Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Published by Chalermkiat Deesom, 2020-08-19 23:59:17

Description: คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Search

Read the Text Version

2 - 88 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทงั้ หมด คอื รวมทง้ั ฝา ยสมถะและวปิ ส สนา. มนั เหมอื นกบั งานฝม อื ทลี่ ะเอยี ด : จะทำแรงไป กไ็ มไ ด เบาไปกไ็ มไ ด แนน ไปกไ็ มไ ด หลวมไปกไ็ มไ ด ชา เกนิ ไปกไ็ มไ ด เรว็ เกนิ ไปกไ็ มไ ด ดว ย เจตนาทร่ี นุ แรงกไ็ มไ ด ดว ยเจตนาทเ่ี ฉอ่ื ยชากไ็ มไ ด จะวา เตม็ สำนกึ กไ็ มใ ช ไรส ำนกึ กไ็ มใ ช และอะไรๆ กล็ ว นแตจ ะตอ งพอเหมาะพอดี และออกจะเปน อตั โนมตั ิ คอื ดำเนนิ ไปไดง า ยโดย ตวั มนั เองในเมอื่ สง่ิ ตา งๆ ไดด ำเนนิ ไปโดยถกู วธิ ;ี และจะตดิ ตนั หรอื ลม เหลว ไมม ที างทเี่ ปน ไปไดใ นเมอื่ สง่ิ ตา งๆ ไมเ ปน ไปอยา งเหมาะสมหรอื ไมถ กู วธิ เี ชน กนั . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งทำงาน ๒ อยา งพรอ มกนั คอื การตง้ั อยใู นปฏภิ าคนมิ ติ และ การหนว ง ใหค วามรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ านทง้ั ๕ ปรากฏ และเดนขน้ึ มาๆ จนสมบรู ณแ ละมน่ั คง สำหรบั การตง้ั อยใู นปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ สำเรจ็ ไดด ว ยการทไ่ี ดท ำมาอยา งเคยชนิ ในการคมุ ปฏภิ าคนมิ ติ ใหต งั้ อยอู ยา งแนว แนม าแลว จรงิ ๆ ซงึ่ จะตอ งกนิ เวลาเปน สปั ดาหๆ มาแลว จงึ จะอยใู นลกั ษณะ ทม่ี น่ั คงพอทจี่ ะใชเ ปน บาทฐานใหจ ติ หนว งเหนยี่ วเอาองคฌ านใหบ รบิ รู ณไ ด. บางคนอาจ จะเปน เดอื นๆ เปน ปๆ หรอื ลม เหลวในทสี่ ดุ คอื ทำสมาธไิ มส ำเรจ็ เปน อปั ปนาสมาธิ เพราะ เหตทุ อี่ ปุ นสิ ยั ไมอ ำนวย หรอื เพราะเหตใุ ดกต็ าม เขาจะตอ งผละจากการทำสมาธิ ไปสกู าร ทำวปิ ส สนาตามลำดบั ไป เพอื่ การบรรลผุ ลประเภททไ่ี มต อ งเกยี่ วกบั อปั ปนาสมาธิ. สว นบคุ คลผมู อี ปุ นสิ ยั หรอื ความเหมาะสมนนั้ อาจจะประสบความสำเรจ็ ตา งกนั ไปตาม ลำดบั ๆ คอื หนว งเอาองคแ หง ฌานใหเ กดิ ขนึ้ ไดเ ปน ฌานตามลำดบั แลว จงึ ทำวปิ ส สนาดว ย สมาธทิ เ่ี ขม แขง็ และสมบรู ณเ ชน นนั้ ไดผ ลเปน เจโตวมิ ตุ ติ ในขณะทพี่ วกโนน ไดร บั ผลเปน ปญ ญา- วมิ ตุ ตลิ ว นๆ. ฉะนนั้ ผสู นใจในอปั ปนาสมาธิ จะตอ งมคี วามพยายามมากเปน พเิ ศษ. ตลอดเวลา ทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ ยงั ไมเ ปน อปุ การะ แกอ ปั ปนาสมาธอิ ยเู พยี งใด เขาจะตอ งประคบั ประคองมนั อยา งยง่ิ อยเู พยี งนนั้ โดยไมย อมทอ ถอย นเ้ี รยี กวา การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ ในระยะแหง อปุ จาร- สมาธิ จนกวา จะเกดิ อปั ปนาสมาธิ. การรักษาปฏิภาคนิมิต ในระยะแหง การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ ทเ่ี พงิ่ ไดม าใหมๆ เพอ่ื การเกดิ อปั ปนาสมาธนิ ี้ ใน

2 - 89 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทางภายนอก มกี ารแนะใหใ ชว ตั ถอุ ปุ กรณต า งๆ เพอ่ื สะดวกในการปฏบิ ตั ยิ งิ่ ขนึ้ เชน ใชร องเทา เพอื่ อยา ใหเ สยี เวลาชกั ชา หรอื ฟงุ ซา น ในการทจี่ ะตอ งมวั นงั่ ลา งเทา ในเมอื่ เทา เปอ น หรอื เทา เปน อะไรขน้ึ มาในขณะนน้ั ซงึ่ ลว นแตท ำจติ ใหฟ งุ ซา น ไมส ามารถประคบั คองปฏภิ าคนมิ ติ ให ประณตี สขุ มุ ตดิ ตอ กนั . ในบางกรณแี นะใหใ ชไ มเ ทา เพอ่ื ใหม กี ารยนื ทสี่ บาย เพอ่ื ใหม กี ารเดนิ ทสี่ ะดวกและมน่ั คง ซงึ่ ลว นแตอ ำนวยความสะดวกแกก ารประคบั ประคองปฏภิ าคนมิ ติ ดว ยกนั ทงั้ นน้ั ดงั นเ้ี ปน ตวั อยา ง. พรอ มกนั นนั้ กค็ วรจะมกี ารสำรวจ หรอื ปรบั ปรงุ หรอื ระมดั ระวงั ใหส ปั ปายธรรมทง้ั ๗ ไดเ ปน ไปอยา งดที สี่ ดุ อกี ครง้ั หนง่ึ คอื ความสะดวกสบายเหมาะสม เนอ่ื งดว ยอาวาส โคจร กถา บคุ คล อาหาร ฤดู และอริ ยิ าบถ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน นน่ั เอง เพอื่ ความเหมาะสมในการเปน อยขู องบคุ คลผปู ระคบั ประคองปฏภิ าคนมิ ติ ใหถ งึ ทสี่ ดุ จรงิ ๆ. การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ เปน สงิ่ ทจ่ี ะตอ งทำเรอื่ ยไปในฐานะทเ่ี ปน ตวั การปฏบิ ตั โิ ดยตรง ในขณะน้ี และดเู ปน กจิ ทนี่ า เบอื่ หนา ย. เพอ่ื ปลกู ฉนั ทะ คอื ความพอใจ หรอื เพมิ่ กำลงั ใจใน เรอื่ งน้ี ควรทำความเขา ใจในเรอ่ื งนใ้ี หเ พยี งพออยเู สมอ โดยเฉพาะในขอ ทส่ี งิ่ เหลา นต้ี อ งสมั พนั ธ กนั อยา งไร จงึ จะเกดิ มคี วามสำเรจ็ ในการบรรลฌุ านโดยเฉพาะ. ความสมั พนั ธก นั ในระหวา งธรรมเหลา น้ี คอื : ก. ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏขนึ้ ทำใหน วิ รณร ำงบั ไป สว นอปั ปนาสมาธยิ งั ลม ๆ ลกุ ๆ อยู จนกวาจะหนวงเอาองคฌานไดโดยสมบูรณ. ข. เมอ่ื นวิ รณร ำงบั ไป องคแ หง ฌานจงึ ปรากฏขนึ้ และจะตอ งทำใหช ดั ขนึ้ จนสมบรู ณ ทง้ั ๕ องค โดยอาศยั ปฏภิ าคนมิ ติ เปน หลกั และมอี งคฌ านทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ เปน อารมณ. ค. เมอ่ื องคแ หง ฌานปรากฏโดยสมบรู ณ อปั ปนาสมาธติ ง้ั ลงอยา งสมบรู ณค อื บรรลุ ถึงฌานข้ันแรก. น้ีทำใหเห็นไดวา กิจที่จะตองทำอยางยิ่งในขณะน้ีก็คือ การรักษาหรือการประคับ ประคองปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ ใหม นั่ คงอยตู ลอดเวลา พรอ มๆ กนั กบั การหนว งเอาองคฌ านมา เพอื่ ใหเกิดอัปปนาสมาธ.ิ

2 - 90 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ การเรงใหเกิดอัปปนาสมาธิ อุบายวิธีท่ีเปนการสนับสนุนใหเกิดอัปปนาสมาธิโดยเร็ว ในระยะแหงการรักษา ปฏภิ าคนมิ ติ นน้ั เรยี กกนั ดว ยคำทไ่ี พเราะวา อปั ปนาโกศล แปลวา ฉลาดในการสรา งอปั ปนาสมาธิ ทา นแนะไวเ ปน ๑๐ อยา ง คอื :- ๑. ทำวตั ถอุ ปุ กรณท แี่ วดลอ มใหเ หมาะสมยงิ่ ขนึ้ , ๒. ปรบั ปรงุ อนิ ทรยี ท งั้ ๕ ใหม กี ำลงั เทา กนั , ๓. ฉลาดในเรอ่ื งของนมิ ติ , ๔. ประคองจติ โดยสมยั ทค่ี วรประคอง, ๕. ขม จติ โดยสมยั ทคี่ วรขม , ๖. ปลอบจติ โดยสมยั ทค่ี วรปลอบ, ๗. คมุ จติ โดยสมยั ควรคมุ , ๘. เวน คนและสง่ิ ทโี่ ลเล, ๙. คบคนมนั่ คง, ๑๐. การคอยนอ มจติ ไปตามความเหมาะสมแกจ งั หวะ๑๐ อบุ ายวธิ ที งั้ ๑๐ ประการนี้ รวมเรยี กวา อปั ปนาโกสล เพราะมคี วามมงุ หมายตรงกนั หมด คอื เปน อบุ ายหรอื ความฉลาดในการเรง รดั จติ ใหก า วไปสคู วามเปน อปั ปนา เปน การ บม นสิ ยั หรอื อนิ ทรยี ใ หแ กก ลา ถงึ ทส่ี ดุ พรอ มกนั ไปในตวั . อปั ปนาโกสลน้ี มผี ลนอกจากทำความ สำเรจ็ ในการทำสมาธแิ ลว ยงั มผี ลเพอื่ การปฏบิ ตั อิ ยา งอนื่ ทวั่ ๆ ไป แมก ระทง่ั ในขนั้ แหง วปิ ส สนา อนั เปน ระยะสดุ ทา ย เมอื่ อปั ปนาโกสลในขนั้ รกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ และการหนว งเอาองคฌ าน เปน ไปดว ยดแี ลว ผลทเี่ กดิ ขนึ้ กค็ อื อปั ปนาสมาธิ หรอื การบรรลฌุ าน. การบรรลฌุ าน ลำดบั ของการปฏบิ ตั ิ ในขนั้ ทเ่ี ปน การบรรลถุ งึ ฌานน้ี ควรจะไดย อ นไปทำความเขา ใจ ตงั้ แตข น้ั ทป่ี ฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏขน้ึ มาตามลำดบั อกี ครงั้ หนงึ่ เพอ่ื ความเขา ใจงา ยในขนั้ นี้ : ๑๐ วสิ ทุ ธมิ รรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑๐๔-๑๒๑.

2 - 91 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เมอ่ื ปฏภิ าคนมิ ติ จะปรากฏ มสี งิ่ ใหส งั เกตลว งหนา ได คอื อคุ คหนมิ ติ ในขณะนนั้ แจม ใสยงิ่ ขน้ึ ; จติ รสู กึ สงบยง่ิ ขน้ึ ; รสู กึ สบายใจหรอื พอใจในการกระทำนน้ั มากยงิ่ ขน้ึ ; ความ เพยี รเปน ไปโดยสะดวก แทบจะไมต อ งใชค วามพยายามอะไรเลย; ลกั ษณะเหลา นแ้ี สดงวา ปฏิภาคนิมิตจะปรากฏ. ครนั้ ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏแลว ตอ งระมดั ระวงั ในการรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ โดยนยั ดงั ทกี่ ลา ว มาแลว ขา งตน เปน ระยะยาวตามสมควร. แมว า ในขณะนน้ี วิ รณจ ะระงบั ไป ไมป รากฏกจ็ รงิ แตอ ปั ปนาสมาธยิ งั ลม ๆ ลกุ ๆ อยู เพราะองคฌ านยงั ไมป รากฏแนน แฟน โดยสมบรู ณ. ผปู ฏบิ ตั ิ จะตอ งดำรงตนอยอู ยา งสม่ำเสมอ ในลกั ษณะแหง อปั ปนาโกสล ๑๐ ประการ ดงั ทกี่ ลา วแลว เพอื่ เปน การเรง รดั อปั ปนาสมาธใิ หป รากฏตอ ไป. ผปู ฏบิ ตั หิ นว งจติ ใหล ถุ งึ อปั ปนาสมาธไิ ด ดว ยการหนว งความรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ านทง้ั ๕ ประการ ใหป รากฏขน้ึ ในความรสู กึ แจม ชดั สมบรู ณ และตงั้ อยอู ยา งแนน แฟน . เมอื่ องคฌ านตง้ั มนั่ ทง้ั ๕ องคแ ลว ชอื่ วา ลถุ งึ อปั ปนาสมาธิ หรอื กลา วอกี นยั หนง่ึ กค็ อื การได ฌานในอนั ดบั แรก ซง่ึ เรยี กวา ปฐมฌาน. ทา นผสู นใจลกั ษณะความสมบรู ณข องปฐมฌาน ๒๐ ประการพงึ ดไู ดจ ากหนงั สอื อานาปานสตภิ าวนา ของพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ . ภาวะของจิตในขณะแหงฌาน เปนที่ทราบกันแลววา จิตเปนธรรมชาติท่ีตองกำหนดอยูท่ีสิ่งหนึ่งส่ิงใดเปนอารมณ แลว อะไรเลา เปน อารมณใ นขณะทจี่ ติ บรรลฌุ าน ? เพอื่ ความเขา ใจงา ย ควรจะแยกเปน ๒ ระยะ คอื ขณะทจี่ ติ จะบรรลฌุ าน อยา งหนง่ึ ขณะทจี่ ติ ตง้ั อยแู ลว ในฌาน อยา งหนง่ึ . สำหรบั จติ ในขณะทจี่ ะบรรลฌุ านโดยแนน อน ซงึ่ เรยี กวา “โคตรภจู ติ ในฝา ยสมถะ” นนั้ พอทจ่ี ะกลา วไดว า มคี วามเปน อปั ปนาหรอื ฌาน ซงึ่ จะลถุ งึ ขา งหนา เปน อารมณ. สว น จติ ทต่ี งั้ อยแู ลว ในฌานนน้ั อยใู นสภาพทไี่ มค วรจะกลา ววา มอี ะไรเปน อารมณ แตถ า จะกลา ว กก็ ลา ววา มอี งคแ หง ฌานทป่ี รากฏชดั เจนโดยสมบรู ณแ ลว นนั้ เองเปน อารมณ เพราะมคี วาม รสู กึ ทเ่ี ปน องคแ หง ฌานนนั้ ปรากฏอย.ู แตข อ นยี้ งั มใิ ชป ญ หาสำคญั ในการการปฏบิ ตั ิ เพราะ วา มนั เปน สงิ่ ทเ่ี ปน ไปไดเ อง. ปญ หาสำคญั ของเราอยตู รงทวี่ า :-

2 - 92 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ในขณะที่จิตลุถึงฌานนั้น มีอะไรเปนอารมณ และมีการเก่ียวของกับอารมณนั้น ใน ลกั ษณะอยา งไร ? ซงึ่ จะไดว นิ จิ ฉยั สบื ไป. ดังท่ีไดกลาวแลววา จิตในขณะท่ีกำลังจะลุถึงฌานน้ี มีการหนวงตออัปปนาสมาธิ จงึ มี ความเปน อปั ปนานน่ั เอง เปน อารมณข องการหนว ง. นที้ ำใหเ หน็ ไดว า มไิ ดม กี ารกำหนด อารมณน น้ั ในฐานะทเี่ ปน นมิ ติ ดงั ทเี่ คยกระทำกนั มาแลว แตก าลกอ น กลา วคอื ในขณะแหง บรกิ รรมนมิ ติ อคุ คหนมิ ติ และแมป ฏภิ าคนมิ ติ ; ฉะนนั้ จงึ ถอื เปน หลกั อนั สำคญั สำหรบั การ ศกึ ษาในขนั้ นวี้ า ธรรม ๓ คอื นมิ ติ ลมหายใจออก และลมหายใจเขา ทงั้ ๓ นมี้ ไิ ดต งั้ อยใู น ฐานะเปน อารมณแ หง เอกคั คตาจติ หรอื แมจ ติ ทกี่ ำลงั จะเปน เอกคั คตา; แตถ งึ กระนนั้ ธรรม ทงั้ ๓ น้ี กย็ งั คงปรากฏดว ยอำนาจของสตอิ ยนู นั่ เอง ทงั้ จติ กไ็ มฟ งุ ซา น ทง้ั ความเพยี รกป็ รากฏ หรอื เปน ไปอยู และผปู ฏบิ ตั กิ ส็ ามารถทำประโยคใหส ำเรจ็ จนลถุ งึ คณุ พเิ ศษทตี่ นประสงค และ นค้ี อื หวั ขอ ทต่ี อ งทำความเขา ใจ หรอื ทอี่ ยใู นลกั ษณะทพี่ อจะเรยี กไดว า เปน “กลเมด็ ทเี่ กย่ี ว กับการบรรลุฌาน” ผูศึกษาพึงสังเกตใหเห็น ใจความสำคัญของหลักท่ีกลาวแลว ซึ่งมีอยูวาในขณะน้ี นมิ ติ กต็ าม ลมหายใจออกกต็ าม ลมหายใจเขา กต็ าม มไิ ดเ ปน อารมณข องจติ แตก ย็ งั คงปรากฏ อยนู ี้ ขอ หนง่ึ ; และอกี ขอ หนงึ่ คอื แมม ไิ ดม กี ารกำหนดสง่ิ เหลา นน้ั เปน อารมณ จติ กไ็ มฟ งุ ซา น. ความพยายามทำกป็ รากฏอยู. ตวั ประโยค กลา วคอื ตวั การกระทำ กด็ ำเนนิ ไปอยู จนกระทงั่ เปน สมาธิ ดงั น.ี้ นกึ ดแู ลว มนั จะเปน ไปไดอ ยา งไรกนั ? ปญ หายอ มจะเกดิ ขนึ้ วา นมิ ติ และ ลมหายใจจะปรากฏแกจ ติ ไดอ ยา งไร ในเมอื่ ไมไ ดต งั้ อยใู นฐานะเปน อารมณข องจติ ? ความ พยายามและความดำเนนิ ไปของภาวนา จะมไี ดอ ยา งไร ในเมอื่ จติ สงบไมม พี ฤตหิ รอื ความหวนั่ ไหวแตอ ยา งใด ? นแ่ี หละ คอื ความหมายของคำทก่ี ลา ววา ถา เปน ไปได กต็ อ งเปน ไปในลกั ษณะ ทเ่ี ปน กลเมด็ หรอื เปน เคลด็ ลบั . แตท แี่ ทจ รงิ นนั้ หาไดเ ปน กลเมด็ หรอื เคลด็ ลบั อยา งใดไม มนั เพยี งอาการของการกระทำทแ่ี ยบคายทส่ี ดุ ตามแบบของจติ ทฝ่ี ก แลว ถงึ ทส่ี ดุ และเปน ไปได โดยกฎธรรมดา หรอื ตามธรรมชาตนิ นั่ เอง. ถา ไมม กี ารสงั เกตหรอื การศกึ ษาทเ่ี พยี งพอ กด็ ู คลา ยกบั วา เปน สงิ่ ทเ่ี ปน ไปไมไ ด. การอธบิ ายสง่ิ ทอ่ี ธบิ ายดว ยคำพดู ตรงๆ ไมไ ด หรอื ไดก ม็ ี ความยากลำบากเกนิ ไปนนั้ ทา นนยิ มใหท ำการอธบิ ายดว ยการทำอปุ มา; พอผฟู ง เขา ใจ

2 - 93 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ความหมายของอปุ มาแลว กเ็ ขา ใจความหมายของตวั เรอ่ื ง ซง่ึ เปน ตวั อปุ มยั ไดท นั ท.ี ในทน่ี ้ี กจ็ ำเปน จะตอ งใชว ธิ กี ารอนั นน้ั กลา วคอื การทำอปุ มาดว ยการเลอ่ื ยไมอ กี ตามเคย :- คนๆ หนง่ึ กำลงั เลอื่ ยไมอ ยู ซง่ึ หมายความวา ฟน เลอ่ื ยกำลงั กนิ เนอ้ื ไมอ ย.ู สงิ่ ท่ี จะตอ งสงั เกตเพอ่ื ทำความเขา ใจกค็ อื เขามไิ ดม องตรงไปทฟ่ี น เลอ่ื ยกนิ เนอื้ ไมเ ลย เขามไิ ดส นใจ ทต่ี รงนนั้ แตส ตกิ ป็ รากฏอยชู ดั เจน วา เขากำลงั เลอื่ ยไมอ ย;ู ทงั้ นกี้ ม็ ใิ ชอ ะไรอนื่ แตเ ปน เพราะอำนาจของฟน เลอ่ื ยทกี่ ำลงั กนิ เนอื้ ไมน น่ั เองใหค วามรสู กึ แกเ ขา. พงึ สงั เกตวา :- ๑. ทำไมเขาจงึ รสู กึ ตวั อยวู า เขากำลงั เลอื่ ยไม ทงั้ ๆ ทเ่ี ขามไิ ดส นใจตรงทฟ่ี น เลอื่ ยกำลงั กนิ เนอื้ ไมอ ยโู ดยเฉพาะ; ๒. ขอ ถดั ไปกค็ อื ฟน เลอ่ื ยยอ มเดนิ ไปเดนิ มาตามการชกั ของบคุ คลผเู ลอื่ ย แตส งิ่ ทเี่ รยี ก วา “ความแนว แน” ในการเลอื่ ยกย็ งั มอี ยู ทง้ั ทเ่ี ลอื่ ยมอี าการวงิ่ ไปวงิ่ มา. ขอ นพี้ งึ ตงั้ ขอ สงั เกต วา “ความแนว แน” มนั ปรากฏไดอ ยา งไร ในเมอื่ การเคลอ่ื นไหวไปเคลอ่ื นไหวมากป็ รากฏอย;ู ๓. ขอ ถดั ไปกค็ อื ความพยายามกระทำของบคุ คลนนั้ กม็ อี ยโู ดยมไิ ดม คี วามสนใจตรง ทฟ่ี น เลอื่ ยกนิ ไม หรอื มไิ ดส นใจแมแ ตใ นความพยายามทต่ี นกำลงั พยายามอย,ู แมส ตกิ ม็ ไิ ดป รากฏ อยา งเดน ชดั รนุ แรงในการควบคมุ ความพยายาม; ความพยายามนน้ั กย็ งั เปน ไปไดเ ตม็ ตามความ ตอ งการ และ ๔. ขอ สดุ ทา ยทค่ี วรสงั เกตกค็ อื แมว า เขาจะหลบั ตาเสยี ในขณะนน้ั ไมก ค็ งขาดไป เรอื่ ยๆ จนกระทงั่ ขาดออกจากกนั ในทสี่ ดุ ซงึ่ ทำใหก ลา วไดว า ประโยคไดเ ปน ไปเอง โดยท่ี บคุ คลนนั้ มไิ ดส นใจฟน เลอ่ื ย ในการแนว แนต อ การเลอ่ื ย ในความพยายามของตน หรอื ในอะไร อน่ื คงมแี ตส ตทิ ค่ี มุ สงิ่ ตา งๆ อยตู ามสมควรเทา นน้ั ; สงิ่ ตา งๆ ซง่ึ ชำนชิ ำนาญ และถกู ปรบั ปรงุ มาดแี ลว ถงึ ขนั้ น้ี กด็ ำเนนิ ไปไดถ งึ ทสี่ ดุ เอง. ทง้ั ๔ ขอ น้ี มอี ปุ มาฉนั ใด ภาวะแหง จติ ในการบรรลฌุ าน กม็ อี ปุ มยั ฉนั นนั้ : ตน ไมเ ทา กบั สงิ่ ทเี่ รยี กวา นมิ ติ หรอื อารมณ; ฟน เลอ่ื ย เทา กบั การหายใจเขา และออก กลา วคอื การที่ ลมหายใจเขา ออก ไดผ า นนมิ ติ หรอื ทกี่ ำหนดผสุ นานนั่ เอง; การทบ่ี รุ ษุ นน้ั ไมด ทู ฟี่ น เลอ่ื ยกย็ งั มสี ตอิ ยไู ด เปรยี บเหมอื นผปู ฏบิ ตั ใิ นขนั้ น้ี แมจ ะไมก ำหนดลมหายใจหรอื กำหนดนมิ ติ อกี ตอ ไป

2 - 94 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กย็ งั คงมสี ตอิ ยไู ด หรอื จะยงิ่ มสี ตใิ นขน้ั ทปี่ ระณตี สงู สดุ ขน้ึ ไปอกี : ฟน เลอื่ ยทเ่ี คลอื่ นไปเคลอื่ น มากป็ รากฏชดั อยู แตเ ขาไมไ ดส นใจเลย. นเ้ี ทา กบั ขอ ทผี่ ปู ฏบิ ตั กิ ย็ งั มกี ารหายใจอยู นมิ ติ แมใ นลกั ษณะแหง ปฏภิ าคนมิ ติ กป็ รากฏอยู แตเ ขาไมม คี วามสนใจเลย คงมแี ตส ตทิ คี่ วบคมุ ความ เพยี ร และประโยคในการหนว งเอาองคฌ าน หรอื อปั ปนาอยอู ยา งเรน ลบั หรอื โดยไมม เี จตนา ทเี่ ปน ขน้ั สำนกึ . คนเลอ่ื ยไมไ มส นใจฟน เลอ่ื ยเลยวา มนั จะกนิ นอ ยหรอื กนิ มากอยา งไร ความ เพยี รของเขากเ็ ปน สง่ิ ทม่ี อี ยไู ด, เลอื่ ยกย็ งั กนิ ไมไ ด. นเ่ี ทา กบั การทผ่ี ปู ฏบิ ตั ใิ นขน้ั นี้ ไมส นใจ ในลมหรอื ในนมิ ติ เลย ไมต ง้ั ใจทำความพยายามอะไรเลย ความเพยี รกย็ งั เปน ไปได ประโยค คอื การบรรลถุ งึ ฌานกย็ งั ดำเนนิ ไปเองได. ทงั้ หมดน้ี เพอื่ ทจี่ ะแสดงใหเ หน็ ความสำคญั ของคำวา “นมิ ติ และลมหายใจออกเขา มไิ ดเ ปน อารมณแ หง จติ แตย งั คงปรากฏอย”ู ซงึ่ เมอ่ื มคี วามเขา ใจขอ นถ้ี กู ตอ งแลว กอ็ าจ เขา ใจไดด ว ยตนเองทนั ทวี า จติ ในขณะนน้ั ไมส นใจตอ ปฏภิ าคนมิ ติ ไมส นใจตอ ลมออกเขา ไมก ำหนดสิง่ ใดเปน นมิ ติ สตกิ ย็ งั คงเปน ไปไดเ อง และคมุ สง่ิ ตา งๆ ใหเ ปน ไปตามวถิ ที างท่ี ถกู ตอ ง จนถงึ ขณะแหง อปั ปนาคอื การบรรลฌุ าน. ถา กลา วอยา งโวหารพดู ตามธรรมดา ของสมัยน้ีก็กลาวไดวา เพียงแตสติคุมสิ่งตางๆ ที่ไดปรับปรุงดีแลวเทาน้ัน คุมอยูเฉยๆ เทา นนั้ สง่ิ ตา งๆ กเ็ ปน ไปไดเ องโดยอตั โนมตั ิ ซง่ึ ในทน่ี ห้ี มายถงึ เปน ไปในการหนว งตอ อปั ปนาหรอื การปรากฏชดั แหง องคฌ านทงั้ ๕. ธรรมะตา งๆ ไมก ดี ขวางกา วกา ยกนั นนั้ เปน เพราะได ฝก ฝนและปรบั ปรงุ มาดแี ลว แตห นหลงั จนกระทง่ั อยใู นภาวะทถ่ี กู ตอ งและเหมาะสม จะกลา ว ไดว า ไมต อ งหว งตอ การทจี่ ะมอี ะไรเกดิ ขน้ึ กดี ขวางกา วกา ยกนั ; สตจิ งึ ตง้ั อยใู นฐานะเหมอื น กับนายสารถี ที่เพียงแตถือสายบังเหียนไวเฉยๆ รถก็แลนไปจนถึงที่สุด ดังท่ีไดกลาวแลว ขางตน. สง่ิ ทค่ี วรสงั เกตอยา งยงิ่ กค็ อื กอ นหนา น้ี ตง้ั แตเ รม่ิ ตน มาทเี ดยี วลมหายใจอยใู นฐานะ ทต่ี อ งกำหนดหรอื ทำใหเ ปน อารมณ, นมิ ติ อยใู นฐานะทตี่ อ งเพง ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว อยา งละเอยี ด ในตอนตนๆ นั้น; บัดน้ีกลายเปนวาลมหายใจก็ไมตองกำหนด, นิมิตก็ไมตองกำหนด, แตม นั กย็ งั มผี ลเทา กบั มกี ารกำหนด กลา วคอื ความทส่ี ตคิ มุ สง่ิ ตา งๆ ไปไดต ามวถิ ที างของสมถะ. เพราะฉะนน้ั การรเู ทา ทนั สงิ่ ทง้ั ๓ กลา วคอื นมิ ติ ลมหายใจออก ลมหายใจเขา อยทู กุ ๆ

2 - 95 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ระยะแหงการปฏิบัติน่ันแหละ นับวาเปนใจความสำคัญของการเจริญสมาธิในขั้นหนึ่งกอน. เรากระทำมนั อยา งหนง่ึ เรอ่ื ยๆ มา จนกระทงั่ เปลยี่ นมาอยใู นลกั ษณะทก่ี ลบั กนั และประสบ ความสำเรจ็ ขนั้ สดุ ทา ย ซง่ึ ในขนั้ น้ี อาจจะกลา วไดว า :- ๑. ไมก ำหนดอะไรๆ เปน นมิ ติ เลย. ๒. ในทำนองตรงกนั ขา ม อะไรๆ กป็ รากฏอยเู องโดยไมต อ งกำหนด. ๓. ความรสู กึ ในธรรมตา งๆ มอี งคฌ านเปน ตน รสู กึ อยไู ดเ องโดยไมต อ งเจตนา, (ถา เจตนาก็เปนการกำหนด ซ่ึงผิดไปจากความรูสึก). ทงั้ หมดนี้ เปน ใจความสำคญั ทแี่ สดงลกั ษณะแหง ภาวะของจติ ในขณะทบ่ี รรลฌุ าน. ฌานถดั ไปปรากฏ คอื ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน ภาวะของจิต ในขณะแหงทุติยฌานเปนตน เมอ่ื ไดก ลา วถงึ ภาวะแหง จติ ในขณะทล่ี ถุ งึ ปฐมฌานแลว จะไดก ลา วถงึ ภาวะของจติ ใน ขณะแหง ฌานทส่ี งู ขน้ึ เปน ลำดบั ไป กลา วคอื ในขณะแหง ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน. ความแตกตางระหวางฌาน ความแตกตา งระหวา งฌานหนงึ่ ๆ อยทู ม่ี กี ารมอี งคฌ านมากนอ ยกวา กนั กจ็ รงิ แต ใจความสำคัญนั้น อยูที่มันสงบรำงับหรือประณีตย่ิงกวากันตามลำดับ เปนลำดับไป ต้ังแต ปฐมฌานจนกระทง่ั ถงึ จตตุ ถฌาน. ขอ ทฌี่ านสงู ขนึ้ ไปยอ มมจี ำนวนองคแ หง ฌานนอ ยลงๆ กวา ฌานทต่ี ำ่ กวา นนั่ แหละคอื ความทส่ี งบกวา หรอื ประณตี กวา ; โดยเหตนุ จ้ี ะเหน็ ไดว า ปฐมฌาน มอี งคแ หง ฌานมากกวา ฌานอนื่ และฌานตอ ไปกม็ อี งคแ หง ฌานนอ ยลงไปตามลำดบั ดงั น้ี. องคแ หง ฌานคอื อะไร มลี กั ษณะอยา งไร ไดก ลา วแลว ขา งตน พงึ ยอ นไปดใู นทน่ี น้ั ๆ. ในท่ีน้ี จะกลาวแตเฉพาะอาการที่องคฌานนั้นๆ จะละไปไดอยางไร สืบไป. แตในข้ันตนน้ี ควรจะทำการกำหนดกันเสียกอนวาฌานไหนมีองคเทาไร. ตามหลักในบาลีท่ัวไป และที่เปนพุทธภาษิตโดยตรงนั้น มีหลักเกณฑที่อาจสรุปได ปรากฏชดั อยู ดงั น้ี :

2 - 96 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ๑. ปฐมฌาน ประกอบดว ยองค ๕ คอื วติ ก วจิ าร ปต ิ สขุ และ เอกคั คตา. ๒. ทตุ ยิ ฌาน ประกอบดว ยองค ๓ คอื ปต ิ สขุ และ เอกคั คตา. ๓. ตตยิ ฌาน ประกอบดว ยองค ๒ คอื สขุ และ เอกคั คตา. ๔. จตตุ ถฌาน ประกอบดว ยองค ๒ คอื อเุ บกขา และ เอกคั คตา. สวนหลักเกณฑฝายอภิธรรม ตลอดถึง คัมภีรชั้นหลังที่อิงอาศัยคัมภีรอภิธรรม ไดก ำหนดองคแ หง ฌานไวแ ตกตา งกนั บา งบางอยา ง คอื ปฐมฌานประกอบดว ยองค ๕ และ มรี ายชอื่ เหมอื นกนั ; สว น ทตุ ยิ ฌาน มอี งค ๔ โดยเวน วติ กเสยี เพยี งอยา งเดยี ว; ตตยิ ฌาน มี องค ๓ คอื เวน วติ กและวจิ ารเสยี ; จตตุ ถฌาน มอี งค ๒ คอื เวน วติ ก วจิ าร และปต เิ สยี สว นสขุ กลายเปน อเุ บกขา. โดยนยั นจี้ ะเหน็ ไดว า มกี ารลดหลน่ั กนั ลงมาตามลำดบั ตวั เลข คอื ๕, ๔, ๓, ๒, ตาม ลำดบั ; ชะรอยทา นจะเหน็ วา ความเปน ลำดบั นจี้ ะเปน ความเหมาะสมกวา . ความแตกตา ง กัน แมโดยท้ังนิตินัยและพฤตินัยเชนน้ี หาไดทำใหฝายใดฝายหน่ึงกลายเปนของผิดไปได; หากแตเ ปน การบญั ญตั วิ างกฎเกณฑต า งกนั ดว ยการขยบั โนน นดิ รน นห้ี นอ ยเทา นน้ั . คงมี ความเปนสมาธิท่ีอาจใชเปนบาทฐานแหงวิปสสนาไดเทากัน. ความแตกตา งทแี่ สดงไดด ว ยพทุ ธภาษติ ตอ นไ้ี ป จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ถงึ ความแตกตา งระหวา งฌานทง้ั ๔ โดยอาศยั แงข องบาลี พระพทุ ธภาษติ ทปี่ รากฏอยเู ปน หลกั :- สำหรบั ปฐมฌาน มหี ลกั อยวู า ๑. มขี น้ึ เพราะความสงดั จากกามและอกศุ ลธรรมทง้ั ปวง, ๒. ยงั เตม็ อยดู ว ยวติ กและวจิ าร, ๓. มปี ต แิ ละสขุ ชนดิ ทย่ี งั หยาบ คอื ชนดิ ทเ่ี กดิ มาจากวเิ วก, ๔. จดั เปน ขนั้ ท่ี ๑ คอื ระดบั ท่ี ๑ ของรปู ฌาน. สว นทตุ ยิ ฌาน นนั้ ๑. มขี น้ึ เพราะวติ ก วจิ าร รำงบั ไป,

2 - 97 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๒. เตม็ อยดู ว ยความแนว แนแ ละความพอใจของจติ ภายใน, ๓. มปี ต แิ ละสขุ ชนดิ ทสี่ งบรำงบั เพราะเกดิ มาจากสมาธ,ิ ๔. จดั เปน ระดบั ท่ี ๒ ของรปู ฌาน. สว นตตยิ ฌาน นน้ั ๑. มขี น้ึ เพราะปต จิ างไปหมด โดยการแยกออกจากความสขุ , ๒. มกี ารเพง ดว ยสตสิ มั ปชญั ญะถงึ ทสี่ ดุ , ๓. เสวยสขุ ทางนามธรรมทลี่ ะเอยี ดไปกวา , ๔. จดั เปน ระดบั ท่ี ๓ ของรปู ฌาน. สว นจตตุ ถฌาน อนั เปน อนั ดบั สดุ ทา ยนนั้ ๑. มขี นึ้ เพราะดบั ความรสู กึ ทเ่ี ปน สขุ ทกุ ข โสมนสั และโทมนสั ทม่ี มี าแลว ในกาลกอ น (ในฌานขนั้ ตน ๆ) เสยี ไดอ ยา งสน้ิ เชงิ , ๒. มคี วามบรสิ ทุ ธขิ์ องสติ เพราะการกำหนดสง่ิ ทไี่ มส ขุ -ไมท กุ ข อยอู ยา งเตม็ ท่ี, ๓. มเี วทนาทเี่ ปน อเุ บกขา แทนทขี่ องเวทนาทเ่ี ปน สขุ , ๔. จดั เปน ลำดบั ที่ ๔ ของรปู ฌาน. ทงั้ หมดนนั้ เมอื่ เปรยี บเทยี บกนั ดใู นระหวา งฌานทง้ั ๔ โดยพฤตนิ ยั ตา งๆ อยา งละเอยี ด แลว จะเหน็ ไดว า มคี วามแตกตา งกนั อยา งชดั แจง ดงั ตอ ไปน้ี : ๑. เกยี่ วกบั ทต่ี ง้ั หรอื มลู เหตอุ นั เปน ทต่ี ง้ั , ถา เอามลู เหตหุ รอื ทต่ี งั้ ของฌานนน้ั ๆ เปน เกณฑก นั แลว เราจะเหน็ ไดว า :- ปฐมฌาน เกดิ มาจากความสงดั (วเิ วก) จากกามและอกศุ ล, ทตุ ยิ ฌาน เกดิ มาจากความสงดั จากวติ ก วจิ าร, ตตยิ ฌาน เกดิ มาจากความสงดั จากปต ิ, จตตุ ถฌาน เกดิ มาจากความสงดั จากสขุ และทกุ ขโ ดยประการทง้ั ปวง. อาจจะมผี สู งสยั วา เมอ่ื ปฐมฌานสงดั จากกามและอกศุ ลแลว ฌานทถี่ ดั ไปไมไ ดส งดั จากกามหรอื อกศุ ลหรอื ดงั นเ้ี ปน ตน . ขอ นพ้ี งึ เขา ใจวา สง่ิ ทถ่ี กู ละไปแลว ในฌานขน้ั ตน ๆ

2 - 98 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กเ็ ปน อนั ไมเ หลอื อยใู นฌานขน้ั ตอ ไป ฉะนน้ั จงึ ไมก ลา วถงึ สง่ิ นนั้ อกี จะกลา วถงึ แตส ง่ิ ทยี่ งั เหลอื อยหู รอื ทเี่ ปน ปญ หาใหต อ งละตอ ไปอกี ในขนั้ ตอ ไปตามลำดบั เทา นนั้ : เชน ในขนั้ ปฐมฌาน ความรสู กึ ทเ่ี ปน กามและอกศุ ลธรรมอยา งอนื่ ในระดบั เดยี วกนั ไมร บกวนหรอื ไมม าใหเ หน็ หนา อีกตอไป แตมีความรูสึกที่เปนวิตกวิจาร ตั้งอยูในฐานะท่ีจะเปนปญหาสำหรับใหละตอไป, ในข้ันทุติยฌาน จึงไมกลาวถึงกามและอกุศลวาเปนส่ิงที่ตองละ แตกลาววิตกวิจารวาเปน สงิ่ ทต่ี อ งละขน้ึ มาแทน แลว เปน อยดู ว ยปต แิ ละสขุ . ครน้ั ถงึ ขนั้ ตตยิ ฌานปรากฏวา ปต เิ ปน สงิ่ ทตี่ อ งละตอ ไปอกี เหลอื อยแู ตส ขุ ซงึ่ สงู ขน้ึ ระดบั หนงึ่ . ครน้ั ไปถงึ จตตุ ถฌาน สขุ แมป ระณตี ถงึ ระดบั นนั้ แลว กย็ งั ตอ งละโดยสนิ้ เชงิ แลว ยงั แถมกลา วกวา งไปถงึ กบั วา ละเสยี ทงั้ สขุ ทงั้ ทกุ ข ทงั้ โสมนสั โทมนสั โดยประสงคจ ะใหเ หลอื อยแู ตอ เุ บกขาจรงิ ๆ ซงึ่ เราอาจจะสรปุ ความไดว า :- ตอ เมอ่ื กามและอกศุ ลไมร บกวน จงึ จะมปี ฐมฌาน. ตอ เมอ่ื วติ ก วจิ าร แมใ นรปู ธรรมทบี่ รสิ ทุ ธไ์ิ มร บกวน จงึ จะมที ตุ ยิ ฌาน. ตอ เมอ่ื ปต ิ แมจ ะเปน ปต ใิ นธรรม ไมร บกวน จงึ จะมตี ตยิ ฌาน, และ ตอ เมอ่ื สขุ เวทนา แมท บ่ี รสิ ทุ ธใ์ิ นทางนามธรรมไมร บกวน (ซงึ่ ไมต อ งกลา วถงึ ความ ทกุ ขร บกวน) จงึ จะมจี ตตุ ถฌาน. ทงั้ หมดน้ี เปน เครอื่ งแสดงใหเ หน็ ความแตกตา งอยา งยงิ่ ของมลู เหตอุ นั เปน ทต่ี งั้ ของ ฌานนนั้ ๆ พรอ มทงั้ ความสงู ต่ำกวา กนั อยา งไร. ๒. เมอ่ื พจิ ารณาดกู นั ถงึ สงิ่ ทก่ี ำลงั มอี ยอู ยา งเดน ทส่ี ดุ ในฐานะเปน เครอื่ งสงั เกตเฉพาะ แหง ฌานนน้ั ๆ เราจะเหน็ ไดว า :- ในปฐมฌาน มี วติ กวจิ าร เปน ตวั การ ตงั้ เดน อย,ู สว นในทตุ ยิ ฌาน สง่ิ ๒ นนั้ หาย หนา ไป แตม ี ปต แิ ละสขุ เดน อยแู ทน, สว นในตตยิ ฌาน ปต หิ ายหนา ไป แมส ขุ กไ็ มป รากฏ เดน แตม ลี กั ษณะของ การเพง ดว ยสตสิ มั ปชญั ญะทส่ี มบรู ณ ทสี่ ดุ มาเดน อยแู ทน, ครน้ั ถงึ ข้ันจตุตถฌาน มี ความบริสุทธิ์ของสติดวยอำนาจอุเบกขา ตั้งอยูแทน. นี้คือความ แตกตา งของลกั ษณะทปี่ รากฏเดน ๆ ในขณะแหง ฌานทง้ั ทว่ี า มอี ยแู ตกตา งกนั อยา งไร. ๓. เมื่อกลาวถึงรส หรือความสุขอันเน่ืองดวยฌาน น้ัน ก็จะเห็นไดวาปฐมฌาน

2 - 99 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ มี ปต แิ ละสขุ อนั เกดิ แตว เิ วก, ทตุ ยิ ฌาน มี ปต แิ ละสขุ อนั เกดิ แตส มาธิ, ตตยิ ฌาน มแี ต ความสขุ ทางนามกายขนั้ ทป่ี ระณตี ทส่ี ดุ , จตตุ ถฌาน มแี ต อเุ บกขาคอื ไมม ที ง้ั ปต แิ ละสขุ ไมมีช้ันไหนหมด. ยอ นกลบั ไปดอู กี ทหี นง่ึ เพอื่ พจิ ารณาใหเ หน็ ขอ เทจ็ จรงิ ตา งๆ วา ในปฐมฌาน ปต แิ ละ สุขที่เกิดมาจากวิเวก นั้น หยาบหรือต่ำกวาปติและสุขท่ีเกิดจากสมาธิ ท้ังน้ีเพราะวาใน ขณะแหง ปฐมฌาน นนั้ สขุ นน้ั กย็ งั ตอ งอาศยั วติ กวจิ าร และเพยี งแตส งดั จากความรบกวน ของนวิ รณเ ทานั้น : ความเปนสมาธิยังหยาบอยู ไมถึงขนาดที่จะใหเกิดความสุขโดยตรง ทเ่ี ตม็ ตามความหมายได. ครน้ั มาถงึ ทตุ ยิ ฌาน ความเปน สมาธิ มกี ำลงั มากพอทจ่ี ะใหเ กดิ ความสขุ อนั ใหม จงึ เกดิ มี ปต แิ ละสขุ ทเี่ กดิ จากสมาธิ แทนทจี่ ะเรยี กวา ปต แิ ละสขุ อนั เกดิ จากวเิ วก ดงั แตก อ น. ครน้ั ถงึ ขณะแหง ตตยิ ฌาน ความสขุ ประณตี ขน้ึ ไป ถงึ ขนาดทสี่ ลดั ปต ทิ งิ้ เสยี เหลอื แตค วามสขุ ทางนามธรรมชนั้ สงู ของผทู สี่ มบรู ณด ว ยสตสิ มั ปชญั ญะจรงิ ๆ คอื เปน ความสขุ ขนั้ ทพี่ ระอรยิ - เจา กย็ อมรบั นบั ถอื วา เปน ความสขุ . ครนั้ ตกไปถงึ ขน้ึ จตตุ ถฌาน มเี หลอื อยแู ต รสอนั จดื สนทิ ไมเ รยี กวา เปน สขุ หรอื ทกุ ข ไมเ ปน โสมนสั หรอื โทมนสั อกี ตอ ไป. นคี้ อื ความแตกตา งของสง่ิ ที่ เรยี กวา รสแหง ฌาน อนั แสดงใหเ หน็ ความสงู ต่ำกวา กนั อยา งชดั แจง . ๔. สำหรบั ลำดบั แหง ฌาน ทกี่ ลา วไวว า ฌานท่ี ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔ นนั้ เปน เพยี งการบญั ญตั ติ ามกฎเกณฑท เี่ หน็ วา ควรบญั ญตั ิ เพอ่ื สะดวกแกก ารศกึ ษาและ การพดู จา. เมอ่ื การบญั ญตั ไิ ดบ ญั ญตั ไิ ปตามความสงู ต่ำ คำทบ่ี ญั ญตั ขิ น้ึ กย็ อ มแสดงความ สงู ตำ่ อยใู นตวั เปน การทำความเขา ใจกนั ไดโ ดยงา ย ในขณะทพ่ี อสกั แตว า ไดย นิ ชอ่ื ; แตท งั้ น้ี เปนไปไดเฉพาะหมูบุคคลผูมีการศึกษาในเรื่องน้ีมาแลวเทาน้ัน. ถาผูปฏิบัติไดศึกษาและ พจิ ารณาใหเ หน็ ความแตกตา งกนั ในแงต า งๆ ของสงิ่ ทเี่ รยี กวา ฌาน ตามทกี่ ลา วมานอี้ ยา งทว่ั ถงึ แลว กเ็ ปน การงา ยแกก ารปฏบิ ตั ิ ยงิ่ ไปกวา การทจ่ี ะรอไวถ ามตอ เมอื่ สงิ่ เหลา นนั้ เกดิ ขน้ึ วา นนั้ คอื อะไร หรอื จะทำอยา งไรตอ ไป ดงั นเ้ี ปน ตน . สำหรบั นกั ศกึ ษาทวั่ ๆ ไปนนั้ เมอื่ มี ความเขาใจในเรื่องนี้แลว ยอมเปนหนทางท่ีจะอนุมานเพื่อทราบถึง ภาวะแหงจิตในขณะที่

2 - 100 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ลถุ งึ ฌานไดเ ปน อยา งดี และพอทจ่ี ะทำใหเ กดิ ความสนใจในการศกึ ษาถงึ สง่ิ เหลา นี้ แทนทจี่ ะ ดถู กู ดหู มนิ่ หรอื เขา ใจวา เรอ่ื งเหลา นไ้ี มม คี วามหมายอะไรสำหรบั คนในยคุ ปจ จบุ นั นี้. วสี ๕ ประการ สง่ิ ทเ่ี รยี กวา วสี หมายถงึ ความชำนาญแคลว คลอ งวอ งไวในสง่ิ ทจี่ ะตอ งทำ และทำได อยา งใจทส่ี ดุ . จนกลา วไดว า เปน ผมู อี ำนาจเหนอื สง่ิ นนั้ โดยเดด็ ขาด. คำวา วสี โดยพยญั ชนะ แปลวา ผมู อี ำนาจ ซง่ึ ในทนี่ ไ้ี ดแ กค วามมอี ำนาจอยเู หนอื การกระทำ สามารถทำอะไรไดอยางผูมีอำนาจ คือแคลวคลองวองไวไมติดขัด ไดอยางใจ. อำนาจในกรณีของการฝกสมาธิน้ี มีทางมาจากความชำนาญในการฝก ฝน ยง่ิ ชำนาญเทาไร กย็ ง่ิ มอี ำนาจมากขน้ึ เทา นนั้ ฉะนน้ั ใจความของคำวา วสี โดยสนั้ ๆ กค็ อื ผมู อี ำนาจแหง ความชำนาญ นนั่ เอง เขาเปน ผมู คี วามชำนาญเกยี่ วกบั ฌาน ในกรณดี งั ตอ ไปน้ี คอื ๑) ชำนาญ ในการกำหนด ๒) ชำนาญในการเขา ฌาน ๓) ชำนาญในการหยดุ อยใู นฌาน ๔) ชำนาญใน การออกจากฌาน และ ๕) ชำนาญในการพจิ ารณาฌาน; รวมเปน ๕ ประการดว ยกนั มี อธบิ ายดงั นี้ :- ๑. ชำนาญในการกำหนด เรยี กวา อาวชั ชนวสี ขอ นไ้ี ดแ กค วามเชย่ี วชาญในการ กำหนดอารมณ นิมิต และองคฌาน ไดเร็วข้ึนกวาแตกาลกอนและเร็วทันใจยิ่งขึ้นไปทุกที. วธิ ฝี ก คอื เมอ่ื ไดป ฏบิ ตั จิ นทำปฐมฌานใหเ กดิ ขน้ึ ไดโ ดยนยั ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน กค็ ำนวณดวู า การกำหนดอารมณและนิมิตตางๆกระทั่งถึงองคฌานท้ัง ๕ ของตนในหนหลังนั้น ไดเปนมา อยา งไร ใชเ วลานานเทา ใดในการกำหนดอยา งหนง่ึ ๆ และในขน้ั หนงึ่ ๆ บดั นเ้ี ราจะทำใหด กี วา นน้ั และเรว็ กวา นนั้ เพราะฉะนน้ั จะตอ งยอ นไปหดั กำหนดทกุ สงิ่ ทจ่ี ะตอ งกำหนดในลกั ษณะ ทร่ี วดเรว็ กวา เดมิ กลา วคอื กำหนดลมหายใจ อยา งยาว-อยา งสนั้ ไดด แี ละเรว็ กวา เดมิ กำหนด ผสุ นาและฐปนาทำใหเ กดิ อคุ คหนมิ ติ ไดเ รว็ กวา เดมิ กำหนดอคุ คหนมิ ติ ใหเ ปลย่ี นรปู เปน ปฏภิ าค นมิ ติ ไดเ รว็ กวา เดมิ และในทส่ี ดุ กค็ อื การอาศยั ปฏภิ าคนมิ ติ นนั้ หนว งเอาองคฌ านทง้ั ๕ ให ปรากฏออกมาไดใ นลกั ษณะทร่ี วดเรว็ กวา เดมิ ยง่ิ ขนึ้ ทกุ ท.ี กลา วสรปุ ใหส น้ั ทส่ี ดุ กค็ อื การซอ ม ความเรว็ ความชำนาญในการกำหนดอารมณ นมิ ติ และองคฌ านนน่ั เอง.

2 - 101 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ในการกำหนดเพอื่ ทำความเรว็ หรอื เรง อตั ราความเรว็ อยา งหนงึ่ ๆ ในทนี่ ้ี เมอื่ เรง เรว็ ขน้ึ มาไดอ ยา งใด ในขน้ั แรกๆ ตอ งมกี ารกำหนดในสงิ่ ทป่ี รากฏแลว นน้ั ใหน านพอสมควร คอื นานพอทจี่ ะเหน็ ชดั แลว จงึ คอ ยเลอื่ นไปกำหนดสงิ่ ทถ่ี ดั ไป. ทงั้ นเี้ พอื่ ความมน่ั คงของสง่ิ ที่ กำหนดไดในอตั ราความเรว็ ใหม ทำดงั นเี้ ปน ลำดบั ไปและเพมิ่ ความเรว็ ใหม ากขน้ึ ทกุ ที จนมี ความชำนาญทก่ี ลา วไดว า รวดเดยี วถงึ นบั ตง้ั แตก ารกำหนดอารมณท กุ ขนั้ กำหนดนมิ ติ ทกุ ตอน จนกระทงั่ ถงึ องคฌ านทกุ องค มผี ลทำใหก ารเจรญิ สมาธใิ นครง้ั หลงั ๆ มกี ารกำหนด สงิ่ ตา งๆ ลลุ ว งไปเรว็ กวา เดมิ และมน่ั คงกวา เดมิ . อปุ มาทจ่ี ะชว ยใหเ ขา ใจไดง า ย เชน ผฝู ก ในการปรงุ อาหาร เตรยี มหาสว นประกอบตา งๆ ทจ่ี ะเอามาปรงุ กนั ขนึ้ เปน อาหารอยา งหนงึ่ : ในการทำไดค รงั้ แรกยอ มงมุ งา มและชกั ชา กวา จะไดม าครบทกุ อยา ง กวา จะทำใหม สี ว นสดั ทถ่ี กู ตอ งไดท กุ อยา ง กก็ นิ เวลานาน; แตใ นการ ปรงุ อาหารอยา งเดยี วกนั นนั้ เปน ครง้ั ที่ ๒ ครงั้ ท่ี ๓ ที่ ๔ เขาอาจจะทำใหเ รว็ ยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที จนกระทง่ั ครง้ั สดุ ทา ยจรงิ ๆ กท็ ำไดเ รว็ เปน วา เลน . ทง้ั น้ี มผี ลเนอื่ งมาจากฝก กำหนดในสงิ่ ทไ่ี ดท ำไปแลว วา มอี ะไรกอี่ ยา ง และอยา งละเทา ไร เปน ตน นน่ั เอง จนมคี วามชำนาญถงึ ทส่ี ดุ กท็ ำไปไดเ ปน วา เลน โดยปราศจากความยากลำบากหรอื หนกั อกหนกั ใจแตป ระการใด, ขอ น้ี อปุ มาฉนั ใด การฝก กำหนดอารมณแ ตล ะตอนนมิ ติ แตล ะขนั้ และองคฌ านแตล ะองค ของบคุ คล ผทู ำปฐมฌานใหเ กดิ ขน้ึ ไดเ ปน ครงั้ แรก เพอ่ื ความเชย่ี วชาญในขนั้ ตอ ไป กม็ อี ปุ มยั ฉนั นน้ั . น้ี เรยี กวา มอี ำนาจในการกำหนด. ๒. ชำนาญในการเขา ฌาน เรยี กวา สมาปช ชวส.ี คำวา “เขา ฌาน” ในทนี่ หี้ มายถงึ กริ ยิ าทอี่ าศยั ปฏภิ าคนมิ ติ แลว หนว งเอาองคฌ านทง้ั ๕ ทำใหเ กดิ ขนึ้ โดยครบถว นและสมบรู ณ ปรากฏอยเู ปน ฌาน โดยนยั ดงั ทก่ี ลา วขา งตน อยา งละเอยี ด. หากแตว า การทำไดใ นครง้ั แรก นน้ั เปน มาอยา งชกั ชา และงมุ งา ม ฉะนนั้ จะตอ งฝก ใหเ รว็ เขา โดยอาการอยา งเดยี วกนั นนั่ เอง คอื สามารถทำปฏภิ าคนมิ ติ ใหป รากฏขนึ้ ฉบั พลนั หนว งความรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ านใหป รากฏ ขน้ึ ฉบั พลนั ยง่ิ กวา เดมิ ยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที ดว ยการขยนั ฝก จนกระทงั่ วา พอสกั วา คดิ จะเขา สฌู านกเ็ ขา ฌานได ดงั นี้. เรอ่ื งทแ่ี ทก ไ็ มม อี ะไรมากไปกวา การทำของอยา งเดยี วกนั และอยา งเดมิ นน่ั เอง แตว า ทำไดเ รว็ ยง่ิ ขน้ึ จนถงึ อตั ราเรว็ สงู สดุ . เมอื่ เรอื่ งนเ้ี ปน เรอื่ งทางฝา ยจติ ความเรว็

2 - 102 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กม็ ไี ดถ งึ ขนาดชว่ั เวลาดดี นวิ้ มอื ครงั้ เดยี วหรอื กระพรบิ ตาเดยี ว กเ็ ขา อยใู นฌานแลว ดงั นเ้ี ปน ตน . อปุ มาในชนั้ น้ี เปรยี บเหมอื นผปู รงุ อาหารคนเดยี วกนั ทเ่ี คยใชเ วลาในการปรงุ อาหาร อยา งนน้ั นานเปน ชวั่ โมง บดั นอี้ าจจะปรงุ ใหเ สรจ็ ไดภ ายใน ๕๐ นาที หรอื ๔๐ นาที ๓๐ นาที รน เขา ตามลำดบั จนถงึ อตั ราเรว็ สงู สดุ ของการปรงุ อาหารอยา งนนั้ เชน ภายใน ๑๐ นาทเี ปน ตน . เมอ่ื การจดั หาเครอ่ื งปรงุ กเ็ รว็ และการปรงุ กเ็ รว็ ความเรว็ กเ็ พมิ่ ขน้ึ ตามสว นในการที่ จะไดอ าหารมารบั ประทาน; ขอ นม้ี อี ปุ มาฉนั ใด อาวชั ชนวสี ซง่ึ เปรยี บเหมอื นการจดั หา เครอื่ งปรงุ และ สมาปช ชวสี ซง่ึ เปรยี บเทยี บการปรงุ กม็ อี ปุ มยั ฉนั นน้ั . ความสามารถเขา ฌานไดเ รว็ ทนั ความตอ งการ ในอตั ราทเี่ รยี กวา ชวั่ เวลากระพรบิ ตาเดยี วนนั้ เปน ขดี สงู สดุ ของ สมาปช ชสี หรอื ผมู อี ำนาจในการเขา ฌานนน้ั . ๓. ชำนาญในการหยดุ อยใู นฌาน เรยี กวา อธฏิ ฐานวสี. คำวา “อธษิ ฐาน” โดย พยญั ชนะแปลวา การตง้ั ทบั : โดยใจความ กค็ อื การตงั้ ทบั ฌานหรอื หยดุ อยใู นฌานนนั่ เอง. ความชำนาญในการหยดุ อยใู นฌานนนั้ หมายความวา สามารถหยดุ อยใู นฌานไดน านตามที่ ตนตองการจริงๆ. ในช้ันแรกๆ ผูเขาฌานไมสามารถจะหยุดอยูในฌานไดนานตามที่ตน ตอ งการ หรอื ถงึ กบั ไมส ามารถอยไู ดน านดว ยซำ้ ไป : เขาจะตอ งฝก ใหอ ยใู นฌานไดน านยง่ิ ขน้ึ นบั ตงั้ แตไ มก น่ี าที จนถงึ เปน ชว่ั โมงๆ กระทงั่ ถงึ เปน วนั ๆ มี ๗ วนั เปน ทส่ี ดุ : และพรอ ม กนั นน้ั ตอ งฝก ใหไ ดต ามทต่ี อ งการอยา งเฉยี บขาดจรงิ ๆ ดว ย เชน จะอยใู นฌานเพยี ง ๕ นาที กใ็ หเ ปน เพยี ง ๕ นาทจี รงิ ๆ ไมข าดไมเ กนิ แมแ ตเ พยี งวนิ าทเี ดยี วเปน ตน จงึ จะเรยี กวา มคี วาม ชำนาญไดถึงที่สุด ในกรณีแหงอธิฏฐานวสี. ขอสำคัญอยูที่ การกำหนดในการเขาและ การออก มคี วามชำนาญในการเขา และการออก. สง่ิ ทเ่ี รยี กวา อธฏิ ฐานหรอื การหยดุ อยู ในฌานนนั้ ไดแ ก ระยะทม่ี อี ยใู นระหวา งการเขา และการออก เพราะฉะนนั้ เขาจะตอ งฝก ให มคี วามชำนาญทงั้ ในการเขา และการออก จงึ จะสามารถควบคมุ การหยดุ ในฌานใหเ ปน ไปไดต าม ทตี่ นตอ งการจรงิ ๆ. เมอื่ มคี วามชำนาญในการหยดุ อยใู นฌาน กย็ อ มหมายถงึ เปน ผชู ำนาญ ในการเขา และการออกจากฌานอยา งยงิ่ อยดู ว ยในตวั เปน ธรรมดา. การฝก ในการนอนหลบั ช่ัวเวลาท่กี ำหนดไว แลวตน่ื ขึ้นมาไดต รงตามเวลาจริงๆ ก็นบั วาเปน สิ่งทีน่ าอัศจรรยอยูแลว แตการฝกในอธิฏฐานวสีหรือการหยุดอยูในฌานน้ัน สามารถทำไดเฉียบขาดกวานั้น และ

2 - 103 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ นา อศั จรรยย งิ่ ไปกวา นนั้ ทง้ั นเี้ ปน เพราะอำนาจของการฝก อยา งเฉยี บขาด จนมคี วามชำนาญ ขนาดทเ่ี รยี กวา วสี หรอื ผมู อี ำนาจนนั่ เอง. อปุ มาในขอ นี้ เปรยี บเหมอื นการบรโิ ภคอาหาร หรอื การเกบ็ อาหารไวบ รโิ ภคอยา งไร ตามทตี่ นตอ งการ ดว ยความชำนาญอกี ชนั้ หนงึ่ หลงั จากทม่ี คี วามชำนาญในการจดั หาเครอ่ื ง ปรงุ อาหาร และความชำนาญในการปรงุ ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน . การหยดุ อยใู นฌานนาน เทา ใดนน้ั ยอ มแลว แตค วามมงุ หมายซงึ่ มอี ยมู ากมายหลายอยา งดว ยกนั เชน เขา ฌานเพอ่ื แสวงหาความสขุ อยใู นฌานกใ็ ชเ วลาทหี่ ยดุ อยใู นฌานนาน หรอื นานมาก ตามทตี่ นตอ งการ, แตถาเปนการเขาฌานขั้นตนเพื่อเปล่ียนเปนฌานข้ันสูงข้ึนไป การหยุดอยูในฌานข้ันตนๆ ขนั้ หนง่ึ ๆ กม็ เี วลานอ ยลงไปเปน ธรรมดา ยงิ่ ถา เปน การเขา ฌานอนั เนอื่ งดว ยการแสดงอทิ ธ-ิ ปาฏหิ ารยิ อ ยา งใดอยา งหนงึ่ ดว ยแลว การเปลยี่ นฌาน จะตอ งเปน ไปอยา งรวดเรว็ ยงิ่ ขน้ึ ไป กวา นน้ั อกี . ผทู สี่ ามารถเขา ฌาน หยดุ อยใู นฌานและออกจากฌานไดเ รว็ ดงั ประสงค ใน กรณอี ยา งนเี้ รยี กวา ผมู อี ำนาจในอธฏิ ฐานวสถี งึ ทสี่ ดุ . ๔. ชำนาญในการออกจากฌาน เรยี กวา วฏุ ฐานวสี. ขอ นมี้ พี ฤตกิ รรมตรงกนั ขา ม ตอ สมาปช ชวสี กลา วคอื สมาปช ชวสเี ขา ไดเ รว็ สว นวฏุ ฐานวสอี อกมาไดเ รว็ โดยอาการที่ กลา วไดว า ถอยหลงั กลบั ออกมาในทำนองทต่ี รงกนั ขา มตอ กนั นนั้ เอง. ผทู ไี่ มม คี วามชำนาญ ในการออก ยอ มออกไดช า หรอื ออกไมค อ ยจะไดต ามทต่ี นตอ งการ จากความรสู กึ ทเี่ ปน การอยู ในฌาน มาสคู วามรสู กึ ปรกตอิ ยา งสามญั ธรรมดา ฉะนน้ั เขาจะตอ งฝก ในการถอยหลงั กลบั ออกมาอยา งรวดเดยี วถงึ เชน เดยี วกนั ซง่ึ โดยพฤตนิ ยั กไ็ ดแ กก ารถอยจากความรสู กึ ทเ่ี ปน ฌาน มาสคู วามรสู กึ ทเี่ ปน องคฌ าน มาเปน ปฏภิ าคนมิ ติ มาเปน อคุ คหนมิ ติ กระทง่ั มาเปน การบรกิ รรม กลา วคอื การกำหนดลมหายใจในขน้ั ละเอยี ด และขนั้ ปรกตธิ รรมดาเปน ทส่ี ดุ . หากแตว า การกระทำทางจิตน้ี เม่ือฝกถึงท่ีสุดแลวยอมเปนไปไดเร็วอยางสายฟาแลบ จึงเปนส่ิงท่ียาก จะสงั เกตวา มลี ำดบั มาอยา งไรโดยแทจ รงิ . ทางทดี่ ที สี่ ดุ นนั้ ควรจะฝก มาอยา งชา ๆ ทลี ะ ขนั้ ๆ และอยา งเปน ระเบยี บดงั ทกี่ ลา วแลว นนั่ เอง : จากฌานสอู งคฌ าน จากองคฌ านสู ปฏิภาคนิมิต จากปฏิภาคนิมิตสูอุคคหนิมิต จากอุคคหนิมิตสูฐปนาและผุสนาช้ันตนๆ จากฐปนาและผสุ นาสกู ารกำหนดลมหายใจสนั้ ยาวในขณะแหง การบรกิ รรม. เมอื่ ฝก ไดอ ยา ง

2 - 104 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน ระเบยี บแลว จงึ เรง ใหเ รว็ เขา ทกุ ทจี นถงึ เรว็ ทส่ี ดุ ทเี่ รยี กวา แวบ็ เดยี วถงึ ดงั ทกี่ ลา วแลว . การทำไดอ ยา งนเี้ รยี กวา ผมู อี ำนาจถงึ ทสี่ ดุ ในการออกจากฌาน. อปุ มาในกรณนี ้ี เหมอื น กับการเลิกกินอาหารอยางมีระเบียบและรวดเร็ว และเปนผลดีถึงท่ีสุด. อีกอยางหน่ึง “การออก ถา จติ รวมสงบอยู กต็ อ งออกในเวลาทจ่ี ติ ถอนขน้ึ มาแลว หรอื เวลาทร่ี สู กึ เหนอื่ ย ขณะออก ก็ควรมีสติ ไมควรออกแบบพรวดพราดไรสติสัมปชัญญะซ่ึงเปนธรรม ประดบั ตวั ตามกริ ยิ าทเ่ี คลอื่ นไหว กอ นออกควรนกึ ถึงวธิ ที ำทตี่ นเคยไดผ ล ในขณะท่ี ทำสมาธกิ อ นวา ไดต ง้ั สตกิ ำหนดจติ อยา งไร นกึ คำบรกิ รรมบทใด ชา หรอื เรว็ ขนาดใด ใจจงึ รวมสงบลงได หรอื เราพจิ ารณาอยา งไร ดว ยวธิ ใี ด ใจจงึ มคี วามแยบคายไดอ ยา ง น้ี เมอื่ กำหนดจดจำทงั้ เหตแุ ละผล ทตี่ นทำผา นมาไดท กุ ระยะแลว คอ ยออกจากสมาธิ ภาวนา การทกี่ ำหนดอยา งนเี้ พอ่ื วาระหรอื คราวตอ ไป จะทำใหถ กู ตอ งตามรอยเดมิ และ งา ยขนึ้ ”๑๑ ๕. ชำนาญในการพจิ ารณา เรยี กวา ปจ จเวกขณวสี ขอ นหี้ มายถงึ ความชำนาญใน การทจ่ี ะพจิ ารณาดสู ง่ิ ตา งๆ เชน ลกั ษณะอาการ พฤตแิ ละความสมั พนั ธเ ปน ตน ทเ่ี กย่ี วกบั ฌานนน้ั โดยทวั่ ถงึ อกี ครง้ั หนงึ่ เพอื่ ใหม คี วามแจม แจง แคลว คลอ งวอ งไวในสงิ่ นนั้ โดยตลอดสาย อยา งทบทวนไป ทบทวนมา วธิ ปี ฏบิ ตั คิ อื เมอ่ื ออกจากฌานนนั้ แลว อยา เพอ ลกุ จากทนี่ งั่ อยา เพอ สง ใจไปเรอื่ งอนื่ หรอื คดิ เรอ่ื งใดๆ แตจ ะกำหนดพจิ ารณาดสู งิ่ ตา งๆ ทเ่ี กย่ี วกบั ฌาน นนั้ อยา งทบทวนไปมา คอื ลำดบั ตา งๆ แหง การเขา ฌานและการออกจากฌาน ทงั้ ขน้ึ ทง้ั ลอ ง อยา งทวั่ ถงึ อกี ครงั้ หนงึ่ ; ทง้ั น้ี กระทำโดยทำนองของการพจิ ารณาในขนั้ อาวชั ชนวสนี น่ั เอง เปน เทย่ี วขน้ึ จนถงึ ทสี่ ดุ คอื ความเปน ฌาน การหยดุ อยใู นฌาน หรอื แมก ารเสวยสขุ เนอ่ื งดว ย ฌานนนั้ ในลกั ษณะแหง วกิ ขมั ภนวมิ ตุ ตจิ นเพยี งพอแลว จงึ ยอ นกลบั ลงไปตามลำดบั โดยทำนอง ของอาวชั ชนวสเี ทย่ี วถอยกลบั จนกระทงั่ ถงึ ขณะแหง บรกิ รรมเปน ทสี่ ดุ . การกระทำทงั้ นี้ ยอ มเปน การตรวจดสู มาธขิ องตนเองตงั้ แตต น จนปลาย ทง้ั ขาขน้ึ และขาลง หรอื ทง้ั เทย่ี วเขา เทยี่ วออกอยา งละเอยี ดทกุ ๆ ขนั้ ไป เพอ่ื ความแจม แจง ยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป เพอื่ ความชำนาญยง่ิ ๆ ขน้ึ ไปในโอกาสหนา และมผี ลพเิ ศษ เพอื่ ความพอใจในการทจ่ี ะบม อทิ ธบิ าท และอนิ ทรยี ข องตนให ๑๑ วธิ ที ำสมาธแิ บบหลวงปมู นั่ หนา ๖๔ เลา โดย พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (ทา นพระอาจารยม หาบวั ญาณสมปฺ นโฺ น)

2 - 105 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ แกก ลา ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป ในการปฏบิ ตั ธิ รรมขา งหนา ดว ย อกี โสดหนง่ึ . ถา ไมเ ชย่ี วชาญในวสขี อ นี้ ยอ มไมเ ปน ผคู ลอ งแคลว ถงึ ทส่ี ดุ ในวสขี อ อน่ื ; ดงั นนั้ วสขี อ นจ้ี งึ เปน เหมอื นการประมวลไวซ งึ่ ความรู และความชำนาญแหง วสขี อ อน่ื ไวท ง้ั หมด อยา งเปน ระเบยี บและมนั่ คงนน่ั เอง. อปุ มาในกรณนี ี้ เปรยี บเหมอื นบคุ คลทเ่ี สาะแสวงหาเครอ่ื งปรงุ อาหารอยา งชำนาญ แลว มาปรงุ อยา งชำนาญ แลว บรโิ ภคอยา งชำนาญ แลว เลกิ บรโิ ภคหรอื ถา ยออกอยา งชำนาญ และสามารถพจิ ารณาเหน็ คณุ และโทษของอาหารนนั้ อยา งชำนาญ ดว ยการพจิ ารณาทบทวน ไปมา จากตน ไปยงั ปลาย จากปลายไปยงั ตน กย็ อ มมคี วามรคู วามชำนาญในเรอื่ งของอาหาร ไดถ งึ ทส่ี ดุ ขอ นม้ี อี ปุ มาฉนั ใด การกระทำในขน้ั แหง ปจ จเวกขณสี ซงึ่ เปน ความชำนาญขนั้ สดุ ยอด กม็ อี ปุ มยั ฉนั นนั้ . ทงั้ หมดน้ี เปน การฝก ในวสที ง้ั ๕ สว นทเ่ี กย่ี วกบั ปฐมฌาน เมอ่ื ทำไดถ งึ ทส่ี ดุ แลว กเ็ รยี ก วา เปน ผมู คี วามคลอ งแคลว ในปฐมฌาน หรอื มปี ฐมฌานอยใู นอำนาจของตวั โดยแทจ รงิ . หลงั จากนน้ั กม็ ี การปฏบิ ตั ใิ นวสี ทเ่ี ปน การเลอ่ื นขนึ้ ไปสฌู านทส่ี งู ขนึ้ ไปตามลำดบั กลา วคอื ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน และจตตุ ถฌาน โดยวธิ กี ารดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ในตอนอนั วา ดว ยฌานนน้ั ๆ โดยละเอยี ดแลว . วธิ ฝี ก คอื เมอื่ ไดฌ านใหมม าอกี ขนั้ หนงึ่ กพ็ งึ ฝก ในวสที ง้ั ๕ โดยอาการทำนองเดยี วกบั การฝก วสใี นขนั้ ปฐมฌาน ไมม อี ะไรทผี่ ดิ กนั เลย หากแตว า สงู ขน้ึ หรอื ไกลออกไปทกุ ทๆี เทา นนั้ เมอ่ื การฝก วสใี นปฐมฌานถงึ ทส่ี ดุ แลว กเ็ รม่ิ การปฏบิ ตั เิ พอ่ื การลุ ถงึ ทตุ ยิ ฌาน; ครนั้ ทำทตุ ยิ ฌานใหเ กดิ ขนึ้ ไดแ ลว กฝ็ ก วสที ง้ั ๕ ในสว นทตุ ยิ ฌานสบื ไป. แต วา ในการฝก นนั้ ตอ งยอ นไปตง้ั ตน มาตง้ั แตร ะยะตน ของปฐมฌานดว ยทกุ คราวไป กลา วคอื ใหม คี วามชำนาญมาตง้ั แตต น จนปลาย เนอ่ื งกนั ไปตลอดสายเสมอ. อยา ไดม คี วามประมาท ตดั ลดั ฝก แตต อนปลายเปน ขน้ั ๆ ตอนๆ เลย เพราะเปน เรอ่ื งของจติ เปน ของเบาหววิ อาจสญู หายไปไดง า ย ไมว า ตอนไหน ฉะนนั้ จะตอ งฝก ไวต ลอดสาย ทกุ คราวไป. แมก ารปฏบิ ตั ขิ อง ผูใดจะไดดำเนินไปโดยทำนองนี้ จนขึ้นถึงข้ันจตุตถฌานแลวก็ตาม การปฏิบัติในวสีใน จตตุ ถฌานนนั้ คราวหนง่ึ ๆ กจ็ ะตอ งยอ นไปตงั้ ตน มาตงั้ แตร ะยะตน ของปฐมฌานอยนู น่ั เอง เพอ่ื “ความชำนาญตลอดสาย” และเพอื่ “ความชำนาญในการเปลยี่ นฌานทสี่ มั พนั ธก นั อยเู ปน ลำดบั ” การทำอยา งนี้ นอกจากมปี ระโยชนใ นความแตกฉานและมนั่ คงในเรอื่ งของฌานแลว

2 - 106 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ยงั มปี ระโยชนอ ยา งยงิ่ ในการทจ่ี ะดำเนนิ เขา สลู ำดบั ของสมาบตั ใิ นขนั้ สงู อนั หากจะพงึ มขี า ง หนา ในเมอื่ ตอ งประสงค. สรปุ ความแหง วสที งั้ ๕ วา การฝก ในวสที งั้ ๕ ลำดบั น้ี เปน การฝก เพอ่ื ๑) ใหเ กดิ ความชำนาญ ๒) ใหเ กดิ ความเรว็ ไว และ ๓) ใหเ กดิ ความไดอ ยา งใจ; ซงึ่ เมอื่ รวมกนั แลว กค็ อื ความมอี ำนาจเหนอื สงิ่ นนั้ หรอื ความมสี ง่ิ นน้ั อยใู นอำนาจของตน นน่ั เอง ซง่ึ เปน ความหมายโดยตรงของคำวา “วส”ี . การฝก นเี้ ปน สงิ่ ทจ่ี ำเปน อยา งยง่ิ จนถงึ กบั ถา ปราศจาก การฝกในระบอบแหงวสีน้ีแลว สิ่งตางๆ จะติดตันอยูพักหนึ่ง แลวกลับลมเหลวในที่สุด. ผปู ฏบิ ตั พิ งึ สงั เกตใหเ หน็ ความจำเปน ของการทต่ี อ งซกั ซอ มใหเ กดิ ความชำนาญ ไมว า ในกจิ การ ใดๆ. ตวั อยา งเชน ผฝู ก ดนตรี ฝก เพลงไดเ ปน ครง้ั แรก เพลงหนงึ่ หรอื เพยี งตอนหนงึ่ กต็ าม ถา ไมข ยนั ซอ มใหช ำนาญจรงิ ๆ แลว ไมก วี่ นั กล็ มื ; ยง่ิ กระโดดขา มไปฝก เพลงใหมอ น่ื อกี กจ็ ะ ตอ งเลอะดว ยกนั ทง้ั ๒ เพลง; ฉะนนั้ นบั วา เปน การฝก ใหเ กดิ ความชำนาญเสยี ตอนหนง่ึ ๆ กอ น ทกุ ตอนๆ นน้ั เปน ความจำเปน สำหรบั กจิ การทง้ั ปวง และโดยเฉพาะอยา งยง่ิ สำหรบั การฝก ทางฝา ยจติ โดยตรง เชน การฝก ฌานนเี้ ปน ตน . แมท สี่ ดุ แตเ ดก็ ๆ ทก่ี ำลงั เรยี นเลข กย็ งั ตอ งซอ มการทอ งสตู รคณู เปน ตน ใหเ ชยี่ วชาญไปทกุ ๆ ชน้ั จงึ จะเรยี นเรอ่ื ยไปได มฉิ ะนน้ั กเ็ ลอะเทอะรวนเรกนั ไปหมด. นคี่ อื ความชำนาญ พรอ มกนั นน้ั กม็ ผี ลเกดิ ขน้ึ คอื ความไวกวา เดมิ ยงิ่ ขนึ้ ทกุ ที จนถงึ ขนาดทใ่ี ชป ระโยชนไ ดส ำเรจ็ อยา งนา อศั จรรยเ หมอื นกบั คนงานทช่ี ำนาญ ซงึ่ ปน อฐิ ปน หมอ ไดไ ว จนคนธรรมดาเหน็ แลวตอ งตกตะลงึ เพราะเขาทำไดเ รว็ กวา เราตงั้ ๒๐ เทา ดงั นเี้ ปน ตน . ในทสี่ ดุ จากความชำนาญและความไวนนั้ เอง ยอ มกอ ใหเ กดิ ความได อยา งใจ คอื ตรงตามความประสงคอ ยา งเตม็ ทไี่ ปเสยี ทกุ อยา งทกุ ทางในทส่ี ดุ ; นคี้ อื ประโยชน ของสง่ิ ทเ่ี รยี กวา วสี ๕ อยา ง อนั เปน สง่ิ ทผ่ี ฝู ก สมาธทิ กุ คนจะตอ งสนใจทำเปน พเิ ศษ แลว การเจริญอานาปานสติในข้ันแหงการทำกายสังขารใหสงบรำงับ ก็จะอยูในกำมือของ บคุ คลนนั้ ไดถ งึ ทส่ี ดุ โดยไมต อ งสงสยั สามารถทำอานาปานสตใิ นขน้ั ที่ ๔ ใหส มบรู ณไ ด จรงิ ๆ ในเวลาอนั รวดเรว็ โดยแท.

2 - 107 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ สรปุ ใจความของอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๔ อานาปานสติข้ันที่ ๔ มีหัวขอวา ทำกายสังขารใหรำงับอยู หายใจเขา-ออก มี รายละเอยี ดดงั กลา วแลว อยา งยดื ยาว แตก อ็ าจจะสรปุ ความเปน ไปทง้ั หมดนน้ั ไดเ ปน ๔ ขน้ั :- (๑) ในระยะลมหายใจเขา-ออก อยางหยาบเปนไปอยูตลอดเวลา เพราะเธอถือเอา ลมหายใจหยาบเปน นมิ ิต ถอื เอานมิ ติ เปน อยา งดี ทำไวใ นใจเปน อยา งดี และใครค รวญอยู อยางดี ในการท่จี ะทำใหล มหายใจอยา งหยาบน้ันดับไป. (๒) ระยะตอ มา ครนั้ ลมหายใจหยาบดบั ไป ลมหายใจละเอยี ดตงั้ อยแู ทน เพราะเธอ ถอื เอาเปน นมิ ติ ถอื เอาอยา งดี ทำไวใ นใจอยา งดี ใครค รวญอยอู ยา งดี เพอื่ ความดบั ไปแหง ลมอนั ละเอยี ด. (๓) ระยะตอ มา ครน้ั ลมหายใจละเอยี ดดบั ไป กลา วคอื ไมป รากฏในการกำหนด เพราะ เธอถอื เอาเพยี งนมิ ติ อนั เกดิ จากลมอนั ละเอยี ดไวเ ปน อารมณ จติ จงึ ไมถ งึ ความฟงุ ซา น แตถ งึ ความแนว แนถ งึ ทส่ี ดุ ดว ยเหตนุ น้ั จนกระทงั่ … (๔) เมอ่ื เปน อยอู ยา งนี้ เธอนนั้ ไดช อ่ื วา มภี าวนา (การเจรญิ ) ถงึ ทสี่ ดุ ของสง่ิ ทงั้ ๔ คอื ๑. ของวาตปุ ลทั ธิ, ๒. ของอสั สาสะปส สาสะ, ๓. ของอานาปานสติ, ๔. ของอานาปานสตสิ มาธ;ิ ครบทง้ั ๔ ประการ. เมอื่ เปน เชน นเี้ ปน อนั กลา วไดว า ความรำงบั แหง กายสงั ขารคอื ลมหายใจนน้ั ชอ่ื วา ปรากฏถงึ ทส่ี ดุ แลว . รวมความวา เมอ่ื ยงั ไมไ ดส ง่ิ ทงั้ ๔ นี้ กย็ งั ไมช อ่ื วา เขา ถงึ ความรำงบั แหง กายสงั ขาร โดยแทจ รงิ ; ตอ เมอ่ื ไดเ ขา ถงึ สงิ่ ทงั้ ๔ นี้ หรอื สง่ิ ทงั้ ๔ นต้ี งั้ อยอู ยา งสมบรู ณแ ลว กจ็ ะไดช อ่ื วา เขา ถงึ ความรำงบั แหง กายสงั ขารถงึ ทส่ี ดุ . สำหรบั สงิ่ ทงั้ ๔ นน้ั วาตปุ ลทั ธิ คอื การไดค วาม รเู รอื่ งลม เพอ่ื ทำการปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐานภาวนาขอ นโี้ ดยสมบรู ณ; อสั สาสะ ปส สาสะ คอื การได ลมหายใจเขา -ออกเปน ไปตามทต่ี อ งการทกุ ระยะโดยสมบรู ณ ไมว า จะเปน ชน้ั หยาบ หรอื ชน้ั

2 - 108 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ละเอยี ดประณตี เพยี งไร; อานาปานสติ คอื สตทิ ไี่ ปในการกำหนดลมหายใจ เขา -ออก อยา ง สมบรู ณท กุ ขน้ั ทกุ ตอน; อานาปานสตสิ มาธิ คอื สมาธทิ เ่ี กดิ ขนึ้ จากสตทิ ก่ี ำหนดลมหายใจ เขา -ออกอยา งสมบรู ณ (หมายถงึ ตง้ั แตป ฐมฌานขน้ึ ไป จนถงึ จตตุ ถฌาน), ถา จะเรยี กอยา ง สน้ั -ตรงๆ กเ็ รยี กไดอ กี อยา งหนง่ึ วา : ไดค วามเตม็ ที่ หรอื เตม็ เปย มของเรอื่ งทจ่ี ะกระทำ ๑. [ความรเู รอื่ งน]้ี ; ไดค วามเตม็ เปย ม ของสงิ่ ทถี่ กู ทำ ๑. [ลมหายใจ]; ไดค วามเตม็ เปย ม ของเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ นการกระทำ ๑. [สติ]; ไดค วามเตม็ เปย ม ของผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการกระทำ ๑. [สมาธ]ิ ; รวมเปน ๔ อยา งดว ยกนั ดงั นี้ ซง่ึ เปน เครอ่ื งแสดงถงึ ลกั ษณะแหง ความสมบรู ณข อง การกระทำนน้ั ๆ ซง่ึ ในทน่ี ี้ ไดแ กก ารกระทำความรำงบั แหง กายสงั ขาร. สรปุ ความแหง จตกุ กะท่ี ๑ จตกุ กะที่ ๑ แหง อานาปานสติ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว แตต น จนบดั นี้ เมอื่ ประมวลเขา เปน หลกั ใหญๆ โดยใจความแลว กม็ อี ยวู า : อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑ กำหนดลมหายใจเขา -ออก ทย่ี าว, ขน้ั ท่ี ๒ กำหนดลมหายใจเขา -ออก ทสี่ นั้ , ขน้ั ท่ี ๓ กำหนดลมหายใจโดยประการท้ังปวง, ขน้ั ที่ ๔ กำหนดลมหายใจทสี่ งบรำงบั ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไป จนกระทง่ั ถงึ การบรรลฌุ าน. ข้ันแรกที่สุด เปนการกำหนดลมหายใจโดยเฉพาะเจาะจง และตามที่เปนอยูตาม ธรรมชาติ กระทง่ั ถงึ ไดร บั การปรบั ปรงุ ดแี ลว อยทู กุ ขณะ, ขนั้ ถดั มาไมก ำหนดโดยลกั ษณะ เฉพาะ หรอื โดยรายละเอยี ดเชน นนั้ แตไ ดก ำหนดสงิ่ ทเ่ี รยี กวา นมิ ติ กลา วคอื มโนภาพทเี่ กดิ จากความรสู กึ อยา งใดอยา งหนงึ่ ทเี่ กดิ ขนึ้ มาแทน เนอื่ งจากการทไี่ ดก ำหนดลมหายใจอยา งเปน ระเบยี บหรอื เคยชนิ จนถงึ ทส่ี ดุ และ ขนั้ ตอ มา ไดผ ละจากการกำหนดนมิ ติ นน้ั ไปกำหนดท่ี ความรสู กึ อกี ประเภทหนงึ่ ซงึ่ เปน ผลอนั เกดิ มาจากการกำหนดทลี่ ะเอยี ดยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที จนกระทงั่ เปน ความรำงบั ชนั้ สงู สดุ แลว เพง เฉยอยู ซงึ่ เรยี กวา ฌาน ในทน่ี .ี้ ลมหายใจมอี ยตู ลอดเวลา

2 - 109 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ แตว า คอ ยๆ เปลย่ี นจากหยาบทสี่ ดุ ไปจนถงึ ขน้ั ทปี่ ระณตี หรอื ละเอยี ดทสี่ ดุ จนไมป รากฏแกค วาม รสู กึ ซงึ่ เรยี กโดยโวหารวา ดบั หมด ในทนี่ ้ี ซง่ึ นบั วา เปน ระยะสดุ ทา ยของจตกุ กะท่ี ๑. ความไดเ ปน อยา งน้ี จดั วา เปน ผลอนั สมบรู ณข องการทำสมาธิ เพยี งพอทจ่ี ะกลา ว ไดว า ไดล ถุ งึ ทฏิ ฐธรรมสขุ วหิ าร กลา วคอื การเสวยสขุ ทมี่ รี สอยา งเดยี วกนั กบั สขุ อนั เกดิ จาก นพิ พานทนั ตาเหน็ หากแตว า ยงั เปน ของชว่ั คราวและกลบั เปลย่ี นแปลงได. ผทู พี่ อใจเพยี ง เทา น้ี กร็ กั ษาความเปน อยา งนไ้ี วจ นตลอดชวี ติ กม็ ี. กอ นพทุ ธกาล เคยมผี บู ญั ญตั คิ วามเปน อยา งน้ี ดว ยความสำคญั ผดิ วา เปน นพิ พานไปกม็ ;ี สว นผทู ม่ี คี วามเขา ใจถกู ตอ ง ยอ มทราบได วา ยงั มสี ง่ิ ทจ่ี ะตอ งทำใหย งิ่ ไปกวา นน้ั เพราะเหตฉุ ะนน้ั พระผมู พี ระภาคเจา จงึ ไดต รสั ขอ ปฏบิ ตั ทิ สี่ งู ขนึ้ ไปโดยจตกุ กะอนั มอี ยใู นลำดบั ตอ ไป. อยา งไรกด็ ี ไมค วรจะลมื วา การปฏบิ ตั อิ กี สายหนงึ่ (อานาปานสตแิ บบลดั สน้ั ) ซงึ่ ดงิ่ ไปยงั การเหน็ แจง แทงตลอดตามแบบของปญ ญาวมิ ตุ ตนิ นั้ ไมจ ำเปน จะตอ งปฏบิ ตั ใิ นทางจติ หรอื ทางสมาธอิ ยา งลกึ ซงึ้ จนถงึ ขนั้ นเี้ สยี กอ น กลา วคอื มกี ารปฏบิ ตั เิ พยี งขน้ั ทเ่ี รยี กวา อปุ จาร- สมาธิ แมท เ่ี กดิ อยเู องตามธรรมชาติ แลว กข็ า มไปปฏบิ ตั ใิ นขน้ั ทเ่ี ปน วปิ ส สนาได, เพอื่ เหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อยา งแจม แจง ได. เพราะฉะนน้ั ผทู ปี่ ฏบิ ตั มิ าจนถงึ ขนั้ ทส่ี ดุ แหง จตกุ กะที่ ๑ แลว กย็ งั อาจขา มจตกุ กะท่ี ๒ ที่ ๓ เลยไปปฏบิ ตั ใิ นจตกุ กะที่ ๔ อนั เปน ขนั้ วปิ ส สนาโดยตรง กเ็ ปน สง่ิ ทที่ ำไดด จุ เดยี วกนั แตเ พอื่ ความสมบรู ณข องการปฏบิ ตั อิ านาปานสตติ ามแบบนี้ เรา จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ตามลำดบั คอื จตกุ กะท่ี ๒ ที่ ๓ สบื ไป. สว นผทู ป่ี ระสงคจ ะลดั ขา มไปนน้ั พงึ ขา มไปศกึ ษาในขอ ปฏบิ ตั อิ นั กลา วไวใ นจตกุ กะท่ี ๔ โดยตรงเถดิ . (อยา งไรกต็ าม “จติ มคี วาม สงบ เพราะสมาธมิ ากเพยี งไร กเ็ หน็ โทษแหง ความวนุ วายของอวชิ ชาเปน เหตมุ ากเพยี งนน้ั ”๑๒) (จบอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๔ อนั วา ดว ยการทำกายสงั ขารใหร ำงบั ) ๑๒ วธิ ที ำสมาธแิ บบหลวงปมู น่ั หนา ๕๖ เลา โดย พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (ทา นพระอาจารยม หาบวั ญาณสมปฺ นโฺ น)

2 - 110 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๒ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน (ตง้ั แตก ารกำหนดเวทนา จนถงึ การเวทนา ไมใ หป รงุ แตง จติ ) บดั น้ี มาถงึ การปฏบิ ตั ใิ นอานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๒ ซงึ่ กลา วถงึ อานาปานสตอิ กี ๔ ขนั้ เปน ลำดบั ไป คอื ; ขนั้ ที่ ๕ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ท่ี ๖ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ สขุ หายใจเขา -ออก ๑, ขน้ั ที่ ๗ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ตสงั ขาร หายใจเขา -ออก ๑, ขน้ั ที่ ๘ การเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู หายใจเขา -ออก ๑, รวมเปน ๔ ขนั้ ดว ยกนั ดงั น.ี้ ทงั้ ๔ ขน้ั น้ี จดั เปน หมวดแหง การเจรญิ ภาวนาทพี่ จิ ารณา เวทนาเปน อารมณส ำหรบั การศกึ ษา แทนทจี่ ะกำหนดพจิ ารณากาย คอื ลมหายใจ ดงั ทกี่ ลา ว แลว ในจตกุ กะที่ ๑. ตอน ๕ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๕ (การกำหนดปต )ิ อุทเทสหรือหัวขอแหงอานาปานสติขอท่ี ๑ แหงจตุกกะท่ี ๒ หรือจัดเปนขั้นท่ี ๕ แหง อานาปานสตทิ งั้ ปวงนน้ั มอี ยวู า :- “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ ปต ิ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ จกั หายใจ ออก’” (ปต ปิ ฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ ปต ปิ ฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต)ิ ใจความสำคญั ทจี่ ะตอ งศกึ ษา มหี วั ขอ ใหญๆ คอื ๑. การทำในบทศกึ ษา, ๒. การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ หายใจเขา -ออกอย,ู และ ๓. ญาณ สติ และธรรมอน่ื ๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ โดย สมควรแกก ารปฏบิ ตั ใิ นขนั้ น.ี้ บดั นี้ จะไดว นิ จิ ฉยั ในหวั ขอ ทวี่ า “ยอ มทำในบทศกึ ษา” เปน ขอ แรกกอ น.

2 - 111 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คำวา “บทศกึ ษา” ในทน่ี ี้ กจ็ ำแนกเปน ศลี สมาธิ ปญ ญา อยา งเดยี วกนั กบั ทกี่ ลา ว มาแลว ในอานาปานสตขิ นั้ กอ นๆ. แตส ำหรบั ขอ นมี้ ใี จความแตกตา งออกไปกต็ รงทใ่ี นขนั้ นี้ มกี ารกำหนดปต ิ แทนการกำหนดลมหายใจ. เมอื่ ทำปต ใิ หเ กดิ ขนึ้ ไดแ ลว การควบคมุ สตใิ หม คี วามรสู กึ ตอ ปต นิ น้ั อยู โดยประการท่ี กำหนดไว นน่ั แหละคอื สงิ่ ทเ่ี รยี กวา บทศกึ ษา ในทนี่ ี้. เมอื่ มกี ารสำรวมดว ยสติ ใหร สู กึ ในปต อิ ยไู ดต ลอดเวลาเทา ใด กเ็ ปน อนั วา มี สลี สกิ ขา อยา งยงิ่ อยตู ลอดเวลาเทา นน้ั เพราะวา ตลอดเวลานนั้ มคี วามไมเ บยี ดเบยี น และมแี ตค วาม เปน ปรกตขิ องกายและวาจาอยเู ตม็ ตามความหมายของคำวา สลี สกิ ขา. และเมอ่ื มกี ารกำหนด ปต ใิ นฐานะเปน อารมณข องจติ เพอื่ ความไมฟ งุ ซา นเปน ตน แลว กช็ อ่ื วา มี สมาธสิ กิ ขา อยอู ยา ง เตม็ ทใี่ นขณะนนั้ . เพราะจติ นน้ั สงบรำงบั ตง้ั มน่ั มอี ารมณเ ดยี ว และเปน จติ ทค่ี วรแกก าร ทำวปิ ส สนาเตม็ ตามความหมายของคำวา สมาธิ. และเมอื่ มกี ารพจิ ารณาซง่ึ ปต นิ นั้ อยู โดย ความเปน ของไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา หรอื สญุ ญตา. ในขนั้ นเี้ รยี กวา มี ปญ ญาสกิ ขา อยอู ยา งสมบรู ณ; จงึ เปน อนั วา มสี กิ ขาทงั้ ๓ ครบถว นอยใู นการกำหนดพจิ ารณาปต ใิ นขน้ั ตา งๆ กนั แลว แตจ ะเลง็ ถงึ ความหมายของคำวา สกิ ขา ขอ ไหน. พึงทราบเสียดวยวา ความหมายของคำวา “ยอมทำในบทศึกษา” ในอานาปานสติ ขน้ั ตอ ๆ ไป ยอ มมอี ยเู หมอื นกนั ดงั นี้ ทกุ ๆ ขน้ั ไป โดยใจความ ผดิ กนั อยตู รงทสี่ ง่ิ ซงึ่ เปน อารมณ สำหรบั การกำหนดนนั้ จะตอ งเปลย่ี นแปลงไปตามกรณี เชน ในขน้ั น้ี กำหนดปต ิ, สว นขนั้ ตอ ไปกำหนดความสขุ , หรอื ขน้ั ถดั ไปอกี กก็ ำหนดจติ ตสงั ขาร ดงั นเี้ ปน ตน ; นค้ี อื นยั ทผ่ี ปู ฏบิ ตั จิ ะตอ ง ทำความเขา ใจใหแ จม แจง ตง้ั แตแ รก เพอื่ ความรสู กึ อนั มนั่ คงกวา ตนเปน ผมู สี ลี สกิ ขา สมาธิ สกิ ขา และปญ ญาสกิ ขา อยา งเตม็ ทตี่ ลอดเวลาแหง อานาปานสตทิ กุ ขน้ั ในอนั ดบั ตอ ไป. ตอ ไปน้ี จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ในขอ ทว่ี า “เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ”ิ คำวา ปต ิ แปลวา ความอม่ิ ใจ และหมายรวมถงึ ความรสู กึ อยา งอน่ื ซงึ่ มอี าการคลา ย กนั ดงั ทที่ า นใหต วั อยา งไวเ ชน ปามชุ ชฺ ไดแ กป ราโมทย, อาโมทนาไดแ ก ความเบกิ บาน, ปโมทนา ไดแ ก ความบนั เทงิ ใจ, หาโส ไดแ ก ความรา เรงิ หรรษา, ปหาโส ไดแ ก ความรา เรงิ

2 - 112 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เตม็ ท่,ี จติ ตฺ สสฺ โอทคยฺ ํ ไดแ ก ความฟใู จ จติ ตฺ สสฺ อตตฺ มนตา ไดแ ก ความชอบใจ เหลา นี้ เปน ตน ; สรปุ รวมกค็ อื ความอมิ่ อกอมิ่ ใจทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการทร่ี สู กึ วา ตนไดท ำหรอื ได รบั สงิ่ ทด่ี ที สี่ ดุ ทต่ี นควรจะได. สำหรบั ในทนี่ ้ี ไดแ กป ต ใิ นการเจรญิ อานาปานสตไิ ดร บั ผลสำเรจ็ ตามลำดบั ๆ นนั่ เอง นบั ตง้ั แตล มหายใจเขา -ออกทย่ี าวมาทเี ดยี ว และสมบรู ณเ ปน ปต เิ ตม็ ที่ ตอ เมอื่ รสู กึ วา จติ ของตนไมฟ งุ ซา น มคี วามสงบรำงบั เปน อารมณเ ดยี วจรงิ ๆ; ฉะนนั้ เปน อนั กลา วไดอ กี อยา งหนง่ึ วา สงิ่ ทเี่ รยี กวา ปต นิ ไ้ี ดเ รม่ิ มมี าแลว แมต ง้ั แตอ านาปานสตขิ อ ท่ี ๑ แหง จตกุ กะที่ ๑ และสงู ขนึ้ เปน ลำดบั มา จนกระทง่ั ถงึ ขน้ั ท่ี ๕ (คอื ขอ ท่ี ๑ แหง จตกุ กะท่ี ๒ น้ี) ซึ่ง ผปู ฏบิ ตั จิ ะไดเ รม่ิ กำหนดปต โิ ดยตรงกนั จรงิ ๆ ในขนั้ น.ี้ การเกิดแหงปติ อาการทปี่ ต จิ ะเกดิ ขน้ึ มอี ยอู ยา งสงู ต่ำกวา กนั ตามลำดบั ของการกำหนดหรอื สง่ิ ทถี่ กู กำหนดอนั สงู ตำ่ หรอื หยาบละเอยี ดกวา กนั นน่ั เอง ซงึ่ อาจจะแบง ไดถ งึ ๑๖ ขนั้ คอื :- ๑. เมอื่ รสู กึ อยู (ปชานโต) วา จติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา พรอ มดว ยอำนาจของ การกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสนั้ หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กายทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๒. เมอื่ กำหนดอยู (อาวชชฺ โต) ซงึ่ ความทจี่ ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจ ของการกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสน้ั หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กาย ทง้ั ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๓. เมอ่ื รชู ดั อยู (ชานโต) ซง่ึ ความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจของการ กำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสน้ั หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กายทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยดู งั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๔. เมอ่ื เหน็ ชดั อยู (ปสสฺ โต) ซง่ึ ความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจของ การกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสนั้ หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ กายทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๕. เมอื่ พจิ ารณาอยู (ปจจฺ เวกขฺ โต) ซงึ่ ความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา นและเปน เอกคั คตา ดว ยอำนาจ

2 - 113 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ของการกำหนดลมหายใจยาว หรอื ลมหายใจสน้ั หรอื ลมหายใจของผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ กาย ทงั้ ปวง หรอื ลมหายใจของผยู งั กายสงั ขารใหร ำงบั อยดู งั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๖. เมอื่ อธษิ ฐานจติ อยู (จติ ตฺ ํ อธฏิ ฐ หโต) (ดว ยอำนาจของลมทง้ั ๔ ประเภทและขยาย ออกไดเ ปน ๘ ชนดิ ดว ยนบั การหายใจเขา และหายใจออกเปน ๒. แลว คณู ๔ เปน ๘ ชนดิ , ดงั กลา วแลว ในขอ ๑ ถงึ ขอ ๕) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๗. เมอ่ื ปลงจติ ลงดว ยความเชอื่ (สทธฺ าย อธมิ จุ จฺ โต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๘. เมอ่ื ประคองความเพยี รอยู (วริ ยิ ํ ปคคฺ ณหฺ โต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ท่ี กลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๙. เมอ่ื ดำรงสตอิ ยู (สตึ อปุ ฏฐ ายโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา ง ตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๑๐. เมอ่ื จติ ตงั้ มนั่ อยู (จติ ตฺ ํ สมาหโต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภทดงั ทก่ี ลา วแลว ขา ง ตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๑๑. เมอื่ รชู ดั ดว ยปญ ญา (ปญฺ าย ปชานโต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ทก่ี ลา ว แลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขน้ึ ; ๑๒. เมอื่ รยู งิ่ ดว ยปญ ญาเปน เครอ่ื งรยู งิ่ อยู (อภิ ญฺ าย อภชิ านโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๓. เมอื่ รอบรธู รรมทคี่ วรรอบรอู ยู (ปริ เฺ ญยยฺ ํ ปรชิ านโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๔. เมอื่ ละธรรมทคี่ วรละอยู (ปหาตพพฺ ํ ปชหโต) (ดว ยอำนาจลมทงั้ ๔ ประเภท ดงั ท่ี กลา วแลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๕. เมอื่ เจรญิ ธรรมทค่ี วรเจรญิ อยู (ภาเวตพพฺ ํ ภาวยโต) (ดว ยอำนาจลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั น้ี ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ; ๑๖. เมอื่ ทำใหแ จง ซงึ่ ธรรมทค่ี วรทำใหแ จง อยู (สจฉฺ กิ าตพพฺ ํ สจฉฺ กิ โรโต) (ดว ยอำนาจ ลมทง้ั ๔ ประเภท ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ) ดงั นี้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ ;

2 - 114 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทง้ั หมดน้ี แตล ะอยา งๆ ยอ มแสดงถงึ ตน เหตทุ ปี่ ต จิ ะเกดิ ขน้ึ ดว ยกนั ทงั้ นน้ั และมอี ธบิ าย โดยสงั เขป ดงั ตอ ไปนี้ :- ขอ ๑ ถงึ ขอ ๕ ปต เิ กดิ ขนึ้ เพราะอาศยั การกำหนดทำความรสู กึ ทคี่ วามไมฟ งุ ซา น หรอื ความมอี ารมณอ นั เดยี วของจติ ซง่ึ มขี น้ึ ดว ยอำนาจลม ๔ ประเภท หรอื ๘ ชนดิ คอื ลมหายใจ ยาว ทั้งเขาและทั้งออก, ลมหายใจส้ันทั้งเขาและทั้งออก, ลมหายใจในขณะที่เปนความ รสู กึ ตวั ทว่ั พรอ มซงึ่ กายทงั้ ปวงทง้ั เขา และทง้ั ออก, และลมหายใจในขณะทที่ ำกายสงั ขารให รำงับอยู ทั้งเขาและท้ังออก. ขอน้ีหมายความวา ในการกำหนดลมทั้ง ๔ ประเภทน้ัน ปติอาจจะเกิดข้ึนในขณะท่ีกำหนดลมประเภทไหนก็ได. สำหรบั การกำหนดนนั้ เลา ทา นแบง ออกเปน ๕ วธิ ี หรอื ๕ ลำดบั ดว ยกนั ตามทร่ี ะบไุ ว ในขอ ๑ ถงึ ขอ ๕ มอี าการสงู ตำ่ หรอื หยาบประณตี ตา งกนั เปน ลำดบั ขนึ้ ไปคอื กำหนดรวมๆ ทวั่ ๆ ไป เรยี กวา ปชานน;ํ ทสี่ งู ไปกวา นน้ั กค็ อื การกำหนดเจาะจงลงไปเรยี กวา อาวชชฺ น;ํ ทส่ี งู ขนึ้ ไปอกี คอื ทำความรแู จง เรยี กวา ชานน;ํ ทเี่ ปน การเหน็ แจง เรยี กวา ปสสฺ น;ํ และทเ่ี ปน การพจิ ารณาโดยละเอยี ดเฉพาะเรยี กวา ปจจฺ เวกขฺ ณ;ํ ตามลำดบั ๆ รวมเปน ๕ อยา งดว ยกนั ดงั น้.ี ทงั้ ๕ อยา งน้ี ตอ งกำหนดเพง เลง็ ไปยงั ความเปน สมาธขิ องจติ กอ น แลว จงึ เกดิ มปี ต ิ ขนึ้ ไดด ว ยกนั ทง้ั ๕ ลำดบั แตม คี ณุ สมบตั สิ งู ต่ำกวา กนั ตามอาการทก่ี ำหนด หยาบหรอื ละเอยี ด กวากันนั่นเอง. ขอ ๖ อธิษฐานจิตอย.ู ในท่ีน้ีหมายถึงการทำจิตใหมุงเฉพาะตอคุณธรรมเบ้ืองสูง ดว ยการปก ใจแนว แนใ นธรรมนน้ั ๆ ขอ ใดขอ หนง่ึ โดยไมเ ปลยี่ นแปลง. ในทน่ี ี้ ไดแ กม งุ ตอ ความสงบรำงบั ในขนั้ สมาธนิ ้ี. ปต เิ กดิ ขนึ้ เพราะการตงั้ จติ สำเรจ็ ในขณะนนั้ . ขอ ๗ ถงึ ขอ ๑๑ หมายถงึ อาการของอนิ ทรยี ท งั้ ๕ แตล ะอยา งๆ ดำเนนิ ไปไดเ ตม็ ตามความหมาย จงึ เกดิ ปต ขิ นึ้ กลา วคอื ขอ ๗ หมายถงึ การปลงความเชอ่ื ลงไปไดใ นการ กระทำของตน วา เปน สง่ิ ทเ่ี ปน ทพี่ ง่ึ ไดแ นน อน จงึ เกดิ ปต ขิ น้ึ ; ขอ ๘ หมายถงึ เมอื่ เกดิ ความ กลา หาญพากเพยี รยงิ่ ขนึ้ เพราะอำนาจความพอใจในความเชอื่ หรอื พอใจในการปฏบิ ตั ิ หรอื เพราะอำนาจของปต ใิ นกาลกอ นแตน นี้ น่ั เอง, ปต เิ กดิ ขน้ึ ; ขอ ๙ หมายถงึ เมอ่ื ดำรงสตขิ อง

2 - 115 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ตวั ไดเ ปน ทพี่ อใจ คอื ควบคมุ สตไิ ดต ามทตี่ อ งการ ไมว า จะเปน การปฏบิ ตั ใิ นการกำหนดลม ขนั้ ไหน, ปต เิ กดิ ขน้ึ ; ขอ ๑๐ หมายถงึ ความรสู กึ วา ตนสามารถทำจติ ใหเ ปน สมาธไิ ด ทำให เกดิ ปต ขิ น้ึ ; ขอ ๑๑ หมายถงึ ปต ทิ เี่ กดิ มาจากความรวู า ตนสามารถทำปญ ญาใหเ กดิ ขน้ึ ได และรชู ดั ดว ยปญ ญานนั้ ถงึ ลกั ษณะทกุ ประการอนั เนอื่ งดว ยลมหายใจ ๘ ชนดิ นนั้ . ทง้ั ๕ ขอ นี้ กเ็ ปน ไปโดยอาศยั ลมทง้ั ๘ ชนดิ นนั้ เหมอื นกนั แตว า เปน คณุ ธรรมทส่ี งู หรอื ประณตี ยงิ่ ขน้ึ มาตามลำดบั ๆ. ขอ ๑๒ หมายถงึ ความรทู ย่ี งิ่ ขน้ึ ไปกวา ความรทู กี่ ลา วแลว ในขอ ๑๑ คอื รนู อกเหนอื ไปจากลกั ษณะทเี่ กยี่ วเนอ่ื งกนั อยกู บั ลมหายใจ กลา วคอื รธู รรมทเี่ ปน ไปเพอื่ ความดบั ทกุ ขโ ดย ตรงยง่ิ ขนึ้ หรอื กวา งออกไป, ปต จิ งึ เกดิ ขน้ึ ; ขอ ๑๓ ถงึ ขอ ๑๖ ทงั้ ๔ ขอ นี้ เปน ความรทู แ่ี ลน ไปในทางของอรยิ สจั โดยตรง กลา ว คอื ขอ ๑๓ เปน การรแู จง ในเรอื่ งของความทกุ ข ในฐานะทเ่ี ปน เรอื่ งทค่ี วรรอู ยา งชดั แจง วา เปน ทกุ ขอ ยอู ยา งไร และเปน ทกุ ขจ รงิ ๆ ปต เิ กดิ ขน้ึ เพราะพบสง่ิ ทเี่ ปน ตวั การสำคญั และมี หวังท่ีจะละ. ขอ ๑๔ เปน ความรเู รอ่ื งเหตใุ หเ กดิ ทกุ ข โดยเฉพาะคอื กเิ ลสทง้ั ปวงลว นแตเ ปน เหตุ ใหเ กดิ ทกุ ขแ ละเปน สง่ิ ทคี่ วรละ และตนกำลงั ละอยู หรอื ละไดแ ลว เชน ในขณะทกี่ ำลงั เจรญิ อานาปานสตอิ ยนู ี้ กเ็ ปน การรสู ง่ิ ควรละ และเปน การละสง่ิ ทคี่ วรละนนั้ พรอ มกนั อยใู นตวั ปต จิ งึ เกดิ ขนึ้ . ขอ ๑๕ เปน การรถู งึ สง่ิ ทคี่ วรทำใหเ กดิ มี ทต่ี นกำลงั ทำใหม ี หรอื ไดท ำใหม ขี นึ้ แลว . สง่ิ ทก่ี ลา วนไ้ี ดแ กท างแหง ความดบั ทกุ ข ซงึ่ สามารถตดั ตน เหตขุ องความทกุ ขน น้ั ๆ ได เชน ใน ขณะท่ีกำลังเจริญอานาปานสติขั้นนี้อยู กิเลสบางประการระงับไป หรือละไป ความทุกข บางอยา งทม่ี าจากกเิ ลสนน้ั โดยตรงกด็ บั ไป เปน ตน เหตใุ หร วู า การปฏบิ ตั อิ ยา งนเ้ี ปน การดบั ทกุ ข ไดจ รงิ . เมอ่ื รถู งึ ความจรงิ ขอ นนั้ ปต ยิ อ มเกดิ ขนึ้ . สว นขอ ๑๖ นน้ั หมายถงึ การรสู ง่ิ ทค่ี วรกระทำใหแ จง กลา วคอื ตวั ความดบั ทกุ ข หรอื ภาวะแหง ความดบั ทกุ ขส น้ิ เชงิ ซง่ึ มกั เรยี กกนั วา นโิ รธ หรอื นพิ พาน หรอื อนื่ ๆ อกี เชน วมิ ตุ ติ

2 - 116 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน ตน . การปฏบิ ตั อิ ยนู ้ี หมายถงึ การทเ่ี มอ่ื ปฏบิ ตั อิ ยอู ยา งนี้ นวิ รณไ มร บกวน โดยประการ ทง้ั ปวง, กเิ ลสบางอยา งถกู ละไป, ภาวะแหง ความไมม ที กุ ขเ ลยปรากฏขน้ึ โดยสมควรแกก าร ละไปของกเิ ลสอยา งชดั แจง . เมอ่ื มคี วามรสู กึ ตอ ภาวะแหง ความไมม ที กุ ขเ ลย แมเ ปน ของ ชวั่ ขณะ ปต กิ เ็ กดิ ขน้ึ . การกำหนดรแู มท ง้ั ๔ ประการนี้ กย็ งั คงองิ อาศยั ลมหายใจ ๘ ชนดิ ดงั ทก่ี ลา วแลว อกี นนั่ เอง. สรปุ ความวา อาการทป่ี ต จิ ะเกดิ ขน้ึ ทงั้ ๑๖ อาการนี้ แมจ ะมคี วามสงู ต่ำกวา กนั อยา ง มากเพยี งไร กล็ ว นแตอ งิ อาศยั ลมหายใจเขา -ออกดว ยกนั ทงั้ นนั้ เพราะฉะนนั้ ทา นจงึ กลา ว เปน หลกั วา “รพู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ หายใจเขา -หายใจออกอย”ู ดงั น.้ี ปต ทิ กุ ชนดิ ในทนี่ ้ี ลว นเปน อารมณข องอานาปานสตใิ นขนั้ นี้. ผปู ฏบิ ตั พิ งึ ฝก พงึ ทำใหเ กดิ ขนึ้ ตามลำดบั และ สมบรู ณ จกั ไดช อื่ วา เปน ผทู ำเตม็ ทใี่ นบทแหง การศกึ ษา กลา วคอื อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ น.้ี สว นการดำเนนิ การปฏบิ ตั ติ อ ปต ิ ทา นผสู นใจสามารถอา นไดจ ากหนงั สอื อานาปานสต-ิ ภาวนาฉบบั สมบรู ณข องพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ ความเปนภาวนา ความหมายของคำวา ภาวนา โดยตวั หนงั สอื นนั้ แปลวา การทำใหม ขี น้ึ หรอื การ ทำใหเ จรญิ ขนึ้ ; แตใ นทางปฏบิ ตั ใิ นทนี่ นั้ จะเรยี กวา ภาวนาได กต็ อ เมอื่ ไดท ำใหเ กดิ ขนึ้ แลว จรงิ ๆ หรอื ไดท ำใหเ จรญิ ขน้ึ แลว จรงิ ๆ เทา นน้ั ฉะนน้ั ถอ ยคำเชน คำวา สตปิ ฏ ฐานภาวนา จงึ หมายถงึ การทำการกำหนดดว ยสตทิ ไี่ ดท ำไปแลว จรงิ ๆ เทา นน้ั ดงั เชน การตามเหน็ ปต หิ รอื เวทนาอยู ดวยอาการทั้ง ๗ ดังที่กลาวแลวขางตน จึงจะเรียกวาภาวนาท่ีถูกตองตรงตาม ความหมาย. ในกรณขี องอานาปานสตนิ ี้ ทา นจำกดั ความของคำวา ภาวนาไว ๔ อยา ง คอื :- ๑. ชอ่ื วา ภาวนา เพราะมคี วามหมายวา ความไมก า วกา ย กำ้ เกนิ ซง่ึ กนั และกนั ของธรรม ทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว ในการกำหนดดว ยสตนิ ้ี เปน สง่ิ ทปี่ รากฏชดั แลว จงึ ถอื วา สตปิ ฏ ฐาน นเ้ี กดิ แลว หรอื เจรญิ แลว ; ๒. ชอ่ื วา ภาวนา เพราะธรรมทงั้ หลายมอี นิ ทรยี เ ปน ตน ซงึ่ รว มกนั ทำกจิ อนั เดยี วกนั เพอื่ เกดิ ผลอยา งเดยี วกนั ปรากฏชดั แลว ;

2 - 117 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. ชอ่ื ภาวนา เพราะวา การกระทำนน้ั ทำใหเ กดิ ความเพยี รพอเหมาะสมกบั ธรรมนนั้ ๆ และอนิ ทรยี น น้ั ๆ : และ ๔. ชอ่ื ภาวนา เพราะเปน ทส่ี อ งเสพอยา งมากของจติ . อธิบายโดยโวหารธรรมดา ท่ีสามารถใชไดในกรณีท่ีเปนการทำความดีโดยทั่วๆ ไป มอี ยวู า การประสบความสำเรจ็ ยอ มหมายถงึ การกระทำใหเ กดิ สง่ิ ทค่ี วรทำใหเ กดิ เพราะ การกระทำนนั้ พอเหมาะพอสม และมขี อบเขตจำกดั วา เทา ไรและเพยี งไร ไมใ ชเ ปด กวา งจนไม มที สี่ น้ิ สดุ ซงึ่ ไมม ที างทจ่ี ะลถุ งึ ได. สงิ่ ทที่ ำใหเ กดิ ขน้ึ มานน้ั แตล ะสงิ่ ตอ งเขา รปู เขา รอยตอ กนั คอื ประสานกนั ได ไมก า วกา ยกำ้ เกนิ กนั เชน การเหน็ อนจิ จงั พอเหมาะกบั การทำใหเ หน็ ทกุ ข หรอื เปน ไปในทางทจ่ี ะใหเ หน็ ทกุ ข; การเหน็ ทกุ ข กพ็ อเหมาะหรอื เปน ไปในทางทจี่ ะให เหน็ อนตั ตา; เหน็ อนตั ตา กพ็ อเหมาะหรอื เปน ไปในทางทใี่ หเ บอ่ื หนา ยหรอื คลายกำหนดั ดงั นี้ เปน ตน จงึ จะเรยี กวา “ภาวนา” หรอื ความเจรญิ . ยกตวั อยา งงา ยๆ ดว ยอทุ าหรณใ นปจ จบุ นั : วชิ าความรหู รอื ความเจรญิ กา วหนา ไม เหมาะสว น ในทางทจ่ี ะเปน ไปเพอ่ื สนั ติ จงึ เปน ไปในทางทจี่ ะวนุ วายมากกวา สว นทจี่ ะเปน ไป ทางสนั ต.ิ นแ้ี สดงวา บางอยา งนอ ยไป บางอยา งมากไป บางอยา งกา วกา ยกนั บางอยา ง บบี บงั คบั กดดนั ไปในทศิ ทางอน่ื ดงั นเ้ี ปน ตน จงึ ไมป ระสบสง่ิ ทเี่ รยี กวา ภาวนาหรอื ความเจรญิ นอ้ี ยา งหนงึ่ . อยา งทถี่ ดั ไป หมายถงึ ความกลมเกลยี วของสง่ิ ทเ่ี ปน เครอ่ื งมอื : เครอื่ งมอื ทกุ ชน้ิ ทกุ ชนดิ หรอื มอื ทกุ มอื ตอ งรว มกนั มงุ ทำสงิ่ ๆ เดยี วกนั ถา มฉิ ะนน้ั สง่ิ ทเี่ รยี กวา ภาวนา จกั ไมเ กดิ ขนั้ ; ตวั อยา งเชน ในโลกนี้ มวี ชิ าความรมู ากมายหลายสบิ หลายรอ ยแขนง แตไ มถ กู รวม กนั และนำไปใชเ พอื่ สรา งสง่ิ ๆ เดยี วกนั คอื สนั ติ มกี ารแตกแยกกนั ไปตามทางทต่ี วั ตอ งการ. การปฏบิ ตั ธิ รรมในทางจติ ธรรมะประเภททเ่ี ปน เครอ่ื งมอื ทกุ อยา ง ตอ งถกู นำไปใช รวมกันเพ่ือจุดประสงคเพียงอยางเดียว ตามท่ีตนตองการอยูในขณะนั้น : ถาผิดจากนี้ ยอ มไมเ กดิ สงิ่ ทเ่ี รยี กวา ภาวนา. พระพทุ ธภาษติ มอี ยวู า ปฏปิ ทาอาศยั ลาภกอ็ ยา งหนง่ึ , ปฏปิ ทาเปน ไปเพอื่ นพิ พานกอ็ กี อยา งหนงึ่ , (อญฺ า หิ ลาภปู นสิ า อญฺ า นพิ พฺ านคามนิ )ี : หมายความวา การกระทำมรี ปู รา งเหมอื นกนั แตค วามมงุ หมายอาจจะตา งกนั เชน รกั ษาศลี เครง ครดั เพอื่ ไดล าภกไ็ ด รกั ษาศลี เครง ครดั เพอื่ ทำลายความเหน็ แกต วั กไ็ ด; อยา งแรกเปน

2 - 118 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ไปเพอ่ื ลาภ อยา งหลงั เปน ไปเพอ่ื นพิ พาน ทง้ั ทรี่ ปู แหง การกระทำเหมอื นกนั . ในการ ทำความเพยี รหรอื การทำสมาธิ หรอื การทำวปิ ส สนาเปน ตน กม็ คี ำอธบิ ายอยา งเดยี วกนั . เมอ่ื ธรรมเหลา นไี้ มส จุ รติ ตดิ ตอ กนั ไมเ สมอกนั ไมซ อื่ ตรงตอ กนั เพราะอำนาจตณั หาและทฏิ ฐิ เปน ตน ลบู คลำอยา งใดอยา งหนง่ึ แลว ธรรมทเ่ี ปน เหมอื นยานพาหนะ หรอื เครอื่ งมอื ทงั้ ปวง กไ็ มม รี สหรอื กจิ เปน อนั เดยี วกนั สง่ิ ซงึ่ เรยี กวา ภาวนาในขนั้ นกี้ ไ็ มป รากฏ นอ้ี ยา งหนง่ึ . อยา งทถี่ ดั ไปอกี คอื การกระทำนนั้ ๆ ตอ งเปน การนำความเพยี รไปตรงจดุ ของสง่ิ ทตี่ อ ง การใหเ กดิ ขน้ึ รวมทง้ั วตั ถปุ ระสงคข องสง่ิ ทจ่ี ะตอ งใชเ ปน เครอื่ งมอื นนั้ ดว ย. การกระทำ ใดๆ ทไี่ มส ามารถประมวลกำลงั ความเพยี รทงั้ หมดเขา ไปสจู ดุ นแ้ี ลว ไมอ าจจะเรยี กวา เปน ภาวนา หรอื ไมอ าจเปน ภาวนาขน้ึ มาไดน น่ั เอง. ภาวนาในความหมายของการทำใหเ กดิ มกี ด็ ี ภาวนา ในความหมายของการทำใหเ จรญิ ยง่ิ ขนึ้ กด็ ี ตอ งเปน ภาวนาทสี่ ามารถควบคมุ ความเพยี รหรอื กำลงั ใหเ ปน ไปในลกั ษณะทกี่ ลา วนเ้ี ทา นนั้ . โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในการปฏบิ ตั ธิ รรมขนั้ ละเอยี ด นี้ ความเพียรเปนสิ่งที่ตองระมัดระวังอยางแยบคายและรัดกุมอยางท่ีสุด มิฉะน้ันแลว การกระทำแตล ะขน้ั ๆ จะเปน ไปไมไ ด ตงั้ แตข น้ั แรกทเี ดยี ว เชน ปญ ญาไมพ อทจี่ ะเหน็ อนจิ จงั ; หรอื ปญ ญามพี อ แตค วามเพยี รไมน ำปญ ญาเขา สจู ดุ ๆ นนั้ หรอื สตไิ มอ าจจะนำความเพยี ร ใหท ำหนา ทนี่ ำปญ ญาเขา สจู ดุ ๆนนั้ ดงั นเี้ ปน ตน ยอ มเปน การตดิ ตนั หรอื ตายดา นของภาวนา. ความรทู เี่ ปน หลกั เกณฑม เี พยี งพอ แตค วามรทู จ่ี ะนำหลกั เกณฑไ ปใชป ฏบิ ตั มิ ไี มเ พยี งพอ หรอื ไมถ กู ไมต รงกนั กต็ าม, นเ้ี ปน คำอธบิ ายความหมายขอ นข้ี องคำวา ภาวนา. สว นขอ สดุ ทา ยทวี่ า เปน ภาวนาเพราะเปน ทส่ี อ งเสพมากจติ นนั้ หมายความวา กระทำอยา งมาก ทำจนชนิ ทำจนคนุ เคย และคลอ งแคลว เปน ตน ทง้ั ในการทำ และการ เสวยผลการกระทำขน้ั ตน เพอ่ื เปน มลู ฐานสำหรบั การกระทำขน้ั ตอ ไป. สรปุ ความกค็ อื ความ หมกมนุ อยแู ตใ นสง่ิ ๆ เดยี วนนั่ เอง การกระทำนนั้ จงึ จะถงึ ขน้ั ทเ่ี รยี กวา ภาวนา. สำหรบั การกระทำในทางจติ น้ี คำวา “การกระทำ” ยอ มกนิ ความกวา งขวาง คอื ทำในระยะเรม่ิ แรก, ทำในทา มกลาง, ทำในทส่ี ดุ , นอ้ี ยา งหนงึ่ : ทำในระยะเรมิ่ แรกเพอื่ ความเกดิ ขน้ึ ทงั้ ในขนั้ ตระเตรยี มและขนั้ ทำจรงิ แลว ทำการรกั ษาสงิ่ ซง่ึ ทำขน้ึ ไดไ วไ ดอ ยา งเตม็ ที่ จนกวา จะถงึ การ ทำขน้ั สดุ ทา ย. การเขา การออก การหยดุ การพจิ ารณา ของจติ ทม่ี ตี อ อารมณน น้ั ๆ ลว นแต

2 - 119 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เปนสิ่งที่ยากแกการกระทำ แตเปนส่ิงท่ีงายดายตอการลมเหลว จึงตองอาศัยการทำมาก ซง่ึ หมายถงึ มากกวา การทำงานทางวตั ถุ หรอื ทางรา งกาย อยา งทเ่ี ปรยี บกนั ไมไ ดท เี ดยี ว. อกี ทางหนงึ่ คำวา เปน ทสี่ อ งเสพมากของจติ นน้ั หมายความวา ถา เปน ตวั ภาวนา ขน้ึ มาจรงิ ๆ แลว ยอ มเปน ทพี่ อใจของจติ หรอื จติ พอใจทจ่ี ะสอ งเสพในสงิ่ นน้ั จนเกดิ ความ เคยชนิ อนั เปน ปจ จยั ทจ่ี ะทำใหเ กดิ การกระทำอนั ใหมไ ดโ ดยงา ยดาย. สรปุ ความสนั้ ๆ อกี ครงั้ หนงึ่ วา ภาวนาคอื การทำสำเรจ็ ; เพราะสามารถมงุ ไปยงั สง่ิ ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ ไดอ ยา งถกู ตอ งและเหมาะสม; เพราะประมวลเครอื่ งมอื ทง้ั หมดใหร วมกนั ทำหนา ท่ี เพยี งอยา งเดยี ว; เพราะสามารถนำกำลงั ของความเพยี รไปไดใ นทางของสง่ิ ทงั้ ๒ นน้ั (คอื วตั ถปุ ระสงคแ ละการควบคมุ เครอ่ื งมอื ); และเพราะเปน สงิ่ ทก่ี ระทำอยา งมากหรอื อยา งสมบรู ณ. ผูศึกษาหรือผูปฏิบัติก็ตาม จะตองพยายามสังเกตใหเห็นความหมาย ๔ ประการนี้ แลว ระมดั ระวงั ใหม นั มอี ยู หรอื ใหม นั เปน ไปไดจ รงิ ๆ ทกุ ขณะของการปฏบิ ตั ิ โดยไมต อ งพดู วา ทกุ ขนั้ หรอื ทกุ ลำดบั แตต อ งเปน ทกุ ๆ ขณะของทกุ ขน้ั หรอื ทกุ ลำดบั นน่ั เอง. สว นการสโมธาน แหง ธรรมทง้ั หลายในขณะภาวนา ทา นผสู นใจสามารถอา นไดจ ากหนงั สอื อานาปานสตภิ าวนา ของพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ ในหวั ขอ “การสโมธานของธรรมในขณะแหง ภาวนา”. ตอน ๖ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๖ (การกำหนดสขุ ) อเุ ทส หรอื หวั ขอ แหง อานาปานสตขิ อ ท่ี ๒ แหง จตกุ กะที่ ๒ หรอื จดั เปน ขน้ั ท่ี ๖ แหง อานาปานสตทิ ง้ั ปวงนนั้ มอี ยวู า : “ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ สขุ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ สขุ จกั หายใจออก’”. (สขุ ปฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ สขุ ปฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ) คำอธบิ ายของอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๖ นี้ เปน ไปในทำนองเดยี วกนั กบั อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ ทกุ ประการ จนแทบจะกลา วไดว า เหมอื นกนั ทกุ ตวั อกั ษรแตต น จนปลาย. ผดิ กนั อยหู นอ ย เดยี วตรงทวี่ า ในขนั้ ที่ ๕ นน้ั เปน การเพง พจิ ารณาทป่ี ต .ิ สว นในขนั้ ที่ ๖ นี้ เพง พจิ ารณาที่

2 - 120 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ตวั ความสขุ อนั เปน สงิ่ ทคี่ กู นั อยกู บั ปต .ิ แตเ นอื่ งจากสง่ิ ทง้ั ๒ นจ้ี ดั เปน เวทนาดว ยกนั เมอ่ื กลา วโดยหลกั รวมจงึ เปน สงิ่ ๆ เดยี วกนั คอื เปน เพยี งเวทนาดว ยกนั นนั่ เอง. คำอธบิ ายเกย่ี ว กบั เรอ่ื งนจี้ งึ เหมอื นกนั โดยประการทงั้ ปวง, มอี ยแู ตว า จะตอ งทำการวนิ จิ ฉยั ในขอ ทวี่ า ปต ิ กบั ความสขุ โดยลกั ษณะเฉพาะ มคี วามแตกตา งกนั อยา งไรบา งเทา นนั้ . คำวา สขุ คำวา “สขุ ” โดยทว่ั ไป ทา นจำแนกเปน ๒ คอื สขุ เปน ไปในทางกาย และสขุ เปน ไปใน ทางจติ . สขุ ทเี่ ปน ไปในทางกาย เปน สงิ่ ทมี่ มี ลู โดยตรงมาจากวตั ถหุ รอื รปู ธรรม และอาการ ของความสขุ แสดงออกมาทางกาย หรอื เนอื่ งดว ยกายเปน สว นใหญ. สว นความสขุ ทเ่ี ปน ไป ในทางจติ เปน สงิ่ ทสี่ งู หรอื ประณตี ขน้ึ ไปกวา นน้ั ฉะนน้ั จงึ มมี ลู มาจากนามธรรมเปน สว นใหญ ปรารภธรรมะเปน สว นใหญ และเปน ไปในทางจติ คอื แสดงออกในทางจติ โดยเฉพาะ; สว นท่ี เปน ผลเนอื่ งมาถงึ ทางกายดว ยนนั้ ยอ มมเี ปน ธรรมดา แตถ อื วา เปน สว นทพ่ี ลอยได, คงเพง เลง็ เอาสว นทเ่ี นือ่ งอยกู บั จติ เปน สว นใหญ. คำวา ความสขุ ในการเจรญิ อานาปานสติ นนั้ หมายถงึ ความสขุ ทเ่ี ปน ความรสู กึ ขององคฌ าน เชน เดยี วกบั ปต ิ ซง่ึ เปน องคฌ านดว ยกนั ฉะนน้ั จงึ หมายถงึ ความสขุ ทเี่ ปน ไปในทางใจโดยสว นเดยี ว และเปน สงิ่ ทจี่ ะตอ งหยบิ ขนึ้ มาเพง พจิ ารณา ในฐานะเปน เวทนาอกี อยา งหนงึ่ เพอ่ื การเจรญิ อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๖ น,้ี โดยวธิ อี ยา งเดยี วกนั กบั การพจิ ารณาปต ิ. วิธีปฏิบัติ การปฏบิ ตั อิ านาปานสตขิ นั้ ท่ี ๖ นี้ ผปู ฏบิ ตั พิ งึ ยอ นไปทำการกำหนดศกึ ษามาตงั้ แต อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๔ พงึ กำหนดองคฌ านตา งๆ ใหแ จม แจง อกี ครงั้ หนงึ่ . เมอื่ แจม แจง ทว่ั ทกุ องคแ ลว เพอื่ กำหนดเจาะจงเอาเฉพาะองคท เี่ รยี กวา “สขุ ” เพอื่ การเพง พจิ ารณาหรอื การ ตามดู โดยนยั ทกี่ ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ ทกุ ๆ ประการ โดยหวั ขอ ดงั ตอ ไปน้ี คอื :- ๑. สง่ิ ทเี่ รยี กวา ความสขุ น้ี คอื อะไร ? มลี กั ษณะอยา งไร ? ๒. สงิ่ ทเ่ี รยี กวา ความสขุ นนั้ เกดิ ขนึ้ ในขณะไหน เวลาใด ?

2 - 121 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. เกดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจอะไร ? หรอื ดว ยการทำอยา งไร ? ๔. เกดิ ญาณและสตขิ นึ้ ในลำดบั ตอ ไปดว ยอาการอยา งไร ? ๕. ในขณะนน้ั ชอ่ื วา เธอยอ มตามเหน็ ซงึ่ เวทนา คอื ความสขุ นน้ั โดยลกั ษณะอยา งไร อยู ? แลว ละอะไรเสยี ได ? ๖. การตามเหน็ เวทนานนั้ มอี าการแหง การเจรญิ สตปิ ฏ ฐานภาวนาเกดิ ขนึ้ ดว ยอาการ อยา งไร ? ๗. ในขณะทส่ี โมธานซงึ่ ธรรมยอ มมกี ารสโมธานธรรม, ยอ มรโู คจรและยอ มแทงตลอด สมตั ถะของธรรมนน้ั ๆ อยา งไร ? ๘. ยอ มสโมธานธรรมทเ่ี ปน หมวดหมู โดยรายละเอยี ดอยา งไร ? ๙. ยอ มสโมธานธรรมโดยหลกั ใหญ หรอื โดยกวา งขวางมจี ำนวนเทา ไร ? และ ๑๐. มวี ธิ กี ารพจิ ารณาการเกดิ ขนึ้ ตง้ั อยู ดบั ไป ของสขุ เวทนานนั้ โดยละเอยี ดอยา งไร ? รวมเปน ๑๐ ประการดงั น้ี ซง่ึ ควรจะกลา วแตใ จความ เพอ่ื เปน เครอื่ งทบทวนความจำได โดยสะดวกอกี ครง้ั หนงึ่ ดงั ตอ ไปน้ี :- ๑. ความสขุ ในทนี่ ี้ คอื สขุ ทเ่ี ปน ไปทางจติ ทเี่ รยี กวา เจตสกิ สขุ มลี กั ษณะเยอื กเยน็ เปน ท่ี ตง้ั แหง ปส สทั ธหิ รอื สมาธโิ ดยตรง. ในทน่ี ี้ เลง็ ถงึ สขุ ซง่ึ เปน องคฌ านองคห นง่ึ นน่ั เอง. ๒. สขุ ทเ่ี ปน เวทนา เนอื่ งในการเจรญิ อานาปานสตนิ ี้ อาจจะเกดิ ขนึ้ ไดต งั้ แตข ณะแหง อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑ ขน้ั ที่ ๒ ท่ี ๓ เปน ลำดบั มาและถงึ ทส่ี ดุ เปน สขุ โดยสมบรู ณใ นขนั้ ท่ี ๔ ขนั้ ท่ี ๕ ท่ี ๖ (มขี อ ความโดยละเอยี ดดงั ทกี่ ลา วแลว ในคำอธบิ ายอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๔ อนั วา ดว ยองคฌ านเปน ลำดบั มา). ๓. ความสขุ ในทน่ี ี้ เกดิ มาจากอบุ ายของการกระทำอนั แยบคาย เนอ่ื งดว ยลมหายใจ เขา -ออก ดว ยอาการ ๑๖ อยา ง มกี ารรทู วั่ ถงึ อยซู ง่ึ เอกคั คตาจติ เปน ตน และมกี ารทำใหแ จง ซง่ึ ธรรมทคี่ วรทำใหแ จง ไดด ว ยการกำหนดลมหายใจเขา -ออก เปน ทสี่ ดุ (โดยอาการอยา งเดยี ว กนั กบั ทก่ี ลา วแลว ในอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๕ ในตอนทก่ี ลา วถงึ การเกดิ แหง ปต ิ ๑๖ ประการ). ๔. เมอ่ื ความสขุ เกดิ ขนึ้ ดว ยอาการ ๑๖ อยา งนนั้ แลว สขุ เปน สงิ่ ทผ่ี ปู ฏบิ ตั ริ พู รอ มเฉพาะ

2 - 122 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ดว ยอำนาจการหายใจเขา -ออก สตเิ กดิ ขนึ้ เปน อนปุ ส สนาญาณ, สขุ ปรากฏขนึ้ ในฐานะเปน อารมณ, สตปิ รากฏในฐานะเปน ผกู ำหนดอารมณ, ผปู ฏบิ ตั ติ ามเหน็ สขุ ดว ยสตนิ นั้ ดว ยญาณ นน้ั (ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕). ๕. เธอตามเหน็ ความสขุ นน้ั โดยความเปน ของไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ขเ ปน อนตั ตา. แลว ละ สญั ญาวา เทยี่ ง วา สขุ วา อตั ตาเสยี ได, เมอ่ื เบอื่ หนา ยอยลู ะความเพลดิ เพลนิ เสยี ได เมอื่ คลายความกำหนดั อยู ละความกำหนดั เสยี ได เมอ่ื ทำความดบั อยู ละการกอ เสยี ได. เมอ่ื ทำการสละคนื อยู ละการยดึ มนั่ เสยี ได (ดงั ทไี่ ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๕) ๖. เมอื่ ตามเหน็ เวทนาอยู ดงั นนั้ ยอ มเปน การเจรญิ สตปิ ฏ ฐานภาวนาเพราะความหมาย ทวี่ า ไดท ำไมใ หเ กดิ ความกำ้ เกนิ ของธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ ในขณะทสี่ ตกิ ำหนดเวทนา, ไดท ำใหอ นิ ทรยี  เปน ตน รวมกนั ทำกจิ อนั เดยี ว, สามารถทำใหม กี ารนำความเพยี รเขา ไปเหมาะสมแกธ รรมเหลา นนั้ และอนิ ทรยี เ หลา นนั้ , และเพราะเปน สงิ่ ทที่ ำมากและสอ งเสพมาก, ดว ยเหตุ ๔ ประการน้ี จงึ ไดช อ่ื วา ภาวนา (ดงั ทไี่ ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕). ๗. เมอื่ ภาวนาโดยทำนองนนั้ เปน ไปโดยสมบรู ณ ยอ มมกี ารสโมธานธรรม เชน อนิ ทรยี  ๕ เปน ตน , ในขณะนน้ั มกี ารรโู คจร กลา วคอื อารมณข องธรรมมอี นิ ทรยี เ ปน ตน เหลา นนั้ และ มีการแทงตลอดซึ่งสมัตถะ คือคุณคาอันสม่ำเสมอของธรรมเหลาน้ัน (ดังท่ีไดกลาวแลวโดย ละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕). ๘. ยอ มมกี ารสโมธานธรรม อนั เปน หมวดหมโู ดยละเอยี ด คอื มกี ารสโมธานอนิ ทรยี ท ง้ั ๕ พละทงั้ ๕ โพชฌงคท ง้ั ๗ มรรคทงั้ ๘ โดยรายละเอยี ดทอ่ี าจชใ้ี หเ หน็ ไดอ ยา งชดั เจนวา เพราะประกอบดว ยความหมายอยา งไรจงึ ไดช อื่ วา สโมธานธรรมอนั มชี อ่ื อยา งนน้ั (ดงั ทไี่ ดก ลา ว แลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๕). ๙. ยอ มสโมธานธรรมโดยกวา งขวางถงึ ๒๙ ประการ มกี ารสโมธานอนิ ทรยี  ๕ เปน ตน และสโมธานอมโตคธะ กลา วคอื นพิ พานเปน ทสี่ ดุ (ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว โดยละเอยี ดในอานาปาน- สตขิ นั้ ที่ ๕). ๑๐. การพจิ ารณาเวทนาโดยละเอยี ด ไดแ กก ารพจิ ารณาตวั เวทนาและธรรมอนื่ ท่ี

2 - 123 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เกดิ สบื ตอ จากเวทนาคอื สญั ญา และวติ ก วา แตล ะอยา งๆ เกดิ ขน้ึ ตงั้ อยู ดบั ไป อยา งไร, เมอื่ เกดิ เกดิ เพราะปจ จยั อะไร, เมอื่ ดบั ดบั เพราะปจ จยั อะไร และเมอ่ื ตง้ั อยู มนั แสดงใหเ หน็ อะไร จนเกิดความรูสึกในจิตใจของผูปฏิบัติข้ึนมาอยางไรตามลำดับ (ดังที่ไดกลาวแลวโดย ละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕). สรปุ ความวา การเจรญิ อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๖ นี้ มกี ารปฏบิ ตั ทิ กุ อยา งทกุ ตอน เปน อยา ง เดยี วกนั กบั อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕ ผดิ กนั แตอ ารมณส ำหรบั เพง พจิ ารณาไดเ ปลยี่ นจากเวทนา คอื ปต ิ มาเปน เวทนา คอื สขุ . ทงั้ นี้ เพอื่ ใหส ง่ิ ทเี่ รยี กวา ความสขุ ไดร บั การพจิ ารณาสบื ตอ ไป จากปต ิ ในฐานะทค่ี วามสขุ เปน ทตี่ งั้ แหง ความยดึ ถอื มากยงิ่ ขนึ้ ไปกวา ปต ,ิ ผลของการพจิ ารณา ยอ มสงู กวา ปต ติ ามขน้ั ไปเปน ธรรมดา เพอื่ วา ผปู ฏบิ ตั จิ กั เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ เวทนาทงั้ ปวง อยางแทจริง. ตอน ๗ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๗ (การกำหนดจติ ตสงั ขาร) อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๗ มหี วั ขอ โดยบาลพี ระพทุ ธภาษติ วา “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ต- สงั ขาร จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จิตตสังขาร จักหายใจออก’”. (จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ; จติ ตฺ สงขฺ ารปฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต)ิ “จติ ตสงั ขาร” ในทน่ี ี้ คอื สญั ญา และเวทนา ซงึ่ เปน พวกเจตสกิ ธรรม. สญั ญา และเวทนาถกู จดั เปน จติ ตสงั ขาร เพราะเปน สง่ิ ทเี่ ปน ไปกบั ดว ยจติ เนอื่ งเฉพาะอยกู บั จติ และ เปน สง่ิ ทป่ี รงุ แตง จติ . เหตนุ นั้ สง่ิ ทงั้ ๒ นจี้ งึ ไดช อ่ื วา จติ ตสงั ขาร ซง่ึ แปลวา เครอ่ื งปรงุ แตง จิต. ผมู คี วามสงั เกต จะสงั เกตเหน็ ไดเ องวา ในอานาปานสตขิ นั้ กอ น ไดพ ดู ถงึ สงิ่ ทง้ั ๓ คอื เวทนา สญั ญา และวติ ก ในทนี่ ก้ี ลา วถงึ แตเ พยี ง ๒ คอื สญั ญาและเวทนา สว นวติ กนนั้ ขาด หายไป. ขอ นเ้ี พราะเหตวุ า สงิ่ ทเ่ี รยี กวา วติ กนนั้ ถกู จดั อยใู นฝา ยจติ มไิ ดอ ยใู นฝา ยเครอื่ ง ปรงุ แตง จติ ฉะนน้ั ทา นจงึ กลา วถงึ แตส ญั ญา กบั เวทนา เพยี ง ๒ อยา งในฐานะทเ่ี ปน จติ ต- สงั ขาร, สว นวติ กนน้ั เปน จติ .

2 - 124 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทำไมสง่ิ ทงั้ ๒ น้ี จงึ ไดช อื่ วา เครอ่ื งปรงุ แตง จติ ? คำตอบมไี ดอ ยา งงา ยๆ วา เพราะ สญั ญาและเวทนาเปน เหตใุ หเ กดิ วติ ก กลา วคอื ความคดิ หรอื ทเ่ี รยี กวา จติ ในทนี่ น้ี นั่ เอง : เวทนา และสญั ญา รว มกนั ทำหนา ทปี่ รงุ แตง จติ โดยไมแ ยกกนั . ดงั ทไ่ี ดก ลา วมาแลว วา เมอ่ื มเี วทนาเกดิ ขน้ึ กเ็ กดิ สญั ญาขน้ึ ๒ ระยะ คอื สญั ญาท่ี เปน ตวั สมปฤดี คอื ความจำไดห มายรวู า เปน เวทนาชนดิ ไหน นอี้ ยา งหนง่ึ , ถดั มา คอื สญั ญา ชนดิ ทเี่ ปน การทำความสำคญั มน่ั หมายวา เวทนานนั้ เปน ตวั ตน และเปน ของของตนดว ยความ ยดึ มนั่ ถอื มนั่ . สญั ญาอยา งในระยะแรกเปน สญั ญาในเบญจขนั ธ เปน อาการทเ่ี ปน ไปโดย อตั โนมตั ิ เปน ไปตามธรรมชาตยิ งั ไมเ ปน ตวั เจตนา ยงั ไมจ ดั เปน กศุ ลหรอื อกศุ ล. สว นสญั ญา ในระยะหลงั เปน อาการของกเิ ลสโดยตรง จดั เปน อกศุ ลเพราะมโี มหะเปน มลู และเปน เหตใุ ห ทำกรรมอยา งใดอยา งหนง่ึ โดยเฉพาะกค็ อื มโนกรรม ไดแ ก ความคดิ ทจี่ ะทำอะไรลงไปดว ย เจตนา และไดช อ่ื วา เปน มโนกรรมเสรจ็ แลว เมอื่ ความคดิ นนั้ ไดเ ปน ไปแลว ; สว นทจี่ ะออกมา เปน กายกรรมหรอื วจกี รรมทหี ลงั นนั้ เปน อกี กรณหี นงึ่ . เพยี งแตท ำใหเ กดิ มโนกรรมอยา ง เดยี วเทา นนั้ กไ็ ดช อื่ วา มกี ารปรงุ แตง จติ ถงึ ทส่ี ดุ เสยี แลว . ดว ยอาการอยา งนเี้ อง เวทนากบั สญั ญาจงึ ไดช อื่ วา จติ ตสงั ขาร ซงึ่ แปลวา ธรรมเปน เครอื่ งปรงุ แตง จติ , ถา ปราศจากเวทนา และสญั ญาเสยี แลว ความคดิ ตา งๆ จะไมเ กดิ ขน้ึ . อนงึ่ พงึ ทราบวา สญั ญาเวทนาทเ่ี ปน อดตี กส็ ามารถปรงุ แตง จติ ไดโ ดยทำนองเดยี ว กบั สญั ญาและเวทนา ทเ่ี พงิ่ จะเกดิ ขนึ้ ในขณะนนั้ . นเ้ี รยี กวา เปน ตวั เหตโุ ดยตรง สว นทเ่ี ปน ตวั เหตโุ ดยออ ม หรอื ทเี่ รยี กวา เปน ปจ จยั หรอื เปน อปุ กรณน น้ั กย็ งั มอี ยู ไดแ กส ญั ญาทผี่ นวก เขา มาทางใดทางหนง่ึ หรอื สว นใดสว นหนงึ่ ซงึ่ ไดแ ก สญั ญาทม่ี อี ยปู ระจำสนั ดาน เชน นจิ จสญั ญา ความสำคญั วา เทยี่ ง, สขุ สญั ญา ความสำคญั วา สขุ , และสภุ สญั ญา ความสำคญั วา งาม. เหลา นเ้ี ปน ตน . สญั ญาประเภทน้ี ยอ มเขา ผนวกกบั สญั ญาในรปู เสยี ง กลนิ่ รส ทเ่ี ปน ไปในทาง สำคญั มน่ั หมายวา ตวั วา ตน วา ตวั เขา ตวั เรา วา ของเขา ของเรา ดงั นเี้ ปน ตน ความคิด ตา งๆ จงึ เกดิ ขน้ึ . ทงั้ หมดนี้ ยอ มแสดงใหเ หน็ ไดว า สงิ่ ทเ่ี รยี กวา สญั ญาทกุ ชนดิ ยอ มเปน จติ ตสงั ขาร คอื เปน สงิ่ ทปี่ รงุ แตง จติ . ขอ สงั เกตพเิ ศษอยา งหนง่ึ ซงึ่ ทกุ คนควรจะสงั เกต คอื ขอ ทใี่ นกรณเี ชน น้ี ทา นยกเอา

2 - 125 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ สญั ญามาไวข า งหนา เวทนา ซงึ่ ในกรณอี นื่ หรอื กรณที ว่ั ไปทา นจะเรยี งลำดบั ไวว า เวทนา สญั ญา วติ ก. การทย่ี กเอาสญั ญามาวางขา งหนา เวทนาเชน นี้ เปน การแสดงอยใู นตวั แลว วา สญั ญา นนั่ เองเปน ตวั การปรงุ แตง จติ . ถา เวทนาใดปราศจากการเกยี่ วขอ งกบั สญั ญา คอื ไมท ำหนา ที่ กอ ใหเ กดิ สญั ญาไดแ ลว เวทนานน้ั กไ็ มอ าจปรงุ แตง จติ เชน เวทนาของพระอรหนั ต. สรุปความไดวา เวทนาท่ีเนื่องอยูกับสัญญา หรือสัญญาที่เนื่องอยูกับเวทนาเทาน้ัน ทจ่ี ะทำหนา ทปี่ รงุ แตง จติ ได. ถา ไมม เี วทนา สญั ญากไ็ มอ าจจะเกดิ จงึ ไมม อี ะไรปรงุ แตง จติ . เวทนากเ็ หมอื นกนั เกดิ แลว ถา ไมป รงุ แตง สญั ญาขน้ึ มาได กไ็ มป รงุ แตง จติ , และเมอ่ื มนั ปรงุ แตง สญั ญาได กป็ รงุ แตง จติ ตอ ไปโดยแนน อน. นค้ี อื สงิ่ ทเี่ รยี กวา จติ ตสงั ขาร และอาการท่ี มนั ปรงุ แตง จติ . อานาปานสตขิ อ นี้ มกี ารพจิ ารณาเพง ไปยงั เวทนาทปี่ รงุ แตง จติ ผดิ จากอานาปานสติ ขอ ท่ี ๕ และขอ ท่ี ๖ ซง่ึ เพง ไปยงั เวทนาในฐานะทเี่ ปน เวทนา : ขอ ที่ ๕ เพง ไปยงั ปต ิ เปน การ เพง ดเู วทนาโดยเอกเทศ, ขอ ท่ี ๖ เพง ดสู ขุ เปน การเพง เวทนาโดยวงกวา ง หรอื ครอบคลมุ เวทนาทงั้ หมด, สว นขอ ท่ี ๗ นเี้ ปน การเพง ดเู วทนาในฐานะเปน สง่ิ ทป่ี รงุ แตง สญั ญา แลว ปรงุ แตง จติ ในทสี่ ดุ , ดงั ทกี่ ลา วแลว . ผศู กึ ษาจะตอ งสงั เกตความแตกตา งกนั อยา งนี้ ใหเ ขา ใจชดั เจนเสยี กอ น มฉิ ะนนั้ จะตอ งมคี วามฟน เฝอ เพราะชอื่ เหมอื นๆ กนั และอธบิ ายดว ยหลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั . บดั นี้ จะไดว นิ จิ ฉยั ในขอ ทวี่ า จติ ตสงั ขารทก่ี ลา วน้ี ปรากฏแกใ คร ในขณะไหนตอ ไป. ผศู กึ ษาพงึ สงั เกตดใู หด ี จนกระทง่ั จบั หลกั สำคญั ไดว า สง่ิ ทจี่ ะตอ งเพง พจิ ารณานน้ั ตอ ง เปน สงิ่ ทกี่ ำลงั เกดิ แกบ คุ คลนนั้ เอง และตรงตามขณะทท่ี า นระบไุ วเ ปน ระเบยี บตายตวั ในลำดบั ของอานาปานสติ คอื ใหส งั เกตใหเ หน็ วา สงิ่ นน้ั ๆ ไดเ กดิ อยตู ลอดทกุ ระยะ นบั ตง้ั แตร ะยะเรมิ่ แรก จนกระทง่ั ระยะสดุ ทา ยทตี่ นกำลงั ปฏบิ ตั อิ ย.ู สำหรบั สง่ิ ทเี่ รยี กวา เวทนาทมี่ นั มอี ยอู ยา ง ทจี่ ะทำใหเ รามองเหน็ ไดม า ตง้ั แตอ านาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ คอื การกำหนดลมหายใจยาว, แตใ น ขณะนนั้ เราไปทำในใจอยทู ล่ี มหายใจ จงึ ไมไ ดม องดเู วทนา ซงึ่ ทแี่ ทก เ็ กดิ อยใู นขณะนนั้ กลา ว คอื ความสขุ อยา งผวิ เผนิ ทเ่ี รม่ิ เกดิ ขน้ึ จากการกำหนดลมหายใจนน่ั เอง : แมเ ปน เพยี งเวทนา

2 - 126 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เลก็ ๆ นอ ยๆ เพยี งไรกย็ งั คงเปน เวทนาอยนู นั่ เอง. นแี้ สดงใหเ หน็ ชดั ลงไปวา แมใ นขณะแหง อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑ กม็ เี วทนาเกดิ อยใู นนนั้ แตเ ราไมไ ดก ำหนดมนั เพราะบทฝก หดั ของเรา ในขณะนนั้ ไดต อ งการใหเ ราฝก กำหนดทตี่ วั ลมหายใจยาว. ครนั้ ตกมาถงึ อานาปานสตขิ ัน้ ท่ี ๗ น้ี มรี ะเบยี บแนะใหย อ นกลบั ไปกำหนดเวทนามาใหมต ง้ั แตข น้ั ที่ ๑ คอื ใหเ รมิ่ ทำอานาปาน- สตขิ นั้ ที่ ๑ มาใหม พอทำแลว แทนทจ่ี ะกำหนดทลี่ มหายใจ กลบั สอดสา ยไปกำหนดเวทนา เพอื่ ใหร วู า เวทนาในขนั้ นเี้ ปน อยา งไร, เมอื่ พจิ ารณาเวทนาทส่ี งั เกตไดใ นขนั้ นเ้ี สรจ็ แลว กเ็ ลอื่ น มาพจิ ารณาทเี่ วทนาอนั เกดิ ขน้ึ ในขณะแหง อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๒ ท่ี ๓ ที่ ๔ ท่ี ๕ สบื ไปตาม ลำดับ ซ่ึงจะทำใหเห็นไดชัดวาเวทนาที่เปนตัวสุขนั้น ไดมีสูงยิ่งข้ึนทุกที จนถึงขั้นสูงสุดใน อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๔ และเรากก็ ำหนดดู มนั รนุ แรงยง่ิ ขน้ึ ทกุ ที ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๕ ท่ี ๖ ในลกั ษณะตา งๆ กนั ตามทรี่ ะบไุ วใ นขนั้ นนั้ ๆ. ครนั้ มาถงึ ขนั้ ที่ ๗ น้ี เรามองดมู นั ในฐานะเปน ตวั การทปี่ รงุ แตง จติ หรอื ในฐานะทเ่ี ปน ตวั มารรา ย ทก่ี อ ใหเ กดิ ความยดึ มน่ั ถอื มนั่ ตดิ พนั อยใู น วฏั ฏสงสาร. ผศู กึ ษาอยา เผลอถงึ กบั ทำใหเ กดิ ความสบั สนขนึ้ แกต วั เอง โดยเมอื่ ไดฟ ง อยา งน้ี แลว เกดิ เขา ใจไปวา มกี ารสอนใหก ำหนดเวทนาทกุ ขน้ั ของอานาปานสตใิ นเมอ่ื ฝก การทำในขน้ั นนั้ ๆ. ในทน่ี ้ี เพยี งแตบ อกใหท ราบวา เวทนามนั มอี ยทู กุ ขน้ั จรงิ แตเ มอื่ ฝก นน้ั เราฝก การกำหนดสง่ิ อ่ืนเปนลำดับมาคือกำหนดลมหายใจยาว, กำหนดลมหายใจส้ัน, กำหนดลมหายใจท้ังปวง, กำหนดลมหายใจทค่ี อ ยรำงบั ลงๆ, กำหนดปต ทิ เ่ี กดิ ขนึ้ เพราะเหตนุ น้ั , กำหนดความสขุ ทเี่ ปน วงกวา งทส่ี ดุ ของเวทนา, และในขน้ั นเี้ รากำหนดเวทนาทท่ี ำหนา ทป่ี รงุ แตง จติ . ครนั้ มาถงึ บทฝก ทจี่ ะตอ งกำหนดเปน ความไมเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ของเวทนาในขนั้ ไหนกต็ าม เรา จะตอ งยอ นไปกำหนดมาตง้ั แตเ วทนาในขน้ั ตน เปน ลำดบั มา จนถงึ ขน้ั ปจ จบุ นั ทก่ี ำลงั ฝก อยู จนกระทงั่ เหน็ ชดั วา แมใ นเวทนาขนั้ ทกี่ ำหนดลมหายใจยาว กไ็ มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา เวทนาในขณะทกี่ ำหนดลมหายใจสน้ั กไ็ มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา, เวทนาในขณะทก่ี ำหนด ลมหายใจทง้ั ปวง กไ็ มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา, กระทงั่ เวทนาในขน้ั ทล่ี มหายใจทรี่ ำงบั ลงๆ แมจ ะเปน เวทนาทส่ี งู สดุ และสมบรู ณเ พยี งไร กย็ งั เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา, และเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ทน่ี า สงั เวชยงิ่ ขน้ึ ตามสว นของเวทนาทสี่ งู และสมบรู ณย ง่ิ ขน้ึ .

2 - 127 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ครน้ั มาถงึ อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕ ที่ ๖ เปน ขณะทตี่ นกำลงั เอบิ อาบอยดู ว ยสขุ เวทนาสงู สดุ กย็ ง่ิ เหน็ ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา สงู สดุ ยง่ิ ขนึ้ ไปตามสว น เหลอื ทจ่ี ะประมาณได ในเมอ่ื นำไปเทยี บกนั กบั การเหน็ แจง เวทนาทเี่ กดิ ขน้ึ ในขนั้ ตน ๆ คอื ขน้ั ทกี่ ำหนดลมหายใจ ยาวสน้ั เปน ตน . ฉะนนั้ เมอ่ื ถามขน้ึ วา จติ ตสงั ขารคอื สญั ญาและเวทนานเี้ กดิ ขน้ึ แกใ คร ? ในขณะไหน ? คำตอบจงึ มวี า มนั เกดิ และแจม แจง แกผ ปู ฏบิ ตั ิ ในขณะทก่ี ำลงั ปฏบิ ตั ใิ น อานาปานสตทิ กุ ๆ ขนั้ ทกุ ขณะทเี่ ขาหายใจเขา -ออกอยู ตงั้ แตข น้ั ที่ ๑ มาจนถงึ ขนั้ ท่ี ๗ ทเี ดยี ว; ในขนั้ แรก กเ็ หน็ เวทนาทไ่ี มเ ปน ล่ำเปน สนั อะไร ครนั้ ผา นขนั้ ท่ี ๓ มาแลว กถ็ งึ เวทนาทเ่ี ปน ล่ำเปน สนั จนประกอบอยกู บั เอกคั คตาจติ คอื ความเปน สมาธิ ชนดิ ทมี่ สี ขุ เปน องคฌ านอยดู ว ย องคห นงึ่ โดยเจาะจงกค็ อื สงู ขน้ึ มา ไดถ งึ องคฌ านในขนั้ ตตยิ ฌาน ทสี่ ามารถทำใหเ ราแจม แจง ตอ เวทนาทเ่ี รยี กวา สขุ นไ้ี ดเ ตม็ ท่.ี ยงิ่ เหน็ เวทนาชดั เทา ไร กห็ มายความวา เหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ชดั ยงิ่ ขน้ึ ไปเทา นน้ั จงึ จะเรยี กวา แจม แจง ตอ เวทนาจรงิ ๆ หรอื เวทนาเปน สง่ิ ท่ี แจมแจงตอผูนั้นจริงๆ. สรปุ ความอยา งสนั้ ๆ ทส่ี ดุ อกี ครง้ั หนง่ึ วา เวทนาโดยความหมายทวั่ ไปกด็ ี เวทนาโดย ความหมายที่เปนจิตตสังขารก็ดี ปรากฏแกบุคคลผูปฏิบัติไดในทุกขั้นของอานาปานสติ จนกระทงั่ ถงึ ขนั้ ที่ ๗ นี้ และแมใ นขณะทกี่ ำลงั แจม แจง อยดู ว ยความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ดังน้ี. บดั นี้ จะไดว นิ จิ ฉยั ตอ ไปถงึ ขอ ทว่ี า ผปู ฏบิ ตั จิ ะรพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ตสงั ขารดว ยอาการ อยา งไรตอไป. คำวา รพู รอ มเฉพาะซง่ึ จติ ตสงั ขาร ในทน่ี ี้ มหี ลกั เกณฑท ำนองเดยี วกนั กบั การรพู รอ ม เฉพาะตอ ปต แิ ละสขุ ดงั ทก่ี ลา วมาแลว ในอานาปานสตขิ นั้ ตน ๆ จนแทบจะกลา วไดว า เหมอื น กนั ทกุ ตวั อกั ษร กลา วคอื สญั ญาและเวทนาทที่ ำหนา ทเ่ี ปน จติ ตสงั ขารในทนี่ ้ี ปรากฏชดั แจง แกผ ปู ฏบิ ตั ิ ในเมอื่ เขาไดพ จิ ารณาเวทนานอ้ี ยู ดว ยอาการ ๑๖ อยา ง เปน ลำดบั ไป คอื รทู ว่ั อยู กำหนดอยู รชู ดั อยู เหน็ ชดั อยู พจิ ารณาอยู อธษิ ฐานอยู ปลงจติ ลงดว ยความเชอื่ อยู ประกอบความเพยี รอยู ดำรงสตอิ ยู จติ ตงั้ มน่ั อยู รชู ดั ดว ยปญ ญาอยู รยู งิ่ ดว ยปญ ญาเปน เครอ่ื งรยู ง่ิ อยู รอบรสู ง่ิ ทค่ี วรกำหนดรอู ยู ละธรรมทค่ี วรละอยู เจรญิ ธรรมทคี่ วรเจรญิ อยู และ

2 - 128 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทำใหแ จง ธรรมในธรรมทคี่ วรใหแ จง อยู ดว ยอำนาจการหายใจเขา -ออก ดว ยตนเองผเู หน็ ชดั แจง อยวู า เวทนาทกี่ ำลงั ปรากฏอยใู นการกำหนดของตนนน่ั แเหละ เปน สง่ิ ทป่ี รงุ แตง จติ รว มกนั กบั สญั ญา ดงั ทก่ี ลา วแลว . ขอ นหี้ มายความวา ทกุ ระยะแหง การกำหนดทงั้ ๑๖ ระยะ ตอ งรแู จง เวทนาในฐานะท่ี ปรุงแตง จติ เชนเดยี วกับรูแ จงเวทนาในอานาปานสติขนั้ ที่ ๕ ที่ ๖ ในฐานะที่เปนเวทนา ลว นๆ แตร อู ยดู ว ยอาการทง้ั ๑๖ อยา งเดยี วกนั . สรปุ ความสนั้ ทส่ี ดุ กค็ อื วา ทกุ ลมหายใจเขา -ออก ตนกำลงั ปฏบิ ตั อิ ยใู นขน้ั ไหน ดว ยอาการ อยา งไร กแ็ จม แจง ตอ เวทนาโดยความหมายทวี่ า เปน จติ ตสงั ขารอยตู ลอดเวลานนั่ เอง, ลกั ษณะ และอาการตา งๆ ของเวทนามรี ายละเอยี ดปรากฏอยแู ลว ในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕. เรอ่ื งตอ ไปทเ่ี หลอื อยู คอื เรอื่ งการทสี่ ตแิ ละญาณเกดิ ขนึ้ โดยสมบรู ณ. การเหน็ เวทนา ในลกั ษณะทเ่ี ปน เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานถาวนา, การสโมธานซง่ึ อนิ ทรยี ร พู รอ มทงั้ รโู คจร และสมตั ถะโดยรายละเอยี ดตา งๆ, กระทง่ั อาการของธรรมะทผ่ี ปู ฏบิ ตั ิ ยอ มประมวลมาไดใ น ขณะนน้ั ถงึ ๒๙ อยา งดว ยกนั , มรี ายละเอยี ดตรงเปน อยา งเดยี วกนั กบั ทก่ี ลา วแลว ในตอนทา ย ของอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๕, ไมจ ำเปน ตอ งนำมาวนิ จิ ฉยั อกี ในทนี่ .ี้ สรปุ ความแหง อานาปาน- สตขิ นั้ ท่ี ๗ นไ้ี ดว า มหี ลกั เกณฑแ หง การปฏบิ ตั อิ ยา งเดยี วกนั กบั อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ ท่ี ๖ ทกุ ประการ ผดิ กนั อยา งเดยี วคอื ในทนี่ เ้ี ปน การพจิ ารณาเวทนาในฐานะทเี่ ปน เครอ่ื งปรงุ แตง จติ แทนทจ่ี ะพจิ ารณาแตเ พยี งวา เวทนาคอื อะไร หรอื เปน อยา งไร ซง่ึ เปน การพจิ ารณาในขนั้ ที่ ๕ ท่ี ๖ นน่ั เอง. ตอน ๘ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๘ (การกำหนดจติ ตสงั ขารใหร ำงบั ) อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๘ น้ี มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู จกั หายใจออก’”. (ปสสฺ มภฺ ยํ จติ ตฺ สงขฺ ารํ อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ ปสสฺ มภฺ ยํ จติ ตฺ สงขฺ ารํ ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ )

2 - 129 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ การทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั ยอ มเนอ่ื งกนั อยกู บั การทำกายสงั ขารใหร ำงบั , ฉะนนั้ จงึ มกี ารทำโดยแยบคาย ในสว นทเ่ี ปน การทำกายสงั ขารใหร ำงบั รวมอยดู ว ย กลา วคอื เมอ่ื บคุ คล ผปู ฏบิ ตั กิ ำลงั มอี ำนาจของสญั ญาและเวทนาครอบงำจติ อยอู ยา งรนุ แรง มวี ติ กอยา งใดอยา ง หนงึ่ อยู แมใ นทางทเ่ี ปน กศุ ลกต็ าม เขายอ มสามารถบรรเทากำลงั หรอื อำนาจของสญั ญาและ เวทนาลงเสยี ได ดว ยการทำลมหายใจเขา -ออกทก่ี ำลงั เปน ไปอยอู ยา งหยาบๆ นน้ั ใหล ะเอยี ด ลงๆ; เมอ่ื ลมหายใจละเอยี ดลง ความรสู กึ ทเี่ ปน สญั ญาและเวทนากร็ ำงบั ลง ซงึ่ มผี ลทำให วติ กพลอยรำงบั ลงไปตามกนั . นค่ี อื การทำจติ สงั ขารใหร ำงบั ลงดว ยอบุ ายอนั แรก. วธิ ปี ฏบิ ตั ิ คอื ผปู ฏบิ ตั คิ อยกำหนดความรนุ แรงของสญั ญาและเวทนาเปน นมิ ติ และเปน อารมณอ ยู ในใจ กำหนดใหเ หน็ ชดั เจนจรงิ ๆ วา มนั รนุ แรงอยอู ยา งไรเบอื้ งตน แลว มนั คอ ยๆ ระงบั หรอื คอ ยออ นกำลงั ลงอยา งไรเปน ลำดบั มา ในเมอ่ื มกี ารควบคมุ ลมหายใจใหป ระณตี หรอื ละเอยี ดยง่ิ ขน้ึ ตามลำดบั พงึ ถอื เปน หลกั วา การควบคมุ ลมหายใจ เปน การควบคมุ สญั ญา และเวทนาพรอ มกนั ไปในตวั : เมอื่ ทำลมหายใจใหป ระณตี ได กส็ ามารถทำสญั ญาและเวทนา ใหอ อ นกำลงั ลงได. หากแตว า ในขน้ั น้ี ไมก ำหนดนมิ ติ หรืออารมณท ล่ี มหายใจอนั คอ ยๆ รำงบั ลง แตก ำหนดตวั สญั ญาและเวทนาทคี่ อ ยๆ รำงบั ลงตามลมหายใจนนั้ เอง เปน นมิ ติ หรอื อารมณข องสติ ฉะนนั้ จงึ ไดช อ่ื วา ทำในบทศกึ ษาวา เราเปน ผทู ำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู ดงั น้.ี หลักสำคัญมีอยูวา เมื่อลมย่ิงละเอียดเทาไร เวทนาและสัญญาก็รำงับลงเทาน้ัน จติ ถงึ ความละเอยี ดไมฟ งุ ซา นยง่ิ ขนึ้ เทา นนั้ . เมอ่ื ถอื เอาความทจี่ ติ ไมฟ งุ ซา น เพราะมคี วาม รำงบั ลงแหง สญั ญาและเวทนา กด็ ี และความทจ่ี ติ ไมฟ งุ ซา น เพราะกำหนดเอาสญั ญาและ เวทนาในขณะนน้ั เปน อารมณอ ยู กด็ ี มาเปน หลกั กเ็ ปน อนั กลา วไดว า ไดม กี ารถอื เอาเวทนา ทเี่ ปน ตวั จติ ตสงั ขารโดยตรงทกี่ ำลงั รำงบั อยๆู เปน อารมณแ หง การกำหนดแลว ดงั นี.้ เปน อนั วา ในขณะนน้ั มคี วามเตม็ ทแ่ี หง การหายใจ : มคี วามเตม็ ทแี่ หง การหายใจเขา -ออก, มคี วาม เตม็ ทแี่ หง สตทิ เี่ ขา ไปกำหนดเวทนาทรี่ ำงบั ลงๆ ตามลมหายใจทร่ี ำงบั ลง, และมคี วามเตม็ ท่ี แหง ความเปน สมาธิ คอื ความทจ่ี ติ แนว แนด ว ยอำนาจของสตทิ กี่ ำหนดเวทนาอนั รำงบั ลงตามลม หายใจนน้ั . ฉะนน้ั จงึ เปน อนั วา แมจ ะเปน การกำหนดจติ ตสงั ขาร คอื เวทนาและสญั ญาที่

2 - 130 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ รำงบั อยกู ม็ คี วามเปน สติ และความเปน สมาธโิ ดยสมบรู ณ. สว นทจี่ ดั เปน อนปุ ส สนา หรอื เปน ญาณในอานาปานสตขิ น้ั นนี้ นั้ ไดแ ก การพจิ ารณา เหน็ เวทนาทก่ี ำลงั รำงบั ลงนน้ั เอง วา เปน จติ ตสงั ขารทไ่ี มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา จนกระทง่ั ละสญั ญาวา เทยี่ ง วา สขุ วา ตวั ตนเสยี ได, นเ้ี ปน อนปุ ส สนาดว ย เปน การรำงบั สญั ญาวา เทยี่ ง วา สขุ วา อตั ตาเสยี ดว ย; จงึ เปน ทงั้ ญาณและเปน ทง้ั การรำงบั จติ ตสงั ขารอยา งยง่ิ พรอ มกนั ไปในตวั . หลงั จากนนั้ ยอ มเกดิ ความเบอื่ หนา ย คลายกำหนดั ความดบั และความสละคนื ซงึ่ ทำใหล ะความเพลนิ ความกำหนดั ความกอ ขน้ึ และความยดึ มนั่ เสยี ได โดยนยั ทกี่ ลา วแลว โดย ละเอยี ดในตอนทา ยของอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕. และอาการทง้ั หมดนเ้ี ปน อาการของเวทนา- นุปสสนาสติปฏฐานภาวนา ซึ่งมีความหมายเต็มตามอรรถแหงคำวา ภาวนา โดยสมบูรณ จงึ เปน การประมวลมาไดซ ง่ึ ธรรมทง้ั ปวงมอี นิ ทรยี  ๕ เปน ตน และมอี มโตคธะเปน ทสี่ ดุ รวม กนั เปน ๒๙ อยา ง ดงั ทกี่ ลา วแลว ในตอนทา ยของอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ เชน เดยี วกนั . คำวา รำงบั มคี วามหมายตง้ั แตค วามคอ ยๆ รำงับลง กระทงั่ ถงึ ความดบั สนทิ และ เปนความเขาไปสงบรำงับแลวโดยส้ินเชิง. ขอนี้หมายถึงการท่ีเวทนามีกำลังออนลงๆ จนกระทง่ั ดบั ไปไมป รากฏ. ผลกค็ อื ปรงุ แตง จติ นอ ยๆ ลง จนกระทงั่ ไมม กี ารปรงุ แตง จติ เลย ซง่ึ เรยี กวา ระงบั จติ สงั ขารเสยี ได. อาการทง้ั หมดนี้ เปน ไปไดเ พราะการควบคมุ กำลงั ของ สญั ญาและเวทนา โดยอาศยั การควบคมุ ลมหายใจโดยนยั ดงั ทกี่ ลา วแลว . โดยอำนาจของ สตเิ ปน การทำใหจ ติ ตสงั ขารรำงบั ลง, ดว ยอำนาจของสมาธิ เปน การใหจ ติ ตสงั ขารรำงบั ไป ไมป รากฏ. ดว ยอำนาจของอนปุ ส สนาหรอื ญาณ ทำใหจ ติ ตสงั ขารขาดเหตขุ าดปจ จยั ทจี่ ะ ปรงุ แตง คอื จะไมม สี ญั ญาหรอื เวทนาชนดิ ทจ่ี ะเปน จติ ตสงั ขารขน้ึ มาได ตลอดเวลาทอ่ี นปุ ส สนา หรอื ญาณนน้ั ยงั มอี ยู, กลา วคอื ยงั เปน การเจรญิ ภาวนาอย.ู สรปุ ความวา สตกิ ด็ ี สมาธกิ ด็ ี อนปุ ส สนา หรอื ญาณกด็ ี ซงึ่ รวมเรยี กวา ภาวนาในทนี่ ี้ เปน ไปโดยอาศยั ลมหายใจเขา หายใจออก และควบคมุ ลมหายใจเขา -ออกโดยอาการทส่ี ามารถ ควบคมุ สญั ญาและเวทนาไดอ กี ตอ หนงึ่ . ภาวนานไี้ ดช อ่ื วา อานาปานสติ เพราะมกี ารกำหนดทล่ี มหายใจ หรอื ดว ยลมหายใจ

2 - 131 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ หรอื โดยการเนอื่ งดว ยลมหายใจ เชน เดยี วกบั อานาปานสตใิ นขนั้ ตน ๆ ทแ่ี ลว มา และไดช อื่ วา เวทนานุปสสนาสติปฏฐานภาวนา ก็เพราะเปนการเจริญภาวนา ท่ีมีการกำหนดสติหรือการ เขา ไปตงั้ ไวซ งึ่ สติ ดว ยการตามพจิ ารณาซง่ึ เวทนานนั้ เอง. และเนอื่ งจากภาวนานเี้ ปน ไปทกุ ลมหายใจเขา-ออก จึงกลาววาเปนอานาปานสติดวย เปนสติปฏฐานภาวนาดวย ดวย อาการอยางน้ี. การวนิ จิ ฉยั ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๘ สน้ิ สดุ ลงเพยี งแคน ้ี ซงึ่ เปน การสน้ิ สดุ ของจตกุ กะ ที่ ๒ อนั กลา วถงึ ภาวนาทม่ี เี วทนาเปน อารมณท ง้ั ๔ ขน้ั . (จบ อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๘ อนั วา ดว ยการทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั ) ในจตกุ กะที่ ๒ นี้ ทา นแนะใหส งั เกตวา การปฏบิ ตั ทิ ดี่ ำเนนิ มาถงึ จตกุ กะท่ี ๒ น้ี สงิ่ ที่ เรยี กวา ญาณในอนปุ ส สนา กม็ อี ยู ๘. และอนสุ สตซิ งึ่ เปน เครอื่ งกำหนด กม็ อี ยู ๘. ทกี่ ลา ว วา ๘ ในทนี่ ี้ หมายถงึ ญาณกต็ าม อนสุ สตกิ ต็ าม ทที่ ำหนา ทเี่ ขา ไปรู และเขา ไปกำหนดตาม ลำดบั นนั้ ไดก ำหนดปต หิ ายใจเขา ๑ หายใจออก ๑, กำหนดสขุ หายใจเขา ๑ หายใจออก ๑, กำหนดจติ ตสงั ขารหายใจเขา ๑ หายใจออก ๑ และกำหนดความทจี่ ติ ตสงั ขารนนั้ รำงบั ลงๆ หายใจเขา ๑ หายใจออก ๑, รวมกนั จงึ เปน ๘. ขอ นนั้ เปน การแสดงวา อนปุ ส สนาคอื การ ตามเหน็ กด็ ี อนสุ สตคิ อื การตามกำหนดกด็ ี ตอ งเปน ไปครบทง้ั ๘ จรงิ ๆ และสมำ่ เสมอเทา กนั จรงิ ๆ จงึ จะเปน การสมบรู ณแ หง จตกุ กะท่ี ๒ น้.ี อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๒ จบ

2 - 132 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๓ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน (ตง้ั แตก ารกำหนดลกั ษณะของจติ จนถงึ การทำจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทเ่ี กดิ กบั จติ ) บดั นมี้ าถงึ การปฏบิ ตั ใิ นอานาปานสตจิ ตกุ กะท่ี ๓ ซงึ่ กลา วถงึ อานาปานสตอิ กี ๔ ขนั้ เปน ลำดบั ไปคอื :- ขนั้ ท่ี ๙ การเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ หายใจเขา -ออก ๑, ขน้ั ท่ี ๑๐ การทำจติ ใหป ราโมทยย งิ่ อยู หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ที่ ๑๑ การทำจติ ใหต งั้ มนั่ อยู หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ที่ ๑๒ การทำจติ ใหป ลอ ยอยู หายใจเขา -ออก ๑, รวมเปน ๔ ขนั้ ดว ยกนั ดงั น;ี้ ทงั้ ๔ ขน้ั นี้ จดั เปน หมวดทพี่ จิ ารณาจติ เปน อารมณ สำหรบั การศกึ ษา, แทนทจี่ ะกำหนดพจิ ารณากายคอื ลมหายใจ และเวทนาดงั ทก่ี ลา วแลว ใน จตกุ กะที่ ๑ และท่ี ๒. ตอน ๙ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๙ (การรพู รอ มซงึ่ จติ ) อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ อ ที่ ๑ แหง จตกุ กะที่ ๓ หรอื จดั เปน อานาปานสตขิ อ ที่ ๙ แหง อานาปานสตทิ งั้ หมดนนั้ มวี า “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะ ซงึ่ จติ จกั หายใจ ออก’”. (จติ ตฺ ปฏสิ เํ วที อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ จติ ตฺ ปฏสิ เํ วที ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สิกฺขติ.) ใจความสำคญั ทจ่ี ะตอ งศกึ ษามอี ยเู ปน หวั ขอ ใหญๆ คอื ๑. คำวา ยอ มทำในบทศกึ ษา; ๒. คำวา เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ; ๓. ญาณและสตพิ รอ มทง้ั ธรรมอนื่ ๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ โดยสมควร แกก ารปฏบิ ตั ;ิ มคี ำอธบิ ายโดยละเอยี ดดงั ตอ ไปนี้ :-

2 - 133 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คำวา “ยอ มศกึ ษาในบทศกึ ษา”. คำนี้ มคี ำอธบิ ายเหมอื นกนั ทกุ ขนั้ ของอานาปาน- สติ โดยใจความทั่วไปก็คือ ขณะท่ีกำหนดอารมณของอานาปานสติอยางใดอยางหน่ึงอยู ยอ มไมม โี ทษเกดิ ขน้ึ ทางกายหรอื ทางวาจา และเปน การสำรวมเปน อยา งดี ชนดิ ทเ่ี ปน ศลี อยู ในตวั ; นช้ี อื่ วา สลี สกิ ขาของผนู น้ั ในขณะนนั้ . ความไมฟ งุ ซา นแหง จติ ในขณะทที่ ำอานาปาน- สตอิ ยู ชอื่ วา จติ ตสกิ ขาของผนู น้ั ในขณะนนั้ . การพจิ ารณาอารมณข องอานาปานสติ กลา ว คอื กาย เวทนา และจติ เปน ตน โดยความเปน ของไมเ ทย่ี ง เปน ตน นน้ั ชอ่ื วา เปน ปญ ญาสกิ ขา ของผนู นั้ ในขณะนน้ั . เมอื่ เปน ดงั น้ี เปน อนั กลา วไดว า ในขณะนน้ั ผนู น้ั ยอ มทำสมบรู ณใ น สกิ ขาทงั้ ๓ อยแู ลว ในตวั . สว นทเ่ี ปน เฉพาะกรณนี น้ั หมายถงึ การทใี่ นขณะแหง อานาปาน- สตขิ น้ั หนง่ึ ๆ นน้ั ผนู น้ั กำลงั ปฏบิ ตั อิ ยา งไรอยู คอื กำลงั พจิ ารณาอารมณอ ะไรอยู โดยอาการ อยา งใด; แตถ งึ กระนนั้ กต็ าม ยงั เปน อนั กลา วไดว า ดว ยการปฏบิ ตั เิ พยี งอยา งเดยี วนนั้ เขา กก็ ำลงั ทำในบทศกึ ษาครบทง้ั ๓ อยา งในตวั อยนู น่ั เอง ดงั นี้. ความหมายของคำวา ยอ ม ทำในบทศกึ ษา ยอ มเปน ดงั นเ้ี หมอื นกนั ในทท่ี กุ แหง ซง่ึ ไมจ ำเปน จะตอ งกลา วถงึ อกี ในโอกาส ขา งหนา ในบทตอ ๆ ไป. ที่วา “รูพรอมเฉพาะซึ่งจิต” นั้น มีสวนที่ตองทำความวินิจฉัยแยกกัน คือคำวา “รพู รอ มเฉพาะ” และคำวา “จติ ” สำหรบั คำวา “รพู รอ มเฉพาะ” นนั้ มคี ำอธบิ ายเหมอื นใน บททแี่ ลว มา ซงึ่ อาจจะสรปุ ความไดส นั้ ๆ วา การทจ่ี ะรพู รอ มเฉพาะตอ สง่ิ ใดนน้ั หมายถงึ การทำสง่ิ นน้ั ใหเ กดิ ขนึ้ เปน อารมณข องการกำหนด แลว พจิ ารณาโดยละเอยี ดถถี่ ว นวา สง่ิ นน้ั เปน อยา งไร ประกอบอยดู ว ยลกั ษณะอยา งไร จนกระทงั่ เกดิ ความเบอื่ หนา ยคลายกำหนดั จาก สงิ่ นนั้ อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก, ชอื่ วา รพู รอ มเฉพาะตอ สงิ่ นน้ั . สำหรบั ในทน่ี ้ี กค็ อื รพู รอ ม เฉพาะตอ จติ โดยวธิ ดี งั กลา วแลว ซง่ึ จะไดว นิ จิ ฉยั ในคำวา จติ โดยละเอยี ดสบื ไป. คำวา “จติ ” ทา นจำแนกโดยละเอยี ดดว ยคำตอ ไปนค้ี อื มโน = ใจ, มานสํ = มนสั , หทยํ = หวั ใจ, ปณฑฺ รํ = นำ้ ใจ (คำนแี้ ปลวา ขาว), มนายตนํ=อายตนะ คอื ใจ, มนนิ ทฺ รฺ ยิ ํ = อนิ ทรยี  คอื ใจ, วิ ญฺ าณํ = ธรรมชาตทิ รี่ โู ดยวเิ ศษ, วิ ญฺ าณกขฺ นโฺ ธ = กองหรอื สว นคอื วญิ ญาณ, มโนวิ ญฺ าณธาตุ = ธาตคุ อื ความรวู เิ ศษฝา ยใจ ทง้ั หมดนล้ี ว นแตห มายถงึ จติ หรอื เปน คำทใี่ ช เรยี กแทนคำวา จติ แมจ ะมคี ำวา หทยํ รวมอยดู ว ย กใ็ หถ อื เอาความวา หมายถงึ จติ มไิ ดห มาย

2 - 134 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ถงึ กอ นเนอื้ หวั ใจดงั ความหมายธรรมดา; ฉะนน้ั ขอใหถ อื เอา ความหมายของคำเหลา นท้ี กุ คำมารวมกนั เปน ความหมายของคำวา “จติ ” ในทน่ี ี้. จติ นจี้ ะรพู รอ มเฉพาะไดท ไี่ หน ? คำตอบในวงการทำอานาปานสตยิ อ มตอบวา รพู รอ ม เฉพาะไดท จี่ ติ ทกุ ขนั้ ในทกุ ขณะแหง การทำอานาปานสตนิ น่ั เอง; เพราะฉะนนั้ ผทู ที่ ำอานาปาน- สตขิ น้ั ที่ ๙ นี้ จะตอ งพจิ ารณาดจู ติ วา เปน อยา งไร มาทกุ ขนั้ ของการทำอานาปานสตทิ แี่ ลว มาทงั้ ๘ ขน้ั เขาจะตอ งเรมิ่ ทำอานาปานสตมิ าตง้ั แตข นั้ ตน ทกุ ขน้ั ตามลำดบั และเพง พจิ ารณา ดลู กั ษณะของจติ มาตามลำดบั ตงั้ แตข นั้ ที่ ๑ จนถงึ ขน้ั ท่ี ๘ จนกระทงั่ เหน็ ชดั วา :- ๑. จติ ในขณะกำหนดลมหายใจยาว นน้ั เปน อยา งไร; ๒. จติ ในขณะกำหนดลมหายใจสนั้ นนั้ เปน อยา งไร; ๓. จติ ในขณะมกี ารกำหนดรพู รอ มเฉพาะซงึ่ กายทง้ั ปวง นน้ั เปน อยา งไร; ๔. จติ ในขณะทกี่ ำลงั ทำกายสงั ขารใหร ำงบั นนั้ เปน อยา งไร; ๕. จติ ในขณะทกี่ ำลงั รพู รอ มเฉพาะตอ ปต อิ ยู นนั้ เปน อยา งไร; ๖. จติ ในขณะทกี่ ำลงั รพู รอ มเฉพาะตอ สขุ อยู นน้ั เปน อยา งไร; ๗. จติ ในขณะทก่ี ำลงั รพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ สงั ขารอยู นนั้ เปน อยา งไร; ๘. จติ ในขณะทก่ี ำลงั ทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั อยู นน้ั เปน อยา งไร; ซง่ึ จะพจิ ารณาเหน็ ไดว า มลี กั ษณะแตกตา งกนั อยา งไรเปน ลำดบั มา จนกระทง่ั ถงึ ขณะน;ี้ ครน้ั ในทส่ี ดุ ตอ งพจิ ารณาใหเ หน็ ลกั ษณะแหง ความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา เปน ตน ของ จติ เหลา นน้ั ทกุ ๆ ขนั้ เพอ่ื ถอนเสยี ซงึ่ ความสำคญั ผดิ วา เทยี่ ง วา สขุ วา อตั ตา จนกระทงั่ มคี วาม เบอื่ หนา ยคลายกำหนดั ความดบั และความสละคนื ดงั ทก่ี ลา วแลว . ทง้ั หมดน้ี กระทำดว ย การพจิ ารณาทลี่ ะเอยี ดยง่ิ ขน้ึ เปน ลำดบั โดยอาการ ๑๖ อยา ง ดงั ทก่ี ลา วแลว โดยละเอยี ดใน อานาปานสตขิ นั้ ตน ๆ, ซง่ึ โดยใจความกค็ อื รทู วั่ อยู, กำหนดอย,ู รอู ย,ู เหน็ อยู, พจิ ารณาอยู, อธษิ ฐานอย,ู ปลงจติ ลงโดยความเชอื่ อยู, ประคองความเพยี รอยู, ดำรงสตอิ ย,ู จติ ตงั้ มนั่ อยู, รูชัดดวยปญญาอยู, รูยิ่งดวยปญญาเปนเคร่ืองรูย่ิงอยู, รอบรูในธรรมที่ควรกำหนดรูอยู, ละธรรมท่ีควรละอยู, เจริญธรรมท่ีควรเจริญอย,ู และทำใหแจงธรรมที่ควรทำใหแจงอยู; ทกุ ๆ ขนั้ ทำดว ยจติ ทป่ี ระกอบไปดว ยเอกคั คตาไมฟ งุ ซา นอยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก จนกระทง่ั

2 - 135 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เหน็ อยา งแจม แจง วา จติ ทง้ั หมดนนั้ เปน สงั ขารธรรม มคี วามไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข ? เปน อนตั ตา เปน ตน ดงั กลา วแลว . ทง้ั หมดนี้ คอื คำอธบิ ายของคำวา “รพู รอ มเฉพาะซง่ึ จติ ”. ในทอี่ นื่ อกี บางแหง มบี าลแี สดงลกั ษณะตา งๆ ของจติ ไวอ กี ปรยิ ายหนงึ่ ซงึ่ สามารถ นำมาใชเ ปน หลกั ในการพจิ ารณาดจู ติ ได เพม่ิ ขนึ้ อกี สว นหนงึ่ ในทน่ี น้ั มกี ารแนะใหพ จิ ารณา ดจู ติ โดยนยั ดงั ตอ ไปนี้ :- ๑. จติ กำลงั ประกอบอยดู ว ยราคะ หรอื ไมป ระกอบดว ยราคะ; ๒. จติ กำลงั ประกอบอยดู ว ยโทสะ หรอื ไมป ระกอบดว ยโทสะ; ๓. จติ กำลงั ประกอบอยดู ว ยโมหะ หรอื ไมป ระกอบดว ยโมหะ; ๔. จติ กำลงั หดหู หรอื กำลงั ฟงุ ซา น; ๕. จติ กำลงั ตง้ั อยใู นฌาน หรอื ไมต ง้ั อยใู นฌาน; ๖. จติ มจี ติ อน่ื เหนอื หรอื ไมม จี ติ อนื่ เหนอื ; ๗. จติ มนั่ คง หรอื ไมม น่ั คง; ๘. จติ มกี ารปลอ ยสงิ่ ทเ่ี กดิ แกจ ติ หรอื ไมม กี ารปลอ ย; แตใ นทส่ี ดุ กย็ อ มนำไปสกู ารพจิ ารณาวา แมจ ติ จะประกอบอยดู ว ยลกั ษณะเชน ไร กย็ งั คงประกอบอยดู ว ยความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อยนู นั่ เอง, ซงึ่ ทำใหม ผี ลแหง การพจิ ารณา เปน ไปในทำนองเดยี วกนั กบั การพจิ ารณาตามวธิ ที กี่ ลา วแลว ขา งบน ทงั้ สน้ิ . สว นขอ ทว่ี า ญาณและสตพิ รอ มทงั้ ธรรมอนื่ ๆ ทจี่ ะเกดิ ขน้ึ โดยสมควรแกก ารปฏบิ ตั ิ อยา ง ไรนนั้ กม็ คี ำอธบิ ายเหมอื นอยา งทกี่ ลา วแลว ในอานาปานสตขิ นั้ ตน แตน ซ้ี งึ่ ใครจ ะขอซกั ซอ มความเขา ใจอกี ครง้ั หนงึ่ คอื เมอื่ มกี ารพจิ ารณาและรพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ อยโู ดยอาการ ๑๖ อยา งดงั ทกี่ ลา วแลว จติ กเ็ ปน สงิ่ ทปี่ รากฏชดั ดว ยอำนาจลมหายใจเขา -ออกของบคุ คลผรู ู พรอ มเฉพาะอยดู ว ยอาการอยา งน.ี้ การกำหนดนน้ั เปน สต;ิ สตนิ น้ั เปน อนปุ ส สนาญาณใน ทส่ี ดุ ; ผปู ฏบิ ตั ติ ามเหน็ จติ นน้ั ดว ยสตนิ นั้ ดว ยญาณนน้ั อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก จงึ เกดิ มี ภาวนาที่เรียกวาจิตตานุปสสนาสติปฏฐานภาวนาขึ้นโดยสมบูรณอยูในขณะนั้น เพราะวา สมบรู ณไ ปดว ยอรรถทง้ั ๔ ของภาวนา ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน โดยละเอยี ด

2 - 136 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ อรรถ ๔ โดยหวั ขอ คอื ๑. ความไมก ำ้ เกนิ กนั ของธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ ในสตปิ ฏ ฐานนน้ั ๒. อนิ ทรยี ท งั้ หลายมรี สหรอื กจิ เปน อนั เดยี วกนั ๓. นำความเพยี รเขา ไปสมควรแกธ รรมและอนิ ทรยี  ๔. เปน ทสี่ อ งเสพมากแหง จติ . เมอ่ื การปฏบิ ตั เิ ปน สตปิ ฏ ฐานภาวนาโดยสมบรู ณเ ชน นแี้ ลว ยอ มสโมธานธรรมตา งๆ คอื กอ ใหเ กดิ ธรรมะชอ่ื นนั้ ๆ ขน้ึ โดยสมควรแกก ารปฏบิ ตั ใิ นขณะนนั้ ดงั ทที่ า นใหต วั อยา งไวเ ปน ๒๙ อยา งดว ยกนั มกี ารสโมธานซงึ่ อนิ ทรยี  ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗ มรรคมอี งค ๘ สตปิ ฏ ฐาน ๔ ฯลฯ เปน ลำดบั ไป จนกระทง่ั ถงึ วมิ ตุ ตแิ ละอมโตคธะ เปน ทส่ี ดุ ดงั ทกี่ ลา วแลว โดยละเอยี ด ในคำอธบิ ายของอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕. อนง่ึ จะตอ งเขา ใจไวเ สมอไปวา การสโมธานธรรม หมวดใดหมวดหนงึ่ กต็ าม ยอ มมกี ารรซู งึ่ โคจร คอื สงิ่ ทเี่ ปน อารมณของธรรมนนั้ และยอ มมี การแทงตลอดสมตั ถะเกยี่ วกบั ธรรมนน้ั ดว ยเสมอไป มรี ายละเอยี ดดงั ทก่ี ลา วแลว ในคำอธบิ าย เรอ่ื งนน้ั ในอานาปานสตขิ น้ั ตน ๆ แตน .้ี รวมความวา สติ คอื การกำหนดกเ็ กดิ ขน้ึ , ญาณคอื ความรกู เ็ กดิ ขนึ้ , การกระทำทเ่ี รยี กวา ภาวนากเ็ กดิ ขนึ้ , ธรรมตา งๆ ๒๙ อยา งกป็ ระมวลมา ได. ความเบอื่ หนา ย คลายกำหนดั ความดบั และความสลดั คอื ซงึ่ เปน ผลของการกระทำ กเ็ กดิ ขน้ึ โดยอาการตา งๆ ดงั ทกี่ ลา วแลว ในเรอ่ื งนนั้ ๆ. นคี้ อื ญาณและสตเิ ปน ตน ซง่ึ เกดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจอานาปานสตขิ นั้ น้ี ซงึ่ เปน ขนั้ ทเี่ พง ดจู ติ ชนดิ ตา งๆ หรอื มจี ติ ชนดิ ตา งๆ เปน อารมณ เพอื่ พจิ ารณาใหเ หน็ ความจรงิ ในขอ ทว่ี า จติ ทง้ั หมดนนั้ แมจ ะตา งกนั อยา งไร กต็ กอยใู นฐานะ เปนเพียงสังขารธรรม อยูใตอำนาจของความไมเท่ียง เปนทุกข เปนอนัตตา โดยเสมอกัน น่ันเอง. ขอ สงั เกตในระหวา งจตกุ กะทง้ั ๓ เพอ่ื ใหเ หน็ ความแตกตา งอยา งชดั แจง ยงิ่ ขนึ้ ไป ใน ตอนนม้ี อี ยวู า เมอ่ื เปรยี บเทยี บกนั ดรู ะหวา งจตกุ กะทงั้ ๓ นแี้ ลว จะเหน็ ไดว า จตกุ กะท่ี ๑ มี การดแู ละควบคมุ ทล่ี มหายใจในลกั ษณะตา งๆ กนั ; ในจตกุ กะท่ี ๒ มกี ารดแู ละควบคมุ ทคี่ วาม รสู กึ อนั เปน เวทนาในลกั ษณะตา งๆ กนั ; ใน จตกุ กะท่ี ๓ นจี้ ะไดด แู ละทำการฝก ฝนควบคมุ จติ ในลกั ษณะตา งๆ กนั สบื ตอ ไป ทง้ั หมดนตี้ อ งไมล มื วา คำทวี่ า ดู กค็ อื ดใู หเ หน็ วา มี

2 - 137 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ลกั ษณะอยใู นตวั มนั เองอยา งไร ทำหนา ทอ่ี ยา งไร เกดิ มาจากอะไรจะดบั ไปอยา งไร เปน ตน ; และคำวา ควบคมุ กค็ อื ทำใหม นั สงบรำงบั ลงจากความหยาบมาสคู วามละเอยี ด, จากการปรงุ แตง มาก มาเปน การปรงุ แตง นอ ย กระทง่ั ไมใ หม กี ารปรงุ แตง เลย, หรอื จากความยดึ ถอื เตม็ ท่ี มาสคู วามยดึ ถอื นอ ย กระทง่ั ไมม คี วามยดึ ถอื เลย. ทงั้ หมดน้ี คอื ความมงุ หมายอนั แทจ รงิ ของการทเ่ี ราทนสคู วามลำบากนานาประการ ในการปฏบิ ตั อิ านาปานสตกิ มั มฏั ฐานตลอดมา. สรปุ ใจความสนั้ ๆ อกี ครง้ั หนง่ึ วา คำวา รพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ทงั้ ปวงนน้ั หมายถงึ จติ ทกุ ชนดิ ในขณะแหง การปฏบิ ตั อิ านาปานสตทิ กุ ขนั้ ไดร บั การพจิ ารณาสอดสอ งดว ยญาณและ สตอิ ยา งทวั่ ถงึ จนไมม คี วามยดึ ถอื จติ วา เปน ตวั ตนแตป ระการใดนนั่ เอง และมคี วามเบอื่ หนา ย คลายกำหนดั จากความยดึ ถอื จติ วา เปน ตวั ตนมาแตเ ดมิ เสยี ได. การวนิ จิ ฉยั ในอานาปานสติ ขนั้ ที่ ๙ สน้ิ สดุ ลงเพยี งเทา น้.ี ตอ นไ้ี ปจะไดว นิ จิ ฉยั ในขน้ั ที่ ๑๐ ตอน ๑๐ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๐ (การทำจติ ใหป ราโมทยย ง่ิ อย)ู อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๐ หรอื ขอ ที่ ๒ แหง จตกุ กะที่ ๓ นน้ั มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหป ราโมทยย งิ่ อยู จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหป ราโมทย ยิ่งอยู จักหายใจออก’ (ปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ; ปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ.) มอี ธบิ ายโดยละเอยี ดดงั ตอ ไปน้ี :- คำวา ยอ มทำในบทศกึ ษา มอี ธบิ ายอยา งเดยี วกนั กบั ทอี่ ธบิ ายมาแลว ในตอนกอ น. คำวา ทำจติ ใหป ราโมทย มขี อ ควรวนิ จิ ฉยั คอื ทำใหป ราโมทย เกดิ ขนึ้ ในขณะไหน และความปราโมทยน น้ั มอี ยอู ยา งไร, ดงั จะไดว นิ จิ ฉยั สบื ไปดงั ตอ ไปนี้ : ความปราโมทยโ ดยธรรม ในทน่ี ้ี เมอื่ กลา วโดยสรปุ แลว ยอ มทำใหเ กดิ ขน้ึ ไดใ นทกุ ขนั้ แหง อานาปานสติ เพราะฉะนนั้ ผทู ลี่ งมอื ปฏบิ ตั ใิ นขน้ั นี้ จะตอ งพยายามทำใหเ กดิ ความปราโมทย ขนึ้ ในทกุ ขนั้ แหง อานาปานสต.ิ เขาจกั ตอ งยอ นไปปฏบิ ตั มิ าตงั้ แตอ านาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ เปน ลำดบั มา. จนกระทงั่ ถงึ ขน้ั ที่ ๙ พยายามทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขน้ึ ใหป รากฏชดั ในทกุ ขนั้ และใหป ระณตี หรอื สงู ขนึ้ มาตามลำดบั ดจุ กนั คอื :-


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook