สัมผปั ปลาปะ ๔๓๐ สัมมตั ตะ๑ ในวิรัติ ๓) สัมภตู สาณวาสี ชื่อพระเถระองคห นงึ่ ในสมั ผปั ปลาปะ พดู เพอ เจอ , พดู เหลวไหล, การกสงฆ ผูทําสังคายนาคร้งั ท่ี ๒พดู ไมเ ปน ประโยชน ไมม เี หตผุ ล ไรส าระ สัมโภคนาสนา ใหฉิบหายเสียจากการไมถ กู กาลถกู เวลา (ขอ ๗ ในอกศุ ล- กนิ รว ม, เปน ศัพทผูกใหมทส่ี มเด็จพระกรรมบถ ๑๐) มหาสมณเจา กรมพระยาวชรญิ าณวโรรสสมั ผัปปลาปา เวรมณี เวนจากพดู เพอ วา นา จะใชแ ทนคาํ วา ทณั ฑกรรมนาสนาเจอ, เวนจากพูดเหลวไหลไมเปน (การใหฉ ิบหายดวยทณั ฑกรรม คือ ลงประโยชน, พูดคําจริง มีเหตุผล มี โทษสามเณรผูกลาวตูพระธรรมเทศนาประโยชน ถกู กาลเทศะ (ขอ ๗ ในกศุ ล- โดยไลจากสํานัก และไมใหภิกษุทั้งกรรมบถ ๑๐) หลายคบดว ยตามสิกขาบทที่ ๑๐ แหงสมั ผสั ความกระทบ, การถกู ตอ งทใี่ ห สัปปาณกวรรค ปาจิตตยิ กณั ฑ)เกิดความรูสึก, ความประจวบกันแหง สัมมตกิ า กัปปยภูมทิ ่ีสงฆสมมติ คอื กฎุ ีอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ ท่ีสงฆเลือกจะใชเปนกัปปยกุฎีแลวสวดวญิ ญาณ มี ๖ เรม่ิ แต จักขุสมั ผัส ประกาศดว ยญตั ตทิ ตุ ยิ กรรม; ดู กปั ปย ภมู ิสมั ผสั ทางตา เปน ตน จนถงึ มโนสมั ผสั สัมมสนญาณ ญาณหย่งั รูดวยพจิ ารณาสมั ผสั ทางใจ (เรยี งตามอายตนะภายใน นามรปู โดยไตรลกั ษณ, ญาณทพ่ี จิ ารณา๖); ผสั สะ กเ็ รียก หรือตรวจตรานามรูปหรือสังขาร มองสมั พนั ธ 1. เกี่ยวขอ ง, ผูกพัน, เนอื่ งกนั เหน็ ตามแนวไตรลกั ษณ คอื รวู า ไม2. ในทางอักขรวิธีภาษาบาลี หมายถึง เทยี่ ง ทนอยไู มไ ด ไมใ ชต วั ตน (ขอ ๓มีตางบทมาสนธิเชื่อมเขาดวยกัน เชน ในญาณ ๑๖)ตณุ หฺ ิสสฺ หรือ ตณุ หฺ สฺส (= ตณุ หฺ ี + สมั มตั ตะ ความเปนถกู , ภาวะทีถ่ กู มีอสสฺ );ในความหมายน้ี ตรงขา มกบั ววตั ถติ ะ ๑๐ อยา ง ๘ ขอตน ตรงกับองคม รรคทง้ัสัมพทุ ธะ ทา นผตู รสั รเู อง, พระพทุ ธเจา ๘ ขอ เพ่ิม ๒ ขอทา ย คือ ๙. สัมมา-สมั ภเวสี ผูแสวงสมภพ; ดู ภตู ะ ญาณ รูชอบ ไดแ กผลญาณและปจ จ-สัมภาระ สิ่งของตางๆ, วัตถุ, วัสดุ, เวกขณญาณ ๑๐. สัมมาวมิ ุตติ หลุดพนเคร่อื งใช, องค, สวนประกอบ, บริขาร, ชอบ ไดแกพระอรหัตตผลวมิ ุตต;ิ เรียกปจจัย, ความดีหรอื ความชวั่ ท่ปี ระกอบ อีกอยา งวา อเสขธรรม ๑๐; ตรงขา มกบั มิจฉตั ตะ ๑๐หรอื ทาํ สะสมไว; การประชุมเขา
สมั มัปปธาน ๔๓๑ สมั มาสมั พทุ ธเจดยี สมั มัปปธาน ความเพียรชอบ; ดู ปธาน, ดําเนินในมรรคมีองค ๘ ประการโพธิปก ขยิ ธรรม (ปฏบิ ตั ติ ามมรรค)สัมมา โดยชอบ, ดี, ถกู ตอ ง, ถูกถว น, สัมมาปาสะ “บวงคลอ งไวม ั่น”, ความรูสมบรู ณ, จรงิ , แท จักผูกผสานรวมใจประชาชน ดว ยการสมั มากมั มนั ตะ ทาํ การชอบ หรอื การงาน สงเสริมอาชพี เชน ใหค นจนกยู ืมทุนไปชอบ ไดแ ก การกระทาํ ทเ่ี วน จากความ สรางตัวในพาณิชยกรรม เปนตน (ขอประพฤตชิ วั่ ทางกายสามอยา ง คอื ฆา สตั ว ๓ ใน ราชสังคหวตั ถุ ๔)ลกั ทรพั ย ประพฤตผิ ดิ ในกาม คอื เวน สัมมาวาจา เจรจาชอบ คอื เวนจากวจ-ีจากกายทจุ ริต๓ (ขอ ๔ ในมรรค) ทจุ ริต ๔ (ขอ ๓ ในมรรค)สัมมาญาณะ รชู อบ ไดแกผลญาณ คือ สัมมาวายามะ เพยี รชอบ คอื เพียรในที่ญาณอันเปนผลสืบเน่ืองมาจากมรรค- ๔ สถาน ไดแก ๑. สังวรปธาน ๒.ญาณ เชน โสดาปต ติผล เปน ตน และ ปหานปธาน ๓. ภาวนาปธาน ๔. อน-ุปจ จเวกขณญาณ (ขอ ๙ ในสมั มตั ตะ๑๐) รกั ขนาปธาน (ขอ ๖ ในมรรค); ดู ปธานสัมมาทิฏฐิ ปญญาอนั เหน็ ชอบ คือ เหน็ สมั มาวิมุตติ หลดุ พนชอบ ไดแ กอรหัตตอรยิ สจั จ ๔, เหน็ ชอบตามคลองธรรมวา ผลวิมุตติ (ขอ ๑๐ ในสัมมตั ตะ ๑๐)ทาํ ดมี ีผลดี ทําช่ัวมีผลชวั่ มารดาบดิ ามี สมั มาสติ ระลกึ ชอบ คอื ระลึกใน สต-ิ(คือมีคุณความดีควรแกฐานะหนึ่งที่ ปฏฐาน ๔ (ขอ ๗ ในมรรค)เรยี กวา มารดาบิดา) ฯลฯ, เห็นถูกตอ ง สัมมาสมาธิ ตง้ั จิตม่นั ชอบ, จิตมน่ั ชอบตามที่เปนจริงวาขันธ ๕ ไมเที่ยง คือสมาธิที่เจริญตามแนวของ ฌาน ๔เปนตน (ขอ ๑ ในมรรค) (ขอ ๘ ในมรรค)สัมมาทิฏฐิสูตร พระสูตรแสดงความ สัมมาสังกัปปะ ดําริชอบ คือ ๑.หมายตา งๆ แหงสัมมาทฏิ ฐิ เปนภาษติ เนกขัมมสังกัปปะ ดาํ ริจะออกจากกามของพระสารีบตุ ร (สูตรที่ ๙ ในมัชฌิม- หรือปลอดจากโลภะ ๒. อัพยาปาท-นกิ าย มลู ปณ ณาสก พระสตุ ตนั ตปฎ ก) สังกัปปะ ดําริในอันไมพยาบาท ๓.สัมมานะ ความนับถอื , การยกยอ ง, การ อวิหิงสาสังกัปปะ ดําริในอันไมเบียดใหเ กียรต;ิ ตรงขา มกบั อวมานะ, ดู มานะ เบียน (ขอ ๒ ในมรรค)สมั มาปฏบิ ัติ ปฏบิ ตั ชิ อบ คือปฏบิ ัติชอบ สัมมาสัมพุทธเจดีย เจดียเกี่ยวเน่ืองธรรม, ปฏิบัติถูกทํานองคลองธรรม, ดวยพระสมั มาสัมพุทธเจา, เจดยี ทีเ่ ปน
สมฺมาสมพฺ ุทโฺ ธ ๔๓๒ สาเกตเคร่ืองเตือนจิตใหระลึกถึงสมเด็จพระ ธรรม ถกู วนิ ยั ); สมั มุขาวนิ ยั ใชเ ปนสมั มาสัมพุทธเจา; ดู เจดยี เครอื่ งระงบั อธิกรณไ ดทกุ อยางสมฺมาสมฺพุทฺโธ (พระผูมีพระภาคเจา สัมโมทนียกถา “ถอยคําเปนท่ีบันเทิงน้ัน) เปนผูตรัสรูเองโดยชอบ คือรู ใจ”, คําตอ นรบั ทกั ทาย, คาํ ปราศรัย;อรยิ สัจจ ๔ โดยไมเ คยไดเรยี นรจู ากผู ปจจุบันนิยมเรียกสุนทรพจนท่ีพระสงฆอ่นื จงึ ทรงเปนผเู ร่ิมประกาศสจั จธรรม กลาววา สมั โมทนยี กถาเปนผูประดษิ ฐานพระพุทธศาสนา และ สมั ฤทธิ์ ความสาํ เร็จจงึ ไดพ ระนามอยา งหนงึ่ วา ธรรมสามี คอื สัลลวตี แมน้ําที่กันอาณาเขตมัชฌิม- เปน เจา ของธรรม (ขอ ๒ ในพทุ ธคณุ ๙) ชนบท ดานทศิ ตะวันออกเฉยี งใตสัมมาสัมโพธิญาณ ญาณเปนเคร่ือง สัสสตทฏิ ฐิ ความเห็นวาเทยี่ ง คือความตรัสรเู องโดยชอบ เห็นวาอัตตาและโลก เปนส่ิงเที่ยงแทสัมมาอาชวี ะ เลย้ี งชีวิตชอบ คอื เวนจาก ยง่ั ยนื คงอยตู ลอดไป เชน เห็นวาคนเล้ียงชีวิตโดยทางที่ผิด เชน โกงเขา และสัตวตายไปแลว รางกายเทาน้ันหลอกลวง สอพลอ บบี บงั คับขูเข็ญ คา ทรุดโทรมไป สวนดวงชีพหรือเจตภูตคน คายาเสพติด คายาพิษ เปนตน (ขอ หรือมนสั เปนธรรมชาตไิ มส ูญ ยอ มถอื๕ ในมรรค) ปฏิสนธิในกาํ เนดิ อ่นื สืบไป เปนมิจฉา-สัมมุขาวินัย ระเบียบอันพึงทําในท่ี ทฏิ ฐิอยางหนึง่ ; ตรงขา มกบั อุจเฉททฏิ ฐิพรอ มหนา , วิธีระงับตอ หนา ไดแ ก การ (ขอ ๑ ในทฏิ ฐิ ๒)ระงบั อธกิ รณใ นทพี่ รอ มหนา สงฆ (สงั ฆ- สัสสเมธะ ความฉลาดในการบํารุงขาวสัมมุขตา คือภิกษุเขาประชุมครบองค กลา, ปรีชาในการบํารุงพืชพันธุสงฆ), ในที่พรอ มหนา บุคคล (ปคุ คล- ธัญญาหาร สงเสริมการเกษตรใหอุดมสมั มขุ ตา คอื บคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ งในเรอื่ ง สมบรู ณ เปนสงั คหวัตถปุ ระการหนง่ึ ที่ผูนั้นอยูพรอมหนากัน), ในท่ีพรอมหนา ปกครองบา นเมอื งจะพึงบาํ เพญ็ (ขอ ๑วัตถุ (วัตถุสัมมุขตา คือยกเรื่องที่เกิด ในราชสังคหวตั ถุ ๔)ข้ึนนั้นวินิจฉัย), ในที่พรอมธรรมวินัย สากัจฉา การพดู จา, การสนทนา(ธมั มสมั มขุ ตา และวินยสมั มขุ ตา คอื นํา สากยิ านี เจา หญงิ วงศศ ากยะเอาหลักเกณฑท่ีกําหนดไวตามพระ สาเกต ช่อื มหานครแหงหนง่ึ อยใู นแควนธรรมวนิ ัยมาใชปฏบิ ตั ิ ไดแกว นิ ิจฉัยถูก โกศล หางจากเมืองสาวตั ถี ๗ โยชน
สาขนคร ๔๓๓ สาธารณสกิ ขาบทธนญั ชยั เศรษฐี บิดาของนางวิสาขา ได ไดโตวาทะกบั พระนาคเสน, ปจ จุบันอยูรับพระบรมราชานุญาตจากพระเจา ในแควนปญจาป; แควนมัททะนั้นบางปเสนทิโกศล ใหเขาต้งั ถิ่นฐานและสราง คราบถูกเขาใจสับสนกับแควน มัจฉะข้ึน เม่ือคราวท่ีทานเศรษฐีอพยพจาก ทําใหสาคละพลอยถูกเรียกเปนเมืองเมืองราชคฤหมาอยูในแควนโกศลตาม หลวงของแควน มัจฉะไปก็มีคําเชิญชวนของพระองค, ตามทีก่ ําหนด สาชีพ แบบแผนแหงความประพฤติท่ีดีกันไดในปจจุบัน ท่ีตั้งของเมืองสาเกต ทําใหมีชวี ติ รวมเปน อนั เดยี วกัน ไดแกอยูท่ีฝงลางของแมนํ้าฆาฆระ (Gh- สิกขาบททั้งปวงที่พระพุทธเจาไดทรงghara, สาขาใหญสายหน่ึงของแมนํ้า บญั ญตั ไิ วใ นพระวินยั อันทําใหภ ิกษทุ ั้งคงคา) ตรงกบั เมืองอโยธยา (Ayodhya) หลายผูมาจากถิ่นฐานชาติตระกูลตางๆหางจากเมอื ง Kasia (กุสนิ ารา) ตรงไป กนั มามีความเปน อยเู สมอเปนอันหนึง่ทางทศิ ตะวันตก ประมาณ ๑๗๐ กม. อนั เดียวกัน; มาคูกับ สิกขาสาขนคร เมืองกิ่ง, เมืองเลก็ สาณะ ผาทาํ ดวยเปลอื กปาน, ผาปา นสาคตะ พระมหาสาวกองคหนงึ่ เกิดใน สาณัตตกิ ะ อาบัติทตี่ อ งเพราะสง่ั คอื สัง่ตระกูลพราหมณในพระนครสาวตั ถี ได ผูอ่ืนทํา ตัวเองไมไดทํา ก็ตองอาบัติฟงพระธรรมเทศนาของพระศาสดามี เชน สัง่ ใหผูอ่ืนลักทรพั ย เปนตนความเล่ือมใส ขอบวชแลวทําความ สาฎก ผา , ผา หม , ผา คลมุเพยี รเจริญสมาบตั ิ ๘ ประการ จนมี สาตรปู รปู เปนทชี่ ื่นใจ; ดู ปย รูปความชํานาญในสมาบัติ ทานเปนตน สาเถยยะ โออ วด, ความโออ วดหลอกบัญญัติสุราปานสิกขาบท และเพราะ เขา; เขียน สาไถย ก็ได (ขอ ๖ ในมละเกิดความสังเวชในเกตุการณท่ีเกิดกับ ๙, ขอ ๑๐ ในอุปกิเลส ๑๖)ตนคร้ังนี้ จึงเจริญวิปสสนากัมมัฏฐาน สาธก อางตังอยางใหเห็นสม, ยกตัวจนไดสําเร็จพระอรหตั ไดรับยกยอ งวา อยา งมาอางใหเห็นเปน เอตทคั คะในทางเตโชธาตุสมาบัติ สาธยาย การทอง, การสวดสาคร ทะเล สาธารณ ทว่ั ไป, ทวั่ ไปแกหม,ู ของสวนสาคละ ชอ่ื นครหลวงของแควน มทั ทะ รวม ไมใ ชข องใครโดยเฉพาะตอมาภายหลังพุทธกาลไดเปนราชธานี สาธารณสถาน สถานทสี่ าํ หรบั คนทั่วไปของพระเจามลิ นิ ท กษตั ริยน ักปราชญท ี่ สาธารณสิกขาบท สิกขาบทที่ทั่วไป,
สาธุ ๔๓๔ สามเณรสิกขาบทท่ีใชบังคับท่ัวกันหรือเสมอ “เพลงสาธุการ” นีข้ ้ึน เพอ่ื อญั เชิญพระเหมือนกัน หมายถึง สิกขาบทสําหรบั พุทธเจาในเวลาท่ีเสด็จลงจากเศียรของภิกษุณี ที่เหมือนกันกับสิกขาบทของ พระพรหมนั้น (อางอิงเรื่องใน พรหม- ภกิ ษุ เชน ปาราชกิ ๔ ขอตน ในจาํ นวน นิมนตนกิ สูตร, ม.ม.ู ๑๒/๕๕๑/๕๙๐) ๘ ขอ ของภกิ ษุณเี หมือนกันกบั สิกขาบท สาธุกีฬา กีฬาท่ีดี, การละเลนทีด่ ีงาม ของภิกษุ; เทยี บ อสาธารณสกิ ขาบท เปนประโยชน; เปนคําในช้ันอรรถกถาสาธุ “ดแี ลว ”, “ชอบแลว ”, คาํ ทพ่ี ระสงฆ เฉพาะอยางยิ่งทีเ่ ลาวา เมื่อพระพุทธเจาเปลงออกมาเพ่ือแสดงความเห็นชอบตอ ปรินพิ พานแลว มีสาธุกีฬา ๗ วัน ตอการกระทาํ ตอ เรอื่ งราวทด่ี าํ เนนิ ไป หรอื เน่ืองและประสานกับการบูชาพระบรมตอ กจิ กรรมในพธิ นี น้ั ๆ, โดยนยั หมายถงึ สารีริกธาตุ, แมในการปรินิพพานของเปลง วาจาแสดงความชน่ื ชม อนโุ มทนา พระปจเจกพุทธเจาและพระอรหันตหรอื เหน็ ชอบ, อกี นยั หนงึ่ มกั ใชเ ปน คาํ หลายทา น กม็ เี รอ่ื งเลา ถงึ การเลน สาธกุ ฬี าบอกแกเด็ก เพ่ือใหแสดงความเคารพ ๗ วนั และการบชู าพระธาต;ุ สาธกุ ฬี ามีดว ยการทาํ กริ ยิ าไหว (บางทคี าํ กรอ นลง ลักษณะสําคัญคือ มิใชเลนเพ่ือความเหลอื เพยี งพดู สน้ั ๆ วา “ธ”ุ ) สนุกสนานบนั เทิงของตนเอง แตเลนใหสาธุการ 1. การเปลงวาจาวา สาธุ (แปล เปนประโยชนแกผูอ่ืน และไมขัดตอวา “ดแี ลว ” “ชอบแลว ”) เพอื่ แสดงความ สัมปรายิกัตถะ (ประโยชนดานจิตใจเห็นชอบดวย ชื่นชม หรือยกยอง และปญ ญา) ใหกอ กศุ ลมาก เชนมีคตี ะสรรเสรญิ 2. ช่ือเพลงหนา พาทยเพลง คือเพลงหรือการขับรองท่ีกระตุนเตือนหน่ึง ถอื วา มคี วามสาํ คญั อยางยงิ่ ใช ใจใหระลึกถึงความจริงของชีวิตและคิดบรรเลงในการเร่ิมพิธี เพ่ือบูชาพระ ท่ีจะไมประมาทเรงสรางสรรคทําความดีรัตนตรัย เชนในเวลาที่พระธรรมกถึก พรอมท้ังเปนการสักการะบูชาพระผูขึ้นสูธรรมาสนเพ่ือแสดงธรรม ตลอด ปรนิ พิ พานจนใชอัญเชิญเทพเจาและส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ สาธุชน คนดี, คนมีศีลธรรม, คนมีอนื่ ๆ, มตี าํ นานของไทยเลา สบื มาวา พก- กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมพรหม (พระพรหมนามวา “พกะ”) ซ่ึง สะอาดบริสุทธ์,ิ คนที่ประพฤตสิ จุ ริตเดมิ เปนผูมีมจิ ฉาทฏิ ฐิ เม่ือพระพทุ ธเจา สานต สงบเสดจ็ ไปโปรดจนละทฏิ ฐนิ ้นั แลว ไดแ ตง สามเณร เหลากอแหงสมณะ, บรรพชติ
สามเณรเปสกะ ๔๓๕ สามคั คีปวารณาในพระพุทธศาสนาผูยังมิไดอุปสมบท อยา งภกิ ษุ แมม ไิ ดไ ปรว มประชมุ ทาํ สงั ฆ-เพียงแตรับบรรพชาดวยไตรสรณคมน กรรม แตมอบใหฉ นั ทะ เรียกวา จิต-ถอื สิกขาบท ๑๐ และกิจวัตรบางอยาง สามัคคี (สามคั คดี วยใจ); ความพรอ มตามปกติ มอี ายยุ งั ไมค รบ ๒๐ ปบ รบิ รู ณ; เพรยี งแหง สงฆ คอื สงั ฆสามคั คี เปนพระราหุลเปนสามเณรองคแรกในพระ หลกั การสาํ คญั ยง่ิ ในพระวนิ ยั ทจ่ี ะดาํ รงพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนา จงึ มพี ทุ ธบญั ญตั หิ ลายสามเณรเปสกะ ภกิ ษผุ ไู ดร บั สมมติ คือ อยางเพื่อใหสงฆมีวิธีปฏิบัติในการรักษาแตงต้ังจากสงฆ ใหทําหนาที่เปนผูใช สงั ฆสามคั คนี นั้ สว นการทาํ ใหส งฆแ ตกสามเณร, เปน ตาํ แหนงหน่ึงในบรรดา เจา แยก กค็ อื การทาํ ลายสงฆ เรยี กวา สงั ฆ-อธิการแหง อาราม เภท ถอื วา เปน กรรมชว่ั รา ยแรง ถงึ ขน้ั เปนสามเณรี สามเณรผูหญิง, หญิงรับ อนนั ตรยิ กรรม (ถามีการทะเลาะวิวาทบรรพชาในสํานักภิกษุณี ถือสิกขาบท บาดหมาง กดี กนั้ กนั ไมเ ออื้ เฟอ กนั ไม ๑๐ เหมอื นสามเณร รว มมอื กนั ไมป ฏบิ ตั ขิ อ วตั รตอ กนั ยงั ไมสามเพท ชอื่ คมั ภรี ที่ ๓ ของพระเวท; ดู ไตรเพท ถอื วา สงฆแ ตกกนั แตเ ปน ความรา วรานสามัคคี ความพรอ มเพรียง, ความกลม แหงสงฆ เรียกวา สงั ฆราชี แตเ ม่อื ใด ภิกษุท้ังหลายแตกแยกกันถึงข้ันคุมกันเกลียว, ความมีจุดรวมตัวเขาดวยกัน เปน คณะ แยกทาํ อโุ บสถ แยกทาํ ปวารณาหรือมุงไปดวยกัน (โดยวิเคราะหวา แยกทาํ สงั ฆกรรม แยกทาํ กรรมใหญน อ ยอคเฺ คน สขิ เรน สงฺคตํ สมคคฺ ํ, สมคฺค- ภายในสมี า เมอื่ นนั้ เปน สงั ฆเภท); หลกัภาโว สามคคฺ )ี , คาํ เสรมิ ทมี่ กั มาดว ยกนั ธรรมสําคัญที่พระพุทธเจาทรงแสดงไวกบั สามคั คี คอื สงั คหะ (ความยดึ เหนยี่ ว เพอื่ ใหส งฆม สี ามคั คเี ปน แบบอยา ง ไดแ กใจใหร วมกนั ) อววิ าท (ความไมว วิ าทถอื สาราณยี ธรรม ๖ สว นหลกั ธรรมสาํ คญัตา ง) และเอกภี าพ (ความเปน อนั หนง่ึ อนั สาํ หรับเสริมสรางสามัคคีในสังคมท่ัวไปเดยี วกนั ); เมอ่ื บคุ คลทเี่ กย่ี วขอ งมารว ม ไดแ ก สงั คหวตั ถุ ๔ประชุมพรักพรอมกัน เรียกวา กาย- สามัคคีปวารณา กรณีอยางสามัคคี-สามคั คี (สามคั คดี ว ยกาย) เมอื่ บคุ คล อโุ บสถน่ันเอง เม่อื ทําปวารณา เรียกวาเหลาน้ันมีความชื่นชมยินดีเห็นชอบรวม สามคั คปี วารณา และวนั ที่ทาํ นน้ั กเ็ รียกกนั พอใจรวมเปน อยา งเดยี วกนั หรอื วนั สามัคคี
สามคั คอี โุ บสถ ๔๓๖ สายสิญจนสามัคคีอุโบสถ อุโบสถที่ทําขน้ึ เปน กรณี กระทําท่ีสมควร, การแสดงความเคารพ พิเศษเม่ือสงฆสองฝายซ่ึงแตกกันกลับ สามจี ปิ ฏปิ นโฺ น (พระสงฆ) เปนผปู ฏิบตั ิมาปรองดองสมานกันเขาได สามัคคี ชอบ, ปฏิบัติสมควรไดรับสามีจิกรรมอโุ บสถไมกําหนดดวยวันที่ตายตวั สงฆ คอื ปฏิบัตินาเคารพนบั ถือ (ขอ ๔ ในพรอมเพรียงกันเมื่อใด ก็ทําเมื่อนั้น สังฆคณุ ๙)เรยี กวนั นัน้ วา วันสามคั คี สามุกกังสิกา แปลตามอรรถกถาวาสามัญ 1. ปรกติ, ธรรมดา, ทว่ั ๆ ไป 2. “พระธรรมเทศนาท่ีพระพุทธเจาทรงยก ความเปน สมณะ; มกั เขยี นสามัญญะ ข้ึนถือเอาเอง” คือ ทรงเห็นดวยพระสามัญญผลสตู ร สตู ร ๒ ในคมั ภีรท ฆี - สยมั ภญู าณ (ตรัสรูเอง) ไดแกอริยสจั จ-นิกาย สลี ขันธวรรค พระสตุ ตันตปฎก เทศนา, ตามแบบเรยี น แปลวา “ธรรมวาดวยผลของความเปนสมณะคือ เทศนาท่ีพระพุทธเจาทรงยกข้ึนแสดงประโยชนท่ีจะไดจากการดํารงเพศเปน เอง” คือ ไมตอ งปรารภคําถามเปน ตนสมณะ หรอื บําเพญ็ สมณธรรม ของผูฟ ง ไดแกเ ทศนาเร่ืองอริยสจั จสามญั ญลักษณะ ดู สามญั ลกั ษณะ สายโยค สายรดั ใชแ กถุงตา งๆ เชน ที่สามญั ญสโมธาน ดู โอธานสโมธาน ประกอบกบั ถงุ บาตรแปลกนั วา สายโยคสามัญผล ผลแหงความเปน สมณะ; ดู บาตร (บาลีวา อํสวทฺธก); บางแหงแปลสามญั ญผลสตู ร อาโยค คอื ผารัดเขา หรือ สายรัดเขา วาสามัญลกั ษณะ 1. ลกั ษณะทเ่ี ปน สามัญ สายโยค กม็ ี แตใ นพระวนิ ยั ปฎ ก ไมแ ปลคือรวมกันหรือเสมอกัน; คูก บั ปจจตั ต- เชน นนั้ (พจนานกุ รมเขยี นสายโยก)ลกั ษณะ 2. ลักษณะท่เี สมอกันแกสังขาร สายสิญจน เสนดายสีขาวท่ีใชโยงในทง้ั ปวง; ในความหมายน้ี ดู ไตรลักษณ ศาสนพิธีเพ่ือเปนสิริมงคลหรือเพ่ือสามันตราช พระราชาแควนใกลเ คียง ความคุมครองปอ งกนั เปนตน เชน ท่ีสามิษ, สามสิ เจือดวยอามสิ คอื เครอ่ื ง พระถือในเวลาสวดมนต และทน่ี ํามาวง ลอ , ตอ งขน้ึ ตอ วตั ถหุ รอื อารมณภ ายนอก รอบบานเรือนหรือบริเวณท่ีตองการสามิสสุข สุขเจอื อามสิ , สุขทต่ี องอาศยั ความคุมครอง, ตามทีป่ ฏบิ ัติสืบกันมาเหย่ือลอ ไดแกสุขที่เกิดจากกามคุณ ใชดายดบิ นาํ มาจบั ทบเปน ๓ หรือ ๙(ขอ ๑ ในสขุ ๒) เสน , ถาพจิ ารณาตามรูปศพั ท “สญิ จน”สามจี ิกรรม การชอบ, กจิ ชอบ, การ คอื การรดนาํ้ ซง่ึ คงหมายถงึ การรดนาํ้ ใน
สายัณห ๔๓๗ สาราณยี ธรรมพธิ อี ภเิ ษก สายสญิ จนจ งึ อาจจะหมายถงึ ทรงแสดงปฐมเทศนา เคยเจรญิ รงุ เรอื งมากสายมงคลหรือสายศักด์ิสิทธ์ิ ซ่ึงสืบมา เปนศูนยกลางการศึกษาทางพุทธศาสนาจากเสนดายหรือสายเชือกที่ใชในพิธี ท่ีสาํ คญั แหงหนึง่ มเี จดยี ใหญส ูง ๒๐๐อภเิ ษก, บางทตี น เดมิ ของสายสญิ จนอ าจ ฟุต ถกู ชาวฮนิ ดทู าํ ลายกอ น แลว ถกูมาจาก “ปริตฺตสุตตฺ ” (ปริตตสูตร-สาย นายทัพมุสลิมทําลายส้ินเชิงใน พ.ศ.พระปรติ ร) ในคัมภีรบาลีชั้นหลัง ซึ่ง ๑๗๓๘ (สารนาถมาจาก สารังคนาถหมายถงึ เสน ดา ยเพอื่ ความคมุ ครองปอง แปลวา “ทพ่ี ึง่ ของเหลากวางเนอื้ ”)กนั หรือเสน ดา ยในการสวดพระปรติ ร; ดู สารมณั ฑกปั ดู กัปปริตร, ปรติ ต สารตั ถทีปนี ชอ่ื คัมภีรฎ กี าอธิบายความสายณั ห เวลาเย็น ในสมนั ตปาสาทกิ า ซงึ่ เปน อรรถกถาแหงสารกปั ดู กปั พระวินัยปฎก พระสารีบุตรเถระแหงสารณา การใหระลกึ ไดแกกริ ยิ าที่สอบ เกาะลังกา เปนผูรจนาในรัชกาลของถามเพื่อฟงคําใหการของจําเลย, การ พระเจา ปรักกมพาหุท่ี ๑ (พ.ศ. ๑๖๙๖–สอบสวน ๑๗๒๙)สารท 1. “อนั เกิดมีหรือเปน ไปในสรท- สารัตถปกาสินี ช่ือคัมภีรอรรถกถาสมยั ”, เชน ดวงจนั ทรใ นฤดใู บไมรวง อธิบายความในสังยุตตนกิ าย แหงพระอนั นวลแจม สดใส 2. เทศกาลทําบุญสิน้ สุตตนั ตปฎ ก พระพทุ ธโฆสาจารยเรยี บเดอื นสบิ เดิมเปน ฤดูทําบุญดว ยเอาขาว เรียงขึ้น โดยอาศัยอรรถกถาเกาภาษาท่ีกาํ ลังทอง (ขาวรวงเปนน้ํานม) มาทํา สงิ หฬทสี่ บื มาแตเ ดมิ เปน หลกั เมอ่ื พ.ศ.ยาคูและกวนขาวปายาสเลี้ยงพราหมณ ใกลจะถึง ๑๐๐๐; ดู โปราณัฏฐกถา,เรยี กวา กวนขา วทพิ ย สวนผนู บั ถอื พระ อรรถกถาพุทธศาสนานําคตินั้นมาใช แตเปล่ียน สารนั ทเจดยี เจดียสถานแหงหน่งึ ท่เี มืองเปนถวายแกพระภิกษุสงฆ อุทิศสวน เวสาลี นครหลวงของแควนวัชชี ณ ท่ีน้ีกุศลใหแกญาติในปรโลก สาํ หรับชาว พระพุทธเจาเคยทาํ นิมิตตโอภาสแกพ ระบา นทว่ั ไปมกั ทาํ แตก ระยาสารท เปน ตน อานนท บาลเี ปน สารนั ททเจดยี (ตา งจาก ศราทธ) สารมั ภะ แขง ดี (ขอ ๑๒ ในอปุ กเิ ลส ๑๖)สารนาถ ชอ่ื ปจ จบุ นั ของอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั สาราค ราคะกลา , ความกาํ หนดั ยอมใจใกลนครพาราณสี สถานทพ่ี ระพทุ ธเจา สาราณียธรรม ธรรมเปน ทตี่ ัง้ แหงความ
สารี ๔๓๘ สารบี ตุ ร ใหระลึกถึง, ธรรมเปนเหตุใหระลึกถึง ท่ียอดเขาดวยกัน คราวหนึ่งไปดูแลว กนั ทาํ ใหม คี วามเคารพกนั ชวยเหลอื เกดิ ความสลดใจ คดิ ออกแสวงหาโมกข- กนั และสามัคคีพรอ มเพรยี งกัน มี ๖ ธรรม และตอมาไดไปบวชอยใู นสํานัก อยา ง คือ ๑. ตัง้ กายกรรมประกอบดว ย ของสญั ชยั ปรพิ าชก แตก็ไมบ รรลจุ ุดมงุ เมตตาในเพอื่ นภกิ ษุสามเณร ๒. ตั้ง หมาย จนวันหนง่ึ อุปตสิ สปรพิ าชก พบ วจีกรรมประกอบดวยเมตตาในเพ่ือน พระอัสสชเิ ถระขณะทานบิณฑบาต เกดิ ภิกษุสามเณร ๓. ตัง้ มโนกรรมประกอบ ความเล่ือมใสติดตามไปสนทนาขอถาม ดว ยเมตตาในเพอื่ นภกิ ษสุ ามเณร ๔. แบง หลกั คําสอน ไดฟง ความยอ เพียงคาถา ปน ลาภที่ไดมาโดยชอบธรรม ๕. รักษา เดียวก็ไดด วงตาเหน็ ธรรม กลับไปบอก ศีลบริสุทธิ์เสมอกับเพื่อนภิกษุสามเณร ขาวแกโกลิตะ แลวพากันไปเฝาพระ (มสี ลี สามัญญตา) ๖. มคี วามเห็นรว ม พุทธเจา มีปริพาชกที่เปนศิษยตามไป กันไดกับภิกษุสามเณรอ่ืนๆ (มีทิฏฐิ- ดวยถึง ๒๕๐ คน ไดรับเอหิภิกขุ- สามญั ญตา); สารณยี ธรรม กเ็ ขยี น อุปสมบททง้ั หมดทเี่ วฬวุ นั เมอ่ื บวชแลวสารี ชื่อนางพราหมณีผูเปนมารดาของ ได ๑๕ วัน พระสารีบตุ รไดฟงพระ พระสารีบตุ ร ธรรมเทศนาเวทนาปริคคหสูตรท่ีพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาของพระ พทุ ธเจา ทรงแสดงแกท ฆี นขปริพาชก ณ พุทธเจา เกิดท่ีหมูบ า นนาลกะ (บางแหง ถํ้าสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ ก็ไดบรรลุ เรยี กนาลนั ทะ) ไมไ กลจากเมอื งราชคฤห พระอรหัต ไดรับยกยอ งเปนเอตทคั คะ เปนบุตรแหงตระกูลหัวหนาหมูบานนั้น ในทางมีปญญามาก และเปนพระอัคร- บิดาชอื่ วงั คันตพราหมณ มารดาช่ือสารี สาวกฝายขวา ทานไดเปนกําลังสําคัญ จึงไดนามวาสารีบุตร แตเมื่อยังเยาว ของพระพุทธเจาในการประกาศพระ เรยี กวา อปุ ตสิ สะ มเี พอื่ นสนทิ ชอื่ โกลติ ะ ศาสนา และไดรบั การยกยองเปน พระ ซ่ึงตอมาคือพระมหาโมคคัลลานะ มี ธรรมเสนาบดี คําสอนของทานปรากฏ นอ งชาย ๓ คนชอื่ จนุ ทะ อปุ เสนะ และ อยูในพระไตรปฎกเปนอันมาก เชน เรวตะ นอ งหญงิ ๓ คน ชอ่ื จาลา อปุ จาลา สังคตี สิ ูตร และทสตุ ตรสูตร ที่เปน แบบ และสีสุปจาลา ซึ่งตอมาไดบวชในพระ อยา งแหง การสังคายนา เปน ตน ทา น ธรรมวนิ ยั ทงั้ หมด เมอื่ อปุ ตสิ สะและโกลติ ะ ปรินิพพานกอนพระพุทธเจาไมก่ีเดือน จะบวชน้นั ทัง้ สองคนไปเทย่ี วดมู หรสพ เม่ือจวนจะปรินิพพาน ทานเดินทางไป
สารรี ิกธาตุ ๔๓๙ สารรี กิ ธาตุ โปรดมารดาของทานซึ่งยังเปนมิจฉาทิฐิ เชน พระเกสา, มักใชวา พระบรม ใ ห ม า ร ด า ไ ด เ ป น พ ร ะ โ ส ด า บั น แ ล ว สารีริกธาตุ; เม่ือพระพุทธเจาเสด็จดับ ปรนิ พิ พานทบ่ี า นเกดิ ดว ยปก ขนั ทกิ าพาธ ขนั ธปรนิ ิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมอื ง หลังจากปลงศพแลว พระจุนทะนองชาย กุสินารา และมีพิธีถวายพระเพลิงพระ ของทานนําอัฐิธาตุไปถวายพระบรม- พุทธสรรี ะ ท่มี กุฏพันธนเจดยี แลว ไดมี ศาสดา พระองคต รสั วาใหกอสถปู บรรจุ กษตั ริยผคู รองแควนตางๆ ๖ กบั มหา- อัฐธิ าตุของทานไว ณ พระเชตวัน เมอื ง พราหมณเจาเมอื ง ๑ รวมเปน ๗ สาวัตถี (อรรถกถาวา ทานปรนิ พิ พานใน นคร (คอื ๑. พระเจา อชาตศตั รู เมอื ง วันเพญ็ เดือน ๑๒ จึงเทากบั ๖ เดือน ราชคฤห ๒. กษตั รยิ ล จิ ฉวี เมืองเวสาลี กอ นพุทธปรนิ ิพพาน) ๓. ศากยกษัตรยิ เมืองกบลิ พสั ดุ ๔. ถูลีกษตั รยิ อลั ลกัปปนคร ๕. โกลยิ - พระสารีบุตรมีคุณธรรมและจริยา- กษตั ริย แหงรามคาม ๖. มลั ลกษตั รยิ วัตรทีเ่ ปนแบบอยา งหลายประการ เชน เมอื งปาวา ๗. มหาพราหมณ เจาเมอื ง เปนผูมีความกตัญูสูง ดังไดแสดง เวฏฐทีปกนคร) สงทูตมาขอสวนแบง ออกเก่ยี วกับพระอัสสชิ (นอนหันศรี ษะ พระสารีรกิ ธาต,ุ หลงั จากเจรจากนั นาน ไปทางท่ีพระอัสสชพิ าํ นักอย)ู และราธ- และในที่สุดไดฟงสุนทรพจนของโทณ- พราหมณ (ระลกึ ถงึ บิณฑบาตหนึ่งทัพพี พราหมณแลว ท้ัง ๗ เมอื งนัน้ รวมกับ และรบั เปน อปุ ช ฌายแกร าธะ) สมบูรณ มลั ลกษตั ริยแหงเมืองกสุ นิ ารา เปน ๘ ดวยขันติธรรมตอคาํ วากลา ว (ยอมรบั พระนคร ไดต กลงมอบใหโ ทณพราหมณ คาํ แนะนําแมข องสามเณร ๗ ขวบ) เปน เปนผูแบงพระบรมธาตุเปน ๘ สวน ผูเ อาใจใสอ นุเคราะหเด็ก (เชน ชว ยเอา เทา ๆ กนั ใหแกพ ระนครทงั้ ๘ น้นั เด็กยากไรม าบรรพชา มีสามเณรอยใู น เสร็จแลวโทณพราหมณไดขอตุมพะคือ ความปกครองดแู ล ซ่งึ เกง กลาสามารถ ทะนานทองที่ใชตวงพระธาตุไปบูชา, หลายรูป) และเอาใจใสคอยดูแลภิกษุ ฝายโมรยิ กษตั รยิ เมืองปปผลวิ นั ได อาพาธเปน ตน ทราบขาว ก็สงราชทูตมาขอสวนแบงสารรี กิ ธาตุ สว นสาํ คญั แหง พระพทุ ธสรรี ะ พระสารีรกิ ธาตุ แตไ มทนั จงึ ไดแ ตพ ระ ซงึ่ คงอยเู ปน ทเ่ี คารพบชู า โดยเฉพาะพระ องั คารไปบชู า, พระนครทง้ั ๘ ทีไ่ ดสวน อฐั ,ิ กระดกู ของพระพุทธเจา และสว น แบงพระสารีรกิ ธาตุ กไ็ ดสรา งพระสถูป สําคัญอ่ืนๆ แหงพระสรรี ะของพระองค
สารูป ๔๔๐ สาสนวงสบรรจุ เปนพระธาตุสถูป ๘ แหง โทณ- สาวก ผฟู ง , ผูฟ งคาํ สอน, ศิษย; คูกับพราหมณก็อัญเชิญตุมพะไปกอพระ สาวิกาสถปู บรรจุ เปนตุมพสถูป ๑ แหง โมริย- สาวนะ, สาวนมาส เดือน ๙กษัตริย ก็อัญเชิญพระอังคารไปสราง สาวัตถี นครหลวงของแควนโกศล;พระสถูปบรรจุไว เปนพระอังคารสถูป แควนโกศลต้ังอยูระหวางภูเขาหิมาลัย๑ แหง รวมมพี ระสถปู เจดียสถานใน กบั แมนาํ้ คงคาตอนกลาง อาณาเขตทิศยคุ แรกเรมิ่ ๑๐ แหง ฉะนี้ เหนอื จดเทือกเขาเนปาล ทศิ ตะวนั ออกนอกจากน้ี คาถาสุดทายแหงมหา- จดแควนกาสี ตอกับแควน มคธ ทิศใตปรินพิ พานสูตร กลา วความเพ่ิมเตมิ อีก และทิศตะวันตกจดแมน้ําคงคา; พระวา ยังมีพระสารีริกธาตุอีกทะนานหนึ่ง นครสาวัตถีเปนศูนยกลางการเผยแผซ่ึงพวกนาคราชบูชากันอยูในรามคาม พระพุทธศาสนาคร้ังพุทธกาล เปนท่ีท่ีพระทาฐธาตุองคหน่ึงอันเทพชาวไตร- พระพุทธเจาประทับจําพรรษามากที่สุดทิพยบ ูชา (คือในพระจุฬามณเี จดีย) อีก รวมถงึ ๒๕ พรรษา, บัดน้เี รียก สะเหต-องคหนึ่งอยูในคันธารบุรี อีกองคหนึ่ง มะเหต (Sahet-Mahet, ลา สุด รื้อฟนชือ่อยใู นแควน กาลงิ คะ (คอื องคทต่ี อ ไปยงั ในภาษาสนั สกฤตข้นึ มาใชวา Ïrvastiลังกาทวีป) และอกี องคห นึ่งพระยานาค คือ ศราวสั ต)ี ; ดู โกศล, เชตวัน, บพุ พาบูชากนั อยู; ดู ทาฐธาตุ รามสารปู เหมาะ, สมควร; ธรรมเนียมควร สาวกิ า หญิงผูฟงคาํ สอน, สาวกหญิง,ประพฤติในเวลาเขาบาน, เปนหมวดท่ี ศิษยผ ูหญงิ ; คกู ับ สาวก๑ แหง เสขิยวตั ร มี ๒๖ สกิ ขาบท สาสนวงส ช่ือหนังสือตํานานพระพุทธ-สาละ ไมยืนตนชนิดหน่ึงของอินเดีย ศาสนา วาดวยเรื่องพระศาสนทูต ๙พระพุทธเจาประสูติและปรินิพพานใต สาย ทพ่ี ระโมคคัลลีบุตรติสสเถระสงไป รมไมสาละ (เคยแปลกันวา ตนรัง) ประดิษฐานพระพุทธศาสนา ในดินสาลคาม ช่อื ตาํ บลหนึ่งในสกั กชนบท แดนตางๆ เมื่อเสร็จการสังคายนาครั้งสาลพฤกษ ตน สาละ ที่ ๓ ในพระบรมราชูปถัมภของพระเจาสาลวโนทยาน สวนปา ไมส าละ อโศกมหาราช ประมาณ พ.ศ.๒๓๕,สาลวนั ปา ไมส าละ แตงโดยพระปญญาสามี ในประเทศสาโลหติ สายโลหติ , ผรู ว มสายเลอื ด พมา เม่ือ พ.ศ.๒๔๐๔, ขอที่นาสังเกต
สาสวะ ๔๔๑ สิกขมานาเปนพิเศษ คือ ตํานานสาสนวงสน้ีบอก ถึงลักดวยมือของตนเอง เปนอวหารวา มหารัฐ ที่พระมหาธรรมรักขิตเถระ อยา งหนงึ่ ใน ๒๕ อยา ง ทพี่ ระอรรถกถา-ไปประดิษฐานพระพุทธศาสนา คือดิน จารยแ สดงไวใ นปาราชกิ สกิ ขาบทที่ ๒แดนใกลสยามรัฐ, อปรันตรัฐ ท่ีพระ สาฬหะ ชอื่ พระเถระองคห นง่ึ ในการกสงฆโยนกธรรมรักขิตเถระ เปนพระศาสน- ผทู าํ สังคายนาคร้งั ที่ ๒ทูตนําคณะไป สาสนวงสวา ก็คือสนุ า- สาํ นอง รบั ผดิ ชอบ, ตอ งรบั ใช, ตอบแทนปรนั ตชนบท ที่พระปุณณะไดอ าราธนา สาํ นัก อยู, ทอ่ี ย,ู ทีพ่ กั , ท่อี าศยั , แหลงพระพุทธเจาเสดจ็ ไปในพทุ ธกาล และวา สาํ รวม ระมัดระวัง, เหนย่ี วรง้ั , ระวงัเปนดินแดนสวนหนึ่งในประเทศพมา รกั ษาใหส งบเรยี บรอย เชน สํารวมตา,แถบฝงขวาของแมนํ้าอิรวดี ใกลเมือง สํารวมกาย, ครอง เชนสาํ รวมสติ คอืพกุ าม (Pagan) แตนกั ปราชญบางทา น ครองสต;ิ ดู สงั วร; รวม ประสมปนกันอยา ง Dr. G.P. Malalasekera เห็นวา เชน อาหารสํารวมสุนาปรันตะนาจะเปนดินแดนทางตะวัน สํารวมอนิ ทรีย ดู อินทรียสงั วรตกตอนกลางของประเทศอินเดียนั่นเอง สํารอก ทําสิ่งที่ไมตองการใหหลุดออกแถบรัฐ Gujarat ไปจนถึงแควน มา, นาํ ออก, เอาออก เชน สาํ รอกสี จติSindh ดานปากีสถาน (สอดคลอ งกบั สํารอกจากอาสวะ อวิชชาสํารอกไปเร่ืองในอรรถกถาทวี่ า พระพทุ ธเจา เสด็จ (วิราคะ)ไ ป ที่ น่ั น ผ า น แ ม น้ํานั ม ม ท า คื อ สาํ ลาน สเี หลืองปนแดงNarmada), สว น สวุ รรณภมู ิ สาสนวงส สําเหนียก กาํ หนด, จดจาํ , คอยเอาใจใส,วา ไดแกรามัญรัฐ คือแควนมอญ ต้ัง ฟง, ใสใจคิดท่ีจะนาํ ไปปฏิบัติ, ใสใจแตหงสาวดี ลงมาถึงเมาะตะมะ โดยมี สังเกตพิจารณาจับเอาสาระเพื่อจะนําไปศูนยกลางของสุวรรณภูมิ ท่ีเมืองหลวง ปฏิบัติใหสําเร็จประโยชน (คําพระวาชื่อสุธรรมนคร อันไดแกสะเทิม สกิ ขา หรือ ศึกษา)(Thaton); ดู โมคคัลลีบตุ รติสสเถระ, สิกขมานา นางผกู าํ ลงั ศกึ ษา, สามเณรผี ูปณุ ณสุนาปรันตะ, สุวรรณภูมิ มีอายถุ ึง ๑๘ ปแ ลว อีก ๒ มจี ะครบสาสวะ เปนไปกับดวยอาสวะ, ประกอบ บวชเปนภิกษุณี ภิกษุณีสงฆสวดให ดว ยอาสวะ, ยังมอี าสวะ, เปนโลกยิ ะ สิกขาสมมติ คือ ตกลงใหสมาทานสาหตั ถกิ ะ ทาํ ดว ยมอื ของตนเอง หมาย สกิ ขาบท ๖ ประการ ตง้ั แต ปาณาตปิ าตา
สกิ ขา ๔๔๒ สกิ ขาบทเวรมณี จนถงึ วกิ าลโภชนา เวรมณี ให บาทแหง วปิ ส สนา เปน อธจิ ติ ; แตส มาบตั ิรักษาอยางเครง ครัดไมข าดเลย ตลอด ๘ นนั้ แหละ ถา ปฏบิ ตั ดิ ว ยความเขาใจเวลา ๒ ปเ ต็ม (ถา ลว งขอ ใดขอ หนึง่ มุงใหเปนเครื่องหนุนนําออกจากวัฏฏะตองสมาทานต้ังตนไปใหมอีก ๒ ป) กเ็ ปน อธจิ ติ ) ๓. อธิปญ ญาสิกขา สกิ ขาครบ ๒ ป ภิกษุณีสงฆจึงทําพิธี คือปญญาอันย่งิ , อธิปญญาอนั เปน ขอ ที่อปุ สมบทให ขณะทสี่ มาทานสกิ ขาบท ๖ จะตอ งศกึ ษา, ขอ ปฏบิ ตั เิ พอื่ การฝก อบรมประการอยางเครงครัดน้ีเรียกวา นาง พัฒนาปญญาอยางสูง (ความรูเขาใจสิกขมานา หลักเหตผุ ลถกู ตอ งอยา งสามญั อนั เปนสิกขา การศกึ ษา, การสาํ เหนียก, การ กัมมัสสกตาญาณคอื ความรจู กั วา ทกุ คนเรยี น, การฝกฝนปฏบิ ัต,ิ การเลา เรียน เปนเจาของแหงกรรมของตน เปนใหรเู ขา ใจ และฝกหัดปฏบิ ตั ใิ หเปน คณุ ปญ ญา, วปิ ส สนาปญ ญาทกี่ าํ หนดรคู วามสมบัติที่เกิดมีข้ึนในตนหรือใหทําไดทํา จรงิ แหง ไตรลกั ษณ เปน อธปิ ญ ญา; แตเปน ตลอดจนแกไขปรบั ปรงุ หรอื พัฒนา โดยนยั อยางเพลา กัมมัสสกตาปญญาที่ใหด ยี ่งิ ขึน้ ไปจนถงึ ความสมบรู ณ; ขอ ท่ี โยงไปใหมองเห็นทุกขท่ีเน่ืองดวยวัฏฏะจะตอ งศกึ ษา, ขอ ปฏบิ ตั สิ าํ หรบั ฝก อบรม หรือแมกระทั่งความรูความเขาใจท่ีถูกพฒั นาบคุ คล; สกิ ขา ๓ คอื ๑. อธสิ ลี - ตอ งในการระลกึ ถงึ คณุ พระรตั นตรยั ซงึ่สิกขา สิกขาคอื ศลี อันยิง่ , อธิศีลอนั เปน จะเปนปจจัยหนุนใหกาวไปในมรรค ก็ขอท่ีจะตอ งศึกษา, ขอปฏิบัตเิ พอื่ การฝก เปน อธปิ ญ ญา); สิกขา ๓ น้ี นิยมเรยี กอบรมพัฒนาศีลอยางสงู (ศีล ๕ ศีล ๘ วา ไตรสกิ ขา และเรยี กขอ ยอ ยทงั้ สามศลี ๑๐ เปนศลี , ปาฏโิ มกขสังวรศีล งา ยๆ สนั้ ๆ วา ศลี สมาธิ ปญ ญาเปนอธิศีล; แตศ ลี ๕ ศีล ๘ ศลี ๑๐ ที่ สิกขาคารวตา ดู คารวะรักษาดวยความเขาใจ ใหเปนเคร่ือง สกิ ขานุตตรยิ ะ การศึกษาอันเยี่ยม ไดหนนุ นาํ ออกจากวฏั ฏะ กเ็ ปน อธศิ ลี ) ๒. แก การฝกอบรมในอธิศีล อธจิ ิตตและอธจิ ติ ตสกิ ขา สิกขาคอื จิตอนั ย่งิ , อธจิ ติ อธปิ ญญา (ขอ ๔ ในอนตุ ตรยิ ะ ๖)อนั เปนขอทจ่ี ะตอ งศึกษา, ขอปฏิบตั เิ พอ่ื สิกขาบท ขอที่ตอ งศกึ ษา, ขอ ศลี , ขอการฝกอบรมพัฒนาจิตใจใหมีสมาธิ วินยั , บทบญั ญัตขิ อ หนง่ึ ๆ ในพระวนิ ยัเปน ตนอยางสงู (กศุ ลจติ ทงั้ หลายจนถงึ ที่ภกิ ษพุ ึงศกึ ษาปฏิบัติ, ศีล ๕ ศลี ๘สมาบตั ิ ๘ เปน จติ , ฌานสมาบตั ทิ เี่ ปน ศลี ๑๐ ศลี ๒๒๗ ศลี ๓๑๑ แตล ะขอ ๆ
สกิ ขาสมมติ ๔๔๓ สิตธัตถกมุ ารเรยี กวา สกิ ขาบท เพราะเปน ขอที่จะตอ ง ธรรมเทศนากไ็ ดบรรลพุ ระอรหตั ไดร ับศกึ ษา หรือเปนบทฝก ฝนอบรมตนของ ยกยอ งวา เปน เอตทคั คะในทางศรัทธา-สาธุชน อุบาสก อุบาสิกา สามเณร วิมุต; สคิ าลกมาตา หรอื สิงคาลมาตา สามเณรี ภกิ ษุ และภิกษุณี ตามลําดบั กเ็ รยี กสิกขาสมมติ ความตกลงยินยอมของ สิง อย,ู เขาอยู ภกิ ษุณสี งฆท จ่ี ะใหสามเณรีผูมอี ายุ ๑๘ สิงคิวรรณ ผาเน้ือเกล้ียงสีดังทองสิงคีปเต็มแลว เร่ิมรักษาสิกขาบท ๖ บุตรของมัลลกษัตรยิ ชอ่ื ปกุ กสุ ะถวายประการ ตลอดเวลา ๒ ป กอนท่ีจะได แดพระพทุ ธเจา ในวนั ทจี่ ะปรินิพพานอุปสมบท, เมื่อภิกษุณีสงฆใหสิกขา- สิงหนาท ดู สหี นาทสมมติแลว สามเณรีน้ันไดชื่อวาเปน สงิ หล, สิงหฬ ชาวสิงหล, ชาวลังกา, ซ่ึงสิกขมานา มีหรืออยูในประเทศลังกา, ชนเชื้อชาติสิขี พระนามของพระพุทธเจาพระองค สิงหลหรือเผาสิงหล ท่ีตางหากจากชนหนง่ึ ในอดตี ; ดู พระพุทธเจา ๗ เชอ้ื ชาตอิ นื่ มีทมฬิ เปนตน ในประเทศสคิ าลมาตา พระมหาสาวิกาองคหนึ่งเปน ศรีลังกา; สีหล หรือ สหี ฬ กเ็ รยี กธิดาเศรษฐีในพระนครราชคฤหเจรญิ วยั สถิ ลิ พยญั ชนะทอ่ี อกเสยี งเพลา (ถกู ฐานแลว แตง งาน มบี ตุ รคนหนงึ่ ชอื่ สงิ คาล- ของตนหยอนๆ มีเสียงเบา) ไดแกกุมาร วันหนึ่งไดฟงธรรมีกถาของพระ พยญั ชนะท่ี ๑ ที่ ๓ ในวรรคทง้ั ๕ คอืศาสดา มีความเล่ือมใส (คัมภีรอ ปทาน ก, ค; จ, ช; ฏ, ฑ; ต, ท; ป, พ; คูกบัวา ไดฟงสิงคาลกสูตรที่พระพุทธเจา ธนติ (เทยี บระดบั เสยี งพยญั ชนะ ดทู ี่ธนติ )ทรงแสดงแกบ ตุ รของนาง ซง่ึ วา ดว ยเรอ่ื ง สิตธัตถกุมาร พระนามเดิมของพระอบายมขุ มติ รแท มติ รเทยี ม ทศิ ๖ พทุ ธเจา กอ นเสดจ็ ออกบรรพชา ทรงเปนเปน ตน และไดบ รรลโุ สดาปต ตผิ ล) ขอ พระราชโอรสของพระเจาสุทโธทนะและบวชเปนภิกษุณี ตอมาไดไปฟงธรรม- พระนางสิรมิ หามายา คําวา สทิ ธัตถะเทศนาทพี่ ระศาสดาทรงแสดง นางคอย แปลวา “มีความตองการสาํ เรจ็ ” หรือต้ังตาดูพระพุทธสิริสมบัติดวยศรัทธา “สําเร็จตามท่ีตองการ” คือสมประสงคอนั แรงกลา พระพทุ ธองคท รงทราบดงั นนั้ จะตอ งการอะไรไดห มด ทรงอภเิ ษกสมรสก็ทรงแสดงธรรมใหเหมาะกับอัธยาศัย กบั พระนางยโสธราเมอื่ พระชนมายุ ๑๖ ปของนาง นางสงใจไปตามกระแสพระ เสดจ็ ออกบรรพชาเมอื่ พระชนมายุ ๒๙ ป
สนิ ไถ ๔๔๔ สมี าวบิ ตั ิไดต รสั รเู ปน พระพทุ ธเจา เมอ่ื พระชนมายุ ขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๔); ดู มาตรา๓๕ ป ปรนิ พิ พานเมอ่ื พระชนมายุ ๘๐ ป สกี า คําทพ่ี ระภกิ ษใุ ชเ รียกผูห ญิงอยางไมสนิ ไถ เงนิ ไถคา ตวั ทาส เปน ทางการ เลือนมาจาก อบุ าสิกา บดั นี้สินธพ มา พันธดุ เี กดิ ที่ลุมนํ้าสินธุ ไดยนิ ใชน อ ยส้ินพระชนม หมดอาย,ุ ตาย สีตะ เย็น, หนาวสเิ นรุ ชือ่ ภาษาบาลีของภูเขาเมร;ุ ดู เมรุ สีมสมั เภท ดู สมี าสัมเภทสบิ สองตาํ นาน “สบิ สองเรอ่ื ง” คอื พระ สีมนั ตริก เขตค่นั ระหวางมหาสมี า กับปริตรที่มีอํานาจคุมครองปองกันตาม ขัณฑสีมาเพ่ือมิใหระคนกัน เชนเดียวเรอ่ื งตน เดมิ ทเี่ ลา ไว ซงึ่ ไดจ ดั รวมเปน ชดุ กับชานท่ีกั้นเขตของกันและกันในรวม ๑๒ พระปรติ ร; อกี นยั หนง่ึ วา “สบิ ระหวา งสองปรติ ร” แตต ามความหมายน้ี นา จะ สีมา เขตกาํ หนดความพรอมเพรยี งสงฆ,เขยี น สิบสองตํานาณ คอื สบิ สองตาณ เขตชมุ นุมของสงฆ, เขตทีส่ งฆต กลงไว (ตาณ=ปรติ ต, แผลงตาณ เปน ตาํ นาณ); สําหรับภิกษุท้ังหลายที่อยูภายในเขตนั้น ดู ปรติ ร, ปรติ ตสิริ ศรี, มง่ิ ขวัญ, มงคล, ความนานิยม, จะตองทาํ สังฆกรรมรวมกัน แบง เปน ๒ ประเภทใหญคือ ๑. พัทธสีมา แดนทผ่ี กู ลักษณะดีงามที่นําโชคหรือตอนรับเรียก ไดแก เขตท่ีสงฆกําหนดข้ึนเอง ๒. มาซึ่งความเจรญิ รงุ เรอื ง; ตรงขา มกับ กาฬ- อพทั ธสมี า แดนทไ่ี มไดผ ูก ไดแกเขตท่ี กรรณี ทางบานเมืองกําหนดไวแลวตามปกติสิลฏิ ฐพจน คาํ สละสลวย, คาํ ไพเราะ, ของเขา หรอื ทม่ี อี ยา งอน่ื ในทางธรรมชาติไดแกคําควบกับอีกคําหนึ่งเพ่ือใหฟง เปนเคร่ืองกําหนด สงฆถือเอาตามไพเราะในภาษา หาไดมีใจความพิเศษ กําหนดน้นั ไมว างกําหนดข้นึ เองใหมออกไปไม เชน ในคําวา “คณะสงฆ” สีมามีฉายาเปนนมิ ติ สมี าที่ทําเงาอยา งคณะ กค็ อื สงฆ ซึง่ แปลวา หมู หมายถึง ใดอยา งหนงึ่ มเี งาภเู ขาเปน ตน เปน นมิ ติหมแู หง ภกิ ษจุ าํ นวนหนงึ่ คาํ วา คณะ ใน (มตสิ มเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยา ทีน่ ี้เรยี กวา เปน สิลฏิ ฐพจน ในภาษาไทย วชริ ญาณวโรรสวา สีมาทีถ่ ือเงาเปน แนว เรยี กวา คําตดิ ปาก ไมไ ดเ พงเนอ้ื ความ นมิ ติ ) จัดเปน สมี าวบิ ัติอยา งหนึ่งสิสิระ, สิสริ กาล, สสิ ริ ฤดู ฤดเู ยือก, สมี าวิบตั ิ ความเสียโดยสมี า, เสยี เพราะฤดูทายหนาว (แรม ๑ ค่ํา เดือน ๒ ถึง เขตชุมนุม (ไมถ กู ตอ งหรอื ไมส มบูรณ) ,
สมี าสมบตั ิ ๔๔๕ สีมาสัมเภท สีมาใชไ มได ทําใหส ังฆกรรมซง่ึ ทํา ณ ท่ี ภาวนา (และเจริญพรหมวหิ ารขอ อื่นทกุ ขอ ) สมี าสมั เภท เปนขน้ั ตอนสําคญั ของ น้นั วิบตั ิคอื เสียหรือใชไ มไ ด (เปนโมฆะ) ความสาํ เรจ็ กลา วคือ เบื้องตน ผปู ฏบิ ัติ เจริญเมตตาตอบุคคลทรี่ กั เคารพเริ่มแต ไปดว ย, คัมภีรปรวิ ารแสดงเหตุใหก รรม เมตตาตอตนเองเพ่ือเอาตัวเปนพยาน แลว ขยายจากคนทรี่ กั มาก (ตอนนไ้ี มร วม เสยี โดยสีมา ๑๑ อยา ง เชน ๑. สมมติ เพศตรงขา มและคนที่ตายแลว ) ออกไป ยังคนที่รักที่พอใจ ตอไปสูคนท่ีเฉยๆ สมี าใหญเ กนิ กําหนด (เกนิ ๓ โยชน) เปนกลางๆ จนกระท่ังคนท่ีเกลียดชัง เปนศัตรูหรือคนคูเวร เมื่อใดทําใจให ๒. สมมติสีมาเลก็ เกนิ กําหนด (จไุ มพ อ เมตตาปรารถนาดีตอคน ๔ กลุมได เสมอกันหมด คอื ตอ ตนเอง ตอคนท่ี ภิกษุ ๒๑ รูปนง่ั เขา หตั ถบาสกัน) ๓. รัก ตอคนที่เปน กลางๆ และตอศัตรคู น คูเ วร เมอื่ น้นั เรยี กวาเปน “สมี าสัมเภท” สมมตสิ ีมามีนิมิตขาด ๔. สมมตสิ มี า (คือเหมือนกําแพงท่ีกั้นพังทลายใหสี่ แดนคือคนสี่กลุมน้ันรวมเขามาเปนอัน ฉายาเปนนิมิต ๕. สมมติสมี าไมมีนมิ ติ หน่ึงอันเดียว) ลุถึงข้ันท่ีมีจิตเมตตา เปนตนเสมอกันหมดตอสรรพสัตวท่ัว ฯลฯ, สังฆกรรมที่ทาํ ในที่เชน น้กี เ็ ทา กบั สรรพโลก ทําในที่มใิ ชส มี านัน่ เอง จึงยอมใชไมได; ในแงการปฏิบัติ เมื่อจติ หมดความ ดู วบิ ัติ (ของสงั ฆกรรม) แบงแยกรวมเรียบเสมอลงได กเ็ กดิ เปนสีมาสมบัติ ความพรอมมูลโดยสีมา, อปุ จารสมาธิ และสมี าสมั เภทนัน่ เองก็ ความสมบูรณแหงเขตชุมนุม, สีมาซ่ึง เปนนิมิตสําหรับการเจริญพรหมวิหาร- ภาวนา สงฆสมมติแลวโดยชอบ ไมวิบตั ิ ทําให ผูท่ีเจรญิ เมตตาก็ดี เจรญิ กรุณาก็ดี สังฆกรรมซึ่งทําใหสีมานั้นมีผลสมบูรณ เจริญมุทิตาก็ดี เม่ือเสพเจริญนิมิตนั้น ไป ในท่ีสุดก็จะเกิดเปนอัปปนาสมาธิ กลาวคือ สีมาปราศจากขอบกพรอง เขา ถงึ ปฐมฌาน แลว เสพเจริญนิมิตน้นั ตางๆ ที่เปนเหตุใหสีมาวิบัติ (ดู สีมา วิบตั ิ) สงั ฆกรรมซึ่งทาํ ณ ทีน้นั จงึ ชือ่ วา ทําในสีมา จึงใชไดในขอนี้; ดู สมบัติ (ของสังฆกรรม)สีมาสงั กระ สมี าคาบเก่ยี วกัน, เปน เหตุ สมี าวิบัติอยา งหน่ึงสีมาสัมเภท การทําเขตแดนใหระคน ปะปนกนั , การทลายขีดคนั่ รวมแดน 1. ในทางพระวนิ ยั หมายถึงการทีส่ มี ากา ย เกยคาบเกยี่ วกัน คือเปนสีมาสังกระ; ดู สีมาสังกระ 2. ในการเจริญเมตตา
สีลกถา ๔๔๖ สลี พั พตปรามาสตอ ไปอกี กจ็ ะเขา ถงึ ทตุ ยิ ฌาน และตตยิ - บุญกริ ยิ าวตั ถุ ๓ และ ๑๐)ฌาน ตามลําดบั ตอ จากตตยิ ฌานน้นั สีลวบิ ตั ิ เสียศีล, สําหรับภกิ ษุ คือตอ งเขาเจริญอเุ บกขาภาวนา จนกระทั่งมจี ติ อาบตั ปิ าราชิกหรือสงั ฆาทเิ สส (ขอ ๑เปนอุเบกขาตอสรรพสัตวเสมอกันได ในวิบตั ิ ๔)เปนสีมาสัมเภท และเสพเจริญนิมติ แหง สีลวิสุทธิ ความหมดจดแหงศีล คือสีมาสัมเภทนน้ั ไปจนเกดิ จตุตถฌาน รักษาศีลใหบริสุทธ์ิตามภูมิของตน ซ่ึงสําหรับบุคคลท่กี ลาวมานี้ เมือ่ มจี ติ จะชวยเปน ฐานใหเกิดสมาธิได (ขอ ๑เปนอัปปนาแลว ตั้งแตข นั้ ปฐมฌาน จะมี ในวสิ ทุ ธิ ๗)วกิ พุ พนา คือ เพราะจติ สงบปลอดโปรง สลี สัมปทา ถงึ พรอ มดว ยศลี คือ ถาเปนแคลวคลองและเปนจริง ก็จึงสามารถ คฤหัสถ ก็รักษากายวาจาใหเรียบรอยแผกผนั ปรบั แปรการแผเ มตตา เปน ตน ประพฤติอยูในคลองธรรม ถาเปน ภกิ ษุนั้น ท้ังในแบบทั่วตลอดไรขอบเขต ก็สาํ รวมในพระปาฏิโมกข มีมารยาทดีเปนอโนธโิ สผรณา ทั้งในแบบเจาะจง งาม เปน ตน (ขอ ๒ ในสมั ปรายกิ ตั ถ-จาํ กดั ขอบเขต เปน โอธโิ สผรณา และใน สงั วตั ตนกิ ธรรม ๔, ขอ ๑ ในจรณะ ๑๕)แบบจาํ เพาะทิศจาํ เพาะแถบ เปนทสิ า- สลี สามญั ญตา ความสมา่ํ เสมอกนั โดยศลีผรณา ชอ่ื วาเปน ผปู ระกอบพรอ มดวย คือ รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพ่ือนอปั ปมญั ญาธรรม; ดูแผเ มตตา,วกิ พุ พนา, ภกิ ษสุ ามเณร ไมท าํ ตนใหเ ปน ทนี่ า รงั เกยี จอโนธิโสผรณา,โอธิโสผรณา,ทสิ าผรณา ของหมคู ณะ (ขอ ๕ ในสาราณยี ธรรม ๖)สีลกถา ถอยคําที่ชักนําใหตั้งอยูในศีล สลี สิกขา ดู อธสิ ีลสิกขา สลี ัพพตปรามาส ความยึดถือวา บุคคล(ขอ ๖ ในกถาวัตถุ ๑๐)สลี ขันธ กองศีล, หมวดธรรมวา ดวยศลี จะบริสุทธิ์หลุดพนไดดวยศีลและวัตรเชน กายสุจริต สมั มาอาชวี ะ อินทรยี - (คือถือวาเพียงประพฤติศีลและวัตรใหสงั วร โภชเนมัตตัญตุ า เปน ตน (ขอ เครงครัดก็พอท่ีจะบริสุทธ์ิหลุดพนได๑ ในธรรมขนั ธ ๕) ไมตอ งอาศัยสมาธิและปญ ญากต็ าม ถอืสลี ขันธวรรค ตอนท่ี ๑ ใน ๓ ตอนแหง ศีลและวัตรท่ีงมงายหรืออยางงมงายก็ คมั ภรี ท ีฆนกิ าย พระสุตตันตปฎก ตาม), ความถือศีลพรต โดยสักวา ทาํสีลมยั บุญสําเร็จดว ยการรกั ษาศลี , ทํา ตามๆ กันไปอยางงมงาย หรือโดยนยิ มบุญดว ยการประพฤตดิ งี าม (ขอ ๒ ใน วา ขลงั วาศกั ดสิ์ ิทธิ์ ไมเ ขา ใจความหมาย
สลี ัพพตุปาทาน ๔๔๗ สหี นาทและความมุงหมายทแ่ี ทจริง, ความเชอ่ื พระอรหตั ทา นสมบูรณด ว ยปจจยั ลาภถือศกั ด์ิสิทธดิ์ ว ยเขา ใจวา จะมีไดด ว ยศีล และทําใหลาภเกิดแกภิกษุสงฆเปนอันหรือพรตอยางน้ีลวงธรรมดาวิสัย (ขอ มาก ไดรับยกยองวาเปนเอตทัคคะใน๓ ในสังโยชน ๑๐, ขอ ๖ ในสงั โยชน ทางมลี าภมาก๑๐ ตามนยั พระอภิธรรม) สหี นาท “การบนั ลือของราชสีห” หรือสีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นศีลและ “การบันลืออยางราชสีห”, การสําแดงวัตรดวยอาํ นาจกิเลส, ความถือมั่นศีล ความจรงิ ประกาศสถานะของตน หรือพรต คือธรรมเนียมทีป่ ระพฤติกันมาจน ยืนยันหลักการบนฐานแหงความจริงชินโดยเช่ือวาขลังเปนเหตุใหงมงาย, ดวยการช้ีแจงแถลงเร่ืองราวหรือขอมูลคัมภีรธัมมสังคณีแสดงความหมาย อยางเปดเผยตัวฉะฉานชดั แจง และไมอยางเดียวกับ สีลพั พตปรามาส (ขอ ๓ หวาดหว่ันครัน่ ครา ม เชน พระพทุ ธเจาในอุปาทาน ๔) ทรงบันลือสีหนาท ในกรณีท่ีมีผูตูหรือสีลานุสติ ระลึกถึงศีลของตนท่ีได กลา วรา ย แลว ลมลางคาํ ตหู รอื คาํ กลา วประพฤติมาดวยดีบริสุทธิ์ไมดางพรอย รา ยนนั้ ได สยบผตู ูผ ูกลาวรายหรือทาํ ให(ขอ ๔ ในอนสุ ติ ๑๐) เขายอมรบั และทาํ ใหผ ศู รทั ธายง่ิ มคี วามสวี ลี พระมหาสาวกองคห นง่ึ เปน พระ มั่นใจ, พระสูตรบางเร่ือง อรรถกถาโอรสพระนางสุปปวาสา ซ่ึงเปนพระ บอกวาเปนพุทธสหี นาททัง้ พระสูตร เชนราชธิดาของเจากรุงโกลิยะ ปรากฏวา ตั้ง วมี งั สกสตู ร (ม.มู.๑๒/๕๓๕/๕๗๖) ที่แตทานปฏิสนธิในครรภ เกิดลาภ พระพุทธเจาตรัสแสดงวิธีที่สาวกจะสกั การะแกพระมารดาเปนอนั มาก ตาม ตรวจสอบพระองค ใหเหน็ วามพี ระคุณตํานานวาอยูในครรภม ารดาถึง ๗ ป สมควรหรอื ไมทจ่ี ะเขา ไปหาเพือ่ ฟงธรรมพระมารดาเจบ็ พระครรภถงึ ๗ วัน ครง้ั จะไดมีศรัทธาท่ีประกอบดวยปญญา,ประสตู แิ ลว กท็ าํ กจิ การตา งๆ ไดท นั ที ตอ นอกจากการบันลือสีหนาทของพระพทุ ธมาทา นบวชในสาํ นกั ของพระสารบี ตุ ร ใน เจา แลว พบการบันลอื สหี นาทของพระวันท่ีบวช พอมีดโกนตัดกลมุ ผมคร้ังที่ สาวกมากแหง , บางแหงสหี นาทมาดวย๑ ไดบรรลุโสดาปตตผิ ล ครง้ั ที่ ๒ ได กันกับอาสภิวาจา (เชน พระสารีบุตรบรรลสุ กทาคามผิ ล คร้งั ท่ี ๓ ไดบ รรลุ เปลง อาสภวิ าจาบนั ลอื สหี นาท, ท.ี ม.๑๐/อนาคามิผล พอปลงผมเสร็จกไ็ ดส ําเร็จ ๗๗/๙๖) แตพ ระสาวกทเ่ี ปลง อาสภวิ าจา
สหี ล,สีหฬ ๔๔๘ สุขของคฤหัสถนนั้ ปรากฏนอ ยนกั เทา ทไ่ี ดพ บคอื พระ อยางอื่นอีก เชน ไมไดฌ านสมาบัติ ไมสารบี ตุ ร และพระอนรุ ทุ ธ; สงิ หนาท ก็ ไดอ ภญิ ญา เปนตน; ดู อรหันตใช; ดู อาสภวิ าจา สุกรขาตา ช่ือถา้ํ อยูท ่ภี ูเขาคชิ ฌกูฏ พระสหี ล, สหี ฬ ดู สิงหล นครราชคฤห ณ ที่นพ้ี ระสารีบตุ รไดสีหลทวปี “เกาะของชาวสิงหล”, เกาะ สาํ เร็จพระอรหตั เพราะไดฟงพระธรรมลงั กา, ประเทศศรีลงั กา เทศนาท่ีพระพุทธเจาทรงแสดงแกสีหไสยา นอนอยางราชสีห คือนอน ปรพิ าชกท่ีทีฆนขะ; ดู ทฆี นขะตะแคงขวา ซอนเทาเหลื่อมเทา มี สขุ ความสบาย, ความสําราญ, ความฉํา่สตสิ ัมปชัญญะ กําหนดใจถงึ การลกุ ขึน้ ชืน่ ร่ืนกายรื่นใจ มี ๒ คือ ๑. กายิกสุขไว (มีคาํ อธบิ ายเพิ่มอกี วา มอื ซา ยพาด สขุ ทางกาย ๒. เจตสกิ สขุ สขุ ทางใจ, อีกไปตามลาํ ตัว มอื ขวาชอ นศีรษะไมพ ลิก หมวดหนง่ึ มี ๒ คอื ๑. สามิสสุข สขุ องิ อามสิ คอื อาศยั กามคณุ ๒. นิรามสิ สุขกลบั ไปมา)สหี หนุ กษตั รยิ ศ ากยวงศ เปน พระราชบตุ ร สุขไมอิงอามิส คอื องิ เนกขัมมะ หรอืของพระเจาชยเสนะ เปนพระราชบิดา สุขท่ีเปน อิสระ ไมข ้ึนตอวัตถุ (ทานแบงของพระเจาสุทโธทนะ เปนพระอัยกา เปนคูๆ อยางนีอ้ ีกหลายหมวด)ของพระพุทธเจา สุขของคฤหัสถ สุขอันชอบธรรมท่ีผูสุกกะ นา้ํ กาม, นํ้าอสจุ ิ ครองเรอื นควรมี และควรขวนขวายใหสกุ โกทนะ กษัตรยิ ศากยวงศ เปน พระ มีอยูเสมอ มี ๔ อยา ง คอื ๑. อัตถิสขุราชบุตรองคที่ ๒ ของพระเจา สหี หนุ สุขเกิดจากความมที รพั ย (ทีไ่ ดมาดว ยเปนพระอนุชาของพระเจาสุทโธทนะ เรย่ี วแรงของตน โดยทางชอบธรรม) ๒.เปน พระบดิ าของพระเจา มหานาม และ โภคสุข สุขเกิดจากการใชจายทรัพยพระอนุรุทธะ (นวี้ า ตาม ม.อ.๑/๓๘๔; วนิ ย.ฏี. (เล้ียงตน เล้ียงคนควรเลี้ยง และทํา๓/๓๔๙ เปนตน แตวาตามหนงั สอื เรยี น ประโยชน) ๓. อนณสุข สุขเกิดจากเปนพระบิดาของพระอานนท) มีเร่ือง ความไมเ ปน หนี้ ๔. อนวชั ชสุข สุขเกิดราว (ธ.อ.๖/๑๕๙) ทแี่ สดงวา เจา สุกโกทนะ จากประกอบการอันไมมีโทษ (มีสุจรติ มีราชธิดาดว ย คอื เจา หญิงโรหิณี ท้ัง กาย วาจา และใจ), เฉพาะขอ ๔สุกขวิปสสก พระผูเจริญวิปสสนาลวน ตามแบบเรียนวา สุขเกิดแตประกอบสําเร็จพระอรหัต มิไดทรงคุณวิเศษ การงานทป่ี ราศจากโทษ
สขุ เวทนา ๔๔๙ สุคโตสุขเวทนา ความรูสกึ สุขสบาย (ขอ ๑ ใน สคุ ต สคุ ติ คตดิ ,ี ทางดาํ เนนิ ทด่ี ,ี แดนกาํ เนดิ อนัเวทนา ๓)สขุ สมบัติ สมบัตคิ ือความสขุ , ความถงึ ดที สี่ ตั วผ ทู าํ กรรมดตี ายแลว ไปเกดิ ไดแ ก มนษุ ย และ เทพ; ตรงขา มกบั ทคุ ต;ิ ดู คติพรอมดวยความสขุสขุ าวดี แดนทมี่ คี วามสขุ , เปน แดนสถติ สคุ โต (พระผมู พี ระภาคเจา นนั้ ) “เสด็จไป ของพระอมิตาภพุทธ ฝา ยมหายาน ดีแลว” คือ ทรงมที างเสด็จทด่ี ีงามอันไดสขุ มุ ละเอยี ด, ละเอยี ดออ น, นม่ิ นวล, ซงึ้ แกอริยมรรค, เสด็จไปสูที่ดีงามกลาวสขุ มุ รปู รูปละเอียด, ในพระไตรปฎก คือพระนิพพาน, เสด็จไปดวยดีโดยเรียกวา “อนทิ ัสสนอปั ปฏิฆรูป” คือเปน ชอบ กลาวคือ ทรงดาํ เนินรุดหนาไมรปู ท่มี องไมเห็นและกระทบไมไ ด มี ๑๖ หวนกลบั มาสกู เิ ลสที่ทรงละไดแ ลว ทรงอยา ง ไดแ ก อาโปธาตุ และอุปาทายรูป ดาํ เนนิ สผู ลสาํ เรจ็ ไมถ อยหลงั ไมก ลบั ตกที่เหลอื เวน ปสาทรปู และวิสัยรูป (คือ จากฐานะท่ีลุถึง ทรงดําเนินในทางอันเปนมหาภูตรปู ๑ และอุปาทายรูป ๑๕ ถูกตองคือมัชฌิมาปฏิปทา ไมเฉเชือนแจกแจงออกไปดงั น้ี อาโปธาตุ ๑ ภาว- ไปในทางทผ่ี ิด คอื กามสุขัลลกิ านุโยครปู ๒ หทยั รปู ๑ ชวี ติ รูป ๑ อาหารรูป ๑ และอตั ตกิลมถานุโยค เสด็จไปดี เสด็จปรจิ เฉทรปู ๑ วิญญัตติรูป ๒ วิการรูป ท่ีใดก็ทรงทําประโยชนใหแกมหาชนในท่ี๓ และลกั ขณรูป ๔), สุขมุ รูปเหลานี้ รับ นน้ั เสดจ็ ไปโดยสวสั ดแี ละนาํ ใหเ กดิ ความ รูไมไดดวยประสาทท้ัง ๕ แตเปน สวสั ดี แมแ ตพ บองคลุ มิ าลมหาโจรราย ธรรมารมณ อนั รไู ดด วยใจ; ดู รูป ๒๘, ก็ทรงกลับใจใหเขากลายเปนคนดีไมมี อนทิ ัสสนอัปปฏิฆรูป, ธมั มายตนะ ภัย เสด็จผานไปแลวดวยดี ไดทรงสขุ มุ าลชาติ มพี ระชาตลิ ะเอยี ดออน, มี บําเพ็ญพุทธกจิ ไวบ รบิ รู ณ ประดิษฐาน ตระกูลสงู พระพทุ ธศาสนาไว เพ่ือชาวโลก ใหเ ปนสุคต ผูเสด็จไปดีแลว,เปนพระนามของ เครื่องเผล็ดประโยชนแกประชาชนท้ัง พระพทุ ธเจา ; ดู สุคโต ดว ย ปวงผูเกิดมาในภายหลัง, ทรงมีพระสุคตประมาณ ขนาดหรือประมาณของ วาจาดี หรือตรัสโดยชอบ คอื ตรสั แตค าํพระสคุ ต คอื พระพุทธเจา, เกณฑหรือ จรงิ แท ประกอบดว ยประโยชน ในกาลท่ีมาตรวดั ของพระสุคต ควรตรัส และบุคคลทค่ี วรตรัส (ขอ ๔สุคตาณัตติพจน พระดํารัสสั่งของพระ ในพทุ ธคณุ ๙)
สุคโตวาท ๔๕๐ สญุ ญตาสุคโตวาท โอวาทของพระสุคต, พระ เห็นความวาง หมดความยึดมั่น คือดํารัสสอนของพระพุทธเจา พจิ ารณาเหน็ นามรปู โดยความเปน อนตั ตาสคุ นธชาติ ของหอม, เครื่องหอม พดู สนั้ ๆ วา หลดุ พน เพราะเห็นอนตั ตาสุคนธวารี น้ําหอม (ขอ ๑ ในวิโมกข ๓)สุงกฆาตะ ดา นภาษี สุญญตสมาธิ สมาธิอันพิจารณาเห็นสุงสุมารคีระ ชื่อนครหลวงแหงแควน ความวาง ไดแก วิปส สนาท่ีใหถงึ ความภัคคะ ที่พระพทุ ธเจา ประทบั จาํ พรรษาท่ี หลดุ พนดว ยกาํ หนดอนัตตลักษณะ (ขอ๘; สุงสมุ ารครี ี กเ็ รียก ๑ ในสมาธิ ๓)สุจริต ประพฤติดี, ประพฤติชอบ, สุญญตา “ความเปน สภาพสญู ” ความวาง ประพฤติถูกตองตามคลองธรรม มี ๓ 1. ความเปนสภาพท่ีวางจากความเปน คือ ๑. กายสจุ รติ ประพฤตชิ อบดว ยกาย สัตว บุคคล ตัวตน เรา เขา เฉพาะ ๒. วจสี จุ ริต ประพฤตชิ อบดวยวาจา ๓. อยา งยง่ิ ภาวะที่ขันธ ๕ เปน อนัตตา คือ มโนสุจรติ ประพฤติชอบดวยใจ; เทยี บ ไรตัวมิใชตน วางจากความเปนตน ทุจรติ ตลอดจนวา งจากสาระตางๆ เชน สาระสุชาดา อบุ าสกิ าสําคญั คนหนึง่ เปน ธดิ า คือความเที่ยง สาระคือความสวยงามของผูมีทรัพยซึ่งเปนนายใหญแหงชาว สาระคือความสขุ เปน ตน, โดยปริยายบานเสนานิคม ตําบลอุรุเวลา ไดถวาย หมายถงึ หลักธรรมฝายปรมตั ถ ดังเชนขาวปายาส (ในคัมภีรท้ังหลาย นิยม ขนั ธ ธาตุ อายตนะ และปจ จยาการเรยี กเต็มวา “มธปุ ายาส”) แกพ ระมหา (อิทปั ปจ จยตา หรือ ปฏจิ จสมุปบาท) ท่ีบรุ ุษในเวลาเชาของวนั ท่จี ะตรัสรู มีบุตร แสดงแตตัวสภาวะใหเห็นความวางเปลาช่ือยส ซ่ึงตอมาออกบวชเปนพระ ปราศจากสัตว บุคคล เปนเพยี งธรรมอรหันต นางสุชาดาไดเ ปนปฐมอบุ าสกิ า หรือกระบวนธรรมลว นๆ 2. ความวา งพรอ มกับภรรยาเกา ของยสะ และไดร บั จากกเิ ลส มรี าคะ โทสะ โมหะ เปน ตนยกยองวาเปนเอตทัคคะ ในบรรดา กด็ ี สภาวะทวี่ างจากสังขารทงั้ หลายกด็ ีอุบาสิกาผูถงึ สรณะเปนปฐม; ดู ปายาส, หมายถึง นิพพาน 3. โลกุตตรมรรค ไดมธปุ ายาส, สูกรมทั ทวะ ชื่อวาปนสุญญตาดวยเหตุผล ๓สุญญตวิโมกข ความหลุดพนโดยวาง ประการ คือ เพราะลุดวยปญญาที่จาก ราคะ โทสะ โมหะ หมายถงึ มอง กําหนดพิจารณาความเปนอนตั ตา มอง
สญุ ญาคาร ๔๕๑ สุทธันตปริวาสเห็นภาวะท่ีสังขารเปนสภาพวาง (จาก หน่ึงของผูท่ีจะเจริญงอกงาม ไมวาจะความเปน สตั ว บุคคล ตัวตน) เพราะวาง เปนคฤหสั ถห รอื บรรพชิต โดยเปนเหตุจากกิเลสมีราคะเปนตน และเพราะมี ปจจัยใหไดปญญา ทเ่ี ปนเบ้อื งตน หรือสญุ ญตา คอื นิพพาน เปนอารมณ 4. เปนฐานของพรหมจรยิ ะ และเปนเครอื่ งความวาง ทีเ่ กดิ จากกําหนดหมายในใจ เจริญปญญาใหพัฒนาจนไพบูลยหรือทําใจเพ่ือใหความวางนั้นเปน บรบิ รู ณ (ที.ปา.๑๑/๔๔๔/๓๑๖) พระพทุ ธเจาอารมณของจิตในการเจริญสมาบตั ิ เชน จึงทรงสอนใหเปนผูมีสุตะมาก (เปนผูเจริญอากิญจัญญายตนสมาบัติ พหูสูต หรอื มพี าหสุ จั จะ) และเปนผูเขากําหนดใจถึงภาวะวางเปลาไมมีอะไร ถึงโดยสุตะ (อง.ฺ จตกุ กฺ .๒๑/๖/๙), (ขอ ๓เลย; สุญตา ก็เขยี น ในอรยิ วัฑฒิ ๕); เทยี บ ปญ ญา, ดู พหูสูต,สญุ ญาคาร “เรอื นวา ง”, โดยนยั หมายถงึ พาหุสัจจะสถานท่ีทีส่ งดั ปลอดคน ปราศจากเสียง สตุ ตนบิ าต ช่อื คัมภรี ท่ี ๕ แหงขุททก-รบกวน, มกั มาในขอ ความวา “ภิกษใุ น นกิ าย พระสตุ ตนั ตปฎ กธรรมวินัยนี้ ไปสปู า ก็ดี ไปสโู คนไม ก็ดี สตุ ตนั ตปฎก ดู ไตรปฎกไปสสู ุญญาคาร ก็ดี …” ซ่งึ ทานมัก สตุ บท คําวา สุต, สุตา; ดู ปาฏโิ มกขย ออธิบายวา สญุ ญาคาร ไดแก เสนาสนะ สุตพทุ ธะ ผูรเู พราะไดฟง , ผรู โู ดยสตุ ะ(อนั สงดั ) ทงั้ ๗ ทนี่ อกจากปา และโคนไม หมายถึง บคุ คลทเ่ี ปนพหูสูต; ดู พทุ ธะกลาวคอื ภเู ขา ซอกเขา ถาํ้ ปา ชา ปาชฏั สุตมยปญ ญา ดู ปญ ญา ๓ สทุ ธันตปริวาส ปรวิ าสที่ภกิ ษผุ ูตองการทแ่ี จง ลอมฟางสุตะ “สงิ่ สดับ”, สง่ิ ที่ไดฟ ง มา, สิ่งทไ่ี ดย นิ จะออกจากอาบัติสังฆาทิเสสอยูไปจนไดฟง, ความรจู ากการเลา เรียนหรือรับ กวาจะเห็นวาบริสุทธ์ิ หมายความวาถา ยทอดจากผอู น่ื , ขอ มลู ความรจู ากการ ภิกษุตองอาบัติสังฆาทิเสสแลวปดไวอา นการฟง บอกเลา ถา ยทอด; สาํ หรับผู หลายคราวจนจําจํานวนอาบัติและศึกษาปฏิบตั ิ “สตุ ะ” หมายถึงความรูท่ี จํานวนวันที่ปดไมไ ด หรอื จําไดแตบางไดเ ลาเรียนสดับฟง ธรรม ความรใู นพระ จํานวน ทานใหขอปริวาสประมวลธรรมวินัย ความรูคําสั่งสอนของพระ จํานวนอาบัติและจํานวนวันที่ปดเขาพทุ ธเจา ทีเ่ รยี กวา นวังคสตั ถุศาสน หรอื ดวยกัน แลวอยูใชไปจนกวาจะเห็นวาปรยิ ัต,ิ สุตะเปน คณุ สมบตั สิ าํ คัญอยาง บรสิ ทุ ธิ์ มี ๒ อยา งคอื จฬู สุทธันต-
สุทธาวาส ๔๕๒ สุพาหุปรวิ าส และ มหาสทุ ธันตปริวาส ๗ วนั กอนปรินพิ พานสุทธาวาส ที่อยูของทานผูบริสุทธิ์ท่ีเกิด สธุ รรมภิกษุ ชอื่ ภิกษุรปู หนงึ่ มีความมกัของพระอนาคามี ไดแ ก พรหม ๕ ช้นั ที่ ใหญ ไดดาจติ ตคฤหบดี และถกู สงฆสงู สุดในรปู าวจร คอื อวหิ า อตปั ปา ลงปฏสิ ารณยี กรรม ใหไ ปขอขมาคฤหบดีสทุ สั สา สุทัสสี อกนฏิ ฐา นนั้ นบั เปน ตน บญั ญตั ใิ นเรอื่ งน้ีสุทธิ ความบริสทุ ธ,์ิ ความสะอาดหมดจด สนุ ทร ดี, งาม, ไพเราะมี ๒ คอื ๑. ปริยายสทุ ธิ บรสิ ุทธิโ์ ดย สนุ ทรพจน คาํ พูดท่ไี พเราะ, คําพดู ทีด่ ;ีเอกเทศ (คือเพียงบางสวนบางแง) ๒. คําพูดอันเปนพิธีการ, คํากลาวแสดงนิปปริยายสุทธิ บริสุทธิ์โดยส้ินเชิง ความรูสึกที่ดีอยางเปนพิธีการในท่ี(ความบริสทุ ธิข์ องพระอรหันต) ประชุมสุทธิกปาจิตติยะ อาบัติปาจิตตียลวน สุนาปรนั ตะ ดู ปุณณสนุ าปรนั ตะคืออาบัติปาจิตตียที่ไมตองใหเสียสละ สุเนตตะ นามของพระศาสดาองคอนึง่ ในสิ่งของ มี ๙๒ สกิ ขาบท ตามปกตเิ รียก อดตี มคี ณุ สมบตั คิ อื กาเมสุ วตี ราโค (มีกันเพยี งวา ปาจิตติยะ หรอื ปาจติ ตีย ราคะไปปราศแลวในกามทั้งหลาย) มีสทุ โธทนะ กษัตริยศ ากยวงศซงึ่ เปนราชา ศษิ ยจาํ นวนมาก ไดเ จริญเมตตาจติ ถงึผคู รองแควน ศากยะ หรอื สกั กชนบท ณ ๗ ป แตกไ็ มอ าจพน จากชาติ ชรามรณะนครกบิลพัสดุ มีพระมเหสพี ระนามวา เพราะไมรูอริยศีล อริยสมาธิ อริย-พระนางสริ ิมหามายา หรอื เรียกสนั้ ๆ ปญญา และอรยิ วิมตุ ติวา มายา เมื่อพระนางมายาสวรรคตแลว สปุ ฏิปนฺโน (พระสงฆ) เปน ผปู ฏบิ ตั ิดีพระนางมหาปชาบดีโคตมีไดเปนพระ คือ ปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทามเหสีตอ มา พระเจาสุทโธทนะเปนพระ ปฏิบตั ิไมถ อยหลงั ปฏบิ ตั สิ อดคลอ งกบัราชบุตรองคที่ ๑ ของพระเจาสีหหนุ คําสอนของพระพุทธเจา ดํารงอยูในเปน พระราชบดิ าของพระสิทธตั ถะ เปน ธรรมวนิ ยั (ขอ ๑ ในสงั ฆคณุ ๙)พระอัยกาของพระราหุล และเปนพระ สุปปพุทธะ กษัตริยโกลยิ วงฆ เปนพระพทุ ธบดิ า พระองคส วรรคตในปท ่ี ๕ แหง ราชบตุ รองคท ี่ ๑ ของพระเจา อัญชนะพทุ ธกิจ กอ นสวรรคต พระพทุ ธเจา ได เปนพระบิดาของพระเทวทัตและพระเสด็จไปแสดงธรรมโปรดใหไดทรง นางยโสธราพิมพาบรรลุอรหัตผล และไดเสวยวิมุตติสุข สพุ าหุ บุตรเศรษฐเี มืองพาราณสี เปน
สภุ ทั ทะ ๔๕๓ สภุ ทั ทะวุฒบรรพชิต สหายของยสกุลบุตร ไดทราบขาว เขาเฝา แลว ทูลถามวา สมณพราหมณ ยสกุลบุตรออกบวช จึงไดบวชตาม เจาลัทธทิ ม่ี ีช่ือเสยี งทั้งหลาย คอื เหลา พรอมดว ยสหายอีก ๓ คน คอื วิมละ ครทู ัง้ ๖ น้ัน ลว นไดต รสั รจู ริงทง้ั หมด ปณุ ณชิ และควมั ปติ ไดเ ปน สาวกรนุ ตามท่ีตนปฏิญญา หรือไดตรัสรูเพียง แรกที่พระพุทธเจาสงไปประกาศพระ บางสวน หรือไมมีใครตรัสรูจริงเลย ศาสนา พระพุทธเจาทรงหามเสียและตรัสวาจะสุภัททะ ปจ ฉิมสักขิสาวก (สาวกผทู ัน ทรงแสดงธรรม คือ หลกั การหรอื หลกั เห็นองคสุดทาย) ของพระพุทธเจา ความจริงใหฟง แลว ตรสั วา อรยิ มรรค เรียกสัน้ ๆ วา ปจ ฉิมสาวก เดิมเปน มีองค ๘ หาไมไดในธรรมวินัยใด พราหมณตระกูลใหญ ตอมาออกบวช สมณะ (คอื อริยบคุ คลท้งั ๔) ก็หาไมไ ด เปน ปรพิ าชก อยใู นเมอื งกสุ นิ ารา ในวนั ท่ี ในธรรมวินยั นนั้ อริยมรรคมีองค ๘ หา พระพุทธเจาจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ไดในธรรมวินัยใด สมณะก็หาไดใน สุภทั ทปรพิ าชกไดย ินขา วแลว คดิ วาตน ธรรมวัยนั้น อริยมรรคมอี งค ๘ หาได มีขอสงสยั อยอู ยางหนง่ึ อยากจะขอให ในธรรมวินัยน้ี ลัทธิอ่ืนๆ วางจาก พระพุทธเจาทรงแสดงธรรมเพ่ือแกขอ สมณะ และตรัสสรุปวา ถาภิกษุท้ัง สงสัยน้ันเสียกอนท่ีจะปรินิพพาน จึง หลายเปนอยูโดยชอบ โลกก็จะไมวาง เดินทางไปยังสาลวัน ตรงไปหาพระ จากพระอรหันตท้ังหลาย เมื่อจบพระ อานนท แจงความประสงคจะเขาเฝา ธรรมเทศนา สภุ ทั ทปรพิ าชกเลอื่ มใส ทลู พระบรมศาสดา พระอานนทไดห ามไว ขอบรรพชาอปุ สมบท พระพทุ ธเจา ตรสั เพราะเกรงวาพระองคเหน็ดเหน่ือยอยู สั่งพระอานนทใหบวชสุภัททะในสํานัก แลว จะเปนการรบกวนใหทรงลําบาก ของพระองค โดยประทานพทุ ธานญุ าต สุภัททปริพาชกก็คะยั้นคะยอจะขอเขา พิเศษใหยกเวนไมตองอยูติตถิยปริวาส เฝา ใหได พระอานนทก็ยืนกรานหา มอยู ทา นสภุ ทั ทะบวชแลว ไมน าน (อรรถกถา ถึง ๓ วาระ จนพระผูมพี ระภาคทรงได วาในวันน้ันเอง) ก็ไดบรรลุอรหัตตผล ยินเสียงโตตอบกันน้ัน จึงตรัสสั่งพระ นบั เปน พทุ ธปจ ฉมิ สกั ขสิ าวก อานนทวาสุภัททะมุงหาความรู มิใช สภุ ัททะ วฒุ บรรพชติ “พระสภุ ทั ทะผู ประสงคจะเบียดเบียนพระองค ขอให บวชเมื่อแก” ซึ่งเปนตนเหตุแหงการ ปลอยใหเขาเขา เฝาเถิด สภุ ัททปริพาชก ปรารภทีจ่ ะสังคายนาครัง้ ท่ี ๑ กอนบวช
สภุ าพ ๔๕๔ สภุ ูติเปนชางตัดผมในเมืองอาตุมา มีบุตร รองไหคร่ําครวญเปนอันมาก ในขณะชาย ๒ คน ออกบวชแลวคราวหนงึ่ ได นั้นเองพระสุภัททะวุฒบรรพชิต ก็รอ งขาววาพระพุทธเจาพรอมดวยสงฆหมู หามขนึ้ วา “อยาเลย ทา นผมู ีอายุ พวกใหญจะเสด็จมายังเมืองอาตุมา จึงให ทานอยาเศราโศก อยารา่ํ ไหไ ปเลย พวกบุตรท้ังสองเอาเครื่องมือตัดผมออกไป เราพนดีแลว พระมหาสมณะน้ันคอยเท่ียวขอตัดผมตามบานเรือนทุกแหง เบียดเบียนพวกเราวา สิ่งนี้ควรแกเธอแลกเอาเคร่ืองปรุงยาคูมาไดมากมาย สง่ิ นไ้ี มค วรแกเ ธอ บดั นพี้ วกเราปรารถนาแลวบัญชาการใหผูคนจัดเตรียมขาว สงิ่ ใด กจ็ กั กระทาํ สงิ่ นน้ั ไมป รารถนาสงิ่ยาคูไวเปนอันมาก เม่ือพระพุทธเจา ใด กจ็ กั ไมก ระทาํ สงิ่ นน้ั ” พระมหากสั สป-เสด็จมาถึง ก็นําเอาขาวยาคูนั้นเขาไป เถระไดฟงแลวเกิดธรรมสังเวช ดําริวาถวาย พระพทุ ธเจา ตรสั ถาม ทรงทราบ พระพทุ ธเจา ปรนิ พิ พานเพยี ง ๗ วนั ก็ความวาพระสุภัททะไดขาวนั้นมาอยาง ยังเกิดเสี้ยนหนามข้ึนแลวในพระศาสนาไรแลว ไมท รงรับ และทรงตเิ ตียน แลว หากตอไปคนชั่วไดพวกพองมีกําลังเติบทรงบัญญัติสิกขาบท ๒ ขอคือ กลาข้นึ ก็จะทาํ พระศาสนาใหเสอ่ื มถอยบรรพชิตไมพึงซักชวนคนทําในส่ิงท่ีเปน ดงั นนั้ หลงั จากเสรจ็ งานถวายพระเพลิงอกัปปย ะ และภิกษุผเู คยเปน ชา งกัลบก พระพทุ ธสรีระแลว ทา นจงึ ไดย กถอยคําไมพึงเก็บรักษาเคร่ืองตัดโกนผมไว ของสุภัททะวุฒบรรพชิต ซ่ึงเรียกกันประจําตัว จากการที่ไดถูกติเตียนและ สั้นๆ วา คาํ กลาวจว งจาบพระธรรมวนิ ยัเสียของเสียหนาเสียใจในเหตุการณคร้ัง น้ีข้ึนเปนขอปรารภ ชักชวนพระเถระนน้ั พระสภุ ทั ทะกไ็ ดผกู อาฆาตไว ตอ ท้ังหลายรวมกันทําสังคายนาคร้ังแรก;มา เม่ือพระพุทธเจาเสด็จดับขันธ- สภุ ัททวุฑฒบรรพชติ กเ็ ขียน (คําบาลวี าปรินพิ พานแลว ได ๗ วัน พระสภุ ทั ทะ สภุ ทฺโท วฑุ ฺฒปพฺพชโิ ต)รวมอยูในคณะของพระมหากัสสปเถระ สุภาพ เรียบรอย, ออนโยน, ละมุนซึ่งกําลังเดินทางจากเมืองปาวาสูเมือง ละมอ มกุสินารา ระหวางทางนนั้ คณะไดท ราบ สุภาษิต ถอยคําที่กลา วดแี ลว , คําพดู ท่ีขาวพุทธปรินิพพานจากอาชีวกผูหนึ่ง ถือเปนคติไดภกิ ษทุ ั้งหลายทีย่ ังไมส ิ้นราคะ (คือพระ สุภูติ พระมหาสาวกองคหน่ึงเปนบุตรปุถชุ น โสดาบนั และสกทาคาม)ี พากนั สุมนเศรษฐี ในพระนครสาวตั ถี ไดไ ป
สุมนะ ๔๕๕ สุวรรณภูมิรวมงานฉลองวัดเชตวันของทานอนาถ- สุรเสนะ ช่ือแควนหนึ่งในบรรดา ๑๖บิณฑิกเศรษฐี ไดฟงพระธรรมเทศนา แควน ใหญแ หง ชมพทู วีป ต้งั อยูทางใตของพระศาสดา มีความเลอื่ มใสบวชใน ของแควน กุรุ ระหวา งแมน ้าํ สนิ ธกุ บั แมพระพุทธศาสนา ตอมาเจริญวิปสสนา น้ํายมุนาตอนลาง นครหลวงชื่อมธุราทาํ เมตตาฌานใหเปนบาท ไดสาํ เร็จพระ แตปจ จบุ นั เรยี กมถรุ า (Mathura)อรหัต พระศาสดาทรงยกยองวาเปน สรุ า เหลา, น้ําเมาท่กี ล่ันแลวเอตทัคคะ ๒ ทาง คือในทางอรณวหิ าร สุราบาน การด่มื เหลา , นํา้ เหลา(เจริญฌานประกอบดวยเมตตา) และ สุราปานวรรค ตอนท่ีวา ดว ยเรอ่ื งดมื่ น้าํเปน ทักขิไณยบุคคล เมา เปน ตน เปน วรรคท่ี ๖ ในปาจติ ตยิ -สมุ นะ ชอื่ พระเถระองคห น่ึงในการกสงฆ กณั ฑ สุรามฤต น้ําที่ทําผูด่ืมใหไมตายของผูทาํ สงั คายนาครงั้ ท่ี ๒สุมังคลวิลาสินี ชื่อคัมภีรอรรถกถา เทวดา, น้าํ อมฤตของเทวดาอธิบายความในทีฆนิกาย แหงพระ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณีสุตตันตปฎ ก พระพทุ ธโฆสาจารยเรยี บ เวนจากนาํ้ เมา คือสุราและเมรัย อนั เปนเรียงขึ้น โดยอาศัยอรรถกถาเกาภาษา ทตี่ ้งั แหงความประมาท (ขอท่ี ๕ ในศลีสงิ หฬทส่ี บื มาแตเ ดมิ เปน หลกั เมอื่ พ.ศ. ๕ ศีล ๘ และศีล ๑๐)ใกลจะถึง ๑๐๐๐; ดู โปราณัฏฐกถา, สุริยคติ การนับวันโดยถือเอาการเดินอรรถกถา ของพระอาทิตยเ ปน หลกั เชน วันท่ี ๑,สุเมรุ ชือ่ หน่งึ ของภเู ขาเมรุ; ดู เมรุ ๒, ๓ เดือนเมษายน เปนตนสุรนาทโวหาร ถอ ยคําทีฮ่ ึกหา ว สรุ ิยปุ ราคา การจับอาทติ ย คอื เงาดวงสุรสิงหนาท การเปลงเสียงพูดอยาง จนั ทรบ งั ดวงอาทิตยองอาจกลา หาญ หรือพระดํารสั ทเี่ ราใจ สวุ รรณภูมิ “แผน ดินทอง”, “แหลมทอง”,ปลุกใหตื่นฟนสติขึ้น เหมือนด่ังเสียง ดินแดนที่พระเจาอโศกมหาราชทรงบันลือของราชสีห เชนที่พระพุทธเจา อปุ ถมั ภก ารสง พระโสณะและพระอตุ ตระตรัสวา “กิจอยา งใด อันพระศาสดาผู หวั หนาพระศาสนทตู สายท่ี ๘ (ใน ๙เอ็นดู แสวงประโยชน เพ่ือสาวกทั้ง สาย) ไปประกาศพระศาสนา ปราชญหลายจะพึงทํา กิจน้ันอันเราทาํ แลวแก สันนิษฐานวาไดแกดินแดนบริเวณพวกเธอทกุ อยาง” จังหวัดนครปฐม (พมาวาไดแกเมือง
สู ๔๕๖ สตู รสะเทมิ หรอื สธุ รรมนครในประเทศพมา ), เมื่อเสด็จถึงเมืองกุสินาราแลว ก็เสด็จสุวรรณภูมิปรากฏในรายชื่อดินแดน ดบั ขนั ธปรินพิ พานในราตรนี ั้นตางๆ ในคัมภีรมหานิทเทส แหงพระ “สูกรมัททวะ” นี้ มักแปลกนั วา เนื้อสตุ ตนั ตปฎ ก ซ่ึงมีชวาดว ย และถัดจาก สุกรออน แตอรรถกถาแปลตางเปนสวุ รรณภูมิ ก็มีตมั พปณ ณิ (ชว คจฺฉติ หลายนัย อรรถกถาแหงหน่ึงใหความ… สวุ ณณฺ ภมู ึ คจฉฺ ติ ตมพฺ ปณณฺ ึ คจฉฺ ต,ิ หมายไวถงึ ๔ อยา ง (อุ.อ.๔๒๗) วา ๑.ข.ุ ม.๒๙/๒๕๔/๑๘๘, ๘๑๐/๕๐๔) ช่ือเหลาน้ี มหาอัฏฐกถาซ่ึงเปนอรรถกถาโบราณจะตรงกบั ดินแดนทเี่ ขา ใจกัน หรือเปน บอกไวว า เปน เนือ้ หมู ทนี่ มุ รสสนิท ๒.ชอ่ื พอง หรือตงั้ ตามกัน ไมอ าจวินจิ ฉยั อาจารยบางพวกวาเปนหนอไม ที่หมูใหเดด็ ขาดได (ในชั้นอรรถกถา มเี รื่อง ชอบไปดดุ ยาํ่ ๓. อาจารยอ กี พวกหน่งึราวมากมาย เกย่ี วกับคนลงเรอื เดินทาง วาเปนเห็ด ซึ่งเกิดในบรเิ วณที่หมดู ุดยา่ํ ทะเลจากชมพทู วีปไปยังสวุ รรณภูม)ิ ; ดู และ ๔. ยังมอี าจารยพ วกอื่นอกี วา เปน ตัมพปณณิ ยาอายุวฒั นะขนานหนึ่ง สว นอรรถกถาสู ทา น อีกแหงหน่ึง (ที.อ.๒/๑๗๒) บอกความสูกรมัททวะ ช่ืออาหารซึ่งนายจุนทะ หมายไว ๓ นยั วา เปน เนือ้ หมตู ัวเอกท่ไี มกัมมารบตุ ร แหงเมอื งปาวา ถวายแด ออนไมแกเกินไป บางวาเปนขาวที่นุมพระพุทธเจา ในวันเสด็จดับขันธ- นวลกลมกลอม ซึ่งมีวิธีปรุงโดยใชปรินิพพาน เปน บิณฑบาตมือ้ สุดทายท่ี เบญจโครส (ผลผลติ จากน้ํานมโค ๕พระพุทธเจาเสวยกอนจะเสด็จดับขันธ- อยา ง คอื นมสด นมเปรี้ยว เปรียง เนยปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธเจาตรัสวาเปน ใส เนยขน ) บา งวาเปน ยาอายุวัฒนะ; ดูบิณฑบาตที่มีผลเสมอกับบิณฑบาตที่ พุทธปรินพิ พานพระองคเสวยแลวไดต รสั รสู มั มาสัมโพธิ สญู วางเปลา, หายส้ินไป; ในทางธรรมญาณ และบิณฑบาต ๒ คร้งั น้มี ผี ลมี “สูญ” มคี วามหมายหลายแงห ลายระดบัอานิสงสมากย่ิงกวาบิณฑบาตครั้งอ่ืนใด พึงศกึ ษาในคําวา สญุ ญตา, และพงึ แยกทั้งส้ิน (ที.ม.๑๐/๑๒๖/๑๕๘; บิณฑบาตที่ จากคาํ วา “ขาดสญู ” ซงึ่ หมายถงึ อจุ เฉทะเสวยในวันตรสั รู คือขา วมธปุ ายาสทีน่ าง ซง่ึ พงึ ศกึ ษาในคาํ วา อจุ เฉททฏิ ฐิสุชาดาถวาย), หลังจากเสวยสกู รมทั ทวะ สตู ร พระธรรมเทศนาหรือธรรมกถาเรือ่ งแลว พระพุทธเจา ก็ประชวรหนกั และ หน่ึงๆ ในพระสตุ ตันตปฎ ก แสดงเจอื
สูปะ ๔๕๗ เสนาสนะดวยบุคคลาธิษฐาน, ถาพูดวา พระสตู ร ขอ ปฏบิ ตั ขิ องพระเสขะ ไดแ ก จรณะ ๑๕มกั หมายถงึ พระสตุ ตนั ตปฎ กทงั้ หมด เสขภูมิ ภมู ิของพระเสขะ, ระดบั จิตใจสปู ะ แกง; คกู บั พยัญชนะ 2. และคุณธรรมของพระอริยบุคคลท่ียังเสกขสมมต ผูไดรับสมมติเปนเสขะ ตอ งศกึ ษาหมายถึงครอบครัวที่สงฆประชุมตกลง เสขิยวัตร วัตรที่ภิกษุจะตองศึกษา,แตงต้ังใหเปนเสขะ ภิกษุใดไมเจ็บไข ธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาทท่ีภิกษุพึงและเขาไมไดน มิ นตไว ไปรับเอาอาหาร สาํ เหนียกหรือพึงฝกฝนปฏบิ ตั ิ มี ๗๕จากครอบครัวน้ันมาขบฉนั ตอ งอาบัติ สกิ ขาบท จาํ แนกเปน สารปู ๒๖, โภชน-เปนปาฏิเทสนยี ะสกิ ขาบทที่ ๓ ปฏิสังยุต ๓๐, ธัมมเทสนาปฏิสังยุตเสกขสมมติ สังฆกรรมที่สงฆประกาศ ๑๖ และปกิณกะคือเบ็ดเตลด็ ๓, เปนความตกลงต้ังสกุลคือครอบครัวที่ยิ่ง หมวดที่ ๗ แหงสิกขาบท ในบรรดาดวยศรทั ธาแตหยอนดวยโภคะ ใหเ ปน สิกขาบท ๒๒๗ ของพระภกิ ษุ ทานใหเสกขสมมต คอื ใหถือวาเปน เสขะ เพือ่ มิ สามเณรถือปฏิบัติดว ยใหภกิ ษรุ บกวนไปรบั อาหารมาฉัน นอก เสตกัณณิกคม นิคมท่ีกั้นอาณาเขตจากไดร ับนิมนตไ วกอน หรืออาพาธ; ดูที่ มชั ฌิมชนบท ดานทศิ ใตปกาสนียกรรม, อสัมมขุ ากรณยี เสโท, เสท น้าํ เหงอื่ , ไคลเสขะ ผูยังตองศึกษา ไดแก พระ เสนา กองทพั ในครัง้ โบราณหมายถึงพลอรยิ บคุ คลทย่ี ังไมบ รรลอุ รหัตตผล โดย ชาง พลมา พลรถ พลเดินเทา เรยี กวาพิสดารมี ๗ คือ ทา นผตู ง้ั อยใู นโสดา- จตุรงคนิ ีเสนา (เสนามีองค ๔ หรือเสนาปตติมรรค ในโสดาปตติผล ใน สเ่ี หลา)สกทาคามมิ รรค ในสกทาคามิผล ใน เสนานิคม ช่ือหมูบานในตําบลอุรุเวลาอนาคามิมรรค ในอนาคามผิ ล และใน นางสุชาดาผูถวายขาวปายาสแดพระอรหตั ตมรรค, พดู เอาแตระดับเปน ๓ มหาบรุ ษุ ในวนั ทจี่ ะตรสั รู อยทู ห่ี มบู า นน้ีคอื พระโสดาบนั พระสกทาคามี พระ เสนามาตย ขา ราชการฝา ยทหารและพลอนาคามี; คูกบั อเสขะ เรอื นเสขบคุ คล บคุ คลทย่ี งั ตอ งศกึ ษาอยู; ดู เสนามาร กองทพั มาร, ทหารของพระยาเสขะ มารเสขปฏิปทา ทางดําเนินของพระเสขะ, เสนาสนะ เสนะ “ทีน่ อน” + อาสนะ “ท่ี
เสนาสนขันธกะ ๔๕๘ โสณะ, โสณกะน่งั ” หมายเอาทีอ่ ยอู าศยั เชน กุฏิ วิหาร กระจดั กระจายสบั สนกบั ทอ่ี น่ื เปน ตนและเครือ่ งใชเ กีย่ วกบั สถานที่ เชน โตะ เสนาสนะปา เสนาสนะอันอยูไกลจากเกาอ้ี แมโคนไม เม่อื ใชเ ปน ทีอ่ ยอู าศยั บา นคนอยางนอ ย ๒๕ เสนกเ็ รียกเสนาสนะ เสพ บรโิ ภค, ใชส อย, อยอู าศยั , คบหาเสนาสนขนั ธกะ ช่ือขันธกะท่ี ๖ แหง จลุ เสพเมถุน รว มประเวณ,ี รวมสังวาสวรรคในพระวินัยปฎก วาดวยเร่ือง เสมหะ เสลด, เมือกท่อี อกจากลาํ คอหรือเสนาสนะ ลําไสเสนาสนคาหาปกะ ผูใหถือเสนาสนะ เสมหฺ สมุฏ านา อาพาธา ความเจบ็ ไขหมายถงึ ภกิ ษผุ ูไดร บั สมมติ คอื แตงต้ัง มเี สมหะเปนสมุฏฐาน; ดู อาพาธจากสงฆ ใหเปนผูทําหนาท่ีจัดแจก เสละ พระมหาสาวกองคหน่ึง เกิดในเสนาสนะของสงฆ วาจะใหภิกษุรูปใด ตระกลู พราหมณ ในอังคุตตราปะ เรียนเขาอยูที่ไหน, เปน ตาํ แหนง หนงึ่ ในบรรดา จบไตรเพท เปนคณาจารยสอนศิษยเจา อธกิ ารแหงเสนาสนะ ๓๐๐ คน ไดพ บพระพทุ ธเจาทีอ่ าปณ-เสนาสนปจจัย ปจจัยคือเสนาสนะ, นิคม เหน็ วา พระองคส มบรู ณดวยมหา-เคร่ืองอาศัยของชีวิตที่อยู เปนอยาง ปุริสลักษณะครบถวนและไดทูลถามหนง่ึ ในปจ จยั ส่ี ปญหาตา งๆ เมอื่ ฟงพระดาํ รสั ตอบแลวเสนาสนปญ ญาปกะ ผูแตงตงั้ เสนาสนะ มคี วามเล่อื มใส ขอบวช ตอ มาไมช า กไ็ ดหมายถงึ ภิกษุผไู ดรับสมมติ คือ แตงตั้ง บรรลุพระอรหัตจากสงฆ ใหเปนผูม หี นาทจ่ี ัดแจงแตงตง้ั แสโ ทษ หาความผดิ ใส, หาเรือ่ งใหดูแลความเรียบรอยแหงเสนาสนะ แสนยากร หมทู หาร, กองทัพสําหรับภิกษุท้ังหลายจะไดเขาพักอาศัย, โสกะ ความโศก, ความเศรา , ความมใี จเปนตําแหนงหนึ่งในบรรดา เจาอธิการ หมนไหม, ความแหงใจ, ความรูสึกแหง เสนาสนะ หมองไหมใจแหงผาก เพราะประสบเสนาสนวัตร ธรรมเนียมหรือขอที่ภิกษุ ความพลัดพรากหรือสูญเสียอยางใดควรปฏิบตั ิเกีย่ วกับเสนาสนะ เชน ไมท าํ อยางหน่ึง (บาล:ี โสก; สันสกฤต: โศก)เปรอะเปอ น รักษาความสะอาด จดั วาง โสกาดรู เดอื ดรอ นดว ยความโศก, รอ งไหของใหเปนระเบียบเรียบรอย ใชสอย สะอึกสะอืน้ระวังไมทําใหชํารุดและเก็บของใชไมให โสณะ, โสณกะ พระเถระรูปหนึ่งใน
โสณกฏุ ิกัณณะ ๔๕๙ โสณาจาํ นวน ๒ รูป (อกี รูปหน่งึ คือ พระ เดมิ เปน กลุ บตุ รชอื่ โสณะ ตระกลู โกฬวิ สิ ะอุตตรเถระ) ที่พระโมคคัลลีบุตรติสส- เปนบุตรของอุสภเศรษฐี แหงวรรณะเถระ สงเปนพระศาสนทูตมาประกาศ แพศย ในเมืองกาฬจัมปากะ แควนพระศาสนา ในดนิ แดนสุวรรณภูมิ เมอ่ื อังคะ โสณกุลบุตรมีลักษณะพิเศษในเสร็จสิ้นการสังคายนาครั้งท่ี ๓ รางกาย คือ มฝี ามือฝา เทา ออนนุม และ(ประมาณ พ.ศ. ๒๓๔) นบั เปน สายหน่งึ มีขนออนขึ้นภายใน อีกท้ังมีความเปนในพระศาสนทูต ๙ สาย อยูอยางดี ไดรับการบํารุงบําเรอทุกโสณกุฏิกัณณะ พระมหาสาวกองคห นึ่ง ประการ อยใู นปราสาท ๓ ฤดู จงึ ไดเปนบตุ รของอบุ าสิกา ช่ือ กาฬี ซ่งึ เปน สมญาวา เปน สขุ มุ าลโสณะ ตอ มาพระพระโสดาบนั เกดิ ทีบ่ า นเดิมของมารดา เจาพิมพิสารทรงสดับกิตติศัพท จึงรับในเมืองราชคฤหแลวกลับไปอยูใน ส่ังใหโสณะเดินทางไปเฝาและใหแสดงตระกูลบิดาที่แควนอวันตี ทักขิณาบถ ขนท่ีฝามือฝาเทาใหทอดพระเนตรพระมหากัจจายนะใหบรรพชาเปน คราวน้ันโสณะมีโอกาสไดไปเฝาพระสามเณรแลวรอตอ มาอกี ๓ ป เม่อื ทาน พุทธเจา ไดส ดับพระธรรมเทศนา เกิดหาภกิ ษไุ ด ๑๐ รปู แลวจึงใหอ ปุ สมบท ความเลื่อมใสขอบวช ทานทําความเปนภิกษุ บวชแลวไมนานก็สาํ เร็จพระ เพียรอยางแรงกลาจนเทาแตกและเริ่มอรหตั ตอ มา ทา นไดเ ดินทางมาเฝา พระ ทอแทใจ พระพุทธเจาจึงทรงประทานศาสดาทเ่ี มอื งสาวัตถพี รอ มท้ังนาํ ความท่ี โอวาทดวยขออุปมาเรื่องพิณสามสายพระอุปชฌายส่ังมากราบทูลขอพระ ทานปฏิบัติตาม ไมชาก็ไดสําเร็จพระพุทธานญุ าตดวยรวม ๘ ขอ ทําใหเกดิ มี อรหัต พระศาสดาทรงยกยองวาเปนพระพุทธานุญาตพิเศษสําหรับปจจันต- เอตทคั คะในทางปรารภความเพยี รชนบท เชน ใหส งฆมีภิกษุ ๕ รูปให โสณทณั ฑพราหมณ พราหมณช ่อื โสณ-อปุ สมบทได ใหใ ชรองเทา หนาหลายชัน้ ทัณฑะ เปนผูท่ีพระเจาพิมพิสารใหได ใหอ าบน้ําไดตลอดทกุ เวลา เปนตน ปกครองนครจมั ปาทานแสดงธรรมมีเสยี งไพเราะแจมใสชัด โสณทัณฑสตู ร สูตรที่ ๔ ในคัมภีรท ฆี -เจน จึงไดรับยกยองจากพระศาสดาวา นกิ าย สลี ขนั ธวรรค พระสตุ ตันตปฎก เปน เอตทคั คะ ในทางกลา วกลั ยาณพจน ทรงแสดงแกโสณทัณฑพราหมณโสณโกฬิวิสะ พระมหาสาวกองคหน่ึง โสณา พระมหาสาวิกาองคหนง่ึ เปน ธิดา
โสดาบัน ๔๖๐ โสตสัมผัสสชาเวทนาของผูมีตระกูลในพระนครสาวัตถี ได ๗ คร้งั เปนอยางมากแตง งาน มีบตุ รชาย ๑๐ คน ซง่ึ ลวนมี โสดาปตติผล ผลคือการถึงกระแสสูรูปรา งงามสงา ตอ มา สามพี รอมทง้ั บตุ ร นิพพาน, ผลทไ่ี ดรับจากการละสกั กาย-ท้ังสิบน้ันออกบวช ตัวทานชราลงแลว ทิฏฐิ วจิ กิ ิจฉา สีลัพพตปรามาส ดว ยเห็นวา ไมค วรอยเู ดยี วดาย จงึ ออกบวช โสดาปตติมรรค ทําใหไดเปนพระเปน ภิกษุณี มีความเพียรแรงกลา เจรญิ โสดาบนัวปิ ส สนา ไดบ รรลุพระอรหัต ไดรบั ยก โสดาปตติมรรค ทางปฏิบัติเพ่ือบรรลุยองวาเปนเอตทคั คะในทางปรารภความ ผล คือความเปนพระโสดาบนั , ญาณเพยี ร; อยา งไรกด็ ี ประวตั นิ ี้ เลาตาม คอื ความรเู ปนเหตุละสงั โยชนไ ด ๓ คือเรื่องในคัมภรี อปทาน (ในเถรีคาถา ก็ สักกายทฏิ ฐิ วจิ ิกิจฉา สลี ัพพตปรามาสเลา ไวค ลา ยกนั แมจ ะสน้ั กวามาก) แต โสต ห,ู ชองหูในอรรถกถาแหงเอกนิบาต อังคุตตร- โสตถิยะ ช่ือคนหาบหญาท่ีถวายหญา แดนกิ าย ทานเลาเร่ืองตา งออกไปวา กอ น พระมหาบุรุษในวันทจี่ ะตรสั รู พระองคบวช พระโสณามบี ุตรและธดิ ามาก เมือ่ รับหญาจากโสตถิยะแลวนําไปลาดตางบุตรธิดามีครอบครัวแยกออกไปแลว บัลลังก ณ ควงตนพระศรีมหาโพธ์ิตอมา มีอาการแสดงออกท่ีขาดความ ดานทิศตะวันออก แลวประทับนั่งขัดเคารพตอ ทา น ทาํ ใหท า นไมเ หน็ ประโยชน สมาธิผินพระพกั ตรไ ปทางทศิ ตะวนั ออกที่จะอยูครองเรือนตอไป จึงออกบวช จนกระท่งั ตรัสรูและเปนที่เรียกขานกันวา “พระโสณา โสตถวิ ดี ช่ือนครหลวงของแควน เจตีเถรีผมู ลี ูกมาก” จนกระทั่งตอ มา ทาน โสตวิญญาณ ความรูที่เกิดขึ้นเพราะบําเพ็ญเพียรและไดบรรลุอรหัตตผล เสียงกระทบหู, เสียงกระทบหู เกิดแลว จึงเปนท่ีรูจักกันในนามใหมวา ความรูข้ึน, การไดย นิ (ขอ ๒ ใน“พระโสณาเถรผี เู พียรมุงมั่น” วญิ ญาณ ๖)โสดาบัน ผูถึงกระแสที่จะนําไปสูพระ โสตสมั ผสั อาการท่ีหู เสียง และโสต-นพิ พาน, พระอรยิ บคุ คลผูไ ดบ รรลุโสดา วิญญาณประจวบกนั เกิดการไดยนิปต ตผิ ล มี ๓ ประเภทคอื ๑. เอกพีชี โสตสัมผัสสชาเวทนา เวทนาที่เกิดขึ้นเกดิ อีกครัง้ เดียว ๒. โกลงั โกละ เกดิ อกี เพราะโสตสัมผัส, ความรูสึกที่เกิดข้ึน๒–๓ ครง้ั ๓. สตั ตกั ขตั ตปุ รมะ เกิดอกี เพราะการทีห่ ู เสียง และโสตวญิ ญาณ
โสภณเจตสกิ ๔๖๑ ไสยาสนกระทบกัน ศาสดา มีความเล่ือมใส ขอบวช ไมช าก็โสภณเจตสิก เจตสิกฝา ยดงี าม มี ๒๕ บรรลุพระอรหัต ไดรับยกยองวาเปนแบงเปน ก. โสภณสาธารณเจตสิก เอตทคั คะในทางปพุ เพนวิ าสนสุ สตญิ าณ(เจตสิกท่ีเกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง) โสมนัส ความดใี จ, ความสขุ ใจ, ความ๑๙ คือ ศรทั ธา สติ หริ ิ โอตตัปปะ ปลาบปลม้ื ; ดู เวทนาอโลภะ อโทสะ ตัตรมัชฌตั ตตา (ความ โสรจั จะ ความเสงย่ี ม, ความมอี ัธยาศัยเปน กลางในอารมณน นั้ ๆ=อเุ บกขา) กาย- งาม รักความประณตี หมดจดและสงบปส สทั ธิ ความคลายสงบแหง กองเจตสกิ ) เรียบรอย (ขอ ๒ ในธรรมทําใหงาม ๒)จติ ตปส สทั ธิ (แหง จติ ) กายลหตุ า (ความ โสวจสั สตา ความเปน บคุ คลทพ่ี ดู ดว ยงา ย,เบาแหง กองเจตสกิ ) จิตตลหุตา(แหงจิต) ความเปน ผวู า งา ยสอนงา ย รจู กั รบั ฟง เหตุกายมทุ ตุ า (ความนมุ นวลแหง กองเจตสกิ ) ผล (ขอ ๔ ในนาถกรณธรรม ๑๐)จติ ตมทุ ุตา (แหง จติ ) กายกมั มญั ญตา โสสานิกังคะ องคแ หงผูถอื อยูปา ชาเปน(ความควรแกง านแหง กองเจตสกิ ) จติ ต- วัตร คืออยูแรมคืนในปาชาเปนประจํากมั มญั ญตา (แหง จติ ) กายปาคญุ ญตา (ขอ ๑๑ ในธุดงค ๑๓)(ความคลอ งแคลว แหง กองเจตสกิ ) จติ ต- โสโส โรคมองครอ (มเี สมหะแหง อยูในปาคญุ ญตา (แหง จิต) กายุชกุ ตา (ความ ลาํ หลอดปอด)ซอ่ื ตรงแหง กองเจตสกิ ) จติ ตชุ ุกตา (แหง โสฬสญาณ ญาณ ๑๖ (เปน ศัพทท ่ผี ูกจติ ) ข. วรี ตเี จตสกิ (เจตสกิ ทเ่ี ปน ตวั งด ข้นึ ภายหลัง); ดู ญาณ ๑๖เวน ) ๓ คอื สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ ไสยา การนอน (บาลี: เสยฺยา)สัมมาอาชีวะ ค. อัปปมัญญาเจตสิก ไสยาวสาน การนอนครงั้ สุดทา ย, การ(เจตสิกคืออปั ปมญั ญา) ๒ คอื กรุณา นอนคร้งั ทีส่ ุดมทุ ิตา (อีก ๒ ซาํ้ กบั อโทสะ และตตั ร- ไสยาสน นอน (เปนคําเพยี้ น ถาเขยี นมชั ฌัตตตา) ง. ปญญินทรยี เจตสกิ ๑ เปนคาํ บาลี กเ็ ปน “เสยยฺ าสน” ซึ่งแปลคือ ปญ ญินทรยี หรอื อโมหะ วา การนอนและท่ีนงั่ แตไมมีท่ใี ช คาํ ที่โสภิตะ พระมหาสาวกองคห นึ่ง เกดิ ใน ใชจรงิ คือ “เสนาสน” ซงึ่ แปลวา ทนี่ อนตระกูลพราหมณ ในพระนครสาวัตถี และท่นี ัง่ , ตามปกติ เม่อื จะวา นอน กใ็ ชตอมาไดฟงพระธรรมเทศนาของพระ เพียงวา “ไสยา” ซง่ึ มาจาก “เสยฺยา”)
หงายบาตร ๔๖๒ หัตถกะอาฬวกะ หหงายบาตร การระงบั โทษอบุ าสกซ่ึงเคย คราน ๘. เพ่อื ความเลย้ี งยาก, ธรรมปรารถนารายตอพระรัตนตรัย สงฆ เหลา น้ี พึงรวู า ไมใ ชธ รรม ไมใชวนิ ัย ไมประกาศคว่ําบาตรไวมิใหภิกษุทั้งหลาย ใชสตั ถุศาสน, ข. ธรรมเหลา ใดเปน ไปคบหาดว ย ตอ มาอบุ าสกนัน้ รูสึกโทษตน ๑. เพื่อความคลายหายตดิ ๒. เพือ่กลับประพฤติดี สงฆจึงประกาศระงับ ความไมประกอบทกุ ข ๓. เพอ่ื ความไมโทษนนั้ ใหภ กิ ษทุ ง้ั หลายคบกบั เขาไดอ กี พอกพูนกิเลส ๔. เพ่ือความมกั นอ ย ๕.เชน รบั บณิ ฑบาต รบั นมิ นต รบั ไทยธรรม เพื่อความสนั โดษ ๖. เพ่ือความสงดั ๗.ของเขาได เปนตน การทส่ี งฆประกาศ เพือ่ การประกอบความเพยี ร ๘. เพอ่ืระงบั การลงโทษนนั้ เรยี กวา หงายบาตร, ความเล้ียงงาย, ธรรมเหลาน้ีพึงรูวาคาํ เดิมตามบาลวี า “ปต ตอุกกุชชนา” ดูที่ เปนธรรม เปน วินยั เปนสัตถุศาสนปกาสนยี กรรม, อสัมมขุ ากรณยี ; คูกับ หลิททวสนนคิ ม นคิ มหนึ่งอยใู นโกลยิ -ควา่ํ บาตร ชนบทหทัย หัวใจ หัตถ, หัตถะ 1. มือ 2. ในมาตราวัด คอืหน ทิศ เชน หนบรู (ทศิ ตะวนั ออก) ๑ ศอกหฤทัย หัวใจ หัตถกรรม การทาํ ดวยฝมือ, การชางหลักกําหนดธรรมวินัย หลักตัดสิน หัตถกะอาฬวกะ อริยสาวกสําคัญทานธรรมวินัย หรือลักษณะตัดสินธรรม หน่งึ ในฝายอุบาสก เปนอนาคามี ถอื กันวนิ ัย ๘ อยาง คือ ก. ธรรมเหลา ใดเปน วาเปน อัครอุบาสก เน่อื งจากเปน ผทู ่ีพระไป ๑. เพื่อความยอมใจตดิ ๒. เพื่อ พุทธเจาทรงยกยองวาเปนตราชูของความประกอบทุกข ๓. เพ่ือความพอก อุบาสกบรษิ ทั (คูกบั จติ ตคฤหบดี) ทา นพูนกิเลส ๔. เพื่อความมกั มากอยาก เปนเอตทัคคะในบรรดาอุบาสกท่ีใหญ ๕. เพ่อื ความไมสนั โดษ ๖. เพือ่ สงเคราะหบริษัทดวยสังคหวัตถุ ๔,ความคลุกคลีในหมู ๗. เพือ่ ความเกียจ อริยสาวกทานนี้มีตํานานประวัติตามที่
หัตถกะอาฬวกะ ๔๖๓ หัตถกะอาฬวกะอรรถกถาเลา ไวว า เปนโอรสของพระเจา จะทรงสงมนุษยไปใหอาฬวกยักษกินอาฬวกะ ราชาแหงแควนอาฬวี เมื่อ พรอ มทัง้ กับแกลมวนั ละ ๑ คน ตอนประสูติ ไดน ามวา อาฬวกกมุ าร ตอ มา แรกก็สงนักโทษประหารไปให ตอมาไดมคี าํ นาํ หนา นามเดมิ เพ่ิมขนึ้ วาหตั ถกะ นักโทษหมด ตอ งใชวิธีลอคนโดยใหเอาโดยมีความเปนมาวา แตเดมิ มา กอ น เงนิ หลวงไปทง้ิ ไวตามถนนหนทาง ใครอาฬวกกุมารประสตู ิ ตามปกติ ราชา หยบิ หรือแมแตจ บั ตอง ก็ตัง้ ขอ หาแลวอาฬวกะทรงนํากองทหารเสด็จออกปา จบั ตวั มาสง ใหอาฬวกยักษ พอคนรกู นัลาสัตวเปนประจําทุกสัปดาห เพ่ือเปน กไ็ มมีใครจบั ตองเงินหลวงนนั้ ในขัน้ สุดการหามปรามโจรผูรา ย และปอ งกนั อริ- ทาย เมื่อไมม คี นท่ีจะจบั ได ก็วางกตกิ าราชศัตรู พรอ มทง้ั ซอ มกําลงั ทพั ไว ครงั้ ใหจ บั เด็กทน่ี อนหงายสงไป ทําใหแมลูกหนง่ึ ทรงต้งั กติกากับเหลาทหารวา ถา ออนและสตรีมีครรภพากันหนีไปอยูในเนื้อวิ่งหนีออกไปทางขางของผูใด ให ตางแควนจนเด็กโต จึงพากลับเขามาเปนภาระของผูนั้นท่ีจะไปจับเนื้อมา เวลาลว งไป ในทสี่ ดุ หาเดก็ ไมไ ด อาฬวก-จําเพาะวาเน้ือหนีออกไปทางขางของ ราชถงึ กบั ตอ งยอมใหส ง โอรสคอื อาฬวก-พระองค จึงทรงไลตามเน้ือน้ันไปเปน กุมารสงไปใหแกอาฬวกยักษ คร้ังนั้นหนทาง ๓ โยชน จนเน้ือน้นั หมดแรง พระพุทธเจาทรงมองเห็นอุปนิสัยของยืนน่ิงแชนํ้าอยู ก็ทรงจับมันฆาเสียได อาฬวกกมุ ารท่ีจะบรรลอุ นาคามผิ ล และแตแ มก ารจะสาํ เรจ็ กท็ รงเหนด็ เหนอ่ื ย จงึ ข อ ง อ า ฬ ว ก ยั ก ษ ท่ี จ ะ เ ป น โ ส ด า บั นแวะเขาไปประทับน่ังพักใตรมไทรใหญ พรอมทั้งประโยชนที่จะเกิดแกมหาชนตน หนงึ่ บดั นน้ั เทวดาซงึ่ สงิ สถติ ทนี่ นั่ ก็ จึงเสดจ็ ออกจากพระเชตวัน ทรงดาํ เนินเขามาจับพระหตั ถไว และบอกวา ตนคอื ดวยพระบาทแตลําพังพระองคเดียวอาฬวกยักษ ไดรับพรจากทาวมหาราช ผานหนทาง ๓๐ โยชน จนมาถึงทอี่ ยู(คือทาวโลกบาล) วา สัตวใ ดกต็ ามท่ี ของอาฬวกยักษ และเสด็จเขาไปลวงล้ําเขตซ่ึงเงาตนไมน้ันตกในเวลา ประทับขางในขณะที่อาฬวกยักษไมอยูเทีย่ งวนั เขา ไป ใหจ ับกินได อาฬวกราช เม่ือยักษกลับมาและขับไลพระองคดวยจึงจะตองเปนอาหารของตน พระราชา อาการหยาบคายและรนุ แรงตางๆ กไ็ ดทรงหาทางรอด ในทีส่ ุด อาฬวกยกั ษ ทรงใชวิธีออนโยนและขันติธรรมเขายอมปลอยโดยมีเงื่อนไขวา อาฬวกราช ตอบ จนอาฬวกยักษมีใจออนโยนลง
หัตถบาส ๔๖๔ หนิ ยาน,หีนยานทายสุดเปลี่ยนเปนถามปญหา ซึ่งพระ ศอก ๑ คบื หรอื ๒ ศอกครง่ึ ) วดั จากองคก็ทรงตอบตรงจุด ทาํ ใหอ าฬวกยักษ สวนสุดดานหลังของผูเหยียดมือออกไปเกิดความเขาใจแจมแจงเห็นธรรมบรรลุ (เชน ถา ยนื วดั จากสน เทา , ถา นงั่ วดั จากโสดาปตติผล การทรงผจญและสอน สดุ หลงั อวยั วะทนี่ งั่ , ถา นอน วดั จากสดุยักษดําเนินไปตลอดคืนจนอาฬวกยักษ ขางดา นท่นี อน) ถึงสว นสดุ ดา นใกลแหงบรรลธุ รรมตอนรงุ สวา ง ก็พอดีราชบุรษุ กายของอีกคนหนึ่งนั้น (ไมนับมือที่นําอาฬวกกุมารมาถึง เมื่ออาฬวกยักษ เหยยี ดออกมา), โดยนยั นี้ ตามพระมติไดรบั มอบอาฬวกกมุ ารมา ก็ถวายกุมาร ทที่ รงไวใ นวินัยมขุ เลม ๑ และ ๒ สรุปนั้นแดพระพุทธเจา และพระพทุ ธเจาก็ ไดวา ใหห างกนั ไมเ กิน ๑ ศอก คอื มีทรงมอบอาฬวกกุมารคืนใหแกพวกราช ชอ งวางระหวางกนั ไมเ กนิ ๑ ศอกบุรุษทนี่ ํามา พรอมทง้ั ตรสั วา ใหพ วก หายนะ ความเสื่อมเขาเลี้ยงราชกุมารนั้นจนเติบโตแลวจึง หิตานหุ ติ ประโยชนเ ก้อื กูลนอยใหญคอยนํามาถวายแดพระองคใหมอีก หินยาน, หีนยาน “ยานเลว”, “ยานท่ีและดวยเหตุที่อาฬวกกุมารนั้นเหมือน ดอ ย” (คาํ เดมิ ในภาษาบาลแี ละสนั สกฤตเดินทาง ผานจากมือของราชบุรุษสูมือ เปน ‘หนี ยาน’, ในภาษาไทย นยิ มเขยี นยักษ จากมือยักษสูพระหัตถของพระ ‘หนิ ยาน’), เปนคาํ ที่นกิ ายพุทธศาสนาซง่ึพทุ ธเจา และจากพระหตั ถของพระพุทธ เกิดภายหลงั เม่อื ประมาณ พ.ศ.๕๐๐–เจา วนกลบั สมู อื ของราชบรุ ษุ อกี อาฬวก- ๖๐๐ คิดขึ้น โดยเรียกตนเองวากมุ ารกจ็ งึ ไดม คี าํ วา “หตั ถกะ” มานาํ หนา มหายาน (ยานพาหนะใหญม ีคณุ ภาพดีชอ่ื เปน หตั ถกะอาฬวกะ เหตกุ ารณน เี้ ปน ที่จะชว ยขนพาสตั วออกไปจากสังสารวฏัเคร่ืองเช่อื มโยงใหห ตั ถกะอาฬวกะ เมื่อ ไดม ากมายและอยา งไดผ ลด)ี แลวเรียก เจรญิ วยั ขึ้นมา กไ็ ดมาใกลชดิ พระพทุ ธ พระพุทธศาสนาแบบอ่ืนที่มีอยูกอนรวม กันไปวาหีนยาน (ยานพาหนะตํ่าตอย เจาและพระสงฆ และไมช า ไมนานนัก ก็ ไดบรรลุอนาคามผิ ล; ดู ตลุ า, เอตทคั คะ ดอยคุณภาพท่ีขนพาสัตวออกไปจากหตั ถบาส บว งมอื คอื ทใี่ กลต วั ชว่ั คนหนง่ึ สังสารวัฏไดนอยและดอยผล), พุทธ-(นงั่ ตวั ตรง) เหยยี ดแขนออกไปจบั ตวั อกี ศาสนาแบบเถรวาท (อยางที่บัดน้นี บั ถอืคนหนง่ึ ได อรรถกถา (เชน วนิ ย.อ.๒/๔๐๔) กนั อยูในไทย พมา ลังกา เปนตน) ก็ถกูอธบิ ายวา เทา กบั ชว งสองศอกคบื (๒ เรียกรวมไวในช่ือวาเปนนิกายหินยาน
หิมพานต ๔๖๕ หริ ญั ญวดีดวย เลศิ กวา มหายานปจจุบัน พุทธศาสนาหินยานที่เปน ถา ยอมรบั คาํ วา มหายาน และหนิ ยานนกิ ายยอ ยๆ ทั้งหลายไดส ญู สนิ้ ไปหมด แลว เทยี บจาํ นวนรวมของศาสนกิ ตาม(ตัวอยางนิกายยอยหน่ึงของหินยาน ท่ี ตวั เลขในป ๒๕๔๘ วา มีพุทธศาสนกิเคยเดน ในอดตี บางสมยั คอื สรวาสตวิ าท ชนทว่ั โลก ๓๗๘ ลานคน แบงเปนหรอื เรยี กแบบบาลวี า สพั พตั ถกิ วาท แต มหายาน ๕๖% เปน หนิ ยาน ๓๘%กส็ ูญไปนานแลว) เหลือแตเถรวาทอยาง (วัชรยานนับตางหากจากมหายานเปนเดียว เม่ือพูดถึงหินยานจึงหมายถึง ๖%) แตถาเทียบระหวางประดานิกายเถรวาท จนคนทวั่ ไปมกั เขา ใจวา หนิ ยาน ยอ ยของสองยานนั้น (ไมนับประเทศจนีกบั เถรวาทมีความหมายเปนอนั เดยี วกนั แผนดินใหญที่มีตัวเลขไมชัด) ปรากฏบางทีจึงถือวาหินยานกับเถรวาทเปนคํา วา เถรวาทเปนนิกายท่ีใหญมีผูนับถือที่ใชแทนกันได แตเม่ือคนรูเขาใจเรื่อง มากทส่ี ดุ ; บางทีเรยี กมหายานวา อุตร-ราวดขี นึ้ บดั นจี้ งึ นยิ มเรยี กวา เถรวาท นิกาย เพราะมีศาสนิกสวนใหญอยูในไมเ รยี กวา หินยาน แถบเหนือของทวีปเอเชีย และเรียกเนื่องจากคําวา “มหายาน” และ หนิ ยานวา ทกั ษณิ นกิ าย เพราะมศี าสนกิ“หินยาน” เกิดข้ึนในยุคท่ีพุทธศาสนา สวนใหญอยใู นแถบใตข องทวปี เอเชยี ; ดูแบบเดมิ เลอื นลางไปจากชมพทู วปี หลงั เถรวาท, เทียบ มหายานพทุ ธกาลนานถงึ ๕-๖ ศตวรรษ คาํ ทง้ั หมิ พานต มีหมิ ะ, ปกคลมุ ดวยหมิ ะ, ชอ่ืสองน้ีจึงไมมีในคัมภีรบาลีแมแตรุนหลัง ภูเขาใหญท่ีอยูทางทิศเหนือของประเทศในชน้ั ฎกี าและอนฎุ กี า, ปจ จบุ นั ขณะที่ อนิ เดยี บดั นเ้ี รียกภูเขาหมิ าลัย, ปาท่อี ยูนิกายยอยของหินยานหมดไป เหลือ รอบบรเิ วณภูเขานี้ ก็เรียกกนั วา ปา หิม-เพียงเถรวาทอยางเดียว แตมหายาน พานต; หิมวันต ก็เรียกกลับแตกแยกเปนนิกายยอยเพิ่มขึ้น หมิ วนั ต ดู หิมพานตมากมาย บางนิกายยอยถึงกับไมยอม หริ ญั ญวดี แมน า้ํ สายสดุ ทา ยทพ่ี ระพทุ ธ-รับที่ไดถูกจัดเปนมหายาน แตถือตนวา เจาเสด็จขา ม เมอื่ เสด็จไปเมืองกสุ ินาราเปนนิกายใหญอีกนิกายหนึ่งตางหาก ในวันท่จี ะปรินพิ พาน สาลวโนทยานของคือ พุทธศาสนาแบบทิเบต ซงึ่ เรยี กตน มัลลกษตั ริย ท่พี ระพุทธเจา ปรนิ พิ พานวา เปน วชั รยาน และถอื ตนวาประเสรฐิ อยูริมฝงแมน้ํานี้, ปจจุบันเรียกแมน้ํา
หริ ิ ๔๖๖ อกปั ปยะ คัณฑักนอย (Little Gandak) อยหู างจาก ในอนาคต คือชาติ ชรา มรณะ); เทียบ แมน า้ํ คณั ฑกั ใหญไ ปทางตะวนั ตกประมาณ ผลเหตุสนธิ ๑๓ กิโลเมตร และไหลลงไปบรรจบ เหน็ ชอบ ดู สัมมาทฏิ ฐิ แมนาํ้ สรภู ซึง่ ปจจุบนั เรียก Gogrā เหมกมาณพ [เห-มะ-กะ-มา-นบ] ศษิ ยหิริ ความละอายแกใจ คือละอายตอ คนหนึ่งในจํานวน ๑๖ คน ของความชัว่ (ขอ ๑ ในธรรมคมุ ครองโลก พราหมณพาวรี ท่ีไปทูลถามปญหากะ๒, ขอ ๓ ในอริยทรพั ย ๗, ขอ ๒ ใน พระศาสดา ท่ปี าสาณเจดยี สัทธรรม ๗) เหมันต, เหมันตฤดู ฤดหู นาว (แรม ๑เหฏฐิมทิส ”ทศิ เบื้องตาํ่ ” หมายถึงบาว ค่าํ เดือน ๑๒ ถงึ ขน้ึ ๑๕ คา่ํ เดอื นคอื คนรบั ใชหรอื คนงาน; ดู ทิศหก ๔); ดู มาตราเหตุ สิง่ ท่ีใหเกิดผล, เคา มูล, เรอ่ื งราว, ใหกลาวธรรมโดยบท สอนธรรมโดยใหสง่ิ ทีก่ อ เร่อื ง วา พรอ มกนั กบั ตน คอื วา ขนึ้ พรอ มกนั จบเหตุผลสนธิ “ตอ เหตเุ ขา กบั ผล” หมายถงึ ลงพรอมกัน (สิกขาบทที่ ๓ แหงหัวเงื่อนระหวางเหตุในอดีตกับผลใน มสุ าวาทวรรค ปาจติ ตยิ กณั ฑ)ปจจุบัน หรือหัวเง่ือนระหวางเหตุใน ใหท านโดยเคารพ ต้ังใจใหอยางดี เอื้อปจจุบัน กับผลในอนาคต ในวงจร เฟอแกของที่ตัวใหแ ละผูรบั ทาน ไมท ําปฏจิ จสมปุ บาท (เหตุในอดตี คอื อวชิ ชา อาการดจุ ทิ้งเสียและสังขาร, ผลในปจ จบุ นั คอื วญิ ญาณ ใหน ิสยั ดู นสิ ัยนามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา, เหตุ ใหล ําบาก ดู วเิ ทสกกรรมในปจ จบุ นั คือตณั หา อปุ าทาน ภพ, ผล ใหโ อกาส ดู โอกาส ออกนิษฐ รูปพรหมชั้นสูงสุดในพรหมสิบ คอื ๑. เสพเมถนุ ๒. ลักของเขาตงั้ แตหกช้ัน และเปนสุทธาวาสภูมิชั้นสูงสุด ๕ มาสกขึ้นไป ๓. ฆา มนุษย ๔. อวด(ขอ ๕ ในสุทธาวาส ๕) คุณพิเศษ (อตุ ริมนุสธรรม) ทไี มม ใี นอกรณยี ะ กจิ อนั บรรพชติ ไมค วรทํา ๔ ตน (สาํ หรบั ภิกษุณี มี ๘); ดู อนุศาสนอยาง ทําแลวขาดจากความเปนภิกษุ อกัปปยะ ไมควร, ไมสมควรแกภ ิกษจุ ะ
อกปั ปย วตั ถุ ๔๖๗ อกุศลเจตสกิบรโิ ภคใชส อย คอื ตอ งหามดวยพระ หมด; เทยี บ กุปปธรรมพุทธเจาไมทรงอนุญาตใหภิกษุใชหรือ อกศุ ล “ไมฉลาด”, สภาวะทีเ่ ปน ปฏิปกษฉัน, สิ่งท่ตี รงกันขามกับ กปั ปยะ หรอื ตรงขา มกบั กศุ ล, บาป, ชว่ั , ความชว่ัอกัปปยวัตถุ สิง่ ท่ไี มเหมาะไมควร คือ (อกศุ ลธรรม), กรรมชวั่ (อกุศลกรรม); เทียบ กศุ ลภกิ ษุไมควรบริโภคใชส อยอกปฺปเย กปฺปยสฺิตา อาการท่ีจะ อกุศลกรรม กรรมท่เี ปน อกศุ ล, กรรมตอ งอาบตั ดิ ว ยสาํ คัญวา ควร ในของทไ่ี ม ชั่ว, บาป, การกระทาํ ที่ไมดี คอื เกดิควร จาก อกุศลมูล; ดู อกศุ ล, กรรมอกาละ เวลาอนั ไมค วร อกุศลกรรมบถ ทางแหงกรรมชัว่ , ทางอกาลจวี ร จวี รทเ่ี กดิ ขนึ้ นอกเขต จวี รกาล แหงกรรมทเ่ี ปนอกศุ ล, กรรมช่วั อนั เปน นอกเขตอานิสงสก ฐนิ ทางนําไปสูทคุ ติ มี ๑๐ อยาง คอื ก.อกาลิโก (พระธรรม) ไมประกอบดวย กายกรรม ๓ ไดแ ก ๑. ปาณาติบาต การ ทาํ ลายชวี ติ ๒. อทินนาทาน ถอื เอาของ กาล, ใหผลไมจํากดั กาล คอื ไมข้ึนกับ ท่ีเขามิไดให ๓. กาเมสุมิจฉาจาร กาลเวลา ไมจ าํ กัดดว ยกาล ใหผลแกผูปฏิบตั ิทุกเวลา ทุกโอกาส บรรลเุ มอ่ื ใด ประพฤติผดิ ในกาม ข. วจีกรรม ๔ ไดก็ไดร ับผลเม่อื นั้น ไมเหมือนผลไมทีใ่ ห แก ๔. มสุ าวาท พดู เทจ็ ๕. ปสุณาวาจาผลตามฤด,ู อกี อยา งหน่ึงวา เปนจริงอยู พูดสอ เสียด ๖. ผรุสวาจา พูดคําหยาบอยางไร ก็เปนจริงอยูอยางนั้นเร่ือยไป ๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพอเจอ ค. มโนกรรม ๓ ไดแก ๘. อภชิ ฌา ละโมบ(ขอ ๓ ในธรรมคณุ ๖)อกิริยทิฏฐิ ความเห็นวาไมเปนอันทํา, คอยจอ งอยากไดข องเขา ๙.พยาบาทคดิเห็นวาการกระทําไมมีผล อธิบายอยา ง รา ยเขา ๑๐.มจิ ฉาทฏิ ฐิ เหน็ ผดิ จากคลองงา ย เชน ทาํ ชัว่ หากไมม คี นรู คนเห็น ธรรม; เทียบ กุศลกรรมบถ, ดู กรรมบถไมม คี นชม ไมมีคนลงโทษ กช็ อื่ วาไม อกุศลจิตตบุ าท จิตอกศุ ลเกดิ ข้นึ , ความเปนอนั ทํา เปน มจิ ฉาทฏิ ฐริ า ยแรงอยา ง คิดชวั่หน่งึ (ขอ ๑ ในทิฏฐิ ๓) อกศุ ลเจตนา เจตนาท่ีเปนอกศุ ล, ความอกุปปธรรม ผมู ีธรรมท่ีไมกําเริบ คือผูท่ี ต้ังใจชัว่ , ความคดิ ชวั่เม่ือไดสมาบัติแลว สมาบัติน้ันจะไม อกุศลเจตสิก เจตสกิ อันเปน อกศุ ล ไดเส่ือมไปเลย ไดแกพระอริยบุคคลท้ัง แก ความชั่วทีเ่ กดิ ข้นึ ภายในใจ แตงจิต
อกุศลธรรม ๔๖๘ องคฌานใหเ ปนบาป มี ๑๔ อยา ง แยกเปน ก. อโคจร บุคคลและสถานท่อี นั ภิกษุไมควรสพั พากุศลสาธารณเจตสิก (เจตสกิ ท่เี กดิ ไปมาหาสู มี ๖ คอื หญิงแพศยา หญิงท่วั ไปกบั อกศุ ลจิตทุกดวง) ๔ คือ โมหะ หมาย สาวเท้ือ ภิกษุณี บัณเฑาะกอหริ ิกะ (ไมละอายตอ บาป) อโนตตัปปะ (กะเทย) และรา นสุรา(ไมก ลัวบาป) อทุ ธจั จะ ข. ปกิณณก- อโคจรัคคาหกิ รูป ดทู ี่ รปู ๒๘อกุศลเจตสิก (อกุศลเจตสิกท่ีเกิดกับ อโฆสะ พยัญชนะทมี่ ีเสียงไมกอง ไดแ กอกศุ ลจติ เรยี่ รายไป) ๑๐ คอื โลภะ ทฏิ ฐิ พยญั ชนะท่ี ๑ และ ๒ ในวรรคทั้ง ๕มานะ โทสะ อสิ สา (รษิ ยา) มจั ฉรยิ ะ คอื ก ข, จ ฉ, ฏ , ต ถ, ป ผ, และ สกุกกุจจะ (เดอื ดรอนใจ) ถีนะ (หดหู) รวม ๑๑ ตวั ; ตรงขามกับ โฆสะ (เทยี บ ระดบั เสยี งพยญั ชนะ ดทู ี่ ธนติ )มทิ ธะ (ซึมเซา) วจิ กิ จิ ฉาอกุศลธรรม ธรรมท่ีเปนอกศุ ล, ธรรม องค 1. สว น, ภาค, ตวั , อวยั วะ, ลกั ษณะ, ฝายอกศุ ล, ธรรมที่ช่ัว, ธรรมฝา ยชัว่ ; ดู คณุ สมบัติ, สว นประกอบ 2. ลักษณ- อกศุ ล นามใชเรียกภิกษุสามเณร นักบวชอ่ืนอกุศลมลู รากเหงาของอกุศล, ตน เหตุ บางพวก และส่ิงท่เี คารพบชู าบางอยางของอกุศล, ตน เหตุของความช่วั มี ๓ ในทางศาสนา เชน พระพทุ ธรูป ๒ องคอยาง คอื โลภะ โทสะ โมหะ พระเจดีย ๔ องค, สําหรบั ภกิ ษุสามเณรอกุศลวิตก ความตริตรึกที่เปนอกุศล, ในภาษาเขียนทานใหใช รปูความนกึ คิดที่ไมด ี มี ๓ อยาง คอื ๑. องคฌ าน (บาลี วา ฌานงคฺ ) องคป ระกอบกามวิตก คดิ แสไปในทางกาม หาทาง ของฌาน, องคธรรมทง้ั หลายทปี่ ระกอบปรนปรือตน ๒. พยาบาทวติ ก คิดใน กันเขา เปน ฌานขน้ั หนึง่ ๆ เชน ปต ิ สุขทางพยาบาท ๓. วิหิงสาวติ ก คิดในทาง เอกัคคตา รวมกันเรียกวา ฌานท่ี ๒ หรือทุติยฌาน; องคฌานทั้งหมดในเบียดเบียนผอู นื่อคติ ฐานะอันไมพึงถึง, ทางความ ฌานตา งๆ นับแยกเปนหนว ยๆ ไมซ้ําประพฤติท่ผี ดิ , ความลาํ เอียง มี ๔ คือ กนั มที ้งั หมด ๖ อยาง คือ วติ ก ความ๑.ฉนั ทาคติ ลาํ เอยี งเพราะรกั ๒.โทสาคติ ตรึก วจิ าร ความตรอง ปต ิ ความอม่ิ ใจลาํ เอยี งเพราะชงั ๓. โมหาคติ ลาํ เอยี ง สขุ ความสุข อเุ บกขา ความมีจิตเรียบเพราะเขลา ๔.ภยาคติ ลาํ เอยี งเพราะกลวั ; สมดุลเปน กลาง และ เอกคั คตา ความมีดู คิหิวินยั อารมณห นึง่ เดยี ว; ดู ฌาน
องคมรรค ๔๖๙ อเจลกองคมรรค (บาลี วา มคฺคงคฺ ) องค ประพฤตดิ ี เพื่อนศิษยดว ยกันรษิ ยา ยุประกอบของมรรค, องคธรรม ๘ อยาง อาจารยใหก ําจดั เสีย อาจารยลวงอบุ าย มีสัมมาทิฏฐิเปนตน ท่ีประกอบกันเขา ใหไปฆาคนครบหน่ึงพันแลวจะมอบวิชา เปนมรรค หรอื ทเ่ี รียกชอ่ื เตม็ วา อริย- อัฏฐังคกิ มรรค; ดู มรรค 1. วิเศษอยางหนงึ่ ให จงึ กลายไปเปนมหาองคแหง ธรรมกถึก ๕ คือ ๑. แสดง โจรผโู หดรายทารุณ ตัดนวิ้ มอื คนทีต่ น ธรรมไปตามลําดับไมตัดลัดใหสับสน ฆาตายแลว รอ ยเปน พวงมาลยั จงึ ไดช อ่ื วา องคลุ มิ าล (แปลวา “มีนิว้ เปนพวงหรือขาดความ ๒. ชแ้ี จงยกเหตผุ ลมา มาลัย”) ภายหลังพระพุทธเจาเสด็จไปแสดงใหผูฟงเขาใจ ๓. สอนเขาดวย โปรดกลับใจได ขอบวช ตอมาก็ไดเมตตา ตง้ั จติ ปรารถนาใหเ ปนประโยชน สาํ เร็จพระอรหตั ทา นเปน ตน แหงพทุ ธ-แกผูฟง ๔. ไมแ สดงธรรมเพราะเหน็ แก บญั ญัติไมใหบ วชโจรทีข่ นึ้ ช่อื โดง ดงัลาภ ๕. ไมแ สดงธรรมกระทบตนและผู อจติ ตกะ ไมมีเจตนา เปน ชือ่ ของอาบตั ิ อนื่ คือ ไมย กตน ไมเ สียดสขี ม ขผี่ ูอนื่ พวกหน่ึง ท่ีเกิดขนึ้ โดยสมฏุ ฐานทแ่ี มไ มองคแหง ภิกษใุ หม ๕ คือ ๑. ปาฏิโมกข- มีเจตนา คือ ถึงแมไมจงใจทําก็ตอง สังวร สํารวมในพระปาฏิโมกข ๒. อาบตั ิ เชน ฉันอาหารในเวลาวกิ าล ด่ืม อนิ ทรียสงั วร สาํ รวมอินทรยี ท้ัง ๖ ๓. นา้ํ เมา เปนตน ภสั สปรยิ ันตะ พดู คยุ มขี อบเขต ไมเ อกิ อจิรวดี แมนา้ํ ใหญสายสาํ คัญลําดบั ท่ี ๓ เกริกเฮฮา ๔. กายวูปกาสะ อยูใน ในมหานที ๕ ของชมพทู วีป ไหลผาน เสนาสนะอันสงัด ๕. สมั มทัสสนะ ตงั้ เมอื งสําคญั คือ สาวัตถี เมอื งหลวงของตนไวใ นความเห็นชอบ แควน โกศล, เมื่อพระเจาวิฑูฑภะยกทัพองคุลิมาล พระมหาสาวกองคหนึ่งของ ไปกําจัดเจาศากยะเสร็จแลวกลับมาพักพระพุทธเจา เคยเปนมหาโจรโดงดัง ต้ังคายคางแรมอยูท่ีริมฝงแมน้ําน้ี ถงึเปนบุตรของภัคควพราหมณ ผูเปน ราตรี นา้ํ ไดข น้ึ ทว มพดั พาพระเจา วฑิ ฑู ภะปุโรหิตของพระเจาโกศล มารดาชือ่ นาง พรอมทั้งกองทัพไปถึงความพินาศแทบมันตานีพราหมณี เดิมชื่ออหิงสกะ หมดสนิ้ , ปจจบุ ัน อจิรวดเี ปน แมน าํ้ ที่ไม(แปลวา “ผไู มเ บยี ดเบยี น”) ไปศกึ ษา สําคญั อะไรนัก มชี ่ือในภาษาอังกฤษวาศลิ ปศาสตรใ นสาํ นกั อาจารยท ศิ าปาโมกข Rapti; ดู มหานที ๕เมืองตักสิลา มีความรูและความ อเจลก ชเี ปลอื ย, นกั บวชไมนงุ ผา
อเจลกวรรค ๔๗๐ อดิเรกอเจลกวรรค ตอนที่วา ดวยเรือ่ งเกี่ยวกบั “เปนศัตรูตั้งแตยังไมเกิด” ในท่ีสุดเจาชีเปลอื ย เปนตน , เปน ชอื่ หมวดอาบตั ิ ชายอชาตศัตรูก็คบคิดกับพระเทวทัตฆาปาจิตตยี วรรคที่ ๕ พระราชบิดาตามท่ีโหรทํานายไวและไดอชฏากาศ ดู อัชฏากาศ ขึ้นครองราชสมบัตแิ ควนมคธ ณ กรงุอชปาลนิโครธ ตนไทรเปนที่พักอาศัย ราชคฤห แตท รงสาํ นึกและกลับพระทัยของคนเลี้ยงแพะ, ชือ่ ตนไมท พ่ี ระพุทธ- ได หนั มาทรงอุปถัมภบ ํารงุ พระศาสนาเจาประทับนงั่ เสวยวมิ ตุ ตสิ ุขเปน เวลา ๗ และไดเปนพุทธศาสนูปถัมภก ในการวนั อยทู ศิ ตะวนั ออกของตน ศรมี หาโพธ;์ิ สงั คายนาครงั้ ท่ี ๑ (คาํ อชาตศตั รู บางดู วมิ ุตติสุข ทานแปลใหมว า “มไิ ดเกดิ มาเปนศัตรู”)อชาตปฐพี ปฐพไี มแท คือดินท่ีเปนหิน อชิตมาณพ หวั หนา ศษิ ย ๑๖ คนของเปน กรวด เปน กระเบอื้ ง เปน แร เปน พราหมณพาวรี ท่ีไปทูลถามปญหากะทรายลว น หรอื มดี นิ รว นดนิ เหนยี วนอ ย พระศาสดา ทปี่ าสาณเจดียเปน ของอนื่ มากกด็ ี ดนิ ทไ่ี ฟเผาแลว กด็ ี อชนิ ปเวณิ เครอ่ื งลาดทท่ี าํ ดว ยหนงั สตั วกองดนิ รว น หรอื กองดนิ เหนยี วทฝ่ี นตก ชอื่ อชนิ ะ มขี นออ นนมุ จดั เปน อจุ จาสยนะรดหยอ นกวา ๔ เดอื นกด็ ี มหาสยนะอยางหนึ่งอชาตศตั รู โอรสของพระเจา พมิ พิสารกบั อญาณตา อาการที่จะตองอาบตั ิดวยไมรูพระนางโกศลเทวี กษัตริยแควนมคธ อณุ, อณู สิ่งเลก็ ๆ, ละเอยี ดขณะพระนางโกศลเทวที รงครรภ ไดแ พ อดิเทพ, อติเทพ เทพผูยิ่งกวาเทพทั้งทอ งอยากเสวยโลหติ ของพระเจา พมิ พสิ าร หลาย, เทพเหนือเทพ หมายถึงพระพระเจาพิมพิสารทรงทราบจึงเอาพระ อรหนั ต เฉพาะอยางย่ิง พระพทุ ธเจา ,ขรรคแทงพระชานุ (เขา) รองพระโลหิต บางแหง หมายถงึ จอมเทพ คือทาวสักกะใหพระนางเสวย โหรทํานายวา พระ (พระอนิ ทร)โอรสที่อยูในครรภเกิดมาจะทําปตุฆาต อดเิ รก 1. เกนิ กวา กาํ หนด, ย่งิ กวาปกต,ิพระนางโกศลเทวีพยายามทําลายดวย สวนเกิน, เหลือเฟอ, สวนเพิ่มเติม,การใหแทงเสีย แตไมส าํ เรจ็ ในทส่ี ุดคิด สว นเพ่มิ พิเศษ 2. ถวายอติเรก หรอืจะรีด แตพระเจาพิมพิสารทรงหามไว ถวายอดิเรก คือ พระสงฆถวายพระพรเมื่อครบกาํ หนดประสูตเิ ปน กมุ าร จงึ ตั้ง ท่ีเปนสวนเพ่ิมพิเศษ แดพระบาทพระนามโอรสวา อชาตศัตรู แปลวา สมเด็จพระเจาอยูหัว และหรือสมเด็จ
อดเิ รก ๔๗๑ อดเิ รกพระบรมราชนิ ี ทายพระราชพธิ บี ําเพ็ญ องค ผทู รงพระคณุ อันประเสริฐ.พระราชกุศล ในระหวางอนุโมทนา ถา ขอถวายพระพรกลาวในพระราชฐาน ตองตอทายดวย แบบที่ ๒ สาํ หรับ ๒ พระองค - คําถวายอดิเรกถวายพรลา, เรียกอยา งนเ้ี พราะข้ึนตน วา“อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุฯ” อตเิ รกวสสฺ สตํ ชีวต.ุ อตเิ รกวสสฺ สตํ ชวี ต.ุ คาํ ถวายอดิเรก และคําถวายพระพร อติเรกวสสฺ สตํ ชวี ต.ุ ทีฆายโุ ก โหตุ อโรโค โหต.ุลา ทีใ่ ชเปน แบบในบัดน้ี ดังนี้ ทฆี ายุโก โหตุ อโรโค โหต.ุ สุขิโต โหตุ ปรมนิ ฺทมหาราชา สราชนิ ี.แบบท่ี ๑ เฉพาะพระบาทสมเดจ็ พระเจา สทิ ฺธกิ จิ ฺจํ สิทฺธกิ มฺมํ สิทธฺ ิลาโภ ชโย นิจจฺ ํ. ปรมนิ ทฺ มหาราชวรสสฺ ราชนิ ยิ าสหภวตุสพพฺ ทา.อยูห วั พระองคเ ดยี ว- คําถวายอดิเรก ขอถวายพระพร อติเรกวสฺสสตํ ชีวต.ุ - คําถวายพระพรลา อตเิ รกวสฺสสตํ ชีวตุ. ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริ อติเรกวสสฺ สตํ ชีวตุ. ทีฆายโุ ก โหตุ อโรโค โหตุ. สวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ. สขุ ิโต โหตุ ปรมนิ ทฺ มหาราชา. ประการ จงมีแดสมเด็จบรมบพติ รพระ สิทฺธิกจิ ฺจํ สทิ ฺธิกมฺมํ สทิ ฺธิลาโภ ชโย นิจฺจ.ํ ปรมนิ ทฺ มหาราชวรสสฺ ภวตุ สพพฺ ทา. ราชสมภารเจาทัง้ ๒ พระองค ผูทรง ขอถวายพระพร พระคุณอนั ประเสริฐ เวลานีส้ มควรแลว- คําถวายพระพรลา อาตมภาพท้ังปวง ขอถวายพระพรลา ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริ แดสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจาสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก ทั้ง ๒ พระองค ผูทรงพระคุณอันประการ จงมีแดสมเด็จบรมบพิตรพระ ประเสริฐ.ราชสมภารพระองค สมเดจ็ พระปรมนิ ทร ขอถวายพระพรธรรมกิ มหาราชาธริ าชเจา ผทู รงพระคณุ แบบที่ ๓ เฉพาะสมเด็จพระบรมราชนิ ีอันประเสริฐ เวลานส้ี มควรแลว อาตม- - คําถวายอดิเรกภาพท้ังปวง ขอถวายพระพรลา แด อติเรกวสสฺ สตํ ชีวต.ุ อติเรกวสสฺ สตํ ชวี ต.ุสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาร พระ
อดเิ รกจีวร ๔๗๒ อตมั มยตา อตเิ รกวสฺสสตํ ชีวต.ุ คณุ ประดับพระปญญาบารมี ถา รับพระ ทีฆายกุ า โหตุ อโรคา โหตุ. ราชทานถวายวิสัชนาไป มิไดตองตาม ทฆี ายกุ า โหตุ อโรคา โหต.ุ โวหารอรรถาธิบาย ในพระธรรมเทศนา สขุ ิตา โหตุ สริ ิกิตตฺ ิปรมราชิน.ี ณ บทใดบทหน่ึงกด็ ี ขอเดชะ๒ พระ สทิ ฺธกิ จิ ฺจํ สทิ ธฺ ิกมมฺ ํ สิทธฺ ิลาโภ ชโย นิจจฺ ํ. เมตตาคณุ พระกรณุ าคุณ พระขันติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานอภัย สริ กิ ติ ฺตปิ รมราชนิ ยิ าภวตุ สพพฺ ทา. แกอ าตมะ ผูม สี ตปิ ญ ญานอ ย. ขอถวายพระพร ขอถวายพระพร- คําถวายพระพรลา (๑ ถาเปนพระองคอ่ืน พึงเปลี่ยนไปตาม ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสด์ิพิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก กรณี เชน สมเดจ็ พระบรมราชนิ ีนาถวาประการ จงมแี ดสมเดจ็ บรมบพติ รพระ “จงมีแด สมเด็จบรมบพิตรพระราชราชสมภารพระองค สมเด็จพระนางเจา สมภารพระองค สมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ติ ์ิสิรกิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ ผทู รงพระ พระบรมราชินีนาถ”; ๒ ถามิใชพระบาทคุณอันประเสริฐ เวลาน้ีสมควรแลว สมเดจ็ พระเจาอยูหัว หรือมิไดประทับอาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลา อยูในท่ีเฉพาะหนา ใหเวนคําวา “ขอแดสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาร เดชะ”)พระองค ผทู รงพระคณุ อันประเสรฐิ . อดิเรกจวี ร ดู อตเิ รกจวี ร ขอถวายพระพร อดีต ลว งแลว นอกจากน้ี เห็นควรนําแบบคาํ ถวาย อดีตกาล เวลาทีล่ วงแลวพระพรเทศนา มาแสดงไวด ว ย ดังนี้ อตัมมยตา “ภาวะท่ีไมเนื่องดวยสง่ิ นัน้ ”,คาํ ถวายพระพรเทศนา “ความไมเกาะเกี่ยวกับมัน”, ความเปนขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริ อิสระ ไมติดไมขอ งไมค างใจกบั สง่ิ ใดๆสวัสด์ิพิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุก ไมมีอะไรยึดถือผูกพันที่จะไดจะมีจะประการ จงมีแด สมเด็จบรมบพิตรพระ เปนอยางหนึ่งอยางใด ไดแกความราชสมภารพระองค สมเดจ็ พระปรมนิ ทร ปลอดพนปราศจากตัณหา (รวมทั้งธรรมกิ มหาราชาธริ าชเจา ๑ ผทู รงพระคุณ มานะและทิฏฐิท่ีเนื่องกันอยู), ภาวะไรอันประเสริฐ บัดน้ีจักรับพระราชทาน ตณั หา; อตัมมยตา (รวมท้งั “อตมั มโย”ถวายวิสัชนาใน . . . ฉลองพระเดชพระ หรืออตัมมัย ทเ่ี ปน คณุ ศพั ท) พระพทุ ธ
อตถิ ิพลี ๔๗๓ อติถิพลี เจา ตรสั แสดงไวใ นพระสตู ร ๔ สตู ร และ สตั บุรษุ “กระทาํ ปฏิปทาไวภ ายใน” (ใจ มาในคาํ อธบิ ายของพระสารบี ตุ รในคมั ภรี อยูกับการปฏิบัติท่ีถูกตองเปนหลัก มหานทิ เทสอีก ๑ แหง พระพทุ ธพจน หรือเอาการปฏิบัติที่ถูกตองมาต้ังเปน และคาํ อธิบายดังกลาวจะชวยใหผูศึกษา หลักไวในใจ) จึงไมเอาคุณสมบัติใดๆ เขาใจความประณีตแหงธรรมที่ปญญา มาเปนเหตุใหยกตน-ขมผูอื่น สวนใน อันรูจาํ แนกแยกแยะจะมองเหน็ ความย่ิง ความสําเร็จข้ันฌานสมาบัติ สัตบุรุษ ความหยอ น และความเหมาะควรพอดี “กระทาํ อตัมมยตาไวภ ายใน” (ใจอยกู บั ถูกผิดข้ันตอนหรือไม เปนตน ในการ อตมั มยตาทตี่ ระหนกั รอู ยู) จงึ ไมถ อื การ ปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิบัติตอการ ไดฌานสมาบัติมาเปนเหตุยกตน-ขมผู ปฏบิ ตั ขิ องตน เชน ทา นกลาววา (ข.ุ ม.๒๙/ อ่นื (เหนอื ขนั้ ฌานสมาบัติข้นึ ไป เปน ข้นั ๓๓๘/๒๒๘) สาํ หรับอกุศลธรรม เราควร ถึงความสิ้นอาสวะ ซง่ึ เปน สตั บรุ ุษอยาง สลดั ละ แตสาํ หรับกุศลธรรมทั้งสามภมู ิ เดียว ไมมีอสัตบุรุษ จึงไมมีความ เราควรมีอตัมมยตา (ความไมติดยึด), สําคัญม่ันหมายอะไรที่จะเปนเหตุใหยก ในสัปปุริสสูตร (ม.อุ.๑๔/๑๙๑/๑๔๑) พระ ตนขม ใครอีกตอ ไป), ใน อตัมมยสูตร พุทธเจาตรัสแสดงสัปปุริสธรรม และ (อง.ฺ ฉกกฺ .๒๒/๓๗๕/๔๙๓) ตรสั วา อานสิ งส อสัปปุริสธรรม ใหเห็นความแตกตาง อยา งแรก (ใน ๖ อยา ง) ของการตงั้ ระหวา งอสตั บรุ ุษ กับสตั บรุ ุษวา อสตั - อนัตตสัญญาอยางไมจาํ เพาะในธรรมทง้ั บรุ ุษถอื เอาคุณสมบัติ การปฏิบัติ หรอื ปวง คอื จะเปนผูอตัมมยั ในท้งั โลก, ใน ความกาวหนาความสําเร็จในการปฏิบัติ วิสทุ ธมิ คั ค กลา วถึงอตมั มยตา ทตี่ รสั ของตน เชน ความมชี าตติ ระกูลสูง ลาภ ในสฬายตนวิภังคสตู ร วาเปน วุฏฐาน- ยศ ความเปน พหสู ตู ความเปน ธรรมกถกึ คามินีวปิ ส สนา (ม.อ.ุ ๑๔/๖๓๒/๔๐๗; วิสทุ ฺธิ. การถือธุดงควัตรมีการอยูปาอยูโคนไม ๓/๓๑๘) เปน ตน จนถงึ การไดฌ านสมาบตั ิ มา อติถิพลี การจัดสรรสละรายไดหรือ เปนเหตุยกตน-ขมผูอื่น สวนสัตบุรุษ ทรัพยสวนหนึ่งเปนคาใชจายสําหรับเอื้อ จะมีดีหรือกาวไปไดสูงเทาใด ก็ไมถือ เฟอเก้ือกูลกันในดานการตอนรับแขก, เปน เหตยุ กตน-ขมผูอ่ืนเชน นนั้ ในเร่ือง การใชรายไดหรือทรัพยสวนหน่ึงเพ่ือ นี้ มขี อ พงึ สังเกตที่สําคัญคอื ในระดบั แสดงน้ําใจเออ้ื เฟอ ในการตอ นรบั ผไู ปมา แหงคุณสมบัติและการถือปฏิบัติท่ัวไป หาสู (ขอ ๒ในพลี๕แหง โภคอาทยิ ะ ๕)
อติเทพ ๔๗๔ อทิสสมานกายอตเิ ทพ ดู อดเิ ทพ อตีตังสญาณ ญาณหย่ังรูสวนอดีต,อติมานะ ดูหมิ่นทาน, ความถือตัววา ปรีชากําหนดรูเหตุการณท่ีลวงไปแลวเหนือกวายิ่งกวาเขา (ขอ ๑๔ ใน อันเปนเหตุใหไดรับผลในปจจุบัน (ขออปุ กเิ ลส ๑๖); ดู มานะ ๑ ในญาณ ๓)อติเรก ดู อดเิ รก อเตกิจฉา แกไขไมได, เยียวยาไมไดอตเิ รกจีวร จีวรเหลือเฟอ , ผา สว นเกิน หมายถึงอาบัติมีโทษหนักถึงที่สุดตอง หมายถึงผาท่ีเขาถวายภิกษุเพิ่มเขามา แลว ขาดจากความเปน ภิกษุ คอื อาบัติ นอกจากผาท่ีอธิษฐานเปน ไตรจีวร และ ปาราชิก; คูกับ สเตกิจฉา มิไดวิกัปไว; ตรงขามกับ จีวรอธิษฐาน; อถัพพนเพท ชื่อคัมภีรพระเวทลําดับที่ อดเิ รกจวี ร กเ็ รยี ก; ดู วิกัป, อธิษฐาน ๔ วา ดว ยคาถาอาคมทางไสยศาสตร การอติเรกบาตร บาตรของภิกษุที่เขาถวาย ปลุกเสกตางๆ เปนสวนเพิ่มเขามาตอ เพ่ิมเขามา นอกจากบาตรอธิษฐาน, จาก ไตรเพท; อาถัพพนเวท, อถรรพเวท,พระพุทธเจาอนุญาตใหภิกษุมีบาตรไว อาถรรพณเวท ก็เขียนใชใบเดียว ซ่ึงเรียกวาบาตรอธิษฐาน อทวารรูป ดูท่ี รปู ๒๘หากมีหลายใบ ตง้ั แตใบที่ ๒ ขน้ึ ไป อทินนาทาน ถือเอาส่ิงของท่ีเจาของไมและมิไดว ิกัปไว เรยี กวา อตเิ รกบาตร; ดู ไดใหดวยอาการแหงขโมย, ขโมยสิ่งวกิ ปั , อธิษฐาน ของ, ลกั ทรพั ย (ขอ ๒ ในกรรมกิเลสอตเิ รกปก ษ เกินเวลาปกษห น่งึ คอื เกนิ ๔ ในอกศุ ลกรรมบถ ๑๐) อทินนาทานา เวรมณี เวนจากการถอื๑๕ วัน แตย ังไมถึงเดือนอติเรกมาส เกินเวลาเดอื นหนงึ่ เอาส่งิ ของทีเ่ จาของไมไดให, เวน การลกัอติเรกลาภ ลาภเหลือเฟอ, ลาภสวน ขโมย (ขอ ๒ ในศลี ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐พเิ ศษ, ลาภเกนิ ปรกติ กุศลกรรมบถ ๑๐)อติเรกวีสติวรรค สงฆพวกท่ีกําหนด อทิสสมานกาย กายท่ีมองไมเห็น,ผูมีจํานวนเกิน ๒๐ รูป กายไมป รากฏ, ไมปรากฏราง, มองไมอตีตภวังค ดู วถิ จี ติ เหน็ ตวั กลาวคอื เปนวสิ ยั ของผมู ีฤทธ์ิอตีตานาคตังสญาณ ญาณเปนเครื่องรู บางประเภท (วิกุพพนฤทธิ์) อาจทําการถงึ เร่อื งทล่ี ว งมาแลว และเร่ืองทยี่ ังไมม า บางอยางโดยไมใหผูอื่นมองเห็นรางถึง, ญาณหยงั่ รูท ้ังอดตี และอนาคต กาย; อีกอยางหนึง่ เปน ความเช่อื ของ
อทุกขมสขุ ๔๗๕ อธกิ มาส พวกพราหมณว า บรรพบรุ ุษทตี่ ายไป มี จึงส้นั กวา ปส ุรยิ คติ ๑๑ วนั , เมอ่ื เวลา ถน่ิ เปน ทอี่ ยเู รยี กวา ปต ฤโลก ยงั ทรงอยู ผา นไปนานๆ วันเดือนปแ บบจนั ทรคติ ดวยเปน อทสิ สมานกาย ความเช่ือนี้คน ก็จะหางกับวันเดือนปแบบสุริยคติมาก ขึ้นไปเร่ือยๆ และจะไมตรงกับฤดูกาล ไทยกร็ ับมา แตใ หบรรพบรุ ษุ เหลา น้ันคง จนกระท่ังเขาพรรษาก็จะไมตรงฤดูฝน อยทู บ่ี า นเรอื นเดมิ อยา งทเ่ี รยี กวา ผเี รอื น จึงตองมีวิธีที่จะปรับปจันทรคติใหตรงอทุกขมสุข (ความรูสึก)ไมทุกขไมสุข, หรอื ใหใ กลเ คยี งกบั ปสุรยิ คติ ความรสู กึ เฉยๆ (ขอ ๓ ในเวทนา ๓) บางทเี รยี ก อเุ บกขา (คอื อเุ บกขาเวทนา) ดวยเหตุที่ปจันทรคติสั้นกวาปสุริย-อเทสนาคามนิ ี ดู เทสนาคามินี คติ ๑๑ วนั เมื่อผา นไป ๓ ป ก็จะส้ันอโทสะ ความไมคดิ ประทษุ รา ย, ธรรมที่ กวา รวมได ๓๓ วัน จงึ วางเปน หลักมา เปนปฏปิ ก ษ คอื ตรงขามกบั โทสะ ได แตโ บราณวา ทุก ๓ ปจันทรคติ ใหเ พ่ิม แก เมตตา (ขอ ๒ ในกุศลมูล ๓) เดอื นแปดข้ึนมาอกี เดอื นหนึ่ง (คอื เพม่ิอธรรม ไมใชธ รรม, ไมเ ปน ธรรม, ผดิ ขนึ้ ๓๐ วนั ) จงึ เปนเดอื นแปดสองหน ธรรม, ชว่ั รา ย และเรียกเดือนแปดที่เพิ่มข้ึนมานั้นวาอธรรมวาที ผูกลาวสง่ิ ทม่ี ิใชธ รรม, ผูไม “อธกิ มาส”, สวนทย่ี งั ขาดอีก ๓ วัน ให พูดตามหลกั ไมพ ูดตามธรรม, ผูพดู ไม กระจายไปเติมในปตางๆ โดยเพม่ิ เดือน ๗ ทีเ่ ปนเดอื นขาดมี ๒๙ วัน ใหปน น้ั ๆ เปนธรรม, ผูไมเ ปน ธรรมวาที เปนเดือนเตม็ มี ๓๐ วนั (มแี รม ๑๕อธกิ มาส “เดอื นท่เี กนิ ”, เดอื นท่ีเพมิ่ ขึน้ ค่ํา เดอื น ๗) และเรียกวนั ทเ่ี พมิ่ ขน้ึ ทา ย ในปจ นั ทรคติ (คือในปนน้ั มเี ดือน ๘ เดอื น ๗ นั้นวา “อธิกวาร” สองหน รวมเปน ๑๓ เดือน) ตามวิธีคาํ นวณทก่ี ลาวมานน้ั สามปมี อธกิ มาสคร้ังหนึง่ กค็ ือ ๑๘ ปม ีอธกิ มาส การที่ตองมีอธิกมาสนั้น เนื่องจาก ๖ คร้งั (และเหมอื นจะตองมีอธกิ วารทุก ป) แตเ ม่ือคํานวณละเอียด ปรากฏวายงั เดอื นจันทรคตสิ ัน้ กวา เดอื นสุรยิ คติ คือ ไมตรงแท เชนวา ปส รุ ยิ คตมิ ิใชมี ๓๖๕ วันถวน แตม ี ๓๖๕.๒๔๒๑๙๙ วัน (ดัง เดือนจันทรคติมี ๓๐ วนั (เดือนคูหรือ ที่ทกุ ๔ ป ตอ งเพ่ิมปส รุ ิยคตเิ ปน ๓๖๖ วัน โดยใหเดอื นกุมภาพันธเ พมิ่ จาก ๒๘ เดอื นเตม็ ) บา ง มี ๒๙ วัน (เดือนคห่ี รือ เดือนขาด) บา ง รวมปห นึ่งมี ๓๕๔ วนั , สวนเดือนสรุ ยิ คติมี ๓๐ วันบา ง มี ๓๑ วนั บา ง (เวน เดอื นกมุ ภาพนั ธท ม่ี ี ๒๘ วนั ) รวมปห นง่ึ มี ๓๖๕ วนั , ดงั นนั้ ปจ นั ทรคติ
อธกิ รณ ๔๗๖ อธิกสุรทิน“เปน ๒๙ วัน), พรอ มกันนั้น ปจ นั ทรคติ หนา ๒. สติวนิ ัย วธิ รี ะงบั โดยถอื สตเิ ปนก็มิใชม ี ๓๕๔ วันถวน แตมี ๓๕๔.๓๖ วนั หลกั ๓. อมูฬหวินยั วิธรี ะงับสําหรบั ผูดังน้ีเปนตน, เมื่อจะใหปฏิทินแมนยํา หายจากเปน บา ๔. ปฏิญญาตกรณะ การมากข้ึน จึงไดวางหลักที่ซบั ซอนข้ึนกวา ทาํ ตามทรี่ บั ๕. ตัสสปาปย สกิ า การเดมิ เปนวา ในรอบ ๑๙ ป ใหม ีอธกิ มาส ตัดสินลงโทษแกผูผิด (ที่ไมรับ) ๖.๗ คร้ัง (สวนอธิกวารก็หางออกไป เยภยุ ยสิกา การตดั สนิ ตามคําของคนขา งประมาณ ๕-๗ ป หรอื บางทีนานกวา นน้ั มาก ๗. ติณวัตถารกวินัย วธิ ีดจุ กลบไวจึงมคี รั้งหนึ่ง และถือเปน หลกั วา ไมให ดวยหญา (ประนปี ระนอม)เพ่ิมอธิกวารในปอธกิ มาส คอื ปอ ธกิ มาส อธกิ วาร “วันอนั เกนิ ”, วันที่เพิ่มขึ้นในปตอ งเปน ปกตวิ าร) จนั ทรคติ (คือในปน้ัน เตมิ ใหเดือนเจ็ดอน่ึง เมื่อจะเทียบกับปที่มีอธิกมาส เปนเดือนเต็มมี ๓๐ วัน) เพ่ือเสริมจึงเรียกปปกติท่ีไมมีอธิกมาส วาเปน อธิกมาส ในการปรับใหป ฏทิ นิ จนั ทรคติปกตมิ าส มีฤดูกาลตรงหรือใกลเคียงกับปฏิทินอธกิ รณ เร่ืองที่เกดิ ขน้ึ แลวจะตอ งจดั ตอ ง สรุ ยิ คติ แตถ อื เปน หลกั วา มใิ หม อี ธกิ วารทาํ , เรอ่ื งทส่ี งฆต อ งดาํ เนนิ การ มี ๔ อยา ง ในปเ ดยี วกนั กบั อธกิ มาส, เมื่อเทียบกับคอื ๑. วิวาทาธิกรณ การเถียงกนั เก่ยี ว ปท ีม่ อี ธกิ วาร ใหเ รียกปปกตทิ ไ่ี มมีอธกิ -กับพระธรรมวินัย ๒. อนุวาทาธิกรณ วาร วาเปน ปกติวาร; ดู อธกิ มาสการโจทหรือกลาวหากันดวยอาบัติ ๓. อธกิ สรุ ทนิ “วนั สุรยิ คติอันเกนิ ”, วันท่ีอาปต ตาธกิ รณ การตอ งอาบัติ การปรบั เพม่ิ ขึน้ ในปส รุ ยิ คติ คือ ในปน้นั เดอื นอาบตั ิ และการแกไขตัวใหพ น จากอาบตั ิ กุมภาพันธมีจํานวนวันเพ่ิมข้ึนวันหน่ึง๔. กจิ จาธิกรณ กิจธุระตา งๆ ทส่ี งฆจ ะ จาก ๒๘ เปน ๒๙ วัน, ท้งั นี้มีหลกั วาตอ งทาํ เชน ใหอุปสมบท ใหผ า กฐนิ , ใน ตามปกติ ๔ ป มอี ธกิ สรุ ทนิ ครัง้ หนึ่งภาษาไทยอธิกรณมีความหมายเลือน โดยมวี ธิ ีคํานวณ คอื เอาจาํ นวน ๕๔๓ลางลงและแคบเขา กลายเปน คดีความ หกั ออกจากพุทธศักราช ใหเ หลอื ตัวเลขโทษ เปน ตน เทากับ ค.ศ. แลวหารดว ย ๔ ถา ปใดอธิกรณสมถะ ธรรมเคร่ืองระงบั อธกิ รณ, หารลงตวั ปน นั้ มอี ธกิ สุรทิน (เชน พ.ศ.วธิ ดี าํ เนนิ การเพอ่ื ระงบั อธกิ รณม ี ๗ วิธี ๒๕๔๗–๕๔๓ = ๒๐๐๔ ÷ ๔ = ๕๐๑คอื ๑. สัมมุขาวินยั วธิ รี ะงบั ในทพี่ รอม ลงตัว จงึ เปน ปท ี่มอี ธิกสุรทิน) แตท ง้ั น้ี
อธิการ ๔๗๗ อธิคมธรรม ยกเวนตัวเลขที่ครบเปนหลักรอย (ลง คาํ หรอื ขอ ความทจี่ ะตอ งนาํ ไปเตมิ หรอื ใส ทาย ๐๐) ตอ งหารดวย ๔๐๐ ลงตัว จึง เพ่ิมในที่น้ันๆ เพื่อใหเขาใจความหมาย จะมอี ธิกสรุ ทนิ (เชน พ.ศ.๒๔๔๓–๕๔๓ หรือไดกฎเกณฑท่ีจะปฏิบัติใหถูกตอง = ๑๙๐๐ แมจ ะหารดวย ๔ ลงตวั แต ครบถว น 4. อาํ นาจ, ตาํ แหนง , หนา ท,ี่ หารดวย ๔๐๐ ไมได ก็ไมมอี ธกิ สุรทิน) กจิ การ, ภาระอธิการ 1. “ตวั การ”, ตวั ทําการ, เจา การ, มีธรรมเนียมเรียกเจาอาวาสที่ไมเปน เจา กรณ,ี เจาของเร่ือง, เรอื่ งหรือกรณีที่ เปรียญและไมมีสมณศักดิ์อยางอื่นวา กําลงั พิจารณา, เรอื่ งที่เกย่ี วของ, เร่อื งที่ พระอธิการ และเรียกเจาคณะตําบล เปนขอสําคัญ หรือท่ีเปนขอพิจารณา, หรอื พระอุปชฌาย ทไ่ี มเ ปนเปรียญและ สวนหรือตอนที่วาดวยเร่ืองน้ันๆ เชน ไมมีสมณศักดิ์อยางอื่นวา เจาอธิการ, “ในอธกิ ารนี”้ หมายความวา ในเร่อื งน้ี ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความในวรรคสุด หรอื ในตอนน้ี 2. “การอนั ย่ิง” ๑) การทํา ทา ยของมาตรา ๑๒ แหงพระราชบัญญตั ิ ความดีที่ยิ่งใหญหรืออยางพิเศษ, บุญ ลกั ษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ. ๑๒๑ หรือคุณความดีสําคัญท่ีไดบําเพ็ญมา, วา “อน่งึ เจาอาวาสทั้งปวงนั้น ถา ไมไ ด ความประพฤติปฏิบัติท่ีเคยประกอบไว อยูในสมณศักด์ิท่ีสูงกวา ก็ใหมีสมณ- หรือการอันไดบําเพ็ญมาแตกาลกอน ศักดิ์เปนอธิการ” ซ่ึงมีเชิงอรรถใต หรือท่ีไดส่ังสมตระเตรียมเปนทุนไว มาตรา อันเปนพระนิพนธของสมเด็จ เชน “พระเถระนนั้ เปนผมู อี ธกิ ารอันได พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณ- ทําไว ในสมถะและวิปส สนา” ๒) การ วโรรส กาํ กบั ไวดวยวา “(๑๕) เจา อาวาส อันสาํ คัญหรอื ทที่ าํ อยางจรงิ จงั อนั เปน เปนพระอธิการ รองแขวงท่ีเรียกอีก การแสดงความเคารพรักนับถือหรือ โวหารหนึ่งวาเจาคณะหมวด เปนเจา เกอ้ื กลู ตลอดจนโปรดปราน เชน การบชู า อธกิ าร ในบดั น้พี ระอปุ ชฌายะก็เปนเจา การชวยเหลือที่สําคัญ การทําความดี อธิการเหมอื นกนั ” ความชอบ การใหรางวลั 3. “การทาํ ให อธคิ ม การบรรลุ, การเขาถงึ , ปฏิเวธ, เกนิ ”, “การทาํ ใหเพม่ิ ข้นึ ”, การเติมคํา การลุผลปฏบิ ัติ เชน บรรลุมรรคผล หรือขอความที่ละไว หรือใสเพ่มิ เขา มา อธิคมธรรม ธรรมข้ันบรรลุผลแหงการ เพอ่ื ใหไดค วามหมายครบถวน, คาํ หรอื ปฏิบตั ิ, อุตตริมนุสสธรรม เชน ฌาน ขอความท่ีเติมหรือใสเพ่ิมเขามาเชนน้ัน, อภญิ ญา มรรค ผล; ดูอตุ ตรมิ นสุ สธรรม
อธิจิต,อธจิ ิตต ๔๗๘ อธศิ ลี สกิ ขาอธจิ ติ , อธจิ ติ ต จิตอนั ยิ่ง, เร่ืองของการ แหงไตรลักษณ; ดู สกิ ขา เจรญิ สมาธอิ ยา งสงู หมายถงึ ฌานสมาบตั ิ อธิปญญาสิกขา เร่ืองอธิปญญาอันจะทเี่ ปน บาทแหง วปิ ส สนา หรอื แมส มาธทิ ่ี ตองศกึ ษา, การศกึ ษาในอธปิ ญ ญา, ขอ เจริญดวยความรูเขาใจโดยมุงใหเปน ปฏิบัติสําหรับฝกอบรมพัฒนาปญญา ปจ จยั แหง การกา วไปในมรรค; ดูสกิ ขา อยางสูง เพื่อใหเกิดความรูแจง มองเห็นอธิจิตตสิกขา เรื่องอธิจิตตอันจะตอง ส่ิงทัง้ หลายตามเปนจรงิ อันจะทาํ ใหจติศึกษา, การศึกษาในอธิจติ ต, ขอปฏิบตั ิ ใจหลดุ พน เปน อสิ ระ ปราศจากกเิ ลสและสําหรับฝกอบรมพัฒนาจิตใจอยางสูง ความทกุ ข (ขอ ๓ ในสกิ ขา ๓ หรือไตร-เพ่ือใหเกิดสมาธิ ความเขมแข็งม่ันคง สิกขา) เรยี กกนั งา ยๆวาปญ ญา; ดูสกิ ขาพรอมท้ังคุณธรรมและคุณสมบัติท่ี อธิมุตติ อัธยาศัย, ความโนมเอียง,เกือ้ กลู ทั้งหลาย เชน สติ ขนั ติ เมตตา ความคิดมุงไป, ความมุงหมายกรณุ า สดชนื่ เบกิ บาน เปน สขุ ผองใส อธิโมกข 1. ความปลงใจ, ความตกลงใจ,อันจะทําใหจิตใจมีสภาพที่เหมาะแกการ ความปกใจในอารมณ (ขอ ๑๐ ในใชงาน เฉพาะอยา งย่งิ ใหเ ปนฐานแหง อัญญสมานาเจตสิก ๑๓) 2. ความนอมการเจรญิ ปญ ญา (ขอ ๒ ในสิกขา ๓ ใจเชื่อ, ความเชื่อสนิทแนว, ความหรือไตรสิกขา) เรียกกันงายๆ วา ซาบซ้ึงศรัทธาหรือเลื่อมใสอยางแรงกลาสมาธิ; ดู สกิ ขา ซ่ึงทําใหจิตใจเจิดจาหมดความเศราอธฏิ ฐาน ดู อธิษฐาน หมอง (ขอ ๖ ในวิปสสนปู กิเลส ๑๐)อธิบดี ใหญย ่งิ , ผูเปน ใหญ, หัวหนา อธิวาสนขันติ ความอดทนคอื ความอดอธิบาย ไขความ, ขยายความ, ช้ีแจง; กลัน้ อธศิ ีล ศีลอนั ยงิ่ หมายถึงปาฏิโมกขสงั วร-ความประสงคอธปิ เตยยะ, อธปิ ไตย ความเปน ใหญม ี ศลี ตลอดลงมาจนถงึ ศีล ๕ ศลี ๘ ศีล๓ อยา ง คอื ๑. อัตตาธปิ ไตย ความมี ๑๐ ทร่ี กั ษาดว ยความเขา ใจ ใหเ ปน เครอ่ื งตนเปน ใหญ ๒. โลกาธปิ ไตย ความมี หนนุ นาํ ออกจากวฏั ฏะ หรอื เปน ปจ จยั ใหโลกเปน ใหญ ๓. ธัมมาธิปไตย ความมี กา วไปในมรรค; ดู สกิ ขา อธิศลี สิกขา เร่ืองอธศิ ีลอันจะตอ งศกึ ษา,ธรรมเปน ใหญอธิปญญา ปญญาอันย่ิง โดยเฉพาะ การศึกษาในอธิศีล, ขอปฏิบัติสําหรับวิปสสนาปญญา ท่ีกําหนดรูความจริง ฝกอบรมพัฒนาศีลอยา งสูง ทจี่ ะใหต ้ัง
อธิษฐาน ๔๗๙ อธิษฐานธรรมอยูในวนิ ัย รูจกั ใชอ นิ ทรยี และมีพฤติ- ความตัง้ ใจมน่ั , การตดั สินใจเดด็ เด่ียว,กรรมทางกายวาจาดีงาม ในการสัมพันธ ความต้ังใจม่ันแนวท่ีจะทําการใหส ําเรจ็ ลุที่จะอยูรวมสังคมกับผูอ่ืนและอยูในส่ิง จุดหมาย, ความต้ังใจหนักแนนเด็ดแวดลอมตา งๆ ดวยดี ใหเ ปนประโยชน เดยี่ ววาจะทําการนั้นๆ ใหสาํ เร็จ และเก้ือกูล ไมเ บยี ดเบยี น ไมท าํ ลาย และให ม่ันคงแนวแนในทางดําเนินและจุดมุงเปนพ้ืนฐานแหงการฝกอบรมพัฒนาจิต หมายของตน เปน บารมีอยางหนึ่ง เรยี กใจในอธจิ ติ ตสกิ ขา (ขอ ๑ ในสิกขา ๓ วา อธิษฐานบารมี หรอื อธฏิ ฐานบารมี หรือไตรสิกขา), เขียนอยางบาลีเปน (ขอ ๘ ในบารมี ๑๐) 3. ธรรมเปน ทม่ี น่ั , อธสิ ีลสกิ ขา และเรียกกันงา ยๆ วา ศีล; ดู สกิ ขา ในแบบเรียนธรรมของไทย เรียกวาอธษิ ฐาน 1. ในทางพระวินยั แปลวา อธิษฐานธรรม; ดู อธษิ ฐานธรรม 4. ใน ภาษาไทย ใชเปนคาํ กริยา และมักมีการต้งั เอาไว ตั้งใจกําหนดแนน อนลงไป ความหมายเพยี้ นไปวา ตง้ั ใจมงุ ขอใหไ ดเชน อธษิ ฐานพรรษา ต้งั เอาไวเ ปนของ ผลอยางใดอยางหน่ึง, ต้ังจิตปรารถนาเพ่อื การนัน้ ๆ หรอื ตงั้ ใจกําหนดลงไปวา เฉพาะอยางยิ่ง ต้ังจิตขอตอส่ิงที่ถือวาใหเ ปน ของใชป ระจาํ ตวั ชนดิ นนั้ ๆ เชน ได ศักดิ์สิทธ์ิใหสาํ เร็จผลอยางใดอยา งหนง่ึ ;ผา มาผนื หนง่ึ ตง้ั ใจวา จะใชเ ปน อะไร คอื มีขอสังเกตวา ในความหมายเดิมจะเปน สังฆาฏิ อตุ ตราสงค อันตรวาสก อธิษฐานเปนการตัง้ ใจที่จะทํา (ใหสําเรจ็ก็อธิษฐานเปน อยา งนั้นๆ เมื่ออธิษฐาน ดวยความพยายามของตน) แตความแลว ของนั้นเรียกวาเปนของอธิษฐาน หมายในภาษาไทยกลายเปนอธิษฐานเชน เปน สงั ฆาฏอิ ธิษฐาน จวี รอธษิ ฐาน โดยตงั้ ใจขอเพอื่ จะไดห รอื จะเอา เฉพาะ(นยิ มเรยี กกนั วา จวี รครอง) ตลอดจน อยางยิ่งดวยอํานาจดลบันดาลโดยตนบาตรอธษิ ฐาน สว นของชนดิ นน้ั ทไ่ี ด เองไมต อ งทํา (บาล:ี อธฏิ าน)เพม่ิ มาอกี หรอื เกนิ จากนนั้ ไปกเ็ ปน อตเิ รก อธษิ ฐานธรรม ธรรมทค่ี วรตงั้ ไวใ นใจ,เชน เปน อตเิ รกจวี ร, อตเิ รกบาตร, คาํ ธรรมเปนทีม่ ่ัน, หลกั ธรรมทใ่ี ชตัง้ ตวั ใหอธิษฐาน เชน “อมิ ํ สงฺฆาฏึ อธิฏ าม”ิ มั่นหรือเปนที่ต้ังตัวใหมั่น เพื่อจะ(ถา อธิษฐานของอ่ืน กเ็ ปลี่ยนไปตามช่ือ สามารถยึดเอาหรือลุถึงผลสําเร็จท่ีเปนของน้ัน เชน วา อตุ ฺตราสงคฺ ํ, อนฺตรวาสกํ, จดุ หมาย เฉพาะอยา งยง่ิ พระภิกษุใชต้ังปตตฺ ํ เปน ตน ); ดู วกิ ปั , ปจจทุ ธรณ 2. ตัวเพื่อจะบรรลอุ รหตั ตผล มี ๔ อยา ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 604
Pages: