Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_70

tripitaka_70

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:44

Description: tripitaka_70

Search

Read the Text Version

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 416เปน เหมืนฝก ตนแลว เปนผสู งบระงับในธรรมเคร่ืองฝก ทไ่ี ดฝก มาแลว . เราไดบ รรลุอมตบทอันเปนเครื่องบรรเทาลกู ศรคอื ความโศกไดแ ลว แมต ัวทานก็จงบรรลุอมตบทน้นั พวกเราจงไปยงัสํานกั ของพระพทุ ธเจา กันเถิด. สหายอนั ขาพระองคใหศ ึกษาดีแลว รับคําแลว ไดจงู มือพากันเขา มายงั สํานกั ของพระองค ขาแตพระองคผเู ปน ศากย-บตุ ร ขาพระองคทัง้ สองจักบวชในสาํ นักของพระองค จกัอาศยั คาํ สอนของพระองค แลวเปน ผูไ มม ีอาสวะอยู. ทา นโกลติ ะ เปน ผปู ระเสริฐดว ยฤทธิ์ ขา พระองคถ ึงท่ีสดุแหง ปญ ญา ขา พระองคท งั้ สองจะรวมกันทาํ ศาสนาใหงามขา พระองคม ีความดําริยังไมถึงท่สี ุด จงึ เท่ียวไปในลัทธผิ ิดเพราะไดอ าศยั ทสั สนะของพระองค ความดาํ รขิ องขาพระองคจงึ เตม็ . ตน ไมต งั้ อยูบนแผนดิน มีดอกบานตามฤดูกาล สง กลนิ่หอมตลบ ยงั สัตวท ง้ั ปวงใหย นิ ดี ฉนั ใด ขาแตพระมหาวรี ะ-ศากยบุตร ผมู ยี ศใหญ ขาพระองค กฉ็ ันนั้น ดํารงอยใู นศาสนธรรมของพระองคแ ลว ยอมเบง บานในสมัย. ขา พระองคแสวงหาดอกไมคือวมิ ุตติ เปน ที่พน ภพสงสารยอ มยังสัตวท้ังปวงใหย นิ ดี ดวยการไดด อกไม คอื วมิ ุตติ. ขา แตพ ระองคผ มู ีจักษุ เวน พระมหามนุ เี สยี ตลอดพทุ ธ-

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 417เขต ไมมีใครเสมอดว ยปญ ญาแหงขาพระองคผเู ปนบุตรของพระองค. ศษิ ยและบรษิ ทั ของพระองค พระองคท รงแนะนาํ ดีแลวใหศึกษาดแี ลว ฝก แลว ในอบุ ายเครอ่ื งฝกจติ อนั สงู สุด ยอ มแวดลอมพระองคอ ยูทกุ เม่อื . ทานเหลาน้นั เพง ฌาน ยินดีในฌาน เปน นกั ปราชญมจี ติ สงบ ต้ังมน่ั เปนมนุ ี ถงึ พรอมดว ยความเปนมนุ ี ยอมแวดลอ มพระองคอ ยูทกุ เม่อื . ทา นเหลา นนั้ มคี วามปรารถนานอย มีปญ ญา เปนนกั ปราชญ มอี าหารนอย ไมโลเล ยินดที ้ังลาภ และความเส่ือมลาภ ยอ มแวดลอ มพระองคอ ยูทุกเมอ่ื . ทา นเหลา น้นั ถอื การอยปู าเปนวัตร ยนิ ดีธดุ งค เพงฌานมีจวี รเศรา หมอง ยินดยี ิง่ ในวิเวก เปนนกั ปราชญ ยอ มแวดลอ มพระองคอ ยูทกุ เมื่อ. ทา นเหลาน้นั เปนผปู ฏบิ ัตมิ รรค ๔ ตัง้ อยูในอรหตั ผล เปนเสขะพรัง่ พรอมดว ยผลเบอ้ื งตํ่า ๓ หวังประโยชนอ ันสูงสุดยอมแวดลอ มพระองคอยูท ุกเมือ่ . ทง้ั ทา นผเู ปน พระโสดาบัน ทัง้ ทา นทเ่ี ปน พระสกทาคามีพระอนาคามี และพระอรหันตป ราศจากมลทนิ ยอ มแวดลอมพระองคอยทู ุกเมอื่ . สาวกของพระองคเปนอนั มาก ฉลาดในสตปิ ฏฐาน ยนิ ดีในโพชฌงคภาวนา ทุกทา นยอ มแวดลอมพระองคอยูทกุ เม่อื .

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 418 ทา นเหลา นน้ั เปนผฉู ลาดในอิทธบิ าท ยินดใี นสมาธิภาวนาหม่นั ประกอบในสัมมปั ปธาน ยอมแวดลอมพระองคอยูทุกเมอ่ื . ทานเหลา นนั้ มวี ิชชา ๓ มอี ภญิ ญา ๖ ถงึ ทีส่ ดุ แหง ฤทธ์ิและปญ ญา ยอ มแวดลอ มพระองคอ ยทู ุกเมอื่ . ขา แตพระมหาวีรเจา บรรดาศิษยข องพระองคเ ชน นี้แลหนอ ศกึ ษาดแี ลว หาผูเสมอไดย าก มเี ดชรุงเรอื งแวดลอ มพระองคอ ยูทกุ เมอื่ . พระองค อนั ศิษยเ หลานนั้ ผูสาํ รวมดแี ลว มตี บะ แวดลอมแลว ไมท รงคร่ันครา ม ดจุ พญาราชสหี  ยอมงดงามดจุพระจนั ทร. ตนไมตง้ั อยูบ นแผนดนิ ยอมงาม ถงึ ความไพบูลย และยอมเผล็ดผล ฉันใด ขา แตพระองคผศู ากยบตุ ร ผมู ีพระยศใหญ พระองคกเ็ ปนเชนกบั แผนดิน ฉนั นั้น ศษิ ยท ั้งหลายตั้งอยใู นศาสนาของพระองค ยอ มไดอ มตผล. แมน้าํ สินธุ สรสั สดี จันทภาคา คงคา ยมุนา สรภูและแมนาํ้ มหี เมอ่ื แมน า้ํ เหลานไ้ี หลมา สาครยอมรับไวหมด แมน าํ้ เหลา น้ียอ มละชือ่ เดมิ ยอมปรากฏวา เปน สาครเทา นนั้ฉันใด วรรณ ๔ เหลา น้ี ก็ฉนั นัน้ ในสาํ นักของพระองคแลว ท้ังหมดยอ มละชอ่ื เดิม ปรากฏวา พทุ ธบุตร. เปรียบเหมอื นดวงจนั ทรอันปราศจากมลทนิ โคจรอยูในอากาศ ยอ มรุง โรจนลว งหมดู าวทงั้ หมดในโลก ดว ยรัศมี

พระสตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 419ฉนั ใด ขา แตพระมหาวีรเจา พระองค กฉ็ ันน้นั อนั ศิษยทง้ั หลายแวดลอมแลว ยอ มรุง เรอื งลน เหลาเทวดาและมนุษยตลอดพุทธเขตในกาลทกุ เม่อื . คลื่นต้งั ขึ้นในนํา้ ลึก ยอมลว งเลยฝง ไปไมได คลนื่ เหลาน้ันกระทบท่วั ฝง ยอมเปนระลอกเลก็ นอ ยละลายหายไปฉนั ใด ชนในโลกเปน สว นมากทเ่ี ปน เดยี รถีย ก็ฉันนัน้ มที ิฏฐิตา ง ๆ กัน ตองการจะขามธรรมของพระองค แตก็ไมล วงเลยพระองคผูเ ปน มนุ ไี ปได. ขา แตพระองคผมู ีพระจกั ษุ กถ็ าชนเหลานั้นมาถึงพระ-องคด วยความประสงคจ ะคดั คา น พากันเขามายังสาํ นักของพระองคแ ลว ยอ มกลายเปน จุณไฟ. เปรียบเหมอื นโกมุท บวั ขมและบวั เผื่อนเปน อันมาก ที่เกิดในน้าํ ยอ มเอบิ อาบอยดู วยนาํ้ เปอ กตมและโคลน ฉนั ใดสตั วเ ปน อนั มาก ก็ฉนั น้ัน เกิดแลวในโลก อนั ราคะและโทสะเบียดเบยี นแลวงอกงามอยู เหมือนโกมุทงอกงามอยใู นเปอ กตมฉะน้ัน. ปทุมเกดิ ในนํ้า ยอมไพโรจนอ ยใู นทา มกลางน้ํา มนั มีเกสรบริสุทธ์ิ ไมต ิดดวยนาํ้ ฉันใด ขาแตพระมหาวรี เจาพระองค ก็ฉันน้ัน เปนมหามนุ ีเกดิ ในโลก แตไมต ิดโลกเหมือนปทุมไมติดน้าํ ฉะนัน้ . ดอกไมอันเกิดในนํา้ เปน อนั มาก ยอมบานในเดอื นจิตร-มาส ยอมไมล ว งพน เดอื นนั้น สมัยน้นั เปน สมยั ดอกไมน ํ้า

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 420บาน ฉันใด ขาแตพระองคผศู ากยบตุ ร พระองค ก็ฉันนัน้เปนผูบ านแลวดวยวิมุตตขิ องพระองค. สตั วท ง้ั หลายไมลว งเลยศาสนาของพระองค ดังดอกบวัเกดิ ในนํา้ ยอมบานไมพน เดอื นกัตติกาฉะนนั้ .พญาไมรังดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมตลบ อันไมรงั ตนอ่นืแวดลอม ยอ มงามยง่ิ ฉันใด ขา แตพระมหาวรี เจา พระองคฉนั น้ัน บานแลวดวยพทุ ธญาณ อันภิกษสุ งฆแวดลอ มแลวยอมงาม เหมือนพญาไมรังฉะนั้น. ภเู ขาหนิ ชือ่ วาหิมวันตเ ปน ท่เี กดิ โอสถของปวงสตั ว เปนท่ีอยูของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย ฉันใด ขา แตพระมหาวรี เจา พระองคก็ ฉันนนั้ เปน ดังโอสถของมวลสตั ว. ขาแตพ ระมหาวรี เจา บคุ คลผูบ รรลุวชิ ชา ๓ และอภญิ ญา ๖ถงึ ทส่ี ุดแหงฤทธิ์ ผูท่ีพระองคท รงมพี ระกรุณาพร่าํ สอนแลวยอ มยินดีดว ยความยนิ ดใี นธรรม ยอมอยูในศาสนาของพระองค. ราชสหี ผ ูเปนพญาเน้อื ออกจากถ้าํ ท่อี ยเู หลียวดูทิศทั้ง ๔แลวบนั ลือสีหนาท ๓ คร้ัง เมอื่ ราชสหี ค าํ ราม มฤคท้งั ปวงยอมสะดงุ กลัว. อนั ที่จริง ราชสหี ผมู ชี าตกิ ําเนดิ น้ี ยอมยงั ปศุสตั วใ หสะดงุ กลวั ทุกเมอ่ื ฉันใด ขา แตพ ระมหาวรี เจา เมื่อพระองคทรงบนั ลืออยู พสุธานยี้ อมหว่ันไหว สัตวผ คู วรจะตรัสรูยอ มตน่ื หมมู ารยอมสะดงุ กลวั ฉนั นนั้ .

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 421 ขาแตพ ระมหามนุ ี เมื่อพระองคท รงบันลืออยู ปวงเดยี รถยี ยอมสะดงุ กลวั ดงั ฝงู กา เหยยี่ ว และเนอื้ ว่งิ กระเจงิ เพราะราชสีหฉ ะน้นั . ผเู ปนเจา คณะเหลาใดเหลาหนงึ่ ชาวโลกเรยี กกนั วาเปนศาสดาในโลก ทานเหลา นัน้ ยอมแสดงธรรมอันนาํ กันสบื ๆ มาแกบรษิ ทั . ขาแตพ ระมหาวีรเจา สว นพระองคไ มทรงแสดงธรรมแกมวลสตั วเหมือนอยางน้ัน พระองคตรสั รูสัจจะและโพธิปก-ขิยธรรม ดว ยพระองคเ อง ทรงทราบอธั ยาศยั กิเลส และอินทรยี มีกาํ ลังและไมม กี าํ ลัง ทรงทราบภพั พบคุ คลและอภัพพบคุ คล แลว จงึ ทรงบันลือประดุจมหาเมฆ. บริษทั จะพงึ นัง่ เต็มรอบจกั รวาล เขาเหลานน้ั มที ิฏฐิตา งกันคดิ ตางกัน เพอ่ื ทรงตัดความสงสัยของสัตวเหลา นนั้ พระองคผูเปนมุนี ผูฉลาดในขอ อุปมา ทรงทราบจิตของสัตวทงั้ ปวงเมอ่ื ไดทรงแกปญ หาขอเดยี วเทา น้นั กต็ ดั ความสงสัยของสัตวทงั้ หลายได. แผน ดนิ พึงเต็มดว ยคนเชนกับจอกแหนในนา้ํ คนทง้ั หมดนนั้ ประนมอญั ชลสี รรเสริญพระองคผูเปน นายกของโลก หรือวาคนเหลานน้ั สรรเสริญอยูตลอดกปั ฟง สรรเสรญิ พระคุณตา ง ๆ กไ็ มท าํ พระคุณใหสนิ้ สุดประมาณได พระตถาคตมีพระคุณหาประมาณมิได.

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 422 ดวยวา พระมหาชินเจา เปน ผูอ นั เราสรรเสริญแลวตามกาํ ลังของตนเทา น้นั ฉันใด คนทงั้ หลายก็ฉันนัน้ เมอ่ื สรรเสริญอยูถ งึ โกฏกิ ปั ก็จะพงึ สรรเสริญอยางน้ี ๆ. ก็ถา ใคร ๆ จะเปน เทพหรอื มนุษยก็ตาม ผูศ ึกษามาดีแลวจะสรรเสริญคุณใหสุดประมาณได ผนู นั้ กจ็ ะไดแ ตความลําบากเทาน้นั . ขา แตพระองคผูศากยบตุ ร มีพระยศมาก ขาพระองคด ํารงอยูในศาสนาของพระองค ถึงที่สดุ แหงปญ ญาแลว เปน ผูหาอาสวะมไิ ดอยู. ขาพระองคจะยํา่ ยีพวกเดยี รถยี  ยังศาสนาของพระชินเจาใหเ ปน ไป จะเปนธรรมเสนาบดใี นศาสนาของพระศากยบุตรในวนั นี้ไป. กรรมท่ขี าพระองคกระทาํ แลว ในกาลอนั หาประมาณมไิ ดแสดงผลแกขาพระองค ณ ทนี่ ้ี ขา พระองคเ ผากเิ ลสแลว ดจุลกู ศรอันหมดกําลังแลว. มนุษยค นใดคนหนึง่ ทูนของหนกั ไวบ นศีรษะทกุ เวลา ตองลาํ บากดวยภาระ ฉนั ใด อันภาระทเ่ี ราแบกอยู กฉ็ นั นัน้ . เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู เปน ผแู บกภาระคอื ภพ เหมือนถอนเขาสิเนรุวางไวบนศรี ษะ ทอ งเทย่ี วไปในภพ. บัดนี้ เราปลงภาระแลว เพิกภพทั้งหลายเสียแลว กจิ ที่ควรท าทกุ อยางในศาสนาของพระศากยบุตร เราทําเสร็จแลว . ในกําหนดพุทธเขต เวน พระศากยบตุ ร เราเปน เลศิ ดวยปญญา ไมม ีใครเหมอื นเรา.

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 423 เราเปน ผูฉลาดดใี นสมาธิ ถงึ ที่สุดแหงฤทธ์ิวันนี้ เราปรารถนาจะนิรมติ คนสักพนั กไ็ ด. พระมหามุนีทรงเปน ผชู าํ นาญในอนปุ พุ พวหิ ารธรรม ตรัสคาํ สอนแกเรา นโิ รธเปน ทอ่ี ยูของเรา. ทิพยจกั ษุของเราหมดจด เราเปน ผฉู ลาดในสมาธิ หมัน่ประกอบในสัมมปั ปธาน ยินดีในการเจรญิ โพชฌงค. ก็กจิ ทุกอยางท่ีสาวกจะพงึ ทํา เราทาํ เสรจ็ แลว เวนพระ-โลกนาถ ไมม ใี ครเสมอเรา. เราเปน ผูฉลาดในสมาบตั ิ ไดฌ านและวโิ มกขรวดเรว็ยนิ ดใี นการเจรญิ โพชฌงค ถงึ ทีส่ ุดแหง สาวกคุณ. เราทง้ั หลายเปน ผเู คารพในบุรุษผูสูงสุด ดว ยการสัมผัสสาวกคณุ และดวยปญ ญาจติ ของเรา สงเคราะหเพอ่ื นพรหมจรรยด ว ยศรทั ธาทุกเมอ่ื . เรามีความเยอหย่ิงดว ยมานะอันวางแลว ดจุ งถู กู ถอนเขยี้ วและเหมอื นโคเขาหักฉะนน้ั เขา ไปหาหมคู ณะดวยความเคารพหนกั . ถา ปญ ญาของเราจะมีรูปราง กจ็ ะเสมอดว ยพระเจา -แผน ดินทง้ั หลาย นเี้ ปนผลแหง การชมเชยพระญาณของพระผมู พี ระภาคเจาอโนมทสั สี. เรายอมยงั พระธรรมจกั ร อนั พระผูม ีพระภาคศากยบตุ รผคู งที่ใหเ ปน ไปแลว ใหเ ปน ไปตามไดโ ดยชอบ นเ้ี ปนผลแหงการชมเชยพระญาณ.

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 424 คนท่มี คี วามปรารถนาลามก เกียจคราน ละความเพยี รมสี ตุ ะนอ ย และไมมีอาจาระ อยาไดส มาคมกบั เราในที่ไหนๆในกาลไร ๆ. สว นคนผมู ีสุตะมาก มีปญ ญา ตงั้ มน่ั ดีแลว ในศีล และเปนผปู ระกอบดวยความสงบใจ ขอจงต้งั อยบู นกระหมอมของเรา. ดวยเหตุนัน้ เราจงึ ขอบอกกลาวทานท้งั หลาย ขอความเจรญิ จงมแี กทานทั้งหลายผมู าประชมุ กันในสมาคมน.ี้ ขอทานทัง้ หลายจงมคี วามปรารถนานอย สนั โดษ และใหท านทกุ เม่อื . เราเปน ผูปราศจากธุลี ปราศจากมลทนิ เพราะไดเ ห็นพระอัสสชกิ อน ทา นพระสาวกนามวาอัสสชนิ น้ั เปน อาจารยของเรา เปนนกั ปราชญ. เราเปนสาวกของทา น วนั นี้ เปนธรรมเสนาบดี ถงึ ทสี่ ุดในท่ที ุกแหง เปน ผูไ มม ีอาสวะอย.ู ทา นพระสาวกนามวา อสั สชิผเู ปนอาจารยของเรา อยใู นทศิ ใด เรายอ มทําทา นไวเ หนอื ศีรษะในทศิ นน้ั . พระโคดมศากยะผูป ระเสรฐิ ทรงระลกึ ถึงกรรมของเราแลวประทบั นง่ั อยใู นหมภู ิกษุ ทรงตัง้ เราไวในตําแหนง อนั เลิศ. คณุ วเิ ศษเหลา น้ีคอื ปฏิสมั ภทิ า ๔ วโิ มกข ๘ และอภญิ ญา ๖ เราทาํ ใหแจงแลว คําสอนของพระพทุ ธเจา เราทําเสร็จแลว ฉะน้แี ล.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 425 ทราบวา ทา นพระสารีบุตรเถระไดก ลา วคาถาเหลานด้ี วยประการฉะน้ีแล. จบสารปี ตุ ตเถราปทาน พรรณนาเถราปทาน ๑. พรรณนาสารีปุตตเถราปทาน ตอจากนั้น เพอ่ื จะสงั วรรณนาคาถารวบรวมเถราปทาน ทานจึงกลา ววา อถ เถราปทาน สุณาถ ดงั นี้. อรรถแหง อถ ศัพท และ อปทาน ศัพท ไดก ลา วมาแลว ขา งตน . กบ็ รรดาศัพทเ หลานี้ เถร ศัพทน ี้ เปน ไปในอรรถมิใชน อ ย มีอรรถวา กาล มั่นคง บัญญตั ิ ชอ่ื และใหญ เปน ตน. จรงิ อยา งน้ัน เถรศพั ทที่ใชในความหมายวา กาล เชนในประโยคมีอาทิวา เถโรวสฺสกิ านิ ปตู นี ิ จณุ ฺณกชาตานิ แปลวา ทอนกระดกูท้งั หลาย ทีฝ่ นตกชะอยูเ กินเวลานานปแลว ผุปนละเอียดไป. อธิบายวาฝนตกชะอยนู าน คือตกเปน เวลานาน. ใชในความหมายวา มั่นคง เชน ในประโยคมีอาทิวา เถโรป ตาวมหา แปลวา เพยี งเปน ผูม่ันคง เปน ใหญกอ น. อธิบายวา เปนผมู ีศลีม่ันคง. ใชในความหมายวา บัญญัติ เชนในประโยคมอี าทวิ า เถโรอยมายสฺมา มหลลฺ โก แปลวา ทานผมู อี ายุน้เี ปนคนแกคนเฒา, อธบิ ายวาเปน เพียงโลกบัญญัต.ิ

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 426 ใชใ นความหมายวา ชอื่ เชนในประโยคมอี าทิวา จุนทฺ ตฺเถโรผสุ สฺ ตเฺ ถโร พระจุนทเถระ พระผุสสเถระ อธบิ ายวา เขาต้งั ช่อื ไวอยางนี.้ ใชในความหมายวา คนใหญ เชน ในประโยคมีอาทิวา เถโร จายกุมาโร มม ปตุ เฺ ตสุ บรรดาลูก ๆ ของขา พเจา กมุ ารนีเ้ ปนคนใหญ(คนหัวป) อธบิ ายวา เด็กคนโต. แตใ นท่ีนี้ เถระ ศพั ทนี้ ใชในความหมายวา กาล และ มั่นคง.เพราะฉะนน้ั ชอื่ วา เถร เพราะดํารงอยูมาส้ินกาลนาน, อีกอยา งหนึ่งทานผูประกอบดว ยคณุ มศี ลี อาจาระ และมทั วะ อนั ม่ันคงยง่ิ เรียกวาเถระ. พระเถระและเถระ เพราะเหตุน้ัน จึงชอื่ วา พระเถระทั้งหลาย,อปทานคอื เหตุแหง พระเถระทง้ั หลาย ชื่อวา เถราปทาน, เชื่อมความวาทา นทงั้ หลายจงฟงเถราปทานนนั้ . คํามีอาทิวา หมิ วนตฺ สฺส อวิทูเร ลมฺพโก นาม ปพพฺ โต ดังนี้เปน อปทานของทา นพระสารีบตุ ร, เรือ่ งของทานผูม อี ายนุ ้ัน และของพระมหาโมคคัลลานเถระ พึงทราบอยางน้.ี ไดยนิ วา ในอดตี กาล ในที่สดุ หน่งึ อสงไขยย่ิงดวยแสนกปั ทานพระสารีบุตรบงั เกดิ ในตระกลู พราหมณมหาศาล เปนผชู ื่อวา สรทมาณพโดยชอ่ื , ทา นพระมหาโมคคลั ลานะบงั เกิดในตระกูลคหบดมี หาศาล โดยชอื่ มีชื่อวา สริ ิวฑั ฒนกฏุ มพ.ี คนทงั้ สองนัน้ เปน สหายเลนฝนุ ดว ยกัน บรรดาคนท้ังสองนัน้สรทมาณพ เมื่อบดิ าลว งลับไปแลว ไดครอบครองทรพั ยอ นั เปนของตระกลู วันหนึง่ อยใู นท่ีลบั คดิ วา ช่ือวา ความตายของสตั วเหลา นั้นเปน

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 427สง่ิ ทแี่ นนอน เพราะฉะนนั้ เราควรเขา ถือการบวชอยางหนึง่ แสวงหาทางหลุดพน จงึ เขาไปหาสหายแลว กลาววา สหาย เราอยากบวช ทา นจกั อาจบวชไหม. เมือ่ สหายนน้ั กลาววา ไมอาจ จึงกลา ววา ชา งเถอะเฉพาะเราเทา นนั้ จกั บวช แลวใหเปด คลังรัตนะใหม หาทานแกคนกําพราและคนเดินทางเปน ตน แลว ไปยงั เชงิ เขาบวชเปน ฤาษ.ี เม่อื สรทมาณพนน้ั บวช ไดมีเหลา บตุ รพราหมณประมาณ ๗๔,๐๐๐ คนบวชตาม. สรท-ดาบสนั้นทําอภญิ ญา ๕ และสมาบัติ ๘ ใหบงั เกดิ แลว จึงบอกกสณิ -บริกรรมแกช ฎลิ เหลาน้นั . ชฎิลท้งั หมดนน้ั กท็ าํ อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ใหบ ังเกิดขึ้น. สมัยนน้ั พระสมั มาสมั พทุ ธเจา พระนามวา อโนมทสั สี เสด็จอบุ ตั ิขนึ้ ในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสรฐิ ไดยงั เหลา สตั วใหขามจากโอฆะสงสารใหญ วันหนึ่ง มพี ระประสงคจ ะสงเคราะหสรทดาบสและเหลา อนั เตวาสกิ พระองคเ ดียวไมมเี พือ่ น ทรงถือบาตรและจีวรเสดจ็ ไปทางอากาศ ทรงดําริวา จงรูว า เราเปนพระพทุ ธเจา เมอ่ื สรทดาบสน้นั เห็นอยนู น่ั แล จงึ เสดจ็ ลงจากอากาศ ประทบั ยืนบนแผนดนิ . สรทดาบส พจิ ารณามหาบุรุษลักษณะในพระสรรี ะของพระศาสดาแลว ลงสันนิษฐานวา ทา นผนู ีเ้ ปนพระสพั พัญูพทุ ธะแทเทียว จงึ ไดกระทําการตอนรับ ใหป ลู าดอาสนะถวาย พระผมู ีพระภาคเจาประทับน่ังบนอาสนะท่เี ขาปลู าดแลว สรทดาบสน่ังอยู ณ สวนขา งหน่งึ ในสํานกัของพระศาสดา. สมยั นนั้ ชฎิลประมาณ ๗๔,๐๐๐ ผเู ปน อันเตวาสกิ ของสรทดาบสนั้น ถือผลไมนอ ยใหญอ ันประณตี ๆ มโี อชะมาอยู ไดเ หน็ พระศาสดาเกดิ

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 428ความเล่อื มใส แลดูอาการนง่ั แหง อาจารยของตนและพระศาสดา แลวพากนั กลา ววา ทา นอาจารย เมือ่ กอนพวกขาพเจา สําคัญวา ใคร ๆ ผจู ะใหญกวา ทา นไมม ี ก็บุรษุ นี้เห็นจะใหญก วา ทา น. สรทดาบสกลา ววา พอทั้งหลาย พวกเธอพดู อะไร พวกเธอปรารถนาจะกระทาํ เขาสิเนรุอนั สูงหกลา นแปดแสนโยชน ใหเ สมอกบั เมล็ดพนั ธุผักกาด พวกเธออยากระทาํ เราใหเ ทา กบั พระสัพพญั พู ทุ ธเจาเลย. ลาํ ดบั นัน้ ดาบสเหลา นน้ัครัน้ ไดฟงคาํ ของอาจารยแ ลว พากนั คิดวา ทานผนู เ้ี ปน อดุ มบุรุษผูย่ิงใหญทเี ดยี วหนอ ทั้งหมดจงึ หมอบลงท่พี ระบาทไหวพระศาสดา. ทนี ั้น อาจารยจึงกลาวกะพวกศิษยน้นั วา น่แี นะ พอ ทง้ั หลาย ไทย-ธรรมของพวกเราอนั สมควรแกพระศาสดา ไมม ี และพระศาสดากเ็ สด็จมาณ ทนี่ ้ีในเวลาภิกขาจาร เอาเถอะ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกําลงัผลาผลอันประณตี ใด ๆ พวกเธอไดนํามาแลว พวกเธอก็จงนาํ เอาผลาผลไมนั้น ๆ มาเถิด ครนั้ ใหน ํามาแลว จึงลางมือทง้ั สอง ใหต ้งั ผลาผลไมลงในบาตรของพระตถาคตดว ยตนเอง เมอื่ พระศาสดาสักวา ทรงรับผลา-ผลไม เทวดาท้งั หลายไดใ สทิพโอชาเขาไป. แมน ํ้าพระดาบสกไ็ ดกรองถวายดว ยตนเองเหมอื นกัน. จากน้นั เมื่อพระศาสดาทรงทาํ กจิ ดว ยโภชนะใหเสร็จแลว ประทับนั่ง ดาบสใหเ รยี กเหลา อนั เตวาสิกท้ังหมดมา แลว น่งั กลา วสาราณียกถาอยใู นสาํ นักของพระศาสดา. พระศาสดาทรงดําริวา อัครสาวกท้งั สองจงมาพรอ มกับหมูภิกษุ. ทนั ใดนั้น พระอคั รสาวกมพี ระขณี าสพหน่ึงแสนเปนบริวาร กม็ าถวายบังคมพระผมู ีพระภาคเจา แลว ไดยืนอยู ณ สว นขางหนึง่ .

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 429 ลําดับน้นั สรทดาบสจงึ เรยี กเหลาอนั เตวาสิกมาวา พอท้งั หลายควรทาํ การบูชาดว ยอาสนะดอกไม แกพระศาสดาและภิกษุสงฆ เพราะ-ฉะนน้ั พวกเธอจงนาํ ดอกไมมา. ทนั ใดนนั้ เหลาอนั เตวาสกิ จึงนาํ ดอกไมทง้ั หลายอันสมบรู ณด ว ยสแี ละกล่ินมาดว ยฤทธ์ิ แลวปลู าดอาสนะดอกไมประมาณหนึง่ โยชนแ กพระพุทธเจา ปูลาดอาสนะดอกไมป ระมาณ ๓ คาวุตแกพระอคั รสาวกทง้ั สอง ปลู าดอาสนะดอกไมช นดิ ก่งึ โยชนเปน ตน แกเหลาภิกษุที่เหลอื ปูลาดอาสนะดอกไมป ระมาณอุสภะแกภ ิกษผุ ูใหมในสงฆ. คร้นั ปูลาดอาสนะทั้งหลายอยา งนี้แลว สรทดาบสจงึ ประคองอัญชลีตรงพระพักตรของพระตถาคต แลวกราบทูลวา ขาแตพระองคผ ูเจรญิ ขอพระองคเ สดจ็ ขึน้ ยงั อาสนะดอกไมน ี้ เพ่อื อนเุ คราะหขา พระองค. พระผู-มพี ระภาคเจาประทบั นงั่ บนอาสนะดอกไม เมอ่ื พระศาสดาประทับน่งั แลวพระอัครสาวกท้ังสองและเหลาภิกษทุ ี่เหลอื ก็นงั่ บนอาสนะอันถงึ แกตนๆ. พระศาสดาทรงเขานโิ รธสมาบตั ิดวยพระประสงควา ผลใหญจ งมีแกด าบสเหลา นน้ั . ฝายพระอคั รสาวกทั้งสองและภิกษุทีเ่ หลือ รูวาพระ-ศาสดาทรงเขานโิ รธสมาบตั ิ จงึ พากันเขานโิ รธสมาบัต.ิ พระดาบสไดย ืนกั้นฉัตรดอกไมแดพ ระศาสดาสิน้ กาลหาระหวางมไิ ดต ลอด ๗ วัน. พระ-ดาบสนอกน้ฉี ันมลู ผลาหารจากปาแลว ในเวลาท่เี หลอื กไ็ ดย ืนประคองอัญชลีอย.ู พอลวงไปได ๗ วนั พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติ แลวตรัสเรยี กพระนิสภเถระอคั รสาวกวา เธอจงกระทําอนุโมทนาอาสนะดอก-ไมแ กดาบสท้งั หลาย. พระเถระตงั้ อยูในสาวกบารมีญาณ ไดก ระทํา

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 430อนโุ มทนาอาสนะดอกไมแ กด าบสทง้ั หลายเหลา นัน้ ในเวลาจบเทศนาของพระนิสภเถระนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอโนมเถระททุ ิยอัครสาวกวาแมเ ธอก็จงแสดงธรรมแกดาบสเหลาน้นั . ฝายพระอโนมเถระพจิ ารณาพระพุทธพจน คอื พระไตรปฎก แลวกลาวธรรมแกด าบสเหลานั้นธรรมาภสิ มยั การตรัสรูธรรม มไิ ดมีดวยเทศนาของพระอคั รสาวกท้งั สอง. ลาํ ดบั นนั้ พระศาสดาทรงต้งั อยูในพุทธวสิ ยั แลวทรงเร่ิมพระ-ธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมนื่ ส่ีพันทเ่ี หลอื แมทั้งหมดเวน สรทดาบสบรรลพุ ระอรหัตแลว. พระศาสดาทรงเหยยี ดพระหัตถตรัสกะชฎลิ เหลา นัน้ วา เธอทงั้ หลายจงเปน ภกิ ษุมาเถิด. ทนั ใดนนั้ ชฎิลเหลาน้นั มีเพศดาบสอันตรธานหายไป ไดเปน ผูทรงบรขิ าร ๘ ดจุ พระเถระมพี รรษา ๖๐ ฉะน้ัน. สว นสรทดาบส เพราะความทีต่ นเปน ผเู กิดปรวิ ติ กข้ึนเวลาแสดงธรรมวา โอหนอ แมเ ราก็พึงเปน พระสาวกของพระพุทธเจา องคห นงึ่ ในอนาคต เหมือนพระนิสภเถระน้ี ไดมีจติ สง ไปอนื่ จึงไมไดอ าจเพือ่ จะทําใหรูแ จง มรรคผล. ลําดบั น้นั จงึ ถวายบังคมพระศาสดา แลวไดกระทําความปรารถนาเหมอื นอยางนัน้ . พระศาสดาทรงเห็นวาจะสาํ เร็จโดยหาอันตรายมิได จึงทรงพยากรณวา ลว งไปหน่ึงอสงไขยยิง่ ดวยแสนกัป. แตกปั นีไ้ ป อคั รสาวกของพระ-โคดมสมั มาสัมพทุ ธเจา จกั มนี ามวาสารีบตุ ร ดงั นแ้ี ลวตรสั ธรรมกถา มีภกิ ษุสงฆเปนบรวิ ารแลน ไปยงั อากาศแลว . ฝายสรทดาบสก็ไดไปยังสํานกั ของสิรวิ ัฑฒกฎุ มพีผสู หาย แลวกลาววา สหาย เราปรารถนาตําแหนง อคั รสาวกของพระโคดมสัมมาสมั พทุ ธเจา

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 431ผูจะอุบัติข้ึนในอนาคต ณ ทบี่ าทมลู ของพระผมู พี ระภาคเจาพระนามวาอโนมทัสสี แมทานกจ็ งปรารถนาตาํ แหนงทตุ ยิ สาวกของพระโคดมสัมมา-สมั พทุ ธเจานนั้ . สริ วิ ฑั ฒกุฎมพีไดฟ ง การชแ้ี จงดงั น้ัน จงึ ใหกระทาํ ท่ปี ระมาณ ๘กรสี ทป่ี ระตูนเิ วศนของตนใหม พี นื้ ราบเรยี บ แลว โรยดอกไมม ีขา วตอกเปน ท่ี ๕ ใหสรา งมณฑปมุงดวยอุบลเขียว ใหล าดอาสนะสําหรับพระ-พทุ ธเจา ใหล าดอาสนะสาํ หรบั ภกิ ษทุ ้งั หลาย แลว ตระเตรียมเครอ่ื งสกั การะและสัมมานะมากมาย แลว ใหส รทดาบสไปนิมนตพระศาสดามายังมหาทานใหเปนไปตลอด ๗ วัน แลวใหภ ิกษสุ งฆม พี ระพทุ ธเจาเปนประธาน ครองผา ทั้งหลายอันควรคา มาก แลวไดกระทําความปรารถนาเพื่อความเปน ทตุ ยิ สาวก. พระศาสดา ทรงเหน็ ความสาํ เร็จของสริ ิวฑั ฒกุฎมพีนนั้ โดยหาอันตรายมิได จึงทรงพยากรณโ ดยนัยดังกลาวแลว ทรงทําอนุโมทนาภัตแลว เสดจ็ หลีกไป. สริ ิวฑั ฒกฎุ มพีราเริงแจมใส กระทาํ กศุ ลกรรมตลอดชั่วอายุ แลว บงั เกดิ ในกามาวจรเทวโลก ในวาระจติ ที่ ๒ สรทดาบสเจรญิ พรหมวหิ าร ๔ แลว บังเกดิ ในพรหมโลก. จําเดมิ แตน ้ัน ทานไมกลา วถงึ กรรมในระหวางของสหายทัง้ สอง.ก็สรทดาบสถอื ปฏสิ นธใิ นครรภข องนางรปู สารพี ราหมณี ในอุปติสสคามไมไ กลนครราชคฤห กอนกวาการอุบตั ขิ น้ึ แหง พระผมู ีพระภาคเจา ของเราทง้ั หลาย. ในวันนัน้ เอง แมส หายของสรทดาบสนนั้ กถ็ ือปฏสิ นธใิ นครรภของนางโมคคลั ลพี ราหมณี ในโกลิตคาม ไมไกลนครราชคฤหเหมอื นกัน.

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 432 เพราะฉะนนั้ โมคคลั ลานะ ชื่อวา โมคคลั ลานะ เพราะเปน บตุ รของนางโมคคลั ลีพราหมณี, อีกอยางหนึง่ ชื่อวา โมคคลั ลานะ เพราะเกดิ โดยโมคคลั ลีโคตร. อีกอยา งหนึง่ ในเวลาทมี่ ารดายงั เปนกมุ ารกิ าบดิ ามารดาของนางกมุ าริกาน้นั เรียกชื่อวา มคุ คลี เพราะถอื เอาคําวา มาอคุ ฺคลิ มา อคุ ฺคลิ อยากลืน อยา กลืน. ชอ่ื วาโมคคลั ลานะ เพราะเปนบตุ รของนางมุคคลีนน้ั . อีกอยา งหนึ่ง ชื่อวา โมคคลั ลานะ เพราะเปนผูอ าจ คอื สามารถในการได ในการถอื เอา ในการรแู จง มรรคมีโสดา-ปต ตมิ รรคเปน ตน. ไดยินวา ตระกูลทั้งสองน้นั เปน สหายเน่ืองกันมา ๗ ช่วั สกุล.บดิ ามารดาไดใ หก ารบรหิ ารครรภแกค นทั้งสองน้ันในวันเดยี วกัน. พอลว งไปได ๑๐ เดอื น บดิ ามารดากเ็ ร่ิมตง้ั แมนม ๖๖ คน แกค นทง้ั สองนน้ัแมผเู กิดแลว . ในวันตั้งช่อื บิดามารดาต้ังช่อื บุตรของนางรูปสารีพราหมณีวา อุปติสสะ เพราะเปนบตุ รของตระกูลผเู ปน หัวหนา ในอปุ ตสิ สคาม.ตั้งชอ่ื ของบตุ รนอกนีว้ า โกลิตะ เพราะเปน บุตรของตระกลู ผเู ปน หัวหนาในโกลิตคาม. คนท้ังสองนัน้ เจริญอยูดวยบริวารใหญ อาศยั ความเจรญิเติบโตแลว ไดถงึ ความสาํ เรจ็ ศิลปะทง้ั ปวง. อยูมาวนั หนง่ึ คนทั้งสองน้ันกาํ ลังดูมหรสพบนยอดเขาในกรงุ ราช-คฤห เห็นมหาชนประชมุ กัน เพราะญาณถึงความแกกลา จึงเกิดความคดิ ขนึ้โดยแยบคายไดค วามสงั เวชวา คนเหลา นท้ี ั้งหมด ภายในรอยปเ ทา น้นั ก็จะเขา ไปยังปากของมจั จุราช จงึ ทาํ การตัดสินใจวา เราทัง้ หลายควรแสวงหาโมกขธรรม และเมอื่ จะแสวงหาโมกขธรรมน้นั ควรไดก ารบรรพชาอยาง-หน่ึง จึงพากนั บวชในสํานักของสัญชัยปรพิ าชกพรอมกับมาณพ ๕๐๐ คน.

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 433 จําเดิมแตค นท้งั สองน้ันบวชแลว สัญชัยปริพาชกไดเปน ผถู งึ ลาภอันเลศิ และยศอันเลศิ . โดย ๒-๓ วัน เทา นั้น คนท้งั สองนั้นกเ็ รียนลัทธขิ องสญั ชยั ไดท ้งั หมด ไมเห็นสาระในลัทธนิ ้นั ไดเหน่ือยหนา ยลทั ธนิ ้นั จึงถามปญหากะสมณพราหมณท เ่ี ขาสมมติกันวา เปน บัณฑติ ในท่นี ั้นๆ สมณ-พราหมณเหลานนั้ ผูถ ูกคนทงั้ สองถามแลว ไมย งั การแกป ญ หาใหส าํ เร็จได โดยทแี่ ท คนทัง้ สองนั้นนัง่ เอง พากนั แกปญ หาไหแกส มณพราหมณเหลานั้น. เมือ่ เปนอยางนัน้ คนท้ังสองนั้น เม่ือจะแสวงหาโมกขธรรม(ตอไป) จงึ ไดท าํ กตกิ าวา ในเราท้งั สอง คนใดบรรลอุ มตะกอน คนนั้นจงบอกแกอ ีกคนหนง่ึ . ก็สมัยน้ัน เมื่อพระศาสดาของเราทัง้ หลายทรงบรรลุพระปฐมาภ-ิสมั โพธิญาณแลว ทรงประกาศพระธรรมจกั รอันบวร ทรงทรมานชฎิลพันคนมีอรุ เุ วลกัสสปเปนตน แลว ประทับอยูใ นกรงุ ราชคฤหโ ดยลําดับวันหนึง่ อุปตสิ สปรพิ าชกไปยังปริพาชการาม เหน็ ทา นพระอสั สชเิ ถระเท่ียวบณิ ฑบาตอยใู นกรงุ ราชคฤห คดิ วา บรรพชติ ผสู มบูรณดวยมารยาทเหน็ ปานน้ี เราไมเ คยเหน็ ชอื่ วา ธรรมอันละเอียดจะพึงมใี นบรรพชติ น้ีจงึ เกดิ ความเลอื่ มใส มองดทู านผูมีอายุเพ่ือจะถามปญหา ไดตดิ ตามไปขางหลัง. ฝา ยพระเถระไดบิณฑบาตแลว ไปยังโอกาสอนั เหมาะสม เพอื่ จะบริโภค. ปรพิ าชกไดล าดตงั่ ปริพาชกของตนถวาย และในเวลาเสรจ็ ภตั กจิไดถวายน้าํ ในคนโทของตนแกพระเถระ. ปริพาชกนัน้ กระทําอาจริยวตั รอยา งนแ้ี ลว กระทําปฏสิ นั ถารกับพระเถรผูก ระทาํ ภัตกจิ เสรจ็ แลว จงึ ถามวาใครเปนศาสดาของทานหรอื หรอื วาทา นชอบใจธรรมของใคร ? พระ-

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 434เถระอา งเอาพระสมั มาสัมพทุ ธเจา อันปรพิ าชกน้นั ถามอกี วา ก็ศาสดาของทานผมู ีอายมุ ีวาทะอยา งไร คดิ วา เราจกั แสดงความทพ่ี ระศาสนานี้เปน ของลึกซ้ึง จึงประกาศวา ตนยังเปน ผูใ หม และเมอ่ื จะแสดงธรรมในพระศาสนาแกป รพิ าชกนั้นโดยสงั เขป จงึ กลา วคาถาวา เย ธมมฺ าเหตปุ ฺปภวา เปน ตน . ปรพิ าชกไดฟ ง เฉพาะสองบทแรกเทานัน้ ก็ดํารงอยใู นพระโสดา-ปต ติมรรคและโสดาปต ติผลอันสมบรู ณดว ยนัยพันหนงึ่ สองบทหลงั จบลงในเวลาเขาเปนพระโสดาบนั . ก็ในเวลาจบคาถา เขาเปน พระโสดาบนัเมอื่ คุณวเิ ศษในเบ้อื งบนยังไมเ ปนไป จงึ กาํ หนดวา เหตุในพระศาสนานี้จักมี จึงกลาวกะพระเถระวา ทา นผูเจรญิ ทา นอยาขยายธรรมเทศนาใหสงู เลย เทานแี้ หละพอแลว พระศาสดาของเราทัง้ หลายอยูทไี่ หน. พระ-อัสสชกิ ลาววา อยูท พี ระเวฬุวัน. ปรพิ าชกกลาววา ทา นผเู จริญ ทานจงลว งหนาไป ขา พเจาจะเปล้อื งปฏญิ ญาทท่ี ําไวแ กส หายของขาพเจาแลวจักพาสหายนนั้ มาดวย แลวไหวด ว ยเบญจางคประดษิ ฐ กระทําประทักษิณสั่งพระเถระแลว ไดไปยงั ปรพิ าชการาม. โกลิตปรพิ าชกเหน็ อปุ ตสิ สปริพาชกน้นั กาํ ลงั มาแตไกล คิดวา สหี นาไมเ หมอื นวนั อืน่ อปุ ติสสะนี้จักบรรลอุ มตธรรมเปนแนจงึ ยกยอ งการบรรลุคุณวิเศษของอปุ ติสสะน้นั โดยอาการน้นั แหละ แลว ถามถึงการบรรลุอมตธรรม. ฝา ยอุปติสสะน้ันก็ปฏิญญาแกโกลิตะนั้นวา ผูมีอายุ ขา พเจาบรรลุอมตธรรมแลว จึงไดกลาวคาถาน้นั น่ันแหละ. ในเวลาจบคาถา โกลติ ะดํารงอยูใ นโสดาปตตผิ ล แลวกลา ววาพระศาสดาของพวกพวกเราอยทู ่ีไหน.

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 435 อปุ ติสสะกลา ววา อยทู พ่ี ระเวฬวุ นั . โกลติ ะกลาววา ผมู อี ายุ ถา อยางนั้น พวกเราจงมา จกั เฝาพระ-ศาสดา. อุปติสสะเปน ผบู ูชาอาจารยแมตลอดกาลท้งั ปวงทีเดยี ว เพราะฉะน้นัจึงไดเ ปนผูใครจ ะประกาศคุณของพระศาสดาแกสัญชยั แลวนําสัญชัยแมน ้ันไปยงั สาํ นักของพระศาสดาดว ย. สัญชัยปริพาชกน้นั ถูกความหวงั ในลาภครอบงาํ ไมป รารถนาจะเปนอนั เตวาสิก จงึ ปฏิเสธวา เราไมอาจเปน ตมุ สําหรับตักวดิ นํ้า คนทงั้ สองนนั้ เมือ่ ไมอ าจใหส ญั ชัยปรพิ าชกนัน้ ยนิ ยอมไดด วยเหตุหลายประการจึงไดไ ปยงั พระเวฬวุ นั พรอ มกบั อันเตวาสิก ๒๕๐ คน ผูพระพฤตติ ามโอวาทของตน. พระศาสดาทรงเหน็ คนเหลาน้นั มาจากทีไ่ กล จึงตรัสวา น้จี กั เปนคูส าวกของเรา จักเปนคูอันเจริญเลศิ แลวทรงแสดงธรรมตามจรยิ าแหงบรษิ ัทของคนทัง้ สองนน้ั ใหดาํ รงอยใู นพระอรหตั แลว ไดประทานอุปสมบทดวยความเปนเอหิภิกขุ บาตรและจวี รอันสําเรจ็ ดว ยฤทธิไ์ ดม าแมแ กพระอัครสาวก เหมือนมาแกภ กิ ษเุ หลานัน้ แตก ิจแหงมรรคสามเบอ้ื งบนของพระอคั รสาวกยงั ไมส าํ เร็จ เพราะเหตุไร ? เพราะสาวก-บารมญี าณเปนคณุ ยง่ิ ใหญ. บรรดาพระอัครสาวกน้ัน ทา นพระมหาโมคคัลลานะ ในวันท่ี ๗แตบวชแลว กระทําสมณธรรมอยทู ี่บา นกัลลวาลคาม ในมคธรฐั เม่อื ถีน-มิทธะกาวลงอยู อันพระศาสดาใหสงั เวชแลว บรรเทาถนี มิทธะ (ความ

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 436โงกงว ง) ได กาํ ลังฟง ธาตุกรรมฐานอยูท ีเดยี ว ไดบรรลมุ รรคเบ้อื งบนทงั้ ๓ ถึงท่สี ุดแหงสาวกบารมญี าณ. ทานพระสารีบตุ รลวงไปไดก ่ึงเดอื นแตการบรรพชา อยูใ นถ้าํ สุกร๑-ขตะ ในกรุงราชคฤหกับพระศาสดา เมือ่ พระศาสดาทรงแสดงเวทนาแนวแหง ปรคิ คหสูตร แเกท ฆี นขปรพิ าชกผูเปน หลานของตน สงญาณไปตามพระธรรมเทศนา จึงถงึ ทีส่ ดุ แหง สาวกบารมญี าณ เหมือนบคุ คลบริโภคภัตทเ่ี ขาคดมาเพ่อื ผูอนื่ ฉะนั้น ดงั นั้น สาวกบารมญี าณของพระ-อัครสาวกทัง้ สองไดถงึ ทส่ี ดุ ในที่ใกลพ ระศาสดาทีเดยี ว. ทานพระสารบี ุตรบรรลสุ าวกบารมีญาณอยางนแี้ ลวจงึ ราํ พึงวาสมบตั นิ เี้ ราไดด ว ยกรรมอะไร ไดร กู รรมน้ันแลว เมอื่ จะเปลงอุทานดวยอํานาจความปตโิ สมนัส จึงกลาวคํามีอาทิวา หมิ วนตฺ สสฺ อวทิ เู ร ดงั น.ี้ดว ยเหตนุ นั้ ทา นจึงกลา ววา ในทไี่ มไกลหมิ วันตประเทศ มภี ูเขาช่อื ลมั พกะ เราสรา ง อาศรมไวอยา งดี (และ) สรางบรรณศาลาไวอยา งด.ี บรรดาบทเหลานั้น บทวา หมิ วนตฺ สสฺ ความวา ที่ชอื่ วา หิมวาเพราะประเทศนนั้ มหี ิมะ, ในท่ไี มไกล คือในท่ีใกลห มิ วันตประเทศนน้ัอธบิ ายวา ในปาอนั เน่ืองกบั เขาหิมาลัย. บทวา ลมฺพโก นาม ปพฺพโต ความวา ภูเขาเจือดวยดินรว นอันมีชื่ออยางนัน้ . บทวา อสฺสโม สุกโต มยหฺ  ความวา อาศรม คอื อรญั วาสที่ทําไวเพอื่ เรา คือเพ่ือประโยชนแ กเ รา ณ ท่ีภูเขาชอ่ื ลมั พกะนน้ั ชอื่ วาอาศรม เพราะสงบเงียบโดยทว่ั ไป คอื โดยรอบ. อีกอยา งหน่งึ ช่ือวา๑. ที่ปรากฏโดยมากกวา สกุ รขาตา.

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 437อาศรม เพราะเปน ท่ไี มมคี วามดิน้ รน คอื ความกระวนกระวาย แกผ เู ขาไปแลว, อรญั วาสอันเปน อยา งน้ี เราทําไวด แี ลว. อธบิ ายวา สรา งไวดวยอาการอนั ดี เชน ที่พักกลางคนื ทพี่ ักกลางวัน กฎุ ี และปะราํ เปน ตน. บทวา ปณฺณสาลา ไดแ ก บรรณศาลาสําหรบั เปนทอี่ าศยั อยู มงุดว ยใบไมม แี ฝกและหญา ปลอ งเปนตน. แมนา้ํ มีฝง ตน้ื มที า ดี เปนทรี่ ื่นรมยใ จ เกลอื่ นกลน ดวย ทรายขาวสะอาด มีอยูไมไกลอาศรมของเรา. บรรดาบทเหลานนั้ บทวา อุตฺตานกูลา ไดแก แมน ํ้าไมล กึ . บทวา สุปติตฺถา แปลวา มีทาดี. บทวา มโนรมา ไดแ ก ประทบั ใจ คือเปน ทยี่ ังใจใหเอบิ อาบ, บทวา สสุ ุทฺธปุลนิ ากณิ ณฺ า ไดแก เกลื่อนกลาดดว ยทราย ปานประหนงึ่ วากลบี แกว มกุ ดาขาวดี อธบิ ายวา เปนตอ งทราย. อธบิ ายวา แมน้าํ คอื แมน าํ้ นอยทีเ่ ปนอยา งนนี้ น้ั ไดมอี ยูใ นท่ีไมไ กลคอื ในท่ใี กลอ าศรมของเรา. ก็บทวา อสฺสม พึงทราบวา เปน ทตุ ิยาวิภตั ติลงในอรรถแหงสตั ตมวี ภิ ัตติ. ทใ่ี กลอาศรมของเรานน้ั มแี มน ้ําไมม ีกอนกรวด ตลิ่งไม ชัน น้าํ จืดสนทิ ไมมกี ล่นิ เหมน็ ไหลไป ทําใหอาศรมของ เรางาม. บรรดาบทเหลานน้ั บทวา อสกฺขรา ความวา ชอ่ื วา ไมม กี รวดคือเวน จากกรวด เพราะทา นกลาววา เกล่อื นกลาดดว ยทราย. บทวา อปพฺภารา แปลวา เวนจากเง้ือม อธบิ ายวา ฝง ไมลกึ . บทวา สาทุ อปฺปฏิคนฺธิกา ความวา แมน ้าํ คอื แมนํ้านอย มนี ํ้า

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาที่ 438มรี สอรอย เวนจากกล่นิ เหม็น ไหลไป คอื เปนไป ทาํ อาศรมบทของเราใหง าม. ฝูงจระเข มังกร ปลารา ย และเตา วายนํ้าเลน อยูในแมน ้าํ นนั้ แมนา้ํ ไหลไป ทาํ ใหอ าศรมของเรางาม. ในคาถานน้ั เช่อื มความวา จระเข มังกร ปลาฉลาม คอื ปลารา ยและเตา ไดเลนอยใู นแมน ํา้ น้ี. เชื่อมความวา แมน ้าํ คือแมน้ํานอ ยไหลคอื ไหลไป ทําใหอาศรมของเรางาม. ฝงู ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเคา ปลา ตะเพียน ปลานกกระจอก วายโลดโดดอยู ยอ มทําให อาศรมของเรางาม. อธบิ ายวา ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเคา ปลาตะเพยี น และปลานกกระจอก มัจฉาชาติทง้ั หมดน้ี โดดไปขา งโนน ขา งน้ี คอื ไหลไปกบั แมนา้ํ ทาํ ใหอ าศรมบทของเรางาม. ทีส่ องฝงแมน้ํา มหี มูไมดอก หมไู มผ ล หอยยอ ยอยู ทั้งสองฝง ยอ มทําใหอ าศรมของเรางาม. บรรดาบทเหลา นนั้ บทวา อุโภ กเู ลสุ ความวา ทีข่ างทัง้ สองของแมน าํ้ น้ัน มีตนไมท่ีมดี อกประจํา มผี ลประจาํ หอยอยูทัง้ สองฝงคือนอมลงเบือ้ งลางที่ฝงท้งั สองของแมนาํ้ ยอ มทาํ ใหอาศรมของเรางาม. ไมมะมว ง ไมรัง หมากเมา แคฝอย ไมยา งทราย บานอยเู ปน นจิ มกี ลิน่ หอมดจุ กล่ินทิพย ฟุง ตลบไปในอาศรม ของเรา.

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 439 บรรดาบทเหลาน้ัน บทวา อมพฺ า เปนตน ความวา มะมวงเปนพวงมรี สหวานอรอ ย ตนรัง ตน หมากเมา ตนแคฝอย ตนยา งทราย ตน ไมเหลาน้ี มดี อกบานอยเู ปน นจิ . มีกล่ินหอมเหมอื นกล่นิ ทพิ ย ฟงุ คือฟุงตลบไปรอบ ๆ อาศรมของเรา. ไมจ าํ ปา ไมออยชา ง ไมกระทมุ กากะทงิ บุนนาค และลาํ เจยี ก บานสะพรั่งมกี ล่ินหอมดงั กลน่ิ ทพิ ย ฟงุ ไปใน อาศรมของเรา. ในคาถานนั้ มีอธิบายวา ไมจ ําปา ไมออ ยชาง ไมก ระทุมมดี อกเหมอื นวงกลมทองคํา ไมกากะทงิ ไมบุนนาค และไมล ําเจยี กหอม ไมท้ังหมดน้ี มดี อกบาน คือบานสะพรง่ั กลน่ิ ตลบ คือสง กลิ่นหอมฟุงไปในอาศรมของเรา เหมอื นกล่นิ ทพิ ย. ตนลําดวน ตน อโศก ตนกุหลาบ ไมปรู และไมม ะกลํ่า หลวง มีดอกบานสะพร่งั อยใู กลอาศรมของเรา. ในคาถาน้ัน เช่อื มความวา ตนลําดวนดอกบาน ตนอโศกดอกบาน ตน กุหลาบดอกบาน ตนปรูดอกบาน และมะกลา่ํ หลวงดอกบานไมเ หลาน้ีบานสะพร่ังงดงามอยใู กลอาศรมของเรา. การะเกด พะยอมขาว พิกลุ และมะลิซอ น สง กล่นิ หอม อบอวล ทาํ อาศรมของเราใหง ดงาม. บรรดาบทเหลานั้น บทวา เกตกา ไดแก กอสคุ นธการะเกด.อธบิ ายวา ตน พะยอมขาว พิกุล กอมะลิซอน รุกขชาติทงั้ หมดนส้ี งกลิ่นหอมตลบ ทําใหอ าศรมของเรางามไปทั่ว.

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 440 ไมเจตพงั คี ไมกรรณิการ ไมป ระดู และไมอ ัญชันเปน อนั มาก สงกล่นิ หอมฟงุ ทําใหอาศรมของเรางาม. เชือ่ มความวา ไมท้งั หลายมเี จตพังคีเปน ตน เหลา นี้ ทาํ อาศรมของเราใหง ามไปท่ัว สง กล่ินหอมอบอวลอยู. บุนนาค บนุ นาคเขา และตน โกวฬิ าร (ไมส วรรค) ดอก บานสะพร่งั หอมตลบอบอวล ทําอาศรมของเราใหงาม. อธิบายวา ตนไมท ้ังหลายมีบุนนาคเปน ตน สง กลิ่นหอมตลบ ทําใหอ าศรมของเรางาม. ไมร าชพฤกษ อัญชนั เขยี ว ไมกระทุม และพิกลุ มมี าก สงกล่นิ หอมฟงุ ทาํ อาศรมของเราใหงาม. เช่อื มความวา ตนไมท้งั หลายมตี น ราชพฤกษเปน ตน สง กลิ่นหอมตลบ ทําใหอ าศรมของเรางาม. ถว่ั ดํา ถ่วั เหลอื ง กลว ย และมะกรูด เจรญิ เตบิ โตดว ย นาํ้ หอม ออกผลสะพร่งั . ในคาถานั้น มีใจความวา พุม ถ่วั ดาํ เปน ตนเหลา น้ี เจริญเตบิ โตดวยนาํ้ หอมแหงเคร่อื งหอมมจี นั ทนเปนตน ทรงผลดุจทอง ทาํ ใหอาศรมของเรางดงาม. ปทมุ อยา งหนง่ึ บาน ปทุมอยางหนึง่ กําลงั เกดิ ปทุมอยา ง หน่งึ ดอกรวง บานอยใู นบึงในกาลนน้ั . บรรดาบทเหลา น้นั บทวา อเฺ  ปปุ ฺผนตฺ ิ ปทมุ า ความวา ในบึง ในทไ่ี มไกลอาศรมของเรา ปทมุ อยางหนง่ึ คือบางพวกบาน ปทุม

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 441บางพวกเกิดอยู คือบงั เกิดอยู ปทมุ บางพวกมดี อกรวง คือมีเกสรในกลบี โรยไป. ปทมุ กําลงั เผลด็ ดอกตูม เหงา บัวไหลไป กระจับเกล่ือน ดวยใบ งามอยใู นบึง ในกาลนน้ั . บรรดาบทเหลานน้ั บทวา คพฺภ คณฺหนฺติ ปทมุ า ความวา ในกาลนนั้ คอื ในสมยั ทเ่ี ราเปนดาบสอยู ปทมุ บางเหลา กําลงั เผล็ดดอกตูมอยูในภายในบงึ เหงา บัว คอื รากปทมุ กําลังไหลไป คอื ไหลไปจากภายในเปอ กตมนเี้ หมือนงาชา ง. ความวา กระจับทั้งหลายเปนกอ ดาดาษดว ยใบและดอก งดงามอย.ู ไมตาเสือ จงกลนี ไมอุตตรี และชบา บานอยูในบงึ สงกลิ่นหอมตลบอยูในกาลนน้ั . อธิบายความวา ในกาลน้นั คือในสมัยทีเ่ ราอยู ณ ที่ใกลบงึ กอ-ตาเสอื กอจงกลนี กอช่อื อตุ ตรี และกอชบา กอไมท้งั หมดนบ้ี าน คอืออกดอก พาเอากลิน่ หอมมา ทําบงึ ใหงดงาม. ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเคา ปลา ตะเพยี น ปลาสังกลุ า และปลาราํ พนั ยอ มอยูในบึง ใน กาลนนั้ . เช่ือมความวา ในกาลนัน้ คอื ในสมัยทีเ่ ราอยู หมปู ลามีปลาสลาดเปนตน ไมกลวั ยอ มอยูในบึง. ฝูงจระเข ปลาฉลาม ปลาฉนาก ผเี สื้อน้ํา เตา และงู เหลือม ยอ มอยูในบงึ ในกาลนน้ั .

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 442 เชอ่ื มความวา ในกาลนน้ั คอื ในสมัยทเี่ ราอยู ฝงู ปลามีจระเขเปนตนเหลา น้นั ไมกลัว ไมมีอันตราย ยอมอยูในบงึ ใกลอ าศรมของเรา. ฝูงนกคับแค นกเปด นาํ้ นกจากพรากทเี่ ท่ยี วไปในนํา้ นกดุเหวา นกแขกเตา และนกสาลกิ า ยอ มอาศยั เล้ียงชวี ิต อยใู กลสระนนั้ . ในคาถานน้ั เช่ือมความวา นกคบั แค นกเปดนํา้ นกจากพรากทเี่ ทย่ี วไปในนํ้า นกดุเหวา นกแขกเตา และนกสาลกิ า อาศยั สระใกลอาศรมของเรา คือเขาไปอาศยั สระนัน้ เปนอย.ู ฝูงนกกวกั ไกฟ า นกกะลงิ ปา นกตอ ยตีวดิ นกแขกเตา ยอ มอาศัยสระน้นั เลี้ยงชีวติ . บรรดาบทเหลานน้ั บทวา กุกุตถฺ กา ไดแ ก นกทมี่ ีช่ืออยา งนั้นบทวา กุฬรี กา ไดแก นกทีม่ ีชอ่ื อยา งนั้น. เช่ือมความวา นกกะลงิ ปานกตอยตีวดิ และนกแขกเตา นกท้ังหมดนี้ ยอ มอาศัยสระใกลอาศรมของเราน้ันเปนอยู. ฝูงหงส นกกระเรยี น นกยงู นกดเุ หวา ไก นกคอนหอย นกโพระดก ยอมอาศยั เลย้ี งชวี ติ อยใู กลสระนั้น. อธิบายวา ฝงู นกมีหงสเ ปนตนเหลา นี้ทงั้ หมด เขาไปอาศัยสระนนั้เปนอยู คอื เลยี้ งชวี ิตอย.ู ฝูงนกแสก นกหวั ขวาน นกเขาเหย่ยี ว และนกกาน้ํา นกมากมาย เขาไปอาศัยเลยี้ งชีวิตอยูใกลสระนน้ั . ในคาถานน้ั มอี ธิบายวา นกแสก นกหวั ขวาน นกเขา นกเหย่ยี ว

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 443และนกกาน้ํา นกมากมายบนบก ยอ มเปน อยู คอื สาํ เรจ็ ความเปน อยู ณสระนัน้ คอื ณ ทใ่ี กลสระน้ัน. เน้อื ฟาน หมู จามรี กวาง ละม่งั เนื้อทราย เปน อนั มาก เลี้ยงชีวิตอยูใกลส ระน้ัน. ในคาถานน้ั มีใจความวา มฤคเหลานั้นมีเน้ือฟานเปนตน เลี้ยงชวี ติ อยู ณ สระนนั้ คือใกลส ระน้ัน. ทุตยิ าวิภตั ตใิ ชในอรรถแหง สตั ตม-ีวภิ ตั ติ. ราชสหี  เสือโครง เสือเหลือง หมู หมาใน เสอื ดาว โขลงชา ง แยกกันเปน ๓ พวก อาศยั เล้ยี งชวี ิตอยใู กลสระ นั้น. เช่อื มความวา สตั วจ ตบุ ทมีสหี ะเปนตน เหลานี้ เวนจากอนั ตรายเปน อยูใ กลสระนน้ั . พวกกินนร วานร คนทาํ งานในปา สุนัขไลเน้อื และ นายพราน ยอมอาศัยเปน อยใู กลสระนนั้ . ในคาถาน้ี มีความหมายวา สตั วเ หลา น้ีมีกินนรเปนตนซ่งึ มีช่ืออยางน้ี ยอ มอยใู กลส ระนนั้ . มะพลับ มะหาด มะซาง หมากเมา เผลด็ ผลอยูเปน นิจ ในทไี่ มไกลจากอาศรมของเรา. ในคาถานั้น เชือ่ มความวา ไมท ัง้ หลายมีมะพลบั เปนตน เหลานี้เผล็ดผลมรี สอรอ ย ในที่ไมไกลจากอาศรมของเรา ตลอดกาลทัง้ ๓ คอืฤดหู นาว ฤดรู อ น และฤดฝู น เปนประจํา.

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ที่ 444 ตน คํา ตน สน ตนสะเดา สะพรง่ั ดวยผลมีรสหวาน เผล็ดผลเปนประจาํ อยูในทไี่ มไกลอาศรมของเรา. ในคาถานัน้ มคี วามวา ตนไมท ัง้ หลายมีตนคาํ เปน ตนเหลาน้ี มีผลเปนสาํ คญั มผี ลอรอ ย มีผลอนั อดุ มมารว มกนั คือประกอบพรอ มดีไดแ ก สะพรง่ั พรอ ม เผลด็ ผลเปนประจํา งดงามอยใู นทใี่ กลอ าศรมของเรา. ตน สมอ มะขามปอม มะมวง หวา สมอพิเภก กระเบา ไมรกฟา และมะตมู ตน ไมเหลา นนั้ เผล็ดผลอยู. เช่ือมความวา ตนไมมีสมอเปน ตนเหลา นน้ั เกดิ อยูในทใ่ี กลอาศรมของเรา เผลด็ ผลอยูเปน นิจ. เหงา มนั มนั ออ น นมแมว มนั นก กะเมง็ และคัดมอน มอี ยมู ากมายใกลอาศรมของเรา. เชอื่ มความวา มูลผลท้งั หลายมเี หงามนั เปน ตน เหลานี้ หวาน มรี สอรอ ย มอี ยูเปน อันมาก ณ ทีใ่ กลอาศรมของเรา. ณ ที่ไมไกลอาศรมของเรา มสี ระนาํ้ สรา งไวด แี ลว มีนาํ้ ใสเย็น มีทาน้ําราบเรยี บ เปน ทีร่ นื่ รมยใ จ. ในคาถานั้น มีความวา ในทไี่ มไ กลอาศรม คือในท่ีใกลอ าศรมไดม ีสระนา้ํ สรางไวดแี ลว คือเขาสรา งใหค วรแกการขน้ึ และการลงดวยดีมนี าํ้ ใส คอื มีน้ําใสแจว นํ้าเย็น มีทาราบเรยี บ คือมีทาดี เปนที่รื่นรมยใจ คือกระทาํ ความโสมนัสให. ดารดาษดวยปทุมและอบุ ล สะพรง่ั ดวยบุณฑรกิ ปกคลมุ ดวยบัวขมและเผื่อน กล่ินหอมตลบไป. ในคาถาน้นั มีความวา สระท้งั หลายดารดาษ คือบรบิ รู ณด ว ย

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 445ปทุมบวั หลวง และอบุ ลบัวขาว ประกอบคือสะพรง่ั ดวยบณุ ฑรกิ บัวขาวเกลอื่ นกลาด คอื เปน กลมุ ๆ ดว ยบัวขมและบวั เผอื่ น กลนิ่ หอมฟุง ตลบคือฟุงไปรอบดา น. ในกาลนั้น เราอยูในอาศรมท่ีสรางไวอยา งดี นารนื่ รมย ในปา ทีม่ ดี อกไมบ าน สมบรู ณด ว ยองคป ระกอบทั้งมวลอยางน.ี้ บรรดาบทเหลานัน้ บทวา เอว สพฺพงคสมฺปนฺเน ความวา ในกาลนน้ั คอื ในกาลเปนดาบสอยใู นอาศรม คอื ในอรญั วาส อนั นาร่นื รมยท่สี รา งอยางดี ในปา อันเปนชัฏดวยไมด อกและไมผ ล สมบรู ณ คือบริบูรณดว ยองคป ระกอบมแี มน าํ้ เปน ตนทุกชนดิ . พระดาบสครัน้ แสดงสมบตั แิ หงอาศรมของตน ดวยลาํ ดับคํามีประมาณเทานแ้ี ลว บดั นี้ เมือ่ จะแสดงคุณสมบตั มิ ีศีลเปน ตนของตน จึงกลา ววา ในกาลนั้น เราเปนดาบสชือ่ สุรุจิ มศี ลี สมบรู ณด วยวตั ร เพง ฌาน ยินดีในฌาน บรรลุอภิญญาพละ ๕. บรรดาบทเหลา นั้น บทวา สลี วา ความวา สมบรู ณดว ยศลี ๕เชนปารสิ ทุ ธศิ ีล ๔ อันประกอบพรอมดวยฌาน. บทวา วตตฺ สมปฺ นฺนา ความวา บริบูรณดว ยการสมาทานวัตรวาตง้ั แตน ไ้ี ป เราจกั ไมเ สพฆราวาสและกามคณุ ๕. บทวา ฌายี ไดแก ผูมีปกตเิ พง คอื มีการเพงเปนปกติ ดว ยลักขณปู นิชฌาน และอารัมมณูปนชิ ฌาน. บทวา ฌานรโต ความวา ยินดแี ลว คอื เรน อยู ไดแ ก สมบูรณอยทู ุกเมอ่ื ในฌานท้งั หลายเหลา นี.้

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 446 บทวา ปฺจาภิ ฺ าพลสมปฺ นโฺ น ความวา สมบรู ณด ว ยพละอธิบายวา บริบรู ณด ว ยอภิญญา คอื ปญ ญาพเิ ศษ ๕ ประการ คอื ออทิ ธวิ ธิ ะแสดงฤทธิ์ได ทพิ พโสตะ หูทพิ ย ปรจิตตวิชานนะ รูใ จคนอ่ืน ปุพพ-นวิ าสานุสสติ ระลึกชาติกอ นได ทพิ พจักขุ ตาทิพย. เชอ่ื มความวา เราเปน ดาบส โดยชื่อวา สรุ จุ ิ อยู. คร้ันแสดงคุณสมบตั ิของตนดวยคาํ มีประมาณเทา นีแ้ ลว เมอ่ื จะแสดงปรสิ สมบัติ คอื ความสมบรู ณด ว ยบริษทั จงึ กลา วคํามีอาทวิ า ศิษยของเราท้งั หมดนี้ เปน พราหมณ ๒๔,๐๐๐ คน มชี าติ มยี ศ บํารุงเราอย.ู ในคาถานัน้ เชื่อมความวา ศิษยของเราทั้งหมดน้ี เปนพราหมณ๒๔,๐๐๐ คน มชี าติ คอื สมบรู ณด ว ยชาติกําเนิด มยี ศ คอื สมบรู ณดวยบริวารบาํ รุงเราอย.ู มวลศิษยข องเราน้ี เปนผเู ขาใจตัวบท เขา ใจไวยากรณ ในตําราทาํ นายลักษณะ และในคมั ภรี อ ติ หิ าสะ พรอ มทงั้ คมั ภีรนฆิ ัณฑุและคัมภีรเ กฏภ ะ ถงึ ความเตม็ เปยมในธรรม ของตน. บรรดาบทเหลา นัน้ บทวา ลกฺขเณ ไดแก ในตาํ ราทํานายลักษณะ.ยอ มรูลกั ษณะของสตรีและบรุ ษุ ชาวโลกียท งั้ ปวงวา ผูประกอบดว ยลักษณะเหลา น้ี จะมที กุ ข ผปู ระกอบดวยลักษณะเหลา น้ีจะมสี ขุ . ตาํ ราอนัประกาศลกั ษณะนั้น ชอื่ วา ลกั ขณะ. ในตําราทายลักษณะนั้น. บทวา อติ ิหาเส ไดแ ก ในทาํ ราอนั แสดงเฉพาะคําทีพ่ ดู วา เรือ่ งนี้เปน แลวอยา งน้ี เรือ่ งน้ีเปนแลวอยางน้.ี เช่อื มความวา ถงึ ความเต็มเปย มคือท่สี ดุ ในตําราทายลกั ษณะ และตําราอิติหาสะ.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 447 ตําราอนั ประกาศชอ่ื ตน ไมเ เละภูเขาเปน ตน เรยี กวา นฆิ ณั ฑุ. บทวา เกฏเภ ไดแก ตาํ ราวาดวยการกาํ หนดใชคํากริ ิยา อนั เปนอุปการะแกกวที ั้งหลาย. ช่อื วา สนิฆัณฑุ เพราะเปนไปกบั ดว ยคัมภีรนิฆัณฑุ. ชอ่ื วา สเกฏกะ เพราะเปนไปกบั ดวยคัมภรี เ กฏภ ะ, เชือ่ มความวา ถงึ ความสาํ เร็จในไตรเพทอันเปนไปกับดวยคมั ภีรนฆิ ณั ฑแุ ละเกฏภะนั้น. บทวา ปทกา ไดแ ก ผูฉลาดในบทนาม สมาส ตทั ธติ อาขยาตและกติ กเ ปนตน. บทวา เวยฺยากรณา ไดแก ผฉู ลาดในพยากรณม จี นั ทปาณินีย-กลาปะ เปน ตน . อธิบายวา สธมฺเม ปารมึ คตา ความวา ถงึ คอื บรรลุความเตม็ เปย มคอื ทส่ี ดุ ในธรรมของตน คอื ในธรรมของพราหมณ ไดแ ก ไตรเพท. ศษิ ยทั้งหลายของเรา เปนผฉู ลาดในลางดีราย ในนิมติ และในลักษณะ ศึกษาดีแลว ในแผนดิน พื้นทีแ่ ละอากาศ. พงึ ทราบวนิ จิ ฉัยในคาถาน้นั ตอไป :- เปน ผฉู ลาด คอื เฉลียวฉลาดในลางดรี ายมีอุกกาบาต คือดวงไฟตกและแผน ดินไหวเปน ตน ในนิมิตดีและนิมติ รา ย และในอติ ถีลกั ษณะ ปรุ สิ ลกั ษณะ และมหาปุริสลกั ษณะ. ศิษยท ้งั หลายของเราศึกษาดีแลวในสง่ิ ท้ังปวง คอื ในแผน ดนิ ในพ้นื ท่ี และในกลางหาว คืออากาศ. ศษิ ยเ หลาน้ีเปนผมู ักนอ ย มปี ญญา มีอาหารนอ ย ไม โลภ สันโดษดวยลาภและความเส่ือมลาภ หอ มลอมเราอยู ทกุ เม่ือ.

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 448 บรรดาบทเหลานั้น บทวา อปปฺ จฺฉา ไดแก ผูยังอตั ภาพใหเปนไปดว ยอาหารแมม ีประมาณนอ ย. บทวา นปิ กา คือ เปนผูประกอบดว ยปญ ญา กลา วคือปญ ญาเคร่ืองรักษาตน. บทวา อปฺปาหารา ไดแก มีอาหารมอ้ื เดียว อธบิ ายวา บริโภคภตั ม้ือเดยี ว. บทวา อโลลุปา ไดแ ก เปนผูไมเ ปน ไปดว ยตัณหาคอื ความอยาก. บทวา ลาภาลาเภน ความวา ศษิ ยทงั้ หลายของเราเหลา น้สี นั โดษคอื มีความพอใจดว ยลาภ และความไมมีลาภ หอ มลอม คือบาํ รงุ เราอยูทกุ เมอื่ คอื เปน นิตยกาล. (ศษิ ยข องเรา) เปนผเู พงฌาน ยนิ ดีในฌาน เปน นกั - ปราชญ มจี ิตสงบ มีใจตั้งมั่น ปรารถนาความไมม กี ังวล หอมลอ มเราอยูทุกเม่อื . บรรดาบทเหลา นั้น บทวา ฌายี คือ ประกอบดว ยลกั ขณูปนชิ ฌานและในอารมั มณูปนชิ ฌาน. อกี อยา งหนึ่ง แปลวา ผมู ปี กติเพง . บทวา ฌานรตา ไดแ ก เปน ผูย ินดี คือแนบแนน ในฌานเหลา นน้ั . บทวา ธรี า ไดแก ผสู มบูรณด ว ยปญ ญา เครือ่ งทรงจํา. บทวา สนฺตจติ ฺตา แปลวา ผูมใี จสงบ. บทวา สมาหติ า ไดแก ผูมีจิตแนวแน. บทวา อากิ ฺจฺ  ไดแ ก ความเปน ผไู มมีปลิโพธกังวล. บทวา ปตฺถยนฺตา แปลวา ปรารถนาอย.ู เชือ่ มความวา ศษิ ยทงั้ หลายของเราถงึ ซ่ึงความเปน อยา งนี้ หอ มลอ มเราอยูท กุ เมอ่ื .

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนา ท่ี 449 (ศษิ ยของเรา) บรรลอุ ภิญญาบารมี คือความยอดเย่ยี ม แหง อภญิ ญา ยนิ ดีในโคจร คอื อาหารอันเปน ของมอี ยขู อง บิดา ทอ งเที่ยวไปในอากาศ มีปญญา หอ มลอมเราอยู ทกุ เม่อื . บรรดาบทเหลา น้ัน บทวา อภิฺาปารมิปปฺ ตตฺ า ความวา บรรลุความเต็มเปย ม คือท่ีสุดในอภิญญา ๕ ไดแ ก ทําใหบ รบิ รู ณแลว . บทวา เปตฺตเิ ก โคจเร รตา ความวา ยินดแี ลวในอาหารที่ไดด วยการไมว ญิ ญัติ คือการไมขอ อันเปนพทุ ธานญุ าต. บทวา อนตฺ ลิกฺขจรา ความวา ไปและมาทางหว งเวหา คืออากาศ. บทวา ธรี า ความวา เปน ผมู ั่นคง คือมสี ภาวะไมหวน่ั ไหวในอนั ตรายมีสีหะ และพยัคฆเปน ตน. อธบิ ายความวา หมูด าบสของเราเปนแลวอยา งนี้ หอ มลอมเราอยทู กุ เมอ่ื . หมูศษิ ยของเราเหลานน้ั สํารวมทวาร ๖ ไมห วั่นไหว รกั ษาอินทรีย ไมคลกุ คลี เปน นักปราชญ หาผูทัดเทียม ไดยาก. ในคาถาน้ัน มีความวา สํารวมแลว คอื กัน้ แลว ไดแกป ด แลวในทวาร ๖ มีจักขุทวารเปนตน และในอารมณ ๖ มีรปู ารมณเ ปน ตนอธิบายวา เปน ผูรกั ษาและคุมครองทวาร. บทวา ทุราสทา แปลวา เขา ถงึ ยาก อธบิ ายวา ไมอาจ คอื ไมสมควรเขาไปใกล คือกระทบกระทง่ั .

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย อปทาน เลม ๘ ภาค ๑ - หนาท่ี 450 ศิษยของเราเหลา นั้นหาผูท ัดเทียมไดยาก ยับย้งั อยูต ลอด ราตรี ดวยการนั่งคบู ลั ลังก ดวยการยนื และการจงกรม. ในคาถานนั้ เชอ่ื มความวา ศิษยท้ังหลายของเรายงั ราตรีทั้งสิ้นใหนอมลว งไป คือใหก าวลวงไปโดยพเิ ศษ ดวยการน่ังคูบลั ลังก คือนัง่ใหขาออนเนอื่ งกัน เวนการนอน ดว ยการยนื และดว ยการจงกรม. ศษิ ยท ้งั หลายของเราเขาใกลไ ดยาก ไมก าํ หนัดในอารมณ เปนท่ีต้งั แหงความกาํ หนดั ไมขัดเคอื งในอารมณเปนท่ีตง้ั แหง ความขดั เคอื ง ไมหลงในอารมณเปนทต่ี ั้งแหง ความหลง. อธิบายความในคาถานน้ั วา หมูศษิ ยของเรา คอื ดาบสเหลานั้นถึงซึ่งอาการอยางนี้ ยอมไมกาํ หนัดคือไมทาํ ความกาํ หนัดใหเ กิดข้นึ ในวตั ถุอันนากําหนัด คืออันควรกําหนดั , ไมขดั เคือง คอื ไมท ําความขัดเคืองในวัตถุทนี่ าขัดเคือง คอื ควรขัดเคือง ไดแ ก ควรทําความขัดเคืองใหเกดิ ขนึ้ , ไมหลง คอื ไมท าํ ความหลงในวตั ถอุ ันนา หลง คอื ควรใหห ลงอธบิ ายวา เปนผปู ระกอบพรอมดว ยปญญา. ศิษยเหลา นนั้ ทดลองการแผลงฤทธิ์ ประพฤติอยตู ลอด กาลเปน นิจ ศิษยเหลา นนั้ ทาํ แผนดนิ ใหไหว ยากทใ่ี ครจะ แขงได. เช่อื มความวา ศิษยของเราเหลา นัน้ ทดลองประพฤติอยเู ปนนติ ยกาล ซงึ่ การแผลงฤทธ์ิ มีอาทิวา คนเดยี วเปน หลายคนกไ็ ด หลายคนเปน คนเดียวกไ็ ด. อธิบายวา ศิษยของเราเหลา น้ันนิรมิตแผนดนิ ในอากาศบา ง ในนาํ้ บาง แลวทําอิริยาบถใหสั่นไหว.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook