2 - 138 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๑. เมอื่ รชู ดั ความทจ่ี ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา น ดว ยอำนาจลมหายใจเขา และออกยาว ทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขนึ้ ; ๒. เมอื่ รชู ดั ความทจี่ ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา น ดว ยอำนาจลมหายใจเขา และออกสนั้ ทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขนึ้ ; ๓. เม่ือรูชัดความท่ีจิตเปนเอกัคคตาไมฟุงซาน ดวยอำนาจความรูพรอมเฉพาะซ่ึง ลมทง้ั ปวง ทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขน้ึ ; ๔. เมอื่ รชู ดั ความทจี่ ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา น ดว ยอำนาจการทำกายสงั ขารใหร ำงบั อยู ทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขน้ึ ; ๕. เมอ่ื รชู ดั ความทจ่ี ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา น เพราะการรพู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิ ทำความ ปราโมทยใ หเกดิ ขน้ึ ; ๖. เมอื่ รชู ดั ความทจี่ ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา น เพราะการรพู รอ มเฉพาะซง่ึ สขุ ทำความ ปราโมทยใ หเ กิดข้ึน; ๗. เมอื่ รชู ดั ความทจ่ี ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา น เพราะการรพู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ตสงั ขาร ทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขนึ้ ; ๘. เม่ือรูชัดความท่ีจิตเปนเอกัคคตาไมฟุงซาน เพราะการทำจิตตสังขารใหรำงับอยู ทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขนึ้ ; ๙. เมอ่ื รชู ดั ความทจี่ ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา น เพราะความเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซงึ่ จติ ทำความปราโมทยใ หเ กดิ ขน้ึ ; เม่ือทำอยูดังนี้ ไดช่ือวาเปนการปฏิบัติอานาปานสติข้ันที่ ๑๐ ซึ่งมีใจความสำคัญ มงุ หมายถงึ การรจู กั ทำ หรอื สามารถทำจติ ใหป ราโมทยข น้ึ มาไดใ นทกุ ๆ ขน้ั แลว ถอื เอาความ รสู กึ ปราโมทยน นั้ เปน อารมณส ำหรบั พจิ ารณา เพอื่ เหน็ ลกั ษณะแหง ความไมเ ทย่ี ง ความเปน ทุกข และความเปนอนัตตาแหงจิตที่ปราโมทยนั้นสืบตอไป เหมือนดังท่ีไดกลาวแลวในการ พจิ ารณาปต ใิ นอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕. สำหรบั การเกดิ แหง ความปราโมทยน น้ั มที างทจ่ี ะเกดิ ไดต า งๆ กนั ตามแตเ หตปุ จ จยั ซง่ึ เปน ตน เหตแุ หง ปราโมทย. สำหรบั ในกรณแี หง การทำอานาปานสตนิ น้ั อาจกลา วไดว า :-
2 - 139 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑ และขน้ั ท่ี ๒ ปราโมทยเ กดิ เพราะรสู กึ พอใจในการกระทำ หรือในโอกาส ที่ไดกระทำตามคำสอนอันเปนนิยยานิกธรรมของพระผูมีพระภาคเจา เปน เบื้องตน; และสูงขึ้นมาก็คือ มีความปราโมทยเพราะประสบความสำเร็จในการกำหนด ลมหายใจเขา -ออก ทง้ั ยาวและสนั้ ดงั นเี้ ปน ตน . ในอานาปานสตขิ ัน้ ที่ ๓ ยอ มเกดิ ความปราโมทยท สี่ งู ขนึ้ ไปกวา นน้ั แมไ มม ากกน็ อ ย เพราะเหตทุ ม่ี กี ารกำหนดลมหายใจอยา งแยบคายยงิ่ ขน้ึ ไปกวา เกา ดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว โดยละเอยี ด ในอานาปานสตขิ น้ั นนั้ ซงึ่ ทำใหส มั ปยตุ ตธรรมเชน ฉนั ทะเปน ตน เปน ไปแรงกลา ขนึ้ ปราโมทย ยอ มเกดิ ขนึ้ ในลกั ษณะทป่ี ระณตี กวา หรอื สงู กวา ตามสมควรแกก รณี. ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๔ การปฏบิ ตั ดิ ำเนนิ ไปจนถงึ ขน้ั ทเ่ี กดิ ฌาน ความปราโมทยใ น การกระทำของตน ก็สูงขึ้นไปตาม ดวยอำนาจแหงการที่ไดเสวยผลเปนทิฏฐธรรมสุข โดย เหตทุ จี่ ติ เปน เอกคั คตาไมถ กู นวิ รณร บกวนเลยเปน ตน . ในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕ มกี ารพจิ ารณาถงึ ปต ทิ เ่ี ปน องคฌ านโดยตรง ซงึ่ หมายถงึ ความปราโมทยโ ดยพฤตนิ ยั อยใู นตวั เปน การแยกเอาตวั ความปราโมทยอ อกมากำหนดและ พิจารณาไปโดยเฉพาะ เปนการเห็นตัวความปราโมทยโดยชัดกวาขั้นอื่นๆ และกลายเปน ปราโมทยท อ่ี งิ อาศยั ปญ ญายง่ิ ขน้ึ ในเมอื่ มกี ารพจิ ารณาเวทนานน้ั ๆ โดยลกั ษณะแหง ความ ไมเ ทย่ี ง เปน ตน . ในอานาปานสติข้ันที่ ๖ มีอาการคลายกันกับในข้ันท่ี ๕ เพราะเปนการพิจารณา องคฌ านดว ยกนั . ในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๗ ปราโมทยส งู ขน้ึ ไป เพราะมคี วามรเู พม่ิ ขน้ึ วา เวทนานน้ั ๆ เปน เครอื่ งปรงุ แตง จติ ; ทำใหส ามารถรเู ทา ทนั เวทนา ซง่ึ เปน ทางมาแหง กเิ ลส คอื ตณั หาและ อปุ าทาน เปน ตน จนเหน็ ลทู างทจี่ ะดบั ทกุ ขไ ดย ง่ิ ขนึ้ ไป ปราโมทยใ นธรรมจงึ สงู ขน้ึ ไปตาม. ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๘ ปราโมทยเ กดิ มาจากความรสู กึ วา ตนสามารถทำจติ ตสงั ขาร ใหอ อ นกำลงั ลงหรอื ใหร ำงบั ไป ซงึ่ เปน ความสามารถทส่ี งู ยง่ิ ขน้ึ ไปอกี ทำใหเ กดิ ความรสู กึ วา การควบคมุ กเิ ลสนนั้ จกั ตอ งอยใู นกำมอื ของตนโดยแนน อน.
2 - 140 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ สำหรบั อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๙ นนั้ ปราโมทยเ กดิ ขน้ึ เพราะบดั นเี้ ปน ผมู คี วามรแู จม แจง ในเรอื่ งจติ และลกั ษณะอาการตา งๆ ของจติ เชน ทเ่ี กดิ ทดี่ บั ทไี่ ปทมี่ า ของจติ จนถงึ กบั รสู กึ วา การควบคมุ จติ นนั้ ตอ งอยใู นกำมอื ของตนโดยแท. สว นในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๐ นี้ เปน การประมวลมาซงึ่ ความปราโมทยท งั้ หมดทกุ ชนดิ มา กำหนดพจิ ารณาอยู และมคี วามปราโมทยเ ฉพาะในขอ นวี้ า บดั นต้ี นเปน ผสู ามารถบงั คบั จติ ไดต ามความตอ งการ ดงั ทส่ี ามารถบงั คบั ใหเ กดิ ความปราโมทยอ ยใู นขณะน้ี อยา งพลกิ แพลงอยา งไรกไ็ ดต ามตอ งการ และกวา งขวางถงึ ทส่ี ดุ จงึ เปน จติ ทบี่ งั เทงิ อยดู ว ยความปราโมทย ทก่ี วา งขวางและสงู สดุ ไปตามกนั . สว นขอ ทวี่ า ความปราโมทยม อี ยอู ยา งไร นน้ั มที างทจ่ี ะวนิ จิ ฉยั คอื ความปราโมทย คอื อะไร ? และมที างทจี่ ะแบง แยกปราโมทยไ ดก ท่ี าง ? เมอื่ กลา วโดยทางศพั ทศาสตร ทา นระบชุ อื่ เหลา นว้ี า เปน ชอ่ื ของความปราโมทย คอื อาโมทนา = ความเบกิ บาน, ปโมทนา = ความบนั เทงิ หรอื ปราโมทย, หาโส = ความรา เรงิ หรอื หรรษา, ปหาโส = ความรน่ื เรงิ อยา งยง่ิ หรอื ความรน่ื รมยแ หง ใจ, โอทคยฺ ํ = ความโสมนสั หรอื ความเยน็ ใจ, และ อตตฺ มนตา = ความปลม้ื ใจ หรอื ความภมู ใิ จตอ ตวั เองเปน ทสี่ ดุ ; อาการ ทง้ั หมดนรี้ วมเรยี กวา อาการของความปราโมทย ในทนี่ ี้. เมอื่ กลา วโดยเหตทุ วั่ ไป กเ็ หมอื นกบั กรณขี องปต แิ ละสขุ กลา วคอื ปราโมทยน อี้ าจจะเปน เคหสติ คอื อาศยั เรอื นหรอื กามกไ็ ด; หรอื จะเปน เนกขมั มสติ คอื อาศยั ธรรมโดยเฉพาะ คอื ความ ปราศจากกามกไ็ ด. แตส ำหรบั ในทนี่ น้ี น้ั เปน ทเ่ี หน็ ไดช ดั เจนอยแู ลว วา เปน ปราโมทยท อ่ี าศยั ธรรมแท ทกุ ขน้ั แหง อานาปานสตทิ เี ดยี ว. ผศู กึ ษาพงึ สงั เกตในขอ ทช่ี อื่ เหมอื นกนั วา ปราโมทยๆ แตต วั จรงิ นนั้ อาจจะแตกตา งราวกบั ฟา และดนิ เพราะวตั ถหุ รอื อารมณแ หง การเกดิ ของปราโมทย นั้นตางกัน. ขอ ทวี่ า ปราโมทยใ นทางธรรม มที างเกดิ ไดก ที่ างนนั้ เมอื่ กลา วตามหลกั แหง อานาปาน สตนิ แ้ี ลว ขอ เทจ็ จรงิ ยอ มแสดงชดั อยแู ลว วา มที างมา ๒ ทาง คอื ปราโมทยท เ่ี กดิ ขนึ้ ดว ย อำนาจของสมถะหรอื สมาธิ นอี้ ยา งหนงึ่ ; และ ปราโมทยท เ่ี กดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจของวปิ ส สนา- ญาณหรอื ปญ ญา นอี้ กี อยา งหนงึ่ .
2 - 141 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ปราโมทยท เี่ กดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจของสมาธนิ น้ั ทเ่ี หน็ ไดง า ยๆ หรอื โดยตรง กค็ อื ปต ทิ ่ี เปน องคฌ านและความสขุ ทเี่ ปน องคฌ านโดยตรง หรอื ความสขุ ทไ่ี ดร บั มาจากการทจ่ี ติ เปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา นโดยทวั่ ไปทกุ ขณะ เรยี กสนั้ ๆ วา ความสขุ ทเ่ี กดิ จากฌาน นน่ั เอง; หรอื แม ทส่ี ดุ แตค วามพอใจอยา งปราโมทย ทเ่ี กดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจของสมถะหรอื สมาธิ เพราะมสี มถะและ สมาธเิ ปน มลู ฐาน. สว นปราโมทยท เ่ี กดิ ขน้ึ ดว ยอำนาจของวปิ ส สนาหรอื ปญ ญา นน้ั ละเอยี ดยง่ิ ขน้ึ ไป กวา สงู ยงิ่ ขนึ้ ไปกวา หรอื มคี ณุ คา ยงิ่ กวา . ปราโมทยข อ นไ้ี ดแ กค วามปราโมทยท เ่ี กดิ ขนึ้ ในขณะ ทพ่ี จิ ารณาปราโมทยอ นั เปน ตวั เวทนานนั่ เอง หรอื พจิ ารณาสงั ขารทง้ั หลายทง้ั ปวงกต็ าม โดย ความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา เหน็ แจง ในความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา แลว เกดิ ความ ปราโมทยข นึ้ มาเพราะเหตทุ ร่ี วู า ไดเ หน็ ธรรมลกึ ซงึ้ ลงไป. จดั เปน ความปราโมทยใ นธรรมแท. ขอยอนไปเปรียบเทียบดวยตัวอยางของปติใหเห็นไดงายๆ คือปติในองคฌานเปน ปราโมทยด ว ยอำนาจสมาธ.ิ ครน้ั ปต นิ นั้ ถกู นำมาพจิ ารณาใหเ หน็ วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เชน เดยี วกบั เวทนาทงั้ หลาย เกดิ ปต ขิ น้ึ มาใหมอ กี ชนดิ หนง่ึ ดว ยอำนาจของปญ ญานน้ั เปน ปต ิ ตอ ธรรมหรอื ในธรรมแทย ง่ิ ขน้ึ ไปอกี ; นเี่ รยี กวา ปต ทิ เ่ี กดิ ขนึ้ ดว ยอำนาจของปญ ญา นบั วา มี อยเู ปน ๒ อยา งดว ยกนั ดงั น้ี. สรปุ ใหส น้ั ทสี่ ดุ กไ็ ดค วามวา ปราโมทยอ ยา งท่ี ๑ เกดิ อยใู น ขณะทจ่ี ติ เปน สมาธ;ิ ปราโมทยอ ยา งที่ ๒ เกดิ อยใู นขณะทจ่ี ติ ประกอบดว ยปญ ญา. ปราโมทย ทง้ั ๒ อยา งน้ี มอี ยอู ยา งแรกซมึ ปนเปกนั ไปในอานาปานสตทิ กุ ขน้ั . ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน อานปานสติในสวนใดหรือขณะใดเปนสวนแหงสมาธิ ปราโมทยที่เกิดข้ึนในขณะนั้นเปน ปราโมทยท เ่ี กดิ มาจากความเปน สมาธ;ิ อานาปานสตสิ ว นใดหรอื ระดบั ใด ทเ่ี ปน สว นของปญ ญา หรอื กำลงั ดำเนนิ ไปดว ยอำนาจของปญ ญาอยู ปราโมทยท เี่ กดิ ขนึ้ ในขณะนน้ั กจ็ ดั เปน ปราโมทย ทเ่ี กดิ ขน้ึ ดว ยอำนาจของปญ ญา; ฉะนน้ั เปน อนั กลา วไดว า ปราโมทยท ผี่ ปู ฏบิ ตั ไิ ดท ำใหเ กดิ ขน้ึ โดยอาศยั อานาปานสติ ทแ่ี ลว มาทง้ั ๙ ขนั้ และกำลงั จดั เปน อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๑๐ อยใู น ขณะนน้ี ัน้ กไ็ ดแ กป ราโมทย ๒ ประเภทนนี้ น่ั เอง หรอื กลา วไดอ กี อยา งหนงึ่ วา หมายถงึ แต ปราโมทย ๒ ประเภทนี้ ซง่ึ เปน ปราโมทยอ าศยั เนกขมั มะเทา นนั้ หาไดห มายถงึ ปราโมทยท ่ี เปน เคหสติ คอื อาศยั เรอื นหรอื กามแตป ระการใดไมเ ลย.
2 - 142 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ สง่ิ ทอ่ี ยากจะแนะใหส งั เกตอกี อยา งหนงึ่ กค็ อื การฝก อานาปานสตใิ นขนั้ ท่ี ๑๐ น้ี จดั วา เปน ทน่ี า สนกุ หรอื นา พอใจยงิ่ กวา อนื่ ทงั้ หมด เพราะถา กลา วอยา งสำนวนโวหารธรรมดากค็ อื การเลน กบั ความสขุ นนั่ เอง : เปน การเลน ของบคุ คลผมู คี วามสขุ ทเี่ ขา ไปสคู วามสขุ อยา งนน้ั อยา งน้ี ออกจากความสขุ อยา งนี้ แลว เขา ไปสคู วามสขุ อยา งโนน ออกจากความสขุ อยา ง โนน แลว กเ็ ขา ไปสคู วามสขุ อยา งอนื่ อกี ตอ ไป ไมม ที สี่ น้ิ สดุ กบั ความสขุ จงึ ถอื วา อานาปานสติ ในขน้ั นเี้ ปน จดุ เดน ทส่ี ดุ , หรอื เปน เหมอื นจดุ เดน ทสี่ ดุ จดุ หนงึ่ ในแถวแหง อานาปานสตทิ ง้ั หลาย, แมก ารปฏบิ ตั จิ ะไดร บั ผลเพยี งเทา น้ี กย็ งั กลา วไดว า เขา ถงึ ธรรมรตั นะ เปน ผรู ำ่ รวยดว ยเพชร พลอยของพระธรรม อยางประมาณมิไดอยูแลว : นับวาควรแกการสนใจและการปฏิบัติ เปนอยางยิ่ง. ส่ิงท่ีจะตองวินิจฉัยขอสุดทาย คือญาณและสติ ตลอดถึงธรรมอื่นๆ จะเกิดขึ้นได อยา งไรนนั้ สว นใหญม อี ธบิ ายอยา งเดยี วกนั กบั ในขน้ั ทแี่ ลว มา สำหรบั สว นทจี่ ะตอ งทำความ เขาใจเปนพิเศษเฉพาะในข้ันนี้ก็คือ การกำหนดปราโมทยท่ีตนไดทำใหเกิดข้ึนทุกขั้นของ อานาปานสติ โดยนยั ดงั ทกี่ ลา วแลว ดว ยอำนาจของเอกคั คตาจติ ทไ่ี มฟ งุ ซา น นเี้ รยี กวา สต.ิ การกำหนดตดิ ตามดปู ราโมทยน น้ั ดว ยอำนาจของสติ จนเกดิ การพจิ ารณาเหน็ ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตาสตกิ ลายเปน อนปุ ส สนาญาณไป; นเ้ี รยี กวา ญาณ. ผปู ฏบิ ตั กิ ำหนดและพจิ ารณา จติ ซง่ึ ประกอบดว ยปราโมทยท ง้ั หลายดว ยสตนิ นั้ ดว ยญาณนน้ั การกระทำนช้ี อื่ วา จติ ตาน-ุ ปส สนาสตปิ ฏ ฐานภาวนา ซงึ่ จดั เปน ภาวนาทส่ี มบรู ณด ว ยอรรถทงั้ ๔ ดงั ทกี่ ลา วแลว . ใน ขณะนั้นเปนการสโมธานซ่ึงธรรมทั้งหลาย ๒๙ ประการ พรอมท้ังการรูโคจรแทงตลอด สมตั ถะแหง ธรรมทง้ั หลายเหลา นน้ั ดว ยอำนาจของการกระทำทแ่ี ยบคาย มอี าการ ๑๖ มกี าร รทู วั่ อยู, กำหนดอยู, รอู ยู, เหน็ อยู,พจิ ารณาอยู, อธษิ ฐานจติ อยู ฯลฯ เปน ลำดบั ๆ ไป จน กระทงั่ ถงึ การทำใหแ จง ซง่ึ ธรรมทค่ี วรทำใหแ จง อย;ู แตล ะขนั้ ๆ เกยี่ วกบั ปราโมทยน นั้ โดยตรง ดว ยจติ ทเี่ ปน เอกคั คตาไมฟ งุ ซา นอยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก ดงั ทไ่ี ดอ ธบิ ายแลว โดยละเอยี ดใน อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๕ นน้ั แลว ไมจ ำเปน จะตอ งกลา วซ้ำในทน่ี .ี้ การวนิ จิ ฉยั ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๐ สน้ิ สุดลงเพยี งเทา น.้ี ตอ ไปนจ้ี ะไดว นิ จิ ฉยั ใน อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๑ สบื ไป.
2 - 143 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ตอน ๑๑ อานาปานสติ ขน้ั ที่ ๑๑ (การทำจติ ใหต ง้ั มน่ั อย)ู อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๑ หรอื ขอ ท่ี ๓ แหง จตกุ กะท่ี ๓ นนั้ มวี า “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหต งั้ มน่ั อยู จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหต งั้ มน่ั อยู จกั หายใจ ออก’”; (สมาทหํ จติ ตฺ ํ อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ สมาทหํ จติ ตฺ ํ ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต)ิ และมอี ธบิ าย ดงั ตอ ไปนคี้ อื :- การวนิ จิ ฉยั ในบทวา “ยอ มทำในบทศกึ ษา” ยอ มมใี จความเหมอื นกบั ในขน้ั ทแ่ี ลว มาโดย ประการทงั้ ปวง มอี ยบู า งทจ่ี ะตอ งทำความเขา ใจเปน พเิ ศษเฉพาะขน้ั นคี้ อื :- สว นทจ่ี ะถอื วา เปน สลี สกิ ขา นน้ั จะตอ งรจู กั สอดสอ งใหถ กู ตรงตามทมี่ อี ย;ู โดยใจความใหญๆ นน้ั เลง็ ถงึ ขอ ทม่ี ี การสำรวมหรอื ระวงั จติ ไมใ หล ะไปจากอารมณ ทก่ี ำลงั กำหนดอยใู นขน้ั นนั้ ๆ; ตวั การสำรวมนน่ั แหละจดั เปน ศลี ในทนี่ .้ี เพราะวา เมอื่ มกี ารสำรวมในเวลาใด โทษทางกาย วาจา หรอื การ ทศุ ลี อยา งใดๆ กม็ ขี น้ึ ไมไ ด. การชใี้ หเ หน็ เชน นเ้ี ปน การปอ งกนั ไมใ หเ กดิ ความเขา ใจผดิ ไป วา เมอื่ การปฏบิ ตั ดิ ำเนนิ มาถงึ ขนั้ สมาธหิ รอื ปญ ญาอยา งสงู เชน นแ้ี ลว มนั จะยงั คงมกี ารสำรวม ศลี อยไู ดอ ยา งไรกนั ; ฉะนนั้ ขอใหถ อื วา เมอ่ื มกี ารสำรวมจติ ใดๆ อยใู นเรอื่ งใดกต็ าม ดว ยอำนาจ ของสตแิ ลว การสำรวมนน้ั ยอ มเปน การประมวลไวไ ดซ งึ่ สลี สกิ ขาอยใู นตวั โดยสมบรู ณ. เปน อนั กลา วไดว า แมใ นขณะทก่ี ำลงั ปฏบิ ตั หิ มกมนุ อยใู นอานาปานสตขิ น้ั สงู เหลา นี้ การสำรวมใน ศลี กย็ งั สมบรู ณอ ยตู ามเดมิ จงึ เปน การทำใหไ ตรสกิ ขา หรอื สกิ ขาทงั้ ๓ ยงั คงเปน ธรรมสมงั คี สมบรู ณอ ย;ู ฉะนน้ั คำวา “ยอ มทำในบทศกึ ษา” ในอานาปานสตขิ อ น้ี และในอานาปานสตขิ อ ตอ ไปทง้ั หมด กย็ งั หมายความถงึ การทำเตม็ ทใ่ี นสกิ ขาทงั้ ๓ อยนู น่ั เอง. สว นทเี่ ปน สมาธแิ ละสว นทเี่ ปน ปญ ญา นนั้ เหน็ ไดช ดั อยแู ลว วา มกี ารกำหนดสมาธแิ ละ การพิจารณาทางปญญาอยูทุกขั้น; แตสวนที่เปนศีลนั้นเปนอยูอยางไมเปดเผย จะตองรูจัก พจิ ารณาจงึ จะมองเหน็ ไดช ดั เจน กลา วคอื ในอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๑ ขน้ั ที่ ๒ ขนั้ ท่ี ๓ มกี าร สำรวมอยทู ก่ี ารระวงั จติ ใหค อยกำหนดลมหายใจในวธิ ตี า งๆ กนั . การสำรวมนนั่ เองควบคมุ เอาความมศี ลี ไวไ ด. ในอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๔ การสำรวมมอี ยทู ก่ี ารพยายามทำลมหายใจให
2 - 144 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ รำงบั ลงๆ ซง่ึ เปน การสำรวมทยี่ ากยง่ิ ไปกวา ขนั้ ทแ่ี ลว มา; การสำรวมในขนั้ ที่ ๕ และท่ี ๖ มอี ยู ตรงทคี่ อยกำหนดปต แิ ละสขุ อยา งแรงกลา ; ในขน้ั ท่ี ๗ มอี ยทู ก่ี ารคอยกำหนดเวทนาหรอื การทเี่ วทนาทำหนา ทป่ี รงุ แตง จติ ; ในขนั้ ท่ี ๘ การสำรวมมอี ยใู นการทเี่ ฝา พยายามปอ งกนั ไมใ หเ วทนาปรงุ แตง จติ ได หรอื ปรงุ แตง แตน อ ยทส่ี ดุ ; ในขน้ั ท่ี ๙ การสำรวมมอี ยใู นขณะที่ ตงั้ หนา ตงั้ ตาคอยเฝา กำหนดลกั ษณะตา งๆ ของจติ ; ในขน้ั ที่ ๑๐ การสำรวมมอี ยทู ก่ี ารประคอง จติ ใหม ปี ราโมทย และการกำหนดซงึ่ ความปราโมทยน น้ั ๆ; สำหรบั ขน้ั ที่ ๑๑ นค้ี วามสำรวมมี อยตู รงทคี่ วามพยายามประคองจติ ใหต ง้ั มนั่ ในแบบตา งๆ กนั . ความสำรวมทกุ อยา งเหลา น้ี ลว นเปน แตต วั ศลี หรอื ความควบคมุ ไวไ ดซ งึ่ สลี สกิ ขา ใหย งั คงมอี ยตู ลอดเวลา สำหรบั ในขนั้ ตอ ไปพงึ ถอื เอาใจความอยา งเดยี วกนั จกั ไมก ลา วถงึ อกี โดยละเอยี ด จกั ชใ้ี หเ หน็ แตใ นแงท ี่ จำเปนจะตองชี้เทาน้ัน. สง่ิ ทตี่ อ งวนิ จิ ฉยั สบื ไป คอื ขอ ทวี่ า “ทำจติ ใหต ง้ั มนั่ อย”ู สง่ิ ทต่ี อ งวนิ จิ ฉยั มอี ยู ๒ ประการ คอื ความตงั้ มน่ั เปน อยา งไร และความตง้ั มน่ั มไี ดเ มอื่ ไร ซง่ึ จะไดว นิ จิ ฉยั กนั สบื ไป. คำวา “ความตง้ั มนั่ ” ในทนี่ ้ี โดยใจความกค็ อื ความเปน สมาธนิ นั่ เอง. เนอ่ื งจากความ เปนสมาธิน้ี มีอาการท่ีอาจจะแยกพิจารณาใหเห็นไดในมุมหรือแงตางๆ กัน เพราะฉะนั้นใน ทางศพั ทศาสตร เมอ่ื ถามวา สมาธคิ อื อะไรแลว ยอ มตอบดว ยการจำแนกชอื่ ตา งๆ เหลา นใ้ี ห ฟง คอื ฐติ ิ = ความตง้ั มน่ั . สณฐฺ ติ ิ = ความหนกั แนน หรอื ความตงั้ มนั่ ดว ยด,ี อธฏิ ฐ ติ ิ = ความ แขง็ แรงหรอื เขม แขง็ , อวสิ าหาโร = ความมไิ ดม อี าการดจุ อาหารเปน พษิ , อวกิ เฺ ขโป = ความ ไมฟ งุ ซา น, อวสิ าหตมานสตา = ความมใี จทพี่ ษิ มไิ ดก ระทบกระทง่ั , สมโถ = ความสงบ, สมาธนิ ทฺ รฺ ยิ ํ = อนิ ทรยี ค อื ความตงั้ มน่ั , สมาธพิ ลํ = กำลงั คอื ความตงั้ มนั่ , สมมฺ าสมาธิ = ความ ตง้ั มนั่ ชอบ. ดงั นเ้ี ปน ตน ; ซงึ่ เปน การเพยี งพอแลว ทย่ี กมาเปน ตวั อยา ง ทงั้ ทยี่ งั มคี ำอนื่ อกี มาก. อธบิ ายความหมายแหง คำทแ่ี สดงลกั ษณะแหง ความตงั้ มน่ั เหลา นพ้ี อเปน ทางเขา ใจมอี ยดู งั นี้ : คำวา ตง้ั มนั่ หนกั แนน หรอื แขง็ แรง เปน ตน นี้ ลว นแตเ ปน อาการของจติ ซง่ึ เรยี กวา สมาธ.ิ คำวา ความตงั้ มน่ั หมายถงึ ความทอ่ี ารมณห รอื นวิ รณก ระทบไมห วน่ั ไหว; คำวา หนกั แนน หรอื ตงั้ มนั่ ดว ยดนี นั้ หมายความวา เปน อยา งนน้ั ยงิ่ ไปอกี คอื สามารถทนสตู อ อารมณ
2 - 145 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ หรอื นวิ รณท ม่ี กี ำลงั มากไดจ รงิ . คำวา แขง็ แรง หมายถงึ ไมอ อ นไปตามอารมณ ทยี่ วั่ เยา หรอื ขเู ขญ็ บงั คบั . คำวา มไิ ดเ ปน ดจุ อาหารเปน พษิ นเ้ี ปน การทำอปุ มา : เหมอื นอยา งวา คนท่ีเกิดมีอาหารเปนพิษขึ้นในกระเพาะ ยอมมีอาการกระสับกระสายเหมือนคนจะตาย ไมส ามารถประกอบการงานอนั ใดได ไมม คี วามสดชนื่ เบกิ บานแตป ระการใดเลย. จติ นกี้ เ็ หมอื น กนั ถา นวิ รณเ ขา ไปเปน พษิ อยใู นภายในแลว ยอ มตายจากความดี ไมส ามารถประกอบกจิ ใดๆ ทางจติ ได ไมม คี วามสดชน่ื เบกิ บานแตป ระการใดเลย. เพราะฉะนนั้ ทา นจงึ กลา ววา ลกั ษณะของสมาธนิ นั้ ตอ งเปน เหมอื นกบั ความทไี่ มม อี าหารเปน พษิ อยใู นกระเพาะ. คำวา ไมฟ งุ ซา น หมายถงึ มอี ารมณเ พยี งอยา งเดยี ว ไมแ ลน ไปสอู ารมณใ ดๆ กำหนดอยแู ตอ ารมณ ทมี่ อี ยสู ำหรบั สมาธนิ น้ั เหมอื นกบั สตั วท มี่ สี ง่ิ ทต่ี อ งการอยใู นทน่ี น้ั อยา งเพยี งพอแลว กไ็ มล กุ ลน ไปในทอี่ น่ื ๆ เหมอื นลงิ ทเี่ ทยี่ วแสวงหาผลไมไ ปทวั่ ๆ ปา ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั . คำวา มใี จอนั พษิ มไิ ดก ระทบกระทงั่ นนั้ พษิ ในทน่ี ้ี หมายถงึ นวิ รณแ ละกเิ ลสชอ่ื อน่ื ทกุ ชนดิ ; เมอื่ กเิ ลสไมก ระทบจติ จติ มคี วามเปน ปกตสิ งบอยไู ด. คำวา กระทบจติ ในทน่ี ี้ หมายถึงครอบงำจิต ดึงจิตไปตามอำนาจของมัน เชน ความอยากดึงไปสูสิ่งที่มันอยาก ความโกรธดงึ ไปสสู ง่ิ ทมี่ นั โกรธ ดงั นเี้ ปน ตน ; เมอ่ื ไมม สี ง่ิ เหลา นจี้ ติ กส็ งบ เปน สมาธิ คำวา สมถะ หรอื สงบ มคี วามหมายตรงตามภาษาไทย คอื หมายถงึ ความระงบั ไมม คี วามดน้ิ รน ไมม คี วามเรา รอ นไมม คี วามหมน หมอง ดงั นเ้ี ปน ตน . คำวา สมาธนิ ทฺ รฺ ยิ ํ ตอ งการใหห มายถงึ สมาธิท่ีแทจริง คือขนาดที่จะเปนใหญ เปนประธานไดอยางหน่ึง ในบรรดาธรรมท่ีเปนใหญ เปน ประธานทง้ั หลาย, คำวา สมาธพิ ลํ กเ็ ปน อยา งเดยี วกนั หมายถงึ สมาธทิ ถี่ งึ ขนาดทมี่ ี กำลงั หรอื ใชเ ปน กำลงั ตอ สขู า ศกึ คอื นวิ รณไ ด. คำวา สมั มาสมาธิ ตอ งการใหห มายถงึ แต สมาธทิ ถี่ กู ทช่ี อบ หรอื สมาธใิ นทางพทุ ธศาสนา เพราะยงั มสี มาธทิ เี่ ปน ของนอกพทุ ธศาสนา หรอื สมาธทิ เ่ี ดนิ ผดิ ทางเปน มจิ ฉาสมาธอิ ยอู กี พวกหนงึ่ . เมอื่ ผศู กึ ษาไดพ จิ ารณาดคู วามหมาย ของคำเหลา นท้ี กุ คำอยา งละเอยี ดลออแลว กส็ ามารถเขา ใจถงึ ความหมายของสง่ิ ทเ่ี รยี กวา สมาธิ ไดอ ยา งทว่ั ถงึ และเขา ใจไดว า สมาธนิ น้ั คอื อะไร. แตอ ยา งไรกด็ ี ทงั้ หมดนเ้ี ปน เพยี งการ อธิบายตามทางศพั ทศาสตรห รอื ทางหนังสือเทานนั้ .
2 - 146 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ สว นในทางปฏบิ ตั นิ น้ั ทา นจำกดั ความไวส น้ั ๆ ตามหลกั แหง อานาปานสตวิ า ความท่ี จติ มอี ารมณเ ปน หนงึ่ ไมฟ งุ ซา น ดว ยอำนาจการกำหนดลมหายใจยาว-สนั้ ชอ่ื วา สมาธ;ิ หรอื อกี อยา งหนง่ึ วา จติ ทม่ี อี ารมณเ ปน อนั เดยี วไมฟ งุ ซา น ดว ยอำนาจจากการกำหนดลมหายใจ ของบคุ คลผมู จี ติ ตง้ั มนั่ ชอ่ื วา สมาธิ ดงั น้ี ซงึ่ ทง้ั หมดนอี้ าจจะสรปุ ความไดว า เมอ่ื จติ มอี ารมณ สำหรบั กำหนดและจติ กำหนดอารมณน นั้ ได การกำหนดอารมณไ ดน นั้ ชอ่ื วา สมาธิ จะเปน อยา งต่ำ อยา งกลาง อยา งสงู หรอื อยา งหยาบ อยา งกลาง อยา งประณตี นนั้ ยอ มแลว แต กรณี แตไ มถ อื เอาเปน ประมาณ เพราะอาจจะเรยี กไดว า เปน สมาธไิ ดด ว ยกนั ทงั้ นนั้ . นค้ี อื วนิ จิ ฉยั ขอ ทวี่ า สมาธคิ อื อะไร ? สว นขอ ทว่ี า สมาธหิ รอื ความตงั้ มน่ั มไี ดเ มอ่ื ไรนน้ั มวี นิ จิ ฉยั ดงั ตอ ไปน้ี :- ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน วา สมาธมิ ไี ดท กุ ขณะทจี่ ติ มกี ารกำหนดอารมณ นเ่ี ปน หลกั ทว่ั ๆ ไป; ทเี่ ปน อยา งพเิ ศษนนั้ สมาธมิ ไี ดห รอื ยงั คงมอี ยไู ดแ มใ นขณะทจ่ี ติ กำหนดลกั ษณะ มลี กั ษณะแหง ความไมเ ทยี่ ง เปน ตน ในขณะแหง วปิ ส สนา; ฉะนนั้ เมอื่ จะประมวลใหส นิ้ กระแส ความ กเ็ ปน อนั กลา วไดว า สมาธไิ ดโ ดยประเภทใหญๆ ใน ๓ กาล คอื :- ๑. สมาธใิ นขณะระยะเรมิ่ แรกแหง การกำหนดอารมณ ซง่ึ ไดแ กบ รกิ รรมสมาธแิ ละ อุปจารสมาธิ. ๒. สมาธใิ นขณะทจี่ ติ ตงั้ อยใู นฌาน ไดแ กอ ปั ปนาสมาธโิ ดยตรง. ๓. สมาธิ ทเ่ี ปน อนนั ตรกิ สมาธแิ นบเนอื่ งกนั อยกู บั ปญ ญา ในขณะทม่ี กี ารกำหนด และการพจิ ารณาลกั ษณะมลี กั ษณะแหง ความไมเ ทย่ี ง เปน ตน . สมาธอิ ยา งที่ ๑ คอื สมาธใิ นระยะเรม่ิ แรก แหง การกำหนดอารมณน น้ั เปน สมาธโิ ดย ออ มหรอื โดยปรยิ าย คอื เปน สมาธทิ ย่ี งั ไมถ งึ ขนาดทจ่ี ะกลา วไดว า เปน สมาธแิ ท เหมอื นมนษุ ย ยงั เดก็ อยู ยงั ไมม คี วามเปน มนษุ ยท เ่ี ตม็ ที่ ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั , แตถ งึ กระนน้ั กย็ งั ดกี วา ไมม สี มาธิ เสยี เลยเปน ไหนๆ. สรปุ ความในขอ นวี้ า พอสกั วา ลงมอื ทำสมาธิ กม็ สี มาธโิ ดยปรยิ ายน้ี ไดเ รอื่ ยๆ ไปเปน ลำดบั จนกระทง่ั ถงึ ขณะแหง อปุ จารสมาธิ คอื นวิ รณร ะงบั ไปบา ง กลบั มมี า บา ง หรอื นวิ รณถ อยกำลงั ลงไปมาก แตไ มถ งึ ขนาดทจี่ ะระงบั หมดสน้ิ ไป ทงั้ นเ้ี พราะเหตทุ ว่ี า องคฌ านยงั ไมค รบถว นและตง้ั มนั่ จงึ ตอ งจดั เปน สมาธโิ ดยปรยิ ายอยนู นั่ เอง แตถ งึ กระนนั้
2 - 147 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ กย็ งั ดกี วา ไมม สี มาธเิ สยี เลย ดงั กลา วแลว . สมาธอิ ยา งที่ ๒ คอื อปั ปนาสมาธนิ นั้ หมายถงึ ความทจี่ ติ ตงั้ มนั่ อยใู นฌาน นค้ี อื ตวั สมาธแิ ท และมคี วามหมายเตม็ ตามความหมายของคำวา สมาธทิ กุ ประการ. เมอ่ื กลา ววา จติ ใหต ัง้ มนั่ อยู และเปน ความตง้ั มน่ั อยอู ยา งแทจ รงิ กต็ อ งหมายถงึ ความทจ่ี ติ ตง้ั อยใู นสมาธขิ นั้ ท่ีเปนฌานข้ันใดข้ันหนึ่งเทาน้ัน ไมวาจะเปนรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม. ถาผูปฏิบัติใน อานาปานสตมิ คี วามมงุ หมายทจี่ ะฝก ฝนในสว นอรปู ฌาน กม็ โี อกาสทจ่ี ะฝก ฝนไดใ นอานาปาน- สตขิ นั้ ที่ ๑๑ นี้ มรี ายละเอยี ดดงั ทกี่ ลา วไวใ นทอ่ี น่ื อกี สว นหนงึ่ เพราะไมไ ดเ ปน สงิ่ ทม่ี งุ หมาย โดยตรงในทน่ี ้.ี ในทนี่ ม้ี งุ หมายโดยตรงแตเ พยี งรปู ฌานทงั้ ๔ แตป ระเภทเดยี ว. สว นสมาธอิ ยา งที่ ๓ คอื สมาธทิ แ่ี นบเนอ่ื งกนั อยกู บั ปญ ญาโดยไมแ ยกกนั นนั้ จดั เปน สมาธโิ ดยปรยิ ายอกี อยา งหนง่ึ เพราะในขณะนเี้ ปน ขณะทปี่ ญ ญาจะทำหนา ทขี่ องมนั ดว ย กำลงั คอื สมาธิ. เมอ่ื บคุ คลกำหนดอารมณข องสมาธจิ นทำฌานใหเ กดิ ขนึ้ ได ดำรงอยใู นฌาน นานพอสมควร คอื จติ มกี ำลงั เขม แขง็ และเขา รปู เขา รอยเพยี งพอแกค วามตอ งการแลว กอ็ อก จากฌานนนั้ ไปกำหนดอารมณแ หง วปิ ส สนา เชน เวทนาเปน ตน อยา งใดอยา งหนงึ่ ขนึ้ มาพจิ ารณา โดยลกั ษณะ มลี กั ษณะแหง ความไมเ ทยี่ งเปน ตน อย.ู ในขณะนกี้ ำลงั แหง สมาธกิ ย็ งั อยใู น การพจิ ารณานนั้ คอื แฝงตวั หรอื แนบเนอ่ื งกนั อยกู บั ปญ ญาโดยสดั สว นทส่ี มควรกนั : ถา เพง ปญ ญาแรง กำลงั ของสมาธกิ แ็ รงขน้ึ ตาม, ถา เพง ปญ ญาหยอ น กำลงั ของสมาธกิ ห็ ยอ นลง ตาม, และเปน ไปในตวั เองไดเ ชน นโี้ ดยไมต อ งเจตนา ดงั น.ี้ สมาธชิ นดิ นเี้ รยี กวา สมาธใิ น ขณะแหง วปิ ส สนา และเพราะเหตนุ น้ั จงึ ไดช อื่ วา สมาธโิ ดยปรยิ าย; แตเ ปน ปรยิ ายทมี่ คี า สงู ไมเ หมอื นกบั สมาธโิ ดยปรยิ ายดงั ทกี่ ลา วแลว ในขอ ที่ ๑. จากลกั ษณะอาการแหง สมาธทิ งั้ ๓ ชนดิ หรอื ๓ ขนั้ ๓ ตอน ดงั ทก่ี ลา วมาแลว นี้ ทำใหเ ราเหน็ ไดว า สมาธมิ อี ยใู นขณะไหนหรอื เมอ่ื ไร และสมาธใิ นขณะไหน มลี กั ษณะและหนา ที่ อยา งไร เปน การรอบรตู อ ความทจี่ ติ เปน สมาธไิ ดโ ดยประการทง้ั ปวง. สรปุ ความวา การฝก ในขน้ั ท่ี ๑๑ น้ี ฝก ในการกำหนดความตงั้ มน่ั ทง้ั ในแงข องสมถะ และทงั้ ในแงข องวปิ ส สนา จากอานาปานสตทิ กุ ขน้ั เทา ทม่ี ใี หก ำหนดไดว า มคี วามตง้ั มนั่ อยกู อ่ี ยา ง
2 - 148 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ จนกระทงั่ ตนมคี วามคลอ งแคลว ในการทำจติ ใหต ง้ั มน่ั ไดท กุ อยา ง ดว ยความชำนชิ ำนาญสมตาม ความปรารถนา. สว นคำวนิ จิ ฉยั ในขอ ทวี่ า ญาณและสติ ตลอดถงึ สมั ปยตุ ตธรรมอนื่ ๆ ซง่ึ มอี ยใู นขณะนนั้ มขี น้ึ ไดโ ดยวธิ ไี รนนั้ พงึ ทราบวา เมอื่ จติ มคี วามตง้ั มนั่ ไมว า ชนดิ ไหนอยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก จิตที่ตั้งม่ันน้ันก็ปรากฏดวย สติที่กำหนดความต้ังม่ันน้ันก็ปรากฏดวย จึงเกิดมีจิตรูแจงคือ วญิ ญาณจติ ซงึ่ ไดแ ก อนปุ ส สนาญาณดงั ทไ่ี ดก ลา วแลว ในขอ กอ น. เมอื่ เปน ดงั น้ี กเ็ ปน อนั วา มกี ารตามเหน็ ซง่ึ จติ ในจติ ดว ยอำนาจของสตนิ นั้ จนกระทงั่ เหน็ ความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตาของจติ แมท ตี่ ง้ั มนั่ แลว ทกุ ชนดิ ; เมอ่ื กระทำอยดู งั นี้ กเ็ รยี กวา มจี ติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน- ภาวนา อนั เปน ภาวนาทส่ี มบรู ณด ว ยอรรถทง้ั ๔ ดงั ทไ่ี ดเ คยอธบิ ายมาแลว อยา งละเอยี ดใน ขอ ตน ๆ; ในขณะนน้ั ยอ มมกี ารสโมธานมาไดซ ง่ึ ธรรมทง้ั หลาย ๒๙ อยา ง พรอ มทงั้ รโู คจรและ แทงตลอดสมตั ถะของธรรมนนั้ ๆ ดงั ทก่ี ลา วโดยละเอยี ด ในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๕ อกี นนั่ เอง. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นท่ี ๑๑ สิ้นสุดลงเพียงเทาน้ี ตอไปนี้จะไดวินิจฉัยใน อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑๒ สบื ไป. ตอน ๑๒ อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑๒ (การทำจติ ใหป ลอ ย) อทุ เทสแหง อานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๒ หรอื ขอ ที่ ๔ แหง จตกุ กะท่ี ๓ นมี้ หี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหป ลอ ยอยู จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผทู ำจติ ใหป ลอ ยอยู จกั หายใจ ออก’.” (วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ; วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ.) วนิ จิ ฉยั มอี ยดู งั ตอ ไปน้ี :- การทำในบทศกึ ษาทง้ั ๓ ในอานาปานสตขิ น้ั นนี้ น้ั ความสำรวมสตใิ นการคอยกำหนด การปลอ ยชนดิ ตา งๆ ของจติ หรอื แมแ ตก ารคอยกำหนดจติ ใหท ำการปลดเปลอ้ื งสง่ิ ตา งๆ จาก จติ ซง่ึ เปน ความสำรวมอยา งยงิ่ และอยา งละเอยี ดทส่ี ดุ นน่ั แหละ คอื ความสำรวมทป่ี ระมวล ไวไ ดซ งึ่ สลี สกิ ขาในขณะนี้. สำหรบั จติ ตสกิ ขาและปญ ญาสกิ ขานนั้ มอี ยไู ดโ ดยลกั ษณะเดยี ว
2 - 149 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ กนั กบั อานาปานสตขิ นั้ อนื่ ๆ ทกุ ขน้ั ดงั ทกี่ ลา วแลว ไมจ ำเปน ตอ งวนิ จิ ฉยั ซ้ำในทนี่ อ้ี กี . สำหรบั คำวา “ทำจติ ใหป ลอ ยอย”ู นน้ั มสี ง่ิ ทจ่ี ะตอ งวนิ จิ ฉยั เปน ๒ อยา งคอื :- ๑. ปลอ ยอยา งไร ? ๒. ปลอ ยซงึ่ อะไร ? ซง่ึ จะไดว นิ จิ ฉยั ตอ ไป. การทย่ี กเอาปญ หาวา ปลอ ยอยา งไรมาวนิ จิ ฉยั กอ นนน้ั เปน เพราะจะชว ยทำใหเ กดิ ความ เขา ใจไดโ ดยงา ย เพราะจะไดอ าศยั ขอ ความตา งๆ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน เปน เครอ่ื งชว ยทำให เกดิ ความเขา ใจงา ย โดยเฉพาะกค็ อื เรอ่ื งองคแ หง ฌานอนั กลา วแลว ในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๔ โดยละเอยี ด และเรอื่ งการละนจิ จสญั ญาเสยี ไดด ว ยอนจิ จสญั ญา เปน ตน ดงั ทก่ี ลา วแลว โดย ละเอยี ดในอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๕. คำวา ทำจติ ใหป ลอ ย มคี วามหมายโดยตรงวา ทำจติ ใหป ลอ ยสงิ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในจติ หรอื กลุมรุมหอมลอมจิต อยางหนึ่ง และ สิ่งที่จิตยึดไวเองดวยอำนาจของอุปาทานอันเกิด จากอวชิ ชา อนั นอนเนอื่ งอยใู นสนั ดาน นอี้ กี อยา งหนง่ึ . ถา กลา วกลบั กนั อกี อยา งหนงึ่ กค็ อื แทนทจี่ ะกลา ววา ทำจติ ใหป ลอ ย กก็ ลา วกลบั กนั ไดว า “เปลอ้ื งจติ เสยี จากสง่ิ ซง่ึ ควรปลด เปลอ้ื ง” ดงั นก้ี ไ็ ด; ผลยอ มเปน อยา งเดยี วกนั จะแตกตา งกนั กแ็ ตว ธิ พี ดู . ทว่ี า ทำจติ ใหป ลอ ยเสยี หรอื เปลอ้ื งจติ เสยี จากสง่ิ ทมี่ ากลมุ รมุ จติ นน้ั หมายถงึ การเปลอ้ื ง จิตจากนิวรณในขณะแหงสมาธิ นับตั้งแตระยะเร่ิมแรกขึ้นมาจนกระท่ังถึงสมาธิที่เปนฌาน. สมาธทิ ย่ี งั ไมเ ปน ฌาน กเ็ กยี ดกนั นวิ รณอ อกไปไดเ ลก็ ๆ นอ ยๆ ตามสดั สว น และลม ลกุ คลกุ คลาน ไปตามเรอื่ งของมนั แตถ งึ อยา งนน้ั กย็ งั เปน การเปลอื้ งจติ จากนวิ รณอ ยนู น่ั เอง. เมอื่ มคี วาม ตงั้ อกตง้ั ใจทำอยใู นสมาธขิ นั้ น้ี กเ็ ปน การทำจติ ใหป ลอ ยอยซู ง่ึ นวิ รณใ นขนั้ น้ี ซงึ่ ทำใหเ หน็ ไดอ กี วา ผปู ฏบิ ตั ใิ นอานาปานสตขิ น้ั ที่ ๑๒ น้ี กจ็ ำเปน ทจ่ี ะตอ งตวี งกวา ง คอื การยอ นมาฝก การกำหนด ในการทจ่ี ติ เปลอื้ งจากนวิ รณอ อกไปไดอ ยา งไร ไปตง้ั แตอ านาปานสตขิ นั้ ตน ๆ อกี นน่ั เอง. แตโ ดยทแี่ ทน น้ั คำวา “ทำจติ ใหเ ปลอื้ งอย”ู นน้ั อยา งนอ ยหมายถงึ การทำจติ ใหเ ปลอื้ ง นวิ รณอ อกไปไดจ รงิ ๆ โดยตรง มไิ ดม งุ หมายถงึ การปลดเปลอ้ื งเลก็ นอ ยโดยตวั มนั เองในระยะ เรม่ิ แรกทส่ี ดุ เชน นนั้ แตก ารทนี่ ำมากลา วนกี้ เ็ พอื่ จะชใ้ี หเ หน็ ชดั วา การปลดเปลอื้ งนวิ รณน นั้
2 - 150 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ยอมมีใหเห็นไดตั้งแตเมื่อไร ฉะนั้นถาผูใดประสงคจะยอนกลับไปฝกการกำหนดอาการอันน้ี มาตง้ั แตอ านาปานสตขิ น้ั ที่ ๑ กเ็ ปน สง่ิ ทค่ี วรทำ เพอ่ื เหน็ การปลดเปลอ้ื งนวิ รณ “อยา งลม ลกุ คลกุ คลาน” ดงั ทกี่ ลา วแลว นนั่ เอง ซง่ึ จะชว ยใหเ ขา ใจความหมายของคำวา ”ทำจติ ใหป ลอ ยอย”ู ไปไดต งั้ แตต น ทเี ดยี ว. การทำจติ ใหป ลอ ยอยซู งึ่ นวิ รณใ นขน้ั แหง สมถะ นน้ั กค็ อื การกำจดั นวิ รณท งั้ ๕ เสยี ไดด ว ยอำนาจของปฐมฌาน เรยี กวา การปลอ ยนวิ รณ ๕ เสยี ไดจ ากจติ . สงู ขนึ้ มา คอื การ ปลอ ยวติ ก วจิ าร เสยี ได ดว ยอำนาจทตุ ยิ ฌาน; จติ จะเกลยี้ งเกลายง่ิ ขน้ึ เพยี งไร ขอใหล อง คำนวณด.ู สงู ขนึ้ มาเปน การปลอ ยปต เิ สยี ได ดว ยอำนาจของตตยิ ฌาน; และการปลอ ยความ รสู กึ ทเี่ ปน สขุ และทกุ ขเ สยี ได ดว ยอำนาจของจตตุ ถฌานในทสี่ ุด. ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งพยายาม กำหนดความทจี่ ติ ปลอ ยนวิ รณห รอื เปลอื้ งตนเองจากนวิ รณไ ดอ ยา งไร แลว ความเกลย้ี งเกลา หรอื โวทาตะเกดิ ขนึ้ ไดอ ยา งไร และจติ เปลอื้ งจากองคฌ าน ตา งๆ เปน ลำดบั ขนึ้ มาอยา งไร และจติ มคี วามเกลยี้ งเกลาตามขนึ้ ไปอยา งไร เปน การฝก ทำซำ้ ๆ ซากๆ ใหช ำนาญในการเปลอื้ ง และปลอ ยเหลา น้ี จนชำนชิ ำนาญเหมอื นของเลน กเ็ ปน อนั กลา วไดว า เปน ผปู ระสบความสำเรจ็ ในการทำจิตใหปลอยอยูในข้ันของสมถะสำเร็จไปขั้นหน่ึง. ถัดไปอีกข้ันหน่ึง ก็คือการทำจิตใหปลอยจากส่ิงที่จิตยึดไวเองดวยอำนาจของ อปุ าทาน. ขอ นี้ คอื การทำจติ ใหเ ปลอ้ื งปลอ ยอยใู นขนั้ วปิ ส สนา. ขอ นจี้ ะมไี ดใ นขณะแหง อานาปานสติท่ีไดหยิบยกเอาธรรมไมวารูปหรือนามอยางใดอยางหน่ึงขึ้นมาพิจารณาอยูโดย ลกั ษณะ คอื โดยความไมเ ทยี่ งเปน ทกุ ข เปน อนตั ตา เปน ตน . ถา จะมกี ารยอ นไปฝก มาตงั้ แต อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑ กก็ ำหนดเอาลมหายใจยาวมาเปน วตั ถสุ ำหรบั ดคู วามไมเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ของลมนนั้ . อานาปานสตทิ กุ ขนั้ ในอานาปานสตจิ ตกุ กะที่ ๑ นมี้ ลี มหายใจนนั่ เองในลกั ษณะทต่ี า งๆ กนั เปน วตั ถสุ ำหรบั พจิ ารณาโดยลกั ษณะ; อานาปานสตใิ นจตกุ กะที่ ๒ ทง้ั หมด มเี วทนาทอี่ ยใู นลกั ษณะตา งๆ กนั นนั่ แหละเปน วตั ถสุ ำหรบั การพจิ ารณาโดยลกั ษณะ; อานาปานสตทิ กุ ขนั้ ในจตกุ กะที่ ๓ มจี ติ ซงึ่ กำลงั เปน อยใู นลกั ษณะทต่ี า งๆ กนั นนั่ แหละ เปน วตั ถสุ ำหรบั พจิ ารณาโดยลกั ษณะ. เปน อนั วา ในอานาปานสตทิ กุ ขนั้ ลว นแตม วี ตั ถอุ ยา งใด อยา งหนง่ึ สำหรบั ใหพ จิ ารณาโดยลกั ษณะ คอื โดยความไมเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา. เมอื่
2 - 151 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ การพจิ ารณามอี ยู การเหน็ แจง โดยลกั ษณะกย็ อ มมี ฉะนนั้ เมอื่ มกี ารเหน็ ความไมเ ทยี่ งทใ่ี ด จติ กป็ ลอ ยนจิ จสญั ญา คอื ความเหน็ วา เทย่ี งเสยี ไดเ มอื่ นน้ั ; เมอ่ื เหน็ โดยความเปน ทกุ ขเ มอื่ ใด จิตก็ปลอยสุขสัญญา คือความสำคัญวาสุขเสียไดเมื่อนั้น; เม่ือเห็นโดยความเปนอนัตตา จติ กป็ ลอ ยอตั ตสญั ญา ความสำคญั วา ตนเสยี ได; เมอ่ื จติ เบอ่ื หนา ยอยู ยอ มปลอ ยนนั ทิ คอื ความ เพลนิ เสยี ได; เมอ่ื จติ คลายกำหนดั อยู ยอมปลอ ยราคะ คอื ความกำหนดั เสยี ได; เมอ่ื จติ ดบั อยู คอื ไมม อี ะไรปรงุ แตง ยอ มปลอ ยสมทุ ยั คอื ความกอ เสยี ได; เมอื่ จติ สละคนื อยู ยอ มปลอ ย อปุ าทาน คอื ความถอื มนั่ เสยี ได มรี ายละเอยี ดดงั กลา วแลว ในคำอธบิ ายสว นหนง่ึ ของอานาปาน- สตขิ น้ั ท่ี ๕. นคี้ อื การทำจติ ใหป ลอ ยในขนั้ ของวปิ ส สนา. ในขน้ั ของสมาธิ จติ เปลอื้ งปลอ ย นวิ รณแ ละอกศุ ลธรรมตา งๆ ตลอดถงึ องคแ หง ฌานตา งๆ ไดด ว ยอำนาจของฌานนนั้ ๆ. สว น ในขนั้ ของวปิ ส สนานจี้ ติ เปลอ้ื งปลอ ยความเหน็ ผดิ และกเิ ลสอนั ละเอยี ดตา งๆ ดว ยอำนาจของ ปญญา. วนิ จิ ฉยั ในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑๒ ยตุ ลิ งเพยี งเทา น.ี้ สง่ิ ทคี่ วรสนใจเปน พเิ ศษอกี อยา งหนง่ึ กค็ อื ในจตกุ กะที่ ๓ น้ี มกี ารกำหนดจติ ทเ่ี รยี ก วา จติ ตานปุ ส สนาโดยเทา กนั หรอื เสมอกนั ทกุ ขนั้ แตอ าการทก่ี ำหนดพจิ ารณานน้ั ตา งกนั คอื ขน้ั ที่ ๑ กำหนดจติ วา มลี กั ษณะอยา งไรในขณะแหง อานาปานสตขิ น้ั ตา งๆ ตง้ั แตเ รมิ่ ทำอานาปาน- สตจิ นถงึ การทำอานาปานสตขิ น้ั น้.ี ขนั้ ที่ ๒ กำหนดจติ ทถี่ กู ทำใหบ นั เทงิ อยใู นธรรม หรอื มี ความบนั เทงิ อยใู นธรรมโดยลกั ษณะทสี่ งู ตำ่ อยา งไรขนึ้ มาตามลำดบั . ขนั้ ท่ี ๓ กำหนดจติ ท่ี ถกู ทำใหต ง้ั มน่ั และมคี วามตง้ั มน่ั อยอู ยา งไรตามลำดบั นบั ตง้ั แตต ำ่ ทสี่ ดุ ถงึ สงู ทสี่ ดุ อยา งหยาบ ทสี่ ดุ ถงึ อยา งละเอยี ดทส่ี ดุ . และขน้ั ท่ี ๔ กำหนดจติ ทถี่ กู ทำใหป ลอ ย และมคี วามปลอ ยอยซู ง่ึ กศุ ลธรรมตา งๆ ซง่ึ ทง้ั หมดนเี้ ปน ไปทกุ ขณะแหง ลมหายใจเขา -ออก จนเปน สตปิ ฏ ฐานภาวนา ชนดิ ทสี่ ามารถประมวลมาไดซ ง่ึ คณุ ธรรมตา งๆ โดยทำนองเดยี วกนั และเสมอกนั . อานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๓ จบ
2 - 152 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๔ ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน (ตงั้ แตก ารเหน็ อนจิ จงั โดยประจกั ษ จนถงึ การเหน็ ความสลดั คนื สงั ขารออกไป) บดั นมี้ าถงึ การปฏบิ ตั ใิ นอานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๔ ซงึ่ กลา วถงึ อานาปานสตอิ กี ๔ ขน้ั เปน ลำดบั ไปคอื :- ขน้ั ที่ ๑๓ การตามเหน็ ความไมเ ทย่ี ง อยเู ปน ประจำ หายใจเขา -ออก ๑, ขน้ั ท่ี ๑๔ การตามเหน็ ความจางคลาย อยเู ปน ประจำ หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ที่ ๑๕ การตามเหน็ ความดบั ไมเ หลอื อยเู ปน ประจำ หายใจเขา -ออก ๑, ขนั้ ท่ี ๑๖ การตามเหน็ ความสลดั คนื อยเู ปน ประจำ หายใจเขา -ออก ๑, รวมเปน ๔ ขน้ั ดว ยกนั ดงั นี้. ทง้ั ๔ ขนั้ น้ี จดั เปน หมวดแหง การเจรญิ ภาวนา ท่ี พจิ ารณาธรรม คอื ความจรงิ ทป่ี รากฏออกมา เปน อารมณส ำหรบั การศกึ ษา แทนทจี่ ะกำหนด พจิ ารณากายคอื ลมหายใจ เวทนาคอื ปต แิ ละสขุ และพจิ ารณาจติ ในลกั ษณะตา งๆ กนั ดงั ท่ี กลา วแลว ในจตกุ กะท่ี ๑ ๒ และ ๓. ในจตกุ กะท่ี ๔ นี้ มสี ง่ิ ทจี่ ะตอ งสนใจเปน สง่ิ แรก คอื ทา นไดก ลา วถงึ ธรรม๔ อยา ง คอื อนจิ จงั วริ าคะ นโิ รธะ และปฏนิ สิ สคั คะ ซงึ่ เหน็ ไดว า ไมม กี ารกลา วถงึ ทกุ ขงั และอนตั ตา ผทู เ่ี ปน นกั คดิ ยอ มสะดดุ ตาในขอ น้ี และมคี วามฉงนวา เรอ่ื งทกุ ขแ ละเรอ่ื งอนตั ตา ไมม คี วามสำคญั หรอื ยา งไร. เกยี่ วกบั ขอ นพ้ี งึ เขา ใจวา เรอื่ งความทกุ ขแ ละความเปน อนตั ตานนั้ มคี วามสำคญั เตม็ ท่ี หากแตใ นทน่ี ้ี ทา นกลา วรวมกนั ไวก บั เรอื่ งอนจิ จงั เพราะความจรงิ มอี ยวู า ถา เหน็ ความไมเ ทยี่ งถงึ ทส่ี ดุ แลว ยอ มเหน็ ความเปน ทกุ ขอ ยใู นตวั ถา เหน็ ความไมเ ทย่ี งและความเปน ทกุ ขจ รงิ ๆ แลว ยอ มเหน็ ความเปน อนตั ตา คอื ไมน า ยดึ ถอื วา เปน ตวั ตน หรอื ตวั ตนของเราอยู ในตวั . เหมอื นอยา งวา เมอื่ เราเหน็ น้ำไหล เรากย็ อ มจะเหน็ ความทมี่ นั พดั พาสงิ่ ตา งๆ ไปดว ย หรอื เหน็ ความทม่ี นั ไมเ ชอื่ ฟง ใคร เอาแตจ ะไหลทา เดยี ว ดงั นเ้ี ปน ตน ดว ย; นย้ี อ มแสดงใหเ หน็ วา มนั เปน เรอ่ื งทเ่ี นอื่ งกนั อยา งทไ่ี มแ ยกออกจากกนั . โดยใจความกค็ อื เมอื่ เหน็ อยา งใด อยา งหนง่ึ ถงึ ทสี่ ดุ จรงิ ๆ แลว ยอ มเหน็ อกี ๒ อยา งพรอ มกนั ไปในตวั ดงั น;ี้ เพราะเหตนุ เ้ี อง
2 - 153 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ พระพทุ ธองคจ งึ ไดก ลา วถงึ แตอ นจิ จงั และขา มไปกลา ววริ าคะและนโิ รธะเปน ลำดบั ไป โดยไม กลา วถงึ ทกุ ขงั และอนตั ตา ในลกั ษณะทแี่ ยกใหเ ดน ออกมาเปน อยา งหนงึ่ ๆ ตา งหาก. ใน บาลแี หง อน่ื มพี ระพทุ ธภาษติ ตรสั วา “ดกู อ นเมธยี ะ, อนตั ตสญั ญา ยอ มปรากฏแกบ คุ คลผมู ี อนจิ จสญั ญา, ผมู อี นตั ตสญั ญายอ มถงึ ซง่ึ การถอนเสยี ไดซ งึ่ อสั มมิ านะ ประสบนพิ พานอยใู น ทฏิ ฐธรรม” ดงั น.ี้ ขอ นย้ี อ มแสดงอยแู ลว วา พระผมู พี ระภาคเจา ทรงถอื วา เมอื่ มอี นจิ จสญั ญา กเ็ ปน อนั วา มอี นตั ตสญั ญา และเปน อนั วา ละอสั มมิ านะเสยี ได และลถุ งึ นพิ พานอยใู นตวั . กลา ว ใหส น้ั ทสี่ ดุ กค็ อื ผมู อี นจิ จสญั ญา ยอ มลถุ งึ นพิ พานไดน นั่ เอง. แตพ งึ เขา ใจวา การเหน็ อนจิ จงั ในทนี่ ้ี ไมใ ชเ ห็นอยา งครงึ่ ๆ กลางๆ อยา งทมี่ กี ลา วอยใู นบาลบี างแหง วา . ลทั ธอิ น่ื ภาย นอกพทุ ธศาสนากม็ กี ารเหน็ อนจิ จงั อยา งพศิ ดาร เชน ลทั ธขิ องศาสดาชอ่ื ดารกะเปน ตน การเหน็ อนจิ จงั ทำนองนน้ั แมจ ะพศิ ดารอยา งไรกม็ ใิ ชเ ปน การเหน็ อนจิ จงั ดงั กลา วถงึ ในทน่ี ี้ คงยงั เปน อนจิ จงั ภายนอกพทุ ธศาสนาอยนู นั่ เอง. ฉะนนั้ เปน อนั วา การเหน็ อนจิ จงั แหง อานาปานสติ ขั้นที่ ๑๓ น้ีมีความหมายเฉพาะของมันเอง ไมเหมือนกับใครในที่อ่ืนๆ; กลาวคือในที่นี้ เหน็ ลกึ ไปถงึ ทกุ ขงั และอนตั ตาพรอ มกนั ไปดว ยในตวั . ถงึ เขา ใจไวว า ยงั มกี ารเหน็ อนจิ จงั ท่ีมีความหมายทำนองนี้ในบาลีอื่นๆ อีกมากแหง แมวาโดยท่ัวไปคำๆ นี้จะหมายถึงการเห็น อนจิ จงั อยา งเดยี วกต็ าม, พงึ ถอื เปน หลกั วา ถา ในทใี่ ดมกี ารแยกกลา วไวเ ปน ๓ อยา ง ในที่ นนั้ การเหน็ อนจิ จงั กก็ นิ ความแคบ คอื เหน็ อนจิ จงั อยา งเดยี วจรงิ ๆ; แตถ า ในทใ่ี ดมกี ารกลา ว ถงึ แตอ นจิ จงั อยา งเดยี วพงึ ทราบวา ในทนี่ ้ี พระพทุ ธองคท รงรวมทกุ ขงั และอนตั ตาเขา ไวด ว ย; พระองคท รงมหี ลกั ในการตรสั เรอ่ื งอยา งนี้ ดงั เชน ในอานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑๓ น้ี เปน ตวั อยา ง. อานาปานสติ จตกุ กะที่ ๔ นี้ โดยใจความ เปน วปิ ส สนาหรอื เปน ปญ ญาลว น ไมเ หมอื น กบั ทกุ ขอ ทแ่ี ลว มา ซง่ึ เปน สมถะบา ง เปน สมถะเจอื กนั กบั วปิ ส สนาบา ง. เพราะฉะนน้ั การ ปฏบิ ตั อิ านาปานสตแิ หง จตกุ กะน้ี จงึ มกี ารกำหนดธรรมมคี วามไมเ ทย่ี งเปน ตน ทำใหไ ดน ามวา เปน หมวดธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ดงั จะไดว นิ จิ ฉยั เปน ขอ ๆ ตามลำดบั ไป.
2 - 154 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ตอน ๑๓ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๓ (การตามเหน็ ความไมเ ทย่ี งอยเู ปน ประจำ) อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑๓ หรอื ขอ ที่ ๑ แหง จตกุ กะท่ี ๔ นี้ มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผตู ามเหน็ ซงึ่ ความไมเ ทย่ี ง อยเู ปน ประจำ (อนจิ จานปุ ส ส)ี จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เรา เปนผูตามเห็นซ่งึ ความไมเ ทย่ี งอยเู ปน ประจำ จกั หายใจออก’”. (อนจิ จฺ านุ- ปสสฺ ี อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ อนจิ จฺ านปุ สสฺ ี ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ) คำวา “ผตู ามเหน็ ซงึ่ ความไมเ ทยี่ งอยเู ปน ประจำ หรอื อนจิ จานปุ ส ส”ี นน้ั มสี งิ่ ที่ ตอ งวนิ จิ ฉยั โดยสงั เขปคอื : สงั ขารทง้ั ปวงคอื สง่ิ ทไี่ มเ ทย่ี ง; การเกดิ ขนึ้ -ตงั้ อยู- ดบั ไป คอื ภาวะ แหง ความไมเ ทย่ี ง; การใชส ตคิ อยตามกำหนดภาวะแหง ความไมเ ทยี่ งนนั้ คอื อนจิ จานุ- ปสสนา หรือการตามเห็นซ่ึงความไมเท่ียง; บุคคลที่ทำเชนน้ันอยูทุกลมหายใจเขา-ออก ชอื่ วา “อนจิ จานปุ ส ส”ี คอื ผตู ามเหน็ ซง่ึ ความไมเ ทยี่ งอยเู ปน ประจำ. ๑. เมอ่ื ถามวา อะไรคอื สงิ่ ทไ่ี มเ ทย่ี ง ? กต็ อบไดอ ยา งสน้ั ๆ หรอื คลมุ ๆ เปน การรวบ ยอดวา สังขารท้ังปวงคือส่ิงท่ีไมเท่ียง; แตการตอบเชนนั้นยังไมสำเร็จประโยชนในการที่ จะปฏบิ ตั เิ พอื่ พจิ ารณาสงิ่ ทไี่ มเ ทยี่ ง จะตอ งมคี ำตอบทชี่ ดั แจง ออกไปกวา น้ี ฉะนน้ั ในวงการ ของการเจรญิ อานาปานสตขิ นั้ นี้ เมอ่ื ถกู ถามวา อะไรคอื สงิ่ ทไี่ มเ ทยี่ ง ทา นนยิ มตอบกนั เปน หลกั วา ขนั ธท ง้ั ๕ อายตนะภายในทงั้ ๖ และ อาการ ๑๒ แหง ปฏจิ จสมปุ บาท คอื สง่ิ ทไ่ี ม เทย่ี ง; โดยทท่ี า นมงุ หมายจะใหห ยบิ เอาธรรมเหลา นนั้ ขน้ึ มาพจิ ารณาแตล ะอยา งๆ เปน หมวดๆ ไป ทลี ะหมวดนนั่ เอง. หมวดแรกคอื ขนั ธ ๕ ไดแ กร ปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ นนั้ เปน การพจิ ารณา โดยทว่ั ไปเปน วงกวา งครอบคลมุ ถงึ สงิ่ ตา งๆ หมดทงั้ โลก ซงึ่ อาจจะสรปุ ไวด ว ยคำ ๒ คำสนั้ ๆ วา นาม และ รปู แตก นิ ความถงึ สง่ิ ทกุ สง่ิ ในโลกทง้ั ทางฝา ยกายและฝา ยใจ. สงิ่ ทงั้ หลาย เหลา นจ้ี ดั เปน ประเภทอารมณ คอื สง่ิ ทถี่ กู ดู ถกู เหน็ ถกู ไดย นิ ถกู ฟง ฯลฯ หรอื ถกู กระทำ นน่ั เอง จะจำแนกเปน กส่ี บิ อยา งกร่ี อ ยอยา งกไ็ ด แตส รปุ แลว มนั รวมอยทู ค่ี ำวา ขนั ธ ๕ หรอื คำวา นามรปู ; นจ้ี ดั เปน อารมณข องวปิ ส สนาทว่ั ไป.
2 - 155 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ สว นหมวดทเ่ี รยี กวา อายตนะ ๖ ไดแ ก ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจซงึ่ รวมทง้ั วญิ ญาณที่ จะเกดิ ตามทวารทงั้ ๖ เหลา นนั้ ดว ย รวมทง้ั สง่ิ อนื่ ๆ ทจี่ ะทำหนา ทร่ี วมกนั ดว ย. สง่ิ เหลา นที้ งั้ หมดจดั เปน ประเภท ฝา ยผกู ระทำ คอื ผดู ู ผฟู ง ผดู ม ผชู มิ หรอื ผทู ำการสมั ผสั ตา งๆ ตอ อารมณ ดังที่กลาวมาแลวนั่นเอง. ฝายโนนเปนฝายถูกทำ ฝายน้ีเปนฝายผูทำ ทานให นำมาพจิ ารณากนั เสยี ทงั้ ๒ ฝา ย กเ็ พอื่ จะใหห มดจนสน้ิ เชงิ วา มนั ลว นแตไ มเ ทย่ี งดว ยกนั ทง้ั ๒ ฝา ย จะไดไ มย ดึ ถอื ทง้ั ๒ ฝา ย ฉะนนั้ เมอื่ ตาเหน็ รปู เปน ตน กใ็ หพ จิ ารณาเสยี วา รปู ซงึ่ เปน ฝา ยถกู เหน็ กไ็ มเ ทย่ี ง ตาซง่ึ เปน ฝา ยผเู หน็ กไ็ มเ ทย่ี ง. ทนี หี้ มวดตอ ไป คอื หมวดปฏจิ จสมปุ บาท ทงั้ ๑๒ อาการนนั้ เลง็ ถงึ อาการหรอื ความ เปน ไปของการปรงุ แตง ทกุ ชนดิ ทท่ี ำการปรงุ แตง กนั ขน้ึ ในขณะทเ่ี หน็ รปู เปน ตน อกี นนั่ เอง. ใน ขณะนนั้ มนั มกี ารปรงุ แตง กนั กชี่ นั้ และดว ยอาการอยา งไรทกุ ๆ อาการ กเ็ อาอาการทม่ี นั ปรงุ แตง นนั้ ทกุ อาการมาพจิ ารณาใหเ หน็ ความไมเ ทย่ี ง ในอาการเหลา นนั้ ทกุ อาการไปทเี ดยี ว คอื อาการทอ่ี วชิ ชาปรงุ แตง สงั ขาร สงั ขารปรงุ แตง วญิ ญาณ วญิ ญาณปรงุ แตง นามรปู นามรปู ปรงุ แตง อายตนะ อายตนะปรงุ แตง ผสั สะ ผสั สะปรงุ แตง เวทนา เวทนาปรงุ แตง ตณั หา ตณั หาปรงุ แตง อปุ าทาน อปุ าทานปรงุ แตง ภพ ภพปรงุ แตง ชาติ ชาตปิ รงุ แตง ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ขะ โทมนสั สะ เปน ตน ; ทง้ั หมดนเ้ี ปน อาการปรงุ แตง ฝา ยเกดิ . สำหรบั อาการปรงุ แตง ฝา ยดบั กม็ นี ยั เดยี วกนั หากแตเ ปน ไปในทางตรงกนั ขา ม คอื เปน ไปในทาง ชวนดบั กลา วคอื การดบั ของอวชิ ชาทำใหม กี ารดบั สงั ขาร การดบั ของสงั ขารทำใหม กี ารดบั ของวญิ ญาณการดบั ของวญิ ญาณ ทำใหม กี ารดบั ของนามรปู ดงั นเี้ ปน ลำดบั ไปๆ จนกระทงั่ ถงึ การดบั ของชาตทิ ำ ใหม กี ารดบั ของชรา มรณะเปน ตน เปน อนั วา จบกนั , อาการปรงุ แตง ฝา ยเกดิ ๑๒ และอาการปรงุ แตง ฝา ยดบั ๑๒ กต็ อ งนำมาพจิ ารณาใหเ หน็ ความไมเ ทย่ี งทกุ อาการ เพอื่ วา เมอื่ เหน็ อายตนะภายนอก เชน รปู เปน ตน กไ็ มเ ทย่ี ง อายตนะภายใน เชน ตาเปน ตน กไ็ มเ ทย่ี งแลว อาการทอ่ี ายตนะทงั้ ๒ เกยี่ วขอ งกนั ทำใหเ กดิ อะไรขน้ึ ตา งๆ นานา กอ่ี าการ กต็ าม, อาการเหลา นนั้ ทกุ อาการกไ็ มเ ทยี่ ง, จงึ เปน การทำใหเ หน็ ความไมเ ทยี่ งของสง่ิ ทกุ สง่ิ หมดจดสนิ้ เชงิ จรงิ ๆ คอื หมดจดสนิ้ เชงิ ยง่ิ กวา ทจ่ี ะพจิ ารณาโดยวธิ อี น่ื จรงิ ๆ. สรปุ ความ ใหเ ปน เปน ตวั อยา งสนั้ ๆ อกี ครงั้ หนงึ่ คอื เมอื่ ตาเหน็ รปู เกดิ ความรสู กึ ตา งๆ
2 - 156 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ขน้ึ เปน ลำดบั ไปนน้ั ถา แยกพจิ ารณาเปน ๓ ฝา ย คือ (๑) ฝา ยอารมณห รอื อายตนะภายนอกไดแ กร ปู ทแี่ ลเหน็ (๒) ฝา ยผสู มั ผสั อารมณห รอื อายตนะภายในไดแ กต า หรอื สงิ่ ทเ่ี นอื่ งดว ยตาทง้ั หมด และ (๓) คอื อาการตา งๆ ของการทมี่ นั มาเกย่ี วขอ งกนั เชน อาการทตี่ ากระทบกบั รปู อาการ ท่ีทำใหจักขุวิญญาณเกิดข้ึน อาการทส่ี มั ผสั กนั ระหวา งสง่ิ ทงั้ ๓ นี้ ทเี่ รยี กวา จกั ขสุ มั ผสั และอาการทจ่ี กั ขสุ มั ผสั ทำให เวทนาเกดิ ขน้ึ เปน จกั ขสุ มั ผสั สชาเวทนา, และอาการทเี่ วทนาปรงุ แตง ใหเ กดิ สญั ญา สญั เจตนา วติ ก วจิ าร เปน ตน เปน ลำดบั ไปจนกระทงั่ ถงึ การทำกรรม และการรบั ผลของกรรม เปน ความทกุ ขน านาชนดิ เหลา นก้ี จ็ ะตอ งพจิ ารณาใหเ หน็ วา ทกุ ๆ อาการ ทกุ ๆ ขนั้ ทกุ ๆ ตอน กล็ ว นแตม คี วามไมเ ทย่ี ง เชน เดยี วกบั อายตนะทงั้ ๒ นน้ั เหมอื นกนั เปน อนั วา เราเหน็ ความไม เทยี่ งสน้ิ เชงิ จรงิ ๆ ซง่ึ อาจสรปุ ความไดว า เหน็ ความไมเ ทย่ี งของอายตนะภายนอก ของอายตนะ ภายใน และของกริ ยิ าอาการตา งๆ ทม่ี นั เกย่ี วขอ งกนั ดงั น้ี. การเหน็ ความไมเ ทยี่ งของสง่ิ เหลา นแ้ี ละโดยทำนองนเ้ี ทา นนั้ ทจี่ ะทำใหเ หน็ ทะลเุ ลยไป ถงึ ความเปน ทกุ ข ความเปน อนตั ตา หรอื สญุ ญตา จนกระทงั่ เบอ่ื หนา ยคลายกำหนดั ไดใ นที่ สดุ . ถา ผดิ ไปจากน้ี กเ็ ปน การเหน็ ความไมเ ทยี่ งอยา งครงึ่ ๆ กลางๆ แลว ตดิ ตนั อยเู พยี งแค นนั้ ดงั เชน การเหน็ ความไมเ ทย่ี งของพวกลทั ธอิ น่ื ภายนอกพระพทุ ธศาสนา ดงั ทก่ี ลา วมาแลว ขางตน. ๒. ตอ นไ้ี ปจะไดว นิ จิ ฉยั ถงึ ลกั ษณะหรอื ภาวะแหง ความไมเ ทย่ี ง พรอ มทง้ั แนวการ พจิ ารณา : ลกั ษณะหรอื ภาวะแหง ความไมเ ทย่ี ง มใี จความสำคญั อยตู รงที่ มคี วามเกดิ ขน้ึ ปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ มีความดับลงปรากฏ รวมกันเปน ๓ อยาง ดังบาลีกลาววา “สิ่งทั้งหลายไมเที่ยง มีการเกิดข้ึนและเส่ือมไปเปนธรรมดา คร้ันเกิดขึ้นแลวก็ดับไป” (อนจิ จฺ า วต สงขฺ ารา อปุ ปฺ าทวยธมมฺ โิ น อปุ ปฺ ชฌฺ ติ วฺ า นริ ชุ ฌฺ นตฺ ิ) ดงั น.ี้ ขอ นต้ี รงตามความ หมายของคำวา ไมเ ทย่ี ง คอื ดไู มไ ดอ ยใู นภาวะอยา งใดอยา งหนงึ่ แตอ ยา งเดยี วตลอดไป แตม ี การเปลี่ยนแปลงเรื่อย. เม่ือมีการเปล่ียนแปลง ก็ยอมหมายความวาตองมีการเกิดและ การดบั . ถา ไมม กี ารดบั การเปลยี่ นไปเกดิ มอี ยา งใหม กม็ ไี มไ ด ฉะนนั้ คำวา เปลยี่ นแปลงจงึ
2 - 157 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ หมายถงึ การเกดิ แลว ดบั ลงเพอื่ เกดิ ใหมใ นรปู อนื่ ทไี่ มส น้ิ สดุ . โดยเหตนุ คี้ ำวา ไมเ ทย่ี ง จงึ มี ความหมายอยู ๒ ความหมาย คอื (๑) เกดิ ดบั อยเู รอื่ ย (๒) เกดิ ครงั้ หลงั ไมเ หมอื นครงั้ กอ น เพราะมเี หตปุ จ จยั ใหมๆ เขา มาแทรกแซงอยเู รอื่ ย. ทง้ั ๒ น้ี เปน ความหมายทจ่ี กั ตอ งพจิ ารณา ดใู หเ หน็ อยา งชดั แจง จรงิ ๆ จงึ จะเหน็ ความหมายของคำวา ไมเ ทย่ี ง. ๓. วธิ พี จิ ารณาใหเ หน็ ความไมเ ทยี่ ง นน้ั มที างทจ่ี ะทำไดเ ปน ชน้ั ๆ ตน้ื ลกึ กวา กนั ตามลำดบั : ในขน้ั แรกทส่ี ดุ คอื อยา งงา ยทสี่ ดุ ทค่ี นธรรมดาสามญั ทวั่ ไปจะมองเหน็ กค็ อื ดคู วามไม เทยี่ งของสงั ขารทงั้ กลมุ เปน กลมุ ๆ เพราะดงู า ย เชน ดเู บญจขนั ธท คี่ มุ กนั แลว ถกู สมมตวิ า เปน สตั วห รอื คนๆ หนงึ่ กจ็ ะเหน็ ไดง า ยๆ วา มกี ารเกดิ ขนึ้ มาเปน เดก็ แลว คอ ยเจรญิ เตบิ โตจนชรา และตายไป คอื ดบั . หรอื ใหย อ ยลงไปกวา นนั้ อกี กด็ ว ยการแบง อายขุ องคนออกเปน ๓ วยั คอื ปฐมวยั มชั ฌมิ วยั และปจ ฉมิ วยั แลว พจิ ารณาดเู ฉพาะวา แมใ นวยั หนง่ึ ๆ กย็ งั มกี ารเปลย่ี น แปลงอยอู ยา งมากมาย. แตแ มก ารพจิ ารณาดอู ยา งนแ้ี ลว กย็ งั เปน การพจิ ารณาทห่ี ยาบอยู จะตอ งรจู กั พจิ ารณาใหล ะเอยี ดลงไปจนถงึ วา สงิ่ ตา งๆ เหลา นน้ั มใิ ชเ พยี งแตเ ปลยี่ นแปลงอยู ทกุ วนั หรอื ทกุ ชว่ั โมง หรอื ทกุ นาที หรอื แมท กุ วนิ าทเี ทา นน้ั หากแตว า มนั ไดเ ปลยี่ นแปลงอยู ทกุ ขณะจติ ทเี ดยี ว. คำวา ขณะจติ เปน ระยะเวลาทไี่ มอ าจจะวดั ไดด ว ยมาตราธรรมดาสามญั ทพ่ี ดู กนั อยตู ามภาษาธรรมดา; แตใ นภาษาธรรมะทเ่ี รยี กวา ฝา ยปรมตั ถน นั้ หมายถงึ ระยะ เวลาทสี่ นั้ มาก จนเรารสู กึ ไมไ ดใ นการแบง ของมนั หรอื ไมอ าจจะพดู ใหเ ขา ใจไดต รงๆ แตต อ ง ใชก ารเปรยี บเทยี บ เชน วา เรว็ กวา สายฟา แลบ อยา งทจ่ี ะเปรยี บเทยี บกนั ไมไ ด ดงั นเ้ี ปน ตน . ขอ นหี้ มายความวา สว นลกึ ทส่ี ดุ หรอื สว นละเอยี ดทสี่ ดุ ถงึ กบั ดดู ว ยตาไมเ หน็ ของสง่ิ ตา งๆ ทง้ั ฝา ย รปู ธรรมและนามธรรม เปลยี่ นแปลงอยทู กุ ขณะจติ นนั่ เอง คอื ทกุ ๆ ปรมาณขู องรปู ธรรมเปลยี่ น แปลงอยอู ยา งโกลาหล แตด ไู มเ หน็ เพราะละเอยี ดเกนิ ไป; และสว นทเี่ ปน นามธรรมหรอื ธาตุ จติ นนั้ ยง่ิ ละเอยี ดและยงิ่ เปลยี่ นแปลงเรว็ ไปกวา นนั้ อกี . ทง้ั หมดนเ้ี ปน การพจิ ารณาดคู วาม เปลย่ี นแปลงโดยแงข องเวลา คอื เอาเวลาเขา จบั จงึ เหน็ ความเปลย่ี นแปลงไปตามแงข องเวลา ซง่ึ เกยี่ วขอ งกนั อยกู บั ขนาด ทำใหก ลา วไดว า ความเปลยี่ นแปลงนน้ั มอี ยแู มใ นสง่ิ ทเ่ี ลก็ ทส่ี ดุ จนแบง แยกไมไ ดอ กี และในระยะเวลาทส่ี นั้ ทสี่ ดุ เทา ทจี่ ะคำนวณไดเ พยี งไร นอี้ ยา งหนงึ่ .
2 - 158 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ อกี อยา งหนงึ่ เปน การพจิ ารณาเหน็ ความไมเ ทยี่ ง ทแ่ี ยบคายลงไปอกี คอื พจิ ารณา เหน็ ความทสี่ ง่ิ ตา งๆ ทกุ สง่ิ ในโลก ไมว า เปน รปู ธรรมหรอื นามธรรม ไมว า นอกกายหรอื ในกาย ทง้ั หมดนน้ั ลว นขนึ้ อยกู บั จติ ดวงใดดวงหนงึ่ เพยี งดวงเดยี ว คอื ดวงทก่ี ำลงั ทำหนา ทสี่ มั ผสั หรอื รสู กึ ตอ สง่ิ นนั้ อยู จะเปน ทางตาหรอื ทางหกู ต็ าม หรอื ทางอนื่ ๆ นอกจากนน้ั กต็ าม เรา รสู กึ วา สงิ่ เหลา นน้ั มอี ยใู นโลกนใี้ นลกั ษณะอยา งไร กเ็ พราะจติ ไดร สู กึ ตอ มนั ; ถา จติ ไมม ี สงิ่ ตา งๆ ทง้ั หมดกเ็ ทา กบั ไมม ี จงึ เปน อนั กลา วไดว า เพราะจติ มี สง่ิ เหลา นนั้ จงึ มี เพราะจติ เกดิ (คอื เกดิ ความรสู กึ ตอ สงิ่ เหลา นนั้ ) สง่ิ เหลา นน้ั จงึ เกดิ (ปรากฏตอ ความรสู กึ ); พอจติ ดบั สงิ่ เหลา นน้ั กด็ บั กม็ คี า เทา กบั ไมม ี สำหรบั คนๆ นนั้ เพราะเหตฉุ ะนนั้ เอง จงึ กลา ววา ทกุ สงิ่ ทกุ อยา งขนึ้ อยทู จี่ ติ อยใู นอำนาจของจติ หรอื มคี วามสำคญั ทจ่ี ติ เกดิ ดบั ไปตามจติ อยเู สมอ ไป. เพราะฉะนนั้ เมอื่ จติ เปน สง่ิ ทเี่ กดิ ดบั อยเู สมอเปน ขณะๆ สงิ่ ทง้ั หลายทง้ั ปวงเหลา นนั้ กม็ ี ความหมายเพยี งสง่ิ ทเี่ กดิ ดบั อยทู กุ ขณะจติ ดว ย ซงึ่ ตอ งไมล มื วา ทงั้ รปู ธรรมและนามธรรม ทง้ั ภายนอกและภายในกาย ดงั ทก่ี ลา วแลว ขา งตน นคี้ อื การเหน็ อนจิ จลกั ษณะทปี่ ระณตี ยง่ิ ขน้ึ ไปอีกช้ันหนึ่ง. อกี อยา งหนง่ึ มที างทจี่ ะเหน็ ความเปน อนจิ จงั ไดล กึ ลงไปเปน ชน้ั ๆ คอื เหน็ ความที่ สง่ิ ตา งๆ ประกอบอยดู ว ยเหตปุ จ จยั เปน ชนั้ ๆ ความไมเ ทย่ี งหรอื ความเปลย่ี นแปลงนนั้ มไิ ดม ี อยทู ส่ี ง่ิ นนั้ ๆ โดยตรง แตม นั มอี ยทู เ่ี หตปุ จ จยั ทป่ี รงุ แตง สง่ิ นน้ั ๆ ซงึ่ ลว นแตไ มเ ทย่ี งเพราะมเี หตุ ปจ จยั อน่ื ซง่ึ ลว นแตไ มเ ทยี่ งดว ยกนั ปรงุ แตง มนั อยอู กี ชน้ั หนงึ่ . ยกตวั อยา งเชน ทำไมเนอ้ื หนงั ของคนเราจงึ เปลย่ี นแปลง ? ทงั้ นก้ี เ็ พราะวา มนั เกดิ มาจากขา วปลาอาหาร ซงึ่ เปน ของ ไมเ ทยี่ งและเปลย่ี นแปลง. ทำไมขา วปลาอาหารเหลา นนั้ จงึ เปน ของเปลย่ี นแปลง ? ทงั้ น้ี เพราะวา ขา วปลาอาหารเหลา นนั้ มมี ลู มาจากธาตหุ รอื ดนิ ฟา อากาศทเ่ี ปน ของเปลยี่ นแปลงอยู เสมอไปอกี นน่ั เอง; และดนิ ฟา อากาศเหลา นน้ั กล็ ว นแตม มี ลู มาจากเหตปุ จ จยั อน่ื ๆ ทเี่ ปลยี่ น แปลงอยไู มร สู น้ิ สดุ อกี อยา งเดยี วกนั . เมอ่ื ทางฝา ยรปู ธรรมเปน อยา งน้ี ทางฝา ยนามธรรม กย็ ง่ิ เปน อยา งนมี้ ากขน้ึ ไปอกี เพราะเปน ของเบากวา ไวกวา . สรปุ ความ วา สง่ิ ตา งๆ เปลยี่ นแปลง เพราะมนั ตงั้ อยบู นสงิ่ อนื่ ๆ ทเ่ี ปลย่ี นแปลงเปน ชนั้ ๆ กนั ลงไปทกุ ชนั้ การเหน็ อนจิ จงั โดยทำนองนมี้ คี วามหมายกวา งขวาง ถงึ กบั ทำใหเ หน็
2 - 159 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทกุ ขงั และอนตั ตาได พรอ มกนั ไปในตวั ; นที้ างหนงึ่ . อกี ทางหนง่ึ เปน การพจิ ารณาความไมเ ทย่ี งโดยความหมายทว่ี า สงั ขารแตล ะอยา งๆ เปน สง่ิ ทป่ี ระกอบขน้ึ ดว ยของหลายสงิ่ ซงึ่ แตล ะสงิ่ ๆ อาจจะแยกลงเปน สว นยอ ยไดเ รอ่ื ยไป จนกระทงั่ เปน ของวา งเปลา หากแตว า ในขณะนนั้ ๆ มนั มกี ารบงั เอญิ หรอื การเกย่ี วขอ งกนั อยา ง เหมาะสมเทา นน้ั มนั จงึ แสดงแสดงอาการออกมาราวกะวา เปน ตวั เปน ตน หรอื เปน ของนา รกั นา พอใจ. เมอื่ ใดอาการทมี่ นั เกย่ี วขอ งกนั นนั้ แปรรปู ไปในทางอน่ื การเผอญิ อยา งสบเหมาะ ทแี่ ลว มากส็ ลายลงทนั ท.ี ขอใหต งั้ ขอ สงั เกตตรงทวี่ า อาการทข่ี องหลายอยา งเขา มาเกยี่ ว ขอ งกนั นน้ั มนั จะเปน สง่ิ ทเ่ี ทย่ี งแทถ าวร ไปไมไ ด มนั ยง่ิ แตกแยกเปลยี่ นแปลงไดง า ยทสี่ ดุ ยง่ิ ขน้ึ ไปอกี ทำนองทเ่ี อาคนหลายคนมาทำงานรว มกนั ความแตกตา งกนั ในทางความคดิ เหน็ ยอ ม มไี ดง า ยขนึ้ เทา กบั จำนวนของคนทเ่ี อามาเกย่ี วขอ งดว ยกนั มากขน้ึ ความไมเ ทยี่ งของการเกย่ี ว ขอ งกนั นน้ั กย็ ง่ิ มมี ากขนึ้ เปน เงาตามตวั . ความมงุ หมายของคำอธบิ ายของขอ นี้ มงุ หมาย จะชค้ี วามไมเ ทย่ี งของอาการทมี่ นั เกยี่ วขอ งกนั ผดิ กบั ขอ ทแี่ ลว มา ทช่ี ใ้ี หเ หน็ ความไมเ ทย่ี งท่ี ตวั มนั เอง. เทา ทย่ี กมาพอเปน ตวั อยา งน้ี เปน การชใี้ หเ หน็ ภาวะหรอื ลกั ษณะของความไมเ ทยี่ งใน รปู ทต่ี า งกนั . ตอ ไปนจี้ ะไดว นิ จิ ฉยั ถงึ วธิ พี จิ ารณาใหเ หน็ ความไมเ ทย่ี งสบื ไป. การพจิ ารณาใหเ หน็ ความไมเ ทย่ี งโดยทวั่ ๆ ไปนนั้ คอื การพจิ ารณาใหเ หน็ การเกดิ ขนึ้ - ตงั้ อย-ู ดบั ไปของสงิ่ ทงั้ ปวง แตก ารทจ่ี ะสง จติ ไปยงั สงิ่ ทง้ั ปวงแลว ใครค รวญดตู ามเหตผุ ล หรอื เรอ่ื งราวตา งๆ ทเี่ กย่ี วกนั อยกู บั สง่ิ เหลา นนั้ แลว ลงสนั นษิ ฐานวา ไมเ ทย่ี ง ดงั นี้ ไมเ ปน ทป่ี ระสงค ในทน่ี ;้ี เพราะการทำอยา งนนั้ เปน เรอ่ื งของนกั คดิ หรอื นกั ใชเ หตผุ ลตา งหาก ไมใ ชเ ปน เรอ่ื ง ของการเจริญภาวนา การทำอยางนั้นไดผลเปนหลักวิชาหรือกฎเกณฑอะไรตางๆ ตามที่ จะบญั ญตั ขิ น้ึ ไมไ ดผ ลเปน ความรแู จง เหน็ แจง หรอื แทงตลอด ชนดิ ทจี่ ะใหเ กดิ ความเบอ่ื หนา ย คลายกำหนดั เลย. การพจิ ารณาตามทางของการเจรญิ ภาวนา นนั้ ตอ งเปน การนอ มเขา มาในภายใน คอื การเพง ดสู ง่ิ ตา งๆ ทก่ี ำลงั มอี ยใู นภายใน ซง่ึ ตนไดท ำใหป รากฏหรอื ไดท ำ ใหเ กดิ ขน้ึ ภาย
2 - 160 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ในจรงิ ๆ แลว จงึ ดคู วามผนั แปรทป่ี รากฏอยทู ส่ี งิ่ นนั้ ๆ และทปี่ รากฏอยแู กใ จของตนเองพรอ ม กนั ไปในตวั ดว ย และทงั้ หมดตอ งเปน ปจ จบุ นั คอื เปน สง่ิ เฉพาะหนา กอ น แลว จงึ คอ ยกลาย เปน อดตี หรอื นอ มไปเพอ่ื เทยี บเคยี งอนาคต ดว ยการมองใหเ หน็ วา ปจ จบุ นั ทก่ี ำลงั พจิ ารณา อยนู แี้ หละคอื สง่ิ ทเ่ี คยเปน อนาคตมาหยกๆ เมอื่ ตะกน้ี เี้ อง. เมอ่ื ทำอยดู งั น้ี กจ็ ะเขา ถงึ ตวั ความไมเ ทยี่ ง หรอื ซมึ ทราบตอ ความไมเ ทยี่ งไดอ ยา งแทจ รงิ และสน้ิ เชงิ . ยกตวั อยา งเชน การพจิ ารณาเบญจขนั ธ ขนั ธใ ดขนั ธห นง่ึ กต็ อ งทำสงิ่ นน้ั ใหป รากฏ จรงิ ๆ เสยี กอ น เชน พจิ ารณารปู ขนั ธห รอื รา งกาย กใ็ หเ จาะจงเอาสงิ่ ใดสงิ่ หนงึ่ ซงึ่ เปน สว น ของรางกายจริงๆ หรือเปนท่ีรวมไวซึ่งความมีอยูของรางกายจริงๆ ดังที่ทานแนะใหเอา ลมหายใจมาเปน ตวั รา งกายหรอื เปน รปู ขนั ธก ต็ าม ในการเจรญิ อานาปานสตขิ นั้ แรกๆ น่ี กเ็ พอื่ จะใหเ รามคี วามรแู จง แทงตลอดในเรอ่ื งของรา งกายนน้ั วา มคี วามไมเ ทยี่ งเปน ตน ไดอ ยา ง ชดั เจน จนเกดิ ความเบอ่ื หนา ยคลายกำหนดั ไดจ รงิ ; มนั ผดิ กนั ลบิ กบั การทจ่ี ะพจิ ารณาเอา ดว ยปากวา กายๆ หรอื แจกเปน รายละเอยี ดอยา งนน้ั อยา งนใี้ หย งุ ไปหมด จนมจี ำนวนนบั ไม ไหว กไ็ มส ามารถเขา ถงึ ตวั กาย หรอื เหน็ ความไมเ ทยี่ งของกายไดอ ยา งแทจ รงิ . ลมหายใจนน้ั เปน ธาตลุ ม หรอื เปน ธาตๆุ หนง่ึ ในบรรดาธาตทุ งั้ ๔ ประกอบกนั ขนึ้ เปน กาย และยงิ่ กวา นนั้ อกี กค็ อื มนั เปน ปจ จยั สว นสำคญั ทส่ี ดุ ของบรรดากายอน่ื ๆ ทงั้ หมด คอื สว นทเ่ี ปน ธาตดุ นิ ธาตนุ ้ำ ธาตไุ ฟ; เพราะถา มนั วปิ รติ ไปเพยี งอยา งเดยี ว กายสว นอน่ื ๆ กว็ ปิ รติ หรอื ถงึ กบั ทำลายไปได. เพราะฉะนน้ั การเอากายสว นทเี่ ปน ลมหายใจขนึ้ มาพจิ ารณา นี้ นบั วา เหมาะสมทส่ี ดุ เปน การกระทำทฉ่ี ลาดทส่ี ดุ เพราะไดก ายตวั จรงิ มาเปน ตวั สำคญั ที่ สดุ แลว ยงั อาจพจิ ารณาไดโ ดยสะดวกทสี่ ดุ อกี ดว ย. เมอื่ เรากำหนดลมหายใจอยทู กุ ลมหายใจ เขา -ออก กเ็ ทา กบั กำหนดตวั กายโดยตรงอยา งใกลช ดิ ทสี่ ดุ และอาจพจิ ารณาเหน็ ความไมเ ทย่ี ง เปน ตน ของมนั ไดถ งึ ทส่ี ดุ สบื ไป โดยนยั ดงั กลา วแลว ในอานาปานสตขิ น้ั ตน ๆ. ท้ังหมดนี้ คืออุบายวิธีท่ีทำใหสามารถเขาถึงตัวสิ่งท่ีเราจะพิจารณา และสามารถ พจิ ารณาไดจ รงิ และเหน็ ไดจ รงิ ในทสี่ ดุ ซงึ่ ใครๆ กย็ อ มเหน็ ไดว า มนั ตา งจากการทอ งดว ย ปากหรอื การคำนวณดว ยการใชเ หตผุ ล อยา งทจี่ ะเปรยี บกนั ไมไ ดเ ลย เพราะการทำเชน นนั้ มนั อยไู กลจากตวั สง่ิ ทเ่ี รยี กวา “กาย” มากเกนิ ไปนนั่ เอง.
2 - 161 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ แมใ นกรณขี องการพจิ ารณา ขนั ธท เี่ ปน นามธรรม เชน เวทนาเปน ตน กม็ หี ลกั เกณฑ อยา งเดยี วกนั คอื จะตอ งทำเวทนาใหป รากฏแกใ จจรงิ ๆ ขน้ึ มากอ นโดยเฉพาะอยา งยงิ่ เชน ทำสมาธจิ นเกดิ ปต แิ ละความสขุ ซงึ่ เปน ตวั เวทนาขน้ึ มา แลว จงึ สอดสอ งพจิ ารณาใหเ หน็ ลกั ษณะ ของความไมเ ทยี่ งและมลู เหตตุ า งๆ ทที่ ำใหเ กดิ ความไมเ ทย่ี ง ตามนยั ทก่ี ลา วมาแลว ขา งตน ในตอนทกี่ ลา วถงึ ภาวะของความไมเ ทย่ี ง. ทงั้ หมดนเ้ี ปน การชใี้ หเ หน็ ใจความสำคญั ของการ ที่ จะพจิ ารณาสงิ่ ใดตอ งทำตวั สงิ่ นนั้ ใหป รากฏขน้ึ มาใหไ ดเ สยี กอ น แลว จงึ มองดทู สี่ ง่ิ นน้ั ดว ยจติ อนั เปน สมาธิ กจ็ ะเหน็ ลกั ษณะหรอื ความจรงิ ตา งๆ ทเ่ี กยี่ วกบั สง่ิ นนั้ ไดโ ดยประจกั ษ. การทเ่ี พยี งแตน กึ ถงึ ชอื่ สงิ่ นน้ั แลว นกึ ตอ ไปวา มนั มเี รอ่ื งราวอยา งไรบา งตามทเ่ี ลา เรยี นมาโดย ละเอยี ด แลว ใชเ หตผุ ลของตนเองทบั ลงไปอกี ทหี นง่ึ วา มนั คงจะเปน อยา งนน้ั จรงิ ดงั นนี้ น้ั แม จะพจิ ารณาอยสู กั เทา ไรกไ็ มท ำใหเ หน็ ความจรงิ โดยประจกั ษไ ด เหมอื นวธิ ที ก่ี ลา วแลว ขา งตน ซง่ึ เปน วธิ ขี องการปฏบิ ตั โิ ดยตรง; สว นวธิ หี ลงั นเ้ี ปน วธิ ขี องปรยิ ตั ิ. แมจ ะไดจ ำแนกสงิ่ ทจี่ ะถกู พจิ ารณาไว เปน ๓ ประเภท และประเภทหนง่ึ ๆ กม็ หี ลายๆ ขอ ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน กต็ าม เรายงั มี ทางทจี่ ะปฏบิ ตั ชิ นดิ ทเี่ ขา ถงึ ตวั สง่ิ เหลา นนั้ โดย ประจกั ษด ว ยกนั ทงั้ นน้ั คอื :- ก. ประเภทเบญจขันธ เราเขาถึงตัวรูปขันธได ดวยการกำหนดพิจารณาลงไปท่ี ลมหายใจโดยนยั ทกี่ ลา วขา งตน . เขา ถงึ ตวั เวทนาไดด ว ยการกำหนดพจิ ารณาลงไปทป่ี ต แิ ละ ความสขุ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในขณะทที่ ำสมาธิ หรอื แมแ ตเ วทนาอนื่ ๆ ทเี่ กดิ แกต นเองจรงิ ๆ; คอื กำลงั ปรากฏแกใ จอยจู รงิ ๆ. เราเขา ถงึ ตวั สญั ญาไดอ ยา งหยาบๆ ดว ยการพจิ ารณาถงึ ความจำได หมายรขู องเราเองวา มคี วามเปลย่ี นแปลงอยา งไร; และทเี่ ปน อยา งละเอยี ดนน้ั ไดแ กก าร กำหนดถงึ สงิ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ สบื ตอ จากเวทนา คอื ความรสู กึ หรอื ความสำคญั หรอื ความหมายมนั่ ตอ เวทนาน้ัน วามีอยูอยางไร คือเกิดข้ึนอยางไร เปล่ียนแปลงไปอยางไร แลวดับไปอยางไร ดงั นเ้ี ปน ตน . การเขา ถงึ ตวั สงั ขาร หรอื สงั ขารขนั ธใ นทน่ี กี้ ม็ วี ธิ กี ารอยา งเดยี วกบั ในกรณี ของสญั ญา กลา วคอื โดยทว่ั ๆ ไป กไ็ ดแ กก ารกำหนดจติ ทป่ี ระกอบอยดู ว ยความคดิ ซง่ึ จะเปน ความคดิ เรอ่ื งอะไรกไ็ ด แลว จงึ พจิ ารณาดวู า ทำไมจงึ ตอ งคดิ ความคดิ เกดิ ขนึ้ มาอยา งไร เปลย่ี นไปอยา งไร ดำเนนิ ไปอยา งไรแลว สนิ้ สดุ หรอื ดบั ลงอยา งไร. สว นทเ่ี ปน อยา งประณตี
2 - 162 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ นน้ั ไดแ กก ารทำเวทนาเชน เวทนาอนั เปน ปต แิ ละสขุ เกดิ จากฌาน เปน ตน ใหเ กดิ ขน้ึ แลว คอยเฝา สงั เกตสญั ญาและวติ กทเ่ี กดิ ขน้ึ จากเวทนานน้ั วา มนั ไมเ ทยี่ งอยา งไร โดยรายละเอยี ด ดงั ทกี่ ลา วแลว ในอานาปานสตขิ นั้ ที่ ๗ ท่ี ๘; กลา วโดยระบสุ งิ่ ทเ่ี รยี กวา วติ ก กค็ อื สง่ิ ทเ่ี รยี ก วา สงั ขารขนั ธใ นทน่ี นี้ น่ั เอง. การพจิ ารณาถงึ วญิ ญาณขนั ธโ ดยประจกั ษเ ปน กรณที ว่ั ๆ ไปก็ คอื พจิ ารณาทค่ี วามเหน็ แจง หรอื ความรแู จง ตอ อารมณท ม่ี ากระทบกบั อายตนะภายในวา ความ เหน็ แจง หรอื รแู จง ตอ อารมณเ กดิ ขนึ้ ไดเ พราะอะไร ดว ยอาการอยา งไร ปรากฏอยอู ยา งไร แลว ดบั ไปอยา งไร แตท ง้ั หมดนก้ี ระทำไดโ ดยยาก เพราะมนั เปน ไปในขณะทฉี่ บั ไวเกนิ ไป. ทางที่ดีหรือประณีตไปกวานั้น ก็คือการยายไปกำหนดพิจารณาที่ตัวจิตเองเปนการ สะดวกกวา คอื การกำหนดพจิ ารณาจติ ทที่ ำหนา ทตี่ า งๆ สบั สนกนั อยู คอื เดย๋ี วทำหนา ทรี่ อู ารมณ เดยี๋ วทำหนา ทร่ี เู วทนา เดยี๋ วทำหนา ทค่ี ดิ นกึ ไปตา งๆ เดยี๋ วมอี าการถกู ปรงุ ตอ ไปในทางทท่ี ำให เกิดมีราคะ หรือวางจากราคะ มีโทสะ หรือวางจากโทสะ มีโมหะ หรือวางจากโมหะ ดังน้ี เปน ตน เปน การกำหนดตดิ ตามดซู งึ่ พฤติ คอื การเคลอ่ื นไหวของจติ ทกุ ชนดิ ทกุ ระยะ ในรปู ที่ แตกตา งกนั อยทู ง้ั หมดกจ็ ะเปน การกำหนดพจิ ารณาวญิ ญาณขนั ธ โดยประจกั ษไ ดถ งึ ทสี่ ดุ จรงิ ๆ. สง่ิ อนื่ ๆ บรรดาทเี่ ปน อารมณด ว ยกนั เชน อายตนะภายนอกทงั้ ๖ เหลา นนั้ เปน ตน กร็ วมอยู ในคำวา เบญจขนั ธน ดี้ ว ยกนั ทง้ั นน้ั และจะตอ ง ไดร บั การพจิ ารณาในขณะทสี่ ง่ิ เหลา นนั้ กำลงั ทำหนา ทขี่ องมนั โดยตรง คอื เปน อารมณแ หง สมั ผสั อยจู รงิ ๆ นนั่ เอง. ข. ประเภทอายตนะภายใน กลา วคอื ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ ซง่ึ จดั เปน ฝา ยทำหนา ที่ ผรู อู ารมณน น้ั กม็ หี ลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั อกี คอื พจิ ารณาในขณะทมี่ นั ทำหนา ทรี่ อู ารมณ อยตู ามทวารตา งๆ จรงิ ๆ เชน เมอ่ื ตากำลงั เหน็ รปู รสู กึ ตอ รปู อยจู รงิ ๆ เปน ตน วา กอ นนใี้ น ขณะทตี่ ายงั ไมเ หน็ รปู ตากเ็ ทา กบั ไมม ี คอื ไมม คี วามหมายอะไรเลย พอมรี ปู มาใหส มั ผสั ตาก็ เทา กบั เกดิ มขี นึ้ มาทนั ที นเี้ รยี กวา การเกดิ ขน้ึ แหง ตา ตง้ั อยชู วั่ ขณะการเหน็ รปู เสรจ็ จาก การเหน็ รปู แลว กด็ บั ไป คอื เทา กบั ไมม ตี าตามเดมิ อกี ตอ ไป จนกวา จะมรี ปู มาใหส มั ผสั ใหม. เมอื่ เปน ดงั น้ี เรากพ็ จิ ารณาเหน็ การเกดิ ขน้ึ การตง้ั อยู และการดบั ไปของตาไดช ดั เจน, ในกรณี ของหู จมกู ลน้ิ กาย และใจในทสี่ ดุ กม็ หี ลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั กบั เรอื่ งของตา ฉะนน้ั จงึ กลา ววา ตอ งเพง พจิ ารณาดใู นขณะทมี่ นั กำลงั ทำหนา ทข่ี องมนั อยเู ทา นนั้ จงึ จะเปน ตวั มนั จรงิ ๆ และเหน็ ความไมเ ทยี่ งของมนั จรงิ ๆ.
2 - 163 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ค. อาการตา งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ ง ปรงุ แตง กนั ในระหวา งรปู ธรรมนามธรรม ซง่ึ เราเรยี ก วา อาการแหง ปฏจิ จสมปุ บาทนน้ั กม็ หี ลกั เกณฑอ ยา งเดยี วกนั อกี ในการทเ่ี ราจะกำหนดให ถงึ ตวั มนั และเหน็ ความไมเ ทย่ี งของมนั กลา วคอื ตอ งเพง พจิ ารณาดใู นขณะทมี่ นั กำลงั ทำงาน กนั อยจู รงิ ๆ เทา นนั้ , กลา วโดยสงั เขป เชน เมอื่ ตากระทบรปู อวชิ ชาของเรามอี ยอู ยา งไร ใน ขณะนน้ั และอวชิ ชานนั้ ผลกั ดนั ไปในทางใหเ กดิ ความคดิ ปรงุ แตง หรอื อำนาจทที ำใหเ กดิ การ คิดปรุงแตงขึ้นมาไดอยางไร, แลวปรุงแตงใหวิญญาณปรากฏตัวขึ้นมาอยางไร, แลว ปรงุ แตง ใหน าม-รปู ปรากฏออกมาอยา งไร, แลว ปรงุ แตง ใหอ ายตนะ ไดม โี อกาสทำหนา ท่ี ของมนั อยา งไร, แลว ปรงุ แตง ใหผ สั สะ ไดท ำหนา ทข่ี องมนั ไดส มบรู ณอ ยา งไร, แลว ปรงุ แตง ความรสู กึ ทเ่ี ปน เวทนาขน้ึ มาไดอ ยา งไร, แลว ปรงุ แตง ใหเ กดิ วามประสงคห รอื เกดิ ความตอ งการ อนั เกย่ี วกบั เวทนานน้ั ขน้ึ มาไดอ ยา งไร, แลว ทำใหเ กดิ ความยดึ มน่ั ถอื มนั่ ในสง่ิ เหลา นน้ั สำเรจ็ รปู ลงไปอยา งไร, ทำใหเ รยี กไดว า เปน เรอื่ งๆ หนงึ่ หรอื เปน ชาติ คอื ความเกดิ ชาตหิ นง่ึ ๆ ได อยา งไร แลว ในทสี่ ดุ จะเปลย่ี นเปน ความเสอื่ มสลาย ซง่ึ เรยี กวา ความแกแ ละความตาย หรอื เปลย่ี นเปน ความทกุ ขอ ยา งใดอยา งหนง่ึ มโี สกะ ปรเิ ทวะ เปน ตน ไดอ ยา งไร ซงึ่ เรยี กไดว า เปน อาการแหง ปฏจิ จสมปุ บาทฝา ยเกดิ วงหนงึ่ แลว โดยสมบรู ณ. ทง้ั หมดนเ้ี ราจะตอ งพจิ ารณา ดตู รงอาการทมี่ นั ทำการปรงุ แตง หรอื เกยี่ วขอ งกนั จรงิ ๆ เทา นน้ั จงึ จะเหน็ ตวั มนั จรงิ ๆ คอื เหน็ อวชิ ชาตวั จรงิ ในขณะทมี่ นั ทำหนา ทปี่ รงุ แตง สงั ขารดว ยอำนาจความไมร ู หรอื ความโงข อง มนั ; และเหน็ สงั ขารตวั จรงิ ในขณะทม่ี ันทำหนา ทป่ี รงุ แตง วญิ ญาณ ดว ยอำนาจทขี่ น้ึ ชอื่ วา สงั ขารแลว อยนู งิ่ ไมไ ด ตอ งปรงุ เสมอไป; และจะเหน็ วญิ ญาณตวั จรงิ กต็ อ เมอ่ื มนั ทำหนา ที่ ปรงุ ใหเ กดิ มนี ามรปู ชนดิ ทส่ี ามารถทำหนา ทเี่ ตม็ ตามความหมายของมนั ได (สมกบั คำวา นามและ รปู ) ดว ยอำนาจวญิ ญาณธาตนุ เี้ ปน ธาตทุ ม่ี อี ำนาจตามธรรมชาตเิ ชน นนั้ เอง. ถา ยงั เปน วญิ ญาณ ธาตุลวนๆ ยังไมทำใหเกิดเรื่องเกิดราวอะไรได แตถาเขามาเก่ียวของกับสิ่งท่ีเรียกวา นามรปู แลว มนั กแ็ สดงฤทธอ์ิ ำนาจอนั มหศั จรรยข องมนั ไดท างนามรปู นน้ั . นามรปู นนั้ กเ็ หมอื น กนั ถา ไมไ ดอ าศยั วญิ ญาณธาตกุ เ็ ปน นามรปู ขน้ึ มาไมไ ด เพราะไมม คี วามรสู กึ ใดๆ ไดท งั้ ฝา ย รปู และฝา ยนาม; และเราจะรจู กั นามรปู ตวั จรงิ ได กต็ อ เมอ่ื มนั ทำหนา ทท่ี เ่ี ปน อายตนะ หรอื เปน ความรสู กึ ทางอายตนะ คอื ทางตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ใหเ ปน ทต่ี ง้ั แหง ความรสู กึ ขนึ้ มาได
2 - 164 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ดงั นเี้ ปน ตวั อยา ง. แมใ นกรณผี สั สะ, เวทนา, ตณั หา, อปุ าทาน, ภพ, ชาติ และความทกุ ข ตา งๆ มชี รา มรณะ เปน ตน กเ็ ปน สงิ่ ทมี่ คี วามหมายและคำอธบิ ายอยา งเดยี วกนั ในการ บำเพญ็ อานาปานสติ จตกุ กะท่ี ๓ จะชว ยไดม ากในเรอื่ งน้ี คอื ชว ยใหเ หน็ ความพลกิ แพลง และ การปรงุ แตง ตา งๆ ของจติ ไดโ ดยงา ย เพราะมอี าการของปฏจิ จสมปุ บาทรวมอยดู ว ยไมน อ ย เลย. เมอื่ เราทำอยดู งั กลา วแลว จะเหน็ ไดช ดั แจง วา ตวั อวชิ ชาเองกไ็ มเ ทย่ี ง ตวั อาการที่ มนั ปรงุ แตง สงั ขารกไ็ มเ ทย่ี ง สงั ขารทถ่ี กู ปรงุ แตง ขนึ้ มากไ็ มเ ทยี่ ง และจะเหน็ เปน ลำดบั ๆ ไป โดยทำนองนจี้ นตลอดสายของปฏจิ จสมปุ บาททเี ดยี ว, ซงึ่ นค่ี วรกลา ววา เปน การเหน็ อนจิ จงั ทล่ี ะเอยี ดประณตี สขุ มุ หรอื แยบคายยงิ่ กวา การเหน็ ในขอ ก. และ ข. ซงึ่ เปน การดทู อ่ี ายตนะ ภายนอกลว นๆ หรอื อายตนะภายในลว นๆ ดงั ทไี่ ดก ลา วมาแลว . ตอ นไ้ี ปจะไดว นิ จิ ฉยั ในขอ ทวี่ า การเหน็ ความไมเ ทย่ี งโดยแทจ รงิ นนั้ ยอ มเปน การเหน็ ความเปน ทกุ ข และความเปน อนตั ตารวมอยดู ว ยอยา งไรสบื ไป. การเหน็ ความไมเ ทยี่ งชนดิ ทล่ี กึ ซง้ึ จนถงึ กบั มองเหน็ ความทกุ ขพ รอ มกนั ไปในตวั นนั้ อาจจำแนกไดต ามความหมายของ คำวา “ทกุ ข” ตา งๆ กนั คอื :- ก. ทกุ ขใ นความหมายวา ทนทรมาน, จะเหน็ ไดช ดั ตอ เมอ่ื ไดพ จิ ารณาเหน็ วา ความ ไมเ ทยี่ งนนั่ เอง คอื ชาติ ชรา มรณะ หรอื ความเกดิ ความแกค วามตาย โดยตรง ถา เทยี่ งคอื ไมเ ปลย่ี นแปลงแลว ความเกดิ ความแก ความตายจะมไี ดอ ยา งไร, ความทกุ ขอ นั เนอื่ งมา จาก เกดิ แก ตาย มนั เนอ่ื งมาจากความไมเ ทย่ี งหรอื ความเปลย่ี นแปลงนนั้ โดยตรง. ความ ทกุ ขท ถี่ ดั ไปอกี เชน โสกะ ปรเิ ทวะ โทมนสั อปุ ายาส เปน ตน ทงั้ หมดนเี้ กดิ มาจากความทส่ี ง่ิ ตา งๆ ไมเ ปน ไปตามใจตน หรอื ปรารถนาสงิ่ ใดแลว ไมไ ดต ามทป่ี รารถนา มแี ตป ระสบกบั สงิ่ ท่ี ไมป รารถนา พลดั พรากจากสง่ิ ทป่ี รารถนาอยเู ปน ประจำ ทง้ั นก้ี ม็ มี ลู มาจากความทส่ี ตั วห รอื สงั ขารทง้ั ปวงนนั้ เปลยี่ นแปลงไปตามเหตตุ ามปจ จยั ของมนั อยเู ปน นจิ นนั่ เอง. แมค วามทกุ ข ทเ่ี บด็ เตลด็ ประจำเปน เจา เรอื น เชน ความหนาวความรอ น ความหวิ ความกระหาย ความตอ ง กนิ ตอ งอาบ ตอ งถา ยเหลา นเี้ ปน ตน ทงั้ หมดนกี้ เ็ ปน เพราะความไมเ ทย่ี งของสงั ขารเหลา นน้ั ทป่ี ระกอบกนั เขา เปน รา งกาย. มนั เปลย่ี นแปลงอยทู กุ ขณะจติ มนั จงึ ตอ งการนนั่ ตอ งการนี่ และตอ งการจะใหเ ปลย่ี นอยา งนน้ั อยา งนอี้ ยตู ลอดเวลา ทำใหเ กดิ ภาวะในการบรหิ ารรา งกาย
2 - 165 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : อานาปานสติ สารพดั อยา งขนึ้ มาทเี ดยี ว ทำใหเ หน็ ชดั วา ความตอ งทนลำบากเหลา น้ี มมี ลู มาจากความ เปล่ียนแปลงของรางกายน้ันโดยตรง. เมื่อพิจารณาถึงความทุกขคือความเจ็บไขไดปวย ไมว า ความเจบ็ ไขไ ดป ว ยของเดก็ หรอื ของคนแก ของคนมรี า งกายสมบรู ณห รอื ไมส มบรู ณก ต็ าม นน้ั กม็ าจากความเปลย่ี นแปลงของสงั ขารทป่ี ระกอบกนั ขนึ้ เปน รา งกาย หรอื แวดลอ มรา งกายอยู อกี นน้ั เอง; ถา ไมม อี ะไรเปลยี่ นแปลง ความเจบ็ ปว ยไมอ าจจะเกดิ ขน้ึ ได. เมอ่ื พจิ ารณาถงึ ความทกุ ขท ค่ี นเราตอ งกนิ อาหาร ตอ งนงุ หม หรอื มที อี่ ยอู าศยั แลว ตอ งพยายามประกอบอาชพี แสวงหาดว ยความยากลำบากตรากตรำ อยา งเหนด็ เหนอื่ ย จนตลอดชวี ติ กด็ ี หรอื มกี ารแขง ขนั แยง ชงิ ตอ สกู นั ในระหวา งคแู ขง ขนั ดว ยประการตา งๆ ตลอดจนถงึ กบั ววิ าทหมายมนั่ จอง เวรกนั กด็ ี แมค วามทกุ ขเ หลา น้ี กม็ มี ลู มาจากความไมเ ทย่ี งหรอื ความเปลยี่ นแปลงไมห ยดุ ของรา งกาย ของจติ ใจ ของกเิ ลสตณั หา หรอื ของวชิ าความรู ซง่ึ กล็ ว นแตเ ปน สงั ขารอยา ง เดยี วกนั อกี เหมอื นกนั จงึ ทำใหก ลา วไดว า แมค วามทกุ ขช นดิ นกี้ ม็ มี ลู มาจากความเปลยี่ น แปลงของสงั ขาร. เมอ่ื เราพจิ ารณามองเหน็ ความเปลยี่ นแปลงชดั แจง กย็ อ มมองเหน็ ความ ทกุ ข อยา งชดั แจง อยใู นตวั ความเปลยี่ นแปลงนนั้ . ทนี ้ี ถา จะมองใหล ะเอยี ดไปในทางฝา ยนามธรรม คอื พจิ ารณาดถู งึ ความทกุ ขท เ่ี กดิ มาจากความแผดเผาของกเิ ลส มรี าคะเปน ตน ทที่ ำสตั วใ หด นิ้ รนกระวนกระวาย หาความ สงบสขุ ไมไ ด กย็ งั คงพบวา ทงั้ หมดนี้ กม็ มี ลู มาจากความไมเ ทย่ี งโดยตรงอกี นน่ั เอง : อนั แรก ทสี่ ดุ คอื ความเปลยี่ นแปลงทางรา ยกาย ทจ่ี ะเหน็ ไดง า ยๆ จากสตั วเ ลย้ี ง เมอื่ รา งกายเจรญิ เตบิ โตขน้ึ มาถงึ ระดบั นน้ั หรอื เวยี นมาถงึ รอบนน้ั กม็ ปี ญ หาตา งๆ ทางเพศ หรอื ทางกเิ ลสเกดิ ขึ้นเปนธรรมดา อยางที่หลีกเลี่ยงไมได น้ีมีมูลมาจากความเปล่ียนแปลงของรางกายตาม ธรรมชาต.ิ สว นทส่ี งู ไปกวา นน้ั คอื ความเปลยี่ นแปลงทน่ี อกเหนอื ไปจากธรรมชาติ คอื การ กนิ -การอยู ดขี น้ึ มวี ชิ าความรแู ละการคดิ นกึ กวา งขวางยง่ิ ขน้ึ ปญ หาเกย่ี วกบั เรอ่ื งเพศเรอ่ื ง กเิ ลสกเ็ ปลย่ี นแปลงไปตาม และเปน ไปในทางทลี่ กึ ซง้ึ ซบั ซอ นยง่ิ ขนึ้ ความทกุ ขท มี่ มี ลู มาจาก สงิ่ นก้ี ล็ กึ ซง้ึ ซบั ซอ นยงิ่ ขน้ึ ไปตาม นคี้ อื ความเปลยี่ นแปลงทางจติ . เมอื่ รวมเขา ดว ยกนั ทง้ั ความเปลย่ี นแปลงทางกายและทางจติ กย็ อ มเปน ทต่ี งั้ แหง ความทกุ ข เพราะถกู ไฟกเิ ลสเผา ไดท ง้ั มากและทงั้ ลกึ ซงึ้ แตก พ็ ากนั มองขา มไปเสยี ไมเ หน็ วา ทแี่ ทเ ปน เพราะความเปลย่ี น
2 - 166 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ แปลง และความหลอกลวงมายาของกเิ ลส อนั เนอ่ื งมาจากความเปลยี่ นแปลงทางกายและทาง จติ ดงั ทกี่ ลา วแลว . ถา ผใู ดตง้ั หนา ตงั้ ตาเฝา สงั เกตความเปลยี่ นแปลงทงั้ ทางกายและทาง จติ ของตน เองในกรณนี ี้ กจ็ ะเหน็ ความทกุ ขป ระเภททกี่ ลา วนไ้ี ดอ ยา งชดั แจง วา เปน ผลของ ความเปลยี่ นแปลงลว นๆ หรอื เปน ความเปลยี่ นแปลงอยา งหนง่ึ อยใู นตวั มนั นน่ั เอง กจ็ ะไม ถกู ลวงดว ยมายาของความเปลย่ี นแปลง จนถงึ กบั หลงไปเทยี่ วแกไ ขในทางอน่ื หรอื หนกั เขา แกไ ขไมไ ด กท็ ำลายตวั เอง ดงั นเี้ ปน ตน . ถาพิจารณาใหลึกลงไปอีก คือพิจารณากันถึงความทุกขท่ีเกิดมาจากการตองรับ ผลกรรม หรอื การเปน ไปตามกรรมนานาชนดิ ของสตั วท ง้ั หลาย เรากย็ งั เหน็ ไดว า เปน เรอื่ งของ ความเปลย่ี นแปลงอกี นนั่ เอง. กรรมกเ็ ปน สง่ิ ทไ่ี มเ ทยี่ งคอื เปลย่ี นแปลงได ฉะนนั้ ผลกรรม กเ็ ปน สง่ิ ทไี่ มเ ทยี่ งคอื เปลยี่ นแปลงไดเ ชน เดยี วกนั ; ผทู ำกรรมกเ็ ปน สง่ิ ทไ่ี มเ ทย่ี ง การรบั ผลกรรม กเ็ ปน สงิ่ ทไ่ี มเ ทย่ี ง ทกุ อยา งเปลยี่ นแปลงอยเู สมอ คนเราจงึ ไดร บั ผลกรรมตามโอกาส ตาม วาระของการเปลยี่ นแปลงเมอ่ื รบั ผลของกรรมชวั่ กท็ นทกุ ขท รมานอยา งเปด เผย เมอ่ื รบั ผลของ กรรมดกี ท็ นทกุ ขท รมานอยา งเรน ลบั ทสี่ ดุ ถงึ กบั ไมร สู กึ วา เปน การทนทรมาน; แตท ง้ั ๒ อยา ง น้ี คอื จะเปน นรกหรอื สวรรคก ต็ าม ลว นแตเ ปน การทนเวยี นวา ยอยใู นกระแสของวฏั ฏสงสาร โดยเสมอกนั . ทงั้ หมดนเ้ี ราจะเรยี กวา เปน ตวั ความไมเ ทย่ี งเองกไ็ ด หรอื เปน ผลของความไม เทยี่ งกไ็ ด ยอ มมคี า เทา กนั อยนู นั่ เอง คอื เปน ตวั ความทกุ ขท เ่ี นอื่ งอยกู บั ความเปลยี่ นแปลง. ยงิ่ พจิ ารณากย็ งิ่ จะเหน็ วา ยง่ิ เปลย่ี นแปลงมากกย็ ง่ิ ทกุ ขม าก เพราะความเปลยี่ นแปลงนนั้ เปน ความไมส งบ. ความสขุ กเ็ ปน ความเปลย่ี นแปลงชนดิ หนงึ่ มนั จงึ เปน ความสขุ ไปไมไ ดอ ยา ง แทจ รงิ เปน ไดเ พยี งความทกุ ข ชนดิ ทเ่ี ปน มายาหลอกลวงมาก พอทจี่ ะทำใหค นเราเขา ใจผดิ เทาน้ัน. เมอื่ พจิ ารณากนั เปน ขน้ั สดุ ทา ย ถงึ ความทกุ ขท เี่ ปน ขน้ั สรปุ รวบยอด คอื ทกุ ขต ามที่ พระพทุ ธองคไ ดต รสั วา “โดยสรปุ แลว เบญจขนั ธท ปี่ ระกอบอยดู ว ยอปุ าทานเปน ตวั ทกุ ข” ดังนี้ ก็จะยิ่งเห็นไดวา มีมูลมาจากความไมเท่ียงโดยตรงอีกน่ันเอง. การยึดมั่นถือม่ันใน เบญจขนั ธเ ปน ความทกุ ข กเ็ พราะเบญจขนั ธน ไ้ี มเ ทยี่ ง ความไมเ ทย่ี งของเบญจขนั ธน นั่ แหละ เปน สงิ่ ทท่ี ำใหผ ยู ดึ มนั่ ถอื มนั่ เปน ทกุ ขโ ดยตรง. อกี อยา งหนงึ่ ตอ งไมล มื วา ตวั ความยดึ มนั่ ถอื
2 - 167 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ มน่ั เองกไ็ มเ ทยี่ ง หรอื ถา กลา วโดยสมมตกิ ว็ า ตวั บคุ คลผยู ดึ มน่ั ถอื มนั่ นน้ั กไ็ มเ ทย่ี ง. เมอื่ สง่ิ ทถี่ กู ยดึ มน่ั กไ็ มเ ทยี่ ง และอะไรๆ ทเี่ ขา ไปเกย่ี วขอ งดว ย กล็ ว นแตเ ปน สงิ่ ทไี่ มเ ทย่ี งไปดว ยกนั ทง้ั หมดดงั นแ้ี ลว อาการทเี่ ปน ทกุ ขก เ็ ปน สงิ่ ทหี่ ลกี เลยี่ งไมไ ด. ทงั้ หมดนเ้ี ปน การแสดงใหเ หน็ วา สง่ิ ทไ่ี มเ ทยี่ งยอ มผลติ อาการทเ่ี ปน ความทรมานออกมาจากตวั มนั เอง และอยใู นตวั มนั เองอยู ตลอดเวลา ทำใหเ กดิ ความทกุ ขท รมานอยใู นตวั มนั เองและแกบ คุ คลผเู ขา ไปยดึ ถอื อยา งไมม ี ทางหลกี เลยี่ งได คอื ไมอ าจแยกกนั ได นอี้ ยา งหนง่ึ . ข. ทกุ ขใ นความหมายวา ดแู ลว นา เกลยี ดอยา งยงิ่ . ทกุ ขโ ดยปรยิ ายนม้ี คี วามหมาย วา ย่ิงดูยิ่งนาเกลียด ยิ่งเห็นลึกซ้ึงก็ยิ่งขยะแขยง ไมวาจะดูที่สังขารฝายไหน ก็จะย่ิง ขยะแขยงเพมิ่ ขนึ้ เทา ทเี่ หน็ ลกึ ลงไปในความไมเ ทยี่ งหรอื ความเปน มายาของสงั ขารเหลา นน้ั . ความรสู กึ เกลยี ดหรอื ความรสู กึ ขยะแขยง จดั วา เปน ความทกุ ขอ กี ปรยิ ายหนงึ่ เพราะคำวา ทกุ ข ซงึ่ ประกอบดว ยบท ๒ บทคอื บทวา “ท”ุ กบั บทวา “ข” หรอื “ข”ํ กต็ าม ยอ มตคี วามไดห ลาย ปรยิ าย คอื ถา ถอื วา ทุ=ยาก ขม=ทน, ดงั นแี้ ลว คำวา ทกุ ขก แ็ ปลวา ทนยาก คอื ภาวะที่ เหลอื ทนตา งๆ ดงั ทไ่ี ดอ ธบิ ายมาแลว ในขอ ก. สว นทกุ ขใ นปรยิ ายหลงั คอื ขอ ข. น้ี ท=ุ นา เกลยี ด หรอื ชว่ั ข=อกิ ขฺ = ด,ู ทกุ ขใ นปรยิ ายนไ้ี ดค วามหมายวา ดแู ลว นา เกลยี ด หรอื นา สะอดิ สะเอยี น ดงั ทก่ี ลา วแลว เมอ่ื พดู วา สงั ขารเปน ทกุ ข กห็ มายความวา สงั ขารทงั้ ปวงดแู ลว นา สะอดิ สะเอยี น. นา สะอดิ สะเอยี นทตี่ รงไหน ? นา สะอดิ สะเอยี นตรงทไี่ มเ ปลยี่ นแปลงอยา งรนุ แรง อยูทุกขณะจิต ในอาการที่หลอกใหสำคัญผิดวาเปนของเท่ียง พรอมกันนั้นก็มีอาการ ทนทรมานอยใู นตวั มนั เอง หรอื สาดและเทความทกุ ขใ สใ หแ กบ คุ คลผเู ปน เจา ของสงั ขารนน้ั อยา งไมม หี ยดุ ไมม หี ยอ นโดยประการตา งๆ ดงั ทกี่ ลา วแลว ในขอ ก. ซงึ่ ควรจะยอ นไปพจิ ารณา ดอู ยา งละเอยี ด กจ็ ะเหน็ ไดว า สงั ขารทงั้ หลายทง้ั ปวง มภี าวะทนี่ า สะอดิ สะเอยี นเพยี งไร ในเมอื่ พจิ ารณาดกู นั ดว ยสตปิ ญ ญา ไมใ ชห ลบั หหู ลบั ตาดดู ว ยกเิ ลสตณั หา. ค. ความทกุ ขโ ดยปรยิ ายท่ี ๓ มคี วามหมายวา วา งอยา งนา เกลยี ด วา งอยา ง ชวั่ ชา ทสี่ ดุ โดยการแยกศพั ทๆ นี้ ออกไปวา ท=ุ นา เกลยี ด ข=ํ วา ง รวมกนั แลว แปลวา วา งอยา งนา เกลยี ด, ภาวะทเี่ รยี กวา วา งอยา งนา เกลยี ดนน้ั หมายถงึ ความทส่ี งั ขารทงั้ ปวง มแี ตค วามไมเ ทย่ี ง คอื ความเปลยี่ นแปลงทไ่ี หลเชยี่ วเปน เกลยี วไปไมม หี ยดุ จนถงึ กบั กลา วได
2 - 168 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ วา ตวั มนั เองมแี ตค วามไมเ ทย่ี งหรอื ความเปลยี่ นแปลง กระแสแหง ความเปลยี่ นแปลงนน่ั เอง คอื ตวั มนั เอง นอกจากนแี้ ลว หามตี วั ตนอะไรทไ่ี หนไม; สงั ขารทงั้ ปวงจงึ มแี ตภ าวะทว่ี า งอยา ง นา เกลยี ด ดงั นี้. แตค วามทกุ ขใ นความหมายเชน น้ี สอ งความเลยไปถงึ ความเปน อนตั ตา ฉะน้ัน จะไดวินิจฉัยกันโดยละเอียดตอนท่ีวา ถาเห็นความไมเที่ยง ก็เห็นความเปนอนัตตา อนั จะกลา วถงึ ขา งหนา . ในทน่ี ี้ เพยี งแตม งุ หมายจะชใ้ี หเ หน็ วา แมใ นความทกุ ขโ ดยปรยิ าย ท่ี ๓ น้ี คอื วา งอยา งนา เกลยี ดน้ี กร็ วมอยใู นคำวา ไมเ ทย่ี งดว ยเหมอื นกนั เพราะความไมเ ทยี่ ง นน้ั เปน ความวา งอยา งยง่ิ คอื มแี ตค วามเปลยี่ นแปลงไมม หี ยดุ อยา งเดยี ว. สรปุ ความวา ใน ความไมเ ทยี่ งนนั้ มภี าวะแหง ความทนทรมาน ๑, ภาวะแหง ความดแู ลว นา เกลยี ด ๑, และ ภาวะแหง ความวา งอยา งนา เกลยี ด ๑, รวมอยพู รอ มกนั ในทเี่ ดยี วกนั ในขณะเดยี วกนั อยา ง ครบถว น. ผใู ดสามารถเหน็ ความไมเ ทย่ี งไดจ รงิ ๆ จกั ตอ งเหน็ ภาวะทง้ั ๓ นอ้ี ยา งชดั แจง พรอ มกนั ไปในตวั โดยไมม ที างทจี่ ะหลกี เลยี่ งได เพราะฉะนนั้ จงึ กลา ววา เมอื่ เหน็ ความไมเ ทย่ี ง กต็ อ งเหน็ ความเปน ทกุ ขด ว ย โดยไมต อ งสงสยั เลย และนยี้ อ มเปน การอธบิ ายอยแู ลว วา ทำไม อานาปานสตจิ ตกุ กะที่ ๔ นพี้ ระพทุ ธองคจ งึ ตรสั ถงึ แตค วามไมเ ทยี่ งอยา งเดยี ว ไมต รสั ถงึ ความ ทกุ ข; นนั่ กเ็ พราะวา ความทกุ ขร วมอยใู นความไมเ ทยี่ ง โดยไมม ที างทจี่ ะแยกกนั ได นนั่ เอง. ลกั ษณะแหง ความไมเ ทย่ี ง ยอ มสอ ลกั ษณะแหง ความเปน อนตั ตาโดยสว นใหญก ค็ อื ลกั ษณะแหง ความเปน มายา หรอื ความไมม ตี วั จรงิ ของสงิ่ ทไี่ มเ ทยี่ งนน่ั เอง เพราะลกั ษณะเชน นน้ั ยอ มแสดงถงึ ความวา งจากตวั ตน หรอื ทเี่ รยี กวา สญุ ญตา อยอู ยา งเตม็ ทแี่ ลว ; นนี้ บั วา เปนใจความสำคัญของการที่ความไมเท่ียง ยอมแสดงถึงความเปนอนัตตาอยูในตัวมันเอง โดยไมต อ งพดู วา เพราะไมเ ทย่ี งจงึ เปน อนตั ตา ทง้ั นเ้ี พราะ ความจรงิ มอี ยแู ลว วา สง่ิ ทไี่ มเ ทย่ี ง นนั้ ไมม ตี วั ตนจรงิ มแี ตก ระแสแหง ความเปลยี่ นแปลงนน้ั แหละเปน ตวั มนั เอง นปี้ ระการหนงึ่ . นอกจากน้ี กย็ งั มที างทจ่ี ะพจิ ารณาใหเ หน็ โดยปรยิ ายอนื่ อกี ทกุ ปรยิ าย โดยความหมายของ คำวา อนตั ตา ซงึ่ มอี ยตู า งๆ กนั เชน :- ก. เปน อนตั ตา เพราะมแี ตค วามเปน ไปตามอำนาจของเหตปุ จ จยั ไมม ตี นเองท่ี เปน อสิ ระ ซง่ึ หมายความวา สงิ่ เหลา นข้ี นึ้ อยกู บั เหตปุ จ จยั ทปี่ รงุ แตง มนั ; หรอื กลา วอกี ปรยิ าย หนงึ่ ตวั มนั เองกเ็ ปน เพยี งเหตปุ จ จยั เพอื่ ปรงุ แตง สง่ิ อนื่ ตอ ไปในลำดบั ตอ มา ซงึ่ เปน การแสดง
2 - 169 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ วา ทกุ สงิ่ ตกอยภู ายใตอ ำนาจของกฎธรรมชาตอิ นั น้ี จงึ ไดเ ปลยี่ นกนั เปน เหตปุ จ จยั สลบั กนั ไป ไมมีท่ีสิ้นสุด. ความเปนอนัตตาโดยทำนองนี้ ก็คือลักษณะแหงความไมเท่ียงโดยตรงอีก นนั่ เอง เพราะเปน ความเปลยี่ นแปลงเรอื่ ยไป ตามกฎแหง ความเปลย่ี นแปลงของสงิ่ ทเ่ี ปน เหตุ เปน ปจ จยั ซงึ่ ตอ งมอี าการเกดิ ขน้ึ -ตง้ั อย-ู ดบั ไปอยใู นตวั มนั เองตลอดเวลา หยดุ เปลยี่ นเมอ่ื ใด กห็ มดความเปน ตวั มนั เองเมอื่ นน้ั ขอ น้ี สรปุ ความวา เปน อนตั ตาเพราะมแี ตค วามไมเ ทยี่ ง ของสง่ิ ทเ่ี ปน เพยี งเหตปุ จ จยั . ข. เปน อนตั ตา เพราะบงั คบั ไมไ ด ขอ นม้ี งุ หมายถงึ ความไมเ ทย่ี งหรอื ความเปลยี่ น แปลงทใี่ ครๆ บงั คบั ไมไ ดอ กี นนั่ เอง และยง่ิ กวา นน้ั ยงั กนิ ความเลยไปถงึ ความทกุ ขม ปี ระการ ตา งๆ ทเี่ กดิ มาจากความบงั คบั ไมไ ดน นั้ อกี ดว ย เพราะตามธรรมดา คนเราตอ งการไมใ หม นั ทกุ ข แตแ ลว กบ็ งั คบั ไมไ ด ความทกุ ขย อ มเกดิ มาจากความไมเ ทย่ี ง. ความทบี่ งั คบั ไมไ ด กเ็ กดิ มาจากความไมเ ทยี่ ง ความไมเ ทย่ี งจงึ เปน เหตขุ องความเปน อนตั ตาโดยสน้ิ เชงิ แตอ ยา งเดยี ว โดยไมต อ งมอี ะไรมาชว ย. เมอ่ื มคี วามรสู กึ ตอ ความบงั คบั ไมไ ด กย็ อ มรสู กึ ตอ ความเปน ทกุ ข และความไมเ ทย่ี งขน้ึ มาทนั ที เหมอื นกบั เมอ่ื ถกู ไฟไหมร สู กึ เจบ็ กต็ อ งรสู กึ ตอ ความรอ นของไฟ พรอ มกนั ไปในตวั โดยไมม ที างทจ่ี ะแยกกนั . ค. ความเปน อนตั ตา เพราะมสี ภาพเปน สงิ่ ทห่ี าเจา ของไมไ ด กต็ าม หรอื เพราะใครๆ ไมส ามารถเปน เจา ของมนั ไดก ต็ าม รวมความแลว กเ็ พราะอำนาจความไมเ ทย่ี งอยา งทเี่ รยี ก วา ไมเ ชอ่ื ฟง ใคร เอาแตเ ปลย่ี นแปลงตะพดึ อกี นน่ั เอง มนั จงึ อยใู นสภาพทใ่ี ครๆ เขา ไปทำตน เปน เจา ของสงิ่ นไ้ี มไ ด แมผ มู อี ำนาจถงึ ขนาดทส่ี มมตกิ นั วา พระเปน เจา กห็ าสามารถทำตน เปน เจา ของสง่ิ นไ้ี ดไ ม กลบั มแี ตส ง่ิ นอ้ี กี ทจ่ี ะเขา ครอบงำพระเปน เจา ใหอ ยใู นอำนาจของตน กลา วคอื พระเปน เจา กก็ ลายเปน ของไมเ ทย่ี งไปดว ย. ง. ความเปน อนตั ตา โดยความหมายทวั่ ๆ ไป หมายถงึ ความทม่ี ลี กั ษณะแยง หรอื ตรงกนั ขา มกบั อตั ตา ซงึ่ เปน ความหมายทรี่ วมเอาความหมายตา งๆ ทงั้ หมดเขา มาเปน เครอ่ื ง พสิ จู น. ความหมายเหลา นที้ ง้ั หมด กค็ อื ลกั ษณะแหง ความไมเ ทย่ี ง และความเปน ทกุ ขท กุ ประการ ดงั ทก่ี ลา วมาแลว ขา งตน ทกุ อยา งนน้ั เอง. เกย่ี วกบั เรอ่ื งนี้ มคี ำจำกดั ความวา ถา เปน อตั ตากค็ อื เปน ของเทย่ี งและเปน สขุ ถา ทงั้ ไมเ ทย่ี งและทงั้ เปน ทกุ ขก เ็ ปน อนตั ตา เมอ่ื เปน
2 - 170 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ดงั นกี้ เ็ ปน อนั รบั รองชดั อยใู นตวั เองแลว วา ความเปน อนตั ตาคอื ความไมเ ทย่ี งและเปน ทกุ ข หรอื การเปน อนตั ตา กค็ อื การเปน ความไมเ ทย่ี งและเปน ทกุ ขน น่ั เอง เพราะฉะนนั้ สงั ขาร ทงั้ หลายทงั้ ปวง ซงึ่ ลว นแตป ระกอบอยดู ว ยความไมเ ทย่ี งและเปน ทกุ ข จงึ เปน อนตั ตาเตม็ ท.่ี เมอ่ื มองเห็นอนัตตาของสังขารทั้งปวง ก็เทากับมองเห็นความไมเที่ยงและเปนทุกขของสังขาร ทง้ั ปวง. และเมอ่ื กลา วกลบั กนั คอื เหน็ ความไมเ ทย่ี งของสงั ขารทงั้ ปวง กต็ อ งเหน็ ความ เปน ทกุ ขแ ละเปน อนตั ตาของสงั ขารทงั้ ปวง อยา งไมม ที างหลกี เลย่ี งได. เมอ่ื ผปู ฏบิ ตั กิ ำหนดความไมเ ทย่ี งของสงั ขารธรรม ทป่ี รากฏในการเจรญิ อานาปานสติ อยา งใดอยา งหนงึ่ อยดู งั น้ี ยอ มมอี าการซมึ ซาบในความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อยา ง ลกึ ซงึ้ ชนดิ ทที่ ำใหเ กดิ นพิ พทิ า วริ าคะ ในขน้ั ตอ ไปไดจ รงิ และเมอื่ มคี วามรสู กึ ซมึ ซาบอยดู งั น้ี ในลกั ษณะทกี่ ลา วนี้ ซง่ึ เปน การเหน็ อนจิ จงั อยา งลกึ ซง้ึ และชดั แจง ยงิ่ กวา ในอานาปานสติ ขนั้ ทแี่ ลว ๆ มา จงึ สามารถสโมธานธรรมทง้ั ๒๙ ประการมาได ในอตั ราทสี่ งู กวา ประณตี กวา ขน้ั ทแ่ี ลว ๆ มาดจุ กนั ทำใหก ารเจรญิ ภาวนาในขน้ั นี้ เปน ภาวนาทสี่ งู ยง่ิ ขน้ึ ไปตามลำดบั และ ทำใหไดนามวา ธรรมานุปสสนาสติปฏฐานภาวนา เพราะเหตุที่ไดกำหนดเอาตัวธรรมคือ ตวั ความไมเ ทยี่ งโดยตรงมาเปน อารมณส ำหรบั การกำหนด แทนทจ่ี ะเอาลมหายใจหรอื เวทนา หรอื จติ มาเปน อารมณส ำหรบั การกำหนด ดงั เชน ในอานาปานสติ ๓ จตกุ กะขา งตน . ตอน ๑๔ อานาปานสติ ขนั้ ที่ ๑๔ (การตามเหน็ ความจางคลายอยเู ปน ประจำ) อานาปานสตขิ น้ั ท่ี ๑๔ หรอื ขอ ที่ ๒ แหง จตกุ กะที่ ๔ นี้ มหี วั ขอ วา “ภิกษุน้ันยอมทำในบทศึกษาวา ‘เราเปนผูตามเห็นซ่ึงความจาง คลายอยเู ปน ประจำ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผู ตามเห็นซ่ึงความจางคลายอยูเปนประจำจักหายใจออก’”. (วิราคานุปสฺสี อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ติ :วริ าคานปุ สสฺ ี ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ) ความจางคลายเรยี กโดยบาลวี า วริ าคะ โดยตวั พยญั ชนะ แปลวา ปราศจากราคะ คอื ปราศจากเครอื่ งยอ ม อนั ไดแ กค วามกำหนดั . สว นโดยความหมาย หมายถงึ ความจางคลาย ของความยดึ มน่ั ถอื มน่ั และความสำคญั ผดิ อน่ื ๆ ทที่ ำใหห ลงรกั หลงพอใจอยา งหนงึ่ และหลง
2 - 171 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เกลยี ดชงั อกี อยา งหนงึ่ เปน อนั วา วริ าคะในทน่ี ้ี หาไดห มายถงึ อรยิ มรรคโดยตรงแตอ ยา งเดยี ว เหมอื นในทบี่ างแหง ไม แตห มายความกวา งๆ ถงึ การทำกเิ ลสใหข าดออก หรอื หนา ยออก โดยอาการอยา งเดยี วกนั กบั อรยิ มรรคทำลายกเิ ลสนนั่ เอง และมงุ หมายถงึ อาการทจี่ างคลาย ยงิ่ กวา ทจ่ี ะมงุ หมายถงึ ธรรมทเ่ี ปน เครอื่ งทำความจางคลาย. แตโ ดยนยั แหง การปฏบิ ตั นิ น้ั ยอ มเหน็ พรอ มกนั ไปทง้ั ๒ สง่ิ กลา วคอื เมอ่ื เหน็ ความจางคลายอยอู ยา งชดั แจง กย็ อ มเหน็ ธรรมเปน เครอื่ งทำความจางคลายดว ยเปน ธรรมดา เหมือนกับเม่ือเราเห็นเชือกที่ขมวดอยูคลายออก ก็ยอมเห็นส่ิงท่ีทำใหขมวดนั้น คลายออกดว ยกนั เปน ธรรมดา. ฉะนนั้ วริ าคะในอานาปานสตนิ ี้ หมายถงึ ความจางคลาย โดยตรง และธรรมทท่ี ำความจางคลายโดยออ ม คำวา จางคลาย มคี วามหมายตรงกนั ขา ม จากคำวา ยอ มตดิ . ตามธรรมดา สตั วม ใี จยอ มตดิ อยใู นสงิ่ ทงั้ ปวง โดยความเปน ของนา ใครอ ยา งหนง่ึ และ โดยความเปน ตวั ตนอยา งนนั้ อยา งน้ี อกี อยา งหนงึ่ ดว ยอำนาจความยดึ มนั่ ถอื มนั่ หรอื ความ สำคญั ผดิ อนั มมี ลู มาจากอวชิ ชา. เมอื่ ใดความยอ มตดิ อนั นถี้ กู ทำใหห นา ยออก เมอ่ื นน้ั ชอ่ื วา มคี วามจางคลายในทนี่ ;้ี โดยกริ ยิ าอาการกค็ อื คลายความรสู กึ ทเ่ี ปน ความใคร และความ รสู กึ วา เปน นน่ั เปน น่ี เปน ตวั ตนอยา งนนั้ อยา งน.้ี การเหน็ ธรรมในลกั ษณะเชน นน้ั เปน เหมอื นการแกห รอื การชะลา งใหจ างคลายออก- คลายออก เพราะเปน การแสดงใหเ หน็ ตามทเ่ี ปน จรงิ วา สง่ิ เหลา นนั้ ไมค วรยดึ ตดิ ไมค วรยดึ มน่ั ถอื มน่ั เพราะมนั กำลงั เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อยตู ลอดเวลา และทำความทกุ ขใ หเ กดิ ขน้ึ แกบ คุ คลผเู ขา ไปยดึ มนั่ ถอื มน่ั อยตู ลอดเวลา หากแตว า เขาไมม องเหน็ ความจรงิ ในขอ น้ี จงึ ยดึ มน่ั ถอื มนั่ ตอ สง่ิ ซง่ึ กำลงั ทำความทกุ ขใ หแ กต น เหมอื นคนทไี่ มร จู กั โรค ไมร จู กั มลู เหตขุ อง โรค กย็ อ มพอใจในการคลกุ คลอี ยกู บั สงิ่ เหลา นนั้ เพอื่ ความสนกุ สนาน ดว ยอำนาจความสำคญั ผดิ ไดต ลอดไป เมอ่ื ใดเหน็ โทษของสง่ิ นนั้ ความจางคลายหนา ยหนตี อ สง่ิ นน้ั กเ็ กดิ ขนึ้ ฉะนน้ั จงึ กลา ววา ความจางคลายเกดิ ขน้ึ เพราะการเหน็ ความจรงิ ของสง่ิ ทตี่ นเขา ไปยดึ ถอื . ผปู ฏบิ ตั เิ มอื่ เหน็ ความไมเ ทย่ี งของสง่ิ ใดสงิ่ หนง่ึ จนเกดิ ความจางคลายจากความยดึ ถอื
2 - 172 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก การกระทำดงั นน้ั ชอื่ วา วริ าคานปุ ส สนา คอื การตามเหน็ ความ จางคลาย. บคุ คลผทู ำเชน นนั้ อยเู รยี กวา วริ าคานปุ ส สี คอื ผตู ามเหน็ ความจางคลายอยเู ปน ประจำ ซงึ่ มวี นิ จิ ฉยั ในทางปฏบิ ตั ิ ดงั ตอ ไปน้ี :- ผูปฏิบัติที่ประสงคจะทำความจางคลายใหเกิดขึ้นในส่ิงใด จะตองพิจารณาใหเห็น อาทนี วะ คอื โทษอนั รา ยกาจของสง่ิ นน้ั กอ น ครน้ั เหน็ โทษของสง่ิ นน้ั แลว ความพอใจทจ่ี ะพราก หรอื หยา ขาดจากสง่ิ นน้ั จงึ จะเกดิ ขนึ้ ; มฉิ ะนนั้ แลว ทำอยา งไรเสยี กย็ อ มไมพ อใจทีจ่ ะหยา ขาดจากสงิ่ นนั้ . ทา นอปุ มาความขอ นไ้ี วว า เหมอื นกบั บคุ คลทส่ี ำคญั ผดิ เขา ใจวา งคู อื ปลา ยอ มมคี วามพอใจในงนู น้ั ในลกั ษณะทเี่ หน็ กงจกั รเปน ดอกบวั อยเู รอื่ ยไป และจะไดร บั อนั ตราย ตายแลว ตายอกี เพราะสงิ่ นนั้ อยรู ำ่ ไป จนกวา เมอื่ ไรจะเหน็ ตามทเี่ ปน จรงิ วา นนั่ เปน งู หาใช เปน ปลาไม ดงั นี้ คำวา เหน็ โทษอนั รา ยกาจ ในทนี่ ี้ หมายถงึ พจิ ารณาเหน็ ชดั แจง ในความไม เท่ียง เปนทุกข เปนอนัตตา ดังที่กลาวมาแลว โดยละเอียดขางตน จึงยินดีหรือสมัครใจ ทจ่ี ะหยา ขาดจากสงิ่ นนั้ มคี วามแนว แนข นาดทท่ี า นเรยี กกนั วา ปลงความเชอื่ ลงไปหมด (สทธฺ าธมิ ตุ ตฺ ) ขอ นห้ี มายถงึ ความแนใ จดว ยอำนาจของปญ ญา และทงั้ เปน ไปในขณะทจ่ี ติ เปน สมาธิ คอื มกี ำลงั ของสมาธริ วมอยดู ว ยอยา งเตม็ ท่ี. อำนาจของสมาธทิ ำใหเ หน็ แจง ถงึ ทสี่ ดุ อำนาจของความเหน็ แจง ถงึ ทส่ี ดุ ทำใหป ลงความเชอ่ื ลงไปถงึ ทส่ี ดุ ในการทจ่ี ะไมย ดึ ตดิ ตอ สงิ่ นนั้ อกี ตอ ไป. ทงั้ หมดนคี้ อื ขณะแหง ความจางคลาย ทง้ั หมดนเี้ ปน ไปทกุ ขณะแหง การหายใจเขา และออก. ตามที่กลาวมาแลวขางตนวา สิ่งท่ีเรียกวาสังขารธรรมทั้งปวง ซึ่งเปนวัตถุสำหรับ การพจิ ารณาใหเ หน็ ความไมเ ทยี่ งเปน ตน นนั้ เมอ่ื จำแนกตามหลกั วชิ า จำแนกเปน พวกอารมณ ไดแ กเ บญจขนั ธเ ปน ตน นพี้ วกหนงึ่ เปน พวกทเี่ สวยอารมณ ไดแ ก อายตนะภายในพวกหนง่ึ และอาการของสงิ่ ตา งๆ ปรงุ แตง กนั เกดิ ขนึ้ เปน ลำดบั ๆ ไดแ ก อาการแหง ปฏจิ จสมปุ บาท นอ้ี กี พวกหนงึ่ , ฉะนน้ั ผทู ป่ี ระสงคจ ะทำอานาปานสตใิ นขนั้ นโี้ ดยกวา งขวาง กค็ วรทำการ กำหนดเรยี งอยา งไปทงั้ ๓ พวก คอื อยา งนอ ย กพ็ จิ ารณาขนั ธ ๕ อายตนะ ๖ และอาการ ของปฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ อาการ ทลี ะอยา งๆ โดยวธิ ที ำใหป รากฏมขี นึ้ ในตน หรอื มองใหเ หน็ ชดั ตามทมี่ นั มอี ยแู ลว ในตน กำลงั แสดงอาการอยใู นตนอยา งนน้ั ๆ โดยประจกั ษ แลว จงึ
2 - 173 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ หยบิ ขนึ้ มาพจิ ารณาโดยความเปน ของไมเ ทยี่ งเปน เบอ้ื งตน กอ น จงึ จะมองเหน็ โทษอนั รา ยกาจ ของสงั ขารเหลา นนั้ มรี ปู เปน ตน แลว เพง ดโู ทษนนั้ อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก จนกระทงั่ เกดิ ความพอใจขน้ึ มาเอง ในการทจ่ี ะแยกจากกนั ดว ยอาการทส่ี มมตเิ รยี กวา “หยา ขาดจากกนั ” จากสง่ิ นน้ั ประคองความพอใจอนั นไ้ี วท กุ ลมหายใจออก-เขา จนกวา ความเชอ่ื จะปลงลงไป โดยสน้ิ เชงิ ดว ยอำนาจของปญ ญา และกำลงั ของสมาธริ วมกนั ขาดจากสงิ่ นนั้ แลว จรงิ ๆ คอื ไมพ อใจในทางกามวา เปน สงิ่ ทน่ี า รกั นา ใคร และไมย ดึ ถอื ในทางภพวา เปน นน่ั เปน น่ี เปน ตวั ตนหรอื เปน ของของตนอยา งนน้ั อยา งน้ี อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก จนกวา จะถงึ ทส่ี ดุ . เมอ่ื มี เวลามาก กแ็ ยกทำไดโ ดยละเอยี ด และเรยี งอยา ง จนมคี วามชำนาญคลอ งแคลว แลว กจ็ ะ ประสบกนั เขา สกั อยา งหนงึ่ หรอื สกั โอกาสหนงึ่ ทตี่ นสามารถทำใหเ กดิ ความจางคลายไดเ ตม็ ตามความหมาย เปน ผสู รา งคลายจากความเมาในกาม และสรา งคลายจากความยดึ มน่ั ใน ภพไดจ รงิ ราคะ โทสะ โมหะ กลายเปน สงิ่ ไมม ที ตี่ งั้ ทอี่ าศยั ตอ ไปเพราะเหตนุ น้ั . เมอ่ื กลา วรวบรดั ตามแบบของอานาปานสติ ทา นแนะใหห ยบิ เอาลมหายใจซง่ึ เปน หมวด กาย ปต แิ ละสขุ ซงึ่ เปน หมวดเวทนา องคฌ านและความคดิ นกึ ตา งๆ ซงึ่ เปน หมวดจติ ขนึ้ มา พจิ ารณาเพอ่ื เหน็ ความไมเ ทยี่ ง จนกระทง่ั เกดิ ความจางคลายโดยอาการอยา งเดยี วกนั . โดย หลกั เกณฑน ี้ ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งทำอานาปานสตทิ กุ ขน้ั เรม่ิ ตน มาใหม แลว พจิ ารณาทกุ สง่ิ ทกุ อยา ง ทป่ี รากฏขนึ้ และอาจจะพจิ ารณาได เพอื่ เหน็ ความไมเ ทยี่ ง เพอ่ื เกดิ ความจางคลายดงั ทก่ี ลา ว แลว การหยิบเอาความสุขอันสูงสุดมาพิจารณา และไมตองมีการแยกแยะพิจารณาไปเสีย ทกุ อยา งทกุ ประเภท ซงึ่ ดเู ปน การแจกลกู ตามแบบปรยิ ตั อิ ยอู กี ไมน อ ยเหมอื นกนั . เหตทุ ี่ การพจิ ารณาอยา งเดยี ว แตไ ดผ ลกวา งขวางครอบคลมุ ไปทกุ อยา งนน้ั กเ็ พราะวา สงิ่ อนั เปน ทตี่ ง้ั ของกเิ ลสทงั้ หมดทงั้ สนิ้ ยอ มรวมจดุ อยทู เ่ี วทนา คอื สขุ เวทนาทที่ ำใหร กั และทกุ ขเวทนา ทท่ี ำใหเ กลยี ด ๒ อยา งนเ้ี ปน ปญ ญาใหญข องความมที กุ ข : การแกป ญ หาทจี่ ดุ นจ้ี งึ เปน การ เพยี งพอ. ถา เหน็ วา นอ ยไปหรอื ลนุ ไป กค็ วรจะขยายออกไป อยา งมากเพยี ง ๓ คอื เพม่ิ พวกกาย อนั ไดแ กล มหายใจเปน ตน อยา งหนงึ่ และพวกจติ เชน วติ กหรอื ตวั จติ เอง ทก่ี ำลงั อยู ในภาวะอยา งนน้ั อยา งนเี้ ปน ตน อกี พวกหนง่ึ รวมเปน ๓ พวกดว ยกนั . ขอ สำคญั อยตู รงที่ ตองเปนการกระทำดวยจิตที่เปนสมาธิ โดยการเพงของปญญาที่เพียงพอ คือเพงไปในทาง
2 - 174 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ลักษณะ ท่ีเรียกวา ลักขณูปณิชฌาน จนลักษณะแหงอนิจจังปรากฏ มีอาการของอุทยัพ- พยญาณ และภงั คญาณเปน ตน ปรากฏขนึ้ ชดั เจน จนกระทง่ั เหน็ โทษอนั รา ยกาจในขนาดที่ เปน อาทนี วญาณ และปลงความเชอื่ ทงั้ หมดลงไปไดด ว ยอำนาจของปญ ญา ดงั ทก่ี ลา วแลว . ทงั้ หมดนใ้ี หเ ปน อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก ทกุ ๆ ขนั้ ไปทเี ดยี ว. เมอื่ ทำอยดู งั น้ี ยอ มชอื่ วา เปน วริ าคานปุ ส สี คอื ผตู ามเหน็ ความจางคลายอยเู ปน ประจำ อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก เมอื่ ทำไดอ ยา งนถี้ งึ ทสี่ ดุ การกระทำนชี้ อ่ื วา ธรรมานปุ ส สนา- สตปิ ฏ ฐานภาวนาทส่ี มบรู ณ เปน ภาวนาทสี่ ามารถทำใหป ระมวลมาได ซง่ึ ธรรมสโมธาน ๒๙ ประการ ในระดบั ทสี่ งู ขน้ึ ไปอกี . ตอน ๑๕ อานาปานสติ ขนั้ ท่ี ๑๕ (การตามเหน็ ความดบั ไมเ หลอื อยเู ปน ประจำ) อานาปานสตขิ นั้ ที่ ๑๕ หรอื ขอ ๓ แหง จตกุ กะท่ี ๔ มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ น้ั ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผตู ามเหน็ ซงึ่ ความดบั ไม เหลอื อยเู ปน ประจำ จกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา เราเปน ผตู าม เห็นซึ่งความดับไมเหลืออยูเปนประจำ จักหายใจออก’.” (นิโรธานุปสฺสี อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ นโิ รธานปุ สสฺ ี ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ) คำวา ความดบั ไมเ หลอื ในทนี่ ี้ หมายถงึ ความตรงกนั ขา มตอ ความมอี ยู ยกตวั อยา ง เชน ความมอี ยแู หง รปู กบั ความไมม อี ยแู หง รปู นเี้ รยี กวา ภาวะทตี่ รงกนั ขา ม; อยา งแรกเปน ความมอี ยู อยา งหลงั เปน ความดบั ไมเ หลอื . แตค วามหมายตามทางธรรมของคำวา “มอี ย”ู กบั คำวา “ดบั ไมเ หลอื ” นี้ มไิ ดห มายถงึ ตวั วตั ถุ นน้ั มอี ยหู รอื ไมม อี ยู หากแตห มายถงึ “คณุ ” หรอื คณุ ลกั ษณะของสงิ่ เหลา นนั้ ทมี่ ผี ลตอ จติ ใจหรอื ไมอ กี ตอ หนงึ่ . ทเี่ หน็ ไดง า ยๆ เชน ความ มอี ยแู หง รปู หมายถงึ ความมอี ยแู หง ความไมเ ทยี่ ง ความเปน ทกุ ขท รมาน และสง่ิ อนื่ ๆ ทเ่ี นอื่ ง กนั อยกู บั รปู ; ถา สง่ิ เหลา นไ้ี มม ี กม็ คี า เทา กบั รปู ไมม ี หรอื เปน ความดบั ไมเ หลอื ของรปู . เพราะ ฉะนน้ั คำวา “ดบั ไมเ หลอื ” จงึ หมายถงึ ความดบั ทกุ ขท เ่ี นอื่ งมาจากรปู นนั้ โดยไมเ หลอื นน่ั เอง; นเ่ี รยี กสนั้ ๆ วา นโิ รธ หรอื ความดบั ไมเ หลอื ในกรณที เ่ี กย่ี วกบั รปู . ขอ ทวี่ า ดบั ไมเ หลอื แหง อะไร นนั้ ถา ตอบสนั้ ๆ ตรงๆ กต็ อบวา ดบั ไมเ หลอื แหง สงิ่ ที่
2 - 175 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ เปน ทกุ ข หรอื แหง สง่ิ ทมี่ กี ารเกดิ อนั เปน ทต่ี ง้ั ของความทกุ ข แตถ า จะจำแนกใหล ะเอยี ดออก ไป กอ็ าจจะจำแนกไดเ ปน ประเภทใหญๆ ๓ ประเภท และมรี ายละเอยี ด เทา ทยี่ กมาเปน ตวั อยา ง แตล ะประเภทคอื ขนั ธ ๕ อายตนะภายใน ๖ และอาการแหง ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ ดงั ทกี่ ลา ว แลว ในอานาปานสตขิ น้ั ตน แตน ้ี ในฐานะทเี่ ปน วตั ถแุ หง ความไมเ ทย่ี ง และความจางคลายนนั่ เอง. ความมอี ยแู หง เบญจขนั ธ คอื ความมอี ยแู หง อารมณอ นั เปน ทต่ี งั้ การสมั ผสั และเปน ความมอี ยขู องสงิ่ เปน ทต่ี ง้ั แหง ความยดึ ถอื โดยความเปน กามและโดยความเปน ภพ ดงั ทก่ี ลา ว แลว ; ดงั นนั้ ยอ มหมายความวา เปน ความมอี ยขู องสง่ิ อนั เปน ทตี่ งั้ แหง ความทกุ ข. เมอื่ สงิ่ เหลา นไ้ี มม ี หรอื เรยี กวา สงิ่ เหลา นด้ี บั ไปกต็ าม ยอ มหมายความวา ไมม สี งิ่ อนั เปน ทต่ี งั้ แหง ความ ทกุ ข. หรอื วา เปน ความดบั ไมเ หลอื แหง สง่ิ อนั เปน ทตี่ งั้ ของความทกุ ข. ถา อายตนะภายใน มอี ยู กห็ มายความวา สง่ิ ซงึ่ ทำหนา ทเี่ สวยอารมณ หรอื สง่ิ ทจี่ ะทำหนา ทส่ี มั ผสั กบั สง่ิ อนั เปน ท่ี ตงั้ แหง ความทกุ ขม อี ย;ู ถา สง่ิ เหลา นไ้ี มม ี กไ็ มม กี ารสมั ผสั กบั สง่ิ อนั เปน สง่ิ ทต่ี งั้ แหง ความทกุ ข. ความดบั ไมเ หลอื แหง สง่ิ เหลา นี้ กค็ อื การไมม กี ารสมั ผสั ชนดิ ทจี่ ะกอ ใหเ กดิ ความทกุ ขน นั่ เอง. ความมอี ยแู หง อาการปฏจิ จสมปุ บาททกุ ขน้ั ตอน เปน ความมอี ยแู หง การปรงุ ของสงั ขาร ธรรมตา งๆ ทกุ ๆ ขน้ั ทอี่ งิ อาศยั กนั แลว ปรงุ สงิ่ ใหมใ หเ กดิ ขนึ้ แลว ไปองิ อาศยั สงิ่ อนื่ ปรงุ สง่ิ ใหมใ หเ กดิ ขน้ึ เปน ลำดบั ไป จนกระทงั่ ถงึ เกดิ อาการทเี่ ปน ตวั ความทกุ ขโ ดยตรงในทสี่ ดุ และ ผลทเ่ี ปน ทกุ ขน นั้ กย็ งั สามารถหลอ เลยี้ ง หรอื ปรงุ ตน เหตเุ ดมิ ของมนั กลา วคอื อวชิ ชา ใหย งั คงมอี ยู และใหเ ปลยี่ นรปู ไปในลกั ษณะตา งๆ. ถา หากอาการเหลา นไ้ี มม ี คอื ไมเ กดิ ขนึ้ หรอื ไมเ ปน ไป ความทกุ ขก ก็ อ รปู ขน้ึ ในลกั ษณะตา งๆ ไมไ ด; ฉะนน้ั ความดบั ไปหรอื ความไมม อี ยู ของการปรงุ แตง เหลา นี้ จงึ มคี า เทา กบั ความดบั ทกุ ข หรอื ความไมม อี ยแู หง ทกุ ข หรอื ความท่ี ทกุ ขไ มส ามารถกอ รปู ขน้ึ มาได. สว นขอ ทวี่ า จะทำการดบั ไดโ ดยวธิ ใี ด นน้ั มอี ธบิ ายวา ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งพจิ ารณาให เหน็ โทษของความมอี ยแู หง สงิ่ เหลา นก้ี อ นโดยประจกั ษ แลว จติ กจ็ ะนอ มไปพอใจในคณุ ของ ความทไี่ มม สี งิ่ เหลา น้ี แลว เพง อยทู ี่ “คณุ ” ของความไมม สี งิ่ เหลา นอี้ ยทู กุ ลมหายใจ เขา -ออก จนกระทง่ั จติ นอ มไปสคู วามดบั ไมเ หลอื ของสงิ่ เหลา นไ้ี ดโ ดยสน้ิ เชงิ อยา งทเ่ี รยี กวา ปลงความ เชอื่ ลงไปไดจ นหมดสน้ิ ในความเปน อยา งนี้ และทำไปดว ยจติ ทเี่ ปน สมาธเิ พยี งพอ.
2 - 176 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ คำวา เหน็ โทษของสงิ่ เหลา น้ี หมายถงึ เหน็ ดว ยลกั ษณะ หรอื อาการ ๕ อยา งคอื สงิ่ เหลา นมี้ คี วามไมเ ทยี่ งหนง่ึ , มคี วามเปน ทกุ ขห นงึ่ , มคี วามเปน อนตั ตาหนงึ่ , มคี วามเผา ผลาญ (อยใู นตวั เอง) หนง่ึ , มคี วามแปรรปู อยเู สมอหนง่ึ . สำหรบั โทษ คอื ความไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตานนั้ มกี ารวนิ จิ ฉยั แลว โดยละเอยี ดในอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๑๓ ไมจ ำตอ งวนิ จิ ฉยั อกี ในทนี่ ้ี. สว นคำวา มกี ารเผาผลาญอยเู ปน ประจำนน้ั หมายถงึ ความทส่ี ง่ิ เหลา นี้ มกี าร เผาผลาญตวั เองใหร อ ยหรอไป เหมอื นไฟทกี่ นิ ฟน และใหค วามรอ นแกผ เู ขา ไปใกล และทำความ เผาผลาญใหแ กผ ทู ส่ี มคั รเขา ไปเปน ฟน โดยไมม สี ว นเหลอื ; นค่ี อื โทษของการเขา ไปใกลส ง่ิ น้ี หรอื การยดึ มน่ั ถอื มน่ั อยกู บั สง่ิ น.ี้ สว น อาการทเ่ี รยี กวา แปรรปู อยเู สมอนน้ั หมายความวา ความไมเ ทยี่ งนน้ั แปร รปู อยเู สมอ จากความไมเ ทย่ี งอยา งนไี้ ปสคู วามไมเ ทย่ี งอยา งอน่ื เรอ่ื ยไปไมม หี ยดุ ฉะนนั้ สงิ่ ทมี่ กี ารแปรไปในรปู ทเ่ี ผอญิ ไปตรงกนั เขา กบั ความตอ งการของบคุ คลนนั้ ๆ เขาจงึ เหน็ เปน ความดงี าม ความสขุ หรอื แมแ ตเ ปน ความยตุ ธิ รรมเปน ตน ; แลว กย็ ดึ ถอื เอาความไมเ ทย่ี งนน้ั วา เปน สงิ่ ทน่ี า ยดึ ถอื จนกระทง่ั มนั เปลยี่ นไปเปน อยา งอนื่ ถงึ กบั เขาตอ งนง่ั ลงรอ งไหอ กี ครง้ั หนงึ่ . ความสขุ หรอื ความทกุ ข การหวั เราะหรอื รอ งไห การฟขู นึ้ หรอื การแฟบลง และอนื่ ๆ ซงึ่ เปน คกู นั ทำนองนี้ จงึ มอี ยเู ปน เครอ่ื งหลอกลวงสตั วท ง้ั หลายไมม ที ส่ี น้ิ สดุ . ในรอบหนง่ึ ๆ หรอื คหู นง่ึ ๆ ยอ มมอี ายขุ ยั อนั จำกดั ของมนั เอง มนั เปลยี่ นแปลงไปในวงจำกดั ของมนั เอง จนสนิ้ อายขุ ยั วงหนงึ่ หรอื รอบหนง่ึ ของมนั แลว กแ็ ปรไปสวู งอน่ื หรอื รอบอนื่ ในลกั ษณะอนื่ ตอ ไปอกี อยา งไมม ที สี่ น้ิ สดุ . นเ้ี รยี กวา ความไมเ ทย่ี งของความไมเ ทย่ี ง หรอื ความไมเ ทยี่ งซอ นความไม เทย่ี ง ซง่ึ มอี ยเู ปน รปู หรอื เปน รอบๆ เปน วงๆ แปรผนั ไปไมม ที สี่ น้ิ สดุ ซง่ึ เรยี กวา วปิ รณิ ามธรรม ในทนี่ ้.ี ความไมเ ทย่ี งกด็ ี ความเปน ทกุ ขก ด็ ี ความเปน อนตั ตากด็ ี สนั ตาปธรรม คอื ความเผา ผลาญกด็ ี และวปิ รณิ ามธรรม คอื ความแปรรปู อยเู สมอกด็ ี เรยี กวา โทษของสงั ขารธรรม และ มอี ยเู ตม็ อดั ไปหมดในสงั ขารธรรมทงั้ หลาย. ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งเพง ทส่ี งั ขารธรรมนนั้ ๆ จนกระทง่ั เหน็ โทษ เหลา น้ี โดยประจกั ษช ดั ถงึ ขนาดทเี่ รยี กวา อาทนี วานปุ ส สนาญาณจรงิ ๆ แลว เทา นน้ั จงึ จะเกดิ ความจางคลายจาก ความกำหนดั ในสง่ิ เหลา นน้ั แลว นอ มมาพอใจตอ ความดบั สนทิ หรอื ความไมม อี ยขู องสงิ่ เหลา
2 - 177 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ นน้ั ไดจ รงิ ๆ เมอ่ื พอใจในความดบั แลว การทำความดบั หรอื ทำสง่ิ เหลา นนั้ ใหม คี า เทา กบั ไมม ี ก็เปนส่ิงท่ีทำไดโดยงาย. การทำความดบั นน้ั จะตอ งทราบเสยี กอ นวา สงิ่ นนั้ ๆ จะดบั ไปดว ยอำนาจอะไร ซงึ่ โดย หลกั ใหญแ ลว สง่ิ นน้ั ๆ ยอ มดบั ไปดว ยอำนาจการดบั ของเหตปุ จ จยั ซง่ึ ปรงุ แตง สงิ่ เหลา นนั้ และดว ยอำนาจการเกดิ ขนึ้ ของสงิ่ ตรงกนั ขา ม. สง่ิ ทเี่ รยี กวา เหตปุ จ จยั นนั้ แยกออก ไดเ ปน ๖ อยา งคอื :- ๑. เรยี กวา นทิ าน มคี วามหมายวา เปน แดนมอบใหซ ง่ึ ผล คอื เปน ทใี่ หเ กดิ ผลเปน สง่ิ นน้ั ๆ ขน้ึ มา เหมอื นกบั ตน ไมเ ปน ทเ่ี กดิ แหง ผลไม; ถา ตน ไมไ มม ผี ลไมจ ะมไี ดอ ยา งไร. ฉะน้ัน การดบั ของตน ไม จงึ เปน การดบั ผลไมพ รอ มกนั ไปในตวั . นอี้ กี อยา งหนง่ึ ซงึ่ แสดงวา ถา จะดบั สงิ่ ใด จะตอ งสบื หาแดนอนั เปน ทม่ี าของสง่ิ นน้ั เพอื่ ทำการดบั ทต่ี น ตอของสงิ่ นนั้ . ๒. เรยี กวา สมทุ ยั แปลวา แดนเปน ทตี่ งั้ ขน้ึ พรอ ม. ขอ นห้ี มายถงึ สงิ่ ซงึ่ เปน ทตี่ ง้ั อาศยั ของสง่ิ อนื่ เพอ่ื ความมีอยไู ด หรอื ตงั้ อยไู ด ของสง่ิ นนั้ เชน แผน ดนิ เปน ทตี่ ง้ั ทอ่ี าศยั ของตน ไม ซงึ่ ใครๆ ยอ มเหน็ ไดท กุ คน วา ตน ไมท กุ ตน หรอื บรรดาสงิ่ อนื่ ทกุ สง่ิ ทอ่ี าศยั แผน ดนิ ลว นแตง อก ขนึ้ หรอื ตง้ั ขน้ึ บนแผน ดนิ ทงั้ นน้ั ถา แผน ดนิ สลายลงหรอื ดบั ลงไป ตน ไมจ ะตง้ั อยไู ดอ ยา งไร ยอ มจะตอ งสลายหรอื ดบั ไป ตามอาการซง่ึ เปน ทตี่ งั้ ทอี่ าศยั อยา งนเ้ี รยี กวา เปน สมทุ ยั ; ตา ง กบั อาการในขอ หนงึ่ ซง่ึ เปน แดนมอบใหซ งึ่ ผล ซงึ่ ผศู กึ ษาจะตอ งสงั เกตใหเ หน็ ความแตกตา ง กันใหชัดแจง. ๓. เรยี กวา ชาติ แปลวา ความเกดิ หรอื การเกดิ ถา เปน ตน ไมย อ มหมายถงึ การงอก ถา มแี ผน ดนิ มเี มลด็ พชื หรอื มเี หตปุ จ จยั อน่ื กต็ าม แตถ า ไมม กี ารงอกหรอื การงอกงามแลว ตน ไมก ม็ ขี น้ึ ไมไ ด ฉะนน้ั การเกดิ หรอื การงอก จงึ เปน ตวั การสำคญั อนั หนงึ่ ดว ยเหมอื นกนั ในการทจี่ ะทำใหอ ะไรๆ เกดิ มขี นึ้ มา. เราอาจจะทำลายตน ไมต น หนง่ึ ได โดยไมต อ งทำลาย แผน ดนิ ทำลายอาหารของมนั หรอื ทำลายสงิ่ อนื่ ๆ แตท ำลายทค่ี วามงอกของมนั เชน ทำลาย ชวี ติ ในเมลด็ พชื นนั้ ๆ เสยี หรอื ตวั หนทางทมี่ นั จะงอกงามไดโ ดยทางใดทางหนง่ึ เสยี ดงั นเ้ี รยี ก วา ทำลายทช่ี าตขิ องมนั .
2 - 178 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ๔. เรยี กวา อาหาร หมายถงึ สง่ิ ทนี่ ำมาซง่ึ ความเจรญิ เตบิ โต หรอื นำมาซงึ่ ผลอยา งใด อยา งหนง่ึ ซงึ่ หมายถงึ ความเจรญิ งอกงามอกี นนั่ เอง. ตวั อยา งเชน ตน ไมจ ะตอ งอาศยั อาหาร โดยเฉพาะแรธ าตตุ า งๆ ซงึ่ มอี ยใู นดนิ ทใ่ี ชเ ปน อาหารได มนั จงึ จะอยไู ด ไมใ ชว า เพยี งแตม ี แผน ดนิ เปน ทตี่ งั้ อาศยั ใหง อกแลว มนั จะเจรญิ งอกงามไปได ถา สมมตวิ า ในดนิ นนั้ ไมม อี าหาร เลย ตน ไมน น้ั กจ็ ะตอ งตายอยดู ี. นเ้ี ราจะเหน็ ได วา สง่ิ ทเี่ รยี กวา อาหารกเ็ ปน ตวั การทสี่ ำคญั อนั หนงึ่ ของความมอี ยขู องสงิ่ ทง้ั ปวง. ๕. เรยี กวา เหตุ อนั นหี้ มายถงึ ตน เหตโุ ดยตรงของสง่ิ นนั้ ยกตวั อยา งเกยี่ วกบั ตน ไม อกี ตามเคย. สง่ิ ทเี่ รยี กวา เหตนุ นั้ ไดแ กเ จตนาของคนใดคนหนง่ึ กต็ าม ทต่ี ง้ั ใจจะปลกู ตน ไม นนั้ ดว ยการเอาเมลด็ มาฝง ดนิ เปน ตน หรอื ทส่ี ตั วน ำไปกนิ แลว ถา ยโดยไมม เี จตนาปลกู กต็ าม หรอื แมท ลี่ มหรอื น้ำพดั พาไป หรอื ทำใหห ลน ลงมาจากตน กต็ าม เหลา นเี้ รยี กวา เปน เหตโุ ดย ตรงของความเกดิ ขนึ้ แหง ตน ไมน น้ั . ถา เหตเุ หลา นไ้ี มม ี แมส งิ่ อนื่ ๆ จะมี ตน ไมน นั้ กไ็ มม ี โอกาสจะงอกข้ึนมา. ๖. เรยี กวา ปจ จยั หมายถงึ สง่ิ ทช่ี ว ยเหลอื ในฐานะเปน เครอ่ื งอปุ กรณท ต่ี รงตามความ ตอ งการของสง่ิ นนั้ ๆ. ในตวั อยา งทเี่ กย่ี วกบั ตน ไมด งั ไดก ลา วมาแลว ขา งตน นนั้ ยอ มหมายถงึ การไดร บั การพรวนดนิ ดี ไดร บั แสงแดด ไดร บั การคมุ ครองใหค ลาดแคลว จากอนั ตรายทจ่ี ะมี เชน สตั วท ม่ี ากดั กนิ หรอื เจาะไชเปน ตน ไดเ ปน อยา งดแี ลว กเ็ รยี กวา ไดป จ จยั ดี มคี วามเจรญิ งอกงามไดเ ปน ลำดบั ๆ ไป. ถา ไมไ ดร บั ปจ จยั ในทำนองนเ้ี พยี งพอ มนั กจ็ ะไมง อกหรอื งอก ขนึ้ มาอยา งแกนๆ แลว กเ็ ปน อนั ตรายไปโดยไมม กี ารเจรญิ เตบิ โตตอ ไปได. ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ ง ศกึ ษา ใหท ราบความแตกตา งระหวา งความหมายของคำทงั้ หมดนใ้ี หเ ปน อยา งดี คอื คำวา นทิ าน สมทุ ยั ชาติ อาหาร เหตุ และปจ จยั โดยนยั ทก่ี ลา วมาแลว ขา งตน ดว ยการทำตน ไมใ ห เปนอปุ มา วาจะตองประกอบดวยสิง่ ท้ัง ๖ เหลานอี้ ยา งไร มันจึงจะเกดิ ขึ้น หรอื ตง้ั อยไู ด แลว นำไปเปรยี บเทยี บกนั ดกู บั คนเรา หรอื กลมุ แหง ขนั ธท งั้ ๕ อนั เปน ทตี่ งั้ แหง อายตนะ ทง้ั ๖ และอาการ ๑๒ แหง ปฏจิ จสมปุ บาท จนกระทง่ั รวู า จะดบั นทิ าน ดบั สมทุ ยั ดบั ชาติ ดบั อาหาร ดบั เหตุ และดบั ปจ จยั ของมนั ไดอ ยา งไร. ทง้ั หมดน้ี ทำใหม นั ดบั ไปดว ยการตดั ตน เหตตุ า งๆ ของมนั .
2 - 179 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ สว นที่ ดบั ไปดว ยอำนาจของการเกดิ ขน้ึ ของสง่ิ ทตี่ รงกนั ขา มจากมนั นนั้ เลง็ ถงึ สงิ่ ๒ อยา ง คอื :- ๑. การเกดิ ขนึ้ ของสง่ิ ทเ่ี รยี กวา ญาณ ไดแ กค วามรซู ง่ึ เปน ของตรงกนั ขา มตอ อวชิ ชา. เมอ่ื ญาณเกดิ ขน้ึ อวชิ ชากด็ บั ไปในตวั เอง. นามรปู กลา วคอื สงั ขารทง้ั ปวง ทมี่ มี ลู มาจากอวชิ ชา กย็ อ มดบั ไปกต็ าม; นก้ี เ็ รยี กวา ดบั ไปเพราะการเกดิ ขน้ึ ของญาณ. เชน คนดบั ไปเพราะความ รเู กดิ ขน้ึ วา คนไมม ี มแี ตข นั ธธ าตอุ ายตนะเปน ตน . สำหรบั ในกรณที มี่ อี ปุ มาดว ยตน ไม ขา งตน นน้ั กอ็ าจจะกลา วไดว า ผทู จี่ ะทำลายตน ไมไ ด กต็ อ งมคี วามรทู ถี่ กู ตอ ง ในการทจ่ี ะทำลาย มนั ซง่ึ เปน เหตใุ หก ลา วไดว า ทำลายมนั ลงไดด ว ยความรู ซง่ึ จะเปน ความรใู นการตดั นทิ าน หรอื ดบั สมทุ ยั หรอื อะไรๆ กต็ าม ทเ่ี กย่ี วกบั ตน ไมน นั้ . หรอื ถา จะกลา วโดยโวหารธรรมะ กย็ งั กลา วไดว า ตน ไมไ มม ี หรอื ดบั ไป เพราะญาณหรอื ความรทู ถ่ี กู ตอ งวา คำวา ตน ไมน นั้ เปน เพยี ง คำเรยี กสมมติ ตน ไมจ รงิ ๆ ไมม ี มแี ตธ าตตุ า งๆ ทป่ี ระชมุ กนั อยกู ลมุ หนงึ่ ดว ยกฎเกณฑต า งๆ ดงั ทก่ี ลา วแลว ขา งตน เทา นนั้ เอง ดงั นี้ ความรสู กึ วา ตน ไมก ด็ บั ไป. แมโ ดยปรยิ ายนี้ กเ็ ปน อนั กลา วไดว า ดบั ไป เพราะอำนาจแหง ความเกดิ ขน้ึ ของญาณหรอื วชิ ชา ซงึ่ เปน ของตรงกนั ขา ม จากอวชิ ชาอกี นนั่ เอง. ๒. ไดแ กก ารปรากฏขนึ้ ของอาการแหง ความดบั สนทิ หรอื ของธรรมอนั เปน ทดี่ บั ของ สง่ิ นนั้ ๆ. สงิ่ นตี้ รงกนั ขา มกบั ความเกดิ เพราะสงิ่ นต้ี รงกนั ขา มกบั นทิ าน สมทุ ยั ชาติ อาหาร เหตุ ปจ จยั . เมอ่ื สง่ิ นม้ี เี ขา มา สง่ิ ทตี่ รงกนั ขา มกต็ อ งดบั . กลา วโดยตรง สง่ิ นไี้ ดแ กผ ลของ ขอ ปฏบิ ตั ทิ ถ่ี กู ตอ งถงึ ทสี่ ดุ จนเปน อรยิ มรรคดบั กเิ ลสและสงั โยชนไ ด; โดยใจความคอื ดบั อวชิ ชาไดอ กี นน่ั เอง; เปน แตเ ลง็ ถงึ ตวั ธรรมทม่ี อี ำนาจในการทำความดบั หรอื การตดั หรอื การลา ง หรอื การเพกิ ถอน หรอื การแผดเผา กต็ าม ซงึ่ แลว แตจ ะสมมตเิ รยี ก แตม นั เปน ภาวะ ของธรรมทที่ ำการดบั อวชิ ชาหรอื กเิ ลสตณั หานน้ั ๆ. ถา ธรรมนป้ี รากฏออกมาใหเ หน็ แลว ยอ ม หมายความวา มกี ารดบั ไปแลว แหง สง่ิ ตรงกนั ขา มกอ นหนา นน้ั เพราะวา มสี ง่ิ ซง่ึ ตรงกนั ขา ม กับส่ิงนั้น เหลือปรากฏอยู. สำหรับในกรณีท่ีถือเอาตนไมเปนอุปมาน้ัน ก็กลาวไดอีกวา บดั นต้ี รงทท่ี ตี่ น ไมเ คยอยนู นั้ เหลอื อยแู ตข เ้ี ถา ปรากฏอยู ดงั นเี้ ปน ตน ซงึ่ ยอ มเปน การแสดง วาไดมีการเผาผลาญเกิดขึ้นแลว จะโดยนำ้ มือของมนุษยหรืออำนาจของธรรมชาติ เชน
2 - 180 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ฟา ผา เปน ตน กต็ าม สง่ิ ทต่ี รงกนั ขา มคอื สง่ิ ทเ่ี ปน ทดี่ บั ของตน ไมน นั้ ไดป รากฏแลว ความดบั ของ ตน ไมน นั้ จงึ มี นเี้ รยี กวา ดบั ไปเพราะการปรากฏของธรรมเปน แดนทดี่ บั สนทิ ของสงิ่ นนั้ . การบงั เกดิ ขนึ้ ของญาณกด็ ี หรอื การปรากฏขน้ึ ของธรรมเปน ทดี่ บั สนทิ กด็ ี นรี้ วมเรยี ก วา สง่ิ นนั้ ๆ ดบั ไป เพราะการมมี าของสง่ิ ทต่ี รงกนั ขา ม ซงึ่ เราจำแนกได เปน ๒ อยา ง และเมอ่ื นำเอาการตดั ตน ตอหรอื ตดั สง่ิ แวดลอ มตา งๆ รวม ๖ อยา ง ดงั ทกี่ ลา วมาแลว ขา งตน มารวม กนั เขา กเ็ ปน ๘ อยา ง ซง่ึ ทำใหก ลา วไดว า สงั ขารธรรมนนั้ ๆ ดบั ไปดว ยอาการ ๘ อยา งเหลา น.้ี ผปู ฏบิ ตั อิ านาปานสตขิ นั้ นี้ จะไดน ามวา นโิ รธานปุ ส สี คอื ผตู ามเหน็ อยซู งึ่ ความดบั อยู เปน ประจำ กโ็ ดยการกระทำตนเปน ผกู ำหนดสงั ขารธรรมเหลา นนั้ อยโู ดยประจกั ษช ดั ดว ย การเพง เหน็ โทษ ๕ ประการแหง สงั ขารธรรมดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน อยอู ยา งรนุ แรง จนถงึ ขนาด เกิดความพอใจในความไมมีอยูของสังขารธรรมเหลานี้ กลาวคือดับสังขารเหลาน้ีเสียแลว โทษเหลา นน้ั กจ็ ะไดด บั ไปตาม. เธอเพง พจิ ารณาอยซู ง่ึ ความดบั ของสงั ขารธรรมเหลา นโ้ี ดย เห็นวามันดับไปดวยอาการ ๘ อยาง ดังท่ีกลาวแลวอยูทุกลมหายใจเขา-ออก ก็จะไดชื่อวา นโิ รธานปุ ส สี ซง่ึ มใี จความสำคญั อยวู า แมจ ะเพง ดคู วามดบั อยเู ปน สว นใหญก ต็ าม แตล กั ษณะ แหง อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา กย็ งั คงปรากฏอยเู ปน พน้ื ฐานแหง การนอ มจติ ไปสคู วามดบั อยนู นั่ เอง. เกี่ยวกับสิ่งที่จะหยิบเอามาเปนอารมณ สำหรับการตามเห็นซ่ึงความดับน้ัน จะ ถอื เอาตามแบบฉบบั ดงั ทก่ี ลา วไวว า ไดแ กข นั ธ ๕ อายตนะภายใน ๖ และอาการแหง ปฏจิ จ- สมปุ บาท ๑๒ ดงั นกี้ ไ็ ด แตเ ปน ภมู ขิ องนกั ปฏบิ ตั ทิ ผ่ี า นการศกึ ษาทางปรยิ ตั มิ าแลว อยา งเพยี ง พอเทานั้น; สวนผูที่ยึดม่ันในแนวของอานาปานสติ ยอมยึดเอาสิ่งตางๆ ท่ีปรากฏอยูใน การทำอานาปานสติ เชนตัวลมหายใจน่ันเอง หรือตัวเวทนา อันไดแกปติและสุข ซึ่งเปน องคฌานก็ตาม หรือแมแตจิตซึ่งกำลังผันแปรอยูในลักษณะตางๆ ในขณะนั้นก็ตาม มาเปน อารมณส ำหรบั เพง ใหเ หน็ ความดบั โดยนยั ดงั ทลี่ า วแลว อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก กย็ อ มไดช อ่ื วา นโิ รธานปุ ส สี อยา งเตม็ ทเ่ี ชน เดยี วกนั . เมอ่ื ทำอยดู งั นี้ สกิ ขาทงั้ ๓ มสี ลี สกิ ขาเปน ตน ยอ มสมบรู ณแ กเ ธอ การกระทำนนั้ ๆ ชอื่ วา ธรรมานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานภาวนา เปน ภาวนาที่ สามารถสโมธานซงึ่ ธรรมทงั้ หลาย ๒๙ ประการ ในอตั ราทส่ี งู ยง่ิ ขนึ้ ไปอกี ดงั นี.้
2 - 181 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ วนิ จิ ฉยั ในอานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๑๕ สนิ้ สดุ ลงเพยี งเทา นี้ ตอ แตน จี้ ะไดว นิ จิ ฉยั ในอานาปาน- สตขิ นั้ ที่ ๑๖ สบื ไป. ตอน ๑๖ อานาปานสติ ขน้ั ท่ี ๑๖ (การตามเหน็ ความสลดั คนื อยเู ปน ประจำ) อานาปานสตขิ นั้ ท่ี ๑๖ หรอื ขอ ท่ี ๔ แหง จตกุ กะที่ ๔ มหี วั ขอ วา “ภกิ ษนุ นั้ ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผตู ามเหน็ ซง่ึ ความสลดั คนื อยเู ปน ประจำจกั หายใจเขา ’; ยอ มทำในบทศกึ ษาวา ‘เราเปน ผตู าม เห็นซ่ึงความสลัดคืนอยูเปนประจำ จักหายใจออก’.” (ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต;ิ ปฏนิ สิ สฺ คคฺ านปุ สสฺ ี ปสสฺ สสิ สฺ ามตี ิ สกิ ขฺ ต.ิ ) คำวา สลดั คนื หรอื ปฏนิ สิ สคั คะ นน้ั มลี กั ษณะ ๒ อยา ง คอื การสลดั คนื ซง่ึ สง่ิ นน้ั ออกไปโดยตรง อยา งหนง่ึ ; หรอื มี จติ นอ มไปในนพิ พานอนั เปน ทดี่ บั สนทิ แหง สงิ่ ทงั้ หลาย เหลา นน้ั อกี อยา งหนง่ึ . อยา งแรกมคี วามหมายเปน การสลดั สงิ่ เหลา นน้ั ออกไปในทำนอง วา ผสู ลดั ยงั คงอยใู นทเี่ ดมิ ; อยา งหลงั มคี วามหมายไปในทำนองวา สงิ่ เหลา นนั้ อยใู นทเ่ี ดมิ สว น ผสู ลดั ผลหนไี ปสทู อ่ี น่ื . ถา กลา วอยา งบคุ คลาธษิ ฐานกเ็ หมอื นอยา งวา เปน คนละอยา ง แต ยอ มมผี ลในทางธรรมาธษิ ฐานเปน อยา งเดยี วกนั เปรยี บเหมอื นบคุ คลทส่ี ลดั สง่ิ อนั เปน ทร่ี กั ทพ่ี อใจ เขาจะกระทำโดยเอาสงิ่ เหลา นน้ั ไปทง้ิ เสยี หรอื จะกระทำโดยวธิ หี นไี ปใหพ น จากสงิ่ เหลา นนั้ กต็ าม ผลยอ มมอี ยเู ปน อยา งเดยี วกนั คอื ความปราศจากสงิ่ เหลา นนั้ . การทท่ี า นกลา ว ไวเ ปน ๒ อยา งดงั นี้ เพอ่ื การสะดวกในการทจ่ี ะเขา ใจสำหรบั บคุ คลบางประเภททม่ี สี ตปิ ญ ญา ตา งกนั มคี วามหมายในการใชค ำพดู จาตา งกนั เทา นน้ั ; แตถ า ตอ งการความหมายทแ่ี ตกตา ง กนั จรงิ ๆ แลว กพ็ อทจ่ี ะแบง ออกไดเ ปน ๒ อยา ง ดงั น้ี คอื :- (๑) สง่ิ ใดยดึ ถอื ไว โดยความเปน ของ ของตน (อตตฺ นยี า) การสลดั คนื สง่ิ นนั้ กระทำ ไดด ว ยการสละสงิ่ นนั้ เสยี กลา วคอื การพจิ ารณาจนเหน็ วา ไมค วรจะถอื วา เปน ของของตน. (๒) สงิ่ ใดทถ่ี กู ยดึ ถอื ไวโ ดยความเปน ตน (อตตฺ า) การสละสงิ่ นนั้ ๆ นน้ั กระทำได ดว ยการนอ มไปสนู พิ พาน กลา วคอื ความดบั สนทิ แหง สง่ิ นน้ั ๆ เสยี .
2 - 182 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ อยา งไรกด็ ี เมอื่ พจิ ารณาโดยละเอยี ดแลว จะเหน็ ไดว า สง่ิ ทยี่ ดึ ถอื ไวโ ดยความเปน ของ ตนนนั้ สลดั ไดง า ยกวา สงิ่ ทยี่ ดึ ถอื ไวโ ดยความเปน ตวั ตน ทงั้ นเ้ี พราะวา สงิ่ ทย่ี ดึ ถอื ไวโ ดยความ เปนของตน น้ันเปนเพียงส่ิงเกาะอยูกับตน หรือเปนบริวารของตน จึงอยูในฐานะท่ีจะทำ การสลดั คนื ไดก อ น. ขอ นเ้ี ปรยี บเทยี บไดง า ยๆ กบั ความรสู กึ วา ตวั กแู ละของกู : สงิ่ ทเี่ ปน “ของกู” อาจจะปลดทิ้งไปไดโดยงายกวาสิ่งที่เปน “ตัวกู” ซ่ึงไมรูจะปลดอยางไร จะทิ้ง อยา งไร ขนื ทำไปกเ็ ทา กบั เปน การเชอื ดคอตวั เองตาย ซง่ึ ยงั ไมส มคั รจะทำ. แตส ำหรบั สงิ่ ที่ เปน “ของก”ู นน้ั อยใู นวสิ ยั ทจี่ ะสละได ดว ยความจำใจกต็ าม ดว ยความสมคั รใจเพอื่ แลก เปลย่ี นกบั สงิ่ อน่ื เปน ตน กต็ าม หรอื แมเ พราะหลดุ มอื ไปเองกย็ งั เปน สง่ิ ทอี่ าจจะมไี ด; สว นสง่ิ ทเี่ รยี กวา ตวั กนู น้ั ยงั เปน สง่ิ ทมี่ ดื มนตอ การทจี่ ะสลดั ออกไป หรอื หลดุ ออกไปเอง ทง้ั นเ้ี ปน เพราะ มนั เปน ตวั ๆ เดยี วกนั กบั ทย่ี นื โยงอยใู นฐานะทเี่ ปน ประธานของการกระทำทกุ อยา ง. ฉะนั้น การทจี่ ะสลดั คนื เสยี ซงึ่ ตวั กู จกั ตอ งมอี บุ ายทฉี่ ลาดไปกวา การสละของก.ู เมอ่ื กลา วโดย บคุ คลาธษิ ฐาน กเ็ ปน การกลา วไดว า เมอ่ื ตวั กอู ยากสลดั ตวั เองขน้ึ มาจรงิ ๆ แลว กต็ อ งวงิ่ เขา หาสง่ิ ใดสงิ่ หนงึ่ ซงึ่ สามารถทำลายตวั กใู หห มดไปโดยไมม สี ว นเหลอื และขอ นก้ี เ็ ปน การแสดง ใหเ หน็ ความหมายทแี่ ตกตา งกนั อยเู ปน ๒ ประการ กลา วคอื “ตวั ก”ู ไดส ลดั สงิ่ ซงึ่ เปน ของกแู ลว เหลอื แตต วั กู จงึ วง่ิ เขา ไปสสู ง่ิ ซงึ่ สามารถดบั ตวั กไู ดส นิ้ เชงิ อกี ตอ หนง่ึ . ความแตกตา งในตวั อยา ง น้ี ยอ มแสดงใหเ หน็ ความแตกตา ง ๒ อยา ง ดงั ทกี่ ลา วแลว ขา งตน ไดโ ดยชดั เจน คอื จติ สลดั สงิ่ ทง้ั หลายทง้ั ปวงเปน การสลดั คนื อยา งท่ี ๑ และจติ แลน ไปสนู พิ พานอนั เปน ทดี่ บั ของสง่ิ ทง้ั ปวงรวมทงั้ จติ เองดว ย นกี้ อ็ ยา งหนงึ่ เปน ๒ อยา งดว ยกนั ดงั น.้ี ถงึ กระนน้ั กต็ าม เมอื่ กลา วในทางปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ แลว ความแตกตา งทง้ั ๒ อยา งนี้ กย็ งั คงเปน เพยี งความแตกตา งในทางนติ นิ ยั ไปตามเดมิ สว นทางพฤตนิ ยั นนั้ ยอ มมวี ธิ ปี ฏบิ ตั ิ และ ผลแหง การปฏบิ ตั อิ ยา งเดยี วกนั แท. วธิ ปี ฏบิ ตั เิ พอ่ื ความสลดั เบญจขนั ธ หรอื อายตนะออกไปนน้ั มไิ ดห มายถงึ การสลดั อยา ง วตั ถุ เชน การโยนทงิ้ ออกไปเปน ตน ได แตห มายถงึ การสลดั ดว ยการถอนอปุ าทานหรอื ความ ยึดม่ันอยางใดอยางหน่ึงให ไดจริงๆ เทานั้น. การถอนอุปาทานนั้น ตองกระทำดวยการ ทำความเหน็ แจง ตอ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา จนกระทงั่ เหน็ ความวา งจากตวั ตน ไมว า จะเปน
2 - 183 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ตนฝา ยทเี่ ปน เจา ของ หรอื เปน ตนฝา ยทถี่ กู ยดึ ถอื เอาเปน ของของตน. เมอื่ วา งจากตนทง้ั ๒ ฝา ยดงั นแ้ี ลว จงึ จะถอนอปุ าทานได และมผี ลเปน ความไมย ดึ ถอื สงิ่ ซงึ่ เปน ตน เหตแุ หง ความ ทกุ ขไ วอ กี ตอ ไป. แมใ นการพจิ ารณา เพอ่ื ถอนความยดึ ถอื ในเบญจขนั ธ หรอื อายตนะสว น ใดสว นหนง่ึ ซง่ึ ถกู ยดึ ถอื วา ตน กต็ อ งทำโดยวธิ เี ดยี วกนั แท คอื พจิ ารณาเหน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา อกี นนั่ เอง หากแตเ ลย่ี งไปในทำนองวา ทงั้ หมดนเี้ มอ่ื เปน อยา งนม้ี นั เปน ทกุ ข เมอ่ื ไม อยากทกุ ขก น็ อ มจติ ไปเพอื่ ความดบั สนทิ ไมม เี หลอื ของสง่ิ เหลา นเ้ี สยี จะไดไ มม อี ะไรทกุ ขอ กี ตอ ไป เรยี กวา เปน การนอ มไปสนู พิ พานหรอื มจี ติ แลน ไปสนู พิ พาน แตท ง้ั นมี้ ไิ ดห มายความวา ตอ งรอไปจนกวา รา งกายจะแตกดบั หรอื วา จะตอ งรบี ทำลายรา งกายนเ้ี สยี ดว ยการฆา ตวั ตาย ดงั นกี้ ห็ าไม. การฆา ตวั ตายไมไ ดท ำใหอ ปุ าทานนนั้ หมดไป กลบั เปน อปุ าทานอกี อยา งหนงึ่ อยา งเตม็ ทอี่ ยทู เี ดยี ว จงึ จะฆา ตวั ตายได. สว นการรอไปจนรา งกายแตกทำลายนนั้ ไมใ ชว ธิ ี ของการปฏบิ ตั ิ และการแตกทำลายของรา งกายนนั้ มไิ ดห มายความวา เปน การหมดอปุ าทาน เพราะคนและสตั วต ามธรรมดาสามญั กม็ กี ารแตกตายทำลายขนั ธอ ยเู องแลว เปน ประจำทกุ วนั ไมเ ปน การทำลายอปุ าทานไดด ว ยอาการสกั วา รา งกายแตกทำลายลง. เพราะฉะนนั้ การ ฆา ตวั เองตายกด็ ี การรอไปจนแตกทำลายเองกด็ ี ไมเ ปน การดบั อปุ าทานทย่ี ดึ ถอื วา ตวั ตนได แตอ ยา งใดเลย จงึ ไมแ ลน ไปสนู พิ พานไดด ว ยการทำอยา งนนั้ ยงั คงทำไดแ ตโ ดยวธิ ที ย่ี งั มชี วี ติ อยนู แ่ี หละ. เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ วา ถา มคี วามยดึ ถอื วา ตวั ตนอยเู พยี งใดแลว กจ็ ะตอ งมคี วามทกุ ข นานาชนดิ อยทู ต่ี นเพยี งนน้ั จงึ นอ มจติ ไปในทางทจ่ี ะไมใ หม ตี นเพอ่ื เปน ทตี่ งั้ ของความทกุ ขอ กี ตอ ไป นเ้ี รยี กวา มจี ติ นอ มไปเพอื่ ความดบั สนทิ ของตน ซง่ึ เรยี กไดว า นอ มไปเพอ่ื นพิ พาน แลว กต็ งั้ หนา ตงั้ ตาทำการปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ใหเ หน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ในระดบั สงู สดุ ซง่ึ ทำใหไ มร สู กึ วา มตี วั ตนเหลอื อยจู รงิ ๆ มแี ตส งั ขารธรรมลว นๆ หมนุ ไปตามเหตตุ ามปจ จยั ของมนั . สงิ่ ที่ เรยี กวา ความทกุ ข เชน ความแกค วามตาย เปน ตน กร็ วมอยใู นกลมุ นน้ั คอื เปน สงั ขารธรรม สว นหนงึ่ ในบรรดาสงั ขารธรรมทง้ั หมด ทห่ี มนุ เวยี นไปตามเหตตุ ามปจ จยั ของมนั ไมม สี ว นไหน ทม่ี คี วามยดึ ถอื วา เปน ตวั เราหรอื ของเรา แมแ ตจ ติ ทกี่ ำลงั รสู กึ นกึ คดิ ได หรอื กำลงั มองเหน็ ความ เปน ไปของสงั ขารธรรมเหลา นนั้ อยู จติ นน้ั กม็ ไิ ดย ดึ ถอื ตวั มนั เองวา เปน ตวั ตน หรอื ยดึ ถอื ตวั
2 - 184 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ มนั วา เปน จติ -ผรู ู ผเู หน็ : แตก ลบั ไปเหน็ วา ตวั จติ นนั้ กด็ ี การรกู ารเหน็ นน้ั กด็ ี เปน แตเ พยี ง สงั ขารธรรมลว นๆ อกี นนั่ เอง และเหน็ วา สงั ขารธรรมทง้ั หมดทงั้ สนิ้ นนั้ กเ็ ปน สกั วา สงั ขารธรรม คอื เปน ธรรมชาตหิ รอื ธรรมดาทเ่ี ปน อยอู ยา งนนั้ เอง หาใชเ ปน ตวั เปน ตนเปน เราเปน เขา เปน ผูยึดครองหรือถูกยึดครอง ดังน้ีเปนตนแตประการใด เม่ือจิตเขาถึงความวางจากตัวตน อยา งแทจ รงิ ดงั นแ้ี ลว กเ็ ทา กบั เปน การดบั ตวั เองโดยสน้ิ เชงิ ซง่ึ เรยี กวา นพิ พานในทน่ี ี้. เพราะฉะนั้น ปฏินิสสัคคะ คือการสลัดคืนชนิดที่ใชอุบายดวยการทำจิตใหแลนไปสู นพิ พานนนั้ กม็ วี ธิ ปี ฏบิ ตั ิ มคี วามหมายแหง การปฏบิ ตั ิ และมผี ลแหง การปฏบิ ตั เิ ปน อยา งเดยี ว กนั กบั ปฏนิ สิ สคั คะ ชนดิ ทม่ี อี บุ ายวา สลดั สง่ิ ทง้ั ปวงเสยี ; เพราะวา อบุ ายทง้ั ๒ วธิ นี ้ี ลว นแตม ี ความหมายอยา งเดยี วกนั คอื ทำความวา งจากตวั ตนหรอื ทเ่ี รยี กวา สญุ ญตานน้ั ใหป รากฏขนึ้ มาใหจนได ถาไปเพงความวางของฝายสิ่งท่ีถูกยึดถือ ก็เรียกวาสลัดส่ิงเหลานั้นออกไป แตถ า เพง ความวา งของฝา ยทเี่ ปน ผยู ดึ ถอื กลา วคอื จติ กก็ ลายเปน การทำจติ นน้ั ใหเ ขา ถงึ ความ วา ง (คอื เปน นพิ พานไปเสยี เอง) ความมงุ หมายจงึ เปน อยา งเดยี วกนั คอื เปน การใหทง้ั ๒ ฝา ยเขา ถงึ ความวา งโดยเสมอกนั ความทกุ ขก เ็ กดิ ขน้ึ ไมไ ด : และโดยพฤตนิ ยั ทงั้ ๒ อยา งนน้ั เปน อยา งเดยี วกนั คอื มแี ตเ พยี งอยา งใดอยา งหนง่ึ ถา ถงึ ทส่ี ดุ จรงิ ๆ แลว มนั กด็ บั ทกุ ขท งั้ ปวง ไดด ว ยกนั ทงั้ นน้ั . และการทใี่ หส ง่ิ ทง้ั หลายทง้ั ปวงวา งไปโดยทจ่ี ติ ยงั เหลอื อยเู ปน ตวั ตนไมต อ ง วา งนน้ั เปน สงิ่ ทมี่ ไี มไ ดห รอื ทำไมไ ด เพราะวา สงิ่ ทเี่ รยี กวา ความวา งนนั้ มนั มเี พยี งอยา งเดยี ว ตวั เดยี ว หรอื สงิ่ เดยี ว ถา ลงเขา ถงึ จรงิ ๆ แลว มนั จะทำใหว า งหมด ทงั้ ฝา ยผยู ดึ ถอื และฝา ย สงิ่ ทถี่ กู ยดึ ถอื ทงั้ หลายทงั้ ปวง ฉะนน้ั โดยพฤตนิ ยั เมอื่ ปฏบิ ตั ถิ งึ ทสี่ ดุ แลว ยอ มวา งไปทงั้ ๒ ฝา ยพรอ มกนั ในทนั ใดนนั้ เอง; ถา ผดิ จากน้ี มนั เปน เพยี งความวา งชนดิ อนื่ คอื ความวา งทไี่ ม จรงิ แท เปน ความวา งชว่ั คราว และเพยี งบางขน้ั บางตอนของการปฏบิ ตั ทิ ยี่ งั ไมถ งึ ทสี่ ดุ มี ผลเพยี งทำใหป ลอ ยวางสง่ิ นน้ั ๆ ไดช ว่ั คราว และกป็ ลอ ยไดเ ฉพาะแตฝ า ยทป่ี ลอ ยงา ย เชน ฝา ยทถ่ี กู ยดึ ถอื ไวโ ดยความเปน ของของตน หรอื ของกู บางสว น เทา นน้ั แตไ มก ระทบกระเทอื น ถงึ ตวั ตนหรอื ตวั กเู ลย. ตอ เมอ่ื ใด สญุ ญตาหรอื ความวา งอนั แทจ รงิ ปรากฏออกมา เมอ่ื นนั้ จงึ จะวา งอยา งแทจ รงิ และไมม อี ะไรรอหนา เปน ตวั ตนอยไู ด ตวั ตนฝา ยการกระทำกด็ ี ตวั ตนฝา ยทถ่ี กู กระทำกด็ ี ตวั การกระทำ นนั้ ๆ กด็ ี ตวั ผลแหง การกระทำนนั้ ๆ กด็ ี ไมว า จะถกู
2 - 185 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ จดั ไวเ ปน ฝา ยกศุ ลหรอื ฝา ยอกศุ ล หรอื ฝา ยอพั ยากฤต คอื มใิ ชท งั้ กศุ ลและอกศุ ลกด็ ี ยอ มเขา ถงึ ความวา งไปดว ยกนั ทง้ั หมดทงั้ สน้ิ . อาการแหง การสลดั คนื กลา วคอื ปฏนิ สิ สคั คะมขี น้ึ ได ถงึ ทสี่ ดุ โดยไมต อ งมใี ครเปน ตวั ผสู ละคนื เพราะเปน ของวา งไปดว ยกนั ทงั้ หมด แมแ ตต วั การ สลดั คนื ตวั สง่ิ ทถ่ี กู สลดั คนื กย็ งั คงเปน ของวา ง กลา วคอื เปน ความดบั สนทิ แหง ความมตี วั ตนนนั่ เอง. ฉะนนั้ เมอื่ กลา วโดยปรมตั ถห รอื โดยความจรงิ อนั สูงสดุ แลว ยอ มกลา วไดว า ความวา งอยา งเดยี วเทา นน้ั เปน ตวั ความสลดั คนื อยา งแทจ รงิ และมเี พยี งอยา งเดยี ว หามี เปน ๒ อยา ง หรอื หลายอยา ง ดงั ทก่ี ลา วโดยโวหารแหง การพดู จา ดว ยการแยกเปน ฝก ฝา ย ดงั ทกี่ ลา วอยา งบคุ คลาธษิ ฐานขา งตน นนั้ ไม. เบญจขนั ธก ด็ ี อายตนะภายในทง้ั ๖ กด็ ี อาการปรงุ แตง ซง่ึ กนั และกนั ของสงิ่ เหลา นน้ั อนั เรยี กวา ปฏจิ จสมปุ บาทกด็ ี เปน สงิ่ ทอ่ี าจถกู สลดั คนื โดยสน้ิ เชงิ ได ดว ยการทำใหเ ขา ถงึ ความวา ง ดงั ทกี่ ลา วแลว นน่ั เอง. การพจิ ารณาเบญจขนั ธโ ดยความเปน ของวา ง นนั้ ยอ มเปน การสลดั คนื ซงึ่ เบญจขนั ธ อยใู นตวั มนั เอง กลา วคอื กอ นหนา นร้ี บั หรอื ยดึ ถอื เบญจขนั ธบ างสว นวา เปน ตวั ตน บาง สว นวา เปน ของตน ดว ยอำนาจของอปุ าทาน บดั นเี้ บญจขนั ธน น้ั ถกู พจิ ารณาเหน็ ตามทเี่ ปน จรงิ คอื เปน ของวา งไปหมด ไมเ ปน ทตี่ งั้ แหง อปุ าทานอกี ตอ ไป อปุ าทานจงึ ดบั ลง. เมอื่ อปุ าทาน ดบั กไ็ มม อี ะไรทจี่ ะเปน เครอ่ื งยดึ ถอื และเบญจขนั ธก เ็ ปน ของวา งไปแลว . เมือ่ ไมม กี ารยดึ ถอื หรอื การรบั ไวเ ชน นี้ กม็ ผี ลเทา กบั เปน การสลดั คนื ทงั้ ทไี่ มต อ งมตี วั ผสู ลดั คนื เพราะจติ และ อปุ าทานก็กลายเปนของวางจากตัวตนไป. การพจิ ารณาอายตนะภายใน ทง้ั ๖ โดยความเปน ของวา ง กม็ ลี กั ษณะอยา งเดยี ว กนั กบั เรอื่ งของเบญจขนั ธ เพราะอายตนะภายในทง้ั ๖ นน้ั เปน สว นหนงึ่ ของเบญจขนั ธไ ดแ ก ขันธที่ทำหนาท่ีรูอารมณที่มาสัมผัสนั่นเอง หรืออีกอยางหนึ่งก็กลาวไดวาหมายถึงกลุมแหง เบญจขนั ธ ในขณะทท่ี ำหนา ทร่ี บั อารมณท างตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ นนั่ เอง การทำให สงิ่ ทงั้ ๖ นเ้ี ปน ของวา ง กค็ อื การพจิ ารณาโดยความเปน สงั ขาร หรอื ความเปน ธรรมชาตลิ ว นๆ หามคี วามเปน ตวั ตนแตอ ยา งใดไม แตม ลี กั ษณะเปน เครอื่ งกลไกตามธรรมชาตขิ องมนั เอง ใน การทจ่ี ะรบั อารมณไ ด ตามธรรมดาของรปู ธรรมและนามธรรมทก่ี ำลงั จบั กลมุ กนั อยู ซง่ึ สามารถ
2 - 186 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : อานาปานสติ ทำอะไรได อยา งนา มหศั จรรย จนเกดิ ความสำคญั ผดิ ไปวา สงิ่ เหลา นเี้ ปน อตั ตาหรอื ตวั ตน หรอื วา มอี ตั ตาตวั ตนอยใู นสงิ่ เหลา น้ี. การพจิ ารณาสงิ่ เหลา นจี้ นกระทง่ั เหน็ โดยความเปน ของวา งนนั้ จดั เปน ปก ขนั ทนปฏนิ สิ สคั คะโดยแท โดยใจความกค็ อื แยกขนั ธส ว นทเ่ี ปน จติ ออก มาพจิ ารณาโดยความเปน ของวา งนน่ั เอง. การพิจารณาอาการแหงปฏิจจสมุปบาท โดยความเปนของวาง นั้นเปนการ พจิ ารณาใหเ หน็ วา กลไกโดยอตั โนมตั ขิ องรปู ธรรมและนามธรรมกลา วคอื การปรงุ แตง นน่ั นี่ สบื กนั ไปเปน สายไมม หี ยดุ นน้ั กเ็ ปน เพยี งกลไกตามธรรมชาตขิ องรปู ธรรมนามธรรม ทส่ี ามารถ ทำหนา ทอ่ี ยา งนนั้ เองไดโ ดยอตั โนมตั ใิ นตวั ธรรมชาตเิ องลว นๆ ไมต อ งมอี ตั ตา หรอื เจตภตู เปน ตน อะไรทไ่ี หนเขา ไปเปน ตวั การในการกระทำ หรอื ใชใ หท ำแตอ ยา งใดเลย มนั เปน เพยี งการ เคลอ่ื นไหวของธรรมชาตลิ ว นๆ ปรงุ แตง กนั เอง ในเมอื่ เขา มาเกยี่ วขอ งกนั มกี ารกระทำตอบ แกก นั และกนั ผลกั ดนั เปน เหตแุ ละผลแกก นั และกนั จงึ เกดิ อาการปรงุ แตง เรอื่ ยไปไมม หี ยดุ . เพราะฉะนน้ั รปู ธรรมและนามธรรมเหลา นนั้ ในขณะทกี่ ำลงั เปน เหตเุ ปน ปจ จยั กด็ ี หรอื ใน ขณะทก่ี ำลงั เปน ผลหรอื เปน วบิ ากกด็ ี และอาการตา งๆ ทม่ี นั ปรงุ แตง กนั เพอื่ ใหเ กดิ เปน ผลมา จากเหตุ แลว ผลนน้ั กลายเปน เหตตุ อ ไปในทำนองน้ี อยา งไมม หี ยดุ หยอ นกด็ ี ลว นแตเ ปน อาการ ตามธรรมชาตขิ องรปู ธรรมนามธรรมลว นๆ ไมม อี ตั ตาหรอื ตวั ตนอะไรทไ่ี หนทม่ี สี ว นเขา ไปเกยี่ ว ขอ งดว ยเลย ทกุ สว นจงึ วา งจากความหมายแหง ความเปน ตวั ตน และความเปน ของของตนโดย สน้ิ เชงิ . นคี้ อื อาการสลดั คนื ออกไปเสยี ไดซ ง่ึ ปฏจิ จสมปุ บาทธรรมทกุ ๆ สว น ทง้ั ทเ่ี ปน สว น เหตแุ ละสว นผล และสว นทกี่ ำลงั เปน เพยี งอาการปรงุ แตง . ฉะนน้ั จงึ เปน อนั กลา วไดว า การสลดั คนื ซง่ึ กลมุ แหง ปฏจิ จสมปุ บาทน้ี เปน ทงั้ บรจิ าค-ปฏนิ สิ สคั คะ และเปน ทง้ั ปก ขนั ทน- ปฏนิ สิ สคั คะ กลา วคอื สลดั คนื เสยี ไดท ง้ั สว นทเี่ ปน เบญจขนั ธ คอื สว นทเี่ ปน ผล และทงั้ สว นที่ ถกู สมมตวิ า เปน จติ เปน ผทู ำกริ ยิ าอาการเหลา นน้ั อนั เกดิ ขนึ้ จากความไมร จู รงิ หรอื ความหลง ผดิ โดยสน้ิ เชงิ . เมอ่ื ประมวลเขา ดว ยกนั ทง้ั ๓ อยา ง กเ็ ปน อนั กลา วไดว า เปน การสลดั คนื เสยี ซงึ่ โลก ในฐานะเปน อารมณ และสลดั คนื เสยี ซง่ึ จติ ในฐานะเปน ผเู สวยอารมณค อื โลก และสลดั เสยี ซง่ึ การเกย่ี วขอ ง หรอื การปรงุ แตง ผลกั ดนั กนั ตา งๆ บรรดาทม่ี อี ยใู นโลก ทป่ี รงุ แตง โลก หรอื
2 - 187 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : อานาปานสติ ทเ่ี กย่ี วพนั กนั ระหวา งโลกกบั จติ ซงึ่ เปน ผรู สู กึ ตอ โลก เมอื่ สละคนื เสยี ไดท ง้ั หมด ๓ ประเภท ดงั นแ้ี ลว กเ็ ปน อนั วา ไมม อี ะไรเหลอื อยู สำหรบั เปน ทต่ี ง้ั ของความทกุ ขห รอื ความยดึ ถอื ซงึ่ เปน เหตแุ หง ความทกุ ขอ กี เลยแมแ ตน อ ย มอี ยกู แ็ ตค วามไมม ที กุ ข ความดบั เยน็ ความสงบ รำงบั ความหลดุ พน ความปลอ ยวาง ไมม กี ารแยกถอื โดยประการทง้ั ปวง หรอื อะไรอนื่ กต็ าม แลว แตจ ะเรยี ก แตร วมความวา เปน ทส่ี นิ้ สดุ หรอื เปน ทจ่ี บลงโดยเดด็ ขาดของสงั สารวฏั ฏ กลา ว คอื กระแสของความทกุ ข ซง่ึ เรานยิ มเรยี กภาวะเชน นว้ี า เปน การลถุ งึ นพิ พาน. ทง้ั หมดนเี้ ปน การแสดง ใหเ หน็ ไดว า ปฏนิ สิ สคั คะคอื การสลดั คนื นนั้ มคี วามเกย่ี วขอ งกนั อยา งไรกบั ความหมาย ของคำวา นพิ พาน. ผปู ฏบิ ตั อิ านาปานสตมิ าจนถงึ ขน้ั นแี้ ลว จะตอ งเปลย่ี นกฎเกณฑใ นการกำหนดพจิ ารณา กนั เสยี ใหม คอื ยา ยใหส งู ขน้ึ ไป ใหเ กดิ มคี วามรสู กึ ชดั แจง ในการสลดั คนื ของตน. คอื หลงั จากเหน็ ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตาแลว เกดิ ความพอใจในการทค่ี ลายความยดึ ถอื หรอื ในความดบั แหง สงั ขารทงั้ ปวงแลว ทำจติ ใหว างเฉยตอ สงั ขารทง้ั หลาย ทไี่ ดพ จิ ารณาเหน็ โดย ความเปน ของวา งอยา งแทจ รงิ อยทู กุ ลมหายใจเขา -ออก. ทางทดี่ ที สี่ ดุ เขาจะตอ งยอ นไปเจรญิ อานาปานสตขิ นึ้ มาใหม ตง้ั แตข น้ั ที่ ๑ แลว คอ ย เพง พจิ ารณาทกุ สง่ิ ทกุ อยา งทป่ี รากฏ นบั ตงั้ แตล มหายใจ นมิ ติ และองคฌ านขนึ้ มาจนถงึ ธรรม ทเ่ี ปน ทต่ี ง้ั แหง ความยดึ ถอื โดยตรงเชน สขุ เวทนาในฌาน และจติ ทก่ี ำหนดสงิ่ ตา งๆ ใหเ หน็ โดยความเปน ของควรสลดั คนื หรอื ตอ งสลดั คนื อยา งทไี่ มค วรจะยดึ ถอื ไวแ ตป ระการใดเลย; แลว เพง พจิ ารณาไปในทำนองทส่ี ง่ิ เหลา นน้ั เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ยง่ิ ขนึ้ ไปตามลำดบั จนจติ ประกอบอยดู ว ยความเบอ่ื หนา ย คลายกำหนดั ตอ สง่ิ เหลา นนั้ ประกอบอยดู ว ยธรรมเปน ท่ี ดบั แหง สง่ิ เหลา นน้ั คอื ความเหน็ แจม แจง วา สงิ่ เหลา นน้ั ไมไ ดม ตี วั ตนอยจู รงิ จนกระทง่ั ได ปลอ ยวาง หรอื วา งจากความยดึ ถอื ในสง่ิ เหลา นนั้ ยง่ิ ขน้ึ ไปตามลำดบั จนกวา จะถงึ ทสี่ ดุ แหง กจิ ทตี่ อ งทำ คอื ปลอ ยวางดว ยสมจุ เฉทวมิ ตุ ตจิ รงิ ๆ. แมใ นระยะตน ๆ ทย่ี งั เปน เพยี งตทงั ควมิ ตุ ติ คอื พอสกั วา มาทำอานาปานสติ จติ ปลอ ยวางเองกด็ ี และในขณะแหง วกิ ขมั ภนวมิ ตุ ติ คอื จติ ประกอบอยดู ว ยฌานเตม็ ทม่ี กี ารปลอ ยวางไปดว ยอำนาจของฌานนนั้ จนตลอด เวลาแหง ฌาน กด็ ี กล็ ว นแตเ ปน สงิ่ ทต่ี อ งพยายามกระทำดว ยความระมดั ระวงั อยา งสขุ มุ แยบคายทส่ี ดุ อยู
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 642
Pages: