3 - 48 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ปจ จยั อยา งเดยี ว เพราะวา ธรรมทอี่ าศยั ปจ จยั เกดิ ขน้ึ อนั พระโยคบี คุ คลไมไ ดก ำหนดแลว กไ็ ม สามารถจะทำการกำหนดปจจัยได ฉะนั้น พึงทราบวา นามรูปววัตถานญาณ อันเปน เหตุแหงปจจยปริคคหญาณน้ันสำเร็จกอนแลว โดยจัดเปนญาณหน่ึงที่เกิดขึ้นทันทีขณะ กำหนดปจ จยั แหง รปู นาม เพราะมจี ติ ตง้ั มนั่ ไมห ลงในสมาธฝิ า ยเดยี ว แตป ฏบิ ตั ดิ ว ยสมาธิ กบั ปญ ญา ใหเ ปน ธรรมคกู นั ของสมถะและวปิ ส สนา๕๑ สว นในคมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรคนน้ั ไดใ ช ชอ่ื ญาณที่ ๑ นวี้ า “นามรปู ววฏั ฐาน หรอื สงั ขารปรจิ เฉท”๕๒ โดยใหค วามหมายเหมอื นกนั กลาวคืออัตตาตัวตนที่แทจริงไมมีเลย เม่ือวาโดยปรมัตถธรรม (ความจริงแท) มีแตเพียง รูปนามเทานั้น สำหรับผูท่ีเจริญวิปสสนากัมมัฏฐาน เมื่อไดถึงญาณนี้ก็จะเขาใจแจมแจง ดวยตนเองวา อัตตาตัวตนเปนเพียงสภาวธรรม ไมยึดม่ันวามีอัตตาตัวตน (เปนของเรา เราเปน นน่ั นนั่ เปน อตั ตาของเรา) หากยดึ ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ความเหน็ เชน นจ้ี ดั เปน ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ คอื มคี วามเหน็ ทบ่ี รสิ ทุ ธต์ิ ามวสิ ทุ ธิ ๗ ในวสิ ทุ ธมิ รรค ลกั ษณะและสภาวะของนามรปู ปรจิ เฉทญาณ เชน พองกบั ยบุ เปน คนละอนั พอง เปน รปู รเู ปน นาม ขวายา งเปน รปู รเู ปน นาม และรวมถงึ ความรใู นการแยกรปู แยกนาม ทางทวารทง้ั ๕ ไดแ ก เชน เวลาตาเหน็ รปู ตากบั สเี ปน รปู เหน็ เปน นาม เชน เดยี วกบั ทางหู จมกู ลน้ิ และ กาย (เยน็ รอ น ออ น แขง็ ตงึ และไหว)๕๓ ๒. ปจ จยปรคิ คหญาณ ปญ ญาทก่ี ำหนดจนรเู หน็ ถงึ ปจ จยั ทใี่ หเ กดิ รปู เกดิ นาม คอื รปู เกดิ จาก กรรม จติ อตุ ุ อาหาร สว นนามเกดิ จากอารมณว ตั ถุ ญาณนม้ี าจากคมั ภรี ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค โดยมเี นอ้ื หาสาระตรงกบั ชอ่ื ธมั มฏั ฐติ ญิ าณ (ปญ ญาในการ กำหนดปจ จยั หรอื ญาณในการกำหนดทตี่ ง้ั แหง ธรรม) ทเ่ี ปน ญาณที่ ๔ ใน ญาณ ๗๓ และแต เดมิ มไิ ดเ รยี กชอื่ วา ปจ จยปรคิ คหญาณ๕๔ ตอ มาคมั ภรี อ รรถกถา ไดข ยายความและแยก ธมั มฏั ฐติ ญิ าณออกเปน ญาณที่ ๑ และ ๒ ของวปิ ส สนาญาณ ๑๖ โดยกำหนดชอ่ื ปจ จย- ๕๑ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๐. ๕๒ พระเมธกี ติ โยดม (พณิ กติ ตฺ ปิ าโล), ธนติ อยโู พธิ์ (แปล), วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๓, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พว ญิ ญาณ, ๒๕๔๑), หนา ๒๓๗. ๕๓ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๑), หนา ๓. ๕๔ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๐.
3 - 49 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ปรคิ คหญาณ ณ ทน่ี นั้ ๕๕ ในญาณนี้ ทา นพระสารบี ตุ รไดน ำเอาปฏจิ จสมปุ บาทมาจำแนกไว วา เมอื่ ผปู ฏบิ ตั ถิ งึ ญาณนี้ กจ็ ะทราบชดั ถงึ สรรพสง่ิ ลว นเกดิ มาตามเหตปุ จ จยั ตามหลกั ปฏจิ จ- สมปุ บาท และสำหรบั ผปู ฏบิ ตั ทิ เี่ คยนบั ถอื ในพระผสู รา งโลก (God) เมอ่ื ปฏบิ ตั มิ าถงึ ญาณนี้ กจ็ ะปฏเิ สธเรอื่ งพระผสู รา งโลกโดยสนิ้ เชงิ ลกั ษณะและสภาวะของปจ จยปรคิ คหญาณ มดี งั น้ี - บางครงั้ รปู เปน เหตุ นามเปน ผล เชน ทอ งพองขน้ึ กอ น แลว ใจจงึ วงิ่ ไปกำหนดทหี ลงั - บางครง้ั นามเปน เหตุ รปู เปน ผล เชน ใจวงิ่ ไปคอยอยกู อ นแลว ทอ งจงึ พองขนึ้ ทหี ลงั - พองยบุ กบั จติ ทกี่ ำหนดไปพรอ มๆ กนั - พองครง้ั หนง่ึ มี ๒ ระยะ คอื ตน พอง สดุ พอง๕๖ ๓. สมั มสนญาณ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนรเู หน็ ไตรลกั ษณ คอื ความเกดิ ดบั ของรปู นาม แตท ร่ี วู า รปู นามดบั ไป กเ็ พราะเหน็ รปู นามใหมเ กดิ สบื ตอ แทนขน้ึ มาแลว เหน็ อยา งนเ้ี รยี กวา สนั ตตยิ งั ไมข าด และยงั อาศยั จนิ ตามยปญ ญาอยู อกี นยั หนง่ึ วา สมั มสนญาณ เปน ญาณท่ี ยกรปู นามขนึ้ สไู ตรลกั ษณ ญาณนปี้ รากฏในพระไตรปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณ ที่ ๕ ของญาณ ๗๓)๕๗ สาระสำคญั ของญาณนกี้ ค็ อื ผปู ฏบิ ตั ริ วู า รปู นามดบั ไป และเหน็ รปู นามใหมเกิดข้ึนสืบตอกันไป แตสันตติยังไมขาด เพราะเปนเพียงความรูดวยจินตาญาณ หลักฐานในคัมภีรสัทธัมมปกาสินี : “อิทานิ ยสฺมา เหฏฐา สรูเปน นามรูปววตฺถานญาณํ น วุตฺตํ, ตสฺมา ปญจธา นาม รูปปเภทํ ทสฺเสตํ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปฺญาวตฺถุนานตฺเต ญาณนตฺ อิ าทนี ิ ปจฺ ญาณานิ อทุ ทฺ ฏิ ฐ าน”ิ ๕๘ ลกั ษณะและสภาวะของสมั มสนญาณ มดี งั นี้ - เหน็ แสงสวา ง เหน็ พระพทุ ธรปู ขนลกุ พอกำหนดรหู นอ หรอื เหน็ หนอ จนหายไป - พองหรอื ยบุ ครง้ั หนงึ่ เหน็ เปน ๓ ระยะ คอื ตน กลาง และ สดุ พอง - มนี มิ ติ มาก แตพ อกำหนดเหน็ หนอ นมิ ติ จะคอ ยๆ หายไป ๕๕ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๐. ๕๖ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๔-๕. ๕๗ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๔๘/๗๔., ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๑-๕๓. ๕๘ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๑/๓๖.
3 - 50 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ - พองยบุ หายไป - พองยบุ ไวบา ง แผว เบาบา ง อดึ อดั แนน ๆ บา ง - เกดิ วปิ ส สนปู กเิ ลส หรอื อปุ กเิ ลส ๑๐๕๙ ๔. อทุ ยพั พยญาณ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนรเู หน็ ไตรลกั ษณช ดั เจน โดยสนั ตตขิ าด คอื เหน็ รปู นามดบั ไปในทนั ทที ด่ี บั และเหน็ รปู นามเกดิ ขน้ึ ในขณะทเี่ กดิ หมายความวา เหน็ ทนั ทง้ั ในขณะทเ่ี กดิ และขณะทดี่ บั อทุ ยพั พยญาณน้ี ยงั จำแนกไดเ ปน ๒ คอื ตรณุ อทุ ยพั พยญาณ เปน ญาณทยี่ งั ออ นอยู และ พลวอทุ ยพั พยญาณ เปน ญาณทแี่ กก ลา แลว ชอ่ื ญาณนป้ี รากฏ ทงั้ ในพระไตรปฎ ก คมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณท่ี ๖ ของ ญาณ ๗๓)๖๐ และ ในคมั ภรี อ รรถกถา๖๑ สาระสำคญั ของญาณนก้ี ค็ อื ญาณนแ้ี บง ออกเปน ๒ ชว ง ญาณชว ง ที่ ๑ เปนญาณระดับออน (ตรุณะ) ชวงที่ ๒ เปนญาณระดับแก (พลวะ) ในระดับออน ผปู ฏบิ ตั กิ ำหนดรสู ภาวะตา งๆ ของรปู นามแลว เหน็ ชดั วา สภาวะดบั หายไปเรว็ ขนึ้ กวา เดมิ แมแ ตเ วทนาทเี่ กดิ ขน้ึ เมอื่ กำหนดไปกห็ ายเรว็ ขน้ึ สภาวะจติ กเ็ ปน สมาธทิ ด่ี ใี นญาณระดบั น้ี ผูปฏิบัติมักจะเห็นสภาวะที่แปลกๆ มีภาพปรากฏใหเห็น มีแสงสวางเขามาปรากฏอยูบอยๆ (โอภาส) เนอื่ งจากผปู ฏบิ ตั ไิ มเ คยเหน็ แสงสวา งเชน นม้ี ากอ น กอ็ าจจะเอาใจใสด ู หรอื อาจ จะเขา ใจผดิ วา ตนเองไดบ รรลมุ รรค ผล นพิ พาน กเ็ ปน ได ภาวะเชน นเี้ รยี กวา วปิ ส สนปู - กเิ ลส ถา ผปู ฏบิ ตั เิ ขา ใจผดิ พลาดเพราะขาดกลั ยาณมติ ร และคดิ วา ตนเองไดบ รรลมุ รรค ผล นพิ พาน กจ็ ะพลาดโอกาสทจ่ี ะไดผ ลการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานในระดบั สงู ตอ ไป การปฏบิ ตั ิ ในขั้นน้ีจะเปนเคร่ืองทดสอบวาผูปฏิบัติไดปฏิบัติถูกหรือไม ในความเปนจริง ผูปฏิบัติใน ขน้ั นยี้ งั ไมส ามารถกำหนดใหเ หน็ ไตรลกั ษณไ ดแ จม แจง เพราะจติ มกั จะถกู วปิ ส สนปู กเิ ลสเขา ครอบงำอยเู สมอ เมอื่ ผปู ฏบิ ตั ไิ ดก ลั ยาณมติ ร กจ็ ะสามารถฟน ฝา เอาชนะวปิ ส สนปู กเิ ลสได ทำใหก ารปฏบิ ตั ดิ ำเนนิ ตอ ไป ครน้ั ปฏบิ ตั มิ าถงึ ญาณระดบั อทุ ยพั พยญาณอยา งแก (พลวะ) ผปู ฏบิ ตั จิ งึ จะสามารถกำหนดรปู นาม เหน็ ไตรลกั ษณ ตามความเปน จรงิ ๕๙ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๘. ๖๐ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๔๙/๗๗. ๖๑ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๑-๕๓.
3 - 51 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ลกั ษณะและสภาวะ ของอทุ ยพั พยญาณ ทเ่ี หน็ ความเกดิ ดบั ชดั ๕๐% มดี งั น้ี - เหน็ พอง ยบุ เปน ๒-๓-๔-๕-๖ ระยะ - เวทนาตา งๆ หายไปรวดเรว็ กำหนดเพยี งครง้ั เดยี ว หรอื สองสามครง้ั กห็ ายไป - กำหนดไดชัดเจน - นมิ ติ ตา งๆ หายไปเรว็ - ตน พอง สดุ พอง ตน ยบุ สดุ ยบุ ปรากฏชดั ดี - นกั ปฏบิ ตั ติ ง้ั ใจกำหนดตดิ ตอ เนอื่ งกนั ไมข าดสาย ดจุ ดา ยสนเขม็ ๖๒ ๕. ภังคญาณ ปญญาท่ีกำหนดจนรูเห็นความดับแตอยางเดียว เพราะความดับ ของรปู นามเปน สงิ่ ทต่ี นื่ เตน กวา ความเกดิ ญาณนอ้ี ยใู นคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณที่ ๗ ของ ญาณ ๗๓) โดยมิไดเรียกช่ือวา ภังคญาณ เพียงแตใหความหมายวา เป็นปัญญาเห็นความแตกไปเทานั้น๖๓ แตในคัมภีรอรรถกถาไดแสดงและใหช่ือญาณน้ีวา “ภงั คานปุ ส สนาญาณ”๖๔ ซง่ึ สาระสำคญั ของญาณนกี้ ค็ อื อารมณท เ่ี ปน บญั ญตั หิ ายไป และ จะทำใหผ ปู ฏบิ ตั เิ หน็ อารมณท เี่ ปน ปรมตั ถช ดั เจนขน้ึ ลกั ษณะและสภาวะของ ภงั คญาณ คอื - สดุ พอง สดุ ยบุ ปรากฏชดั ดี - พอง ยบุ นงั่ ถกู หายไป - คลา ยกบั ไมไ ดก ำหนดอะไรเลย - พอง-ยบุ กบั จติ ผรู หู ายไปๆ แตจ ะเหน็ วา รปู หายไปกอ น จติ หายไปทหี ลงั ทจี่ รงิ นน้ั หายไปพรอ มกนั เพราะจติ กอ นหายไป จติ หลงั รู - กำหนดไมค อ ยไดด ี เพราะลว งอารมณบ ญั ญตั ิ มแี ตอ ารมณป รมตั ถ - บางครง้ั มแี ต พอง-ยบุ ตวั ตนหายไป - อารมณก บั จติ หายไปพรอ มกนั - บางคนพองยบุ หายไปนานหลายวนั จนเบอื่ กม็ ี ตอ งใหเ ดนิ จงกรมมากๆ๖๕ ๖๒ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๒๑-๒๓. ๖๓ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๕๑/๘๒. ๖๔ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๕-๕๖. ๖๕ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๕-๕๖.
3 - 52 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๖. ภยญาณ บา งกเ็ รยี กวา ภยตปู ฏ ฐานญาณ ปญ ญาทก่ี ำหนดจนรเู หน็ วา รปู นาม น้ีเปนภัย เปนที่นากลัวเหมือนคนกลัวสัตวราย เชน เสือเปนตน ในคัมภีรขุททกนิกาย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณที่ ๘ ของ ญาณ ๗๓) คอื อาทนี วญาณ ซงึ่ เปน ญาณทร่ี วม ๖, ๗ และ ๘ ของวปิ ส สนาญาณ ๑๖ ไวด ว ยกนั ๖๖ สว นในคมั ภรี อ รรถกถา ไดแ ยกแสดงภยญาณไวเ ปน ญาณแรกใน ๓ ญาณ ของ อาทนี วญาณ๖๗ สาระสำคญั ของญาณนกี้ ค็ อื ผปู ฏบิ ตั มิ กั เหน็ สภาพของรา งกายทม่ี แี ตเ พยี งกระดกู ขาวโพลน กระบอกตากลวงโบ นา เกลยี ดนา กลวั ยง่ิ นกั จนเกดิ ความรสู กึ วา ไมอ ยากไดร ปู นามอกี ตอ ไป เพราะถา ไดม าอกี รปู นามกจ็ ะตกอยใู นสภาพ เชนนี้อีกตอไป ลกั ษณะและสภาวะของภยญาณ คอื - อารมณท กี่ ำหนดกบั จติ ทรี่ ู ทนั กนั ตดิ กนั หายไปพรอ มกนั - เหน็ รปู นามหายไป ดบั ไป สญู ไป - บางคนนกึ ถงึ เพอื่ น ญาติ แลว รอ งไหก ม็ ี - บางคนกลวั มาก เหน็ อะไรๆ กก็ ลวั ดจุ เปน คนบา - เหน็ วา รปู นามนไ้ี มม สี าระแกน สารอะไรเลย - ไมย นิ ดี ไมส นกุ สนาน เพยี งพจิ ารณาวา รสู กึ นา กลวั แตไ มใ ชก ลวั จรงิ ๆ กม็ ๖ี ๘ ๗. อาทนี วญาณ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนรเู หน็ วา รปู นามนเี้ ปน โทษ เหมอื นผทู เี่ หน็ ไฟ กำลงั ไหมเ รอื นตนอยู จงึ คดิ หนจี ากเรอื นนน้ั ญาณนป้ี รากฏทง้ั ในคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั - ภทิ ามรรค (ญาณท่ี ๘ ของ ญาณ ๗๓) และในคมั ภรี อ รรถกถา๖๙ สาระสำคญั ของญาณน้ี กค็ อื ผปู ฏบิ ตั จิ ะเหน็ รา งกายทค่ี อ ยๆ พองขนึ้ อดื ทบ่ี รเิ วณทอ ง ลำตวั แขน หลงั มอื หลงั เทา เปน ตน สกั ระยะหนง่ึ อาการพองอดื กจ็ ะคอ ยๆ ยบุ ลงตามปกติ ลกั ษณะและสภาวะของอาทนี วญาณ คอื - พอง-ยบุ หายไปทลี ะนดิ ๆ - เหน็ วา รปู นามไมด ี นา เบอื่ หนา ย จะกำหนดอะไร กไ็ มเ หน็ มอี ะไรดี ๖๖ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๕๓/๘๔-๘๖. ๖๗ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๖. ๖๘ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๓๑-๓๒. ๖๙ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๖-๖๐.
3 - 53 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ - รปู นามปรากฏเรว็ แตก ำหนดไดด อี ยู - รสู กึ วา ปฏบิ ตั ไิ มด เี หมอื นวนั กอ นๆ - ตงั้ สตกิ ำหนดลงไปทใ่ี ดกม็ แี ตข องไมด ี ไมส วย เหน็ แตท กุ ขโ ทษไปเสยี หมด - เกดิ ตาสวา งขนึ้ มาวา รปู นาม เปน ของไมน า ชอบใจ บดั นีร้ คู วามจรงิ ตาสวา ง ขน้ึ จากความเพยี รในการเจรญิ วปิ ส สนานน่ั เอง๗๐ ๘. นพิ พทิ าญาณ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนรเู หน็ วา เกดิ เบอื่ หนา ยในรปู นาม และในปญ จขนั ธ ญาณนป้ี รากฏทง้ั ในคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณที่ ๘ ของญาณ ๗๓) และใน คมั ภรี อ รรถกถา๗๑ สาระสำคญั ของญาณนคี้ อื ผปู ฏบิ ตั จิ ะรสู กึ เบอ่ื หนา ยตอ รปู นาม และเปน ความรสู กึ ทเี่ กดิ ขนึ้ จากการเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานลว นๆ มใิ ชเ กดิ เพราะนกึ คดิ เอาเอง ลกั ษณะและสภาวะของนพิ พทิ าญาณ คอื - เกดิ เบอื่ หนา ย ขยะแขยง ในอารมณน นั้ ๆ หาความยนิ ดสี กั นดิ กไ็ มม ี - เดยี๋ วนรี้ วู า เบอื่ จรงิ ๆ เปน อยา งไร แตย งั กำหนดไดด อี ยู - รสู กึ วา ภพภมู ติ า งๆ ไมเ หน็ มอี ะไรดเี ลย ใจนอ มไปเอยี งไปสพู ระนพิ พาน - กำหนดรปู นามไมเ พลดิ เพลนิ เลย รสู กึ เบอ่ื อาหาร นอนนอ ย พดู นอ ย - ไมอ ยากพดู จาหรอื พบเหน็ ใครๆ อยากอยคู นเดยี วในหอ งเทา นน้ั - รสู กึ หงอยเหงา เศรา ๆ ไมเ บกิ บาน ไมร า เรงิ ไมอ ยากแตง เนอ้ื แตง ตวั - เบอื่ หนา ยตอ การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนายงิ่ นกั บางคนถงึ กบั คดิ เลกิ ปฏบิ ตั กิ ม็ ี๗๒ ขอควรจำและควรสังเกต ในระหวางภยญาณ อาทีนวญาณ และนิพพิทาญาณ ผปู ฏบิ ตั อิ าจจะบอกไดถ กู ตอ งครบทงั้ ๓ ญาณกม็ ี แตบ างคนบอกไดเ พยี ง ๒ ญาณ หรอื ๑ ญาณเทา นน้ั กม็ ี ถา บอกไดช ดั เจนอยา งใดอยา งหนง่ึ กเ็ ปน อนั ใชไ ดถ กู ตอ ง ๙. มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ ปญ ญาทก่ี ำหนดจนรเู หน็ วา ใครจ ะหนจี ากรปู นาม ใครจ ะพน จากปญ จขนั ธ เปรยี บดงั ปลาเปน ๆ ใครจ ะพน จากทด่ี อนทแ่ี หง ญาณนป้ี รากฏทง้ั ในคมั ภรี ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณที่ ๙ ของ ญาณ ๗๓) ซงึ่ ไดร วมวปิ ส สนาญาณที่ ๙, ๑๐ ๗๐ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๓๕-๓๗. ๗๑ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๕๗. ๗๒พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๓๘-๔๑.
3 - 54 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ และ ๑๑ ของของวปิ ส สนาญาณ ๑๖ ไวด ว ยกนั ในสงั ขารเุ ปกขาญาณ๗๓ แตใ นคมั ภรี อ รรถกถา ไดใ ชช อ่ื และแยกมญุ จติ กุ มั ยตาญาณออกมาอยา งชดั เจน๗๔ สว นสาระสำคญั ของญาณนก้ี ค็ อื ผปู ฏบิ ตั อิ ยากหลดุ พน จากรปู นาม บางครง้ั ผปู ฏบิ ตั เิ กดิ อาการคนั อยา งรนุ แรง บางครง้ั กเ็ กดิ ทกุ ขเวทนาอยา งแรงกลา จนอยากหนไี ปใหพ น จากรปู นาม แตก ไ็ มไ ดห นไี ปไหน ยงั คงเจรญิ วปิ ส สนาตอ ไปอกี ลกั ษณะและสภาวะของ มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ คอื - กำหนดไดไ มด ี อยากเลกิ อยากหนี อยากออก ไมอ ยากทำ ใจหงดุ หงดิ - บางคนคดิ กลบั บา น นกึ วา ตนหมดบญุ วาสนาบารมแี ลว “ถงึ ญาณมว นเสอ่ื แลว ” - มเี วทนารบกวนมาก เหน็ ขาดหายเปน ทอ นๆ เสย่ี งๆ - คนั ยบุ ๆ ยบิ ๆ หลายที่ จนเหลอื ทจี่ ะอดกลน้ั ได - จติ อยากหนี อยากหลดุ อยากพน ไป เพราะมที กุ ขม าคอยกอ กวน - ไดเ หน็ ความเสอ่ื ม กบั ไดร บั เวทนาทเี่ ปน สงั ขารทกุ ข จนเปน เหตใุ หจ ติ เรม่ิ นอ มไป เอยี งไปสพู ระนพิ พานทนั ที - ไมต อ งการอยากไดร ปู นามอกี ตอ ไปแลว อยากจะออกไปจากภพภูม๗ิ ๕ ๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปญญาท่ีกำหนดจนรูเห็นเพ่ือหาทางท่ีจะหนี โดยหาอุบายท่ี จะเปลอื้ งตนใหพ น จากปญ จขนั ธ ญาณนป้ี รากฏทง้ั ในขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณ ท่ี ๙ ของ ญาณ ๗๓) แตในคัมภีรอรรถกถา ไดแสดงช่ือญาณ และแยกเรียกออกเปน ปฏสิ งั ขาญาณ๗๖ สว นสาระสำคญั ของญาณนกี้ ค็ อื ผปู ฏบิ ตั ไิ ดเ หน็ ไตรลกั ษณช ดั เจนทสี่ ดุ กวา ทกุ ญาณทผี่ า นมา และการทไ่ี ดห ยง่ั รไู ตรลกั ษณม ปี ระโยชนม าก เพราะใชเ พอ่ื จะไดย กจติ ขนึ้ สไู ตรลกั ษณต อ ไป ลกั ษณะและสภาวะของปฏสิ งั ขาญาณ คอื - มอี าการดจุ เขม็ แทง เหมอื นมเี หลก็ แหลมมาจตี้ ามรา งกาย - มอี าการซมึ ๆ ตวั แขง็ ดจุ เขา ผลสมาบตั ิ แตใ จยงั รอู ยู ๗๓ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๕๔/๘๖-๘๗. ๗๔ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๖๑-๖๔. ๗๕ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๔๒-๔๖. ๗๖ อา งแลว .
3 - 55 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ - บางทมี อี าการตงึ ๆ หนกั ๆ รอ นทง้ั ตวั อดึ อดั เหมอื นใจจะขาด - ไมส ามารถจะกำหนดไดอ ยา งกระฉบั กระเฉง - ผปู ฏิบัตติ อ งมจี ิตหนักแนน ตอ การกำหนด ยอมสูตาย ไมท อถอย จติ ท่ลี ังเล จะคอ ยๆ คลายลง อารมณก บั จติ กจ็ ะคนื สสู ภาพเดมิ - ตอ งยอ นกลบั ไปพจิ ารณาพระไตรลกั ษณอ กี เพราะคอื หนทางเดยี วทจี่ ะเขา ไปสู พระนิพพาน - ตอ งใชว ริ ยิ ะอตุ สาหะอยา งเครง ครดั เพอื่ ปลกุ ตนใหป ฏบิ ตั ติ อ กนั ไปดจุ ดา ยสนเขม็ - เมอ่ื ถงึ ญาณน้ี จะไมม ใี จรวนเรคดิ จะเลกิ ปฏบิ ตั เิ หมอื นญาณทผ่ี า นมา ตง้ั ใจจรงิ ปฏบิ ตั จิ รงิ สตู าย - ผปู ฏบิ ตั ยิ อ มเหน็ ความวา งเปลา โดยทางทวาร ๖ และ ขนั ธ ๕๗๗ ๑๑. สงั ขารเุ บกขาญาณ ปญ ญาทก่ี ำหนดจนรเู หน็ วา จะหนไี มพ น จงึ เฉยอยู ไม ยนิ ดยี นิ รา ย ดจุ บรุ ษุ อนั เพกิ เฉยในภรยิ าทท่ี งิ้ ขวา งหยา รา งกนั แลว ญาณนป้ี รากฏทงั้ ในคมั ภรี ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณที่ ๙ ของญาณ ๗๓) และในคมั ภรี อ รรถกถา สาระ สำคญั ของญาณนกี้ ค็ อื ผปู ฏบิ ตั จิ ะมจี ติ ใจสงบวางเฉย ไมม ที กุ ขเวทนารบกวน และสามารถ กำหนดสภาวะตา งๆ ไดด ยี ง่ิ ผปู ฏบิ ตั ไิ ดเ หน็ คณุ คา ของการเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานเปน อยา ง มาก เมอื่ สงั ขารเุ ปกขาญาณถงึ ทสี่ ดุ แลว ญาณนม้ี ชี อื่ อกี อยา งวา สขิ าปต ตสงั ขารเุ ปกขา๗๘ ลกั ษณะและสภาวะของ สงั ขารเุ ปกขาญาณ คอื - ไมย นิ ดยี นิ รา ย กำหนดรปู นามไดง า ยทส่ี ดุ สม่ำเสมอ ไมเ ผลอจากรปู นาม - รสู กึ เพลดิ เพลนิ จนลมื เวลาไปกม็ ี ไมอ ยากไปไหน หรอื พบเหน็ ใคร และไมน กึ คดิ อะไรทงั้ สนิ้ นวิ รณท ง้ั หลายสงบลง เพราะสมาธดิ ใี จสงบแนว แนไ ปไดน านๆ - รปู นามไมค อ ยเหน็ ชดั แตก ำหนดไดด ี มใี จสงบดเี ปน ทส่ี ดุ ความเพยี รไมล ดถอยลง - ไมฟ งุ ซา น รำคาญใจ แมจ ะมเี สยี งมารบกวน - เวทนาไมม ารบกวน โรคภยั ไขเ จบ็ ตา งๆ กห็ าย จะหายไปไดโ ดยเดด็ ขาดบา ง เชน ๗๗พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๔๖-๔๙. ๗๘ จำรญู ธรรมดา, แปล, วปิ ส สนาชนุ ,ี พระมหาสสี ยาดอ, โสภณมหาเถระ, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พท พิ ยวสิ ทุ ธ,ิ์ ๒๕๔๐), หนา ๓๕๑.
3 - 56 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ โรคอมั พาต โรคประสาท โรคหดื โรคกระเพาะ โรคความดนั โลหติ สงู เปน ตน บาง โรคหายไปชว่ั คราวกม็ ี หรอื บางโรคหายไปเลยจรงิ ๆ กม็ ี - จิตไมแลบออกไปหาอารมณอ่ืน แนวแนอยูกับรูปนาม ไมจำเปนตองเปลี่ยน อริ ยิ าบถ นกึ วา นง่ั ครเู ดยี ว แตท แี่ ทน งั่ ไดน านอยู๗๙ ในระหวา ง มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ ปฏสิ งั ขาญาณ สงั ขารเุ ปกขาญาณ ทง้ั ๓ น้ี แทจ รงิ โดยใจความเปน อนั เดยี วกนั แตต า งกนั แคพ ยญั ชนะเทา นนั้ โดยแบง ออกเปน ออ น กลาง และสงู ๑๒. อนโุ ลมญาณ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนรเู หน็ ใหค ลอ ยไปตามอรยิ สจั ญาณนเ้ี รยี ก วา สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได ญาณน้ีไดปรากฏในคัมภีรขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ที่ เรยี ก วา ขนั ตญิ าณ๘๐ สว นชอื่ อนโุ ลมญาณ ปรากฏและแสดงอยใู นคมั ภรี อ รรถกถา๘๑ ใน ญาณนี้ ผูปฏิบัติจะพิจารณารูปนามวาเปนไตรลักษณ ตั้งแตอุทยัพพยานุปสสนาญาณ ถึง สงั ขารเุ ปกขาญาณ เหมอื นพระมหากษตั รยิ ท รงสดบั การวนิ จิ ฉยั คดขี องตลุ าการ ๘ ทา น แลว มพี ระราชวนิ จิ ฉยั อนโุ ลมตามคำวนิ จิ ฉยั ของตลุ าการทง้ั ๘ ทา นนน้ั ดงั นนั้ สจั จานโุ ลมกิ ญาณ (อนโุ ลมญาณ) จงึ ตรงกบั ขนั ตญิ าณ (ญาณท่ี ๔๑ ของ ญาณ ๗๓) ในคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั - ภทิ ามรรค ดงั ทพี่ ระสารบี ตุ รนำธรรม ๒๐๑ ประการมาจำแนกเปน ขนั ตญิ าณ เชน รปู ทร่ี ชู ดั โดยความไมเที่ยงเปนทุกข และเปนอนัตตา รูปใดๆ ท่ีพระโยคาวจรรูชัดแลว รูปน้ันๆ พระโยคาวจรยอ มพอใจ เพราะฉะนนั้ ปญ ญาทรี่ ชู ดั จงึ ชอื่ วา ขนั ตญิ าณ (ญาณในความ พอใจ) เนอ่ื งจากวา ญาณนอ้ี ยตู ดิ กบั อรยิ มรรค จงึ มชี อื่ อกี อยา งวา วฏุ ฐานคามนิ วี ปิ ส สนา ท่ี หมายถงึ วปิ ส สนาทก่ี ำลงั จะเขา ถงึ อรยิ มรรค สว นสงั ขารเุ ปกขาญาณ อนโุ ลมญาณ และ โคตรภญู าณ ทง้ั ๓ นนั้ มคี วามตอ เนอื่ งเปน วถิ เี ดยี วกนั กบั มรรคจงึ เรยี กวา วฏุ ฐานคามนิ ๘ี ๒ ลกั ษณะและสภาวะของอนโุ ลมญาณ คอื - อาการพอง-ยบุ จะปรากฏเรว็ เขา ๆ แลว กด็ บั วบู ลงไป และจะรชู ดั วา ดบั ตอนพอง หรอื ตอนยบุ ซง่ึ นคี่ อื อาการสำหรบั ผทู เี่ คยใหท านรกั ษาศลี มา โดยจะผา นทางอนจิ จงั ๗๙ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๕๒-๕๕. ๘๐ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๙๒/๑๕๓. ๘๑ ข.ุ ป. อ. (ไทย) ๖๘/๖๖-๖๗. ๘๒ จำรญู ธรรมดา, แปล, วปิ ส สนาชนุ ,ี พระมหาสสี ยาดอ, โสภณมหาเถระ, หนา ๓๕๑-๓๕๒.
3 - 57 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ - เวลากำหนดอาการพอง-ยบุ จะรสู กึ แนน อดึ อดั เมอื่ กำหนดไปๆ กจ็ ะดบั วบู ลงไป ซงึ่ นคี่ อื อาการสำหรบั ผเู คยเจรญิ สมถะสมาธเิ ปน ฐานมากอ นโดยจะผา นทางทกุ ขงั - พอง-ยบุ สม่ำเสมอกนั แผว เบา แลว กด็ บั วบู ลงไป ซง่ึ คอื อาการสำหรบั ผทู เ่ี คย สะสมบารมีทางการเจริญวปิ ส สนามากอ นโดยจะผา นทางอนตั ตา๘๓ ๑๓. โคตรภญู าณ ปญ ญาทกี่ ำหนดจนรเู หน็ พระนพิ พาน ทตี่ ดั ขาดจากโคตรปถุ ชุ น เปน โคตรอรยิ ชน ญาณนป้ี รากฏในคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณที่ ๑๐ ของ ญาณ ๗๓)๘๔ สาระสำคญั ของญาณนก้ี ค็ อื สภาวะจติ ของผปู ฏบิ ตั ไิ ดม นี พิ พานเปน อารมณ ขา มพน โคตรปถุ ชุ น บรรลถุ งึ อรยิ ชนโดยไมห วนกลบั มาอกี ความจรงิ ญาณนแี้ มม นี พิ พาน เปนอารมณ แตก็ไมสามารถท่ีจะทำลายกิเลสไดหมด เปรียบเหมือนบุรุษท่ีมาเขาเฝา พระราชา ไดเ หน็ พระราชาแลว แตท ไ่ี กล เมอื่ มคี นมาถามวา คณุ ไดเ หน็ พระราชาหรอื ยงั เขา กต็ อบวา ยงั เพราะเขายงั ไมไ ดเ ขา เฝา และทำกจิ ในราชสำนกั ไดเ สรจ็ สน้ิ ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั ๑๔. มรรคญาณ ปญญาที่กำหนดจนรูเห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเปน สมจุ เฉทประหาน ญาณนปี้ รากฏในคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณท่ี ๑๖ ของ ญาณ ๗๓)๘๕ สาระสำคญั ของญาณนกี้ ค็ อื ผปู ฏบิ ตั ไิ ดเ สวยนพิ พานเปน อารมณเ ปน ครงั้ แรก เหน็ แจง นโิ รธสจั ดว ยปญ ญาของตนเอง รปู นามดบั ไปในญาณนี้ หมดความสงสยั ใน พระรตั นตรยั โดยสน้ิ เชงิ มศี ลี ๕ มนั่ คงเปน นจิ กเิ ลสดบั ไปในญาณนี้ แมม โี ลภะ โทสะ โมหะ อยู แตจ างหายไปไดเ รว็ พลนั สามารถปด อบายภมู ไิ ดอ ยา งเดด็ ขาด ๑๕. ผลญาณ ปญ ญาทก่ี ำหนดจนรเู หน็ พระนพิ พาน โดยเสวยผลแหง สนั ตสิ ขุ ญาณ นป้ี รากฏในคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณที่ ๑๒ ของ ญาณ ๗๓)๘๖ สาระ สำคัญของญาณน้ีก็คือ ผูปฏิบัติถึงญาณน้ี แมกิเลสจะถูกประหานไปไดอยางเด็ดขาดดวย มรรคญาณ แตอ ำนาจของกเิ ลสกย็ งั เหลอื อยู เชน เดยี วกบั ทเ่ี อานำ้ ไปรดไอรอ นทเ่ี หลอื อยู ในพน้ื ทไ่ี ฟไหม แตไ ฟนนั้ ดบั แลว การประหานกเิ ลสดว ยผลญาณกม็ นี ยั เชน นี้ ๑๖. ปจ จเวกขณญาณ ปญ ญาทก่ี ำหนดจนรเู หน็ ในมรรคจติ , ผลจติ , นพิ พาน, กิเลส ๘๓ พระเทพสทิ ธมิ นุ ี (โชดก ป.๙), คมู อื สอบอารมณก รรมฐาน, หนา ๕๘-๕๙. ๘๔ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๕๙/๙๔. ๘๕ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๖๑/๙๙. ๘๖ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๖๓/๑๐๒.
3 - 58 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ทล่ี ะแลว และกเิ ลสทย่ี งั คงเหลอื อยู ญาณนป้ี รากฏในคมั ภรี ข ทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ญาณท่ี ๑๔ ของญาณ ๗๓)๘๗ สาระสำคญั ของญาณนก้ี ค็ อื ผปู ฏบิ ตั ไิ ดพ จิ ารณากเิ ลสที่ ตนละไดแ ละทตี่ นยงั ละไมไ ด สำหรบั กเิ ลสทยี่ งั ละไมไ ด ผปู ฏบิ ตั กิ จ็ ะมงุ หนา เจรญิ วปิ ส สนา- กมั มฏั ฐาน เพอื่ ทจ่ี ะไดบ รรลคุ ณุ ธรรมทสี่ งู ขนึ้ ไป จนกวา จะสำเรจ็ เปน พระอรหนั ต ในวปิ ส สนา- ญาณ ๑๖ ตงั้ แตญ าณท่ี ๓ สมั มสนญาณ จนถงึ ญาณที่ ๑๒ อนโุ ลมญาณ รวม ๑๐ ญาณ น้ี เรยี กวา วปิ ส สนาญาณ เพราะสมั มสนญาณนนั้ เรม่ิ เหน็ พระไตรลกั ษณแ ลว บางแหง กจ็ ดั วา วปิ ส สนาญาณมเี พยี ง ๙ คอื นบั ตง้ั แตญ าณที่ ๔ อทุ ยพั พยญาณ จนถงึ ญาณที่ ๑๒ อนโุ ลม ญาณ เพราะอทุ ยพั พยญาณเปน ญาณแรกทรี่ เู หน็ พระไตรลกั ษณ และกลมุ ญาณหรอื ปญ ญา เหลา นจี้ งึ ถกู จดั วา เปน ภาวนามยปญ ญา หรอื ปญ ญาทเ่ี ปน เสน ทางสพู ระนพิ พาน ฉ. เปรยี บเทยี บวปิ ส สนาญาณ ๑๖ ใน วสิ ทุ ธิ ๗ วสิ ทุ ธิ หมายถงึ พระนพิ พานอนั ปราศจากมลทนิ ทงั้ ปวง ทบี่ รสิ ทุ ธท์ิ ส่ี ดุ สว นหนทาง แหง วสิ ทุ ธิ (พระนพิ พาน) มชี อ่ื วา วสิ ทุ ธมิ รรค ซงึ่ เปน คมั ภรี ห รอื อบุ ายทเี่ ปน เครอ่ื งบรรลถุ งึ ซงึ่ วสิ ทุ ธิ ดว ยวธิ ปี ฏบิ ตั แิ ละหนทางเดยี วสคู วามบรสิ ทุ ธอิ์ นั ไดแ ก วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน หรอื หลกั ปฏบิ ตั ติ ามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔๘๘ ไมเ พยี งแตส ำหรบั นกั ปฏบิ ตั ทิ วั่ ไปเทา นนั้ การบรรลุ วปิ ส สนาญาณ ๑๖ ในวสิ ทุ ธิ ๗ ยงั เปน ขอ ปฏบิ ตั ทิ พี่ ระปจ เจกสมั พทุ ธเจา ผสู รา งอภนิ หิ าร บารมมี าตลอดเวลา ๒ อสงไขย กบั ๑๐๐,๐๐๐ กปั กต็ อ งปฏบิ ตั เิ พอ่ื บรรลพุ ระนพิ พาน เหมอื น กนั ทกุ พระองคใ นทกุ ยคุ สมยั ๘๙ นอกจากนน้ั วสิ ทุ ธิ ๗ ยงั เปรยี บเหมอื นรถ ๗ ผลดั ทพ่ี ระ สารบี ตุ รสอนไวใ นรถวนิ ตี สตู ร๙๐ ซงึ่ เปน วสิ ทุ ธมิ รรคหรอื ทางบรสิ ทุ ธท์ิ น่ี ำไปสคู วามหมดจดจาก กเิ ลสและกองทกุ ขท ง้ั ปวง วสิ ทุ ธมิ รรคทก่ี ลา วมานี้ ประกอบดว ย ๗ ระยะ หรอื บนั ได ๗ ขนั้ ทเ่ี ปน ทางเดนิ สคู วามบรสิ ทุ ธ์ิ อนั ไดแ ก๙๑ ๘๗ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๖๕/๑๐๖. ๘๘ สมเดจ็ พระพฒุ าจารย (อาจ อาสภมหาเถระ), แปลและเรยี บเรยี ง, วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๑, (กรงุ เทพฯ : บจก. อมรนิ ทร พรน้ิ ตง้ิ , ๒๕๓๓), หนา ๓. ๘๙ ธนติ อยโู พธ,์ิ วปิ ส สนานยิ ม, พมิ พค รงั้ ที่ ๗, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๗), หนา ๕๕. ๙๐ ม. ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๕๒/๒๗๓-๒๗๕. ๙๑ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๙ ปกณิ ณกสงั คหวภิ าค, หนา ๗๕-๗๖.
3 - 59 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๑. สลี วสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง สลี อนั บคุ คลทส่ี มบรู ณด ว ยจาตปุ ารสิ ทุ ธสิ ลี นน้ั ชอื่ วา ถงึ พรอ ม ดว ยสลี และเปน สลี วสิ ทุ ธิ สว นจาตปุ ารสิ ทุ ธสิ ลี ๔ ประเภท ในสลี วสิ ทุ ธิ ไดแ ก ก) ปาฏโิ มกขสงั วรสลี คอื การระวงั รกั ษา กาย วาจา ตามปาฏโิ มกข โดยการสมาทาน แลว ตงั้ อยใู นวริ ตั ิ เจตนางดเวน โดยไมล ว งสลี ๕ สลี ๘ สำหรบั ฆราวาส ถา เปน บรรพชติ กใ็ ห ตงั้ อยใู นสลี ๑๐ หรอื สลี ๒๒๗ ตามควรแกฐ านะ ข) อนิ ทรยี ส งั วรสลี คอื การสำรวมระวงั อนิ ทรยี ท งั้ ๖ คอื ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ เวน กนั้ ไมใ หบ าปอกสุ ลเกดิ ขน้ึ ได ค) อาชีวปาริสุทธิสีล คือ การรักษากาย วาจา เวน จากการทำการพดู เนอ่ื งดว ย มจิ ฉาชพี เลยี้ งชวี ติ มคี วามเปน อยดู ว ยความบรสิ ทุ ธ์ิ ขณะพดู ใหม สี ตริ ทู นั ทกุ คำพดู ขณะทำ การงานมเี ดนิ ยนื นงั่ นอน คู เหยยี ด เคลอื่ นไหวกาย ใหม สี ตริ ทู นั ทกุ อริ ยิ าบถนอ ยใหญ ขณะรบั ประทานอาหาร และขณะสวมเครอ่ื งนงุ หม เปน ตน กใ็ หม สี ตริ ทู นั ทกุ ขณะ ง) ปจ จยนสิ สติ สลี คอื การเวน จากการอาศยั ปจ จยั ทผี่ ดิ คอื ไมไ ดพ จิ ารณากอ นบรโิ ภค ปจ จยั ๔ ทต่ี นอาศยั มอี าหาร เครอื่ งนงุ หม ทอ่ี ยอู าศยั และยารกั ษาโรค เปน การเวน จาก การบรโิ ภคดว ยตณั หาและอวชิ ชา เมอ่ื มสี ลี บรสิ ทุ ธบ์ิ รบิ รู ณด แี ลว ชอื่ วา มรี ากฐานมน่ั คงที่ จะทำสมาธเิ พอ่ื ชำระใจใหบ รสิ ทุ ธอิ์ กี ตอ ไป แตถ า สลี ยงั ไมบ รสิ ทุ ธ์ิ มขี าด ดา งพรอ ย ทะลอุ ยู กย็ ากทจี่ ะทำใหบ งั เกดิ มสี มาธขิ นึ้ มาได สมาธทิ เี่ จรญิ ไวด ว ยสลี ยอ มมกี ำลงั มากและมผี ลานสิ งส มาก ปญ ญาทไ่ี ดเ จรญิ ไวด ว ยสมาธนิ นั้ ยอ มมกี ำลงั มากและมอี านสิ งสม าก จติ ใจทไ่ี ดเ จรญิ ไวด ว ยปญ ญานน้ั ยอ มหลดุ พน จากอาสวะทง้ั ๔ ไดโ ดยตนเอง๙๒ ๒. จติ ตวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง จติ คอื จติ ทบี่ รสิ ทุ ธจิ์ ากนวิ รณท ง้ั หลาย ขณะใดทจี่ ติ เปน ขณกิ สมาธิ อุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ ขณะน้ันเปนจิตท่ีปราศจากนิวรณ จึงไดช่ือวาเปน จิตต- วสิ ทุ ธิ จติ ตวสิ ทุ ธิ ในทางสมถกมั มฏั ฐาน หมายถงึ อปุ จารสมาธิ คอื สมาธทิ แี่ นว แนจ วน ๙๒ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๘๙-๙๐.
3 - 60 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ จะหรอื ใกลจ ะไดฌ านเขา ไปแลว ตลอดจนถงึ อปั ปนาสมาธิ คอื สมาธทิ แ่ี นบแนน อยา งแนว แน จนไดฌ านนนั้ ดว ย สว นในทางวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน สามารถใชแ คข ณกิ สมาธิ เพอ่ื เปน ฐาน ของการเจริญวิปสสนาในการมีสติรูทันปจจุบันแหงรูปนาม โดยไมเผลอไปจากปจจุบันธรรม ผลกค็ อื ความโลภ โกรธ และหลง กไ็ มส ามารถเกดิ ขนึ้ ได ตราบใดทรี่ ทู นั ปจ จบุ นั อยทู กุ ขณะอยา ง มนั่ คงดว ยจติ ทบ่ี รสิ ทุ ธจิ์ ากกเิ ลส๙๓ ๓. ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง ทฏิ ฐิ ปญ ญาทร่ี แู จง รปู นามตามความเปน จรงิ ไดช อ่ื วา ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ กลา วโดยโสฬสญาณ คอื การเหน็ แจง ญาณที่ ๑ คอื นามรปู ปรจิ เฉทญาณ องคธ รรมของ ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ ไดแ ก ปญ ญา ทเ่ี รยี กวา ภาวนามยปญ ญา เพราะเปน ปญ ญาทเ่ี กดิ จากวปิ ส สนา- กมั มฏั ฐาน ซง่ึ สามารถละสกั กายทฏิ ฐิ ความเหน็ ผดิ วา เปน ตวั เปน ตนเสยี ได๙๔ ๔. กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง การขา มพน จากความสงสยั เพราะเกดิ ปญ ญาทร่ี แู จง ปจ จยั ทใ่ี หเ กดิ รปู นาม คอื กรรม จติ อตุ ุ อาหาร แตใ นวสิ ทุ ธมิ รรคไดอ ธบิ ายไวว า รปู ทเี่ กดิ ขน้ึ นนั้ มธี รรม เปน เหตเุ ปน ปจ จยั ๕ อยา ง ไดแ ก ธรรม ๔ อยา ง คอื อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม (เพราะ เปน ผใู หเ กดิ ขนึ้ ) และ อาหาร (เพราะเปน ผอู ปุ ถมั ภ)๙๕ สว นปจ จยั ทใี่ หน ามเกดิ คอื อารมณ วตั ถุ มนสกิ าร พระโยคผี ทู ถี่ งึ แลว ซงึ่ กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ คอื ปจ จยปรคิ คหญาณ ยอ มพน จาก ความสงสยั ๘ ประการ ดงั น้ี ก) ความสงสยั ในพระพทุ ธเจา คอื สงสยั ในพระพทุ ธคณุ ๙ ประการมรี ายละเอยี ด แจง อยแู ลว ทพ่ี ทุ ธานสุ สติ ข) ความสงสยั ในพระธรรมเจา คอื สงสยั ในพระธรรมคณุ ๖ ประการ มรี ายละเอยี ด แจง อยแู ลว ที่ ธมั มานสุ สติ ค) ความสงสยั ในพระสงฆเ จา คอื สงสยั ในพระสงั ฆคณุ ๙ ประการ มรี ายละเอยี ด แจง อยแู ลว ทส่ี งั ฆานสุ สติ ๙๓ อา งแลว . ๙๔ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๙๖. ๙๕ พระเมธกี ติ โยดม (พณิ กติ ตฺ ปิ าโล), ธนติ อยโู พธ์ิ (แปล), วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๓, หนา ๒๕๕.
3 - 61 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ง) ความสงสยั ในการศกึ ษา ในขอ ปฏบิ ตั แิ หง พระพทุ ธศาสนา คอื สลี สมาธิ ปญ ญา จ) ความสงสยั ในอดตี กาลแตช าตปิ างกอ น ฉ) ความสงสยั ในอนาคตกาล ทจ่ี ะมมี าในชาตหิ นา ช) ความสงสยั ในปจ จบุ นั กาลในชาตนิ ี้ ซ) ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาท คือ ธรรมที่เปนเหตุใหเกิดผลตอเน่ืองกันโดยไม ขาดสาย ซง่ึ ทำใหต อ งวนเวยี นอยใู นสงั สารวฏั ๙๖ สรปุ ความแลว แมจ ะมคี วามสงสยั อเนกประการกต็ าม แตเ มอื่ ถงึ กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ แลว แจง ในปจ จยปรคิ คหญาณแลว กพ็ น จากการสงสยั ๒ ประการ คอื สงสยั ในพระพทุ ธ- ศาสนา และสงสยั ในปจ จยั แหง รปู นาม ปจ จยปรคิ คหญาณสามารถละอเหตกุ ทฏิ ฐิ (ความ เหน็ ผดิ วา ไมม เี หต)ุ ละวสิ มเหตกุ ทฏิ ฐิ (เหน็ ผดิ โดยยดึ ถอื เหตทุ ไี่ มเ หมาะไมส มควร) และละ กงั ขามลทฏิ ฐิ (มลทนิ หรอื ความหมน หมองอนั เกดิ จากความสงสยั เหลา นเี้ สยี ได) ผทู ข่ี า ม พน ความสงสยั คอื ไดป ฏบิ ตั จิ นไดแ จง กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ ผนู นั้ จะไดค วามเบาใจ ไดท พี่ งึ่ ทอ่ี าศยั ในพระพทุ ธศาสนา มคี ตอิ นั เทย่ี ง ชอ่ื วา “จฬู โสดาบนั ” ๕. มคั คามคั คญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง ญาณทร่ี วู า ทางหรอื มใิ ชท าง กลา วโดยโสฬสญาณ กเ็ หน็ แจง ญาณ ที่ ๓ ทชี่ อื่ วา สมั มสนญาณแลว และถงึ ญาณท่ี ๔ ทชี่ อ่ื วา อทุ ยพั พยญาณเพยี งตรณุ ะคอื เพยี ง อยา งออ นเทา นน้ั ยงั ไมถ งึ อทุ ยพั พยญาณทเ่ี รยี กวา พลวะ คอื อยา งกลา ซงึ่ ตรงนแี่ หละท่ี จะเกดิ วปิ ส สนปู กเิ ลสทเี่ ปน เครอ่ื งเศรา หมองและอปุ สรรคของวปิ ส สนา มถี งึ ๑๐ ประการ ไดแ ก ก) โอภาส มแี สงสวา งรงุ โรจนแ รงกลา สวา งกวา แตก าลกอ น ข) ปต ิ อม่ิ ใจเปน อยา งยงิ่ กวา ทไี่ ดเ คยพบเหน็ มา ค) ปส สทั ธิ จติ สงบเยอื กเยน็ มาก ง) อธโิ มกข นอ มใจเชอ่ื อยา งเลอ่ื มใสเดด็ ขาด ปญ ญากเ็ กดิ ไดย าก จ) ปค คหะ พากเพยี รอยา งแรงกลา ฉ) สขุ มคี วามสขุ สบายเหลอื เกนิ ชวนใหต ดิ สขุ เสยี ๙๖ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๙๘-๙๙.
3 - 62 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ช) ญาณ มปี ญ ญามากไป จะทำใหเ สยี ปจ จบุ นั ซ) อปุ ฏ ฐาน ตงั้ มน่ั ในอารมณร ปู นามจนเกนิ ไป จงึ เกดิ นมิ ติ ตา งๆ ฌ) อเุ บกขา วางเฉยมาก เปน เหตใุ หห ยอ นความเพยี ร ญ) นกิ นั ติ ชอบใจตดิ ใจในกเิ ลส ๙ อยา งขา งบนนนั้ ๙๗ เมอ่ื นนั้ จงึ นบั วา องคป ระกอบทง้ั ๙ นเี้ ปน วปิ ส สนปู กเิ ลส ทำใหว ปิ ส สนาเศรา หมอง ยนิ ดี พอใจอยูเพียงแคนี้ โดยเขาใจเสียวาตนเองสำเร็จมรรคผลแลว เปนปจจัยใหเกิดกิเลส เปน ทอี่ าศยั แหง คาหธรรม คอื ตณั หา มานะ ทฏิ ฐิ และเปน ชอ งใหอ กสุ ลธรรมเหลา อน่ื เกดิ ข้ึนอีกมากมาย ผูมีปญญายอมพิจารณาองคประกอบของวิปสสนูปกิเลสท้ัง ๙ และองค วปิ ส สนปู กเิ ลสแทๆ อกี ๑ คอื นกิ นั ติ วา สกั แตเ กดิ ขนึ้ แลว ดบั ไป เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ ดเ ชน นแี้ ลว วปิ ส สนากไ็ มเ ศรา หมอง ไมก ดี ขวาง แตจ ะเจรญิ ขน้ึ ตามลำดบั ตอ ไป ๖. ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความบริสุทธ์ิแหงญาณที่รูเห็นวา น่ีแหละเปนทางท่ีชอบแลว กลาวโดยโสฬสญาณ ก็ไดแก พลวอุทยัพพยญาณ (อยางกลา) ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ ปฏสิ งั ขาญาณ สงั ขารเุ ปกขาญาณ อนโุ ลมญาณ และนบั โคตรภญู าณรวม ดว ยโดยปรยิ ายโดยออ ม ๗. ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง ญาณทรี่ เู หน็ พระนพิ พานคอื มรรคญาณ ผลญาณ ปจ จเวกขณญาณ รวมดว ยโดยอนโุ ลมญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ไดแ ก มรรคญาณโดยตรงแตญ าณเดยี ว ซง่ึ มถี งึ ๔ ขน้ั คอื ก) ปฐมมรรค ไดแ ก โสดาปต ตมิ รรคญาณ เปน ปจ จยั ใหเ กดิ โสดาปต ตผิ ลญาณ โดย ไมม รี ะหวา งคนั่ สำเรจ็ เปน พระโสดาบนั ข) ทตุ ยิ มรรค ไดแ ก สกทาคามมี รรคญาณ เปน ปจ จยั ใหเ กดิ สกทาคามผี ลญาณ โดย ไมม รี ะหวา งคน่ั สำเรจ็ เปน พระสกทาคามี ค) ตตยิ มรรค ไดแ ก อนาคามมี รรคญาณ เปน ปจ จยั ใหเ กดิ อนาคามผี ลญาณ โดยไมม ี ๙๗ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๑๐๓-๑๐๔.
3 - 63 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ระหวา งคนั่ สำเรจ็ เปน พระอนาคามี ง) จตตุ ถมรรค ไดแ ก อรหตั ตมรรคญาณ เปน ปจ จยั ใหเ กดิ อรหตั ตผลญาณ โดยไมม ี ระหวา งคนั่ สำเรจ็ เปน พระอรหนั ต ผูท่ีผานปฐมมรรคเปนพระโสดาบันแลวเจริญวิปสสนากัมมัฏฐาน เพ่ือใหบรรลุมรรค เบอ้ื งบน คอื ทตุ ยิ มรรค เปน พระสกทาคามตี อ ไปนน้ั ใหเ รมิ่ กำหนดพจิ ารณาไตรลกั ษณ ความ เกดิ ดบั ของรปู นามตามนยั แหง อทุ ยพั พยญาณ ตอ จากนน้ั กก็ ำหนดพจิ ารณาไปตามลำดบั ญาณ จนกวา จะบรรลถุ งึ มรรคญาณ ผลญาณ และปจ จเวกขณญาณ อนั เปน ญาณสดุ ทา ย ผทู ผ่ี า น ทุติยมรรคเปนพระสกทาคามีแลวก็ดี ผูท่ีผานตติยมรรคเปนพระอนาคามีแลวก็ดี เจริญ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานเพอ่ื ใหบ รรลมุ รรคเบอื้ งบน กใ็ หเ รมิ่ ตน ทอี่ ทุ ยพั พยญาณซงึ่ เปน ญาณขน้ั ตน ของวปิ ส สนาญาณในชน้ั โลกยี ๙ ๘ สลี วสิ ทุ ธิ และ จติ ตวสิ ทุ ธิ ใน ๒ วสิ ทุ ธแิ รกนน้ั ไมใ ช วปิ ส สนาแท ตวั วปิ ส สนาแทห รอื ลว นๆ ไดแ ก วสิ ทุ ธิ ๕ ขอ หลงั จากนนั้ ไดแ ก ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ มคั คามคั คญาณ- ทสั สนวสิ ทุ ธิ ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ และญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ วปิ ส สนาแท ๕ ขอ นนั้ จะ เกดิ ขน้ึ ไดด ว ยการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานเทา นน้ั อยา งไรกด็ ี ศลี (สลี วสิ ุทธ)ิ และสมาธิ (จิตตวิสุทธิ) เปนฐานและเปนปจจัยท่ีมีประโยชนในการยกจิตขึ้นสูวิปสสนาแทสำหรับนัก ปฏิบัติทุกคน เพ่ือใหจิตเห็นพระไตรลักษณจนเกิดวิปสสนาญาณ ๑๖ ตามลำดับ ซ่ึงเปน เสน ทางสพู ระนพิ พาน๙๙ ๙๘ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๑๒๕-๑๒๖. ๙๙ พระธรรมวสิ ทุ ธกิ วี (พจิ ติ ร ฐติ วณโฺ ณ), วปิ ส สนาภาวนา, พมิ พค รง้ั ท่ี ๕, (กรงุ เทพฯ : หจก. โรงพมิ พม หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หนา ๑๓๔-๑๓๕.
3 - 64 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ตาราง (ก) เปรยี บเทยี บ วสิ ทุ ธิ ๗ กบั วปิ ส สนาญาณ ๑๖ วสิ ทุ ธิ ๗ วปิ ส สนาญาณ ๑๖ ๑. สลี วสิ ทุ ธิ ๒. จติ ตวสิ ทุ ธิ ๑. นามรปู ปรจิ เฉทญาณ ๓. ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ ๒. ปจ จยปรคิ คหญาณ ๔. กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ ๓. สมั มสนญาณ จนถงึ ๕. มคั คามคั คญาณทสั สนาวสิ ทุ ธิ ๔. อทุ ยพั พยญาณ (ตรณุ ) อยา งออ น ๖. ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ๔. อทุ ยพั พยญาณ (พลว) อยา งแก ๕. ภงั คญาณ ๗. ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ๖. ภยญาณ ๗. อาทนี วญาณ ๘. นพิ พทิ าญาณ ๙. มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ ๑๐. ปฏสิ งั ขาญาณ ๑๑. สงั ขารเุ บกขาญาณ ๑๒. อนโุ ลมญาณ ๑๓. โคตรภญู าณ ๑๔. มรรคญาณ ๑๕. ผลญาณ ๑๖. ปจ จเวกขณญาณ
3 - 65 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ หลักการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ก. หลกั วปิ ส สนาภมู ิ ๖ ของวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ธรรมอนั เปน ทตี่ ง้ั เปน ทางเดนิ ของวปิ ส สนา หรอื ทเ่ี รยี กวา วปิ ส สนาภมู ิ นน้ั มอี ยู ๖ หมวด คอื ขนั ธ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อนิ ทรยี ๒๒ อรยิ สจั ๔ และปฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ ธรรมทง้ั ๖ หมวดนแ้ี หละเปน ทต่ี งั้ เปน ทางเดนิ ของวปิ ส สนา เมอ่ื ยอ ลงแลว ไดแ ก รปู กบั นาม นนั่ เอง ฉะนน้ั การกำหนดรปู นามจงึ เทา กบั ปฏบิ ตั ภิ มู ทิ งั้ ๖ ดว ย วปิ ส สนากมั มฏั ฐานยอ ม ประกอบดว ยตวั กมั มฏั ฐานและผทู ำกมั มฏั ฐาน สถานทหี่ รอื สงิ่ ทใี่ หก ำหนด ไดแ ก รปู นาม คอื ตวั กมั มฏั ฐาน วปิ ส สนา คอื ตวั สติ (และวสิ ทุ ธิ ๗ พรอ มดว ยโพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ) เปน ผทู ำกมั มฏั ฐาน ไดแ กเ อาสตเิ ขา ไปตง้ั ไวท ก่ี าย เวทนา จติ ธรรม แลว กำหนดรรู ปู นามนี้ โดยทางอายตนะภายในกบั อายตนะภายนอกกระทบกนั ในขณะทร่ี ปู นามเกดิ เปน ปจ จบุ นั กาล ฉะนนั้ วปิ ส สนานจ้ี งึ รแู จง เหน็ จรงิ ในขนั ธ ๕ คอื รปู นาม อนั ปรากฏใหเ หน็ ชดั ดว ยลกั ษณะ เหมอื นกบั การเหน็ ตวั เสอื กย็ อ มเหน็ ลกั ษณะลายของเสอื ดว ย ฉนั นน้ั ลกั ษณะของขนั ธ ๕ คือรูปนามนั้น จึงเปนอารมณปรมัตถของวิปสสนา ดังนั้น วิปสสนากัมมัฏฐานตามแนว มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ใชอ ารมณข องวปิ ส สนาภมู ิ ทง้ั ๖ เปน ฐานในการ ปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนา แตใ นชว งเรมิ่ ตน ฝก จะมงุ เนน การปฏบิ ตั โิ ดยใชข นั ธ ๕ อายตนะ ๑๒ และ ธาตุ ๑๘ เปน พนื้ ฐานสำหรบั ผฝู ก หดั ใหม กลา วโดยยอ คอื การใชน ามและรปู หรอื อัตตภาพ รา งกายนน่ั เอง๑๐๐ ข. หลกั การปฏบิ ตั ติ ามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔ หลกั การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ยดึ หลกั ปฏบิ ตั ติ ามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔ และในมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร ๒๑ บรรพ ทม่ี เี ปา หมายใหม สี ติ ตอ รปู และนาม ตามธรรมชาตทิ มี่ นั เกดิ ขนึ้ ตามความเปน จรงิ มอี ยหู ลายวธิ ใี นการกำหนดสติ ๑๐๐ ฝา ยวปิ ส สนาธรุ ะ (รวบรวม), “คมู อื การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานเบอ้ื งตน ”, การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนาเพอื่ พฒั นาบคุ ลากร มหาวทิ ยาลยั รนุ ท่ี ๖, ๘-๑๒ สงิ หาคม ๒๕๔๘, มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , หนา ๕-๖.
3 - 66 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ สตปิ ฏ ฐาน ๔ ทถี่ กู ตอ ง ตอ งเปน สตซิ ง่ึ มพี ระนพิ พานเปน อารมณอ ยา งเดยี วเทา นน้ั ๑๐๑ แตส รปุ แลว ประชมุ ลงสตู ามหลกั สตปิ ฏ ฐานทงั้ ๔ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ -ิ เถร) ไดอ ธบิ ายแนวปฏบิ ตั ใิ นหลกั สตปิ ฏ ฐาน ๔ ไวว า ๑. กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื สตติ ามพจิ ารณากายเปน อารมณ ๒. เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื สตติ ามพจิ ารณาเวทนาเปน อารมณ ๓. จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื สตติ ามพจิ ารณาจติ เปน อารมณ ๔. ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื สตติ ามพจิ ารณาธรรมเปน อารมณ๑ ๐๒ สวนพระอาจารยกัมมัฏฐานาจริยะ อู ชะนะกาภิวังสะ ผูเปนศิษยของพระอาจารย มหาสีสยาดอ เจาสำนักที่สอนกัมมัฏฐานแบบเดียวกันกับแนวปฏิบัติของมหาวิทยาลัยมหา- จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ไดส อนหลกั ปฏบิ ตั ติ ามสตปิ ฏ ฐาน ๔ ไวด งั นค้ี อื ๑. กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื การมสี ตติ อ อาการทางกาย ๒. เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื การมสี ตติ อ อาการทางเวทนา ๓. จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื การมสี ตติ อ ความคดิ นกึ ๔. ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื การมสี ตติ อ ธรรมารมณ๑๐๓ ค. หลกั ธรรมเกอื้ หนนุ ในการบรรลธุ รรม หลกั ธรรมเกอื้ หนนุ ในการบรรลธุ รรมทเ่ี ปน ประโยชนต อ นกั ปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ไดแ ก ๑. องคแ หง การบรรลโุ สดาบนั ๔ ประการ ก) สัปปุริสสังเสวะ คือ การคบสัตบุรุษ ผูมีความรูสามารถแนะนำผูปฏิบัติ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานใหอ ยใู นเสน ทางทถ่ี กู ตอ ง ซงึ่ ไดแ ก พระวปิ ส สนาจารย ๑๐๑ พระเมธกี ติ โยดม (พณิ กติ ตฺ ปิ าโล), ธนติ อยโู พธ์ิ (แปล), วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๓, หนา ๔๐๔. ๑๐๒ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธเฺ ถร), โพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราช- วทิ ยาลยั , ๒๕๔๒), หนา ๓. ๑๐๓ พระกมั มฏั ฐานาจรยิ ะ อู ชะนะกาภวิ งั สะ, ธรรมบรรยายเกย่ี วกบั ธรรมปฏบิ ตั ,ิ (กรงุ เทพฯ : บจก. สหธรรมกิ , ๒๕๓๕), หนา ๖๐.
3 - 67 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ข) สทั ธมั มสั สวนะ คอื การฟง พระสทั ธรรมของพระพทุ ธองค ในทน่ี จ้ี ะมงุ เนน การบรรยายหลกั และวธิ กี ารปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน การสอบอารมณ และการแนะนำในการปรบั อนิ ทรยี ๕ ของการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานเพอื่ พฒั นาใหเ กดิ วปิ ส สนาญาณ ค) โยนโิ สมนสกิ าร คอื การกระทำไวใ นใจโดยแยบคาย ง) ธมั มานธุ มั มปฏปิ ต ติ คอื การปฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ รรม๑๐๔ ๒. สนธิ ๕ ประการ ของ พระกมั มฏั ฐาน๑๐๕ ก) อคุ คหะ คอื การเรยี นวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน (การกำหนดทร่ี ปู และนาม) ข) ปรปิ จุ ฉา คอื การสอบถาม (การสง และสอบอารมณข องการปฏบิ ตั )ิ ค) อปุ ฏ ฐาน คอื ความปรากฏแหง พระกมั มฏั ฐาน ง) อปั ปนา คอื ความแนว แนแ หง กมั มฏั ฐาน จ) ลกั ขณะ คอื ความกำหนดหมายและการทรงจำสภาวะของกมั มฏั ฐาน วา มลี กั ษณะอยา งไร ๓. หลกั ธรรม ๕ ประการ เพอ่ื เจโตวมิ ตุ ตแิ ละปญ ญาวมิ ตุ ติ สตู รท่ี ๑ หลกั ธรรม ๒ สตู ร ทพ่ี ระพทุ ธองคท รงแสดงไว ๕ ประการ ในเจโตสตู รวา ถา บคุ คล เจรญิ แลว ทำใหม ากแลว ยอ มมเี จโตวมิ ตุ ตเิ ปน ผลานสิ งส ยอ มมปี ญ ญาวมิ ตุ ตเิ ปน ผล มดี งั นี้ ก) พิจารณาเห็นวาไมงามในกาย ข) มคี วามสำคญั วา เปน ของปฏกิ ลู ในอาหาร ค) มีความสำคัญวาไมนายินดีในโลกทงั้ ปวง ง) พจิ ารณาเหน็ วา ไมเ ทย่ี งในสงั ขารทงั้ ปวง จ) เขา ไปตง้ั มรณสญั ญาไวใ นภายใน๑๐๖ ๑๐๔ ท.ี ป. (ไทย) ๑๑/๓๑๑/๒๘๖. ๑๐๕ สมเดจ็ พระพฒุ าจารย (อาจ อาสภมหาเถระ), แปลและเรยี บเรยี ง, วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๒, (กรงุ เทพฯ : บจก. อมรนิ ทร พรน้ิ ตง้ิ , ๒๕๓๓), หนา ๕๙-๖๐. ๑๐๖ อ. ป. (ไทย) ๒๒/๗๑/๑๑๙.
3 - 68 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๔. หลกั ธรรม ๕ ประการ เพอื่ เจโตวมิ ตุ ตแิ ละปญ ญาวมิ ตุ ติ สตู รที่ ๒ ก) ความสำคญั วา ไมเ ทยี่ ง ข) ความสำคญั วา เปน ทกุ ขใ นสง่ิ ไมเ ทยี่ ง ค) ความสำคญั วา เปน อนตั ตาในสงิ่ ทเ่ี ปน ทกุ ข ง) ความสำคญั ในการละ จ) ความสำคญั ในความคลายกำหนดั ๑๐๗ วิธีการปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ก. กจิ เบอ้ื งตน ทค่ี วรรู และควรทำกอ นเขา ปฏบิ ตั ิ ผใู ดประสงคจ ะเขา ปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน พงึ ทำกจิ อนั เปน เบอ้ื งตน เสยี กอ น ดงั ตอ ไปนี้ ๑. ควรตดั ปลโิ พธิ คอื ตดั ความหว งใยกงั วลกบั ภารกจิ ตา งๆ ใหห มดไป ๒. ตดั ความกงั วลเลก็ นอ ย ๓. ในวันที่จะเขาปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน ใหจัดเตรียมดอกไมธูปเทียน ไปถวาย สักการะพระอาจารยผูท่ีจะใหกัมมัฏฐานดวย ๔. จดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั แลว นงั่ กระโหยง ประณมมอื เปลง วาจาวา อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา พทุ ธงั ภะคะวนั ตงั อะภวิ าเทมิ (กราบดว ยเบญจางคประดษิ ฐ ๑ ครง้ั ) สว๎ ากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม ธมั มงั นะมสั สามิ (กราบดว ยเบญจางคประดษิ ฐ ๑ ครงั้ ) สปุ ะฏปิ น โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สงั ฆงั นะมามิ (กราบดว ยเบญจางคประดษิ ฐ ๑ ครงั้ ) ๕. นอ มนมสั การองคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ผทู รงประทานวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ดว ยบทวา นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธสั สะ (๓ หน) ๑๐๗ อ. ป. (ไทย) ๒๒/๗๒/๑๒๑-๒.
3 - 69 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๖. ปฏบิ ตั ใิ นสลี วสิ ทุ ธิ หมายถงึ ทำใหเ ปน ผบู รสิ ทุ ธค์ิ วรแกก ารปฏบิ ตั ใิ นสว นเบอ้ื งตน ดงั นี้ ก) ถา เปน พระภกิ ษุ ใหแ สดงอาบตั กิ อ น ข) ถา เปน สามเณรใหส มาทานศลี ๑๐ ค) ถา เปน อบุ าสก อบุ าสกิ า ใหส มาทานศลี ๕ หรอื ศลี ๘ หรอื อาชวี ฏั ฐมกศลี กอ นคำมอบอัตตภาพรางกายถวายตอ พระผูมีพระภาคเจา ๗. แผเ มตตา ๘. เจรญิ มรณานสุ สติ ๙. ระลกึ ถงึ ความจรงิ แหง ชวี ติ ๑๐. ระลกึ ถงึ บญุ ของตน ๑๑. อธษิ ฐานเจริญกรรมฐาน๑๐๘ ข. การสมาทานพระกมั มฏั ฐาน กอ นเรม่ิ ฝก ปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ผเู ขา ฝก ตอ งทำการสมาทานพระกมั มฏั ฐานกอ น ดงั ตอ ไปนี้ ๑. มอบอตั ตภาพรา งกายถวายตอ พระผมู พี ระภาคเจา ซง่ึ เปน สงั ฆบดิ ร ทรงประทาน วปิ ส สนาธรุ ะแกผ เู หน็ ภยั ในวฏั ฏะ วา ดงั นี้ อมิ าหงั ภนั เต ภะคะวา อตั ตะภาวงั ตมุ ห๎ ากงั ปะรจิ จะชาม๑ิ ๐๙ แปลความวา ขาแตพระองคผูเจริญ ขาพระองคขอมอบถวาย อัตตภาพรางกายนี้ แดพระผูมี พระภาคเจา การถวายอัตตภาพรางกายน้ีตอองคสมเด็จพระผูมีพระภาคเจา ก็ชื่อวาไดถวายแด พระธรรมวนิ ยั เพราะพระธรรมวนิ ยั เปน ตวั แทนพระพทุ ธองค เมอ่ื ปรนิ พิ พานไปแลว และ ไดช่ือวาถวายตัวแดพระสงฆดวย เพราะพระธรรมวินัยนั้นยอมประดิษฐานอยูท่ีพระภิกษุ ๑๐๘ พระธรรมวสิ ทุ ธกิ วี (พจิ ติ ร ฐติ วณโฺ ณ), การบรหิ ารจติ , พมิ พค รงั้ ท่ี ๘. (กรงุ เทพฯ : บจก. เซเวน พรน้ิ ตง้ิ กรปุ , ๒๕๔๖), หนา ๖๘. ๑๐๙ สมเดจ็ พระพฒุ าจารย (อาจ อาสภมหาเถระ), แปลและเรยี บเรยี ง, วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๑, หนา ๑๘๖.
3 - 70 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ผปู ฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบทง้ั หลาย ๒. มอบอตั ตภาพรา งกายตอ พระอาจารยผ สู อนกมั มฏั ฐาน เพอ่ื จะไดอ บรมสง่ั สอนไป ดว ยดี ไมม โี ทษแกอ าจารยผ สู อน เปน การมอบตวั เปน ลกู ศษิ ย ใหท า นแนะนำสง่ั สอน ใน สมยั พทุ ธกาล เมอ่ื พระพทุ ธองคย งั ทรงพระชนมช พี อยู ผปู รารถนาจะเจรญิ กมั มฏั ฐาน กจ็ ะ ไปขอกมั มฏั ฐานจากสำนกั ของพระองคโ ดยเฉพาะ เมอื่ มคี วามเขา ใจในแนวทางปฏบิ ตั เิ ปน อนั ดแี ลว จงึ พากนั ไปปฏบิ ตั ติ ามถ้ำ ตามปา พอสมควรแกเ วลาแลว กก็ ลบั มากราบทลู ถวายผลการ ปฏิบัติใหทรงทราบ ทำกันอยูอยางนี้ตลอดมาจนพระพุทธเจาปรินิพพาน เมื่อพระองค ปรนิ พิ พานแลว กไ็ ปขอจากพระอคั รสาวกเบอื้ งขวา เบอ้ื งซา ย เมอ่ื พระอคั รสาวกเบอ้ื งขวา เบอื้ ง ซา ยไมม ี กไ็ ปขอจากพระอรหนั ตข ณี าสพ เมอ่ื พระอรหนั ตข ณี าสพไมม ี กไ็ ปขอจากพระอนาคามี เมอ่ื พระอนาคามไี มม ี กไ็ ปขอจากพระสกทิ าคามี เมอื่ พระสกทิ าคามไี มม ี กไ็ ปขอจากพระ โสดาบนั เมอ่ื พระโสดาบนั ไมม ี กไ็ ปขอจากอาจารยผ ชู ำนาญในดา นการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนาธรุ ะ ทป่ี ระกอบดว ยองคค ณุ ๗ ประการ คำมอบอตั ตภาพรา งกายถวายตอ พระอาจารย วา ดงั น้ี อมิ าหงั ภนั เต อาจะรยิ ะ อตั ตะภาวงั ตมุ ห๎ ากงั ปะรจิ จะชามิ๑๑๐ แปลความวา ขา แตท า นอาจารยผ เู จรญิ ขา พเจา ขอมอบอตั ตภาพรา งกายนถ้ี วายตอ พระอาจารย ผลของการมอบอตั ตภาพรา งกายกอ นจะลงมอื ปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน ผปู ฏบิ ตั คิ วรจะมอบ ถวายอตั ตภาพรา งกายตอ พระผมู พี ระภาคเจา เสยี กอ น เหตรุ า ยตา งๆ ซงึ่ อาจทำใหเ ปน อปุ สรรค ขดั ขวางตอ การปฏบิ ตั ิ ไมส ามารถจะเกดิ ขน้ึ แกเ ราได ดว ยอำนาจแหง พระพทุ ธเจา คมุ ครอง ดงั มหี ลกั ฐานปรากฏในคมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรคอฏั ฐกถาแสดงไวว า เอวํ นยิ ยฺ ติ อปาเต ภยเภรเว ภยํ ตสสฺ นปุ ปฺ ชชฺ ติ นนุ นยิ ยฺ าทโิ ต อติ ิ ฯ แปลความวา ภยั นอ ยใหญจ ะไมเ กดิ ขน้ึ แกบ คุ คลผู มอบถวายอตั ตภาพไวแ ลว ตอ พระพทุ ธเจา อยา งนี้ ภยั จะเกดิ ขน้ึ แกบ คุ คลนน้ั ไมไ ดเ ลย เพราะ ไดมอบถวายอัตตภาพไวแลว ๓. ขอกมั มฏั ฐานกบั ทา นพระอาจารย หลงั จากไดม อบกายถวายตวั แลว วา นพิ พานสั สะ เม ภนั เต สจั ฉกิ ะระณตั ถายะ กมั มฏั ฐานงั เทหิ (นพิ พานมคั คทปี น)ี แปล ๑๑๐ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๑๘๗.
3 - 71 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ความวา ขา แตท า นผเู จรญิ ขอทา นจงโปรดใหก มั มฏั ฐานแกข า พเจา เพอ่ื ประโยชนแ กก าร กระทำใหแจงซึ่งพระนิพพานตอไป ๔. คำตง้ั สจั จอธษิ ฐาน เม่ือไดรับกัมมัฏฐานจากอาจารยแลว ก็เขาไปสูหองกัมมัฏฐาน จุดธูปเทียนบูชา พระรัตนตรัย อันเปนอามิสบูชาคร้ังสุดทาย เพราะตลอดเวลาแหงการปฏิบัติใหเปนไปดวย การปฏิบัตบิ ูชาอยางเดียว ตั้งจิตใจใหเขมแข็งมั่นคง นอมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ตลอดถึงคุณบิดามารดา ครู อุปชฌาย อาจารย และผูมี บุญคุณท้ังหลาย และระลึกถึงคุณของเหลาเทพเจาท่ีสิงสถิตอยู ณ สถานที่ใกลและที่ไกล ในที่ตางๆ ท่ีเปนสัมมาทิฏฐิ ตลอดจนบรรพบุรุษท่ีไดรักษาพระศาสนาตลอดมา แลวต้ัง สจั จอธษิ ฐานไวอ ยา งมนั่ คงวา “ถา ไมบ รรลผุ ลตามทต่ี นควรจะไดจ ะถงึ เมอื่ ใด ดว ยกำลงั แหง ความเพยี ร ดว ยความบากบน่ั อยา งไมท อ ถอย ถงึ แมว า เลอื ดเนอื้ จะเหอื ดแหง ไป เหลอื อยแู ต หนงั เอน็ กระดกู กต็ าม เมอื่ นนั้ เราจะสละกำลงั ทกุ สว น เพอ่ื กระทำใหแ จง ซง่ึ พระนพิ พาน ขออำนาจคณุ พระรตั นตรยั คณุ ของผมู พี ระคณุ และคณุ ของเทวดา ตลอดความสตั ยค วามจรงิ ท่ตี ั้งไวน้ี จงมาเปน พลวปจ จยั และคมุ ครองปองกนั อนั ตรายทั้งปวง ใหการปฏิบัตเิ ห็นธรรม รธู รรม ตามคำสงั่ สอนของพระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา เทอญ” ๕. คำแผเ มตตา เมอื่ อธษิ ฐานเสรจ็ แลว กแ็ ผเ มตตาใหแ กต วั เองและผอู น่ื ตลอดสรรพสตั วท ว่ั ไป ก) แผเ มตตาใหแ กต นเอง วา ดงั น้ี อะหงั สขุ โิ ต โหมิ ขอใหขาพเจา จงมคี วามสขุ อะหงั นทิ ทกุ โข โหมิ ขอใหข า พเจาจงปราศจากทุกข อะหงั อะเวโร โหมิ ขอใหขา พเจา จงปราศจากเวรภยั อะหงั อพั ย๎ าปช โฌ โหมิ ขอใหข า พเจา จงปราศจากอปุ สรรค อะหงั อะนโี ฆ โหมิ ขอใหขาพเจาจงปราศจากความลำบาก สขุ ี อตั ตานงั ปะรหิ ะรามิ รกั ษาตนใหม คี วามสขุ เถดิ
3 - 72 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ข) แผเ มตตาใหแ กค นอน่ื สตั วอ น่ื วา ดงั นี้ สพั เพ สตั ตา สตั วท ง้ั หลายทเ่ี ปน เพอื่ นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตายดว ยกนั ทง้ั หมดทง้ั สนิ้ อะเวรา โหนตุ จงเปน สขุ ๆ เถดิ อยา ไดม เี วรแกก นั และกนั เลย อพั ยาปช ฌา โหนตุ จงเปน สขุ ๆ เถดิ อยา ไดเ บยี ดเบยี นซง่ึ กนั และกนั เลย อนฆี า โหนตุ จงเปน สขุ ๆ เถดิ อยา ไดม คี วามทกุ ขก ายทกุ ขใ จเลย สขุ ี อตั ตานงั ปะรหิ ะรนั ตุ จงมคี วามสขุ กายสขุ ใจ รกั ษาตนใหพ น จากทกุ ขภ ยั ทง้ั สนิ้ เถดิ ๖. เจรญิ พทุ ธคณุ ธรรมคณุ และสงั ฆคณุ วา ดงั นี้ อติ ปิ โ ส ภะคะวา อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ วชิ ชาจะระณะสมั ปน โน สคุ ะโต โลกะวทิ ู อะนตุ ตะโร ปรุ สิ ะทมั มะสารถิ สตั ถา เทวะมะนสุ สานงั พทุ โธ ภะคะวาติ (แลว หมอบกราบลงวา ) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา พทุ เธ กกุ มั มงั ปะกะตงั มะยา ยงั พทุ โธ ปะฏคิ คณั ห๎ ะตุ อจั จะยนั ตงั กาลนั ตะเร สงั วะรติ งุ วะ พทุ เธฯ สว๎ ากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม สนั ทฏิ ฐโิ ก อะกาลโิ ก เอหปิ ส สโิ ก โอปะนะยโิ ก ปจ จตั ตงั เวทติ พั โพ วญิ หู ตี ิ (แลว หมอบกราบลงวา ) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ธมั เม กกุ มั มงั ปะกะตงั มะยา ยงั ธมั โม ปะฏคิ คณั ห๎ ตุ อัจจะยนั ตงั กาลนั ตะเร สงั วะรติ งุ วะ ธมั เมฯ สปุ ะฏปิ น โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อชุ ปุ ะฏปิ น โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ญายะปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปนโน ภะคะวะโต
3 - 73 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี- กะระณโี ย อะนตุ ตะรงั ปญุ ญกั เขตตงั โลกสั สาติ (แลว หมอบกราบลงวา ) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา สงั เฆ กกุ มั มงั ปะกะตงั มะยา ยงั สงั โฆ ปะฏคิ คณั ห๎ ตุ อจั จะยนั ตงั กาลนั ตะเร สงั วะรติ งุ วะ สงั เฆ ฯ ๗. ผทู เ่ี ปน พระอาจารยส อนจะกลา วใหโ อวาท และแนะนำหลกั ในการปฏบิ ตั ทิ เ่ี รยี กวา “ใหกัมมัฏฐาน” ตามสมควรแกเวลา ซ่ึงผูปฏิบัติจะตองจดจำและพึงนำไปเปนหลักในการ ปฏบิ ัตติ อไป๑๑๑ ค. ขอ ทค่ี วรเวน ในการเจรญิ กมั มฏั ฐาน ขอ ทค่ี วรเวน ในการเจรญิ กมั มฏั ฐาน มี ๗ ประการคอื ๑. กมมฺ ารามตา ประกอบกจิ อน่ื เสยี เชน เขยี นหนงั สอื อา นหนงั สอื สวดมนต เปน ตน อนั ไมใ ชก จิ ในการเจรญิ กมั มฏั ฐาน ๒. ภสสฺ รามตา มวั แตค ยุ กนั เสยี ไมต งั้ ใจกำหนด ๓. นทิ ทฺ ารามตา มวั แตเ หน็ แกน อน นอนมากทำความเพยี รนอ ย โยคบี คุ คล นอนแตน อ ยเพยี งคนื ละ ๔ ชวั่ โมง ตงั้ แต ๒ นาฬกิ า ถงึ ๖ นาฬิกากพ็ อ กลางวนั หา มนอน จงนกึ ถงึ คำเกา ทกี่ ลา วไวว า คชาพี ฤๅษผี อม นนั้ เปน เครอื่ ง เตือนใจ ๔. สงคฺ ณกิ ารามตา พอใจคลกุ คลอี ยกู บั หมคู ณะ ไมช อบอยตู ามลำพงั ๕. อคตุ ตฺ ทวฺ ารตา ไมส ำรวมทวารทงั้ ๖ ดว ยดี ๖. โภชเน อมตตฺ ฺ ตุ า ไมร จู กั ประมาณในการบรโิ ภค คอื กนิ อม่ิ เกนิ ไป ควร ๑๑๑ ฝา ยวปิ ส สนาธรุ ะ (รวบรวม), “คมู อื การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานเบอ้ื งตน ”, การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนาเพอ่ื พฒั นาบคุ ลากร มหาวทิ ยาลยั รนุ ท่ี ๖, ๘-๑๒ สงิ หาคม ๒๕๔๘, หนา ๘-๙.
3 - 74 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ คะเนวา อกี ๕ คำจะอมิ่ ใหห ยดุ เปน พอดี ๗. ยถาวมิ ตุ ตฺ ํ จติ ตฺ ํ น ปจจฺ เวกขฺ ติ จติ จบั อารมณใ ด ไมก ำหนดอารมณน นั้ หรอื จติ ตกไปโดยอาการใด ไมก ำหนดรโู ดยอาการนน้ั ๑๑๒ ง. ขอ ทคี่ วรปฏบิ ตั ใิ นการเจรญิ กมั มฏั ฐาน นอกจากตองปฏิบัติตามนัยท่ีตรงกันขามกับขอที่ควรเวน เชนประกอบแตกิจท่ีเพง กมั มฏั ฐานโดยไมป ระกอบกจิ อน่ื ตงั้ ใจกำหนดโดยไมค ยุ กบั ผอู นื่ เปน ตน ทงั้ ๗ ขอ นน้ั แลว ยงั มขี อ ทคี่ วรปฏบิ ตั อิ ยอู กี มากมายหลายประการ ทสี่ ำคญั อนั ควรยกขนึ้ มากลา วในทนี่ น้ี นั้ ไดแ ก ๑. ตอ งมขี นั ติ มคี วามอดทนพรอ มทงั้ ๓ ประการ คอื ก) อดทนตอ ความยากลำบาก ข) อดทนตอ ทกุ ขเวทนา ค) อดทนตอ ความเยา ยวนของกเิ ลส ๒. เพื่อใหขันติธรรมนั้นสมบูรณ จะตองตั้งใจอยางแนวแนในการเจริญ กมั มฏั ฐานวา แมเ นอื้ จะเหอื ดเลอื ดจะแหง คงเหลอื แตห นงั เอน็ กระดกู กจ็ ะไมท อ ถอยละเลกิ ไปจนกวา จะบรรลถุ งึ ธรรมทกี่ ำลงั บำเพญ็ เพยี รอยนู ี้ ๓. เพอื่ ใหส มประสงคต ามขอ ๒ จะตอ งกระทำอนิ ทรยี ใ หเ สมอกนั คอื สทั ธา กบั ปญ ญาจะตอ งเสมอกนั คหู นงึ่ วริ ยิ ะกบั สมาธอิ กี คหู นงึ่ นี้ กจ็ ะตอ งให เสมอกนั ดว ย ทง้ั นเี้ พราะ - สทั ธากลา ทำใหเ ชอ่ื อยา งงมงาย ไมค ำนงึ ถงึ เหตผุ ล - สทั ธาออ น ทำใหค วามเลอื่ มใสนอ ยเกนิ ควร ชวนจะใหเ ลกิ ปฏบิ ตั ิ - ปญ ญากลา ทำใหค ดิ ออกนอกลนู อกทาง - ปญ ญาออ น ทำใหไ มเ ขา ถงึ เหตผุ ลตามความเปน จรงิ - วริ ยิ ะกลา ทำใหค ดิ พลา น ฟงุ ซา นไป - วริ ยิ ะออ น ทำใหเ กยี จครา น - สมาธกิ ลา ทำใหต ดิ ในความสขุ นนั้ เสยี ๑๑๒ ขนุ สรรพกจิ โกศล (โกวทิ ปท มะสนุ ทร), ผรู วบรวม, คมู อื การศกึ ษาพระอภธิ รรม ปรจิ เฉทที่ ๙ ปกณิ ณกสงั คหวภิ าค, หนา ๓๑.
3 - 75 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ - สมาธอิ อ น ทำใหไ มถ งึ อปุ จารภาวนา อปั ปนาภาวนา - สว นสตไิ มม เี กนิ มแี ตข าดอยรู ่ำไป๑๑๓ จ. การกำหนด การกำหนด มาจากภาษาบาลวี า สลั ลกั ขณา เปน คำไวพจนข องคำวา วปิ ส สนา๑๑๔ และยังหมายถึง “ปริญเญยยะ” เชนคำวา “พองหนอ ยุบหนอ” ถือวาเปนการกำหนด ทกุ ขอรยิ สจั เพราะภาวะทพ่ี องยบุ เปน ความทกุ ขโ ดยสภาวะ แมจ ะไมไ ดร บั ความเจบ็ ปวด แต ก็เปนกอนทุกขของขันธ ๕ “รูปูปาทานขันธ” ที่อยูในหลักไตรลักษณ๑๑๕ การกำหนดรู (แนวยบุ หนอ-พองหนอ) คอื การใสใ จ การนกึ ในใจ การพดู ในใจ พรอ มกบั อาการทเี่ กดิ ขนึ้ ทาง กายและใจ ใหไ ดป จ จบุ นั ไมก อ นไมห ลงั กบั อาการทเี่ กดิ ขนึ้ คอื กำหนดและรอู าการไปพรอ ม กนั เหมอื นกบั การวางจติ เปน เพยี งผกู ำหนดรู แลว ปลอ ย อยา ไปอยากใหเ ปน อยา งนน้ั อยา ง นี้ กจ็ ะเหน็ ความเปน จรงิ หมายถงึ การกำหนดรตู ามสภาพทเี่ ปน จรงิ ๆ โดยไมม กี ารวเิ คราะห วิจารณใดๆ ทั้งสิ้น เทคนิคการปฏิบัติแนวพองยุบน้ัน จะไมใหไปวิเคราะหวิจารณ คือ กำหนดไปตรงๆ ทสี่ ภาวะนน้ั ๆ ปรากฏ โดยไมต อ งไปแยกแยะวา อนั ใดเปน รปู อนั ใดเปน นาม เพราะรูไปก็ยังเปนบัญญัติ หากสภาวะท่ีแทจริงยังไมเกิด แตก็ไมใหไปบังคับวาตองไมคิด ถาเกิดความคิดข้ึน ก็ใหกำหนดท่ีอาการคิด เพราะอาการคิดก็เปนอารมณวิปสสนา ให กำหนดเชนกัน แตส่ิงที่คิดวาอันนี้เปนนาม อันนี้เปนรูป เปนบัญญัติไมตองไปสนใจ คำวา “กำหนดรอู ารมณ” คอื การกำหนดแลว รอู ารมณอ ยา งใดอยา งหนง่ึ หมายถงึ เหน็ อารมณ ตา งๆ โดยความสน้ิ ไป โดยความเสอื่ มไป การกำหนดรอู ารมณค อื รปู นนั้ และเหน็ อารมณ คอื รปู นนั้ โดยความสน้ิ ไปและเสอ่ื มไป๑๑๖ ประโยชนข องการกำหนดรปู -นาม (ปรมตั ถอารมณ) มี ๖ ประการ คอื ๑. จติ ตงั้ มนั่ เปน สมาธิ (ขณกิ สมาธ)ิ ทำใหส มาธเิ จรญิ ขน้ึ และสตอิ ยกู บั ปจ จบุ นั ไดด ขี นึ้ ๒. เกดิ สตสิ มั ปชญั ญะละอตั ตาตวั ตน ๑๑๓ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๓๐-๓๑. ๑๑๔ อภ.ิ ธ. (ไทย) ๓๔/๕๘๔/๑๖๘-๙. ๑๑๕ พระศรวี รญาณ ว,ิ มารจู กั วปิ ส สนากรรมฐานแบบพองหนอ-ยบุ หนอ, (กรงุ เทพฯ : บจก. สหธรรมกิ , ๒๕๔๑), หนา ๔๒. ๑๑๖ พระเมธกี ติ โยดม (พณิ กติ ตฺ ปิ าโล), ธนติ อยโู พธ(์ิ แปล), วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๓, หนา ๓๓๗.
3 - 76 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๓. สงั่ สมเหตปุ จ จยั เพอ่ื เวน ไกลจากกเิ ลส ๔. รูถวนทั่วอยางวิเศษในปจจุบันขณะ ทำใหเทาทันตอสิ่งท่ีปรากฏ และเห็นอยาง ชดั เจนของอาการนั้น ๕. ละความเกยี จครา น สะสมญาณหยง่ั รู ๖. กอบกอู สิ รภาพกำราบกเิ ลส และสกดั กนั้ กเิ ลสไมใ หไ หลเขา สจู ติ เพิม่ ขน้ึ ๑๑๗ อานสิ งสข องการกำหนดพอง-ยบุ มี ๗ ประการ ไดแ ก ๑. สกั กายทฏิ ฐหิ าย เนอ่ื งจากขณะทเ่ี ขา ไปกำหนดรแู ลว กจ็ ะรวู า เชน พอง-ยบุ ทอี่ ยใู นตวั เรา มใิ ชเ รา สตั ว บคุ คล ตวั ตน เราเขา เมอ่ื เขา ใจอยอู ยา งนก้ี ช็ อ่ื วา ขจดั สกั กายทฏิ ฐไิ ด ๒. สมั มาทฏิ ฐมิ รรคเกดิ เมอ่ื ขณะกำหนด เชน พอง-ยบุ อยนู นั้ ความสำคญั มน่ั หมายวา พอง-ยบุ ของเราไม มี ความรสู กึ ยนิ ดยี นิ รา ยไมเ กดิ และไมม คี วามรสู กึ ยนิ ดยี นิ รา ยในโลภะ โทสะ และ โมหะ ผลคอื กิเลสกไ็ มเขา มาเจือในจิต ๓. ตทงั คปหาน ดบั กเิ ลสชวั่ ขณะ เมอ่ื กำหนดอยู กเิ ลสดบั ไปชวั่ ขณะ ดบั ไปหายไปชว่ั ขณะหนง่ึ จงึ เปน ตทงั คปหาน คอื ประหานกเิ ลส หรอื ดบั กเิ ลสชว่ั ขณะหนง่ึ มใิ ชต ลอดกาล ๔. เกดิ อนจิ จานปุ ส สนา ในขณะกำหนด จะเกดิ การเหน็ ถงึ ความตง้ั อยไู มไ ด “พอง-ยบุ ” ไมเ ทย่ี ง โดยมกี าร เกดิ ขนึ้ ตงั้ อยู และดบั ไปเปน ธรรมดา ๕. ทกุ ขสจั เมอื่ กำหนดอาการ เชน พอง-ยบุ อยู อาการนน้ั ๆ จะแสดงสภาวลกั ษณะใหเ หน็ วา พระไตรลกั ษณ การเกดิ ดบั เกดิ ความเบอื่ หนา ยและไมพ อใจในรปู นาม ทเี่ รยี กวา ทกุ ขภ ายในใจ ๑๑๗ พระอธกิ ารสมศกั ด์ิ โสรโท, คมู อื การพฒั นาจติ ตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ใิ หม, (กรงุ เทพฯ : บจก. ศรอี นนั ต การพมิ พ, ๒๕๔๖), หนา ๕๒.
3 - 77 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๖. สสั สตทฏิ ฐหิ าย ผลการจากกำหนดพอง-ยบุ ทำใหเ หน็ วา พองกเ็ กดิ ดบั ยบุ กเ็ กดิ ดบั มไิ ดเ นอ่ื งเปน อนั เดยี วกนั เมอ่ื เขา ใจอยา งนี้ เรยี กวา สนั ตตขิ าด คอื ความสบื ตอ ขาดไป ๗. อจุ เฉททฏิ ฐหิ าย เมอ่ื เขา ใจวา พอง-ยบุ มไิ ดเ ปน อนั เดยี วกนั รปู นามสงั ขารมไิ ดส บื ตอ เนอ่ื งกนั เปน อนั เดยี วกนั กท็ ำใหเ ขา ใจวา รปู นาม แตก าลกอ นไมม ี แตเ ดยี๋ วนเี้ กดิ มี ถงึ เกดิ มมี ากจ็ รงิ แต กต็ องแตกสลายไปดบั ไปเปน ธรรมดา มไิ ดส ญู สนิ้ ไป หากรปู นามยงั มกี เิ ลสอย๑ู ๑๘ หลกั การ ปฏบิ ตั คิ อื ใหเ ฝา สงั เกต จบั ตาดู หรอื ใหม สี ตอิ ยกู บั ปรากฏการณใ ดๆ กต็ าม ไมว า ทางรปู หรอื นาม ทมี่ นั เกดิ ขนึ้ ตามความเปน จรงิ การปฏบิ ตั นิ ม้ี ใิ ชเ พยี งวธิ ที เ่ี รยี บงา ยเทา นน้ั แตย งั เปน วธิ ที ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพอยา งยง่ิ ยวดอกี ดว ย ในการปฏบิ ตั ใิ หบ รรลผุ ลสำเรจ็ ตรงตามเปา หมาย คอื พระนพิ พาน ฉะนนั้ ความเพยี รเพอื่ ใหเ กดิ สตนิ เ้ี ปน สง่ิ ทสี่ ำคญั มาก ในการนำเราสทู สี่ ดุ แหง ทกุ ข ดงั นน้ั ไมว า รปู นามใดๆ ทไ่ี มต อ งกำหนดหรอื ไมต อ งมสี ตริ ทู นั แตล ะปรากฏการณ จงึ ไม มี และทกุ ๆ ปรากฏการณข องรปู และนาม จงึ ลว นแตต อ งกำหนดทง้ั นน้ั ตอ งเฝา จบั ตาสงั เกต ดตู ามทม่ี นั เปน จรงิ ในทกุ อริ ยิ าบถ ทงั้ ภายนอกและภายใน ซงึ่ สรปุ รวมกค็ อื การกำหนดรปู และนาม ใหไ ดป จ จบุ นั อยา งตอ เนอ่ื งในทกุ ๆ ขณะของจติ ทก่ี ำลงั รบั อารมณอ ยู เพอื่ เปน ปจ จยั ใหว ปิ ส สนาญาณเกดิ ขนึ้ เรอ่ื ยไปจนกระทง่ั เขา สพู ระนพิ พาน๑๑๙ การเจรญิ วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน เพอ่ื ตอ งการใหอ นิ ทรยี เ สมอกนั เปน สง่ิ ทส่ี ำคญั ทส่ี ดุ ถาหากจะพยายามปลุกแตสมาธิกันเรื่อยไปไมหยุดย้ัง จนกระทั่งเปนอุปจารสมาธิ และ อปั ปนาสมาธิ แบบทำสมถกมั มฏั ฐานแลว กจ็ ะไดส มาธมิ ากมายแตอ ยา งเดยี ว สว นศรทั ธา วริ ยิ ะ สติ ปญ ญา ทงั้ ๔ อยา งนก้ี เ็ กดิ นอ ยหรอื ไมเ กดิ เลย เปน อนั วา อนิ ทรยี ท ง้ั หลายไมเ สมอ กนั เมอื่ อนิ ทรยี เ หลอ่ื มล้ำตำ่ สงู ไมเ ทา กนั เชน นแ้ี ลว การบำเพญ็ วปิ ส สนากไ็ มไ ดผ ล วปิ ส สนา- ญาณจะเกิดข้ึนไมไดเลยหากขาดความเสมอกันแหงอินทรีย การบำเพ็ญวิปสสนาจึงไมใช ๑๑๘ พระมหาอเุ ทน ปญ ญาปรทิ ตั ต, รวมรวมเรยี บเรยี ง, การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากรรมฐานตามหลกั สตปิ ฏ ฐาน ๔, พระอาจารย ดร.ภทั ทนั ตะ อาสภเถระ ธมั มาจรยิ ะ อคั คมหากมั มฏั ฐานาจรยิ ะ, สำนกั วปิ ส สนา มลู นธิ วิ เิ วกอาศรม ชลบรุ ,ี หนา ๒๐-๒๔. ๑๑๙ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๖๔.
3 - 78 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ อปุ จาระและอปั ปนาสมาธิ แบบบำเพญ็ สมถะ เพราะสมาธจิ ะมากเกนิ ขนาดไป แตใ ชส มาธิ อกี ชนดิ หนง่ึ ชอ่ื วา ขณกิ สมาธิ คอื สมาธเิ ฉพาะขณะหนงึ่ ๆ เมอื่ ใชส มาธแิ ตพ อประมาณคอื ขณกิ สมาธนิ แ้ี ลว กม็ โี อกาสทจ่ี ะใหอ นิ ทรยี ท งั้ ๔ ทเ่ี หลอื เกดิ ขน้ึ อยา งเหมาะสม สรปุ วา การ บำเพญ็ วปิ ส สนาน้ี แทนทจ่ี ะใชส มาธมิ ากมาย กก็ ลบั ลดสมาธลิ งมาใหพ อควรกบั อนิ ทรยี อ น่ื ๆ ทเี่ หลอื เพอ่ื ใหเ กดิ ความเสมอกนั เมอื่ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานจำเปน ตอ งใชข ณกิ สมาธเิ ชน น้ี แต เวลาทปี่ ฏบิ ตั เิ ขา จรงิ การณก ลบั ปรากฏวา ในขณะทโ่ี ยคาวจรบคุ คลกำหนดรตู ามอาการโดย คำภาวนานน้ั หากขณกิ สมาธมิ กี ำลงั ออ นปรากฏไมช ดั เจน เชน ตง้ั สตกิ ำหนดภาวนาในใจ วา “พอง” นน้ั อาการพองนน้ั จะปรากฏตง้ั อยนู านกวา คำภาวนา คอื เพยี งแตอ าการพอง ปรากฏไดค รง้ั หนงึ่ คำภาวนาวา “พอง” กห็ มดเสยี แลว แตอ าการพองยงั มอี ยตู อ ไป เมอ่ื เปน เชน น้ี สมาธทิ เี่ กดิ จากคำภาวนาวา “พอง” กส็ ะดดุ หยดุ ลง ไมต ดิ ตอ ไปตามสภาวะของ อาการพองซงึ่ ยงั ปรากฏตอ ไปอยา งชดั เจน ใจของโยคบี คุ คลกจ็ ะกระวนกระวาย เพราะ สมาธมิ กี ำลงั นอ ยเกนิ ไป แตถ า เตมิ คำภาวนาลงไปอกี คำหนงึ่ กจ็ ะเปน การเพม่ิ กำลงั ใหส มาธิ ตง้ั อยนู านพอดกี บั อาการทปี่ รากฏ ตามสภาวะทเี่ ปน จรงิ ฉะนน้ั ทา นจงึ บญั ญตั ใิ หเ พมิ่ คำวา “หนอ” ซงึ่ ตรงกบั คำบาลวี า “วต” เขา ดว ย เมอื่ เตมิ เขา เชน น้ี สมาธยิ อ มจะดำเนนิ ไปได โดยสะดวกดี ถา จะเปรยี บ กเ็ หมอื นกบั แสงสวา งของไฟนอี อน ขณะกำลงั ไฟไมพ อ หากได หมอ เพม่ิ ไปมาชว ย แสงสวา งกจ็ ะแจม จา ไมม มี ดื สลวั หรอื ดบั อกี ตอ ไป เปน กมั มญั ญตาควร แกง านฉนั ใด คำวา “หนอ” กเ็ ปรยี บไดก บั หมอ เพม่ิ ไฟ คอื ทา นเพมิ่ เขา มาเพอ่ื ใหส มาธมิ กี ำลงั พอสมควร เมอ่ื สมาธไิ ดก ำลงั พอดี กเ็ ปน สมาธทิ เี่ รยี กไดว า กมั มญั ญตา ควรแกก ารเจรญิ วปิ ส สนา เรอื่ งนแี้ มจ ะอธบิ ายอยา งยดื ยาว กร็ สู กึ วา จะเขา ใจยาก แตท า นทเี่ คยปฏบิ ัติ วปิ ส สนาไดผ า นพบของจรงิ ในขอ นมี้ าแลว คงจะทราบไดด ี นอกจากนคี้ ำวา “หนอ” กไ็ ม เปน คำทนี่ า รงั เกยี จอะไร อยา งทบี่ างทา นรสู กึ ตะขดิ ตะขวงใจอยู เพราะในพระบาลพี ทุ ธฎกี า กม็ คี ำนป้ี รากฏอยดู งั้ เดมิ เชน อนจิ จฺ า วต = ไมเ ทย่ี งหนอ, อญฺ าสิ วต = ไดร แู ลว หนอ, อโห วต = โอห นอ ดงั นเี้ ปน ตน เทา ทกี่ ลา วมาแลว ทง้ั หมดน้ี พอทจี่ ะสรปุ ไดว า คำวา “วต หนอ” นี้มีประโยชนมาก ตอการบำเพ็ญวิปสสนา ซึ่งตองใชปญญาและความเพียรอยาง ละเอยี ดลกึ ซง้ึ และเปน ทน่ี า อศั จรรยใ นการทที่ า นบญั ญตั คิ ำนไี้ ว สำหรบั เปน ประโยคเขา กบั
3 - 79 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ คำภาวนาตามสภาวะของรปู นามทป่ี รากฏ นอกจากนน้ั วต แปลวา หนอ กไ็ ด หรอื แปลวา ธรรมทยี่ งั สรรพสตั วใ หข า มซงึ่ วฏั ฏสงสารกไ็ ด ดงั วเิ คราะหว า วฏฏ สสํ ารํ ตาเรตตี ิ - วโต (ธมโฺ ม) ธรรมใดยอ มยงั สรรพสตั วใ หข า มซง่ึ วฏั ฏสงสาร ฉะนนั้ ธรรมนัน้ ไดช อ่ื วา หนอ๑๒๐ ฉ. การปฏบิ ตั ใิ นอริ ยิ าบถยอ ยตา งๆ การปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน เพ่ือใหสติไดปจจุบันและเกิดความตอเน่ือง ใหผูฝก กำหนดในทกุ อริ ยิ าบถ นอกเหนอื จากยนื เดนิ นง่ั โดยใหก ำหนดอยา งละเอยี ดทกุ ขณะทจ่ี ติ ทำงาน๑๒๑ ประโยชนข องการกำหนดอริ ยิ าบถยอ ย มี ๕ ประการ๑๒๒ คอื - ปด ชอ งวา งการกำหนด ในอริ ยิ าบถอนื่ ๆ - ทำใหก ารกำหนดมคี วามตอ เนอ่ื งไมข าดสาย - วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญ ญา เกอ้ื กลู กนั คอ นขา งมาก - สง เสรมิ ใหอ นิ ทรยี ๕ เทา กนั (สทั ธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ และปญ ญา) - มคี วามรอบคอบ ไมห ลงลมื ชว ยเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการทำงานในดา นอนื่ ๆ ดว ย ๑. วธิ กี ำหนด เวลานอน และ ตน่ื นอน อริ ยิ าบถนอน เปน เรอ่ื งสำคญั อยา งยง่ิ ผปู ฏบิ ตั คิ วรใหค วามสำคญั ใหม าก อยา ปลอ ย ปละละเลยเปน อนั ขาด ตอ งเพยี รพยายามกำหนดใหไ ดท กุ ครง้ั ทน่ี อน อยา งตอ เนอ่ื ง และละเอยี ดทสี่ ดุ ถา ปฏบิ ตั ไิ ดช ำนาญแลว ในเวลาทเ่ี จบ็ ปว ย หรอื เวลาใกลจ ะตาย กจ็ ะ เปน ประโยชนอ ยา งยง่ิ ในอริ ยิ าบถนอน หากไมฝ ก จนชำนาญ จติ ทคี่ มุ อารมณเ วลาใกลต าย จะขาดพลัง วิธีปฏิบัติคอื ขณะที่เอนตัวลงจะนอน พึงกำหนดตามจริงของกิริยาอาการ และทา ทางของกายจนกวา จะนอน แลว กก็ ำหนดพองหนอ ยบุ หนอ จนกวา จะหลบั หลบั ไป เมอื่ ใดกไ็ มต อ งไปใสใ จ การมสี ตกิ ำหนดรตู วั อยเู สมอนี้ เปน การปฏบิ ตั ติ ามอริ ยิ าบถปพ พะ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานแหง มหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร ทวี่ า “เมอ่ื นอนอยกู ใ็ หร ชู ดั วา นอนอย”ู ๑๒๓ ๑๒๐ พระภทั ทนั ตะ อาสภมหาเถระ อคั รมหากมั มฏั ฐานาจรยิ ะ, วปิ ส สนาธรุ ะ, (กรงุ เทพฯ : บจก. ซี ๑๐๐ ดไี ซน, ๒๕๓๖), หนา ๒๕๓-๒๕๖. ๑๒๑ พระมหาไสว ญาณวโี ร, วปิ ส สนาภาวนา, หนา ๑๘๙-๑๙๐. ๑๒๒ พระอธกิ ารสมศกั ด์ิ โสรโท, คมู อื การพฒั นาจติ ตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ใิ หม, หนา ๕๓. ๑๒๓ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔.
3 - 80 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ นอกจากทา นอนปกติ ผปู ฏบิ ตั อิ าจจะนอนตะแคงแบบสหี ไสยาสน เอาขา งขวาลง หรอื ตะแคง ขวา วางเทา เหลอ่ื มเทา กไ็ ด๑๒๔ ประโยชนข องการนอนกำหนดอริ ยิ าบถ มี ๓ ประการคอื - ชว ยใหห ลบั งา ย และไมก งั วล - จิตเปน สมาธิไดงาย - เปนการพักผอน และเปนการเช่ือมโยงอิริยาบถอ่ืนใหสม่ำเสมอ เพ่ือเสริม สัมปชัญญะ๑๒๕ ขอ ควรระวงั ในอริ ยิ าบถนอน มี ๔ ประการ คอื - ถนี มทิ ธะ ความงว งเหงาหาวนอน เซอ่ื งซมึ เกดิ ขนึ้ ไดง า ย - ไมค วรนอนมากเกนิ ไปสำหรบั ผมู งุ ปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ อยา งมาก ไมค วรเกนิ ๖ ชว่ั โมง ความเกยี จครา นเกดิ ขน้ึ ไดง า ย อยา เหน็ แกน อนเกนิ ไป - ผปู ฏบิ ตั ทิ มี่ งุ ความสขุ สงบในชวี ติ ตอ งการหลบั พกั ผอ น กไ็ มต อ งตงั้ ใจกำหนดมาก๑๒๖ รายละเอยี ดวธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นอริ ยิ าบถตนื่ นอน คอื ใหผ ปู ฏบิ ตั ธิ รรมตน่ื นอนเวลา ๐๔.๐๐ น. โดยมเี สยี งระฆงั ตปี ลกุ ทกุ วนั เมอ่ื ตน่ื แลว กท็ ำกจิ วตั รสว นตวั โดยการกำหนดทกุ อยา ง จะขอ ยกตวั อยา งการกำหนดตงั้ แตต นื่ นอนมาใหด พู อเปน ตวั อยา ง (สำหรบั ผไู มเ คยกำหนด) ดงั นี้ ขณะรสู กึ ตวั ตน่ื นอน กำหนดวา ตนื่ หนอๆๆ (กำหนดทคี่ วามรสู กึ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ) หรอื ถา ได ยนิ เสยี งนาฬกิ าปลกุ หรอื เสยี งระฆงั กก็ ำหนดวา ไดย นิ หนอๆ ขณะลมื เปลอื กตาขน้ึ กำหนด วา ลมื หนอๆๆ ขณะเห็นภาพตา งๆ กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะกระพรบิ ตา กำหนดวา กระพรบิ หนอๆๆ ขณะขยบั ตวั ลกุ ขนึ้ กำหนดวา ขยบั หนอๆๆ ขณะคอ ยๆ ยนั ตวั ลกุ ขนึ้ กำหนดวา ลกุ หนอๆๆ ขณะนง่ั อยู กำหนดวา นงั่ หนอๆๆ ขณะลกุ ขนึ้ กำหนดวา ลกุ หนอๆๆ ขณะยนื อยู กำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขณะเดนิ ไปเปด ไฟ กำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา ง หนอ เมอ่ื ถงึ ทเี่ ปด ไฟ กำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขณะยกมอื ขนึ้ กำหนดวา ยกหนอๆๆ ขณะเคลอื่ น มอื ไป กำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะมอื ถกู สวติ ซไ ฟ กำหนดวา ถกู หนอ ขณะกดสวติ ซ กำหนดวา กดหนอ ขณะลดมอื ลงแนบลำตวั กำหนดวา ลงหนอๆๆ ถา จะเกบ็ ผา หม พบั ที่ ๑๒๔ พระมหาไสว ญาณวโี ร, วปิ ส สนาภาวนา, หนา ๑๘๖. ๑๒๕ พระอธกิ ารสมศกั ดิ์ โสรโท, คมู อื การพฒั นาจติ ตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ใิ หม, หนา ๕๓. ๑๒๖ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา ๕๔.
3 - 81 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ นอน กใ็ หก ำหนดรตู ามอาการนน้ั ๆ เชน ยกหนอ ไปหนอ จบั หนอ (ผา หม ) พบั หนอๆๆ ยก หนอ ไปหนอ วางหนอ เปน ตน สวนการกำหนดนอน ก็ใหกำหนดคลายๆ กัน ในทากลับกันกับการกำหนดต่ืนนอน โดยใหก ำหนดในทกุ อริ ยิ าบถใหล ะเอยี ดและชา ทสี่ ดุ อยา งตอ เนอื่ ง และกำหนดทที่ อ งพองหนอ ยบุ หนอ นอนหนอ หลบั หนอ จนกวา จะหลบั ไป เปน ตน ๒. วธิ กี ำหนดเปด -ปด ประตหู อ งน้ำ ขณะเดนิ ไปหอ งนำ้ กำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ ขณะยนื อยหู นา ประตู กำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขณะสายตาเหน็ ประตู กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะยกมอื ขน้ึ กำหนด วา ยกหนอๆๆ ขณะเคลอ่ื นมอื ไป กำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะทม่ี อื ถกู ประตู หรอื ลกู บดิ ประตู กำหนดวา ถกู หนอ (ถา รสู กึ เยน็ รอ น ออ น แขง็ กก็ ำหนดรตู ามความรสู กึ นน้ั ๆ) ขณะจบั กำหนดวา จบั หนอ ขณะหมนุ ลกู บดิ กำหนดวา หมนุ หนอๆๆ ขณะผลกั บานประตู กำหนด วา ผลกั หนอๆๆ ขณะปลอ ยมอื จากลกู บดิ กำหนดวา ปลอ ยหนอๆ ขณะกา วเขา ไปหอ งนำ้ กำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ ขณะยนื อยู กำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขณะกลบั ตวั เพอ่ื ปด ประตู กำหนดวา กลบั หนอๆๆ (กำหนดปด ประต)ู ขณะเหน็ ประตู กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะยกมอื ขนึ้ กำหนดวา ยกหนอๆๆ ขณะเคลอื่ นมอื ไป กำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะทมี่ อื ถกู ประตู หรอื ลกู บดิ ประตู กำหนดวา ถกู หนอ, จบั หนอ ขณะหมนุ ลกู บดิ กำหนดวา หมนุ หนอๆๆ ขณะดงึ บานประตปู ด กำหนดวา ดงึ หนอๆ ขณะกดลกู บดิ ประตู กำหนดวา กดหนอ ขณะปลอ ยมอื ลง กำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะกลบั ตวั กำหนดวา กลบั หนอๆๆ ขณะเดนิ ไป ทำอยา งอนื่ กำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ หมายเหตุ ถา สภาพของหอ งน้ำยอ มแตกตา งกนั ดงั นน้ั ใหก ำหนดตามสภาพแวดลอ ม โดยกำหนดใหล ะเอยี ดทส่ี ดุ เทา ทจ่ี ะทำชา ได ๓. วธิ กี ำหนดถา ยปส สาวะ และอจุ จาระ เมอื่ เขา หอ งน้ำเรยี บรอ ยแลว ถา จะทำกจิ หนกั เบา กใ็ หเ รมิ่ ตง้ั แตก ารกำหนดตน จติ ที่ อยากทำ แลว เรม่ิ กำหนดตง้ั แตก ารถอดผา การนง่ั การเบง การรสู กึ ทป่ี ส สาวะหรอื อจุ จาระ
3 - 82 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ เคลอื่ นทก่ี ารไดก ลน่ิ เปน ตน พยายามกำหนดใหไ ดร ายละเอยี ดมากทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะทำได ๔. วธิ กี ำหนด แปรงฟน ถา จะแปรงฟน กก็ ำหนดดงั นี้ ขณะเหน็ แปรงกำหนดวา เหน็ หนอๆๆ (เหน็ แปรงสฟี น ) ขณะเคลอื่ นมอื ซา ยไปจบั กำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะมอื ถกู แปรงสฟี น กำหนดวา ถกู หนอ ขณะจบั แปรง กำหนดวา จบั หนอ ขณะนำแปรงสฟี น มา กำหนดวา มาหนอๆๆ ตอ ไปกำหนด เอา ยาสฟี น ขณะเหน็ ยาสฟี น กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะเคลอ่ื นมอื ไปจบั กำหนดวา ไป หนอๆๆ ขณะมอื ถกู ยาสฟี น กำหนดวา ถกู หนอ ขณะจบั ยาสฟี น กำหนดวา จบั หนอ ขณะนำ ยาสฟี น มากำหนดวา มาหนอๆๆ ขณะยกมอื ไปจบั ยาสฟี น กำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะมอื ถกู ฝาปด ยาสฟี น กำหนดวา ถกู หนอ ขณะหมนุ ฝากำหนดวา หมนุ หนอๆๆ ขณะวางฝายาสฟี น ลง กำหนดวา ลงหนอๆๆ ถกู หนอ ปลอ ยหนอ ขณะยกแปรงมากำหนดวา ยกหนอๆๆ มา หนอๆๆ ขณะบบี ยาสฟี น ใส กำหนดวา บบี หนอๆๆ ขณะใสย าสฟี น กำหนดวา ใสห นอๆๆ ขณะยน่ื มอื ไปจบั ขนั น้ำ กำหนดวา ไปหนอๆๆ จบั หนอๆๆ (ขนั นำ้ ) มาหนอ อา หนอ ถกู หนอ (ถกู ปาก) อมหนอ บว นหนอ ขณะใสแ ปรงสฟี น เขา ปาก กำหนดวา ใสห นอๆๆ ขยบั หนอๆๆ หรอื ขนึ้ หนอๆ ลงหนอๆๆ ขณะอยากบว นปาก (ทำปากขมบุ ขมบิ ) กำหนดวา ขยบั หนอๆ บว นหนอ ขณะยกขนั นำ้ มา กำหนดวา ยกหนอ มาหนอ ถกู หนอ อา หนอ ยกหนอ ถกู หนอ ดดู หนอ เยน็ หนอ อมหนอ บว นหนอ เงยหนอ เหน็ หนอ (ใหก ำหนดรตู ามอาการเคลอื่ นไหว ตามทเี่ ปน จรงิ ทแ่ี สดงนเี้ พอ่ื เปน ตวั อยา ง) ๕. วธิ กี ำหนด อาบน้ำ และใสเ สอื้ ผา ขณะเหน็ ขนั นำ้ กำหนดวา เหน็ หนอ ขณะยกมอื ไป กำหนดวา ยกหนอ ไปหนอ ขณะมอื ถกู ขนั กำหนดวา ถกู หนอ ขณะจบั ขนั กำหนดวา จบั หนอ (ขนั นำ้ ) ขณะยกขนั ขน้ึ กำหนด วา ยกหนอ ขณะเคลอื่ นขนั ไป กำหนดวา ไปหนอ ขณะตกั น้ำ กำหนดวา ตกั หนอ ขณะนำ มา กำหนดวา มาหนอ ขณะเทนำ้ กำหนดวา เทหนอ ขณะรสู กึ เยน็ กำหนดวา เยน็ หนอ (ถา ตกั หลายขนั กก็ ำหนดเหมอื นเดมิ ) ขณะวางขนั ลง กำหนดวา วางหนอ ขณะเหน็ สบู กำหนด วา เหน็ หนอ (สบ)ู ขณะยกมอื ไปจบั กำหนดวา ยกหนอ ขณะเคลอื่ นมอื ไปจะจบั สบู กำหนด วา ไปหนอ ขณะจบั สบกู ำหนดวา จบั หนอ (สบ)ู ขณะนำสบมู า กำหนดวา มาหนอ ขณะ
3 - 83 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ถตู วั หรอื ใบหนา กำหนดวา ถหู นอ ถเู สรจ็ แลว เกบ็ สบเู ขา ทเ่ี ดมิ กำหนดวา ไปหนอ ขณะวาง สบลู ง กำหนดวา วางหนอ ขณะยกมือไปหยิบขันน้ำ กำหนดวา ยกหนอ ไปหนอ จับหนอ (ขันน้ำ) ไปหนอ ตกั หนอ มาหนอ เทหนอ เยน็ หนออาบเสรจ็ แลว ไปหยบิ ผาเชด็ ตวั กำหนดวา ยกหนอ, ไป หนอ, จบั หนอ (ผา เชด็ ตวั ), มาหนอ, เชด็ หนอๆๆ ตอ ไปจะนงุ ผา หม ผา กใ็ หก ำหนดตามอาการ ตามทร่ี สู กึ จรงิ ๆ เปน ธรรมชาตใิ หช า ๆ เทา ทจี่ ะทำได (การกำหนดกค่ี รงั้ อยรู ะยะของการเคลอ่ื น ไหว กำหนดไดค รงั้ มากเทา ไหรก ด็ เี ทา นนั้ ) ออกจากหอ งนำ้ มากก็ ำหนดปด ประตู ปด ไฟ กำหนด การหม ผา การสวมใสเ สอ้ื ผา เชน ยกหนอ ไปหนอ จบั หนอ มาหนอ ใสห นอ เปน ตน ให กำหนดตามอาการทเี่ ปน จรงิ ซงึ่ ไมล ำบากอะไรเลย ยกเวน แตเ ราจะขเ้ี กยี จกำหนดเทา นนั้ ใน การกำหนดอยทู หี่ อ งนน้ั เราจะตอ งมสี จั จะ ใหท ำความรสู กึ เหมอื นมคี รอู าจารยค อยดอู ยู เพราะ ถา เราไมก ำหนดกไ็ มม ใี ครเหน็ แตค รอู าจารยท า นรนู ะวา เราไมก ำหนด จะเสยี เวลาไปเทา ไหรก บั การกำหนดกช็ า งมนั เพราะขณะทเี่ รากำหนดอริ ยิ าบถยอ ยอยู ถอื วา เรากำลงั ปฏบิ ตั ิ วปิ ส สนาอยนู น่ั เอง คอื ไดศ ลี สมาธิ ปญ ญา พรอ มกนั ๖. วธิ กี ำหนดการเดนิ ไปสศู าลาปฏบิ ตั ธิ รรม เมอ่ื ถงึ เวลาปฏบิ ตั ธิ รรมตามตารางเวลาทที่ างสำนกั ฯ กำหนด ใหโ ยคที ป่ี ฏบิ ตั ทิ หี่ อ ง ก็ใหเร่ิมปฏิบัติอยูท่ีหอง โยคีท่ีตองการปฏิบัติท่ีศาลาปฏิบัติธรรมก็ไปได ถาเปนผูปฏิบัติ ธรรมใหม ควรทจี่ ะไปปฏบิ ตั ทิ ศ่ี าลาปฏบิ ตั ธิ รรม เพราะเมอ่ื ไปปฏบิ ตั ทิ ศ่ี าลาฯแลว จะทำใหเ รา มกี ำลงั ใจมคี วามเพยี รมากขน้ึ ประโยชนข องการลงปฏบิ ตั ธิ รรมรวมกนั ทศี่ าลาปฏบิ ัตธิ รรม กค็ อื ทำใหพ ระวปิ ส สนาจารยต รวจสอบการปฏบิ ตั ธิ รรมของโยควี า เดนิ ไดถ กู ตอ ง นงั่ ไดถ กู ตอ งหรอื ไม เพราะไดเ หน็ กบั ตา ถา ฟง จากการเลา เวลาสง อารมณแ ลว ยงั ไมช ดั แกอ ารมณ ใหล ำบากเหมอื นกนั และเมอื่ โยคเี หน็ คนอนื่ ตง้ั ใจปฏบิ ตั จิ รงิ ทำใหเ ราพลอยปฏบิ ตั จิ รงิ ไปดว ย เหน็ คนอน่ื เขาปฏบิ ตั ชิ า หรอื เดนิ นม่ิ ๆ เรากอ็ ยากทำอยา งนน้ั บา ง ทำใหเ กดิ ความเพยี รมมุ านะ ทจ่ี ะทำยง่ิ ๆ ขนึ้ และทำใหเ ราบงั คบั ใจตนเองได ถา อยคู นเดยี วทห่ี อ งมกั ตามใจตนเอง อยาก ทำกท็ ำ ไมอ ยากทำกไ็ มท ำ งว งกน็ อนเปน ตน เพราะไมม ใี ครรไู มม ใี ครเหน็ กอ นถงึ เวลาลง ปฏบิ ตั ธิ รรม (เชา มดื เวลา ๐๔.๐๐ น.) ใหผ ปู ฏบิ ตั ธิ รรมทำกจิ สว นตวั ใหเ รยี บรอ ย ตามทเี่ คย
3 - 84 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ แนะนำแลว ใหก ำหนดอริ ยิ าบถยอ ยใหล ะเอยี ดทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะทำได เมอ่ื แตง ตวั เรยี บรอ ยแลว กก็ ำหนดเปด -ปด ประตู ใสก ญุ แจหอ ง ดงั นี้ ขณะลกุ ขนึ้ ยนื กำหนดวา ลกุ หนอๆๆ ขณะยนื เตม็ ทก่ี ำหนดวา ยนื หนอๆ ขณะเดนิ ไปทป่ี ระตกู ำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ ขณะถงึ ประตยู นื อยกู ำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขณะเงยหนา ขนึ้ มองทม่ี อื จบั ประตู กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะยกมอื ไปจบั กำหนดวา ยก หนอๆๆ ไปหนอๆๆ ถกู หนอ จบั หนอ ผลกั หนอๆๆ ขณะเอามอื ลง กำหนดวา ลงหนอๆๆ กำหนด เดนิ ออกไปวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ เมอื่ เดนิ พน ประตเู ขา ไปแลว กำหนดยนื วา ยนื หนอๆๆ กำหนดกลบั ตวั วา กลบั หนอๆ ยกหนอๆๆ ไปหนอๆๆ ถกู หนอจบั หนอ ดงึ หนอๆๆ ขณะยกมอื ไปจบั กญุ แจคลอ งสายยู กำหนดวา ยกหนอ ไปหนอ จบั หนอ ใสห นอ กดหนอ ขณะกลบั ตวั กำหนดวา กลบั หนอๆๆ กอ นจะเดนิ ลงขา งลา ง ใหก ำหนดเกบ็ มอื กอ น โดยเอามอื ไขวก นั ไวข า ง หนา หรอื ขา งหลงั ไมป ลอ ยแกวง ไปมา เพอื่ ไมใ หร บกวนสมาธเิ วลากา วเดนิ ขณะทเี่ คลอื่ นมอื ซา ยมาไวท หี่ นา ทอ งนอ ยกำหนดวา เคลอ่ื นหนอๆๆ กำหนดชา ๆ ใจตามรอู าการเคลอื่ นไหวของ มอื ตง้ั แตย กขน้ึ จนกระทงั้ เคลอ่ื นมาแนบกบั ทอ งนอ ย ตาไมต อ งดมู อื เมอ่ื มอื ถกู ทอ งกำหนด วา ถกู หนอ มอื ขวา กก็ ำหนดเชน เดยี วกนั วา เคลอ่ื นหนอๆๆ ถกู หนอ จบั หนอ (จบั ทข่ี อ มอื ดกี วา จบั ทฝ่ี า มอื ) เสรจ็ แลว กำหนดรอู าการยนื วา ยืนหนอๆๆ ใหร สู กึ ในอาการยนื คอื อาการ ตง้ั ตรงของรา งกายทงั้ หมด ไมด เู ฉพาะสว นใดสว นหนงึ่ หรอื ดไู ลม าตง้ั แตศ รี ษะจรดเทา พอรู อาการดแี ลว กำหนดในใจวา ยนื หนอๆๆ ชา ๆ ใหก ำหนด และรอู าการยนื ควบคกู นั ไปดว ย อยา ทอ งแตป ากเฉยๆ แตใ จไมร อู าการ “ปากกำหนดและใจรอู าการ “ถา จะทำความเขา ใจวา ยนื เปน รปู จติ ทรี่ วู า ยนื เปน นาม กจ็ ะดี ขณะเดนิ ไปทบ่ี นั ไดกำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ย ยา งหนอ คำกำหนดกบั อาการตอ งเรม่ิ และสนิ้ สดุ พรอ มกนั ไมก อ นไมห ลงั กวา กนั จงึ จะเรยี ก วา กำหนดไดป จจบุ นั ขณะเดนิ อยใู หร ะวงั สายตา อยา เหลยี วซา ยแลขวา ใหท อดสายตาลง พนื้ หา งจากปลายเทา ประมาณ ๔ ศอก เมอื่ เดนิ มาถงึ บนั ไดทจ่ี ะลง ใหก ำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขณะยกเทา ขน้ึ กำหนดวา ยกหนอ ขณะเคลอ่ื นเทา ไปขา งหนา กำหนดวา ยา ง (เคลอ่ื น) หนอ ขณะหยอ นเทา ลงกบั บันได กำหนดวา ลงหนอ ขณะเทา ถกู พน้ื บนั ได กำหนดวา ถกู หนอ เทา ซา ยกก็ ำหนดเหมอื นเทา ขวา ยกหนอ ยา งหนอลงหนอ ถกู หนอ เมอื่ เดนิ ลงบนั ไดถงึ ดนิ เรยี บ
3 - 85 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ รอ ยแลว ใหก ำหนดรอู าการยนื วา ยนื หนอๆๆ ขณะกลบั ตวั กำหนดวา กลบั หนอๆ ขณะกลบั ใหมีสติกำหนดรูอาการที่เทายกขึ้นเคลื่อนไปและวางลง รูใหตรงกับอาการ แลวใหกำหนดรู อาการยนื วา ยนื หนอๆๆ ขณะยกเทา ขน้ึ กำหนดวา ยกหนอๆ เคลอ่ื นเทา ใสร องเทา พรอ ม กำหนดวา สวมหนอๆ หรอื เคลอ่ื นหนอๆๆ กไ็ ด ขณะเทา ถกู รองเทา กำหนดวา ถกู หนอ ขณะจะ หนั ตวั กลบั กำหนดวา กลบั หนอๆๆ ขณะออกเดนิ ไป กำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ เดนิ สศู าลาปฏบิ ตั ธิ รรม ในระหวา งเดนิ ไปสศู าลาปฏบิ ตั ธิ รรม มกั จะมมี ารมาขดั ขวางการ ปฏบิ ตั ธิ รรม เชน ความอยากจะดปู า ยประกาศ ปา ยคำกลอนตา งๆ อยากทราบวา ใครเดนิ สวนทางมา ใหห ยดุ เดนิ แลว กำหนดรอู าการอยากวา อยากดหู นอๆ เมอ่ื ความอยากหายแลว กเ็ ดนิ ตอ ไป หรอื มคี นเขา มาทกั ทาย กใ็ หห ยดุ เดนิ อยา มองสบตาเขา ใหท อดสายตาลงต่ำ ถา ไดย นิ เสยี งเขาพดู กใ็ หก ำหนดวา ไดย นิ หนอๆๆ ถา จะพดู โตต อบเขากใ็ หก ำหนดจติ ทอี่ ยาก จะพดู กอ นวา อยากพดู หนอๆๆ ขณะพดู กก็ ำหนดรอู าการทปี่ ากขยบั ขนึ้ ลง พดู ใหน อ ยและสนั้ และบอกวา “ตอ งขอโทษ ดว ย ดฉิ นั กำลงั อยรู ะหวา งเขา กรรมฐาน พระอาจารยท า นหา มไมใ หพ ดู มอี ะไรคอ ยพดู เมอื่ ดฉิ นั ออกกรรมฐานแลว ดฉิ นั ขอตวั ไปปฏบิ ตั ธิ รรมกอ นนะคะ ” พดู จบแลว กก็ ำหนดเดนิ ตอ ไป อยากจะขอรอ งผมู าปฏบิ ตั ธิ รรมทกุ ทา น หากไมม กี จิ จำเปน อยา ไดเ ขา ไปพดู คยุ ทกั ทาย กบั ผทู มี่ าปฏบิ ตั ธิ รรมเลย เพราะจะทำใหผ นู น้ั เสยี สมาธิ ขาดการกำหนดทตี่ อ เนอ่ื ง และเปน บาปตดิ กบั ตวั ทา นเอง ทง้ั เปน การทำผดิ กฎระเบยี บของสำนกั ฯ ดว ย ๗. วธิ กี ำหนดในศาลาปฏบิ ตั ธิ รรม เมือ่ เดินไปจนถึงชายคาของศาลาปฏิบตั ธิ รรมแลว ใหห ยุดยืนท่รี มิ ฟุตบาท กำหนดรู อาการยนื วา ยนื หนอๆๆ ขณะถอดรองเทา กำหนดวา ถอดหนอๆๆ ทงั้ ขา งซา ยและขวา เมอ่ื ถอดเสรจ็ เรยี บรอ ยแลว กำหนดรอู าการยนื อกี ครงั้ ขณะเดนิ กำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ เหมอื นทเ่ี คยกำหนดมา ขณะเหน็ ผา เชด็ เทา กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะเชด็ เทากำหนดวา เช็ดหนอๆๆ เมื่อมาถึงท่ีประตูเขา ใหหยุดกำหนดรูอาการยืนวา ยืนหนอๆๆ ขณะเงยหนา ขนึ้ มองทมี่ อื จบั ประตู กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะยกมอื ไปจบั กำหนดวา ยก หนอๆๆ ไปหนอๆๆ ถกู หนอ จบั หนอ เลอ่ื นหนอๆๆ ขณะเอามอื ลงกำหนดวา ลงหนอๆๆ กำหนด
3 - 86 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ เดนิ เขา ไปวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ เมอ่ื เดนิ พน ประตเู ขา ไปแลว กำหนดยนื วา ยนื หนอๆๆ กำหนดกลบั ตวั วา กลบั หนอๆๆ ยกหนอๆๆ ไปหนอๆๆ ถกู หนอ จบั หนอ เลอ่ื นหนอ (เลอ่ื นปด ) กลบั หนอๆๆ ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ ๘. วธิ กี ำหนดหยบิ อาสนะมานง่ั เมอ่ื ถงึ ทอ่ี าสนะวางไวใ หห ยดุ ยนื กำหนดรอู าการยนื วา ยนื หนอๆๆ เงยหนา ขน้ึ หนดวา เงยหนอๆๆ ขณะเหน็ ผา อาสนะกำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะยน่ื มอื ไปจบั อาสนะกำหนดวา ยก หนอๆๆ ไปหนอๆๆ จบั หนอๆๆ ขณะดงึ อาสนะมากำหนดวา ดงึ หนอๆๆ ลงหนอๆๆ แลว เดนิ ไปหาทจี่ ะนงั่ สมาธิ กำหนดเหมอื นการเดนิ ทว่ั ไป คือ ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ เมอื่ ไป ถงึ ทจ่ี ะนงั่ แลว ใหก ำหนดการปอู าสนะวา ยนื หนอๆๆ ขณะกม ตวั ลงกำหนดวา กม หนอๆๆ เมอ่ื อาสนะถกู พนื้ กำหนดวา ถกู หนอๆๆ ขณะปลอ ยอาสนะลง กำหนดวา ปลอ ยหนอๆๆ ขณะยืดตัวขึ้นกำหนดวา ยืดหนอๆๆ เม่ือยืนเต็มท่ีแลวกำหนดอาการยืนวา ยืนหนอๆๆๆ ขณะปลอ ยแขน กำหนดวา ปลอ ยหนอๆๆ ทลี ะขา ง ขณะยอ ตวั ลงกำหนดวา ยอ หนอๆๆ หรอื ลงหนอๆๆ ใหรูตามอาการเครงตึงและอาการเคล่ือนไหวของกาย ขณะเคลื่อนมือยันพ้ืน กำหนดวา ยนั หนอ หรอื ถกู หนอ ขณะหวั เขา ถกู พนื้ กำหนดวา ถกู หนอ ขณะยกมอื มาวาง ทหี่ วั เขา ขวาซา ยกำหนดทลี่ ะขา งวา ยกหนอ มาหนอ วางหนอๆๆ กำหนดรอู าการนง่ั คอื อาการ เครง ตงึ ตง้ั ตรงของกายสว นบน กำหนดวา นง่ั หนอๆๆ วธิ กี ำหนดถอดแวน ตา ขณะเออื้ มมอื ไปกำหนดวา เคลอื่ นหนอๆๆ ขณะมอื ถกู ขาแวน กำหนดวา ถกู หนอ จบั หนอ ขณะดงึ แวน ออกกำหนดวา ดงึ หนอๆๆ ขณะวางแวน ลงกำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะแวน ถกู พนื้ กำหนดวา ถกู หนอ ขณะปลอ ยมอื กำหนดวา ปลอ ยหนอๆๆ ขณะยกมอื มาวางบนหวั เขา เหมอื นเดมิ กำหนดวา มาหนอๆๆ ควำ่ หนอๆๆ ลงหนอๆๆ ถกู หนอ ๙. วธิ กี ำหนดกราบพระ กอ นทผ่ี ปู ฏบิ ตั ธิ รรมจะเดนิ จงกรม หรอื นง่ั สมาธทิ กุ ครงั้ ใหก ราบพระกอ น ดว ยการ กราบแบบมสี ตกิ อ น เปน การอนุ เครอื่ ง โดยเรมิ่ จากการนง่ั กระโยง หรอื นงั่ ทบั เทา กไ็ ด ตวั ตรง หลงั ตรง ศรี ษะตรง กำหนดจติ อยากจะกราบกอ นวา อยากกราบหนอๆๆ ขณะหลบั ตา กำหนด วา หลบั หนอๆๆ ตอ จากนน้ั ใหก ำหนดกราบพระ อยา งละเอยี ด
3 - 87 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๑๐. วธิ กี ำหนดสวมแวน ตา ขณะอยากใสแวนตากำหนดวา อยากหนอๆๆ ขณะเอ้ือมมือไปกำหนดวา เคลื่อน หนอๆๆ ขณะมอื ถกู ขาแวน กำหนดวา ถกู หนอ.. จบั หนอ ขณะยกแวน ขนึ้ มากำหนดวา ยก หนอๆๆ ขณะเคลอื่ นแวน มากำหนดวา เคลอ่ื นหนอๆๆ ขณะขาแวน ถกู หนา กำหนดวา ถกู หนอ ขณะดนั แวน เขา ไป กำหนดวา ดนั หนอๆๆ ขณะปลอ ยมอื ลงกำหนดวา ปลอ ยหนอๆๆ ลงหนอๆๆ ขณะมอื ถกู หวั เขา กำหนดวา ควำ่ หนอๆๆ … ถกู หนอ ๑๑. วธิ กี ำหนด กอ นลกุ ขน้ึ เดนิ จงกรม เมอ่ื กราบเสรจ็ แลว คอ ยๆ ลกุ ขนึ้ ชา ๆ โดยกำหนดจติ กอ นวา อยากลกุ หนอๆ แลว คอ ยๆ เอามอื สองขา งยนั ตวั ลกุ ขนึ้ ชา ๆ ขณะยกมอื ไปยนั พน้ื กำหนดวา ยกหนอ ไปหนอ ยนั หนอ แลว กำหนดรอู าการขน้ึ ของรา งกาย กำหนดวา ขนึ้ หนอๆๆ จนรา งกายตง้ั ตรง แลว กำหนดรู อาการนนั้ วา ยนื หนอๆๆ กอ นทจี่ ะเดนิ จงกรม ใหเ กบ็ มอื กอ น โดยเอาไขวก นั ไวข า งหนา หรอื ขา งหลงั ไมป ลอ ยแกวง ไปมา เพอื่ ไมเ ปน การรบกวนสมาธเิ วลากา วเดนิ ขณะทเ่ี คลอ่ื นมอื ซา ยมาไวท หี่ นา ทอ งนอ ย กำหนดวา เคลอื่ นหนอๆๆ เมอ่ื มอื ถกู ทอ งกำหนดวา ถกู หนอ มอื ขวากก็ ำหนดเชน เดยี วกนั วา เคลอื่ นหนอๆๆ ถกู หนอ จบั หนอ (จบั ทขี่ อ มอื ) ใหร สู กึ ในอาการ ยนื หมายความวา เรารวู า เรายนื อยโู ดยอาการอยา งไร กก็ ำหนดทค่ี วามรสู กึ นนั้ วา ยนื หนอๆ การกำหนดใหกำหนดดวยใจ มิใชกำหนดดวยปาก ขณะท่ีกำหนดนั้นใจจะตองจดจออยูท่ี ความรสู กึ ถงึ อาการยนื สว นคำทใ่ี ชก ำหนดเหมอื นกบั การสำทบั กบั จดุ ทใี่ จกำหนดอยู เหมอื น เปน พยานวา เรากำลงั มสี ตใิ นการกำหนดรอู ยเู ปน ปจ จบุ นั ๑๒. วธิ กี ำหนด ฉนั อาหาร วธิ กี ำหนด ขณะฉนั อาหารพอเปน ตวั อยา ง เมอ่ื จดั อาหารใสจ าน และนง่ั เอามอื วาง บนหวั เขา แลว ใหเ รม่ิ กำหนดดงั น้ี ขณะเออื้ มมอื ไปจบั ชอ นกำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะมอื ถกู ซอ น กำหนดวา ถกู หนอ ขณะจบั กำหนดวา จบั หนอ ขณะไปตกั อาหารกำหนดวา ไป หนอๆๆ ขณะซอ นถกู อาหารกำหนดวา ถกู หนอ ขณะตกั กำหนดวา ตกั หนอๆๆ ขณะยก อาหารมากำหนดวา มาหนอๆๆ ขณะเทอาหารใสข า วกำหนดวา เทหนอๆ ขณะคนอาหาร
3 - 88 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ กบั ขา วกำหนดวา คนหนอๆๆ ขณะตกั อาหารกบั ขา วกำหนดวา ตกั หนอๆๆ ขณะยกขน้ึ กำหนดวา ยกหนอๆๆ ขณะทช่ี อ นถงึ ปากกำหนดวา ถงึ หนอ ขณะอา ปากกำหนดวา อา หนอๆๆ ขณะใสช อ นเขา ปากกำหนดวา ใสห นอ ถา รถู งึ รสอาหาร กำหนดวา รสหนอๆๆ ขณะปด ปากกำหนดวา ปด หนอ ขณะดงึ ซอ นออกกำหนดวา ดงึ หนอ ขณะมอื ลงกำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะซอ นถกู จานกำหนดวา ถกู หนอ ขณะเคยี้ วอาหารกำหนดวา เคย้ี วหนอๆๆๆ โดยเอาสตริ ทู อ่ี าการเคลอ่ื นไหวของขากรรไกรทกี่ ำลงั เคยี้ วอยู (ควรหลบั ตาเคยี้ ว) ขณะกลนื อาหารกำหนดวา กลนื หนอๆๆ แลว เรม่ิ กำหนดตกั ใหม ใหก ำหนดอยา งนไี้ ปจนอม่ิ ขณะรสู กึ อม่ิ กำหนด อม่ิ หนอๆๆ เมอื่ อมิ่ แลว จะดมื่ นำ้ ใหก ำหนดตามนี้ ๑๓. วธิ กี ำหนด ดมื่ น้ำ ขณะฉนั อาหารอยหู รอื ฉนั อมิ่ แลว ถา จะดมื่ น้ำใหก ำหนดตามตวั อยา งนี้ ขณะรสู กึ อยาก ดม่ื นำ้ กำหนดวา อยากดมื่ หนอๆๆ ขณะเหน็ ขวดนำ้ กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะเออ้ื มมอื ไปจบั ขวดนำ้ กำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะมอื ถกู ขวดน้ำกำหนดวา ถกู หนอ ขณะจบั กำหนด วา จับหนอ ขณะนำขวดไปกำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะเทนำ้ ลงกำหนดวา เทหนอๆๆ ขณะเอยี งขวดขน้ึ ตงั้ กำหนดวา ขนึ้ หนอๆๆ ขณะวางขวดลงกำหนดวา ลงหนอๆๆ ถกู หนอ ขณะปลอยมือกำหนดวาปลอยหนอๆๆ ขณะเคล่ือนมือไปจับแกวกำหนดวา ไปหนอๆๆ ขณะมอื ถกู แกว น้ำกำหนดวา ถกู หนอ ขณะจบั กำหนดวา จบั หนอๆ ขณะยกแกว ขนึ้ กำหนด วา ยกหนอๆๆ ขณะทแี่ กว ถงึ ปากกำหนดวา ถกู หนอ ขณะเอยี งแกว ดมื่ นำ้ กำหนดวา เอยี ง หนอ ขณะดดู น้ำกำหนดวา ดดู หนอ อมหนอๆๆ ขณะกลนื นำ้ ลงคอกำหนดวา กลนื หนอๆๆ ขณะเอาแกว ลงกำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะแกว ถงึ พนื้ กำหนดวา ถกู หนอ ขณะปลอ ยมอื กำหนดวา ปลอ ยหนอๆๆ ตอ จากนไ้ี ป จะทำอะไรกก็ ำหนดรตู ามความเปน จรงิ ๑๔. วธิ กี ำหนด ลา งบาตร เมอื่ ฉนั อม่ิ แลว ขณะเกบ็ ของใชต า งๆ หรอื เกบ็ กวาดสถานท่ี กต็ อ งมสี ตกิ ำหนดรดู ว ย อยา ใหข าดสตกิ ำหนดรู การลา งบาตรใหก ำหนดตามสถานที่ บางแหง อาจใชก อ กน้ำ บาง แหง อาจใชต กั เอาจากโอง ใหก ำหนดตามความเปน จรงิ โดยการรตู ามอาการเคลอื่ นไหวของ มอื ทกุ ขณะ
3 - 89 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ๑๕. วธิ กี ำหนด ซกั ผา ตากผา ขณะหยบิ ผา ใสถ งั กำหนดวา ยกหนอ ไปหนอ จบั หนอ / ยกหนอ มา-หนอ ใสห นอ ขณะเออ้ื มมอื ไปตกั นำ้ กำหนดวา ยกหนอ ไปหนอ จบั (ขนั ) หนอ ไปหนอ ตกั หนอ ขณะยก ขนั นำ้ มา เทใสถ งั กำหนดวา ยกหนอ มาหนอ เทหนอ ขณะเอาผงซกั ฟอกใสก ำหนอวา ยก หนอ ไปหนอ จบั หนอ มาหนอ เทหนอ ขณะคนและซกั ผา กำหนดวา คนหนอๆๆ ซกั หนอๆๆ บิดหนอๆๆ ขณะตากผากำหนดวา หยิบหนอ มาหนอ สะบัดหนอๆๆ ไปหนอ พาดหนอ ใหพ ยายามกำหนดรทู กุ ๆอาการทเี่ คลอ่ื นไหวทง้ั หมด และใหผ ปู ฏบิ ตั กิ ำหนดตามความจรงิ ให มากทส่ี ดุ การกำหนดรู (แนวยบุ หนอ-พองหนอ) หมายถงึ การใสใ จ การนกึ ในใจ การพดู ในใจ พรอ มกบั อาการทเ่ี กดิ ขน้ึ ทางกายและใจ ใหไ ดป จ จบุ นั ไมก อ นไมห ลงั กบั อาการทเี่ กดิ ขน้ึ คอื การกำหนดและรอู าการไปพรอ มกนั เสมอื นกบั การวางจติ เปน เพยี งผกู ำหนดรแู ลว ปลอ ย อยา ไปอยากใหเ ปน อยา งนนั้ อยา งน้ี กจ็ ะเหน็ ความเปน จรงิ หมายถงึ การกำหนดรตู ามสภาพที่ เปน จรงิ ๆ โดยไมม กี ารวเิ คราะหว จิ ารณใ ดๆ ทงั้ สนิ้ เพราะจะทำใหเ กดิ การปรงุ แตง และตกจาก ปจ จบุ นั อารมณ หรอื อาจเรยี กวา ผดิ จากหลกั การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ช. การปฏบิ ตั ิ ในอริ ยิ าบถยนื และอริ ยิ าบถเดนิ (เดนิ จงกรม) ในทางปฏิบัติตามทางสติปฏฐานนั้น ทานสอนใหกำหนดรูปกอน เพราะรูปเปนส่ิงท่ี ปรากฏชดั เหน็ ไดง า ย ถา กำหนดอรปู คอื นาม นนั้ จะไมป รากฏชดั เพราะเปน สงิ่ ทล่ี ะเอยี ด เหน็ ไดย าก หมายความวา พงึ กำหนดรปู กอ น กำหนดนามทหี ลงั ดงั ปรากฏในคมั ภรี ว สิ ทุ ธิ- มรรค วา ดว ยทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธนิ ทิ เทส แสดงไวว า ๑๒๗ หากโยคาวจรกำหนดรปู โดยมขุ นนั้ ๆ แลว กำหนดอรปู (นาม) อยู แตอ รปู ยงั ไมป รากฏขน้ึ มา เพราะอรปู เปน ของละเอยี ดสขุ มุ โยคาวจร ผนู น้ั ไมค วรละความพยายามในการกำหนด ควรพจิ ารณากำหนดรปู นนั่ แหละบอ ยๆ ทกุ ขณะ เพราะวา รปู ของโยคาวจรทช่ี ำระลา งดแี ลว สะสางดแี ลว บรสิ ทุ ธด์ิ แี ลว ดว ยอาการใดๆ สงิ่ ทเี่ ปน อรปู ทงั้ หลายซงึ่ มรี ปู นน้ั เปน อารมณ กจ็ ะปรากฏขน้ึ มาเอง ดว ยอาการนน้ั ๆ โยคาวจร กำหนดธรรมทง้ั หลายทเ่ี ปน ไปภมู ิ ๓ คอื ธาตุ ๑๘ อายตนะ ๑๒ ขนั ธ ๕ แมท ง้ั หมดเปน ๒ สว นวา นามและรปู นอกไปจากนามและรปู เทา นน้ั แลว หามสี ตั ว หรอื บคุ คล หรอื เทวดา ๑๒๗ พระเมธกี ติ โยดม (พณิ กติ ตฺ ปิ าโล), ธนติ อยโู พธ(ิ์ แปล), วสิ ทุ ธมิ รรค เลม ๓, หนา ๒๔๕.
3 - 90 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ หรอื พรหมอน่ื อกี ไม ในสตปิ ฏ ฐานสตู ร พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ตรสั ถงึ อริ ยิ าบถบรรพใหญ และ สมั ปชญั ญบรรพยอ ย ไวโ ดยทางวปิ ส สนา และในคมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรคกแ็ สดงไวว า อริ ยิ าบถบรรพ (หมวดอริ ยิ าบถใหญ ๔ ยนื เดนิ นง่ั นอน) สมั ปชญั ญบรรพ (หมวดอริ ยิ าบถยอ ย คเู หยยี ด กม เงย ฯลฯ) และธาตมุ นสกิ ารบรรพ (หมวดพจิ ารณาธาต)ุ ทงั้ ๓ หมวดนี้ พระพทุ ธองค ทรงแสดงไวโ ดยทางวปิ ส สนา การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนาตามหลกั สตปิ ฏ ฐาน ๔ ครงั้ แรก ผปู ฏบิ ัตจิ ะ ยงั กำหนดทกุ อริ ยิ าบถ ทง้ั ในอริ ยิ าบถใหญแ ละอริ ยิ าบถยอ ยไมไ ด ทา นจงึ กำหนดใหน ำเอา อริ ยิ าบถ ๔ คอื ยนื เดนิ นงั่ นอน มาปฏบิ ตั กิ อ น และในอริ ยิ าบถ ๔ นนั้ ใหน ำเอาอริ ยิ าบถ ๒ คอื อริ ยิ าบถเดนิ เรยี กวา เดนิ จงกรม และอริ ยิ าบถนงั่ เรยี กวา นง่ั สมาธิ มาเปน หลกั ในการ ปฏบิ ตั ิ และถอื เปน อนิ ทรยี ห ลกั คหู นงึ่ ในอนิ ทรยี ๕ คอื วริ ยิ ะ กบั สมาธิ ดงั ทพี่ ระพทุ ธองค ทรงแสดงไวเ ปน คำถามคำตอบในอปณ ณกสตู รวา “ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษใุ นพระศาสนาน้ี ในกลางวนั ทำจติ ใหบ รสิ ทุ ธ์ิ จากนิวรณและอกุศลธรรมทั้งหลายอันเปนเครื่องกำบังใจ ดวยการเดิน จงกรม ดว ยการนงั่ สมาธิ (รวมทง้ั ยนื ) ในเวลากลางคนื กท็ ำจติ ใหบ รสิ ทุ ธ์ิ จากนิวรณ และอกุศลธรรมทั้งหลายอันเปนเคร่ืองกำบังใจ ดวยการเดิน จงกรม ดว ยการนงั่ สมาธิ ตลอดปฐมยาม (ยามตน ) ครน้ั ถงึ มชั ฌมิ ยาม (ยามกลาง) ในเวลากลางคืน ก็สำเร็จสีหไสยาสน เอาขางขวาลง (นอน ตะแคงขวา) วางเทา เหลอ่ื มเทา มสี ตสิ มั ปชญั ญะ ทำไวใ นใจกำหนดจะ ลกุ ขน้ึ ครนั้ ถงึ ปจ ฉมิ ยาม (ยามสดุ ทา ย) ในคนื นนั้ กล็ กุ ขนึ้ ทำจติ ใหบ รสิ ทุ ธ์ิ จากนิวรณและอกุศลธรรมท้ังหลาย อันเปนเครื่องกำบังใจ ดวยการเดิน จงกรม ดว ยการนง่ั สมาธิ ดกู อ นภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษชุ อื่ วา เปน ผปู ระกอบ ความเพยี รในการทำตนใหต น่ื อยเู สมอ ดว ยวธิ กี ารปฏบิ ตั อิ ยา งนแี้ ล”๑๒๘ ทก่ี ลา วขา งตน นคี้ อื ทางทฤษฎี แตใ นทางปฏบิ ตั จิ รงิ นน้ั ตอ งปฏบิ ตั ใิ หค รบทงั้ ๔ อริ ยิ าบถ คอื ยนื เดนิ นง่ั นอน รวมทง้ั กำหนดอริ ยิ าบถยอ ยดว ย ดงั จะไดก ลา วตอ ไปอริ ยิ าบถ หมาย ถงึ กริ ยิ า อาการ และทา ทางของกายขณะทก่ี ำลงั เปน ปจ จบุ นั เชน ขณะนน้ั กายตงั้ อยู หรอื ๑๒๘ ม.ม. (ไทย) ๒๐/๑๖/๑๕๙-๑๖๐.
3 - 91 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ทรงอยโู ดยอาการใด กพ็ งึ รใู นอาการของกายในขณะนน้ั วา เปน อริ ยิ าบถอนั นน้ั จำแนก ออกไดเ ปน ๒ สว น คอื อริ ยิ าบถใหญ ๑ อริ ยิ าบถยอ ย ๑ อริ ยิ าบถใหญม ี ๔ อยา ง คอื อริ ยิ าบถยนื อริ ยิ าบถเดนิ อริ ยิ าบถนงั่ และอริ ยิ าบถนอน ดงั มหี ลกั ฐานแสดงไวว า “ภกิ ษุ ทง้ั หลาย อกี อยา งหนงึ่ ภกิ ษเุ มอ่ื เดนิ อยู กร็ ชู ดั วา เดนิ อยู เมอ่ื ยนื อยู กร็ ชู ดั วา ยนื อยู เมอ่ื นง่ั อยู กร็ ชู ดั วา นงั่ อยู เมอื่ นอนอยู กร็ ชู ดั วา นอนอย”ู ๑๒๙ ซง่ึ ในแตล ะอริ ยิ าบถนนั้ กม็ ลี กั ษณะ ทแี่ ตกตา งกนั ซง่ึ ทกุ คนกเ็ คยใชอ ริ ยิ าบถทง้ั ๔ เปน ประจำ และจะตอ งใชอ ริ ยิ าบถดงั กลา วนี้ ไปเรอ่ื ยๆ จนกวา ชวี ติ จะหาไม การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนาหรอื สตปิ ฏ ฐาน ผปู ฏบิ ัตมิ คี วามจำเปน อยา งยง่ิ ทจ่ี ะตอ งรจู กั ลกั ษณะของแตล ะอริ ยิ าบถดงั กลา วน้ี เพอ่ื ความสะดวกในการกำหนด และมวี ธิ หี นง่ึ ทจี่ ะทำใหร จู กั ลกั ษณะของอริ ยิ าบถตา งๆ ได นน่ั คอื การแบง กายออกเปน สว นๆ คอื สว นบน ตง้ั แตศ รี ษะลงมาจนถงึ สะโพก และสว นลา ง ตงั้ แตส ะโพกลงมาจนถงึ ปลายเทา การแบง กายออกเปน สว นๆ น้ี จะทำใหเ ราสามารถกำหนดไดว า อริ ยิ าบถตา งๆ นนั้ มลี กั ษณะ แตกตา งกนั อยา งไร นอกจากนอ้ี ริ ยิ าบถใหญ ยงั สามารถแบง ออกไดอ กี เปน ๒ ประเภทคอื อริ ยิ าบถไหว และ อริ ยิ าบถนงิ่ อริ ยิ าบถไหว ไดแ ก อริ ยิ าบถเดนิ สว นอริ ยิ าบถนง่ิ ไดแ ก อริ ยิ าบถยนื อริ ยิ าบถนง่ั และอริ ยิ าบถนอน ซงึ่ รายละเอยี ดของแตล ะอริ ยิ าบถ จะไดก ลา ว อธบิ ายดงั ตอ ไปนี้ อริ ยิ าบถใหญ ๔๑๓๐ การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานตามแนวของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั จะใหเ รม่ิ ฝก ตามหลกั กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ๓ อยา ง คอื ขณะเดนิ จงกรม (รวมอริ ยิ าบถ ยนื และเดนิ ) ขณะนงั่ สมาธิ และขณะอริ ยิ าบถอนื่ ๆ ทกุ อยา ง ดงั จะไดก ลา วตอ ไปนี้ ๑๒๙ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔. ๑๓๐ พระมหาไสว ญาณวโี ร, วปิ ส สนาภาวนา, หนา ๑๗๕.
3 - 92 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ๑. อริ ยิ าบถยนื ยนื เปน อริ ยิ าบถนงิ่ โดยไมม กี ารเคลอ่ื นไหวสว นใดสว นหนง่ึ ของรา งกาย ลกั ษณะของ การยนื คอื กายทงั้ สว นบนและกายสว นลา งตงั้ ตรงและนงิ่ ถา ยงั มกี ารเคลอ่ื นไหวอยู กไ็ ม เรยี กวา “ยนื ” (แตเ ปน กายทเ่ี คลอื่ นไหว จะตอ งกำหนดทกี่ ายเคลอ่ื นไหว จะกำหนดกายยนื ไมไ ด ตอ เมอ่ื กายนน้ั หยดุ นงิ่ ไมม กี ารเคลอื่ นไหวแลว จงึ จะกำหนดกายยนื ได) ลกั ษณะเชน นี้ เรยี กวา “การยนื ” การกำหนดหรอื การดกู ายยนื นน้ั คอื ใหท ำความรสู กึ ทว่ั ทงั้ รา งกาย หรอื ระลกึ รใู นรปู ยนื ซงึ่ ตง้ั ตรงอยนู นั้ ไมใ ชไ ปดทู ขี่ าหรอื เทา ทก่ี ำลงั ยนื อยู วธิ กี ำหนดกายยนื หรอื ยนื กำหนด มดี งั น้ี ใหย นื ตวั ตรง และศรี ษะตงั้ ตรง วางเทา ทง้ั สองเคยี งคกู นั ใหป ลายเทา เสมอกนั และ ใหห า งกนั เลก็ นอ ย มอื ทง้ั สองไขวก นั เอาไวข า งหนา หรอื ขา งหลงั กไ็ ด (เหตทุ ที่ า นใหไ ขวม อื กนั เอาไวน น้ั โดยปกตคิ นเรา เวลาเดนิ แขนทง้ั สองจะแกวง ไปแกวง มา ฉะนนั้ เพอ่ื ปอ งกนั มิ ใหแ ขนทง้ั สองเคลอ่ื นไหว และเพอื่ มใิ หก ลายเปน ๒ อารมณ จงึ ตอ งใชม อื จบั กนั เอาไวน น่ั เอง ซง่ึ ในการเดนิ นนั้ ทา นใหส งั เกตการเคลอื่ นไปของเทา ) มองไป หรอื ทอดสายตาไปขา ง หนา (ทอดสายตาลงต่ำ) ประมาณ ๔ ศอก หรอื ๑ วา หรอื ระยะภายในไมเ หน็ ปลายเทา กพ็ อ ขณะทท่ี อดสายตาไปตามทางทเ่ี ดนิ นนั้ ตอ งสงั เกตหรอื เอาความรสู กึ มารวมไวท อ่ี าการกา วไป ของเทา ทงั้ หมด เคลอ่ื นไปหรอื กา วไปแคไ หน กใ็ หรสู กึ แคน นั้ สว นสายตาทท่ี อดไปนนั้ จะไม
3 - 93 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ รสู กึ วา เหน็ เปน อะไร เปน เพยี งแตส กั วา เหน็ เทา นนั้ ตงั้ สตไิ วท ก่ี าย รอู าการของกายทก่ี ำลงั ยนื ตง้ั ตรงอยนู น้ั แลว กำหนดหรอื ภาวนาในใจวา “ยนื หนอๆๆ” ๓ ครง้ั การยนื และการมสี ติ กำหนดรตู วั อยเู สมอ เปน การปฏบิ ตั ใิ นอริ ยิ าบถบรรพในสตปิ ฏ ฐานสตู ร ทวี่ า “เมอื่ ยนื อยกู ร็ ชู ดั วา ยนื อย”ู (ฐโิ ต วา ฐโิ ตมหฺ ตี ิ ปชานาต)ิ อยา งนเ้ี รยี กวา ยนื กำหนดในอริ ยิ าบถยนื ๑๓๑ ประโยชนข องการยนื กำหนดอริ ยิ าบถ มี ๕ ประการ คอื - ทำใหก ารกำหนดเกดิ ความตอ เนอ่ื งกนั - จติ เปน สมาธไิ ดค อ นขา งงา ย - ทกุ ขเวทนามนี อ ย ใชพ นื้ ทน่ี อ ยในการกำหนด - ทำลายบญั ญตั ขิ องรปู ยนื เปน สภาพรอู าการ - ทำใหเ ขา ใจสภาพของเหตปุ จ จยั อนั องิ อาศยั กนั และกนั เกดิ ขนึ้ ตงั้ อยู ดบั ไป๑๓๒ ๒. อริ ยิ าบถเดนิ (เดนิ จงกรม) ๑๓๑ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔. ๑๓๒ พระอธกิ ารสมศกั ด์ิ โสรโท, คมู อื การพฒั นาจติ ตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ใิ หม, หนา ๕๒.
3 - 94 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ อริ ยิ าบถเดนิ จดั เปน อริ ยิ าบถไหว แตก ารเคลอ่ื นไหวนน้ั ตอ งอยทู เ่ี ทา หมายถงึ อาการ กา วไปหรอื อาการเหวย่ี งไปของเทา แตล ะกา วๆ ถา ไหวทส่ี ว นอน่ื นอกจากเทา แลว ไมใ ชอ ริ ยิ าบถ เดนิ ลกั ษณะของการเดนิ นนั้ อยทู ก่ี ายสว นบนกบั กายสว นลา งตงั้ ตรง แลว เทา ขา งหนง่ึ ยนื ตงั้ ตรงยนั กายไว เทา อกี ขา งหนง่ึ กา วไปหรอื เหวยี่ งไปขา งหนา เรยี กวา ยนั กายไวข า งหนง่ึ และเหวย่ี งไปขา งหนงึ่ ผลดั เปลยี่ นกนั อยอู ยา งน้ี ฉะนน้ั การเดนิ จงึ อยทู อี่ าการกา วไปหรอื การเหวย่ี งไปของเทา แตล ะกา วแตล ะครง้ั ถา ทา นไมเ ขา ใจวา การเดนิ อยตู รงไหนทา นกจ็ ะ กำหนดการเดนิ ไมถ กู การปฏบิ ตั ขิ องทา นกจ็ ะไมไ ดผ ล และวปิ ส สนากเ็ กดิ ไมไ ด๑๓๓ พระพทุ ธองคไ ดท รงตรสั สอน อานสิ งสใ นการจงกรม ๕ ประการ คอื - ภกิ ษผุ เู ดนิ จงกรมยอ มเปน ผอู ดทนตอ การเดนิ ทางไกล - ยอ มเปน ผอู ดทนตอ การบำเพญ็ เพยี ร - ยอ มเปน ผมู อี าพาธนอ ย มสี ขุ ภาพดี - อาหารทก่ี นิ ดมื่ เคย้ี ว ลมิ้ แลว ยอ มยอ ยไดด ี - สมาธทิ ไี่ ดเ พราะการเดนิ จงกรมยอ มตงั้ อยไู ดน าน๑๓๔ การเดนิ จงกรมมี ๖ ระยะ เรม่ิ จากงา ยไปยาก ดงั น้ี ก) จงกรม ๑ ระยะ : ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ ข) จงกรม ๒ ระยะ : ยกหนอ เหยยี บหนอ ค) จงกรม ๓ ระยะ : ยกหนอ ยา งหนอ เหยยี บหนอ ง) จงกรม ๔ ระยะ : ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ เหยยี บหนอ จ) จงกรม ๕ ระยะ : ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ ฉ) จงกรม ๖ ระยะ : ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ กดหนอ๑๓๕ เดนิ จงกรม หรอื เดนิ กำหนดนนั้ ตามหลกั ของการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนา ทา นมไิ ดส อนให เดนิ จงกรมทกุ ระยะ ตงั้ แตร ะยะท่ี ๑ ถงึ ระยะที่ ๖ ในคราวเดยี วกนั เพราะกำลงั ของอนิ ทรยี คอื ศรทั ธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญ ญา ยงั ไมพ ฒั นา ดงั นนั้ จงึ จะสอนใหเ ดนิ จงกรม ๑ ระยะกอ น ๑๓๓ พระมหาไสว ญาณวโี ร, วปิ ส สนาภาวนา, หนา ๑๗๖-๑๘๒. ๑๓๔ อง.ฺ ปจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๒๙/๔๑. ๑๓๕ พระมหาไสว ญาณวโี ร, คมู อื พระวปิ ส สนาจารย, หนา ๑๐๘.
3 - 95 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ก) จงกรม ๑ ระยะ : ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ กอ นเดนิ ใหก ำหนดตน จติ วา “อยากเดนิ หนอ อยากเดนิ หนอ อยากเดนิ หนอ” (สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ใิ หม ยงั ไมต อ งกำหนดตน จติ ใหก ำหนดเดนิ จงกรมไดเ ลย เพราะอนิ ทรยี ย งั ไมพ ฒั นา) ใหย กเทา ขวาขน้ึ ชา ๆ ใหห า งจากพน้ื ประมาณ ๑ ฝา มอื ตะแคงของผปู ฏบิ ตั เิ อง แลว กา วเทา ไปหรอื ยา ยเทา ไปขา งหนา ชา ๆ ไมใ หส นั้ ไปหรอื ยาวไป ใหพ อดๆี แลว วางเทา ลงกบั พน้ื ชา ๆ โดยวางใหเ ตม็ เทา พรอ มกบั ตงั้ สตกิ ำหนด ตง้ั แตเ รม่ิ ยกเทา กา วไปจนถงึ วางเทา ลงกบั พนื้ วา “ขวายา งหนอ” (ผปู ฏบิ ตั จิ ะกา วเทา ขวาหรอื เทา ซา ยกอ นกไ็ ด) สว นเทา ซา ยกม็ วี ธิ กี ำหนด เชน เดยี วกบั เทา ขวา คอื ยกเทา ซา ยขน้ึ แลว กา วไปจนถงึ วางเทา ลงกบั พน้ื พรอ มกบั กำหนด วา ซา ยยา งหนอ ทกุ ครง้ั และทกุ กา วใหก ำหนดตดิ ตอ เนอ่ื งกนั ไป โดยมใิ หห ยดุ พกั เทา คา งไว และมใิ หก ำหนดแยกคำกนั วา ขวา...ยา ง...หนอ ซา ย...ยา ง...หนอ ซงึ่ จะไปซำ้ กบั การเดนิ จงกรม ๓ ระยะ พงึ เดนิ จงกรมและกำหนดกลบั ไปกลบั มาอยอู ยา งน้ี เพอ่ื ใหจ ติ ตงั้ มนั่ อยกู บั การเดนิ จนกวา จะครบตามเวลาทตี่ ง้ั ใจไว เชน ๓๐ นาทหี รอื ๔๐ นาที หรอื ๕๐ นาที หรอื ๑ ชวั่ โมง การเดนิ จงกรมและการมสี ตกิ ำหนดรตู วั อยเู สมอดงั น้ี เปน วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นอริ ยิ าบถบรรพ ใน
3 - 96 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานแหง สตปิ ฏ ฐานสตู ร ทว่ี า “เมอ่ื เดนิ อยู กร็ วู า เดนิ อยู” (คจฉฺ นโฺ ต วา คจฉฺ ามตี ิ ปชานาต)ิ ๑๓๖ อยา งนเี้ รยี กวา จงกรม ๑ ระยะ ขอ สำคญั ขณะเดนิ ตอ งใหเ ปน ปจ จบุ นั คอื คำกำหนดหรอื คำภาวนากบั เทา ทกี่ า วไป ตอ งใหไ ปพรอ มกนั มใิ ชก า วเทา ไปกอ น แลว จงึ กำหนดตามทหี ลงั หรอื กำหนดไวก อ น แลว จงึ กา วเทาตามทหี ลงั ขณะเดนิ จงกรมอยู ถา มอี ารมณอ นื่ แทรกเขา มา และเปน อารมณท ช่ี ดั เจน จนจติ หลดุ จากอาการเคลอ่ื นไหวของ เทา ใหห ยดุ เดนิ จงกรมแลว ปฏบิ ตั ดิ งั น้ี ถา จติ คดิ ออกไปนอกตวั ใหห ยดุ เดนิ เอาสตไิ ปกำหนด รอู าการทจี่ ติ คดิ กำหนดวา คดิ หนอๆๆ เมอ่ื จติ หยดุ คดิ ใหก ลบั มากำหนด ขวายา งหนอ ซา ย ยา งหนอ ตอ ไป ถา ไดย นิ เสยี งตา งๆ เปน เสยี งทชี่ ดั เจน จนจติ เราไมอ ยกู บั อาการเดนิ แลว ใหห ยดุ เดนิ ไปกำหนดรอู าการไดย นิ นนั้ ๆ กำหนดวา ไดย นิ หนอๆๆ ไมต อ งสนใจวา เปน เสยี ง อะไร เมอ่ื อาการไดย นิ หายไป หรอื เบาลงแลว ใหก ลบั มากำหนดอาการเดนิ ตอ ไป ถา รสู กึ เมอื่ ย ปวด ใหห ยดุ เดนิ ไปกำหนดรอู าการปวดหรอื เมอ่ื ยแขน กำหนดวา ปวดหนอๆๆ เมอื่ ย หนอๆๆ ตามความรสู กึ ในขณะนน้ั เมอื่ อาการปวดหรอื เมอ่ื ยหายไปหรอื เบาลงแลว ให กลบั มากำหนดอาการเดนิ ตอ ไป ถา รสู กึ คนั ใหห ยดุ เดนิ กำหนดอาการคนั วา คนั หนอๆๆ กอ น ถา ทนไมไ หว อยากจะเกา กำหนดวา อยากเกาหนอๆๆ ขณะเคลอื่ นมอื ไป กำหนดวา เคลอ่ื นหนอๆๆ ขณะทมี่ อื ถงึ ทค่ี นั กำหนดวา ถกู หนอ ขณะเกา กำหนดวา เกาหนอๆๆ ขณะรสู กึ สบาย กำหนดวา สบายหนอๆๆ ขณะลดมอื ลง กำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะมอื ถกู ขอ มอื กำหนดวา ถกู หนอ แลว ใหก ำหนดอาการเดนิ ตอ ไป ถา เผลอไปมองขา งนอก ใหห ยดุ เดนิ ไปกำหนดรอู าการเหน็ กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ไมต อ งสนใจวา เปน ภาพอะไร แลว รบี กลบั มากำหนดรอู าการเดนิ ตอ ไป ถา อยากดนู าฬกิ า ใหห ยดุ เดนิ กำหนดวา อยากดหู นอๆๆ ขณะดนู าฬกิ า กำหนดวา ดหู นอๆๆ เสรจ็ แลว กลบั มากำหนดรอู าการเดนิ ตอ ไป ถา อยาก เปลยี่ นมอื เมอื่ เดนิ นานไป รสู กึ ปวดแขน อยากเปลย่ี น ใหห ยดุ เดนิ กำหนดวา อยากเปลย่ี น หนอๆๆ ขณะเปลย่ี นมอื จากการจบั กำหนดวา เคลอ่ื นหนอๆๆ เสรจ็ แลว กลบั มากำหนดรู อาการเดนิ ตอ ไป เมอ่ื เดนิ ไปจนสดุ ทางเดนิ แลว กา วสดุ ทา ย ใหย นื เอาเทา เคยี งกนั กำหนด วา ยนื หนอๆๆ ขณะรสู กึ อยากกลบั ตวั กำหนดวา อยากกลบั หนอๆๆ ขณะยกเทา ขวาแลว ๑๓๖ อา งแลว .
3 - 97 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ หมนุ ไปทางขวาประมาณ ๒-๓ นวิ้ กำหนดวา กลบั หนอ ขณะวางเทา ลง กำหนดวา วางหนอ สว นเทา ซา ยกก็ ำหนดเชน เดยี วกนั วา กลบั หนอๆๆ สตริ สู กึ ในอาการทเี่ ทา หมนุ กลบั กำหนด จนกระทง่ั ตรงทางเดนิ จงึ กำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ ตอ ไปจนหมด วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นอริ ยิ าบถของการกลบั ตวั ของการเดนิ ทกุ ระยะ เมอื่ เดนิ จงกรมไปถงึ สดุ ทางท่ี เดนิ ใหป ฏบิ ตั ขิ ณะกลบั ตวั โดยปฏบิ ตั ติ ามน้ี คอื ใหห ยดุ เดนิ วางเทา เคยี งคกู นั เหมอื นครงั้ แรก แลว ใหก ำหนดวา “ยนื หนอๆๆ” ๓ ครง้ั ในการกลบั ตวั ผปู ฏบิ ตั จิ ะกลบั ทางขวา หรอื ทางซา ยกไ็ ด การจะกลบั ตวั ทางขวา กใ็ หต ง้ั สตไิ วท เ่ี ทา ขวา โดยยกเทา ขวาขน้ึ ใหห า งจาก พน้ื เลก็ นอ ย แลว คอ ยๆ หมนุ เทา ขวาแยกออกจากเทา ซา ยชา ๆ ใหส งั เกตเทา ทกี่ ำลงั หมนุ ไป พรอ มกบั กำหนดวา “กลบั หนอ” และเทา ซา ยกม็ วี ธิ กี ำหนดเชน เดยี วกบั เทา ขวา โดยยกเทา ซา ยขน้ึ เลก็ นอ ย แลว หมนุ ไปตามเทา ขวา พรอ มกบั กำหนดวา “กลบั หนอ “ คทู ่ี ๑ ประมาณ ๖๐ องศา การกลบั คทู ี่ ๒ และคทู ่ี ๓ ทง้ั เทา ขวาและเทา ซา ย ใชม วี ธิ กี ำหนดเชน เดยี วกบั การ กลบั คทู ี่ ๑ คอื ยกเทา หมนุ กลบั สลบั กนั ไป พรอ มกบั กำหนดวา “กลบั หนอ” “กลบั หนอ” “กลบั หนอ” “กลบั หนอ” กลบั ๓ คู จนกวา จะไดห นา ตรง (๖๐ x ๓ = ๑๘๐ องศา) การกลบั พรอ มกบั การมสี ตกิ ำหนดรตู วั อยเู สมอดงั น้ี กเ็ ปน วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นสมั ปชญั ญปพ พะ กายานปุ ส สนา- สติปฏฐาน แหงสติปฏฐานสูตร ท่ีวา “เปนผูทำความรูตัวอยูเสมอในการกาวกลับหลัง” (ปฏกิ กฺ นเฺ ต สมปฺ ชานการี โหต)ิ อยา งนเี้ รยี กวา “การกา วกลบั หลงั ” เมอ่ื หนั ตวั กลบั เสรจ็ แลว กอนจะเดินก็ใหกำหนดวา “ยืนหนอๆๆ” เหมือนครั้งแรก แลวจึงเดินจงกรมพรอมกับ กำหนดตอ ไปวา “ขวายา งหนอ” “ซา ยยา งหนอ”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 642
Pages: