Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์

Published by Chalermkiat Deesom, 2016-09-20 09:56:40

Description: dictionary_of_buddhism_vocabulary_version พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์

Keywords: พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์

Search

Read the Text Version

สัมผปั ปลาปะ ๔๓๐ สัมมตั ตะ๑ ในวิรัติ ๓) สัมภตู สาณวาสี ชื่อพระเถระองคห นงึ่ ในสมั ผปั ปลาปะ พดู เพอ เจอ , พดู เหลวไหล, การกสงฆ ผูทําสังคายนาคร้งั ท่ี ๒พดู ไมเ ปน ประโยชน ไมม เี หตผุ ล ไรส าระ สัมโภคนาสนา ใหฉิบหายเสียจากการไมถ กู กาลถกู เวลา (ขอ ๗ ในอกศุ ล- กนิ รว ม, เปน ศัพทผูกใหมทส่ี มเด็จพระกรรมบถ ๑๐) มหาสมณเจา กรมพระยาวชรญิ าณวโรรสสมั ผัปปลาปา เวรมณี เวนจากพดู เพอ วา นา จะใชแ ทนคาํ วา ทณั ฑกรรมนาสนาเจอ, เวนจากพูดเหลวไหลไมเปน (การใหฉ ิบหายดวยทณั ฑกรรม คือ ลงประโยชน, พูดคําจริง มีเหตุผล มี โทษสามเณรผูกลาวตูพระธรรมเทศนาประโยชน ถกู กาลเทศะ (ขอ ๗ ในกศุ ล- โดยไลจากสํานัก และไมใหภิกษุทั้งกรรมบถ ๑๐) หลายคบดว ยตามสิกขาบทที่ ๑๐ แหงสมั ผสั ความกระทบ, การถกู ตอ งทใี่ ห สัปปาณกวรรค ปาจิตตยิ กณั ฑ)เกิดความรูสึก, ความประจวบกันแหง สัมมตกิ า กัปปยภูมทิ ่ีสงฆสมมติ คอื กฎุ ีอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ ท่ีสงฆเลือกจะใชเปนกัปปยกุฎีแลวสวดวญิ ญาณ มี ๖ เรม่ิ แต จักขุสมั ผัส ประกาศดว ยญตั ตทิ ตุ ยิ กรรม; ดู กปั ปย ภมู ิสมั ผสั ทางตา เปน ตน จนถงึ มโนสมั ผสั สัมมสนญาณ ญาณหย่งั รูดวยพจิ ารณาสมั ผสั ทางใจ (เรยี งตามอายตนะภายใน นามรปู โดยไตรลกั ษณ, ญาณทพ่ี จิ ารณา๖); ผสั สะ กเ็ รียก หรือตรวจตรานามรูปหรือสังขาร มองสมั พนั ธ 1. เกี่ยวขอ ง, ผูกพัน, เนอื่ งกนั เหน็ ตามแนวไตรลกั ษณ คอื รวู า ไม2. ในทางอักขรวิธีภาษาบาลี หมายถึง เทยี่ ง ทนอยไู มไ ด ไมใ ชต วั ตน (ขอ ๓มีตางบทมาสนธิเชื่อมเขาดวยกัน เชน ในญาณ ๑๖)ตณุ หฺ ิสสฺ หรือ ตณุ หฺ สฺส (= ตณุ หฺ ี + สมั มตั ตะ ความเปนถกู , ภาวะทีถ่ กู มีอสสฺ );ในความหมายน้ี ตรงขา มกบั ววตั ถติ ะ ๑๐ อยา ง ๘ ขอตน ตรงกับองคม รรคทง้ัสัมพทุ ธะ ทา นผตู รสั รเู อง, พระพทุ ธเจา ๘ ขอ เพ่ิม ๒ ขอทา ย คือ ๙. สัมมา-สมั ภเวสี ผูแสวงสมภพ; ดู ภตู ะ ญาณ รูชอบ ไดแ กผลญาณและปจ จ-สัมภาระ สิ่งของตางๆ, วัตถุ, วัสดุ, เวกขณญาณ ๑๐. สัมมาวมิ ุตติ หลุดพนเคร่อื งใช, องค, สวนประกอบ, บริขาร, ชอบ ไดแกพระอรหัตตผลวมิ ุตต;ิ เรียกปจจัย, ความดีหรอื ความชวั่ ท่ปี ระกอบ อีกอยา งวา อเสขธรรม ๑๐; ตรงขา มกบั มิจฉตั ตะ ๑๐หรอื ทาํ สะสมไว; การประชุมเขา

สมั มัปปธาน ๔๓๑ สมั มาสมั พทุ ธเจดยี สมั มัปปธาน ความเพียรชอบ; ดู ปธาน, ดําเนินในมรรคมีองค ๘ ประการโพธิปก ขยิ ธรรม (ปฏบิ ตั ติ ามมรรค)สัมมา โดยชอบ, ดี, ถกู ตอ ง, ถูกถว น, สัมมาปาสะ “บวงคลอ งไวม ั่น”, ความรูสมบรู ณ, จรงิ , แท จักผูกผสานรวมใจประชาชน ดว ยการสมั มากมั มนั ตะ ทาํ การชอบ หรอื การงาน สงเสริมอาชพี เชน ใหค นจนกยู ืมทุนไปชอบ ไดแ ก การกระทาํ ทเ่ี วน จากความ สรางตัวในพาณิชยกรรม เปนตน (ขอประพฤตชิ วั่ ทางกายสามอยา ง คอื ฆา สตั ว ๓ ใน ราชสังคหวตั ถุ ๔)ลกั ทรพั ย ประพฤตผิ ดิ ในกาม คอื เวน สัมมาวาจา เจรจาชอบ คอื เวนจากวจ-ีจากกายทจุ ริต๓ (ขอ ๔ ในมรรค) ทจุ ริต ๔ (ขอ ๓ ในมรรค)สัมมาญาณะ รชู อบ ไดแกผลญาณ คือ สัมมาวายามะ เพยี รชอบ คอื เพียรในที่ญาณอันเปนผลสืบเน่ืองมาจากมรรค- ๔ สถาน ไดแก ๑. สังวรปธาน ๒.ญาณ เชน โสดาปต ติผล เปน ตน และ ปหานปธาน ๓. ภาวนาปธาน ๔. อน-ุปจ จเวกขณญาณ (ขอ ๙ ในสมั มตั ตะ๑๐) รกั ขนาปธาน (ขอ ๖ ในมรรค); ดู ปธานสัมมาทิฏฐิ ปญญาอนั เหน็ ชอบ คือ เหน็ สมั มาวิมุตติ หลดุ พนชอบ ไดแ กอรหัตตอรยิ สจั จ ๔, เหน็ ชอบตามคลองธรรมวา ผลวิมุตติ (ขอ ๑๐ ในสัมมตั ตะ ๑๐)ทาํ ดมี ีผลดี ทําช่ัวมีผลชวั่ มารดาบดิ ามี สมั มาสติ ระลกึ ชอบ คอื ระลึกใน สต-ิ(คือมีคุณความดีควรแกฐานะหนึ่งที่ ปฏฐาน ๔ (ขอ ๗ ในมรรค)เรยี กวา มารดาบิดา) ฯลฯ, เห็นถูกตอ ง สัมมาสมาธิ ตง้ั จิตม่นั ชอบ, จิตมน่ั ชอบตามที่เปนจริงวาขันธ ๕ ไมเที่ยง คือสมาธิที่เจริญตามแนวของ ฌาน ๔เปนตน (ขอ ๑ ในมรรค) (ขอ ๘ ในมรรค)สัมมาทิฏฐิสูตร พระสูตรแสดงความ สัมมาสังกัปปะ ดําริชอบ คือ ๑.หมายตา งๆ แหงสัมมาทฏิ ฐิ เปนภาษติ เนกขัมมสังกัปปะ ดาํ ริจะออกจากกามของพระสารีบตุ ร (สูตรที่ ๙ ในมัชฌิม- หรือปลอดจากโลภะ ๒. อัพยาปาท-นกิ าย มลู ปณ ณาสก พระสตุ ตนั ตปฎ ก) สังกัปปะ ดําริในอันไมพยาบาท ๓.สัมมานะ ความนับถอื , การยกยอ ง, การ อวิหิงสาสังกัปปะ ดําริในอันไมเบียดใหเ กียรต;ิ ตรงขา มกบั อวมานะ, ดู มานะ เบียน (ขอ ๒ ในมรรค)สมั มาปฏบิ ัติ ปฏบิ ตั ชิ อบ คือปฏบิ ัติชอบ สัมมาสัมพุทธเจดีย เจดียเกี่ยวเน่ืองธรรม, ปฏิบัติถูกทํานองคลองธรรม, ดวยพระสมั มาสัมพุทธเจา, เจดยี ทีเ่ ปน

สมฺมาสมพฺ ุทโฺ ธ ๔๓๒ สาเกตเคร่ืองเตือนจิตใหระลึกถึงสมเด็จพระ ธรรม ถกู วนิ ยั ); สมั มุขาวนิ ยั ใชเ ปนสมั มาสัมพุทธเจา; ดู เจดยี  เครอื่ งระงบั อธิกรณไ ดทกุ อยางสมฺมาสมฺพุทฺโธ (พระผูมีพระภาคเจา สัมโมทนียกถา “ถอยคําเปนท่ีบันเทิงน้ัน) เปนผูตรัสรูเองโดยชอบ คือรู ใจ”, คําตอ นรบั ทกั ทาย, คาํ ปราศรัย;อรยิ สัจจ ๔ โดยไมเ คยไดเรยี นรจู ากผู ปจจุบันนิยมเรียกสุนทรพจนท่ีพระสงฆอ่นื จงึ ทรงเปนผเู ร่ิมประกาศสจั จธรรม กลาววา สมั โมทนยี กถาเปนผูประดษิ ฐานพระพุทธศาสนา และ สมั ฤทธิ์ ความสาํ เร็จจงึ ไดพ ระนามอยา งหนงึ่ วา ธรรมสามี คอื สัลลวตี แมน้ําที่กันอาณาเขตมัชฌิม- เปน เจา ของธรรม (ขอ ๒ ในพทุ ธคณุ ๙) ชนบท ดานทศิ ตะวันออกเฉยี งใตสัมมาสัมโพธิญาณ ญาณเปนเคร่ือง สัสสตทฏิ ฐิ ความเห็นวาเทยี่ ง คือความตรัสรเู องโดยชอบ เห็นวาอัตตาและโลก เปนส่ิงเที่ยงแทสัมมาอาชวี ะ เลย้ี งชีวิตชอบ คอื เวนจาก ยง่ั ยนื คงอยตู ลอดไป เชน เห็นวาคนเล้ียงชีวิตโดยทางที่ผิด เชน โกงเขา และสัตวตายไปแลว รางกายเทาน้ันหลอกลวง สอพลอ บบี บงั คับขูเข็ญ คา ทรุดโทรมไป สวนดวงชีพหรือเจตภูตคน คายาเสพติด คายาพิษ เปนตน (ขอ หรือมนสั เปนธรรมชาตไิ มส ูญ ยอ มถอื๕ ในมรรค) ปฏิสนธิในกาํ เนดิ อ่นื สืบไป เปนมิจฉา-สัมมุขาวินัย ระเบียบอันพึงทําในท่ี ทฏิ ฐิอยางหนึง่ ; ตรงขา มกบั อุจเฉททฏิ ฐิพรอ มหนา , วิธีระงับตอ หนา ไดแ ก การ (ขอ ๑ ในทฏิ ฐิ ๒)ระงบั อธกิ รณใ นทพี่ รอ มหนา สงฆ (สงั ฆ- สัสสเมธะ ความฉลาดในการบํารุงขาวสัมมุขตา คือภิกษุเขาประชุมครบองค กลา, ปรีชาในการบํารุงพืชพันธุสงฆ), ในที่พรอ มหนา บุคคล (ปคุ คล- ธัญญาหาร สงเสริมการเกษตรใหอุดมสมั มขุ ตา คอื บคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ งในเรอื่ ง สมบรู ณ เปนสงั คหวัตถปุ ระการหนง่ึ ที่ผูนั้นอยูพรอมหนากัน), ในท่ีพรอมหนา ปกครองบา นเมอื งจะพึงบาํ เพญ็ (ขอ ๑วัตถุ (วัตถุสัมมุขตา คือยกเรื่องที่เกิด ในราชสังคหวตั ถุ ๔)ข้ึนนั้นวินิจฉัย), ในที่พรอมธรรมวินัย สากัจฉา การพดู จา, การสนทนา(ธมั มสมั มขุ ตา และวินยสมั มขุ ตา คอื นํา สากยิ านี เจา หญงิ วงศศ ากยะเอาหลักเกณฑท่ีกําหนดไวตามพระ สาเกต ช่อื มหานครแหงหนง่ึ อยใู นแควนธรรมวนิ ัยมาใชปฏบิ ตั ิ ไดแกว นิ ิจฉัยถูก โกศล หางจากเมืองสาวตั ถี ๗ โยชน

สาขนคร ๔๓๓ สาธารณสกิ ขาบทธนญั ชยั เศรษฐี บิดาของนางวิสาขา ได ไดโตวาทะกบั พระนาคเสน, ปจ จุบันอยูรับพระบรมราชานุญาตจากพระเจา ในแควนปญจาป; แควนมัททะนั้นบางปเสนทิโกศล ใหเขาต้งั ถิ่นฐานและสราง คราบถูกเขาใจสับสนกับแควน มัจฉะข้ึน เม่ือคราวท่ีทานเศรษฐีอพยพจาก ทําใหสาคละพลอยถูกเรียกเปนเมืองเมืองราชคฤหมาอยูในแควนโกศลตาม หลวงของแควน มัจฉะไปก็มีคําเชิญชวนของพระองค, ตามทีก่ ําหนด สาชีพ แบบแผนแหงความประพฤติท่ีดีกันไดในปจจุบัน ท่ีตั้งของเมืองสาเกต ทําใหมีชวี ติ รวมเปน อนั เดยี วกัน ไดแกอยูท่ีฝงลางของแมนํ้าฆาฆระ (GhŒ- สิกขาบททั้งปวงที่พระพุทธเจาไดทรงghara, สาขาใหญสายหน่ึงของแมนํ้า บญั ญตั ไิ วใ นพระวินยั อันทําใหภ ิกษทุ ั้งคงคา) ตรงกบั เมืองอโยธยา (Ayodhya) หลายผูมาจากถิ่นฐานชาติตระกูลตางๆหางจากเมอื ง Kasia (กุสนิ ารา) ตรงไป กนั มามีความเปน อยเู สมอเปนอันหนึง่ทางทศิ ตะวันตก ประมาณ ๑๗๐ กม. อนั เดียวกัน; มาคูกับ สิกขาสาขนคร เมืองกิ่ง, เมืองเลก็ สาณะ ผาทาํ ดวยเปลอื กปาน, ผาปา นสาคตะ พระมหาสาวกองคหนงึ่ เกิดใน สาณัตตกิ ะ อาบัติทตี่ อ งเพราะสง่ั คอื สัง่ตระกูลพราหมณในพระนครสาวตั ถี ได ผูอ่ืนทํา ตัวเองไมไดทํา ก็ตองอาบัติฟงพระธรรมเทศนาของพระศาสดามี เชน สัง่ ใหผูอ่ืนลักทรพั ย เปนตนความเล่ือมใส ขอบวชแลวทําความ สาฎก ผา , ผา หม , ผา คลมุเพยี รเจริญสมาบตั ิ ๘ ประการ จนมี สาตรปู รปู เปนทชี่ ื่นใจ; ดู ปย รูปความชํานาญในสมาบัติ ทานเปนตน สาเถยยะ โออ วด, ความโออ วดหลอกบัญญัติสุราปานสิกขาบท และเพราะ เขา; เขียน สาไถย ก็ได (ขอ ๖ ในมละเกิดความสังเวชในเกตุการณท่ีเกิดกับ ๙, ขอ ๑๐ ในอุปกิเลส ๑๖)ตนคร้ังนี้ จึงเจริญวิปสสนากัมมัฏฐาน สาธก อางตังอยางใหเห็นสม, ยกตัวจนไดสําเร็จพระอรหตั ไดรับยกยอ งวา อยา งมาอางใหเห็นเปน เอตทคั คะในทางเตโชธาตุสมาบัติ สาธยาย การทอง, การสวดสาคร ทะเล สาธารณ ทว่ั ไป, ทวั่ ไปแกหม,ู ของสวนสาคละ ชอ่ื นครหลวงของแควน มทั ทะ รวม ไมใ ชข องใครโดยเฉพาะตอมาภายหลังพุทธกาลไดเปนราชธานี สาธารณสถาน สถานทสี่ าํ หรบั คนทั่วไปของพระเจามลิ นิ ท กษตั ริยน ักปราชญท ี่ สาธารณสิกขาบท สิกขาบทที่ทั่วไป,

สาธุ ๔๓๔ สามเณรสิกขาบทท่ีใชบังคับท่ัวกันหรือเสมอ “เพลงสาธุการ” นีข้ ้ึน เพอ่ื อญั เชิญพระเหมือนกัน หมายถึง สิกขาบทสําหรบั พุทธเจาในเวลาท่ีเสด็จลงจากเศียรของภิกษุณี ที่เหมือนกันกับสิกขาบทของ พระพรหมนั้น (อางอิงเรื่องใน พรหม- ภกิ ษุ เชน ปาราชกิ ๔ ขอตน ในจาํ นวน นิมนตนกิ สูตร, ม.ม.ู ๑๒/๕๕๑/๕๙๐) ๘ ขอ ของภกิ ษุณเี หมือนกันกบั สิกขาบท สาธุกีฬา กีฬาท่ีดี, การละเลนทีด่ ีงาม ของภิกษุ; เทยี บ อสาธารณสกิ ขาบท เปนประโยชน; เปนคําในช้ันอรรถกถาสาธุ “ดแี ลว ”, “ชอบแลว ”, คาํ ทพ่ี ระสงฆ เฉพาะอยางยิ่งทีเ่ ลาวา เมื่อพระพุทธเจาเปลงออกมาเพ่ือแสดงความเห็นชอบตอ ปรินพิ พานแลว มีสาธุกีฬา ๗ วัน ตอการกระทาํ ตอ เรอื่ งราวทด่ี าํ เนนิ ไป หรอื เน่ืองและประสานกับการบูชาพระบรมตอ กจิ กรรมในพธิ นี น้ั ๆ, โดยนยั หมายถงึ สารีริกธาตุ, แมในการปรินิพพานของเปลง วาจาแสดงความชน่ื ชม อนโุ มทนา พระปจเจกพุทธเจาและพระอรหันตหรอื เหน็ ชอบ, อกี นยั หนงึ่ มกั ใชเ ปน คาํ หลายทา น กม็ เี รอ่ื งเลา ถงึ การเลน สาธกุ ฬี าบอกแกเด็ก เพ่ือใหแสดงความเคารพ ๗ วนั และการบชู าพระธาต;ุ สาธกุ ฬี ามีดว ยการทาํ กริ ยิ าไหว (บางทคี าํ กรอ นลง ลักษณะสําคัญคือ มิใชเลนเพ่ือความเหลอื เพยี งพดู สน้ั ๆ วา “ธ”ุ ) สนุกสนานบนั เทิงของตนเอง แตเลนใหสาธุการ 1. การเปลงวาจาวา สาธุ (แปล เปนประโยชนแกผูอ่ืน และไมขัดตอวา “ดแี ลว ” “ชอบแลว ”) เพอื่ แสดงความ สัมปรายิกัตถะ (ประโยชนดานจิตใจเห็นชอบดวย ชื่นชม หรือยกยอง และปญ ญา) ใหกอ กศุ ลมาก เชนมีคตี ะสรรเสรญิ 2. ช่ือเพลงหนา พาทยเพลง คือเพลงหรือการขับรองท่ีกระตุนเตือนหน่ึง ถอื วา มคี วามสาํ คญั อยางยงิ่ ใช ใจใหระลึกถึงความจริงของชีวิตและคิดบรรเลงในการเร่ิมพิธี เพ่ือบูชาพระ ท่ีจะไมประมาทเรงสรางสรรคทําความดีรัตนตรัย เชนในเวลาที่พระธรรมกถึก พรอมท้ังเปนการสักการะบูชาพระผูขึ้นสูธรรมาสนเพ่ือแสดงธรรม ตลอด ปรนิ พิ พานจนใชอัญเชิญเทพเจาและส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ สาธุชน คนดี, คนมีศีลธรรม, คนมีอนื่ ๆ, มตี าํ นานของไทยเลา สบื มาวา พก- กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมพรหม (พระพรหมนามวา “พกะ”) ซ่ึง สะอาดบริสุทธ์,ิ คนที่ประพฤตสิ จุ ริตเดมิ เปนผูมีมจิ ฉาทฏิ ฐิ เม่ือพระพทุ ธเจา สานต สงบเสดจ็ ไปโปรดจนละทฏิ ฐนิ ้นั แลว ไดแ ตง สามเณร เหลากอแหงสมณะ, บรรพชติ

สามเณรเปสกะ ๔๓๕ สามคั คีปวารณาในพระพุทธศาสนาผูยังมิไดอุปสมบท อยา งภกิ ษุ แมม ไิ ดไ ปรว มประชมุ ทาํ สงั ฆ-เพียงแตรับบรรพชาดวยไตรสรณคมน กรรม แตมอบใหฉ นั ทะ เรียกวา จิต-ถอื สิกขาบท ๑๐ และกิจวัตรบางอยาง สามัคคี (สามคั คดี วยใจ); ความพรอ มตามปกติ มอี ายยุ งั ไมค รบ ๒๐ ปบ รบิ รู ณ; เพรยี งแหง สงฆ คอื สงั ฆสามคั คี เปนพระราหุลเปนสามเณรองคแรกในพระ หลกั การสาํ คญั ยง่ิ ในพระวนิ ยั ทจ่ี ะดาํ รงพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนา จงึ มพี ทุ ธบญั ญตั หิ ลายสามเณรเปสกะ ภกิ ษผุ ไู ดร บั สมมติ คือ อยางเพื่อใหสงฆมีวิธีปฏิบัติในการรักษาแตงต้ังจากสงฆ ใหทําหนาที่เปนผูใช สงั ฆสามคั คนี นั้ สว นการทาํ ใหส งฆแ ตกสามเณร, เปน ตาํ แหนงหน่ึงในบรรดา เจา แยก กค็ อื การทาํ ลายสงฆ เรยี กวา สงั ฆ-อธิการแหง อาราม เภท ถอื วา เปน กรรมชว่ั รา ยแรง ถงึ ขน้ั เปนสามเณรี สามเณรผูหญิง, หญิงรับ อนนั ตรยิ กรรม (ถามีการทะเลาะวิวาทบรรพชาในสํานักภิกษุณี ถือสิกขาบท บาดหมาง กดี กนั้ กนั ไมเ ออื้ เฟอ กนั ไม ๑๐ เหมอื นสามเณร รว มมอื กนั ไมป ฏบิ ตั ขิ อ วตั รตอ กนั ยงั ไมสามเพท ชอื่ คมั ภรี ที่ ๓ ของพระเวท; ดู ไตรเพท ถอื วา สงฆแ ตกกนั แตเ ปน ความรา วรานสามัคคี ความพรอ มเพรียง, ความกลม แหงสงฆ เรียกวา สงั ฆราชี แตเ ม่อื ใด ภิกษุท้ังหลายแตกแยกกันถึงข้ันคุมกันเกลียว, ความมีจุดรวมตัวเขาดวยกัน เปน คณะ แยกทาํ อโุ บสถ แยกทาํ ปวารณาหรือมุงไปดวยกัน (โดยวิเคราะหวา แยกทาํ สงั ฆกรรม แยกทาํ กรรมใหญน อ ยอคเฺ คน สขิ เรน สงฺคตํ สมคคฺ ํ, สมคฺค- ภายในสมี า เมอื่ นนั้ เปน สงั ฆเภท); หลกัภาโว สามคคฺ )ี , คาํ เสรมิ ทมี่ กั มาดว ยกนั ธรรมสําคัญที่พระพุทธเจาทรงแสดงไวกบั สามคั คี คอื สงั คหะ (ความยดึ เหนยี่ ว เพอื่ ใหส งฆม สี ามคั คเี ปน แบบอยา ง ไดแ กใจใหร วมกนั ) อววิ าท (ความไมว วิ าทถอื สาราณยี ธรรม ๖ สว นหลกั ธรรมสาํ คญัตา ง) และเอกภี าพ (ความเปน อนั หนง่ึ อนั สาํ หรับเสริมสรางสามัคคีในสังคมท่ัวไปเดยี วกนั ); เมอ่ื บคุ คลทเี่ กย่ี วขอ งมารว ม ไดแ ก สงั คหวตั ถุ ๔ประชุมพรักพรอมกัน เรียกวา กาย- สามัคคีปวารณา กรณีอยางสามัคคี-สามคั คี (สามคั คดี ว ยกาย) เมอื่ บคุ คล อโุ บสถน่ันเอง เม่อื ทําปวารณา เรียกวาเหลาน้ันมีความชื่นชมยินดีเห็นชอบรวม สามคั คปี วารณา และวนั ที่ทาํ นน้ั กเ็ รียกกนั พอใจรวมเปน อยา งเดยี วกนั หรอื วนั สามัคคี

สามคั คอี โุ บสถ ๔๓๖ สายสิญจนสามัคคีอุโบสถ อุโบสถที่ทําขน้ึ เปน กรณี กระทําท่ีสมควร, การแสดงความเคารพ พิเศษเม่ือสงฆสองฝายซ่ึงแตกกันกลับ สามจี ปิ ฏปิ นโฺ น (พระสงฆ) เปนผปู ฏิบตั ิมาปรองดองสมานกันเขาได สามัคคี ชอบ, ปฏิบัติสมควรไดรับสามีจิกรรมอโุ บสถไมกําหนดดวยวันที่ตายตวั สงฆ คอื ปฏิบัตินาเคารพนบั ถือ (ขอ ๔ ในพรอมเพรียงกันเมื่อใด ก็ทําเมื่อนั้น สังฆคณุ ๙)เรยี กวนั นัน้ วา วันสามคั คี สามุกกังสิกา แปลตามอรรถกถาวาสามัญ 1. ปรกติ, ธรรมดา, ทว่ั ๆ ไป 2. “พระธรรมเทศนาท่ีพระพุทธเจาทรงยก ความเปน สมณะ; มกั เขยี นสามัญญะ ข้ึนถือเอาเอง” คือ ทรงเห็นดวยพระสามัญญผลสตู ร สตู ร ๒ ในคมั ภีรท ฆี - สยมั ภญู าณ (ตรัสรูเอง) ไดแกอริยสจั จ-นิกาย สลี ขันธวรรค พระสตุ ตันตปฎก เทศนา, ตามแบบเรยี น แปลวา “ธรรมวาดวยผลของความเปนสมณะคือ เทศนาท่ีพระพุทธเจาทรงยกข้ึนแสดงประโยชนท่ีจะไดจากการดํารงเพศเปน เอง” คือ ไมตอ งปรารภคําถามเปน ตนสมณะ หรอื บําเพญ็ สมณธรรม ของผูฟ ง ไดแกเ ทศนาเร่ืองอริยสจั จสามญั ญลักษณะ ดู สามญั ลกั ษณะ สายโยค สายรดั ใชแ กถุงตา งๆ เชน ที่สามญั ญสโมธาน ดู โอธานสโมธาน ประกอบกบั ถงุ บาตรแปลกนั วา สายโยคสามัญผล ผลแหงความเปน สมณะ; ดู บาตร (บาลีวา อํสวทฺธก); บางแหงแปลสามญั ญผลสตู ร อาโยค คอื ผารัดเขา หรือ สายรัดเขา วาสามัญลกั ษณะ 1. ลกั ษณะทเ่ี ปน สามัญ สายโยค กม็ ี แตใ นพระวนิ ยั ปฎ ก ไมแ ปลคือรวมกันหรือเสมอกัน; คูก บั ปจจตั ต- เชน นนั้ (พจนานกุ รมเขยี นสายโยก)ลกั ษณะ 2. ลักษณะท่เี สมอกันแกสังขาร สายสิญจน เสนดายสีขาวท่ีใชโยงในทง้ั ปวง; ในความหมายน้ี ดู ไตรลักษณ ศาสนพิธีเพ่ือเปนสิริมงคลหรือเพ่ือสามันตราช พระราชาแควนใกลเ คียง ความคุมครองปอ งกนั เปนตน เชน ท่ีสามิษ, สามสิ เจือดวยอามสิ คอื เครอ่ื ง พระถือในเวลาสวดมนต และทน่ี ํามาวง ลอ , ตอ งขน้ึ ตอ วตั ถหุ รอื อารมณภ ายนอก รอบบานเรือนหรือบริเวณท่ีตองการสามิสสุข สุขเจอื อามสิ , สุขทต่ี องอาศยั ความคุมครอง, ตามทีป่ ฏบิ ัติสืบกันมาเหย่ือลอ ไดแกสุขที่เกิดจากกามคุณ ใชดายดบิ นาํ มาจบั ทบเปน ๓ หรือ ๙(ขอ ๑ ในสขุ ๒) เสน , ถาพจิ ารณาตามรูปศพั ท “สญิ จน”สามจี ิกรรม การชอบ, กจิ ชอบ, การ คอื การรดนาํ้ ซง่ึ คงหมายถงึ การรดนาํ้ ใน

สายัณห ๔๓๗ สาราณยี ธรรมพธิ อี ภเิ ษก สายสญิ จนจ งึ อาจจะหมายถงึ ทรงแสดงปฐมเทศนา เคยเจรญิ รงุ เรอื งมากสายมงคลหรือสายศักด์ิสิทธ์ิ ซ่ึงสืบมา เปนศูนยกลางการศึกษาทางพุทธศาสนาจากเสนดายหรือสายเชือกที่ใชในพิธี ท่ีสาํ คญั แหงหนึง่ มเี จดยี ใหญส ูง ๒๐๐อภเิ ษก, บางทตี น เดมิ ของสายสญิ จนอ าจ ฟุต ถกู ชาวฮนิ ดทู าํ ลายกอ น แลว ถกูมาจาก “ปริตฺตสุตตฺ ” (ปริตตสูตร-สาย นายทัพมุสลิมทําลายส้ินเชิงใน พ.ศ.พระปรติ ร) ในคัมภีรบาลีชั้นหลัง ซึ่ง ๑๗๓๘ (สารนาถมาจาก สารังคนาถหมายถงึ เสน ดา ยเพอื่ ความคมุ ครองปอง แปลวา “ทพ่ี ึง่ ของเหลากวางเนอื้ ”)กนั หรือเสน ดา ยในการสวดพระปรติ ร; ดู สารมณั ฑกปั ดู กัปปริตร, ปรติ ต สารตั ถทีปนี ชอ่ื คัมภีรฎ กี าอธิบายความสายณั ห เวลาเย็น ในสมนั ตปาสาทกิ า ซงึ่ เปน อรรถกถาแหงสารกปั ดู กปั พระวินัยปฎก พระสารีบุตรเถระแหงสารณา การใหระลกึ ไดแกกริ ยิ าที่สอบ เกาะลังกา เปนผูรจนาในรัชกาลของถามเพื่อฟงคําใหการของจําเลย, การ พระเจา ปรักกมพาหุท่ี ๑ (พ.ศ. ๑๖๙๖–สอบสวน ๑๗๒๙)สารท 1. “อนั เกิดมีหรือเปน ไปในสรท- สารัตถปกาสินี ช่ือคัมภีรอรรถกถาสมยั ”, เชน ดวงจนั ทรใ นฤดใู บไมรวง อธิบายความในสังยุตตนกิ าย แหงพระอนั นวลแจม สดใส 2. เทศกาลทําบุญสิน้ สุตตนั ตปฎ ก พระพทุ ธโฆสาจารยเรยี บเดอื นสบิ เดิมเปน ฤดูทําบุญดว ยเอาขาว เรียงขึ้น โดยอาศัยอรรถกถาเกาภาษาท่ีกาํ ลังทอง (ขาวรวงเปนน้ํานม) มาทํา สงิ หฬทสี่ บื มาแตเ ดมิ เปน หลกั เมอ่ื พ.ศ.ยาคูและกวนขาวปายาสเลี้ยงพราหมณ ใกลจะถึง ๑๐๐๐; ดู โปราณัฏฐกถา,เรยี กวา กวนขา วทพิ ย สวนผนู บั ถอื พระ อรรถกถาพุทธศาสนานําคตินั้นมาใช แตเปล่ียน สารนั ทเจดยี  เจดียสถานแหงหน่งึ ท่เี มืองเปนถวายแกพระภิกษุสงฆ อุทิศสวน เวสาลี นครหลวงของแควนวัชชี ณ ท่ีน้ีกุศลใหแกญาติในปรโลก สาํ หรับชาว พระพุทธเจาเคยทาํ นิมิตตโอภาสแกพ ระบา นทว่ั ไปมกั ทาํ แตก ระยาสารท เปน ตน อานนท บาลเี ปน สารนั ททเจดยี (ตา งจาก ศราทธ) สารมั ภะ แขง ดี (ขอ ๑๒ ในอปุ กเิ ลส ๑๖)สารนาถ ชอ่ื ปจ จบุ นั ของอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั สาราค ราคะกลา , ความกาํ หนดั ยอมใจใกลนครพาราณสี สถานทพ่ี ระพทุ ธเจา สาราณียธรรม ธรรมเปน ทตี่ ัง้ แหงความ

สารี ๔๓๘ สารบี ตุ ร ใหระลึกถึง, ธรรมเปนเหตุใหระลึกถึง ท่ียอดเขาดวยกัน คราวหนึ่งไปดูแลว กนั ทาํ ใหม คี วามเคารพกนั ชวยเหลอื เกดิ ความสลดใจ คดิ ออกแสวงหาโมกข- กนั และสามัคคีพรอ มเพรยี งกัน มี ๖ ธรรม และตอมาไดไปบวชอยใู นสํานัก อยา ง คือ ๑. ตัง้ กายกรรมประกอบดว ย ของสญั ชยั ปรพิ าชก แตก็ไมบ รรลจุ ุดมงุ เมตตาในเพอื่ นภกิ ษุสามเณร ๒. ตั้ง หมาย จนวันหนง่ึ อุปตสิ สปรพิ าชก พบ วจีกรรมประกอบดวยเมตตาในเพ่ือน พระอัสสชเิ ถระขณะทานบิณฑบาต เกดิ ภิกษุสามเณร ๓. ตัง้ มโนกรรมประกอบ ความเล่ือมใสติดตามไปสนทนาขอถาม ดว ยเมตตาในเพอื่ นภกิ ษสุ ามเณร ๔. แบง หลกั คําสอน ไดฟง ความยอ เพียงคาถา ปน ลาภที่ไดมาโดยชอบธรรม ๕. รักษา เดียวก็ไดด วงตาเหน็ ธรรม กลับไปบอก ศีลบริสุทธิ์เสมอกับเพื่อนภิกษุสามเณร ขาวแกโกลิตะ แลวพากันไปเฝาพระ (มสี ลี สามัญญตา) ๖. มคี วามเห็นรว ม พุทธเจา มีปริพาชกที่เปนศิษยตามไป กันไดกับภิกษุสามเณรอ่ืนๆ (มีทิฏฐิ- ดวยถึง ๒๕๐ คน ไดรับเอหิภิกขุ- สามญั ญตา); สารณยี ธรรม กเ็ ขยี น อุปสมบททง้ั หมดทเี่ วฬวุ นั เมอ่ื บวชแลวสารี ชื่อนางพราหมณีผูเปนมารดาของ ได ๑๕ วัน พระสารีบตุ รไดฟงพระ พระสารีบตุ ร ธรรมเทศนาเวทนาปริคคหสูตรท่ีพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาของพระ พทุ ธเจา ทรงแสดงแกท ฆี นขปริพาชก ณ พุทธเจา เกิดท่ีหมูบ า นนาลกะ (บางแหง ถํ้าสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ ก็ไดบรรลุ เรยี กนาลนั ทะ) ไมไ กลจากเมอื งราชคฤห พระอรหัต ไดรับยกยอ งเปนเอตทคั คะ เปนบุตรแหงตระกูลหัวหนาหมูบานนั้น ในทางมีปญญามาก และเปนพระอัคร- บิดาชอื่ วงั คันตพราหมณ มารดาช่ือสารี สาวกฝายขวา ทานไดเปนกําลังสําคัญ จึงไดนามวาสารีบุตร แตเมื่อยังเยาว ของพระพุทธเจาในการประกาศพระ เรยี กวา อปุ ตสิ สะ มเี พอื่ นสนทิ ชอื่ โกลติ ะ ศาสนา และไดรบั การยกยองเปน พระ ซ่ึงตอมาคือพระมหาโมคคัลลานะ มี ธรรมเสนาบดี คําสอนของทานปรากฏ นอ งชาย ๓ คนชอื่ จนุ ทะ อปุ เสนะ และ อยูในพระไตรปฎกเปนอันมาก เชน เรวตะ นอ งหญงิ ๓ คน ชอ่ื จาลา อปุ จาลา สังคตี สิ ูตร และทสตุ ตรสูตร ที่เปน แบบ และสีสุปจาลา ซึ่งตอมาไดบวชในพระ อยา งแหง การสังคายนา เปน ตน ทา น ธรรมวนิ ยั ทงั้ หมด เมอื่ อปุ ตสิ สะและโกลติ ะ ปรินิพพานกอนพระพุทธเจาไมก่ีเดือน จะบวชน้นั ทัง้ สองคนไปเทย่ี วดมู หรสพ เม่ือจวนจะปรินิพพาน ทานเดินทางไป

สารรี ิกธาตุ ๔๓๙ สารรี กิ ธาตุ โปรดมารดาของทานซึ่งยังเปนมิจฉาทิฐิ เชน พระเกสา, มักใชวา พระบรม ใ ห ม า ร ด า ไ ด เ ป น พ ร ะ โ ส ด า บั น แ ล ว สารีริกธาตุ; เม่ือพระพุทธเจาเสด็จดับ ปรนิ พิ พานทบ่ี า นเกดิ ดว ยปก ขนั ทกิ าพาธ ขนั ธปรนิ ิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมอื ง หลังจากปลงศพแลว พระจุนทะนองชาย กุสินารา และมีพิธีถวายพระเพลิงพระ ของทานนําอัฐิธาตุไปถวายพระบรม- พุทธสรรี ะ ท่มี กุฏพันธนเจดยี แลว ไดมี ศาสดา พระองคต รสั วาใหกอสถปู บรรจุ กษตั ริยผคู รองแควนตางๆ ๖ กบั มหา- อัฐธิ าตุของทานไว ณ พระเชตวัน เมอื ง พราหมณเจาเมอื ง ๑ รวมเปน ๗ สาวัตถี (อรรถกถาวา ทานปรนิ พิ พานใน นคร (คอื ๑. พระเจา อชาตศตั รู เมอื ง วันเพญ็ เดือน ๑๒ จึงเทากบั ๖ เดือน ราชคฤห ๒. กษตั รยิ ล จิ ฉวี เมืองเวสาลี กอ นพุทธปรนิ ิพพาน) ๓. ศากยกษัตรยิ  เมืองกบลิ พสั ดุ ๔. ถูลีกษตั รยิ  อลั ลกัปปนคร ๕. โกลยิ - พระสารีบุตรมีคุณธรรมและจริยา- กษตั ริย แหงรามคาม ๖. มลั ลกษตั รยิ  วัตรทีเ่ ปนแบบอยา งหลายประการ เชน เมอื งปาวา ๗. มหาพราหมณ เจาเมอื ง เปนผูมีความกตัญูสูง ดังไดแสดง เวฏฐทีปกนคร) สงทูตมาขอสวนแบง ออกเก่ยี วกับพระอัสสชิ (นอนหันศรี ษะ พระสารีรกิ ธาต,ุ หลงั จากเจรจากนั นาน ไปทางท่ีพระอัสสชพิ าํ นักอย)ู และราธ- และในที่สุดไดฟงสุนทรพจนของโทณ- พราหมณ (ระลกึ ถงึ บิณฑบาตหนึ่งทัพพี พราหมณแลว ท้ัง ๗ เมอื งนัน้ รวมกับ และรบั เปน อปุ ช ฌายแกร าธะ) สมบูรณ มลั ลกษตั ริยแหงเมืองกสุ นิ ารา เปน ๘ ดวยขันติธรรมตอคาํ วากลา ว (ยอมรบั พระนคร ไดต กลงมอบใหโ ทณพราหมณ คาํ แนะนําแมข องสามเณร ๗ ขวบ) เปน เปนผูแบงพระบรมธาตุเปน ๘ สวน ผูเ อาใจใสอ นุเคราะหเด็ก (เชน ชว ยเอา เทา ๆ กนั ใหแกพ ระนครทงั้ ๘ น้นั เด็กยากไรม าบรรพชา มีสามเณรอยใู น เสร็จแลวโทณพราหมณไดขอตุมพะคือ ความปกครองดแู ล ซ่งึ เกง กลาสามารถ ทะนานทองที่ใชตวงพระธาตุไปบูชา, หลายรูป) และเอาใจใสคอยดูแลภิกษุ ฝายโมรยิ กษตั รยิ  เมืองปปผลวิ นั ได อาพาธเปน ตน ทราบขาว ก็สงราชทูตมาขอสวนแบงสารรี กิ ธาตุ สว นสาํ คญั แหง พระพทุ ธสรรี ะ พระสารีรกิ ธาตุ แตไ มทนั จงึ ไดแ ตพ ระ ซงึ่ คงอยเู ปน ทเ่ี คารพบชู า โดยเฉพาะพระ องั คารไปบชู า, พระนครทง้ั ๘ ทีไ่ ดสวน อฐั ,ิ กระดกู ของพระพุทธเจา และสว น แบงพระสารีรกิ ธาตุ กไ็ ดสรา งพระสถูป สําคัญอ่ืนๆ แหงพระสรรี ะของพระองค

สารูป ๔๔๐ สาสนวงสบรรจุ เปนพระธาตุสถูป ๘ แหง โทณ- สาวก ผฟู ง , ผูฟ งคาํ สอน, ศิษย; คูกับพราหมณก็อัญเชิญตุมพะไปกอพระ สาวิกาสถปู บรรจุ เปนตุมพสถูป ๑ แหง โมริย- สาวนะ, สาวนมาส เดือน ๙กษัตริย ก็อัญเชิญพระอังคารไปสราง สาวัตถี นครหลวงของแควนโกศล;พระสถูปบรรจุไว เปนพระอังคารสถูป แควนโกศลต้ังอยูระหวางภูเขาหิมาลัย๑ แหง รวมมพี ระสถปู เจดียสถานใน กบั แมนาํ้ คงคาตอนกลาง อาณาเขตทิศยคุ แรกเรมิ่ ๑๐ แหง ฉะนี้ เหนอื จดเทือกเขาเนปาล ทศิ ตะวนั ออกนอกจากน้ี คาถาสุดทายแหงมหา- จดแควนกาสี ตอกับแควน มคธ ทิศใตปรินพิ พานสูตร กลา วความเพ่ิมเตมิ อีก และทิศตะวันตกจดแมน้ําคงคา; พระวา ยังมีพระสารีริกธาตุอีกทะนานหนึ่ง นครสาวัตถีเปนศูนยกลางการเผยแผซ่ึงพวกนาคราชบูชากันอยูในรามคาม พระพุทธศาสนาคร้ังพุทธกาล เปนท่ีท่ีพระทาฐธาตุองคหน่ึงอันเทพชาวไตร- พระพุทธเจาประทับจําพรรษามากที่สุดทิพยบ ูชา (คือในพระจุฬามณเี จดีย) อีก รวมถงึ ๒๕ พรรษา, บัดน้เี รียก สะเหต-องคหนึ่งอยูในคันธารบุรี อีกองคหนึ่ง มะเหต (Sahet-Mahet, ลา สุด รื้อฟนชือ่อยใู นแควน กาลงิ คะ (คอื องคทต่ี อ ไปยงั ในภาษาสนั สกฤตข้นึ มาใชวา ÏrŒvastiลังกาทวีป) และอกี องคห นึ่งพระยานาค คือ ศราวสั ต)ี ; ดู โกศล, เชตวัน, บพุ พาบูชากนั อยู; ดู ทาฐธาตุ รามสารปู เหมาะ, สมควร; ธรรมเนียมควร สาวกิ า หญิงผูฟงคาํ สอน, สาวกหญิง,ประพฤติในเวลาเขาบาน, เปนหมวดท่ี ศิษยผ ูหญงิ ; คกู ับ สาวก๑ แหง เสขิยวตั ร มี ๒๖ สกิ ขาบท สาสนวงส ช่ือหนังสือตํานานพระพุทธ-สาละ ไมยืนตนชนิดหน่ึงของอินเดีย ศาสนา วาดวยเรื่องพระศาสนทูต ๙พระพุทธเจาประสูติและปรินิพพานใต สาย ทพ่ี ระโมคคัลลีบุตรติสสเถระสงไป รมไมสาละ (เคยแปลกันวา ตนรัง) ประดิษฐานพระพุทธศาสนา ในดินสาลคาม ช่อื ตาํ บลหนึ่งในสกั กชนบท แดนตางๆ เมื่อเสร็จการสังคายนาครั้งสาลพฤกษ ตน สาละ ที่ ๓ ในพระบรมราชูปถัมภของพระเจาสาลวโนทยาน สวนปา ไมส าละ อโศกมหาราช ประมาณ พ.ศ.๒๓๕,สาลวนั ปา ไมส าละ แตงโดยพระปญญาสามี ในประเทศสาโลหติ สายโลหติ , ผรู ว มสายเลอื ด พมา เม่ือ พ.ศ.๒๔๐๔, ขอที่นาสังเกต

สาสวะ ๔๔๑ สิกขมานาเปนพิเศษ คือ ตํานานสาสนวงสน้ีบอก ถึงลักดวยมือของตนเอง เปนอวหารวา มหารัฐ ที่พระมหาธรรมรักขิตเถระ อยา งหนงึ่ ใน ๒๕ อยา ง ทพี่ ระอรรถกถา-ไปประดิษฐานพระพุทธศาสนา คือดิน จารยแ สดงไวใ นปาราชกิ สกิ ขาบทที่ ๒แดนใกลสยามรัฐ, อปรันตรัฐ ท่ีพระ สาฬหะ ชอื่ พระเถระองคห นง่ึ ในการกสงฆโยนกธรรมรักขิตเถระ เปนพระศาสน- ผทู าํ สังคายนาคร้งั ที่ ๒ทูตนําคณะไป สาสนวงสวา ก็คือสนุ า- สาํ นอง รบั ผดิ ชอบ, ตอ งรบั ใช, ตอบแทนปรนั ตชนบท ที่พระปุณณะไดอ าราธนา สาํ นัก อยู, ทอ่ี ย,ู ทีพ่ กั , ท่อี าศยั , แหลงพระพุทธเจาเสดจ็ ไปในพทุ ธกาล และวา สาํ รวม ระมัดระวัง, เหนย่ี วรง้ั , ระวงัเปนดินแดนสวนหนึ่งในประเทศพมา รกั ษาใหส งบเรยี บรอย เชน สํารวมตา,แถบฝงขวาของแมนํ้าอิรวดี ใกลเมือง สํารวมกาย, ครอง เชนสาํ รวมสติ คอืพกุ าม (Pagan) แตนกั ปราชญบางทา น ครองสต;ิ ดู สงั วร; รวม ประสมปนกันอยา ง Dr. G.P. Malalasekera เห็นวา เชน อาหารสํารวมสุนาปรันตะนาจะเปนดินแดนทางตะวัน สํารวมอนิ ทรีย ดู อินทรียสงั วรตกตอนกลางของประเทศอินเดียนั่นเอง สํารอก ทําสิ่งที่ไมตองการใหหลุดออกแถบรัฐ Gujarat ไปจนถึงแควน มา, นาํ ออก, เอาออก เชน สาํ รอกสี จติSindh ดานปากีสถาน (สอดคลอ งกบั สํารอกจากอาสวะ อวิชชาสํารอกไปเร่ืองในอรรถกถาทวี่ า พระพทุ ธเจา เสด็จ (วิราคะ)ไ ป ที่ น่ั น ผ า น แ ม น้ํานั ม ม ท า คื อ สาํ ลาน สเี หลืองปนแดงNarmada), สว น สวุ รรณภมู ิ สาสนวงส สําเหนียก กาํ หนด, จดจาํ , คอยเอาใจใส,วา ไดแกรามัญรัฐ คือแควนมอญ ต้ัง ฟง, ใสใจคิดท่ีจะนาํ ไปปฏิบัติ, ใสใจแตหงสาวดี ลงมาถึงเมาะตะมะ โดยมี สังเกตพิจารณาจับเอาสาระเพื่อจะนําไปศูนยกลางของสุวรรณภูมิ ท่ีเมืองหลวง ปฏิบัติใหสําเร็จประโยชน (คําพระวาชื่อสุธรรมนคร อันไดแกสะเทิม สกิ ขา หรือ ศึกษา)(Thaton); ดู โมคคัลลีบตุ รติสสเถระ, สิกขมานา นางผกู าํ ลงั ศกึ ษา, สามเณรผี ูปณุ ณสุนาปรันตะ, สุวรรณภูมิ มีอายถุ ึง ๑๘ ปแ ลว อีก ๒ มจี ะครบสาสวะ เปนไปกับดวยอาสวะ, ประกอบ บวชเปนภิกษุณี ภิกษุณีสงฆสวดให ดว ยอาสวะ, ยังมอี าสวะ, เปนโลกยิ ะ สิกขาสมมติ คือ ตกลงใหสมาทานสาหตั ถกิ ะ ทาํ ดว ยมอื ของตนเอง หมาย สกิ ขาบท ๖ ประการ ตง้ั แต ปาณาตปิ าตา

สกิ ขา ๔๔๒ สกิ ขาบทเวรมณี จนถงึ วกิ าลโภชนา เวรมณี ให บาทแหง วปิ ส สนา เปน อธจิ ติ ; แตส มาบตั ิรักษาอยางเครง ครัดไมข าดเลย ตลอด ๘ นนั้ แหละ ถา ปฏบิ ตั ดิ ว ยความเขาใจเวลา ๒ ปเ ต็ม (ถา ลว งขอ ใดขอ หนึง่ มุงใหเปนเครื่องหนุนนําออกจากวัฏฏะตองสมาทานต้ังตนไปใหมอีก ๒ ป) กเ็ ปน อธจิ ติ ) ๓. อธิปญ ญาสิกขา สกิ ขาครบ ๒ ป ภิกษุณีสงฆจึงทําพิธี คือปญญาอันย่งิ , อธิปญญาอนั เปน ขอ ที่อปุ สมบทให ขณะทสี่ มาทานสกิ ขาบท ๖ จะตอ งศกึ ษา, ขอ ปฏบิ ตั เิ พอื่ การฝก อบรมประการอยางเครงครัดน้ีเรียกวา นาง พัฒนาปญญาอยางสูง (ความรูเขาใจสิกขมานา หลักเหตผุ ลถกู ตอ งอยา งสามญั อนั เปนสิกขา การศกึ ษา, การสาํ เหนียก, การ กัมมัสสกตาญาณคอื ความรจู กั วา ทกุ คนเรยี น, การฝกฝนปฏบิ ัต,ิ การเลา เรียน เปนเจาของแหงกรรมของตน เปนใหรเู ขา ใจ และฝกหัดปฏบิ ตั ใิ หเปน คณุ ปญ ญา, วปิ ส สนาปญ ญาทกี่ าํ หนดรคู วามสมบัติที่เกิดมีข้ึนในตนหรือใหทําไดทํา จรงิ แหง ไตรลกั ษณ เปน อธปิ ญ ญา; แตเปน ตลอดจนแกไขปรบั ปรงุ หรอื พัฒนา โดยนยั อยางเพลา กัมมัสสกตาปญญาที่ใหด ยี ่งิ ขึน้ ไปจนถงึ ความสมบรู ณ; ขอ ท่ี โยงไปใหมองเห็นทุกขท่ีเน่ืองดวยวัฏฏะจะตอ งศกึ ษา, ขอ ปฏบิ ตั สิ าํ หรบั ฝก อบรม หรือแมกระทั่งความรูความเขาใจท่ีถูกพฒั นาบคุ คล; สกิ ขา ๓ คอื ๑. อธสิ ลี - ตอ งในการระลกึ ถงึ คณุ พระรตั นตรยั ซงึ่สิกขา สิกขาคอื ศลี อันยิง่ , อธิศีลอนั เปน จะเปนปจจัยหนุนใหกาวไปในมรรค ก็ขอท่ีจะตอ งศึกษา, ขอปฏิบัตเิ พอื่ การฝก เปน อธปิ ญ ญา); สิกขา ๓ น้ี นิยมเรยี กอบรมพัฒนาศีลอยางสงู (ศีล ๕ ศีล ๘ วา ไตรสกิ ขา และเรยี กขอ ยอ ยทงั้ สามศลี ๑๐ เปนศลี , ปาฏโิ มกขสังวรศีล งา ยๆ สนั้ ๆ วา ศลี สมาธิ ปญ ญาเปนอธิศีล; แตศ ลี ๕ ศีล ๘ ศลี ๑๐ ที่ สิกขาคารวตา ดู คารวะรักษาดวยความเขาใจ ใหเปนเคร่ือง สกิ ขานุตตรยิ ะ การศึกษาอันเยี่ยม ไดหนนุ นาํ ออกจากวฏั ฏะ กเ็ ปน อธศิ ลี ) ๒. แก การฝกอบรมในอธิศีล อธจิ ิตตและอธจิ ติ ตสกิ ขา สิกขาคอื จิตอนั ย่งิ , อธจิ ติ อธปิ ญญา (ขอ ๔ ในอนตุ ตรยิ ะ ๖)อนั เปนขอทจ่ี ะตอ งศึกษา, ขอปฏิบตั เิ พอ่ื สิกขาบท ขอที่ตอ งศกึ ษา, ขอ ศลี , ขอการฝกอบรมพัฒนาจิตใจใหมีสมาธิ วินยั , บทบญั ญัตขิ อ หนง่ึ ๆ ในพระวนิ ยัเปน ตนอยางสงู (กศุ ลจติ ทงั้ หลายจนถงึ ที่ภกิ ษพุ ึงศกึ ษาปฏิบัติ, ศีล ๕ ศลี ๘สมาบตั ิ ๘ เปน จติ , ฌานสมาบตั ทิ เี่ ปน ศลี ๑๐ ศลี ๒๒๗ ศลี ๓๑๑ แตล ะขอ ๆ

สกิ ขาสมมติ ๔๔๓ สิตธัตถกมุ ารเรยี กวา สกิ ขาบท เพราะเปน ขอที่จะตอ ง ธรรมเทศนากไ็ ดบรรลพุ ระอรหตั ไดร ับศกึ ษา หรือเปนบทฝก ฝนอบรมตนของ ยกยอ งวา เปน เอตทคั คะในทางศรัทธา-สาธุชน อุบาสก อุบาสิกา สามเณร วิมุต; สคิ าลกมาตา หรอื สิงคาลมาตา สามเณรี ภกิ ษุ และภิกษุณี ตามลําดบั กเ็ รยี กสิกขาสมมติ ความตกลงยินยอมของ สิง อย,ู เขาอยู ภกิ ษุณสี งฆท จ่ี ะใหสามเณรีผูมอี ายุ ๑๘ สิงคิวรรณ ผาเน้ือเกล้ียงสีดังทองสิงคีปเต็มแลว เร่ิมรักษาสิกขาบท ๖ บุตรของมัลลกษัตรยิ  ชอ่ื ปกุ กสุ ะถวายประการ ตลอดเวลา ๒ ป กอนท่ีจะได แดพระพทุ ธเจา ในวนั ทจี่ ะปรินิพพานอุปสมบท, เมื่อภิกษุณีสงฆใหสิกขา- สิงหนาท ดู สหี นาทสมมติแลว สามเณรีน้ันไดชื่อวาเปน สงิ หล, สิงหฬ ชาวสิงหล, ชาวลังกา, ซ่ึงสิกขมานา มีหรืออยูในประเทศลังกา, ชนเชื้อชาติสิขี พระนามของพระพุทธเจาพระองค สิงหลหรือเผาสิงหล ท่ีตางหากจากชนหนง่ึ ในอดตี ; ดู พระพุทธเจา ๗ เชอ้ื ชาตอิ นื่ มีทมฬิ เปนตน ในประเทศสคิ าลมาตา พระมหาสาวิกาองคหนึ่งเปน ศรีลังกา; สีหล หรือ สหี ฬ กเ็ รยี กธิดาเศรษฐีในพระนครราชคฤหเจรญิ วยั สถิ ลิ พยญั ชนะทอ่ี อกเสยี งเพลา (ถกู ฐานแลว แตง งาน มบี ตุ รคนหนงึ่ ชอื่ สงิ คาล- ของตนหยอนๆ มีเสียงเบา) ไดแกกุมาร วันหนึ่งไดฟงธรรมีกถาของพระ พยญั ชนะท่ี ๑ ที่ ๓ ในวรรคทง้ั ๕ คอืศาสดา มีความเล่ือมใส (คัมภีรอ ปทาน ก, ค; จ, ช; ฏ, ฑ; ต, ท; ป, พ; คูกบัวา ไดฟงสิงคาลกสูตรที่พระพุทธเจา ธนติ (เทยี บระดบั เสยี งพยญั ชนะ ดทู ี่ธนติ )ทรงแสดงแกบ ตุ รของนาง ซง่ึ วา ดว ยเรอ่ื ง สิตธัตถกุมาร พระนามเดิมของพระอบายมขุ มติ รแท มติ รเทยี ม ทศิ ๖ พทุ ธเจา กอ นเสดจ็ ออกบรรพชา ทรงเปนเปน ตน และไดบ รรลโุ สดาปต ตผิ ล) ขอ พระราชโอรสของพระเจาสุทโธทนะและบวชเปนภิกษุณี ตอมาไดไปฟงธรรม- พระนางสิรมิ หามายา คําวา สทิ ธัตถะเทศนาทพี่ ระศาสดาทรงแสดง นางคอย แปลวา “มีความตองการสาํ เรจ็ ” หรือต้ังตาดูพระพุทธสิริสมบัติดวยศรัทธา “สําเร็จตามท่ีตองการ” คือสมประสงคอนั แรงกลา พระพทุ ธองคท รงทราบดงั นนั้ จะตอ งการอะไรไดห มด ทรงอภเิ ษกสมรสก็ทรงแสดงธรรมใหเหมาะกับอัธยาศัย กบั พระนางยโสธราเมอื่ พระชนมายุ ๑๖ ปของนาง นางสงใจไปตามกระแสพระ เสดจ็ ออกบรรพชาเมอื่ พระชนมายุ ๒๙ ป

สนิ ไถ ๔๔๔ สมี าวบิ ตั ิไดต รสั รเู ปน พระพทุ ธเจา เมอ่ื พระชนมายุ ขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๔); ดู มาตรา๓๕ ป ปรนิ พิ พานเมอ่ื พระชนมายุ ๘๐ ป สกี า คําทพ่ี ระภกิ ษใุ ชเ รียกผูห ญิงอยางไมสนิ ไถ เงนิ ไถคา ตวั ทาส เปน ทางการ เลือนมาจาก อบุ าสิกา บดั นี้สินธพ มา พันธดุ เี กดิ ที่ลุมนํ้าสินธุ ไดยนิ ใชน อ ยส้ินพระชนม หมดอาย,ุ ตาย สีตะ เย็น, หนาวสเิ นรุ ชือ่ ภาษาบาลีของภูเขาเมร;ุ ดู เมรุ สีมสมั เภท ดู สมี าสัมเภทสบิ สองตาํ นาน “สบิ สองเรอ่ื ง” คอื พระ สีมนั ตริก เขตค่นั ระหวางมหาสมี า กับปริตรที่มีอํานาจคุมครองปองกันตาม ขัณฑสีมาเพ่ือมิใหระคนกัน เชนเดียวเรอ่ื งตน เดมิ ทเี่ ลา ไว ซงึ่ ไดจ ดั รวมเปน ชดุ กับชานท่ีกั้นเขตของกันและกันในรวม ๑๒ พระปรติ ร; อกี นยั หนง่ึ วา “สบิ ระหวา งสองปรติ ร” แตต ามความหมายน้ี นา จะ สีมา เขตกาํ หนดความพรอมเพรยี งสงฆ,เขยี น สิบสองตํานาณ คอื สบิ สองตาณ เขตชมุ นุมของสงฆ, เขตทีส่ งฆต กลงไว (ตาณ=ปรติ ต, แผลงตาณ เปน ตาํ นาณ); สําหรับภิกษุท้ังหลายที่อยูภายในเขตนั้น ดู ปรติ ร, ปรติ ตสิริ ศรี, มง่ิ ขวัญ, มงคล, ความนานิยม, จะตองทาํ สังฆกรรมรวมกัน แบง เปน ๒ ประเภทใหญคือ ๑. พัทธสีมา แดนทผ่ี กู ลักษณะดีงามที่นําโชคหรือตอนรับเรียก ไดแก เขตท่ีสงฆกําหนดข้ึนเอง ๒. มาซึ่งความเจรญิ รงุ เรอื ง; ตรงขา มกับ กาฬ- อพทั ธสมี า แดนทไ่ี มไดผ ูก ไดแกเขตท่ี กรรณี ทางบานเมืองกําหนดไวแลวตามปกติสิลฏิ ฐพจน คาํ สละสลวย, คาํ ไพเราะ, ของเขา หรอื ทม่ี อี ยา งอน่ื ในทางธรรมชาติไดแกคําควบกับอีกคําหนึ่งเพ่ือใหฟง เปนเคร่ืองกําหนด สงฆถือเอาตามไพเราะในภาษา หาไดมีใจความพิเศษ กําหนดน้นั ไมว างกําหนดข้นึ เองใหมออกไปไม เชน ในคําวา “คณะสงฆ” สีมามีฉายาเปนนมิ ติ สมี าที่ทําเงาอยา งคณะ กค็ อื สงฆ ซึง่ แปลวา หมู หมายถึง ใดอยา งหนงึ่ มเี งาภเู ขาเปน ตน เปน นมิ ติหมแู หง ภกิ ษจุ าํ นวนหนงึ่ คาํ วา คณะ ใน (มตสิ มเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยา ทีน่ ี้เรยี กวา เปน สิลฏิ ฐพจน ในภาษาไทย วชริ ญาณวโรรสวา สีมาทีถ่ ือเงาเปน แนว เรยี กวา คําตดิ ปาก ไมไ ดเ พงเนอ้ื ความ นมิ ติ ) จัดเปน สมี าวบิ ัติอยา งหนึ่งสิสิระ, สิสริ กาล, สสิ ริ ฤดู ฤดเู ยือก, สมี าวิบตั ิ ความเสียโดยสมี า, เสยี เพราะฤดูทายหนาว (แรม ๑ ค่ํา เดือน ๒ ถึง เขตชุมนุม (ไมถ กู ตอ งหรอื ไมส มบูรณ) ,

สมี าสมบตั ิ ๔๔๕ สีมาสัมเภท สีมาใชไ มได ทําใหส ังฆกรรมซง่ึ ทํา ณ ท่ี ภาวนา (และเจริญพรหมวหิ ารขอ อื่นทกุ ขอ ) สมี าสมั เภท เปนขน้ั ตอนสําคญั ของ น้นั วิบตั ิคอื เสียหรือใชไ มไ ด (เปนโมฆะ) ความสาํ เรจ็ กลา วคือ เบื้องตน ผปู ฏบิ ัติ เจริญเมตตาตอบุคคลทรี่ กั เคารพเริ่มแต ไปดว ย, คัมภีรปรวิ ารแสดงเหตุใหก รรม เมตตาตอตนเองเพ่ือเอาตัวเปนพยาน แลว ขยายจากคนทรี่ กั มาก (ตอนนไ้ี มร วม เสยี โดยสีมา ๑๑ อยา ง เชน ๑. สมมติ เพศตรงขา มและคนที่ตายแลว ) ออกไป ยังคนที่รักที่พอใจ ตอไปสูคนท่ีเฉยๆ สมี าใหญเ กนิ กําหนด (เกนิ ๓ โยชน) เปนกลางๆ จนกระท่ังคนท่ีเกลียดชัง เปนศัตรูหรือคนคูเวร เมื่อใดทําใจให ๒. สมมติสีมาเลก็ เกนิ กําหนด (จไุ มพ อ เมตตาปรารถนาดีตอคน ๔ กลุมได เสมอกันหมด คอื ตอ ตนเอง ตอคนท่ี ภิกษุ ๒๑ รูปนง่ั เขา หตั ถบาสกัน) ๓. รัก ตอคนที่เปน กลางๆ และตอศัตรคู น คูเ วร เมอื่ น้นั เรยี กวาเปน “สมี าสัมเภท” สมมตสิ ีมามีนิมิตขาด ๔. สมมตสิ มี า (คือเหมือนกําแพงท่ีกั้นพังทลายใหสี่ แดนคือคนสี่กลุมน้ันรวมเขามาเปนอัน ฉายาเปนนิมิต ๕. สมมติสมี าไมมีนมิ ติ หน่ึงอันเดียว) ลุถึงข้ันท่ีมีจิตเมตตา เปนตนเสมอกันหมดตอสรรพสัตวท่ัว ฯลฯ, สังฆกรรมที่ทาํ ในที่เชน น้กี เ็ ทา กบั สรรพโลก ทําในที่มใิ ชส มี านัน่ เอง จึงยอมใชไมได; ในแงการปฏิบัติ เมื่อจติ หมดความ ดู วบิ ัติ (ของสงั ฆกรรม) แบงแยกรวมเรียบเสมอลงได กเ็ กดิ เปนสีมาสมบัติ ความพรอมมูลโดยสีมา, อปุ จารสมาธิ และสมี าสมั เภทนัน่ เองก็ ความสมบูรณแหงเขตชุมนุม, สีมาซ่ึง เปนนิมิตสําหรับการเจริญพรหมวิหาร- ภาวนา สงฆสมมติแลวโดยชอบ ไมวิบตั ิ ทําให ผูท่ีเจรญิ เมตตาก็ดี เจรญิ กรุณาก็ดี สังฆกรรมซึ่งทําใหสีมานั้นมีผลสมบูรณ เจริญมุทิตาก็ดี เม่ือเสพเจริญนิมิตนั้น ไป ในท่ีสุดก็จะเกิดเปนอัปปนาสมาธิ กลาวคือ สีมาปราศจากขอบกพรอง เขา ถงึ ปฐมฌาน แลว เสพเจริญนิมิตน้นั ตางๆ ที่เปนเหตุใหสีมาวิบัติ (ดู สีมา วิบตั ิ) สงั ฆกรรมซึ่งทาํ ณ ทีน้นั จงึ ชือ่ วา ทําในสีมา จึงใชไดในขอนี้; ดู สมบัติ (ของสังฆกรรม)สีมาสงั กระ สมี าคาบเก่ยี วกัน, เปน เหตุ สมี าวิบัติอยา งหน่ึงสีมาสัมเภท การทําเขตแดนใหระคน ปะปนกนั , การทลายขีดคนั่ รวมแดน 1. ในทางพระวนิ ยั หมายถึงการทีส่ มี ากา ย เกยคาบเกยี่ วกัน คือเปนสีมาสังกระ; ดู สีมาสังกระ 2. ในการเจริญเมตตา

สีลกถา ๔๔๖ สลี พั พตปรามาสตอ ไปอกี กจ็ ะเขา ถงึ ทตุ ยิ ฌาน และตตยิ - บุญกริ ยิ าวตั ถุ ๓ และ ๑๐)ฌาน ตามลําดบั ตอ จากตตยิ ฌานน้นั สีลวบิ ตั ิ เสียศีล, สําหรับภกิ ษุ คือตอ งเขาเจริญอเุ บกขาภาวนา จนกระทั่งมจี ติ อาบตั ปิ าราชิกหรือสงั ฆาทเิ สส (ขอ ๑เปนอุเบกขาตอสรรพสัตวเสมอกันได ในวิบตั ิ ๔)เปนสีมาสัมเภท และเสพเจริญนิมติ แหง สีลวิสุทธิ ความหมดจดแหงศีล คือสีมาสัมเภทนน้ั ไปจนเกดิ จตุตถฌาน รักษาศีลใหบริสุทธ์ิตามภูมิของตน ซ่ึงสําหรับบุคคลท่กี ลาวมานี้ เมือ่ มจี ติ จะชวยเปน ฐานใหเกิดสมาธิได (ขอ ๑เปนอัปปนาแลว ตั้งแตข นั้ ปฐมฌาน จะมี ในวสิ ทุ ธิ ๗)วกิ พุ พนา คือ เพราะจติ สงบปลอดโปรง สลี สัมปทา ถงึ พรอ มดว ยศลี คือ ถาเปนแคลวคลองและเปนจริง ก็จึงสามารถ คฤหัสถ ก็รักษากายวาจาใหเรียบรอยแผกผนั ปรบั แปรการแผเ มตตา เปน ตน ประพฤติอยูในคลองธรรม ถาเปน ภกิ ษุนั้น ท้ังในแบบทั่วตลอดไรขอบเขต ก็สาํ รวมในพระปาฏิโมกข มีมารยาทดีเปนอโนธโิ สผรณา ทั้งในแบบเจาะจง งาม เปน ตน (ขอ ๒ ในสมั ปรายกิ ตั ถ-จาํ กดั ขอบเขต เปน โอธโิ สผรณา และใน สงั วตั ตนกิ ธรรม ๔, ขอ ๑ ในจรณะ ๑๕)แบบจาํ เพาะทิศจาํ เพาะแถบ เปนทสิ า- สลี สามญั ญตา ความสมา่ํ เสมอกนั โดยศลีผรณา ชอ่ื วาเปน ผปู ระกอบพรอ มดวย คือ รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพ่ือนอปั ปมญั ญาธรรม; ดูแผเ มตตา,วกิ พุ พนา, ภกิ ษสุ ามเณร ไมท าํ ตนใหเ ปน ทนี่ า รงั เกยี จอโนธิโสผรณา,โอธิโสผรณา,ทสิ าผรณา ของหมคู ณะ (ขอ ๕ ในสาราณยี ธรรม ๖)สีลกถา ถอยคําที่ชักนําใหตั้งอยูในศีล สลี สิกขา ดู อธสิ ีลสิกขา สลี ัพพตปรามาส ความยึดถือวา บุคคล(ขอ ๖ ในกถาวัตถุ ๑๐)สลี ขันธ กองศีล, หมวดธรรมวา ดวยศลี จะบริสุทธิ์หลุดพนไดดวยศีลและวัตรเชน กายสุจริต สมั มาอาชวี ะ อินทรยี - (คือถือวาเพียงประพฤติศีลและวัตรใหสงั วร โภชเนมัตตัญตุ า เปน ตน (ขอ เครงครัดก็พอท่ีจะบริสุทธ์ิหลุดพนได๑ ในธรรมขนั ธ ๕) ไมตอ งอาศัยสมาธิและปญ ญากต็ าม ถอืสลี ขันธวรรค ตอนท่ี ๑ ใน ๓ ตอนแหง ศีลและวัตรท่ีงมงายหรืออยางงมงายก็ คมั ภรี ท ีฆนกิ าย พระสุตตันตปฎก ตาม), ความถือศีลพรต โดยสักวา ทาํสีลมยั บุญสําเร็จดว ยการรกั ษาศลี , ทํา ตามๆ กันไปอยางงมงาย หรือโดยนยิ มบุญดว ยการประพฤตดิ งี าม (ขอ ๒ ใน วา ขลงั วาศกั ดสิ์ ิทธิ์ ไมเ ขา ใจความหมาย

สลี ัพพตุปาทาน ๔๔๗ สหี นาทและความมุงหมายทแ่ี ทจริง, ความเชอ่ื พระอรหตั ทา นสมบูรณด ว ยปจจยั ลาภถือศกั ด์ิสิทธดิ์ ว ยเขา ใจวา จะมีไดด ว ยศีล และทําใหลาภเกิดแกภิกษุสงฆเปนอันหรือพรตอยางน้ีลวงธรรมดาวิสัย (ขอ มาก ไดรับยกยองวาเปนเอตทัคคะใน๓ ในสังโยชน ๑๐, ขอ ๖ ในสงั โยชน ทางมลี าภมาก๑๐ ตามนยั พระอภิธรรม) สหี นาท “การบนั ลือของราชสีห” หรือสีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นศีลและ “การบันลืออยางราชสีห”, การสําแดงวัตรดวยอาํ นาจกิเลส, ความถือมั่นศีล ความจรงิ ประกาศสถานะของตน หรือพรต คือธรรมเนียมทีป่ ระพฤติกันมาจน ยืนยันหลักการบนฐานแหงความจริงชินโดยเช่ือวาขลังเปนเหตุใหงมงาย, ดวยการช้ีแจงแถลงเร่ืองราวหรือขอมูลคัมภีรธัมมสังคณีแสดงความหมาย อยางเปดเผยตัวฉะฉานชดั แจง และไมอยางเดียวกับ สีลพั พตปรามาส (ขอ ๓ หวาดหว่ันครัน่ ครา ม เชน พระพทุ ธเจาในอุปาทาน ๔) ทรงบันลือสีหนาท ในกรณีท่ีมีผูตูหรือสีลานุสติ ระลึกถึงศีลของตนท่ีได กลา วรา ย แลว ลมลางคาํ ตหู รอื คาํ กลา วประพฤติมาดวยดีบริสุทธิ์ไมดางพรอย รา ยนนั้ ได สยบผตู ูผ ูกลาวรายหรือทาํ ให(ขอ ๔ ในอนสุ ติ ๑๐) เขายอมรบั และทาํ ใหผ ศู รทั ธายง่ิ มคี วามสวี ลี พระมหาสาวกองคห นง่ึ เปน พระ มั่นใจ, พระสูตรบางเร่ือง อรรถกถาโอรสพระนางสุปปวาสา ซ่ึงเปนพระ บอกวาเปนพุทธสหี นาททัง้ พระสูตร เชนราชธิดาของเจากรุงโกลิยะ ปรากฏวา ตั้ง วมี งั สกสตู ร (ม.มู.๑๒/๕๓๕/๕๗๖) ที่แตทานปฏิสนธิในครรภ เกิดลาภ พระพุทธเจาตรัสแสดงวิธีที่สาวกจะสกั การะแกพระมารดาเปนอนั มาก ตาม ตรวจสอบพระองค ใหเหน็ วามพี ระคุณตํานานวาอยูในครรภม ารดาถึง ๗ ป สมควรหรอื ไมทจ่ี ะเขา ไปหาเพือ่ ฟงธรรมพระมารดาเจบ็ พระครรภถงึ ๗ วัน ครง้ั จะไดมีศรัทธาท่ีประกอบดวยปญญา,ประสตู แิ ลว กท็ าํ กจิ การตา งๆ ไดท นั ที ตอ นอกจากการบันลือสีหนาทของพระพทุ ธมาทา นบวชในสาํ นกั ของพระสารบี ตุ ร ใน เจา แลว พบการบันลอื สหี นาทของพระวันท่ีบวช พอมีดโกนตัดกลมุ ผมคร้ังที่ สาวกมากแหง , บางแหงสหี นาทมาดวย๑ ไดบรรลุโสดาปตตผิ ล ครง้ั ที่ ๒ ได กันกับอาสภิวาจา (เชน พระสารีบุตรบรรลสุ กทาคามผิ ล คร้งั ท่ี ๓ ไดบ รรลุ เปลง อาสภวิ าจาบนั ลอื สหี นาท, ท.ี ม.๑๐/อนาคามิผล พอปลงผมเสร็จกไ็ ดส ําเร็จ ๗๗/๙๖) แตพ ระสาวกทเ่ี ปลง อาสภวิ าจา

สหี ล,สีหฬ ๔๔๘ สุขของคฤหัสถนนั้ ปรากฏนอ ยนกั เทา ทไ่ี ดพ บคอื พระ อยางอื่นอีก เชน ไมไดฌ านสมาบัติ ไมสารบี ตุ ร และพระอนรุ ทุ ธ; สงิ หนาท ก็ ไดอ ภญิ ญา เปนตน; ดู อรหันตใช; ดู อาสภวิ าจา สุกรขาตา ช่ือถา้ํ อยูท ่ภี ูเขาคชิ ฌกูฏ พระสหี ล, สหี ฬ ดู สิงหล นครราชคฤห ณ ที่นพ้ี ระสารีบตุ รไดสีหลทวปี “เกาะของชาวสิงหล”, เกาะ สาํ เร็จพระอรหตั เพราะไดฟงพระธรรมลงั กา, ประเทศศรีลงั กา เทศนาท่ีพระพุทธเจาทรงแสดงแกสีหไสยา นอนอยางราชสีห คือนอน ปรพิ าชกท่ีทีฆนขะ; ดู ทฆี นขะตะแคงขวา ซอนเทาเหลื่อมเทา มี สขุ ความสบาย, ความสําราญ, ความฉํา่สตสิ ัมปชัญญะ กําหนดใจถงึ การลกุ ขึน้ ชืน่ ร่ืนกายรื่นใจ มี ๒ คือ ๑. กายิกสุขไว (มีคาํ อธบิ ายเพิ่มอกี วา มอื ซา ยพาด สขุ ทางกาย ๒. เจตสกิ สขุ สขุ ทางใจ, อีกไปตามลาํ ตัว มอื ขวาชอ นศีรษะไมพ ลิก หมวดหนง่ึ มี ๒ คอื ๑. สามิสสุข สขุ องิ อามสิ คอื อาศยั กามคณุ ๒. นิรามสิ สุขกลบั ไปมา)สหี หนุ กษตั รยิ ศ ากยวงศ เปน พระราชบตุ ร สุขไมอิงอามิส คอื องิ เนกขัมมะ หรอืของพระเจาชยเสนะ เปนพระราชบิดา สุขท่ีเปน อิสระ ไมข ้ึนตอวัตถุ (ทานแบงของพระเจาสุทโธทนะ เปนพระอัยกา เปนคูๆ อยางนีอ้ ีกหลายหมวด)ของพระพุทธเจา สุขของคฤหัสถ สุขอันชอบธรรมท่ีผูสุกกะ นา้ํ กาม, นํ้าอสจุ ิ ครองเรอื นควรมี และควรขวนขวายใหสกุ โกทนะ กษัตรยิ ศากยวงศ เปน พระ มีอยูเสมอ มี ๔ อยา ง คอื ๑. อัตถิสขุราชบุตรองคที่ ๒ ของพระเจา สหี หนุ สุขเกิดจากความมที รพั ย (ทีไ่ ดมาดว ยเปนพระอนุชาของพระเจาสุทโธทนะ เรย่ี วแรงของตน โดยทางชอบธรรม) ๒.เปน พระบดิ าของพระเจา มหานาม และ โภคสุข สุขเกิดจากการใชจายทรัพยพระอนุรุทธะ (นวี้ า ตาม ม.อ.๑/๓๘๔; วนิ ย.ฏี. (เล้ียงตน เล้ียงคนควรเลี้ยง และทํา๓/๓๔๙ เปนตน แตวาตามหนงั สอื เรยี น ประโยชน) ๓. อนณสุข สุขเกิดจากเปนพระบิดาของพระอานนท) มีเร่ือง ความไมเ ปน หนี้ ๔. อนวชั ชสุข สุขเกิดราว (ธ.อ.๖/๑๕๙) ทแี่ สดงวา เจา สุกโกทนะ จากประกอบการอันไมมีโทษ (มีสุจรติ มีราชธิดาดว ย คอื เจา หญิงโรหิณี ท้ัง กาย วาจา และใจ), เฉพาะขอ ๔สุกขวิปสสก พระผูเจริญวิปสสนาลวน ตามแบบเรียนวา สุขเกิดแตประกอบสําเร็จพระอรหัต มิไดทรงคุณวิเศษ การงานทป่ี ราศจากโทษ

สขุ เวทนา ๔๔๙ สุคโตสุขเวทนา ความรูสกึ สุขสบาย (ขอ ๑ ใน สคุ ต สคุ ติ คตดิ ,ี ทางดาํ เนนิ ทด่ี ,ี แดนกาํ เนดิ อนัเวทนา ๓)สขุ สมบัติ สมบัตคิ ือความสขุ , ความถงึ ดที สี่ ตั วผ ทู าํ กรรมดตี ายแลว ไปเกดิ ไดแ ก มนษุ ย และ เทพ; ตรงขา มกบั ทคุ ต;ิ ดู คติพรอมดวยความสขุสขุ าวดี แดนทมี่ คี วามสขุ , เปน แดนสถติ สคุ โต (พระผมู พี ระภาคเจา นนั้ ) “เสด็จไป ของพระอมิตาภพุทธ ฝา ยมหายาน ดีแลว” คือ ทรงมที างเสด็จทด่ี ีงามอันไดสขุ มุ ละเอยี ด, ละเอยี ดออ น, นม่ิ นวล, ซงึ้ แกอริยมรรค, เสด็จไปสูที่ดีงามกลาวสขุ มุ รปู รูปละเอียด, ในพระไตรปฎก คือพระนิพพาน, เสด็จไปดวยดีโดยเรียกวา “อนทิ ัสสนอปั ปฏิฆรูป” คือเปน ชอบ กลาวคือ ทรงดาํ เนินรุดหนาไมรปู ท่มี องไมเห็นและกระทบไมไ ด มี ๑๖ หวนกลบั มาสกู เิ ลสที่ทรงละไดแ ลว ทรงอยา ง ไดแ ก อาโปธาตุ และอุปาทายรูป ดาํ เนนิ สผู ลสาํ เรจ็ ไมถ อยหลงั ไมก ลบั ตกที่เหลอื เวน ปสาทรปู และวิสัยรูป (คือ จากฐานะท่ีลุถึง ทรงดําเนินในทางอันเปนมหาภูตรปู ๑ และอุปาทายรูป ๑๕ ถูกตองคือมัชฌิมาปฏิปทา ไมเฉเชือนแจกแจงออกไปดงั น้ี อาโปธาตุ ๑ ภาว- ไปในทางทผ่ี ิด คอื กามสุขัลลกิ านุโยครปู ๒ หทยั รปู ๑ ชวี ติ รูป ๑ อาหารรูป ๑ และอตั ตกิลมถานุโยค เสด็จไปดี เสด็จปรจิ เฉทรปู ๑ วิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ท่ีใดก็ทรงทําประโยชนใหแกมหาชนในท่ี๓ และลกั ขณรูป ๔), สุขมุ รูปเหลานี้ รับ นน้ั เสดจ็ ไปโดยสวสั ดแี ละนาํ ใหเ กดิ ความ รูไมไดดวยประสาทท้ัง ๕ แตเปน สวสั ดี แมแ ตพ บองคลุ มิ าลมหาโจรราย ธรรมารมณ อนั รไู ดด วยใจ; ดู รูป ๒๘, ก็ทรงกลับใจใหเขากลายเปนคนดีไมมี อนทิ ัสสนอัปปฏิฆรูป, ธมั มายตนะ ภัย เสด็จผานไปแลวดวยดี ไดทรงสขุ มุ าลชาติ มพี ระชาตลิ ะเอยี ดออน, มี บําเพ็ญพุทธกจิ ไวบ รบิ รู ณ ประดิษฐาน ตระกูลสงู พระพทุ ธศาสนาไว เพ่ือชาวโลก ใหเ ปนสุคต ผูเสด็จไปดีแลว,เปนพระนามของ เครื่องเผล็ดประโยชนแกประชาชนท้ัง พระพทุ ธเจา ; ดู สุคโต ดว ย ปวงผูเกิดมาในภายหลัง, ทรงมีพระสุคตประมาณ ขนาดหรือประมาณของ วาจาดี หรือตรัสโดยชอบ คอื ตรสั แตค าํพระสคุ ต คอื พระพุทธเจา, เกณฑหรือ จรงิ แท ประกอบดว ยประโยชน ในกาลท่ีมาตรวดั ของพระสุคต ควรตรัส และบุคคลทค่ี วรตรัส (ขอ ๔สุคตาณัตติพจน พระดํารัสสั่งของพระ ในพทุ ธคณุ ๙)

สุคโตวาท ๔๕๐ สญุ ญตาสุคโตวาท โอวาทของพระสุคต, พระ เห็นความวาง หมดความยึดมั่น คือดํารัสสอนของพระพุทธเจา พจิ ารณาเหน็ นามรปู โดยความเปน อนตั ตาสคุ นธชาติ ของหอม, เครื่องหอม พดู สนั้ ๆ วา หลดุ พน เพราะเห็นอนตั ตาสุคนธวารี น้ําหอม (ขอ ๑ ในวิโมกข ๓)สุงกฆาตะ ดา นภาษี สุญญตสมาธิ สมาธิอันพิจารณาเห็นสุงสุมารคีระ ชื่อนครหลวงแหงแควน ความวาง ไดแก วิปส สนาท่ีใหถงึ ความภัคคะ ที่พระพทุ ธเจา ประทบั จาํ พรรษาท่ี หลดุ พนดว ยกาํ หนดอนัตตลักษณะ (ขอ๘; สุงสมุ ารครี ี กเ็ รียก ๑ ในสมาธิ ๓)สุจริต ประพฤติดี, ประพฤติชอบ, สุญญตา “ความเปน สภาพสญู ” ความวาง ประพฤติถูกตองตามคลองธรรม มี ๓ 1. ความเปนสภาพท่ีวางจากความเปน คือ ๑. กายสจุ รติ ประพฤตชิ อบดว ยกาย สัตว บุคคล ตัวตน เรา เขา เฉพาะ ๒. วจสี จุ ริต ประพฤตชิ อบดวยวาจา ๓. อยา งยง่ิ ภาวะที่ขันธ ๕ เปน อนัตตา คือ มโนสุจรติ ประพฤติชอบดวยใจ; เทยี บ ไรตัวมิใชตน วางจากความเปนตน ทุจรติ ตลอดจนวา งจากสาระตางๆ เชน สาระสุชาดา อบุ าสกิ าสําคญั คนหนึง่ เปน ธดิ า คือความเที่ยง สาระคือความสวยงามของผูมีทรัพยซึ่งเปนนายใหญแหงชาว สาระคือความสขุ เปน ตน, โดยปริยายบานเสนานิคม ตําบลอุรุเวลา ไดถวาย หมายถงึ หลักธรรมฝายปรมตั ถ ดังเชนขาวปายาส (ในคัมภีรท้ังหลาย นิยม ขนั ธ ธาตุ อายตนะ และปจ จยาการเรยี กเต็มวา “มธปุ ายาส”) แกพ ระมหา (อิทปั ปจ จยตา หรือ ปฏจิ จสมุปบาท) ท่ีบรุ ุษในเวลาเชาของวนั ท่จี ะตรัสรู มีบุตร แสดงแตตัวสภาวะใหเห็นความวางเปลาช่ือยส ซ่ึงตอมาออกบวชเปนพระ ปราศจากสัตว บุคคล เปนเพยี งธรรมอรหันต นางสุชาดาไดเ ปนปฐมอบุ าสกิ า หรือกระบวนธรรมลว นๆ 2. ความวา งพรอ มกับภรรยาเกา ของยสะ และไดร บั จากกเิ ลส มรี าคะ โทสะ โมหะ เปน ตนยกยองวาเปนเอตทัคคะ ในบรรดา กด็ ี สภาวะทวี่ างจากสังขารทงั้ หลายกด็ ีอุบาสิกาผูถงึ สรณะเปนปฐม; ดู ปายาส, หมายถึง นิพพาน 3. โลกุตตรมรรค ไดมธปุ ายาส, สูกรมทั ทวะ ชื่อวาปนสุญญตาดวยเหตุผล ๓สุญญตวิโมกข ความหลุดพนโดยวาง ประการ คือ เพราะลุดวยปญญาที่จาก ราคะ โทสะ โมหะ หมายถงึ มอง กําหนดพิจารณาความเปนอนตั ตา มอง

สญุ ญาคาร ๔๕๑ สุทธันตปริวาสเห็นภาวะท่ีสังขารเปนสภาพวาง (จาก หน่ึงของผูท่ีจะเจริญงอกงาม ไมวาจะความเปน สตั ว บุคคล ตัวตน) เพราะวาง เปนคฤหสั ถห รอื บรรพชิต โดยเปนเหตุจากกิเลสมีราคะเปนตน และเพราะมี ปจจัยใหไดปญญา ทเ่ี ปนเบ้อื งตน หรือสญุ ญตา คอื นิพพาน เปนอารมณ 4. เปนฐานของพรหมจรยิ ะ และเปนเครอื่ งความวาง ทีเ่ กดิ จากกําหนดหมายในใจ เจริญปญญาใหพัฒนาจนไพบูลยหรือทําใจเพ่ือใหความวางนั้นเปน บรบิ รู ณ (ที.ปา.๑๑/๔๔๔/๓๑๖) พระพทุ ธเจาอารมณของจิตในการเจริญสมาบตั ิ เชน จึงทรงสอนใหเปนผูมีสุตะมาก (เปนผูเจริญอากิญจัญญายตนสมาบัติ พหูสูต หรอื มพี าหสุ จั จะ) และเปนผูเขากําหนดใจถึงภาวะวางเปลาไมมีอะไร ถึงโดยสุตะ (อง.ฺ จตกุ กฺ .๒๑/๖/๙), (ขอ ๓เลย; สุญตา ก็เขยี น ในอรยิ วัฑฒิ ๕); เทยี บ ปญ ญา, ดู พหูสูต,สญุ ญาคาร “เรอื นวา ง”, โดยนยั หมายถงึ พาหุสัจจะสถานท่ีทีส่ งดั ปลอดคน ปราศจากเสียง สตุ ตนบิ าต ช่อื คัมภรี ท่ี ๕ แหงขุททก-รบกวน, มกั มาในขอ ความวา “ภิกษใุ น นกิ าย พระสตุ ตนั ตปฎ กธรรมวินัยนี้ ไปสปู า ก็ดี ไปสโู คนไม ก็ดี สตุ ตนั ตปฎก ดู ไตรปฎกไปสสู ุญญาคาร ก็ดี …” ซ่งึ ทานมัก สตุ บท คําวา สุต, สุตา; ดู ปาฏโิ มกขย ออธิบายวา สญุ ญาคาร ไดแก เสนาสนะ สุตพทุ ธะ ผูรเู พราะไดฟง , ผรู โู ดยสตุ ะ(อนั สงดั ) ทงั้ ๗ ทนี่ อกจากปา และโคนไม หมายถึง บคุ คลทเ่ี ปนพหูสูต; ดู พทุ ธะกลาวคอื ภเู ขา ซอกเขา ถาํ้ ปา ชา ปาชฏั สุตมยปญ ญา ดู ปญ ญา ๓ สทุ ธันตปริวาส ปรวิ าสที่ภกิ ษผุ ูตองการทแ่ี จง ลอมฟางสุตะ “สงิ่ สดับ”, สง่ิ ที่ไดฟ ง มา, สิ่งทไ่ี ดย นิ จะออกจากอาบัติสังฆาทิเสสอยูไปจนไดฟง, ความรจู ากการเลา เรียนหรือรับ กวาจะเห็นวาบริสุทธ์ิ หมายความวาถา ยทอดจากผอู น่ื , ขอ มลู ความรจู ากการ ภิกษุตองอาบัติสังฆาทิเสสแลวปดไวอา นการฟง บอกเลา ถา ยทอด; สาํ หรับผู หลายคราวจนจําจํานวนอาบัติและศึกษาปฏิบตั ิ “สตุ ะ” หมายถึงความรูท่ี จํานวนวันที่ปดไมไ ด หรอื จําไดแตบางไดเ ลาเรียนสดับฟง ธรรม ความรใู นพระ จํานวน ทานใหขอปริวาสประมวลธรรมวินัย ความรูคําสั่งสอนของพระ จํานวนอาบัติและจํานวนวันที่ปดเขาพทุ ธเจา ทีเ่ รยี กวา นวังคสตั ถุศาสน หรอื ดวยกัน แลวอยูใชไปจนกวาจะเห็นวาปรยิ ัต,ิ สุตะเปน คณุ สมบตั สิ าํ คัญอยาง บรสิ ทุ ธิ์ มี ๒ อยา งคอื จฬู สุทธันต-

สุทธาวาส ๔๕๒ สุพาหุปรวิ าส และ มหาสทุ ธันตปริวาส ๗ วนั กอนปรินพิ พานสุทธาวาส ที่อยูของทานผูบริสุทธิ์ท่ีเกิด สธุ รรมภิกษุ ชอื่ ภิกษุรปู หนงึ่ มีความมกัของพระอนาคามี ไดแ ก พรหม ๕ ช้นั ที่ ใหญ ไดดาจติ ตคฤหบดี และถกู สงฆสงู สุดในรปู าวจร คอื อวหิ า อตปั ปา ลงปฏสิ ารณยี กรรม ใหไ ปขอขมาคฤหบดีสทุ สั สา สุทัสสี อกนฏิ ฐา นนั้ นบั เปน ตน บญั ญตั ใิ นเรอื่ งน้ีสุทธิ ความบริสทุ ธ,์ิ ความสะอาดหมดจด สนุ ทร ดี, งาม, ไพเราะมี ๒ คอื ๑. ปริยายสทุ ธิ บรสิ ุทธิโ์ ดย สนุ ทรพจน คาํ พูดท่ไี พเราะ, คําพดู ทีด่ ;ีเอกเทศ (คือเพียงบางสวนบางแง) ๒. คําพูดอันเปนพิธีการ, คํากลาวแสดงนิปปริยายสุทธิ บริสุทธิ์โดยส้ินเชิง ความรูสึกที่ดีอยางเปนพิธีการในท่ี(ความบริสทุ ธิข์ องพระอรหันต) ประชุมสุทธิกปาจิตติยะ อาบัติปาจิตตียลวน สุนาปรนั ตะ ดู ปุณณสนุ าปรนั ตะคืออาบัติปาจิตตียที่ไมตองใหเสียสละ สุเนตตะ นามของพระศาสดาองคอนึง่ ในสิ่งของ มี ๙๒ สกิ ขาบท ตามปกตเิ รียก อดตี มคี ณุ สมบตั คิ อื กาเมสุ วตี ราโค (มีกันเพยี งวา ปาจิตติยะ หรอื ปาจติ ตีย ราคะไปปราศแลวในกามทั้งหลาย) มีสทุ โธทนะ กษัตริยศ ากยวงศซงึ่ เปนราชา ศษิ ยจาํ นวนมาก ไดเ จริญเมตตาจติ ถงึผคู รองแควน ศากยะ หรอื สกั กชนบท ณ ๗ ป แตกไ็ มอ าจพน จากชาติ ชรามรณะนครกบิลพัสดุ มีพระมเหสพี ระนามวา เพราะไมรูอริยศีล อริยสมาธิ อริย-พระนางสริ ิมหามายา หรอื เรียกสนั้ ๆ ปญญา และอรยิ วิมตุ ติวา มายา เมื่อพระนางมายาสวรรคตแลว สปุ ฏิปนฺโน (พระสงฆ) เปน ผปู ฏบิ ตั ิดีพระนางมหาปชาบดีโคตมีไดเปนพระ คือ ปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทามเหสีตอ มา พระเจาสุทโธทนะเปนพระ ปฏิบตั ิไมถ อยหลงั ปฏบิ ตั สิ อดคลอ งกบัราชบุตรองคที่ ๑ ของพระเจาสีหหนุ คําสอนของพระพุทธเจา ดํารงอยูในเปน พระราชบดิ าของพระสิทธตั ถะ เปน ธรรมวนิ ยั (ขอ ๑ ในสงั ฆคณุ ๙)พระอัยกาของพระราหุล และเปนพระ สุปปพุทธะ กษัตริยโกลยิ วงฆ เปนพระพทุ ธบดิ า พระองคส วรรคตในปท ่ี ๕ แหง ราชบตุ รองคท ี่ ๑ ของพระเจา อัญชนะพทุ ธกิจ กอ นสวรรคต พระพทุ ธเจา ได เปนพระบิดาของพระเทวทัตและพระเสด็จไปแสดงธรรมโปรดใหไดทรง นางยโสธราพิมพาบรรลุอรหัตผล และไดเสวยวิมุตติสุข สพุ าหุ บุตรเศรษฐเี มืองพาราณสี เปน

สภุ ทั ทะ ๔๕๓ สภุ ทั ทะวุฒบรรพชิต สหายของยสกุลบุตร ไดทราบขาว เขาเฝา แลว ทูลถามวา สมณพราหมณ ยสกุลบุตรออกบวช จึงไดบวชตาม เจาลัทธทิ ม่ี ีช่ือเสยี งทั้งหลาย คอื เหลา พรอมดว ยสหายอีก ๓ คน คอื วิมละ ครทู ัง้ ๖ น้ัน ลว นไดต รสั รจู ริงทง้ั หมด ปณุ ณชิ และควมั ปติ ไดเ ปน สาวกรนุ ตามท่ีตนปฏิญญา หรือไดตรัสรูเพียง แรกที่พระพุทธเจาสงไปประกาศพระ บางสวน หรือไมมีใครตรัสรูจริงเลย ศาสนา พระพุทธเจาทรงหามเสียและตรัสวาจะสุภัททะ ปจ ฉิมสักขิสาวก (สาวกผทู ัน ทรงแสดงธรรม คือ หลกั การหรอื หลกั เห็นองคสุดทาย) ของพระพุทธเจา ความจริงใหฟง แลว ตรสั วา อรยิ มรรค เรียกสัน้ ๆ วา ปจ ฉิมสาวก เดิมเปน มีองค ๘ หาไมไดในธรรมวินัยใด พราหมณตระกูลใหญ ตอมาออกบวช สมณะ (คอื อริยบคุ คลท้งั ๔) ก็หาไมไ ด เปน ปรพิ าชก อยใู นเมอื งกสุ นิ ารา ในวนั ท่ี ในธรรมวินยั นนั้ อริยมรรคมีองค ๘ หา พระพุทธเจาจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ไดในธรรมวินัยใด สมณะก็หาไดใน สุภทั ทปรพิ าชกไดย ินขา วแลว คดิ วาตน ธรรมวัยนั้น อริยมรรคมอี งค ๘ หาได มีขอสงสยั อยอู ยางหนง่ึ อยากจะขอให ในธรรมวินัยน้ี ลัทธิอ่ืนๆ วางจาก พระพุทธเจาทรงแสดงธรรมเพ่ือแกขอ สมณะ และตรัสสรุปวา ถาภิกษุท้ัง สงสัยน้ันเสียกอนท่ีจะปรินิพพาน จึง หลายเปนอยูโดยชอบ โลกก็จะไมวาง เดินทางไปยังสาลวัน ตรงไปหาพระ จากพระอรหันตท้ังหลาย เมื่อจบพระ อานนท แจงความประสงคจะเขาเฝา ธรรมเทศนา สภุ ทั ทปรพิ าชกเลอื่ มใส ทลู พระบรมศาสดา พระอานนทไดห ามไว ขอบรรพชาอปุ สมบท พระพทุ ธเจา ตรสั เพราะเกรงวาพระองคเหน็ดเหน่ือยอยู สั่งพระอานนทใหบวชสุภัททะในสํานัก แลว จะเปนการรบกวนใหทรงลําบาก ของพระองค โดยประทานพทุ ธานญุ าต สุภัททปริพาชกก็คะยั้นคะยอจะขอเขา พิเศษใหยกเวนไมตองอยูติตถิยปริวาส เฝา ใหได พระอานนทก็ยืนกรานหา มอยู ทา นสภุ ทั ทะบวชแลว ไมน าน (อรรถกถา ถึง ๓ วาระ จนพระผูมพี ระภาคทรงได วาในวันน้ันเอง) ก็ไดบรรลุอรหัตตผล ยินเสียงโตตอบกันน้ัน จึงตรัสสั่งพระ นบั เปน พทุ ธปจ ฉมิ สกั ขสิ าวก อานนทวาสุภัททะมุงหาความรู มิใช สภุ ัททะ วฒุ บรรพชติ “พระสภุ ทั ทะผู ประสงคจะเบียดเบียนพระองค ขอให บวชเมื่อแก” ซึ่งเปนตนเหตุแหงการ ปลอยใหเขาเขา เฝาเถิด สภุ ัททปริพาชก ปรารภทีจ่ ะสังคายนาครัง้ ท่ี ๑ กอนบวช

สภุ าพ ๔๕๔ สภุ ูติเปนชางตัดผมในเมืองอาตุมา มีบุตร รองไหคร่ําครวญเปนอันมาก ในขณะชาย ๒ คน ออกบวชแลวคราวหนงึ่ ได นั้นเองพระสุภัททะวุฒบรรพชิต ก็รอ งขาววาพระพุทธเจาพรอมดวยสงฆหมู หามขนึ้ วา “อยาเลย ทา นผมู ีอายุ พวกใหญจะเสด็จมายังเมืองอาตุมา จึงให ทานอยาเศราโศก อยารา่ํ ไหไ ปเลย พวกบุตรท้ังสองเอาเครื่องมือตัดผมออกไป เราพนดีแลว พระมหาสมณะน้ันคอยเท่ียวขอตัดผมตามบานเรือนทุกแหง เบียดเบียนพวกเราวา สิ่งนี้ควรแกเธอแลกเอาเคร่ืองปรุงยาคูมาไดมากมาย สง่ิ นไ้ี มค วรแกเ ธอ บดั นพี้ วกเราปรารถนาแลวบัญชาการใหผูคนจัดเตรียมขาว สงิ่ ใด กจ็ กั กระทาํ สงิ่ นน้ั ไมป รารถนาสงิ่ยาคูไวเปนอันมาก เม่ือพระพุทธเจา ใด กจ็ กั ไมก ระทาํ สงิ่ นน้ั ” พระมหากสั สป-เสด็จมาถึง ก็นําเอาขาวยาคูนั้นเขาไป เถระไดฟงแลวเกิดธรรมสังเวช ดําริวาถวาย พระพทุ ธเจา ตรสั ถาม ทรงทราบ พระพทุ ธเจา ปรนิ พิ พานเพยี ง ๗ วนั ก็ความวาพระสุภัททะไดขาวนั้นมาอยาง ยังเกิดเสี้ยนหนามข้ึนแลวในพระศาสนาไรแลว ไมท รงรับ และทรงตเิ ตียน แลว หากตอไปคนชั่วไดพวกพองมีกําลังเติบทรงบัญญัติสิกขาบท ๒ ขอคือ กลาข้นึ ก็จะทาํ พระศาสนาใหเสอ่ื มถอยบรรพชิตไมพึงซักชวนคนทําในส่ิงท่ีเปน ดงั นนั้ หลงั จากเสรจ็ งานถวายพระเพลิงอกัปปย ะ และภิกษุผเู คยเปน ชา งกัลบก พระพทุ ธสรีระแลว ทา นจงึ ไดย กถอยคําไมพึงเก็บรักษาเคร่ืองตัดโกนผมไว ของสุภัททะวุฒบรรพชิต ซ่ึงเรียกกันประจําตัว จากการที่ไดถูกติเตียนและ สั้นๆ วา คาํ กลาวจว งจาบพระธรรมวนิ ยัเสียของเสียหนาเสียใจในเหตุการณคร้ัง น้ีข้ึนเปนขอปรารภ ชักชวนพระเถระนน้ั พระสภุ ทั ทะกไ็ ดผกู อาฆาตไว ตอ ท้ังหลายรวมกันทําสังคายนาคร้ังแรก;มา เม่ือพระพุทธเจาเสด็จดับขันธ- สภุ ัททวุฑฒบรรพชติ กเ็ ขียน (คําบาลวี าปรินพิ พานแลว ได ๗ วัน พระสภุ ทั ทะ สภุ ทฺโท วฑุ ฺฒปพฺพชโิ ต)รวมอยูในคณะของพระมหากัสสปเถระ สุภาพ เรียบรอย, ออนโยน, ละมุนซึ่งกําลังเดินทางจากเมืองปาวาสูเมือง ละมอ มกุสินารา ระหวางทางนนั้ คณะไดท ราบ สุภาษิต ถอยคําที่กลา วดแี ลว , คําพดู ท่ีขาวพุทธปรินิพพานจากอาชีวกผูหนึ่ง ถือเปนคติไดภกิ ษทุ ั้งหลายทีย่ ังไมส ิ้นราคะ (คือพระ สุภูติ พระมหาสาวกองคหน่ึงเปนบุตรปุถชุ น โสดาบนั และสกทาคาม)ี พากนั สุมนเศรษฐี ในพระนครสาวตั ถี ไดไ ป

สุมนะ ๔๕๕ สุวรรณภูมิรวมงานฉลองวัดเชตวันของทานอนาถ- สุรเสนะ ช่ือแควนหนึ่งในบรรดา ๑๖บิณฑิกเศรษฐี ไดฟงพระธรรมเทศนา แควน ใหญแ หง ชมพทู วีป ต้งั อยูทางใตของพระศาสดา มีความเลอื่ มใสบวชใน ของแควน กุรุ ระหวา งแมน ้าํ สนิ ธกุ บั แมพระพุทธศาสนา ตอมาเจริญวิปสสนา น้ํายมุนาตอนลาง นครหลวงชื่อมธุราทาํ เมตตาฌานใหเปนบาท ไดสาํ เร็จพระ แตปจ จบุ นั เรยี กมถรุ า (Mathura)อรหัต พระศาสดาทรงยกยองวาเปน สรุ า เหลา, น้ําเมาท่กี ล่ันแลวเอตทัคคะ ๒ ทาง คือในทางอรณวหิ าร สุราบาน การด่มื เหลา , นํา้ เหลา(เจริญฌานประกอบดวยเมตตา) และ สุราปานวรรค ตอนท่ีวา ดว ยเรอ่ื งดมื่ น้าํเปน ทักขิไณยบุคคล เมา เปน ตน เปน วรรคท่ี ๖ ในปาจติ ตยิ -สมุ นะ ชอื่ พระเถระองคห น่ึงในการกสงฆ กณั ฑ สุรามฤต น้ําที่ทําผูด่ืมใหไมตายของผูทาํ สงั คายนาครงั้ ท่ี ๒สุมังคลวิลาสินี ชื่อคัมภีรอรรถกถา เทวดา, น้าํ อมฤตของเทวดาอธิบายความในทีฆนิกาย แหงพระ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณีสุตตันตปฎ ก พระพทุ ธโฆสาจารยเรยี บ เวนจากนาํ้ เมา คือสุราและเมรัย อนั เปนเรียงขึ้น โดยอาศัยอรรถกถาเกาภาษา ทตี่ ้งั แหงความประมาท (ขอท่ี ๕ ในศลีสงิ หฬทส่ี บื มาแตเ ดมิ เปน หลกั เมอื่ พ.ศ. ๕ ศีล ๘ และศีล ๑๐)ใกลจะถึง ๑๐๐๐; ดู โปราณัฏฐกถา, สุริยคติ การนับวันโดยถือเอาการเดินอรรถกถา ของพระอาทิตยเ ปน หลกั เชน วันท่ี ๑,สุเมรุ ชือ่ หน่งึ ของภเู ขาเมรุ; ดู เมรุ ๒, ๓ เดือนเมษายน เปนตนสุรนาทโวหาร ถอ ยคําทีฮ่ ึกหา ว สรุ ิยปุ ราคา การจับอาทติ ย คอื เงาดวงสุรสิงหนาท การเปลงเสียงพูดอยาง จนั ทรบ งั ดวงอาทิตยองอาจกลา หาญ หรือพระดํารสั ทเี่ ราใจ สวุ รรณภูมิ “แผน ดินทอง”, “แหลมทอง”,ปลุกใหตื่นฟนสติขึ้น เหมือนด่ังเสียง ดินแดนที่พระเจาอโศกมหาราชทรงบันลือของราชสีห เชนที่พระพุทธเจา อปุ ถมั ภก ารสง พระโสณะและพระอตุ ตระตรัสวา “กิจอยา งใด อันพระศาสดาผู หวั หนาพระศาสนทตู สายท่ี ๘ (ใน ๙เอ็นดู แสวงประโยชน เพ่ือสาวกทั้ง สาย) ไปประกาศพระศาสนา ปราชญหลายจะพึงทํา กิจน้ันอันเราทาํ แลวแก สันนิษฐานวาไดแกดินแดนบริเวณพวกเธอทกุ อยาง” จังหวัดนครปฐม (พมาวาไดแกเมือง

สู ๔๕๖ สตู รสะเทมิ หรอื สธุ รรมนครในประเทศพมา ), เมื่อเสด็จถึงเมืองกุสินาราแลว ก็เสด็จสุวรรณภูมิปรากฏในรายชื่อดินแดน ดบั ขนั ธปรินพิ พานในราตรนี ั้นตางๆ ในคัมภีรมหานิทเทส แหงพระ “สูกรมัททวะ” นี้ มักแปลกนั วา เนื้อสตุ ตนั ตปฎ ก ซ่ึงมีชวาดว ย และถัดจาก สุกรออน แตอรรถกถาแปลตางเปนสวุ รรณภูมิ ก็มีตมั พปณ ณิ (ชว คจฺฉติ หลายนัย อรรถกถาแหงหน่ึงใหความ… สวุ ณณฺ ภมู ึ คจฉฺ ติ ตมพฺ ปณณฺ ึ คจฉฺ ต,ิ หมายไวถงึ ๔ อยา ง (อุ.อ.๔๒๗) วา ๑.ข.ุ ม.๒๙/๒๕๔/๑๘๘, ๘๑๐/๕๐๔) ช่ือเหลาน้ี มหาอัฏฐกถาซ่ึงเปนอรรถกถาโบราณจะตรงกบั ดินแดนทเี่ ขา ใจกัน หรือเปน บอกไวว า เปน เนือ้ หมู ทนี่ มุ รสสนิท ๒.ชอ่ื พอง หรือตงั้ ตามกัน ไมอ าจวินจิ ฉยั อาจารยบางพวกวาเปนหนอไม ที่หมูใหเดด็ ขาดได (ในชั้นอรรถกถา มเี รื่อง ชอบไปดดุ ยาํ่ ๓. อาจารยอ กี พวกหน่งึราวมากมาย เกย่ี วกับคนลงเรอื เดินทาง วาเปนเห็ด ซึ่งเกิดในบรเิ วณที่หมดู ุดยา่ํ ทะเลจากชมพทู วีปไปยังสวุ รรณภูม)ิ ; ดู และ ๔. ยังมอี าจารยพ วกอื่นอกี วา เปน ตัมพปณณิ ยาอายุวฒั นะขนานหนึ่ง สว นอรรถกถาสู ทา น อีกแหงหน่ึง (ที.อ.๒/๑๗๒) บอกความสูกรมัททวะ ช่ืออาหารซึ่งนายจุนทะ หมายไว ๓ นยั วา เปน เนือ้ หมตู ัวเอกท่ไี มกัมมารบตุ ร แหงเมอื งปาวา ถวายแด ออนไมแกเกินไป บางวาเปนขาวที่นุมพระพุทธเจา ในวันเสด็จดับขันธ- นวลกลมกลอม ซึ่งมีวิธีปรุงโดยใชปรินิพพาน เปน บิณฑบาตมือ้ สุดทายท่ี เบญจโครส (ผลผลติ จากน้ํานมโค ๕พระพุทธเจาเสวยกอนจะเสด็จดับขันธ- อยา ง คอื นมสด นมเปรี้ยว เปรียง เนยปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธเจาตรัสวาเปน ใส เนยขน ) บา งวาเปน ยาอายุวัฒนะ; ดูบิณฑบาตที่มีผลเสมอกับบิณฑบาตที่ พุทธปรินพิ พานพระองคเสวยแลวไดต รสั รสู มั มาสัมโพธิ สญู วางเปลา, หายส้ินไป; ในทางธรรมญาณ และบิณฑบาต ๒ คร้งั น้มี ผี ลมี “สูญ” มคี วามหมายหลายแงห ลายระดบัอานิสงสมากย่ิงกวาบิณฑบาตครั้งอ่ืนใด พึงศกึ ษาในคําวา สญุ ญตา, และพงึ แยกทั้งส้ิน (ที.ม.๑๐/๑๒๖/๑๕๘; บิณฑบาตที่ จากคาํ วา “ขาดสญู ” ซงึ่ หมายถงึ อจุ เฉทะเสวยในวันตรสั รู คือขา วมธปุ ายาสทีน่ าง ซง่ึ พงึ ศกึ ษาในคาํ วา อจุ เฉททฏิ ฐิสุชาดาถวาย), หลังจากเสวยสกู รมทั ทวะ สตู ร พระธรรมเทศนาหรือธรรมกถาเรือ่ งแลว พระพุทธเจา ก็ประชวรหนกั และ หน่ึงๆ ในพระสตุ ตันตปฎ ก แสดงเจอื

สูปะ ๔๕๗ เสนาสนะดวยบุคคลาธิษฐาน, ถาพูดวา พระสตู ร ขอ ปฏบิ ตั ขิ องพระเสขะ ไดแ ก จรณะ ๑๕มกั หมายถงึ พระสตุ ตนั ตปฎ กทงั้ หมด เสขภูมิ ภมู ิของพระเสขะ, ระดบั จิตใจสปู ะ แกง; คกู บั พยัญชนะ 2. และคุณธรรมของพระอริยบุคคลท่ียังเสกขสมมต ผูไดรับสมมติเปนเสขะ ตอ งศกึ ษาหมายถึงครอบครัวที่สงฆประชุมตกลง เสขิยวัตร วัตรที่ภิกษุจะตองศึกษา,แตงต้ังใหเปนเสขะ ภิกษุใดไมเจ็บไข ธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาทท่ีภิกษุพึงและเขาไมไดน มิ นตไว ไปรับเอาอาหาร สาํ เหนียกหรือพึงฝกฝนปฏบิ ตั ิ มี ๗๕จากครอบครัวน้ันมาขบฉนั ตอ งอาบัติ สกิ ขาบท จาํ แนกเปน สารปู ๒๖, โภชน-เปนปาฏิเทสนยี ะสกิ ขาบทที่ ๓ ปฏิสังยุต ๓๐, ธัมมเทสนาปฏิสังยุตเสกขสมมติ สังฆกรรมที่สงฆประกาศ ๑๖ และปกิณกะคือเบ็ดเตลด็ ๓, เปนความตกลงต้ังสกุลคือครอบครัวที่ยิ่ง หมวดที่ ๗ แหงสิกขาบท ในบรรดาดวยศรทั ธาแตหยอนดวยโภคะ ใหเ ปน สิกขาบท ๒๒๗ ของพระภกิ ษุ ทานใหเสกขสมมต คอื ใหถือวาเปน เสขะ เพือ่ มิ สามเณรถือปฏิบัติดว ยใหภกิ ษรุ บกวนไปรบั อาหารมาฉัน นอก เสตกัณณิกคม นิคมท่ีกั้นอาณาเขตจากไดร ับนิมนตไ วกอน หรืออาพาธ; ดูที่ มชั ฌิมชนบท ดานทศิ ใตปกาสนียกรรม, อสัมมขุ ากรณยี  เสโท, เสท น้าํ เหงอื่ , ไคลเสขะ ผูยังตองศึกษา ไดแก พระ เสนา กองทพั ในครัง้ โบราณหมายถึงพลอรยิ บคุ คลทย่ี ังไมบ รรลอุ รหัตตผล โดย ชาง พลมา พลรถ พลเดินเทา เรยี กวาพิสดารมี ๗ คือ ทา นผตู ง้ั อยใู นโสดา- จตุรงคนิ ีเสนา (เสนามีองค ๔ หรือเสนาปตติมรรค ในโสดาปตติผล ใน สเ่ี หลา)สกทาคามมิ รรค ในสกทาคามิผล ใน เสนานิคม ช่ือหมูบานในตําบลอุรุเวลาอนาคามิมรรค ในอนาคามผิ ล และใน นางสุชาดาผูถวายขาวปายาสแดพระอรหตั ตมรรค, พดู เอาแตระดับเปน ๓ มหาบรุ ษุ ในวนั ทจี่ ะตรสั รู อยทู ห่ี มบู า นน้ีคอื พระโสดาบนั พระสกทาคามี พระ เสนามาตย ขา ราชการฝา ยทหารและพลอนาคามี; คูกบั อเสขะ เรอื นเสขบคุ คล บคุ คลทย่ี งั ตอ งศกึ ษาอยู; ดู เสนามาร กองทพั มาร, ทหารของพระยาเสขะ มารเสขปฏิปทา ทางดําเนินของพระเสขะ, เสนาสนะ เสนะ “ทีน่ อน” + อาสนะ “ท่ี

เสนาสนขันธกะ ๔๕๘ โสณะ, โสณกะน่งั ” หมายเอาทีอ่ ยอู าศยั เชน กุฏิ วิหาร กระจดั กระจายสบั สนกบั ทอ่ี น่ื เปน ตนและเครือ่ งใชเ กีย่ วกบั สถานที่ เชน โตะ เสนาสนะปา เสนาสนะอันอยูไกลจากเกาอ้ี แมโคนไม เม่อื ใชเ ปน ทีอ่ ยอู าศยั บา นคนอยางนอ ย ๒๕ เสนกเ็ รียกเสนาสนะ เสพ บรโิ ภค, ใชส อย, อยอู าศยั , คบหาเสนาสนขนั ธกะ ช่ือขันธกะท่ี ๖ แหง จลุ เสพเมถุน รว มประเวณ,ี รวมสังวาสวรรคในพระวินัยปฎก วาดวยเร่ือง เสมหะ เสลด, เมือกท่อี อกจากลาํ คอหรือเสนาสนะ ลําไสเสนาสนคาหาปกะ ผูใหถือเสนาสนะ เสมหฺ สมุฏ านา อาพาธา ความเจบ็ ไขหมายถงึ ภกิ ษผุ ูไดร บั สมมติ คอื แตงต้ัง มเี สมหะเปนสมุฏฐาน; ดู อาพาธจากสงฆ ใหเปนผูทําหนาท่ีจัดแจก เสละ พระมหาสาวกองคหน่ึง เกิดในเสนาสนะของสงฆ วาจะใหภิกษุรูปใด ตระกลู พราหมณ ในอังคุตตราปะ เรียนเขาอยูที่ไหน, เปน ตาํ แหนง หนงึ่ ในบรรดา จบไตรเพท เปนคณาจารยสอนศิษยเจา อธกิ ารแหงเสนาสนะ ๓๐๐ คน ไดพ บพระพทุ ธเจาทีอ่ าปณ-เสนาสนปจจัย ปจจัยคือเสนาสนะ, นิคม เหน็ วา พระองคส มบรู ณดวยมหา-เคร่ืองอาศัยของชีวิตที่อยู เปนอยาง ปุริสลักษณะครบถวนและไดทูลถามหนง่ึ ในปจ จยั ส่ี ปญหาตา งๆ เมอื่ ฟงพระดาํ รสั ตอบแลวเสนาสนปญ ญาปกะ ผูแตงตงั้ เสนาสนะ มคี วามเล่อื มใส ขอบวช ตอ มาไมช า กไ็ ดหมายถงึ ภิกษุผไู ดรับสมมติ คือ แตงตั้ง บรรลุพระอรหัตจากสงฆ ใหเปนผูม หี นาทจ่ี ัดแจงแตงตง้ั แสโ ทษ หาความผดิ ใส, หาเรือ่ งใหดูแลความเรียบรอยแหงเสนาสนะ แสนยากร หมทู หาร, กองทัพสําหรับภิกษุท้ังหลายจะไดเขาพักอาศัย, โสกะ ความโศก, ความเศรา , ความมใี จเปนตําแหนงหนึ่งในบรรดา เจาอธิการ หมนไหม, ความแหงใจ, ความรูสึกแหง เสนาสนะ หมองไหมใจแหงผาก เพราะประสบเสนาสนวัตร ธรรมเนียมหรือขอที่ภิกษุ ความพลัดพรากหรือสูญเสียอยางใดควรปฏิบตั ิเกีย่ วกับเสนาสนะ เชน ไมท าํ อยางหน่ึง (บาล:ี โสก; สันสกฤต: โศก)เปรอะเปอ น รักษาความสะอาด จดั วาง โสกาดรู เดอื ดรอ นดว ยความโศก, รอ งไหของใหเปนระเบียบเรียบรอย ใชสอย สะอึกสะอืน้ระวังไมทําใหชํารุดและเก็บของใชไมให โสณะ, โสณกะ พระเถระรูปหนึ่งใน

โสณกฏุ ิกัณณะ ๔๕๙ โสณาจาํ นวน ๒ รูป (อกี รูปหน่งึ คือ พระ เดมิ เปน กลุ บตุ รชอื่ โสณะ ตระกลู โกฬวิ สิ ะอุตตรเถระ) ที่พระโมคคัลลีบุตรติสส- เปนบุตรของอุสภเศรษฐี แหงวรรณะเถระ สงเปนพระศาสนทูตมาประกาศ แพศย ในเมืองกาฬจัมปากะ แควนพระศาสนา ในดนิ แดนสุวรรณภูมิ เมอ่ื อังคะ โสณกุลบุตรมีลักษณะพิเศษในเสร็จสิ้นการสังคายนาครั้งท่ี ๓ รางกาย คือ มฝี ามือฝา เทา ออนนุม และ(ประมาณ พ.ศ. ๒๓๔) นบั เปน สายหน่งึ มีขนออนขึ้นภายใน อีกท้ังมีความเปนในพระศาสนทูต ๙ สาย อยูอยางดี ไดรับการบํารุงบําเรอทุกโสณกุฏิกัณณะ พระมหาสาวกองคห นึ่ง ประการ อยใู นปราสาท ๓ ฤดู จงึ ไดเปนบตุ รของอบุ าสิกา ช่ือ กาฬี ซ่งึ เปน สมญาวา เปน สขุ มุ าลโสณะ ตอ มาพระพระโสดาบนั เกดิ ทีบ่ า นเดิมของมารดา เจาพิมพิสารทรงสดับกิตติศัพท จึงรับในเมืองราชคฤหแลวกลับไปอยูใน ส่ังใหโสณะเดินทางไปเฝาและใหแสดงตระกูลบิดาที่แควนอวันตี ทักขิณาบถ ขนท่ีฝามือฝาเทาใหทอดพระเนตรพระมหากัจจายนะใหบรรพชาเปน คราวน้ันโสณะมีโอกาสไดไปเฝาพระสามเณรแลวรอตอ มาอกี ๓ ป เม่อื ทาน พุทธเจา ไดส ดับพระธรรมเทศนา เกิดหาภกิ ษไุ ด ๑๐ รปู แลวจึงใหอ ปุ สมบท ความเลื่อมใสขอบวช ทานทําความเปนภิกษุ บวชแลวไมนานก็สาํ เร็จพระ เพียรอยางแรงกลาจนเทาแตกและเริ่มอรหตั ตอ มา ทา นไดเ ดินทางมาเฝา พระ ทอแทใจ พระพุทธเจาจึงทรงประทานศาสดาทเ่ี มอื งสาวัตถพี รอ มท้ังนาํ ความท่ี โอวาทดวยขออุปมาเรื่องพิณสามสายพระอุปชฌายส่ังมากราบทูลขอพระ ทานปฏิบัติตาม ไมชาก็ไดสําเร็จพระพุทธานญุ าตดวยรวม ๘ ขอ ทําใหเกดิ มี อรหัต พระศาสดาทรงยกยองวาเปนพระพุทธานุญาตพิเศษสําหรับปจจันต- เอตทคั คะในทางปรารภความเพยี รชนบท เชน ใหส งฆมีภิกษุ ๕ รูปให โสณทณั ฑพราหมณ พราหมณช ่อื โสณ-อปุ สมบทได ใหใ ชรองเทา หนาหลายชัน้ ทัณฑะ เปนผูท่ีพระเจาพิมพิสารใหได ใหอ าบน้ําไดตลอดทกุ เวลา เปนตน ปกครองนครจมั ปาทานแสดงธรรมมีเสยี งไพเราะแจมใสชัด โสณทัณฑสตู ร สูตรที่ ๔ ในคัมภีรท ฆี -เจน จึงไดรับยกยองจากพระศาสดาวา นกิ าย สลี ขนั ธวรรค พระสตุ ตันตปฎก เปน เอตทคั คะ ในทางกลา วกลั ยาณพจน ทรงแสดงแกโสณทัณฑพราหมณโสณโกฬิวิสะ พระมหาสาวกองคหน่ึง โสณา พระมหาสาวิกาองคหนง่ึ เปน ธิดา

โสดาบัน ๔๖๐ โสตสัมผัสสชาเวทนาของผูมีตระกูลในพระนครสาวัตถี ได ๗ คร้งั เปนอยางมากแตง งาน มีบตุ รชาย ๑๐ คน ซง่ึ ลวนมี โสดาปตติผล ผลคือการถึงกระแสสูรูปรา งงามสงา ตอ มา สามพี รอมทง้ั บตุ ร นิพพาน, ผลทไ่ี ดรับจากการละสกั กาย-ท้ังสิบน้ันออกบวช ตัวทานชราลงแลว ทิฏฐิ วจิ กิ ิจฉา สีลัพพตปรามาส ดว ยเห็นวา ไมค วรอยเู ดยี วดาย จงึ ออกบวช โสดาปตติมรรค ทําใหไดเปนพระเปน ภิกษุณี มีความเพียรแรงกลา เจรญิ โสดาบนัวปิ ส สนา ไดบ รรลุพระอรหัต ไดรบั ยก โสดาปตติมรรค ทางปฏิบัติเพ่ือบรรลุยองวาเปนเอตทคั คะในทางปรารภความ ผล คือความเปนพระโสดาบนั , ญาณเพยี ร; อยา งไรกด็ ี ประวตั นิ ี้ เลาตาม คอื ความรเู ปนเหตุละสงั โยชนไ ด ๓ คือเรื่องในคัมภรี อปทาน (ในเถรีคาถา ก็ สักกายทฏิ ฐิ วจิ ิกิจฉา สลี ัพพตปรามาสเลา ไวค ลา ยกนั แมจ ะสน้ั กวามาก) แต โสต ห,ู ชองหูในอรรถกถาแหงเอกนิบาต อังคุตตร- โสตถิยะ ช่ือคนหาบหญาท่ีถวายหญา แดนกิ าย ทานเลาเร่ืองตา งออกไปวา กอ น พระมหาบุรุษในวันทจี่ ะตรสั รู พระองคบวช พระโสณามบี ุตรและธดิ ามาก เมือ่ รับหญาจากโสตถิยะแลวนําไปลาดตางบุตรธิดามีครอบครัวแยกออกไปแลว บัลลังก ณ ควงตนพระศรีมหาโพธ์ิตอมา มีอาการแสดงออกท่ีขาดความ ดานทิศตะวันออก แลวประทับนั่งขัดเคารพตอ ทา น ทาํ ใหท า นไมเ หน็ ประโยชน สมาธิผินพระพกั ตรไ ปทางทศิ ตะวนั ออกที่จะอยูครองเรือนตอไป จึงออกบวช จนกระท่งั ตรัสรูและเปนที่เรียกขานกันวา “พระโสณา โสตถวิ ดี ช่ือนครหลวงของแควน เจตีเถรีผมู ลี ูกมาก” จนกระทั่งตอ มา ทาน โสตวิญญาณ ความรูที่เกิดขึ้นเพราะบําเพ็ญเพียรและไดบรรลุอรหัตตผล เสียงกระทบหู, เสียงกระทบหู เกิดแลว จึงเปนท่ีรูจักกันในนามใหมวา ความรูข้ึน, การไดย นิ (ขอ ๒ ใน“พระโสณาเถรผี เู พียรมุงมั่น” วญิ ญาณ ๖)โสดาบัน ผูถึงกระแสที่จะนําไปสูพระ โสตสมั ผสั อาการท่ีหู เสียง และโสต-นพิ พาน, พระอรยิ บคุ คลผูไ ดบ รรลุโสดา วิญญาณประจวบกนั เกิดการไดยนิปต ตผิ ล มี ๓ ประเภทคอื ๑. เอกพีชี โสตสัมผัสสชาเวทนา เวทนาที่เกิดขึ้นเกดิ อีกครัง้ เดียว ๒. โกลงั โกละ เกดิ อกี เพราะโสตสัมผัส, ความรูสึกที่เกิดข้ึน๒–๓ ครง้ั ๓. สตั ตกั ขตั ตปุ รมะ เกิดอกี เพราะการทีห่ ู เสียง และโสตวญิ ญาณ

โสภณเจตสกิ ๔๖๑ ไสยาสนกระทบกัน ศาสดา มีความเล่ือมใส ขอบวช ไมช าก็โสภณเจตสิก เจตสิกฝา ยดงี าม มี ๒๕ บรรลุพระอรหัต ไดรับยกยองวาเปนแบงเปน ก. โสภณสาธารณเจตสิก เอตทคั คะในทางปพุ เพนวิ าสนสุ สตญิ าณ(เจตสิกท่ีเกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง) โสมนัส ความดใี จ, ความสขุ ใจ, ความ๑๙ คือ ศรทั ธา สติ หริ ิ โอตตัปปะ ปลาบปลม้ื ; ดู เวทนาอโลภะ อโทสะ ตัตรมัชฌตั ตตา (ความ โสรจั จะ ความเสงย่ี ม, ความมอี ัธยาศัยเปน กลางในอารมณน นั้ ๆ=อเุ บกขา) กาย- งาม รักความประณตี หมดจดและสงบปส สทั ธิ ความคลายสงบแหง กองเจตสกิ ) เรียบรอย (ขอ ๒ ในธรรมทําใหงาม ๒)จติ ตปส สทั ธิ (แหง จติ ) กายลหตุ า (ความ โสวจสั สตา ความเปน บคุ คลทพ่ี ดู ดว ยงา ย,เบาแหง กองเจตสกิ ) จิตตลหุตา(แหงจิต) ความเปน ผวู า งา ยสอนงา ย รจู กั รบั ฟง เหตุกายมทุ ตุ า (ความนมุ นวลแหง กองเจตสกิ ) ผล (ขอ ๔ ในนาถกรณธรรม ๑๐)จติ ตมทุ ุตา (แหง จติ ) กายกมั มญั ญตา โสสานิกังคะ องคแ หงผูถอื อยูปา ชาเปน(ความควรแกง านแหง กองเจตสกิ ) จติ ต- วัตร คืออยูแรมคืนในปาชาเปนประจํากมั มญั ญตา (แหง จติ ) กายปาคญุ ญตา (ขอ ๑๑ ในธุดงค ๑๓)(ความคลอ งแคลว แหง กองเจตสกิ ) จติ ต- โสโส โรคมองครอ (มเี สมหะแหง อยูในปาคญุ ญตา (แหง จิต) กายุชกุ ตา (ความ ลาํ หลอดปอด)ซอ่ื ตรงแหง กองเจตสกิ ) จติ ตชุ ุกตา (แหง โสฬสญาณ ญาณ ๑๖ (เปน ศัพทท ่ผี ูกจติ ) ข. วรี ตเี จตสกิ (เจตสกิ ทเ่ี ปน ตวั งด ข้นึ ภายหลัง); ดู ญาณ ๑๖เวน ) ๓ คอื สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ ไสยา การนอน (บาลี: เสยฺยา)สัมมาอาชีวะ ค. อัปปมัญญาเจตสิก ไสยาวสาน การนอนครงั้ สุดทา ย, การ(เจตสิกคืออปั ปมญั ญา) ๒ คอื กรุณา นอนคร้งั ทีส่ ุดมทุ ิตา (อีก ๒ ซาํ้ กบั อโทสะ และตตั ร- ไสยาสน นอน (เปนคําเพยี้ น ถาเขยี นมชั ฌัตตตา) ง. ปญญินทรยี เจตสกิ ๑ เปนคาํ บาลี กเ็ ปน “เสยยฺ าสน” ซึ่งแปลคือ ปญ ญินทรยี  หรอื อโมหะ วา การนอนและท่ีนงั่ แตไมมีท่ใี ช คาํ ที่โสภิตะ พระมหาสาวกองคห นึ่ง เกดิ ใน ใชจรงิ คือ “เสนาสน” ซงึ่ แปลวา ทนี่ อนตระกูลพราหมณ ในพระนครสาวัตถี และท่นี ัง่ , ตามปกติ เม่อื จะวา นอน กใ็ ชตอมาไดฟงพระธรรมเทศนาของพระ เพียงวา “ไสยา” ซง่ึ มาจาก “เสยฺยา”)

หงายบาตร ๔๖๒ หัตถกะอาฬวกะ หหงายบาตร การระงบั โทษอบุ าสกซ่ึงเคย คราน ๘. เพ่อื ความเลย้ี งยาก, ธรรมปรารถนารายตอพระรัตนตรัย สงฆ เหลา น้ี พึงรวู า ไมใ ชธ รรม ไมใชวนิ ัย ไมประกาศคว่ําบาตรไวมิใหภิกษุทั้งหลาย ใชสตั ถุศาสน, ข. ธรรมเหลา ใดเปน ไปคบหาดว ย ตอ มาอบุ าสกนัน้ รูสึกโทษตน ๑. เพื่อความคลายหายตดิ ๒. เพือ่กลับประพฤติดี สงฆจึงประกาศระงับ ความไมประกอบทกุ ข ๓. เพอ่ื ความไมโทษนนั้ ใหภ กิ ษทุ ง้ั หลายคบกบั เขาไดอ กี พอกพูนกิเลส ๔. เพ่ือความมกั นอ ย ๕.เชน รบั บณิ ฑบาต รบั นมิ นต รบั ไทยธรรม เพื่อความสนั โดษ ๖. เพ่ือความสงดั ๗.ของเขาได เปนตน การทส่ี งฆประกาศ เพือ่ การประกอบความเพยี ร ๘. เพอ่ืระงบั การลงโทษนนั้ เรยี กวา หงายบาตร, ความเล้ียงงาย, ธรรมเหลาน้ีพึงรูวาคาํ เดิมตามบาลวี า “ปต ตอุกกุชชนา” ดูที่ เปนธรรม เปน วินยั เปนสัตถุศาสนปกาสนยี กรรม, อสัมมขุ ากรณยี ; คูกับ หลิททวสนนคิ ม นคิ มหนึ่งอยใู นโกลยิ -ควา่ํ บาตร ชนบทหทัย หัวใจ หัตถ, หัตถะ 1. มือ 2. ในมาตราวัด คอืหน ทิศ เชน หนบรู (ทศิ ตะวนั ออก) ๑ ศอกหฤทัย หัวใจ หัตถกรรม การทาํ ดวยฝมือ, การชางหลักกําหนดธรรมวินัย หลักตัดสิน หัตถกะอาฬวกะ อริยสาวกสําคัญทานธรรมวินัย หรือลักษณะตัดสินธรรม หน่งึ ในฝายอุบาสก เปนอนาคามี ถอื กันวนิ ัย ๘ อยาง คือ ก. ธรรมเหลา ใดเปน วาเปน อัครอุบาสก เน่อื งจากเปน ผทู ่ีพระไป ๑. เพื่อความยอมใจตดิ ๒. เพื่อ พุทธเจาทรงยกยองวาเปนตราชูของความประกอบทุกข ๓. เพ่ือความพอก อุบาสกบรษิ ทั (คูกบั จติ ตคฤหบดี) ทา นพูนกิเลส ๔. เพื่อความมกั มากอยาก เปนเอตทัคคะในบรรดาอุบาสกท่ีใหญ ๕. เพ่อื ความไมสนั โดษ ๖. เพือ่ สงเคราะหบริษัทดวยสังคหวัตถุ ๔,ความคลุกคลีในหมู ๗. เพือ่ ความเกียจ อริยสาวกทานนี้มีตํานานประวัติตามที่

หัตถกะอาฬวกะ ๔๖๓ หัตถกะอาฬวกะอรรถกถาเลา ไวว า เปนโอรสของพระเจา จะทรงสงมนุษยไปใหอาฬวกยักษกินอาฬวกะ ราชาแหงแควนอาฬวี เมื่อ พรอ มทัง้ กับแกลมวนั ละ ๑ คน ตอนประสูติ ไดน ามวา อาฬวกกมุ าร ตอ มา แรกก็สงนักโทษประหารไปให ตอมาไดมคี าํ นาํ หนา นามเดมิ เพ่ิมขนึ้ วาหตั ถกะ นักโทษหมด ตอ งใชวิธีลอคนโดยใหเอาโดยมีความเปนมาวา แตเดมิ มา กอ น เงนิ หลวงไปทง้ิ ไวตามถนนหนทาง ใครอาฬวกกุมารประสตู ิ ตามปกติ ราชา หยบิ หรือแมแตจ บั ตอง ก็ตัง้ ขอ หาแลวอาฬวกะทรงนํากองทหารเสด็จออกปา จบั ตวั มาสง ใหอาฬวกยักษ พอคนรกู นัลาสัตวเปนประจําทุกสัปดาห เพ่ือเปน กไ็ มมีใครจบั ตองเงินหลวงนนั้ ในขัน้ สุดการหามปรามโจรผูรา ย และปอ งกนั อริ- ทาย เมื่อไมม คี นท่ีจะจบั ได ก็วางกตกิ าราชศัตรู พรอ มทง้ั ซอ มกําลงั ทพั ไว ครงั้ ใหจ บั เด็กทน่ี อนหงายสงไป ทําใหแมลูกหนง่ึ ทรงต้งั กติกากับเหลาทหารวา ถา ออนและสตรีมีครรภพากันหนีไปอยูในเนื้อวิ่งหนีออกไปทางขางของผูใด ให ตางแควนจนเด็กโต จึงพากลับเขามาเปนภาระของผูนั้นท่ีจะไปจับเนื้อมา เวลาลว งไป ในทสี่ ดุ หาเดก็ ไมไ ด อาฬวก-จําเพาะวาเน้ือหนีออกไปทางขางของ ราชถงึ กบั ตอ งยอมใหส ง โอรสคอื อาฬวก-พระองค จึงทรงไลตามเน้ือน้ันไปเปน กุมารสงไปใหแกอาฬวกยักษ คร้ังนั้นหนทาง ๓ โยชน จนเน้ือน้นั หมดแรง พระพุทธเจาทรงมองเห็นอุปนิสัยของยืนน่ิงแชนํ้าอยู ก็ทรงจับมันฆาเสียได อาฬวกกมุ ารท่ีจะบรรลอุ นาคามผิ ล และแตแ มก ารจะสาํ เรจ็ กท็ รงเหนด็ เหนอ่ื ย จงึ ข อ ง อ า ฬ ว ก ยั ก ษ ท่ี จ ะ เ ป น โ ส ด า บั นแวะเขาไปประทับน่ังพักใตรมไทรใหญ พรอมทั้งประโยชนที่จะเกิดแกมหาชนตน หนงึ่ บดั นน้ั เทวดาซงึ่ สงิ สถติ ทนี่ นั่ ก็ จึงเสดจ็ ออกจากพระเชตวัน ทรงดาํ เนินเขามาจับพระหตั ถไว และบอกวา ตนคอื ดวยพระบาทแตลําพังพระองคเดียวอาฬวกยักษ ไดรับพรจากทาวมหาราช ผานหนทาง ๓๐ โยชน จนมาถึงทอี่ ยู(คือทาวโลกบาล) วา สัตวใ ดกต็ ามท่ี ของอาฬวกยักษ และเสด็จเขาไปลวงล้ําเขตซ่ึงเงาตนไมน้ันตกในเวลา ประทับขางในขณะที่อาฬวกยักษไมอยูเทีย่ งวนั เขา ไป ใหจ ับกินได อาฬวกราช เม่ือยักษกลับมาและขับไลพระองคดวยจึงจะตองเปนอาหารของตน พระราชา อาการหยาบคายและรนุ แรงตางๆ กไ็ ดทรงหาทางรอด ในทีส่ ุด อาฬวกยกั ษ ทรงใชวิธีออนโยนและขันติธรรมเขายอมปลอยโดยมีเงื่อนไขวา อาฬวกราช ตอบ จนอาฬวกยักษมีใจออนโยนลง

หัตถบาส ๔๖๔ หนิ ยาน,หีนยานทายสุดเปลี่ยนเปนถามปญหา ซึ่งพระ ศอก ๑ คบื หรอื ๒ ศอกครง่ึ ) วดั จากองคก็ทรงตอบตรงจุด ทาํ ใหอ าฬวกยักษ สวนสุดดานหลังของผูเหยียดมือออกไปเกิดความเขาใจแจมแจงเห็นธรรมบรรลุ (เชน ถา ยนื วดั จากสน เทา , ถา นงั่ วดั จากโสดาปตติผล การทรงผจญและสอน สดุ หลงั อวยั วะทนี่ งั่ , ถา นอน วดั จากสดุยักษดําเนินไปตลอดคืนจนอาฬวกยักษ ขางดา นท่นี อน) ถึงสว นสดุ ดา นใกลแหงบรรลธุ รรมตอนรงุ สวา ง ก็พอดีราชบุรษุ กายของอีกคนหนึ่งนั้น (ไมนับมือที่นําอาฬวกกุมารมาถึง เมื่ออาฬวกยักษ เหยยี ดออกมา), โดยนยั นี้ ตามพระมติไดรบั มอบอาฬวกกมุ ารมา ก็ถวายกุมาร ทที่ รงไวใ นวินัยมขุ เลม ๑ และ ๒ สรุปนั้นแดพระพุทธเจา และพระพทุ ธเจาก็ ไดวา ใหห างกนั ไมเ กิน ๑ ศอก คอื มีทรงมอบอาฬวกกุมารคืนใหแกพวกราช ชอ งวางระหวางกนั ไมเ กนิ ๑ ศอกบุรุษทนี่ ํามา พรอมทง้ั ตรสั วา ใหพ วก หายนะ ความเสื่อมเขาเลี้ยงราชกุมารนั้นจนเติบโตแลวจึง หิตานหุ ติ ประโยชนเ ก้อื กูลนอยใหญคอยนํามาถวายแดพระองคใหมอีก หินยาน, หีนยาน “ยานเลว”, “ยานท่ีและดวยเหตุที่อาฬวกกุมารนั้นเหมือน ดอ ย” (คาํ เดมิ ในภาษาบาลแี ละสนั สกฤตเดินทาง ผานจากมือของราชบุรุษสูมือ เปน ‘หนี ยาน’, ในภาษาไทย นยิ มเขยี นยักษ จากมือยักษสูพระหัตถของพระ ‘หนิ ยาน’), เปนคาํ ที่นกิ ายพุทธศาสนาซง่ึพทุ ธเจา และจากพระหตั ถของพระพุทธ เกิดภายหลงั เม่อื ประมาณ พ.ศ.๕๐๐–เจา วนกลบั สมู อื ของราชบรุ ษุ อกี อาฬวก- ๖๐๐ คิดขึ้น โดยเรียกตนเองวากมุ ารกจ็ งึ ไดม คี าํ วา “หตั ถกะ” มานาํ หนา มหายาน (ยานพาหนะใหญม ีคณุ ภาพดีชอ่ื เปน หตั ถกะอาฬวกะ เหตกุ ารณน เี้ ปน ที่จะชว ยขนพาสตั วออกไปจากสังสารวฏัเคร่ืองเช่อื มโยงใหห ตั ถกะอาฬวกะ เมื่อ ไดม ากมายและอยา งไดผ ลด)ี แลวเรียก เจรญิ วยั ขึ้นมา กไ็ ดมาใกลชดิ พระพทุ ธ พระพุทธศาสนาแบบอ่ืนที่มีอยูกอนรวม กันไปวาหีนยาน (ยานพาหนะตํ่าตอย เจาและพระสงฆ และไมช า ไมนานนัก ก็ ไดบรรลุอนาคามผิ ล; ดู ตลุ า, เอตทคั คะ ดอยคุณภาพท่ีขนพาสัตวออกไปจากหตั ถบาส บว งมอื คอื ทใี่ กลต วั ชว่ั คนหนง่ึ สังสารวัฏไดนอยและดอยผล), พุทธ-(นงั่ ตวั ตรง) เหยยี ดแขนออกไปจบั ตวั อกี ศาสนาแบบเถรวาท (อยางที่บัดน้นี บั ถอืคนหนง่ึ ได อรรถกถา (เชน วนิ ย.อ.๒/๔๐๔) กนั อยูในไทย พมา ลังกา เปนตน) ก็ถกูอธบิ ายวา เทา กบั ชว งสองศอกคบื (๒ เรียกรวมไวในช่ือวาเปนนิกายหินยาน

หิมพานต ๔๖๕ หริ ญั ญวดีดวย เลศิ กวา มหายานปจจุบัน พุทธศาสนาหินยานที่เปน ถา ยอมรบั คาํ วา มหายาน และหนิ ยานนกิ ายยอ ยๆ ทั้งหลายไดส ญู สนิ้ ไปหมด แลว เทยี บจาํ นวนรวมของศาสนกิ ตาม(ตัวอยางนิกายยอยหน่ึงของหินยาน ท่ี ตวั เลขในป ๒๕๔๘ วา มีพุทธศาสนกิเคยเดน ในอดตี บางสมยั คอื สรวาสตวิ าท ชนทว่ั โลก ๓๗๘ ลานคน แบงเปนหรอื เรยี กแบบบาลวี า สพั พตั ถกิ วาท แต มหายาน ๕๖% เปน หนิ ยาน ๓๘%กส็ ูญไปนานแลว) เหลือแตเถรวาทอยาง (วัชรยานนับตางหากจากมหายานเปนเดียว เม่ือพูดถึงหินยานจึงหมายถึง ๖%) แตถาเทียบระหวางประดานิกายเถรวาท จนคนทวั่ ไปมกั เขา ใจวา หนิ ยาน ยอ ยของสองยานนั้น (ไมนับประเทศจนีกบั เถรวาทมีความหมายเปนอนั เดยี วกนั แผนดินใหญที่มีตัวเลขไมชัด) ปรากฏบางทีจึงถือวาหินยานกับเถรวาทเปนคํา วา เถรวาทเปนนิกายท่ีใหญมีผูนับถือที่ใชแทนกันได แตเม่ือคนรูเขาใจเรื่อง มากทส่ี ดุ ; บางทีเรยี กมหายานวา อุตร-ราวดขี นึ้ บดั นจี้ งึ นยิ มเรยี กวา เถรวาท นิกาย เพราะมีศาสนิกสวนใหญอยูในไมเ รยี กวา หินยาน แถบเหนือของทวีปเอเชีย และเรียกเนื่องจากคําวา “มหายาน” และ หนิ ยานวา ทกั ษณิ นกิ าย เพราะมศี าสนกิ“หินยาน” เกิดข้ึนในยุคท่ีพุทธศาสนา สวนใหญอยใู นแถบใตข องทวปี เอเชยี ; ดูแบบเดมิ เลอื นลางไปจากชมพทู วปี หลงั เถรวาท, เทียบ มหายานพทุ ธกาลนานถงึ ๕-๖ ศตวรรษ คาํ ทง้ั หมิ พานต มีหมิ ะ, ปกคลมุ ดวยหมิ ะ, ชอ่ืสองน้ีจึงไมมีในคัมภีรบาลีแมแตรุนหลัง ภูเขาใหญท่ีอยูทางทิศเหนือของประเทศในชน้ั ฎกี าและอนฎุ กี า, ปจ จบุ นั ขณะที่ อนิ เดยี บดั นเ้ี รียกภูเขาหมิ าลัย, ปาท่อี ยูนิกายยอยของหินยานหมดไป เหลือ รอบบรเิ วณภูเขานี้ ก็เรียกกนั วา ปา หิม-เพียงเถรวาทอยางเดียว แตมหายาน พานต; หิมวันต ก็เรียกกลับแตกแยกเปนนิกายยอยเพิ่มขึ้น หมิ วนั ต ดู หิมพานตมากมาย บางนิกายยอยถึงกับไมยอม หริ ญั ญวดี แมน า้ํ สายสดุ ทา ยทพ่ี ระพทุ ธ-รับที่ไดถูกจัดเปนมหายาน แตถือตนวา เจาเสด็จขา ม เมอื่ เสด็จไปเมืองกสุ ินาราเปนนิกายใหญอีกนิกายหนึ่งตางหาก ในวันท่จี ะปรินพิ พาน สาลวโนทยานของคือ พุทธศาสนาแบบทิเบต ซงึ่ เรยี กตน มัลลกษตั ริย ท่พี ระพุทธเจา ปรนิ พิ พานวา เปน วชั รยาน และถอื ตนวาประเสรฐิ อยูริมฝงแมน้ํานี้, ปจจุบันเรียกแมน้ํา

หริ ิ ๔๖๖ อกปั ปยะ คัณฑักนอย (Little Gandak) อยหู างจาก ในอนาคต คือชาติ ชรา มรณะ); เทียบ แมน า้ํ คณั ฑกั ใหญไ ปทางตะวนั ตกประมาณ ผลเหตุสนธิ ๑๓ กิโลเมตร และไหลลงไปบรรจบ เหน็ ชอบ ดู สัมมาทฏิ ฐิ แมนาํ้ สรภู ซึง่ ปจจุบนั เรียก Gogrā เหมกมาณพ [เห-มะ-กะ-มา-นบ] ศษิ ยหิริ ความละอายแกใจ คือละอายตอ คนหนึ่งในจํานวน ๑๖ คน ของความชัว่ (ขอ ๑ ในธรรมคมุ ครองโลก พราหมณพาวรี ท่ีไปทูลถามปญหากะ๒, ขอ ๓ ในอริยทรพั ย ๗, ขอ ๒ ใน พระศาสดา ท่ปี าสาณเจดยี สัทธรรม ๗) เหมันต, เหมันตฤดู ฤดหู นาว (แรม ๑เหฏฐิมทิส ”ทศิ เบื้องตาํ่ ” หมายถึงบาว ค่าํ เดือน ๑๒ ถงึ ขน้ึ ๑๕ คา่ํ เดอื นคอื คนรบั ใชหรอื คนงาน; ดู ทิศหก ๔); ดู มาตราเหตุ สิง่ ท่ีใหเกิดผล, เคา มูล, เรอ่ื งราว, ใหกลาวธรรมโดยบท สอนธรรมโดยใหสง่ิ ทีก่ อ เร่อื ง วา พรอ มกนั กบั ตน คอื วา ขนึ้ พรอ มกนั จบเหตุผลสนธิ “ตอ เหตเุ ขา กบั ผล” หมายถงึ ลงพรอมกัน (สิกขาบทที่ ๓ แหงหัวเงื่อนระหวางเหตุในอดีตกับผลใน มสุ าวาทวรรค ปาจติ ตยิ กณั ฑ)ปจจุบัน หรือหัวเง่ือนระหวางเหตุใน ใหท านโดยเคารพ ต้ังใจใหอยางดี เอื้อปจจุบัน กับผลในอนาคต ในวงจร เฟอแกของที่ตัวใหแ ละผูรบั ทาน ไมท ําปฏจิ จสมปุ บาท (เหตุในอดตี คอื อวชิ ชา อาการดจุ ทิ้งเสียและสังขาร, ผลในปจ จบุ นั คอื วญิ ญาณ ใหน ิสยั ดู นสิ ัยนามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา, เหตุ ใหล ําบาก ดู วเิ ทสกกรรมในปจ จบุ นั คือตณั หา อปุ าทาน ภพ, ผล ใหโ อกาส ดู โอกาส ออกนิษฐ รูปพรหมชั้นสูงสุดในพรหมสิบ คอื ๑. เสพเมถนุ ๒. ลักของเขาตงั้ แตหกช้ัน และเปนสุทธาวาสภูมิชั้นสูงสุด ๕ มาสกขึ้นไป ๓. ฆา มนุษย ๔. อวด(ขอ ๕ ในสุทธาวาส ๕) คุณพิเศษ (อตุ ริมนุสธรรม) ทไี มม ใี นอกรณยี ะ กจิ อนั บรรพชติ ไมค วรทํา ๔ ตน (สาํ หรบั ภิกษุณี มี ๘); ดู อนุศาสนอยาง ทําแลวขาดจากความเปนภิกษุ อกัปปยะ ไมควร, ไมสมควรแกภ ิกษจุ ะ

อกปั ปย วตั ถุ ๔๖๗ อกุศลเจตสกิบรโิ ภคใชส อย คอื ตอ งหามดวยพระ หมด; เทยี บ กุปปธรรมพุทธเจาไมทรงอนุญาตใหภิกษุใชหรือ อกศุ ล “ไมฉลาด”, สภาวะทีเ่ ปน ปฏิปกษฉัน, สิ่งท่ตี รงกันขามกับ กปั ปยะ หรอื ตรงขา มกบั กศุ ล, บาป, ชว่ั , ความชว่ัอกัปปยวัตถุ สิง่ ท่ไี มเหมาะไมควร คือ (อกศุ ลธรรม), กรรมชวั่ (อกุศลกรรม); เทียบ กศุ ลภกิ ษุไมควรบริโภคใชส อยอกปฺปเย กปฺปยสฺิตา อาการท่ีจะ อกุศลกรรม กรรมท่เี ปน อกศุ ล, กรรมตอ งอาบตั ดิ ว ยสาํ คัญวา ควร ในของทไ่ี ม ชั่ว, บาป, การกระทาํ ที่ไมดี คอื เกดิควร จาก อกุศลมูล; ดู อกศุ ล, กรรมอกาละ เวลาอนั ไมค วร อกุศลกรรมบถ ทางแหงกรรมชัว่ , ทางอกาลจวี ร จวี รทเ่ี กดิ ขนึ้ นอกเขต จวี รกาล แหงกรรมทเ่ี ปนอกศุ ล, กรรมช่วั อนั เปน นอกเขตอานิสงสก ฐนิ ทางนําไปสูทคุ ติ มี ๑๐ อยาง คอื ก.อกาลิโก (พระธรรม) ไมประกอบดวย กายกรรม ๓ ไดแ ก ๑. ปาณาติบาต การ ทาํ ลายชวี ติ ๒. อทินนาทาน ถอื เอาของ กาล, ใหผลไมจํากดั กาล คอื ไมข้ึนกับ ท่ีเขามิไดให ๓. กาเมสุมิจฉาจาร กาลเวลา ไมจ าํ กัดดว ยกาล ใหผลแกผูปฏิบตั ิทุกเวลา ทุกโอกาส บรรลเุ มอ่ื ใด ประพฤติผดิ ในกาม ข. วจีกรรม ๔ ไดก็ไดร ับผลเม่อื นั้น ไมเหมือนผลไมทีใ่ ห แก ๔. มสุ าวาท พดู เทจ็ ๕. ปสุณาวาจาผลตามฤด,ู อกี อยา งหน่ึงวา เปนจริงอยู พูดสอ เสียด ๖. ผรุสวาจา พูดคําหยาบอยางไร ก็เปนจริงอยูอยางนั้นเร่ือยไป ๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพอเจอ ค. มโนกรรม ๓ ไดแก ๘. อภชิ ฌา ละโมบ(ขอ ๓ ในธรรมคณุ ๖)อกิริยทิฏฐิ ความเห็นวาไมเปนอันทํา, คอยจอ งอยากไดข องเขา ๙.พยาบาทคดิเห็นวาการกระทําไมมีผล อธิบายอยา ง รา ยเขา ๑๐.มจิ ฉาทฏิ ฐิ เหน็ ผดิ จากคลองงา ย เชน ทาํ ชัว่ หากไมม คี นรู คนเห็น ธรรม; เทียบ กุศลกรรมบถ, ดู กรรมบถไมม คี นชม ไมมีคนลงโทษ กช็ อื่ วาไม อกุศลจิตตบุ าท จิตอกศุ ลเกดิ ข้นึ , ความเปนอนั ทํา เปน มจิ ฉาทฏิ ฐริ า ยแรงอยา ง คิดชวั่หน่งึ (ขอ ๑ ในทิฏฐิ ๓) อกศุ ลเจตนา เจตนาท่ีเปนอกศุ ล, ความอกุปปธรรม ผมู ีธรรมท่ีไมกําเริบ คือผูท่ี ต้ังใจชัว่ , ความคดิ ชวั่เม่ือไดสมาบัติแลว สมาบัติน้ันจะไม อกุศลเจตสิก เจตสกิ อันเปน อกศุ ล ไดเส่ือมไปเลย ไดแกพระอริยบุคคลท้ัง แก ความชั่วทีเ่ กดิ ข้นึ ภายในใจ แตงจิต

อกุศลธรรม ๔๖๘ องคฌานใหเ ปนบาป มี ๑๔ อยา ง แยกเปน ก. อโคจร บุคคลและสถานท่อี นั ภิกษุไมควรสพั พากุศลสาธารณเจตสิก (เจตสกิ ท่เี กดิ ไปมาหาสู มี ๖ คอื หญิงแพศยา หญิงท่วั ไปกบั อกศุ ลจิตทุกดวง) ๔ คือ โมหะ หมาย สาวเท้ือ ภิกษุณี บัณเฑาะกอหริ ิกะ (ไมละอายตอ บาป) อโนตตัปปะ (กะเทย) และรา นสุรา(ไมก ลัวบาป) อทุ ธจั จะ ข. ปกิณณก- อโคจรัคคาหกิ รูป ดทู ี่ รปู ๒๘อกุศลเจตสิก (อกุศลเจตสิกท่ีเกิดกับ อโฆสะ พยัญชนะทมี่ ีเสียงไมกอง ไดแ กอกศุ ลจติ เรยี่ รายไป) ๑๐ คอื โลภะ ทฏิ ฐิ พยญั ชนะท่ี ๑ และ ๒ ในวรรคทั้ง ๕มานะ โทสะ อสิ สา (รษิ ยา) มจั ฉรยิ ะ คอื ก ข, จ ฉ, ฏ , ต ถ, ป ผ, และ สกุกกุจจะ (เดอื ดรอนใจ) ถีนะ (หดหู) รวม ๑๑ ตวั ; ตรงขามกับ โฆสะ (เทยี บ ระดบั เสยี งพยญั ชนะ ดทู ี่ ธนติ )มทิ ธะ (ซึมเซา) วจิ กิ จิ ฉาอกุศลธรรม ธรรมท่ีเปนอกศุ ล, ธรรม องค 1. สว น, ภาค, ตวั , อวยั วะ, ลกั ษณะ, ฝายอกศุ ล, ธรรมที่ช่ัว, ธรรมฝา ยชัว่ ; ดู คณุ สมบัติ, สว นประกอบ 2. ลักษณ- อกศุ ล นามใชเรียกภิกษุสามเณร นักบวชอ่ืนอกุศลมลู รากเหงาของอกุศล, ตน เหตุ บางพวก และส่ิงท่เี คารพบชู าบางอยางของอกุศล, ตน เหตุของความช่วั มี ๓ ในทางศาสนา เชน พระพทุ ธรูป ๒ องคอยาง คอื โลภะ โทสะ โมหะ พระเจดีย ๔ องค, สําหรบั ภกิ ษุสามเณรอกุศลวิตก ความตริตรึกที่เปนอกุศล, ในภาษาเขียนทานใหใช รปูความนกึ คิดที่ไมด ี มี ๓ อยาง คอื ๑. องคฌ าน (บาลี วา ฌานงคฺ ) องคป ระกอบกามวิตก คดิ แสไปในทางกาม หาทาง ของฌาน, องคธรรมทง้ั หลายทปี่ ระกอบปรนปรือตน ๒. พยาบาทวติ ก คิดใน กันเขา เปน ฌานขน้ั หนึง่ ๆ เชน ปต ิ สุขทางพยาบาท ๓. วิหิงสาวติ ก คิดในทาง เอกัคคตา รวมกันเรียกวา ฌานท่ี ๒ หรือทุติยฌาน; องคฌานทั้งหมดในเบียดเบียนผอู นื่อคติ ฐานะอันไมพึงถึง, ทางความ ฌานตา งๆ นับแยกเปนหนว ยๆ ไมซ้ําประพฤติท่ผี ดิ , ความลาํ เอียง มี ๔ คือ กนั มที ้งั หมด ๖ อยาง คือ วติ ก ความ๑.ฉนั ทาคติ ลาํ เอยี งเพราะรกั ๒.โทสาคติ ตรึก วจิ าร ความตรอง ปต ิ ความอม่ิ ใจลาํ เอยี งเพราะชงั ๓. โมหาคติ ลาํ เอยี ง สขุ ความสุข อเุ บกขา ความมีจิตเรียบเพราะเขลา ๔.ภยาคติ ลาํ เอยี งเพราะกลวั ; สมดุลเปน กลาง และ เอกคั คตา ความมีดู คิหิวินยั อารมณห นึง่ เดยี ว; ดู ฌาน

องคมรรค ๔๖๙ อเจลกองคมรรค (บาลี วา มคฺคงคฺ ) องค ประพฤตดิ ี เพื่อนศิษยดว ยกันรษิ ยา ยุประกอบของมรรค, องคธรรม ๘ อยาง อาจารยใหก ําจดั เสีย อาจารยลวงอบุ าย มีสัมมาทิฏฐิเปนตน ท่ีประกอบกันเขา ใหไปฆาคนครบหน่ึงพันแลวจะมอบวิชา เปนมรรค หรอื ทเ่ี รียกชอ่ื เตม็ วา อริย- อัฏฐังคกิ มรรค; ดู มรรค 1. วิเศษอยางหนงึ่ ให จงึ กลายไปเปนมหาองคแหง ธรรมกถึก ๕ คือ ๑. แสดง โจรผโู หดรายทารุณ ตัดนวิ้ มอื คนทีต่ น ธรรมไปตามลําดับไมตัดลัดใหสับสน ฆาตายแลว รอ ยเปน พวงมาลยั จงึ ไดช อ่ื วา องคลุ มิ าล (แปลวา “มีนิว้ เปนพวงหรือขาดความ ๒. ชแ้ี จงยกเหตผุ ลมา มาลัย”) ภายหลังพระพุทธเจาเสด็จไปแสดงใหผูฟงเขาใจ ๓. สอนเขาดวย โปรดกลับใจได ขอบวช ตอมาก็ไดเมตตา ตง้ั จติ ปรารถนาใหเ ปนประโยชน สาํ เร็จพระอรหตั ทา นเปน ตน แหงพทุ ธ-แกผูฟง ๔. ไมแ สดงธรรมเพราะเหน็ แก บญั ญัติไมใหบ วชโจรทีข่ นึ้ ช่อื โดง ดงัลาภ ๕. ไมแ สดงธรรมกระทบตนและผู อจติ ตกะ ไมมีเจตนา เปน ชือ่ ของอาบตั ิ อนื่ คือ ไมย กตน ไมเ สียดสขี ม ขผี่ ูอนื่ พวกหน่ึง ท่ีเกิดขนึ้ โดยสมฏุ ฐานทแ่ี มไ มองคแหง ภิกษใุ หม ๕ คือ ๑. ปาฏิโมกข- มีเจตนา คือ ถึงแมไมจงใจทําก็ตอง สังวร สํารวมในพระปาฏิโมกข ๒. อาบตั ิ เชน ฉันอาหารในเวลาวกิ าล ด่ืม อนิ ทรียสงั วร สาํ รวมอินทรยี ท้ัง ๖ ๓. นา้ํ เมา เปนตน ภสั สปรยิ ันตะ พดู คยุ มขี อบเขต ไมเ อกิ อจิรวดี แมนา้ํ ใหญสายสาํ คัญลําดบั ท่ี ๓ เกริกเฮฮา ๔. กายวูปกาสะ อยูใน ในมหานที ๕ ของชมพทู วีป ไหลผาน เสนาสนะอันสงัด ๕. สมั มทัสสนะ ตงั้ เมอื งสําคญั คือ สาวัตถี เมอื งหลวงของตนไวใ นความเห็นชอบ แควน โกศล, เมื่อพระเจาวิฑูฑภะยกทัพองคุลิมาล พระมหาสาวกองคหนึ่งของ ไปกําจัดเจาศากยะเสร็จแลวกลับมาพักพระพุทธเจา เคยเปนมหาโจรโดงดัง ต้ังคายคางแรมอยูท่ีริมฝงแมน้ําน้ี ถงึเปนบุตรของภัคควพราหมณ ผูเปน ราตรี นา้ํ ไดข น้ึ ทว มพดั พาพระเจา วฑิ ฑู ภะปุโรหิตของพระเจาโกศล มารดาชือ่ นาง พรอมทั้งกองทัพไปถึงความพินาศแทบมันตานีพราหมณี เดิมชื่ออหิงสกะ หมดสนิ้ , ปจจบุ ัน อจิรวดเี ปน แมน าํ้ ที่ไม(แปลวา “ผไู มเ บยี ดเบยี น”) ไปศกึ ษา สําคญั อะไรนัก มชี ่ือในภาษาอังกฤษวาศลิ ปศาสตรใ นสาํ นกั อาจารยท ศิ าปาโมกข Rapti; ดู มหานที ๕เมืองตักสิลา มีความรูและความ อเจลก ชเี ปลอื ย, นกั บวชไมนงุ ผา

อเจลกวรรค ๔๗๐ อดิเรกอเจลกวรรค ตอนที่วา ดวยเรือ่ งเกี่ยวกบั “เปนศัตรูตั้งแตยังไมเกิด” ในท่ีสุดเจาชีเปลอื ย เปนตน , เปน ชอื่ หมวดอาบตั ิ ชายอชาตศัตรูก็คบคิดกับพระเทวทัตฆาปาจิตตยี  วรรคที่ ๕ พระราชบิดาตามท่ีโหรทํานายไวและไดอชฏากาศ ดู อัชฏากาศ ขึ้นครองราชสมบัตแิ ควนมคธ ณ กรงุอชปาลนิโครธ ตนไทรเปนที่พักอาศัย ราชคฤห แตท รงสาํ นึกและกลับพระทัยของคนเลี้ยงแพะ, ชือ่ ตนไมท พ่ี ระพุทธ- ได หนั มาทรงอุปถัมภบ ํารงุ พระศาสนาเจาประทับนงั่ เสวยวมิ ตุ ตสิ ุขเปน เวลา ๗ และไดเปนพุทธศาสนูปถัมภก ในการวนั อยทู ศิ ตะวนั ออกของตน ศรมี หาโพธ;์ิ สงั คายนาครงั้ ท่ี ๑ (คาํ อชาตศตั รู บางดู วมิ ุตติสุข ทานแปลใหมว า “มไิ ดเกดิ มาเปนศัตรู”)อชาตปฐพี ปฐพไี มแท คือดินท่ีเปนหิน อชิตมาณพ หวั หนา ศษิ ย ๑๖ คนของเปน กรวด เปน กระเบอื้ ง เปน แร เปน พราหมณพาวรี ท่ีไปทูลถามปญหากะทรายลว น หรอื มดี นิ รว นดนิ เหนยี วนอ ย พระศาสดา ทปี่ าสาณเจดียเปน ของอนื่ มากกด็ ี ดนิ ทไ่ี ฟเผาแลว กด็ ี อชนิ ปเวณิ เครอ่ื งลาดทท่ี าํ ดว ยหนงั สตั วกองดนิ รว น หรอื กองดนิ เหนยี วทฝ่ี นตก ชอื่ อชนิ ะ มขี นออ นนมุ จดั เปน อจุ จาสยนะรดหยอ นกวา ๔ เดอื นกด็ ี มหาสยนะอยางหนึ่งอชาตศตั รู โอรสของพระเจา พมิ พิสารกบั อญาณตา อาการที่จะตองอาบตั ิดวยไมรูพระนางโกศลเทวี กษัตริยแควนมคธ อณุ, อณู สิ่งเลก็ ๆ, ละเอยี ดขณะพระนางโกศลเทวที รงครรภ ไดแ พ อดิเทพ, อติเทพ เทพผูยิ่งกวาเทพทั้งทอ งอยากเสวยโลหติ ของพระเจา พมิ พสิ าร หลาย, เทพเหนือเทพ หมายถึงพระพระเจาพิมพิสารทรงทราบจึงเอาพระ อรหนั ต เฉพาะอยางย่ิง พระพทุ ธเจา ,ขรรคแทงพระชานุ (เขา) รองพระโลหิต บางแหง หมายถงึ จอมเทพ คือทาวสักกะใหพระนางเสวย โหรทํานายวา พระ (พระอนิ ทร)โอรสที่อยูในครรภเกิดมาจะทําปตุฆาต อดเิ รก 1. เกนิ กวา กาํ หนด, ย่งิ กวาปกต,ิพระนางโกศลเทวีพยายามทําลายดวย สวนเกิน, เหลือเฟอ, สวนเพิ่มเติม,การใหแทงเสีย แตไมส าํ เรจ็ ในทส่ี ุดคิด สว นเพ่มิ พิเศษ 2. ถวายอติเรก หรอืจะรีด แตพระเจาพิมพิสารทรงหามไว ถวายอดิเรก คือ พระสงฆถวายพระพรเมื่อครบกาํ หนดประสูตเิ ปน กมุ าร จงึ ตั้ง ท่ีเปนสวนเพ่ิมพิเศษ แดพระบาทพระนามโอรสวา อชาตศัตรู แปลวา สมเด็จพระเจาอยูหัว และหรือสมเด็จ

อดเิ รก ๔๗๑ อดเิ รกพระบรมราชนิ ี ทายพระราชพธิ บี ําเพ็ญ องค ผทู รงพระคณุ อันประเสริฐ.พระราชกุศล ในระหวางอนุโมทนา ถา ขอถวายพระพรกลาวในพระราชฐาน ตองตอทายดวย แบบที่ ๒ สาํ หรับ ๒ พระองค - คําถวายอดิเรกถวายพรลา, เรียกอยา งนเ้ี พราะข้ึนตน วา“อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุฯ” อตเิ รกวสสฺ สตํ ชีวต.ุ อตเิ รกวสสฺ สตํ ชวี ต.ุ คาํ ถวายอดิเรก และคําถวายพระพร อติเรกวสสฺ สตํ ชวี ต.ุ ทีฆายโุ ก โหตุ อโรโค โหต.ุลา ทีใ่ ชเปน แบบในบัดน้ี ดังนี้ ทฆี ายุโก โหตุ อโรโค โหต.ุ สุขิโต โหตุ ปรมนิ ฺทมหาราชา สราชนิ ี.แบบท่ี ๑ เฉพาะพระบาทสมเดจ็ พระเจา สทิ ฺธกิ จิ ฺจํ สิทฺธกิ มฺมํ สิทธฺ ิลาโภ ชโย นิจจฺ ํ. ปรมนิ ทฺ มหาราชวรสสฺ ราชนิ ยิ าสหภวตุสพพฺ ทา.อยูห วั พระองคเ ดยี ว- คําถวายอดิเรก ขอถวายพระพร อติเรกวสฺสสตํ ชีวต.ุ - คําถวายพระพรลา อตเิ รกวสฺสสตํ ชีวตุ. ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริ อติเรกวสสฺ สตํ ชีวตุ. ทีฆายโุ ก โหตุ อโรโค โหตุ. สวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ. สขุ ิโต โหตุ ปรมนิ ทฺ มหาราชา. ประการ จงมีแดสมเด็จบรมบพติ รพระ สิทฺธิกจิ ฺจํ สทิ ฺธิกมฺมํ สทิ ฺธิลาโภ ชโย นิจฺจ.ํ ปรมนิ ทฺ มหาราชวรสสฺ ภวตุ สพพฺ ทา. ราชสมภารเจาทัง้ ๒ พระองค ผูทรง ขอถวายพระพร พระคุณอนั ประเสริฐ เวลานีส้ มควรแลว- คําถวายพระพรลา อาตมภาพท้ังปวง ขอถวายพระพรลา ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริ แดสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจาสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก ทั้ง ๒ พระองค ผูทรงพระคุณอันประการ จงมีแดสมเด็จบรมบพิตรพระ ประเสริฐ.ราชสมภารพระองค สมเดจ็ พระปรมนิ ทร ขอถวายพระพรธรรมกิ มหาราชาธริ าชเจา ผทู รงพระคณุ แบบที่ ๓ เฉพาะสมเด็จพระบรมราชนิ ีอันประเสริฐ เวลานส้ี มควรแลว อาตม- - คําถวายอดิเรกภาพท้ังปวง ขอถวายพระพรลา แด อติเรกวสสฺ สตํ ชีวต.ุ อติเรกวสสฺ สตํ ชวี ต.ุสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาร พระ

อดเิ รกจีวร ๔๗๒ อตมั มยตา อตเิ รกวสฺสสตํ ชีวต.ุ คณุ ประดับพระปญญาบารมี ถา รับพระ ทีฆายกุ า โหตุ อโรคา โหตุ. ราชทานถวายวิสัชนาไป มิไดตองตาม ทฆี ายกุ า โหตุ อโรคา โหต.ุ โวหารอรรถาธิบาย ในพระธรรมเทศนา สขุ ิตา โหตุ สริ ิกิตตฺ ิปรมราชิน.ี ณ บทใดบทหน่ึงกด็ ี ขอเดชะ๒ พระ สทิ ฺธกิ จิ ฺจํ สทิ ธฺ ิกมมฺ ํ สิทธฺ ิลาโภ ชโย นิจจฺ ํ. เมตตาคณุ พระกรณุ าคุณ พระขันติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานอภัย สริ กิ ติ ฺตปิ รมราชนิ ยิ าภวตุ สพพฺ ทา. แกอ าตมะ ผูม สี ตปิ ญ ญานอ ย. ขอถวายพระพร ขอถวายพระพร- คําถวายพระพรลา (๑ ถาเปนพระองคอ่ืน พึงเปลี่ยนไปตาม ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสด์ิพิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก กรณี เชน สมเดจ็ พระบรมราชนิ ีนาถวาประการ จงมแี ดสมเดจ็ บรมบพติ รพระ “จงมีแด สมเด็จบรมบพิตรพระราชราชสมภารพระองค สมเด็จพระนางเจา สมภารพระองค สมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ติ ์ิสิรกิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ ผทู รงพระ พระบรมราชินีนาถ”; ๒ ถามิใชพระบาทคุณอันประเสริฐ เวลาน้ีสมควรแลว สมเดจ็ พระเจาอยูหัว หรือมิไดประทับอาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลา อยูในท่ีเฉพาะหนา ใหเวนคําวา “ขอแดสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาร เดชะ”)พระองค ผทู รงพระคณุ อันประเสรฐิ . อดิเรกจวี ร ดู อตเิ รกจวี ร ขอถวายพระพร อดีต ลว งแลว นอกจากน้ี เห็นควรนําแบบคาํ ถวาย อดีตกาล เวลาทีล่ วงแลวพระพรเทศนา มาแสดงไวด ว ย ดังนี้ อตัมมยตา “ภาวะท่ีไมเนื่องดวยสง่ิ นัน้ ”,คาํ ถวายพระพรเทศนา “ความไมเกาะเกี่ยวกับมัน”, ความเปนขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริ อิสระ ไมติดไมขอ งไมค างใจกบั สง่ิ ใดๆสวัสด์ิพิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก ไมมีอะไรยึดถือผูกพันที่จะไดจะมีจะประการ จงมีแด สมเด็จบรมบพิตรพระ เปนอยางหนึ่งอยางใด ไดแกความราชสมภารพระองค สมเดจ็ พระปรมนิ ทร ปลอดพนปราศจากตัณหา (รวมทั้งธรรมกิ มหาราชาธริ าชเจา ๑ ผทู รงพระคุณ มานะและทิฏฐิท่ีเนื่องกันอยู), ภาวะไรอันประเสริฐ บัดน้ีจักรับพระราชทาน ตณั หา; อตัมมยตา (รวมท้งั “อตมั มโย”ถวายวิสัชนาใน . . . ฉลองพระเดชพระ หรืออตัมมัย ทเ่ี ปน คณุ ศพั ท) พระพทุ ธ

อตถิ ิพลี ๔๗๓ อติถิพลี เจา ตรสั แสดงไวใ นพระสตู ร ๔ สตู ร และ สตั บุรษุ “กระทาํ ปฏิปทาไวภ ายใน” (ใจ มาในคาํ อธบิ ายของพระสารบี ตุ รในคมั ภรี  อยูกับการปฏิบัติท่ีถูกตองเปนหลัก มหานทิ เทสอีก ๑ แหง พระพทุ ธพจน หรือเอาการปฏิบัติที่ถูกตองมาต้ังเปน และคาํ อธิบายดังกลาวจะชวยใหผูศึกษา หลักไวในใจ) จึงไมเอาคุณสมบัติใดๆ เขาใจความประณีตแหงธรรมที่ปญญา มาเปนเหตุใหยกตน-ขมผูอื่น สวนใน อันรูจาํ แนกแยกแยะจะมองเหน็ ความย่ิง ความสําเร็จข้ันฌานสมาบัติ สัตบุรุษ ความหยอ น และความเหมาะควรพอดี “กระทาํ อตัมมยตาไวภ ายใน” (ใจอยกู บั ถูกผิดข้ันตอนหรือไม เปนตน ในการ อตมั มยตาทตี่ ระหนกั รอู ยู) จงึ ไมถ อื การ ปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิบัติตอการ ไดฌานสมาบัติมาเปนเหตุยกตน-ขมผู ปฏบิ ตั ขิ องตน เชน ทา นกลาววา (ข.ุ ม.๒๙/ อ่นื (เหนอื ขนั้ ฌานสมาบัติข้นึ ไป เปน ข้นั ๓๓๘/๒๒๘) สาํ หรับอกุศลธรรม เราควร ถึงความสิ้นอาสวะ ซง่ึ เปน สตั บรุ ุษอยาง สลดั ละ แตสาํ หรับกุศลธรรมทั้งสามภมู ิ เดียว ไมมีอสัตบุรุษ จึงไมมีความ เราควรมีอตัมมยตา (ความไมติดยึด), สําคัญม่ันหมายอะไรที่จะเปนเหตุใหยก ในสัปปุริสสูตร (ม.อุ.๑๔/๑๙๑/๑๔๑) พระ ตนขม ใครอีกตอ ไป), ใน อตัมมยสูตร พุทธเจาตรัสแสดงสัปปุริสธรรม และ (อง.ฺ ฉกกฺ .๒๒/๓๗๕/๔๙๓) ตรสั วา อานสิ งส อสัปปุริสธรรม ใหเห็นความแตกตาง อยา งแรก (ใน ๖ อยา ง) ของการตงั้ ระหวา งอสตั บรุ ุษ กับสตั บรุ ุษวา อสตั - อนัตตสัญญาอยางไมจาํ เพาะในธรรมทง้ั บรุ ุษถอื เอาคุณสมบัติ การปฏิบัติ หรอื ปวง คอื จะเปนผูอตัมมยั ในท้งั โลก, ใน ความกาวหนาความสําเร็จในการปฏิบัติ วิสทุ ธมิ คั ค กลา วถึงอตมั มยตา ทตี่ รสั ของตน เชน ความมชี าตติ ระกูลสูง ลาภ ในสฬายตนวิภังคสตู ร วาเปน วุฏฐาน- ยศ ความเปน พหสู ตู ความเปน ธรรมกถกึ คามินีวปิ ส สนา (ม.อ.ุ ๑๔/๖๓๒/๔๐๗; วิสทุ ฺธิ. การถือธุดงควัตรมีการอยูปาอยูโคนไม ๓/๓๑๘) เปน ตน จนถงึ การไดฌ านสมาบตั ิ มา อติถิพลี การจัดสรรสละรายไดหรือ เปนเหตุยกตน-ขมผูอื่น สวนสัตบุรุษ ทรัพยสวนหนึ่งเปนคาใชจายสําหรับเอื้อ จะมีดีหรือกาวไปไดสูงเทาใด ก็ไมถือ เฟอเก้ือกูลกันในดานการตอนรับแขก, เปน เหตยุ กตน-ขมผูอ่ืนเชน นนั้ ในเร่ือง การใชรายไดหรือทรัพยสวนหน่ึงเพ่ือ นี้ มขี อ พงึ สังเกตที่สําคัญคอื ในระดบั แสดงน้ําใจเออ้ื เฟอ ในการตอ นรบั ผไู ปมา แหงคุณสมบัติและการถือปฏิบัติท่ัวไป หาสู (ขอ ๒ในพลี๕แหง โภคอาทยิ ะ ๕)

อติเทพ ๔๗๔ อทิสสมานกายอตเิ ทพ ดู อดเิ ทพ อตีตังสญาณ ญาณหย่ังรูสวนอดีต,อติมานะ ดูหมิ่นทาน, ความถือตัววา ปรีชากําหนดรูเหตุการณท่ีลวงไปแลวเหนือกวายิ่งกวาเขา (ขอ ๑๔ ใน อันเปนเหตุใหไดรับผลในปจจุบัน (ขออปุ กเิ ลส ๑๖); ดู มานะ ๑ ในญาณ ๓)อติเรก ดู อดเิ รก อเตกิจฉา แกไขไมได, เยียวยาไมไดอตเิ รกจีวร จีวรเหลือเฟอ , ผา สว นเกิน หมายถึงอาบัติมีโทษหนักถึงที่สุดตอง หมายถึงผาท่ีเขาถวายภิกษุเพิ่มเขามา แลว ขาดจากความเปน ภิกษุ คอื อาบัติ นอกจากผาท่ีอธิษฐานเปน ไตรจีวร และ ปาราชิก; คูกับ สเตกิจฉา มิไดวิกัปไว; ตรงขามกับ จีวรอธิษฐาน; อถัพพนเพท ชื่อคัมภีรพระเวทลําดับที่ อดเิ รกจวี ร กเ็ รยี ก; ดู วิกัป, อธิษฐาน ๔ วา ดว ยคาถาอาคมทางไสยศาสตร การอติเรกบาตร บาตรของภิกษุที่เขาถวาย ปลุกเสกตางๆ เปนสวนเพิ่มเขามาตอ เพ่ิมเขามา นอกจากบาตรอธิษฐาน, จาก ไตรเพท; อาถัพพนเวท, อถรรพเวท,พระพุทธเจาอนุญาตใหภิกษุมีบาตรไว อาถรรพณเวท ก็เขียนใชใบเดียว ซ่ึงเรียกวาบาตรอธิษฐาน อทวารรูป ดูท่ี รปู ๒๘หากมีหลายใบ ตง้ั แตใบที่ ๒ ขน้ึ ไป อทินนาทาน ถือเอาส่ิงของท่ีเจาของไมและมิไดว ิกัปไว เรยี กวา อตเิ รกบาตร; ดู ไดใหดวยอาการแหงขโมย, ขโมยสิ่งวกิ ปั , อธิษฐาน ของ, ลกั ทรพั ย (ขอ ๒ ในกรรมกิเลสอตเิ รกปก ษ เกินเวลาปกษห น่งึ คอื เกนิ ๔ ในอกศุ ลกรรมบถ ๑๐) อทินนาทานา เวรมณี เวนจากการถอื๑๕ วัน แตย ังไมถึงเดือนอติเรกมาส เกินเวลาเดอื นหนงึ่ เอาส่งิ ของทีเ่ จาของไมไดให, เวน การลกัอติเรกลาภ ลาภเหลือเฟอ, ลาภสวน ขโมย (ขอ ๒ ในศลี ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐พเิ ศษ, ลาภเกนิ ปรกติ กุศลกรรมบถ ๑๐)อติเรกวีสติวรรค สงฆพวกท่ีกําหนด อทิสสมานกาย กายท่ีมองไมเห็น,ผูมีจํานวนเกิน ๒๐ รูป กายไมป รากฏ, ไมปรากฏราง, มองไมอตีตภวังค ดู วถิ จี ติ เหน็ ตวั กลาวคอื เปนวสิ ยั ของผมู ีฤทธ์ิอตีตานาคตังสญาณ ญาณเปนเครื่องรู บางประเภท (วิกุพพนฤทธิ์) อาจทําการถงึ เร่อื งทล่ี ว งมาแลว และเร่ืองทยี่ ังไมม า บางอยางโดยไมใหผูอื่นมองเห็นรางถึง, ญาณหยงั่ รูท ้ังอดตี และอนาคต กาย; อีกอยางหนึง่ เปน ความเช่อื ของ

อทุกขมสขุ ๔๗๕ อธกิ มาส พวกพราหมณว า บรรพบรุ ุษทตี่ ายไป มี จึงส้นั กวา ปส ุรยิ คติ ๑๑ วนั , เมอ่ื เวลา ถน่ิ เปน ทอี่ ยเู รยี กวา ปต ฤโลก ยงั ทรงอยู ผา นไปนานๆ วันเดือนปแ บบจนั ทรคติ ดวยเปน อทสิ สมานกาย ความเช่ือนี้คน ก็จะหางกับวันเดือนปแบบสุริยคติมาก ขึ้นไปเร่ือยๆ และจะไมตรงกับฤดูกาล ไทยกร็ ับมา แตใ หบรรพบรุ ษุ เหลา น้ันคง จนกระท่ังเขาพรรษาก็จะไมตรงฤดูฝน อยทู บ่ี า นเรอื นเดมิ อยา งทเ่ี รยี กวา ผเี รอื น จึงตองมีวิธีที่จะปรับปจันทรคติใหตรงอทุกขมสุข (ความรูสึก)ไมทุกขไมสุข, หรอื ใหใ กลเ คยี งกบั ปสุรยิ คติ ความรสู กึ เฉยๆ (ขอ ๓ ในเวทนา ๓) บางทเี รยี ก อเุ บกขา (คอื อเุ บกขาเวทนา) ดวยเหตุที่ปจันทรคติสั้นกวาปสุริย-อเทสนาคามนิ ี ดู เทสนาคามินี คติ ๑๑ วนั เมื่อผา นไป ๓ ป ก็จะส้ันอโทสะ ความไมคดิ ประทษุ รา ย, ธรรมที่ กวา รวมได ๓๓ วัน จงึ วางเปน หลักมา เปนปฏปิ ก ษ คอื ตรงขามกบั โทสะ ได แตโ บราณวา ทุก ๓ ปจันทรคติ ใหเ พ่ิม แก เมตตา (ขอ ๒ ในกุศลมูล ๓) เดอื นแปดข้ึนมาอกี เดอื นหนึ่ง (คอื เพม่ิอธรรม ไมใชธ รรม, ไมเ ปน ธรรม, ผดิ ขนึ้ ๓๐ วนั ) จงึ เปนเดอื นแปดสองหน ธรรม, ชว่ั รา ย และเรียกเดือนแปดที่เพิ่มข้ึนมานั้นวาอธรรมวาที ผูกลาวสง่ิ ทม่ี ิใชธ รรม, ผูไม “อธกิ มาส”, สวนทย่ี งั ขาดอีก ๓ วัน ให พูดตามหลกั ไมพ ูดตามธรรม, ผูพดู ไม กระจายไปเติมในปตางๆ โดยเพม่ิ เดือน ๗ ทีเ่ ปนเดอื นขาดมี ๒๙ วัน ใหปน น้ั ๆ เปนธรรม, ผูไมเ ปน ธรรมวาที เปนเดือนเตม็ มี ๓๐ วนั (มแี รม ๑๕อธกิ มาส “เดอื นท่เี กนิ ”, เดอื นท่ีเพมิ่ ขึน้ ค่ํา เดอื น ๗) และเรียกวนั ทเ่ี พมิ่ ขน้ึ ทา ย ในปจ นั ทรคติ (คือในปนน้ั มเี ดือน ๘ เดอื น ๗ นั้นวา “อธิกวาร” สองหน รวมเปน ๑๓ เดือน) ตามวิธีคาํ นวณทก่ี ลาวมานน้ั สามปมี อธกิ มาสคร้ังหนึง่ กค็ ือ ๑๘ ปม ีอธกิ มาส การที่ตองมีอธิกมาสนั้น เนื่องจาก ๖ คร้งั (และเหมอื นจะตองมีอธกิ วารทุก ป) แตเ ม่ือคํานวณละเอียด ปรากฏวายงั เดอื นจันทรคตสิ ัน้ กวา เดอื นสุรยิ คติ คือ ไมตรงแท เชนวา ปส รุ ยิ คตมิ ิใชมี ๓๖๕ วันถวน แตม ี ๓๖๕.๒๔๒๑๙๙ วัน (ดัง เดือนจันทรคติมี ๓๐ วนั (เดือนคูหรือ ที่ทกุ ๔ ป ตอ งเพ่ิมปส รุ ิยคตเิ ปน ๓๖๖ วัน โดยใหเดอื นกุมภาพันธเ พมิ่ จาก ๒๘ เดอื นเตม็ ) บา ง มี ๒๙ วัน (เดือนคห่ี รือ เดือนขาด) บา ง รวมปห นึ่งมี ๓๕๔ วนั , สวนเดือนสรุ ยิ คติมี ๓๐ วันบา ง มี ๓๑ วนั บา ง (เวน เดอื นกมุ ภาพนั ธท ม่ี ี ๒๘ วนั ) รวมปห นง่ึ มี ๓๖๕ วนั , ดงั นนั้ ปจ นั ทรคติ

อธกิ รณ ๔๗๖ อธิกสุรทิน“เปน ๒๙ วัน), พรอ มกันนั้น ปจ นั ทรคติ หนา ๒. สติวนิ ัย วธิ รี ะงบั โดยถอื สตเิ ปนก็มิใชม ี ๓๕๔ วันถวน แตมี ๓๕๔.๓๖ วนั หลกั ๓. อมูฬหวินยั วิธรี ะงับสําหรบั ผูดังน้ีเปนตน, เมื่อจะใหปฏิทินแมนยํา หายจากเปน บา ๔. ปฏิญญาตกรณะ การมากข้ึน จึงไดวางหลักที่ซบั ซอนข้ึนกวา ทาํ ตามทรี่ บั ๕. ตัสสปาปย สกิ า การเดมิ เปนวา ในรอบ ๑๙ ป ใหม ีอธกิ มาส ตัดสินลงโทษแกผูผิด (ที่ไมรับ) ๖.๗ คร้ัง (สวนอธิกวารก็หางออกไป เยภยุ ยสิกา การตดั สนิ ตามคําของคนขา งประมาณ ๕-๗ ป หรอื บางทีนานกวา นน้ั มาก ๗. ติณวัตถารกวินัย วธิ ีดจุ กลบไวจึงมคี รั้งหนึ่ง และถือเปน หลกั วา ไมให ดวยหญา (ประนปี ระนอม)เพ่ิมอธิกวารในปอธกิ มาส คอื ปอ ธกิ มาส อธกิ วาร “วันอนั เกนิ ”, วันที่เพิ่มขึ้นในปตอ งเปน ปกตวิ าร) จนั ทรคติ (คือในปน้ัน เตมิ ใหเดือนเจ็ดอน่ึง เมื่อจะเทียบกับปที่มีอธิกมาส เปนเดือนเต็มมี ๓๐ วัน) เพ่ือเสริมจึงเรียกปปกติท่ีไมมีอธิกมาส วาเปน อธิกมาส ในการปรับใหป ฏทิ นิ จนั ทรคติปกตมิ าส มีฤดูกาลตรงหรือใกลเคียงกับปฏิทินอธกิ รณ เร่ืองที่เกดิ ขน้ึ แลวจะตอ งจดั ตอ ง สรุ ยิ คติ แตถ อื เปน หลกั วา มใิ หม อี ธกิ วารทาํ , เรอ่ื งทส่ี งฆต อ งดาํ เนนิ การ มี ๔ อยา ง ในปเ ดยี วกนั กบั อธกิ มาส, เมื่อเทียบกับคอื ๑. วิวาทาธิกรณ การเถียงกนั เก่ยี ว ปท ีม่ อี ธกิ วาร ใหเ รียกปปกตทิ ไ่ี มมีอธกิ -กับพระธรรมวินัย ๒. อนุวาทาธิกรณ วาร วาเปน ปกติวาร; ดู อธกิ มาสการโจทหรือกลาวหากันดวยอาบัติ ๓. อธกิ สรุ ทนิ “วนั สุรยิ คติอันเกนิ ”, วันท่ีอาปต ตาธกิ รณ การตอ งอาบัติ การปรบั เพม่ิ ขึน้ ในปส รุ ยิ คติ คือ ในปน้นั เดอื นอาบตั ิ และการแกไขตัวใหพ น จากอาบตั ิ กุมภาพันธมีจํานวนวันเพ่ิมข้ึนวันหน่ึง๔. กจิ จาธิกรณ กิจธุระตา งๆ ทส่ี งฆจ ะ จาก ๒๘ เปน ๒๙ วัน, ท้งั นี้มีหลกั วาตอ งทาํ เชน ใหอุปสมบท ใหผ า กฐนิ , ใน ตามปกติ ๔ ป มอี ธกิ สรุ ทนิ ครัง้ หนึ่งภาษาไทยอธิกรณมีความหมายเลือน โดยมวี ธิ ีคํานวณ คอื เอาจาํ นวน ๕๔๓ลางลงและแคบเขา กลายเปน คดีความ หกั ออกจากพุทธศักราช ใหเ หลอื ตัวเลขโทษ เปน ตน เทากับ ค.ศ. แลวหารดว ย ๔ ถา ปใดอธิกรณสมถะ ธรรมเคร่ืองระงบั อธกิ รณ, หารลงตวั ปน นั้ มอี ธกิ สุรทิน (เชน พ.ศ.วธิ ดี าํ เนนิ การเพอ่ื ระงบั อธกิ รณม ี ๗ วิธี ๒๕๔๗–๕๔๓ = ๒๐๐๔ ÷ ๔ = ๕๐๑คอื ๑. สัมมุขาวินยั วธิ รี ะงบั ในทพี่ รอม ลงตัว จงึ เปน ปท ี่มอี ธิกสุรทิน) แตท ง้ั น้ี

อธิการ ๔๗๗ อธิคมธรรม ยกเวนตัวเลขที่ครบเปนหลักรอย (ลง คาํ หรอื ขอ ความทจี่ ะตอ งนาํ ไปเตมิ หรอื ใส ทาย ๐๐) ตอ งหารดวย ๔๐๐ ลงตัว จึง เพ่ิมในที่น้ันๆ เพื่อใหเขาใจความหมาย จะมอี ธิกสรุ ทนิ (เชน พ.ศ.๒๔๔๓–๕๔๓ หรือไดกฎเกณฑท่ีจะปฏิบัติใหถูกตอง = ๑๙๐๐ แมจ ะหารดวย ๔ ลงตวั แต ครบถว น 4. อาํ นาจ, ตาํ แหนง , หนา ท,ี่ หารดวย ๔๐๐ ไมได ก็ไมมอี ธกิ สุรทิน) กจิ การ, ภาระอธิการ 1. “ตวั การ”, ตวั ทําการ, เจา การ, มีธรรมเนียมเรียกเจาอาวาสที่ไมเปน เจา กรณ,ี เจาของเร่ือง, เรอื่ งหรือกรณีที่ เปรียญและไมมีสมณศักดิ์อยางอื่นวา กําลงั พิจารณา, เรอื่ งที่เกย่ี วของ, เร่อื งที่ พระอธิการ และเรียกเจาคณะตําบล เปนขอสําคัญ หรือท่ีเปนขอพิจารณา, หรอื พระอุปชฌาย ทไ่ี มเ ปนเปรียญและ สวนหรือตอนที่วาดวยเร่ืองน้ันๆ เชน ไมมีสมณศักดิ์อยางอื่นวา เจาอธิการ, “ในอธกิ ารนี”้ หมายความวา ในเร่อื งน้ี ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความในวรรคสุด หรอื ในตอนน้ี 2. “การอนั ย่ิง” ๑) การทํา ทา ยของมาตรา ๑๒ แหงพระราชบัญญตั ิ ความดีที่ยิ่งใหญหรืออยางพิเศษ, บุญ ลกั ษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ. ๑๒๑ หรือคุณความดีสําคัญท่ีไดบําเพ็ญมา, วา “อน่งึ เจาอาวาสทั้งปวงนั้น ถา ไมไ ด ความประพฤติปฏิบัติท่ีเคยประกอบไว อยูในสมณศักด์ิท่ีสูงกวา ก็ใหมีสมณ- หรือการอันไดบําเพ็ญมาแตกาลกอน ศักดิ์เปนอธิการ” ซ่ึงมีเชิงอรรถใต หรือท่ีไดส่ังสมตระเตรียมเปนทุนไว มาตรา อันเปนพระนิพนธของสมเด็จ เชน “พระเถระนนั้ เปนผมู อี ธกิ ารอันได พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณ- ทําไว ในสมถะและวิปส สนา” ๒) การ วโรรส กาํ กบั ไวดวยวา “(๑๕) เจา อาวาส อันสาํ คัญหรอื ทที่ าํ อยางจรงิ จงั อนั เปน เปนพระอธิการ รองแขวงท่ีเรียกอีก การแสดงความเคารพรักนับถือหรือ โวหารหนึ่งวาเจาคณะหมวด เปนเจา เกอ้ื กลู ตลอดจนโปรดปราน เชน การบชู า อธกิ าร ในบดั น้พี ระอปุ ชฌายะก็เปนเจา การชวยเหลือที่สําคัญ การทําความดี อธิการเหมอื นกนั ” ความชอบ การใหรางวลั 3. “การทาํ ให อธคิ ม การบรรลุ, การเขาถงึ , ปฏิเวธ, เกนิ ”, “การทาํ ใหเพม่ิ ข้นึ ”, การเติมคํา การลุผลปฏบิ ัติ เชน บรรลุมรรคผล หรือขอความที่ละไว หรือใสเพ่มิ เขา มา อธิคมธรรม ธรรมข้ันบรรลุผลแหงการ เพอ่ื ใหไดค วามหมายครบถวน, คาํ หรอื ปฏิบตั ิ, อุตตริมนุสสธรรม เชน ฌาน ขอความท่ีเติมหรือใสเพ่ิมเขามาเชนน้ัน, อภญิ ญา มรรค ผล; ดูอตุ ตรมิ นสุ สธรรม

อธิจิต,อธจิ ิตต ๔๗๘ อธศิ ลี สกิ ขาอธจิ ติ , อธจิ ติ ต จิตอนั ยิ่ง, เร่ืองของการ แหงไตรลักษณ; ดู สกิ ขา เจรญิ สมาธอิ ยา งสงู หมายถงึ ฌานสมาบตั ิ อธิปญญาสิกขา เร่ืองอธิปญญาอันจะทเี่ ปน บาทแหง วปิ ส สนา หรอื แมส มาธทิ ่ี ตองศกึ ษา, การศกึ ษาในอธปิ ญ ญา, ขอ เจริญดวยความรูเขาใจโดยมุงใหเปน ปฏิบัติสําหรับฝกอบรมพัฒนาปญญา ปจ จยั แหง การกา วไปในมรรค; ดูสกิ ขา อยางสูง เพื่อใหเกิดความรูแจง มองเห็นอธิจิตตสิกขา เรื่องอธิจิตตอันจะตอง ส่ิงทัง้ หลายตามเปนจรงิ อันจะทาํ ใหจติศึกษา, การศึกษาในอธิจติ ต, ขอปฏิบตั ิ ใจหลดุ พน เปน อสิ ระ ปราศจากกเิ ลสและสําหรับฝกอบรมพัฒนาจิตใจอยางสูง ความทกุ ข (ขอ ๓ ในสกิ ขา ๓ หรือไตร-เพ่ือใหเกิดสมาธิ ความเขมแข็งม่ันคง สิกขา) เรยี กกนั งา ยๆวาปญ ญา; ดูสกิ ขาพรอมท้ังคุณธรรมและคุณสมบัติท่ี อธิมุตติ อัธยาศัย, ความโนมเอียง,เกือ้ กลู ทั้งหลาย เชน สติ ขนั ติ เมตตา ความคิดมุงไป, ความมุงหมายกรณุ า สดชนื่ เบกิ บาน เปน สขุ ผองใส อธิโมกข 1. ความปลงใจ, ความตกลงใจ,อันจะทําใหจิตใจมีสภาพที่เหมาะแกการ ความปกใจในอารมณ (ขอ ๑๐ ในใชงาน เฉพาะอยา งย่งิ ใหเ ปนฐานแหง อัญญสมานาเจตสิก ๑๓) 2. ความนอมการเจรญิ ปญ ญา (ขอ ๒ ในสิกขา ๓ ใจเชื่อ, ความเชื่อสนิทแนว, ความหรือไตรสิกขา) เรียกกันงายๆ วา ซาบซ้ึงศรัทธาหรือเลื่อมใสอยางแรงกลาสมาธิ; ดู สกิ ขา ซ่ึงทําใหจิตใจเจิดจาหมดความเศราอธฏิ ฐาน ดู อธิษฐาน หมอง (ขอ ๖ ในวิปสสนปู กิเลส ๑๐)อธิบดี ใหญย ่งิ , ผูเปน ใหญ, หัวหนา อธิวาสนขันติ ความอดทนคอื ความอดอธิบาย ไขความ, ขยายความ, ช้ีแจง; กลัน้ อธศิ ีล ศีลอนั ยงิ่ หมายถึงปาฏิโมกขสงั วร-ความประสงคอธปิ เตยยะ, อธปิ ไตย ความเปน ใหญม ี ศลี ตลอดลงมาจนถงึ ศีล ๕ ศลี ๘ ศีล๓ อยา ง คอื ๑. อัตตาธปิ ไตย ความมี ๑๐ ทร่ี กั ษาดว ยความเขา ใจ ใหเ ปน เครอ่ื งตนเปน ใหญ ๒. โลกาธปิ ไตย ความมี หนนุ นาํ ออกจากวฏั ฏะ หรอื เปน ปจ จยั ใหโลกเปน ใหญ ๓. ธัมมาธิปไตย ความมี กา วไปในมรรค; ดู สกิ ขา อธิศลี สิกขา เร่ืองอธศิ ีลอันจะตอ งศกึ ษา,ธรรมเปน ใหญอธิปญญา ปญญาอันย่ิง โดยเฉพาะ การศึกษาในอธิศีล, ขอปฏิบัติสําหรับวิปสสนาปญญา ท่ีกําหนดรูความจริง ฝกอบรมพัฒนาศีลอยา งสูง ทจี่ ะใหต ้ัง

อธิษฐาน ๔๗๙ อธิษฐานธรรมอยูในวนิ ัย รูจกั ใชอ นิ ทรยี  และมีพฤติ- ความตัง้ ใจมน่ั , การตดั สินใจเดด็ เด่ียว,กรรมทางกายวาจาดีงาม ในการสัมพันธ ความต้ังใจม่ันแนวท่ีจะทําการใหส ําเรจ็ ลุที่จะอยูรวมสังคมกับผูอ่ืนและอยูในส่ิง จุดหมาย, ความต้ังใจหนักแนนเด็ดแวดลอมตา งๆ ดวยดี ใหเ ปนประโยชน เดยี่ ววาจะทําการนั้นๆ ใหสาํ เร็จ และเก้ือกูล ไมเ บยี ดเบยี น ไมท าํ ลาย และให ม่ันคงแนวแนในทางดําเนินและจุดมุงเปนพ้ืนฐานแหงการฝกอบรมพัฒนาจิต หมายของตน เปน บารมีอยางหนึ่ง เรยี กใจในอธจิ ติ ตสกิ ขา (ขอ ๑ ในสิกขา ๓ วา อธิษฐานบารมี หรอื อธฏิ ฐานบารมี หรือไตรสิกขา), เขียนอยางบาลีเปน (ขอ ๘ ในบารมี ๑๐) 3. ธรรมเปน ทม่ี น่ั , อธสิ ีลสกิ ขา และเรียกกันงา ยๆ วา ศีล; ดู สกิ ขา ในแบบเรียนธรรมของไทย เรียกวาอธษิ ฐาน 1. ในทางพระวินยั แปลวา อธิษฐานธรรม; ดู อธษิ ฐานธรรม 4. ใน ภาษาไทย ใชเปนคาํ กริยา และมักมีการต้งั เอาไว ตั้งใจกําหนดแนน อนลงไป ความหมายเพยี้ นไปวา ตง้ั ใจมงุ ขอใหไ ดเชน อธษิ ฐานพรรษา ต้งั เอาไวเ ปนของ ผลอยางใดอยางหน่ึง, ต้ังจิตปรารถนาเพ่อื การนัน้ ๆ หรอื ตงั้ ใจกําหนดลงไปวา เฉพาะอยางยิ่ง ต้ังจิตขอตอส่ิงที่ถือวาใหเ ปน ของใชป ระจาํ ตวั ชนดิ นนั้ ๆ เชน ได ศักดิ์สิทธ์ิใหสาํ เร็จผลอยางใดอยา งหนง่ึ ;ผา มาผนื หนง่ึ ตง้ั ใจวา จะใชเ ปน อะไร คอื มีขอสังเกตวา ในความหมายเดิมจะเปน สังฆาฏิ อตุ ตราสงค อันตรวาสก อธิษฐานเปนการตัง้ ใจที่จะทํา (ใหสําเรจ็ก็อธิษฐานเปน อยา งนั้นๆ เมื่ออธิษฐาน ดวยความพยายามของตน) แตความแลว ของนั้นเรียกวาเปนของอธิษฐาน หมายในภาษาไทยกลายเปนอธิษฐานเชน เปน สงั ฆาฏอิ ธิษฐาน จวี รอธษิ ฐาน โดยตงั้ ใจขอเพอื่ จะไดห รอื จะเอา เฉพาะ(นยิ มเรยี กกนั วา จวี รครอง) ตลอดจน อยางยิ่งดวยอํานาจดลบันดาลโดยตนบาตรอธษิ ฐาน สว นของชนดิ นน้ั ทไ่ี ด เองไมต อ งทํา (บาล:ี อธฏิ าน)เพม่ิ มาอกี หรอื เกนิ จากนนั้ ไปกเ็ ปน อตเิ รก อธษิ ฐานธรรม ธรรมทค่ี วรตงั้ ไวใ นใจ,เชน เปน อตเิ รกจวี ร, อตเิ รกบาตร, คาํ ธรรมเปนทีม่ ่ัน, หลกั ธรรมทใ่ี ชตัง้ ตวั ใหอธิษฐาน เชน “อมิ ํ สงฺฆาฏึ อธิฏ าม”ิ มั่นหรือเปนที่ต้ังตัวใหมั่น เพื่อจะ(ถา อธิษฐานของอ่ืน กเ็ ปลี่ยนไปตามช่ือ สามารถยึดเอาหรือลุถึงผลสําเร็จท่ีเปนของน้ัน เชน วา อตุ ฺตราสงคฺ ํ, อนฺตรวาสกํ, จดุ หมาย เฉพาะอยา งยง่ิ พระภิกษุใชต้ังปตตฺ ํ เปน ตน ); ดู วกิ ปั , ปจจทุ ธรณ 2. ตัวเพื่อจะบรรลอุ รหตั ตผล มี ๔ อยา ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook