Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Published by Chalermkiat Deesom, 2020-08-19 23:59:17

Description: คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Search

Read the Text Version

1 - 42 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ แสดงอาการใหเ หน็ เปน รปู คนตายกต็ าม นกั ปฏบิ ตั ผิ มู สี ตดิ ี ยอ มพลกิ จติ ของตน ทวนกลบั เขา มาตง้ั สติ กำหนดจติ ไวใ หด ี แลว วติ กถามดว ยในใจวา “รปู นเี้ ทย่ี งหรอื ไมเ ทยี่ ง จะแกเ ฒา ชรา ตายลงไปหรอื ไม ?” เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจดงั นแี้ ลว พงึ หยดุ และวางคำทนี่ กึ นนั้ เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นงิ่ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนไดค วามรแู จง ขน้ึ เอง ปรากฏเหน็ ชดั ซงึ่ รปู นมิ ติ นนั้ ไมเ ทย่ี ง แกเ ฒา ชราไปเอง ตลอดจนเพง ใหต าย กต็ ายลงเอง ตามอาการ ทว่ี ติ กในใจนน้ั ๆ ทกุ ประการ ตอ แตน น้ั จะวติ กในใจใหเ หน็ ซงึ่ รปู นมิ ติ ทต่ี ายแลว เปอ ยเนา ตลอดจนแตกทำลาย กระจดั กระจาย เปน ดนิ เปน นำ้ เปน ลม เปน ไฟ ไปตามธรรมดา ธรรมธาตุ ธรรมฐติ ิ ธรรมนยิ าม ยอ มไดต ามประสงคต ลอดปลอดโปรง ทกุ ประการ เวน แตจ ติ ถอนจาก สมาธแิ ลว หรอื นกึ คาดคะเน หรอื นกึ เดาเอาเทา นนั้ จงึ ไมส ำเรจ็ สมประสงค อนั นกั ปฏบิ ตั ผิ ู ชำนาญจรงิ แลว ยอ มไมใ ชค าดคะเนและไมน กึ เดาเอา คอื ยอ มทำตามระเบยี บวธิ ที ถ่ี กู ตอ ง จรงิ ๆ จงึ สำเรจ็ ตามประสงค แกป ฏภิ าคนมิ ติ ภายใน ในขณะเมื่อพิจารณาปฏิภาคนิมิตภายนอกไดความชัดแลว ช่ือวา แกปฏิภาคนิมิต ภายนอกไดแ ลว อยา หยดุ เพยี งแคน นั้ หรอื อยา พงึ เปน ผปู ระมาททอดธรุ ะเสยี ใหน อ มเอา จติ ของตนทวนกระแสกลบั เขา มาพจิ ารณาภายในรา งกายของเราเอง ในเบอื้ งตน ถา จติ ของ ตนไมป ลอดโปรง คอื ไมแ ลเหน็ รา งกายสว นใดสว นหนง่ึ ใหพ งึ รวมเอาแตจ ติ ใหส นทิ อยกู อ น เมอ่ื จติ ของตนรวมสนทิ ดแี ลว พงึ ใชอ บุ ายวติ กดงั กลา วแลว ในทนี่ ป้ี ระสงคใ หว ติ กวา ศลี ของ เรากบ็ รสิ ทุ ธดิ์ แี ลว สมาธขิ องเรากต็ ง้ั มนั่ ดแี ลว เมอ่ื มศี ลี กต็ อ งมสี มาธิ เมอ่ื มสี มาธกิ ต็ อ งมี ปญ ญา บดั นม้ี ศี ลี สมาธิ แลว ปญ ญาเปน อยา งไร เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจดงั นแี้ ลว พงึ หยดุ และวางคำทว่ี ติ กนน้ั เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนกวา ได ความรแู จง ขน้ึ เองปรากฏเหน็ ชดั ซงึ่ ผรู ทู งั้ หลายมาชบ้ี อกวา ทางนเ้ี ปน ทางรกั ทางนเี้ ปน ทางเกลยี ด ทางนเี้ ปน ทางมชั ฌมิ าปฏปิ ทา พรอ มทงั้ แลเหน็ เปน ทางโปรง โลง ทง้ั ๗ ทาง ในขณะเดยี วกนั กร็ ชู ดั ไดว า ปญ ญาคอื ความเหน็ ชอบ พรอ มทง้ั ความรกู ร็ อบคอบดว ย ตอ แตน นั้ พงึ วติ กถามถงึ สว นของรา งกายภายในรา งกายตนเองเปน ตอนๆ ไป ใน

1 - 43 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ ตอนแรก พงึ วติ กวา รา งกายของเราเปน อยา งไร เทย่ี งหรอื ไมเ ทย่ี ง จะแกเ ฒา ชราและแตก ทำลายเปอ ยเนา ลงไปเหมอื นกนั หรอื ไม เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจเชน นน้ั แลว พงึ หยดุ และวาง คำวติ กนน้ั เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นงิ่ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนกวา ไดค วามรแู จง ขนึ้ เอง และแลเหน็ ชดั แจง ประจกั ษว า รา งกายของเรา แกเ ฒา ชราและลม ตายลงไปในปจ จบุ นั ทนั ใจในขณะนน้ั สำเรจ็ สมประสงค ตอนท่ี ๒ พงึ วติ กถามดว ยในใจวา อาการ ๓๒ ภายในรา งกายเรา สว นไหนตงั้ อยู อยา งไร มลี กั ษณะอาการเปน อยา งไร หทยั วตั ถุอยทู ไ่ี หน ครนั้ เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจดงั น้ี แลว พงึ หยดุ และวางคำวติ กนน้ั เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนกวา ไดค วามรแู จง ขน้ึ เองปรากฏเหน็ ชดั ซง่ึ ดวงหทยั วตั ถตุ ง้ั อยทู รวงอกขา งซา ย มรี ปู ลกั ษณะ คลา ยดอกบวั ตมู มหี นา ทท่ี ำงานฉดี เลอื ดสง ไปเลย้ี งรา งกาย เมอ่ื เหน็ เครอ่ื งภายในกอ นดงั นี้ พงึ พจิ ารณาเครอื่ งภายในใหต ลอด คอื พจิ ารณามา มวา ตง้ั อยทู ไ่ี หน มรี ปู ลกั ษณะอาการเปน อยา งไร ใหว ติ กถามดว ยในใจ แลว วางคำวติ กนนั้ เสยี กำหนดจติ รวมใหส นทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ย ความวางเฉย จนกวา รขู นึ้ เองวา มา มตง้ั อยขู า งซา ยของดวงหทยั วตั ถุ มรี ปู ลกั ษณะคลา ยตบั มสี แี ดง สว นตบั นน้ั ตง้ั อยขู า งขวาของดวงหทยั วตั ถุ มสี ดี ำคล้ำ ปอดตง้ั อยทู รวงอกเบอื้ ง บน มหี นา ทรี่ บั ลมหายใจเขา ออก และสง ไปเลย้ี งรา งกายทวั่ สรรพางคก าย อนั ตงั ไสใ หญ ตอ จากลำคอลงไป มีกระเพาะอาหาร สำหรบั รบั อาหารใหม ตอ จากกระเพาะอาหารใหมล ง ไป เรยี กวา ลำไสใ หญ ตงั้ อยใู นทอ งของเรา เปน เขตๆ มีไสน อ ยรดั รงึ เรยี กวา สายรดั ไส ตอ จากลำไสใ หญ มีกระเพาะอาหารเกา สำหรบั รบั กากของอาหาร ตอ จากกระเพาะอาหาร เกา ลงไป เปน ทวารหนกั สำหรบั ถา ยอจุ จาระ เมื่อเห็นแจงข้ึนเอง ซ่ึงเคร่ืองภายในชัดเจนตลอดแลว พึงพิจารณาอาการ ๓๒ เปน อนโุ ลม ปฏโิ ลม โดยปจ จตั ตงั รจู ำเพาะกบั จติ ไมใ ชน กึ ไปตามตำราทจ่ี ำได นกั ปราชญ ทงั้ หลายยอ มนกึ วติ กถามผรู ู ในเวลานงั่ สมาธริ วมจติ สนทิ ดแี ลว มสี ตกิ ำหนดจติ ไดแ ลว พงึ วติ กถามดว ยในใจวา ตโจ แปลวา หนงั หมุ รา งกายเรา ตายแลว ถกู เผา ถมแผน พระธรณี

1 - 44 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ เกสา แปลวา ผม ตงั้ อยทู ไี่ หน มรี ปู พรรณสณั ฐานอยา งไร เมอ่ื วติ กถามแลว พงึ หยดุ และวางคำถามนนั้ เสยี มสี ติ รวมจติ ใหส นทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนปรากฏ เหน็ ชดั ขน้ึ เองวา ผมอยบู นศรี ษะ มสี ดี ำคล้ำ รปู พรรณสณั ฐานเปน เสน ยาวๆ แกแ ลว หงอก ขาว ตายแลว ลงถมแผน ดนิ โลมา แปลวา ขน เกดิ อยตู ามขมุ ขน มที ว่ั รา งกาย ครน้ั เมอ่ื เราตาย ถมแผน พระธรณี นขา แปลวา เลบ็ มอี ยทู ปี่ ลายนวิ้ ทง้ั เทา ทงั้ มอื ทกุ คนยอ มถอื วา เลบ็ ของตน สน้ิ ชพี วายชนมล งถมแผน ดนิ ทนั ตา แปลวา ฟน ในปากของเรา ครน้ั เมอื่ แกเ ฒา ฟน เราโยกคลอน หนกั เขา หลดุ ถอนลงถมแผน ดนิ ตโจ แปลวา หนงั หมุ รา งกายเรา ตายแลว ถกู เผา ถมแผน พระธรณี ครนั้ เมอื่ พจิ ารณาปรากฏเหน็ เอง แจง ประจกั ษใ จตามความเปน จรงิ ในมลู กรรมฐาน นแ้ี ลว ชอื่ วา พจิ ารณาเปน อนโุ ลม พงึ พจิ ารณายอ นกลบั เปน ปฏโิ ลม กลบั ไปกลบั มาใหช ำนาญ ดแี ลว จงึ พจิ ารณาเปน ลำดบั ตอ ไปอกี วา มงั สงั แปลวา เนอื้ มหี นงั หมุ อยู จะแลดดู ว ยตายอ มไมเ หน็ เมอ่ื เราจะพจิ ารณาดซู ง่ึ เนอ้ื จำเปน จะตอ งถลกหนงั นอ้ี อกใหห มดเสยี กอ น จงึ จะพจิ ารณาดซู งึ่ เนอื้ ใหเ หน็ จรงิ แจง ประจกั ษ ได แตจ ะตอ งถลกออกดว ยอบุ ายปญ ญา ครนั้ พจิ ารณาเหน็ ดงั นนั้ แลว พงึ ทำในใจดว ยอบุ าย ทชี่ อบ คอื มสี ตยิ กจติ ขน้ึ เพง ใหห นงั เลกิ ออกไป ตงั้ แตห นงั ศรี ษะเปน ตน ไปโดยลำดบั ตลอด ถงึ หนงั พน้ื เทา เปน ทสี่ ดุ เสรจ็ แลว เอากองไวท พี่ น้ื แผน ดนิ เมอื่ พจิ ารณาใหห นงั เลกิ ออกไป หมดแลว กแ็ ลเหน็ กลา มเนอ้ื เปน กลา มๆ ทว่ั สรรพางคก าย จงึ ตงั้ สติ กลบั จติ ใหร วมสนทิ แลวยกจิตขึ้น เพงใหกลามเน้ือหลุดออกจากกระดูกหมดทุกกลาม ตลอดทั่วสรรพางคกาย ตกลงไปกองอยูที่พ้ืนแผนดิน เม่ือกลามเน้ือหลุดออกจากโครงกระดูกหมดแลว ก็แลเห็น เสนเอ็นอยางกระจางแจงวา เสนเอ็นทั้งหลายรัดรึงโครงกระดูกใหติดกันอยูได เม่ือ จะพิจารณาใหเ สน เอน็ หลดุ จากโครงกระดกู นนั้ จงึ พลกิ จติ ใหก ลบั รวมสนทิ ดแี ลว ยกจติ ขน้ึ เพง ใหเ สน เอน็ ทง้ั หลายหลดุ จากโครงกระดกู หมดทกุ เสน เมอื่ เสน เอน็ หลดุ จากโครงกระดกู

1 - 45 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ หมดแลว กแ็ สดงใหแ ลเหน็ โครงกระดกู ไดอ ยา งกระจา งแจง เมอื่ เหน็ โครงกระดกู แจม แจง แตเ ครอ่ื งภายในโครงกระดกู ยงั มอี ยู พงึ กระทำพธิ พี จิ ารณาใหเ ครอ่ื งภายในโครงกระดกู นนั้ หลดุ ออกไปกอ น แลว จงึ พจิ ารณายกจติ ขนึ้ เพง ใหโ ครงกระดกู หลดุ ออกเมอ่ื ภายหลงั วธิ พี จิ ารณาใหเ ครอื่ งภายในหลดุ ออกจากโครงกระดกู ใหม สี ตพิ ลกิ จติ กำหนดรวม จติ ใหส นทิ แนว แน แลว ยกจติ ขน้ึ เพง ใหเ ครอื่ งภายในหลดุ ออกจากโครงกระดกู ทลี ะอยา งๆ คอื เพง มา ม ใหม า มหลดุ ออกไป เพง หทยั วตั ถุ ใหห ทยั วตั ถหุ ลดุ ออกไป เพง ตบั ใหต บั หลดุ ออกไป เพง พงั ผดื ใหพ งั ผดื หลดุ ออกไป เพงไต ใหไ ตหลดุ ออกไป เพง ปอด ใหป อดหลดุ ออกไป เพง ลำไสใ หญ ใหล ำไสใ หญห ลดุ ออกไป เพง ไสน อ ย ใหไ สน อ ยหลดุ ออกไป เพง อาหารใหม อาหารเกา ใหอ าหารใหม อาหารเกา หลดุ ออกไป เมื่อเคร่ืองภายในโครงกระดูกหลุดออกไปหมดแลว ธาตุนำ้ ท้ังหลาย มีนำ้ เลือด นำ้ เหลอื งเปน ตน มนี ำ้ มตู ร [ปส สาวะ] เปน ทส่ี ดุ กห็ ลดุ ออกจากโครงกระดกู ตกลงไปกองอยู ทพ่ี น้ื แผน ดนิ เมอ่ื มสี ตเิ พง พจิ ารณาใหเ ครอื่ งภายในภายนอกหลดุ ออกจากโครงกระดกู หมด แลว ก็แสดงใหเห็นโครงกระดูกอยางชัดเจนแจมแจง ทั้งขางในขางนอก จึงพิจารณา โครงกระดกู เปน อนโุ ลมปฏโิ ลมตอ ไป วธิ พี จิ ารณาโครงกระดกู พงึ มสี ติ กำหนดจติ ใหร วมสนทิ ดเี รยี บรอ ยกอ น แลว ยกจติ ขนึ้ เพง พจิ ารณากำหนด ใหร โู ครงกระดกู โดยลำดบั ตงั้ แตเ บอื้ งบนลงไปถงึ ทสี่ ดุ เบอ้ื งต่ำ คอื เพง พจิ ารณาดู กระดกู กะโหลกศรี ษะ และกำหนดใหร แู จง วา กระดกู กะโหลกศรี ษะน้ี เปน แผน โคง เขา หากนั มฟี น เกาะกนั ไวเ ปน กะโหลกอยไู ด

1 - 46 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พทุ โธ กระดกู คอ เปน ขอ ๆ และเปน ทอ นๆ สวมกนั ไวเ ปน ลำดบั ลงไป กระดกู หวั ไหล กระดกู ไหปลารา ตอ ออกจากระหวา งกระดกู ทง้ั ๒ ขา ง กระดกู แขน ทง้ั ๒ ขา ง กระดกู ขอ ศอก ทงั้ ๒ ศอก กระดกู ขอ มอื กระดกู ฝา มอื กระดกู นวิ้ มอื ทง้ั ๑๐ นวิ้ กระดกู ซโี่ ครงทงั้ ๒๔ ซ่ี กระดกู สนั หลงั เปน ขอ ๆ และเปน ทอ นๆ สวมกนั ไวเ ปน ลำดบั ลงไปตง้ั แตก ระดกู คอ ตลอดถงึ กระดกู บน้ั เอว กระดกู สะโพก กระดกู โคนขา กระดกู เขา กระดกู แขง กระดกู ขอ เทา กระดกู ฝา เทา กระดกู นว้ิ เทา ทงั้ ๑๐ นว้ิ พจิ ารณาโดยลำดบั อยา งน้ี เรยี กวา พจิ ารณาเปน อนโุ ลม เมอ่ื พจิ ารณาเปน อนโุ ลมโดยลำดบั ดงั นแ้ี ลว พงึ พจิ ารณายอ นกลบั เปน ปฏโิ ลม ดงั ตอ ไปนี้ พงึ มสี ติ กำหนดจติ ใหร วมสนทิ เปน หนง่ึ ตลอดไป ยกจติ ขน้ึ เพง พจิ ารณา กำหนดรู โครงกระดกู ยอ นกลบั เปน ปฏโิ ลม ตง้ั แตเ บอื้ งตำ่ ลำดบั ขน้ึ ไป จนถงึ สดุ เบอื้ งบน คอื เพง พจิ ารณาดใู หร ใู หเ หน็ กระดกู นว้ิ เทา ทง้ั ๑๐ ตลอด แลว เพง พจิ ารณา ดใู หร ใู ห เหน็ กระดกู ฝา เทา กระดกู ขอ เทา กระดกู เทา กระดกู เขา กระดกู โคนขา กระดกู สะโพก กระดกู บน้ั เอว กระดกู สนั หลงั กระดกู ซโ่ี ครง กระดกู หวั ไหล กระดกู ไหปลารา กระดกู แขน กระดกู ศอก กระดกู ขอ มอื กระดกู ฝา มอื กระดกู นวิ้ มอื กระดกู คอ กระดกู กะโหลก ศรี ษะ พจิ ารณายอ นกลบั ตง้ั แตเ บอื้ งตำ่ ตลอดขน้ึ ไปจนถงึ เบอ้ื งบนอยา งน้ี เรยี กวา พจิ ารณา เปน ปฏโิ ลม พจิ ารณารวมศนู ยก ลาง เมอื่ พจิ ารณาโครงกระดกู เปน อนโุ ลม ปฏโิ ลม ถอยลง ถอยขน้ึ รอบคอบตลอดแลว พงึ พจิ ารณารวมศนู ยก ลางทที่ า มกลางอก ดงั ตอ ไปน้ี พงึ มสี ติ รวมจติ พรอ มทงั้ รวมความคดิ เหน็ ทไ่ี ดพ จิ ารณาเหน็ โครงกระดกู ตงั้ แตเ บอื้ ง

1 - 47 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ บนลงไปถงึ เบอ้ื งลา ง ตงั้ แตเ บอ้ื งลา งยอ นกลบั ขนึ้ มาจนถงึ เบอ้ื งบน รอบคอบตลอดแลว นนั้ ทวนกระแสรวมเขา ตง้ั ไวใ นทา มกลางอก มสี ตพิ จิ ารณาใหร แู จง วา “รา งกายน้ี กเ็ ปน แตเ พยี ง สกั วา กาย ถา ไมม ใี จครอง กไ็ มร สู กึ รนู กึ รคู ดิ และเคลอื่ นไหวไปมาไมไ ด มวี ญิ ญาณจติ ดวง เดยี วเทา นนั้ เปน ใหญใ นชวี ติ ของเรา รา งกายทงั้ สน้ิ นกี้ อ็ ยใู นใตอ ำนาจแหง จติ ดวงน้ี เพราะ ฉะนน้ั จำเปน เราตอ งรวมเอาดวงจติ ของเราเขา ตง้ั ไวใ หเ ปน เอกจติ เอกธรรม เอกมรรค คอื ใหเ ปน จติ ดวงเดยี ว ตงั้ มน่ั อยทู ที่ รวงอก” วธิ ที ี่ ๒ ดงั กลา วมานี้ เรยี กวา เจรญิ ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี จบเทา น้ี เจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี แปลวา ละ หรอื วาง นมิ ติ ไดข าด นักปฏิบัติในธรรมวินัยนี้ เปนผูมีเพียรเพงอยู และประสงคจะบำเพ็ญตนใหกาวสู โลกตุ ตรธรรม จงึ จำเปน ตอ งเจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ตี อ ไป การเจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี ยอ มเจรญิ ดว ยวปิ ส สนากรรมฐาน ๓ ประการ คอื ๑. วปิ ส สนานโุ ลม ใชบ รกิ รรมภาวนาอนโุ ลมเขา หาวปิ ส สนาวธิ ี ๒. วปิ ส สนาสญุ ญตวโิ มกข ใชบ รกิ รรมภาวนาดบั สญั ญาใหข าดสญู ๓. วปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ ใชบ รกิ รรมภาวนาวปิ ส สนาญาณวธิ ใี หเ ตม็ รอบ ระงบั นมิ ติ ใหข าดถอนอปุ าทานขนั ธ ตลอดจนถอนตณั หาทง้ั โคน บดั นจี้ ะกลา วภมู จิ ติ แหง นกั ปฏบิ ตั ทิ ส่ี มควรไดเ จรญิ วปิ ส สนา ทงั้ ๓ ประการ อยา งใด อยา งหนงึ่ เพอ่ื ผปู ฏบิ ตั จิ ะไดป ฏบิ ตั ถิ กู คอื ๑. นักปฏิบัติบางคนหรือบางรูปเมื่อน่ังสมาธิภาวนารวมจิตใหสนิทไดดี แตมีปติ แรงกลา บงั เกดิ ขนึ้ ทบั ถมกลบเกลอ่ื นดวงใจ จะยกจติ ขนึ้ พจิ ารณาอะไรกไ็ มส ะดวก ๒. นักปฏิบัติบางคนหรือบางรูป เม่ือนั่งสมาธิภาวนา รวมจิตก็สนิทไดดีเหมือนกัน แตเ มอ่ื บงั เกดิ มนี มิ ติ ขนึ้ มาก เหลอื วสิ ยั ทจ่ี ะแกไ ขได กลายเปน สญั ญาเนอื่ งอยใู น จติ ระงบั ไมไ ด จำเปน ตอ งเจรญิ วปิ ส สนาสญุ ญตวโิ มกข ใชบ รกิ รรมภาวนา วา “สพเฺ พ สงขฺ ารา สพพฺ สญฺ า อนตตฺ า” เปน ตน

1 - 48 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พทุ โธ ๓. นกั ปฏบิ ตั ผิ มู ภี มู จิ ติ สงู ไดเ จรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ ี และไดเ จรญิ ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี จนตลอด ดงั กลา วแลว เชอ่ื วา มภี มู จิ ติ สงู กา วลว งวปิ ส สนานโุ ลม และวปิ ส สนา- สญุ ญตวโิ มกขแ ลว ควรไดเ จรญิ วปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ ตอ ไป ในขณะเมอื่ ตรวจคน ปฏภิ าคนมิ ติ เลกิ ถอนเครอื่ งภายในภายนอกหมดแลว ยงั เหลอื แตโ ครงกระดกู เปลา และไดพ จิ ารณาโครงกระดกู เปน อนโุ ลม ปฏโิ ลม รอบคอบตลอดแลว ไดร วมจติ ใหส นทิ ตง้ั มนั่ ในทที่ รวงอกดแี ลว มสี ติ ยกจติ ขน้ึ เพง ซงึ่ โครงกระดกู นน้ั ดว ย อบุ ายปญ ญา ซงึ่ บงั เกดิ ขน้ึ เอง แลเหน็ ดว ยในใจของตนเองวา โครงกระดกู ทงั้ สนิ้ น้ี เปน ของไมใ ชต น ไมใ ชต วั ไมใ ช เรา ไมใ ชเ ขา ชอ่ื วา เหน็ อนตั ตา ดว ยในใจของตนเอง และเหน็ เปน อนจิ จงั ไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข แนแ กใ จแลว ยกคำบรกิ รรมวปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ ขนึ้ บรกิ รรมภาวนาวา “สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า อนจิ จฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า ทกุ ขฺ า” ใหบ รกิ รรมภาวนา นกึ อยใู นใจอยา งเดยี ว ไมอ อกปาก และไมใ หม เี สยี ง มสี ตกิ ำหนดจติ เพง ดว ยความนงิ่ และวางเฉย จนกวา จะปรากฏเหน็ โครงกระดกู นน้ั หลดุ ถอนจากกนั ตกลงไปกองอยทู พี่ น้ื แผน ดนิ เมอื่ ปรากฏเหน็ แจง ชดั วา โครงกระดกู นนั้ หลดุ ออกจากกนั ตกลงไปกองอยทู พ่ี นื้ แผน ดนิ หมดแลว พงึ มสี ตยิ กจติ ขนึ้ เพง และบรกิ รรมภาวนาวปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั อิ กี วา “สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า อนจิ จฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า ทกุ ขฺ า” ใหน กึ อยใู นใจอยา งเดยี ว จนกวา จะปรากฏเหน็ ชดั วา เครอ่ื งอวยั วะทกุ สว นทตี่ กลงไป กองอยทู พี่ น้ื แผน ดนิ นนั้ ไดล ะลายกลายเปน ดนิ เปน นำ้ เปน ลม เปน ไฟ ไปเองหมดแลว เมอื่ จะระงบั สญั ญาทห่ี มายพน้ื แผน ปฐพี พงึ มสี ตยิ กจติ ขน้ึ เพง บรกิ รรมภาวนา วปิ ส สนา- วโิ มกขปรวิ ตั ิ ดงั กลา วแลว เมอ่ื จะระงบั เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ใหบ รกิ รรมภาวนา วปิ ส สนา- วโิ มกขปรวิ ตั ิ แบบเดยี วกนั

1 - 49 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ ตลอดระงบั อรปู ฌานทง้ั ๔ กใ็ ชค ำบรกิ รรมภาวนา วปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ แบบนี้ ตลอดไป นแ้ี ลชอื่ วา ไดเ จรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี ในตอนสดุ ทา ยน้ี ขอเตอื นไวว า ในเวลาไดใ ชค ำบรกิ รรมภาวนาวปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ นี้ พจิ ารณาใหโ ครงกระดกู ละลายไปเองแลว กด็ ี และไดพ จิ ารณาใหเ ครอ่ื งอวยั วะตา งๆ ท่ี ตกลงไปกองอยพู น้ื แผน ดนิ นน้ั ละลายกลายเปน ดนิ เปน นำ้ เปน ไฟ เปน ลม ไปแลว กด็ ี ตลอด ไดเ พง พจิ ารณาใหพ นื้ แผน ดนิ ละลายไปเองแลว กด็ ี พงึ เปน ผมู สี ตบิ รบิ รู ณ กำหนดเอาจติ ของ ตนไวใ หร วมสนทิ เปน เอกจติ เอกธรรม เอกมรรค คอื เปน หนง่ึ อยกู บั ทต่ี ลอดไป อยา พงึ เปน ผปู ระมาททอดธรุ ะ ปลอ ยจติ ของตนใหฟ งุ ซา นไป เมอื่ ไดบ ำเพญ็ ขอ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบในพระพทุ ธศาสนาดงั กลา วมาถงึ ขนั้ นแ้ี ลว ยอ ม แลเหน็ อานสิ งสแ หง การปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนามากไมม ปี ระมาณ ชอื่ วา ไดถ งึ พระไตรสรณคมน อนั แทจ รงิ สว นทยี่ ง่ิ กวา นยี้ งั มอี ยอู กี

1 - 50 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พุทโธ ตวั อยา งคำสอนเรอ่ื งการเจรญิ ภาวนา ของพระอาจารยม นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต ภาวนา คอื การอบรมใจใหฉ ลาดเทยี่ งตรงตอ เหตผุ ลอรรถธรรม รจู กั วธิ ปี ฏบิ ตั ติ อ ตวั เองและสง่ิ ทง้ั หลาย ยดึ การภาวนาเปน รวั้ กน้ั ความคดิ ฟงุ ของใจใหอ ยใู นเหตผุ ล อนั จะเปน ทางแหง ความสงบสขุ ใจทยี่ งั มไิ ดร บั การอบรมจากการภาวนา จงึ เปรยี บเหมอื นสตั วท ย่ี งั มไิ ดร บั การฝก หดั ยงั มไิ ดร บั ประโยชนจ ากมนั เทา ทค่ี วร จำตอ งฝก หดั ใหท ำประโยชน ถงึ จะไดรับประโยชนตามควร ใจจึงควรไดรับการอบรมใหรูเรื่องของตัว จะเปนผูควรแก การงานทง้ั ปวง ทงั้ สว นเลก็ สว นใหญ ภายนอกภายใน ผมู ภี าวนาเปน หลกั ใจ จะทำอะไรชอบใชค วามคดิ อา นเสมอ ไมเ สย่ี ง และไมเ กดิ ความเสยี หายแกต นเองและผเู กยี่ วขอ ง การภาวนาจงึ เปน งานเพอื่ ผลในปจ จบุ นั และอนาคต การงานทุกชนิดที่ทำดวยใจของผูมีภาวนา จะสำเร็จลงดวยความเรียบรอย ทำดวยความ ใครค รวญเลง็ ถงึ ประโยชนท จ่ี ะไดร บั เปน ผมู หี ลกั มเี หตผุ ล ถอื หลกั ความถกู ตอ งเปน เขม็ ทศิ ทางเดนิ ของกาย วาจา ใจ ไมเ ปด ชอ งใหค วามอยากอนั ไมม ขี อบเขตเขา มาเกย่ี วขอ ง เพราะ ความอยากดง้ั เดมิ เปน ไปตามอำนาจของกเิ ลสตณั หา ซง่ึ ไมเ คยสนใจตอ ความผดิ ถกู ดี ชว่ั พาเราเสยี ไปจนนบั ไมถ ว น ประมาณไมถ กู จะเอาโทษมนั กไ็ มไ ด ยอมใหเ สยี ไปอยา งนา เสยี ดาย ถา ไมม สี ตริ ะลกึ บา งเลย แลว ของเกา กเ็ สยี ไป ของใหมก พ็ ลอยจมไปดว ย ไมม วี นั ฟน คนื ตวั ได ฉะนนั้ การภาวนาจงึ เปน เครอื่ งหกั ลา งความไมม เี หตผุ ลของตนไดด ี วธิ ภี าวนา คอื การสงั เกตจติ ทอ่ี ยไู มเ ปน สขุ ดว ยสตติ ามรกู ารเคลอ่ื นไหวของจติ โดย บรกิ รรมธรรมบททใี่ หผ ลดี วิธีภาวนาน้ันลำบากอยูบาง เพราะเปนวิธีบังคับใจ วิธีภาวนาก็คือวิธีสังเกตตัวเอง สงั เกตจติ ทมี่ นี สิ ยั หลกุ หลกิ ไมอ ยเู ปน ปกตสิ ขุ ดว ยมสี ตติ ามระลกึ รคู วามเคลอ่ื นไหวของจติ โดยมธี รรมบทใดธรรมบทหนง่ึ เปน คำบรกิ รรม เพอ่ื เปน ยารกั ษาจติ ใหท รงตวั อยไู ดด ว ยความ สงบสขุ ในขณะภาวนา ทใี่ หผ ลดกี ม็ อี านาปานสติ คอื กำหนดจติ ตามลมหายใจเขา ออก ดว ย คำภาวนา “พทุ โธ” พยายามบงั คบั ใจใหอ ยกู บั อารมณแ หง ธรรมบททนี่ ำมาบรกิ รรมขณะภาวนา พยายามทำอยา งนเ้ี สมอ ดว ยความไมล ดละความเพยี ร จติ ทเี่ คยทำบาปหาบทกุ ขอ ยเู สมอ

1 - 51 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พุทโธ จะคอยรสู กึ ตวั และปลอ ยวางไปเปน ลำดบั มคี วามสนใจหนกั แนน ในหนา ทขี่ องตนเปน ประจำ จติ ทสี่ งบตวั ลงเปน สมาธิ เปน จติ ทม่ี คี วามสขุ เยน็ ใจมาก และจำไมล มื ปลกุ ใจใหต น่ื ตวั และ ตนื่ ใจไดอ ยา งนา ประหลาด ... ผมู ปี ญ ญา ซงึ่ มธี รรมเปน เครอ่ื งอยู มคี วามเพยี รแยกกเิ ลส ใหห มดไป จะไมเ กยี จครา น ขยนั หมนั่ เพยี รทงั้ กลางวนั และกลางคนื กาลใดทข่ี าดสติ กาลนนั้ เรยี กวา ขาดความเพยี ร แมก ำลงั เดนิ จงกรมหรอื นงั่ สมาธิ อยสู กั แตว า เทา นนั้ แตม ไิ ดเ รยี กวา เปน ความเพยี รชอบ ดงั นน้ั ทา นจงึ สอนเนน ลงในความ มีสติ มากกวาธรรมอื่นๆ เพราะสติเปนรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและ ทกุ ประโยคทท่ี ำ จนกลายเปน มหาสตขิ นึ้ มา และผลติ ปญ ญาใหเ ปน ไปตามๆ กนั ภมู ติ น เพอื่ ความสงบ ตอ งใชส ตใิ หม าก ภมู ติ อ ไป สตกิ บั ปญ ญาควรเปน ธรรมควบคู กนั ไปตลอดสาย คำวา ศลี ไดแ กส ภาพเชน ไร ศลี อยา งแทจ รงิ เปน ไปดว ยความมสี ติ รสู งิ่ ทคี่ วรหรอื ไมค วร ระวงั การระบายออกทางทวารทง้ั ๓ คอยบงั คบั กาย วาจา ใจ ใหเ ปน ไปในขอบเขต ของศลี ทเ่ี ปน สภาพปกติ ศลี ทเี่ กดิ จากการรกั ษามสี ภาพปกติ ไมค ะนองทางกาย วาจา ใจ ใหเ ปน ทเ่ี กลยี ด นอกจากความปกตงิ ดงามทางกาย วาจา ใจ ของผมู ศี ลี วา เปน ศลี เปน ธรรม ศลี นนั้ อยทู ไ่ี หน มตี วั ตนเปน อยา งไร ใครเปน ผรู กั ษา แลว กร็ วู า ผนู น้ั เปน ตวั ศลี ศลี กอ็ ยทู ต่ี นน้ี เจตนาเปน ตวั ศลี เจตนาคอื จติ ใจ คนเราถา จติ ใจไมม กี ไ็ มเ รยี กวา ตน มแี ตก ายจะทำอะไรได รา งกายกบั จติ ตอ งอาศยั ซงึ่ กนั และกนั เมอื่ จติ ไมเ ปน ศลี กายกป็ ระพฤติ ไปตา งๆ ผมู ศี ลี แลว ไมม โี ทษ จะเปน ปกตแิ นบเนยี นไมห วน่ั ไหว ไมม เี รอ่ื งหลงหาหลงขอ คนทห่ี า คนทข่ี อ ตอ งเปน ทกุ ข ขอเทา ไหรย ง่ิ ไมม ี ยง่ิ อดอยากยากเขญ็ ยง่ิ ไมม ี กายกบั จติ เราไดม าแลว มอี ยแู ลว ไดจ ากบดิ ามารดาพรอ มบรบิ รู ณแ ลว จะทำให เปน ศลี กร็ บี ทำ ศลี มอี ยทู เ่ี รานแี้ ลว รกั ษาไดไ มม กี าล ไดผ ลไมม กี าล ผมู ศี ลี ยอ มเปน ผอู งอาจกลา หาญ ผมู ศี ลี ยอ มมคี วามสขุ ผจู กั มง่ั คง่ั บรบิ รู ณส มบรู ณ ไมอ ด ไมจ น กเ็ พราะรกั ษาศลี ไดส มบรู ณ จติ ดวงเดยี วเปน ศลี เปน สมาธิ เปน ปญ ญา ผมู ี ศลี แท เปน ผหู มดเวรหมดภยั

1 - 52 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ การบำรงุ รกั ษาสงิ่ ใดๆ ในโลก การบำรงุ รกั ษาตนคอื ใจ เปน จดุ ทย่ี อดเยย่ี มของโลก ไดใ จแลว คอื ไดธ รรม เหน็ ใจตนแลว คอื เหน็ ธรรม รใู จแลว คอื รธู รรมทง้ั มวล ถงึ ใจตนแลว คอื ถงึ นพิ พาน ใจนแ่ี ลคอื สมบตั อิ นั ลน คา จงึ ไมค วรอยา งยงิ่ ทจ่ี ะมองขา มไป คนพลาดใจ คอื ไมส นใจปฏบิ ตั ติ อ ใจดวงวเิ ศษในรา งนี้ แมจ ะเกดิ รอ ยชาตพิ นั ชาตกิ ค็ อื ผพู ลาดอยนู น่ั เอง ใจนแี่ ลเปน ผทู รงบญุ ทรงกศุ ล ทรงมรรค ทรงผล ทรงสวรรคน พิ พาน และใจนแี่ ล เปน ผไู ปสสู วรรคน พิ พาน นอกจากใจ ไมม อี ะไรจะไป อารมณภ ายนอกและภายใน เปน ของทต่ี งั้ อยเู ปน ธรรมดา แตจ ติ เปน ของทรี่ บั รู ฉะนน้ั ตอ งทรมานจติ ใหม ากๆ แกอ วชิ ชา แกอ าสวะ แกท กุ ข แกส มทุ ยั นโิ รธเกดิ ญาณตง้ั อยเู ปน อมตธรรมทไ่ี มต าย ถา สง จติ รเู หน็ นอกกาย เปน มจิ ฉาทฏิ ฐิ ใหร เู หน็ อยใู นกายกบั จติ นน้ั เปน สมั มาทฏิ ฐิ ทา นกำชบั วา อยา ใหจ ติ เพง นอก ใหร ใู นตวั เหน็ ในตวั เมอื่ รใู นตวั แลว รทู ว่ั ไป เพราะ ตวั เปน ตน เหตุ การนอน การสงบเขา ฌาน เปน อาหารของจติ และรา งกายอยา งหนงึ่ สมถะตอ ง พักจิตสงบอารมณ สวน วิปสสนา จิตเดินไตรลักษณใหรูอริยสัจ เหนื่อยแลวเขาพักจิต พกั จติ หายเหนอื่ ยแลว จติ ตรวจอรยิ สจั อกี ดงั นี้ ฉะนน้ั ใหฉ ลาดในการพกั จติ การเดนิ จติ ทง้ั วปิ ส สนาและสมถะ พระโยคาวจรเจา ทงิ้ ไมไ ด ชำนชิ ำนาญทงั้ ๒ วธิ ี จงึ เอาตวั พน จากกเิ ลสทงั้ หลายไปได เปน มหาศลี มหาสมาธิ เปน มหาปญ ญา มศี ลี ทงั้ อยา งหยาบ อยา งกลางอยา งละเอยี ด พรอ มทงั้ จติ เจตสกิ พรอ มทงั้ กรรมบถ ๑๐ ไมก ระทำผดิ ในทล่ี บั และทแี่ จง สวา งทง้ั ภายในทงั้ ภายนอก มมี หาสตริ อบคอบหมด วโิ มกข วมิ ตุ ติ อกปุ ปธรรม จติ บรสิ ทุ ธิ์ จติ ปกติ เปน จติ พระอรหนั ต สวา งแจง ทงั้ ภายนอกภายใน สวา งโร ปถุ ชุ น ติเตียน [พระอรหันต ยอม] เกิดบาป เพราะพระอรหันตบริสุทธิ์ กายเปนชาตินิพพาน วาจาใจเปน ชาตนิ พิ พาน นพิ พานมี ๒ อยา ง นพิ พานยงั มชี วี ติ อยู ๑ นพิ พานตายแลว ๑ พระอรหนั ตร อขน้ึ รถขน้ึ เรอื ไปนพิ พาน ฉะนนั้

1 - 53 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ บรรณานกุ รม พระญาณวสิ ษิ ฎส มทิ ธวิ รี าจารย (สงิ ห ขนตฺ ยาคโม). แบบถงึ พระไตรสรณคมน และแบบวธิ นี ง่ั สมาธิภาวนา. มูลนิธิพระอาจารยมั่น ภูริทตฺโต. บูรพาจารย ชีวประวัติ ธรรมปฏิปทา และโอวาทธรรม พระอาจารยม น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต. โรงพมิ พช วนพมิ พ, ๒๕๔๕. 1-53

1-54

อานาปานสติภาวนา พระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ 2-1

2-2 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คณะผูรวบรวม ๑. พระมหากงั วาล ธรี ธมโฺ ม ป.ธ.๙ ๒. พระมหาพเิ ชษฐ กนตฺ เชฏโ ฐ ป.ธ.๙ ๓. พระมหาธรี ชยั ธรี ชโย ป.ธ.๙ ๔. พระมหาอภลิ กั ษ อภลิ าโภ ป.ธ. ๖ ๕. พระมหานกิ ร ฐานตุ ตฺ โร ป.ธ. ๖ ๖. พระจริ ะเดช จริ เตโช 2-2

2-3 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ 2-3

2-4

คำ นำ หนังสืออานาปานสติภาวนาเลมน้ี จัดพิมพเพ่ือเปนแนวทางแกการปฏิบัติสำหรับทานท่ี สนใจเจรญิ กมั มฏั ฐานแบบกำหนดลมหายใจเขา -ออก ซงึ่ เปน กมั มฏั ฐานทเี่ หมาะกบั บคุ คลทกุ ประเภท คณะผูรวบรวมไดรวบรวมเนื้อหาสาระท่ีสำคัญสวนใหญจากหนังสืออานาปานสติภาวนา ซ่ึงเปน การบันทึกการบรรยายธรรมโดยพระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) และไดมีการปรับปรุงและ เพ่ิมเติมเนื้อหาบางสวน เพื่อความสมบูรณยิ่งขึ้น ฉะนน้ั คณะผรู วบรวมหวงั วา หนงั สอื เลม น้ี จะเปน แนวทางในการปฏบิ ตั เิ จรญิ อานาปานสต-ิ กมั มฏั ฐานไดเ ปน อยา งดเี ลม หนงึ่ และหากวา มขี อ ผดิ พลาดอนั ใดทเ่ี กดิ มขี นึ้ จากหนงั สอื เลม น้ี คณะ ผูเรียบเรียงยินดีนอมรับขอผิดพลาดอันนั้น เพ่ือนำมาปรับปรุงแกไขใหดียิ่งข้ึนไป. 2-5

สารบัญ อานาปานสติภาวนา ภาคนำ วา ดว ยบพุ พกจิ ของสมาธภิ าวนา บพุ พกจิ โดยเฉพาะของการเจรญิ สมาธิ ก. อปุ มาประจำใจ : คนมปี ญ ญา ยนื บนแผน ดนิ ลบั อาวธุ คม ถางปา .....................................๑๓ ข. ตดั ปลโิ พธ ๑๐ อยา ง มอี าวาสปลโิ พธเปน ตน ........................................................................ ๑๕ ค. การเลือกสิ่งแวดลอม ............................................................................................................... ๑๙ - ตอ งรจู รติ เพอ่ื หาใหต รงกบั จรติ เฉพาะๆ................................................................. ๑๙ - ธรรมชาติเปนที่สัปปายะ ในการปฏิบัติ .................................................................๒๒ ฆ. ตระเตรียมทางหลักวิชาเก่ียวกับสมาธิ ท่ีตองทราบลวงหนา............................................... ๒๖ ตระเตรยี มทางปฏบิ ตั ิ เพอื่ ทฤษฎ-ี ปฏบิ ตั จิ ะสมั พนั ธก นั ......................................................... ๒๙ ทำไมเลือกอานาปานสติ มาเปนกัมมัฏฐานหลัก ?..................................................................... ๓๒ ใครที่จะเปนผูเจริญอานาปานสติ ? ..............................................................................................๓๔ วธิ เี จรญิ อานาปานสติ มอี ยอู ยา งไร ?..........................................................................................๓๕ ภาคอานาปานสตภิ าวนา - วา ดว ยวธิ เี จรญิ อานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๑ - กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ...................................................................... ๔๐ ตอน ๑ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑ การกำหนดลมหายใจยาว ..............................................๔๑ ใหร จู กั ทวี่ า ยาวนน้ั อยา งไร ? สงั เกตความแตกตา งทไ่ี หน ? เมอื่ ไร? ....................... ๔๑ วธิ กี ารกำหนดลมหายใจ ในลกั ษณะทต่ี า งๆ กนั มอี ยา งไร ?................................... ๔๒ กรรมวธิ ี ๑๐ ระยะในขณะแหง การกำหนดลม ........................................................... ๔๖ 2-6

ตอน ๒ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๒ การกำหนดลมหายใจสนั้ ...............................................๔๘ การฝกขั้นน้ีก็เพื่อรูจักเปรียบเทียบยาว-สั้น จะทำใหรูลมตามปรกติได ................... ๔๙ อปุ มาเหมอื นไกวเปล ชา หรอื เรว็ สนั้ หรอื ยาว สตไิ มผ ละไปไหน .............................. ๕๐ ตอน ๓ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๓ การกำหนดลมหายใจทง้ั ปวง ........................................๕๐ เรม่ิ สกิ ขติ - ทำในบทศกึ ษา คอื ตงั้ แตข น้ั นไ้ี ป เรมิ่ มญี าณเจอื เขา มา...................... ๕๑ ขน้ั นเี้ ปลย่ี นจาก ปชานาติ เปน ปฏสิ เํ วที คอื รพู รอ มเฉพาะ .................................. ๕๒ กำหนดรูกายท้ังปวง ก็คือการรูกำหนดลมหายใจโดยประการท้ังปวง .....................๕๓ วิธีการรูกำหนดลมหายใจท้ังปวง ................................................................................๕๓ เมื่อรูพรอมเฉพาะซ่ึงกายท้ังปวงจริงแลว ก็นำไปสูสมาธิแนวแนตอไป.................... ๕๖ ตอน ๔ อานาปานสติ ขน้ั ๔ การทำกายสงั ขารใหร ำงบั ...............................................๕๖ “กายสังขาร” หมายถึงลมหายใจทำหนาที่ปรุงแตงรางกาย .................................... ๕๖ การทำกายสังขารใหรำงับ ......................................................................................... ๕๗ - ทำใหร ำงบั ดว ยการกำหนด .................................................................................... ๕๙ - ทำใหร ำงบั ดว ยการพจิ ารณา ................................................................................. ๕๙ ลำดับแหงกรรมของวิธีอานาปานสติ ........................................................................................ ๖๑ ๔ ระยะแรก เปน ขนั้ สมถะ ........................................................................................................ ๖๒ ๔ ระยะหลงั เปน ขนั้ วปิ ส สนา ................................................................................................... ๖๒ ระยะท่ี ๑ คณนา - นบั ดว ยสงั ขยา ...........................................................................๖๓ - นบั โดยคำนวณสนั้ ยาว.............................................................. ๖๔ ระยะที่ ๒ อนพุ นั ธนา การตดิ ตามลมละเอยี ดอยา งใกลช ดิ .................................... ๖๖ ระยะท่ี ๓ ผสุ นา กำหนดฐานลมทถ่ี กู ตอ ง ................................................................ ๖๘ ระยะที่ ๔ ฐปนา กำหนดฐานแหง นมิ ติ จนเกดิ ปฏภิ าคนมิ ติ .................................... ๖๘ กฎเกณฑเ กย่ี วกบั นมิ ติ บรกิ รรมนมิ ติ อคุ คหนมิ ติ ปฏภิ าคนมิ ติ ................................................. ๖๙ - ตวั อยา ง กรณเี จรญิ กสณิ ........................................................................................ ๗๐ กรณเี จรญิ อสภุ กมั มฎั ฐาน ........................................................................ ๗๑ กรณเี จรญิ อานาปานสติ........................................................................... ๗๑ 2-7

- นมิ ติ ตา งกนั มผี ลแกจ ติ ตา งกนั ...............................................................................๗๓ - อุปสรรคการเกิดปฏิภาคนิมิตและฌาน - อุปสรรคตอนแรก .............................. ๗๔ - อปุ สรรคทวั่ ไป ๙ คู........................... ๗๗ - การละนวิ รณ เฉพาะทเ่ี ปน หนา ทขี่ องสมาธิ ........................................................... ๗๙ - องคแ หง ฌาน : วติ ก วจิ าร ปต ิ สขุ เอกคั คตา..................................................... ๗๙ - องคฌ านทงั้ ๕ ทำใหเ กดิ ฌานได นบั แตป ฐมฌาน .............................................. ๗๙ - องคฌ าน กำจดั นวิ รณไ ดอ ยา งไร............................................................................. ๘๔ - องคฌ าน กำจดั นวิ รณเ มอ่ื ไร? ................................................................................. ๘๕ สมาธิ ๒ อยา ง โดยเปรยี บเทยี บระหวา งอปุ จาระ กบั อปั ปนา ................................................. ๘๖ - การอาศัยปฏิภาคนิมิต เพ่ือหนวงเอาฌาน ............................................................ ๘๗ - การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ ทเ่ี พงิ่ ไดใ หมๆ ...................................................................... ๘๘ - เรง ใหเ กดิ อปั ปนาสมาธิ ดว ยอปั ปนาโกศล ความฉลาด ๑๐ อยา ง ...................... ๙๐ การบรรลฌุ าน นบั แตป ฏภิ าคจะปรากฏ ปรากฏแลว รกั ษาและหนว งจนลุ .......... ๙๐ - ภาวะของจติ ในขณะแหง ฌาน .................................................................................. ๙๑ - ฌานถดั ไปปรากฏ : ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน .......................................... ๙๕ - วสี ๕ ประการ ....................................................................................................... ๑๐๐ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขนั้ ที่ ๔ .................................................................. ๑๐๗ กลา วสรปุ จตกุ กะท่ี ๑ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ................................................ ๑๐๘ จตกุ กะที่ ๒ - เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน .................................................................. ๑๑๐ ตอน ๕ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๕ การกำหนดปต ิ ............................................................... ๑๑๐ สกิ ขฺ ติ - ในขนั้ นม้ี กี ารคมุ ความรสู กึ ตอ ปต ิ เปน บทศกึ ษา ...................................... ๑๑๑ ปต ปิ ฏสิ เํ วที - เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ กลา วคอื ความอมิ่ ใจ ............................. ๑๑๑ การเกดิ แหง ปต ิ นบั แตข นั้ ตน ไปตามลำดบั ๑๖ ขน้ั ................................................๑๑๒ ความเปน ภาวนา : ทไี่ ดช อ่ื วา ภาวนา เพราะมคี วามหมาย ๔ : ........................... ๑๑๖ - ภาวนาไดผ ล เพราะมงุ ตรงจดุ ไดถ กู และเหมาะ .................................................. ๑๑๗ 2-8

- ภาวนาไดผ ล เพราะประมวลใหธ รรมทำหนา ทรี่ ว มกนั ....................................... ๑๑๗ - ภาวนาไดผล เพราะสามารถใชความเพียรไปตามน้ันได..................................... ๑๑๘ - ภาวนาไดผ ล เพราะสามารถทำไดม าก ไดส มบรู ณ............................................. ๑๑๘ ตอน ๖ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๖ การกำหนดสขุ ............................................................. ๑๑๙ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ พงึ ยอ นกำหนดองคฌ าน ทเ่ี กย่ี วกบั สขุ ๑๐ หวั ขอ ................................๑๒๐ ตอน ๗ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๗ การกำหนดจติ ตสงั ขาร ............................................. ๑๒๓ จติ ตสงั ขาร คอื อะไร ? ............................................................................................ ๑๒๓ จติ ตสงั ขาร ปรากฏแกใ คร ? ในขณะไหน ? ...........................................................๑๒๕ รูพรอมเฉพาะดวยอาการอยางไร ?....................................................................... ๑๒๗ ตอน ๘ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๘ การทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั .........................................๑๒๘ ทีแรกพึงทำกายสังขารใหรำงับ จิตตสังขารจะพลอยเปนของรำงับ .....................๑๒๙ เลอ่ื นมากำหนด สญั ญา เวทนา ทคี่ อ ย ๆ รำงบั ลง ๆ............................................ ๑๓๐ แลวพิจารณาไตรลักษณของสัญญาเวทนา จึงเปนท้ังญาณและรำงับ................. ๑๓๐ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๘ ................................................................... ๑๓๑ กลา วสรปุ จตกุ กะที่ ๒ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน .............................................. ๑๓๑ จตกุ กะที่ ๓ - จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน................................................................... ๑๓๒ ตอน ๙ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๙ การรพู รอ มซง่ึ จติ ........................................................ ๑๓๒ สิกขติ -ในข้ันน้ี มีการคุมความรูสึกตอพฤติของจิตเปนบทศึกษา .........................๑๓๓ จติ ตฺ ปฏิสํเวที -เปนผูรูพ รอมเฉพาะจิต โดยเอาจติ เปนอารมณ..............................๑๓๓ รพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ในทกุ ขน้ั ของการยอ นปฏบิ ตั มิ าแตต น ๘ ขน้ั .......................... ๑๓๔ ก. พจิ ารณายงิ่ ขน้ึ ๆ โดยอาการ ๑๖ เหน็ ความทจี่ ติ เปน สงั ขารธรรม................ ๑๓๔ ข. พจิ ารณาโดยทกุ ลกั ษณะของจติ เชน จติ มรี าคะ-ไมม รี าคะ ฯลฯ .................. ๑๓๕ เมอื่ รพู รอ มซงึ่ จติ แลว ญาณ สติ ธรรมสโมธาน กเ็ กดิ ตามสว น ............................ ๑๓๖ สรุปเปนขอสังเกตวา จตุกกะนี้คือดูและฝกควบคุมจิตในลักษณะตางๆ ................ ๑๓๖ ตอน ๑๐ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑๐ การทำจติ ใหป ราโมทยย ง่ิ อยู ................................... ๑๓๗ 2-9

ทำใหป ราโมทยข ณะไหน ? ทำใหเ กดิ ไดใ นทกุ ขน้ั ทฝ่ี ก มาแตต น ............................. ๑๓๗ ความปราโมทยม อี ยอู ยา งไร ? ปราโมทยใ นทน่ี ้ี เอาแตท อี่ าศยั ธรรม ๒ .............. ๑๔๐ - ปราโมทยเกิดดวยอำนาจสมาธิ ............................................................................ ๑๔๑ - ปราโมทยเกิดดวยอำนาจปญญา .......................................................................... ๑๔๑ ประคองปราโมทยท กุ ขนั้ สติ ญาณ ธรรมสโมธาน กม็ ที กุ ลมหายใจ ....................๑๔๒ ตอน ๑๑ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๑ การทำจติ ใหต งั้ มนั่ อยู ............................................... ๑๔๓ การสำรวมจิตอยูในเรื่องใด ชื่อวามีไตรสิกขาครบมาต้ังแตข้ันตนๆ...................... ๑๔๓ ทว่ี า ทำจติ ใหต งั้ มนั่ นน้ั ๑. ความตง้ั มน่ั เปน อยา งไร ? ............................................ ๑๔๔ ๒. ความตงั้ มน่ั มไี ดเ มอ่ื ไร ? .............................................. ๑๔๖ - ตงั้ มน่ั ในระยะเรม่ิ แรกแหง การกำหนดอารมณ ........ ๑๔๖ - ตงั้ มน่ั ในขณะทจ่ี ติ อยใู นฌาน (อปั ปนาสมาธ)ิ .......... ๑๔๗ - ตง้ั มนั่ ในขณะอนนั ตรกิ สมาธิ..................................... ๑๔๗ สรปุ การฝก ในขน้ั ที่ ๑๑ ทำใหเ กดิ สติ ญาณ ธรรมสโมธาน ตามสว น .................. ๑๔๗ ตอน ๑๒ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๒ การทำจติ ใหป ลอ ย ................................................... ๑๔๘ ทว่ี า ทำจติ ใหป ลอ ยอยนู นั้ ปลอ ยอยา งไร ? ............................................................. ๑๔๙ - ทำจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในจติ (ขนั้ สมถะ) ...................................................... ๑๕๐ - ทำจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทจ่ี ติ ยดึ ไวเ อง (ขน้ั วปิ ส สนา).................................................. ๑๕๐ กลา วสรปุ จตกุ กะท่ี ๓ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน................................................ ๑๕๑ จตกุ กะที่ ๔ - ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ................................................................... ๑๕๒ ตอน ๑๓ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑๓ การตามเหน็ ความไมเ ทย่ี ง........................................ ๑๕๔ อะไรคอื สง่ิ ไมเ ทยี่ ง ? - สง่ิ ทถ่ี กู สมั ผสั (อายตนะภายนอก) ................................. ๑๕๔ - สงิ่ ทำหนา ทส่ี มั ผสั (อายตนะภายใน) ............................ ๑๕๕ - อาการทเ่ี นอ่ื งกนั ในการสมั ผสั ........................................ ๑๕๕ ภาวะความไมเ ทย่ี งเปน อยา งไร ? ............................................................................ ๑๕๖ 2-10

วธิ กี ารตามเหน็ ไมเ ทย่ี งนน้ั ทำอยา งไร ?................................................................ ๑๕๗ - มองทก่ี ลมุ สงั ขาร เชน วยั เปลย่ี นไปทกุ ขณะ .................................................... ๑๕๗ - มองทสี่ งิ่ รปู นาม ลว นขน้ึ อยกู บั จติ ทเี่ กดิ ดบั ...................................................... ๑๕๘ - มองทสี่ ง่ิ ตา งๆ มเี หตปุ จ จยั ทเี่ ปลย่ี นไปๆ............................................................ ๑๕๘ - มองทอ่ี าการปรงุ ของทกุ สงิ่ มนั ไมใ ชต ายตวั ...................................................... ๑๕๙ อุบายเขาถึงความไมเที่ยง ตองเอาอารมณตัวจริงมาเพงพิจารณา....................... ๑๖๐ ทง้ั ขนั ธ อายตนะและอาการปรงุ ตอ งดขู ณะมนั กำลงั ทำหนา ทอี่ ยู........................ ๑๖๑ เหน็ อนจิ จงั ไดจ รงิ ยอ มเปน การเหน็ ทกุ ขภาวะทงั้ ๓ ............................................... ๑๖๔ เห็นอนิจจังไดจริง ยอมเปนการเห็นอนัตตาพรอมกันไป ......................................... ๑๖๘ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑๓ - อนจิ จานปุ ส สี .................................. ๑๗๐ ตอน ๑๔ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๔ การตามเหน็ ความจางคลาย .................................. ๑๗๐ วริ าคะ ความจางคลายนนั้ คอื อะไร ? ..................................................................... ๑๗๐ วริ าคะ ความจางคลายเกดิ ขนึ้ ไดอ ยา งไร ?........................................................... ๑๗๑ วริ าคะ ความจางคลายเกดิ ขน้ึ ในสง่ิ ใด ? ............................................................... ๑๗๑ วิธีปฏิบัติ เพื่อเปนผูตามเห็นซึ่งความจางคลาย ..................................................... ๑๗๒ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๔ - ราคานปุ ส สี ................................... ๑๗๓ ตอน ๑๕ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๕ การตามเหน็ ความดบั ไมเ หลอื ................................ ๑๗๔ ความดบั ไมเ หลอื นน้ั คอื อะไร ? ................................................................................ ๑๗๔ ความดบั ไมเ หลอื ของอะไร ? ................................................................................... ๑๗๔ ดบั ไมเ หลอื ไดโ ดยวธิ ใี ด ? ......................................................................................... ๑๗๕ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขน้ั ที่ ๑๕ - นโิ รธานปุ ส สี ................................... ๑๘๐ ตอน ๑๖ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๖ การตามเหน็ ความสลดั คนื ........................................ ๑๘๑ ทำอยางไรเรียกวาเปนการสลัดคืน ?...................................................................... ๑๘๑ ทำอยางไรจึงจะชื่อวาเปนผูตามเห็นความสลัดคืนอยู ?.........................................๑๘๒ กลา วสรปุ จตกุ กะท่ี ๔ ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน................................................ ๑๘๘ ประมวลความของอานาปานสตทิ งั้ ๔ จตกุ กะ ....................................................... ๑๘๙ บรรณานุกรม .............................................................................................................................. ๑๙๐ 2-11

2-12

อานาปานสติภาวนา ภาคนำ บุพพกิจในการเจริญสมาธิ (ก) การทำอปุ มาเปน หลกั ประจำใจ เกยี่ วกบั การทำกมั มฏั ฐานน้ี ทกุ คนควรจะมคี วามแจม แจง ในอปุ มาของการทำกมั มฏั ฐาน ทง้ั หมด ไวเ ปน แนวสงั เขป กนั ความฟน เฝอ . การทต่ี อ งใชฝ ากไวก บั อปุ มา กเ็ พราะเปน การงายแกการกระทำไวในใจ ในลักษณะที่เปนการเห็นแจง มิใชเปนเพียงความจำหรือ ความเขา ใจ. เกย่ี วกบั เรอื่ งน้ี พระอาจารยใ นกาลกอ น เชน อาจารยผ รู จนาคมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรค โดยเฉพาะ ไดถ อื เอาอปุ มานเ้ี ปน หลกั มใี จความวา “คนมปี ญ ญา ยนื หยดั มนั่ คงอยบู น แผน ดนิ ฉวยอาวธุ ทค่ี มดว ยมอื ลบั ทห่ี นิ แลว มคี วามเพยี ร ถางปา รกใหเ ตยี นไปได” ๑ คำอธบิ ายของทา นมวี า คนมปี ญ ญา หมายถงึ ปญ ญาเดมิ ๆ ทต่ี ดิ มากบั ตวั ทเ่ี รยี กวา “สหชาตปญ ญา” หรอื ทเ่ี รยี กในสมยั นวี้ า Intellect หมายความวา เปน ปญ ญาทย่ี งั ดบิ อยู จะตอ งไดร บั การทำใหง อกงามเปน ปญ ญาทแ่ี ทจ รงิ โดยสมบรู ณ ซงึ่ เรยี กวา “วปิ ส สนาปญ ญา” หรอื ทเ่ี รยี กในบดั นวี้ า Intuitive wisdom. ขอ นหี้ มายความวา คนทจ่ี ะทำกมั มฏั ฐานตอ งมี แววฉลาดอยตู ามสมควร เพอ่ื เปน พนื้ ฐานสำหรบั เพาะปลกู ปญ ญาตอ ไป. ถา เปน คนโงเ งา กไ็ มม ที างทจี่ ะทำไดต ามแนวนี้ จกั ตอ งไปกระทำตามแนวของพวกศรทั ธา หรอื พธิ รี ตี องตา งๆ ไปกอ น เปน ธรรมดา. คนแมม ปี ญ ญา กย็ งั ตอ ง ยนื ใหม น่ั คงบนแผน ดนิ . แผน ดนิ ในทน่ี ไี้ ดแ ก ศลี หรอื ความสมบรู ณด ว ยศลี ซงึ่ เปน รากฐานของการเปน อยปู ระจำวนั เพอื่ ไมใ หม ที กุ ขม โี ทษทเี่ ปน ชนั้ หยาบๆ หรอื ทเ่ี ปน ภายนอกซง่ึ แวดลอ มบคุ คลนนั้ อยู เกดิ เปน สง่ิ รบกวนขน้ึ มาได ศลี จงึ ถูกเปรียบดวยแผนดินที่แนนหนาสามารถที่จะยืนหยัดได ไมใชท่ีเปนหลมเปนโคลนหรือ เปน เลน เปน ตน . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งชำระแผน ดนิ คอื ศลี ของตน ใหเ หมาะสมสำหรบั ทจ่ี ะยนื ไมว า จะเปน บรรพชติ หรอื ฆราวาส. ๑ วสิ ทุ ธมิ รรคบาลี ภาค ๑ หนา ๑. 2-13

2 - 14 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จบั อาวธุ ทค่ี มขน้ึ มาเพอื่ จะลบั : คำวา “อาวธุ ทค่ี ม” ในทนี่ ไ้ี ดแ ก โลกยิ ปญ ญา หรอื สมั มาทฏิ ฐติ า งๆ ทไี่ ดม าจากการศกึ ษาเลา เรยี นเพอ่ื การนโ้ี ดยเฉพาะ เอามาลบั ใหค ม หรอื กลายเปน โลกตุ ตรปญ ญาไปดว ยการลบั คอื การทำกมั มฏั ฐานนน่ั เอง จนกวา มนั จะคมถงึ ขนาด ตดั สญั โญชนห รอื ตดั อนสุ ยั ได. จบั ดว ยมอื คำวา “มอื ” ในทน่ี ้ี หมายถงึ ปารหิ ารกิ ปญ ญา หมายถงึ ปญ ญาสว นที่ รหู รอื ทำใหแ นใ จวา สงิ่ นเ้ี ปน สง่ิ ทตี่ อ งทำ หรอื จำเปน จะตอ งทำโดยเดด็ ขาด สำหรบั สตั วท เ่ี วยี น วา ยอยใู นวฏั ฏสงสาร. หรอื หมายถงึ ปญ ญาเดมิ ๆ ทไี่ ดร บั การเพาะหวา นใหร สู กึ ในหนา ทขี่ อง ตนอยา งแทจ รงิ รวมทง้ั รจู กั เลอื กหนา ทที่ คี่ วรเอามาเปน หนา ทอี่ ยา งสงู สดุ ดว ย. ลบั อาวธุ นนั้ ทห่ี นิ คำวา “หนิ ” หมายถงึ สมาธิ สมาธเิ ปน สงิ่ ทต่ี อ งทำใหไ ดก อ น ใน ฐานะท่ีเปนบาทฐานของปญญาท่ีเปนตัววิปสสนา; จะเปนสมาธิท่ีเกิดเองตามธรรมชาติ พรอ มกบั ปญ ญาเดมิ ๆ หรอื จะเปน สมาธทิ เี่ พง่ิ ทำใหเ จรญิ ขน้ึ มาใหมใ นขณะนกี้ ต็ าม ลว นแต เรยี กวา หนิ สำหรบั ลบั ในทนี่ ด้ี ว ยกนั ทง้ั นนั้ . คำวา “มคี วามเพยี รเขม แขง็ ในการทใ่ี ชศ าสตรา” นน้ั หมายถงึ อทิ ธบิ าททง้ั ๔ คอื ความพอใจในสง่ิ ทจ่ี ะทำจรงิ ๆ, ความกลา หรอื ความเขม แขง็ ในการทจี่ ะทำจรงิ ๆ, ความเอาใจ ใสใ นเรอื่ งนน้ั จรงิ ๆ หมายถงึ ความมจี ติ จดจอ อยตู งั้ แตต น ปลาย ไมม กี ารเปลย่ี นแปลง, และ มคี วามพนิ จิ พจิ ารณาดว ยสตปิ ญ ญาในการทจี่ ะแกไ ขขอ ขดั ขอ งดว ยปฏภิ าณทเี่ ฉลยี วฉลาด และ ทนั ทว งทอี ยเู สมอ. เรยี กเปน บาลวี า ฉนั ทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ วมิ งั สา อนั เปน ปจ จยั สำคญั ของการ บรรลคุ วามสำเรจ็ . คำวา “ยอมถางปารกได” หมายถึง สามารถถางส่ิงที่รกรุงรังอยางยุงเหยิง เชน ซมุ เซงิ ของกอไผท เี่ กย่ี วกนั อยา งหนาแนน และเตม็ ไปดว ยหนามได. ปา รกเชน นี้ หมายถงึ กเิ ลสทมี่ อี ยใู นสนั ดานของสตั ว เพราะมลี กั ษณะเชน เดยี วกนั กบั เชงิ หนามดงั ทก่ี ลา วแลว . อปุ มาทก่ี ลา วน้ี ยอ มใหค วามกระจา งในลทู างของการปฏบิ ตั ิ ตลอดถงึ ความเกย่ี วพนั กนั ของกศุ ลธรรมเหลา นน้ั วา มอี ยอู ยา งไร เปน เครอื่ งประกนั ความฟน เฝอ และใหค วามแนใ จ ในทางปฏบิ ตั พิ รอ มกนั ไปในตวั นบั วา เปน สตู รทคี่ วรเดน ชดั อยใู นสายตา ทงั้ ตานอกและตาใน

2 - 15 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ของผปู ฏบิ ตั อิ ยเู สมอ. สรปุ เปน ประโยคสน้ั ๆ อกี ครง้ั หนง่ึ วา “คนมปี ญ ญา ยนื หยดั บน แผน ดนิ ฉวยศาสตราอนั คมดว ยมอื ลบั ทห่ี นิ มเี พยี รแลว ยอ มถางรกชฏั ได” ดงั น.้ี (ข) การตดั ปลโิ พธ เมอ่ื แนใ จในการทำกมั มฏั ฐานแลว มกี จิ ทจ่ี ะตอ งตดั ปลโิ พธคอื สง่ิ ทเี่ ปน กงั วล อนั จะ เกาะเกยี่ วหรอื รบกวนใจตา งๆ ทงั้ ทเ่ี ปน เรอื่ งใหญแ ละเรอ่ื งหยมุ หยมิ ซงึ่ ทา นยกมาแสดงไว ใหส งั เกตเปน ตวั อยา ง ๑๐ อยา ง๒ คอื :- ๑. อาวาสปลโิ พธ ความกงั วลใจเนอื่ งดว ยทอ่ี ยอู าศยั ไดแ ก หว งเรอ่ื งทอ่ี ยู นบั ตงั้ แต หว งวดั หว งกฏุ ิ ทตี่ นตอ งทง้ิ ไป เพอื่ ไปทำกมั มฏั ฐานในปา หรอื ทอี่ นื่ . แมท ส่ี ดุ แตค วามหว งใน หนา ทที่ จ่ี ะตอ งทำ เกยี่ วกบั กระตอ บเลก็ ๆ ทน่ี ง่ั ทำกมั มฏั ฐานนนั่ เอง เชน ถา ยงั มหี ว งวา สตั ว เชน ปลวกจะรบกวน หรอื หลงั คาจะรว่ั หรอื อะไรบางอยา งจะเกดิ ขนึ้ ซง่ึ จะตอ งดแู ลระวงั รกั ษาแลว เรยี กวา เปน ปลโิ พธ เปน อปุ สรรคในการทำกมั มฏั ฐานโดยตรง. เขาจะตอ งสะสาง ปญ หาเหลา นนั้ ใหเ สรจ็ เสยี กอ นทกุ สง่ิ ทกุ อยา งจรงิ ๆ และเมอื่ ไดล งมอื ทำกมั มฏั ฐานแลว ตอ ง ไมม หี ว งวา มนั จะเปน อยา งไรหมด แมแ ตก ระตอ บทตี่ นกำลงั นงั่ กมั มฏั ฐานอย.ู โดยนยั นี้ จะเหน็ ไดท นั ทวี า การทผี่ เู รมิ่ ฝก ไปทำกมั มฏั ฐานเสยี ในถน่ิ อนื่ ซงึ่ ไมม อี ะไรเปน ตวั นนั้ ดกี วา ทำในถนิ่ ของตวั เอง, และทำทโี่ คนไมด กี วา ทำทกี่ ฏุ เิ ปน ตน . แมไ ปนงั่ ทำทโ่ี คนไม กค็ วรจะเปน โคนไมท ไี่ มท ำใหเ กดิ การระแวงวา จะมใี ครมายนื ด.ู ถา หาโคนไมอ ยา งนน้ั ไมไ ด กต็ อ งตดั ใจ ลงไปวา ใครจะมายนื ดกู ช็ า งหวั มนั ดงั นเ้ี ปน ตน จงึ จะเปน อนั วา มกี ารตดั ปลโิ พธขอ นแ้ี ลว โดยสน้ิ เชงิ . ๒. กลุ ปลโิ พธ หมายถงึ ความหว งสกลุ อปุ ฏ ฐาก หรอื บคุ คลผชู ว ยเหลอื สนบั สนนุ ตน เชน หวงวาเขาเหลานั้นจะเจ็บไขเปนตนบาง เขาจะเหินหางจากเรา เพราะไมไดพบกัน ทุกวัน ดังน้ีบาง. ขอน้ีหมายถึงความรักใครเปนหวงอาลัยอาวรณ ในบุคคลผูทำหนาที่ สนบั สนนุ ตนทกุ ชนดิ . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งทำจติ ใจใหม ในลกั ษณะทอี่ าจจะสรปุ ไดว า เดยี๋ วนบ้ี คุ คล เหลา นนั่ ไมม อี ยใู นโลกแลว . ๒ วสิ ทุ ธมิ รรคแปลภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑๕.

2 - 16 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. ลาภปลโิ พธ ความหว งใยในลาภสกั การะ ทเี่ คยมอี ยู หรอื กำลงั มอี ยู วา จะขาดไป หรอื แมแ ตค วามรสู กึ วา เมอ่ื ทำกมั มฏั ฐานสำเรจ็ แลว ลาภสกั การะสรรเสรญิ และชอื่ เสยี งจะมี มากขน้ึ กวา เดมิ ดงั นเ้ี ปน ตน กด็ ี รวมเรยี กวา ความหว งใยในลาภสกั การะ ดว ยกนั ทง้ั นนั้ . ผูปฏิบัติจะตองทำในใจใหมีความเห็นอยางแจมแจงวา ลาภสักการะเปนสิ่งที่นาขยะแขยง ในฐานะทเี่ ปน อนั ตรายโดยตรงตอ การปฏบิ ตั เิ พอื่ บรรลนุ พิ พานทกุ ชนดิ รวมความวา จะตอ ง สละทรัพยสมบัติท้ังที่เปนอดีต ปจจุบัน และอนาคตโดยส้ินเชิง ยอมตนเปนผูสิ้นเนื้อ ประดาตวั ในขณะนี.้ ถา มเี รอ่ื งจะตอ งใชส อยอะไรกนั ใหมไ วพ ดู กนั ใหมท หี ลงั ไมใ ชเ วลาน.้ี ๔. คณปลโิ พธ ความหว งใยในหมคู ณะทอ่ี ยภู ายใตบ งั คบั บญั ชาดแู ลหรอื ความรบั ผดิ ชอบของตน ก็เปนสิ่งท่ีตองสลัดออกไปแลวโดยสิ้นเชิง มีการปกใจในการเปนบุคคลผู โดดเดย่ี วโดยแทจ รงิ . แมว า จะตอ งกลบั ไปอยใู นหมคู ณะอกี ตอ งไมม เี รอื่ งทจ่ี ะกงั วลในขณะน.ี้ ๕. กมั มปลโิ พธ หมายถงึ การงานตา งๆ ทกี่ ำลงั คาราคาซงั อยใู นมอื หรอื โดยการรบั ผดิ ชอบกต็ าม นเี้ ปน สว นหนง่ึ . อกี สว นหนงึ่ คอื นสิ ยั ทชี่ อบทำนนั่ ทำนไ่ี มห ยดุ หรอื ความรทู ี่ จะทำนน่ั ทำนเ่ี สยี เรอ่ื ยไป. ทง้ั ๒ ประเภทนี้ จดั เปน ปลโิ พธโดยเทา กนั . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ ง ทำในใจจนกระทง่ั มองเหน็ ชดั วา ไมม กี ารงานทไ่ี หนอกี แลว ทจ่ี ะเสมอเหมอื นการงานคอื การ ทำกมั มฏั ฐาน ทเ่ี รากำลงั ทำอยนู ้ี. เราตอ งไมท ำใหก ารงานทไ่ี มม คี า อะไรมากมาย มาทำให การงานอนั มคี า สงู สดุ ตอ งเสยี หายไป. หรอื ถา หากมที างทจ่ี ะสะสางเครอ่ื งกงั วลอนั นไ้ี ดโ ดย วธิ ใี ด เชน มอบหมายใหผ ทู ค่ี วรไดร บั มอบหมายไปทำเสยี ได กเ็ ปน อบุ ายทค่ี วรทำใหเ สรจ็ เสยี กอ นเปน การลว งหนา ดงั นเ้ี ปน ตน . ๖. อทั ธานปลโิ พธ ความกงั วลเนอ่ื งดว ยการเดนิ ทาง. ขอ นมี้ คี วามหมายเปน ๒ สถาน คอื สำหรบั ผทู เี่ ดนิ ทอ งเทย่ี วไปพลาง ทำกมั มฏั ฐานไปพลาง นจี้ ะตอ งไมก งั วลถงึ การเดนิ ทาง ทจี่ ะมใี นวนั ตอ ไปวา จะมดี ว ยอาการอยา งไร เชน ไมค ำนงึ ถงึ ทพ่ี กั หรอื อาคารขา งหนา เปน ตน จะตอ งทำในใจเหมอื นกบั ไมม กี ารเดนิ ทางไกล นพี้ วกหนง่ึ . อกี พวกหนง่ึ ซง่ึ ไดแ กพ วกปฏบิ ตั อิ ยู กบั ที่ แตน สิ ยั รกั การทอ งเทยี่ วเดนิ ทางไกล เขาจะตอ งระงบั ความรสู กึ ขอ นนั้ เสยี โดยสนิ้ เชงิ ไมม กี ารระลกึ วา เวลานฤี้ ดอู ะไร ทโี่ นน ทนี่ ม่ี อี ะไรนา ดู หรอื นา อยอู ยา งสบาย เปน ตน ตลอด จนถงึ กบั ไมค ดิ ถงึ ความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ ทตี่ นเคยพอใจ ในการเดนิ ทางทกุ สงิ่ ทกุ อยา งดว ย.

2 - 17 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ แมท ส่ี ดุ แตก ารกะแผนวา เสรจ็ การปฏบิ ตั อิ อกพรรษาแลว เราจะเดนิ ทางไปไหนกนั ใหส นกุ ดงั นี้ กไ็ มค วรจะมี. ๗. ญาตปิ ลโิ พธ หมายถงึ ความกงั วลหว งใยในญาตโิ ดยตรง นบั ตงั้ แตบ ดิ ามารดา เปน ตน ลงไป ทอี่ ยใู กลห รอื อยไู กลกต็ าม กำลงั เดอื ดรอ นหรอื กำลงั เปน สขุ กต็ าม สง่ิ นจ้ี ะไม ตอ งมารบกวนอยใู นใจของผปู ฏบิ ตั ิ เขามคี วามฉลาดในการทจี่ ะตดั สนิ ใจหรอื ระงบั ความหว งใย เหลานั้น โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใหจนได. ถาเปนบรรพชิต ก็คือการระลึกถึงความจริงที่วา การบรรพชาเปน การสละญาตแิ ลว โดยสนิ้ เชงิ และโดยเฉพาะอยา งยง่ิ กใ็ นเวลาทจี่ ะปฏบิ ตั ธิ รรม. ถา เปน คฤหสั ถ กม็ ที างทจี่ ะคดิ วา เราจะไปแสวงหาสงิ่ ทดี่ ที สี่ ดุ ทญี่ าตคิ วรจะไดร บั มาใหญ าติ ดงั นเี้ ปน ตน . ทเ่ี ปน เรอ่ื งรวมๆ อาจจะคดิ ไปไดถ งึ วา การเวยี นวา ยอยใู นวฏั ฏสงสารนน้ั ไมม ี ญาตคิ นไหนทจี่ ะชว ยกนั ได แมแ ตบ ดิ ามารดา แมแ ตบ ตุ รธดิ าโดยตรง. ทกุ คนตอ งชว ยตวั เอง และควรจะมสี ทิ ธใิ์ นการชว ยตวั เองโดยสมบรู ณ. เมอื่ ใครพน จากวฏั ฏสงสารขนึ้ มาไดส กั คนหนงึ่ คนนนั้ แหละจะกลบั กลายเปน คนทส่ี ามารถชว ยญาติ ทก่ี ำลงั เวยี นวา ยอยใู นวฏั ฏสงสารได. คนที่ เวยี นวา ย ไมอ าจจะชว ยคนทเี่ วยี นวา ยดว ยกนั ไดเ ลย ดงั น้.ี ๘. อาพาธปลโิ พธ คอื ความหว งใยเกย่ี วกบั การเจบ็ ไข. ผปู ฏบิ ตั ติ อ งไมก ลวั ลว งหนา วา การปฏบิ ตั ใิ นขอ ทไ่ี มเ คยปฏบิ ตั นิ น้ั จะทำใหเ กดิ การเจบ็ ไขข น้ึ นอ้ี ยา งหนง่ึ . อกี อยา งหนง่ึ กค็ อื แมจ ะเกดิ การเจบ็ ไขข นึ้ เพราะการปฏบิ ตั ิ อยา งไมม ที างหลกี เลย่ี ง กย็ นิ ดสี ตู าย รวม ความวา ไมหวงใยในการเจ็บไขในอนาคตวาจะเปนอยางไร จะไดรับการรักษาหรือไม หรือ จะเอายาทีไ่ หนมากนิ กไ็ มเ หน็ เปน เรอ่ื งสำคญั เพราะถอื เสยี วา การปฏบิ ตั นิ นั้ เปน การทำให ไดก นิ ยาอมตะซงึ่ อาจรกั ษาโรคกเิ ลส หรอื โรคทกุ ข อนั เปน โรคทนี่ า กลวั กวา โรคใดๆ ทงั้ สน้ิ . และเมอ่ื กนิ ยานน้ั แลว จติ ใจจะลถุ งึ ความเปน ผไู มม คี วามตายอกี ตอ ไป. อกี ทาง หนงึ่ ถา เปน ผเู จบ็ ๆ ไขๆ อยกู อ น กใ็ หร บี รกั ษาเสยี อยา ใหม คี วามกงั วลในการรกั ษาโรคใน ขณะทป่ี ฏบิ ตั อิ ยอู กี . และถา ไดพ ยายามรกั ษาแลว รกั ษาอกี จนถงึ ทสี่ ดุ ของความสามารถแลว โรคกย็ งั ไมห าย ดงั นไ้ี ซร กจ็ งหยดุ การรกั ษา สลดั ความกงั วลในโรค แลว ทำความเพยี รปฏบิ ตั ิ เอาชนะความตาย ดวยการปฏิบัตินั่นเอง ดวยการตัดสินใจในวิธีเดียวกันกับท่ีกลาวมาแลว ขา งตน เปน ผมู จี ติ ใจเขม แขง็ เฉยี บขาดเหนอื ความกลวั โรค และความกลวั ตายจรงิ ๆ แลว

2 - 18 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทำการปฏบิ ตั ไิ ปตามทที่ างออกของชวี ติ มนั มใี หเ พยี งเทา นนั้ . ๙. คนั ถปลโิ พธ หมายถงึ ความหว งใยในการศกึ ษาเลา เรยี น. การเลา เรยี นพลางและ เจรญิ ภาวนาในขน้ั สงู พลาง เปน สง่ิ ทที่ ำไมไ ด. เมอ่ื สมคั รปฏบิ ตั ใิ นทางจติ โดยตรง กต็ อ งพกั การศึกษาเลาเรียนไวกอน จึงจะไดผลเต็มท่ี. นี้หมายถึงการเรียนทางวิชา หรือทางตำรา. สว นการศกึ ษาทเี่ ปน การไตถ ามจากกลั ยาณมติ ร หรอื อาจารยผ สู อนกมั มฏั ฐานโดยตรง และ เทา ทจี่ ำเปน นน้ั ไมร วมอยใู นขอ น้ี. อกี ทางหนงึ่ พงึ ทราบวา นกั ศกึ ษาทห่ี ลงใหลในการศกึ ษา ยอ มตดิ การอา นหนงั สอื เหมอื นกบั ตดิ ฝน . แมส ง่ิ นกี้ ต็ อ งไมม โี ดยเดด็ ขาด. ผปู ฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ครู สอนเขาอยู กต็ อ งถอื หลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั ในการทจี่ ะตดั ปลโิ พธขอ น้.ี ๑๐. อทิ ธปิ ลโิ พธ คอื ความกงั วลหว งใยเกยี่ วกบั การไดฤ ทธิ์ หรอื การไดอ ทิ ธปิ าฏหิ ารยิ  ซงึ่ นบั วา เปน สง่ิ ทย่ี ว่ั ยวนใจอยา งยง่ิ ทงั้ แกผ ปู ฏบิ ตั แิ ละผไู มป ฏบิ ตั ิ. ผทู หี่ ลงใหลในการไดฤ ทธ์ิ แลว มาทำกมั มฏั ฐานนน้ั มที างทจี่ ะวกิ ลจรติ ไดโ ดยงา ย. เขาจะตอ งตดั ความหว งใยในการที่ จะไดฤทธ์ิเสียแลวโดยเด็ดขาด การปฏิบัติจึงจะดำเนินไปตามคลองของการบรรลุมรรค ผลนพิ พาน นอ้ี ยา งหนงึ่ . อกี อยา งหนงึ่ กค็ อื บคุ คลทป่ี ฏบิ ตั มิ าดว ยความบรสิ ทุ ธใิ์ จ ครนั้ ลถุ งึ ขนั้ ทจ่ี ติ สามารถ ทำอทิ ธปิ าฏหิ ารยบ างอยา งได ความสนใจกเ็ รม่ิ เบนมาทางฤทธน์ิ ี้ และอยากจะใหด ำเนนิ ตอ ไปในทางนจ้ี นถงึ ทสี่ ดุ นจี้ ดั เปน ปลโิ พธอยา งยง่ิ ตอ การปฏบิ ตั ทิ จ่ี ะดำเนนิ ตอ ไปในทางของ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา หรอื ความไมม ตี วั ตนซง่ึ เปน ทางธรรมแท. การทำพรอ มกนั ทง้ั ๒ อยา ง ไมม ที างทจ่ี ะทำไดด ว ยเจตนา แตเ ปน ไปไดใ นทางทเี่ มอื่ ปฏบิ ตั ถิ งึ ทส่ี ดุ ในทางธรรมแลว บางคนกย็ งั มคี วามสำเรจ็ ทางฝา ยอทิ ธปิ าฏหิ ารยเ ปน ของผนวก อกี สว นหนง่ึ ดว ย. แตม ไิ ด หมายความวา จะเปน อยา งนนั้ ทกุ คนไป เปน ไดเ ฉพาะคน และเฉพาะเหตกุ ารณ. สำหรบั การ ปฏบิ ตั ฝิ ก ฝนเพอื่ ไดอ ทิ ธปิ าฏหิ ารยโ ดยตรงนน้ั เปน อกี เรอื่ งหนงึ่ ตา งหาก ไมต อ งเอามาปนกบั เรอ่ื งน.้ี ผปู ฏบิ ตั ธิ รรมจะตอ งทำจติ ใหเ ปน ธรรมาธปิ ไตยลว น ไมม งุ หวงั อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ  ซง่ึ เปน ทางแหง ลาภสกั การะและอน่ื ๆ ไมเ กย่ี วกบั การตดั กเิ ลสเลย. สงิ่ ทง้ั ๑๐ เทา ทท่ี า นยกมาแสดงเปน ตวั อยา งนี้ เปน ปลโิ พธโดยเสมอกนั เปน เครอ่ื ง

2 - 19 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กดี ขวางทางเดนิ ของจติ ทจี่ ะเดนิ ไปตามทางภาวนา. ถา จะเปรยี บดงั ในอปุ มาขา งตน กเ็ ทา กบั ทำใหแ สวงหากอ นหนิ ทอี่ าจจะใชล บั มดี ไมพ บนนั่ เอง. ไมไ ดล บั มดี แลว ไปถางปา นนั้ เรอื่ ง จะเปน อยา งไรลองคดิ ดู. เพราะฉะนนั้ เปน อนั วา การตดั ปลโิ พธเหลา นย้ี อ มเปน บพุ พกจิ โดย แทจริง. (ค) การเลอื กสงิ่ แวดลอ ม ผจู ะปฏบิ ตั จิ ะตอ งรจู กั เลอื กสถานที่ และสง่ิ แวดลอ มอน่ื ๆ ทส่ี นบั สนนุ แกก ารปฏบิ ตั ขิ อง ตนใหด เี ทา ทจ่ี ะทำได. เพอ่ื รจู กั เลอื กสงิ่ แวดลอ มไดด ี กจ็ ำเปน จะตอ งรจู กั ตวั เองใหด เี สยี กอ น วา ตนเปน อยา งไร เขา กนั ไดห รอื เขา กนั ไมไ ดก บั สง่ิ ใด โดยธรรมชาต.ิ แมว า การทำกมั มฏั ฐาน จะมคี วามมงุ หมายถงึ การหลดุ พน เพอื่ อยเู หนอื ความยนิ ดยี นิ รา ย หรอื เหนอื การครอบงำของธรรมชาตกิ จ็ รงิ แตใ นขน้ั เตรยี มตวั นผี้ ปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งหลกี เลย่ี งจาก การครอบงำของธรรมชาติ ใหม ากทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะทำได. เพราะฉะนนั้ จงึ จำเปน ทจี่ ะตอ งรจู กั อทิ ธพิ ลของ ธรรมชาตภิ ายนอก ซง่ึ เปน สง่ิ แวดลอ ม และรจู กั ธรรมชาตภิ ายใน คอื จรติ นสิ ยั ของตนเอง วา มนั จะขดั กนั หรอื จะเขา กนั ไดอ ยา งไรและเพยี งไรเสยี กอ น. [ตอ งรจู รติ เพอื่ หาใหต รงกบั จรติ เฉพาะๆ] ธรรมชาตภิ ายในของตน ในทนี่ ้ี เรยี กสนั้ ๆ วา “จรติ ” หมายถงึ สงิ่ ทจี่ ติ เคยประพฤติ มาจนเคยชนิ เปน นสิ ยั . เมอื่ รจู กั จรติ ของตนแลว ยอ มสามารถจะจดั จะทำ จะแสวงหรอื หลกี เลย่ี งไดต รงตามทคี่ วรจะเปน ในสง่ิ แวดลอ มทกุ ประการ. เกยี่ วกบั จรติ น้ี ทา นจำแนกไวเ ปน ๖ คอื ราคจรติ โทสจรติ โมหจรติ สทั ธาจรติ พทุ ธจิ รติ และวติ กจรติ ๓ แตล ะอยา งๆ มี ลกั ษณะอาการอยา งไร เขา กนั ไดห รอื เขา กนั ไมไ ดก บั สง่ิ ใด จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ทลี ะขอ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) ราคจรติ หมายถงึ นสิ ยั สนั ดานทหี่ นกั ไปในทางกำหนดั ยนิ ดหี รอื ละโมบ รกั สวย รกั งาม ยดึ มน่ั อยา งรนุ แรงในความเปน ระเบยี บเรยี บรอ ยตลอดถงึ การอยดู กี นิ ดี ดงั นเี้ ปน ตน มากเกนิ ไป เกย่ี วกบั จรติ นี้ ทา นแนะใหเ ลอื กสงิ่ แวดลอ มตนเองดว ยสง่ิ ทเี่ ปน ของปอน เชน ที่ อยอู าศยั อยา งปอนๆ ไมน า ด.ู จวี รกเ็ นอ้ื เลว แลว ยงั แถมมกี ารปะชนุ หรอื ขาดกระรงุ กระรงิ่ . ๓ วสิ ทุ ธมิ รรคแปลภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๔๑-๕๙.

2 - 20 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ แมบ าตรกเ็ ปน อยา งเลว ตะปมุ ตะปำ เตม็ ไปดว ยรอยตอ หรอื การซอ ม. เลอื กทางบณิ ฑบาต ทส่ี กปรกโสมม ไมม สี งิ่ ทเ่ี จรญิ ตาเจรญิ ใจ. รบั อาหารบณิ ฑบาตของคนยากจนชนดิ ทดี่ แู ลว นา ขยะแขยง และเลอื กไปในหมบู า นทม่ี คี นรปู รา งขรี้ ว้ิ ขเ้ี หร กริ ยิ าอาการกใ็ หห ยาบคาย ดงั นเ้ี ปน ตน . สำหรบั อริ ยิ าบถประจำวนั กใ็ หม ากไปดว ยอริ ยิ าบถยนื และอริ ยิ าบถเดนิ หลกี เลย่ี งการนง่ั หรอื การนอนใหม ากทสี่ ดุ เทา ทจ่ี ะมากได. แมส งิ่ อนื่ ๆ กค็ วรระมดั ระวงั โดยหลกั เกณฑข อ เดยี วกนั ; ยกตวั อยา งเชน สขี องสงิ่ ทจ่ี ะใชส อย กค็ วรจะเปน สเี ขยี ว หรอื สเี ขยี วแกม ดำ. แมท ส่ี ดุ แตก ารเลอื กสที จ่ี ะใชใ นการทำวงของกสณิ ในเมอ่ื จะเจรญิ กสณิ ภาวนา กค็ วร เลอื กสเี ขยี ว. สรปุ ความวา สง่ิ ตา งๆ สำหรบั คนราคจรติ นนั้ จะตอ งเปน ไปในทางปอนหรอื คล้ำ ไมส ดใสฉดู ฉาด จงึ จะเปน ไปในทางสบายตอ จรติ หรอื สง เสรมิ แกก ารปฏบิ ตั ,ิ มฉิ ะนน้ั จะเกดิ ความยงุ ยากขน้ึ ไมม ากกน็ อ ยโดยไมจ ำเปน เกย่ี วกบั สงิ่ ทข่ี ดั กนั กบั จรติ ของตน ในความ มุงหมายท่ีจะเจริญกัมมัฏฐานภาวนา. (๒) โทสจรติ หมายถงึ จรติ นสิ ยั ทขี่ โ้ี กรธ ฉนุ เฉยี ว หงดุ หงดิ งา ย ทา นแนะสง่ิ ทสี่ บาย สำหรบั ผมู โี ทสจรติ ไวใ นลกั ษณะทอี่ าจกลา วไดว า ตรงกนั ขา มจากสง่ิ ทส่ี บายของราคจรติ คอื ทา นแนะใหท ำ หรอื มี หรอื ไปสแู ตส ง่ิ แวดลอ มทเ่ี ปน ระเบยี บเรยี บรอ ย สภุ าพ และสวยงาม นา เจรญิ ตาเจรญิ ใจ เชน ทอี่ ยอู าศยั ควรสะอาดหมดจด เปน ระเบยี บเรยี บรอ ย ไมม อี ะไรที่ เรา ใจใหเ กดิ ความหงดุ หงดิ จวี รกเ็ ปน ผา เนอ้ื ออ นเนอ้ื ดเี นอ้ื เกลย้ี ง สดี ี ไมม กี ลนิ่ ดงั นเี้ ปน ตน . เลอื กไปบณิ ฑบาตในหมบู า นทเ่ี จรญิ แลว ในความเปน ระเบยี บเรยี บรอ ย ความสะอาด ประณตี ความมรี สนยิ มสงู และความพอเหมาะพอดอี นื่ ๆ เปน หมชู นทมี่ วี ฒั นธรรมดี มกี ริ ยิ ามารยาทดี ดงั นเ้ี ปน ตน . รวมความกค็ อื ใหถ กู แวดลอ มอยดู ว ยสง่ิ ทไี่ มป อน แตค วามสะอาดและความ เปน ระเบยี บเรยี บรอ ยตามทค่ี วร. แมใ นสว นอริ ยิ าบถ กอ็ ยใู นอริ ยิ าบถทเี่ ปน การพกั ผอ น เชน อริ ยิ าบถนงั่ หรอื อริ ยิ าบถนอน มากกวา อริ ยิ าบถยนื หรอื เดนิ . เรอื่ งเบด็ เตลด็ อนื่ ๆ กพ็ งึ เทยี บ เคยี งโดยนยั อนั เดยี วกนั เชน เรอ่ื งสี กเ็ ปน สที ีส่ ดใสมสี เี ขยี วเปน ตน ซง่ึ ถอื วา เปน สงิ่ ทยี่ วั่ อารมณน อ ยกวา สอี นื่ ดงั นเ้ี ปน ตน . (๓) โมหจรติ หมายถงึ จรติ นสิ ยั เปน ไปในทางทงี่ ว งซมึ มนึ ชา ไมค อ ยมคี วามโปรง ใจ อยเู ปน ปรกติ. สงิ่ สบายสำหรบั บคุ คลประเภทนี้ ทา นแนะไวว า ตอ งเปน สงิ่ ทโ่ี ลง โถงสวา งไสว

2 - 21 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เชน เสนาสนะทอ่ี ยู กค็ วรจะเปด โลง เหน็ ไดใ นระยะไกล ไมม อี ะไรกดี ขวาง และมแี สงสวา งมาก. เกยี่ วกบั จวี รมหี ลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั คอื สะอาดเรยี บรอ ยและมสี สี นั ดี (เทา ทคี่ วรแกส มณะ). แมในเรื่องบิณฑบาต ก็มีหลักเกณฑไปในทางท่ีเจริญตาเจริญใจอยางเดียวกัน และทาน แนะนำใหใ ชว ตั ถเุ ครอ่ื งใชส อยทม่ี ขี นาดใหญ แมท ส่ี ดุ แตด วงกสณิ กต็ อ งเปน ขนาดใหญม าก ทสี่ ดุ เทา ทจ่ี ะทำได. ชอบอริ ยิ าบถอยา งเดยี วกนั กบั คนทม่ี รี าคจรติ . (๔) สทั ธาจรติ หมายถงึ นสิ ยั เชอื่ งา ยเชอ่ื ดาย หรอื หนกั ไปแตใ นทางความเชอื่ โดย สว นเดยี ว สง่ิ ทส่ี บายสำหรบั บคุ คลประเภทน้ี ตามทท่ี า นแนะไวเ ปน อยา งเดยี วกนั กบั สำหรบั บคุ คลทมี่ โี ทสจรติ แตค วรจะเขา ใจไวว า ผมู สี ทั ธาจรติ ควรจะไดร บั สง่ิ แวดลอ มทเี่ ปน ไปใน ทางชวนใหข ยนั คดิ นกึ เสยี บา งกจ็ ะเปน การดี และควรอยใู กลก บั บคุ คลทสี่ ามารถใหค ำแนะนำ ทชี่ วนใหค ดิ นกึ อยา งถกู ตอ ง. (๕) พทุ ธจิ รติ หมายถงึ จรติ นสิ ยั ทชี่ อบเรยี นชอบรู คดิ นกึ ไปในทางศกึ ษา ไปในทาง สตปิ ญ ญา เกยี่ วกบั บคุ คลประเภทนไี้ มส จู ะมปี ญ หาอนั เนอ่ื งดว ยสงิ่ แวดลอ ม ทา นถอื วา ผเู ปน พทุ ธจิ รติ จะเปน อยไู ดส บาย ไดท กุ แบบของจรติ อนื่ ๆ ทงั้ หมด. สรปุ ความวา ไมม อี ะไรทจี่ ะจำกดั รดั กมุ เหมอื นกบั บคุ คลทเี่ ปน ราคจรติ หรอื โทสจรติ โดยเฉพาะ. (๖) วติ กจรติ หมายถงึ สง่ิ ทฟ่ี งุ ซา นงา ย แตม ไิ ดห มายความวา ฟงุ ซา นไปในทางสติ ปญ ญา เปน แตเ พยี งการนกึ คดิ ทฟ่ี งุ ซา น หาทศิ ทางและหลกั เกณฑไ มค อ ยได. สงิ่ ทสี่ บาย สำหรบั บคุ คลผมู จี รติ อยา งนี้ ตอ งเปน สง่ิ ทไี่ มย ว่ั ใหค ดิ ไมส นับสนนุ ใหค ดิ ไมช วนใหฉ งน หรอื ไมม กั กอ ใหเ กดิ ปญ หาใดๆ ควรอยใู นทแี่ คบ แตเ กลย้ี งเกลาสะอาด อยใู นทมี่ แี สงสวา งพอสมควร มเี ครอื่ งใชส อยแตน อ ยทสี่ ดุ และงา ยทส่ี ดุ ไมส มาคมกบั บคุ คลทช่ี วนใหเ พอ เจอ มอี ริ ยิ าบถท่ี สบายอยา งเดยี วกบั ผเู ปน ราคจรติ แมส เี ปน ตน กอ็ ยา งเดยี วกนั . สรปุ ความวา ราคจรติ คอื ขมี้ กั กำหนดั ใหใ ชข องปอนแก. โทสจรติ ขม้ี กั โกรธ ให ใชข องเรยี บรอ ยสวยงามแก. โมหจรติ ขม้ี กั มดื มวั ใหใ ชส ภาพของความโลง โถงสวา งไสวแก. สทั ธาจรติ ขมี้ กั เชอ่ื งา ยไป ใชค วามมหี ลกั เกณฑม รี ะเบยี บทแี่ นน อนแก. พทุ ธจิ รติ หนกั ไป ในทางความรู ใชค วามฉลาดของตวั เองแก. และ วติ กจรติ ใชส ภาพของสง่ิ แวดลอ ม ทไี่ มย ว่ั ใหเ กดิ ความนกึ คดิ แก. เมอ่ื ผปู ฏบิ ตั ไิ ดส ำรวจตวั เอง จนรจู กั จรติ นสิ ยั ของตนอยา งถกู ตอ ง ยอ ม

2 - 22 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ สามารถเลอื กสงิ่ แวดลอ มไดโ ดยไมย าก สามารถสนบั สนนุ การปฏบิ ตั ขิ องตนไดด ว ยตนเองอยา ง มากมายทเี ดยี ว แมก ารเลอื กบทกมั มฏั ฐานบทใดบทหนงึ่ โดยเฉพาะ เพอื่ ใหถ กู จรติ นสิ ยั ของ ตน ก็ถือหลักเกณฑอยางเดียวกันน้ี เชน ราคจริต เลือกกัมมัฏฐานพวกอสุภกัมมัฏฐาน พวกโทสจริต เลือกกัมมัฏฐานพวกพรหมวิหารหรืออัปปมัญญา และวรรณกสิณ ๔ พวก โมหจริต และวิตกจริต เลือกอานาปานสติกัมมัฏฐาน พวกสัทธาจริต เลือกกัมมัฏฐาน พวกอนสุ สติ เชน พทุ ธานสุ สต,ิ พวกพทุ ธจิ รติ ไมส จู ะมกี ารจำกดั , สว นกสณิ ทเี่ หลอื และ อรปู ฌาน ๔ เปน ธรรมทส่ี บายแกจ รติ ทง้ั ปวง. ในกรณที บี่ คุ คลคนหนง่ึ มจี รติ แสดงออกหลายจรติ ใหถ อื เอาจรติ ทอ่ี อกหนา หรอื แกก ลา กวาจริตอื่น เปนหลักสำหรับการเลือกกอน แลวจึงถึงจริตที่ถัดไปเทาท่ีจะผอนผันกันได. เมอ่ื ไดก ลา วถงึ ธรรมชาตภิ ายใน คอื จรติ นสิ ยั แลว กค็ วรจะกลา วถงึ ธรรมชาตภิ ายนอก ซง่ึ เปน ทต่ี งั้ แหง การเลอื กเฟน สบื ตอ ไป. [ธรรมชาตเิ ปน ทส่ี ปั ปายะ ในการปฏบิ ตั ]ิ ธรรมชาตภิ ายนอก ทจี่ ะตอ งเลอื กเฟน ในทน่ี เ้ี รยี กวา “สปั ปายธรรม” แปลวา สง่ิ เปน ทส่ี บายสำหรบั บคุ คลผปู ฏบิ ตั ิ ทา นจำแนกไวเ ปน ๗ คอื :- (๑) อาวาสสปั ปายะ ทอ่ี ยสู บาย (๒) โคจรสัปปายะ ที่หาอาหารสบาย (๓) กถาสปั ปายะ ถอ ยคำสบาย (๔) ปคุ คลสปั ปายะ บคุ คลสบาย (๕) อาหารสัปปายะ อาหารสบาย (๖) อตุ สุ ปั ปายะ ฤดสู บาย (๗) อริ ยิ าบถสปั ปายะ อริ ยิ าบถสบาย๔ แตล ะอยา งๆ มที างวนิ จิ ฉยั เกย่ี วกบั การเลอื ก ดงั ตอ ไปน้ี : ๑. อาวาสสปั ปายะ หมายถงึ ทอ่ี ยสู บาย นอกจากเปน การถกู กบั จรติ ดงั กลา วไวใ น เรอ่ื งของจรติ ๖ ประการขา งตน แลว ทา นยงั แนะใหเ ลอื กทอ่ี ยทู ป่ี ระกอบไปดว ยลกั ษณะเหลา ๔ วสิ ทุ ธมิ รรคแปลภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑๐๐-๑๐๓.

2 - 23 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ นค้ี อื ไมใ หญเ กนิ ไป เพราะทำใหม กี ารดแู ลรกั ษามากเปน ตน , ไมใ หมเ กนิ ไป เพราะมเี รอื่ งท่ี จะตอ งทำมาก, ไมค ร่ำครา เกนิ ไปเพราะมอี นั ตรายจากตวั วตั ถนุ น้ั เอง หรอื จากสตั วเ ลอื้ ยคลาน ตา งๆ. ไมอ ยใู กลท างเดนิ เพราะจะถกู รบกวนดว ยบคุ คลและเสยี งของบคุ คลผเู ดนิ , ไมอ ยู ใกลบ อ น้ำสาธารณะ เพราะจะถกู รบกวนจากบคุ คล หรอื จากการตกั น้ำของบคุ คลโดยเฉพาะ เพศตรงกนั ขา ม, ไมอ ยใู นทที่ ม่ี ใี บไม หรอื ผกั หญา เปน ตน ทใ่ี ชเ ปน อาหารได เพราะจะถกู รบกวน จากคนหาผกั โดยเฉพาะทเ่ี ปน เพศตรงกนั ขา ม, ไมอ ยใู นทที่ มี่ ดี อกไมหรอื ผลไม เปน ตน ทใี่ ช ประโยชนไ ด เพราะจะถกู รบกวนจากสตั วบ คุ คลทเ่ี นอ่ื งจากดอกไม หรอื ผลไม, ไมอ ยใู นทท่ี ่ี คนมงุ หมายจะได เพราะกอ ใหเ กดิ ศตั รู แลว ไดร บั ความรบกวนจากศตั รนู นั้ , ไมอ ยใู นสถานท่ี ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ เ่ี ปน ทบ่ี ชู าของประชาชน เพราะจะทำใหร ำคาญ; ไมอ ยใู กลต วั เมอื ง เพราะตวั เมอื งยอ มเปน ทางมาแหง การรบกวนทกุ ประการ, ไมอ ยใู กลแ หลง หาฟน หรอื ทที่ ำนาเปน ตน เพราะเปน การยากทจ่ี ะไมถ กู รบกวนดว ยเสยี ง หรอื จากบคุ คลโดยตรง, ไมอ ยใู กลส ง่ิ หรอื บคุ คลทเ่ี ปน วสิ ภาค แปลวา เขา กนั ไมไ ด เชน คนโกรธกนั หรอื เพศตรงกนั ขา มเปน ตน , ไมอ ยู ใกลท า นำ้ เพราะเปน ทไี่ ปมาไมห ยดุ , ไมอ ยบู า นนอกปลายแดนเกนิ ไป, เพราะคนเหลา นน้ั ไม ศรทั ธาทจ่ี ะสนบั สนนุ ไมเ ขา ใจแลว ยงั จะทำตนเปน ปฏปิ ก ษอ กี ดว ย, ไมอ ยทู พ่ี รมแดนของ ประเทศ เพราะเปน ถน่ิ ทตี่ อ งระวงั รกั ษาอยา งกวดขนั ของเจา หนา ทผ่ี รู กั ษา และมที างทจ่ี ะกระทบ กระเทอื น ในเมอื่ เกดิ ปญ หาพรมแดนหรอื ชายแดนขน้ึ , ไมอ ยใู นทไี่ มม สี ปั ปายะ ๗ ประการ ขางตนดังกลาวแลว และไมอยูในที่ที่ไมอาจจะติดตอกับกัลยาณมิตร เชนอาจารยผูสอน กมั มฏั ฐาน. ทงั้ หมดนเ้ี ปน ตวั อยา งของทอี่ ยทู ค่ี วรหรอื ไมค วรอยู ซงึ่ เปน หลกั เกณฑส ำหรบั วนิ จิ ฉยั ในปญ หาอนั เกย่ี วกบั สถานทบ่ี ำเพญ็ สมณธรรมโดยตรง. เมอ่ื ไดส ถานทที่ ป่ี ราศจาก โทษเหลา นน้ั แลว กเ็ รยี กวา มี อาวาสสปั ปายะ ซง่ึ อาจจะหมายถงึ สถานทที่ งั้ หมบู า น ทง้ั ปา หรอื ทง้ั วดั หรอื สว นแหง วดั หรอื แมแ ตเ พยี งกฏุ ิ กระตอ บ กระทอ ม หรอื ถ้ำ หรอื โคนไมห รอื หบุ เหว ทอี่ ยเู ปน สว นตวั โดยเฉพาะจรงิ ๆ กต็ าม รวมความแลว กค็ อื ไมม อี ะไรรบกวนและสะดวก สำหรบั การปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน. ๒. โคจรสปั ปายะ หมายถงึ ทแ่ี สวงหาอาหารสบายโดยตรง และหมายถงึ ทแี่ สวงหา สง่ิ ทต่ี อ งการอน่ื ๆ โดยออ ม ตลอดถงึ การคมนาคม ทจ่ี ำเปน ตอ งใชเ กยี่ วกบั การปฏบิ ตั ธิ รรมโดย

2 - 24 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เฉพาะ. เกย่ี วกบั โคจรสบายน้ี มหี ลกั สำคญั อยวู า พอทจ่ี ะแสวงหาอาหารไดโ ดยไมย าก หรอื ยากเกนิ ไป และในทนี่ นั้ ๆ ไมม วี สิ ภาคารมณ โดยเฉพาะกค็ อื สง่ิ ทเ่ี ปน ขา ศกึ แกจ ติ ใจ ทำจติ ใจ ใหตกไปฝายต่ำหรือใหยอนระลึกนึกถึงความหลัง ซึ่งทำใหอยากกลับไปสูเพศต่ำ ดังนี้เปน ตวั อยา ง. ทา นไดอ ปุ มาไวว า เหมอื นกบั โคตอ งไดท งุ หญา ทด่ี ี ไมม โี จร ไมม เี สอื ไมม โี รค หรอื อปุ ท วะอนื่ ๆ. ถา ทโี่ คจรไมด ี กไ็ ดร บั อนั ตรายถงึ ตาย ซง่ึ เปน โวหารอปุ มาของการสกึ . ๓. กถาสปั ปายะ คำพดู สบาย หมายถงึ การไดย นิ ไดฟ ง สงิ่ ทดี่ มี ปี ระโยชน ขจดั ขอ สงสยั ตา งๆ ได สนบั สนนุ แกก ารปฏบิ ตั ิ มคี วามไพเราะงดงามและถกู แกจ รติ นสิ ยั ของบคุ คล นน้ั โดยเฉพาะ แมแ ตเ สยี งสตั วบ างอยา ง สบายกม็ ี ไมส บายกม็ ี ไมต อ งกลา วถงึ เสยี งของ มนษุ ยเ ลย. ฉะนน้ั เสยี งทอี่ กึ ทกึ ครกึ โครมหรอื สง่ิ ยวั่ ยวนตา งๆ ทด่ี งั มาจากระยะไกลนนั้ กถ็ กู จดั ไวใ นฐานะเปน อสปั ปายะ. ในทำนองตรงกนั ขา ม ถา หากวา ผปู ฏบิ ตั ไิ ดฟ ง ถอ ยคำทช่ี กั จงู จติ ใจหรอื ประเลา ประโลม ใจใหอาจหาญราเริง และมีความรูความเขาใจเพิ่มขึ้นในหนาที่ของตัวแลว จัดวาเปน สปั ปายะ ในขอ นี้ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ กค็ อื ถอ ยคำของกลั ยาณมติ รทพ่ี ร่ำแนะอยนู นั่ เอง. ๔. ปคุ คลสปั ปายะ หมายถงึ บคุ คลทแ่ี วดลอ มอยู ในฐานะเปน อาจารยห รอื กลั ยาณมติ ร กด็ ี เพอ่ื นรว มการปฏบิ ตั ดิ ว ยกนั กด็ ี และผสู นบั สนนุ เชน ทายกทายกิ ากด็ ี ลว นแตเ ปน สภาค (ตรงกนั ขา มกบั วสิ ภาค) คอื เขา กนั ไดก บั บคุ คลผปู ฏบิ ตั นิ นั้ อยา งถกู ฝาถกู ตวั . อาจารยอ ยใู น ฐานะชวยดึงข้ึนไป, เพ่ือนสหธรรมิกอยูในฐานแวดลอมใหปลอดภัย และเปนเพ่ือนเดินทาง, ผสู นบั สนนุ อยใู นฐานทช่ี ว ยผลกั ดนั ใหก า วไปเรว็ หรอื โดยสะดวก, เหลา นี้ คอื ใจความสำคญั ของปคุ คลสปั ปายะ. ๕. อาหารสปั ปายะ หมายถงึ อาหารทถ่ี กู แกจ รติ นสิ ยั ของบคุ คลผปู ฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ ดงั กลา วแลว ในเรอื่ งของจรติ และทง้ั ยงั เปน อาหารทส่ี บายแกร า งกาย มคี ณุ สมบตั เิ พยี งพอท่ี จะหลอ เลย้ี งรา งกาย และปอ งกนั โรคเตม็ ตามความหมายของอาหารทด่ี ี และเปน อาหารทบ่ี คุ คล นนั้ บรโิ ภคดว ยปจ จเวกขณพ จิ ารณา และดว ยกริ ยิ าอาการทส่ี มควรแกผ ปู ฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ ทม่ี อี ยู. สว นทจี่ ะเปน อาหารเนอ้ื หรอื อาหารผกั ผลไม แปง ขา ว หรอื อะไรอน่ื นนั้ เปน เรอื่ ง

2 - 25 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เฉพาะคน เฉพาะสถาน หรอื เฉพาะกาลเวลา และเหตผุ ลสว นตวั อน่ื ๆ ซงึ่ ไมอ าจจะกลา วไว เปน สว นรวม แตถ า ไดม าตรงตามทร่ี า งกายหรอื จติ ใจของผปู ฏบิ ตั สิ มณธรรมตอ งการจรงิ ๆ แลว ก็นับวาเปนอาหารสัปปายะอยางยิ่ง. ๖. อุตุสัปปายะ คือฤดูสบาย คำวาอุตุ หรือฤดูในท่ีนี้ ทานหมายถึงกาลเวลาท่ี เหมาะสม คอื เปน กาลเวลาทอี่ ำนวยใหเ กดิ สง่ิ แวดลอ มทดี่ ี คอื ทวิ ทศั นด ี อากาศดี อณุ หภมู ดิ ี และ อะไรอน่ื ทเี่ นอื่ งกนั ทกุ อยา งดี ซง่ึ เราอาจรวมเรยี กไดว า ดนิ ฟา อากาศดนี นั่ เอง. เกย่ี วกบั เรอ่ื ง น้ี มที างเลอื กเปน ๒ สถาน คอื ถา เปน การปฏบิ ตั ธิ รรมชวั่ ระยะ หรอื เปน การกำหนดจะตอ ง ลงมอื รเิ รม่ิ จะตง้ั ตน ลงมอื แรกเรม่ิ กด็ ี ทา นใหเ ลอื กฤดทู เี่ หมาะสมทส่ี ดุ เทา ทจี่ ะเลอื กได และเปน โอกาสทจี่ ะเลอื กเวลาหรอื สถานทไ่ี ดต รงตามความมงุ หมายยง่ิ ขนึ้ . ถา เปน การปฏบิ ตั ธิ รรม อยตู ลอดกาลแลว กม็ ที างเลอื กไดน อ ยลงแตก ย็ งั มที างทจี่ ะเลอื กไดว า จะทำกมั มฏั ฐานขอ ไหน ตอนไหน หรือระยะไหนใหเครงครัดเปนพิเศษในเวลาไหน ในฤดูไหนอยูนั่นเอง; รวมทั้งอาจ จะโยกยา ยสถานทห่ี รอื ประเทศ ใหไ ดร บั ดนิ ฟา อากาศ ทรี่ วมเรยี กกนั วา ฤดู ในทนี่ ต้ี รงตาม ความประสงคด ว ย เชน ฤดรู อ นจะควรอยทู ไ่ี หน ฤดหู นาวจะควรอยทู ไี่ หน ฤดฝู นจะควรอยทู ่ี ไหน หรอื วา ถา เคลอื่ นยา ยไมไ ด เราจะดดั แปลงสถานทน่ี นั้ อยา งไรเพอื่ ใหไ ดร บั ผลอยา งเดยี ว กนั . ทงั้ หมดนล้ี ว นแตร วมเรยี กวา อตุ สุ ปั ปายะ. ๗. อริ ยิ าปถสปั ปายะ คอื ทา นง่ั นอน ยนื เดนิ ในลกั ษณะใดเปน ทส่ี บายแกผ ใู ด ควร ใชอ ริ ยิ าบถไหนใหม าก สำหรบั เขา. ถงึ รไู ดด ว ยการทดลองสงั เกตดดู ว ยตนเอง โดยถอื หลกั วา ในอริ ยิ าบถใด จติ เปน สมาธไิ ดง า ย และตง้ั มนั่ อยไู ดน านแลว ใหถ อื วา นน่ั เปน อริ ยิ าปถ- สปั ปายะแกผ นู นั้ , เพอ่ื ทำใหม ากเปน พเิ ศษ แลว จงึ ทำใหเ ปน ทท่ี ำไดท วั่ ไป แกอ ริ ยิ าบถทเ่ี หลอื ตอ ภายหลงั . สรปุ ความวา สปั ปายะ ๗ ประการน้ี หมายถงึ ความเหมาะสม ของสง่ิ ทสี่ มั พนั ธก บั ตน อยา งใกลช ดิ หรอื ไมม ที างจะหลกี เลยี่ งได คอื ทอ่ี ยู ทเ่ี ทยี่ ว เสยี งทไี่ ดย นิ คนเกยี่ วขอ ง ดว ย ปจ จยั ทเ่ี ลยี้ งชวี ติ และดนิ ฟา อากาศทห่ี ม หมุ ถา เลอื กใหเ หมาะสมทส่ี ดุ เพยี งไร ผนู นั้ จะมจี ติ ใจแชม ชนื่ ผอ งใส ไมร จู กั เหนด็ เหนอื่ ยในการบำเพญ็ สมณธรรมของตน ทา นจงึ จดั ไว ในฐานะเปนส่ิงที่ตองศึกษาและระมัดระวังเทาที่จะทำได.

2 - 26 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ (ฆ) การเตรยี มตวั ทง้ั ทางหลกั วชิ า และทางปฏบิ ตั ิ การเตรยี มตวั เพอื่ การเจรญิ ภาวนา หรอื การปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน เกย่ี วกบั เรอื่ งนี้ มขี อ ควร สงั เกตอยู ๒ ประเภท : ประการแรกคอื หลกั วชิ า หรอื แนวทาง ทางฝา ยทฤษฎี ทม่ี อี ยอู ยา ง เพียงพอท่ีทำใหสามารถดำเนินการฝายปฏิบัติใหตรงจุด ซึ่งจะตองมีการตระเตรียมดวย การศึกษามาแลว แลวนำมาวินิจฉัยวาตนจะตองตระเตรียมในทางปฏิบัติอยางไรและเทาไร สว นอกี ประเภทหนง่ึ กค็ อื การตระเตรยี มในทางปฏบิ ตั โิ ดยตรง. การเตรียมทางหลักวิชา เก่ียวกับหลักท่ัวๆ ไป ทางฝายทฤษฎี ที่ตองทราบเปนการลวงหนานั้นทานใหหัวขอ ไว ดงั ตอ ไปนี้ : ๑. สมาธคิ อื อะไร ?๕ คำตอบขอ นม้ี ไี ดต า งๆ กนั อาจจะมงุ หมายถงึ การทำ กริ ยิ าทที่ ำ หรอื สง่ิ ทถี่ กู ทำ และผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการกระทำ ลว นแตเ รยี กวา สมาธไิ ปหมด. สว นความ มงุ หมายอนั แทจ รงิ ทา นใหค ำจำกดั ความไวว า สมาธคิ อื กศุ ลจติ ทม่ี อี ารมณแ นว แน ดงั น้ี นเ่ี ปน การแสดงวา ทา นเพง เลง็ ถงึ ผลทเี่ กดิ ขนึ้ โดยตรง. สว นการทำ กพ็ ลอยมคี วามหมายไป ตามนนั้ กลา วคอื การทำใหเ กดิ มกี ศุ ลจติ ทมี่ อี ารมณแ นว แนน นั่ เอง. ขอ ควรสงั เกตอยา งยง่ิ อยตู รงคำทวี่ า กศุ ลจติ มไิ ดอ ยตู รงคำทว่ี า แนว แน แตอ ยา งเดยี ว เพราะเปน อกศุ ลจติ แมม ี อารมณแ นว แนก ก็ ลายเปน มจิ ฉาสมาธไิ ป. ดว ยเหตนุ แ้ี หละ สงิ่ ทจี่ ะใชเ ปน อารมณข องสมาธิ นน้ั ตอ งเปน อารมณซ ง่ึ เปน ทตี่ งั้ แหง กศุ ลจติ เสมอไป ทงั้ เจตนาในการทจ่ี ะทำสมาธิ กต็ อ ง เปน สง่ิ ทบี่ รสิ ทุ ธมิ์ าแตเ ดมิ หรอื ประกอบดว ยปญ ญา หรอื สมั มาทฏิ ฐิ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน . ๒. ไดช อ่ื วา สมาธิ เพราะมอี รรถ (ความหมาย) วา อยา งไร ? อธบิ ายวา อรรถวา ตงั้ มนั่ ทงั้ สวนจติ และเจตสกิ . จติ ตง้ั มนั่ เพราะมเี จตสกิ ธรรมซงึ่ เปน ความตงั้ มน่ั เกดิ อยกู บั จติ ซงึ่ กำลงั เปน กศุ ลจติ โดยนยั ทกี่ ลา วแลว ในขอ หนง่ึ . คำวา ตงั้ มน่ั หมายความวา ตง้ั มน่ั อยใู น อารมณอ นั เดยี ว อนั อารมณอ นื่ แทรกแซงเขา มาไมไ ด อนั นวิ รณห รอื กเิ ลสครอบงำไมไ ด. ๕ วสิ ทุ ธมิ รรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑-๑๕.

2 - 27 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. อะไรเปน ลกั ษณะ รส เครอื่ งปรากฏ และปทฏั ฐานของสมาธิ ? ตอบวา ลกั ษณะ ของสมาธิ คอื ความไมฟ งุ ซา น. รสของสมาธิ คอื การกำจดั ความฟงุ ซา น แลว มคี วามรสู กึ สงบ. เครอื่ งปรากฏหรอื เครอ่ื งสงั เกตของสมาธคิ อื ความไมห วน่ั ไหว และปทฏั ฐานของสมาธิ คอื ความสขุ . เกย่ี วกบั ปทฏั ฐานนมี้ ขี อ ทคี่ วรระลกึ ไวเ สมอวา ตอ งมคี วามพอใจ สบายใจ อาจหาญ รา เรงิ หรอื ปต ปิ ราโมทย ซงึ่ เปน ลกั ษณะอาการของความสขุ อยตู ลอดเวลา เปน สง่ิ ทสี่ งั เกตได ไมย าก และจะตอ งควบคมุ ใหค งมอี ยตู ลอดเวลา จงึ จะไดช อ่ื วา เปน ปทฏั ฐาน. ๔. สมาธนิ มี้ กี อ่ี ยา ง ? ขอ นเ้ี ปน ทางทฤษฎลี ว น และเลยไปเปน เรอื่ งของการบญั ญตั ิ ทางภาษา หรอื ทางตรรกะ ซง่ึ ไมต อ งสนใจกไ็ ด เพราะมมี ากมายเกนิ ไป ทราบแตห ลกั เกณฑ ยอ ๆ ไวบ า งกพ็ อ คอื จะตอบวา สมาธอิ ยา งเดยี วกไ็ ดห มายถงึ อาการทจ่ี ติ ตง้ั มน่ั . จะตอบวา มี ๒ อยา งกไ็ ด โดยแบง เปน โลกยิ สมาธแิ ละโลกตุ ตรสมาธ.ิ หรอื แบง เปน สมาธเิ ฉยี ดๆ หรอื สมาธพิ น้ื ฐานทเ่ี รยี กวา อปุ จารสมาธ;ิ และสมาธแิ นว แน ทเี่ รยี กวา อปั ปนาสมาธิ ดงั นก้ี ไ็ ด; และมที างจำแนกโดยชอื่ อน่ื ๆ อกี เปน คๆู ไป. ทจ่ี ำแนกเปน ๓ อยา งนน้ั กค็ อื สมาธอิ ยา งหยาบ อยา งกลาง อยา งละเอยี ด เปน ตน . ทจ่ี ำแยกเปน ๔ กจ็ ำแนกตามทส่ี มั ปยตุ กบั อทิ ธบิ าท ๔ เปน ตน . ทจี่ ำแนกเปน ๕ กจ็ ำแนกตามองคแ หง ฌานดงั นเ้ี ปน ตน ; ซงึ่ เกยี่ วกบั หลกั วชิ าอยา ง เดยี วกนั . ๕. อะไรเปน เครอ่ื งมวั หมองของสมาธิ ? ทา นระบคุ วามทจ่ี ติ กลบั ตกลงสกู ามและ อกศุ ลธรรม เปน เครอ่ื งมวั หมองของสมาธ.ิ ขอ นเ้ี หน็ ไดว า หมายถงึ จติ ทเี่ ปน สมาธแิ ลว ในประเภท โลกยิ สมาธทิ ย่ี งั กลบั กำเรบิ ได เกยี่ วกบั การรกั ษาไมด หี รอื มเี หตกุ ารณอ ยา งอนื่ มาแทรกแซง. ๖. อะไรเปน ความผอ งแผว ของสมาธิ ? คำตอบกค็ อื อาการทตี่ รงกนั ขา มจากอาการ ในขอ ๕ หมายถงึ จติ ทไี่ มม วี ติ กอยา งอนื่ กำลงั รงุ เรอื งอยเู สมอ เพราะสหรคตะอยดู ว ยเจตสกิ ธรรมประเภทปญญา. ๗. เจรญิ สมาธอิ ยา งไร ? ขอ นเ้ี ปน ทางปฏบิ ตั ลิ ว นๆ จะยกไวก ลา วโดยละเอยี ดใน ตอนอนั กลา วดว ยการตระเตรยี มประเภทที่ ๒ ขา งหนา รวมความสน้ั ๆ กไ็ ดเ ปน หวั ขอ วา การ เจรญิ โลกยิ สมาธเิ ชน น้ี การเตรยี มกค็ อื ชำระศลี ใหบ รสิ ทุ ธ์ิ ตดั ปลโิ พธตา งๆ ดงั ทก่ี ลา วแลว ใน

2 - 28 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เรอ่ื งอนั วา ดว ยปลโิ พธ, ตดิ ตอ กบั อาจารยใ หถ กู วธิ ,ี ศกึ ษาและรบั เอากมั มฏั ฐาน, ไปอยใู น สถานทอ่ี นั สมควรแกก ารเจรญิ กมั มฏั ฐาน. ตดั ปลโิ พธหยมุ หยมิ แลว ทำการเจรญิ กมั มฏั ฐาน ตามวิธีท่ีจะไดแยกไวกลาวขางหนาเปนอีกแผนกหน่ึงตางหาก. ๘. อะไรเปน อานสิ งสข องสมาธิ ? การทราบอานสิ งสห รอื ผลทจี่ ะไดจ ากสงิ่ ทต่ี นทำ เปน การลว งหนา นนั้ นอกจากเปน เครอ่ื งสนบั สนนุ กำลงั ใจอยา งแรงกลา แลว ยงั เปน หลกั เกณฑท จี่ ะชว ยใหม กี ารจดั เตรยี มอยา งถกู ตอ งตรงตามทตี่ นตอ งการจรงิ ๆ อกี ดว ย. เนอ่ื งจาก มสี มาธหิ ลายอยา งหลายประเภท อานสิ งสจ งึ มหี ลายอยา งหลายประเภทไปตาม ทา นแสดง อานสิ งสข องสมาธไิ วเ ปน ๕ อยา งดว ยกนั คอื ๑) ทฏิ ฐธรรมสขุ คอื สขุ ทนั ตาเหน็ ของบคุ คลทก่ี ำลงั อยใู นสมาธิ แตโ ดยเฉพาะอยา ง ยง่ิ นนั้ คอื ของพระอรหนั ตท กี่ ำลงั เขา อยใู นสมาธเิ พอื่ การพกั ผอ น ๒) มวี ปิ ส สนาเปน อานสิ งส หมายถงึ สมาธนิ น้ั ๆ เปน บาทฐานใหเ กดิ วปิ ส สนาตอ ไป คอื การเหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา จนถงึ ขนาดทจี่ ติ หลดุ พน และปลอ ยวาง ๓) มอี ภญิ ญาเปน อานสิ งส ขอ นแ้ี ตกตา งไปจากขอ ที่ ๒ โดยใจความสำคญั กค็ อื วา แมจะไดวิปสสนา ก็มิไดหมายความวาจะตองมีอภิญญาเสมอไป จะตองมีการ ทำสมาธใิ หย งิ่ ไปกวา นน้ั หรอื พเิ ศษออกไปจากนน้ั จงึ จะทำอภญิ ญาใหเ กดิ ได การ ตระเตรยี มจงึ มากกวา กนั . อภญิ ญาในทน่ี ห้ี มายถงึ อทิ ธวิ ธิ มี ปี ระการตา งๆ ทเ่ี ปน ฝา ยกศุ ล ๔) มภี พอนั วเิ ศษเปน อานสิ งส ขอ นเี้ ลง็ ถงึ พรหมโลกเปน สว นใหญ ภพทต่ี ่ำกวา นน้ั ไมเ รยี กวา ภพอนั วเิ ศษ. สมาธทิ ง้ั ปวงยอ มเปน ปจ จยั นำไปสภู พทส่ี งู กวา กามภพ ดว ยกนั ทง้ั นนั้ ทา นจงึ ไดก ลา วอยา งน้ี. อยา งไรกต็ าม คำกลา วขอ น้ี แสดงรอ ง รอยใหเห็นวา เปนการกลาวที่กวางออกไปนอกวงของพุทธศาสนา ซึ่งตองการ จะออกจากภพ หรอื กำจดั ภพเสยี โดยสนิ้ เชงิ จงึ เปน การแสดงอยใู นตวั วา ไดร วม เอาเรอื่ งของสมาธกิ อ นพทุ ธศาสนา หรอื นอกพทุ ธศาสนาเขา มารวมดว ยกนั . น่ี เปน สงิ่ ทต่ี อ งเขา ใจไวใ หถ กู ตอ ง เพราะเปน ทางเกดิ แหง ตณั หาอปุ าทานไดโ ดยไมร สู กึ ตวั ยง่ิ ไปกวา อานสิ งสข อ ท่ี ๓

2 - 29 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๕) มนี โิ รธสมาบตั เิ ปน อานสิ งส นโิ รธสมาบตั ิ ไดร บั การยกยอ งวา เปน สมาบตั สิ งู สดุ ในบรรดาอตุ ตรมิ นษุ ยธรรมทแี่ สดงออกใหผ อู น่ื ทราบได ในฐานะเปน อาการของ การเสวยวมิ ตุ ตสิ ขุ ทตี่ นไดร บั และเปน คณุ สมบตั ทิ จี่ ดั ไวเ ฉพาะพระอนาคามแี ละ พระอรหนั ตบ างประเภทเทา นน้ั ไมอ ยใู นฐานะเปน วตั ถทุ ปี่ ระสงคท วั่ ไป เพราะ เปน สงิ่ ทไี่ มส าธารณะแกค นทว่ั ไป แมท เี่ ปน พระอรยิ เจา ไมจ ำเปน ตอ งวนิ จิ ฉยั กนั ในทนี่ ้ี : อานสิ งสท ง้ั ๕ อยา งน้ี เปน การบญั ญตั ขิ องอาจารยช นั้ หลงั กจ็ รงิ แต เปนทางพิจารณาใหเห็นลูทางแหงการเตรียมตัว เพ่ือทำสมาธิอยางใดอยางหน่ึง ตามความประสงคข องตนไดง า ยขนึ้ . เรอื่ งทตี่ อ งเตรยี มรใู นฝา ยทฤษฎี มอี ยโู ดยยอ เพยี งเทา นี้ ตอ ไปนเี้ ปน เรอ่ื งการเตรยี ม ประเภททเี่ ปน ตวั การปฏบิ ตั .ิ การเตรียมทางปฏิบัติ การตระเตรียมฝายปฏิบัติ สำหรับโลกิยสมาธิ กลาวคือ สมาธิของบุคคลที่มิใช พระอรยิ เจา และหมายตลอดลงมาถงึ การรเิ รม่ิ ในระยะแรกของการทำสมาธนิ นั้ มหี วั ขอ ทท่ี า น นยิ มวางไวเ ปน หลกั ดงั ตอ ไปนี้ คอื :- ๑. การชำระศีลใหบริสุทธ์ิ หมายถึงการทำตนใหเปนผูที่ไมมีอะไรเปนเคร่ืองตะขิด ตะขวงใจ หรอื รงั เกยี จตวั เอง ในเรอื่ งอนั เกยี่ วกบั ศลี ของตน. การวนิ จิ ฉยั ในประเดน็ นไ้ี ดก ลา ว แลว ในตอนตน อนั กลา วถงึ บพุ พภาคขอ ทว่ี า ดว ยการแสดงอาบตั ิ ไมว นิ จิ ฉยั กนั ในทน่ี อี้ กี . ๒. การตดั ปลโิ พธตา งๆ ขอ นไี้ ดว นิ จิ ฉยั แลว ในตอนอนั กลา วถงึ ปลโิ พธ ๑๐ ประการ ขางตน. ๓. การตดิ ตอ กบั กลั ยาณมติ รหรืออาจารยผ ูส อนกมั มัฏฐานนั้น ทานพรรณนาไว ยดื ยาว แตก เ็ ปน เรอื่ งเฉพาะถน่ิ เฉพาะยคุ และอนโุ ลมตามวฒั นธรรมของประเทศทแี่ ตง คมั ภรี  นน้ั ในยคุ สมยั นนั้ ๆ ฉะนนั้ จงึ ไมอ าจจะนำมาใชไ ดโ ดยตรงตามตวั หนงั สอื ทก่ี ลา วไว ขนื ทำตาม นน้ั กร็ งั แตจ ะเกดิ ความงมงาย หรอื เรอ่ื งขบขนั หลายอยา งหลายประเภท ดงั ทไ่ี ดน ำวนิ จิ ฉยั ไวบ า งแลว ขา งตน . ในทนี่ ี้ จะสรปุ ไวแ ตใ จความวาใหร จู กั กาละเทศะ ในการเขา ไปตดิ ตอ กบั

2 - 30 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ อาจารย สรา งความเคารพนบั ถอื หรอื ความไวว างใจใหเ กดิ ขน้ึ อยา งมนั่ คงเสยี กอ น แลว แจง ความจำนงตา งๆ ซง่ึ ทา นใหใ ชค วามอดทน แมเ ปน เวลานานตง้ั เดอื นๆ เพอื่ ใหส ง่ิ ตา งๆ เปน ไปในลกั ษณะทส่ี ขุ มุ รอบคอบ ทง้ั ฝา ยศษิ ยแ ละฝา ยอาจารย ไมม อี าการอยา งรวบหวั รวบหาง เหมอื นดงั ทท่ี ำกนั อยใู นบดั นี้ สงั เกตดกู พ็ อจะเขา ใจได เชน กวา อาจารยจ ะรจู กั นสิ ยั ของ ศษิ ย กก็ นิ เวลานานไมน อ ย และตอ งการอยปู ฏบิ ตั วิ ตั รฐากทอี่ ยใู กลช ดิ พอสมควรจงึ รไู ดด งั นี้ เปน ตน . อกี ทางหนง่ึ ซง่ึ จะตอ งตระเตรยี มกค็ อื ขอ ทว่ี า ตนจะมโี อกาสตดิ ตอ กบั อาจารยไ ด มากนอ ยเพยี งไรตอ ไป. ถา อยปู ฏบิ ตั ใิ นสำนกั ของอาจารยก ไ็ มม ปี ญ หาอะไรนกั สงสยั เมอื่ ไร กถ็ ามได; แตถ า ตอ งอยใู นถน่ิ ทไี่ กลออกไป กต็ อ งมกี ารเตรยี ม วา จะรบั คำสง่ั สอนขอ ไหน เพยี ง ไรเพอ่ื ระยะเวลานานเทา ไร ซง่ึ เปน หนา ทฝี่ า ยอาจารยจ ะตอ งกำหนดใหอ ยา งเหมาะสม ทา น แนะไวอ ยา งละเอยี ด ตามลกั ษณะของการเปน อยใู นครง้ั โบราณวา บณิ ฑบาตแลว เลยมาสู สำนักอาจารย ๒ วันครั้งหน่ึงบาง ๓ วันครั้งหนึ่งบาง หรือ ๗ วันคร้ังหน่ึงบาง. ใน ตอนกลบั ออกบณิ ฑบาตจากสำนกั อาจารย ฉนั แลว จงึ เลยไปสำนกั ของตน ดงั นก้ี ย็ งั มี ซง่ึ เปน หลกั เกณฑท เี่ หมาะสมแกค วามเปน อยขู องสมยั โบราณโดยตรง แตก ค็ วรนำมาพจิ ารณา หรอื ดดั แปลงแกไ ข นำมาใชใ หเ ปน ประโยชนใ นสมยั น้ี ใหม ากเทา ทจ่ี ะมากได. การเตรยี มกไ็ ดแ ก การตระเตรยี มใหเ ขา รปู กนั กบั การเปน อยนู น้ั ๆ นนั่ เอง. ในกรณที ต่ี อ งออกไปอยใู นทไ่ี กล ออกไปจนถงึ กบั เรยี กวา อยตู า งเมอื ง ตา งจงั หวดั กนั นนั้ ทา นกไ็ ดแ นะนำใหม กี ารตระเตรยี ม รบั กมั มฏั ฐานในครงั้ แรก และการตดิ ตอ ในครงั้ หลงั โดยวธิ ที เ่ี หมาะสมเฉพาะเรอื่ งยง่ิ ขน้ึ ไปอกี กค็ อื เปน หนา ทที่ เ่ี ราจะตอ งนำหลกั เกณฑเ หลา นนั้ มาดดั แปลงใหเ หมาะสมแกเ รอ่ื งชนดิ ทเ่ี ปน เรอื่ งพเิ ศษเหลา นใี้ หไ ดจ รงิ ๆ. ถา จดั ไมเ หมาะสมแลว จกั ตอ งเกดิ ความฟงุ ซา นขนึ้ แทรกแซง อยา งทจี่ ะขจดั ปด เปา ไมไ หวเอาทเี ดยี ว. เราควรพจิ ารณาดถู งึ ขอ ทที่ า นแนะไว ในบางกรณี ทอ่ี าจารยก บั ศษิ ยจ ะพดู จากนั หรอื ซกั ถามกนั นน้ั ทา นแนะใหน ง่ั คนละฝา ยโคนไม หนั หลงั เขา หากนั ; หลบั ตาพดู กนั ดว ยความระมดั ระวงั ใหถ กู ตอ งรดั กมุ ตรงไปตรงมา เทา ทจ่ี ำเปน จะตอ ง พดู ; เสรจ็ แลว ตา งคนตา งลกุ ไปจากทขี่ องตน ไมต อ งดหู นา กนั เลย ทงั้ นก้ี เ็ พราะประสงคจ ะตดั ทางมาแหง ความฟงุ ซา นใหม ากทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะทำไดน นั่ เอง. เมอื่ เราไดท ราบถงึ ความมงุ หมาย ตา งๆ เหลา นแี้ ลว เรากส็ ามารถทจ่ี ะเตรยี มสงิ่ ตา งๆ ในการตดิ ตอ กบั อาจารยท กุ ๆ ระยะ ได

2 - 31 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ อยา งเหมาะสม นบั ตง้ั แตก ารมาตดิ ตอ , สรา งความคนุ เคย, รบั คำสง่ั สอนแนะนำ นำไป ปฏบิ ตั ;ิ แลว ยงั ตอ งตดิ ตอ เพอ่ื แกไ ขขอ ขดั ขอ งและการทำใหก า วหนา สบื ไปตามลำดบั ไมม ที ี่ สนิ้ สดุ ดงั น.้ี ๔. การศกึ ษากมั มฏั ฐาน ทา นแนะนำใหท ำ ๒ แผนก กมั มฏั ฐานประเภทหนงึ่ เรยี ก วา กมั มฏั ฐานทวั่ ไป หรอื ตายตวั คงท่ี ไมต อ งเปลย่ี นแปลง และกมั มฏั ฐานอกี ประเภทหนง่ึ คอื กมั มฏั ฐานเฉพาะ ไดแ กก มั มฏั ฐานทม่ี งุ หมายจะทำใหไ ดโ ดยเรว็ ทส่ี ดุ ในฐานะเปน วตั ถทุ ปี่ ระสงค. กมั มฏั ฐานอยา งแรกทเ่ี รยี กวา ทวั่ ไปนน้ั ทา นหมายถงึ กมั มฏั ฐานทต่ี อ งทำทกุ วนั ใหเ หมาะแกน สิ ยั ของผปู ฏบิ ตั ิ เชน เปน คนขลาดกต็ อ งเจรญิ กมั มฏั ฐานเมตตาทกุ วนั เปน ตน หรอื เปน คนราคจรติ จะตอ งเจรญิ อสภุ กมั มฏั ฐาน เปน ตน เปน ประจำทกุ วนั หรอื คนมนี สิ ยั ประมาทเฉอ่ื ยชา จะตอ ง เจรญิ มรณสตเิ ปน ประจำทกุ วนั กอ นแตท จี่ ะลงมอื เจรญิ กมั มฏั ฐานตวั จรงิ ทจี่ ะตอ งทำใหก า วหนา ไปทกุ วนั ๆ แลว แตว า ตนกำลงั ปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐานขอ ใดอย.ู การเจรญิ เมตตากด็ ี อสภุ กมั มฏั ฐาน กด็ ี มรณสตกิ ด็ ี ตอ งไดร บั การแนะนำเปน พเิ ศษตา งหาก ตามทอี่ าจารยจ ะเหน็ สมควร วา บคุ คล นน้ั ควรจะมกี มั มฏั ฐานอะไรเปน กมั มฏั ฐานเพอื่ ตวั หรอื คมุ ครองตวั หรอื ตกั เตอื นตวั เปน ประจำ วนั ตา งหากไปจากกมั มฏั ฐานหลกั หรอื กมั มฏั ฐานทเ่ี ปน ตวั ความมงุ หมายจรงิ ๆ ทกุ คนตอ งได รบั กมั มฏั ฐานเปน ๒ แผนกอยา งนี้ ตามทเ่ี หมาะสมดว ยการพจิ ารณาอยา งรอบคอบของอาจารย ดงั ทก่ี ลา วแลว . ๕. การอยใู นวหิ ารทส่ี มควร ไดก ลา วแลว อยา งละเอยี ดขา งตน ไมจ ำเปน ตอ งวนิ จิ ฉยั กนั อกี . ๖. การตดั ปลโิ พธหยมุ หยมิ หมายถงึ เรอ่ื งเลก็ ๆ นอ ยๆ ทจ่ี ะตอ งทำใหเ สรจ็ สนิ้ ไปเสยี กอ นจะลงมอื ทำกมั มฏั ฐาน เพอ่ื ไมเ ปน เรอื่ งกงั วลในขณะทท่ี ำกมั มฏั ฐานใหด ที ส่ี ดุ เทา ทจี่ ะทำได สง่ิ เหลา นไ้ี ดแ กก ารปลงผม, โกนหนวด, ปะชนุ ซกั ยอ มจวี ร, การรมบาตร, การถา ยยา, และ ของเบด็ เตลด็ อนื่ ๆ เทา ทจ่ี ะทำใหเ สรจ็ ไปโดยสมควรแกบ คุ คลนน้ั ไมต อ งหว ง ไมต อ งกงั วลเปน ระยะเทาที่จะกำหนดได. ๗. การเจรญิ สมาธภิ าวนาโดยตรง ขอ นไ้ี ดแ กก ารลงมอื ทำการเจรญิ สมาธิ ตาม

2 - 32 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ หลกั เกณฑท ไี่ ดร บั ไป จนกวา จะถงึ ทส่ี ดุ มรี ายละเอยี ดดงั ทจ่ี ะไดบ รรยายตอ ไปขา งหนา . ทงั้ หมดนเ้ี ปน การตระเตรยี มทจี่ ะสมั พนั ธก นั ทงั้ ฝา ยทฤษฎี และทางฝา ยปฏบิ ตั ิ ซง่ึ จะตอ ง ทำใหดีท่ีสุดเทาท่ีจะทำได. (จบตอนอนั วา ดว ยบพุ พกจิ เบอ้ื งตน ) ทำไมจงึ เจรญิ อานาปานสติ ? กอ นแตท เ่ี ราจะไดท ราบวา เราจะเจรญิ อานาปานสตกิ นั อยา งไรนน้ั ควรจะไดว นิ จิ ฉยั ใน ปญ หาทวี่ า ทำไมเราจงึ เลอื กเอาอานาปานสติ มาเปน กมั มฏั ฐานหลกั ในทนี่ กี้ นั เสยี กอ น ซงึ่ เมอื่ ทราบแลว จะชว ยใหก ารเจรญิ อานาปานสตเิ ปน ไปไดง า ยขน้ึ . พงึ ทราบวา อานาปานสติ เปน ชอื่ ของกมั มฏั ฐานอยา งหนง่ึ ในบรรดากมั มฏั ฐาน ๔๐ อยา ง. กมั มฏั ฐาน ๔๐ นน้ั แบง เปน หมวดๆ คอื ก. การเจรญิ กสณิ ๑๐ อยา ง ไดแ ก ปฐวกี สณิ (ดนิ ), อาโปกสณิ (นำ้ ), เตโชกสณิ (ไฟ), วาโยกสณิ (ลม), นลี กสณิ (สเี ขยี ว), ปต กสณิ (สเี หลอื ง), โลหติ กสณิ (สแี ดง), โอทาตกสณิ (สขี าว), อาโลกกสณิ (แสงสวา งจากดวงอาทติ ย) และปรจิ ฉนิ นกสณิ (ชอ งหรอื รู); ซงึ่ ทงั้ หมดนี้ เปน กมั มฏั ฐานทห่ี นกั ไปในทางฝา ยรปู และมงุ หมายทจ่ี ะฝก ฝนจติ ไปในทางอทิ ธวิ ธิ มี าแตเ ดมิ ; ข. การเจรญิ อสภุ ๑๐ อยา ง คอื ศพแรกพอง, ศพขน้ึ เขยี ว, ศพหนองไหล, ศพขาด เปน ทอ น, ศพถกู สตั วก ดั กนิ , ศพหลดุ ออกเปน สว น, ศพแหลกละเอยี ด, ศพอาบไปดว ยเลอื ด, ศพเตม็ ไปดว ยหนอง และศพเหลอื แตก ระดกู , ซงึ่ มคี วามมงุ หมายหนกั ไปในทางกำจดั กามฉนั ทะ เปนสวนใหญ; ค. การเจริญอนุสสติ ๑๐ อยาง คือ พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, สลี านสุ สต,ิ จาคานสุ สต,ิ เทวตานสุ สติ (ระลกึ ถงึ ธรรมทที่ ำความเปน เทวดา), มรณานสุ สติ, กายคตาสติ, อานาปานสติ และ อปุ สมานสุ สติ (ระลกึ ถงึ คณุ พระนพิ พาน), ควรจะสงั เกตไว ดว ยวา อานาปานสติ ทเ่ี รากำลงั จะกลา วถงึ อยนู ้ี มชี อื่ รวมอยใู นหมวดน;้ี ง. การเจรญิ พรหมวหิ าร ๔ อยา ง คอื เมตตาพรหมวหิ าร, กรณุ าพรหมวหิ าร, มทุ ติ า-

2 - 33 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ พรหมวหิ าร, อเุ บกขาพรหมวหิ าร; จ. การเจรญิ อรปู ฌาน ๔ อยา ง คอื อากาสานญั จายตนะ (กำหนดความไมม ที ส่ี นิ้ สดุ ของอากาศเปน อารมณ) , วญิ ญาณญั จายตนะ (กำหนดความไมม ที สี่ นิ้ สดุ ของวญิ ญาณธาตเุ ปน อารมณ), อากิญจัญญายตนะ (กำหนดความไมมีอะไรเปนอารมณ) และเนวสัญญานา- สญั ญายตนะ (กำหนดความมสี ญั ญากไ็ มใ ช และความไมม สี ญั ญากไ็ มใ ชเ ปน อารมณ), ซงึ่ ทง้ั หมดน้ี เปน อรปู ฌาน เปน สมาธิ เพอ่ื สมาบตั ชิ น้ั สงู แตไ มเ ปน ไปเพอ่ื วปิ ส สนา. สว นอกี ๒ อยา งทเ่ี หลอื คอื ฉ. อาหาเรปฏกิ ลู สญั ญา (กำหนดความเปน ปฏกิ ลู แหง อาหาร) และ ช. จตธุ าตวุ วฏั ฐานะ (การกำหนดพจิ ารณาโดยความเปน ธาตุ ๔). ๒ อยา งหลงั นี้ เปน การพจิ ารณาคอ นไปทางปญ ญา. รวมทง้ั หมดเปน ๔๐ อยา งดว ยกนั , การทเี่ ลอื กเอา เพยี งอยา งหนงึ่ จาก ๔๐ อยา งนน้ั มเี หตผุ ลดงั ทจ่ี ะไดก ลา วตอ ไปน้ี :- ในบรรดาสมาธิภาวนา ซ่ึงมีอยูท้ังหมดดวยกันถึง ๔ ประเภทน้ัน อานาปานสติ- กมั มฏั ฐาน สามารถเปน สมาธภิ าวนาไดท งั้ ๓ ประเภท. สมาธภิ าวนา ๔ ประเภทเหลา นน้ั คือ : ๑. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอ่ื ทฏิ ฐธรรมสขุ วหิ าร การอยเู ปน สขุ ทนั ตาเหน็ . ๒. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอ่ื ญาณทสั สนะ (อนั เปน ทพิ ย หมายถงึ ความมหี ทู พิ ย, ตาทพิ ย, ฯลฯ), ๓. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอื่ ความสมบรู ณข องสตสิ มั ปชญั ญะ, และ ๔. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอื่ ความสน้ิ อาสวะโดยตรง, สำหรบั อานาปานสตภิ าวนา หรอื การเจรญิ อานาปานสตนิ น้ั ยอ มเปน ไปในสมาธภิ าวนา ประเภทท่ี ๑ ประเภทที่ ๓ ประเภทที่ ๔ โดยสมบรู ณ เวน ประเภทที่ ๒ ซง่ึ ไมเ กย่ี วกบั ความ ดบั ทกุ ขแ ตป ระการใด. อานาปานสติ ยอ มเปน ไปในสมาธภิ าวนา ๓ ประเภท ดงั ทไี่ ดร ะบุ แลว อยา งไรนน้ั จะชใ้ี หเ หน็ โดยละเอยี ดขา งหนา หรอื อาจเหน็ ไดแ มด ว ยตนเอง ในเมอ่ื ไดศ กึ ษา หรอื ปฏบิ ตั เิ รอ่ื งอานาปานสตจิ บไปแลว สว นกมั มฏั ฐานอน่ื ไมส ำเรจ็ ประโยชนก วา งขวางดงั

2 - 34 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เชน อานาปานสตนิ ี.้ ยง่ิ กวา นนั้ อานาปานสติ เปน กมั มฏั ฐานประเภททส่ี งบ และประณตี ทงั้ โดยอารมณ และ ทง้ั โดยการกำจดั กเิ ลส. กมั มฏั ฐานอนื่ โดยเฉพาะกายคตาสติ แมเ ปน ของคเู คยี งกนั กบั อานาปานสติ กห็ าเปน เชน นนั้ ไมค อื สงบและประณตี แตโ ดยการกำจดั กเิ ลส แตไ มส งบและประณตี ทางอารมณ. สว นอานาปานสตสิ งบประณตี โดยทางอารมณ คอื เปน อารมณข องกมั มฏั ฐานทเี่ ยอื กเยน็ สบาย ไมน า หวาดเสยี ว ไมน า ขยะแขยง ไมล ำบากแกก าร ทำ แลว ยงั กำจดั กเิ ลสไดถ งึ ทสี่ ดุ ดว ย. อานาปานสตเิ ปน เชน น;ี้ สว นกายคตาสตนิ นั้ มอี ารมณ นา หวาดเสยี ว นา ขยะแขยงเปน ตน และโดยเฉพาะอยา งยงิ่ คอื อสภุ กมั มฏั ฐานแลว ยอ มมี ความหมายเปน อยา งนมี้ ากขนึ้ ถงึ ทส่ี ดุ . เนอ่ื งจากอานาปานสตมิ คี ณุ สมบตั ดิ งั กลา วนี้ จงึ ปรากฏวา ถกู แนะนำโดยพระผมู พี ระภาคเจา เองวา เหมาะแกท กุ คน และทรงสรรเสรญิ วา เปน กมั มฏั ฐานทพ่ี ระอรยิ เจา ทง้ั หลายรวมทงั้ พระองคด ว ยไดเ คยประสบความสำเรจ็ มาแลว และยงั คงใชเ ปน “วหิ ารธรรม” อยเู ปน ประจำอกี ดว ย. ยงิ่ ไปกวา นน้ั อกี , การเจรญิ อานาปานสติ เปน การเจรญิ ทสี่ ามารถทำตดิ ตอ กนั ไป ไดโ ดยไมต อ งเปลย่ี นเรอ่ื ง หรอื ไมต อ งเปลย่ี นอารมณต ง้ั แตต น จนปลาย คอื สามารถเจรญิ เพอื่ ใหเ กดิ สมาธใิ นระยะแรก และสมาธทิ เี่ จอื ปญ ญาในระยะกลาง และเกดิ ปญ ญาอนั สงู สดุ ที่ ทำใหส น้ิ อาสวะไดใ นระยะสดุ ทา ยดว ยการเจรญิ อานาปานสตนิ นั่ เอง จนตลอดสาย. ถา เปน กมั มฏั ฐานอน่ื โดยเฉพาะเชน กสณิ กจ็ ะไปตายดา นอยแู คเ พยี งสมาธิ แลว กต็ อ งเปลยี่ นเปน เรอ่ื งอน่ื เพอ่ื เปน ขน้ั วปิ ส สนาตอ ไป. สว นอานาปานสตนิ น้ั เมอ่ื เจรญิ ครบทง้ั ๔ จตกุ กะ หรอื ทง้ั ๑๖ ระยะแลว ยอ มสมบรู ณอ ยใู นตวั ทง้ั โดยสมาธแิ ละโดยวปิ ส สนา. ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว ขา งตน วา อานาปานสตเิ พยี งอยา งเดยี ว เปน สมาธภิ าวนาไดถ งึ ๓ ประเภท ไมม กี มั มฏั ฐานขอ ใดทส่ี ะดวกเชน นี้ สบายเชน นี้ และไดร บั การยกยอ งสรรเสรญิ มาก เชน น;้ี เพราะเหตนุ เ้ี อง เราจงึ เลอื กเอาอานาปานสตเิ ปน กมั มฏั ฐานหลกั เพอื่ การศกึ ษาและ ปฏบิ ตั โิ ดยตลอด. ทงั้ หมดนค้ี อื เหตผุ ลทวี่ า เจรญิ อานาปานสตทิ ำไม. ใครจะเปน ผเู จรญิ อานาปานสติ ? ตอ ไปนจ้ี ะไดว นิ จิ ฉยั กนั เปน พเิ ศษในปญ หาทว่ี า ใครจะเปน ผเู จรญิ อานาปานสต.ิ เกยี่ ว

2 - 35 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กบั คำตอบขอ นี้ เราจะไดพ บวา ในสตู รนน้ั เอง พระผมู พี ระภาคเจา ไดท รงใชค ำวา “ภกิ ษใุ น ธรรมวนิ ยั น”ี้ ซงึ่ ความหมายวา ไดแ ก บคุ คลผศู กึ ษาในศาสนานี้ เหน็ โลกเหน็ ทกุ ขอ ยา งนี้ แลว ตองการจะดับทุกขตามวิธีนี้ คือตามวิธีแหงธรรมวินัยที่เราเรียกกันในบัดนี้วา “พทุ ธศาสนา” พระพทุ ธองคไ ดต รสั วา สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะท่ี ๔ มแี ต ในธรรมวินัยนี้ เทานั้น หมายความวาผูพนทุกขตามแบบแหงธรรมวินัยนี้ ท่ีเราเรียกกันวา พระโสดาบนั พระสกทิ าคามี พระอนาคามี และพระอรหนั ตน น้ั มแี ตใ นธรรมวนิ ยั ทมี่ กี ารปฏบิ ตั ิ อยา งนเ้ี ทา นน้ั . ธรรมวนิ ยั อนื่ หรอื ลทั ธอิ นื่ ยอ มวา งจากสมณะเหลา น้ี ดงั นเี้ ปน ตน . ขอ นี้ บง ความวา ผทู ม่ี งุ หมายจะดบั ทกุ ขต ามแบบแหง ธรรมวนิ ยั นนี้ น่ั แหละ คอื ผทู จี่ ะเจรญิ อานาปาน- สติ; เพราะฉะนั้น เขาจะตองทำตนใหเปนผูเหมาะสม ท้ังในทางที่จะศึกษาและในทางที่ จะปฏบิ ตั ิ ดงั ทจ่ี ะไดก ลา วสบื ไป. วธิ เี จรญิ อานาปานสติ บดั นจ้ี กั ไดว นิ จิ ฉยั กนั ถงึ ขอ ทวี่ า จะเจรญิ อานาปานสตอิ ยา งไร สบื ไปตามลำดบั โดย หวั ขอ ดงั ตอ ไปนี้ : ที่มาของเร่ือง เกยี่ วกบั เรอ่ื งน้ี มบี าลพี ระพทุ ธภาษติ เปน หลกั อยโู ดยตรง เรยี กวา อานาปานสตสิ ตู ร ปรากฏอยใู นคมั ภรี ม ชั ฌมิ นกิ าย ตอนอปุ รปิ ณ ณาสก (พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ๑๔ หนา ๑๙๐ ขอ ๒๘๒) และมที ก่ี ลา วถงึ อยใู นทอี่ น่ื อกี มากแหง ในพระไตรปฎ ก ขอ ความทเ่ี ปน ตวั ใจความสำคญั นนั้ มอี ยตู รงกนั หมดทกุ แหง . สว นบทประกอบเรอ่ื งเบด็ เตลด็ นน้ั ตา งกนั บา งตามกรณี. สำหรบั สว นทเ่ี ราจกั ไดถ อื เอาเปน หลกั นน้ั คอื ตวั สตู รซงึ่ มขี อ ความทที่ รง แสดงถงึ วธิ กี ารเจรญิ อานาปานสตโิ ดยตรง จนกระทง่ั ถงึ ผลทเี่ กดิ อานาปานสตนิ น้ั เปน ทสี่ ดุ . หัวขอหรือใจความของเร่ือง. พระพทุ ธภาษติ ทเ่ี ปน อเุ ทศแหง เรอื่ งน้ี เรม่ิ ขนึ้ ดว ยคำวา “ภกิ ษทุ งั้ หลาย! ภกิ ษใุ นธรรม วนิ ยั น้ี ไปแลว สปู า กต็ าม ไปแลว สโู คนไมก ต็ าม ไปแลว สเู รอื นวา งกต็ าม นงั่ คขู าเขา มาโดย

2 - 36 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ รอบแลว ตงั้ กายตรง ดำรงสตมิ น่ั . ภกิ ษนุ นั้ เปน ผมู สี ตอิ ยนู นั่ เทยี ว หายใจเขา , มสี ตอิ ยู หายใจ ออก” ดงั น.้ี ตอนตอ จากน้ี ไดต รสั ถงึ วธิ กี ำหนดลมหายใจเขา ออกอยา งไร และ การพจิ ารณา สงิ่ ใดอยทู กุ ลมหายใจเขา ออก จนครบ ๑๖ ระยะ; จดั เปน หมวดๆ ได ๔ หมวด หมวดละ ๔ ระยะ ตอนตอจากน้ัน ก็ไดตรัสถึงผลท่ีเกิดขึ้นวา การทำเชนนั้นไดทำใหเกิดมีสติปฏฐาน ทงั้ ๔ และโพชฌงคท งั้ ๗ ขน้ึ มาโดยสมบรู ณไ ดอ ยา งไร แลว เกดิ วชิ ชาและวมิ ตุ ตซิ งึ่ เปน ความ ดบั ทกุ ขส นิ้ เชงิ ไดอ ยา งไร ในทสี่ ดุ . เพอ่ื สะดวกในการทำความเขา ใจ และเพอื่ เปน ไปอยา ง ถกู ตอ งตามหลกั เกณฑน นั้ ๆ โดยตรง จะไดย กเอาพระพทุ ธภาษติ เหลา นน้ั มาอธบิ ายทลี ะตอน ตามลำดบั และในตอนหนงึ่ ๆ กจ็ ะอธบิ ายทลี ะขอ หรอื ทลี ะคำ ตามทเ่ี หน็ วา จำเปน . อานาปานสติภาวนา อานาปานสตขิ น้ั ที่ กมั มฏั ฐาน สตปิ ฏ ฐาน ๔ ไตรสิกขา ศลี ๑-๒ สมถะ กายานปุ ส สนา สมาธิ ๓-๔ ปญญา ๕-๘ สมถะ + วปิ ส สนา เวทนานุปสสนา ๙-๑๒ จติ ตานปุ ส สนา ๑๓-๑๖ วปิ ส สนา ธมั มานปุ ส สนา อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑-๒ เปน การเจรญิ สตริ ะดบั ศลี เปน ศลี สกิ ขา ขน้ั ที่ ๓-๔ เปน การเจรญิ สตใิ นระดบั สมาธิ เปน สมาธสิ กิ ขา ตงั้ แตข นั้ ท่ี ๑-๔ เปน กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ถอื วา เปน สมถกมั มฏั ฐาน เมอื่ ขนั้ ท่ี ๔ สมบรู ณแ ลว ถอื วา สมถกมั มฏั ฐานสมบรู ณ ขนั้ ท่ี ๕-๘ เปน เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ขน้ั ท่ี ๙-๑๒ เปน จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ขนั้ ที่ ๑๓-๑๖ เปน ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เปน วปิ ส สนากมั มฏั ฐานลว นๆ๖ ๖ อานาปานสติ : วถิ แี หง ความสขุ ๒ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑-๘ หนา ๑๖.

2 - 37 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ การทำความเขาใจในเบื้องตน สำหรบั ตอนแรกนี้ เรมิ่ ดว ยขอ พทุ ธภาษติ วา “ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นไ้ี ปแลว สปู า กต็ าม ไป แลว สโู คนไมก ต็ าม ฯลฯ หายใจเขา -ออก” ดงั นี้ มคี ำอธบิ ายเปน ลำดบั ขอ ดงั น้ี : (ก) คำวา “ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น”้ี ไดว นิ จิ ฉยั แลว ในขอ ทว่ี า ใครเปน ผเู จรญิ อานาปาน- สติ. ในทนี่ ้ี สรปุ แลว กไ็ ดแ กพ ระสาวกผทู จ่ี ะปฏบิ ตั ติ ามคำสงั่ สอนของพระผมู พี ระภาคเจา โดยเครง ครดั นน่ั เอง. (ข) คำวา “ไปแลวสูปาก็ตาม สูโคนไมก็ตาม สูเรือนวางก็ตาม”๗ นี้แสดงการ ทภ่ี กิ ษนุ นั้ เลอื กหาเสนาสนะทเ่ี หมาะแกก ารเจรญิ อานาปานสตสิ มาธิ เพราะวา จติ ของภกิ ษุ นี้เคยซานไปในอารมณทั้งหลายมีรูปเปนตนเสียนาน จึงไมอยากจะกาวขึ้นสูอารมณของ อานาปานสตสิ มาธิ คอยแตจ ะแลน ไปนอกทางอยา งเดยี ว ดจุ รถทเี่ ขาเทยี มดว ยโคโกงฉะนนั้ . เพราะฉะนนั้ คนเลย้ี งโคตอ งการจะฝก ลกู โคโกงตัวดมื่ นำ้ นมทัง้ หมดของแมโ คโกงเติบโตแลว พงึ พรากออกจากแมโ คนม ปก หลกั ใหญไ วส ว นหนง่ึ แลว เอาเชอื กผกู ไวท ห่ี ลกั นนั้ , คราวนน้ั ลกู โคนนั้ ของเขาดน้ิ รนไปทางโนน ทางนี้ ไมอ าจหนไี ปได พงึ ยนื พงิ หรอื นอนองิ หลกั นน้ั นน่ั แล ชื่อแมฉันใด; ภิกษุแมรูปน้ี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประสงคจะฝกฝนจิตที่ถูกโทษประทุษราย ซ่ึงเจริญดวยการดื่มรสแหงอารมณมีรูปเปนตนมานานแลว พึงพรากออกจากอารมณมีรูป เปน ตน แลว เขา ไปสปู า หรอื โคนไม หรอื เรอื นวา งเปลา แลว พงึ เอาเชอื กคอื สตผิ กู ไวท หี่ ลกั คอื ลมอสั สาสะและปส สาสะนน้ั เมอื่ เปน เชน นน้ั จติ ของเธอนน้ั แมจ ะกวดั แกวง ไปทางโนน และทางนี้ก็ตาม เมื่อไมไดรับอารมณท่ีเคยชินมาในกาลกอน ไมสามารถจะตัดเชือกคือสติ หนไี ปได ยอ มจดจอ และแนบสนทิ อารมณน นั้ แล ดว ยอำนาจอปุ จาระและอัปปนา. เพราะ เหตนุ น้ั พระโบราณาจารยท งั้ หลายจงึ กลา ววา “คนจะฝก ลกู โค พงึ ผกู (มนั ) ไวท ห่ี ลกั ฉนั ใด พระโยคาวจรใน ศาสนานี้ ก็พึงผูกจิตของตนไวท่ีอารมณ (กัมมัฏฐาน) ใหม่ันดวยสติ ฉนั นน้ั .” ๗ วสิ ทุ ธมิ รรคแปล ภาค ๒ ตอน ๑ หนา ๙๐-๙๗.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook