2 - 88 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทงั้ หมด คอื รวมทง้ั ฝา ยสมถะและวปิ ส สนา. มนั เหมอื นกบั งานฝม อื ทลี่ ะเอยี ด : จะทำแรงไป กไ็ มไ ด เบาไปกไ็ มไ ด แนน ไปกไ็ มไ ด หลวมไปกไ็ มไ ด ชา เกนิ ไปกไ็ มไ ด เรว็ เกนิ ไปกไ็ มไ ด ดว ย เจตนาทร่ี นุ แรงกไ็ มไ ด ดว ยเจตนาทเ่ี ฉอ่ื ยชากไ็ มไ ด จะวา เตม็ สำนกึ กไ็ มใ ช ไรส ำนกึ กไ็ มใ ช และอะไรๆ กล็ ว นแตจ ะตอ งพอเหมาะพอดี และออกจะเปน อตั โนมตั ิ คอื ดำเนนิ ไปไดง า ยโดย ตวั มนั เองในเมอื่ สง่ิ ตา งๆ ไดด ำเนนิ ไปโดยถกู วธิ ;ี และจะตดิ ตนั หรอื ลม เหลว ไมม ที างทเี่ ปน ไปไดใ นเมอื่ สง่ิ ตา งๆ ไมเ ปน ไปอยา งเหมาะสมหรอื ไมถ กู วธิ เี ชน กนั . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งทำงาน ๒ อยา งพรอ มกนั คอื การตง้ั อยใู นปฏภิ าคนมิ ติ และ การหนว ง ใหค วามรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ านทง้ั ๕ ปรากฏ และเดนขน้ึ มาๆ จนสมบรู ณแ ละมน่ั คง สำหรบั การตง้ั อยใู นปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ สำเรจ็ ไดด ว ยการทไ่ี ดท ำมาอยา งเคยชนิ ในการคมุ ปฏภิ าคนมิ ติ ใหต งั้ อยอู ยา งแนว แนม าแลว จรงิ ๆ ซงึ่ จะตอ งกนิ เวลาเปน สปั ดาหๆ มาแลว จงึ จะอยใู นลกั ษณะ ทม่ี น่ั คงพอทจี่ ะใชเ ปน บาทฐานใหจ ติ หนว งเหนยี่ วเอาองคฌ านใหบ รบิ รู ณไ ด. บางคนอาจ จะเปน เดอื นๆ เปน ปๆ หรอื ลม เหลวในทสี่ ดุ คอื ทำสมาธไิ มส ำเรจ็ เปน อปั ปนาสมาธิ เพราะ เหตทุ อี่ ปุ นสิ ยั ไมอ ำนวย หรอื เพราะเหตใุ ดกต็ าม เขาจะตอ งผละจากการทำสมาธิ ไปสกู าร ทำวปิ ส สนาตามลำดบั ไป เพอื่ การบรรลผุ ลประเภททไ่ี มต อ งเกยี่ วกบั อปั ปนาสมาธิ. สว นบคุ คลผมู อี ปุ นสิ ยั หรอื ความเหมาะสมนนั้ อาจจะประสบความสำเรจ็ ตา งกนั ไปตาม ลำดบั ๆ คอื หนว งเอาองคแ หง ฌานใหเ กดิ ขนึ้ ไดเ ปน ฌานตามลำดบั แลว จงึ ทำวปิ ส สนาดว ย สมาธทิ เ่ี ขม แขง็ และสมบรู ณเ ชน นนั้ ไดผ ลเปน เจโตวมิ ตุ ติ ในขณะทพี่ วกโนน ไดร บั ผลเปน ปญ ญา- วมิ ตุ ตลิ ว นๆ. ฉะนนั้ ผสู นใจในอปั ปนาสมาธิ จะตอ งมคี วามพยายามมากเปน พเิ ศษ. ตลอดเวลา ทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ ยงั ไมเ ปน อปุ การะ แกอ ปั ปนาสมาธอิ ยเู พยี งใด เขาจะตอ งประคบั ประคองมนั อยา งยง่ิ อยเู พยี งนนั้ โดยไมย อมทอ ถอย นเ้ี รยี กวา การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ ในระยะแหง อปุ จาร- สมาธิ จนกวา จะเกดิ อปั ปนาสมาธิ. การรักษาปฏิภาคนิมิต ในระยะแหง การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ ทเ่ี พงิ่ ไดม าใหมๆ เพอ่ื การเกดิ อปั ปนาสมาธนิ ี้ ใน
2 - 89 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทางภายนอก มกี ารแนะใหใ ชว ตั ถอุ ปุ กรณต า งๆ เพอ่ื สะดวกในการปฏบิ ตั ยิ งิ่ ขนึ้ เชน ใชร องเทา เพอื่ อยา ใหเ สยี เวลาชกั ชา หรอื ฟงุ ซา น ในการทจี่ ะตอ งมวั นงั่ ลา งเทา ในเมอื่ เทา เปอ น หรอื เทา เปน อะไรขน้ึ มาในขณะนน้ั ซงึ่ ลว นแตท ำจติ ใหฟ งุ ซา น ไมส ามารถประคบั คองปฏภิ าคนมิ ติ ให ประณตี สขุ มุ ตดิ ตอ กนั . ในบางกรณแี นะใหใ ชไ มเ ทา เพอ่ื ใหม กี ารยนื ทสี่ บาย เพอ่ื ใหม กี ารเดนิ ทสี่ ะดวกและมน่ั คง ซงึ่ ลว นแตอ ำนวยความสะดวกแกก ารประคบั ประคองปฏภิ าคนมิ ติ ดว ยกนั ทงั้ นน้ั ดงั นเ้ี ปน ตวั อยา ง. พรอ มกนั นนั้ กค็ วรจะมกี ารสำรวจ หรอื ปรบั ปรงุ หรอื ระมดั ระวงั ใหส ปั ปายธรรมทง้ั ๗ ไดเ ปน ไปอยา งดที สี่ ดุ อกี ครง้ั หนง่ึ คอื ความสะดวกสบายเหมาะสม เนอ่ื งดว ยอาวาส โคจร กถา บคุ คล อาหาร ฤดู และอริ ยิ าบถ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน นน่ั เอง เพอื่ ความเหมาะสมในการเปน อยขู องบคุ คลผปู ระคบั ประคองปฏภิ าคนมิ ติ ใหถ งึ ทสี่ ดุ จรงิ ๆ. การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ เปน สงิ่ ทจ่ี ะตอ งทำเรอื่ ยไปในฐานะทเ่ี ปน ตวั การปฏบิ ตั โิ ดยตรง ในขณะน้ี และดเู ปน กจิ ทนี่ า เบอื่ หนา ย. เพอ่ื ปลกู ฉนั ทะ คอื ความพอใจ หรอื เพมิ่ กำลงั ใจใน เรอื่ งน้ี ควรทำความเขา ใจในเรอ่ื งนใ้ี หเ พยี งพออยเู สมอ โดยเฉพาะในขอ ทส่ี งิ่ เหลา นต้ี อ งสมั พนั ธ กนั อยา งไร จงึ จะเกดิ มคี วามสำเรจ็ ในการบรรลฌุ านโดยเฉพาะ. ความสมั พนั ธก นั ในระหวา งธรรมเหลา น้ี คอื : ก. ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏขนึ้ ทำใหน วิ รณร ำงบั ไป สว นอปั ปนาสมาธยิ งั ลม ๆ ลกุ ๆ อยู จนกวาจะหนวงเอาองคฌานไดโดยสมบูรณ. ข. เมอ่ื นวิ รณร ำงบั ไป องคแ หง ฌานจงึ ปรากฏขนึ้ และจะตอ งทำใหช ดั ขนึ้ จนสมบรู ณ ทง้ั ๕ องค โดยอาศยั ปฏภิ าคนมิ ติ เปน หลกั และมอี งคฌ านทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ เปน อารมณ. ค. เมอ่ื องคแ หง ฌานปรากฏโดยสมบรู ณ อปั ปนาสมาธติ ง้ั ลงอยา งสมบรู ณค อื บรรลุ ถึงฌานข้ันแรก. น้ีทำใหเห็นไดวา กิจที่จะตองทำอยางยิ่งในขณะน้ีก็คือ การรักษาหรือการประคับ ประคองปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ ใหม นั่ คงอยตู ลอดเวลา พรอ มๆ กนั กบั การหนว งเอาองคฌ านมา เพอื่ ใหเกิดอัปปนาสมาธ.ิ
2 - 90 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ การเรงใหเกิดอัปปนาสมาธิ อุบายวิธีท่ีเปนการสนับสนุนใหเกิดอัปปนาสมาธิโดยเร็ว ในระยะแหงการรักษา ปฏภิ าคนมิ ติ นน้ั เรยี กกนั ดว ยคำทไ่ี พเราะวา อปั ปนาโกศล แปลวา ฉลาดในการสรา งอปั ปนาสมาธิ ทา นแนะไวเ ปน ๑๐ อยา ง คอื :- ๑. ทำวตั ถอุ ปุ กรณท แี่ วดลอ มใหเ หมาะสมยงิ่ ขนึ้ , ๒. ปรบั ปรงุ อนิ ทรยี ท งั้ ๕ ใหม กี ำลงั เทา กนั , ๓. ฉลาดในเรอ่ื งของนมิ ติ , ๔. ประคองจติ โดยสมยั ทค่ี วรประคอง, ๕. ขม จติ โดยสมยั ทคี่ วรขม , ๖. ปลอบจติ โดยสมยั ทค่ี วรปลอบ, ๗. คมุ จติ โดยสมยั ควรคมุ , ๘. เวน คนและสง่ิ ทโี่ ลเล, ๙. คบคนมนั่ คง, ๑๐. การคอยนอ มจติ ไปตามความเหมาะสมแกจ งั หวะ๑๐ อบุ ายวธิ ที งั้ ๑๐ ประการนี้ รวมเรยี กวา อปั ปนาโกสล เพราะมคี วามมงุ หมายตรงกนั หมด คอื เปน อบุ ายหรอื ความฉลาดในการเรง รดั จติ ใหก า วไปสคู วามเปน อปั ปนา เปน การ บม นสิ ยั หรอื อนิ ทรยี ใ หแ กก ลา ถงึ ทส่ี ดุ พรอ มกนั ไปในตวั . อปั ปนาโกสลน้ี มผี ลนอกจากทำความ สำเรจ็ ในการทำสมาธแิ ลว ยงั มผี ลเพอื่ การปฏบิ ตั อิ ยา งอนื่ ทวั่ ๆ ไป แมก ระทง่ั ในขนั้ แหง วปิ ส สนา อนั เปน ระยะสดุ ทา ย เมอื่ อปั ปนาโกสลในขนั้ รกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ และการหนว งเอาองคฌ าน เปน ไปดว ยดแี ลว ผลทเี่ กดิ ขนึ้ กค็ อื อปั ปนาสมาธิ หรอื การบรรลฌุ าน. การบรรลฌุ าน ลำดบั ของการปฏบิ ตั ิ ในขนั้ ทเ่ี ปน การบรรลถุ งึ ฌานน้ี ควรจะไดย อ นไปทำความเขา ใจ ตงั้ แตข น้ั ทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏขน้ึ มาตามลำดบั อกี ครงั้ หนงึ่ เพอ่ื ความเขา ใจงา ยในขนั้ นี้ : ๑๐ วสิ ทุ ธมิ รรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑๐๔-๑๒๑.
2 - 91 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เมอ่ื ปฏภิ าคนมิ ติ จะปรากฏ มสี งิ่ ใหส งั เกตลว งหนา ได คอื อคุ คหนมิ ติ ในขณะนนั้ แจม ใสยงิ่ ขน้ึ ; จติ รสู กึ สงบยง่ิ ขน้ึ ; รสู กึ สบายใจหรอื พอใจในการกระทำนน้ั มากยงิ่ ขน้ึ ; ความ เพยี รเปน ไปโดยสะดวก แทบจะไมต อ งใชค วามพยายามอะไรเลย; ลกั ษณะเหลา นแ้ี สดงวา ปฏิภาคนิมิตจะปรากฏ. ครนั้ ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏแลว ตอ งระมดั ระวงั ในการรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ โดยนยั ดงั ทกี่ ลา ว มาแลว ขา งตน เปน ระยะยาวตามสมควร. แมว า ในขณะนน้ี วิ รณจ ะระงบั ไป ไมป รากฏกจ็ รงิ แตอ ปั ปนาสมาธยิ งั ลม ๆ ลกุ ๆ อยู เพราะองคฌ านยงั ไมป รากฏแนน แฟน โดยสมบรู ณ. ผปู ฏบิ ตั ิ จะตอ งดำรงตนอยอู ยา งสม่ำเสมอ ในลกั ษณะแหง อปั ปนาโกสล ๑๐ ประการ ดงั ทกี่ ลา วแลว เพอื่ เปน การเรง รดั อปั ปนาสมาธใิ หป รากฏตอ ไป. ผปู ฏบิ ตั หิ นว งจติ ใหล ถุ งึ อปั ปนาสมาธไิ ด ดว ยการหนว งความรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ านทง้ั ๕ ประการ ใหป รากฏขน้ึ ในความรสู กึ แจม ชดั สมบรู ณ และตงั้ อยอู ยา งแนน แฟน . เมอื่ องคฌ านตง้ั มนั่ ทง้ั ๕ องคแ ลว ชอื่ วา ลถุ งึ อปั ปนาสมาธิ หรอื กลา วอกี นยั หนง่ึ กค็ อื การได ฌานในอนั ดบั แรก ซง่ึ เรยี กวา ปฐมฌาน. ทา นผสู นใจลกั ษณะความสมบรู ณข องปฐมฌาน ๒๐ ประการพงึ ดไู ดจ ากหนงั สอื อานาปานสตภิ าวนา ของพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ . ภาวะของจิตในขณะแหงฌาน เปนที่ทราบกันแลววา จิตเปนธรรมชาติท่ีตองกำหนดอยูท่ีสิ่งหนึ่งส่ิงใดเปนอารมณ แลว อะไรเลา เปน อารมณใ นขณะทจี่ ติ บรรลฌุ าน ? เพอื่ ความเขา ใจงา ย ควรจะแยกเปน ๒ ระยะ คอื ขณะทจี่ ติ จะบรรลฌุ าน อยา งหนง่ึ ขณะทจี่ ติ ตง้ั อยแู ลว ในฌาน อยา งหนง่ึ . สำหรบั จติ ในขณะทจี่ ะบรรลฌุ านโดยแนน อน ซงึ่ เรยี กวา “โคตรภจู ติ ในฝา ยสมถะ” นนั้ พอทจ่ี ะกลา วไดว า มคี วามเปน อปั ปนาหรอื ฌาน ซงึ่ จะลถุ งึ ขา งหนา เปน อารมณ. สว น จติ ทต่ี งั้ อยแู ลว ในฌานนน้ั อยใู นสภาพทไี่ มค วรจะกลา ววา มอี ะไรเปน อารมณ แตถ า จะกลา ว กก็ ลา ววา มอี งคแ หง ฌานทป่ี รากฏชดั เจนโดยสมบรู ณแ ลว นนั้ เองเปน อารมณ เพราะมคี วาม รสู กึ ทเ่ี ปน องคแ หง ฌานนนั้ ปรากฏอย.ู แตข อ นยี้ งั มใิ ชป ญ หาสำคญั ในการการปฏบิ ตั ิ เพราะ วา มนั เปน สงิ่ ทเ่ี ปน ไปไดเ อง. ปญ หาสำคญั ของเราอยตู รงทวี่ า :-
2 - 92 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ในขณะที่จิตลุถึงฌานนั้น มีอะไรเปนอารมณ และมีการเก่ียวของกับอารมณนั้น ใน ลกั ษณะอยา งไร ? ซงึ่ จะไดว นิ จิ ฉยั สบื ไป. ดังท่ีไดกลาวแลววา จิตในขณะท่ีกำลังจะลุถึงฌานน้ี มีการหนวงตออัปปนาสมาธิ จงึ มี ความเปน อปั ปนานน่ั เอง เปน อารมณข องการหนว ง. นที้ ำใหเ หน็ ไดว า มไิ ดม กี ารกำหนด อารมณน น้ั ในฐานะทเี่ ปน นมิ ติ ดงั ทเี่ คยกระทำกนั มาแลว แตก าลกอ น กลา วคอื ในขณะแหง บรกิ รรมนมิ ติ อคุ คหนมิ ติ และแมป ฏภิ าคนมิ ติ ; ฉะนนั้ จงึ ถอื เปน หลกั อนั สำคญั สำหรบั การ ศกึ ษาในขนั้ นวี้ า ธรรม ๓ คอื นมิ ติ ลมหายใจออก และลมหายใจเขา ทงั้ ๓ นมี้ ไิ ดต งั้ อยใู น ฐานะเปน อารมณแ หง เอกคั คตาจติ หรอื แมจ ติ ทกี่ ำลงั จะเปน เอกคั คตา; แตถ งึ กระนนั้ ธรรม ทงั้ ๓ น้ี กย็ งั คงปรากฏดว ยอำนาจของสตอิ ยนู นั่ เอง ทงั้ จติ กไ็ มฟ งุ ซา น ทง้ั ความเพยี รกป็ รากฏ หรอื เปน ไปอยู และผปู ฏบิ ตั กิ ส็ ามารถทำประโยคใหส ำเรจ็ จนลถุ งึ คณุ พเิ ศษทตี่ นประสงค และ นค้ี อื หวั ขอ ทต่ี อ งทำความเขา ใจ หรอื ทอี่ ยใู นลกั ษณะทพี่ อจะเรยี กไดว า เปน “กลเมด็ ทเี่ กย่ี ว กับการบรรลุฌาน” ผูศึกษาพึงสังเกตใหเห็น ใจความสำคัญของหลักท่ีกลาวแลว ซึ่งมีอยูวาในขณะน้ี นมิ ติ กต็ าม ลมหายใจออกกต็ าม ลมหายใจเขา กต็ าม มไิ ดเ ปน อารมณข องจติ แตก ย็ งั คงปรากฏ อยนู ี้ ขอ หนง่ึ ; และอกี ขอ หนงึ่ คอื แมม ไิ ดม กี ารกำหนดสง่ิ เหลา นน้ั เปน อารมณ จติ กไ็ มฟ งุ ซา น. ความพยายามทำกป็ รากฏอยู. ตวั ประโยค กลา วคอื ตวั การกระทำ กด็ ำเนนิ ไปอยู จนกระทงั่ เปน สมาธิ ดงั น.ี้ นกึ ดแู ลว มนั จะเปน ไปไดอ ยา งไรกนั ? ปญ หายอ มจะเกดิ ขนึ้ วา นมิ ติ และ ลมหายใจจะปรากฏแกจ ติ ไดอ ยา งไร ในเมอื่ ไมไ ดต งั้ อยใู นฐานะเปน อารมณข องจติ ? ความ พยายามและความดำเนนิ ไปของภาวนา จะมไี ดอ ยา งไร ในเมอื่ จติ สงบไมม พี ฤตหิ รอื ความหวนั่ ไหวแตอ ยา งใด ? นแ่ี หละ คอื ความหมายของคำทก่ี ลา ววา ถา เปน ไปได กต็ อ งเปน ไปในลกั ษณะ ทเ่ี ปน กลเมด็ หรอื เปน เคลด็ ลบั . แตท แี่ ทจ รงิ นนั้ หาไดเ ปน กลเมด็ หรอื เคลด็ ลบั อยา งใดไม มนั เพยี งอาการของการกระทำทแ่ี ยบคายทส่ี ดุ ตามแบบของจติ ทฝ่ี ก แลว ถงึ ทส่ี ดุ และเปน ไปได โดยกฎธรรมดา หรอื ตามธรรมชาตนิ นั่ เอง. ถา ไมม กี ารสงั เกตหรอื การศกึ ษาทเ่ี พยี งพอ กด็ ู คลา ยกบั วา เปน สงิ่ ทเ่ี ปน ไปไมไ ด. การอธบิ ายสง่ิ ทอ่ี ธบิ ายดว ยคำพดู ตรงๆ ไมไ ด หรอื ไดก ม็ ี ความยากลำบากเกนิ ไปนนั้ ทา นนยิ มใหท ำการอธบิ ายดว ยการทำอปุ มา; พอผฟู ง เขา ใจ
2 - 93 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ความหมายของอปุ มาแลว กเ็ ขา ใจความหมายของตวั เรอ่ื ง ซง่ึ เปน ตวั อปุ มยั ไดท นั ท.ี ในทน่ี ้ี กจ็ ำเปน จะตอ งใชว ธิ กี ารอนั นน้ั กลา วคอื การทำอปุ มาดว ยการเลอ่ื ยไมอ กี ตามเคย :- คนๆ หนง่ึ กำลงั เลอื่ ยไมอ ยู ซง่ึ หมายความวา ฟน เลอ่ื ยกำลงั กนิ เนอ้ื ไมอ ย.ู สงิ่ ท่ี จะตอ งสงั เกตเพอ่ื ทำความเขา ใจกค็ อื เขามไิ ดม องตรงไปทฟ่ี น เลอ่ื ยกนิ เนอื้ ไมเ ลย เขามไิ ดส นใจ ทต่ี รงนนั้ แตส ตกิ ป็ รากฏอยชู ดั เจน วา เขากำลงั เลอื่ ยไมอ ย;ู ทงั้ นกี้ ม็ ใิ ชอ ะไรอนื่ แตเ ปน เพราะอำนาจของฟน เลอ่ื ยทกี่ ำลงั กนิ เนอื้ ไมน น่ั เองใหค วามรสู กึ แกเ ขา. พงึ สงั เกตวา :- ๑. ทำไมเขาจงึ รสู กึ ตวั อยวู า เขากำลงั เลอื่ ยไม ทงั้ ๆ ทเ่ี ขามไิ ดส นใจตรงทฟ่ี น เลอื่ ยกำลงั กนิ เนอื้ ไมอ ยโู ดยเฉพาะ; ๒. ขอ ถดั ไปกค็ อื ฟน เลอ่ื ยยอ มเดนิ ไปเดนิ มาตามการชกั ของบคุ คลผเู ลอื่ ย แตส งิ่ ทเี่ รยี ก วา “ความแนว แน” ในการเลอื่ ยกย็ งั มอี ยู ทง้ั ทเ่ี ลอื่ ยมอี าการวงิ่ ไปวงิ่ มา. ขอ นพี้ งึ ตงั้ ขอ สงั เกต วา “ความแนว แน” มนั ปรากฏไดอ ยา งไร ในเมอื่ การเคลอ่ื นไหวไปเคลอ่ื นไหวมากป็ รากฏอย;ู ๓. ขอ ถดั ไปกค็ อื ความพยายามกระทำของบคุ คลนนั้ กม็ อี ยโู ดยมไิ ดม คี วามสนใจตรง ทฟ่ี น เลอื่ ยกนิ ไม หรอื มไิ ดส นใจแมแ ตใ นความพยายามทต่ี นกำลงั พยายามอย,ู แมส ตกิ ม็ ไิ ดป รากฏ อยา งเดน ชดั รนุ แรงในการควบคมุ ความพยายาม; ความพยายามนน้ั กย็ งั เปน ไปไดเ ตม็ ตามความ ตอ งการ และ ๔. ขอ สดุ ทา ยทค่ี วรสงั เกตกค็ อื แมว า เขาจะหลบั ตาเสยี ในขณะนน้ั ไมก ค็ งขาดไป เรอื่ ยๆ จนกระทงั่ ขาดออกจากกนั ในทสี่ ดุ ซงึ่ ทำใหก ลา วไดว า ประโยคไดเ ปน ไปเอง โดยท่ี บคุ คลนนั้ มไิ ดส นใจฟน เลอ่ื ย ในการแนว แนต อ การเลอ่ื ย ในความพยายามของตน หรอื ในอะไร อน่ื คงมแี ตส ตทิ ค่ี มุ สงิ่ ตา งๆ อยตู ามสมควรเทา นน้ั ; สงิ่ ตา งๆ ซง่ึ ชำนชิ ำนาญ และถกู ปรบั ปรงุ มาดแี ลว ถงึ ขนั้ น้ี กด็ ำเนนิ ไปไดถ งึ ทสี่ ดุ เอง. ทง้ั ๔ ขอ น้ี มอี ปุ มาฉนั ใด ภาวะแหง จติ ในการบรรลฌุ าน กม็ อี ปุ มยั ฉนั นนั้ : ตน ไมเ ทา กบั สงิ่ ทเี่ รยี กวา นมิ ติ หรอื อารมณ; ฟน เลอ่ื ย เทา กบั การหายใจเขา และออก กลา วคอื การที่ ลมหายใจเขา ออก ไดผ า นนมิ ติ หรอื ทกี่ ำหนดผสุ นานนั่ เอง; การทบ่ี รุ ษุ นน้ั ไมด ทู ฟี่ น เลอ่ื ยกย็ งั มสี ตอิ ยไู ด เปรยี บเหมอื นผปู ฏบิ ตั ใิ นขนั้ น้ี แมจ ะไมก ำหนดลมหายใจหรอื กำหนดนมิ ติ อกี ตอ ไป
2 - 94 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กย็ งั คงมสี ตอิ ยไู ด หรอื จะยงิ่ มสี ตใิ นขน้ั ทปี่ ระณตี สงู สดุ ขน้ึ ไปอกี : ฟน เลอื่ ยทเ่ี คลอื่ นไปเคลอื่ น มากป็ รากฏชดั อยู แตเ ขาไมไ ดส นใจเลย. นเ้ี ทา กบั ขอ ทผี่ ปู ฏบิ ตั กิ ย็ งั มกี ารหายใจอยู นมิ ติ แมใ นลกั ษณะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ กป็ รากฏอยู แตเ ขาไมม คี วามสนใจเลย คงมแี ตส ตทิ คี่ วบคมุ ความ เพยี ร และประโยคในการหนว งเอาองคฌ าน หรอื อปั ปนาอยอู ยา งเรน ลบั หรอื โดยไมม เี จตนา ทเี่ ปน ขน้ั สำนกึ . คนเลอ่ื ยไมไ มส นใจฟน เลอ่ื ยเลยวา มนั จะกนิ นอ ยหรอื กนิ มากอยา งไร ความ เพยี รของเขากเ็ ปน สง่ิ ทม่ี อี ยไู ด, เลอื่ ยกย็ งั กนิ ไมไ ด. นเ่ี ทา กบั การทผ่ี ปู ฏบิ ตั ใิ นขน้ั นี้ ไมส นใจ ในลมหรอื ในนมิ ติ เลย ไมต ง้ั ใจทำความพยายามอะไรเลย ความเพยี รกย็ งั เปน ไปได ประโยค คอื การบรรลถุ งึ ฌานกย็ งั ดำเนนิ ไปเองได. ทงั้ หมดน้ี เพอื่ ทจี่ ะแสดงใหเ หน็ ความสำคญั ของคำวา “นมิ ติ และลมหายใจออกเขา มไิ ดเ ปน อารมณแ หง จติ แตย งั คงปรากฏอย”ู ซงึ่ เมอ่ื มคี วามเขา ใจขอ นถ้ี กู ตอ งแลว กอ็ าจ เขา ใจไดด ว ยตนเองทนั ทวี า จติ ในขณะนน้ั ไมส นใจตอ ปฏภิ าคนมิ ติ ไมส นใจตอ ลมออกเขา ไมก ำหนดสิง่ ใดเปน นมิ ติ สตกิ ย็ งั คงเปน ไปไดเ อง และคมุ สง่ิ ตา งๆ ใหเ ปน ไปตามวถิ ที างท่ี ถกู ตอ ง จนถงึ ขณะแหง อปั ปนาคอื การบรรลฌุ าน. ถา กลา วอยา งโวหารพดู ตามธรรมดา ของสมัยน้ีก็กลาวไดวา เพียงแตสติคุมสิ่งตางๆ ที่ไดปรับปรุงดีแลวเทาน้ัน คุมอยูเฉยๆ เทา นนั้ สง่ิ ตา งๆ กเ็ ปน ไปไดเ องโดยอตั โนมตั ิ ซง่ึ ในทน่ี ห้ี มายถงึ เปน ไปในการหนว งตอ อปั ปนาหรอื การปรากฏชดั แหง องคฌ านทงั้ ๕. ธรรมะตา งๆ ไมก ดี ขวางกา วกา ยกนั นนั้ เปน เพราะได ฝก ฝนและปรบั ปรงุ มาดแี ลว แตห นหลงั จนกระทง่ั อยใู นภาวะทถ่ี กู ตอ งและเหมาะสม จะกลา ว ไดว า ไมต อ งหว งตอ การทจี่ ะมอี ะไรเกดิ ขน้ึ กดี ขวางกา วกา ยกนั ; สตจิ งึ ตง้ั อยใู นฐานะเหมอื น กับนายสารถี ที่เพียงแตถือสายบังเหียนไวเฉยๆ รถก็แลนไปจนถึงที่สุด ดังท่ีไดกลาวแลว ขางตน. สง่ิ ทค่ี วรสงั เกตอยา งยงิ่ กค็ อื กอ นหนา น้ี ตง้ั แตเ รม่ิ ตน มาทเี ดยี วลมหายใจอยใู นฐานะ ทต่ี อ งกำหนดหรอื ทำใหเ ปน อารมณ, นมิ ติ อยใู นฐานะทตี่ อ งเพง ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว อยา งละเอยี ด ในตอนตนๆ นั้น; บัดน้ีกลายเปนวาลมหายใจก็ไมตองกำหนด, นิมิตก็ไมตองกำหนด, แตม นั กย็ งั มผี ลเทา กบั มกี ารกำหนด กลา วคอื ความทส่ี ตคิ มุ สง่ิ ตา งๆ ไปไดต ามวถิ ที างของสมถะ. เพราะฉะนน้ั การรเู ทา ทนั สงิ่ ทง้ั ๓ กลา วคอื นมิ ติ ลมหายใจออก ลมหายใจเขา อยทู กุ ๆ
2 - 95 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ระยะแหงการปฏิบัติน่ันแหละ นับวาเปนใจความสำคัญของการเจริญสมาธิในขั้นหนึ่งกอน. เรากระทำมนั อยา งหนง่ึ เรอ่ื ยๆ มา จนกระทงั่ เปลยี่ นมาอยใู นลกั ษณะทก่ี ลบั กนั และประสบ ความสำเรจ็ ขนั้ สดุ ทา ย ซง่ึ ในขนั้ น้ี อาจจะกลา วไดว า :- ๑. ไมก ำหนดอะไรๆ เปน นมิ ติ เลย. ๒. ในทำนองตรงกนั ขา ม อะไรๆ กป็ รากฏอยเู องโดยไมต อ งกำหนด. ๓. ความรสู กึ ในธรรมตา งๆ มอี งคฌ านเปน ตน รสู กึ อยไู ดเ องโดยไมต อ งเจตนา, (ถา เจตนาก็เปนการกำหนด ซ่ึงผิดไปจากความรูสึก). ทงั้ หมดนี้ เปน ใจความสำคญั ทแี่ สดงลกั ษณะแหง ภาวะของจติ ในขณะทบ่ี รรลฌุ าน. ฌานถดั ไปปรากฏ คอื ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน ภาวะของจิต ในขณะแหงทุติยฌานเปนตน เมอ่ื ไดก ลา วถงึ ภาวะแหง จติ ในขณะทล่ี ถุ งึ ปฐมฌานแลว จะไดก ลา วถงึ ภาวะของจติ ใน ขณะแหง ฌานทส่ี งู ขน้ึ เปน ลำดบั ไป กลา วคอื ในขณะแหง ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน. ความแตกตางระหวางฌาน ความแตกตา งระหวา งฌานหนงึ่ ๆ อยทู ม่ี กี ารมอี งคฌ านมากนอ ยกวา กนั กจ็ รงิ แต ใจความสำคัญนั้น อยูที่มันสงบรำงับหรือประณีตย่ิงกวากันตามลำดับ เปนลำดับไป ต้ังแต ปฐมฌานจนกระทง่ั ถงึ จตตุ ถฌาน. ขอ ทฌี่ านสงู ขนึ้ ไปยอ มมจี ำนวนองคแ หง ฌานนอ ยลงๆ กวา ฌานทต่ี ำ่ กวา นนั่ แหละคอื ความทส่ี งบกวา หรอื ประณตี กวา ; โดยเหตนุ จ้ี ะเหน็ ไดว า ปฐมฌาน มอี งคแ หง ฌานมากกวา ฌานอนื่ และฌานตอ ไปกม็ อี งคแ หง ฌานนอ ยลงไปตามลำดบั ดงั น้ี. องคแ หง ฌานคอื อะไร มลี กั ษณะอยา งไร ไดก ลา วแลว ขา งตน พงึ ยอ นไปดใู นทน่ี น้ั ๆ. ในท่ีน้ี จะกลาวแตเฉพาะอาการที่องคฌานนั้นๆ จะละไปไดอยางไร สืบไป. แตในข้ันตนน้ี ควรจะทำการกำหนดกันเสียกอนวาฌานไหนมีองคเทาไร. ตามหลักในบาลีท่ัวไป และที่เปนพุทธภาษิตโดยตรงนั้น มีหลักเกณฑที่อาจสรุปได ปรากฏชดั อยู ดงั น้ี :
2 - 96 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ๑. ปฐมฌาน ประกอบดว ยองค ๕ คอื วติ ก วจิ าร ปต ิ สขุ และ เอกคั คตา. ๒. ทตุ ยิ ฌาน ประกอบดว ยองค ๓ คอื ปต ิ สขุ และ เอกคั คตา. ๓. ตตยิ ฌาน ประกอบดว ยองค ๒ คอื สขุ และ เอกคั คตา. ๔. จตตุ ถฌาน ประกอบดว ยองค ๒ คอื อเุ บกขา และ เอกคั คตา. สวนหลักเกณฑฝายอภิธรรม ตลอดถึง คัมภีรชั้นหลังที่อิงอาศัยคัมภีรอภิธรรม ไดก ำหนดองคแ หง ฌานไวแ ตกตา งกนั บา งบางอยา ง คอื ปฐมฌานประกอบดว ยองค ๕ และ มรี ายชอื่ เหมอื นกนั ; สว น ทตุ ยิ ฌาน มอี งค ๔ โดยเวน วติ กเสยี เพยี งอยา งเดยี ว; ตตยิ ฌาน มี องค ๓ คอื เวน วติ กและวจิ ารเสยี ; จตตุ ถฌาน มอี งค ๒ คอื เวน วติ ก วจิ าร และปต เิ สยี สว นสขุ กลายเปน อเุ บกขา. โดยนยั นจี้ ะเหน็ ไดว า มกี ารลดหลน่ั กนั ลงมาตามลำดบั ตวั เลข คอื ๕, ๔, ๓, ๒, ตาม ลำดบั ; ชะรอยทา นจะเหน็ วา ความเปน ลำดบั นจี้ ะเปน ความเหมาะสมกวา . ความแตกตา ง กัน แมโดยท้ังนิตินัยและพฤตินัยเชนน้ี หาไดทำใหฝายใดฝายหน่ึงกลายเปนของผิดไปได; หากแตเ ปน การบญั ญตั วิ างกฎเกณฑต า งกนั ดว ยการขยบั โนน นดิ รน นห้ี นอ ยเทา นน้ั . คงมี ความเปนสมาธิท่ีอาจใชเปนบาทฐานแหงวิปสสนาไดเทากัน. ความแตกตา งทแี่ สดงไดด ว ยพทุ ธภาษติ ตอ นไ้ี ป จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ถงึ ความแตกตา งระหวา งฌานทง้ั ๔ โดยอาศยั แงข องบาลี พระพทุ ธภาษติ ทปี่ รากฏอยเู ปน หลกั :- สำหรบั ปฐมฌาน มหี ลกั อยวู า ๑. มขี น้ึ เพราะความสงดั จากกามและอกศุ ลธรรมทง้ั ปวง, ๒. ยงั เตม็ อยดู ว ยวติ กและวจิ าร, ๓. มปี ต แิ ละสขุ ชนดิ ทย่ี งั หยาบ คอื ชนดิ ทเ่ี กดิ มาจากวเิ วก, ๔. จดั เปน ขนั้ ท่ี ๑ คอื ระดบั ท่ี ๑ ของรปู ฌาน. สว นทตุ ยิ ฌาน นนั้ ๑. มขี น้ึ เพราะวติ ก วจิ าร รำงบั ไป,
2 - 97 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๒. เตม็ อยดู ว ยความแนว แนแ ละความพอใจของจติ ภายใน, ๓. มปี ต แิ ละสขุ ชนดิ ทสี่ งบรำงบั เพราะเกดิ มาจากสมาธ,ิ ๔. จดั เปน ระดบั ท่ี ๒ ของรปู ฌาน. สว นตตยิ ฌาน นน้ั ๑. มขี น้ึ เพราะปต จิ างไปหมด โดยการแยกออกจากความสขุ , ๒. มกี ารเพง ดว ยสตสิ มั ปชญั ญะถงึ ทสี่ ดุ , ๓. เสวยสขุ ทางนามธรรมทลี่ ะเอยี ดไปกวา , ๔. จดั เปน ระดบั ท่ี ๓ ของรปู ฌาน. สว นจตตุ ถฌาน อนั เปน อนั ดบั สดุ ทา ยนนั้ ๑. มขี นึ้ เพราะดบั ความรสู กึ ทเ่ี ปน สขุ ทกุ ข โสมนสั และโทมนสั ทม่ี มี าแลว ในกาลกอ น (ในฌานขนั้ ตน ๆ) เสยี ไดอ ยา งสน้ิ เชงิ , ๒. มคี วามบรสิ ทุ ธขิ์ องสติ เพราะการกำหนดสง่ิ ทไี่ มส ขุ -ไมท กุ ข อยอู ยา งเตม็ ท่ี, ๓. มเี วทนาทเี่ ปน อเุ บกขา แทนทขี่ องเวทนาทเ่ี ปน สขุ , ๔. จดั เปน ลำดบั ที่ ๔ ของรปู ฌาน. ทงั้ หมดนนั้ เมอื่ เปรยี บเทยี บกนั ดใู นระหวา งฌานทง้ั ๔ โดยพฤตนิ ยั ตา งๆ อยา งละเอยี ด แลว จะเหน็ ไดว า มคี วามแตกตา งกนั อยา งชดั แจง ดงั ตอ ไปน้ี : ๑. เกยี่ วกบั ทต่ี ง้ั หรอื มลู เหตอุ นั เปน ทต่ี ง้ั , ถา เอามลู เหตหุ รอื ทต่ี งั้ ของฌานนน้ั ๆ เปน เกณฑก นั แลว เราจะเหน็ ไดว า :- ปฐมฌาน เกดิ มาจากความสงดั (วเิ วก) จากกามและอกศุ ล, ทตุ ยิ ฌาน เกดิ มาจากความสงดั จากวติ ก วจิ าร, ตตยิ ฌาน เกดิ มาจากความสงดั จากปต ิ, จตตุ ถฌาน เกดิ มาจากความสงดั จากสขุ และทกุ ขโ ดยประการทง้ั ปวง. อาจจะมผี สู งสยั วา เมอ่ื ปฐมฌานสงดั จากกามและอกศุ ลแลว ฌานทถี่ ดั ไปไมไ ดส งดั จากกามหรอื อกศุ ลหรอื ดงั นเ้ี ปน ตน . ขอ นพ้ี งึ เขา ใจวา สง่ิ ทถ่ี กู ละไปแลว ในฌานขน้ั ตน ๆ
2 - 98 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กเ็ ปน อนั ไมเ หลอื อยใู นฌานขน้ั ตอ ไป ฉะนน้ั จงึ ไมก ลา วถงึ สง่ิ นนั้ อกี จะกลา วถงึ แตส ง่ิ ทยี่ งั เหลอื อยหู รอื ทเี่ ปน ปญ หาใหต อ งละตอ ไปอกี ในขนั้ ตอ ไปตามลำดบั เทา นนั้ : เชน ในขนั้ ปฐมฌาน ความรสู กึ ทเ่ี ปน กามและอกศุ ลธรรมอยา งอนื่ ในระดบั เดยี วกนั ไมร บกวนหรอื ไมม าใหเ หน็ หนา อีกตอไป แตมีความรูสึกที่เปนวิตกวิจาร ตั้งอยูในฐานะท่ีจะเปนปญหาสำหรับใหละตอไป, ในข้ันทุติยฌาน จึงไมกลาวถึงกามและอกุศลวาเปนส่ิงที่ตองละ แตกลาววิตกวิจารวาเปน สงิ่ ทต่ี อ งละขน้ึ มาแทน แลว เปน อยดู ว ยปต แิ ละสขุ . ครน้ั ถงึ ขนั้ ตตยิ ฌานปรากฏวา ปต เิ ปน สงิ่ ทตี่ อ งละตอ ไปอกี เหลอื อยแู ตส ขุ ซงึ่ สงู ขน้ึ ระดบั หนงึ่ . ครน้ั ไปถงึ จตตุ ถฌาน สขุ แมป ระณตี ถงึ ระดบั นนั้ แลว กย็ งั ตอ งละโดยสนิ้ เชงิ แลว ยงั แถมกลา วกวา งไปถงึ กบั วา ละเสยี ทงั้ สขุ ทงั้ ทกุ ข ทงั้ โสมนสั โทมนสั โดยประสงคจ ะใหเ หลอื อยแู ตอ เุ บกขาจรงิ ๆ ซงึ่ เราอาจจะสรปุ ความไดว า :- ตอ เมอ่ื กามและอกศุ ลไมร บกวน จงึ จะมปี ฐมฌาน. ตอ เมอ่ื วติ ก วจิ าร แมใ นรปู ธรรมทบี่ รสิ ทุ ธไ์ิ มร บกวน จงึ จะมที ตุ ยิ ฌาน. ตอ เมอ่ื ปต ิ แมจ ะเปน ปต ใิ นธรรม ไมร บกวน จงึ จะมตี ตยิ ฌาน, และ ตอ เมอ่ื สขุ เวทนา แมท บ่ี รสิ ทุ ธใ์ิ นทางนามธรรมไมร บกวน (ซงึ่ ไมต อ งกลา วถงึ ความ ทกุ ขร บกวน) จงึ จะมจี ตตุ ถฌาน. ทงั้ หมดน้ี เปน เครอื่ งแสดงใหเ หน็ ความแตกตา งอยา งยงิ่ ของมลู เหตอุ นั เปน ทต่ี งั้ ของ ฌานนนั้ ๆ พรอ มทงั้ ความสงู ต่ำกวา กนั อยา งไร. ๒. เมอ่ื พจิ ารณาดกู นั ถงึ สงิ่ ทก่ี ำลงั มอี ยอู ยา งเดน ทส่ี ดุ ในฐานะเปน เครอื่ งสงั เกตเฉพาะ แหง ฌานนน้ั ๆ เราจะเหน็ ไดว า :- ในปฐมฌาน มี วติ กวจิ าร เปน ตวั การ ตงั้ เดน อย,ู สว นในทตุ ยิ ฌาน สง่ิ ๒ นนั้ หาย หนา ไป แตม ี ปต แิ ละสขุ เดน อยแู ทน, สว นในตตยิ ฌาน ปต หิ ายหนา ไป แมส ขุ กไ็ มป รากฏ เดน แตม ลี กั ษณะของ การเพง ดว ยสตสิ มั ปชญั ญะทส่ี มบรู ณ ทสี่ ดุ มาเดน อยแู ทน, ครน้ั ถงึ ข้ันจตุตถฌาน มี ความบริสุทธิ์ของสติดวยอำนาจอุเบกขา ตั้งอยูแทน. นี้คือความ แตกตา งของลกั ษณะทปี่ รากฏเดน ๆ ในขณะแหง ฌานทง้ั ทว่ี า มอี ยแู ตกตา งกนั อยา งไร. ๓. เมื่อกลาวถึงรส หรือความสุขอันเน่ืองดวยฌาน น้ัน ก็จะเห็นไดวาปฐมฌาน
2 - 99 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ มี ปต แิ ละสขุ อนั เกดิ แตว เิ วก, ทตุ ยิ ฌาน มี ปต แิ ละสขุ อนั เกดิ แตส มาธิ, ตตยิ ฌาน มแี ต ความสขุ ทางนามกายขนั้ ทป่ี ระณตี ทส่ี ดุ , จตตุ ถฌาน มแี ต อเุ บกขาคอื ไมม ที ง้ั ปต แิ ละสขุ ไมมีช้ันไหนหมด. ยอ นกลบั ไปดอู กี ทหี นง่ึ เพอื่ พจิ ารณาใหเ หน็ ขอ เทจ็ จรงิ ตา งๆ วา ในปฐมฌาน ปต แิ ละ สุขที่เกิดมาจากวิเวก นั้น หยาบหรือต่ำกวาปติและสุขท่ีเกิดจากสมาธิ ท้ังน้ีเพราะวาใน ขณะแหง ปฐมฌาน นนั้ สขุ นน้ั กย็ งั ตอ งอาศยั วติ กวจิ าร และเพยี งแตส งดั จากความรบกวน ของนวิ รณเ ทานั้น : ความเปนสมาธิยังหยาบอยู ไมถึงขนาดที่จะใหเกิดความสุขโดยตรง ทเ่ี ตม็ ตามความหมายได. ครน้ั มาถงึ ทตุ ยิ ฌาน ความเปน สมาธิ มกี ำลงั มากพอทจ่ี ะใหเ กดิ ความสขุ อนั ใหม จงึ เกดิ มี ปต แิ ละสขุ ทเี่ กดิ จากสมาธิ แทนทจี่ ะเรยี กวา ปต แิ ละสขุ อนั เกดิ จากวเิ วก ดงั แตก อ น. ครน้ั ถงึ ขณะแหง ตตยิ ฌาน ความสขุ ประณตี ขน้ึ ไป ถงึ ขนาดทสี่ ลดั ปต ทิ งิ้ เสยี เหลอื แตค วามสขุ ทางนามธรรมชนั้ สงู ของผทู สี่ มบรู ณด ว ยสตสิ มั ปชญั ญะจรงิ ๆ คอื เปน ความสขุ ขนั้ ทพี่ ระอรยิ - เจา กย็ อมรบั นบั ถอื วา เปน ความสขุ . ครนั้ ตกไปถงึ ขน้ึ จตตุ ถฌาน มเี หลอื อยแู ต รสอนั จดื สนทิ ไมเ รยี กวา เปน สขุ หรอื ทกุ ข ไมเ ปน โสมนสั หรอื โทมนสั อกี ตอ ไป. นคี้ อื ความแตกตา งของสง่ิ ที่ เรยี กวา รสแหง ฌาน อนั แสดงใหเ หน็ ความสงู ต่ำกวา กนั อยา งชดั แจง . ๔. สำหรบั ลำดบั แหง ฌาน ทกี่ ลา วไวว า ฌานท่ี ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔ นนั้ เปน เพยี งการบญั ญตั ติ ามกฎเกณฑท เี่ หน็ วา ควรบญั ญตั ิ เพอ่ื สะดวกแกก ารศกึ ษาและ การพดู จา. เมอ่ื การบญั ญตั ไิ ดบ ญั ญตั ไิ ปตามความสงู ต่ำ คำทบ่ี ญั ญตั ขิ น้ึ กย็ อ มแสดงความ สงู ตำ่ อยใู นตวั เปน การทำความเขา ใจกนั ไดโ ดยงา ย ในขณะทพ่ี อสกั แตว า ไดย นิ ชอ่ื ; แตท งั้ น้ี เปนไปไดเฉพาะหมูบุคคลผูมีการศึกษาในเรื่องน้ีมาแลวเทาน้ัน. ถาผูปฏิบัติไดศึกษาและ พจิ ารณาใหเ หน็ ความแตกตา งกนั ในแงต า งๆ ของสงิ่ ทเี่ รยี กวา ฌาน ตามทกี่ ลา วมานอี้ ยา งทว่ั ถงึ แลว กเ็ ปน การงา ยแกก ารปฏบิ ตั ิ ยงิ่ ไปกวา การทจ่ี ะรอไวถ ามตอ เมอื่ สงิ่ เหลา นนั้ เกดิ ขน้ึ วา นนั้ คอื อะไร หรอื จะทำอยา งไรตอ ไป ดงั นเ้ี ปน ตน . สำหรบั นกั ศกึ ษาทวั่ ๆ ไปนนั้ เมอื่ มี ความเขาใจในเรื่องนี้แลว ยอมเปนหนทางท่ีจะอนุมานเพื่อทราบถึง ภาวะแหงจิตในขณะที่
2 - 100 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ลถุ งึ ฌานไดเ ปน อยา งดี และพอทจ่ี ะทำใหเ กดิ ความสนใจในการศกึ ษาถงึ สง่ิ เหลา นี้ แทนทจี่ ะ ดถู กู ดหู มนิ่ หรอื เขา ใจวา เรอ่ื งเหลา นไ้ี มม คี วามหมายอะไรสำหรบั คนในยคุ ปจ จบุ นั นี้. วสี ๕ ประการ สง่ิ ทเ่ี รยี กวา วสี หมายถงึ ความชำนาญแคลว คลอ งวอ งไวในสง่ิ ทจี่ ะตอ งทำ และทำได อยา งใจทส่ี ดุ . จนกลา วไดว า เปน ผมู อี ำนาจเหนอื สง่ิ นนั้ โดยเดด็ ขาด. คำวา วสี โดยพยญั ชนะ แปลวา ผมู อี ำนาจ ซง่ึ ในทนี่ ไ้ี ดแ กค วามมอี ำนาจอยเู หนอื การกระทำ สามารถทำอะไรไดอยางผูมีอำนาจ คือแคลวคลองวองไวไมติดขัด ไดอยางใจ. อำนาจในกรณีของการฝกสมาธิน้ี มีทางมาจากความชำนาญในการฝก ฝน ยง่ิ ชำนาญเทาไร กย็ ง่ิ มอี ำนาจมากขน้ึ เทา นนั้ ฉะนน้ั ใจความของคำวา วสี โดยสนั้ ๆ กค็ อื ผมู อี ำนาจแหง ความชำนาญ นนั่ เอง เขาเปน ผมู คี วามชำนาญเกยี่ วกบั ฌาน ในกรณดี งั ตอ ไปน้ี คอื ๑) ชำนาญ ในการกำหนด ๒) ชำนาญในการเขา ฌาน ๓) ชำนาญในการหยดุ อยใู นฌาน ๔) ชำนาญใน การออกจากฌาน และ ๕) ชำนาญในการพจิ ารณาฌาน; รวมเปน ๕ ประการดว ยกนั มี อธบิ ายดงั นี้ :- ๑. ชำนาญในการกำหนด เรยี กวา อาวชั ชนวสี ขอ นไ้ี ดแ กค วามเชย่ี วชาญในการ กำหนดอารมณ นิมิต และองคฌาน ไดเร็วข้ึนกวาแตกาลกอนและเร็วทันใจยิ่งขึ้นไปทุกที. วธิ ฝี ก คอื เมอ่ื ไดป ฏบิ ตั จิ นทำปฐมฌานใหเ กดิ ขน้ึ ไดโ ดยนยั ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน กค็ ำนวณดวู า การกำหนดอารมณและนิมิตตางๆกระทั่งถึงองคฌานท้ัง ๕ ของตนในหนหลังนั้น ไดเปนมา อยา งไร ใชเ วลานานเทา ใดในการกำหนดอยา งหนง่ึ ๆ และในขน้ั หนงึ่ ๆ บดั นเ้ี ราจะทำใหด กี วา นน้ั และเรว็ กวา นนั้ เพราะฉะนน้ั จะตอ งยอ นไปหดั กำหนดทกุ สงิ่ ทจ่ี ะตอ งกำหนดในลกั ษณะ ทร่ี วดเรว็ กวา เดมิ กลา วคอื กำหนดลมหายใจ อยา งยาว-อยา งสนั้ ไดด แี ละเรว็ กวา เดมิ กำหนด ผสุ นาและฐปนาทำใหเ กดิ อคุ คหนมิ ติ ไดเ รว็ กวา เดมิ กำหนดอคุ คหนมิ ติ ใหเ ปลย่ี นรปู เปน ปฏภิ าค นมิ ติ ไดเ รว็ กวา เดมิ และในทส่ี ดุ กค็ อื การอาศยั ปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ หนว งเอาองคฌ านทง้ั ๕ ให ปรากฏออกมาไดใ นลกั ษณะทร่ี วดเรว็ กวา เดมิ ยง่ิ ขนึ้ ทกุ ท.ี กลา วสรปุ ใหส น้ั ทส่ี ดุ กค็ อื การซอ ม ความเรว็ ความชำนาญในการกำหนดอารมณ นมิ ติ และองคฌ านนน่ั เอง.
2 - 101 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ในการกำหนดเพอื่ ทำความเรว็ หรอื เรง อตั ราความเรว็ อยา งหนงึ่ ๆ ในทนี่ ้ี เมอื่ เรง เรว็ ขน้ึ มาไดอ ยา งใด ในขน้ั แรกๆ ตอ งมกี ารกำหนดในสงิ่ ทป่ี รากฏแลว นน้ั ใหน านพอสมควร คอื นานพอทจี่ ะเหน็ ชดั แลว จงึ คอ ยเลอื่ นไปกำหนดสงิ่ ทถ่ี ดั ไป. ทงั้ นเี้ พอื่ ความมน่ั คงของสง่ิ ที่ กำหนดไดในอตั ราความเรว็ ใหม ทำดงั นเี้ ปน ลำดบั ไปและเพมิ่ ความเรว็ ใหม ากขน้ึ ทกุ ที จนมี ความชำนาญทก่ี ลา วไดว า รวดเดยี วถงึ นบั ตง้ั แตก ารกำหนดอารมณท กุ ขนั้ กำหนดนมิ ติ ทกุ ตอน จนกระทงั่ ถงึ องคฌ านทกุ องค มผี ลทำใหก ารเจรญิ สมาธใิ นครง้ั หลงั ๆ มกี ารกำหนด สงิ่ ตา งๆ ลลุ ว งไปเรว็ กวา เดมิ และมน่ั คงกวา เดมิ . อปุ มาทจ่ี ะชว ยใหเ ขา ใจไดง า ย เชน ผฝู ก ในการปรงุ อาหาร เตรยี มหาสว นประกอบตา งๆ ทจ่ี ะเอามาปรงุ กนั ขนึ้ เปน อาหารอยา งหนงึ่ : ในการทำไดค รงั้ แรกยอ มงมุ งา มและชกั ชา กวา จะไดม าครบทกุ อยา ง กวา จะทำใหม สี ว นสดั ทถ่ี กู ตอ งไดท กุ อยา ง กก็ นิ เวลานาน; แตใ นการ ปรงุ อาหารอยา งเดยี วกนั นนั้ เปน ครง้ั ที่ ๒ ครงั้ ท่ี ๓ ที่ ๔ เขาอาจจะทำใหเ รว็ ยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที จนกระทง่ั ครง้ั สดุ ทา ยจรงิ ๆ กท็ ำไดเ รว็ เปน วา เลน . ทง้ั น้ี มผี ลเนอื่ งมาจากฝก กำหนดในสงิ่ ทไ่ี ดท ำไปแลว วา มอี ะไรกอี่ ยา ง และอยา งละเทา ไร เปน ตน นน่ั เอง จนมคี วามชำนาญถงึ ทส่ี ดุ กท็ ำไปไดเ ปน วา เลน โดยปราศจากความยากลำบากหรอื หนกั อกหนกั ใจแตป ระการใด, ขอ น้ี อปุ มาฉนั ใด การฝก กำหนดอารมณแ ตล ะตอนนมิ ติ แตล ะขนั้ และองคฌ านแตล ะองค ของบคุ คล ผทู ำปฐมฌานใหเ กดิ ขน้ึ ไดเ ปน ครงั้ แรก เพอ่ื ความเชย่ี วชาญในขนั้ ตอ ไป กม็ อี ปุ มยั ฉนั นน้ั . น้ี เรยี กวา มอี ำนาจในการกำหนด. ๒. ชำนาญในการเขา ฌาน เรยี กวา สมาปช ชวส.ี คำวา “เขา ฌาน” ในทนี่ หี้ มายถงึ กริ ยิ าทอี่ าศยั ปฏภิ าคนมิ ติ แลว หนว งเอาองคฌ านทง้ั ๕ ทำใหเ กดิ ขนึ้ โดยครบถว นและสมบรู ณ ปรากฏอยเู ปน ฌาน โดยนยั ดงั ทก่ี ลา วขา งตน อยา งละเอยี ด. หากแตว า การทำไดใ นครง้ั แรก นน้ั เปน มาอยา งชกั ชา และงมุ งา ม ฉะนนั้ จะตอ งฝก ใหเ รว็ เขา โดยอาการอยา งเดยี วกนั นนั่ เอง คอื สามารถทำปฏภิ าคนมิ ติ ใหป รากฏขนึ้ ฉบั พลนั หนว งความรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ านใหป รากฏ ขน้ึ ฉบั พลนั ยง่ิ กวา เดมิ ยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที ดว ยการขยนั ฝก จนกระทงั่ วา พอสกั วา คดิ จะเขา สฌู านกเ็ ขา ฌานได ดงั นี้. เรอ่ื งทแ่ี ทก ไ็ มม อี ะไรมากไปกวา การทำของอยา งเดยี วกนั และอยา งเดมิ นน่ั เอง แตว า ทำไดเ รว็ ยง่ิ ขน้ึ จนถงึ อตั ราเรว็ สงู สดุ . เมอื่ เรอื่ งนเ้ี ปน เรอื่ งทางฝา ยจติ ความเรว็
2 - 102 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กม็ ไี ดถ งึ ขนาดชว่ั เวลาดดี นวิ้ มอื ครงั้ เดยี วหรอื กระพรบิ ตาเดยี ว กเ็ ขา อยใู นฌานแลว ดงั นเ้ี ปน ตน . อปุ มาในชนั้ น้ี เปรยี บเหมอื นผปู รงุ อาหารคนเดยี วกนั ทเ่ี คยใชเ วลาในการปรงุ อาหาร อยา งนน้ั นานเปน ชวั่ โมง บดั นอี้ าจจะปรงุ ใหเ สรจ็ ไดภ ายใน ๕๐ นาที หรอื ๔๐ นาที ๓๐ นาที รน เขา ตามลำดบั จนถงึ อตั ราเรว็ สงู สดุ ของการปรงุ อาหารอยา งนนั้ เชน ภายใน ๑๐ นาทเี ปน ตน . เมอ่ื การจดั หาเครอ่ื งปรงุ กเ็ รว็ และการปรงุ กเ็ รว็ ความเรว็ กเ็ พมิ่ ขน้ึ ตามสว นในการที่ จะไดอ าหารมารบั ประทาน; ขอ นม้ี อี ปุ มาฉนั ใด อาวชั ชนวสี ซง่ึ เปรยี บเหมอื นการจดั หา เครอื่ งปรงุ และ สมาปช ชวสี ซง่ึ เปรยี บเทยี บการปรงุ กม็ อี ปุ มยั ฉนั นน้ั . ความสามารถเขา ฌานไดเ รว็ ทนั ความตอ งการ ในอตั ราทเี่ รยี กวา ชวั่ เวลากระพรบิ ตาเดยี วนนั้ เปน ขดี สงู สดุ ของ สมาปช ชสี หรอื ผมู อี ำนาจในการเขา ฌานนน้ั . ๓. ชำนาญในการหยดุ อยใู นฌาน เรยี กวา อธฏิ ฐานวสี. คำวา “อธษิ ฐาน” โดย พยญั ชนะแปลวา การตง้ั ทบั : โดยใจความ กค็ อื การตงั้ ทบั ฌานหรอื หยดุ อยใู นฌานนนั่ เอง. ความชำนาญในการหยดุ อยใู นฌานนนั้ หมายความวา สามารถหยดุ อยใู นฌานไดน านตามที่ ตนตองการจริงๆ. ในช้ันแรกๆ ผูเขาฌานไมสามารถจะหยุดอยูในฌานไดนานตามที่ตน ตอ งการ หรอื ถงึ กบั ไมส ามารถอยไู ดน านดว ยซำ้ ไป : เขาจะตอ งฝก ใหอ ยใู นฌานไดน านยง่ิ ขน้ึ นบั ตงั้ แตไ มก น่ี าที จนถงึ เปน ชว่ั โมงๆ กระทงั่ ถงึ เปน วนั ๆ มี ๗ วนั เปน ทส่ี ดุ : และพรอ ม กนั นน้ั ตอ งฝก ใหไ ดต ามทต่ี อ งการอยา งเฉยี บขาดจรงิ ๆ ดว ย เชน จะอยใู นฌานเพยี ง ๕ นาที กใ็ หเ ปน เพยี ง ๕ นาทจี รงิ ๆ ไมข าดไมเ กนิ แมแ ตเ พยี งวนิ าทเี ดยี วเปน ตน จงึ จะเรยี กวา มคี วาม ชำนาญไดถึงที่สุด ในกรณีแหงอธิฏฐานวสี. ขอสำคัญอยูที่ การกำหนดในการเขาและ การออก มคี วามชำนาญในการเขา และการออก. สง่ิ ทเ่ี รยี กวา อธฏิ ฐานหรอื การหยดุ อยู ในฌานนนั้ ไดแ ก ระยะทม่ี อี ยใู นระหวา งการเขา และการออก เพราะฉะนนั้ เขาจะตอ งฝก ให มคี วามชำนาญทงั้ ในการเขา และการออก จงึ จะสามารถควบคมุ การหยดุ ในฌานใหเ ปน ไปไดต าม ทตี่ นตอ งการจรงิ ๆ. เมอื่ มคี วามชำนาญในการหยดุ อยใู นฌาน กย็ อ มหมายถงึ เปน ผชู ำนาญ ในการเขา และการออกจากฌานอยา งยงิ่ อยดู ว ยในตวั เปน ธรรมดา. การฝก ในการนอนหลบั ช่ัวเวลาท่กี ำหนดไว แลวตน่ื ขึ้นมาไดต รงตามเวลาจริงๆ ก็นบั วาเปน สิ่งทีน่ าอัศจรรยอยูแลว แตการฝกในอธิฏฐานวสีหรือการหยุดอยูในฌานน้ัน สามารถทำไดเฉียบขาดกวานั้น และ
2 - 103 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ นา อศั จรรยย งิ่ ไปกวา นนั้ ทง้ั นเี้ ปน เพราะอำนาจของการฝก อยา งเฉยี บขาด จนมคี วามชำนาญ ขนาดทเ่ี รยี กวา วสี หรอื ผมู อี ำนาจนนั่ เอง. อปุ มาในขอ นี้ เปรยี บเหมอื นการบรโิ ภคอาหาร หรอื การเกบ็ อาหารไวบ รโิ ภคอยา งไร ตามทตี่ นตอ งการ ดว ยความชำนาญอกี ชนั้ หนงึ่ หลงั จากทม่ี คี วามชำนาญในการจดั หาเครอ่ื ง ปรงุ อาหาร และความชำนาญในการปรงุ ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน . การหยดุ อยใู นฌานนาน เทา ใดนน้ั ยอ มแลว แตค วามมงุ หมายซงึ่ มอี ยมู ากมายหลายอยา งดว ยกนั เชน เขา ฌานเพอ่ื แสวงหาความสขุ อยใู นฌานกใ็ ชเ วลาทหี่ ยดุ อยใู นฌานนาน หรอื นานมาก ตามทตี่ นตอ งการ, แตถาเปนการเขาฌานขั้นตนเพื่อเปล่ียนเปนฌานข้ันสูงข้ึนไป การหยุดอยูในฌานข้ันตนๆ ขนั้ หนง่ึ ๆ กม็ เี วลานอ ยลงไปเปน ธรรมดา ยงิ่ ถา เปน การเขา ฌานอนั เนอื่ งดว ยการแสดงอทิ ธ-ิ ปาฏหิ ารยิ อ ยา งใดอยา งหนงึ่ ดว ยแลว การเปลยี่ นฌาน จะตอ งเปน ไปอยา งรวดเรว็ ยงิ่ ขน้ึ ไป กวา นน้ั อกี . ผทู สี่ ามารถเขา ฌาน หยดุ อยใู นฌานและออกจากฌานไดเ รว็ ดงั ประสงค ใน กรณอี ยา งนเี้ รยี กวา ผมู อี ำนาจในอธฏิ ฐานวสถี งึ ทสี่ ดุ . ๔. ชำนาญในการออกจากฌาน เรยี กวา วฏุ ฐานวสี. ขอ นมี้ พี ฤตกิ รรมตรงกนั ขา ม ตอ สมาปช ชวสี กลา วคอื สมาปช ชวสเี ขา ไดเ รว็ สว นวฏุ ฐานวสอี อกมาไดเ รว็ โดยอาการที่ กลา วไดว า ถอยหลงั กลบั ออกมาในทำนองทต่ี รงกนั ขา มตอ กนั นนั้ เอง. ผทู ไี่ มม คี วามชำนาญ ในการออก ยอ มออกไดช า หรอื ออกไมค อ ยจะไดต ามทต่ี นตอ งการ จากความรสู กึ ทเี่ ปน การอยู ในฌาน มาสคู วามรสู กึ ปรกตอิ ยา งสามญั ธรรมดา ฉะนน้ั เขาจะตอ งฝก ในการถอยหลงั กลบั ออกมาอยา งรวดเดยี วถงึ เชน เดยี วกนั ซง่ึ โดยพฤตนิ ยั กไ็ ดแ กก ารถอยจากความรสู กึ ทเ่ี ปน ฌาน มาสคู วามรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ าน มาเปน ปฏภิ าคนมิ ติ มาเปน อคุ คหนมิ ติ กระทง่ั มาเปน การบรกิ รรม กลา วคอื การกำหนดลมหายใจในขน้ั ละเอยี ด และขนั้ ปรกตธิ รรมดาเปน ทส่ี ดุ . หากแตว า การกระทำทางจิตน้ี เม่ือฝกถึงท่ีสุดแลวยอมเปนไปไดเร็วอยางสายฟาแลบ จึงเปนส่ิงท่ียาก จะสงั เกตวา มลี ำดบั มาอยา งไรโดยแทจ รงิ . ทางทดี่ ที สี่ ดุ นนั้ ควรจะฝก มาอยา งชา ๆ ทลี ะ ขนั้ ๆ และอยา งเปน ระเบยี บดงั ทกี่ ลา วแลว นนั่ เอง : จากฌานสอู งคฌ าน จากองคฌ านสู ปฏิภาคนิมิต จากปฏิภาคนิมิตสูอุคคหนิมิต จากอุคคหนิมิตสูฐปนาและผุสนาช้ันตนๆ จากฐปนาและผสุ นาสกู ารกำหนดลมหายใจสนั้ ยาวในขณะแหง การบรกิ รรม. เมอื่ ฝก ไดอ ยา ง
2 - 104 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน ระเบยี บแลว จงึ เรง ใหเ รว็ เขา ทกุ ทจี นถงึ เรว็ ทส่ี ดุ ทเี่ รยี กวา แวบ็ เดยี วถงึ ดงั ทกี่ ลา วแลว . การทำไดอ ยา งนเี้ รยี กวา ผมู อี ำนาจถงึ ทสี่ ดุ ในการออกจากฌาน. อปุ มาในกรณนี ้ี เหมอื น กับการเลิกกินอาหารอยางมีระเบียบและรวดเร็ว และเปนผลดีถึงท่ีสุด. อีกอยางหน่ึง “การออก ถา จติ รวมสงบอยู กต็ อ งออกในเวลาทจ่ี ติ ถอนขน้ึ มาแลว หรอื เวลาทร่ี สู กึ เหนอื่ ย ขณะออก ก็ควรมีสติ ไมควรออกแบบพรวดพราดไรสติสัมปชัญญะซ่ึงเปนธรรม ประดบั ตวั ตามกริ ยิ าทเ่ี คลอื่ นไหว กอ นออกควรนกึ ถึงวธิ ที ำทตี่ นเคยไดผ ล ในขณะท่ี ทำสมาธกิ อ นวา ไดต ง้ั สตกิ ำหนดจติ อยา งไร นกึ คำบรกิ รรมบทใด ชา หรอื เรว็ ขนาดใด ใจจงึ รวมสงบลงได หรอื เราพจิ ารณาอยา งไร ดว ยวธิ ใี ด ใจจงึ มคี วามแยบคายไดอ ยา ง น้ี เมอื่ กำหนดจดจำทงั้ เหตแุ ละผล ทตี่ นทำผา นมาไดท กุ ระยะแลว คอ ยออกจากสมาธิ ภาวนา การทกี่ ำหนดอยา งนเี้ พอ่ื วาระหรอื คราวตอ ไป จะทำใหถ กู ตอ งตามรอยเดมิ และ งา ยขนึ้ ”๑๑ ๕. ชำนาญในการพจิ ารณา เรยี กวา ปจ จเวกขณวสี ขอ นหี้ มายถงึ ความชำนาญใน การทจ่ี ะพจิ ารณาดสู ง่ิ ตา งๆ เชน ลกั ษณะอาการ พฤตแิ ละความสมั พนั ธเ ปน ตน ทเ่ี กย่ี วกบั ฌานนน้ั โดยทวั่ ถงึ อกี ครง้ั หนงึ่ เพอื่ ใหม คี วามแจม แจง แคลว คลอ งวอ งไวในสงิ่ นนั้ โดยตลอดสาย อยา งทบทวนไป ทบทวนมา วธิ ปี ฏบิ ตั คิ อื เมอ่ื ออกจากฌานนนั้ แลว อยา เพอ ลกุ จากทนี่ งั่ อยา เพอ สง ใจไปเรอื่ งอนื่ หรอื คดิ เรอ่ื งใดๆ แตจ ะกำหนดพจิ ารณาดสู งิ่ ตา งๆ ทเ่ี กย่ี วกบั ฌาน นนั้ อยา งทบทวนไปมา คอื ลำดบั ตา งๆ แหง การเขา ฌานและการออกจากฌาน ทงั้ ขน้ึ ทง้ั ลอ ง อยา งทวั่ ถงึ อกี ครงั้ หนงึ่ ; ทง้ั น้ี กระทำโดยทำนองของการพจิ ารณาในขนั้ อาวชั ชนวสนี น่ั เอง เปน เทย่ี วขน้ึ จนถงึ ทสี่ ดุ คอื ความเปน ฌาน การหยดุ อยใู นฌาน หรอื แมก ารเสวยสขุ เนอ่ื งดว ย ฌานนนั้ ในลกั ษณะแหง วกิ ขมั ภนวมิ ตุ ตจิ นเพยี งพอแลว จงึ ยอ นกลบั ลงไปตามลำดบั โดยทำนอง ของอาวชั ชนวสเี ทย่ี วถอยกลบั จนกระทงั่ ถงึ ขณะแหง บรกิ รรมเปน ทสี่ ดุ . การกระทำทงั้ นี้ ยอ มเปน การตรวจดสู มาธขิ องตนเองตงั้ แตต น จนปลาย ทง้ั ขาขน้ึ และขาลง หรอื ทง้ั เทย่ี วเขา เทยี่ วออกอยา งละเอยี ดทกุ ๆ ขนั้ ไป เพอ่ื ความแจม แจง ยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป เพอื่ ความชำนาญยง่ิ ๆ ขน้ึ ไปในโอกาสหนา และมผี ลพเิ ศษ เพอื่ ความพอใจในการทจ่ี ะบม อทิ ธบิ าท และอนิ ทรยี ข องตนให ๑๑ วธิ ที ำสมาธแิ บบหลวงปมู นั่ หนา ๖๔ เลา โดย พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (ทา นพระอาจารยม หาบวั ญาณสมปฺ นโฺ น)
2 - 105 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ แกก ลา ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป ในการปฏบิ ตั ธิ รรมขา งหนา ดว ย อกี โสดหนง่ึ . ถา ไมเ ชย่ี วชาญในวสขี อ นี้ ยอ มไมเ ปน ผคู ลอ งแคลว ถงึ ทส่ี ดุ ในวสขี อ อน่ื ; ดงั นนั้ วสขี อ นจ้ี งึ เปน เหมอื นการประมวลไวซ งึ่ ความรู และความชำนาญแหง วสขี อ อน่ื ไวท ง้ั หมด อยา งเปน ระเบยี บและมนั่ คงนน่ั เอง. อปุ มาในกรณนี ี้ เปรยี บเหมอื นบคุ คลทเ่ี สาะแสวงหาเครอ่ื งปรงุ อาหารอยา งชำนาญ แลว มาปรงุ อยา งชำนาญ แลว บรโิ ภคอยา งชำนาญ แลว เลกิ บรโิ ภคหรอื ถา ยออกอยา งชำนาญ และสามารถพจิ ารณาเหน็ คณุ และโทษของอาหารนนั้ อยา งชำนาญ ดว ยการพจิ ารณาทบทวน ไปมา จากตน ไปยงั ปลาย จากปลายไปยงั ตน กย็ อ มมคี วามรคู วามชำนาญในเรอื่ งของอาหาร ไดถ งึ ทส่ี ดุ ขอ นม้ี อี ปุ มาฉนั ใด การกระทำในขน้ั แหง ปจ จเวกขณสี ซงึ่ เปน ความชำนาญขนั้ สดุ ยอด กม็ อี ปุ มยั ฉนั นนั้ . ทงั้ หมดน้ี เปน การฝก ในวสที ง้ั ๕ สว นทเ่ี กย่ี วกบั ปฐมฌาน เมอ่ื ทำไดถ งึ ทส่ี ดุ แลว กเ็ รยี ก วา เปน ผมู คี วามคลอ งแคลว ในปฐมฌาน หรอื มปี ฐมฌานอยใู นอำนาจของตวั โดยแทจ รงิ . หลงั จากนน้ั กม็ ี การปฏบิ ตั ใิ นวสี ทเ่ี ปน การเลอ่ื นขนึ้ ไปสฌู านทส่ี งู ขนึ้ ไปตามลำดบั กลา วคอื ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน และจตตุ ถฌาน โดยวธิ กี ารดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ในตอนอนั วา ดว ยฌานนน้ั ๆ โดยละเอยี ดแลว . วธิ ฝี ก คอื เมอื่ ไดฌ านใหมม าอกี ขนั้ หนงึ่ กพ็ งึ ฝก ในวสที ง้ั ๕ โดยอาการทำนองเดยี วกบั การฝก วสใี นขนั้ ปฐมฌาน ไมม อี ะไรทผี่ ดิ กนั เลย หากแตว า สงู ขน้ึ หรอื ไกลออกไปทกุ ทๆี เทา นนั้ เมอ่ื การฝก วสใี นปฐมฌานถงึ ทส่ี ดุ แลว กเ็ รม่ิ การปฏบิ ตั เิ พอ่ื การลุ ถงึ ทตุ ยิ ฌาน; ครนั้ ทำทตุ ยิ ฌานใหเ กดิ ขนึ้ ไดแ ลว กฝ็ ก วสที ง้ั ๕ ในสว นทตุ ยิ ฌานสบื ไป. แต วา ในการฝก นนั้ ตอ งยอ นไปตง้ั ตน มาตง้ั แตร ะยะตน ของปฐมฌานดว ยทกุ คราวไป กลา วคอื ใหม คี วามชำนาญมาตง้ั แตต น จนปลาย เนอ่ื งกนั ไปตลอดสายเสมอ. อยา ไดม คี วามประมาท ตดั ลดั ฝก แตต อนปลายเปน ขน้ั ๆ ตอนๆ เลย เพราะเปน เรอ่ื งของจติ เปน ของเบาหววิ อาจสญู หายไปไดง า ย ไมว า ตอนไหน ฉะนนั้ จะตอ งฝก ไวต ลอดสาย ทกุ คราวไป. แมก ารปฏบิ ตั ขิ อง ผูใดจะไดดำเนินไปโดยทำนองนี้ จนขึ้นถึงข้ันจตุตถฌานแลวก็ตาม การปฏิบัติในวสีใน จตตุ ถฌานนนั้ คราวหนง่ึ ๆ กจ็ ะตอ งยอ นไปตงั้ ตน มาตงั้ แตร ะยะตน ของปฐมฌานอยนู น่ั เอง เพอ่ื “ความชำนาญตลอดสาย” และเพอื่ “ความชำนาญในการเปลยี่ นฌานทสี่ มั พนั ธก นั อยเู ปน ลำดบั ” การทำอยา งนี้ นอกจากมปี ระโยชนใ นความแตกฉานและมนั่ คงในเรอื่ งของฌานแลว
2 - 106 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ยงั มปี ระโยชนอ ยา งยงิ่ ในการทจ่ี ะดำเนนิ เขา สลู ำดบั ของสมาบตั ใิ นขนั้ สงู อนั หากจะพงึ มขี า ง หนา ในเมอื่ ตอ งประสงค. สรปุ ความแหง วสที งั้ ๕ วา การฝก ในวสที งั้ ๕ ลำดบั น้ี เปน การฝก เพอ่ื ๑) ใหเ กดิ ความชำนาญ ๒) ใหเ กดิ ความเรว็ ไว และ ๓) ใหเ กดิ ความไดอ ยา งใจ; ซงึ่ เมอื่ รวมกนั แลว กค็ อื ความมอี ำนาจเหนอื สงิ่ นนั้ หรอื ความมสี ง่ิ นน้ั อยใู นอำนาจของตน นน่ั เอง ซง่ึ เปน ความหมายโดยตรงของคำวา “วส”ี . การฝก นเี้ ปน สงิ่ ทจ่ี ำเปน อยา งยง่ิ จนถงึ กบั ถา ปราศจาก การฝกในระบอบแหงวสีน้ีแลว สิ่งตางๆ จะติดตันอยูพักหนึ่ง แลวกลับลมเหลวในที่สุด. ผปู ฏบิ ตั พิ งึ สงั เกตใหเ หน็ ความจำเปน ของการทต่ี อ งซกั ซอ มใหเ กดิ ความชำนาญ ไมว า ในกจิ การ ใดๆ. ตวั อยา งเชน ผฝู ก ดนตรี ฝก เพลงไดเ ปน ครง้ั แรก เพลงหนงึ่ หรอื เพยี งตอนหนงึ่ กต็ าม ถา ไมข ยนั ซอ มใหช ำนาญจรงิ ๆ แลว ไมก วี่ นั กล็ มื ; ยง่ิ กระโดดขา มไปฝก เพลงใหมอ น่ื อกี กจ็ ะ ตอ งเลอะดว ยกนั ทง้ั ๒ เพลง; ฉะนนั้ นบั วา เปน การฝก ใหเ กดิ ความชำนาญเสยี ตอนหนง่ึ ๆ กอ น ทกุ ตอนๆ นน้ั เปน ความจำเปน สำหรบั กจิ การทง้ั ปวง และโดยเฉพาะอยา งยง่ิ สำหรบั การฝก ทางฝา ยจติ โดยตรง เชน การฝก ฌานนเี้ ปน ตน . แมท สี่ ดุ แตเ ดก็ ๆ ทก่ี ำลงั เรยี นเลข กย็ งั ตอ งซอ มการทอ งสตู รคณู เปน ตน ใหเ ชยี่ วชาญไปทกุ ๆ ชน้ั จงึ จะเรยี นเรอ่ื ยไปได มฉิ ะนน้ั กเ็ ลอะเทอะรวนเรกนั ไปหมด. นคี่ อื ความชำนาญ พรอ มกนั นน้ั กม็ ผี ลเกดิ ขน้ึ คอื ความไวกวา เดมิ ยงิ่ ขนึ้ ทกุ ที จนถงึ ขนาดทใ่ี ชป ระโยชนไ ดส ำเรจ็ อยา งนา อศั จรรยเ หมอื นกบั คนงานทช่ี ำนาญ ซงึ่ ปน อฐิ ปน หมอ ไดไ ว จนคนธรรมดาเหน็ แลวตอ งตกตะลงึ เพราะเขาทำไดเ รว็ กวา เราตงั้ ๒๐ เทา ดงั นเี้ ปน ตน . ในทสี่ ดุ จากความชำนาญและความไวนนั้ เอง ยอ มกอ ใหเ กดิ ความได อยา งใจ คอื ตรงตามความประสงคอ ยา งเตม็ ทไี่ ปเสยี ทกุ อยา งทกุ ทางในทส่ี ดุ ; นคี้ อื ประโยชน ของสง่ิ ทเ่ี รยี กวา วสี ๕ อยา ง อนั เปน สง่ิ ทผ่ี ฝู ก สมาธทิ กุ คนจะตอ งสนใจทำเปน พเิ ศษ แลว การเจริญอานาปานสติในข้ันแหงการทำกายสังขารใหสงบรำงับ ก็จะอยูในกำมือของ บคุ คลนนั้ ไดถ งึ ทส่ี ดุ โดยไมต อ งสงสยั สามารถทำอานาปานสตใิ นขน้ั ที่ ๔ ใหส มบรู ณไ ด จรงิ ๆ ในเวลาอนั รวดเรว็ โดยแท.
2 - 107 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ สรปุ ใจความของอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๔ อานาปานสติข้ันที่ ๔ มีหัวขอวา ทำกายสังขารใหรำงับอยู หายใจเขา-ออก มี รายละเอยี ดดงั กลา วแลว อยา งยดื ยาว แตก อ็ าจจะสรปุ ความเปน ไปทง้ั หมดนน้ั ไดเ ปน ๔ ขน้ั :- (๑) ในระยะลมหายใจเขา-ออก อยางหยาบเปนไปอยูตลอดเวลา เพราะเธอถือเอา ลมหายใจหยาบเปน นมิ ิต ถอื เอานมิ ติ เปน อยา งดี ทำไวใ นใจเปน อยา งดี และใครค รวญอยู อยางดี ในการท่จี ะทำใหล มหายใจอยา งหยาบน้ันดับไป. (๒) ระยะตอ มา ครนั้ ลมหายใจหยาบดบั ไป ลมหายใจละเอยี ดตงั้ อยแู ทน เพราะเธอ ถอื เอาเปน นมิ ติ ถอื เอาอยา งดี ทำไวใ นใจอยา งดี ใครค รวญอยอู ยา งดี เพอื่ ความดบั ไปแหง ลมอนั ละเอยี ด. (๓) ระยะตอ มา ครน้ั ลมหายใจละเอยี ดดบั ไป กลา วคอื ไมป รากฏในการกำหนด เพราะ เธอถอื เอาเพยี งนมิ ติ อนั เกดิ จากลมอนั ละเอยี ดไวเ ปน อารมณ จติ จงึ ไมถ งึ ความฟงุ ซา น แตถ งึ ความแนว แนถ งึ ทส่ี ดุ ดว ยเหตนุ น้ั จนกระทงั่ … (๔) เมอ่ื เปน อยอู ยา งนี้ เธอนนั้ ไดช อ่ื วา มภี าวนา (การเจรญิ ) ถงึ ทสี่ ดุ ของสง่ิ ทงั้ ๔ คอื ๑. ของวาตปุ ลทั ธิ, ๒. ของอสั สาสะปส สาสะ, ๓. ของอานาปานสติ, ๔. ของอานาปานสตสิ มาธ;ิ ครบทง้ั ๔ ประการ. เมอื่ เปน เชน นเี้ ปน อนั กลา วไดว า ความรำงบั แหง กายสงั ขารคอื ลมหายใจนน้ั ชอ่ื วา ปรากฏถงึ ทส่ี ดุ แลว . รวมความวา เมอ่ื ยงั ไมไ ดส ง่ิ ทงั้ ๔ นี้ กย็ งั ไมช อ่ื วา เขา ถงึ ความรำงบั แหง กายสงั ขาร โดยแทจ รงิ ; ตอ เมอ่ื ไดเ ขา ถงึ สงิ่ ทงั้ ๔ นี้ หรอื สง่ิ ทงั้ ๔ นต้ี งั้ อยอู ยา งสมบรู ณแ ลว กจ็ ะไดช อ่ื วา เขา ถงึ ความรำงบั แหง กายสงั ขารถงึ ทส่ี ดุ . สำหรบั สงิ่ ทงั้ ๔ นน้ั วาตปุ ลทั ธิ คอื การไดค วาม รเู รอื่ งลม เพอ่ื ทำการปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐานภาวนาขอ นโี้ ดยสมบรู ณ; อสั สาสะ ปส สาสะ คอื การได ลมหายใจเขา -ออกเปน ไปตามทต่ี อ งการทกุ ระยะโดยสมบรู ณ ไมว า จะเปน ชน้ั หยาบ หรอื ชน้ั
2 - 108 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ละเอยี ดประณตี เพยี งไร; อานาปานสติ คอื สตทิ ไี่ ปในการกำหนดลมหายใจ เขา -ออก อยา ง สมบรู ณท กุ ขน้ั ทกุ ตอน; อานาปานสตสิ มาธิ คอื สมาธทิ เ่ี กดิ ขนึ้ จากสตทิ ก่ี ำหนดลมหายใจ เขา -ออกอยา งสมบรู ณ (หมายถงึ ตง้ั แตป ฐมฌานขน้ึ ไป จนถงึ จตตุ ถฌาน), ถา จะเรยี กอยา ง สน้ั -ตรงๆ กเ็ รยี กไดอ กี อยา งหนง่ึ วา : ไดค วามเตม็ ที่ หรอื เตม็ เปย มของเรอื่ งทจ่ี ะกระทำ ๑. [ความรเู รอื่ งน]้ี ; ไดค วามเตม็ เปย ม ของสงิ่ ทถี่ กู ทำ ๑. [ลมหายใจ]; ไดค วามเตม็ เปย ม ของเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ นการกระทำ ๑. [สติ]; ไดค วามเตม็ เปย ม ของผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการกระทำ ๑. [สมาธ]ิ ; รวมเปน ๔ อยา งดว ยกนั ดงั นี้ ซง่ึ เปน เครอ่ื งแสดงถงึ ลกั ษณะแหง ความสมบรู ณข อง การกระทำนน้ั ๆ ซง่ึ ในทน่ี ี้ ไดแ กก ารกระทำความรำงบั แหง กายสงั ขาร. สรปุ ความแหง จตกุ กะท่ี ๑ จตกุ กะที่ ๑ แหง อานาปานสติ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว แตต น จนบดั นี้ เมอื่ ประมวลเขา เปน หลกั ใหญๆ โดยใจความแลว กม็ อี ยวู า : อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑ กำหนดลมหายใจเขา -ออก ทย่ี าว, ขน้ั ท่ี ๒ กำหนดลมหายใจเขา -ออก ทสี่ นั้ , ขน้ั ท่ี ๓ กำหนดลมหายใจโดยประการท้ังปวง, ขน้ั ที่ ๔ กำหนดลมหายใจทสี่ งบรำงบั ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไป จนกระทง่ั ถงึ การบรรลฌุ าน. ข้ันแรกที่สุด เปนการกำหนดลมหายใจโดยเฉพาะเจาะจง และตามที่เปนอยูตาม ธรรมชาติ กระทง่ั ถงึ ไดร บั การปรบั ปรงุ ดแี ลว อยทู กุ ขณะ, ขนั้ ถดั มาไมก ำหนดโดยลกั ษณะ เฉพาะ หรอื โดยรายละเอยี ดเชน นนั้ แตไ ดก ำหนดสงิ่ ทเ่ี รยี กวา นมิ ติ กลา วคอื มโนภาพทเี่ กดิ จากความรสู กึ อยา งใดอยา งหนงึ่ ทเี่ กดิ ขนึ้ มาแทน เนอื่ งจากการทไี่ ดก ำหนดลมหายใจอยา งเปน ระเบยี บหรอื เคยชนิ จนถงึ ทส่ี ดุ และ ขนั้ ตอ มา ไดผ ละจากการกำหนดนมิ ติ นน้ั ไปกำหนดท่ี ความรสู กึ อกี ประเภทหนงึ่ ซงึ่ เปน ผลอนั เกดิ มาจากการกำหนดทลี่ ะเอยี ดยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที จนกระทงั่ เปน ความรำงบั ชนั้ สงู สดุ แลว เพง เฉยอยู ซงึ่ เรยี กวา ฌาน ในทน่ี .ี้ ลมหายใจมอี ยตู ลอดเวลา
2 - 109 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ แตว า คอ ยๆ เปลย่ี นจากหยาบทสี่ ดุ ไปจนถงึ ขน้ั ทปี่ ระณตี หรอื ละเอยี ดทสี่ ดุ จนไมป รากฏแกค วาม รสู กึ ซงึ่ เรยี กโดยโวหารวา ดบั หมด ในทนี่ ้ี ซง่ึ นบั วา เปน ระยะสดุ ทา ยของจตกุ กะท่ี ๑. ความไดเ ปน อยา งน้ี จดั วา เปน ผลอนั สมบรู ณข องการทำสมาธิ เพยี งพอทจ่ี ะกลา ว ไดว า ไดล ถุ งึ ทฏิ ฐธรรมสขุ วหิ าร กลา วคอื การเสวยสขุ ทมี่ รี สอยา งเดยี วกนั กบั สขุ อนั เกดิ จาก นพิ พานทนั ตาเหน็ หากแตว า ยงั เปน ของชว่ั คราวและกลบั เปลย่ี นแปลงได. ผทู พี่ อใจเพยี ง เทา น้ี กร็ กั ษาความเปน อยา งนไ้ี วจ นตลอดชวี ติ กม็ ี. กอ นพทุ ธกาล เคยมผี บู ญั ญตั คิ วามเปน อยา งน้ี ดว ยความสำคญั ผดิ วา เปน นพิ พานไปกม็ ;ี สว นผทู ม่ี คี วามเขา ใจถกู ตอ ง ยอ มทราบได วา ยงั มสี ง่ิ ทจ่ี ะตอ งทำใหย งิ่ ไปกวา นน้ั เพราะเหตฉุ ะนน้ั พระผมู พี ระภาคเจา จงึ ไดต รสั ขอ ปฏบิ ตั ทิ สี่ งู ขนึ้ ไปโดยจตกุ กะอนั มอี ยใู นลำดบั ตอ ไป. อยา งไรกด็ ี ไมค วรจะลมื วา การปฏบิ ตั อิ กี สายหนงึ่ (อานาปานสตแิ บบลดั สน้ั ) ซงึ่ ดงิ่ ไปยงั การเหน็ แจง แทงตลอดตามแบบของปญ ญาวมิ ตุ ตนิ นั้ ไมจ ำเปน จะตอ งปฏบิ ตั ใิ นทางจติ หรอื ทางสมาธอิ ยา งลกึ ซงึ้ จนถงึ ขนั้ นเี้ สยี กอ น กลา วคอื มกี ารปฏบิ ตั เิ พยี งขน้ั ทเ่ี รยี กวา อปุ จาร- สมาธิ แมท เ่ี กดิ อยเู องตามธรรมชาติ แลว กข็ า มไปปฏบิ ตั ใิ นขน้ั ทเ่ี ปน วปิ ส สนาได, เพอื่ เหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อยา งแจม แจง ได. เพราะฉะนน้ั ผทู ปี่ ฏบิ ตั มิ าจนถงึ ขนั้ ทส่ี ดุ แหง จตกุ กะที่ ๑ แลว กย็ งั อาจขา มจตกุ กะท่ี ๒ ที่ ๓ เลยไปปฏบิ ตั ใิ นจตกุ กะที่ ๔ อนั เปน ขนั้ วปิ ส สนาโดยตรง กเ็ ปน สง่ิ ทที่ ำไดด จุ เดยี วกนั แตเ พอื่ ความสมบรู ณข องการปฏบิ ตั อิ านาปานสตติ ามแบบนี้ เรา จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ตามลำดบั คอื จตกุ กะท่ี ๒ ที่ ๓ สบื ไป. สว นผทู ป่ี ระสงคจ ะลดั ขา มไปนน้ั พงึ ขา มไปศกึ ษาในขอ ปฏบิ ตั อิ นั กลา วไวใ นจตกุ กะท่ี ๔ โดยตรงเถดิ . (อยา งไรกต็ าม “จติ มคี วาม สงบ เพราะสมาธมิ ากเพยี งไร กเ็ หน็ โทษแหง ความวนุ วายของอวชิ ชาเปน เหตมุ ากเพยี งนน้ั ”๑๒) (จบอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๔ อนั วา ดว ยการทำกายสงั ขารใหร ำงบั ) ๑๒ วธิ ที ำสมาธแิ บบหลวงปมู น่ั หนา ๕๖ เลา โดย พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (ทา นพระอาจารยม หาบวั ญาณสมปฺ นโฺ น)
2 - 110 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๒ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน (ตง้ั แตก ารกำหนดเวทนา จนถงึ การเวทนา ไมใ หป รงุ แตง จติ ) บดั น้ี มาถงึ การปฏบิ ตั ใิ นอานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๒ ซงึ่ กลา วถงึ อานาปานสตอิ กี ๔ ขนั้ เปน ลำดบั ไป คอื ; ขนั้ ที่ ๕ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ท่ี ๖ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ สขุ หายใจเขา -ออก ๑, ขน้ั ที่ ๗ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ตสงั ขาร หายใจเขา -ออก ๑, ขน้ั ที่ ๘ การเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู หายใจเขา -ออก ๑, รวมเปน ๔ ขนั้ ดว ยกนั ดงั น.ี้ ทงั้ ๔ ขน้ั น้ี จดั เปน หมวดแหง การเจรญิ ภาวนาทพี่ จิ ารณา เวทนาเปน อารมณส ำหรบั การศกึ ษา แทนทจี่ ะกำหนดพจิ ารณากาย คอื ลมหายใจ ดงั ทกี่ ลา ว แลว ในจตกุ กะที่ ๑. ตอน ๕ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๕ (การกำหนดปต )ิ อุทเทสหรือหัวขอแหงอานาปานสติขอท่ี ๑ แหงจตุกกะท่ี ๒ หรือจัดเปนขั้นท่ี ๕ แหง อานาปานสตทิ งั้ ปวงนน้ั มอี ยวู า :- “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ ปต ิ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ จกั หายใจ ออก’” (ปต ปิ ฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ ปต ปิ ฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต)ิ ใจความสำคญั ทจี่ ะตอ งศกึ ษา มหี วั ขอ ใหญๆ คอื ๑. การทำในบทศกึ ษา, ๒. การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ หายใจเขา -ออกอย,ู และ ๓. ญาณ สติ และธรรมอน่ื ๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ โดย สมควรแกก ารปฏบิ ตั ใิ นขนั้ น.ี้ บดั นี้ จะไดว นิ จิ ฉยั ในหวั ขอ ทวี่ า “ยอ มทำในบทศกึ ษา” เปน ขอ แรกกอ น.
2 - 111 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คำวา “บทศกึ ษา” ในทน่ี ี้ กจ็ ำแนกเปน ศลี สมาธิ ปญ ญา อยา งเดยี วกนั กบั ทกี่ ลา ว มาแลว ในอานาปานสตขิ นั้ กอ นๆ. แตส ำหรบั ขอ นมี้ ใี จความแตกตา งออกไปกต็ รงทใ่ี นขนั้ นี้ มกี ารกำหนดปต ิ แทนการกำหนดลมหายใจ. เมอื่ ทำปต ใิ หเ กดิ ขนึ้ ไดแ ลว การควบคมุ สตใิ หม คี วามรสู กึ ตอ ปต นิ น้ั อยู โดยประการท่ี กำหนดไว นน่ั แหละคอื สงิ่ ทเ่ี รยี กวา บทศกึ ษา ในทนี่ ี้. เมอื่ มกี ารสำรวมดว ยสติ ใหร สู กึ ในปต อิ ยไู ดต ลอดเวลาเทา ใด กเ็ ปน อนั วา มี สลี สกิ ขา อยา งยงิ่ อยตู ลอดเวลาเทา นน้ั เพราะวา ตลอดเวลานนั้ มคี วามไมเ บยี ดเบยี น และมแี ตค วาม เปน ปรกตขิ องกายและวาจาอยเู ตม็ ตามความหมายของคำวา สลี สกิ ขา. และเมอ่ื มกี ารกำหนด ปต ใิ นฐานะเปน อารมณข องจติ เพอื่ ความไมฟ งุ ซา นเปน ตน แลว กช็ อ่ื วา มี สมาธสิ กิ ขา อยอู ยา ง เตม็ ทใี่ นขณะนนั้ . เพราะจติ นน้ั สงบรำงบั ตง้ั มน่ั มอี ารมณเ ดยี ว และเปน จติ ทค่ี วรแกก าร ทำวปิ ส สนาเตม็ ตามความหมายของคำวา สมาธิ. และเมอื่ มกี ารพจิ ารณาซง่ึ ปต นิ นั้ อยู โดย ความเปน ของไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา หรอื สญุ ญตา. ในขนั้ นเี้ รยี กวา มี ปญ ญาสกิ ขา อยอู ยา งสมบรู ณ; จงึ เปน อนั วา มสี กิ ขาทงั้ ๓ ครบถว นอยใู นการกำหนดพจิ ารณาปต ใิ นขน้ั ตา งๆ กนั แลว แตจ ะเลง็ ถงึ ความหมายของคำวา สกิ ขา ขอ ไหน. พึงทราบเสียดวยวา ความหมายของคำวา “ยอมทำในบทศึกษา” ในอานาปานสติ ขน้ั ตอ ๆ ไป ยอ มมอี ยเู หมอื นกนั ดงั นี้ ทกุ ๆ ขน้ั ไป โดยใจความ ผดิ กนั อยตู รงทสี่ ง่ิ ซงึ่ เปน อารมณ สำหรบั การกำหนดนนั้ จะตอ งเปลย่ี นแปลงไปตามกรณี เชน ในขน้ั น้ี กำหนดปต ิ, สว นขนั้ ตอ ไปกำหนดความสขุ , หรอื ขน้ั ถดั ไปอกี กก็ ำหนดจติ ตสงั ขาร ดงั นเี้ ปน ตน ; นค้ี อื นยั ทผ่ี ปู ฏบิ ตั จิ ะตอ ง ทำความเขา ใจใหแ จม แจง ตง้ั แตแ รก เพอื่ ความรสู กึ อนั มนั่ คงกวา ตนเปน ผมู สี ลี สกิ ขา สมาธิ สกิ ขา และปญ ญาสกิ ขา อยา งเตม็ ทตี่ ลอดเวลาแหง อานาปานสตทิ กุ ขน้ั ในอนั ดบั ตอ ไป. ตอ ไปน้ี จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ในขอ ทว่ี า “เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ”ิ คำวา ปต ิ แปลวา ความอม่ิ ใจ และหมายรวมถงึ ความรสู กึ อยา งอน่ื ซงึ่ มอี าการคลา ย กนั ดงั ทที่ า นใหต วั อยา งไวเ ชน ปามชุ ชฺ ไดแ กป ราโมทย, อาโมทนาไดแ ก ความเบกิ บาน, ปโมทนา ไดแ ก ความบนั เทงิ ใจ, หาโส ไดแ ก ความรา เรงิ หรรษา, ปหาโส ไดแ ก ความรา เรงิ
2 - 112 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เตม็ ท่,ี จติ ตฺ สสฺ โอทคยฺ ํ ไดแ ก ความฟใู จ จติ ตฺ สสฺ อตตฺ มนตา ไดแ ก ความชอบใจ เหลา นี้ เปน ตน ; สรปุ รวมกค็ อื ความอมิ่ อกอมิ่ ใจทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการทร่ี สู กึ วา ตนไดท ำหรอื ได รบั สงิ่ ทด่ี ที สี่ ดุ ทต่ี นควรจะได. สำหรบั ในทนี่ ้ี ไดแ กป ต ใิ นการเจรญิ อานาปานสตไิ ดร บั ผลสำเรจ็ ตามลำดบั ๆ นนั่ เอง นบั ตง้ั แตล มหายใจเขา -ออกทย่ี าวมาทเี ดยี ว และสมบรู ณเ ปน ปต เิ ตม็ ที่ ตอ เมอื่ รสู กึ วา จติ ของตนไมฟ งุ ซา น มคี วามสงบรำงบั เปน อารมณเ ดยี วจรงิ ๆ; ฉะนนั้ เปน อนั กลา วไดอ กี อยา งหนง่ึ วา สงิ่ ทเี่ รยี กวา ปต นิ ไ้ี ดเ รม่ิ มมี าแลว แมต ง้ั แตอ านาปานสตขิ อ ท่ี ๑ แหง จตกุ กะที่ ๑ และสงู ขนึ้ เปน ลำดบั มา จนกระทง่ั ถงึ ขน้ั ท่ี ๕ (คอื ขอ ท่ี ๑ แหง จตกุ กะท่ี ๒ น้ี) ซึ่ง ผปู ฏบิ ตั จิ ะไดเ รม่ิ กำหนดปต โิ ดยตรงกนั จรงิ ๆ ในขนั้ น.ี้ การเกิดแหงปติ อาการทปี่ ต จิ ะเกดิ ขน้ึ มอี ยอู ยา งสงู ต่ำกวา กนั ตามลำดบั ของการกำหนดหรอื สง่ิ ทถี่ กู กำหนดอนั สงู ตำ่ หรอื หยาบละเอยี ดกวา กนั นน่ั เอง ซงึ่ อาจจะแบง ไดถ งึ ๑๖ ขนั้ คอื :- ๑. เมอื่ รสู กึ อยู (ปชานโต) วา จติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา พรอ มดว ยอำนาจของ การกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสนั้ หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กายทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๒. เมอื่ กำหนดอยู (อาวชชฺ โต) ซงึ่ ความทจี่ ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจ ของการกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสน้ั หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กาย ทง้ั ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๓. เมอ่ื รชู ดั อยู (ชานโต) ซง่ึ ความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจของการ กำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสน้ั หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กายทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยดู งั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๔. เมอ่ื เหน็ ชดั อยู (ปสสฺ โต) ซง่ึ ความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจของ การกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสนั้ หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กายทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๕. เมอื่ พจิ ารณาอยู (ปจจฺ เวกขฺ โต) ซงึ่ ความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจ
2 - 113 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ของการกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสน้ั หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กาย ทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยดู งั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๖. เมอื่ อธษิ ฐานจติ อยู (จติ ตฺ ํ อธฏิ ฐ หโต) (ดว ยอำนาจของลมทง้ั ๔ ประเภทและขยาย ออกไดเ ปน ๘ ชนดิ ดว ยนบั การหายใจเขา และหายใจออกเปน ๒. แลว คณู ๔ เปน ๘ ชนดิ , ดงั กลา วแลว ในขอ ๑ ถงึ ขอ ๕) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๗. เมอ่ื ปลงจติ ลงดว ยความเชอื่ (สทธฺ าย อธมิ จุ จฺ โต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๘. เมอ่ื ประคองความเพยี รอยู (วริ ยิ ํ ปคคฺ ณหฺ โต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ท่ี กลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๙. เมอ่ื ดำรงสตอิ ยู (สตึ อปุ ฏฐ ายโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา ง ตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๑๐. เมอ่ื จติ ตงั้ มนั่ อยู (จติ ตฺ ํ สมาหโต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภทดงั ทก่ี ลา วแลว ขา ง ตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๑๑. เมอื่ รชู ดั ดว ยปญ ญา (ปญฺ าย ปชานโต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ทก่ี ลา ว แลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๑๒. เมอื่ รยู งิ่ ดว ยปญ ญาเปน เครอ่ื งรยู งิ่ อยู (อภิ ญฺ าย อภชิ านโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๓. เมอื่ รอบรธู รรมทคี่ วรรอบรอู ยู (ปริ เฺ ญยยฺ ํ ปรชิ านโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๔. เมอื่ ละธรรมทคี่ วรละอยู (ปหาตพพฺ ํ ปชหโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ท่ี กลา วแลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๕. เมอื่ เจรญิ ธรรมทค่ี วรเจรญิ อยู (ภาเวตพพฺ ํ ภาวยโต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๖. เมอื่ ทำใหแ จง ซงึ่ ธรรมทค่ี วรทำใหแ จง อยู (สจฉฺ กิ าตพพฺ ํ สจฉฺ กิ โรโต) (ดว ยอำนาจ ลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ;
2 - 114 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทง้ั หมดน้ี แตล ะอยา งๆ ยอ มแสดงถงึ ตน เหตทุ ปี่ ต จิ ะเกดิ ขน้ึ ดว ยกนั ทงั้ นน้ั และมอี ธบิ าย โดยสงั เขป ดงั ตอ ไปนี้ :- ขอ ๑ ถงึ ขอ ๕ ปต เิ กดิ ขนึ้ เพราะอาศยั การกำหนดทำความรสู กึ ทคี่ วามไมฟ งุ ซา น หรอื ความมอี ารมณอ นั เดยี วของจติ ซง่ึ มขี น้ึ ดว ยอำนาจลม ๔ ประเภท หรอื ๘ ชนดิ คอื ลมหายใจ ยาว ทั้งเขาและทั้งออก, ลมหายใจส้ันทั้งเขาและทั้งออก, ลมหายใจในขณะที่เปนความ รสู กึ ตวั ทว่ั พรอ มซงึ่ กายทงั้ ปวงทง้ั เขา และทง้ั ออก, และลมหายใจในขณะทที่ ำกายสงั ขารให รำงับอยู ทั้งเขาและท้ังออก. ขอน้ีหมายความวา ในการกำหนดลมทั้ง ๔ ประเภทน้ัน ปติอาจจะเกิดข้ึนในขณะท่ีกำหนดลมประเภทไหนก็ได. สำหรบั การกำหนดนนั้ เลา ทา นแบง ออกเปน ๕ วธิ ี หรอื ๕ ลำดบั ดว ยกนั ตามทร่ี ะบไุ ว ในขอ ๑ ถงึ ขอ ๕ มอี าการสงู ตำ่ หรอื หยาบประณตี ตา งกนั เปน ลำดบั ขนึ้ ไปคอื กำหนดรวมๆ ทวั่ ๆ ไป เรยี กวา ปชานน;ํ ทสี่ งู ไปกวา นน้ั กค็ อื การกำหนดเจาะจงลงไปเรยี กวา อาวชชฺ น;ํ ทส่ี งู ขนึ้ ไปอกี คอื ทำความรแู จง เรยี กวา ชานน;ํ ทเี่ ปน การเหน็ แจง เรยี กวา ปสสฺ น;ํ และทเ่ี ปน การพจิ ารณาโดยละเอยี ดเฉพาะเรยี กวา ปจจฺ เวกขฺ ณ;ํ ตามลำดบั ๆ รวมเปน ๕ อยา งดว ยกนั ดงั น้.ี ทงั้ ๕ อยา งน้ี ตอ งกำหนดเพง เลง็ ไปยงั ความเปน สมาธขิ องจติ กอ น แลว จงึ เกดิ มปี ต ิ ขนึ้ ไดด ว ยกนั ทง้ั ๕ ลำดบั แตม คี ณุ สมบตั สิ งู ต่ำกวา กนั ตามอาการทก่ี ำหนด หยาบหรอื ละเอยี ด กวากันนั่นเอง. ขอ ๖ อธิษฐานจิตอย.ู ในท่ีน้ีหมายถึงการทำจิตใหมุงเฉพาะตอคุณธรรมเบ้ืองสูง ดว ยการปก ใจแนว แนใ นธรรมนน้ั ๆ ขอ ใดขอ หนง่ึ โดยไมเ ปลยี่ นแปลง. ในทน่ี ี้ ไดแ กม งุ ตอ ความสงบรำงบั ในขนั้ สมาธนิ ้ี. ปต เิ กดิ ขนึ้ เพราะการตงั้ จติ สำเรจ็ ในขณะนนั้ . ขอ ๗ ถงึ ขอ ๑๑ หมายถงึ อาการของอนิ ทรยี ท งั้ ๕ แตล ะอยา งๆ ดำเนนิ ไปไดเ ตม็ ตามความหมาย จงึ เกดิ ปต ขิ นึ้ กลา วคอื ขอ ๗ หมายถงึ การปลงความเชอ่ื ลงไปไดใ นการ กระทำของตน วา เปน สง่ิ ทเ่ี ปน ทพี่ ง่ึ ไดแ นน อน จงึ เกดิ ปต ขิ น้ึ ; ขอ ๘ หมายถงึ เมอื่ เกดิ ความ กลา หาญพากเพยี รยงิ่ ขนึ้ เพราะอำนาจความพอใจในความเชอื่ หรอื พอใจในการปฏบิ ตั ิ หรอื เพราะอำนาจของปต ใิ นกาลกอ นแตน นี้ น่ั เอง, ปต เิ กดิ ขน้ึ ; ขอ ๙ หมายถงึ เมอ่ื ดำรงสตขิ อง
2 - 115 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ตวั ไดเ ปน ทพี่ อใจ คอื ควบคมุ สตไิ ดต ามทตี่ อ งการ ไมว า จะเปน การปฏบิ ตั ใิ นการกำหนดลม ขนั้ ไหน, ปต เิ กดิ ขน้ึ ; ขอ ๑๐ หมายถงึ ความรสู กึ วา ตนสามารถทำจติ ใหเ ปน สมาธไิ ด ทำให เกดิ ปต ขิ น้ึ ; ขอ ๑๑ หมายถงึ ปต ทิ เี่ กดิ มาจากความรวู า ตนสามารถทำปญ ญาใหเ กดิ ขน้ึ ได และรชู ดั ดว ยปญ ญานนั้ ถงึ ลกั ษณะทกุ ประการอนั เนอื่ งดว ยลมหายใจ ๘ ชนดิ นนั้ . ทง้ั ๕ ขอ นี้ กเ็ ปน ไปโดยอาศยั ลมทง้ั ๘ ชนดิ นนั้ เหมอื นกนั แตว า เปน คณุ ธรรมทส่ี งู หรอื ประณตี ยงิ่ ขน้ึ มาตามลำดบั ๆ. ขอ ๑๒ หมายถงึ ความรทู ย่ี งิ่ ขน้ึ ไปกวา ความรทู กี่ ลา วแลว ในขอ ๑๑ คอื รนู อกเหนอื ไปจากลกั ษณะทเี่ กยี่ วเนอ่ื งกนั อยกู บั ลมหายใจ กลา วคอื รธู รรมทเี่ ปน ไปเพอื่ ความดบั ทกุ ขโ ดย ตรงยง่ิ ขนึ้ หรอื กวา งออกไป, ปต จิ งึ เกดิ ขน้ึ ; ขอ ๑๓ ถงึ ขอ ๑๖ ทงั้ ๔ ขอ นี้ เปน ความรทู แ่ี ลน ไปในทางของอรยิ สจั โดยตรง กลา ว คอื ขอ ๑๓ เปน การรแู จง ในเรอื่ งของความทกุ ข ในฐานะทเ่ี ปน เรอื่ งทค่ี วรรอู ยา งชดั แจง วา เปน ทกุ ขอ ยอู ยา งไร และเปน ทกุ ขจ รงิ ๆ ปต เิ กดิ ขน้ึ เพราะพบสง่ิ ทเี่ ปน ตวั การสำคญั และมี หวังท่ีจะละ. ขอ ๑๔ เปน ความรเู รอ่ื งเหตใุ หเ กดิ ทกุ ข โดยเฉพาะคอื กเิ ลสทง้ั ปวงลว นแตเ ปน เหตุ ใหเ กดิ ทกุ ขแ ละเปน สง่ิ ทคี่ วรละ และตนกำลงั ละอยู หรอื ละไดแ ลว เชน ในขณะทกี่ ำลงั เจรญิ อานาปานสตอิ ยนู ี้ กเ็ ปน การรสู ง่ิ ควรละ และเปน การละสง่ิ ทคี่ วรละนนั้ พรอ มกนั อยใู นตวั ปต จิ งึ เกดิ ขนึ้ . ขอ ๑๕ เปน การรถู งึ สง่ิ ทคี่ วรทำใหเ กดิ มี ทต่ี นกำลงั ทำใหม ี หรอื ไดท ำใหม ขี นึ้ แลว . สง่ิ ทก่ี ลา วนไ้ี ดแ กท างแหง ความดบั ทกุ ข ซงึ่ สามารถตดั ตน เหตขุ องความทกุ ขน น้ั ๆ ได เชน ใน ขณะท่ีกำลังเจริญอานาปานสติขั้นนี้อยู กิเลสบางประการระงับไป หรือละไป ความทุกข บางอยา งทม่ี าจากกเิ ลสนน้ั โดยตรงกด็ บั ไป เปน ตน เหตใุ หร วู า การปฏบิ ตั อิ ยา งนเ้ี ปน การดบั ทกุ ข ไดจ รงิ . เมอ่ื รถู งึ ความจรงิ ขอ นนั้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ . สว นขอ ๑๖ นน้ั หมายถงึ การรสู ง่ิ ทค่ี วรกระทำใหแ จง กลา วคอื ตวั ความดบั ทกุ ข หรอื ภาวะแหง ความดบั ทกุ ขส น้ิ เชงิ ซง่ึ มกั เรยี กกนั วา นโิ รธ หรอื นพิ พาน หรอื อนื่ ๆ อกี เชน วมิ ตุ ติ
2 - 116 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน ตน . การปฏบิ ตั อิ ยนู ้ี หมายถงึ การทเ่ี มอ่ื ปฏบิ ตั อิ ยอู ยา งนี้ นวิ รณไ มร บกวน โดยประการ ทง้ั ปวง, กเิ ลสบางอยา งถกู ละไป, ภาวะแหง ความไมม ที กุ ขเ ลยปรากฏขน้ึ โดยสมควรแกก าร ละไปของกเิ ลสอยา งชดั แจง . เมอ่ื มคี วามรสู กึ ตอ ภาวะแหง ความไมม ที กุ ขเ ลย แมเ ปน ของ ชวั่ ขณะ ปต กิ เ็ กดิ ขน้ึ . การกำหนดรแู มท ง้ั ๔ ประการนี้ กย็ งั คงองิ อาศยั ลมหายใจ ๘ ชนดิ ดงั ทก่ี ลา วแลว อกี นนั่ เอง. สรปุ ความวา อาการทป่ี ต จิ ะเกดิ ขน้ึ ทงั้ ๑๖ อาการนี้ แมจ ะมคี วามสงู ต่ำกวา กนั อยา ง มากเพยี งไร กล็ ว นแตอ งิ อาศยั ลมหายใจเขา -ออกดว ยกนั ทงั้ นนั้ เพราะฉะนนั้ ทา นจงึ กลา ว เปน หลกั วา “รพู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ หายใจเขา -หายใจออกอย”ู ดงั น.้ี ปต ทิ กุ ชนดิ ในทนี่ ้ี ลว นเปน อารมณข องอานาปานสตใิ นขนั้ นี้. ผปู ฏบิ ตั พิ งึ ฝก พงึ ทำใหเ กดิ ขนึ้ ตามลำดบั และ สมบรู ณ จกั ไดช อื่ วา เปน ผทู ำเตม็ ทใี่ นบทแหง การศกึ ษา กลา วคอื อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ น.้ี สว นการดำเนนิ การปฏบิ ตั ติ อ ปต ิ ทา นผสู นใจสามารถอา นไดจ ากหนงั สอื อานาปานสต-ิ ภาวนาฉบบั สมบรู ณข องพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ ความเปนภาวนา ความหมายของคำวา ภาวนา โดยตวั หนงั สอื นนั้ แปลวา การทำใหม ขี น้ึ หรอื การ ทำใหเ จรญิ ขนึ้ ; แตใ นทางปฏบิ ตั ใิ นทนี่ นั้ จะเรยี กวา ภาวนาได กต็ อ เมอื่ ไดท ำใหเ กดิ ขนึ้ แลว จรงิ ๆ หรอื ไดท ำใหเ จรญิ ขน้ึ แลว จรงิ ๆ เทา นน้ั ฉะนน้ั ถอ ยคำเชน คำวา สตปิ ฏ ฐานภาวนา จงึ หมายถงึ การทำการกำหนดดว ยสตทิ ไี่ ดท ำไปแลว จรงิ ๆ เทา นน้ั ดงั เชน การตามเหน็ ปต หิ รอื เวทนาอยู ดวยอาการทั้ง ๗ ดังที่กลาวแลวขางตน จึงจะเรียกวาภาวนาท่ีถูกตองตรงตาม ความหมาย. ในกรณขี องอานาปานสตนิ ี้ ทา นจำกดั ความของคำวา ภาวนาไว ๔ อยา ง คอื :- ๑. ชอ่ื วา ภาวนา เพราะมคี วามหมายวา ความไมก า วกา ย กำ้ เกนิ ซง่ึ กนั และกนั ของธรรม ทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว ในการกำหนดดว ยสตนิ ้ี เปน สง่ิ ทปี่ รากฏชดั แลว จงึ ถอื วา สตปิ ฏ ฐาน นเ้ี กดิ แลว หรอื เจรญิ แลว ; ๒. ชอ่ื วา ภาวนา เพราะธรรมทงั้ หลายมอี นิ ทรยี เ ปน ตน ซงึ่ รว มกนั ทำกจิ อนั เดยี วกนั เพอื่ เกดิ ผลอยา งเดยี วกนั ปรากฏชดั แลว ;
2 - 117 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. ชอ่ื ภาวนา เพราะวา การกระทำนน้ั ทำใหเ กดิ ความเพยี รพอเหมาะสมกบั ธรรมนนั้ ๆ และอนิ ทรยี น น้ั ๆ : และ ๔. ชอ่ื ภาวนา เพราะเปน ทส่ี อ งเสพอยา งมากของจติ . อธิบายโดยโวหารธรรมดา ท่ีสามารถใชไดในกรณีท่ีเปนการทำความดีโดยทั่วๆ ไป มอี ยวู า การประสบความสำเรจ็ ยอ มหมายถงึ การกระทำใหเ กดิ สง่ิ ทค่ี วรทำใหเ กดิ เพราะ การกระทำนนั้ พอเหมาะพอสม และมขี อบเขตจำกดั วา เทา ไรและเพยี งไร ไมใ ชเ ปด กวา งจนไม มที สี่ น้ิ สดุ ซงึ่ ไมม ที างทจ่ี ะลถุ งึ ได. สงิ่ ทที่ ำใหเ กดิ ขน้ึ มานน้ั แตล ะสงิ่ ตอ งเขา รปู เขา รอยตอ กนั คอื ประสานกนั ได ไมก า วกา ยกำ้ เกนิ กนั เชน การเหน็ อนจิ จงั พอเหมาะกบั การทำใหเ หน็ ทกุ ข หรอื เปน ไปในทางทจ่ี ะใหเ หน็ ทกุ ข; การเหน็ ทกุ ข กพ็ อเหมาะหรอื เปน ไปในทางทจี่ ะให เหน็ อนตั ตา; เหน็ อนตั ตา กพ็ อเหมาะหรอื เปน ไปในทางทใี่ หเ บอ่ื หนา ยหรอื คลายกำหนดั ดงั นี้ เปน ตน จงึ จะเรยี กวา “ภาวนา” หรอื ความเจรญิ . ยกตวั อยา งงา ยๆ ดว ยอทุ าหรณใ นปจ จบุ นั : วชิ าความรหู รอื ความเจรญิ กา วหนา ไม เหมาะสว น ในทางทจ่ี ะเปน ไปเพอ่ื สนั ติ จงึ เปน ไปในทางทจี่ ะวนุ วายมากกวา สว นทจี่ ะเปน ไป ทางสนั ต.ิ นแ้ี สดงวา บางอยา งนอ ยไป บางอยา งมากไป บางอยา งกา วกา ยกนั บางอยา ง บบี บงั คบั กดดนั ไปในทศิ ทางอน่ื ดงั นเ้ี ปน ตน จงึ ไมป ระสบสง่ิ ทเี่ รยี กวา ภาวนาหรอื ความเจรญิ นอ้ี ยา งหนงึ่ . อยา งทถี่ ดั ไป หมายถงึ ความกลมเกลยี วของสง่ิ ทเ่ี ปน เครอ่ื งมอื : เครอื่ งมอื ทกุ ชน้ิ ทกุ ชนดิ หรอื มอื ทกุ มอื ตอ งรว มกนั มงุ ทำสงิ่ ๆ เดยี วกนั ถา มฉิ ะนน้ั สง่ิ ทเี่ รยี กวา ภาวนา จกั ไมเ กดิ ขนั้ ; ตวั อยา งเชน ในโลกนี้ มวี ชิ าความรมู ากมายหลายสบิ หลายรอ ยแขนง แตไ มถ กู รวม กนั และนำไปใชเ พอื่ สรา งสง่ิ ๆ เดยี วกนั คอื สนั ติ มกี ารแตกแยกกนั ไปตามทางทต่ี วั ตอ งการ. การปฏบิ ตั ธิ รรมในทางจติ ธรรมะประเภททเ่ี ปน เครอ่ื งมอื ทกุ อยา ง ตอ งถกู นำไปใช รวมกันเพ่ือจุดประสงคเพียงอยางเดียว ตามท่ีตนตองการอยูในขณะนั้น : ถาผิดจากนี้ ยอ มไมเ กดิ สงิ่ ทเ่ี รยี กวา ภาวนา. พระพทุ ธภาษติ มอี ยวู า ปฏปิ ทาอาศยั ลาภกอ็ ยา งหนง่ึ , ปฏปิ ทาเปน ไปเพอื่ นพิ พานกอ็ กี อยา งหนงึ่ , (อญฺ า หิ ลาภปู นสิ า อญฺ า นพิ พฺ านคามนิ )ี : หมายความวา การกระทำมรี ปู รา งเหมอื นกนั แตค วามมงุ หมายอาจจะตา งกนั เชน รกั ษาศลี เครง ครดั เพอื่ ไดล าภกไ็ ด รกั ษาศลี เครง ครดั เพอื่ ทำลายความเหน็ แกต วั กไ็ ด; อยา งแรกเปน
2 - 118 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ไปเพอ่ื ลาภ อยา งหลงั เปน ไปเพอ่ื นพิ พาน ทง้ั ทรี่ ปู แหง การกระทำเหมอื นกนั . ในการ ทำความเพยี รหรอื การทำสมาธิ หรอื การทำวปิ ส สนาเปน ตน กม็ คี ำอธบิ ายอยา งเดยี วกนั . เมอ่ื ธรรมเหลา นไี้ มส จุ รติ ตดิ ตอ กนั ไมเ สมอกนั ไมซ อื่ ตรงตอ กนั เพราะอำนาจตณั หาและทฏิ ฐิ เปน ตน ลบู คลำอยา งใดอยา งหนง่ึ แลว ธรรมทเ่ี ปน เหมอื นยานพาหนะ หรอื เครอื่ งมอื ทงั้ ปวง กไ็ มม รี สหรอื กจิ เปน อนั เดยี วกนั สง่ิ ซงึ่ เรยี กวา ภาวนาในขนั้ นกี้ ไ็ มป รากฏ นอ้ี ยา งหนง่ึ . อยา งทถี่ ดั ไปอกี คอื การกระทำนนั้ ๆ ตอ งเปน การนำความเพยี รไปตรงจดุ ของสง่ิ ทตี่ อ ง การใหเ กดิ ขน้ึ รวมทง้ั วตั ถปุ ระสงคข องสง่ิ ทจ่ี ะตอ งใชเ ปน เครอื่ งมอื นนั้ ดว ย. การกระทำ ใดๆ ทไี่ มส ามารถประมวลกำลงั ความเพยี รทงั้ หมดเขา ไปสจู ดุ นแ้ี ลว ไมอ าจจะเรยี กวา เปน ภาวนา หรอื ไมอ าจเปน ภาวนาขน้ึ มาไดน น่ั เอง. ภาวนาในความหมายของการทำใหเ กดิ มกี ด็ ี ภาวนา ในความหมายของการทำใหเ จรญิ ยง่ิ ขนึ้ กด็ ี ตอ งเปน ภาวนาทสี่ ามารถควบคมุ ความเพยี รหรอื กำลงั ใหเ ปน ไปในลกั ษณะทกี่ ลา วนเ้ี ทา นนั้ . โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในการปฏบิ ตั ธิ รรมขนั้ ละเอยี ด นี้ ความเพียรเปนสิ่งที่ตองระมัดระวังอยางแยบคายและรัดกุมอยางท่ีสุด มิฉะน้ันแลว การกระทำแตล ะขน้ั ๆ จะเปน ไปไมไ ด ตงั้ แตข น้ั แรกทเี ดยี ว เชน ปญ ญาไมพ อทจี่ ะเหน็ อนจิ จงั ; หรอื ปญ ญามพี อ แตค วามเพยี รไมน ำปญ ญาเขา สจู ดุ ๆ นนั้ หรอื สตไิ มอ าจจะนำความเพยี ร ใหท ำหนา ทนี่ ำปญ ญาเขา สจู ดุ ๆนนั้ ดงั นเี้ ปน ตน ยอ มเปน การตดิ ตนั หรอื ตายดา นของภาวนา. ความรทู เี่ ปน หลกั เกณฑม เี พยี งพอ แตค วามรทู จ่ี ะนำหลกั เกณฑไ ปใชป ฏบิ ตั มิ ไี มเ พยี งพอ หรอื ไมถ กู ไมต รงกนั กต็ าม, นเ้ี ปน คำอธบิ ายความหมายขอ นข้ี องคำวา ภาวนา. สว นขอ สดุ ทา ยทวี่ า เปน ภาวนาเพราะเปน ทส่ี อ งเสพมากจติ นนั้ หมายความวา กระทำอยา งมาก ทำจนชนิ ทำจนคนุ เคย และคลอ งแคลว เปน ตน ทง้ั ในการทำ และการ เสวยผลการกระทำขน้ั ตน เพอ่ื เปน มลู ฐานสำหรบั การกระทำขน้ั ตอ ไป. สรปุ ความกค็ อื ความ หมกมนุ อยแู ตใ นสง่ิ ๆ เดยี วนนั่ เอง การกระทำนนั้ จงึ จะถงึ ขน้ั ทเ่ี รยี กวา ภาวนา. สำหรบั การกระทำในทางจติ น้ี คำวา “การกระทำ” ยอ มกนิ ความกวา งขวาง คอื ทำในระยะเรม่ิ แรก, ทำในทา มกลาง, ทำในทส่ี ดุ , นอ้ี ยา งหนงึ่ : ทำในระยะเรมิ่ แรกเพอื่ ความเกดิ ขน้ึ ทงั้ ในขนั้ ตระเตรยี มและขนั้ ทำจรงิ แลว ทำการรกั ษาสงิ่ ซง่ึ ทำขน้ึ ไดไ วไ ดอ ยา งเตม็ ที่ จนกวา จะถงึ การ ทำขน้ั สดุ ทา ย. การเขา การออก การหยดุ การพจิ ารณา ของจติ ทม่ี ตี อ อารมณน น้ั ๆ ลว นแต
2 - 119 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เปนสิ่งที่ยากแกการกระทำ แตเปนส่ิงท่ีงายดายตอการลมเหลว จึงตองอาศัยการทำมาก ซง่ึ หมายถงึ มากกวา การทำงานทางวตั ถุ หรอื ทางรา งกาย อยา งทเ่ี ปรยี บกนั ไมไ ดท เี ดยี ว. อกี ทางหนงึ่ คำวา เปน ทสี่ อ งเสพมากของจติ นน้ั หมายความวา ถา เปน ตวั ภาวนา ขน้ึ มาจรงิ ๆ แลว ยอ มเปน ทพี่ อใจของจติ หรอื จติ พอใจทจ่ี ะสอ งเสพในสงิ่ นน้ั จนเกดิ ความ เคยชนิ อนั เปน ปจ จยั ทจ่ี ะทำใหเ กดิ การกระทำอนั ใหมไ ดโ ดยงา ยดาย. สรปุ ความสนั้ ๆ อกี ครงั้ หนงึ่ วา ภาวนาคอื การทำสำเรจ็ ; เพราะสามารถมงุ ไปยงั สง่ิ ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ ไดอ ยา งถกู ตอ งและเหมาะสม; เพราะประมวลเครอื่ งมอื ทง้ั หมดใหร วมกนั ทำหนา ท่ี เพยี งอยา งเดยี ว; เพราะสามารถนำกำลงั ของความเพยี รไปไดใ นทางของสง่ิ ทงั้ ๒ นน้ั (คอื วตั ถปุ ระสงคแ ละการควบคมุ เครอ่ื งมอื ); และเพราะเปน สงิ่ ทก่ี ระทำอยา งมากหรอื อยา งสมบรู ณ. ผูศึกษาหรือผูปฏิบัติก็ตาม จะตองพยายามสังเกตใหเห็นความหมาย ๔ ประการนี้ แลว ระมดั ระวงั ใหม นั มอี ยู หรอื ใหม นั เปน ไปไดจ รงิ ๆ ทกุ ขณะของการปฏบิ ตั ิ โดยไมต อ งพดู วา ทกุ ขนั้ หรอื ทกุ ลำดบั แตต อ งเปน ทกุ ๆ ขณะของทกุ ขน้ั หรอื ทกุ ลำดบั นน่ั เอง. สว นการสโมธาน แหง ธรรมทง้ั หลายในขณะภาวนา ทา นผสู นใจสามารถอา นไดจ ากหนงั สอื อานาปานสตภิ าวนา ของพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ ในหวั ขอ “การสโมธานของธรรมในขณะแหง ภาวนา”. ตอน ๖ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๖ (การกำหนดสขุ ) อเุ ทส หรอื หวั ขอ แหง อานาปานสตขิ อ ท่ี ๒ แหง จตกุ กะที่ ๒ หรอื จดั เปน ขน้ั ท่ี ๖ แหง อานาปานสตทิ ง้ั ปวงนนั้ มอี ยวู า : “ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ สขุ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ สขุ จกั หายใจออก’”. (สขุ ปฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ สขุ ปฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ) คำอธบิ ายของอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๖ นี้ เปน ไปในทำนองเดยี วกนั กบั อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ ทกุ ประการ จนแทบจะกลา วไดว า เหมอื นกนั ทกุ ตวั อกั ษรแตต น จนปลาย. ผดิ กนั อยหู นอ ย เดยี วตรงทวี่ า ในขนั้ ที่ ๕ นน้ั เปน การเพง พจิ ารณาทป่ี ต .ิ สว นในขนั้ ที่ ๖ นี้ เพง พจิ ารณาที่
2 - 120 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ตวั ความสขุ อนั เปน สงิ่ ทคี่ กู นั อยกู บั ปต .ิ แตเ นอื่ งจากสง่ิ ทง้ั ๒ นจ้ี ดั เปน เวทนาดว ยกนั เมอ่ื กลา วโดยหลกั รวมจงึ เปน สงิ่ ๆ เดยี วกนั คอื เปน เพยี งเวทนาดว ยกนั นนั่ เอง. คำอธบิ ายเกย่ี ว กบั เรอ่ื งนจี้ งึ เหมอื นกนั โดยประการทงั้ ปวง, มอี ยแู ตว า จะตอ งทำการวนิ จิ ฉยั ในขอ ทวี่ า ปต ิ กบั ความสขุ โดยลกั ษณะเฉพาะ มคี วามแตกตา งกนั อยา งไรบา งเทา นนั้ . คำวา สขุ คำวา “สขุ ” โดยทว่ั ไป ทา นจำแนกเปน ๒ คอื สขุ เปน ไปในทางกาย และสขุ เปน ไปใน ทางจติ . สขุ ทเี่ ปน ไปในทางกาย เปน สงิ่ ทมี่ มี ลู โดยตรงมาจากวตั ถหุ รอื รปู ธรรม และอาการ ของความสขุ แสดงออกมาทางกาย หรอื เนอื่ งดว ยกายเปน สว นใหญ. สว นความสขุ ทเ่ี ปน ไป ในทางจติ เปน สงิ่ ทสี่ งู หรอื ประณตี ขน้ึ ไปกวา นน้ั ฉะนน้ั จงึ มมี ลู มาจากนามธรรมเปน สว นใหญ ปรารภธรรมะเปน สว นใหญ และเปน ไปในทางจติ คอื แสดงออกในทางจติ โดยเฉพาะ; สว นท่ี เปน ผลเนอื่ งมาถงึ ทางกายดว ยนนั้ ยอ มมเี ปน ธรรมดา แตถ อื วา เปน สว นทพ่ี ลอยได, คงเพง เลง็ เอาสว นทเ่ี นือ่ งอยกู บั จติ เปน สว นใหญ. คำวา ความสขุ ในการเจรญิ อานาปานสติ นนั้ หมายถงึ ความสขุ ทเ่ี ปน ความรสู กึ ขององคฌ าน เชน เดยี วกบั ปต ิ ซง่ึ เปน องคฌ านดว ยกนั ฉะนน้ั จงึ หมายถงึ ความสขุ ทเี่ ปน ไปในทางใจโดยสว นเดยี ว และเปน สงิ่ ทจี่ ะตอ งหยบิ ขนึ้ มาเพง พจิ ารณา ในฐานะเปน เวทนาอกี อยา งหนงึ่ เพอ่ื การเจรญิ อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๖ น,้ี โดยวธิ อี ยา งเดยี วกนั กบั การพจิ ารณาปต ิ. วิธีปฏิบัติ การปฏบิ ตั อิ านาปานสตขิ นั้ ท่ี ๖ นี้ ผปู ฏบิ ตั พิ งึ ยอ นไปทำการกำหนดศกึ ษามาตงั้ แต อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๔ พงึ กำหนดองคฌ านตา งๆ ใหแ จม แจง อกี ครงั้ หนงึ่ . เมอื่ แจม แจง ทว่ั ทกุ องคแ ลว เพอื่ กำหนดเจาะจงเอาเฉพาะองคท เี่ รยี กวา “สขุ ” เพอื่ การเพง พจิ ารณาหรอื การ ตามดู โดยนยั ทกี่ ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ ทกุ ๆ ประการ โดยหวั ขอ ดงั ตอ ไปน้ี คอื :- ๑. สง่ิ ทเี่ รยี กวา ความสขุ น้ี คอื อะไร ? มลี กั ษณะอยา งไร ? ๒. สงิ่ ทเ่ี รยี กวา ความสขุ นนั้ เกดิ ขนึ้ ในขณะไหน เวลาใด ?
2 - 121 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. เกดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจอะไร ? หรอื ดว ยการทำอยา งไร ? ๔. เกดิ ญาณและสตขิ นึ้ ในลำดบั ตอ ไปดว ยอาการอยา งไร ? ๕. ในขณะนน้ั ชอ่ื วา เธอยอ มตามเหน็ ซงึ่ เวทนา คอื ความสขุ นน้ั โดยลกั ษณะอยา งไร อยู ? แลว ละอะไรเสยี ได ? ๖. การตามเหน็ เวทนานนั้ มอี าการแหง การเจรญิ สตปิ ฏ ฐานภาวนาเกดิ ขนึ้ ดว ยอาการ อยา งไร ? ๗. ในขณะทส่ี โมธานซงึ่ ธรรมยอ มมกี ารสโมธานธรรม, ยอ มรโู คจรและยอ มแทงตลอด สมตั ถะของธรรมนน้ั ๆ อยา งไร ? ๘. ยอ มสโมธานธรรมทเ่ี ปน หมวดหมู โดยรายละเอยี ดอยา งไร ? ๙. ยอ มสโมธานธรรมโดยหลกั ใหญ หรอื โดยกวา งขวางมจี ำนวนเทา ไร ? และ ๑๐. มวี ธิ กี ารพจิ ารณาการเกดิ ขนึ้ ตง้ั อยู ดบั ไป ของสขุ เวทนานนั้ โดยละเอยี ดอยา งไร ? รวมเปน ๑๐ ประการดงั น้ี ซง่ึ ควรจะกลา วแตใ จความ เพอ่ื เปน เครอื่ งทบทวนความจำได โดยสะดวกอกี ครง้ั หนงึ่ ดงั ตอ ไปน้ี :- ๑. ความสขุ ในทนี่ ี้ คอื สขุ ทเ่ี ปน ไปทางจติ ทเี่ รยี กวา เจตสกิ สขุ มลี กั ษณะเยอื กเยน็ เปน ท่ี ตง้ั แหง ปส สทั ธหิ รอื สมาธโิ ดยตรง. ในทน่ี ี้ เลง็ ถงึ สขุ ซง่ึ เปน องคฌ านองคห นง่ึ นน่ั เอง. ๒. สขุ ทเ่ี ปน เวทนา เนอื่ งในการเจรญิ อานาปานสตนิ ี้ อาจจะเกดิ ขนึ้ ไดต งั้ แตข ณะแหง อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑ ขน้ั ที่ ๒ ท่ี ๓ เปน ลำดบั มาและถงึ ทส่ี ดุ เปน สขุ โดยสมบรู ณใ นขนั้ ท่ี ๔ ขนั้ ท่ี ๕ ท่ี ๖ (มขี อ ความโดยละเอยี ดดงั ทกี่ ลา วแลว ในคำอธบิ ายอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๔ อนั วา ดว ยองคฌ านเปน ลำดบั มา). ๓. ความสขุ ในทน่ี ี้ เกดิ มาจากอบุ ายของการกระทำอนั แยบคาย เนอ่ื งดว ยลมหายใจ เขา -ออก ดว ยอาการ ๑๖ อยา ง มกี ารรทู วั่ ถงึ อยซู ง่ึ เอกคั คตาจติ เปน ตน และมกี ารทำใหแ จง ซง่ึ ธรรมทคี่ วรทำใหแ จง ไดด ว ยการกำหนดลมหายใจเขา -ออก เปน ทสี่ ดุ (โดยอาการอยา งเดยี ว กนั กบั ทก่ี ลา วแลว ในอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๕ ในตอนทก่ี ลา วถงึ การเกดิ แหง ปต ิ ๑๖ ประการ). ๔. เมอ่ื ความสขุ เกดิ ขนึ้ ดว ยอาการ ๑๖ อยา งนนั้ แลว สขุ เปน สงิ่ ทผ่ี ปู ฏบิ ตั ริ พู รอ มเฉพาะ
2 - 122 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ดว ยอำนาจการหายใจเขา -ออก สตเิ กดิ ขนึ้ เปน อนปุ ส สนาญาณ, สขุ ปรากฏขนึ้ ในฐานะเปน อารมณ, สตปิ รากฏในฐานะเปน ผกู ำหนดอารมณ, ผปู ฏบิ ตั ติ ามเหน็ สขุ ดว ยสตนิ นั้ ดว ยญาณ นน้ั (ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕). ๕. เธอตามเหน็ ความสขุ นน้ั โดยความเปน ของไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ขเ ปน อนตั ตา. แลว ละ สญั ญาวา เทยี่ ง วา สขุ วา อตั ตาเสยี ได, เมอ่ื เบอื่ หนา ยอยลู ะความเพลดิ เพลนิ เสยี ได เมอื่ คลายความกำหนดั อยู ละความกำหนดั เสยี ได เมอ่ื ทำความดบั อยู ละการกอ เสยี ได. เมอ่ื ทำการสละคนื อยู ละการยดึ มนั่ เสยี ได (ดงั ทไี่ ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๕) ๖. เมอื่ ตามเหน็ เวทนาอยู ดงั นนั้ ยอ มเปน การเจรญิ สตปิ ฏ ฐานภาวนาเพราะความหมาย ทวี่ า ไดท ำไมใ หเ กดิ ความกำ้ เกนิ ของธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ ในขณะทสี่ ตกิ ำหนดเวทนา, ไดท ำใหอ นิ ทรยี เปน ตน รวมกนั ทำกจิ อนั เดยี ว, สามารถทำใหม กี ารนำความเพยี รเขา ไปเหมาะสมแกธ รรมเหลา นนั้ และอนิ ทรยี เ หลา นนั้ , และเพราะเปน สงิ่ ทที่ ำมากและสอ งเสพมาก, ดว ยเหตุ ๔ ประการน้ี จงึ ไดช อ่ื วา ภาวนา (ดงั ทไี่ ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕). ๗. เมอื่ ภาวนาโดยทำนองนนั้ เปน ไปโดยสมบรู ณ ยอ มมกี ารสโมธานธรรม เชน อนิ ทรยี ๕ เปน ตน , ในขณะนน้ั มกี ารรโู คจร กลา วคอื อารมณข องธรรมมอี นิ ทรยี เ ปน ตน เหลา นนั้ และ มีการแทงตลอดซึ่งสมัตถะ คือคุณคาอันสม่ำเสมอของธรรมเหลาน้ัน (ดังท่ีไดกลาวแลวโดย ละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕). ๘. ยอ มมกี ารสโมธานธรรม อนั เปน หมวดหมโู ดยละเอยี ด คอื มกี ารสโมธานอนิ ทรยี ท ง้ั ๕ พละทงั้ ๕ โพชฌงคท ง้ั ๗ มรรคทงั้ ๘ โดยรายละเอยี ดทอ่ี าจชใ้ี หเ หน็ ไดอ ยา งชดั เจนวา เพราะประกอบดว ยความหมายอยา งไรจงึ ไดช อื่ วา สโมธานธรรมอนั มชี อ่ื อยา งนน้ั (ดงั ทไี่ ดก ลา ว แลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๕). ๙. ยอ มสโมธานธรรมโดยกวา งขวางถงึ ๒๙ ประการ มกี ารสโมธานอนิ ทรยี ๕ เปน ตน และสโมธานอมโตคธะ กลา วคอื นพิ พานเปน ทสี่ ดุ (ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปาน- สตขิ นั้ ที่ ๕). ๑๐. การพจิ ารณาเวทนาโดยละเอยี ด ไดแ กก ารพจิ ารณาตวั เวทนาและธรรมอนื่ ท่ี
2 - 123 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เกดิ สบื ตอ จากเวทนาคอื สญั ญา และวติ ก วา แตล ะอยา งๆ เกดิ ขน้ึ ตงั้ อยู ดบั ไป อยา งไร, เมอื่ เกดิ เกดิ เพราะปจ จยั อะไร, เมอื่ ดบั ดบั เพราะปจ จยั อะไร และเมอ่ื ตง้ั อยู มนั แสดงใหเ หน็ อะไร จนเกิดความรูสึกในจิตใจของผูปฏิบัติข้ึนมาอยางไรตามลำดับ (ดังที่ไดกลาวแลวโดย ละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕). สรปุ ความวา การเจรญิ อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๖ นี้ มกี ารปฏบิ ตั ทิ กุ อยา งทกุ ตอน เปน อยา ง เดยี วกนั กบั อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕ ผดิ กนั แตอ ารมณส ำหรบั เพง พจิ ารณาไดเ ปลยี่ นจากเวทนา คอื ปต ิ มาเปน เวทนา คอื สขุ . ทงั้ นี้ เพอื่ ใหส ง่ิ ทเี่ รยี กวา ความสขุ ไดร บั การพจิ ารณาสบื ตอ ไป จากปต ิ ในฐานะทค่ี วามสขุ เปน ทตี่ งั้ แหง ความยดึ ถอื มากยงิ่ ขนึ้ ไปกวา ปต ,ิ ผลของการพจิ ารณา ยอ มสงู กวา ปต ติ ามขน้ั ไปเปน ธรรมดา เพอื่ วา ผปู ฏบิ ตั จิ กั เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ เวทนาทงั้ ปวง อยางแทจริง. ตอน ๗ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๗ (การกำหนดจติ ตสงั ขาร) อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๗ มหี วั ขอ โดยบาลพี ระพทุ ธภาษติ วา “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ต- สงั ขาร จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จิตตสังขาร จักหายใจออก’”. (จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ; จติ ตฺ สงขฺ ารปฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต)ิ “จติ ตสงั ขาร” ในทน่ี ี้ คอื สญั ญา และเวทนา ซงึ่ เปน พวกเจตสกิ ธรรม. สญั ญา และเวทนาถกู จดั เปน จติ ตสงั ขาร เพราะเปน สง่ิ ทเี่ ปน ไปกบั ดว ยจติ เนอื่ งเฉพาะอยกู บั จติ และ เปน สง่ิ ทป่ี รงุ แตง จติ . เหตนุ นั้ สง่ิ ทงั้ ๒ นจี้ งึ ไดช อ่ื วา จติ ตสงั ขาร ซง่ึ แปลวา เครอ่ื งปรงุ แตง จิต. ผมู คี วามสงั เกต จะสงั เกตเหน็ ไดเ องวา ในอานาปานสตขิ นั้ กอ น ไดพ ดู ถงึ สงิ่ ทง้ั ๓ คอื เวทนา สญั ญา และวติ ก ในทนี่ ก้ี ลา วถงึ แตเ พยี ง ๒ คอื สญั ญาและเวทนา สว นวติ กนนั้ ขาด หายไป. ขอ นเ้ี พราะเหตวุ า สงิ่ ทเ่ี รยี กวา วติ กนนั้ ถกู จดั อยใู นฝา ยจติ มไิ ดอ ยใู นฝา ยเครอื่ ง ปรงุ แตง จติ ฉะนน้ั ทา นจงึ กลา วถงึ แตส ญั ญา กบั เวทนา เพยี ง ๒ อยา งในฐานะทเ่ี ปน จติ ต- สงั ขาร, สว นวติ กนน้ั เปน จติ .
2 - 124 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทำไมสง่ิ ทงั้ ๒ น้ี จงึ ไดช อื่ วา เครอ่ื งปรงุ แตง จติ ? คำตอบมไี ดอ ยา งงา ยๆ วา เพราะ สญั ญาและเวทนาเปน เหตใุ หเ กดิ วติ ก กลา วคอื ความคดิ หรอื ทเ่ี รยี กวา จติ ในทนี่ น้ี นั่ เอง : เวทนา และสญั ญา รว มกนั ทำหนา ทปี่ รงุ แตง จติ โดยไมแ ยกกนั . ดงั ทไ่ี ดก ลา วมาแลว วา เมอ่ื มเี วทนาเกดิ ขน้ึ กเ็ กดิ สญั ญาขน้ึ ๒ ระยะ คอื สญั ญาท่ี เปน ตวั สมปฤดี คอื ความจำไดห มายรวู า เปน เวทนาชนดิ ไหน นอี้ ยา งหนง่ึ , ถดั มา คอื สญั ญา ชนดิ ทเี่ ปน การทำความสำคญั มน่ั หมายวา เวทนานนั้ เปน ตวั ตน และเปน ของของตนดว ยความ ยดึ มนั่ ถอื มนั่ . สญั ญาอยา งในระยะแรกเปน สญั ญาในเบญจขนั ธ เปน อาการทเ่ี ปน ไปโดย อตั โนมตั ิ เปน ไปตามธรรมชาตยิ งั ไมเ ปน ตวั เจตนา ยงั ไมจ ดั เปน กศุ ลหรอื อกศุ ล. สว นสญั ญา ในระยะหลงั เปน อาการของกเิ ลสโดยตรง จดั เปน อกศุ ลเพราะมโี มหะเปน มลู และเปน เหตใุ ห ทำกรรมอยา งใดอยา งหนง่ึ โดยเฉพาะกค็ อื มโนกรรม ไดแ ก ความคดิ ทจี่ ะทำอะไรลงไปดว ย เจตนา และไดช อ่ื วา เปน มโนกรรมเสรจ็ แลว เมอื่ ความคดิ นนั้ ไดเ ปน ไปแลว ; สว นทจี่ ะออกมา เปน กายกรรมหรอื วจกี รรมทหี ลงั นนั้ เปน อกี กรณหี นงึ่ . เพยี งแตท ำใหเ กดิ มโนกรรมอยา ง เดยี วเทา นนั้ กไ็ ดช อื่ วา มกี ารปรงุ แตง จติ ถงึ ทส่ี ดุ เสยี แลว . ดว ยอาการอยา งนเี้ อง เวทนากบั สญั ญาจงึ ไดช อื่ วา จติ ตสงั ขาร ซงึ่ แปลวา ธรรมเปน เครอื่ งปรงุ แตง จติ , ถา ปราศจากเวทนา และสญั ญาเสยี แลว ความคดิ ตา งๆ จะไมเ กดิ ขน้ึ . อนงึ่ พงึ ทราบวา สญั ญาเวทนาทเ่ี ปน อดตี กส็ ามารถปรงุ แตง จติ ไดโ ดยทำนองเดยี ว กบั สญั ญาและเวทนา ทเ่ี พงิ่ จะเกดิ ขนึ้ ในขณะนนั้ . นเ้ี รยี กวา เปน ตวั เหตโุ ดยตรง สว นทเ่ี ปน ตวั เหตโุ ดยออ ม หรอื ทเี่ รยี กวา เปน ปจ จยั หรอื เปน อปุ กรณน น้ั กย็ งั มอี ยู ไดแ กส ญั ญาทผี่ นวก เขา มาทางใดทางหนง่ึ หรอื สว นใดสว นหนงึ่ ซงึ่ ไดแ ก สญั ญาทม่ี อี ยปู ระจำสนั ดาน เชน นจิ จสญั ญา ความสำคญั วา เทยี่ ง, สขุ สญั ญา ความสำคญั วา สขุ , และสภุ สญั ญา ความสำคญั วา งาม. เหลา นเ้ี ปน ตน . สญั ญาประเภทน้ี ยอ มเขา ผนวกกบั สญั ญาในรปู เสยี ง กลนิ่ รส ทเ่ี ปน ไปในทาง สำคญั มน่ั หมายวา ตวั วา ตน วา ตวั เขา ตวั เรา วา ของเขา ของเรา ดงั นเี้ ปน ตน ความคิด ตา งๆ จงึ เกดิ ขน้ึ . ทงั้ หมดนี้ ยอ มแสดงใหเ หน็ ไดว า สงิ่ ทเ่ี รยี กวา สญั ญาทกุ ชนดิ ยอ มเปน จติ ตสงั ขาร คอื เปน สงิ่ ทปี่ รงุ แตง จติ . ขอ สงั เกตพเิ ศษอยา งหนง่ึ ซงึ่ ทกุ คนควรจะสงั เกต คอื ขอ ทใี่ นกรณเี ชน น้ี ทา นยกเอา
2 - 125 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ สญั ญามาไวข า งหนา เวทนา ซงึ่ ในกรณอี นื่ หรอื กรณที ว่ั ไปทา นจะเรยี งลำดบั ไวว า เวทนา สญั ญา วติ ก. การทย่ี กเอาสญั ญามาวางขา งหนา เวทนาเชน นี้ เปน การแสดงอยใู นตวั แลว วา สญั ญา นนั่ เองเปน ตวั การปรงุ แตง จติ . ถา เวทนาใดปราศจากการเกยี่ วขอ งกบั สญั ญา คอื ไมท ำหนา ที่ กอ ใหเ กดิ สญั ญาไดแ ลว เวทนานน้ั กไ็ มอ าจปรงุ แตง จติ เชน เวทนาของพระอรหนั ต. สรุปความไดวา เวทนาท่ีเนื่องอยูกับสัญญา หรือสัญญาที่เนื่องอยูกับเวทนาเทาน้ัน ทจ่ี ะทำหนา ทปี่ รงุ แตง จติ ได. ถา ไมม เี วทนา สญั ญากไ็ มอ าจจะเกดิ จงึ ไมม อี ะไรปรงุ แตง จติ . เวทนากเ็ หมอื นกนั เกดิ แลว ถา ไมป รงุ แตง สญั ญาขน้ึ มาได กไ็ มป รงุ แตง จติ , และเมอ่ื มนั ปรงุ แตง สญั ญาได กป็ รงุ แตง จติ ตอ ไปโดยแนน อน. นค้ี อื สงิ่ ทเี่ รยี กวา จติ ตสงั ขาร และอาการท่ี มนั ปรงุ แตง จติ . อานาปานสตขิ อ นี้ มกี ารพจิ ารณาเพง ไปยงั เวทนาทปี่ รงุ แตง จติ ผดิ จากอานาปานสติ ขอ ท่ี ๕ และขอ ท่ี ๖ ซง่ึ เพง ไปยงั เวทนาในฐานะทเี่ ปน เวทนา : ขอ ที่ ๕ เพง ไปยงั ปต ิ เปน การ เพง ดเู วทนาโดยเอกเทศ, ขอ ท่ี ๖ เพง ดสู ขุ เปน การเพง เวทนาโดยวงกวา ง หรอื ครอบคลมุ เวทนาทงั้ หมด, สว นขอ ท่ี ๗ นเี้ ปน การเพง ดเู วทนาในฐานะเปน สง่ิ ทป่ี รงุ แตง สญั ญา แลว ปรงุ แตง จติ ในทสี่ ดุ , ดงั ทกี่ ลา วแลว . ผศู กึ ษาจะตอ งสงั เกตความแตกตา งกนั อยา งนี้ ใหเ ขา ใจชดั เจนเสยี กอ น มฉิ ะนนั้ จะตอ งมคี วามฟน เฝอ เพราะชอื่ เหมอื นๆ กนั และอธบิ ายดว ยหลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั . บดั นี้ จะไดว นิ จิ ฉยั ในขอ ทวี่ า จติ ตสงั ขารทก่ี ลา วน้ี ปรากฏแกใ คร ในขณะไหนตอ ไป. ผศู กึ ษาพงึ สงั เกตดใู หด ี จนกระทง่ั จบั หลกั สำคญั ไดว า สง่ิ ทจี่ ะตอ งเพง พจิ ารณานน้ั ตอ ง เปน สงิ่ ทกี่ ำลงั เกดิ แกบ คุ คลนนั้ เอง และตรงตามขณะทท่ี า นระบไุ วเ ปน ระเบยี บตายตวั ในลำดบั ของอานาปานสติ คอื ใหส งั เกตใหเ หน็ วา สงิ่ นน้ั ๆ ไดเ กดิ อยตู ลอดทกุ ระยะ นบั ตง้ั แตร ะยะเรมิ่ แรก จนกระทง่ั ระยะสดุ ทา ยทตี่ นกำลงั ปฏบิ ตั อิ ย.ู สำหรบั สง่ิ ทเี่ รยี กวา เวทนาทมี่ นั มอี ยอู ยา ง ทจี่ ะทำใหเ รามองเหน็ ไดม า ตง้ั แตอ านาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ คอื การกำหนดลมหายใจยาว, แตใ น ขณะนนั้ เราไปทำในใจอยทู ล่ี มหายใจ จงึ ไมไ ดม องดเู วทนา ซงึ่ ทแี่ ทก เ็ กดิ อยใู นขณะนนั้ กลา ว คอื ความสขุ อยา งผวิ เผนิ ทเ่ี รม่ิ เกดิ ขน้ึ จากการกำหนดลมหายใจนน่ั เอง : แมเ ปน เพยี งเวทนา
2 - 126 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เลก็ ๆ นอ ยๆ เพยี งไรกย็ งั คงเปน เวทนาอยนู นั่ เอง. นแี้ สดงใหเ หน็ ชดั ลงไปวา แมใ นขณะแหง อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑ กม็ เี วทนาเกดิ อยใู นนนั้ แตเ ราไมไ ดก ำหนดมนั เพราะบทฝก หดั ของเรา ในขณะนนั้ ไดต อ งการใหเ ราฝก กำหนดทตี่ วั ลมหายใจยาว. ครนั้ ตกมาถงึ อานาปานสตขิ ัน้ ท่ี ๗ น้ี มรี ะเบยี บแนะใหย อ นกลบั ไปกำหนดเวทนามาใหมต ง้ั แตข น้ั ที่ ๑ คอื ใหเ รมิ่ ทำอานาปาน- สตขิ นั้ ที่ ๑ มาใหม พอทำแลว แทนทจ่ี ะกำหนดทลี่ มหายใจ กลบั สอดสา ยไปกำหนดเวทนา เพอื่ ใหร วู า เวทนาในขนั้ นเี้ ปน อยา งไร, เมอื่ พจิ ารณาเวทนาทส่ี งั เกตไดใ นขนั้ นเ้ี สรจ็ แลว กเ็ ลอื่ น มาพจิ ารณาทเี่ วทนาอนั เกดิ ขน้ึ ในขณะแหง อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๒ ท่ี ๓ ที่ ๔ ท่ี ๕ สบื ไปตาม ลำดับ ซ่ึงจะทำใหเห็นไดชัดวาเวทนาที่เปนตัวสุขนั้น ไดมีสูงยิ่งข้ึนทุกที จนถึงขั้นสูงสุดใน อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๔ และเรากก็ ำหนดดู มนั รนุ แรงยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๕ ท่ี ๖ ในลกั ษณะตา งๆ กนั ตามทรี่ ะบไุ วใ นขนั้ นนั้ ๆ. ครนั้ มาถงึ ขนั้ ที่ ๗ น้ี เรามองดมู นั ในฐานะเปน ตวั การทปี่ รงุ แตง จติ หรอื ในฐานะทเ่ี ปน ตวั มารรา ย ทก่ี อ ใหเ กดิ ความยดึ มน่ั ถอื มนั่ ตดิ พนั อยใู น วฏั ฏสงสาร. ผศู กึ ษาอยา เผลอถงึ กบั ทำใหเ กดิ ความสบั สนขนึ้ แกต วั เอง โดยเมอื่ ไดฟ ง อยา งน้ี แลว เกดิ เขา ใจไปวา มกี ารสอนใหก ำหนดเวทนาทกุ ขน้ั ของอานาปานสตใิ นเมอ่ื ฝก การทำในขน้ั นนั้ ๆ. ในทน่ี ้ี เพยี งแตบ อกใหท ราบวา เวทนามนั มอี ยทู กุ ขน้ั จรงิ แตเ มอื่ ฝก นน้ั เราฝก การกำหนดสง่ิ อ่ืนเปนลำดับมาคือกำหนดลมหายใจยาว, กำหนดลมหายใจส้ัน, กำหนดลมหายใจท้ังปวง, กำหนดลมหายใจทค่ี อ ยรำงบั ลงๆ, กำหนดปต ทิ เ่ี กดิ ขนึ้ เพราะเหตนุ น้ั , กำหนดความสขุ ทเี่ ปน วงกวา งทส่ี ดุ ของเวทนา, และในขน้ั นเี้ รากำหนดเวทนาทท่ี ำหนา ทป่ี รงุ แตง จติ . ครนั้ มาถงึ บทฝก ทจี่ ะตอ งกำหนดเปน ความไมเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ของเวทนาในขนั้ ไหนกต็ าม เรา จะตอ งยอ นไปกำหนดมาตง้ั แตเ วทนาในขน้ั ตน เปน ลำดบั มา จนถงึ ขน้ั ปจ จบุ นั ทก่ี ำลงั ฝก อยู จนกระทงั่ เหน็ ชดั วา แมใ นเวทนาขนั้ ทกี่ ำหนดลมหายใจยาว กไ็ มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา เวทนาในขณะทกี่ ำหนดลมหายใจสน้ั กไ็ มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา, เวทนาในขณะทก่ี ำหนด ลมหายใจทง้ั ปวง กไ็ มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา, กระทงั่ เวทนาในขน้ั ทล่ี มหายใจทรี่ ำงบั ลงๆ แมจ ะเปน เวทนาทส่ี งู สดุ และสมบรู ณเ พยี งไร กย็ งั เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา, และเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ทน่ี า สงั เวชยงิ่ ขน้ึ ตามสว นของเวทนาทสี่ งู และสมบรู ณย ง่ิ ขน้ึ .
2 - 127 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ครน้ั มาถงึ อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕ ที่ ๖ เปน ขณะทตี่ นกำลงั เอบิ อาบอยดู ว ยสขุ เวทนาสงู สดุ กย็ ง่ิ เหน็ ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา สงู สดุ ยง่ิ ขนึ้ ไปตามสว น เหลอื ทจ่ี ะประมาณได ในเมอ่ื นำไปเทยี บกนั กบั การเหน็ แจง เวทนาทเี่ กดิ ขน้ึ ในขนั้ ตน ๆ คอื ขน้ั ทกี่ ำหนดลมหายใจ ยาวสน้ั เปน ตน . ฉะนนั้ เมอ่ื ถามขน้ึ วา จติ ตสงั ขารคอื สญั ญาและเวทนานเี้ กดิ ขน้ึ แกใ คร ? ในขณะไหน ? คำตอบจงึ มวี า มนั เกดิ และแจม แจง แกผ ปู ฏบิ ตั ิ ในขณะทก่ี ำลงั ปฏบิ ตั ใิ น อานาปานสตทิ กุ ๆ ขนั้ ทกุ ขณะทเี่ ขาหายใจเขา -ออกอยู ตงั้ แตข น้ั ที่ ๑ มาจนถงึ ขนั้ ท่ี ๗ ทเี ดยี ว; ในขนั้ แรก กเ็ หน็ เวทนาทไ่ี มเ ปน ล่ำเปน สนั อะไร ครนั้ ผา นขนั้ ท่ี ๓ มาแลว กถ็ งึ เวทนาทเ่ี ปน ล่ำเปน สนั จนประกอบอยกู บั เอกคั คตาจติ คอื ความเปน สมาธิ ชนดิ ทมี่ สี ขุ เปน องคฌ านอยดู ว ย องคห นงึ่ โดยเจาะจงกค็ อื สงู ขน้ึ มา ไดถ งึ องคฌ านในขนั้ ตตยิ ฌาน ทสี่ ามารถทำใหเ ราแจม แจง ตอ เวทนาทเ่ี รยี กวา สขุ นไ้ี ดเ ตม็ ท่.ี ยงิ่ เหน็ เวทนาชดั เทา ไร กห็ มายความวา เหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ชดั ยงิ่ ขน้ึ ไปเทา นน้ั จงึ จะเรยี กวา แจม แจง ตอ เวทนาจรงิ ๆ หรอื เวทนาเปน สง่ิ ท่ี แจมแจงตอผูนั้นจริงๆ. สรปุ ความอยา งสนั้ ๆ ทส่ี ดุ อกี ครง้ั หนง่ึ วา เวทนาโดยความหมายทวั่ ไปกด็ ี เวทนาโดย ความหมายที่เปนจิตตสังขารก็ดี ปรากฏแกบุคคลผูปฏิบัติไดในทุกขั้นของอานาปานสติ จนกระทงั่ ถงึ ขนั้ ที่ ๗ นี้ และแมใ นขณะทกี่ ำลงั แจม แจง อยดู ว ยความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ดังน้ี. บดั นี้ จะไดว นิ จิ ฉยั ตอ ไปถงึ ขอ ทว่ี า ผปู ฏบิ ตั จิ ะรพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ตสงั ขารดว ยอาการ อยา งไรตอไป. คำวา รพู รอ มเฉพาะซง่ึ จติ ตสงั ขาร ในทน่ี ี้ มหี ลกั เกณฑท ำนองเดยี วกนั กบั การรพู รอ ม เฉพาะตอ ปต แิ ละสขุ ดงั ทก่ี ลา วมาแลว ในอานาปานสตขิ นั้ ตน ๆ จนแทบจะกลา วไดว า เหมอื น กนั ทกุ ตวั อกั ษร กลา วคอื สญั ญาและเวทนาทที่ ำหนา ทเ่ี ปน จติ ตสงั ขารในทนี่ ้ี ปรากฏชดั แจง แกผ ปู ฏบิ ตั ิ ในเมอื่ เขาไดพ จิ ารณาเวทนานอ้ี ยู ดว ยอาการ ๑๖ อยา ง เปน ลำดบั ไป คอื รทู ว่ั อยู กำหนดอยู รชู ดั อยู เหน็ ชดั อยู พจิ ารณาอยู อธษิ ฐานอยู ปลงจติ ลงดว ยความเชอื่ อยู ประกอบความเพยี รอยู ดำรงสตอิ ยู จติ ตงั้ มน่ั อยู รชู ดั ดว ยปญ ญาอยู รยู งิ่ ดว ยปญ ญาเปน เครอ่ื งรยู ง่ิ อยู รอบรสู ง่ิ ทค่ี วรกำหนดรอู ยู ละธรรมทค่ี วรละอยู เจรญิ ธรรมทคี่ วรเจรญิ อยู และ
2 - 128 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทำใหแ จง ธรรมในธรรมทคี่ วรใหแ จง อยู ดว ยอำนาจการหายใจเขา -ออก ดว ยตนเองผเู หน็ ชดั แจง อยวู า เวทนาทกี่ ำลงั ปรากฏอยใู นการกำหนดของตนนน่ั แเหละ เปน สง่ิ ทป่ี รงุ แตง จติ รว มกนั กบั สญั ญา ดงั ทก่ี ลา วแลว . ขอ นหี้ มายความวา ทกุ ระยะแหง การกำหนดทงั้ ๑๖ ระยะ ตอ งรแู จง เวทนาในฐานะท่ี ปรุงแตง จติ เชนเดยี วกับรูแ จงเวทนาในอานาปานสติขนั้ ที่ ๕ ที่ ๖ ในฐานะที่เปนเวทนา ลว นๆ แตร อู ยดู ว ยอาการทง้ั ๑๖ อยา งเดยี วกนั . สรปุ ความสนั้ ทส่ี ดุ กค็ อื วา ทกุ ลมหายใจเขา -ออก ตนกำลงั ปฏบิ ตั อิ ยใู นขน้ั ไหน ดว ยอาการ อยา งไร กแ็ จม แจง ตอ เวทนาโดยความหมายทวี่ า เปน จติ ตสงั ขารอยตู ลอดเวลานนั่ เอง, ลกั ษณะ และอาการตา งๆ ของเวทนามรี ายละเอยี ดปรากฏอยแู ลว ในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕. เรอ่ื งตอ ไปทเ่ี หลอื อยู คอื เรอื่ งการทสี่ ตแิ ละญาณเกดิ ขนึ้ โดยสมบรู ณ. การเหน็ เวทนา ในลกั ษณะทเ่ี ปน เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานถาวนา, การสโมธานซง่ึ อนิ ทรยี ร พู รอ มทงั้ รโู คจร และสมตั ถะโดยรายละเอยี ดตา งๆ, กระทง่ั อาการของธรรมะทผ่ี ปู ฏบิ ตั ิ ยอ มประมวลมาไดใ น ขณะนน้ั ถงึ ๒๙ อยา งดว ยกนั , มรี ายละเอยี ดตรงเปน อยา งเดยี วกนั กบั ทก่ี ลา วแลว ในตอนทา ย ของอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๕, ไมจ ำเปน ตอ งนำมาวนิ จิ ฉยั อกี ในทนี่ .ี้ สรปุ ความแหง อานาปาน- สตขิ นั้ ท่ี ๗ นไ้ี ดว า มหี ลกั เกณฑแ หง การปฏบิ ตั อิ ยา งเดยี วกนั กบั อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ ท่ี ๖ ทกุ ประการ ผดิ กนั อยา งเดยี วคอื ในทนี่ เ้ี ปน การพจิ ารณาเวทนาในฐานะทเี่ ปน เครอ่ื งปรงุ แตง จติ แทนทจ่ี ะพจิ ารณาแตเ พยี งวา เวทนาคอื อะไร หรอื เปน อยา งไร ซง่ึ เปน การพจิ ารณาในขนั้ ที่ ๕ ท่ี ๖ นน่ั เอง. ตอน ๘ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๘ (การกำหนดจติ ตสงั ขารใหร ำงบั ) อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๘ น้ี มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู จกั หายใจออก’”. (ปสสฺ มภฺ ยํ จติ ตฺ สงขฺ ารํ อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ ปสสฺ มภฺ ยํ จติ ตฺ สงขฺ ารํ ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ )
2 - 129 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ การทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั ยอ มเนอ่ื งกนั อยกู บั การทำกายสงั ขารใหร ำงบั , ฉะนนั้ จงึ มกี ารทำโดยแยบคาย ในสว นทเ่ี ปน การทำกายสงั ขารใหร ำงบั รวมอยดู ว ย กลา วคอื เมอ่ื บคุ คล ผปู ฏบิ ตั กิ ำลงั มอี ำนาจของสญั ญาและเวทนาครอบงำจติ อยอู ยา งรนุ แรง มวี ติ กอยา งใดอยา ง หนงึ่ อยู แมใ นทางทเ่ี ปน กศุ ลกต็ าม เขายอ มสามารถบรรเทากำลงั หรอื อำนาจของสญั ญาและ เวทนาลงเสยี ได ดว ยการทำลมหายใจเขา -ออกทก่ี ำลงั เปน ไปอยอู ยา งหยาบๆ นน้ั ใหล ะเอยี ด ลงๆ; เมอ่ื ลมหายใจละเอยี ดลง ความรสู กึ ทเี่ ปน สญั ญาและเวทนากร็ ำงบั ลง ซงึ่ มผี ลทำให วติ กพลอยรำงบั ลงไปตามกนั . นค่ี อื การทำจติ สงั ขารใหร ำงบั ลงดว ยอบุ ายอนั แรก. วธิ ปี ฏบิ ตั ิ คอื ผปู ฏบิ ตั คิ อยกำหนดความรนุ แรงของสญั ญาและเวทนาเปน นมิ ติ และเปน อารมณอ ยู ในใจ กำหนดใหเ หน็ ชดั เจนจรงิ ๆ วา มนั รนุ แรงอยอู ยา งไรเบอื้ งตน แลว มนั คอ ยๆ ระงบั หรอื คอ ยออ นกำลงั ลงอยา งไรเปน ลำดบั มา ในเมอ่ื มกี ารควบคมุ ลมหายใจใหป ระณตี หรอื ละเอยี ดยง่ิ ขน้ึ ตามลำดบั พงึ ถอื เปน หลกั วา การควบคมุ ลมหายใจ เปน การควบคมุ สญั ญา และเวทนาพรอ มกนั ไปในตวั : เมอื่ ทำลมหายใจใหป ระณตี ได กส็ ามารถทำสญั ญาและเวทนา ใหอ อ นกำลงั ลงได. หากแตว า ในขน้ั น้ี ไมก ำหนดนมิ ติ หรืออารมณท ล่ี มหายใจอนั คอ ยๆ รำงบั ลง แตก ำหนดตวั สญั ญาและเวทนาทคี่ อ ยๆ รำงบั ลงตามลมหายใจนนั้ เอง เปน นมิ ติ หรอื อารมณข องสติ ฉะนนั้ จงึ ไดช อ่ื วา ทำในบทศกึ ษาวา เราเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั น้.ี หลักสำคัญมีอยูวา เมื่อลมย่ิงละเอียดเทาไร เวทนาและสัญญาก็รำงับลงเทาน้ัน จติ ถงึ ความละเอยี ดไมฟ งุ ซา นยง่ิ ขนึ้ เทา นนั้ . เมอ่ื ถอื เอาความทจี่ ติ ไมฟ งุ ซา น เพราะมคี วาม รำงบั ลงแหง สญั ญาและเวทนา กด็ ี และความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา น เพราะกำหนดเอาสญั ญาและ เวทนาในขณะนน้ั เปน อารมณอ ยู กด็ ี มาเปน หลกั กเ็ ปน อนั กลา วไดว า ไดม กี ารถอื เอาเวทนา ทเี่ ปน ตวั จติ ตสงั ขารโดยตรงทกี่ ำลงั รำงบั อยๆู เปน อารมณแ หง การกำหนดแลว ดงั นี.้ เปน อนั วา ในขณะนน้ั มคี วามเตม็ ทแ่ี หง การหายใจ : มคี วามเตม็ ทแี่ หง การหายใจเขา -ออก, มคี วาม เตม็ ทแี่ หง สตทิ เี่ ขา ไปกำหนดเวทนาทรี่ ำงบั ลงๆ ตามลมหายใจทร่ี ำงบั ลง, และมคี วามเตม็ ท่ี แหง ความเปน สมาธิ คอื ความทจ่ี ติ แนว แนด ว ยอำนาจของสตทิ กี่ ำหนดเวทนาอนั รำงบั ลงตามลม หายใจนน้ั . ฉะนน้ั จงึ เปน อนั วา แมจ ะเปน การกำหนดจติ ตสงั ขาร คอื เวทนาและสญั ญาที่
2 - 130 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ รำงบั อยกู ม็ คี วามเปน สติ และความเปน สมาธโิ ดยสมบรู ณ. สว นทจี่ ดั เปน อนปุ ส สนา หรอื เปน ญาณในอานาปานสตขิ น้ั นนี้ นั้ ไดแ ก การพจิ ารณา เหน็ เวทนาทก่ี ำลงั รำงบั ลงนน้ั เอง วา เปน จติ ตสงั ขารทไ่ี มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา จนกระทง่ั ละสญั ญาวา เทยี่ ง วา สขุ วา ตวั ตนเสยี ได, นเ้ี ปน อนปุ ส สนาดว ย เปน การรำงบั สญั ญาวา เทยี่ ง วา สขุ วา อตั ตาเสยี ดว ย; จงึ เปน ทงั้ ญาณและเปน ทง้ั การรำงบั จติ ตสงั ขารอยา งยง่ิ พรอ มกนั ไปในตวั . หลงั จากนนั้ ยอ มเกดิ ความเบอื่ หนา ย คลายกำหนดั ความดบั และความสละคนื ซงึ่ ทำใหล ะความเพลนิ ความกำหนดั ความกอ ขน้ึ และความยดึ มนั่ เสยี ได โดยนยั ทกี่ ลา วแลว โดย ละเอยี ดในตอนทา ยของอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕. และอาการทง้ั หมดนเ้ี ปน อาการของเวทนา- นุปสสนาสติปฏฐานภาวนา ซึ่งมีความหมายเต็มตามอรรถแหงคำวา ภาวนา โดยสมบูรณ จงึ เปน การประมวลมาไดซ ง่ึ ธรรมทง้ั ปวงมอี นิ ทรยี ๕ เปน ตน และมอี มโตคธะเปน ทสี่ ดุ รวม กนั เปน ๒๙ อยา ง ดงั ทกี่ ลา วแลว ในตอนทา ยของอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ เชน เดยี วกนั . คำวา รำงบั มคี วามหมายตง้ั แตค วามคอ ยๆ รำงับลง กระทงั่ ถงึ ความดบั สนทิ และ เปนความเขาไปสงบรำงับแลวโดยส้ินเชิง. ขอนี้หมายถึงการท่ีเวทนามีกำลังออนลงๆ จนกระทง่ั ดบั ไปไมป รากฏ. ผลกค็ อื ปรงุ แตง จติ นอ ยๆ ลง จนกระทงั่ ไมม กี ารปรงุ แตง จติ เลย ซง่ึ เรยี กวา ระงบั จติ สงั ขารเสยี ได. อาการทง้ั หมดนี้ เปน ไปไดเ พราะการควบคมุ กำลงั ของ สญั ญาและเวทนา โดยอาศยั การควบคมุ ลมหายใจโดยนยั ดงั ทกี่ ลา วแลว . โดยอำนาจของ สตเิ ปน การทำใหจ ติ ตสงั ขารรำงบั ลง, ดว ยอำนาจของสมาธิ เปน การใหจ ติ ตสงั ขารรำงบั ไป ไมป รากฏ. ดว ยอำนาจของอนปุ ส สนาหรอื ญาณ ทำใหจ ติ ตสงั ขารขาดเหตขุ าดปจ จยั ทจี่ ะ ปรงุ แตง คอื จะไมม สี ญั ญาหรอื เวทนาชนดิ ทจ่ี ะเปน จติ ตสงั ขารขน้ึ มาได ตลอดเวลาทอ่ี นปุ ส สนา หรอื ญาณนน้ั ยงั มอี ยู, กลา วคอื ยงั เปน การเจรญิ ภาวนาอย.ู สรปุ ความวา สตกิ ด็ ี สมาธกิ ด็ ี อนปุ ส สนา หรอื ญาณกด็ ี ซงึ่ รวมเรยี กวา ภาวนาในทนี่ ี้ เปน ไปโดยอาศยั ลมหายใจเขา หายใจออก และควบคมุ ลมหายใจเขา -ออกโดยอาการทส่ี ามารถ ควบคมุ สญั ญาและเวทนาไดอ กี ตอ หนงึ่ . ภาวนานไี้ ดช อ่ื วา อานาปานสติ เพราะมกี ารกำหนดทล่ี มหายใจ หรอื ดว ยลมหายใจ
2 - 131 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ หรอื โดยการเนอื่ งดว ยลมหายใจ เชน เดยี วกบั อานาปานสตใิ นขนั้ ตน ๆ ทแ่ี ลว มา และไดช อื่ วา เวทนานุปสสนาสติปฏฐานภาวนา ก็เพราะเปนการเจริญภาวนา ท่ีมีการกำหนดสติหรือการ เขา ไปตงั้ ไวซ งึ่ สติ ดว ยการตามพจิ ารณาซง่ึ เวทนานนั้ เอง. และเนอื่ งจากภาวนานเี้ ปน ไปทกุ ลมหายใจเขา-ออก จึงกลาววาเปนอานาปานสติดวย เปนสติปฏฐานภาวนาดวย ดวย อาการอยางน้ี. การวนิ จิ ฉยั ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๘ สน้ิ สดุ ลงเพยี งแคน ้ี ซงึ่ เปน การสน้ิ สดุ ของจตกุ กะ ที่ ๒ อนั กลา วถงึ ภาวนาทม่ี เี วทนาเปน อารมณท ง้ั ๔ ขน้ั . (จบ อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๘ อนั วา ดว ยการทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั ) ในจตกุ กะที่ ๒ นี้ ทา นแนะใหส งั เกตวา การปฏบิ ตั ทิ ดี่ ำเนนิ มาถงึ จตกุ กะท่ี ๒ น้ี สงิ่ ที่ เรยี กวา ญาณในอนปุ ส สนา กม็ อี ยู ๘. และอนสุ สตซิ งึ่ เปน เครอื่ งกำหนด กม็ อี ยู ๘. ทกี่ ลา ว วา ๘ ในทนี่ ี้ หมายถงึ ญาณกต็ าม อนสุ สตกิ ต็ าม ทที่ ำหนา ทเี่ ขา ไปรู และเขา ไปกำหนดตาม ลำดบั นนั้ ไดก ำหนดปต หิ ายใจเขา ๑ หายใจออก ๑, กำหนดสขุ หายใจเขา ๑ หายใจออก ๑, กำหนดจติ ตสงั ขารหายใจเขา ๑ หายใจออก ๑ และกำหนดความทจี่ ติ ตสงั ขารนนั้ รำงบั ลงๆ หายใจเขา ๑ หายใจออก ๑, รวมกนั จงึ เปน ๘. ขอ นนั้ เปน การแสดงวา อนปุ ส สนาคอื การ ตามเหน็ กด็ ี อนสุ สตคิ อื การตามกำหนดกด็ ี ตอ งเปน ไปครบทง้ั ๘ จรงิ ๆ และสมำ่ เสมอเทา กนั จรงิ ๆ จงึ จะเปน การสมบรู ณแ หง จตกุ กะท่ี ๒ น้.ี อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๒ จบ
2 - 132 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๓ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน (ตง้ั แตก ารกำหนดลกั ษณะของจติ จนถงึ การทำจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทเ่ี กดิ กบั จติ ) บดั นมี้ าถงึ การปฏบิ ตั ใิ นอานาปานสตจิ ตกุ กะท่ี ๓ ซงึ่ กลา วถงึ อานาปานสตอิ กี ๔ ขนั้ เปน ลำดบั ไปคอื :- ขนั้ ท่ี ๙ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ หายใจเขา -ออก ๑, ขน้ั ท่ี ๑๐ การทำจติ ใหป ราโมทยย งิ่ อยู หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ที่ ๑๑ การทำจติ ใหต งั้ มนั่ อยู หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ที่ ๑๒ การทำจติ ใหป ลอ ยอยู หายใจเขา -ออก ๑, รวมเปน ๔ ขนั้ ดว ยกนั ดงั น;ี้ ทงั้ ๔ ขน้ั นี้ จดั เปน หมวดทพี่ จิ ารณาจติ เปน อารมณ สำหรบั การศกึ ษา, แทนทจี่ ะกำหนดพจิ ารณากายคอื ลมหายใจ และเวทนาดงั ทก่ี ลา วแลว ใน จตกุ กะที่ ๑ และท่ี ๒. ตอน ๙ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๙ (การรพู รอ มซงึ่ จติ ) อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ อ ที่ ๑ แหง จตกุ กะที่ ๓ หรอื จดั เปน อานาปานสตขิ อ ที่ ๙ แหง อานาปานสตทิ งั้ หมดนนั้ มวี า “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะ ซงึ่ จติ จกั หายใจ ออก’”. (จติ ตฺ ปฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ จติ ตฺ ปฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สิกฺขติ.) ใจความสำคญั ทจ่ี ะตอ งศกึ ษามอี ยเู ปน หวั ขอ ใหญๆ คอื ๑. คำวา ยอ มทำในบทศกึ ษา; ๒. คำวา เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ; ๓. ญาณและสตพิ รอ มทง้ั ธรรมอนื่ ๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ โดยสมควร แกก ารปฏบิ ตั ;ิ มคี ำอธบิ ายโดยละเอยี ดดงั ตอ ไปนี้ :-
2 - 133 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คำวา “ยอ มศกึ ษาในบทศกึ ษา”. คำนี้ มคี ำอธบิ ายเหมอื นกนั ทกุ ขนั้ ของอานาปาน- สติ โดยใจความทั่วไปก็คือ ขณะท่ีกำหนดอารมณของอานาปานสติอยางใดอยางหน่ึงอยู ยอ มไมม โี ทษเกดิ ขน้ึ ทางกายหรอื ทางวาจา และเปน การสำรวมเปน อยา งดี ชนดิ ทเ่ี ปน ศลี อยู ในตวั ; นช้ี อื่ วา สลี สกิ ขาของผนู น้ั ในขณะนนั้ . ความไมฟ งุ ซา นแหง จติ ในขณะทที่ ำอานาปาน- สตอิ ยู ชอื่ วา จติ ตสกิ ขาของผนู น้ั ในขณะนนั้ . การพจิ ารณาอารมณข องอานาปานสติ กลา ว คอื กาย เวทนา และจติ เปน ตน โดยความเปน ของไมเ ทย่ี ง เปน ตน นน้ั ชอ่ื วา เปน ปญ ญาสกิ ขา ของผนู นั้ ในขณะนน้ั . เมอื่ เปน ดงั น้ี เปน อนั กลา วไดว า ในขณะนน้ั ผนู น้ั ยอ มทำสมบรู ณใ น สกิ ขาทงั้ ๓ อยแู ลว ในตวั . สว นทเ่ี ปน เฉพาะกรณนี น้ั หมายถงึ การทใี่ นขณะแหง อานาปาน- สตขิ น้ั หนง่ึ ๆ นน้ั ผนู น้ั กำลงั ปฏบิ ตั อิ ยา งไรอยู คอื กำลงั พจิ ารณาอารมณอ ะไรอยู โดยอาการ อยา งใด; แตถ งึ กระนนั้ กต็ าม ยงั เปน อนั กลา วไดว า ดว ยการปฏบิ ตั เิ พยี งอยา งเดยี วนนั้ เขา กก็ ำลงั ทำในบทศกึ ษาครบทง้ั ๓ อยา งในตวั อยนู น่ั เอง ดงั นี้. ความหมายของคำวา ยอ ม ทำในบทศกึ ษา ยอ มเปน ดงั นเ้ี หมอื นกนั ในทท่ี กุ แหง ซง่ึ ไมจ ำเปน จะตอ งกลา วถงึ อกี ในโอกาส ขา งหนา ในบทตอ ๆ ไป. ที่วา “รูพรอมเฉพาะซึ่งจิต” นั้น มีสวนที่ตองทำความวินิจฉัยแยกกัน คือคำวา “รพู รอ มเฉพาะ” และคำวา “จติ ” สำหรบั คำวา “รพู รอ มเฉพาะ” นนั้ มคี ำอธบิ ายเหมอื นใน บททแี่ ลว มา ซงึ่ อาจจะสรปุ ความไดส นั้ ๆ วา การทจ่ี ะรพู รอ มเฉพาะตอ สง่ิ ใดนน้ั หมายถงึ การทำสง่ิ นน้ั ใหเ กดิ ขนึ้ เปน อารมณข องการกำหนด แลว พจิ ารณาโดยละเอยี ดถถี่ ว นวา สง่ิ นน้ั เปน อยา งไร ประกอบอยดู ว ยลกั ษณะอยา งไร จนกระทงั่ เกดิ ความเบอื่ หนา ยคลายกำหนดั จาก สงิ่ นนั้ อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก, ชอื่ วา รพู รอ มเฉพาะตอ สงิ่ นน้ั . สำหรบั ในทน่ี ้ี กค็ อื รพู รอ ม เฉพาะตอ จติ โดยวธิ ดี งั กลา วแลว ซง่ึ จะไดว นิ จิ ฉยั ในคำวา จติ โดยละเอยี ดสบื ไป. คำวา “จติ ” ทา นจำแนกโดยละเอยี ดดว ยคำตอ ไปนค้ี อื มโน = ใจ, มานสํ = มนสั , หทยํ = หวั ใจ, ปณฑฺ รํ = นำ้ ใจ (คำนแี้ ปลวา ขาว), มนายตนํ=อายตนะ คอื ใจ, มนนิ ทฺ รฺ ยิ ํ = อนิ ทรยี คอื ใจ, วิ ญฺ าณํ = ธรรมชาตทิ รี่ โู ดยวเิ ศษ, วิ ญฺ าณกขฺ นโฺ ธ = กองหรอื สว นคอื วญิ ญาณ, มโนวิ ญฺ าณธาตุ = ธาตคุ อื ความรวู เิ ศษฝา ยใจ ทง้ั หมดนล้ี ว นแตห มายถงึ จติ หรอื เปน คำทใี่ ช เรยี กแทนคำวา จติ แมจ ะมคี ำวา หทยํ รวมอยดู ว ย กใ็ หถ อื เอาความวา หมายถงึ จติ มไิ ดห มาย
2 - 134 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ถงึ กอ นเนอื้ หวั ใจดงั ความหมายธรรมดา; ฉะนน้ั ขอใหถ อื เอา ความหมายของคำเหลา นท้ี กุ คำมารวมกนั เปน ความหมายของคำวา “จติ ” ในทน่ี ี้. จติ นจี้ ะรพู รอ มเฉพาะไดท ไี่ หน ? คำตอบในวงการทำอานาปานสตยิ อ มตอบวา รพู รอ ม เฉพาะไดท จี่ ติ ทกุ ขนั้ ในทกุ ขณะแหง การทำอานาปานสตนิ น่ั เอง; เพราะฉะนนั้ ผทู ที่ ำอานาปาน- สตขิ น้ั ที่ ๙ นี้ จะตอ งพจิ ารณาดจู ติ วา เปน อยา งไร มาทกุ ขนั้ ของการทำอานาปานสตทิ แี่ ลว มาทงั้ ๘ ขน้ั เขาจะตอ งเรมิ่ ทำอานาปานสตมิ าตง้ั แตข นั้ ตน ทกุ ขน้ั ตามลำดบั และเพง พจิ ารณา ดลู กั ษณะของจติ มาตามลำดบั ตงั้ แตข นั้ ที่ ๑ จนถงึ ขน้ั ท่ี ๘ จนกระทงั่ เหน็ ชดั วา :- ๑. จติ ในขณะกำหนดลมหายใจยาว นน้ั เปน อยา งไร; ๒. จติ ในขณะกำหนดลมหายใจสนั้ นนั้ เปน อยา งไร; ๓. จติ ในขณะมกี ารกำหนดรพู รอ มเฉพาะซงึ่ กายทง้ั ปวง นน้ั เปน อยา งไร; ๔. จติ ในขณะทกี่ ำลงั ทำกายสงั ขารใหร ำงบั นนั้ เปน อยา งไร; ๕. จติ ในขณะทกี่ ำลงั รพู รอ มเฉพาะตอ ปต อิ ยู นนั้ เปน อยา งไร; ๖. จติ ในขณะทกี่ ำลงั รพู รอ มเฉพาะตอ สขุ อยู นน้ั เปน อยา งไร; ๗. จติ ในขณะทก่ี ำลงั รพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ สงั ขารอยู นนั้ เปน อยา งไร; ๘. จติ ในขณะทก่ี ำลงั ทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู นน้ั เปน อยา งไร; ซง่ึ จะพจิ ารณาเหน็ ไดว า มลี กั ษณะแตกตา งกนั อยา งไรเปน ลำดบั มา จนกระทง่ั ถงึ ขณะน;ี้ ครน้ั ในทส่ี ดุ ตอ งพจิ ารณาใหเ หน็ ลกั ษณะแหง ความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา เปน ตน ของ จติ เหลา นน้ั ทกุ ๆ ขนั้ เพอ่ื ถอนเสยี ซงึ่ ความสำคญั ผดิ วา เทยี่ ง วา สขุ วา อตั ตา จนกระทงั่ มคี วาม เบอื่ หนา ยคลายกำหนดั ความดบั และความสละคนื ดงั ทก่ี ลา วแลว . ทง้ั หมดน้ี กระทำดว ย การพจิ ารณาทลี่ ะเอยี ดยง่ิ ขน้ึ เปน ลำดบั โดยอาการ ๑๖ อยา ง ดงั ทก่ี ลา วแลว โดยละเอยี ดใน อานาปานสตขิ นั้ ตน ๆ, ซง่ึ โดยใจความกค็ อื รทู วั่ อยู, กำหนดอย,ู รอู ย,ู เหน็ อยู, พจิ ารณาอยู, อธษิ ฐานอย,ู ปลงจติ ลงโดยความเชอื่ อยู, ประคองความเพยี รอยู, ดำรงสตอิ ย,ู จติ ตงั้ มนั่ อยู, รูชัดดวยปญญาอยู, รูยิ่งดวยปญญาเปนเคร่ืองรูย่ิงอยู, รอบรูในธรรมที่ควรกำหนดรูอยู, ละธรรมท่ีควรละอยู, เจริญธรรมท่ีควรเจริญอย,ู และทำใหแจงธรรมที่ควรทำใหแจงอยู; ทกุ ๆ ขนั้ ทำดว ยจติ ทป่ี ระกอบไปดว ยเอกคั คตาไมฟ งุ ซา นอยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก จนกระทง่ั
2 - 135 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เหน็ อยา งแจม แจง วา จติ ทง้ั หมดนนั้ เปน สงั ขารธรรม มคี วามไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข ? เปน อนตั ตา เปน ตน ดงั กลา วแลว . ทง้ั หมดนี้ คอื คำอธบิ ายของคำวา “รพู รอ มเฉพาะซง่ึ จติ ”. ในทอี่ นื่ อกี บางแหง มบี าลแี สดงลกั ษณะตา งๆ ของจติ ไวอ กี ปรยิ ายหนงึ่ ซงึ่ สามารถ นำมาใชเ ปน หลกั ในการพจิ ารณาดจู ติ ได เพม่ิ ขนึ้ อกี สว นหนงึ่ ในทน่ี น้ั มกี ารแนะใหพ จิ ารณา ดจู ติ โดยนยั ดงั ตอ ไปนี้ :- ๑. จติ กำลงั ประกอบอยดู ว ยราคะ หรอื ไมป ระกอบดว ยราคะ; ๒. จติ กำลงั ประกอบอยดู ว ยโทสะ หรอื ไมป ระกอบดว ยโทสะ; ๓. จติ กำลงั ประกอบอยดู ว ยโมหะ หรอื ไมป ระกอบดว ยโมหะ; ๔. จติ กำลงั หดหู หรอื กำลงั ฟงุ ซา น; ๕. จติ กำลงั ตง้ั อยใู นฌาน หรอื ไมต ง้ั อยใู นฌาน; ๖. จติ มจี ติ อน่ื เหนอื หรอื ไมม จี ติ อนื่ เหนอื ; ๗. จติ มนั่ คง หรอื ไมม น่ั คง; ๘. จติ มกี ารปลอ ยสงิ่ ทเ่ี กดิ แกจ ติ หรอื ไมม กี ารปลอ ย; แตใ นทส่ี ดุ กย็ อ มนำไปสกู ารพจิ ารณาวา แมจ ติ จะประกอบอยดู ว ยลกั ษณะเชน ไร กย็ งั คงประกอบอยดู ว ยความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อยนู นั่ เอง, ซงึ่ ทำใหม ผี ลแหง การพจิ ารณา เปน ไปในทำนองเดยี วกนั กบั การพจิ ารณาตามวธิ ที กี่ ลา วแลว ขา งบน ทงั้ สน้ิ . สว นขอ ทว่ี า ญาณและสตพิ รอ มทงั้ ธรรมอนื่ ๆ ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ โดยสมควรแกก ารปฏบิ ตั ิ อยา ง ไรนนั้ กม็ คี ำอธบิ ายเหมอื นอยา งทกี่ ลา วแลว ในอานาปานสตขิ นั้ ตน แตน ซ้ี งึ่ ใครจ ะขอซกั ซอ มความเขา ใจอกี ครง้ั หนงึ่ คอื เมอื่ มกี ารพจิ ารณาและรพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ อยโู ดยอาการ ๑๖ อยา งดงั ทกี่ ลา วแลว จติ กเ็ ปน สงิ่ ทปี่ รากฏชดั ดว ยอำนาจลมหายใจเขา -ออกของบคุ คลผรู ู พรอ มเฉพาะอยดู ว ยอาการอยา งน.ี้ การกำหนดนน้ั เปน สต;ิ สตนิ น้ั เปน อนปุ ส สนาญาณใน ทส่ี ดุ ; ผปู ฏบิ ตั ติ ามเหน็ จติ นน้ั ดว ยสตนิ นั้ ดว ยญาณนน้ั อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก จงึ เกดิ มี ภาวนาที่เรียกวาจิตตานุปสสนาสติปฏฐานภาวนาขึ้นโดยสมบูรณอยูในขณะนั้น เพราะวา สมบรู ณไ ปดว ยอรรถทง้ั ๔ ของภาวนา ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน โดยละเอยี ด
2 - 136 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ อรรถ ๔ โดยหวั ขอ คอื ๑. ความไมก ำ้ เกนิ กนั ของธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ ในสตปิ ฏ ฐานนน้ั ๒. อนิ ทรยี ท งั้ หลายมรี สหรอื กจิ เปน อนั เดยี วกนั ๓. นำความเพยี รเขา ไปสมควรแกธ รรมและอนิ ทรยี ๔. เปน ทสี่ อ งเสพมากแหง จติ . เมอ่ื การปฏบิ ตั เิ ปน สตปิ ฏ ฐานภาวนาโดยสมบรู ณเ ชน นแี้ ลว ยอ มสโมธานธรรมตา งๆ คอื กอ ใหเ กดิ ธรรมะชอ่ื นนั้ ๆ ขน้ึ โดยสมควรแกก ารปฏบิ ตั ใิ นขณะนนั้ ดงั ทที่ า นใหต วั อยา งไวเ ปน ๒๙ อยา งดว ยกนั มกี ารสโมธานซงึ่ อนิ ทรยี ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗ มรรคมอี งค ๘ สตปิ ฏ ฐาน ๔ ฯลฯ เปน ลำดบั ไป จนกระทง่ั ถงึ วมิ ตุ ตแิ ละอมโตคธะ เปน ทส่ี ดุ ดงั ทกี่ ลา วแลว โดยละเอยี ด ในคำอธบิ ายของอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕. อนง่ึ จะตอ งเขา ใจไวเ สมอไปวา การสโมธานธรรม หมวดใดหมวดหนงึ่ กต็ าม ยอ มมกี ารรซู งึ่ โคจร คอื สงิ่ ทเี่ ปน อารมณของธรรมนนั้ และยอ มมี การแทงตลอดสมตั ถะเกยี่ วกบั ธรรมนน้ั ดว ยเสมอไป มรี ายละเอยี ดดงั ทก่ี ลา วแลว ในคำอธบิ าย เรอ่ื งนน้ั ในอานาปานสตขิ น้ั ตน ๆ แตน .้ี รวมความวา สติ คอื การกำหนดกเ็ กดิ ขน้ึ , ญาณคอื ความรกู เ็ กดิ ขนึ้ , การกระทำทเ่ี รยี กวา ภาวนากเ็ กดิ ขนึ้ , ธรรมตา งๆ ๒๙ อยา งกป็ ระมวลมา ได. ความเบอื่ หนา ย คลายกำหนดั ความดบั และความสลดั คอื ซงึ่ เปน ผลของการกระทำ กเ็ กดิ ขน้ึ โดยอาการตา งๆ ดงั ทกี่ ลา วแลว ในเรอ่ื งนนั้ ๆ. นคี้ อื ญาณและสตเิ ปน ตน ซง่ึ เกดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจอานาปานสตขิ นั้ น้ี ซงึ่ เปน ขนั้ ทเี่ พง ดจู ติ ชนดิ ตา งๆ หรอื มจี ติ ชนดิ ตา งๆ เปน อารมณ เพอื่ พจิ ารณาใหเ หน็ ความจรงิ ในขอ ทว่ี า จติ ทง้ั หมดนนั้ แมจ ะตา งกนั อยา งไร กต็ กอยใู นฐานะ เปนเพียงสังขารธรรม อยูใตอำนาจของความไมเท่ียง เปนทุกข เปนอนัตตา โดยเสมอกัน น่ันเอง. ขอ สงั เกตในระหวา งจตกุ กะทง้ั ๓ เพอ่ื ใหเ หน็ ความแตกตา งอยา งชดั แจง ยงิ่ ขนึ้ ไป ใน ตอนนม้ี อี ยวู า เมอ่ื เปรยี บเทยี บกนั ดรู ะหวา งจตกุ กะทงั้ ๓ นแี้ ลว จะเหน็ ไดว า จตกุ กะท่ี ๑ มี การดแู ละควบคมุ ทล่ี มหายใจในลกั ษณะตา งๆ กนั ; ในจตกุ กะท่ี ๒ มกี ารดแู ละควบคมุ ทคี่ วาม รสู กึ อนั เปน เวทนาในลกั ษณะตา งๆ กนั ; ใน จตกุ กะท่ี ๓ นจี้ ะไดด แู ละทำการฝก ฝนควบคมุ จติ ในลกั ษณะตา งๆ กนั สบื ตอ ไป ทง้ั หมดนตี้ อ งไมล มื วา คำทวี่ า ดู กค็ อื ดใู หเ หน็ วา มี
2 - 137 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ลกั ษณะอยใู นตวั มนั เองอยา งไร ทำหนา ทอ่ี ยา งไร เกดิ มาจากอะไรจะดบั ไปอยา งไร เปน ตน ; และคำวา ควบคมุ กค็ อื ทำใหม นั สงบรำงบั ลงจากความหยาบมาสคู วามละเอยี ด, จากการปรงุ แตง มาก มาเปน การปรงุ แตง นอ ย กระทง่ั ไมใ หม กี ารปรงุ แตง เลย, หรอื จากความยดึ ถอื เตม็ ท่ี มาสคู วามยดึ ถอื นอ ย กระทง่ั ไมม คี วามยดึ ถอื เลย. ทงั้ หมดน้ี คอื ความมงุ หมายอนั แทจ รงิ ของการทเ่ี ราทนสคู วามลำบากนานาประการ ในการปฏบิ ตั อิ านาปานสตกิ มั มฏั ฐานตลอดมา. สรปุ ใจความสนั้ ๆ อกี ครง้ั หนง่ึ วา คำวา รพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ทงั้ ปวงนน้ั หมายถงึ จติ ทกุ ชนดิ ในขณะแหง การปฏบิ ตั อิ านาปานสตทิ กุ ขนั้ ไดร บั การพจิ ารณาสอดสอ งดว ยญาณและ สตอิ ยา งทวั่ ถงึ จนไมม คี วามยดึ ถอื จติ วา เปน ตวั ตนแตป ระการใดนนั่ เอง และมคี วามเบอื่ หนา ย คลายกำหนดั จากความยดึ ถอื จติ วา เปน ตวั ตนมาแตเ ดมิ เสยี ได. การวนิ จิ ฉยั ในอานาปานสติ ขนั้ ที่ ๙ สน้ิ สดุ ลงเพยี งเทา น้.ี ตอ นไ้ี ปจะไดว นิ จิ ฉยั ในขน้ั ที่ ๑๐ ตอน ๑๐ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๐ (การทำจติ ใหป ราโมทยย ง่ิ อย)ู อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๐ หรอื ขอ ที่ ๒ แหง จตกุ กะที่ ๓ นน้ั มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหป ราโมทยย งิ่ อยู จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหป ราโมทย ยิ่งอยู จักหายใจออก’ (ปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ; ปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ.) มอี ธบิ ายโดยละเอยี ดดงั ตอ ไปน้ี :- คำวา ยอ มทำในบทศกึ ษา มอี ธบิ ายอยา งเดยี วกนั กบั ทอี่ ธบิ ายมาแลว ในตอนกอ น. คำวา ทำจติ ใหป ราโมทย มขี อ ควรวนิ จิ ฉยั คอื ทำใหป ราโมทย เกดิ ขนึ้ ในขณะไหน และความปราโมทยน น้ั มอี ยอู ยา งไร, ดงั จะไดว นิ จิ ฉยั สบื ไปดงั ตอ ไปนี้ : ความปราโมทยโ ดยธรรม ในทน่ี ้ี เมอื่ กลา วโดยสรปุ แลว ยอ มทำใหเ กดิ ขน้ึ ไดใ นทกุ ขนั้ แหง อานาปานสติ เพราะฉะนนั้ ผทู ลี่ งมอื ปฏบิ ตั ใิ นขน้ั นี้ จะตอ งพยายามทำใหเ กดิ ความปราโมทย ขนึ้ ในทกุ ขนั้ แหง อานาปานสต.ิ เขาจกั ตอ งยอ นไปปฏบิ ตั มิ าตงั้ แตอ านาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ เปน ลำดบั มา. จนกระทงั่ ถงึ ขน้ั ที่ ๙ พยายามทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขน้ึ ใหป รากฏชดั ในทกุ ขนั้ และใหป ระณตี หรอื สงู ขนึ้ มาตามลำดบั ดจุ กนั คอื :-
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 642
Pages: