Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Published by Chalermkiat Deesom, 2020-08-19 23:59:17

Description: คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Search

Read the Text Version

3 - 98 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ข) จงกรม ๒ ระยะ : ยกหนอ เหยยี บหนอ ใหท อดสายตาไปขา งหนา ประมาณ ๔ ศอก หรอื ๑ วา กำหนดวา “ยนื หนอ ยนื หนอ ยนื หนอ” รอู าการยนื แลว กำหนดตอ ไปวา “อยากเดนิ หนอ อยากเดนิ หนอ อยากเดนิ หนอ” เชน เดยี วกบั เดนิ จงกรม ๑ ระยะ ยกเทา ขวาขน้ึ ชา ๆ ใหห า งจากพน้ื ประมาณ ๑ ฝา มอื ตะแคง ของผปู ฏบิ ตั เิ อง แลว กดเทา อกี ขา งหนง่ึ ไวก บั พนื้ ใหม นั่ คง อยา ใหโ ซเซ ผปู ฏบิ ตั จิ ะยกเทา ขวากอ น หรอื ยกเทา ซา ยกอ นกไ็ ด กำหนดพรอ มกบั อาการยกของเทา วา “ยกหนอ” หยดุ ชวั่ ขณะหนงึ่ กา วเทา ไป ใหร อู าการทเ่ี ทา เคลอื่ นไป วางเทา ลงกบั พนื้ วางลงเบาๆ และวาง ใหเ ตม็ เทา พรอ มกบั กำหนดวา “เหยยี บหนอ” เทา ซา ยกม็ วี ธิ กี ำหนดเชน เดยี วกบั เทา ขวา จาก นนั้ กเ็ ดนิ จงกรมและกำหนดตอ ไปวา “ยกหนอ เหยยี บหนอ”

3 - 99 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ค) จงกรม ๓ ระยะ : ยกหนอ ยา งหนอ เหยยี บหนอ ยกเทา ขวาขน้ึ ชา ๆ กำหนดพรอ มกบั ตามอาการยกของเทา วา “ยกหนอ” กา วเทา ไป ขางหนาชาๆ พรอมกับกำหนดวา “ยางหนอ” วางเทาลงกับพ้ืนชาๆ พรอมกับกำหนดวา “เหยยี บหนอ” สว นเทา ซา ยกม็ วี ธิ กี ำหนดเชน เดยี วกบั เทา ขวา จากนนั้ พงึ เดนิ จงกรมและ กำหนดตอ ไปวา “ยกหนอ ยา งหนอ เหยยี บหนอ”

3 - 100 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ง) จงกรม ๔ ระยะ : ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ เหยยี บหนอ วธิ กี ำหนดเชน เดยี วกบั เดนิ จงกรม ๓ ระยะ ตา งกนั แตก า วแรก คอื “ยกสน หนอ” โดยวธิ กี ำหนดดงั นี้ ยกสน เทา ขนึ้ ชา ๆ ใหห า งจากพน้ื (ประมาณ ๔๕ องศา) สว นปลายเทา ยงั คงวางอยกู บั พนื้ พรอ มกบั กำหนดวา “ยกสน หนอ” ยกปลายเทา ขนึ้ ชา ๆ ใหฝ า เทา เสมอ กนั พรอ มกบั กำหนดวา “ยกหนอ” กา วเทา ไปขา งหนา ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดวา “ยา งหนอ” วางเทา ลงราบกบั พน้ื ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดวา “เหยยี บหนอ” ผปู ฏบิ ตั จิ ะยกเทา ซา ยกอ นหรอื เทาขวากอนก็ได

3 - 101 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ จ) จงกรม ๕ ระยะ : ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ การกำหนด ๕ ระยะ มีวิธีกำหนดเชนเดียวกับเดินจงกรม ๓ ระยะ ตางกันแต “ลงหนอ” และ “ถกู หนอ” เทา นน้ั โดยมวี ธิ ปี ฏบิ ตั ดิ งั นี้ ยกสน เทา ขนึ้ ชา ๆ พรอ มกบั กำหนด วา “ยกสน หนอ” ยกปลายเทา ขน้ึ ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดวา “ยกหนอ” กา วเทา ไปขา งหนา ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดวา “ยา งหนอ” หยอ นเทา ลงต่ำชา ๆ แตย งั ไมถ งึ พน้ื พรอ มกบั กำหนด วา “ลงหนอ” วางเทาลงกับพื้น (วางลงใหเต็มเทา) กำหนดพรอมกับอาการของเทาวา “ถกู หนอ” จากนนั้ กเ็ ดนิ จงกรม และกำหนดตอ ไปวา “ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ”

3 - 102 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ฉ) จงกรม ๖ ระยะ : ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ กดหนอ การเดินจงกรม ๖ ระยะ มีวิธีปฏิบัติ เชนเดียวกับเดินจงกรม ๕ ระยะ ตางกันแต “ถกู หนอ กดหนอ” เทา นนั้ ใหผ ปู ฏบิ ตั ยิ กสน เทา ขน้ึ ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดตามอาการยก ของเทา วา “ยกสน หนอ” ยกปลายเทา ขนึ้ ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดวา “ยกหนอ” กา วเทา ไป ขางหนาชาๆ พรอมกับกำหนดวา “ยางหนอ” หยอนเทาลงต่ำชาๆ พรอมกับกำหนดวา “ลงหนอ” กดปลายเทา ลงแตะพน้ื ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดวา “ถกู หนอ” กดสน เทา ลงแตะ พน้ื ชา ๆ พรอ มกบั กำหนดวา “กดหนอ” จากนนั้ กเ็ ดนิ จงกรมและกำหนดตอ ไปวา “ยกสน หนอ ยกหนอ ยา งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ กดหนอ”

3 - 103 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ฌ. การปฏบิ ตั ิ ใน อริ ยิ าบถนงั่ (นงั่ สมาธ)ิ การนง่ั จดั เปน อริ ยิ าบถนงิ่ เชน เดยี วกบั อริ ยิ าบถยนื และนอน ลกั ษณะการนงั่ คอื กาย สว นบนตงั้ ตรงไว และกายสว นลา งขดคไู ปตามลกั ษณะของทา แตล ะทา สง่ิ ทแี่ สดงออกใหเ รา ทราบวา เรานง่ั อยทู า ใด คอื อยทู ท่ี า ทางของการนง่ั มใิ ชอ ยทู กี่ น มใิ ชท ข่ี า หรอื ทใ่ี จ ฉะนั้น การนง่ั จงึ อยทู ที่ า ทางหรอื อาการของกายนน่ั เอง การนง่ั สมาธหิ รอื การนงั่ กำหนด ในมหา สตปิ ฏ ฐานสตู ร ไดแ สดงไวแ ละแปลความวา คอื การนงั่ คบู ลั ลงั ก ตง้ั กายตรง ดำรง (ตง้ั ) สตไิ ว เฉพาะหนา๑๓๗ ตามหลักในการปฏิบัติสำหรับวิธีน่ังสมาธิไวดังน้ี - ใหน งั่ สมาธิ วางเทา ทง้ั สองราบกบั พน้ื โดยไมต อ งวางเทา ขวาทบั บนเทา ซา ย กไ็ ด เรยี กวา นงั่ เรยี งเทา หรอื จะนง่ั บนเกา อก้ี ไ็ ด ๑๓๗ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๔/๓๐๒.

3 - 104 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ - ใหว างมอื ขวาทบั ลงบนมอื ซา ย ใหห วั แมม อื ชนกนั หรอื วางมอื ไวบ นหวั เขา ทงั้ สอง โดยหงายฝา มอื ขน้ึ หรอื ควำ่ ฝา มอื ลงกไ็ ด แตโ ดยทว่ั ไปจะวางมอื ขวาทบั มอื ซา ย - ยดึ ตวั ใหต รง หลบั ตาลงเบาๆ หายใจตามปกติ ไมเ กรงตวั ผอ นคลายทกุ สว น - ใหต ง้ั สติ คอื สง ใจไปทท่ี อ ง ตรงสะดอื เพราะลมหายใจเขา ไปสดุ ทสี่ ะดอื และจะไป กระทบหนงั ทอ งใหพ องขน้ึ ดว ยแรงดนั ของลมทหี่ ายใจเขา โดยการกำหนดเปน ระยะ เรมิ่ ดว ยการกำหนด ๒ ระยะกอ น การนงั่ กำหนดมที งั้ หมด ๔ ระยะ คอื - ๒ ระยะ พองหนอ ยบุ หนอ - ๓ ระยะ พองหนอ ยบุ หนอ นงั่ หนอ (เมอ่ื นอนอยกู ก็ ำหนดวา พองหนอ ยบุ หนอ นอนหนอ) - ๔ ระยะ พองหนอ ยบุ หนอ นง่ั หนอ ถกู หนอ (เมอื่ นอนอยกู ก็ ำหนดวา พองหนอ ยบุ หนอ นอนหนอ ถกู หนอ) เมอื่ เดนิ จงกรมครบเวลาตามทก่ี ำหนดแลว (ไมต ่ำกวา ๓๐ นาท)ี ใหเ ดนิ มาทอี่ าสนะ ทปี่ ไู ว โดยการเดนิ กำหนดเหมอื นตอนเดนิ จงกรมชา ๆ เพอ่ื ใหส มาธติ อ เนอ่ื งกนั ขณะยนื อยู ทอ่ี าสนะนง่ั กำหนดวา ยนื หนอๆๆๆ ขณะปลอ ยแขน กำหนดวา ยกหนอๆๆ ลงหนอๆๆ กำหนดทลี ะขา ง ขณะอยากนงั่ กำหนดวา อยากนงั่ หนอๆๆ ขณะยอ ตวั ลงกำหนดวา ยอ หนอๆ หรอื ลงหนอๆๆ ใหร ตู ามอาการเครง ตงึ และอาการเคลอ่ื นไหวของกาย ขณะเคลอื่ น มอื ยนั พน้ื กำหนดวา ยนั หนอ หรอื ถกู หนอ ขณะหวั เขา ถกู พน้ื กำหนดวา ถกู หนอ ขณะตะโพก ถกู สน เทา กำหนดวา ถกู หนอ ขณะยกมอื มาวางทห่ี วั เขา ขวาซา ย กำหนดทลี ะขา งวา ยก หนอๆๆ มาหนอๆๆ วางหนอ กำหนดรูอาการน่ังคืออาการเครงตึงต้ังตรงของกายสวนบน กำหนดวา นงั่ หนอๆๆ จากนน้ั กำหนดกราบพระ และเมอ่ื นง่ั เรยี บรอ ยแลว ตอ ไปกำหนด อาการนง่ั สมาธิ ขณะยกตะโพกขนึ้ กำหนดวา ยกหนอๆๆ ขณะขยบั เทา ใหไ ขวก นั กำหนด วา ขยบั หนอๆๆ ไขวห นอ ขณะนงั่ ทบั ลงไป กำหนดวา นง่ั หนอ ขณะดงึ เทา ออกมา กำหนด วา ดงึ หนอๆๆ ขณะขยบั ขา จดั ตวั กำหนดวา ขยบั หนอๆๆ แลว ใหเ อามอื วางบนหวั เขา ทงั้

3 - 105 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ สอง กำหนดวา ยกหนอ มาหนอ วางหนอ แลว กำหนดดงั น้ี ขณะรสู กึ อยากหลบั ตากำหนดวา อยากหลบั (ตา) หนอๆๆ ขณะคอ ยๆ หลบุ เปลอื กตาลง กำหนดวา หลบั หนอๆ ขณะคอ ยๆ พลกิ ฝา มอื ซา ย กำหนดวา พลกิ หนอๆๆ (จนฝา มอื หงายขนึ้ ) ขณะเคลอื่ นฝา มอื มาทหี่ นา ตกั กำหนดวา เคลอ่ื นหนอๆๆ ขณะลดฝา มอื ลง กำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะหลงั มอื ถกู ผา กำหนดวา ถกู หนอ เสรจ็ แลว มากำหนดมอื ขวา ขณะคอ ยๆ พลกิ ฝา มอื ขวา กำหนดวา พลกิ หนอๆๆ (จนฝา มอื หงายขนึ้ ) ขณะเคลอ่ื นฝา มอื มาทห่ี นา ตกั กำหนดวา เคลอื่ นหนอๆๆ ขณะลด ฝา มอื ลง กำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะหลงั มอื ถกู ฝา มอื ซา ย กำหนดวา ถกู หนอ ขณะยดื ตวั ใหต งั้ ตรง กำหนดวา ยดื หนอๆ ขณะรสู กึ วา ตวั ตรง กำหนดวา ตรงหนอๆๆ ตอ จากสง จติ ไป ทห่ี นา ทอ ง ขณะทท่ี อ งพองขน้ึ กำหนดวา พอง…..หนอ (สดุ อาการพอง คำวา หนอกห็ มดพอด)ี ขณะทท่ี อ งยบุ ลง กำหนดวา ยบุ ….หนอ (สน้ิ สดุ อาการยบุ จบคำวา หนอกห็ มดพอด)ี ถา จติ คดิ ออกไปนอกตวั ใหท ง้ิ พองยบุ (คอื ไมต อ งกำหนดพองหนอยบุ หนอ) ไปกำหนดรอู าการทจี่ ติ คดิ กำหนดวา คดิ หนอๆๆ เมอื่ จติ หยดุ คดิ ใหก ลบั มากำหนดพองหนอยบุ หนอตอ ไป ถา รสู กึ ชา เมอ่ื ย ปวด ใหท งิ้ พองยบุ ไปกำหนดรอู าการชา ปวด หรอื เมอื่ ย กำหนดวา ชาหนอๆๆ ปวดหนอๆๆ เมอ่ื ยหนอๆๆ ตามความรสู กึ ในขณะนนั้ เมอ่ื อาการชา ปวด หรอื เมอื่ ยหายไป หรอื เบาลงแลว ใหก ลบั มากำหนด พองหนอ ยบุ หนอ ตอ ไป ถา รสู กึ คนั ใหก ำหนดวา คนั หนอๆ กอ น ถา ทนไมไ หวอยากจะเกา กำหนดวา อยากเกาหนอๆๆ ขณะยกมอื ขนึ้ กำหนด วา ยกหนอๆๆ ขณะเคลอื่ นมอื ไป กำหนดวา เคลอ่ื น หนอๆๆ ขณะทม่ี อื ถงึ ทค่ี นั กำหนดวา ถกู หนอ ขณะเกากำหนดวา เกาหนอๆๆ ขณะรสู กึ สบาย กำหนดวา สบายหนอๆๆ ขณะลด มอื ลง กำหนดวา ลงหนอๆๆ ขณะหลงั มอื ถกู ฝา มอื กำหนดวา ถกู หนอ แลว ใหก ำหนด พอง หนอยบุ หนอ ตอ ไป ถา ไดย นิ เสยี งตา งๆ เปน เสยี งทช่ี ดั เจน จนจติ เราไมอ ยกู บั อาการพองยบุ แลว ใหท งิ้ พองยบุ ไปกำหนดรอู าการไดย นิ นน้ั ๆ กำหนดวา ไดย นิ หนอๆ ไมต อ งสนใจวา เปน เสยี งอะไร เมอื่ อาการไดย นิ หายไปหรอื เบาลงแลว ใหก ลบั มากำหนด พองหนอยบุ หนอ ตอ ไป ถา เหน็ นมิ ติ ตา งๆ ใหท งิ้ พองยบุ ไปกำหนดรอู าการเหน็ ภาพนน้ั ๆ กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ไมต อ งสนใจวา เปน ภาพอะไร เมอ่ื ภาพนนั้ ๆ หายไปแลว ใหก ลบั มากำหนดพองหนอ ยบุ หนอ ตอ ไป ปกตผิ ปู ฏบิ ตั ธิ รรมตอ งไมข ยบั ตวั เลยตลอดเวลาทนี่ ง่ั สมาธิ แตบ างครงั้ เมอ่ื กำหนด

3 - 106 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ พองหนอยบุ หนอนานๆ ไป รา งกายจะยอ ลงๆ ถา รสู กึ ตวั ใหด งึ ตวั ขนึ้ ใหต งั้ ตรง โดยกำหนด วา อยากยดื หนอๆๆ ขณะยดื ตวั ขนึ้ กำหนดวา ยดื หนอๆๆ ขณะทต่ี วั ตงั้ ตรง กำหนดวา ตรง หนอๆๆ ตอ ไปใหก ลบั มากำหนดรอู าการพองยบุ ตอ ไป บางครง้ั รสู กึ ปวดมาก อยากเปลยี่ น ทา นงั่ ใหก ำหนดตน จติ กอ นวา อยากเปลย่ี นหนอๆๆ ขณะขยบั แขน ขา หรอื สว นใดๆ ของ รา งกาย กำหนดวา ขยบั หนอๆๆ เมอื่ ขยบั ไดท สี่ บายแลว กก็ ลบั มากำหนดพองยบุ ตอ ไป ถา อยากลมื ตาดนู าฬกิ า ใหก ำหนดวา อยากลมื หนอๆๆ ขณะลมื ตาขน้ึ กำหนดวา ลมื หนอๆๆ ขณะเหน็ ภาพ กำหนดวา เหน็ หนอๆๆ ขณะเหลยี วดนู าฬกิ า กำหนดวา เหลยี วหนอๆๆ ขณะดู นาฬกิ า กำหนดวา ดหู นอๆ ขณะเลยี้ วกลบั มาทเ่ี ดมิ กำหนดวา เลย้ี วหนอๆๆ ขณะหลบั ตาลง กำหนดวา หลบั หนอๆๆ ตอ ไปใหก ำหนดรอู าการพองยบุ ตอ ไป เมอ่ื นง่ั สมาธจิ นครบ เวลาทกี่ ำหนดแลว ขณะไดย นิ เสยี งนาฬกิ าตบี อกเวลาหรอื นาฬกิ าปลกุ กำหนดวา ไดย นิ หนอๆๆ ขณะยกมอื ขวาขนึ้ ไปวางบนเขา กำหนดวา ยกหนอ ไปหนอ คว่ำหนอ ลงหนอ ถกู หนอ มอื ซา ยกก็ ำหนดเชน เดยี วกนั ขณะอยากลมื ตา กำหนดวา อยากลมื หนอๆๆ ขณะลมื ตาขน้ึ กำหนดวา ลืมหนอๆๆ ขณะเห็นภาพกำหนดวา เห็นหนอๆ ขณะกระพริบตา กำหนดวา กระพรบิ หนอๆๆ ขณะขยบั ตวั ลกุ นงั่ คกุ เขา กำหนดวา ขยบั หนอๆๆ เมอื่ นงั่ เรยี บรอ ยแลว กำหนดกราบพระเหมอื นตอนกอ นนงั่ สมาธิ กราบเสรจ็ แลว ถา ใสแ วน กก็ ำหนดสวมแวน ตากอ น แลว กำหนดอยากลกุ วา อยากลกุ หนอๆๆ ขณะยนั ตวั ลกุ ขน้ึ กำหนดวา ลกุ หนอๆๆ ขณะยนื เตม็ ทีก่ ำหนดวา ยนื หนอๆๆ ขณะเดนิ ไปสทู จี่ งกรม หรอื เขา หอ งน้ำ กำหนดวา ขวายา งหนอ ซา ยยา งหนอ ใหป ฏบิ ตั เิ ดนิ จงกรมและนง่ั สมาธิ สลบั กนั อยา งนจี้ นครบตามตารางเวลาท่ี กำหนดให ใหก ำหนดตอ เนอ่ื งเหมอื นลกู โซ ในชว งเวลาการปฏบิ ตั ธิ รรมตอ งสำรวมระวงั สายตามองแตพ น้ื ไมพ ดู คยุ กนั ๑๓๘ พทุ ธประสงคข องการเจรญิ วปิ ส สนาคอื การกำหนดรปู และนามเปน อารมณ ซงึ่ เปน กฎตายตวั ถา ผดิ จากนไี้ มใ ชว ปิ ส สนา ถา การกำหนดรปู ใหญ ไมไ ดผ ลหรอื ไดผ ลนอ ย กใ็ หก ำหนดรปู ทลี่ ะเอยี ดขน้ึ ไป ซงึ่ ไดแ ก รปู ทล่ี มหายใจถกู ตอ ง คอื ลมหายใจเขา ออกไปถกู ทใ่ี ด กใ็ หก ำหนดทนี่ น้ั สถานทล่ี มหายใจถกู มี ๒ แหง คอื ทจ่ี มกู และ ทท่ี อ ง ทจี่ มกู จะชดั เฉพาะชว งแรกเทา นน้ั เมอื่ ลมละเอยี ดจะปรากฏไมช ดั เจน สว นทบ่ี รเิ วณ ๑๓๘ พระมหาไสว ญาณวโี ร, วปิ ส สนาภาวนา, หนา ๑๘๓-๑๘๕.

3 - 107 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ทอ งทมี่ อี าการพอง-ยบุ กำหนดไดช ดั เจนสมำ่ เสมอ แมว า จะปฏบิ ตั คิ อ นขา งยากในชว งแรก หากแนะนำไมถูกตองจะหาพองยุบไมได หรือไมชัดเจน การกำหนดท่ีทองจะทำนานเทาใด กก็ ำหนดได และจะแสดงสภาวะไดแ จง ชดั กวา ทจ่ี มกู พระวปิ ส สนาจารยจ งึ ใชว ธิ นี ้ี๑๓๙ ใน การฝกกำหนดเบื้องตน ใหเอาจิตไปกำหนดที่ทองของตน จะเห็นอาการพองและอาการยุบ ปรากฏอยทู ที่ อ ง หากไมป รากฏ ใหเ อามอื คลำทที่ อ งดสู กั ระยะหนง่ึ อาการพองทท่ี อ งกจ็ ะ ปรากฏ และใหก ำหนดอาการพองของทอ งวา “พองหนอ” ในขณะเดยี วกนั เวลาหายใจออก อาการยบุ จะปรากฏทที่ อ ง กใ็ หก ำหนดอาการยบุ ของทอ งนน้ั วา “ยบุ หนอ” อาการทง้ั ๒ ตอ งปรากฏชดั จงึ จะถอื วา ใชไ ด ในระยะเรม่ิ ตน กำหนด เราทงิ้ บญั ญตั ไิ ปหมดเลยไมไ ด เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ ปจนญาณปญ ญาแกก ลา ถงึ ทสี่ ดุ แลว อารมณท เ่ี ปน บญั ญตั ทิ งั้ หมดกจ็ ะหายไป สว น สภาพทเี่ ปน ปรมตั ถ หรอื อารมณป รมตั ถก จ็ ะปรากฏ๑๔๐ ทา นมหาสสี ยาดอ ไดส อนใหแ บง อารมณท ต่ี อ งใสใ จ ๒ อยา ง คอื อารมณห ลกั และ อารมณร อง อารมณห ลกั คอื การกำหนด ทพ่ี อง-ยบุ จากการเคลอ่ื นไหวของทอ ง ถา หากความรใู นการเคลอ่ื นไหวของหนา ทอ งหยดุ ไมช ดั เจน หรอื หายไป ควรเปลยี่ นไปทกี่ ารกำหนดทา นง่ั และกำหนดสว นทร่ี า งกายสมั ผสั พน้ื ซง่ึ นเ่ี รยี กวา อารมณร อง๑๔๑ ผปู ฏบิ ตั ติ อ งเขา ใจวา อารมณข องสตปิ ฏ ฐาน คอื ความรู (สกึ ) ทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ ตามลำดบั ไมใ ชส ถานทที่ ถี่ กู กระทบ และไมใ ชท คี่ ำวา ถกู หนอ นงั่ หนอ เปน ตน กมั มฏั ฐานรปู แบบนม้ี ปี ระโยชนเ ดน ชดั หลายประการ คือ ๑. การเคลอ่ื นไหวของหนา ทอ งเปน ไปโดยธรรมชาตอิ ยแู ลว และเกดิ ขน้ึ สมำ่ เสมอ ไม ตอ งสรา งขน้ึ จงึ มโี อกาสสงั เกตไดง า ยตลอดเวลา ๒. เนอื่ งจากเปน การเคลอื่ นไหว จงึ เปด โอกาสใหพ จิ ารณาไดห ลายอยา ง เชน การเกดิ และดบั ไปตลอดเวลา ความเกดิ และความตาย เชน เดยี วกบั การมสี ตกิ ำหนดลมหายใจ ๓. การเคลอ่ื นไหวหนา ทอ ง เปน การกระทบทค่ี อ นขา งหยาบ เพราะเปน รปู ทมี่ วี าโยธาตุ ๑๓๙ พระอาจารยอ าสภเถร ปธานกมั มฏั ฐานาจรยิ ะ, วปิ ส สนาทปี นฎี กี า, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ พแี อนด โฟร, ๒๕๒๖), หนา ๘๖. ๑๔๐ จำรญู ธรรมดา, แปล, วปิ ส สนาชนุ ,ี พระมหาสสี ยาดอ, โสภณมหาเถระ, หนา ๓-๔. ๑๔๑ พระญาณโปนกิ มหาเถระ, หวั ใจกรรมฐาน, พมิ พค รง้ั ที่ ๕, (กรงุ เทพฯ : บจก. เคลด็ ไทย, ๒๕๔๑), หนา ๑๐๙.

3 - 108 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ เปน ปจ จยั งา ยตอ การกำหนดเพอื่ นำไปสวู ปิ ส สนา๑๔๒ ญ. หลกั ธรรมเกอ้ื หนนุ ตอ วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน หลกั ธรรมสำคญั ทเี่ กอื้ หนนุ ในการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน คอื ๑. องคธ รรมของการกำหนด มี ๓ ประการ ไดแ ก ก) อาตาป มคี วามเพยี รในการกำหนด และความเพยี รเผากเิ ลสใหร อ นทว่ั ไดแ ก ต้ังใจจริงๆ ไมเกียจคราน การประกอบความเพียรทางใจดวยความบากบ่ัน ต้ังใจทำจริงๆ พยายาม อตุ สาหะ อดทน เขม แขง็ ขยนั กา วไปอยา งไมท อ ถอย ไมท อดทง้ิ ฉนั ทะ ไมท อดทงิ้ ธรุ ะ และความประคบั ประคองธรุ ะไวด ว ยดเี พอื่ กอ เกดิ วริ ยิ ะ วริ ยิ นิ ทรยี  วริ ยิ พละ และสมั มา- วายามะ ในมรรคมอี งค ๘ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ทิ เ่ี ขา ถงึ แลว ๑๔๓ พระผมู พี ระภาคเจา ตรสั สอนใน เรอื่ งความเพยี รทมี่ คี วามสำคญั มากทส่ี ดุ ในขณะเรมิ่ ปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานวา “ดกู อ นภกิ ษทุ งั้ หลาย เมอื่ ภกิ ษเุ ดนิ อยกู ด็ ี ยนื อยกู ด็ ี นง่ั อยกู ด็ ี นอนอยู ไมห ลบั กด็ ี เมอ่ื อกศุ ลวติ กเกดิ ขนึ้ แลว ภกิ ษไุ มท ำใหส น้ิ ใหห ายไปเสยี เรา เรยี ก [เธอ] วา เปน ผไู มม อี าตาปะ [ความเพยี ร] เปน คนเกยี จครา น มคี วาม เพียรอันทราม เธอพึงกระทำความอุตสาหะ พึงกระทำความไมยอทอ พงึ กระทำความเพยี รเพอื่ เผากเิ ลส พงึ กระทำความเปน ผกู ลา พงึ กระทำความ เพยี รใหต ดิ ตอ กนั และ ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้ เมอื่ ขณะทำ งานอยูก็ดี ขณะเดินทางอยูก็ดี หรือกำลังอาพาธอยูก็ดี ยอมไมสามารถ มนสกิ ารคำสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา ทงั้ หลายไดโ ดยงา ย [กจิ ของสมณะคอื การศกึ ษาไตรสกิ ขาเปน หลกั ไมใ ชก จิ การงานอนื่ ] ฉะนน้ั เราจะรบี ปรารภ ความเพยี รเสยี กอ น เพอื่ ถงึ ธรรมทยี่ งั ไมถ งึ เพอื่ บรรลธุ รรมทย่ี งั ไมบ รรลุ เพอ่ื ทำใหแ จง ธรรมทยี่ งั ไมท ำใหแ จง ”๑๔๔ ๑๔๒ มาลี อาณากลุ , “การศกึ ษาเปรยี บเทยี บกรรมฐานในคมั ภรี พ ระอภธิ มั มตั ถสงั คหะ กบั คมั ภรี ว สิ ทุ ธมิ รรค และวธิ ปี ฏบิ ตั ิ กรรมฐานของสำนกั วปิ ส สนาออ มนอ ย กบั วดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎ”ิ์ , วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าศาสนาเปรยี บเทยี บ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๓๙. ๑๔๓ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา ๘๐. ๑๔๔ อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๓/๘๐/๔๐๐-๔๐๔.

3 - 109 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ ข) สตมิ า มสี ตริ ะลกึ ไดก อ นทำ กอ นพดู กอ นคดิ คอื ระลกึ ไดก อ นรปู นามจะเกดิ ค) สมั ปชาโน มคี วามรตู วั ทว่ั พรอ มวา ทำอะไรอยใู นปจ จบุ นั นนั้ ๆตอ งกำหนด ภาวนา อยา งตอ เนอ่ื ง และรรู ปู นามอยทู กุ ขณะ๑๔๕ ๒. การปรบั อนิ ทรยี  ๕ ในขณะปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานเพอื่ ความกา วหนา ก) ศรทั ธา (เชอ่ื ตอ การปฏบิ ตั ขิ องพระพทุ ธเจา ) ข) วริ ยิ ะ (พากเพยี รปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนายง่ิ ขน้ึ เพอื่ ละอกสุ ลธรรม เพอื่ ยงั กศุ ลธรรม ใหเ กดิ ขนึ้ ) ค) สติ (ระลกึ ไดถ งึ สงิ่ ทท่ี ำแลว และคำทตี่ นพดู แลว ใจความคอื นกึ ไดก อ นทำ กอนพูด กอนคิด ไมหลง ไมเผลอ และระลึกทันตอปจจุบันแหงรูปนาม ทกุ ขณะ) ง) สมาธิ (มนั่ คง ทรงใจไวช อบ ไมเ ผลอจากรปู นาม) จ) ปญ ญา (รเู หน็ รปู นามแจม ชัดยง่ิ ขนึ้ และรตู ามความเปน จรงิ ) มี ๓ คอื ๑) สตุ มยปญ ญา ปญ ญาเกดิ จากการฟง เรยี น อา นศกึ ษาคน ควา ๒) จนิ ตามยปญ ญา ปญ ญาเกดิ จากการนกึ คดิ ๓) ภาวนามยปญ ญา ปญ ญาเกดิ จากการเจรญิ วปิ ส สนา โยคคี วรปฏบิ ตั ใิ หอ นิ ทรยี  ๕ เสมอกนั คอื ศรทั ธาเสมอกบั ปญ ญา วริ ยิ ะเสมอกบั สมาธิ สว นสตมิ มี ากเปน สง่ิ ด๑ี ๔๖ ฎ. การสง และสอบอารมณ การสง และสอบอารมณ สามารถแบง ไดเ ปน ๓ ขน้ั ตอน คอื ๑) การกำหนดอารมณข องรปู และนาม ทเี่ กดิ ขนึ้ ๒) การกำหนดอารมณ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ทางใจ ตา งๆ ๓) การกำหนดลกั ษณะของรปู นาม ทเ่ี กดิ ขน้ึ เชน จำนวนระยะของอาการพอง อาการยบุ หรอื ความเรว็ ของพองและยบุ เปน ตน ๑๔๕ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ เิ ถร), โพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ, หนา ๓. ๑๔๖ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ เิ ถร), โพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ, หนา ๘๖-๘๘.

3 - 110 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ นิสิตจะตองมาสงอารมณกับทานวิปสสนาจารยทุกวัน โดยรายงานใหพระอาจารย ทราบถงึ ผลการปฏบิ ตั ใิ นแตล ะวนั ในสงิ่ ตา งๆ ตอ ไปนี้ ผลของการนง่ั สมาธิ เรม่ิ ตงั้ แต นสิ ติ นง่ั สมาธไิ ดน านเทา ใด จากนนั้ ใหบ รรยายลกั ษณะ อาการพองยบุ ทปี่ ระสบมาในวนั นน้ั วา สน้ั ยาว เบาหรอื แรงอยา งไร มเี วทนา เจบ็ ปวด ชา คนั ตงึ เหนอ่ื ย มนึ งงหรอื ไมเ พยี งใด มกี ารคดิ หรอื ฟงุ ซา น เพอ ฝน มากนอ ยเพยี งใด และ กำหนดรไู ดท นั หรอื ไม มคี วามยากงา ยในการกำหนดอยา งไร และเมอื่ กำหนดรตู ามอาการ เหลา นนั้ แลว ผลทตี่ ามมาเปน อยา งไร ๒. ผลของการเดนิ จงกรม เรม่ิ ตงั้ แตเ ดนิ ระยะใดบา ง นานเทา ใด แลว บรรยายลกั ษณะ สภาวะทปี่ ระสบในวนั นน้ั เชน อาจรสู กึ วา พนื้ มลี กั ษณะเปลยี่ นไปอยา งไร หรอื รสู กึ อยา งไร ตอนยกหรอื ยา ง หรอื พบวา กำหนดไดล ะเอยี ดยงิ่ ขนึ้ อยา งไรบา ง เปน ตน ขอใหน สิ ติ ใสใ จสง อารมณ ใหล ะเอยี ดในทกุ ๆ เรอ่ื ง ๓. ผลของการกำหนดอริ ยิ าบถยอ ย นสิ ติ มสี ตติ ามกำหนดรไู ดต อ เนอ่ื งหรอื ไม และ ละเอยี ดเพยี งใด ตง้ั แตต นื่ นอน อาบนำ้ รบั ประทานอาหาร ขน้ึ ลงบนั ใด เปด ปด ประตู นง่ั พกั ผอ น และนสิ ติ กำหนดรทู นั การคดิ และการฟงุ ซา นหรอื ไม กำหนดทนั ตอนไหน เชน เรม่ิ คดิ ระหวา งทก่ี ำลงั คดิ หรอื คดิ จบไปแลว และเมอื่ กำหนดรแู ลว ผลทต่ี ามมาเปน อยา งไร เชน ตอ งกำหนดรกู คี่ รง้ั ความคดิ หรอื ความฟงุ ซา นนน้ั จงึ ดบั ไป และเมอ่ื ดบั ไปแลว อะไรเกดิ ขน้ึ ตามมาเปน ตน นสิ ติ ควรอธบิ ายใหก ระชบั ตรงประเดน็ อยา พดู นอกเรอื่ งเพราะจะทำให นสิ ติ เองเสยี สมาธิ และควรรายงานประสบการณก ารปฏบิ ตั ทิ กุ ๆ เรอ่ื งทเี่ กดิ ขน้ึ ใหว ปิ ส สนาจารย ทราบ แมวาประสบการณน้ันจะดูไมสำคัญสำหรับนิสิตก็ตาม ขณะสงอารมณ ขอใหนิสิต รายงานไปเรอ่ื ยๆ โดยไมต อ งหยดุ รอฟง ความเหน็ จากทา นวปิ ส สนาจารย ทา นจะยงั ไมใ ห คำแนะนำใดๆ จนกวา นสิ ติ จะรายงานจบ และเมอื่ พระวปิ ส สนาจารยถ ามสง่ิ ใด ควรตอบให ตรงคำถามและกระชบั ไมพ ดู นอกเรอ่ื ง สงิ่ ทสี่ ำคญั ทส่ี ดุ ในการสง อารมณ คอื ขอใหร ายงาน ครบถวน ชัดเจน ตรงตามความเปนจริงที่เกิดขึ้น อยาปรุงแตง อยากังวลวาพระอาจารย จะตำหนหิ ากกำหนดไดไ มด ี หรอื มแี ตค วามโงกงว ง จงึ ไมก ลา รายงานไปตามจรงิ ขอใหน สิ ติ เขา ใจวา ทกุ อยา งคอื สภาวธรรมทเี่ กดิ ขน้ึ จรงิ ทง้ั สนิ้ และมนั จะเปลยี่ นแปลงไปตลอดเวลา นสิ ติ

3 - 111 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยุบ กำหนดไดด ใี นวนั น้ี แตว นั ตอ มาอาจฟงุ ซา นหรอื โงกงว งตลอดวนั กไ็ มใ ชเ รอื่ งเสยี หาย แต ตอ งรายงานพระอาจารยไ ปตามทเ่ี กดิ ขนึ้ จรงิ เพอ่ื ใหท า นแนะนำ แกไ ขปรบั แตง อนิ ทรยี ห รอื ใหอ ารมณก รรมฐานเพมิ่ เตมิ แกเ ราอยา งถกู ตอ งเปน รายบคุ คลไป และพงึ เอาใจใสฟ ง คำแนะ นำสง่ั สอนของพระอาจารยอ ยา งตง้ั ใจ หากสงสยั ใหส อบถามจนกระจา ง แลว นำไปปฏบิ ตั ิ ตามดว ยความขยนั หมนั่ เพยี ร ขอใหน สิ ติ ตระหนกั วา จะตอ งประคองสตแิ ละสมาธไิ วใ หต อ เนอ่ื งตลอดเวลา ฉะนน้ั เวลาสง อารมณ จงึ ไมใ ชเ วลาของการพดู คยุ หรอื ถามคำถามทไ่ี ม เกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ิ พงึ สง อารมณใ หก ระชบั พดู นอ ยตรงประเดน็ และไมร บกวนสมาธขิ อง นสิ ติ อน่ื ทรี่ อสง อารมณต อ จากเราดว ย๑๔๗ ฏ. วเิ คราะหเ ปรยี บเทยี บ กบั วธิ ใี นมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร ในมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร สอนวธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ง้ั สมถและวปิ ส สนาไวถ งึ ๒๑ บรรพ (วธิ )ี ซงึ่ เปนวิธีปฏิบัติกัมมัฏฐานสำหรับชาวพุทธ ผูวิจัยจึงขอแสดงตารางเปรียบเทียบวิปสสนา กัมมัฏฐาน ตามแนวมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับวิธีในมหาสติปฏฐานสูตร ดงั นี้ ๑๔๗ ฝา ยวปิ ส สนาธรุ ะ (รวบรวม). “คมู อื การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานเบอื้ งตน ”. การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนาเพอ่ื พฒั นาบคุ ลากร มหาวทิ ยาลยั , หนา ๓๐.

3 - 112 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ ตาราง (ข) เปรยี บเทยี บวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ตามแนวมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ- ราชวทิ ยาลยั กบั วธิ ใี นมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร มหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร ๒๑ วธิ ี วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน แบบพองหนอยบุ หนอ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ๑๔ - กำหนดอานาปานสติ ๑ วธิ ี = ไมม รี ปู แบบฝก แตถ า จติ ไประลกึ รทู ลี่ มหายใจ กต็ อ งกำหนดลมหายใจตามความเปน จรงิ - กำหนดอริ ยิ าบถ ๑ วธิ ี = กำหนดอริ ยิ าบถ ๔ (ยนื เดนิ จงกรม นงั่ สมาธิ นอน) และอริ ยิ าบถยอ ยอน่ื ๆ ทกุ อยา ง - กำหนดสมั ปชญั ญะ ๑ วธิ ี = กำหนดรปู นามทกุ อยา งอยา งตอ เนอ่ื ง ไมน ง่ิ หรอื จดจอ ในอารมณใ ดอารมณห นงึ่ อยา งเดยี ว - กำหนดอาการสามสบิ สอง ๑ วธิ ี = ไมมีรูปแบบฝก แตถาเกิดนึกถึงหรือเห็นหรือ รสู กึ กใ็ หก ำหนดตามความเปน จรงิ - กำหนดธาตสุ ่ี ๑ วธิ ี (ธาตดุ นิ นำ้ ลม ไฟ) = ขณะนง่ั สมาธิ กำหนดที่ ธาตลุ ม (วาโยธาต)ุ ที่ เปนปจจัยทำใหทองพองและยุบ พรอมกับ กำหนด พองหนอ ยบุ หนอ๑๔๘ - กำหนดปา ชา ๙ วธิ ี = ไมม รี ปู แบบฝก แตถ า ไดเ หน็ กใ็ หก ำหนดรู ตาม ความเปน จรงิ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ๑ - กำหนดภาวะจติ เสวยอารมณส ขุ ทกุ ข = กำหนดเวทนาของจติ ทเี่ กดิ ขนึ้ ในทกุ อริ ยิ าบถ ไมส ขุ ไมท กุ ข เชน เจบ็ หนอ ปวดหนอ สบายหนอ ไมส บาย หนอ ดใี จหนอ เสยี ใจหนอ เฉยหนอ ๑๔๘ พระศรวี รญาณ ว,ิ มารจู กั วปิ ส สนากรรมฐานแบบพองหนอ-ยบุ หนอ, (กรงุ เทพฯ : บจก.สหธรรมกิ , ๒๕๔๑), หนา ๕๒.

3 - 113 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พองยบุ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ๑ = กำหนดจติ และตน จติ ทกุ ประเภททเี่ กดิ ขนึ้ เชน จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน คดิ หนอ ยนิ ดหี นอ ชอบใจหนอ โกรธหนอ หลง หนอ ฟุงหนอ หดหูหนอ อยากยืนหนอ อยาก ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ๕ เดนิ หนอ อยากนงั่ หนอ อยากนอนหนอ รำคาญ -กำหนดนวิ รณ ๑ วธิ ี หนอ งว งหนอ๑๔๙ -กำหนดเบญจขนั ธ ๑ วธิ ี = กำหนดนวิ รณ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในทกุ อริ ยิ าบถ เชน ยนิ ดี -กำหนดอายตนะ ๑ วธิ ี หนอ พยาบาทหนอ งว งหนอ เกยี จครา น หนอ -กำหนดโพชฌงค ๑ วธิ ี ซมึ หนอ หงดุ หงดิ หนอ สงสยั หนอ -กำหนดอรยิ สจั ๑ วธิ ี = กำหนดพอง ยบุ เปน สว นหนง่ึ ของ เบญจขนั ธ กำหนดเดนิ จงกรม และทกุ อริ ยิ าบถ = กำหนดอายตนะ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในทกุ อริ ยิ าบถ เชน เหน็ หนอ ยนิ หนอ กลนิ่ หนอ = กำหนดจนไดว ปิ ส สนาญาณถงึ ขน้ั อทุ ยพั พย- ญาณ (วปิ ส สนาญาณที่ ๔) เปน ตน ไป๑๕๐ = ขณะกำหนดในทกุ อิรยิ าบถ ถา ไดสภาวธรรม ถกู ตอ ง กจ็ ะเขา หลกั กำหนด อรยิ สจั ๔๑๕๑ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานตามแนวของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ทใ่ี ชแ บบ สตปิ ฏ ฐาน ๔ มรี ปู แบบทใี่ ชฝ ก โดยใหก ำหนดตามหลกั มหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร รวม ๑๘ วธิ ี สว น ทไี่ มม รี ปู แบบฝก ปฏบิ ตั อิ กี ๓ วธิ ี แมม ไิ ดใ ชข ณะปฏบิ ตั ิ แตห ากจติ ไปรบั อารมณน น้ั ๆ กใ็ หก ำหนด ตามความเปน จรงิ อยา ปลอ ยใหจ ติ เผลอและเกดิ การปรงุ แตง คอื ขาดสตใิ นการกำหนดระลกึ รทู กุ อยา ง ๑๔๙ พระสมภาร สมภาโร (ทวรี ตั น) , ธรรมะภาคปฏบิ ตั ,ิ (กรงุ เทพฯ : บจก. สหธรรมกิ , ๒๕๔๗), หนา ๑๓๒. ๑๕๐ พระศรวี รญาณ ว,ิ มารจู กั วปิ ส สนากรรมฐานแบบพองหนอ-ยบุ หนอ, หนา ๔๒. ๑๕๑ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสทิ ธฺ เิ ถร), โพธปิ ก ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ, หนา ๗๐.

3-114

วิปสสนากรรมฐาน แนวปฏบิ ตั ิ มี รปู -นาม เปน อารมณ มี ตจปญ จกกรรมฐาน เปน อารมณ 4-1

4-2 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม ผูรวบรวม พระมหาอธโิ ชค สโุ ชโต ป.ธ.๘ 4-2

4-3 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม 4-3

4-4

สารบญั วปิ ส สนากรรมฐาน แนวปฏบิ ตั มิ ี รปู -นาม เปน อารมณ....................................................... ๗ หมวด ๑ กมั มฏั ฐาน มี ๒ อยา ง ...................................................................................................๙ หมวด ๒ ขันธ ๕ หรอื รูป-นาม ............................................................................................... ๑๐ หมวด ๓ หนา ทขี่ องขนั ธ ๕ ......................................................................................................... ๑๐ หมวด ๔ รปู ภายในมี ๖............................................................................................................. ๑๑ หมวด ๕ รูปภายนอกมี ๖........................................................................................................... ๑๑ หมวด ๖ ระหวางรูปภายใน และภายนอกกระทบกัน.............................................................. ๑๒ หมวด ๗ ฐานท่ีเกิดของรูปนาม ................................................................................................. ๑๒ หมวด ๘ รปู -นาม ทเี่ ปน ปจ จบุ นั ธรรม ....................................................................................๑๓ หมวด ๙ นามรูตามทวาร ........................................................................................................... ๑๔ หมวด ๑๐ รูป-นามที่เกิดข้ึนเปนปจจุบันเปนเหตุและผลกัน ....................................................... ๑๔ หมวด ๑๑ เหตุของนามเกิดขึ้นในทวารตางๆ............................................................................... ๑๕ หมวด ๑๒ อริ ยิ าบถ ๔ และอริ ยิ าบถยอ ย ................................................................................. ๑๖ หมวด ๑๓ ความหมายของคำวา ................................................................................................ ๑๗ หมวด ๑๔ อธิบาย ......................................................................................................................... ๑๘ หมวด ๑๕ วิธีปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐาน พรอมท้ังเหตุผล ......................................................... ๒๐ หมวด ๑๖ เขาสูจุดทาทางของรูปนาม ........................................................................................ ๒๓ หมวด ๑๗ ยกตัวอยาง ................................................................................................................. ๒๔ หมวด ๑๘ สรุป ............................................................................................................................. ๒๘ หมวด ๑๙ หมายเหตุ .................................................................................................................... ๒๙ หมวด ๒๐ ขอกัมมัฏฐาน ...............................................................................................................๓๐ คำอธิษฐาน ..................................................................................................................................... ๓๑ วปิ ส สนากรรมฐาน แนวปฏบิ ตั มิ ี รปู -นาม เปน อารมณ.....................................................๓๓ เรอ่ื ง วปิ ส สนากรรมฐานในหลกั การโดยสงั เขป (ภาคปรยิ ตั )ิ ............................................ ๓๔ 4-5

สตปิ ฏ ฐาน ๔ ..................................................................................................................................๓๖ ญาณ ๑๖ ........................................................................................................................................๓๘ วปิ ส สนาญาณ ๙ ............................................................................................................................๓๙ วสิ ทุ ธิ ๗ .........................................................................................................................................๓๙ ธรรมที่ปดบังไตรลักษณ ................................................................................................................ ๔๐ ขอปฏิบัติที่ควรทำความเขาใจในการเจริญวิปสสนา ...................................................................๔๓ การเจริญวิปสสนากรรมฐาน (ภาคปฏิบัติ) ......................................................................... ๔๘ หนาที่ของครูผูสอนการปฏิบัติวิปสสนา (โดยสังเขป).................................................................. ๖๕ หนาท่ีของผูปฏิบัติวิปสสนา (โดยสังเขป) ..................................................................................... ๖๘ ตจปญ จกกรรมฐาน (กรรมฐาน ๕).............................................................................................. ๗๑ บรรณานุกรม ................................................................................................................................๗๒ 4-6

วปิ ส สนากรรมฐาน แนวปฏบิ ตั มิ ี รปู -นาม เปน อารมณ สำนกั วดั ปราสาททอง อำเภอเมอื งสพุ รรณบรุ ี จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี โดย พระวกิ รมมนุ ี (ผล อปุ ตสิ โฺ ส) อดตี เจา คณะจงั หวดั สพุ รรณบรุ ี อดตี เจา สำนกั วปิ ส สนากรรมฐานวดั ปราสาททอง เรยี บเรยี งโดย พระธรรมปรยิ ตั เิ วที (สเุ ทพ ผสุ สฺ ธมโฺ ม ป.ธ.๙) เจา คณะภาค ๑๕ เจา อาวาสวดั พระปฐมเจดยี  ราชวรมหาวหิ าร เจา สำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมประจำจงั หวดั นครปฐม แหง ท่ี ๘ ผเู ปน สทั ธวิ หิ ารกิ ของ “พระวกิ รมมนุ ”ี (ผล อปุ ตสิ โฺ ส) 4-7

4-8

วปิ ส สนากรรมฐาน แนวปฏบิ ตั มิ ี รปู -นาม เปน อารมณ วปิ ส สนากรรมฐาน แยกเปน ๒ ศพั ท คอื วปิ ส สนา ศพั ทห นงึ่ กรรมฐาน ศพั ทห นง่ึ วปิ ส สนา แปลวา ปญ ญาเหน็ แจง สภาวธรรมตามความเปน จรงิ องคธ รรมไดแ ก “ปญ ญา” กรรมฐาน แปลวา ทต่ี ง้ั แหง การงาน คอื อารมณข องวปิ ส สนา องคธ รรมไดแ ก “รปู -นาม ขนั ธ ๕” หมวด ๑ กมั มฏั ฐาน มี ๒ อยา ง คอื สมถกมั มฏั ฐานอยา งหนงึ่ วปิ ส สนากมั มฏั ฐานอยา งหนง่ึ กมั มฏั ฐานทง้ั ๒ อยา งน้ี มอี ารมณไ มเ หมอื นกนั สมถกมั มฏั ฐานมอี ารมณบ ญั ญตั ิ ๔๐ อยา ง คอื กสณิ ๑๐ อสภุ ะ ๑๐ อนสุ สติ ๑๐ อาหาเรปฏกิ ลู สญั ญา ๑ จตธุ าตวุ วตั ถาน ๑ พรหมวหิ าร ๔ อรปู ๔ รวม ๔๐ อยา ง วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน มรี ปู -นาม เปน อารมณ แตใ นทน่ี ้ี จะไดเ ขยี นบนั ทกึ เฉพาะแต อารมณว ปิ ส สนาเทา นนั้ พรอ มทง้ั บอกปรยิ ตั ทิ เี่ ปน ตวั อารมณข องวปิ ส สนา และตวั กำหนด วปิ ส สนาคอื ปญ ญา ดงั ตอ ไปนี้ 4-9

4 - 10 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๒ ขนั ธ ๕ หรอื รปู -นาม คอื ๑. รปู ขนั ธ ไดแ ก รปู ๒๘ ๒. เวทนาขันธ ไดแ ก เวทนาเจตสกิ ๑ ๓. สญั ญาขนั ธ ไดแ ก สญั ญาเจตสกิ ๑ ๔. สงั ขารขนั ธ ไดแ ก สงั ขารเจตสกิ ๕๐ ๕. วิญญาณขันธ ไดแ ก จติ ๘๙ หรอื ๑๒๑ ๖. นพิ พาน ไดแ ก ขนั ธวมิ ตุ พน จากอปุ าทานขนั ธ ๕ ขนั ธ ๕ ได รปู ขนั ธ ๑ เหลอื นอกนน้ั เปน นามขนั ธ ๔ เปน นาม ๑ จำแนกปรมตั ถธรรม ๔ เปน รปู -นาม ดงั น้ี รปู ๒๘ = เปน รปู เวทนาเจตสกิ ๑ สญั ญาเจตสกิ ๑ เจตสกิ ทเี่ หลอื ๕๐ = เปน นาม จติ ๘๙ หรอื ๑๒๑ = เปน นาม นพิ พาน = เปน ขนั ธวมิ ตุ ติ ๑. รปู ขนั ธ หมวด ๓ ๒. เวทนาขันธ ๓. สญั ญาขนั ธ หนา ทขี่ องขนั ธ ๕ ๔. สงั ขารขนั ธ ๕. วิญญาณขันธ มหี นา ทแี่ ตกสลายไป มหี นา ทเี่ สวยอารมณ มหี นา ทจี่ ำอารมณ มหี นา ทป่ี รงุ แตง อารมณ หรอื จติ (ใจ) มหี นา ทรี่ อู ารมณ

4 - 11 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๔ รปู ภายในมี ๖ คอื ๑. จกั ข-ุ ตา ไดแ ก จกั ขปุ สาท เปน รปู ๒. โสตะ-หู ๓. ฆานะ-จมกู ไดแ ก โสตปสาท เปน รปู ๔. ชิวหา-ลิ้น ๕. กายะ-กาย ไดแ ก ฆานปสาท เปน รปู ๖. มนะ-ใจ ไดแ ก ชวิ หาปสาท เปน รปู ไดแ ก กายปสาท เปน รปู ไดแ ก หทยั วตั ถุ (รปู หวั ใจ) เปน รปู หมวด ๕ รปู ภายนอกมี ๖ คอื ๑. รปู ารมณ ไดแ ก สตี า งๆ เปน รปู เปน รปู ๒. สทั ทารมณ ไดแ ก เสยี งตา งๆ เปน รปู เปน รปู ๓. คนั ธารมณ ไดแ ก กลน่ิ ตา งๆ ๔. รสารมณ ไดแ ก รสตา งๆ ๕. โผฏฐพั พารมณ (ดนิ -ไฟ-ลม) ไดแ ก เยน็ รอ น ๖. ธมั มารมณ (อารมณท างใจ) ไดแ ก นามและรปู

4 - 12 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๖ ระหวา งรปู ภายใน และ ภายนอกกระทบกนั คอื ๑. จกั ขายตนะ-ตา กระทบกบั รปู ายตนะ-สี ๒. โสตายตนะ-หู กระทบกบั สทั ทายตนะ-เสยี ง ๓. ฆานายตนะ-จมกู กระทบกบั คันธายตนะ-กล่ิน ๔. ชิวหายตนะ-ลิ้น กระทบกบั รสายตนะ-รส ๕. กายายตนะ-กาย กระทบกบั โผฏฐพั พารมณ- เยน็ รอ น ออ น แขง็ ๖. มนายตนะ-ใจ กระทบกบั ธมั มายตนะ-อารมณท างใจ หมวด ๗ ฐานทเี่ กดิ ของรปู นาม คอื ๑. ทางตา สกี ระทบตาเปน รปู เหน็ เปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ ) ๒. ทางหู เสยี งกระทบหเู ปน รปู ไดย นิ เปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ ) ๓. ทางจมกู กลน่ิ กระทบจมกู เปน รปู รกู ลน่ิ เปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ ) ๔. ทางลนิ้ รสกระทบลน้ิ เปน รปู รรู สเปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ ) ๕. ทางกาย เยน็ รอ น ออ น แขง็ กระหาย เปน รปู รสู กึ เปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ ) รสู กึ ปวด เมอื่ ย คนั เปน ตน เปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ ) ๖. ทางใจ นอน นง่ั ยนื เดนิ และเคลอื่ นไหวตา งๆ เปน รปู จติ สง่ั ใหน อน นงั่ ยนื เดนิ เคลอ่ื นไหว เปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ ) คดิ นกึ ฟงุ กลมุ อยาก โกรธ ลมื เผลอ เปน นาม (อาศยั วตั ถเุ กดิ )

4 - 13 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๘ รปู -นาม ทเี่ ปน ปจ จบุ นั ธรรม ๑. สกี ระทบตา กำหนดนามเหน็ ขณะทเี่ กดิ ความรสู กึ ขน้ึ เพราะกเิ ลสคอื อตั ตา สำคญั วา ‘เราเหน็ ’ อาศยั เกดิ ตรงนนั้ ขณะนนั้ เพอื่ ถอนอตั ตา (เรา) ๒. เสยี งกระทบหู กำหนดนามไดย นิ ขณะทเ่ี กดิ ความรสู กึ ขนึ้ เพราะกเิ ลสคอื อตั ตา สำคญั วา ‘เราไดย นิ ’ อาศยั เกดิ ทตี่ รงนน้ั ขณะนน้ั เพอื่ ถอนอตั ตา (เรา) ๓. กลน่ิ กระทบจมกู กำหนดรปู กลนิ่ ขณะทเ่ี กดิ ความรสู กึ ขนึ้ เพราะกเิ ลสคอื อตั ตา สำคญั วา ‘เราไดก ลนิ่ ’ อาศยั เกดิ ตรงนนั้ ขณะนน้ั เพอ่ื ถอนอตั ตา (เรา) ๔. รสกระทบลนิ้ กำหนดรปู รส ขณะทเ่ี กดิ ความรสู กึ ขน้ึ เพราะกเิ ลสคอื อตั ตา สำคญั วา ‘เรารรู ส’ อาศยั เกดิ ตรงนน้ั ขณะนน้ั เพอื่ ถอนอตั ตา (เรา) ๕. เยน็ รอ น ออ น แขง็ กระทบกาย กำหนดรปู เยน็ รอ น ออ น แขง็ ขณะทม่ี คี วามรสู กึ ขน้ึ เพราะกเิ ลสคอื อตั ตา สำคญั วา ‘เราเยน็ รอ น ออ นแขง็ ’ อาศยั เกดิ ตรงนนั้ ขณะนนั้ เพอ่ื ถอนอตั ตา (เรา) กำหนดนามทางกาย ขณะทรี่ สู กึ วา ปวด เมอื่ ย คนั ฯลฯ เพราะกเิ ลสอาศยั เกดิ ตรงนนั้ ขณะนนั้ วา ‘เราคนั ปวด เมอ่ื ย’ เพอ่ื ถอนอตั ตา (เรา) ๖. ทางใจ กำหนดรปู ขณะทเ่ี กดิ อาการของอริ ยิ าบถเกดิ ขน้ึ คอื นอน นง่ั ยนื เดนิ และอริ ยิ าบถนอ ย คอื ความเคลอื่ นไหว และกม เงยเปน ตน เพราะกเิ ลสคอื อตั ตา (เรา) สำคญั วา ‘เรา นอน นงั่ ยนื เดนิ และเคลอื่ นไหว กม เงย’ ทตี่ รงนน้ั ขณะนน้ั เพอื่ ถอนอตั ตา (เรา) ทางใจ กำหนดนาม ขณะทน่ี กึ คดิ กลมุ งว ง โกรธ อยาก ลมื เผลอ หงดุ หงดิ ขณะทมี่ คี วามรสู กึ ขน้ึ เพอ่ื ถอนอตั ตา (เรา) วา ‘เรานกึ คดิ ’ เปน ตน

4 - 14 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม ๑. จกั ขุวญิ ญาณจติ หมวด ๙ ๒. โสตวิญญาณจิต ๓. ฆานวญิ ญาณจติ นามรตู ามทวาร ๔. ชิวหาวิญญาณจิต ๕. กายวิญญาณจิต คอื นามเหน็ ๖. มโนวิญญาณ คอื นามไดย นิ คอื นามรกู ลน่ิ คอื นามรรู ส คอื นามรสู มั ผสั ถกู ตอ ง คอื นามรทู ว่ั ไปทางใจ หมวด ๑๐ รปู -นามทเ่ี กดิ ขน้ึ เปน ปจ จบุ นั เปน เหตแุ ละผลกนั ดงั น้ี ๑. สกี ระทบตาเปน เหตุ นามเหน็ เปน ผล-จกั ขวุ ญิ ญาณจติ ๒. เสยี งกระทบหเู ปน เหตุ นามไดย นิ เปน ผล-โสตวญิ ญาณจติ ๓. กลน่ิ กระทบจมกู เปน เหตุ นามรกู ลนิ่ เปน ผล-ฆานวญิ ญาณจติ ๔. รสกระทบลนิ้ เปน เหตุ นามรูรสเปนผล-ชิวหาวญิ ญาณจิต ๕. เยน็ รอ น ออ น แขง็ กระทบกายเปน เหตุ นามรสู กึ เปน ผล-กายวญิ ญาณจติ ๖. นามมคี วามตอ งการสง่ั ใหร ปู เปลยี่ นแปลงไปตามอริ ยิ าบถใหญ- นอ ยตา งๆ เปน เหตุ รปู ทเี่ ปลย่ี นไปตามอริ ยิ าบถตา งเปน รปู และผล นามนกึ คดิ กลมุ ฟง อยาก โกรธ งว ง เปน เหตุ อาการทเ่ี กดิ ขนึ้ เหลา นน้ั เปน ผล

4 - 15 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๑๑ เหตขุ องนามเกดิ ขนึ้ ในทวารตา งๆ ๑. นามทางตาจะเกดิ ขน้ึ ได ตอ งอาศยั เหตุ ๔ ประการ คอื ๑) จกั ขปุ สาทดี ๒) รปู ารมณ สชี ดั เจนดเี ฉพาะหนา ๓) อาโลก คอื แสงสวา งดี ๔) มนสกิ าร คอื ความตงั้ ใจ ใสใ จ รวม ๔ อยา งนเี้ ปน เหตุ ใหจ กั ขวุ ญิ ญาณเกดิ ขนึ้ เปน ผล ๒. นามทางหจู ะเกดิ ขนึ้ ได ตอ งอาศยั เหตุ ๔ ประการ คอื ๑) โสตปสาทดี ๒) สทั ทารมณ เสยี งชดั เกดิ ขนึ้ เฉพาะหนา ๓) ววิ รากาส (อากาศชอ งวา งหดู )ี ๔) มนสกิ าร คอื ความตง้ั ใจหรอื ความใสใ จ ๔ อยา งนเี้ ปน เหตุ ใหเ กดิ โสตวญิ ญาณเกดิ ขน้ึ เปน ผล ๓. นามทางจมูกจะเกิดข้ึนได ตองอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑) ฆานปสาทดี ๒) คนั ธารมณ กลน่ิ ปรากฏเฉพาะหนา ๓) วาโย (ลม) ๔) มนสกิ าร คอื ความ ตงั้ ใจและใสใ จ ๔ อยา งนเ้ี ปน เหตุ ฆานวญิ ญาณเกดิ ขนึ้ เปน ผล ๔. นามทางลิ้นจะเกิดขึ้นได ตองอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑) ชิวหาปสาทดี ๒) รสารมณ รสชดั เจนดี ๓) อาโป (น้ำลายด)ี ๔) มนสกิ าร คอื ความตง้ั ใจและ ใสใ จ ๔ อยา งนเ้ี ปน เหตุ ชวิ หาวญิ ญาณเกดิ ขน้ึ เปน ผล ๕. นามทางกายจะเกิดข้ึนได ตองอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑) กายปสาทดี ๒) โผฏฐพั พารมณ ๓) ถทั ธปถวธี าตทุ ม่ี ลี กั ษณะแขง็ ๔) มนสกิ าร คอื ความตงั้ ใจ และใสใ จ ๔ อยา งนเ้ี ปน เหตุ กายวญิ ญาณเกดิ ขนึ้ เปน ผล ๖. นามทางใจจะเกดิ ขน้ึ ได ตอ งอาศยั เหตุ ๔ ประการ คอื ๑) หทยั วตั ถุ (รปู หวั ใจ) ๒) ธมั มารมณ อารมณเ กดิ ทางใจ (นาม-รปู ) ๓) ภวงั คจติ (ภวงั คจติ ๑๙ ดวง) ๔) มนสกิ าร ความตง้ั ใจและใสใ จ ๔ อยา งนเี้ ปน เหตุ มโนวญิ ญาณจงึ เกดิ ขนึ้ เปน ผล

4 - 16 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๑๒ อริ ยิ าบถ ๔ และอริ ยิ าบถยอ ย ๑. อาการของรูปเดินจะเกิดข้ึนได ตองอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑) รูปขาดี ๒) จติ สง่ั ๓) จติ ตชวาโยธาตุ ๔) มนสกิ าร คอื ความตงั้ ใจและใสใ จ ๔ อยา งน้ี เปน เหตุ อาการของรปู เดนิ เกดิ ขน้ึ เปน ผล ๒. อาการของรูปยืนจะเกิดข้ึนได ตองอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑) รูปกายดี ๒) จติ สง่ั ๓) จติ ตชวาโยธาตุ ๔) มนสกิ าร คอื ความใสใ จและตง้ั ใจ ๔ อยา งน้ี เปน เหตุ อาการรปู ยนื เกดิ ขน้ึ เปน ผล ๓. อาการของรูปนั่งจะเกิดข้ึนได ตองอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ ๑) รูปกายดี ๒) จติ สงั่ ๓) จติ ตชวาโยธาตุ ๔) มนสกิ าร คอื ความตงั้ ใจและใสใ จ ๔ อยา งนี้ เปน เหตุ อาการรปู นง่ั เกดิ ขนึ้ เปน ผล ๔. อาการของรปู นอนจะเกดิ ขนึ้ ได ตอ งอาศยั เหตุ ๔ ประการ คอื ๑) รปู กายดี ๒) จติ สง่ั ๓) จติ ตชวาโยธาตุ ๔) มนสกิ าร คอื ความตง้ั ใจและใสใ จ ๔ อยา ง นเ้ี ปน เหตุ อาการของรปู นอนเกดิ ขน้ึ เปน ผล หมายเหตุ ผทู จ่ี ะปฏบิ ตั ิ ตอ งทำความเขา ใจในเหตผุ ลของรปู -นาม ดงั ทไ่ี ดบ นั ทกึ มา แลว ถา ทำความเขา ใจและจำในเรอ่ื งธรุ ะกจิ ของรปู นามดงั กลา วแลว ไดแ ลว การปฏบิ ตั ิ กไ็ มม อี ะไรอน่ื นอกนที้ เี่ ปน อารมณข องวปิ ส สนาได มรี ปู -นาม ทเี่ ปน ปจ จบุ นั เทา นน้ั เปน อารมณข องวปิ ส สนา

4 - 17 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม ๑. กำหนด หมวด ๑๓ ๒. พจิ ารณา ๓. เพง ความหมาย ของคำวา ๔. สงั เกต ๕. ดู หมายความวา มคี วามรสู กึ ในอาการของรปู -นาม ๖. มนสิการ หมายความวา มคี วามรสู กึ ในอาการของรปู -นาม ๗. โยนโิ สมนสกิ าร หมายความวา มคี วามรสู กึ ในอาการของรปู -นาม หมายความวา มคี วามรสู กึ ในอาการของรปู -นาม ๘. สติ หมายความวา มคี วามรสู กึ ในอาการของรปู -นาม หมายความวา ตงั้ ใจหรอื ใสใ จในอารมณ โดยเฉพาะ ๙. สัมปชัญญะ หมายความวา ตงั้ ใจและใสใ จในอารมณ และรวู า อาการ หรอื อารมณ มอี าการทา ไหนและเปน รปู หรอื นาม พรอ ม ๑๐. วริ ยิ ะ ลกั ษณะทป่ี รากฏ คอื รู (ปญ ญา) การปฏบิ ตั ิ มคี วามสำคญั อยทู โ่ี ยนโิ สมนสกิ าร เพราะ ๑๑. สมาธิ โยนโิ สมนสกิ ารเปน ตวั ควบคมุ อารมณ หมายความวา ระลกึ อยใู นอารมณน นั้ สำหรบั ในทนี่ ้ี หมายเอาสตทิ ร่ี ะลกึ ใน รปู - นาม เทา นน้ั หมายความวา ความรสู กึ หรอื รวู า อาการของรปู และนามนนั้ มอี าการอยา งไหน ? และลกั ษณะไหน ? สติ สมั ปชญั ญะ ทงั้ ๒ นี้ ทำงานรว มกนั เกดิ รว มกนั หมายความวา ความเพียร คือ ความพยายามระลึกและรู ในอาการของรปู -นาม ไมข าดระยะ อาตาป กเ็ รยี ก หมายความวา จติ ตง้ั มน่ั อยใู นอารมณอ นั เดยี ว คอื ในรปู -นาม สตแิ ละวริ ยิ ะ สงเคราะหเ ขา ในสมาธิ

4 - 18 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๑๔ อธบิ าย ในเมอื่ ทำความเขา ใจฐานทเ่ี กดิ ของรปู -นาม และรปู -นามทเี่ ปน ปจ จบุ นั อารมณ ดว ย สตุ มยปญ ญา และจนิ ตมยปญ ญา และโดยมโี ยนโิ สมนสกิ ารดว ยจนิ ตมยปญ ญาวา นเ้ี ปน ฐาน ทเ่ี กดิ ของรปู -นาม นเ้ี ปน รปู นามทเ่ี ปน ปจ จบุ นั อารมณ เหลา นน้ี เี่ ปน ตวั กมั มฏั ฐาน หรอื เปน อารมณข องวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ดงั นแี้ ลว สำหรบั ตวั เขา ไปรหู รอื ตวั กำหนดตวั กมั มฏั ฐาน คอื รปู -นาม กไ็ ดแ กส ติ ความระลกึ สมั ปชญั ญะ ความรไู ดแ กต วั ปญ ญา วริ ยิ ะคอื ความเพยี ร สมาธคิ อื ความตงั้ ใจมนั่ ในอารมณ พรอ มทง้ั สหชาตธรรมเปน ตวั เขา ไปรหู รอื ตวั กำหนดดงั กลา วนนั้ ในเรอ่ื งการปฏบิ ตั ิ ทง้ั ทเ่ี ปน สตุ มยปญ ญา คอื การไดย นิ ไดฟ ง ไดอ า น จนิ ตมยปญ ญา คือความรูจากการนึกคิดหาเหตุผล และความรูในสิ่งที่เปนประโยชนและไมเปนประโยชน รเู หตผุ ลในสงิ่ ทเี่ กดิ ขนึ้ วา นเี้ ปน เหตุ นเ้ี ปน ผลของเหตุ โดยอนมุ านอยา งใกลช ดิ หรอื อนมุ าน โดยความแนน อน ไมแ นน อน ตามความเปน จรงิ เหลา นเี้ ปน ตน สว นภาวนามยปญ ญานนั้ เปนปญญาที่รูจริงเห็นจรงิ ตามสภาวธรรมท่ีเกิดข้ึน ภาวนาปญญาดังกลาวน้ี เปนปญญา ขน้ั สงู สดุ ของวปิ ส สนา (คอื ตวั วปิ ส สนา) ในการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานในตอนแรกๆ กย็ งั จะตอ งกำหนดดว ยลกั ษณะอาการ ผดิ พลาดเปน สว นมาก และการผดิ พลาดเหลา นจี้ ะเปน ปจ จยั ใหพ สิ จู นไ ดอ กี ทางหนงึ่ ตามธรรมชาตขิ องการกระทำและปฏบิ ตั ทิ างไหนกต็ าม การผดิ พลาดเปน ของทจ่ี ะตอ ง เกดิ กอ นการถกู หรอื ตรง เมอ่ื มกี ารผดิ พลาด การถกู กต็ อ งตามมา แตอ ยา งไรกต็ าม ขอให ผสู นใจในการปฏบิ ตั ิ จบั เอาเหตผุ ลทป่ี รยิ ตั ทิ ก่ี ลา วไวแ ลว ตอนตน ตลอดถงึ การไดย นิ ไดฟ ง ไดอ า น ไดน กึ คดิ มาเปน หนทางแกผ ดิ ดำเนนิ ไปในทางถกู ปญ ญาความรเู ทา ถงึ การณ โดย การฟง การคดิ เหลา นจี้ ะเกดิ แกท า นเอง แตข อ สำคญั วา ทา นสนใจจรงิ หรอื ไมเ ทา นน้ั การกำหนดผดิ พลาดของผปู ฏบิ ตั ใิ นตอนแรกๆ นน้ั เพราะผนู น้ั ยงั ไมเ คยชนิ ตอ วธิ ปี ฏบิ ตั ิ

4 - 19 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม และอารมณข องวปิ ส สนา จงึ มผี ดิ พลาดไปกอ น กบั ทงั้ ยงั ไมเ ขา ใจในการกำหนดดว ย แต เม่ือผูน้ันพยายามกำหนดจิตวิธีทำความเขาใจอยูในเฉพาะอาการของรูปนามที่ปรากฏและ มกี ารเคลอ่ื นไหว โดยอาการใด ประการหนงึ่ และความเกดิ ขนึ้ ของนาม คอื การเจบ็ ปวด เมอื่ ย คนั เหลา น้ี ประการหนงึ่ ความนกึ คดิ ความอยาก ความโกรธ งว งเหงาหาวนอน เปน ตน เหลา นี้ ประการหนงึ่ ผปู ฏบิ ตั มิ คี วามระลกึ และรสู กึ โดยจนิ ตญาณ คดิ วา อนั นเี้ ปน อาการของรปู อนั นเี้ ปน เรอื่ งของนาม อยเู สมอๆ กจ็ ะเปน แนวทางทจ่ี ะใหเ กดิ ความชำนาญ เกดิ ขนึ้ ได การปฏบิ ตั นิ น้ั ตอ งอาศยั ปรยิ ตั ธิ รรมทไ่ี ดเ คยอบรมมากอ นเขา ปฏบิ ตั ิ เปน หลกั นำ หรอื เปน แผนที่ ทงั้ ตอ งอาศยั สตุ มยปญ ญาทเี่ คยไดฟ ง ไดอ า นมาแลว พรอ มทง้ั จนิ ตมยปญ ญา คอื ปญ ญาทเ่ี คยคดิ หรอื กำลงั คดิ หาชอ งทางและหาเหตผุ ลอนั แยบคายเปน หลกั การปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนานี้ ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งรวู า อะไรเปน อารมณค อื ตวั กมั มฏั ฐาน อะไร เปนตวั เขา ไปสูตวั กัมมฏั ฐาน ตวั กมั มฏั ฐาน คอื รปู -นาม หมายเอา อาการของรปู และลกั ษณะทน่ี ามเกดิ ขน้ึ ทเี่ ปน ปจจุบัน คือกำลังเกิดอยู หรือปรากฏขึ้นๆ ผูเขาไปดูหรือกำหนด ไดแก สติสัมปชัญญะ อาตาป สมาธิ พรอ มทงั้ สหชาตธรรมคอื ธรรมทเ่ี กดิ รว มกนั ฝา ยกศุ ล หมายความวา สตริ ะลกึ อยใู นอาการของรปู หรอื ขณะทน่ี ามเกดิ ขน้ึ สมั ปชญั ญะคอื ความรูในอาการของรูปและนาม การมีสติและสัมปชัญญะไมขาดระยะ เรียกวา อาตาป คอื ความเพยี ร สมาธิ ไดแ กม อี ารมณอ นั เดยี วทใ่ี นขณะอาการของรปู -นามเกดิ ขนึ้ ขณะนนั้ ๆ โดยลักษณะอาการของรูป เชน นอน นั่ง ยืน เดิน และเคล่ือนไหวตางๆ ของรางกาย ตลอดทง้ั การสมั ผสั คอื การกระทบในระหวา งทวารทงั้ ๕ คอื สกี บั ตา เสยี งกบั หู จมกู กบั กลน่ิ ลน้ิ กบั รส เยน็ -รอ น-ออ น-แขง็ กบั กาย และธมั มารมณค อื อารมณท เ่ี กดิ ขน้ึ ไดแ ก ความ นกึ คดิ ตา งๆ กบั หทยั วตั ถุ (หอ งหวั ใจ) เหลา นต้ี อ งมสี ตสิ มั ปชญั ญะระลกึ รู คอื ความรตู วั ใน อาการเหลา นนั้ อยเู สมอ และใหต ดิ ตอ กนั เรอ่ื ยๆ ไป (ความเพยี ร) และใหส มำ่ เสมอ ไมย งิ่ หยอ น กวา กนั พรอ มทงั้ สหชาตธรรมทที่ ำงานรว มกนั จะทำใหเ กดิ สมาธคิ อื ความระลกึ รแู ตใ นรปู -นาม

4 - 20 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม ทเ่ี กดิ ขนึ้ ไมข าดระยะ เรยี กวา อารมณเ ดยี วเชน นี้ เปน เอกคั คตา ไดแ ก องคธ รรมของสมาธิ มสี ติ วริ ยิ ะ อยใู นรปู -นาม คอื ตงั้ มนั่ อยใู นรปู -นาม เปน อารมณ (เพราะ สติ วริ ยิ ะ สมาธิ เปน ตวั สมาธอิ ยแู ลว) เมอ่ื มี สติ วริ ยิ ะ สมาธิ สมั ปชญั ญะกต็ อ งเกดิ รว มกนั โดยเหตผุ ลวา สตสิ มั ปชญั ญะ จะตอ งเกดิ รว มกนั อยเู สมอ นอกจากสมาธทิ ม่ี บี ญั ญตั เิ ปน อารมณ สมั ปชญั ญะอาจหยอ น เพราะสตสิ มาธเิ ปน ประธาน พรอ มทง้ั วริ ยิ ะดว ย ดงั นนั้ สมั ปชญั ญะไดแ กป ญ ญาคอื ความรู อาการของรปู -นาม ทป่ี รากฏขน้ึ พรอ มกบั สติ วริ ยิ ะ สมาธิ และสหชาตธรรมอน่ื ในการกำหนดอาการของรปู และนามทปี่ รากฏขนึ้ ขณะหนงึ่ ไมท นั ปจ จบุ นั ธรรม เพราะ การรบั อารมณส บั สา ยอยู โดยการกำหนดรปู -นาม ดว ยสตุ ะและจนิ ตญาณนน้ั เอง ถงึ แมจ ะมี สมาธมิ นั่ ในรปู -นาม โดยการไดย นิ ไดฟ ง ไดอ า น และตรกึ ตรอง คดิ นกึ เหน็ วา เปน ความจรงิ เหลา นก้ี เ็ ปน เพยี งสมมตุ สิ จั จะ และมใิ ชส ภาพของความจรงิ โดยแท กำลงั สมาธทิ เ่ี กดิ ขน้ึ นน้ั ยงั ออ น และปญ ญากอ็ อ นตามไป เพราะตงั้ มน่ั ในอารมณไ มห นกั หนว ง หมวด ๑๕ วธิ ปี ฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐาน พรอ มทง้ั เหตผุ ล เรม่ิ ปฏบิ ตั ิ เมอ่ื รบั กมั มฏั ฐานจากอาจารยแ ลว เขา หอ งปฏบิ ตั ิ จะมกี ารแผเ มตตา และตง้ั สจั จอธษิ ฐานในการทจ่ี ะปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนากมั มฏั ฐานน้ี เสรจ็ แลว จงึ ลงมอื ปฏิบตั ิ คอื ลงมอื กำหนดรปู -นาม ตามทไ่ี ดศ กึ ษาและรบั อธบิ ายมา พรอ มทง้ั ปรยิ ตั ทิ ไี่ ดท ำความเขา ใจ มาแลว อนั เปน อารมณข องวปิ ส สนาดงั กลา วมาแลว ลงมอื กำหนด ครง้ั แรกใหส งั เกตในใจวา มอี ารมณข นุ มวั หรอื ผอ งใสในใจ ถา จติ ใจ ขนุ มวั กพ็ ยายามหาอารมณท จ่ี ะทำใหจ ติ ใจผอ งใส สงั เกตไดว า ถา มศี รทั ธาอยแู ลว จติ จะไมข นุ มวั แมจ ะมอี ารมณม ากระทบ กเ็ พยี งชวั่ คราว พอรูสึกวาจิตใจผองใสแลว ต้ังใจใหแนวแนวา จะกำหนดรูป-นาม หรือดูรูป-นาม เทา นนั้ ในขณะทก่ี ำลงั นงั่ อยนู นั้ ใหเ รม่ิ กำหนดทำความรสู กึ ในอาการของรปู นงั่ อยนู นั้ โดย

4 - 21 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม มที า ทางอยา งไร ใหท ำความรสู กึ ตามทา ทางนนั้ ๆ คอื มสี ตริ ะลกึ ในอาการของรปู นงั่ นนั้ และ ใหท ำความรสู กึ ในอาการทา ทางของรปู นง่ั นน้ั (สมั ปชญั ญะ) การกำหนดของอาการรปู นงั่ อยเู สมอๆ นนั้ เปน อาตาป (ความเพยี ร) โยนโิ สมนสกิ าร ความใสใ จโดยแยบคาย คอื กำหนดความรสู กึ วา อาการทเ่ี กดิ อยใู นปจ จบุ นั เปน อาการอยา งไรกร็ ไู ดอ ยา งนนั้ ถงึ แมข ณะนน้ั เปน อารมณท นี่ กึ คดิ ดว ยจนิ ตมยปญ ญา อนมุ านคอื การคดิ วา อนั นเ้ี ปน อาการของรปู แนว แน ลงไป หรอื เคยไดย นิ ไดฟ ง มาแลว วา ลกั ษณะอาการของรปู มลี กั ษณะดงั นๆี้ กเ็ ปน เรอ่ื งทจี่ ะตอ ง ใชค วามคดิ ดงั กลา วนน้ั ชว ยกอ นในเบอ้ื งตน ของการปฏบิ ตั นิ ี้ โยนโิ สมนสกิ าร ความใสใ จในทา ทางของอาการของรปู นามทป่ี รากฏในปจ จบุ นั เมอื่ มกี ารใสใ จอยเู ชน นี้ จะรสู กึ วา สตคิ วามระลกึ สมั ปชญั ญะความรสู กึ โดยไมข าดระยะคอื ความเพยี ร (อาตาป) จะทำใหม คี วามรสู กึ ไปตามอาการของรปู ทป่ี รากฏในขณะนน้ั ๆ ใน ตอนแรกๆ นี้ แมวาสติสัมปชัญญะ ความเพียร จะทำงานโดยกำหนดรูปหรือนามท่ีเกิดข้ึน ขณะนนั้ ๆ อยเู รอื่ ยๆ กต็ าม แตก ย็ งั จะไมม คี วามรอู นั แทจ รงิ ของอาการรปู -นาม โดยเฉพาะ ได เพราะวา ยงั ใหมต อ การรสู กึ หรอื กำหนดในอาการของรปู -นาม แตต อ งมโี ยนโิ สมนสกิ าร คอื ความใสใ จในอาการของรปู หรอื นาม กต็ อ งปฏบิ ตั อิ ยเู ชน นไี้ ปกอ น ในขณะที่ปฏิบัติอยูเชนน้ีเรื่อยๆ ไป ความรูสึกทางจินตญาณ จะรูเพียงอนุมานวา นเ้ี ปน รปู นเี้ ปน นามกไ็ ด จะอยา งไรกต็ าม ในขณะทป่ี ฏบิ ตั อิ ยนู น้ั ตอ งสงั เกตวา ลกั ษณะ ของรปู หรอื นาม แตล ะทา ทางในขณะทเ่ี กดิ อาการปรากฏขน้ึ วา มลี กั ษณะอยา งไร ทงั้ ใน การสงั เกตและคดิ ดว ยวธิ ใี หร วู า อาการนเ้ี ปน รปู และอนั นเี้ ปน ลกั ษณะของนาม (ดงั ทก่ี ลา วแลว ในปรยิ ตั ติ อนตน ) ในขณะเดยี วกนั นน้ั รปู หรอื นามทร่ี แู ละปรากฏอาการขน้ึ เหลา นนี้ น้ั จะไม ยั่งยืนไปกวาขณะหนึ่งๆ ก็จะมีอาการเปล่ียนแปลงไปตามธรรมนิยาม เม่ือมีความรูสึก ในอาการเปลยี่ นแปลงอยอู ยา งนี้ ไมข าดระยะของขณะๆ นน้ั ๆ กต็ อ งมเี หตุ แตก จ็ ะเปน เพราะเหตไุ รจงึ มกี ารเปลยี่ นแปลงดงั นน้ั ผปู ฏบิ ตั จิ ะพงึ สงั เกตอยเู ชน น้ี จะรเู หตตุ ามสภาพ ความจรงิ ตรงทเ่ี กดิ ขน้ึ เหตเุ กดิ ตรงไหนจะรไู ดค อื ปวด เมอ่ื ย คนั คดิ นกึ โกรธ งว ง เหลา น้ี เปน ตน เหตุ และบางครง้ั เกดิ เพราะถกู บงั คบั เชน หวิ ปวดปส สาวะ อจุ จาระ และอน่ื ๆ อกี มากมายหลาย ความรูสึกตรงที่เหตุเกิดเหลาน้ี ไมมีใครสรางขึ้น เปนไปตามความจริง

4 - 22 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม ของเขา การปวด เมอ่ื ย และนกึ คดิ ตลอดถงึ การเปลย่ี นอริ ยิ าบถเหลา น้ี เมอื่ สงั เกตโดยโยนโิ สมนสกิ าร ดว ยความแยบคายแลว เปน เรอ่ื งของความทนอยไู มไ ด (ทกุ ข) แลว จะรวู า มกี ารเกดิ ขน้ึ ซ้ำๆ ซากๆ แตท ำไมรวู า ซ้ำๆ ซากๆ จงึ เปลย่ี นไปหา หรอื รูวาเปลี่ยนแปลงน้ัน เปนการเปล่ียนไป หาความทนอยูไมได ทำไมจึงตองเปนไปเชนน้ัน กเ็ พราะเปน ไปตามธรรมนยิ ามของสภาวะนน้ั เอง ความสำคญั ผดิ ในการเปลย่ี นแปลงของ อาการตา งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ นนั้ สำคญั วา เปลย่ี นไปแลว อาการอน่ื จะมคี วามสขุ ทจี่ ะรเู ชน นต้ี อ ง สงั เกตและกำหนดจรงิ ๆ โดยโยนโิ สมนสกิ ารจงึ จะรู ถงึ แมว า จะรสู กึ ในอาการดงั กลา วแลว มจี รงิ กต็ าม บางครงั้ ผยู งั ไมช ำนาญในการสงั เกต สตสิ มั ปชญั ญะยงั ไมค ลอ งและไวพอแลว ในขณะหนง่ึ ๆ ทร่ี สู กึ วา การเปลยี่ นแปลงกเ็ กดิ ขน้ึ แตก ย็ งั ไมเ หน็ หรอื รวู า อาการของรปู หรอื นามแตอ ยา งใด เมอ่ื ปฏบิ ตั อิ ยหู ลายๆ วนั สติ สมั ปชญั ญะ อาตาป จะคลอ งขน้ึ (ผปู ฏบิ ตั จิ ะรสู กึ เอง) ในตอนตอ ๆ กนั ไป ผปู ฏบิ ตั ไิ ดม คี วามเพยี รปฏบิ ตั ไิ ปโดยไมว า งเวน ความชำนาญกจ็ ะเกดิ ขนึ้ พรอ มทง้ั สติสมั ปชญั ญะจะไวทนั อาการหรอื อารมณท เ่ี กดิ ขนึ้ ภาวนากจ็ ะเรม่ิ กอ ตวั เกดิ คกู นั กบั จนิ ตญาณ เมอื่ ผปู ฏบิ ตั ไิ ดใ สใ จและมคี วามเพยี ร มคี วามรสู กึ อยใู นอารมณค อื อาการ ของรปู -นาม แมจ ะเผลอบา งเปน บางครง้ั ในตอนนจ้ี ะสงั เกตไดว า ถงึ จะเผลอหรอื มกี าร สมั ผสั ทางทวาร (การกระทบ) ใดกต็ าม จะรสู กึ รเู ทา ทนั อยา งเรว็ ไว ผปู ฏบิ ตั จิ ะฉลาดขน้ึ (ปญ ญาแกก ลา ขน้ึ ) ปญ ญาจะรใู นอาการตา งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ พอสมควร เพราะปญ ญาในตอนนี้ เปน ปญ ญาทเ่ี กดิ จากจนิ ตะและภาวนาออ นๆ เปน ปจ จยั แกก นั แลว ใหส งั เกตดว ยวา เทา ที่ ไดป ฏบิ ตั มิ าแลว การกำหนดอาการของรปู นนั้ ในทา ตา งๆ กนั จะเขา ใจหรอื รสู กึ หรอื เหน็ ชดั กวา กนั อาการของรปู ไหนชดั อาการของรปู นน้ั จะนำทางใหอ าการของรปู อนื่ ๆ ชดั ขน้ึ เพราะกำหนดเหมอื นกนั แตต า งเพยี งอาการของรปู เทา นน้ั แลว แตจ รติ ของผปู ฏบิ ตั นิ นั้ ที่ ตนมคี วามรสู กึ ในอาการของรปู นน้ั ทง้ั น้ี ผปู ฏบิ ตั จิ ะรเู องวา ทา ทางรปู นรี้ สู กึ คลอ ง แมอ าการของนามมกี ารฟงุ เปน ตน กเ็ ชน เดยี วกนั การปฏบิ ตั ติ ดิ ตอ กนั เรอ่ื ยๆ มา ผปู ฏบิ ตั จิ ะรสู กึ วา คลอ ง และมสี ตสิ มั ปชญั ญะ ไวตามลำดับ

4 - 23 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๑๖ เขา สจู ดุ ทา ทางของรปู นาม เมอ่ื มสี ตสิ มั ปชญั ญะไว คลอ งแคลว ในทาทางอาการของรปู ใด นามใด พงึ ทำความ เขา ใจ คอื ตง้ั โยนโิ สมนสกิ ารอยา งแน กำหนดดอู าการของรปู นนั้ และนามนน้ั โยนโิ สมนสกิ าร สติสัมปชัญญะ จะพุงไปตามอาการของรูปหรือนามท่ีปรากฏอยูขณะน้ัน (เฉพาะหนา) พยายามกำหนดอยูอยางน้ีบอยๆ ก็จะมีความรูสึกเปนรูป ตามทาทางที่ปรากฏในขณะนั้น มีการกำหนดอยูอยางน้ี ถาไมมีอารมณอื่นท่ีมีกำลังแรงกวาเขามารบกวน และพรอมท้ัง ประคองอารมณอ ยอู ยา งดแี ลว จะปรากฏผลคอื ความรวู า เปน อาการของรปู แมย งั ไมช ดั ในการเหน็ อาการของรปู นนั้ กค็ งจะชดั ขน้ึ ในเวลาอนั ใกลน นั้ เอง ลกั ษณะทกี่ ำหนดหรอื สงั เกตนนั้ เหมอื นไฟฉาย สตสิ มั ปชญั ญะ ความเพยี ร จะตอ ง ไปทำความรสู กึ ในทสี่ งั เกตหรอื กำหนดนน้ั แตล ะแหง แลว แตโ ยนโิ สมนสกิ ารจะรตู ามทา ทาง ของอาการของรปู ณ ทนี่ นั้ (แผลบ็ เดยี ว) แลว กห็ ายไป ดงั นน้ั การกำหนดจงึ ตอ งกำหนดเปน จดุ ๆ ไป ตอ เมอ่ื คลอ งชำนาญ จะกำหนดรวม กนั กส็ ามารถจะเหน็ ได (รสู กึ ) (เหน็ ดว ยปญ ญาตามอาการ) ความรสู กึ เหน็ รปู นี้ เหมอื นเหน็ จรงิ ๆ ในขณะทเี่ หน็ นี้ อาการของรปู กบั การเหน็ จะเกดิ ขน้ึ พรอ มกนั ไมม อี ะไรกอ นและหลงั แลว กห็ ายไป (รปู ทเี่ หน็ คอื อาการของรปู ผเู หน็ คอื นาม ไดแ กส ตสิ มั ปชญั ญะ อาตาป พรอ ม กบั สหชาตธรรม) เมอ่ื กลา วถงึ ผเู หน็ โดยเฉพาะแลว ไดแ กป ญ ญาเทา นน้ั เมอื่ การรเู ชน นเี้ กดิ ขน้ึ ครง้ั ใด หมายความวา ไมม อี ตั ตาในขณะนนั้ พรอ มดว ยความไมเ ขา ใจผดิ (วปิ ลาส) การทรี่ วู า อาการ ของรปู กบั การเหน็ หายไปนนั้ คอื ความเปลย่ี นไป (ทกุ ข) กำหนดรตู รงทเ่ี หตทุ ที่ นไมไ ดน น้ั และ เหตบุ งั คบั ใหท นไมไ ดน ี้ เปน จดุ สำคญั ถา ไมร ทู นั กเิ ลสจะเขา อาศยั ตรงนเ้ี กดิ การเปลย่ี น แปลงแตล ะครง้ั เมอื่ กำหนดรทู เี่ หตดุ งั กลา ว เปน การเปลย่ี นไปตามสภาวะ ไมไ ดเ ปลยี่ นไปโดย อำนาจกเิ ลส (คอื อยากเปลยี่ น) เปน ไปโดยอำนาจบงั คบั เทา นนั้ ผลของความรอู าการของรปู และเหตใุ หเ ปลย่ี นไปน้ี (คอื ตวั ปญ ญา) เมอื่ อาการของรปู เปลยี่ นไปมากเทา ไร จะรสู กึ มคี วาม เศรา สลดและแหง ใจมากเทา นน้ั

4 - 24 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๑๗ ยกตวั อยา ง ยกเอารปู นงั่ เปน ตวั อยา ง การปฏบิ ตั นิ านวนั เขา ความชำนาญและสตสิ มั ปชญั ญะ พรอ มทงั้ ความเพยี รกเ็ จรญิ ขน้ึ ตามลำดบั สติ สมั ปชญั ญะ วริ ยิ ะ จะเรว็ ไว จะรสู กึ ในทา ทาง อาการของรปู นน้ั ไวขน้ึ ตวั อยา งรปู นง่ั ลกั ษณะรปู นงั่ ยอ มแสดงอาการของรปู นง่ั ตามที่ จติ สงั่ รปู ยอ ยของรปู นง่ั กม็ ากมาย และมกี ารเปลยี่ นแปลงอยเู สมอ การกำหนดอาการ ของรปู นงั่ ในขณะทป่ี รากฏอยู โดยอาการกำหนดดว ยโยนโิ สมนสกิ าร สตสิ มั ปชญั ญะพรอ ม ทง้ั ความพยายามจะเกดิ ขน้ึ พรอ มกนั (หมายถงึ ผชู ำนาญ) โยนโิ สมนสกิ ารและสหชาตธรรม เหลา นจี้ ะพงุ เขา สจู ดุ ของอาการของรปู ทน่ี งั้ นน้ั ทกุ ครง้ั (เวน เผลอ) จะมคี วามรใู นอาการของ รปู นงั่ วา มลี กั ษณะทา ทางอยา งไร แลว อาการเหลา นนั้ จะเรม่ิ ไหวตวั เปลย่ี นตอ ไป สติสัมปชัญญะจะรูจุดท่ีเปนเหตุใหเปล่ียน (ทุกข) ไปในระหวางดูอาการของรูปที่ จะเปลย่ี นและเปลย่ี นไปน้ี มรี ปู ยอย (ไหว) คน่ั ตรงทรี่ ะหวา งตอ กนั เปน จดุ สำคญั ตอ ง สงั เกตขณะเปลย่ี นอาการของรปู ยอ ยคนั่ และรปู ยอ ยตอ กนั กบั อาการทปี่ รากฏขนึ้ ดงั นน้ั การเปลยี่ นไปครงั้ หนงึ่ ๆ จะรขู น้ึ พรอ มกบั อาการของรปู ทเ่ี ปน ไป ทา ที่ตวั งาน (รปู ) แลว รสู กึ วา ถกู บงั คบั (รขู นึ้ เอง คอื การปวดเมอ่ื ยเปน ตน และความจำเปน ) ขณะทเี่ ปลยี่ น ไปครงั้ หนงึ่ ๆ น้ี บางทกี ร็ ทู นั บา ง ไมท นั บา ง เมอ่ื ผปู ฏบิ ตั มิ คี วามรคู วามเขา ใจในอาการของ รปู เหลา นวี้ า มกี ารเปลยี่ นไปเสมอๆ ดงั กลา วแลว จะรสู กึ วา แหง ใจ เสยี งแหง กำลงั ออ นลง ในขณะทก่ี ำลงั กำหนดรปู นง่ั อยนู นั้ ทางตามสี มี ากระทบ หรอื เสยี งกระทบหเู ปน ตน บางที กก็ ำหนดนาม เหน็ นาม ไดย นิ ทนั บา ง ไมท นั บา ง การกำหนดทางตาและทางหนู ี้ ไมม ี โยนโิ สมนสกิ ารเกดิ ขน้ึ โดยเฉพาะ ตอ งอาศยั สตสิ มั ปชญั ญะในอริ ยิ าบถใหญ ๔ ทำงาน ถา อริ ยิ าบถใหญ ๔ คอื ยนื เดนิ นง่ั นอน ยงั ไมค ลอ งในการกำหนดของสตสิ มั ปชญั ญะ กย็ งั ไม เกดิ ผลใดทางทวารดงั กลา ว เมอ่ื เหน็ ครงั้ หนง่ึ ไดย นิ ครง้ั หนง่ึ กวา จะรสู กึ ไดก ด็ บั ไปแลว และ เปน อดตี (ลว ง) ไปแลว ถา อริ ยิ าบถใหญเ ขา ชน้ั ภาวนาฯ หรอื จนิ ตาฯ อยา งสงู กพ็ อจะเปน ปจ จยั ใหก ำหนดทนั นาม เหน็ นาม ไดย นิ ไดบ า ง รปู นง่ั มรี ปู เกดิ ตดิ ตอ กนั มากหลาย จงึ มโี อกาส

4 - 25 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม นงั่ ไดน าน โดยมอี าการของรปู ยอ ย ชว ยบรรเทาทกุ ข คอื ความปวดเมอื่ ย และความจำเปน ไมห ยดุ หยอ น การเปลย่ี นแปลง (ทกุ ข) จงึ เกดิ ไดม าก โยนโิ สมนสกิ าร สติ สมั ปชญั ญะ อาตาป จึงมีโอกาสทำงานไดมาก และชินเคยตอส่ิงเหลาน้ี การกำหนดจึงมีทางที่จะรู เทา ทนั ได รปู นง่ั เมอื่ ทนไมไ หว ตอ งเปลย่ี นไป (การเปลย่ี นนี้ จะอยากหรอื ไมอ ยากเปลยี่ นกต็ าม จะตอ งเปลย่ี นโดยธรรมชาต)ิ อาการอริ ยิ าบถนงั่ เปลยี่ นหาอริ ยิ าบถเดนิ (หรอื นอน) ใน ระหวา งเปลย่ี นเปน จดุ สำคญั ตอ งมโี ยนโิ สมนสกิ าร และสตสิ มั ปชญั ญะ วริ ยิ ะ อยา งหนกั หนว ง (คอื การกำหนด) การเปลย่ี นไปจากรปู นง่ั ไปหารปู ยนื ในระหวา งน้ี รปู ยอ ยมากนบั ตงั้ แตไ หว จากอาการน่ัง จนกวาจะถงึ อาการยืนปรากฏขึ้น ตอ งมสี ตสิ มั ปชญั ญะใหทนั อาการของ รปู ยอ ย มฉิ ะนน้ั จะไมท นั อาการเหลา นี้ ความไวของการเปลย่ี นแปลงอาการของรปู แตล ะ ครง้ั นี้ ถา สตสิ มั ปชญั ญะ อาตาป ไมส มำ่ เสมอกนั จะไมท นั รสู กึ อะไรจากการเปลยี่ นไป เปน เพียงมีความรูสึกวาอาการน้ันไดเปล่ียนไป ความรูสึกชนิดเปนความรูสึกตามหลังการ เปลยี่ นแปลง จงึ ไมส ามารถรเู ทา ทนั อาการเหลา นน้ั วธิ สี งั เกตอาการในระหวา งรปู นงั่ กบั รปู ยนื ตอ กนั ตอ งมโี ยนโิ สมนสกิ ารอยา งใกลช ดิ (คอื การกำหนด) ขณะทเี่ คลอ่ื นไหวในการเปลยี่ นรปู นง่ั (ตรงทอี่ าการ) คอื กำหนดใหม คี วาม รใู นขณะทก่ี ำลงั จะเปลย่ี นนน้ั แลว จะมคี วามรใู นอาการนนั้ คอื อาการรปู ใหญจ ะเปลยี่ นเปน อาการรปู ยอ ย สายตดิ ตอ กนั ในระหวา งน้ี จะมสี บื ตอ กนั เปน ระยะๆ จะสงั เกตไดว า อาการ ของรปู ไมเ หมอื นกนั แลว อาการของรปู นงั่ จะหายไป มรี ปู ยอ ยเคลอื่ นไหวเกดิ ขน้ึ ตามลำดบั ในขณะรปู ยอ ยจะสน้ิ สดุ รปู ใหญ (ยนื ) จะเกดิ ขนึ้ เปน ระยะอาการของรปู ขาดจากกนั (สำคญั มาก) แลวรูปยืนปรากฏขึ้นอยางไมถนัด จะมีรูปยอยค่ัน คือรูปจะหมุนหรือขยับเขาไปหาท่ีถนัด รปู ยนื ถาวรจงึ จะเกดิ ขนึ้ ได เปน อาการของรปู อกี อยา งหนงึ่ (หมายเหตุ ระหวา งอาการของรปู นง่ั ไดเ ปลยี่ นมาเปน รปู ยอ ย โดยอาการตา งกนั ตลอด การสบื ตอ จนถงึ อาการของรปู ยนื ปรากฏอาการทแ่ี ทจ รงิ น้ี ขอใหเ ขา ใจวา ระหวา งรปู เปลย่ี น อาการทุกระยะเหลานี้ เปนเร่ืองของความเปลี่ยนแปลง (ทุกข) ทั้งนั้น อันเปนเหตุใหมี การเปลยี่ นแปลงเกดิ ขนึ้ และใหส งั เกตทอี่ าการของรปู ดงั กลา วนนั้ เปน จดุ สำคญั คอื เหตผุ ล

4 - 26 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม เพราะมีท้ังหายไปและเกิดขึ้น คืออาการของรูปนั่งหายไป อาการของรูปยอยเกิดข้ึน ในขณะทก่ี ำหนดนนั้ จะรสู กึ วา เมอ่ื อาการของรปู ยอ ยเกดิ ขน้ึ แลว อาการของรปู นงั่ หายไป แตร ปู ยอ ยมาหารปู ยนื กเ็ ชน เดยี วกนั เมอื่ ยนื ขณะยนื จะเหน็ วา รปู ยอ ยหายไป ดงั นน้ั ใน ระหวา งอาการของรปู นง่ั มาหารปู ยนื จะเหน็ วา เปน พดื ตดิ กนั ตอ กนั ไป ในขณะทผี่ า นอาการ ของรปู เหลา นม้ี า เมอ่ื เปน เชน นี้ การกำหนดยงั หา งปจ จบุ นั ธรรมมาก ถา กำหนดทนั จะรู อาการของรปู ขาดจากกนั (ยากทจ่ี ะกำหนดได) และขณะรปู ยนื ปรากฏอยา งไรนนั้ ถา มี โยนโิ สมนสิการชำนาญ ควรกำหนดรปู ยนื อยา งแนน อน คอื สติ สมั ปชญั ญะ วริ ยิ ะ สมาธิ เหลานี้จะพุงไปตามอาการของรูปยืน จะรูวาอาการเหลาน้ันที่ตรงนั้น เปนอาการของรูป ประจวบกนั พอดกี บั นาม กำหนดแลว กห็ ายไปทงั้ รปู และนาม แสดงวา รปู กมั มฏั ฐาน (รปู ) และนามคอื สติ สมั ปชญั ญะ วริ ยิ ะ สมาธิ หายไปพรอ มกนั ) รปู ยนื เปน รปู ทป่ี วดเมอ่ื ยไดเ รว็ มกี ารเปลยี่ นแปลงไวกอ นทจ่ี ะเปลยี่ นไปหารปู ยา ง ก็จะรูสึกวาทนไมไหวตรงที่ปวดที่เม่ือย การกำหนดระหวางอาการของรูปยืนกับรูปยาง บางครงั้ กไ็ มม อี าการของรปู ยอ ยคน่ั จะรวู า อาการของรปู ยนื กบั รปู ยา งขาดจากกนั บางครงั้ กไ็ มร สู กึ เพราะขาดมนสกิ าร รปู ยา งเปน รปู ทร่ี สู กึ ไดเ รว็ เพราะอาการยา งมคี วามรสู กึ อยเู สมอ ตามปกตกิ จ็ ะรสู กึ วา มสี ติ สมั ปชญั ญะ ระวงั อยใู นเวลายา ง การกำหนดรปู ยา ง ถา มกี ารใสใ จอยแู นว แน สติ สมั ปชญั ญะ พรอ มสหชาตธรรม กจ็ ะมคี วามรสู กึ ไปตามอาการของรปู ยา งในทา ทางอยา ง นน้ั ๆ จะรวู า เปน อาการของรปู และลกั ษณะของอาการของรปู อยา งน้ี ขณะทยี่ า งเปน อาการ หนงึ่ กา วไปเปน อาการหนง่ึ ลงอกี อาการหนงึ่ การจะรชู ดั ไมชดั แลว แตโ ยนโิ สมนสกิ าร จะสงั เกตได และมคี วามรอู าการอยา งไร เหน็ เปน อาการของรปู อยา งนน้ั จรงิ ๆ แลว จะมกี าร เปลยี่ นแปลง (ทกุ ข) อยเู สมอ (ความทนอยไู มไ ด จะเหน็ ไดช ดั ) เมอื่ กำหนดมากเขา จะเหน็ อาการของรปู ยา งทเี่ ปน อยเู สมอนถ้ี กู บงั คบั อยา งชดั เจน ในขณะทยี่ า งนนั้ ความทกุ ขค อื การปวดเมอ่ื ยกจ็ ะปรากฏรขู นึ้ แลว จะรวู า การถกู บงั คบั ให เปลยี่ นตอ ไปอกี ดว ยอาการทนไมไ หว

4 - 27 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม รปู ยา งน้ี ถา มโี ยนโิ สมนสกิ ารของรปู ยา งอยไู มข าดระยะ ในขณะทจ่ี ะเปลย่ี นรปู นนั้ กจ็ ะรสู กึ เกดิ ขน้ึ แตต อ งพยายามประคองอารมณ เพอ่ื ทำความรสู กึ ในอาการของรปู ไมข าด ระยะ อาการของรปู ยา ง จะเปลยี่ นอาการรปู ไปยนื ในระหวา งรปู ยา งกบั รปู ยนื นี้ จะมี รปู ยอ ยคน่ั บา ง คอื รปู ยอ ยในลกั ษณะหยดุ ยา ง ยนื ไมถ นดั จะตอ งมกี ารยกหรอื หมนุ ขาไป วางทถ่ี นดั แลว อาการรปู ยนื จงึ จะปรากฏ การกำหนดตอ งกำหนดตดิ ตอ กนั ทกุ ระยะใน อาการของรปู ตามปกตหิ รอื สภาพความจรงิ แลว การยนื นจ้ี ะไมท นอยไู ดน าน นอกจากจะมเี หตจุ ำเปน บงั คบั เพราะการทนเอา เมอ่ื อาการของรปู ยนื จะเปลย่ี นตอ ไป กเ็ ปลยี่ นตอ ไปหาอาการ ของรปู นง่ั (หรอื รปู เดนิ ) มรี ปู ยอ ยคน่ั และโดยลกั ษณะอาการของรปู ยอ ยไมเ หมอื นกนั รปู ยนื กบั รปู นง่ั ในระหวา งรปู ทงั้ ๒ นี้ มรี ปู ยอ ยจากยนื หลายรปู มอี าการตา งกนั ตามลำดบั ในตอนน้ีสำคัญ ตองมีสติสัมปชัญญะ โยนิโสมนสิการ ใหติดตอกัน จนกวาจะถึง รปู นงั่ ปรากฏ ในระหวา งอาการรปู ยนื กบั รปู ยอ ยตอ กนั ในระหวา งรปู ยอ ยกบั รปู นงั่ เชอ่ื มตอ กนั นี้ ผปู ฏบิ ตั ติ อ งประคองอารมณอ ยา ใหเ ผลอได คอื กำหนดรใู นอาการทกี่ ำลงั ปรากฏนน้ั ลกั ษณะทเ่ี ชอื่ มตดิ ตอ กนั ขณะทจ่ี ะมอี าการนง่ั เมอ่ื แรกถงึ กำหนดรปู แขง็ กระทบ แลว กำหนดอาการของรปู นงั่ ตดิ ตอ กนั ในการกำหนด ๒ ตอน คอื อาการรปู ยอ ยตดิ ตอ กบั รปู แขง็ รปู แขง็ ตดิ ตอ กบั อาการของรปู นงั่ หมายเหตุ ในระหวา งรปู ยอ ยกบั รปู แขง็ กระทบ “สำคญั ” ในระหวา งรปู แขง็ กบั อาการของรปู นงั่ “สำคญั ” เปน กรณพี เิ ศษ การกำหนดทงั้ ๒ ระยะ ถา กำหนดทนั จะไดร บั ผลอยางท่ีไมเคยมีมากอนและอยางพิสดาร และผลเหลาน้ีจะปรากฏตามมา คือความ แหง แลง ชนดิ ทไ่ี มม อี ะไรเปรยี บ (หมายเหตุ ใหด เู อาเอง)

4 - 28 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๑๘ สรปุ ในขณะทกี่ ำหนดรปู ในอริ ยิ าบถใดกต็ าม อนั ความนกึ คดิ และการฟงุ ความรำคาญ จะเกดิ ขนึ้ โดยมากเปน อารมณท คี่ ดิ ถงึ อดตี และอารมณท ชี่ ำนาญ ขณะนนั้ การกำหนดรปู ไม เผลอความคดิ และฟงุ เกดิ ขน้ึ ไมไ ดแ ตก เ็ ปน บางคราว บางคราวเกดิ ขน้ึ ได ดงั นี้ ผปู ฏบิ ตั กิ ำลงั ดอู าการของรปู นง่ั อยอู ยา งไมเ ผลอเลย และเปน เวลากำหนดไดผ ลดอี ยู ขณะนน้ั นามคดิ เกดิ ขน้ึ ความไวของสตสิ มั ปชญั ญะไดก ำหนดนามคดิ นน้ั พรอ มกบั การเกดิ ความคดิ ขน้ึ นนั้ มคี วามรสู กึ อยา งแรง ความเศรา สลดใจจะเกดิ ขน้ึ อยา งแรง (ทนั ) ดงั นนั้ เหตผุ ลในการกำหนดอารมณว ปิ ส สนานจ้ี งึ ชใี้ หเ หน็ วา การกำหนดนามทางใจ กต็ อ งอาศยั สตสิ มั ปชญั ญะของอริ ยิ าบถ ๔ จำพวกนามทางใจน้ี ถา เผลอจากการกำหนด รูป เปนโอกาสใหนามคิด นามนึก และฟุงเกิดข้ึน เลยเตลิดออกไปจากการกำหนดท่ีรูป หรอื นามในขณะนนั้ ถา ผปู ฏบิ ตั เิ ขา ใจวา ความคดิ นกึ ฟงุ เหลา นเ้ี ปน อารมณ จะทำใหผ ปู ฏบิ ัติ กำหนดไดผ ลดี ในการปฏบิ ตั วิ ปิ ส สนานแ้ี สดงใหเ หน็ วา อริ ยิ าบถ ๔ คอื นอน นงั่ ยนื เดนิ เปน สำคญั ทส่ี ดุ ดงั ไดแ สดงมาแลว การกำหนดนามทางตา หู กาย ใจ อยางใดอยางหน่ึงและรูปทางจมูก ลิ้น กาย และรปู ในอริ ยิ าบถยอ ยเหลา นี้ กต็ อ งอาศยั สตสิ มั ปชญั ญะในอริ ยิ าบถใหญ ๔ เทา นนั้ การ กำหนดอารมณว ปิ ส สนาน้ี เมอื่ เขา ใจกต็ อ งทำถกู ตอ งในอริ ยิ าบถใดอริ ยิ าบถหนง่ึ แลว กม็ คี วาม เขา ใจในอริ ยิ าบถอนื่ เชน เดยี วกนั เพยี งแตต า งอาการเทา นนั้ และอริ ยิ าบถใหญ ๔ อยา ง น้ี เปน สถานทส่ี รา งความชำนาญความไวของสติ สมั ปชญั ญะ วริ ยิ ะ และสมาธใิ หส มบรู ณ หรอื ใหชินเคยคลองแคลวในการกำหนดอารมณทุกทวาร และทุกอิริยาบถ ท้ังรูปและนาม กับ ทง้ั เปน การรแู นวทางทจี่ ะเขา ถงึ รปู นามได การปฏิบัติวิปสสนากัมมัฏฐานนี้ เมื่อทำการกำหนดจนถึงภาวนามยปญญา มี สุตมยปญญา และจินตมยปญญา เปนปจจัยใหเกิด หมายความวา สุตมยปญญา และ

4 - 29 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม จนิ ตมยปญ ญา เปน ผรู อู นมุ าน และอนมุ านใกลเ คยี ง สว นภาวนามยปญ ญา เปน ผรู สู ภาพ ความจรงิ ถา ปฏบิ ตั นิ นั้ ไมถ งึ ขนั้ ภาวนามยปญ ญา จะไมร คู วามจรงิ ในเรอื่ งของรปู -นาม จะรู ไดเ พยี งอนมุ านของรปู วา มอี าการอยา งนนั้ อยา งนเี้ ทา นน้ั หมวด ๑๙ หมายเหตุ การฟงุ และความคดิ ตา งๆ ตลอดถงึ ทกุ อยา งทเี่ ปน นามเกดิ ทางใจ ลว นแตเ ปน อารมณ ของวปิ ส สนาทง้ั สนิ้ ถา ไมร ู จะเปน เครอื่ งกนั้ ความดี ถา รู จะใหค ณุ มากหลาย ถา เกดิ ขน้ึ กบั ผปู ฏบิ ตั แิ ลว และผนู น้ั เคยเหน็ รปู -นามมาแลว คอื โดยผนู นั้ มสี ตสิ มั ปชญั ญะเจรญิ ขนึ้ ถงึ ภาวนา ผปู ฏบิ ตั นิ น้ั จะรเู ทา ทนั เรอ่ื งของรปู -นามทเี่ กดิ ขน้ึ แตล ะครงั้ แตท งั้ นี้ นามคดิ นามฟงุ และรำคาญ อยาก โกรธ กส็ ามารถเกดิ ขน้ึ แกผ นู นั้ ได นามเหลา นก้ี ล็ ว นแลว แตเ ปน อารมณใ หผ ปู ฏบิ ตั กิ ำหนดรเู ปน กมั มฏั ฐานเสมอ ยง่ิ ฟงุ ยง่ิ กลมุ และคดิ นกึ มากเทา ไร กย็ งิ่ ทำใหผ ปู ฏบิ ตั เิ กดิ ปญ ญารเู ทา ทนั นามเหลา นนั้ การฟงุ เปน ตน จึงเปนประโยชนแกผูปฏิบัติไดมากเฉพาะผูท่ีเขาใจ แตทวาผูปฏิบัติน้ัน กำหนดรูปก็ดี นามกด็ ี ทเี่ กดิ ขน้ึ ดงั กลา วแลว นนั้ กด็ ี เมอ่ื กำหนดอาการของรปู และนามเหลา นนั้ มคี วาม รเู หน็ อาการของรปู และนามและเขา ใจวา ทำถกู แลว กด็ ี จะเกดิ ความยนิ ดี เมอื่ มคี วามยนิ ดี เกดิ ขนึ้ ตวั มานะจะปรากฏเดน ขน้ึ แลว กามราคะจะเกดิ ขนึ้ ตดิ ตามมา ถา ผปู ฏบิ ตั นิ นั้ ไมร ทู นั พงึ เขา ใจวา จนิ ตญาณ ภาวนาญาณ ยงั ไมเ กดิ แกผ นู นั้ ถา รทู นั สภาวะทเ่ี กดิ ขนึ้ แตล ะขณะ ไดผ ลคอื ความรเู ทา ทนั ความจรงิ และจะรวู ถิ ที างเดนิ ของ การปฏบิ ตั ไิ ปสธู รรมชนั้ สงู ตอ ไป นามฟุงเกิดแกผูปฏิบัติครั้งแรก นามฟุง นามคิด เหลานี้เปนเครื่องทำลายจิตใจ ผปู ฏบิ ตั ิ เพราะไมร วู า เปน ตวั กมั มฏั ฐาน (อารมณ) กจ็ ะปลอ ยใหอ ำนาจนวิ รณธรรมเขา ขม ข่ี ทนไมไ หวกอ็ อกจากหอ งไป ความสำคญั ในการปฏบิ ตั ขิ น้ึ แกค วามเขา ใจ แลว ปฏบิ ตั ถิ กู ตอ ง ถา ยังไมเขาใจก็คอื ทำไมถ กู

4 - 30 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม หมวด ๒๐ ขอกมั มฏั ฐาน (๑) คำนอบนอ มถวายอตั ตภาพ แดส มเดจ็ พระผมู พี ระภาคเจา วา “อมิ าหงั ภนั เต ภะคะวา อตั ตะภาวงั ภะคะวะโต ปะรจิ จะชาม”ิ (๓ ครงั้ ) ขาแตพระผูมีพระภาคเจาผูเจริญ ขาพระองคขอนอมถวายอัตตภาพรางกายน้ี แดส มเดจ็ พระผมู พี ระภาค (๒) คำถวายอตั ตภาพแดอ าจารยว า “อมิ าหงั ภนั เต อาจะรยิ ะ อตั ตะภาวงั อาจะรยิ สั สะ ปะรจิ จะชาม”ิ (๓ ครง้ั ) ขา แตพ ระอาจารยผ เู จรญิ กระผม (ดฉิ นั ) ขอนอ มถวายอตั ตภาพรา งกายนแี้ ดท า น อาจารย (๓) คำขอวปิ ส สนากมั มฏั ฐานวา “นพิ พานสั สะ เม ภนั เต สจั ฉกิ ะระณตั ถายะ วปิ ส สะนากมั มฏั ฐานงั เทห”ิ ขาแตทานผูเจริญ โปรดใหกัมมัฏฐาน แกกระผม (ดิฉัน) เพื่อกระทำใหแจง ซึ่ง พระนิพพาน (๔) คำสมาทานวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน “อกุ าสะๆ ณ โอกาสบดั นี้ ขา พเจา ขอสมาทาน ซงึ่ พระวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ขอ ขณกิ สมาธิ และวปิ ส สนาญาณ จงบงั เกดิ มใี นขนั ธสนั ดานของขา พเจา ขา พเจา จะตงั้ สตไิ ว ตามทวารมจี กั ขทุ วารเปน ตน เมอ่ื สกี ระทบตาจะตงั้ สตทิ ต่ี า กำหนดนามเหน็ และทวารอนื่ ๆ กเ็ หมอื นกนั ”

4 - 31 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : รูปนาม เมอื่ รบั และสมาทานวปิ ส สนากมั มฏั ฐานเรยี บรอ ยแลว เขา หอ งกมั มฏั ฐาน แผเ มตตา และอธษิ ฐาน ๑. สพั เพ สตั ตา สตั วท ง้ั หลายทเ่ี ปน เพอื่ นทกุ ข เกดิ แก เจบ็ ตาย ดว ยกนั ทงั้ หมดทง้ั สน้ิ ๒. อะเวรา จงเปน สขุ ๆ เถดิ อยา ไดม เี วรแกก นั และกนั เลย ๓. อพั ยาปช ฌา จงเปน สขุ ๆ เถดิ อยา ไดเ บยี ดเบยี นซง่ึ กนั และกนั เลย ๔. อะนฆี า จงเปน สขุ ๆ เถดิ อยา ไดม คี วามทกุ ขก ายทกุ ขใ จเลย ๕. สขุ ี อตั ตานงั ปะรหิ ะรนั ตุ จงมคี วามสขุ กายสขุ ใจ รกั ษาตนใหพ น จากทกุ ขภ ยั ทงั้ ปวงเถดิ คำอธิษฐาน ขา พเจา ขอตงั้ สจั จอธษิ ฐาน ขออานภุ าพแหง บญุ กศุ ลทไ่ี ดบ ำเพญ็ มาแลว มกี ารให ทาน รกั ษาศลี และเจรญิ ภาวนา จงมาเปน พละปจ จยั เปน นสิ ยั ตามสง ใหเ กดิ ปญ ญาญาณ ทง้ั ชาตนิ ้ี และชาตหิ นา ตลอดชาตอิ ยา งยง่ิ จนถงึ ความพน ทกุ ข คอื พระนพิ พาน เทอญ ฯ



วปิ ส สนากรรมฐาน แนวปฏบิ ตั มิ ี รปู -นาม เปน อารมณ (อกี อยา งหนง่ึ ) โดย อบุ าสกิ าแนบ มหานรี านนท


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook