5 - 62 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ท่ีเรียกวา “ดวงธรรมที่ทำใหเปนกายมนุษย” หรือ “ดวงปฐมมรรค” หรือ “ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” อนั ประกอบดว ยธาตลุ ะเอยี ดของมหาภตู รปู ๔ รวมทง้ั อากาศธาตแุ ละวญิ ญาณธาตดุ งั กลา วแลว เจรญิ เตบิ โตเปน “กาย” คอื “รปู ธรรม” และ “ใจ” กค็ อื “นามธรรม” ในสว นของ “ใจ” นนั้ กข็ ยายสว นหยาบออกมาจากธาตลุ ะเอยี ดของเวทนา- สญั ญา-สงั ขาร-วญิ ญาณ (วญิ ญาณธาต)ุ เปน “ดวงเหน็ ” (ธาตเุ หน็ อยใู นทา ม กลางดวงน)ี้ ขนาดประมาณเทา เบา ตาของผเู ปน เจา ของ “ดวงจำ” ขนาดเทา ดวงตาทงั้ หมด “ดวงคดิ ” เทา ดวงตาดำ ใสบรสิ ทุ ธิ์ ลอยอยใู นเบาะน้ำเลย้ี งของ หวั ใจ ประมาณเทา ๑ ซองมอื ของผเู ปน เจา ของ และ “ดวงรู” ขยายสว นหยาบ ออกมาจากวญิ ญาณธาตุ ขนาดเทา แววตา ใสสวา ง นคี้ อื สว น “นามธรรม” สำหรับผูที่ยังมิไดเรียนหลักปริยัติมากอน ก็อาจจะยังไมสามารถวิเคราะห แยกแยะธรรมทต่ี นปฏบิ ตั ไิ ดร เู หน็ น้ี ชดั เจน ตามหลกั ปรยิ ตั หิ รอื ตามภาษาพระได แตพ ระโยคาวจรผมู พี น้ื ความรใู นหลกั ปรยิ ตั ิ กจ็ ะทราบความรเู หน็ นวี้ า กำลงั ผา น และดำเนนิ ไปตามอนปุ ส สนาญาณโดยลำดบั กลา วคอื เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ ธาตลุ ะเอยี ดของเบญจขนั ธ คอื ธาตลุ ะเอยี ดของรปู ขนั ธ ขยายสว นหยาบออกมาเปน “ดวงกาย” อนั ประกอบดว ยมหาภตู รปู ๔ ซง่ึ เจรญิ เตบิ โตมาเปน กาย คอื “รปู ธรรม” กบั ธาตลุ ะเอยี ดของ เวทนา-สญั ญา-สงั ขาร- วิญญาณ ซ่ึงขยายสวนหยาบออกมาเปน ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู อนั รวมเรยี กวา “ใจ” คอื “นามธรรม” วา หมดทงั้ เบญจขนั ธ เมอ่ื ยอ ลงกเ็ ปน ๒ คอื นามธรรม กบั รปู ธรรม หรอื กลา วโดยยอ นยิ มเรยี กวา “นามรปู ” การพจิ ารณาเหน็ นามรปู ดงั นี้ กค็ อื “นามรปู ปรจิ เฉทญาณ” และเมอื่ พจิ ารณาเหน็ เหตปุ จ จยั แหง นามรปู วา อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม อาหาร และ ผสั สะ เปน ตน เหลา นเ้ี องทเ่ี ปน ปจ จยั ใหเ กดิ นามรปู ความรเู หน็ นี้ กค็ อื “นามรปู ปจ จยั ปรคิ คหญาณ” และ
5 - 63 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ ความเกดิ ดบั แหง นามรปู ทงั้ จากสว นละเอยี ด ตงั้ แตธ าตุ ละเอยี ดของเบญจขนั ธท ขี่ ยายสว นหยาบออกมาเปน ดวงกายและใจ (ดวงเหน็ -จำ- คดิ -ร)ู และทง้ั สว นหยาบ คอื ทเ่ี จรญิ เตบิ โตเปน กาย และใจ จติ วญิ ญาณ อนั แสดงสามัญญลักษณะคือความเปนของไมเที่ยง (อนิจฺจํ) เปนทุกข (ทุกฺขํ) เพราะแปรปรวนไป (วปิ รณิ ามธมมฺ โต) และเปน ของมใิ ชต วั ตนทเี่ ทย่ี งแทแ น นอนของใคร (อนตตฺ า) กค็ อื “สมั มสนญาณ” และ “อทุ ยพั พยานปุ ส สนาญาณ” นั่นเอง และนกี้ ค็ อื การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย ณ ภายใน (ของตนเอง) ไดแ ก การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ ลมหายใจเขา ออก จนลมละเอยี ดและหยดุ (ระงบั กาย สังขาร) ในขอ “อานาปานปพพะ” และมีสติพิจารณาเห็นอุปาทินนกสังขาร ไดแ ก เหน็ สงั ขารรา งกายของเราน้ี เปน สกั วา เปน ธาตุ (น้ำ ดนิ ไฟ ลม) ในขอ “ธาตปุ พ พะ” นนั่ เอง ในทางปฏบิ ตั ิ พระโยคาวจรเมอ่ื ปฏบิ ตั มิ าถงึ “ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กาย” หรอื “ดวงปฐมมรรค” หรอื “ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” นแ้ี ลว ควร ปฏบิ ตั ภิ าวนาใหร ดุ หนา ไปถงึ ธรรมกายกอ น แลว ใชต าหรอื ญาณธรรมกาย เพงพิจารณาดูก็จะเห็นสภาวะของสังขารไดชัดเจนดีกวาการเพียงแตเขาถึง ดวงปฐมมรรคนี้แลวก็พิจารณาสภาวธรรมเลย จงึ ใหร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ นง่ิ ตรงกลางของกลางอากาศธาตุ กลางวญิ ญาณธาตนุ นั้ ตอ ไป พอใจหยดุ นง่ิ ถกู สว น ศนู ยก ลางกจ็ ะขยายวา งออก ไป และจะปรากฏดวงธรรมทใ่ี ส สวา ง ตอ ๆ ไป จนสดุ ละเอยี ด กใ็ หห ยดุ ใน หยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆๆ ดวงธรรมทใ่ี สสวา งและละเอยี ดๆ ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด คอื เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ ดถ งึ “ดวงศลี ” อนั เปน “ศลี เหน็ ” ซงึ่ เปน เครอื่ งกลนั่ กรองกาย วาจา และใจ ทลี่ ะเอยี ด บรสิ ทุ ธใิ์ นพระกมั มฏั ฐาน ผูใดมีสติสัมปชัญญะ หยุดน่ิงอยูกลางดวงศีลนี้ ใหใสบริสุทธิ์อยูเสมอ เปนอัน เจตนาความคดิ อา นทางใจ (ดวงเหน็ -จำ-คดิ -ร)ู ทซ่ี อ นอยใู นทา มกลางดวง
5 - 64 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ศลี นี้ กบ็ รสิ ทุ ธผ์ิ อ งใส ไมม วั หมอง ความประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ างกายและ วาจา กย็ อ มไมพ ริ ธุ เสยี หาย จงึ เปน “อธศิ ลี ” ชอ่ื วา “ศลี วสิ ทุ ธิ” อนั เปน พน้ื ฐานใหเ จรญิ ถงึ “จติ ตวสิ ทุ ธ”ิ ตอ ไป “ดวงสมาธ”ิ เมอื่ พระโยคาวจรเจรญิ ภาวนา รวมใจหยดุ นงิ่ ถงึ ดวงสมาธนิ ี้ ยอ มยกภมู จิ ติ ใจขน้ึ เปน ฌานจติ อนั ประกอบดว ยองคค ณุ ๕ คอื วติ ก วจิ าร ปต ิ สขุ เอกคั คตา เปน ปฐมฌานขนึ้ ไป กเิ ลสนวิ รณย อ มสน้ิ ไป ใจ (ดวงเหน็ -จำ- คดิ -ร)ู ยอ มบรสิ ทุ ธผิ์ อ งใส เปน “อธจิ ติ ” ชอื่ วา “จติ ตวสิ ทุ ธิ” ออ นโยน ควรแก งานวปิ ส สนาปญ ญา “ดวงปญ ญา” เมอื่ ใจหยดุ นงิ่ ถงึ ดวงปญ ญานจ้ี ะปรากฏเหน็ เปน ดวงใสสวา ง ตรงกลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ อนั เปน ทต่ี ง้ั ของธาตลุ ะเอยี ดของอายตนะ ๑๒ และ ธาตุ ๑๘ ซงึ่ ตงั้ อยใู นทา มกลางธาตลุ ะเอยี ดของวญิ ญาณธาตุ (ธาตรุ บั ร)ู ให เกดิ และเจรญิ วชิ ชา และอภญิ ญา ไดแ ก ทพิ ยจกั ษุ และทพิ ยโสต ฯลฯ ให สามารถร-ู เหน็ สงั ขารธรรมทล่ี ะเอยี ดๆ เกนิ กวา สายตาเนอื้ หรอื ประสาทหขู อง มนุษยจะสัมผัสรู-เห็น-ไดยินได อยา งนอ ยกส็ ามารถจะรเู หน็ สตั วโ ลกในภพภมู ทิ ลี่ ะเอยี ด เชน เทพยดา หรอื เปรต อสรุ กาย และสตั วน รกได นน่ั กค็ อื สามารถจะร-ู เหน็ ความปรงุ แตง ดว ย ผลบญุ (ปญุ ญาภสิ งั ขาร) ดว ยผลบาป (อปญุ ญาภสิ งั ขาร) เปน ตน ได กย็ อ ม จะเหน็ สามญั ญลกั ษณะ คอื ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ของสงั ขารธรรม ทั้งหลายทั้งปวงท่ีเปนไปในภูมิ ๓ น้ี ตามที่เปนจริงได อยางกวางขวางข้ึน จงึ เปน “อธปิ ญ ญา” ชว ยใหว ปิ ส สนาญาณ และวสิ ทุ ธิ ๕ เจรญิ ขน้ึ อยา งละเอยี ด และรวดเร็ว “ดวงวมิ ตุ ติ” เมอ่ื หยดุ นง่ิ กลางของกลางถงึ ดวงวมิ ตุ ติ กช็ ว ยใหห ลดุ พน จาก กเิ ลสหยาบของมนษุ ย คอื อภชิ ฌา พยาบาท มจิ ฉาทฏิ ฐิ ได “ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ” เมอ่ื ใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ถงึ ดวงวมิ ตุ ติ-
5 - 65 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ญาณทสั สนะ น้ี ยอ มหยง่ั รคู วามหลดุ พน จากกเิ ลสขนั้ หยาบ แลว กจ็ ะไดเ หน็ ผลญาณตามทเ่ี ปน จรงิ ในเบอื้ งตน คอื เมอ่ื หยดุ นง่ิ กลางของกลางดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะน้ี ถกู สว นเขา ศนู ยก ลาง จะขยายวางออกไป แลวจะปรากฏกายมนุษยละเอียด มีลักษณะเหมือน ผปู ฏบิ ตั เิ อง แตโ ปรง ใส และสวยงามกวา กายเนอ้ื อยใู นทา ขดั สมาธิ นง่ั อยู บนองคฌ าน (มสี ณั ฐานเหมอื นแผน กระจก กลมใส หนาประมาณเทา ๑ ฝา มอื ของกายละเอยี ดนน้ั เอง) องคฌ านนป้ี รากฏขน้ึ รองรบั กายมนษุ ยล ะเอยี ดโดย ธรรมชาติ เมอ่ื ปฐมฌานอนั ประกอบดว ยองค ๕ สำเรจ็ ดว ยใจของกายมนษุ ย ละเอยี ด ซง่ึ ตงั้ อยใู นทา มกลางดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะของกายมนษุ ยห ยาบ นนั้ เอง นคี้ อื “กายในกาย ณ ภายใน” โดยสว นรวม ซง่ึ จะมที งั้ เวทนาในเวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ทบ่ี รสิ ทุ ธผ์ิ อ งใสยงิ่ กวา กายมนษุ ยห ยาบ ซงึ่ เปน ณ ภายนอก และยงั จะมกี ายในกาย ณ ภายใน พรอ มดว ยเวทนาใน เวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ทล่ี ะเอยี ด ประณตี และบรสิ ทุ ธ์ิ ผอ งใสยง่ิ กวา กายมนษุ ยล ะเอยี ดนี้ ตอ ๆ ไปอกี จนสดุ ละเอยี ดของกายโลกยิ ะ อนั เปน สงั ขาร/สงั ขตธรรมทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง แลว จะถงึ ธรรมกาย อนั เปน กายโลกตุ ตระทเ่ี ปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม อนั ไมป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ตอ ๆ ไป จนสดุ ละเอยี ด ถงึ ธรรมกายมรรค ผล นพิ พาน ดังที่สมเด็จพระผูมีพระภาคเจา ไดตรัสสอนแยกเปนหมวด (ปพพะ) ไว ใน มหาสตปิ ฏ ฐานสตู รนี้ มเี ปน ตน วา “อติ ิ อชฌฺ ตตฺ ํ วา กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รติ พหทิ ธฺ า วา กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รติ อชฌฺ ตตฺ พหทิ ธฺ า วา กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รติ สมทุ ยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รติ วยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รติ สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รต.ิ ‘อตถฺ ิ กาโยติ วา ปนสสฺ สติ ปจจฺ ปุ ฏฐ ติ า โหติ ยาวเทว ญาณมตตฺ าย ปฏสิ สฺ ตมิ ตตฺ าย.
5 - 66 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อนสิ สฺ โิ ต จ วหิ รติ น จ กิ จฺ ิ โลเก อปุ าทยิ ต.ิ เอวมปฺ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ ”๑๙ แปลความวา “ภกิ ษยุ อ มพจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในบา ง พจิ ารณาเหน็ กายใน กายภายนอกบาง พิจารณาเห็นกายในกายท้ังภายในทั้งภายนอกบาง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขนึ้ ในกายบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอื่ มในกายบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรม คอื ทง้ั ความเกดิ ขน้ึ ทง้ั ความ เสอื่ มในกายบา ง ยอ มอย.ู อกี อยา งหนง่ึ สตขิ องเธอทต่ี งั้ มนั่ อยวู า ‘กายมอี ยู’ กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นนั้ . เธอเปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไมถ อื มน่ั อะไรๆ ในโลก. ภกิ ษุ ทง้ั หลาย อยา งนแี้ ล ภกิ ษชุ อื่ วา พิจารณาเหน็ กายในกายอย”ู ใหด บั หยาบไปหาละเอยี ด คอื ใหล ะอปุ าทานในกายมนษุ ยห ยาบ (กายเนอื้ ) รวมความรสู กึ เขา ไปเปน กายมนษุ ยล ะเอยี ด ใจของกายมนษุ ยล ะเอยี ดกเ็ จรญิ ภาวนา รวมใจหยุดในหยุดกลางของหยุดตรงศูนยกลางกาย กลางของ กลางดวงธรรม ดวงอธศิ ลี อธจิ ติ อธปิ ญ ญา และวมิ ตุ ติ วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ตอ ไป ใหใ สละเอยี ดทงั้ ดวงทงั้ กาย นเ้ี ปน การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย รวมทงั้ เวทนาในเวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ทล่ี ะเอยี ด บรสิ ทุ ธผ์ิ อ งใสกวา เดมิ เวทนาของ กายมนษุ ยล ะเอยี ด (ณ ภายใน) กเ็ ปน สขุ เวทนา สว นของกายมนษุ ยห ยาบ (ณ ภายนอก) กเ็ ปน ทกุ ขเวทนาไป ธรรมในธรรมโดยสว นรวมกเ็ ปน กสุ ลา ธมั มา ในระดบั “มนษุ ยธรรม” โดยสว นละเอยี ดตามสายปฏจิ จสมปุ บาทธรรม กเ็ ปน สคุ ตภิ พ และ ยงั จะสามารถเหน็ กายในกาย เวทนาในเวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ของผอู น่ื ไดอ กี ดว ยวา มวั หมอง หรอื ผอ งใส เปน สคุ ติ หรอื ทคุ คติ ๑๙ พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๑๐, ทฆี นกิ าย มหาวรรค, ขอ ๒๗๕, หนา ๓๒๗ .
5 - 67 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ตามสายปฏจิ จสมปุ บาทธรรม โดยเฉพาะอยา งยงิ่ เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ธรรมกาย แลว ก็จะสามารถพิจารณาเห็นสภาวธรรมอยางน้ี ไดชัดเจนขึ้นดียิ่งกวา การปฏบิ ตั ทิ เี่ พยี งแตไ ดถ งึ กายมนษุ ยล ะเอยี ดน้ี แลว กพ็ จิ ารณาสภาวธรรมเลย เพราะฉะนน้ั พระโยคาวจรพงึ ปฏบิ ตั ภิ าวนาตอ ๆ ไป โดยนยั เดยี วกนั นี้ คอื หยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางดวงธรรม ดวงอธิศีล ดวงอธิจิต ดวงอธปิ ญ ญา ดวงวมิ ตุ ติ ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ตอ ๆ ไป จนถงึ กายทพิ ยห ยาบ กายทพิ ยล ะเอยี ด พรอ มดว ยเวทนา จติ ธรรม ณ ภายใน ทบ่ี รสิ ทุ ธิ์ ผอ งใส ในระดบั “ทพิ ยธรรม” กายรปู พรหมหยาบ กายรปู พรหมละเอยี ด พรอ มดว ยเวทนา จติ และธรรม ณ ภายใน ทบ่ี รสิ ทุ ธผ์ิ อ งใส ในระดบั “พรหมธรรม” กายอรปู พรหมหยาบ กายอรปู พรหมละเอยี ด พรอ มดว ยเวทนา จติ และธรรม ณ ภายใน ที่บริสุทธิ์ผองใสในระดับธรรมที่ทำใหเปนอรูปพรหม อันเปนกาย โลกยิ ธรรมทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (สงั ขาร/สงั ขตธรรม) ทส่ี ดุ ละเอยี ด เมอ่ื หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆ ดวงธรรม อธศิ ลี อธจิ ติ อธปิ ญ ญา วมิ ตุ ติ วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ทสี่ ดุ ละเอยี ดของกายอรปู พรหมละเอยี ดน้ี แลว พน จากสงั ขาร/สงั ขตธรรมนแ้ี ลว กจ็ ะถงึ ธรรมกายอนั เปน กายโลกตุ ตระ เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรมทไ่ี มป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง เปน ธาตลุ ว นธรรมลว น ทบ่ี รสิ ทุ ธจ์ิ ากกเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน (ความยดึ มน่ั ในเบญจขนั ธข องกายในภพ ๓ ทผ่ี า นมา) เปน กายทที่ รงคณุ ธรรมในระดบั พทุ ธธรรม เรมิ่ ตง้ั แตธ รรมกายโคตรภู หยาบ ธรรมกายโคตรภูละเอียด ขนาดหนาตักความสูงและเสนผาศูนย กลางดวงธรรม ๔ วาครง่ึ ขน้ึ ไป ดวงเหน็ -ดวงจำ-ดวงคดิ -ดวงรู ซง่ึ กค็ อื “ญาณรตั นะ” และ ดวงอธศิ ลี อธจิ ติ อธปิ ญ ญา ดวงวมิ ตุ ติ ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ของธรรมกาย มขี นาด เสนผาศูนยกลางเทาหนาตักและความสูงของธรรมกายทุกกาย หยุดใน
5 - 68 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั หยดุ กลางของกลางๆ ดวงธรรม... ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ดโดยนยั เดยี วกนั กจ็ ะถงึ ธรรมกายพระโสดาหยาบ ธรรมกายพระโสดาละเอียด ขนาดหนาตัก ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๕ วาขนึ้ ไป ธรรมกายพระสกทิ าคามหี ยาบ ธรรมกายพระสกทิ าคามลี ะเอยี ด ขนาด หนา ตกั ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๑๐ วาขน้ึ ไป ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด ขนาด หนา ตกั ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๑๕ วาขนึ้ ไป ธรรมกายพระอรหตั หยาบ ธรรมกายพระอรหตั ละเอยี ด ขนาดหนา ตกั ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๒๐ วาขนึ้ ไป ถงึ ธรรมกายใด กใ็ หด บั หยาบไปหาละเอยี ด เปน ธรรมกายนนั้ ๆ ตอ ๆ ไป คอื ละอปุ าทานในกายโลกยิ ะและกายธรรมทห่ี ยาบกวา เขา ไปสวมความรสู กึ เปน กายโลกตุ ตระทล่ี ะเอยี ดๆ ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด เพอ่ื ความเขา ถงึ -ร-ู เหน็ และเปน ธรรมกายอนั เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรมทบ่ี รสิ ทุ ธผิ์ อ งใส เปน ธาตลุ ว น ธรรมลว นทปี่ ราศจาก ตณั หา ราคะ เครอื่ งปรงุ แตง แลว ดำรงอยใู นธาตลุ ว น ธรรมลวนน้ัน “ดวงธรรม” ทท่ี ำใหเ ปน ธรรมกายผทู รง “พทุ ธธรรม” จงึ เบกิ บานขยายโต เตม็ สว น เตม็ ธาตเุ ตม็ ธรรมของธรรมกาย เมอื่ หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลาง ของกลางๆๆ ตรงศนู ยก ลางดวงธรรมนี้ กจ็ ะเหน็ เปน ดวงใส มรี ศั มสี วา ง ขนาด เสน ผา ศนู ยก ลางเทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย อนง่ึ ดวงเหน็ -ดวงจำ-ดวงคดิ -ดวงรู ทบี่ รสิ ทุ ธ์ิ ผอ งใส กข็ ยายโตเตม็ สว น เตม็ ธาตเุ ตม็ ธรรม คอื มขี นาดเสน ผา ศนู ยก ลางเทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย ดว ยเชน กนั “ดวงร”ู ของธรรมกายเปน “ญาณรตั นะ” เม่ือหยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางๆๆ ดวงธรรม ถูกสวนเขา ศูนยกลางจะขยายวางออกไป ก็จะปรากฏ “ดวงอธิศีล” ซ่ึงประกอบดวย
5 - 69 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ดวงสมั มาวาจา สมั มากมั มนั โต สมั มาอาชโี ว ๓ ดวง ซอ นกนั อยเู ปน ชนั้ ๆ กนั เขา ไปขา งใน พระโยคาวจรจะเหน็ ดวงศลี โดยละเอยี ดอยา งนช้ี ดั แจง เมอื่ ธาตธุ รรม แกกลาจากการเห็นแจงแทงตลอดในอริยสัจ ๔ แลว มรรครวมเปนเอกสมังคี ทพ่ี รอ มจะบรรลธุ รรมกายมรรค ผล นพิ พาน เมื่อหยุดในหยุดกลางของกลางของหยุด ตอจากดวงอธิศีล ก็จะถึง “ดวง อธิจิต” ใสสวางย่ิงข้ึนไป ขนาดเสนผาศูนยกลางเทาหนาตักและความสูงของ ธรรมกาย ซง่ึ จะมดี วงซอ นกนั ๓ ดวงคอื สมั มาวายาโม สมั มาสติ สมั มาสมาธิ เมอ่ื หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ตอ ๆ ไป กจ็ ะเหน็ ดวง “อธปิ ญ ญา” ใสสวา ง ยง่ิ ขนึ้ ไปอกี ขนาดเสน ผา ศนู ยก ลางเทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย ประกอบ ดว ย ๒ ดวง ใสละเอยี ดและสวา งยงิ่ นกั คอื สมั มาทฏิ ฐิ และสมั มาสงั กปั โป พระโยคาวจรจะเหน็ ดวงอธจิ ติ อธปิ ญ ญา โดยละเอยี ดชดั แจง กเ็ มอ่ื ธาตธุ รรม แกกลาจากการพิจารณาเห็นแจงแทงตลอดในอริยสัจ ๔ แลว มรรครวมเปน เอกสมงั คี ทพ่ี รอ มจะบรรลธุ รรมกายมรรค ผล นพิ พาน เมอ่ื หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางตอ ๆ ไปกจ็ ะถงึ “ดวงวมิ ตุ ติ” และ “ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ” ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ดแลว กจ็ ะปรากฏธรรมกาย ทล่ี ะเอยี ดๆ มขี นาดโตใหญ ใสละเอยี ด และมรี ศั มสี วา งยงิ่ กวา กนั ไปตามลำดบั ดงั กลา วแลว “ธรรมกาย” อนั เปน กายโลกตุ ตระทป่ี รากฏขนึ้ ใสสวา งตง้ั แตต น นน้ั เอง ทเ่ี ปน “ผตู รสั ร”ู อรยิ สจั จธรรมตามทเี่ ปน จรงิ เปน กาย “พทุ โธ” คอื “ผตู นื่ ผเู บกิ บาน” และในกรณีพระพุทธเจาเปนกายตรัสรูพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ๒๐ หลวงพอ วดั ปากน้ำทา นจงึ วา คอื “พระพทุ ธรตั นะ” “ดวงธรรม” ทที่ ำใหเ ปน ธรรมกาย ทปี่ ระชมุ ของพทุ ธธรรมอนั มอี รยิ มรรค มอี งค ๘ เปน ตน คอื “พระธรรมรตั นะ” ๒๐ ดใู นพระนพิ นธข องสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา ปสุ สฺ เทว), ปฐมสมโพธ;ิ มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , พ.ศ.๒๕๓๓, หนา ๑๐ .
5 - 70 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั “ธรรมกายท่ีละเอียดๆ” ตอๆ ไปจนสุดละเอียด คือ “พระสังฆรัตนะ” ผปู ฏบิ ตั แิ ละรกั ษาพระสทั ธรรมของพระพทุ ธเจา ไว เมอ่ื พระโยคาวจรปฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดแลว พงึ ฝก พสิ ดารกาย และฝก เจรญิ ฌานสมาบตั ิ ดงั ทไ่ี ดแ สดงไวแ ลว ในบทกอ น ใหช ำนาญดพี อสมควร แลว อาศยั ญาณรตั นะของธรรมกาย พจิ ารณาสภาวธรรม บำเพญ็ สตปิ ฏ ฐาน ๔ ดงั กลา วเปน ลำดบั ไป กจ็ ะสามารถเจรญิ ปญ ญาจากการทไี่ ดท ง้ั เหน็ และทงั้ รู สภาวะของสงั ขาร/สงั ขตธรรมทง้ั หลายทงั้ ปวง ไดต ามทเ่ี ปน จรงิ โดยชดั แจง วา เปน อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ และอนตตฺ า อยา งไร ชว ยใหท งั้ วปิ ส สนาญาณ และวสิ ทุ ธิ ๕ เจริญขึ้นอยางละเอียด กวางขวางและรวดเร็ว เปนอุปการะแกการเจริญ อภญิ ญาและวชิ ชาอนั เปน ธรรมเครอื่ งดบั อวชิ ชามลู รากฝา ยเกดิ ทกุ ขท งั้ ปวงได อยา งดี มปี ระสทิ ธภิ าพสงู และสำหรบั ผไู ดร บั การอบรมวชิ ชาธรรมกายชน้ั สงู ดวยแลว ยังจะสามารถเจริญวิชชาอันเปนธรรม “เครื่องชวยดับทุกขแ ละ บำรงุ สขุ ” แกท งั้ ตนเอง และผอู นื่ ไดพ อสมควรแกภ มู ธิ รรมอกี ดว ย เพราะฉะน้ัน เมื่อไดเจริญภาวนาถึงดวงปฐมมรรคใสสวางดีแลว ใคร ขอแนะนำใหเ จรญิ ภาวนารดุ หนา ไปถงึ ธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดกอ น ยงิ่ ถา ได กลั ยาณมติ รผแู นะนำทด่ี ๆี กจ็ ะใชเ วลาตอ ธรรมะในชว งนี้ (คอื ใหถ งึ ๑๘ กาย ได) เพยี งประมาณ ๒ ชว่ั โมงเทา นน้ั สำหรบั วธิ ฝี ก พสิ ดารกาย และวธิ เี จรญิ ฌานสมาบตั ิ กใ็ ชเ วลาไมม าก แตไ ดผ ลคมุ คา มหาศาล ดงั ทเ่ี คยไดย นิ วา หลวงพอ วดั ปากน้ำ ทา นไดเ คยกลา ววา “ธรรมกายของจริงในพระพุทธศาสนา” “ธรรมกายไมเ คยหลอกลวงใคร” “ถา [ธรรมกาย] บรสิ ทุ ธก์ิ าย วาจา ใจ แลว ใชส มบตั พิ ระจกั รพรรดิ [ภาคผเู ลยี้ ง] ไมร จู กั หมด” “ธรรมกาย [ผเู จรญิ วชิ ชาดแี ลว ] คนหนงึ่ ชว ยคนไดค รงึ่ เมอื ง”
5 - 71 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั จะจรงิ เพยี งไหน ทา นตอ งปฏบิ ตั ใิ หเ ขา ถงึ ใหไ ดร ู เหน็ และเปน ดว ยตวั ของทา นเอง จะไดไ มต อ งเชอื่ ใคร ๘.๓ วิธีเจริญสมถวิปสสนา กายคตาสติ และนวสีวถิกาปพพะ ๘.๓.๑ กายคตาสติ คอื สตพิ จิ ารณาเหน็ สว นตา งๆ ของรา งกายตามธรรมชาตทิ เ่ี ปน จรงิ วา เปน แตป ฏกิ ลู คอื เปน ของไมส ะอาด ไมง าม นา รงั เกยี จ หรอื เปน ทต่ี งั้ แหง ปฏกิ ลู โสโครก นา เกลยี ด เปน การเจรญิ ภาวนาในขน้ั สมถกมั มฏั ฐาน นบั เนอ่ื งอยใู นกายานปุ ส สนาสต-ิ ปฏ ฐาน ในหมวด “ปฏกิ ลู มนสกิ าร” ขอ กำหนดดว ยของไมส ะอาด แตก ายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เปน พระกมั มฏั ฐานทเี่ ปน ทงั้ สมถะและวปิ ส สนา ดงั ตวั อยา งตอ ไปน้ี ผเู จรญิ ภาวนาทป่ี ฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ย กใ็ หร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ยใ หใ สแจม พรอ มกบั นกึ อธษิ ฐานขยาย “ดวงธรรม”และเหน็ -จำ-คดิ -รู คอื “ใจ” ใหโ ตใหญ ใสสวา งจนเตม็ กายเทา ทท่ี ำไดก อ น แลว ใหอ ธษิ ฐานลดระดบั สมาธลิ ง ใหเ หน็ ตาม สี สณั ฐาน กลนิ่ ตามทเี่ ปน จรงิ พจิ ารณาเหน็ สว นตา งๆ ของรา งกาย กจ็ ะสามารถ เหน็ ไดช ดั เจนพอสมควร สว นผถู งึ กายในกายทใ่ี สละเอยี ดเพยี งใด กใ็ หร วมใจทกุ กายใหอ ยู ณ ศนู ย กลางกายทสี่ ดุ ละเอยี ดนนั้ แลว ใหเ พง ลงไปตรงกลางของกลางดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ย ใหเ หน็ ใสสวา ง อธษิ ฐานขยาย “ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ย” และ ใหโ ตใหญใ สสวา งเตม็ กายกอ น แลว จงึ อธษิ ฐานใหเ หน็ สว นตา งๆ ของรา งกายตาม สี สณั ฐาน และแมก ลน่ิ ตามทเี่ ปน จรงิ กจ็ ะสามารถเหน็ ไดช ดั เจนยงิ่ ขน้ึ
5 - 72 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั สำหรบั ผถู งึ ธรรมกายแลว สามารถจะเหน็ ไดช ดั เจนดมี าก โดยใหร วมใจ ทุกกายอยู ณ ศูนยกลางธรรมกายอรหัต แลวพิสดารกาย เจริญฌานสมาบัติ (รปู ฌาน) พรอ มกนั หมดทกุ กายถงึ ธรรมกายอรหตั ในอรหตั โดยอนโุ ลม และปฏโิ ลม เพอ่ื ชำระธาตธุ รรมเหน็ -จำ-คดิ -รู คอื “ใจ” ของทกุ กายใหบ รสิ ทุ ธผิ์ อ งใสจากกเิ ลส นวิ รณ ออ นโยนควรแกง าน เพอื่ ใหอ ายตนะทพิ ยท ำหนา ทรี่ -ู เหน็ -ไดก ลน่ิ ไดช ดั เจน ดกี อ น แลว จงึ รวมใจทกุ กายเพง ลงตรงกลางของกลางศนู ยก ลางดวงธรรมทที่ ำให เปน กายมนษุ ย อธษิ ฐานขยาย “ดวงธรรม” และ เหน็ -จำ-คิด-รู คอื “ใจ” ให โตเตม็ กายและใสสวา ง กจ็ ะเหน็ สว นตา งๆ ของรา งกายใสทว่ั ทง้ั หมด กใ็ หอ ธษิ ฐานลดระดบั สมาธิ ลงใหเ หน็ ตามสี สณั ฐาน และแมก ลน่ิ ตามทเี่ ปน จรงิ แลว กพ็ จิ ารณาดตู ง้ั แต เสน ผมบนศรี ษะ หนงั ศรี ษะ ลว นแตเปน ของไมส ะอาด เปน ทตี่ ง้ั แหง ปฏกิ ลู อนั มี เหงอื่ ไคล ฝนุ ละออง ขร้ี งั แค เปน ตน ถา ไมห มน่ั ชำระลา งกส็ กปรก มกี ลนิ่ เหมน็ พจิ ารณาดตู อ มาคอื กะโหลกศรี ษะ มนั สมอง ดใู นโพรงจมกู มนี ำ้ มกู ดใู นชอ ง ปากเหน็ ฟน ทงั้ ขฟ้ี น น้ำลาย ไมส ะอาด มกี ลนิ่ เหมน็ ทตี่ ากม็ นี ำ้ ตา ดลู งมา ตาม ชอ งลำคอ มเี สมหะ (เสลด) ดทู ก่ี ระเพาะอาหาร เหน็ อาหารทเ่ี พง่ิ บรโิ ภคเขา ไป ใหม ผสมกบั น้ำดี หรอื เกา ทย่ี งั เหลอื อยจู ากการยอ ย ดปู อด ตบั หวั ใจ มา ม ลำไสใ หญ ลำไสเ ลก็ หรอื ไสท บ ภายในมกี ากทเี่ หลอื จากการยอ ยทเ่ี ปลย่ี นสภาพ เปน คถู (อจุ จาระ) บางรายจะเหน็ มพี ยาธอิ ยใู นลำไสด ว ย มมี ตู ร (ปส สาวะ) อยู ในกระเพาะปส สาวะ ทงั้ ชอ งทวารหนกั ทวารเบา กเ็ ปน ทถ่ี า ยเทสงิ่ ปฏกิ ลู โสโครก นา เกลยี ด และมกี ลน่ิ เหมน็ ทงั้ สนิ้ ขยายเหน็ -จำ-คดิ -รู ดอู อกไปโดยรอบ จะเหน็ โครงกระดกู มที ง้ั ไขขอ และ เยอื่ ในกระดกู มเี นอ้ื ไขมนั หมุ มเี อน็ รดั รงึ อยู มนี ำ้ เหลอื ง มเี ลอื ดทส่ี บู ฉดี จากหวั ใจ ไปตามเสน โลหติ นอ ยใหญ ไปตามทมี่ เี นอ้ื และพงั ผดื หมุ อยู มหี นงั หมุ และมขี น ผม เลบ็ อยภู ายนอก ลว นแตเ ปน ของไมส ะอาด ไมน า ดู ไมน า รกั นา ใครเ ลย
5 - 73 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั พจิ ารณาดทู บไปทวนมา ถา เหน็ ไมช ดั เพราะระดบั สมาธลิ ดลง จนทพิ พจกั ษุ ทำหนา ทไี่ ดน อ ย กใ็ หห ยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆๆ ดวงธรรม นนั้ ใหใ สสวา งเตม็ กายขนึ้ มาใหม แลว กอ็ ธษิ ฐานใหเ หน็ ตามสี สณั ฐาน และกลน่ิ ตามทเี่ ปน จรงิ อกี กไ็ ด ของเราเปน อยา งไร เมอื่ นอ มสงั ขารรา งกายของคนอน่ื มาดู กเ็ หน็ ตามธรรมชาตทิ เี่ ปน จรงิ วา เปน อยา งนนั้ เหมอื นกนั “กายคตาสต”ิ หรอื “ปฏกิ ลู มนสกิ าร” คอื การพจิ ารณาเหน็ สว นตา งๆ ของ รา งกาย เหน็ ตามธรรมชาตทิ เี่ ปน จรงิ วา ไมส ะอาด เปน แตป ฏกิ ลู โสโครก นา เกลยี ด ไมม อี ะไรงดงาม นา รกั นา ใครแ ตป ระการใดเลย นี้ ชว ยใหจ ติ ใจ สงบระงบั จากกามฉนั ทนวิ รณ คอื ความหลงยนิ ดี พอใจ ยดึ ตดิ อาลยั อยใู นรปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ คอื สงิ่ สมั ผสั ทางกาย ไดม าก เปน พน้ื ฐานสำคญั ชว ย ใหพ นื้ ฐานของวปิ ส สนา คอื ศลี วสิ ทุ ธิ และจติ ตวสิ ทุ ธิ ของพระโยคาวจร เจรญิ และต้งั มน่ั ไดด ี ชว ยใหว สิ ุทธิ ๕ เจริญข้ึนอยางดี และชวยใหผ ูป ระพฤติ พรหมจรรยรักษาตัวไดดี “กายคตาสต”ิ นเี้ ปน ขนั้ สมถกมั มฏั ฐาน เมอื่ ฝก บำเพญ็ บอ ยๆ กจ็ ะชำนาญ คอื เมอ่ื รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ มากระทบตา หู จมกู ลนิ้ กาย ของเราแลว แมก ามวติ ก อนั เปน ธรรมารมณท เ่ี กดิ กบั ใจ กส็ ามารถมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ สว น ตา งๆ ของรา งกาย ทง้ั ของเขาหรอื ของเรา ไดท นั ทตี ามประสงค จติ ใจกจ็ ะ สงบระงบั ไมก ำเรบิ งา ยๆ ชว ยใหม ศี ลี สงั วร และอนิ ทรยี ส งั วรไดด ี๒๑ ๘.๓.๒ นวสวี ถกิ าปพ พะ คอื การพจิ ารณาซากศพในสภาพตา งๆ เชน ขอ กำหนดดว ยปา ชา ๙ กด็ ี หรอื อสภุ กมั มฏั ฐาน ทงั้ ๑๐ อยา ง กด็ ี ยอ มไดผ ลทำนองเดยี วกนั กบั กายคตาสติ หรอื ปฏกิ ลู มนสกิ ารปพ พะ เชน กนั ๒๑ ขา พเจา (พระราชญาณวสิ ฐิ ) ขอยกยอ ง “กายคตาสต”ิ นเี้ ปน “อาจารยใ หญ” ทชี่ ว ยใหข า พเจา สามารถรกั ษาตวั รกั ษา ศลี ขอ “อพรฺ หมฺ จรยิ า เวรมณ”ี ไดต ลอดระยะเวลารว ม ๑๐ ป กอ นบรรพชาอปุ สมบท และเมอื่ ไดบ วชเปน พระภกิ ษุ แลว กไ็ ดก ายคตาสตนิ ช้ี ว ยรกั ษาใจได โดยไมม อี ะไรตอ งหนกั ใจ
5 - 74 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ทง้ั หมดนเี้ ปน ธรรมปฏบิ ตั ิ ขน้ั สมถกมั มฏั ฐาน การพจิ ารณาดสู ว นตา งๆ ของรา งกายทยี่ งั เปน ๆ อยนู กี้ ด็ ี หรอื การพจิ ารณา ซากศพ ในสภาพตา งๆ กด็ ี หากพจิ ารณาตอ ไป เหน็ แจง ดว ยปญ ญาตามธรรมชาติ ทเี่ ปน จรงิ วา ทกุ สว นตา งๆ ของรา งกายลว นแปรปรวน เปลยี่ นแปลงไป ผมที่ เคยดกดำ เมอ่ื นานไปกห็ งอกรว ง ฟน ทเ่ี คยแขง็ แรงกโ็ ยกคลอน ตอ งถอนหรอื หกั ไป เนอื้ หนงั ทเ่ี คยเตง ตงึ ตงั้ แตย งั เปน หนมุ เปน สาว พอมอี ายตุ อ ๆ ไปกก็ ลบั หยอ น ยาน กำลงั วงั ชากถ็ ดถอย อายตนะภายในทงั้ สน้ิ ไดแ ก ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ (เหน็ -จำ-คดิ -ร)ู กเ็ สอื่ มไปตามกาลเวลา มที งั้ ความเกดิ ขนึ้ ใหม แลว ก็เสื่อมไป (อุปฺปาทวยธมฺมิโน) ตามธรรมดาของสังขาร เสมอกันหมด คือ มี “สามญั ญลกั ษณะ” วา เปน ของไมเ ทยี่ ง (อนจิ จฺ )ํ เปน ทกุ ข (ทกุ ขฺ )ํ เพราะ แปรปรวนไป (วปิ รณิ ามธมมฺ โต) ไมค งทนอยไู ดน าน ไมอ ยใู นอำนาจ (อวส- วตตฺ นตเฺ ถน) ของใครๆ วา “ธรรมทง้ั หลาย จงอยา แก (มา ชรี นตฺ )ุ จงอยา ตาย (มา มยี นตฺ )ุ ” ไมเ ปน ของใคร คอื ไมม ใี ครเปน เจา ของ (อสสฺ ามกิ า) ทแี่ ท จรงิ ลงทา ยตอ งเสอื่ มสลาย (วโย ปญฺ ายต)ิ หมดสภาพเดมิ ของมนั ไปหมด เปน มตธรรม คอื ตอ งตายไปหมดดว ยกนั ทง้ั สนิ้ มใิ ชเ ปน ตวั ตนทแ่ี ทจ รงิ ของ ใคร (อนตตฺ า) เมอื่ พระโยคาวจรพจิ ารณาเหน็ ธรรม คอื ทงั้ ความเกดิ ขนึ้ ทงั้ ความเสอ่ื มไป ในกายบา งอยู (สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รต)ิ คอื เหน็ สงั ขาร รา งกายตามธรรมชาตทิ เ่ี ปน จรงิ ดว ยปญ ญา (วปิ ส สนาปญ ญา) วา ไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ยอ มเกดิ ความเบอ่ื หนา ยในทกุ ข ขอ นเ้ี ปน หนทางแหง ความหมดจด (วสิ ทุ ธฺ )ิ ตามพระพทุ ธดำรสั ทตี่ รสั ไวว า “สพเฺ พ สงขฺ ารา อนจิ จฺ าติ ยทา ปญฺ าย ปสสฺ ติ อถ นพิ พฺ นิ ทฺ ติ ทกุ เฺ ข เอส มคโฺ ค วสิ ทุ ธฺ ยิ า.
5 - 75 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั สพเฺ พ สงขฺ ารา ทกุ ขฺ าติ ยทา ปญฺ าย ปสสฺ ติ อถ นพิ พฺ นิ ทฺ ติ ทกุ เฺ ข เอส มคโฺ ค วสิ ทุ ธฺ ยิ า. สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ าติ ยทา ปญฺ าย ปสสฺ ติ อถ นพิ พฺ นิ ทฺ ติ ทกุ เฺ ข เอส มคโฺ ค วสิ ทุ ธฺ ยิ า.”๒๒ และตรสั วา เมอื่ เบอื่ หนา ย ยอ มสนิ้ กำหนดั .” เพราะสนิ้ กำหนดั ยอ มหลดุ พน .”๒๓ “นพิ พฺ นิ ทฺ ํ วริ ชชฺ ติ “วริ าคา วมิ จุ จฺ ติ นเี้ ปน ขน้ั อนปุ ส สนา เปน พนื้ ฐานใหเ จรญิ ถงึ โลกตุ ตรวปิ ส สนา คอื เหน็ แจง แทงตลอดอรยิ สจั ๔ ดว ยญาณ ๓ คอื สจั จญาณ กจิ จญาณ และกตญาณ มี อาการ ๑๒ ใหถ งึ มรรค ผล นพิ พาน ตอ ไป สำหรบั ทา นทถี่ งึ ธรรมกายแลว เมอ่ื บำเพญ็ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานแลว ทกุ ครงั้ พงึ เจรญิ ฌานสมาบตั ิ พจิ ารณาอรยิ สจั ๔ แลว ธรรมกายพสิ ดารกาย ออกจากฌานสมาบตั ิ ทำนโิ รธ ผา นศนู ยก ลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ อนั เปน ที่ตั้งของธาตุธรรม เห็น-จำ-คิด-รู คือ “ใจ” ของทุกกายสุดกายหยาบกาย ละเอยี ด อนั เปน ทตี่ งั้ ของกเิ ลส อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เพอื่ ดบั สมทุ ยั คอื ปหานอกศุ ลจติ ของกายในภพ ๓ คำนวณธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆๆ เปน ทบั ทวี จากกายสดุ หยาบสดุ ละเอยี ด เถา ชดุ ชนั้ ตอน ภาค พดื จนเปน แต ธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆ เปน พดื ในพดื ขน้ึ มา ไมข าดสาย จนสดุ ละเอยี ด ปลอ ยอปุ าทานในเบญจขนั ธ และปลอ ยความยนิ ดใี นฌานสมาบตั เิ สยี ได ปลอ ย ขาดหมดพรอ มกนั ธรรมกายทห่ี ยาบตกศนู ย ธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดจะไป ปรากฏในอายตนะนพิ พาน ใหซ อ นธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดนน้ั เขา กลางของกลางพระนพิ พานคอื ธรรมกาย ๒๒ พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบทคาถา, ขอ ๓๐, หนา ๕๑-๕๒ . ๒๓ พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๔, วนิ ยั ปฎ ก มหาวรรค, ขอ ๒๓, หนา ๒๘ .
5 - 76 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ตรสั รขู องพระพทุ ธเจา ทเ่ี หน็ ประทบั อยบู นรตั นบลั ลงั ก ไดพ ระนพิ พานเปน อารมณ ถา เหน็ จกั รพรรดิ (ภาคผเู ลย้ี ง - เหมอื นพระทรงเครอื่ ง) ทส่ี ถติ อยตู รงกลาง พระนพิ พาน กซ็ อ นหยดุ นงิ่ แนน เขา กลางของกลางจกั รพรรดิ ตอ ญาณทสั สนะ (คือเห็น-จำ-คิด-รู ของพระนิพพาน ขนาดเสนผาศูนยกลางเทาหนาตักและ ความสงู ของพระนพิ พาน) ตอ แวน ตอ กลอ ง (เปน ดวงใสมซี อ นอยตู รงกลางของ กลางแกว มณี ตรงศนู ยก ลางจกั รพรรดอิ กี ทหี นงึ่ ) เขา ไปในสดุ รู สดุ ญาณของ พระพทุ ธเจา และจกั รพรรดิ ฟง รทู ต่ี รสั รใู นนโิ รธ และคำนวณรทู ต่ี รสั รใู นนโิ รธ ของพระพทุ ธเจา ตอ ๆ ไปเปน ทบั ทวี นบั อสงไขยอายธุ าตอุ ายบุ ารมไี มถ ว น จนถงึ พระพทุ ธเจา ตน ธาตตุ น ธรรมในนพิ พานเปน กซ็ อ นหยดุ นง่ิ แนน กลาง ของกลางพระพทุ ธเจา ตน ธาตตุ น ธรรม ตน ในตน ๆๆๆ เขา ไปจนสดุ ละเอยี ด ทา นจะไดพ ระนพิ พานเปน อารมณท สี่ ขุ มุ ลมุ ลกึ ประมาณมไิ ด และจะได วิชชาท่ีละเอียดพิสดารท่ีมีอานุภาพมาก ตามศักดิ์แหงบารมีของแตละทาน ไมเ ทา กนั อยา งทท่ี า นไมเ คยไดย นิ ไดฟ ง มากอ น แลว ทานจะไดท่ีพ่ึงประเสริฐ และประจักษในคุณคาวิชชาธรรมกายของ พระพทุ ธเจา ดว ยตวั ของทา นเอง ๘.๔ มรณสต-ิ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน มรณสติ คอื การมสี ตหิ มน่ั ระลกึ ถงึ ความตายวา ความตายจกั มแี กเ รา เราจกั ตอ งตาย ชวี ติ ของเราตอ งขาดไป ทงั้ เราเองและคนอนื่ ทงั้ หลาย ลว นแตม คี วามตาย เปน ธรรมดา ไมม ใี ครลว งพน ความตายไปได พงึ เปน ผมู ที งั้ สตแิ ละปญ ญากำหนดพจิ ารณา ใหเ กดิ ความสงั เวชสลดใจ ใหร ะลกึ ถงึ ความตายอยา งนี้ โดยอบุ ายอนั แยบคาย ดว ยอบุ าย โดยชอบ คอื ใหป ระกอบพรอ มดว ยองค ๓ คอื ๑) สตริ ะลกึ ถงึ ความตาย ๒) ญาณรวู า ความตายจกั มแี กเ ราเปน แน ตวั เราเองกจ็ กั ตอ งตาย และใครๆ
5 - 77 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อนื่ ทงั้ หลายกจ็ กั ตอ งตาย ไมม ใี ครลว งพน ความตายไปได ๓) เกดิ ความสงั เวชสลดใจ เมอื่ ระลกึ ถงึ ความตายพรอ มดว ยองค ๓ อยา งนแี้ ลว กจ็ ะไมห ลงประมาทมวั เมา ในชวี ติ และจะชว ยใหส ามารถขม นวิ รณธรรมทงั้ หลายได จติ ใจกจ็ ะตงั้ มนั่ เปน ขณกิ สมาธิ และอปุ จารสมาธโิ ดยลำดบั สำเรจ็ เปน กามาวจรกศุ ลบญุ ราศรแี กต น และจะคนุ เคย กบั “อนจิ จสญั ญา” ความหมายรวู า สงั ขาร (ไดแ ก รปู ธรรม นามธรรม คอื รา งกายและจติ ใจ) นไี้ มเ ทย่ี ง “ทกุ ขสญั ญา” ความหมายรวู า สงั ขารเปน ทกุ ข และอนตั ตสญั ญา ความหมาย รวู า สงั ขารธรรมทงั้ หลายทง้ั ปวงเปน อนตั ตา คอื มใิ ชต วั ตน บคุ คล เรา-เขา ของเรา-ของเขา เปน เหตปุ จ จยั ใหไ ตรลกั ษณ คอื อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า เขา ไปตง้ั ปรากฏชดั แจง ในสนั ดาน ตอ ไป ดงั นี้ มรณสติ จงึ นบั เนอื่ งอยใู นกายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ในขน้ั สมถกมั มฏั ฐาน กอ นที่ จะเจรญิ ตอ ไปเปน ขนั้ วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน การเจรญิ ภาวนาตามแบบทหี่ ลวงพอ วดั ปากน้ำ สอนใหป ฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย สามารถ จะเจรญิ ภาวนาทง้ั สมถะและวปิ ส สนา เปน กายานปุ ส สนา และธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน อยา งไดผ ลดี ดงั นี้ ผปู ฏบิ ตั ทิ ไี่ ดถ งึ เพยี งดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กาย หรอื ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ให หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆ ดวงธรรม ทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ย กลางของ กลางอากาศธาตุ และกลางของกลางวญิ ญาณธาตุ ใหเ หน็ ใสสวา งชดั เจนดี แลว จะเหน็ สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ เปน สายใยเลก็ ๆ เหมอื นเสน ใยบวั มลี กั ษณะขาวใส กใ็ หร วมใจ (เหน็ -จำ-คดิ -ร)ู หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆ สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นนั้ ตง้ั จติ อธษิ ฐานใหเ หน็ ชวี ติ อตั ตภาพของตนเองสบื ตอ ไปในระยะ ๒-๓ ป หรอื ๕ ป ขา งหนา แลวก็รวมใจหยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางๆๆ นิ่ง ถูกสวนเขา ศนู ยก ลางกจ็ ะขยายวา งออกไป กจ็ ะปรากฏอตั ตภาพ (นมิ ติ กายมนษุ ยห ยาบ) ของตน ใน ชว งระยะเวลานน้ั ๆ
5 - 78 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอื่ เหน็ แลว กใ็ หร วมใจ (เหน็ -จำ-คดิ -ร)ู หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ตรงกลางของ กลางๆๆ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ยน นั้ กลางของกลาง สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ อธษิ ฐานดชู วี ติ อตั ตภาพของตนสบื ตอ ๆ ไป แตล ะชว งของชวี ติ เปน ชว งๆ ไป โดยนยั เดยี ว กนั จนถงึ วนั ตายของตน กห็ ยดุ นง่ิ กลางของกลางๆ อตั ตภาพทตี่ ายแลว นน้ั ใหเ หน็ อาการ ตายของตน และสภาพที่อัตตภาพน้ันจะเสื่อมสลายหมดส้ินสภาพเดิมของมันไป และ ถา ใจสงบใสสวา งดกี ย็ งั จะมญี าณหยง่ั รกู ำหนดวนั ตายของตนไดอ กี ดว ย แลว ยกสงั ขารนมิ ติ อตั ตภาพแตล ะชว งชวี ติ นนั้ ขนึ้ พจิ ารณาสภาวะของสงั ขารธรรม อนั ประกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (มธี าตุ ขนั ธ เปน ตน อยา งน)้ี ใหเหน็ ธรรมดว ยปญ ญาวา มคี วามเกดิ ขนึ้ และเสอ่ื มไปเปน ธรรมดา (อปุ ปฺ าทวยธมมฺ โิ น) กจ็ ะเกดิ ธรรมสงั เวช และ เห็นสภาวะของสังขารธรรมทั้งหลายท้ังปวงดวยปญญาแจงชัดวา เปนอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ใหเ กดิ ความเบอื่ หนา ยในทกุ ข อนั เปน ไปเพอ่ื ความหมดจด คอื ความคลายกำหนดั และถงึ ความหลดุ พน ไดต อ ไป เมอ่ื พจิ ารณาสภาวธรรมแลว กใ็ หอ ธษิ ฐานถอยกลบั ตามสายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ มา สูปจจุบัน สำหรับผูท่ีปฏิบัติไดถึงเพียงดวงธรรม ก็อาจจะเห็นนิมิตอัตตภาพสืบตอไปในอนาคต ตามทกี่ ลา วนนั้ ไดย าก ในเบอื้ งตน และเหน็ ไมค อ ยชดั แตถ า ฝก ปฏบิ ตั บิ อ ยๆ ใหช ำนาญกส็ ามารถ เหน็ ชดั เจนขน้ึ ได สว นผปู ฏบิ ตั ไิ ดถ งึ กายละเอยี ดตอ ๆ ไปเพยี งใด ทพิ พจกั ษุ ทพิ พโสต เครอ่ื งรเู หน็ กจ็ ะมปี ระสทิ ธภิ าพสงู ขน้ึ เพยี งนนั้ คอื ใหส ามารถรเู หน็ ไดช ดั เจนขน้ึ งา ยขนึ้ โดยรวมใจ หยดุ อยู ณ ศนู ยก ลางกายในกายทไ่ี ดเ ขา ถงึ ร-ู เหน็ และเปน ทส่ี ดุ ละเอยี ดนน้ั กอ น แลว กร็ วมใจ (เห็น-จำ-คิด-รู) ของกายสุดละเอียดน้ัน หยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางๆๆๆ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ยห ยาบ และดำเนนิ ตอ ๆ ไป ตามทแ่ี นะนำแลว กจ็ ะไดผ ลคอื สามารถเหน็ แจง รแู จง ไดช ดั เจนงา ยขน้ึ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกายแลว กจ็ ะสามารถบำเพญ็ กายานปุ ส สนา และธมั มา-
5 - 79 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั นุปสสนาสติปฏฐาน โดยเจริญท้ังสมถะและวิปสสนาภาวนา เจริญปญญารูแจงใน สภาวธรรมจากการทไ่ี ดท ง้ั เหน็ และทงั้ รโู ดยชดั แจง ดงั ตอ ไปนี้ ใหร วมใจของทกุ กายอยู ณ ศนู ยก ลางธรรมกายองคท ล่ี ะเอยี ดทสี่ ดุ กอ น แลว พสิ ดารกายเจรญิ ฌานสมาบตั ิ (รปู ฌาน) โดยอนโุ ลมและปฏโิ ลม ใหบ รสิ ทุ ธผิ์ อ งใสจากกเิ ลส นวิ รณ ควรแกง าน แลว จงึ ใชญ าณรตั นะของธรรมกาย เพง ลงทก่ี ลางของกลางดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายหรอื ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานของกายมนษุ ย หยดุ ในหยดุ กลางของกลางอากาศธาตุ และวญิ ญาณธาตุ เหน็ สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ แลว นอ มจติ ไปเพอื่ “อนาคตงั สญาณ” ตามสายกำเนิดธาตุธรรมเดิม พิจารณาดูชีวิตอัตตภาพของตนในแตละชวงชีวิต เชน ใน ๒-๓ ป หรอื ๕ ป ขา งหนา ตอ ๆ ไป ตามวธิ ที ไี่ ดแ นะนำแลว กจ็ ะเหน็ นมิ ติ อตั ตภาพของ ตนในแตล ะชว งชวี ติ นน้ั ๆ ไปจนถงึ วนั ตาย แลว กำหนดใจถามทศ่ี ูนยกลางธรรมกายทีใ่ สบรสิ ุทธ์ิ (ถาไมใสบริสุทธ์ิ ก็ใหรวมใจคือ เหน็ -จำ-คดิ -รู หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ใหใ สบรสิ ทุ ธกิ์ อ น) กจ็ ะทราบกำหนดวนั -เวลาตาย ของตนไดแ มน ยำ แลว ยกสังขารนิมิตอัตตภาพแตละชวงของชีวิตขึ้นพิจารณาสภาวะสังขารธรรมน้ัน กจ็ ะเหน็ ธรรม คอื ความเกดิ ขน้ึ และความเสอื่ มไปของสงั ขารธรรมนน้ั ดว ยปญ ญา และ เหน็ แจง รแู จง สภาวะของสงั ขารธรรมนน้ั วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ตามธรรมชาตทิ ี่ เปน จรงิ ชดั เจน เปน วปิ ส สนาปญ ญาแลว อธษิ ฐานกลบั คนื ตามสายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ มาสปู จ จบุ นั เจรญิ ฌานสมาบตั พิ จิ ารณา อรยิ สจั ๔ ตอ ไป ดงั ทไ่ี ดเ คยแนะนำแลว เสรจ็ แลว พสิ ดารธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆๆ ออกจากฌานสมาบตั ิ ทำนโิ รธ (ดบั สมทุ ยั ) ปหานอกศุ ลจติ ของกายในภพ ๓ จนเปน แต ใจของธรรมกายอรหตั ในอรหตั ทบ่ี รสิ ทุ ธล์ิ ว นๆ ตกศนู ยเ ขา อายตนะนพิ พาน ซอ นหยดุ นงิ่ แนน เขา กลางของกลางๆๆ พระนพิ พานและจกั รพรรดิ (ภาคผเู ลยี้ ง) ตอ ญาณทสั สนะ ตอ แวน ตอ กลอ ง เขา ไปในสดุ รสู ดุ ญาณ ของพระพทุ ธเจา และจกั รพรรดิ ฟง รทู ต่ี รสั รใู นนโิ รธ
5 - 80 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ของพระพทุ ธเจา คำนวณรทู ตี่ รสั รใู นนโิ รธของพระพทุ ธเจา และจกั รพรรดิ (ภาคผเู ลย้ี ง) นบั อสงไขยอายธุ าตุ อายบุ ารมไี มถ ว น จนถงึ พระพทุ ธเจา ตน ธาตตุ น ธรรม ในอายตนะ นพิ พานเปน ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด ตอนท่ี ๙ เวทนานุปสสนาสติปฏฐาน-จิตตานุปสสนาสติปฏฐาน๒๔ ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ ในหวั ขอ น้ี จะแบง เปน ๓ ตอน ดว ยกนั คอื ๙.๑ ลกั ษณะของใจ จติ และวญิ ญาณ ๙.๒ เวทนานปุ ส สนา ๙.๓ จติ ตานปุ ส สนา ๙.๑ ลักษณะของใจ จิต และวิญญาณ เพอ่ื ใหก ารเจรญิ ภาวนา เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน และจติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เปน ไปไดโ ดยงา ย และสามารถเหน็ แจง ในพระไตรลกั ษณไ ดง า ย ทะลปุ รโุ ปรง จนสามารถ คลายความยดึ มน่ั ถอื มน่ั ไดเ ปน อยา งดี ผศู กึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ิ พงึ เขา ใจถงึ ลกั ษณะของใจ จติ และวญิ ญาณ ดงั จะไดอ ธบิ ายตอ ไปน้ี บรรดาสตั วแ ละมนษุ ยท มี่ ชี วี ติ ทง้ั หลายหมดทงั้ สกลกายนน้ั ยอ มประกอบดว ยธรรมชาติ ๒ สว นทส่ี ำคญั ๆ คอื สว นทเี่ ปน รา งกาย สว นหนงึ่ ซง่ึ มลี กั ษณะทเ่ี ปน รปู ธรรม กบั สว นทเี่ ปน ใจ สว นหนงึ่ ซง่ึ เปน นามธรรม ๒๔ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย และพระนพิ พาน, พมิ พค รง้ั ท่ี ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๔๔๗-๔๗๒.
5 - 81 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เฉพาะสว นทเี่ ปน รา งกายนนั้ ทกุ คนยอ มรจู กั กนั ดโี ดยทวั่ ไป เพราะสามารถเหน็ หรอื สมั ผสั แตะตอ งไดด ว ยตาเนอื้ หรอื กายหยาบ แตส ว นทเ่ี ปน ใจนนั้ ไมอ าจเหน็ ไดด ว ยตาเนอ้ื หรอื ไมอ าจสมั ผสั แตะตอ งดว ยกายหยาบ จงึ เขา ใจธรรมชาตสิ ว นทเี่ รยี กวา ใจ นไี้ ดไ มง า ยนกั “ใจ” นน้ั ประกอบดว ยธรรมชาติ ๔ อยา ง ซง่ึ ตา งกท็ ำหนา ทต่ี า งๆ กนั คอื ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณ๒ ๕ เรยี กวา เวทนา ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทจ่ี ดจำ หรอื รวบรวมอารมณไ วภ ายใน เรยี กวา สญั ญา ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทคี่ ดิ หรอื ทเี่ รยี กวา “จติ ” นน้ั เรยี กวา สงั ขาร ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทรี่ ู หรอื รบั รอู ารมณ เรยี กวา วญิ ญาณ เวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณ ธรรมชาตทิ ง้ั ๔ อยา งนเ้ี องทรี่ วมเรยี กวา “ใจ” และตา งกท็ ำหนา ทตี่ า งๆ กนั แตส มั พนั ธก นั อยา งใกลช ดิ จนแทบจะแยกไมอ อก ธรรมชาตทิ ง้ั ๔ อยา งนี้ กม็ ชี อ่ื เรยี กตา งกนั ตามหนา ทขี่ องมนั ในญาณกถาปฏสิ มั ภทิ ามรรค ไดก ลา วไวว า “ยํ จติ ตฺ ํ มโน มานสํ หทยํ ปณฑฺ รํ มนายตนํ มนนิ ทฺ รฺ ยิ ํ วิ ญฺ าณํ วิ ญฺ าณกขฺ นโฺ ธ ตชชฺ า มโนวิ ญฺ าณธาตุ อทิ ํ จติ ตฺ .ํ ”๒๖ แปลความวา “จติ คอื มนะ มานสั หทยั ปณ ฑระ มนายตนะ มนนิ ทรยี วญิ ญาณ วญิ ญาณขนั ธ มโนวญิ ญาณธาตอุ นั สมควรแกจ ติ นน้ั .” และ อรรถกถาปฏสิ มั ภทิ ามรรค ไดอ ธบิ ายไวว า “พงึ ทราบวนิ จิ ฉยั ในตตยิ จตกุ นเิ ทศ ดงั ตอ ไปน.ี้ บทวา จติ ตฺ ํ เปน มลู บท. บทวา วิ ฺญาณํ เปน บทขยายความ. บทมอี าทวิ า ยํ จติ ตฺ ํ จติ ใดพงึ ประกอบโดยนยั ดงั กลา ว แลว ในปต .ิ ในบทมอี าทวิ า จติ ตฺ ํ นนั้ ชอ่ื วา จติ ตฺ ํ เพราะวจิ ติ รดว ยจติ . ๒๕ อารมณ หมายถงึ เครอื่ งยดึ เหนยี่ วจติ ใจ, สง่ิ ทจี่ ติ ยดึ เหนย่ี ว, สง่ิ ทถ่ี กู รหู รอื รบั รู ไดแ ก อายตนะภายนอก ๖ คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ (สง่ิ ทสี่ มั ผสั ไดด ว ยกาย) และธรรมารมณ (สงิ่ ทใ่ี จนกึ ถงึ นกึ เหน็ หรอื เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขน้ึ ในใจ). ๒๖ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๓๑. ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค, ขอ ๔๑๒, หนา ๒๘๗.
5 - 82 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ชอ่ื วา มโน เพราะกำหนดรอู ารมณ. บทวา มานสํ คอื ใจนนั่ เอง. ทา นกลา ว ธรรมอนั สมั ปยตุ แลว วา มานโส ในบทนว้ี า ‘บว งใด มใี จเทยี่ วไปในอากาศ’ ดงั นเ้ี ปน ตน .” พระอรหตั ทา นกลา ววา มานสํ ในบทนว้ี า ‘ขา แตพ ระผมู พี ระภาคเจา ผปู รากฏในหมชู น สาวกของพระองคย นิ ดใี นพระศาสนา ยงั ไมไ ดบ รรลุ พระอรหตั ยงั เปน พระเสขะอยู ไฉนจะพงึ ทำกาละเสยี เลา .’ บทวา หทยํ คอื จติ . อรุ ะทา นกลา ววา หทยั ในบทมอี าทวิ า ‘เราจกั ทำจติ ของทา นใหพ ลงุ พลา น หรอื จกั ฉกี อกของทา น’. ทา นกลา ววา จติ ใน บทมอี าทวิ า ‘เหน็ จะถากจติ จากจติ ดว ยความไมร ู’. ทา นกลา วหทยวตั ถุ ใน บทวา มา ม หทยั . แตใ นทนี่ ้ี จติ ทา นกลา ววา หทยั เพราะอรรถวา อยภู ายใน. จติ นนั้ ชอื่ วา ปณฑฺ รํ (ขาว) เพราะอรรถวา บรสิ ทุ ธ์ิ ทา นกลา วหมาย ถึงภวังคจิต. ดงั ทพี่ ระผมู พี ระภาคเจา ตรสั ไวว า ‘ภกิ ษทุ ง้ั หลาย จติ นป้ี ภสั สร แตจ ติ นนั้ ถกู อปุ กเิ ลสทงั้ หลายทจ่ี รมา จงึ เศรา หมอง’ ... อนงึ่ เพราะจติ มลี กั ษณะรอู ารมณ จงึ ไมเ ปน กเิ ลสดว ยความเศรา หมอง โดยสภาวะ เปน จติ บรสิ ทุ ธท์ิ เี ดยี ว แตเ มอ่ื ประกอบดว ยอปุ กเิ ลส จติ จงึ เศรา หมอง แมเ พราะเหตนุ น้ั จงึ ควรเพอ่ื กลา ววา ปณ ฑระ (ขาวผอ ง). อนงึ่ การถอื เอา มโน ในบทนวี้ า มโน มนายตนํ เพอ่ื แสดงถงึ ความ เปน อายตนะของใจ. ดว ยเหตนุ นั้ ทา นจงึ แสดงถงึ บทวา มนายตนะ น้ี วา มใิ ชช อื่ วา มนายตนะ เพราะเปน อายตนะของใจ ดจุ เทวายตนะ (ทอี่ ยขู อง เทวดา) ทแ่ี ท ใจ นน่ั แหละเปน อายตนะ จงึ ชอื่ วา มนายตนะ. อรรถแหง อายตนะทา นกลา วไวใ นหนหลงั แลว . ชอื่ วา มโน เพราะรู ความวา รแู จง . สว นพระอรรถกถาจารยท งั้ หลายกลา ววา ชอื่ วา มโน เพราะรแู จง อารมณ ดจุ ตวงดว ยทะนานและดจุ ทรงชง่ั ดว ยเครอื่ งชงั่ ใหญ. ชอ่ื วา อนิ ทฺ รฺ ยิ ํ เพราะ
5 - 83 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ทำประโยชนใ หญใ นลกั ษณะร.ู ใจนน่ั แหละเปน อนิ ทรยี จงึ ชอื่ วา มนนิ ทรยี . ชอื่ วา วิ ญฺ าณํ เพราะอรรถวารูแ จง. วิญญาณนั้นเปนขันธ จึงชอ่ื วา วญิ ญาณขนั ธ. ทา นกลา ววา ขนั ธง อกขนึ้ . วญิ ญาณหนง่ึ เปน สว นหนง่ึ ของวญิ ญาณขนั ธ ดว ยอรรถวา เปน กอง ... บทวา ตชชฺ า มโนวิ ญฺ าณธาตุ มโนวญิ ญาณธาตอุ นั สมควรแกจ ติ นน้ั คอื มโนวญิ ญาณธาตอุ นั สมควรแกส มั ปยตุ ตธรรมมผี สั สะเปน ตน เหลา นน้ั . จรงิ อยู ในบทน้ี จติ ดวงเดยี วเทา นน้ั ทา นกลา วโดย ๓ ชอื่ คอื ชอื่ วา มโน เพราะอรรถวา นบั ชอ่ื วา วญิ ญาณ เพราะอรรถวา รแู จง ชอ่ื วา ธาตุ เพราะอรรถวา เปน ภาวะ หรอื เพราะอรรถวา มใิ ชส ตั ว. ”๒๗ จากอรรถาธบิ ายนี้ หากพจิ ารณาใหถ อ งแทแ ลว จะประจกั ษช ดั วา จติ และ วญิ ญาณ นนั้ เปน ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทตี่ า งกนั เชน เดยี วกนั กบั เวทนา และ สญั ญา หากแตว า เมอื่ จติ กระทำหนา ทส่ี มั พนั ธก นั กบั ธรรมชาตใิ ด กม็ ชี อื่ เรยี กตา งๆ กนั ออกไปเพอื่ ใหเ ขา ใจไดง า ย เทา นน้ั เอง และพงึ สงั เกตวา พฤตกิ รรมของจติ ทเ่ี กดิ ขนึ้ แตล ะครง้ั นนั้ ยอ มเกย่ี วเนอื่ งกบั ธรรมชาติ อนื่ อยา งใดอยา งหนงึ่ หรอื หลายอยา งรวมกนั โดยอตั โนมตั ิ จงึ จะสมบรู ณ เพราะลำพงั แตจ ติ อยา งเดยี ว หาไดป ฏบิ ตั หิ นา ทใี่ หส ำเรจ็ ดว ยตนเองไม ความขอ นจี้ ะเหน็ ไดช ดั เมอื่ พจิ ารณาถงึ พฤตกิ รรมของธรรมชาตทิ น่ี อ มไปหาอารมณ ในแตล ะขณะ เมอ่ื จติ จะนอ มไปสอู ารมณใ ดกต็ าม ยอ มกระทบกระเทอื นถงึ ธรรมชาตอิ น่ื ไดแก ธรรมชาติท่ีทำหนาที่เสวยอารมณ คือ เวทนา ๑, กระเทือนถึงธรรมชาติท่ีทำหนาท่ี จดจำหรอื รวบรวมอารมณไ วภ ายใน คอื สญั ญา ๑, และธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ ู หรอื รบั รอู ารมณ ทเี่ รยี กวา วญิ ญาณ อกี ๑ ใหท ำหนา ทพ่ี รอ มกนั ไปในตวั เสรจ็ เปน อตั โนมตั ิ ธรรมชาตทิ งั้ ๔ อยา งนมี้ อี ปุ มาดงั่ ขา ยของใยแมงมมุ ซงึ่ ไมว า จะมอี ะไรมากระทบสว น หนง่ึ สว นใดของขา ยนน้ั ใหก ระเทอื นแลว สว นอน่ื ๆ ยอ มไดร บั ความกระทบกระเทอื นถงึ กนั หมดท้ังขายนั้น ธรรมชาติท่ีนอมไปหาอารมณและทำหนาท่ีพรอมกันหมดท้ัง ๔ น้ีเองท่ีมี ชอ่ื เรยี กวา ใจ หรอื มโน ๒๗ พระมหานามเถระ, อรรถกถาขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค ภาค ๒, โรงพมิ พว ญิ ญาณ, พ.ศ.๒๕๓๔, หนา ๑๓๕-๑๓๗.
5 - 84 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ขณะใดที่จิตนอมเขาสูอารมณใดอารมณหนึ่ง พรอมดวยธรรมชาติที่ทำหนาท่ีเสวย อารมณท น่ี า ยนิ ดพี อใจ เปน สขุ หรอื อารมณท ไี่ มน า ยนิ ดี ไมน า พอใจ เปน ทกุ ข ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณน น้ั เรยี กวา “มนสั ” กลา วคอื ถา พอใจ หรอื เปน สขุ ใจ กเ็ รยี กวา “โสมนสั ” ถา ไมพ อใจ หรอื เปน ทกุ ขใ จ กเ็ รยี กวา “โทมนสั ” เปน ตน และ ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณใ นเวลาทจ่ี ติ นอ มเขา สอู ารมณ ซง่ึ เรยี กวา “มนสั ” นเี้ อง ท่ี เรยี กวา “เวทนา” สว น ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ วบรวมอารมณไ วภ ายใน หรอื จดจำอารมณ เมอื่ เวลา ทจ่ี ติ นอ มเขา สอู ารมณน น้ั เรยี กวา “หทยั ” หรอื “ดวงใจ” เรยี กวา “สญั ญา” เฉพาะธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทคี่ ดิ นน้ั เรยี กวา “จติ ” และเพราะจติ ทำหนา ทปี่ รงุ แตง อารมณภ ายนอกทมี่ ากระทบ จงึ เรยี กวา “สงั ขาร” เฉพาะธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ ู หรอื รบั รอู ารมณ ในขณะทจี่ ติ นอ มเขา สอู ารมณน น้ั เรยี กวา “วญิ ญาณ” กลา วโดยยอ ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทต่ี า งๆ กนั แตเ กย่ี วเนอื่ งถงึ กนั อยา งใกลช ดิ เปน อตั โนมตั ิ ไดแ ก ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทเ่ี สวยอารมณ เรยี กวา “มนสั ” หรอื “เวทนา” ๑, ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ วบรวมอารมณไ วภ ายใน หรอื จดจำอารมณ เรยี กวา “หทยั ” หรอื “สญั ญา” ๑, ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทค่ี ดิ เรยี กวา “จติ ” หรอื “สงั ขาร” ๑ และธรรมชาตทิ ี่ ทำหนา ทร่ี หู รอื รบั รอู ารมณ เรยี กวา “วญิ ญาณ” อกี ๑ ธรรมชาตทิ งั้ ๔ อยา งนี้ แมจ ะมี หนา ทต่ี า งกนั เวลาทน่ี อ มไปหาอารมณใ ดอารมณห นง่ึ ยอ มทำหนา ทพี่ รอ มกนั หมดทง้ั ๔ จงึ รวมเรยี กวา “มโน” หรอื “ใจ” นน่ั เอง และแมแ ตจ ะหยดุ จะนง่ิ อยใู นอารมณเ ดยี วเพยี งใด กย็ อ มหยดุ ยอ มนงิ่ ลงพรอ มกนั เพยี งนน้ั ใจ หรอื มโน นเ้ี ปน นามธรรมทตี่ อ งอาศยั รปู และเปน ทงั้ อายตนะหรอื เครอื่ งเชอื่ ม ตอ จงึ เรยี กวา มนายตนะ เปน ธรรมชาตทิ คี่ รองความเปน ใหญใ นการรู จงึ เรยี กวา มนนิ ทรยี และเปน ธาตชุ นดิ หนง่ึ ทร่ี บั รอู ารมณไ ด จงึ เรยี กวา มโนวญิ ญาณธาตุ แตถ า จะแยกออกเปน สว นๆ แลว เรยี กวา ขนั ธ มอี ยู ๔ สว น คอื เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และ วญิ ญาณขนั ธ
5 - 85 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอ่ื ทา นทงั้ หลายเขา ใจดงั นแ้ี ลว จะไดเ จรญิ ภาวนา เวทนานปุ ส สนา สตปิ ฏ ฐาน และ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ซึ่งจะไดกลาวตอ ไปในภายหนาไดโดยงา ย และเมอื่ พจิ ารณา สตปิ ฏ ฐานแยกแยะธาตธุ รรม อนั ประกอบกนั ขน้ึ เปน สงั ขารรา งกายและจติ ใจออกเปน สว นๆ ได ละเอยี ดถถี่ ว น ไมส บั สนแลว กจ็ ะสามารถเหน็ แจง ในพระไตรลกั ษณ คอื ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และอนตั ตา ของสงั ขารธรรมทง้ั หลายทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ไดงายและทะลุ ปรโุ ปรง สามารถคลายความยดึ มนั่ ถอื มนั่ ไดเ ปน อยา งดี ๙.๒ เวทนานุปสสนา เมอ่ื ไดท ราบถงึ ธรรมชาติ ๔ อยา ง ดงั กลา วแลว กจ็ ะเหน็ วา เวทนา และ จติ นนั้ มี ความสมั พนั ธก นั อยา งใกลช ดิ กลา วคอื “จติ ” ทำหนา ทค่ี ดิ หรอื นอ มไปสอู ารมณแ ละปรงุ แตง อารมณต า งๆ วา นา รกั นา ใคร นา ยนิ ดี หรอื ไมน า รกั ไมน า ยนิ ดี หรอื เฉยๆ จงึ เรยี กวา สงั ขาร สว นเวทนานน้ั เลา กท็ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณ และในทา มกลางจติ กม็ ี วญิ ญาณ ทำหนา ทร่ี ู หรอื รบั รอู ารมณ และภายในเวทนานนั้ กม็ ี สญั ญา ทำหนา ทรี่ วบรวมและจดจำอารมณ ธรรมชาตทิ งั้ ๔ อยา งน้ี แมแ ตส ว นใดสว นหนงึ่ เมอื่ กระทบกบั อายตนะภายนอกหรอื อารมณ กจ็ ะตอ งกระทบกระเทอื นถงึ กนั หมด คอื ทำหนา ทสี่ มั พนั ธก นั หมด ประดจุ ดงั ขา ยของ ใยแมงมมุ ซงึ่ ไมว า จะมอี ะไรมากระทบสว นใดสว นหนงึ่ ของขา ยนน้ั กจ็ ะกระเทอื นถงึ กนั หมด ทง้ั ขา ย เพราะฉะนน้ั เมอื่ จะพดู ถงึ เรอ่ื งเวทนา กจ็ ะตอ งพดู เกย่ี วพนั ไปถงึ เรอื่ งของจติ ดว ย และเมอ่ื จะพดู ถงึ เรอ่ื งของจติ กจ็ ะตอ งเกยี่ วขอ งพาดพงิ ไปถงึ ธรรมชาตอิ นื่ อกี คอื เวทนา สญั ญา และวญิ ญาณดว ย แตเ รอ่ื ง วญิ ญาณ หรอื วญิ ญาณธาตนุ น้ั จะไดแ ยกการพจิ ารณา ไวใ นธมั มานปุ ส สนา ตอ ไปขา งหนา เพอ่ื ใหท า นไดศ กึ ษาใหเ ขา ใจในธรรมชาตขิ องใจ ทงั้ ๔ อยา งน้ี กจ็ ะตอ งแยกพจิ ารณา กนั เปน อยา งๆ โดยเฉพาะเรอ่ื งของเวทนา และจติ แลว จงึ คอ ยสรปุ รวมกนั อกี ทหี นงึ่ กจ็ ะ เขาใจไดโดยงาย
5 - 86 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ในลำดบั น้ี จะไดก ลา วถงึ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เสยี กอ น ๙.๒.๑ พระพทุ ธพจนว า ดว ยเวทนานปุ ส สนา “กถจฺ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อธิ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ สขุ ํ วา เวทนํ เวทยมาโน ‘สขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาติ ทกุ ขฺ ํ วา เวทนํ เวทยมาโน ‘ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาติ อทกุ ขฺ มสขุ ํ วา เวทนํ เวทยมาโน ‘อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ สามสิ ํ วา สขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘สามสิ ํ สขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ นริ ามสิ ํ วา สขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘นริ ามสิ ํ สขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ สามสิ ํ วา ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘สามสิ ํ ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ นริ ามสิ ํ วา ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘นริ ามสิ ํ ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ สามสิ ํ วา อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘สามสิ ํ อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ นริ ามสิ ํ วา อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘นริ ามสิ ํ อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ อติ ิ อชฌฺ ตตฺ ํ วา เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ พหทิ ธฺ า วา เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อชฌฺ ตตฺ พหทิ ธฺ า วา เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ สมทุ ยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา เวทนาสุ วหิ รต.ิ วยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา เวทนาสุ วหิ รติ สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา เวทนาสุ วหิ รต.ิ ‘อตถฺ ิ เวทนาติ วา ปนสสฺ สติ ปจจฺ ปุ ฏฐ ติ า โหติ ยาวเทว ญาณ- มตตฺ าย ปฏสิ สฺ ตมิ ตตฺ าย. อนสิ สฺ โิ ต จ วหิ รติ น จ กิ จฺ ิ โลเก อปุ าทยิ ต.ิ เอวํ โข ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ ”๒๘ แปลความวา “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาอยอู ยา งไรเลา ภกิ ษุ ในธรรมวนิ ยั น้ี เสวยสขุ เวทนาอยู กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยสขุ เวทนา’ หรอื ๒๘ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๑๐. ทฆี นกิ าย มหาวรรค, ขอ ๒๘๘, หนา ๓๓๒-๓๓๓.
5 - 87 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เสวยทกุ ขเวทนา กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยทกุ ขเวทนา’ หรอื เสวยอทกุ ขมสขุ - เวทนา กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนา’ หรอื เสวยสขุ เวทนามอี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยสขุ เวทนามอี ามสิ ’ หรอื เสวยสขุ เวทนาไมม อี ามสิ กร็ ู ชดั วา ‘เราเสวยสขุ เวทนาไมม อี ามสิ ’ หรอื เสวยทกุ ขเวทนามอี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยทกุ ขเวทนามอี ามสิ ’ หรอื เสวยทกุ ขเวทนาไมม อี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยทกุ ขเวทนาไมม อี ามสิ ’ หรอื เสวยอทกุ ขมสขุ เวทนามอี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนามอี ามสิ ’ หรอื เสวย อทกุ ขมสขุ เวทนา ไมม อี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนาไมม อี ามสิ ’ ดงั พรรณนามา ฉะน้ี. ภิกษุยอมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในบาง พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาภายนอกบาง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายใน ท้ังภายนอกบาง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบาง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอื่ มในเวทนาบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ทงั้ ความเกดิ ขน้ึ และความเสอื่ มในเวทนาบา ง. อนง่ึ สตขิ องเธอทตี่ งั้ มน่ั อยู วา ‘เวทนามอี ย’ู กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นน้ั . เธอ เปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไมถ อื มน่ั อะไรๆ ในโลก. ภกิ ษุ ทงั้ หลาย อยา งนแี้ ล ภกิ ษชุ อ่ื วา พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาอย.ู ” ๙.๒.๒ หลกั และวธิ เี จรญิ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน การเจรญิ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานนนั้ หมายถงึ การมสี ตสิ มั ปชญั ญะในการ เพยี รระวงั ปอ งกนั และกำจดั กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน อนั เกดิ จากเวทนา ทจี่ ะให ผลเปน ความทกุ ข ใหห มดสนิ้ ไป โดยการหมน่ั มสี ตสิ มั ปชญั ญะพจิ ารณาเหน็ เวทนา ในเวทนา เปน ทง้ั ณ ภายในและ ณ ภายนอก เวทนาทว่ี า น้ี ถา เกยี่ วกบั กาย กม็ อี ยู ๒ ลกั ษณะ คอื ถา กายเปน สขุ กเ็ รยี ก วา สขุ เวทนา ๑ ถา กายเปน ทกุ ข กเ็ รยี กวา ทกุ ขเวทนา ๑ ถา เกยี่ วกบั ใจ กม็ ี
5 - 88 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๓ ลกั ษณะ คอื ถา เปน สขุ ใจ กเ็ รยี กวา โสมนสั สเวทนา ๑ ถา เปน ทกุ ขใ จ กเ็ รยี ก วา โทมนสั สเวทนา ๑ และถา เฉยๆ คอื ใจสงบนงิ่ กเ็ รยี กวา อเุ บกขาเวทนา หรอื อทกุ ขมสขุ เวทนา ๑ ถา เกดิ เวทนาอนั เนอ่ื งแตอ ารมณภ ายนอก คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส หรอื สงิ่ สมั ผสั ทางกาย กเ็ รยี กวา รรู ส หรอื เสวยเวทนาโดยมอี ามสิ แตถ า เกดิ เวทนาอนั ไมเ นอื่ ง กบั รปู เสยี ง กลนิ่ รส และสงิ่ สมั ผสั ทางกาย กเ็ รยี กวา รรู สหรอื เสวยเวทนาโดย ไมม อี ามสิ การพจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาเปน ณ ภายใน คอื การพจิ ารณาเหน็ เวทนาภายในตนเอง ไมว า จะเปน สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา อทกุ ขมสขุ เวทนา อนั เกดิ กบั กาย หรอื โสมนสั สเวทนา โทมนสั สเวทนาอนั เกดิ กบั ใจ แลว พงึ มสี ตเิ จรญิ ภาวนาทงั้ สมถะและวปิ ส สนาภาวนา กลา วคอื ใหร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของ หยดุ กลางของกลางศนู ยก ลางกาย กลางของกลางดวงธรรม ดวงศลี ดวงสมาธิ ดวงปญ ญา ดวงวมิ ตุ ติ ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ... ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด ใหใ จ สงบจากกิเลสนิวรณยิ่งๆ ข้ึนไป แลวพิจารณาใหเห็นสภาวะของเวทนาตาม ธรรมชาติที่เปนจริงวา เปนสภาพที่ไมเที่ยง ตองเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปจจัย ผใู ดถอื มน่ั ดว ยตณั หาและทฏิ ฐแิ ลว เปน ทกุ ข เพราะในทส่ี ดุ กห็ มดสภาพเดมิ ของ มนั ไป เปน อนตั ตา กจ็ ะสามารถละวางอปุ าทานเสยี ไดด ว ยวปิ ส สนาปญ ญา ใหย งิ่ ขนึ้ ไปเพอ่ื ความระงบั เวทนานน้ั โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในกรณเี วทนาทเ่ี กดิ กบั กาย ใหไ ดผ ลดที สี่ ดุ ดงั เชน ผูเจริญภาวนาไดถึงธรรมกายแลว เพียงพิสดารกายสุดกายหยาบกาย ละเอยี ด ถงึ ธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆ เขา สอู เุ บกขาเวทนาอนั สมั ปยตุ ดว ย ปญญาอันเห็นชอบจากการพิจารณาสภาวธรรมดวยตาหรือญาณของ ธรรมกาย และธรรมกายทล่ี ะเอยี ดๆ ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด และยอ มพจิ ารณาดว ยญาณของธรรมกาย เหน็ เวทนาของกายโลกยิ ะทงั้ ๘ กาย
5 - 89 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ขา งตน นนั้ วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และอนตั ตา โดยแจง ชดั เพราะสตอิ ยกู บั ใจของ ธรรมกายเปน อเุ บกขาเวทนา อนั สมั ปยตุ ดว ยปญ ญาอนั เหน็ ชอบ เปน ธรรม เครอื่ งทำลายความเหน็ ผดิ ในเวทนาของกายมนษุ ย ทพิ ย พรหม อรปู พรหม (วา เปน บคุ คลตวั ตน เรา เขา ของเรา ของเขา ซงึ่ รวมเรยี กวา สกั กายทฏิ ฐ)ิ ลง เสยี ได กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน อนั เกดิ แตเ วทนา และทจ่ี ะใหผ ลเปน ความ ทกุ ข กย็ อ มถกู กำจดั ใหห มดสนิ้ ไปดว ย อนง่ึ เมอ่ื ใจของผปู ฏบิ ตั ธิ รรมนน้ั จรดอยู ณ ศนู ยก ลางของกายธรรมพระอรหตั องคท ส่ี ดุ ละเอยี ดอยเู สมอแลว ยอ มหลดุ พน จากเวทนาของกายโลกยิ ะทงั้ ๘ หมด เขา สอู เุ บกขาเวทนาอนั สมั ปยตุ ดว ยปญ ญาอนั เหน็ ชอบ ถงึ แลว ทรงคณุ ธรรมอนั สงบและละเอยี ดบรสิ ทุ ธน์ิ นั้ อยู เวทนาทง้ั หลายแมจ ะเกดิ กบั กาย กย็ อ มจะเปน สกั แตเ วทนา ตามพระพทุ ธดำรสั ทต่ี รสั วา “สตขิ องเธอทต่ี ง้ั มน่ั อยวู า ‘เวทนามอี ยู’ กเ็ พยี งสกั วา รู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นน้ั เธอเปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไมถ อื มน่ั อะไรๆ ในโลก.”๒๙ สว นการใหพ จิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาเปน ณ ภายนอกนนั้ ไดแ ก พจิ ารณา เหน็ เวทนาในผอู นื่ หรอื สตั วอ น่ื ซง่ึ ยอ มมที ง้ั ภายนอก และภายในของสตั วน น้ั อกี เชน กนั เปน ตน วา เหน็ อาการทกุ ขเวทนาหรอื สขุ เวทนาของผอู นื่ ทแี่ สดงออก ภายนอกโดยทวั่ ไปๆ และถา หากเจรญิ ภาวนาไดถ งึ ธรรมกายแลว ยงั สามารถ จะเหน็ เวทนาในเวทนาของผอู นื่ โดยอาศยั ปจ จยั ภายในไดอ กี ดว ย เชน วา เหน็ บคุ คลอน่ื ทก่ี ำลงั ไดร บั หรอื เสวยผลบญุ เปน สขุ เวทนาอยู โดยพจิ ารณา เหน็ ดวงเวทนา ณ ทา มกลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยน นั้ สดใส ไมข นุ มวั และเห็นกายมนุษยละเอียดซ่ึงเปนกายในกายนั้นก็สวยงามละเอียดประณีต ผองใส แตถา ผนู น้ั กำลงั ไดร บั หรอื เสวยผลจากบาปอกศุ ล เปน ทกุ ขเวทนา กจ็ ะ ๒๙ อา งแลว (ดู ๒๘)
5 - 90 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั พจิ ารณาเหน็ ดวงเวทนา ณ ทา มกลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยน น้ั ขนุ มวั ไมผ อ งใส กายมนษุ ยล ะเอยี ดกซ็ อมซอ เศรา หมอง ดงั นเี้ ปน ตน หรอื เมอ่ื นอ มเขา สปู พุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ และ จตุ ปู ปาตญาณ ใหร ขู นั ธ ของตนเอง หรือสัตวอื่นท้ังหลายที่ไดเคยเสวยสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาใน อดตี ชาติ หรอื ไดเ หน็ จตุ แิ ละปฏสิ นธขิ องสตั วท ง้ั หลายทเ่ี ปน สขุ หรอื ทกุ ข ตาม ผลบญุ หรอื ผลบาปอกศุ ลในภพภมู ติ า งๆ อยา งนก้ี ไ็ ด ปญ ญาอนั เหน็ แจง จากการทไี่ ดท งั้ รแู ละทงั้ เหน็ กาย เวทนา จติ ธรรม ของ สงั ขารธรรมทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง อยา งสงั ขารธรรมทง้ั หลายทงั้ ปวงทเ่ี ปน ไปในภพ ๓ วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา นเี้ องเปน “วปิ ส สนาปญ ญา” คอื ความเหน็ แจง เหน็ วเิ ศษ แลว มสี ตสิ มั ปชญั ญะอยกู บั ใจของธรรมกายอนั เปน ธรรม ทปี่ ราศจากปจ จยั ปรงุ แตง ดบั หยาบไปหาละเอยี ด ถงึ และเปน ธรรมกายท่ี สุดละเอียด บริสุทธิ์ ผองใส ไดเสวยอุเบกขาเวทนา และดำรงอยูในความ บรสิ ทุ ธผิ์ อ งใสเชน นนั้ นเี้ องทเ่ี ปว ตั ถปุ ระสงคข องสตปิ ฏ ฐาน เมอื่ ทำนโิ รธดบั สมทุ ยั จนสดุ ละเอยี ด วางอปุ าทานในเบญจขนั ธข องกายใน ภพ ๓ และปลอ ยความยนิ ดใี นฌานสมาบตั เิ สยี ได ธรรมกายตกศนู ยเ ขา อายตนะนพิ พาน กจ็ ะไดอ ารมณพ ระนพิ พานอนั ละเอยี ด ประณตี สขุ มุ ลมุ ลกึ สงบและเปน สขุ สมตามพระพทุ ธดำรสั วา “นตถฺ ิ สนตฺ ปิ รํ สขุ ํ สขุ อนื่ นอกจาก ความสงบ ไมม ี”๓๐ การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนา ทงั้ ณ ภายในและภายนอกดงั ทก่ี ลา ว มานเี้ อง ทที่ ำใหผ ปู ฏบิ ตั ธิ รรม เกดิ ปญ ญารแู จง แทงตลอด ในพระไตรลกั ษณ และ เหน็ ธรรม คอื ความเกดิ ขนึ้ และความเสอื่ มไปของเวทนาทง้ั หลาย บรรดาท่ี เกดิ กบั ตนเองและผอู น่ื ทำใหค ลายจากความเหน็ ผดิ ยดึ มน่ั ถอื มนั่ ในเวทนา ดงั กลา ว และเปน ทางใหก ำจดั อวชิ ชา กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน เหตแุ หง ทกุ ข ทงั้ หลาย มใิ หเ กดิ ขนึ้ ในสนั ดานตอ ไปอกี เปน ทางใหก าย วาจา และ ใจ บรสิ ทุ ธ์ิ และใหไ ดบ รรลมุ รรค ผล นพิ พาน ตอ ไป ตามระดบั ภมู ธิ รรมทป่ี ฏบิ ตั ไิ ด
5 - 91 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๙.๒.๓ เหตทุ บี่ คุ คลพงึ บำเพญ็ เวทนานปุ ส สนา เหตผุ ลสำคญั กม็ อี ยวู า มนษุ ยห รอื สตั วท ง้ั หลายทมี่ ชี วี ติ นนั้ นอกจากประกอบ ดว ยขนั ธ ๕ คอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร และ วญิ ญาณแลว ยงั ประกอบดว ย อายตนะและธาตอุ กี ดว ย สำหรบั อายตนะนน้ั แบง เปน ๒ ประเภทคอื อายตนะภายใน ๖ ไดแ ก ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ สำหรบั เปน สอ่ื รบั สง่ิ ทจี่ ะกอ ใหเ กดิ อารมณจ ากภายนอก และ อายตนะภายนอก ๖ ไดแ ก รปู เสยี ง กลนิ่ รส สง่ิ สมั ผสั ทางกาย และ ธมั มารมณ คอื เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั ใจ ซ่ึงรวมเรยี กวา อายตนะ ๑๒ (ทวาทสายตนะ) เมอื่ อายตนะภายนอกกระทบเขา กบั อายตนะภายใน เปน ตน วา เมอื่ รปู กระทบ กาย หรอื เกดิ การสมั ผสั ทางกายขนึ้ นน้ั จติ จะปรงุ แตง อารมณภ ายนอกวา นา รกั นา ใคร นา ยนิ ดพี อใจ หรอื วา ไมน า รกั ไมน า ใคร ไมน า ยนิ ดพี อใจ หรอื เฉยๆ ถา เปน รปู ทถ่ี กู อกถกู ใจ นา กำหนดั ยนิ ดี (อฏิ ฐารมณ) กจ็ ะเกดิ ความสขุ กาย ซง่ึ เรยี กวา สขุ เวทนา และในขณะเดยี วกนั กท็ ำใหเ ปน สขุ ใจไปดว ย เรยี กวา โสมนสั ส- เวทนา แตถ า รปู ทไ่ี ดส มั ผสั นนั้ ไมถ กู ใจ ไมน า กำหนดั ยนิ ดี หรอื ไมน า พอใจ (อนฏิ ฐารมณ) กจ็ ะเกดิ ความไมส บายกาย เปน ทกุ ขท างกาย เรยี กวา ทกุ ขเวทนา และใน ขณะเดยี วกนั กไ็ มช อบใจ หรอื รสู กึ รงั เกยี จ เปน ทกุ ขท างใจ เรยี กวา โทมนสั สเวทนา ดงั นเ้ี ปน ตน ถา ปลอ ยใหจ ติ เคลบิ เคลม้ิ เลอื่ นลอยไปตามอารมณท เี่ ปน สขุ หรอื เปน ทกุ ข นน้ั มากยง่ิ ขน้ึ เพยี งใด อาสวะ กเิ ลส ตณั หาในประเภทนน้ั ๆ กจ็ ะฟงุ ขน้ึ มาท่ี จติ ใจมากขนึ้ เพยี งนน้ั ยงิ่ เกดิ ตณั หามาก กย็ ง่ิ เกดิ อปุ าทานคอื ความยดึ มน่ั ถอื มน่ั ในเวทนา และอารมณภ ายนอกทมี่ ากระทบแลว จติ ปรงุ แตง นน้ั มาก กย็ อ ม เปน ทางใหป ฏบิ ตั ทิ ง้ั กาย วาจา และใจ ตามอำนาจของกเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน มาก
5 - 92 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอ่ื ไมไ ดส มปรารถนา หรอื จำตอ งพลดั พรากจากสงิ่ ทตี่ นเองหวงแหน หรอื ทะยานอยากไดอ ยากมีหรอื อยากเปน หรอื ตอ งประสบเขา กบั สง่ิ ทไี่ มน า ยนิ ดี ไมน า พอใจ กย็ งิ่ เปน ทกุ ขใ จ ทงั้ ๆ ทสี่ ง่ิ ทก่ี อ ใหเ กดิ อารมณจ ากภายนอก หรอื แมแ ตต วั เราเองนน้ั กล็ ว นแตไ มเ ทยี่ ง (อนจิ จฺ )ํ เพราะตอ งแปรปรวนไปตามเหตุ ตามปจ จยั และผลสดุ ทา ยกห็ าไดม สี งิ่ ใดจรี งั ยง่ั ยนื ใหย ดึ ถอื ไดต ลอดไปไม ยอ มเกดิ ขน้ึ แลว กเ็ สอ่ื มสลายหมดจากสภาพเดมิ ของมนั ไป มใิ ชต วั ตนทแ่ี ทจ รงิ ของใคร (อนตตฺ า) เปน ธรรมดา เพราะเหตนุ นั้ ผใู ดยง่ิ ยดึ ถอื มากกย็ ง่ิ เปน ทกุ ข มาก ดว ยประการฉะนี้ นเี่ องทคี่ วามหลงผดิ ไมร คู วามเปน จรงิ ของธรรมชาติ จงึ เปน ทกุ ข ทกุ ข ทว่ี า น้ี เปน ทกุ ขแ ทๆ ทจ่ี ะตอ งเกดิ ขน้ึ อยา งแนน อนแกส ตั ว หรอื มนษุ ย ทง้ั หลายทยี่ งั มคี วามมดื คอื ความไมร สู จั จธรรม แลว หลงเขา ไปยดึ มน่ั ถอื มน่ั ในสง่ิ ทป่ี ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ทมี่ สี ามญั ญลกั ษณะตามธรรมชาติ คอื เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และ อนตั ตา ทกุ ขทวี่ า นนี้ แี่ หละเปน “ทกุ ขสจั จะ” คอื เปน ทกุ ขท จี่ ะตอ งเกดิ ขนึ้ แนๆ ไมม ที างทจี่ ะหลกี เลยี่ งไดเ ลย ตราบใดทยี่ งั ไมส น้ิ จากเหตขุ องทกุ ข คอื อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เหลา นเี้ ปน ตน ดว ยเหตนุ ี้ ผมู ปี ญ ญา จงึ พงึ ศกึ ษาใหเ ขา ใจในลกั ษณะหรอื สภาพของเวทนา วา เปน อยา งไร เกดิ มขี น้ึ และดบั ไปอยา งไร โดยใหม สี ตสิ มั ปชญั ญะ พจิ ารณา เหน็ เวทนาในเวทนา ทงั้ ภายในและภายนอกเนอื งๆ อยู กจ็ ะเปน ธรรมเครอื่ งชว ย ใหเ กดิ ความสำรวมระวงั ในศลี และอนิ ทรยี โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในเวลาทอ่ี ายตนะ ภายนอกมากระทบเขากับอายตนะภายใน จักไดไมปลอยใจใหปรุงแตงอารมณ ทง้ั หลายเหลา นน้ั และไมต อ งตกเปน ทาสกเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน เหตแุ หง ทกุ ข ทงั้ หลายอกี ตอ ไป ปญ ญาอนั เหน็ แจง ในสภาวะของเวทนา ตามธรรมชาตทิ เี่ ปน จรงิ วา เปน ๓๐ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท, ขอ ๒๕, หนา ๔๒.
5 - 93 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อนจิ จงั ทกุ ขงั และ อนตั ตา ดงั น้ี ชอื่ วา เปน วปิ ส สนาปญ ญา เปน ธรรมใหเ กดิ ความเบอ่ื หนา ยในทกุ ข เปน ทางแหง ความหมดจด คอื เมอื่ เบอื่ หนา ยยอ มคลาย กำหนดั เพราะสนิ้ กำหนดั จงึ หลดุ พน ถงึ ซงึ่ ความบรสิ ทุ ธิ์ สงบ และนพิ พาน ไดต อ ไป ปญ ญาอนั หยง่ั รลู กึ ลงไปถงึ ทกุ ขสจั จะ คือ ทกุ ขอนั จะตอ งเกดิ ขน้ึ จรงิ ๆ แนๆ เพราะกเิ ลส อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เหตแุ หง ทกุ ข คอื สมทุ ยั สจั จะ ทงั้ หยง่ั ลง ไปถงึ สภาวะทท่ี กุ ขด บั เพราะเหตดุ บั คอื นโิ รธสจั จะ และหนทางปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความ พน ทกุ ข คอื มรรคสจั จะ ดงั น้ี เปน โลกตุ ตรปญ ญา ซง่ึ ยอ มเจรญิ ตามกนั มาจาก วิปสสนาปญญาน่ันเอง. ๙.๓ จิตตานุปสสนา ๙.๓.๑ พระพทุ ธพจนว า ดว ยจติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ไดท รงแสดงสตปิ ฏ ฐานขอ จติ ตานปุ ส สนา ไวด งั น้ี “กถจฺ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อธิ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ สราคํ วา จิตฺตํ ‘สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ. วีตราคํ วา จิตฺตํ ‘วตี ราคํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สโทสํ วา จติ ตฺ ํ ‘สโทสํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วตี โทสํ วา จติ ตฺ ํ ‘วตี โทสํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สโมหํ วา จติ ตฺ ํ ‘สโมหํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วตี โมหํ วา จติ ตฺ ํ ‘วตี โมหํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สงขฺ ติ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘สงขฺ ติ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วกิ ขฺ ติ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘วกิ ขฺ ติ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ มหคคฺ ตํ วา จติ ตฺ ํ ‘มหคคฺ ตํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อมหคคฺ ตํ วา จติ ตฺ ํ ‘อมหคคฺ ตํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สอตุ ตฺ รํ วา จติ ตฺ ํ ‘สอตุ ตฺ รํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อนตุ ตฺ รํ วา จติ ตฺ ํ ‘อนตุ ตฺ รํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สมาหติ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘สมาหติ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ
5 - 94 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อสมาหติ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘อสมาหติ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วมิ ตุ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘วมิ ตุ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อวมิ ตุ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘อวมิ ตุ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อติ ิ อชฌฺ ตตฺ ํ วา จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ พหทิ ธฺ า วา จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อชฌฺ ตตฺ พหทิ ธฺ า วา จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ สมทุ ยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา จติ ตฺ สมฺ ึ วหิ รต.ิ วยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา จติ ตฺ สมฺ ึ วหิ รต.ิ สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา จติ ตฺ สมฺ ึ วหิ รต.ิ ‘อตถฺ ิ จติ ตฺ นตฺ ิ วา ปนสสฺ สติ ปจจฺ ปุ ฏฐ ติ า โหติ ยาวเทว ญาณมตตฺ าย ปฏสิ สฺ ตมิ ตตฺ าย. อนสิ สฺ โิ ต จ วหิ รติ น จ กิ จฺ ิ โลเก อปุ าทยิ ต.ิ เอวํ โข ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ ”๓๑ แปลความวา “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อยอู ยา งไรเลา ภกิ ษใุ น ธรรมวนิ ยั นี้ จติ มรี าคะ กร็ วู า จติ มรี าคะ หรอื จติ ปราศจากราคะ กร็ วู า จติ ปราศจาก ราคะ จติ มโี ทสะ กร็ วู า จติ มโี ทสะ หรอื จติ ปราศจากโทสะ กร็ วู า จติ ปราศจาก โทสะ จติ มโี มหะ กร็ วู า จติ มโี มหะ หรอื จติ ปราศจากโมหะ กร็ วู า จติ ปราศจาก โมหะ จิตหดหู กร็ วู า จติ หดหู หรอื จติ ฟงุ ซา น กร็ วู า จติ ฟงุ ซา น จิตเปน มหคั คตะ กร็ วู า จติ เปน มหคั คตะ หรอื จติ ไมเ ปน มหคั คตะ กร็ ู วา จติ ไมเ ปน มหคั คตะ จิตมจี ติ อนื่ ยงิ่ กวา กร็ วู า จติ มจี ติ อนื่ ยง่ิ กวา หรอื จติ ไมม จี ติ อนื่ ยงิ่ กวา กร็ วู า จติ ไมม จี ติ อน่ื ยง่ิ กวา จิตเปน สมาธิ กร็ วู า จติ เปน สมาธิ หรอื จติ ไมเ ปน สมาธิ กร็ วู า จติ ไม เปน สมาธิ จิตหลดุ พน กร็ วู า จติ หลดุ พน หรอื จติ ไมห ลดุ พน กร็ วู า จติ ไมห ลดุ พน ๓๑ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๑๐, ทฆี นกิ าย มหาวรรค, ขอ ๒๘๙, หนา ๓๓๔-๓๓๕.
5 - 95 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ดงั พรรณนามาฉะน.้ี ภกิ ษยุ อ มพจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ภายในบา ง. พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ภายนอกบา ง. พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ทง้ั ภายในทงั้ ภายนอกบา ง. พจิ ารณา เหน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขนึ้ ในจติ บา ง. พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอื่ มใน จติ บา ง. พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ทงั้ ความเกดิ ขนึ้ และความเสอื่ มในจติ บา ง. อนงึ่ สตขิ องเธอทต่ี ง้ั มนั่ อยวู า ‘จติ มอี ยู’ กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นน้ั . เธอเปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไม ถอื มนั่ อะไรๆ ในโลก. ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา งนแี้ ล ภกิ ษชุ อ่ื วา พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อย.ู ” ๙.๓.๒ วธิ พี จิ ารณาเหน็ ธาตลุ ะเอยี ดของขนั ธ ๕ และ เหน็ จติ ในจติ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กาย (ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน) หรอื ถงึ กายในกายทลี่ ะเอยี ดๆ กน็ อ มใจตามได และสามารถจะเหน็ ไดต ามสมควร สำหรบั ผถู งึ ธรรมกายแลว ใหร วมใจของทกุ กายอยู ณ ศนู ยก ลางธรรมกาย พระอรหตั พสิ ดารกายเจรญิ ฌานสมาบตั พิ รอ มกนั หมดทกุ กาย สดุ กายหยาบกาย ละเอยี ด ถงึ ธรรมกายอรหตั ในอรหตั โดยอนโุ ลมและปฏโิ ลม เพอื่ ใหใ จบรสิ ทุ ธผิ์ อ งใส จากกเิ ลสนวิ รณ ควรแกง านวปิ ส สนากอ น แลว จงึ รวมใจของทกุ กาย หยดุ อยู ณ ศนู ยก ลางธรรมกายพระอรหตั องคท ลี่ ะเอยี ดทส่ี ดุ แลว หยดุ นง่ิ ลงไปทศี่ นู ยก ลาง ดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ย ตรงกลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นนั้ จะเหน็ ดวงกลม ใสดวงเลก็ ๆ ซอ นกนั อยเู ปน ชน้ั ๆ เขา ไปขา งใน ขนาดประมาณเทา หยาดนำ้ มนั งาที่ใส ติดอยูปลายขนจามรี ที่มัชฌิมบุรุษสลัดเสียแลว ๗ ครั้ง ต้ังอยูใน กลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นนั้ แหละ คอื ธาตลุ ะเอยี ดของรปู ขนั ธ เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และวญิ ญาณขนั ธ ซอ นกนั อยเู ปน ชน้ั ๆ เขา ไปขา งใน ใสละเอยี ดยงิ่ กวา กนั ตามลำดบั ดงั ที่หลวงพอ วดั ปากนำ้ พระมงคลเทพมนุ ี (สด จนทฺ สโร) ไดก ลา วไวว า
5 - 96 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั [ขนั ธ ๕] กายทง้ั ๕๓๒ นนั้ มขี นั ธ ๕ เปน กำเนดิ ทกุ กาย ลกั ษณะขนั ธ ๕ (๑) รปู ขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลม ใสบรสิ ทุ ธ์ิ สะอาด ประมาณเทา เมด็ ไทรเมด็ โพธ์ิ หรอื หยาดน้ำมนั งาทใี่ ส ตดิ อยทู ปี่ ลายขนจามรี ท่ี มชั ฌมิ บรุ ษุ สลดั เสยี แลว ๗ ที ตงั้ อยใู นกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ (๒) เวทนาขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา รปู ขนั ธ แตเ ลก็ กวา ซอ นอยชู น้ั ใน ที่ ๒ ของรปู ขนั ธ (๓) สญั ญาขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา เวทนาขนั ธ แต เลก็ กวา ซอ นอยชู นั้ ใน ท่ี ๓ ของรปู ขนั ธ (๔) สงั ขารขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา เลก็ กวา สญั ญาขนั ธ ซอ นอยชู น้ั ใน ท่ี ๔ ของรปู ขนั ธ (๕) วญิ ญาณขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา เลก็ กวา สงั ขารขนั ธ ซอ นอยชู นั้ ใน ที่ ๕ ของรปู ขนั ธ ขนั ธ ๕ ซอ นกนั อยเู ปน ชน้ั ๆ คอื ซอ นกนั เปน วงเลก็ ๆ เขา ไป ไมใ ช ซอ นเปน เถาเหมอื นซอ นถว ยซอ นชาม ซอ นกนั เปน ชน้ั ๆ ไปเหมอื นฟองไข ไก เชน นเ้ี หมอื นกนั ทงั้ ๕ กาย๓๓ แลว ขยายสว นขนึ้ ไปตามกายใหญก าย ๓๒ “กายทง้ั ๕” หรอื “ทง้ั ๕ กาย” หลวงพอ วดั ปากน้ำทา นหมายถงึ (๑) กายมนษุ ย (๒) กายทพิ ย (๓) กายปฐมวญิ ญาณหยาบ (๔) กายปฐมวญิ ญาณละเอยี ด และ (๕) กายธรรม ซงึ่ กค็ อื กายมนษุ ย กายมนษุ ยล ะเอยี ด, กายทพิ ย กายทพิ ย ละเอยี ด, กายรปู พรหม กายรปู พรหมละเอยี ด, กายอรปู พรหม กายอรปู พรหมละเอยี ด และ กายธรรม ลว นแตม ี ขนั ธ ๕ เปน กำเนดิ ทกุ กาย และตง้ั อยซู อ นตรงกลางซง่ึ กนั และกนั เปน ชน้ั ๆ กนั เขา ไปขา งใน แมก ายธรรมซงึ่ เปน กาย โลกตุ ตระ ทเ่ี ปน กายบรรลมุ รรคผลนพิ พาน เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม กม็ ขี นั ธ ๕ เปน กำเนดิ กลา วงา ยๆ วา แมธ รรมกาย ทบ่ี รรลพุ ระอรหตั ตผลแลว ของพระอรหนั ต ทชี่ อ่ื วา “สอปุ าทเิ สส นพิ พานธาตุ” กม็ ขี นั ธ ๕ เปน กำเนดิ และตง้ั อยู กลางธาตลุ ะเอยี ดของขนั ธ ๕ (เบญจขนั ธ) ทสี่ ดุ ละเอยี ด (ของอรปู พรหมละเอยี ด) มอี ปุ มาดงั มะขามลอ น ทเี่ นอื้ ใน ของมะขามกอ็ ยสู ว นเนอ้ื ใน ไมเ นอ่ื งดว ยเปลอื กนอกของฝก มะขาม แตเนอ้ื ในกต็ ง้ั อยตู รงกลางขว้ั ของฝก มะขาม ซงึ่ มเี มลด็ มะขามเปน กำเนดิ ฉนั ใด พระนพิ พานธาตขุ องพระอรหนั ต ทยี่ งั ครองเบญจขนั ธอ ยู (สอปุ าทเิ สสนพิ พาน- ธาต)ุ กอ็ ยสู ว นพระนพิ พานธาตุ ไมเ นอื่ งดว ย เบญจขนั ธ จงึ ชอื่ วา “สญู ” คอื วา งจากตนโลกยิ ะ และ สง่ิ ทเี่ นอื่ งดว ย ตนโลกยิ ะนนั้ กลา วคอื สญู จากสงั ขาร แตพ ระนพิ พานธาตขุ องทา น กต็ งั้ อยตู รงกลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ คอื ธาตลุ ะเอยี ดของเบญจขนั ธท สี่ ดุ ละเอยี ด นนั้ เอง ฉนั นน้ั —- ชยมงคฺ โล ภกิ ข)ุ ๓๓ อา งแลว (ดู ๓๑)
5 - 97 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เลก็ ”๓๔ ธาตุละเอียดของ รูปขันธ ขยายสวนหยาบออกมาเปนดวงกาย ประกอบดว ยธาตลุ ะเอยี ดของดนิ -นำ้ -ไฟ-ลม (มหาภตู รปู ๔) กบั ธาตลุ ะเอยี ด ของอากาศธาตุ และ วญิ ญาณธาตุ (นส้ี ว นนามธรรมซง่ึ ตง้ั อยตู รงกลาง อากาศธาต)ุ รวมเปน ธาตุ ๖ เจรญิ เตบิ โตมาเปน กาย และ ใจ จติ วญิ ญาณ ธาตลุ ะเอยี ดของเวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และ วญิ ญาณ ขันธ รวมเรียกวา นามขันธ ๔ น้ีเองที่ขยายสวนหยาบออกมาเปน ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ดวงเห็น มีขนาดประมาณเทากับเบาตาของกาย (ธาตุเห็นอยูทาม กลางดวงน)้ี มหี นา ทรี่ บั อารมณ หรอื เสวยอารมณ ดวงจำ มขี นาดเทา ดวงตาทงั้ หมดของกาย (ธาตจุ ำอยทู า มกลางดวง น)ี้ มหี นา ทรี่ วบรวมและจดจำอารมณ ดวงคดิ มขี นาดเทา ตาดำ (ธาตคุ ดิ อยทู า มกลางดวงน)้ี ลอยอยใู น เบาะน้ำเลย้ี งของหวั ใจ ขนาดประมาณเทา ๑ ซองมอื ของผเู ปน เจา ของ มหี นา ทค่ี ดิ หรอื นอ มไปสอู ารมณ ดวงรู มขี นาดเทา แววตาดำขา งใน (ธาตรุ อู ยทู า มกลางดวงน)้ี มหี นา ท่ี รหู รอื รบั รอู ารมณ เหน็ จำ คดิ รู ๔ อยา งนเ้ี องทร่ี วมเรยี กวา “ใจ” เมอื่ รวมหยดุ เปน จดุ เดยี วกนั เชน นไี้ ด เรยี กวา ใจมอี ารมณเ ปน หนงึ่ (เอกคั คตา) จงพิจารณาตอไปใหถวนถี่ ก็จะเห็นวา ในแตละขันธ คือ รูปขันธ เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และวญิ ญาณขนั ธ กม็ เี หน็ จำ คดิ รู ทง้ั ๔ อยา งนเ้ี จอื อยดู ว ยหมดทกุ ขนั ธ” ๓๔ หลวงพอ วดั ปากนำ้ พระมงคลเทพมนุ ี (สด จนทฺ สโร) วชิ ชามรรคผลพสิ ดาร ๑; สถาบนั พทุ ธภาวนาวชิ ชาธรรมกาย อำเภอ ดำเนนิ สะดวก จงั หวดั ราชบรุ ,ี และ โครงการพทุ ธภาวนาวชิ ชาธรรมกาย วดั ปากนำ้ ภาษเี จรญิ , พ.ศ.๒๕๒๘, หนา ๖-๗.
5 - 98 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั “ดวงกาย” และ เหน็ จำ คดิ รู นเี้ อง ทข่ี ยายสว นหยาบออกมาอกี เปน กาย ใจ จติ วญิ ญาณ ของมนษุ ยห รอื สตั วท ง้ั หลาย ดวงคดิ หรอื จติ นั้น ลอยอยใู นเบาะนำ้ เลยี้ งของ หวั ใจอนั บรสิ ทุ ธ์ิ มปี ระมาณเทา ๑ ซองมอื ของผเู ปน เจา ของ และจติ นโี้ ดยสภาพเดมิ ของมนั แลว เปน ธรรมชาตทิ ผี่ อ งใส จงึ มชี อื่ วา ปณ ฑระ แตเ นอ่ื งจากจติ มกั ตกไปในอารมณ ทนี่ า ใคร และมกั นอ มไปสอู ารมณภ ายนอกอยเู สมอ จงึ เปด ชอ งใหก เิ ลสเขา มาทำจติ ใจ ใหเ ศรา หมอง ไมผ อ งใส ยอ มสนี ำ้ เลย้ี งของจติ ไปตามสภาพของกเิ ลสแตล ะประเภททผี่ า น เขา มานนั้ เปน ตน วา เมอื่ จติ ระคนดว ยโลภะหรอื ราคะ กจ็ ะเหน็ เปน สชี มพู หรอื เกอื บ เปน สแี ดง เมอื่ จติ ระคนดว ยโทสะ กจ็ ะมสี เี ขยี วเขม เกอื บดำ ถา จติ ระคนดว ยโมหะ กจ็ ะมสี เี หมอื นนำ้ ลา งเนอื้ สขี นุ ๆ เทาๆ หรอื สตี ะกว่ั ตดั กม็ ี ขนึ้ อยทู สี่ ภาพของกเิ ลสวา หนกั เบาเพยี งใด นอกจากน้ี อาการลอยของจติ ในเบาะน้ำเลย้ี งของหวั ใจนนั้ กบ็ อกอาการของ จติ วา ฟงุ ซา นหรอื เซอื่ งซมึ หรอื ปกติ หรอื หยดุ นง่ิ ในอารมณเ ดยี ว เพยี งใด กลา วคอื ถา จติ ลอยอยเู หนอื ระดบั นำ้ เลยี้ งของหวั ใจมาก กแ็ สดงอาการของจติ วา ฟงุ ซา นมาก ถา ลอยอยเู หนอื ระดบั น้ำเลย้ี งของหวั ใจเพยี งเลก็ นอ ย กน็ บั วา จติ มสี ภาพปกตธิ รรมดา ถา ลอยปรมิ่ พอดกี บั ระดบั น้ำเลย้ี งของหวั ใจกเ็ ปน เอกคั คตา และถา จมลงในเบาะนำ้ เลยี้ ง หวั ใจ กห็ ลบั ถา จมลงมากกส็ นิ้ สตไิ ปเลย อยา งนเ้ี ปน ตน “จติ ” จึงเปน ธรรมชาตทิ ส่ี ามารถจะเหน็ ได แตไมเ หน็ ไดด ว ยตาเนอื้ หากแตเ หน็ ไดด ว ย “ตาใน” ซงึ่ เปน ทิพย อนั เปน ผลจากการเจรญิ ภาวนาทำใจใหห ยดุ ใหน งิ่ เปน สมาธิ แนบแนน มนั่ คง บรสิ ทุ ธผ์ิ อ งใสจากกเิ ลสนวิ รณ พระพทุ ธองคจ งึ ไดต รสั วา “สทุ ทุ ทฺ สํ สนุ ปิ ณุ ํ ยตถฺ กามนปิ าตนิ ํ จติ ตฺ ํ รกเฺ ขถ เมธาวี จติ ตฺ ํ คตุ ตฺ ํ สขุ าวหํ.”๓๕ “ผูมีปญญาพึงรักษาจิตท่ีเห็นไดยากนัก ละเอียดนัก มักตกลง ไปในอารมณท นี่ า ใคร [เพราะวา ] จติ ทค่ี มุ ครองแลว นำสขุ มาให. ” ๓๕ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบทคาถา, ขอ ๑๓, หนา ๑๙.
5 - 99 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั โดยเหตทุ จี่ ติ มกั นอ มไปสอู ารมณท อ่ี ยภู ายนอกตวั อยเู สมอ เมอ่ื จติ เปลย่ี นวาระนน้ั จติ ดวงเดมิ จะตกศนู ยไ ปยงั ฐานท่ี ๖ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ธิ รรมทย่ี งั ไมล ะเอยี ดดพี อ กจ็ ะเหน็ วา ง หายไป แลว จติ ดวงใหมก จ็ ะบงั เกดิ ขน้ึ มารบั หนา ทแี่ ทนอกี ตอ ไป ดบั แลว กเ็ กดิ เกดิ ดบั ๆๆ อยอู ยา งน้ี พรอ มๆ กนั กบั ธรรมชาตอิ กี ๓ อยา ง คอื เวทนา สญั ญา และ วญิ ญาณ จึงมี สภาวะทเี่ ปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และอนตั ตา ไมม ตี วั ตนใหย ดึ ถอื ไดต ลอดไป อาการทวี่ า งหายไปอยเู สมอนน่ั เอง จงึ ไมม รี ปู รา งใหเ หน็ ไดแ นน อน นอกเสยี จากวา เมอ่ื รวมหยดุ เปน จดุ เดยี ว เปน เอกคั คตาจติ จรงิ ๆ กจ็ ะมนี มิ ติ ใหเ หน็ เปน ดวง หรอื เหน็ สนี ้ำ เลย้ี งของจติ ทผี่ อ งใสหรอื ขนุ มวั ดว ยสภาพของกเิ ลสสทม่ี าระคนหรอื ดลจติ ดลใจนนั้ อยู และ เนอ่ื งจากทศ่ี นู ยก ลางกายนน้ั เปน ทตี่ ง้ั ของกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ และเปน ทต่ี งั้ อนั ถาวรของจติ ใจ คอื ไมว า สตั ว จะเกดิ -จะดบั -จะหลบั -จะตน่ื จติ ใจทง้ั ดวงกจ็ ะตกศนู ย ไปยงั ศนู ยก ลางกาย ฐานท่ี ๖ ตรงระดบั สะดอื แลว จติ ดวงใหมก จ็ ะลอยขน้ึ มายงั ศนู ยก ลางกายฐานที่ ๗ นี้ กอ น จะทำหนาที่ตอไปเสมอ พระพทุ ธองคจ งึ ไดต รสั ถงึ สภาวะอกี อยา งหนงึ่ ของจติ วา มคี หู าหรอื ถำ้ เปน ทอี่ าศยั คอื อยภู ายในศนู ยก ลางกายของสตั วห รอื มนษุ ยท มี่ ชี วี ติ นน่ั เอง ถา รา งกายแตกทำลายแลว จติ ใจจะอาศยั อยดู ว ยไมไ ด ผทู สี่ ำรวมจติ มใิ หป รงุ แตง อารมณ ไมใ หห ลงเคลบิ เคลม้ิ ไป ในอารมณท น่ี า รกั ไมห ลงเคยี ดแคน ชงิ ชงั ในอารมณท ไ่ี มน า รกั ใหส งบ ใหห ยดุ ใหน งิ่ ไมย นิ ดยี นิ รา ยเสยี ได ยอ มหลดุ พน จากบว งของมาร ดงั พระพทุ ธดำรสั วา “ทรู งคฺ มํ เอกจรํ อสรรี ํ คหุ าสยํ เย จติ ตฺ ํ สญฺ เมสสฺ นตฺ ิ โมกขฺ นตฺ ิ มารพนธฺ นา.”๓๖ “ผใู ดจกั สำรวมจติ ทไี่ ป [ได] ไกล เทย่ี วไปดวงเดยี ว ไมม รี ปู รา ง มถี ้ำคอื กายเปน ทอี่ าศยั ผนู นั้ ยอ มพน จากเครอ่ื งผกู ของมารได. ” ๓๖ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบทคาถา, ขอ ๑๓, หนา ๑๙-๒๐.
5 - 100 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๙.๓.๓ ความหมายประเภทของอาสวะ และอนสุ ยั ในจติ ตสนั ดานของสตั ว กเิ ลสเครอ่ื งหมกั ดองในจติ สนั ดานของสตั ว ชอ่ื วา “อาสวะ” และกเิ ลส ละเอยี ดทนี่ อนเนอ่ื งอยใู นจติ สนั ดานของสตั ว ชอื่ วา “อนสุ ยั ” วธิ เี จรญิ จติ ตาน-ุ ปส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ เพอ่ื กำจดั หรอื ปหาน (ละ) กเิ ลสทงั้ หลายเหลา น้ี ประเภทของ “อาสวะ” และ “อนสุ ยั ” มดี งั น้ี ๙.๓.๓.๑ อาสวะ หมายถงึ อกศุ ลธรรมคอื กเิ ลสเครอ่ื งหมกั ดองในจติ ตสนั ดานของสตั ว มี ๔ ประเภท คอื (ก) กามาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเี่ ปน เครอ่ื งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว อนั เปน เหตใุ หม คี วามทะยานอยากและยนิ ดี พอใจ ในกามคณุ ทงั้ ๕ ไดแ กค วามทะยานอยากและยนิ ดใี นรปู ในรส ในกลน่ิ ในเสยี ง และ ในส่ิงสัมผัสทางกาย (ข) ภวาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเี่ ปน เครอื่ งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว อันเปนเหตุใหอยากได อยากมี อยากเปน หรือท่ีรวมเรียกวามี ความยนิ ดใี นภพภมู ติ า งๆ (ค) ทฏิ ฐาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเ่ี ปน เครอ่ื งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว อนั เปน เหตใุ หม คี วามยนิ ดี พอใจ ในความเหน็ ผดิ และ (ง) อวชิ ชาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเี่ ปน เครอ่ื งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของ สตั ว อนั เปน เหตใุ หม คี วามยนิ ดี พอใจ ในความไมร สู จั จธรรม โดย เฉพาะอยา งยงิ่ ไมร ใู นสภาวะของธรรมชาตทิ งั้ ทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง และทไ่ี มป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ตามทเี่ ปน จรงิ รวมเปน อาสวะ ๔ อยา งดว ยกนั แตถ า จะกลา วโดยหลกั ใหญๆ กม็ เี พยี ง ๓ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และ อวชิ ชาสวะ เทา นนั้ สวนทิฏฐาสวะนั้นเปนแตเพียงประเภทยอยที่แยกมาจาก อวชิ ชาสวะนน่ั เอง
5 - 101 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อาสวะเหลา นเี้ องทเ่ี ปน เครอื่ งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว เอบิ อาบ ซมึ ซาบ ปน เปน อยใู นเหน็ จำ คดิ รู เปน รส เปน ชาติ เจอื อยใู นเหน็ จำ คดิ รู ของสตั วผ ทู ยี่ งั ไมบ รรลุ มรรค ผล นพิ พาน เปน เหตใุ หม คี วามทะยานอยากและยนิ ดี พอใจ ในกามคณุ และใน ภพภมู ติ า งๆ และประการสำคญั ทสี่ ดุ กค็ อื เปน เหตใุ หย นิ ดพี อใจ ในความเหน็ ผดิ และไมร ู สจั จธรรม หรอื ไมร สู ภาวธรรมตามท่ี เปน จรงิ แลว กจ็ ะสะสม ตกตะกอนนอนเนอ่ื งอยใู นจติ ตสนั ดาน ของสตั ว ในลกั ษณะของ “อนสุ ยั ” ทเี่ ปน เครอื่ งหอ หมุ เหน็ จำ คดิ รู เปน ชนั้ ๆ เขา ไปขา งในจติ ตสนั ดานของสตั ว พรอ มทจ่ี ะฟงุ ขนึ้ มาพรอ มกบั อกศุ ลจติ เมอื่ จติ ออกไปยดึ ไปเกาะเกยี่ วกบั อารมณ ภายนอกตา งๆ ถา หากวา ผนู น้ั ประมาท ขาดสตสิ มั ปชญั ญะ รสู กึ ผดิ ชอบ ชวั่ ดี บาป บญุ คณุ โทษ หรอื ทางเจรญิ ทางเสอื่ ม แลว ปลอ ยให จิตใจเล่ือนลอยตามอารมณนั้นแลว กิเลสที่เกิดขึ้นพรอมกับ อกศุ ลจติ นน้ั กจ็ ะมอี ำนาจเหนอื จติ ใจ แลว ดลจติ ดลใจใหป ฏบิ ตั ิ หรอื ประกอบอกศุ ลกรรมดว ยกาย วาจา และใจ อนั เปน ผลใหเ กดิ โทษ หรอื ความทกุ ขเ ดอื ดรอ นแกต นเองและผอู นื่ ตอ ไป กลา วโดยสรปุ กเิ ลสทง้ั ปวง นบั ตง้ั แตอ วชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน อนั เปน เหตุ แหง ทกุ ขท ง้ั หลายทร่ี วมเรยี กวา สมทุ ยั นนั้ ตา งกป็ ระชมุ รวมลงอยทู จี่ ติ ใจของ สตั ว คอื ในเหน็ จำ คดิ รู ทง้ั ๔ อยา งนี้ ทง้ั สนิ้ เพราะฉะนน้ั การแกห รอื ปหานกเิ ลสทงั้ หลายเหลา นี้ กจ็ ะตอ งแกท จ่ี ติ ใจ คอื ที่ เหน็ จำ คดิ และรู นี่ เอง กเิ ลสจงึ จะดบั หมด แลว ธรรมกายจงึ จะปรากฏขนึ้ ใสสวา ง สะอาด บรสิ ทุ ธิ์ ขยายสว นใหญโ ตออกไปไดเ ตม็ ธาตเุ ตม็ ธรรม แลว กจ็ ะไมก ลบั มวั หมอง และไมก ลบั เลก็ เขา มาอกี เพราะเบกิ บานเตม็ ท่ี เหมอื นดอกบวั ทบ่ี านแลว กจ็ ะ เหน็ ธรรมกายนนั้ ใสสวา งอยทู กุ เมอื่
5 - 102 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๙.๓.๓.๒ อนสุ ยั หมายถงึ กเิ ลสละเอยี ดทน่ี อนเนอ่ื งอยใู นจติ ตสนั ดานของสตั วท งั้ หลาย ซง่ึ มอี ยู ๗ ประเภทดว ยกนั คอื (ก) กามราคานสุ ยั ไดแ ก กเิ ลสละเอยี ดประเภทความยนิ ดี พอใจ ตดิ ใจ อยใู นกามคณุ ทง้ั ๕ คอื ความตดิ ใจในรปู ในเสยี ง ในกลนิ่ ในรส และ ในสงิ่ สมั ผสั ทางกาย กเิ ลสประเภทน้ี เมอ่ื มอี ารมณจ ากภายนอก มากระทบ หรอื จติ สรา งธมั มารมณข น้ึ มาเอง แลว ปรงุ แตง อารมณ นใี้ หเ กดิ เวทนาตา งๆ กจ็ ะแสดงตวั ออกมาพรอ มกบั อกศุ ลจติ ในรปู ของ ราคะ โลภะ หรอื อภชิ ฌาวสิ มโลภะ ซงึ่ เปน กเิ ลสในระดบั กลางและ หยาบตามลำดบั (ข) ทฏิ ฐานสุ ยั ไดแ ก ความเหน็ ผดิ ซง่ึ จะแสดงตวั ขน้ึ มาในรปู ของโมหะ หรอื มจิ ฉาทฏิ ฐิ พรอ มกบั อกศุ ลจติ ในฐานะเปน เหตนุ ำหรอื เหตหุ นนุ แลว แตก รณี (ค) ปฏฆิ านสุ ยั ไดแ ก ความขดั เคอื งใจ ไมพ อใจในอารมณต า งๆ เมอื่ จติ กระทบเขา กบั อารมณภ ายนอกทไ่ี มถ กู ใจ กจ็ ะแสดงตวั ออกมาใน รปู ของโทสะคอื ความโกรธอยา งรนุ แรงหรอื ในรปู ของโกธะคอื ความ โกรธอยางบางเบา หรืออุปนาหะ คือความผูกใจเจ็บ ผูกพยาบาท หรอื จองเวร (ง) ภวราคานสุ ยั ไดแ ก ความยนิ ดใี นความเปน อยใู นภพ (จ) มานานสุ ยั ไดแ ก ความอวดดอ้ื ถอื ดี ไมย อมลงใคร ไมว า จะผดิ หรอื ถกู ซงึ่ จะออกมาในรปู ของมานะทฏิ ฐิ อนั เปน ปมดอ ยหรอื ปมเดน ในทาง ตางๆ (ฉ) วจิ กิ จิ ฉานสุ ยั ไดแ ก ความลงั เลสงสยั ในสภาวธรรมตา งๆ (ช) อวชิ ชานสุ ยั ไดแ ก ความไมร สู จั จธรรมทง้ั ๔ ไดแ ก ความไมร ใู น ลกั ษณะของทกุ ขท ง้ั ลบั และเปด เผย ทงั้ ทเ่ี หน็ ไดง า ยและทเี่ หน็ ไดย าก
5 - 103 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ความไมร ใู นเหตแุ หง ทกุ ข ความไมร ใู นสภาวะทท่ี กุ ขด บั เพราะเหตุ ดบั และความไมร ใู นหนทางปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความพน ทกุ ขอ นั ถาวร ความ ไมร อู ดตี ความไมร อู นาคต และความไมร เู หตแุ ละผลทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งกนั อนั เปน ผลใหเ กดิ ทกุ ข ทเ่ี รยี กวา ปฏจิ จสมปุ บาทธรรม อวชิ ชานสุ ยั นจี้ ะแสดงตวั ออกมาพรอ มกบั อกศุ ลจติ ในฐานะทเ่ี ปน ทงั้ เหตนุ ำและเหตุ หนนุ กเิ ลสอนื่ ในลกั ษณะของโมหะหรอื มจิ ฉาทฏิ ฐิ อนสุ ยั คอื กเิ ลสละเอยี ดทงั้ ๗ นี้ ความจรงิ กม็ อี นสุ ยั หลกั อยู ๓ ประเภท คอื - ปฏฆิ านสุ ยั - กามราคานสุ ยั และ - อวิชชานุสัย สว นอนสุ ยั อน่ื นอกจากน้ี กเ็ ปน แตเ พยี งแยกรายละเอยี ดออกไปจากอนสุ ยั หลกั นเ้ี ทา นน้ั ในการพจิ ารณาสภาวธรรมตอ ไปนจ้ี งึ จะยกมากลา วแตเ พยี ง ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั และอวชิ ชานสุ ยั ๙.๓.๔ วธิ พี จิ ารณาเหน็ และกำจดั หรอื ปหานอนสุ ยั กเิ ลส สำหรบั ทา นทย่ี งั ปฏบิ ตั ไิ มไ ดถ งึ ธรรมกาย กน็ อ มใจตาม และสามารถจะรเู หน็ ไดต ามสมควร สว นผถู งึ ธรรมกายแลว ใหท กุ ทา นรวมใจของทกุ กายใหห ยดุ อยู ณ ศนู ยก ลาง กายพระอรหัตองคท่ีละเอียดท่ีสุด แลวใหญาณพระธรรมกายเพงลงไปท่ี กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ย หยดุ นงิ่ กลางของกลางดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู แลวพิจารณารอบๆ “ดวงร”ู ซึ่งมีลักษณะสัณฐานกลมใส ประมาณเทา เมลด็ พรกิ ไทย จะเหน็ มสี ดี ำมวั ๆ หนาประมาณ ๑ กระเบยี ด ถา เปน ผมู กี เิ ลสหนามาก กจ็ ะเหน็ เปน สดี ำเขม มาก ถา เปน ผมู กี เิ ลสเบาบางกจ็ ะ เหน็ เปน เพยี งสมี วั ๆ ฝา ๆ เหมอื นกระจกฝา เครอ่ื งหมุ ดวงรูหรอื วญิ ญาณนเี้ อง คอื อวชิ ชานสุ ยั ดวงวญิ ญาณของสตั วโ ลกทง้ั หลายจะถกู หอ หมุ อยใู นกระเปาะ หมุ ของอวชิ ชาน้ี เหมอื นกบั ไขข าวหมุ ไขแ ดงอยฉู ะนนั้ ดวงวญิ ญาณหรอื ดวงรู
5 - 104 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั จงึ ไมอ าจขยายโตเตม็ สว นเหมอื นดวงญาณรตั นะของพระธรรมกาย ทนี ี้ กใ็ หพ จิ ารณาดรู อบๆ ดวงคดิ หรอื จติ ซง่ึ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใส โต ประมาณเทา ลกู ตาดำ อกี ตอ ไป ก็จะเหน็ เครอื่ งหมุ ของคดิ หนาประมาณ ๑ กระเบียด สีมัวๆ หุมอยูรอบนอกของดวงคิดหรือ “จติ ” คือกามราคานุสัย สำหรบั ผทู มี่ กี ามราคะกลา กจ็ ะเหน็ เปน สเี ขม มาก ถา มกี ามราคะเบาบางลง มากแลว กจ็ ะเหน็ เปน สมี วั ๆ หรอื ฝา ๆ และเมอื่ พจิ ารณาผา นไปยงั ดวงจำซงึ่ มสี ณั ฐานกลมประมาณเทา ลกู ตา และ ดวงเหน็ ซง่ึ เปน ดวงกลมใส ขนาดประมาณเทา เบา ตาของผเู ปน เจา ของ กจ็ ะ เหน็ เครอ่ื งหมุ ของเหน็ และจำ อยโู ดยรอบ สดี ำมวั ๆ หนาประมาณ ๑ กระเบยี ด อีกเหมือนกัน คือ ปฏิฆานุสัย ผูที่มีกิเลสประเภทเจาโทสะ ก็จะเห็นเปนสี ดำเขม มาก ถา มกี เิ ลสนเ้ี บาบางกจ็ ะเหน็ เปน สจี างๆ มวั ๆ ตามนยั ทพ่ี จิ ารณาน้ี เปน การพจิ ารณาจากละเอยี ดออกมาหาหยาบ ทเี่ รยี กวา ปฏโิ ลม คอื จากดวงรูหรอื วญิ ญาณมาหาดวงเหน็ แตถ า จะพจิ ารณาจากหยาบ ไปหาละเอยี ดเปน อนโุ ลม กจ็ ะเหน็ วา ปฏฆิ านสุ ยั หมุ อยรู อบนอกของเหน็ และจำ เหมือนลูกตาขาว กามราคานุสัยก็หุมคิดหรือจิตอยูชั้นกลางเขาไป เหมือน ลูกตาดำ และอวิชชานุสัยก็หุมดวงรูหรือวิญญาณอยูชั้นในเขาไปอีก เหมือน แววตาดำ ฉะนนั้ เนอ่ื งจากอนสุ ยั ทง้ั ๓ คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั และอวชิ ชานสุ ยั น้ี ตา งกห็ มุ เหน็ จำ คดิ และ รู เปน ไสก นั คืออยใู นกลางของกลาง เปน ชนั้ ๆ กนั เขา ไปในจติ นป้ี ระการหนง่ึ และอนสุ ยั เอง กเ็ กดิ จากความนอนเนอื่ งของ กเิ ลส ทงั้ กเิ ลสหยาบ กลาง และกเิ ลสละเอยี ด ซงึ่ เกดิ ขนึ้ พรอ มกบั อกศุ ลจติ ทฟ่ี งุ ซา น ออกไปรบั ไปยดึ ไปเกาะอารมณภ ายนอกทถ่ี กู ใจบา ง ทไี่ มถ กู ใจบา ง และทเ่ี ฉยๆ บา ง แลว ประกอบกรรมทเี่ ปน อกศุ ลดว ยกาย วาจา และใจ ไปโดยความไมร หู รอื เพราะความมดื มน ไมร จู กั บาปบญุ คณุ โทษ หรอื ไมร จู กั ทางเจรญิ ทางเสอ่ื ม โดย เฉพาะอยา งยง่ิ กเิ ลสประเภทโมหะและมจิ ฉาทฏิ ฐิ ไดแ ก ความหลงผดิ หรอื เหน็ ผดิ
5 - 105 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ความไมรูในสัจจธรรมและสภาวธรรมตามธรรมชาติท่ีเปนจริง แลวหมักหมม ตกตะกอนนอนเนอื่ งอยใู นจติ ตสนั ดานของสตั วท งั้ หลาย นอ้ี กี ประการหนงึ่ การกำจดั หรอื ปหานอนสุ ยั กเิ ลสเหลา น้ี จงึ ตอ งกระทำทจ่ี ติ ใจอนั ประกอบ ดว ยเหน็ จำ คดิ รู ซง่ึ เปน ชมุ ทางของกเิ ลสนนั่ เอง กลา วคอื ผถู งึ ธรรมกายแลว กใ็ หห มนั่ พสิ ดารกายไปสสู ดุ ละเอยี ดอยเู สมอ หรอื ให อยางนอยครึ่งหน่ึงของใจรวมหยุดอยู ณ ศูนยกลางกายพระอรหัตองคที่ ละเอยี ดทส่ี ดุ อยเู สมอ ทกุ อริ ยิ าบถ ไมว า จะยนื เดนิ นง่ั หรอื จะนอน กใ็ หเ หน็ ใสละเอยี ดอยเู สมอ เหน็ ดำหรอื ขนุ มวั กใ็ หร บี ทำใหใ สในทนั ที เพราะดำหรอื ขนุ มวั น้ันก็คืออกศุ ลธรรมและอัพยากตธรรม ซ่ึงกำลังแทรกซอนเขามาในจิตใจ เอบิ อาบ ซมึ ซาบ ปน เปน เขา มาในจติ ใจ จงึ ตอ งใหม จี ติ พจิ ารณาเหน็ จติ ใน จติ เปน ภายใน แลว เจรญิ ภาวนาเพอื่ ชำระจติ ใจใหใ สสะอาดบรสิ ทุ ธอิ์ ยเู สมอ โดยใหร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ในหยดุ กลางของกลางๆๆ ลงไป ณ ศนู ยก ลาง เหน็ จำ คดิ รู นนั่ แหละ จติ กจ็ ะไมฟ งุ ซา นออกไปรบั อารมณภ าย นอก และ ไมป รงุ แตง (ไมส งั ขาร) อารมณภ ายนอกทม่ี ากระทบใหเ กดิ กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน และอกศุ ลธรรมอน่ื ๆ พอใจหยดุ นง่ิ ไดถ กู สว นเขา จติ ดวงเดมิ ซง่ึ ตงั้ อยใู นทา มกลางดวงธรรม ทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยห ยาบกต็ กศนู ย ลงไปยงั ฐานที่ ๖ เมอื่ จติ ดวงเดมิ วา ง หายไป จิตดวงใหมพรอมดวยดวงธรรมท่ีทำใหเปน “กายมนุษยละเอียด” ก็จะ บงั เกดิ ขน้ึ มาแทนที่ เครอื่ งหมุ เหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั กจ็ ะจางลง ใจกก็ ลบั ใสบรสิ ทุ ธสิ์ วา งขน้ึ กวา เดมิ ทำใหด วงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ของกายมนษุ ยล ะเอยี ดขยายสว นโตขน้ึ กวา ของกาย มนษุ ยห ยาบ คอื โตขน้ึ เปน ประมาณ ๒ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ทนี ้ี กใ็ หใ จของกายมนษุ ยล ะเอยี ดรวมหยดุ นง่ิ ลงไปทตี่ รงกลางเหน็ จำ คดิ
5 - 106 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั รู ของกายมนษุ ยล ะเอยี ดอกี ตอ ไป พอใจหยดุ ถกู สว นเขา จติ ดวงเดมิ พรอ ม ดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยล ะเอยี ดนน้ั กต็ กศนู ยว า งหายไปอกี แลว จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน “กายทพิ ย” กจ็ ะปรากฏขนึ้ แทนที่ เครอ่ื งหมุ เหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั ของทพิ ย กจ็ างลง ใจของกายทพิ ยใ สละเอยี ด สะอาดบรสิ ทุ ธแิ์ ละสวา งยง่ิ กวา ใจของ กายมนษุ ยล ะเอยี ด ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขน้ึ ไปอกี เปน ประมาณ ๓ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ใจของกายทพิ ยห ยาบกห็ ยดุ นงิ่ ลงไปตรงศนู ยก ลาง เหน็ จำ คดิ รู ของกาย ทพิ ยน นั้ ตอ ไปอกี พอหยดุ นง่ิ ไดถ กู สว นเขา จติ ดวงเดมิ พรอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำให เปน กายทพิ ยน น้ั กต็ กศนู ยว า งหายไปอกี จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำให เปน กายทพิ ยล ะเอยี ด กจ็ ะผดุ ลอยขน้ึ มาแทนที่ อนสุ ยั กเิ ลสเครอ่ื งหมุ ของเหน็ จำ คดิ รู กจ็ างลงกวา เดมิ ใจของกายทพิ ยล ะเอยี ด ใสละเอยี ดบรสิ ทุ ธแิ์ ละสวา ง ยง่ิ กวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ของกายทพิ ยล ะเอยี ดนก้ี ข็ ยาย สว นโตขนึ้ เปน ประมาณ ๔ เทา ของฟองไขแ ดงของไขไ ก ใหใ จของกายทพิ ยล ะเอยี ดหยดุ ในหยดุ ลงไปทก่ี ลางเหน็ จำ คดิ รู ณ ตรง กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายทพิ ยล ะเอยี ดนน้ั ตอ ไปอกี พอใจหยดุ ไดถ กู สว นเขา จิตดวงเดิมพรอมดวยดวงธรรมท่ีทำใหเปนกายทิพยละเอียดก็จะตกศูนย วา งหายไป แลว กจ็ ะเหน็ จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหม หยาบบงั เกดิ ขน้ึ มาแทนที่ เครอ่ื งหมุ ของเหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กาม- ราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั กจ็ างลง ใจของกายรปู พรหมก็ ใสละเอยี ดบรสิ ทุ ธแิ์ ละมี รศั มสี วา งขน้ึ ยง่ิ กวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขนึ้ ประมาณ ๕ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ใจของกายรปู พรหมหยาบกห็ ยดุ นง่ิ ลงไปทกี่ ลางเหน็ จำ คดิ รู ณ กลางดวง ธรรมทที่ ำใหเ ปน กายรปู พรหมหยาบนน้ั พอใจหยดุ ถกู สว นเขา จติ ดวงเดมิ พรอ ม
5 - 107 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายรปู พรหมหยาบกจ็ ะตกศนู ยว า งหายไป แลว จะ ปรากฏจติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหมละเอยี ดบงั เกดิ ขนึ้ แทนที่ เครอ่ื งหมุ ของเหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั กจ็ างลง ใจของกายรปู พรหมละเอยี ด กใ็ สละเอยี ดบรสิ ทุ ธม์ิ รี ศั มสี วา งขน้ึ ยง่ิ กวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขน้ึ เปน ประมาณ ๖ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ใจของกายรปู พรหมละเอยี ด กห็ ยดุ นง่ิ ลงไปทกี่ ลางเหน็ จำ คดิ รู ณ ตรง กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหมละเอยี ด พอใจหยดุ นงิ่ ไดถ กู สว นเขา จติ ดวง เดมิ พรอ มดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหมละเอยี ดกจ็ ะตกศนู ย วา งหายไป อกี และจะปรากฏจติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายอรปู พรหมหยาบ บงั เกดิ ขนึ้ มาแทนท่ี อนสุ ยั กเิ ลสเครอื่ งหมุ ของ เหน็ จำ คดิ รู ของอรปู พรหมก็ ยง่ิ จางลง ใจของกายอรปู พรหมหยาบกใ็ สละเอยี ดบรสิ ทุ ธแ์ิ ละมรี ศั มสี วา งยง่ิ ขนึ้ ไปกวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขน้ึ ประมาณ ๗ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ทนี ้ี กใ็ หใ จของกายอรปู พรหมหยาบหยดุ ในหยดุ ลงไปทก่ี ลาง เหน็ จำ คดิ รู กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายอรปู พรหมหยาบนนั้ อกี ตอ ไป พอใจหยดุ ไดถ กู สวนเขา จิตดวงเดิมพรอมดวยดวงธรรมที่ทำใหเปนกายอรูปพรหมหยาบก็จะ ตกศนู ย วา งหายไปอกี จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายอรปู พรหม ละเอยี ดกผ็ ดุ ลอยขนึ้ มาแทนที่ ปฏฆิ านสุ ยั เครอื่ งหมุ ของเหน็ และจำ และ กาม ราคานสุ ยั เครอ่ื งหมุ ของคดิ หรอื จติ กจ็ างหายไป อวชิ ชานสุ ยั เครอื่ งหมุ ของรหู รอื วญิ ญาณ กจ็ างลงมาก ใจของกายอรปู พรหม ละเอยี ดกใ็ สบรสิ ทุ ธแ์ิ ละมรี ศั มสี วา งยง่ิ กวา เดมิ ดวงเหน็ จำ คดิ รู กใ็ สละเอยี ดสะอาด บรสิ ทุ ธ์ิ จากเครอ่ื งเศรา หมองยงิ่ ขน้ึ และขยายสว นโตขน้ึ เปน ประมาณ ๘ เทา ของ ไขแ ดงของไขไ ก หรอื ประมาณเทา ดวงอาทติ ย ดวงจนั ทร
5 - 108 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ใจของกายอรปู พรหมละเอยี ดกห็ ยดุ นงิ่ ลงไปทก่ี ลางเหน็ จำ คดิ รู ตรง กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายอรปู พรหมละเอยี ดตอ ไป พอใจหยดุ ถกู สว น เขา ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กจ็ ะตกศนู ยพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำให เปน กายอรปู พรหมละเอยี ด วา งหายไปอกี นค้ี อื วญิ ญาณของกายในภพ ๓ ดบั แลว จะเหน็ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ซงึ่ บดั นกี้ ลบั เปน ญาณรตั นะ ของกายธรรม พรอมดวยดวงธรรมที่ทำใหเปนธรรมกาย บังเกิดขึ้นแทนที่ อวชิ ชานสุ ยั เครอื่ งหมุ รู กห็ ายไป เครอื่ งหมุ ญาณรตั นะของธรรมกายกลบั เปน วชิ ชา (ธรรมเครอ่ื งใหร แู จง เหน็ จรงิ ในสจั จธรรมและสภาวะของธรรมชาติ ทง้ั ทป่ี ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (สงั ขาร/สงั ขตธรรม) และทไ่ี มป ระกอบ ดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม) ตามความเปน จรงิ ) ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู คอื “ญาณรตั นะ” กข็ ยายโตขน้ึ เตม็ สว น เทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย คอื ขนาดประมาณเกอื บ ๕ วา และมรี ศั มสี วา ง สวยงามยงิ่ นกั กาย กบั ใจ ของธรรมกายกก็ ลบั เปน ปฐมมรรค เปน เนอ้ื หนงั ทแ่ี ทจ รงิ รวบ ยอดกลนั่ ออกมาจากพระวนิ ยั ปฎ ก ดวงศลี กเ็ ปน อธศิ ลี คอื ศลี ยงิ่ อยา งแทจ รงิ กาย วาจา และใจ ตลอดทง้ั เจตนาความคดิ อา นทง้ั หลาย เปน อนั สะอาดบรสิ ทุ ธห์ิ มด จิต ก็กลับเปน มรรคจิต เปนเนื้อหนังที่แทจริง รวบยอดกลั่นออกมาจาก พระสตุ ตนั ตปฎ ก เปน อธจิ ติ คอื จติ ยง่ิ แทๆ เพราะบรสิ ทุ ธป์ิ ราศจากกเิ ลสนวิ รณ วญิ ญาณ กเ็ ปน มรรคปญ ญา เปน ญาณรตั นะ เพราะอวชิ ชานสุ ยั เครอ่ื ง หมุ ของรจู างลงมาก จงึ ใสละเอยี ดบรสิ ทุ ธจิ์ ากเครอื่ งเศรา หมองมาก และขยาย โตเตม็ สว นของธรรมกาย มรรคปญ ญานเ้ี ปน เนอื้ หนงั ทแ่ี ทจ รงิ รวบยอดกลน่ั ออก มาจากพระอภธิ รรมปฎ ก จงึ จดั เปน อธปิ ญ ญาแทๆ กายธรรมนเ้ี อง คอื พระพทุ ธรตั นะ ดวงธรรม ทที่ ำใหเ ปน ธรรมกาย คอื ธรรมรัตนะ และกายธรรมละเอียดๆ ในทามกลางพระพุทธรัตนะน้ี คือ พระสงั ฆรตั นะผปู ฏบิ ตั แิ ละผรู กั ษาพระสทั ธรรมของพระพทุ ธเจา ไว
5 - 109 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั กใ็ หใ จของกายธรรมหยดุ ในหยดุ ลงไปทก่ี ลางของกลางๆๆ ตอ ๆ ไปอกี กจ็ ะ ถงึ ดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน ธรรมกาย และเหน็ จำ คดิ รู คอื ญาณรตั นะ ทล่ี ะเอยี ดๆ ตอไปอีก คือ ธรรมกายโคตรภูละเอยี ด, ธรรมกายพระโสดาบันหยาบ พระ โสดาบันละเอียด, ธรรมกายพระสกิทาคามีหยาบ พระสกิทาคามีละเอียด, ธรรมกายพระอนาคามหี ยาบ พระอนาคามลี ะเอยี ด, ธรรมกายพระอรหตั หยาบ พระอรหตั ละเอยี ด ซงึ่ ใสละเอยี ด บรสิ ทุ ธจ์ิ ากเครอ่ื งหมุ ฝา ยอกศุ ล ทง้ั ปวง ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู คอื ญาณรตั นะ และดวงธรรมที่ ทำใหเ ปน ธรรมกายกข็ ยายสว นโตขนึ้ ไปอกี เปน ขนาด ๕ วา ๑๐ วา ๑๕ วา และ ถงึ ๒๐ วา ตามลำดบั ย่ิงดำเนินไปสุดละเอียดเพียงใด จิตใจก็ยิ่งใสสะอาดบริสุทธิ์ จากเคร่ือง เศรา หมองยง่ิ ขน้ึ เพยี งนน้ั ทงั้ หมดทกี่ ลา วมานก้ี ค็ อื การเจรญิ ภาวนาพจิ ารณาเหน็ สภาวธรรมคอื ความ เกดิ ขนึ้ และความเสอื่ มไปของจติ ในจติ ตามธรรมชาตทิ เ่ี ปน จรงิ พรอ มดว ย ถอดอนสุ ยั กเิ ลสจากจติ ของกายหยาบ ไปสจู ติ ทลี่ ะเอยี ดยง่ิ กวา จนถงึ จติ ของ กายโลกุตตระคือธรรมกาย ซ่ึงเปนกายในกายที่สุดละเอียด พนจากกายใน ภพ ๓ นี้ ตงั้ แตก ายท่ี ๙ เปน ตน ไปจนสดุ ละเอยี ด ชว ยใหป ญ ญาหยงั่ รเู จรญิ ขนึ้ อยา งรวดเรว็ จากการทไี่ ดท ง้ั รแู ละทงั้ เหน็ และชว ยใหว ชิ ชา ไดแ ก วชิ ชา ๓ วชิ ชา ๘ และ อภญิ ญา ๖ เกดิ และเจรญิ ขนึ้ ใหส ามารถปหานอวชิ ชาอนั เปน มลู รากฝา ยเกดิ บาปอกศุ ลทงั้ ปวงใหห มดสน้ิ ไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ เพราะฉะนนั้ แนวทางปฏบิ ตั ภิ าวนาธรรมตามแนววชิ ชาธรรมกาย ทใี่ หผ ู ปฏบิ ตั ธิ รรมรวมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ในหยดุ ผา นกาย เวทนา จติ และธรรม หรอื ทรี่ กู นั ในหมผู ปู ฏบิ ตั วิ า พสิ ดารกายสดุ กายหยาบกายละเอยี ด แลวก็ใหรวมใจหยุดในหยุด กลางของหยุดในหยุดไว ณ ศูนยกลางกาย พระอรหัตที่ละเอียดที่สุดอยูเสมอ อยางนอยก็คร่ึงหน่ึงของใจ ใหเห็นใส ละเอยี ด สะอาด บรสิ ทุ ธจ์ิ ากเครอ่ื งเศรา หมองอยเู สมอนน้ั กค็ อื
5 - 110 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั การปฏบิ ตั ภิ าวนาทใี่ หผ ลเปน การดบั กเิ ลสจากจติ ใจของกายหยาบไป สจู ติ ใจ ของกายละเอยี ด ทเ่ี รยี กวา “ดบั หยาบไปหาละเอยี ด” ไปจนสดุ ละเอยี ด นเ้ี อง ชอ่ื วา “นโิ รธ” ดบั สมทุ ยั คอื เปน ธรรมเครอ่ื งปหานหรอื กำจดั อนสุ ยั กเิ ลสที่ ละเอยี ดๆ และนอนเนอื่ งอยใู นจติ สนั ดานนนั้ ใหห มดสนิ้ ไป ดว ยโลกตุ ตรปญ ญา คือมรรคจิตและมรรคปญญา ของธรรมกายอันเจริญขึ้นแลว พรอมดวย “วิชชา” ธรรมเปนเคร่ืองรูแจงเห็นจริงในสัจจธรรมและสภาวะของสังขาร/ สงั ขตธรรม และ วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม ตามทเี่ ปน จรงิ จากการทไี่ ดท ง้ั รแู ละ ทงั้ เหน็ นน่ั เอง และในขณะเดยี วกนั การเจรญิ ภาวนาดงั กลา วกม็ ลี กั ษณะเปน การถอดขนั ธ จากกายโลกยิ ะทงั้ ๘ ซง่ึ เปน กายทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง และตอ งตกอยู ในอาณัติแหงพระไตรลักษณ ไปสูกายที่ละเอียดบริสุทธิ์ผองใสกวา คือ ธรรมขนั ธ ซงึ่ เปน กายทพี่ น ภพ ๓ ไปแลว และไมป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธาตอุ สงั ขตธรรมลว นๆ อนั ไมต อ งตกอยใู นอาณตั แิ หง ไตรลกั ษณ กลบั มสี ภาวะท่ีเทยี่ ง (นจิ จฺ )ํ เปน บรมสขุ (ปรมํ สขุ )ํ และยง่ั ยนื (ธุวํ) อันเปนอัตตลักษณะที่ตรงกันขามกับอนัตตลักษณะของสังขาร/ สงั ขตธรรม โดยสนิ้ เชงิ ผลจากการเจรญิ ภาวนาดงั กลา วนเี้ อง ทส่ี ามารถใหเ หน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขน้ึ และความเสอื่ มไปในจติ เปน ทางใหเ กดิ ความเบอ่ื หนา ยในทกุ ข และเปน ทางใหค ลายจากความกำหนดั ยนิ ดี ใหจ ติ วมิ ตุ ตหิ ลดุ พน จากกเิ ลสเครอ่ื งรอ ยรดั ใหต ดิ อยกู บั โลก ไดบ รรลมุ รรค ผล นพิ พาน ตามระดบั ภมู ธิ รรมทป่ี ฏบิ ตั ไิ ด และ เสวยสขุ ดว ยความสงบดว ยปญ ญาอนั เหน็ ชอบตอ ไป เมอื่ เจรญิ ภาวนามาถงึ เพยี งน้ี ยอ มประจกั ษใ นความจรงิ ทวี่ า ณ ศนู ยก ลางกาย อนั เปน ทต่ี ง้ั ถาวรของใจและกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นเ้ี อง คอื ทางสายเอก หรอื เอกายนมรรค ทางไปของพระพทุ ธเจา และพระอรหนั ตท งั้ หลาย
5 - 111 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ณ ศนู ยก ลางกายน้ี แมแ ตผ ปู ฏบิ ตั ธิ รรมทย่ี งั ไมถ งึ ธรรมกาย หากหมน่ั เจรญิ ภาวนารวมใจใหห ยดุ ใหน งิ่ ลงไปทกี่ ลางของกลางนไี้ วเ สมอทกุ อริ ยิ าบถ กย็ งั ไดผ ลในทางกำจดั กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน อนั เปน เหตแุ หง ทกุ ขท งั้ หลาย ดกี วา ไปจรดใจไวท อ่ี น่ื เพราะการจรดใจไว ณ กลางของกลางศนู ยก ลางกาย นี้ ใจจะหยดุ สงบ และสงดั จากกเิ ลสนวิ รณ ไมฟ งุ ซา นไปรบั อารมณภ ายนอก ไมป รงุ แตง อารมณใ หเ กดิ กเิ ลสสญั โญชน ใหต อ งเวยี นวา ยตายเกดิ และเปน ทุกขอีก ธรรมปฏบิ ตั ใิ ห “ใจหยดุ ” นน้ั แหละเปน ตวั สำเรจ็ เพราะถกู ทางสายกลาง คอื กลางของกาย เวทนา จติ และธรรม ของสตั วท งั้ หลาย ซง่ึ อยตู รงหรอื ใน แนวเดยี วกนั กบั อายตนะนพิ พาน อนั เปน ทสี่ นิ้ สดุ แหง ทกุ ขแ ละทเ่ี ปน บรมสขุ นนั่ เอง. ตอนที่ ๑๐ ธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน๓๗ ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ คำวา “ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” นน้ั หมายถงึ การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรม ซึ่งถาจะวิเคราะหถึงความหมายอยางกวางขวางแลวก็คือ การใหมีสติระลึกเห็นไดในธรรม ทั้งปวงวา ธรรมใดเปนธรรมฝายบุญกุศลหรือธรรมขาว ท่ีเปนธรรมฝายพระ ซึ่งเรียกวา กศุ ลธรรม พระบาลวี า กสุ ลา ธมั มา, ธรรมเหลา ใดทเี่ ปน ฝา ยบาปอกศุ ล หรอื ธรรมดำ ที่ เปน ธรรมฝา ยมาร ซงึ่ เรยี กวา อกศุ ลธรรม พระบาลวี า อกสุ ลา ธมั มา, และธรรมใดทเ่ี ปน ธรรมกลางๆ ไมด ไี มช วั่ ไมเ ปน บญุ ไมเ ปน บาป หรอื เปน ธรรมทไ่ี มเ ปน ฝา ยขาวและฝา ยดำ เรยี กวา อพั ยากตธรรม พระบาลวี า อพั ยากตา ธมั มา ๓๗ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย และพระนพิ พาน, พมิ พค รง้ั ที่ ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๔๗๓-๕๓๐.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 642
Pages: