Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Published by Chalermkiat Deesom, 2020-08-19 23:59:17

Description: คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Search

Read the Text Version

5 - 62 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ท่ีเรียกวา “ดวงธรรมที่ทำใหเปนกายมนุษย” หรือ “ดวงปฐมมรรค” หรือ “ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” อนั ประกอบดว ยธาตลุ ะเอยี ดของมหาภตู รปู ๔ รวมทง้ั อากาศธาตแุ ละวญิ ญาณธาตดุ งั กลา วแลว เจรญิ เตบิ โตเปน “กาย” คอื “รปู ธรรม” และ “ใจ” กค็ อื “นามธรรม” ในสว นของ “ใจ” นนั้ กข็ ยายสว นหยาบออกมาจากธาตลุ ะเอยี ดของเวทนา- สญั ญา-สงั ขาร-วญิ ญาณ (วญิ ญาณธาต)ุ เปน “ดวงเหน็ ” (ธาตเุ หน็ อยใู นทา ม กลางดวงน)ี้ ขนาดประมาณเทา เบา ตาของผเู ปน เจา ของ “ดวงจำ” ขนาดเทา ดวงตาทงั้ หมด “ดวงคดิ ” เทา ดวงตาดำ ใสบรสิ ทุ ธิ์ ลอยอยใู นเบาะน้ำเลย้ี งของ หวั ใจ ประมาณเทา ๑ ซองมอื ของผเู ปน เจา ของ และ “ดวงรู” ขยายสว นหยาบ ออกมาจากวญิ ญาณธาตุ ขนาดเทา แววตา ใสสวา ง นคี้ อื สว น “นามธรรม” สำหรับผูที่ยังมิไดเรียนหลักปริยัติมากอน ก็อาจจะยังไมสามารถวิเคราะห แยกแยะธรรมทต่ี นปฏบิ ตั ไิ ดร เู หน็ น้ี ชดั เจน ตามหลกั ปรยิ ตั หิ รอื ตามภาษาพระได แตพ ระโยคาวจรผมู พี น้ื ความรใู นหลกั ปรยิ ตั ิ กจ็ ะทราบความรเู หน็ นวี้ า กำลงั ผา น และดำเนนิ ไปตามอนปุ ส สนาญาณโดยลำดบั กลา วคอื เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ ธาตลุ ะเอยี ดของเบญจขนั ธ คอื ธาตลุ ะเอยี ดของรปู ขนั ธ ขยายสว นหยาบออกมาเปน “ดวงกาย” อนั ประกอบดว ยมหาภตู รปู ๔ ซง่ึ เจรญิ เตบิ โตมาเปน กาย คอื “รปู ธรรม” กบั ธาตลุ ะเอยี ดของ เวทนา-สญั ญา-สงั ขาร- วิญญาณ ซ่ึงขยายสวนหยาบออกมาเปน ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู อนั รวมเรยี กวา “ใจ” คอื “นามธรรม” วา หมดทงั้ เบญจขนั ธ เมอ่ื ยอ ลงกเ็ ปน ๒ คอื นามธรรม กบั รปู ธรรม หรอื กลา วโดยยอ นยิ มเรยี กวา “นามรปู ” การพจิ ารณาเหน็ นามรปู ดงั นี้ กค็ อื “นามรปู ปรจิ เฉทญาณ” และเมอื่ พจิ ารณาเหน็ เหตปุ จ จยั แหง นามรปู วา อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม อาหาร และ ผสั สะ เปน ตน เหลา นเ้ี องทเ่ี ปน ปจ จยั ใหเ กดิ นามรปู ความรเู หน็ นี้ กค็ อื “นามรปู ปจ จยั ปรคิ คหญาณ” และ

5 - 63 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ ความเกดิ ดบั แหง นามรปู ทงั้ จากสว นละเอยี ด ตงั้ แตธ าตุ ละเอยี ดของเบญจขนั ธท ขี่ ยายสว นหยาบออกมาเปน ดวงกายและใจ (ดวงเหน็ -จำ- คดิ -ร)ู และทง้ั สว นหยาบ คอื ทเ่ี จรญิ เตบิ โตเปน กาย และใจ จติ วญิ ญาณ อนั แสดงสามัญญลักษณะคือความเปนของไมเที่ยง (อนิจฺจํ) เปนทุกข (ทุกฺขํ) เพราะแปรปรวนไป (วปิ รณิ ามธมมฺ โต) และเปน ของมใิ ชต วั ตนทเี่ ทย่ี งแทแ น นอนของใคร (อนตตฺ า) กค็ อื “สมั มสนญาณ” และ “อทุ ยพั พยานปุ ส สนาญาณ” นั่นเอง และนกี้ ค็ อื การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย ณ ภายใน (ของตนเอง) ไดแ ก การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ ลมหายใจเขา ออก จนลมละเอยี ดและหยดุ (ระงบั กาย สังขาร) ในขอ “อานาปานปพพะ” และมีสติพิจารณาเห็นอุปาทินนกสังขาร ไดแ ก เหน็ สงั ขารรา งกายของเราน้ี เปน สกั วา เปน ธาตุ (น้ำ ดนิ ไฟ ลม) ในขอ “ธาตปุ พ พะ” นนั่ เอง ในทางปฏบิ ตั ิ พระโยคาวจรเมอ่ื ปฏบิ ตั มิ าถงึ “ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กาย” หรอื “ดวงปฐมมรรค” หรอื “ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” นแ้ี ลว ควร ปฏบิ ตั ภิ าวนาใหร ดุ หนา ไปถงึ ธรรมกายกอ น แลว ใชต าหรอื ญาณธรรมกาย เพงพิจารณาดูก็จะเห็นสภาวะของสังขารไดชัดเจนดีกวาการเพียงแตเขาถึง ดวงปฐมมรรคนี้แลวก็พิจารณาสภาวธรรมเลย จงึ ใหร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ นง่ิ ตรงกลางของกลางอากาศธาตุ กลางวญิ ญาณธาตนุ นั้ ตอ ไป พอใจหยดุ นง่ิ ถกู สว น ศนู ยก ลางกจ็ ะขยายวา งออก ไป และจะปรากฏดวงธรรมทใ่ี ส สวา ง ตอ ๆ ไป จนสดุ ละเอยี ด กใ็ หห ยดุ ใน หยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆๆ ดวงธรรมทใ่ี สสวา งและละเอยี ดๆ ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด คอื เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ ดถ งึ “ดวงศลี ” อนั เปน “ศลี เหน็ ” ซงึ่ เปน เครอื่ งกลนั่ กรองกาย วาจา และใจ ทลี่ ะเอยี ด บรสิ ทุ ธใิ์ นพระกมั มฏั ฐาน ผูใดมีสติสัมปชัญญะ หยุดน่ิงอยูกลางดวงศีลนี้ ใหใสบริสุทธิ์อยูเสมอ เปนอัน เจตนาความคดิ อา นทางใจ (ดวงเหน็ -จำ-คดิ -ร)ู ทซ่ี อ นอยใู นทา มกลางดวง

5 - 64 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ศลี นี้ กบ็ รสิ ทุ ธผ์ิ อ งใส ไมม วั หมอง ความประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ างกายและ วาจา กย็ อ มไมพ ริ ธุ เสยี หาย จงึ เปน “อธศิ ลี ” ชอ่ื วา “ศลี วสิ ทุ ธิ” อนั เปน พน้ื ฐานใหเ จรญิ ถงึ “จติ ตวสิ ทุ ธ”ิ ตอ ไป “ดวงสมาธ”ิ เมอื่ พระโยคาวจรเจรญิ ภาวนา รวมใจหยดุ นงิ่ ถงึ ดวงสมาธนิ ี้ ยอ มยกภมู จิ ติ ใจขน้ึ เปน ฌานจติ อนั ประกอบดว ยองคค ณุ ๕ คอื วติ ก วจิ าร ปต ิ สขุ เอกคั คตา เปน ปฐมฌานขนึ้ ไป กเิ ลสนวิ รณย อ มสน้ิ ไป ใจ (ดวงเหน็ -จำ- คดิ -ร)ู ยอ มบรสิ ทุ ธผิ์ อ งใส เปน “อธจิ ติ ” ชอื่ วา “จติ ตวสิ ทุ ธิ” ออ นโยน ควรแก งานวปิ ส สนาปญ ญา “ดวงปญ ญา” เมอื่ ใจหยดุ นงิ่ ถงึ ดวงปญ ญานจ้ี ะปรากฏเหน็ เปน ดวงใสสวา ง ตรงกลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ อนั เปน ทต่ี ง้ั ของธาตลุ ะเอยี ดของอายตนะ ๑๒ และ ธาตุ ๑๘ ซงึ่ ตงั้ อยใู นทา มกลางธาตลุ ะเอยี ดของวญิ ญาณธาตุ (ธาตรุ บั ร)ู ให เกดิ และเจรญิ วชิ ชา และอภญิ ญา ไดแ ก ทพิ ยจกั ษุ และทพิ ยโสต ฯลฯ ให สามารถร-ู เหน็ สงั ขารธรรมทล่ี ะเอยี ดๆ เกนิ กวา สายตาเนอื้ หรอื ประสาทหขู อง มนุษยจะสัมผัสรู-เห็น-ไดยินได อยา งนอ ยกส็ ามารถจะรเู หน็ สตั วโ ลกในภพภมู ทิ ลี่ ะเอยี ด เชน เทพยดา หรอื เปรต อสรุ กาย และสตั วน รกได นน่ั กค็ อื สามารถจะร-ู เหน็ ความปรงุ แตง ดว ย ผลบญุ (ปญุ ญาภสิ งั ขาร) ดว ยผลบาป (อปญุ ญาภสิ งั ขาร) เปน ตน ได กย็ อ ม จะเหน็ สามญั ญลกั ษณะ คอื ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ของสงั ขารธรรม ทั้งหลายทั้งปวงท่ีเปนไปในภูมิ ๓ น้ี ตามที่เปนจริงได อยางกวางขวางข้ึน จงึ เปน “อธปิ ญ ญา” ชว ยใหว ปิ ส สนาญาณ และวสิ ทุ ธิ ๕ เจรญิ ขน้ึ อยา งละเอยี ด และรวดเร็ว “ดวงวมิ ตุ ติ” เมอ่ื หยดุ นง่ิ กลางของกลางถงึ ดวงวมิ ตุ ติ กช็ ว ยใหห ลดุ พน จาก กเิ ลสหยาบของมนษุ ย คอื อภชิ ฌา พยาบาท มจิ ฉาทฏิ ฐิ ได “ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ” เมอ่ื ใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ถงึ ดวงวมิ ตุ ติ-

5 - 65 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ญาณทสั สนะ น้ี ยอ มหยง่ั รคู วามหลดุ พน จากกเิ ลสขนั้ หยาบ แลว กจ็ ะไดเ หน็ ผลญาณตามทเ่ี ปน จรงิ ในเบอื้ งตน คอื เมอ่ื หยดุ นง่ิ กลางของกลางดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะน้ี ถกู สว นเขา ศนู ยก ลาง จะขยายวางออกไป แลวจะปรากฏกายมนุษยละเอียด มีลักษณะเหมือน ผปู ฏบิ ตั เิ อง แตโ ปรง ใส และสวยงามกวา กายเนอ้ื อยใู นทา ขดั สมาธิ นง่ั อยู บนองคฌ าน (มสี ณั ฐานเหมอื นแผน กระจก กลมใส หนาประมาณเทา ๑ ฝา มอื ของกายละเอยี ดนน้ั เอง) องคฌ านนป้ี รากฏขน้ึ รองรบั กายมนษุ ยล ะเอยี ดโดย ธรรมชาติ เมอ่ื ปฐมฌานอนั ประกอบดว ยองค ๕ สำเรจ็ ดว ยใจของกายมนษุ ย ละเอยี ด ซง่ึ ตงั้ อยใู นทา มกลางดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะของกายมนษุ ยห ยาบ นนั้ เอง นคี้ อื “กายในกาย ณ ภายใน” โดยสว นรวม ซง่ึ จะมที งั้ เวทนาในเวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ทบ่ี รสิ ทุ ธผ์ิ อ งใสยงิ่ กวา กายมนษุ ยห ยาบ ซงึ่ เปน ณ ภายนอก และยงั จะมกี ายในกาย ณ ภายใน พรอ มดว ยเวทนาใน เวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ทล่ี ะเอยี ด ประณตี และบรสิ ทุ ธ์ิ ผอ งใสยง่ิ กวา กายมนษุ ยล ะเอยี ดนี้ ตอ ๆ ไปอกี จนสดุ ละเอยี ดของกายโลกยิ ะ อนั เปน สงั ขาร/สงั ขตธรรมทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง แลว จะถงึ ธรรมกาย อนั เปน กายโลกตุ ตระทเ่ี ปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม อนั ไมป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ตอ ๆ ไป จนสดุ ละเอยี ด ถงึ ธรรมกายมรรค ผล นพิ พาน ดังที่สมเด็จพระผูมีพระภาคเจา ไดตรัสสอนแยกเปนหมวด (ปพพะ) ไว ใน มหาสตปิ ฏ ฐานสตู รนี้ มเี ปน ตน วา “อติ ิ อชฌฺ ตตฺ ํ วา กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รติ พหทิ ธฺ า วา กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รติ อชฌฺ ตตฺ พหทิ ธฺ า วา กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รติ สมทุ ยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รติ วยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รติ สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รต.ิ ‘อตถฺ ิ กาโยติ วา ปนสสฺ สติ ปจจฺ ปุ ฏฐ ติ า โหติ ยาวเทว ญาณมตตฺ าย ปฏสิ สฺ ตมิ ตตฺ าย.

5 - 66 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อนสิ สฺ โิ ต จ วหิ รติ น จ กิ จฺ ิ โลเก อปุ าทยิ ต.ิ เอวมปฺ  ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ กาเย กายานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ ”๑๙ แปลความวา “ภกิ ษยุ อ มพจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในบา ง พจิ ารณาเหน็ กายใน กายภายนอกบาง พิจารณาเห็นกายในกายท้ังภายในทั้งภายนอกบาง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขนึ้ ในกายบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอื่ มในกายบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรม คอื ทง้ั ความเกดิ ขน้ึ ทง้ั ความ เสอื่ มในกายบา ง ยอ มอย.ู อกี อยา งหนง่ึ สตขิ องเธอทต่ี งั้ มนั่ อยวู า ‘กายมอี ยู’ กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นนั้ . เธอเปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไมถ อื มน่ั อะไรๆ ในโลก. ภกิ ษุ ทง้ั หลาย อยา งนแี้ ล ภกิ ษชุ อื่ วา พิจารณาเหน็ กายในกายอย”ู ใหด บั หยาบไปหาละเอยี ด คอื ใหล ะอปุ าทานในกายมนษุ ยห ยาบ (กายเนอื้ ) รวมความรสู กึ เขา ไปเปน กายมนษุ ยล ะเอยี ด ใจของกายมนษุ ยล ะเอยี ดกเ็ จรญิ ภาวนา รวมใจหยุดในหยุดกลางของหยุดตรงศูนยกลางกาย กลางของ กลางดวงธรรม ดวงอธศิ ลี อธจิ ติ อธปิ ญ ญา และวมิ ตุ ติ วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ตอ ไป ใหใ สละเอยี ดทงั้ ดวงทงั้ กาย นเ้ี ปน การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย รวมทงั้ เวทนาในเวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ทล่ี ะเอยี ด บรสิ ทุ ธผ์ิ อ งใสกวา เดมิ เวทนาของ กายมนษุ ยล ะเอยี ด (ณ ภายใน) กเ็ ปน สขุ เวทนา สว นของกายมนษุ ยห ยาบ (ณ ภายนอก) กเ็ ปน ทกุ ขเวทนาไป ธรรมในธรรมโดยสว นรวมกเ็ ปน กสุ ลา ธมั มา ในระดบั “มนษุ ยธรรม” โดยสว นละเอยี ดตามสายปฏจิ จสมปุ บาทธรรม กเ็ ปน สคุ ตภิ พ และ ยงั จะสามารถเหน็ กายในกาย เวทนาในเวทนา จติ ในจติ และธรรมในธรรม ณ ภายใน ของผอู น่ื ไดอ กี ดว ยวา มวั หมอง หรอื ผอ งใส เปน สคุ ติ หรอื ทคุ คติ ๑๙ พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๑๐, ทฆี นกิ าย มหาวรรค, ขอ ๒๗๕, หนา ๓๒๗ .

5 - 67 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ตามสายปฏจิ จสมปุ บาทธรรม โดยเฉพาะอยา งยงิ่ เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ธรรมกาย แลว ก็จะสามารถพิจารณาเห็นสภาวธรรมอยางน้ี ไดชัดเจนขึ้นดียิ่งกวา การปฏบิ ตั ทิ เี่ พยี งแตไ ดถ งึ กายมนษุ ยล ะเอยี ดน้ี แลว กพ็ จิ ารณาสภาวธรรมเลย เพราะฉะนน้ั พระโยคาวจรพงึ ปฏบิ ตั ภิ าวนาตอ ๆ ไป โดยนยั เดยี วกนั นี้ คอื หยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางดวงธรรม ดวงอธิศีล ดวงอธิจิต ดวงอธปิ ญ ญา ดวงวมิ ตุ ติ ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ตอ ๆ ไป จนถงึ กายทพิ ยห ยาบ กายทพิ ยล ะเอยี ด พรอ มดว ยเวทนา จติ ธรรม ณ ภายใน ทบ่ี รสิ ทุ ธิ์ ผอ งใส ในระดบั “ทพิ ยธรรม” กายรปู พรหมหยาบ กายรปู พรหมละเอยี ด พรอ มดว ยเวทนา จติ และธรรม ณ ภายใน ทบ่ี รสิ ทุ ธผ์ิ อ งใส ในระดบั “พรหมธรรม” กายอรปู พรหมหยาบ กายอรปู พรหมละเอยี ด พรอ มดว ยเวทนา จติ และธรรม ณ ภายใน ที่บริสุทธิ์ผองใสในระดับธรรมที่ทำใหเปนอรูปพรหม อันเปนกาย โลกยิ ธรรมทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (สงั ขาร/สงั ขตธรรม) ทส่ี ดุ ละเอยี ด เมอ่ื หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆ ดวงธรรม อธศิ ลี อธจิ ติ อธปิ ญ ญา วมิ ตุ ติ วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ทสี่ ดุ ละเอยี ดของกายอรปู พรหมละเอยี ดน้ี แลว พน จากสงั ขาร/สงั ขตธรรมนแ้ี ลว กจ็ ะถงึ ธรรมกายอนั เปน กายโลกตุ ตระ เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรมทไ่ี มป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง เปน ธาตลุ ว นธรรมลว น ทบ่ี รสิ ทุ ธจ์ิ ากกเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน (ความยดึ มน่ั ในเบญจขนั ธข องกายในภพ ๓ ทผ่ี า นมา) เปน กายทที่ รงคณุ ธรรมในระดบั พทุ ธธรรม เรมิ่ ตง้ั แตธ รรมกายโคตรภู หยาบ ธรรมกายโคตรภูละเอียด ขนาดหนาตักความสูงและเสนผาศูนย กลางดวงธรรม ๔ วาครง่ึ ขน้ึ ไป ดวงเหน็ -ดวงจำ-ดวงคดิ -ดวงรู ซง่ึ กค็ อื “ญาณรตั นะ” และ ดวงอธศิ ลี อธจิ ติ อธปิ ญ ญา ดวงวมิ ตุ ติ ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ของธรรมกาย มขี นาด เสนผาศูนยกลางเทาหนาตักและความสูงของธรรมกายทุกกาย หยุดใน

5 - 68 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั หยดุ กลางของกลางๆ ดวงธรรม... ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ดโดยนยั เดยี วกนั กจ็ ะถงึ ธรรมกายพระโสดาหยาบ ธรรมกายพระโสดาละเอียด ขนาดหนาตัก ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๕ วาขนึ้ ไป ธรรมกายพระสกทิ าคามหี ยาบ ธรรมกายพระสกทิ าคามลี ะเอยี ด ขนาด หนา ตกั ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๑๐ วาขน้ึ ไป ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด ขนาด หนา ตกั ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๑๕ วาขนึ้ ไป ธรรมกายพระอรหตั หยาบ ธรรมกายพระอรหตั ละเอยี ด ขนาดหนา ตกั ความสงู และเสน ผา ศนู ยก ลางดวงธรรม ๒๐ วาขนึ้ ไป ถงึ ธรรมกายใด กใ็ หด บั หยาบไปหาละเอยี ด เปน ธรรมกายนนั้ ๆ ตอ ๆ ไป คอื ละอปุ าทานในกายโลกยิ ะและกายธรรมทห่ี ยาบกวา เขา ไปสวมความรสู กึ เปน กายโลกตุ ตระทล่ี ะเอยี ดๆ ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด เพอ่ื ความเขา ถงึ -ร-ู เหน็ และเปน ธรรมกายอนั เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรมทบ่ี รสิ ทุ ธผิ์ อ งใส เปน ธาตลุ ว น ธรรมลว นทปี่ ราศจาก ตณั หา ราคะ เครอื่ งปรงุ แตง แลว ดำรงอยใู นธาตลุ ว น ธรรมลวนน้ัน “ดวงธรรม” ทท่ี ำใหเ ปน ธรรมกายผทู รง “พทุ ธธรรม” จงึ เบกิ บานขยายโต เตม็ สว น เตม็ ธาตเุ ตม็ ธรรมของธรรมกาย เมอื่ หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลาง ของกลางๆๆ ตรงศนู ยก ลางดวงธรรมนี้ กจ็ ะเหน็ เปน ดวงใส มรี ศั มสี วา ง ขนาด เสน ผา ศนู ยก ลางเทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย อนง่ึ ดวงเหน็ -ดวงจำ-ดวงคดิ -ดวงรู ทบี่ รสิ ทุ ธ์ิ ผอ งใส กข็ ยายโตเตม็ สว น เตม็ ธาตเุ ตม็ ธรรม คอื มขี นาดเสน ผา ศนู ยก ลางเทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย ดว ยเชน กนั “ดวงร”ู ของธรรมกายเปน “ญาณรตั นะ” เม่ือหยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางๆๆ ดวงธรรม ถูกสวนเขา ศูนยกลางจะขยายวางออกไป ก็จะปรากฏ “ดวงอธิศีล” ซ่ึงประกอบดวย

5 - 69 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ดวงสมั มาวาจา สมั มากมั มนั โต สมั มาอาชโี ว ๓ ดวง ซอ นกนั อยเู ปน ชนั้ ๆ กนั เขา ไปขา งใน พระโยคาวจรจะเหน็ ดวงศลี โดยละเอยี ดอยา งนช้ี ดั แจง เมอื่ ธาตธุ รรม แกกลาจากการเห็นแจงแทงตลอดในอริยสัจ ๔ แลว มรรครวมเปนเอกสมังคี ทพ่ี รอ มจะบรรลธุ รรมกายมรรค ผล นพิ พาน เมื่อหยุดในหยุดกลางของกลางของหยุด ตอจากดวงอธิศีล ก็จะถึง “ดวง อธิจิต” ใสสวางย่ิงข้ึนไป ขนาดเสนผาศูนยกลางเทาหนาตักและความสูงของ ธรรมกาย ซง่ึ จะมดี วงซอ นกนั ๓ ดวงคอื สมั มาวายาโม สมั มาสติ สมั มาสมาธิ เมอ่ื หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ตอ ๆ ไป กจ็ ะเหน็ ดวง “อธปิ ญ ญา” ใสสวา ง ยง่ิ ขนึ้ ไปอกี ขนาดเสน ผา ศนู ยก ลางเทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย ประกอบ ดว ย ๒ ดวง ใสละเอยี ดและสวา งยงิ่ นกั คอื สมั มาทฏิ ฐิ และสมั มาสงั กปั โป พระโยคาวจรจะเหน็ ดวงอธจิ ติ อธปิ ญ ญา โดยละเอยี ดชดั แจง กเ็ มอ่ื ธาตธุ รรม แกกลาจากการพิจารณาเห็นแจงแทงตลอดในอริยสัจ ๔ แลว มรรครวมเปน เอกสมงั คี ทพ่ี รอ มจะบรรลธุ รรมกายมรรค ผล นพิ พาน เมอ่ื หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางตอ ๆ ไปกจ็ ะถงึ “ดวงวมิ ตุ ติ” และ “ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ” ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ดแลว กจ็ ะปรากฏธรรมกาย ทล่ี ะเอยี ดๆ มขี นาดโตใหญ ใสละเอยี ด และมรี ศั มสี วา งยงิ่ กวา กนั ไปตามลำดบั ดงั กลา วแลว “ธรรมกาย” อนั เปน กายโลกตุ ตระทป่ี รากฏขนึ้ ใสสวา งตง้ั แตต น นน้ั เอง ทเ่ี ปน “ผตู รสั ร”ู อรยิ สจั จธรรมตามทเี่ ปน จรงิ เปน กาย “พทุ โธ” คอื “ผตู นื่ ผเู บกิ บาน” และในกรณีพระพุทธเจาเปนกายตรัสรูพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ๒๐ หลวงพอ วดั ปากน้ำทา นจงึ วา คอื “พระพทุ ธรตั นะ” “ดวงธรรม” ทที่ ำใหเ ปน ธรรมกาย ทปี่ ระชมุ ของพทุ ธธรรมอนั มอี รยิ มรรค มอี งค ๘ เปน ตน คอื “พระธรรมรตั นะ” ๒๐ ดใู นพระนพิ นธข องสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา ปสุ สฺ เทว), ปฐมสมโพธ;ิ มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , พ.ศ.๒๕๓๓, หนา ๑๐ .

5 - 70 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั “ธรรมกายท่ีละเอียดๆ” ตอๆ ไปจนสุดละเอียด คือ “พระสังฆรัตนะ” ผปู ฏบิ ตั แิ ละรกั ษาพระสทั ธรรมของพระพทุ ธเจา ไว เมอ่ื พระโยคาวจรปฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดแลว พงึ ฝก พสิ ดารกาย และฝก เจรญิ ฌานสมาบตั ิ ดงั ทไ่ี ดแ สดงไวแ ลว ในบทกอ น ใหช ำนาญดพี อสมควร แลว อาศยั ญาณรตั นะของธรรมกาย พจิ ารณาสภาวธรรม บำเพญ็ สตปิ ฏ ฐาน ๔ ดงั กลา วเปน ลำดบั ไป กจ็ ะสามารถเจรญิ ปญ ญาจากการทไี่ ดท ง้ั เหน็ และทงั้ รู สภาวะของสงั ขาร/สงั ขตธรรมทง้ั หลายทงั้ ปวง ไดต ามทเ่ี ปน จรงิ โดยชดั แจง วา เปน อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ และอนตตฺ า อยา งไร ชว ยใหท งั้ วปิ ส สนาญาณ และวสิ ทุ ธิ ๕ เจริญขึ้นอยางละเอียด กวางขวางและรวดเร็ว เปนอุปการะแกการเจริญ อภญิ ญาและวชิ ชาอนั เปน ธรรมเครอื่ งดบั อวชิ ชามลู รากฝา ยเกดิ ทกุ ขท งั้ ปวงได อยา งดี มปี ระสทิ ธภิ าพสงู และสำหรบั ผไู ดร บั การอบรมวชิ ชาธรรมกายชน้ั สงู ดวยแลว ยังจะสามารถเจริญวิชชาอันเปนธรรม “เครื่องชวยดับทุกขแ ละ บำรงุ สขุ ” แกท งั้ ตนเอง และผอู นื่ ไดพ อสมควรแกภ มู ธิ รรมอกี ดว ย เพราะฉะน้ัน เมื่อไดเจริญภาวนาถึงดวงปฐมมรรคใสสวางดีแลว ใคร ขอแนะนำใหเ จรญิ ภาวนารดุ หนา ไปถงึ ธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดกอ น ยงิ่ ถา ได กลั ยาณมติ รผแู นะนำทด่ี ๆี กจ็ ะใชเ วลาตอ ธรรมะในชว งนี้ (คอื ใหถ งึ ๑๘ กาย ได) เพยี งประมาณ ๒ ชว่ั โมงเทา นน้ั สำหรบั วธิ ฝี ก พสิ ดารกาย และวธิ เี จรญิ ฌานสมาบตั ิ กใ็ ชเ วลาไมม าก แตไ ดผ ลคมุ คา มหาศาล ดงั ทเ่ี คยไดย นิ วา หลวงพอ วดั ปากน้ำ ทา นไดเ คยกลา ววา “ธรรมกายของจริงในพระพุทธศาสนา” “ธรรมกายไมเ คยหลอกลวงใคร” “ถา [ธรรมกาย] บรสิ ทุ ธก์ิ าย วาจา ใจ แลว ใชส มบตั พิ ระจกั รพรรดิ [ภาคผเู ลยี้ ง] ไมร จู กั หมด” “ธรรมกาย [ผเู จรญิ วชิ ชาดแี ลว ] คนหนงึ่ ชว ยคนไดค รงึ่ เมอื ง”

5 - 71 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั จะจรงิ เพยี งไหน ทา นตอ งปฏบิ ตั ใิ หเ ขา ถงึ ใหไ ดร ู เหน็ และเปน ดว ยตวั ของทา นเอง จะไดไ มต อ งเชอื่ ใคร ๘.๓ วิธีเจริญสมถวิปสสนา กายคตาสติ และนวสีวถิกาปพพะ ๘.๓.๑ กายคตาสติ คอื สตพิ จิ ารณาเหน็ สว นตา งๆ ของรา งกายตามธรรมชาตทิ เ่ี ปน จรงิ วา เปน แตป ฏกิ ลู คอื เปน ของไมส ะอาด ไมง าม นา รงั เกยี จ หรอื เปน ทต่ี งั้ แหง ปฏกิ ลู โสโครก นา เกลยี ด เปน การเจรญิ ภาวนาในขน้ั สมถกมั มฏั ฐาน นบั เนอ่ื งอยใู นกายานปุ ส สนาสต-ิ ปฏ ฐาน ในหมวด “ปฏกิ ลู มนสกิ าร” ขอ กำหนดดว ยของไมส ะอาด แตก ายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เปน พระกมั มฏั ฐานทเี่ ปน ทงั้ สมถะและวปิ ส สนา ดงั ตวั อยา งตอ ไปน้ี ผเู จรญิ ภาวนาทป่ี ฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ย กใ็ หร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ยใ หใ สแจม พรอ มกบั นกึ อธษิ ฐานขยาย “ดวงธรรม”และเหน็ -จำ-คดิ -รู คอื “ใจ” ใหโ ตใหญ ใสสวา งจนเตม็ กายเทา ทท่ี ำไดก อ น แลว ใหอ ธษิ ฐานลดระดบั สมาธลิ ง ใหเ หน็ ตาม สี สณั ฐาน กลนิ่ ตามทเี่ ปน จรงิ พจิ ารณาเหน็ สว นตา งๆ ของรา งกาย กจ็ ะสามารถ เหน็ ไดช ดั เจนพอสมควร สว นผถู งึ กายในกายทใ่ี สละเอยี ดเพยี งใด กใ็ หร วมใจทกุ กายใหอ ยู ณ ศนู ย กลางกายทสี่ ดุ ละเอยี ดนนั้ แลว ใหเ พง ลงไปตรงกลางของกลางดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ย ใหเ หน็ ใสสวา ง อธษิ ฐานขยาย “ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ย” และ ใหโ ตใหญใ สสวา งเตม็ กายกอ น แลว จงึ อธษิ ฐานใหเ หน็ สว นตา งๆ ของรา งกายตาม สี สณั ฐาน และแมก ลน่ิ ตามทเี่ ปน จรงิ กจ็ ะสามารถเหน็ ไดช ดั เจนยงิ่ ขน้ึ

5 - 72 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั สำหรบั ผถู งึ ธรรมกายแลว สามารถจะเหน็ ไดช ดั เจนดมี าก โดยใหร วมใจ ทุกกายอยู ณ ศูนยกลางธรรมกายอรหัต แลวพิสดารกาย เจริญฌานสมาบัติ (รปู ฌาน) พรอ มกนั หมดทกุ กายถงึ ธรรมกายอรหตั ในอรหตั โดยอนโุ ลม และปฏโิ ลม เพอ่ื ชำระธาตธุ รรมเหน็ -จำ-คดิ -รู คอื “ใจ” ของทกุ กายใหบ รสิ ทุ ธผิ์ อ งใสจากกเิ ลส นวิ รณ ออ นโยนควรแกง าน เพอื่ ใหอ ายตนะทพิ ยท ำหนา ทรี่ -ู เหน็ -ไดก ลน่ิ ไดช ดั เจน ดกี อ น แลว จงึ รวมใจทกุ กายเพง ลงตรงกลางของกลางศนู ยก ลางดวงธรรมทที่ ำให เปน กายมนษุ ย อธษิ ฐานขยาย “ดวงธรรม” และ เหน็ -จำ-คิด-รู คอื “ใจ” ให โตเตม็ กายและใสสวา ง กจ็ ะเหน็ สว นตา งๆ ของรา งกายใสทว่ั ทง้ั หมด กใ็ หอ ธษิ ฐานลดระดบั สมาธิ ลงใหเ หน็ ตามสี สณั ฐาน และแมก ลน่ิ ตามทเี่ ปน จรงิ แลว กพ็ จิ ารณาดตู ง้ั แต เสน ผมบนศรี ษะ หนงั ศรี ษะ ลว นแตเปน ของไมส ะอาด เปน ทตี่ ง้ั แหง ปฏกิ ลู อนั มี เหงอื่ ไคล ฝนุ ละออง ขร้ี งั แค เปน ตน ถา ไมห มน่ั ชำระลา งกส็ กปรก มกี ลนิ่ เหมน็ พจิ ารณาดตู อ มาคอื กะโหลกศรี ษะ มนั สมอง ดใู นโพรงจมกู มนี ำ้ มกู ดใู นชอ ง ปากเหน็ ฟน ทงั้ ขฟ้ี น น้ำลาย ไมส ะอาด มกี ลนิ่ เหมน็ ทตี่ ากม็ นี ำ้ ตา ดลู งมา ตาม ชอ งลำคอ มเี สมหะ (เสลด) ดทู ก่ี ระเพาะอาหาร เหน็ อาหารทเ่ี พง่ิ บรโิ ภคเขา ไป ใหม ผสมกบั น้ำดี หรอื เกา ทย่ี งั เหลอื อยจู ากการยอ ย ดปู อด ตบั หวั ใจ มา ม ลำไสใ หญ ลำไสเ ลก็ หรอื ไสท บ ภายในมกี ากทเี่ หลอื จากการยอ ยทเ่ี ปลย่ี นสภาพ เปน คถู (อจุ จาระ) บางรายจะเหน็ มพี ยาธอิ ยใู นลำไสด ว ย มมี ตู ร (ปส สาวะ) อยู ในกระเพาะปส สาวะ ทงั้ ชอ งทวารหนกั ทวารเบา กเ็ ปน ทถ่ี า ยเทสงิ่ ปฏกิ ลู โสโครก นา เกลยี ด และมกี ลน่ิ เหมน็ ทงั้ สนิ้ ขยายเหน็ -จำ-คดิ -รู ดอู อกไปโดยรอบ จะเหน็ โครงกระดกู มที ง้ั ไขขอ และ เยอื่ ในกระดกู มเี นอ้ื ไขมนั หมุ มเี อน็ รดั รงึ อยู มนี ำ้ เหลอื ง มเี ลอื ดทส่ี บู ฉดี จากหวั ใจ ไปตามเสน โลหติ นอ ยใหญ ไปตามทมี่ เี นอ้ื และพงั ผดื หมุ อยู มหี นงั หมุ และมขี น ผม เลบ็ อยภู ายนอก ลว นแตเ ปน ของไมส ะอาด ไมน า ดู ไมน า รกั นา ใครเ ลย

5 - 73 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั พจิ ารณาดทู บไปทวนมา ถา เหน็ ไมช ดั เพราะระดบั สมาธลิ ดลง จนทพิ พจกั ษุ ทำหนา ทไี่ ดน อ ย กใ็ หห ยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆๆ ดวงธรรม นนั้ ใหใ สสวา งเตม็ กายขนึ้ มาใหม แลว กอ็ ธษิ ฐานใหเ หน็ ตามสี สณั ฐาน และกลน่ิ ตามทเี่ ปน จรงิ อกี กไ็ ด ของเราเปน อยา งไร เมอื่ นอ มสงั ขารรา งกายของคนอน่ื มาดู กเ็ หน็ ตามธรรมชาตทิ เี่ ปน จรงิ วา เปน อยา งนนั้ เหมอื นกนั “กายคตาสต”ิ หรอื “ปฏกิ ลู มนสกิ าร” คอื การพจิ ารณาเหน็ สว นตา งๆ ของ รา งกาย เหน็ ตามธรรมชาตทิ เี่ ปน จรงิ วา ไมส ะอาด เปน แตป ฏกิ ลู โสโครก นา เกลยี ด ไมม อี ะไรงดงาม นา รกั นา ใครแ ตป ระการใดเลย นี้ ชว ยใหจ ติ ใจ สงบระงบั จากกามฉนั ทนวิ รณ คอื ความหลงยนิ ดี พอใจ ยดึ ตดิ อาลยั อยใู นรปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ คอื สงิ่ สมั ผสั ทางกาย ไดม าก เปน พน้ื ฐานสำคญั ชว ย ใหพ นื้ ฐานของวปิ ส สนา คอื ศลี วสิ ทุ ธิ และจติ ตวสิ ทุ ธิ ของพระโยคาวจร เจรญิ และต้งั มน่ั ไดด ี ชว ยใหว สิ ุทธิ ๕ เจริญข้ึนอยางดี และชวยใหผ ูป ระพฤติ พรหมจรรยรักษาตัวไดดี “กายคตาสต”ิ นเี้ ปน ขนั้ สมถกมั มฏั ฐาน เมอื่ ฝก บำเพญ็ บอ ยๆ กจ็ ะชำนาญ คอื เมอ่ื รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ มากระทบตา หู จมกู ลนิ้ กาย ของเราแลว แมก ามวติ ก อนั เปน ธรรมารมณท เ่ี กดิ กบั ใจ กส็ ามารถมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ สว น ตา งๆ ของรา งกาย ทง้ั ของเขาหรอื ของเรา ไดท นั ทตี ามประสงค จติ ใจกจ็ ะ สงบระงบั ไมก ำเรบิ งา ยๆ ชว ยใหม ศี ลี สงั วร และอนิ ทรยี ส งั วรไดด ี๒๑ ๘.๓.๒ นวสวี ถกิ าปพ พะ คอื การพจิ ารณาซากศพในสภาพตา งๆ เชน ขอ กำหนดดว ยปา ชา ๙ กด็ ี หรอื อสภุ กมั มฏั ฐาน ทงั้ ๑๐ อยา ง กด็ ี ยอ มไดผ ลทำนองเดยี วกนั กบั กายคตาสติ หรอื ปฏกิ ลู มนสกิ ารปพ พะ เชน กนั ๒๑ ขา พเจา (พระราชญาณวสิ ฐิ ) ขอยกยอ ง “กายคตาสต”ิ นเี้ ปน “อาจารยใ หญ” ทชี่ ว ยใหข า พเจา สามารถรกั ษาตวั รกั ษา ศลี ขอ “อพรฺ หมฺ จรยิ า เวรมณ”ี ไดต ลอดระยะเวลารว ม ๑๐ ป กอ นบรรพชาอปุ สมบท และเมอื่ ไดบ วชเปน พระภกิ ษุ แลว กไ็ ดก ายคตาสตนิ ช้ี ว ยรกั ษาใจได โดยไมม อี ะไรตอ งหนกั ใจ

5 - 74 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ทง้ั หมดนเี้ ปน ธรรมปฏบิ ตั ิ ขน้ั สมถกมั มฏั ฐาน การพจิ ารณาดสู ว นตา งๆ ของรา งกายทยี่ งั เปน ๆ อยนู กี้ ด็ ี หรอื การพจิ ารณา ซากศพ ในสภาพตา งๆ กด็ ี หากพจิ ารณาตอ ไป เหน็ แจง ดว ยปญ ญาตามธรรมชาติ ทเี่ ปน จรงิ วา ทกุ สว นตา งๆ ของรา งกายลว นแปรปรวน เปลยี่ นแปลงไป ผมที่ เคยดกดำ เมอ่ื นานไปกห็ งอกรว ง ฟน ทเ่ี คยแขง็ แรงกโ็ ยกคลอน ตอ งถอนหรอื หกั ไป เนอื้ หนงั ทเ่ี คยเตง ตงึ ตงั้ แตย งั เปน หนมุ เปน สาว พอมอี ายตุ อ ๆ ไปกก็ ลบั หยอ น ยาน กำลงั วงั ชากถ็ ดถอย อายตนะภายในทงั้ สน้ิ ไดแ ก ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ (เหน็ -จำ-คดิ -ร)ู กเ็ สอื่ มไปตามกาลเวลา มที งั้ ความเกดิ ขนึ้ ใหม แลว ก็เสื่อมไป (อุปฺปาทวยธมฺมิโน) ตามธรรมดาของสังขาร เสมอกันหมด คือ มี “สามญั ญลกั ษณะ” วา เปน ของไมเ ทยี่ ง (อนจิ จฺ )ํ เปน ทกุ ข (ทกุ ขฺ )ํ เพราะ แปรปรวนไป (วปิ รณิ ามธมมฺ โต) ไมค งทนอยไู ดน าน ไมอ ยใู นอำนาจ (อวส- วตตฺ นตเฺ ถน) ของใครๆ วา “ธรรมทง้ั หลาย จงอยา แก (มา ชรี นตฺ )ุ จงอยา ตาย (มา มยี นตฺ )ุ ” ไมเ ปน ของใคร คอื ไมม ใี ครเปน เจา ของ (อสสฺ ามกิ า) ทแี่ ท จรงิ ลงทา ยตอ งเสอื่ มสลาย (วโย ปญฺ ายต)ิ หมดสภาพเดมิ ของมนั ไปหมด เปน มตธรรม คอื ตอ งตายไปหมดดว ยกนั ทง้ั สนิ้ มใิ ชเ ปน ตวั ตนทแ่ี ทจ รงิ ของ ใคร (อนตตฺ า) เมอื่ พระโยคาวจรพจิ ารณาเหน็ ธรรม คอื ทงั้ ความเกดิ ขนึ้ ทงั้ ความเสอ่ื มไป ในกายบา งอยู (สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา กายสมฺ ึ วหิ รต)ิ คอื เหน็ สงั ขาร รา งกายตามธรรมชาตทิ เ่ี ปน จรงิ ดว ยปญ ญา (วปิ ส สนาปญ ญา) วา ไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตา ยอ มเกดิ ความเบอ่ื หนา ยในทกุ ข ขอ นเ้ี ปน หนทางแหง ความหมดจด (วสิ ทุ ธฺ )ิ ตามพระพทุ ธดำรสั ทตี่ รสั ไวว า “สพเฺ พ สงขฺ ารา อนจิ จฺ าติ ยทา ปญฺ าย ปสสฺ ติ อถ นพิ พฺ นิ ทฺ ติ ทกุ เฺ ข เอส มคโฺ ค วสิ ทุ ธฺ ยิ า.

5 - 75 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั สพเฺ พ สงขฺ ารา ทกุ ขฺ าติ ยทา ปญฺ าย ปสสฺ ติ อถ นพิ พฺ นิ ทฺ ติ ทกุ เฺ ข เอส มคโฺ ค วสิ ทุ ธฺ ยิ า. สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ าติ ยทา ปญฺ าย ปสสฺ ติ อถ นพิ พฺ นิ ทฺ ติ ทกุ เฺ ข เอส มคโฺ ค วสิ ทุ ธฺ ยิ า.”๒๒ และตรสั วา เมอื่ เบอื่ หนา ย ยอ มสนิ้ กำหนดั .” เพราะสนิ้ กำหนดั ยอ มหลดุ พน .”๒๓ “นพิ พฺ นิ ทฺ ํ วริ ชชฺ ติ “วริ าคา วมิ จุ จฺ ติ นเี้ ปน ขน้ั อนปุ ส สนา เปน พนื้ ฐานใหเ จรญิ ถงึ โลกตุ ตรวปิ ส สนา คอื เหน็ แจง แทงตลอดอรยิ สจั ๔ ดว ยญาณ ๓ คอื สจั จญาณ กจิ จญาณ และกตญาณ มี อาการ ๑๒ ใหถ งึ มรรค ผล นพิ พาน ตอ ไป สำหรบั ทา นทถี่ งึ ธรรมกายแลว เมอ่ื บำเพญ็ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานแลว ทกุ ครงั้ พงึ เจรญิ ฌานสมาบตั ิ พจิ ารณาอรยิ สจั ๔ แลว ธรรมกายพสิ ดารกาย ออกจากฌานสมาบตั ิ ทำนโิ รธ ผา นศนู ยก ลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ อนั เปน ที่ตั้งของธาตุธรรม เห็น-จำ-คิด-รู คือ “ใจ” ของทุกกายสุดกายหยาบกาย ละเอยี ด อนั เปน ทตี่ งั้ ของกเิ ลส อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เพอื่ ดบั สมทุ ยั คอื ปหานอกศุ ลจติ ของกายในภพ ๓ คำนวณธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆๆ เปน ทบั ทวี จากกายสดุ หยาบสดุ ละเอยี ด เถา ชดุ ชนั้ ตอน ภาค พดื จนเปน แต ธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆ เปน พดื ในพดื ขน้ึ มา ไมข าดสาย จนสดุ ละเอยี ด ปลอ ยอปุ าทานในเบญจขนั ธ และปลอ ยความยนิ ดใี นฌานสมาบตั เิ สยี ได ปลอ ย ขาดหมดพรอ มกนั ธรรมกายทห่ี ยาบตกศนู ย ธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดจะไป ปรากฏในอายตนะนพิ พาน ใหซ อ นธรรมกายทส่ี ดุ ละเอยี ดนน้ั เขา กลางของกลางพระนพิ พานคอื ธรรมกาย ๒๒ พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบทคาถา, ขอ ๓๐, หนา ๕๑-๕๒ . ๒๓ พระไตรปฎ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๔, วนิ ยั ปฎ ก มหาวรรค, ขอ ๒๓, หนา ๒๘ .

5 - 76 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ตรสั รขู องพระพทุ ธเจา ทเ่ี หน็ ประทบั อยบู นรตั นบลั ลงั ก ไดพ ระนพิ พานเปน อารมณ ถา เหน็ จกั รพรรดิ (ภาคผเู ลย้ี ง - เหมอื นพระทรงเครอื่ ง) ทส่ี ถติ อยตู รงกลาง พระนพิ พาน กซ็ อ นหยดุ นงิ่ แนน เขา กลางของกลางจกั รพรรดิ ตอ ญาณทสั สนะ (คือเห็น-จำ-คิด-รู ของพระนิพพาน ขนาดเสนผาศูนยกลางเทาหนาตักและ ความสงู ของพระนพิ พาน) ตอ แวน ตอ กลอ ง (เปน ดวงใสมซี อ นอยตู รงกลางของ กลางแกว มณี ตรงศนู ยก ลางจกั รพรรดอิ กี ทหี นงึ่ ) เขา ไปในสดุ รู สดุ ญาณของ พระพทุ ธเจา และจกั รพรรดิ ฟง รทู ต่ี รสั รใู นนโิ รธ และคำนวณรทู ต่ี รสั รใู นนโิ รธ ของพระพทุ ธเจา ตอ ๆ ไปเปน ทบั ทวี นบั อสงไขยอายธุ าตอุ ายบุ ารมไี มถ ว น จนถงึ พระพทุ ธเจา ตน ธาตตุ น ธรรมในนพิ พานเปน กซ็ อ นหยดุ นง่ิ แนน กลาง ของกลางพระพทุ ธเจา ตน ธาตตุ น ธรรม ตน ในตน ๆๆๆ เขา ไปจนสดุ ละเอยี ด ทา นจะไดพ ระนพิ พานเปน อารมณท สี่ ขุ มุ ลมุ ลกึ ประมาณมไิ ด และจะได วิชชาท่ีละเอียดพิสดารท่ีมีอานุภาพมาก ตามศักดิ์แหงบารมีของแตละทาน ไมเ ทา กนั อยา งทท่ี า นไมเ คยไดย นิ ไดฟ ง มากอ น แลว ทานจะไดท่ีพ่ึงประเสริฐ และประจักษในคุณคาวิชชาธรรมกายของ พระพทุ ธเจา ดว ยตวั ของทา นเอง ๘.๔ มรณสต-ิ กายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน มรณสติ คอื การมสี ตหิ มน่ั ระลกึ ถงึ ความตายวา ความตายจกั มแี กเ รา เราจกั ตอ งตาย ชวี ติ ของเราตอ งขาดไป ทงั้ เราเองและคนอนื่ ทงั้ หลาย ลว นแตม คี วามตาย เปน ธรรมดา ไมม ใี ครลว งพน ความตายไปได พงึ เปน ผมู ที งั้ สตแิ ละปญ ญากำหนดพจิ ารณา ใหเ กดิ ความสงั เวชสลดใจ ใหร ะลกึ ถงึ ความตายอยา งนี้ โดยอบุ ายอนั แยบคาย ดว ยอบุ าย โดยชอบ คอื ใหป ระกอบพรอ มดว ยองค ๓ คอื ๑) สตริ ะลกึ ถงึ ความตาย ๒) ญาณรวู า ความตายจกั มแี กเ ราเปน แน ตวั เราเองกจ็ กั ตอ งตาย และใครๆ

5 - 77 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อนื่ ทงั้ หลายกจ็ กั ตอ งตาย ไมม ใี ครลว งพน ความตายไปได ๓) เกดิ ความสงั เวชสลดใจ เมอื่ ระลกึ ถงึ ความตายพรอ มดว ยองค ๓ อยา งนแี้ ลว กจ็ ะไมห ลงประมาทมวั เมา ในชวี ติ และจะชว ยใหส ามารถขม นวิ รณธรรมทงั้ หลายได จติ ใจกจ็ ะตงั้ มนั่ เปน ขณกิ สมาธิ และอปุ จารสมาธโิ ดยลำดบั สำเรจ็ เปน กามาวจรกศุ ลบญุ ราศรแี กต น และจะคนุ เคย กบั “อนจิ จสญั ญา” ความหมายรวู า สงั ขาร (ไดแ ก รปู ธรรม นามธรรม คอื รา งกายและจติ ใจ) นไี้ มเ ทย่ี ง “ทกุ ขสญั ญา” ความหมายรวู า สงั ขารเปน ทกุ ข และอนตั ตสญั ญา ความหมาย รวู า สงั ขารธรรมทงั้ หลายทง้ั ปวงเปน อนตั ตา คอื มใิ ชต วั ตน บคุ คล เรา-เขา ของเรา-ของเขา เปน เหตปุ จ จยั ใหไ ตรลกั ษณ คอื อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า เขา ไปตง้ั ปรากฏชดั แจง ในสนั ดาน ตอ ไป ดงั นี้ มรณสติ จงึ นบั เนอื่ งอยใู นกายานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ในขน้ั สมถกมั มฏั ฐาน กอ นที่ จะเจรญิ ตอ ไปเปน ขนั้ วปิ ส สนากมั มฏั ฐาน การเจรญิ ภาวนาตามแบบทหี่ ลวงพอ วดั ปากน้ำ สอนใหป ฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย สามารถ จะเจรญิ ภาวนาทง้ั สมถะและวปิ ส สนา เปน กายานปุ ส สนา และธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน อยา งไดผ ลดี ดงั นี้ ผปู ฏบิ ตั ทิ ไี่ ดถ งึ เพยี งดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กาย หรอื ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ให หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆ ดวงธรรม ทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ย กลางของ กลางอากาศธาตุ และกลางของกลางวญิ ญาณธาตุ ใหเ หน็ ใสสวา งชดั เจนดี แลว จะเหน็ สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ เปน สายใยเลก็ ๆ เหมอื นเสน ใยบวั มลี กั ษณะขาวใส กใ็ หร วมใจ (เหน็ -จำ-คดิ -ร)ู หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ กลางของกลางๆๆ สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นนั้ ตง้ั จติ อธษิ ฐานใหเ หน็ ชวี ติ อตั ตภาพของตนเองสบื ตอ ไปในระยะ ๒-๓ ป หรอื ๕ ป ขา งหนา แลวก็รวมใจหยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลางๆๆ นิ่ง ถูกสวนเขา ศนู ยก ลางกจ็ ะขยายวา งออกไป กจ็ ะปรากฏอตั ตภาพ (นมิ ติ กายมนษุ ยห ยาบ) ของตน ใน ชว งระยะเวลานน้ั ๆ

5 - 78 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอื่ เหน็ แลว กใ็ หร วมใจ (เหน็ -จำ-คดิ -ร)ู หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ตรงกลางของ กลางๆๆ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ยน นั้ กลางของกลาง สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ อธษิ ฐานดชู วี ติ อตั ตภาพของตนสบื ตอ ๆ ไป แตล ะชว งของชวี ติ เปน ชว งๆ ไป โดยนยั เดยี ว กนั จนถงึ วนั ตายของตน กห็ ยดุ นง่ิ กลางของกลางๆ อตั ตภาพทตี่ ายแลว นน้ั ใหเ หน็ อาการ ตายของตน และสภาพที่อัตตภาพน้ันจะเสื่อมสลายหมดส้ินสภาพเดิมของมันไป และ ถา ใจสงบใสสวา งดกี ย็ งั จะมญี าณหยง่ั รกู ำหนดวนั ตายของตนไดอ กี ดว ย แลว ยกสงั ขารนมิ ติ อตั ตภาพแตล ะชว งชวี ติ นนั้ ขนึ้ พจิ ารณาสภาวะของสงั ขารธรรม อนั ประกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (มธี าตุ ขนั ธ เปน ตน อยา งน)้ี ใหเหน็ ธรรมดว ยปญ ญาวา มคี วามเกดิ ขนึ้ และเสอ่ื มไปเปน ธรรมดา (อปุ ปฺ าทวยธมมฺ โิ น) กจ็ ะเกดิ ธรรมสงั เวช และ เห็นสภาวะของสังขารธรรมทั้งหลายท้ังปวงดวยปญญาแจงชัดวา เปนอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ใหเ กดิ ความเบอื่ หนา ยในทกุ ข อนั เปน ไปเพอ่ื ความหมดจด คอื ความคลายกำหนดั และถงึ ความหลดุ พน ไดต อ ไป เมอ่ื พจิ ารณาสภาวธรรมแลว กใ็ หอ ธษิ ฐานถอยกลบั ตามสายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ มา สูปจจุบัน สำหรับผูท่ีปฏิบัติไดถึงเพียงดวงธรรม ก็อาจจะเห็นนิมิตอัตตภาพสืบตอไปในอนาคต ตามทกี่ ลา วนนั้ ไดย าก ในเบอื้ งตน และเหน็ ไมค อ ยชดั แตถ า ฝก ปฏบิ ตั บิ อ ยๆ ใหช ำนาญกส็ ามารถ เหน็ ชดั เจนขน้ึ ได สว นผปู ฏบิ ตั ไิ ดถ งึ กายละเอยี ดตอ ๆ ไปเพยี งใด ทพิ พจกั ษุ ทพิ พโสต เครอ่ื งรเู หน็ กจ็ ะมปี ระสทิ ธภิ าพสงู ขน้ึ เพยี งนนั้ คอื ใหส ามารถรเู หน็ ไดช ดั เจนขน้ึ งา ยขนึ้ โดยรวมใจ หยดุ อยู ณ ศนู ยก ลางกายในกายทไ่ี ดเ ขา ถงึ ร-ู เหน็ และเปน ทส่ี ดุ ละเอยี ดนน้ั กอ น แลว กร็ วมใจ (เห็น-จำ-คิด-รู) ของกายสุดละเอียดน้ัน หยุดในหยุดกลางของหยุด กลางของกลางๆๆๆ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายมนษุ ยห ยาบ และดำเนนิ ตอ ๆ ไป ตามทแ่ี นะนำแลว กจ็ ะไดผ ลคอื สามารถเหน็ แจง รแู จง ไดช ดั เจนงา ยขน้ึ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกายแลว กจ็ ะสามารถบำเพญ็ กายานปุ ส สนา และธมั มา-

5 - 79 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั นุปสสนาสติปฏฐาน โดยเจริญท้ังสมถะและวิปสสนาภาวนา เจริญปญญารูแจงใน สภาวธรรมจากการทไ่ี ดท ง้ั เหน็ และทงั้ รโู ดยชดั แจง ดงั ตอ ไปนี้ ใหร วมใจของทกุ กายอยู ณ ศนู ยก ลางธรรมกายองคท ล่ี ะเอยี ดทสี่ ดุ กอ น แลว พสิ ดารกายเจรญิ ฌานสมาบตั ิ (รปู ฌาน) โดยอนโุ ลมและปฏโิ ลม ใหบ รสิ ทุ ธผิ์ อ งใสจากกเิ ลส นวิ รณ ควรแกง าน แลว จงึ ใชญ าณรตั นะของธรรมกาย เพง ลงทก่ี ลางของกลางดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายหรอื ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานของกายมนษุ ย หยดุ ในหยดุ กลางของกลางอากาศธาตุ และวญิ ญาณธาตุ เหน็ สายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ แลว นอ มจติ ไปเพอื่ “อนาคตงั สญาณ” ตามสายกำเนิดธาตุธรรมเดิม พิจารณาดูชีวิตอัตตภาพของตนในแตละชวงชีวิต เชน ใน ๒-๓ ป หรอื ๕ ป ขา งหนา ตอ ๆ ไป ตามวธิ ที ไี่ ดแ นะนำแลว กจ็ ะเหน็ นมิ ติ อตั ตภาพของ ตนในแตล ะชว งชวี ติ นน้ั ๆ ไปจนถงึ วนั ตาย แลว กำหนดใจถามทศ่ี ูนยกลางธรรมกายทีใ่ สบรสิ ุทธ์ิ (ถาไมใสบริสุทธ์ิ ก็ใหรวมใจคือ เหน็ -จำ-คดิ -รู หยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ใหใ สบรสิ ทุ ธกิ์ อ น) กจ็ ะทราบกำหนดวนั -เวลาตาย ของตนไดแ มน ยำ แลว ยกสังขารนิมิตอัตตภาพแตละชวงของชีวิตขึ้นพิจารณาสภาวะสังขารธรรมน้ัน กจ็ ะเหน็ ธรรม คอื ความเกดิ ขน้ึ และความเสอื่ มไปของสงั ขารธรรมนน้ั ดว ยปญ ญา และ เหน็ แจง รแู จง สภาวะของสงั ขารธรรมนน้ั วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ตามธรรมชาตทิ ี่ เปน จรงิ ชดั เจน เปน วปิ ส สนาปญ ญาแลว อธษิ ฐานกลบั คนื ตามสายกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ มาสปู จ จบุ นั เจรญิ ฌานสมาบตั พิ จิ ารณา อรยิ สจั ๔ ตอ ไป ดงั ทไ่ี ดเ คยแนะนำแลว เสรจ็ แลว พสิ ดารธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆๆ ออกจากฌานสมาบตั ิ ทำนโิ รธ (ดบั สมทุ ยั ) ปหานอกศุ ลจติ ของกายในภพ ๓ จนเปน แต ใจของธรรมกายอรหตั ในอรหตั ทบ่ี รสิ ทุ ธล์ิ ว นๆ ตกศนู ยเ ขา อายตนะนพิ พาน ซอ นหยดุ นงิ่ แนน เขา กลางของกลางๆๆ พระนพิ พานและจกั รพรรดิ (ภาคผเู ลยี้ ง) ตอ ญาณทสั สนะ ตอ แวน ตอ กลอ ง เขา ไปในสดุ รสู ดุ ญาณ ของพระพทุ ธเจา และจกั รพรรดิ ฟง รทู ต่ี รสั รใู นนโิ รธ

5 - 80 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ของพระพทุ ธเจา คำนวณรทู ตี่ รสั รใู นนโิ รธของพระพทุ ธเจา และจกั รพรรดิ (ภาคผเู ลย้ี ง) นบั อสงไขยอายธุ าตุ อายบุ ารมไี มถ ว น จนถงึ พระพทุ ธเจา ตน ธาตตุ น ธรรม ในอายตนะ นพิ พานเปน ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด ตอนท่ี ๙ เวทนานุปสสนาสติปฏฐาน-จิตตานุปสสนาสติปฏฐาน๒๔ ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ ในหวั ขอ น้ี จะแบง เปน ๓ ตอน ดว ยกนั คอื ๙.๑ ลกั ษณะของใจ จติ และวญิ ญาณ ๙.๒ เวทนานปุ ส สนา ๙.๓ จติ ตานปุ ส สนา ๙.๑ ลักษณะของใจ จิต และวิญญาณ เพอ่ื ใหก ารเจรญิ ภาวนา เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน และจติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เปน ไปไดโ ดยงา ย และสามารถเหน็ แจง ในพระไตรลกั ษณไ ดง า ย ทะลปุ รโุ ปรง จนสามารถ คลายความยดึ มน่ั ถอื มน่ั ไดเ ปน อยา งดี ผศู กึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ิ พงึ เขา ใจถงึ ลกั ษณะของใจ จติ และวญิ ญาณ ดงั จะไดอ ธบิ ายตอ ไปน้ี บรรดาสตั วแ ละมนษุ ยท มี่ ชี วี ติ ทง้ั หลายหมดทงั้ สกลกายนน้ั ยอ มประกอบดว ยธรรมชาติ ๒ สว นทส่ี ำคญั ๆ คอื สว นทเี่ ปน รา งกาย สว นหนงึ่ ซง่ึ มลี กั ษณะทเ่ี ปน รปู ธรรม กบั สว นทเี่ ปน ใจ สว นหนงึ่ ซง่ึ เปน นามธรรม ๒๔ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย และพระนพิ พาน, พมิ พค รง้ั ท่ี ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๔๔๗-๔๗๒.

5 - 81 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เฉพาะสว นทเี่ ปน รา งกายนนั้ ทกุ คนยอ มรจู กั กนั ดโี ดยทวั่ ไป เพราะสามารถเหน็ หรอื สมั ผสั แตะตอ งไดด ว ยตาเนอื้ หรอื กายหยาบ แตส ว นทเ่ี ปน ใจนนั้ ไมอ าจเหน็ ไดด ว ยตาเนอ้ื หรอื ไมอ าจสมั ผสั แตะตอ งดว ยกายหยาบ จงึ เขา ใจธรรมชาตสิ ว นทเี่ รยี กวา ใจ นไี้ ดไ มง า ยนกั “ใจ” นน้ั ประกอบดว ยธรรมชาติ ๔ อยา ง ซง่ึ ตา งกท็ ำหนา ทต่ี า งๆ กนั คอื ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณ๒ ๕ เรยี กวา เวทนา ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทจ่ี ดจำ หรอื รวบรวมอารมณไ วภ ายใน เรยี กวา สญั ญา ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทคี่ ดิ หรอื ทเี่ รยี กวา “จติ ” นน้ั เรยี กวา สงั ขาร ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทรี่ ู หรอื รบั รอู ารมณ เรยี กวา วญิ ญาณ เวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณ ธรรมชาตทิ ง้ั ๔ อยา งนเ้ี องทรี่ วมเรยี กวา “ใจ” และตา งกท็ ำหนา ทตี่ า งๆ กนั แตส มั พนั ธก นั อยา งใกลช ดิ จนแทบจะแยกไมอ อก ธรรมชาตทิ ง้ั ๔ อยา งนี้ กม็ ชี อ่ื เรยี กตา งกนั ตามหนา ทขี่ องมนั ในญาณกถาปฏสิ มั ภทิ ามรรค ไดก ลา วไวว า “ยํ จติ ตฺ ํ มโน มานสํ หทยํ ปณฑฺ รํ มนายตนํ มนนิ ทฺ รฺ ยิ ํ วิ ญฺ าณํ วิ ญฺ าณกขฺ นโฺ ธ ตชชฺ า มโนวิ ญฺ าณธาตุ อทิ ํ จติ ตฺ .ํ ”๒๖ แปลความวา “จติ คอื มนะ มานสั หทยั ปณ ฑระ มนายตนะ มนนิ ทรยี  วญิ ญาณ วญิ ญาณขนั ธ มโนวญิ ญาณธาตอุ นั สมควรแกจ ติ นน้ั .” และ อรรถกถาปฏสิ มั ภทิ ามรรค ไดอ ธบิ ายไวว า “พงึ ทราบวนิ จิ ฉยั ในตตยิ จตกุ นเิ ทศ ดงั ตอ ไปน.ี้ บทวา จติ ตฺ ํ เปน มลู บท. บทวา วิ ฺญาณํ เปน บทขยายความ. บทมอี าทวิ า ยํ จติ ตฺ ํ จติ ใดพงึ ประกอบโดยนยั ดงั กลา ว แลว ในปต .ิ ในบทมอี าทวิ า จติ ตฺ ํ นนั้ ชอ่ื วา จติ ตฺ ํ เพราะวจิ ติ รดว ยจติ . ๒๕ อารมณ หมายถงึ เครอื่ งยดึ เหนยี่ วจติ ใจ, สง่ิ ทจี่ ติ ยดึ เหนย่ี ว, สง่ิ ทถ่ี กู รหู รอื รบั รู ไดแ ก อายตนะภายนอก ๖ คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ (สง่ิ ทสี่ มั ผสั ไดด ว ยกาย) และธรรมารมณ (สงิ่ ทใ่ี จนกึ ถงึ นกึ เหน็ หรอื เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขน้ึ ในใจ). ๒๖ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๓๑. ขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค, ขอ ๔๑๒, หนา ๒๘๗.

5 - 82 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ชอ่ื วา มโน เพราะกำหนดรอู ารมณ. บทวา มานสํ คอื ใจนนั่ เอง. ทา นกลา ว ธรรมอนั สมั ปยตุ แลว วา มานโส ในบทนว้ี า ‘บว งใด มใี จเทยี่ วไปในอากาศ’ ดงั นเ้ี ปน ตน .” พระอรหตั ทา นกลา ววา มานสํ ในบทนว้ี า ‘ขา แตพ ระผมู พี ระภาคเจา ผปู รากฏในหมชู น สาวกของพระองคย นิ ดใี นพระศาสนา ยงั ไมไ ดบ รรลุ พระอรหตั ยงั เปน พระเสขะอยู ไฉนจะพงึ ทำกาละเสยี เลา .’ บทวา หทยํ คอื จติ . อรุ ะทา นกลา ววา หทยั ในบทมอี าทวิ า ‘เราจกั ทำจติ ของทา นใหพ ลงุ พลา น หรอื จกั ฉกี อกของทา น’. ทา นกลา ววา จติ ใน บทมอี าทวิ า ‘เหน็ จะถากจติ จากจติ ดว ยความไมร ู’. ทา นกลา วหทยวตั ถุ ใน บทวา มา ม หทยั . แตใ นทนี่ ้ี จติ ทา นกลา ววา หทยั เพราะอรรถวา อยภู ายใน. จติ นนั้ ชอื่ วา ปณฑฺ รํ (ขาว) เพราะอรรถวา บรสิ ทุ ธ์ิ ทา นกลา วหมาย ถึงภวังคจิต. ดงั ทพี่ ระผมู พี ระภาคเจา ตรสั ไวว า ‘ภกิ ษทุ ง้ั หลาย จติ นป้ี ภสั สร แตจ ติ นนั้ ถกู อปุ กเิ ลสทงั้ หลายทจ่ี รมา จงึ เศรา หมอง’ ... อนงึ่ เพราะจติ มลี กั ษณะรอู ารมณ จงึ ไมเ ปน กเิ ลสดว ยความเศรา หมอง โดยสภาวะ เปน จติ บรสิ ทุ ธท์ิ เี ดยี ว แตเ มอ่ื ประกอบดว ยอปุ กเิ ลส จติ จงึ เศรา หมอง แมเ พราะเหตนุ น้ั จงึ ควรเพอ่ื กลา ววา ปณ ฑระ (ขาวผอ ง). อนงึ่ การถอื เอา มโน ในบทนวี้ า มโน มนายตนํ เพอ่ื แสดงถงึ ความ เปน อายตนะของใจ. ดว ยเหตนุ นั้ ทา นจงึ แสดงถงึ บทวา มนายตนะ น้ี วา มใิ ชช อื่ วา มนายตนะ เพราะเปน อายตนะของใจ ดจุ เทวายตนะ (ทอี่ ยขู อง เทวดา) ทแ่ี ท ใจ นน่ั แหละเปน อายตนะ จงึ ชอื่ วา มนายตนะ. อรรถแหง อายตนะทา นกลา วไวใ นหนหลงั แลว . ชอื่ วา มโน เพราะรู ความวา รแู จง . สว นพระอรรถกถาจารยท งั้ หลายกลา ววา ชอื่ วา มโน เพราะรแู จง อารมณ ดจุ ตวงดว ยทะนานและดจุ ทรงชง่ั ดว ยเครอื่ งชงั่ ใหญ. ชอ่ื วา อนิ ทฺ รฺ ยิ ํ เพราะ

5 - 83 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ทำประโยชนใ หญใ นลกั ษณะร.ู ใจนน่ั แหละเปน อนิ ทรยี  จงึ ชอื่ วา มนนิ ทรยี . ชอื่ วา วิ ญฺ าณํ เพราะอรรถวารูแ จง. วิญญาณนั้นเปนขันธ จึงชอ่ื วา วญิ ญาณขนั ธ. ทา นกลา ววา ขนั ธง อกขนึ้ . วญิ ญาณหนง่ึ เปน สว นหนง่ึ ของวญิ ญาณขนั ธ ดว ยอรรถวา เปน กอง ... บทวา ตชชฺ า มโนวิ ญฺ าณธาตุ มโนวญิ ญาณธาตอุ นั สมควรแกจ ติ นน้ั คอื มโนวญิ ญาณธาตอุ นั สมควรแกส มั ปยตุ ตธรรมมผี สั สะเปน ตน เหลา นน้ั . จรงิ อยู ในบทน้ี จติ ดวงเดยี วเทา นน้ั ทา นกลา วโดย ๓ ชอื่ คอื ชอื่ วา มโน เพราะอรรถวา นบั ชอ่ื วา วญิ ญาณ เพราะอรรถวา รแู จง ชอ่ื วา ธาตุ เพราะอรรถวา เปน ภาวะ หรอื เพราะอรรถวา มใิ ชส ตั ว. ”๒๗ จากอรรถาธบิ ายนี้ หากพจิ ารณาใหถ อ งแทแ ลว จะประจกั ษช ดั วา จติ และ วญิ ญาณ นนั้ เปน ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทตี่ า งกนั เชน เดยี วกนั กบั เวทนา และ สญั ญา หากแตว า เมอื่ จติ กระทำหนา ทส่ี มั พนั ธก นั กบั ธรรมชาตใิ ด กม็ ชี อื่ เรยี กตา งๆ กนั ออกไปเพอื่ ใหเ ขา ใจไดง า ย เทา นน้ั เอง และพงึ สงั เกตวา พฤตกิ รรมของจติ ทเ่ี กดิ ขนึ้ แตล ะครง้ั นนั้ ยอ มเกย่ี วเนอื่ งกบั ธรรมชาติ อนื่ อยา งใดอยา งหนงึ่ หรอื หลายอยา งรวมกนั โดยอตั โนมตั ิ จงึ จะสมบรู ณ เพราะลำพงั แตจ ติ อยา งเดยี ว หาไดป ฏบิ ตั หิ นา ทใี่ หส ำเรจ็ ดว ยตนเองไม ความขอ นจี้ ะเหน็ ไดช ดั เมอื่ พจิ ารณาถงึ พฤตกิ รรมของธรรมชาตทิ น่ี อ มไปหาอารมณ ในแตล ะขณะ เมอ่ื จติ จะนอ มไปสอู ารมณใ ดกต็ าม ยอ มกระทบกระเทอื นถงึ ธรรมชาตอิ น่ื ไดแก ธรรมชาติท่ีทำหนาที่เสวยอารมณ คือ เวทนา ๑, กระเทือนถึงธรรมชาติท่ีทำหนาท่ี จดจำหรอื รวบรวมอารมณไ วภ ายใน คอื สญั ญา ๑, และธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ ู หรอื รบั รอู ารมณ ทเี่ รยี กวา วญิ ญาณ อกี ๑ ใหท ำหนา ทพ่ี รอ มกนั ไปในตวั เสรจ็ เปน อตั โนมตั ิ ธรรมชาตทิ งั้ ๔ อยา งนมี้ อี ปุ มาดงั่ ขา ยของใยแมงมมุ ซงึ่ ไมว า จะมอี ะไรมากระทบสว น หนง่ึ สว นใดของขา ยนน้ั ใหก ระเทอื นแลว สว นอน่ื ๆ ยอ มไดร บั ความกระทบกระเทอื นถงึ กนั หมดท้ังขายนั้น ธรรมชาติท่ีนอมไปหาอารมณและทำหนาท่ีพรอมกันหมดท้ัง ๔ น้ีเองท่ีมี ชอ่ื เรยี กวา ใจ หรอื มโน ๒๗ พระมหานามเถระ, อรรถกถาขทุ ทกนกิ าย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค ภาค ๒, โรงพมิ พว ญิ ญาณ, พ.ศ.๒๕๓๔, หนา ๑๓๕-๑๓๗.

5 - 84 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ขณะใดที่จิตนอมเขาสูอารมณใดอารมณหนึ่ง พรอมดวยธรรมชาติที่ทำหนาท่ีเสวย อารมณท น่ี า ยนิ ดพี อใจ เปน สขุ หรอื อารมณท ไี่ มน า ยนิ ดี ไมน า พอใจ เปน ทกุ ข ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณน น้ั เรยี กวา “มนสั ” กลา วคอื ถา พอใจ หรอื เปน สขุ ใจ กเ็ รยี กวา “โสมนสั ” ถา ไมพ อใจ หรอื เปน ทกุ ขใ จ กเ็ รยี กวา “โทมนสั ” เปน ตน และ ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณใ นเวลาทจ่ี ติ นอ มเขา สอู ารมณ ซง่ึ เรยี กวา “มนสั ” นเี้ อง ท่ี เรยี กวา “เวทนา” สว น ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ วบรวมอารมณไ วภ ายใน หรอื จดจำอารมณ เมอื่ เวลา ทจ่ี ติ นอ มเขา สอู ารมณน น้ั เรยี กวา “หทยั ” หรอื “ดวงใจ” เรยี กวา “สญั ญา” เฉพาะธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทคี่ ดิ นน้ั เรยี กวา “จติ ” และเพราะจติ ทำหนา ทปี่ รงุ แตง อารมณภ ายนอกทมี่ ากระทบ จงึ เรยี กวา “สงั ขาร” เฉพาะธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ ู หรอื รบั รอู ารมณ ในขณะทจี่ ติ นอ มเขา สอู ารมณน น้ั เรยี กวา “วญิ ญาณ” กลา วโดยยอ ธรรมชาตทิ ที่ ำหนา ทต่ี า งๆ กนั แตเ กย่ี วเนอื่ งถงึ กนั อยา งใกลช ดิ เปน อตั โนมตั ิ ไดแ ก ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทเ่ี สวยอารมณ เรยี กวา “มนสั ” หรอื “เวทนา” ๑, ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทรี่ วบรวมอารมณไ วภ ายใน หรอื จดจำอารมณ เรยี กวา “หทยั ” หรอื “สญั ญา” ๑, ธรรมชาตทิ ท่ี ำหนา ทค่ี ดิ เรยี กวา “จติ ” หรอื “สงั ขาร” ๑ และธรรมชาตทิ ี่ ทำหนา ทร่ี หู รอื รบั รอู ารมณ เรยี กวา “วญิ ญาณ” อกี ๑ ธรรมชาตทิ งั้ ๔ อยา งนี้ แมจ ะมี หนา ทต่ี า งกนั เวลาทน่ี อ มไปหาอารมณใ ดอารมณห นง่ึ ยอ มทำหนา ทพี่ รอ มกนั หมดทง้ั ๔ จงึ รวมเรยี กวา “มโน” หรอื “ใจ” นน่ั เอง และแมแ ตจ ะหยดุ จะนง่ิ อยใู นอารมณเ ดยี วเพยี งใด กย็ อ มหยดุ ยอ มนงิ่ ลงพรอ มกนั เพยี งนน้ั ใจ หรอื มโน นเ้ี ปน นามธรรมทตี่ อ งอาศยั รปู และเปน ทงั้ อายตนะหรอื เครอื่ งเชอื่ ม ตอ จงึ เรยี กวา มนายตนะ เปน ธรรมชาตทิ คี่ รองความเปน ใหญใ นการรู จงึ เรยี กวา มนนิ ทรยี  และเปน ธาตชุ นดิ หนง่ึ ทร่ี บั รอู ารมณไ ด จงึ เรยี กวา มโนวญิ ญาณธาตุ แตถ า จะแยกออกเปน สว นๆ แลว เรยี กวา ขนั ธ มอี ยู ๔ สว น คอื เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และ วญิ ญาณขนั ธ

5 - 85 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอ่ื ทา นทงั้ หลายเขา ใจดงั นแ้ี ลว จะไดเ จรญิ ภาวนา เวทนานปุ ส สนา สตปิ ฏ ฐาน และ จติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน ซึ่งจะไดกลาวตอ ไปในภายหนาไดโดยงา ย และเมอื่ พจิ ารณา สตปิ ฏ ฐานแยกแยะธาตธุ รรม อนั ประกอบกนั ขน้ึ เปน สงั ขารรา งกายและจติ ใจออกเปน สว นๆ ได ละเอยี ดถถี่ ว น ไมส บั สนแลว กจ็ ะสามารถเหน็ แจง ในพระไตรลกั ษณ คอื ความเปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และอนตั ตา ของสงั ขารธรรมทง้ั หลายทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ไดงายและทะลุ ปรโุ ปรง สามารถคลายความยดึ มนั่ ถอื มนั่ ไดเ ปน อยา งดี ๙.๒ เวทนานุปสสนา เมอ่ื ไดท ราบถงึ ธรรมชาติ ๔ อยา ง ดงั กลา วแลว กจ็ ะเหน็ วา เวทนา และ จติ นนั้ มี ความสมั พนั ธก นั อยา งใกลช ดิ กลา วคอื “จติ ” ทำหนา ทค่ี ดิ หรอื นอ มไปสอู ารมณแ ละปรงุ แตง อารมณต า งๆ วา นา รกั นา ใคร นา ยนิ ดี หรอื ไมน า รกั ไมน า ยนิ ดี หรอื เฉยๆ จงึ เรยี กวา สงั ขาร สว นเวทนานน้ั เลา กท็ ำหนา ทเ่ี สวยอารมณ และในทา มกลางจติ กม็ ี วญิ ญาณ ทำหนา ทร่ี ู หรอื รบั รอู ารมณ และภายในเวทนานนั้ กม็ ี สญั ญา ทำหนา ทรี่ วบรวมและจดจำอารมณ ธรรมชาตทิ งั้ ๔ อยา งน้ี แมแ ตส ว นใดสว นหนงึ่ เมอื่ กระทบกบั อายตนะภายนอกหรอื อารมณ กจ็ ะตอ งกระทบกระเทอื นถงึ กนั หมด คอื ทำหนา ทสี่ มั พนั ธก นั หมด ประดจุ ดงั ขา ยของ ใยแมงมมุ ซงึ่ ไมว า จะมอี ะไรมากระทบสว นใดสว นหนงึ่ ของขา ยนน้ั กจ็ ะกระเทอื นถงึ กนั หมด ทง้ั ขา ย เพราะฉะนน้ั เมอื่ จะพดู ถงึ เรอ่ื งเวทนา กจ็ ะตอ งพดู เกย่ี วพนั ไปถงึ เรอื่ งของจติ ดว ย และเมอ่ื จะพดู ถงึ เรอ่ื งของจติ กจ็ ะตอ งเกยี่ วขอ งพาดพงิ ไปถงึ ธรรมชาตอิ นื่ อกี คอื เวทนา สญั ญา และวญิ ญาณดว ย แตเ รอ่ื ง วญิ ญาณ หรอื วญิ ญาณธาตนุ น้ั จะไดแ ยกการพจิ ารณา ไวใ นธมั มานปุ ส สนา ตอ ไปขา งหนา เพอ่ื ใหท า นไดศ กึ ษาใหเ ขา ใจในธรรมชาตขิ องใจ ทงั้ ๔ อยา งน้ี กจ็ ะตอ งแยกพจิ ารณา กนั เปน อยา งๆ โดยเฉพาะเรอ่ื งของเวทนา และจติ แลว จงึ คอ ยสรปุ รวมกนั อกี ทหี นงึ่ กจ็ ะ เขาใจไดโดยงาย

5 - 86 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ในลำดบั น้ี จะไดก ลา วถงึ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน เสยี กอ น ๙.๒.๑ พระพทุ ธพจนว า ดว ยเวทนานปุ ส สนา “กถจฺ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อธิ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ สขุ ํ วา เวทนํ เวทยมาโน ‘สขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาติ ทกุ ขฺ ํ วา เวทนํ เวทยมาโน ‘ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาติ อทกุ ขฺ มสขุ ํ วา เวทนํ เวทยมาโน ‘อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ สามสิ ํ วา สขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘สามสิ ํ สขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ นริ ามสิ ํ วา สขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘นริ ามสิ ํ สขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ สามสิ ํ วา ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘สามสิ ํ ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ นริ ามสิ ํ วา ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘นริ ามสิ ํ ทกุ ขฺ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ สามสิ ํ วา อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘สามสิ ํ อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ นริ ามสิ ํ วา อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยมาโน ‘นริ ามสิ ํ อทกุ ขฺ มสขุ ํ เวทนํ เวทยามตี ิ ปชานาต.ิ อติ ิ อชฌฺ ตตฺ ํ วา เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ พหทิ ธฺ า วา เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อชฌฺ ตตฺ พหทิ ธฺ า วา เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ สมทุ ยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา เวทนาสุ วหิ รต.ิ วยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา เวทนาสุ วหิ รติ สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา เวทนาสุ วหิ รต.ิ ‘อตถฺ ิ เวทนาติ วา ปนสสฺ สติ ปจจฺ ปุ ฏฐ ติ า โหติ ยาวเทว ญาณ- มตตฺ าย ปฏสิ สฺ ตมิ ตตฺ าย. อนสิ สฺ โิ ต จ วหิ รติ น จ กิ จฺ ิ โลเก อปุ าทยิ ต.ิ เอวํ โข ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ เวทนาสุ เวทนานปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ ”๒๘ แปลความวา “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาอยอู ยา งไรเลา ภกิ ษุ ในธรรมวนิ ยั น้ี เสวยสขุ เวทนาอยู กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยสขุ เวทนา’ หรอื ๒๘ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๑๐. ทฆี นกิ าย มหาวรรค, ขอ ๒๘๘, หนา ๓๓๒-๓๓๓.

5 - 87 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เสวยทกุ ขเวทนา กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยทกุ ขเวทนา’ หรอื เสวยอทกุ ขมสขุ - เวทนา กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนา’ หรอื เสวยสขุ เวทนามอี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยสขุ เวทนามอี ามสิ ’ หรอื เสวยสขุ เวทนาไมม อี ามสิ กร็ ู ชดั วา ‘เราเสวยสขุ เวทนาไมม อี ามสิ ’ หรอื เสวยทกุ ขเวทนามอี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยทกุ ขเวทนามอี ามสิ ’ หรอื เสวยทกุ ขเวทนาไมม อี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยทกุ ขเวทนาไมม อี ามสิ ’ หรอื เสวยอทกุ ขมสขุ เวทนามอี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนามอี ามสิ ’ หรอื เสวย อทกุ ขมสขุ เวทนา ไมม อี ามสิ กร็ ชู ดั วา ‘เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนาไมม อี ามสิ ’ ดงั พรรณนามา ฉะน้ี. ภิกษุยอมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในบาง พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาภายนอกบาง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายใน ท้ังภายนอกบาง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบาง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอื่ มในเวทนาบา ง พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ทงั้ ความเกดิ ขน้ึ และความเสอื่ มในเวทนาบา ง. อนง่ึ สตขิ องเธอทตี่ งั้ มน่ั อยู วา ‘เวทนามอี ย’ู กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นน้ั . เธอ เปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไมถ อื มน่ั อะไรๆ ในโลก. ภกิ ษุ ทงั้ หลาย อยา งนแี้ ล ภกิ ษชุ อ่ื วา พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาอย.ู ” ๙.๒.๒ หลกั และวธิ เี จรญิ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน การเจรญิ เวทนานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐานนนั้ หมายถงึ การมสี ตสิ มั ปชญั ญะในการ เพยี รระวงั ปอ งกนั และกำจดั กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน อนั เกดิ จากเวทนา ทจี่ ะให ผลเปน ความทกุ ข ใหห มดสนิ้ ไป โดยการหมน่ั มสี ตสิ มั ปชญั ญะพจิ ารณาเหน็ เวทนา ในเวทนา เปน ทง้ั ณ ภายในและ ณ ภายนอก เวทนาทว่ี า น้ี ถา เกยี่ วกบั กาย กม็ อี ยู ๒ ลกั ษณะ คอื ถา กายเปน สขุ กเ็ รยี ก วา สขุ เวทนา ๑ ถา กายเปน ทกุ ข กเ็ รยี กวา ทกุ ขเวทนา ๑ ถา เกยี่ วกบั ใจ กม็ ี

5 - 88 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๓ ลกั ษณะ คอื ถา เปน สขุ ใจ กเ็ รยี กวา โสมนสั สเวทนา ๑ ถา เปน ทกุ ขใ จ กเ็ รยี ก วา โทมนสั สเวทนา ๑ และถา เฉยๆ คอื ใจสงบนงิ่ กเ็ รยี กวา อเุ บกขาเวทนา หรอื อทกุ ขมสขุ เวทนา ๑ ถา เกดิ เวทนาอนั เนอ่ื งแตอ ารมณภ ายนอก คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส หรอื สงิ่ สมั ผสั ทางกาย กเ็ รยี กวา รรู ส หรอื เสวยเวทนาโดยมอี ามสิ แตถ า เกดิ เวทนาอนั ไมเ นอื่ ง กบั รปู เสยี ง กลนิ่ รส และสงิ่ สมั ผสั ทางกาย กเ็ รยี กวา รรู สหรอื เสวยเวทนาโดย ไมม อี ามสิ การพจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาเปน ณ ภายใน คอื การพจิ ารณาเหน็ เวทนาภายในตนเอง ไมว า จะเปน สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา อทกุ ขมสขุ เวทนา อนั เกดิ กบั กาย หรอื โสมนสั สเวทนา โทมนสั สเวทนาอนั เกดิ กบั ใจ แลว พงึ มสี ตเิ จรญิ ภาวนาทงั้ สมถะและวปิ ส สนาภาวนา กลา วคอื ใหร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของ หยดุ กลางของกลางศนู ยก ลางกาย กลางของกลางดวงธรรม ดวงศลี ดวงสมาธิ ดวงปญ ญา ดวงวมิ ตุ ติ ดวงวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ... ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด ใหใ จ สงบจากกิเลสนิวรณยิ่งๆ ข้ึนไป แลวพิจารณาใหเห็นสภาวะของเวทนาตาม ธรรมชาติที่เปนจริงวา เปนสภาพที่ไมเที่ยง ตองเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปจจัย ผใู ดถอื มน่ั ดว ยตณั หาและทฏิ ฐแิ ลว เปน ทกุ ข เพราะในทส่ี ดุ กห็ มดสภาพเดมิ ของ มนั ไป เปน อนตั ตา กจ็ ะสามารถละวางอปุ าทานเสยี ไดด ว ยวปิ ส สนาปญ ญา ใหย งิ่ ขนึ้ ไปเพอ่ื ความระงบั เวทนานน้ั โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในกรณเี วทนาทเ่ี กดิ กบั กาย ใหไ ดผ ลดที สี่ ดุ ดงั เชน ผูเจริญภาวนาไดถึงธรรมกายแลว เพียงพิสดารกายสุดกายหยาบกาย ละเอยี ด ถงึ ธรรมกายอรหตั ในอรหตั ๆๆ เขา สอู เุ บกขาเวทนาอนั สมั ปยตุ ดว ย ปญญาอันเห็นชอบจากการพิจารณาสภาวธรรมดวยตาหรือญาณของ ธรรมกาย และธรรมกายทล่ี ะเอยี ดๆ ตอ ๆ ไปจนสดุ ละเอยี ด และยอ มพจิ ารณาดว ยญาณของธรรมกาย เหน็ เวทนาของกายโลกยิ ะทงั้ ๘ กาย

5 - 89 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ขา งตน นนั้ วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และอนตั ตา โดยแจง ชดั เพราะสตอิ ยกู บั ใจของ ธรรมกายเปน อเุ บกขาเวทนา อนั สมั ปยตุ ดว ยปญ ญาอนั เหน็ ชอบ เปน ธรรม เครอื่ งทำลายความเหน็ ผดิ ในเวทนาของกายมนษุ ย ทพิ ย พรหม อรปู พรหม (วา เปน บคุ คลตวั ตน เรา เขา ของเรา ของเขา ซงึ่ รวมเรยี กวา สกั กายทฏิ ฐ)ิ ลง เสยี ได กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน อนั เกดิ แตเ วทนา และทจ่ี ะใหผ ลเปน ความ ทกุ ข กย็ อ มถกู กำจดั ใหห มดสนิ้ ไปดว ย อนง่ึ เมอ่ื ใจของผปู ฏบิ ตั ธิ รรมนน้ั จรดอยู ณ ศนู ยก ลางของกายธรรมพระอรหตั องคท ส่ี ดุ ละเอยี ดอยเู สมอแลว ยอ มหลดุ พน จากเวทนาของกายโลกยิ ะทงั้ ๘ หมด เขา สอู เุ บกขาเวทนาอนั สมั ปยตุ ดว ยปญ ญาอนั เหน็ ชอบ ถงึ แลว ทรงคณุ ธรรมอนั สงบและละเอยี ดบรสิ ทุ ธน์ิ นั้ อยู เวทนาทง้ั หลายแมจ ะเกดิ กบั กาย กย็ อ มจะเปน สกั แตเ วทนา ตามพระพทุ ธดำรสั ทต่ี รสั วา “สตขิ องเธอทต่ี ง้ั มน่ั อยวู า ‘เวทนามอี ยู’ กเ็ พยี งสกั วา รู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นน้ั เธอเปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไมถ อื มน่ั อะไรๆ ในโลก.”๒๙ สว นการใหพ จิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาเปน ณ ภายนอกนนั้ ไดแ ก พจิ ารณา เหน็ เวทนาในผอู นื่ หรอื สตั วอ น่ื ซง่ึ ยอ มมที ง้ั ภายนอก และภายในของสตั วน น้ั อกี เชน กนั เปน ตน วา เหน็ อาการทกุ ขเวทนาหรอื สขุ เวทนาของผอู นื่ ทแี่ สดงออก ภายนอกโดยทวั่ ไปๆ และถา หากเจรญิ ภาวนาไดถ งึ ธรรมกายแลว ยงั สามารถ จะเหน็ เวทนาในเวทนาของผอู นื่ โดยอาศยั ปจ จยั ภายในไดอ กี ดว ย เชน วา เหน็ บคุ คลอน่ื ทก่ี ำลงั ไดร บั หรอื เสวยผลบญุ เปน สขุ เวทนาอยู โดยพจิ ารณา เหน็ ดวงเวทนา ณ ทา มกลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยน นั้ สดใส ไมข นุ มวั และเห็นกายมนุษยละเอียดซ่ึงเปนกายในกายนั้นก็สวยงามละเอียดประณีต ผองใส แตถา ผนู น้ั กำลงั ไดร บั หรอื เสวยผลจากบาปอกศุ ล เปน ทกุ ขเวทนา กจ็ ะ ๒๙ อา งแลว (ดู ๒๘)

5 - 90 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั พจิ ารณาเหน็ ดวงเวทนา ณ ทา มกลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยน น้ั ขนุ มวั ไมผ อ งใส กายมนษุ ยล ะเอยี ดกซ็ อมซอ เศรา หมอง ดงั นเี้ ปน ตน หรอื เมอ่ื นอ มเขา สปู พุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ และ จตุ ปู ปาตญาณ ใหร ขู นั ธ ของตนเอง หรือสัตวอื่นท้ังหลายที่ไดเคยเสวยสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาใน อดตี ชาติ หรอื ไดเ หน็ จตุ แิ ละปฏสิ นธขิ องสตั วท ง้ั หลายทเ่ี ปน สขุ หรอื ทกุ ข ตาม ผลบญุ หรอื ผลบาปอกศุ ลในภพภมู ติ า งๆ อยา งนก้ี ไ็ ด ปญ ญาอนั เหน็ แจง จากการทไี่ ดท งั้ รแู ละทงั้ เหน็ กาย เวทนา จติ ธรรม ของ สงั ขารธรรมทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง อยา งสงั ขารธรรมทง้ั หลายทงั้ ปวงทเ่ี ปน ไปในภพ ๓ วา เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา นเี้ องเปน “วปิ ส สนาปญ ญา” คอื ความเหน็ แจง เหน็ วเิ ศษ แลว มสี ตสิ มั ปชญั ญะอยกู บั ใจของธรรมกายอนั เปน ธรรม ทปี่ ราศจากปจ จยั ปรงุ แตง ดบั หยาบไปหาละเอยี ด ถงึ และเปน ธรรมกายท่ี สุดละเอียด บริสุทธิ์ ผองใส ไดเสวยอุเบกขาเวทนา และดำรงอยูในความ บรสิ ทุ ธผิ์ อ งใสเชน นนั้ นเี้ องทเ่ี ปว ตั ถปุ ระสงคข องสตปิ ฏ ฐาน เมอื่ ทำนโิ รธดบั สมทุ ยั จนสดุ ละเอยี ด วางอปุ าทานในเบญจขนั ธข องกายใน ภพ ๓ และปลอ ยความยนิ ดใี นฌานสมาบตั เิ สยี ได ธรรมกายตกศนู ยเ ขา อายตนะนพิ พาน กจ็ ะไดอ ารมณพ ระนพิ พานอนั ละเอยี ด ประณตี สขุ มุ ลมุ ลกึ สงบและเปน สขุ สมตามพระพทุ ธดำรสั วา “นตถฺ ิ สนตฺ ปิ รํ สขุ ํ สขุ อนื่ นอกจาก ความสงบ ไมม ี”๓๐ การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนา ทงั้ ณ ภายในและภายนอกดงั ทก่ี ลา ว มานเี้ อง ทที่ ำใหผ ปู ฏบิ ตั ธิ รรม เกดิ ปญ ญารแู จง แทงตลอด ในพระไตรลกั ษณ และ เหน็ ธรรม คอื ความเกดิ ขนึ้ และความเสอื่ มไปของเวทนาทง้ั หลาย บรรดาท่ี เกดิ กบั ตนเองและผอู น่ื ทำใหค ลายจากความเหน็ ผดิ ยดึ มน่ั ถอื มนั่ ในเวทนา ดงั กลา ว และเปน ทางใหก ำจดั อวชิ ชา กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน เหตแุ หง ทกุ ข ทงั้ หลาย มใิ หเ กดิ ขนึ้ ในสนั ดานตอ ไปอกี เปน ทางใหก าย วาจา และ ใจ บรสิ ทุ ธ์ิ และใหไ ดบ รรลมุ รรค ผล นพิ พาน ตอ ไป ตามระดบั ภมู ธิ รรมทป่ี ฏบิ ตั ไิ ด

5 - 91 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๙.๒.๓ เหตทุ บี่ คุ คลพงึ บำเพญ็ เวทนานปุ ส สนา เหตผุ ลสำคญั กม็ อี ยวู า มนษุ ยห รอื สตั วท ง้ั หลายทมี่ ชี วี ติ นนั้ นอกจากประกอบ ดว ยขนั ธ ๕ คอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร และ วญิ ญาณแลว ยงั ประกอบดว ย อายตนะและธาตอุ กี ดว ย สำหรบั อายตนะนน้ั แบง เปน ๒ ประเภทคอื อายตนะภายใน ๖ ไดแ ก ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ สำหรบั เปน สอ่ื รบั สง่ิ ทจี่ ะกอ ใหเ กดิ อารมณจ ากภายนอก และ อายตนะภายนอก ๖ ไดแ ก รปู เสยี ง กลนิ่ รส สง่ิ สมั ผสั ทางกาย และ ธมั มารมณ คอื เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั ใจ ซ่ึงรวมเรยี กวา อายตนะ ๑๒ (ทวาทสายตนะ) เมอื่ อายตนะภายนอกกระทบเขา กบั อายตนะภายใน เปน ตน วา เมอื่ รปู กระทบ กาย หรอื เกดิ การสมั ผสั ทางกายขนึ้ นน้ั จติ จะปรงุ แตง อารมณภ ายนอกวา นา รกั นา ใคร นา ยนิ ดพี อใจ หรอื วา ไมน า รกั ไมน า ใคร ไมน า ยนิ ดพี อใจ หรอื เฉยๆ ถา เปน รปู ทถ่ี กู อกถกู ใจ นา กำหนดั ยนิ ดี (อฏิ ฐารมณ) กจ็ ะเกดิ ความสขุ กาย ซง่ึ เรยี กวา สขุ เวทนา และในขณะเดยี วกนั กท็ ำใหเ ปน สขุ ใจไปดว ย เรยี กวา โสมนสั ส- เวทนา แตถ า รปู ทไ่ี ดส มั ผสั นนั้ ไมถ กู ใจ ไมน า กำหนดั ยนิ ดี หรอื ไมน า พอใจ (อนฏิ ฐารมณ) กจ็ ะเกดิ ความไมส บายกาย เปน ทกุ ขท างกาย เรยี กวา ทกุ ขเวทนา และใน ขณะเดยี วกนั กไ็ มช อบใจ หรอื รสู กึ รงั เกยี จ เปน ทกุ ขท างใจ เรยี กวา โทมนสั สเวทนา ดงั นเ้ี ปน ตน ถา ปลอ ยใหจ ติ เคลบิ เคลม้ิ เลอื่ นลอยไปตามอารมณท เี่ ปน สขุ หรอื เปน ทกุ ข นน้ั มากยง่ิ ขน้ึ เพยี งใด อาสวะ กเิ ลส ตณั หาในประเภทนน้ั ๆ กจ็ ะฟงุ ขน้ึ มาท่ี จติ ใจมากขนึ้ เพยี งนน้ั ยงิ่ เกดิ ตณั หามาก กย็ ง่ิ เกดิ อปุ าทานคอื ความยดึ มน่ั ถอื มน่ั ในเวทนา และอารมณภ ายนอกทมี่ ากระทบแลว จติ ปรงุ แตง นน้ั มาก กย็ อ ม เปน ทางใหป ฏบิ ตั ทิ ง้ั กาย วาจา และใจ ตามอำนาจของกเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน มาก

5 - 92 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เมอ่ื ไมไ ดส มปรารถนา หรอื จำตอ งพลดั พรากจากสงิ่ ทตี่ นเองหวงแหน หรอื ทะยานอยากไดอ ยากมีหรอื อยากเปน หรอื ตอ งประสบเขา กบั สง่ิ ทไี่ มน า ยนิ ดี ไมน า พอใจ กย็ งิ่ เปน ทกุ ขใ จ ทงั้ ๆ ทสี่ ง่ิ ทก่ี อ ใหเ กดิ อารมณจ ากภายนอก หรอื แมแ ตต วั เราเองนน้ั กล็ ว นแตไ มเ ทยี่ ง (อนจิ จฺ )ํ เพราะตอ งแปรปรวนไปตามเหตุ ตามปจ จยั และผลสดุ ทา ยกห็ าไดม สี งิ่ ใดจรี งั ยง่ั ยนื ใหย ดึ ถอื ไดต ลอดไปไม ยอ มเกดิ ขน้ึ แลว กเ็ สอ่ื มสลายหมดจากสภาพเดมิ ของมนั ไป มใิ ชต วั ตนทแ่ี ทจ รงิ ของใคร (อนตตฺ า) เปน ธรรมดา เพราะเหตนุ นั้ ผใู ดยง่ิ ยดึ ถอื มากกย็ ง่ิ เปน ทกุ ข มาก ดว ยประการฉะนี้ นเี่ องทคี่ วามหลงผดิ ไมร คู วามเปน จรงิ ของธรรมชาติ จงึ เปน ทกุ ข ทกุ ข ทว่ี า น้ี เปน ทกุ ขแ ทๆ ทจ่ี ะตอ งเกดิ ขน้ึ อยา งแนน อนแกส ตั ว หรอื มนษุ ย ทง้ั หลายทยี่ งั มคี วามมดื คอื ความไมร สู จั จธรรม แลว หลงเขา ไปยดึ มน่ั ถอื มน่ั ในสง่ิ ทป่ี ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ทมี่ สี ามญั ญลกั ษณะตามธรรมชาติ คอื เปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และ อนตั ตา ทกุ ขทวี่ า นนี้ แี่ หละเปน “ทกุ ขสจั จะ” คอื เปน ทกุ ขท จี่ ะตอ งเกดิ ขนึ้ แนๆ ไมม ที างทจี่ ะหลกี เลยี่ งไดเ ลย ตราบใดทยี่ งั ไมส น้ิ จากเหตขุ องทกุ ข คอื อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เหลา นเี้ ปน ตน ดว ยเหตนุ ี้ ผมู ปี ญ ญา จงึ พงึ ศกึ ษาใหเ ขา ใจในลกั ษณะหรอื สภาพของเวทนา วา เปน อยา งไร เกดิ มขี น้ึ และดบั ไปอยา งไร โดยใหม สี ตสิ มั ปชญั ญะ พจิ ารณา เหน็ เวทนาในเวทนา ทงั้ ภายในและภายนอกเนอื งๆ อยู กจ็ ะเปน ธรรมเครอื่ งชว ย ใหเ กดิ ความสำรวมระวงั ในศลี และอนิ ทรยี  โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในเวลาทอ่ี ายตนะ ภายนอกมากระทบเขากับอายตนะภายใน จักไดไมปลอยใจใหปรุงแตงอารมณ ทง้ั หลายเหลา นน้ั และไมต อ งตกเปน ทาสกเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน เหตแุ หง ทกุ ข ทงั้ หลายอกี ตอ ไป ปญ ญาอนั เหน็ แจง ในสภาวะของเวทนา ตามธรรมชาตทิ เี่ ปน จรงิ วา เปน ๓๐ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท, ขอ ๒๕, หนา ๔๒.

5 - 93 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อนจิ จงั ทกุ ขงั และ อนตั ตา ดงั น้ี ชอื่ วา เปน วปิ ส สนาปญ ญา เปน ธรรมใหเ กดิ ความเบอ่ื หนา ยในทกุ ข เปน ทางแหง ความหมดจด คอื เมอื่ เบอื่ หนา ยยอ มคลาย กำหนดั เพราะสนิ้ กำหนดั จงึ หลดุ พน ถงึ ซงึ่ ความบรสิ ทุ ธิ์ สงบ และนพิ พาน ไดต อ ไป ปญ ญาอนั หยง่ั รลู กึ ลงไปถงึ ทกุ ขสจั จะ คือ ทกุ ขอนั จะตอ งเกดิ ขน้ึ จรงิ ๆ แนๆ เพราะกเิ ลส อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เหตแุ หง ทกุ ข คอื สมทุ ยั สจั จะ ทงั้ หยง่ั ลง ไปถงึ สภาวะทท่ี กุ ขด บั เพราะเหตดุ บั คอื นโิ รธสจั จะ และหนทางปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความ พน ทกุ ข คอื มรรคสจั จะ ดงั น้ี เปน โลกตุ ตรปญ ญา ซง่ึ ยอ มเจรญิ ตามกนั มาจาก วิปสสนาปญญาน่ันเอง. ๙.๓ จิตตานุปสสนา ๙.๓.๑ พระพทุ ธพจนว า ดว ยจติ ตานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ไดท รงแสดงสตปิ ฏ ฐานขอ จติ ตานปุ ส สนา ไวด งั น้ี “กถจฺ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อธิ ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ สราคํ วา จิตฺตํ ‘สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ. วีตราคํ วา จิตฺตํ ‘วตี ราคํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สโทสํ วา จติ ตฺ ํ ‘สโทสํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วตี โทสํ วา จติ ตฺ ํ ‘วตี โทสํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สโมหํ วา จติ ตฺ ํ ‘สโมหํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วตี โมหํ วา จติ ตฺ ํ ‘วตี โมหํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สงขฺ ติ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘สงขฺ ติ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วกิ ขฺ ติ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘วกิ ขฺ ติ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ มหคคฺ ตํ วา จติ ตฺ ํ ‘มหคคฺ ตํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อมหคคฺ ตํ วา จติ ตฺ ํ ‘อมหคคฺ ตํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สอตุ ตฺ รํ วา จติ ตฺ ํ ‘สอตุ ตฺ รํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อนตุ ตฺ รํ วา จติ ตฺ ํ ‘อนตุ ตฺ รํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ สมาหติ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘สมาหติ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ

5 - 94 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อสมาหติ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘อสมาหติ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ วมิ ตุ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘วมิ ตุ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อวมิ ตุ ตฺ ํ วา จติ ตฺ ํ ‘อวมิ ตุ ตฺ ํ จติ ตฺ นตฺ ิ ปชานาต.ิ อติ ิ อชฌฺ ตตฺ ํ วา จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ พหทิ ธฺ า วา จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ อชฌฺ ตตฺ พหทิ ธฺ า วา จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ สมทุ ยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา จติ ตฺ สมฺ ึ วหิ รต.ิ วยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา จติ ตฺ สมฺ ึ วหิ รต.ิ สมทุ ยวยธมมฺ านปุ สสฺ ี วา จติ ตฺ สมฺ ึ วหิ รต.ิ ‘อตถฺ ิ จติ ตฺ นตฺ ิ วา ปนสสฺ สติ ปจจฺ ปุ ฏฐ ติ า โหติ ยาวเทว ญาณมตตฺ าย ปฏสิ สฺ ตมิ ตตฺ าย. อนสิ สฺ โิ ต จ วหิ รติ น จ กิ จฺ ิ โลเก อปุ าทยิ ต.ิ เอวํ โข ภกิ ขฺ เว ภกิ ขฺ ุ จติ เฺ ต จติ ตฺ านปุ สสฺ ี วหิ รต.ิ ”๓๑ แปลความวา “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อยอู ยา งไรเลา ภกิ ษใุ น ธรรมวนิ ยั นี้ จติ มรี าคะ กร็ วู า จติ มรี าคะ หรอื จติ ปราศจากราคะ กร็ วู า จติ ปราศจาก ราคะ จติ มโี ทสะ กร็ วู า จติ มโี ทสะ หรอื จติ ปราศจากโทสะ กร็ วู า จติ ปราศจาก โทสะ จติ มโี มหะ กร็ วู า จติ มโี มหะ หรอื จติ ปราศจากโมหะ กร็ วู า จติ ปราศจาก โมหะ จิตหดหู กร็ วู า จติ หดหู หรอื จติ ฟงุ ซา น กร็ วู า จติ ฟงุ ซา น จิตเปน มหคั คตะ กร็ วู า จติ เปน มหคั คตะ หรอื จติ ไมเ ปน มหคั คตะ กร็ ู วา จติ ไมเ ปน มหคั คตะ จิตมจี ติ อนื่ ยงิ่ กวา กร็ วู า จติ มจี ติ อนื่ ยง่ิ กวา หรอื จติ ไมม จี ติ อนื่ ยงิ่ กวา กร็ วู า จติ ไมม จี ติ อน่ื ยง่ิ กวา จิตเปน สมาธิ กร็ วู า จติ เปน สมาธิ หรอื จติ ไมเ ปน สมาธิ กร็ วู า จติ ไม เปน สมาธิ จิตหลดุ พน กร็ วู า จติ หลดุ พน หรอื จติ ไมห ลดุ พน กร็ วู า จติ ไมห ลดุ พน ๓๑ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๑๐, ทฆี นกิ าย มหาวรรค, ขอ ๒๘๙, หนา ๓๓๔-๓๓๕.

5 - 95 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ดงั พรรณนามาฉะน.้ี ภกิ ษยุ อ มพจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ภายในบา ง. พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ภายนอกบา ง. พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ ทง้ั ภายในทงั้ ภายนอกบา ง. พจิ ารณา เหน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขนึ้ ในจติ บา ง. พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ความเสอื่ มใน จติ บา ง. พจิ ารณาเหน็ ธรรมคอื ทงั้ ความเกดิ ขนึ้ และความเสอื่ มในจติ บา ง. อนงึ่ สตขิ องเธอทต่ี ง้ั มนั่ อยวู า ‘จติ มอี ยู’ กเ็ พยี งสกั วา ความรู เพยี งสกั วา อาศยั ระลกึ เทา นน้ั . เธอเปน ผอู นั ตณั หาและทฏิ ฐไิ มอ าศยั อยแู ลว และไม ถอื มนั่ อะไรๆ ในโลก. ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา งนแี้ ล ภกิ ษชุ อ่ื วา พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อย.ู ” ๙.๓.๒ วธิ พี จิ ารณาเหน็ ธาตลุ ะเอยี ดของขนั ธ ๕ และ เหน็ จติ ในจติ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ไิ ดถ งึ ดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กาย (ดวงธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน) หรอื ถงึ กายในกายทลี่ ะเอยี ดๆ กน็ อ มใจตามได และสามารถจะเหน็ ไดต ามสมควร สำหรบั ผถู งึ ธรรมกายแลว ใหร วมใจของทกุ กายอยู ณ ศนู ยก ลางธรรมกาย พระอรหตั พสิ ดารกายเจรญิ ฌานสมาบตั พิ รอ มกนั หมดทกุ กาย สดุ กายหยาบกาย ละเอยี ด ถงึ ธรรมกายอรหตั ในอรหตั โดยอนโุ ลมและปฏโิ ลม เพอื่ ใหใ จบรสิ ทุ ธผิ์ อ งใส จากกเิ ลสนวิ รณ ควรแกง านวปิ ส สนากอ น แลว จงึ รวมใจของทกุ กาย หยดุ อยู ณ ศนู ยก ลางธรรมกายพระอรหตั องคท ลี่ ะเอยี ดทส่ี ดุ แลว หยดุ นง่ิ ลงไปทศี่ นู ยก ลาง ดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ย ตรงกลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นนั้ จะเหน็ ดวงกลม ใสดวงเลก็ ๆ ซอ นกนั อยเู ปน ชน้ั ๆ เขา ไปขา งใน ขนาดประมาณเทา หยาดนำ้ มนั งาที่ใส ติดอยูปลายขนจามรี ที่มัชฌิมบุรุษสลัดเสียแลว ๗ ครั้ง ต้ังอยูใน กลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นนั้ แหละ คอื ธาตลุ ะเอยี ดของรปู ขนั ธ เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และวญิ ญาณขนั ธ ซอ นกนั อยเู ปน ชน้ั ๆ เขา ไปขา งใน ใสละเอยี ดยงิ่ กวา กนั ตามลำดบั ดงั ที่หลวงพอ วดั ปากนำ้ พระมงคลเทพมนุ ี (สด จนทฺ สโร) ไดก ลา วไวว า

5 - 96 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั [ขนั ธ ๕] กายทง้ั ๕๓๒ นนั้ มขี นั ธ ๕ เปน กำเนดิ ทกุ กาย ลกั ษณะขนั ธ ๕ (๑) รปู ขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลม ใสบรสิ ทุ ธ์ิ สะอาด ประมาณเทา เมด็ ไทรเมด็ โพธ์ิ หรอื หยาดน้ำมนั งาทใี่ ส ตดิ อยทู ปี่ ลายขนจามรี ท่ี มชั ฌมิ บรุ ษุ สลดั เสยี แลว ๗ ที ตงั้ อยใู นกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ (๒) เวทนาขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา รปู ขนั ธ แตเ ลก็ กวา ซอ นอยชู น้ั ใน ที่ ๒ ของรปู ขนั ธ (๓) สญั ญาขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา เวทนาขนั ธ แต เลก็ กวา ซอ นอยชู นั้ ใน ท่ี ๓ ของรปู ขนั ธ (๔) สงั ขารขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา เลก็ กวา สญั ญาขนั ธ ซอ นอยชู น้ั ใน ท่ี ๔ ของรปู ขนั ธ (๕) วญิ ญาณขนั ธ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใสสะอาดกวา เลก็ กวา สงั ขารขนั ธ ซอ นอยชู นั้ ใน ที่ ๕ ของรปู ขนั ธ ขนั ธ ๕ ซอ นกนั อยเู ปน ชน้ั ๆ คอื ซอ นกนั เปน วงเลก็ ๆ เขา ไป ไมใ ช ซอ นเปน เถาเหมอื นซอ นถว ยซอ นชาม ซอ นกนั เปน ชน้ั ๆ ไปเหมอื นฟองไข ไก เชน นเ้ี หมอื นกนั ทงั้ ๕ กาย๓๓ แลว ขยายสว นขนึ้ ไปตามกายใหญก าย ๓๒ “กายทง้ั ๕” หรอื “ทง้ั ๕ กาย” หลวงพอ วดั ปากน้ำทา นหมายถงึ (๑) กายมนษุ ย (๒) กายทพิ ย (๓) กายปฐมวญิ ญาณหยาบ (๔) กายปฐมวญิ ญาณละเอยี ด และ (๕) กายธรรม ซงึ่ กค็ อื กายมนษุ ย กายมนษุ ยล ะเอยี ด, กายทพิ ย กายทพิ ย ละเอยี ด, กายรปู พรหม กายรปู พรหมละเอยี ด, กายอรปู พรหม กายอรปู พรหมละเอยี ด และ กายธรรม ลว นแตม ี ขนั ธ ๕ เปน กำเนดิ ทกุ กาย และตง้ั อยซู อ นตรงกลางซง่ึ กนั และกนั เปน ชน้ั ๆ กนั เขา ไปขา งใน แมก ายธรรมซงึ่ เปน กาย โลกตุ ตระ ทเ่ี ปน กายบรรลมุ รรคผลนพิ พาน เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม กม็ ขี นั ธ ๕ เปน กำเนดิ กลา วงา ยๆ วา แมธ รรมกาย ทบ่ี รรลพุ ระอรหตั ตผลแลว ของพระอรหนั ต ทชี่ อ่ื วา “สอปุ าทเิ สส นพิ พานธาตุ” กม็ ขี นั ธ ๕ เปน กำเนดิ และตง้ั อยู กลางธาตลุ ะเอยี ดของขนั ธ ๕ (เบญจขนั ธ) ทสี่ ดุ ละเอยี ด (ของอรปู พรหมละเอยี ด) มอี ปุ มาดงั มะขามลอ น ทเี่ นอื้ ใน ของมะขามกอ็ ยสู ว นเนอ้ื ใน ไมเ นอ่ื งดว ยเปลอื กนอกของฝก มะขาม แตเนอ้ื ในกต็ ง้ั อยตู รงกลางขว้ั ของฝก มะขาม ซงึ่ มเี มลด็ มะขามเปน กำเนดิ ฉนั ใด พระนพิ พานธาตขุ องพระอรหนั ต ทยี่ งั ครองเบญจขนั ธอ ยู (สอปุ าทเิ สสนพิ พาน- ธาต)ุ กอ็ ยสู ว นพระนพิ พานธาตุ ไมเ นอื่ งดว ย เบญจขนั ธ จงึ ชอื่ วา “สญู ” คอื วา งจากตนโลกยิ ะ และ สง่ิ ทเี่ นอื่ งดว ย ตนโลกยิ ะนนั้ กลา วคอื สญู จากสงั ขาร แตพ ระนพิ พานธาตขุ องทา น กต็ งั้ อยตู รงกลางกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ คอื ธาตลุ ะเอยี ดของเบญจขนั ธท สี่ ดุ ละเอยี ด นนั้ เอง ฉนั นน้ั —- ชยมงคฺ โล ภกิ ข)ุ ๓๓ อา งแลว (ดู ๓๑)

5 - 97 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั เลก็ ”๓๔ ธาตุละเอียดของ รูปขันธ ขยายสวนหยาบออกมาเปนดวงกาย ประกอบดว ยธาตลุ ะเอยี ดของดนิ -นำ้ -ไฟ-ลม (มหาภตู รปู ๔) กบั ธาตลุ ะเอยี ด ของอากาศธาตุ และ วญิ ญาณธาตุ (นส้ี ว นนามธรรมซง่ึ ตง้ั อยตู รงกลาง อากาศธาต)ุ รวมเปน ธาตุ ๖ เจรญิ เตบิ โตมาเปน กาย และ ใจ จติ วญิ ญาณ ธาตลุ ะเอยี ดของเวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และ วญิ ญาณ ขันธ รวมเรียกวา นามขันธ ๔ น้ีเองที่ขยายสวนหยาบออกมาเปน ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ดวงเห็น มีขนาดประมาณเทากับเบาตาของกาย (ธาตุเห็นอยูทาม กลางดวงน)้ี มหี นา ทรี่ บั อารมณ หรอื เสวยอารมณ ดวงจำ มขี นาดเทา ดวงตาทงั้ หมดของกาย (ธาตจุ ำอยทู า มกลางดวง น)ี้ มหี นา ทรี่ วบรวมและจดจำอารมณ ดวงคดิ มขี นาดเทา ตาดำ (ธาตคุ ดิ อยทู า มกลางดวงน)้ี ลอยอยใู น เบาะน้ำเลย้ี งของหวั ใจ ขนาดประมาณเทา ๑ ซองมอื ของผเู ปน เจา ของ มหี นา ทค่ี ดิ หรอื นอ มไปสอู ารมณ ดวงรู มขี นาดเทา แววตาดำขา งใน (ธาตรุ อู ยทู า มกลางดวงน)้ี มหี นา ท่ี รหู รอื รบั รอู ารมณ เหน็ จำ คดิ รู ๔ อยา งนเ้ี องทร่ี วมเรยี กวา “ใจ” เมอื่ รวมหยดุ เปน จดุ เดยี วกนั เชน นไี้ ด เรยี กวา ใจมอี ารมณเ ปน หนงึ่ (เอกคั คตา) จงพิจารณาตอไปใหถวนถี่ ก็จะเห็นวา ในแตละขันธ คือ รูปขันธ เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ และวญิ ญาณขนั ธ กม็ เี หน็ จำ คดิ รู ทง้ั ๔ อยา งนเ้ี จอื อยดู ว ยหมดทกุ ขนั ธ” ๓๔ หลวงพอ วดั ปากนำ้ พระมงคลเทพมนุ ี (สด จนทฺ สโร) วชิ ชามรรคผลพสิ ดาร ๑; สถาบนั พทุ ธภาวนาวชิ ชาธรรมกาย อำเภอ ดำเนนิ สะดวก จงั หวดั ราชบรุ ,ี และ โครงการพทุ ธภาวนาวชิ ชาธรรมกาย วดั ปากนำ้ ภาษเี จรญิ , พ.ศ.๒๕๒๘, หนา ๖-๗.

5 - 98 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั “ดวงกาย” และ เหน็ จำ คดิ รู นเี้ อง ทข่ี ยายสว นหยาบออกมาอกี เปน กาย ใจ จติ วญิ ญาณ ของมนษุ ยห รอื สตั วท ง้ั หลาย ดวงคดิ หรอื จติ นั้น ลอยอยใู นเบาะนำ้ เลยี้ งของ หวั ใจอนั บรสิ ทุ ธ์ิ มปี ระมาณเทา ๑ ซองมอื ของผเู ปน เจา ของ และจติ นโี้ ดยสภาพเดมิ ของมนั แลว เปน ธรรมชาตทิ ผี่ อ งใส จงึ มชี อื่ วา ปณ ฑระ แตเ นอ่ื งจากจติ มกั ตกไปในอารมณ ทนี่ า ใคร และมกั นอ มไปสอู ารมณภ ายนอกอยเู สมอ จงึ เปด ชอ งใหก เิ ลสเขา มาทำจติ ใจ ใหเ ศรา หมอง ไมผ อ งใส ยอ มสนี ำ้ เลย้ี งของจติ ไปตามสภาพของกเิ ลสแตล ะประเภททผี่ า น เขา มานนั้ เปน ตน วา เมอื่ จติ ระคนดว ยโลภะหรอื ราคะ กจ็ ะเหน็ เปน สชี มพู หรอื เกอื บ เปน สแี ดง เมอื่ จติ ระคนดว ยโทสะ กจ็ ะมสี เี ขยี วเขม เกอื บดำ ถา จติ ระคนดว ยโมหะ กจ็ ะมสี เี หมอื นนำ้ ลา งเนอื้ สขี นุ ๆ เทาๆ หรอื สตี ะกว่ั ตดั กม็ ี ขนึ้ อยทู สี่ ภาพของกเิ ลสวา หนกั เบาเพยี งใด นอกจากน้ี อาการลอยของจติ ในเบาะน้ำเลย้ี งของหวั ใจนนั้ กบ็ อกอาการของ จติ วา ฟงุ ซา นหรอื เซอื่ งซมึ หรอื ปกติ หรอื หยดุ นง่ิ ในอารมณเ ดยี ว เพยี งใด กลา วคอื ถา จติ ลอยอยเู หนอื ระดบั นำ้ เลยี้ งของหวั ใจมาก กแ็ สดงอาการของจติ วา ฟงุ ซา นมาก ถา ลอยอยเู หนอื ระดบั น้ำเลย้ี งของหวั ใจเพยี งเลก็ นอ ย กน็ บั วา จติ มสี ภาพปกตธิ รรมดา ถา ลอยปรมิ่ พอดกี บั ระดบั น้ำเลย้ี งของหวั ใจกเ็ ปน เอกคั คตา และถา จมลงในเบาะนำ้ เลยี้ ง หวั ใจ กห็ ลบั ถา จมลงมากกส็ นิ้ สตไิ ปเลย อยา งนเ้ี ปน ตน “จติ ” จึงเปน ธรรมชาตทิ ส่ี ามารถจะเหน็ ได แตไมเ หน็ ไดด ว ยตาเนอื้ หากแตเ หน็ ไดด ว ย “ตาใน” ซงึ่ เปน ทิพย อนั เปน ผลจากการเจรญิ ภาวนาทำใจใหห ยดุ ใหน งิ่ เปน สมาธิ แนบแนน มนั่ คง บรสิ ทุ ธผ์ิ อ งใสจากกเิ ลสนวิ รณ พระพทุ ธองคจ งึ ไดต รสั วา “สทุ ทุ ทฺ สํ สนุ ปิ ณุ ํ ยตถฺ กามนปิ าตนิ ํ จติ ตฺ ํ รกเฺ ขถ เมธาวี จติ ตฺ ํ คตุ ตฺ ํ สขุ าวหํ.”๓๕ “ผูมีปญญาพึงรักษาจิตท่ีเห็นไดยากนัก ละเอียดนัก มักตกลง ไปในอารมณท นี่ า ใคร [เพราะวา ] จติ ทค่ี มุ ครองแลว นำสขุ มาให. ” ๓๕ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ที่ ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบทคาถา, ขอ ๑๓, หนา ๑๙.

5 - 99 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั โดยเหตทุ จี่ ติ มกั นอ มไปสอู ารมณท อ่ี ยภู ายนอกตวั อยเู สมอ เมอ่ื จติ เปลย่ี นวาระนน้ั จติ ดวงเดมิ จะตกศนู ยไ ปยงั ฐานท่ี ๖ สำหรบั ผปู ฏบิ ตั ธิ รรมทย่ี งั ไมล ะเอยี ดดพี อ กจ็ ะเหน็ วา ง หายไป แลว จติ ดวงใหมก จ็ ะบงั เกดิ ขน้ึ มารบั หนา ทแี่ ทนอกี ตอ ไป ดบั แลว กเ็ กดิ เกดิ ดบั ๆๆ อยอู ยา งน้ี พรอ มๆ กนั กบั ธรรมชาตอิ กี ๓ อยา ง คอื เวทนา สญั ญา และ วญิ ญาณ จึงมี สภาวะทเี่ ปน อนจิ จงั ทกุ ขงั และอนตั ตา ไมม ตี วั ตนใหย ดึ ถอื ไดต ลอดไป อาการทวี่ า งหายไปอยเู สมอนน่ั เอง จงึ ไมม รี ปู รา งใหเ หน็ ไดแ นน อน นอกเสยี จากวา เมอ่ื รวมหยดุ เปน จดุ เดยี ว เปน เอกคั คตาจติ จรงิ ๆ กจ็ ะมนี มิ ติ ใหเ หน็ เปน ดวง หรอื เหน็ สนี ้ำ เลย้ี งของจติ ทผี่ อ งใสหรอื ขนุ มวั ดว ยสภาพของกเิ ลสสทม่ี าระคนหรอื ดลจติ ดลใจนนั้ อยู และ เนอ่ื งจากทศ่ี นู ยก ลางกายนน้ั เปน ทตี่ ง้ั ของกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ และเปน ทต่ี งั้ อนั ถาวรของจติ ใจ คอื ไมว า สตั ว จะเกดิ -จะดบั -จะหลบั -จะตน่ื จติ ใจทง้ั ดวงกจ็ ะตกศนู ย ไปยงั ศนู ยก ลางกาย ฐานท่ี ๖ ตรงระดบั สะดอื แลว จติ ดวงใหมก จ็ ะลอยขน้ึ มายงั ศนู ยก ลางกายฐานที่ ๗ นี้ กอ น จะทำหนาที่ตอไปเสมอ พระพทุ ธองคจ งึ ไดต รสั ถงึ สภาวะอกี อยา งหนงึ่ ของจติ วา มคี หู าหรอื ถำ้ เปน ทอี่ าศยั คอื อยภู ายในศนู ยก ลางกายของสตั วห รอื มนษุ ยท มี่ ชี วี ติ นน่ั เอง ถา รา งกายแตกทำลายแลว จติ ใจจะอาศยั อยดู ว ยไมไ ด ผทู สี่ ำรวมจติ มใิ หป รงุ แตง อารมณ ไมใ หห ลงเคลบิ เคลม้ิ ไป ในอารมณท น่ี า รกั ไมห ลงเคยี ดแคน ชงิ ชงั ในอารมณท ไ่ี มน า รกั ใหส งบ ใหห ยดุ ใหน งิ่ ไมย นิ ดยี นิ รา ยเสยี ได ยอ มหลดุ พน จากบว งของมาร ดงั พระพทุ ธดำรสั วา “ทรู งคฺ มํ เอกจรํ อสรรี ํ คหุ าสยํ เย จติ ตฺ ํ สญฺ เมสสฺ นตฺ ิ โมกขฺ นตฺ ิ มารพนธฺ นา.”๓๖ “ผใู ดจกั สำรวมจติ ทไี่ ป [ได] ไกล เทย่ี วไปดวงเดยี ว ไมม รี ปู รา ง มถี ้ำคอื กายเปน ทอี่ าศยั ผนู นั้ ยอ มพน จากเครอ่ื งผกู ของมารได. ” ๓๖ พระไตรปฏ กบาลฉี บบั สยามรฐั เลม ท่ี ๒๕, ขทุ ทกนกิ าย ธรรมบทคาถา, ขอ ๑๓, หนา ๑๙-๒๐.

5 - 100 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๙.๓.๓ ความหมายประเภทของอาสวะ และอนสุ ยั ในจติ ตสนั ดานของสตั ว กเิ ลสเครอ่ื งหมกั ดองในจติ สนั ดานของสตั ว ชอ่ื วา “อาสวะ” และกเิ ลส ละเอยี ดทนี่ อนเนอ่ื งอยใู นจติ สนั ดานของสตั ว ชอื่ วา “อนสุ ยั ” วธิ เี จรญิ จติ ตาน-ุ ปส สนาสตปิ ฏ ฐาน คอื การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ เพอ่ื กำจดั หรอื ปหาน (ละ) กเิ ลสทงั้ หลายเหลา น้ี ประเภทของ “อาสวะ” และ “อนสุ ยั ” มดี งั น้ี ๙.๓.๓.๑ อาสวะ หมายถงึ อกศุ ลธรรมคอื กเิ ลสเครอ่ื งหมกั ดองในจติ ตสนั ดานของสตั ว มี ๔ ประเภท คอื (ก) กามาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเี่ ปน เครอ่ื งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว อนั เปน เหตใุ หม คี วามทะยานอยากและยนิ ดี พอใจ ในกามคณุ ทงั้ ๕ ไดแ กค วามทะยานอยากและยนิ ดใี นรปู ในรส ในกลน่ิ ในเสยี ง และ ในส่ิงสัมผัสทางกาย (ข) ภวาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเี่ ปน เครอื่ งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว อันเปนเหตุใหอยากได อยากมี อยากเปน หรือท่ีรวมเรียกวามี ความยนิ ดใี นภพภมู ติ า งๆ (ค) ทฏิ ฐาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเ่ี ปน เครอ่ื งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว อนั เปน เหตใุ หม คี วามยนิ ดี พอใจ ในความเหน็ ผดิ และ (ง) อวชิ ชาสวะ คอื อกศุ ลธรรมทเี่ ปน เครอ่ื งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของ สตั ว อนั เปน เหตใุ หม คี วามยนิ ดี พอใจ ในความไมร สู จั จธรรม โดย เฉพาะอยา งยงิ่ ไมร ใู นสภาวะของธรรมชาตทิ งั้ ทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง และทไ่ี มป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง ตามทเี่ ปน จรงิ รวมเปน อาสวะ ๔ อยา งดว ยกนั แตถ า จะกลา วโดยหลกั ใหญๆ กม็ เี พยี ง ๓ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และ อวชิ ชาสวะ เทา นนั้ สวนทิฏฐาสวะนั้นเปนแตเพียงประเภทยอยที่แยกมาจาก อวชิ ชาสวะนน่ั เอง

5 - 101 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั อาสวะเหลา นเี้ องทเ่ี ปน เครอื่ งหมกั ดองจติ ตสนั ดานของสตั ว เอบิ อาบ ซมึ ซาบ ปน เปน อยใู นเหน็ จำ คดิ รู เปน รส เปน ชาติ เจอื อยใู นเหน็ จำ คดิ รู ของสตั วผ ทู ยี่ งั ไมบ รรลุ มรรค ผล นพิ พาน เปน เหตใุ หม คี วามทะยานอยากและยนิ ดี พอใจ ในกามคณุ และใน ภพภมู ติ า งๆ และประการสำคญั ทสี่ ดุ กค็ อื เปน เหตใุ หย นิ ดพี อใจ ในความเหน็ ผดิ และไมร ู สจั จธรรม หรอื ไมร สู ภาวธรรมตามท่ี เปน จรงิ แลว กจ็ ะสะสม ตกตะกอนนอนเนอ่ื งอยใู นจติ ตสนั ดาน ของสตั ว ในลกั ษณะของ “อนสุ ยั ” ทเี่ ปน เครอื่ งหอ หมุ เหน็ จำ คดิ รู เปน ชนั้ ๆ เขา ไปขา งในจติ ตสนั ดานของสตั ว พรอ มทจ่ี ะฟงุ ขนึ้ มาพรอ มกบั อกศุ ลจติ เมอื่ จติ ออกไปยดึ ไปเกาะเกยี่ วกบั อารมณ ภายนอกตา งๆ ถา หากวา ผนู น้ั ประมาท ขาดสตสิ มั ปชญั ญะ รสู กึ ผดิ ชอบ ชวั่ ดี บาป บญุ คณุ โทษ หรอื ทางเจรญิ ทางเสอื่ ม แลว ปลอ ยให จิตใจเล่ือนลอยตามอารมณนั้นแลว กิเลสที่เกิดขึ้นพรอมกับ อกศุ ลจติ นน้ั กจ็ ะมอี ำนาจเหนอื จติ ใจ แลว ดลจติ ดลใจใหป ฏบิ ตั ิ หรอื ประกอบอกศุ ลกรรมดว ยกาย วาจา และใจ อนั เปน ผลใหเ กดิ โทษ หรอื ความทกุ ขเ ดอื ดรอ นแกต นเองและผอู นื่ ตอ ไป กลา วโดยสรปุ กเิ ลสทง้ั ปวง นบั ตง้ั แตอ วชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน อนั เปน เหตุ แหง ทกุ ขท ง้ั หลายทร่ี วมเรยี กวา สมทุ ยั นนั้ ตา งกป็ ระชมุ รวมลงอยทู จี่ ติ ใจของ สตั ว คอื ในเหน็ จำ คดิ รู ทง้ั ๔ อยา งนี้ ทง้ั สนิ้ เพราะฉะนน้ั การแกห รอื ปหานกเิ ลสทงั้ หลายเหลา นี้ กจ็ ะตอ งแกท จ่ี ติ ใจ คอื ที่ เหน็ จำ คดิ และรู นี่ เอง กเิ ลสจงึ จะดบั หมด แลว ธรรมกายจงึ จะปรากฏขนึ้ ใสสวา ง สะอาด บรสิ ทุ ธิ์ ขยายสว นใหญโ ตออกไปไดเ ตม็ ธาตเุ ตม็ ธรรม แลว กจ็ ะไมก ลบั มวั หมอง และไมก ลบั เลก็ เขา มาอกี เพราะเบกิ บานเตม็ ท่ี เหมอื นดอกบวั ทบ่ี านแลว กจ็ ะ เหน็ ธรรมกายนนั้ ใสสวา งอยทู กุ เมอื่

5 - 102 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ๙.๓.๓.๒ อนสุ ยั หมายถงึ กเิ ลสละเอยี ดทน่ี อนเนอ่ื งอยใู นจติ ตสนั ดานของสตั วท งั้ หลาย ซง่ึ มอี ยู ๗ ประเภทดว ยกนั คอื (ก) กามราคานสุ ยั ไดแ ก กเิ ลสละเอยี ดประเภทความยนิ ดี พอใจ ตดิ ใจ อยใู นกามคณุ ทง้ั ๕ คอื ความตดิ ใจในรปู ในเสยี ง ในกลนิ่ ในรส และ ในสงิ่ สมั ผสั ทางกาย กเิ ลสประเภทน้ี เมอ่ื มอี ารมณจ ากภายนอก มากระทบ หรอื จติ สรา งธมั มารมณข น้ึ มาเอง แลว ปรงุ แตง อารมณ นใี้ หเ กดิ เวทนาตา งๆ กจ็ ะแสดงตวั ออกมาพรอ มกบั อกศุ ลจติ ในรปู ของ ราคะ โลภะ หรอื อภชิ ฌาวสิ มโลภะ ซงึ่ เปน กเิ ลสในระดบั กลางและ หยาบตามลำดบั (ข) ทฏิ ฐานสุ ยั ไดแ ก ความเหน็ ผดิ ซง่ึ จะแสดงตวั ขน้ึ มาในรปู ของโมหะ หรอื มจิ ฉาทฏิ ฐิ พรอ มกบั อกศุ ลจติ ในฐานะเปน เหตนุ ำหรอื เหตหุ นนุ แลว แตก รณี (ค) ปฏฆิ านสุ ยั ไดแ ก ความขดั เคอื งใจ ไมพ อใจในอารมณต า งๆ เมอื่ จติ กระทบเขา กบั อารมณภ ายนอกทไ่ี มถ กู ใจ กจ็ ะแสดงตวั ออกมาใน รปู ของโทสะคอื ความโกรธอยา งรนุ แรงหรอื ในรปู ของโกธะคอื ความ โกรธอยางบางเบา หรืออุปนาหะ คือความผูกใจเจ็บ ผูกพยาบาท หรอื จองเวร (ง) ภวราคานสุ ยั ไดแ ก ความยนิ ดใี นความเปน อยใู นภพ (จ) มานานสุ ยั ไดแ ก ความอวดดอ้ื ถอื ดี ไมย อมลงใคร ไมว า จะผดิ หรอื ถกู ซงึ่ จะออกมาในรปู ของมานะทฏิ ฐิ อนั เปน ปมดอ ยหรอื ปมเดน ในทาง ตางๆ (ฉ) วจิ กิ จิ ฉานสุ ยั ไดแ ก ความลงั เลสงสยั ในสภาวธรรมตา งๆ (ช) อวชิ ชานสุ ยั ไดแ ก ความไมร สู จั จธรรมทง้ั ๔ ไดแ ก ความไมร ใู น ลกั ษณะของทกุ ขท ง้ั ลบั และเปด เผย ทงั้ ทเ่ี หน็ ไดง า ยและทเี่ หน็ ไดย าก

5 - 103 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ความไมร ใู นเหตแุ หง ทกุ ข ความไมร ใู นสภาวะทท่ี กุ ขด บั เพราะเหตุ ดบั และความไมร ใู นหนทางปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความพน ทกุ ขอ นั ถาวร ความ ไมร อู ดตี ความไมร อู นาคต และความไมร เู หตแุ ละผลทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งกนั อนั เปน ผลใหเ กดิ ทกุ ข ทเ่ี รยี กวา ปฏจิ จสมปุ บาทธรรม อวชิ ชานสุ ยั นจี้ ะแสดงตวั ออกมาพรอ มกบั อกศุ ลจติ ในฐานะทเ่ี ปน ทงั้ เหตนุ ำและเหตุ หนนุ กเิ ลสอนื่ ในลกั ษณะของโมหะหรอื มจิ ฉาทฏิ ฐิ อนสุ ยั คอื กเิ ลสละเอยี ดทงั้ ๗ นี้ ความจรงิ กม็ อี นสุ ยั หลกั อยู ๓ ประเภท คอื - ปฏฆิ านสุ ยั - กามราคานสุ ยั และ - อวิชชานุสัย สว นอนสุ ยั อน่ื นอกจากน้ี กเ็ ปน แตเ พยี งแยกรายละเอยี ดออกไปจากอนสุ ยั หลกั นเ้ี ทา นน้ั ในการพจิ ารณาสภาวธรรมตอ ไปนจ้ี งึ จะยกมากลา วแตเ พยี ง ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั และอวชิ ชานสุ ยั ๙.๓.๔ วธิ พี จิ ารณาเหน็ และกำจดั หรอื ปหานอนสุ ยั กเิ ลส สำหรบั ทา นทย่ี งั ปฏบิ ตั ไิ มไ ดถ งึ ธรรมกาย กน็ อ มใจตาม และสามารถจะรเู หน็ ไดต ามสมควร สว นผถู งึ ธรรมกายแลว ใหท กุ ทา นรวมใจของทกุ กายใหห ยดุ อยู ณ ศนู ยก ลาง กายพระอรหัตองคท่ีละเอียดท่ีสุด แลวใหญาณพระธรรมกายเพงลงไปท่ี กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ย หยดุ นงิ่ กลางของกลางดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู แลวพิจารณารอบๆ “ดวงร”ู ซึ่งมีลักษณะสัณฐานกลมใส ประมาณเทา เมลด็ พรกิ ไทย จะเหน็ มสี ดี ำมวั ๆ หนาประมาณ ๑ กระเบยี ด ถา เปน ผมู กี เิ ลสหนามาก กจ็ ะเหน็ เปน สดี ำเขม มาก ถา เปน ผมู กี เิ ลสเบาบางกจ็ ะ เหน็ เปน เพยี งสมี วั ๆ ฝา ๆ เหมอื นกระจกฝา เครอ่ื งหมุ ดวงรูหรอื วญิ ญาณนเี้ อง คอื อวชิ ชานสุ ยั ดวงวญิ ญาณของสตั วโ ลกทง้ั หลายจะถกู หอ หมุ อยใู นกระเปาะ หมุ ของอวชิ ชาน้ี เหมอื นกบั ไขข าวหมุ ไขแ ดงอยฉู ะนนั้ ดวงวญิ ญาณหรอื ดวงรู

5 - 104 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั จงึ ไมอ าจขยายโตเตม็ สว นเหมอื นดวงญาณรตั นะของพระธรรมกาย ทนี ี้ กใ็ หพ จิ ารณาดรู อบๆ ดวงคดิ หรอื จติ ซง่ึ มลี กั ษณะสณั ฐานกลมใส โต ประมาณเทา ลกู ตาดำ อกี ตอ ไป ก็จะเหน็ เครอื่ งหมุ ของคดิ หนาประมาณ ๑ กระเบียด สีมัวๆ หุมอยูรอบนอกของดวงคิดหรือ “จติ ” คือกามราคานุสัย สำหรบั ผทู มี่ กี ามราคะกลา กจ็ ะเหน็ เปน สเี ขม มาก ถา มกี ามราคะเบาบางลง มากแลว กจ็ ะเหน็ เปน สมี วั ๆ หรอื ฝา ๆ และเมอื่ พจิ ารณาผา นไปยงั ดวงจำซงึ่ มสี ณั ฐานกลมประมาณเทา ลกู ตา และ ดวงเหน็ ซง่ึ เปน ดวงกลมใส ขนาดประมาณเทา เบา ตาของผเู ปน เจา ของ กจ็ ะ เหน็ เครอ่ื งหมุ ของเหน็ และจำ อยโู ดยรอบ สดี ำมวั ๆ หนาประมาณ ๑ กระเบยี ด อีกเหมือนกัน คือ ปฏิฆานุสัย ผูที่มีกิเลสประเภทเจาโทสะ ก็จะเห็นเปนสี ดำเขม มาก ถา มกี เิ ลสนเ้ี บาบางกจ็ ะเหน็ เปน สจี างๆ มวั ๆ ตามนยั ทพ่ี จิ ารณาน้ี เปน การพจิ ารณาจากละเอยี ดออกมาหาหยาบ ทเี่ รยี กวา ปฏโิ ลม คอื จากดวงรูหรอื วญิ ญาณมาหาดวงเหน็ แตถ า จะพจิ ารณาจากหยาบ ไปหาละเอยี ดเปน อนโุ ลม กจ็ ะเหน็ วา ปฏฆิ านสุ ยั หมุ อยรู อบนอกของเหน็ และจำ เหมือนลูกตาขาว กามราคานุสัยก็หุมคิดหรือจิตอยูชั้นกลางเขาไป เหมือน ลูกตาดำ และอวิชชานุสัยก็หุมดวงรูหรือวิญญาณอยูชั้นในเขาไปอีก เหมือน แววตาดำ ฉะนนั้ เนอ่ื งจากอนสุ ยั ทง้ั ๓ คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั และอวชิ ชานสุ ยั น้ี ตา งกห็ มุ เหน็ จำ คดิ และ รู เปน ไสก นั คืออยใู นกลางของกลาง เปน ชนั้ ๆ กนั เขา ไปในจติ นป้ี ระการหนง่ึ และอนสุ ยั เอง กเ็ กดิ จากความนอนเนอื่ งของ กเิ ลส ทงั้ กเิ ลสหยาบ กลาง และกเิ ลสละเอยี ด ซงึ่ เกดิ ขนึ้ พรอ มกบั อกศุ ลจติ ทฟ่ี งุ ซา น ออกไปรบั ไปยดึ ไปเกาะอารมณภ ายนอกทถ่ี กู ใจบา ง ทไี่ มถ กู ใจบา ง และทเ่ี ฉยๆ บา ง แลว ประกอบกรรมทเี่ ปน อกศุ ลดว ยกาย วาจา และใจ ไปโดยความไมร หู รอื เพราะความมดื มน ไมร จู กั บาปบญุ คณุ โทษ หรอื ไมร จู กั ทางเจรญิ ทางเสอ่ื ม โดย เฉพาะอยา งยง่ิ กเิ ลสประเภทโมหะและมจิ ฉาทฏิ ฐิ ไดแ ก ความหลงผดิ หรอื เหน็ ผดิ

5 - 105 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ความไมรูในสัจจธรรมและสภาวธรรมตามธรรมชาติท่ีเปนจริง แลวหมักหมม ตกตะกอนนอนเนอื่ งอยใู นจติ ตสนั ดานของสตั วท งั้ หลาย นอ้ี กี ประการหนงึ่ การกำจดั หรอื ปหานอนสุ ยั กเิ ลสเหลา น้ี จงึ ตอ งกระทำทจ่ี ติ ใจอนั ประกอบ ดว ยเหน็ จำ คดิ รู ซง่ึ เปน ชมุ ทางของกเิ ลสนนั่ เอง กลา วคอื ผถู งึ ธรรมกายแลว กใ็ หห มนั่ พสิ ดารกายไปสสู ดุ ละเอยี ดอยเู สมอ หรอื ให อยางนอยครึ่งหน่ึงของใจรวมหยุดอยู ณ ศูนยกลางกายพระอรหัตองคที่ ละเอยี ดทส่ี ดุ อยเู สมอ ทกุ อริ ยิ าบถ ไมว า จะยนื เดนิ นง่ั หรอื จะนอน กใ็ หเ หน็ ใสละเอยี ดอยเู สมอ เหน็ ดำหรอื ขนุ มวั กใ็ หร บี ทำใหใ สในทนั ที เพราะดำหรอื ขนุ มวั น้ันก็คืออกศุ ลธรรมและอัพยากตธรรม ซ่ึงกำลังแทรกซอนเขามาในจิตใจ เอบิ อาบ ซมึ ซาบ ปน เปน เขา มาในจติ ใจ จงึ ตอ งใหม จี ติ พจิ ารณาเหน็ จติ ใน จติ เปน ภายใน แลว เจรญิ ภาวนาเพอื่ ชำระจติ ใจใหใ สสะอาดบรสิ ทุ ธอิ์ ยเู สมอ โดยใหร วมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ในหยดุ กลางของกลางๆๆ ลงไป ณ ศนู ยก ลาง เหน็ จำ คดิ รู นนั่ แหละ จติ กจ็ ะไมฟ งุ ซา นออกไปรบั อารมณภ าย นอก และ ไมป รงุ แตง (ไมส งั ขาร) อารมณภ ายนอกทม่ี ากระทบใหเ กดิ กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน และอกศุ ลธรรมอน่ื ๆ พอใจหยดุ นง่ิ ไดถ กู สว นเขา จติ ดวงเดมิ ซง่ึ ตงั้ อยใู นทา มกลางดวงธรรม ทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยห ยาบกต็ กศนู ย ลงไปยงั ฐานที่ ๖ เมอื่ จติ ดวงเดมิ วา ง หายไป จิตดวงใหมพรอมดวยดวงธรรมท่ีทำใหเปน “กายมนุษยละเอียด” ก็จะ บงั เกดิ ขน้ึ มาแทนที่ เครอื่ งหมุ เหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั กจ็ ะจางลง ใจกก็ ลบั ใสบรสิ ทุ ธสิ์ วา งขน้ึ กวา เดมิ ทำใหด วงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ของกายมนษุ ยล ะเอยี ดขยายสว นโตขน้ึ กวา ของกาย มนษุ ยห ยาบ คอื โตขน้ึ เปน ประมาณ ๒ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ทนี ้ี กใ็ หใ จของกายมนษุ ยล ะเอยี ดรวมหยดุ นง่ิ ลงไปทตี่ รงกลางเหน็ จำ คดิ

5 - 106 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั รู ของกายมนษุ ยล ะเอยี ดอกี ตอ ไป พอใจหยดุ ถกู สว นเขา จติ ดวงเดมิ พรอ ม ดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายมนษุ ยล ะเอยี ดนน้ั กต็ กศนู ยว า งหายไปอกี แลว จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน “กายทพิ ย” กจ็ ะปรากฏขนึ้ แทนที่ เครอ่ื งหมุ เหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั ของทพิ ย กจ็ างลง ใจของกายทพิ ยใ สละเอยี ด สะอาดบรสิ ทุ ธแิ์ ละสวา งยง่ิ กวา ใจของ กายมนษุ ยล ะเอยี ด ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขน้ึ ไปอกี เปน ประมาณ ๓ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ใจของกายทพิ ยห ยาบกห็ ยดุ นงิ่ ลงไปตรงศนู ยก ลาง เหน็ จำ คดิ รู ของกาย ทพิ ยน นั้ ตอ ไปอกี พอหยดุ นง่ิ ไดถ กู สว นเขา จติ ดวงเดมิ พรอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำให เปน กายทพิ ยน น้ั กต็ กศนู ยว า งหายไปอกี จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำให เปน กายทพิ ยล ะเอยี ด กจ็ ะผดุ ลอยขน้ึ มาแทนที่ อนสุ ยั กเิ ลสเครอ่ื งหมุ ของเหน็ จำ คดิ รู กจ็ างลงกวา เดมิ ใจของกายทพิ ยล ะเอยี ด ใสละเอยี ดบรสิ ทุ ธแิ์ ละสวา ง ยง่ิ กวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ของกายทพิ ยล ะเอยี ดนก้ี ข็ ยาย สว นโตขนึ้ เปน ประมาณ ๔ เทา ของฟองไขแ ดงของไขไ ก ใหใ จของกายทพิ ยล ะเอยี ดหยดุ ในหยดุ ลงไปทก่ี ลางเหน็ จำ คดิ รู ณ ตรง กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายทพิ ยล ะเอยี ดนน้ั ตอ ไปอกี พอใจหยดุ ไดถ กู สว นเขา จิตดวงเดิมพรอมดวยดวงธรรมท่ีทำใหเปนกายทิพยละเอียดก็จะตกศูนย วา งหายไป แลว กจ็ ะเหน็ จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหม หยาบบงั เกดิ ขน้ึ มาแทนที่ เครอ่ื งหมุ ของเหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กาม- ราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั กจ็ างลง ใจของกายรปู พรหมก็ ใสละเอยี ดบรสิ ทุ ธแิ์ ละมี รศั มสี วา งขน้ึ ยง่ิ กวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขนึ้ ประมาณ ๕ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ใจของกายรปู พรหมหยาบกห็ ยดุ นง่ิ ลงไปทกี่ ลางเหน็ จำ คดิ รู ณ กลางดวง ธรรมทที่ ำใหเ ปน กายรปู พรหมหยาบนน้ั พอใจหยดุ ถกู สว นเขา จติ ดวงเดมิ พรอ ม

5 - 107 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายรปู พรหมหยาบกจ็ ะตกศนู ยว า งหายไป แลว จะ ปรากฏจติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหมละเอยี ดบงั เกดิ ขนึ้ แทนที่ เครอ่ื งหมุ ของเหน็ จำ คดิ รู คอื ปฏฆิ านสุ ยั กามราคานสุ ยั อวชิ ชานสุ ยั กจ็ างลง ใจของกายรปู พรหมละเอยี ด กใ็ สละเอยี ดบรสิ ทุ ธม์ิ รี ศั มสี วา งขน้ึ ยง่ิ กวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขน้ึ เปน ประมาณ ๖ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ใจของกายรปู พรหมละเอยี ด กห็ ยดุ นง่ิ ลงไปทกี่ ลางเหน็ จำ คดิ รู ณ ตรง กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหมละเอยี ด พอใจหยดุ นงิ่ ไดถ กู สว นเขา จติ ดวง เดมิ พรอ มดว ยดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายรปู พรหมละเอยี ดกจ็ ะตกศนู ย วา งหายไป อกี และจะปรากฏจติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายอรปู พรหมหยาบ บงั เกดิ ขนึ้ มาแทนท่ี อนสุ ยั กเิ ลสเครอื่ งหมุ ของ เหน็ จำ คดิ รู ของอรปู พรหมก็ ยง่ิ จางลง ใจของกายอรปู พรหมหยาบกใ็ สละเอยี ดบรสิ ทุ ธแ์ิ ละมรี ศั มสี วา งยง่ิ ขนึ้ ไปกวา จติ ดวงเดมิ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กข็ ยายสว นโตขน้ึ ประมาณ ๗ เทา ของไขแ ดงของไขไ ก ทนี ้ี กใ็ หใ จของกายอรปู พรหมหยาบหยดุ ในหยดุ ลงไปทก่ี ลาง เหน็ จำ คดิ รู กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายอรปู พรหมหยาบนนั้ อกี ตอ ไป พอใจหยดุ ไดถ กู สวนเขา จิตดวงเดิมพรอมดวยดวงธรรมที่ทำใหเปนกายอรูปพรหมหยาบก็จะ ตกศนู ย วา งหายไปอกี จติ ดวงใหมพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำใหเ ปน กายอรปู พรหม ละเอยี ดกผ็ ดุ ลอยขนึ้ มาแทนที่ ปฏฆิ านสุ ยั เครอื่ งหมุ ของเหน็ และจำ และ กาม ราคานสุ ยั เครอ่ื งหมุ ของคดิ หรอื จติ กจ็ างหายไป อวชิ ชานสุ ยั เครอื่ งหมุ ของรหู รอื วญิ ญาณ กจ็ างลงมาก ใจของกายอรปู พรหม ละเอยี ดกใ็ สบรสิ ทุ ธแ์ิ ละมรี ศั มสี วา งยง่ิ กวา เดมิ ดวงเหน็ จำ คดิ รู กใ็ สละเอยี ดสะอาด บรสิ ทุ ธ์ิ จากเครอ่ื งเศรา หมองยงิ่ ขน้ึ และขยายสว นโตขน้ึ เปน ประมาณ ๘ เทา ของ ไขแ ดงของไขไ ก หรอื ประมาณเทา ดวงอาทติ ย ดวงจนั ทร

5 - 108 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ใจของกายอรปู พรหมละเอยี ดกห็ ยดุ นงิ่ ลงไปทก่ี ลางเหน็ จำ คดิ รู ตรง กลางดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน กายอรปู พรหมละเอยี ดตอ ไป พอใจหยดุ ถกู สว น เขา ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู กจ็ ะตกศนู ยพ รอ มดว ยดวงธรรมทที่ ำให เปน กายอรปู พรหมละเอยี ด วา งหายไปอกี นค้ี อื วญิ ญาณของกายในภพ ๓ ดบั แลว จะเหน็ ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู ซงึ่ บดั นกี้ ลบั เปน ญาณรตั นะ ของกายธรรม พรอมดวยดวงธรรมที่ทำใหเปนธรรมกาย บังเกิดขึ้นแทนที่ อวชิ ชานสุ ยั เครอื่ งหมุ รู กห็ ายไป เครอื่ งหมุ ญาณรตั นะของธรรมกายกลบั เปน วชิ ชา (ธรรมเครอ่ื งใหร แู จง เหน็ จรงิ ในสจั จธรรมและสภาวะของธรรมชาติ ทง้ั ทป่ี ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (สงั ขาร/สงั ขตธรรม) และทไ่ี มป ระกอบ ดว ยปจ จยั ปรงุ แตง (วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม) ตามความเปน จรงิ ) ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู คอื “ญาณรตั นะ” กข็ ยายโตขน้ึ เตม็ สว น เทา หนา ตกั และความสงู ของธรรมกาย คอื ขนาดประมาณเกอื บ ๕ วา และมรี ศั มสี วา ง สวยงามยงิ่ นกั กาย กบั ใจ ของธรรมกายกก็ ลบั เปน ปฐมมรรค เปน เนอ้ื หนงั ทแ่ี ทจ รงิ รวบ ยอดกลนั่ ออกมาจากพระวนิ ยั ปฎ ก ดวงศลี กเ็ ปน อธศิ ลี คอื ศลี ยงิ่ อยา งแทจ รงิ กาย วาจา และใจ ตลอดทง้ั เจตนาความคดิ อา นทง้ั หลาย เปน อนั สะอาดบรสิ ทุ ธห์ิ มด จิต ก็กลับเปน มรรคจิต เปนเนื้อหนังที่แทจริง รวบยอดกลั่นออกมาจาก พระสตุ ตนั ตปฎ ก เปน อธจิ ติ คอื จติ ยง่ิ แทๆ เพราะบรสิ ทุ ธป์ิ ราศจากกเิ ลสนวิ รณ วญิ ญาณ กเ็ ปน มรรคปญ ญา เปน ญาณรตั นะ เพราะอวชิ ชานสุ ยั เครอ่ื ง หมุ ของรจู างลงมาก จงึ ใสละเอยี ดบรสิ ทุ ธจิ์ ากเครอื่ งเศรา หมองมาก และขยาย โตเตม็ สว นของธรรมกาย มรรคปญ ญานเ้ี ปน เนอื้ หนงั ทแ่ี ทจ รงิ รวบยอดกลน่ั ออก มาจากพระอภธิ รรมปฎ ก จงึ จดั เปน อธปิ ญ ญาแทๆ กายธรรมนเ้ี อง คอื พระพทุ ธรตั นะ ดวงธรรม ทที่ ำใหเ ปน ธรรมกาย คอื ธรรมรัตนะ และกายธรรมละเอียดๆ ในทามกลางพระพุทธรัตนะน้ี คือ พระสงั ฆรตั นะผปู ฏบิ ตั แิ ละผรู กั ษาพระสทั ธรรมของพระพทุ ธเจา ไว

5 - 109 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั กใ็ หใ จของกายธรรมหยดุ ในหยดุ ลงไปทก่ี ลางของกลางๆๆ ตอ ๆ ไปอกี กจ็ ะ ถงึ ดวงธรรมทท่ี ำใหเ ปน ธรรมกาย และเหน็ จำ คดิ รู คอื ญาณรตั นะ ทล่ี ะเอยี ดๆ ตอไปอีก คือ ธรรมกายโคตรภูละเอยี ด, ธรรมกายพระโสดาบันหยาบ พระ โสดาบันละเอียด, ธรรมกายพระสกิทาคามีหยาบ พระสกิทาคามีละเอียด, ธรรมกายพระอนาคามหี ยาบ พระอนาคามลี ะเอยี ด, ธรรมกายพระอรหตั หยาบ พระอรหตั ละเอยี ด ซงึ่ ใสละเอยี ด บรสิ ทุ ธจ์ิ ากเครอ่ื งหมุ ฝา ยอกศุ ล ทง้ั ปวง ดวงเหน็ ดวงจำ ดวงคดิ ดวงรู คอื ญาณรตั นะ และดวงธรรมที่ ทำใหเ ปน ธรรมกายกข็ ยายสว นโตขนึ้ ไปอกี เปน ขนาด ๕ วา ๑๐ วา ๑๕ วา และ ถงึ ๒๐ วา ตามลำดบั ย่ิงดำเนินไปสุดละเอียดเพียงใด จิตใจก็ยิ่งใสสะอาดบริสุทธิ์ จากเคร่ือง เศรา หมองยง่ิ ขน้ึ เพยี งนน้ั ทงั้ หมดทกี่ ลา วมานก้ี ค็ อื การเจรญิ ภาวนาพจิ ารณาเหน็ สภาวธรรมคอื ความ เกดิ ขนึ้ และความเสอื่ มไปของจติ ในจติ ตามธรรมชาตทิ เ่ี ปน จรงิ พรอ มดว ย ถอดอนสุ ยั กเิ ลสจากจติ ของกายหยาบ ไปสจู ติ ทลี่ ะเอยี ดยง่ิ กวา จนถงึ จติ ของ กายโลกุตตระคือธรรมกาย ซ่ึงเปนกายในกายที่สุดละเอียด พนจากกายใน ภพ ๓ นี้ ตงั้ แตก ายท่ี ๙ เปน ตน ไปจนสดุ ละเอยี ด ชว ยใหป ญ ญาหยงั่ รเู จรญิ ขนึ้ อยา งรวดเรว็ จากการทไี่ ดท ง้ั รแู ละทงั้ เหน็ และชว ยใหว ชิ ชา ไดแ ก วชิ ชา ๓ วชิ ชา ๘ และ อภญิ ญา ๖ เกดิ และเจรญิ ขนึ้ ใหส ามารถปหานอวชิ ชาอนั เปน มลู รากฝา ยเกดิ บาปอกศุ ลทงั้ ปวงใหห มดสน้ิ ไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ เพราะฉะนนั้ แนวทางปฏบิ ตั ภิ าวนาธรรมตามแนววชิ ชาธรรมกาย ทใี่ หผ ู ปฏบิ ตั ธิ รรมรวมใจหยดุ ในหยดุ กลางของหยดุ ในหยดุ ผา นกาย เวทนา จติ และธรรม หรอื ทรี่ กู นั ในหมผู ปู ฏบิ ตั วิ า พสิ ดารกายสดุ กายหยาบกายละเอยี ด แลวก็ใหรวมใจหยุดในหยุด กลางของหยุดในหยุดไว ณ ศูนยกลางกาย พระอรหัตที่ละเอียดที่สุดอยูเสมอ อยางนอยก็คร่ึงหน่ึงของใจ ใหเห็นใส ละเอยี ด สะอาด บรสิ ทุ ธจ์ิ ากเครอ่ื งเศรา หมองอยเู สมอนน้ั กค็ อื

5 - 110 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั การปฏบิ ตั ภิ าวนาทใี่ หผ ลเปน การดบั กเิ ลสจากจติ ใจของกายหยาบไป สจู ติ ใจ ของกายละเอยี ด ทเ่ี รยี กวา “ดบั หยาบไปหาละเอยี ด” ไปจนสดุ ละเอยี ด นเ้ี อง ชอ่ื วา “นโิ รธ” ดบั สมทุ ยั คอื เปน ธรรมเครอ่ื งปหานหรอื กำจดั อนสุ ยั กเิ ลสที่ ละเอยี ดๆ และนอนเนอื่ งอยใู นจติ สนั ดานนนั้ ใหห มดสนิ้ ไป ดว ยโลกตุ ตรปญ ญา คือมรรคจิตและมรรคปญญา ของธรรมกายอันเจริญขึ้นแลว พรอมดวย “วิชชา” ธรรมเปนเคร่ืองรูแจงเห็นจริงในสัจจธรรมและสภาวะของสังขาร/ สงั ขตธรรม และ วสิ งั ขาร/อสงั ขตธรรม ตามทเี่ ปน จรงิ จากการทไี่ ดท ง้ั รแู ละ ทงั้ เหน็ นน่ั เอง และในขณะเดยี วกนั การเจรญิ ภาวนาดงั กลา วกม็ ลี กั ษณะเปน การถอดขนั ธ จากกายโลกยิ ะทงั้ ๘ ซง่ึ เปน กายทปี่ ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง และตอ งตกอยู ในอาณัติแหงพระไตรลักษณ ไปสูกายที่ละเอียดบริสุทธิ์ผองใสกวา คือ ธรรมขนั ธ ซงึ่ เปน กายทพี่ น ภพ ๓ ไปแลว และไมป ระกอบดว ยปจ จยั ปรงุ แตง เปน วสิ งั ขาร/อสงั ขตธาตอุ สงั ขตธรรมลว นๆ อนั ไมต อ งตกอยใู นอาณตั แิ หง ไตรลกั ษณ กลบั มสี ภาวะท่ีเทยี่ ง (นจิ จฺ )ํ เปน บรมสขุ (ปรมํ สขุ )ํ และยง่ั ยนื (ธุวํ) อันเปนอัตตลักษณะที่ตรงกันขามกับอนัตตลักษณะของสังขาร/ สงั ขตธรรม โดยสนิ้ เชงิ ผลจากการเจรญิ ภาวนาดงั กลา วนเี้ อง ทส่ี ามารถใหเ หน็ ธรรมคอื ความเกดิ ขน้ึ และความเสอื่ มไปในจติ เปน ทางใหเ กดิ ความเบอ่ื หนา ยในทกุ ข และเปน ทางใหค ลายจากความกำหนดั ยนิ ดี ใหจ ติ วมิ ตุ ตหิ ลดุ พน จากกเิ ลสเครอ่ื งรอ ยรดั ใหต ดิ อยกู บั โลก ไดบ รรลมุ รรค ผล นพิ พาน ตามระดบั ภมู ธิ รรมทป่ี ฏบิ ตั ไิ ด และ เสวยสขุ ดว ยความสงบดว ยปญ ญาอนั เหน็ ชอบตอ ไป เมอื่ เจรญิ ภาวนามาถงึ เพยี งน้ี ยอ มประจกั ษใ นความจรงิ ทวี่ า ณ ศนู ยก ลางกาย อนั เปน ทต่ี ง้ั ถาวรของใจและกำเนดิ ธาตธุ รรมเดมิ นเ้ี อง คอื ทางสายเอก หรอื เอกายนมรรค ทางไปของพระพทุ ธเจา และพระอรหนั ตท งั้ หลาย

5 - 111 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย: สมั มาอรหงั ณ ศนู ยก ลางกายน้ี แมแ ตผ ปู ฏบิ ตั ธิ รรมทย่ี งั ไมถ งึ ธรรมกาย หากหมน่ั เจรญิ ภาวนารวมใจใหห ยดุ ใหน งิ่ ลงไปทกี่ ลางของกลางนไี้ วเ สมอทกุ อริ ยิ าบถ กย็ งั ไดผ ลในทางกำจดั กเิ ลส ตณั หา อปุ าทาน อนั เปน เหตแุ หง ทกุ ขท งั้ หลาย ดกี วา ไปจรดใจไวท อ่ี น่ื เพราะการจรดใจไว ณ กลางของกลางศนู ยก ลางกาย นี้ ใจจะหยดุ สงบ และสงดั จากกเิ ลสนวิ รณ ไมฟ งุ ซา นไปรบั อารมณภ ายนอก ไมป รงุ แตง อารมณใ หเ กดิ กเิ ลสสญั โญชน ใหต อ งเวยี นวา ยตายเกดิ และเปน ทุกขอีก ธรรมปฏบิ ตั ใิ ห “ใจหยดุ ” นน้ั แหละเปน ตวั สำเรจ็ เพราะถกู ทางสายกลาง คอื กลางของกาย เวทนา จติ และธรรม ของสตั วท งั้ หลาย ซง่ึ อยตู รงหรอื ใน แนวเดยี วกนั กบั อายตนะนพิ พาน อนั เปน ทสี่ นิ้ สดุ แหง ทกุ ขแ ละทเ่ี ปน บรมสขุ นนั่ เอง. ตอนที่ ๑๐ ธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน๓๗ ○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○○ คำวา “ธมั มานปุ ส สนาสตปิ ฏ ฐาน” นน้ั หมายถงึ การมสี ตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรม ซึ่งถาจะวิเคราะหถึงความหมายอยางกวางขวางแลวก็คือ การใหมีสติระลึกเห็นไดในธรรม ทั้งปวงวา ธรรมใดเปนธรรมฝายบุญกุศลหรือธรรมขาว ท่ีเปนธรรมฝายพระ ซึ่งเรียกวา กศุ ลธรรม พระบาลวี า กสุ ลา ธมั มา, ธรรมเหลา ใดทเี่ ปน ฝา ยบาปอกศุ ล หรอื ธรรมดำ ที่ เปน ธรรมฝา ยมาร ซงึ่ เรยี กวา อกศุ ลธรรม พระบาลวี า อกสุ ลา ธมั มา, และธรรมใดทเ่ี ปน ธรรมกลางๆ ไมด ไี มช วั่ ไมเ ปน บญุ ไมเ ปน บาป หรอื เปน ธรรมทไ่ี มเ ปน ฝา ยขาวและฝา ยดำ เรยี กวา อพั ยากตธรรม พระบาลวี า อพั ยากตา ธมั มา ๓๗ พระราชญาณวสิ ฐิ , ทางมรรคผลนพิ พาน ธรรมปฏบิ ตั ถิ งึ ธรรมกาย และพระนพิ พาน, พมิ พค รง้ั ที่ ๑, มถิ นุ ายน ๒๕๔๐, โรงพมิ พ บรษิ ทั เอชทพี ี เพรส จำกดั หนา ๔๗๓-๕๓๐.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook