2 - 38 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เสนาสนะนน้ั ยอ มเปน สถานทเ่ี หมาะแกก ารเจรญิ อานาปานสตสิ มาธนิ น้ั ดว ยประการ ฉะน้ี. เพราะเหตุน้ัน “คำน้ีแสดงการที่ภิกษุน้ัน เลือกหาเสนาสนะท่ีเหมาะแกการเจริญ อานาปานสตสิ มาธ.ิ ” อกี อยา งหนงึ่ เพราะอานาปานสตกิ มั มฏั ฐานนเ้ี ปน ยอดในประเภท แหงกรรมฐาน เปนปทัฏฐานแหงการบรรลุคุณพิเศษและเปนสุขวิหารธรรมในปจจุบันของ พระสพั พญั พู ทุ ธเจา พระปจ เจกพทุ ธเจา และพระสาวก อนั พระโยคาวจรไมล ะชายบา น ทอ่ี อื้ องึ ดว ยเสยี งสตรี บรุ ษุ ชา ง และมา เปน ตน จะเจรญิ ใหถ งึ พรอ ม ทำไมไ ดง า ยเพราะ เสียงเปนขาศึกตอฌาน. (ค) คำวา “นง่ั คขู าเขา มาโดยรอบ” การนงั่ พบั ขาทง้ั ๒ โดยรอบ (คอื นง่ั ขดั สมาธ)ิ อริ ยิ าบถนง่ั เปน อริ ยิ าบถทเ่ี หมาะสมทสี่ ดุ สำหรบั การเจรญิ ภาวนา คอื ทำใหส ามารถคดิ นกึ อะไรไดอ ยา งแนว แน โดยไมต อ งหว งวา จะเซหรอื ลม อยา งในอริ ยิ าบถยนื ; และไมก อ ใหเ กดิ อาการอยากหลบั หรอื ความหลงใหลอยา งอนื่ เหมอื นอริ ยิ าบถนอน (ง) คำวา “ตง้ั กายตรง” หมายความวา ใหน งั่ ตวั ตรง หมายความวา ตงั้ รา งกาย สว นบนใหต รง คอื ใหก ระดกู สนั หลงั ๑๘ ทอ น จรดทสี่ ดุ ตอ ทสี่ ดุ . จรงิ อยู เมอ่ื นง่ั ดว ย อาการอยา งนนั้ แลว หนงั เนอื้ และเสน เอน็ ยอ มไมห งกิ งอ. เวลานนั้ เวทนาทง้ั หลายที่ จะพึงเกิดข้ึนแกเธอในขณะๆ เพราะความหงิกงอแหงหนังเนื้อและเอ็นเหลานั้นเปนปจจัย นนั่ แล ยอ มไมเ กดิ ขนึ้ . เมอื่ เวทนาเหลา นนั้ ไมเ กดิ ขนึ้ จติ กม็ อี ารมณเ ปน อนั เดยี ว. กมั มฏั ฐาน ไมต กไป ยอ มเขา ถงึ ความเจรญิ รงุ เรอื ง. (จ) คำวา “ดำรงสตมิ นั่ ” ทเี่ รยี กวา “ปรมิ ขุ ” นน้ั หมายถงึ สตทิ ต่ี ง้ั มน่ั ในอารมณท ี่ จะกำหนด ซง่ึ ในทน่ี ไ้ี ดแ กล มหายใจโดยตรง. ทา นจำกดั ความไวว า ทำจติ ใหเ ปน เอกคั คตาตอ ลมหายใจ คอื มลี มหายใจอยา งเดยี ว ทจี่ ติ กำลงั รสู กึ อยู หรอื กำหนดอยู. คำวา สติ ในทน่ี ้ี เปน เพยี งการกำหนดลว นๆ ยงั ไมเ กยี่ วกบั ความรู หรอื การพจิ ารณาแตอ ยา งใด เพราะเปน เพยี งขนึ้ ทเ่ี พง่ิ เรมิ่ กำหนดเทา นน้ั . โดยพฤตนิ ยั กค็ อื นงั่ ตวั ตรงแลว กเ็ รม่ิ ระดมความสงั เกต หรอื ความรสู กึ ทงั้ หมด ตรงไปยงั ลมหายใจ ทต่ี นกำลงั หายใจอยนู นั่ เอง ผกู ระทำไมจ ำเปน ตอ งหลบั ตาเสมอไป กลา วคอื สามารถทำไดท งั้ ลมื ตา โดยทำใหต าของตนจอ งจบั อยทู ปี่ ลายจมกู ของตน จนกระทง่ั ไมเ หน็ สงิ่ อนื่ ใด. อาศยั กำลงั ใจทเ่ี ขม แขง็ แลว ยอ มจะทำไดโ ดยไมย าก.
2 - 39 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ตาลมื อยู และมองอยทู ปี่ ลายจมกู กจ็ รงิ แตจ ติ ไมไ ดม ามองดว ย คงมงุ อยทู กี่ ารจะกำหนดลมหรอื ตดิ ตามลมแตอ ยา งเดยี ว. การทำอยา งลมื ตา ยากกวา การหลบั ตา, ตอ งใชค วามพยายาม มากในเบอื้ งตน แตแ ลว กไ็ ดผ ลคมุ กนั คอื งว งยาก และมกี ำลงั จติ เขม แขง็ กวา ในตอนหลงั ; หรอื กลา วอกี อยา งหนงึ่ กค็ อื เปน ผทู ส่ี ามารถดำรงสตไิ ดม น่ั คงกวา นน่ั เอง. พวกทต่ี ง้ั ใจจะทำอยา ง เขม แขง็ ถงึ ขนาดเปน โยคที สี่ มบรู ณแ บบ ยอ มไดร บั การแนะนำใหเ รมิ่ ฝก อยา งลมื ตาทง้ั นน้ั . (ฉ) คำวา “ภกิ ษนุ นั้ เปน ผมู สี ตอิ ยนู นั่ เทยี ว” มสี ง่ิ ทตี่ อ งวนิ จิ ฉยั ตรงคำวา “มสี ต”ิ ถา ถามวา มสี ตใิ นอะไรขนึ้ มากอ น กต็ อ งตอบวา มสี ตไิ ปตงั้ แตก ารหายใจ คอื มสี ตหิ ายใจเขา มสี ติ หายใจออก. เมอื่ การหายใจเขา และออกถกู กำหนดอยเู พยี งใด ภกิ ษนุ นั้ กไ็ ดช อ่ื วา สโตการี คอื ผทู ำสติ อยเู พยี งนน้ั . ฉะนน้ั จะพดู กลบั กนั วา “มสี ตหิ ายใจ” หรอื “หายใจมสี ต”ิ กย็ อ มมคี วามหมายเทา กนั . ลมหายใจเขา เรยี กวา อาปานะ, ลมหายใจออกเรยี กวา อานะ รวม ๒ คำเขา ดว ยกนั โดยวธิ สี นธติ วั หนงั สอื หรอื สนธทิ างเสยี งกต็ ามยอ มไดเ ปน คำเดยี ววา “อานาปานะ”; แปลวา ลมหายใจเขา และออก. สตทิ กี่ ำหนดลมทง้ั เขา และออก นน้ั ชอื่ วา อานาปานสต.ิ ผกู ระทำ สตเิ ชน นช้ี อื่ วา สโตการี ในทน่ี ้ี
2 - 40 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ภาคอานาปานสติภาวนา จตกุ กะท่ี ๑ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน (ตง้ั แตก ารเรม่ิ กำหนดลม จนถงึ การบรรลฌุ าน) เมอ่ื พระผมู พี ระภาคเจา ไดต รสั ขอ ความอนั ปรารภถงึ ลกั ษณะและกริ ยิ าอาการของบคุ คล ผเู รม่ิ ทำสตดิ งั นแ้ี ลว ไดต รสั ถงึ ลำดบั หรอื ระยะแหง การกำหนดลมหายใจ และสง่ิ ทเี่ นอื่ งกบั การกำหนดลมหายใจสบื ไปวา : (๑) ภกิ ษนุ นั้ เมอ่ื หายใจเขา ยาว กร็ สู กึ ตวั ทว่ั ถงึ วา “หายใจเขา ยาว”; เมอ่ื หายใจออกยาว กร็ สู กึ ตวั ทวั่ ถงึ วา “หายใจออกยาว”, (๒) ภกิ ษนุ นั้ เมอ่ื หายใจเขา สน้ั กร็ สู กึ ตวั ทวั่ ถงึ วา “หายใจเขา สนั้ ”; เมอ่ื หายใจออกสนั้ กร็ สู กึ ตวั ทว่ั ถงึ วา “หายใจออกสนั้ ”. (๓) ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา “เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กายทงั้ ปวง จกั หายใจเขา ”; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา “เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กายทง้ั ปวง จกั หายใจออก”. (๔) ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา “เราเปน ผทู ำกายสงั ขารใหร ำงบั อยู จกั หายใจเขา ”; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา “เราเปน ผทู ำกายสงั ขารใหร ำงบั อยู จกั หายใจออก”. ทงั้ ๔ ขอ นี้ เรยี กวา จตกุ กะที่ ๑ หรอื อานาปานสตหิ มวดท่ี ๑ ซง่ึ ควรจะไดร บั คำอธบิ าย อยา งละเอยี ดทวั่ ถงึ เสยี กอ นแตท จ่ี ะไดก ลา วถงึ จตกุ กะท่ี ๒ ท่ี ๓ เปน ลำดบั ไป. แมเ พยี งแต จตกุ กะท่ี ๑ นี้ กม็ คี ำอธบิ ายและเรอ่ื งทตี่ อ งปฏบิ ตั อิ ยา งยดื ยาว และทง้ั เปน การปฏบิ ตั ทิ ส่ี มบรู ณ ขนั้ หนงึ่ อยใู นตวั เอง หรอื ผปู ฏบิ ตั อิ าจจะยกั ไปสกู ารปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน วปิ ส สนาโดยตรงตอ ไป โดย ไมต อ งผา นจตกุ กะที่ ๒ ที่ ๓ กเ็ ปน สง่ิ ทกี่ ระทำได; ฉะนนั้ จงึ เปน การสมควรทจี่ ะไดว นิ จิ ฉยั ในจตกุ กะที่ ๑ น้ี โดยละเอยี ดเสยี ชนั้ หนงึ่ กอ น. อานาปานสติ หมวดท่ี ๑ นี้ มชี อื่ วา “กายานปุ ส สนา” อกี ชอ่ื หนง่ึ เพราะเหตวุ า มกี าย กลา วคอื ลมหายใจเขา -ออก เปน อารมณข องการกำหนดและพจิ ารณา และจดั เปน สตปิ ฏ ฐาน ขอ แรกแหง สตปิ ฏ ฐานทงั้ ๔ อนั มอี ธบิ ายดงั ตอ ไปน้ี :
2 - 41 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ตอน ๑ อานาปานสติ ขน้ั ทหี่ นงึ่ (การกำหนดลมหายใจยาว) อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑ น้ี มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ น้ั เมอ่ื หายใจเขา ยาว กร็ สู กึ ตวั ทวั่ ถงึ วา ‘หายใจเขา ยาว’; เมอื่ หายใจออกยาว กร็ สู กึ ตวั ทว่ั ถงึ วา ‘หายใจออกยาว’”. (บาลวี า ทฆี ํ วา อสสฺ สนโฺ ต ทฆี ํ อสสฺ สามตี ิ ปชานาติ ทฆี ํ วา ปสสฺ สนโฺ ต ทฆี ํ ปสสฺ สามตี ิ ปชานาต.ิ ) อานาปานสตขิ อ นี้ กลา วถงึ การหายใจเขา -ออก ยาว เปน สว นสำคญั ฉะนนั้ สงิ่ ที่ ควรทำความเขา ใจกค็ อื คำทวี่ า หายใจยาว นนั่ เอง. เพอ่ื ใหเ ปน การเขา ใจงา ยแกผ ปู ฏบิ ตั ิ ผู ปฏบิ ตั คิ วรจะตอ งฝก หดั และสงั เกตการหายใจเขา -ออกใหย าวกวา ธรรมดาใหม ากทสี่ ดุ เทา ที่ จะทำได เพอื่ จะใหท ราบวา ยาวทสี่ ดุ นน้ั เปน อยา งไรเสยี กอ น, แลว จะไดน ำไปเปรยี บเทยี บกบั การหายใจตามปรกตธิ รรมดาวา มนั ยาวสนั้ กวา กนั อยา งไร, แลว นำไปเปรยี บเทยี บกบั การหายใจ ทส่ี น้ั กวา ธรรมดา เชน การหายใจในเวลาเหนอ่ื ย เปน ตน วา มนั ยาวสน้ั กวา กนั อยา งไรตอ ไป อกี . และในทส่ี ดุ ควรจะมกี ารทดลองหายใจอยา งสน้ั ทสี่ ดุ เทา ทจ่ี ะใหส น้ั ได ดว ยการบงั คบั ของเราเอง เพอื่ เปรยี บเทยี บกนั อกี ครงั้ หนงึ่ ในทส่ี ดุ กจ็ ะทราบไดว า คำวา หายใจยาว หรอื หายใจสนั้ นนั้ มคี วามหมายตา งกนั อยา งไร หรอื มตี วั จรงิ อยอู ยา งไร และจะเปน ผสู ามารถกำหนด ลมหายใจทย่ี าวหรอื สนั้ ไดถ กู ตรงตามทต่ี อ งการ. ขอท่ีวาใหพยายามหายใจใหยาวท่ีสุดเทาที่จะหายใจไดนั้น มีขอท่ีตองควรกำหนดคือ จะกนิ เวลานานประมาณ ๓๐-๔๐ วนิ าที ในระยะหนง่ึ ๆ เทา ทเี่ ราจะผอ นใหย าวได ทงั้ เขา และ ออก : และใหส งั เกตวา จะตอ งนง่ั ตวั ตรงจรงิ ๆ จงึ จะหายใจไดย าวถงึ ทส่ี ดุ จรงิ ๆ และ เมอ่ื หายใจเขาถึงที่สุดจริงๆ นั้นจะมีอาการปรากฏวาสวนทองแฟบถึงที่สุด สวนโครงอก พองออกถงึ ทสี่ ดุ , และโดยนยั ตรงกนั ขา ม เมอ่ื หายใจออกถงึ ทสี่ ดุ กจ็ ะปรากฏวา ทอ งปอ ง ออกไป สว นโครงอกแฟบ อยา งนจี้ งึ เรยี กวา ยาวถงึ ทสี่ ดุ จรงิ ๆ มคี วามหมายอยตู รงทว่ี า มกี าร หายใจทงั้ ยาว ทงั้ นาน. เพอ่ื เขา ใจเรอ่ื งนไ้ี ดถ งึ ทสี่ ดุ ควรพจิ ารณาเพอ่ื การเปรยี บเทยี บ เลยไปถงึ การหายใจสน้ั . คำวา “หายใจสน้ั ” จะมอี าการตรงกนั ขา ม คอื เมอ่ื หายใจเขา ทอ งปอ งออกไป, เมอ่ื หายใจออก
2 - 42 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทอ งแฟบเขา มา พอเปน ทางสงั เกตไดว า ทเี่ ปน ดงั นี้ เปน เพราะหายใจเขา นอ ย จนไมถ งึ กบั ทำให โครงอกตอนบน พองออกไปมาก หรอื หายใจออกนอ ย จนไมท ำใหโ ครงอกตอนบนแฟบเขา ไปมาก อาการทป่ี รากฏทท่ี อ งจงึ แตกตา งกนั อยา งตรงกนั ขา ม ซง่ึ ผฝู ก หดั จะตอ งรจู กั สงั เกต ใหด ี มฉิ ะนน้ั จะเขา ใจผดิ และสบั สนกนั ไปหมด. เกยี่ วกบั เรอื่ งน้ี อาจจะยตุ เิ ปน หลกั ทเ่ี รยี กวา “หายใจเขา สนั้ ” กค็ อื สน้ั เพยี งเทา ทที่ ำใหโ ครงอกขยายออกหนอ ยหนงึ่ แตไ มถ งึ กบั ทำให ทอ งแฟบ. ถา ถงึ กบั ทำใหท อ งแฟบ กเ็ รยี กวา หายใจเขา ยาว. ทเี่ รยี กวา “หายใจออก สน้ั ” กค็ อื หายใจออกหนอ ยหนงึ่ เพยี งทที่ ำใหโ ครงอกแฟบลงหนอ ยหนงึ่ แตไ มถ งึ กบั ทำให ทอ งปอ งออก. ถา ถงึ กบั ทำใหท อ งปอ งออก กเ็ รยี กวา เปน การหายใจออกยาว. ขอ เทจ็ จรงิ อยตู รงทวี่ า โครงอกแฟบมากหรอื นอ ยนน่ั เอง; สว นทอ งนน้ั จะมอี าการตรงกนั ขา มกบั โครงอกเสมอไป ในเมอื่ มกี ารหายใจอยา งยาวทสี่ ดุ ทง้ั เขา และออก. ผมู กี ารศกึ ษาเกย่ี วดว ย อวยั วะเครอื่ งหายใจ มปี อดเปน ตน มาแลว เปน อยา งดี ยอ มอาจจะเขา ใจเรอื่ งนไ้ี ดด .ี คำวา “หายใจนาน” พระอรรถกถาจารยแ นะใหส งั เกตการหายใจของสตั ว ๒ ประเภท. สตั วป ระเภทแรก เชน ชา ง มรี ะยะหายใจนานกวา สตั วป ระเภทหลงั เชน หนู หรอื กระตา ย. การกำหนดเอาเวลาเปน หลกั เชน น้ี แมจ ะเรยี กวา หายใจชา หรอื เรว็ กต็ าม ผลยอ มเปน อยา งเดยี ว กนั กบั คำวา หายใจยาวหรอื สน้ั . นก้ี ลา วเฉพาะในการปฏบิ ตั กิ ารกำหนดลมหายใจ; สว น ขอ เทจ็ จรงิ ทวี่ า ลมจะเขา ไปมากหรอื นอ ยกวา กนั อยา งไรนนั้ เปน อกี เรอ่ื งหนงึ่ ตา งหาก. สงิ่ ทตี่ อ งการความสงั เกตในความแตกตา งอกี อยา งหนง่ึ กค็ อื “การหายใจเบา” หรอื “หนกั ” “หยาบ” หรอื “ละเอยี ด”. ถา หากลมกระทบพน้ื ผวิ แหง ชอ งหายใจรนุ แรง กเ็ รยี ก วา หายใจหนกั หรอื หยาบ ถา หากกระทบพนื้ ผวิ เหลา นน้ั ไมร นุ แรง หรอื ถงึ กบั วา ไมร สู กึ วา กระทบ กเ็ รยี กวา หายใจเบาหรอื ละเอยี ด. อาการทงั้ ๒ อยา งนี้ เปน สง่ิ ทคี่ วรศกึ ษาใหเ ขา ใจอยา งยงิ่ ไวอ ยา งเดยี วกนั เพราะมเี รอื่ งทจี่ ะตอ งปฏบิ ตั ใิ นขอ ตอ ไปขา งหนา เกยี่ วกบั เรอ่ื งนี้. การกำหนดลมหายใจ บดั นี้ มาถงึ วธิ กี ารกำหนดลมหายใจ ในลกั ษณะทต่ี า งๆ กนั เปน ลำดบั ไป ดงั จะได แยกวนิ จิ ฉยั ทลี ะบท :
2 - 43 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ บทวา “เมอื่ หายใจเขา ยาว กร็ วู า หายใจเขา ยาว” หรอื “เมอ่ื หายใจออกยาว กร็ ู วา หายใจออกยาว” นนั้ มหี ลกั แหง การปฏบิ ตั คิ อื หลงั จากการทไ่ี ดซ กั ซอ มอวยั วะเครอื่ งหายใจ ตา งๆ มชี อ งจมกู เพดาน หลอดลมและปอดเปน ตน ใหอ ยใู นสภาพทปี่ รกตแิ ละเหมาะสมดแี ลว กป็ ลอ ยใหม กี ารหายใจตามปรกตธิ รรมดาบา ง บงั คบั ใหย าวกวา ธรรมดาบา ง ใหส น้ั กวา ธรรมดาบา ง เปน การซกั ซอ มทางรา งกายโดยตรง วา ควรจะมอี ตั ราปรกตอิ ยา งไร ทเี่ ปน อตั รา ปรกตถิ าวรไมย าวไมส น้ั เสยี กอ น แลว จงึ เรม่ิ กำหนดวา มนั ยาวหรอื สนั้ เทา ไร. ลมหายใจทสี่ นั้ หรอื ยาว น้ี ยอ มขน้ึ อยกู บั อารมณท างจติ และความผนั แปรทางรา งกาย หรอื แมท ส่ี ดุ เพยี งแตก ารไปสนใจมนั เขา เทา นน้ั มนั กท็ ำใหก ารหายใจนน้ั สน้ั หรอื ยาว ออกไป ไดก วา ธรรมดา. เพราะฉะนน้ั ในขน้ั แรกเราจะตอ งสงั เกตความสนั้ ยาว ทม่ี นั เปลย่ี นแปลง ไปตามสงิ่ แวดลอ ม ซงึ่ กำลงั แวดลอ มอยใู นขณะนนั้ เชน ถา อารมณป รกตดิ ี การหายใจกย็ าวกวา เมอ่ื มอี ารมณร า ยเชน ความโกรธเปน ตน เขา ครอบงำ. หรอื เมอื่ รา งกายสบายดี ลมหายใจ กย็ าวกวา เมอื่ รา งกายกำลงั ผดิ ปรกติ เพราะความเหนด็ เหนอ่ื ย เปน ตน . แมล มหายใจจะมี อาการอยูอยางนั้น อยางใดอยางหนึ่ง แตพอเราไปต้ังใจทำการกำหนดมันเขามันก็จะตอง ยาวกวา นนั้ อกี เปน ธรรมดา. เพราะฉะนน้ั ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งรจู กั สงั เกตความพลกิ แพลงของ ลมหายใจในลกั ษณะอยา งนด้ี ว ย จงึ จะกำหนดความยาวหรอื สน้ั ไดโ ดยถกู ตอ ง หรอื อยา งนอ ย ทส่ี ดุ กก็ ำหนดไดว า มนั ยาวกวา กนั เทา ไร แลว ทำการกำหนดไปเปน เวลานานพอสมควร กจ็ ะ รจู กั ความสนั้ ยาวทแี่ นน อนยงิ่ ขนึ้ . ในขน้ั แรกๆ ควรจะหดั หายใจใหห ยาบทสี่ ดุ ใหย าวทสี่ ดุ เพอื่ ใหก ำหนดไดโ ดยงา ย วา ลมหายใจเองเปน อยา งไร ? ทางทม่ี นั กระทบนนั้ ถกู มนั กระทบอยา งไร ? กำลงั กระทบ อยทู ตี่ รงไหน ? มอี าการเหมอื นกบั วา มนั ไปสดุ ลงทตี่ รงไหน ? หยดุ อยทู ต่ี รงไหน ? นาน เทา ไร ? แลว จงึ หายใจกลบั ออกมาหรอื กลบั เขา ไปกต็ าม แลว แตก รณี. ถา หายใจเบาหรอื ละเอยี ดไปตงั้ แตท แี รก กไ็ มม ที างทจ่ี ะสงั เกตสงิ่ เหลา นนั้ ได ทำใหก ำหนดลมหายใจไดโ ดยยาก หรอื ถงึ กบั ลม เหลวไปกไ็ ด. ทางทดี่ ยี ง่ิ ไปอกี คอื ควรจะหายใจใหห ยาบหรอื หนกั จนกระทง่ั เกดิ มเี สยี งไดย นิ ทางหู ขนึ้ มาดว ยสว นหนง่ึ หกู เ็ ปน ประโยชนใ นการชว ยใหส ตกิ ำหนดลมหายใจ ไดงายข้ึนอีกแรงหน่ึง.
2 - 44 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ โดยทแ่ี ทแ ลว คำวา “การกำหนดลมหายใจ” นน้ั เปน การกำหนดทพี่ นื้ ผวิ ทลี่ มกระทบ นน้ั มากกวา ทจี่ ะกำหนดทตี่ วั ลม เพราะลมเปน สง่ิ ทลี่ ะเอยี ดออ น กำหนดยาก แตเ มอื่ มนั กระทบ พน้ื ผวิ ซง่ึ เตม็ ไปดว ยเสน ประสาทเขา ทตี่ รงไหน กเ็ ปน การงา ยทจ่ี ะกำหนดวา ลมกำลงั อยทู น่ี น่ั หรอื เดนิ ไปถงึ ไหน. และยงิ่ เมอ่ื มเี สยี งทไี่ ดย นิ ทางหเู ขา มาชว ยดว ย กเ็ ปน การชว ยใหก ำหนด ไดง า ยขน้ึ อกี วา หายใจครงั้ หนง่ึ ยาวหรอื นานเทา ไร. การหายใจหนกั ๆ ในขนั้ แรก จงึ เปน สง่ิ ทม่ี ปี ระโยชน ดงั น.ี้ แมใ นขนั้ ตอ ไป การหายใจยาวหรอื หนกั จนเคยชนิ เปน นสิ ยั กย็ งั มปี ระโยชน อยูน่ันเอง เพราะนอกจากจะเปนประโยชนทางอนามัยแกรางกายโดยเฉพาะแลว ยังเปน ประโยชนใ นทางทจี่ ะทำใหเ ราฝก หดั ในบทฝก หดั ขนั้ ตอ ๆ ไป ไดอ ยา งงา ยดายเสมอไป จงึ ขอแนะ นำใหฝ ก ในการหายใจใหย าวและหนกั อยเู ปน ปรกติ ตามโอกาสทจี่ ะพงึ กระทำได. การกำหนดลมหายใจดวยสติ ตอ ไปนี้ กม็ าถงึ ระยะแหง การฝก ในการกำหนดลมหายใจ ซงึ่ ยาวอยเู องแลว เพราะการ ท่ีเราไปกำหนดมันเขา. อาการทเ่ี รยี กวา “กำหนด” ในทนี่ ี้ ถา กลา วอยา งโวหารธรรมดากค็ อื การทเ่ี ราตงั้ จติ กำหนดลมหายใจ ทก่ี ำลงั แลน เขา แลน ออกอยตู ามเรอื่ งตามราวของมนั เอง จะเรยี กวา เปน การ สงั เกตลมหายใจวา กำลงั เปน อยอู ยา งไร ดงั นกี้ ไ็ ด แตเ ราไมน ยิ มเรยี กเชน นนั้ นยิ มเรยี กให แนชัดลงไปเปนภาษากัมมัฏฐาน หรือภาษาท่ีใชในการสอนอภิธรรมวา เปนการผูกจิตไวท่ี ลมหายใจ ดว ยเครอื่ งผกู คอื สตเิ ลย ทำใหเ กดิ มสี ง่ิ ทจ่ี ะตอ งศกึ ษาขนึ้ มาถงึ ๓ เรอื่ งเปน อยา ง นอ ย คอื ลมหายใจ ๑ จติ ๑ สติ ๑ รวมเปน ๓ แลว ยงั จะตอ งศกึ ษาเรอ่ื งผลทเี่ กดิ ขน้ึ เพราะ การทำเชน นน้ั วา มอี ยอู ยา งไร กอ่ี ยา ง ตามลำดบั ไป. ลมหายใจ มเี รอ่ื งราวอยา งไร เปน เรอ่ื งทก่ี ลา วถงึ แลว ขา งตน . สว นเรอื่ งจติ นน้ั หมาย ความวา เมอื่ กอ นน้ี สาละวนอยกู บั โลกยิ ารมณต า งๆ เดย๋ี วนถ้ี กู พรากหรอื ถกู เปลยี่ นมาใหเ ปน จติ ทต่ี ดิ อยกู บั ลมหายใจ ดว ยเครอื่ งผกู คอื สติ ไมใ หเ ปน จติ ทไี่ ปคลกุ คลอี ยกู บั โลกยิ ารมณด งั เชน เคย. สำหรบั สตนิ นั้ หมายถงึ เจตสกิ ธรรมซงึ่ เปน สมบตั ขิ องจติ อยา งหนง่ึ ในบรรดาสมบตั ิ ทงั้ หลายของจติ . เจตสกิ ธรรมขอ นเี้ ปน ฝา ยกศุ ล ทำหนา ทยี่ กจติ ขน้ึ หรอื ดงึ จติ มาผกู ไวก บั
2 - 45 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ลมหายใจ ซง่ึ ในทนี่ เี้ ปน รปู ธรรมบรสิ ทุ ธ์ิ ไมเ ปน ทตี่ ง้ั แหง อกศุ ล จติ จงึ พน จากความเปน อกศุ ล มาสคู วามเปน กศุ ล ดว ยอำนาจแหง เจตสกิ ธรรม อนั มชี อ่ื วา สติ นน้ั . อาการท่ีจิตถูกสติผูกไวกับอารมณ คือลมหายใจในท่ีนี้ แมเพียงเทานี้ก็เรียกไดวา การกำหนด คอื การกำหนดของจติ ทลี่ มหายใจดว ยอำนาจสต.ิ ในขน้ั นยี้ งั เปน เพยี งการกำหนด ลว นๆ ไมเ ปน การพจิ ารณาแตป ระการใด และยงั ไมเ กย่ี วกบั ความรหู รอื ญาณ จงึ เรยี กแตเ พยี ง วา การกำหนด หรอื ตรงกบั คำอกี คำหนงึ่ วา “บรกิ รรม” ลว นๆ จดั เปน อาการอยา งหนง่ึ ซง่ึ ตอ ไปขา งหนา จะถกู จดั เปน องคข องฌาน ทเ่ี รยี กวา “วติ ก”. ผศู กึ ษาถงึ เขา ใจไวเ สยี ดว ยวา คำวา “วติ ก” ในทนี่ ี้ มคี วามหมายอยา งน้ี มไิ ดห มายอยา งโวหารพดู ทวั่ ไป ซงึ่ หมายถงึ การ คดิ นกึ ตรกึ ตรองเปน เรอ่ื งราวไป แตป ระการใดเลย. ทงั้ หมดนค้ี อื สง่ิ ทจ่ี ะตอ งทำความเขา ใจ เกย่ี วกบั คำวา “กำหนด”. การเกิดของความรู. เมอ่ื มกี ารกำหนดในลกั ษณะเชน ทก่ี ลา วน้ี กแ็ สดงอยใู นตวั แลว วา ยอ มเปน ทางใหเ กดิ ความรู หรอื ความรสู กึ แกจ ติ ขน้ึ มาไดเ อง วา ลมหายใจนน้ั ยาวหรอื สน้ั เปน ตน . ขอ นอี้ ธบิ าย วา เมอ่ื ลมหายใจกแ็ ลน ไปแลน มาอยู และจติ กถ็ กู สตผิ กู ตดิ ไวก บั ลมหายใจ จติ จงึ มอี าการ เหมอื นกบั พลอยแลน ไปแลน มา ตามไปดว ยกนั จงึ เกดิ “ความร”ู ขนึ้ ได โดยไมต อ งมกี ารคดิ หรอื การพจิ ารณาเลย. ความรเู ชน นยี้ งั ไมค วรเรยี กวา “ญาณ” เปน เพยี งสมั ปชญั ญะ คอื ความรสู กึ ตวั ทวั่ ถงึ วา มนั เปน อยา งไรในขณะนนั้ . แตถ งึ อยา งนนั้ กต็ าม บางทที า นกใ็ ชค ำวา “ญาณ” แกอ าการรเู ชน น้ี ในบางคมั ภรี บ า งเหมอื นกนั , ควรจะทราบไวก นั ความสบั สน. ทง้ั น้ี เพราะคำวา ญาณ นน้ั มคี วามหมายกวา งขวาง เอาไปใชก บั ความรชู นดิ ไหนกไ็ ด แตค วามหมาย ทแี่ ทน นั้ ตอ งเปน ความรทู างสตปิ ญ ญาโดยตรง. เมอ่ื คำวา “ญาณ” หรอื ความรู ใชไ ดก วา ง ขวางอยา งนี้ รวมกบั การทที่ า นไมอ ยากใชค ำอน่ื เพม่ิ เขา มาใหม ากมายและสบั สนโดยไมจ ำเปน อาจารยบ างพวกจงึ กลา ววา แมค วามรสู กึ ทเี่ กดิ ขน้ึ วา เรากำลงั หายใจยาว ดงั นเี้ ปน ตน กจ็ ดั เปน ญาณอนั หนงึ่ ดว ยเหมอื นกนั ทำใหม กี ารกลา วไดว า ญาณไดป รากฏแลว แมแ ตใ นขณะทเ่ี รมิ่ ทำอานาปานสติ พอสกั วา เมอื่ หายใจเขา ยาว กร็ สู กึ ตวั ทว่ั พรอ มวา เราหายใจเขา ยาว ดงั น.ี้
2 - 46 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ กรรมวธิ ใี นขณะแหง การกำหนดลม. กรรมวธิ ที างจติ ทเ่ี ปน ไปในขณะแหง การกำหนดลมหายใจในขนั้ ทกี่ ลา วน้ี มอี ยเู ปน ลำดบั ดงั น้ี :- ๑. เม่ือเขากำหนดลมหายใจนานๆ เขา ก็จะประสบความสำเร็จแหงการกำหนด จึง “เกดิ ฉนั ทะ” คอื ความพอใจ อนั เปน กศุ ลเจตสกิ อนั ใหมข นึ้ มาเนอ่ื งจากการกำหนดลม หายใจนน้ั แลว มปี ฏกิ ริ ยิ าสบื ไป คอื :- ๒. เมอื่ ฉนั ทะเปน อยู ลมหายใจกป็ รากฏวา ยาวไปกวา เดมิ ดว ยมคี วามละเอยี ดยงิ่ กวา เดมิ ดว ย. แมจ ะไมม คี วามละเอยี ดแหง ลมในระยะแรกแหง การเกดิ ของฉนั ทะ กจ็ ะตอ ง มใี นระยะตอ มา. ผปู ฏบิ ตั อิ าศยั กำลงั แหง ฉนั ทะนน้ั ทำการกำหนดลมหายใจทย่ี าวกวา เดมิ หรอื ละเอยี ด กวา เดมิ ขนึ้ ไปอกี นานเขา ปฏกิ ริ ยิ าเกดิ ขน้ึ สบื ไป คอื :- ๓. ปราโมทยไ ดเ กดิ ขน้ึ คำวา “ปราโมทย” ในทน่ี ้ี ตรงกบั ภาษาบาลวี า ปามชุ ชฺ ไดแ ก ปต อิ ยา งออ น ซงึ่ ทแี่ ทไ ดแ กเ จตสกิ ธรรมทเ่ี ปน กศุ ลอกี อนั หนงึ่ ซงึ่ ตอ ไปจะตง้ั อยใู นฐานะ เปน องคส ำคญั แหง ฌานองคห นงึ่ , ดว ยอำนาจแหง ปราโมทยน น่ั เอง ลมหายใจกย็ าวไปกวา เดิม ละเอียดไปกวาเดิม, การกำหนดลมหายใจของผูปฏิบัตินั้นก็ตั้งอยูไดอยางแนนแฟน จนกระทง่ั กลา วไดว า ไมล ะจากอารมณ จติ นจ้ี งึ ไดส มมตนิ ามใหมว า … (อา นตอ ไปยงั บรรทดั ลา ง) ๔. “จติ ทเ่ี กดิ จากลม” เพราะมลี มหายใจหรอื การกำหนดลมหายใจเปน สงิ่ ทป่ี รงุ จติ อยู อยา งเตม็ ท่ี. ขอ นมี้ ไิ ดม คี วามหมายอะไรอนื่ นอกจากจะแสดงวา เดย๋ี วนจี้ ติ เรมิ่ มคี วามเปน “เอกคั คตา, คอื ความมอี ารมณอ ยา งเดยี วเกดิ ขน้ึ แลว แกจ ติ นนั้ กลายเปน เอกคั คตาจติ เนอ่ื ง มาจากลมหายใจนน้ั มผี ลทำใหเ กดิ ขนึ้ . ตอ จากนน้ั กม็ อี าการแหง … ๕. อเุ บกขา หรอื ความวางเฉยตอ โลกยิ ารมณ ไมถูกนวิ รณตา งๆรบกวนไดอีกตอ ไป ปรากฏชดั อยู สว น… ๖. ภาวะแหงความที่ลมหายใจนั้น เปลี่ยนรูปปรากฏเดนเปนนิมิตแหงกัมมัฏฐาน มี อคุ คหนมิ ติ เปน ตน เหน็ อยชู ดั ดว ยตาอนั เปน ภายใน ในรปู นมิ ติ ใหม อยา งใดอยา งหนงึ่ นนั้ ยอ ม
2 - 47 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ แปลกกนั แลว แตล กั ษณะของบคุ คล. เมอ่ื นมิ ติ นน้ั ปรากฏชดั กเ็ ปน เหตใุ หก ลา วไดว า … ๗. สตเิ ปน ธรรมชาตปิ รากฏชดั ปรากฏทงั้ ในฐานะทเ่ี ปน ตวั เจตสกิ ธรรมดว ย ปรากฏ ท้ังในฐานะท่ีเปนการทำหนาที่ของมัน คือการกำหนดดวย และเน่ืองจากสติเปนไปดังน้ีไม ขาดตอน สง่ิ ทเี่ รยี กวา สมั ปชญั ญะ คอื ความรสู กึ ตวั ทว่ั พรอ มกป็ รากฏ แตเ ราไปเรยี กชอ่ื มนั เสยี ใหมว า แม… ๘. ญาณกป็ รากฏ คำวา “ญาณกป็ รากฏ” ในทน่ี ี้ มคี วามหมายตา งๆ กนั แลว แตว า มนั จะปรากฏในขน้ั ไหนแหง การกระทำอานาปานสติ สำหรับในขนั้ น้ี ซง่ึ เปน ขนั้ แรกทส่ี ดุ นนั้ ญาณในทนี่ ี้ กเ็ ปน เพยี งสมั ปชญั ญะทกี่ ำลงั รสู กึ วา “เราหายใจออกยาว หรอื หายใจเขา ยาว” เทาน้ัน. ๙. แมก ายกป็ รากฏ ลมหายใจชอื่ วา กาย ในฝา ยรปู ธรรม หรอื เรยี กอกี อยา งหนงึ่ วา รปู กาย. แมจ ะกลา วเลยไปถงึ วา แมน ามกายกป็ รากฏ ดงั นกี้ ย็ งั ได เพราะวา จติ กด็ ี หรอื เจตสกิ ธรรม กลา วคอื ฉนั ทะและปราโมทยเ ปน ตน กด็ ี เหลา นเ้ี ปน นามกาย ซงึ่ ลว นแตป รากฏ ดว ยเหมอื นกนั หากแตว า การปฏบิ ตั ใิ นขนั้ นี้ เปน เพยี งขน้ั ริเรม่ิ มงุ หมายกำหนดแตเ พยี งลม หายใจซง่ึ เปน รปู กาย ฉะนน้ั คำวา กาย ในอานาปานสตริ ะยะท่ี ๑ น้ี จงึ หมายถงึ แตเ พยี ง รปู กาย และโดยเฉพาะเพยี งลมหายใจเทา นน้ั . คำวา “กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” กลา วคอื การตงั้ ไวซ งึ่ สตเิ ปน เครอื่ งตามเหน็ ซง่ึ กาย ในขนั้ ท่ี ๑ นี้ ยอ มเพง เลง็ เอาลมหายใจเปน ความหมายของคำวา กาย แหง วลนี น้ั . เมอ่ื ลมคอื กายกป็ รากฏ สตกิ ป็ รากฏ และ ญาณ กป็ รากฏ ครบถว นทง้ั ๓ ประการแลว ผปู ฏบิ ตั ิ หรอื กลา วโดยเฉพาะ กค็ อื จติ แหง ผปู ฏบิ ตั นิ นั้ เปน อนั วา ไดล ถุ งึ … ๑๐. กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน แลว โดยสมบรู ณ แมใ นระยะเรม่ิ แรกซงึ่ เปน เพยี งการ กำหนดลมหายใจทย่ี าวอยา งเดยี ว. จากกรรมวธิ ที งั้ ๑๐ ระยะทกี่ ลา วขา งตน เราจะเหน็ ไดจ ากระยะที่ ๑-๒-๓ วา ความ ยาวแหง ลมหายใจนน้ั มอี ยู ๓ ลกั ษณะ ดว ยกนั คอื ยาวหรอื นานตามปรกตขิ องลมหายใจนน้ั อยา งหนงึ่ , ยาวออกไปอกี เพราะอำนาจของฉนั ทะทเี่ กดิ ขน้ึ อยา งหนงึ่ , และยาวออกไปอกี
2 - 48 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เพราะอำนาจของปราโมทยเ กดิ สบื ตอ จากฉนั ทะอกี อยา งหนง่ึ , จงึ เปน ๓ ลกั ษณะดว ยกนั . เมอ่ื ลมหายใจออกกย็ าว ลมหายใจเขา กย็ าว และรวมกนั ทง้ั ออกทง้ั เขา กย็ าว เปน ลม ยาว ๓ ชนดิ ดว ยกนั ดงั นแ้ี ลว เอาไปคณู กนั เขา กบั ความยาวทม่ี ลี กั ษณะ ๓ ดงั ทก่ี ลา วมาแลว กก็ ลายเปน ๙ เรยี กวา ความยาวมอี าการ ๙ เปน หลกั สำหรบั การศกึ ษาในบทวา หายใจยาว แหง อานาปานสตขิ อ ท่ี ๑ น้ี โดยตรง. (จบอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ อนั วา ดว ยการกำหนดลมหายใจยาว) ตอน ๒ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๒ (การกำหนดลมหายใจสนั้ ) อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๒ น้ี มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ นั้ เมอ่ื หายใจเขา สนั้ กร็ สู กึ ตวั ทวั่ ถงึ วา ‘หายใจเขา สนั้ ’; เมอื่ หายใจออกสั้น ก็รูสึกตัวท่ัวถึงวา ‘หายใจออกส้ัน’”. (บาลีวา รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสิสฺสามีติ ปชานาติ; รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสิสฺสามีติ ปชานาติ.) อานาปานสตขิ อ นี้ มคี วามหมายแตกตา งจากขน้ั ท่ี ๑ เพยี งทก่ี ลา วถงึ ลมหายใจทสี่ น้ั . ลมหายใจสน้ั ในทน่ี ้ี เปน เพยี งชว่ั ขณะ คอื ชว่ั ทมี่ กี ารฝก ใหห ายใจสน้ั แทรกแซงเขา มา. เมอ่ื บคุ คลผปู ฏบิ ตั ริ คู วามทล่ี มหายใจสนั้ เปน อยา งไรอยา งทวั่ ถงึ แลว ระงบั ความสนใจตอ อาการแหง การหายใจชนดิ ทเ่ี รยี กวา สน้ั นนั้ เสยี ไปหายใจอยดู ว ยลมหายใจทเ่ี ปน ปกติ ซงึ่ จะเรยี กวา สน้ั หรอื ยาวกไ็ ด แลว แตจ ะเอาหลกั เกณฑอ ยา งใดเปน ประมาณ ปญ หากห็ มดไป ไมม สี งิ่ ทจ่ี ะตอ ง อธบิ ายเปน พเิ ศษสำหรบั กรณที มี่ กี ารหายใจสนั้ . แตถ า หากวา บคุ คลผนู น้ั มารสู กึ ตวั วา ตนเปน ผมู กี ารหายใจสนั้ กวา คนธรรมดาอยเู ปน ปรกตวิ สิ ยั กพ็ งึ ถอื วา ระยะหายใจเพยี งเทา นน้ั ของบคุ คลนนั้ เปน การหายใจทเ่ี ปน ปรกตอิ ยแู ลว . และเมอื่ ไดป รบั ปรงุ การหายใจใหเ ปน ปรกตแิ ลว กถ็ อื เอาเปน อตั ราปรกตสิ ำหรบั ทำการกำหนด ในระยะเรมิ่ แรก เปน ลำดบั ไปจนกวา จะเกดิ ฉนั ทะและปราโมทย ซงึ่ มคี วามยาวแหง ลมหายใจ เพม่ิ ขน้ึ เปน ลำดบั ๆ และมกี รรมวธิ ตี า งๆ ดำเนนิ ไปจนครบทงั้ ๑๐ ขน้ั ตามทก่ี ลา วมาแลว ใน อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ อนั วา ดว ยการหายใจยาว ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ . ในกรณที มี่ กี ารหายใจสน้ั
2 - 49 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน พเิ ศษ เพราะเหนด็ เหนอื่ ย การตกใจหรอื โรคภยั ไขเ จบ็ เบยี ดเบยี นนนั้ ยอ มมกี ารกำหนด ใหร วู า สนั้ เพยี งในขณะนน้ั เทา นนั้ เมอื่ สงิ่ เหลา นน้ั ผา นไปแลว การหายใจกเ็ ปน ปรกติ และ ดำเนินการปฏิบัติไปโดยนัยแหงการหายใจปรกติ เพราะการหายใจส้ันชนิดนั้นไดผานไปแลว โดยไมต อ งคำนงึ . ในกรณที มี่ กี ารหายใจสนั้ แทรกแซงเขา มา เพราะอบุ ตั เิ หตอุ ยา งอน่ื กต็ าม เพราะความ สบั สนแหง การฝก ในขน้ั ทย่ี งั ไมล งรปู ลงรอยกต็ าม การหายใจสน้ั เหลา นน้ั ถกู กำหนดรวู า สนั้ แลว กผ็ า นไป ไมก ลบั มาอกี ปญ หากห็ มดไป. ในกรณที เี่ ราฝก ใหล มหายใจสน้ั เพอื่ การทดลองในการศกึ ษานน้ั ยอ มหมดปญ หาไปใน ขณะทก่ี ารทดลองสนิ้ สดุ ลง. สำหรบั ความมงุ หมายอนั แทจ รงิ แหง การฝก ลมหายใจสน้ั นนั้ มี อยวู า เมอื่ ฝก จติ ใหเ ปน สมาธไิ ดด ว ยลมหายใจอยา งยาวแลว กค็ วรฝก ใหเ ปน สมาธดิ ว ยลมหายใจ สนั้ ซงึ่ เปน ของยากขนึ้ ไปกวา ใหไ ดด ว ย เพอื่ ความสามารถและคลอ งแคลว ถงึ ทสี่ ดุ ในการฝก สมาธดิ ว ยลมหายใจทกุ ชนดิ นนั่ เอง. สรปุ ความวา การหายใจสนั้ ในอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๒ นี้ กลา วไวส ำหรบั การหายใจสน้ั ทจี่ ะพงึ มแี ทรกแซงเขา มาเอง เปน ครง้ั คราว และทเ่ี ปน ในการฝก เพอื่ การสงั เกตเปรยี บเทยี บ ใหเ รารจู กั ลกั ษะแหง การหายใจ ยาว-สน้ั และมอี ะไรแตกตา งกนั อยา งไรตามธรรมชาตเิ ทา นนั้ . เมอ่ื ไดก ำหนดจนเขา ใจดที ง้ั ๒ อยา งแลว การกำหนดกด็ ำเนนิ ไปในการหายใจทเี่ ปน ไปตาม ปรกตหิ รอื ในอตั ราทเ่ี ราถอื วา เปน ปรกติ และสามารถเปน สมาธอิ ยทู งั้ ในขณะทม่ี ลี มหายใจสนั้ หรอื ยาว ไมห วน่ั ไหว. การหายใจตามธรรมชาติ ยอ มเปลยี่ นไปตามอำนาจสง่ิ แวดลอ ม เชน ฉนั ทะเปน ตน สนั้ ๆ ยาวๆ แทรกแซงกนั บา ง แตก ไ็ มม ากมายนกั ซง่ึ จะตอ งไดร บั การแกไ ขตามกรณที เ่ี กดิ ขน้ึ เชน เมอ่ื มคี วามหงดุ หงดิ เกดิ ขน้ึ กส็ งั เกตไดด ว ยลมหายใจทสี่ น้ั เขา แลว กแ็ กไ ขดว ยการนอ มจติ ไป สคู วามปราโมทย ซง่ึ จะทำใหล มหายใจกลบั ยาวไปตามเดมิ . ความรสู กึ ตวั ทวั่ พรอ มของบคุ คล ผปู ฏบิ ตั นิ นั่ เอง ทำใหก ำหนดไดท งั้ ลมหายใจทย่ี าวและสน้ั ไมว า มนั จะเกดิ ขนึ้ สลบั ซบั ซอ น อยา งไรและสามารถกำหนดใหเ ปน สมาธไิ ด ไมว า มนั จะอยใู นสภาพทเี่ รยี กกนั วา ยาวหรอื สน้ั .
2 - 50 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เมอ่ื การปฏบิ ตั ไิ ดด ำเนนิ มาถงึ ขนั้ ท่ี ๒ นแ้ี ลว เราอาจจะเขา ใจหลกั การปฏบิ ตั ไิ ดด ว ย การอปุ มากบั การไกวเปล: การไกวเปลในทนี่ ี้ เปน การไกวเปลของคนเลย้ี งเดก็ . เมอ่ื คนเลย้ี งเดก็ จบั เดก็ ใสเ ปลลงไป ใหมๆ เดก็ กย็ งั ไมห ลบั และพยายามทจี่ ะลงจากเปล ซงึ่ อาจ จะตกจากเปลเม่ือไรก็ได เขาจะตองระวังดวยการจับตาดู ไมวาเปลนั้นจะแกวงไปทางไหน จะแกวง สน้ั หรอื แกวง ยาว จะแกวง เรว็ หรอื แกวง ชา ตามการตอ สขู องเดก็ กต็ าม, หรอื การชกั อันไมสม่ำเสมอของตนเองก็ตาม, หมายความวาเขาจะตองจับตาดูอยูทุกคร้ังท่ีแกวง และ ทกุ ทศิ ทาง ทม่ี นั แกวง ไป. ครง้ั ไหนแกวง ไปสน้ั ครงั้ ไหนแกวง ไปยาวอยา งไร เขายอ มรไู ดด ี การกำหนดลมหายใจในขนั้ น้ี กม็ อี ปุ มยั ฉนั นน้ั . ดว ยอำนาจทส่ี ตหิ รอื จติ กต็ าม กำหนดอยทู ่ี ลมหายใจนนั้ จงึ ทราบความทลี่ มหายใจแลน ไปชา หรอื เรว็ สนั้ หรอื ยาว ไดอ ยตู ลอดเวลา เพราะ ความที่สติไมผละจากลมนั้น และดำเนินไปโดยทำนองนี้จนกวาจะสม่ำเสมอเปนระเบียบดี จงึ เรมิ่ กำหนดในขน้ั ละเอยี ดยง่ิ ขน้ึ ไป คอื ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๓. กรรมวธิ แี หง การเกดิ ขนึ้ ของฉนั ทะ ปราโมทย และอน่ื ๆ มสี ติ ญาณ และลมหายใจ เปน ตน ในการหายใจสนั้ นี้ ยอ มเปน ไปโดยทำนองเดยี วกนั กบั ทเ่ี กดิ จากการหายใจยาว โดย ประการทั้งปวง. (จบอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๒ อนั วา ดว ยการกำหนดลมหายใจสน้ั ) ตอน ๓ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๓ (การกำหนดลมหายใจทง้ั ปวง) อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๓ น้ี มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กาย ทง้ั ปวง จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก’”. (บาลีวา สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สกิ ขฺ ต;ิ สพพฺ กายปฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ ) อานาปานสติขอน้ี มีขอท่ีจะตองวินิจฉัยก็คือ คำวา “ยอมทำในบทศึกษา”, คำวา “รพู รอ มเฉพาะ”, คำวา “กายทง้ั ปวง”, และ การทอี่ านาปานสตไิ ดด ำเนนิ ถงึ ขนั้ ทเ่ี รยี กวา ญาณ โดยสมบรู ณไ ดแ ลว ตง้ั แตข อ นไ้ี ป:
2 - 51 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คำวา “ยอ มทำในบทศกึ ษา” หมายถงึ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ในบททที่ า นวางไวส ำหรบั การปฏบิ ตั ทิ เี่ รยี กวา สกิ ขานน่ั เอง และมกี ารจำแนกไวเ ปน ๓ สกิ ขา คอื สลี สกิ ขา, สมาธสิ กิ ขา หรอื จติ ตสกิ ขา, และ ปญ ญาสกิ ขา. เกย่ี วกบั การทจ่ี ะทำในบทสกิ ขาใหค รบทงั้ ๓ อยา งได อยา งไรนน้ั ทา นแนะใหพ จิ ารณาวา เมอ่ื ผนู น้ั มกี ารกำหนดลมหายใจเปน ตน อยู ชอื่ วา ยอ มมี การสำรวม. เมอื่ มกี ารสำรวม ชอ่ื วา ยอ มมศี ลี . นจ้ี ดั เปน สลี สกิ ขาของภกิ ษนุ น้ั ในขณะนนั้ โดยสมบรู ณเ พราะวา เธอไมส ามารถลว งสกิ ขาบทใดๆ ได ในขณะนนั้ . นชี้ อ่ื วา เธอยอ มทำอยู ในบทสกิ ขาคอื ศลี ๑. และเมอ่ื สตขิ องเธอนนั้ ไมล ะจากอารมณ ไมป ราศจากอารมณ ไมท ง้ิ อารมณ กลา วคอื ลมหายใจเปน ตน นน้ั ยอ มชอื่ วา เธอมสี มาธิ คอื ความทจี่ ติ มอี ารมณอ ยทู อี่ ารมณ ใดอารมณห นง่ึ เพยี งอารมณเ ดยี ว และตงั้ มน่ั อยใู นอารมณน นั้ ภกิ ษนุ นั้ ชอ่ื วา ยอ มทำ ในบทศกึ ษา คอื สมาธอิ ยใู นขณะนนั้ . นจี้ ดั วา เปน สมาธสิ กิ ขาของภกิ ษนุ นั้ ๑. ถดั จากนนั้ กค็ อื การเหน็ ซงึ่ อารมณน น้ั ๆ หรอื ในอารมณน น้ั ๆ วา มลี กั ษณะแหง ธรรมเปน อาทอิ ยอู ยา งไรและเหน็ ความ ทส่ี ตเิ ปน ตน ปรากฏชดั เกยี่ วกบั อารมณน น้ั ๆ (คำวา “อารมณน น้ั ๆ” คอื หมายถงึ อารมณข อง อานาปานสตใิ นขน้ั ทตี่ นกำลงั ปฏบิ ตั ิ ในเวลานน้ั ขนั้ ใดขนั้ หนงึ่ ใน ๑๖ ขนั้ นน่ั เอง.) กด็ ี นชี้ อื่ วา ญาณหรอื ปญ ญาของภกิ ษนุ นั้ ในขณะนน้ั . เปน อนั วา ในขณะนน้ั เธอนน้ั ยอ มทำในบทศกึ ษา คอื ปญ ญาหรอื ปญ ญาสกิ ขา ๑. ดงั นน้ั ภกิ ษนุ นั้ จงึ เปน ผปู ฏบิ ตั อิ ยใู นบทแหง สกิ ขาทง้ั ๓ โดย ครบถว น, และเปน ทน่ี า สนใจอยา งยง่ิ ในขอ ทวี่ า ดว ยขอ ปฏบิ ตั เิ พยี งอยา งเดยี วไดท ำให เกดิ มสี กิ ขา ขนึ้ พรอ มกนั ทงั้ ๓ สกิ ขา อนั เปน เครอ่ื งรบั ประกนั วา แมด ว ยการทำอยเู พยี ง เทา น้ี กย็ อ มทำใหเ ปน ทสี่ มบรู ณไ ดด ว ย ศลี สมาธิ และปญ ญา เปน การชใ้ี หเ หน็ ความนา อศั จรรยข องสง่ิ ทเี่ รยี กวา ศลี สมาธิ ปญ ญา. และเปน คำตอบของปญ หาทวี่ า คนทไ่ี มไ ดเ ลา เรยี นปรยิ ตั มิ าอยา งสมบรู ณน น้ั จะสามารถปฏบิ ตั ิ ศลี สมาธิ ปญ ญา ใหส มบรู ณไ ดโ ดยวธิ ไี ร พรอ มกนั ไปในตวั . สง่ิ ทพ่ี งึ สงั เกตอกี อยา งหนง่ึ คอื ขอ ทว่ี า ในบรรดาอานาปานสตทิ ง้ั ๑๖ ขน้ั นน้ั พระองค ไดทรงเริ่มใชคำวา “ยอมทำในบทศึกษา” ตั้งแตขั้นท่ี ๓ นี้เปนตนไป ตลอดจนถึงขั้น สดุ ทา ย ซงึ่ มคี วามหมายวา ตง้ั แตข น้ั ท่ี ๓ ถงึ ขนั้ ท่ี ๑๖ นนั้ เปน ตวั การปฏบิ ตั ทิ เี่ รยี กไดว า เปน ตวั สกิ ขาแท และยงั แถมมคี รบทงั้ ๓ สกิ ขาอกี ดว ย. สว นขนั้ ท่ี ๑ และขนั้ ท่ี ๒ เปน เพยี งขนั้
2 - 52 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ รเิ รมิ่ คอื เรมิ่ ฝก หดั กำหนดอารมณ จะมบี า งกเ็ พยี งการสำรวม ซงึ่ เปน ศลี ; สว นทเ่ี ปน สมาธิ และปญ ญายงั ไมป รากฏเตม็ ตามความหมาย จงึ ยงั ไมถ อื วา มกี ารทำในบทศกึ ษาทสี่ มบรู ณ ใน ขน้ั ที่ ๑ และขนั้ ที่ ๒ นน้ั ซง่ึ เปน เพยี งการกำหนดลมเปนสว นใหญ; เพง่ิ มาสมบรู ณใ นขนั้ ที่ ๓ นเี้ อง จงึ กลา วไดว า เปน ขน้ั ทเ่ี รมิ่ มญี าณแลว โดยสมบรู ณต ามความหมาย. คำวา “รพู รอ มเฉพาะ” ในทนี่ ้ี หมายถงึ ความรทู สี่ มบรู ณ สงู ขน้ึ ไปกวา ความรทู เี่ ปน เพยี งสมั ปชญั ญะอยา งในขนั้ ท่ี ๑ และขนั้ ท่ี ๒. คำวา รพู รอ มคอื รหู มดทกุ อยา ง. คำวา รเู ฉพาะ คอื รอู ยา งละเอยี ดชดั เจนไปทกุ อยา ง. รวมความวา รอู ยา งสมบรู ณใ นกรณนี นั้ ๆ และ ในอนั ดบั นน้ั ๆ อยา งชดั เจน ซงึ่ ในทนี่ ไี้ ดแ กร จู กั สงิ่ ทเี่ รยี กวา กาย กลา วคอื ลมหายใจนน้ั เอง วา มลี กั ษณะอยา งไร มพี ฤตอิ ยา งไร มเี หตแุ ละมผี ลอยา งไร เปน ตน . เมอ่ื คำวา กาย ในทนี่ ้ี ไดแ กล มหายใจ การรกู ค็ อื รลู กั ษณะสน้ั ยาวของลมหายใจ, อาการแหง การเคลอ่ื นไหวของ ลมหายใจ, สมฏุ ฐานแหง ลมหายใจ คอื ความทม่ี ชี วี ติ ยงั เปน ไปอยู, และผลจากลมหายใจคอื ความทลี่ มหายใจนก้ี ำลงั ทำหนา ทเ่ี ปน กายสงั ขาร หรอื เปน ปจ จยั แกช วี ติ สว นทเี่ ปน รปู ธรรมโดย ตรงนอี้ ยู ดงั นเี้ ปน ตน . เมอ่ื กลา วโดยสรปุ กค็ อื รเู รอื่ งทงั้ ปวงของลมหายใจโดยตรงนน้ั เอง. และใจความสำคญั ทต่ี อ งรนู นั้ ตอ งไปสนิ้ สดุ ลงทรี่ คู วามเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ของสงิ่ หรอื ภาวะเหลา นที้ งั้ หมด ซง่ึ จะไดก ลา วถงึ ในขนั้ ทส่ี งู ขน้ึ ไปตามลำดบั . คำวา “กายทง้ั ปวง” ควรจะไดร บั การวนิ จิ ฉยั เฉพาะคำวา “กาย” โดยตรงเสยี กอ น จะทำใหเขาใจไดงายขึ้น. คำวา “กาย” แปลวา หม,ู และแบง ออกเปน ๒ ประเภท คอื นามกายและรปู กาย. นามกาย คอื หมนู ามหรอื กลมุ นามธรรม ไดแ กค วามรสู กึ คดิ นกึ ของจติ รวมทงั้ จติ เอง ทเี่ รยี กโดย ทว่ั ไปวา เวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณเปน วงกวา ง. แตโ ดยเฉพาะในทน่ี น้ี นั้ ไดแ ก ความรสู กึ ตา งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในขณะทม่ี กี ารกำหนดลมหายใจ เชน ฉนั ทะเกดิ ขนึ้ ปราโมทยเ กดิ ขน้ึ สตเิ กดิ ขน้ึ ความรสู กึ ตวั ทว่ั พรอ มเกดิ ขน้ึ เหลา นลี้ ว นแตเ ปน กลมุ นามกาย ซง่ึ จดั เปน กาย ประเภทหนงึ่ . สวน รปู กาย นนั้ โดยทวั่ ไปหมายถงึ มหาภตู รปู คอื ดนิ น้ำ ลม ไฟ ทเ่ี ปน สว น ประกอบสว นใหญข องรา งกาย. แตใ นทน่ี ้ี คำวา รปู กาย หมายถงึ ลมหายใจทเี่ นอื่ งกนั อยู กบั มหาภตู รปู ทง้ั ๔ นน้ั โดยเฉพาะในฐานะเปน สง่ิ ทที่ ำใหม หาภตู รปู นนั้ ดำรงอยไู ด มคี า หรอื
2 - 53 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ มคี วามหมายอยไู ด และทง้ั เปน ทต่ี งั้ แหง นามกาย มเี วทนาเปน ตน สบื ไปได. กลา วโดยสรปุ ก็คือ กาย กลาวคือลมหายใจทำหนาท่ีเปนกายสังขาร คือปรุงแตงรูปกายใหเปนท่ีต้ังแหง นามกายไดส บื ไปนนั่ เอง, เมอ่ื ผพู จิ ารณาไดพ จิ ารณาเหน็ ความทกี่ ายทง้ั ปวง (คอื ทงั้ รปู กาย และนามกาย) มอี ยอู ยา งไร และสมั พนั ธก นั อยา งไรแลว กย็ อ มพจิ ารณาเหน็ ความสำคญั ของ กาย คอื ลมหายใจโดยเฉพาะได ในฐานะทคี่ วรเพง เลง็ เพยี งสง่ิ เดยี วในทนี่ ้.ี เมอื่ เปน ดงั นี้ ยอ มเปน การเพยี งพอแลว ทจี่ ะกลา ววา “ภกิ ษนุ นั้ เปน ผมู ปี รกตติ ามเหน็ ซง่ึ กายในกายทง้ั หลาย” (กาเย กายานปุ ส ส)ี คอื เธอไดม องเหน็ กายอยา งใดอยา งหนง่ึ ในบรรดากายทงั้ หลายโดยประจกั ษ ซง่ึ ในทน่ี ห้ี มายถงึ การเหน็ ดว ยปญ ญา ซงึ่ กายคอื ลมหายใจ ในระหวา งกายทงั้ หลายอยา งอนื่ ๆ ทงั้ ทเ่ี ปน รปู กายและนามกาย. อาศัยเหตุขอน้เี องเปนใจความสำคัญ จงึ ทำใหอานาปานสติ จตกุ กะที่ ๑ พลอยไดช อ่ื วา กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ซง่ึ มหี ลกั สำคญั วา ภกิ ษเุ ปน ผมู ปี รกติ ตามเห็นซึ่งกายในกายทั้งหลาย อยูเปนประจำ ซ่ึงในท่ีน้ี ไดแกรูอยูทุกลมหายใจเขาออก ดังน.ี้ คำวา “ทงั้ ปวง” แมจ ะกนิ ความไปถงึ วา กายทกุ ชนดิ กจ็ รงิ อยู แตใ นทนี่ ้ี หมายความ แตเ พยี งวา กายคอื ลมหายใจทงั้ หมด หรอื เรอื่ งทง้ั หมดทเ่ี กย่ี วกบั กายนนั้ . เมอื่ คำวา กาย ใน ที่นี้ไดแกลมหายใจ เรื่องท่ีจะตองรู ก็คือเร่ืองทุกเรื่องเก่ียวกับลมหายใจนั้นโดยตรง คือวา ลมหายใจนน้ั มลี กั ษณะอาการเปน ตน อยา งไร ? และมอี ะไรเกดิ ขนึ้ เนอ่ื งจากลมหายใจนน้ั ? อนงึ่ สำหรบั อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๓ น้ี ยงั อยใู นกลมุ ของเรอื่ งทเ่ี ปน สมาธโิ ดยสว นใหญ คำวา กายทงั้ ปวง จงึ มี ความหมายสว นใหญ เทา ทเ่ี กยี่ วกบั ความเปน สมาธิ ทที่ ำใหเ กดิ ขนึ้ ไดเ นอื่ ง จากลมหายใจน้ัน เพราะฉะน้ัน จึงกลาวไดโดยเจาะจงวากายท้ังปวงก็คือลมหายใจทั้งปวง นนั่ เอง. การกำหนดรกู ายทงั้ ปวง กค็ อื การกำหนดรลู มหายใจโดยประการทงั้ ปวง นนั้ เอง. วธิ กี ารกำหนดรลู มหายใจทง้ั ปวง ทา นแนะวธิ กี ำหนดอยา งงา ยไวด ว ยการแบง แยกเปน เบอื้ งตน ทา มกลาง และทส่ี ดุ ของลมหายใจเสยี กอ น ขอ นถี้ อื เอาความรสู กึ ของบคุ คลนน้ั เอง เปน ประมาณ วา ตนรสู กึ วา ลมหายใจเรม่ิ ตงั้ ตน ทต่ี รงไหน แลว เคลอ่ื นไปอยา งไร แลว ไปสดุ ท่ี ตรงไหน จงึ กลบั ออกหรอื กลบั เขา แลว แตก รณี. ในการหายใจเขา ยอ มกลา วโดยสมมตไิ ดว า ลมหายใจมกี ารตง้ั ตน จากขา งนอก ซง่ึ จะตอ งเปน ทช่ี อ งจมกู หรอื จดุ ใดจดุ หนงึ่ ในบรเิ วณนน้ั อนั
2 - 54 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน จดุ ทเี่ รารสู กึ วา ลมไดก ระทบในเมอื่ ไดม กี ารผา นเขา ไปจากภายนอกสภู ายใน. ในกรณี ของคนปรกติ กอ็ ยทู ป่ี ลายจะงอยจมกู เปน ธรรมดา แตใ นกรณขี องบคุ คลทมี่ รี มิ ฝป ากสงู เชดิ เกนิ ไป กจ็ ะมคี วามรสู กึ ทร่ี มิ ฝป ากบน ดงั นเ้ี ปน ตน แลว กถ็ อื เอาโดยสมมติ หรอื โดยบญั ญตั ิ กต็ ามวา นเี้ ปน จดุ เบอื้ งตน ของลมหายใจเขา . สว นคำวา ทา มกลาง นนั้ หมายถงึ ระยะ ตงั้ แตจ ดุ เบอ้ื งตน เปน ตน ไป จนถงึ ทสี่ ดุ หรอื เบอ้ื งปลาย เพราะฉะนน้ั เราจะตอ งพจิ ารณาถงึ จดุ ทส่ี ดุ หรอื จดุ เบอื้ งปลายกนั เสยี กอ น. ลมหายใจเขา ไดเ ขา ไปจนถงึ ทสี่ ดุ ทไี่ หน แลว จงึ กลบั ออกมานนั้ ไมจ ำเปน จะตอ งยดึ ถอื ในขอ เทจ็ จรงิ อะไรใหม ากมายเกนิ ไป เอาแตค วามรสู กึ อยา งใดอยา งหนงึ่ ทปี่ รากฏชดั กวา อยา งอน่ื และสะดวกแกก ารกำหนด ยง่ิ กวา อยา งอนื่ กพ็ อ แลว . เมอื่ เราลองหายใจเขา เขา ไปใหม ากทสี่ ดุ แลว ถอื เอาความรสู กึ ของเราเองวา ความ กระเพอ่ื มหรอื ความเคลอื่ นดนั ของลมหายใจนน้ั ไดแ สดงอาการระยะสดุ ทา ยของมนั ทตี่ รงไหน เรากเ็ อาตรงนนั้ เปน ทส่ี ดุ . ขอ น้ี ทา นถอื กนั เปน หลกั ทวั่ ไปวา ไปสดุ อยทู บ่ี รเิ วณสะดอื และ จดั เอาจดุ สะดอื นนั้ เปน ทสี่ ดุ หรอื เปน เบอ้ื งปลายของการหายใจเขา . ผศู กึ ษาจะตอ งทำความ สำเหนยี กไวด ว ยวา ในทน่ี ม้ี ไิ ดเ ปน การเรยี นกายวภิ าควทิ ยา หรอื สรรี วทิ ยา แตเ ปน เรอ่ื งของ การฝก หดั สมาธ;ิ ขอ เทจ็ จรงิ ของลมหายใจจะเปน อยา งไร ไมใ ชข องสำคญั ขอ สำคญั อยู ตรงทเ่ี ราจะกำหนดมนั ใหไ ดอ ยา งไรตา งหาก; จงึ เปน อนั ใหย ตุ ไิ ดว า ทส่ี ดุ ของลมหายใจทเ่ี ปน ภายในนน้ั อยตู รงทส่ี ะดอื กพ็ อแลว . เมอื่ เปน ดงั นี้ กเ็ ปน อนั กลา วไดว า สำหรบั การหายใจ เขา นน้ั ลมหายใจมเี บอ้ื งตน อยทู ปี่ ลายจะงอยจมกู และมเี บอ้ื งปลายอยตู รงทสี่ ะดอื และ มที า มกลางอยตู รงบรเิ วณกงึ่ กลางระหวา งนนั้ . แตส ำหรบั การกำหนดนน้ั จะตอ งถอื เอา ทง้ั หมดคอื ตงั้ แตป ลายจมกู จนถงึ สะดอื วา เปน สว นทา มกลาง. สว นการหายใจออกนน้ั มี การบญั ญตั ใิ นทางกลบั ตรงกนั ขา ม คอื เอาทส่ี ะดอื เปน เบอ้ื งตน และทปี่ ลายจะงอยจมกู เปน เบอื้ งปลาย โดยความทก่ี ลบั กนั . การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กาย (คอื ลมหายใจ) ทง้ั ปวง มขี นึ้ มาไดใ นเมอื่ มกี ารกำหนด ลมนนั้ ตลอดตงั้ แตเ บอื้ งตน ทา มกลาง และทส่ี ดุ โดยไมม รี ะยะวา งเวน ทงั้ ขณะหายใจเขา และ หายใจออก. โดยทแ่ี ท ตามธรรมชาตนิ น้ั จติ เปน ของกลบั กลอกไดเ รว็ ในชว่ั ระยะการหายใจ เขา หรอื ออกครงั้ หนง่ึ นนั้ ถา ไมก ำหนดกนั ใหท ว่ั ถงึ จรงิ ๆ จติ อาจจะผละจากการกำหนดลม หนี
2 - 55 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ไปคดิ เรอื่ งอนื่ ไดต ง้ั หลายแวบ ในชว่ั ระยะการหายใจเขา และออกเพยี งครงั้ เดยี ว. ตวั อยา ง เชน ในขณะตง้ั ตน หายใจเขา จติ กำหนดอยทู ลี่ ม เมอื่ หายใจเขา ถงึ ทส่ี ดุ จติ กก็ ำหนดอยทู ล่ี ม ได แตใ นระยะทเี่ ปน ระหวา งตรงกลางนน้ั จติ อาจจะหนไี ปคดิ ถงึ สง่ิ อน่ื ใดเสยี แวบหนงึ่ หรอื สองสามแวบก็ยังได ถาหากวามิไดมีการกำหนดในระยะที่เรียกวาทามกลางนั้นไวอยางมั่น คงจริงๆ. ดว ยเหตดุ งั กลา วมานแ้ี หละ ทา นจงึ ตกั เตอื นวา ระยะทเ่ี รยี กวา ทา มกลางนน่ั เอง เปน ระยะทตี่ อ งระมดั ระวงั อยอู ยา งเขม งวดกวดขนั ดว ยอบุ ายตา งๆ กนั เชน อบุ ายอยา งหยาบๆ มกี ารสอนใหน บั ชา ๆ ๑-๒-๓-๔-๕ หรอื กระทงั่ ถงึ ๑๐ ตลอดเวลาทท่ี ำการหายใจเขา หรอื ออก ครง้ั หนงึ่ แลว แตค วามเหมาะสมของบคุ คลหนง่ึ ๆ เปน คนๆ ไป. เมอื่ ตอ งกำหนดในการนบั อยตู ลอดเวลา จนกวา จะสนิ้ สดุ การหายใจครง้ั หนงึ่ ๆ จติ กไ็ มม โี อกาสจะผละหนไี ปไหนได. และ ทงั้ เปน การทำใหส ามารถควบคมุ ความสนั้ ยาวของการหายใจไดเ ปน อยา งดี ดว ยการนบั จำนวน ใหม ากขน้ึ หรอื นอ ยลง แลว แตต นจะตอ งการลมหายใจสนั้ ยาวเพยี งไร. รายละเอยี ดเรอื่ งนี้ จะกลา วถงึ ในขน้ั ที่ ๔ ขา งหนา ในตอนอนั วา ดว ยคณนา สว นทเี่ ปน อบุ ายอยา งละเอยี ด นั้น อยากจะแนะวา ใหท ำอบุ ายในการกำหนดเสมอื นหนงึ่ วา จติ นนั้ ถกู ผกู ตดิ อยกู บั ลม ถกู ลมลาก พาไปมา ตลอดระยะการหายใจทง้ั เขา และออก. และดว ยเหตนุ เ้ี อง เขาจะตอ งมกี ารหายใจ ชนดิ ทเ่ี พยี งพอทจ่ี ะทำใหร สู กึ ไดว า เดย๋ี วนลี้ มกำลงั เคลอ่ื นหรอื เดนิ ไปถงึ ไหนแลว ทงั้ เขา และ ออก. เขาจะตอ งทำความรสู กึ คลา ยกบั วา ทางลมเดนิ นนั้ ออ นหรอื ไว ตอ ความรสู กึ อยา งยงิ่ , ลมเหมอื นกบั สง่ิ สงิ่ หนงึ่ หรอื กอ นอะไรกอ นหนงึ่ ซง่ึ วง่ิ ถไู ปถมู า อยบู นทางนน้ั อยา งทจี่ ะกำหนด ไดโ ดยงา ย. ดว ยอบุ ายนเ้ี อง ทำใหเ ราสามารถกำหนดลมหายใจไดต ดิ ตอ กนั ทกุ ระยะ วา มนั เรม่ิ ตน ทต่ี รงไหน เคลอ่ื นไปอยา งไร ไปสนิ้ สดุ ทตี่ รงไหน หยดุ อยทู ตี่ รงไหน นานเทา ไร แลว มนั จงึ กลบั ออกมา หรอื กลบั เขา ไป แลว แตก รณ.ี เขาทำดจุ ประหนงึ่ วา ลมหายใจนน้ั เปน ดวงมณีวิเศษดวงหนึ่ง ซ่ึงว่ิงไปว่ิงมา อยูบนเสนทางทางหน่ึง ซ่ึงจะไมยอมใหละไปจาก สายตาไดแ มช วั่ ขณะจติ เดยี ว หรอื กระพรบิ ตาเดยี ว. ถา เปรยี บดว ยอปุ มาอกี อนั หนงึ่ ทแ่ี ลว มา กค็ อื วา เมอื่ เขาเปน คนใชท เี่ ลยี้ งลกู ของนาย และจะตอ งระมดั ระวงั เดก็ ไมใ หต กจากเปลแลว ตลอดเวลาทเี่ ดก็ ยงั ไมห ลบั หรอื ถงึ กบั พยายาม
2 - 56 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ลงจากเปล เขาจะตอ งจบั ตาของเขาอยทู เี่ ดก็ ไมใ หว า งเวน ได ไมว า เปลนน้ั กำลงั ไกวไปถงึ ท่ี สดุ ขา งโนน หรอื กลบั มาถงึ ทส่ี ดุ ขา งนี้ หรอื ยงั อยตู รงกลาง ในขณะใดขณะหนง่ึ กต็ าม ลว น แตเ ปน ขณะทเี่ ดก็ จะลกุ ออกมาจากเปลไดท งั้ นนั้ สายตาของเขาจงึ ตอ งจบั อยทู เี่ ดก็ นนั้ ตลอด เวลา มไิ ดม รี ะยะวา งเวน ซงึ่ กลา วไดว า เขาไดเ หน็ เดก็ อยโู ดยประการทง้ั ปวง และตลอด เวลาทงั้ ปวงเหลา นน้ั ไมว า สง่ิ ใดๆ จะเกดิ ขนึ้ แกเ ดก็ เขายอ มรเู หน็ โดยสนิ้ เชงิ ; ขอ นม้ี อี ปุ มา ฉันใด ผูปฏิบัตกิ ็ใชสติเปนเคร่ืองกำหนดลมหายใจ ใหจิตกำหนดอยูตรงที่ลมหายใจโดย ประการทงั้ ปวง และตลอดเวลาทง้ั ปวง โดยไมม รี ะยะเวลาวา งเวน ฉนั นนั้ , ในทส่ี ดุ ผู ปฏบิ ตั เิ ชน นน้ั กส็ ามารถเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กายคอื ลมหายใจทงั้ ปวง ดว ยการกำหนด เบอ้ื งตน ทา มกลาง และเบอ้ื งปลาย อยา งตดิ ตอ กนั ไมข าดสายดว ยอาการอยา งน้.ี เมอื่ มกี ารกระทำอยดู งั นี้ อยา งถกู ตอ งตามระเบยี บวธิ แี ลว กายคอื ลมหายใจกป็ รากฏ ชดั สตกิ ป็ รากฏชดั ญาณหรอื ความรสู กึ ตา งๆ ตามควรแกก รณี กป็ รากฏชดั , สตปิ รากฏโดย ความเปน สต,ิ ญาณกป็ รากฏโดยความเปน ญาณ, กายกป็ รากฏโดยความเปน กาย, ไมป รากฏ ในฐานะอนั จะเปน ทต่ี ง้ั แหง ความยดึ มน่ั ถอื มน่ั วา เปน สตั วห รอื บคุ คล วา เปน ตวั ตนหรอื เปน เรา เปน เขา. เมอื่ เปน ดงั นกี้ ก็ ลา วไดว า เขาเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กายทงั้ ปวงจรงิ ๆ เหน็ กายคอื ลมหายใจในบรรดาในกายทง้ั หลายทงั้ ปวงอยเู ปน ปรกต,ิ จนไมม โี อกาสสำหรบั การเกดิ ขน้ึ แหง อภชิ ฌาและโทมนสั หรอื กเิ ลสอน่ื ใด. อเุ บกขาชอ่ื วา ตงั้ มน่ั ดว ยดอี ยตู ลอดเวลาเปน ทางนำไป สคู วามเกดิ ขน้ึ แหง สมาธทิ แ่ี นว แนใ นลำดบั ตอ ไป ดงั นี.้ (จบอานาปานสตขิ นึ้ ท่ี ๓ อนั วา ดว ยการกำหนดลมหายใจทง้ั ปวง) ตอน ๔ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๔ (การทำกายสงั ขารใหร ำงบั ) อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๔ นี้ มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา เราเปน ผทู ำกายสงั ขาร ใหร ำงบั อยู จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา เราเปน ผทู ำกายสงั ขาร ใหร ำงบั อยู จกั หายใจออก’”. (บาลวี า ปสสฺ มภฺ ยํ กายสงขฺ ารํ อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ ปสสฺ มภฺ ยํ กายสงขฺ ารํ ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ )
2 - 57 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ คำวา “กายสงั ขาร” หมายถงึ ลมหายใจในเมอื่ ทำหนา ทปี่ รงุ แตง มหาภตู รปู อนั เปน ที่ ตง้ั แหง เวทนาเปน ตน ดงั ทไี่ ดก ลา วมาแลว ขา งตน ไมจ ำเปน ตอ งวนิ จิ ฉยั อกี ในทนี่ ี้ แตค วร จะเขา ใจสบื ไปวา ลมหายใจเปน สงิ่ ทเ่ี นอ่ื งกนั อยกู บั รา งกายอยา งใกลช ดิ ในฐานะเปน สงิ่ ทป่ี รงุ สง่ิ ตา งๆ ทเี่ นอื่ งกบั รา งกาย เชน ความรอ นหนาวในรา งกาย การเคลอ่ื นไหวของรา งกาย ตลอด ถงึ ความออ นสลวยและความแขง็ กระดา งเปน ตน ของรา งกาย เพราะฉะนน้ั จงึ เปน อนั กลา ว ไดว า รา งกายกบั ลมหายใจนี้ มคี วามสมั พนั ธก นั ในทางทจ่ี ะหยาบหรอื ละเอยี ด ในทางทจี่ ะระสำ่ ระสายหรอื สงบรำงบั ดงั นเี้ ปน ตน ไดพ รอ มกนั ไปในตวั ซง่ึ เปน เหตใุ หเ ราสงั เกตไดว า เมอ่ื รา งกายหยาบหรอื ระสำ่ ระสายเปน ตน ลมหายใจกห็ ยาบหรอื ระสำ่ ระสายไปตาม; เมอื่ ลม หายใจละเอยี ดหรอื รำงบั รา งกายกส็ ขุ มุ หรอื รำงบั ไปตาม; ฉะนน้ั การบงั คบั รา งกาย กค็ อื การบงั คบั ลมหายใจ; การบงั คบั ลมหายใจ กค็ อื การบงั คบั รา งกายพรอ มกนั ไปในตวั . เมอื่ ลมหายใจละเอียดหรืออยูในภาวะท่ีละเอียด รางกายก็สุขุมละเอียดไมกระดาง ไม เมอ่ื ยขบ และไมร ะส่ำระสายอยา งอนื่ ๆ จงึ เปน อนั วา นอกจากจะเปน เครอื่ งสงั เกตวา เปน ไปดวยกันหรือเสมอกันทุกลักษณะและอาการแลว ยังเปนสิ่งท่ีตองไดรับการกำหนดหรือ การฝกฝนพรอมกันไปในคราวเดียวกัน ในฐานะเปนเครื่องสงเสริมซึ่งกันและกัน ดังท่ี กลา วแลว . สิ่งท่ีจะพึงสำเหนียกศึกษาตอไป ก็คือขอที่วาลมหายใจยอมมีลักษณะหยาบ หรือ ละเอียด สงบรำงับ หรือไมสงบรำงับ อยูระดับหนึ่งตามธรรมชาติของมันเอง สุดแลวแต รา งกายนนั้ กำลงั เปน อยอู ยา งไร. แตแ มว า มนั จะเปน อยา งไรอยแู ลว กต็ าม ลกั ษณะทเี่ ปน อยูตามธรรมชาติน้ี เรายอมบัญญัติวาเปนของหยาบ หรืออยูในข้ันหยาบ ซ่ึงเราจักได กระทำใหกลายเปนของละเอียดหรือสงบรำงับยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ดวยอำนาจของ กมั มฏั ฐาน กลา วคอื อานาปานสตใิ นขนั้ ท่ี ๔ น.้ี การทำกายสังขารใหรำงับ คำวา “การทำกายสงั ขารใหร ำงบั ” นน้ั ควรจะไดว นิ จิ ฉยั ถงึ กริ ยิ าทเี่ รยี กวา “รำงบั ใหเปนท่ีเขาใจแจมแจงกันเสียกอน.
2 - 58 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ดงั ทไี่ ดก ลา วมาแลว ขา งตน วา ลมหายใจทเ่ี ปน อยตู ามธรรมชาตนิ น้ั จดั เปน ของหยาบ หรอื บญั ญตั วิ า หยาบ แตว า ไมป รากฏเพราะมไิ ดก ำหนด ครนั้ พอสกั วา ไปกำหนดเขา เทา นน้ั ความหยาบกจ็ ะปรากฏขนึ้ มาทนั ทอี ยา งรนุ แรง แลว กจ็ ะเรมิ่ เปลย่ี นไปในทางทจี่ ะ ละเอยี ดหรอื สงบรำงบั ลง. ถา ยงิ่ ไปพจิ ารณาจรงิ ๆ เขา ดว ยแลว กย็ งิ่ ละเอยี ดรำงบั ลงอกี ตามลำดบั ดงั นี.้ ขอ นอี้ ปุ มาเพอ่ื จะใหเ ขา ใจงา ยขนึ้ โดยเปรยี บกบั เสยี งฆอ ง เมอื่ มกี าร ตฆี อ ง ยอ มเกดิ เสยี งดงั ทสี่ ดุ ของฆอ งขน้ึ . เมอื่ เสยี งดงั ทสี่ ดุ สนิ้ สดุ ไปแลว ยอ มเหลอื แตเ สยี ง กงั วานเปน ระยะยาว. เสยี งกงั วานในระยะแรก ยอ มดงั มากเกอื บเทา กบั เสยี งทตี่ โี ดยตรง แตแ ลว เสยี งกงั วานนน้ั ยอ มคอ ยๆ นอ ยลง หรอื จางลงๆ จนถงึ ขนาดจะไมไ ดย นิ เสยี ง และ เงยี บหายไปในทส่ี ดุ . เปรยี บเทยี บกนั ไดก บั ลมหายใจ ทมี่ ลี กั ษณะอาการละเอยี ดหรอื รำงบั ลงๆ เชน เดยี วกบั เสยี งกงั วานของฆอ ง ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั . ขณะทยี่ งั ไมม กี ารตฆี อ งเสยี งกไ็ ม ปรากฏ นยี้ อ มเหมอื นกบั ขณะทย่ี งั ไมไ ดก ำหนดลมหายใจ รสู กึ วา สง่ิ ตา งๆ เงยี บไปหมด หรอื ราวกะวา มไิ ดม กี ารหายใจเลย ทง้ั ๆ ทม่ี กี ารหายใจอยเู ปน ปรกติ นเี้ ปน เพราะยงั ไมไ ดก ำหนด. พอสกั วา ไปกำหนดเขา กร็ ทู นั ทวี า มกี ารหายใจ และอยใู นระดบั ทห่ี ยาบ เชน เดยี วกบั เอาไมไ ป ตฆี อ ง กเ็ กดิ เสยี งชนดิ ทดี่ งั มากหรอื หยาบมากขนึ้ มาทนั ท.ี ครนั้ มกี ารกำหนดลมหายใจแลว มันก็เริ่มละเอียดไปตามลำดับของการกำหนด หรือการพิจารณาที่ยิ่งละเอียดลงตามลำดับ รำงบั ลงตามลำดบั เหมอื นเสยี งกงั วานของฆอ งฉนั นนั้ , ทงั้ หมดนี้ เพอ่ื จะชใี้ หเ หน็ ใจความ สำคญั ๒ ประการ คอื ถา ไมม กี ารกำหนด กเ็ ปน ของหยาบ หยาบอยตู ามปกติ แตเ รามริ สู กึ , และเมอ่ื ไปกำหนดเขา ยอ มเปลยี่ นเปน ของละเอยี ดยงิ่ ขน้ึ ไปตามลำดบั . แตก ารละเอยี ดโดย อตั ตโนมตั เิ ชน นี้ ยงั ไมเ ปน การเพยี งพอ เราจกั ตอ งทำใหล ะเอยี ดใหถ งึ ทสี่ ดุ จรงิ ๆ โดยวธิ แี หง อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๔ นี้. นค้ี อื ความหมายของคำวา “รำงบั ” ในบทบาลที มี่ อี ยวู า “เราเปน ผู ทำกายสงั ขารใหร ำงบั อย”ู ดงั น.้ี สงิ่ ทตี่ อ งวนิ จิ ฉยั สบื ไป กค็ อื ทำใหร ำงบั ดว ยอาการอยา งไร ? การทำใหร ำงบั ในทน่ี ้ี อาจจะแบง ไดเ ปน ๒ ประเภท คอื รำงบั ดว ยการกำหนด อยา ง หนงึ่ และรำงบั ดว ยการพจิ ารณา อกี อยา งหนงึ่ .
2 - 59 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ การกำหนด ในทนี่ ี้ เปน อาการทท่ี ำใหเ ปน สมาธิ ไดแ กก ารกำหนดสตเิ ขา ทล่ี มหายใจ โดยอาการทกี่ ลา วในขน้ั ที่ ๓. ยงิ่ กำหนดมากขน้ึ เพยี งไร ลมกย็ งิ่ ละเอยี ดมากเขา กระทงั่ ละเอยี ดถงึ ทส่ี ดุ ถงึ กบั กำหนดไมไ ด ตอ งรอื้ ขน้ึ มาตง้ั ตน ใหม ดงั ทจ่ี ะกลา วตอ ไปขา งหนา กด็ ี หรือละเอียดไปในทางท่ีถูกจนกระท่ังเกิดปฏิภาคนิมิต กลายเปนอัปปนาสมาธิ หรือฌานก็ดี ทง้ั ๒ อยา งน้ี ลว นแตเ ปน การสงบรำงบั ดว ยการกำหนด และเปน แนวของฝา ยสมาธโิ ดยตรง. สว นคำวา “การพจิ ารณา” นน้ั เปน แนวทางฝา ยปญ ญา หรอื การปฏบิ ตั ทิ ลี่ ดั ตรงไป ทางวปิ ส สนา โดยไมป ระสงคก ารทำสมาธถิ งึ ทสี่ ดุ , หรอื อกี อยา งหนงึ่ กเ็ ปน แนวปฏบิ ตั ขิ อง บคุ คลผปู ระสงคจ ะทำใหค วบคกู นั ไปทง้ั ๒ อยา ง การพจิ ารณาในทนี่ ้ี จะเปน การพจิ ารณา ตัวลมหายใจน่ันเองก็ได หรือพิจารณาสัจจะของธรรมชาติอันอื่น ซ่ึงเรียกวาธรรมะอยาง ใดอยา งหนงึ่ อยตู ลอดเวลาทห่ี ายใจเขา -ออก อยกู ไ็ ด. ถา สงิ่ ทน่ี ำมาพจิ ารณาอยนู นั้ เปน ของละเอยี ดยง่ิ ขนึ้ เพยี งไร การพจิ ารณากย็ งิ่ ละเอยี ดมากยง่ิ ขน้ึ เพยี งนน้ั และลมหายใจ กย็ ง่ิ ละเอยี ดขนึ้ เพยี งนนั้ ฉะนนั้ จงึ เปน อนั กลา วไดว า ผทู ท่ี ำอานาปานสตถิ งึ ขนั้ นยี้ อ มได ชื่อวาเปนผูทำกายสังขารใหรำงับอยู ท้ังในทางของสมาธิและท้ังในทางของปญญา คือวา เขาจะทำสมาธใิ หส งู ยงิ่ ขนึ้ ไปตามลำดบั กต็ าม หรอื วา จะยกั ไปในทางของวปิ ส สนา คอื พจิ ารณา เพอ่ื ความรกู ต็ าม ยอ มไดช อ่ื วา เปน ผทู ำกายสงั ขารใหร ำงบั อยู ดว ยกนั ทง้ั นนั้ . สำหรบั การทำการพจิ ารณา ทสี่ ามารถทำกายสงั ขารใหร ำงบั ลง ในทน่ี ้ี มลี ำดบั แหง ความรำงบั ลงตามลำดบั แหง ความหยาบละเอยี ด ของสง่ิ ทน่ี ำมาพจิ ารณา คอื : ในขนั้ แรก เมอื่ ยงั ไมไ ดพ จิ ารณาหรอื กำหนดอะไร ลมหายใจกห็ ยาบอยตู ามปรกติ เมอ่ื กำหนดพจิ ารณาอยทู ลี่ มหายใจนนั้ วา เปน อยา งไรเปน ตน ลมหายใจกย็ อ มสงบรำงบั ลงทนั ท;ี เมอื่ กำหนดพจิ ารณามหาภตู รปู (คอื ดนิ น้ำ ลม ไฟ) ซงึ่ เปน ของเนอ่ื งดว ยลมหายใจ อยู ลมหายใจกย็ งิ่ รำงบั ลงไปกวา นน้ั ; เมอ่ื กำหนดพจิ ารณาอปุ าทายรปู กลา วคอื ลกั ษณะ และภาวะตา งๆ ซงึ่ อาศยั อยกู บั มหาภตู รปู ซง่ึ เปน ของละเอยี ดยง่ิ ไปกวา มหาภตู รปู ลมหายใจ ก็ย่ิงรำงับลงไปกวานั้น; เมอื่ กำหนดพรอ มกนั ทง้ั ๒ อยา ง เชน กำหนดพจิ ารณาอาการทอี่ ปุ าทายรปู เนอื่ งอยู
2 - 60 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ กบั มหาภตู รปู อยา งไร เปน ตน ลมหายใจกย็ งิ่ รำงบั ลงไปกวา นนั้ ; เมอื่ กำหนดอรปู คอื สง่ิ ทไ่ี มม รี ปู เลย มอี ากาศและวญิ ญาณเปน ตน ลมหายใจกย็ ง่ิ รำงับลงไปกวานั้น; เมอ่ื กำหนดพรอ มกนั ทง้ั ๒ อยา ง คอื ทงั้ รปู และอรปู เชน กำหนดความทสี่ งิ่ ทงั้ ๒ อยา งนแ้ี ตกตา งกนั อยา งไร และเนอื่ งกนั อยา งไรเปน ตน ลมหายใจกย็ งิ่ ละเอยี ดหรอื รำงบั ลงไปย่ิงกวานั้น; เมอื่ กำหนดละเอยี ดลงไปถงึ สงิ่ ซง่ึ เปน ปจ จยั ของรปู และอรปู ซง่ึ เรยี กอกี อยา งหนงึ่ วา นามรปู อกี ตอ หนงึ่ จนกระทง่ั เหน็ วา นามรปู มอี ะไรเปน ปจ จยั และปจ จยั นน้ั ๆ กำลงั ปรงุ แตง นามรปู นนั้ อยอู ยา งไร ดงั นเ้ี ปน ตน ลมหายใจกย็ งิ่ ละเอยี ดและรำงบั ลงไปยง่ิ กวา นน้ั ; และ เมอื่ ไดก ำหนดพจิ ารณาไป กระทงั่ ถงึ ลกั ษณะแหง นามรปู หรอื ความทน่ี ามรปู ประกอบอยดู ว ยไตรลกั ษณะ คอื ความไมเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ดงั นเ้ี ปน ตน แลว ลมหายใจ กล็ ะเอยี ดหรอื รำงบั ลงไปยงิ่ กวา นนั้ . สว นทเี่ ปน การกำหนดแลว พจิ ารณา ทงั้ หมดน้ี ยอ ม แสดงใหเห็นอาการของความสงบรำงับที่เปนไปดวยอำนาจของการพิจารณาตามแนวของ วปิ ส สนา ซง่ึ เปน ทางของปญ ญาอนั แตกตา งจากการกำหนดอยา งไมพ จิ ารณา ซง่ึ เปน อาการ ของสมถะ และเปน แนวของสมาธิ อยา งแจง ชดั . มสี ง่ิ สำคญั ทค่ี วรจะทราบเสยี ดว ยเลยในทน่ี วี้ า เมอ่ื การเจรญิ อานาปานสตดิ ำเนนิ มาจนถงึ ขนั้ ที่ ๔ น้ี ผปู ระสงคจ ะทำอานาปานสตติ อ ไปตามลำดบั ทมี่ อี ยใู หค รบทงั้ ๑๖ ขน้ั นนั้ กต็ อ งทำไปตามแนวของการกำหนดเพอ่ื ความเปน สมาธโิ ดยตรงไปกอ น จนกระทงั่ ถงึ เกดิ จตตุ ถฌานเปน อยา งสงู สดุ ดว ยอำนาจของการทำอานาปานสตขิ อ ที่ ๔ น้ี แลว จงึ ทำขนั้ ที่ ๕ ท่ี ๖ ตามลำดบั ไป และไปกำหนดความไมเ ทยี่ งเปน ทกุ ข เปน อนตั ตาเปน ตน ใหถ งึ ทส่ี ดุ เอาในขนั้ แหง อานาปานสตหิ มวดสดุ ทา ย คอื ตง้ั แตข น้ั ที่ ๑๓-๑๔ และเปน ลำดบั ไป. สว นบคุ คลผไู มป ระสงคจ ะทำใหเ ตม็ ทใ่ี นฝา ยสมถะ แตม คี วามประสงคจ ะลดั ตรง ไปสวู ปิ ส สนาโดยดว น กส็ ามารถทจ่ี ะยกั หรอื เปลย่ี นการกำหนด ใหก ลายเปน การพจิ ารณา และ พจิ ารณารปู นาม โดยความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อยา งยง่ิ ไปเสยี ตง้ั แตอ านาปานสติ
2 - 61 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๔ นี้ แลว ดำเนนิ ขา มเลยไปยงั ขนั้ ที่ ๑๓-๑๔-๑๕-๑๖ ดว ยอำนาจของการพจิ ารณาดงิ่ ไปในทางของปญ ญาอยา งเดยี ว ดงั ทจี่ ะไดก ลา วในขนั้ นนั้ ๆ โดยไมห ว งหรอื ไมต อ งการบรรลุ ฌานเปน ตน ไป แตอ ยา งใด ซง่ึ หมายความวา ไมต อ งการสมาธถิ งึ ขนาดบรรลฌุ านนน้ั เอง ตอ ง การสมาธเิ พยี งเทา ทจี่ ะเปน บาทฐานของวปิ ส สนาเทา นนั้ โดยเพง เลง็ เอาความดบั ทกุ ขเ ปน ท่ี มงุ หมาย แตไ มป ระสงคส มรรถภาพ หรอื คณุ สมบตั พิ เิ ศษ เชน อภญิ ญาเปน ตน . การพจิ ารณาตามแนวแหง วปิ ส สนาในเรอื่ งน้ี มรี ายละเอยี ดอยา งไรจะกลา วขา งหนา ในเรอ่ื งทถ่ี งึ เขา คอื ในขน้ั ที่ ๑๓-๑๔. ในทน่ี ี้ มงุ หมายจะวนิ จิ ฉยั กนั เฉพาะ การทำกายสงั ขาร ใหส งบรำงบั ตามหลกั ของฝา ยสมาธอิ ยา งเดยี ว แมจ ะมกี ารระงบั ความมสี ตั ว บคุ คล ตวั ตน เราเขา ในขน้ั เหลา นบี้ า ง กเ็ ปน เพยี งการเหน็ ความไมเ ปน สตั ว บคุ คล ตวั ตน เราเขา เพราะ สกั วา เปน กายบา ง เปน ลมหายใจบา ง เปน สตบิ า ง เปน จติ ทมี่ สี ตกิ ำหนดลมหายใจบา ง เปน สมั ปชญั ญะคอื เปน เพยี งญาณในขน้ั ตน ๆ รอู ยวู า อะไรเปน อะไรดงั นบ้ี า ง. การเหน็ เปน แต ธรรมชาติ ไมเ หน็ ความเปน สตั ว บคุ คล ตวั ตน เราเขา ซง่ึ นา ยดึ ถอื หรอื เปน ทตี่ ง้ั แหง ความรกั และความชงั แตอ ยา งใด ทำนองน้ี กเ็ ปน อนั กลา วไดว า เปน การนำอภชิ ฌาและโทมนสั ออก เสยี ไดร ะดบั หนงึ่ เชน เดยี วกนั . โดยใจความกค็ อื วา แมย งั เปน เพยี งเรอื่ งของสมาธิ กย็ งั สามารถกำจดั ความยดึ ถอื วา สตั วบ คุ คล ตวั ตน เราเขา ไดต ามสว นของสมาธนิ น้ั ในเมอื่ การกระทำนนั้ มสี มั มาทฏิ ฐเิ ปน มลู ฐานมาแตเ ดมิ แมจ ะนอ ยเพยี งไรกต็ าม. ฉะนน้ั เราจะได พจิ ารณากนั ถงึ การทำกายสงั ขารใหร ำงบั โดยวถิ ที างแหง การกำหนดลมหายใจตามแนวสมาธิ โดยตรงอยา งเดยี วเปน ลำดบั ไป จนกระทงั่ เกดิ ฌาน ใหเ สรจ็ สน้ิ ไปเสยี กอ น. ลำดับแหงกรรมวิธีของอานาปานสติ เมอื่ มาถงึ ขน้ั นี้ ควรจะไดท ราบอยา งทว่ั ถงึ กวา งขวางออกไป รวมทง้ั เรอ่ื งทแ่ี ลว มา และ เรอื่ งทจ่ี ะกลา วตอ ไปขา งหนา ทตี่ ดิ ตอ เปน สายเดยี วกนั วา ลำดบั แหง กรรมวธิ ขี องการเจรญิ อานาปานสตติ ง้ั แตต น จนถงึ ทส่ี ดุ กลา วคอื การบรรลมุ รรคผล นนั้ อาจจะแบง ออกไดโ ดย หลกั ใหญเ ปน ๘ ระยะ คอื :
2 - 62 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๑. คณนา การคำนวณหรอื การนบั เพอ่ื ทราบความสนั้ ยาวของลมหายใจ หรอื เพอ่ื ควบคมุ การหายใจอยา งมรี ะยะ มเี บอื้ งตน ทา มกลาง ทส่ี ดุ กต็ าม เปน การกำหนดลมหายใจ อยา งหยาบ. (มไี ดใ นอานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑-๒-๓). ๒. อนพุ นั ธนา การตดิ ตามลมหายใจอยา งละเอยี ด ดว ยสตทิ สี่ ง ไปตามอยา งไมท ง้ิ ระยะวา ง โดยไมต อ งนบั ไมต อ งกำหนดเบอื้ งตน ทา มกลาง ทสี่ ดุ เปน ตน . (มไี ดใ นอานาปานสติ ขน้ั ที่ ๓). ๓. ผสุ นา การกำหนดฐานทล่ี มถกู ตอ ง แตเ พยี งแหง ใดแหง หนง่ึ เพยี งจดุ เดยี ว เพอื่ การเกดิ ขนึ้ แหง อคุ คหนมิ ติ ณ ทนี่ น้ั . (มไี ดใ นอานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๔). ๔. ฐปนา ความแนน แฟน มนั่ คง แหง การกำหนดทพ่ี น้ื ฐานอนั เปน ทต่ี ง้ั แหง อคุ คหนมิ ติ นน้ั จนกระทงั่ เปลย่ี นรปู เปน ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏขนึ้ อยา งชดั เจนมน่ั คงแนน แฟน เพอื่ เปน ท่ี หนวงใหเ กดิ อปั ปนาสมาธิ หรอื ฌานตอ ไป. (มไี ดใ นอานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๔). (ทงั้ ๔ ระยะนเี้ ปน ระยะเนอ่ื งดว ยสมาธโิ ดยตรง. ตอ จากนไ้ี ป เปน ระยะทเี่ นอ่ื งดว ย วปิ ส สนา หรอื การพจิ ารณา). ๕. สลั ลกั ขณา การกำหนดพจิ ารณานามรปู ตามทางของวปิ ส สนาเพอื่ ความเหน็ แจง ลกั ษณะแหง ความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา โดยเฉพาะ. (มไี ดต ง้ั แตอ านาปานสติ ขน้ั ท่ี ๕ เปน ตน ไป จนถงึ ทส่ี ดุ ). ๖. ววิ ฏั ฏนา อาการตดั กเิ ลสของมรรค นบั ตงั้ แตว ริ าคะเปน ตน ไปจนกระทงั่ ถงึ ขณะแหง มรรคโดยตรง. (ยอ มมใี นจตกุ กะท่ี ๔ ขน้ั ใดขน้ั หนงึ่ ). ๗. ปรสิ ทุ ธิ การบรรลผุ ลของการตดั กเิ ลส ทเ่ี รยี กโดยตรงวา วมิ ตุ ติ ในขน้ั ทเ่ี ปน สมจุ เฉท- วมิ ตุ ต.ิ (เปน ผลแหง การเจรญิ อานาปานสตใิ นขนั้ สดุ ทา ย ทก่ี ำหนดอยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก). ๘. ปฏปิ ส สนา ไดแ กญ าณเปน เครอ่ื งพจิ ารณา ในความสนิ้ ไปแหง กเิ ลส และผลแหง ความสน้ิ ไปแหง กเิ ลส ทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว . (เปน การพจิ ารณาผลอยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก). (๔ ขน้ั ตอนหลงั น้ี เปน ระยะแหง วปิ ส สนาและมรรคผล).
2 - 63 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เกี่ยวกับการทำกายสังขารใหรำงับนั้น ยอมมีในระยะท่ี ๓ และที่ ๔ คือผุสนาและ ฐปนาโดยตรง. สำหรบั ระยะท่ี ๑ คอื คณนานนั้ เปน เพยี งการกำหนดลมหายใจเขา -ออก ตาม ทกี่ ลา วมาแลว ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑ และที่ ๒. สว นอนพุ นั ธนาระยะท่ี ๒ นน้ั เปน การ กำหนดตดิ ตามลมอยา งละเอยี ดถย่ี บิ และวกไปวกมา ตามอาการทลี่ มแลน ไป ดงั ทก่ี ลา วแลว ใน อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๓ เปน สว นใหญ. แตถ งึ กระนน้ั กต็ าม การมคี วามรคู วามเขา ใจ และ การกระทำมาอยา งถกู ตอ ง ตง้ั แตร ะยะที่ ๑ ที่ ๒ นน้ั ยอ มสง เสรมิ ความสำเรจ็ ในระยะ ท่ี ๓ ที่ ๔ นเี้ ปน อยา งยง่ิ จงึ ควรมกี ารพจิ ารณามาใหม ตง้ั แตร ะยะท่ี ๑ ถงึ ท่ี ๔ ในลกั ษณะ ทส่ี มั พนั ธก นั อกี ครงั้ หนงึ่ , ดงั ตอ ไปน้ี: ระยะที่ ๑ คือ คณนา ไดแกการคำนวณหรือการนับ มีความหมายเปน ๒ อยาง คอื คำนวณเพอื่ ใหร คู วามสน้ั ยาวของลมหายใจ อยา งหนง่ึ และเพอื่ วา เมอื่ คำนวณอยู จติ จะไมม โี อกาสละจากลมหายใจ นอี้ กี อยา งหนงึ่ . เมอ่ื มคี วามมงุ หมายอยา งนี้ อาการท่ี นบั หรอื คำนวณนน้ั ตอ งมคี วามสมั พนั ธก นั ดว ยดี คอื การนบั หรอื คำนวณกส็ ำเรจ็ การปอ งกนั จติ ละจากอารมณก ส็ ำเรจ็ . การคำนวณหรอื การนบั นนั้ ถา นบั ดว ยสงั ขยา กน็ บั ไมน อ ยกวา ๕ และไมม ากเกนิ กวา ๑๐. ถา ไมน บั ดว ยสงั ขยากค็ อื เพยี งแตค ำนวณเอาวา สนั้ ยาวเทา ไร, อยา งไร ดงั ทก่ี ลา วแลว ในตอนทว่ี า ดว ยลมหายใจสน้ั หรอื ยาวนน่ั เอง. ทงั้ หมดน้ี ตอ งทำดว ย ความตง้ั ใจทมี่ กี ำลงั พอเหมาะสม ไมเ นอื ยเกนิ ไป และไมข ะมกั เขมน เกนิ ไป. การกำหนดนับดวยสังขยาน้ัน เปนอุบายที่ทำใหการกำหนดเปนไปในลักษณะท่ี งา ยขนึ้ แตก ห็ ยาบกวา การคำนวณโดยไมต อ งนบั . วิธีนับดวยสังขยา คือช่ัวระยะที่หายใจเขาหรือหายใจออกครั้งหน่ึง มีการนับวา ๑-๒-๓-๔-๕ ใหจ บลงพอเหมาะพอดกี นั ทกุ ครงั้ ทห่ี ายใจเขา หรอื ออก. แมจ ะยดื การนบั ออกไป ถงึ ๑๐ คอื นบั ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๑๐ กต็ อ งกะใหจ บลงพอดกี บั การสนิ้ สดุ ของการหายใจ ระยะหนงึ่ ๆ. แมจ ะนบั ชนดิ ๑ ถงึ ๖, ๑ ถงึ ๗, ๑ ถงึ ๘, ๑ ถงึ ๙ กต็ าม ยอ มมวี ธิ แี หง การ นบั ใหล งจงั หวะพอเหมาะพอดอี ยา งเดยี วกนั หากแตว า ไมน ยิ ม สนู บั ถงึ ๕ หรอื ถงึ ๑๐ ไมไ ด. การนบั อยา งนจ้ี ะเหน็ ไดว า เปน การนบั เมอ่ื มกี ารหายใจยาวเปน ปรกตเิ ทา นน้ั และทง้ั ยงั เปน ระยะแหง การกำหนดเปน เบอื้ งตน ทา มกลางทส่ี ดุ หรอื การกำหนดเปน ระยะๆ อยนู น่ั เอง และ
2 - 64 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ยงั เปน เหตผุ ลเกย่ี วกบั ขอ ทวี่ า ไมใ หน อ ยกวา ๕ และไมใ หเ กนิ ๑๐, เพราะถา นบั นอ ยกวา ๕ ก็ท้ิงระยะแหงการนับหางกันมาก จนนานพอที่จะทำใหจิตผละหนีไปไดจากอารมณ หรือจัด วาเปนอาการนับท่ีหยาบเกินไป, และมีผลไมตางอะไรกับการกำหนดแตเพียงวาเบ้ืองตน ทา มกลาง ทส่ี ดุ . แตถ า นบั เกนิ กวา ๑๐ ซงึ่ เปน ระยะทตี่ ดิ กนั มากเกนิ ไป กจ็ ะทำใหเ กดิ อาการ ลกุ ลนเมอ่ื นบั หรอื ความระหกระเหนิ ในการนบั ขน้ึ แกจ ติ . รวมความก็คือ ชาเกินไปกไ็ มดี เรว็ เกนิ ไปกไ็ มด ี หา งเกนิ ไปกไ็ มด ี ถเ่ี กนิ ไปกไ็ มด ี ลว นแตเ ปน ทางมาแหง การกระทบกระเทอื น และความฟงุ ซา นแหง จติ ไดด ว ยกนั ทงั้ นนั้ . นค้ี อื การนบั ดว ยวธิ แี หง สงั ขยา ซงึ่ ควรจะทดลอง ฝก ฝนดใู หค รบถว นทกุ แบบ เพราะเปน อบุ ายวธิ ที เี่ ปน ทงั้ การฝก ฝน และการปรบั ปรงุ ใหจ ติ อยู ในสภาพทคี่ ลอ งแคลว ทง้ั ใหจ ติ นน้ั รจู กั ตวั มนั เองอยา งชดั เจนยง่ิ ขน้ึ . วิธีนับโดยการคำนวณความส้ันยาว โดยไมตองมีการนับดวยสังขยานั้น มีวิธีการ ดงั ไดก ลา วแลว ขา งตน อนั วา ดว ยความสนั้ ยาวแหง ลมหายใจ และการกำหนดความสน้ั ยาวนนั้ ในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑ ขนั้ ท่ี ๒ มาแลว อยา งเพยี งพอ. ในทนี่ ขี้ อสรปุ ใจความสำคญั แตเ พยี ง วา การคำนวณความสนั้ ยาวนน้ั กต็ อ งทำดว ยความรสู กึ ทพี่ อเหมาะพอดี คอื ไมท ำดว ยความ รอ นรน หรอื กระหายเกนิ ไป กลา วคอื มคี วามตงั้ ใจรนุ แรงเกนิ ไป หรอื ทำดว ยความเฉอ่ื ยชา เนอื ยๆ เลอื นๆ กลา วคอื มคี วามตง้ั ใจนอ ยเกนิ ไป. การทำอยา งแรก ทำใหจ ติ ฟงุ ซา น ซงึ่ กำหนดอารมณไ มไ ด. การทำอยา งหลงั ทำใหจ ติ มโี อกาสผละหนจี ากอารมณ โดยลกั ษณะ อาการเชน เดยี วกบั โทษทเี่ กดิ ขน้ึ จากการนบั ทม่ี ากหรอื นอ ยเกนิ ไป ชา หรอื เรว็ เกนิ ไปนน่ั เอง. อปุ มาขอ นเี้ ปรยี บไดก บั การจบั นกตวั เลก็ ๆ ถา ทำมอื หลวมๆ นกกห็ นไี ปตามชอ งมอื ได; ถา จบั แนน เกนิ ไปนกกต็ ายในมอื ไมส ำเรจ็ ประโยชนอ ะไรแกบ คุ คลผหู วงั จะไดน กเปน ๆ ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั . การนบั ดว ยสงั ขยากด็ ี การคำนวณโดยไมต อ งนบั สงั ขยากด็ ี ลว นแตเ รยี กวา คณนา ในทนี่ ด้ี ว ยกนั ทง้ั นนั้ เปน สงิ่ ทตี่ อ งทำในขณะทม่ี กี ารกำหนดอยตู ลอดระยะสน้ั หรอื ระยะยาว ของลม กลา วคอื ตลอดเวลาทส่ี ตเิ รมิ่ กำหนดไปตามลม ครนั้ ถดั มาถงึ ระยะทลี่ มหายใจเปน ระเบยี บแลว มคี วามรำงบั ลงบา งแลว การกำหนดอยา งหยาบเชน นนั้ กก็ ลายเปน สงิ่ ทไ่ี มค วร แตจ ะตอ งมวี ธิ กี ารกำหนดทลี่ ะเอยี ดยงิ่ ขน้ึ ไป กลา วคอื การกำหนดเฉพาะแหง อนั จะไดก ลา ว ถงึ ไดโ ดยสมบรู ณข า งหนา ในขนั้ ผสุ นา, สำหรบั ในทนี่ ี้ จะกลา วแตพ อสงั เขปเทา ทยี่ งั คาบเกย่ี ว
2 - 65 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กนั อยบู างอยา งกบั การนบั หรอื คณนา เทา นน้ั . การกำหนดลมเฉพาะแหง คอื เมอ่ื เหน็ วา ไมจ ำเปน จะมกี ารกำหนดวง่ิ ไปตามลมอยตู ลอด เวลา เพราะจติ รำงบั พอสมควรแลว กเ็ ลอื กกำหนดเฉพาะทจี่ ดุ ใดจดุ หนงึ่ ซง่ึ ลมจะผา นไปหรอื ผา นมาเทา นน้ั แลว คอยกำหนดนบั หรอื คำนวณทน่ี น้ั เพอ่ื ความเขา ใจงา ย กค็ วรยอ นระลกึ ไปถงึ อปุ มาเรอ่ื งคนใชท ไี่ กวเปลเดก็ อกี ตามเคย : เขานงั่ อยทู ตี่ รงเสาเปลซงึ่ ตง้ั อยกู ง่ึ กลางของ การไกวไปและการไกวมา. เมอ่ื เดก็ ยงั ไมห ลบั หรอื ไมง ว ง ยงั จะดนิ้ ลงจากเปลอยู เขากต็ อ ง เหลยี วหนา ไปเหลยี วหนา มา ซา ยที ขวาที อยตู ลอดเวลา จบั ตาดเู พอื่ ไมใ หเ ดก็ นนั้ มโี อกาสลง จากเปล. แตค รน้ั เดก็ นนั้ ยอมนอน หรอื งว งนอนลงบา งแลว เขากไ็ มจ ำเปน ทจี่ ะตอ งทำเชน นน้ั คงจบั ตาอยเู ฉพาะตรงหนา ชวั่ ขณะทเี่ ปลผา นมาเพยี งแวบ็ หนง่ึ เทา นนั้ กพ็ อแลว . เขาไม ตอ งเหลยี วซา ยเหลยี วขวาอกี ตอ ไป เพราะไมม คี วามจำเปน และยงั แถมจะเหนอื่ ยเปลา ขอ น้ี ฉนั ใด; เมอ่ื ลมหายใจเรม่ิ รำงบั ลงอยา งทเี่ รยี กวา “กายรำงบั ลง” การปฏบิ ตั กิ เ็ ลอื่ นไปสขู น้ั ที่ ละเอยี ดกวา เดมิ คอื ไมก ำหนดดว ยการวงิ่ ตามลมเขา ออก แตไ ปหยดุ คอยกำหนดอยตู รงจดุ ใดจดุ หนง่ึ ซงึ่ เปน การไดเ ปรยี บหรอื เหมาะสมทส่ี ดุ ฉนั นน้ั . จดุ ทกี่ ลา วน้ี ควรทจ่ี ะไดร บั การ พจิ ารณาวา จะเปน ทต่ี รงไหน และเพราะเหตอุ ะไร. ไดก ลา วมาแลว ขา งตน วา เราไดแ บง พนื้ ฐานของทางลมหายใจสมั ผสั ออกเปน ๓ สว น คอื ทตี่ รงปลายจมกู ทกี่ ลางอก และทส่ี ะดอื ฉะนนั้ ควรจะพจิ ารณาตอ ไปวา การคอยเฝา กำหนด ที่จุดไหนจะไดผลอยางไร : สมมติวา ถากำหนดที่กลางอก พื้นฐานก็จะใหญหรือยาวเกินไป จนยากแกก ารทจ่ี ะกำหนดใหเ ปน จดุ เลก็ ๆ จดุ หนงึ่ ได : ถา กำหนดทสี่ ะดอื กย็ งั เปน การเลอ่ื น ลอย เพราะเปน เพยี งการอนมุ านเอาตามความรสู กึ ทรี่ สู กึ เปน วงกวา งๆ ไมม จี ดุ เลก็ ๆ ทจ่ี ะสามารถ กำหนดไดอ ยา งเดยี วกนั : เพราะฉะนน้ั จงึ เหลอื อยแู ตท ช่ี อ งจมกู ซงึ่ เปน จดุ เลก็ ๆ จดุ หนงึ่ ทล่ี ม หายใจจะตอ งผา นอยเู สมอ ทง้ั ออกและเขา และแรงพอทจี่ ะกำหนดไดโ ดยงา ย จงึ เกดิ ความ นยิ มตรงเปน อนั เดยี วกนั หมดทกุ พวกวา จะตงั้ จดุ แหง การกำหนดทต่ี รงน้ี สำหรบั การปฏบิ ัติ ในขน้ั น.้ี อปุ มาทช่ี ว ยใหเ ขา ใจงา ยยงิ่ ขน้ึ ไปอกี กไ็ ดแ กก ารเฝา เมอื ง (สมยั โบราณ) ทงั้ เมอื ง ที่ ตรงประตเู มอื งแหง เดยี ว. คนเฝา ประตเู มอื งไมจ ำเปน จะตอ งตรวจคน คนทยี่ งั ไมไ ดเ ขา ประตู เมอื งหรอื คน ทไี่ ดเ ขา เลยประตเู มอื งไปจนอยใู นเมอื งแลว . เขาจะตรวจคน แตบ คุ คลทกี่ ำลงั
2 - 66 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จะผา นชอ งประตเู มอื งกแ็ ลว กนั . เขายอ มเหนอ่ื ยนอ ย เปลอื งเวลานอ ย แตไ ดผ ลมาก นฉ้ี นั ใด; การกำหนดลมหายใจในขน้ั นี้ กม็ คี วามมงุ หมายฉนั นนั้ คอื การกำหนดเฉพาะตอ เมอื่ ลมผา น ชอ งจมกู โดยเฉพาะทป่ี ลายจะงอยจมกู ดา นใน. ใหป ฏบิ ตั ทิ ำความรสู กึ ราวกะวา ทต่ี รงนน้ั เปน เนอื้ ออ นมากหรอื กำลงั เปน แผล ซง่ึ มอี าการไวตอ ความรสู กึ อยา งยง่ิ ถงึ กบั วา เมอ่ื ลมผา นแม เพยี งเลก็ นอ ย กย็ งั อาจทจ่ี ะรสู กึ ได. สตคิ อยกำหนดอยทู จี่ ดุ นจี้ ดุ เดยี ว กเ็ ปน การเพยี งพอสำหรบั การปฏบิ ตั ใิ นขน้ั นี้ และพงึ ทราบลว งหนา ไวเ สยี ดว ยวา ณ จดุ ๆ นเ้ี อง ซงึ่ จะไดน ามวา ผสุ นา อนั เปน ระยะท่ี ๓ ของกรรมวธิ ขี องการกำหนดซงึ่ จะตอ งพจิ ารณากนั อยา งละเอยี ดขา งหนา . สำหรบั คนธรรมดาเราๆ กม็ ที างทจี่ ะกำหนดจดุ ๆ นไ้ี ดโ ดยงา ย และจะงา ยยงิ่ ขนึ้ ไปอกี สำหรบั คนประเภททม่ี จี มกู โงง เปน ขอ. สำหรบั คนประเภททมี่ จี มกู สน้ั และหกั หงาย เชน จมกู ของ ชนเผา พนั ธนุ โิ กร ทำใหม กี ารกำหนดทสี่ ดุ ชอ งจมกู ไดย ากกวา คนธรรมดา เพราะลมหายใจจะพงุ ไปกระทบทรี่ มิ ฝป ากบน ทำใหม คี วามรสู กึ ทต่ี รงนน้ั มากกวา ทป่ี ลายจมกู . ถา เปน อยา งน้ี ทา น แนะใหเ ปลย่ี นตำแหนง จดุ ทปี่ ระสงคน นั้ ไปทจี่ ะงอยฝป ากบน แทนทจี่ ะเปน ทป่ี ลายจะงอยจมกู ซงึ่ เรอื่ งนเ้ี จา ตวั ทกุ คน ยอ มรไู ดด ดี ว ยตนเอง. เปน อนั วา ในบดั น้ี การกำหนดลมหายใจไดเ ปลย่ี นการกำหนดนบั ตลอดสาย มาเปน การ กำหนดนบั เมอ่ื ลมผา น เฉพาะทจี่ ดุ ใดจดุ หนงึ่ ดว ยอาการดงั กลา วแลว ; ฉะนนั้ ในกรณนี ้ี การนบั หรอื การคำนวณยอ มเปลยี่ นไปตาม กลา วคอื สำหรบั การนบั อยา งวธิ สี งั ขยา ทา นแนะ ใหน บั คราวละ ๕ คอื เรมิ่ นบั เปน ๕ เปน ๑๐ เปน ๑๕-๒๐-๒๕ เรอ่ื ยไป ทกุ คราวทลี่ มผา นจดุ ๆ น้.ี หรอื จะนบั เปน คราวละ ๑๐ , เปน ๑๐-๒๐-๓๐-๔๐-๕๐ แทนกไ็ ด : ไมต อ งมกี ารแจกโดย รายละเอยี ดเปน ๑-๒-๓-๔-๕ อกี ตอ ไป กจ็ ะเขา รปู กนั ได กบั การฝก ในระยะทแ่ี ลว มา และดำเนนิ ไปไดโ ดยสะดวกในตวั มนั เอง. สว นการคำนวณโดยไมต อ งนบั นน้ั กก็ ลายเปน การคำนวณ เอาตรงจดุ นน้ั เพอื่ ใหร ลู มสน้ั หรอื ยาวหนกั หรอื เบา หยาบหรอื ละเอยี ดเปน ตน ไดผ า นเขา หรอื ผา นออก กร็ ไู ดท ต่ี รงนน้ั เอง. นเ่ี ปน เรอื่ งทง้ั หมดของคณนา หรอื การคำนวณ. ระยะที่ ๒ คอื อนพุ นั ธนา ไดแ กก ารตดิ ตามลมอยา งละเอยี ดใกลช ดิ ถงึ ทส่ี ดุ โดยทกุ วถิ ที างนน้ั สว นใหญเ ปน ลกั ษณะของปฏบิ ตั แิ หง อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๓ โดยตรง กลา วคอื การ กำหนดรซู ง่ึ ลมหายใจทง้ั ปวง หายใจเขา อยู หายใจออกอยู. สำหรบั วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นขน้ั นี้ กย็ งั
2 - 67 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน การกำหนดลมหายใจอยนู น่ั เอง หากแตว า เปน ขน้ั ทลี่ ะเอยี ดยง่ิ ขนึ้ ไป โดยการขจดั อาการ หรอื วธิ กี ารตา งๆ ทเี่ ปน ภาระในการกำหนดใหน อ ยลง เทา ทจี่ ะใหน อ ยได. อธบิ ายวา เมอื่ มี การกำหนดชนิดที่เปนการนับ หรือชนิดที่กำหนดเปนเบื้องตน ทามกลาง ที่สุด อยูเพียงใด การกำหนดกต็ อ งยงั หยาบอยเู พยี งนนั้ คอื ตอ งมคี วามรสู กึ ทเ่ี กดิ ดบั -เกดิ ดบั ทกุ คราวทกี่ ำหนด วา เบอื้ งตน หรอื ทา มกลาง หรอื ทสี่ ดุ . การกำหนดขนาดทเ่ี รยี กวา วติ ก ซงึ่ จะเปน องคฌ าน ขา งหนา กย็ งั หยาบอยู หรอื มวี ติ กไปในทางความหมายของคำนนั้ ๆ : แทนทจ่ี ะมวี ติ กอยทู ลี่ ม หายใจเพยี งจดุ เดยี ว กไ็ ปมวี ติ กเปน เบอ้ื งตน บา ง ตรงกลางบา ง ทส่ี ดุ บา ง เปน การรบกวน จติ อยา งหยาบอยู. การละการกำหนดเชน นนั้ เสยี สง สตไิ ปตามโดยไมต อ งมกี ารกำหนดเปน ระยะเชน นนั้ เลย ยอ มเปน การกำหนดทเี่ ขา ถงึ ตวั ลมอยา งประณตี กวา หรอื ละเอยี ดกวา ไมว า จะเปน การกำหนดตลอดสาย หรอื เปน การกำหนดเฉพาะจดุ กต็ าม. ยงิ่ สำหรบั การนบั ดว ย แลว นบั วา ยงิ่ หยาบไปกวา นนั้ อกี จงึ ควรเวน เสยี โดยสนิ้ เชงิ ในขน้ั นี้. เนื่องจากการเจริญอานาปานสติข้ันท่ี ๓ ซ่ึงเปนการกำหนดลมหายใจโดยประการ ทั้งปวงน้ัน ก็ยังสามารถปฏิบัติใหเขยิบสูงข้ึนมา จนถึงข้ันท่ีไมมีการกำหนดวาเปนเบ้ืองตน ทา มกลาง หรอื ทสี่ ดุ ภายหลงั ไดท ำการกำหนดโดยอาการเชน นนั้ มาแลว อยา งเพยี งพอ : ดว ย เหตนุ ้ี แม การกำหนดลมเฉพาะทผ่ี า นตรงชอ งจมกู กย็ งั เปน สง่ิ ทก่ี ลา วไดว า เปน การกำหนด กายสังขาร หรือลมหายใจ “ท้ังปวง” อยูนั่นเอง ท้ังท่ีสติไมไดวิ่งตามลมหายใจเขาออก คงกำหนดอยเู ฉพาะทตี่ รงนนั้ เหมอื นนายประตทู ต่ี รวจตราอยตู รงทป่ี ระตแู หง เดยี ว กเ็ ปน อนั ชอื่ วา ตรวจคนทง้ั หมด ทวั่ ทง้ั ในเมอื งและนอกเมอื ง ไมว า คนเหลา นน้ั จะเขา หรอื ออกหรอื เดนิ วกไปวนมา ชนดิ ใดกต็ าม ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั . การกำหนดอยู ณ จดุ ๆ เดยี วโดยหลกั เกณฑเ ชน นี้ มผี ลเทา กบั เปน การกำหนดวกกลบั ไปกลบั มา, เทา กบั เปน การกำหนดเปน วงกลม และเทา กบั เปน การกำหนดอยา งถยี่ บิ ไมม รี ะยะวา งเวน โดยประการทง้ั ปวง อยา งน.ี้ โดยความหมายอยา ง นเี้ อง จงึ ไดช อ่ื วา อนพุ นั ธนาคอื การตดิ ตามอยา งใกลช ดิ ถงึ ทสี่ ดุ และไมม รี ะยะวา งเวน และ จดั เปน ระยะท่ี ๒ ของกรรมวธิ แี หง มนสกิ ารอานาปานสตกิ มั มฏั ฐาน ซง่ึ ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งสงั เกต ใหเ ขา ใจอยา งแจง ชดั จรงิ ๆ เปน พน้ื ฐานเสยี กอ น จงึ จะสามารถปฏบิ ตั กิ า วหนา ในอนั ดบั ตอ ไป ไดโ ดยสะดวก.
2 - 68 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ หลกั สำคญั มอี ยวู า ยงิ่ กำหนดลมทลี่ ะเอยี ดยง่ิ ขนึ้ ไปเพยี งใด หรอื โดยวธิ เี ขา ถงึ ตวั ลมโดย ละเอยี ดประณตี ยง่ิ ขนึ้ ไปเพยี งใด จติ กจ็ ะยง่ิ กลายเปน ของละเอยี ดหรอื สงบรำงบั ประณตี ยงิ่ ขน้ึ ไปเพยี งนน้ั โดยอาการแหง อตั โนมตั ิ คอื เปน ไปในตวั เอง; เพราะฉะนนั้ ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งสนใจ ในลม หรอื ในการกำหนดลม โดยวธิ ที เ่ี รยี กวา ละเอยี ดแยบคาย ยงิ่ ขนึ้ ไปทกุ ที ใหเ พยี งพอกนั . ระยะที่ ๓ คอื ผสุ นา ไดแ กฐ านทล่ี มถกู ตอ ง. ระยะนต้ี อ งศกึ ษาพรอ มกนั ไปกบั ระยะท่ี ๔ คอื ฐปนา ซงึ่ หมายถงึ การทจี่ ติ กำหนดหรอื ตงั้ ลงอยา งมน่ั คง จงึ จะเขา ใจ ไดโ ดยงา ย เพราะเปน สง่ิ ทเี่ นอื่ งกนั อยา งใกลช ดิ และทงั้ ยงั คาบเกย่ี วไปถงึ ระยะท่ี ๒ กลา วคอื อนพุ นั ธนา โดยปรยิ ายอกี ดว ย. ผสุ นา หมายถงึ ฐานทล่ี มถกู ตอ ง กไ็ ด หมายถงึ การถกู ตอ ง กไ็ ดโ ดยใจความหรอื โดยพฤตนิ ยั ยอ มเปน อยา งเดยี วกนั เพราะถา ไมม กี ารถกู ตอ งกย็ อ มไมม ฐี านทถ่ี กู ตอ ง: และอกี ประการหนง่ึ กค็ อื ถา ไมม กี ารกำหนดแลว ยอ มไมม ที งั้ การถกู ตอ งและฐานทถี่ กู ตอ ง เพราะ ฉะนนั้ เปน อนั กลา วไดว า มกี ารกำหนดเมอื่ ไร และทไ่ี หน ผสุ นากจ็ ะมเี มอ่ื นนั้ และทน่ี น่ั . ในระยะแรกแหงการปฏิบัติ ยอมมีการกำหนดลมหายใจตลอดสาย คือจากเบ้ืองตน ถงึ ทสี่ ดุ ดงั ทกี่ ลา วแลว ในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ ท่ี ๒ และที่ ๓, ผสุ นา ชอ่ื วา มตี ลอดสายอยแู ลว หากแตวาการฝกในระยะนั้นยังไมมีเรื่องที่จะตองกลาวถึงผุสนา เพียงแตเปนการฝกใหสติ กำหนดอยทู ลี่ ม โดยเอาลมนนั้ เปน นมิ ติ ของการกำหนด และเรยี กวา “บรกิ รรมนมิ ติ ” ยงั เปน ของหยาบอย.ู สว นในบดั นจี้ ะกำหนดเอาจดุ ใดจดุ หนง่ึ แหง พน้ื ทหี่ รอื ฐานทล่ี มถกู ตอ งมา เปน นมิ ติ เพอ่ื การปฏบิ ตั ทิ ลี่ ะเอยี ดยงิ่ ขน้ึ ไป จงึ ตอ งเรมิ่ สนใจไปยงั พนื้ ฐานทล่ี มถกู ตอ ง ซง่ึ ใน ทสี่ ดุ กไ็ ดแ กจ ดุ ๆ หนงึ่ ทปี่ ลายจะงอยจมกู ดงั ทไี่ ดก ลา วแลว ขา งตน . การกำหนดนมิ ติ จงึ เปลยี่ น จากลมทเ่ี คลอ่ื นไปเคลอื่ นมา แตไ ปกำหนดลงทต่ี รงพนื้ ฐานจดุ นี้ และทำพนื้ ฐานจดุ นใ้ี หเ ปน ทต่ี งั้ ของนมิ ติ อนั ใหมใ นขนั้ ทปี่ ระณตี ยงิ่ ขน้ึ และเมอ่ื ทำไดส ำเรจ็ ยอ มไดน ามวา “อคุ คหนมิ ติ ” ซงึ่ จะตอ งกำหนดเรอ่ื ยไป และฝก ฝนเรอ่ื ยไป แกไ ขอปุ สรรคตา งๆ ใหล ลุ ว งไปดว ยดี มรี าย ละเอยี ดตา งๆ ดงั ทจ่ี ะไดก ลา วขา งหนา จนกระทงั่ นมิ ติ นนั้ ตง้ั ลงแนน แฟน มนั่ คง กลายเปน ฐปนา จนกระทงั่ ทำใหเ กดิ “ปฏภิ าคนมิ ติ ” ขนึ้ ไดใ นทสี่ ดุ ซง่ึ จะไดอ าศยั เปน ทหี่ นว งใหเ กดิ ฌาน สืบไป.
2 - 69 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ พงึ สงั เกตในทนี่ อ้ี กี ครงั้ หนง่ึ วา ผสุ นา กบั ฐปนา เปน สงิ่ ทเ่ี นอื่ งกนั อยา งทไี่ มแ ยกจาก กนั ได. มกี ารกำหนดลมทถ่ี กู ตอ งพนื้ ฐานสำหรบั การกำหนดทต่ี รงไหน กเ็ ปน ผสุ นาทตี่ รงนนั้ และฐปนากม็ อี ยใู นนนั้ หากแตย งั ไมเ รยี กวา ฐปนาแท จนกวา เมอื่ ไร การกำหนดผสุ นาเปน ไป ดว ยดี เปน ระยะยาวไดต ามทต่ี อ งประสงค ฐปนาจงึ จะตง้ั ลงเองโดยสมบรู ณ เกดิ เปน การ กำหนดโดยไมต อ งมกี ารกำหนดขนึ้ มาในขณะนน้ั โดยจะเรยี กวา เปน การหยดุ กำหนด เพราะ การกำหนดไดต งั้ มน่ั ถงึ ทสี่ ดุ แลว ดงั นก้ี ย็ งั ได. ขอ นอ้ี าจจะเปรยี บเทยี บดว ยอปุ มางา ยๆ เชน การจบั ของบคุ คลทเ่ี อามอื ไปจบั เขา ทส่ี งิ่ ใดสง่ิ หนงึ่ ; กริ ยิ าทจี่ บั นนั้ เอง เรยี กวา จบั , ครนั้ เอา มอื ไปจบั เสรจ็ แลว แมม อื ยงั หยดุ อยทู น่ี น้ั แตก ารจบั กส็ นิ้ สดุ ลงไปแลว เหลอื อยเู ปน การกมุ อยู ทน่ี นั่ ไดแ กอ าการทมี่ อื หยดุ หรอื ตง้ั แนน แฟน อยทู นี่ นั่ : ฉะนน้ั จงึ เปรยี บ การจบั ไดก บั ผสุ นา และเปรยี บ การกมุ อยเู ฉยๆ อยา งมน่ั คง ไดกับ ฐปนา ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ . อยา ลมื วา ถา ไมส งั เกตดใู หล ะเอยี ดแลว จะไมเ หน็ ความแตกตา งระหวา ง “การจบั ” กบั “การกมุ ” หรอื ระหวา ง ผสุ นา กบั ฐปนา : ดว ยเหตนุ แ้ี หละ ผปู ฏบิ ตั จิ งึ ตอ งทำการสำเหนยี กศกึ ษาและ สงั เกตกำหนดอยา งใกลช ดิ ทส่ี ดุ วา ฐานทถี่ กู ตอ งคอื อะไร, การถกู ตอ งคอื อะไร, ความหยดุ อยู แหง การถกู ตอ ง ทเี่ ปน ไปอยา งมน่ั คงดแี ลว นน้ั คอื อะไร; กจ็ ะสามารถกำหนดนมิ ติ ทล่ี ะเอยี ด ยงิ่ ขนึ้ ไป และจติ ทสี่ งบยง่ิ ขนึ้ ไปไดโ ดยไมย าก. เทา ทก่ี ลา วมาแลว เพยี งเทา นี้ ยอ มชใี้ หเ หน็ ไดว า คณนา และ อนพุ นั ธนาเปน เรอื่ ง ของบรกิ รรมนมิ ติ ผสุ นาเปน เรอื่ งของอคุ คหนมิ ติ และ ฐปนาเปน เรอ่ื งของปฏภิ าคนมิ ติ ซงึ่ เราจะไดศ กึ ษาเรอื่ งนมิ ติ ทงั้ ๓ น้ี เพอ่ื ความเขา ใจการปฏบิ ตั ใิ นขน้ั นใี้ หล ะเอยี ดยงิ่ ขนึ้ ไปอกี สว นหนงึ่ ซงึ่ จะเปน การทำใหเ ขา ใจผสุ นาและฐปนายง่ิ ขน้ึ ไปตามลำดบั . กฎเกณฑเก่ียวกับนิมิต สงิ่ ทเี่ รยี กวา นมิ ติ นนั้ ทา นนยิ มจดั ไวเ ปน ๓ เสมอไปในทกุ กมั มฏั ฐาน, หากแตว า กมั มฏั ฐานบางอยา ง มนี มิ ติ ครบทง้ั ๓ ประการไมไ ดเ สยี เอง. กมั มฏั ฐานใดเปน เชน นน้ั กมั มฏั ฐาน นนั้ กไ็ มส ำเรจ็ ประโยชนจ นกระทงั่ ถงึ เกดิ ฌาน : สว นกมั มฏั ฐานใดอาจทำใหน มิ ติ เกดิ ขนึ้ ทง้ั ๓ ขนั้ กมั มฏั ฐานนนั้ กใ็ หส ำเรจ็ ประโยชนไ ดจ นกระทง่ั เกดิ ฌานเปน ธรรมดา.
2 - 70 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ นมิ ติ ในขนั้ ท่ี ๑ เรยี กวา บรกิ รรมนมิ ติ . ขอ นไี้ ดแ กต วั สงิ่ นน้ั ๆ โดยตรง ซง่ึ เราไปจบั หรอื ไปทำ หรอื ไปเอามาสำหรบั เปน วตั ถเุ พอ่ื การเพง หรอื กำหนดในระยะแรกทส่ี ดุ . นมิ ติ น้ี ในกรณอี านาปานสติ กค็ อื ตวั ลมหายใจทเ่ี คลอ่ื นไป-เคลอ่ื นมา อยนู นั่ เอง. นมิ ติ ขน้ั ท่ี ๒ เรยี ก วา อคุ คหนมิ ติ หมายถงึ นมิ ติ ทเ่ี ขา ไปตดิ อยทู ตี่ าภายใน หรอื ในใจ กลายเปน มโนภาพภายใน อกี สว นหนงึ่ ตา งหาก จากตวั วตั ถโุ ดยตรง ทเี่ ราเอามากำหนดในครง้ั แรกไปเสยี แลว . นมิ ติ นี้ ในกรณขี องอานาปานสติ กไ็ ดแ ก จดุ หรอื ดวงขาวๆ ทสี่ ามารถทำใหป รากฏเปน มโนภาพเดน ชดั อยไู ดท ต่ี รงจดุ ของผสุ นา กลา วคอื ทปี่ ลายจะงอยจมกู นน่ั เอง. สว นนมิ ติ ขน้ั ที่ ๓ ตอ ไปท่ี เรียกวา ปฏิภาคนิมิต น้ัน หมายถึงอุคคหนิมิตในภายในน่ันเอง หากแตวาไดเปล่ียนรูป เปน อยา งอนื่ ไป เปลยี่ นสเี ปน อยา งอน่ื ไป เปลย่ี นขนาดเปน อยา งอนื่ ไป และเปลยี่ นอะไรๆ อกี บางอยา ง กระทงั่ ถงึ ใหเ คลอ่ื นทไ่ี ปมา หรอื ขนึ้ ลงไดต ามควรแกก ารนอ มจติ ไป โดยความรสู กึ ท่ีเปนสมาธิก่ึงสำนึก แลวสามารถทำใหแนวแนอยูในลักษณะใดลักษณะหน่ึง โดยสมควรแก อปุ นสิ ยั ของตน และหยดุ นงิ่ และแนว แนอ ยอู ยา งนน้ั เพอ่ื เปน นมิ ติ คอื เปน ทเี่ กาะแหง จติ อยา ง ประณตี ทสี่ ดุ จงึ มคี วามตง้ั มนั่ ถงึ ทส่ี ดุ ชนดิ ทเี่ รยี กวา ฌาน เกดิ ขน้ึ โดยสมควรแกก ารกระทำ. เพอ่ื ความเขา ใจงา ยขนึ้ ควรเปรยี บเทยี บกนั ดกู บั กมั มฏั ฐานทใี่ ชว ตั ถทุ มี่ รี ปู รา งชดั เจน เปน อารมณ เพอื่ เปน ตวั อยา ง : เชน ในการเจรญิ กสณิ วงสเี ขยี วหรอื วงสแี ดง ทเ่ี ราทำขนึ้ แลว วางไวต รงหนา เพอื่ เพง ตาด,ู วงสเี ขยี วหรอื สแี ดงทวี่ างอยตู รงหนา นนั่ แหละคอื บรกิ รรมนมิ ติ . การเพง ตาดู เรยี กวา การทำบรกิ รรมในนมิ ติ นนั้ . ครนั้ เพง ตาดบู รกิ รรมนมิ ติ นน้ั หนกั เขา ๆ จนสำเร็จประโยชนคือนิมิตน้ันติดตาในภายใน แมจะหลับตาเสีย ก็ยังเห็นชัดเหมือนเม่ือลืม ตาแลว . นมิ ติ ทต่ี ดิ ตาในภายใน อยา งนนั้ แหละ เรยี กวา อคุ คหนมิ ติ . การหลบั ตาเสยี แลว เพง ดนู มิ ติ ในเชน นอี้ ยู เรยี กวา การเพง ตอ อคุ คหนมิ ติ . เพยี งเทา นเ้ี รากเ็ หน็ ไดแ ลว วา บรกิ รรม- นมิ ติ กบั อคุ คหนิมติ นนั้ ไมใ ชข องอนั เดยี วกนั แลว : อยา งแรกเปน วตั ถขุ า งนอก; อยา งหลงั เปน มโนภาพทเ่ี ราสรา งขน้ึ จนสำเรจ็ ภายในใจ โดยเลยี นมาจากของภายนอก หรอื เนอื่ งมาจาก ภายนอกเปน ตน เหตุ. ครนั้ กำหนดอคุ คหนมิ ติ ทเ่ี ปน ภายในไดแ นว แนใ นรปู เดมิ ของมนั ตาม สมควรแลว การฝก อาจจะเลอ่ื นไปถงึ ขนั้ ทบี่ งั คบั จติ ใหน อ มนกึ เพอ่ื เปลยี่ นแปลงอคุ คหนมิ ติ ที่ เหน็ ในภายในนนั้ ใหเ ปลย่ี นรปู ไปตา งๆ เปลยี่ นขนาดไปตา งๆ เชน ดวงกสณิ ทเ่ี คยเหน็ กลมๆ เลก็ ๆ
2 - 71 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ มเี สน ผา ศนู ยก ลางเพยี ง ๖ นวิ้ (เทา ทใ่ี ชก นั โดยมาก) กก็ ลายเปน ดวงใหญเ ทา ทด่ี วงอาทติ ย ดวงจนั ทร หรอื เลก็ ลงมาในขนาดทเี่ ปน เพยี งจดุ ๆ เดยี ว หรอื จะเปลยี่ นแปลงไปอยา งอนื่ อกี ก่ี อยา งกไ็ ด จนกระทง่ั ไปหยดุ อยใู นลกั ษณะใดลกั ษณะหนง่ึ ซง่ึ เปน ทพี่ อใจทส่ี ดุ หรอื เหมาะสม ทส่ี ดุ ทจ่ี ะทำใหจ ติ กำหนดแนว แนว อยใู นนมิ ติ นนั้ โดยไมม กี ารเปลย่ี นแปลงอกี ตอ ไป เพราะ แนน แฟน มนั่ คงถงึ ทส่ี ดุ เรยี กไดว า เปน การหยดุ ลงหรอื ตงั้ มนั่ ลงไดจ รงิ ๆ. นคี้ อื ขณะแหง ฐปนา ทจ่ี ะเปน ไปจนกวา จะถงึ ทสี่ ดุ คอื การบรรลฌุ าน. นมิ ติ ทเ่ี ปลยี่ นแปลงได และตง้ั มน่ั ลงในรปู อนื่ จากอคุ คหนมิ ติ น้ี เรยี กวา ปฏภิ าคนมิ ติ . ตัวอยางที่ ๒: ในกรณีแหงการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน อันเปนกัมมัฏฐานประเภทท่ี นา หวาดเสยี ว และวนุ วายกวา ประเภทกสณิ นน้ั สง่ิ ทเี่ รยี กวา บรกิ รรมนมิ ติ คอื ตวั ซากศพชนดิ ใดชนดิ หนงึ่ ซงึ่ ผปู ฏบิ ตั จิ ะใชเ ปน สงิ่ ทถ่ี กู กำหนด. เพราะฉะนนั้ ผนู น้ั จะตอ งมซี ากศพชนดิ หนง่ึ นน้ั วางอยตู รงหนา แลว กเ็ พง ตาดเู พอ่ื กำหนดทกุ สว นสดั ของซากศพอยา งแมน ยำ นเ้ี รยี กวา กำลงั เพง ตอ บรกิ รรมนมิ ติ คอื ซากศพนน้ั . ระยะตอ มากค็ อื การเพง จนตดิ ตาแลว แมห ลบั ตาเสยี กย็ งั เหน็ เชน เดยี วกบั เมอื่ ลมื ตา หรอื ชดั แจว ยงิ่ ไปกวา เมอื่ ลมื ตาเสยี อกี . ภาพแหง ซากศพท่ี เปน มโนภาพ คอื เหน็ ไดโ ดยไมต อ งลมื ตานนั้ เรยี กวา อคุ คหนมิ ติ ในกรณนี ้ี. การเพง ซากศพ ในมโนภาพนนั้ เรยี กวา การเพง อคุ คหนมิ ติ ในกรณนี ี้. ระยะตอ ไปกค็ อื การเพง ทปี่ ระณตี ละเอยี ดยงิ่ ขนึ้ ไป และคลอ งแคลว ในการนอ มนกึ ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไปจนสามารถเปลย่ี นมโนภาพนนั้ ให เปน ไปอยา งซาบซงึ้ ตามทต่ี นปรารถนา โดยประการทจ่ี ะทำใหเ กดิ ความเบอื่ หนา ยคลายกำหนดั หรอื ความสลดสงั เวชอยา งซาบซงึ้ ตรงึ ใจใหม ากทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะมากได แลว ไปหยดุ เปน มโนภาพ อยา งใดอยา งหนงึ่ อยอู ยา ง เหมาะสมและมน่ั คง แลว ไมม กี ารเปลย่ี นแปลงอกี ตอ ไป เปน อารมณ ทำใหเ กดิ สมาธทิ ม่ี ผี ลในการรำงบั ความกำหนดั ไดเ ปน พเิ ศษ. มโนภาพในระยะหลงั นเ้ี รยี ก วา “ปฏภิ าคนมิ ติ ” ในกรณนี ้.ี สว นใน กรณที เี่ ปน การเจรญิ อานาปานสติ ทเ่ี รากำลงั ศกึ ษากนั อยนู ก้ี ม็ หี ลกั เกณฑอ ยา ง เดยี วกนั ทง้ั ๆ ทว่ี ตั ถทุ นี่ ำมาใชก ำหนดนนั้ แตกตา งกนั : ลมหายใจทเ่ี ปน ตามธรรมชาติ ซง่ึ เราไปกำหนดเขา นนั่ แหละ คอื บรกิ รรมนมิ ติ ในกรณนี ี้. การกำหนดทต่ี วั ลมหายใจอยา งน้ี กเ็ รยี กวา การเพง ตอ บรกิ รรมนมิ ติ อยา งเดยี วกนั . ระยะถดั ไป ไมก ำหนดทต่ี วั ลม แตไ ปกำหนด
2 - 72 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทจี่ ดุ ใดจดุ หนง่ึ ทล่ี มกระทบเพยี งจดุ เดยี ว และเปน จดุ ทตี่ ง้ั อยอู ยา งเหมาะสมทสี่ ดุ สำหรบั การ กำหนด; และมกี ารทำในใจ ประหนง่ึ วา จดุ นนั้ เปน แผลออ นทไ่ี วตอ การรสู กึ หรอื ราวกะวา มี อะไรอยา งหนง่ึ ไดถ ไู ป-ถมู า ทจี่ ดุ นนั้ อยา งรนุ แรง โดยไมต อ งคำนงึ วา เปน การหายใจ หรอื ลม หายใจ หรอื การผา นไป-ผา นมา ของลมหายใจ หรอื อะไรๆ ทง้ั สน้ิ ทงั้ ทเี่ ปน ภายนอกและ ภายใน. กำหนดแนว แนอ ยแู ต ณ จดุ ทเี่ ปน ทเี่ กดิ ของความรสู กึ ทำใหเ ปน ราวกะวา เปน จดุ ในมโนภาพ อยา งใดอยา งหนงึ่ อยอู ยา งแนว แน, นเี้ ปน อคุ คหนมิ ติ ในกรณนี ้ี. นมิ ติ ในขน้ั สดุ ทา ยนน้ั ไดแ กป ฏภิ าคนมิ ติ กลา วคอื นมิ ติ ทเี่ ปลย่ี นรปู ไปเปน อยา งอน่ื จากอคุ คหนมิ ติ คอื จาก ความรสู กึ ทเี่ ปน เพยี งวา มจี ดุ อยจู ดุ หนง่ึ . มนั ไดเ ปลยี่ นไปดว ยอำนาจของความทสี่ ง่ิ ตา งๆ ท่ี เนอ่ื งกนั อยู มลี มหายใจเปน ตน เปน ของละเอยี ดยง่ิ ขนึ้ ไปกวา เดมิ พรอ มกบั อาศยั อดตี สญั ญา อยา งใดอยา งหนงึ่ ในอปุ นสิ ยั ของบคุ คลนน้ั เขา ชว ยปรงุ แตง ดว ย. สง่ิ ทเ่ี รยี กวา ปฏภิ าคนมิ ติ นจ้ี ะเกดิ ขนึ้ ผดิ แผกกนั บา ง เปน คนๆ ไปคอื จะปรากฏแกค นบางคนทต่ี รงจดุ ๆ นน้ั หรอื ใกลๆ กบั จดุ นนั้ ออกไปขา งนอกกต็ าม เขา มาขา งในกต็ าม ราวกะวา มปี ยุ นนุ กระจกุ หนง่ึ มาตดิ อยู ตรงนนั้ หรอื มหี มอกกลมุ หนง่ึ ปรากฏอยทู นี่ น้ั นพี้ วกหนงึ่ . บางพวกจะมนี มิ ติ ปรากฏชดั ยง่ิ ขนึ้ ไปกวา นนั้ คอื เปน ดวงขาวลอยเดน อยู หรอื เปน ดวงแกว ดวงหนง่ึ หรอื เปน ไขม กุ เมด็ หนง่ึ หรอื เปน เพยี งสงิ่ ทร่ี ปู รา งอยา งเมลด็ ฝา ยเมลด็ หนง่ึ ดงั นก้ี ม็ ี. ทนี่ อ ยลงไปอกี กค็ อื คนบางพวก จะมนี มิ ติ ปรากฏเปน รปู สะเกด็ ไมช นิ้ หนง่ึ หรอื พวงดอกไมพ วงหนงึ่ หรอื สายสรอ ยพวงหนงึ่ หรอื สายแหง ควนั ไฟเกลยี วหนงึ่ ดงั นี้ กม็ อี ยปู ระเภทหนงึ่ . และประเภททนี่ อ ยไปกวา นน้ั อกี คอื มไี ดย ากไปกวา นนั้ อกี กค็ อื บางจำพวกจะมนี มิ ติ ปรากฏเหมอื นใยแมงมมุ รงั หนง่ึ เมฆทซี่ บั ซอ น กนั หมหู นงึ่ ดอกบวั ทบี่ านออกเปน แฉกๆ ดอกหนง่ึ หรอื ลอ รถทม่ี ซี ก่ี ำออกไปจากดมุ เปน ซๆ่ี วงหนง่ึ จนกระทง่ั ถงึ บางพวกมนี มิ ติ เปน ดวงจนั ทร หรอื ดวงอาทติ ยด วงใหญเ กนิ ประมาณดวง หนง่ึ ๆ กไ็ ด แลว แตก รณี. ทงั้ หมดนเ้ี รยี กวา ปฏภิ าคนมิ ติ ในกรณนี ้.ี แมจ ะตา งกนั อยา งไร กล็ ว นแตเ ปน สง่ิ ทต่ี ง้ั อยอู ยา งแนน แฟน หยดุ อยอู ยา งมนั่ คง เปน ทยี่ ดึ หนว งของจติ อนั สงบรำงบั จนถึงขนาดท่ีเปนฌานไดดวยกันท้ังน้ัน. ขอ ทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ มลี กั ษณะแตกตา งกนั มากชนดิ เชน นี้ ในกรณที เี่ กย่ี วกบั อานาปาน- สตนิ ้ี เหน็ ไดว า มมี ากชนดิ กวา ทจี่ ะเปน ไปในกรณขี องกมั มฏั ฐานประเภทอน่ื เชน กสณิ หรอื
2 - 73 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ อสภุ เปน ตน : ทงั้ นเ้ี พราะเหตวุ า ลมหายใจเปน สงิ่ ทล่ี ะเอยี ด หรอื ไมม ดี นุ หรอื ชน้ิ ใหเ หน็ ชดั เหมอื น วงกสณิ หรอื ทอ นอสภุ นอ้ี ยา งหนง่ึ . และอกี อยา งหนง่ึ ซง่ึ เปน เหตผุ ลทใ่ี กลช ดิ ไปกวา นนั้ ก็คือความท่ีคนเราแตละคนๆ มีสัญญาหรือความรูสึกหรือความกำหนดจดจำตางๆ ท่ีเราได สะสมมาตงั้ แตเ กดิ และฝง ไวใ นอปุ นสิ ยั สนั ดานของเราเองนนั้ ตา งกนั อยา งทจี่ ะเปรยี บกนั ไมไ ด. เมอื่ ถงึ คราวทส่ี งิ่ เหลา นม้ี โี อกาสแสดงตวั ออกมา กแ็ สดงออกมาในรปู แหง การปรงุ ทมี่ ลี กั ษณะ ตา งๆ กนั ในขณะทจี่ ติ กำลงั อยใู นภาวะกงึ่ สำนกึ หรอื เกอื บไรส ำนกึ เชน ในขณะแหง ปฏภิ าค- นมิ ติ น้ี เปน ตน . สรปุ ไดส น้ั ๆ วา จติ ปรงุ ปฏภิ าคนมิ ติ ขน้ึ มาในลกั ษณะทแ่ี ตกตา งกนั เพราะ ความมสี ญั ญาในอปุ นสิ ยั มอี ยผู ดิ แผกกนั นนั่ เอง. ผปู ฏบิ ตั ไิ มค วรไปทำความฉงนในความไมค งเสน คงวา หรอื ความพสิ จู นไ มไ ดเ หลา นี้ : เพราจะทำใหเ กดิ กงั วลและเปน อนั ตรายแกก ารเจรญิ สมาธิ นนั้ เปลา ๆ. ขนื ไปคน ควา เขา กก็ ลายเปน เรอื่ งจติ วทิ ยาแขนงหนง่ึ ไป หาใชก ารทำสมาธไิ ม. นมิ ติ ตา งกนั มผี ลแกจ ติ ตา งกนั เมอ่ื ไดก ลา วถงึ ความแตกตา งของนมิ ติ เชน นแ้ี ลว อยากจะถอื โอกาสแนะใหส งั เกตเสยี เลยทเี ดยี ววา กมั มฏั ฐานตา งๆ นน้ั มใิ ชว า เพยี งแตจ ะใหเ กดิ นมิ ติ ตา งๆ กนั อยา งเดยี ว มนั ยงั ทำใหม ผี ลเปน ปฏกิ ริ ยิ าตอ อปุ นสิ ยั หรอื จติ ใจหรอื จรติ ของบคุ คลผปู ฏบิ ตั ิ ตา งๆ กนั ไปดว ย. เรา ควรจะเปรยี บเทยี บกนั ดเู พอื่ ความเขา ใจในเรอ่ื งนใี้ หช ดั . ถาเราเอาสิ่งไมมีชีวิต หรือไมคอยจะมีความหมายอะไร เชนดินสีเหลืองกอนหนึ่งมา ทำเปน วงกสณิ แลว เพง แมเ ปน สมาธแิ ลว ทำปฏกิ ริ ยิ าใหแ กจ ติ ในทางทผ่ี ดิ แผกแตกตา งจาก การทเ่ี ราจะไปนำเอาศพเนา ศพ หนงึ่ มาทำเปน วตั ถสุ ำหรบั เพง . แมว า สง่ิ ทงั้ ๒ นจี้ ะใหเ กดิ สมาธไิ ดอ ยา งเดยี วกนั แตก ท็ ำใหเ กดิ ปฏกิ ริ ยิ าอยา งอนื่ ผดิ แผกแตกตา งจากกนั มาก เชน มผี ลที่ จะระงบั ความกำหนดั หรอื สง เสรมิ ความกำหนดั เปน ตน หรอื ไม ตา งกนั ทำใหเ กดิ ความยากงา ย หรอื เกดิ อนั ตรายทางประสาทเปน ตน แกผ ปู ฏบิ ตั ติ า งกนั เทา กบั ทเี่ ราอาจจะพจิ ารณาเหน็ ได เองวา ดนิ กอ นหนง่ึ กอ ใหเ กดิ ความรสู กึ เฉยๆ งา ยๆ เงยี บๆ เปน นมิ ติ ทไ่ี มโ ลดโผนไมก ระทบ กระเทอื นประสาท สมกบั เปน สง่ิ ทไ่ี มเ คยมชี วี ติ อะไรเลย. สว นซากศพซากหนงึ่ นนั้ มคี วาม หมายมาก หรอื อาจจะมคี วามหมายมากกวา ชวี ติ ธรรมดาสำหรบั คนทก่ี ลวั ผเี ปน พเิ ศษ หรอื
2 - 74 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ คนทว่ั ไปกต็ าม. นเ่ี ปน เพราะวา มนั มคี วามหมายมากเกนิ ไป หรอื มชี วี ติ มากเกนิ ไปนน่ั เอง. สว นการเจรญิ อานาปานาสติ ซงึ่ ยดึ เอาลมหายใจมาเปน อารมณส ำหรบั กำหนดนนั้ ยอ ม ตงั้ อยใู นระดบั กลาง. ไมส ดุ โตง ไปในทางเนอื ยๆ เหมอื นกบั กอ นดนิ กอ นหนงึ่ และกไ็ มส ดุ โตง ไปในทางรนุ แรงเหมอื นกบั ศพเนา ศพหนงึ่ ฉะนน้ั นมิ ติ ทกุ ระยะจงึ ตา งกนั ไปหมด ซงึ่ จะตอ งไม ลมื วา แมม นั จะทำใหเ กดิ มบี รกิ รรมนมิ ติ อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ จนกระทงั่ เปน ฌานได ดว ยกนั กจ็ รงิ แตผ ลยอ มแตกตา งกนั ในทางอน่ื บางอยา งอยอู ยา งมากมายดงั กลา วแลว นนั่ เอง. ทงั้ นก้ี เ็ พราะวา กมั มฏั ฐานบางประเภทหรอื บางกลมุ ยอ มมคี วามมงุ หมายเฉพาะประเภทของ ตนเปน กลมุ ๆ ไป เพอ่ื แกป ญ หาปลกี ยอ ยของกเิ ลสเฉพาะคนในระยะแรกเสยี กอ น แลว จงึ นอ ม ไปสผู ลอยา งเดยี วกนั ในเบอื้ งปลาย. สว นกมั มฏั ฐานกลมุ กลางๆ หรอื ซง่ึ อยากจะเรยี กในทน่ี ้ี วา “กลมุ ทว่ั ไปทส่ี ดุ ” กลา วคอื อานาปานสตนิ ้ี ยอ มใหน มิ ติ ทสี่ งบประณตี ราบรน่ื ไปตง้ั แตต น จนปลายทเี ดยี ว เหมาะแกค นทกุ ประเภท ไมว า จะเปน ผคู รองเรอื น หรอื ผอู อกจากเรอื น ผหู ญงิ หรอื ผชู าย คนกลา หรอื คนขลาด ฯลฯ เพราะความตงั้ อยใู นระดบั กลางนนั่ เอง. อุปสรรคของการเกิดปฏิภาคนิมิตและฌาน ตอไปนี้ จะไดวินิจฉัยกันถึงอุปสรรคหรืออันตราย ของการทำสมาธิในอานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๔ โดยละเอยี ด. อุปสรรคเฉพาะตอนแรก ดงั ทไี่ ดก ลา วมาแลว ขา งตน วา อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๔ มใี จความสำคญั อยตู รงทก่ี ารกำหนด ลมหายใจทล่ี ะเอยี ด หรอื กลา วอกี อยา งหนงึ่ กค็ อื กายสงั ขารทรี่ ำงบั ลงๆ จนถงึ ทส่ี ดุ . อปุ สรรค อาจจะเกดิ ขน้ึ ไดใ นตอนแรก คอื จากการทล่ี มหายใจละเอยี ดจนถงึ กบั กำหนดไมไ ด หรอื รสู กึ ราวกะวา หายไปเสยี เฉยๆ. นกี้ เ็ ปน อปุ สรรคอยา งหนงึ่ ซง่ึ ทำใหเ กดิ ความระสำ่ ระสาย ขนึ้ ในใจของผปู ฏบิ ตั ซิ งึ่ ประสบเขา เปน ครง้ั แรก. ในกรณเี ชน น้ี เขาอาจจะระงบั ความสงสยั หรอื ความกระวนกระวายใจนนั้ โดยวธิ แี หง การปลอบใจตวั เอง หรอื ชกั นำจติ ใจของตวั เอง ใหเกิดความแนใจหรือกำลังอยางเพียงพอข้ึนมาใหม โอกาสก็จะอำนวยใหสำหรับการ กำหนดไดโดยงาย โดยลมหายใจน้ันคอยๆ ปรากฏชัดขึ้นมาใหมโดยสมควรแกการกระทำ
2 - 75 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ในการประคับประคองจิต หรือการชักนำจิตของตนไปในทางที่จะใหเกิดปฏิกิริยาตอรางกาย อยา งพอเพยี งทจี่ ะทำใหล มหายใจคอ ยๆ กลบั ปรากฏชดั เจนขนึ้ มาใหม. ตวั อยา งเชน เมอ่ื ไดท ำมาจนถงึ ขน้ั ทจ่ี ะทำลมหายใจใหล ะเอยี ดแลว ลมหายใจไมป รากฏ หรอื มอี าการราวกะวา แกลง หายไปเสยี เฉยๆ ดงั นแี้ ลว อธษิ ฐานจติ ในการทพ่ี จิ ารณาอยา ง จรงิ จงั วา ตนไมไ ดอ ยใู นสภาพอยา งใดอยา งหนง่ึ ในพวกบคุ คลผมู ลี มหายใจไมป รากฏแต ประการใดเลย. เขาพจิ ารณาเพอ่ื ใหเ กดิ ความแนใ จสบื ไปวา คนทไ่ี มห ายใจนนั้ ใครๆ กร็ วู า มอี ยู แตค นเหลา นค้ี อื คนทยี่ งั อยใู นครรภม ารดา. คนทก่ี ำลงั ดำน้ำ, พวกอสญั ญสี ตั ว, คนตาย แลว , คนทก่ี ำลงั อยใู นจตตุ ถฌาน, คนทกี่ ำลงั อยใู นรปู สมาบตั หิ รอื อรปู สมาบตั ,ิ และคนทก่ี ำลงั อยใู นนโิ รธสมาบตั เิ ทา นน้ั ; กเ็ รานมี้ ไิ ดอ ยใู นสภาพใดสภาพหนง่ึ ของบคุ คลเหลา นน้ั แลว ไฉน เราจงึ ตอ งเปน บคุ คลทมี่ ลี มหายใจไมป รากฏดว ยเลา . เมอื่ เขาอธษิ ฐานจติ อยา งแนว แน ในการทจ่ี ะตอ งเปน บคุ คลทย่ี งั มลี มหายใจอยู เชน นนั้ ลมหายใจกย็ อ มปรากฏแมใ นขนั้ ทล่ี ะเอยี ดและในลกั ษณะทล่ี ะเอยี ดไดโ ดยอตั โนมตั ิ โดยไมส ญู เสยี ผลแหง การปฏบิ ตั ทิ ไ่ี ดป ฏบิ ตั มิ าแลว จนถงึ ขน้ั นี้. ญาณ คอื ความรทู จ่ี ะเกดิ ขน้ึ แกเ ขาวา เพราะลมหายใจละเอยี ดเกนิ ไปบา ง, เพราะลมหายใจถกู แปรสภาพเปน ละเอยี ด เรว็ เกนิ ไปบา ง, เพราะ การกำหนดผสุ นาไมถ กู ทอ่ี นั เหมาะสม บา ง, หรอื เพราะ กำหนด ฐปนาโดยอาการท่ีพรวดพลาดผลุนผลัน บาง, ลมหายใจจึงไมปรากฏเพ่ือประโยชน แกก ารกำหนดนน้ั ๆ ขอ นเี้ ปน ทางแหง การปรบั ปรงุ ขยบั ขยายสงิ่ ตา งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ งกนั ให เหมาะสมเสยี ใหม ลมหายใจกจ็ ะกลบั ปรากฏในลกั ษณะทเ่ี หมาะสมยงิ่ ขน้ึ ไปอกี . อปุ สรรคเกย่ี ว กับการที่ลมหายใจไมปรากฏก็จะหมดไป เขาจะสามารถกำหนดลมหายใจไดดี ท้ังในขณะ แหง คณนา อนพุ นั ธนา ผสุ นา และฐปนา แลว แตว า อปุ สรรคและปญ หาจะเกดิ ขนึ้ ระยะไหน. ตามปรกตทิ วั่ ไปในกรณขี องอานาปานสตมิ กั จะเปน ปญ หายงุ ยากขอ นข้ี นึ้ ในขณะแหง ผสุ นานน่ั เอง. อคุ คหนมิ ติ ไมป รากฏเพราะไมม คี วามรสู กึ วา ลมมากระทบทฐ่ี านแหง ผสุ นา ทำใหก ำหนด จดุ ๆ นน้ั ไมไ ด; นเี่ รยี กวา ลมหายใจหายไปในระยะแหง ผสุ นา. เขาจะตอ งแกไ ขดว ยอบุ าย ดงั ทก่ี ลา วมาแลว . สำหรบั ในขณะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ นน้ั สตกิ ำหนดนมิ ติ ทเี่ ปน มโนภาพทปี่ รากฏ ขนึ้ มาใหม ไมเ นอื่ งดว ยลมหายใจโดยตรงกจ็ รงิ แตก ย็ งั เนอ่ื งกนั อยโู ดยออ มคอื ถา ลมหายใจไม
2 - 76 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน ไปตามปรกตติ ามทตี่ อ งประสงคข น้ั น้ี ปฏภิ าคนมิ ติ กไ็ มอ าจจะเกดิ ขน้ึ หรอื เกดิ ขนึ้ แลว กก็ ลบั ลม เหลวไป เพราะฐปนาไมอ าจเปน ไปดว ยดนี นั่ เอง. “จรงิ อยู กมั มฏั ฐานอยา งใดอยา งหนงึ่ ยอ มสำเรจ็ แกผ มู สี ติ มคี วามรตู วั เทา นนั้ แมก จ็ รงิ , ถงึ กระนนั้ กมั มฏั ฐานอยา งอน่ื นอกจากอานาปานสั สตกิ มั มฏั ฐานนี้ ยอ มปรากฏไดแ กผ ทู ่ี มนสกิ ารอย.ู แตอ านาปานสตกิ มั มฏั ฐานนเ้ี ปน ภาระหนกั เจรญิ สำเรจ็ ไดย าก ทงั้ เปน ภมู ิ แหง มนสกิ ารของมหาบรุ ษุ ทง้ั หลาย คอื พระพทุ ธเจา พระปจ เจกพทุ ธเจา และพทุ ธบตุ รเทา นน้ั , ไมใ ชเ ปน กมั มฏั ฐานต่ำตอ ย, ทงั้ มไิ ดเ ปน กมั มฏั ฐานทสี่ ตั วผ ตู ำ่ ตอ ยสอ งเสพ, เปน กมั มฏั ฐาน สงบและละเอยี ด โดยประการทมี่ หาบรุ ษุ ทง้ั หลายยอ มทำไวใ นใจ; เพราะฉะนนั้ ในอานาปาน- สตกิ มั มฏั ฐานนี้ จำตอ งปรารถนาสตแิ ละปญ ญาอนั มกี ำลงั . เหมอื นอยา งวา ในเวลาชนุ ผา สาฎกเนื้อเกล้ียง แมเข็มก็จำตองปรารถนาอยางเล็ก, แมดายซ่ึงรอยในบวงเข็ม ก็จำตอง ปรารถนาเสนละเอียดกวาน้ัน ฉันใด, ในเวลาเจริญกัมมัฏฐานน้ี ซ่ึงเปนเชนกับผาสาฎก เน้ือเกลี้ยง ก็ฉันน้ันเหมือนกัน สติมีสวนเปรียบดวยเข็มก็ดี ปญญาที่สัมปยุตดวยสติน้ัน มสี ว นเปรยี บดว ยดา ยรอ ยบว งเขม็ กด็ ี จำตอ งปรารถนาใหม กี ำลงั . กแ็ ล ภกิ ษผุ ปู ระกอบดว ยสตแิ ละปญ ญานน้ั แลว ไมจ ำตอ งแสวงหาลมหายใจเขา และลมหายใจออกนน้ั นอกจากโอกาสทลี่ มถกู ตอ งโดยปกติ. จรงิ อยู ลมหายใจเขา และ ออกน้ี กระทบโครงจมูกของผูมีจมูกยาวผานไป, กระทบริมฝปากขางบนของผูมีจมูกสั้น ผา นไป. เพราะฉะนน้ั เธอนนั่ จงึ ควรตง้ั นมิ ติ ไวว า “ลมหายใจเขา และออก ยอ มกระทบ ฐานชอื่ นี.้ ” ความจรงิ พระผมู พี ระภาคเจา ทรงอาศยั อำนาจประโยชนน แี้ ล จงึ ตรสั วา “ดกู อ น ภกิ ษทุ งั้ หลาย! เราไมก ลา วการเจรญิ อานาปานสตแิ กภ กิ ษผุ หู ลงลมื สติ ไมร สู กึ ตวั อย.ู ”๘ อีกอยางหนึ่ง “ลมหายใจดับไปในความรูสึก” ขณะภาวนาอานาปานสติในบางครั้ง ทสี่ ดุ ของลมคอื ดบั ไป ทสี่ ดุ ของใจคอื รวมลงสนทิ หมดความรบั ผดิ ชอบกบั ลม ตง้ั อยเู ปน เอกจติ คอื มอี ารมณเ ดยี ว เพยี งรอู ยา งเดยี วไมเ กยี่ วกบั สงิ่ ใดตอ ไปอกี ทเ่ี รยี กวา จติ รวมสนทิ ทางสมาธ-ิ ภาวนา แตผ ภู าวนาอานาปานสติ เมอื่ เขา ถงึ ลมละเอยี ดและลมดบั ไปในความรสู กึ ขณะนนั้ เกดิ ตกใจดว ยความคดิ หลอกตวั เองวา “ลมดบั ตอ งตาย” เพยี งเทา นนั้ ลมกก็ ลบั มมี าและกลาย ๘ ปฐมสมนั ตปาสาทกิ า แปล เลม ๓ หนา ๕๔-๕๕.
2 - 77 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน ลมหยาบไปตามเดมิ จติ กห็ ยาบ สดุ ทา ย การภาวนากไ็ มก า วไปถงึ ไหน คงไดเ พยี งขนั้ กลวั ตาย แลว ถอยจติ ถอยลมขนึ้ มาหาทท่ี ต่ี นเขา ใจวา จะไมต ายนเี้ ทา นนั้ การภาวนาแบบนม้ี ี มากรายในวงปฏบิ ตั ิ จงึ ไดเ รยี นไวบ า ง เพราะอาจเกดิ แกท า นทภ่ี าวนาอานาปานสตเิ ปน บางรายแลว อาจเสยี ทา ใหก บั ความหลอกลวงนไ้ี ด การภาวนาเพอ่ื เหน็ ความจรงิ กบั ลมใน อานาปานสติ กรณุ ากำหนดลมดว ยสติ จนถงึ ทสี่ ดุ ของลมและของจติ จะเหน็ ความอศั จรรย อยา งเดน ชดั ขณะผา นความกลวั ตาย ในระยะทเี่ ขา ใจวา ลมดบั ไปแลว ดว ยความกลา หาญ คือ ขณะเจริญอานาปานสติไปจนถึงลมละเอียดและลมดับไปในความรูสึกขณะน้ัน โปรด ทำความเขาใจวา แมลมจะดับไปจริงๆ ก็ตาม เม่ือความรูสึกคือใจยังครองตัวอยูในรางน้ี อยา งไรกไ็ มต ายแนน อน ลมจะดบั กจ็ งดบั ไป หรอื อะไรๆ ในกายจะดบั ไปตาม ลมกจ็ งดบั ไป ตามธรรมชาติของตน สำหรับใจผูไมดับไมตายไปกับส่ิงเหลาน้ัน จะกำหนดดูใหรูทุกอยาง บรรดาทผี่ า นเขา มาในความรสู กึ ขณะนี้ แตจ ะไมเ ปน กงั วลกบั อะไรทเ่ี ปน สภาพเกดิ ๆ ดบั ๆ เพยี ง เทา นี้ จติ จะตดั ความกลวั และกงั วลตา งๆ ทเี่ คยสง่ั สมไวอ อกไดอ ยา งไมค าดฝน และสงบลง ถงึ ฐานของสมาธิ โดยไมม อี ะไรมากดี ขวางไดเ ลย สงิ่ ทเ่ี ปน อปุ สรรคกดี ขวาง ขณะลมจะดบั หรอื ขณะลมดบั ไป กม็ เี ฉพาะความกลวั ตายเทา นนั้ เอง ครง้ั ตอ ไปความกลวั หายหนา ไปเลย ไมอ าจกลบั มาหลอกไดอ กี ”๙ สรปุ ความไดว า การหายไปแหง ลมหายใจจรงิ ๆ นนั้ ตอ งไมม อี ยา งแนน อน, ถา มี ก็ตองเปน ความสำคญั ผดิ ตอ งขจัดใหห ายไปดวยอุบายดังทกี่ ลา วแลว; ผูนั้นจงึ จะสามารถ กำหนดลมหายใจ หรอื กายสงั ขาร ในขนั้ ทรี่ ำงบั ลงอยา งละเอยี ดทสี่ ดุ ได. นคี้ อื อปุ สรรค และวธิ ขี จดั อปุ สรรคชนดิ ทม่ี กั เกดิ ในขนั้ แรกแหง อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๔ น.้ี อปุ สรรคทวั่ ไป ๙ คู สำหรบั อปุ สรรคทว่ั ไปนน้ั อาจจะมไี ดแ ทบทกุ ระยะแหง การปฏบิ ตั แิ ละการเลอ่ื นลำดบั ของการปฏบิ ตั ิ หากแตว า เปน ปญ หาทอ่ี าจจะเกดิ เฉพาะคน เพราะอปุ นสิ ยั แตกตา งกนั ดงั ที่ ไดเ คยกลา วแลว ขา งตน . เมอ่ื นำมาประมวลมาใหห มด หรอื เผอ่ื ไวส ำหรบั ทกุ คน กจ็ ะไดอ ปุ สรรค ทว่ั ไป ๙ คดู งั หวั ขอ ดงั ตอ ไปนี้ ซงึ่ เปน หวั ขอ ทคี่ วรสำเนยี กศกึ ษาไวใ หด ี. ๙ วธิ ที ำสมาธแิ บบหลวงปมู นั่ หนา ๕๐-๕๒ เลา โดย พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (พระอาจารยม หาบวั ญาณสมปฺ นโฺ น)
2 - 78 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ คทู ่ี ๑ ก. เมอ่ื สตกิ ำหนดลมหายใจออก จติ ฟงุ อยใู นภายใน. ข. เมอื่ สตกิ ำหนดลมหายใจเขา ถงึ ทส่ี ดุ แลว จติ แลน ออกไปภายนอก. คทู ่ี ๒ ค. ความหวงั อยกู ด็ ี ความพอใจอยกู ด็ ี ความอยากกด็ ี ซง่ึ มอี ยใู นลมหายใจออก. ง. ความหวงั อยกู ด็ ี ความพอใจอยกู ด็ ี ความอยากกด็ ี ซง่ึ มอี ยใู นลมหายใจเขา . คทู ี่ ๓ จ. เมอื่ ลมหายใจออกครอบงำ เกดิ การลมื ตอ การหายใจเขา . ฉ. เมอื่ ลมหายใจเขา ครอบงำ เกดิ การลมื ตอ การหายใจออก. คทู ี่ ๔ ช. เมอ่ื กำหนดนมิ ติ จติ ในลมหายใจออกหวนั่ ไหว. ซ. เมอ่ื กำหนดลมหายใจออก จติ ในนมิ ติ หวน่ั ไหว. คทู ี่ ๕ ฌ. เมอื่ กำหนดนมิ ติ จติ ในลมหายใจเขา หวนั่ ไหว. ญ. เมอ่ื กำหนดลมหายใจเขา จติ ในนมิ ติ หวน่ั ไหว. คทู ี่ ๖ ด. เมอ่ื กำหนดลมหายใจออก จติ ในลมหายใจเขา หวน่ั ไหว. ต. เมอื่ กำหนดลมหายใจเขา จติ ในลมหายใจออกหวน่ั ไหว. คทู ี่ ๗ ถ. จติ แลน ไปตามอารมณใ นอดตี เปน จติ ตกไปขา งกระสบั กระสา ย (วกิ เขปะ). ท. จติ หวงั อารมณใ นอนาคต เกดิ เปน จติ หวน่ั ไหว (วกิ มั ปต ะ). คทู ี่ ๘ ธ. จติ หดหู เปน จติ ตกไปขา งฝา ยเกยี จครา น. น. จติ เพยี รจดั เกนิ ไป เปน จติ ตกไปขา งฝา ยฟงุ ซา น. คทู ่ี ๙ บ. จติ ไวตอ ความรสู กึ เกนิ ไป เปน จติ ตกไปขา งฝา ยกำหนัด. ป. จติ ไมแ จม ใส เปน จติ ตกไปขา งฝา ยพยาบาท. อปุ สรรคทงั้ ๙ คู หรอื นบั เรยี งอยา งได ๑๘ อยา งเหลา นี้ บางทกี เ็ รยี กวา อปุ กเิ ลส ของสมาธิ บา ง ในฐานะทเ่ี ปน เครอื่ งเศรา หมองของสมาธิ : เรยี กวา อนั ตรายของสมาธิ บา ง ในฐานะทเี่ ปน สงิ่ ทที่ ำอนั ตรายตอ สมาธโิ ดยตรง : เมอ่ื เกดิ อาการเหลา นอี้ ยา งใดอยา งหนงึ่ ขน้ึ แลว กายกด็ ี จติ กด็ ี ยอ มกระวนกระวายยอ มหวน่ั ไหว ยอ มดน้ิ รนไปตามกนั . เมอ่ื จติ หมดจดจาก อปุ สรรคเหลา น้ี การเจรญิ สมาธทิ กุ ขน้ั ยอ มเปน ไปไดโ ดยหลกั ใหญๆ . สว นขอ ปลกี ยอ ยหรอื รายละเอยี ดนน้ั จะไมม คี วามสำคญั จนถงึ กบั จะแกไ ขไมไ ด ในเมอื่ ตวั อปุ สรรคอนั แทจ รงิ เหลา นไี้ ดถ กู ขจดั ไปหมดสนิ้ แลว . จติ ทปี่ ลอดจากอปุ สรรคเหลา นี้ ชอื่ วา เปน จติ ขาวรอบหรอื เปน
2 - 79 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จติ ถงึ ซง่ึ ความเปน เอก (เอกตตฺ ) ความเปน เอกในทน่ี ี้ มคี วามหมายทง้ั ความเปน หนงึ่ ไมม สี อง และความเปน เอกคอื ประเสรฐิ . การละนิวรณ คือหนาที่ของสมาธิ สำหรบั การปฏบิ ตั ใิ นขน้ั น้ี เปน เพยี งขนั้ สมาธิ ยงั ไมใ ชข นั้ วปิ ส สนา หนา ทขี่ องเราอนั เกี่ยวกับนิวรณ จึงเปนเพียงการทำสมาธิหรืออุบายอันเปนเคร่ืองกีดกันนิวรณออกไปเสีย จากจติ ดว ยการนำเอาสงิ่ ทเี่ ปน ปฏปิ ก ษต อ นวิ รณเ ขา มาสจู ติ จนกระทง่ั นวิ รณต า งๆ ระงบั ไป. สงิ่ ทกี่ ดี กนั นวิ รณอ อกไปจากจติ ในทน่ี คี้ อื ตวั สตทิ เ่ี กดิ ขนึ้ ในการกำหนดลมหายใจ โดยวธิ ี ทไ่ี ดก ลา วมาแลว ขา งตน . โดยกรรมวธิ กี ค็ อื เปน การนำจติ เขา ไปผกู ไวก บั ลมหายใจ จนกระทงั่ เกดิ เอกตั ตธรรมตา งๆ ซงึ่ ลว นแตเ ปน ปฏปิ ก ษต อ นวิ รณ นวิ รณจ งึ หมดโอกาสทจี่ ะครอบงำจติ . ตลอดเวลาทสี่ ตยิ งั ไมล ะไป. จติ ยงั กำหนดอยทู ล่ี มหายใจหรอื นมิ ติ แหง สมาธไิ ดอ ยู เมอ่ื นนั้ ชอ่ื วา ไมม นี วิ รณ มแี ตเ อกตั ตธรรมอยแู ทนทด่ี งั ทก่ี ลา วแลว . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งมองใหเ หน็ ชดั เจน ทเี ดยี ววา เอกตั ตธรรมเหลา นมี้ อี ยอู ยา งไร : ยกตวั อยา งเชน เนกขมั มะ หรอื การหลกี ออกจาก กามนนั้ เปน สงิ่ ทอี่ าจกลา วไดว า ไดเ รมิ่ มแี ลว ตง้ั แตข ณะหลกี ออกไปสทู ส่ี งดั และมมี ากขนึ้ หรอื มน่ั คงขน้ึ นบั ตงั้ แตข ณะแหง คณนา คอื การกำหนดนมิ ติ หรอื ลมหายใจเปน ตน ไป กระทง่ั ถงึ ขณะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ ซง่ึ เปน อนั กลา วไดว า เปน เนกขมั มะในทนี่ แ้ี ลว อยา งสมบรู ณ เอกตั ตธรรม ขออื่น เชนอัพยาบาทเปนตน ก็ดำเนินไปในแนวเดียวกัน. แตท้ังหมดนี้จะเห็นไดชัดเจน ยง่ิ ขน้ึ กต็ อ เมอื่ ไดศ กึ ษาจนทราบวา องคฌ านนนั้ ๆ มอี ะไรบา ง และองคแ หง ฌานนน้ั ๆ เปน ตวั เอกตั ตธรรมขอ ไหน, ฉะนน้ั จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ถงึ องคแ หง ฌานสบื ไป. องคแหงฌาน คำวา “องคแ หง ฌาน” หมายความวา สว นประกอบสว นหนงึ่ ๆ ของฌาน. เมอ่ื ประกอบรวมกนั หลายอยา ง จงึ สำเรจ็ เปน ฌานขน้ั หนง่ึ . เชน อาจจะกลา วไดว า ปฐมฌานมี องค ๕ ทตุ ยิ ฌานมอี งค ๓ ตตยิ ฌานมอี งค ๒ จตตุ ถฌานมอี งค ๒ ดงั นเ้ี ปน ตน . ทงั้ นี้ เปน การแสดงชดั อยแู ลว วา องคแ หง ฌานนนั้ ไมใ ชต วั ฌาน เปน แตเ พยี งสว นประกอบสว นหนง่ึ ๆ ของ ฌาน. องคแ หง ฌาน มี ๕ องค คอื ๑ วติ ก, ๒ วจิ าร, ๓ ปต ,ิ ๔ สขุ , ๕ เอกคั คตา, มอี ธบิ าย
2 - 80 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ดงั ตอ ไปนี้ :- ๑. วติ ก คำๆ น้ี โดยทวั่ ไปแปลวา ความตรหิ รอื ความตรกึ . แตใ นภาษาสมาธิ คำวา วติ กน้ี หาใชค วามคดิ นกึ ตรติ รกึ อยา งใดไม. ถา จะเรยี กวา เปน ความคดิ กเ็ ปน เพยี งการกำหนด นงิ่ ๆ แนบแนน อยใู นสงิ่ ๆ เดยี ว, ไมม คี วามหมายทเ่ี ปน เรอื่ งเปน ราวอะไร. อาการแหง จติ จะมีปรากฏอยูในขณะแหงคณนาและอนุพันธนาโดยออม. และในขณะแหงผุสนาและ ฐปนาโดยตรง ดงั ทก่ี ลา วแลว ขา งตน นน่ั เอง คอื สง่ิ ทเ่ี รยี กวา วติ กในทนี่ .้ี (ควรยอ นไปดตู อนอนั วา ดว ยคณนาเปน ตน ใหเ ขา ใจจรงิ ๆ อกี ครงั้ หนง่ึ ) และจะเขา ใจอาการของวติ กไดด ี กต็ อ เมอ่ื ถกู นำไปเปรยี บเทยี บ กบั สงิ่ ทเ่ี รยี กวา วจิ าร และกลา วบรรยายลกั ษณะควบคกู นั ไป. ๒. วจิ าร คำๆ น้ี โดยทว่ั ไป หมายถงึ การตรกึ ตรอง หรอื สอดสอ งหรอื วนิ จิ ฉยั แตใ น ทางภาษาสมาธิ หาไดม คี วามหมายอยา งนนั้ ไม เปน แตเ พยี งอาการทจี่ ติ รตู อ อารมณท ก่ี ำหนด อยนู น้ั , ซง่ึ ในทน่ี ี้ ไดแ กล มหายใจ, อยอู ยา งทว่ั ถงึ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ กค็ อื อาการทเี่ กดิ ขนึ้ ใน ขณะของอนพุ นั ธนาเปน ตน ไป. (ควรยอ นไปดเู รอ่ื งตอนอนพุ นั ธนาเปน ตน ดงั ทแี่ นะไวแ ลว ในกรณี ของวติ ก) และจะเขา ใจสงิ่ นไี้ ดด ี ดว ยการนำอปุ มาเปรยี บเทยี บ ซง่ึ จะดยี ง่ิ กวา บรรยายดว ย คำพดู ตรงๆ ยกตวั อยา งเชน เปรยี บเทยี บกบั การดู : เมอื่ สายตาทอดไปจบั ทส่ี งิ่ ใดสง่ิ หนงึ่ น้ี เปรยี บกนั ไดก บั อาการของวติ ก, เมอื่ เหน็ สงิ่ นน้ั ทวั่ หมด เปรยี บกนั ไดก บั อาการของวจิ าร. หรอื เปรียบดวยการสาดน้ำ : เมื่อนำ้ กระทบกับสิ่งท่ีถูกสาด ก็เปรียบไดดวยอาการของวิตก, เมอ่ื นำ้ เปย กซมึ ไปทว่ั กเ็ ปรยี บไดด ว ยอาการของวจิ าร. หรอื ถา เปรยี บกบั การฝก ลกู ววั ซงึ่ มกั ถกู ใชเ ปน อทุ าหรณใ นการฝก จติ ทว่ั ๆ ไป กอ็ าจจะเปรยี บไดว า เมอ่ื ลกู ววั ถกู แยกไปจากแม เอาไปผกู ไวท เี่ สาหลกั แหง หนง่ึ ดว ยเชอื ก เสาหลกั เปรยี บดว ยลมหายใจ เชอื กนน้ั เปรยี บดว ยสติ ลกู ววั นนั้ เปรยี บดว ยจติ การทม่ี นั ถกู ผกู ตดิ อยกู บั เสา เปรยี บดว ยอาการของวติ ก และการทมี่ นั ดน้ิ ไปดน้ิ มา วนเวยี นอยรู อบๆ เสา รอบแลว รอบอกี เปรยี บดว ยอาการของวจิ าร. ผศู กึ ษาจะตอ งรจู กั สงั เกต ความแตกตา งระหวา งคำวา วติ ก กบั คำวา วจิ าร และ รจู กั ความทส่ี ง่ิ ทง้ั ๒ นม้ี อี ยพู รอ มกนั กลา วคอื การทลี่ กู ววั ถกู ผกู ตดิ อยกู บั เสากเ็ ปน สงิ่ ทมี่ อี ยู ในขณะทมี่ นั วนเวยี นอยรู อบๆ เสา, หรอื อาการทม่ี นั วนเวยี นอยรู อบๆ เสา กม็ อี ยใู นขณะทม่ี นั ยงั ถกู ผกู ตดิ อยกู บั เสา, แตอ าการทงั้ ๒ อยา งนไี้ มใ ชเ ปน ของสง่ิ เดยี วกนั เลย ทงั้ ทม่ี อี ยพู รอ ม
2 - 81 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กนั หรอื ในขณะเดยี วกนั . ความเขา ใจอนั น้ี เปน เหตใุ หเ ขา ใจไปถงึ วา ในขณะแหง ปฐมฌาน นนั้ วติ กกบั วจิ ารมอี ยใู นขณะเดยี วกนั ไดอ ยา งไร. สำหรบั อาการอนั นโ้ี ดยเฉพาะ จะเหน็ ได ชดั ในกรณขี องคนขดั หมอ ซงึ่ มอื ซา ยจบั หมอ มอื ขวาจบั เครอ่ื งขดั หมอ แลว ถไู ปทวั่ ๆ ตวั หมอ ในขณะเดยี วกนั ; มอื ซา ย คอื วติ ก มอื ขวา คอื วจิ าร, ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ . สรปุ ความวา วติ ก คอื อาการทจ่ี ติ กำหนดนมิ ติ , วจิ าร คอื อาการทจี่ ติ เคลา เคลยี กนั อยกู บั นมิ ติ อยา งทว่ั ถงึ นน่ั เอง และเปน สง่ิ ทม่ี อี ยพู รอ มกนั . ๓. ปต ิ. คำน้ี ตามปรกตแิ ปลวา ความอม่ิ ใจ. ในภาษาของสมาธิ หมายถงึ ความ อม่ิ ใจดว ยเหมอื นกนั แตจ ำกดั ความเฉพาะความอม่ิ ใจทไ่ี มเ นอ่ื งดว ยกาม และตอ งเปน ความ อมิ่ ใจทเี่ กดิ มาจากความรสู กึ วา ตนทำอะไรสำเรจ็ หรอื ตนไดท ำสง่ิ ทคี่ วรทำเสรจ็ แลว หรอื ตอ ง เสรจ็ แนๆ ดงั นเ้ี ปน ตน เทา นน้ั . ปต นิ อี้ าศยั เนกขมั มะ ไมอ าศยั กาม, ฉะนนั้ จงึ อาจจำกดั ความลงไปวา ปต ิ คอื ความอมิ่ ใจทเี่ กดิ มาจากการทต่ี นเอาชนะกามไดส ำเรจ็ ดว ยนนั่ เอง. ปต ิ ในกรณนี จี้ ดั เปน กศุ ลเจตสกิ ประเภทสงั ขารขนั ธ คอื ความคดิ ชนดิ หนง่ึ กลา วคอื การทำความ อม่ิ ใจยงั ไมจ ดั เปน เวทนาขนั ธ ผศู กึ ษาพงึ รจู กั สงั เกตความแตกตา งระหวา งปต กิ บั สขุ ในขอ นี้, คอื ขอ ทป่ี ต เิ ปน สงั ขารขนั ธ และสขุ เปน เวทนาขนั ธ, เพอ่ื กนั ความสบั สนกนั โดยสน้ิ เชงิ แลว พงึ ทราบความทปี่ ต เิ ปน แดนเกดิ ของความสขุ . ๔. สขุ . คำวา สขุ ในทน่ี ี้ หมายถงึ สขุ อนั เกดิ จากการทจี่ ติ ไมถ กู นวิ รณร บกวน รวมกนั กบั กำลงั ของปต หิ รอื ปราโมทย ทไ่ี ดส ง เสรมิ ใหเ กดิ ความรสู กึ อนั เปน สขุ นขี้ นึ้ . ตามธรรมดา คนเราเมอ่ื มปี ต ิ กย็ อ มรสู กึ เปน สขุ อยา งทไี่ มม ที างหลกี เลย่ี งได แตส ขุ โดยอาการอยา งน้ี ยอ ม ต้ังอยูชั่วขณะ สวนสุขที่เกิดมาจากท่ีนิวรณไมรบกวนน้ัน ยอมตั้งอยูถาวรและม่ันคงกวา. เมอื่ ผศู กึ ษาเขา ใจพฤตอิ นั นด้ี ี กจ็ ะเหน็ ชดั แจง ไดโ ดยตนเองวา ปต กิ บั สขุ นน้ั ไมใ ชข องอยา งเดยี ว กนั เลยแตก ม็ อี ยพู รอ มกนั ไดใ นขณะเดยี วกนั เหมอื นกบั การทว่ี ติ กและวจิ ารมอี ยพู รอ มกนั ได ฉันใดก็ฉันน้ัน. ๕. เอกคั คตา. เปน คำทยี่ อ มาจากคำวา จติ เตกคั คตา (จติ ต +เอกคั คตา) แปลวา ความ ทจี่ ติ เปน สงิ่ ซงึ่ มยี อดสดุ เพยี งอนั เดยี ว. โดยใจความกค็ อื ความทจ่ี ติ มที ก่ี ำหนดหรอื ทจี่ ด-ทต่ี ง้ั เพยี งแหง เดยี ว. อธบิ ายวา ตามธรรมดาจติ นนั้ ยอ มดน้ิ รนกลบั กลอก เปลยี่ นแปลงอยเู สมอ
2 - 82 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เพราะเปน ของเบาหววิ . ตอ เมอื่ ไดร บั การฝก ฝนโดยสมควรแกก รณแี ลว จงึ จะเปน จติ ทต่ี ง้ั มนั่ มอี ารมณอ ยา งเดยี วอยไู ดเ ปน เวลานาน. ในกรณแี หง สมาธนิ ี้ เอกคั คตาหมายถงึ ความทจี่ ติ กำหนดแนว แนอ ยไู ดใ นขณะแหง ฐปนา หรอื ในระยะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ เปน ตน ไป (สว นระยะท่ี ตำ่ กวา นน้ั ยงั ลม ลกุ คลกุ คลาน คอื เปน ไปชว่ั ขณะ) และอาการแหง เอกคั คตานเี้ อง เปน อาการ ทเี่ ปน ความหมายอนั แทจ รงิ ของคำวา สมาธิ หรอื เปน ตวั สมาธแิ ทเ อกคั คตาน้ี ในทบ่ี างแหง เรยี กวา “อธษิ ฐาน” กม็ ี. องคฌ าน ทำใหเ กดิ ฌานไดอ ยา งไร สงิ่ ทต่ี อ งพจิ ารณาหรอื วนิ จิ ฉยั ตอ ไปกค็ อื องคฌ านทงั้ ๕ องคน ี้ มอี ยอู ยา งไร และ สมั พนั ธก นั ในหนา ทอ่ี ยา งไร ในขณะแหง ปฐมฌาน เปน ตน ? ดังที่ไดกลาวมาแลวขางตน ปฐมฌาน มีองค ๕ คือมีวิตก วิจาร ปติ สุข และ เอกคั คตา. ขอ นยี้ อ มหมายความวา ในขณะแหง ปฐมฌานนนั้ สงิ่ ทงั้ ๕ น้ี ยอ มมอี ยู และ สมั พนั ธเ ปน สง่ิ เดยี วกนั คอื ปฐมฌาน. ปญ หาอาจจะเกดิ ขนึ้ แกค นทว่ั ไปวา ถา จติ ทเ่ี ปน สมาธิ เปน สงิ่ ทม่ี อี ารมณอ นั เดยี วและมยี อดสดุ อนั เดยี ว คอื เปน เอกคั คตา ทงั้ ไมม คี วามนกึ ตรกึ ตรอง อะไรแลว จะมคี วามรสู กึ ถงึ ๕ อยา งพรอ มกนั ไดอ ยา งไร ? ปญ หาน้ี เปน ปญ หาทถ่ี า สางไม ออกแลว กไ็ มม ที างทจ่ี ะเขา ใจสงิ่ ทเี่ รยี กวา สมาธใิ น ขน้ั ปฐมฌานไดเ ลย. ในขน้ั แรกจะตอ งเขา ใจเสยี กอ นวา สง่ิ ทเี่ รยี กวา องค องคน น้ั เปน เพยี งสว นประกอบ หรอื องคป ระกอบ คอื เปน สง่ิ ทร่ี วมกนั ปรงุ ใหเ กดิ สงิ่ ใดสง่ิ หนง่ึ ขน้ึ มา ในฐานะเปน สงิ่ ๆ เดยี ว เชน เชอื กเสน หนง่ึ มี ๕ เกลยี ว เราเรยี กวา เชอื กเสน เดยี ว; หรอื ขนมบางอยา ง ประกอบดว ยเครอื่ ง ปรงุ ๕ อยา ง เราเรยี กวา ขนมอยา งเดยี ว, นค้ี อื ความหมายของคำวา องค หรอื องคป ระกอบ. สำหรบั ในกรณขี องปฐมฌานนนั้ หมายความวา เมอื่ จติ กำลงั เปน สมาธถิ งึ ขน้ั นี้ จติ ยอ มมี สมั ปยตุ ตธรรม คอื สงิ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ พรอ มกนั แกจ ติ ถงึ ๕ อยา ง, แตล ะอยา งๆ กเ็ ปน ความมน่ั คงใน ตวั ของมนั เองดว ย สนบั สนนุ ซงึ่ กนั และกนั ดว ย จงึ ตงั้ อยอู ยา งมน่ั คงยงิ่ ขนึ้ ไปอกี . เปรยี บ เหมอื นไม ๕ อนั แตล ะอนั ๆ กป็ ก อยอู ยา งแนน แฟน แลว ยงั มารวมกลมุ กนั ในตอนยอดหรอื ตอน บน เปน อนั เดยี วกนั กย็ ง่ิ มคี วามมนั่ คงมากยง่ิ ขนึ้ ไปอกี , ขอ นฉี้ นั ใด; ในขณะทปี่ ฏภิ าคนมิ ติ
2 - 83 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ปรากฏแลว ตงั้ อยอู ยา งมน่ั คงจติ หนว งเอาความเปน อปั ปนา คอื ความแนว แนไ ด องคท งั้ ๕ น้ี ซง่ึ มคี วามสำคญั แตล ะองคก ร็ วมกนั เปน จดุ เดยี ว เปน สงิ่ ทเ่ี รยี กวา “ฌาน” หรอื สมาธทิ แี่ นว แน ขน้ึ มาได. ในขณะทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏนน้ั วติ กมไิ ดม อี ยใู นลกั ษณะแหง การกำหนดลมหายใจ เขา หรอื ออก แตเ ปลย่ี นมาเปน การกำหนดวา “ลม” อยใู นจดุ หรอื ในดวงแหง ปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ ฉะนน้ั เปน อนั กลา วไดว า สงิ่ ทเี่ รยี กวา วติ กในขน้ั รเิ รม่ิ ตา งๆ นน้ั มไิ ดร ำงบั ไปเสยี ในขณะแหง คณนา หรอื อนพุ นั ธนาหรอื ผสุ นาเลย แตไ ดก ลายมาเปน วติ กทล่ี ะเอยี ดสขุ มุ สงบรำงบั เหลอื อยูจนกระทั่งถึงขณะแหงฐปนาหรือปฏิภาคนิมิตน้ัน. สำหรบั องคท เ่ี รยี กวา วจิ ารกเ็ ปน อยา งเดยี วกนั คอื มเี หลอื อยใู นลกั ษณะสขุ มุ มาตง้ั แตแ รก จนกระทง่ั ถงึ ขณะแหง ฐปนา กท็ ำหนา ทรี่ สู กึ อยา งทวั่ ถงึ ในปฏภิ าคนมิ ติ : ทำหนา ทพี่ รอ มกนั กบั วติ กดงั ทเี่ ปน มาแตต น : เปน อนั วา ในขณะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ กย็ งั มวี จิ ารเหลอื อยเู ตม็ สดั เตม็ สว น. ปต นิ นั้ เปน สงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดโ ดย อตั โนมตั ิ ในฐานะทเ่ี ปน ปฏกิ ริ ยิ าอนั ออกมาจากวติ กและ วจิ ารอยา งประปราย ลม ลกุ คลกุ คลานมาตง้ั แตร ะยะเรมิ่ แรก แมใ นขณะแหง อนพุ นั ธนา หรอื ผสุ นากต็ าม. เมอื่ วติ กวจิ ารเปน สงิ่ ทมี่ น่ั คงอยา งละเอยี ดสขุ มุ ยง่ิ ขนึ้ ทกุ ที ปต กิ ย็ งั คงมอี ยอู ยา ง ละเอยี ดสขุ มุ ยงิ่ ขน้ึ ในฐานะทเี่ ปน ปฏกิ ริ ยิ ามาจากวติ กและวจิ ารไปตามเดมิ : ฉะนนั้ ปต จิ งึ มอี ยู ดว ย แมใ นขณะแหง ฐปนา หรอื ปฏภิ าคนมิ ติ . สำหรบั ความสขุ นน้ั เปน สง่ิ ทไี่ มเ คยละจากปต ิ ปญ หาจงึ ไมม คี วามทจี่ ติ เปน ฐปนาหรอื กำหนดอยใู นปฏภิ าคนมิ ติ ไดถ งึ ทส่ี ดุ แนว แนไ มห วน่ั ไหว นน่ั เอง จดั เปน เอกคั คตา. จงึ เปน วา สง่ิ ทง้ั ๕ น้ี ไดเ รมิ่ กอ ตวั ขน้ึ แลว ในขณะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ โดยสมบรู ณ. เมอ่ื จติ ไดอ าศยั ปฏภิ าคนมิ ติ แลว หนว งเอา อปั ปนาสมาธไิ ดอ ยา งสมบรู ณถ งึ ขนั้ ฌานแลว สง่ิ ทง้ั ๕ น้ี จงึ ตงั้ อยใู นฐานะเปน องคแ หง ฌานดว ยกนั และกนั ในคราวเดยี วกนั โดยไม ตองทำการกำหนดนิมิตอีกแตประการใด เพราะองคแหงฌานเขาไปต้ังอยูแทนที่ของนิมิต : คงเหลอื อยแู ตก ารควบคมุ แนว แนไ วเ ฉยๆ ดว ยอำนาจขององคท ง้ั ๕ ทสี่ มงั คกี นั ดแี ลว . เหมอื น นายสารถที เี่ พยี งแตน ง่ั ถอื บงั เหยี นเฉยๆ ในเมอ่ื มา ทล่ี ากรถไดห มดพยศแลว และวง่ิ ไปตามถนนอนั
2 - 84 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ราบรน่ื ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั . ผศู กึ ษาไมพ งึ เขา ใจวา องคท ง้ั ๕ นี้ เปน ความคดิ นกึ ทต่ี อ งทำอยู ดว ยเจตนา แตล ะอยา งๆ : โดยทแี่ ทม นั เปน เพยี งผลของการปฏบิ ตั ทิ ไ่ี ดท ำมาอยา งถกู ตอ งจนเขา รปู แลว กย็ อ มเปน ไปไดเ องโดยไมม เี จตนา เหมอื นการกระทำของนายสารถที ก่ี มุ บงั เหยี นอยเู ฉยๆ แมไ มม เี จตนาในขณะนน้ั สงิ่ ตา งๆ กเ็ ปน ไปดว ยดี ครบถว นเตม็ ตามความประสงค. องคฌ าน กำจดั นวิ รณไ ดอ ยา งไร ในการที่จะเขาใจวาองคฌานองคหนึ่งๆ จะสามารถกำจัดนิวรณแตละอยางๆ ได อยา งไรนน้ั จำเปน จะตอ งศกึ ษาใหท ราบวา องคฌ านองคไ หนมลี กั ษณะตรงกนั ขา มกบั นวิ รณ ขอ ไหน. ขอ นอี้ าจจะพจิ ารณาดไู ดด ว ยเหตผุ ลธรรมดา คอื : สง่ิ ทเี่ รยี กวา วติ ก ไดแ กก ารกำหนดอารมณอ นั ใดอนั หนงึ่ อยู : ถา สงิ่ นม้ี อี ยู นวิ รณท ม่ี ี อาการตรงกนั ขา ม เชน อทุ ธจั จะกกุ กจุ จะ กย็ อ มมขี น้ึ ไมไ ด แมท ส่ี ดุ แตก ามฉนั ทะ กย็ งั มขี นึ้ ไม ได เพราะจติ กำลงั ตดิ อยกู บั อารมณข องสมาธิ. สง่ิ ทเ่ี รยี กวา วจิ าร กเ็ ปน อยา งเดยี วกนั : เมอ่ื วจิ ารมอี ยู กห็ มายถงึ มกี ารทำงานอยา ง ใดอยา งหนงึ่ อยใู นตวั มนั เอง ไมล งั เลในการทำ, สง่ิ ทเ่ี รยี กวา วจิ กิ จิ ฉายอ มระงบั ไปโดยตรง, แมส งิ่ ทเี่ รยี กวา กามฉนั ทะหรอื อน่ื ๆ กย็ อ มระงบั ไปโดยออ ม. สง่ิ ทเี่ รยี กวา ปต ิ และ สขุ นน้ั เปน ขา ศกึ ตอ พยาบาทและถนี มทิ ธะอยแู ลว โดยธรรมชาติ และยงั สามารถระงบั กามฉนั ทะ เพราะเหตทุ ม่ี อี ารมณต า งกนั แมว า อาการจะคลา ยกนั คอื ปต แิ ละสขุ นน้ั ปรารภธรรมหรอื อาศยั ธรรมเปน กำลงั ; สว นกามฉนั ทะ อาศยั วตั ถกุ ามเปน อารมณ หรือเปนกำลัง. สำหรบั สง่ิ ทเี่ รยี กวา เอกคั คตา นนั้ ยอ มเปน ทรี่ ะงบั ของนวิ รณท วั่ ไป. ทงั้ หมดน้ี เปน เครอ่ื งแสดงใหเ หน็ สบื ไปอกี กวา องคแ หง ฌานแตล ะองคๆ นอกจาก จะเปน ขา ศกึ ตอ นวิ รณอ ยา งหนงึ่ ๆ โดยเฉพาะแลว ยงั เปน ขา ศกึ ตอ นวิ รณโ ดยสว นรวม ตามมาก ตามนอ ย เพราะฉะนนั้ ทงั้ ๒ ฝา ย จงึ มอี ยพู รอ มกนั ไมไ ด เหมอื นความมดื กบั แสงสวา ง มี อยพู รอ มกนั ไมไ ดโ ดยธรรมชาติ ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ .
2 - 85 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ องคฌ าน กำจดั นวิ รณเ มอื่ ไร สำหรบั ทางพฤตนิ ยั นนั้ นวิ รณเ รม่ิ ระงบั ไปตง้ั แตข ณะแหง อปุ จารสมาธิ คอื ตง้ั แต ฌานยงั ไมป รากฏ. ครนั้ ถงึ ขณะแหง ฌานหรอื อปั ปนาสมาธิ องคแ หง ฌานทงั้ ๕ จงึ ปรากฏ ขนึ้ โดยสมบรู ณท งั้ ๕ องค : นเี้ ปน การแสดงอยใู นตวั แลว วา องคแ หง ฌานองคห นงึ่ ๆ หา จำตอ งทำหนา ทปี่ ราบนวิ รณท เี่ ปน คปู รบั อยา งหนง่ึ ๆ เปน คๆู ไปโดยเฉพาะไม; หรอื วา องค แหง ฌานตอ งพรอ มกนั ทกุ องค คอื เปน อปั ปนาสมาธเิ สยี กอ น จงึ อาจจะละนวิ รณไ ด กห็ าไม. ตามพฤตนิ ยั ทเ่ี ปน จรงิ นนั้ นวิ รณท ง้ั หลายเรม่ิ ถอยหลงั ตงั้ แตข ณะแหง การกำหนดบรกิ รรมนมิ ติ และไมป รากฏใหเ หน็ ตง้ั แตใ นขณะอคุ คหนมิ ติ เพราะถา นวิ รณม อี ยู สง่ิ ทเ่ี รยี กวา อคุ คหนมิ ติ กเ็ กดิ ขนึ้ ไมไ ด. ครนั้ ตกมาถงึ ขณะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ นวิ รณก ก็ ลายเปน สงิ่ ทหี่ มดกำลงั ทง้ั ท่ี องคแ หง ฌานยงั ไมป รากฏอยา งชดั แจง ครบทง้ั ๕ องค และสมาธกิ ย็ งั เปน เพยี งอปุ จารสมาธิ อยู. ครน้ั องคแ หง ฌานปรากฏชดั แจง มน่ั คงทง้ั ๕ องค คอื เปน อปั ปนาสมาธหิ รอื ฌานแลว นวิ รณก เ็ ปน อนั วา ขาดสญู ไป ตลอดเวลาทอ่ี ำนาจของฌานยงั คงมอี ยู หรอื เหลอื อยแู ตร อ ง รอยกลา วคอื สขุ อนั เกดิ จากฌาน. ฉะนน้ั สง่ิ ทค่ี วรกำหนดสำหรบั การศกึ ษาตอ ไปกค็ อื ความ เปน สมาธิ ๒ อยา ง; สมาธิ ๒ อยา ง สงิ่ ทเ่ี รยี กวา สมาธิ ทแ่ี ทจ รงิ นนั้ พอทจ่ี ะแบง ไดเ ปน ๒ อยา งคอื อปุ จารสมาธิ และ อปั ปนาสมาธ.ิ อปุ จารสมาธิ แปลวา สมาธขิ น้ั ทเ่ี ขา ไปใกล กลา วคอื สมาธทิ เี่ ฉยี ดความเปน ฌาน. อปั ปนาสมาธิ แปลวา สมาธแิ นว แนค อื สมาธขิ นั้ ทเ่ี ปน ฌาน. สว นสมาธใิ นขณะเรมิ่ แรก เชน ในขณะแหง คณนาและอนพุ นั ธนาเปน ตน ยงั ไมใ ชส มาธแิ ท. อยา งจะเรยี กไดก เ็ รยี ก ไดว า บรกิ รรมสมาธิ คอื เปน เพยี งสมาธใิ นขณะแหง บรกิ รรม หรอื การเรม่ิ กระทำ ยงั ไมใ ห ผลอนั ใดตามความมงุ หมายของคำวา สมาธิ ในทน่ี จี้ งึ เวน เสยี : คงนบั แตเ ปน สมาธเิ พยี ง ๒ อยา ง ดงั กลา วแลว .
2 - 86 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เปรยี บเทยี บสมาธิ ๒ การเปรยี บเทยี บระหวา งอปุ จารสมาธิ กบั อปั ปนาสมาธิ จะชว ยใหเ ขา ใจสมาธทิ งั้ ๒ ดขี นึ้ คอื เมอ่ื กลา วโดยผล อปุ จารสมาธเิ ปน อปุ จารภมู ิ ตง้ั อยใู นขน้ั ทเี่ ฉยี ดตอ ฌาน ไมข น้ึ ไป ถงึ ฌาน ไมเ ขา ไปถงึ ฌาน ตง้ั อยไู ดเ พยี งเขตอปุ จาระของฌาน คอื รอบๆ. สว น อปั ปนาสมาธิ นนั้ ตง้ั อยใู นฐานะเปน ปฏลิ าภภมู ิ คอื การไดเ ฉพาะซง่ึ ความเปน ฌาน. ถา เปรยี บกบั การไป ถงึ หมบู า น : อยา งแรกกถ็ งึ เขตบา น, อยา งหลงั กถ็ งึ ใจกลางบา น; แตก เ็ รยี กวา ถงึ บา นดว ย กันท้ังน้ันน้ีอยางหน่ึง. อกี อยา งหนง่ึ เมอ่ื กลา วโดยการกระทำหรอื กรรมวธิ ี อปุ จารสมาธเิ กดิ ในขณะทพี่ อสกั วา นวิ รณไ มป รากฏ หรอื ในขณะทจ่ี ติ ละจากนวิ รณเ ทา นนั้ ; สว นอปั ปนาสมาธจิ ะเกดิ ตอ เมอื่ องคแ หง ฌานปรากฏชดั ครบถว นทกุ ๆ องคจ รงิ ๆ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ คอื องคเ อกคั คตา. น้ี เปน เครอื่ งแสดงวา การละไปแหง นวิ รณก บั การปรากฏแหง องคท งั้ ๕ ของฌานนนั้ ไมจ ำเปน ตอ งมขี ณะเดยี วกนั แท. ขอ แตกตา งอกี อยา งหนงึ่ กค็ อื อปุ จารสมาธิ หรอื สมาธเิ ฉยี ดฌานนนั้ มกี ารลม ๆ ลกุ ๆ เหมอื นเดก็ สอนเดนิ เพราะองคแ หง ฌานปรากฏบา งไมป รากฏบา ง, ปรากฏแลว กลบั หายไป บา ง, แลว กลบั มาใหม แลว กลบั หายไปอกี บา ง, ดงั นเ้ี รอ่ื ยๆ ไป. สว นในขณะแหง อปั ปนาสมาธิ นน้ั องคแ หง ฌานปรากฏครบถว นอยา งมน่ั คง สมาธจิ งึ มน่ั คงเหมอื นการยนื หรอื การเดนิ ของ คนทโ่ี ตแลว ยอ มไมล ม ๆ ลกุ ๆ เหมอื นเดก็ ทสี่ อนเดนิ ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ . ถา จะระบใุ หช ดั แจง ลงไปอกี กก็ ลา วไดว า เมอื่ การเจรญิ อานาปานสตดิ ำเนนิ มาถงึ ขนั้ ทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏแลว ความเปน สมาธใิ นขณะนนั้ เรยี กวา อปุ จารสมาธอิ ยา งสมบรู ณ ในขณะนจี้ ติ มปี ฏภิ าคนมิ ติ นน้ั เอง สำหรบั กำหนดเปน อารมณ. องคแ หง ฌานยงั ไมป รากฏ ครบทงั้ ๕ หรอื ปรากฏอยา งลม ๆ ลกุ ๆจติ จงึ ยงั ไมอ าจจะเลอ่ื นจากปฏภิ าคนมิ ติ ไปกำหนดท่ี องคแ หง ฌานได เรยี กวา ยงั ไมส ามารถยกจติ ขน้ึ สอู งคแ หง ฌาน จงึ ยงั ไมแ นว แนถ งึ ขนาดที่ เปน อปั ปนาสมาธิ. ครน้ั การปฏบิ ตั ดิ ำเนนิ ไป จนกระทง่ั ผปู ฏบิ ตั สิ ามารถหนว งความรสู กึ ใน องคฌ านทง้ั ๕ ใหป รากฏชดั อยู มอี งคฌ านทง้ั ๕ กำหนดเปน อารมณ แทนการกำหนดปฏภิ าค นมิ ติ โดยแนน อนแลว สงิ่ ทเ่ี รยี กวา อปั ปนาสมาธกิ เ็ กดิ ขน้ึ และสำเรจ็ เปน ฌาน มคี วามรสู กึ อยู
2 - 87 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ในองคท ง้ั ๕ พรอ มกนั ไปในคราวเดยี วกนั โดยไมม คี วามคดิ นกึ อยา งอน่ื ใด ดงั ทก่ี ลา วมาแลว ขางตน. ขอ สำคญั มอี ยตู รงทจ่ี ะตอ งรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ ไวอ ยา งมน่ั จนกวา จติ จะหนว งไปสู องคฌ านไดส ำเรจ็ . ถา ปฏภิ าคนมิ ติ เลอื นลบั ไป จติ กไ็ มส ามารถจะอาศยั เพอ่ื หนว งองคฌ าน หรอื ความรสู กึ ทง้ั ๕ ประการนน้ั ใหเ กดิ ขน้ึ ได. กลา วอกี ทางหนง่ึ กค็ อื จะหนว งเอาองคฌ าน ทงั้ ๕ ได กใ็ นขณะทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ ยงั คงปรากฏอยอู ยา งมนั่ คง. หรอื กลา วอกี อยา งหนง่ึ กค็ อื จะทำจติ ใหเ ปน อปั ปนาสมาธไิ ด กด็ ว ยการหนว งในองคฌ านทง้ั ๕ ทำใหป รากฏขน้ึ ในขณะที่ จติ กำลงั เปน อปุ จารสมาธิ อยา งมน่ั คงอยนู น่ั เอง; เพราะฉะนน้ั ปฏภิ าคนมิ ติ จงึ เปน สงิ่ สำคญั ทตี่ อ งประคบั ประคองเอาไวใ นขณะแหง อปุ จารสมาธิ ตลอดไป แมจ ะเปน เวลากวี่ นั กเี่ ดอื น หรือแมกี่ป : ถาตองประสงคจะไดฌาน ก็ตองพยายามประคับประคองดวยความพยายาม ไมห มดมานะ จนกวา จะลถุ งึ อปั ปนาสมาธหิ รอื ฌานนน้ั . ทา นสอนใหท ำในใจในระยะนใ้ี ห เปน พเิ ศษ โดยใหก ารอปุ มาวา ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ ใหเ ปน ไปจนตลอดรอดฝง เหมอื น นางแกว ทอี่ มุ ครรภบ คุ คลทจี่ ะเกดิ มาเปน พระเจา จกั รพรรดิ ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั . เราจะสงั เกตเหน็ ไดว า ยงั ไมเ คยมกี ารกำชบั อยา งหนงึ่ อยา งใดในการทำสมาธิ หรอื กำชบั มากอยา งจรงิ จงั เหมอื นกบั การกำชบั กนั ในตอนน้.ี ปฏภิ าคนมิ ติ เหมอื นกบั การตงั้ ครรภ และจะคลอดออกเปน ฌาน. ถา ทำไมด ี กต็ ายในครรภ จะตอ งรอจนกวา จะตงั้ ครรภ ใหมย อ มเสยี เวลา หรอื ถา ถงึ กบั ตายกนั ทงั้ แมท ง้ั ลกู คอื เลกิ การทำสมาธเิ สยี เลย กเ็ ปน อนั ลม เหลวหมด. เพราะฉะนน้ั ปฏภิ าคนมิ ติ จงึ เปน สงิ่ ทต่ี อ งประคบั ประคองไวใ หด เี พอ่ื ใหเ ปน ทม่ี นั่ เปน บาทฐาน เพอื่ หนว งเอาองคฌ าน จนกวา องคแ หง ฌานทงั้ ๕ จะตงั้ ลงอยา งมน่ั คง หรอื ปรากฏอยอู ยา งแจม ชดั เปน อปั ปนาสมาธิ คอื ฌาน. การอาศัยปฏิภาคนิมิต เพ่ือหนวงเอาฌาน การหนว งองคแ หง ฌานใหป รากฏขน้ึ โดยสมบรู ณ โดยมปี ฏภิ าคนมิ ติ เปน บาทฐาน นน้ั เปน งานทปี่ ระณตี ทสี่ ดุ หรอื เปน กรรมวธิ ตี อนทปี่ ระณตี สขุ มุ ทส่ี ดุ ของการทำกมั มฏั ฐาน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 642
Pages: