Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เหมวตสูตร พระสูตรว่าด้วยพระพุทธเจ้าโดยละเอียด พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) _ รจนา, สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) _ ตรวจชำระ,พระคันธสารราภิวงศ์ แปลและเรียบเรียง

เหมวตสูตร พระสูตรว่าด้วยพระพุทธเจ้าโดยละเอียด พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) _ รจนา, สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) _ ตรวจชำระ,พระคันธสารราภิวงศ์ แปลและเรียบเรียง

Description: ✍️☸️✅ แบ่งปันโดย ❝ ศร-ศิษฏ์❞ เหมวตสูตร พระสูตรว่าด้วยพระพุทธเจ้าโดยละเอียด พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) _ รจนา, สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) _ ตรวจชำระ,พระคันธสารราภิวงศ์ แปลและเรียบเรียง

Search

Read the Text Version

àËÁǵÊٵà และอชติ เกสกมั พลกเ็ หมอื นแหดกั คนเชน กนั เพราะปฏเิ สธกรรมและผล กรรม สง ผลใหไมอาจไปสสู คุ ติภมู ิและพระนพิ พานได ความเห็นผดิ เกดิ ข้นึ ตัง้ แตเม่อื ไร ความเห็นผิดที่ปฏิเสธกรรมและผลกรรมน้ีเร่ิมเกิดข้ึนในเวลาที่ มนษุ ยม อี ายขุ ยั หนงึ่ พนั ป ดงั ทป่ี รากฏในจกั กวตั ตสิ ตู ร๗๑ อาจเปน ไปไดว า ในชว งทมี่ นษุ ยม อี ายขุ ยั หนงึ่ พนั ปข นึ้ ไป มนษุ ยม คี วามโลภโกรธหลงนอ ย ดังน้ันพวกเขาจึงไมมีความเห็นผิดเชนน้ี แตถัดจากนั้นมาความโลภ เปน ตน เพมิ่ มากขน้ึ คนจงึ เรม่ิ หลงเชอ่ื ความเหน็ ผดิ เหลา นนั้ อยา งไรกต็ าม ในสมัยพทุ ธกาลท่ีอายขุ ัยของมนุษยล ดลงเหลือหนึ่งรอ ยป ความเห็นผดิ วากรรมและผลกรรมไมมีจริง ภพหนาไมมีจริง ไมไดรับความนิยมมาก นัก แตปจจบุ ันความเส่อื มทางศลี ธรรมคอ ยๆ เพิม่ ข้ึน ความเหน็ ผิด เรม่ิ งอกงามขน้ึ อกี ตามจกั กวตั ตสิ ตู รกลา ววา ในเวลาทอ่ี ายขุ ยั ของมนษุ ย ลดลงเหลอื เพียงสิบป ศลี ธรรมจะจางหายไป มนษุ ยจ ะไมร ูจ กั คาํ วา บญุ บาป๗๒ คนในสมัยน้ันคงจะสนใจความเห็นผิดท่ีกลาวมาแลวมากขึ้น เพราะความโลภของคนเพม่ิ ขนึ้ แมใ นปจ จบุ นั นบี้ างคนเหน็ วา ถา ใครหลกี เลย่ี งการทาํ ชวั่ กอ็ าจทาํ ใหไ มบ รรลเุ ปา หมายตามทม่ี งุ หวงั ไว หรอื ถา ใคร ทําความดี ก็อาจทําใหงานเสียหาย ความเขาใจเชนน้ีทําใหพอใจความ เชอ่ื ผดิ ๆ ที่วา บุญบาปไมม ีจรงิ นน่ั เอง ๑๑๖

àËÁǵÊٵà ปลอดจากโมหะทั้งปวง ความเหน็ ผิดวากรรมและผลกรรมไมมีจริง เกิดจากโมหะทีไ่ มรู วา เหตแุ ละผลเกยี่ วเนอ่ื งกนั อยู พระพทุ ธเจา ทรงเขา ใจเรอ่ื งนด้ี ว ยพระองค เอง และสอนใหค นอนื่ เขา ใจอยา งถกู ตอ ง สาวกทป่ี ฏบิ ตั ติ ามคาํ ชแี้ นะของ พระพุทธเจายอมเขาใจแจมแจงถึงความสัมพันธกันระหวางเหตุกับผล จึงพนไปจากความเห็นผิดดังกลา ว สงผลใหค วามเห็นชอบ (สัมมาทฏิ ฐ)ิ เกิดขึ้นอยางมัน่ คงวา กรรมในอดีตชาติสง ผลใหเ กิดในชาตปิ จจุบนั และ ภพหนายอมเกิดขึ้นดวยแรงกรรมเม่ือตัณหายังไมถูกกําจัดไป มีเพียง กรรมและผลกรรมท่ดี าํ เนนิ ตอ ไปตามเหตุปจ จยั พระพุทธเจาทรงหมดจดจากมิจฉาทิฏฐิอยางแนนอน เพราะ ตรัสรูธรรมท้ังปวงท่ีประกอบดวยเหตุและผล แตเทพสาตาคิระน้ันได เปรยี บเทยี บพระพทุ ธองคก บั ศาสดาปลอมเจา ลทั ธใิ นสมยั นน้ั จงึ ตอบวา พระโคดมไมเพียงลวงพนโมหะท่ีเปนเหตุทําใหเกิดมิจฉาทิฏฐิ แตยัง ลวงพนโมหะทัง้ ปวงอีกดว ย ๑๑๗

àËÁǵÊٵà มีปญ ญาจักษุ เทพสาตาคิระตอบคําถามท่ี ๔ วา พระบรมครูของเราทรงมี ปญ ญาจกั ษใุ นธรรมทงั้ หลายจรงิ จกั ษทุ างพระพทุ ธศาสนามี ๕ ประเภท๗๓ ดังนี้ ๑. มังสจักษุ ตาเน้อื ทวั่ ไป ๒. ทิพยจกั ษุ ตาทพิ ย ๓. ปญ ญาจกั ษุ จักษแุ หง ปญ ญา ๔. สมันตจกั ษุ จกั ษุทเี่ หน็ ทกุ อยางไดแ จมแจง ๕. พทุ ธจกั ษุ จกั ษขุ องพระพทุ ธเจา มงั สจักษุของพระพุทธเจาสดใสมาก สามารถมองเห็นโดยรอบ ในระยะ ๑ โยชน ทพิ ยจกั ษขุ องพระพทุ ธเจา สามารถเหน็ รปู รา งของวตั ถทุ กุ อยา ง ไมว า ใหญหรอื เลก็ ใกล หรือไกล สามารถเหน็ สวรรคแ ละพรหมโลกชนั้ บน หรือนรก เปรต และอสุรกายชั้นลาง อีกท้ังมองออกไปไดไกลถึง จักรวาลอื่น ตาทิพยน้ีสามารถเห็นส่ิงตางๆ ไดทุกอยางตามท่ีตองการ ไมม สี ่ิงใดทีไ่ มอ าจมองเห็นได และยังเห็นภพภูมทิ ่ีอยูข องสตั วท ี่ตายแลว ไปเกิดตามกรรมไดดวย พระพุทธเจาทรงบรรลุจักษุประเภทน้ีในยาม เท่ียงคืนของวันท่ีพระองคไดตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในขณะนั้น ๑๑๘

àËÁǵÊٵà พระองคท รงเหน็ เหลาสัตวท ่ีกําลงั ตายหรือกําลงั เกดิ ตามกรรม ทรงเห็น สวรรคแ ละพรหมโลกที่อยอู ยา งสุขสบาย อีกท้ังทรงเห็นสตั วนรก เปรต และอสรุ กายที่กําลงั ไดร บั ทกุ ขท รมานอยู มิจาํ เปนตอ งกลาวถึงการมอง เหน็ โลกมนษุ ยและสัตวด ริ ัจฉานเลย ปญญาจักษุก็คือวิปสสนาญาณ มรรคญาณ และปจจเวกขณ- ญาณ โดยเฉพาะอยางย่ิงมรรคญาณ ๔ ประเภทเรียกวาปญญาจักษุ ในบางแหง เรยี กวา ธรรมจกั ษุ ซงึ่ ในพระสตู รหลายแหง ระบถุ งึ โสดาปต ติ- มรรคญาณวาเปน ธรรมจกั ษ๗ุ ๔ ในพรัหมายุสูตรระบุถงึ มรรคญาณชั้นสูง ๓ ประเภท๗๕ ในจูฬราหุโลวาทสูตรระบุถึงมรรคญาณและผลญาณ ทั้ง ๔๗๖ สวนในธัมมจักกัปปวัตนสูตรระบุถึงโสตาปตติมรรคญาณเปน หลัก๗๗ พระพุทธองคทรงเพียบพรอมดวยปญญาจักษุดังกลาวนั้นตาม ขอความในธัมมจักกัปปวัตนสูตรวา จกฺขุํ อุทปาทิ (ดวงตาเห็นธรรมได เกิดแลว ) สมันตจักษุ คือ พระสัพพัญุตญาณที่รูเห็นธรรมทุกอยาง พระพทุ ธเจา ทรงประกาศไวใ นปฐมเทศนาวา พระองคไ ดร บั จกั ษปุ ระเภท น้ีดว ยการปฏิญาณความเปนพระสมั มาสมั พทุ ธเจา ของพระองคว า “ภิกษุท้ังหลาย ตราบที่ปญญารูเห็นตามความเปนจริงท่ีมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อยา งนีใ้ นอริยสจั สี่ไดห มดจดแกตถาคต ภิกษทุ งั้ หลาย ตถาคตไดปฏิญาณวาเปนผูตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเย่ียม ในโลก ท่ีมเี ทวดา มาร และพรหม ในเหลา สตั วมสี มณะพราหมณ พรอม ดวยเทวดาและมนุษย” ๗๘ ๑๑๙

àËÁǵÊٵà พุทธจักษุ คือ อินทริยปโรปริยัตตญาณและอาสยานุสยญาณ อนิ ทรยิ ปโรปรยิ ตั ตญาณเปน ปญ ญารเู หน็ ความยงิ่ หรอื หยอ นแหง อนิ ทรยี  ๕ มีสทั ธนิ ทรียเปน ตน ของเหลา สัตว ผทู ม่ี ศี รัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ และ ปญญาแกกลาแลว พอไดฟงธรรมอันเหมาะสมก็อาจไดบรรลุมรรคผล ทนั ที ดงั นนั้ พระพทุ ธเจา จงึ ใชพ ระญาณนต้ี รวจดเู หลา สตั วท ค่ี วรไดบ รรลุ ธรรม แตถ าอินทรียเหลา น้นั ของบางคนยงั ไมแ กก ลา พระพทุ ธองคก ย็ งั ไมแ สดงธรรมโปรด ทรงรอคอยโอกาสที่เหมาะสมเพื่อใหอ นิ ทรยี แกก ลา กอน บางคราวอาจรอนานนับปหรือนับเดือน บางคราวอาจรอนานนับ วนั หรอื นับช่วั โมงก็ได บางคราวอาจรอนานนบั นาทเี ทา นัน้ ดงั ตวั อยา งท่ี จะยกมาอางถึงดงั ตอ ไปนี้ ๑๒๐

àËÁǵÊٵà เรือ่ งพาหิยทารจุ ีรยิ ะ ในสมยั พทุ ธกาลมบี คุ คลหนงึ่ ชอ่ื วา พาหยิ ะทารจุ รี ยิ ะ (นายพาหยิ ะ ผูนุงผาเปลือกไม) ออกจากทาเรือสุปปารกะในแควนอปรันตะทางฝง ทะเลตะวนั ตกของอนิ เดยี มายงั วดั พระเชตวนั เมอื งสาวตั ถี ซง่ึ หา งกนั ถงึ ๑๒๐ โยชน เขามาถึงวัดในขณะที่พระพุทธเจาเสด็จออกบิณฑบาตใน เมือง ครั้นทราบวาพระพุทธองคเสด็จออกไปบิณฑบาตก็ตามเขาไปใน เมืองเพ่ือเฝาพระพุทธเจา เมื่อพบแลวไดถวายอภิวาทโดยเคารพแลว ขอรองใหแสดงธรรม แตพระพุทธเจาทรงเห็นวาเขายังมีอินทรียไมแก กลา จึงตรสั วา เวลาน้ไี มเหมาะสม พอเขาทลู ขอเปนครงั้ ทีส่ อง พระองค กท็ รงปฏเิ สธอีก เมื่อเขาทูลขอเปนคร้ังทีส่ ามทรงเห็นวา อินทรยี ของเขา แกกลาแลวจึงทรงสอนหลกั ธรรมดังนี้ “เมอ่ื เหน็ จงเพยี งแตเ หน็ เมอ่ื ไดย นิ จงเพยี งแตไ ดย นิ เมอื่ รจู งเพยี ง แตรู เม่ือคิดจงเพียงแตคิด เม่ือเปนเชนน้ัน เธอยอมไมเปนไปรวมกับ สภาวะเห็นเปนตนนั้น และมิไดยึดติดสภาวะเห็นเปนตนนั้น เมื่อมิได ยึดติดเชนน้ัน เธอจึงไมมีในโลกนี้ ไมมีในโลกอ่ืน ไมมีในโลกท้ังสอง ความไมม ีนเ้ี ปนความสิ้นสดุ ของทุกข” ๗๙ ทา นพาหยิ ะฟง พระเทศนาอยู ไดบ รรลธุ รรมเปน พระอรหนั ตห ลงั จากรแู จง มรรค ๔ และผล ๔ แลว นคี้ อื ตวั อยา งการรอนานนบั นาทเี ทา นนั้ ๑๒๑

àËÁǵÊٵà อาสยานสุ ยญาณ อาสยานสุ ยญาณ หมายถึง ปญญาทหี่ ย่ังเหน็ ความนอ มใจชอบ อยูเสมอที่เรียกวา อาสยะ และกิเลสนอนเนื่องที่เรียกวา อนุสัย ความ นอมใจชอบน้ันเปนธรรมชาติเคยชินของจิตท่ีสั่งสมมาเปนเวลาชานาน แบงออกเปน ๒ อยาง คือ ทิฏฐิ และปญญา กลาวคือ ผูที่ร่ืนรมยใน วฏั ฏสงสารมกั มใี จนอ มไปในทฏิ ฐิ ซง่ึ อาจเปน สสั สตทฏิ ฐหิ รอื อจุ เฉททฏิ ฐิ คนท่มี ใี จนอมไปในสัสสตทฏิ ฐิมกั ชอบสสั สตทฏิ ฐเิ ทา น้นั ไมชอบอจุ เฉท- ทฏิ ฐิ เขาเขา ใจวา เมอื่ เหลา สตั วเ สยี ชวี ติ แลว วญิ ญาณกย็ งั คงอยู ไมพ นิ าศ ไปในกาลใดๆ สวนคนที่มีใจนอมไปในอุจเฉททิฏฐิมักชอบอุจเฉททิฏฐิ เทา นน้ั ไมช อบสสั สตทฏิ ฐิ เขาเขา ใจวา เมอื่ เหลา สตั วเ สยี ชวี ติ แลว วญิ ญาณ ยอ มดับไปสญู ไปไมเกดิ อีก แมพ วกเขาอาจเปลยี่ นแปลงดว ยเหตผุ ลบางอยา ง ตอ มากม็ กั หนั มาชอบทฏิ ฐทิ เี่ คยชอบมากอ น พวกเขาคลา ยกบั สนุ ขั ทเี่ ทยี่ วไปทงั้ วนั พอ ตกเยน็ กจ็ ะกลบั มานอนทเี่ ดมิ พระพทุ ธเจา ทรงรดู ว ยอาสยานสุ ยญาณวา คนแตล ะคนมแี นวโนม ไปในความเชอื่ ทางสสั สตทฏิ ฐหิ รอื ไมก อ็ จุ เฉททฏิ ฐิ พระองคจึงทรงสอนไปตามนั้น เพื่อใหเขารูแจงคุณวิเศษคือมรรคผล โดยเร็ว ๑๒๒

àËÁǵÊٵà บางคนที่ตองการหลุดพนจากบวงแหงสังสารวัฏและบรรลุ นพิ พานมกั มใี จนอ มไปในวปิ ส สนาญาณและมรรคญาณ ผทู เี่ จรญิ วปิ ส สนา อยเู สมอมกั เขา ใจผดิ และยดึ มน่ั สงิ่ ทเี่ หน็ ไดย นิ ฯลฯ วา เทย่ี ง เปน สขุ เปน อตั ตา ในขณะทยี่ งั ไมไ ดบ รรลมุ รรคญาณ ตอ เมอ่ื ฟง ธรรมของพระพทุ ธเจา แลวจึงเขาใจอยางถูกตองวาสิ่งเหลานั้นไมเที่ยง เปนทุกข ไมใชตัวตน กรณนี เ้ี กดิ ขน้ึ ไดก บั ผทู เ่ี คยเจรญิ วปิ ส สนาเปน อยา งดมี าแลว แตห ลงลมื สติ มไิ ดป ฏิบตั ิธรรม เขาอาจเปนเหมือนคนท่ัวไปท่ีมไิ ดปฏิบตั ิธรรม แตเมือ่ มีสติกลับมาปฏิบัติธรรมใหม ก็จะรูเห็นไตรลักษณไดอีก นี้คือตัวอยาง ของคนทม่ี ใี จนอ มไปในวปิ ส สนา ซง่ึ เหมอื นกบั การกลบั สเู รอื นของตวั เอง อกี ครัง้ หนง่ึ นอกจากน้ัน โสดาบันและสกทาคามียังไมหมดจากกามราคะ และพยาบาทโดยส้นิ เชิง ทา นเหลา น้ีอาจถลาํ เขา ไปสูอ ารมณดังกลาวได ในบางครั้งเมื่อออกจากการปฏิบัติกรรมฐาน ทําใหเขาใจผิดส่ิงที่เห็น ไดย นิ ฯลฯ วาเปนสุขและดงี าม แลวเกิดราคะหรอื โทสะตามสมควร แต เมื่อเขาสูกรรมฐานอีก ทานก็จะกลับเขาสูการรูแจงเห็นจริงถึงสัจธรรม อกี ครงั้ หนง่ึ วา สง่ิ เหลา นนั้ ไมเ ทยี่ ง ไมใ ชต วั ตน โดยเฉพาะอยา งยง่ิ เปน ทกุ ข และไมดีงาม นี้คือลักษณะของการกลับไปสูความรูแจงที่สําเร็จในขณะ เกดิ มรรคญาณมากอ น นับเปน การกลบั สเู รือนของตนเองคอื มรรคญาณ ในเร่ืองนี้มิไดหมายความวามรรคญาณเกิดขึ้นอีกคร้ังหน่ึงในทุกขณะท่ี เจริญกรรมฐาน แตหมายความถึงความรูแจงท่ีสําเร็จในขณะเกิดมรรค ญาณมากอน คําอธิบายน้ีสอดคลองกับขอความในคัมภีรอรรถกถาของ ๑๒๓

àËÁǵÊٵà ญาณวภิ งั คทกี่ ลา วโดยออ มวา ยถาภูตญาณ (ปญ ญารเู หน็ ตามความเปน จรงิ ) ก็คือมรรคญาณนนั่ เอง๘๐ อนุสัย คือ กิเลสท่ีนอนเน่ืองในกระแสจิต๘๑ แบงออกเปน ๗ ประเภท คือ กามราคะ (ความยินดพี อใจในกามคุณ ๕) ภวราคะ (ความ ยนิ ดพี อใจในภพ) ปฏฆิ ะ (ความโกรธหรอื ความมงุ รา ย) มานะ (ความถอื ด)ี ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) วิจกิ ิจฉา (ความสงสยั ) และอวิชชา (ความหลงไม รูจริง) พระพุทธเจาทรงพิจารณาเห็นจิตของแตละบุคคลวาเปนคนท่ีมี ราคะมาก หรือมีทิฏฐิมาก แลวจึงใหคําสอนที่เหมาะสมกับเขา ดังนั้น ผทู ีม่ โี อกาสฟง พระเทศนาของพระองคจึงบรรลุธรรมไดเ รว็ ปญญาทั้งสองชนิดที่เรียกวา อินทริยปโรปริยัตตญาณและ อาสยานสุ ยญาณ เรยี กรวมกันวา พุทธจักษ๘ุ ๒ ปญ ญาเหลานีม้ เี ฉพาะใน พระพุทธเจา เทา น้ัน ไมม ใี นพระอรหันตร ปู อ่นื แมแตทา นพระสารบี ตุ รก็ ไมส ามารถรถู งึ ความยงิ่ หยอ นของอนิ ทรยี ใ นปจ เจกบคุ คลแลว ใหค าํ สอน ทเี่ หมาะสมได ครั้งหนึ่ง ทานพระสารีบุตรสอนศิษยภิกษุรูปหน่ึงใหฝกอสุภ- กรรมฐาน และขอใหศิษยคนนั้นฝกปฏิบัติตลอดพรรษา ภิกษุนั้นแม ปฏบิ ตั ธิ รรมตลอดพรรษาก็ไมอาจประสบความกา วหนา ได ดังนน้ั ทาน พระสารีบตุ รจึงพาศิษยเขา ไปเฝา พระพุทธเจา แลว ทูลเรือ่ งดังกลาว แลว สง มอบศษิ ยร ปู นน้ั ใหพ ระพทุ ธเจา สอนแทน ในขณะนน้ั พระพทุ ธองคท รง พจิ ารณาหยงั่ เหน็ จติ ของภกิ ษรุ ปู นน้ั แลว จงึ ใชฤ ทธเ์ิ นรมติ ดอกบวั ทองขน้ึ แลวมอบใหโดยใหเพง สแี ดงบรกิ รรมวา สแี ดงๆ (โลหิตกํ โลหิตกํ) ๑๒๔

àËÁǵÊٵà ภกิ ษนุ น้ั ปฏบิ ตั ติ ามทไี่ ดร บั คาํ แนะนาํ โดยเพง ดดู อกบวั ทอง ทา น เกิดนิมิตในโลหิตกสิณ (กสิณสีแดง) และไดบรรลุฌาน ๔ ในขณะน้ัน พระพุทธเจาทรงเนรมิตใหด อกบวั ทองเหย่ี วเฉา และกลายเปน สีดาํ คลาํ้ พอภกิ ษนุ นั้ ออกจากฌานแลวพบเห็นวา ดอกบัวเปลี่ยนแปลงไป ก็เจรญิ วปิ ส สนาโดยนอ มเขา หาตนเองวา แมร า งกายของเรากจ็ ะผพุ งั เปลย่ี นแปลง ไปเหมือนอยางนี้ ลําดับนั้นพระพุทธเจาไดปรากฏขึ้นตอหนาทานแลว แสดงพระธรรมเทศนา ทา นไดบ รรลอุ รหตั ตผลในขณะกาํ ลงั ฟง พระธรรม เทศนาอยูนน่ั เอง๘๓ ในเรอื่ งนี้ ภกิ ษุนั้นเคยเกิดเปนชางทองมาตลอด ๕๐๐ ชาติ จึง ชอบส่ิงท่ีงดงามประณีตโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ทานจึงไมสนใจ อสุภกรรมฐานซ่ึงเกี่ยวกับการพิจารณาความไมงามของรางกาย ทาน พระสารีบุตรไมทราบถึงความชอบใจของภิกษุน้ันมากอน จึงไดสอนวิธี เจรญิ อสภุ กรรมฐาน ในทางตรงกนั ขา ม พระพทุ ธเจา ทรงทราบความนอ ม ใจชอบของปจเจกบุคคลเปนอยางดี จึงมอบดอกบัวทองแลวสอนกสิณ สีแดง กสิณดังกลาวเหมาะสมกับความชอบใจของทาน ทําใหไดบรรลุ อรหัตตผลพรอ มทงั้ ฌาน ๔ ภายในเวลาไมก่ีช่ัวโมงเทานัน้ สรปุ ความวา อาสยานสุ ยญาณ คอื ปญ ญาหยงั่ เหน็ ความชอบใจ และอนุสัยของเหลาสัตว โดยความชอบใจแบงออกเปนสัสสตทิฏฐิและ อุจเฉททิฏฐิของเหลาสัตวที่ร่ืนรมยในวัฏฏะ (วัฏฏนิสสิตะ) หรือไดแก วิปสสนาญาณและมรรคญาณของเหลาสัตวท่ีรื่นรมยในพระนิพพาน (ววิ ฏั ฏนสิ สติ ะ) พระพทุ ธเจา ทรงเพยี บพรอ มดว ยพทุ ธจกั ษทุ จ่ี าํ แนกเปน ๑๒๕

àËÁǵÊٵà อนิ ทรยิ ปโรปรยิ ตั ตญาณและอาสยานสุ ยญาณดงั กลา ว ฉะนนั้ เทพสาตา- คิระจึงตอบวา “พระองคต รัสรูแ ลว ทรงมีปญญาจกั ษุในธรรมทง้ั หลาย” ในบรรดาจักษุ ๕ ประเภททไี่ ดอ ธิบายมาแลวนัน้ จักษทุ ้ังหมด ๔ อยางเวน มงั สจักษซุ ่ึงมิไดเกย่ี วกับการรเู ห็นธรรม เปนจักษุทรี่ ะบถุ งึ ใน เรอื่ งน้ี พระพทุ ธเจา ทรงเพยี บพรอ มดว ยจกั ษทุ งั้ ๔ อยา งเหลา นนั้ จงึ ทรง รูเห็นรูปนามดวยวิปสสนาปญญาวาเปนไตรลักษณท่ีไมเที่ยง เปนทุกข ไมใ ชต วั ตน ทรงรแู จง พระนพิ พานดว ยมรรคปญ ญา ทรงพจิ ารณามรรคผล เปน ตน ดว ยปจ จเวกขณปญ ญา ทรงเหน็ เหลา สตั วท เ่ี กดิ บา งตายบา งตาม กรรมดว ยทิพยจักษญุ าณ ทรงเห็นอินทรยี  ความชอบใจ และอนุสัยของ เหลา สตั วด ว ยพทุ ธจกั ษคุ อื อนิ ทรยิ ปโรปรยิ ตั ตญาณและอาสยานสุ ยญาณ ดวยเหตนุ ี้ เทพสาตาคิระจงึ รบั รองวา พระพุทธเจา ทรงมปี ญญาจักษุใน ธรรมทงั้ หลาย ซงึ่ หมายความวา ทรงเพยี บพรอ มดว ยปญ ญาจกั ษทุ รี่ เู หน็ ธรรมทุกอยา ง เรือ่ งราวทุกอยางโดยสน้ิ เชิง ขอ ความโดยสรปุ ของคาถาน้ี คอื พระพทุ ธเจา ไมท รงยนิ ดใี นกาม ทงั้ หลาย เพราะกําจัดตัณหาโดยสิ้นเชงิ ดว ยอรหตั ตมรรคแลว พระหทัย ของพระองคไมขุนมัว เพราะกําจัดโทสะดวยอนาคามิมรรคและกําจัด ความเคยชนิ ของโทสะดว ยอรหตั ตมรรค ดงั นนั้ ไมว า จะพบกบั สงิ่ ทไี่ มน า พอใจ พระองคก ไ็ มร สู กึ โกรธหรอื ไมพ อใจ จงึ มพี ระทยั ผอ งใสไมข นุ มวั อยู เสมอ มจิ าํ เปน ตอ งกลา วถงึ พระพทุ ธเจา เลย แมก ระทงั่ ทา นพระสารบี ตุ ร กม็ ีใจผองใสไมขุนมวั ไมโกรธผอู ่นื ทมี่ าทาํ รา ยตนเอง ๑๒๖

àËÁǵÊٵà ครง้ั หนงึ่ ศษิ ยข องทา นพระสารบี ตุ รชมเชยวา ทา นไมเ คยโกรธ ใน ขณะนั้นพราหมณคนหนง่ึ ท่ีเปน คนมจิ ฉาทิฏฐกิ ลา ววา เขาไมเ ชอ่ื คงเปน ธรรมดาทคี่ นตา งศาสนาจะไมเ ชอื่ คณุ ธรรมของคนในอกี ศาสนาหนง่ึ เขา พูดวาทา นไมโกรธเพราะไมมีคนกระตนุ ใหโ กรธนั่นเอง วันหนึ่งขณะท่ีทานพระสารีบุตรกําลังออกบิณฑบาตอยูในตอน เชา พราหมณคนนัน้ เดินตามหลังไปแลว ทุบหลังทา นอยา งแรง ทา นมิได แมแตจะหันกลับไปดูพราหมณน้ันเลย ทานไดเดินตอไปดวยความสงบ พราหมณน น้ั จงึ เชอ่ื แลว ไปกราบขออภยั ทา น เพราะตวั เขารอ นไปทกุ สว น เนื่องจากการทํารายผูมีคุณธรรมสูง๘๔ อันที่จริงไมใชทานพระสารีบุตร เทา นน้ั แมพ ระอรหนั ตร ปู อนื่ กห็ มดจดจากความโกรธดว ยเชน กนั อยา งไร ก็ดี พระอรหันตก็ยังมีความเคยชินท่ีเปนผลของโทสะอยูบาง แต พระพุทธเจาเทานั้นทรงกําจัดโทสะและความเคยชินได จึงมีพระทัย ผองใสไมขนุ มัว เทพสาตาคิระกลาววา “พระพุทธเจาทรงลวงพนโมหะท้ังปวง ได” โมหะเปน การไมร จู รงิ ในอรยิ สจั ๔ กลา วอกี อยา งหนง่ึ คอื การรไู มจ รงิ (เขาใจผดิ ) ในอริยสัจ คือ การไมร วู า ทุกขสจั เปน ความจรงิ คือทุกข แต เขาใจผิดวา เปนสุข เชน การเขา ใจผิดรปู นามทเ่ี กิดดับอยตู ลอดเวลาใน ขณะเห็น ไดยิน ฯลฯ ซ่ึงเปนส่ิงที่นารังเกียจไมดีงามไมนาพอใจเพราะ เกดิ ดับอยูเ สมอวาเปนสุขและดีงาม การเขา ใจผดิ เชนนี้จัดเปน โมหะ ใน ทํานองเดียวกัน ส่ิงที่ไดยิน ไดดม ไดสัมผัส หรือไดนึกคิด เปนเพียง รูปนามท่ีเกิดดับอยูตลอดเวลา จึงเปนทุกข แตการเขาใจผิดวาเปนสุข จัดเปนโมหะ ๑๒๗

àËÁǵÊٵà นอกจากนนั้ ความพอใจสงิ่ ทนี่ า เพลดิ เพลนิ ยนิ ดจี ดั เปน สมทุ ยสจั ทเ่ี ปน เหตเุ พม่ิ ภพชาตใิ หม ที กุ ขเ รอ่ื ยไป การไมเ ขา ใจสมทุ ยสจั วา เปน เหตุ เกิดของทุกข แตกลับเขาใจผิดคิดวาความพอใจน้ีเปนเหตุเกิดของสุขท่ี นา สนุกสนานรื่นรมย จดั เปน โมหะท่ีไมรูสมุทยสจั ตามความเปน จรงิ การไมเขาใจวาความดับไมเกิดอีกเปนสิ่งท่ีดีงาม แตกลับเขาใจ วา เปน ความตายนริ นั ดรท ไ่ี มด งี าม จดั เปน การเขา ใจผดิ นโิ รธสจั สว นการ ไมเ ขา ใจวา การเจรญิ ทาน ศลี และภาวนาทเ่ี ปน เหตใุ หบ รรลพุ ระนพิ พาน เปนปฏิปทาท่ีดีงามนําสุขมาให แตเขาใจผิดวาทําใหเหนื่อยยากลําบาก โดยเฉพาะอยางย่ิงการคิดนึกวาการปฏิบัตวิ ิปสสนาเปนความลําบากท้งั ทางกายและใจ จดั เปนความเขา ใจผดิ มรรคสจั ทกี่ ลา วมานค้ี ือความหมายของโมหะทไี่ มร จู ริงในอรยิ สจั ๔ แม เทพเหมวตะจะถามเรอ่ื งโมหะโดยหมายความถงึ โมหะอนั เปน ทอี่ าศยั ของ ทิฏฐเิ ทา นั้น แตเทพสาตาคริ ะไดต อบคําถามโดยหมายถงึ โมหะทกุ อยาง ตามที่กลา วมานี้ จงึ กลาววา “พระองคทรงลว งพนโมหะทั้งปวงได” ๑๒๘

àËÁǵÊٵà คําถามท่ี ๕ ของเทพเหมวตะ กจจฺ ิ วชิ ฺชาย สมฺปนฺโน กจฺจิ สํสุทฺธจารโณ กจฺจิสฺส อาสวา ขีณา กจจฺ ิ นตถฺ ิ ปนุ พภฺ โว.๘๕ “พระโคดมทรงสมบรู ณด ว ยความรจู รงิ หรอื พระองคท รงมคี วาม ประพฤติหมดจดจริงหรือ พระองคทรงสิ้นอาสวะท้ังหลายจริงหรือ พระองคไ มท รงเกดิ อีกจริงหรือ” ในเรื่องนีเ้ ทพเหมวตะถามวา สหายสาตาคิระ พระบรมครขู อง ทานทรงมีญาณพิเศษท่ีเรียกวาวิชชาบริบูรณจริงหรือ ทรงมีความ ประพฤตดิ อี นั เปน พนื้ ฐานของการบรรลมุ รรคผลนพิ พานทเ่ี รยี กวา จรณะ จริงหรือ พระองคขจัดกิเลสในพระองคโดยส้ินเชิงไดจริงหรือ พระองค ปลอดจากวนเวยี นแหง ภพโดยไมมีภพหนา สาํ หรับพระองคอ ีกจริงหรือ ๑๒๙

àËÁǵÊٵà คําตอบท่ี ๕ ของเทพสาตาคิระ วิชฺชาย เจว สมปฺ นโฺ น อโถ สสํ ทุ ฺธจารโณ สพพฺ สสฺ อาสวา ขีณา นตถฺ ิ ตสสฺ ปนุ พฺภโว.๘๖ “พระโคดมทรงสมบรู ณด ว ยความรู พระองคท รงมคี วามประพฤติ หมดจด พระองคท รงสน้ิ อาสวะท้ังหลาย พระองคไมทรงเกดิ อกี ” เทพสาตาคิระตอบวา พระบรมครูของเราทรงสมบูรณดวย ความรูท เ่ี รยี กวา วชิ ชา แบง ออกเปน วิชชา ๓ และวิชชา ๘ พระองคท รง ความประพฤตดิ อี นั เปน พน้ื ฐานของการบรรลมุ รรคผลนพิ พานทเ่ี รยี กวา จรณะ พระองคท รงหมดส้นิ อาสวะทง้ั ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐา- สวะ และอวชิ ชาสวะ พระองคทรงปลอดจากวัฏฏสงสารโดยสน้ิ เชิง การท่ีเทพสาตาคิระตอบคําถามอยางม่ันใจเชนนี้ก็เน่ืองจากวา ไดฟ ง ปฐมเทศนาของพระพทุ ธเจา นน่ั เอง ในปฐมเทศนานนั้ พระพทุ ธองค รับรองวาไดอบรมมรรคสัจแลว๘๗ ในมรรคสัจดังกลาว สัมมาทิฏฐิและ สมั มาสงั กปั ปะจดั เปน หมวดปญ ญาหรอื วชิ ชาซงึ่ เปน ความรพู เิ ศษ สมั มา- วาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ จัดเปนหมวดศีล สวนสัมมา- วายามะ สมั มาสติ และสัมมาสมาธิ จดั เปน หมวดสมาธิ ท้ังศลี และสมาธิ เหลา นเี้ ปนคุณธรรมท่กี อใหเ กิดจรณะหรือความประพฤติขั้นพ้นื ฐาน ๑๓๐

àËÁǵÊٵà ในพระสตู รดงั กลา วพระพทุ ธเจา ยงั ทรงปฏญิ าณไวอ กี วา พระองค ไดบรรลุความเปนสัมมาสัมพุทธะแลว เม่ือพระองคเปนพระพุทธเจา ผูตรัสรูชอบดวยพระองคเองตามที่ทรงปฏิญาณไว ก็นับวาทรงสมบูรณ ดวยวิชชาและจรณะท้ังหมด ฉะนั้นเทพสาตาคิระจึงตอบคําถามอยาง ม่ันใจวา พระพทุ ธเจาทรงสมบรู ณดวยวชิ ชาและจรณะเหลา นนั้ นอกจากนัน้ การตอบคําถามเก่ยี วกับการสิ้นอาสวะมาจากการ ทพ่ี ระพทุ ธองคร บั รองวา ไดก าํ จดั สมทุ ยสจั แลว และไดป ฏญิ าณความเปน สัมมาสัมพุทธะไวในปฐมเทศนานั้น ทําใหสาตาคิระเช่ือม่ันวาพระบรม- ครูของตนนั้นคือพระพุทธเจาที่แทจริง ทั้งนี้ก็เนื่องจากวาเม่ือสมุทยสัจ ถูกกาํ จดั ก็เปน อันกําจัดกิเลสทง้ั หมด อกี ทง้ั เมอ่ื ไดต รสั รเู ปน พระสมั มา- สัมพุทธเจาแลว กิเลสและความเคยชินทั้งหมดยอมถูกกําจัดไดโดย สน้ิ เชงิ คําตอบท่ี ๕ วาพระพุทธเจาทรงไมมีภพใหมในอนาคตอีกแลว เทพสาตาคริ ะยืนยนั ขอความน้จี ากพระดํารัสในปฐมเทศนาวา “ปญ ญารเู หน็ ไดเ กดิ แกต ถาคตวา ความหลดุ พน ของเราไมพ นิ าศ แลว ชาตนิ ี้เปน ชาติสดุ ทาย ไมม ีภพใหมอกี ในกาลน”้ี ๘๘ จะเห็นไดวา ในพระสตู รนตี้ รัสวา ปญ ญารเู ห็นคอื ปจ จเวกขณ- ญาณไดเกิดขึ้นแกพระองควา ความหลุดพนจากกิเลสของเราไมพินาศ หมายความวา ความหลุดพนจากกิเลสน้ันสมบูรณพรอม มิใชมีเพียง ช่ัวครั้งคราว (ตทงั ควิมตุ ติ) หรือเพยี งขม ไวช่ัวระยะเวลาหนึ่ง (วกิ ขัมภน- ๑๓๑

àËÁǵÊٵà วมิ ุตต)ิ แตเ ปนความหลุดพนแบบถาวรและไมมกี ารละเมดิ อกี (สมุจเฉท- วิมุตติและปฏิปสสัทธิวิมุตติ) ฉะน้ันเทพสาตาคิระจึงตอบคําถามอยาง มัน่ ใจวา พระพุทธเจาไมทรงเกดิ อีก วชิ ชา ๓ วิชชามี ๓ หรือ ๘ ประเภท๘๙ วชิ ชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานสุ สติ ญาณ ทพิ ยจักษญุ าณ และอาสวักขยญาณ มกั อางดว ยคํายอ วา ปุ ทิ อา ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คําน้ีมาจาก ปพุ ฺเพ (ในภพกอ น) + นวิ าส (สง่ิ ท่เี คยอยู) + อนุส- สติญาณ (ปญญาระลึกไดอีก) หมายถึง ปญญาที่สามารถหวนระลึกถึง อดตี ท่เี คยอยมู ากอ นในภพที่แลว มาได พระพทุ ธเจาทรงบรรลุญาณนี้ใน ปฐมยามของคืนวันเพ็ญเดือน ๖ อันเปนวันที่พระองคทรงบรรลุภาวะ แหง พทุ ธะ นบั แตน นั้ มาพระองคท รงระลกึ ถงึ เรอื่ งราวในภพทแี่ ลว มาของ พระองคได ดังที่ทรงเลาเรื่องของพระองคหรือผูอื่นไวในคัมภีรชาดก เปน ตน ทิพยจักษุญาณ ทพิ ยจักษญุ าณ คอื ญาณรูเห็นดว ยตาทพิ ย เปน ปญ ญาทีร่ เู ห็น เหมอื นดวงตาของเทวดา คาํ อปุ มาเปรยี บดวงตาของเทวดานาํ มาใชเ พยี ง เพอ่ื อธิบายความสามารถที่ปรากฏในญาณนี้ แตอนั ที่จรงิ ความสามารถ น้ีมีเหนือกวา ดวงตาของเทวดาเสียอกี เพราะเห็นสิ่งทดี่ วงตาของเทวดา ๑๓๒

àËÁǵÊٵà ไมสามารถมองเห็น ผูที่มีญาณน้ีพิจารณาแลวอาจแลดูออกไปแสนไกล หลายแสนหลายลานโยชนหรือไมล ญาณน้ีสามารถเห็นส่ิงท่ีมนุษยไม อาจเห็นได สามารถมองทะลุกําแพง ภูเขา และส่ิงกีดขวางใดๆ ได สามารถเห็นนรกภูมิ สัตวโ ลก เปรต เทวดา และพรหม สามารถเหน็ คน ทที่ ําบาปแลวตายไปเกิดในนรก สตั วดิรจั ฉาน หรือเปรต หรือเห็นคนที่ ทาํ บญุ แลวตายไปเกิดในโลกมนษุ ยหรอื สวรรค โดยทว่ั ไปจกั ษขุ องมนษุ ยไ มส ามารถเหน็ รกุ ขเทวดา เทวดารกั ษา ปาหรอื ภเู ขาในบริเวณนัน้ ได บางคนอาจพดู วา เทวดาไมมีจริงเพราะเขา มองไมเห็น แตเขาก็ไมกลาไปยังสถานท่ีมีผีดุซึ่งเปนตนไมหรือบานผีสิง และไมก ลา ทาํ ใหภูตผีไมพอใจ บางคร้ังเทวดา ปโู สมเฝา ทรพั ย หรือภตู ผี ก็ปรากฏรางใหเห็นทําใหคนตกใจได ภูตผีท่ีหลอกหลอนคนน้ีอาจเปน เทวดาไดบา ง เหมือนเร่อื งที่มีภูตผหี ลอกหลอนภกิ ษทุ อ่ี ยูใ นปาตามเรอ่ื ง ที่เปนเหตุใหพระพุทธองคทรงแสดงเมตตสูตร ภูตผีเหลานั้นก็คือรุกข- เทวดานน่ั เอง มีหลายเหตกุ ารณท่เี ปรตมาหลอกหลอนใหต กใจจริงๆ คอื สมยั หนงึ่ พระเจา พมิ พสิ ารเสดจ็ กลบั พระราชวงั หลงั จากไดถ วายภตั ตาหารแด พระพุทธเจาและภิกษุสงฆแลว พอถึงเวลากลางคืนเปรตมากมายได ปรากฏใหเห็นในพระราชวังและหลอกหลอนใหพระองคตกพระหทัย เปรตเหลา นไ้ี ดย นิ จากพระพทุ ธเจา กสั สปะพระองคก อ นวา พวกเขาจะได รับอาหารกินหลังจากการกลาวอนุโมทนาสาธุการเม่ือพระเจาพิมพิสาร ไดอุทิศสวนบุญอันเกิดจากการถวายภัตตาหารคราวนี้ ดังนั้นพวกเปรต ๑๓๓

àËÁǵÊٵà มารออยูรอบวัดที่ประทับของพระพุทธเจาเพ่ือรับสวนบุญ แตพระเจา พิมพิสารมิทรงทราบเร่ืองน้ี จึงมิไดแบงสวนบุญให พวกเปรตจึงหลอก หลอนใหต กพระทัยเพยี งเพื่อเปนการเตอื นพระองคเ ทา น้นั เมอื่ พระเจา พมิ พสิ ารกราบทลู เรอื่ งนแี้ กพ ระพทุ ธเจา พระพทุ ธ- องคตรัสวาเปรตดังกลาวเคยเปนพระญาติของพระองคมากอนใน ๙๒ กัปท่ีผานมา การท่ีพวกเขามาหลอกหลอนใหตกพระทัยน้ันก็เพราะ พระองคม ไิ ดอ ทุ ศิ สว นบญุ ใหพ วกเขานน่ั เอง ดงั นนั้ พระเจา พมิ พสิ ารจงึ ได ถวายภตั ตาหารแดพ ระพทุ ธองคแ ละคณะสงฆอ กี ครงั้ หนง่ึ ในวนั รงุ ขน้ึ แลว ทรงอทุ ศิ สว นบญุ ใหเ ปรตทง้ั หมดนนั้ พวกเปรตตา งเปลง เสยี งสาธกุ ารแลว ไดร บั อาหารทพิ ยท นั ที การหลอกหลอนของภตู ผอี าจเปน การกระทาํ ของ เทวดาบา ง เปรตบา ง ปโู สมเฝา ทรพั ยบ า ง แมพ วกเขาจะอยใู กลก บั มนษุ ย เราก็ไมอาจมองเห็นพวกเขาไดดวยตาเนื้อ ตองมองเห็นดวยตาทิพย เทานั้น เห็นเปรตดวยทิพยจกั ษุ วันหนึ่งในสมัยพุทธกาล ทานพระมหาโมคคัลลานะและทาน พระลักขณะลงจากเขาคิชกูฏเพื่อรับบิณฑบาต ระหวางทางพระมหา- โมคคลั ลานะไดเ หน็ เปรตหลายประเภท บางประเภทมเี พยี งโครงกระดกู บางประเภทมแี ตเนื้อ บางประเภทมไี ฟลุกไหมอ ยตู ามรา งกาย ประเภท ท่ีมีแตโครงกระดูกและเนื้อน้ันมีนกกา แรง และเหย่ียวพากันจิกอยูทั่ว ราง เปรตเหลานนั้ สงเสยี งรองโหยหวนดังล่นั ดว ยความเจบ็ ปวด วง่ิ ไปใน ทองฟา ทานพระมหาโมคคัลลานะเห็นเปรตเหลาน้ันแลวจึงย้ิมดวยคิด ๑๓๔

àËÁǵÊٵà วา ทา นเปน อสิ ระจากความทกุ ขเ ชน นนั้ ในขณะนน้ั ทา นพระลกั ขณะถาม ทานพระมหาโมคคัลลานะเหตุใดจึงยิ้ม การที่ทานพระลักขณะถาม เชน นน้ั กเ็ พราะทา นไมเ หน็ เปรตดงั กลา ว ครง้ั นน้ั ทา นพระมหาโมคคลั ลานะ ตอบวาคอยถามเร่ืองนี้ตอหนาพระพักตรของพระผูมีพระภาคหลังกลับ จากบณิ ฑบาตแลว ตอมาหลังกลับจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารแลว ทาน พระลักขณะไดถามทานพระมหาโมคคัลลานะตอหนาพระพักตรของ พระพุทธเจาวาเหตุใดทานจึงย้ิม ทานพระมหาโมคคัลลานะตอบวาย้ิม เพราะเหน็ พวกเปรตทม่ี รี ปู รา งผดิ แปลกมากมาย ในขณะนน้ั พระพทุ ธเจา จึงตรัสวา “สาวกของตถาคตสมบูรณดวยจักษุแหงปญญา จึงมองเห็น เปรตที่จักษุของมนุษยมองไมเห็น สาวกจึงเปนพยานวาเปรตมีอยูจริง ตถาคตไดเ คยเหน็ เปรตเหลา นน้ั ในคนื วนั ทต่ี ถาคตกาํ ลงั จะบรรลสุ มั โพธ-ิ ญาณขณะนั่งอยูเหนืออปราชิตบัลลังกใตตนโพธ์ิ แตมิไดเอยถึงเปรต เหลาน้ันไวเพราะเกรงวาผูฟงจะไมเชื่อแลวทําบาปทางใจไดรับทุกขตอ ไป เปรตเหลาน้ันเคยเกิดเปนคนฆาวัวในเมืองราชคฤห ไดเสวยทุกขใน นรกหลายแสนปแลวมาเปนเปรตเพื่อชดใชหน้ีบาปที่ยังเหลืออยู คําท่ี ทานพระมหาโมคคัลลานะพดู นั้นถกู ตอ งแลว ”๙๐ เปรตทเ่ี กย่ี วกบั การยมิ้ ของทา นพระมหาโมคคลั ลานะมมี ากกวา ๒๐ ประเภท๙๑ บางประเภทตอ งทนทกุ ขเ จ็บปวดจากดาบ หอก ลูกศร และเข็มท่พี ุงเขา ใสท่ิมแทงรางอยตู ลอดเวลา บางพวกมีกอนเหล็กหลาก ขนาดตกใสรางจนตองวิ่งไปท่ัวพลางหวีดรองเสียงดังดวยความเจ็บปวด ๑๓๕

àËÁǵÊٵà ที่กําลังไดรับ แตมนุษยในบริเวณน้ันมองไมเห็นเปรตเหมือนกับทาน พระลกั ขณะซงึ่ ไมม ที พิ ยจกั ษญุ าณ อาวธุ ตา งๆ เหลา นน้ั ตกลงในตวั เปรต เทานน้ั ไมต กลงในมนษุ ย นอกจากนนั้ เปรตทีต่ กทุกขไ ดย ากไมเพยี งมี อยทู เี่ ขาคชิ ฌกฏู เทา นน้ั ในทอี่ น่ื ๆ กม็ อี กี ดว ย โดยเฉพาะในสถานทซี่ งึ่ เขา ทาํ ชว่ั ไว คนชวั่ มกั เกดิ เปน เปรตรบั ผลกรรมเชน กนั แตเ รามองไมเ หน็ ดว ย ตาเนอื้ ของมนษุ ย ตองเหน็ ดว ยตาทิพยเทา นัน้ ทิพยจักษุอภิญญามิไดเห็นเฉพาะเปรตเทาน้ัน แตเ หน็ สง่ิ มชี ีวิต ไดท ง้ั หมดอกี ดว ยรวมไปถงึ สตั วน รก เทวดา และพรหม ทา นพระอนรุ ทุ ธะ ผูเลิศในทางทิพยจักษุสามารถเห็นจักรวาลพันหน่ึงในขณะเดียวกันดวย ทิพยจกั ษุน้ี แตพ ระพทุ ธองคสามารถทอดพระเนตรเหน็ จักรวาลไมอ าจ นบั ไดต ามตอ งการ เพราะพระองคไ ดบ รรลอุ ภญิ ญานใี้ นคนื วนั เพญ็ เดอื น ๖ เม่ือกําลงั จะบรรลสุ ัมมาสมั โพธิญาณ อาสวกั ขยญาณ ญาณนี้เปนมรรคปญญาอันประเสริฐท่ีขจัดกิเลสทั้งปวงให หมดส้ินไป แบงออกเปน ๔ ขั้น คือ โสดาปตติมรรคญาณ สกทาคามิ- มรรคญาณ อนาคามิมรรคญาณ และอรหัตตมรรคญาณ ในญาณเหลาน้ี โสดาปต ตมิ รรคญาณขจดั ทฏิ ฐแิ ละกเิ ลสระดบั เดยี วกนั ใหห มดสน้ิ ไป สก- ทาคามิมรรคญาณขจัดกามราคะอยางหยาบและกิเลสระดับเดียวกันให หมดส้ินไป อนาคามิมรรคญาณขจัดกามราคะอยางละเอียดและกิเลส ระดับเดยี วกันใหห มดส้นิ ไป อรหตั ตมรรคญาณขจัดกเิ ลสทง้ั ปวงใหหมด สนิ้ ไปอยา งเดด็ ขาด ดงั นนั้ มรรคญาณทงั้ ๔ นจี้ งึ เรยี กวา อาสวกั ขยญาณ ๑๓๖

àËÁǵÊٵà แตอรหัตตมรรคญาณสามารถขจัดกิเลสโดยส้ินเชิง จึงไดชื่อวาอรหัตต- มรรคญาณ เพราะเปนประธาน พระพุทธเจาทรงไดบรรลุญาณน้ีในคืน วนั เพ็ญเดือน ๖ ตอนใกลรุง วธิ ปี ฏบิ ตั ขิ องพระองคค อื พระองคท รงพจิ ารณาปฏจิ จสมปุ บาท หลงั เที่ยงคนื ในวนั น้ัน เมอ่ื พระองคออกจากอานาปานฌานแลว ไดห ย่งั รู เวามเกิดข้ึนและดับไปของอปุ าทานขันธ ๕ การรเู ห็นเชนนี้เหมอื นการท่ี ผูปฏิบัติในปจจุบันกําลังรับรูสภาวะเห็น ไดยิน ฯลฯ แตตางกันกับท่ี พระพุทธเจาทรงปฏิบัติ นั่นคือ พระพุทธองคทรงเขาฌานท้ังหมด แลวกําหนดรูองคฌาน อีกทั้งกําหนดรูรูปนามทุกอยางที่เปนทั้งภายใน และภายนอกรางกาย มิมีส่ิงใดท่ีละไวไมไดกําหนดรู น้ีคือขอแตกตาง ทส่ี าํ คญั แตก ารหยั่งเหน็ ความเกิดดับนนั้ เปน กระบวนการเดยี วกนั พระพทุ ธเจา ทรงหยงั่ เหน็ ความเกดิ ดบั ของอปุ าทานขนั ธ ๕ แลว ไดพัฒนาวิปสสนาญาณตามลําดับจนกระท่ังบรรลุมรรคญาณ ๔ ตาม ลาํ ดบั ตอ มา เมอ่ื พระองคท รงรแู จง พระนพิ พานดว ยอรหตั มรรคญาณแลว ถดั จากนนั้ ไดต รสั รเู ปน พระสมั มาสมั พทุ ธเจา หลงั จากไดบ รรลพุ ทุ ธธรรม ทงั้ หมดมพี ระสพั พญั ตุ ญาณเปน ตน ดว ยเหตนุ ี้ พระองคจ งึ ทรงประกาศ ไวใ นขณะแสดงปฐมเทศนาวา ไดร เู หน็ สจั จะ ๔ ทค่ี วรรเู หน็ อยา งครบถว น และปฏิญาณความเปนพระสัมมาสัมพุทธเจาไวอีกดวย ฉะนั้น เทพ สาตาคริ ะจึงรับรองวาพระพทุ ธเจา ทรงสมบูรณดว ยวิชชา ๓ ดงั ทก่ี ลาว มาแลว ๑๓๗

àËÁǵÊٵà วชิ ชา ๘ อาตมาไดอ ธิบายวชิ ชา ๓ ท่เี รยี กยอ ๆ วา ปุ ทิ อา มาแลว ตอ ไปนีจ้ ะอธบิ ายวชิ ชา ๘ โดยเพิ่มอีก ๕ ประการ คอื วิ ม อิ เจ และ ทิ ซง่ึ เปน อกั ษรตวั แรกของแตล ะวชิ ชา คาํ เตม็ ไดแ ก วปิ ส สนาญาณ มโนมยทิ ธิ ญาณ อทิ ธวิ ธิ ญาณ เจโตปรยิ ญาณ และทิพโสตญาณตามลาํ ดับ วปิ สสนาญาณ วิปสสนาญาณเปนปญญาหย่ังรูรูปนามตามความเปนจริงวา ไมเทย่ี ง เปน ทุกข ไมใ ชต วั ตน ไดแก ปญ ญาท่ีเริม่ ตนตั้งแตส ัมมสนญาณ เปน ตน ไป แตผ ปู ฏบิ ตั ไิ มอ าจเรมิ่ ปฏบิ ตั ดิ ว ยการรเู หน็ ไตรลกั ษณด งั กลา ว จงึ ตอ งเรม่ิ ตง้ั แตก ารรเู หน็ รปู นามปจ จบุ นั เพอื่ ใหเ กดิ นามรปู ปรจิ เฉทญาณ คือ ปญญารูเห็นรูปนาม ดังนั้น ในทุกขณะท่ีเห็น ไดยิน รูกล่ิน ล้ิมรส กระทบสมั ผสั หรอื นกึ คดิ เรอื่ งราว ผปู ฏบิ ตั คิ วรกาํ หนดรรู ปู นามทกุ อยา ง ท่ปี รากฏชดั เจนในปจ จบุ นั ขณะ อนง่ึ กอนที่จะสามารถกําหนดรูรปู นาม ทกุ อยางได ควรเรมิ่ ปฏิบัตดิ วยการกาํ หนดรูธาตุ ๔ ท่ปี รากฏชดั เจนกอ น ดังพระพุทธดํารัสในมหาสติปฏฐานสูตรวา คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ๙๒ (เม่ือเดิน รูชัดวาเดินอยู) ตามนัยน้ีพระองคทรงแนะนําให ผูปฏบิ ัตติ ามรสู ภาวะเคล่ือนไหวและผลักดนั ของธาตุลม ๑๓๘

àËÁǵÊٵà แมในขณะน่งั ก็มคี าํ แนะนาํ วา นิสนิ โฺ น วา นิสนิ ฺโนมฺหีติ ปชานาต๙ิ ๓ (เมื่อนั่ง รูชัดวานั่งอยู) หมายความวา บุคคลควรกําหนดรูสภาวะของ รา งกายทกุ สว นในขณะนง่ั กาํ หนดวา “นง่ั หนอๆ” ถา ในขณะนงั่ มสี ภาวะ ทางกาย ใจ หรือทุกขเวทนาอยางใดอยางหนึ่งปรากฏชัดเจน ก็ควร กําหนดตามสภาวะเหลา นัน้ เชน ถา คกู ก็ าํ หนดวา “คูหนอๆ” ถาเหยียด ก็กําหนดวา “เหยียดหนอๆ” ถาขยับก็กําหนดวา “ขยับหนอๆ” คน สว นใหญม กั รเู หน็ สภาวะเคลอ่ื นไหวของทอ งซง่ึ เรยี กโดยทว่ั ไปวา พองยบุ ดงั นนั้ อาตมาจงึ สอนใหฝ ก ปฏบิ ตั งิ า ยๆ ดว ยการเฝา ดสู ภาวะพองขนึ้ และ ยบุ ลงของทองในขณะน่งั กรรมฐานโดยกําหนดวา “พองหนอ ยบุ หนอ” ในมหาสตปิ ฏ ฐานสตู รไดแ นะนาํ ใหผ ปู ฏบิ ตั กิ าํ หนดรสู ภาวะทาง กายทกุ อยา งดวยพระดํารสั วา ยถา ยถา วา ปนสฺส กาโย ปณหิ โิ ต โหติ, ตถา ตถา นํ ปชานาต๙ิ ๔ (เธอต้ังกายไวดวยกิริยาทาทางอยางใดๆ ก็รู กิริยาทาทางอยางนั้นๆ) ฉะนั้นอาตมาจึงแนะนําใหผูปฏิบัติกําหนดรู สภาวะพองยบุ ของทอ งตามขอความในพระบาลนี นั้ หากผปู ฏบิ ตั คิ ดิ วา ยงั มชี ว งวา งในการกาํ หนดรสู ภาวะพองยบุ อยู เชน พอสดุ พองแลวยังไมม ีสภาวะยบุ หรือสดุ ยบุ แลว ยงั ไมม ีสภาวะพอง ปรากฏชดั เจน ก็อาจเพมิ่ การกําหนดรูสภาวะนง่ั อีกดว ย โดยบริกรรมวา “พองหนอ ยบุ หนอ น่งั หนอ” ถา หากวาในขณะนงั่ มีการขยบั ทานั่งหรอื เคลื่อนไหวรางกายอยางใดอยางหน่ึง ก็ตองกําหนดรูสภาวะเคลื่อนไหว นั้นอีกดวย การกําหนดรูสภาวะทางกายทุกอยางเร่ิมตั้งแตสภาวะพอง ยุบเปน ตนไป เรยี กวา กายานปุ สสนา คอื การตามรูกองรูป ๑๓๙

àËÁǵÊٵà ถาในขณะน่งั หากผูปฏบิ ตั ิรูสึกเมอ่ื ย ชา เจบ็ ปวด เปนตนทีเ่ กิด ข้นึ ในรา งกาย ก็ควรกาํ หนดรคู วามรูสึกนั้น น้ีเรยี กวา เวทนานุปส สนา คือ การตามรูความรูสึก หากความคิดใดๆ เกิดข้ึนในขณะน้ัน ก็ควร กําหนดรูความคิดน้ัน น้ีเรียกวา จิตตานุปสสนา คือ การตามรูจิต นอกจากนั้น ถาสภาวะเหน็ ไดยิน ฯลฯ ปรากฏชดั เจน ก็ตามกาํ หนดรู สภาวะดงั กลาวอกี ดวย นเ้ี รยี กวา ธมั มานปุ สสนา คือ การตามรสู ภาว- ธรรม กลา วโดยสรปุ วา การฝก วปิ ส สนาตามวธิ นี เี้ ปน การเจรญิ สตปิ ฏ ฐาน ๔ เรม่ิ ต้ังแตการรับรูสภาวะพองยุบที่ปรากฏชัดเจนเปน ตน ไป ผูทีเ่ จรญิ สตปิ ฏฐาน ๔ ตามวิธที กี่ ลาวมาน้ี เมื่อสมาธิมีกาํ ลังมาก ขน้ึ จติ ยอ มตง้ั มนั่ ไมซ ดั สา ยคดิ เรอ่ื งนน้ั เรอื่ งน้ี และแนบสนทิ ในสภาวธรรม ท่ีกําลังกําหนดรูอยางตอ เน่ือง มเี พียงภาวนาจิตเกิดขนึ้ ไมขาดชว ง นี้คอื จติ ตวิสุทธิทีเ่ ปน ความหมดจดแหงจิต ในเวลาดังกลา ว ผูปฏิบตั ิสามารถ แยกแยะจติ ผรู กู บั อารมณท ถี่ กู รอู อกจากกนั เปน สองอยา งได เชน ในขณะ กาํ หนดวา “พองหนอ” เขารูเห็นวาสภาวะพองเปน สว นหน่งึ จติ ท่รี บั รู เปนอีกสวนหนึ่ง ในขณะกําหนดวา “ยุบหนอ” เขารูเห็นวาสภาวะยุบ เปนสวนหน่ึง จิตท่ีรับรูเปนอีกสวนหนึ่ง แมในขณะกําหนดสภาวะ เคล่อื นไหวทางรางกาย เชน คู เหยยี ด เขาก็สามารถแยกสภาวะผรู ูก บั สภาวะทีถ่ กู รอู อกจากกนั ได ดงั นนั้ ผปู ฏบิ ตั ทิ ก่ี าํ หนดรอู ยา งนย้ี อ มเหน็ ประจกั ษว า มเี พยี งรปู ท่ีไมอาจรบั รแู ละนามทรี่ บั รไู ดเ พียง ๒ อยาง ไมมีตวั เรา ของเรา บรุ ุษ หรือสตรี ปญญารูเห็นเชนน้ีเรียกวา นามรูปปริจเฉทญาณ คือ ปญญา ๑๔๐

àËÁǵÊٵà กําหนดแยกรปู นาม สว นผูที่มิไดกําหนดจดจอ ตามหลกั วปิ ส สนา แมจ ะ เรียนรพู ระอภธิ รรมจนกระทั่งเขาใจจติ เจตสิก และรปู อยางชดั เจนตาม องคธ รรม กไ็ มอ าจกาํ หนดแยกรปู นามดว ยปญ ญาเหน็ ประจกั ษไ ด ทจี่ รงิ แลว ปญ ญาแยกแยะรปู นามนสี้ าํ คญั มากเพราะเปน พน้ื ฐานของวปิ ส สนา ญาณขนั้ อน่ื ๆ เปรยี บไดก บั เสาหลกั คาํ้ บา นเรอื น ถา ปญ ญานยี้ งั ไมเ กดิ ขน้ึ วปิ สสนาญาณข้ันสูงตอ ไปกไ็ มอาจเกดิ ขึน้ ไดเลย แตเม่อื ปญญาน้เี กดิ ขนึ้ แลว ผูปฏิบัติยอมสามารถพัฒนาวิปสสนาญาณข้ันสูงข้ึนไดตามลําดับ ดวยการกําหนดรรู ูปนามในปจ จบุ ันขณะตลอดเวลา เมื่อปญญาแยกแยะรูปนามแกกลาบริบรู ณแ ลว ผปู ฏบิ ตั จิ ะเรม่ิ กําหนดเห็นเหตุและผลของรูปในขณะระลึกรูสภาวะพอง ยุบ นั่ง เห็น ไดยิน นึกคิด เปนตนวา “รูปเคลื่อนไหวเกิดข้ึนเพราะจิตที่อยากจะ เคลื่อนไหว” อีกทั้งกําหนดเห็นเหตุและผลของนามวา “การรับรูมีได เพราะมีอารมณที่ถูกรับรู สภาวะเห็นมีไดเพราะมีอารมณท่ีถูกเห็น” เปน ตน ในเวลาน้ันผปู ฏิบัติยอ มเขาใจวามเี พยี งรปู นามทเี่ ปนเหตเุ ปน ผล กนั ไมมเี รา ของเรา บรุ ษุ หรอื สตรี น้เี รียกวา ปจจยปริคคหญาณ คอื ปญญากําหนดเหตุปจจัยของรูปนาม ในคัมภีรอรรถกถาบางแหงพบ ชอ่ื นี้วา สปจ จยปริคคหญาณ คอื ปญญากําหนดรปู นามทีเ่ ปน ผลพรอ ม ทั้งเหตปุ จ จยั ๙๕ ตอ จากนนั้ ผปู ฏบิ ตั นิ น้ั ยอ มสงั เกตเหน็ สภาวะเรมิ่ ตน และสภาวะ สน้ิ สดุ ของรปู นามทกี่ าํ ลงั กาํ หนดรอู ยู ในเบอื้ งแรกผปู ฏบิ ตั มิ กั รเู หน็ สภาวะ เร่ิมตนและสิ้นสุดของรูปนามที่ตอเน่ืองกันซึ่งเรียกวา สันตติ เชน เม่ือ ๑๔๑

àËÁǵÊٵà สภาวะปวดเกดิ ขน้ึ ในรา งกาย ผปู ฏบิ ตั กิ าํ หนดวา “ปวดหนอๆ” เขายอ ม รูเห็นการเรมิ่ เกดิ ขน้ึ ของสภาวะปวด พอกําหนดไปเร่ือยๆ เชนน้ี สภาวะ ปวดคอยๆ ลดนอยลงแลวหายไป ผูปฏิบัติยอมรูเห็นสภาวะส้ินสุดของ ความปวด บางคราวเวทนาไมห ายไปดว ยการกาํ หนดเพยี งครงั้ เดยี ว อาจ ตอ งกาํ หนดสห่ี รอื หา ครง้ั จงึ จะหายไป บางคราวกต็ อ งกาํ หนดถงึ ยส่ี บิ หรอื สามสิบครั้งจึงจะหายไป น้ีคือลักษณะที่รูเห็นสภาวะเริ่มตนและสิ้นสุด หรือสภาวะเกิดขึน้ และดับไปของเวทนาท่ตี อเน่ืองกนั เปนสนั ตติ แมในเวลากาํ หนดรสู ภาวะพอง ยุบ คู เหยียด เปนตน ผูปฏบิ ัติ ยอ มเหน็ ประจกั ษว า สภาวธรรมเหลา นน้ั เกดิ ขนึ้ แลว ดบั ไป จดั วา เปน การ รเู หน็ ความเกดิ ดบั โดยสนั ตติ เมอ่ื ไดร เู หน็ เชน นแ้ี ลว นบั วา ไดเ หน็ ประจกั ษ ดวยประสบการณข องตนวา รูปนามเกดิ ขึ้นแลว ดับไป ไมเท่ยี งแทถ าวร นคี้ อื อนจิ จานปุ ส สนาญาณ (ปญ ญาตามรคู วามไมเ ทย่ี ง) หลงั จากไดร เู หน็ ความไมเ ทย่ี งเชน นแ้ี ลว กจ็ ะรเู หน็ ทกุ ขแ ละอนตั ตาตอ มา เหลา นเ้ี รยี กวา ทุกขานุปสสนา คือ ปญ ญาตามรูทกุ ข และอนตั ตานุปส สนา คือ ปญญา ตามรูอนัตตา ทั้งหมดนี้เปนวิปสสนาญาณ การเพียรปฏิบัติวิปสสนาใน สํานกั แหง น้ีมจี ุดมงุ หมายเพือ่ ใหเกิดวิปสสนาญาณดงั กลา ว หลังจากวิปสสนาญาณที่รูเห็นความเกิดข้ึนและดับไปไดบังเกิด ขนึ้ แลว ผปู ฏบิ ตั ทิ ก่ี าํ หนดรอู ยา งจดจอ ตอ เนอ่ื งยอ มสามารถพฒั นาปญ ญา ขั้นตอไป เขายอมรูเห็นวารูปนามท่ีถูกกําหนดรูอยูเกิดดับอยางรวดเร็ว เพยี งชว่ั ขณะ เชน เม่อื เขากําหนดรจู ติ ที่เกดิ ขนึ้ ยอ มรูเ หน็ วา จติ น้ันเกดิ ขนึ้ แลว ดบั ไปอยา งรวดเรว็ หรอื เมอื่ กาํ หนดรทู กุ ขเวทนาวา “ปวดหนอๆ” ๑๔๒

àËÁǵÊٵà ยอมรูเห็นวาความเจ็บปวดหมดส้ินไปทีละสวนๆ อยางรวดเร็ว โดยไม รูสึกวาปวดนานอยางตอเนื่อง เขายอมสังเกตเห็นวาสภาวะปวดเกิดขึ้น บา ง หายไปบา ง เกิดข้ึนบา ง หายไปบาง น้คี ือปญ ญารูเหน็ ความเกิดดับ ของเวทนา แมในขณะกําหนดรูสภาวะพองยุบ คู เหยียด เปนตน ก็ เหมือนกัน ผูปฏิบัติยอมสามารถหย่ังเห็นสภาวะเกิดข้ึนแลวดับไปอยาง รวดเรว็ ทมี่ ีจาํ นวนมากมายได น้ีคือปญญารเู ห็นความเกดิ ดบั โดยขณะ ผูท่ีหยั่งเห็นสภาวะเกิดขึ้นแลวดับไปทันทีอยางรวดเร็วเชนน้ี ยอมเขาใจวารูปนามมีธรรมชาติเกิดขึ้นแลวดับไป ไมเที่ยงแทถาวร ดัง ขอ ความวา หตุ วฺ า อภาวฏเ น อนจิ จฺ า๙๖ (สงั ขารไมเ ทยี่ งเพราะเปน สภาวะ เกิดขน้ึ แลวดบั ไป) เขายอมเขา ใจไดอ กี วา รปู นามเปน ทกุ ข (สภาวะถกู บบี คั้น หรือสภาวะนา กลวั ) เพราะถกู บีบค้นั ดว ยความเกิดข้นึ แลว ดับไป เชนน้ี และเขาใจถึงอนัตตาไดอีกวา รูปนามไมใชตัวตน เพราะเกิดดับ ตามสภาวะของมันเอง ไมอยูในอํานาจของผูใด ความเขาใจดังกลาว จัดเปนวิปสสนาญาณ ในปจจุบันผูเจริญวิปสสนาตองกําหนดรูเพ่ือให วิปสสนาญาณเหลาน้ันปรากฏชัดเจน บางทานในท่ีน้ีสามารถเห็น ประจักษวิปสสนาญาณดงั กลาวไดแ ลว ท่ีกลาวมาแลวน้ีเปนขั้นตอนของการเกิดวิปสสนาญาณใน ผปู ฏบิ ตั ทิ วั่ ไป แตพ ระผมู พี ระภาคทรงบรรลฌุ านอภญิ ญามากอ นแลว จงึ บริบูรณดวยจิตตวิสุทธิท่ีเปนความหมดจดของจิต ดังนั้น ในปจฉิมยาม แหง ราตรที จี่ ะตรสั รู พระองคท รงเขา ฌานสมาบตั อิ ยา งใดอยา งหนง่ึ แลว ออกจากฌาน หลังจากนั้นไดกําหนดรูองคฌานพรอมทั้งรูปนามอื่น ๑๔๓

àËÁǵÊٵà ท้ังหมด ดวยกําลังของสมาธิที่บริบูรณทําใหพระองคเห็นประจักษฌาน จิต เจตสกิ และรูป (หทยั วตั ถุ) อันเปน ท่ีอาศยั ของฌานวา ทกุ อยางเหลา นัน้ เกดิ ข้นึ แลวดับไปทันที จงึ เกิดวปิ สสนาญาณทหี่ ยง่ั เหน็ ความไมเที่ยง เปนทุกข และไมใชตัวตนโดยสะดวกดวยกําลังของสมาธินั้น การที่ พระองคสามารถรูเห็นไตรลักษณไดโดยสะดวกในทุกขณะที่กําหนดรู เชนนี้ จดั เปน วิชชาประเภทหน่ึงคือวิปส สนาญาณ หลังจากพระองคได บรรลวุ ปิ ส สนาญาณขน้ั ตางๆ ไดแ ลว จึงบรรลุมรรคญาณ ๔ ตามลําดบั แลว ตรัสรูเ ปน พระสัพพญั ใู นทสี่ ดุ มโนมยทิ ธิและอิทธวิ ธิ ญาณ มโนมยิทธิและอิทธิวิธญาณเปนปญญาใชฤทธ์ิที่เนรมิตส่ิงตางๆ มีขอตางกันคือ มโนมยิทธิเปนการเนรมิตรูปรางท่ีเหมือนกับตน สวน อิทธวิ ธิ ญาณเนรมิตส่ิงตา งๆ หลากหลายตามตอ งการ วธิ เี นรมติ ของอทิ ธวิ ธิ ญาณมขี อบเขตกวา งขวางมาก เชน เนรมติ ทองฟาใหเปนแผนดินเดินไป เนรมิตรางกายใหเบาเหมือนปุยนุนแลว เหาะไป เนรมติ แผน ดนิ ใหเ ปน นาํ้ หรอื อโุ มงคแ ลว ดาํ ลงไป เนรมติ คนเดยี ว ใหก ลายเปน หลายคน หรอื เนรมติ หลายคนใหก ลายเปน คนเดยี ว เปน ตน ทกุ อยางสามารถถกู เนรมติ ไดต ามใจชอบดว ยอิทธิวิธญาณน้ที ีเดยี ว โดย องคธ รรมคอื อภิญญาปญญาทีป่ ระกอบกบั จตตุ ถฌานทเี่ นรมติ สง่ิ ตา งๆ ๑๔๔

àËÁǵÊٵà เจโตปริยญาณ เจโตปริยญาณโดยองคธรรมคืออภิญญาปญญาท่ีประกอบกับ จตตุ ถฌาน ผทู มี่ ีญาณนี้สามารถอานความคิดของผอู นื่ ได และยังรูถงึ สงิ่ ทไี่ ดเ กดิ ขนึ้ เมอ่ื สปั ดาหท ผี่ า นมา รวมทง้ั ความคดิ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในอกี เจด็ วนั ขางหนาอีกดวย จึงเปนการยากที่จะอยูรวมกับคนประเภทน้ี กลาวอีก นัยหนึ่งคือ การอยูใกลกับคนประเภทน้ีอาจทําใหอกุศลจิตลดนอยลง เกย่ี วกับเรอื่ งนจ้ี ะขอเลา เร่อื งนางมาตกิ มาตาตอ ไป มาตกิ มาตา สตรผี ทู รงอภญิ ญา เม่ือพระพุทธองคประทับอยทู ีว่ ัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ภิกษุ ๖๐ รูปเรียนกรรมฐานจากพระพุทธองคแลวไดออกเดินทางแสวงหา สถานที่อยูอันเหมาะสม ภิกษุเหลานั้นไปถึงหมูบานแหงหนึ่งช่ือมาติกะ มารดาหัวหนาหมูบานชื่อวามาติกมาตาไดนิมนตใหภิกษุเหลาน้ันมาอยู จําพรรษาในชวงเขาพรรษา อีกทั้งไดสรางที่พักหลายแหงเพื่อภิกษุ เหลา นั้น ดงั นน้ั ภิกษทุ ง้ั ๖๐ รปู จงึ จาํ พรรษาในหมูบาน วันหนึ่งภิกษุเหลาน้ันมาชุมนุมกันและตักเตือนซึ่งกันและกันวา “พวกเราไมควรประมาทเพราะนรกแปดขุมเปดรออยูเหมือนบานของ เรา พวกเราเรียนกรรมฐานมาจากสํานักของพระพุทธเจาผูยังดํารง พระชนมอยู ข้ึนช่ือวาพระพุทธเจาไมอาจทําใหพอพระทัยไดดวยคน คดโกงที่แมจะเดินตามทุกฝกาว คนที่ประพฤติอัธยาศัยของพระองค ๑๔๕

àËÁǵÊٵà เทา นนั้ จงึ จะทาํ ใหพ อพระทยั ได พวกทา นจงอยา ประมาท ไมค วรยนื หรอื นั่งสองรูปในสถานท่ีแหงเดียวกัน” ภิกษุเหลาน้ันพากันไปปฏิบัติธรรม ตามขอ ตกลงทต่ี ้งั ไว วนั หนงึ่ มาตกิ มาตาใหค นใชน าํ เนยใส นาํ้ มนั และนา้ํ ออ ยเปน ตน ไปวัดตอนเย็นพรอ มกบั บริวาร วันนน้ั เธอไมพ บพระจึงถามวา พวกทา น อยทู ไี่ หน คนทท่ี ราบเรอื่ งนบี้ อกวา พวกภกิ ษไุ ปอยใู นสถานทพ่ี กั กลางคนื และกลางวัน จะมาชุมนุมกันท่ีนี่เม่ือมีสัญญาณระฆัง มาติกมาตาจึงให ตีระฆัง พวกภิกษคุ ิดวาคงจะมีพระลม ปว ยจงึ ใหต รี ะฆังเพ่อื ใหชวยเหลอื จงึ ออกจากสถานทพี่ กั ของตนทีละรูปเพ่อื มาชุมนุม มาติกมาตาเห็นภิกษุเดินออกมาทีละรูป จึงเขาใจผิดถามวา “ทานทั้งหลายทะเลาะเบาะแวงกันหรือ” ภิกษุปฏิเสธเร่ืองนั้น เม่ือถูก ถามวา เหตใุ ดไมม าพรอ มกนั เหมอื นตอนออกบณิ ฑบาตมาทบ่ี า นของเธอ ในเวลาเชา ภกิ ษเุ หลานน้ั ตอบวา “อาตมาปฏิบัติสมณธรรมอยู จึงตอง แยกกันอย”ู มาตกิ มาตาไมเคยไดย นิ คําวา สมณธรรมมากอ น จงึ ถามวา “สมณธรรมคอื อะไร” ภกิ ษอุ ธบิ ายวา “สมณธรรมคอื การสาธยายอาการ ๓๒ มีผม ขน เปน ตน และเปนการใสใจใหเ ห็นประจกั ษค วามผพุ ังเสอ่ื ม สนิ้ ไปในรา งกาย” มาตกิ มาตาถามวา “สมณธรรมนเี้ ปน ขอ ปฏบิ ตั สิ าํ หรบั พระสงฆเ ทา นนั้ หรอื ฆราวาสสามารถฝกปฏิบัติไดหรือไม” ภกิ ษุตอบวา “ทกุ คนสามารถฝก ปฏิบตั สิ มณธรรมนี้ได” หลงั จากนนั้ มาตกิ มาตาไดข อรอ งใหภ กิ ษสุ อนวธิ ปี ฏบิ ตั วิ ปิ ส สนา กรรมฐานให ภิกษุเหลาน้ันจึงบอกกรรมฐานตามท่ีขอ ซ่ึงคงจะใชเวลา ๑๔๖

àËÁǵÊٵà เพยี งไมเ กนิ หนงึ่ หรอื สองชว่ั โมง ในปจ จบุ นั มบี างคนกลา ววา การปฏบิ ตั ิ กรรมฐานนน้ั ดาํ เนนิ ไปไดห ลงั จากตอ งเรยี นรพู ระอภธิ รรมเกยี่ วกบั ขนั ธ อายตนะ ธาตุ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาท คํากลาวเชนน้ันเปน คําไรสาระที่ทําลายกําลังใจของผูท่ีต้ังใจจะปฏิบัติธรรมเทาน้ัน ขอน้ี รไู ดจากเรือ่ งของมาตกิ มาตานีน้ ั่นเอง มาติกมาตากลับบานและเริ่มปฏิบัติตามท่ีไดเรียนรู ไมเปนท่ี ทราบแนนอนวาเธอใชเวลานานเพียงใดในการปฏิบัติ แตเธอไดบรรลุ ธรรมกอนภิกษุเหลาน้ัน เมื่อเธอไดบรรลุอนาคามิมรรคแลวยังบรรลุ ปฏสิ มั ภทิ าญาณ ๔ และอภญิ ญาอกี ดว ย ดงั นน้ั เธอจงึ เธอใชอ ภญิ ญาตรวจ ดูพบวาภิกษุเหลาน้ันยังมิไดบรรลุฌานหรือแมกระทั่งวิปสสนาญาณ เนื่องจากการขาดอาหารที่เพียงพอ เธอจึงถวายอาหารทเี่ หมาะสมเพยี ง พอแกภ ิกษุเหลานั้น ภิกษุ ๖๐ รูปเหลานัน้ ไดฉ นั อาหารทีเ่ หมาะสมแลว เพียรปฏบิ ัตธิ รรม จงึ ไดบรรลุธรรมเปนพระอรหนั ตใ นพรรษานั้นเอง ใน กรณนี ม้ี ขี อ สงั เกตวา อาหารเปน ปจ จยั สาํ คญั อยา งหนงึ่ ในการปฏบิ ตั ธิ รรม เมื่อออกพรรษาแลว ภิกษุทั้งหมดไดกลับไปเฝาพระพุทธเจาท่ี วัดพระเชตวัน ภิกษุเหลาน้ันยกยองอุปการะของมาติกมาตาตอหนา พระพักตรของพระพุทธเจาโดยกลาววา อุบาสิกาน้ันหยั่งรูความนึกคิด ของพวกตนแลวถวายอาหารที่เหมาะสม ทําใหพวกตนสามารถสราง สมาธิและคุณธรรมอันวเิ ศษได เม่ือไดย ินขาวดงั นี้ ภกิ ษรุ ูปหน่งึ ตองการ จะไปที่หมูบานน้ันเพื่อปฏิบัติธรรมบาง จึงไดเรียนกรรมฐานจาก พระพุทธเจา แลวไปยังวดั ปา ในหมูบ านดงั กลาว ๑๔๗

àËÁǵÊٵà เมือ่ ภิกษนุ ้ันไปถึงวัดนน้ั แลวจึงรําพึงกบั ตวั เองวา “อบุ าสกิ าน้ีมี ผูกลาววาสามารถหย่ังรูจิตของผูอื่นได วันนี้เราเหน่ือยจากการเดินทาง จึงมิอาจจะกวาดวัดได จะเปนการดีมากเธอสงใครสักคนหน่ึงมาชวย กวาดวัดให” มาติกมาตาลวงรูวาระจิตของภิกษุดังกลาว จึงสงชายคน หนึง่ ไปกวาดวัดให ถดั จากน้นั พระรปู นั้นรูสึกกระหายอยากดมื่ น้าํ ปานะ อุบาสิกาก็สงนํ้าปานะสงไปถวายตามน้ัน เชาวันรุงข้ึนพระรูปน้ันอยาก ฉนั ขา วตม ระคนเนอ้ื อบุ าสกิ ากส็ ง สง่ิ ทที่ า นตอ งการมาถวาย พอฉนั เสรจ็ แลวทา นอยากฉันขนมอีก อุบาสกิ าก็ใหสงขนมมาถวาย ถัดจากน้ันภิกษุน้ันอยากจะพบกับอุบาสิกา เธอรับรูความคิดนี้ แลว จงึ ไปพบทวี่ ดั พรอ มนาํ อาหารไปดว ยตามทภ่ี กิ ษตุ อ งการ หลงั จากฉนั อาหารแลว ภิกษุนน้ั จึงถามอบุ าสิกาวา “เธอคอื มาติกมาตาหรอื ” “ใชเ จา คะ พระคณุ เจา ” “โยมรวู าระจิตของคนอน่ื ไดใ ชไ หม” “เหตใุ ดทานจึงถามเชน น้นั เจา คะ ” “เพราะโยมจดั การทกุ อยางตามที่อาตมาคิดไว” “ภกิ ษุที่รูวาระจิตของผูอ ่นื ไดม ีมากมายเจา คะ” “อาตมาไมไดก ลา วถึงภิกษุรปู อืน่ แตถามถึงโยมเปนหลัก” “คนท่ีรูวาระจติ ของผูอน่ื มักทําอยางน้ีไดเ จาคะ ” ๑๔๘

àËÁǵÊٵà จะเห็นวาคําตอบนี้เปนการยอมรับโดยออม พระอริยบุคคล ตอ งการใหค นอน่ื บรรลคุ ณุ วเิ ศษทตี่ นไดบ รรลุ แตก ไ็ มต อ งการจะเปด เผย คุณธรรมของตน น้ีคือความมักนอยของพระอริยบุคคล ถาจําเปนตอง ตอบคําถามอยา งหลกี เล่ยี งไมไ ด ทา นมกั พดู โดยออ ม ดงั น้ัน มาติกมาตา จงึ ตอบโดยออมเชนนัน้ เมอื่ ภกิ ษนุ น้ั ทราบวา อบุ าสกิ านรี้ วู าระจติ ของผอู น่ื ไดจ รงิ จงึ รสู กึ ไมคอยสบายใจท่ีจะพํานักในวัดที่เธอสรางถวาย ทานพิจารณาโดย ละเอยี ดวา ตามปกตปิ ถุ ชุ นมกั จะคดิ เรอ่ื งทดี่ บี า ง ไมด บี า ง ถา เราคดิ เรอ่ื ง ไมด ี กจ็ ะถกู ตาํ หนิใหอ บั อายเหมอื นขโมยถูกจบั พรอ มของกลาง ฉะน้นั ภิกษนุ น้ั จึงพูดวา “อาตมาจะกลับ” อบุ าสกิ าถามวา “ทา นจะกลบั ไปที่ไหน” ภกิ ษตุ อบวา “อาตมา จะกลับไปเฝาพระพทุ ธเจา ” แมอบุ าสิกาน้ันจะขอรองใหอ ยทู ี่วดั นต้ี อไป ก็ไมอาจชักชวนใหอยูได เพราะทานคงจะกลัวอุบาสิกาน้ันจริงๆ ถา พิจารณาใหดีก็นับวานากลัว เพราะแตละคนมีความคิดมากมาย ถาคิด เรอื่ งไมดกี ็อาจถกู จบั ไดคาหนังคาเขา ในเวลาที่ภิกษุน้ันมาเขาเฝา พระพุทธเจาตรัสถามวา “เหตุใด เธอถงึ กลบั มา” พระองคน น้ั ทลู ตอบวา “ขา พระองคก ลวั ทจี่ ะอยทู ว่ี ดั นน้ั เพราะมาตกิ มาตาลว งรคู วามคดิ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา ง ตามปกตปิ ถุ ชุ นมกั จะคดิ เร่ืองทด่ี ีบาง ไมด บี า ง ถา เราคดิ เรื่องไมด ี ก็จะถูกตาํ หนิใหอ ับอายเหมอื น ขโมยถกู จบั พรอ มของกลาง ขา พระองคจ งึ ไมก ลา อยใู นวดั นนั้ พระพทุ ธเจา ขา” พระพุทธองคทรงพิจารณาสถานที่เหมาะสมแลวทรงเล็งเห็นวาวัด ๑๔๙

àËÁǵÊٵà น้ันเปน สถานทเ่ี หมาะสมแกภ กิ ษเุ ชน นี้ ภิกษนุ ั้นมคี วามคิดมาก จงึ ควร อยใู นสถานทม่ี คี นรวู าระจติ จะทาํ ใหค วามคดิ ลดนอ ยลงและเกดิ สมาธิ ไดง า ย ในปจ จบุ นั ถา ผปู ฏบิ ตั สิ ามารถปฏบิ ตั ธิ รรมในสาํ นกั ของวปิ ส สนา- จารยที่หย่ังรูวาระจิตของคนอ่ืนได ก็จะเปนการดีที่สุด ผูปฏิบัติบางคน คดิ วา วปิ ส สนาจารยไ มอ าจรวู าระจติ ของตนได จงึ คดิ ฟงุ ซา นตลอดทง้ั วนั บางคนยังพูดคยุ กนั โดยไมต งั้ ใจปฏิบัตอิ ยางเตม็ ที่ ภกิ ษนุ น้ั กราบทลู วา ตนไมก ลา ไปวดั ดงั กลา ว พระพทุ ธเจา จงึ สอน ใหควบคุมจิตของตนใหด ี ถา กาํ หนดรูจ ิตและควบคุมจิตได ก็ไมตองกลวั สง่ิ ใดอีก แลว ตรัสพระคาถาวา “จิตควบคุมยาก เปลี่ยนแปลงเร็ว ใฝในอารมณตามที่ตองการ ฝกจิตเชนน้ันไดเ ปน การดี เพราะจิตทฝี่ ก ไดแ ลว นาํ สขุ มาให”๙๗ จิตนั้นควบคุมไดยาก แมมันถูกขอรองไมใหคิดก็จะไปคิดถึงสิ่ง นน้ั ๆ อยูเสมอ เราไมอ าจเฆี่ยนตีหรือลงโทษจิตได จงึ ไมส ามารถควบคมุ มันไดจริงๆ จิตนั้นเปล่ียนแปลงเร็วมาก ในขณะเร่ิมปฎิบัติวิปสสนา กรรมฐาน การกําหนดจิตท่ีรวดเร็วนั้นเปนภาระที่ยากย่ิง พอกําหนดรู สง่ิ นมี้ นั กซ็ ดั สา ยไปหาสงิ่ นนั้ พอกาํ หนดรสู งิ่ นน้ั มนั กซ็ ดั สา ยไปหาสงิ่ นี้ จติ นน้ั ใฝใ นอารมณต ามทต่ี อ งการ ไมอ าจถกู ขดั ขวางและกกั ขงั ไดเ หมอื นรปู ถา รปู ถกู ขงั ไวใ นหองหรอื ถูกเชือกผกู ไว กไ็ ปสถานท่ีอืน่ ไมได แตจ ติ มิได เปนเชนน้ันเลย แมอยูในหองกรรมฐานก็ออกไปขางนอกและตระเวน ทอ งเทย่ี วไปทกุ หนทกุ แหง ได การฝก จติ ไดเ ปน การนาํ สขุ มาใหอ ยา งถาวร ดงั นน้ั การฝกจติ จงึ เปนงานท่สี าํ คัญอยา งยิง่ ๑๕๐

àËÁǵÊٵà คนท้ังหลายตอ งการความสขุ ไมม ใี ครอยากเปน ทกุ ข หนทางที่ ดีท่ีสดุ ท่ีจะทาํ ใหตนเองเปนสุขกค็ อื การควบคมุ จติ ใหส งบ วธิ ีควบคมุ จิต ใหส งบกค็ อื การฟง ธรรม การพจิ ารณาดว ยปญ ญา (โยนโิ สมนสกิ าร) และ การปฏิบัติธรรม คนท่ีควบคุมจิตใหสงบไดนอย ก็จะไดความสุขนอย คนทค่ี วบคมุ จติ ใหส งบไดม าก กจ็ ะไดค วามสขุ มาก คนทค่ี วบคมุ จติ ให สงบไดอยา งบริบูรณ ก็จะไดค วามสุขอยา งบรบิ ูรณ อยางนอยที่สุดผูท่ีเคารพนับถือพระรัตนตรัยและต้ังมั่นในไตร- สรณคมน อาจพบความสขุ ในภพมนุษยหรอื สวรรคได บางคนมีใจหยาบ กระดา ง ไมอ าจฝก จติ ของตนใหเ คารพพระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ เขาไมมีคารวจิตเชนน้ีจึงไมเขาถึงไตรสรณคมน สงผลใหไมอาจไดรับ ความสุขท่ีเนื่องดวยกุศลเหลาน้ัน ย่ิงถาเขาวารายพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆดวยแลว ก็ตองไปเกิดในอบายภมู ไิ ดรับทกุ ขทรมานเพราะ มไิ ดฝก จิตนนั่ เอง นอกจากการเขาถึงไตรสรณคมนแลว จิตอาจไดรับการฝกให ประณตี ไดมากขึน้ หากเขารกั ษาศลี ๕ ไดหน่งึ หรอื สองขอ ยิง่ ถาสามารถ รกั ษาศลี ไดท งั้ ๕ ขอ จะดยี ง่ิ ขน้ึ แนน อน หากผใู ดทาํ บญุ ใหท านและรกั ษา ศลี อยา งหมดจด จติ ทปี่ ระณตี ของเขายอ มนาํ สขุ ของมนษุ ยแ ละเทวดามา ให ยงิ่ ถา บคุ คลฝก จติ ใหป ระณตี ดว ยภาวนา กจ็ ะดยี งิ่ ขนึ้ ไปอกี ในภาวนา สองประเภทน้ัน สมถภาวนาสง ผลใหไปเกดิ ในรูปภมู ิหรอื อรูปภมู แิ ลว ไดร บั ความสขุ หลายกปั สว นวปิ ส สนาภาวนาพฒั นาปญ ญาใหแ กก ลา จนกระทงั่ ไดบ รรลอุ รหตั ตผลเหน็ ประจกั ษพ ระนพิ พานอนั เปน บรมสขุ ๑๕๑

àËÁǵÊٵà ใจความของคาถาทก่ี ลา วมานมี้ งุ แสดงถงึ การตามรจู ติ ในทกุ ขณะ ที่เกิดข้ึนตามหลักจิตตานุปสสนา ถาบุคคลกําหนดรูจิตในทุกขณะแลว ควบคมุ ใหด ี จติ ทค่ี ดิ ไมด ยี อ มไมเ กดิ ขน้ึ แมใ นบางขณะทเ่ี ผลอสตคิ ดิ เรอ่ื ง ท่ีไมดี ผูปฏิบัติก็อาจกําหนดรูและกําจัดมันได จิตดังกลาวยอมหายไป ทันทีเชนกนั อยางไรก็ตาม อาจไมงายนักที่ผูเริ่มปฏิบัติใหมจะกําจัดความ ฟุงซานใหหายไปดวยการกําหนดรูเพียงครั้งเดียว เขาตองพยายาม กําหนดสองหรือสามคร้ังเปนตนไปจนกวาความฟุงซานจะหายไปจริงๆ จิตเปนส่ิงท่ียากจะควบคุมฝกฝน เปลี่ยนแปลงเร็ว ใฝในอารมณตามที่ ตอ งการ ยากทีจ่ ะจับและคมุ บงั เหยี นใหอยูถูกท่ี จติ ทคี่ มุ ไมไ ดน น้ั ลอ งลอยจากความคดิ หนง่ึ ไปเปน อกี ความคดิ หนงึ่ อยางไรทิศทาง จิตที่คิดไปไรทิศทางไมมีสาระจะเกิดขึ้นกับคนท่ีไม ควบคมุ จติ ปลอ ยใหจ ติ จนิ ตนาการอยา งเตม็ ที่ ฉะนนั้ ความคดิ และความ ปรารถนาที่ไมเหมาะสมจึงอาจผลักดันใหกระทําความชั่ว เชน ฆาสัตว ลักทรัพย ประพฤติผิดในกาม ฯลฯ การกระทาํ ช่ัวเหลา น้กี อ ใหเกดิ ความ ทกุ ขอ ยา งไรข ดี จาํ กดั อาจสง คนลงสนู รกหรอื เปรตทไ่ี ดร บั ทกุ ขย ากลาํ บาก มีพระบาลีตรัสวา จิตฺเตน นียเต โลโก๙๘ (จิตนําชาวโลกไป) หมายความวา จติ สามารถนําพาใครกไ็ ดใ หไ ปสูภพภมู ติ า งๆ จิตทีด่ งี าม ยอมนําไปสูภพภูมิที่อยูดีมีสุข จิตท่ีเลวทรามยอมนําไปสูภพภูมิที่ เดอื ดรอ นเปน ทกุ ข ดงั นน้ั จงึ เปน หนา ทข่ี องเราทจี่ ะตอ งควบคมุ จติ ใหน าํ เราไปสูภ พภมู ิทีส่ งู ขึน้ ไป ๑๕๒

àËÁǵÊٵà การฝกวิปสสนาที่เร่ิมดวยการกําหนดสภาวะพองยุบของทอง เปน ตนวา “พองหนอ ยบุ หนอ นัง่ หนอ ถกู หนอ” เปนวธิ ีควบคมุ จิตไม ใหซัดสาย ถาหากผูปฏิบัติพยายามควบคุมจิตดวยการกําหนดรูความ ฟงุ ซา นซาํ้ แลว ซาํ้ แลว เชน น้ี จติ จะคอ ยๆ ละเอยี ดออ นมากขนึ้ เรอ่ื ยๆ เมอ่ื ผปู ฏิบัตไิ ดบ รรลสุ งั ขารเุ ปกขาญาณ จติ ของเขาจะละเอียดออนขึน้ อยาง เห็นไดชัด จิตที่ละเอียดออนเชนน้ีจะนําไปสูความสุขเริ่มต้ังแตสุขใน โสดาปต ติผลจนกระทง่ั ถึงสุขในอรหตั ตผล คราวน้ีขอกลับมากลาวถึงภิกษุขางตน ทานไดรับโอวาทจาก พระบรมศาสดาแลวไดกลับไปวัดของมาติกมาตา ในขณะเดินทางกลับ ทานกําหนดรูจิตอยูตลอดเวลา ถาความคิดฟุงซานเกิดขึ้นในบางคราว ทา นก็กาํ จัดความคิดฟุงซา นนนั้ ใหห มดไปดวยการกาํ หนดรู พอไปถึงวดั แลวก็ตั้งใจกําหนดจิตตลอดเวลา ไมปลอยใหคิดฟุงซานเร่ือยไปเหมือน กอน ฝายมาติกมาตาเห็นการกลับมาของภิกษุรูปเดิมดวยอภิญญา จึงเตรียมอาหารท่ีเหมาะสมแลวนําไปถวาย ภิกษุน้ันไดบรรลุธรรมเปน พระอรหันตภายในเวลาสองสามวันเทานั้น เร่ืองที่นํามาเลาในที่นี้มี จดุ มงุ หมายเพอ่ื แสดงวา ไมเ พยี งเฉพาะพระพทุ ธเจา ทสี่ ามารถรวู าระจติ ของผูอ่ืนดวยเจโตปริยญาณ แตมาติกมาตาเปนตนก็สามารถรูวาระจิต ของผูอ่ืนได อีกประเด็นหน่ึงตองการจะกลาวถึงคือ การกําจัดความคิด ฟุงซานทําใหบ รรลธุ รรมไดง า ย ๑๕๓

àËÁǵÊٵà ไมกลา คิดอกุศลในขณะอยูใกลค นรวู าระจิต นับเปนความจริงท่ีวาบุคคลที่อยูใกลคนรูวาระจิตของคนอื่นได จะไมก ลา คดิ สง่ิ ทเี่ ปน อกศุ ลใดๆ ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ เมอื่ อาตมาอปุ สมบทได ๘ ปยังมิไดฝกเจริญวิปสสนาแตอยางใด เพราะอยูระหวางแสวงหา วิปสสนาจารยท ่ีเหมาะสม วันหนงึ่ ไดไปวัดของพระโองไขท่ีมชี ่ือเสยี งใน สมัยนั้น ทานอยูท่ีเชิงเขาชเวยองปยะทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ สถานีรถไฟโดงวอนในเขตเมืองสะเทิม พระคุณเจารูปน้ีมักจะสมาทาน ธดุ งคแ ละอยูในสสุ าน พอถึงเวลากลางคืนทานจะไปอยูท่สี ุสานอยูเสมอ ทานมักยายจากสุสานหน่ึงไปยังอีกแหงหน่ึงใกลๆ กับหมูบานที่ออก บณิ ฑบาตได เม่ืออาตมาไปถึงวัดของทาน พระโองไขไปที่สุสานแหงหนึ่งกับ ศิษยคนหน่ึงของทาน สวนภิกษุหลายรูปและฤษีอีกหลายคนไปท่ีสุสาน อีกแหงหนึ่ง อาตมาตามไปท่ีสุสานกับกลุมภิกษุและฤษีโดยไปถึงสุสาน กอ นพระอาทติ ยต กดนิ ตอ จากนน้ั ไมน านมชี าวบา นจากหมบู า นใกลๆ มา นมิ นตใ หไปสุสานอีกแหงหนึ่ง เพราะมเี ดก็ สาวอายุ ๑๕ ปผ กู คอตาย จงึ นิมนตไปเฝาหลุมศพเพื่อปองกันพวกเลนคุณไสยมาขุดศพแลวตัดเอา กระดูกแขนชว งแรกของศพที่ฆา ตวั ตายเพือ่ ใชในการทํามนตด ํา อาตมาและภกิ ษุอืน่ รวม ๘ รปู รบั คําขอรอ งนน้ั แลว ไปยงั สสุ าน ท่ีมศี พของเดก็ หญิงท่ีฆาตัวตาย พวกเราไปถงึ สุสานน้ันเกอื บจะพลบค่าํ พอไปถึงก็มีโยมมาปูเสื่อใหขางๆ หลุมศพ และจัดวางหมอนํ้าดื่มไว พระรปู อ่ืนนง่ั หา งๆ ไปหนอย แตอาตมาเลอื กทน่ี งั่ ใกลศพมากท่ีสดุ หาง ๑๕๔

àËÁǵÊٵà เพยี ง ๒ ศอกเทาน้ัน พระรปู อ่นื เคยอยูท่ีสุสานจนชินแลว แตอาตมาไม เคยอยูในสุสานเลย จึงรูสึกหวาดกลัว และไมอาจเปล่ียนที่นั่งใหมกับ พระรูปอน่ื ได เพราะอาตมาเปน พระอาวโุ สทส่ี ดุ ในบรรดาภกิ ษุทง้ั หมด ตอนน้ันพระรูปอื่นสวดพระปริตรและแผเมตตาแลวก็จําวัดกัน หมด อาตมาไมอยากนอนจึงน่ังตลอดคืนโดยสมาทานเนสัชชิกังคธุดงค (ธดุ งคนง่ั ไมเ อนหลงั นอน) อาตมาราํ ลกึ ถงึ ขอ ความในคัมภีรว ิสทุ ธมิ รรค วา พวกยกั ษม กั มาใกลห ลมุ ศพ๙๙ จงึ นง่ั อยเู งยี บๆ ตลอดคนื และทาํ อยเู ชน นั้นเปนเวลา ๔ คนื ขณะท่ีอาตมานั่งอยูเชนนั้น อาตมาตองควบคุมความคิดตางๆ เพราะเทวดาผูรักษาสุสานและยักษในบริเวณน้ันอาจจะหยั่งรูความคิด ของอาตมาและหลอกหลอนใหหวาดกลวั ได ดงั นนั้ ความคิดของอาตมา จึงอยูในขอบเขตจํากัด จากประสบการณครั้งน้ีอาตมาพบความจริงวา ภกิ ษทุ อ่ี ยใู กลม าตกิ มาตาสามารถควบคมุ จติ ของตนเองและรกั ษาจติ นนั้ ใหบรสิ ทุ ธิ์ จงึ บรรลุธรรมเปน พระอรหนั ตอ ยา งรวดเร็ว ๑๕๕

àËÁǵÊٵà ทิพโสตญาณ ญาณนเี้ ปน ญาณสดุ ทา ยของญาณทงั้ ๕ ทพิ ยจกั ษญุ าณเปน ฤทธิ์ ทสี่ ามารถมองเหน็ วตั ถทุ กุ อยา งทง้ั เลก็ ใหญ ใกล หรอื ไกล ฉนั ใด ทพิ โสต- ญาณก็เปนฤทธิ์ท่ีทําใหไดยินเสียงทุกเสียงไดไมวาจะมีความดังหรืออยู ไกลขนาดไหน ไมวาจะเปนเสียงจากโลกมนุษย หรือเสียงจากเทวโลก พรหมโลก หรือแมกระท่งั เสียงจากจักรวาลอนื่ ฉนั น้นั ดวยเหตุน้ี เทพสาตาคิระจึงบอกเทพเหมวตะวา พระพุทธเจา ทรงเพยี บพรอ มดว ยวิชชา ๓ และวิชชา ๘ เทพสาตาคริ ะยังกลา วตออกี วา นอกจากน้ี พระบรมครูของเรายังเพยี บพรอ มดว ยจรณะอนั หมดจด อีกดวย ๑๕๖

àËÁǵÊٵà จรณะ ๑๕ พระพุทธองคทรงเพียบพรอมดวยจรณะอันเปนความประพฤติ พนื้ ฐานของการบรรลมุ รรคผลนิพพาน ๑๕ ประการ๑๐๐ ดงั น้ี ๑. ปาติโมกขสังวรศีล คือ ศีลท่ีคุมครองผูรักษาใหพนไปจาก ภัยทางโลกและภัยในสังสารวัฏ ไดแก ศีล ๕ ของฆราวาส และศีล ๒๒๗ ขอโดยยอ หรอื ศีล ๙ โกฏกิ วาของภกิ ษุ หากผูใ ดรกั ษาศีลเหลา น้ี เขาจะปลอดภยั จากคาํ ตาํ หนขิ องผอู นื่ ทางโลกและรอดพน จากการลงโทษ ทางกฎหมายอีกดวย ในทางสังสารวัฏแลวเขาจะพนไปจากภัยใน สงั สารวฏั มีอบายภูมเิ ปน ตน ศีลดังกลา วจงึ เรยี กวา ปาติโมกขสังวรศีล ๒. อนิ ทริยสงั วรศลี คอื การคมุ ครองอนิ ทรียห รือทวาร ๖ อนั ไดแ ก ตา หู จมูก ลน้ิ กาย และใจ เพอ่ื ไมใ หเ กิดความโลภและความโกรธ ในทกุ ขณะท่ีเหน็ ไดย ิน รูก ลิน่ ลม้ิ รส กระทบสมั ผสั หรอื นึกคดิ เรอ่ื งราว ตางๆ ศีลดังกลาวจะรักษาไดก็ตอเมื่อบุคคลน้ันอยูระหวางการเจริญ ภาวนาอยางใดอยางหน่ึง คนท่ัวไปอาจรักษาใหสําเร็จไดเพียงบางสวน เทา น้ัน ๓. โภชเนมัตตัญุตา คือ การรูจักบริโภคพอประมาณ เปน ความรจู กั ความพอดใี นการรบั ของถวายและบรโิ ภคอาหาร เมอ่ื บคุ คลใด รับของถวาย เขาควรรูจักความพอดีในการรับโดยไมรับจนเกินความ ๑๕๗

àËÁǵÊٵà ตอ งการ หรือเมือ่ บรโิ ภคอาหารก็พจิ ารณาวาตนบรโิ ภคอาหารไมใ ชเพื่อ ความมัวเมาประมาท แตเ พื่อใหสามารถปฏบิ ัติธรรมได ตามปกตเิ มอ่ื คน บรโิ ภคอาหารอรอ ย เขามกั ดใี จ หากบรโิ ภคอาหารไมอ รอ ยกผ็ ดิ หวงั และ ไมเปนสุข อีกทั้งยังอยากไดอาหารที่ดีกวาเดิม การพิจารณาดังกลาวมี ประโยชนเพื่อกําจัดความชอบใจและไมช อบใจโดยเนอ่ื งดวยอาหาร การบรโิ ภคอาหารของผปู ฏบิ ตั ไิ มใ ชเ พอื่ เลน สนกุ สนาน ไมใ ชเ พอ่ื ความมวั เมา ไมใ ชเ พอื่ ประดบั ตกแตง เนอื้ หนงั ใหส วยงามเตม็ บรบิ รู ณ แต การบรโิ ภคอาหารมปี ระโยชนเ พอ่ื ใหร า งกายนดี้ าํ รงอยไู ด ไมใ หเ กดิ ความ หิวกระหาย และมีสุขภาพดีสามารถประพฤติไตรสิกขาอันเปนคําสอน ของพระพุทธเจาได ในทํานองเดยี วกัน การใชเ คร่อื งนงุ หมกเ็ พ่ือปอ งกัน ความเย็น ความรอน เพื่อปองกันตนเองจากอันตรายของยุง ลม แดด และสัตวเลื้อยคลาน ดังนั้น ในการฉันและการหมจีวรเปนตน ผูปฏิบัติ ตองรูจักประมาณและรูวาเหตุใดตองใชสิ่งเหลาน้ี นี้แหละคือการรูจัก บรโิ ภคพอประมาณ ๔. ชาครยิ านโุ ยค คอื ความเพยี รเจรญิ สติ คาํ วา ชาครยิ ะ หมาย ถึง “ต่ืนอยูเสมอ” และ อนุโยค หมายถึง “ความเพียร” รวมกันจึง หมายความวา ความพยายามทําใหจิตต่ืนโดยนอนใหนอยลงและเจริญ สตอิ ยเู สมอ นค่ี อื การเจรญิ ภาวนานน่ั เอง บางคนตนื่ อยกู จ็ รงิ แตม ไิ ดเ จรญิ ภาวนา การตื่นในลกั ษณะนี้มผี ลนอ ยมาก ครง้ั หนึง่ มภี ิกษุรปู หนึ่งพูดวา ถาทานต่นื นอนก็จะเกิดอกศุ ลจติ ตา งๆ จงึ มักนอนหลบั มากๆ เพ่อื ไมให เปน ทาสของอกุศลจติ เหลา น้ัน สิง่ ท่ที านพูดนัน้ คลา ยจะมเี หตุมีผล หาก ๑๕๘

àËÁǵÊٵà คนใดมีแตความคิดอกุศลมากในยามตื่นอยูดวยความพอใจกามคุณ (กามวติ ก) คดิ ผกู โกรธ (พยาปาทวติ ก) หรอื คดิ ปองรา ย (วหิ งิ สาวติ ก) เขา ถอื วา เกดิ อกศุ ลอยเู สมอ ฉะนน้ั จงึ ฟง ดคู อ นขา งเปน เหตเุ ปน ผลทจี่ ะกลา ว วา คนที่นอนหลับมีโอกาสนอยท่ีจะเกิดความคิดไปในทางอกุศล แต ชาคริยานุโยคน้ีไมใชการตื่นโดยปราศจากภาวนา แตเปนการตื่นโดย กาํ จัดนิวรณดวยภาวนา ดงั พระพุทธพจนว า “ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นย้ี อ มชาํ ระจติ ใหห มดจดจากธรรมทรี่ บกวน ดว ยการเดินจงกรมและนั่งกรรมฐานตลอดวัน”๑๐๑ แมอริ ิยาบถยนื ก็นบั เขาในเรอ่ื งนีอ้ กี ดวย เพราะอยรู ะหวา งการ เดนิ และการนง่ั หรือการน่ังและการเดนิ นอกจากนน้ั พระพทุ ธองคม ิได ตรัสถึงอริ ิยาบถนอนไวใ นเรื่องนี้ ดงั น้นั ผทู ปี่ ฏบิ ตั ิธรรมอยางอกุ ฤษฏจ ึง ควรเดินจงกรม นงั่ กรรมฐาน และยนื กรรมฐานสลบั กนั ไปตลอดวนั ดว ย อิริยาบถสามอยางเทาน้ันเพื่อใหจิตพนไปจากนิวรณ มีเพียงเวลาหลับ นอนหลงั เวลาเทยี่ งคนื ๔ ชว่ั โมงเทา นนั้ โดยเปน เพยี งสว นเดยี วใน ๖ สว น ของกลางวนั ๓ สว นและกลางคืน ๓ สว น๑๐๒ การตืน่ ดวยภาวนาอยางใด อยางหน่ึงโดยหลับนอนเพยี งเล็กนอยเชนนี้จดั เปน ชาครยิ านุโยค ๕-๘. รูปฌาน ๔ ดังท่ีกลาวไวในคัมภีรอรรถกถา๑๐๓ อยางไร กต็ าม ถา นบั รวมรปู ฌานเหลา นั้นเขา ในจตตุ ถฌาน กน็ บั วา เหมาะสม ๙-๑๕ สทั ธรรม (ธรรมของสตั บรุ ษุ ) ๗ คอื ศรทั ธา หริ ิ โอตตปั ปะ พาหสุ จั จะ (ความรูหลักธรรม) วิริยะ สติ และปญญา ๑๕๙

àËÁǵÊٵà ความรูหลักธรรมในเร่ืองน้ีเปนการไดยินและจดจําหลักธรรมที่ พระผมู พี ระภาคทรงแสดงไวโ ดยจาํ ไดห นง่ึ คาํ หรอื สองคาํ เปน ตน เรยี กวา อาคมสตุ ะ คอื ความรจู ากปรยิ ัติ สวนความเขา ใจผา นประสบการณใน การปฏบิ ตั ิ ช่อื วา อธิคมสุตะ คือ ความรูจ ากปฏิบัติ ความรทู ้งั สองอยาง น้เี รยี กวา พาหสุ จั จะ (การมคี วามรมู าก)๑๐๔ สาวกท่ัวไปไดฟ งคาถาหน่งึ บทเพื่อความหลุดพนแลวปฏิบัติจนไดบรรลุธรรม กลาวไดวาเปนผู บริบูรณดวยปริยัติ สวนผูที่จะตั้งตนเปนอาจารยสอนคนอ่ืนก็ควรสั่งสม ความรูปริยตั ใิ หมากทสี่ ุด ยงิ่ มากยงิ่ ดี มคี าํ ถามวา พระพทุ ธเจามิไดเรยี นรูจ ากคนอนื่ จะเปนผบู รบิ รู ณ ดวยความรูจากปริยัติไดอยางไร? คําตอบของเรื่องนี้คือ พระพุทธองค ทรงบริบูรณดวยความรูจากปฏิบัติ พระองคทรงรูเห็นทุกอยางแลวจึง ไมจ าํ เปน ตอ งเรยี นรจู ากผอู นื่ เรอ่ื งนเี้ หมอื นกบั คนทร่ี ทู กุ สงิ่ ทกุ อยา งทอ่ี ยู ในบานของตนเอง จึงไมจําเปนตองเรียนรูจากใครอีก เพราะรูทุกสิ่ง ทุกอยางในบานของตนอยูแลว โดยเหตุที่พระพุทธเจาทรงรูแจงธรรม ท้ังปวงโดยสิ้นเชิงไมมีสวนเหลือ ดังน้ัน ความรูของพระองคจึงบริบูรณ ครบถว นทงั้ ความรจู ากปรยิ ัตแิ ละปฏิบตั ิ ๑๖๐

àËÁǵÊٵà ผูเพยี บพรอมดว ยความรแู ละความประพฤติ เปนผปู ระเสรฐิ สุด ผูเพียบพรอมดวยความรูและความประพฤติน้ันเปนบุคคลผู นาเคารพเลอ่ื มใส นับวา เปนผูป ระเสรฐิ สดุ ในมนุษยและเทวดาทัง้ หลาย ดงั พระพุทธพจนว า ขตตฺ โิ ย เสฏโ ชเนตสฺมึ เย โคตฺตปฏสิ ารโิ น วชิ ฺชาจรณสมปฺ นโฺ น โส เสฏโ เทวมานเุ ส.๑๐๕ “ในหมูชนบุคคลเหลาใดนับถือตระกูล กษัตริยเปนผูประเสริฐ สุดในบุคคลเหลาน้ัน สวนผูเพียบพรอมดวยความรูและความประพฤติ เปน ผปู ระเสรฐิ สุดในมนุษยแ ละเทวดา” ในประเทศอินเดียมีระบบชั้นวรรณะที่แบงแยกประชาชนออก เปนชั้นตางๆ วรรณะพราหมณและกษัตริยไดรับการนับถือวาสูงสงกวา วรรณะแพศยแ ละศทู รทถ่ี อื วา เปน คนวรรณะตา่ํ นอกจากชน้ั วรรณะแลว ยงั มวี งศต ระกลู อน่ื ๆ อกี เชน ตระกลู โกศยิ ะและภารทั วาชะถอื วา ตาํ่ กวา ตระกลู โคตมะ โมคคลั ลานะ และกัจจายนะ เปนตน โดยเฉพาะอยางย่ิงคนจณั ฑาล คนเก็บขยะ เปน ตน เปนวรรณะ ตํ่าตอยท่ีคนวรรณะอ่ืนหลีกเลี่ยงไมสัมผัส ถาไปกระทบสัมผัสเขาถือวา ๑๖๑

àËÁǵÊٵà ทําใหเกิดอัปมงคล คนเหลานี้จึงตองไปอาศัยอยูในหมูบานของตนเอง นอกเมือง เม่ือพวกเขาเดินไปในเมืองตองใชไมเทาเคาะพ้ืนใหมีเสียงดัง เพอ่ื ใหค นวรรณะสงู หลกี เลยี่ งเขา ในเรอื่ งมาตงั คชาดก๑๐๖ ลกู สาวเศรษฐี ชื่อทิฏฐิมังคลิกา (คนเชื่อวาส่ิงที่เห็นเปนมงคล) บังเอิญพบเห็นขอทาน ชอื่ มาตงั คะ จงึ ถอื วา เปน อปั มงคล ไดส ง่ั ใหบ รวิ ารเฆย่ี นตแี ลว นาํ ไปโยนทง้ิ ระบบชน้ั วรรณะท่เี ดน ชดั น้ันมตี ัง้ แตส มัยกอนโนน และทกุ วนั นีก้ ็ยงั มอี ยู ในอินเดยี เคยไดย นิ มาวา พระอาจารยเวฬวุ นั (เวฬุวันสยาดอ) ในอําเภอ บะหนั จงั หวดั ยา งกงุ ซงึ่ เพง่ิ มรณภาพไปไมน านมาน้ี ไดเ ลา ประสบการณ ของทา นวา ในสมยั องั กฤษปกครองพมา อยนู น้ั ทา นไดเ ดนิ ทางไปประเทศ อินเดียและลังกาเพื่อแสวงบุญ และไดรับการตอนรับในฐานะเปนแขก ของบา นของชาวอนิ เดยี ทร่ี า่ํ รวยคนหนง่ึ เศรษฐแี ขกนนั้ บอกกบั พระเถระ วา “ทานสามารถพักทบี่ านของขาพเจา ได แตพวกเราจะอยูใ นสถานทที่ ี่ ทา นเคยพกั ไมไ ด จงึ จดั ทาํ สถานทพี่ เิ ศษสาํ หรบั ทา น รวมทงั้ หอ งนา้ํ พเิ ศษ ดวย เพราะเราไมอ าจใชห องเดยี วกับท่ีทา นใช” น้ีนับวาเปนการดูแลพิเศษที่จัดใหเฉพาะทานที่มาจากประเทศ เมียนมารตามคําแนะนําของคนรูจักเทาน้ัน คนวรรณะต่ําในประเทศ อินเดียไมอาจเขาไปวัดที่คนวรรณะสูงนับถือได ตามความเช่ือของพวก เขา คนทเ่ี กดิ ในวรรณะตา่ํ ไมส ามารถพฒั นาสถานภาพทางสงั คมใหส งู ขนึ้ ได และคนทีเ่ กิดในครอบครัววรรณะสูงกย็ ังคงเปน “ผปู ระเสริฐ” อยาง เดมิ ไมว า คนนน้ั จะกระทาํ เลวรา ยเพยี งใด ความเชอื่ เชน นป้ี รากฏในคมั ภรี  ทางศาสนาของพวกเขาเหมอื นทพ่ี บในตําราของชาวพุทธเชน เดียวกัน ๑๖๒

àËÁǵÊٵà ในประเทศลังกาก็มีการแบงชั้นวรรณะดวยเหมือนกัน แตมิได รุนแรงมากนัก ในประเทศน้ันคนวรรณะสูงไมคอยนับถือภิกษุท่ีมาจาก ครอบครัววรรณะต่ํา สวนภิกษุท่ีอยูวรรณะต่ํากวาดูเหมือนจะคอนขาง สงบเสงี่ยมกับฆราวาสที่มีวรรณะสูงกวา แตที่ประเทศเมียนมารนี้ไมมี การแบงแยกชนช้ันวรรณะเชนน้ี คนสวนใหญมักใหความเคารพคนท่ีมี ทรัพยศฤงคารหรอื อาํ นาจบารมี ในบรรดาฆราวาสนั้น วรรณะกษัตริยหรือวรรณะผูปกครองได รับยกยองวามีสถานภาพสูงที่สุด สมาชิกของคนวรรณะนี้มักจะไม แตงงานกับคนวรรณะอ่ืน พวกเขาจึงบริสุทธิ์โดยชาติตระกูล เพราะไม ปะปนกบั คนวรรณะอน่ื สมาชกิ ของวรรณะนเ้ี ปน คนกลา หาญและปกปอ ง ประเทศชาติ พวกเขาเปนผูถืออํานาจ ดังน้ัน วรรณะกษัตริยจึงเปนผู ประเสรฐิ สดุ ในระบบชัน้ วรรณะตามทัศนะทางโลก ทศั นะทางโลกถอื วา บคุ คลของวรรณะกษตั รยิ เ ปน ผปู ระเสรฐิ สดุ แตทัศนะทางศาสนาถือวา บุคคลผูเพียบพรอมดวยความรูและความ ประพฤติเปนผูประเสริฐสุด ที่จริงแลวคํากลาวขางตนเปนถอยคํา ของทาวมหาพรหมสหัมบดีผูเปนพระอริยะ แมพระพุทธองคไดทรง พิจารณาดวยพระสัพพัญุตญาณแลวไดตรัสสนับสนุนคํากลาวนี้วา เปนความจริง จะเห็นวากษัตริยเปนผูประเสริฐสุดเฉพาะตราบเทาท่ียังมีชีวิต อยู หรอื ตราบเทา ทมี่ อี าํ นาจอยู เมอ่ื เขาเสยี ชวี ติ หรอื หมดอาํ นาจแลว เขา ไมมีอะไรที่จะพ่งึ พาเปน เสบียงในชาตติ อไป แตผ ทู ี่มคี ุณธรรมคอื ความรู ๑๖๓

àËÁǵÊٵà และความประพฤตยิ งั คงประเสรฐิ ตลอดเวลา ยง่ิ เขามคี ณุ ธรรมมากเทา ไร บุคคลนัน้ ย่งิ ประเสริฐมากขน้ึ คนทั่วไปมักเคารพนับถือผูที่มีความสามารถเหาะไปในอากาศ ดาํ ดิน สามารถอา นจติ ผอู น่ื หรอื มีตาทิพยบอกไดว า คนที่ตายแลวไปเกดิ ท่ีไหน ผูปฏิบัติบางคนที่เจริญวิปสสนาก็อาจไดหูทิพยตาทิพยคลายกับ ผูท่ีไดบ รรลอุ ภิญญา ขอยกตัวอยางวา มีอุบาสิกาคนหน่ึงอาศัยอยูบนเกาะแหงหน่ึง ในจงั หวดั ปขกุ กู เธอไดป ฏบิ ตั วิ ปิ ส สนาตามคาํ สอนของอาตมา และกลา ว กนั วา เธอไดห ูทิพยตาทิพย อยูมาวนั หน่ึง นอ งสาวของเธอถกู ขโมยทอง ในบาน เธอจึงถามพี่สาววาทองอยูท่ีไหน ในตอนแรกพี่สาวปฏิเสธวา ไมอ ยากพดู แตเ มอื่ ถูกรบเรา ก็นัง่ เขาสมาธิแลวบอกวา สาวใชของบา นนี้ ไดขโมยทองไปแลวซอนไวในหมอท่ีหองครัว นองสาวของเธอจึงนํา ตํารวจไปที่บานสาวใชคนน้ันแลวคนบาน ไดพบทรัพยสินตามสถานท่ี แจง ไว ทําใหต าํ รวจรูสกึ ประหลาดใจมาก เรื่องท่ีกลาวมานี้เปนกรณีอยางหนึ่งของฤทธิ์เชนนั้นในปจจุบัน แตกรณที ีค่ ลายๆ กนั นย้ี งั มีอีกมากมาย ถา ผูแสดงธรรมไดบรรลอุ ภญิ ญา แลวสามารถแสดงฤทธ์ิในขณะแสดงธรรม ก็จะย่ิงเปนท่ีเคารพนับถือ อยา งสูง ในวชิ ชาทงั้ หมดทกี่ ลา วมาน้ี วชิ ชาทสี่ าํ คญั ทส่ี ดุ คอื วปิ ส สนาญาณ และอาสวกั ขยญาณ หากบคุ คลใดไดบรรลวุ ปิ สสนาญาณ เขานบั วา เปน ๑๖๔

àËÁǵÊٵà จูฬโสดาบันท่ีมีภพภูมิอันดีงามแนนอน๑๐๗ ถาบุคคลใดไดบรรลุอาสวัก- ขยญาณ เขาจะเปน โสดาบนั อยา งสมบรู ณแ ลว พน ไปจากอบายภมู ิ ๔ และ ปลอดจากทกุ ขในวัฏฏสงสารเกนิ ไปกวา ๗ ชาติ เขาจะเปน พระอรหนั ต ภายใน ๗ ชาติแลวเขา สนู ิพพาน หากบุคคลใดไดบ รรลมุ รรคญาณขั้นสูง ข้ึนไปอีก เชอ่ื ไดว า เขาจะบรรลภุ าวะทีส่ ูงขนึ้ ไปอกี แนน อน นอกจากน้ัน มนษุ ย เทวดา และพรหมท่อี ยเู ปน สขุ ในภพภูมิชัน้ สูงคือมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ลวนเปนผูบริบูรณดวยความ ประพฤตมิ ศี ลี เปน ตน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ เปน ผเู พยี บพรอ มดว ยคณุ ธรรม ของสตั บุรษุ ๗ มศี รัทธาเปน ตน จะเหน็ วา คนทีม่ ีศรัทธาเปนตน มกั ส่ังสม บญุ กศุ ลมที านเปน ตน อยเู สมอ พวกเขาจงึ เกดิ เปน มนษุ ยห รอื เทวดาทอี่ ยู เปนสขุ แมการฟงธรรมและปฏิบตั ธิ รรมก็เกิดแกผมู ีศรทั ธาเปน ตน สวน ผทู ไี่ ดบ รรลมุ รรคผลนบั วา เพยี บพรอ มดว ยความรแู ละความประพฤติ จดั วาเปน บคุ คลผูสงู สงยง่ิ กวา ๑๖๕