Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_70

tripitaka_70

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:44

Description: tripitaka_70

Search

Read the Text Version

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 84ฟงธรรม จงึ ถวายราชสมบตั ใิ นมหาทวีปท้ัง ๔ พรอ มกบั รัตนะทง้ั ๗ แกภกิ ษุสงฆม ีพระพุทธเจาเปนประธาน แลวบวชในสํานกั ของพระศาสดา.ชาวรัฐทง้ั ส้นิ ตา งถอื เอาเงินทีเ่ กดิ ขนึ้ ในรฐั จัดการกจิ ของตนผูทะนบุ าํ รุงวดั ใหส ําเร็จ แลว ไดถวายทานแกภกิ ษุสงฆมีพระพทุ ธเจาเปนประธานตลอดกาลเปน นจิ . พระศาสดาแมพระองคนั้น ก็ทรงพยากรณพ ระโพธิ-สัตวนัน้ วา จกั ไดเปนพระพทุ ธเจา ในอนาคตกาล. พระผูมพี ระภาคเจาพระองคน้ัน ไดมีนครช่อื วา สมุ งั คละ พระราชาพระนามวา อุคคตะเปนพระบิดา พระเทวีพระนามวา ปภาวดี เปนพระมารดา มพี ระอัคร-สาวก ๒ องค คอื พระสทุ สั สนะ และ พระสเุ ทวะ มีพระอปุ ฏฐากชื่อวา นารทะ มีพระอคั รสาวิกา ๒ พระองค คอื พระนางนาคา และพระนางนาคสมานา มีตนไผใหญ เปนตนไมท ่ตี รสั ร.ู ไดย นิ วา ตนไผใหญน้นั มีชอ งกลวงนอ ย มีลําตน ทบึ มกี งิ่ ใหญ ๆ พุงขึน้ ขางบนแลดเู จิดจาประดจุ กาํ หางนกยงู . พระผมู ีพระภาคเจา พระองคน นั้ มีพระสรีระสูง ๕๐ศอก มพี ระชนมายเุ กา หม่ืนปแ ล. ในมณั ฑกปั นัน้ นนั่ แล มพี ระนายกพระนามวา สชุ าตะ มี พระหนุดังคางราชสหี  มีลาํ พระศอดังคอโคผู หาผปู ระมาณ มิได อันใคร ๆ เขาถึงไดยาก ฉะน้ีแล. ในกาลตอจากพระสชุ าตพทุ ธเจา ในทส่ี ุดหนง่ึ พันแปดรอ ยกปัแตก ัปนไี้ ป ในกปั เดยี วกัน มพี ระพทุ ธเจาบงั เกิดขน้ึ ๓ พระองค คือพระ-ปย ทสั สี พระอรรถทัสสี และพระธรรมทสั สี. แมพระผมู ีพระภาคเจาปย ทัสสี ก็มีสาวกสนั นบิ าต ๓ ครัง้ ครงั้ ที่ ๑ มีภกิ ษแุ สนโกฏิ ครง้ั ท่ี ๒มีภิกษเุ กา สิบโกฏิ คร้งั ที่ ๓ มภี กิ ษแุ ปดสบิ โกฏิ.

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 85 ครัง้ นั้น พระโพธิสัตวเปนมาณพช่ือวา กัสสป เปนผูเ รยี นจบไตรเพท ไดฟ ง พระธรรมเทศนาของพระศาสดาแลว จึงใหส รางสงั ฆารามโดยบรจิ าคทรัพยแ สนโกฏิ ตั้งอยูในสรณะและศีล. ลาํ ดบั นัน้ พระศาสดาทรงพยากรณพระโพธสิ ตั วนน้ั วา ตอลวงไปหน่ึงพนั แปดรอ ยกปั จักไดเปน พระพุทธเจา . พระผูมีพระภาคเจาพระองคน น้ั มีนครช่อื วาอโนมะ. พระราชาพระนามวา สุทนิ นะ เปนพระบดิ า พระเทวพี ระนามวา จนั ทา เปนพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค คอื พระปาลติ ะ และพระสรรพ-ทัสสี มีพระอปุ ฏ ฐากชอื่ วา โสภิตะ มพี ระอัครสาวกิ า ๒ องค คือพรนางสชุ าตา และพระนางธรรมทินนา มตี น กุม เปน ไมต รัสรู มีพระสรรี ะสูง ๘๐ ศอก มพี ระชนมายเุ กาหมืน่ ปแล. กาลตอจากพระสุชาตพทุ ธเจา พระสยมั ภพู ระนามวา ปย ทัสสี ผูนําโลก อันใคร ๆ เขา ถึงไดยาก ผเู สมอกับ พระพุทธเจา ท่ไี มมผี ูเสมอ มพี ระยศใหญ ฉะน้ันแล. ในกาลตอจากพระปยทสั สีพุทธเจา นน้ั พระผมู ีพระภาคเจา พระ-นามวา อรรถทสั สี เสด็จอุบตั ขิ ึ้นแลว. แมพ ระองคกม็ ีสาวกสนั นบิ าต๓ ครง้ั ครงั้ ที่ ๑ มภี ิกษเุ กา ลา นแปดแสน ครง้ั ที่ ๒ มีภิกษุแปดลา นแปดแสน ครงั้ ที่ ๓ มภี ิกษเุ ทานน้ั เหมือนกนั . ครง้ั นั้น พระโพธสิ ัตวเปนดาบสมฤี ทธ์มิ ากชื่อวา สสุ ีมะ นาํ เอาฉตั รทีท่ าํ ดว ยดอกมณฑารพมาจากเทวโลก แลว บูชาพระศาสดา. แมพระองคก็ทรงพยากรณพ ระโพธิ-สัตวนนั้ วา จกั ไดเ ปนพระพุทธเจา ในอนาคตกาล. พระผมู พี ระภาคเจานน้ั มีนครชื่อวา โสภณะ พระราชาพระนามวา สาคระ เปน พระบิดา

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 86พระเทวีพระนามวา สุทสั สนา เปนพระมารดา มพี ระอัครสาวก ๒ องคคอื พระสนั ตะ และพระอุปสนั ตะ มพี ระอปุ ฏ ฐากช่อื วา อภยะ มีพระอคั รสาวิกา ๒ องค คอื พระนางธรรมา และพระนางสธุ รรมา ตนจําปาเปนไมท ี่ตรัสรู มพี ระสรรี ะสูง ๘๐ ศอก รศั มจี ากพระสรรี ะ ไดแผไ ปต้ังอยปู ระมาณหน่งึ โยชนโดยรอบ มพี ระชนมายแุ สนปแล. ในมณั ฑกปั นนั้ นัน่ แล พระอรรถทสั สีผอู งอาจในหมชู น ขจดั ความมืดอยา งใหญแลว ไดบรรลุพระสมั โพธญิ าณอนั อดุ ม ฉะนแี้ ล. ในกาลตอ จากพระอรรถทัสสพี ุทธเจานัน้ พระศาสดาพระนามวาธรรมทสั สี เสด็จอุบัตขิ ้นึ แลว. แมพระองคก ม็ สี าวกสันนบิ าต ๓ ครั้งคร้งั ที่ ๑ มีภกิ ษุรอยโกฏิ ครง้ั ท่ี ๒ มภี กิ ษเุ กา สบิ โกฏิ ครง้ั ท่ี ๓ มภี กิ ษุแปดสบิ โกฏิ. ในครั้งน้ัน พระโพธิสัตวไดเ ปนทาวสักกเทวราช ไดกระทาํ การบูชาดวยดอกไมหอมอนั เปน ทิพย และดนตรีทิพย. พระศาสดาแมพระองคน้ันกท็ รงพยากรณพระโพธิสตั วน น้ั วา จกั ไดเปนพระพุทธเจาในอนาคตกาล. พระผมู พี ระภาคเจาพระองคนัน้ มนี ครช่ือวา สรณะพระราชาพระนามวา สรณะ เปน พระบดิ า พระเทวีพระนามวา สุนนั ทาเปนพระมารดา พระเถระ ๒ องค คอื พระปทมุ ะ และพระผสุ สเทวะเปนพระอัครสาวก พระเถระชอ่ื วา สุเนตตะ เปน พระอปุ ฏฐาก พระ-เถรี ๒ องค คอื พระนางเขมา และพระนางสัพพกามา เปน พระ-อัครสาวกิ า ตนรัตตังกุรพฤกษเ ปนไมท ่ีตรสั รู ตนมะกลํา่ เครือกเ็ รียกกพ็ ระสรรี ะของพระองคส งู ได ๘๐ ศอก พระชนมายไุ ดแสนปแล.

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 87 ในมณั ฑกปั น้ันนนั่ แล พระธรรมทัสสผี ูมีพระยศใหญ ทรงกําจัดความมดื มนอนธการแลว รงุ โรจนอยใู นโลก พรอม ท้ังเทวโลก ฉะนีแ้ ล. ในกาลตอจากพระธรรมทัสสพี ทุ ธเจา น้ัน ในที่สุดเกาสิบส่กี ปั แตนี้ไป ในกปั เดยี วมีพระสมั มาสัมพุทธเจาพระนามวา สิทธัตถะ พระองคเดยี วเทา นน้ั เสด็จอบุ ตั ิขน้ึ แลว . แมพ ระองคก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้งสันนิบาตครง้ั แรก มภี กิ ษุรอยโกฏิ ครัง้ ท่๒ี เกาสบิ โกฏิ ครงั้ ท่ี ๓ แปดสบิโกฏิ. ในครัง้ นนั้ พระโพธิสตั วเปน ดาบสช่อื วา มังคละ มเี ดชกลาสมบรู ณดวยอภิญญาพละ นําเอาผลหวาใหญม าถวายพระคถาคต. พระ-ศาสดาเสวยผลหวา นน้ั แลว ทรงพยากรณวา ในท่ีสุดเกาสบิ สกี่ ัป จักไดเปนพระพทุ ธเจา . พระผูมพี ระภาคเจา นนั้ มีนครช่อื วา เวภาระ พระราชาพระนามวา ชยเสนะ เปนพระบดิ า พระเทวพี ระนามวา สุผสั สา เปนพระมารดา พระเถระ ๒ องค คือ พระสมั พละ และพระสมุ ติ ตะ เปนพระอคั รสาวก พระเถระช่อื วา เรวตะ เปน พระอุปฏ ฐาก พระเถรี ๒ องคคือ พระนางสีวลา และพระนางสรุ ามา เปน พระอคั รสาวิกา ตนกรรณิการเปนไมท่ตี รัสรู มพี ระสรรี ะสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายไุ ดแ สนปแ ล. หลังจากพระธรรมทัสสพี ุทธเจา พระโลกนายกพระนาม วา สิทธธิ ัตถะ ทรงกาํ จดั ความมดื ทง้ั ปวง เหมือนพระอาทติ ย โผลขึน้ แลว ฉะน้ีแล. ในกาลตอ จากพระสิทธัตถพุทธเจานั้น ในทสี่ ดุ เกา สบิ สองกัปแตนี้ไป มพี ระพทุ ธเจา ๒ พระองคบังเกิดในกัปเดยี วกนั คอื พระตสิ สะและพระผสุ สะ. พระผูมีพระภาคเจา ตสิ สะ มสี าวกสนั นิบาต ๓ คร้งั .

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 88สนั นิบาตครงั้ แรก มภี กิ ษุรอ ยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เกาสบิ โกฏิ คร้ังที่ ๓ แปด-สบิ โกฏ.ิ คร้งั นั้น พระโพธิสัตวเปน กษตั รยิ พระนามวา สุชาตะ มีโภค-สมบตั มิ าก มียศย่งิ ใหญ บวชเปนฤๅษี ไดถ ึงความเปนผูมีฤทธม์ิ ากสดับวา พระพุทธเจาอุบัติขน้ึ แลว จึงถอื เอาดอกมณฑารพ ดอกปทมุและดอกปารฉิ ัตร อันเปนทพิ ย ไปบูชาพระตถาคตผเู สดจ็ ดําเนินไปในทามกลางบริษทั ๔ ไดก ระทาํ เพดานดอกไมใ นอากาศ. พระศาสดาแมพระองคนน้ั กท็ รงพยากรณพ ระโพธิสัตวน น้ั วา ในที่สุด ๙๒ กปั แตนีไ้ ปจกั ไดเ ปน พระพุทธเจา . พระผมู ีพระภาคเจา พระองคน ้นั มนี ครชอื่ วาเขมะ กษัตริยพระนามวา ชนสนั ธะ เปนพระบิดา พระเทวพี ระนามวาปทุมา เปนพระมารดา มีพระอคั รสาวก ๒ องค คอื พระพรหมเทวะและพระอทุ ยะ มพี ระอปุ ฏฐากช่อื วา สุมนะ มพี ระอัครสาวิกา ๒ องคคือ พระนางผุสสา และพระนางสทุ ตั ตา ตน ประดูลายเปนไมท ต่ี รัสรูมีพระสรีระสงู ๖๐ ศอก มพี ระชนมายแุ สนปแ ล. กาลตอจากพระสทิ ธัตถพทุ ธเจา ก็มีพระตสิ สพทุ ธเจา ซ่ึง ไมมีผูเสมอ ไมม บี ุคคลเปรียบปาน มเี ดชหาที่สุดมิได มี พระยศนับมิได เปนนายกผูเ ลศิ ในโลกแล. กาลตอจากพระติสสพทุ ธเจาน้นั ไป พระศาสดาพระนามวา ผสุ ๑สะไดเสด็จอบุ ัติขึน้ แลว. แมพระองคกม็ สี าวกสนั นบิ าต ๓ คร้ัง สนั นบิ าตครงั้ แรก มีภิกษุหกลา น ครง้ั ที่ ๒ หา ลาน คร้ังที่ ๓ สามลานสองแสน. ครงั้ นน้ั พระโพธิสตั วเปนกษัตรยิ  พระนามวา วชิ ิตาวี ทรงละ๑. บางแหงเปนปสุ สะ.

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 89ราชสมบตั ใิ หญ บวชในสํานกั ของพระศาสดา เรยี นพระไตรปฎ กแลวแสดงธรรมกถาแกมหาชน และบําเพญ็ ศีลบารมี. พระศาสดาแมพระองคนน้ั กท็ รงพยากรณพระโพธสิ ตั วน ั้นวา จักไดเปนพระพุทธเจา. พระผูม-ีพระภาคเจา พระองคน ้ัน มีนครช่อื วา กาสี พระราชาพระนามวา ชยเสนะเปน พระบิดา พระเทวีพระนามวา สริ ิมา เปนพระมารดา มีพระอคั ร-สาวก ๒ องค คือ พระสรุ กั ขิตะ และ พระธรรมเสนะ มพี ระอปุ ฏฐากชอ่ื วา สภยิ ะ มพี ระอัครสาวิกา ๒ องค คอื พระนางจาลา และพระนางอุปจาลา มตี นมะขามปอ มเปน ไมทตี่ รัสรู มีพระสรรี ะสงู ๕๘ ศอก มีพระชนมายุเกา หมนื่ ปแ ล. ในมณั ฑกัปนน้ั นนั่ แล ไดมีพระศาสดาพระนามวา ผุสสะ เปนผยู อดเย่ยี ม หาผเู ปรยี บมิได เปนผเู สมอดว ยพระพทุ ธ- เจา ซง่ึ หาผูเสมอมไิ ด ทรงเปนนายกผเู ลศิ ในโลก ฉะนแ้ี ล. กาลตอ จากพระผุสสะพระองคน ัน้ ในกปั ที่ ๙๑ แตน ไ้ี ป พระผมู ี-พระภาคเจาพระนามวา วปิ สสี เสดจ็ อบุ ัติข้ึนแลว . แมพระองคก ม็ ีสาวกสันนบิ าต ๓ ครงั้ สนั นบิ าตครั้งแรก มีภกิ ษุหกลา นแปดแสน คร้ังที่ ๒หนง่ึ แสน ครงั้ ที่ ๓ แปดหมน่ื . คร้งั นนั้ พระโพธิสัตวเ ปนนาคราชชอ่ื วา อตลุ ะ มฤี ทธ์มิ ากมีอานุภาพมาก ไดถวายต่ังใหญท ําดวยทอง ขจติดว ยแกว ๗ ประการ แดพ ระผูมีพระภาคเจา แมพระองคก ท็ รงพยากรณเขาวา ในกปั ที่ ๙๑ แตน้ีไป จกั ไดเ ปน พระพุทธเจา. พระผูม ีพระภาคเจาพระองคนน้ั มนี ครชอ่ื วา พันธุมดี พระราชาพระนามวา พันธุมะ เปนพระบดิ า พระเทวพี ระนามวา พนั ธุมดี เปน พระมารดา มพี ระอคั ร-สาวก ๒ องค คอื พระขณั ฑะ และพระติสสะ มีพระอุปฏฐากช่ือวา

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 90พระอโสกะ มพี ระอัครสาวิกา ๒ องค คือ พระนางจันทา และพระนางจันทมติ ตา มตี น แคฝอยเปน ไมทตี่ รัสรู มพี ระสรีระสงู ๘๐ ศอก พระ-รัศมจี ากพระสรีระไดเ เผไปตัง้ อยู ๗ โยชน ในกาลทกุ เมอ่ื มพี ระชนมายุแปดหมนื่ ปแล. กาลตอจากพระผสุ สพุทธเจา มีพระสมั พุทธเจา พระนาม วา รปิ ส สโี ดยพระนาม ผสู ูงสุดกวา สตั ว ๒ เทา ผูม ีจกั ษุญาณ ไดเสดจ็ อุบัติขน้ึ แลว ในโลก ฉะนน้ั แล. ในกาลตอจากพระวปิ ส สพี ระองคนัน้ ในกัปที่ ๓๑ แตน ้ไี ป ไดมีพระพทุ ธเจา ๒ พระองค คือ พระสิขี และ พระเวสสภ.ู แมพ ระสขิ ีผูม ีพระภาคเจาน้นั กม็ สี าวกสนั นิบาต ๓ ครั้ง สนั นิบาตครง้ั แรก มภี ิกษุหน่ึงแสน ครั้งท่ี ๒ แปดหมน่ื ครัง้ ท่ี ๓ เจด็ หมื่น ครง้ั นั้น พระโพธิสัตวเ ปนพระราชาพระนามวา อรนิ ทมะ ไดถวายมหาทานพรอ มท้ังจวี รแกภกิ ษสุ งฆมพี ระพุทธเจา เปนประธาน แลวถวายชา งแกว ซึ่งประดับดว ยแกว ๗ ประการ แลว ไดถ วายกัปปย ภณั ฑใหมขี นาดเทา ตัวชา ง พระศาสดาแมพระองคน นั้ กท็ รงพยากรณพ ระโพธิ-สตั วนัน้ วา ในกัปที่ ๓๑ แตน ไี้ ป จักไดเปน พระพุทธเจา ก็พระผมู พี ระภาคเจา นน้ั มนี ครช่อื วา อรุณวดี กษตั ริยพ ระนามวาอรุณ เปนพระบิดา พระเทวีพระนามวา ปภาวดี เปนพระมารดา มีพระอคั รสาวก ๒ องค คอื พระอภภิ ู และพระสมั ภวะ มีพระอุปฏฐากชือ่ วา เขมงั กร มพี ระอัครสาวิกา ๒ องค คอื พระนางขสิลา และพระนางปทมุ า มตี น บณุ ฑริก (ตนมะมวง) เปน ไมท ต่ี รัสรู มีพระสรีระ

พระสตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 91สงู ๗๐ ศอก พระรัศมีจากพระสรรี ะไดแผไปตงั้ อยู ๓ โยชน มีพระชน-มายเุ จด็ หม่ืนปแ ล. กาลตอจากพระวปิ ส สี ไดม ีพระสัมพุทธเจาพระนามวา สิขี เปน ผสู ูงสดุ กวา สตั ว ๒ เทา เปน พระชนิ เจาซ่งึ ไมม ีผเู สมอ หาบุคคลเปรียบปานมิได ฉะนแ้ี ล. ในกาลตอ จากพระสขิ พี ระองคน ้ัน พระศาสดาพระนามวา เวสสภูเสด็จอุบตั ิขึ้นแลว. แมพระองคม สี าวกสันนบิ าต ๓ ครงั้ สนั นบิ าตครัง้แรก มภี ิกษุแปดหมนื่ ครัง้ ที่ ๒ เจด็ หมืน่ ครงั้ ที่ ๓ หกหม่ืน. ในกาลนัน้ พระโพธิสัตวไ ดเปน พระราชาพระนามวา สุทสั สนะถวายมหาทานพรอมท้ังจวี รแกภิกษสุ งฆ มพี ระพทุ ธเจาเปน ประธานแลวบวชในสาํ นักของพระเวสสภูนน้ั สมบูรณด วยอาจารคณุ มากไปดวยความยําเกรงและความปต ใิ นพระพุทธรตั นะ. พระผูมีพระภาคเจาแมพระ-องคน้นั ก็ทรงพยากรณพระโพธสิ ตั วนั้นวา ในกปั ที่ ๓๑ แตน ไ้ี ป จักไดเปน พระพทุ ธเจา. ก็พระผมู ีพระภาคเจาพระองคน ัน้ มีนครชอ่ื วา อโนมะพระราชาพระนามวา สปุ ปตีตะ เปน พระบิดา พระเทวพี ระนามวา ยสวดีเปน พระมารดา มพี ระอัครสาวก ๒ องคค ือ พระโสณะ และ พระอตุ ตระมพี ระอุปฏฐากช่ือวา อปุ สนั ตะ มีพระอคั รสาวิกา ๒ องค คือ พระนางรามา และพระนาง สุรามา มตี ันสาละเปนไมทต่ี รัสรู มพี ระสรรี ะสงู๖๐ ศอก มพี ระชนมายหุ กหม่ืนปแล. ในมณั ฑกปั นนั้ นั่นแล พระชนิ เจาพระองคนัน้ พระนามวา เวสสภู โดยพระนาม ไมม ีผูเสมอ หาบุคคลเปรียบปานมิได เสด็จอุบัตแิ ลวในโลก ฉะน้นั แล.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 92 ในกาลตอ จากพระเวสสภูน้นั ในกัปน้ี มพี ระพทุ ธเจา บงั เกดิ ขึ้นพระองค คอื พระกกสุ นั ธะ พระโกนาคมนะ พระกสั สปะ และพระผูม พี ระภาคเจา ของเราท้ังหลาย พระผมู พี ระภาคเจากกสุ นั ธะมีสาวก-สนั นบิ าตคร้ังเดยี วเทา น้ัน ในสันนบิ าตน้นั มภี กิ ษุส่หี มน่ื . ในคร้ังนน้ั พระโพธิสัตวไดเ ปนพระราชานามวา เขมะ ถวายมหาทานพรอมทั้งจวี ร และเภสชั มียาหยอดตาเปน ตน แกภกิ ษุสงฆมีพระพทุ ธเจาเปนประธาน พึงพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแลวบวชพระศาสดาแมพระองคนนั้ กท็ รงพยากรณพ ระโพธสิ ัตวน น้ั วา จกั ไดเ ปนพระพทุ ธเจา. พระผูม ีพระภาคเจากกสุ นั ธะมนี ครชอ่ื วา เขมะ พราหมณนามวาอคั คิทัตตะ เปน พระบิดา พราหมณีนามวา วสิ าขา เปนพระมารดามีพระอัครสาวก ๒ องคค อื พระวิธุระ และพระสญั ชวี ะ มีพระอุปฏ ฐากชื่อวา พทุ ธชิ ะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องคค อื พระนางสามา และพระ-นางจัมปา มตี น ซึกใหญเปน ตน ไมที่ตรัสรู มีพระสรีระสงู ๔๐ ศอก มีพระชนมายุสี่หมื่นปแล. กาลตอจากพระเวสสภู มีพระสมั พุทธเจา พระนามวา กกสุ นั ธะ โดยพระนาม ผูสูงสุดกวา สัตว ๒ เทา ประมาณ ไมไ ด เขา ถึงไดโดยยาก ฉะนแี้ ล. ในกาลตอ จากพระกกสุ นั ธะน้นั พระศาสดาพระนามวา โกนา-คมนะ เสดจ็ อุบัติขน้ึ แลว. แมพ ระองคก ็มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเทา นน้ัในสาวกสนั นบิ าตนน้ั มภี กิ ษุสามหม่นื .

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 93 ครงั้ นัน้ พระโพธสิ ตั วเ ปน พระราชาพระนามวา ปพพตะ อนั หมูอํามาตยหอ มลอ ม เสด็จไปยงั สํานกั ของพระศาสดา สดบั พระธรรมเทศนาแลว นมิ นตภกิ ษสุ งฆมีพระพทุ ธเจาเปนประธาน ยงั มหาทานใหเ ปน ไปแลว ถวายผาปต ตณุ ณะ (ผาไหมท่ซี กั แลว) ผา จนี ปฏะ (ผา ขาวในเมอื งจนี ) ผาโกไสย (ผาทอดวยไหม) ผากัมพล (ผา ทาํ ดว ยขนสัตว) ผา ทุกูละ(ผาทาํ ดวยเปลือกไม) และเครอื่ งลาดขนสตั วทําดว ยทอง แลว บวชในสํานักของพระศาสดา. พระศาสดาแมพ ระองคน ั้นก็ทรงพยากรณพระ-โพธิสตั วนั้นวา จักไดเปนพระพุทธเจา . พระผูม พี ระภาคเจา พระองคน้ัน มีนครชอื่ วา โสภวดี พราหมณนามวา ยัญญทัตตะ เปนพระบิดา พราหมณนี ามวา อุตตรา เปน พระ-มารดา มพี ระอคั รสาวก ๒ องคคอื พระภยิ ยสะ และพระอุตตระ มีพระอุปฏ ฐากชื่อวา โสตถิชะ มพี ระอัครสาวกิ า ๒ องคคือ พระนางสมุททา และพระนางอตุ ตรา มตี นมะเด่อื เปน ตนไมท่ตี รสั รู มพี ระสรีระสงู ๓๐ ศอก มพี ระชนมายสุ ามหมืน่ ปแล. กาลตอจากพระกกสุ ันธะ มพี ระสมั พุทธเจาพระนามวา โกนาคมนะ. ผูสงู สดุ กวา สัตว ๒ เทา เปน พระชนิ เจา ผูโลก- เชษฐองอาจในหมคู น ฉะนี้แล. ในกาลตอ จากพระโกนาคมนะนั้น พระศาสดาพระนามวา กัสสปะอุบัตขิ ึน้ แลว แมพระองคก ม็ ีสาวกสนั นบิ าตครง้ั เดียวเทานัน้ , ในสาวกสันนบิ าตน้นั มีภกิ ษุสองหม่นื . ในคร้ังนัน้ พระโพธสิ ัตวไ ดเปนมาณพชอื่ วา โชติปาละ สาํ เรจ็ ไตรเพท เปนผมู ชี ่อื เสียงทั้งบนแผน ดนิ และกลางหาว ไดเปน มติ รของชา งหมอ ชอ่ื วา ฆฏกิ าระ พระโพธสิ ตั วนน้ั ไป

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 94เฝาพระศาสดาพรอมกบั ชางหมอน้ัน ไดฟ ง ธรรมกถาแลว บวช ลงมอื ทาํความเพียร เลาเรยี นพระไตรปฎ กทาํ พระพุทธศาสนาใหงดงาม เพราะถงึพรอ มดว ยวตั รปฏบิ ตั ินอ ยใหญ พระศาสดาแมพ ระองคน ้ันกท็ รงพยากรณพระโพธสิ ัตวน น้ั วา จักไดเ ปนพระพทุ ธเจา. นครท่ปี ระสตู ขิ องพระผมู พี ระภาคเจา นั้น มนี ามวา พาราณสีพราหมณนามวา พรหมทตั ตะ เปนพระบิดา พราหมณนี ามวา ธนวดีเปนพระมารดา มพี ระอัครสาวกิ า ๒ องคค อื พระติสสะ และพระภารทวาชะมีพระอุปฏฐากชอื่ วา สรรพมิตตะ มีพระอัครสาวกิ า ๒ องคคือ พระนางอนฬุ า และพระนาง อุรุเวฬา มีตน นิโครธเปน ตนไมท่ีตรสั รู มีพระสรีระสูง ๒๐ ศอก มพี ระชนมายุสองหม่นื ปแ ล. กาลตอจากพระโกนาคมนะ พระสัมพุทธเจา พระนามวา กสั สปะโดยพระโคตร ผูส งู สุดกวา สัตว ๒ เทา เปน พระ- ธรรมราชา ผูท รงทาํ แสงสวาง ฉะน้ีแล. ก็ในกปั ทพี่ ระทปี ง กรทศพลเสด็จอุบัติขน้ึ นน้ั แมจะมีพระพุทธเจาองคอ ่ืน ๆ ถึง ๓ พระองค แตพ ระโพธิสตั วม ิไดรับการพยากรณในสาํ นักของพระพุทธเจาเหลา นั้น เพราะฉะน้นั ทานจงึ ไมแสดงพระพุทธเจาทัง้ หลายนั้นไวในท่ีนี้ แตใ นอรรถกถา เพอ่ื ทีจ่ ะแสดงพระพุทธเจาแมทง้ั หมด ตง้ั แตพ ระทีปง กรไป จึงกลาวคํานี้ไวว า พระสมั พทุ ธเจา เหลาน้ี คอื พระตณั หังกร พระเมธงั กร พระสรณงั กร พระทีปงกรสมั พทุ ธเจา พระโกณฑัญญะผู สูงสุดกวา นระ

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 95 พระมังคละ พระสมุ นะ พระเรวตะ พระโสภิตมนุ ี พระอโนมทสั สี พระปทมุ ะ พระนารทะ พทุมมุตตระ พระสุเมธะ พระสุชาตะ พระปยทัสสี ผมู พี ระยศใหญ พระอัตถทัสสี พระธรรมทสั สี พระสทิ ธตั ถะผโู ลกนายก พระตสิ สะ พระผสุ สสัมพทุ ธเจา พระวิปสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสนั ธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ ผูน ายก ลว นปราศจากราคะ มพี ระหทยั ต้ังมน่ั ทรงบรรเทาความ มืดอยา งใหญได เหมอื นพระอาทติ ย เสดจ็ อุบตั ิขน้ึ แลว พระ- สัมพทุ ธเจา เหลานน้ั พรอ มท้ังพระสาวก ลกุ โพลงแลวประดจุ กองไฟ เสดจ็ ปรนิ พิ พานแลว. บรรดาพระพุทธเจาเหลาน้นั พระโพธสิ ตั วของเราทัง้ หลาย ไดกระทาํ อธกิ ารไวใ นสาํ นักของพระพุทธเจา ๒๔ พระองค มีพระทปี ง กรเปนตน มาตลอดส่ือสงไขยยง่ิ ดวยแสนกัป. ก็กาลตอ จากพระผมู พี ระ-ภาคเจาพระนามวา กัสสปะ เวน พระสัมมาสมั พทุ ธเจา พระองคน แ้ี ลว ไมม ีพระพุทธเจา พระองคอนื่ . ก็พระโพธิสตั วไดร บั คาํ พยากรณใ นสํานักของพระพุทธเจา ๒๔ พระองค มพี ระทปี ง กรพทุ ธเจาเปนตน ดงั พรรณนามาฉะนแ้ี ลว จึงทรงบําเพญ็ พทุ ธการกธรรมมคี วามเปนผูม ีทานบารมีเปน ตนที่พระโพธิสตั วน้ปี ระมวลธรรม ๘ ประการนท้ี ่วี า อภินหี ารคอื ความปรารถนาอยา งจริงจงั ยอมสาํ เรจ็ เพราะ ประมวลธรรม ๘ ประการเขา ไวค ือ ความเปนมนษุ ย ๑ ความ สมบรู ณดว ยเพศ ( ชาย) ๑ เหตุ (ที่จะไดบ รรลุพระอรหตั ) ๑

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 96 ไดพบเห็นพระศาสดา ๑ ไดบ รรพชา ๑ สมบูรณดวยคุณ (คือไดอภญิ ญาและสมาบตั ิ) การกระทําอนั ยิง่ (สละชีวติ ถวายพระพทุ ธเจา)๑ ความเปนผมู ีฉันทะ (อุตสาหะพากเพียร มาก) ๑. แลว กระทําอภนิ ีหารไวท่บี าทมลู ของพระทปี งกร แลวกระทําความอุตสาหะวา เอาเถอะ เราจะคน หาธรรม อันกระทาํ ความเปน พระพุทธเจาท่ัวทุกดาน ซง่ึ ไดเหน็ แลว วา ครงั้ น้ัน เราคนหาอยู ก็ไดพบเห็นทาน-บารมีขอแรก บําเพ็ญมาจนกระทง่ั อัตภาพเปนพระเวสสันดร และเมื่อดาํ เนนิ มา กด็ ําเนินมาเพราะไดประสบอานิสงสของพระโพธสิ ตั วผูท ่ีไดกระทาํ อภนิ หิ ารไว ซ่ึงทานพรรณนาไวว า นรชนผสู มบรู ณด ว ยองคค ุณทุกประการ ผูเท่ียงตอพระ- โพธญิ าณอยางนี้ ทอ งเทีย่ วไปตลอดกาลนานแทดวยรอ ย โกฏกิ ัป จะไมเกดิ ในอเวจมี หานรก และในโลกันตรนรกก็เชน กนั แมเม่อื เกดิ ในทุคติ จะไมเ กิดเปน นชิ ฌามตัณหกิ เปรต ขุปป- ปาสาเปรต และกาลกัญชิกาสรู ไมเปนสตั วตัวเลก็ ๆ เมือ่ เกิดในมนุษยก จ็ ะไมเปนคน ตาบอดแตก าํ เนดิ ไมเปน คนหหู นวก ไมเปน คนใบ ไมเ กิดเปนสตรี ไม เปน อภุ โตพยญั ชนกะและกะเทย. นรชนผูเ ท่ียงตอ พระโพธญิ าณ จะไมติดพนั ในสิง่ ใด พน จากอนันตริยกรรม เปน ผมู โี คจรสะอาดในท่ีทกุ สถาน

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 97 ไมซ อ งเสพมิจฉาทฏิ ฐิ เพราะเหน็ กรรมและผลของการ กระทาํ แมจ ะไปเกดิ ในสวรรคก็จะไมเกดิ เปนอสญั ญสี ตั ว ในเหลา เทพชน้ั สทุ ธาวาส ก็ไมม เี หตทุ ่ีจะไปเกดิ . เปน สตั บรุ ษุ นอ มใจไปในเนกขมั มะ พรากจากภพนอยใหญ ประพฤตแิ ตประโยชนแกโ ลก บําเพญ็ บารมที ง้ั ปวง ดังน้ี. กเ็ มื่อพระโพธิสัตวน ้ันบาํ เพ็ญบารมีทงั้ หลายอยู ไมมปี ริมาณของอัตภาพท่ีบาํ เพ็ญเพอ่ื ความเปน ผมู ที านบารมี คือกาลเปนพราหมณชื่อวาอกิตติ กาลเปนพราหมณช่อื สงั ขะ กาลเปนพระเจา ธนัญชยั กาลเปนพระเจามหาสุทัสสนะ กาลเปน มหาโควินทะ กาลเปนพระเจา นิมิมหา-ราช การเปนพระจันทกมุ าร กาลเปนวิสยั หเศรษฐี กาลเปนพระเจาสีวริ าช กาลเปน พระเวสสนั ดรราชา ก็โดยแทจ ริง ในสสบณั ฑิตชาดกความเปน ทานบารมีของพระโพธสิ ตั วผ ูกระทําการบริจาคคนอยางน้ีวา เราเห็นเขาเขา มาเพ่ือภิกษา จงึ บริจาคตนของตน ผูเสมอ ดว ยทานของเราไมมี นีเ้ ปนทานบารมีของเรา ดังน.้ีจดั เปน ปรมัตถบารม.ี อนึ่ง อัตภาพทพี่ ระโพธสิ ัตวบาํ เพญ็ ความเปน ผมู ีศลี บารมี คอื ในกาลเปน สีลวนาคราช กาลเปน จมั เปยยนาคราช กาลเปนภรู ิทตั ตนาคราชกาลเปนพญาชางฉตั ทนั ต กาลเปนชยั ทสิ ราชบตุ ร กาลเปนอลนี -สัตตุกุมาร ก็เหลือที่จะนบั ได. กโ็ ดยท่แี ท ในสังขปาลชาดก ความเปนผูมีศลี บารมี ของพระโพธสิ ตั วผูกระทําการบริจาคคนอยูอ ยางนี้วา เราถูกแทงดวยหลาวก็ดี ถกู แทงดวยหอกกด็ ี มิไดโ กรธ พวกลกู ของนายบา นเลย น้เี ปน ศลี บารมีของเรา ดงั น้ี.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 98จดั เปน ปรมตั ถบารม.ี อนึง่ อตั ภาพทพ่ี ระโพธิสัตวสละราชสมบัตใิ หญ บําเพ็ญความเปนผูมีเนกขมั มบารมี คอื ในกาลเปน โสมนัสสกุมาร กาลเปนหัตถิปาลกุมารกาลเปน อโยฆรบณั ฑิต จะนบั ประมาณมไิ ด. ก็โดยท่แี ท ในจฬู สตุ โสม-ชาดก ความเปนเนกขัมมบารมี ของพระโพธสิ ตั วผ สู ละราชสมบัตอิ อกบวช เพราะความเปน ผไู มมคี วามติดของอยา งนว้ี า เราสละราะสมบตั ใิ หญท ่ีอยูใ นเงือ้ มมอื ประดจุ กอ นเขฬะ เมื่อละท้ิง ไมมคี วามของเลย นเี้ ปนเนกขัมมบารมีของเรา ดงั น้ี.จดั เปน ปรมตั ถบารมี. อนงึ่ อัตภาพทพี่ ระโพธิสัตวบ ําเพญ็ ความเปนผูมีปญญาบารมี คอืในกาลเปน วิธุรบณั ฑติ กาลเปนมหาโควินทบณั ฑิต กาลเปน กทุ ทาล-บัณฑติ กาลเปน อรกบณั ฑติ กาลเปนโพธิปรพิ าชก กาลเปนมโหสถ-บัณฑิต จะนับประมาณมิได. ก็โดยทีแ่ ท ในสตั ตภุ สั ตชาดก ความเปนปญ ญาบารมี ของพระโพธสิ ัตวผแู สดงงทู อ่ี ยใู นกระสอบ ในคราวเปนเสนกบัณฑติ วา เราใชปญ ญาใครครวญอยู ไดช ว ยปลดเปลื้องพราหมณ ใหพ นจากทกุ ข ผูเ สมอดว ยปญญาของเราไมม ี น้ีเปน ปญ ญา บารมีของเรา ดงั น้.ีจดั เปนปรมัตถบารม.ี อนง่ึ อัตภาพที่พระโพธสิ ตั วบาํ เพ็ญความเปน วิริยบารมเี ปนตน ก็

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 99เหลอื ที่ประมาณได. ก็โดยทีแ่ ท ในมหาชนกชาดก ความเปน วิริยบารมีของพระโพธิสัตวผวู า ยขา มมหาสมทุ รอยูอยา งนี้วา ในทามกลางนํ้า เราไมเหน็ ฝงเลย พวกมนษุ ยถูกฆาตาย หมด เราไมม จี ิตเปนอยา งอื่นเลย นเ้ี ปน วิริยบารมขี องเรา ดงั น้.ีจัดเปนปรมัตถบารม.ี ในขนั ติวาทชี าดก ความเปน ขันติบารมี ของพระโพธสิ ัตวผ อู ดกล้นัมหนั ตทุกขได เหมือนไมมจี ิตใจอยางน้ีวา เม่ือพระเจากาสีฟาดฟนเราผเู หมือนไมม จี ิตรใจ ดวยขวาน อนั คมกริบ เราไมโกรธเลย นี้เปน ขนั ตบิ ารมีของเรา ดงั น้ี .จดั เปนปรมตั ถบารมี. ในมหาสตุ โสมชาดก ความเปน สัจบารมี ของพระโพธิสตั วผ สู ละชีวิตตามรกั ษาสัจจะอยอู ยางน้ีวา เราเมอ่ื จะตามรักษาสัจวาจา ไดสละชีวติ ของเราปลด- เปลือ้ งกษตั ริย ๑๐๑ พระองคไดแลว นเ้ี ปน สจั บารมีของเรา ดงั น.ี้จดั เปนปรมตั ถบารมี. ในมูคปกขชาดก ความเปนอธิษฐานบารมี ของพระโพธิสตั ว ผูสละแมชีวิตอธษิ ฐานวตั รอยูอยางนวี้ า มารดาบิดาไดเปนทีเ่ กลยี ดชังของเรา ทง้ั ยศใหญก็มไิ ด เปนท่ีเกลียดชัง แตพ ระสัพพัญตุ ญาณเปน ทร่ี ักของเรา เพราะฉะนนั้ เราจึงอธษิ ฐานวัตร ดงั น้ี.

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 100จัดเปนปรมตั ถบารมี. ในสุวรรณสามชาดก ความเปน เมตตาบารมี ของพระโพธสิ ตั วผูไ มเ หลียวแลแมแตช ีวิต มีความเมตตาอยูอยางนี้วา ใคร ๆ ก็ทาํ ใหเราสะดงุ ไมไ ด ท้ังเราก็มไิ ดหวาดกลัวตอ ใคร ๆ เราอันกาํ ลังเมตตาค้าํ ชู จงึ ยนิ ดีอยใู นปา ไดท กุ เม่ือ ดังน.ี้จัดเปน ปรมตั ถบารมี. ในโลมหงั สชาดก ความเปนอเุ บกขาบารมี ของพระโพธสิ ัตวผูเ มือ่พวกเด็กชาวบา นยงั ความสุขและความทกุ ขใหเ กิดขน้ึ ดว ยการถมนํา้ ลายใสเปน ตน และดวยการนาํ ดอกไมแ ละของหอมเขามาบชู าเปนตน กไ็ มประพฤตลิ วงเลยอุเบกขาอยา งน้ีวา เราหนุนซากศพเหลอื แตกระดูก สาํ เร็จการนอนในปาชา พวกเดก็ ชาวบา นพากนั เขา มาแสดงรปู (อาการ) นานัปการ ดงั น.้ีจดั เปน ปรมัตถบารม.ี นเ้ี ปน ความสังเขปในท่ีน้ี สวนขอ ความพสิ ดารน้ัน พึงถือเอาจากจรยิ าปฎก. พระโพธิสตั วบําเพ็ญบารมีทง้ั หลายอยางนีแ้ ลว ดํารงอยูในอัตภาพเปนพระเวสสันดร กระทาํ บญุ ใหญ อันเปนเหตุใหแ ผนดนิใหญไหวเปนตน อยา งน้ีวา แผน ดินนีห้ าจติ ใจมิได ไมรสู กึ สุขและทุกข แมแผนดิน นนั้ กไ็ ดไ หวแลวถงึ ๗ ครง้ั เพราะกาํ ลงั ทานของเรา ดังนี.้ ในเวลาสิน้ สดุ แหง อายุ จตุ จิ ากอตั ภาพนนั้ ไดไ ปเกดิ ในดุสติ พิภพ.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook