Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_70

tripitaka_70

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:44

Description: tripitaka_70

Search

Read the Text Version

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 101ฐานะมีประมาณเทา น้ี จาํ เดมิ แตบ าทมูลของพระพทุ ธเจา ทีปง กร จนถึงพระโพธสิ ัตวน ี้บงั เกดิ ในดุสติ บรุ ี พงึ ทราบวา ชอื่ ทเู รนิทาน ดวยประการฉะนี.้ จบทูเรนทิ านกถา อวทิ เู รนิทานกถา ก็เมื่อพระโพธสิ ตั วอ ยูในดสุ ิตบุรีนน้ั แล ช่อื วาความโกลาหล คือความแตกตื่นเรือ่ งพระพทุ ธเจาไดเ กิดขน้ึ แลว. จริงอยู ในโลกยอ มมีความโกลาหล ๓ ประการเกดิ ขนึ้ คือ โกลาหลเร่อื งกปั ๑ โกลาหลเรือ่ งพระพุทธเจา ๑ โกลาหลเรอ่ื งพระเจา จกั รพรรดิ ๑. บรรดาโกลาหลทงั้ สามน้ัน เทพชัน้ กามาวจรชอ่ื วาโลกพยูหะทราบวาลวงไปแสนป เหตุเกดิ ตอนสนิ้ กปั จกั มี จงึ ปลอ ยศรี ษะสยายผม มีหนารอ งไหเอามอื ทงั้ สองเช็ดนํา้ ตา นงุ ผาแดง ทรงเพศผดิ รปู รางเหลอื เกินเที่ยวบอกกลาวไปในถิ่นมนุษยอยา งนว้ี า ดกู อนทา นผูนิรทุกขท ั้งหลายลว งแสนปจากนไ้ี ป เหตุเกดิ ตอนสน้ิ กปั จกั มี โลกนจี้ ักพินาศ แมม หา-สมทุ รจะเหือดแหง มหาปฐพีน้กี ับขุนเขาสเิ นรุ จกั ถูกไฟไหม จกั พนิ าศโลกาวินาศ จกั มจี นกระทงั่ พรหมโลก ทา นผนู ิรทุกขทั้งหลาย ขอพวกทา นจงเจริญเมตตา กรุณา มทุ ิตา อเุ บกขา จงบาํ รงุ มารดาบิดา จงประพฤติออนนอ มตอ ผูเ ปน ใหญในตระกลู นช้ี ่ือวาโกลาหลเรอ่ื งกปั .

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 102 เหลา โลกบาลเทวดาทราบวา ก็เมื่อลว งไปพันป พระสัพพญั ู-พทุ ธเจาจกั อุบตั ขิ ึ้นในโลก จึงเทยี่ วปา วรอ งวา ดูกอนทา นผนู ิรทุกขทั้งหลาย เมือ่ ลวงพนั ปแตน ไ้ี ป พระสัพพญั ูพทุ ธเจาจกั เสดจ็ อุบตั ิขึ้นในโลก น้ชี ่ือวา โกลาหลเรอ่ื งพระพทุ ธเจา . เทวดาทง้ั หลายทราบวา ลว งไปรอยป พระเจา จักรพรรดจิ ักอุบัติขึน้ จงึ เทีย่ วปา วรอ งวา ดกู อนทา นผูน ิรทุกขท ้งั หลาย โดยลว งรอ ยปแตน้ีไป พระเจาจกั รพรรดิจักอบุ ัตขิ ึน้ ในโลก นช้ี ื่อวา โกลาหลเร่อื งพระเจา-จกั รพรรด.ิ โกลาหลทั้ง ๓ ประการนี้ เปนเรื่องใหญ. บรรดาโกลาหลท้ังสามนน้ั เทวดาในหมื่นจักรวาลทงั้ สิ้น ไดฟงเสียงโกลาหลเร่อื งพระพุทธเจา แลวจงึ รวมประชมุ กัน ไดท ราบวา สัตวชอื่ โนนจกั ไดเ ปนพระพุทธเจา จึงเขา ไปหาเขาแลวพากนั ออ นวอน และเม่อื ออนวอนอยู กจ็ ะออนวอนในเพราะบรุ พนมิ ติ ทั้งหลาย. ก็ในครั้งนัน้ เทวดาแมท ง้ั ปวงนัน้ พรอ มกับทาวจาตมุ หาราชทา วสกั กะ ทาวสยุ ามะ ทา วสันดุสิต ทาวสนุ ิมมิต ทาววสวตั ดี และทา วมหาพรหม พากันประชุมในจักรวาลเดียวกนั แลวไปยังสํานกั ของพระโพธิสตั วใ นดสุ ติ พภิ พ ตา งออ นวอนวา ขา แตท านผูน ิรทกุ ข ทา นบาํ เพญ็ บารมที ้งั ๑๐ มา หาไดป รารถนาสกั กสมบัติ มารสมบัติ พรหม-สมบตั ิ และจกั รพรรดสิ มบัตบิ าํ เพ็ญไม แตทานปรารถนาพระสพั พัญุต-ญาณบําเพญ็ เพ่อื ตองการจะรอื้ ขนสัตวอ อกจากโลก ขาแตท านผูน ริ ทุกขบดั นีน้ นั้ เปนกาลท่ีทา นจะเปนพระพุทธเจา แลว เปน สมัยท่ีทานจะเปนพระพุทธเจาแลว .

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 103 ลําดับน้นั พระมหาสัตวม ไิ ดใ หป ฏิญญาแกเ ทวดาท้ังหลายทันที จะตรวจดู ปญจมหาวิโลกนะ คือส่งิ ท่จี ะตอ งเลือกใหญ ๕ ประการ คือกาล ทวปี ประเทศ ตระกูล และกาํ หนดอายขุ องมารดา. ใน ๕ ประการน้ัน พระโพธสิ ตั วจ ะตรวจดกู าลขอ แรกวา เปนกาลสมควรหรือกาลไมสมควร. ในเร่ืองกาลน้นั กาลแหงอายุที่เจรญิ เกนิกวา แสนป ช่ือวาเปน กาลไมส มควร. เพราะเหตไุ ร ? เพราะวา ในกาลน้นั ชาติ ชรา และมรณะของสัตวท ั้งหลายไมปรากฏ และพระธรรม-เทศนาของพระพุทธเจาท้ังหลาย ช่ือวา พน จากไตรลกั ษณย อ มไมมี เม่ือพระพทุ ธเจา เหลา นั้นตรัสวา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พวกเขาจะคิดวาพระองคต รสั ขอนีช้ ือ่ อะไร จงึ ยอ มไมเห็นสําคัญวา จะควรฟง และควรเชือ่ แตน ั้น การตรสั รูมรรคผลกจ็ ะมไี มได เมื่อไมม ีการตรสั รูมรรคผลศาสนาคือคําสอนจะไมเ ปนเคร่อื งนําออกจากทุกข. เพราะฉะนนั้ กาลนั้นจงึ เปน กาลไมสมควร. แมกาลแหงอายหุ ยอ นกวา รอ ยป ก็ชื่อวาเปนกาลไมสมควร เพราะเหตไุ ร ? เพราะวา ในกาลนนั้ สตั วท ง้ั หลายมีกิเลสหนาและโอวาททีใ่ หแ กสัตวผ ูมีกิเลสหนา ยอ มไมต้ังอยใู นฐานเปนโอวาท จะปราศจากไปเร็วพลนั เหมือนรอยไมขดี ในนาํ้ เพราะฉะนน้ั แมกาลนั้นกเ็ ปนกาลไมส มควร. กาลแหงอายตุ ั้งแตแ สนปลงมา และตั้งแตรอยปข ้ึนไป ช่ือวา เปนกาลสมควร และกาลนน้ั ก็เปน กาลแหงอายุรอ ยป ลําดับนั้นพระมหาสัตวก็มองเห็นกาลวา เปนกาลท่ีควรบังเกดิ . จากน้ัน เม่ือจะตรวจดูทวปี ไดตรวจดทู วีปทั้ง ๔ พรอ มท้งั ทวปีบรวิ าร จงึ เหน็ ทวปี หน่ึงวา พระพทุ ธเจาทั้งหลายไมบังเกิดในทวีปท้งั สามบังเกดิ เฉพาะในชมพทู วีปเทา นน้ั .

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 104 จากนนั้ กค็ ดิ วา ขึ้นชือ่ วาชมพทู วีปเปนทวีปใหญ มปี ระมาณหมื่นโยชน พระพุทธเจาทงั้ หลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ จึงตรวจดูโอกาสกไ็ ดเห็นมัชฌิมประเทศ. ชื่อวา มัชฌิมประเทศ คอื ประเทศท่ที านกลาวไวในวนิ ัยอยางนวี้ า ในทศิ ตะวันออกมีนคิ มชอื่ กชงั คละ ถดั จากนนั้ไป เปนมหาสาลประเทศ ถดั จากมหาสาลประเทศนั้นไป เปน ปจ จันต-ชนบท รว มในเขา มาเปน มัชฌิมประเทศ. ในทศิ ตะวันออกเฉียงใต มีแมนํ้าช่อื วา สลั ลวดี ถัดจากแมน าํ้ สลั ลวดีน้ันไป เปน ปจ จันตชนบท รวมในเขา มาเปน มชั ฌิมประเทศ. ในทศิ ใต มีนิคมช่ือวา เสตกณั ณกิ ะ ถัดจากเสตกณั ณิกนิคมน้นั ไป เปน ปจจยั ชนบท รวมในเขา มาเปนมชั ฌมิ -ประเทศ. ในทิศตะวนั ตก มีพราหมณคามช่อื วา ถูนะ ถดั จากน้ันไปเปน ปจ จนั ตชนบท รวมในเขามาเปน มชั ฌมิ ประเทศ. ในทศิ เหนือ มีภูเขาชือ่ วา อุสรี ธชะ ถดั จากน้นั ออกไป เปน ปจจันตชนบท รว มในเขามา เปน มชั ฌิมประเทศ. มชั ฌิมประเทศนั้นยาวสามรอยโยชน กวา งสองรอ ยหาสบิ โยชน วัดโดยรอบไดเกา รอ ยโยชน ดังน้ี ในประเทศน้ันพระพทุ ธเจา พระปจเจกพทุ ธเจา พระอคั รสาวก พระอสตี ิมหาสาวกพระเจาจักรพรรดิ และขตั ตยิ มหาศาล พราหมณมหาศาล และคหบดีมหาศาล ผมู เหสักขเ หลาอน่ื ยอ มเกิดขน้ึ และนครชอ่ื วา กบลิ พัสดนุ ้กี ต็ ัง้อยูใ นมัชฌมิ ประเทศนี้ พระโพธสิ ตั วจงึ ไดถงึ ความตกลงใจวา เราควรบังเกดิ ในนครน้ัน. ตอ จากน้ัน พระโพธสิ ตั วเมื่อจะเลอื กดตู ระกูล จึงเหน็ ตระกลู วาธรรมดาพระพทุ ธเจา ทั้งหลายยอ มไมบงั เกดิ ในตระกลู แพศยหรอื ตระกูลศูทรแตจะบงั เกดิ ในตระกลู ทั้งสองเทา นัน้ คอื ตระกูลกษตั ริยห รอื ตระกูล

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 105พราหมณท ่ีโลกยกยองแลว กบ็ ดั นี้ ตระกลู กษัตรยิ เ ปนตระกลู ท่ีโลกยกยองแลว เราจักบงั เกิดในตระกูลกษัตรยิ น น้ั พระราชาพระนามวาสุทโธทนะ จกั เปน พระบิดาของเรา. ตอ จากนั้น จึงเลือกดมู ารดาไดเหน็ วา ธรรมดามารดาของพระ-พุทธเจา ยอ มไมเปนหญงิ เหลาะแหละ ไมเปน นักเลงสรุ า แตจะเปน ผูไดบําเพญ็ บารมีมาแสนกปั เปน ผูม ีศลี หาไมข าดเลย จาํ เดิมแตเ กิดมา. ก็พระเทวีพระนามวา มหามายานี้ ทรงเปน เชน นี้ พระนางมหามายาน้ี จกัเปนพระมารดาของเรา เม่อื ตรวจดวู า พระนางจะมีพระชนมายเุ ทา ไรก็เหน็ วา หลังจาก ๑๐ เดือนไปแลว จะมีพระชนมายุได ๗ วนั . พระโพธสิ ตั วตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการน้ี ดวยประการดังน้ีแลว จึงกลาววา ดูกอนทา นผนู ิรทุกขทงั้ หลาย ถึงกาลท่ีเราจะเปน พระ-พุทธเจาแลว เมอ่ื จะกระทาํ การสงเคราะหเ ทวดาท้ังหลาย จึงไดใหป ฏญิ ญาแลวสง เทวดาเหลา นัน้ ไปดวยคําวา ขอพวกทานไปได อนั เทวดาช้ันดสุ ติหอมลอมแลวเขาไปสนู นั ทนวัน ในดุสติ บุรี จรงิ อยู ในเทวโลกทกุ ช้ันมีนนั ทนวนั ทั้งน้ัน ในนันทนวันนนั้ เทวดาทั้งหลายจะเที่ยวคอยเตอื นใหพ ระโพธิสตั วน้ันระลกึ ถึงโอกาสแหง กศุ ลกรรมท่ีไดกระทําไวในกาลกอ นวา ทา นจตุ ิจากนีแ้ ลวจงไปสูสคุ ตเิ ถดิ ทานจตุ ิจากนี้แลว จงไปสูสุคติเถิด.พระโพธสิ ัตวนน้ั อนั เทวดาทัง้ หลาย ผเู ตือนใหระลกึ ถงึ กศุ ลอยา งน้ี หอ มลอมเท่ยี วไปอยูในนันทนวนั นัน่ แล ไดจุตแิ ลวถือปฏสิ นธใิ นพระครรภของพระนางมหามายาเทวี. เพ่อื ท่จี ะใหเรื่องการถอื ปฏสิ นธิน้ันชัดแจง จึงมีถอ ยคําบรรยายโดยลาํ ดบั ดงั ตอ ไปนี:้ - ไดยนิ วา ครงั้ น้นั ในนครกบิลพสั ดไุ ดมกี ารนกั ขัตฤกษเ ดอื น ๘

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 106อยางเอิกเกริก มหาชนเลนงานนกั ขตั ฤกษกัน. ฝายพระนางมหามายาเทวีต้ังแตว ันที่ ๗ กอ นวันเพญ็ ทรงรวมเลนงานนกั ขัตฤกษที่เพยี บพรอ มดวยดอกไมเเละของหอมอนั สงาผาเผย ไมม กี ารดืม่ สรุ า ในวนั ที่ ๗ ตัง้ แตเชาตรู สรงสนานดว ยน้ําเจอื น้าํ หอม ทรงสละพระราชทรพั ยส แี่ สน ถวายมหา-ทานแลว ทรงประดบั ดว ยเครอื่ งราชอลังการทั้งปวง เสวยพระกระยาหารอยางดี ทรงอธษิ ฐานองคอ โุ บสถ เสดจ็ เขา หองอนั มีสิริท่ปี ระดับตกแตงแลว บรรทมเหนอื พระสิริไสยาสน กาวลงสูความหลับ ไดทรงพระสุบนิดงั นี้วา นยั วา ทา วมหาราชทั้ง ๔ พระองค ยกพระนางขึ้นไปพรอ มกบัพระท่ไี สยาสน แลวนําไปยงั ปาหิมพานตวางลงบนพื้นมโนศิลามปี ระมาณ๖๐ โยชน ภายใตตน สาละใหญมขี นาด ๗ โยชน แลวไดย ืนอยู ณ สวนสดุ ขางหนึง่ . ลําดับนัน้ เหลา พระเทวีของทา วมหาราชเหลานั้น พากนัมานาํ พระเทวีไปยงั สระอโนดาต ใหส รงสนาน เพือ่ ทจี่ ะชาํ ระลางมลทินของมนษุ ยอ อก แลวใหท รงนุงหม ผาทพิ ย ใหทรงลบู ไลด ว ยของหอมใหทรงประดบั ดอกไมท พิ ย ในทไ่ี มไกลจากทนี่ ั้น มีภูเขาเงนิ ลกู หนงึ่ภายในภูเขาเงินน้ันมีวิมานทอง พวกเขาใหต ั้งพระทไี่ สยาสนอ นั เปนทพิ ย มีเบอื้ งพระเศียรอยูทางทิศตะวันออก ในวมิ านทองนนั้ แลว ใหบรรทม. ลาํ ดบั นั้น พระโพธิสัตวเ ปนชา งตัวประเสริฐสขี าว ทองเทีย่ วไปในภูเขาทองลูกหน่ึงซึ่งมอี ยูใ นทไ่ี มไกลจากที่นน้ั ไดลงจากภูเขาทองนั้นแลว ขึ้นไปยงั ภูเขาเงิน เดินมาทางทิศเหนอื ไดเอาวงซึ่งมีสดี งั พวงเงนิ จับดอกปทุมสขี าว เปลงเสยี งโกญจนาทเขาไปยังวิมานทอง กระทาํ

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 107ประทักษณิ พระท่ไี สยาสนข องพระมารดา ๓ ครัง้ ไดเ ปนเสมอื นผา พระ-ปรศั วเ บ้อื งขวาเขาสูพระครรภ. พระโพธสิ ัตวไ ดถ ือปฏิสนธิดวยนกั ขตั ฤกษเดอื น ๘ หลงั ดว ยประการฉะน้.ี วันรุงขึน้ พระเทวที รงต่ืนบรรทมแลว กราบทูลพระสุบินนัน้ แดพระราชา พระราชารบั สง่ั ใหเ ชิญพราหมณช้ันหัวหนาประมาณ ๖๔ คนเขา เฝา ใหป ูลาดอาสนะอนั ควรคา มากบนพ้นื ทฉี่ าบทาดวยโคมัยสด มีเคร่ืองสกั การะอนั เปน มงคลทีก่ ระทําดว ยขา วตอกเปนตน ใหใ สข า วปายาสชน้ั เลิศที่ปรงุ ดว ยเนยใส น้าํ ผึง้ และน้ําตาลกรวดเต็มถาดทองและเงินเอาถาดทองและเงนิ น่นั แหละ ครอบแลวไดประทานแกเหลาพราหมณผนู ่ังอยบู นอาสนะนัน้ และทรงใหพ ราหมณเหลานน้ั อ่มิ หนาํ ดวยส่งิ ของอ่นื ๆมีการประทานผาใหม และแมโ คแดงเปน ตน ทีนนั้ จงึ รบั สั่งใหบ อกพระสุบินแกพ ราหมณเ หลานน้ั ผูอ ิ่มหนาํ ดวยส่งิ ทตี่ อ งการทกุ อยาง แลวตรสั ถามวา จักมีเหตกุ ารณอ ะไร. พราหมณท้ังหลายกราบทูลวาขา แตม หาราชเจา พระองคอยาทรงพระปริวติ กเลย พระเทวีทรงต้งั พระ-ครรภแลว และพระครรภท ่ตี ัง้ ข้ึนน้นั เปน ครรภบ ุรุษ มใิ ชครรภสตรีพระองคจ กั มีพระโอรส ถาพระโอรสนัน้ ทรงครองเรือน จกั ไดเ ปน พระเจา-จักรพรรดิ ถา เสดจ็ ออกจากเรือนทรงผนวช จักไดเปน พระพุทธเจามีกิเลสดจุ หลงั คาอนั เปด แลวในโลก. กใ็ นขณะทีพ่ ระโพธิสัตวท รงถอื ปฏสิ นธิในพระครรภของพระมารดานน่ั แหละ เหมือนโลกธาตทุ ั้งสน้ิ ไดส ะเทอื นเล่อื นลน่ั หวัน่ ไหวขึ้นพรอมกนัทนั ที. ปพุ พนมิ ิต ๓๒ ประการ ไดป รากฏข้นึ แลว ในหม่ืนจกั รวาล ได

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 108แสงสวา งหาประมาณมิไดแผซ า นไป, พวกคนตาบอดกลบั ไดด วงตา ประ-หนง่ึ วามีความประสงคจ ะดูพระสิรนิ น้ั ของพระโพธสิ ัตวนนั้ . พวกคนหหู นวกไดย ินเสียง, พวกคนใบพ ดู จาได, พวกคนคอมกม็ ีตวั ตรง, พวกคนงอ ยกก็ ลบั เดินไดด วยเทา, สตั วท ง้ั ปวงท่ีถกู จองจาํ กห็ ลดุ พน จากเครอ่ื งจองจาํ มีขอื่ คาเปนตน ไฟในนรกทงั้ ปวงกด็ บั , ในเปรตวิสัย ความหวิกระหายกร็ ะงบั . เหลา สัตวด ริ ัจฉานก็ไมมีความกลัว. โรคของสตั วท ั้งปวงกส็ งบ. สรรพสัตวท้ังหลายตา งก็พูดจาดว ยถอยคาํ อนั นารัก, มา ทงั้ หลายตางหวั เราะดว ยอาการอันไพเราะ, ชา งทงั้ หลายตางก็รอง. ดนตรีทุกชนิดตางก็เปลงเสียงกกึ กอ งของตน ๆ, เครอื่ งอาภรณท่สี วมอยใู นมือเปน ตนของพวกมนษุ ย ไมกระทบกนั เลย ก็เปลงเสียงได, ท่ัวทุกทศิ แจมใส,สายลมออ นเย็น ทาํ ความสขุ ใหเ กดิ ข้นึ แกสัตวทงั้ หลายก็รําเพยพัด, เมฆฝนท่ีมใิ ชก าลก็ตกลงมา, นาํ้ ก็พุแมจากแผนดินไหลไป. พวกนกก็งดการบินไปในอากาศ, แมน ้ําท้งั หลายกห็ ยดุ นง่ิ ไมไหล. มหาสมทุ รมนี ํ้ามรี สหวาน, พ้ืนนํ้ากด็ าดาษดวยปทุม ๕ สี มีท่วั ทุกแหง , ดอกไมทกุ ชนดิทัง้ ท่ีเกดิ บนบกและเกิดในนํ้ากเ็ บง บาน, ดอกปทุมชนิดลาํ ตนกบ็ านท่ีลําตน,ดอกปทุมชนดิ กิง่ ก็บานท่ีกิ่ง. ดอกปทมุ ชนิดเครือเถากบ็ านทเี่ ครอื เถา,ดอกปทุมชนิดกานก็ชําแรกพ้นื ศิลาทึบ เปน ดอกบวั ซอน ๆ กัน ออกมา,ดอกปทุมชนดิ หอยในอากาศกบ็ งั เกดิ ขน้ึ . ฝนดอกไมก ต็ กลงมารอบดา น,ดนตรที พิ ยต า งก็บรรเลงในอากาศ, โลกธาตทุ ั่วทง้ั หมน่ื ไดเปนประหนึ่งพวงมาลัยทีเ่ ขาหมนุ แลว ขวา งไป เปนประหนึ่งกําดอกไมทีเ่ ขาบบี แลวผูกมัดไว เปนเสมอื นอาสนะดอกไมท ีเ่ ขาตกแตงประดับประดาไว และเปน

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 109เสมอื นพัดวาลวชิ นที ก่ี าํ ลังโบก ซง่ึ มีระเบียบดอกเปนอนั เดียวกัน จงึ ไดอบอวลไปดว ยความหอมของดอกไมเเละธปู ถึงความโสภาคยยงิ่ นัก. จําเดิมแตการถอื ปฏสิ นธขิ องพระโพธสิ ตั ว ผูถือปฏิสนธแิ ลว อยางน้ีเพอ่ื ทจี่ ะปอ งกนั อนั ตรายแกพ ระโพธสิ ัตว และมารดาของพระโพธสิ ตั วเทวบุตร ๔ องคถ อื พระขรรคค อยใหการอารักขา. ความคดิ เก่ยี วกับราคะในบรุ ษุ ทงั้ หลาย มิไดเ กดิ ขน้ึ แกพ ระมารดาของพระโพธิสตั ว พระนางมีแตถ งึ ความเลิศดวยลาภและความเลศิ ดวยศ มคี วามสุข มีพระวรกายไมลาํ บาก และทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสตั ว ผูอ ยูในภายในพระครรภเหมือนเสนดายสเี หลอื งทรี่ อยไวในแกว มณีใสฉะนั้น. ก็เพราะเหตุทีค่ รรภท ี่พระโพธสิ ัตวอยู เปน เสมอื นหองพระเจดีย สตั วอ ืน่ ไมอ าจอยูหรอื ใชส อยได เพราะฉะนน้ั เมื่อพระโพธิสัตวประสตู ไิ ด๗ วัน พระมารดาของพระโพธสิ ตั วจึงสวรรคตแลว ไปอุบัติในดสุ ติ บรุ .ี เหมือนอยา งวา หญงิอน่ื ๆ ไมถึง ๑๐ เดือนบา ง เลยไปบา ง นั่งบาง นอนบาง ตลอดบุตรฉันใด พระมารดาของพระโพธสิ ัตวห าเหมือนอยางน้นั ไม. ก็พระมารดาของพระโพธิสตั วน้นั บริหารพระโพธิสัตวไวดวยพระครรภตลอด ๑๐เดอื น แลวประทบั ยืนประสตู ิ ขอนเี้ ปน ธรรมดาของพระมารดาแหงพระโพธสิ ตั ว. ฝายพระมหามายาเทวีทรงบริหารพระโพธิสตั วด วยพระครรภ ตลอด๑๐ เดอื น ประดุจบรหิ ารน้าํ มนั ดวยบาตรฉะน้นั มีพระครรภแกเตม็ ทแ่ี ลวมีพระราชประสงคจ ะเสด็จไปยงั เรือนแหงพระญาติ จึงกราบทูลแดพ ระ-เจา สุทโธทนมหาราชวา ขาแตสมมตเิ ทพ หมอมฉนั ปรารถนาจะไปยังเทวทหนครอันเปน ของตระกลู . พระเจา สทุ โธทนมหาราชทรงรับวา ได

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 110แลว รบั สง่ั ใหทําหนทางจากนครกบิลพัสดุ จนถงึ นครเทวทหะใหราบเรยี บใหประดับดว ยเคร่อื งประดบั มีตนกลว ย หมอ น้าํ เต็ม ธงชาย และธงแผน ผาเปน ตน ใหพ ระเทวปี ระทับนงั่ ในสีวิกาทอง ใหอ ํามาตยพ ันคนหาม ทรงสง ไปดวยบริวารมากมาย. ก็ปา สาลวนั อนั เปน มงคลช่อื วาลุมพินีวัน แมของชนชาวพระนครทงั้ สอง ไดม อี ยูใ นระหวา งนครท้งั สอง.สมัยนัน้ ปาสาลวนั ท้งั ส้ิน มีดอกบานเปน ถอ งแถวเดยี วกนั ตงั้ แตโคนจนถงึ ปลายกงิ่ . ตามระหวางกง่ิ และระหวา งดอก มหี มภู มร ๕ สี และหมนู กนานปั การ เทย่ี วรองอยูดวยเสียงอนั ไพเราะ ลุมพินวี ันทั้งสน้ิ ไดเปน เสมือนจิตรลดาวนั เปนประหน่งึ สถานท่มี าดมื่ ซงึ่ เขาจดั ไวอ ยา งดีสําหรบั พระราชาผูมีอานภุ าพมาก. พระเทวีทอดพระเนตรเห็นดงั นน้ั เกดิมีพระประสงคจะทรงเลนในสาลวัน. อํามาตยทัง้ หลายจึงพาพระเทวเี ขาไปยังสาลวนั . พระนางเสดจ็ เขา ถึงโคนตนสาละอนั เปนมงคลแลว ไดม ีพระประสงคจ ะจับกิง่ สาละ ก่ิงสาละไดน อ มลงเขาไปใกลพ ระหตั ถของพระ-เทวี ประหน่ึงยอดหวายที่ทอดลงอยางออนชอยฉะนัน้ . พระนางทรงเหยียดพระหตั ถจบั กงิ่ . ก็ในขณะนั้นเอง ลมกมั มชั วาตของพระเทวเี กดิปน ปวน ลําดบั นน้ั มหาชนจึงวงมานเพ่อื พระนางแลวถอยออกไป ก็เม่ือพระนางทรงยืนจับก่ิงสาละอยนู ัน่ แล ไดป ระสูติแลว ในขณะนั้นนนั่ เอง ทา วมหาพรหมผมู ้ีจิตบริสทุ ธ์ิ ๔ พระองคกถ็ ือขายทองคาํ มาถงึ ทาวมหาพรหมเหลานน้ั เอาขา ยทองคํานนั้ รับพระ-โพธสิ ัตวว างไวเ บ้ืองพระพกั ตรของพระมารดาพลางทะลวา ขา แตพระเทวีขอพระองคทรงดพี ระทยั เถดิ พระราชบุตรของพระองคมศี ักดาใหญอบุ ตั ิขึน้ แลว .

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 111 เหมอื นอยางวา สตั วเ หลาอ่นื ออกจากทองมารดาแลว เปอ นดวยสง่ิปฏิกูลไมส ะอาดคลอดออกมาฉันใด พระโพธิสตั วหาเปน เหมือนฉันน้นั ไม.ก็พระโพธสิ ัตวน ัน้ เหยยี ดมอื ทัง้ สองและเทาทงั้ สองยืนอยู ดจุ พระธรรม-กถึกลงจากธรรมาสน และเหมือนบุรษุ ลงจากบนั ได ไมแ ปดเปอ นดวยของไมสะอาดใด ๆ ซ่ึงมอี ยูใ นครรภข องมารดา เปน ผสู ะอาดบริสทุ ธ์ิโชตชิ ว งอยปู ระดจุ แกวมณีท่ีเขาวางไวบนผากาสกิ พสั ตรฉะนน้ั ตลอดออกจากครรภพ ระมารดา. เมื่อเปน เชนน้นั ก็ตาม เพื่อจะสกั การะพระโพธิสตั วและพระมารดาของพระโพธสิ ัตว สายธารนํ้าสองสายจงึ พลุง จากอากาศทําใหไดร ับ ความสดชน่ื ในรางกายของพระโพธสิ ตั ว และพระมารดาของพระโพธิสตั ว. ลําดบั นัน้ ทา วมหาราชท้งั ๔ ไดรบั พระโพธิสัตวน้นั จากหัตถของทา วมหาพรหมผูยืนเอาขายทองคาํ รับอยู ดวยเครือ่ งลาดทาํ ดว ยหนังเสือดาวอันมสี มั ผัสสบาย ซ่ึงสมมตกิ นั วา เปน มงคล พวกมนุษยเอาพระยี่ภทู าํ ดวยผาทกุ ูลพสั ตรรบั จากหัตถของทาวมหาราชเหลา นน้ั พอพนจากมือของพวกมนษุ ย พระโพธสิ ตั วกป็ ระทับยนื บนแผนดินทอดพระ-เนตรดูทิศตะวันออก จกั รวาลหลายพันไดเปนลานอนั เดยี วกัน เทวดาและมนุษยท ั้งหลายในทีน่ ั้น พากันบูชาดวยของหอมและดอกไมเ ปนตนกลาวกันวา ขา แตม หาบุรษุ คนอ่ืนผจู ะเสมอเหมือนทาน ไมม ีในโลกน้ีในโลกน้ี จกั มผี ูย่ิงกวามาแตไหน พระโพธสิ ัตวมองตรวจไปโดยลําดับตลอดทง้ั ๑๐ ทศิ คือทศิ ใหญ ๔ ทศิ ทศิ นอย ๔ ทิศ เบือ้ งลา งและเบอ้ื งบน ดว ยประการอยา งนีแ้ ลว มไิ ดทรงเห็นใคร ๆ ผแู มน เหมอื นกบั ตน ทรงดาํ รวิ านีท้ ิศเหนอื จงึ เสดจ็ โดยยา งพระบาทไป ๗ กา ว มที า ว

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 112มหาพรหมคอยกั้นเศวตฉัตร ทาวสุยามะถอื พดั วาลวชิ นี และเทวดาอ่นื ๆถือเคร่อื งราชกกุธภณั ฑท ีเ่ หลือ เดินตามเสดจ็ . จากนั้นประทบั ยนื ณ พระ-บาทท่ี ๗ ทรงบันลือสีหนาทเปลง อาสภิวาจาเปน ตน วา เราเปน ผูเลศิของโลก ดังน้.ี จริงอยู พระโพธสิ ัตวพอคลอดออกมาจากครรภของพระมารดาเทา นน้ั เปลง วาจาไดใน ๓ อตั ภาพ คือ อัตภาพเปนมโหสถ อัตภาพเปน พระเวสสนั ดร และอตั ภาพนี้. ไดยินวา ในอัตภาพเปน มโหสถ เมื่อพระโพธสิ ตั วน ้นั จะตลอดออกจากครรภมารดาเทาน้นั ทา วสักกเทวราชเสด็จมาวางแกนจนั ทนลงในมือแลวเสด็จไป พระโพธสิ ตั วน้ันกาํ แกนจนั ทนน ั้นไวแ ลวจงึ คลอดออกมา. ลาํ ดับน้นั มารดาถามพระโพธสิ ตั วน้นั วา ดกู อนพอ เจา ถืออะไรมาดว ย ? พระโพธิสตั วกลาววา โอสถจะแม ดังนั้น บิดามารดาจงึดงั ชื่อเขาวา โอสถกุมาร เพราะถือโอสถมา. บิดามารดาเอาโอสถนั้นใสไ วใ นตุม โอสถนนั้ น่ันแหละไดเ ปน ยาระงับสารพัดโรค แกค นตาบอดหูหนวกเปน ตนที่ผานมา ๆ. ตอมา เพราะอาศัยคาํ พดู ทเี่ กิดขน้ึ วา โอสถนี้โอสถนี้มคี ุณมหันต จงึ ไดเ กดิ มีชื่อวา มโหสถ. สวนในอตั ภาพเปนพระเวสสันดร พระโพธิสตั วเมื่อจะประสตู ิจากพระครรภม ารดา ทรงเหยยี ดพระหตั ถขวาประสตู แิ ลว ตรัสวา พระมารดาอะไร ๆ ในเรอื นมไี หม ลกู จักใหท าน. ลําดับนั้น พระมารดาของพระ-องคตรสั วา พอ ลูกบงั เกดิ ในตระกลู ท่มี ที รัพย แลว ใหว างถุงทรพั ยหนง่ึพนั ไว จงึ วางมอื ของพระโอรสไวเหนอื ผา พระหัตถของพระนาง.

พระสุตตันตปฎก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 113 สวนในอัตภาพน้ี พระโพธิสัตวบันลอื สหี นาทนี้ พระโพธสิ ตั วพอประสูติจากพระครรภม ารดาเทา นัน้ กท็ รงเปลง พระวาจาได ในอัตภาพทั้ง ๓ ดวยประการดังพรรณนามาฉะนี.้ กแ็ มใ นขณะทพ่ี ระโพธสิ ัตวน นั้ ประสตู ิ ไดมีบุรพนิมติ ๓๒ ประ-การปรากฏข้นึ เหมอื นในขณะถอื ปฏิสนธิ กส็ มัยใด พระโพธิสัตวของเราทั้งหลายประสูตใิ นลุมพนิ ีวัน สมยั น้ันน่ันแหละ พระเทวมี ารดาพระ-ราหุล พระอานนั ทเถระ ฉันนอํามาตย กาฬุทายีอํามาตย กณั ฐกะอศั วราช มหาโพธพิ ฤกษ และหมอ ขมุ ทรัพยท งั้ ๔ ขมุ กเ็ กดิ ข้ึนพรอ มกนั ในหมอ ขมุ ทรพั ยท ั้ง ๔ นน้ั ขุมทรัพยหมอ หนึ่งมีขนาดคาวุตหนงึ่ ขมุ ทรัพยหมอ หน่ึงมขี นาดก่ึงโยชน ขุมทรพั ยห มอหน่งึ มขี นาด๓ คาวุต ขุมทรัพยหมอหนึ่งมีขนาดหน่งึ โยชน โดยสวนลึก ไปจดทีส่ ดุของแผน ดินทเี ดยี ว เพราะเหตนุ น้ั ท้งั ๗ เหลานจ้ี งึ จดั เปน สหชาต. ชนชาวเมอื งทั้งสองนครไดพ าพระโพธสิ ัตวไ ปยังนครกบิลพสั ดเุ ลยทีเดยี ว กว็ ันนั้นเอง หมเู ทพในภพดาวดึงสต างรา เริงยนิ ดีวา พระราชบุตรของพระเจาสุทโธทนมหาราชในนครกบลิ พสั ดุ ประสตู แิ ลว พระราชกมุ ารนจ้ี กั นง่ั ทีค่ วงไมโพธิ์ แลวจักไดเ ปนพระพุทธเจา จงึ พากันโบกสะบัดผาเปนตน เลนสนกุ กนั . สมัยนัน้ ดาบสชอ่ื วากาฬเทวลิ ผูค ุนเคยกับราชสกลุ ของพระเจาสทุ โธทนมหาราช เปน ผไู ดส มาบัติ ๘ การทาํ ภตั กจิ แลว ไปยังดาวดึงสพิภพ เพอื่ ตองการพักผอ นกลางวัน นั่งพกั ผอนกลางวนั อยใู นดาวดงึ สพภิ พน้ัน เห็นเทวดาเหลานน้ั เลนสนกุ กันอยูอยา งนนั้ จึงถามวา เพราะเหตุไร ทานทงั้ หลายจงึ มีใจราเรงิ เลนสนกุ กันอยา งน้ี ทานท้งั หลายจง

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 114บอกเหตุนั้นแกเ ราบา ง. เทวดาทงั้ หลายกลา ววา ขาแตทานผนู ิรทกุ ขพระราชบตุ รของพระเจาสุทโธทนมหาราชประสตู แิ ลว พระราชบุตรนนั้จกั ประทับที่โพธิมณั ฑเปน พระพทุ ธเจา ประกาศพระธรรมจักร พวกเราจักไดเหน็ พระพุทธลลี าอนั หาประมาณมิไดข องพระองค และจกั ไดฟ งธรรม เพราะเหตนุ ้นั เราทัง้ หลายจงึ ไดเ ปนผยู ินดีดวยเหตุน.ี้ พระดาบสไดฟงคาํ ของเทวดาเหลา นัน้ แลว จึงรบี ลงมาจากเทวโลก เขาไปยงัพระราชนิเวศน น่ังบนอาสนะทเ่ี ขาปลู าดไวแ ลว ทลู วา มหาบพติ ร ไดย นิวา พระราชบุตรของพระองคป ระสตู รแลว อาตมภาพอยากจะเหน็ พระราช-บุตรน้ัน. พระราชาทรงใหน าํ พระกมุ ารผแู ตง ตวั แลวมา เริ่มที่จะใหไหวพระดาบส พระบาทท้ังสองของพระโพธิสตั ว กลับไปประดิษฐานบนชฎาของพระดาบส จริงอยู บุคคลอื่นช่อื วาผสู มควรที่พระโพธิสตั วจะพึงไหวโดยอัตภาพนัน้ ยอ มไมมี ก็ถา ผไู มร ู จะพงึ วางศีรษะของพระ-โพธสิ ัตวล งแทบบาทมูลของพระดาบส ศรี ษะของพระดาบสนั้นจะแตกออก ๗ เสีย่ ง. พระดาบสคิดวา เราไมควรจะทาํ ตนของเราใหพนิ าศ จึงลุกข้ึนจากอาสนะ ประคองอัญชลแี กพ ระโพธิสตั ว. พระราชาทรงเหน็ความอัศจรรยข อ นัน้ จึงทรงไหวพ ระราชบุตรของพระองค. พระดาบสระลกึ ได ๘๐ กัป คอื ในอดตี ๔๐ กปั ในอนาคต ๔๐ กปัเหน็ ลกั ษณะสมบัติของพระโพธิสัตวแลวราํ พึงวา เธอจักไดเ ปนพระพุทธ-เจา หรือไมหนอ จงึ ใครครวญดรู ูวา จกั ไดเ ปนพระพุทธเจาโดยไมต อ งสงสัย จงึ ไดก ระทาํ การยิ้มแยม อันเปนเหตุใหร ูวา พระราชบุตรนี้เปนอัจฉรยิ บรุ ุษ แตน้ันจงึ ใครครวญดวู า เราจักไดเ ห็นอัจฉรยิ บุรุษผูนี้เปนพระพทุ ธเจา หรอื ไมห นอ ไดเ ห็นวา เราจักไมไ ดทนั เหน็ จกั ตายเสยี ใน

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 115ระหวางน้นั แหละ จักบงั เกิดในอรูปภพท่พี ระพทุ ธเจา รอยองคกด็ ี พนั องคกด็ ี ไมอาจเสด็จไปใหตรัสรูไ ด แลวคิดวา เราจักไมไ ดท ันเห็นอจั ฉริย-บุรษุ ชือ่ ผูเ ห็นปานน้ีเปนพระพทุ ธเจา เราจักมคี วามเสื่อมอยางมหนั ตห นอจึงไดร อ งไหแลว . คนทงั้ หลายเห็นแลว จึงเรียนถามทานวา พระคุณเจาของพวกเราหวั เราะอยูเมื่อก้ี กลับรอ งไหอกี เลา ทานผูเจรญิ อันตรายไร ๆ จกั มแี ดพระลูกเจา ของพวกเราหรือหนอ ? พระดาบสบอกวา พระราชบุตรนี้ไมมอี ันตราย จักไดเปนพระพุทธเจาโดยไมต องสงสยั . คนทั้งหลายจึงเรียนถามวา ทานผเู จรญิ เม่อื เปนเชน นน้ั เพราะเหตไุ ร ทานจึงรอ งไหเลา พระดาบสบอกวา เราโศกเศราถึงตนวา จกั ไมไดท นั เหน็ บุรษุผเู ห็นปานน้ีเปน พระพทุ ธเจา เราจกั มีความเสอื่ มอยา งมหนั ตหนอ จึงไดรองไห. ลําดับนนั้ ทา นจงึ ใครครวญดูวา บรรดาพวกญาตขิ องเรา ญาติไรๆ จักไดท นั เห็นบุรุษน้เี ปนพระพุทธเจาบา งไหม กไ็ ดเ ห็นนาลกทารกผเู ปน หลานของตน. ทา นจึงไปยังเรือนของนองสาวแลวถามวา นาลกะบตุ รของเจา อยูไหน. นอ งสาวตอบวา ขา แตพระคณุ เจา เขาอยใู นเรือนเจา คะ. พระดาบสกลาววา จงไปเรยี กเขามา คร้ันใหเ รยี กมาแลว จึงพูดกะกมุ ารผูม ายังสาํ นกั ของตนวา นี่แนะ พอ หลานชาย พระราชบตุ รประสตู ิในราชสกุลของพระเจา สุทโธทนมหาราช พระราชบุตรนัน่ เปนหนอเนื้อพทุ ธางกรู ลว งไป ๓๕ ปจ กั ไดเ ปนพระพทุ ธเจา เจาจกั ไดทนั เห็นพระองค เจา จงบวชเสียในวันน้ที เี ดียว.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 116 ฝา ยทารกผูเกดิ ในตระกูลมีทรพั ย ๘๗ โกฏิคดิ วา หลวงลุงจกั ไมชกั ชวนเราในส่งิ ทไ่ี มม ีประโยชน ทนั ใดนัน้ เองจงึ ใหค นไปซอ้ื ผา กาสายะและบาตรดินมาจากตลาด แลว ปลงผมและหนวด นุงหมผากาสายะประคองอัญชลีมงุ หนาไปทางพระโพธิสตั ว โดยคิดวา เราบวชอุทศิ ทานผอู ดุ มบุคคลในโลก ดังนแ้ี ลวกราบไหวด วยเบญจางคประดษิ ฐ เอาบาตรใสถ ุงคลองจะงอยบา เขา ปาหมิ พานต กระทาํ สมณธรรม. ทา นนาลกะน้ัน เขา ไปเฝาพระตถาคตผูไ ดบรรลุพระปรมาภิสัมโพธิ-ญาณแลว ขอใหต รัสนาลกปฏิปทา แลวกลับเขา ปาหมิ พานตอีก บรรลุพระอรหตั แลว ปฏิบตั ปิ ฏิปทาอยา งอกุ ฤษฏ รกั ษาอายุอยูได ๗ เดอื นเทา นั้นยนื พงิ ภูเขาทองลูกหนง่ึ อยูทา เดียว ปรนิ พิ พานแลว ดว ยอนุปาทิเสสนพิ -พานธาต.ุ ฝา ยพระโพธิสัตวแ ล พระประยรู ญาติทงั่ หลายใหสนานพระเศยี รในวนั ท่ี ๕ แลวคดิ กันวา จักเฉลมิ พระนาม จึงใหฉ าบทาพระราช-มณเฑียรดวยคันธชาติ ๔ ชนิด โปรยดอกไมม ีขาวตอกเปนที่ ๕ ใหจ ดัขาวปายาสลวน ๆ แลว เชญิ พราหมณ ๑๐๘ คน ผูเ รยี นจบไตรเพท ใหน ่งัในพระราชมณเฑยี ร ใหฉันโภชนะอยางดี กระทําสกั การะอยางมากมายแลวใหท ายพระลักษณะวา อะไรจกั เกดิ มีหนอแล. บรรดาพราหมณเ หลา นัน้ ครง้ั นน้ั พราหมณ ๘ คนนั้น คอื รามพราหมณ ธชพราหณ ลักขณพราหมณ มนั ตพี ราหมณ ยัญญพราหมณ สโุ ภช- พราหมณ สยุ ามพราหมณ และสทุ ตั ตพราหมณ เปน ผู จบเวทางคศาสตรมอี งค ๖ กระทําใหแ จงซง่ึ มนตแลว ดว ย ประการฉะน้ี.

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 117 พราหมณเ ฉพาะ ๘ คนนนี้ แ่ี ล ไดเ ปน ผทู ํานายพระลกั ษณะ. แมพระสุบินในวันทถ่ี ือปฏิสนธิ พราหมณทัง้ ๘ คนนี้น่ันแหละ ก็ไดทํานายแลว. บรรดาพราหมณท ้งั ๘ คนน้นั ๗ คนชูขนึ้ ๒ น้วิ ทํานายพระ-โพธสิ ตั วนน้ั เปน ๒ สถานวา ผูประกอบดว ยพระลักษณะเหลาน้ี ถาอยคู รองเรือน จักไดเ ปน พระเจา จกั รพรรดิ ถา บวชจักไดเปนพระ-พทุ ธเจา แลวบอกสิริสมบัติของพระเจา จักรพรรดิท้งั หมด. แตมาณพชือ่โกณฑญั ญะ โดยโคตร เปนหนุม กวาพราหมณเ หลาน้ันทั้งหมด ตรวจดูลักษณสมบตั อิ นั ประเสริฐของพระโพธิสัตวแ ลว ชขู ้นึ นิว้ เดยี ว พยากรณโดยสถานเดียวเทานนั้ วา พระกมุ ารนีไ้ มมเี หตุท่ีจะดาํ รงอยูทา มกลางเรอื นพระกมุ ารนีจ้ ักไดเปน พระพุทธเจา มกี ิเลสดุจหลังคาอนั เปด แลว โดยสว นเดียว. อันโกณฑัญญมาณพน้ไี ดก ระทําบุญญาธกิ ารไว เปนสัตวผูจะเกดิ ในภพสดุ ทาย มีปญญาเหนอื คนทงั้ ๗ นอกนี้ ไดเ ห็นคติเดียวเทานัน้กลาวคอื พระโพธสิ ตั วผ ปู ระกอบดว ยลักษณะเหลานี้จะเปนพระพทุ ธเจาโดยแนนอน เพราะเหตนุ นั้ จงึ ชขู นึ้ นิ้วเดียวแลว พยากรณอ ยางนน้ั .ลําดับน้ัน พราหมณท งั้ หลายเมอ่ื จะเฉลมิ พระนามของพระโพธสิ ัตวน้ัน จึงขนานพระนามวา สิทธัตถะ เพราะกระทําใหส ําเร็จความตอ งการแกโลกทงั้ ปวง. ลําดับน้ัน พราหมณเ หลา นนั้ จึงไปยังเรือนของตน ๆ เรียกลูก ๆมาบอกวา นี่แนะ พอท้งั หลาย พวกเราเปน คนแก จะอยถู ึงพระราชบุตรของพระเจาสทุ โธทนมหาราชบรรลุพระสพั พญั ุตญาณหรือไม (ก็ไมร ู)เม่ือพระราชกมุ ารน้นั บรรลุพระสพั พัญตุ ญาณแลว พวกเจาพึงบวชใน

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 118สํานกั ของพระองค. พราหมณท้ัง ๗ คนนัน้ ดาํ รงอยตู ราบช่วั อายุแลวไดไปตามกรรม สวนโกณฑัญญมาณพเทานน้ั ยังมีชีวติ อยู. โกณฑัญญมานพน้นั เมอ่ื พระมหาสัตวอ าศัยความเจรญิ แลว ออกมหาภิเนษกรมณบวชแลว เสด็จถงึ อุรเุ วลาประเทศโดยลําดบั ทรงพระ-ดํารวิ า ภูนิภาคนีน้ ารื่นรมยจรงิ หนอ ทีน่ สี้ มควรท่ีจะบําเพ็ญเพยี รของกุลบตุ รผูม คี วามตองการจะบาํ เพญ็ เพยี ร จงึ เสดจ็ เขาไปอยู ณ ทนี่ ้ัน เขาไดฟ งขาววา พระมหาบรุ ษุ ทรงผนวชแลว จงึ เขา ไปหาพวกบุตรของพราหมณเ หลาน้ัน กลา วอยางน้วี า ไดย ินขา ววา พระสิทธัตถกุมารทรงผนวชแลว พระองคจ ักไดเปนพระพทุ ธเจาโดยไมต องสงสยั ถาบิดาของทานทง้ั หลายยังมีชวี ติ อยู ก็จะพงึ ออกบวชวันนี้ ถาแมทานทงั้ หลายจะตอ งการจงมาซิ พวกเราจกั บวชตามพระมหาบุรุษนัน้ . พวกเขาท้งั หมดไมสามารถจะมีฉันทะเปนอนั เดยี วกันได บรรดาชนท้ัง ๗ นนั้ ๓ คนไมบวช๔ คนนอกนบี้ วช โดยตั้งใหโกณฑญั ญพราหมณเปนหัวหนา พราหมณท ง้ั๕ คนนน้ั จึงมีชือ่ วา พระปญจวคั คยี เถระ. กใ็ นครั้งน้นั พระเจาสทุ โธทนะตรสั ถามวา บุตรของเราเห็นอะไรจงึ จักบวช พวกอํามาตยกราบทูลวา เหน็ บุพนมิ ิตทงั้ ๔. ตรสั ถามวาบุพนมิ ิตอะไรบา ง. กราบทูลวา คนแก คนเจบ็ คนตาย และบรรพชิต.พระราชาตรัสวา จาํ เดมิ แตน ้ไี ป พวกทา นอยา ไดเหน็ ปานนเ้ี ขา ไปยังสํานกั แหงบุตรของเรา เราไมม กี จิ กรรมที่จะใหบุตรของเราเปนพระ-พุทธเจา เรามีความประสงคจ ะเหน็ บุตรของเราครอบครองราชสมบตั ิจักร-พรรดิ อนั มีความเปนอิสริยาธบิ ดใี นทวปี ท้งั ๔ มีทวีปนอยสองพันเปนบริวาร หอมลอ มดวยบริษทั อนั มีปรมิ ณฑล ๓๖ โยชน ทอ งเทีย่ วไปในพ้ืน

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 119ทอ งฟา ก็แหละครน้ั ตรัสอยา งน้แี ลว เพอ่ื ที่จะหา มมิใหบพุ นมิ ติ ทั้ง ๔ประการนี้ มาสคู ลองจักษพุ ระกุมาร จึงทรงตง้ั การอารกั ขาไวในท่ีทกุ ๆคาวตุ ในทศิ ทาง ๔. กว็ นั นน้ั เม่อื ตระกลู พระญาตแิ ปดหม่ืนตระกูลประชุมกันในมงคลสถานแลว พระญาติองคหนงึ่ ๆ ไดอ นญุ าตบุตรคนหนงึ่ ๆ วา พระราช-กมุ ารน้ี จะเปนพระพุทธเจาหรือเปนพระราชากต็ าม พวกเราจกั ใหบ ตุ รคนละคน ถา แมจ กั ไดเปนพระพทุ ธเจา จักเปน ผูอ ันหมขู ตั ติยสมณะหอ มลอ มเทย่ี วไป ถาแมจ กั เปนพระราชา จักเปน ผูอันขัตติยกุมารหอมลอ มกระทาํ ไวใ นเบ้อื งหนาเทีย่ วไป. ฝา ยพระราชาก็ทรงตัง้ นางนมผปู ราศจากสรรพโรค สมบรู ณด ว ยรูปอันอดุ มแกพ ระโพธิสตั ว. พระโพธิสัตวเ จริญดวยบริวารใหญ ดว ยสิริโสภาคยอ ันยิง่ ใหญ. อยมู าวันหนงึ่ พระราชาทรงมีงานพระราชพิธชี ื่อวา วปั ปมงคล.วันนัน้ ประชาชนตางประดับประดาพระนครทัง้ สิ้น ประดุจเทพนครคนท้งั หมดมีทาสและกรรมกรเปน ตน นุง หมผาใหม ประดับดว ยของหอมและดอกไมเปนตน ประชุมกันในราชสกลุ เทียมไถถึงพนั คนั ในงานพระราชพธิ ี. กใ็ นวันนนั้ ไถ ๑๐๘ คนั หยอ นไวค นั หนงึ่ (คือ๑๐๗ คนั ) พรอมทงั้ โคผูผูกเชือกสายตะพาย หุม ดวยเงิน. สวนไถท่ีพระ-ราชาทรงถือ หุมดวยทองคาํ สุกปลงั่ . แมเ ขา เชือกสายตะพา และปฏกั ของโคผูทง้ั หลาย หุมดว ยทองคาํ ท้ังน้นั . พระราชาเสดจ็ ออกดวยบรวิ ารใหญ ไดท รงพาพระราชบตุ รไปดว ย.ในสถานทีป่ ระกอบพระราชพิธี มตี นหวาตน หนึง่ มใี บหนาแนน มีรมเงา

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 120ชิดสนทิ . พระราชาทรงใหป ูลาดพระทีบ่ รรทมของพระกุมาร ณ ภายใตตน หวา นัน้ ใหผกู เพดานขจติ ดวยดาวทองไวเ บื้องบน ใหแวดวงดว ยปราการคือพระวสิ ตู ร วางการอารกั ขาเสร็จแลว พระองคท รงประดับเครอ่ื งราชอลังการทง้ั ปวง หอมลอมดว ยหมูอาํ มาตยเ สด็จไปยังสถานที่จรดพระนงั คลั ณ ท่ีนนั้ พระราชาทรงถือพระนังคัลทองคาํ อาํ มาตยทั้งหลายถอื ไถเงนิ ๑๐๗ คนั พวกชาวนาถอื ไถที่เหลอื . พวกเขาถอื ไถเหลานั้นไถไปรอบ ๆ สวนพระราชาทรงไถจากดานในไปสดู า นนอก ไถจากดานนอกไปสดู า นใน. ในที่แหง หนึ่ง มีมหาสมบัต.ิ พวกนางนมท่ีนั่งหอมลอ มพระโพธสิ ตั ว คิดวาจักไปดสู มบัตขิ องพระราชา จึงออกจากพระวสิ ตู รไปขา งนอก. พระโพธสิ ตั วท รงแลดูไปรอบ ๆ ไมเ ห็นมใี ครเลย จึงเสดจ็ ลกุ ขน้ึโดยเร็ว ทรงน่งั ขัดสมาธกิ ําหนดลมหายใจเขาออก ทําปฐมฌานใหเกดิ ขนึ้แลว . พวกนางนมเท่ียวไปในระหวางเวลากินอาหาร จงึ ชักชาไปหนอยหน่งึ . เงาของตน ไมทเี่ หลอื คลอยไป แตเ งาของตน หวา นนั้ คงต้ังอยูเ ปนปรมิ ณฑล. พวกนางนมคิดไดวา พระลูกเจา ประทบั อยพู ระองคเดยี วจงึ รีบยกพระวิสูตรขึน้ เขา ไปภายใน เหน็ พระโพธิสัตวน ่ังขัดสมาธิบนพระทบ่ี รรทม และเห็นปาฏหิ ารยิ นน้ั จึงไปกราบทลู แดพระราชาวาขาแตส มมติเทพ พระกุมารประทบั นั่งอยางนี้ เงาของตน ไมอ ่ืน ๆ คลอยไปแลว แตเงาของตนหวาคงตั้งเปนปริมณฑลอย.ู พระราชารบี เสดจ็ มาทรงเหน็ ปาฏิหาริย จึงทรงไหวพ ระโอรสโดยตรสั วา นี่แนะพอ น้ีเปนการไหวเจาครั้งทส่ี อง.

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 121 ลําดับนน้ั พระโพธิสัตวมพี ระชนมายุ ๑๖ พรรษาโดยลาํ ดับ. พระ-ราชาใหสรางปราสาทสามหลงั อันเหมาะสมแตฤ ดทู ้งั สาม เพ่ือพระโพธิ-สตั ว คอื หลงั หน่ึงมี ๙ ชั้น หลังหนึ่งมี ๗ ชน้ั หลังหนึง่ ๕ ช้ัน และใหห ญิงฟอนรําสห่ี มื่นนางคอยบาํ เรอรับใช. พระโพธิสตั วอันหญิงฟอ นรําผปู ระดบั กายงดงามหอ มลอม เหมือนเทพบตุ รอันหมูนางอปั สรหอมลอ มอยูฉะน้นั ถกู บาํ เรออยูด ว ยดนตรีไมมีบุรษุ เจอื ปน เสวยมหาสมบัติอยใู นปราสาททงั้ สามตามคราวแหงฤด.ู สวนพระเทวีมารดาพระราหลุ เปนพระ-อคั รมเหสีของพระองค. เมอื่ พระองคเ สวยสมบัติอยูอยางน้ัน วนั หนึ่ง ไดม กี ารพดู กันขน้ึในระหวา งหมพู ระญาตดิ งั นวี้ า พระสทิ ธัตถะทรงเท่ยี วขวนขวายอยแู ตก ารเลน เทานัน้ ไมท รงศึกษาศิลปศาสตรอะไร ๆ เมือ่ มสี งครามมาประชดิเขา จกั กระทาํ อยางไร. พระราชารับส่งั ใหเรียกพระโพธสิ ตั วมาแลวตรัสวา น่ีแนะ พอ พวกญาติ ๆ ของลกู พากันพดู วา สิทธัตถะไมศึกษาศิลปศาสตรอะไร ๆ ขวนขวายแตการเลนเทาน้นั เทย่ี วไป ในเรือ่ งนี้ ลูกจะเขา ใจอยา งไร ในเวลาประจวบกับพวกศตั รู พระโพธิสัตวทลู วาขาแตสมมตเิ ทพ ขา พระองคไ มมกี ิจทจ่ี ะตองศึกษาศิลปศาสตร ขอพระองคไดโ ปรดใหเทยี่ วตีกลองปาวรอ งไปในพระนคร เพ่ือใหม าดูศิลปะของขาพระองค ในวันที่ ๗ แตว นั นไ้ี ป ขา พระองคจกั แสดงศิลปศาสตรแ กหมูพระญาต.ิ พระราชาไดทรงกระทาํ ตามน้ัน พระโพธสิ ัตวใ หประชมุ นกัแมนธนผู ูสามารถยงิ อยางสายฟาแลบ และผูสามารถยิงขนหางสัตว แลวทรงแสดงศลิ ปะทง้ั ๑๒ ชนิดแกพระญาติ ซงึ่ ไมทัว่ ไปกับพวกนกั แมน ธนู

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 122อื่น ๆ ในทา มกลางมหาชน. เรอ่ื งนน้ั พงึ ทราบตามนยั ที่มมี าในสรภังค-ชาดกนัน่ แล. คร้ังน้ัน หมพู ระญาตขิ องพระองคไ ดห มดขอ สงสัย อยูม าวนั หน่ึง พระโพธสิ ัตวมีพระประสงคจะเสด็จไปยังอทุ ยานภูมิจึงตรัสเรยี กนายสารถมี าแลว ตรัสวา จงเทียมรถ. นายสารถีนน้ั รบั พระ-บัญชาแลว ประดบั รถช้ันสูงสดุ อันควรคา มาก ดวยเคร่อื งประดบั ท้ังปวงแลวเทยี มมา สนิ ธพทีเ่ ปน มงคล ๔ ตวั มีสดี ังกลีบดอกโกมทุ เสรจ็ แลวจึงทลู บอกแกพ ระโพธสิ ตั ว. พระโพธสิ ตั วเสดจ็ ขึ้นรถอนั เปนเชน กับเทพ-วมิ าน ไดเสดจ็ บา ยพระพักตรไ ปทางอุทยาน. เทวดาท้งั หลายคดิ วา กาลทจ่ี ะตรสั รูพรอ มเฉพาะของพระสิทธัตถกมุ าร ใกลเ ขา มาแลว พวกเราจกัแสดงบุพนมิ ิต จึงแสดงเทวบตุ รองคหนง่ึ ใหเปนคนแกช รา มฟี นหกัผมหงอก หลงั โกง มรี างกายคอมลง ถอื ไมเ ทา ส่ันงก ๆ เงนิ ๆพระโพธสิ ตั วและนายสารถีกไ็ ดท อดพระเนตรเห็น และแลเห็นคนแกชรานน้ั . ลําดบั นนั้ พระโพธสิ ัตวไดตรสั ถามนายสารถี โดยนัยอนั มาในมหาปทานสตู รวา นี่แนะ สหาย บรุ ุษนั่นชื่อไร แมผมของเขาก็ไมเหมอื นคนอื่น ๆ ดังนี้ ไดท รงสดบั คาํ ของนายสารถีนัน้ แลว ทรงดาํ ริวา แนะผูเจริญความเกิดนี้ นาตเิ ตียนจรงิ หนอ เพราะชือ่ วาความแกจักปรากฏแกสัตวผ ูเ กิดแลวดังน้ี มพี ระทัยสลด เสดจ็ กลับจากท่นี นั้ ขึ้นสูปราสาททันทีพระราชาตรัสถามวา เพราะเหตไุ ร บตุ รของเราจงึ กลับเรว็ ? นายสารถีกราบทูลวา ขา แตสมมติเทพ เพราะเหน็ คนแก พระเจา ขา . พระราชาตรสั วา พวกเขาพดู กนั วา เพราะเหน็ คนแกจ ักบวช เพราะเหตไุ ร พวกเจา จงึ จะทําเราใหฉบิ หายเสียเลา จงรบี จัดนางฟอนราํ ใหลูกเราดู เธอเสวย
























































Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook