1 - 42 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ แสดงอาการใหเ หน็ เปน รปู คนตายกต็ าม นกั ปฏบิ ตั ผิ มู สี ตดิ ี ยอ มพลกิ จติ ของตน ทวนกลบั เขา มาตง้ั สติ กำหนดจติ ไวใ หด ี แลว วติ กถามดว ยในใจวา “รปู นเี้ ทย่ี งหรอื ไมเ ทยี่ ง จะแกเ ฒา ชรา ตายลงไปหรอื ไม ?” เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจดงั นแี้ ลว พงึ หยดุ และวางคำทนี่ กึ นนั้ เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นงิ่ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนไดค วามรแู จง ขน้ึ เอง ปรากฏเหน็ ชดั ซงึ่ รปู นมิ ติ นนั้ ไมเ ทย่ี ง แกเ ฒา ชราไปเอง ตลอดจนเพง ใหต าย กต็ ายลงเอง ตามอาการ ทว่ี ติ กในใจนน้ั ๆ ทกุ ประการ ตอ แตน น้ั จะวติ กในใจใหเ หน็ ซงึ่ รปู นมิ ติ ทต่ี ายแลว เปอ ยเนา ตลอดจนแตกทำลาย กระจดั กระจาย เปน ดนิ เปน นำ้ เปน ลม เปน ไฟ ไปตามธรรมดา ธรรมธาตุ ธรรมฐติ ิ ธรรมนยิ าม ยอ มไดต ามประสงคต ลอดปลอดโปรง ทกุ ประการ เวน แตจ ติ ถอนจาก สมาธแิ ลว หรอื นกึ คาดคะเน หรอื นกึ เดาเอาเทา นนั้ จงึ ไมส ำเรจ็ สมประสงค อนั นกั ปฏบิ ตั ผิ ู ชำนาญจรงิ แลว ยอ มไมใ ชค าดคะเนและไมน กึ เดาเอา คอื ยอ มทำตามระเบยี บวธิ ที ถ่ี กู ตอ ง จรงิ ๆ จงึ สำเรจ็ ตามประสงค แกป ฏภิ าคนมิ ติ ภายใน ในขณะเมื่อพิจารณาปฏิภาคนิมิตภายนอกไดความชัดแลว ช่ือวา แกปฏิภาคนิมิต ภายนอกไดแ ลว อยา หยดุ เพยี งแคน นั้ หรอื อยา พงึ เปน ผปู ระมาททอดธรุ ะเสยี ใหน อ มเอา จติ ของตนทวนกระแสกลบั เขา มาพจิ ารณาภายในรา งกายของเราเอง ในเบอื้ งตน ถา จติ ของ ตนไมป ลอดโปรง คอื ไมแ ลเหน็ รา งกายสว นใดสว นหนง่ึ ใหพ งึ รวมเอาแตจ ติ ใหส นทิ อยกู อ น เมอ่ื จติ ของตนรวมสนทิ ดแี ลว พงึ ใชอ บุ ายวติ กดงั กลา วแลว ในทนี่ ป้ี ระสงคใ หว ติ กวา ศลี ของ เรากบ็ รสิ ทุ ธดิ์ แี ลว สมาธขิ องเรากต็ ง้ั มนั่ ดแี ลว เมอ่ื มศี ลี กต็ อ งมสี มาธิ เมอ่ื มสี มาธกิ ต็ อ งมี ปญ ญา บดั นม้ี ศี ลี สมาธิ แลว ปญ ญาเปน อยา งไร เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจดงั นแี้ ลว พงึ หยดุ และวางคำทว่ี ติ กนน้ั เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนกวา ได ความรแู จง ขน้ึ เองปรากฏเหน็ ชดั ซงึ่ ผรู ทู งั้ หลายมาชบ้ี อกวา ทางนเ้ี ปน ทางรกั ทางนเี้ ปน ทางเกลยี ด ทางนเี้ ปน ทางมชั ฌมิ าปฏปิ ทา พรอ มทงั้ แลเหน็ เปน ทางโปรง โลง ทง้ั ๗ ทาง ในขณะเดยี วกนั กร็ ชู ดั ไดว า ปญ ญาคอื ความเหน็ ชอบ พรอ มทง้ั ความรกู ร็ อบคอบดว ย ตอ แตน นั้ พงึ วติ กถามถงึ สว นของรา งกายภายในรา งกายตนเองเปน ตอนๆ ไป ใน
1 - 43 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ ตอนแรก พงึ วติ กวา รา งกายของเราเปน อยา งไร เทย่ี งหรอื ไมเ ทย่ี ง จะแกเ ฒา ชราและแตก ทำลายเปอ ยเนา ลงไปเหมอื นกนั หรอื ไม เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจเชน นน้ั แลว พงึ หยดุ และวาง คำวติ กนน้ั เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นงิ่ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนกวา ไดค วามรแู จง ขนึ้ เอง และแลเหน็ ชดั แจง ประจกั ษว า รา งกายของเรา แกเ ฒา ชราและลม ตายลงไปในปจ จบุ นั ทนั ใจในขณะนน้ั สำเรจ็ สมประสงค ตอนท่ี ๒ พงึ วติ กถามดว ยในใจวา อาการ ๓๒ ภายในรา งกายเรา สว นไหนตงั้ อยู อยา งไร มลี กั ษณะอาการเปน อยา งไร หทยั วตั ถุอยทู ไ่ี หน ครนั้ เมอ่ื วติ กถามดว ยในใจดงั น้ี แลว พงึ หยดุ และวางคำวติ กนน้ั เสยี กำหนดจติ ใหร วมสนทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนกวา ไดค วามรแู จง ขน้ึ เองปรากฏเหน็ ชดั ซง่ึ ดวงหทยั วตั ถตุ ง้ั อยทู รวงอกขา งซา ย มรี ปู ลกั ษณะ คลา ยดอกบวั ตมู มหี นา ทท่ี ำงานฉดี เลอื ดสง ไปเลย้ี งรา งกาย เมอ่ื เหน็ เครอ่ื งภายในกอ นดงั นี้ พงึ พจิ ารณาเครอื่ งภายในใหต ลอด คอื พจิ ารณามา มวา ตง้ั อยทู ไ่ี หน มรี ปู ลกั ษณะอาการเปน อยา งไร ใหว ติ กถามดว ยในใจ แลว วางคำวติ กนนั้ เสยี กำหนดจติ รวมใหส นทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ย ความวางเฉย จนกวา รขู นึ้ เองวา มา มตง้ั อยขู า งซา ยของดวงหทยั วตั ถุ มรี ปู ลกั ษณะคลา ยตบั มสี แี ดง สว นตบั นน้ั ตง้ั อยขู า งขวาของดวงหทยั วตั ถุ มสี ดี ำคล้ำ ปอดตง้ั อยทู รวงอกเบอื้ ง บน มหี นา ทรี่ บั ลมหายใจเขา ออก และสง ไปเลย้ี งรา งกายทวั่ สรรพางคก าย อนั ตงั ไสใ หญ ตอ จากลำคอลงไป มีกระเพาะอาหาร สำหรบั รบั อาหารใหม ตอ จากกระเพาะอาหารใหมล ง ไป เรยี กวา ลำไสใ หญ ตงั้ อยใู นทอ งของเรา เปน เขตๆ มีไสน อ ยรดั รงึ เรยี กวา สายรดั ไส ตอ จากลำไสใ หญ มีกระเพาะอาหารเกา สำหรบั รบั กากของอาหาร ตอ จากกระเพาะอาหาร เกา ลงไป เปน ทวารหนกั สำหรบั ถา ยอจุ จาระ เมื่อเห็นแจงข้ึนเอง ซ่ึงเคร่ืองภายในชัดเจนตลอดแลว พึงพิจารณาอาการ ๓๒ เปน อนโุ ลม ปฏโิ ลม โดยปจ จตั ตงั รจู ำเพาะกบั จติ ไมใ ชน กึ ไปตามตำราทจ่ี ำได นกั ปราชญ ทงั้ หลายยอ มนกึ วติ กถามผรู ู ในเวลานงั่ สมาธริ วมจติ สนทิ ดแี ลว มสี ตกิ ำหนดจติ ไดแ ลว พงึ วติ กถามดว ยในใจวา ตโจ แปลวา หนงั หมุ รา งกายเรา ตายแลว ถกู เผา ถมแผน พระธรณี
1 - 44 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ เกสา แปลวา ผม ตงั้ อยทู ไี่ หน มรี ปู พรรณสณั ฐานอยา งไร เมอ่ื วติ กถามแลว พงึ หยดุ และวางคำถามนนั้ เสยี มสี ติ รวมจติ ใหส นทิ นง่ิ พจิ ารณาดว ยความวางเฉย จนปรากฏ เหน็ ชดั ขน้ึ เองวา ผมอยบู นศรี ษะ มสี ดี ำคล้ำ รปู พรรณสณั ฐานเปน เสน ยาวๆ แกแ ลว หงอก ขาว ตายแลว ลงถมแผน ดนิ โลมา แปลวา ขน เกดิ อยตู ามขมุ ขน มที ว่ั รา งกาย ครน้ั เมอ่ื เราตาย ถมแผน พระธรณี นขา แปลวา เลบ็ มอี ยทู ปี่ ลายนวิ้ ทง้ั เทา ทงั้ มอื ทกุ คนยอ มถอื วา เลบ็ ของตน สน้ิ ชพี วายชนมล งถมแผน ดนิ ทนั ตา แปลวา ฟน ในปากของเรา ครน้ั เมอื่ แกเ ฒา ฟน เราโยกคลอน หนกั เขา หลดุ ถอนลงถมแผน ดนิ ตโจ แปลวา หนงั หมุ รา งกายเรา ตายแลว ถกู เผา ถมแผน พระธรณี ครนั้ เมอื่ พจิ ารณาปรากฏเหน็ เอง แจง ประจกั ษใ จตามความเปน จรงิ ในมลู กรรมฐาน นแ้ี ลว ชอื่ วา พจิ ารณาเปน อนโุ ลม พงึ พจิ ารณายอ นกลบั เปน ปฏโิ ลม กลบั ไปกลบั มาใหช ำนาญ ดแี ลว จงึ พจิ ารณาเปน ลำดบั ตอ ไปอกี วา มงั สงั แปลวา เนอื้ มหี นงั หมุ อยู จะแลดดู ว ยตายอ มไมเ หน็ เมอ่ื เราจะพจิ ารณาดซู ง่ึ เนอ้ื จำเปน จะตอ งถลกหนงั นอ้ี อกใหห มดเสยี กอ น จงึ จะพจิ ารณาดซู งึ่ เนอื้ ใหเ หน็ จรงิ แจง ประจกั ษ ได แตจ ะตอ งถลกออกดว ยอบุ ายปญ ญา ครนั้ พจิ ารณาเหน็ ดงั นนั้ แลว พงึ ทำในใจดว ยอบุ าย ทชี่ อบ คอื มสี ตยิ กจติ ขน้ึ เพง ใหห นงั เลกิ ออกไป ตงั้ แตห นงั ศรี ษะเปน ตน ไปโดยลำดบั ตลอด ถงึ หนงั พน้ื เทา เปน ทสี่ ดุ เสรจ็ แลว เอากองไวท พี่ น้ื แผน ดนิ เมอื่ พจิ ารณาใหห นงั เลกิ ออกไป หมดแลว กแ็ ลเหน็ กลา มเนอ้ื เปน กลา มๆ ทว่ั สรรพางคก าย จงึ ตงั้ สติ กลบั จติ ใหร วมสนทิ แลวยกจิตขึ้น เพงใหกลามเน้ือหลุดออกจากกระดูกหมดทุกกลาม ตลอดทั่วสรรพางคกาย ตกลงไปกองอยูที่พ้ืนแผนดิน เม่ือกลามเน้ือหลุดออกจากโครงกระดูกหมดแลว ก็แลเห็น เสนเอ็นอยางกระจางแจงวา เสนเอ็นทั้งหลายรัดรึงโครงกระดูกใหติดกันอยูได เม่ือ จะพิจารณาใหเ สน เอน็ หลดุ จากโครงกระดกู นนั้ จงึ พลกิ จติ ใหก ลบั รวมสนทิ ดแี ลว ยกจติ ขน้ึ เพง ใหเ สน เอน็ ทง้ั หลายหลดุ จากโครงกระดกู หมดทกุ เสน เมอื่ เสน เอน็ หลดุ จากโครงกระดกู
1 - 45 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ หมดแลว กแ็ สดงใหแ ลเหน็ โครงกระดกู ไดอ ยา งกระจา งแจง เมอื่ เหน็ โครงกระดกู แจม แจง แตเ ครอ่ื งภายในโครงกระดกู ยงั มอี ยู พงึ กระทำพธิ พี จิ ารณาใหเ ครอ่ื งภายในโครงกระดกู นนั้ หลดุ ออกไปกอ น แลว จงึ พจิ ารณายกจติ ขนึ้ เพง ใหโ ครงกระดกู หลดุ ออกเมอ่ื ภายหลงั วธิ พี จิ ารณาใหเ ครอื่ งภายในหลดุ ออกจากโครงกระดกู ใหม สี ตพิ ลกิ จติ กำหนดรวม จติ ใหส นทิ แนว แน แลว ยกจติ ขน้ึ เพง ใหเ ครอื่ งภายในหลดุ ออกจากโครงกระดกู ทลี ะอยา งๆ คอื เพง มา ม ใหม า มหลดุ ออกไป เพง หทยั วตั ถุ ใหห ทยั วตั ถหุ ลดุ ออกไป เพง ตบั ใหต บั หลดุ ออกไป เพง พงั ผดื ใหพ งั ผดื หลดุ ออกไป เพงไต ใหไ ตหลดุ ออกไป เพง ปอด ใหป อดหลดุ ออกไป เพง ลำไสใ หญ ใหล ำไสใ หญห ลดุ ออกไป เพง ไสน อ ย ใหไ สน อ ยหลดุ ออกไป เพง อาหารใหม อาหารเกา ใหอ าหารใหม อาหารเกา หลดุ ออกไป เมื่อเคร่ืองภายในโครงกระดูกหลุดออกไปหมดแลว ธาตุนำ้ ท้ังหลาย มีนำ้ เลือด นำ้ เหลอื งเปน ตน มนี ำ้ มตู ร [ปส สาวะ] เปน ทส่ี ดุ กห็ ลดุ ออกจากโครงกระดกู ตกลงไปกองอยู ทพ่ี น้ื แผน ดนิ เมอ่ื มสี ตเิ พง พจิ ารณาใหเ ครอื่ งภายในภายนอกหลดุ ออกจากโครงกระดกู หมด แลว ก็แสดงใหเห็นโครงกระดูกอยางชัดเจนแจมแจง ทั้งขางในขางนอก จึงพิจารณา โครงกระดกู เปน อนโุ ลมปฏโิ ลมตอ ไป วธิ พี จิ ารณาโครงกระดกู พงึ มสี ติ กำหนดจติ ใหร วมสนทิ ดเี รยี บรอ ยกอ น แลว ยกจติ ขนึ้ เพง พจิ ารณากำหนด ใหร โู ครงกระดกู โดยลำดบั ตงั้ แตเ บอื้ งบนลงไปถงึ ทสี่ ดุ เบอ้ื งต่ำ คอื เพง พจิ ารณาดู กระดกู กะโหลกศรี ษะ และกำหนดใหร แู จง วา กระดกู กะโหลกศรี ษะน้ี เปน แผน โคง เขา หากนั มฟี น เกาะกนั ไวเ ปน กะโหลกอยไู ด
1 - 46 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พทุ โธ กระดกู คอ เปน ขอ ๆ และเปน ทอ นๆ สวมกนั ไวเ ปน ลำดบั ลงไป กระดกู หวั ไหล กระดกู ไหปลารา ตอ ออกจากระหวา งกระดกู ทง้ั ๒ ขา ง กระดกู แขน ทง้ั ๒ ขา ง กระดกู ขอ ศอก ทงั้ ๒ ศอก กระดกู ขอ มอื กระดกู ฝา มอื กระดกู นวิ้ มอื ทง้ั ๑๐ นวิ้ กระดกู ซโี่ ครงทงั้ ๒๔ ซ่ี กระดกู สนั หลงั เปน ขอ ๆ และเปน ทอ นๆ สวมกนั ไวเ ปน ลำดบั ลงไปตง้ั แตก ระดกู คอ ตลอดถงึ กระดกู บน้ั เอว กระดกู สะโพก กระดกู โคนขา กระดกู เขา กระดกู แขง กระดกู ขอ เทา กระดกู ฝา เทา กระดกู นว้ิ เทา ทงั้ ๑๐ นว้ิ พจิ ารณาโดยลำดบั อยา งน้ี เรยี กวา พจิ ารณาเปน อนโุ ลม เมอ่ื พจิ ารณาเปน อนโุ ลมโดยลำดบั ดงั นแ้ี ลว พงึ พจิ ารณายอ นกลบั เปน ปฏโิ ลม ดงั ตอ ไปนี้ พงึ มสี ติ กำหนดจติ ใหร วมสนทิ เปน หนง่ึ ตลอดไป ยกจติ ขน้ึ เพง พจิ ารณา กำหนดรู โครงกระดกู ยอ นกลบั เปน ปฏโิ ลม ตง้ั แตเ บอื้ งตำ่ ลำดบั ขน้ึ ไป จนถงึ สดุ เบอื้ งบน คอื เพง พจิ ารณาดใู หร ใู หเ หน็ กระดกู นว้ิ เทา ทง้ั ๑๐ ตลอด แลว เพง พจิ ารณา ดใู หร ใู ห เหน็ กระดกู ฝา เทา กระดกู ขอ เทา กระดกู เทา กระดกู เขา กระดกู โคนขา กระดกู สะโพก กระดกู บน้ั เอว กระดกู สนั หลงั กระดกู ซโ่ี ครง กระดกู หวั ไหล กระดกู ไหปลารา กระดกู แขน กระดกู ศอก กระดกู ขอ มอื กระดกู ฝา มอื กระดกู นวิ้ มอื กระดกู คอ กระดกู กะโหลก ศรี ษะ พจิ ารณายอ นกลบั ตง้ั แตเ บอื้ งตำ่ ตลอดขน้ึ ไปจนถงึ เบอ้ื งบนอยา งน้ี เรยี กวา พจิ ารณา เปน ปฏโิ ลม พจิ ารณารวมศนู ยก ลาง เมอื่ พจิ ารณาโครงกระดกู เปน อนโุ ลม ปฏโิ ลม ถอยลง ถอยขน้ึ รอบคอบตลอดแลว พงึ พจิ ารณารวมศนู ยก ลางทที่ า มกลางอก ดงั ตอ ไปน้ี พงึ มสี ติ รวมจติ พรอ มทงั้ รวมความคดิ เหน็ ทไ่ี ดพ จิ ารณาเหน็ โครงกระดกู ตงั้ แตเ บอื้ ง
1 - 47 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ บนลงไปถงึ เบอ้ื งลา ง ตงั้ แตเ บอ้ื งลา งยอ นกลบั ขนึ้ มาจนถงึ เบอ้ื งบน รอบคอบตลอดแลว นนั้ ทวนกระแสรวมเขา ตง้ั ไวใ นทา มกลางอก มสี ตพิ จิ ารณาใหร แู จง วา “รา งกายน้ี กเ็ ปน แตเ พยี ง สกั วา กาย ถา ไมม ใี จครอง กไ็ มร สู กึ รนู กึ รคู ดิ และเคลอื่ นไหวไปมาไมไ ด มวี ญิ ญาณจติ ดวง เดยี วเทา นนั้ เปน ใหญใ นชวี ติ ของเรา รา งกายทงั้ สน้ิ นกี้ อ็ ยใู นใตอ ำนาจแหง จติ ดวงน้ี เพราะ ฉะนน้ั จำเปน เราตอ งรวมเอาดวงจติ ของเราเขา ตง้ั ไวใ หเ ปน เอกจติ เอกธรรม เอกมรรค คอื ใหเ ปน จติ ดวงเดยี ว ตงั้ มน่ั อยทู ที่ รวงอก” วธิ ที ี่ ๒ ดงั กลา วมานี้ เรยี กวา เจรญิ ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี จบเทา น้ี เจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี แปลวา ละ หรอื วาง นมิ ติ ไดข าด นักปฏิบัติในธรรมวินัยนี้ เปนผูมีเพียรเพงอยู และประสงคจะบำเพ็ญตนใหกาวสู โลกตุ ตรธรรม จงึ จำเปน ตอ งเจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ตี อ ไป การเจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี ยอ มเจรญิ ดว ยวปิ ส สนากรรมฐาน ๓ ประการ คอื ๑. วปิ ส สนานโุ ลม ใชบ รกิ รรมภาวนาอนโุ ลมเขา หาวปิ ส สนาวธิ ี ๒. วปิ ส สนาสญุ ญตวโิ มกข ใชบ รกิ รรมภาวนาดบั สญั ญาใหข าดสญู ๓. วปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ ใชบ รกิ รรมภาวนาวปิ ส สนาญาณวธิ ใี หเ ตม็ รอบ ระงบั นมิ ติ ใหข าดถอนอปุ าทานขนั ธ ตลอดจนถอนตณั หาทง้ั โคน บดั นจี้ ะกลา วภมู จิ ติ แหง นกั ปฏบิ ตั ทิ ส่ี มควรไดเ จรญิ วปิ ส สนา ทงั้ ๓ ประการ อยา งใด อยา งหนงึ่ เพอ่ื ผปู ฏบิ ตั จิ ะไดป ฏบิ ตั ถิ กู คอื ๑. นักปฏิบัติบางคนหรือบางรูปเมื่อน่ังสมาธิภาวนารวมจิตใหสนิทไดดี แตมีปติ แรงกลา บงั เกดิ ขนึ้ ทบั ถมกลบเกลอ่ื นดวงใจ จะยกจติ ขนึ้ พจิ ารณาอะไรกไ็ มส ะดวก ๒. นักปฏิบัติบางคนหรือบางรูป เม่ือนั่งสมาธิภาวนา รวมจิตก็สนิทไดดีเหมือนกัน แตเ มอ่ื บงั เกดิ มนี มิ ติ ขนึ้ มาก เหลอื วสิ ยั ทจ่ี ะแกไ ขได กลายเปน สญั ญาเนอื่ งอยใู น จติ ระงบั ไมไ ด จำเปน ตอ งเจรญิ วปิ ส สนาสญุ ญตวโิ มกข ใชบ รกิ รรมภาวนา วา “สพเฺ พ สงขฺ ารา สพพฺ สญฺ า อนตตฺ า” เปน ตน
1 - 48 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พทุ โธ ๓. นกั ปฏบิ ตั ผิ มู ภี มู จิ ติ สงู ไดเ จรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ ี และไดเ จรญิ ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี จนตลอด ดงั กลา วแลว เชอ่ื วา มภี มู จิ ติ สงู กา วลว งวปิ ส สนานโุ ลม และวปิ ส สนา- สญุ ญตวโิ มกขแ ลว ควรไดเ จรญิ วปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ ตอ ไป ในขณะเมอื่ ตรวจคน ปฏภิ าคนมิ ติ เลกิ ถอนเครอื่ งภายในภายนอกหมดแลว ยงั เหลอื แตโ ครงกระดกู เปลา และไดพ จิ ารณาโครงกระดกู เปน อนโุ ลม ปฏโิ ลม รอบคอบตลอดแลว ไดร วมจติ ใหส นทิ ตง้ั มนั่ ในทที่ รวงอกดแี ลว มสี ติ ยกจติ ขน้ึ เพง ซงึ่ โครงกระดกู นน้ั ดว ย อบุ ายปญ ญา ซงึ่ บงั เกดิ ขน้ึ เอง แลเหน็ ดว ยในใจของตนเองวา โครงกระดกู ทงั้ สนิ้ น้ี เปน ของไมใ ชต น ไมใ ชต วั ไมใ ช เรา ไมใ ชเ ขา ชอ่ื วา เหน็ อนตั ตา ดว ยในใจของตนเอง และเหน็ เปน อนจิ จงั ไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข แนแ กใ จแลว ยกคำบรกิ รรมวปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ ขนึ้ บรกิ รรมภาวนาวา “สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า อนจิ จฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า ทกุ ขฺ า” ใหบ รกิ รรมภาวนา นกึ อยใู นใจอยา งเดยี ว ไมอ อกปาก และไมใ หม เี สยี ง มสี ตกิ ำหนดจติ เพง ดว ยความนงิ่ และวางเฉย จนกวา จะปรากฏเหน็ โครงกระดกู นน้ั หลดุ ถอนจากกนั ตกลงไปกองอยทู พี่ น้ื แผน ดนิ เมอื่ ปรากฏเหน็ แจง ชดั วา โครงกระดกู นนั้ หลดุ ออกจากกนั ตกลงไปกองอยทู พ่ี นื้ แผน ดนิ หมดแลว พงึ มสี ตยิ กจติ ขนึ้ เพง และบรกิ รรมภาวนาวปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั อิ กี วา “สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า อนจิ จฺ า สพเฺ พ ธมมฺ า ทกุ ขฺ า” ใหน กึ อยใู นใจอยา งเดยี ว จนกวา จะปรากฏเหน็ ชดั วา เครอ่ื งอวยั วะทกุ สว นทตี่ กลงไป กองอยทู พี่ น้ื แผน ดนิ นนั้ ไดล ะลายกลายเปน ดนิ เปน นำ้ เปน ลม เปน ไฟ ไปเองหมดแลว เมอื่ จะระงบั สญั ญาทห่ี มายพน้ื แผน ปฐพี พงึ มสี ตยิ กจติ ขน้ึ เพง บรกิ รรมภาวนา วปิ ส สนา- วโิ มกขปรวิ ตั ิ ดงั กลา วแลว เมอ่ื จะระงบั เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ใหบ รกิ รรมภาวนา วปิ ส สนา- วโิ มกขปรวิ ตั ิ แบบเดยี วกนั
1 - 49 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ ตลอดระงบั อรปู ฌานทง้ั ๔ กใ็ ชค ำบรกิ รรมภาวนา วปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ แบบนี้ ตลอดไป นแ้ี ลชอื่ วา ไดเ จรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี ในตอนสดุ ทา ยน้ี ขอเตอื นไวว า ในเวลาไดใ ชค ำบรกิ รรมภาวนาวปิ ส สนาวโิ มกขปรวิ ตั ิ นี้ พจิ ารณาใหโ ครงกระดกู ละลายไปเองแลว กด็ ี และไดพ จิ ารณาใหเ ครอ่ื งอวยั วะตา งๆ ท่ี ตกลงไปกองอยพู น้ื แผน ดนิ นน้ั ละลายกลายเปน ดนิ เปน นำ้ เปน ไฟ เปน ลม ไปแลว กด็ ี ตลอด ไดเ พง พจิ ารณาใหพ นื้ แผน ดนิ ละลายไปเองแลว กด็ ี พงึ เปน ผมู สี ตบิ รบิ รู ณ กำหนดเอาจติ ของ ตนไวใ หร วมสนทิ เปน เอกจติ เอกธรรม เอกมรรค คอื เปน หนง่ึ อยกู บั ทต่ี ลอดไป อยา พงึ เปน ผปู ระมาททอดธรุ ะ ปลอ ยจติ ของตนใหฟ งุ ซา นไป เมอื่ ไดบ ำเพญ็ ขอ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบในพระพทุ ธศาสนาดงั กลา วมาถงึ ขนั้ นแ้ี ลว ยอ ม แลเหน็ อานสิ งสแ หง การปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนามากไมม ปี ระมาณ ชอื่ วา ไดถ งึ พระไตรสรณคมน อนั แทจ รงิ สว นทยี่ ง่ิ กวา นยี้ งั มอี ยอู กี
1 - 50 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พุทโธ ตวั อยา งคำสอนเรอ่ื งการเจรญิ ภาวนา ของพระอาจารยม นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต ภาวนา คอื การอบรมใจใหฉ ลาดเทยี่ งตรงตอ เหตผุ ลอรรถธรรม รจู กั วธิ ปี ฏบิ ตั ติ อ ตวั เองและสง่ิ ทง้ั หลาย ยดึ การภาวนาเปน รวั้ กน้ั ความคดิ ฟงุ ของใจใหอ ยใู นเหตผุ ล อนั จะเปน ทางแหง ความสงบสขุ ใจทยี่ งั มไิ ดร บั การอบรมจากการภาวนา จงึ เปรยี บเหมอื นสตั วท ย่ี งั มไิ ดร บั การฝก หดั ยงั มไิ ดร บั ประโยชนจ ากมนั เทา ทค่ี วร จำตอ งฝก หดั ใหท ำประโยชน ถงึ จะไดรับประโยชนตามควร ใจจึงควรไดรับการอบรมใหรูเรื่องของตัว จะเปนผูควรแก การงานทง้ั ปวง ทงั้ สว นเลก็ สว นใหญ ภายนอกภายใน ผมู ภี าวนาเปน หลกั ใจ จะทำอะไรชอบใชค วามคดิ อา นเสมอ ไมเ สย่ี ง และไมเ กดิ ความเสยี หายแกต นเองและผเู กยี่ วขอ ง การภาวนาจงึ เปน งานเพอื่ ผลในปจ จบุ นั และอนาคต การงานทุกชนิดที่ทำดวยใจของผูมีภาวนา จะสำเร็จลงดวยความเรียบรอย ทำดวยความ ใครค รวญเลง็ ถงึ ประโยชนท จ่ี ะไดร บั เปน ผมู หี ลกั มเี หตผุ ล ถอื หลกั ความถกู ตอ งเปน เขม็ ทศิ ทางเดนิ ของกาย วาจา ใจ ไมเ ปด ชอ งใหค วามอยากอนั ไมม ขี อบเขตเขา มาเกย่ี วขอ ง เพราะ ความอยากดง้ั เดมิ เปน ไปตามอำนาจของกเิ ลสตณั หา ซง่ึ ไมเ คยสนใจตอ ความผดิ ถกู ดี ชว่ั พาเราเสยี ไปจนนบั ไมถ ว น ประมาณไมถ กู จะเอาโทษมนั กไ็ มไ ด ยอมใหเ สยี ไปอยา งนา เสยี ดาย ถา ไมม สี ตริ ะลกึ บา งเลย แลว ของเกา กเ็ สยี ไป ของใหมก พ็ ลอยจมไปดว ย ไมม วี นั ฟน คนื ตวั ได ฉะนนั้ การภาวนาจงึ เปน เครอื่ งหกั ลา งความไมม เี หตผุ ลของตนไดด ี วธิ ภี าวนา คอื การสงั เกตจติ ทอ่ี ยไู มเ ปน สขุ ดว ยสตติ ามรกู ารเคลอ่ื นไหวของจติ โดย บรกิ รรมธรรมบททใี่ หผ ลดี วิธีภาวนาน้ันลำบากอยูบาง เพราะเปนวิธีบังคับใจ วิธีภาวนาก็คือวิธีสังเกตตัวเอง สงั เกตจติ ทมี่ นี สิ ยั หลกุ หลกิ ไมอ ยเู ปน ปกตสิ ขุ ดว ยมสี ตติ ามระลกึ รคู วามเคลอ่ื นไหวของจติ โดยมธี รรมบทใดธรรมบทหนง่ึ เปน คำบรกิ รรม เพอ่ื เปน ยารกั ษาจติ ใหท รงตวั อยไู ดด ว ยความ สงบสขุ ในขณะภาวนา ทใี่ หผ ลดกี ม็ อี านาปานสติ คอื กำหนดจติ ตามลมหายใจเขา ออก ดว ย คำภาวนา “พทุ โธ” พยายามบงั คบั ใจใหอ ยกู บั อารมณแ หง ธรรมบททนี่ ำมาบรกิ รรมขณะภาวนา พยายามทำอยา งนเ้ี สมอ ดว ยความไมล ดละความเพยี ร จติ ทเี่ คยทำบาปหาบทกุ ขอ ยเู สมอ
1 - 51 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พุทโธ จะคอยรสู กึ ตวั และปลอ ยวางไปเปน ลำดบั มคี วามสนใจหนกั แนน ในหนา ทขี่ องตนเปน ประจำ จติ ทสี่ งบตวั ลงเปน สมาธิ เปน จติ ทม่ี คี วามสขุ เยน็ ใจมาก และจำไมล มื ปลกุ ใจใหต น่ื ตวั และ ตนื่ ใจไดอ ยา งนา ประหลาด ... ผมู ปี ญ ญา ซงึ่ มธี รรมเปน เครอ่ื งอยู มคี วามเพยี รแยกกเิ ลส ใหห มดไป จะไมเ กยี จครา น ขยนั หมนั่ เพยี รทงั้ กลางวนั และกลางคนื กาลใดทข่ี าดสติ กาลนนั้ เรยี กวา ขาดความเพยี ร แมก ำลงั เดนิ จงกรมหรอื นงั่ สมาธิ อยสู กั แตว า เทา นนั้ แตม ไิ ดเ รยี กวา เปน ความเพยี รชอบ ดงั นน้ั ทา นจงึ สอนเนน ลงในความ มีสติ มากกวาธรรมอื่นๆ เพราะสติเปนรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและ ทกุ ประโยคทท่ี ำ จนกลายเปน มหาสตขิ นึ้ มา และผลติ ปญ ญาใหเ ปน ไปตามๆ กนั ภมู ติ น เพอื่ ความสงบ ตอ งใชส ตใิ หม าก ภมู ติ อ ไป สตกิ บั ปญ ญาควรเปน ธรรมควบคู กนั ไปตลอดสาย คำวา ศลี ไดแ กส ภาพเชน ไร ศลี อยา งแทจ รงิ เปน ไปดว ยความมสี ติ รสู งิ่ ทคี่ วรหรอื ไมค วร ระวงั การระบายออกทางทวารทง้ั ๓ คอยบงั คบั กาย วาจา ใจ ใหเ ปน ไปในขอบเขต ของศลี ทเ่ี ปน สภาพปกติ ศลี ทเี่ กดิ จากการรกั ษามสี ภาพปกติ ไมค ะนองทางกาย วาจา ใจ ใหเ ปน ทเ่ี กลยี ด นอกจากความปกตงิ ดงามทางกาย วาจา ใจ ของผมู ศี ลี วา เปน ศลี เปน ธรรม ศลี นนั้ อยทู ไ่ี หน มตี วั ตนเปน อยา งไร ใครเปน ผรู กั ษา แลว กร็ วู า ผนู น้ั เปน ตวั ศลี ศลี กอ็ ยทู ต่ี นน้ี เจตนาเปน ตวั ศลี เจตนาคอื จติ ใจ คนเราถา จติ ใจไมม กี ไ็ มเ รยี กวา ตน มแี ตก ายจะทำอะไรได รา งกายกบั จติ ตอ งอาศยั ซงึ่ กนั และกนั เมอื่ จติ ไมเ ปน ศลี กายกป็ ระพฤติ ไปตา งๆ ผมู ศี ลี แลว ไมม โี ทษ จะเปน ปกตแิ นบเนยี นไมห วน่ั ไหว ไมม เี รอ่ื งหลงหาหลงขอ คนทห่ี า คนทข่ี อ ตอ งเปน ทกุ ข ขอเทา ไหรย ง่ิ ไมม ี ยง่ิ อดอยากยากเขญ็ ยง่ิ ไมม ี กายกบั จติ เราไดม าแลว มอี ยแู ลว ไดจ ากบดิ ามารดาพรอ มบรบิ รู ณแ ลว จะทำให เปน ศลี กร็ บี ทำ ศลี มอี ยทู เ่ี รานแี้ ลว รกั ษาไดไ มม กี าล ไดผ ลไมม กี าล ผมู ศี ลี ยอ มเปน ผอู งอาจกลา หาญ ผมู ศี ลี ยอ มมคี วามสขุ ผจู กั มง่ั คง่ั บรบิ รู ณส มบรู ณ ไมอ ด ไมจ น กเ็ พราะรกั ษาศลี ไดส มบรู ณ จติ ดวงเดยี วเปน ศลี เปน สมาธิ เปน ปญ ญา ผมู ี ศลี แท เปน ผหู มดเวรหมดภยั
1 - 52 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ การบำรงุ รกั ษาสงิ่ ใดๆ ในโลก การบำรงุ รกั ษาตนคอื ใจ เปน จดุ ทย่ี อดเยย่ี มของโลก ไดใ จแลว คอื ไดธ รรม เหน็ ใจตนแลว คอื เหน็ ธรรม รใู จแลว คอื รธู รรมทง้ั มวล ถงึ ใจตนแลว คอื ถงึ นพิ พาน ใจนแ่ี ลคอื สมบตั อิ นั ลน คา จงึ ไมค วรอยา งยงิ่ ทจ่ี ะมองขา มไป คนพลาดใจ คอื ไมส นใจปฏบิ ตั ติ อ ใจดวงวเิ ศษในรา งนี้ แมจ ะเกดิ รอ ยชาตพิ นั ชาตกิ ค็ อื ผพู ลาดอยนู น่ั เอง ใจนแี่ ลเปน ผทู รงบญุ ทรงกศุ ล ทรงมรรค ทรงผล ทรงสวรรคน พิ พาน และใจนแี่ ล เปน ผไู ปสสู วรรคน พิ พาน นอกจากใจ ไมม อี ะไรจะไป อารมณภ ายนอกและภายใน เปน ของทต่ี งั้ อยเู ปน ธรรมดา แตจ ติ เปน ของทรี่ บั รู ฉะนน้ั ตอ งทรมานจติ ใหม ากๆ แกอ วชิ ชา แกอ าสวะ แกท กุ ข แกส มทุ ยั นโิ รธเกดิ ญาณตง้ั อยเู ปน อมตธรรมทไ่ี มต าย ถา สง จติ รเู หน็ นอกกาย เปน มจิ ฉาทฏิ ฐิ ใหร เู หน็ อยใู นกายกบั จติ นน้ั เปน สมั มาทฏิ ฐิ ทา นกำชบั วา อยา ใหจ ติ เพง นอก ใหร ใู นตวั เหน็ ในตวั เมอื่ รใู นตวั แลว รทู ว่ั ไป เพราะ ตวั เปน ตน เหตุ การนอน การสงบเขา ฌาน เปน อาหารของจติ และรา งกายอยา งหนงึ่ สมถะตอ ง พักจิตสงบอารมณ สวน วิปสสนา จิตเดินไตรลักษณใหรูอริยสัจ เหนื่อยแลวเขาพักจิต พกั จติ หายเหนอื่ ยแลว จติ ตรวจอรยิ สจั อกี ดงั นี้ ฉะนน้ั ใหฉ ลาดในการพกั จติ การเดนิ จติ ทง้ั วปิ ส สนาและสมถะ พระโยคาวจรเจา ทงิ้ ไมไ ด ชำนชิ ำนาญทงั้ ๒ วธิ ี จงึ เอาตวั พน จากกเิ ลสทงั้ หลายไปได เปน มหาศลี มหาสมาธิ เปน มหาปญ ญา มศี ลี ทงั้ อยา งหยาบ อยา งกลางอยา งละเอยี ด พรอ มทงั้ จติ เจตสกิ พรอ มทงั้ กรรมบถ ๑๐ ไมก ระทำผดิ ในทล่ี บั และทแี่ จง สวา งทง้ั ภายในทงั้ ภายนอก มมี หาสตริ อบคอบหมด วโิ มกข วมิ ตุ ติ อกปุ ปธรรม จติ บรสิ ทุ ธิ์ จติ ปกติ เปน จติ พระอรหนั ต สวา งแจง ทงั้ ภายนอกภายใน สวา งโร ปถุ ชุ น ติเตียน [พระอรหันต ยอม] เกิดบาป เพราะพระอรหันตบริสุทธิ์ กายเปนชาตินิพพาน วาจาใจเปน ชาตนิ พิ พาน นพิ พานมี ๒ อยา ง นพิ พานยงั มชี วี ติ อยู ๑ นพิ พานตายแลว ๑ พระอรหนั ตร อขน้ึ รถขน้ึ เรอื ไปนพิ พาน ฉะนนั้
1 - 53 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ บรรณานกุ รม พระญาณวสิ ษิ ฎส มทิ ธวิ รี าจารย (สงิ ห ขนตฺ ยาคโม). แบบถงึ พระไตรสรณคมน และแบบวธิ นี ง่ั สมาธิภาวนา. มูลนิธิพระอาจารยมั่น ภูริทตฺโต. บูรพาจารย ชีวประวัติ ธรรมปฏิปทา และโอวาทธรรม พระอาจารยม น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต. โรงพมิ พช วนพมิ พ, ๒๕๔๕. 1-53
1-54
อานาปานสติภาวนา พระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภกิ ข)ุ 2-1
2-2 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คณะผูรวบรวม ๑. พระมหากงั วาล ธรี ธมโฺ ม ป.ธ.๙ ๒. พระมหาพเิ ชษฐ กนตฺ เชฏโ ฐ ป.ธ.๙ ๓. พระมหาธรี ชยั ธรี ชโย ป.ธ.๙ ๔. พระมหาอภลิ กั ษ อภลิ าโภ ป.ธ. ๖ ๕. พระมหานกิ ร ฐานตุ ตฺ โร ป.ธ. ๖ ๖. พระจริ ะเดช จริ เตโช 2-2
2-3 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ 2-3
2-4
คำ นำ หนังสืออานาปานสติภาวนาเลมน้ี จัดพิมพเพ่ือเปนแนวทางแกการปฏิบัติสำหรับทานท่ี สนใจเจรญิ กมั มฏั ฐานแบบกำหนดลมหายใจเขา -ออก ซงึ่ เปน กมั มฏั ฐานทเี่ หมาะกบั บคุ คลทกุ ประเภท คณะผูรวบรวมไดรวบรวมเนื้อหาสาระท่ีสำคัญสวนใหญจากหนังสืออานาปานสติภาวนา ซ่ึงเปน การบันทึกการบรรยายธรรมโดยพระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) และไดมีการปรับปรุงและ เพ่ิมเติมเนื้อหาบางสวน เพื่อความสมบูรณยิ่งขึ้น ฉะนน้ั คณะผรู วบรวมหวงั วา หนงั สอื เลม น้ี จะเปน แนวทางในการปฏบิ ตั เิ จรญิ อานาปานสต-ิ กมั มฏั ฐานไดเ ปน อยา งดเี ลม หนงึ่ และหากวา มขี อ ผดิ พลาดอนั ใดทเ่ี กดิ มขี นึ้ จากหนงั สอื เลม น้ี คณะ ผูเรียบเรียงยินดีนอมรับขอผิดพลาดอันนั้น เพ่ือนำมาปรับปรุงแกไขใหดียิ่งข้ึนไป. 2-5
สารบัญ อานาปานสติภาวนา ภาคนำ วา ดว ยบพุ พกจิ ของสมาธภิ าวนา บพุ พกจิ โดยเฉพาะของการเจรญิ สมาธิ ก. อปุ มาประจำใจ : คนมปี ญ ญา ยนื บนแผน ดนิ ลบั อาวธุ คม ถางปา .....................................๑๓ ข. ตดั ปลโิ พธ ๑๐ อยา ง มอี าวาสปลโิ พธเปน ตน ........................................................................ ๑๕ ค. การเลือกสิ่งแวดลอม ............................................................................................................... ๑๙ - ตอ งรจู รติ เพอ่ื หาใหต รงกบั จรติ เฉพาะๆ................................................................. ๑๙ - ธรรมชาติเปนที่สัปปายะ ในการปฏิบัติ .................................................................๒๒ ฆ. ตระเตรียมทางหลักวิชาเก่ียวกับสมาธิ ท่ีตองทราบลวงหนา............................................... ๒๖ ตระเตรยี มทางปฏบิ ตั ิ เพอื่ ทฤษฎ-ี ปฏบิ ตั จิ ะสมั พนั ธก นั ......................................................... ๒๙ ทำไมเลือกอานาปานสติ มาเปนกัมมัฏฐานหลัก ?..................................................................... ๓๒ ใครที่จะเปนผูเจริญอานาปานสติ ? ..............................................................................................๓๔ วธิ เี จรญิ อานาปานสติ มอี ยอู ยา งไร ?..........................................................................................๓๕ ภาคอานาปานสตภิ าวนา - วา ดว ยวธิ เี จรญิ อานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๑ - กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ...................................................................... ๔๐ ตอน ๑ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑ การกำหนดลมหายใจยาว ..............................................๔๑ ใหร จู กั ทวี่ า ยาวนน้ั อยา งไร ? สงั เกตความแตกตา งทไ่ี หน ? เมอื่ ไร? ....................... ๔๑ วธิ กี ารกำหนดลมหายใจ ในลกั ษณะทต่ี า งๆ กนั มอี ยา งไร ?................................... ๔๒ กรรมวธิ ี ๑๐ ระยะในขณะแหง การกำหนดลม ........................................................... ๔๖ 2-6
ตอน ๒ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๒ การกำหนดลมหายใจสนั้ ...............................................๔๘ การฝกขั้นน้ีก็เพื่อรูจักเปรียบเทียบยาว-สั้น จะทำใหรูลมตามปรกติได ................... ๔๙ อปุ มาเหมอื นไกวเปล ชา หรอื เรว็ สนั้ หรอื ยาว สตไิ มผ ละไปไหน .............................. ๕๐ ตอน ๓ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๓ การกำหนดลมหายใจทง้ั ปวง ........................................๕๐ เรม่ิ สกิ ขติ - ทำในบทศกึ ษา คอื ตงั้ แตข น้ั นไ้ี ป เรมิ่ มญี าณเจอื เขา มา...................... ๕๑ ขน้ั นเี้ ปลย่ี นจาก ปชานาติ เปน ปฏสิ เํ วที คอื รพู รอ มเฉพาะ .................................. ๕๒ กำหนดรูกายท้ังปวง ก็คือการรูกำหนดลมหายใจโดยประการท้ังปวง .....................๕๓ วิธีการรูกำหนดลมหายใจท้ังปวง ................................................................................๕๓ เมื่อรูพรอมเฉพาะซ่ึงกายท้ังปวงจริงแลว ก็นำไปสูสมาธิแนวแนตอไป.................... ๕๖ ตอน ๔ อานาปานสติ ขน้ั ๔ การทำกายสงั ขารใหร ำงบั ...............................................๕๖ “กายสังขาร” หมายถึงลมหายใจทำหนาที่ปรุงแตงรางกาย .................................... ๕๖ การทำกายสังขารใหรำงับ ......................................................................................... ๕๗ - ทำใหร ำงบั ดว ยการกำหนด .................................................................................... ๕๙ - ทำใหร ำงบั ดว ยการพจิ ารณา ................................................................................. ๕๙ ลำดับแหงกรรมของวิธีอานาปานสติ ........................................................................................ ๖๑ ๔ ระยะแรก เปน ขนั้ สมถะ ........................................................................................................ ๖๒ ๔ ระยะหลงั เปน ขนั้ วปิ ส สนา ................................................................................................... ๖๒ ระยะท่ี ๑ คณนา - นบั ดว ยสงั ขยา ...........................................................................๖๓ - นบั โดยคำนวณสนั้ ยาว.............................................................. ๖๔ ระยะที่ ๒ อนพุ นั ธนา การตดิ ตามลมละเอยี ดอยา งใกลช ดิ .................................... ๖๖ ระยะท่ี ๓ ผสุ นา กำหนดฐานลมทถ่ี กู ตอ ง ................................................................ ๖๘ ระยะที่ ๔ ฐปนา กำหนดฐานแหง นมิ ติ จนเกดิ ปฏภิ าคนมิ ติ .................................... ๖๘ กฎเกณฑเ กย่ี วกบั นมิ ติ บรกิ รรมนมิ ติ อคุ คหนมิ ติ ปฏภิ าคนมิ ติ ................................................. ๖๙ - ตวั อยา ง กรณเี จรญิ กสณิ ........................................................................................ ๗๐ กรณเี จรญิ อสภุ กมั มฎั ฐาน ........................................................................ ๗๑ กรณเี จรญิ อานาปานสติ........................................................................... ๗๑ 2-7
- นมิ ติ ตา งกนั มผี ลแกจ ติ ตา งกนั ...............................................................................๗๓ - อุปสรรคการเกิดปฏิภาคนิมิตและฌาน - อุปสรรคตอนแรก .............................. ๗๔ - อปุ สรรคทวั่ ไป ๙ คู........................... ๗๗ - การละนวิ รณ เฉพาะทเ่ี ปน หนา ทขี่ องสมาธิ ........................................................... ๗๙ - องคแ หง ฌาน : วติ ก วจิ าร ปต ิ สขุ เอกคั คตา..................................................... ๗๙ - องคฌ านทงั้ ๕ ทำใหเ กดิ ฌานได นบั แตป ฐมฌาน .............................................. ๗๙ - องคฌ าน กำจดั นวิ รณไ ดอ ยา งไร............................................................................. ๘๔ - องคฌ าน กำจดั นวิ รณเ มอ่ื ไร? ................................................................................. ๘๕ สมาธิ ๒ อยา ง โดยเปรยี บเทยี บระหวา งอปุ จาระ กบั อปั ปนา ................................................. ๘๖ - การอาศัยปฏิภาคนิมิต เพ่ือหนวงเอาฌาน ............................................................ ๘๗ - การรกั ษาปฏภิ าคนมิ ติ ทเ่ี พงิ่ ไดใ หมๆ ...................................................................... ๘๘ - เรง ใหเ กดิ อปั ปนาสมาธิ ดว ยอปั ปนาโกศล ความฉลาด ๑๐ อยา ง ...................... ๙๐ การบรรลฌุ าน นบั แตป ฏภิ าคจะปรากฏ ปรากฏแลว รกั ษาและหนว งจนลุ .......... ๙๐ - ภาวะของจติ ในขณะแหง ฌาน .................................................................................. ๙๑ - ฌานถดั ไปปรากฏ : ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน .......................................... ๙๕ - วสี ๕ ประการ ....................................................................................................... ๑๐๐ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขนั้ ที่ ๔ .................................................................. ๑๐๗ กลา วสรปุ จตกุ กะท่ี ๑ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ................................................ ๑๐๘ จตกุ กะที่ ๒ - เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน .................................................................. ๑๑๐ ตอน ๕ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๕ การกำหนดปต ิ ............................................................... ๑๑๐ สกิ ขฺ ติ - ในขนั้ นม้ี กี ารคมุ ความรสู กึ ตอ ปต ิ เปน บทศกึ ษา ...................................... ๑๑๑ ปต ปิ ฏสิ เํ วที - เปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ กลา วคอื ความอมิ่ ใจ ............................. ๑๑๑ การเกดิ แหง ปต ิ นบั แตข นั้ ตน ไปตามลำดบั ๑๖ ขน้ั ................................................๑๑๒ ความเปน ภาวนา : ทไี่ ดช อ่ื วา ภาวนา เพราะมคี วามหมาย ๔ : ........................... ๑๑๖ - ภาวนาไดผ ล เพราะมงุ ตรงจดุ ไดถ กู และเหมาะ .................................................. ๑๑๗ 2-8
- ภาวนาไดผ ล เพราะประมวลใหธ รรมทำหนา ทรี่ ว มกนั ....................................... ๑๑๗ - ภาวนาไดผล เพราะสามารถใชความเพียรไปตามน้ันได..................................... ๑๑๘ - ภาวนาไดผ ล เพราะสามารถทำไดม าก ไดส มบรู ณ............................................. ๑๑๘ ตอน ๖ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๖ การกำหนดสขุ ............................................................. ๑๑๙ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ พงึ ยอ นกำหนดองคฌ าน ทเ่ี กย่ี วกบั สขุ ๑๐ หวั ขอ ................................๑๒๐ ตอน ๗ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๗ การกำหนดจติ ตสงั ขาร ............................................. ๑๒๓ จติ ตสงั ขาร คอื อะไร ? ............................................................................................ ๑๒๓ จติ ตสงั ขาร ปรากฏแกใ คร ? ในขณะไหน ? ...........................................................๑๒๕ รูพรอมเฉพาะดวยอาการอยางไร ?....................................................................... ๑๒๗ ตอน ๘ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๘ การทำจติ ตสงั ขารใหร ำงบั .........................................๑๒๘ ทีแรกพึงทำกายสังขารใหรำงับ จิตตสังขารจะพลอยเปนของรำงับ .....................๑๒๙ เลอ่ื นมากำหนด สญั ญา เวทนา ทคี่ อ ย ๆ รำงบั ลง ๆ............................................ ๑๓๐ แลวพิจารณาไตรลักษณของสัญญาเวทนา จึงเปนท้ังญาณและรำงับ................. ๑๓๐ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๘ ................................................................... ๑๓๑ กลา วสรปุ จตกุ กะที่ ๒ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน .............................................. ๑๓๑ จตกุ กะที่ ๓ - จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน................................................................... ๑๓๒ ตอน ๙ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๙ การรพู รอ มซง่ึ จติ ........................................................ ๑๓๒ สิกขติ -ในข้ันน้ี มีการคุมความรูสึกตอพฤติของจิตเปนบทศึกษา .........................๑๓๓ จติ ตฺ ปฏิสํเวที -เปนผูรูพ รอมเฉพาะจิต โดยเอาจติ เปนอารมณ..............................๑๓๓ รพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ในทกุ ขน้ั ของการยอ นปฏบิ ตั มิ าแตต น ๘ ขน้ั .......................... ๑๓๔ ก. พจิ ารณายงิ่ ขน้ึ ๆ โดยอาการ ๑๖ เหน็ ความทจี่ ติ เปน สงั ขารธรรม................ ๑๓๔ ข. พจิ ารณาโดยทกุ ลกั ษณะของจติ เชน จติ มรี าคะ-ไมม รี าคะ ฯลฯ .................. ๑๓๕ เมอื่ รพู รอ มซงึ่ จติ แลว ญาณ สติ ธรรมสโมธาน กเ็ กดิ ตามสว น ............................ ๑๓๖ สรุปเปนขอสังเกตวา จตุกกะนี้คือดูและฝกควบคุมจิตในลักษณะตางๆ ................ ๑๓๖ ตอน ๑๐ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑๐ การทำจติ ใหป ราโมทยย ง่ิ อยู ................................... ๑๓๗ 2-9
ทำใหป ราโมทยข ณะไหน ? ทำใหเ กดิ ไดใ นทกุ ขน้ั ทฝ่ี ก มาแตต น ............................. ๑๓๗ ความปราโมทยม อี ยอู ยา งไร ? ปราโมทยใ นทน่ี ้ี เอาแตท อี่ าศยั ธรรม ๒ .............. ๑๔๐ - ปราโมทยเกิดดวยอำนาจสมาธิ ............................................................................ ๑๔๑ - ปราโมทยเกิดดวยอำนาจปญญา .......................................................................... ๑๔๑ ประคองปราโมทยท กุ ขนั้ สติ ญาณ ธรรมสโมธาน กม็ ที กุ ลมหายใจ ....................๑๔๒ ตอน ๑๑ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๑ การทำจติ ใหต งั้ มนั่ อยู ............................................... ๑๔๓ การสำรวมจิตอยูในเรื่องใด ชื่อวามีไตรสิกขาครบมาต้ังแตข้ันตนๆ...................... ๑๔๓ ทว่ี า ทำจติ ใหต งั้ มนั่ นน้ั ๑. ความตง้ั มน่ั เปน อยา งไร ? ............................................ ๑๔๔ ๒. ความตงั้ มน่ั มไี ดเ มอ่ื ไร ? .............................................. ๑๔๖ - ตงั้ มน่ั ในระยะเรม่ิ แรกแหง การกำหนดอารมณ ........ ๑๔๖ - ตงั้ มน่ั ในขณะทจ่ี ติ อยใู นฌาน (อปั ปนาสมาธ)ิ .......... ๑๔๗ - ตง้ั มนั่ ในขณะอนนั ตรกิ สมาธิ..................................... ๑๔๗ สรปุ การฝก ในขน้ั ที่ ๑๑ ทำใหเ กดิ สติ ญาณ ธรรมสโมธาน ตามสว น .................. ๑๔๗ ตอน ๑๒ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๒ การทำจติ ใหป ลอ ย ................................................... ๑๔๘ ทว่ี า ทำจติ ใหป ลอ ยอยนู นั้ ปลอ ยอยา งไร ? ............................................................. ๑๔๙ - ทำจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในจติ (ขนั้ สมถะ) ...................................................... ๑๕๐ - ทำจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทจ่ี ติ ยดึ ไวเ อง (ขน้ั วปิ ส สนา).................................................. ๑๕๐ กลา วสรปุ จตกุ กะท่ี ๓ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน................................................ ๑๕๑ จตกุ กะที่ ๔ - ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ................................................................... ๑๕๒ ตอน ๑๓ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑๓ การตามเหน็ ความไมเ ทย่ี ง........................................ ๑๕๔ อะไรคอื สง่ิ ไมเ ทยี่ ง ? - สง่ิ ทถ่ี กู สมั ผสั (อายตนะภายนอก) ................................. ๑๕๔ - สงิ่ ทำหนา ทส่ี มั ผสั (อายตนะภายใน) ............................ ๑๕๕ - อาการทเ่ี นอ่ื งกนั ในการสมั ผสั ........................................ ๑๕๕ ภาวะความไมเ ทย่ี งเปน อยา งไร ? ............................................................................ ๑๕๖ 2-10
วธิ กี ารตามเหน็ ไมเ ทย่ี งนน้ั ทำอยา งไร ?................................................................ ๑๕๗ - มองทก่ี ลมุ สงั ขาร เชน วยั เปลย่ี นไปทกุ ขณะ .................................................... ๑๕๗ - มองทสี่ งิ่ รปู นาม ลว นขน้ึ อยกู บั จติ ทเี่ กดิ ดบั ...................................................... ๑๕๘ - มองทสี่ ง่ิ ตา งๆ มเี หตปุ จ จยั ทเี่ ปลย่ี นไปๆ............................................................ ๑๕๘ - มองทอ่ี าการปรงุ ของทกุ สงิ่ มนั ไมใ ชต ายตวั ...................................................... ๑๕๙ อุบายเขาถึงความไมเที่ยง ตองเอาอารมณตัวจริงมาเพงพิจารณา....................... ๑๖๐ ทง้ั ขนั ธ อายตนะและอาการปรงุ ตอ งดขู ณะมนั กำลงั ทำหนา ทอี่ ยู........................ ๑๖๑ เหน็ อนจิ จงั ไดจ รงิ ยอ มเปน การเหน็ ทกุ ขภาวะทงั้ ๓ ............................................... ๑๖๔ เห็นอนิจจังไดจริง ยอมเปนการเห็นอนัตตาพรอมกันไป ......................................... ๑๖๘ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑๓ - อนจิ จานปุ ส สี .................................. ๑๗๐ ตอน ๑๔ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๔ การตามเหน็ ความจางคลาย .................................. ๑๗๐ วริ าคะ ความจางคลายนนั้ คอื อะไร ? ..................................................................... ๑๗๐ วริ าคะ ความจางคลายเกดิ ขนึ้ ไดอ ยา งไร ?........................................................... ๑๗๑ วริ าคะ ความจางคลายเกดิ ขน้ึ ในสง่ิ ใด ? ............................................................... ๑๗๑ วิธีปฏิบัติ เพื่อเปนผูตามเห็นซึ่งความจางคลาย ..................................................... ๑๗๒ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๔ - ราคานปุ ส สี ................................... ๑๗๓ ตอน ๑๕ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๕ การตามเหน็ ความดบั ไมเ หลอื ................................ ๑๗๔ ความดบั ไมเ หลอื นน้ั คอื อะไร ? ................................................................................ ๑๗๔ ความดบั ไมเ หลอื ของอะไร ? ................................................................................... ๑๗๔ ดบั ไมเ หลอื ไดโ ดยวธิ ใี ด ? ......................................................................................... ๑๗๕ สรปุ ใจความของอานาปานสติ ขน้ั ที่ ๑๕ - นโิ รธานปุ ส สี ................................... ๑๘๐ ตอน ๑๖ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๖ การตามเหน็ ความสลดั คนื ........................................ ๑๘๑ ทำอยางไรเรียกวาเปนการสลัดคืน ?...................................................................... ๑๘๑ ทำอยางไรจึงจะชื่อวาเปนผูตามเห็นความสลัดคืนอยู ?.........................................๑๘๒ กลา วสรปุ จตกุ กะท่ี ๔ ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน................................................ ๑๘๘ ประมวลความของอานาปานสตทิ งั้ ๔ จตกุ กะ ....................................................... ๑๘๙ บรรณานุกรม .............................................................................................................................. ๑๙๐ 2-11
2-12
อานาปานสติภาวนา ภาคนำ บุพพกิจในการเจริญสมาธิ (ก) การทำอปุ มาเปน หลกั ประจำใจ เกยี่ วกบั การทำกมั มฏั ฐานน้ี ทกุ คนควรจะมคี วามแจม แจง ในอปุ มาของการทำกมั มฏั ฐาน ทง้ั หมด ไวเ ปน แนวสงั เขป กนั ความฟน เฝอ . การทต่ี อ งใชฝ ากไวก บั อปุ มา กเ็ พราะเปน การงายแกการกระทำไวในใจ ในลักษณะที่เปนการเห็นแจง มิใชเปนเพียงความจำหรือ ความเขา ใจ. เกย่ี วกบั เรอื่ งน้ี พระอาจารยใ นกาลกอ น เชน อาจารยผ รู จนาคมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรค โดยเฉพาะ ไดถ อื เอาอปุ มานเ้ี ปน หลกั มใี จความวา “คนมปี ญ ญา ยนื หยดั มนั่ คงอยบู น แผน ดนิ ฉวยอาวธุ ทค่ี มดว ยมอื ลบั ทห่ี นิ แลว มคี วามเพยี ร ถางปา รกใหเ ตยี นไปได” ๑ คำอธบิ ายของทา นมวี า คนมปี ญ ญา หมายถงึ ปญ ญาเดมิ ๆ ทต่ี ดิ มากบั ตวั ทเ่ี รยี กวา “สหชาตปญ ญา” หรอื ทเ่ี รยี กในสมยั นวี้ า Intellect หมายความวา เปน ปญ ญาทย่ี งั ดบิ อยู จะตอ งไดร บั การทำใหง อกงามเปน ปญ ญาทแ่ี ทจ รงิ โดยสมบรู ณ ซงึ่ เรยี กวา “วปิ ส สนาปญ ญา” หรอื ทเ่ี รยี กในบดั นวี้ า Intuitive wisdom. ขอ นหี้ มายความวา คนทจ่ี ะทำกมั มฏั ฐานตอ งมี แววฉลาดอยตู ามสมควร เพอ่ื เปน พนื้ ฐานสำหรบั เพาะปลกู ปญ ญาตอ ไป. ถา เปน คนโงเ งา กไ็ มม ที างทจี่ ะทำไดต ามแนวนี้ จกั ตอ งไปกระทำตามแนวของพวกศรทั ธา หรอื พธิ รี ตี องตา งๆ ไปกอ น เปน ธรรมดา. คนแมม ปี ญ ญา กย็ งั ตอ ง ยนื ใหม น่ั คงบนแผน ดนิ . แผน ดนิ ในทน่ี ไี้ ดแ ก ศลี หรอื ความสมบรู ณด ว ยศลี ซงึ่ เปน รากฐานของการเปน อยปู ระจำวนั เพอื่ ไมใ หม ที กุ ขม โี ทษทเี่ ปน ชนั้ หยาบๆ หรอื ทเ่ี ปน ภายนอกซง่ึ แวดลอ มบคุ คลนนั้ อยู เกดิ เปน สง่ิ รบกวนขน้ึ มาได ศลี จงึ ถูกเปรียบดวยแผนดินที่แนนหนาสามารถที่จะยืนหยัดได ไมใชท่ีเปนหลมเปนโคลนหรือ เปน เลน เปน ตน . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งชำระแผน ดนิ คอื ศลี ของตน ใหเ หมาะสมสำหรบั ทจ่ี ะยนื ไมว า จะเปน บรรพชติ หรอื ฆราวาส. ๑ วสิ ทุ ธมิ รรคบาลี ภาค ๑ หนา ๑. 2-13
2 - 14 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จบั อาวธุ ทค่ี มขน้ึ มาเพอื่ จะลบั : คำวา “อาวธุ ทค่ี ม” ในทนี่ ไ้ี ดแ ก โลกยิ ปญ ญา หรอื สมั มาทฏิ ฐติ า งๆ ทไี่ ดม าจากการศกึ ษาเลา เรยี นเพอ่ื การนโ้ี ดยเฉพาะ เอามาลบั ใหค ม หรอื กลายเปน โลกตุ ตรปญ ญาไปดว ยการลบั คอื การทำกมั มฏั ฐานนน่ั เอง จนกวา มนั จะคมถงึ ขนาด ตดั สญั โญชนห รอื ตดั อนสุ ยั ได. จบั ดว ยมอื คำวา “มอื ” ในทน่ี ้ี หมายถงึ ปารหิ ารกิ ปญ ญา หมายถงึ ปญ ญาสว นที่ รหู รอื ทำใหแ นใ จวา สงิ่ นเ้ี ปน สง่ิ ทตี่ อ งทำ หรอื จำเปน จะตอ งทำโดยเดด็ ขาด สำหรบั สตั วท เ่ี วยี น วา ยอยใู นวฏั ฏสงสาร. หรอื หมายถงึ ปญ ญาเดมิ ๆ ทไี่ ดร บั การเพาะหวา นใหร สู กึ ในหนา ทขี่ อง ตนอยา งแทจ รงิ รวมทง้ั รจู กั เลอื กหนา ทที่ คี่ วรเอามาเปน หนา ทอี่ ยา งสงู สดุ ดว ย. ลบั อาวธุ นนั้ ทห่ี นิ คำวา “หนิ ” หมายถงึ สมาธิ สมาธเิ ปน สงิ่ ทต่ี อ งทำใหไ ดก อ น ใน ฐานะท่ีเปนบาทฐานของปญญาท่ีเปนตัววิปสสนา; จะเปนสมาธิท่ีเกิดเองตามธรรมชาติ พรอ มกบั ปญ ญาเดมิ ๆ หรอื จะเปน สมาธทิ เี่ พง่ิ ทำใหเ จรญิ ขน้ึ มาใหมใ นขณะนกี้ ต็ าม ลว นแต เรยี กวา หนิ สำหรบั ลบั ในทนี่ ด้ี ว ยกนั ทง้ั นนั้ . คำวา “มคี วามเพยี รเขม แขง็ ในการทใ่ี ชศ าสตรา” นน้ั หมายถงึ อทิ ธบิ าททง้ั ๔ คอื ความพอใจในสง่ิ ทจ่ี ะทำจรงิ ๆ, ความกลา หรอื ความเขม แขง็ ในการทจี่ ะทำจรงิ ๆ, ความเอาใจ ใสใ นเรอื่ งนน้ั จรงิ ๆ หมายถงึ ความมจี ติ จดจอ อยตู งั้ แตต น ปลาย ไมม กี ารเปลย่ี นแปลง, และ มคี วามพนิ จิ พจิ ารณาดว ยสตปิ ญ ญาในการทจี่ ะแกไ ขขอ ขดั ขอ งดว ยปฏภิ าณทเี่ ฉลยี วฉลาด และ ทนั ทว งทอี ยเู สมอ. เรยี กเปน บาลวี า ฉนั ทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ วมิ งั สา อนั เปน ปจ จยั สำคญั ของการ บรรลคุ วามสำเรจ็ . คำวา “ยอมถางปารกได” หมายถึง สามารถถางส่ิงที่รกรุงรังอยางยุงเหยิง เชน ซมุ เซงิ ของกอไผท เี่ กย่ี วกนั อยา งหนาแนน และเตม็ ไปดว ยหนามได. ปา รกเชน นี้ หมายถงึ กเิ ลสทมี่ อี ยใู นสนั ดานของสตั ว เพราะมลี กั ษณะเชน เดยี วกนั กบั เชงิ หนามดงั ทก่ี ลา วแลว . อปุ มาทก่ี ลา วน้ี ยอ มใหค วามกระจา งในลทู างของการปฏบิ ตั ิ ตลอดถงึ ความเกย่ี วพนั กนั ของกศุ ลธรรมเหลา นน้ั วา มอี ยอู ยา งไร เปน เครอื่ งประกนั ความฟน เฝอ และใหค วามแนใ จ ในทางปฏบิ ตั พิ รอ มกนั ไปในตวั นบั วา เปน สตู รทคี่ วรเดน ชดั อยใู นสายตา ทงั้ ตานอกและตาใน
2 - 15 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ของผปู ฏบิ ตั อิ ยเู สมอ. สรปุ เปน ประโยคสน้ั ๆ อกี ครง้ั หนง่ึ วา “คนมปี ญ ญา ยนื หยดั บน แผน ดนิ ฉวยศาสตราอนั คมดว ยมอื ลบั ทห่ี นิ มเี พยี รแลว ยอ มถางรกชฏั ได” ดงั น.้ี (ข) การตดั ปลโิ พธ เมอ่ื แนใ จในการทำกมั มฏั ฐานแลว มกี จิ ทจ่ี ะตอ งตดั ปลโิ พธคอื สง่ิ ทเี่ ปน กงั วล อนั จะ เกาะเกยี่ วหรอื รบกวนใจตา งๆ ทงั้ ทเ่ี ปน เรอื่ งใหญแ ละเรอ่ื งหยมุ หยมิ ซงึ่ ทา นยกมาแสดงไว ใหส งั เกตเปน ตวั อยา ง ๑๐ อยา ง๒ คอื :- ๑. อาวาสปลโิ พธ ความกงั วลใจเนอื่ งดว ยทอ่ี ยอู าศยั ไดแ ก หว งเรอ่ื งทอ่ี ยู นบั ตงั้ แต หว งวดั หว งกฏุ ิ ทตี่ นตอ งทง้ิ ไป เพอื่ ไปทำกมั มฏั ฐานในปา หรอื ทอี่ นื่ . แมท ส่ี ดุ แตค วามหว งใน หนา ทที่ จ่ี ะตอ งทำ เกยี่ วกบั กระตอ บเลก็ ๆ ทน่ี ง่ั ทำกมั มฏั ฐานนนั่ เอง เชน ถา ยงั มหี ว งวา สตั ว เชน ปลวกจะรบกวน หรอื หลงั คาจะรว่ั หรอื อะไรบางอยา งจะเกดิ ขนึ้ ซง่ึ จะตอ งดแู ลระวงั รกั ษาแลว เรยี กวา เปน ปลโิ พธ เปน อปุ สรรคในการทำกมั มฏั ฐานโดยตรง. เขาจะตอ งสะสาง ปญ หาเหลา นนั้ ใหเ สรจ็ เสยี กอ นทกุ สง่ิ ทกุ อยา งจรงิ ๆ และเมอื่ ไดล งมอื ทำกมั มฏั ฐานแลว ตอ ง ไมม หี ว งวา มนั จะเปน อยา งไรหมด แมแ ตก ระตอ บทตี่ นกำลงั นงั่ กมั มฏั ฐานอย.ู โดยนยั นี้ จะเหน็ ไดท นั ทวี า การทผี่ เู รมิ่ ฝก ไปทำกมั มฏั ฐานเสยี ในถน่ิ อนื่ ซงึ่ ไมม อี ะไรเปน ตวั นนั้ ดกี วา ทำในถนิ่ ของตวั เอง, และทำทโี่ คนไมด กี วา ทำทกี่ ฏุ เิ ปน ตน . แมไ ปนงั่ ทำทโ่ี คนไม กค็ วรจะเปน โคนไมท ไี่ มท ำใหเ กดิ การระแวงวา จะมใี ครมายนื ด.ู ถา หาโคนไมอ ยา งนน้ั ไมไ ด กต็ อ งตดั ใจ ลงไปวา ใครจะมายนื ดกู ช็ า งหวั มนั ดงั นเ้ี ปน ตน จงึ จะเปน อนั วา มกี ารตดั ปลโิ พธขอ นแ้ี ลว โดยสน้ิ เชงิ . ๒. กลุ ปลโิ พธ หมายถงึ ความหว งสกลุ อปุ ฏ ฐาก หรอื บคุ คลผชู ว ยเหลอื สนบั สนนุ ตน เชน หวงวาเขาเหลานั้นจะเจ็บไขเปนตนบาง เขาจะเหินหางจากเรา เพราะไมไดพบกัน ทุกวัน ดังน้ีบาง. ขอน้ีหมายถึงความรักใครเปนหวงอาลัยอาวรณ ในบุคคลผูทำหนาที่ สนบั สนนุ ตนทกุ ชนดิ . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งทำจติ ใจใหม ในลกั ษณะทอี่ าจจะสรปุ ไดว า เดยี๋ วนบ้ี คุ คล เหลา นนั่ ไมม อี ยใู นโลกแลว . ๒ วสิ ทุ ธมิ รรคแปลภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑๕.
2 - 16 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. ลาภปลโิ พธ ความหว งใยในลาภสกั การะ ทเี่ คยมอี ยู หรอื กำลงั มอี ยู วา จะขาดไป หรอื แมแ ตค วามรสู กึ วา เมอ่ื ทำกมั มฏั ฐานสำเรจ็ แลว ลาภสกั การะสรรเสรญิ และชอื่ เสยี งจะมี มากขน้ึ กวา เดมิ ดงั นเ้ี ปน ตน กด็ ี รวมเรยี กวา ความหว งใยในลาภสกั การะ ดว ยกนั ทง้ั นนั้ . ผูปฏิบัติจะตองทำในใจใหมีความเห็นอยางแจมแจงวา ลาภสักการะเปนสิ่งที่นาขยะแขยง ในฐานะทเี่ ปน อนั ตรายโดยตรงตอ การปฏบิ ตั เิ พอื่ บรรลนุ พิ พานทกุ ชนดิ รวมความวา จะตอ ง สละทรัพยสมบัติท้ังที่เปนอดีต ปจจุบัน และอนาคตโดยส้ินเชิง ยอมตนเปนผูสิ้นเนื้อ ประดาตวั ในขณะนี.้ ถา มเี รอ่ื งจะตอ งใชส อยอะไรกนั ใหมไ วพ ดู กนั ใหมท หี ลงั ไมใ ชเ วลาน.้ี ๔. คณปลโิ พธ ความหว งใยในหมคู ณะทอ่ี ยภู ายใตบ งั คบั บญั ชาดแู ลหรอื ความรบั ผดิ ชอบของตน ก็เปนสิ่งท่ีตองสลัดออกไปแลวโดยสิ้นเชิง มีการปกใจในการเปนบุคคลผู โดดเดย่ี วโดยแทจ รงิ . แมว า จะตอ งกลบั ไปอยใู นหมคู ณะอกี ตอ งไมม เี รอื่ งทจ่ี ะกงั วลในขณะน.ี้ ๕. กมั มปลโิ พธ หมายถงึ การงานตา งๆ ทกี่ ำลงั คาราคาซงั อยใู นมอื หรอื โดยการรบั ผดิ ชอบกต็ าม นเี้ ปน สว นหนง่ึ . อกี สว นหนงึ่ คอื นสิ ยั ทชี่ อบทำนนั่ ทำนไ่ี มห ยดุ หรอื ความรทู ี่ จะทำนน่ั ทำนเ่ี สยี เรอ่ื ยไป. ทง้ั ๒ ประเภทนี้ จดั เปน ปลโิ พธโดยเทา กนั . ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ ง ทำในใจจนกระทง่ั มองเหน็ ชดั วา ไมม กี ารงานทไ่ี หนอกี แลว ทจ่ี ะเสมอเหมอื นการงานคอื การ ทำกมั มฏั ฐาน ทเ่ี รากำลงั ทำอยนู ้ี. เราตอ งไมท ำใหก ารงานทไ่ี มม คี า อะไรมากมาย มาทำให การงานอนั มคี า สงู สดุ ตอ งเสยี หายไป. หรอื ถา หากมที างทจ่ี ะสะสางเครอ่ื งกงั วลอนั นไ้ี ดโ ดย วธิ ใี ด เชน มอบหมายใหผ ทู ค่ี วรไดร บั มอบหมายไปทำเสยี ได กเ็ ปน อบุ ายทค่ี วรทำใหเ สรจ็ เสยี กอ นเปน การลว งหนา ดงั นเ้ี ปน ตน . ๖. อทั ธานปลโิ พธ ความกงั วลเนอ่ื งดว ยการเดนิ ทาง. ขอ นมี้ คี วามหมายเปน ๒ สถาน คอื สำหรบั ผทู เี่ ดนิ ทอ งเทย่ี วไปพลาง ทำกมั มฏั ฐานไปพลาง นจี้ ะตอ งไมก งั วลถงึ การเดนิ ทาง ทจี่ ะมใี นวนั ตอ ไปวา จะมดี ว ยอาการอยา งไร เชน ไมค ำนงึ ถงึ ทพ่ี กั หรอื อาคารขา งหนา เปน ตน จะตอ งทำในใจเหมอื นกบั ไมม กี ารเดนิ ทางไกล นพี้ วกหนง่ึ . อกี พวกหนง่ึ ซง่ึ ไดแ กพ วกปฏบิ ตั อิ ยู กบั ที่ แตน สิ ยั รกั การทอ งเทยี่ วเดนิ ทางไกล เขาจะตอ งระงบั ความรสู กึ ขอ นนั้ เสยี โดยสนิ้ เชงิ ไมม กี ารระลกึ วา เวลานฤี้ ดอู ะไร ทโี่ นน ทนี่ ม่ี อี ะไรนา ดู หรอื นา อยอู ยา งสบาย เปน ตน ตลอด จนถงึ กบั ไมค ดิ ถงึ ความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ ทตี่ นเคยพอใจ ในการเดนิ ทางทกุ สงิ่ ทกุ อยา งดว ย.
2 - 17 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ แมท ส่ี ดุ แตก ารกะแผนวา เสรจ็ การปฏบิ ตั อิ อกพรรษาแลว เราจะเดนิ ทางไปไหนกนั ใหส นกุ ดงั นี้ กไ็ มค วรจะมี. ๗. ญาตปิ ลโิ พธ หมายถงึ ความกงั วลหว งใยในญาตโิ ดยตรง นบั ตงั้ แตบ ดิ ามารดา เปน ตน ลงไป ทอี่ ยใู กลห รอื อยไู กลกต็ าม กำลงั เดอื ดรอ นหรอื กำลงั เปน สขุ กต็ าม สง่ิ นจ้ี ะไม ตอ งมารบกวนอยใู นใจของผปู ฏบิ ตั ิ เขามคี วามฉลาดในการทจี่ ะตดั สนิ ใจหรอื ระงบั ความหว งใย เหลานั้น โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใหจนได. ถาเปนบรรพชิต ก็คือการระลึกถึงความจริงที่วา การบรรพชาเปน การสละญาตแิ ลว โดยสนิ้ เชงิ และโดยเฉพาะอยา งยง่ิ กใ็ นเวลาทจี่ ะปฏบิ ตั ธิ รรม. ถา เปน คฤหสั ถ กม็ ที างทจี่ ะคดิ วา เราจะไปแสวงหาสงิ่ ทดี่ ที สี่ ดุ ทญี่ าตคิ วรจะไดร บั มาใหญ าติ ดงั นเี้ ปน ตน . ทเ่ี ปน เรอ่ื งรวมๆ อาจจะคดิ ไปไดถ งึ วา การเวยี นวา ยอยใู นวฏั ฏสงสารนน้ั ไมม ี ญาตคิ นไหนทจี่ ะชว ยกนั ได แมแ ตบ ดิ ามารดา แมแ ตบ ตุ รธดิ าโดยตรง. ทกุ คนตอ งชว ยตวั เอง และควรจะมสี ทิ ธใิ์ นการชว ยตวั เองโดยสมบรู ณ. เมอื่ ใครพน จากวฏั ฏสงสารขนึ้ มาไดส กั คนหนงึ่ คนนนั้ แหละจะกลบั กลายเปน คนทส่ี ามารถชว ยญาติ ทก่ี ำลงั เวยี นวา ยอยใู นวฏั ฏสงสารได. คนที่ เวยี นวา ย ไมอ าจจะชว ยคนทเี่ วยี นวา ยดว ยกนั ไดเ ลย ดงั น้.ี ๘. อาพาธปลโิ พธ คอื ความหว งใยเกย่ี วกบั การเจบ็ ไข. ผปู ฏบิ ตั ติ อ งไมก ลวั ลว งหนา วา การปฏบิ ตั ใิ นขอ ทไ่ี มเ คยปฏบิ ตั นิ น้ั จะทำใหเ กดิ การเจบ็ ไขข น้ึ นอ้ี ยา งหนง่ึ . อกี อยา งหนง่ึ กค็ อื แมจ ะเกดิ การเจบ็ ไขข นึ้ เพราะการปฏบิ ตั ิ อยา งไมม ที างหลกี เลย่ี ง กย็ นิ ดสี ตู าย รวม ความวา ไมหวงใยในการเจ็บไขในอนาคตวาจะเปนอยางไร จะไดรับการรักษาหรือไม หรือ จะเอายาทีไ่ หนมากนิ กไ็ มเ หน็ เปน เรอ่ื งสำคญั เพราะถอื เสยี วา การปฏบิ ตั นิ นั้ เปน การทำให ไดก นิ ยาอมตะซงึ่ อาจรกั ษาโรคกเิ ลส หรอื โรคทกุ ข อนั เปน โรคทนี่ า กลวั กวา โรคใดๆ ทงั้ สน้ิ . และเมอ่ื กนิ ยานน้ั แลว จติ ใจจะลถุ งึ ความเปน ผไู มม คี วามตายอกี ตอ ไป. อกี ทาง หนงึ่ ถา เปน ผเู จบ็ ๆ ไขๆ อยกู อ น กใ็ หร บี รกั ษาเสยี อยา ใหม คี วามกงั วลในการรกั ษาโรคใน ขณะทป่ี ฏบิ ตั อิ ยอู กี . และถา ไดพ ยายามรกั ษาแลว รกั ษาอกี จนถงึ ทสี่ ดุ ของความสามารถแลว โรคกย็ งั ไมห าย ดงั นไ้ี ซร กจ็ งหยดุ การรกั ษา สลดั ความกงั วลในโรค แลว ทำความเพยี รปฏบิ ตั ิ เอาชนะความตาย ดวยการปฏิบัตินั่นเอง ดวยการตัดสินใจในวิธีเดียวกันกับท่ีกลาวมาแลว ขา งตน เปน ผมู จี ติ ใจเขม แขง็ เฉยี บขาดเหนอื ความกลวั โรค และความกลวั ตายจรงิ ๆ แลว
2 - 18 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทำการปฏบิ ตั ไิ ปตามทที่ างออกของชวี ติ มนั มใี หเ พยี งเทา นนั้ . ๙. คนั ถปลโิ พธ หมายถงึ ความหว งใยในการศกึ ษาเลา เรยี น. การเลา เรยี นพลางและ เจรญิ ภาวนาในขน้ั สงู พลาง เปน สง่ิ ทที่ ำไมไ ด. เมอ่ื สมคั รปฏบิ ตั ใิ นทางจติ โดยตรง กต็ อ งพกั การศึกษาเลาเรียนไวกอน จึงจะไดผลเต็มท่ี. นี้หมายถึงการเรียนทางวิชา หรือทางตำรา. สว นการศกึ ษาทเี่ ปน การไตถ ามจากกลั ยาณมติ ร หรอื อาจารยผ สู อนกมั มฏั ฐานโดยตรง และ เทา ทจี่ ำเปน นน้ั ไมร วมอยใู นขอ น้ี. อกี ทางหนงึ่ พงึ ทราบวา นกั ศกึ ษาทห่ี ลงใหลในการศกึ ษา ยอ มตดิ การอา นหนงั สอื เหมอื นกบั ตดิ ฝน . แมส ง่ิ นกี้ ต็ อ งไมม โี ดยเดด็ ขาด. ผปู ฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ครู สอนเขาอยู กต็ อ งถอื หลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั ในการทจี่ ะตดั ปลโิ พธขอ น้.ี ๑๐. อทิ ธปิ ลโิ พธ คอื ความกงั วลหว งใยเกยี่ วกบั การไดฤ ทธิ์ หรอื การไดอ ทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ซงึ่ นบั วา เปน สง่ิ ทย่ี ว่ั ยวนใจอยา งยง่ิ ทงั้ แกผ ปู ฏบิ ตั แิ ละผไู มป ฏบิ ตั ิ. ผทู หี่ ลงใหลในการไดฤ ทธ์ิ แลว มาทำกมั มฏั ฐานนน้ั มที างทจี่ ะวกิ ลจรติ ไดโ ดยงา ย. เขาจะตอ งตดั ความหว งใยในการที่ จะไดฤทธ์ิเสียแลวโดยเด็ดขาด การปฏิบัติจึงจะดำเนินไปตามคลองของการบรรลุมรรค ผลนพิ พาน นอ้ี ยา งหนงึ่ . อกี อยา งหนงึ่ กค็ อื บคุ คลทป่ี ฏบิ ตั มิ าดว ยความบรสิ ทุ ธใิ์ จ ครนั้ ลถุ งึ ขนั้ ทจ่ี ติ สามารถ ทำอทิ ธปิ าฏหิ ารยบ างอยา งได ความสนใจกเ็ รม่ิ เบนมาทางฤทธน์ิ ี้ และอยากจะใหด ำเนนิ ตอ ไปในทางนจ้ี นถงึ ทสี่ ดุ นจี้ ดั เปน ปลโิ พธอยา งยง่ิ ตอ การปฏบิ ตั ทิ จ่ี ะดำเนนิ ตอ ไปในทางของ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา หรอื ความไมม ตี วั ตนซง่ึ เปน ทางธรรมแท. การทำพรอ มกนั ทง้ั ๒ อยา ง ไมม ที างทจ่ี ะทำไดด ว ยเจตนา แตเ ปน ไปไดใ นทางทเี่ มอื่ ปฏบิ ตั ถิ งึ ทส่ี ดุ ในทางธรรมแลว บางคนกย็ งั มคี วามสำเรจ็ ทางฝา ยอทิ ธปิ าฏหิ ารยเ ปน ของผนวก อกี สว นหนง่ึ ดว ย. แตม ไิ ด หมายความวา จะเปน อยา งนนั้ ทกุ คนไป เปน ไดเ ฉพาะคน และเฉพาะเหตกุ ารณ. สำหรบั การ ปฏบิ ตั ฝิ ก ฝนเพอื่ ไดอ ทิ ธปิ าฏหิ ารยโ ดยตรงนน้ั เปน อกี เรอื่ งหนงึ่ ตา งหาก ไมต อ งเอามาปนกบั เรอ่ื งน.้ี ผปู ฏบิ ตั ธิ รรมจะตอ งทำจติ ใหเ ปน ธรรมาธปิ ไตยลว น ไมม งุ หวงั อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ซง่ึ เปน ทางแหง ลาภสกั การะและอน่ื ๆ ไมเ กย่ี วกบั การตดั กเิ ลสเลย. สงิ่ ทง้ั ๑๐ เทา ทท่ี า นยกมาแสดงเปน ตวั อยา งนี้ เปน ปลโิ พธโดยเสมอกนั เปน เครอ่ื ง
2 - 19 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กดี ขวางทางเดนิ ของจติ ทจี่ ะเดนิ ไปตามทางภาวนา. ถา จะเปรยี บดงั ในอปุ มาขา งตน กเ็ ทา กบั ทำใหแ สวงหากอ นหนิ ทอี่ าจจะใชล บั มดี ไมพ บนนั่ เอง. ไมไ ดล บั มดี แลว ไปถางปา นนั้ เรอื่ ง จะเปน อยา งไรลองคดิ ดู. เพราะฉะนนั้ เปน อนั วา การตดั ปลโิ พธเหลา นย้ี อ มเปน บพุ พกจิ โดย แทจริง. (ค) การเลอื กสงิ่ แวดลอ ม ผจู ะปฏบิ ตั จิ ะตอ งรจู กั เลอื กสถานที่ และสง่ิ แวดลอ มอน่ื ๆ ทส่ี นบั สนนุ แกก ารปฏบิ ตั ขิ อง ตนใหด เี ทา ทจ่ี ะทำได. เพอ่ื รจู กั เลอื กสงิ่ แวดลอ มไดด ี กจ็ ำเปน จะตอ งรจู กั ตวั เองใหด เี สยี กอ น วา ตนเปน อยา งไร เขา กนั ไดห รอื เขา กนั ไมไ ดก บั สง่ิ ใด โดยธรรมชาต.ิ แมว า การทำกมั มฏั ฐาน จะมคี วามมงุ หมายถงึ การหลดุ พน เพอื่ อยเู หนอื ความยนิ ดยี นิ รา ย หรอื เหนอื การครอบงำของธรรมชาตกิ จ็ รงิ แตใ นขน้ั เตรยี มตวั นผี้ ปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งหลกี เลย่ี งจาก การครอบงำของธรรมชาติ ใหม ากทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะทำได. เพราะฉะนนั้ จงึ จำเปน ทจี่ ะตอ งรจู กั อทิ ธพิ ลของ ธรรมชาตภิ ายนอก ซง่ึ เปน สง่ิ แวดลอ ม และรจู กั ธรรมชาตภิ ายใน คอื จรติ นสิ ยั ของตนเอง วา มนั จะขดั กนั หรอื จะเขา กนั ไดอ ยา งไรและเพยี งไรเสยี กอ น. [ตอ งรจู รติ เพอื่ หาใหต รงกบั จรติ เฉพาะๆ] ธรรมชาตภิ ายในของตน ในทนี่ ้ี เรยี กสนั้ ๆ วา “จรติ ” หมายถงึ สงิ่ ทจี่ ติ เคยประพฤติ มาจนเคยชนิ เปน นสิ ยั . เมอื่ รจู กั จรติ ของตนแลว ยอ มสามารถจะจดั จะทำ จะแสวงหรอื หลกี เลย่ี งไดต รงตามทคี่ วรจะเปน ในสง่ิ แวดลอ มทกุ ประการ. เกยี่ วกบั จรติ น้ี ทา นจำแนกไวเ ปน ๖ คอื ราคจรติ โทสจรติ โมหจรติ สทั ธาจรติ พทุ ธจิ รติ และวติ กจรติ ๓ แตล ะอยา งๆ มี ลกั ษณะอาการอยา งไร เขา กนั ไดห รอื เขา กนั ไมไ ดก บั สง่ิ ใด จะไดว นิ จิ ฉยั กนั ทลี ะขอ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) ราคจรติ หมายถงึ นสิ ยั สนั ดานทหี่ นกั ไปในทางกำหนดั ยนิ ดหี รอื ละโมบ รกั สวย รกั งาม ยดึ มน่ั อยา งรนุ แรงในความเปน ระเบยี บเรยี บรอ ยตลอดถงึ การอยดู กี นิ ดี ดงั นเี้ ปน ตน มากเกนิ ไป เกย่ี วกบั จรติ นี้ ทา นแนะใหเ ลอื กสงิ่ แวดลอ มตนเองดว ยสง่ิ ทเี่ ปน ของปอน เชน ที่ อยอู าศยั อยา งปอนๆ ไมน า ด.ู จวี รกเ็ นอ้ื เลว แลว ยงั แถมมกี ารปะชนุ หรอื ขาดกระรงุ กระรงิ่ . ๓ วสิ ทุ ธมิ รรคแปลภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๔๑-๕๙.
2 - 20 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ แมบ าตรกเ็ ปน อยา งเลว ตะปมุ ตะปำ เตม็ ไปดว ยรอยตอ หรอื การซอ ม. เลอื กทางบณิ ฑบาต ทส่ี กปรกโสมม ไมม สี งิ่ ทเ่ี จรญิ ตาเจรญิ ใจ. รบั อาหารบณิ ฑบาตของคนยากจนชนดิ ทดี่ แู ลว นา ขยะแขยง และเลอื กไปในหมบู า นทม่ี คี นรปู รา งขรี้ ว้ิ ขเ้ี หร กริ ยิ าอาการกใ็ หห ยาบคาย ดงั นเ้ี ปน ตน . สำหรบั อริ ยิ าบถประจำวนั กใ็ หม ากไปดว ยอริ ยิ าบถยนื และอริ ยิ าบถเดนิ หลกี เลย่ี งการนง่ั หรอื การนอนใหม ากทสี่ ดุ เทา ทจ่ี ะมากได. แมส งิ่ อนื่ ๆ กค็ วรระมดั ระวงั โดยหลกั เกณฑข อ เดยี วกนั ; ยกตวั อยา งเชน สขี องสงิ่ ทจ่ี ะใชส อย กค็ วรจะเปน สเี ขยี ว หรอื สเี ขยี วแกม ดำ. แมท ส่ี ดุ แตก ารเลอื กสที จ่ี ะใชใ นการทำวงของกสณิ ในเมอ่ื จะเจรญิ กสณิ ภาวนา กค็ วร เลอื กสเี ขยี ว. สรปุ ความวา สง่ิ ตา งๆ สำหรบั คนราคจรติ นนั้ จะตอ งเปน ไปในทางปอนหรอื คล้ำ ไมส ดใสฉดู ฉาด จงึ จะเปน ไปในทางสบายตอ จรติ หรอื สง เสรมิ แกก ารปฏบิ ตั ,ิ มฉิ ะนน้ั จะเกดิ ความยงุ ยากขน้ึ ไมม ากกน็ อ ยโดยไมจ ำเปน เกย่ี วกบั สงิ่ ทข่ี ดั กนั กบั จรติ ของตน ในความ มุงหมายท่ีจะเจริญกัมมัฏฐานภาวนา. (๒) โทสจรติ หมายถงึ จรติ นสิ ยั ทขี่ โ้ี กรธ ฉนุ เฉยี ว หงดุ หงดิ งา ย ทา นแนะสง่ิ ทสี่ บาย สำหรบั ผมู โี ทสจรติ ไวใ นลกั ษณะทอี่ าจกลา วไดว า ตรงกนั ขา มจากสง่ิ ทส่ี บายของราคจรติ คอื ทา นแนะใหท ำ หรอื มี หรอื ไปสแู ตส ง่ิ แวดลอ มทเ่ี ปน ระเบยี บเรยี บรอ ย สภุ าพ และสวยงาม นา เจรญิ ตาเจรญิ ใจ เชน ทอี่ ยอู าศยั ควรสะอาดหมดจด เปน ระเบยี บเรยี บรอ ย ไมม อี ะไรที่ เรา ใจใหเ กดิ ความหงดุ หงดิ จวี รกเ็ ปน ผา เนอ้ื ออ นเนอ้ื ดเี นอ้ื เกลย้ี ง สดี ี ไมม กี ลนิ่ ดงั นเี้ ปน ตน . เลอื กไปบณิ ฑบาตในหมบู า นทเ่ี จรญิ แลว ในความเปน ระเบยี บเรยี บรอ ย ความสะอาด ประณตี ความมรี สนยิ มสงู และความพอเหมาะพอดอี นื่ ๆ เปน หมชู นทมี่ วี ฒั นธรรมดี มกี ริ ยิ ามารยาทดี ดงั นเ้ี ปน ตน . รวมความกค็ อื ใหถ กู แวดลอ มอยดู ว ยสง่ิ ทไี่ มป อน แตค วามสะอาดและความ เปน ระเบยี บเรยี บรอ ยตามทค่ี วร. แมใ นสว นอริ ยิ าบถ กอ็ ยใู นอริ ยิ าบถทเี่ ปน การพกั ผอ น เชน อริ ยิ าบถนงั่ หรอื อริ ยิ าบถนอน มากกวา อริ ยิ าบถยนื หรอื เดนิ . เรอื่ งเบด็ เตลด็ อนื่ ๆ กพ็ งึ เทยี บ เคยี งโดยนยั อนั เดยี วกนั เชน เรอ่ื งสี กเ็ ปน สที ีส่ ดใสมสี เี ขยี วเปน ตน ซง่ึ ถอื วา เปน สงิ่ ทยี่ วั่ อารมณน อ ยกวา สอี นื่ ดงั นเ้ี ปน ตน . (๓) โมหจรติ หมายถงึ จรติ นสิ ยั เปน ไปในทางทงี่ ว งซมึ มนึ ชา ไมค อ ยมคี วามโปรง ใจ อยเู ปน ปรกติ. สงิ่ สบายสำหรบั บคุ คลประเภทนี้ ทา นแนะไวว า ตอ งเปน สงิ่ ทโ่ี ลง โถงสวา งไสว
2 - 21 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เชน เสนาสนะทอ่ี ยู กค็ วรจะเปด โลง เหน็ ไดใ นระยะไกล ไมม อี ะไรกดี ขวาง และมแี สงสวา งมาก. เกยี่ วกบั จวี รมหี ลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั คอื สะอาดเรยี บรอ ยและมสี สี นั ดี (เทา ทคี่ วรแกส มณะ). แมในเรื่องบิณฑบาต ก็มีหลักเกณฑไปในทางท่ีเจริญตาเจริญใจอยางเดียวกัน และทาน แนะนำใหใ ชว ตั ถเุ ครอ่ื งใชส อยทม่ี ขี นาดใหญ แมท ส่ี ดุ แตด วงกสณิ กต็ อ งเปน ขนาดใหญม าก ทสี่ ดุ เทา ทจ่ี ะทำได. ชอบอริ ยิ าบถอยา งเดยี วกนั กบั คนทม่ี รี าคจรติ . (๔) สทั ธาจรติ หมายถงึ นสิ ยั เชอื่ งา ยเชอ่ื ดาย หรอื หนกั ไปแตใ นทางความเชอื่ โดย สว นเดยี ว สง่ิ ทส่ี บายสำหรบั บคุ คลประเภทน้ี ตามทท่ี า นแนะไวเ ปน อยา งเดยี วกนั กบั สำหรบั บคุ คลทมี่ โี ทสจรติ แตค วรจะเขา ใจไวว า ผมู สี ทั ธาจรติ ควรจะไดร บั สง่ิ แวดลอ มทเี่ ปน ไปใน ทางชวนใหข ยนั คดิ นกึ เสยี บา งกจ็ ะเปน การดี และควรอยใู กลก บั บคุ คลทสี่ ามารถใหค ำแนะนำ ทชี่ วนใหค ดิ นกึ อยา งถกู ตอ ง. (๕) พทุ ธจิ รติ หมายถงึ จรติ นสิ ยั ทชี่ อบเรยี นชอบรู คดิ นกึ ไปในทางศกึ ษา ไปในทาง สตปิ ญ ญา เกยี่ วกบั บคุ คลประเภทนไี้ มส จู ะมปี ญ หาอนั เนอ่ื งดว ยสงิ่ แวดลอ ม ทา นถอื วา ผเู ปน พทุ ธจิ รติ จะเปน อยไู ดส บาย ไดท กุ แบบของจรติ อนื่ ๆ ทงั้ หมด. สรปุ ความวา ไมม อี ะไรทจี่ ะจำกดั รดั กมุ เหมอื นกบั บคุ คลทเี่ ปน ราคจรติ หรอื โทสจรติ โดยเฉพาะ. (๖) วติ กจรติ หมายถงึ สง่ิ ทฟ่ี งุ ซา นงา ย แตม ไิ ดห มายความวา ฟงุ ซา นไปในทางสติ ปญ ญา เปน แตเ พยี งการนกึ คดิ ทฟ่ี งุ ซา น หาทศิ ทางและหลกั เกณฑไ มค อ ยได. สงิ่ ทสี่ บาย สำหรบั บคุ คลผมู จี รติ อยา งนี้ ตอ งเปน สง่ิ ทไี่ มย ว่ั ใหค ดิ ไมส นับสนนุ ใหค ดิ ไมช วนใหฉ งน หรอื ไมม กั กอ ใหเ กดิ ปญ หาใดๆ ควรอยใู นทแี่ คบ แตเ กลย้ี งเกลาสะอาด อยใู นทมี่ แี สงสวา งพอสมควร มเี ครอื่ งใชส อยแตน อ ยทสี่ ดุ และงา ยทส่ี ดุ ไมส มาคมกบั บคุ คลทช่ี วนใหเ พอ เจอ มอี ริ ยิ าบถท่ี สบายอยา งเดยี วกบั ผเู ปน ราคจรติ แมส เี ปน ตน กอ็ ยา งเดยี วกนั . สรปุ ความวา ราคจรติ คอื ขมี้ กั กำหนดั ใหใ ชข องปอนแก. โทสจรติ ขม้ี กั โกรธ ให ใชข องเรยี บรอ ยสวยงามแก. โมหจรติ ขม้ี กั มดื มวั ใหใ ชส ภาพของความโลง โถงสวา งไสวแก. สทั ธาจรติ ขมี้ กั เชอ่ื งา ยไป ใชค วามมหี ลกั เกณฑม รี ะเบยี บทแี่ นน อนแก. พทุ ธจิ รติ หนกั ไป ในทางความรู ใชค วามฉลาดของตวั เองแก. และ วติ กจรติ ใชส ภาพของสง่ิ แวดลอ ม ทไี่ มย ว่ั ใหเ กดิ ความนกึ คดิ แก. เมอ่ื ผปู ฏบิ ตั ไิ ดส ำรวจตวั เอง จนรจู กั จรติ นสิ ยั ของตนอยา งถกู ตอ ง ยอ ม
2 - 22 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ สามารถเลอื กสงิ่ แวดลอ มไดโ ดยไมย าก สามารถสนบั สนนุ การปฏบิ ตั ขิ องตนไดด ว ยตนเองอยา ง มากมายทเี ดยี ว แมก ารเลอื กบทกมั มฏั ฐานบทใดบทหนงึ่ โดยเฉพาะ เพอื่ ใหถ กู จรติ นสิ ยั ของ ตน ก็ถือหลักเกณฑอยางเดียวกันน้ี เชน ราคจริต เลือกกัมมัฏฐานพวกอสุภกัมมัฏฐาน พวกโทสจริต เลือกกัมมัฏฐานพวกพรหมวิหารหรืออัปปมัญญา และวรรณกสิณ ๔ พวก โมหจริต และวิตกจริต เลือกอานาปานสติกัมมัฏฐาน พวกสัทธาจริต เลือกกัมมัฏฐาน พวกอนสุ สติ เชน พทุ ธานสุ สต,ิ พวกพทุ ธจิ รติ ไมส จู ะมกี ารจำกดั , สว นกสณิ ทเี่ หลอื และ อรปู ฌาน ๔ เปน ธรรมทส่ี บายแกจ รติ ทง้ั ปวง. ในกรณที บี่ คุ คลคนหนง่ึ มจี รติ แสดงออกหลายจรติ ใหถ อื เอาจรติ ทอ่ี อกหนา หรอื แกก ลา กวาจริตอื่น เปนหลักสำหรับการเลือกกอน แลวจึงถึงจริตที่ถัดไปเทาท่ีจะผอนผันกันได. เมอ่ื ไดก ลา วถงึ ธรรมชาตภิ ายใน คอื จรติ นสิ ยั แลว กค็ วรจะกลา วถงึ ธรรมชาตภิ ายนอก ซง่ึ เปน ทต่ี งั้ แหง การเลอื กเฟน สบื ตอ ไป. [ธรรมชาตเิ ปน ทส่ี ปั ปายะ ในการปฏบิ ตั ]ิ ธรรมชาตภิ ายนอก ทจี่ ะตอ งเลอื กเฟน ในทน่ี เ้ี รยี กวา “สปั ปายธรรม” แปลวา สง่ิ เปน ทส่ี บายสำหรบั บคุ คลผปู ฏบิ ตั ิ ทา นจำแนกไวเ ปน ๗ คอื :- (๑) อาวาสสปั ปายะ ทอ่ี ยสู บาย (๒) โคจรสัปปายะ ที่หาอาหารสบาย (๓) กถาสปั ปายะ ถอ ยคำสบาย (๔) ปคุ คลสปั ปายะ บคุ คลสบาย (๕) อาหารสัปปายะ อาหารสบาย (๖) อตุ สุ ปั ปายะ ฤดสู บาย (๗) อริ ยิ าบถสปั ปายะ อริ ยิ าบถสบาย๔ แตล ะอยา งๆ มที างวนิ จิ ฉยั เกย่ี วกบั การเลอื ก ดงั ตอ ไปน้ี : ๑. อาวาสสปั ปายะ หมายถงึ ทอ่ี ยสู บาย นอกจากเปน การถกู กบั จรติ ดงั กลา วไวใ น เรอ่ื งของจรติ ๖ ประการขา งตน แลว ทา นยงั แนะใหเ ลอื กทอ่ี ยทู ป่ี ระกอบไปดว ยลกั ษณะเหลา ๔ วสิ ทุ ธมิ รรคแปลภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑๐๐-๑๐๓.
2 - 23 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ นค้ี อื ไมใ หญเ กนิ ไป เพราะทำใหม กี ารดแู ลรกั ษามากเปน ตน , ไมใ หมเ กนิ ไป เพราะมเี รอื่ งท่ี จะตอ งทำมาก, ไมค ร่ำครา เกนิ ไปเพราะมอี นั ตรายจากตวั วตั ถนุ น้ั เอง หรอื จากสตั วเ ลอื้ ยคลาน ตา งๆ. ไมอ ยใู กลท างเดนิ เพราะจะถกู รบกวนดว ยบคุ คลและเสยี งของบคุ คลผเู ดนิ , ไมอ ยู ใกลบ อ น้ำสาธารณะ เพราะจะถกู รบกวนจากบคุ คล หรอื จากการตกั น้ำของบคุ คลโดยเฉพาะ เพศตรงกนั ขา ม, ไมอ ยใู นทที่ ม่ี ใี บไม หรอื ผกั หญา เปน ตน ทใ่ี ชเ ปน อาหารได เพราะจะถกู รบกวน จากคนหาผกั โดยเฉพาะทเ่ี ปน เพศตรงกนั ขา ม, ไมอ ยใู นทที่ มี่ ดี อกไมหรอื ผลไม เปน ตน ทใี่ ช ประโยชนไ ด เพราะจะถกู รบกวนจากสตั วบ คุ คลทเ่ี นอ่ื งจากดอกไม หรอื ผลไม, ไมอ ยใู นทท่ี ่ี คนมงุ หมายจะได เพราะกอ ใหเ กดิ ศตั รู แลว ไดร บั ความรบกวนจากศตั รนู นั้ , ไมอ ยใู นสถานท่ี ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ เ่ี ปน ทบ่ี ชู าของประชาชน เพราะจะทำใหร ำคาญ; ไมอ ยใู กลต วั เมอื ง เพราะตวั เมอื งยอ มเปน ทางมาแหง การรบกวนทกุ ประการ, ไมอ ยใู กลแ หลง หาฟน หรอื ทที่ ำนาเปน ตน เพราะเปน การยากทจ่ี ะไมถ กู รบกวนดว ยเสยี ง หรอื จากบคุ คลโดยตรง, ไมอ ยใู กลส ง่ิ หรอื บคุ คลทเ่ี ปน วสิ ภาค แปลวา เขา กนั ไมไ ด เชน คนโกรธกนั หรอื เพศตรงกนั ขา มเปน ตน , ไมอ ยู ใกลท า นำ้ เพราะเปน ทไี่ ปมาไมห ยดุ , ไมอ ยบู า นนอกปลายแดนเกนิ ไป, เพราะคนเหลา นน้ั ไม ศรทั ธาทจ่ี ะสนบั สนนุ ไมเ ขา ใจแลว ยงั จะทำตนเปน ปฏปิ ก ษอ กี ดว ย, ไมอ ยทู พ่ี รมแดนของ ประเทศ เพราะเปน ถน่ิ ทตี่ อ งระวงั รกั ษาอยา งกวดขนั ของเจา หนา ทผ่ี รู กั ษา และมที างทจ่ี ะกระทบ กระเทอื น ในเมอื่ เกดิ ปญ หาพรมแดนหรอื ชายแดนขน้ึ , ไมอ ยใู นทไี่ มม สี ปั ปายะ ๗ ประการ ขางตนดังกลาวแลว และไมอยูในที่ที่ไมอาจจะติดตอกับกัลยาณมิตร เชนอาจารยผูสอน กมั มฏั ฐาน. ทงั้ หมดนเ้ี ปน ตวั อยา งของทอี่ ยทู ค่ี วรหรอื ไมค วรอยู ซงึ่ เปน หลกั เกณฑส ำหรบั วนิ จิ ฉยั ในปญ หาอนั เกย่ี วกบั สถานทบ่ี ำเพญ็ สมณธรรมโดยตรง. เมอ่ื ไดส ถานทที่ ป่ี ราศจาก โทษเหลา นน้ั แลว กเ็ รยี กวา มี อาวาสสปั ปายะ ซง่ึ อาจจะหมายถงึ สถานทที่ งั้ หมบู า น ทง้ั ปา หรอื ทง้ั วดั หรอื สว นแหง วดั หรอื แมแ ตเ พยี งกฏุ ิ กระตอ บ กระทอ ม หรอื ถ้ำ หรอื โคนไมห รอื หบุ เหว ทอี่ ยเู ปน สว นตวั โดยเฉพาะจรงิ ๆ กต็ าม รวมความแลว กค็ อื ไมม อี ะไรรบกวนและสะดวก สำหรบั การปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน. ๒. โคจรสปั ปายะ หมายถงึ ทแ่ี สวงหาอาหารสบายโดยตรง และหมายถงึ ทแี่ สวงหา สง่ิ ทต่ี อ งการอน่ื ๆ โดยออ ม ตลอดถงึ การคมนาคม ทจ่ี ำเปน ตอ งใชเ กยี่ วกบั การปฏบิ ตั ธิ รรมโดย
2 - 24 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เฉพาะ. เกย่ี วกบั โคจรสบายน้ี มหี ลกั สำคญั อยวู า พอทจ่ี ะแสวงหาอาหารไดโ ดยไมย าก หรอื ยากเกนิ ไป และในทนี่ นั้ ๆ ไมม วี สิ ภาคารมณ โดยเฉพาะกค็ อื สง่ิ ทเ่ี ปน ขา ศกึ แกจ ติ ใจ ทำจติ ใจ ใหตกไปฝายต่ำหรือใหยอนระลึกนึกถึงความหลัง ซึ่งทำใหอยากกลับไปสูเพศต่ำ ดังนี้เปน ตวั อยา ง. ทา นไดอ ปุ มาไวว า เหมอื นกบั โคตอ งไดท งุ หญา ทด่ี ี ไมม โี จร ไมม เี สอื ไมม โี รค หรอื อปุ ท วะอนื่ ๆ. ถา ทโี่ คจรไมด ี กไ็ ดร บั อนั ตรายถงึ ตาย ซง่ึ เปน โวหารอปุ มาของการสกึ . ๓. กถาสปั ปายะ คำพดู สบาย หมายถงึ การไดย นิ ไดฟ ง สงิ่ ทดี่ มี ปี ระโยชน ขจดั ขอ สงสยั ตา งๆ ได สนบั สนนุ แกก ารปฏบิ ตั ิ มคี วามไพเราะงดงามและถกู แกจ รติ นสิ ยั ของบคุ คล นน้ั โดยเฉพาะ แมแ ตเ สยี งสตั วบ างอยา ง สบายกม็ ี ไมส บายกม็ ี ไมต อ งกลา วถงึ เสยี งของ มนษุ ยเ ลย. ฉะนน้ั เสยี งทอี่ กึ ทกึ ครกึ โครมหรอื สง่ิ ยวั่ ยวนตา งๆ ทด่ี งั มาจากระยะไกลนนั้ กถ็ กู จดั ไวใ นฐานะเปน อสปั ปายะ. ในทำนองตรงกนั ขา ม ถา หากวา ผปู ฏบิ ตั ไิ ดฟ ง ถอ ยคำทช่ี กั จงู จติ ใจหรอื ประเลา ประโลม ใจใหอาจหาญราเริง และมีความรูความเขาใจเพิ่มขึ้นในหนาที่ของตัวแลว จัดวาเปน สปั ปายะ ในขอ นี้ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ กค็ อื ถอ ยคำของกลั ยาณมติ รทพ่ี ร่ำแนะอยนู นั่ เอง. ๔. ปคุ คลสปั ปายะ หมายถงึ บคุ คลทแ่ี วดลอ มอยู ในฐานะเปน อาจารยห รอื กลั ยาณมติ ร กด็ ี เพอ่ื นรว มการปฏบิ ตั ดิ ว ยกนั กด็ ี และผสู นบั สนนุ เชน ทายกทายกิ ากด็ ี ลว นแตเ ปน สภาค (ตรงกนั ขา มกบั วสิ ภาค) คอื เขา กนั ไดก บั บคุ คลผปู ฏบิ ตั นิ นั้ อยา งถกู ฝาถกู ตวั . อาจารยอ ยใู น ฐานะชวยดึงข้ึนไป, เพ่ือนสหธรรมิกอยูในฐานแวดลอมใหปลอดภัย และเปนเพ่ือนเดินทาง, ผสู นบั สนนุ อยใู นฐานทช่ี ว ยผลกั ดนั ใหก า วไปเรว็ หรอื โดยสะดวก, เหลา นี้ คอื ใจความสำคญั ของปคุ คลสปั ปายะ. ๕. อาหารสปั ปายะ หมายถงึ อาหารทถ่ี กู แกจ รติ นสิ ยั ของบคุ คลผปู ฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ ดงั กลา วแลว ในเรอื่ งของจรติ และทง้ั ยงั เปน อาหารทส่ี บายแกร า งกาย มคี ณุ สมบตั เิ พยี งพอท่ี จะหลอ เลย้ี งรา งกาย และปอ งกนั โรคเตม็ ตามความหมายของอาหารทด่ี ี และเปน อาหารทบ่ี คุ คล นนั้ บรโิ ภคดว ยปจ จเวกขณพ จิ ารณา และดว ยกริ ยิ าอาการทส่ี มควรแกผ ปู ฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ ทม่ี อี ยู. สว นทจี่ ะเปน อาหารเนอ้ื หรอื อาหารผกั ผลไม แปง ขา ว หรอื อะไรอน่ื นนั้ เปน เรอื่ ง
2 - 25 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เฉพาะคน เฉพาะสถาน หรอื เฉพาะกาลเวลา และเหตผุ ลสว นตวั อน่ื ๆ ซงึ่ ไมอ าจจะกลา วไว เปน สว นรวม แตถ า ไดม าตรงตามทร่ี า งกายหรอื จติ ใจของผปู ฏบิ ตั สิ มณธรรมตอ งการจรงิ ๆ แลว ก็นับวาเปนอาหารสัปปายะอยางยิ่ง. ๖. อุตุสัปปายะ คือฤดูสบาย คำวาอุตุ หรือฤดูในท่ีนี้ ทานหมายถึงกาลเวลาท่ี เหมาะสม คอื เปน กาลเวลาทอี่ ำนวยใหเ กดิ สง่ิ แวดลอ มทดี่ ี คอื ทวิ ทศั นด ี อากาศดี อณุ หภมู ดิ ี และ อะไรอน่ื ทเี่ นอื่ งกนั ทกุ อยา งดี ซง่ึ เราอาจรวมเรยี กไดว า ดนิ ฟา อากาศดนี นั่ เอง. เกย่ี วกบั เรอ่ื ง น้ี มที างเลอื กเปน ๒ สถาน คอื ถา เปน การปฏบิ ตั ธิ รรมชวั่ ระยะ หรอื เปน การกำหนดจะตอ ง ลงมอื รเิ รม่ิ จะตง้ั ตน ลงมอื แรกเรม่ิ กด็ ี ทา นใหเ ลอื กฤดทู เี่ หมาะสมทส่ี ดุ เทา ทจี่ ะเลอื กได และเปน โอกาสทจี่ ะเลอื กเวลาหรอื สถานทไ่ี ดต รงตามความมงุ หมายยง่ิ ขนึ้ . ถา เปน การปฏบิ ตั ธิ รรม อยตู ลอดกาลแลว กม็ ที างเลอื กไดน อ ยลงแตก ย็ งั มที างทจี่ ะเลอื กไดว า จะทำกมั มฏั ฐานขอ ไหน ตอนไหน หรือระยะไหนใหเครงครัดเปนพิเศษในเวลาไหน ในฤดูไหนอยูนั่นเอง; รวมทั้งอาจ จะโยกยา ยสถานทห่ี รอื ประเทศ ใหไ ดร บั ดนิ ฟา อากาศ ทรี่ วมเรยี กกนั วา ฤดู ในทนี่ ต้ี รงตาม ความประสงคด ว ย เชน ฤดรู อ นจะควรอยทู ไ่ี หน ฤดหู นาวจะควรอยทู ไี่ หน ฤดฝู นจะควรอยทู ่ี ไหน หรอื วา ถา เคลอื่ นยา ยไมไ ด เราจะดดั แปลงสถานทน่ี นั้ อยา งไรเพอื่ ใหไ ดร บั ผลอยา งเดยี ว กนั . ทงั้ หมดนล้ี ว นแตร วมเรยี กวา อตุ สุ ปั ปายะ. ๗. อริ ยิ าปถสปั ปายะ คอื ทา นง่ั นอน ยนื เดนิ ในลกั ษณะใดเปน ทส่ี บายแกผ ใู ด ควร ใชอ ริ ยิ าบถไหนใหม าก สำหรบั เขา. ถงึ รไู ดด ว ยการทดลองสงั เกตดดู ว ยตนเอง โดยถอื หลกั วา ในอริ ยิ าบถใด จติ เปน สมาธไิ ดง า ย และตง้ั มนั่ อยไู ดน านแลว ใหถ อื วา นน่ั เปน อริ ยิ าปถ- สปั ปายะแกผ นู นั้ , เพอ่ื ทำใหม ากเปน พเิ ศษ แลว จงึ ทำใหเ ปน ทท่ี ำไดท วั่ ไป แกอ ริ ยิ าบถทเ่ี หลอื ตอ ภายหลงั . สรปุ ความวา สปั ปายะ ๗ ประการน้ี หมายถงึ ความเหมาะสม ของสง่ิ ทสี่ มั พนั ธก บั ตน อยา งใกลช ดิ หรอื ไมม ที างจะหลกี เลยี่ งได คอื ทอ่ี ยู ทเ่ี ทยี่ ว เสยี งทไี่ ดย นิ คนเกยี่ วขอ ง ดว ย ปจ จยั ทเ่ี ลยี้ งชวี ติ และดนิ ฟา อากาศทห่ี ม หมุ ถา เลอื กใหเ หมาะสมทส่ี ดุ เพยี งไร ผนู นั้ จะมจี ติ ใจแชม ชนื่ ผอ งใส ไมร จู กั เหนด็ เหนอื่ ยในการบำเพญ็ สมณธรรมของตน ทา นจงึ จดั ไว ในฐานะเปนส่ิงที่ตองศึกษาและระมัดระวังเทาที่จะทำได.
2 - 26 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ (ฆ) การเตรยี มตวั ทง้ั ทางหลกั วชิ า และทางปฏบิ ตั ิ การเตรยี มตวั เพอื่ การเจรญิ ภาวนา หรอื การปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน เกย่ี วกบั เรอื่ งนี้ มขี อ ควร สงั เกตอยู ๒ ประเภท : ประการแรกคอื หลกั วชิ า หรอื แนวทาง ทางฝา ยทฤษฎี ทม่ี อี ยอู ยา ง เพียงพอท่ีทำใหสามารถดำเนินการฝายปฏิบัติใหตรงจุด ซึ่งจะตองมีการตระเตรียมดวย การศึกษามาแลว แลวนำมาวินิจฉัยวาตนจะตองตระเตรียมในทางปฏิบัติอยางไรและเทาไร สว นอกี ประเภทหนง่ึ กค็ อื การตระเตรยี มในทางปฏบิ ตั โิ ดยตรง. การเตรียมทางหลักวิชา เก่ียวกับหลักท่ัวๆ ไป ทางฝายทฤษฎี ที่ตองทราบเปนการลวงหนานั้นทานใหหัวขอ ไว ดงั ตอ ไปนี้ : ๑. สมาธคิ อื อะไร ?๕ คำตอบขอ นม้ี ไี ดต า งๆ กนั อาจจะมงุ หมายถงึ การทำ กริ ยิ าทที่ ำ หรอื สง่ิ ทถี่ กู ทำ และผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการกระทำ ลว นแตเ รยี กวา สมาธไิ ปหมด. สว นความ มงุ หมายอนั แทจ รงิ ทา นใหค ำจำกดั ความไวว า สมาธคิ อื กศุ ลจติ ทม่ี อี ารมณแ นว แน ดงั น้ี นเ่ี ปน การแสดงวา ทา นเพง เลง็ ถงึ ผลทเี่ กดิ ขนึ้ โดยตรง. สว นการทำ กพ็ ลอยมคี วามหมายไป ตามนนั้ กลา วคอื การทำใหเ กดิ มกี ศุ ลจติ ทมี่ อี ารมณแ นว แนน นั่ เอง. ขอ ควรสงั เกตอยา งยง่ิ อยตู รงคำทวี่ า กศุ ลจติ มไิ ดอ ยตู รงคำทว่ี า แนว แน แตอ ยา งเดยี ว เพราะเปน อกศุ ลจติ แมม ี อารมณแ นว แนก ก็ ลายเปน มจิ ฉาสมาธไิ ป. ดว ยเหตนุ แ้ี หละ สงิ่ ทจี่ ะใชเ ปน อารมณข องสมาธิ นน้ั ตอ งเปน อารมณซ ง่ึ เปน ทตี่ งั้ แหง กศุ ลจติ เสมอไป ทงั้ เจตนาในการทจ่ี ะทำสมาธิ กต็ อ ง เปน สง่ิ ทบี่ รสิ ทุ ธมิ์ าแตเ ดมิ หรอื ประกอบดว ยปญ ญา หรอื สมั มาทฏิ ฐิ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน . ๒. ไดช อ่ื วา สมาธิ เพราะมอี รรถ (ความหมาย) วา อยา งไร ? อธบิ ายวา อรรถวา ตงั้ มนั่ ทงั้ สวนจติ และเจตสกิ . จติ ตง้ั มนั่ เพราะมเี จตสกิ ธรรมซงึ่ เปน ความตงั้ มน่ั เกดิ อยกู บั จติ ซงึ่ กำลงั เปน กศุ ลจติ โดยนยั ทกี่ ลา วแลว ในขอ หนง่ึ . คำวา ตงั้ มน่ั หมายความวา ตง้ั มน่ั อยใู น อารมณอ นั เดยี ว อนั อารมณอ นื่ แทรกแซงเขา มาไมไ ด อนั นวิ รณห รอื กเิ ลสครอบงำไมไ ด. ๕ วสิ ทุ ธมิ รรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ หนา ๑-๑๕.
2 - 27 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๓. อะไรเปน ลกั ษณะ รส เครอื่ งปรากฏ และปทฏั ฐานของสมาธิ ? ตอบวา ลกั ษณะ ของสมาธิ คอื ความไมฟ งุ ซา น. รสของสมาธิ คอื การกำจดั ความฟงุ ซา น แลว มคี วามรสู กึ สงบ. เครอื่ งปรากฏหรอื เครอ่ื งสงั เกตของสมาธคิ อื ความไมห วน่ั ไหว และปทฏั ฐานของสมาธิ คอื ความสขุ . เกย่ี วกบั ปทฏั ฐานนมี้ ขี อ ทคี่ วรระลกึ ไวเ สมอวา ตอ งมคี วามพอใจ สบายใจ อาจหาญ รา เรงิ หรอื ปต ปิ ราโมทย ซงึ่ เปน ลกั ษณะอาการของความสขุ อยตู ลอดเวลา เปน สง่ิ ทสี่ งั เกตได ไมย าก และจะตอ งควบคมุ ใหค งมอี ยตู ลอดเวลา จงึ จะไดช อ่ื วา เปน ปทฏั ฐาน. ๔. สมาธนิ มี้ กี อ่ี ยา ง ? ขอ นเ้ี ปน ทางทฤษฎลี ว น และเลยไปเปน เรอื่ งของการบญั ญตั ิ ทางภาษา หรอื ทางตรรกะ ซง่ึ ไมต อ งสนใจกไ็ ด เพราะมมี ากมายเกนิ ไป ทราบแตห ลกั เกณฑ ยอ ๆ ไวบ า งกพ็ อ คอื จะตอบวา สมาธอิ ยา งเดยี วกไ็ ดห มายถงึ อาการทจ่ี ติ ตง้ั มน่ั . จะตอบวา มี ๒ อยา งกไ็ ด โดยแบง เปน โลกยิ สมาธแิ ละโลกตุ ตรสมาธ.ิ หรอื แบง เปน สมาธเิ ฉยี ดๆ หรอื สมาธพิ น้ื ฐานทเ่ี รยี กวา อปุ จารสมาธ;ิ และสมาธแิ นว แน ทเี่ รยี กวา อปั ปนาสมาธิ ดงั นก้ี ไ็ ด; และมที างจำแนกโดยชอื่ อน่ื ๆ อกี เปน คๆู ไป. ทจ่ี ำแนกเปน ๓ อยา งนน้ั กค็ อื สมาธอิ ยา งหยาบ อยา งกลาง อยา งละเอยี ด เปน ตน . ทจ่ี ำแยกเปน ๔ กจ็ ำแนกตามทส่ี มั ปยตุ กบั อทิ ธบิ าท ๔ เปน ตน . ทจี่ ำแนกเปน ๕ กจ็ ำแนกตามองคแ หง ฌานดงั นเ้ี ปน ตน ; ซงึ่ เกยี่ วกบั หลกั วชิ าอยา ง เดยี วกนั . ๕. อะไรเปน เครอ่ื งมวั หมองของสมาธิ ? ทา นระบคุ วามทจ่ี ติ กลบั ตกลงสกู ามและ อกศุ ลธรรม เปน เครอ่ื งมวั หมองของสมาธ.ิ ขอ นเ้ี หน็ ไดว า หมายถงึ จติ ทเี่ ปน สมาธแิ ลว ในประเภท โลกยิ สมาธทิ ย่ี งั กลบั กำเรบิ ได เกยี่ วกบั การรกั ษาไมด หี รอื มเี หตกุ ารณอ ยา งอนื่ มาแทรกแซง. ๖. อะไรเปน ความผอ งแผว ของสมาธิ ? คำตอบกค็ อื อาการทตี่ รงกนั ขา มจากอาการ ในขอ ๕ หมายถงึ จติ ทไี่ มม วี ติ กอยา งอนื่ กำลงั รงุ เรอื งอยเู สมอ เพราะสหรคตะอยดู ว ยเจตสกิ ธรรมประเภทปญญา. ๗. เจรญิ สมาธอิ ยา งไร ? ขอ นเ้ี ปน ทางปฏบิ ตั ลิ ว นๆ จะยกไวก ลา วโดยละเอยี ดใน ตอนอนั กลา วดว ยการตระเตรยี มประเภทที่ ๒ ขา งหนา รวมความสน้ั ๆ กไ็ ดเ ปน หวั ขอ วา การ เจรญิ โลกยิ สมาธเิ ชน น้ี การเตรยี มกค็ อื ชำระศลี ใหบ รสิ ทุ ธ์ิ ตดั ปลโิ พธตา งๆ ดงั ทก่ี ลา วแลว ใน
2 - 28 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ เรอ่ื งอนั วา ดว ยปลโิ พธ, ตดิ ตอ กบั อาจารยใ หถ กู วธิ ,ี ศกึ ษาและรบั เอากมั มฏั ฐาน, ไปอยใู น สถานทอ่ี นั สมควรแกก ารเจรญิ กมั มฏั ฐาน. ตดั ปลโิ พธหยมุ หยมิ แลว ทำการเจรญิ กมั มฏั ฐาน ตามวิธีท่ีจะไดแยกไวกลาวขางหนาเปนอีกแผนกหน่ึงตางหาก. ๘. อะไรเปน อานสิ งสข องสมาธิ ? การทราบอานสิ งสห รอื ผลทจี่ ะไดจ ากสงิ่ ทต่ี นทำ เปน การลว งหนา นนั้ นอกจากเปน เครอ่ื งสนบั สนนุ กำลงั ใจอยา งแรงกลา แลว ยงั เปน หลกั เกณฑท จี่ ะชว ยใหม กี ารจดั เตรยี มอยา งถกู ตอ งตรงตามทตี่ นตอ งการจรงิ ๆ อกี ดว ย. เนอ่ื งจาก มสี มาธหิ ลายอยา งหลายประเภท อานสิ งสจ งึ มหี ลายอยา งหลายประเภทไปตาม ทา นแสดง อานสิ งสข องสมาธไิ วเ ปน ๕ อยา งดว ยกนั คอื ๑) ทฏิ ฐธรรมสขุ คอื สขุ ทนั ตาเหน็ ของบคุ คลทก่ี ำลงั อยใู นสมาธิ แตโ ดยเฉพาะอยา ง ยง่ิ นนั้ คอื ของพระอรหนั ตท กี่ ำลงั เขา อยใู นสมาธเิ พอื่ การพกั ผอ น ๒) มวี ปิ ส สนาเปน อานสิ งส หมายถงึ สมาธนิ น้ั ๆ เปน บาทฐานใหเ กดิ วปิ ส สนาตอ ไป คอื การเหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา จนถงึ ขนาดทจี่ ติ หลดุ พน และปลอ ยวาง ๓) มอี ภญิ ญาเปน อานสิ งส ขอ นแ้ี ตกตา งไปจากขอ ที่ ๒ โดยใจความสำคญั กค็ อื วา แมจะไดวิปสสนา ก็มิไดหมายความวาจะตองมีอภิญญาเสมอไป จะตองมีการ ทำสมาธใิ หย งิ่ ไปกวา นน้ั หรอื พเิ ศษออกไปจากนน้ั จงึ จะทำอภญิ ญาใหเ กดิ ได การ ตระเตรยี มจงึ มากกวา กนั . อภญิ ญาในทน่ี ห้ี มายถงึ อทิ ธวิ ธิ มี ปี ระการตา งๆ ทเ่ี ปน ฝา ยกศุ ล ๔) มภี พอนั วเิ ศษเปน อานสิ งส ขอ นเี้ ลง็ ถงึ พรหมโลกเปน สว นใหญ ภพทต่ี ่ำกวา นน้ั ไมเ รยี กวา ภพอนั วเิ ศษ. สมาธทิ ง้ั ปวงยอ มเปน ปจ จยั นำไปสภู พทส่ี งู กวา กามภพ ดว ยกนั ทง้ั นนั้ ทา นจงึ ไดก ลา วอยา งน้ี. อยา งไรกต็ าม คำกลา วขอ น้ี แสดงรอ ง รอยใหเห็นวา เปนการกลาวที่กวางออกไปนอกวงของพุทธศาสนา ซึ่งตองการ จะออกจากภพ หรอื กำจดั ภพเสยี โดยสนิ้ เชงิ จงึ เปน การแสดงอยใู นตวั วา ไดร วม เอาเรอื่ งของสมาธกิ อ นพทุ ธศาสนา หรอื นอกพทุ ธศาสนาเขา มารวมดว ยกนั . น่ี เปน สงิ่ ทต่ี อ งเขา ใจไวใ หถ กู ตอ ง เพราะเปน ทางเกดิ แหง ตณั หาอปุ าทานไดโ ดยไมร สู กึ ตวั ยง่ิ ไปกวา อานสิ งสข อ ท่ี ๓
2 - 29 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๕) มนี โิ รธสมาบตั เิ ปน อานสิ งส นโิ รธสมาบตั ิ ไดร บั การยกยอ งวา เปน สมาบตั สิ งู สดุ ในบรรดาอตุ ตรมิ นษุ ยธรรมทแี่ สดงออกใหผ อู น่ื ทราบได ในฐานะเปน อาการของ การเสวยวมิ ตุ ตสิ ขุ ทตี่ นไดร บั และเปน คณุ สมบตั ทิ จี่ ดั ไวเ ฉพาะพระอนาคามแี ละ พระอรหนั ตบ างประเภทเทา นน้ั ไมอ ยใู นฐานะเปน วตั ถทุ ปี่ ระสงคท วั่ ไป เพราะ เปน สงิ่ ทไี่ มส าธารณะแกค นทว่ั ไป แมท เี่ ปน พระอรยิ เจา ไมจ ำเปน ตอ งวนิ จิ ฉยั กนั ในทนี่ ้ี : อานสิ งสท ง้ั ๕ อยา งน้ี เปน การบญั ญตั ขิ องอาจารยช นั้ หลงั กจ็ รงิ แต เปนทางพิจารณาใหเห็นลูทางแหงการเตรียมตัว เพ่ือทำสมาธิอยางใดอยางหน่ึง ตามความประสงคข องตนไดง า ยขนึ้ . เรอื่ งทตี่ อ งเตรยี มรใู นฝา ยทฤษฎี มอี ยโู ดยยอ เพยี งเทา นี้ ตอ ไปนเี้ ปน เรอ่ื งการเตรยี ม ประเภททเี่ ปน ตวั การปฏบิ ตั .ิ การเตรียมทางปฏิบัติ การตระเตรียมฝายปฏิบัติ สำหรับโลกิยสมาธิ กลาวคือ สมาธิของบุคคลที่มิใช พระอรยิ เจา และหมายตลอดลงมาถงึ การรเิ รม่ิ ในระยะแรกของการทำสมาธนิ นั้ มหี วั ขอ ทท่ี า น นยิ มวางไวเ ปน หลกั ดงั ตอ ไปนี้ คอื :- ๑. การชำระศีลใหบริสุทธ์ิ หมายถึงการทำตนใหเปนผูที่ไมมีอะไรเปนเคร่ืองตะขิด ตะขวงใจ หรอื รงั เกยี จตวั เอง ในเรอื่ งอนั เกยี่ วกบั ศลี ของตน. การวนิ จิ ฉยั ในประเดน็ นไ้ี ดก ลา ว แลว ในตอนตน อนั กลา วถงึ บพุ พภาคขอ ทว่ี า ดว ยการแสดงอาบตั ิ ไมว นิ จิ ฉยั กนั ในทน่ี อี้ กี . ๒. การตดั ปลโิ พธตา งๆ ขอ นไี้ ดว นิ จิ ฉยั แลว ในตอนอนั กลา วถงึ ปลโิ พธ ๑๐ ประการ ขางตน. ๓. การตดิ ตอ กบั กลั ยาณมติ รหรืออาจารยผ ูส อนกมั มัฏฐานนั้น ทานพรรณนาไว ยดื ยาว แตก เ็ ปน เรอื่ งเฉพาะถน่ิ เฉพาะยคุ และอนโุ ลมตามวฒั นธรรมของประเทศทแี่ ตง คมั ภรี นน้ั ในยคุ สมยั นนั้ ๆ ฉะนนั้ จงึ ไมอ าจจะนำมาใชไ ดโ ดยตรงตามตวั หนงั สอื ทก่ี ลา วไว ขนื ทำตาม นน้ั กร็ งั แตจ ะเกดิ ความงมงาย หรอื เรอ่ื งขบขนั หลายอยา งหลายประเภท ดงั ทไ่ี ดน ำวนิ จิ ฉยั ไวบ า งแลว ขา งตน . ในทนี่ ี้ จะสรปุ ไวแ ตใ จความวาใหร จู กั กาละเทศะ ในการเขา ไปตดิ ตอ กบั
2 - 30 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ อาจารย สรา งความเคารพนบั ถอื หรอื ความไวว างใจใหเ กดิ ขน้ึ อยา งมนั่ คงเสยี กอ น แลว แจง ความจำนงตา งๆ ซง่ึ ทา นใหใ ชค วามอดทน แมเ ปน เวลานานตง้ั เดอื นๆ เพอื่ ใหส ง่ิ ตา งๆ เปน ไปในลกั ษณะทส่ี ขุ มุ รอบคอบ ทง้ั ฝา ยศษิ ยแ ละฝา ยอาจารย ไมม อี าการอยา งรวบหวั รวบหาง เหมอื นดงั ทท่ี ำกนั อยใู นบดั นี้ สงั เกตดกู พ็ อจะเขา ใจได เชน กวา อาจารยจ ะรจู กั นสิ ยั ของ ศษิ ย กก็ นิ เวลานานไมน อ ย และตอ งการอยปู ฏบิ ตั วิ ตั รฐากทอี่ ยใู กลช ดิ พอสมควรจงึ รไู ดด งั นี้ เปน ตน . อกี ทางหนง่ึ ซง่ึ จะตอ งตระเตรยี มกค็ อื ขอ ทว่ี า ตนจะมโี อกาสตดิ ตอ กบั อาจารยไ ด มากนอ ยเพยี งไรตอ ไป. ถา อยปู ฏบิ ตั ใิ นสำนกั ของอาจารยก ไ็ มม ปี ญ หาอะไรนกั สงสยั เมอื่ ไร กถ็ ามได; แตถ า ตอ งอยใู นถน่ิ ทไี่ กลออกไป กต็ อ งมกี ารเตรยี ม วา จะรบั คำสง่ั สอนขอ ไหน เพยี ง ไรเพอ่ื ระยะเวลานานเทา ไร ซง่ึ เปน หนา ทฝี่ า ยอาจารยจ ะตอ งกำหนดใหอ ยา งเหมาะสม ทา น แนะไวอ ยา งละเอยี ด ตามลกั ษณะของการเปน อยใู นครง้ั โบราณวา บณิ ฑบาตแลว เลยมาสู สำนักอาจารย ๒ วันครั้งหน่ึงบาง ๓ วันครั้งหนึ่งบาง หรือ ๗ วันคร้ังหน่ึงบาง. ใน ตอนกลบั ออกบณิ ฑบาตจากสำนกั อาจารย ฉนั แลว จงึ เลยไปสำนกั ของตน ดงั นก้ี ย็ งั มี ซง่ึ เปน หลกั เกณฑท เี่ หมาะสมแกค วามเปน อยขู องสมยั โบราณโดยตรง แตก ค็ วรนำมาพจิ ารณา หรอื ดดั แปลงแกไ ข นำมาใชใ หเ ปน ประโยชนใ นสมยั น้ี ใหม ากเทา ทจ่ี ะมากได. การเตรยี มกไ็ ดแ ก การตระเตรยี มใหเ ขา รปู กนั กบั การเปน อยนู น้ั ๆ นนั่ เอง. ในกรณที ต่ี อ งออกไปอยใู นทไ่ี กล ออกไปจนถงึ กบั เรยี กวา อยตู า งเมอื ง ตา งจงั หวดั กนั นนั้ ทา นกไ็ ดแ นะนำใหม กี ารตระเตรยี ม รบั กมั มฏั ฐานในครงั้ แรก และการตดิ ตอ ในครงั้ หลงั โดยวธิ ที เ่ี หมาะสมเฉพาะเรอื่ งยง่ิ ขน้ึ ไปอกี กค็ อื เปน หนา ทที่ เ่ี ราจะตอ งนำหลกั เกณฑเ หลา นนั้ มาดดั แปลงใหเ หมาะสมแกเ รอ่ื งชนดิ ทเ่ี ปน เรอื่ งพเิ ศษเหลา นใี้ หไ ดจ รงิ ๆ. ถา จดั ไมเ หมาะสมแลว จกั ตอ งเกดิ ความฟงุ ซา นขนึ้ แทรกแซง อยา งทจี่ ะขจดั ปด เปา ไมไ หวเอาทเี ดยี ว. เราควรพจิ ารณาดถู งึ ขอ ทที่ า นแนะไว ในบางกรณี ทอ่ี าจารยก บั ศษิ ยจ ะพดู จากนั หรอื ซกั ถามกนั นน้ั ทา นแนะใหน ง่ั คนละฝา ยโคนไม หนั หลงั เขา หากนั ; หลบั ตาพดู กนั ดว ยความระมดั ระวงั ใหถ กู ตอ งรดั กมุ ตรงไปตรงมา เทา ทจ่ี ำเปน จะตอ ง พดู ; เสรจ็ แลว ตา งคนตา งลกุ ไปจากทขี่ องตน ไมต อ งดหู นา กนั เลย ทงั้ นก้ี เ็ พราะประสงคจ ะตดั ทางมาแหง ความฟงุ ซา นใหม ากทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะทำไดน นั่ เอง. เมอื่ เราไดท ราบถงึ ความมงุ หมาย ตา งๆ เหลา นแี้ ลว เรากส็ ามารถทจ่ี ะเตรยี มสงิ่ ตา งๆ ในการตดิ ตอ กบั อาจารยท กุ ๆ ระยะ ได
2 - 31 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ อยา งเหมาะสม นบั ตง้ั แตก ารมาตดิ ตอ , สรา งความคนุ เคย, รบั คำสง่ั สอนแนะนำ นำไป ปฏบิ ตั ;ิ แลว ยงั ตอ งตดิ ตอ เพอ่ื แกไ ขขอ ขดั ขอ งและการทำใหก า วหนา สบื ไปตามลำดบั ไมม ที ี่ สนิ้ สดุ ดงั น.้ี ๔. การศกึ ษากมั มฏั ฐาน ทา นแนะนำใหท ำ ๒ แผนก กมั มฏั ฐานประเภทหนงึ่ เรยี ก วา กมั มฏั ฐานทวั่ ไป หรอื ตายตวั คงท่ี ไมต อ งเปลย่ี นแปลง และกมั มฏั ฐานอกี ประเภทหนง่ึ คอื กมั มฏั ฐานเฉพาะ ไดแ กก มั มฏั ฐานทม่ี งุ หมายจะทำใหไ ดโ ดยเรว็ ทส่ี ดุ ในฐานะเปน วตั ถทุ ปี่ ระสงค. กมั มฏั ฐานอยา งแรกทเ่ี รยี กวา ทวั่ ไปนน้ั ทา นหมายถงึ กมั มฏั ฐานทต่ี อ งทำทกุ วนั ใหเ หมาะแกน สิ ยั ของผปู ฏบิ ตั ิ เชน เปน คนขลาดกต็ อ งเจรญิ กมั มฏั ฐานเมตตาทกุ วนั เปน ตน หรอื เปน คนราคจรติ จะตอ งเจรญิ อสภุ กมั มฏั ฐาน เปน ตน เปน ประจำทกุ วนั หรอื คนมนี สิ ยั ประมาทเฉอ่ื ยชา จะตอ ง เจรญิ มรณสตเิ ปน ประจำทกุ วนั กอ นแตท จี่ ะลงมอื เจรญิ กมั มฏั ฐานตวั จรงิ ทจี่ ะตอ งทำใหก า วหนา ไปทกุ วนั ๆ แลว แตว า ตนกำลงั ปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐานขอ ใดอย.ู การเจรญิ เมตตากด็ ี อสภุ กมั มฏั ฐาน กด็ ี มรณสตกิ ด็ ี ตอ งไดร บั การแนะนำเปน พเิ ศษตา งหาก ตามทอี่ าจารยจ ะเหน็ สมควร วา บคุ คล นน้ั ควรจะมกี มั มฏั ฐานอะไรเปน กมั มฏั ฐานเพอื่ ตวั หรอื คมุ ครองตวั หรอื ตกั เตอื นตวั เปน ประจำ วนั ตา งหากไปจากกมั มฏั ฐานหลกั หรอื กมั มฏั ฐานทเ่ี ปน ตวั ความมงุ หมายจรงิ ๆ ทกุ คนตอ งได รบั กมั มฏั ฐานเปน ๒ แผนกอยา งนี้ ตามทเ่ี หมาะสมดว ยการพจิ ารณาอยา งรอบคอบของอาจารย ดงั ทก่ี ลา วแลว . ๕. การอยใู นวหิ ารทส่ี มควร ไดก ลา วแลว อยา งละเอยี ดขา งตน ไมจ ำเปน ตอ งวนิ จิ ฉยั กนั อกี . ๖. การตดั ปลโิ พธหยมุ หยมิ หมายถงึ เรอ่ื งเลก็ ๆ นอ ยๆ ทจ่ี ะตอ งทำใหเ สรจ็ สนิ้ ไปเสยี กอ นจะลงมอื ทำกมั มฏั ฐาน เพอ่ื ไมเ ปน เรอื่ งกงั วลในขณะทท่ี ำกมั มฏั ฐานใหด ที ส่ี ดุ เทา ทจี่ ะทำได สง่ิ เหลา นไ้ี ดแ กก ารปลงผม, โกนหนวด, ปะชนุ ซกั ยอ มจวี ร, การรมบาตร, การถา ยยา, และ ของเบด็ เตลด็ อนื่ ๆ เทา ทจ่ี ะทำใหเ สรจ็ ไปโดยสมควรแกบ คุ คลนน้ั ไมต อ งหว ง ไมต อ งกงั วลเปน ระยะเทาที่จะกำหนดได. ๗. การเจรญิ สมาธภิ าวนาโดยตรง ขอ นไ้ี ดแ กก ารลงมอื ทำการเจรญิ สมาธิ ตาม
2 - 32 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ หลกั เกณฑท ไี่ ดร บั ไป จนกวา จะถงึ ทส่ี ดุ มรี ายละเอยี ดดงั ทจ่ี ะไดบ รรยายตอ ไปขา งหนา . ทงั้ หมดนเ้ี ปน การตระเตรยี มทจี่ ะสมั พนั ธก นั ทงั้ ฝา ยทฤษฎี และทางฝา ยปฏบิ ตั ิ ซง่ึ จะตอ ง ทำใหดีท่ีสุดเทาท่ีจะทำได. (จบตอนอนั วา ดว ยบพุ พกจิ เบอ้ื งตน ) ทำไมจงึ เจรญิ อานาปานสติ ? กอ นแตท เ่ี ราจะไดท ราบวา เราจะเจรญิ อานาปานสตกิ นั อยา งไรนน้ั ควรจะไดว นิ จิ ฉยั ใน ปญ หาทวี่ า ทำไมเราจงึ เลอื กเอาอานาปานสติ มาเปน กมั มฏั ฐานหลกั ในทนี่ กี้ นั เสยี กอ น ซงึ่ เมอื่ ทราบแลว จะชว ยใหก ารเจรญิ อานาปานสตเิ ปน ไปไดง า ยขน้ึ . พงึ ทราบวา อานาปานสติ เปน ชอื่ ของกมั มฏั ฐานอยา งหนง่ึ ในบรรดากมั มฏั ฐาน ๔๐ อยา ง. กมั มฏั ฐาน ๔๐ นน้ั แบง เปน หมวดๆ คอื ก. การเจรญิ กสณิ ๑๐ อยา ง ไดแ ก ปฐวกี สณิ (ดนิ ), อาโปกสณิ (นำ้ ), เตโชกสณิ (ไฟ), วาโยกสณิ (ลม), นลี กสณิ (สเี ขยี ว), ปต กสณิ (สเี หลอื ง), โลหติ กสณิ (สแี ดง), โอทาตกสณิ (สขี าว), อาโลกกสณิ (แสงสวา งจากดวงอาทติ ย) และปรจิ ฉนิ นกสณิ (ชอ งหรอื รู); ซงึ่ ทงั้ หมดนี้ เปน กมั มฏั ฐานทห่ี นกั ไปในทางฝา ยรปู และมงุ หมายทจ่ี ะฝก ฝนจติ ไปในทางอทิ ธวิ ธิ มี าแตเ ดมิ ; ข. การเจรญิ อสภุ ๑๐ อยา ง คอื ศพแรกพอง, ศพขน้ึ เขยี ว, ศพหนองไหล, ศพขาด เปน ทอ น, ศพถกู สตั วก ดั กนิ , ศพหลดุ ออกเปน สว น, ศพแหลกละเอยี ด, ศพอาบไปดว ยเลอื ด, ศพเตม็ ไปดว ยหนอง และศพเหลอื แตก ระดกู , ซงึ่ มคี วามมงุ หมายหนกั ไปในทางกำจดั กามฉนั ทะ เปนสวนใหญ; ค. การเจริญอนุสสติ ๑๐ อยาง คือ พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, สลี านสุ สต,ิ จาคานสุ สต,ิ เทวตานสุ สติ (ระลกึ ถงึ ธรรมทที่ ำความเปน เทวดา), มรณานสุ สติ, กายคตาสติ, อานาปานสติ และ อปุ สมานสุ สติ (ระลกึ ถงึ คณุ พระนพิ พาน), ควรจะสงั เกตไว ดว ยวา อานาปานสติ ทเ่ี รากำลงั จะกลา วถงึ อยนู ้ี มชี อื่ รวมอยใู นหมวดน;้ี ง. การเจรญิ พรหมวหิ าร ๔ อยา ง คอื เมตตาพรหมวหิ าร, กรณุ าพรหมวหิ าร, มทุ ติ า-
2 - 33 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ พรหมวหิ าร, อเุ บกขาพรหมวหิ าร; จ. การเจรญิ อรปู ฌาน ๔ อยา ง คอื อากาสานญั จายตนะ (กำหนดความไมม ที ส่ี นิ้ สดุ ของอากาศเปน อารมณ) , วญิ ญาณญั จายตนะ (กำหนดความไมม ที สี่ นิ้ สดุ ของวญิ ญาณธาตเุ ปน อารมณ), อากิญจัญญายตนะ (กำหนดความไมมีอะไรเปนอารมณ) และเนวสัญญานา- สญั ญายตนะ (กำหนดความมสี ญั ญากไ็ มใ ช และความไมม สี ญั ญากไ็ มใ ชเ ปน อารมณ), ซงึ่ ทง้ั หมดน้ี เปน อรปู ฌาน เปน สมาธิ เพอ่ื สมาบตั ชิ น้ั สงู แตไ มเ ปน ไปเพอ่ื วปิ ส สนา. สว นอกี ๒ อยา งทเ่ี หลอื คอื ฉ. อาหาเรปฏกิ ลู สญั ญา (กำหนดความเปน ปฏกิ ลู แหง อาหาร) และ ช. จตธุ าตวุ วฏั ฐานะ (การกำหนดพจิ ารณาโดยความเปน ธาตุ ๔). ๒ อยา งหลงั นี้ เปน การพจิ ารณาคอ นไปทางปญ ญา. รวมทง้ั หมดเปน ๔๐ อยา งดว ยกนั , การทเี่ ลอื กเอา เพยี งอยา งหนงึ่ จาก ๔๐ อยา งนน้ั มเี หตผุ ลดงั ทจ่ี ะไดก ลา วตอ ไปน้ี :- ในบรรดาสมาธิภาวนา ซ่ึงมีอยูท้ังหมดดวยกันถึง ๔ ประเภทน้ัน อานาปานสติ- กมั มฏั ฐาน สามารถเปน สมาธภิ าวนาไดท งั้ ๓ ประเภท. สมาธภิ าวนา ๔ ประเภทเหลา นน้ั คือ : ๑. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอ่ื ทฏิ ฐธรรมสขุ วหิ าร การอยเู ปน สขุ ทนั ตาเหน็ . ๒. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอ่ื ญาณทสั สนะ (อนั เปน ทพิ ย หมายถงึ ความมหี ทู พิ ย, ตาทพิ ย, ฯลฯ), ๓. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอื่ ความสมบรู ณข องสตสิ มั ปชญั ญะ, และ ๔. สมาธภิ าวนาเปน ไปเพอื่ ความสน้ิ อาสวะโดยตรง, สำหรบั อานาปานสตภิ าวนา หรอื การเจรญิ อานาปานสตนิ น้ั ยอ มเปน ไปในสมาธภิ าวนา ประเภทท่ี ๑ ประเภทที่ ๓ ประเภทที่ ๔ โดยสมบรู ณ เวน ประเภทที่ ๒ ซง่ึ ไมเ กย่ี วกบั ความ ดบั ทกุ ขแ ตป ระการใด. อานาปานสติ ยอ มเปน ไปในสมาธภิ าวนา ๓ ประเภท ดงั ทไี่ ดร ะบุ แลว อยา งไรนน้ั จะชใ้ี หเ หน็ โดยละเอยี ดขา งหนา หรอื อาจเหน็ ไดแ มด ว ยตนเอง ในเมอ่ื ไดศ กึ ษา หรอื ปฏบิ ตั เิ รอ่ื งอานาปานสตจิ บไปแลว สว นกมั มฏั ฐานอน่ื ไมส ำเรจ็ ประโยชนก วา งขวางดงั
2 - 34 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เชน อานาปานสตนิ ี.้ ยง่ิ กวา นนั้ อานาปานสติ เปน กมั มฏั ฐานประเภททส่ี งบ และประณตี ทงั้ โดยอารมณ และ ทง้ั โดยการกำจดั กเิ ลส. กมั มฏั ฐานอนื่ โดยเฉพาะกายคตาสติ แมเ ปน ของคเู คยี งกนั กบั อานาปานสติ กห็ าเปน เชน นนั้ ไมค อื สงบและประณตี แตโ ดยการกำจดั กเิ ลส แตไ มส งบและประณตี ทางอารมณ. สว นอานาปานสตสิ งบประณตี โดยทางอารมณ คอื เปน อารมณข องกมั มฏั ฐานทเี่ ยอื กเยน็ สบาย ไมน า หวาดเสยี ว ไมน า ขยะแขยง ไมล ำบากแกก าร ทำ แลว ยงั กำจดั กเิ ลสไดถ งึ ทสี่ ดุ ดว ย. อานาปานสตเิ ปน เชน น;ี้ สว นกายคตาสตนิ นั้ มอี ารมณ นา หวาดเสยี ว นา ขยะแขยงเปน ตน และโดยเฉพาะอยา งยงิ่ คอื อสภุ กมั มฏั ฐานแลว ยอ มมี ความหมายเปน อยา งนมี้ ากขนึ้ ถงึ ทส่ี ดุ . เนอ่ื งจากอานาปานสตมิ คี ณุ สมบตั ดิ งั กลา วนี้ จงึ ปรากฏวา ถกู แนะนำโดยพระผมู พี ระภาคเจา เองวา เหมาะแกท กุ คน และทรงสรรเสรญิ วา เปน กมั มฏั ฐานทพ่ี ระอรยิ เจา ทง้ั หลายรวมทงั้ พระองคด ว ยไดเ คยประสบความสำเรจ็ มาแลว และยงั คงใชเ ปน “วหิ ารธรรม” อยเู ปน ประจำอกี ดว ย. ยงิ่ ไปกวา นน้ั อกี , การเจรญิ อานาปานสติ เปน การเจรญิ ทสี่ ามารถทำตดิ ตอ กนั ไป ไดโ ดยไมต อ งเปลย่ี นเรอ่ื ง หรอื ไมต อ งเปลย่ี นอารมณต ง้ั แตต น จนปลาย คอื สามารถเจรญิ เพอื่ ใหเ กดิ สมาธใิ นระยะแรก และสมาธทิ เี่ จอื ปญ ญาในระยะกลาง และเกดิ ปญ ญาอนั สงู สดุ ที่ ทำใหส น้ิ อาสวะไดใ นระยะสดุ ทา ยดว ยการเจรญิ อานาปานสตนิ นั่ เอง จนตลอดสาย. ถา เปน กมั มฏั ฐานอน่ื โดยเฉพาะเชน กสณิ กจ็ ะไปตายดา นอยแู คเ พยี งสมาธิ แลว กต็ อ งเปลยี่ นเปน เรอ่ื งอน่ื เพอ่ื เปน ขน้ั วปิ ส สนาตอ ไป. สว นอานาปานสตนิ น้ั เมอ่ื เจรญิ ครบทง้ั ๔ จตกุ กะ หรอื ทง้ั ๑๖ ระยะแลว ยอ มสมบรู ณอ ยใู นตวั ทง้ั โดยสมาธแิ ละโดยวปิ ส สนา. ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว ขา งตน วา อานาปานสตเิ พยี งอยา งเดยี ว เปน สมาธภิ าวนาไดถ งึ ๓ ประเภท ไมม กี มั มฏั ฐานขอ ใดทส่ี ะดวกเชน นี้ สบายเชน นี้ และไดร บั การยกยอ งสรรเสรญิ มาก เชน น;้ี เพราะเหตนุ เ้ี อง เราจงึ เลอื กเอาอานาปานสตเิ ปน กมั มฏั ฐานหลกั เพอื่ การศกึ ษาและ ปฏบิ ตั โิ ดยตลอด. ทงั้ หมดนค้ี อื เหตผุ ลทวี่ า เจรญิ อานาปานสตทิ ำไม. ใครจะเปน ผเู จรญิ อานาปานสติ ? ตอ ไปนจ้ี ะไดว นิ จิ ฉยั กนั เปน พเิ ศษในปญ หาทว่ี า ใครจะเปน ผเู จรญิ อานาปานสต.ิ เกยี่ ว
2 - 35 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กบั คำตอบขอ นี้ เราจะไดพ บวา ในสตู รนน้ั เอง พระผมู พี ระภาคเจา ไดท รงใชค ำวา “ภกิ ษใุ น ธรรมวนิ ยั น”ี้ ซงึ่ ความหมายวา ไดแ ก บคุ คลผศู กึ ษาในศาสนานี้ เหน็ โลกเหน็ ทกุ ขอ ยา งนี้ แลว ตองการจะดับทุกขตามวิธีนี้ คือตามวิธีแหงธรรมวินัยที่เราเรียกกันในบัดนี้วา “พทุ ธศาสนา” พระพทุ ธองคไ ดต รสั วา สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะท่ี ๔ มแี ต ในธรรมวินัยนี้ เทานั้น หมายความวาผูพนทุกขตามแบบแหงธรรมวินัยนี้ ท่ีเราเรียกกันวา พระโสดาบนั พระสกทิ าคามี พระอนาคามี และพระอรหนั ตน น้ั มแี ตใ นธรรมวนิ ยั ทมี่ กี ารปฏบิ ตั ิ อยา งนเ้ี ทา นน้ั . ธรรมวนิ ยั อนื่ หรอื ลทั ธอิ นื่ ยอ มวา งจากสมณะเหลา น้ี ดงั นเี้ ปน ตน . ขอ นี้ บง ความวา ผทู ม่ี งุ หมายจะดบั ทกุ ขต ามแบบแหง ธรรมวนิ ยั นนี้ น่ั แหละ คอื ผทู จี่ ะเจรญิ อานาปาน- สติ; เพราะฉะนั้น เขาจะตองทำตนใหเปนผูเหมาะสม ท้ังในทางที่จะศึกษาและในทางที่ จะปฏบิ ตั ิ ดงั ทจ่ี ะไดก ลา วสบื ไป. วธิ เี จรญิ อานาปานสติ บดั นจ้ี กั ไดว นิ จิ ฉยั กนั ถงึ ขอ ทวี่ า จะเจรญิ อานาปานสตอิ ยา งไร สบื ไปตามลำดบั โดย หวั ขอ ดงั ตอ ไปนี้ : ที่มาของเร่ือง เกยี่ วกบั เรอ่ื งน้ี มบี าลพี ระพทุ ธภาษติ เปน หลกั อยโู ดยตรง เรยี กวา อานาปานสตสิ ตู ร ปรากฏอยใู นคมั ภรี ม ชั ฌมิ นกิ าย ตอนอปุ รปิ ณ ณาสก (พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ๑๔ หนา ๑๙๐ ขอ ๒๘๒) และมที ก่ี ลา วถงึ อยใู นทอี่ น่ื อกี มากแหง ในพระไตรปฎ ก ขอ ความทเ่ี ปน ตวั ใจความสำคญั นนั้ มอี ยตู รงกนั หมดทกุ แหง . สว นบทประกอบเรอ่ื งเบด็ เตลด็ นน้ั ตา งกนั บา งตามกรณี. สำหรบั สว นทเ่ี ราจกั ไดถ อื เอาเปน หลกั นน้ั คอื ตวั สตู รซงึ่ มขี อ ความทที่ รง แสดงถงึ วธิ กี ารเจรญิ อานาปานสตโิ ดยตรง จนกระทง่ั ถงึ ผลทเี่ กดิ อานาปานสตนิ น้ั เปน ทสี่ ดุ . หัวขอหรือใจความของเร่ือง. พระพทุ ธภาษติ ทเ่ี ปน อเุ ทศแหง เรอื่ งน้ี เรม่ิ ขนึ้ ดว ยคำวา “ภกิ ษทุ งั้ หลาย! ภกิ ษใุ นธรรม วนิ ยั น้ี ไปแลว สปู า กต็ าม ไปแลว สโู คนไมก ต็ าม ไปแลว สเู รอื นวา งกต็ าม นงั่ คขู าเขา มาโดย
2 - 36 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ รอบแลว ตงั้ กายตรง ดำรงสตมิ น่ั . ภกิ ษนุ นั้ เปน ผมู สี ตอิ ยนู นั่ เทยี ว หายใจเขา , มสี ตอิ ยู หายใจ ออก” ดงั น.้ี ตอนตอ จากน้ี ไดต รสั ถงึ วธิ กี ำหนดลมหายใจเขา ออกอยา งไร และ การพจิ ารณา สงิ่ ใดอยทู กุ ลมหายใจเขา ออก จนครบ ๑๖ ระยะ; จดั เปน หมวดๆ ได ๔ หมวด หมวดละ ๔ ระยะ ตอนตอจากน้ัน ก็ไดตรัสถึงผลท่ีเกิดขึ้นวา การทำเชนนั้นไดทำใหเกิดมีสติปฏฐาน ทงั้ ๔ และโพชฌงคท งั้ ๗ ขน้ึ มาโดยสมบรู ณไ ดอ ยา งไร แลว เกดิ วชิ ชาและวมิ ตุ ตซิ งึ่ เปน ความ ดบั ทกุ ขส นิ้ เชงิ ไดอ ยา งไร ในทสี่ ดุ . เพอ่ื สะดวกในการทำความเขา ใจ และเพอื่ เปน ไปอยา ง ถกู ตอ งตามหลกั เกณฑน นั้ ๆ โดยตรง จะไดย กเอาพระพทุ ธภาษติ เหลา นน้ั มาอธบิ ายทลี ะตอน ตามลำดบั และในตอนหนงึ่ ๆ กจ็ ะอธบิ ายทลี ะขอ หรอื ทลี ะคำ ตามทเ่ี หน็ วา จำเปน . อานาปานสติภาวนา อานาปานสตขิ น้ั ที่ กมั มฏั ฐาน สตปิ ฏ ฐาน ๔ ไตรสิกขา ศลี ๑-๒ สมถะ กายานปุ ส สนา สมาธิ ๓-๔ ปญญา ๕-๘ สมถะ + วปิ ส สนา เวทนานุปสสนา ๙-๑๒ จติ ตานปุ ส สนา ๑๓-๑๖ วปิ ส สนา ธมั มานปุ ส สนา อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑-๒ เปน การเจรญิ สตริ ะดบั ศลี เปน ศลี สกิ ขา ขน้ั ที่ ๓-๔ เปน การเจรญิ สตใิ นระดบั สมาธิ เปน สมาธสิ กิ ขา ตงั้ แตข นั้ ท่ี ๑-๔ เปน กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ถอื วา เปน สมถกมั มฏั ฐาน เมอื่ ขนั้ ท่ี ๔ สมบรู ณแ ลว ถอื วา สมถกมั มฏั ฐานสมบรู ณ ขนั้ ท่ี ๕-๘ เปน เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ขน้ั ท่ี ๙-๑๒ เปน จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ขนั้ ที่ ๑๓-๑๖ เปน ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เปน วปิ ส สนากมั มฏั ฐานลว นๆ๖ ๖ อานาปานสติ : วถิ แี หง ความสขุ ๒ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑-๘ หนา ๑๖.
2 - 37 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ การทำความเขาใจในเบื้องตน สำหรบั ตอนแรกนี้ เรมิ่ ดว ยขอ พทุ ธภาษติ วา “ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นไ้ี ปแลว สปู า กต็ าม ไป แลว สโู คนไมก ต็ าม ฯลฯ หายใจเขา -ออก” ดงั นี้ มคี ำอธบิ ายเปน ลำดบั ขอ ดงั น้ี : (ก) คำวา “ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น”้ี ไดว นิ จิ ฉยั แลว ในขอ ทว่ี า ใครเปน ผเู จรญิ อานาปาน- สติ. ในทนี่ ้ี สรปุ แลว กไ็ ดแ กพ ระสาวกผทู จ่ี ะปฏบิ ตั ติ ามคำสงั่ สอนของพระผมู พี ระภาคเจา โดยเครง ครดั นน่ั เอง. (ข) คำวา “ไปแลวสูปาก็ตาม สูโคนไมก็ตาม สูเรือนวางก็ตาม”๗ นี้แสดงการ ทภ่ี กิ ษนุ นั้ เลอื กหาเสนาสนะทเ่ี หมาะแกก ารเจรญิ อานาปานสตสิ มาธิ เพราะวา จติ ของภกิ ษุ นี้เคยซานไปในอารมณทั้งหลายมีรูปเปนตนเสียนาน จึงไมอยากจะกาวขึ้นสูอารมณของ อานาปานสตสิ มาธิ คอยแตจ ะแลน ไปนอกทางอยา งเดยี ว ดจุ รถทเี่ ขาเทยี มดว ยโคโกงฉะนนั้ . เพราะฉะนนั้ คนเลย้ี งโคตอ งการจะฝก ลกู โคโกงตัวดมื่ นำ้ นมทัง้ หมดของแมโ คโกงเติบโตแลว พงึ พรากออกจากแมโ คนม ปก หลกั ใหญไ วส ว นหนง่ึ แลว เอาเชอื กผกู ไวท ห่ี ลกั นนั้ , คราวนน้ั ลกู โคนนั้ ของเขาดน้ิ รนไปทางโนน ทางนี้ ไมอ าจหนไี ปได พงึ ยนื พงิ หรอื นอนองิ หลกั นน้ั นน่ั แล ชื่อแมฉันใด; ภิกษุแมรูปน้ี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประสงคจะฝกฝนจิตที่ถูกโทษประทุษราย ซ่ึงเจริญดวยการดื่มรสแหงอารมณมีรูปเปนตนมานานแลว พึงพรากออกจากอารมณมีรูป เปน ตน แลว เขา ไปสปู า หรอื โคนไม หรอื เรอื นวา งเปลา แลว พงึ เอาเชอื กคอื สตผิ กู ไวท หี่ ลกั คอื ลมอสั สาสะและปส สาสะนน้ั เมอื่ เปน เชน นน้ั จติ ของเธอนน้ั แมจ ะกวดั แกวง ไปทางโนน และทางนี้ก็ตาม เมื่อไมไดรับอารมณท่ีเคยชินมาในกาลกอน ไมสามารถจะตัดเชือกคือสติ หนไี ปได ยอ มจดจอ และแนบสนทิ อารมณน นั้ แล ดว ยอำนาจอปุ จาระและอัปปนา. เพราะ เหตนุ น้ั พระโบราณาจารยท งั้ หลายจงึ กลา ววา “คนจะฝก ลกู โค พงึ ผกู (มนั ) ไวท ห่ี ลกั ฉนั ใด พระโยคาวจรใน ศาสนานี้ ก็พึงผูกจิตของตนไวท่ีอารมณ (กัมมัฏฐาน) ใหม่ันดวยสติ ฉนั นน้ั .” ๗ วสิ ทุ ธมิ รรคแปล ภาค ๒ ตอน ๑ หนา ๙๐-๙๗.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 642
Pages: