ทุกลมหายใจเขา-ออกจริงๆ. เมอื่ กระทำอยดู งั น้ี จะเปน การกระทำทก่ี ำหนดอารมณอ ะไรกต็ าม ในระดบั ไหนกต็ าม ลว นแตไ ดช อื่ วา เปน ปฏนิ สิ สคั คานปุ ส สดี ว ยกนั ทง้ั นน้ั . เมอ่ื กระทำอยู ดงั นก้ี ช็ อ่ื วา เปน การ เจริญธรรมานุปสสนาสติปฏฐานภาวนาขั้นสุดทาย เปนภาวนาที่แทจริง ประมวลมาไดซึ่ง สโมธานธรรม ๒๙ ประการในระดับสูงสุดของการปฏิบัติบำเพ็ญอานาปานสติ ในขั้นที่เปน วปิ ส สนาภาวนาโดยสมบรู ณ. สำหรบั จตกุ กะท่ี ๔ น้ี จดั เปน ธรรมานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานภาวนาดว ยกนั ทง้ั นนั้ . ขนั้ แรกพจิ ารณาความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ซง่ึ สรปุ รวมลงไดเ ปน สญุ ญตา มคี วามหมาย สำคญั อยตู รงทวี่ า งอยา งไมน า ยดึ ถอื ขนื ยดึ ถอื กเ็ ปน ทกุ ข. ขน้ั ตอ มากำหนดพจิ ารณาในการ ทำความจางคลายจากความยดึ ถอื ตอ สง่ิ เหลา นน้ั เพราะเกลยี ดกลวั โทษ กลา วคอื ความทกุ ข อนั เกดิ มาจากความยดึ ถอื . ขน้ั ตอ มาอกี กำหนดพจิ ารณาไปในทำนองทจ่ี ะใหเ หน็ วา มนั มไิ ด มตี วั ตนอยจู รงิ ไปทง้ั หมดทงั้ สนิ้ หรอื ทกุ สงิ่ ทกุ อยา ง การยดึ ถอื เปน ยดึ ถอื ลมๆ แลง ๆ เพราะ วา ตวั ผยู ดึ ถอื กไ็ มไ ดม ตี วั จรงิ สง่ิ ทถี่ กู ยดึ ถอื กไ็ มไ ดม ตี วั จรงิ แลว การยดึ ถอื มนั จะมตี วั จรงิ ได อยา งไร; พจิ ารณาไปในทางทจี่ ะดบั ตวั ตนของสงิ่ ทง้ั ปวงเสยี โดยสน้ิ เชงิ . สว นขนั้ ที่ ๔ อนั เปน ขนั้ สดุ ทา ยนน้ั กำหนดพจิ ารณาไปในทางทสี่ มมตเิ รยี กไดว า บดั นไ้ี ดส ลดั ทงิ้ สงิ่ เหลา นนั้ ออกไปหมดแลว ดว ยการทำใหม นั วา งลงไปไดจ รงิ ๆ คอื สง่ิ ทง้ั ปวงเปน ของวา งไปแลว และ จิตก็มีอาการท่ีสมมติเรียกวา “เขานิพพานเสียแลว” คือสลายตัวไปในความวางหรือ สญุ ญตานนั้ ไมม อี ะไรเหลอื อยเู ปน ตวั ตน เพอ่ื ยดึ ถอื อะไรๆ วา เปน ของตนอกี ตอ ไปเลย. การปฏบิ ตั หิ มวดนี้ ไดช อ่ื วา พจิ ารณาธรรม กเ็ พราะพจิ ารณาทตี่ วั ธรรม ๔ ประการ โดยตรง คอื พจิ ารณาทอี่ นจิ จตา วริ าคะ นโิ รธะ และปฏนิ สิ สคั คะ โดยนยั ดงั ทกี่ ลา วแลว ตา ง จากจตกุ กะที่ ๑ เพราะในทนี่ นั้ พจิ ารณากายคอื ลมหายใจ; ตา งจากจตกุ กะที่ ๒ เพราะใน ทน่ี นั้ พจิ ารณาเวทนาโดยประการตา งๆ; ตา งจากจตกุ กะที่ ๓ เพราะในทนี่ นั้ พจิ ารณาทจ่ี ติ โดยวธิ ตี า งๆ; สว นในทนี่ เี้ ปน การพจิ ารณาทธ่ี รรม กลา วคอื สภาวธรรมทเี่ ปน ความจรงิ ของ สง่ิ ทง้ั ปวง ทรี่ แู ลว ใหจติ หลดุ พน จากทกุ ขไ ด ตา งกนั เปน ชนั้ ๆ ดงั น้ี. อานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๔ จบ. 2-188
ประมวลจตกุ กะทงั้ ๔ จตกุ กะที่ ๑ เปน สมถภาวนาลว น สว นจตกุ กะท่ี ๒ และที่ ๓ เปน สมถภาวนาทเี่ จอื กนั กบั วปิ ส สนาภาวนา สว นจตกุ กะท่ี ๔ น้ี เปน วปิ ส สนาภาวนาถงึ ทส่ี ดุ . สมถภาวนา คอื การกำหนดโดยอารมณห รอื นมิ ติ เพอ่ื ความตง้ั มน่ั แหง จติ มผี ลถงึ ท่ี สดุ เปน ฌาน; สว นวปิ ส สนาภาวนานนั้ กำหนดโดยลกั ษณะคอื ความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ทำจติ ใหร แู จง เหน็ แจง ในสงิ่ ทง้ั ปวง มผี ลถงึ ทสี่ ดุ เปน ญาณ : เปน อนั วา อานาปาน- สตทิ ง้ั ๑๖ วตั ถนุ ้ี ตงั้ ตน ขน้ึ มาดว ยการอบรมจติ ใหม กี ำลงั แหง ฌานดว ยจตกุ กะที่ ๑ แลว อบรม กำลงั แหง ญาณใหเ กดิ ขนึ้ ผสมกำลงั แหง ฌานในจตกุ กะท่ี ๒ ที่ ๓ โดยทดั เทยี มกนั และ กำลงั แหง ญาณเดนิ ออกหนา กำลงั แหง ฌาน ทวยี ง่ิ ขน้ึ ไปจนถงึ ทส่ี ดุ ในจตกุ กะที่ ๔ จนสามารถ ทำลายอวิชชาไดจริงในลำดับน้ัน. วนิ จิ ฉยั ในอานาปานสติ อนั มวี ตั ถุ ๑๖ และมจี ตกุ กะ ๔ สน้ิ สดุ ลงเพยี งเทา น.ี้ 2-189
บรรณานุกรม พระไตรปฏ กบาลี ฉบบั สยามรฐั เลม ท่ี ๑๔. พมิ พค รง้ั ที่ ๔. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๘. พระสตู รและอรรถกถาแปล มชั ฌมิ นกิ าย อปุ รปิ ณ ณาสก เลม ที่ ๓ ภาคท่ี ๑. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ). อานาปานสติภาวนา. พิมพครั้งท่ี ๑๒. สุราษฎรธานี: โรงพมิ พธ รรมทานมลู นธิ ิ ไชยา, ๒๕๕๐. พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ). วิปสสนาในอิริยาบถนั่ง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพธรรมสภา, ๒๕๔๙. พระพุทธโฆสาจารย. วิสุทธิมรรคบาลี ภาค ๑. พิมพครั้งที่ ๗. กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏ- ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๑. พระพุทธโฆสาจารย. วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑-๒ ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย. พิมพครั้งที่ ๙. กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒. พระพุทธโฆสาจารย. ปฐมสมันตปาสาทิกแปล ภาค ๑ เลม ๓. พิมพคร้ังท่ี ๗. กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (บวั ญาณสมปฺ นโฺ น). วธิ ที ำสมาธแิ บบหลวงปมู น่ั . สมทุ รปราการ: โรงพมิ พ กอนเมฆแอนดกันยกรุป, ชมรมกัลยาณธรรม จัดพิมพ, ๒๕๕๐. พระพทุ ธโฆสาจารย แตง , พระเมธวี ราภรณ (ยยุ อปุ สนโฺ ต ป.ธ.๙) รวบรวม. คมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรค ฉบับแปลรกั ษาแกน ธรรม. โรงพิมพ หจก. สามลดา, ๒๕๔๙. พระมติ ซโู อะ คเวสโก. อานาปานสต:ิ วถิ แี หง ความสขุ ๒, อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑-๘ และขนั้ ท่ี ๙-๑๖. พมิ พค รง้ั ที่ ๕. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พว ริ ยิ ะการพมิ พ, ๒๕๔๘. ป. หลงสมบญุ , พนั ตร.ี พจนานกุ รม มคธ-ไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ าทรการพมิ พ, สำนกั เรยี น วดั ปากนำ้ ภาษเี จรญิ กรงุ เทพฯ จดั พมิ พ, ๒๕๔๐. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม พ.ศ.๒๕๒๕. พิมพคร้ังที่ ๒. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพอักษร- เจริญทัศน, ๒๕๒๖. 2-190
คูมือการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน (สายอริ ยิ าปถปพ พะ หรอื ยบุ หนอพองหนอ) 3-1
3-2 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ผูรวบรวม ๑. พระมหาปราโมทย ปโมทโิ ต ป.ธ.๙ ๒. พระมหาพภิ พ ภรู ปิ โฺ ญ ป.ธ.๗ 3-2
3-3 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ 3-3
3-4
สารบัญ หลักการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ..............................................................................................๗ ก. หลกั สตปิ ฏ ฐาน ๔ ..................................................................................................................๗ ๑. ความหมายของสติปฏฐาน.......................................................................................๗ ๒. ประเภทของสตปิ ฏ ฐาน ๔ ........................................................................................ ๘ ๓. จดุ ประสงคข องสตปิ ฏ ฐาน ....................................................................................... ๘ ๔. ประเภทบคุ คลเหมาะกบั สตปิ ฏ ฐาน ๔ ..................................................................... ๙ ข. หลกั ธรรมแหง การตรสั รู โพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ . .............................................. ๑๐ ๑. สตปิ ฏ ฐาน ๔ ........................................................................................................... ๑๐ ๒. สมั มปั ปธาน ๔........................................................................................................ ๑๑ ๓. อทิ ธบิ าท ๔ ............................................................................................................. ๑๑ ๔. อนิ ทรยี ๕ ............................................................................................................... ๑๒ ๕. พละ ๕ .................................................................................................................... ๑๒ ๖. โพชฌงค ๗ ............................................................................................................. ๑๔ ๗. มรรคมอี งค ๘........................................................................................................ ๒๓ ค. หลักวิปสสนาภูมิ ๖ ในการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ..................................................... ๒๔ วิธีการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ......................................................................................................๓๑ ก. ความหมาย ..........................................................................................................................๓๑ ข. ประเภทของสมาธิ ...............................................................................................................๓๑ ค. อารมณของสมถกัมมัฏฐาน................................................................................................ ๓๒ ง. ผลของสมถกัมมัฏฐาน .........................................................................................................๓๕ วิธีการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ..............................................................................................๓๗ ก. ความหมาย .........................................................................................................................๓๗ ข. ประเภทของวิปสสนากัมมัฏฐาน.........................................................................................๓๙ ค. ประโยชนของวิปสสนากัมมัฏฐาน ...................................................................................... ๔๐ 3-5
ง. วธิ ปี ฏบิ ตั ติ ามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๒๑ บรรพ ........................................................................... ๔๐ ๑. กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ................................................................................. ๔๑ ๒. เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ............................................................................... ๔๔ ๓. จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ................................................................................. ๔๕ ๔. ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ................................................................................. ๔๖ จ. หลักฐานและสภาวะของวิปสสนาญาณ ๑๖...................................................................... ๔๗ ฉ. เปรยี บเทยี บวปิ ส สนาญาณ ๑๖ ใน วสิ ทุ ธิ ๗ ................................................................... ๕๘ หลักการและวิธีปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ตามแนวของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย....................................................... ๖๕ ก. หลกั วปิ ส สนาภมู ิ ๖ ของวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน..................................................................... ๖๕ ข. หลักการปฏิบัติตามแนวสติปฏฐาน ๔................................................................................ ๖๕ ค. หลักธรรมเก้ือหนุนในการบรรลุธรรม ................................................................................ ๖๖ วิธีการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ................................................................................................. ๖๘ ก. กิจเบ้ืองตนท่ีควรรูและควรทำกอนเขาปฏิบัติ ................................................................... ๖๘ ข. การสมาทานพระกัมมัฏฐาน................................................................................................ ๖๙ ค. ขอท่ีควรเวนในการเจริญกัมมัฏฐาน ..................................................................................๗๓ ง. ขอ ทคี่ วรปฏบิ ตั ิ ในการเจรญิ กมั มฏั ฐาน ............................................................................ ๗๔ จ. การกำหนด ......................................................................................................................... ๗๕ ฉ. การปฏิบัติในอิริยาบถยอยตางๆ ....................................................................................... ๗๙ ช. การปฏิบัติในอิริยาบถยืนและอิริยาบถเดิน (เดินจงกรม) ................................................. ๘๙ ฌ. การปฏิบัติในอิริยาบถน่ัง (นั่งสมาธิ) .............................................................................. ๑๐๓ ญ. หลักธรรมเก้ือหนุนตอวิปสสนากัมมัฏฐาน ..................................................................... ๑๐๘ ฎ. การสงและสอบอารมณ ................................................................................................... ๑๐๙ ฏ. วิเคราะหเปรียบเทียบกับวิธีในมหาสติปฏฐานสูตร ........................................................ ๑๑๑ 3-6
หลักการและวิธีการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน๑ สติปฏฐานเปนทางสายเอก และเปนทางสายเดียวที่ทำใหผูดำเนินตามทางน้ี ถึง ความบรสิ ทุ ธหิ์ มดจด จนบรรลพุ ระนพิ พาน ดงั นน้ั ผทู ป่ี รารถนาจะบรรลมุ รรค ผล นพิ พาน ตอ งเรมิ่ ตน ดว ยสตปิ ฏ ฐานน้ี ในมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร พระผมู พี ระภาคเจา ไดต รสั แกพ ระภกิ ษุ ทง้ั หลายวา “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมตกิ กฺ มาย ทกุ ขฺ โทมนสสฺ านํ อตถฺ งคฺ มาย ญายสสฺ อธคิ มาย นพิ พฺ านสสฺ สจฉฺ กิ ริ ยิ าย ยททิ ํ จตตฺ าโร สตปิ ฏฐ านา” “หนทางนเี้ ปน หนทางเอก เพอื่ ความบรสิ ทุ ธหิ์ มดจดแหง สตั วท งั้ หลาย เพอ่ื ความกา วลว งเสยี ดว ยดซี ง่ึ ความโศกและความร่ำไร เพอื่ ดบั ไปแหง ทกุ ข และโทมนสั เพอ่ื บรรลญุ ายธรรม เพอ่ื กระทำใหแ จง ซง่ึ พระนพิ พาน สงิ่ นี้ คอื สตปิ ฏ ฐาน ๔”๒ ก. หลกั สตปิ ฏ ฐาน ๔ ๑. ความหมายของสตปิ ฏ ฐาน สติ คอื ความระลกึ รอู ารมณท เี่ ปน ฝา ยดี ยบั ยง้ั มใิ หจ ติ ตกไปในทางชวั่ หรอื ความระลกึ ไดท รี่ ทู นั อารมณอ นั เปน ฝา ยดี ปฏ ฐาน คอื ความตง้ั มนั่ อยใู นอารมณ ดงั นน้ั สตปิ ฏ ฐาน กค็ อื ความตง้ั มน่ั ในการระลกึ รอู ารมณท เี่ ปน ฝา ยดี มคี วามหมายโดยเฉพาะถงึ อารมณอ นั เปน ทตี่ ง้ั มน่ั แหง สติ ๔ ประการ ประกอบดว ย กาย เวทนา จติ ธรรม๓ ๑ วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพทุ ธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั เรอื่ ง การศกึ ษาวเิ คราะหผ ลสมั ฤทธใ์ิ นการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานตามแนวของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๔ ๒ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑. ๓ ท.ี ม.อ. (ไทย) ๑๔/๒๗๖. 3-7
3-8 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๒. ประเภทของสตปิ ฏ ฐาน ๔ สตปิ ฏ ฐาน มี ๔ ประเภท คอื ก) พจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในเนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ กายในกายภายนอกเนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ กายในกายทง้ั ภายในและภายนอกเนอื งๆ อยู มคี วามเพยี ร มสี มั ปชญั ญะ มสี ตกิ ำจดั อภชิ ฌาและโทมนสั เสยี ไดใ นโลก ข) พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาภายในเนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนา ภายนอกเนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาทง้ั ภายในและภายนอกเนอื งๆ อยู มี ความเพยี ร มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ กำจดั อภชิ ฌาและโทมนสั เสยี ไดใ นโลก ค) พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ภายในเนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ภายนอกเนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ทง้ั ภายในและภายนอกเนอื งๆ อยู มคี วามเพยี ร มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ กำจดั อภชิ ฌา และโทมนสั เสยี ไดใ นโลก ง) พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมภายในเนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมภายนอก เนอื งๆ อยู พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั ภายในและภายนอกเนอื งๆ อยู มคี วามเพยี ร มี สมั ปชญั ญะ มสี ติ กำจดั อภชิ ฌาและโทมนสั เสยี ไดใ นโลก๔ ๓. จดุ ประสงคข องสตปิ ฏ ฐาน สตติ ง้ั มนั่ พจิ ารณากาย เวทนา จติ ธรรมนี้ มจี ดุ ประสงคจ ำแนกไดเ ปน ๒ ทาง คอื ๕ สตติ ง้ั มน่ั ในการพจิ ารณาบญั ญตั ิ เพอ่ื ใหจ ติ สงบ ซง่ึ เรยี กวา สมถกมั มฏั ฐาน มอี านสิ งส ใหบ รรลฌุ านสมาบตั ิ สตติ ง้ั มน่ั ในการพจิ ารณารปู นาม เพอ่ื ใหเ กดิ ปญ ญาเหน็ ไตรลกั ษณ คอื อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ซง่ึ เรียกวา วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน มอี านสิ งสใ หบ รรลถุ งึ มรรค ผล นพิ พาน การกำหนดพจิ ารณาไตรลกั ษณเ พอ่ื ใหร เู หน็ สภาพตามความเปน จรงิ วา สงิ่ ทงั้ หลาย ลว นแตเ ปน รปู นามเทา นน้ั และรปู นามทงั้ หลายเหลา นนั้ กม็ ลี กั ษณะเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ๔ อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๔๓๑/๒๑๑ ๕ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๗ สมจุ จยสงั คหวภิ าค, หนา ๔๑.
3-9 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ หาไดเ ปน แกน สารยง่ั ยนื ไม จะไดก า วลว งเสยี ซงึ่ ความเหน็ ผดิ ไมใ หต ดิ อยใู นความยนิ ดยี นิ รา ย อนั เปน การเรมิ่ ตน ทจ่ี ะใหถ งึ หนทางดบั ทกุ ขท งั้ ปวง ๔. ประเภทบคุ คลเหมาะกบั สตปิ ฏ ฐาน ๔ บคุ คลผเู จรญิ สมถะและวปิ ส สนา ซงึ่ แบง เปน ๒ อยา งคอื มนั ทบคุ คล ไดแ ก บคุ คล ผมู ปี ญ ญาออ น และตกิ ขบคุ คล ไดแ กบ คุ คลผมู ปี ญ ญากลา หากจะแบง ใหล ะเอยี ด กม็ ถี งึ ๔ จำพวกคอื ๖ ก) ตัณหาจริตบุคคล ท่ีมีปญญาออน บุคคลประเภทน้ีควรเจริญกายานุปสสนาสติ- ปฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดี เพราะเปน ของหยาบ เหน็ ไดง า ย และเหมาะกบั อธั ยาศยั ของบคุ คลพวกน้ี ข) ตณั หาจรติ บคุ คล ทมี่ ปี ญ ญากลา บคุ คลประเภทนค้ี วรเจรญิ เวทนานปุ ส สนาสต-ิ ปฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดี เพราะเปน กมั มฏั ฐานละเอยี ด คนมปี ญ ญากลา สามารถเหน็ ไดง า ย และเหมาะกบั อธั ยาศยั ของบคุ คลพวกนี้ ค) ทฏิ ฐจิ รติ บคุ คล ทม่ี ปี ญ ญาออ น บคุ คลประเภทนคี้ วรเจรญิ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดี เพราะไมห ยาบไมล ะเอยี ดเกนิ ไป และเหมาะกบั อธั ยาศยั ของบคุ คล พวกน้ี ง) ทฏิ ฐจิ รติ บคุ คล ทม่ี ปี ญ ญากลา บคุ คลประเภทนค้ี วรเจรญิ ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดี เพราะเปน กมั มฏั ฐานละเอยี ด คนมปี ญ ญากลา สามารถเหน็ ไดง า ย และเหมาะกบั อธั ยาศยั ของบคุ คลพวกนี้ จ) สมถยานิกบุคคล ท่ีมีปญญาออน บุคคลประเภทนี้ควรเจริญกายานุปสสนาสติ- ปฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดี เพราะมนี มิ ติ ทจ่ี ะพงึ ถงึ ไดโ ดยไมย ากนกั ฉ) สมถยานิกบุคคล ที่มีปญญากลา บุคคลประเภทน้ีควรเจริญเวทนานุปสสนาสต-ิ ปฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดี เพราะไมต งั้ อยใู นอารมณห ยาบ และเหมาะกบั อธั ยาศยั กบั บคุ คลพวกน้ี ๖ ม.ม.ู อ. (ไทย) ๑๒/๖๕๙.
3 - 10 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ช) วปิ ส สนายานกิ บคุ คล ทมี่ ปี ญ ญาออ น บคุ คลประเภทนคี้ วรเจรญิ จติ ตานปุ ส สนา- สตปิ ฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดี เพราะไมห ยาบไมล ะเอยี ดเกนิ ไป และเหมาะกบั อธั ยาศยั ของบคุ คลพวกน้ี ซ) วปิ ส สนายานกิ บคุ คล ทมี่ ปี ญ ญากลา บคุ คลประเภทนคี้ วรเจรญิ ธมั มานปุ ส สนา- สตปิ ฏ ฐาน จงึ จะไดผ ลดเี พราะเปน อารมณล ะเอยี ดมาก และเหมาะกบั อธั ยาศยั ของบคุ คลพวกนี้ นอกจากนนั้ พระพทุ ธองคย งั ไดต รสั ถงึ สตปิ ฏ ฐาน ๔ ทส่ี ามารถละวปิ ล ลาส คอื ความ เขา ใจผดิ ๔ อยา งไดแ ก๗ - สภุ วปิ ล ลาส (เขา ใจผดิ คดิ วา รา งกายเปน ของงาม) - สขุ วปิ ล ลาส (เขา ใจผดิ คดิ วา รา งกายเปน สขุ ) - นจิ จวปิ ล ลาส (เขา ใจผดิ คดิ วา รา งกายเปน ของเทยี่ ง) - อตั ตวปิ ล ลาส (เขา ใจผดิ คดิ วา รา งกายเปน ตวั ตน) ข. หลกั ธรรมแหง การตรสั ร:ู โพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ โพธิ แปลวา รู มคี วามหมายถงึ รกู ารทำใหส นิ้ อาสวะ คอื รอู รยิ สจั ๔ และรกู ารทำจติ ใหส งบ คอื ถงึ ฌานดว ย ปก ขยิ ะ แปลวา ทเ่ี ปน ฝา ย ดงั นน้ั โพธปิ ก ขยิ ธรรมจงึ มคี วามหมาย วา ธรรมทเ่ี ปน ฝา ยใหร ถู งึ ฌาน มรรคผล และนพิ พาน ดว ยการปฏบิ ตั ติ ามโพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ ใหบ รบิ รู ณพ รอ มกนั หมดในขณะจติ เดยี วของการบรรลธุ รรม แปลกนั สน้ั ๆ วา ธรรมทเี่ ปน เครอื่ งใหต รสั รู ทงั้ หมด ๗ กอง รวม ๓๗ ประการ ไดแ ก๘ ๑. สตปิ ฏ ฐาน ๔ สตปิ ฏ ฐาน ๔ คอื การพจิ ารณาเหน็ กายในกาย เวทนาในเวทนา จติ ในจติ และธรรม ในธรรม ทงั้ ภายในและภายนอก ๗ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ )ิ , วปิ ส สนากรรมฐาน ภาค ๒, (กรงุ เทพฯ : บจก. อมั รนิ ทร พรนิ้ ตงิ้ กรปุ , ๒๕๓๒), หนา ๘๓ ๘ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๓๙
3 - 11 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๒. สมั มปั ปธาน ๔ สมั มปั ปธาน คอื ความเพยี รพยายามทำชอบ ทป่ี ระกอบดว ยความเพยี รพยายามอนั ยง่ิ ยวด แมว า เนอื้ จะเหอื ดเลอื ดจะแหง ไป คงเหลอื แตห นงั เอน็ กระดกู กต็ าม ตราบใดทย่ี งั ไมบ รรลถุ งึ ธรรมอนั พงึ ถงึ ได กจ็ ะไมท อ ถอยจากความเพยี รนนั้ เปน อนั ขาด และความเพยี ร พยายามอนั ยงิ่ ยวดในธรรม ๔ ประการ จงึ จะไดช อ่ื วา ตง้ั หนา ทำชอบในโพธปิ ก ขยิ ธรรมน้ี ไดแ ก ก) เพยี รพยายามละอกสุ ล ทเี่ กดิ ขนึ้ แลว ใหห มดไป ข) เพยี รพยายามไมใ หอ กสุ ลธรรม ทย่ี งั ไมเ กดิ เกดิ ขนึ้ ค) เพยี รพยายามใหก สุ ลธรรม ทยี่ งั ไมเ กดิ เกดิ ขน้ึ ง) เพยี รพยายามใหก สุ ลธรรม ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว เจรญิ ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป๙ ๓. อทิ ธบิ าท ๔ อทิ ธบิ าท คอื ธรรมทเ่ี ปน เหตใุ หถ งึ ซงึ่ ความสมั ฤทธผิ ล สมั ฤทธผิ ลในทน่ี ห้ี มายถงึ ความ สำเรจ็ คอื บรรลถุ งึ กสุ ลญาณจติ และมรรคจติ อทิ ธบิ าท มี ๔ ประการ คอื ก) ฉนั ทะ คอื ความเตม็ ใจ ความปลงใจกระทำ เปน เหตใุ หส มั ฤทธผิ ล องคธ รรมไดแ ก ฉนั ทเจตสกิ ข) วริ ยิ ะ คอื ความเพยี รพยายามอยา งยง่ิ ยวด เปน เหตใุ หส มั ฤทธผิ ล องคธ รรมไดแ ก วริ ยิ เจตสกิ ค) จติ ตะ คอื ความทมี่ จี ติ จดจอ ปก ใจอยา งมนั่ คง เปน เหตใุ หส มั ฤทธผิ ล องคธ รรมไดแ ก จติ ง) วมิ งั สา คอื ปญ ญาเปน เหตใุ หส มั ฤทธผิ ล องคธ รรมไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ กจิ การงานอนั เปน กสุ ลทถ่ี งึ ซงึ่ ความสมั ฤทธผิ ลนน้ั ยอ มไมป ราศจากธรรมทงั้ ๔ ทเี่ ปน องคธรรมของอิทธิบาทนี้เลย แตวาความเกิดข้ึนนั้นไมกลาเสมอกัน บางทีฉันทะกลา บางทวี ริ ยิ ะกลา บางทจี ติ กลา บางทกี ป็ ญ ญากลา ถา ธรรมใดกลา แลว เรยี กธรรมทก่ี ลา นนั่ แตอ งคเ ดยี ววา เปน อทิ ธบิ าท๑๐ ๙ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทท่ี ๗ สมจุ จยสงั คหวภิ าค, หนา ๕๗-๕๘. ๑๐ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๖๑-๖๒.
3 - 12 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๔. อนิ ทรยี ๕ อนิ ทรยี คอื ความเปน ใหญ หรอื ความเปน ผปู กครองในสภาวธรรมทเ่ี ปน ฝา ยดี และ เฉพาะฝา ยดที จี่ ะใหร ใู หถ งึ ซงึ่ ฌานธรรม และอรยิ สจั ซง่ึ มี ๕ ประการ ดงั น้ี สัทธินทรีย คือ ความเปนใหญในการยังความสัทธาปสาทในอารมณที่เปนฝายดี องคธ รรมไดแ ก สทั ธาเจตสกิ มี ๒ อยา ง คอื ปกตสิ ทั ธา และภาวนาสทั ธา ปกตสิ ทั ธา ไดแ ก ทาน สลี ภาวนา อยา งสามญั ของชนทง้ั หลายโดยปกติ ซง่ึ สทั ธาชนดิ นย้ี งั ไมแ รงกลา เพราะอกสุ ลธรรมสามารถทำใหส ทั ธาเสอื่ มไปไดโ ดยงา ย สว นภาวนาสทั ธา ไดแ ก สมถะหรอื วิปสสนาท่ีเนื่องมาจากกัมมัฏฐานตางๆ มีอานาปานสติเปนตน สัทธาชนิดน้ีแรงกลาและ แนบแนน ในจติ ใจมาก ในสมถกมั มฏั ฐาน อกสุ ลจะทำใหส ทั ธาเสอ่ื มไปไดโ ดยยาก แตถ า เปน วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน อกสุ ลไมอ าจจะทำใหส ทั ธานน้ั เสอ่ื มไปไดเ ลย ภาวนาสทั ธานแ่ี หละ ทไี่ ดช อ่ื วา สทั ธนิ ทรยี วริ ยิ นิ ทรยี คอื ความเปน ใหญใ นการยงั ความเพยี รพยายามอยา งยง่ิ ยวด ซง่ึ ตอ งเปน ความเพียรท่ีบริบูรณดวยองคทั้ง ๔ แหงสัมมัปปธาน จึงจะเรียกไดวาเปน วิริยินทรีย ใน โพธปิ ก ขยิ ธรรมน้ี องคธ รรมไดแ ก วริ ยิ เจตสกิ สตินทรีย คือ ความเปนใหญในการระลึกรูอารมณอันเกิดมาจากสติปฏฐาน ๔ องคธ รรมไดแ ก สตเิ จตสกิ สมาธินทรีย คือ ความเปนใหญในการทำจิตใหเปนสมาธิ ตั้งใจ ม่ันอยูในอารมณ กมั มฏั ฐาน องคธ รรมไดแ ก เอกคั คตาเจตสกิ ปญ ญนิ ทรยี คอื ความเปน ใหญใ นการใหร เู หน็ รปู นาม ขนั ธ อายตนะ ธาตุ วา เตม็ ไป ดว ยทกุ ขโ ทษภยั เปน วฏั ฏทกุ ข องคธ รรมไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ๑๑ ๕. พละ ๕ พละ หมายเฉพาะ กสุ ลพละ ซง่ึ มลี กั ษณะ ๒ ประการ คอื อดทนไมห วน่ั ไหวประการ หนงึ่ และยำ่ ยธี รรมทเี่ ปน ขา ศกึ อกี ประการหนงึ่ พละนม้ี ี ๕ ประการ คอื สทั ธาพละ คอื ๑๑ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๖๒-๖๓.
3 - 13 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ความเชอื่ ถอื เลอื่ มใส เปน กำลงั ทำใหอ ดทนไมห วน่ั ไหว และย่ำยตี ณั หาอนั เปน ขา ศกึ องคธ รรม ไดแ ก สทั ธาเจตสกิ ปกตสิ ทั ธา คอื ความเปน สทั ธาทยี่ งั ปะปนกบั ตณั หา หรอื เปน สทั ธาทอี่ ยใู ตอ ำนาจของ ตณั หา จงึ ยากทจี่ ะอดทนได สว นมาก มกั จะออ นไหวไปตามตณั หาไดโ ดยงา ย อยา งทวี่ า สทั ธากลา กต็ ณั หาแก สว นภาวนาสทั ธา ซงึ่ เปน สทั ธาทเ่ี กดิ มาจากอารมณก มั มฏั ฐาน จงึ อดทน ไมห วน่ั ไหว และย่ำยหี รอื ตดั ขาดจากตณั หาได วริ ยิ พละ คอื ความเพยี รพยายามอยา งยงิ่ ยวด เปน กำลงั ทำใหอ ดทน ไมห วนั่ ไหว และ ยำ่ ยโี กสชั ชะคอื ความเกยี จครา นอนั เปน ขา ศกึ องคธ รรมไดแ ก วริ ยิ เจตสกิ ความเพยี ร อยา งปกตติ ามธรรมดาของสามญั ชน ยงั ปะปนกบั โกสชั ชะอยู ขยนั บา ง เฉอื่ ยๆ ไปบา ง จนถงึ กบั เกยี จครา นไปเลย แตว า ถา ความเพยี รอยา งยิง่ ยวด แมเ นอ้ื จะเหอื ดเลอื ดจะแหง กไ็ ม ยอมทอถอยแลว ยอมจะอดทนไมหว่ันไหวไป จนกวาจะเปนผลสำเร็จ และย่ำยีความ เกยี จครา นไดแ นน อน สตพิ ละ คอื ความระลกึ ไดใ นอารมณส ตปิ ฏ ฐาน เปน กำลงั ทำใหอ ดทน ไมห วนั่ ไหว และย่ำยมี ฏุ ฐสตคิ อื ความพลง้ั เผลอหลงลมื อนั เปน ขา ศกึ องคธ รรม ไดแ ก สตเิ จตสกิ สมาธพิ ละ คอื ความตงั้ ใจมน่ั อยใู นอารมณก มั มฏั ฐาน เปน กำลงั ใหอ ดทน ไมห วน่ั ไหว และย่ำยวี กิ เขปะ คอื ความฟงุ ซา นอนั เปน ขา ศกึ องคธ รรมไดแ ก เอกคั คตาเจตสกิ ปญ ญาพละ คอื ความรอบรเู หตผุ ลตามความเปน จรงิ เปน กำลงั ทำใหอ ดทนไมห วน่ั ไหว และยำ่ ยสี มั โมหะ คอื ความมดื มน หลงงมงายอนั เปน ขา ศกึ องคธ รรม ไดแ ก ปญ ญา- เจตสิก๑๒ การเจริญสมถกัมมัฏฐานก็ดี วิปสสนากัมมัฏฐานก็ดี จะตองใหพละท้ัง ๕ นี้ สมำ่ เสมอกนั จงึ จะสมั ฤทธผิ ล ถา พละใดกำลงั ออ น การเจรญิ สมถะหรอื วปิ ส สนานนั้ กต็ ง้ั มนั่ อยไู มไ ด ถงึ กระนน้ั กย็ งั ไดผ ลตามสมควร ตามสถานการณต อ ไปน้ี คอื ๑) ผมู กี ำลงั สทั ธามาก แตพ ละอกี ๔ คอื วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญ ญา นน้ั ออ นไป ผนู นั้ ๑๒ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๖๓-๖๕.
3 - 14 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ยอ มรอดพน จากตณั หาไดบ า ง โดยมคี วามอยากไดโ ภคสมบตั นิ อ ยลง ไมถ งึ กบั แสวงหาใน ทางทจุ รติ มคี วามสนั โดษ คอื สนตฺ ฏุ ฐ ี พอใจเทา ทมี่ อี ยู พอใจ แสวงหาตามควรแกก ำลงั และพอใจแสวงหาดว ยความสุจริต ๒) ผทู ม่ี กี ำลงั สทั ธาและวริ ยิ ะมาก แตพ ละทเ่ี หลอื อกี ๓ ออ นไป ผนู นั้ ยอ มรอดพน จากตณั หาและโกสชั ชะได แตว า ไมส ามารถทจี่ ะเจรญิ กายคตาสติ และวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน จนเปน ผลสำเรจ็ ได ๓) ผทู มี่ กี ำลงั สทั ธา วริ ยิ ะและสตมิ าก แตพ ละทเ่ี หลอื อกี ๒ ออ นไป ผนู น้ั ยอ ม สามารถเจรญิ กายคตาสตไิ ด แตว า เจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานไมส ำเรจ็ ได ๔) ผทู มี่ กี ำลงั ทงั้ ๔ มาก แตว า ปญ ญาออ นไป ยอ มสามารถเจรญิ ฌานสมาบตั ไิ ด แต ไมส ามารถเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานได ๕) ผทู มี่ ปี ญ ญาพละมาก แตพ ละอนื่ ๆ ออ นไป ยอ มสามารถเรยี นรพู ระปรยิ ตั ิ หรอื พระปรมตั ถไ ดด ี แตว า ตณั หา โกสชั ชะ มฏุ ฐะ และวกิ เขปะ เหลา นม้ี กี ำลงั ทวมี ากขนึ้ ๖) ผทู ม่ี วี ริ ยิ ะพละและปญ ญาพละ เพยี ง ๒ อยา งเทา น้ี แตเ ปน ถงึ ชนดิ อทิ ธบิ าทโดย บรบิ รู ณแ ลว การเจรญิ วปิ ส สนากย็ อ มปรากฏได ๗) ผทู บ่ี รบิ รู ณด ว ยสทั ธา วริ ยิ ะ และสตพิ ละ ทง้ั ๓ นย้ี อ ม สามารถทจี่ ะทำการได ตลอดเพราะสัทธาพละสามารถประหารปจจยามิสสตัณหา (ความติดใจ อยากไดปจจัย ๔ มอี าหาร เครอื่ งนงุ หม ทอี่ ยอู าศยั และยารกั ษาโรค) และโลกามสิ สตณั หา (ความตดิ ใจอยาก ไดโ ลกธรรม ๔ มลี าภ ยศ สรรเสรญิ และสขุ ) ได วริ ยิ พละประหารโกสชั ชะ (ความเกยี จ ครา น) ได สตพิ ละประหารมฏุ ฐสติ (ความหลงลมื ) ได ตอ จากนนั้ สมาธพิ ละและปญ ญา พละกจ็ ะปรากฏขนึ้ ตามกำลงั ตามสมควร ๖. โพชฌงค ๗ โพชฌงค คอื เครอ่ื งใหต รสั รู (อรยิ สจั ๔) โพธเิ ปน ตวั รู โพชฌงคเ ปน สว นทใี่ หเ กดิ ตวั รู สง่ิ ทรี่ อู รยิ สจั ๔ นนั้ คอื มรรคจติ สง่ิ ทเี่ ปน ผลแหง การรอู รยิ สจั ๔ นน้ั คอื ผลจิต องคท เ่ี ปน เครอ่ื งใหร อู รยิ สจั ๔ ทมี่ ชี อ่ื วา โพชฌงคน ม้ี ี ๗ ประการ คอื
3 - 15 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ก) สตสิ มั โพชฌงค คอื สตเิ จตสกิ ทร่ี ะลกึ รอู ยใู นอารมณส ตปิ ฏ ฐานทงั้ ๔ ตอ เนอ่ื งกนั มา จนแกก ลา เปน สตนิ ทรยี เปน สตพิ ละ เปน สมั มาสติ ดว ยอำนาจแหง วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ยอ มทำลายความประมาทเสยี ได สตอิ ยา งนแ้ี หละทเี่ รยี กวา สตสิ มั โพชฌงค มคี วามสามารถ ทำใหเ กดิ มรรคญาณได การทสี่ ตจิ ะเปน ถงึ สมั โพชฌงคไ ดด ว ยมปี จ จยั ธรรม คอื สงิ่ ทอ่ี ปุ การะ เกอื้ กลู ๔ ประการ คอื ๑) ตอ งประกอบดว ยสตสิ มั ปชญั ญะ ในสมั ปชญั ญบรรพ ๒) ตอ งเวน จากการสมาคมกบั ผทู ไี่ มไ ดเ จรญิ สตปิ ฏ ฐาน ๓) ตอ งสมาคมกบั ผทู เี่ คยเจรญิ สตปิ ฏ ฐาน ๔) ตอ งพยายามเจรญิ สตใิ หร ตู วั อยทู กุ ๆ อารมณ และทกุ ๆ อริ ยิ าบถ เมื่อบริบูรณดวยปจจัยธรรมเหลานี้แลว สติสัมโพชฌงคท่ียังไมเกิด ยอมเกิดขึ้น องคธ รรมของสตสิ มั โพชฌงค ไดแ ก สตเิ จตสกิ ข) ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค คอื ปญ ญาเจตสกิ ทร่ี รู ปู นามวา ไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา จนแกก ลา เปน วมิ งั สทิ ธบิ าท เปน ปญ ญนิ ทรยี เปน ปญ ญาพละ เปน สมั มาทฏิ ฐิ ดว ยอำนาจ แหง วปิ ส สนากมั มฏั ฐานยอ มทำลายโมหะเสยี ได ปญ ญาอยา งนเี้ รยี กวา ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค ทม่ี คี วามสามารถทำใหเ กดิ มรรคญาณได การทปี่ ญ ญาจะเปน ถงึ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงคไ ดน นั้ ดว ยมปี จ จยั ธรรม คอื สงิ่ ทอี่ ปุ การะ เกอ้ื กลู ๗ ประการ คอื ๑) การศกึ ษาวปิ ส สนาภมู ิ ๖ มขี นั ธ ๕ เปน ตน หรอื อยา งนอ ยกใ็ หร รู ปู รนู าม ๒) รกั ษาความสะอาดแหง รา งกาย ตลอดจนเครอื่ งอปุ โภคบรโิ ภคและทอี่ ยอู าศยั ๓) กระทำอนิ ทรยี คอื สทั ธากบั ปญ ญา และวริ ยิ ะกบั สมาธิ ใหเ สมอกนั เพราะวา ถา สทั ธากลา กลบั ทำใหเ กดิ ตณั หา หากวา สทั ธาออ น ยอ มทำใหค วามเลอื่ มใส นอยเกินควร ปญญากลา ทำใหเกิดวิจิกิจฉา คือคิดออกนอกลูนอกทางไป ปญญาออนก็ทำใหไมเขาถึงเหตุผลตามความเปนจริง วิริยะกลาทำใหเกิด อทุ ธจั จะคอื ฟงุ ซา นไป วริ ยิ ะออ น กท็ ำใหเ กดิ โกสชั ชะคอื เกยี จครา น สมาธิ กลา ทำใหต ดิ ในความสงบสขุ นนั้ เสยี สมาธอิ อ นกท็ ำใหค วามตง้ั ใจมนั่ ในอารมณ นน้ั หยอ นไป สว นสตนิ นั้ ไมม เี กนิ มแี ตจ ะขาดอยเู สมอ ในการเจรญิ สมถกมั มฏั ฐาน
3 - 16 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ สมาธติ อ งเปน หวั หนา สำหรบั ทางวปิ ส สนากมั มฏั ฐานปญ ญาจะตอ งเปน ตวั นำ ๔) ตอ งเวน จากผไู มม ปี ญ ญา เพราะไมเ คยรจู กั ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค หรอื ไมเ คยเจรญิ วปิ สสนากมั มัฏฐาน ๕) ตอ งสมาคมกบั ผมู ปี ญ ญาทเี่ คยเจรญิ วปิ ส สนา รอบรรู ปู นามดแี ลว ๖) ตอ งหมน่ั เจรญิ กมั มฏั ฐานอยเู นอื งๆ โดยอารมณท เี่ ปน ภมู ขิ องวปิ ส สนา ๗) ตอ งกำหนดพจิ ารณารปู นามอยทู กุ อริ ยิ าบถและทกุ อารมณ เมอ่ื บรบิ รู ณด ว ย ปจ จยั ธรรมครบแลว ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงคท ย่ี งั ไมเ กดิ กย็ อ มจะเกดิ ขน้ึ องค ธรรมของธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค ไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ค) วริ ยิ สมั โพชฌงค คอื วริ ยิ เจตสกิ ทท่ี ำกจิ สมั มปั ปธานทง้ั ๔ จน แกก ลา เปน วริ ยิ ทิ ธิ- บาท เปน วริ ยิ นิ ทรยี เปน วริ ยิ พละ และเปน สมั มาวายามะ ดว ยอำนาจแหง วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ยอ มทำลายโกสชั ชะลงได จงึ เรยี กวา วริ ยิ สมั โพชฌงค การทวี่ ริ ยิ ะจะเปน ถงึ สมั โพชฌงค ได ดว ยมสี ง่ิ อปุ การะเกอื้ กลู ๑๑ ประการ คอื ๑) พจิ ารณาใหร ถู งึ โทษภยั ในอบายทงั้ ๔ และถา มคี วามประมาทมวั เมาอยู กจ็ ะไมพ น ไปจากอบายได เมอื่ รอู ยา งนี้ กจ็ ะกระทำความเพยี รพยายามเพอื่ ใหพ น อบาย ๒) ใหร ผู ลานสิ งสแ หง ความเพยี รวา ทกุ สง่ิ ทกุ อยา งยอ มสำเรจ็ ไดด ว ยความเพยี ร เมอื่ รอู ยา งน้ี กจ็ ะกระทำความเพยี รโดยไมท อ ถอย ๓) รแู ละเขา ใจวา การเจรญิ สตปิ ฏ ฐานนเี้ ปน ทางเดยี วทจ่ี ะใหพ น อบาย และใหบ รรลุ มรรคผล เมอื่ รอู ยา งนก้ี จ็ ะกระทำความเพยี รอยา งยง่ิ ยวด ๔) พจิ ารณาใหร วู า การทไี่ ดร บั อามสิ บชู า กเ็ พราะปฏบิ ตั ธิ รรมตามควรแกธ รรม จงึ ควรทจ่ี ะปฏบิ ตั ดิ ว ยความเพยี รพยายามใหย งิ่ ๆ ขนึ้ ๕) พจิ ารณาวา การทไ่ี ดเ กดิ มาเปน มนษุ ย กเ็ พราะไดก ระทำความดมี าแตป างกอ น เปน โอกาสอนั ประเสรฐิ แลว ทจ่ี ะเพยี รพยายามกระทำความดใี หย งิ่ ๆ ขนึ้ ไปกวา นอ้ี กี ใหส มกบั ที่ ไดชื่อวาเปนผูมีใจสูง
3 - 17 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๖) พจิ ารณาวา พระพทุ ธองคท รงคณุ ธรรมอนั ประเสรฐิ สดุ กโ็ ดยไดเ จรญิ สตปิ ฏ ฐานนี้ เอง จงึ ควรอยา งยงิ่ ทเี่ ราผไู ดช อื่ วา เปน พทุ ธศาสนกิ ชนจะตอ งเพยี รพยายามเจรญิ สตปิ ฏ ฐาน ตามรอยพระยคุ ลบาท ๗) พจิ ารณาวา สตปิ ฏ ฐานนเ้ี ปน มรดกทปี่ ระเสรฐิ ยง่ิ ของพระพทุ ธองค เราผเู ปน พทุ ธศาสนกิ ชน จงึ ควรบำเพญ็ ตนใหส มกบั ทจี่ ะเปน ทายาทรบั มรดกน้ี ดว ยการเจรญิ สตปิ ฏ ฐาน โดยความเพยี รพยายามเปน อยา งยง่ิ ๘) พจิ ารณาความเพยี รพยายามของกลั ยาณมติ รผรู ว มเจรญิ ภาวนาดว ยกนั แลว และ ทำใหเ กดิ ความเพยี รพยายามยงิ่ เชน นี้ ๙) ตอ งเวน จากผทู เี่ กยี จครา น ไมม คี วามขยนั หมนั่ เพยี ร ๑๐) ตอ งสมาคมกบั ผทู มี่ คี วามเพยี ร เพอื่ จงู ใจใหเ กดิ ความเพยี รพยายามยงิ่ ขน้ึ ๑๑) นอ มจติ ใจไปสกู ารพจิ ารณารปู นามทเ่ี กดิ ดบั อยใู นอริ ยิ าบถใหญน อ ย และในทกุ ๆ อารมณ เม่ือบริบูรณดวยปจจัยเหลาน้ีแลว วิรยิ สัมโพชฌงคท่ียังไมเกิดก็ยอมจะเกิดขึ้น องคธ รรมของวริ ยิ สมั โพชฌงค ไดแ ก วริ ยิ เจตสกิ ง) ปติสัมโพชฌงค คือ ปติเจตสิกที่มีความอิ่มใจในการเจริญสติปฏฐาน ผูท่ีเจริญ สตปิ ฏ ฐาน เมอ่ื มสี ติ มปี ญ ญา จนเกดิ ความเพยี รพยายามอยา งจรงิ จงั แลว ยอ มเกดิ ปต เิ ปน ธรรมดา ปต ทิ เี่ กดิ ดว ยอำนาจแหง วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ยอ มทำลายอรติ คอื ความไมย นิ ดี ทเ่ี ปน เหตใุ หเ กดิ ความยนิ รา ย หรอื พยาปาทะเสยี ได ปต นิ ชี้ อื่ วา ปต สิ มั โพชฌงค การทปี่ ต ิ เปน ถงึ สมั โพชฌงคน น้ั ยอ มประกอบดว ยธรรมทอ่ี ปุ การะ ๑๑ ประการ คอื ๑) พทุ ธานสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ ของพระพทุ ธเจา ๒) ธมั มานสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ ของพระธรรม ๓) สงั ฆานสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ ของพระสงฆ ๔) สลี านสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ ของศลี ๕) จาคานสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ ของการเสยี สละ ๖) เทวตานสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ ของเทวดา
3 - 18 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๗) อปุ สมานสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ ของ พระนพิ พาน ๘) เวน จากผทู ป่ี ราศจากสทั ธา ๙) สมาคมกบั ผทู มี่ สี ทั ธา มเี จตนาอนั ดงี าม ๑๐) เรยี นพระสตู รทนี่ า เลอื่ มใส คอื ปสาทนยิ สตู ร เปน ตน ๑๑) หมน่ั เจรญิ สตปิ ฏ ฐานเนอื งๆ เม่ือบริบูรณดวยอุปการธรรมเหลานี้ ปติสัมโพชฌงคท่ียังไมเกิดยอมจะเกิดขึ้น องคธ รรมของปต สิ มั โพชฌงค ไดแ ก ปต เิ จตสกิ จ) ปสสัทธิสัมโพชฌงค คือ ปสสัทธิเจตสิก ท่ีมีความสงบกายสงบใจในการเจริญ สตปิ ฏ ฐาน ผเู จรญิ สตปิ ฏ ฐานเมอื่ มสี ติ มปี ญ ญา มวี ริ ยิ ะอยา งจรงิ จงั จนเกดิ ปต นิ น้ั ขณะนนั้ ปต มิ กี ำลงั กลา ทำใหจ ติ ใจตน่ื เตน มาก ตอ เมอื่ อาการตน่ื เตน ในปต สิ งบลงแลว ปส สทั ธกิ ม็ กี ำลงั ขน้ึ ทำใหจ ติ และเจตสกิ มคี วามเยอื กเยน็ สงบ ประณตี ถา อาการอยา งนม้ี มี ากไปกอ็ าจจะทำ ใหส ำคญั คดิ ผดิ ไปวา ความสงบนแ้ี หละคอื พระนพิ พาน เหตนุ ี้ ปส สทั ธจิ งึ จดั เปน วปิ ส สนปู กเิ ลส คอื เปน เครอ่ื งเศรา หมองของวปิ ส สนา ๑๐ ประการ ปส สทั ธอิ ยา งน้ี ไมใ ชป ส สทั ธสิ มั โพชฌงค ปสสัทธิสัมโพชฌงคตองเปนไปในอารมณไตรลักษณแหงรูปนาม ปสสัทธิที่เกิดขึ้นดวย อำนาจแหงวิปสสนากัมมัฏฐาน ยอมทำลายความกระดางกาย และความเรารอนใจเสียได ปส สทั ธสิ มั โพชฌงคจ ะเกดิ ไดด ว ยอปุ การธรรม ๗ ประการ คอื ๑) บรโิ ภคอาหารทส่ี มควร ทงั้ ปรมิ าณและคณุ ภาพ ๒) แสวงหาทที่ มี่ อี ากาศพอเหมาะพอสบาย ๓) ใชอ ริ ยิ าบถทสี่ บาย ๔) พจิ ารณารวู า กรรมนน่ั แหละเปน ทพ่ี งึ่ ของตน ๕) เวน จากผทู ไี่ มม สี ลี ๖) สมาคมกบั ผทู ม่ี กี าย วาจา ใจ สงบ ไมฟ งุ ซา น ๗) หมน่ั เจรญิ สตปิ ฏ ฐานเนอื งๆ เมอ่ื บรบิ รู ณด ว ยธรรมเหลา นแ้ี ลว ปส สทั ธสิ มั โพชฌงคท ยี่ งั ไมเ กดิ กย็ อ มจะเกดิ ขนึ้ องค ธรรมของปส สทั ธสิ มั โพชฌงค ไดแ ก ปส สทั ธเิ จตสกิ
3 - 19 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ฉ) สมาธสิ มั โพชฌงค คอื เอกคั คตาเจตสกิ การตง้ั ใจมน่ั อยใู นอารมณเ ดยี วอยา ง แนว แน จนไดช อ่ื วา เปน สมาธนิ ทรยี เปน สมาธพิ ละ และเปน สมั มาสมาธิ สมาธนิ ี้ คอื สมาธิ สมั โพชฌงค มไี ดท งั้ ฝา ยสมถะและวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน สมาธใิ นสมถกมั มฏั ฐาน มบี รกิ รรม- สมาธิ อปุ จารสมาธิ อปั ปนาสมาธิ ซงึ่ เปน สมาบตั ิ ๘ หรอื ๙ สว นสมาธใิ นวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน จะมีสุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ และอัปปณิหิตสมาธิ สมาธิยอมทำลายความฟุงซาน อปุ การธรรมทใี่ หเ กดิ สมาธสิ มั โพชฌงค มี ๑๑ ประการ คอื ๑) ตอ งรกั ษาความสะอาดในปจ จยั ๔ มี อาหาร เครอื่ ง นงุ หม เปน ตน ๒) ใหเ จรญิ สทั ธากบั ปญ ญาใหเ สมอกนั และเจรญิ วริ ยิ ะกบั สมาธใิ หเ สมอกนั ดว ย ๓) ใหเ ขา ใจรกั ษานมิ ติ ของสมถกมั มฏั ฐาน และนมิ ติ ของวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ๔) ใหเ ขา ใจยกจติ ใหแ กก ลา ในเมอ่ื วริ ยิ ะออ น ตอ งอาศยั ปญ ญา วริ ยิ ะ ปต ิ ใหม กี ำลงั ขนึ้ ๕) ตองเขา ใจระงับจิตในเม่ือมคี วามฟุง ซานมาก ๖) ทำจติ ใหย นิ ดใี นความไมป ระมาท ดว ยการพจิ ารณาสงั เวชธรรม ๘ ประการ คอื ธรรมทพ่ี งึ สงั เวช ดงั น้ี (ก) ชาตทิ กุ ข ความเกดิ เปน ทกุ ข (ข) ชราทกุ ข ความแก เปน ทกุ ข (ค) พยาธทิ กุ ข ความเจบ็ เปน ทกุ ข (ง) มรณทกุ ข ความตาย เปน ทกุ ข (จ) นริ ยทกุ ข ตกนรก เปน ทกุ ข (ฉ) ดริ จั ฉานทกุ ข เปน สตั วด ริ จั ฉาน เปน ทกุ ข (ช) เปตตทิ กุ ข เปน เปรต เปน ทกุ ข (ซ) อสรุ กายทกุ ข เปน อสรุ กาย เปน ทกุ ข ๗) เจรญิ กมั มฏั ฐานใหถ กู ตอ งกบั จรติ และปราศจากปลโิ พธ กงั วล ๘) เวน จากบคุ คลทมี่ ใี จไมส งบ ๙) ใหส มาคมกบั ผทู ย่ี นิ ดใี นความสงบระงบั ๑๐)ใหม คี วามชำนาญในการพจิ ารณาองคฌ านและอารมณวิปสสนา
3 - 20 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๑๑)หมนั่ เจรญิ สตปิ ฏ ฐานเนอื งๆ ใหจ ติ นอ มไปเพอื่ สมาธิ เมอ่ื บรบิ รู ณด ว ยอปุ การธรรม เหลา นแี้ ลว สมาธสิ มั โพชฌงคท ยี่ งั ไมเ กดิ ขน้ึ กย็ อ มจะเกดิ ขนึ้ องคธ รรมของ สมาธสิ มั โพชฌงค ไดแ ก เอกคั คตาเจตสกิ ปลโิ พธ คอื ความกงั วลหว งใย ทเ่ี ปน ปลโิ พธตอ การเจรญิ วปิ ส สนา มี ๑๐ ประการ คอื (ก) อาวาสปลโิ พธ หว งทอี่ ยู (ข) กลุ ปลโิ พธ หว งบรวิ าร วา นเครอื (ค) ลาภปลโิ พธ หว งรายได (ง) คณปลโิ พธ หว งพวกพอ ง (จ) กมั มปลโิ พธ หว งการงานทกี่ ระทำ (ฉ) อทั ธานปลโิ พธ หว งการเดนิ ทาง (ช) ญาตปิ ลโิ พธ หว งพอ แม ลกู เมยี พนี่ อ ง (ซ) อาพาธปลโิ พธ หว งการเจบ็ ปว ย (ฌ) คนั ถปลโิ พธ หว งการศกึ ษาเลา เรยี น (ญ) อทิ ธปิ ลโิ พธ หว งการแสดงฤทธิ์ (ช) อเุ บกขาสมั โพชฌงค คอื ตตั รมชั ฌตั ตตาเจตสกิ ทที่ ำใหจ ติ ใจเปน กลาง ไมใ ห เกดิ ความยนิ ดหี รอื ยนิ รา ยในอารมณก มั มฏั ฐาน เพราะในเวลาทเ่ี จรญิ กมั มฏั ฐาน ยอ มเกดิ ความ ชอบใจและไมชอบใจติดตามอยูเสมอ ดวยวา จิตยังไมต้ังอยูในมัชฌิมาปฏิปทาไดอยาง แนน อนและมน่ั คง ตอ เมอื่ ตง้ั อยไู ดม น่ั คงดว ยดแี ลว ตตั รมชั ฌตั ตตาเจตสกิ นน้ั จงึ ไดช อื่ วา เปน อเุ บกขาสมั โพชฌงค นอกจากนน้ั ตตั รมชั ฌตั ตตาเจตสกิ ทม่ี คี วามเจรญิ ถงึ กบั ทำใหส ทั ธา กบั ปญ ญา และวริ ยิ ะกบั สมาธิ มคี วามสมำ่ เสมอกนั ไมย งิ่ หยอ นกวา กนั แลว ทำลายกามฉนั ทะ พยาปาทะ ถนี มทิ ธะ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ วจิ กิ จิ ฉา เสยี ได ซงึ่ สามารถทจี่ ะทำใหม รรคญาณเกดิ ข้ึนไดจึงจะ ไดช่ือวา อุเบกขาสัมโพชฌงค การที่อุเบกขาสัมโพชฌงคจะเกิดขึ้นไดดวยมี อปุ การธรรม ๕ ประการ คอื ๑) ตงั้ ตนเปน กลางในสตั วใ นบคุ คล เพราะตามสภาพแหง ความเปน จรงิ นนั้ หามสี ตั ว มบี คุ คลไม มแี ตร ปู นามทเี่ ปน ไปตามกรรม จงึ ไมค วรมอี คตแิ กร ปู นามนน้ั รปู นามนเี้ ลย
3 - 21 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๒) ตง้ั ตนเปน กลางในสงั ขาร คอื บคุ คล วตั ถุ สง่ิ ของ ทงั้ หลาย เพราะตามสภาพแหง ความเปน จรงิ นนั้ สงั ขารทง้ั หลายเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา จงึ ไม พงึ ยนิ ดี เมอ่ื ไดม า และยนิ รา ยในเมอ่ื ตอ งสญู เสยี สงิ่ ทไี่ มเ ปน แกน สารนน้ั ๆ ไป ๓) ตอ งเวน จากผทู ยี่ ดึ มนั่ รกั ใคร หวงแหน ในสตั ว สงิ่ ของ วา เปน ของเรา เปน ของเขา ๔) ใหส มาคมกบั บคุ คลทต่ี งั้ ตนเปน กลางในสตั วบ คุ คล และในสงั ขารทง้ั หลาย ๕) นอมใจใหด งิ่ ไปในอเุ บกขาสัมโพชฌงค เมอื่ บรบิ รู ณด ว ยอปุ การธรรมเหลา นแ้ี ลว อเุ บกขาสมั โพชฌงคท ยี่ งั ไมเ กดิ ยอ มจะเกดิ ขนึ้ องคธ รรมของอเุ บกขาสมั โพชฌงค ไดแ ก ตตั รมชั ฌตั ตตาเจตสกิ ในวภิ งั คอ รรถกถา แสดงวา ความเฉยทเ่ี รยี กวา อเุ บกขานน้ั มถี งึ ๑๒ ประการ คอื ๑) อญาณเุ บกขา เปน ความเฉยทไี่ มร อู ะไรเลย หรอื เฉยเพราะไมร ู องคธ รรม ไดแ ก โมหเจตสกิ ๒) ฉฬังคุเบกขา เปนความเฉยของพระอรหันต ท่ีไมหว่ันไหวตออิฏฐารมณและ อนฏิ ฐารมณ ในเมอื่ ประสบกบั อารมณท ง้ั ๖ ๓) พรหมวหิ ารเุ บกขา เปน ความเฉยอยา งพรหมทไี่ มส งสาร ไมย นิ ดี ไมย นิ รา ย ตอ สตั วท ง้ั หลาย คอื ไมม อี คติ ๔) โพชฌงคเุ บกขา เปน ความเฉยทเี่ ปน องคแ หง ความตรสั รู คอื ไมย นิ ดยี นิ รา ยตอ อารมณก มั มฏั ฐานในขณะทเ่ี จรญิ วปิ ส สนา เปน อเุ บกขาสมั โพชฌงค ๕) วริ ยิ เุ บกขา เปน ความเฉยตอ ความเพยี ร หมายความวา ใหม คี วามเพยี รอยา งกลาง อยา งพอดี ทคี่ คู วรแกส มาธิ อยา งทเี่ รยี กวา มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ในการเจรญิ วปิ ส สนา กมั มฏั ฐาน องคธ รรมไดแ ก วริ ยิ เจตสกิ ๖) สังขารุเบกขา เปนความเฉยตอสังขาร คือรูปนามท่ีประจักษความเกิดดับ ใน ขณะเจรญิ วปิ ส สนา องคธ รรมไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ๗) เวทนเุ บกขา เปน ความเฉยตอ เวทนา ทไี่ ดเ สวยอารมณ ทไ่ี มท กุ ข ไมส ขุ ไมด ใี จ ไมเ สยี ใจ องคธ รรมไดแ ก เวทนาเจตสกิ
3 - 22 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๘) วปิ ส สนเุ บกขา เปน ความเฉยตอ รปู นามหรอื ตอ ไตรลกั ษณท ต่ี นกำหนดพนิ จิ อยใู น การเจรญิ วปิ ส สนาภาวนา องคธ รรมไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ๙) อาวชั ชนเุ บกขา เปน ความเฉยตอ การรบั อารมณท างปญ จทวารวถิ แี ละมโนทวารวถิ ี องคธ รรมไดแ ก เจตนาเจตสกิ ๑๐)ตตั รมชั ฌตั ตเุ บกขา เปน ความเฉยทไี่ มเ อนเอยี งไปในทางอคตใิ ดๆ คอื ฉนั ทาคติ ลำเอยี งเพราะรกั ใครก นั โทสาคติ ลำเอยี งเพราะไมช อบกนั โมหาคติ ลำเอยี ง เพราะเขลา และภยาคติ ลำเอยี งเพราะกลวั ๑๑)ฌานเุ บกขา เปน ความเฉยตอ ความสขุ ในจตตุ ถฌาน เมอื่ จะขนึ้ สปู ญ จมฌาน นอก จากนนั้ อเุ บกขาคอื องคฌ านเฉยอยดู ว ยความเพง ตง้ั มนั่ อยดู ว ยสมาธิ ตงั้ เฉยอยู โดยปกติ ไมเ อนเอยี งตกไปตามนวิ รณม กี ามฉนั ทะเปน ตน หมายถงึ ตงั้ มนั่ เฉยอยู ในอารมณท ต่ี นพจิ ารณา ๑๒)ปารสิ ทุ ธเุ บกขา เปน ความเฉยในปญ จมฌาน ทไ่ี มไ ดต ดิ อยใู นสขุ เหมอื นจตตุ ถฌาน คอื เฉยเพราะละสขุ เสยี ไดแ ลว ดงั มขี อ เปรยี บไวว า สตเิ ปน ไปดว ยกบั ปญ จมฌาน นน้ั เปน สตปิ ารสิ ทุ ธิ เพราะเหตเุ ปน ไปดว ยอเุ บกขา ดงั นน้ั ปารสิ ทุ ธเุ บกขานจ้ี งึ ไดแ ก ปญ จมฌานนนั่ เอง๑๓ ถา สตหิ รอื โพชฌงคอ ยา งใดเฉพาะอยา งหนง่ึ เกดิ ขึ้น ผูปฏิบัติตองกำหนดรูโพชฌงคนั้น ถามันสลายไป ก็ตองกำหนดรูวามัน สลายไปดว ย แตโ พชฌงคจ ะไมเ กดิ ขนึ้ แกผ แู รกเรม่ิ ปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน โพชฌงคท งั้ หลายจะผดุ ขนึ้ มาเฉพาะแกผ ปู ฏบิ ตั ทิ บ่ี รรลตุ ง้ั แตอ ทุ ยพั พยญาณ คอื ญาณกำหนดรคู วามเกดิ และความดบั เปน ตน ขนึ้ ไปเทา นน้ั ขณะทร่ี ะลกึ รทู ค่ี วาม เกิดและความดับอยู สิ่งนั้นคือสติสัมโพชฌงค เม่ือเกิดการสอดสองธรรมใน รปู และนาม คอื ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงคว า มนั เกดิ ขนึ้ และสลายไป หากรอู ยา งนี้ สมาธจิ ะมกี ำลงั แกก ลา ขนึ้ กจ็ ะเปน ปจ จยั แกก ารบรรลพุ ระอรยิ มรรคและอรยิ ผล เปน พระโสดาบนั ขนึ้ ไป๑๔ ๑๓ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๖๕-๗๔ ๑๔ ธนติ อยโู พธ,์ิ แปลและเรยี บเรยี ง, สตปิ ฏ ฐาน-ทางเดยี วเทา นน้ั , พระอาจารยม หาสสี ะยาดอ, “อนสุ รณพ ระวปิ ส สนาจารย รนุ ท่ี ๒๒”, (กรงุ เทพฯ : บจก. บญุ ศริ กิ ารพมิ พ, ๒๕๔๗), หนา ๑๒๙-๑๓๐.
3 - 23 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๗. มรรคมอี งค ๘ มรรค คอื ธรรมอนั เปน เครอ่ื งประกอบของธรรมทเ่ี ปน เหตแุ หง การฆา กเิ ลส และเขา ถงึ พระนพิ พาน ทม่ี ี ๘ ประการ คอื ก) สมั มาทฏิ ฐิ เหน็ ชอบ คอื เหน็ รปู นามโดยความเปน อนจิ จัง ทกุ ขงั อนตั ตา ข) สมั มาสงั กปั ปะ คดิ ชอบ คอื คดิ ใหพ น ทกุ ข เพราะเหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ค) สมั มาวาจา พดู ชอบ คอื พดู โดยมสี ติ ไมเ ผลอพดู ชวั่ เพราะการพดู ชวั่ จะไมพ น ทกุ ข ง) สมั มากมั มนั ตะ ทำชอบ คอื ทำดว ยความมสี ติ ไมเ ผลอทำชวั่ เพราะการทำชว่ั จะไมพนทุกข จ) สัมมาอาชีวะ เล้ียงชีพชอบ คือมีความเปนอยูโดยชอบ โดยมีสติไมเผลอ ให ดำรงชีพอยูโดยความชั่วเพราะมีความเปนอยูชั่วจะไมพนทุกข ฉ) สมั มาวายามะ เพยี รชอบ คอื พยายามไมน กึ ถงึ ความชวั่ พยายามไมท ำความชว่ั พยายามทำชอบ พยายามทำใหเ จรญิ ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป เพราะพยายามเชน นจ้ี งึ จะพน ทกุ ข ซ) สมั มาสติ ระลกึ ชอบ คอื ระลกึ ถงึ เฉพาะรปู นามทมี่ คี วามเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ระลกึ เชน น้ี โลภ โกรธ หลง จงึ จะไมเ กดิ ขนึ้ ได เพราะถา โลภ โกรธ หลง ยงั เกดิ มอี ยู กจ็ ะไมพ น ทกุ ข ฌ) สมั มาสมาธิ ตงั้ ใจมน่ั โดยชอบ คอื ใหแ นว แนใ นสตปิ ฏ ฐานในอนั ทจี่ ะพน ทกุ ข๑ ๕ มรรคมีองค ๘ มีความเกี่ยวเน่ืองกันและตองอาศัยซ่ึงกันและกัน จึงจะสำเร็จกิจให พน ทกุ ขไ ด ความเกย่ี วเนอื่ งกนั นน้ั เปน ดงั น้ี คอื เมอ่ื มปี ญ ญาเหน็ ชอบแลว กย็ อ มจะ คดิ ชอบ เมอื่ คดิ ชอบ กย็ อ มจะ พดู ชอบ เมอื่ พดู ชอบ กย็ อ มจะ ทำชอบ เมอ่ื ทำชอบ กย็ อ มจะ มคี วามเปน อยชู อบ เมอื่ มคี วามเปน อยชู อบ กย็ อ มจะ มคี วามเพยี รชอบ เมอื่ มคี วามเพยี รชอบ กย็ อ มจะ มคี วามระลกึ ชอบ ๑๕ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๗๔-๗๗.
3 - 24 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ เมอ่ื มคี วามระลกึ ชอบ กย็ อ มจะ ตงั้ ใจมนั่ โดยชอบ การท่ีมีความตั้งใจม่ันโดยชอบ ระลึกชอบ เพียรชอบ มีความเปนอยูชอบ ทำชอบ พดู ชอบ และคดิ ชอบ เหลา น้ี กเ็ พราะมคี วามเหน็ ชอบคอื สมั มาทฏิ ฐเิ ปน รากฐาน ในการแสดงมรรคมอี งค ๘ น้ี พระพทุ ธองคท รงแสดงสมั มาทฏิ ฐกิ อ น เพราะถอื วา เปน องคท ม่ี อี ปุ การะยง่ิ เปน เบอื้ งตน (บพุ พภาค) แกผ ปู ฏบิ ตั เิ พอื่ ใหบ รรลมุ รรคผล จนเปรยี บ วาประทีปคือปญญา ศัสตราคือปญญา เพ่ือพระโยคาวจรจะไดกำจัดมืดคืออวิชชา และ ประหารโจรคอื กเิ ลสเสยี ดว ยสมั มาทฏิ ฐิ สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ สมั มาอาชวี ะ ทง้ั ๓ นี้ เปน สลี สมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ ทง้ั ๓ น้ี เปน สมาธิ สมั มาทฏิ ฐิ สมั มาสงั กปั ปะ ทงั้ ๒ น้ี เปน ปญ ญา การมสี ลี มคี วามเปน ปกตแิ หง กายวาจาใจ จงึ จะเกดิ ความสงบ ไมก ระวนกระวาย คอื มสี มาธไิ ด ตอ เมอ่ื มคี วามสงบระงบั จงึ จะเกดิ ปญ ญาได ถา ยงั วนุ วาย ไมม คี วามสงบ ระงบั แลว ปญ ญากเ็ กดิ ไมไ ด สมั มาสตใิ นมรรคมอี งค ๘ กค็ อื สตปิ ฏ ฐานนเ่ี อง แมส ตปิ ฏ ฐาน จะเปน จดุ เรม่ิ ตน และมรรคมอี งค ๘ เปน จดุ ทสี่ ำเรจ็ ผล แตใ นขณะทบี่ รรลแุ จง พระนพิ พาน นั้น โพธิปกขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ ยอมประกอบพรอมเพรียงกันอยางบริบูรณ ส้ิน อาสวะ ถงึ สนั ตลิ กั ษณะคอื พระนพิ พาน เปน บรมสขุ เขา ถงึ สนั ตภิ าพอนั ถาวร ถา วปิ ส สนา นแ้ี ผซ า นเขา สจู ติ ใจของประชาชนพลโลก ขจดั ไดซ งึ่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และ บาปกรรมทั้งหลายมีกายและใจอันสงบ๑๖ ค. หลกั วปิ ส สนาภมู ิ ๖ ในการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน กมั มฏั ฐานและธรรมอนั เปน ทต่ี ง้ั สำหรบั เปน ทางเดนิ ของวปิ ส สนา และเปน พน้ื ฐานใน การเจรญิ วปิ ส สนาเพอ่ื ใหเ กดิ วปิ ส สนาญาณ หรอื ทเี่ รยี กวา วปิ ส สนาภมู นิ น้ั มอี ยู ๖ หมวด คอื ๑. ขนั ธ ๕ ๑๖ พระมหาถวลั ย ญาณจาร,ี รวบรวม, ปรมตั ถโชตกิ ะ วปิ ส สนากรรมฐานทปี น,ี (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พว ฒั นกจิ พาณชิ ย, ๒๕๓๘), หนา ๒๐๖.
3 - 25 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ก) รปู ขนั ธ คอื กองรปู มหี นา ทแี่ ตกดบั ในรปู ๒๘ ทเ่ี ปน รปู ธรรม ข) เวทนาขนั ธ คอื กองเวทนา มหี นา ทเ่ี สวยรปู แตกดบั ทเ่ี ปน เวทนาเจตสกิ และนามธรรมเจตสกิ ค) สญั ญาขนั ธ คอื กองสญั ญา มหี นา ทจ่ี ำรปู แตกดบั ทเ่ี ปน สญั ญาเจตสกิ และนามธรรมเจตสกิ ง) สงั ขารขนั ธ คอื กองสงั ขาร มหี นา ทปี่ รงุ แตง รปู แตกดบั ทเี่ ปน เจตสกิ ที่ เหลอื ๕๐ ดวง จ) วญิ ญาณขนั ธ คอื กองวญิ ญาณ มหี นา ทรี่ รู ปู แตกดบั และเปน จติ ๘๙ หรอื ๑๒๑ ดวง๑๗ ๒. อายตนะ ๑๒ ก) จกั ขายตนะ คอื จกั ขทุ วารเปน เครอ่ื งตอ หรอื ตอ ทางจกั ขทุ วาร องคธ รรม ไดแ ก จกั ขปุ สาท เปน รปู ธรรม ข) โสตายตนะ คอื โสตทวารเปน เครอ่ื งตอ องคธ รรมไดแ ก โสตปสาท เปน รปู ธรรม ค) ฆานายตนะ คอื ฆานทวารเปน เครอ่ื งตอ องคธ รรมไดแ ก ฆานปสาท เปน รปู ธรรม ง) ชวิ หายตนะ คอื ชวิ หาทวารเปน เครอื่ งตอ องคธ รรมไดแ ก ชวิ หาปสาท เปน รปู ธรรม จ) กายายตนะ คอื กายทวารเปน เครอ่ื งตอ องคธ รรมไดแ ก กายปสาท เปน รปู ธรรม ฉ) มนายตนะ คือ จิตใจเปนเคร่ืองตอ โดยเฉพาะในที่นี้หมายถึง ทวาร องคธ รรมไดแ ก มโนทวาร เปน นามธรรม (นามจติ ) ช) รูปายตนะ คือ รูป (วรรณ หรือ สี) เปนเครื่องตอ องคธรรมไดแก ๑๗ อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๑/๑., พระมหาบญุ หนา อโสโก, พระไตรปฎ กฉบบั ทางพน ทกุ ข, กรงุ เทพฯ : ศลิ ปส ยามบรรจภุ ณั ฑแ ละ การพมิ พ, ๒๕๔๒, หนา ๔๒.
3 - 26 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ รปู ารมณ เปน รปู ธรรม ซ) สทั ทายตนะ คอื เสยี งเปน เครอื่ งตอ องคธ รรมไดแ ก สทั ทารมณ เปน รปู ธรรม ฌ) คนั ธายตนะ คอื กลน่ิ เปน เครอื่ งตอ องคธ รรมไดแ ก คนั ธารมณ เปน รปู ธรรม ญ) รสายตนะ คอื รสเปน เครอื่ งตอ องคธ รรมไดแ ก รสารมณ เปน รปู ธรรม ฎ) โผฏฐพั พายตนะ คอื โผฏฐพั พะเปน เครอ่ื งตอ องคธ รรมไดแ ก โผฏฐพั พา- รมณ ซงึ่ มี ๓ คอื ๑) ปฐวี โผฏฐพั พารมณ ไดแ ก แขง็ ออ น เปน รปู ธรรม ๒) เตโช โผฏฐพั พารมณ ไดแ ก รอ น เยน็ เปน รปู ธรรม ๓) วาโย โผฏฐพั พารมณ ไดแ ก หยอ น ตงึ เปน รปู ธรรม ฏ) ธมั มายตนะ คอื ธรรมเปน เครอ่ื งตอ องคธ รรมไดแ ก ธรรม ๑) สขุ มุ รปู ๑๖ เปน รปู ธรรม ๒) เจตสกิ ๕๒ เปน นามธรรม (นามเจตสกิ ) ๓) นพิ พาน ๑ เปน นามธรรม (นามนพิ พาน) รวมความกลา วโดยปรมตั ถธรรมแลว อายตนะลำดบั ที่ ๖ (ฉ) คอื มนายตนะ เปน อายตนะ ภายใน จดั วา เปน จติ ปรมตั ถ อายตนะลำดบั ท่ี ๑๒ (ฏ) ธมั มายตนะเปน อายตนะ ภายนอก จดั วา เปน รปู ปรมตั ถ เจตสกิ ปรมตั ถ และนพิ พาน สว นอายตนะทเ่ี หลอื อกี ๑๐ นนั้ เปน รปู ปรมตั ถท งั้ หมด สรปุ รวมแลว อายตนะ ๑๒ จดั เปน ปรมตั ถธรรมครบทงั้ ๔ คอื จติ เจตสกิ รปู นพิ พาน๑๘ ๓. ธาตุ ๑๘ ก) จักขุธาตุ ข) รูปธาตุ ค) จักขุวิญญาณธาตุ ง) โสตธาตุ จ) สทั ทธาตุ ๑๘ อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๑๕๔/๑๑๒., ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๗ สมจุ จยสงั คหวภิ าค, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๓๔), หนา ๙๒-๙๔.
3 - 27 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ฉ) โสตวิญญาณธาตุ ช) ฆานธาตุ ซ) คนั ธธาตุ ฌ) ฆานวิญญาณธาตุ ญ) ชิวหาธาตุ ฎ) รสธาตุ ฏ) ชิวหาวิญญาณธาตุ ฐ) กายธาตุ ฑ) โผฏฐัพพธาตุ ฒ) กายวิญญาณธาตุ ณ) มโนธาตุ ด) ธรรมธาตุ ต) มโนวิญญาณธาตุ๑๙ ธาตุ มี ๑๘ กด็ ว ยการเกดิ ขน้ึ ของวญิ ญาณ โดยอำนาจหรอื ความสามารถแหง ทวาร ๖ และอารมณ ๖ หมายความวา ดว ยอำนาจแหง อายตนะภายใน คอื ทวาร ๖ รบั กระทบกบั อายตนะภายนอก คอื อารมณ ๖ จงึ ทำใหเ กดิ วญิ ญาณ ๖ ไดแ ก จกั ขวุ ญิ ญาณธาตุ โสตวญิ ญาณ- ธาตุ ฆานวญิ ญาณธาตุ ชวิ หาวญิ ญาณธาตุ กายวญิ ญาณธาตุ และ มโนวญิ ญาณธาตุ๒๐ ๔. อนิ ทรยี ๒๒ ก) จกั ขนุ ทรยี เปน ใหญใ นการรบั รปู ารมณ องคธ รรมไดแ ก จกั ขปุ สาทรปู ข) โสตนิ ทรยี เปน ใหญใ นการรบั สทั ธารมณ องคธ รรมไดแ ก โสตปสาทรปู ค) ฆานนิ ทรยี เปน ใหญใ นการรบั คนั ธารมณ องคธ รรมไดแ ก ฆานปสาทรปู ง) ชวิ หนิ ทรยี เปน ใหญใ นการรบั รสารมณ องคธ รรมไดแ ก ชวิ หาปสาทรปู จ) กายนิ ทรยี เปน ใหญใ นการรบั โผฏฐพั พารมณ องคธ รรมไดแ ก กายปสาทรปู ฉ) อิตถินทรีย เปนใหญในการแสดงออกซึ่งภาวเพศใหปรากฏความเปนหญิง ๑๙ อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๑๘๓/๑๔๒. ๒๐ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๗ สมจุ จยสงั คหวภิ าค, หนา ๙๕.
3 - 28 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ องคธ รรมไดแ ก อติ ถภี าวรปู ช) ปุริสินทรีย เปนใหญในการแสดงออกซึ่งภาวเพศใหปรากฏความเปนชาย องคธ รรมไดแ ก ปรุ สิ ภาวรปู ซ) ชวี ติ นิ ทรยี เปน ใหญใ นการรกั ษารปู ทเี่ กดิ รว มกบั ตน ๑ และเปน ใหญใ น การรกั ษานามทเ่ี กดิ รว มกบั ตน ๑ ใหด ำรงคงตง้ั อยหู รอื เปน ไปไดใ นฐติ ขิ อง รปู และของนามนนั้ ๆ เปน ใหญใ นการรกั ษารปู องคธ รรมไดแ ก ชวี ติ รปู เปน ใหญใ นการรกั ษานาม องคธ รรมไดแ ก ชวี ติ นิ ทรยี เ จตสกิ ฌ) มนนิ ทรยี เปน ใหญเ ปน ประธาน ในการนำธรรมทงั้ หลายใหเ ปน ไปในอารมณ นน้ั ๆ (ธรรมทง้ั หลายในทน่ี หี้ มายถงึ เจตสกิ ) องคธ รรมไดแ ก จติ ๘๙ หรอื ๑๒๑ ญ) สขุ นิ ทรยี เปน ใหญใ นการแสดงออกซงึ่ ความสบายกายในขณะทป่ี ระสบกบั อฏิ ฐารมณท างกายทวาร องคธ รรมไดแ ก เวทนาเจตสกิ ฎ) ทกุ ขนิ ทรยี เปน ใหญใ นการแสดงออกซงึ่ ความไมส บายกายในขณะทปี่ ระสบ กบั อนฏิ ฐารมณท างกายทวาร องคธ รรมไดแ ก เวทนาเจตสกิ ฏ) โสมนัสสินทรีย เปนใหญในการแสดงออกซึ่งความสุขใจในขณะท่ีไดเสวย อารมณท ถ่ี กู ใจทชี่ อบใจทางมโนทวาร องคธ รรมไดแ ก เวทนาเจตสกิ ฐ) โทมนัสสินทรีย เปนใหญในการแสดงออกซึ่งความทุกขใจในขณะท่ีเสวย อารมณท ไี่ มถ กู ใจ ทไี่ มช อบใจทางมโนทวาร องคธ รรมไดแ ก เวทนาเจตสกิ ฑ) อเุ บกขนิ ทรยี เปน ใหญใ นการแสดงออกซง่ึ ความเปน อเุ บกขา คอื ไมท กุ ข ไมส ขุ องคธ รรมไดแ ก เวทนาเจตสกิ ฒ) สทั ธนิ ทรยี เปน ใหญใ นการยงั ความเชอ่ื ความเลอื่ มใส ในอารมณท เ่ี ปน ฝา ย ดงี าม องคธ รรมไดแ ก สทั ธาเจตสกิ ณ) วริ ิยินทรีย เปน ใหญในการยังความเพยี รในอารมณทง้ั ๖ ทเ่ี ปนกุสลและ อกสุ ล องคธ รรมไดแ ก วริ ยิ เจตสกิ ด) สตนิ ทรยี เปน ใหญใ นการระลกึ รใู นอารมณ (เฉพาะทเ่ี ปน ฝา ยดงี าม ฝา ย ชอบ ฝา ยกสุ ล) ทตี่ นตอ งการ องคธ รรมไดแ ก สตเิ จตสกิ ต) สมาธนิ ทรยี เปน ใหญใ นการทำใหจ ติ เปน สมาธิ ตงั้ มนั่ อยใู นอารมณท ตี่ นตอ ง
3 - 29 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ประสงค องคธ รรมไดแ ก เอกคั คตาเจตสกิ ถ) ปญ ญนิ ทรยี เปน ใหญใ นการรตู ามความเปน จรงิ ทำลายความหลง ความ เขา ใจผดิ ในสภาวธรรม องคธ รรมไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ท) อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย เปนใหญในการรูอริยสัจจธรรมเปนคร้ังแรก ปรากฏวา สง่ิ ทไี่ มเ คยรเู คยเหน็ กไ็ ดม ารมู าเหน็ เปน อศั จรรยป านน้ี องคธ รรม ไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ธ) อญั ญนิ ทรยี เปน ใหญใ นการรธู รรมทโ่ี สดาปต ตมิ รรคจติ เคยรเู คยเหน็ มา แลว นน้ั จนภญิ โญยงิ่ ขน้ึ ไปอกี องคธ รรมไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ทใ่ี นมรรค เบอื้ งบน ๓ ผลเบอื้ งตำ่ ๓ มรรคเบอ้ื งบน ๓ นน้ั ไดแ ก สกทาคามมิ รรคจติ ๑ อนาคามมิ รรคจติ ๑ และ อรหตั ตมรรคจติ ๑ ผลเบอ้ื งตำ่ ๓ นนั้ ไดแ ก โสดาปต ตผิ ลจติ ๑ สกทาคามผิ ลจติ ๑ และอนาคามผิ ลจติ ๑ น) อัญญาตาวินทรีย เปนใหญในการรูแจงในธรรมท่ีสุดแหงทุกข ท่ีสุดแหง โสฬสกจิ กจิ ทจ่ี ะตอ งรตู อ งศกึ ษาอกี นน้ั ไมม แี ลว ทำอาสวะจนสนิ้ ไมม เี ศษ เหลอื แมแ ตน อ ยแลว องคธ รรมไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ทใี่ นอรหตั ตผลจติ ๑๒๑ ๕. อรยิ สจั ๔ ก) ทกุ ขอรยิ สจั ไดแ ก วฏั ฏะทเ่ี ปน ไปในภมู ิ ๓๑ และ ขนั ธ ๕ ข) ทกุ ขสมทุ ยอรยิ สจั ไดแ ก ตณั หา ค) ทกุ ขนโิ รธอรยิ สจั ไดแ ก นพิ พาน ง) ทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทาอรยิ สจั ไดแ ก มรรคมอี งค ๘๒๒ ๖. ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ ก) เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จยั สงั ขารจงึ มี ข) เพราะสงั ขารเปน ปจ จยั วญิ ญาณจงึ มี ค) เพราะวญิ ญาณเปน ปจ จยั นามรปู จงึ มี ง) เพราะนามรปู เปน ปจ จยั สฬายตนะจงึ มี ๒๑ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๓๐-๓๒., อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๑๙/๑๙๗. ๒๒ อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๑๘๙/๑๖๓.
3 - 30 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ จ) เพราะสฬายตนะเปน ปจ จยั ผสั สะจงึ มี ฉ) เพราะผสั สะเปน ปจ จยั เวทนาจงึ มี ช) เพราะเวทนาเปน ปจ จยั ตณั หาจงึ มี ซ) เพราะตณั หาเปน ปจ จยั อปุ าทานจงึ มี ฌ) เพราะอปุ าทานเปน ปจ จยั ภพจงึ มี ญ) เพราะภพเปน ปจ จยั ชาตจิ งึ มี ฎ) เพราะชาตเิ ปน ปจ จยั ชรามรณะโสกะปรเิ ทวะ ทกุ ขโ ทมนสั อปุ ายาส จงึ ม๒ี ๓ ธรรมท้ัง ๖ หมวดน้ีแหละเปนท่ีตั้งเปนทางเดินของวิปสสนา เมื่อยอลงแลวไดแก รปู กบั นามนนั่ เอง ฉะนน้ั การกำหนดรปู นาม จงึ เทา กบั ปฏบิ ตั คิ รบภมู ทิ ง้ั ๖ ดว ย การปฏบิ ตั ธิ รรมใหบ รบิ รู ณ มหี ลายขนั้ ตอนกวา ทจี่ ะบรรลธุ รรม หลกั ทเ่ี ปน ประโยชน และแสดงขนั้ ตอนอยา งละเอยี ด จากเรมิ่ ตน จนเขา ถงึ ความบรบิ รู ณแ หง วชิ ชาและวมิ ตุ ติ ไดแ ก หลกั ปจ จยั โยนโิ สมนสกิ าร ในอวชิ ชาสตู ร๒๔ ทพี่ ระพทุ ธองคต รสั สอนภกิ ษุ โดยใหป ฏบิ ตั ติ าม และใหเ รยี งลำดบั ดงั น้ี ๑. การคบสตั บรุ ษุ ทบี่ รบิ รู ณ ๒. การฟง สทั ธรรมใหบ รบิ รู ณ ๓. ศรทั ธาทบี่ รบิ รู ณ ๔. การทำไวใ นใจโดยแยบคาย (โยนโิ สมนสกิ าร) ใหบ รบิ รู ณ ๕. สตสิ ัมปชญั ญะใหบ รบิ รู ณ ๖. การสำรวมอนิ ทรยี ใ หบ รบิ รู ณ ๗. สจุ รติ ๓ ใหบ รบิ รู ณ ๘. สตปิ ฏ ฐาน ๔ ทบ่ี รบิ รู ณ ๙. โพชฌงค ๗ ใหบ รบิ รู ณ ๑๐.วชิ ชา และวมิ ตุ ติ ใหบ รบิ รู ณ ๒๓ อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๒๕/๒๑๙ ๒๔ อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๖๑/๑๓๔-๕.
3 - 31 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ วิธีการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ตามแนวของพระพุทธศาสนาเถรวาท “กมั มฏั ฐาน” หมายถงึ ทต่ี งั้ แหง การงานทางใจ เปน การกระทำทเี่ ปน เหตแุ หง การได บรรลุ ฌาน มรรค ผล นิพพาน๒๕ ซึ่งเปนภาษาบาลี ถาเปนภาษาสันสกฤตจะใชคำวา “กรรมฐาน” การเจรญิ ภาวนาหรอื กมั มฏั ฐาน ในพระพทุ ธศาสนามี ๒ วธิ ี คอื สมถกมั มฏั ฐาน และวิปสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งปรากฏหลักฐานที่พระพุทธองคทรงแสดงไววา “ดูกอนภิกษุ ทงั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๒ ประการนี้ เพอ่ื สลดั ความไมป ระมาท และเปน เหตใุ หเ กดิ ปญ ญา ธรรม ๒ อยา งนน้ั ไดแ ก อะไรบา ง ? ไดแ ก สมถะ ๑ วปิ ส สนา ๑”๒๖ ก. ความหมาย สมถะ หมายถึง ความต้ังอยูแหงจิต ความดำรงอยูแหงจิต ความมั่นอยูแหงจิต ความไมส า ยไปแหง จติ ความไมฟ งุ ซา นแหง จติ ภาวะทจี่ ติ ไมส า ยไป ความสงบ สมาธนิ ทรยี สมาธพิ ละ สมั มาสมาธิ๒๗ สมถกมั มฏั ฐาน หมายถงึ อบุ าย วธิ ี และการกระทำใหจ ติ สงบ ระงบั จากกเิ ลสเครอื่ งเศรา หมองเรา รอ นทงั้ หลาย จนจติ ใจไมม อี าการดนิ้ รน ไมก ระสบั กระสา ย ตลอดเวลาทก่ี เิ ลสเหลา นนั้ สงบระงบั อยู๒๘ ข. ประเภทของสมาธิ สมาธิ แปลวา ตงั้ ใจมนั่ ทรงจติ ไวโ ดยชอบ มี ๕ อยา ง ดงั นี้ ๑. สมาธิ ๑ ไดแ ก เอกคั คตาสมาธิ ๒. สมาธิ ๒ ไดแ ก โลกยิ สมาธิ และโลกตุ ตรสมาธิ ๓. สมาธิ ๓ ไดแ ก ขณกิ สมาธิ อปุ จารสมาธิ และอปั ปนาสมาธิ ๔. สมาธิ ๔ ไดแ ก ทฏิ ฐธมั มสขุ วหิ ารสมาธิ ญาณทสั สนสมาธิ สตสิ มั ปชญั ญ- สมาธิ และ อาสวกั ขยสมาธิ ๒๕ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๙ ปกณิ ณกสงั คหวภิ าค, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๑ ๒๖ อง.ฺ ทกุ . (ไทย) ๒๓๑-๒๔๖/๑๓๗-๑๓๘. ๒๗อภ.ิ ธ. (ไทย) ๓๔/๕๔/๓๖. ๒๘ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๙ ปกณิ ณกสงั คหวภิ าค, หนา ๒.
3 - 32 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๕. สมาธิ ๕ ไดแ ก สขุ สมาธิ สนั ตสมาธิ อรยิ สมาธิ นริ ามสิ สมาธิ อกาปรุ สิ สมาธิ ไดแ ก สมาธขิ องมหาบรุ ษุ ๒๙ ค. อารมณข องสมถกมั มฏั ฐาน อารมณส ำหรบั เพง และปฏบิ ตั ใิ นสมถกมั มฏั ฐานนนั้ มี ๔๐ วธิ ี จดั ไดเ ปน ๗ หมวด ดงั นี้ ๑. กสณิ ๑๐ กสณิ คอื กมั มฏั ฐานทว่ี า ดว ย-------ทงั้ ปวง หมายความวา เชน เพง ปฐวกี สณิ กเ็ หมอื น กบั วา เพง ดนิ ทง้ั ปวง หรอื วา ดนิ ทง้ั ปวง กเ็ หมอื นกบั ดนิ ทดี่ วงกสณิ นเี้ อง กสณิ มี ๑๐ อยา ง แมจ ะเพง อยา งใดอยา งหนงึ่ อยา งแนแ นว กจ็ ะทำใหจ ติ ไมด น้ิ รน ไมก ระสบั กระสา ย ทำให กเิ ลสเครอ่ื งเศรา หมองเรา รอ นตา งๆ สงบระงบั สามารถทำใหเ กดิ ฌานจติ ตงั้ แตป ฐมฌาน ขนึ้ ไปตามลำดบั จนถงึ ปญ จมฌานได กสณิ ๑๐ คอื ก) ปฐวกี สณิ คอื เพง ดนิ ข) อาโปกสณิ คอื เพง นำ้ ค) เตโชกสณิ คอื เพง ไฟ ง) วาโยกสณิ คอื เพง ลม (ขอ ก - ง รวมเรยี กวา ภตู กสณิ ) จ) นลี กสณิ คอื เพง สเี ขยี ว ฉ) ปต กสณิ คอื เพง สเี หลอื ง ช) โลหติ กสณิ คอื เพง สแี ดง ซ) โอทาตกสณิ คอื เพง สขี าว (ขอ จ - ซ รวมเรยี กวา วณั ณกสณิ ) ฌ) อากาสกสณิ คอื เพง ทว่ี า งเปลา ญ) อาโลกกสณิ คอื เพง แสงสวา ง ๒. อสภุ ะ ๑๐ อสภุ ะ หมายถงึ เพง ของไมง ามเปน กมั มฏั ฐาน ซง่ึ จะปรากฏอคุ คหนมิ ติ ปฏภิ าคนมิ ติ อปุ จารสมาธิ อปั ปนาสมาธิ ตามควรแกก ารเพง นนั้ อสภุ ะมี ๑๐ อยา ง จะเพง อยา งใดอยา ง ๒๙ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ )ิ , วปิ ส สนาญาณโสภณ, พมิ พค รงั้ ท่ี ๓, (กรงุ เทพฯ : บจก. ศรอี นนั ตก ารพมิ พ, ๒๕๔๖), หนา ๑๒๓.
3 - 33 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ หนงึ่ กแ็ ลว แตจ ะพงึ มี อสภุ ะสามารถใหเ กดิ ฌานจติ ไดเ พยี งปฐมฌานเทา นน้ั เอง อสภุ ะ ๑๐ คอื ก) อทุ ธมุ าตกอสภุ ะ ศพทนี่ า เกลยี ด โดยมอี าการขนึ้ พอง ข) วนิ ีลกอสภุ ะ ศพทนี่ า เกลยี ด เนา ขน้ึ เขยี ว ค) วิปุพพกอสุภะ ศพทน่ี า เกลยี ด มนี ำ้ เหลอื งนำ้ หนองไหลออกมา ง) วฉิ ทิ ทกอสภุ ะ ศพทนี่ า เกลยี ด โดยถกู ตดั ขาดเปน ทอ นๆ จ) วกิ ขายติ กอสภุ ะ ศพทน่ี า เกลยี ด ถกู สตั วแ ทะกดั กนิ เหวอะหวะ ฉ) วกิ ขติ ตกอสภุ ะ ศพทน่ี า เกลยี ด มอื เทา ศรี ษะอยคู นละทาง ช) หตวกิ ขติ ตกอสภุ ะ ศพทน่ี า เกลยี ด โดยถกู สบั ฟน ยบั เยนิ ซ) โลหติ กอสภุ ะ ศพทน่ี า เกลยี ด มโี ลหติ ไหลอาบ ฌ) ปุฬุวกอสุภะ ศพทน่ี า เกลยี ด มหี นอนไชทว่ั รา งกาย ญ) อฏั ฐกิ อสภุ ะ ศพทนี่ า เกลยี ด เหลอื แตก ระดกู กระจดั กระจายไป ๓. อนสุ สติ ๑๐ อนสุ สติ แปลวา ตามระลกึ หรอื ระลกึ ถงึ เนอื งๆ มคี วามหมายวา เอาความทตี่ ามระลกึ ถงึ เนอื งๆ นน้ั มาเปน อารมณก มั มฏั ฐาน ซง่ึ มจี ำนวน ๑๐ ประการ คอื ก) พทุ ธานสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ คณุ ของพระพทุ ธเจา ข) ธมั มานสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ คณุ ของพระธรรม ค) สงั ฆานสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ คณุ ของพระอรยิ สงฆ ง) สลี านสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ คณุ ของสลี จ) จาคานสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ คณุ ของการบรจิ าค ฉ) เทวตานสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ คณุ ของการเปน เทวดา ช) มรณานสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ ความทจ่ี ะตอ งตาย ซ) อปุ สมานสุ สติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ คณุ ของพระนพิ พาน ฌ) กายคตาสติ ระลกึ เนอื งๆ ถงึ กายโกฏฐาสะ มเี กสา โลมา เปน ตน ญ) อานาปานสติ ระลกึ ถงึ ลมหายใจเขา ลมหายใจออก อนสุ สติ ๑๐ ประการน้ี ใชเ พง ใหเ กดิ ฌานจติ ไดเ พยี ง ๒ ประการเทา นน้ั คอื กายคตาสติ
3 - 34 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ เจรญิ ไดเ พยี งปฐมฌานเทา นนั้ เอง สว นอานาปานสติ เจรญิ ไดต งั้ แตป ฐมฌานขน้ึ ไปตามลำดบั จนถึงปญจมฌาน ๔. อปั ปมญั ญา ๔ อปั ปมญั ญา หมายความวา แผไ ปไมม ปี ระมาณ แผไ ปในสตั วท งั้ หลายจนประมาณ ไมไ ด โดยไมเ ลอื กทรี่ กั ทชี่ งั เลย บา งกเ็ รยี กวา พรหมวหิ าร หมายความวา ธรรมอนั เปน เครอ่ื งสำราญอยขู องพรหม อปั ปมญั ญามี ๔ คอื ก) เมตตา การแผค วามรกั ใคร ความปรารถนาดี ตอ สตั วท งั้ หลาย ใหม คี วามสบาย ความสขุ โดยทว่ั กนั ไมเ ลอื กชาติ ชนั้ วรรณะ ข) กรณุ า การแผค วามสงสาร ตอ สตั วท ง้ั หลายทก่ี ำลงั ไดร บั ความทกุ ขอ ยู หรอื ทจี่ ะไดร บั ความทกุ ขต อ ไปในภายหนา โดยไมเ ลอื กชาติ ชน้ั วรรณะ ค) มทุ ติ า การแผค วามชน่ื ชมยนิ ดี ตอ สตั วท ง้ั หลายทก่ี ำลงั ไดร บั ความสขุ อยู หรอื ทจ่ี ะไดร บั ความสขุ ตอ ไปในภายหนา โดยไมเ ลอื กชาติ ชน้ั วรรณะ ง) อเุ บกขา การวางเฉยตอ สตั วท ง้ั หลาย ดว ยอาการวางตนเปน กลาง ไมร กั ใคร ไมส งสาร ไมช น่ื ชมยนิ ดี ไมม อี คตแิ ตป ระการใดๆ โดยไมเ ลอื กชาติ ชั้น วรรณะ อปั ปมญั ญา ๓ คอื เมตตา กรณุ า มทุ ติ า นน้ั สามารถเจรญิ ใหถ งึ ไดต ง้ั แตป ฐมฌานขน้ึ ไป ตามลำดบั จนถงึ จตตุ ถฌาน สว นอเุ บกขานนั้ เจรญิ ไดโ ดยเฉพาะเพอื่ ใหเ กดิ ปญ จมฌานอยา ง เดยี วเทา นน้ั ๕. อาหาเรปฏกิ ลู สญั ญา ๑ การพจิ ารณาอาหารทบี่ รโิ ภคเขา ไปนนั้ วา เปน ของทน่ี า เกลยี ด จนมคี วามรสู กึ เปน ไปตาม ทพ่ี จิ ารณาเหน็ นนั้ การพจิ ารณาความปฏกิ ลู ของอาหารนไี้ มส ามารถทจ่ี ะใหเ กดิ ฌานจติ ได แตว า ทำใหจ ติ แนแ นว เปน สมาธไิ ดม ใิ ชน อ ยเหมอื นกนั ๖. จตธุ าตวุ วตั ถาน ๑ การพจิ ารณาธาตทุ ง้ั ๔ มี ปฐวธี าตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ทป่ี รากฏอยใู น รา งกาย เพอ่ื ใหเ หน็ วา รา งกายนก้ี ค็ อื ธาตตุ า งๆ ทม่ี าประชมุ คมุ กนั อยเู ทา นน้ั ไมใ ชต วั ตนเรา
3 - 35 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ เขาแตอ ยา งใด การกำหนดพจิ ารณาธาตทุ งั้ ๔ น้ี กไ็ มส ามารถทจ่ี ะถงึ ฌานจติ ได เพยี งแต เปน สมาธทิ เ่ี ฉยี ดฌานเขา ไปแลว เหมอื นกนั ๗. อรปู กมั มฏั ฐาน ๔ อรปู กมั มฏั ฐาน หมายความวา กมั มฏั ฐานทไ่ี มใ ชร ปู ทไี่ มม รี ปู ซง่ึ เปน กมั มฏั ฐานทเ่ี ปน วิสัยของผูท่ีไดถึงรูปาวจรปญจมฌานแลว จึงจะพึงกระทำใหเปนอารมณ เพ่ือเจริญใหถึง อรปู ฌานตอ ไป อรปู กมั มฏั ฐาน ๔ นนั้ ไดแ ก ก) อรูปกัมมัฏฐานเบื้องตน ช่ือ กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ คือเพงอากาศ ความวา งเปลา เวง้ิ วา งไมม ที ส่ี น้ิ สดุ นนั้ เปน อารมณ โดยบรกิ รรมวา “อากาโส อนนโฺ ต” ความวา งไมม ที ส่ี ดุ ซง่ึ สามารถใหเ กดิ อากาสานญั จายตนฌาน- จิตได ข) อรปู กมั มฏั ฐานท่ี ๒ ชอ่ื อากาสานญั จายตนฌาน คอื เพง วญิ ญาณความรู ทรี่ วู า อากาศไมม ที สี่ น้ิ สดุ นน้ั เปน อารมณ โดยบรกิ รรมวา “วิ ญฺ าณํ อนนตฺ ”ํ วญิ ญาณไมม ที ส่ี นิ้ สดุ ซงึ่ สามารถใหเ กดิ วญิ ญาณญั จายตนฌานจติ ได ค) อรปู กมั มฏั ฐานที่ ๓ ชอื่ นตั ถภิ าวบญั ญตั ิ คอื เพง ความไมม อี ะไรเปน อารมณ โดยบรกิ รรมวา “นตถฺ ิ กิ จฺ ”ิ นดิ หนงึ่ กไ็ มม ี หนอ ยหนง่ึ กไ็ มม ี ซง่ึ สามารถ ใหเกิดอากิญจัญญายตนฌานจิตได ง) อรปู กมั มฏั ฐานท่ี ๔ ชอื่ อากญิ จญั ญายตนฌาน คอื เพง ความรทู รี่ วู า นดิ หนง่ึ กไ็ มม ี หนอ ยหนง่ึ กไ็ มม ี นนั้ เปน อารมณ ความรถู งึ ขน้ั นม้ี คี วามละเอยี ด ออ นมากเหลอื เกนิ จงึ บรกิ รรมวา “เอตํ สนตฺ ํ เอตํ ปณตี ”ํ สงบหนอ ประณตี หนอ ซงึ่ สามารถใหเ กดิ เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌานจติ ได๓ ๐ ง. ผลของสมถกมั มฏั ฐาน ผลและอานสิ งสข องการปฏบิ ตั สิ มถกมั มฏั ฐาน หรอื สมาธิ มี ๗ ประการ คอื ๓๐ สมเดจ็ พระพฒุ าจารย (อาจ อาสภมหาเถระ), แปลและเรยี บเรยี ง, วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๑, (กรงุ เทพฯ : บจก อมรนิ ทร พรนิ้ ตง้ิ , ๒๕๓๓), หนา ๑๗๖-๑๗๘., ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทท่ี ๙ ปกณิ ณกสงั คหวภิ าค, หนา ๓-๑๕.
3 - 36 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๑. ทำใหไ ดข ณกิ สมาธิ (ชวั่ ขณะ) อปุ จารสมาธิ (จวนจะแนบแนน ) และอปั ปนาสมาธิ (แนบแนน ) ๒. ทำใหใ จสงบจากนวิ รณท งั้ ๕ (กามฉนั ท พยาบาท ถนี มทิ ธะ อจุ ธจั จกกุ กจุ จะ และ วิจิกิจฉา) ๓. ทำใหไ ดฌ านทง้ั ๒ คอื รปู ฌานและอรปู ฌาน เพอื่ ไปเกดิ เปน พรหม ๔. ทำใหเ ขา สมาบตั ไิ ด เพอื่ เปน สขุ ในภพปจ จบุ นั ๕. ทำใหไ ดอ ภญิ ญา ๕ คอื ก) อทิ ธวิ ธิ ิ แสดงฤทธไ์ิ ด ข) ทพิ พโสตะ หทู พิ ย ค) ปรจติ ตวชิ านนะ รวู าระจติ ของบคุ คลอน่ื ง) บพุ เพนวิ าสานสุ สติ ระลึกชาตไิ ด จ) ทพิ พจกั ขุ มตี าทพิ ย ๖. ทำใหเ ขา นโิ รธสมาบตั ไิ ด (เฉพาะผบู รรลพุ ระอนาคาม)ี ๗. ทำใหเ กดิ วปิ ส สนา โดยเปน บาทของวปิ ส สนาเพอื่ ใหไ ดบ รรลมุ รรค ผล นพิ พาน เรยี ก วา สมถยานิก แปลวาเอาสมถะมาเปนยานพาหนะขี่ไปหาวิปสสนา เพ่ือใหเกิด ปญ ญาทำลายกเิ ลสใหเ ปน สมจุ เฉทปหานตอ ไป๓๑ ๓๑ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๗๓., พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ )ิ , วปิ ส สนาญาณโสภณ, หนา ๙๗-๙๘
3 - 37 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ วิธีการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ตามแนวของพระพุทธศาสนาเถรวาท ก. ความหมาย วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน เปน ภาษาบาลี จำแนกออกเปน ๔ คำ คอื ว+ิ ปสสฺ นา+กมมฺ +ฐาน วิ อปุ สคั แปลวา วเิ ศษ แจง ตา ง ทสิ ธาตุ แปลวา เหน็ แปลง ทสิ เปน ปสสฺ ประกอบดว ย ปจ จยั และวภิ ตั ติ เปน ปสสฺ นา แปลวา การเหน็ เมอ่ื นำทง้ั ๒ คำมารวมกนั จงึ เปน วปิ ส สนา ซง่ึ แปลวา การเหน็ โดยวเิ ศษ การเหน็ แจง การเหน็ ดว ยอาการตา งๆ หรอื อาการหลายอยา ง และยงั เปน ปญ ญาทเ่ี ขา ไปเหน็ แจง รปู นาม พระไตรลกั ษณ อรยิ สจั และมรรค ผล นพิ พาน๓๒ วปิ ส สนา คอื ปญ ญา กริ ยิ าทรี่ ชู ดั ความวจิ ยั ความเลอื กสรร ความวจิ ยั ธรรม ความกำหนด หมาย ความเขาไปกำหนด ความเขาไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู ภาวะท่ีฉลาด ภาวะที่รู ละเอียด ความรูแจมแจง ความคนคิด ความใครครวญ ปญญาเหมือนแผนดิน ปญญา เครอ่ื งทำลายกเิ ลส ปญ ญาเครอื่ งนำทาง ความเหน็ แจง ความรชู ดั ปญ ญาเหมอื นปฏกั ปญ ญนิ ทรยี ปญ ญาพละ ปญ ญาเหมอื นศาสตรา ปญ ญาเหมอื นปราสาท แสงสวา งคอื ปญ ญา ปญ ญาเหมอื นประทปี ปญ ญาเหมอื นดวงแกว ความไมห ลง ความวจิ ยั ธรรม และสมั มาทฏิ ฐ๓ิ ๓ วปิ ส สนา หมายถงึ การกระทำอนั เปน ทต่ี ง้ั แหง การเหน็ แจง ในขนั ธ ๕ หรอื รปู และนาม ทมี่ าปรากฏทางทวารทง้ั ๖ โดยความเปน พระไตรลกั ษณ คอื อนจิ จงั ความไมเ ทย่ี ง ทกุ ขงั ความทนอยูในสภาพเดิมไมได อนัตตา ความไมเปนไปตามอำนาจบังคับบัญชาของใคร องคธ รรม ไดแ ก ปญ ญาเจตสกิ ปญ ญาทรี่ เู หน็ อยา งนจ้ี งึ จะเรยี กวา “วปิ ส สนา”๓๔ วิปสสนากัมมัฏฐาน แปลวา อารมณอันเปนที่ต้ังแหงการงานทางใจท่ีจะใหเห็นแจง ซงึ่ มคี วามหมายวา ใหเ หน็ แจง รปู นาม ใหเ หน็ แจง ไตรลกั ษณ ใหเ หน็ แจง อรยิ สจั ใหเ หน็ แจง มรรค ผล นพิ พาน๓๕ ๓๒ พระมหาไสว ญาณวโี ร, “คมู อื พระวปิ ส สนาจารย” , (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พส ำนกั งานพระพทุ ธศาสนาแหง ชาต)ิ , ๒๕๔๘, หนา ๒๕. ๓๓ อภ.ิ ธ. (ไทย) ๓๔/๕๕/๓๗. ๓๔ พระมหาไสว ญาณวโี ร, คมู อื หลกั ปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พก รมการศาสนา, ๒๕๔๔), หนา ๑๐. ๓๕ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทท่ี ๙ ปกณิ ณกสงั คหวภิ าค, หนา ๗๓.
3 - 38 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ วปิ ส สนา มี ๓ ประการดงั น้ี ๑. สงั ขารปรคิ คณั หก คอื วปิ ส สนาญาณทม่ี กี ารกำหนดรใู นสงั ขารธรรม รปู และนาม ๒. ผลสมาปต ตวิ ปิ ส สนา คอื วปิ ส สนาญาณทเี่ ปน เหตใุ หเ ขา ผลสมาบตั ไิ ด ๓. นโิ รธสมาปต ตวิ ปิ ส สนา คอื วปิ ส สนาญาณทเ่ี ปน เหตใุ หเ ขา นโิ รธสมาบตั ไิ ด๓ ๖ วปิ ส สนา ยงั มอี กี ๓ แบบ คอื ๑. จฬุ วปิ ส สนา แปลวา วปิ ส สนานอ ยๆ ไดแ กผ ลู งมอื ปฏบิ ตั โิ ดยกำหนดรปู นาม ภาวนา วา พองหนอ ยบุ หนอ เปน ตน จนเหน็ รปู นาม เหน็ เหตปุ จ จยั ของรปู นาม เหน็ รปู นาม เปน ของ ไมเ ทย่ี ง มแี ตส น้ิ ไปหมดไปฝา ยเดยี ว เปน ทกุ ข ทนอยไู มไ ด เปน ของนา กลวั เปน อนตั ตา คอื บงั คบั บญั ชาไมไ ด และไมม สี าระแกน สารอะไรเลย ๒. มัชฌิมวิปสสนา แปลวา วิปสสนาอยางกลาง ไดแกผูปฏิบัติตั้งใจอยางจริงจัง โดยเดนิ จงกรมบา ง นงั่ กำหนดบา ง กำหนดเวทนาบา ง กำหนดจติ บา ง กำหนดธรรมบา ง ตาม นยั แหง พระไตรปฎ ก อนั มปี รากฏอยใู นมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร และเหน็ ความเกดิ ดบั ของรปู นาม คอื ญาณท่ี ๔ เปน ตน ไป จนกระทง่ั ถงึ สงั ขารเุ ปกขาญาณ คอื ญาณที่ ๑๑ ๓. มหาวปิ ส สนา แปลวา วปิ ส สนาใหญ คอื วปิ ส สนาทมี่ กี ำลงั แกก ลา สามารถเหน็ อรยิ สจั ๔ ซงึ่ เรยี กวา สจั จานโุ ลมกิ ญาณ และสามารถทำลายปถุ โุ คตรคอื โคตรของปถุ ชุ นอนั หนาแนน ไปดว ยกเิ ลสตณั หาใหเ บาบางลงไป รปู นามดบั หมด ซงึ่ เรยี กวา โคตรภญู าณ ตอ จากนนั้ มรรคญาณกเ็ กดิ ขน้ึ ประหานกเิ ลสคอื สกั กายทฏิ ฐิ วจิ กิ จิ ฉา สลี พั พตปรามาสใหเ ดด็ ขาดออกไป แลว ปจ จเวกขณญาณกเ็ กดิ ขนึ้ มาพจิ ารณากเิ ลสทลี่ ะ ทเ่ี หลอื มรรค ผล นพิ พาน๓๗ อยา งไรกต็ าม แมพ ระไตรปฎ กจะใหค วามหมายของคำวา วปิ ส สนา ไวห ลายนยั กต็ าม แตผ ปู ฏบิ ตั กิ ต็ อ งผา นกระบวนการฝก วปิ ส สนากมั มฏั ฐานตามหลกั สตปิ ฏ ฐาน ซงึ่ เปน พระสตู ร ที่พระพุทธเจาตรัสไวในพระไตรปฎก จึงจะสามารถพัฒนาวิปสสนาปญญาใหเกิดขึ้นได หลกั การฝก เจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานนน้ั แมผ เู ขา ฝก จะมสี มาธใิ นระดบั ใดกต็ าม กส็ ามารถ ๓๖ ข.ุ ป.อ. (ไทย) ๖๘/๘๘๙. ๓๗ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ )ิ , วปิ ส สนากรรมฐาน ภาค ๒, (กรงุ เทพฯ : บจก. อมั รนิ ทรพ รน้ิ ตง้ิ กรพุ , ๒๕๓๒), หนา ๓๐๘-๓๐๙.
3 - 39 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ นำมาเปน เครอ่ื งมอื ในการเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานได แมแ ตจ ติ ทสี่ งบชว่ั ขณะ (ขณกิ สมาธ)ิ กส็ ามารถนำมาเปน พน้ื ฐานในการเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานได ดงั ทท่ี า นกลา วไวใ นวสิ ทุ ธมิ รรค วา ปราศจากขณกิ สมาธเิ สยี แลว วปิ ส สนายอ มมไี มไ ด (วสิ ทุ ธ.ิ ฏกี า. ๑/๑๕/๒๑) อกี ทง้ั ผู เจรญิ สมถกมั มฏั ฐานจนไดผ ลของสมถะในระดบั สงู เชน แสดงฤทธไ์ิ ด กส็ ามารถนำผลนนั้ มาเปน บาทฐานในการเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานไดด ว ย เพราะการไดฌ านสมาบตั จิ นถงึ ขนาด แสดงอทิ ธฤิ ทธป์ิ าฏหิ ารยิ ไ ดน นั้ ถา ยงั ไมผ า นกระบวนการฝก จติ ดว ยหลกั วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน จนถึงขั้นบรรลุเปนพระอรหันต ก็ยังไมถือวาไดบรรลุจุดหมายสูงสุดในทางพุทธศาสนา เพราะอิทธิฤทธิ์ตางๆ เปนสิ่งท่ีเสื่อมสลายไปไดเสมอ ในกรณีท่ีเกิดกับคนยังมีกิเลสอยู พระพทุ ธศาสนาถอื วา การฝก ฝนอบรมจติ ใหเ กดิ ปญ ญาตามกระบวนการวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ถงึ ขนาดทำลายกเิ ลสไดเ ปน สง่ิ ทส่ี ำคญั ทสี่ ดุ เพราะการฝก ฝนอบรมจติ นยี้ อ มจะทำใหค วาม ไมร ู (อวชิ ชา) หายไป เปรยี บเหมอื นแสงสวา งทำใหค วามมดื หายไปดว ย จติ ของปถุ ชุ นโดย ปกตยิ อ มหนาแนน ไปดว ยกเิ ลส เมอื่ ไดร บั การชำระโดยกระบวนการวปิ ส สนากมั มฏั ฐานแลว สภาพจติ กจ็ ะบางเบาจากกเิ ลส เปลยี่ นไปในทางทดี่ ี จนบรรลเุ ปน พระอรยิ บคุ คลชนั้ พระอรหนั ต ซ่ึงเปนชีวิตในอุดมคติของพระพุทธศาสนา ดังนั้น เราจึงสามารถกลาวไดวาพระอริยบุคคล จะตอ งผา นการเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน (สตปิ ฏ ฐาน) มาแลว ทงั้ นนั้ ๓๘ ข. ประเภทของวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ผบู รรลมุ รรค ผล นพิ พาน นนั้ มอี ยู ๒ ประเภท คอื สกุ ขวปิ ส สกะ (วปิ ส สนายานกิ ะ) และ ฌานลาภบี คุ คล (สมถยานกิ ะ) ๑. สุกขวิปสสกบุคคล (วิปสสนายานิกะ) เปนผูมีวิปสสนาญาณอันแหงแลงจาก โลกิยฌาน คือ พระอริยบุคคลจำพวกน้ีไมไดเจริญสมถภาวนาจนเกิดฌานจิตมาแตกอนเลย แตเ รม่ิ เจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานอยา งเดยี วจนเปน พระอรยิ บคุ คล ทเี่ รยี กวา ปญ ญาวมิ ตุ ติ ๒. ฌานลาภีบุคคล (สมถยานิกะ) คือผูท่ีไดเจริญสมถกัมมัฏฐานจนเกิดฌานจิตมี ปฐมฌานเปน ตน มากอ นแลว เปน ฌานลาภบี คุ คลมาแลว จงึ ไดใ ชฌ านเปน บาทเพอื่ มาเจรญิ ๓๘ พระศรวี รญาณ (บญุ ชติ ญาณสวํ โร), “หลกั การปฏบิ ตั พิ ระกมั มฏั ฐานในพระไตรปฎ ก”, เกบ็ เพชรจากคมั ภรี พ ระไตรปฎ ก, ๒๕๔๒, หนา ๓๐๗-๓๐๘.
3 - 40 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔ หรอื วปิ ส สนากมั มฏั ฐานตอ จนไดส ำเรจ็ เปน พระอรยิ บคุ คลทเี่ รยี กวา เจ โตวมิ ตุ ต๔๓๙ ค. ประโยชนข องวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ประโยชนข องการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนามี ๑๐ อยา ง คอื ๑. สามารถกำจดั กเิ ลสตา งๆ อนั เปน ตน เหตขุ องความทกุ ข ความเดอื ดรอ นตา งๆ ลงได ๒. มคี วามทกุ ขน อ ยลง และมคี วามสขุ มากขนึ้ ๓. คลายความยดึ มน่ั ในสงิ่ ทง้ั ปวงลงได ไมว นุ วายเดอื ดรอ น ไปตามกระแสของโลก ๔. มจี ติ ใจมนั่ คง รเู ทา ทนั ความเปน จรงิ ของสง่ิ ทง้ั หลาย ไมฟ ขู นึ้ หรอื ยบุ ลง ดว ยอำนาจ โลกธรรม ๕. มคี วามเหน็ แกต วั นอ ยลง แตบ ำเพญ็ ประโยชนเ พอื่ ผอู นื่ มากขนึ้ ๖. จติ ใจมคี ณุ ธรรมหรอื มคี ณุ ภาพสงู ขนึ้ ตามข้ันของการปฏบิ ตั ิ ๗. สามารถเขา นโิ รธสมาบตั ิ อนั เปน ความสขุ ขน้ั สงู ในปจ จบุ นั ภพได ๘. สามารถบรรลคุ วามเปน อรยิ บคุ คล อนั เปน บญุ เขตของโลก ๙. ยอ มไดด มื่ รสแหง อรยิ ผล อนั เกดิ จากการพน จากอำนาจของกเิ ลสได ๑๐. การปฏบิ ตั สิ ตปิ ฏ ฐาน ๔ หรอื วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน จะเปน เหตใุ หไ ดบ รรลผุ ลอยา ง ใดอยา งหนงึ่ คอื บรรลอุ รหตั ตผลในปจ จบุ นั แตถ า ยงั มเี ชอ้ื เหลอื กจ็ ะไดบ รรลคุ วาม เปน พระอนาคามี (ผไู มก ลบั มาเกดิ ในโลกนอ้ี กี ) ภายใน ๗ ป หรอื ลดลงมาโดย ลำดบั ถงึ ภายใน ๗ วนั ๔๐ ง. วธิ ปี ฏบิ ตั ติ ามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๒๑ บรรพ สตปิ ฏ ฐาน ๔ ทป่ี ระกอบดว ยกาย เวทนา จติ และธรรม เปน หมวดใหญ ซงึ่ ทงั้ ๔ มี ฐานของการฝก ปฏบิ ตั ริ วมทง้ั หมด ๒๑ บรรพ๔๑ ดงั นี้ ๓๙ ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปทมะสุนทร), ผูรวบรวม, คูมือการศึกษาพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๙ ปกิณณกสังคหวิภาค, หนา ๑๓๐-๑๓๓. ๔๐ ฐติ วณโฺ ณ ภกิ ขฺ ,ุ วปิ ส สนาภาวนา, พมิ พค รงั้ ท่ี ๕, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หนา ๒., ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๔/๓๓๘-๓๔๐. ๔๑ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๓-๔๐๓/๓๐๑-๓๓๘.
3 - 41 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๑. กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน กายานุปสสนาสติปฏฐาน สติต้ังมั่นพิจารณาเห็นกายในกาย และพิจารณาเนืองๆ ซง่ึ กาย คอื การกำหนดใหเ หน็ รปู ธรรมนนั้ มที ง้ั หมด ๑๔ บรรพ ไดแ ก บรรพที่ ๑ อานาปานสติ ในบรรพนี้ พระพทุ ธองคต รสั สอนวา “ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ไปสูปาก็ดี ไปสูโคนไมก็ดี ไปสูเรือนวางก็ดี นงั่ คบู ลั ลงั ก ตงั้ กายตรง ดำรงสตไิ วเ ฉพาะหนา เธอมสี ตหิ ายใจออก มสี ติ หายใจเขา เมอื่ หายใจออกยาว กร็ ชู ดั วา ‘เราหายใจออกยาว’ เมอ่ื หายใจ เขา ยาว กร็ ชู ดั วา ‘เราหายใจเขา ยาว’ เมอ่ื หายใจออกสน้ั กร็ ชู ดั วา ‘เรา หายใจออกสน้ั ’ เมอื่ หายใจเขา สนั้ กร็ ชู ดั วา ‘เราหายใจเขา สนั้ ’ ยอ ม สำเหนยี กวา ‘เราจกั เปน ผกู ำหนดรตู ลอดกองลมหายใจทง้ั ปวง หายใจออก’ ยอ มสำเหนยี กวา ‘เราจกั เปน ผกู ำหนดรตู ลอดกองลมหายใจทงั้ ปวง หายใจ เขา’ ยอมสำเหนียกวา ‘เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก’ ยอม สำเหนยี กวา ‘เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจเขา ’ ดกู รภกิ ษทุ งั้ หลาย นายชา งกลงึ หรอื ลกู มอื ของนายชา งกลงึ ผขู ยนั เมอื่ ชกั เชอื กกลงึ ยาว กร็ ชู ดั วา ‘เราชกั ยาว’ เมอื่ ชกั เชอื กกลงึ สนั้ กร็ ชู ดั วา ‘เรา ชกั สนั้ ’ แมฉ นั ใด ภกิ ษกุ ฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เมอ่ื หายใจออกยาว กร็ ชู ดั วา ‘เราหายใจออกยาว’ เมอ่ื หายใจเขา ยาว กร็ ชู ดั วา ‘เราหายใจเขา ยาว’ เมอื่ หายใจออกสน้ั กร็ ชู ดั วา ‘เราหายใจออกสนั้ ’ เมอื่ หายใจเขา สน้ั ก็รชู ดั วา ‘เราหายใจเขา สน้ั ’ ยอ มสำเหนยี กวา ‘เราจกั เปน ผกู ำหนดรกู องลมทงั้ ปวง หายใจออก’ ยอ มสำเหนยี กวา ‘เราจกั เปน ผกู ำหนดกองลมทงั้ ปวง หายใจ เขา ’ ยอ มสำเหนยี กวา ‘เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจออก’ ยอ มสำเหนยี ก วา เราจกั ระงบั กายสงั ขาร หายใจเขา ’ ดงั พรรณนามาฉะนี้ ภกิ ษยุ อ มพจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในบา ง พจิ ารณาเหน็ กายในกาย ภายนอกบา ง พจิ ารณาเหน็ กายในกายทง้ั ภายในทง้ั ภายนอกบา ง พจิ ารณา เหน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขน้ึ ในกายบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอ่ื มใน
3 - 42 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ กายบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ทง้ั ความเกดิ ขนึ้ ทง้ั ความเสอ่ื มในกายบา ง ยอ มอยู อกี อยา งหนง่ึ สตขิ องเธอทต่ี ง้ั มนั่ อยวู า กายมอี ยู กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นนั้ เธอเปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไมถ อื มนั่ อะไรๆ ในโลก ดกู รภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา งนแ้ี ล ภกิ ษชุ อ่ื วา พจิ ารณาเหน็ กายในกายอยู ถาหากเจริญอานาปานสติใหมาก ยอมมีอานิสงสมาก สำหรับผูท่ีเจริญ อานาปานสติที่ทำใหมากแลว ยอมบำเพ็ญสติปฏฐาน ๔ ใหบริบูรณได ผทู เี่ จรญิ สตปิ ฏ ฐาน ๔ แลว ทำใหม ากแลว ยอ มบำเพญ็ โพชฌงค ๗ ใหบ รบิ รู ณ ได ผูที่เจริญโพชฌงค ๗ แลว ทำใหมากแลว ยอมบำเพ็ญวิชชาและ วมิ ตุ ตใิ หบ รบิ รู ณไ ด” ๔๒ บรรพท่ี ๒ อริ ยิ าบถ ๔ ไดแ ก เดนิ ยนื นง่ั นอน ซง่ึ บางครง้ั กเ็ รยี กวา อริ ยิ าบถใหญ โดยทเี่ มอื่ เดนิ กร็ ชู ดั วา เราเดนิ เมอื่ ยนื กร็ ชู ดั วา เรายนื เมอ่ื นง่ั กร็ ชู ดั วา เรานงั่ เมอื่ นอนกร็ ู ชดั วา เรานอน และตง้ั กายไวด ว ยอาการอยา งใดๆ กร็ ชู ดั อาการอยา งนนั้ ๆ บรรพที่ ๓ สมั ปชญั ญะ ๗ (อริ ยิ าบถยอ ย) โดยทำความรสู กึ ตวั ในอริ ยิ าบถยอ ยตา งๆ คอื (๑) กา วไปขา งหนา และถอยไปขา งหลงั (๒) แลไปขา งหนา เหลยี วไปขา งซา ย เหลยี วไปขา งขวา (๓) คแู ขนเขา เหยยี ดแขนออก (๔) กริ ยิ าทน่ี งุ ผา หม ผา และใชเ ครอ่ื งใชส อยอน่ื ๆ (๕) การเคย้ี ว การกนิ การดมื่ (๖) การถา ยอจุ จาระ ถา ยปส สาวะ (๗) อาการเดนิ ยนื นงั่ นอน จะหลบั เวลาทตี่ น่ื ขน้ึ การพดู การนงั่ บรรพท่ี ๔ ปฏกิ ลู สญั ญา ไดแ ก อาการ ๓๒ โดยพจิ ารณาเหน็ กายนแี้ หละ ตงั้ แต พน้ื เทา ขนึ้ ไป แตป ลายผมลงมา มหี นงั เปน ทส่ี ดุ รอบ เตม็ ดว ยของไมส ะอาดตา งๆ ทอ่ี ยใู น ๔๒ ม. อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๔๗/๑๘๗.
3 - 43 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ กายนี้ ไดแ ก ผม ขน เลบ็ ฟน หนงั เนอ้ื เอน็ กระดกู เยอื่ ในกระดกู มา ม หวั ใจ ตบั ผงั ผดื ไต ปอด ไสใ หญ ไสเ ลก็ อาหารใหม อาหารเกา ดี เสลด หนอง เลอื ด เหงอื่ มนั ขน นำ้ ตา มนั เหลว น้ำลาย นำ้ มกู ไขขอ มตู ร บรรพท่ี ๕ ธาตทุ งั้ ๔ ไดแ ก ดนิ นำ้ ไฟ ลม โดยพจิ ารณาเหน็ กายนแ้ี หละ ซง่ึ ตงั้ อยู ตามทตี่ ง้ั อยตู ามปรกติ โดยความเปน ธาตวุ า มอี ยใู นกายน้ี บรรพที่ ๖ อสภุ ะ ทต่ี ายไดเ พยี ง ๑, ๒, ๓ วนั โดยพงึ เหน็ สรรี ะ ทเ่ี ขาทง้ิ ไวใ นปา ชา ตายแลว วนั หนงึ่ บา ง สองวนั บา ง สามวนั บา ง ทข่ี นึ้ พอง มสี เี ขยี วนา เกลยี ด มนี ำ้ เหลอื งไหล นา เกลยี ด เพอ่ื นอ มเขา มาสกู ายนแ้ี หละวา ถงึ รา งกายอนั นเี้ ลา กม็ อี ยา งนเ้ี ปน ธรรมดา คงเปน อยา งน้ี ไมล ว งความเปน อยา งนไ้ี ปได และ พจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในบา งชอ่ื วา พจิ ารณา เหน็ กายในกายอยู บรรพท่ี ๗ อสภุ ะ ทสี่ ตั วก ำลงั กดั กนิ อยู บรรพท่ี ๘ อสภุ ะ ทเ่ี ปน กระดกู ยงั มเี ลอื ดเนอื้ ตดิ อยู บรรพที่ ๙ อสภุ ะ ทป่ี ราศจากเนอื้ มแี ตเ สน เอน็ ยดึ ใหค งรปู อยู บรรพท่ี ๑๐ อสภุ ะ ทเ่ี หลอื แตโ ครงกระดกู ซงึ่ ยงั คงเปน รปู รา งอยู บรรพที่ ๑๑ อสภุ ะ ทก่ี ระดกู เปน ทอ นๆ เชน ทอ นแขน ทอ นขา กระจดั กระจายอยู บรรพท่ี ๑๒ อสภุ ะ ทเี่ กา มาก จนกระดกู เปน สขี าวเหมอื นสงั ข บรรพท่ี ๑๓ อสภุ ะ ทต่ี ากลมตากฝนมาตง้ั ๓ ปแ ลว เหลอื แตก ระดกู เปน ชนิ้ ๆ กระจดั กระจาย บรรพท่ี ๑๔ อสภุ ะ ทก่ี ระดกู ผปุ น ไมเ ปน รปู เปน รา ง จนเปน ผงแลว อานาปานสติ ใน บรรพท่ี ๑ เจรญิ ไดท ง้ั สมถกมั มฏั ฐานและวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ถา กำหนดพจิ ารณาลมหายใจเขา ลมหายใจออก โดยถอื เอาบญั ญตั คิ อื ลมเปน ทต่ี งั้ แหง การเพง เพ่ือใหไดฌานก็เปนสมถกัมมัฏฐาน แตถากำหนดพิจารณาความรอนเย็นของลมหายใจที่ กระทบรมิ ฝป ากบนหรอื ทปี่ ลายจมกู เพอ่ื ใหเ หน็ รปู ธรรมตลอดจนไตรลกั ษณ กเ็ ปน วปิ ส สนา-
3 - 44 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ กมั มฏั ฐาน บรรพท่ี ๒ อริ ยิ าบถ ๔ บรรพที่ ๓ สมั ปชญั ญะ ๗ และบรรพที่ ๕ ธาตุ ใชใ น การเจริญวิปสสนากัมมัฏฐานแตอยางเดียว จะเพงใหเกิดฌานจิตไมได สวนบรรพที่ ๔ ปฏกิ ลู สญั ญา และบรรพที่ ๖ ถงึ ๑๔ อสภุ ะ รวม ๑๐ บรรพนี้ ใชใ นการเจรญิ สมถกมั มฏั ฐาน แตอ ยา งเดยี วเทา นน้ั ๔๓ ๒. เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน บรรพที่ ๑๕ คอื เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน สตติ งั้ มน่ั พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนา อยเู นอื งๆ เชน เมอื่ เราเสวยสขุ เวทนาอยู กร็ ชู ดั วา เราเสวยสขุ เวทนา เวทนาขนั ธท งั้ หมด ๙ อยา ง ไดแ ก สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา อเุ บกขาเวทนา สขุ เวทนาทเี่ จอื ดว ยอามสิ ทกุ ขเวทนา ทเ่ี จอื ดว ยอามสิ อเุ บกขาทเี่ จอื ดว ยอามสิ สขุ เวทนาทไี่ มเ จอื ดว ยอามสิ ทกุ ขเวทนาทไี่ มเ จอื ดว ยอามสิ อเุ บกขาเวทนาทไ่ี มเ จอื ดว ยอามสิ สขุ เวทนาทเี่ กดิ ขนึ้ ดว ยสมถกมั มฏั ฐาน หรอื วปิ ส สนากมั มฏั ฐานกด็ ี ทกุ ขเวทนาทเี่ กดิ ขนึ้ จากสภาพแหง สงั ขารกด็ ี และอเุ บกขาเวทนา ซ่ึงเกิดมีความสงบจากอารมณของสมถะหรือวิปสสนาก็ดี จัดวาเปนสุขเวทนา ทุกขเวทนา อเุ บกขาเวทนา ทไี่ มเ จอื ดว ยอามสิ เวทนานปุ ส สนา สตปิ ฏ ฐานทง้ั ๙ นใี้ ชใ นการเจรญิ วปิ ส สนา- กมั มฏั ฐานแตอ ยา งเดยี ว จะเพง เวทนาโดยความเปน อารมณข องสมถกมั มฏั ฐาน เพอ่ื ใหเ กดิ ฌานจติ นนั้ ไมไ ด การตามพจิ ารณาเวทนากเ็ พอ่ื ใหร เู หน็ ประจกั ษช ดั วา ทกุ ขส ขุ ทก่ี ำลงั เกดิ อยนู นั้ เปน ธรรมชาตชิ นดิ หนง่ึ ซง่ึ ไมม รี ปู รา งสณั ฐานทใี่ หเ หน็ ไดด ว ยนยั นต า เปน ธรรมชาตทิ ่ี ไมใ ชร ปู แตเ รยี กวา นาม คอื นามเจตสกิ เวทนานไ้ี มใ ชเ รา และเรากไ็ มใ ชเ วทนา ตอ เมอ่ื มี เหตมุ ปี จ จยั เวทนากเ็ กดิ ขน้ึ ปรากฏขน้ึ จะหา มไมใ หเ กดิ กห็ า มไมไ ด ครนั้ หมดเหตหุ มดปจ จยั แลว เวทนากด็ บั ไปเอง ไมด ำรงคงอยตู ลอดไป ความรใู นเวทนาดงั กลา วนแ้ี หละทเ่ี รยี กวา เวทนานุปสสนาสติปฏฐาน อันเปนอารมณของวิปสสนากัมมัฏฐาน ซ่ึงมีความสามารถ ประหานสกั กายทฏิ ฐไิ ด ความจรงิ เวทนานกี้ เ็ กดิ อยเู สมอทุกขณะ ไมม วี า งเวน เลย ชนทงั้ หลายกร็ สู กึ ทกุ ขห รอื สขุ อยู แตไ ปยดึ ถอื วา เราทกุ ขเ ราสขุ จงึ ไมอ าจทจี่ ะละสกั กายทฏิ ฐไิ ดเ ลย ดงั นไี้ มเ รยี กวา เวทนานน้ั เปน อารมณข องสตปิ ฏ ฐาน หรอื เปน อารมณข องวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน๔๔ ๔๓ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทท่ี ๗ สมจุ จยสงั คหวภิ าค, หนา ๔๓. ๔๔ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๔๘.
3 - 45 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๓. จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน บรรพที่ ๑๖ คอื จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ใน จติ โดยมสี ตติ งั้ มน่ั พจิ ารณาเหน็ จติ ใน จติ และ พจิ ารณาเนอื งๆ ซงึ่ จติ คอื วญิ ญาณขนั ธ ทง้ั หมด ๑๖ ประเภท ไดแ ก ๑) สราค คอื จติ ทม่ี รี าคะ ๒) วตี ราค คอื จติ ทไ่ี มม รี าคะ ๓) สโทส คอื จติ ทมี่ โี ทสะ ๔) วีตโทส คอื จติ ทไ่ี มม โี ทสะ ๕) สโมห คอื จติ ทมี่ โี มหะ ๖) วตี โมห คอื จติ ทไ่ี มม โี มหะ ๗) สงขฺ ติ ตฺ คอื จติ ทม่ี ถี นี มทิ ธะ ๘) วกิ ขฺ ติ ตฺ คอื จติ ทฟี่ งุ ซา น ๙) มหคคฺ ต คอื จติ ทเ่ี ปน รปู าวจร อรปู าวจร ๑๐) อมหคคฺ ต คอื จติ ทไี่ มใ ชร ปู าวจร อรปู าวจร (หมายถงึ กามาวจร) ๑๑) สอตุ ตฺ ร คอื จติ ทเี่ ปน กามาวจร ๑๒) อนตุ ตฺ ร คอื จติ ทีไ่ มใ ชโ ลกตุ ตร (หมายถงึ รปู าวจร และอรปู าวจร) ๑๓) สมาหติ คอื จติ ทเ่ี ปน สมาธิ ๑๔) อสมาหติ คอื จติ ทไ่ี มเ ปน สมาธิ ๑๕) วิมุตฺติ คอื จติ ทปี่ ระหานกเิ ลส พน กเิ ลส ๑๖) อวมิ ตุ ตฺ ิ คอื จติ ทไ่ี มไ ดป ระหานกเิ ลส ไมพ น กเิ ลส๔๕ จติ ทงั้ ๑๖ นี้ ใชเ ปน อารมณแ หง สตปิ ฏ ฐาน ในการเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน การกำหนด พิจารณาจิตเหลานี้ในการเจริญวิปสสนากัมมัฏฐาน ก็เพ่ือใหรูเทาทันวาจิตที่กำลังเกิดอยูน้ัน เปน จติ โลภ จติ โกรธ จติ หลง จิตฟงุ ซา น หรอื เปน จติ ชนดิ ใด เมอ่ื รปู ระจกั ษช ดั เชน นก้ี ท็ ำให เกดิ ความรตู อ ไปวา ทโ่ี ลภ ทโ่ี กรธ ทห่ี ลงนน้ั เปน อาการของจติ หาใชว า เราโลภ เราโกรธ เรา หลงไม เพราะจติ นไี้ มใ ชต วั เรา และเรากไ็ มใ ชจ ติ จะหา มไมใ หจ ติ อยา งนนั้ เกดิ ใหเ กดิ แต ๔๕ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๔๙.
3 - 46 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ จติ อยา งนเี้ ถอะ กไ็ มไ ดเ ลย จติ ยอ มเกดิ ขนึ้ ตามเหตตุ ามปจ จยั ทม่ี าปรงุ แตง เหตปุ จ จยั ทม่ี า ปรงุ แตง จติ มสี ภาพอยา งใด จติ กม็ อี าการเปน ไปอยา งนนั้ เมอื่ หมดเหตหุ มดปจ จยั จติ กด็ บั ไป จติ เปน ธรรมชาตชิ นดิ หนง่ึ ซงึ่ ไมม รี ปู รา งตวั ตน เหน็ ดว ยนยั นต ากไ็ มไ ด เปน ธรรมชาตทิ ไ่ี ม ใชร ปู แตเ ปน ธรรมชาตทิ เี่ รยี กวา นาม คอื นามจติ ความรใู นจติ ดงั กลา วนจ้ี งึ จะเรยี กไดว า เปน จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน อนั เปน อารมณข องวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ซง่ึ มคี วามสามารถท่ี จะละสกั กายทฏิ ฐิ คอื ความยดึ ถอื วา เปน จติ เรา จติ เขา นน้ั เสยี ได๔๖ ๔. ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน บรรพท่ี ๑๗ คอื ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ใน นวิ รณ ๕ ไดแ ก จติ ทม่ี กี ามฉนั ท พยาบาท ถนี มทิ ธะ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ และวจิ กิ จิ ฉา โดยพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมภายในบา ง พจิ ารณา เหน็ ธรรมในธรรมภายนอกบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมทง้ั ภายในทง้ั ภายนอกบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขนึ้ ในธรรมบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอ่ื มในธรรมบา ง พจิ ารณา เหน็ ธรรม คอื ทง้ั ความเกดิ ขนึ้ ทง้ั ความเสอ่ื มในธรรมบา ง ยอ มอยู อกี อยา งหนง่ึ สตทิ ต่ี ง้ั มนั่ อยวู า ธรรมมอี ยู กเ็ พยี งสักวา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นน้ั บรรพที่ ๑๘ คอื ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ในอปุ าทานขนั ธ ๕ ไดแ ก รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณ โดยพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรม เหน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขน้ึ ในธรรมบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอื่ มในธรรมบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ทง้ั ความเกดิ ขนึ้ ทงั้ ความ เสอ่ื มในธรรมบา ง ยอ มอยู อกี อยา งหนง่ึ สตทิ ตี่ งั้ มนั่ อยวู า ธรรมมอี ยู กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นนั้ บรรพท่ี ๑๙ คอื ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ใน อายตนะ ๑๒ โดยพจิ ารณาเหน็ ธรรมใน ธรรม คอื อายตนะภายในและภายนอก ๖ บรรพที่ ๒๐ คอื ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ในโพชฌงค ๗ ไดแ ก สติ ธมั มวจิ ยะ วริ ยิ ะ ปต ิ ปส สทั ธิ สมาธิ และ อเุ บกขา โดยพจิ ารณาธรรมในธรรมคอื โพชฌงค ๗ บรรพที่ ๒๑ คือ ธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน ในอริยสัจ ๔ ไดแก ทุกข ทุกขสมุทัย ทกุ ขนโิ รธ และทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา โดยพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมคอื อรยิ สจั ๔ ๔๖ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๕๐.
3 - 47 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน ใชในการเจริญวิปสสนากัมมัฏฐานอยางเดียว เปนการ พจิ ารณาใหร ใู หเ หน็ ทง้ั รปู ทงั้ นาม จงึ กลา วไดว า กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เวทนานปุ ส สนา สตปิ ฏ ฐาน และ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานทง้ั ๓ นี้ ยอ มรวมลงได ในธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน น้ี ทงั้ สนิ้ ๔๗ จ. หลกั ฐานและสภาวะของวปิ ส สนาญาณ ๑๖ วปิ ส สนาญาณ เปน ผลของวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ซงึ่ หมายถงึ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนรเู หน็ วา ขนั ธ ๕ เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา คอื เหน็ ประจกั ษแ จง ซงึ่ ไตรลกั ษณแ หง รปู และนาม โดย อาศัยวิปสสนากัมมัฏฐานเปนฐานในการฝกปฏิบัติ เพื่อใหเกิดวิปสสนาญาณ หรือที่เรียกวา โสฬสญาณ นน้ั มเี นอ้ื หาสาระปรากฏในขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค ทว่ี า ดว ย ญาณ ๗๓๔๘ ซงึ่ ทา นพระสารบี ตุ รไดอ ธบิ ายสาระสำคญั ของโสฬสญาณไว เพยี งแตไ มร ะบชุ อ่ื ญาณ เหมอื น ทป่ี รากฏในคมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรคทเี่ รยี งวปิ ส สนาญาณตามลำดบั ทงั้ ๑๖ ขน้ั ฉะนน้ั ความหมาย และทม่ี าของญาณ ปรากฏทงั้ ในพระไตรปฎ กและคมั ภรี อ รรถกถาอยา งครบถว น เพยี งแต บางญาณถูกจัดรวมเขาเปนหมวดหมูกัน และบางญาณก็ถูกเรียกช่ือแตกตางกันออกไป วปิ ส สนาญาณทงั้ ๑๖ ทเ่ี กดิ จากผลของการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ซง่ึ เปน เสน ทางตรงสู พระนพิ พาน มดี งั ตอ ไปน๔้ี ๙ ๑. นามรปู ปรจิ เฉทญาณ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนเหน็ รปู และนามวา เปน คนละสงิ่ คนละ สว น ซงึ่ ไมไ ดป นกนั จนแยกกนั ไมไ ด ญาณนเี้ รมิ่ ตน มาจาก ธมั มฏั ฐติ ญิ าณ (ปญ ญาของการ กำหนดปจ จยั แหง นามรปู ) นามรปู ปรจิ เฉทญาณถงึ แมจ ะมไิ ดป รากฏในพระไตรปฎ ก คมั ภรี ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค๕๐ แตใ นคมั ภรี พ ระไตรปฎ ก อรรถกถาไดข ยายธมั มฏั ฐติ ญิ าณ ออกเปน นามรปู ปรจิ เฉท และปจ จยั ปรคิ คหญาณ โดยใหช อ่ื ของญาณที่ ๑ นวี้ า “นามรปู - ววตั ถานญาณ” ทห่ี มายถงึ การกำหนดธรรมทอ่ี าศยั ปจ จยั เกดิ ขนึ้ ลว นแตส ำเรจ็ ดว ยการกำหนด ๔๗ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๕๑. ๔๘ ข.ุ ป. ๓๑/มาตกิ า/๑-๖. ๔๙ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๙ ปกณิ ณกสงั คหวภิ าค, หนา ๗๗-๗๙., พระศรวี รญาณ (บญุ ชติ ญาณสวํ โร), “หลกั การปฏบิ ตั พิ ระกมั มฏั ฐานในพระไตรปฎ ก”, เกบ็ เพชรจากคมั ภรี พระไตรปฎ ก, ๒๕๔๒, หนา ๓๑๔-๓๑๙. ๕๐ ข.ุ ป. ๓๑/๔๕/๗๐.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 642
Pages: