เทวฺ ตโรวา ความวาหรอื เปน เทพองคใดองคห นงึ่ ในบรรดาเทพผูมศี กั ดน์ิ อ ย. สมาธทิ ีถ่ งึ แลวเพราะอาศัยความพอใจในอทิ ธบิ าทท้งั หลาย ช่ือวา ฉันทสมาธิ. สงั ขารทั้งหลายที่เปนปธาน ช่ือวา ปธานสงั ขาร. บทวา สมนฺนาคต ความวา ประกอบดว ยธรรมเหลาน้ัน. บาทแหง ฤทธิ์ หรือบาททเี่ ปนฤทธ์ิ เพราะฉะนั้น จงึ ชอื่วา อิทธิบาท. ในบททงั้ หลายแมทเี่ หลอื กม็ นี ยั เชน นั้นเทยี ว. ความสงั เขปในพระสูตรนีเ้ พยี งเทา น.้ี สว นความพิสดาร มาแลวในอิทธบิ าทวภิ ังคนน้ั แล.สว นเน้ือความแหง อทิ ธิบาทนั้นไดแ สดงไวแลว ในวสิ ทุ ธมิ รรค. ไดกลา วการละดวยการขม ไวด ว ยอิทธบิ าท ๔ น้ี ดว ยประการฉะน้.ี พระผูม ีพระภาคเจาทรงแสดงความเพียรอันพงึ กระทําในท่ีทง้ั ปวงวาอุสฺโสฬหฺ ิ ในบทนวี้ า อสุ โฺ สฬหเิ ยว ปจฺ มี ดงั น้.ี บทวา อุสโฺ สฬ-ฺหิปณฺณรสงคฺ สมนนฺ าคโต ความวา ผูป ระกอบดว ยองค ๑๕ ประการพรอมกบั ความเพยี รอยา งน้ี คอื การละตะปูตรึงใจ ๕ การละกเิ ลสเครื่องรงึ รดัจิต ๕ อทิ ธบิ าท ๔ ความเพียร ๑. บทวา ภพฺโพ ความวา อนุรปู คือสมควร. บทวา อภินพิ ฺภิทาย ความวา เพ่ือทาํ ลายกเิ ลสดวยญาณ. บทวาสมฺโพธาย ความวา เพอ่ื ตรัสรดู ซี ึง่ มรรคส.ี่ บทวา อนุตตฺ รสฺส ความวาประเสริฐที่สุด. บทวา โยคกฺเขมสฺส ความวา ความเกษมจากโยคะสี่ คอืพระอรหตั . บทวา อธิคมาย ความวา เพ่ือไดรบั . ศัพทวา เสยยฺ ถาเปนนิบาตลงในอรรถวาเปรยี บเทียบ. ศพั ทวา ป เปนนบิ าตลงในอรรถวา
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 183ยกยอ ง. พระผูมีพระภาคเจาทรงแสดงวา ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย แมฉันใด ดังนี้ดวยบทแมทงั้ สอง. กใ็ นบทนี้วา ไขข องแมไ กมี ๘ ฟองบาง ๑๐ ฟองบา ง.๑๒ ฟองบาง ดงั นี้ จะเปนไขของแมไกแ มน อยกวาหรอื มากกวา จากประการท่ีกลาวแลว ก็ตาม. แตคํานนั้ ทา นกลาวดว ยความสละสลวยแหงถอ ยคาํ . จรงิ อยูถอ ยคําทสี่ ละสลวยยอ มมใี นโลกอยา งน้.ี บทวา ตานสฺสุ แยกบทเปน ตานิอสฺสุ ความวา ไขเ หลานัน้ พึงม.ี บทวา กกุ ฺกุฎยิ า สมมฺ า อธิสยิตานิความวา เมอ่ื แมไกน ั้นปองปกทัง้ สองกกไขเ หลา นนั้ ไขเหลานัน้ เปนอนั แมไกกกดีแลว . บทวา สมฺมา ปรเิ สทิตานิ ความวา อนั แมไ กใ หอ บอนุ ตลอดกาลอนั สมควร เปน อนั อบอนุ ดว ยดี คือ โดยชอบ ไดแกกระทาํ ใหม ไี ออุน .บทวา สมฺมา ปรภิ าวิตานิ ความวา เปน อันฟก ดว ยดี คอื โดยชอบตลอดกาลอนั สมควร อธบิ ายวา ใหไดร บั กลิ่นของไก. บทวา กิฺจาป ตสฺส กุกกฺ ุฏยิ าความวา แมไ กน้นั ทาํ ความไมประมาทดว ยการทํากิรยิ าสามอยา งนี้ ไมพ ึงเกิดความปรารถนาอยางนีโ้ ดยแท. บทวา อถโข ภพฺพาว เต ความวา ลูกไกเหลานน้ั ควรแทเพอื่ ออกมาโดยสวสั ดี โดยนยั ท่ีกลาวแลว . จริงอยู เพราะไขท ้ังหลายอันแมไกนัน้ เพยี รฟก ดว ยอาการ ๓ อยา งนี้ ยอ มไมเ นา ยางเหนียวของไขเ หลานน้ั กจ็ ะถึงความแกขน้ึ เปลอื กไขก็จะบาง ปลายเลบ็ เทาและจะงอยปากกจ็ ะแขง็ ไขท ง้ั หลายกจ็ ะแกรอบ แสงสวา งขา งนอกกจ็ ะปรากฏขางในเพราะเปลือกไขบาง เพราะฉะน้นั ลูกไกเหลานั้นจงึ ใครจ ะออกดวยคดิ วา เรางอปก งอเทาอยใู นที่คบั แคบ เปนเวลานานแลวหนอ และแสงสวางภายนอกน้ีกป็ รากฏ บัดน้ี พวกเราจกั อยูเปน สุขในท่ีมแี สงสวางนนั้ ดงั น้ี แลวกะเทาะ-เปลือกดวยเทา ยน่ื คอออก แตน้ัน เปลอื กน้ันกจ็ ะแตกออกเปน สองสวนลําดับตอมา ลกู ไกทงั้ หลาย ขยบั ปก รอ ง ออกมาตามสมควรแกขณะนนั้นั้นเทยี ว ครน้ั ออกมาแลว กจ็ ะเท่ียวหากนิ ตามคามเขต. บทวา เอวเมว โข
พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 184นี้ มีอรรถวาเปรียบเทียบ นกั ปราชญเ ปรียบเทยี บดว ยอรรถอยา งนีแ้ ลวพงึ ทราบ. ก็พงึ ทราบความท่ีภกิ ษุนเ้ี ปน ผูถึงพรอมดวยองค ๑๕ รวมทั้งความอตุ สาหะเหมอื นแมไกน ั้นทํากิรยิ า ๓ อยา งในไขทั้งหลายฉะนน้ั ความไมเส่ือมแหง วปิ สสนาญาณ เพราะความถึงพรอ มดว ยอนุปส สนา ๓ อยา งของภิกษุผูประกอบดวยองค ๑๕ เหมอื นความทไ่ี ขทัง้ หลายไมเ นาเพราะความถึงพรอมดวยกริ ยิ า ๓ อยา งของแมไ กฉะนนั้ การถือเอายางเหนียวคือความใครอนั เปน ไปในภพ ๓ ดวยความถึงพรอ มดว ยอนปุ สสนา ๓อยางของภิกษุน้ัน เหมือนการแกร อบแหงยางเหนียวของไขท ัง้ หลาย ดวยการกระทํากริ ยิ า ๓ อยางของแมไกฉะน้ัน ความท่ีเปลอื กไขค ือ อวิชชา ของภกิ ษุเปน ธรรมชาติเบาบาง เหมอื นความท่เี ปลอื กไขเปน ธรรมชาตบิ างฉะนั้น ความทว่ี ปิ สสนาญาณของภกิ ษุเปน ธรรมชาติคมแขง็ ผองใสและกลา เหมอื นความท่ีปลายเล็บเทาและจะงอยปากของลูกไกทัง้ หลายเปนธรรมชาตกิ ระดางและแข็งฉะน้ัน กาลเปลยี่ นแปลง กาลอนั เจริญแลว กาลแหงการถอื หองแหงวิปส สนาญาณของภกิ ษุ เหมือนกาลแปรไปแหง ลูกไกท ั้งหลายฉะน้ัน กาลทภี่ ิกษนุ น้ั ใหถอื หอ งคือวิปส สนาญาณเทีย่ วไปไดอตุ ุสปั ปายะ โภชนสปั ปายะ ปคุ คลสปั ปายะหรอื ธรรมสวนสัปปายะ อนั เกดิ แตวิปส สนาญาณนัน้ นั่งบนอาสนะเดียวเจริญวิปส สนา ทาํ ลายเปลือกไขคืออวชิ ชา ดวยอรหัตมรรค ท่บี รรลแุ ลวโดยลาํ ดับ ขยบั ปก คืออภิญญาแลว บรรลพุ ระอรหตั โดยสวัสดี เหมือนกาลทลี่ กู ไกท ั้งหลายกะเทาะเปลือกไขดวยปลายเล็บเทา หรือดว ยจะงอยปากแลวขยบั ปกทั้งหลายออกมาโดยความสวสั ดีฉะน้ัน. ก็ฝา ยแมไ กรคู วามทล่ี กู ไกทั้งหลายแกจ ดั แลว ทําลายเปลือกไขฉันใด แมพระศาสดาก็ฉันน้ันเหมือนกนัทรงรคู วามแกง อมแหงญาณของภกิ ษุเหน็ ปานนั้นแลว ทรงแผโอภาสแลวทรงทาํ ลายเปลือกไขคืออวชิ ชาดว ยพระคาถามอี าทิวา
พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 185 บุคคลพึงตดั ความรักของตน ดจุ เดด็ ดอกโกมทุ ในสารกาลดวยมือ แลว พอก พูนเฉพาะทางสนั ติเทานั้น พระนพิ พาน อันพระสุคต แสดงไวแลว. ภกิ ษนุ นั้ ทาํ ลายเปลอื กไขคืออวชิ ชาแลว บรรลพุ ระอรหัตในเวลาจบพระคาถา. จําเดมิ แตน้ัน ลกู ไกเ หลา นัน้ ยงั คามเขตใหงามเทย่ี วไปในคามเขตนัน้ ฉนั ใด ภกิ ษแุ มนเี้ ปน พระมหาขีณาสพบรรลผุ ลสมาบตั ิ อนั มนี ิพพานเปน อารมณแ ลว ยังสงั ฆารามใหง ามอยเู ที่ยวไปฉนั นัน้ . ทา นแสดงปหานะ ๔อยาง ในพระสูตรน้ี ดว ยประการฉะนี้. อยา งไร. กท็ า นแสดงปฏสิ ังขาปหานะดว ยการละตะปูตรึงใจท้ังหลาย ละกิเลศเครอื่ งรงึ รดั ใจท้งั หลาย แสดงวิขมั ภนปหานะ ดว ยอิทธิบาททง้ั หลาย แสดงสมุจเฉทปหานะ เมอ่ื มรรคมาแลวแสดงปฏิปส สทั ธปิ หานะ เม่ือผลมาแลว . คาํ ทเ่ี หลอื ในบททงั้ ปวง มีเนอื้ ความงายท้งั นัน้ ดงั น้.ี จบอรรถกถาเจโตขีลสตู รท่ี ๖
พระสตุ ตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 186 ๗. วนปตถสตู ร [๒๓๔] ขาพเจา ไดส ดับมาอยา งน้ี:- สมยั หน่ึง พระผูมพี ระภาคเจา ประทับอยู ณ วหิ ารเชตวนั อารามของทา นอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถ.ี ณ ท่นี ัน้ แล พระผูมพี ระภาคเจาตรสั เรียกภกิ ษุท้ังหลายวา ดกู อนภกิ ษุทงั้ หลาย ภิกษุเหลา นน้ั ทลู รับพระผูมพี ระภาคเจา แลว พระผูมีพระภาคเจา ไดตรัสวา ดูกอ นภกิ ษุทง้ั หลายเราจะแสดงวนปต ถปริยาย [เหตขุ องการอยูปาชฏั ] แกเธอท้งั หลาย เธอทง้ัหลายจงพึงปรยิ ายนนั้ จงใสใจใหดี เราจักกลาว. ภิกษเุ หลา นั้นทลู รับพระผูม ีพระภาคเจา แลว. [๒๓๕] พระผูม ีพระภาคเจาไดต รัสพระพทุ ธพจนนว้ี า ดกู อนภิกษทุ ้งัหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ยอ มเขา ไปอาศยั ปา ชฏั แหง ใดแหง หน่งึ อยู เมื่อเธอเขา ไปอาศัยปาชฏั น้นั อยู สตทิ ่ียงั ไมป รากฏ กไ็ มปรากฏ จติ ทีย่ งั ไมตง้ั มัน่ก็ไมต ้งั มั่น อาสวะท่ยี ังไมส้ินไป ก็ไมถ งึ ความสน้ิ ไป และภกิ ษนุ ้นั ไมไดบ รรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยางสงู ทยี่ ังไมบรรลดุ ว ย สวนปจ จยั เครื่องอุดหนุนชีวิต คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจ จยั เภสชั บริขารเหลาใด ท่ีบรรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจ จยั เหลา นัน้ ยอ มเกิดขน้ึ ไดโดยยาก.ดกู อ นภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุน้ันพึงพจิ ารณาเห็นดงั นวี้ า เราเขา มาอาศยั ปา ชัฏนี้อยู เมื่อเรานนั้ เขา มาอาศยั ปา ชัฏนอ้ี ยู สตทิ ย่ี ังไมปรากฏ กไ็ มป รากฏ จติ ที่ยังไมต้ังมั่น กไ็ มต งั้ มัน่ อาสวะท่ยี ังไมส ้ินไป ก็ไมถ ึงความสนิ้ ไป และเราไมไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ทีย่ ังไมบรรลดุ ว ย สว นปจจัยเครอ่ื งอดุ หนุนชวี ิต คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจยั เภสัช
พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 187บริขารเหลาใด ท่ีบรรพชติ จาํ ตอ งนาํ มาบรโิ ภค ปจจัยเหลานน้ั ยอมเกดิ ขนึ้ไดโดยยาก. ดูกอนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุนั้นควรหลกี ไปเสยี จากปาชัฏน้นั ในเวลากลางคนื หรอื ในเวลากลางวนั กต็ ามไมควรอยู. ตรสั เหตขุ องการอยปู าชฏั [๒๓๖] ดูกอนภิกษุท้งั หลาย กภ็ ิกษุในพระธรรมวินยั น้ี เขาไปอาศัยปา ชฏั แหงใดแหง หน่ึงอยู เม่อื เธอเขา ไปอาศยั ปาชัฏนน้ั อยู สตทิ ย่ี งั ไมปรากฏกไ็ มปรากฏ จิตท่ยี งั ไมต ัง้ ม่นั ก็ไมตั้งมน่ั อาสวะทยี่ ังไมส ิ้นไปกไ็ มถงึความสิ้นไป และภกิ ษุนนั้ ไมไดบรรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงท่ียงัไมบรรลดุ ว ย สวนปจ จยั เครอ่ื งอดุ หนุนชวี ติ คือ จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะและคลิ านปจ จยั เภสัชบรขิ ารเหลา ใด ทบี่ รรพชติ จาํ เปนตองนํามาบรโิ ภค ปจ จยัเหลา นั้น ยอมเกิดข้นึ โดยไมยาก. ดกู อนภกิ ษทุ ั้งหลาย ภิกษุนน้ั พึงพจิ ารณาเหน็ ดงั น้ีวา เราเขามาอาศยั ปา ชัฏน้อี ยู เมอื่ เรานั้นเขามาอาศัยปาชักน้ีอยู สติท่ยี งั ไมปรากฏก็ไมป รากฏ จิตท่ียงั ไมต ง้ั มัน่ ก็ไมตัง้ มน่ั อาสวะท่ียังไมสิน้ ไปก็ไมถงึ ความสน้ิ ไป และเราไมไ ดบ รรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงที่ยงัไมบ รรลดุ ว ย สวนปจ จัยเคร่อื งอดุ หนุนชวี ติ คือ จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะและคลิ านปจ จยั เภสัชบรขิ ารเหลาใด ท่บี รรพชิตจาํ ตองนาํ มาบรโิ ภค ปจจยัเหลา น้นั ยอ มเกิดขน้ึ ไดโดยไมย าก แตวา เราไมไดออกจากเรอื นบวชเปนบรรพ-ชิต เหตจุ วี ร เหตุบิณฑบาต เหตุเสนาสนะ เหตคุ ลิ านปจจยั เภสัชบริขารก็ครน้ั เปน เชน น้นั เม่ือเราเขา มาอาศัยปาชัฏน้อี ยู สติที่ยังไมป รากฏกไ็ มปรากฏ จิตทย่ี ังไมตง้ั มน่ั กไ็ มต ง้ั มน่ั อาสวะทย่ี งั ไมสน้ิ ไปก็ไมถึงความสน้ิ ไปและเราไมไ ดบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ที่ยังไมบ รรลุดวย. ด-ูกอนภิกษทุ ั้งหลาย ภิกษุนั้นแมร ูแลว ควรหลกี ไปเสียจากปาชัฏนั้น ไมควรอย.ู
พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 188 [๒๓๗] ดูกอนภิกษทุ ้งั หลาย ภิกษใุ นพระธรรมวินยั น้ี เขา ไปอาศยัปา ชฏั แหง ใดแหง หนงึ่ อยู เมื่อเธอเขา ไปอาศยั ปา ชัฏนน้ั อยู สติทีย่ ังไมป รากฏก็ปรากฏ จิตที่ยงั ไมต ง้ั ม่นั ก็ตั้งม่นั อาสวะทย่ี งั ไมส น้ิ ไปกถ็ ึงความส้นิ ไป และภกิ ษุนนั้ ยอ มไดบรรลธุ รรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงทีย่ ังไมบรรลดุ วยสว นปจจยั เครื่องอุดหนนุ ชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจัยเภสชั บรขิ ารเหลา ใด ทบ่ี รรพชิตจําตองนํามาบรโิ ภค ปจจัยเหลา นั้นยอ มเกิดขึ้นไดโดยยาก ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย ภกิ ษุนั้น พึงพิจารณาเหน็ ดังน้ีวาเราเขามาอาศัยปาชัฏนอี้ ยู เม่อื เรานนั้ เขา มาอาศยั ปาชฏั นีอ้ ยู สตทิ ย่ี งั ไมป รากฏก็ปรากฏ จติ ที่ยังไมตัง้ มนั่ ก็ตง้ั ม่นั อาสวะท่ยี งั ไมส นิ้ ไปกถ็ ึงความสิ้นไป และเรายอ มไดบรรลธุ รรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยางสูงทยี่ งั ไมบ รรลุดวย. สวนปจ จยั เครื่องอดุ หนุนชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจยัเภสัชบริขารเหลา ใด ทบี่ รรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจ จยั เหลา นนั้ ยอ มเกิดขึ้นไดโดยยาก. แตว า เราไมไดออกจากเรอื นบวชเปนบรรพชิต เหตุจีวร เหตุบณิ ฑบาต เหตเุ สนาสนะ เหตุคิลานปจ จัยเภสชั บริขาร กค็ รนั้ เปนเชน นน้ัเมือ่ เราเขามาอาศัยปาชฏั นอี้ ยู สติท่ยี งั ไมป รากฏกป็ รากฏ จติ ทย่ี ังไมต ้ังมน่ั กต็ ง้ัมัน่ อาสวะทีย่ ังไมส้นิ ไปกถ็ งึ ความสน้ิ ไป และเรายอ มไดบ รรลธุ รรมอันปลอด-โปรง จากโยคะอยา งสงู ที่ยงั ไมบรรลุดว ย. ดูกอ นภิกษุท้งั หลาย ภิกษุนั้นแมร ูแลว กค็ วรอยูในปา ชฏั นัน้ ไมควรหลีกไปเสยี . [๒๓๘] ดูกอ นภกิ ษทุ งั้ หลาย กภ็ กิ ษุในพระธรรมวินัยนี้ เขา ไปอาศัยปาชัฏแหง ใดแหงหนึง่ อยู เมือ่ เธอเขา ไปอาศัยปาชัฏน้ันอยู สติท่ยี ังไมปรากฏก็ปรากฏ จิตที่ยงั ไมต ัง้ มน่ั ก็ต้ังมัน่ อาสวะที่ยังไมส ิน้ ไปก็ถงึ ความส้ินไป และภกิ ษุนั้นไดบ รรลุธรรมอนั ปลอดโปรงจากโยคะอยางสูงทยี่ ังไมบรรลุดวย สว นปจ จัยเครื่องอดุ หนุนชวี ติ คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจัยเภสัช
พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 189บรขิ ารเหลา ใดท่ีบรรพชิตจาํ ตองนํามาบริโภค ปจจัยเหลา นัน้ ยอ มเกิดขนึ้ ไดโดยไมยาก. ดูกอนภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเหน็ ดงั นว้ี า เราเขา มาอาศัยปาชฏั นอ ย เมื่อเราน้นั เขามาอาศัยปา ชฏั นอ้ี ยู สตทิ ่ียงั ไมปรากฏกป็ รากฏจิตทีย่ ังไมตัง้ มัน่ กต็ ั้งม่ัน อาสวะท่ียังไมสิน้ ไปก็ถึงความสิ้นไป และเรายอมไดบ รรลุความปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงทีย่ ังไมบรรลดุ วย สว นปจจยั เครือ่ งอดุ หนนุ ชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจจยั เภสัชบรขิ ารเหลา ใด ท่ีบรรพชติ จําตอ งนาํ มาบรโิ ภคปจจัยเหลา น้นั ยอมเกดิ ขึน้ ไดโ ดยไมยาก. ดกู อนภิกษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษนุ ั้นควรอยูในปาชัฏน้ันจนตลอดชวี ิต ไมควรหลกี ไปเสยี . [๒๓๙] ดกู อนภิกษทุ ้ังหลาย ภกิ ษุในพระธรรมวินยั น้ี เขา ไปอาศัยบานแหง ใดแหงหนึ่งอย.ู . . เขาไปอาศยั นิคมแหงใดแหง หนง่ึ อย.ู . . เขา ไปอาศัยนครแหง ใดแหง หนง่ึ อย.ู ..เขาไปอาศัยชนบทแหง ใดแหง หนึง่ อย.ู . . เขา ไปอาศยับคุ คลใคบุคคลหนง่ึ อยู เม่อื เธอเขา ไปอาศัยบคุ คลนนั้ อยู สติทย่ี ังไมปรากฏก็ไมป รากฏ จิตที่ยงั ไมตงั้ มนั่ กไ็ มตง้ั ม่นั อาสวะทีย่ ังไมส ้ินไปกไ็ มถ ึงความส้ินไปและภกิ ษุนัน้ ไมไดบรรลธุ รรมอันปลอดโปรงจากโยคะอยางสงู ทย่ี ังไมบ รรลุดวยสวนปจ จัยเคร่ืองอดุ หนุนชวี ิต คอื จีวร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลาน-ปจจัยเภสชั บรขิ ารเหลา ใด ที่บรรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจจัยเหลา น้ันยอมเกดิ ข้ึนไดโ ดยยาก. ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภิกษุน้นั พึงพิจารณาเหน็ ดังน้วี าเราเขา มาอาศัยบคุ คลนอ้ี ยู เมอ่ื เรานน้ั เขา มาอาศยั บุคคลนอ้ี ยู สตทิ ยี่ ังไมปรากฏก็ไมปรากฏ จติ ที่ยังไมตงั้ มัน่ ก็ไมตั้งม่นั อาสวะทีย่ งั ไมสน้ิ ไปกไ็ มถ งึ ความส้นิ ไปและไมไดบ รรลธุ รรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยางสงู ที่ยังไมบ รรลุดวย สว นปจ จยั เครอ่ื งอุดหนุนชีวิต คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจ จัยเภสัชบรขิ ารเหลาใด ท่บี รรพชิตจําตองนํามาบริโภค ปจ จัยเหลา นนั้ ยอ มเกิด
พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 190ขน้ึ ไดโดยยาก. ดกู อ นภกิ ษทุ ้งั หลาย ภกิ ษุน้ันไมต อ งบอกบคุ คลนั้น ควรหลีกไปเสียในเวลากลางวนั หรือกลางคนื ไมค วรพัวพันกะบุคคลน้นั เลย. [๒๔๐] ดกู อ นภกิ ษุท้งั หลาย ก็ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นี้ เขาไปอาศัยบคุ คลใดบุคคลหนึง่ อยู เมอื่ เธอเขา ไปอาศัยบุคคลผนู ัน้ สติท่ยี ังไมป รากฏก็ไมปรากฏ จิตที่ยงั ไมตั้งมัน่ ก็ไมตง้ั ม่นั อาสวะท่ยี ังไมสนิ้ ไปก็ไมถ งึ ความสน้ิ ไปและภิกษนุ ้ันไมไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสูงทยี่ งั ไมบรรลดุ วยสวนปจ จัยเครอื่ งอดุ หนนุ ชวี ิต คอื จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ าน-ปจ จยั เภสชั บริขารเหลา ใด ท่ีบรรพชติ จาํ ตองนาํ มาบริโภค ปจจัยเหลา นัน้ยอ มเกดิ ขนึ้ ไดโ ดยไมย าก. ดูกอ นภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุนั้นพึงพจิ ารณาเห็นดังนวี้ าเราเขา มาอาศัยบุคคลน้ีอยู เมอื่ เรานัน้ เขามาอาศัยบคุ คลนอ้ี ยู สติทีย่ ังไมป รากฏก็ไมป รากฏ จติ ทย่ี งั ไมต ั้งม่ันกไ็ มตั้งมน่ั อาสวะทย่ี งั ไมส ิ้นไปก็ไมถงึ ความสิ้นไปและเราไมไ ดบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยางสงู ทย่ี งั ไมบ รรลดุ วย สว นปจ จยั เคร่อื งอุดหนุนชวี ติ คือ จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจจยัเภสัชบรขิ ารเหลาใด ทบ่ี รรพชติ จําตอ งนํามาบริโภค ปจจยั เหลา น้ันยอ มเกิดขึน้ ไดโ ดยไมย าก แตวา เราไมไดออกจากเรอื นบวชเปนบรรพชติ เหตจุ วี รเหตบุ ิณฑบาต เหตุเสนาสนะ เหตุคิลานปจ จัยเภสัชบรขิ าร ก็ครน้ั เปนเชนนนั้เม่ือเราเขา มาอาศัยบคุ คลน้อี ยู สตทิ ี่ยังไมป รากฏก็ไมป รากฏ จติ ทยี่ ังไมต ง้ั มัน่กไ็ มตง้ั มนั่ อาสวะที่ยังไมสน้ิ ไปกไ็ มถึงความสน้ิ ไป และเราไมไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ทย่ี ังไมบรรลดุ วย. ดูกอ นภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุนัน้ แมร ูแลว ไมต อ งบอกบคุ คลน้ัน ควรหลีกไปเสีย ไมค วรพวั พันกะบคุ คลน้ันเลย.
พระสุตตันตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 191 ตรัสเหตุเขาไปอาศัยคนใดคนหนึ่งอยู [๒๔๑] ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภิกษุในพระธรรมวนิ ัยนี้ เขา ไปอาศยับุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู เม่ือเธอเขา ไปอาศยั บคุ คลน้ันอยู สติท่ยี งั ไมปรากฏกป็ รากฏ จติ ท่ียังไมตงั้ ม่นั กต็ ้งั มน่ั อาสวะท่ยี ังไมสิน้ ไปกถ็ งึ ความสิ้นไป และภิกษนุ ั้นไดบ รรลธุ รรมอันปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงที่ยงั ไมบ รรลุดวย สว นปจ จยั เคร่ืองอดุ หนนุ ชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลานปจ จัยเภสชั บริขารเหลา ใด ทีบ่ รรพชิตจําตอ งนํามาบรโิ ภค ปจ จัยเหลา นัน้ ยอมเกดิขึ้นไดโดยยาก. ดูกอนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษุน้นั พึงพจิ ารณาเหน็ ดังนวี้ า เราเขามาอาศยั บุคคลนีอ้ ยู เมอ่ื เรานัน้ เขา มาอาศยั บุคคลนอี้ ยู สติทีย่ ังไมปรากฏก็ปรากฏ จิตท่ยี งั ไมต ัง้ มั่นก็ตงั้ ม่นั อาสวะทีย่ งั ไมส้ินไปก็ถึงความสน้ิ ไป และเราไดบรรลุธรรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยางสงู ท่ยี ังไมบรรลุดวย สวนปจ จัยเคร่อื งอดุ หนนุ ชวี ิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจ จยเภสชับรขิ ารเหลา ใด ที่บรรพชิตจําตอ งนาํ มาบริโภค ปจจยั เหลา นน้ั ยอ มเกดิ ข้นึ ไดโดยยาก แตว าเราในไดออกจากเรือนบวชเปนบรรพชติ เหตจุ วี ร เหตุบิณฑบาตเหตุเสนาสนะ เหตคุ ิลานปจ จยเภสชั บริขาร ก็ครน้ั เปนเชน นน้ั เมื่อเราเขามาอาศัยบคุ คลน้อี ยู สตทิ ี่ยังไมปรากฏก็ปรากฏ จิตทีย่ ่ิงไมต ้ังมนั่ ก็ตงั้ มนั่ อาสวะทย่ี ังไมส ิน้ ไปกถ็ งึ ความส้ินไป และเราไดบ รรลธุ รรมอนั ปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ทีย่ ังไมบ รรลุดว ย. ดูกอนภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุน้นั แมรแู ลวกค็ วรพัวพนักะบคุ คลนั้น ไมค วรหลีกไปเสีย. [๒๔๒] ดกู อนภิกษุท้งั หลาย ก็ภกิ ษุในพระธรรมวินยั นี้ เขา ไปอาศยั บุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู เม่อื เธอเขา ไปอาศัยบุคคลนนั้ อยู สติทยี่ ังไมปรากฏก็ปรากฏ จติ ท่ยี ังไมตง้ั มัน่ ก็ตง้ั มน่ั อาสวะท่ียงั ไมสน้ิ ไปกถ็ ึงความสนิ้ ไป
พระสตุ ตันตปฎ ก มัชฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 192และภิกษุนัน้ ไดบ รรลุธรรมอันปลอดโปรง จากโยคะอยา งสงู ที่ยงั ไมบรรลดุ ว ยสวนปจ จยั เคร่อื งอุดหนนุ ชวี ติ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคิลาน-ปจจยเภสัชบริขารเหลาใด ท่ีบรรพชิตจําตองนาํ มาบริโภค ปจ จัยเหลานั้นยอ มเกิดขึ้นไดโ ดยไมยาก. ดูกอ นภกิ ษุทั้งหลาย ภิกษุนัน้ พึงพิจารณาเหน็ ดงั นี้วาเราเขามาอาศยั บุคคลนอี้ ยู เม่ือเรานน้ั เขามาอาศยั บคุ คลนอ้ี ยู สตทิ ย่ี งั ไมป รากฏกป็ รากฏ จติ ทย่ี ังไมตัง้ ม่ันก็ต้ังม่นั อาสวะที่ยังไมส ิน้ ไปก็ถึงความสิ้นไป และเราไดบรรลธุ รรมอันปลอดโปรงจากโยคะอยา งสงู ที่ยังไมบรรลดุ วย สวนปจจยัเครื่องอดุ หนนุ ชีวิต คอื จวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจจยเภสชับริขารเหลา ใด ทีบ่ รรพชติ จําตองนํามาบรโิ ภค ปจ จัยเหลานั้นยอ มเกดิ ข้นึ ไดโดยไมย าก ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษนุ ้ันควรพัวพนั อยูกะบคุ คลนั้นจนตลอดชวี ิต ไมควรหลีกไปเสยี แมจะถูกขับไลก็ตาม. พระผูมีพระภาคเจาไดต รสั พระพทุ ธพจนน ้แี ลว ภิกษุเหลานั้นมใี จชืน่ ชมยินดีพระภาษิตของพระผูมีพระภาคเจาแลวแล. จบ วนปต ถสูตร ที่ ๗
พระสตุ ตันตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 193 อรรถกถาวนปตถปรยิ ายสตู ร วนปต ถปริยานสูตร มีคาํ เริม่ ตน วา ขาพเจา ไดสดับมาดงั น้ี :- บทวา วนปตฺถปรยิ าย ไดแก เหตุของการอยูป าชัฏหรือ การแสดงการอยปู า ชฏั . บทวา วนปตฺถ นิสฺสาย วิหรติ ความวา ภิกษุอาศยัเสนาสนะในราวปา อนั พนจากส่ิงแวดลอ มของมนุษย ประพฤตสิ มณธรรมอย.ูในบทวา อนุปฏ ติ า เปนตน มีอธบิ ายวา เมือ่ เธอแมเ ขาไปอาศัยปาชัฏน้นั อยู สตทิ ่ียงั ไมป รากฏในกาลกอ น กไ็ มป รากฏ จิตท่ียงั ไมต ้ังมนั่ ในกาลกอ นก็ไมต ั้งม่ัน อาสวะท้ังหลายที่ยังไมส้ินไปในกาลกอ น กไ็ มถงึ ความสิ้นไป และภกิ ษุน้ันไมไดบ รรลุอรหัต กลา วคือ ความปลอดโปรงจากโยคะอยา งสูงที่ยังไมบรรลใุ นกาลกอน. บทวา ชวี ติ ปริกฺขารา คอื เคร่อื งบํารงุ ชีวติ . บทวาสมทุ าเนตพฺพา ไดแ ก อันพึงนํามาพรอม. บทวา กสิเรน สมุทาคจฉฺ นตฺ ิคือ เกดิ ข้ึนโดยยาก. บทวา รตตฺ ิภาค วา ทวิ สภาค วา ไดแก ในสวนกลางคืน หรือในสวนกลางวัน. ก็ในทนี่ ั้น ภิกษุพจิ ารณาอยูในสว นกลางคืนรแู ลว ควรหลีกไปในกลางคืนน้นั เทียว ครั้นเมื่อทางเปล่ยี วแหงสตั วด ุรา ยเปน ตนในกลางคนื มอี ยู ควรรออรุณข้นึ รูในสว นกลางวนั ควรหลกี ไปในกลางวันเทียวครั้นเมื่อทางเปลยี่ วในกลางวนั มอี ย.ู ก็ควรรอพระอาทติ ยตก. บทวา ส ขาปความวา รูความที่สมณธรรมไมสําเร็จอยางน.้ี บทวา อนนฺตรวาเร ปนส ขาป ความวา รูค วามทีส่ มณธรรมสาํ เร็จอยา งนี้. บทวา ยาวชีว ความวาชวี ิตยงั เปนไปตราบใด ควรอยูตราบนนั้ เทยี ว. บทวา โส ปคุ ฺคโล เชอื่ มกบับทน้ีวา นานพุ นฺธติ พโฺ พ. กใ็ นบทวา อนาปุจฺฉา มอี ธิบายวา ภิกษุน้ัน
พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 194ไมตอ งบอกบุคคลน้นั ควรหลกี ไปเสีย. บทวา ส ขาป ความวา ภิกษุรคู วามที่สมณธรรมไมส ําเร็จอยางนี้ ไมค วรพัวพนั กับบคุ คลน้ัน ควรบอกบคุ คลน้นัหลกี ไปเสีย. บทวา อป สมชุ ฺชมาเนนป ไดแก แมจ ะถกู ฉดุ ครา ก็ตาม. ก็บุคคลเห็นปานน้ี แมถา จะใหนาํ ไมรอยกํา น้ํารอยหมอ หรอื ทราบรอ ยถงุ หรอื ใหฉุดคราวา เจา อยา อยใู นที่น้ี ก็ควรใหบ ุคคลนน้ั ขอโทษ พึงอยูตลอดชีพนัน้เทยี วแล. จบ อรรถกถาวนปต ถปริยายสตู ร ที่ ๗
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 195 ๘. มธปุ ณ ฑิกสตู ร [๒๔๓] ขา พเจา ไดส ดบั มาอยางน้ี :- สมัยหนง่ึ พระผมู พี ระภาคเจาประทบั อยู ณ นิโครธาราม เขต-พระนครกบลิ พสั ดุ ในสกั กชนบท. ครงั้ น้นั เปนเวลาเชา พระผูมพี ระภาคเจาทรงนงุ แลว ทรงถอื บาตรและจวี ร เสด็จเขา ไปสพู ระนครกบิลพสั ดุ เพอ่ืบณิ ฑบาต. ครัน้ เสร็จจากการเสดจ็ เที่ยวไปบณิ ฑบาตแลว เสด็จเขาไปยังปามหาวัน เพือ่ ทรงพักในเวลากลางวัน ครั้นถงึ แลว จงึ ประทับนง่ั พักกลางวนัณ โคนตน มะตมู หนมุ . แมทัณฑปาณศิ ากยะ กาํ ลงั เสด็จเท่ยี วเดนิ เลน ไดเสด็จเขา ไปยังปา มหาวัน เขาไปเฝา พระผูมีพระภาคเจายงั ตนมะตมู หนมุ ไดปราศรัยกบั พระผมู ีพระภาคเจา ครัน้ ผานการปราศรยั พอใหระลึกถงึ กันไปแลวไดย ืนยันไมเทา ณ ทค่ี วรสวนขางหนงึ่ แลว ไดทลู ถามวา พระสมณะมปี รกติกลา วอยา งไร มปี กติบอกอยา งไร. พระผูมีพระภาคเจา ตรัสตอบวา ดูกอ นผูมีอายุ บคุ คลมปี กติกลาวอยา งไร จงึ จะไมโตเถียงกนั กบั ผใู ดผหู น่งึ ในโลก พรอมทงั้ เทวโลก มารโลกพรหมโลก ในหมสู ตั ว พรอมทง้ั สมณะ พราหมณ เทวดา และมนุษย ดาํ รงอยใู นโลก และสัญญาท้งั หลายจะไมค รอบงําพราหมณผูอยูปราศจากกามท้ังหลายนั้น ผูไ มลังเล ผูตัดความคะนองไดแลว ผปู ราศจากตณั หาในภพนอ ยภพใหญไดอยางไร เรามีปกติกลา วอยางน้ัน มีปรกตบิ อกอยางนน้ั . เมอ่ื พระผูม ีพระภาคเจา ตรัสอยางนีแ้ ลว ทัณฑปาณศิ ากยะไดส่นั ศีรษะ แลบล้นิ ทาํหนา ผากยนเปน ๓ รอย ถือไมเ ทายนั หลีกไป.
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 196 ตรสั ตอบปญหาทัณฑปาณศิ ากยะ [๒๔๔] ครง้ั นนั้ เวลาเยน็ พระผูมพี ระภาคเจา เสด็จออกจากที่หลีกเรน แลวเสด็จเขาไปยงั นโิ ครธาราม ประทบั ณ อาสนะท่ีเขาจดั ถวายคร้ันแลว ตรัสเรยี กภกิ ษทุ ง้ั หลายมารบั สัง่ วา ดกู อ นภกิ ษุทง้ั หลาย เราจะเลาใหฟ ง เวลาเชา เรานงุ แลว ถือบาตรและจวี ร เขาไปสพู ระนครกบิลพัสดเุ พอ่ืบณิ ฑบาต คร้นั เสรจ็ จากการเทย่ี วไปบณิ ฑบาตแลว เขา ไปยังปามหาวนั เพ่ือพักในเวลากลางวนั ครัน้ ถงึ แลว จึงนั่งพกั กลางวนั ณ โคนตน มะตมู หนุม.ดกู อ นภกิ ษทุ ้งั หลาย แมท ัณฑปาณศิ ากยะเสดจ็ เที่ยวเดินเลน ไดเขาไปยังปามหาวนั คร้นั แลวเขาไปหาเรายงั ตน มะตูมหนมุ ไดป ราศรัยกับเรา คร้นั ผานการปราศรัยพอใหร ะลึกถึงกนั ไปแลว ไดย ืนยันไมเทา ณ ท่คี วรสว นขา งหน่งึและไดถ ามเราวา พระมหาสมณะมีปรกติกลา วอยางไร มปี กตบิ อกอยางไรดูกอ นภิกษุทั้งหลาย เม่อื ทัณฑปาณศิ ากยะกลาวอยา งนนั้ แลว เราไดตอบวาดกู อนผูมีอายุ บคุ คลมีปกติกลาวอยางไร จึงจะไมโตเ ถยี งกันกับผใู ดผูห น่ึงในโลก พรอ มทง้ั เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตว พรอมทั้งสมณะพราหมณ เทวดาและมนุษย ดาํ รงอยูในโลก อนงึ่ สญั ญาทงั้ หลายจะไมค รอบงาํพราหมณผ ูปราศจากกามท้งั หลายน้ัน ผไู มล ังเล ผูตัดความคะนองไดแลวผูป ราศจากตณั หาในภพ นอยภพใหญไ ดอยางไร เรามปี รกตกิ ลา วอยา งนั้น มีปกตบิ อกอยา งน้ัน. เม่ือเรากลาวอยางนแี้ ลว ทณั ฑปาณิศากยะส่นั ศรี ษะแลบลิน้ ทาํ หนาผากยน เปน ๓ รอย ถือไมเ ทา ยันหลกี ไป [๒๔๕] เมอ่ื พระผูมีพระภาคเจา ตรัสอยา งน้แี ลว ภิกษรุ ูปหน่ึงไดทลูถามขึ้นวา ขาแตพ ระองคผ เู จริญ พระผูม ีพระภาคเจามปี รกติตรัสอยางไรจงึ ไมโ ตเ ถียงกับผูใดผหู นงึ่ ในโลก พรอ มทงั้ เทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมสู ัตว พรอมท้งั สมณะพราหมณ เทวดาและมนุษย ดํารงอยใู นโลก
พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 197อน่งึ สัญญาท้งั หลายจะไมค รอบงาํ พราหมณผ ปู ราศจากกามทงั้ หลายน้ัน ผูไมลงั เล ผตู ัดความคะนองไดแลวผปู ราศจากตณั หาในภพนอ ยภพใหญไ ดอยา งไร. พระผมู พี ระภาคเจา ตรัสตอบวา ดกู อนภกิ ษุ สวนแหง สัญญาเครือ่ งเนน่ิ ชา ยอ มครอบงําบุรษุ เพราะเหตุใด ถาการท่ีบคุ คลจะเพลดิ เพลิน ยึดถอืกลํา้ กลนื ไมมใี นเหตุนั้น อันน้เี ทียวเปน ท่ีสดุ แหงราคานุสยั เปนท่สี ดุ แหงปฏิ-ฆานุสยั เปน ท่สี ุคแหงทิฏฐานุสัย เปนทสี่ ดุ แหง วจิ กิ จิ ฉานุสัย เปนทสี่ ุดแหงมานานสุ ยั เปนทส่ี ดุ แหงภวราคานสุ ัย เปนท่ีสุดแหง อวชิ ชานสุ ยั เปนท่ีสดุแหงการจบั ทอ นไม การจบั ศาสตรา การทะเลาะ การถือผิด การโตเถยี งการดา วา การสอเสยี ดยยุ ง และการกลาวเท็จ อกุศลธรรมอนั ลามกเหลา นี้ยอมดบั ไปโดยไมเหลอื ในเพราะเหตุนัน้ . ครนั้ พระผูมีพระภาคเจาผสู ุคตเจา ไดตรัสดงั นแ้ี ลว กเ็ สด็จลกุ จากอาสนะเขาท่ปี ระทับเสีย. ทรงแสดงอุเทศโดยยอ [๒๔๖] ครั้นเมอ่ื พระผมู พี ระภาคเจาเสด็จหลกี ไปไมนาน ภิกษเุ หลาน้นั ก็บงั เกิดความสงสัยวา ดกู อนทา นผมู ีอายทุ ัง้ หลาย พระผูม ีพระภาคเจาทรงแสดงอุเทศนไี้ วโ ดยยอ วา ดกู อนภกิ ษุท้งั หลาย สว นแหงสญั ญาเคร่ืองเนิ่นชา ยอมครอบงําบรุ ุษเพราะเหตุใด ถา การทบ่ี คุ คลจะเพลิดเพลนิ ยดึ ถือกลํา้ กลืน ไมม ใี นเหตุน้นั อันน้เี ทยี วเปนที่สดุ แหง ราคานุสยั เปน ท่สี ุดแหงปฏิฆานุสยั เปน ท่สี ุดแหงทิฏฐานุสยั เปนทีส่ ดุ แหงวิจิกิจฉานุสัย เปน ทส่ี ุดแหงมานานุสัย เปน ท่สี ดุ แหงภวราคานุสยั เปนทสี่ ดุ แหงอวิชชานสุ ยั เปน ที่สุดแหง การจับทอนไม การจับศาสตรา การทะเลาะ การถอื ผดิ การโตเ ถียงการดาวา การสอ เสยี ดยยุ ง และการกลาวเท็จ อกศุ ลธรรมอันลามากเหลาน้ียอมดับไปโดยไมเหลอื ในเพราะเหตุน้ัน แลวไมท รงช้ีแจงเน้ือความใหพิสดาร
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 198เสด็จลุกจากอาสนะเขา ท่ีประทับเสยี ใครหนอ จะชีแ้ จงเน้อื ความแหงอเุ ทศท่ีพระผมู พี ระภาคเจา ทรงแสดงไวโ ดยยอ ไมท รงช้ีแจงโดยพิสดารใหพ สิ ดารไดลําดบั นั้น ภิกษเุ หลานน้ั ก็บงั เกิดความคดิ วาทานพระมหากจั จานะนีแ้ ล อันพระศาสดาทรงยกยอ งแลว และเพ่ือนพรหมจรรยผ รู สู รรเสรญิ แลว และทานพระมหากัจจานะ สามารถจะชแ้ี จงเน้ือความแหง อเุ ทศที่พระผมู พี ระภาคเจาทรงแสดงไวโ ดยยอ ไมท รงช้แี จงโดยพิสดาร ใหพ ิสดารได ผฉิ ะน้นั เราทง้ัหลายควรพากันไปหาทานมหากัจจานะถึงท่อี ยู แลวสอบถามเนือ้ ความนี้กะทานพระมหากัจจานะ. ลาํ ดับนน้ั ภิกษเุ หลา นน้ั ไดเ ขา ไปหาทา นพระมหากจั จานะถึงท่อี ยู ไดป ราศรยั กบั ทานพระมหากจั จานะ ครั้นผานการปราศรัยพอใหร ะลึกถึงกันไปแลว พากนั น่งั ณ ท่ีควรสว นขา งหนง่ึ และพดู กะทานมหากัจจานะวาขาแตท า นพระกจั จานะ พระผมู ีพระภาคเจาทรงแสดงอุเทศนไี้ วโดยยอ วาดกู อ นภิกษุ สวนแหง สัญญาเครอ่ื งเน่ินชา ยอมครอบงําบุรุษเพราะเหตุใดถา การทบี่ ุคคลจะเพลิดเพลนิ ยดึ ถือ กลา้ํ กลนื ไมมีในเหตุน้ัน อันน้ีเทยี วเปนทส่ี ุดแหง ราคานสุ ัย เปน ทสี่ ุดแหง ปฏฆิ านสุ ัย เปนทสี่ ุดแหงทฏิ ฐานุสยัเปนที่สุดแหง วจิ ิกจิ ฉานสุ ัย เปน ท่สี ดุ แหง มานานุสยั เปนท่สี ุดแหงภวราคานุสัยเปน ที่สดุ แหงอวิชชานสุ ยั เปน ทส่ี ดุ แหง การจับทอ นไม การจบั ศาสตรา การทะเลาะ การถอื ผดิ การโตเ ถยี ง การดาวา การสอ เสยี ดยยุ ง และการกลา วเท็จ อกศุ ลธรรมเหลา นีย้ อ มดบั ไปโดยไมเ หลือ ในเพราะเหตุนัน้ แลวไมทรงชีแ้ จงเนอื้ ความใหพ สิ ดาร เสดจ็ ลกุ จากอาสนะเขา ที่ประทบั เสยี ขา แตทา นพระกจั จานะ เม่ือพระผมู พี ระภาคเจาทรงหลีกไปไมน าน พวกผมไดบังเกิดความสงสยั วา ดูกอ นทา นผูม อี ายุทงั้ หลาย พระผมู ีพระภาคเจาทรงแสดงอเุ ทศนไ้ี วโดยยอ แลวไมทรงชแี้ จงเนือ้ ความใหพิสดาร เสด็จลกุ จากอาสนะเขาท่ีประทบั เสยี ใครหนอจะช้ีแจงเน้อื ความแหง อเุ ทศท่ีพระผูมพี ระภาคเจาทรง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 571
Pages: