Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_18

tripitaka_18

Published by sadudees, 2017-01-10 01:16:26

Description: tripitaka_18

Search

Read the Text Version

พระสุตตันตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 401แลว ตอ งเขาไปอาศยั อยตู ามราวปา ฯลฯ เธอเหลานัน้ มผี ักดองเปนภกั ษาบาง มขี าวฟา งเปนภักษาบาง มลี ูกเดอื ยเปน ภักษาบาง มีกากขาวเปนภกั ษาบา ง มีสาหรา ยเปน ภักษาบาง มีรําเปนภักษาบาง มขี า วตงั เปนภักษาบางมีกาํ ยานเปน ภักษาบาง มีหญา เปน ภักษาบา ง มีโคมัยเปนภกั ษาบา งมเี งาไมแ ละผลไมใ นปาเปนอาหาร บริโภคผลไมห ลน เยียวยาอัตภาพอยูในราวปานนั้ คร้ันถึงเดอื นทา ยฤดูคมิ หนั ต เปน เวลาที่สนิ้ หญาและน้ํา เธอเหลา นัน้ ก็มรี า งกายซูบผอม เมือ่ มีรา งกายซบู ผอม กําลงั เร่ียวแรงก็หมดไป เมอ่ื กาํ ลังเรี่ยวแรงหมดไป เจโตวิมุตติก็เส่อื ม เม่ือเจโตวมิ ุตติเสอ่ื มแลว พวกเธอก็กลับหนั เขา สปู ญ จกามคุณของมารอนั เปน โลกามิสนัน้ อกี เมอื่เขา ไปแลว ลมื ตวั บริโภคปญจกามคณุ กม็ ัวเมา เมอ่ื มัวเมา กป็ ระมาทเมอ่ื ประมาท กถ็ ูกมารทําเอาไดต ามชอบใจในปญจกามคณุ น้นั เม่อื เปน เชนน้ีแมสมณพราหมณพ วกท่ีสองน้ัน กไ็ มห ลุดพน อํานาจของมารไปได ถากระไรเราจะตองอาศยั อยูใ กล ๆ ปญจกามคณุ ของมารอันเปนโลกามิสนั้น ครัน้ อาศัยอยูในทนี่ ัน้ แลว ก็ไมเขาไปหาปญ จกามคณุ ของมารอันเปน โลกามสิ เมอื่ ไมลมื ตวั บริโภคปญจกามคณุ กจ็ ะไมมัวเมา เมื่อไมมัวเมา กจ็ ะไมป ระมาทเมอ่ื ไมประมาท กจ็ ะไมถ กู มารทาํ เอาไดตามชอบใจในปญ จกามคุณนัน้ คร้ันคิดดังนี้แลว สมณพราหมณเ หลานนั้ กอ็ าศัยอยใู กล ๆ ปญ จกามคณุ ของมารอนั เปนโลกามิสนัน้ คร้ันอาศยั อยูใ นท่ีนั้นแลว ก็ไมเ ขา ไปหาปญ จกามคณุ ของมารอนัเปน โลกามิส เมือ่ ไมลืมตวั บริโภคปญจกามคุณ ก็ไมม ัวเมา เมือ่ ไมม วั เมา ก็ไมประมาท เม่อื ไมป ระมาท กไ็ มถ กู มารทาํ เอาไดต ามใจชอบในปญ จกามคณุ นน้ั .แตว าสมณพราหมณเ หลา น้ันมีความเห็นอยา งน้ีวา โลกเทยี่ ง โลกไมเ ท่ียงโลกมีทีส่ ุด โลกไมม ีท่ีสุด ชพี ก็อนั น้นั สรีระก็อันนัน้ ชีพอยา งหน่ึง สรรี ะอยางหนง่ึ สัตวตายแลว เกิด สัตวตายแลว ไมเกดิ สัตวตายแลวเกดิ ก็มี ไมเ กิด

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 402กม็ ี สัตวตายแลว เกดิ ก็มิใช ไมเ กิดกม็ ิใช เม่อื เปนเชน นี้ สมณพราหมณพวกทสี่ ามนั้น กไ็ มห ลุดพนอาํ นาจของมารไปได อยา กระน้นั เลยเราตอ งอาศยัอยใู นที่ซ่งึ มารและบริวารของมารไปไมถงึ ครัน้ อาศยั อยใู นทนี่ ้นั แลว กไ็ มเขา ไปหาปญ จกามคณุ ของมารอนั เปน โลกามสิ นนั้ จะไมลืมตัวบรโิ ภคปญ จ-กามคุณ เมอ่ื ไมเขา ไปหา ไมล ืมตวั บรโิ ภคปญ จกามคณุ ก็จะไมม วั เมา เม่ือไมม ัวเมา ก็จะไมประมาท เม่ือไมป ระมาท กจ็ ะไมถ กู มารทาํ เอาไดตามชอบใจในปญ จกามคุณนน้ั ครนั้ คดิ ดังนี้แลว สมณพราหมณเหลานั้น ก็อาศัยอยูใ นท่ีซง่ึ มารและบริวารของมารไปไมถ ึง เม่ืออาศยั อยูใ นทนี่ ัน้ แลว กไ็ มเ ขา ไปหาปญจกามคุณของมารอันเปนโลกามสิ นั้น ไมล มื ตัวบริโภคปญจกามคุณ กไ็ มมัวเมา เม่ือไมมัวเมา ก็ไมประมาท เมอื่ ไมป ระมาท กไ็ มถกู มารทําเอาไดตามชอบใจในปญจกามคณุ นนั้ เมือ่ เปน เชนน้ี สมณพราหมณพวกท่ีสนี่ น้ัก็หลุดพน อาํ นาจของมารไปได. ดกู อ นภิกษทุ งั้ หลาย เรากลา วสมณพราหมณพวกท่สี น่ี ี้วา เปรยี บเหมือนฝงู เน้อื ฝูงทส่ี ี่นัน้ . มารและบรวิ ารของมารไปไมถ งึ [๓๑๑] ดกู อนภกิ ษุทัง้ หลาย กท็ ีซ่ ่ึงมารและบริวารของมารไปไมถึงเปน อยางไร. ดกู อ นภิกษทุ ง้ั หลาย ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยนี้ สงัดจากกาม สงดั จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มปี ติและสุขเกดิ แตวเิ วกอยูดูกอนภกิ ษทุ ัง้ หลายน้ีเรากลาววา ภิกษไุ ดทํามารใหต าบอด คือทาํ ลายจักษุของมารใหไมเห็นรองรอยถึงความไมเหน็ ของมารผูม ีบาปธรรม. ดูกอนภกิ ษุท้ังหลาย ยังอีกขอ หน่งึ คือ ภกิ ษบุ รรลุทตุ ิยฌาน มคี วามผองใสแหง จติ ภายใน เปนธรรมเอกผุดข้ึน เพราะวิตกวิจารสงบไป ไมมีวิตกไมม ีวจิ าร มีปตแิ ละสุขเกดิ แตสมาธิอยู ดกู อนภิกษทุ ั้งหลาย นีเ้ รากลาววา

พระสุตตันตปฎก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 403ภิกษุไดทาํ มารใหต าบอด คอื ทาํ ลายจักษขุ องมารใหไมเ หน็ รอ งรอย ถึงความไมเหน็ ของมารผมู บี าปธรรม. ดกู อ นภกิ ษุทงั้ หลาย ยงั อกี ขอ หนง่ึ คือ ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสมั ปชญั ญะเสวยสขุ ดว ยนามกาย เพราะปติสิน้ ไป บรรลุตตยิ ฌาณท่พี ระอรยิ ะทัง้ หลายสรรเสรญิ วา ผูไดฌ านนีเ้ ปน ผูมอี ุเบกขา มสี ตอิ ยูเ ปนสขุ ดกู อนภกิ ษุทัง้ หลายนีเ้ รากลาววา ภกิ ษไุ ดท าํ มารใหต าบอด คอื ทาํ ลายจกั ษุของมารใหไมเ หน็รองรอยถึงความไมเ หน็ ของมารผูมีบาปธรรม. ดูกอ นภกิ ษุทั้งหลาย ยังอีกขอหนึ่ง คอื ภิกษุบรรลจุ ตุตถฌาน ไมม ีทุกข ไมม สี ุข เพราะละสุขละทุกขและดับโสมนสั โทมนสั กอ น ๆ ได มีอเุ บกขาเปนเหตใุ หสตบิ รสิ ทุ ธิ์อยู ดกู อนภกิ ษทุ งั้ หลาย นี้เรากลาววา ภกิ ษไุ ดท าํ มารใหตาบอด คือทาํ ลายจกั ษขุ องมารใหไ มเห็นรอ งรอย ถงึ ความไมเ หน็ ของมารผูมบี าปธรรม. ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย ยังอีกขอ หนงึ่ คือ ภกิ ษุไดบรรลุอากาสานญั -จายตนฌานซึง่ มบี ริกรรมวา อากาศหาทีส่ ุดมิไดอยู เพราะเพกิ รปู สญั ญาเสียทง้ั สิ้น เพราะปฏิฆสญั ญาไมต ัง้ อยู เพราะไมม ีมนสิการนานตั ตสญั ญาอยูดกู อ นภกิ ษทุ ั้งหลาย นเ้ี รากลา ววา ภกิ ษุไดทํามารใหตาบอด คือทาํ ลายจกั ษุของมารใหไมเ หน็ รองรอยถงึ ความไมเ หน็ ของมารผูมีบาปธรรม. ดูกอนภกิ ษทุ งั้ หลาย ยังมอี กี ขอหน่งึ คือ ภิกษุลว งอากาสานัญจาย-ตนฌานโดยประการทง้ั ปวงเสียแลว ไดบรรลุวิญญาณญั จายตนญาน ซ่งึ มีบริกรรมวา วิญญาณหาทีส่ ุดมิไดอยู ดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย น้ีเรากลาววา ภกิ ษุไดท ํามารใหต าบอด คือ ทําลายจกั ษุของมารใหไมเห็นรอ งรอย ถงึ ความไมเหน็ รอ งรอย ถงึ ความไมเ หน็ ของมารผูมบี าปธรรม.

พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 404 ดูกอนภกิ ษุทั้งหลาย ยังอกี ขอ หนงึ่ คอื ภิกษุลว งวญิ ญาณัญจายตนฌานโดยประการท้ังปวงเสยี แลว ไดบ รรลอุ ากิญจัญญายตนฌาน ซ่งึ มบี รกิ รรมวาอะไร ๆ ไมมอี ยู ดกู อนภกิ ษุท้งั หลาย นเี้ รากลาววา ภิกษไุ ดทาํ มารใหตาบอดคอื ทาํ ลายจกั ษุของมารใหไมเห็นรอ งรอย ถงึ ความไมเ ห็นของมารผูมีบาปธรรม. ดกู อนภิกษทุ ัง้ หลาย ยังมอี ีกขอ หนงึ่ คือ ภกิ ษลุ ว งอกญิ จัญญายตน-ฌานโดยประการท้ังปวงเสียแลว ไดบ รรลเุ นวสญั ญานาสญั ญายตนฌานอยูดูกอนภิกษทุ ง้ั หลาย นี้เรากลาววา ภกิ ษุไดทํามารใหตาบอด คอื ทาํ ลายจกั ษุของมารใหไ มเ ห็นรอ งรอย ถงึ ความไมเ ห็นของมารผมู ีบาปธรรม. ดกู อนภิกษทุ ั้งหลาย ยงั อีกขอ หน่ึง คอื ภิกษลุ วงเนวสัญญานาสัญญาย-ตนฌานโดยประการท้ังปวงเสียแลว ไดบ รรลุสญั ญาเวทยติ นิโรธอยู กแ็ ละเพราะเหน็ ดวยปญ ญา เธอยอมมีอาสวะสิ้นไป ดูกอนภิกษุทัง้ หลาย นีเ้ รากลา ววาภิกษไุ ดท าํ มารใหต าบอด คือทาํ ลายจกั ษุของมารใหไมเ ห็นรอ งรอย ถึงความไมเ หน็ ของมารผูม ีบาปธรรม เปน ผูข ามพน ตัณหาอันขอ งอยูในอารมณตา ง ๆในโลกเสยี ได. พระผูมพี ระภาคเจาตรัสพระพุทธพจนน จี้ บลงแลว ภิกษเุ หลานนั้ มีความยินดชี ื่นชมภาษติ ของพระผมู ีพระภาคเจา ดังนแี้ ล. จบ นวิ าปสตู รท่ี ๕

พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 405 อรรถกถานวิ าปสูตร นิวาปสูตรเร่มิ ตน วา ขา พเจา ไดฟ งมาแลวอยางนี:้ - พึงทราบวินิจฉยั ในนวิ าปสตู รน้ัน ดงั ตอไปน้ี ผูใ ดยอ มปลกู พืชคือหญา ไวในปาเพือ่ ตองการจะจบั เนอ้ื ดว ยต้ังใจวา เราจะจับพวกเนอ้ื ท่มี ากินหญานไ้ี ดสะดวก ผนู ้นั ชือ่ วา เนวาปกะ. บทวา นิวาป ไดแ ก พืชท่ีพึงปลกู .บทวา นิวุตฺต ไดแก ปลูก. บทวา มิคชาตา ไดแ ก ชมุ เนอ้ื . บทวาอนุปขชชฺ แปลวา ไมเขา ไปเบยี ดเบียน. บทวา มุจฺฉติ า ไดแก สยบดว ยอํานาจตัณหา อธบิ ายวา หย่ังเขา ไปสูหทยั ดวยตณั หาแลว ใหถงึ อาการสยบ.บทวา มท อาปชฺชิสฺสนฺติ ไดแก จกั ถงึ ความมวั เมาดว ยอาํ นาจมานะ.บทวา ปมาท ไดแกภาวะ คอื ความเปนผมู สี ติหลงลมื . บทวา ยถากาม-กรณียา ภวสิ ฺสนฺติ ความวา เราปรารถนาโดยประการใด จกั ตองกระทําโดยประการนั้น. บทวา อิมสมฺ ึ นิวาเป ไดแก ในท่ีเปน ท่เี พาะปลูกนี.้ไดย นิ วา ขึน้ ชอื่ วา หญา ทเ่ี พาะปลูกไวน ้ี มคี วามงอกงามในฤดแู ลงก็ม.ี ฤดูแลงยอ มมีโดยประการใด ๆ หญา นนั้ ยอมเปนกลุมทึบอันเดยี วกนั เหมอื นหญา ละมานและเหมอื นกลุมเมฆโดยประการน้นั ๆ. พวกพรานไถในทีส่ าํ ราญดว ยนํ้าแหง หนงึ่แลวปลกู หญาน้ัน ก้ันรว้ั ประกอบประตรู กั ษาไว. ครั้นเมอื่ ใดในเวลาแลงจัดหญาทกุ ชนิดยอมขาว นํ้าเพียงชมุ ล้นิ ก็หาไดยาก ในเวลานัน้ เนื้อทัง้ หลายพากนั กินหญาขาวและใบไมเ กา ๆ เท่ียวไปอยางหวาดกลวั อยู ดมกล่ินหญา ที่เพาะปลกู ไว ไมคาํ นงึ ถึงการฆา และการจบั เปนตน ขา มรว้ั เขา ไป. จริงอยูหญา ที่เพาะปลูกไวยอมเปน ทีร่ ัก ทีช่ อบใจอยางยิ่งของพวกเนอื้ เหลา น้ัน. เจา ของหญาเหน็ พวกเน้ือเหลา น้ัน ทําเปนเหมอื นเผลอไป ๒-๓ วนั เปด ประตูไวใน

พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 406ภายในที่เพาะปลูก แมบ อนํา้ ก็มีในที่น้ัน ๆ พวกเนื้อเขา ไปทางประตูทีเ่ ปด ไวกินและด่ืมเทา นั้นก็หลีกไป. ในวันรงุ ข้นึ ก็ไมมีใครทําอะไร ๆ เพราะฉะนั้นจึงกระดกิ หูกนิ ดื่มแลวไมร ีบไป. วนั รุงขนึ้ ไมมีใครทําอะไร กิน ดมื่ ตามพอใจเขาไปนอนยงั สุมทุมพมุ ไม. พวกพรานรวู าเนื้อเผลอ กป็ ด ประตูลอ มไวท ุบตีต้ังแตชายปา ไป. เนอ้ื เหลา นนั้ ถกู เจา ของหญา กระทาํ ไดต ามชอบใจในปา หญาน้ันดวยประการฉะนี้. บทวา ตตฺร ภกิ ขฺ เว ไดแ ก ดูกอ นภิกษทุ ัง้ หลาย ในหมเู นื้อเหลาน้ัน. บทวา ปฐมา มิคชาตา ไดแ กข้ึนชื่อวาหมเู นื้อท่ีหน่ึงและทส่ี องยอมไมม.ี ก็พระผมู พี ระภาคเจา ทรงกําหนดตามลําดับหมเู นื้อทีม่ าถงึ แสดงระบุชือ่ วา เนอ้ื ทีห่ นึง่ ท่สี อง ท่สี าม ทส่ี ี่. บทวา อทิ ธฺ านภุ าวา ไดแกเพราะจะตองกระทาํ ตามประสงค. จริงอยู ความเปนผูเ ชีย่ วชาญน่นั แล ทานประสงคเ อาวาฤทธ์ิ และวาอํานาจในที่น้ี. บทวา ภยโภคา ไดแก จากการบรโิ ภคดวยความกลัว. บทวา พลวิริย ไดแก วาโยธาตทุ ีพ่ ดั ไปมา อธบิ ายวาวาโยธาตุ น้ันหายไป. บทวา อปุ นิสสฺ าย อาสย กปเฺ ปยยฺ าม ความวาเม่อื พวกเนื้อนอนกนิ ในภายในก็ดี มาแตภายนอกเคยี้ วกนิ กด็ ี ยอมมีแตความกลวั เทา นน้ั เน้ือเหลา น้ันคิดวา กพ็ วกเราอาศัยท่เี พาะปลูกโนน จึงอยอู าศยัณ ท่ีแหง หน่ึง. บทวา อปุ นิสสฺ าย อาสย กปฺปยึสุ ความวา ขึน้ ชอื่ วาพวกพรานยอมไมม ีความพลั้งเผลอทุก ๆ เวลา พวกเนือ้ อาศัยที่เพาะปลูก (ไรผกั หญา) ดว ยต้ังใจวา พวกเรานอนในสมุ ทุมพุมไม และเชงิ ร้ัวในที่นน้ั ๆ เม่ือพรานเหลา นั้นหลกี ไปลางหนา หรือไปกนิ อาหาร จึงเขา ไปสทู เ่ี พาะปลกูพอกิน ด่ืมเสร็จแลวก็เขา ไปสทู ่ีอยขู องตน แลวอาศัยอยูในทร่ี กชัฏมพี ุมไมแ ละเชิงร่ัวเปน ตน . บทวา ภุฺชึสุ ไดแ ก รเู วลาทพี่ วกพรานพลงั้ เผลอโดยนัยดงั กลาวแลว ตะลตี ะลานเขาไปกิน. บทวา เกฏภิโน ไดแ ก เกราฏกิ ศาสตร

พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 407ท่ศี ึกษามา. บทวา อิทฺธมิ นตฺ า แปลวา เหมือนผูมีฤทธ.์ิ บทวา ปรชนาไดแ ก ยักษ ยกั ษเ หลานี้ไมใ ชเ นอ้ื . บทวา อาคตึ วา คตึ วา ไดแ กพวกเราไมรูความคิดของพรานเหลา นน้ั ดังนีว้ า พวกเนื้อเหลานย้ี อมมาทางที่ช่อื นี้ ไปในทโี่ นน . บทวา ทณฺฑวาครุ าหิ ไดแ ก ขาย คอื ทอ นไมแ ละไมคอน. บทวา สมนฺตาสปปฺ เทสมนุปริวาเรสุ ความวา คนปลกู ฝกมีมายามาก คิดวา เนอ้ื เหลา นี้ จักไมไปไกล จักนอนอยใู นท่ีไกลน ี่แหละ จงึลอ มถนิ่ ที่ของตนคือโอกาสที่ใหญรอบไรผ กั บทวา อทฺทสาสุ ความวา ลอมอยา งนีแ้ ลว ก็เขยา ขา ยโดยรอบจอ งดู. บทวา ยตฺถ เต ไดแ ก พวกพรานเหลา นั้นไดไปจับในท่ใี ด ไดเ ห็นทนี่ น้ั . บทวา ยนฺนนู มย ยตฺถ อคติความวา ไดยนิ วา พรานเหลา น้นั คดิ อยางนว้ี า พวกเนือ้ ทน่ี อนกินอยูภ ายในกด็ ี มาจากภายนอกกินอยูกด็ ี อยใู นท่ีใกลกินอยูก็ดี ยอมมีความกลัวทง้ั น้ันจรงิ อยู แมเนือ้ เหลา นั้นถูกลอมจับดวยขาย เพราะฉะนั้น เนื้อเหลา นัน้ จงึ คดิดังนว้ี า ถากระไร เราจะพึงนอนในทีท่ พี่ วกทําไรแ ละคนของพวกทาํ ไรไมไปไมอยู บทวา อเฺ  ฆฏเฏสสฺ นตฺ ิ ไดแ ก เบยี ดเนอ้ื อนื่ ๆ ที่อยูไกลแตท่ีนน้ั ๆ. บทวา เต ฆฏฏติ า อเฺ  ไดแก เนอื้ ที่ถกู เบยี ดเหลาน้นั ก็จะถูกเบยี ดตัวอื่น ๆ ที่อยไู กลกวานน้ั . บทวา เอว อมิ  นิวาป นิวตุ ฺตสพพฺ โส มิคชาตา ริ จฺ ิสสฺ นตฺ ิ ไดแ ก ชมุ เน้ือหมเู นอ้ื ทง้ั หมดจกั ละท้ิงไรผักทพี่ วกเราปลูกไว. บทวา อชฺฌุเปกเฺ ขยยฺ าม ไดแ ก พงึ ขวนขวายจับเน้อื เหลา น้นั . กเ็ มื่อเน้อื ทั้งหลายพากนั มาดว ยอาการอยา งไรกต็ าม พวกเราก็จะไดลกู เนอื้ บาง เนอื้ แกบาง เนอื้ กาํ ลงั นอ ยบา ง เน้ือพลัดฝูงบา ง เมอ่ื ไมม ายอ มไมไดอ ะไร ๆ. บทวา อชฌฺ เุ ปกฺขสึ ุ โข ภิกขฺ เว ไดแ ก คิดอยา งน้ีแลว จงึ ไดขวนขวาย.

พระสุตตันตปฎ ก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 408 ในคาํ วา อมุ นิวาป นวิ ุตฺต มารสสฺ อมนู ิ จ โลกามิสานิ น้ีคําวา นิวาปะกด็ ี คําวา โลกามสิ านิกด็ ี เปนชอื่ ของกามคุณ ๕ ทเ่ี ปนเหยอื่ของวฏั ฏะ. ก็มารมไิ ดเ ท่ียวหวานกามคุณเหมอื นพชื แตแ ผอ าํ นาจคลมุ ผทู ย่ี ินดีในกามคุณ. ฉะน้นั กามคณุ จงึ ช่อื วา เปน เหยือ่ ลอ ของมาร. เพราะเหตนุ ้นัทา นจงึ กลาววา อมุ นิวาป นวิ ุตตฺ  มารสสฺ ดังน.ี้ บทวา น ปรมิ ุจฺจสึ ุมารสสฺ อทิ ฺธานุภาวา ไดแ ก เปนผตู กอยูในอํานาจของมาร ถกู มารกระทําไดตามชอบใจ. น้เี ปน การเปรียบเทยี บดวยการบรรพชาพรอ มดวยบุตรและภรรยา.ช่อื วา เจโตวิมุตติ ในคาํ วา เจโตวิมตุ ติ ปรหิ ายิ นัน้ ไดแก อัธยาศัยทเ่ี กิดขนึ้ วา พวกเราจักอยใู นปา อธิบายวา อธั ยาศัยนั้นเส่ือมแลว . ขอ วาตถปู เม อห ภิกฺขเว อิเม ทุติเย นี้เปนการเปรยี บเทยี บดว ยการบรรพชาประกอบดว ยธรรมของพราหมณ. จริงอยู พราหมณท ง้ั หลายประพฤติโกมารพรหมจรรย ๔๘ ป คดิ วาจกั สืบประเพณี เพราะกลวั วัฏฏะขาด แสวงหาทรพั ยไดภรรยา ครองเรือน เมื่อเกดิ บุตรคนหนึ่ง คิดวา เรามีบตุ รแลว วฏั ฏะไมข าดแลว สืบประเพณีแลว จงึ ออกบวชอีกหรอื มเี มียตามเดิม. บทวา เอวหิ เต ภิกขฺ เว ตตยิ า สมณพฺรหมฺ ณา น ปริมจุ ฺจสึ ุ ความวา สมณ-พราหมณแ มเหลานั้นไมพน จากฤทธิ์ และอํานาจของมารเหมือนกอน ไดเปนผถู ูกมารกระทําตามชอบใจ. ถามวา ก็สมณพราหมณเหลา น้ันทําอยางไร.ตอบวา สมณพราหมณเหลา น้นั ไปยงั บานนิคมและราชธานี ใหส รา งอาศรมอยใู นอารามและสวนนั้น ๆ ใหเ ดก็ ในตระกูลท้ังหลายศกึ ษาศลิ ปะมีประการตางๆเชน ศลิ ปะชาง มา และรถเปน ตน . ดังนัน้ สมณพราหมณเหลา นัน้ ถูกขา ยคอื ทฏิ ฐขิ องมารผมู ีบาปรวบรดั ถกู มารกระทําไดต ามชอบใจ เหมอื นฝูงเนอื้ทส่ี ามท่ถี ูกลอ มดวยตาขา ย.

พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 409 ขอ วา ตถปู เม อห ภิกขฺ เว อิเม จตุตเฺ ถ นี้ เปนเครื่องนํามาเปรียบเทยี บศาสนาน.้ี บทวา อนธฺ มกาสิ มาร ความวา ไมทาํ ลายนยั นตาของมารแตจ ติ ของภิกษผุ เู ขาฌานซ่งึ เปนบาทของวิปส สนา ยอมอาศัยอารมณน้ีเปน ไปฉะน้นั มารจงึ ไมสามารถจะเหน็ ได ดวยเหตนุ ้ันทานจงึ กลาววา อนฺธมกาสิมาร ดังน.ี้ บทวา อปท วธติ วฺ า มารจกฺขุ ความวา โดยปรยิ ายนี้เองเธอจงึ ฆาโดยประการท่จี กั ษุของมารไมมีทางหมดหนทาง ไมมีท่ีพง่ึ ปราศจากอารมณ. บทวา อทสสฺ น ตโต ปาปมโต ไดแ ก โดยปริยายนน้ั เอง มารผมู ีบาปจงึ มองไมเหน็ . จรงิ อยู มารนั้นไมส ามารถจะมองเห็นรา ง คือญาณของภกิ ษุผูเ ขาฌานซ่งึ เปน บาทของวปิ สสนาน้นั ดวยมังสจกั ษขุ องตนได. บทวา ปฺาย จสสฺ ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ความวา เพราะเหน็อริยสจั ๔ ดวยมรรคปญ ญา อาสวะ ๔ จึงสน้ิ ไป. บทวา ตณิ ฺโณ โลเกวิสตฺตกิ  ไดแก ถงึ การนบั อยางน้ีวา วิสตตฺ กิ า เพราะขอ งอยูและซา นไปในโลก. อีกอยา งหนง่ึ บทวา วิสตฺติกา ความวา ท่ชี ่ือวา วสิ ตตฺ กิ าเพราะอรรถวาอะไร ชอ่ื วา วสิ ตฺตกิ า เพราะอรรถวา ซานไป แผไ ป ขยายไปไพบูลย กวา งขวาง ปราศจากความสามารถ นาํ ส่ิงทีเ่ ปน พิษมา มวี าทะเปน พษิ มีรากเปนพิษ มีผลเปนพษิ มเี คร่อื งบริโภคเปน พษิ ก็หรือวาตณั หานัน้ กวา งขวาง ในรปู เสียง กลนิ่ รส และโผฏฐพั พะ เพราะฉะนนั้จงึ ชื่อวา วิสตตฺ ิกา. ผูข าม ขา มออก ขามขน้ึ ซึ่งตัณหา ซึ่งนบั วาวสิ ตฺติกา ดว ยประการฉะน้ี. เพราะเหตนุ นั้ ทา นจึงกลา ววา ติณโฺ ณโลเก วสิ ตฺติก ดังน้ี. จบอรรถกถานิวาปสูตรที่ ๕

พระสตุ ตันตปฎ ก มัชฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 410 ๖. ปาสราสสิ ตู ร [๓๑๒] ขา พเจาไดฟงมาอยา งนี:้ - สมยั หนึ่ง พระผมู พี ระภาคเจา ประทับ อยูทพ่ี ระวหิ ารเชตวัน อารามของทานอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรงุ สาวตั ถี คร้ังน้ันเปนเวลาเชา พระผูมพี ระ-ภาคเจา ทรงนุงสบงถอื บาตรจวี ร เสด็จเขา ไปยังกรุงสาวตั ถีเพ่อื บณิ ฑบาต. ครง้ัน้ัน ภกิ ษหุ ลายรปู เขา ไปหาทานพระอานนทก ลา ววา ทานอานนท พวกขาพเจาไดฟ งธรรมกี ถา เฉพาะพระพักตรพ ระผูมพี ระภาคเจาเปน เวลานานมาแลว ขอใหพวกขาพเจา ไดฟง ธรรมีกถาเฉพาะพระพกั ตรพระผูม พี ระภาคเจาเถิด. ทา นพระอานนทก ลา ววา ถา เชนนนั้ ขอพวกทานจงไปสูอาศรมของพราหมณชื่อรัมมกะ จงึ จะไดฟ ง ธรรมีกถาเฉพาะพระพกั ตรพระผมู พี ระภาคเจา.ภกิ ษเุ หลานนั้ ไดร ับคาํ ทานพระอานนทแ ลว. ครงั้ นน้ั พระผูมีพระภาคเจา เสดจ็ เขาไปบณิ ฑบาตท่กี รุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตในเวลาปญจฉาภตั นแ้ี ลว ตรสั เรียกทา นพระอานนทม าตรัสวาอานนทเ ราจะไปพักผอนกลางวนั ทีป่ ราสาทแหง มิคารมารดา (นางวสิ าขา) ท่ีบุพพาราม. ทา นพระอานนทไดท ลู รับพระดาํ รสั แลว. พระผมู พี ระภาคเจากับทา นพระอานนทไดเสด็จไปพกั ผอนกลางวันที่ปราสาทแหงมิคารมารดาท่ีบพุ -พาราม เวลาเย็นเสดจ็ ออกจากทพ่ี ักผอ นแลวตรสั เรยี กทานพระอานนทมาตรสัวา อานนท เรามาไปสรงนาํ้ ท่ที า บพุ พโกฏฐกะ๑ ทานพระอานนทไดทลู รบัพระดาํ รสั แลว พระผมู ีพระภาคเจา กับทา นพระอานนทไดเสด็จไปสรงน้าํ ทีท่ าบพุ พโกฏฐกะ. สรงเสร็จแลวจงึ กลับขน้ึ มาทรงจวี รผืนเดยี วประทบั ยนื ผงึ่ พระองคอย.ู ทานพระอานนทก ราบทลู วา พระเจาขา อาศรมของพราหมณช ่อื รัมมกะอยู๑. ทา อาบนา้ํ ต้งั อยดู านปราจนี มหี าดทราบขาวสะอาดเปนที่อาบน้ํา ๔ ท่ี สาํ หรับกษตั ริย ชาวเมอื ง พวกภกิ ษุ และพระพุทธเจา ไมอาบรวมกนั .













































พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 433ทศิ ตะวนั ออก ทรงพักผอนกลางวันในปพุ พาราม. กลางคืนประทับอยใู นปพุ พาราม รงุ ข้ึนเสด็จเท่ยี วบิณฑบาตยังเมอื งสาวตั ถี ทางประตดู านทศิตะวนั ออก แลวเสด็จออกทางประตดู านทศิ ใต ทรงพักผอ นกลางวันในพระ-เชตวัน. เพราะเหตุไร. เพราะจะทรงอนเุ คราะหแ ก ๒ ตระกลู . จรงิ อยู ธรรมดาวา คนใดคนหน่งึ ผูตง้ั อยใู นความเปนมนุษย เหมือนทานอนาถปณ ฑิกเศรษฐีและหญิงคนอนื่ ผูต้งั อยูในความเปนมาตคุ าม เหมือนนางวิสาขามหาอุบาสิกาท่ีจะทําบรจิ าคทรพั ยอุทิศพระตถาคตยอมไมมี เพราะฉะนนั้ พระผมู ีพระภาคเจาจงึ ทรงใชฐ านะ ๒ เหลา น้ัน ในวันเดียวกัน เพราะอนุเคราะหแ กต ระกลู น้ัน.กใ็ นวนั นั้น พระองคป ระทับอยูในพระเชตวนั . เพราะฉะนัน้ เถระจึงคิดวา วันนี้พระผมู พี ระภาคเจา เสดจ็ เท่ียวบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ในเวลาเยน็ จกั เสดจ็ไปยังซมุ ประตูดา นทศิ ตะวันออก เพ่ือจะทรงสรงสนานพระองค เมอื่ เปนเชน นี้เราจึงทูลวอนพระผมู ีพระภาคเจาผปู ระทับยนื สรงสนานพระองคแลว ไปยึดอาศรมของรัมมกพราหมณ เม่ือเปน เชน น้ี ภิกษเุ หลานจ้ี งึ จักไดฟ ง ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตรพระผูมีพระภาคเจา ดงั น้แี ลว จึงไดกลาวกะภกิ ษุเหลาน้นัอยา งนี.้ บทวา มคิ ารมาตปุ าสาโท ไดแ ก ปราสาท ของนางวสิ าขาอุบาสิกา.จริงอยู นางวิสาขาน้ัน ทา นเรียกวา มิคารมาตา เพราะมคิ ารเศรษฐี สถาปนาไวในฐานเปนมารดา. บทวา ปฏสิ ลลฺ านา วฏุ  โิ ต ความวา เขาวา ในปราสาทนน้ั ไดมหี อ งอนั ทรงศิรสิ าํ หรบั พระผูมีพระภาคเจา ตรงกลางหอ งอนัทรงศิรสิ ําหรับพระมหาสาวกทัง้ ๒. พระเถระเปดทวาร กวาดภายในหอ งนาํ ซากมาลาออก จดั เตยี งและตงั่ แลว ไดถ วายสญั ญาแดพระศาสดา. พระศาสดาเสดจ็ เขาสหู องอันทรงศริ ิ มสี ติสมั ปชัญญะทรงบรรทมสีหไสยาสนโ ดยประปรศั วเบอ้ื งขวา ทรงระงบั ความกระวนกระวาย ลุกข้นึ ประทับ นง่ั เขา ผลสมาบัติ

พระสตุ ตนั ตปฎก มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 434ออกจากผลสมาบัติในเวลาเย็น. ทา นหมายเอาคาํ น้ันจึงกลา ววา ปฏิสลฺลานาวุฏ โิ ต. บทวา ปริสิฺจิตุ ความวา กผู ใู ดขัดสตี ัวดว ยผงดนิ เปนตน หรือขัดสีดว ยหนิ ขดั เปน ตน จงึ อาบ ผูนั้น ทานเรียกวา ยอ มอาบ. ผใู ดไมก ระทําอยางนน้ั . อาบตามปกตนิ ั่นเอง ผูนนั้ ทา นเรยี กวา ยอ มรด. ข้ึนชอื่ วานํ้าอันเจือดว ยธุลีท่จี ะพงึ นาํ ไปเชนนนั้ ไมต ดิ อยใู นพระสรรี ะแมข องพระตถาคต แตเพ่ือจะถอื ตามฤดกู าล พระผูมีพระภาคเจายอมลงสรงนํ้าอยา งเดยี ว. ดวยเหตุนน้ัทานจึงกลา ววา คตฺตานิ ปริสิจฺ ติ ุ ทรงรดพระกาย. บทวา ปุพพฺ โกฏ โกแปลวา ซมุ ประตูดานทิศตะวนั ออก. เลาวา ในกรงุ สาวตั ถี บางคราววิหารก็ใหญ บางคราวกเ็ ลก็ . ครง้ัน้นั แล วิหารนั้น ครง้ั พระผูมีพระภาคเจาทรงพระนามวา วิปสสี มีขนาดโยชน๑ ครั้งพระสิขีพทุ ธเจา ขนาด ๓ คาวตุ ครง้ั พระเวสสภพู ุทธเจา ขนาดก่งึ โยชนคร้งั พระกกสุ นั ธพทุ ธเจา ขนาด ๑ คาวุต ครง้ั พระโกนาคมนพทุ ธเจาขนาดคร่งึคาวตุ ครงั้ พระกสั สปพุทธเจา ขนาด ๒๐ อุสภะ. ครง้ั พระผมู พี ระภาคเจาของเราทัง้ หลาย มขี นาด ๘ กรีส. แมน ครนนั้ บางครง้ั ก็อยทู ศิ ตะวนั ออกของวหิ ารน้นั บางครง้ั ก็ทศิ ใต บางครั้งกท็ ศิ ตะวันตก บางครัง้ ก็ทิศเหนอื . ก็ในพระคนั ธกุฎเี ชตวนั วิหาร สถานท่ีประดษิ ฐเ ทา พระแทนสเี่ ทาแนน สนทิ . จรงิ อยูข้ึนชอื่ วา เจตียสถานอันติดแนน ๔ แหง คือ สถานทีต่ ้งั มหาโพธบิ ัลลังก ๑สถานท่ปี ระกาศพระธรรมจกั รในปาอสิ ปิ ตนะ ๑ สถานทเี่ ปนท่ปี ระดษิ ฐานบนั ไดครั้งเสดจ็ ลงจากเทวโลก ณ สงั กสั สนคร ๑ สถานท่ีตัง้ พระแทน (ปรนิ ิพพาน)๑. ก็ซุมประตดู านหนาน้เี ปน ซมุ ประตดู า นทศิ ตะวันออก ครัง้ พระวหิ าร ๒๐อสุภของพระกัสสปทศพล. แมบ ดั นว้ี ิหารน้นั กย็ งั ปรากฏวา ซุม ประตดู านหนาอยนู ั้นเอง. ครง้ั พระกสั สปทศพล แมน ้าํ อจีรวดี ไหลลอมนคร ถึงซุมประตูดา นหนา ถกู นาํ้ เซาะทาํ ใหเกดิ สระนา้ํ ใหญม ีทาเรยี บลกึ ไปตามลาํ ดบั . ณ ท่ีน้นั

พระสุตตนั ตปฎก มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 435มที า น้าํ นาร่ืนรมย มที รายเสมือนแผนเงินหลน เกล่อื นแยกกนั เปนสว น ๆอยางนค้ี อื ทา นา้ํ สําหรับพระราชาทา ๑ สาํ หรบั ชาวพระนครทา ๑ สําหรบัภิกษสุ งฆท า ๑ สาํ หรบั พระพุทธเจาท้ังหลายทา ๑. ดังน้นั พระผูมีพระภาคเจากับทา นพระอานนท จึงเสด็จเขา ไปยังทซี่ ุม ประตูดา นหนาอันนี้ต้ังอยู เพือ่สรงสนาน พระองค. ครัง้ นั้นทา นพระอานนทน อ มผา สรงนาํ้ เขา ไปถวาย.พระผมู พี ระภาคเจา ทรงเปลือ้ งผา แดง ๒ ชัน้ ทรงนงุ ผาอาบน้าํ . พระเถระรับจวี รผนื ใหญก บั ผา ๒ ชัน้ ไวใ นมอื ของตน. พระผมู พี ระภาคเจาเสดจ็ ลงสรงนํา้ . ฝูงปลาและเตาในนํา้ กม็ ีสีเหมอื นทองไปหมด พรอมกับท่พี ระองคเสดจ็ ลงสรงนํา้ . กาลน้ันไดเ ปน เหมือนเวลาเอาทะนานยนตรดสายน้ําทอง และเหมือนเวลาแผแผนทอง. ครั้งเม่อื พระผมู ีพระภาคเจา ทรงแสดงธรรมเนียมการสรงนา้ํ ทรงสรงน้ําเสดจ็ ขน้ึ แลว พระเถระก็นอ มผาผืนแดง ๒ ช้ันถวาย.พระผมู พี ระภาคเจาทรงนุงผานัน้ ทรงคาดประคดเอวเสมอื นสายฟา ทรงจับจวี รผนื ใหญท ชี่ ายทง้ั สองรวบชายนอ มเขา มาทําใหเ ปน เหมือนกลีบปทมุ ประทับยนื อยู. ดว ยเหตุนน้ั ทานจงกลา ววา พระผูมพี ระภาคเจา ทรงสรงพระองคท ่ีซุมประตดู า นหนา เสด็จขนึ้ ประทับยนื มจี วี รผนื เดียว. ก็พระสรีระของพระผูมีพระภาคเจาผูประทับยนื อยางนี้ รงุ โรจนเหมือนสระที่เตม็ ไปดว ยดอกบัว เเละอบุ ลกําลงั แยม เหมอื นตนปารฉิ ัตตกะท่มี ีดอกบานสะพร่งั และเหมอื นทอ งฟาท่ีระยิบระยับไปดว ยดาวและพยับแดด เหมอื นจะเรียกรองเอามิ่งขวัญ แลกลมุลกั ษณะอนั ประเสริฐ ๓๒ ของพระองค ซึ่งงดงามแวดลอมดวยพระรศั มีวาหนึง่ไพโรจนอยางย่งิ เหมอื นดวงจันทร ๓๒ ดวง ดวงอาทติ ย ๓๒ ดวงทร่ี อยวางไวเหมือนพระเจา จักพรรดิ ๓๒ องค เทวราช ๓๒ องค และมหาพรหม ๓๒ องคทีส่ ถติ อยตู ามลาํ ดบั . น้ชี ือ่ วาวรรณภมู ิ พึงทราบกําลงั ของพระธรรมกถึกในฐานะเหน็ ปานน้วี า พระธรรมกถกึ ผสู ามารถควรจะนําเน้อื ความอปุ มาและเหตุ

พระสตุ ตันตปฎก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 436มากลา วสรรเสริญพระสรรี ะและพระคณุ ของพระพุทธเจา ท้ังหลายในฐานะเห็นปานน้ี ดวยจณุ ณิยบท หรือ คาถาท้งั หลายใหบรบิ รู ณ. บทวา คตตฺ านิ ปุพฺพาปยมาโน ความวา รอความเปน ปกติกระทําใหพระกายหมดน้าํ อธิบายวา ทาํ ใหแหง. จรงิ อยู เม่ือพระผมู ีพระ-ภาคเจา ม.ี พระวรกายชุมดวยนาํ้ ทรงหมจวี รก็เกดิ เปน ดอก. เครอ่ื งบริขารกเ็ สีย.แตน า้ํ ท่ีเจอื ธลุ ยี อมไมติดในพระสรรี ะของพระพทุ ธเจาท้ังหลาย นํา้ กก็ ลงิ้ กลับไปเหมอื นหยาดน้าํ ที่ใสบนใบบัว. แมเ ม่ือเปน เชนน้นั เพราะความเคารพในสกิ ขา พระผูมีพระภาคเจาจงึ ทรงจบั จีวรผืนใหญท ง้ั สองมุม ดวยทรงพระดาํ ริวา น่ี ชือ่ วาธรรมเนียมของบรรพชิตประทับยนื ปด พระกายเบอ้ื งหนา . ขณะนนั้พระเถระคิดวา พระผูม พี ระภาคเจาทรงหม จวี รใหญ จักกลบั พระองคลาํ บากตง้ั แตเรม่ิ เสดจ็ สูม ิคารมาตปุ ราสาท ชอื่ วา เปลยี่ นพุทธประสงคย อมหนัก เหมือนเหยยี ดมอื จับราชสีห ทเ่ี ที่ยวตวั เดยี ว เหมือนจับงวงชา งตกมันและเหมอื นจบัคออสูรพษิ ท่ีกําลงั แผแมเบยี้ จงึ พรรณนาคุณอาศรมของรัมมกพราหมณ ทลูวอนพระผมู ีพระภาคเจาเพ่ือเสด็จไป ณ ทีน่ ั้น. พระเถระไดกระทาํ อยางนั้น.เพราะเหตุนน้ั ทานจงึ กลา ววา อถโข อายสฺมา อานนโฺ ท ฯเปฯ อนกุ มฺปอปุ าทาย ดังน.้ี บรรดาบทเหลานั้น บทวา อนุกมปฺ  อปุ าทาย ไดแ กอาศัยความอนเุ คราะหภกิ ษุ ๕๐๐ รปู ผไู ปสอู าศรมน้ันดวยตง้ั ใจจกั ฟง ธรรมีกถาเฉพาะพระพกั ตรข องพระผูมีพระภาคเจา อธบิ ายวา กระทาํ ความกรณุ าในภิกษุทัง้ หลาย. บทวา ธมฺมิยา กถาย ความวา นงั่ ประชุมกนั ชมพระบารมี ๑๐ประการ อยา งใดอยา งหนง่ึ และมหาภเิ นษกรมณ. บทวา อาคยมาโน ไดแ กชะเงอ ดู อธิบายวา ไมผลุนพลันเสดจ็ เขาไปดวยถอื พระองคว า เราเปนพระพุทธเจา ประทบั ยืนอยูจนกวา เขาจะพูดกนั จบ บทวา อคฺคฬ อาโกเฏสิไดแ ก เคาะประตู. บทวา วิวรึสุ ความวา ทนั ใดนน้ั นั่นเอง ภกิ ษุทัง้ หลายกม็ า

พระสตุ ตนั ตปฎก มัชฌิมนิกาย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 437เปด ประตู. เพราะนงั่ คอยเงี่ยหูฟง อยูแลว. บทวา ปฺตเฺ ต อาสเน ความวาไดย ินวา คร้ังพุทธกาล ภิกษถุ ึงอยูร ปู เดยี วในทีใ่ ด ๆ ก็จัดพทุ ธอาสนไ วในที่น้ันๆ ท้ังน้ัน. เพราะเหตใุ ด. เขาวา พระผูมีพระภาคเจา ทรงใสพ ระทยั ถึงภกิ ษุที่เรยี นกรรมฐานในสาํ นักของพระองคแลว อยูใ นท่ผี าสกุ วา ภกิ ษรุ ูปโนน รับกรรมฐานในสาํ นักของเราไปแลว สามารถทาํ คุณวิเศษใหบงั เกดิ ขึน้ หรือไมหนอ.ลําดบั นน้ั ทรงเห็นภกิ ษนุ ้นั ละเลยกรรมฐาน กําลังตรกึ อกศุ ลวติ ก แตน ัน้ กท็ รงพระดําริวา อยา งไรเลา อกศุ ลวติ กทง้ั หลายจงึ ครอบงาํ กุลบุตรผูน้ีซงึ่ เรยี นกรรมฐานในสาํ นกั ของศาสดาเชน เรา ใหจมลงในวฏั ฏทุกข ซึง่ ติดตามไปรไู มได จงึ ทรงแสดงพระองคใ นท่นี ัน้ นั่นแหละ เพ่อื อนเุ คราะหกุลบุตรนนั้ ทรงโอวาทกลุ บตุ รนน้ั แลว เสดจ็ เหาะกลบั ไปที่ประทับของพระองค. ลําดับน้นั ภกิ ษุทั้งหลายไดร ับโอวาทอยา งนนั้ จึงคดิ วา พระศาสดาทรงทราบใจของพวกเราจึงเสดจ็ มาแสดงพระองคประทบั ยนื อยูใกล ๆ พวกเรา ในขณะนน้ั ช่ือวา การแสวงหาอาสนะเปนภาระดวยกราบทูลวา พระเจา ขา โปรดประทบั นั่งในท่ีนี้โปรดประทบั น่งั ที่นี้ จงึ จดั อาสนะไวอย.ู ภกิ ษุใดมตี ่งั ภกิ ษนุ ัน้ กจ็ ดั ตั่ง ภิกษใุ ดไมมี ภกิ ษุน้ันกจ็ ดั เตียง หรือแผน กระดาน ไมหนิ หรอื กองทราย. เมื่อไมไดกด็ ึงเอาใบไมเ กา ๆ มาลาดตั้งเปน กองไวใ นทน่ี น้ั . แตใ นเร่อื งนม้ี ีอาสนะท่ีจดัไวตามปกติทั้งนั้น. ทา นหมายเอาอาสนะน้ัน จงึ กลาววา ปฺ ตฺเต อาสเนนสิ ีทิ ดังนี้. บทวา กายนุตฺถ ความวา ทา นทง้ั หลายนั่งประชมุ กนั ดวยเรอื่ งอะไรหนอ. บาลีวา กายเนตถฺ ดงั นี้ ก็ม.ี แมบ าลีนนั้ ก็มเี นือ้ ความวา พวกเธอนง่ัประชมุ กันในทีน่ ้ีดว ยเรือ่ งอะไรหนอ. บาลวี า กายโนตฺถ ไดแ ก เรอ่ื งอนื่ อยางหนงึ่เนื้อความอยา งขอนีเ้ หมอื นกัน. บทวา อนตฺ รากถา ไดแ ก เรอ่ื งอื่นอยางหน่ึงระหวางการใสใจการเรยี น การสอบถามกรรมฐานเปนตน. บทวา วปิ ฺปกตา

พระสตุ ตนั ตปฎก มชั ฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 438ไดแก ยงั ไมจบ คือยังไมถ ึงท่ีสดุ เพราะการมาของเราเปน ปจจัย. บทวาอถ ภควา อนุปฺปตโฺ ต ความวา คร้งั น้ัน คอื กาลนน้ั พระผูมพี ระภาคเจาเสดจ็ มา. บทวา ธมฺมี กถา วา ไดแก หรือธรรมีกถาท่อี ิงกถาวัตถุ ๑๐.ก็ในคาํ วา อริโย วา ตุณฺหีภาโว นี้ ทัง้ ทุตยิ ฌาน ทั้งมลู กรรมฐาน พึงทราบวา อรยิ ดษุ ณีภาพ เพราะฉะน้ัน ภกิ ษนุ ง่ั เขา ฌานน้นั ก็ดี นง่ั กาํ หนดมลู กรรมฐานเปนอารมณกด็ ี พงึ ทราบวา น่ังโดยอริยดุษณภี าพ. คําวา เทวฺ มาภกิ ฺขเว ปริเยสนา มอี นุสนธิเปน อันเดยี วกนั . ภิกษเุ หลานั้นไดกระทําใหเปน ภาระของพระเถระดวยตงั้ ใจจักฟงธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร. พระเถระไดกระทาํ ท่ีไปอาศรมของภิกษเุ หลานนั้ . ภิกษุเหลา นัน้ น่งั ในทีน่ นั้ มใิ ชสนทนากันดว ยเรื่องดริ จั ฉานกถา หากนง่ั สนทนากันดว ยเรอ่ื งธรรมะ. ครั้งน้ัน พระ-ผูมีพระภาคเจา ทรงเริม่ เทศนาน้ี เพอื่ แสดงวา การแสวงหาของพวกเธอนี้ ชอื่ วาอริยปรเิ ยสนา. บรรดาบทเหลา นัน้ ในบทวา กตมา จ ภิกขฺ เว อนรยิ ปริเยสนานี้ ความวา บรุ ษุ ผฉู ลาดในหนทาง เม่ือแสดงทางอุบายทค่ี วรเวน กอ น จึงกลา ววา จงละทางซา ย ถือเอาทางขวา ฉนั ใด พระผมู พี ระภาคเจาก็ฉันน้ัน เพราะความทท่ี รงเปนผูฉลาดเทศนา จงึ ทรงบอกการแสวงหาอันมใิ ชอริยะท่ีพงึ ละเวนเสียกอน ตอนหลงั จึงทรงแยกลําดับอทุ เทสกอ นวา เราจักบอกการแสวงหานอกน้ี ดังน้ีแลว จึงตรสั อยางนี.้ บทวา ชาติธมโฺ ม แปลวา มีการเกิดเปน สภาวะ. บทวา ชราธมฺโม แปลวา มีความแกเปน สภาวะ. บทวา พฺยาธิธมโฺ ม แปลวา มคี วามเจบ็ ไขเ ปน สภาวะ. บทวา มรณธมโฺ ม แปลวา มคี วามตายเปนสภาวะ. บทวา โสกธมฺโม แปลวา มีความโศกเปนสภาวะ.

พระสุตตันตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 439 บทวา สงกฺ ิเลสธมฺโม แปลวา มีความเศรา หมองเปนสภาวะ. บทวาปตุ ฺตภรยิ  ไดแก บตุ รและภรรยา. ในบททงั้ ปวงกน็ ัยน.้ี กใ็ นคําวา ชาตรู-ปรชฏ น้ี ชาตรูป ไดแก ทอง. รชฏ ไดแก มาสกโลหะเปนตน อยา งใดอยา งหน่ึงที่เขาสมมตกิ นั . ดว ยบทวา ชาติธมฺมา เหเต ภิกฺขเว อุปธโยทรงแสดงวา กามคณุ ๕ เหลา นน้ั ช่อื อุปธิ อุปธทิ ้ังหมดนน้ั มีความเกิดเปนธรรม. ทองและเงนิ ทานไมถอื เอาใน พยฺ าธิธมมฺ วาร เปน ตน เพราะทองและเงินนนั้ ไมม ีพยาธมิ โี รคศรี ษะเปนตน ไมม มี รณะกลาวคอื จุติเหมือนสัตวท้งั หลาย ไมเกดิ ความโศก แตย อ มเศราหมองดวยสังกเิ ลสมชี ราเปน ตน เพราะฉะนั้น ทา นจงึ ถอื เอาในสงั กิเลสสิกธรรมวาระ ทงั้ ถอื เอาในชาตธิ รรมวาระดว ย เพราะมีฤดเู ปน สมุฏฐาน ทั้งถอื เอาในชราธรรมวาระดวย เพราะสนิมจบัจงึ ครา่ํ ครา . บทวา อย ภกิ ขฺ เว อรยิ ปรเิ ยสนา ความวา ดกู อ นภิกษุท้งั หลาย การแสวงหานี้ พึงทราบวา การแสวงหาของพระอรยิ ะ เพราะไมมีโทษในตัวเองบาง เพราะพระอรยิ ะพงึ แสวงหาบา ง. ถามวา เพราะเหตุไร จึงเรมิ่ คําวา อห ป สทุ  ภกิ ขเว. แกวา เพ่ือแสดงการเสดจ็ ออกมหาภเิ นษกรมณต ้งั แตเดมิ . ไดย นิ วา พระองคมีพระดาํ ริอยางน้วี า ภิกษุทง้ั หลาย แมเรากเ็ สาะแสวงส่งิ ท่ไี มใชอริยะมาแตกอน เราน้ันละการแสวงหาอนั ไมใ ชอ รยิ ะน้นั แลว แสวงหาส่ิงท่เี ปน อริยะจงึ บรรลุสพั พัญุตญาณแมพระปญจวัคคยี ก็แสวงหาสิง่ ที่ไมใ ชอ รยิ ะพวกเธอกล็ ะสง่ิ ทีไ่ มใชอรยิ ะนน้ั แสวงหาส่ิงทีเ่ ปน อริยะ บรรลุขีณาสวภูมิ แมพ วกทาน กด็ ําเนินตามทางเราและของพระปญจวัคคยี  การแสวงหาอนั เปน อรยิ ะจงึ จัดเปนการแสวงหาของพวกทานเพราะฉะนนั้ เพือ่ จะทรงแสดงการออกมหาภเิ นษกรมณข องพระองคต ง้ั แตเดิมมา. บรรดาบทเหลา นนั้ บทวา ทหโรว สมาโน แปลวา กาํ ลังรนุ หนมุ .บทวา สุสกุ าฬเกโส ไดแก ผมดาํ สนิท อธิบายวามีผมสดี ังดอกอญั ชัน.

พระสุตตนั ตปฎ ก มัชฌมิ นกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 440บทวา ภทเฺ รน แปลวา งาม. บทวา ปเมน วยสา ไดแ กต ้ังอยูโ ดยปฐมวยับรรดาวยั ท้ัง ๓. บทวา อกามกาน ไดแ กเ มอ่ื ไมป รารถนา. บทวา อกาม-กาน น้เี ปน ฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแหง อนาทร. ชอ่ื วา อัสสมุ ุขาเพราะมีนาํ้ เนตรนองพระพักตรแ หงพระมารดาและบดิ า ผูมพี ระพกั ตรน องดวยน้าํ พระเนตร อธบิ ายวา ผูม พี ระพกั ตรช ุม ดว ยน้ําพระเนตร. บทวา รทุ นฺตานไดแก รอ งไหค รํา่ ครวญอย.ู บทวา กกึ สุ ล คเวสี ไดแ กแสวงหากศุ ลอะไร.บทวา อนตุ ตฺ ร สนฺติวรปท ความวา แสวงหาบทอนั ประเสรฐิ กลา วคือความสงบอันสงู สดุ ไดแ กพ ระนิพพาน. บทวา อาฬาโร ในคําวา เยนอาฬาโร น้เี ปน ชอ่ื ของดาบสน้ัน. ไดย ินวา ดาบสน้นั ชอ่ื วา ทฆี ปง คละ.ดวยเหตุนั้นเขาจึงมนี ามวา อาฬาระ. บทวา กาลาโม เปน โคตร. บทวาวหิ ารตายสมฺ า แปลวา ขอทานผูมีอายุเชญิ อยกู อ น. บทวา ยตถฺ วิฺปู รุ โิ สไดแ ก บุรุษผูเปน บัณฑติ ในธรรมใด. บทวา สก อาจรยิ ก ไดแก ลัทธิ-อาจารยของตน. บทวา อปุ สมฺปชฺช วหิ เรยยฺ ไดแก พึงเขา ถึงอยู ดวยเหตุเทา นเี้ ปน อันเขาไดทําโอกาสแลว . บทวา ต ธมมฺ  ไดแกแ บบแผนลทั ธขิ องเขาเหลาน้นั . บทวา ปรยิ าปณุ ึ ไดแ ก พอไดฟงเรยี นเอา. บทวา โอฏ-ปหตมตฺเตน ความวา ดว ยเหตเุ พยี งหุบปาก เพ่อื รบั คําที่เขากลาว อธบิ ายวา เพยี งเจรจาปราศรยั กลบั ไปกลบั มา. บทวา ลปตลาปนมตฺเตน ไดแ กดวยเหตุเพยี งถือเอาถอยคาํ ที่เขาบน เพอ. บทวา าณวาท ไดว าทะวาเราจะรูช ดั . บทวา เถรวาท ไดแ ก วาทะวามั่นคง. คาํ นี้หมายความวา ขาพเจาเปน ผูมั่นคงในขอ น.้ี บทวา อหเฺ จว อฺเ จ ความวา ไมใ ชแตเราจะกลา วเพยี งคนเดยี วเทานั้น แมค นอนื่ เปนอันมากก็กลา วอยา งน้ี. บทวา เกวลสทฺธามตฺตเกน ความวา ดวยเหตเุ พียงศรัทธา อันบริสทุ ธ์เิ ทา น้นั มใิ ชกระทําใหแจง ดว ยปญ ญา. ไดยินวา พระโพธสิ ตั ว เรียนธรรมดวยวาจาเทาน้นั

พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 441ไดร วู า ทา นกาลามะไดเ พยี งปริยตั ิ ดว ยวาจาเพียงอยา งเดยี วในธรรมนี้กห็ าไมทานยังไดสมาบตั ิ ๗ อยางแนนอน ดว ยเหตุนนั้ ทา นจึงมีความคดิ อยางน้ี. บทวาอากิ ฺจฺายตน ปเวเทสิ ความวา ไดใหเรารสู มาบัติ ๗ อันมีอากิญ-จัญญายตนสมาบัติเปน ทส่ี ุด. บทวา สทธฺ า ไดแ ก ศรัทธาเพ่ือใหเ กิดสมาบัติ๗ เหลานี.้ แมใ นความเพียรเปน ตนกน็ ัยน้ีเหมอื นกนั . บทวา ปทเหยยฺ ไดแ กพ ึงการทําความพยายาม. บทวา น จิรสฺเสว ต ธมฺม สย อภิ ฺ าสจฉฺ ิกตวฺ า อุปสมปฺ ชชฺ วิหาสึ ไดแกนยั วาพระโพธิสตั วท รงบาํ เพญ็ ความเพยี รทาํ สมาบัติ ๗ ใหเกดิ ขึ้นเพียงเวลา ๒-๓ วนั เทา นัน้ เหมอื นคล่ีมา นทอง๗ ชัน้ เพราะฉะนนั้ จงึ กลาวอยางนน้ั . บทวา ลาภา โน อาวุโส ความวา ไดย ินวา ทา นกาลามะน้ีเปน คนไมร ษิ ยา เพราะฉะนนั้ ทา นคิดวา ผูน เ้ี พิ่งมาทาํ อะไรทําธรรมนี้ใหบงั เกดิไดด ังนี้แลว ก็ไมรษิ ยา กลบั เล่ือมใส เม่ือจะประกาศความเลือ่ มใสจึงกลา วอยางน้ี. บทวา อุโภ วสนตฺ า อมิ  คณ ปริหราม ความวา ทา นกลาววาคณะนีเ้ ปนคณะใหญ เราสองคนมาชว ยกันบรหิ ารเถดิ แลว ไดใหส ญั ญาแกค ณะทานกลา ววา แมเ รากไ็ ดส มาบัติ ๗ พระมหาบุรุษกไ็ ดส มาบตั ิ ๗ เหมอื นกนัคนจํานวนเทา นีเ้ รยี นบริกรรมในสํานกั ของพระมหาบรุ ษุ จํานวนเทา นเี้ รียนในสํานกั ของเรา ดังนแ้ี ลว ไดแบงใหคร้ังหน่งึ . บทวา อุฬาราย แปลวา สงู สดุ .บทวา ปชู าย ไดแก เขาวา ท้งั หญิงทงั้ ชายท่ีเปนอปุ ฏฐากของทา นกาลามะถอื ของหอมและดอกไมเ ปนตนมา. ทานกาลามะบอกวา ทานท้ังหลายจงไปบชู าพระมหาบรุ ุษเถดิ . คนเหลานั้นบูชาพระมหาบุรุษแลว บชู าทานกาลามะดวยของทเ่ี หลือ. คนทัง้ หลายนําเตียงตั่งเปน ตน ทม่ี คี ามากมาใหเ เมของเหลาน้ันแกพระ-มหาบรุ ษุ ถามีเหลือ ตนเองจึงรบั . ในทท่ี ไ่ี ปดวยกัน ทา นกาลามะสั่งใหจดัเสนาสนะะอยา งดแี กพ ระโพธิสัตว ตนเองรับสวนที่เหลือ. ในคาํ วา นายธมโฺ มนิพพฺ ิทาย เปน ตน ความวา ธรรมคอื สมาบตั ิ ๗ น้ี ไมเ ปน ไปเพ่อื

พระสุตตนั ตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 442เบ่ือหนายในวัฏฏะ ไมเปน ไปเพอ่ื คลายกําหนดั ไมเ ปน ไปเพ่อื ดบั ราคะเปนตน ไมเปน ไปเพ่อื ความสงบ ไมเ ปน ไปเพื่อรูย่งิ ธรรมทคี่ วรรูยิ่งไมเ ปนไปเพือ่ ตรสั รสู จั จะ ๔ ไมเ ปนไปเพื่อทําใหแ จงพระนพิ พาน. บทวายาวเทว อากิจฺ ฺ ายตนปู ปตตฺ ยิ า ความวา เปนไปเพียงเกิดในอากิญ-จัญญายตนภพ ซึง่ มีอายปุ ระมาณ ๖๐,๐๐๐ กปั ป ไมส ูงไปกวาน้ัน ธรรมนี้เปน ธรรมเวียนมาอีก ทั้งใหถงึ ฐานะอนั ใด ฐานะอนั นน้ั ก็ไมพน จากชาตชิ รา-มรณะไปไดเลย ถกู ลอ มไวดว ยบว งมฤตยูทัง้ น้นั . กแ็ ลบุรุษผหู วิ โหยไดโภชนะทนี่ า พอใจ บรโิ ภคอิม่ หนาํ สาํ ราญแลว ทิง้ ดวยอาํ นาจนา้ํ ดบี าง เสลดบาง โดยหลงลืมเสยี บาง ไมเ กิดความรูวา เราจักบริโภคขาวกอ นเดยี วกันอกี เปรยี บฉนั ใดตั้งแตน ั้นมา พระมหาสัตว กเ็ ปรียบฉันนัน้ เหมือนกนั แมทําสมาบัติ ๗ ใหบงั เกิดดวยอตุ สาหะอยา งมาก เห็นโทษตา งโดยการเวียนมาอกี เปนตนนี้ ในสมาบตั เิ หลานนั้ มิไดเ กดิ จิตคดิ วา เราจกั คํานึง หรอื จกั เขา จกั ตงั้ จักออกหรอื จักพิจารณาธรรมนอี้ กี . บทวา อนลงฺกริตวฺ า ไดแก ไมพงึ พอใจบอ ย ๆ วา จะพออะไรดวยส่งิ น้ี จะพอใจอะไรดวยสงิ่ น.ี้ บทวา นพิ พฺ ชิ ฺชเเปลวา ระอา. บทวา อปกฺกมึ แปลวาไดไปแลว . บทวา น โข ราโมอมิ  ธมมฺ  ความวา พระโพธิสตั วเ รยี นธรรมแมใ นทนี่ ้ี รูท ัว่ แลว วา ธรรมคอื สมาบตั ิ ๘ นี้ เปนธรรมอนั อทุ ทกดาบสรามบตุ รต้งั ไวเพียงเรียนดว ยวาจาเทา นนั้ แตท ี่แท อุททกดาบสฐานบุตร ผูนี้เปน ผไู ดส มาบตั ิ ๘ ดวยเหตนุ ั้นพระโพธสิ ัตว จงึ คดิ อยา งนวี้ า น โข ราโม ฯเปฯ ชาน ปสสฺ  วหิ าสิ.คาํ ทเี่ หลอื ในขอนพี้ งึ ทราบโดยนยั ทก่ี ลาวแลว ในวาระตนนน่ั แล. เขตใหญอธิบายวากองทรายใหญ ชอ่ื วา อุรุเวลา ในคําวา เยน อุรุเวลา เสนา-นคิ โม น.้ี อีกนัยหน่ึง ทรายทานเรยี กวา อุรุ เขตแดนเรียกวา เวลา.พึงทราบในคําน้ีอยา งนี้วา ทรายทเ่ี ขานาํ มา เหตุลวงขอบเขตชื่อวา อุรเุ วลา.

พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มูลปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 443 ดงั ไดส ดับมา ในอดตี กาล ครงั้ พระพุทธเจายังไมอบุ ัติ กลุ บตุ รประมาณ๑๐,๐๐๐ บวชเปน ดาบส อยูใ นประเทศนั้น วันหนึ่งประชมุ กัน ตั้งกตกิ ากนัไวว า ขึ้นชอื่ วา กายกรรมและวจีกรรมปรากฏแกช นทง้ั หลายเหลา อ่ืน สวนมโนกรรมไมปรากฏ เพราะฉะนั้น ผูใ ด ตรึกกามวิตก พยาบาทวติ ก หรอืวหิ ิงสาวติ ก คนอนื่ ทีจ่ ะเตอื นผืนนัน้ ไมมี ผูน น้ั จงเตือนตนดว ยตนเอง จงเอาภาชนะใสท รายใหเ ตม็ มาเกลี่ยไวในทน่ี ี้ อันนเ้ี ปนการลงโทษผนื นี.้ ตง้ั แตน้ันมาผใู ดตรึกวติ กเชนน้ัน ผูนนั้ ก็ตอ งเอาภาชนะใสท รายมาเกล่ยี ลงในทีน่ ้นั กองทรายใหญเ กิดข้นึ โดยลาํ ดบั ในท่ีนั้นดว ยประการฉะนี้ ตอแตนัน้ คนท่ีเกดิ มาในภายหลังจงึ ลอมกองทรายใหญน ัน้ ไวท าํ เปน เจดียสถาน ทานหมายเอากองทรายใหญน้นัจึงกลาววา อุรเุ วลาติ ฯเปฯ อตโฺ ถ ทฏ พฺโพ. บทวา เสนานคิ โม แปลวา นคิ มของเสนา. เลา วา เหลาชนครง้ัปฐมกปั ไดม กี ารพักกองทพั อยูในทีน่ ้ัน เพราะฉะน้นั ทนี่ ้นั เขาจึงเรยี กวาเสนานคิ ม กม็ .ี ปาฐะวา เสนานิคาโม ก็มี. อธิบายวา บดิ าของนางสชุ าดาช่ือวา เสนานิ บานของนายเสนานนี ้นั . บทวา ตทวสรึ แปลวา รวมลงในทีน่ นั้ . บทวา รมฺมณีย ภูมิภาค ไดแก ภมู ภิ าคทนี่ า รน่ื รมย ทงี่ ดงามดว ยดอกไมน าํ้ และบก มปี ระการตา ง ๆ ทบ่ี านสะพรั่ง. บทวา ปาสาทิก วนสณฑฺ ความวา ไดเห็นไพรสณฑท่ีใหเ กดิ ความเลื่อมใสเชนกับกาํ หางนกยงู . บทวานทิจฺ สนทฺ นฺตึ ความวา ไดเ หน็ แมน าํ้ เนรญั ชรา มนี ํ้าใสสเี ขยี วเยน็ เชนกับกองแกว มณีกําลงั ไหลเอื่อย. บทวา เสตก ไดแกสะอาดปราศจากเปอ กตม.บทวา สุปติตฺถ ไดแ กประกอบดวยทา อนั ดที ่ีลมุ ลกึ โดยลําดบั . บทวา รมฺ-มณีย ไดแก มีทวิ ทศั นน า ร่ืนรมย มที รายท่ีเกล่ยี ไวเสมือนแผนเงิน มปี ลาและเตา มาก. บทวา สมนฺตา จ โคจรคาม ความวา ไดเ ห็นโคจรคามทหี่ าภกิ ษาไดง าย สําหรับบรรพชิตผมู าถงึ แลวสมบูรณไปดว ยคมนาคมในทีไ่ ม

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌิมนิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 444ไกลโดยรอบประเทศน้นั . บทวา อล วต แปลวา สามารถหนอ บทวาตตฺเถว นสิ ที ึ ทา นกลา วหมายเอาประทับน่งั ณ โพธบิ ลั ลงั ก. จรงิ อยูบทวา ตตฺเถว ในพระสตู รกอ นทา นประสงคเ อาสถานทที่ รงบําเพญ็ ทกุ กร-กิรยิ า สว นในพระสตู รน้ี ทา นประสงคเอาโพธบิ ลั ลังก ดวยเหตนุ น้ั ทา นจึงกลาววา ตตเฺ ถว นสิ ที ึ ดังนี.้ บทวา อลมิท ปธานาย ความวา ประ-ทบั นงั่ ทรงดาํ รอิ ยางนวี้ า ท่ีนสี้ ามารถทาํ ความเพียรได. บทวา อชฺฌคมึไดแกบรรลคุ ือไดเ ฉพาะแลว. บทวา าณฺจ ปน เม ทสฺสน ความวาก็แลพระสัพพญั ุตญาณ ท่สี ามารถเหน็ ธรรมท้ังปวง เกดิ ขึน้ แกเรา. บทวาอกปุ ปฺ า เม วมิ ุตฺติ ความวา วมิ ุตติอันประกอบดวยพระอรหตั ผลของเราชื่อวา อกุปปะ เพราะไมกําเริบและเพราะมอี กุปปธรรมเปนอารมณ วิมุตตนิ น้ัไมกําเริบดวยราคะเปน ตน เพราะเหตนุ น้ั จึงชื่อวาอกุปปะ แมเพราะไมกําเริบ เปน อกปุ ปธรรมที่มีพระนพิ พานเปน อารมณ เพราะเหตุนัน้ จึงชอ่ื วาอกุปปะ แมเพราะมอี กุปปธรรมเปนอารมณ. บทวา อยมนตฺ ิมา ชาติแปลวา นี้เปน ชาตสิ ุดทายท้งั หมด. ดวยบทวา นตถฺ ิทานิ ปนุ พภฺ โวทา นแสดงวา แมปจจเวกขณญาณก็เกิดขนึ้ แกเราอยา งนีว้ า บัดนี้ เราไมม ีปฏิสนธิอกี . บทวา อธคิ โต แปลวา แทงตลอดแลว . บทวา ธมฺโม ไดแกธ รรมคอื สจั จะ ๔. คําวา คมฺภีโร น้ี เปน คําปฏเิ สธความตน้ื . บทวาททุ ทฺ โส ไดแกช อ่ื วาเห็นยาก พึงเหน็ ไดโ ดยลําบาก ไมอาจเหน็ ไดโ ดยงา ยเพราะเปน ธรรมอันลึก ชือ่ วา รตู ามไดย าก รไู ดโดยลําบาก ไมอ าจรูไ ดโดยงายเพราะเปน ธรรมท่ีเห็นไดยาก. บทวา สนโฺ ต ไดแ กด ับ. บทวา ปณโี ต ไดแ กไมเ รา รอน. คาํ ทงั้ สองนี้ ทา นกลาวหมายเอาโลกตุ ตรธรรมเทา น้นั . บทวาอตกฺกาวจโร ไดแก เปน ธรรมท่ไี มพงึ สอดสอ งหยั่งลงดวยความตรกึ คอืพจิ ารณาดวยญาณเทานั้น.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มัชฌิมนกิ าย มูลปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 445 บทวา นปิ ุโณ แปลวา ละเอยี ด. บทวา ปณฑฺ ิตเวทนโี ย ไดแกอนั เหลาบัณฑติ ผปู ฏบิ ตั ิสัมมาปฏบิ ัตพิ ึงร.ู บทวา อาลยรามา ความวา สัตวท้งั หลายยอ มของกามคณุ ๕ เพราะฉะน้นั กามคุณ ๕ น้ัน เรยี กวา อาลยั . สัตวท้ังหลายยอมขอ งตณั หาวปิ ริต ๑๐๘เพราะฉะน้ัน จงึ เรยี กวา อาลัย. สัตวท้ังหลายชือ่ วา อาลยรามา เพราะยนิ ดีดว ยกามคณุ อนั เปนทีอ่ าลยั นั้น. ชอื่ วา อาลยรตา เพราะยินดใี นกามคุณอนั เปนที่อาลยั . ชื่อวา อาลยสมฺมุทิตา เพราะยนิ ดดี วยดใี นกามคุณอนั เปน ทอ่ี าลัย.เหมือนอยางวา พระราชาเสด็จเขาไปยงั พระราชอุทยานทส่ี มบรู ณดว ยตน ไมอันเตม็ ไปดว ยดอกและผลเปนตนท่ตี กแตงไวเปนอยางดี ทรงยนิ ดดี ว ยสมบตั นิ น้ั ๆ.ยอมทรงบนั เทิงร่นื เรงิ เบิกบานไมเ บือ่ แมเ ยน็ แลวก็ไมป รารถนาจะออกไปฉันใดสตั วทง้ั หลายยอมยนิ ดีดว ยอาลยั คอื กามและอาลยั คือตัณหาเหลา นกี้ ฉ็ นั น้ันยอมเบกิ บานไมเ บื่ออยใู นสงั สารวัฏ. ดวยเหตุน้นั พระผมู พี ระภาคเจา เมอื่จะทรงแสดงอาลัย ๒ อยา งแกส ัตวเหลา นนั้ ใหเหมอื นอทุ ยานภูมิ จึงตรัสคํามอี าทิวา อาลยรามา ดังน้.ี บทวา ยทิท เปนนิบาต. หมายเอาฐานะแหง อาลัยนนั้ พึงเหน็ เนอ้ื ความอยา งนีว้ า ย อิท หมายเอาปฏิจจสมปุ บาทพงึ เหน็ เนื้อความอยา งนวี้ า โย อย ดังนี.้ บทวา อิทปปฺ จฺจยตาปฏจิ จฺ -สมุปฺปาโท ความวา ปจ จัยแหง ธรรมเหลานชี้ ่อื วา อทิ ปฺปจฺจยา. อทิ ปฺ-ปจฺจยา น่นั แล ช่อื วา อิทปปฺ จฺจยตา อิทปฺปจฺจยตา นั้นดว ย ปฏจิ จ-สมปุ บาทดวย เพราะฉะนัน้ จงึ ชอ่ื วา อทิ ัปปจจยตาปฏจิ จสมุปบาท. คําวาอทิ ปฺปจฺจยตาปฏจิ จฺ สมุปปาโท นี้เปนชื่อของปจจัยมสี งั ขารเปน ตน. บทวาสพพฺ สงขฺ ารสมโถ เปนตน ทกุ บทเปนไวพจนของพระนพิ พาน ทงั้ นน้ั .ก็เพราะเหตทุ ีค่ วามดิน้ รนแหงสงั ขารทงั้ หมด อาศยั พระนพิ พานนั้น ยอ มสงบระงบั ฉะน้นั นพิ พานนนั้ ทา นจงึ เรียกวา สพพฺ สงฺขารสมโถ เปน ทส่ี งบสังขาร

พระสุตตนั ตปฎก มชั ฌิมนกิ าย มลู ปณณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 446ทง้ั ปวง. อนง่ึ เพราะอปุ ธทิ ั้งหมดอาศัยพระนพิ พานนั้น ยอมสละคืน ตณั หาทง้ั ปวงยอ มสิน้ ไป ราคะคือกเิ ลสทัง้ ปวงยอมคลายไป ทกุ ขท ั้งปวงยอมดับไป.ฉะน้ัน นิพพานน้ันทานจงึ เรยี กวา สพฺพูปธปิ ฏนิ ิสฺสคฺโค สละคืนอปุ ธิท้ังปวงตณฺหกขฺ โย เปน ทส่ี ิ้นตัณหา วิราโค ธรรมเปนท่ีสาํ รอกกเิ ลส. นโิ รโธ ความดบั . ก็ตณั หาทา นเรยี กวานะเพราะรอยรัดเยบ็ ภพกับภพ หรือกรรมกบั ผล. ชอื่ วานิพพานเพราะออกจากตัณหา คือ วานะน้ัน.บทวา โสมมสฺส กิลมโถ ความวาช่ือวา การแสดงธรรมแกผูไมรเู ปนความลําบากแกเ รา ความลาํ บากอนั ใดพงึมีแกเ รา ความลาํ บากอันนน้ั พึงเปนความเบยี ดเบียนแกเรา. ทา นอธบิ ายวา พึงเปน ความลําบากกายและเปนการเบยี ดเบียนกาย ดังนี้. แตท ้ัง ๒ อยา งนนั้ไมม ใี นจติ ของพระพทุ ธเจา ท้ังหลาย. บทวา อปส สฺ ุ เปนนบิ าตลงในอรรถวาเพม่ิ พนู . พระเถระนน้ั ยอมแสดงวา มิไดม คี าํ น้นั เทา น้ัน แมคาถาเหลานน้ั กป็ รากฏแลว . บทวา มแปลวา แกเรา. บทวา อนจฉฺ รยิ า เปน อนุอจฉฺ รยิ า เปนอศั จรรยเลก็นอย. บทวา ปฏภิ  สุ ไดแก เปนทางเดินของญาณกลา วคอื ปฏิภาณ คือถึงความเปน ขอ ทจ่ี ะพึงปริวิตก. บทวา กจิ เฺ ฉน ไดแ ก ไมใ ชเปนทุกขาปฏทิ า. จรงิ อยู มรรค ๔ยอมเปน สุขาปฏปิ ทาสาํ หรบั พระพุทธเจา ทั้งหลายเทยี ว. คาํ น้ที า นกลาวหมายเอาอาคมนยี ปฏปิ ทา แหงพระองคผ ูยงั มีราคะยงั มีโทสะและยังมีโมหะอยูท ีเดยี วในกาลทรงบาํ เพ็ญพระบารมี ทรงตัดศีรษะอันประดับแลว ตกแตง แลว นําเลือดในลาํ พระศอออกควักนยั นต าอันหยอดยาตาดีแลว ใหทานวตั ถอุ ยา งอื่นมอี ยางน้ีเปนตน คือบตุ รผูเปน ประทีปแหง ตระกูลวงศ ภรยิ าผูม จี รรยานา พอใจแกย าจกผูมาแลวมาเลา และถงึ ความตดั ถูกทําลายเปนตนในอตั ตภาพทั้งหลายเชน กับขนั ติวาทีดาบส. ห อักษรในคาํ วา หล น้ีเปน เพยี งนบิ าต ความวา อยา เลย.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 447บทวา ปกาสติ ุ แปลวา เพ่ือแสดง คอื อยา จําแนก อยา แสดงสอนธรรมทเี่ ราบรรลุแลว โดยยากอยางน้ีเลย อธบิ ายวา ธรรมท่ีเราแสดงแลว จะมีประโยชนอ ะไร. บทวา ราคโทสปเรเตหิ ไดแก ผอู ันราคะและโทสะถูกตอ งแลว หรอื อนั ราคะและโทสะครอบงําแลว . บทวา ปฏิโสตคามึไดแกสัจจธรรม ๔ ท่ีไปแลว อยางนว้ี า อนจิ ฺจ ทกุ ขฺ  อนตตฺ า อสภุ (ไมเที่ยง เปนทุกข เปน อนตั ตา ไมง าม) อนั ทวนกระแสแหงธรรมมีความเที่ยงเปน ตน. บทวา ราครตา ไดแ กผยู นิ ดีแลวดวยกามราคะ ภวราคะและทฏิ ฐิราคะ. บทวา น ทกขฺ นตฺ ิ ความวา ยอ มไมเ ห็นโดยสภาวะน้ีวา ไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ไมงาม ดังน.ี้ ใครแล จกั อาจเพ่ือทาํ บคุ คลผไู มเ ห็นเหลานั้นใหถือเอาอยา งนี้ได. บทวา ตโมกฺขนเฺ ธนอาวุตา ความวา ผูอันกองอวิชชาทวมทับแลว. บทวา อปโฺ ปสฺสุกกฺตาย ไดแกเ พอ่ื ไมม ีความขวนขวาย อธบิ ายวา เพื่อไมป ระสงคจะเทศนา. ถามวา ก็เพราะเหตไุ ร จติ ของพระองคจ ึงนอ มไปอยา งนว้ี า เรานพ้ี นแลวจักทําผอู ่ืนใหพ น ขามแลว กจ็ กั ทําผูอ ืน่ ใหขา มมใิ ชหรือ พระองคตัง้ความปรารถนาไววา เราผูมเี พศที่ไมมีใครรจู ัก กระทาํ ให แจง ธรรมในโลกนี้ยงั จะตอ งการอะไร เรา บรรลสุ ัพพญั ตุ ญาณแลว จักทําโลก พรอ มท้งั เทวโลกใหขามดังนี้แลวบําเพ็ญบารมีทง้ั หลาย กบ็ รรลสุ พั พญั ตุ ญาณ. ตอบวาขอน้เี ปนความจริง จิตของพระองคนอ มไปอยางนด้ี ว ยอานุภาพแหงปจจเวกขณญาณ กพ็ ระองคบรรลสุ ัพพัุุตญาณ พจิ ารณาถงึ ความทส่ี ัตวยังยดึ กิเลส และความท่ีธรรมเปน สภาพลึกซงึ่ จงึ ปรากฏวา สัตวย งั ยึดกเิ ลสและธรรมเปนสภาพลกึ ซงึ่ โดยอาการทง้ั ปวง เมอื่ เปน อยา งนน้ั ก็ทรงพระดาํ ริ

พระสุตตันตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 448วา สัตวเหลา น้ันเพียบไปดวยกิเลสเศรา หมองเหลือเกนิ กาํ หนัดเพราะราคะโกรธเพราะโทสะ หลงเพราะโมหะ เหมือนนา้ํ เตา เต็มดว ยน้ําขา ว เหมอื นตุม เตม็ ดว ยเปรียง เหมือนผาเกาชุม ดวยมนั ขน และเหมือนมอื เปอ นยาหยอดตา สัตวทงั้ หลายเหลาน้นั จักตรสั รไู ดอ ยางไรเลา จงึ ทรงนอ มจติ ไปอยางน้นัแมดว ยอานภุ าพแหง การพจิ ารณาถึงการยึดกิเลส ก็ธรรมนพ้ี ึงทราบวาลึกเหมือนลําน้ําทร่ี องแผนดิน เหน็ ไดย าก เหมือนเมลด็ พนั ธผุ กั กาดทเี่ อาภูเขามาวางปด รูตามไดแสนยากเหมอื นปลายแหง ขนทรายทแี่ บง ออกเปน๗ สว น ชื่อวา ทานทีเ่ ราพยายามเพ่ือแทงตลอดธรรมนีไ้ มใ หแ ลว ไมมี ชือ่ วาศีลที่เราไมไ ดร ักษาแลว ก็ไมม ี. ช่ือวาบารมไี ร ๆ ทีเ่ รามไิ ดบ าํ เพญ็ ก็ไมมีเมื่อเรานน้ั กาํ จัดกาํ ลงั ของมารทเ่ี หมอื นไรอุตสาหะ แผน ดนิ กไ็ มไหว เมือ่ระลึกถงึ ปพุ เพนิวาสญาณ ในปฐมยาม กไ็ มไหว เม่อื ชาํ ระทิพยจกั ษใุ นมัชฌมิ ยามก็ไมไ หว แตเมอ่ื แทงตลอดปฏจิ จสมปุ บาท ในปจ ฉิมยาม หมนื่ โลกธาตุจึงไหว ดังนั้น ผูท่มี ีญาณกลา แมเชน เรายงั แทงตลอดธรรมน้ีไดโดยยากทเี ดียวโลกิยมหาชนจกั แทงตลอดธรรมนัน้ ไดอ ยา งไร พงึ ทราบวา ทรงนอมจติ ไปอยา งนี้ แมดว ยอานภุ าพแหง การพิจารณาความลกึ ซง้ึ แหง พระธรรมดวยประการดงั นี.้ อน่ึง เมอื่ สหมั บดพี รหมทูลอาราธนา พระองคก ็ทรงนอมจิตไปอยางนี้เพราะมพี ทุ ธประสงคจะทรงแสดงธรรม. จริงอยู พระผูม พี ระภาคเจาทรงทราบวา เมื่อเรานอมจติ ไปเพ่อื ความเปนผมู ีความขวนขวายนอ ย ทา วมหาพรหมก็จักอาราธนาเราแสดงธรรม. ดว ยวา สตั วเ หลาน้ีเคารพพรหม สตั วเหลานั้นสําคัญอยวู า พระศาสดาไมประสงคจ ะทรงแสดงธรรม แตท าวมหาพรหมอาราธนาใหเ ราแสดงธรรม ทา นผูเจริญท้ังหลาย ธรรมนี้สงบประณีตหนอจักต้งั ใจฟงดว ยดี อาศยั เหตนุ ี้พึงทราบวา พระองคน อมจิตไปเพ่ือความเปนผขู วนขวายนอยมไิ ดน อมไปเพ่อื แสดงธรรม.

พระสตุ ตันตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 449 บทวา สหมปฺ ติสฺส ความวา ไดย นิ วา ทา วสหัมบดีพรหมนน้ัครั้งศาสนาพระผูมีพระภาคเจา พระนามวา กสั สป เปนพระเถระช่อื สหกะ ทําปฐมฌานใหบงั เกดิ แลว ไปเกิดเปน พรหมอายกุ ปั หน่ึงในภูมิแหงปฐมฌาน. ชนทั้งหลายยอ มหมายถึงทาวมหาพรหมน้นั วา สหัมบดีพรหมในคํานั้น. ทา นหมายเอาสหัมบดพี รหมนน้ั จึงกลา ววา พรฺ หฺมุโน สหมปฺ ติสสฺ . บทวา นสฺสติวต โภ ความวา ไดยนิ วา สหัมบดพี รหมนัน้ เปลงเสยี งนอี้ อกโดยท่พี รหมในหมื่นโลกธาตุ ไดย ินแลว ประชมุ กันทงั้ หมด. บทวา ยตรฺ หิ นาม แปลวาในโลกใด. บทวา ปุรโต ปาตรุ โหสิ ปรากฏพรอ มกบั พรหมพนั หน่ึงน้นั .บทวา อปปฺ รชกขฺ ชาติกา ไดแ ก ธลุ ี คอื ราคะโทสะและโมหะในนัยนต าอันสาํ เร็จดว ยปญ ญามปี ระมาณเลก็ นอยของสัตวเ หลานี้ มสี ภาวะอยา งน้ี เพราะฉะนน้ั สัตวเ หลา นี้ จึงชอ่ื วา อปปฺ รชกชฺ าตกิ า มีธลุ ี คอื กเิ ลสในนัยนตานอย.บทวา อสสฺ วนตา แปลวา เพราะไมไ ดสดับ. ดวยบทวา ภวสิ ฺสนฺติ ทานแสดงวา สตั วทัง้ หลายผูกระทําบุญโดยบุญกริ ยิ าวัตถุ ๑๐ ในพระพุทธเจา องคกอ น ๆ หวงั การแสดงธรรมประหนง่ึ ดอกปทุมที่แกต องแสงอาทติ ย ควรจะหยั่งลงในอริยภมู เิ ม่ือจบคาถา ๔ บท ไมใ ชคนเดียว ไมใชสองคน แตหลายแสน ทจ่ี ักตรสั รธู รรม. บทวา ปาตรุ โหสิ แปลวา ปรากฏ. บทวา สมเลหิ จินฺติโตไดแก ทีพ่ วกศาสดาท้งั ๖ ผูมมี ลทินคดิ . จรงิ อยู ศาสดาเหลา นน้ั เกดิ ข้ึนกอน พากนั แสดงธรรมคอื มิจฉาทฏิ ฐทิ ีม่ ีมลทนิ เหมือนลาดหนามไว และเหมอื นราดยาพษิ ไวทวั่ ชมพทู วปี . บทวา อปาปเุ รต ไดแกเปด ประตูอมตะนัน้ .บทวา อมตสสฺ ทฺวาร ไดแกอริยมรรคอันเปนประตูอมตนพิ พาน. บทวาสุณนตฺ ุ ธมฺม วมิ เลนานพุ ุทฺธ ความวา ทลู วอนวา ขา แตพระผมู พี ระ-ภาคเจา กอ นอ่นื ขอสตั วเ หลา นี้จงสดับธรรมคอื อรยิ สัจจ ๔ ทพี่ ระสมั มา-

พระสตุ ตันตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มลู ปณ ณาสก เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 450สัมพทุ ธเจา ผูไมมมี ลทิน เพราะไมม ีมลทินมีราคะเปนตน ตรัสรูแลว. บทวาเสเล ยถา ปพพฺ ตมทุ ธฺ นฏิ  โิ ต ความวา อปุ มาเหมือนบคุ คลผูยืนอยูบนภูเขาอนั เปน แทงทบึ ลว นศลิ า ไมจ ําเปน ทจ่ี ะตอ งชเู หยียดคอ เพอ่ื จะดูคนทีย่ ืนอยบู นยอดภเู ขา ทเ่ี ปนเทง ทบึ ลวนศลิ า. บทวา ตถปู ม เทยี บอยา งนน้ั หรืออปุ มาดว ยภูเขาหนิ .กค็ วามยอในขอ นี้มีดงั น้ี บรุ ุษผูมจี กั ษุยนื อยูบ นยอดเขาหินพงึ เห็นหมูชนไดโดยรอบฉันใด ดูกอนสุเมธผูม ีปญ ญาดี พระผมู ีพระภาคเจาผมู ีสมันตจักษุดวยสพั พญั ุตญาณ แมพ ระองค โปรดข้ึนปราสาทธรรมคอื ปญญาไมเ ศรา โศกดวยพระองคเอง โปรดใครค รวญพิจารณาตรวจตราหมูช นผรู ะงมดว ยความโศกและถูกชาตชิ ราครอบงํา ก็ฉนั นน้ั . ในขอ นี้มอี ธบิ ายวา เหมอื นอยางวา ชนท้งั หลายทํานามากรอบเชงิ เขา ปลกู กะทอมไวท ี่เขตคันนา ในทีน่ ้ัน กลางคนืตามไฟไว ก็ความมืดมดิ ทปี่ ระกอบดวยองค ๔ พงึ มี เมือ่ เปนดังนัน้ บรุ ษุ ผูมีจกั ษุ ยนื บนยอดเขาน้นั มองดูพน้ื ดนิ ไรนากไ็ มปรากฏ เขตคันนากไ็ มปรากฏกะทอ มก็ไมป รากฏ ผูคนท่ีนอนอยใู นที่นน้ั ก็ไมปรากฏ ปรากฏก็แตเพยี งแสงไฟที่กระทอมเทาน้นั ฉันใด เมอื่ พระตถาคตขึน้ ธรรมปราสาทตรวจดูหมูสัตว หมูสตั วผไู มไดทํากรรมดแี มจะนง่ั อยใู กลพ ระชาณุเบื้องขวาในวหิ ารเดยี วกัน ก็ไมปรากฏแกพ ระพทุ ธจักษุ เหมอื นยิงธนู ในเวลากลางคนื สว นเวไนยบคุ คลผูกระทาํ กรรมดแี มจะอยูใ นท่ไี กล กม็ าปรากฏแกพ ระองคเ ปรียบเหมือนไฟ และเหมือนหมิ วันตบรรพตฉันน้ัน. สมดงั คาถาประพนั ธทท่ี านกลาวไววาทูเร สนโฺ ต ปกาเสนตฺ ิ หมิ วนโฺ ตว ปพพฺ โตอสนเฺ ตตถฺ น ทิสฺสนตฺ ิ รตตฺ ึ ขติ ฺตา ยถา สรา.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook