พระสุตตันตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 51 [๑๗๔] ดูกอ นสารบี ุตร เรายอมกําหนดรใู จบคุ คลบางคนในโลกน้ีดวยใจอยางนี้วา บุคคลน้ปี ฏบิ ัติอยา งนน้ั ดาํ เนินอยางนั้น และข้ึนสูหนทางน้ันเบื้องหนา แตต ายเพราะกายแตก จกั อบุ ตั ิในหมูมนษุ ย โดยสมยั ตอมา เรายอมเหน็ บุคคลน้นั เบ้อื งหนา แตตายเพราะกายแตก อุบัติแลว ในหมมู นษุ ยเสวยสขุ เวทนาเปน อันมาก ดว ยทพิ ยจกั ษุอนั บริสทุ ธ์ิ ลวงจกั ษุของมนุษย.ดูกอ นสารบี ตุ ร เปรียบเหมือนตนไมเ กิดในพ้นื ทอ่ี ันเสมอมีใบออนและใบแกอนั หนามเี งาหนาทึบ ลาํ ดับน้ัน บุรษุ ผมู ีตวั อันความรอ นแผดเผา ครอบงาํเหนด็ เหน่อื ย สะทกสะทาน หิวระหาย มุง มาสตู นไมนนั้ แหละ โดยมรรคาสายเดยี ว บุรุษผูมีจกั ษุเห็นเขาแลวพึงกลา วอยางน้ีวา บุรุษน้ปี ฏิบัติอยางนั้นดําเนินอยางน้ัน และขึน้ สหู นทางนี้ จกั มาถงึ ตน ไมน ีท้ เี ดียว โดยสมัยตอมาบุรษุ ผมู จี ักษุน้นั พึงเห็นเขานัง่ หรอื นอนในเงาตน ไมน น้ั เสวยสขุ เวทนาเปนอนั มาก แมฉ ันใด ดกู อ นสารีบตุ ร เรายอ มกําหนดรูใจบคุ คลบางคนในโลกนี้ดว ยใจ ฉนั นน้ั เหมอื นกันแล อยางนีว้ า บุคคลนีป้ ฏบิ ตั อิ ยา งน้นั ดาํ เนนิอยา งนั้น และข้นึ สูห นทางนนั้ เบ้อื งหนา แตตายเพราะกายแตก จักอบุ ตั ิในหมมู นุษย โดยสมัยตอ มา เรายอมเหน็ บคุ คลนัน้ เบ้อื งหนา แตตายเพราะกายแตก อบุ ตั ิแลวในหมมู นษุ ย เสวยสุขเวทนาเปน อันมาก ดวยทิพยจกั ษอุ นับรสิ ุทธ์ิ ลว งจกั ษุของมนษุ ย. อปุ มาขอ ท่ี ๕ [๑๗๕] ดูกอนสารีบตุ ร เรายอ มกําหนดรูใจบุคคลบางคนในโลกน้ีดวยใจอยา งน้วี า บุคคลนี้ปฏิบัตอิ ยางนน้ั ดาํ เนนิ อยางนั้น และขึ้นสูห นทางน้ัน เบือ้ งหนาแตตายเพราะกายแตก จกั เขาถึงสุคติโลกสวรรค โดยสมยั ตอ มาเรายอมเหน็ บุคคลนน้ั เบอ้ื งหนาแตตายเพราะกายแตก เขาถึงแลวซงึ่ สุคติ
พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 52โลกสวรรค เสวยสขุ เวทนาโดยสว นเดียว ดว ยทพิ ยจักษอุ นั บรสิ ุทธิ์ ลวงจักษุของมนษุ ย. ดูกอ นสารบี ตุ ร เปรียบเหมือนปราสาท ในปราสาทนนั้ มีเรือนยอด ซงึ่ ฉาบทาดแี ลวมวี งกรอบอนั สนิท หาชอ งลมมิได มีบานประตูและหนาตา งอันปด สนทิ ดี ในเรอื นยอดนั้น มีบัลลังกอันลาดดวยผา โกเชาว-ขนยาว ลาดดว ยขนแกะสขี าว ลาดดว ยขนเจียมเปน แผนทบึ มีเครือ่ งลาดอยา งดที าํ ดว ยหนงึ่ ชะมด มีเพดานก้นั ในเบ้ืองบน มหี มอนแดงวาง ณ ขางทงั้ สอง ลาํ ดับนัน้ บุรษุ ผูม ตี ัวอันความรอ นแผดเผา ครอบงาํ เหน็ดเหนื่อยสะทกสะทาน หิวระหาย มงุ มาสปู ราสาทน้ันแหละ โดยบรรดาสายเดียวบุรษุ ผูม จี ักษเุ หน็ เขา แลว พึงกลาวอยางนีว้ า บรุ ษุ ผเู จรญิ น้ีปฏบิ ตั อิ ยางน้นัดาํ เนนิ อยางนน้ั และขนึ้ สูหนทางนน้ั จักมาถงึ ปราสาทน้ีทเี ดยี ว โดยสมัยตอมา บุรุษผูมจี กั ษนุ ั้น พงึ เห็นเขานั่งหรือนอนบนบลั ลังกในเรอื นยอด ณปราสาทนน้ั เสวยสขุ เวทนาโดยสว นเดยี ว แมฉ ันใด ดูกอ นสารบี ุตร เรายอมกาํ หนดรใู จบุคคลบางคนในโลกนด้ี ว ยใจฉันน้นั เหมือนกันแล อยา งนี้วาบุคคลนี้ปฏบิ ัตอิ ยางนนั้ ดําเนินอยา งน้นั และข้ึนสูห นทางนัน้ เบ้อื งหนา แตตายเพราะกายแตก จกั เขาถึงสคุ ติโลกสวรรค โดยสมยั ตอมา เรายอมเห็นบคุ คลนั้น เบอื้ งหนา แตตายเพราะกายแตก เขาถึงแลว ซง่ึ สคุ ตโิ ลกสวรรคเสวยสุขเวทนาโดยสวนเดียว ดว ยทิพยจกั ษุอนั บริสุทธ์ิ ลวงจกั ษขุ องมนษุ ย. [๑๗๖] ดูกอ นพระสารบี ุตร เรายอมกําหนดรใู จบคุ คลบางคนในโลกน้ีดว ยใจอยา งน้ีวา บุคคลน้ีปฏบิ ัติอยา งนัน้ ดําเนนิ อยา งนั้น และข้ึนสหู นทางนั้นจะกระทําใหแ จง ซึ่งเจโตวิมุติ ปญ ญาวิมตุ ิ อนั หาอาสวะมิได เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ดวยปญ ญาอนั ยิง่ ดวยตนเองในปจ จุบัน เขาถงึ อยู โดยสมัยตอมา เรายอ มเห็นบุคคลน้ันกระทําใหแจง ซงึ่ เจโตวิมตุ ิ ปญ ญาวมิ ตุ ิ อันหาอาสวะมิไดเ พราะอาสาวะทัง้ หลายส้นิ ไป ดวยปญ หาอันยิง่ เองในปจจบุ ัน เขา ถึงอยู เสวย
พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 53สุขเวทนาโดยสวนเดียว. ดกู อ นสารีบุตร เปรียบเหมือนสระโบกขรณี มนี ้ําอนัใสสะอาดเยน็ ใสตลอด มีทาอนั ดี นารนื่ รมย และในท่ไี มไ กลสระโบกขรณีนั้น มีแนวปา อนั ทบึ ลาํ ดบั นัน้ บรุ ุษผูม ีตัวอันความรอ นแผดเผา ครอบงําเหน็ดเหนือ่ ย สะทกสะทา น หิวระหาย มงุ มาสสู ระโบกขรณีน้นั แหละ โดยบรรดาสายเดยี วบรุ ษุ ผมู ีจักษุเหน็ เขาแลว พงึ กลา วอยา งนี้วา บุรุษผูเจริญน้ีปฏิบตั อิ ยา งน้นั ดําเนินอยา งนัน้ และขึ้นสหู นทางนนั้ จักมาถึงสระโบกขรณีน้ที เี ดียว โดยสมยั ตอมาบุรุษผมู จี ักษนุ ้ันพึงเห็นเขาลงสสู ระโบกขรณีนน้ั อาบและด่มื ระงบั ความกระวนกระวาย ความเหน็ดเหนือ่ ยและความรอ นหมดแลวขึน้ ไปน่ังหรอื นอนในเเนวปา นนั้ เสวยสขุ เวทนาโดยสว นเดยี ว แมฉันใด ดูกอนสารบี ุตร เรายอมกาํ หนดรูใจบุคคลบางคน ในโลกนีด้ วยใจฉันนน้ั เหมือนกันแล อยา งนว้ี า บคุ คลนปี้ ฏิบัตอิ ยา งน้นั ดําเนินอยา งนั้น และข้นึ สหู นทางนั้น จกั กระทําใหแจงซึ่งเจโตวมิ ุติ ปญญาวมิ ุติ อันหาอาสวะมิได เพราะอาสวะท้งั หลายส้ินไป ดว ยปญ ญาอนั ยงิ่ เองในปจจุบนั เขา ถงึ อยู โดยสมัยตอมา เรายอ มเห็นบุรุษนั้น กระทําใหแ จง ซ่งึ เจโตวมิ ตุ ิ ปญ ญาวมิ ุติ อันหาอาสวะมไิ ด เพราะอาสวะท้งั หลายสนิ้ ไป ดวยปญญาอันย่ิงเองในปจ จุบัน เขาถึงอยู เสวยสุขเวทนาโดยสว นเดยี ว. ดูกอ นสารีบุตร คติ ๕ ประการนี้แล. ดูสารีบตุ ร ผูใดพึงวา ซึง่ เราผรู ูอยางนี้ ผเู ห็นอยอู ยางนีว้ า ธรรมอันยิง่ ของมนุษยท่เี ปนญาณทัสสนะอนั วิเศษ พอแกค วามเปนอรยิ ะของพระสมณโคดมไมมี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลมาดว ยความตรกึ ที่ไตรตรองดวยการคน คดิ แจมแจง ไดเอง ดูกอ นสารีบุตร ผนู ้ันไมละวาจาน้นั เสียไมล ะความคดิ นนั้ เสีย ไมสละคนื ทฐิ นิ ้ันเสยี ก็เทยี่ งท่จี ะตกนรก. ดูกอนสารบี ุตรเปรียบเหมอื นภิกษผุ ูถึงพรอมดวยศีล ถงึ พรอมดวยสมาธิ ถึงพรอมดวยปญญาพงึ กระหยม่ิ อรหัตผลในปจจบุ นั ทเี ดยี ว แมฉันใด เรากลาวขอ อปุ ไมยนี้ ก็
พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 54ฉันนั้น. ผนู ้นั ไมละวาจานน้ั เสยี ไมล ะความคดิ นน้ั เสีย ไมส ละคืนทฐิ ิน้ันเสียก็เทย่ี งที่จะตกนรก. พรหมจรรยป ระกอบดว ยองค ๔ [๑๗๗] ดูกอ นสารีบตุ ร อนึ่ง เรายอ มเขาใจประพฤตพิ รหมจรรยประกอบดวยองค ๔ คือ เราเปน ผูบาํ เพญ็ ตบะและเปน เยี่ยมกวาผบู าํ เพ็ญตบะท้ังหลาย เราประพฤติเศราหมองและเปน เย่ียมกวาผูพระพฤติเศราหมองท้งั หลายเราเปน ผูเ กลียดบาปและเปน เย่ยี มกวา ผเู กลียดบาปท้งั หลาย เราเปน ผสู งดั และเปน เย่ียมกวาผสู งดั ทง้ั หลาย. [๑๗๘] ดูกอนสารีบุตร บรรดาพรหมจรรยม ีองค ๔ นัน้ วตั รตอไปนี้เปน พรหมจรรยข องเราโดยความทเี่ ราเปนผบู าํ เพ็ญตบะ คือเราเปน อเจลกคนเปลอื ย ไรม ารยาท เลียมอื เขาเชิญใหม ารับภกิ ษาก็ไมม า เขาเชิญใหห ยุดก็ไมห ยุดไมย นิ ดีภกิ ษาท่เี ขานาํ มาให ไมยนิ ดีภิกษาที่เขาทําเฉพาะ ไมยินดีภิกษาทีเ่ ขานิมนต. เรานน้ั ไมรบั ภกิ ษาปากหมอ ไมร บั ภกิ ษาจากหมอ ขา ว ไมรบั ภิกษาทบี่ คุ คลยนื ครอ มธรณปี ระตใู ห ไมร ับภกิ ษาทบ่ี คุ คลยนื ครอมทอนไมให ไมร บั ภิกษาที่บคุ คลยนื ครอ มสากให ไมร ับภิกษาท่ขี องคนสองคนผูกําลงับรโิ ภคอยู ไมร บั ภกิ ษาของหญงิ มคี รรภ ไมร ับภกิ ษาของหญิงผกู ําลังใหลกู ดดูนม ไมร บั ภิกษาของหญงิ ผคู ลอเคลยี บรุ ุษ ไมร ับภกิ ษาท่นี ดั แนะการทําไว ไมรับภกิ ษาในท่ซี งึ่ สุนขั ไดรบั เลีย้ งดู ไมร บั ภกิ ษาในท่มี ีแมลงวันไตต อมเปนกลมุ ๆไมก นิ ปลา ไมกินเนื้อ ไมดืม่ สรุ า ไมด่ืมเมรยั ไมด ื่มยาดอง. เราน้นั รบัภิกษาที่เรือนหลังเดยี ว เยยี วยาอัตภาพดวยขาวคาํ เดียวบาง รบั ภกิ ษาทีเ่ รือนสองหลงั เยียวยาอตั ภาพดวยขา ว ๒ คาํ บา ง ฯลฯ รบั ภิกษาที่เรอื น ๗ หลงัเยยี วยาอตั ภาพดวยขาว ๗ คาํ บา ง. เยยี วยาอัตภาพดว ยภกิ ษาในถาดนอยใบ
พระสตุ ตันตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 73ใหรูอ ุตตรมิ นษุ ยธรรม กลาวคอื สัพพญั ตุ ญาณแมเหน็ ปานน้ี ของเรามีอยูนน่ั เทียววา มอี ยู ดว ยบทวา อติ ิป โส ภควา เปน ตน . พึงทราบการประกอบอยา งนี้ แมในญาณทัง้ หลายมอี ิทธวิ ิธญาณ เปน ตน . อน่ึง พงึกลา ววิชชา ๓ ในลําดับแหงเจโตปริยญาณในบทน้ันโดยแท. ถงึ กระนั้นครั้นเมื่อวิชชา ๓ เหลานั้นกลาวแลว ธรรมดาทศพลญาณเบ้ืองสงู ยอมบริบูรณ เพราะฉะนัน้ จงึ ไมตรัสวิชชา ๓ นัน้ ทรงแสดงกระทําใหบ รบิ ูรณดว ยทสพลญาณของตถาคตจงึ ตรัสวา ทส โข ปนมิ านิ สาร-ีปุตฺต เปนตน . บรรดาบทเหลา น้นั บทวา ตถาคตพลานิ ไดแ กพ ละของตถาคตเทาน้ัน ไมท ่วั ไปกบั บุคคลเหลา อ่ืน คือ พละที่มาแลว โดยประการที่พละของพระพุทธเจาในปางกอนท้งั หลาย ซงึ่ มาดว ยบุญสมบัติและอิสสรยิ สมบตั ิ.ในพละเหลาน้นั พละของตคถาคตมี ๒ อยา ง คือ กายพละ ๑ ญาณพละ ๑.ในพละเหลา น้ัน กายพละ พงึ ทราบโดยทํานองแหงตระกูลชา ง. สมดงั คาถาประพันธท่โี บราณกาจารยท ้งั หลายกลาวอยางนว้ี า ตระกลู ชา ง ๑๐ ตระกูล น้ีคอื กาฬา- วกะ ๑ คังเคยยะ ๑ ปณ ฑระ ๑ ตัมพะ๑ ปง คละ ๑ คันธะ ๑ มังคละ ๑ เหมะ ๑ อโุ บสถ ๑ ฉทั ทันตะ ๑.ก็ตระกูลแหงชาง ๑๐ ตระกลู เหลาน.้ี ในตระกลู ชา งเหลา นน้ั พงึ เหน็ ตระกลู ชางธรรมดาวา กาฬาวกะ. กาํ ลงั กายของบุรุษ ๑๐ คน เทากบั กาํ ลังชา งกาฬาวกะ ๑เชือก. กาํ ลังของชา งกาฬาวกะ ๑๐ เชือก เทา กับกาํ ลงั ชางคังเคยยะ ๑ เชือก.กําลังชางคงั เคยยะ ๑๐ เชือก เทากบั กําลงั ชา งปณ ฑระ ๑ เชอื ก. กาํ ลังชางปณฑระ๑๐ เชอื ก เทา กับกาํ ลงั ชา งตัมพะ ๑ เชือก. กําลงั ชางตัมพะ ๑๐ เชอื ก เทา กบักําลังชางปงคละ ๑ เชอื ก. กําลงั ชา งปงคละ ๑๐ เชือก เทา กับกาํ ลงั ชางคนั ธะ ๑ เชือก. กําลงั ชางคันธะ ๑๐ เชอื ก เทากบั กาํ ลงั ชางมงั คละ ๑ เชือก.
พระสตุ ตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 74กาํ ลงั ชา งมังคละ ๑๐ เชอื ก เทากับกําลังชา งเหมวตั ๑ เชอื ก. กําลังชา งเหมวัต๑๐ เชือก เทา กบั กาํ ลงั ชางอโุ บสถ ๑ เชอื ก. กาํ ลังชางอุโบสถ ๑๐ เชอื ก เทา-กับกาํ ลงั ชา งฉทั ทันตะ ๑ เชอื ก. กําลงั ชางฉัททนั ตะ ๑๐ เชือก เทากบั กําลงัพระตถาคต ๑ พระองค. ตถาคตพละนน้ี นั้ เทียวเรยี กวากําลงั รวมของพระนาราย-นะบา ง. กาํ ลังนนี้ ัน้ เปนกําลังชา งพนั โกฏิ ดวยการนับชา งธรรมดา เปน กําลงับุรษุ สบิ พันโกฏิ ดวยการนบั บรุ ุษ. นี้เปนกาํ ลงั กายของพระตถาคตกอน. สวนญาณพละมาแลวในบาลกี อ นเทียว. ญาณหลายพนั แมเหลา อ่นื อยา งนค้ี ือ ทศพลญาณ จตเุ วสารัชชญาณ ญาณในไมท รงครนั้ ครามในบริษัทแปด ญาณกาํ หนดกําเนดิ สี่ ญาณกําหนดคติหา ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ ทม่ี าในสังยุตตนกิ ายนนั่ ช่อื ญาณพละ. ญาณพละน้นั เทียวทา นประสงคแ ลว แมในท่ีน้.ี ก็ญาณทานกลา ววา พละ ดว ยอรรถวา ไมห วั่นไหว และอรรถวา อดุ หนนุ . บทวา เยหิ พเลหิสมนฺนาคโต ความวา ทรงถึง คอื ทรงถึงพรอมดว ยญาณพละ ๑๐ ประการเหลา ใด. บทวา อาสภณฺาน คอื ฐานะซึ่งประเสริฐที่สดุ คือฐานะอุดม.อธบิ ายวา ฐานะแหง พระพทุ ธเจาในปางกอ น ซง่ึ เปน ผนู าํ เหลา น้ัน. อน่ึงโคโจกในโครอยตัว ช่ือ อสุ ภะ โคโจกในโคพันตวั ชือ่ วสภะ อกี ประการหนง่ึ โคโจกในคอกโครอ ยตัว ชอื่ อสุ ภะ โคโจกในคอกโคพันตวั ชื่อ วสภะ โคที่เปน โจกในโคท้งั ปวง เปนตวั นําฝูงโคทง้ั หมด ขาวปลอด นาเล่อื มใส นําภาระมาก ไมหว่ันไหว ดวยเสยี งฟาผารอยคร้งั ชื่อ นสิ ภะ นิสภะน้นั ทานประสงคว าอสุ ภะในที่น.ี้ จริงอยูแมคําน้ี เปนคาํ โดยทางออ มของอสุ ะน้นั . ช่ือวา อาสภะเพราะอรรถวา นี้ของอสุ ภะ. บทวา าน ความวา กฐ็ านะทท่ี ําลายแผนดินดว ยเทาทง้ั ๔ แลว ไมหวน่ั ไหว นเ้ี ปนราวกะโคอุสภะ เพราะฉะนัน้ จึงชื่อวา อาสภะ. ก็โคอสุ ภะกลา วคอื นสิ ภะ ถงึ พรอ มดว ยกาํ ลงั แหงใดอสุ ภะ
พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 75ทําลายแผนดนิ ดวยเทา ทัง้ สี่ แลว ยนื อยโู ดยไมหวั่นไหวฉนั ใด แมพระตถาคตก็ฉันนน้ั เหมือนกัน ทรงถึงพรอมดว ยกาํ ลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ทรงทําลายแผน ดนิ คือ บรษิ ทั แปด ดวยพระบาทคือเวสารัชชะ ๔ ประการแลว ไมพลนั พลึงตอ ขา ศกึ คอื ปจ จามติ รไร ๆ ในโลก พรอ มกบั เทวโลก ทรงดาํ รงอยูโดยไมห ว่ันไหว. ก็เมอื่ ทรงดํารงอยูอ ยางน้ัน ช่ือวา ทรงประกาศ คือ ทรงเขา ถงึ ฐานะแหง ความเปน ผูนาํ นน้ั คอื ทรงยกไวในพระองคโดยไมป ระจักษ.เพราะเหตุนน้ั จึงตรสั วา อาสภณฺ าน ปฏชิ านาต.ิ บทวา ปรสิ าสุ คือในบริษัทแปด. บทวา สหี นาท นทติ ความวา ทรงบนั ลอื ถึงการบนั ลืออนั ประเสรฐิ ทสี่ ดุ คือ ท่ีไมมีใครกลวั หรอื ทรงบันลอื ถงึ การบนั ลืออันเปนเชน กับการบนั ลอื ของสีหะ. เนือ้ ความน้พี ึงแสดงโดยสีหนาทสูตร. อกี ประการหนึง่ ราชสหี เ รียกวา สีหะ เพราะครอบงําและเพราะฆา ฉนั ใด พระตถาคตเรยี กวา สหี ะ เพราะครอบงําโลกธรรมทั้งหลาย และเพราะฆา ลัทธขิ องศาสดาอน่ื ๆ ฉันนนั้ . การบันลอื ของสีหะตามทกี่ ลา วแลวอยา งน้ี ชื่อวา สหี นาทะ.ในบทน้ันมอี ธิบายวา สีหะถงึ พรอ มดวยกาํ ลงั ของสีหะแลว แกลว กลาปราศจากขนพอง ยอมบนั ลือสีหนาทในท่ีทง้ั ปวงฉันใด แมส หี ะ คือ พระตถาคต ถึงพรอ มดวยกําลังของพระตถาคตทั้งหลายแลว แกลวกลา ปราศจากขนพอง ทรงบนั ลือสหี นาท ทถี่ งึ พรอมดว ยความกวา งขวางแหง พระเทศนามีวธิ ตี าง ๆ โดยนัยเปนอาทิวา รูป ดวยประการฉะน้ี ในบริษัทแปดฉันนัน้ .เพราะเหตนุ ้นั จงึ ตรสั วา ทรงบันลอื สีหนาทในบรษิ ทั ท้ังหลาย ดงั น้ี. ในบทวา พรฺ หมฺจกกฺ ปวตฺเตติ น้ี บทวา พฺรหมฺ ไดแ ก ประเสรฐิที่สดุ คอื อดุ ม สละสลวย. กศ็ พั ทแหงจักรนี้
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 76 ยอ มปรากฏในสมบัติ ลักษณะ องค แหงรถ อิริยาบถ ทาน รตั นะ และใน จกั รทง้ั หลาย มธี รรมจักรเปน ตน ทาน ประสงคเอาในธรรมจักรน้ี กธ็ รรมจักร นั้นแบงเปน ๒ อยา ง.จรงิ อยู ศัพทจ กั รน้ี ยอ มปรากฏในสมบตั ิ ในบททง้ั หลายวา ดกู อ นภิกษทุ ง้ั หลายเทวดาและมนษุ ยท ั้งหลายถงึ พรอมดวยจักรเหลา ใด จกั รท้งั หลาย ๔ นี้. ในลักษณะในบทนว้ี า จักรท้งั หลายเกิดแลวในพื้นแหง พระยคุ ลบาท ในองคแหงรถในบทน้ีวา จักรเทยี ว ชอ่ื วา เปนบทเพราะนาํ ไป. ในอริ ิยาบถในบทนีว้ าจักรสี ทวารเกา . ในทานในบทนี้วา เมอื่ ใหท าน จงบริโภค และอยา ประมาทจงหมนุ จกั รเพือ่ สตั วม ีชีวิตทง้ั หลาย. ในรตั นจกั รในบทนีว้ า จักรรตั นะอันเปนทพิ ยไดป รากฏแลว . ในธรรมจกั รในบทนว้ี า จักรอันเราใหเปนไปแลว. ในขรุจกั รในบทวา จกั รหมนุ บดศีรษะของคนผูอันริษยาครอบงาํ แลว . ในปหรจกั รในบทน้วี า ถา แมโ ดยจักรอนั มีคมแข็งเปน ท่ีสดุ รอบ. ในอสนิมณฑล ในบทน้ีวา อสนจิ ักร. สว นศัพทจักรนี้ทานประสงคในธรรมจักรนี้. กธ็ รรมจกั รนั้นมี ๒ อยางคือปฏิเวธญาณ ๑ เทสนาญาณ ๑. ในธรรมจักร ๒ อยา งนั้น ธรรมจกั รท่ปี ญ ญาอบรมแลว นาํ มาซ่งึ อรยิ ผลแกต นชือ่ วา ปฏเิ วธญาณ. ธรรมจักรท่ีกรุณาอบรมแลว นํามาซ่งึ อรยิ ผล แกส าวกท้งั หลาย ชื่อวา เทสนาญาณ.ในญาณท้ัง ๒ น้นั ปฏิเวธญาณมี ๒ อยาง คือ เกิดขน้ึ อยู เกิดขนึ้ แลว. ก็ปฏิเวธญาณนั้น ตง้ั แตก ารเสด็จออกอภเิ นษกรมณ ถึงพระอรหัตมรรค ชือ่ วาเกิดข้ึนอยู. ปฏเิ วธญาณในขณะแหง ผล ชอื่ วา เกดิ ขนึ้ แลว. อนึ่งปฏิเวธญาณตงั้ แตช ้นั ดสุ ติ จนถงึ พระอรหัตมรรคในมหาโพธบิ ัลลงั ก ชือ่ วา เกิดขึ้นอยู.ปฏเิ วธญาณในขณะแหงผล ชอ่ื วา เกดิ ข้นึ แลว. ปฏเิ วธญาณต้ังแตพ ระเจา -
พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 77ทปี งกรจนถึงพระอรหตั มรรค ชื่อวา เกดิ ขนึ้ อยู. ในขณะแหง ผล ชื่อวาเกิดขึน้ แลว. ฝายเทสนาญาณกม็ ี ๒ อยา ง คือ เปนไปอยู เปน ไปแลว.จรงิ อยู เทสนาญาณนนั้ ตัง้ แตพ ระอญั ญาโกญฑญั ญะบรรลุพระโสดาปตตมิ รรคชือ่ วา เปน ไปอยู. ในขณะแหง ผล ชอื่ วา เปน ไปแลว . ในญาณทงั้ ๒ อยางนัน้ ปฏิเวธญาณเปนโลกตุ ตระ เทสนาญาณ เปนโลกยิ ะ. ก็ญาณแมทง้ั สองนั้น ไมท่ัวไปแกบุคคลเหลา อืน่ เปน ญาณของโอรสของพระพุทธเจาทง้ั หลายอยา งเดียว. พระตถาคตทรงถึงพรอ มดว ยพละเหลา ใด ทรงประกาศฐานะแหงความเปนผนู ํา และพละเหลาใดทยี่ กขนึ้ ในเบ้ืองตนวา ดกู อนสารีบุตร ก็ตถาคตพละของตถาคต ๑๐ อยา งนี้แล บัดน้ี เพ่อื จะทรงแสดงพละเหลานัน้ โดยพสิ ดารจงึ ตรัสวา กตมานิ ทส อิธ สารปี ตุ ฺต ตถาคโต านจฺ านโตดังน้ีเปน ตน . ในบทเหลานั้น บทวา านฺจ านโต ความวา ซงึ่ การณโดยการณ. จริงอยู การณเรยี กวา ฐานะ เพราะเปนท่ีตั้งแหง ผล คอื เปน ที่เกดิ และเปนท่เี ปนไปแหง ผล เพราะความทีผ่ ลเปนไปเนอื่ งจากการณน นั้ .พระผูมพี ระภาคเจาเมื่อทรงรชู ดั ฐานะนนั้ วา ธรรมเหลาใด ๆ เปน เหตปุ จจัยแกธ รรมเหลา ใดๆ เพราะอาศยั ธรรมนัน้ ๆ จึงช่อื วา ฐานะ ธรรม เหลาใด ๆไมเปนเหตุปจ จยั แกธ รรมเหลา ใด ๆ เพราะอาศัยธรรมนั้น ๆ จงึ ชื่อวา อฐานะชื่อวา ทรงรูช ดั ฐานะโดยฐานะ และอฐานะโดยอฐานะ ตามความเปนจริง. ก็การณนั้นไดใหพ สิ ดารแลวในอภธิ รรม โดยนยั เปนตนวา ในญาณเหลานัน้ การรูฐ านะโดยฐานะ และอฐานะโดยอฐานะตามความเปนจริง ของตถาคตเปนไฉนดังน.ี้ บทวา ย ป ความวา ดว ยญาณใด. บทวา อทิ ป สารปี ตุ ฺต ตถาคตสสฺความวา ก็ฐานาฐานญาณแมน้ี ชือ่ วา เปน กาํ ลงั ของตถาคต. พึงทราบโยชนาในบททั้งปวงอยา งน.ี้ บทวา กมมฺ สมาทานาน ความวา แหงกศุ ลกรรมและ
พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 78อกศุ ลกรรมที่สมาทานแลวกระทาํ หรอื กรรมน้นั เทียว เปน กรรมสมาทาน. บทวาานโส เหตุโส ไดแก โดยปจ จัยและโดยเหตุ. ในบทนัน้ คติ อปุ ธิ กาลและปโยคเปนฐานะ คือ เปนกรรม เปน เหตุ ของวบิ าก. ก็กถาโดยพสิ ดารแหงญาณนี้มาแลว ในอภธิ รรมโดยนัยเปนตน วา กรรมสมาทานอนั เปนบาปบางอยา งมีอยู อนั คติสมบัตหิ า มไว จงึ ไมใ หผล ดงั นี้. บทวา สพฺพตถฺ คามินึความวา อันใหไปสคู ตใิ นทท่ี งั้ ปวง และอนั ไมใ หไ ปสคู ติ. บทวา ปฏปิ ท ไดแ กมรรค. บทวา ยถาภูต ปชานาติ ความวา ทรงรูสภาพโดยไมผ ิดเพย้ี นแหงการปฏบิ ัตทิ ั้งหลาย กลาวคือ กุศลเจตนา และอกศุ ลเจตนา แมใ นวตั ถุหนง่ึ โดยนัยนว้ี า ครัน้ เมอื่ มนุษยทั้งหลายแมม ากฆา สัตวแมต วั หน่งึ เจตนาของคนน้ี จกั ยงั ใหไ ปสูน รก เจตนาของคนน้ี จักยังใหไ ปสูกําเนิดดิรจั ฉาน.กก็ ถาโดยพิสดารแหงญาณแมนี้ มาแลว ในอธธิ รรมน่ันเทียว โดยนยั เปน ตน วาในญาณเหลานน้ั ความรตู ามความเปนจรงิ อันเปนปฏปิ ทาใหไ ปในทที่ ้ังปวงของตถาคตเปนไฉน ตถาคตในโลกนี้ ยอ มรชู ดั วา น้ีมรรค นปี้ ฏปิ ทาอนั ยังสตั วใ หไปสนู รก. บทวา อเนกธาตุ ความวา ธาตเุ ปนอนั มากดว ยธาตุทง้ั หลายมีจักขธุ าตุเปน ตน หรอื กามธาตเุ ปน ตน. บทวา นานาธาตุความวา ธาตมุ ีประการตาง ๆ เพราะความทธี่ าตุเหลา น้นั มลี กั ษณะพิเศษ.บทวา โลก คือ โลกอนั ไดแกขันธ อายตน และธาต.ุ บทวา ยถาภูตปชานาติ ความวา ทรงแทงตลอดสภาพโดยไมผิดเพ้ียนแหงธาตทุ ั้งหลายเหลานน้ั ๆ. ญาณแมน้ใี หพ สิ ดารแลว ในอภธิ รรมนั่นเทยี ว โดยนัยมีอาทวิ าในญาณเหลา นน้ั ความรตู ามความจริงซึง่ โลกอนั เปน อเนกธาตุ นานาธาตุของตถาคตเปนไฉน ตถาคตในโลกน้ี ยอ มรชู ัดถึงความเปนตาง ๆ แหง ขนั ธ.บทวา นานาธิมตุ ติกต ไดแ กค วามมีอธิมตุ ตติ าง ๆ ดว ยอธมิ ตุ ตทิ ้ังหลายมีเลวเปน ตน . ญาณแมน ้กี ใ็ หพสิ ดารในอภธิ รรมนั่นเทยี ว โดยนัยมอี าทิวา ใน
พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 79ญาณเหลา นั้น ความรตู ามความจริง ซึง่ ความท่ีสตั วทัง้ หลายมอี ธิมุตตติ าง ๆของตถาคตเปน ไฉน ตถาคตในโลกนีย้ อ มรูชดั วา สตั วท้ังหลายทีม่ อี ธมิ ุตติเลวมีอย.ู บทวา ปรสตฺตาน ไดแก สัตวเ ปนประธานท้ังหลาย. บทวาปรปุคคฺ ลาน คือ สัตวเ ลวทงั้ หลายเหลาอน่ื จากสัตวเ ปน ประธานน้นั . อน่ึงสองบทนนั้ มีอรรถเปนอยางเดยี วกนั แตก ลา วไวเ ปน ๒ อยา ง ดว ยสามารถแหงเวไนยสตั ว. บทวา อนิ ทฺ ฺริยปโรปรยิ ตฺต ไดแ ก ความท่ีอินทรียทั้งหลายมศี รัทธาเปนตน ยิ่งและหยอน ไดแกความเจริญและความเส่ือม. กถา-พิสดารแหงญาณแมน ้ี มาแลวในอภธิ รรมน่นั เทียว โดยนัยมีอาทวิ า ในญาณเหลาน้ัน ความรูต ามความจริงถงึ ความทสี่ ตั วอืน่ ท้ังหลายบคุ คลอ่นื ทง้ั หลายมีอินทรียห ยอ นและยิ่ง ของตถาคตเปน ไฉน ตถาคตในโลกน้ี ยอ มรอู าลัยยอมรูอนสุ ัย ของสตั วท ั้งหลาย. บทวา ฌานวิโมกฺขสมาธสิ มาปตฺตีนความวา ฌาน ๔ มปี ฐมฌานเปน ตน วโิ มกข ๘ มีอาทิวา ผมู ีรปู ยอมเห็นรูปทงั้ หลาย สมาธิ ๓ ทมี่ วี ิตก และมีวิจารเปนตน และอนปุ พุ พสมาบตั ิ ๙ มีปฐมฌานสมาบัตเิ ปนตน . บทวา สงกฺ ิเลส ไดแก ธรรมอันเปน สว นฝายเส่ือม.บทวา โวทาน ไดแ ก ธรรมอันเปน สว นฝายพเิ ศษ. บทวา วุฏ านความวา ฌานที่คลอ งแคลว และภวงั คผลสมาบัติ ทกี่ ลา วแลว อยา งนวี้ า แมความผองแผว ก็คือ ความออก แมความออกจากสมาธนิ ัน้ ๆ กเ็ ปนความออก. จริงอยู ฌานที่คลอ งแคลว อันเปนสว นเบือ้ งต่ํา ยอ มเปน ปทัฏฐานของฌานสงู ๆ แมค วามผองแผว จากฌานนนั้ เรียกวา ความออก. ความออกจากฌานทงั้ ปวงยอมมีโดยภวงั คะ. ความออกจากนิโรธสมาบตั ิ ยอ มมีโดยผลสมาบตั ิ ทา นหมายถึงความออกนนั้ จงึ กลา ววา แมความออกจากสมาธนิ น้ั ๆวา เปนความออก. ญาณแมน้ีใหพ สิ ดารในอภธิ รรม โดยนัยมีอาทวิ า ในญาณเหลานน้ั ความเศรา หมอง ความผอ งแผว ความออกแหงฌานวโิ มกข
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 80สมาธิ และสมาบตั ทิ ั้งหลาย อนั เปน ยถาภตู ญาณของตถาคตเปนไฉน ผูมีฌานสี่ชอื่ วา ฌายี ฌายีบางคนมีอยู ยอมเสวยสมบตั ทิ ่มี อี ยนู ้นั เทียว. กก็ ารวินิจฉัยถงึ สัพพัญุตญาณ ดวยการกลา วโดยพิสดาร ไดกลา วแลวในวิภงั คอรรรถกถาช่อื สัมโมหวิโนทน.ี กถาวาดว ยบพุ เพนวิ าสานุสสติ และทิพยจักษญุ าณ ใหพิสดารแลว ในวสิ ุทธิมรรค. กถาวา ดวยความสิน้ ไปแหงอาสวะใหพสิ ดารแลวในภยเภรวสูตร. บทวา อิมานิ โข สารีปตุ ฺต ความวา ยอ มทําอัปปนาวาเราไดก ลาววา ดูกอ นสารบี ตุ ร ตถาคตพละของตถาคต ๑๐ ในกาลกอ นเหลาใด ตถาคตพละเหลา น้ีนั้น. ในบทนัน้ มปี รวาทกิ ถา ดงั น้.ี ช่ือวา ทศพลญาณ ไมมกี ารแยกออกเปนสวนหน่งึ สัพพญั ตุ ญาณเทา นัน้ มีการแยกประเภทอยา งน.้ี ขอ นั้นไมพึงเหน็ อยา งนั้น . จรงิ อยทู ศพลญาณเปน อยางหนึง่ สัพพัญตุ ญานเปนอยา งหนงึ่ . ก็ทศพลญาณยอ มรเู ฉพาะกิจของตน ๆ เทานั้น สัพพญั ตุ ญาณยอ มรูกจิ ของตน ๆ น้นั บาง กิจที่เหลือจากกิจของตน ๆ น้ันบาง. กใ็ นทศพลญาณทง้ั หลาย ญาณทีห่ นึ่ง ยอมรูเฉพาะเหตุ และไมใชเ หตเุ ทา นน้ั . ญาณทส่ี องยอ มรูลําดบั แหงกรรมและลําดับแหงวบิ ากเทา นั้น. ญาณท่สี าม ยอมรกู ารกาํ หนดกรรมเทา นนั้ . ญาณท่ีส่ยี อ มรเู หตุแหง ความทธ่ี าตุเปน ตา ง ๆ กนั เทาน้นั . ญาณทห่ี ายอ มรูอัธยาศยั และอธิมตุ ติของสัตวทง้ั หลายเทา นัน้ . ญาณที่หกยอ มรูความทอ่ี ินทรยี ท งั้ หลายแกกลาและออ นเทาน้นั . ญาณที่เจด็ ยอ มรกู จิ มีความเศราหมองเปน ตนแหงอนิ ทรียเ หลา นน้ั พรอ มกบั ฌานเปน ตน เทา นน้ั . ญาณท่ีแปดยอมรคู วามสืบตอ แหงขนั ธทเ่ี คยอยูในชาตปิ างกอ นเทาน้นั . ญาณที่เกา ยอ มรจู ตุ ิและปฎิสนธขิ องสตั วท้งั หลายเทา นั้น. ญาณทส่ี บิ ยอ มรูการกําหนดสัจจะเทา นนั้ .สว นสพั พญั ุตญาณยอมรูช ัดกิจที่ควรรูดว ยญาณเหลานัน้ และส่งิ อันยง่ิ กวากิจนัน้ . ก็กจิ แหง ญาณเหลา นั่น ยอ มไมทาํ กจิ ทกุ อยา ง. เพราะญาณนัน้ เปน ฌาน
พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 81แลว ยอมไมอ าจเพื่อเปนอปั ปนา เปนอทิ ธิแลว ยอมไมอาจเพือ่ แสดงฤทธ์ิไดเปนมรรคก็ไมอ าจเพ่อื ยังกิเลสทั้งหลายใหส นิ้ ไปได. อีกประการหนง่ึ ปรวาทีพงึ ถูกถามอยางนี้วา ขน้ึ ชือ่ วา ทศพลญาณนน้ั มวี ิตกหรือมวี ิจาร สกั แตไมมีวิตกมแี ตว จิ าร ไมมวี ิตกไมม ีวจิ าร เปนกามาวจร เปนรปู าวจร เปน โลกยี ะ เปนโลกุตตระ ดังนี้ เมื่อรกู ็จักตอบวา ญาณ ๗ ตามลําดบั มีวติ กมีวิจาร. จักตอบวา ญาณสองอื่นจากญาณ ๗ นนั้ ไมม วี ติ กไมมีวจิ าร. จักตอบวาอาสวักขยญาณพงึ มวี ิตกมวี ิจาร พึงสักวาไมม ีวติ กมีวจิ าร. จักตอบวา ญาณ๗ ตามลําดบั อยางน้ัน เปน กามาวจร ญาณสองจากนน้ั เปนรปู าวจร ญาณหนง่ึสดุ ทายเปนโลกตุ ตระ. จักตอบวา สว นสพั พัญุตญาณ มีวิตกมีวจิ ารดวย เปนกามาวจรดว ย เปนโลกยิ ะดว ย. บัณฑติ รกู ารพรรณนาตามลาํ ดับบทในทนี่ ้ี ดวยประการฉะนแี้ ลว บดั น้ี พึงทราบทศพละเหลา นวี้ า ไดก ลาวแลว ตามลาํ ดับนี้เพราะพระตถาคตทรงเหน็ ภาวะมีกิเลสเปน เครอื่ งกัน้ อันเปน ฐานะและอฐานะแหง การบรรลคุ วามสน้ิ ไปแหง อาสวะและการไมบรรลุ ของเวไนยสตั ว ดว ยฐานาฐานญาณกอนทเี ดยี ว เพราะทรงเหน็ ฐานะแหงความเหน็ ชอบเปน โลกิยะ และทรงเห็นความเปนฐานะแหงความเห็นผดิ ดิง่ ลงไป ลําดับนัน้ ทรงเหน็ ภาวะมีวบิ ากเปนเครือ่ งก้นั ของเวไนยสัตวเหลานนั้ ดว ยกรรมวปิ ากญาณ เพราะทรงเหน็ เหตุปฏสิ นธสิ าม ทรงเห็นภาวะมกี รรมเปนเครือ่ งกน้ั ดวยสัพพัตถคามนิ ีปฏิปทาญาณเพราะทรงเหน็ ความไมมีแหงอนันตริยกรรม ทรงเห็นจริยพิเศษเพื่อทรงแสดงธรรมที่สมควรแกเวไนยสตั วท้ังหลายผไู มมีความอาลยั อยางนี้ ดวยอเนกธาตนุ านาธาตญุ าณ เพราะทรงเหน็ ความเปนไปตางๆแหง ธาตุ ลําดบั น้ันทรงเห็นอธมิ ตุ ตขิ องเวไนยสตั วเหลาน้นั ดวยนานาธิมตุ ติกตาญาณ เพอื่ แมไมทรงประกอบความเพียรก็ทรงแสดงพระธรรม ดว ยอํานาจแหงอธมิ ุตติ ลําดับนนั้ เพ่อื ทรงแสดงธรรมตามสติ ตามกําลัง แกเ วไนยสัตวท ้ังหลายผมู ีอธมิ ตุ ติ
พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 82ไดเห็นแลว อยา งนี้ ยอ มทรงเห็นความที่สัตวม อี ินทรียห ยอนและยิง่ ดว ยอินทรยิปโรปริยัตตญิ าณ เพราะทรงเห็นความทอ่ี นิ ทรยี ทง้ั หลายมศี รัทธาเปน ตนเปน ธรรมชาตแิ กก ลา และออ น ก็ถาความท่เี วไนยสัตวเ หลา นน้ั มีอินทรยี ท ่ีกําหนดรูแ ลว อยางนี้หยอ นและยง่ิ ยอมอยูในที่ไกล เพราะความท่ีเวไนยสตั วเปน ผูชาํ นาญในฌานทั้งหลายมปี ฐมฌานเปนตน แตเขา ถงึ ไดร วดเร็ว ดว ยอิทธิพเิ ศษน้นั เทียว และครั้นเขา ถึงแลว กเ็ ขาถงึ ช้ันบรุ พชาติ ของสตั วเหลานั้น ดว ยปพุ เพนิวาสานสุ สติญาณ เมอ่ื ทรงเห็นสมบัติจิตพเิ ศษ ดวยเจโต-ปรยิ ญาณ อันทรงบรรลโุ ดยอานภุ าพทิพยจกั ษุ ชื่อวา ทรงแสดงธรรม เพ่ือความสน้ิ ไปแหง อาสวะ เพราะความท่ีพระองคทรงปราศจากความหลมุ หลงดวยปฎปิ ทาอันยังสตั วใ หถ งึ ความสนิ้ ไปแหง อาสวะดวยอานภุ าพแหง อาสวกั ขยญาณ. ก็ในบทเปน ตนวา ต สารปี ตุ ฺต วาจ อปฺปหาย ดงั น้ี บุคคลกลาววาเราจักไมกลาววาจาเหน็ ปานน้ี ช่ือวา ละวาจานนั้ . เมื่อคิดวา เราจกั ไมย งั ความคิดเหน็ ปานน้ี เกิดข้ึนอกี ชอื่ วา สละความคดิ . เมื่อสละวา เราจกั ไมยดึ ถอืความเหน็ เหน็ ปานนีอ้ ีก ช่อื วา สลัดความเหน็ . เมอื่ ไมก ระทาํ อยางน้นั ชื่อวา ไมส ละ ไมสลัด. บุคคลนัน้ กเ็ ทีย่ งแทท่ีจะตกนรก เพราะฉะนั้น พึงทราบวาดาํ รงอยใู นนรกนั้นเทียว เหมอื นถูกนายนิรยบาลท้ังหลายนาํ มาตัง้ อยใู นนรก.บดั นี้ เมือ่ จะทรงแสดงอปุ มาอันใหส าํ เรจ็ ประโยชนแกเขา จงึ ตรสั วา เสยฺยถาปเปน ตน. ในบทเหลานน้ั พึงทราบศีล สมาธิ ปญ ญา อนั เปน โลกยิ ะและโลกุตตระในบทเปน ตนวา สีลสมปฺ นฺโน ดงั น.้ี ภิกษุยอมควรแมเ พอ่ื จะใหหมุนกลบั ดว ยอาํ นาจแหง โลกตุ ตระนั่นเทยี ว. กภ็ ิกษุนี้ ถงึ พรอมดวยศลี ดวยวาจาชอบ การงานชอบ และการเล้ียงชพี ชอบ. ถึงพรอมดว ยสมาธิ ดวยความเพียรชอบ ระลึกชอบ และตัง้ ใจชอบ. ถงึ พรอมดวยปญ ญา ดว ยความเหน็ชอบ และความดํารชิ อบ. ภิกษุผถู งึ พรอมดวยศลี เปน ตน อยางนี้นน้ั ยอม
พระสุตตันตปฎ ก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 83กระหยมิ่ อรหัต คือ ยอมบรรลุอรหตั ในทฏิ ฐธรรมเทียว คือในอัตภาพนี้นนั้เทยี วฉันใด ดูกอ นสารีบตุ ร เรายอมกลาวขอ อุปไมยนี้ คือ การณแ มนี้ เหน็ปานนฉี้ ันนัน้ . ทรงแสดงวา ก็ผลไมค ลายในลาํ ดับแหง มรรค ยอมเกดิ ข้นึฉันใด ปฏสิ นธิในนรก ไมคลายในลําดบั แหงจตุ ิของบคุ คลแมน้ี กย็ อ มมีไดฉนั นัน้ เหมอื นกัน. กข็ ึน้ ชื่อวา อปุ มาทตี่ รัสใหหนกั แนน ยิ่งขึน้ ดว ยอุปมานย้ี อมไมม ใี นพุทธพจนท ง้ั สนิ้ . ในบทวา เวสารชฺชานิ ความปฏิปก ษต อ ความครัน่ คราม ชื่อวา เวสารัชชะ น้นั เปนช่อื ของญาณอนั สาํ เร็จแตโ สมนสั ซ่งึเกิดขึ้นแกผูพิจารณาถงึ ความคร่ันครา มในฐานะส่ี. บทวา สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺธสสฺเต ปฏชิ านโต ความวา ทานปฎญิ ญาณอยา งนวี้ า เปน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ธรรมทง้ั หมดเราไดตรสั รูย ง่ิ แลว . บทวา อนภิสมฺพทุ ฺธา ความวา ธรรมเหลา นี้ทา นยังไมไดตรัสรูแลว . บทวา ตตฺร วต ความวาในธรรมทแ่ี สดงอยางน้วี า ยงั ไมไ ดตรสั รูแลว เหลา น้นั หนอ. บทวา สห ธมฺเมนความวา โดยคาํ ที่มีเหตมุ กี ารณ เหมอื นสุนักขัตตะ บนเพอ ไมม ีประมาณฉะนน้ั .บุคคลกด็ ี ธรรมก็ดี ทา นประสงคว า นมิ ิต ในบทวา นิมิตฺตเมต นี้. ในบทน้ันมอี ธิบายอยางนวี้ า เราไมเห็นบุคคลท่ที กั ทว งวา เราไมเ หน็ ธรรมท่เี ขาแสดงแลว ทักทว งเราวา ธรรมช่ือนี้ ทานยังไมไ ดต รัสรแู ลว . บทวา เขมฺป-ปตฺโต ไดแกถึงความเกษม. สองบททีเ่ หลอื เปนไวพจนของบทนนี้ ัน้ เทียว.กบ็ ทนั้นทัง้ หมด ตรัสหมายถงึ เวสารชั ชญาณเทา นน้ั . กเ็ มือ่ พระทศพลไมเห็นบคุ คลผทู กั ทว ง หรือ ธรรมอนั เปนเหตทุ ักทว ง ทย่ี ังไมไ ดตรสั รูแลว วาธรรมชือ่ นี้ ทานยงั ไมไดต รัสรแู ลว ดงั นี้ หรือ เมื่อพิจารณาวา เราเปนพระพุทธเจาโดยสภาพน้ันเทียว กลา ววา เราเปนพระพุทธเจา ดงั น้ี ความโสมนัสอนั มกี าํ ลังยิง่ ก็ยอมเกิดขึน้ . ญาณทส่ี ัมปยตุ ดว ยโสมนสั นน้ั ช่ือวาเวสารชั ชะ. ทรงหมายถึงเวสารรชั ชะนนั้ จึงตรสั คําเปนอาทวิ า เขมปฺปตโฺ ต
พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 84ดงั นี.้ พึงทราบอธิบายในบททั้งปวงดงั นี้. ก็ธรรมท้งั หลาย ชอื่ วาอันตรายกิ ะเพราะอรรถวา ทาํ อนั ตรายในบทน้วี า อนฺตรายกิ าธมฺมา ดังน.ี้ ธรรมเหลานนั้ โดยเน้อื ความกไ็ ดแก กองอาบัติ ๗ ท่ีแกลงลวงละเมดิ . จริงอยู กองอาบตั ิท่ีแกลงลวงละเมิดแลว โดยที่สดุ แมท กุ กฏและทุพภาษติ ก็ทาํ อนั ตรายแกม รรคและผลทง้ั หลายได. แตใ นท่นี ี้ ทานประสงคเมถนุ ธรรม. กค็ วามปราศจากความสงสยั อยางเดียวของภิกษรุ ูปใดรปู หนงึ่ ผเู สพเมถุนยอ มเปนอนั ตรายแกมรรคและผลทั้งหลายได. บทวา ยสฺส โข ปน เตสุ อตถฺ าย ความวาเพอ่ื ประโยชนใดในประโยชนท ้งั หลายมคี วามสิ้นไปแหงราคะเปน ตน . บทวาธมฺโม เทสิโต ความวา ธรรมมกี ารเจรญิ อสภุ เปน ตน อันทานแสดงแลว .บทวา ตตรฺ วต ม ไดแก กะเราในธรรมอนั เปน เคร่ืองนําออกจากทุกขนั้น.บทท่ีเหลอื พงึ ทราบโดยนยั ทีก่ ลาวแลวนนั้ เทยี ว. บทวา อถโข อเิ ม สารปี ุตตฺ นี้ ทรงปรารภ เพราะเหตุอะไร.เพราะเพอ่ื ทรงแสดงกาํ ลังแหง เวสารชั ชญาณ. เหมือนอยา งพระธรรมกถกึ หยั่งลงสบู ุรษุ ผูฉลาดแลว ยอมปรากฎเปน ผฉู ลาด ดว ยถอยคาํ ที่สามารถยังจิตของวญิ ชู นทัง้ หลายใหย ินดฉี นั ใด ความทีเ่ วสารชั ชญาณเปนธรรมชาตใิ หแ กลวกลา แมอนั บริษัท ๘ เหลา น้อี าจเพอ่ื รูไดฉันน้นั เพราะฉะน้ัน เม่ือจะทรงแสดงกาํ ลังแหง เวสารชั ชญาณ จงึ ตรัสพระดํารัสวา อถโข อมิ า สารปี ตุ ฺตดังนีเ้ ปนตน . ในบทเหลานั้น บทวา ขตตฺ ยิ ปรสิ า ไดแ ก สถานท่ีนง่ัประชมุ ของกษัตรยิ ท ัง้ หลาย. ในบททั้งปวงกม็ นี ยั เชน เดยี วกัน . ก็สถานท่ที หี่ มูมารท้ังหลายน่ังประชุม พึงทราบวา มารบรษิ ัท อนึ่ง บรษิ ัทน้ันแมทัง้ หมดของมารทั้งหลาย ไมไ ดถ อื เอาดวยสามารถแหงการเหน็ สถานท่เี ลศิ . เพราะมนุษยท ัง้ หลาย ยอ มไมอาจเพ่ือจะกลาวแมคาํ ปกตวิ า พระราชาประทับนั่งในท่นี ี้ เหงอ่ื ท้ังหลายยอมไหลออกจากรกั แร. ขตั ติยบรษิ ัทเลศิ อยางนี้. พราหมณ
พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 85ทั้งหลาย ยอมเปนผูฉลาดในเวทสาม. คหบดที ง้ั หลายยอมเปน ผฉู ลาดในโวหารตา ง ๆ และในการคดิ อกั ษร. สมณะทง้ั หลายยอมเปนผฉู ลาดในวาทะของตนและวาทะของคนอ่ืน. ช่ือวา การกลาวธรรมกถาในทา มกลางบริษทั เหลานนั้เปนภาระหนกั อยา งยงิ่ . แมอ มนุษยท ้งั หลายก็เปนผูเลศิ . เพราะครั้นแมเ พียงกลาววา อมนษุ ย สรรี ะทั้งส้นิ ยอมสัน่ . สตั วท้งั หลายไดเ ห็นรปู หรือฟงเสยี งของอมนษุ ยน้ัน ยอมปราศจากสัญญาได. บริษทั ของอมนษุ ยเลิศอยา งนี้. ชื่อวาการแสดงธรรมกถาในอมนุษยบรษิ ัทแมเ หลานนั้ ยอมเปน ภาระหนักมาก.อมนษุ ยบริษัทเหลา นั้น พึงทราบวา ทา นถือเอาแลว ดวยอํานาจแหงการเหน็ฐานะอันเลิศ ดวยประการฉะน.้ี บทวา อชฺโฌคาหติ คือ ตามเขา ไป. บทวาอเนกสต ขตตฺ ยิ ปริส คือ เชน สมาคมพระเจาพมิ พิสาร สมาคมพระญาติและสมาคมเจาลจิ ฉวี. ยอมไดในจกั รวาลแมเหลา อืน่ . กพ็ ระผมู พี ระภาคเจาเสด็จไปสูแมจักรวาลเหลา อนื่ หรอื . เออ เสดจ็ไป. เปนเชนไร. เขาเหลานั้นเปน เชน ใด พระองคก เ็ ปนเชน นั้นเทยี ว. เพราะฉะนั้น พระผมู พี ระภาคเจาจงึ ตรัสวา ดกู อนอานนท กเ็ ราเขาไปหาขัตติยบริษทัหลายรอ ย ยอ มรเู ฉพาะแล วา ในบรษิ ัทน้นั พวกเขามวี รรณะเชนใด เราก็มวี รรณะเชน นั้น พวกเขามีเสียงเชนใด เรากม็ เี สียงเชนน้นั และเราใหเ ห็นแจงใหส มาทาน ใหอ าจหาญ ใหรื่นเริง ดว ยธรรมมีกถา และพวกเขาไมรูเราผูกลา วอยวู า ผูก ลาวนี้เปน ใครหนอ เปน เทวดาหรอื มนุษย และครนั้ ใหเหน็แจงแลว ใหส มาทานแลว ใหอ าจหาญแลว ใหรน่ื เริงแลว ดว ยธรรมกี ถาก็หายไป และพวกเขาไมรูเ ราผูหายไปวา ผทู ่หี ายไปน้ีเปนใครหนอแล เปนเทพหรือมนษุ ย ดังนี้. เหลากษัตรยิ ทรงประดับประดาดวยสงั วาลมาลา และของหอมเปนตน ทรงผาหลากสี ทรงสวมกณุ ฑลแกว มณี ทรงโมลี ฝา ยพระผมู ีพระภาคเจา ทรงประดบั พระองคเ ชน น้นั หรือ กษัตรยิ แมเหลานั้นมพี ระฉวีขาว
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 86บา ง ดําบา ง คลํ้าบาง แมพระศาสดาทรงเปน เชนนั้นหรือ. พระศาสดาเสดจ็ไปดวยเพศบรรพชติ ของพระองคเอง แตทรงปรากฏเปนเชน กบั กษตั ริยเหลานน้ั คร้นั เสดจ็ ไปแลวทรงแสดงพระองคซ ง่ึ ประทับนัง่ บนพระราชอาสน ยอ มเปนเชนกับกษตั ริยเ หลานัน้ วา ในวันน้พี ระราชาของพวกเรารงุ โรจนย ่งิ นกัดังนี้. ถา กษัตรยิ เหลา น้นั มพี ระสุรเสียงแตกพรา บาง ลกึ บาง ดจุ เสียงกาบางพระศาสดาก็ทรงแสดงธรรมดวยเสียงแหง พรหมน้นั เทียว กบ็ ทน้วี า เรากม็ ีเสยี งเชนน้ัน ตรัสหมายถงึ ลําดบั ภาษา. กม็ นุษยทง้ั หลายไดฟ ง เสียงนนั้ แลวยอมมคี วามคดิ วา วันน้ี พระราชาตรัสดว ยเสียงอันออ นหวาน. กค็ รั้นเม่ือพระผูม พี ระภาคเจา ตรสั แลว เสด็จหลกี ไป เหน็ พระราชาเสด็จมาอีก ก็เกิดการพิจารณาวา บคุ คลนใี้ ครหนอแล. พระองคจ งึ ตรสั พระดาํ รสั น้วี า บุคคลนใี้ ครหนอแล อยูใ นท่นี ้ี บดั น้ี แสดงดว ยเสียงออ นหวาน ดว ยภาษามคธ ดว ยภาษาสีหล หายไป เปนเทพหรอื มนษุ ย ดังน้ี. ถามวา ทรงแสดงธรรมแกบ ุคคลทั้งหลายผไู มรอู ยา งนี้เพอ่ื อะไร. ตอบวา เพอื่ ประโยชนแ กวาสนา. พระองคทรงแสดงมุง อนาคตวา ธรรมแมไ ดฟงอยางน้ี ยอมเปนปจจยั ในอนาคตนน้ัเทยี ว. บทวา สนนฺ ิสนิ นฺ ปุพฺพ ไดแก เคยรว มนั่งประชมุ . บทวา สลฺล-ปตปุพพฺ คอื เคยทาํ การสนทนา. บทวา สากจฉฺ า ความวา เคยเขาสนทนาธรรม. กพ็ ึงทราบการเขารว มประชุม ดว ยอํานาจสมาคมมสี มาคมโสณฑัณฑพราหมณ เปนตน และดว ยสามารถแหงจักรวาลอน่ื ดวยบทเปนตนวา อเนกสต พฺรหฺมณปรสิ . คาํ วา โยนิ ในบทนี้วา จตสโฺ ส โข อิมา สารีปุตฺต โยนโิ ยเปน ช่ือของสว นขนั ธบ าง ของการณบ า ง ของทางปส สาวะบาง. สว นของขันธชื่อวา โยนิ ในบทนว้ี า ขันธข องนาค ๔ ขันธของครฑุ ๔. การณ ชื่อวาโยนิ ในบทนี้วา กก็ ารณน ้นั เปน ภูมิแหง การบรรลุพชื ผล. ทางปสสาวะ
พระสตุ ตันตปฎก มชั ฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 87ชือ่ วา โยนิ ในบทน้ีวา กเ็ ราไมเรียกเปตตสิ มภพทางปสสาวะวาเปนพราหมณ.ก็ในท่นี ส้ี ว นของขันธ ทานประสงคเ อาวา โยน.ิ ในกําเนิดเหลา น้นั สตั วท ี่เกิดในไข ช่ือวา อัณฑชะ สตั วที่เกิดในครรภช อ่ื วาชลามพุชะ. สัตวท เ่ี กดิในเหงอ่ื ไคล ชื่อ สงั เสทชะ. สัตวทเี่ กิดขนึ้ เฉพาะเวนเหตเุ หลา น้ัน ดุจผดุ ขึ้นเกิด ชอ่ื วา อุปปาตกิ ะ. บทวา อภนิ ิพฺภชชฺ ชายนฺติ คือ ยอ มเกิดดวยอาํ นาจแหง การทําลายแลวออกมา. ทานแสดงฐานะอันไมนา ปรารถนาท้ังหลายดว ยบทเปน ตน วา ปตู กิ ุณเป. สัตวท งั้ หลายยอ มเกิดในฐานะทนี่ า ปรารถนามีเนยใส น้าํ ตาล นา้ํ ผงึ้ และนา้ํ ออยเปนตน เหมือนกนั . เทพชนั้ สงู ต้งั แตจ าตุม-มหาราชิก ในบทเปน ตนวา เทวา จดั เปน อปุ ปาตกิ ะเหมือนกนั . สวนภุมมเทวดาทง้ั หลาย มกี าํ เนดิ ๔. บทวา เอกจฺเจ จ มนุสฺสา ความวา ในมนุษยทั้งหลาย มนุษยบางพวกเปนอุปปาตกิ ะเหมอื นเทวดา. แตมนษุ ยเหลานน้ั โดยมากเกิดจากครรภ. ในทีน่ ้ี แมท่ีเกิดจากไข ก็เหมอื นภาตยิ เถระ ๒ รปูผูเปนบุตรของโกนตะ. แมที่เกิดจากเหง่อื ไคล ก็มโี ปกขรสาตพิ ราหมณแ ละพระนางปทมุ วดเี ทวี ทีเ่ กิดในกลบี ประทุมเปนตน . ในวินปิ าตกิ ะทั้งหลายนชิ ฌามเปรต และตณั หกิ เปรต เปนอปุ ปาตกิ เหมอื นกนั ดุจสัตวนรกทัง้ หลาย.ทเี่ หลืองมีกาํ เนิด ๔. ยกั ษทั้งหลายก็ดี สัตวท ้งั หลายมีสัตว ๔ เทา นก และงูท้งั ปวงเปน ตน กด็ ี ทั้งหมดมีกาํ เนิด ๔ เหมือนวินิปาติกะเหลา นัน้ คตทิ ั้งหลายแมพ งึ ไปดวยสามารถแหง กรรมทที่ ําไวดีและทําไวชั่วในบทนี้วา ดูกอนสารีบตุ ร คติ ๔ อยางน้แี ล. อีกประการหนึ่ง ช่อื วา คติ มีหลายอยางคอื คตคิ ติ นพิ พัตตคิ ติ อัชฌายคติ วิภวคติ และนิปผัตติคติ ในคติเหลา น้ัน คตนิ วี้ า เราละไปสคู ตอิ ะไร และวา เทวดาคนธรรพ และมนุษย ยอมไมร ูคตขิ องผใู ด ดังน้ี ชื่อวา คตดิ ต.ิ คติน้ีวา เราไมร คู ติหรอื อคติของภกิ ษุทง้ั หลาย ผมู ีศลี เหลา น้ี ดงั นี้ ช่ือวา นิพพัตตคิ ต.ิ คติน้ี
พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 88วา ดกู อนพรหม เรารชู ัดคติ และรูชดั จุติของทา นอยางนแ้ี ล ชอ่ื วา อัชฌาสยคต.ิ คตนิ ้วี า วภิ วะเปนคตธิ รรมทงั้ หลาย นิพพานเปนคติของพระอรหนั ตชือ่ วา วภิ วคต.ิ คตนิ ว้ี า คติมี ๒ อยา งเทา นัน้ ไมเปนอยา งอน่ื ชอื่ วานปิ ผตั ตคิ ต.ิ ในคตเิ หลานัน้ ทา นประสงคเ อา คติคติในทนี่ ี้. ชือ่ วา นริ ยะดวยอรรถวา ปราศจากความยนิ ดี ดว ยอรรถวาไมมีความสบายใจ ในบทเปนตน วา นิรโย. ชือ่ วา ดิรจั ฉาน เพราะอรรถวา เดนิ ขวาง. กําเนิดของดิรัจฉานเหลา นั้น ชอ่ื วา ดิรัจฉานโยน.ิ ช่อื วา เปรตวิสัย เพราะอรรถวาเปน วสิ ยั แหง สตั วท้ังหลายท่ีถึงความละไปแลว . ช่ือวา มนุษย เพราะความเปนผูมใี จสูงแลว. ชอ่ื วา เทพ เพราะวเิ คราะหว า เลน กับกามคณุ ๕ และอานุภาพของตน ๆ. ขันธทงั้ หลายพรอ มกบั โอกาส ชอ่ื วา นริ ยะ ในบทเปนตน วา นริ ย จาห สารปี ตุ ฺต. ในบทวา ติรจฺฉานโยนึ จ แมเปนตน ก็นยั นเี้ หมอื นกัน. ทรงแสดงกรรมอนั เปน ไปสูคติเทาน้ันท่ตี รัสไวดว ยบทแมทัง้ สองวา มคฺค ปฏปิ ท . บทวา ยถา จ ปฏปิ นฺโน ความวา ดาํ เนินไปโดยทางใด โดยปฏิปทาใด เพราะฉะนัน้ แมทงั้ ๒ บทรวมเขา กัน ยอ มปรากฏชื่อวา อบาย เพราะความเปนท่ปี ราศจากความงอกงาม กลาวคอื ความเจริญหรอื ความสุขในบทเปน ตนวา อปาย ดังน.ี้ ช่อื วา วนิ ิบาต เพราะอรรถวา เปนคติ คือ เปน ทีต่ ั้งแหงทุกข. ช่อื วา วินบิ าต เพราะเปน ทต่ี กไปแหงสัตวท ง้ั หลายทท่ี ําความชว่ั . กพ็ ระผมู ีพระภาคเจาตรสั บทนวี้ า นพิ พฺ านฺจาหเพอ่ื ทรงแสดงวา เรายอมรคู ตคิ ตอิ ยางเดียวกห็ ามิได เรายอมรแู มน ิพพานอันเปนเครอ่ื งสลัดออกจากคตดิ วย. ทานกลาวอริยมรรคดวยบทแมท ้ังสอง คือมรรค และปฏิปทาในที่น.ี้ บดั น้ี พระผูมพี ระภาคเจาเมือ่ ทรงแสดงอาการท่ีเปน ไปแลวแกญ าณของพระองคในฐานะทง้ั หลายตามที่กลา วแลว จึงตรสั วาอธิ าห สารปี ตุ ตฺ เปน ตน. ในบทเหลา นั้น บทวา เอกนตฺ ทุกฺขา คือ
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 89มีทุกขเปนนิจ ไดแกม ที กุ ขช ่ัวนิรนั ดร. บทวา ติปปฺ า คือ มาก. บทวากฏก า ไดแกกลาแขง็ . บทวา เสยยฺ ถาป เปนตน ตรสั แลว เพอ่ื ทรงแสดงขอ เปรียบเทยี บ. หลมุ กด็ ี กองก็ดี เรยี กวา กาสุ ในบทนน้ั . ก็หลุมช่ือวา กาสุ ในคาถานว้ี า ดกู อ นสารถี ทา นเดือดรอนอะไร หนอจึงขุดหลุม ดูกอนเพือ่ น ทา นผอู ันเรา ถามแลว จงบอก จักทําอะไรในหลุม.กองช่อื วา กาสุในคาถาน้ีวา คนท้งั หลายอืน่ รอ งไหอ ยู มตี วั รอ น รุมขุดหลุมถานอย.ูแตในทนี่ ้ี ทา นประสงคเอาหลมุ . ดวยเหตุน้ัน พระผูม พี ระภาคเจา จงึ ตรสัวา สาธิกโปริส ลึกยงิ่ กวาชั่วบุรุษ. ในบทน้ัน หลมุ นนั้ ลึกยงิ่ กวาช่วั บุรษุเปนประมาณ เพราะฉะน้นั จงึ เชอื่ วาลึกยิ่งกวา ชัว่ บุรษุ อธบิ ายวา ลึกเกินกวา หา ศอก. บทวา ปราศจากเปลว ปราศจากควนั นั้น ตรสั เพื่อทรงแสดงความทค่ี วามเรา รอนเปน ธรรมชาตมิ ีกําลงั . คร้ันเมือ่ เปลวมอี ยู หรอื ควันมอี ยู ลมยอมต้งั ขนึ้ เพราะเหตนุ ้นั ความเลารอนจงึ ไมมีกาํ ลงั . บทวาฆมมฺ ปเรโต ไดแก ถงึ ความรอนแผดเผา. บทวา ตสิโต ความวา เกดิความทะยานอยาก. บทวา ปปาสโิ ต ไดแ ก ประสงคจ ะดืม่ นาํ้ . บทวาเอกายเนน มคเฺ คน ความวา โดยทางสายเดียวซ่ึงมหี นาม ตน ไมรกชฏั ชัว่นิรันดรใ นขางทัง้ สองทีจ่ ะพงึ เดนิ ตาม. บทวา ปณธิ าย ความวา ช่ือวาความปรารถนาในหลมุ ถานเพลิงไมมี ทรงปรารภถงึ หลมุ ถานเพลิงจงึ ตรัสอยางน้ันเพราะความทอ่ี ริ ยิ าบถตง้ั แลว. การแสดงขอ อปุ มาในบทวา เอวเมว โขนั้นมีดงั น.้ี กพ็ งึ เห็นนรกเหมือนหลมุ ถา นเพลิง. พงึ เหน็ กรรมอนั เปน เหตุเขา
พระสตุ ตนั ตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 90ถงึ นรก เหมือนทางไปสหู ลุมถา นเพลงิ . พงึ เห็นบคุ คลผสู ะพร่งั ดว ยกรรมเหมือนคนขึน้ สูหนทาง. พึงเหน็ พระผมู ีพระภาคเจาผูมที ิพยจักษุ เหมอื นบรุ ษุมจี กั ษ.ุ บุรษุ น้นั เหน็ บุคคลผขู ึ้นสูหนทางเทียว ยอ มรวู า บุคคลน้ไี ปโดยทางนี้ จักตกในหลมุ ถานเพลงิ ฉนั ใด พระผูมพี ระภาคเจาทรงรูกรรมอยางใดอยางหนง่ึ ซง่ึ ฆาอายุในการฆา สตั วเ ปน ตน อยางนีว้ า บคุ คลนท้ี าํ กรรมนี้แลว จกั ตกนรกฉนั นัน้ เหมอื นกัน. ในกาลสวนอื่น บรุ ุษนัน้ เห็นบุคคลน้ันตกลงในหลุมถานเพลงิ ฉนั ใด ในกาลสวนอน่ื พระผมู พี ระภาคเจาทรงยงั แสงสวางใหเจรญิแลววา บรุ ษุ นั้นทํากรรมน้นั แลว เกิดแลวในทีไ่ หนทรงแลดูดวยทิพยจกั ษุยอ มเหน็ บรุ ษุ ผเู กดิ แลว ในนรก ซงึ่ เสวยมหาทุกขมีการจองจาํ ๕ ประการเปนตน ฉนั น้นั เหมือนกนั . เม่อื ทรงแลดูวา ในนรกนั้น สตั วนน้ั มวี รรณะอยางอนื่ในเวลาสั่งสมกรรม สตั วท เี่ กิด ในนรกมีวรรณะเปน อยา งอ่ืน แมก จ็ รงิ ถงึอยา งน้นั สตั วนั้นทาํ กรรมนัน้ แลว เกดิ แลวในนรกนั้น สัตวน แ้ี มด ํารงอยใู นทา มกลางสตั วหลายแสน เพราะฉะนน้ั สตั วน ั้นเทยี ว ยอมมาสทู าง เพราะเหตุนั้นอาจารยท้งั หลายจงึ กลาววา นั้นชอื่ วา กาํ ลงั แหง ทพิ ยจกั ษ.ุ พงึ ทราบอธบิ ายในอุปมาขอ ที่ ๒ เพราะความเรารอนในหลมุ คูถ เหมอื นในหลุมถานเพลงิ ไมม ี เพราะฉะน้นั พระผมู พี ระภาคเจาจงึ ไมต รสั วา เอกนุ-ตทุกฺขา ตรัสคําวา ทุกฺขา เปน ตน. พึงทราบการเปรยี บเทยี บอุปมาโดยนยั กอนนั้นเทย่ี วแมใ นบทนั้น. จรงิ อยู พระผมู ีพระภาคเจา ทรงเหน็ บุคคลแมน้ีเกดิ ในกาํ เนดิ ใดกําเนดิ หน่งึ ในบรรดากําเนดิ ทัง้ หลายมกี าํ เนดิ ชา งเปน ตนเสวยทกุ ขม ากดว ยการฆา การจองจํา การครา มา และการครา ไปเปน ตน. พงึ ทราบอธบิ ายในอปุ มาขอ ท่ี ๓ ก็บทวา ตนุปตตฺ ปลาโส ไดแ กใบออ น ไมเหมอื นแผน หมอกเมฆ แตบทนี้ ตรสั หมายถงึ มีใบบางเบา.บทวา กพรจฉฺ าโย ไดแ กมีเงาหา ง. บทวา ทุกขฺ พหลุ ความวา ก็ทกุ ข
พระสุตตันตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 91ในเปรตวสิ ัยมมี าก แตพ ึงเสวยสุขนิดหนอ ยในบางเวลา เพราะฉะน้ัน จึงตรัสอยา งน.ี้ พึงทราบการเปรยี บเทยี บขอ อปุ มาโดยนัยกอนในท่ีนนี้ ัน่ เทียว. พงึ ทราบอธบิ ายในอุปมาขอ ที่ ๔ บทวา พหลปตตฺ ปลาโส ไดแกมีใบเนอื งนิจ คอื ปกปดดว ยใบ. บทวา สณฑฺ จฉฺ าโย ความวา มีเงาหนาดจุ รมหนี . บทวา สุขพหลุ า เวทนา ความวา เวทนาในตระกูลท้งัหลายมขี ตั ติยตระกูลเปนตนในมนุษยโลกเปน อนั พึงทราบวา เวทนามากดว ยความสุข ทรงแสดงวา เราเหน็ บคุ คลนอนหรอื นั่งเสวยเวทนานั้น. พงึ ทราบขอ เปรยี บเทียบอุปมาแมนี้โดยนัยกอนนน้ั เทยี ว. พงึ ทราบอธิบายในอุปมาขอที่ ๕ บทวา ปาสาโท ไดแ ก ปราสาทยาว.บทวา อุลฺลติ ตฺ าวลติ ฺต ความวา ฉาบทาขา งในและฉาบทาขา งนอก. บทวาผสุ ิตคคฺ ฬ ไดแกบ านประตูหนา ตา ง ปดสนิทดพี รอ มกับรอบวงกบ. บทวาโคนกตถฺ โต ความวา ลาดดวยผาโกเชาวสีดาํ ขนยาวเกนิ กวา สี่น้วิ . บทวาปฏิกตถฺ โต ไดแ กลาดดวยเครือ่ งลาดสีขาวอนั สาํ เร็จแตข น. บทวา ปฏลิ-กตถฺ โต คือ ลาดดวยเครื่องลาดอันสาํ เรจ็ ดว ยขนมพี ้นื หนา. บทวา กททฺ ลิมคิ -ปวรปจจฺ ตถฺ รโณ ความวา ลาดดวยเครอ่ื งปูลาดชั้นสงู อนั สาํ เร็จดว ยหนังชะมด. ไดยนิ วา ชนทั้งหลายลาดหนงึ่ ชะมดเบอื้ งบนผา ขาวแลวเยบ็ ทาํ เครอื่ งปูลาดนั้น. บทวา สอตุ ฺตรจฉฺ โท ความวา มเี พดานกั้นในเบอื้ งบน คือมีเพดานสีแดงกนั้ ไวเ บ้อื งบน. บทวา อุภโต โลหิตกูปธาโน ไดแก มหี มอนแดงวาง ณ ขา งทั้งสองของบลั ลงั ก คอื หมอนหนุนศีรษะ และหมอนวางเทา.พึงทราบการเปรยี บเทียบขอ อุปมา โดยนยั กอ นแมในทีน่ ี้. กโ็ ยชนาสว นอ่ืนในบทน้มี ีดงั น้.ี บุรษุ นั้นยอมรบู ุคคลท่ขี ึ้นสูทางน้นัเทียววา บคุ คลนีไ้ ปโดยทางนัน้ ขน้ึ สปู ระสาท เขา ไปยังกฏู าคาร จกั นั่งหรอืจกั นอนบนบัลลังกฉนั ใด พระผมู พี ระภาคเจา ทรงเหน็ บุคคลผูส ่ังสมกุศลกรรม
พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 92อยางใดอยางหนงึ่ ในบรรดาบญุ กิรยิ าวตั ถุ มที านเปนตน ยอ มทรงรวู า บคุ คลนท้ี ํากรรมนแี้ ลว จกั เกิดในเทวโลกฉันนนั้ เหมอื นกัน. ในกาลสวนอ่ืน บุรุษนน้ัยอมเห็นบคุ คลนนั้ ขึ้นสูป ราสาทนนั้ แลว เขาไปสูกฏุ าคาร นัง่ หรือนอนบนบลั ลังกเ สวยเวทนามีความสขุ โดยสวนเดียวฉนั ใด ในกาลสว นอื่น พระผูมีพระภาคเจา ทรงเจริญอาโลกสัญญาวา บคุ คลนัน้ ทาํ กรรมดีนั้นแลว เกดิ ในท่ไี หนเม่ือทรงแลดูดว ยทพิ ยจ กั ษุ ยอมทรงเหน็ บุคคลนน้ั เกิดในเทวโลก อนั หมูนางฟา แวดลอมในสวนท้งั หลาย มนี ันทนวันเปน ตน เสวยทพิ ยสมบัตอิ ยูกฉ็ ันน้ันเหมอื นกัน. พึงทราบวินิจฉยั ในอาสวกั ขยวาร หากจะมคี าํ ถามวา ขอ นัน้ พระผูมีพระภาคเจา ไมต รัสวา ดวยทพิ ยจักษุ แตตรสั วา เราเหน็ บคุ คลนน้ั นนั่เพราะเหตไุ ร. เพราะไมม ีการกาํ หนด. เพราะพระผมู พี ระภาคเจา จักทรงเหน็บคุ คลนี้ ดว ยทพิ ยจักษุบาง จักทรงรูด ว ยเจโตปริยญาณบา ง จกั ทรงรูดว ยสพั พญั ตุ ญาณบา ง. คําวา เอกนตฺ สุขา เวทนา นี้ โดยพยัญชนะเปนสขุอนั เดียวกันกบั สขุ ในเทวโลกแมก็จรงิ ถงึ อยา งน้นั โดยอรรถเปนสุขตางกนัเพราะสขุ ในเทวโลก ไมเ ปนเอกันตสุขโดยสวนเดยี ว เพราะยังมคี วามเรารอนมคี วามเรา รอนเพราะราคะเปนตน. แตส ุขในนพิ พาน เปน เอกนั ตสุข โดยอาการทง้ั ปวง เพราะเขาไปสงบความเรา รอ นท้งั หมด. สุขใดที่กลาวแมใ นขออปุ มาวา สุขโดยสว นเดยี วในปราสาท กส็ ขุ นั้น ช่อื วา สุขโดยสวนเดียวเหมือนกนั เพราะความที่ความเรา รอ นในทาง ยงั ไมส งบ เพราะยงั มคี วามหิวแผดเผา เพราะยงั มคี วามกระหายครอบงาํ . แตใ นราวปา กช็ ือ่ วา เปนสขุโดยสว นเดยี ว โดยอาการทั้งปวง เพราะความทม่ี ลทินคอื ธลุ ี อนั บคุ คลน้ันลงสูส ระโบกขรณี ลอยหมดแลว เพราะความทีค่ วามเหนด็ เหนอื่ ยในทางสงบระงับแลว เพราะความท่ีหิวกระหายทั้งหลายถกู กําจดั แลวดวยการกนิ เหงาบัว
พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 93และดว ยการดื่มนา้ํ อรอย และเพราะความท่เี ขาผลัดผาอาบน้ําแลว นงุ ผา เนื้อละเอยี ดนอนหนนุ ถึงขาวสาร บีบผา อาบน้ํา วางไวท หี่ ฤทัย ถูกลมออน ๆ พดันอนหลับ. ในบทน้วี า เอวเมว โข มีการเปรยี บเทยี บขออปุ มาดังนี้. พงึเหน็ อริยมรรค เหมือนสระโบกขรณ.ี พึงเหน็ การปฏิบตั ิในสวนเบื้องตนเหมอื นทางไปสระโบกขรณ.ี พึงเหน็ บุคคลพรอมพร่งั ดว ยการปฏบิ ตั ิ เหมอื นบคุ คลข้นึ สูทาง พึงเหน็ พระผมู ีพระภาคเจา ทรงมีทพิ ยจกั ษุ เหมอื นบุรุษผูมีจักษุ พงึ เห็นนิพพาน เหมือนราวปา บรุ ุษนน้ั เห็นบคุ คลผขู ้ึนสูทางเทียวยอมรวู าบุคคลนไ้ี ปโดยทางน้ี อาบน้ําในสระโบกขรณีแลว จกั นง่ั หรือจักนอน ทโี่ คนตน ไมใ นราวปา อนั นารน่ื รมยฉ นั ใด พระผูมีพระภาคเจากฉ็ ันนัน้เหมือนกนั ทรงรบู ุคคลผูบาํ เพญ็ ปฏปิ ทา กาํ หนดนามรปู กระทาํ การกําหนดปจจยั กระทาํ การงานดวยวปิ สสนาอนั มีลักษณะเปน อารมณวา บคุ คลน้บี ําเพญ็ปฏปิ ทานแ้ี ลว ยังอาสวะท้ังปวงใหส ้นิ ไป เขา ถงึ ผลสมาบัติท่ีกลา วแลว อยางนี้วาเจโตวมิ ุตติ ปญญาวิมตุ ติอันหาอาสวะมิไดอย.ู ในกาลสวนอน่ื บุรุษนนั้ เหน็บุคคลน้ันอาบนาํ้ ในสระโบกขรณีนั้นแลว เขา ไปสรู าวปา แลว นงั่ หรือนอนเสวยเวทนาอนั มีความสุขโดยสวนเดยี วฉันใด ในกาลสวนอื่น พระผูมีพระภาคเจา ทรงเหน็ บุคคลน้ันบาํ เพญ็ ปฏปิ ทา เจรญิ มรรค กระทําใหแ จง ซ่งึ ผลบรรลผุ ลสมาบตั ิ ซงึ่ มนี ิพพานเปนอารมณ อันถึงการนอนทป่ี ระเสรฐิ คือนโิ รธ เสวยเวทนาอันมสี ขุ โดยสว นเดยี วฉันนนั้ เหมอื นกัน. บทนีว้ า ดกู อนสารีบตุ ร อนึง่ เรายอมเขาใจประพฤตพิ รหมจรรยประกอบดวยองค ๔ ดงั น้ี ทรงปรารภเพราะเหตุไร. ทรงปรารภดว ยอํานาจการตอเนอ่ื งเปนขัน้ ตอน. ไดยนิ วา สุนกั ขัตตะนี้ มีลทั ธอิ ยางนีว้ า ความหมดจดยอ มมดี ว ยการบําเพญ็ ทกุ กรกริ ยิ า. ลาํ ดับน้นั พระผมู พี ระภาคเจา ทรงปรารภเทศนาน้ี เพอื่ ทรงแสดงแกส ุนักขัตตะนัน้ วา เราดาํ รงในอัตภาพหนงึ่ ไดก ระทํา
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 94ทกุ กรกิรยิ าอนั ประกอบดว ยองคส ่ี แลว บุคคลท่ีช่ือวา ทาํ ทกุ กรกิริยาเชนกับเราไมมี เมื่อความหมดจดมดี ว ยการทาํ ทกุ กรกริ ิยา เราเองพงึ เปนพระพุทธเจาดงั นี.้ อน่ึง สุนักขัตตะนี้ เลื่อมใสในการทาํ ทกุ กรกริ ยิ า ความท่เี ขาเปน ผูเล่ือมใสแมน น้ั พึงทราบโดยนัยอนั มาแลวในปาฏกิ สตู ร มอี าทอิ ยางนวี้ าสนุ กั ขัตตลจิ ฉวบี ตุ รไดเห็น ชเี ปลอื ยช่ือโกรกขัตตกิ ะ ประพฤตวิ ตั รคลานเคี้ยว กินภักษาที่เขาเทลงในแผนดนิ ดว ยปาก เขาครัน้ เหน็ แลว ไดม คี วามคดิ นีว้ า สมณะผูคลาน เค้ียว กินภกั ษาท่ีเทลงในแผนดินดวยปากนัน้ เทียวนดี้ ีหนอ. ลาํ ดบั นน้ั พระผูมพี ระภาคเจา เม่อื ทรงแสดงวา สุนกั ขัตตะเลือ่ มใสในทุกกรกิรยิ า กเ็ ราดํารงในอัตภาพหน่ึงไดก ารทาํ ทกุ กรกิรยิ าอนั ประกอบดวยองคส ่แี ลว สุนกั ขตั ตะนแ้ี มเม่อื จะเล่ือมใสในการทําทุกกรกิริยา ก็ควรเลือ่ มใสในเรา เขาหามคี วามเลือ่ มใสในเราน้นั ไมดังนี้ ไดท รงปรารภเทศนาน้.ีทานกด็ ี ไวยาวัจจก็ดี สกิ ขาบทก็ดี พรหมวหิ ารกด็ ี ธรรมเทศนาก็ดีเมถุนวริ ตั ิกด็ ี สทารสนั โดษก็ดี วริ ยิ กด็ ี อโุ บสถกด็ ี อรยิ มรรคกด็ ี ศาสนาท้งั สนิ้ ก็ดี อชั ฌาสยั ก็ดี เรยี กวา พรหมจรรย ในท่นี ้ี. ก็ ทาน เรียกวา พรหมจรรย ในปุณณกชาดกน้วี า อะไรเปนวตั รของทาน กอ็ ะไรเปน พรหมจรรย ความสําเร็จ ความรงุ เรือง พละ ความเพยี ร และอบุ ตั ินี้ เปนวบิ าก ของผปู ระพฤตดิ ีอะไร ขา แตทา นผูป ระ- เสรฐิ ขอทา นจงบอกมหาวมิ านแกขา พเจา เถดิ
พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 95 ขาพเจาและภรยิ าทงั้ สอง เปนผูมี ศรัทธาเปนทานบดใี นมนุษยโลก ในกาล น้ัน เรือนของขา พเจาเปน โรงงาน และ สมณพราหมณที งั้ หลาย อันเราไดเ ล้ยี งดู ใหอ่มิ หนําสาํ ราญแลว น้นั เปนวตั รของ ขาพเจา ก็นั้นเปนพรหมจรรย ความสาํ เรจ็ ความรงุ เรอื ง พละ ความเพียรและอบุ ตั ินี้ เปน วบิ ากของผปู ระพฤติดนี ัน้ ทานธรี ะ กน็ ้ีเปนมหาวมิ านของขาพเจา.ไวยาวัจจ เรียกวา พรหมจรรย ในองั กรุ เปตวตั ถนุ วี้ า ฝามือของทานใหส่งิ ท่นี าปรารถนา เปน ท่ีไหลออกแหงวัตถมุ รี สอรอ ย ผลบุญ ยอ มสําเร็จทฝ่ี ามอื ของทา น เพราะพรหม- จรรยอะไร ฝา มอื ของเราใหส ่ิงท่ีนา ปรารถนา เปน ที่ไหลออกแหงวตั ถมุ ีรสอรอ ย ผลบุญ ยอ มสําเร็จที่ฝามือของเรา เพราะพรหม- จรรยน นั้ .สิกขาบทหา เรยี กวา พรหมจรรย ในติตติรชาดกน้วี า ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลายชอ่ื วา ตติ ตริ ยิ วัตรน ้ีแล เปนพรหมจรรย ดงั น้.ี พรหมวหิ าร เรยี กวาพรหมจรรย ในมหาโควินทสูตรน้ีวา ดูกอนปญจสกิ ขะ ก็พรหมจรรยน นั้ แลยอมไมเปน ไปเพอ่ื ความเบ่อื หนาย ยอมไมเปนไปเพอ่ื คลายความกําหนดั ยอมเปน ไปเพียงเพอ่ื ความอุบตั ิในพรหมโลกเทาน้นั . ธรรมเทศนา เรยี กวา พรหม-
พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 96จรรย ในบทนวี้ า ในพรหมจรรยห นงึ่ มผี ูละมจั จุไดพนั คน. เมถนุ วิรตั ิเรยี กวา พรหมจรรย ในสัลเลขสตู รวา พวกอ่นื จกั ไมป ระพฤติพรหมจรรยพวกเราจกั ประพฤตพิ รหมจรรย ในท่ีน้ี. สทารสันโดษ เรยี กวา พรหม-จรรย ในมหาธมั มาปาลชาดกวา เราไมนอกใจภรยิ า และภรยิ าก็ไม ลว งเกนิ เรา เราประพฤตพิ รหมจรรยเวน ภริยาเหลาน้นั เพราะฉะนน้ั แล เด็ก ๆ ของเรา จงึ ไมพ ึงตาย.อุโบสถอนั ประกอบดวยองคแปด ทร่ี ักษาแลวดว ยอาํ นาจในการฝกตนเรียกวา พรหมจรรย ในนิมชิ าดก อยา งนวี้ า บคุ คลยอ มเกดิ ในขัตติยะ ดว ยพรหม- จรรยท เ่ี ลว และยอ มเกดิ ในเทพทงั้ หลาย ดว ยพรหมจรรยปานกลาง ยอ มหมดจด ดวยพรหมจรรยชน้ั สูง.อริยมรรค เรยี กวา พรหมจรรย ในมหาโควินสูตรนน้ั เทียววา ดกู อนปญ จสกิ ขะกพ็ รหมจรรยน ี้แล ยอมเปนไปเพอื่ ความเบือ่ หนายโดยสว นเดยี ว เพ่อื ความคลายกําหนัด ฯลฯ คือ มรรคมีองค ๘ อนั ประเสรฐิ นน้ี ้นั เทยี ว. ศาสนาท้ังสน้ิอนั สงเคราะหเ ขา กบั สกิ ขา ๓ อยาง เรยี กวา พรหมจรรย ในปาสาทิกสูตรวาพรหมจรรยนี้นน้ั กวางขวาง และแพรห ลาย อนั พสิ ดาร ชนรูม าก เปนปก แผนจนมนุษยท ัง้ หลายประกาศดีแลว น้ันเทียว. อัธยาศัย เรียกวา พรหมจรรยในบทนว้ี า
พระสุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 97 อน่ึง ความหวังในผลเทียว ยอ ม สําเร็จแกค นผไู มรบี รอ น เราเปนผมู ี พรหมจรรย สุกแลว ดกู อนคามณิ ี ทานจงรู อยางนี้. ก็ความเพียร ทานประสงควา พรหมจรรยใ นสูตรน้.ี กส็ ตู รนนี้ ้ันเทยี วเปน สูตรแหงพรหมจรรย คอื ความเพียร ความเพียรน้นี ั้น ทา นกลาววาประกอบดวยองคส่ี เพราะความทท่ี ุกกรกิริยา ๔ อยาง อันพระผมู ีพระภาคเจาทรงบาํ เพญ็ แลว ในอตั ตภาพหนึ่ง. คําวา สุท ในบทวา ตปสฺสี สุท โหมิ เปนเพียงนิบาต อธิบายวา เราเปนผูอาศยั ความเพียรเคร่อื งเผากิเลส. บทวา ปรมตปสฺสี ความวามีความเพียรเครื่องเผากเิ ลสยอดเยีย่ ม คอื สูงสุดของบุคคลทั้งหลายผูอาศัยความเพยี รเครื่องเผากิเลส. บทวา ลโู ข สุท โหมิ ความวา เราเปนผูเศราหมอง. บทวา เชคุจฉฺ ิ ไดแ ก ผูเกลียดชงั บาป. บทวา ปววิ ติ ฺโต สทุ โหมิ ความวา เราเปนผสู งดั . บทวา ตตฺรสฺส เม อิท สารปี ตุ ตฺความวา ในพรหมจรรยม อี งค ๔ นัน้ พรหมจรรยน เี้ ปนวตั รในความทม่ี ีความเพยี รเคร่อื งเผากิเลสของเรา ทรงแสดงวา พรหมจรรยน ้ีเปนอันเรากระทําแลว ในความทม่ี คี วามเพียรเผากเิ ลสมีของชีเปลือยเปน ตน ในความท่ีพระองคทรงอาศยั ความเพียรเคร่อื งเผากิเลส. ในบทเหลา นัน้ บทวา อเจลโกไดแก ผปู ราศจากผา คือ คนเปลอื ย. บทวา มุตตฺ าจาโร ไดแ ก เรามีมารยาทสละแลว คอื เวนจากมรรยาทของกลุ บุตรชาวโลกในกรรมทง้ั หลายมีการถา ยอจุ จาระเปน ตน เปนผูยนื ถายอุจจาระ ถา ยปส สาวะ เค้ียว บรโิ ภค.บทวา หตถฺ าวเลขโน ความวา ทรงแสดงวา คร้ันเม่ือกอ นขาวอยใู นมอืเราก็ใชล ิน้ เลยี มือ ครัน้ ถา ยอุจจาระ เรากเ็ ปน ผมู คี วามสําคัญในมือนั้นเทยี ววา
พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 98เปน ทอ นไมใชม ือเชด็ ดังน.ี้ ไดยนิ วา พวกเขาบญั ญตั ทิ อนไมวา เปน สัตวเพราะฉะนัน้ พระองคท รงบาํ เพ็ญปฏิปทาของพวกเขา จึงทรงกระทําอยางนัน้ .ทรงแสดงวา ผูอนั เขากลา วเพอ่ื ใหร ับภิกษาวา มาเถิด ทา นกไ็ มมา เพราะ-ฉะนัน้ จึงชื่อวา เขาเชิญใหมารับภกิ ษาก็ไมมา แมผ ูอ ันเขากลาววา ถาอยางนัน้ จงหยุด ๆ เถดิ ทาน กไ็ มหยุด เพราะฉะนนั้ จึงชอื่ วา เขาเชญิ ใหหยุดกไ็ มห ยุด ก็เดยี รถยี ท ัง้ หลาย ยอ มไมกระทําการแมท งั้ ๒ อยา งนัน้ ดว ยเขาใจวาคาํ ของเขาจกั กระทําแลว แมเ ราก็ไดกระทําอยางน้.ี บทวา อภิหต ไดแกภิกษาทเี่ ขาแบง ไวกอนแลว นํามาให. บทวา อทุ ทฺ สิ ฺส กต คือ ภกิ ษาท่ีเขาบอกอยางนีว้ า ไดท าํ เจาะจงทา นน.้ี บทวา นิมนตฺ น ความวา เราไมยินดี ไมถือ แมภกิ ษาทเี่ ขานิมนตอยา งน้ีวา ทานพงึ เขา ไปสตู ระกลู ถนนหรอื บานชือ่ โนน. บทวา น กุมฺภิมุขา คอื เราไมรับภกิ ษาอนั เขาตักจากหมอให. บทวา น กโฬปมขุ า ความวา หมอขาว หรอื ปจ ฉิ ชอื่ วากโฬป เราไมร ับภกิ ษาจากหมอ ขาวนน้ั เพราะเหตุไร เพราะวา เจา ของหมอขาว อาศยั เรา จะไดก ารประหารดว ยทพั พ.ี บทวา น เอฬกมนตฺ รความวา เราไมร ับภิกษาท่เี ขายนื ครอ มธรณปี ระตใู ห เพราะเหตุไร เพราะวาบคุ คลนี้อาศยั เราแลว ยอ มไดก ระทาํ ในระหวา ง. แมใ นทอ นไมแ ละสากทงั้ หลายกน็ ัยนเั เหมอื นกนั . บทวา น ทวฺ ินฺน ความวา ครัน้ เมื่อคนสองคนกําลงั บริโภค คนหนึง่ ลุกข้นึ ให เรากไ็ มรบั เพราะเหตไุ ร เพราะวา จะมีอนั ตรายจากการทะเลาะ. ก็ในบทท้งั หลายมีบทวา น คพภฺ นิ ยิ า เปน ตนทารกในทองของหญงิ มีครรภ จะลาํ บาก เม่อื หญิงใหด มื่ น้าํ มนั อยู ทารกกจ็ ะมีอันตรายแตน าํ้ นม. บทวา ปุรสิ นฺตรคตาย ความวา เราไมรบั ดว ยคิดวาจะมีอนั ตรายแตความยนิ ด.ี บทวา น ส กติ ตฺ ีสุ ความวา ไมร ับภิกษาที่นดั แนะกันทาํ ไว ไดย นิ วา ในเวลาขา วยากหมากแพง สาวกของอเจลกท้ังหลาย
พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 99กจ็ ะชกั ชวนกนั รวบรวมขาวสารเปนตน จากท่นี ั้น ๆ หงุ ภัตเพอื่ ประโยชนแ กอเจลกทั้งหลาย อเจลกผูเครง ครัดไปแลว ไมร ับ. บทวา น ยตถฺ สาความวา ในท่ีใด สนุ ัขไดรบั การเลยี้ งดวู า เราจกั ไดก อ นขาว เราไมร บั ภิกษาท่เี ขาไมใ หแกส ุนัขในท่นี น้ั แลว นํามา เพราะเหตไุ ร. เพราะวา สุนขั นั้นจะมีอันตรายจากกอ นขาว. บทวา สณฑฺ สณฑฺ จารินี ความวา มแี มลงวนั ไตต อมเปน กลมุ ๆ กถ็ า มนุษยท ัง้ หลายเห็นอเจลกแลว คดิ วา เราจกั ใหภ กิ ษาแกอเจลกนี้ เขา ไปสูโรงครัว กค็ รั้นพวกเขาเขาโรงครวั แมลงวันท้ังหลายท่ีจับอยทู ่ปี ากหมอ ขา วเปน ตน ก็จะบนิ ไตต อมเปนกลมุ ๆ เราไมร ับภิกษาที่เขานาํมาจากหมอ ขา วน้นั เพราะเหตไุ ร เพราะวา แมลงวนั ท้งั หลายจะมอี นั ตรายจากอาหาร เพราะอาศัยเรา แมเ รากไ็ ดท ําอยา งน้ันแลว. บทวา น ถโุ สทกความวา น้ําท่ีหมักเกลือท่เี ขาทาํ ดว ยขา วหมกั ทงั้ หมด กใ็ นท่นี ้ี การดมื่ สรุ านัน้ เทยี ว มโี ทษ กค็ นนัน้ มีความสําคญั วา มีโทษ. ผไู ดภกิ ษาในเรือนเดียวเทา นั้นแลว กลับ ชอื่ วา เอกาคารกิ ะ. ผเู ลี้ยงชีพดว ยภิกษาคาํ เดียวเทาน้นัชอื่ วา เอกาโลปก ะ. แมในบทท้งั หลายมี ทฺวาคารกิ า เปนตน ก็นัยน้ีเหมอื นกนั .บทวา เอกสิ ฺสาป ทตฺติยา ความวา ดว ยถาดใบนอยหนง่ึ ถาดเล็ก ๆ ใบหนึ่งซง่ึ เขาใสภิกษาอยา งเลศิ ไว ชื่อวา ทัตต.ิ บทวา เอกาหิก ไดแกภ กิ ษาที่เกบ็ คางในระหวางหน่งึ วนั . บทวา อฑฒฺ มาสกิ ไดแกภิกษาทีเ่ กบ็ คา งในระหวางกึง่ เดือน. บทวา ปรยิ ายภตฺตโภชน ความวา บรโิ ภคภตั ตวาระ คอืบรโิ ภคภตั ทเ่ี วียนมาตามวาระแหง วันอยางนี้ คือ วาระหนึ่งวัน วาระสองวนัวาระเจด็ วัน วาระกึ่งเดอื น. บทวา สากภกฺโข ไดแ ก มผี ักดองสดเปนภกั ษา. บทวา สามากภกฺโข ไดแ ก มีขา วสารแหง ขาวฟา งเปน ภักษา.ขา วเหนียวทีเ่ กิดเองในปา ช่ือวา ลกู เดอื ย ในบทท้งั หลายมนี ีวาราเปนตน .บทวา ททฺทลุ ไดแก กากขา วซง่ึ เขาขดั เอาเปลือกออกหมดแลวทิง้ . เปลอื ก
พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 100ไมกด็ ี สาหรา ยก็ดี ยางไมมกี รรณกิ าเปน ตนก็ดี เรียกวา หฏะ. บทวา กณไดแ ก ราํ ขา ว. บทวา อาจาโม ไดแก ขา วท่ไี หมเ กรยี มตดิ หมอขา ว ถือเอาขา วดงั น้นั ในทีซ่ ่งึ เขาท้ิงแลว เคี้ยวกนิ . อาจารยท้ังหลายกลา ววา นาํ้ ขา วดังนีบ้ า ง. วตั ถุท้งั หลายมแี ปงเปนตน ปรากฏแลว. บทวา ปวตฺตผลโภชีไดแก บรโิ ภคผลไมท่หี ลนแลว . บทวา สาณานิ ไดแ ก ผาเปลอื กปา น.บทวา มสาณานิ คอื ผาแกมกนั . บทวา ฉวทสุ ฺสานิ ไดแก ผาท่เี ขาทงิ้ จากศพ. หรอื ผา ทีเ่ ขาถกั วตั ถุมหี ญาตะไครน ้ําเปน ตน ทําเปน ผานงุ . บทวาป สุกูลานิ ไดแก ผา เปอ นทเ่ี ขาทอดทง้ิ ในแผน ดิน. บทวา ตริ ิฎานิไดแก ผาเปลอื กไม. บทวา อชนิ คือ หนังเสอื . บทวา อชนิ กฺขปิ คอืหนงั เสอื นนั้ เอง มีทาฬิกะในทามกลาง บางทา นกลาววา มีเลบ็ ดังนี้บา ง.บทวา กสุ จีร คอื ผาท่เี ขาถกั หญา คาทําเปนผา . แมใ นผา เปลอื กปอ และผาท่ที ําจากผลไมท้งั หลาย กม็ ีนัยเชนเดียวกนั . บทวา เกสกมพฺ ล ไดแก ผากัมพลทท่ี าํ ดวยผมมนุษยท้ังหลาย. ซ่งึ พระผูม พี ระภาคเจา ตรสั ถึงวา ดกู รภกิ ษุทงั้ หลาย ผา บางอยางท่เี ขาทอแลว ผา กมั พลทท่ี ําดว ยผมมนุษย เลวกวา ผาเหลานน้ั ในเวลาหนาวกจ็ ะเยน็ ในเวลารอ นกจ็ ะรอ น มีราคานอ ย มีสัมผสั หยาบและระเหยกลิ่นเหม็น. บทวา วาลกมพฺ ล คือ ผา กมั พลทท่ี าํ ดว ยขนมาเปน ตน. บทวา อลุ ูกปกฺข ไดแ ก ผาท่ีเขาถกั ขนปกนกเคาทาํ เปนผา นุง .บทวา อพุ ภฺ ฏโก ไดแก เปน ผยู นื ขึ้น. บทวา อกุ กฺ ฎุ กิ ปปฺ ธานมน-ุยุตโฺ ต คือ ผตู ามประกอบความเพียรน่งั กระโหยง แมเมอื่ จะเดินกเ็ ปนผกู ระ-โหยง เหยยี บพน้ื ไมเ ต็มเทา เดนิ ไป. บทวา กณฺฏกาปสสฺ ยโิ ก ความวาทรงแสดงวา เราตอกหนามเหล็ก หรือหนามปกตใิ นแผน ดนิ แลว ลาดหนึ่งบนหนามนัน้ แลวทาํ กิจมีการยืนและการจงกรมเปนตน . บทวา เสยยฺ ความวาเราแมเมื่อจะนอน กส็ ําเร็จการนอนบนหนามน้นั นน่ั เทยี ว. บทวา สายตติยก
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 571
Pages: