พระวินยั ปฎ ก มหาวิภงั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 301 เรอ่ื งหญิงมีครรภก บั ชู [๒๑๕] ก็โดยสมัยน้ันแล สตรคี นหนง่ึ สามีเลกิ รา งไปนาน จึงมีครรภก บั ชายชู นางไดบอกเรอื่ งนีก้ ะภกิ ษุกุลุปกะวา นมิ นตเถิดเจาขา ขอทานจงรเู ภสชั ทที่ าํ ใหค รรภตก ภิกษนุ น้ั รบั คําวา ดลี ะนองหญิง แลว ไดใหเ ภสัชทที่ าํ ใหค รรภต กแกห ญิงนัน้ ทารกไดถ งึ แกความตาย เธอมคี วามรังเกียจวาเราตอ งอาบตั ปิ าราชกิ แลว กระมงั หนอ จงึ กราบทูลเรือ่ งนน้ั แดพ ระผูมพี ระภาคเจา ๆ ตรัสวา ดูกอ นภกิ ษุ เธอตองอาบตั ปิ าราชิกแลว. เรอ่ื งหญิงรวมสามี ๒ เรื่อง ๑. กโ็ ดยสมยั นน้ั แล บุรุษคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน ๆ หนึ่งเปนหมันอีกคนหนึ่งมีปกติตลอด หญงิ หมันไดเลา เร่ืองนก้ี ะภิกษกุ ลุ ุปกะวา ทานเจา ขาถา นางคนนนั้ ตลอดบุตร จักไดค รอบครองทรัพยส นิ ท้งั มวล นิมนตเถดิ เจา ขาทา นจงรเู ภสัชทีท่ ําใหค รรภตกแกน าง ภิกษุน้ันรับคาํ วา ดลี ะนอ งหญิง แลวไดใหเ ภสชั ท่ีทําใหครรภตกแกห ญงิ น้นั ทารกไดถงึ แกค วามตาย แตมารดาไมตาย เธอมคี วามรงั เกยี จวา เราตอ งอาบตั ิปาราชกิ แลว กระมงั หนอ จึงกราบทลู เร่ืองนั้น แดพ ระผมู พี ระภาคเจา ๆ ตรัสวา ดกู อ นภกิ ษุ เธอตองอาบัติปาราชิกแลว . ๒. ก็โดยสมัยนัน้ แล บรุ ษุ คนหน่ึงมีภรรยา ๒ คน ๆ หนง่ึ เปนหมันอีกคนหนงึ่ มีปกติตลอด หญิงหมนั ไดเ ลาเรอ่ื งนก้ี ะภิกษุกุลปุ กะวา ทานเจาขาถานางคนนน้ั ตลอดบตุ ร จักไดครอบครองทรัพยสนิ ทง้ั มวล นิมนตเ ถิดเจา ขาทา นจงรเู ภสชั ท่ีทาํ ใหครรภท กแกนาง ภิกษุนนั้ รับคําวา ดีละนอ งหญิง แลวไดใ หเ ภสชั ทีท่ ําใหครรภตกแกห ญงิ นนั้ มารดาไดถ ึงแกค วามตาย แตทารก
พระวนิ ัยปฎก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 302ไมตาย เธอมคี วามรังเกยี จวา เราตองอาบตั ปิ าราชกิ แลว กระมังหนอ จงึกราบทูลเร่ืองน้ันแดพระผูมีพระภาคเจา ๆ ตรัสวา ดูกอนภิกษุ เธอไมต องอาบตั ิปาราชกิ แตต องอาบัตถิ ลุ ลจั จยั . เรอื่ งฆาสองมารดาบตุ รตาย กโ็ ดยสมยั นัน้ แล บรุ ษุ คนหน่ึงมภี รรยา ๒ คน ๆ หน่ึงเปน หมนั อีกคนหน่งึ มปี กติตลอด หญงิ หมันไดเ ลาเร่ืองนี้กะภกิ ษกุ ลุ ุปกะวา ทา นเจา ขาถานางคนนัน้ ตลอดบตุ ร จกั ไดกรอบครองทรพั ยส ินทั้งมวล นิมนตเถิดเจาขาทานจงรเู ภสัชที่ทําใหค รรภตกแกนาง ภกิ ษนุ ้นั รบั คําวา ดลี ะนองหญงิ แลวไดใ หเภสัชท่ที าํ ใหค รรภตกแกห ญิงน้นั มารดาและบุตรไดต ายท้ัง ๒ คน เธอมคี วามรงั เกยี จวา เราตองอาบัติปาราชิกแลว กระมังหนอ จงึ กราบทูลเรอ่ื งนน้ัแดพ ระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรัสวา ดกู อนภกิ ษุ เธอตอ งอาบตั ิปาราชิกแลว . เรอื่ งฆา สองมารดาบุตรไมตาย กโ็ ดยสมยั นน้ั แล บรุ ุษคนหนง่ึ มีภรรยา ๒ คน ๆ หนึง่ เปน หมนั อกีคนหน่งึ มปี กตติ ลอด หญงิ หมนั ไดเลาเรื่องนก้ี ะภกิ ษกุ ลุ ุปกะวา ทานเจาขาถา นางคนนน้ั ตลอดบุตร จกั ไดครอบครองทรพั ยส ินทงั้ มวล นิมนตเ ถดิ เจา ขาทานจงรูเภสชั ท่ีทําใหค รรภต กแกนาง ภกิ ษนุ นั้ รับคาํ วา ดลี ะนอ งหญิง แลวไดใ หเภสัชท่ที าํ ใหครรภต กแกหญิงนั้น มารดาและบุตรไมตายทง้ั ๒ คน เธอมคี วามรงั เกียจวา เราตองอาบัตปิ าราชกิ แลว กระมังหนอ จึงกราบทูลเร่ืองนน้ัแดพระผูมีพระภาคเจา ๆ ตรัสวา ดกู อนภกิ ษุ เธอไมต อ งอาบตั ปิ าราชกิ แตตอ งอาบตั ิถุลลจั จยั .
พระวนิ ยั ปฎ ก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 303 เรอื่ งไหร ดี กโ็ ดยสมัยนนั้ แล หญิงมีครรภค นหนึ่ง ไดบอกเรอื่ งนีก้ ะภิกษุผูก ุลุปกะวา นมิ นตเ ถดิ เจาขา ทา นจงรเู ภสัชท่ที ําใหค รรภต ก ภกิ ษนุ ั้นบอกวา นองหญิงถา เชนนัน้ ทา นจงรดี นางจงึ ไดรดี ใหค รรภต กไป เธอมคี วามรังเกยี จวา เราตองอาบัติปาราชิกแลวกระมงั หนอ จงึ กราบทลู เรื่องนั้นแดพระผมู พี ระภาคเจา ๆตรัสวา ดกู อนภกิ ษุ เธอตอ งอาบัตปิ าราชกิ แลว. เร่อื งใหรอ น ก็โดยสมยั นนั้ แล หญงิ มีครรภคนหนึ่ง ไดบ อกเรอื่ งนัน้ กะภิกษุผกู ุลุปกะวา นิมนตเถดิ เจา ขา ทา นจงรเู ภสัชทที่ าํ ใหค รรภตก ภิกษุนน้ั บอกวา นอ งหญงิถา เชนน้นั ทานจงทําใหครรภร อน นางจงึ ทาํ ใหค รรภร อน ใหครรภต กไปเธอมคี วามรงั เกียจวา เราตอ งอาบัติปาราชกิ แลว กระมงั หนอ จีงกราบทลู เรอ่ื งนนั้ แดพ ระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรัสวา ดูกอ นภกิ ษุ เธอตองอาบัตปิ าราชกิ แลว . เรือ่ งหญงิ หมนั กโ็ ดยสมยั นัน้ แล หญิงหมนั คนหนง่ึ ไดบอกเร่อื งนกี้ ะภกิ ษุผกู ุลุปกะวานมิ นตเ ถดิ เจา ขา ทา นจงรเู ภสัชทท่ี ําใหด ฉิ ันตลอดบตุ ร ภกิ ษุนัน้ รบั คําวา ดลี ะนองหญิง แลว ไดใหเ ภสชั แกน าง ๆ ถงึ แกกรรม เธอมีความรังเกยี จวา เราตองอาบัติปาราชิกแลว กระมังหนอ จงึ กราบทูลเรอื่ งน้นั แดพระผมู พี ระภาคเจา ๆตรัสวา ดกู อ นภกิ ษุ เธอไมต องอาบตั ปิ าราชิก แตต อ งอาบตั ทิ ุกกฏ.
พระวินัยปฎก มหาวิภงั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 304 เรอ่ื งหญิงมปี กติคลอด กโ็ ดยสมัยนนั้ แล หญงิ มปี กตติ ลอดบตุ รถ่ีคนหนึง่ ไดบอกเร่ืองนีก้ ะภิกษุผกู ลุ ปุ กะวา นิมนตเถดิ เจาขา ทานจงรูเ ภสชั ทที่ ําไมใหด ฉิ ัน ตลอดบตุ รภกิ ษนุ นั้ รับคาํ วา ดลี ะนองหญิง แลวไดใหเ ภสัชแกน าง ๆ ไดถ งึ แกก รรมเธอมีความรงั เกียจวา เราตอ งอาบตั ปิ าราชกิ แลว กระมงั หนอ จึงกราบทูลเรือ่ งนั้นแดพ ระผูมพี ระภาคเจา ๆ ตรสั วา ดูกอนภิกษุ เธอไมตองอาบัตปิ าราชกิแตต อ งอาบตั ิทกุ กฏ. เรอ่ื งจี้ [๒๑๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพคั คยี ยงั ภิกษรุ ูปหนึ่งซึ่งอยูในจําพวกพระสัตตรสวัคคียใหหวั เราะเพราะจี้ดว ยนวิ้ มือ ภกิ ษุน้ันเหน่ือย หายใจออกไมทนั ไดถ ึงมรณภาพ พวกเธอมีความรงั เกียจวา พวกเราตองอาบตั ิปาราชกิ แลวกระมังหนอ จงึ กราบทูลเรื่องนนั้ แดพ ระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรสั วาดกู อนภกิ ษุทัง้ หลาย พวกเธอไมตองอาบตั ปิ าราชิก แตตองอาบตั ิปาจติ ตีย. เรื่องทบั [๒๑๗] กโ็ ดยสมยั นั้นแล พวกภิกษสุ ตั ตรสวคั คยี ชวยกนั ขน้ึ ทบัภิกษุรปู หน่งึ ซงึ่ อยใู นจําพวกพระฉพั พัคคีย ดว ยตง้ั ใจวา จักลงโทษใหถึงมรณภาพแลว พวกเธอมคี วามรังเกยี จวา พวกเราตองอาบตั ปิ าราชิกแลว กระมังหนอจึงกราบทูลเรือ่ งนั้นแดพ ระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรสั วา ดูกอนภิกษทุ ้ังหลายพวกเธอไมตอ งอาบตั ิปาราชกิ แตต องอาบตั ปิ าจติ ตีย.
พระวินัยปฎ ก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 305 เร่ืองฆา ยักษ [๒๑๘] ก็โดยสมัยนน้ั แล ภิกษุหมอผีรปู หน่ึง ปลงชวี ิตยกั ษแ ลวมีความรงั เกียจวา เราตองอาบัติปาราชิกแลวกระมงั หนอ จงึ กราบทลู เรือ่ งน้นัแดพระผูมพี ระภาคเจา ๆ ตรสั วา ดูกอ นภกิ ษุ เธอไมต องอาบัติปาราชิกแตต อ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จัย. เร่อื งสงไปสมู ีสัตวรายและยักษด ู ๙ เรือ่ ง [๒๑๙] ๑. ก็โดยสมยั นน้ั แล ภิกษุรปู หนึง่ สงภกิ ษอุ ีกรูปหนง่ึ ไปสูวหิ ารท่มี ียักษดุ พวกยักษไดปลงชวี ติ ภิกษุนัน้ เธอมดี วามรงั เกยี จวา เราตอ งอาบัตปิ าราชิกแลวกระมงั หนอ จึงราบทูลเรอ่ื งนน้ั แดพระผมู พี ระภาคเจา ๆตรสั ถามวา ดกู อ นภิกษุ เธอคดิ อยา งไร. ภ.ิ ขาพระพุทธเจา มไิ ดมคี วามประสงคจะใหตาย พระพุทธเจา ขา . ภ. ดูกอนภกิ ษุ ภิกษผุ ูไมม คี วามประสงคจ ะใหตาย ไมต อ งอาบตั ิ. ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหน่ึงมีความประสงคจะใหต าย ไดส งภิกษรุ ปู หน่งึ ไปสูวิหารที่มยี ักษด ุ พวกยักษไดปลงชีวิตภิกษุน้ัน เธอมีความรงั เกียจวา เราตอ งอาบัติปาราชิกแลวกระมังหนอ จงึ กราบทูลเร่ืองน้นั แดพระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดกู อนภกิ ษุ เธอคดิ อยางไร. ภิ. ขาพระพทุ ธเจา มีความประสงคจะใหตาย พระพทุ ธเจาขา . ภ. ดูกอนภกิ ษุ เธอตอ งอาบตั ิปาราชกิ . ๓. กโ็ ดยสมัยนน้ั แล ภกิ ษรุ ูปหนง่ึ มีความประสงคจ ะใหต าย ไดสงภิกษุรปู หนงึ่ ไปสูว หิ ารท่ีมยี กั ษดุ แตพ วกยักษไ มปลงชีวติ ภิกษุนน้ั เธอมคี วาม
พระวนิ ัยปฎ ก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 306รงั เกียจวา เราตอ งอาบตั ิปาราชิกแลวกระมงั หนอ จึงกราบทลู เรื่องนั้นแดพระผมู พี ระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวา ดกู อนภิกษุ เธอคดิ อยา งไร. ภิ. ขา พระพุทธเจา มีความประสงคจ ะใหต าย พระพทุ ธเจาขา . ภ. ดูกอนภิกษุ เธอไมต อ งอาบตั ปิ าราชกิ แตตองอาบตั ิถุลลจั จยั . ๔. ก็โดยสมัยนัน้ แล ภกิ ษรุ ปู หน่ึงสงภิกษุอีกรูปหนง่ึ ไปสทู างกันดารท่มี สี ัตวร า ย ๆ ไดปลงชวี ติ ภกิ ษุน้นั เธอมคี วามรงั เกียจวา เราตอ งอาบตั ิปาราชกิ แลวกระมังหนอ จึงกราบทลู เร่อื งน้นั แดพระผูมีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดูกอนภิกษุ เธอคดิ อยางไร. ภ.ิ ขาพระพทุ ธเจา มิไดมีความประสงคจะใหตาย พระพุทธเจาขา. ภ. ดกู อนภิกษุ ภกิ ษไุ มมีความประสงคจ ะใหต าย ไมต อ งอาบัติ. ๕. กโ็ ดยสมัยนน้ั แล ภกิ ษรุ ปู หนง่ึ มคี วามประสงคจะใหตาย ไดส งภิกษรุ ปู หน่งึ ไปสูทางกันดารท่มี ีสตั วราย ๆ ไดปลงชวี ิตภกิ ษนุ นั้ เธอมีความรงั เกียจวา เราตอ งอาบตั ปิ าราชกิ แลวกระมังหนอ จึงกราบทลู เรือ่ งนน้ั แคพระผมู พี ระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดกู อ นภกิ ษุ เธอคิดอยา งไร ภิ. ขาพระพุทธเจา มคี วามประสงคจ ะใหตาย พระพุทธเจา ขา. ภ. ดกู อ นภิกษุ เธอตอ งอาบัตปิ าราชิกแลว . ๖. กโ็ ดยสมยั นั้นแล ภกิ ษรุ ปู หนึง่ มคี วามประสงคจะใหตาย ไดสงภิกษุรปู หน่ึงไปสทู างกนั ดารที่มีสัตวร า ย แตส ตั วร า ยไมป ลงชีวิตภกิ ษุนัน้ เธอมีความรังเกียจวา เราตอ งอาบัตปิ าราชกิ แลวกระมงั หนอ จึงกราบทลู เรอื่ งนนั้แดพ ระผูมีพระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวา ดูกอนภกิ ษุ เธอคิดอยา งไร. ภ.ิ ขา พระพุทธเจา มคี วามประสงคจะใหตาย พระพุทธเจา ขา. ภ. ดูกอนภกิ ษุ เธอไมตอ งอาบัติปาราชกิ แตตอ งอาบตั ถิ ลุ ลัจจัย.
พระวนิ ยั ปฎ ก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 307 ๗. กโ็ ดยสมัยนนั้ แล ภิกษุรปู หน่ึงสง ภิกษอุ กี รูปหนงึ่ ไปสทู างกนั ดารท่ีมีโจร ๆ ไดป ลงชวี ิตภิกษุน้ัน เธอมีความรงั เกยี จวา เราตองอาบัตปิ าราชกิแลวกระมังหนอ จงึ กราบทูลเรื่องน้นั แดพระผูม พี ระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวาดกู อนภิกษุ เธอคิดอยางไร. ภิ. ขาพระพุทธเจา มไิ ดมีความประสงคจ ะใหตาย พระพทุ ธเจา ขา . ภ. ดกู อ นภกิ ษุ ภิกษไุ มมคี วามประสงคจะใหต าย ไมตอ งอาบตั ิ. ๘. ก็โดยสมยั นน้ั แล ภกิ ษรุ ปู หนึ่งมีความประสงคจ ะใหต าย ไดส งภกิ ษหุ นง่ึ ไปสูทางกนั ดารท่มี โี จร ๆ ไดปลงชีวิตภกิ ษนุ ัน้ เธอมีความรงั เกยี จวา เราตองอาบัตปิ าราชิกแลวกระมังหนอ จึงกราบทลู เร่ืองนัน้ แดพระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดกู อ นภกิ ษุ เธอคดิ อยางไร. ภ.ิ ขาพระพทุ ธเจา มีความประสงคจ ะใหต าย พระพทุ ธเจา ขา. ภ. ดูกอนภกิ ษุ เธอตองอาบัติปาราชิกแลว . ๙. ก็โดยสมยั น้ันแล ภิกษุรูปหนงึ่ มีความประสงคจะใหต าย ไดสงภกิ ษุรูปหนง่ึ ไปสทู างกนั ดารทมี่ ีโจร แตโ จรไมปลงชวี ิตภิกษุนน้ั เธอมีความรงั เกียจวา เราตองอาบัติปาราชิกแลวกระมังหนอ จึงกราบทูลเรอ่ื งนั้นแดพระผูมพี ระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดูกอนภิกษุ เธอติดอยา งไร. ภ.ิ ขา พระพุทธเจา มคี วามประสงคจะใหตาย พระพทุ ธเจา ขา . ภ. ดูกอ นภกิ ษุ เธอไมต องอาบตั ปิ าราชกิ แตตอ งอาบตั ิถลุ ลัจจยั . เร่ืองสาํ คญั แน ๔ เรอ่ื ง [๒๒๐] ๑. ก็โดยสมยั นนั้ แล ภิกษุรปู หนึง่ สาํ คัญวา ภกิ ษผุ ูม เี วรแกตนแน จงึ ปลงชีวติ ภกิ ษนุ ้นั แลว มีความรังเกียจวา เราตอ งอาบตั ิปาราชิก
พระวินยั ปฎ ก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 308แลว กระมงั หนอ จงึ กราบทลู เร่อื งนั้นแดพระผมู พี ระภาคเจา ๆ ตรัสถามวาดูกอนภกิ ษุ เธอคดิ อยา งไร. ภิ. ขา พระพุทธเจา มคี วามประสงคจ ะใหตาย พระพุทธเจา ขา . ภ. ดูกอนภกิ ษุ เธอตองอาบัติปาราชิกแลว . ๒. กโ็ ดยสมัยนน้ั แล ภิกษุรปู หนง่ึ สาํ คัญวา ภิกษุผมู ีเวรแกตนแน แตปลงชีวติ ภิกษอุ น่ื แลว มีความรงั เกยี จวา เราตองอาบตั ปิ าราชกิ แลว กระมงั หนอจึงกราบทูลเรอ่ื งนั้น แดพ ระผูม พี ระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดกู อ นภกิ ษุ เธอคิดอยา งไร. ภิ. ขาพระพุทธเจา มีความประสงคจะใหต าย พระพทุ ธเจา ขา . ภ. ดกู อ นภกิ ษุ เธอตอ งอาบตั ิปาราชิกแลว. ๓. กโ็ ดยสมัยนัน้ แล ภิกษุรูปหนึ่งสาํ คญั วา ภิกษุอนื่ แน แตปลงชีวิตภิกษุผูม เี วรแกต น แลวมีความรังเกยี จวา เราตองอาบตั ปิ าราชกิ แลว กระมงัหนอ จึงกราบทลู เรอ่ื งนน้ั แดพ ระผมู พี ระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดูกอ นภิกษุเธอคิดอยางไร. ภ.ิ ขาพระพทุ ธเจา มีความประสงคจ ะใหตาย พระพุทธเจาขา. ภ. ดูกอนภิกษุ เธอตอ งอาบัตปิ าราชิกแลว. ๔. ก็โดยสมยั นนั้ แล ภกิ ษุรูปหนง่ึ สาํ คัญวา ภกิ ษอุ ่นื แน จึงปลงชวี ติภกิ ษอุ น่ื แลว มีความรงั เกียจวา เราตองอาบัติปาราชิกแลว กระมงั หนอ จึงกราบทูลเรอ่ื งนน้ั แดพ ระผูมีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดูกอนภิกษุ เธอคิดอยา งไร. ภ.ิ ขา พระพุทธเจา มคี วามประสงคจ ะใหตาย พระพุทธเจาขา . ภ. ดกู อ นภกิ ษุ เธอตอ งอาบัติปาราชกิ แลว .
พระวินัยปฎ ก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 309 เรอื่ งประหาร ๓ เร่ือง [๒๒๑] ๑. ก็โดยสมัยน้ันแล ภกิ ษรุ ปู หนึง่ ถกู ผเี ขา ภิกษุอีกรูปหน่ึงใหประหารภิกษนุ ัน้ ๆ ถงึ มรณภาพ เธอมีความรังเกยี จวา เราตองอาบัติปาราชกิ แลวกระมงั หนอ จงึ กราบทูลเร่อื งนัน้ แดพระผูม ีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดกู อ นภิกษุ เธอคดิ อยางไร. ภ.ิ ขาพระพทุ ธเจา มไิ ดม ีความประสงคจะใหต าย พระพุทธเจา ขา ภ. ดกู อนภิกษุ ภกิ ษุไมม คี วามประสงคจ ะใหตาย ไมต องอาบัต.ิ ๒. ก็โดยสมยั นน้ั แล ภิกษุรปู หนึง่ ถกู ผเี ขา ภิกษุอกี รปู หนง่ึ มีความประสงคจะใหตาย จงึ ใหประหารภกิ ษนุ ั้น ๆ ถงึ มรณภาพแลว เธอมคี วามรงั เกียจวา เราตองอาบัติปาราชกิ แลว กระมงั หนอ จงึ กราบทูลเรอื่ งน้นั แดพระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวา ดกู อ นภกิ ษุ เธอคดิ อยางไร. ภ.ิ ขาพระพุทธเจา มคี วามประสงคจ ะใหตาย พระพทุ ธเจา ขา . ภ. ดูกอ นภิกษุ เธอตองอาบัติปาราชกิ แลว. ๓. ก็โดยสมัยน้ันแล ภกิ ษรุ ูปหนง่ึ ถกู ผีเขา ภกิ ษุอีกรูปหนง่ึ มีความประสงคจะใหต าย จงึ ใหป ระหารภิกษนุ ้นั แตภิกษุน้ันไมถ ึงมรณภาพ เธอมีความรังเกียจวา เราตองอาบัติปาราชกิ แลว กระมงั หนอ จงึ กราบทลู เรอื่ งนั้นแดพระผูมีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดูกอนภกิ ษุ เธอคดิ อยา งไร. ภ.ิ ขาพระพทุ ธเจา มีความประสงคจะใหต าย พระพุทธเจา ขา . ภ. ดูกอนภิกษุ เธอไมตอ งอาบตั ิปาราชกิ แตต องอาบัตถิ ุลลจั จยั . เรื่องพรรณนาสวรรค ๓ เรอื่ ง [๒๒๒] ๑. ก็โดยสมยั นัน้ แล ภิกษุรูปหน่ึงพรรณนาเรื่องสวรรคแกคนผทู ําความดี คนนั้นดใี จตาย เธอมคี วามรังเกียจวา เราตอ งอาบัติปาราชิก
พระวินัยปฎก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 310แลว กระมังหนอ จึงกราบทลู เรอ่ื งนน้ั แด พระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวาดกู อนภิกษุ เธอคดิ อยางไร. ภิ. ขา พระพทุ ธเจา มไิ ดม คี วามประสงคจ ะใหตาย พระพทุ ธเจาขา. ภ. ดูกอนภิกษุ ภิกษุไมมคี วามประสงคจะใหต าย ไมต องอาบตั .ิ ๒. กโ็ ดยสมัยนนั้ แล ภิกษรุ ปู หน่ึงมคี วามประสงคจ ะใหต าย จึงพรรณนาเรอื่ งสวรรคแกคนผูทําความดี คนน้นั ดใี จตาย เธอมีความรงั เกียจวาเราตองอาบตั ิปาราชกิ แลว กระมังหนอ จึงกราบทูลเรอื่ งนน้ั แดพระผูม พี ระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดูกอนภกิ ษุ เธอคิดอยางไร. ภิ. ขาพระพทุ ธเจา มคี วามประสงคจะใหต าย พระพุทธเจา ขา . ภ. ดูกอนภกิ ษุ เธอตองอาบัติปาราชิกแลว . ๓. กโ็ ดยสมยั น้ันแล ภิกษรุ ูปหนึ่งมคี วามประสงคจะใหตาย จงึพรรณนาเร่ืองสวรรคแกผ ทู ําความดี คนน้ันดใี จ แตไ มตาย เธอจงึ มคี วามรงั เกยี จวา เราตองอาบัตปิ าราชิกแลวกระมงั หนอ จึงกราบทลู เรอ่ื งนน้ั แดพ ระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวา ดกู อนภกิ ษุ เธอคิดอยา งไร. ภิ. ขา พระพทุ ธเจา มคี วามประสงคจะใหต าย พระพุทธเจา ขา . ภ. ดูกอ นภกิ ษุ เธอไมต อ งอาบัตปิ าราชกิ แตต อ งอาบัตถิ ุลลจั จัย เรื่องพรรณนานรก ๓ เร่ือง ๑. ก็โดยสมัยน้ันแล ภิกษุรูปหนึง่ พรรณนาเร่ืองนรกแกผ คู วรเกิดในนรก คนนั้นตกใจตาย เธอมคี วามรงั เกยี จวา เราไมต อง ปาราชกิ แลวกระมังหนอ จงึ กราบทูลเรอ่ื งน้นั แดพ ระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดูกอนภิกษุ เธอคิดอยางไร.
พระวินยั ปฎ ก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 311 ภ.ิ ขาพระพุทธเจา มไิ ดม คี วามประสงคจะใหตาย พระพุทธเจา ขา. ภ. ดกู อ นภกิ ษุ ภกิ ษุไมมคี วามประสงคจะใหต าย ไมต อ งอาบัต.ิ ๒. กโ็ ดยสมัยน้ันแล ภิกษรุ ปู หน่งึ มีความประสงคจะใหต าย จึงพรรณนาเรอ่ื งนรกแกค นผคู วรเกิดในนรก คนนน้ั ตกใจตาย เธอมคี วามรังเกยี จวา เราตองอาบัตปิ าราชกิ แลว กระมังหนอ จงึ กราบทูลเรอ่ื งนั้นแดพ ระผูมีพระภาคเจา ๆ ตรัสถามวา ดกู อนภกิ ษุ เธอคิดอยา งไร. ภิ. ขาพระพทุ ธเจา มีความประสงคจะใหตาย พระพุทธเจาขา . ภ. ดูกอ นภิกษุ เธอตองอาบตั ิ ปาราชิก. ๓. กโ็ ดยสมยั นนั้ แล ภกิ ษุรปู หน่ึงมคี วามประสงคจ ะใหต าย จงึพรรณนาเรอื่ งนรกแกผูควรเกิดในนรก คนนั้นตกใจ แตไ มต าย เธอมคี วามรงั เกียจวา เราตอ งอาบตั ปิ าราชิกแลว กระมังหนอ จึงกราบทูลเร่ืองนน้ั แดพ ระผูม ีพระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวา ดูกอนภิกษุ เธอคิดอยางไร. ภ.ิ ขาพระพุทธเจา มคี วามประสงคจ ะใหตาย พระพุทธเจาขา . ภ. เธอไมตอ งอาบตั ิปาราชิก แตต องอาบตั ิถลุ ลัจจัย. เร่อื งตดั ตน ไมทเ่ี มอื งอาฬวี ๓ เร่ือง [๒๒๓] ๑. ก็โดยสมยั นั้นแล พวกภกิ ษุชาวเมืองอาฬวจี ะตดั ตน ไมทํานวกรรม ภกิ ษุรูปหน่ึงจงึ พูดกะภิกษอุ ีกรูปหน่งึ วา อาวโุ ส ทานจงยนื คดั ท่ีตรงน้ี ตน ไมไดลมทบั ภกิ ษผุ ยู นื ตดั อยู ณ ท่ี นั้นถงึ มรณภาพ เธอมคี วามรังเกียจวา เราตองอาบัติปาราชกิ แลว กระมังหนอ จงึ กราบทลู เร่อื งนน้ั แดพระผมู ีพระภาคเจา ๆ ตรสั ถามวา ดกู อ นภิกษุ เธอคดิ อยา งไร. ภิ. ขา พระพทุ ธเจา มไิ ดม ีความประสงคจ ะใหต าย พระพุทธเจา ขา . ภ. ดูกอนภิกษุ ภิกษไุ มม ีความประสงคจ ะใหตาย ไมตอ งอาบัติ.
พระวินยั ปฎก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 333 บทวา อูหตรโชชลลฺ * ความวา ฝุนและละออง ถูกลมพัดฟุงขนึ้เบอื้ งบน คอื ลอยขน้ึ บนอากาศจากพ้นื ดนิ ทแ่ี ตกระแหงเพราะกบี โคและกระบือเปนตน กระทบ ซึง่ แหง เพราะลมและแดดเผาตลอดกงึ่ เดอื น. เมฆซ่ึงข้นึ เตม็ ทอ งฟาท้ังหมด แลวใหฝนตกตลอดกึง่ เดอื นท้งั ส้ินในชณุ หปก ขแหงเดือนอาสาฬหะ ชอ่ื วาฝนหาใหญท ต่ี กในสมัยใชฤ ดูกาล. จรงิอยู เมฆนนั้ ทา นประสงคเอาในอธกิ ารนว้ี า อกาลเมฆ เพราะเกดิ ขนึ้ ในเวลายังไมถงึ ฤดูฝน. หลายบทวา านโส อนตฺ รธาเปติ วปู สเมติ ความวา ฝนหาใหญท ีต่ กในสมยั มใิ ชฤ ดกู าลนนั้ ยอ มพัดเอาฝนุ และละอองนน้ั ๆ ไป ไมใ หแลเหน็ คอื พดั ใหจ มหายไปในเผนดินโดยฉับพลันทีเดยี ว. คําวา เอวเมว โข น้ี เปน คําเปรียบเทยี บขออุปไมย. ถดั จากคําวาเอวเมว โข นนั้ ไป มีนยั ดังกลา วมาแลวน่ันแล. ในคาํ วา ถถ ภาวิโต จ ภกิ ฺขเว อานาปานสสฺ ตสิ มาธิ นี้พงึ ทราบวินจิ ฉัยดังตอ ไปน:้ี - คําวา กถ เปนคาํ ถาม คือความเปนผูใครจะยังอานาปานัสสตสิ มาธิภาวนาใหพสิ ดาร โดยประการตา ง ๆ. คาํ วา ภาวโิ ต จ ภิกฺขเว อานาปานสฺสติสมาธิ เปน คาํ แสดงไขขอธรรมที่ถูกถาม เพราะความเปนผูใครจ ะยงั อานาปานสั สติสมาธินนั้ ใหพสิ ดาร โดยประการตา ง ๆ. แมในบทท้งั สอง กน็ ยั น่ัน. กใ็ นคําวา กถ ภาวโิ ต จ เปน ตน น้ี มีความสังเขปดงั น้ีวา ดกู อ นภกิ ษทุ ้งั หลาย ! อานาปานสั สติสมาธิ อนั ภกิ ษอุ บรมแลว ดวยประการไร* บาลีเปน อูหต รโชชลลฺ .
พระวินัยปฎ ก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 334ดว ยอาการไร ดว ยวธิ ีไร ? ทําใหม ากแลว ดวยประการไร ? จึงเปน คณุ สงบประณตี เยือกเย็น อยเู ปนสขุ และยังบาป อกุศลธรรมทเ่ี กิดข้ึนแลว ๆ ใหอนั ตรธานไปโดยฉับพลนั . บดั น้ี พระผูมพี ระภาคเจา เม่ือจะทรงยังเน้อื ความนน้ั ใหพิสดาร จึงตรสั วา อธิ ภิกฺขเว เปนตน. บรรดาบทเหลานัน้ ขอ วา อิธ ภกิ ขฺ เว ภกิ ฺขุ มคี วามวา ดกู อนภิกษทุ ั้งหลาย. ภิกษใุ นศาสนาน.้ี จริงอยู อิธศพั ทน ี้ในบทวา ภิกขฺ เว น้ีแสดงศาสนาซงึ่ เปนท่ีอาศยั ของบคุ คลผใู หอานาปานัสสติสมาธิเกดิ ข้นึ โดยประการท้ังปวง และปฏเิ สธความไมเปนเชน นน้ั แหง ศาสนาอืน่ . สมจริง ดังพระดํารสั ทีพ่ ระผูม ีพระภาคเจาตรสั ไวว า ดกู อ นภิกษทุ ั้งหลาย ! สมณะ (ท่ี ๑)มีในธรรมวนิ ยั นีเ้ ทา น้นั สมณะที่ ๒ มใี นธรรมวนิ ัยน้.ี สมณะที่ ๓ มใี นธรรมวนิ ัยน้ี สมณะท่ี ๔ มีในธรรมวินัยนี้ ลัทธอิ ืน่ วางจากสมณะทง้ั * ๔. เพราะเหตุนัน้ ทา นจงึ กลา วไววา ภิกษุในศาสนาน.้ี คาํ วา อรฺคโต วา ฯเปฯ สฺุ าตารคโต วา น้ีแสดงการท่ภี กิ ษุนัน้ เลือกหาเสนาสนะเหมาะแกก ารเจรญิ อานาปานสั สติสมาธ.ิเพราะวา จติ ของภิกษุนี้เคยซานไปในอารมณท้ังหลายมรี ปู เปน ตนเสียนานจงึ ไมอยากจะกา วขนึ้ สูอารมณข องอานาปานสั สตสิ มาธิ คอยแตจ ะแลนไปนอกทางอยา งเดยี ว ดุจรถทเ่ี ขาเทียมดวยโคโกงฉะนั้น. เพราะฉะนัน้ คนเลี้ยงโคตองการจะฝก ลกู โคโกง ตัวด่มื น้ํานมทัง้ หมดของแมโคโกง เตบิ โตแลว พึงพรากออกจากแมโ คนม ปก หลกั ใหญไ วสว นหนึ่ง แลวเอาเชอื กผูกไวท ห่ี ลกันน้ั , คราวนัน้ ลกู โคนั้นของเขา ดน้ิ รนไปทางโนนทางนี้ ไมอาจหนไี ปได* อง.ฺ จตกุ กฺ . ๒๑/๓๒๓.
พระวนิ ยั ปฎ ก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 335พึงยืนพงิ หรือนอนองิ หลกั น้ันน่นั แล ช่อื แมฉนั ใด; ภกิ ษแุ มรูปนี้ กฉ็ ันน้ันเหมอื นกนั ประสงคจ ะฝกฝนจติ ทีถ่ กู โทษประทษุ รา ย ซึ่งเจริญดวยการดม่ื รสแหง อารมณม ีรูปเปน ตน มานานแลว พงึ พรากออกจากอารมณม รี ปู เปน ตนแลว เขา ไปสปู า หรือโคนไม หรือเรอื นวางเปลา แลวพึงเอาเชือกคือสตผิ กู ไวท ่ีหลัก คือลมอสั สาสะและปสสาสะน้นั เม่ือเปนเชน น้ัน จิตของเธอน้ัน แมจะกวัด แกวงไปทางโนน และทางนี้กต็ าม เม่ือไมไดรบั อารมณท่เี คยชนิ มาในกาลกอ นไมสามารถจะตัดเชอื กคือสติหนไี ปได ยอ มจดจอ และแนบสนทิ อารมณน้นั แล ดวยอํานาจอุปจาระและอัปปนา. เพราะเหตุนนั้ พระโบราณาจารยท้งั หลายจึงกลาววา นรชน เม่อื จะฝกลูกโค พงึ ผูกติดไว ท่ีหลัก ฉนั ใด ภิกษุในศาสนาน้ี พึงเอาสติ ผกู จิตของตนไวท่ีอารมณใ หม นั่ ฉนั นั้น. เสนาสนะน้นั ยอ มเปนสถานทเ่ี หมาะแกการเจริญอานาปานสั สติสมาธิน้นั ดว ยประการฉะนี้. เพราะเหตนุ ั้น ขา พเจา จึงกลา ววา คํานีแ้ สดงการที่ภกิ ษนุ น้ั เลือกหาเสนาสนะทเี่ หมาะแกการเจรญิ อานาปานสั สติสมาธิ. อกี อยางหน่งึ เพราะอานาปานัสสติกรรมฐานน้เี ปนยอดในประเภทแหง กรรมฐาน เปนปทัฏฐานแหงการบรรลุคุณพเิ ศษ และเปน สขุ วหิ ารธรรมในปจ จบุ ัน ของพระพระสัพพัญพู ุทธเจา พระปจ เจกพุทธเจา และพระสาวก อันพระโยคาวจรไมละชายบา นท่ีออ้ื องึ ดว ยเสยี งสตรี บุรษุ ชาง และมาเปน ตน จะเจริญใหถ ึงพรอม ทาํ ไมไ ดง า ย เพราะเสียงเปนขา ศึกตอ ฌาน; แตในปาซ่งึ ไมใชบา นพระโยคาวจรกาํ หนดกรรมฐานนี้แลว ยงั จตุตถฌานอนั มลี มหายใจเขา และหายใจออก เปน อารมณใหเ กดิ แลว ทาํ ฌานนน้ั น่นั เองใหเ ปนบาทพจิ ารณาสังขาร
พระวนิ ยั ปฎ ก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 336ท้งั หลายไดบรรลพุ ระอรหตั อนั เปนผลทเี่ ลิศจะทําไดงาย; เพราะเหตนุ ั้น พระผูมีพระภาคเจา เมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะทเ่ี หมาะแกภิกษุนัน้ . จึงตรสั พระ-พุทธพจนมีอาทวิ า อรฺคโต วา ดงั นี้. ดวยวา พระผมู พี ระภาคเจาเปนประดจุ อาจารยผูทรงวทิ ยาคุณรชู ยั ภมู พิ ืน้ ท.่ี อาจารยผูทรงวิทยารูพนื้ ที่เหน็ พ้นื ท่ีท่ีจะสรา งนครแลว พิจารณาโดยตระหนักแลว ช้วี า ขอพระองคจ งโปรดสรางพระนครในทน่ี ี้ เมอ่ื นครสาํ เรจ็ แลว โดยสวัสดี ยอ มไดม หาสักการะแตราชตระกูล ฉนั ใด, พระผมู พี ระภาคเจา นัน้ ทรงพิจารณาเสนาสนะอนั สมควรแกพ ระโยคาวจรแลวยอ มทรงชว้ี า กรรมฐาน อนั กุลบุตรผูมีความเพียรพงึพากเพยี รพยายามในทน่ี ี,้ แตน น้ั เม่อื พระโยคาวจรประกอบกรรมฐานอยใู นเสนาสนะนัน้ แลว บรรลพุ ระอรหัตโดยลาํ ดับ ยอมไดมหาสักการะวา พระผมู ีพระภาคเจา นั้นเปน สัมมาสมั พทุ ธเจา แทแ ล ฉันน้นั เหมอื นกัน. สว นภิกษนุ ้ีทานวา เชนกับพยคั ฆ, เหมือนอยางพญาเสอื ใหญ แอบอาศัยพงหญา ชัฏปาหรือเทอื กเขา อยใู นไพร ยอ มจบั หมูมฤคมีกระบือปา ชะมด (หรือกวาง)และสกุ รเปน ตน (เปนภักษา) ฉันใด ภิกษุพากเพียรกรรมฐานอยใู นเสนาสนะมปี า เปนตน นี้ กฉ็ ันนนั้ บัณฑติ พงึ ทราบวา ยอมยดึ ไวไดซ ่ึงโสดาปต ตมิ รรคสกทาคามิมรรค อนาคามมิ รรค อรหัตมรรคและอริยผล โดยลาํ ดับ. เพราะฉะน้นั พระโบราณาจารยทัง้ หลาย จึงกลา ววา ขึ้นชอ่ื วา พยคั ฆ ยอ มแอบจับหมู มฤค (เปนภักษา) แมฉันใด พุทธบุตร ผูประกอบความเพยี รบาํ เพญ็ วิปส สนาน้ี ก็ เหมอื นกัน เขา ไปสูป าแลว ยอมยดื ไวได ซงึ่ ผลอันอดุ ม.
พระวินัยปฎก มหาวภิ งั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 337 เพราะฉะนนั้ พระผมู ีพระภาคเจา เมื่อจะทรงแสดงอรญั ญเสนาสนะอันเปน ภมู ิควรแกก ารประกอบเชาวนปญ ญา เพ่ือความเจรญิ กาวหนา แกพระโยคาวจรนน้ั จงึ ตรสั พระพุทธพจนม ีอาทวิ า อรฺ คโต วา ดงั น.้ี บรรดาบทเหลา นัน้ บทวา อรฺคโต วา ความวา ไปสปู าอนั สะดวกแกความสงัดแหง ใดแหง หนึง่ ในบรรดาปาซ่งึ มีลกั ษณะที่กลาวไวอยางนว้ี า . ที่ชอื่ วา ปา ไดแก สถานที่ภายนอกจากเสาเขือ่ นออกไป นน่ั ทัง้ หมดช่ือวาปา ๑ และวา เสนาสนะทีส่ ดุ ไกลประมาณ ๕๐๐ ช่ัวธนู ชอ่ื วาเสนาสนะปา.๒ บทวา รุกขฺ มูลคโต วา ความวา ไปสูท่ใี กลตนไม. บทวา สฺุาคารคโต วา ความวา ไปสูโ อกาสท่ีสงดั ซ่ึงวา งเปลา. แตใ นอธิการน้ี แมภกิ ษจุ ะเวน ปา และโคนตนไมเ สีย ไปยงั เสนาสนะ๗ อยา ง ทีเ่ หลือ กค็ วรเรียกไดว า ไปสูเรือนวางเปลา. พระผมู พี ระภาคเจา คร้นั ทรงช้เี สนาสนะอันสมควรแกก ารเจริญอานา-ปานัสสติ ซึ่งเหมาะแกฤ ดูทั้ง ๓ และเหมาะแกธาตแุ ละจรยิ าแกภ ิกษนุ ้ันอยา งนั้นแลว เมื่อจะทรงชี้อริ ยิ าบถทสี่ งบ ซง่ึ เปนฝายแหง ความไมทอแทและไมฟงุ ซาน จึงตรสั วา นสิ ีทติ ดังน.ี้ ภายหลังเม่อื จะทรงแสดงภาวะแหงการน่งั เปน ของมัน่ คง ขอ ทล่ี มอัสสาสะ ปสสาสะเปน ไปสะดวก และอุบายเครอื่ งกาํ หนดจบั อารมณแกเธอน้ัน จงึ ตรัสพระพุทธพจนม อี าทวิ า ปลฺลงก อาภชุ ิตฺวา ดงั นี.้ บรรดาบทเหลา น้ัน บทวา ปลลฺ งฺก ไดแก การน่งั พับชาทัง้ ๒ โดยรอบ (คือนงั่ ขดั สมาธ)ิ .๑. ข.ุ ปฏ.ิ ๓๑/๒๖๔. อภิ. วิ. ๓๕/๓๓๘. ๒. ว.ิ มหา. ๒/๑๔๖.
พระวนิ ยั ปฎก มหาวิภงั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 338 บทวา อาภชุ ิตวฺ า แปลวา คูเขาไว. ขอวา อชุ ุ กาย ปณธิ าย มีความวา ตัง้ รางกายสว นบนใหตรงคอื ใหก ระดูกสันหลัง ๑๘ ทอน จดทีส่ ดุ ตอทสี่ ุด. จริงอยู เมอ่ื ภกิ ษุน่งั ดวยอาการอยา งนัน้ แลว หนงั เน้อื และเสนเอน็ ยอ มไมหงิกงอ. เวลานัน้เวทนาทงั้ หลายทจี่ ะพึงเกดิ ขน้ึ แกเ ธอในขณะ ๆ เพราะความหงกิ งอแหง หนงัเนื้อและเอน็ เหลาน้ันเปนปจจัยนัน่ แล ยอมไมเกดิ ข้ึน. เม่ือเวทนาเหลาน้นัไมเ กิดขนึ้ จิตก็มอี ารมณเปนอนั เดียว, กรรมฐานไมตกไป ยอมเขา ถึงความเจรญิ รงุ เรอื ง. ขอวา ปริมุข สตึ อุปฏ เปตวฺ า มคี วามวา ตงั้ สติมงุ หนา ตอกรรมฐาน. อกี อยา งหน่ึง ก็ในคาํ วา ปรมิ ุข สตึ อปุ ฏเปตฺวา นี้ พงึเหน็ ใจความตามนัยดังท่พี ระธรรมเสนาบดีสารีบตุ รกลา วไวในปฎิสัมภิทานั้นแลอยางนีว้ า ศัพทว า ปริ มีความกําหนดถือเอาเปนอรรถ, ศพั ทวา มุข มีความนาํ ออกเปน อรรถ, ศัพทว า สติ มีความเขา ไปตั้งไวเ ปน อรรถ; เพราะเหตนุ น้ั ทา นจึงกลาววา ตั้งสตไิ วเฉพาะหนา.* ในบทวา ปรมิ ุข สตึ นน้ัมีความยอ ดังน้วี า ทาํ สติเปน เครอ่ื งนําออกทคี่ นกําหนดถอื เอาแลว . [อรรถาธบิ ายวิธีอบรมสติ ๓๒ อยา ง] ขอ วา โส สโตว อสฺสสติ มีความวา ภิกษนุ น้ั นั่งอยา งนน้ัและตงั้ สตไิ วอยางน้ันแลว เมอ่ื ไมล ะสตนิ ั้น ชือ่ วา มีสติหายใจเขา ชอื่ วามีสติหายใจออก. มคี ําอธิบายวา เปนผูอบรมสติ. บัดนี้ พระผมู ีพระภาคเจา เมอ่ื จะทรงแสดงอาการเปนเคร่อื งอบรมสตเิ หลา นน้ั จึงตรสั พระพทุ ธพจนว า ทฆี วา อสฺสสนโฺ ต เปน ตน . สมจริง* ขุ. ปฏ.ิ ๓๑/ ๒๖๔๕.
พระวินยั ปฎก มหาวิภงั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 339ดงั คาํ ทีพ่ ระธรรมเสนาบดสี ารีบตุ รกลา วไว ในวภิ งั คเฉพาะแหงสองคาํ นีว้ าโส สโตว อสสฺ สติ สโต ปสฺสสติ ในปฏสิ ัมภิทาวา ภกิ ษุ ยอมเปนผูอ บรมสติ โดยอาการ ๓๒ อยาง คอื สตขิ องภิกษผุ รู คู วามที่จติ มีอารมณเ ดียวไมฟ งุ ซา น ดวยอํานาจลมหายใจเขา ยาว ยอ มตั้งม่นั , เธอชือ่ วา เปนผูอบรมสติดวยสตนิ ัน่ ดวยญาณนั้น, สตขิ องภกิ ษผุ รู คู วามทจ่ี ิตมีอารมณเดียว ไมฟ ุงซา นดว ยอาํ นาจลมหายใจออกยาว ยอ มตงั้ ม่นั , เธอชอ่ื วา เปน ผอู บรมสตดิ ว ยสตนิ ้ันดวยญาณนัน้ ฯ ล ฯ สติของภกิ ษผุ ูรคู วามทีจ่ ิตมอี ารมณเ ดยี ว ไมฟุงซา นดวยอํานาจความเปนผพู ิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเขา . . . ดว ยอาํ นาจความเปนผพู จิ ารณาเหน็ ความสละคืน หายใจออก ยอมต้ังมน่ั , เธอชือ่ วา เปน ผูอบรมสตดิ วยสตนิ ั้นดว ยญาณน้ัน.๑ [มตลิ มหายใจเขา และออกตามอรรถกถาวนิ ัยและพระสตู ร] บรรดาบทเหลา น้ัน สองบทวา ทฆี วา อสฺสสนฺโต ไดแกเมอื่ ใหลมหายใจเขา ยาวเปน ไปอย.ู ในอรรถกถาวินยั ทานกลา วไวว า ลมท่ีออกไปขา งนอก ชอื่ วา อัสสาสะ คอื ลมหายใจออก๒ ลมท่เี ขาไปขา งใน ชือ่ วาปสสาสะ คือลมหายใจเขา .๓ สว นในอรรถกถาแหงพระสูตรทงั้ หลาย มาโดยกลับลําดบั กนั .๑. ข.ุ ปฎิ. ๓๑ /๒๖๔-๕. ๒.-๓. ศพั ทว า อสฺสาโส และ ปสสฺ าโส หรอื อสฺสสติ และปสฺสสติ ท้งั ๒ ศัพทนี้ บางทา น แปล อสสฺ าโส หรือ อสฺสสติ วา หายใจออก ปาสสฺ าโสหรือ ปสสฺ สติ วา หายใจเขา, สวนในหนงั สอื เลมน้ตี ั้งแตตนมาไดแปล อสฺสาโส หรือ อสสฺ สติวา หายใจเขา , ปสฺสาโส หรือ ปสฺสสติ วา หายใจออก, ทแี่ ปลเชน น้ี กเ็ พราะอาศัยนัยอรรถกถาแหงพระสูตรเปนหลัก เชนอรรถกถามหาหัตถปิ โทปมสตู รในปญ จสูทนี ทุติยภาคหนา ๓๐๘เปนตน ซ่ึงทานอธิบายไวดังน้ี คือ:- อสสฺ าโสติ อนฺโต ปวิสนนาสกิ วาโต ลมทจ่ี มูกเขา ไปขางใน ชือ่ วา อัสสาสะ คอื ลมหายใจเขา, ปสสฺ าโสติ พหิ นิกขฺ มนนาสกิ วาโต ลมทอ่ี อกไปภายนอก ช่ือวา ปสสาสะ คือลมหายใจออก, สวนในอรรถกถาวนิ ยั ทา นก็อธบิ ายไวกลับกัน
พระวินยั ปฎก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 340 บรรดาลมทั้งสองนน้ั ในเวลาที่สตั วผ นู อนอยูในครรภแมทกุ ชนิดออกจากทองแม ลมภายในครรภยอมออกไปขางนอกกอน ภายหลัง ลมขางนอกพาเอาละอองทีล่ ะเอยี ดเขาไปขา งใน กระทบเพดานแลว ดบั ไป. พงึ ทราบลมอัสสาสะและปส สาสะอยา งน้ันกอ น. สวนความทีล่ มหายใจเขา และลมหายใจออกเหลานน้ั มีระยะและส้ัน พึงทราบดว ยอํานาจแหง กาล. เหมอื นอยางวา นํา้หรือทราย แผอ อกไปตลอดระยะ คือโอกาสทัง้ อยู เขาเรียกวา นํ้ายาว ทรายยาว นาํ้ สั้น ทรายส้ัน ฉันใด ลมหายใจเขา และหายใจออกแมท ่ลี ะเอยี ดจนยิบกฉ็ นั นนั้ ยังประเทศอนั ยาวในตัวชา งและตวั งู กลา วคอื อัตภาพของชา งและงูเหลา น้ัน ใหค อย ๆ เต็มแลว กค็ อย ๆ ออกไป; เพราะฉะน้ัน ทานจึงเรียกวายาว. ลมหายใจเขา และลมหายใจออก ยงั ประเทศอันสนั้ กลา วคอื อตั ภาพแหง สนุ ัขและกระตายเปน ตน ใหเต็มเร็วแลว ก็ออกเร็วเหมอื นกัน; เพราะฉะนั้นทานจงึ เรียกวา ส้นั . แตบ รรดาหมูมนษุ ย มนษุ ยบางจาํ พวกหายใจเขา และหายใจออกยาวดวยอาํ นาจระยะกาล ดจุ ชา งและงเู ปนตน บางจาํ พวกหายใจเขาและหายใจออกส้นั ดจุ สุนัขและกระตา ยเปนตน; เพราะฉะนั้นลมหายใจเขาและหายใจออกเหลานัน้ ของมนษุ ยเ หลา น้ัน ดว ยอํานาจกาล ทอี่ อกและเขา อยูกนิ เวลานาน พึงทราบวา ยาว ทอ่ี อกและเขา อยูชว่ั เวลานอ ย พึงทราบวาสน้ั .ดงั ทีป่ รากฏอยูข า งบนนี้ แมใ นปกรณวิสุทธมิ รรค ภาค ๒ หนา ๑๖๕ ทานกช็ ักออถกถามหาหัตถปิโทปมสตู นั่นเองมาอธบิ ายไว. เรื่อง ศัพทว า อสั สาสะ และ ปสสาสะ น้ี ความจริงทานผูแตงอรรถกถาทัง้ พระวนิ ยั และพระสตู รกค็ นเดียวกัน คือทานพระพทุ ธโฆสา และก็คา นกันอยูท้งั สองแหง คืออรรถกถาพระวินัย และพระสตู ร ถงึ ในอรรถกถาอธิบายไวเ หมอื นพระสูตร ขอไดพ ิจารณาดเู ถิด.
พระวนิ ัยปฎก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 341 [ผเู จรญิ อานาปานสั สตกิ รรมฐานยอ มไดความปราโมทยเปนตน ] ในลมหายใจเขา และออกนน้ั ภิกษนุ นั้ เมอ่ื หายใจเขา และหายใจออก-ยาว โดยอาการ ๙ อยา ง ยอมรชู ัดวา เราหายใจเขาหายใจออกยาว. ก็เมอื่เธอรูชัดอยอู ยา งน้ี พงึ ทราบวา การเจริญกายานปุ ส สนาสตปิ ฏฐาน ยอ มสําเรจ็ดวยอาการอนั หน่ึง เหมอื นอยา งทท่ี านพระธรรมเสนาบดีสารบี ตุ ร กลา วไวในปฏสิ มั ภิทาวา ถามวาภกิ ษุเมื่อหายใจเขา ยาว ก็รูช ัดวา เราหายใจเขายาว๑ฯลฯ เม่อื หายใจออกส้นั กร็ ูชดั วา เราหายใจออกสนั้ อยา งไร๒ ? แกว า ภกิ ษุเม่ือหายใจเขายาว ยอมหายใจเขาในขณะท่ีนับวายาวเม่ือหายใจออกยาว ยอมหายใจออกในขณะที่นบั วา ยาว เมอ่ื หายใจเขา และหายใจออกยาว ยอ มหายใจเขา บาง หายใจออกบา งในขณะที่นับวา ยาว ฉนั ทะยอ มเกิดแกภกิ ษผุ เู ม่ือหายใจเขา และหายใจออกยาว หายใจเขา บา ง หายใจออกบา งในขณะที่นับวา ยาว ภิกษุเม่ือหายใจเขา ยาวละเอยี ดกวา นัน้ ดวยอาํ นาจฉันทะยอมหายใจเขาในขณะท่ีนบั วายาว เมอื่ หายใจออกยาวละเอยี ดกวานั้น ดวยอํานาจฉนั ทะ ยอ มหายใจออกในขณะทน่ี บั วา ยาว เมอ่ื หายใจเขา และหายใจออกละเอียดกวานั้น ดวยอํานาจฉนั ทะ ยอมหายใจเขาบาง หายใจออกบา ง ในขณะที่นับวา ยาว ความปราโมทยยอมเกดิ ขน้ึ แกภ กิ ษุ ผูเมือ่ หายใจเขาและหายใจออกยาวละเอียดกวาน้ัน ดวยอํานาจฉันทะ หายใจเขา บา ง หายใจออกบางในขณะท่ีนบั วา ยาว เมือ่ หายใจเขา ยาวละเอียดกวาน้นั ดวยอาํ นาจความปราโมทย ยอมหายใจเขา ในขณะทีน่ บั วายาว เมอื่ หายใจออกยาวละเอยี ดกวาน้นั ดว ยอาํ นาจความปราโมทย ยอ มหายใจออกในขณะที่นับวา ยาว ฯ ล ฯ เม่ือหายใจเขาและหายใจออกยาวละเอยี ดกวา นนั้ ดวยอาํ นาจความปราโมทย ยอ มหายใจเขาบาง หายใจออกบาง ในขณะท่นี ับวายาว จิตของภกิ ษุผเู มื่อหายใจ๑. ข.ุ ปฏิ. ๓๑/๖๕ ๒. ข.ุ ปฏ.ิ ๓๑/๒๗๔.
พระวินยั ปฎ ก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 342เขาและหายใจออกยาวละเอยี ดกวานัน้ ดว ยอาํ นาจความปราโมทย หายใจเขาบาง หายใจออกบาง ในขณะทนี่ บั วายาว ยอมหลีกออกจากการหายใจเขาและหายใจออกยาว อเุ บกขายอ มดาํ รงอยู. กายคือลมหายใจเขา และหายใจออกยาวดว ยอาการ ๙ อยางเหลา นัน้ ยอมปรากฏ สตเิ ปน อนปุ สสนาญาณ กายปรากฏ ไมใชสติ สตปิ รากฏดวย เปน ตวั สติดวย; ภิกษยุ อมพิจารณาเหน็ กายนั้นดวยสติน้นั ดวยญาณน้นั ; เพราะเหตดุ งั นี้นั้น ทา นจึงกลาววา การเจรญิ สต-ิปฏฐานคอื การพจิ ารณาเหน็ กายในกาย* ดังน้ี. แมใ นบทที่กาํ หนดดวยลมส้ัน ก็นยั น้ีเหมอื นกนั . สวนความแปลกกนัมีดงั ตอ ไปนี้:- ในบทท่กี าํ หนดาดว ยลมยาวนัน่ ทานกลา วไวว า เมื่อหายใจเขา ยาว ยอ มหายใจเขา ในขณะทน่ี บั วา ยาว ดงั นี้ ฉันใด ในบทที่กําหนดดวยลมส้นั น้ี ก็มคี ําทีม่ าในบาลวี า เมือ่ หายใจเขาสน้ั ยอมหายใจเขาในขณะนบั วาเลก็ นอย ฉนั นน้ั . เพราะฉะน้ัน พงึ ประกอบดว ยสามารถแหง บทที่กาํ หนดวาสน้ั นัน้ จนถึงคาํ วา เพราะเหตุน้นั ทา นจึงกลาววา การเจรญิ สต-ิปฏฐาน คือการพจิ ารณาเห็นกายในกาย. ภกิ ษุน้ี เมอ่ื รูชัดลมหายใจเขาและหายใจออกโดยอาการ ๙ อยา งเหลา นี้ ดว ยอํานาจกาลยาวและดว ยอาํ นาจกาลนดิ หนอ ยดังพรรณนามาฉะน้ี บัณฑิตพึงทราบวา ภกิ ษเุ มอ่ื หายใจเขา ยาว ยอ มรชู ดั วา เราหายใจเขา ยาว ฯ ล ฯ หรือเมอื่ หายใจออกสัน้ ยอมรูชัดวา เราหายใจออกสั้น ดงั น.ี้ อนง่ึ เมอื่ ภิกษนุ ั้นรูอ ยูอยา งน้นั . วรรณะ (คอื อาการ) ทั้ง ๔ คือ ลม ทายใจเขา ยาวและสั้น แมล มหายใจออกก็ เชน นน้ั ยอ มเปน ไปเฉพาะที่ปลายจมกู ของ ภกิ ษุ ฉะน้แี ล.* ขุ. ปฏิ. ๓๑/๒๖๕ - ๒๗๔.
พระวินัยปฎก มหาวภิ งั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 343 ขอวา สพพฺ กายปฏสิ เวที อสสฺ สสิ ฺสามีติ ฯ เป ฯ ปสสฺ สสิ ฺ-สามตี ิ สิกขฺ ติ มอี ธบิ ายวา เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราจกั ทําเบอ้ื งตน ทามกลาง และท่ีสดุ แหงกองลมหายใจเขาทง้ั สนิ้ ใหรูแ จง คอื ทําใหป รากฏหายใจเขา (และ) ยอมสําเหนยี กวา เราจกั ทําเบ้อื งตนทา มกลาง และทีส่ ุด แหงกองลมหายใจออกทง้ั สิน้ ใหร แู จง คือทาํ ใหปรากฏหายใจออก. เมอื่ เธอทาํ ใหรูแ จง คอื ทําใหป รากฏดว ยอาการอยา งนัน้ ยอ มหายใจเขาและหายใจออก ดวยจติ ทสี่ ัมปยตุ ดว ยญาณ; เพราะฉะนนั้ ทา นจึงเรยี กวา ยอมสาํ เหนียกวา เราจกั หายใจเขา จักหายใจออก. จรงิ อยู เบ้อื งตน ในกองลมหายใจเขาหรอื ในกองลมหายใจออกทแ่ี ลนไปอยา งละเอยี ด* ยอมปรากฏแกภกิ ษรุ ูปหน่ึง แตท ามกลางและทส่ี ดุ ไมป รากฏเธอสามารถกําหนดไดเ ฉพาะเบือ้ งตน เทา น้ัน ยอ มลาํ บากในทามกลางและทีส่ ดุ .อีกรปู หนง่ึ ยอ มปรากฏแตทามกลาง เบ้อื งตน และท่สี ดุ ไมป รากฏ เธอสามารถกาํ หนดไดเฉพาะทามกลางเทา น้นั ยอ มลาํ บากในเบ้อื งตนและทีส่ ดุ อีกรปู หนึง่ ยอมปรากฏแตท ี่สุด เบอ้ื งตน และทามกลางไมป รากฏ เธอสามารถกาํ หนดไดเ ฉพาะทส่ี ดุ เทา นนั้ ยอมลําบากในเบอื้ งตนและทา มกลาง. อีกรปู หนงึ่ยอมปรากฏไดแ มท ั้งหมด เธอสามารถกาํ หนดไดแ มท ง้ั หมด ยอ มไมล ําบากในสวนไหน ๆ. พระผมู พี ระภาคเจาเมอื่ จะทรงช้ีวา อันภกิ ษพุ ึงเปนผูเชน น้นัจึงตรสั วา ภกิ ษยุ อ มสําเหนยี กวา เราจักรแู จงซ่งึ กองลมทงั้ ปวงหายใจเขา; ยอ มสําเหนยี กวา เราจกั รแู จงซงึ่ กองลมทง้ั ปวงหายใจออกดงั น.ี้* วสิ ุทธิมรรค. ๒/๖๑ เปน จณุ ณฺ วสิ เฎ, สารตั ถทีปนี ๒/๒๙๕ แกวา จุณฺณวคิ เตติ อเนกกลาปตาย จณุ ณฺ วจิ ณเฺ ณภาเวน วสิ เฏ.
พระวนิ ัยปฎก มหาวภิ ังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 344 บรรดาบทเหลา น้นั บทวา สกิ ขฺ ติ ความวา ยอมพากเพยี ร คือพยายามอยา งนั้น. อกี อยา งหนึ่ง ในบทวา สิกฺขติ นี้ พงึ เห็นใจความอยา งนี้วา ความสาํ รวมของภิกษผุ เู ปนอยา งนนั้ น้ชี ่อื วาอธสิ ีลสกิ ขา. ในอธิการวา ดว ยอานาปานสั สตภิ าวนาน้ี สมาธขิ องเธอ ผเู ปน อยา งนั้น นี้ช่อื วา อธจิ ติ ตสกิ ขาปญญาของเธอผูเปนอยา งนั้น นีช้ ่อื วา อธปิ ญ ญาสกิ ขา เธอยอ มสําเหนียกคอื ยอ มซอ งเสพ เจรญิ กระทาํ ใหมาก ซ่ึงสกิ ขา ๓ อยา ง ดังพรรณนามานี้ดวยสตินนั้ ดวยมนสิการนน้ั ในอารมณน ้ัน. เพราะวา โดยนยั กอน บรรดาสองนัยน้นั ภกิ ษพุ ึงหายใจเขา และหายใจออกอยา งเดียวเทา นัน้ ไมต องทํากิจอะไร ๆ อนื่ แตจําเดิมแตเ วลาทรี่ ชู ดั ลมหายใจเขา และหายใจออกนี้ไป ควรทาํ ความพากเพียรในอาการท่ีใหญ าณเกดิ ข้นึ เปนตน; เพราะฉะน้นั ผศู ึกษาพงึ ทราบวา ในนยั กอนน้นั พระผูมีพระภาคเจา ตรัสบาลีไวดว ยอาํ นาจเปนวตั ตมานาวภิ ตั ตวิ า ยอมรชู ัดวา เราหายใจเขา ยอมรชู ดั วา เราหายใจออก เทานนั้ แลวยกพระบาลขี ้นึ ดว ยอํานาจคําที่เปน อนาคตกาล โดยนัยมีอาทวิ า เธอยอมสาํ เหนยี กวา เราจักรแู จง ซ่งึ กองลมทัง้ ปวงหายใจเขา ดงั นี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการทใี่ หญาณเกดิ ข้นึ เปน ตนซึง่ ควรทาํ จาํ เดิมแตกาลนีไ้ ป. [ภิกษุกาํ หนดกรรมฐานแลว ถายสังขารจึงสงบ] ขอ วา ปสสฺ มภฺ ย กายสงขฺ าร อสสฺ สสิ สฺ ามีติ ฯ เป ฯ ปสสฺ -สิสฺสามีติ สิกขฺ ติ ความวา เธอยอมสําเหนยี กวา เราจักเปนผูส งบคอืระงับ คบั ไดแกใหกายสงั ขารที่หยาบสงบไป หายใจเขาหายใจออก. ในคาํวา จักเปน ผรู ะงบั กายสงั ขารท่ีหยาบ นนั้ พงึ ทราบความที่ลมเปน ของหยาบและละเอียด และความระงบั อยางน้ี คือ :- กใ็ นกาลกอนคือในเวลาทภี่ กิ ษนุ ี้ ยัง
พระวินัยปฎก มหาวภิ งั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 345ไมไ ดก ําหนดกรรมฐาน กายและจติ ยังมีความกระวนกระวาย ยังหยาบ* เมือ่เม่ือกายและจิตซึง่ เปน ของหยาบ ยงั ไมส งบ แมลมหายใจเขาและหายใจออก ก็เปน ของหยาบ คอื เปนไปเกนิ กาํ ลงั จมกู ไมพอหายใจ ตอ งยืนหายใจเขาบางหายใจออกบา งทางปาก ตอเมื่อใด กายก็ดี จิตกด็ ี เปน ของอนั เธอกาํ หนดแลว เมื่อนน้ั กายและจิตน้ันจึงเปนของสงบระงบั . คร้นั เมอื่ กายและจิตนัน้สงบแลว ลมหายใจเขา และหายใจออกยอมเปน ไปละเอยี ด คือเปน สภาพถึงอาการท่ีจะตอ งคน หาวา มอี ยูหรอื ไมหนอ. เปรียบเหมอื นลมหายใจเขา และหายใจออก ของบุรษุ ผวู ง่ิ ลงจากภเู ขา หรอื ผปู ลงของหนักลงจากศรี ษะแลวยนื อยูยอมเปน ของหยาบ จมกู ไมพอหายใจ ตองยืนหายใจเขา บา ง หายใจออกบางทางปาก ตอ เมื่อใด เขาบรรเทาความกระวนกระวายนั้นเสยี อาบและดมื่ นํา้แลว เอาผา เปยกคลมุ ทหี่ นาอกนอนพักท่รี ม ไมเยน็ ๆ; เม่ือนนั้ ลมหายใจเขา และหายใจออกน้ันของเขา จึงเปน ของละเอยี ด คอื ถงึ อาการทีจ่ ะตองคนหาวา มอี ยหู รอื ไมห นอ แมฉ นั ใด ในกาลกอ น คือในเวลาที่ภิกษนุ ี้ยงั ไมไดกาํ หนดกรรมฐาน กายและจิต ฯ ล ฯ คือถงึ อาการท่ตี อ งคนหาวา มีอยหู รือไมหนอ ฉนั น้นั เหมือนกัน. ขอ นัน้ เปน เพราะเหตไุ ร ? เพราะความจริงเปนอยา งนั้น ในกาลกอน คือในเวลาทเ่ี ธอยงั มิไดก ําหนดกรรมฐาน การคาํ นงึ การประมวลมา การมนสกิ าร และการพิจารณาวา เราจะระงับกายสงั ขารสว นหยาบ ๆ ดงั น้ี หามีแกเธอน้ันไม, แตในเวลาทเ่ี ธอกําหนดแลว จงึ มีได.เพราะเหตุนัน้ ในเวลาทีก่ าํ หนดกรรมฐาน กายสังขารของเธอนัน้ จงึ เปน ของละเอียดกวา เวลาทย่ี ังไมไดก ําหนด. เพราะเหตนุ ั้น พระโบราณาจารยท ั้งหลายจึงกลา วไววา* ศัพทว า โอฬารกิ น ใหแกเ ปน โอฬาริกา เปนบทคุณของกายและจติ . วิสทุ ธมิ รรก ภาค๒/๖๒ แกเ ปนอยา งนี.้
พระวินยั ปฎก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 346 เมอ่ื กายและจิต ยังระล่ําระสายอยู กายสังขารยอ มเปนไปเกินประมาณ เมอื่ กาย และจติ ไมร ะสํ่าระสาย กายสังขารยอ มเปน ไปละเอยี ด. [กายสังขารในฌานช้ันสงู ขึ้นไปยอ มละเอียดไปตามลาํ ดบั ] กายสงั ขารแมในเวลากําหนดกย็ งั หยาบ ในอุปจารแหงปฐมฌานละเอยี ด. ถึงแมในอปุ จารแหงปฐมฌานนั้น ก็ยังหยาบ ในปฐมฌานละเอยี ด.ในปฐมฌานและในอุปจารแหง ทุติยฌานยงั หยาบ ในทุติยฌานละเอยี ด. ในทุติยฌานและในอุปจารแหง ตตยิ ฌานก็ยงั หยาบ ในตติยฌานละเอียด. ในตติยฌานและอุปจารแหงจตุตถฌานกย็ งั หยาบ ในจตตุ ถฌานละเอยี ดยงิ่ นกั ถึงความไมเปน ไปทเี ดยี ว. คํานเี้ ปนมตขิ องพระอาจารยผ ูกลา วทีฆนกิ าย และสงั ยตุ ตนกิ ายกอน. สว นพระอาจารยท ั้งหลายผูกลา วมัชฌมิ นกิ าย ยอ มปรารถนาความละเอียดกวา กัน แมใ นอปุ จารแหง ฌานช้นั สงู ๆ ขน้ึ ไปกวา ฌานชน้ั ต่าํ ๆอยา งนี้ คอื กายสังขารที่เปน ไปในปฐมฌาน ยงั เปนของหยาบ โนอปุ จารแหงทตุ ยิ ฌาน จงึ จดั วาละเอียด ดังนเี้ ปนตน. ก็ตามมตขิ องพระอาจารยท ัง้ หมดนั้นแล ควรทราบดังนว้ี า กายสังขารทีเ่ ปนไปในเวลาทีย่ งั มไิ ดกาํ หนด (กรรม-ฐาน) ยอมระงับไปในเวลาที่กําหนดแลว กายสังขารท่เี ปน ไปในเวลาทีไ่ ดกาํ หนด ยอมระงบั ไปในอปุ จารแหง ปฐมฌาม ฯ ล ฯ กายสังขารทเี ปนไปในอปุ จารแหง จตุตถฌาน ยอ มระงับไปในจตตุ ถฌาน. ในสมถะมีนัยเทานี้กอน. สวนในวปิ ส สนา พงึ ทราบนยั ดังน้:ี - กายสังขารท่เี ปนไปในเมอื่ ยงัมไิ ดกําหนด ยังหยาบ ในการกาํ หนดมหาภตู รปู ละเอียด แมก ารกาํ หนดมหา-ภตู รปู น้ัน ก็ยังหยาบ ในการกาํ หนดอปุ าทายรปู ละเอียด แมการกาํ หนดอปุ า-
พระวินยั ปฎ ก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 347ทายรปู นนั้ ก็ยงั หยาบ ในการกาํ หนดรูปท้งั ส้นิ ละเอยี ด แมก ารกาํ หนดรปู ทั้งสน้ิ น้ัน กย็ ังหยาบ, ในการกําหนดอรูปละเอยี ด, แมก ารกาํ หนดอรปู น้ัน ก็ยังหยาบ, ในการกาํ หนดรปู และอรูป ละเอยี ด แมก ารกําหนดรูปและอรปู นั้นกย็ ังหยาบ, ในการกําหนดปจ จัยละเอยี ด, แมก ารกาํ หนดปจจัยนนั้ ก็ยงั หยาบ,ในการเหน็ นามรูปพรอมทัง้ ปจจยั ละเอียด, แมก ารเหน็ นามรูปพรอ มทั้งปจ จัยนน้ั กย็ ังหยาบ, ในวปิ ส สนาที่ประกอบดว ยลกั ษณะและอารมณ ละเอยี ด,แมนัน้ ก็ยงั หยาบ ในวิปสสนาที่มกี ําลังเพลา, ในวิปส สนาท่มี ีกําลงั จึงจัดวาละเอยี ด. ในวปิ ส สนานัยนัน้ พงึ ทราบความสงบไปแหงลมอัสสาสะและปส สาสะกอน ๆ ดว ยลมอัสสาสะและปส สาสะหลัง ๆ โดยนัยดงั กลาวแลวในกอ นน่นั แล.ในคาํ วา ระงับกายสังขารทีห่ ยาบ นี้ พึงทราบความทีล่ มหยาบละเอยี ดและสงบไป โดยนัยดงั พรรณนามาฉะนแ้ี ล. สวนในปฏสิ ัมภิทา พระธรรมเสนาบดสี ารบี ุตร กลาวเน้ือความแหงบทนน้ั พรอมกบั คําทวงแลคาํ แกใหก ระจางอยา งนน้ั :- ภิกษยุ อ มสาํ เหนียกอยางไร ? ยอมสําเหนยี กอยา งน้วี า เราจกั ระงับกายสงั ขารหายใจเขา ยอ มสําเหนียกวา เราจักระงบั กายสังขารหายใจออก. กายสงั ขารเปนไฉน ? ลมหายใจเขายาว เปน ไปทางกาย ธรรมเหลาน้ีเนอื่ งดว ยกายเปน กายสงั ขาร, ภิกษรุ ะงับ คอื ดับ สงบกายสังขารเหลาน้ันสําเหนียกอยู ; ลมหายใจออกยาวเปนไปทางกาย ธรรมเหลาน้ีเน่ืองดว ยกายเปนกายสังขาร, ภกิ ษุระงบั คอื ดับ สงบกายสงั ขารเหลานัน้ สําเหนยี กอยู ;ลมหายใจเขา สน้ั ลมหายใจออกสน้ั ลมท่ีภิกษุรูแจงซ่งึ กองลมทง้ั ปวงหายใจเขาลมทีภ่ ิกษุรูแจง ซง่ึ กองลมทั้งปวงหายใจออก เปนไปทางกาย ธรรมเหลาน้ีเน่อื งดวยกายเปน กายสังขาร ภิกษรุ ะงบั คอื ดับ สงบกายสังขารเหลานั้น
พระวนิ ยั ปฎก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 348สาํ เหนียกอยู. ความออ นไป ความนอมไป ความเอนไป ความโอนไปความหวัน่ ไหว ความด้นิ รน ความโยก ความโคลงแหงกาย เพราะกายสังขารเหน็ ปานใด, ภิกษยุ อ มสาํ เหนียกวา เราจกั ระงบั กายสังขารเหน็ ปานน้ันหายใจเขายอมสาํ เหนยี กวา เราจกั ระงับกายสงั ขารเหน็ ปานนนั้ หายใจออก. ความไมออ นไป ความไมนอมไป ความไมเ อนไป ความไมโ อนไป ความไมหวัน่ ไหวความไมดิ้นรน ความไมโยก ความไมโ คลงแหงกาย เพราะกายสงั ขารเหน็ปานใด, ภกิ ษุยอ มสําเหนียกวา เราจกั ระงบั กายสงั ขารทีล่ ะเอียดสุขมุ เหน็ ปานัน้หายใจเขา หายใจออก. หากวาภกิ ษุสําเหนียกอยอู ยา งนีว้ า เราจกั ระงับกาย-สังขารหายใจเขา ยอมสาํ เหนยี กวา เราจกั ระงบั กายสงั ขารหายใจออก. เมื่อเปน อยา งนน้ั ความไดล ม* (อสั สาสะและปส สาสะ) ก็ไมเปนไป (คือไมเกิดขึ้น); ลมอัสสาสะและปสสาสะ กไ็ มเ ปน ไป, อานาปานสั สตกิ ไ็ มเ ปนไป,อานาปานสั สติสมาธิ ก็ไมเปนไป, และสมาบตั นิ น้ั บัณฑิตท้ังหลายจะเขา บา งจะออกบา ง กห็ าไม, ถาหากวาภกิ ษุ สาํ เหนียกอยอู ยา งน้วี า เราจกั ระงับกายสังขารหายใจเขา หายใจออก. เมื่อเปน อยา งน้ี ความไดล ม* (อัสสาสะและปส สาสะ) ยอมเปนไป (คือเกิดข้ึน), ลมอัสสาสะและปส สาสะ ยอมเปนไป,อานาปานัสสตยิ อ มเปนไป, อานาปานสั สติสมาธิ ยอมเปนไป, และสมาบัตินน้ับัณฑติ ทั้งหลายยอ มเขาบาง ยอมออกบา ง. ขอ น้นั เปรยี บเหมือนอะไร ?เปรยี บเหมอื นเมอ่ื บคุ คลตกี ังสดาล เสยี งดัง (เสยี งหยาบ) ยอมกระจายไปกอนเพราะกาํ หนดใสใจ จาํ ไวดวยดี ซ่งึ นิมิตแหง เสยี งดงั แมเมอ่ื เสยี งดังดบั ไปแลว;ตอมาเสียงละเอยี ด (เสยี งครวญ) ยอ มกระจายไปภายหลงั , เพราะกําหนดใสใจ จําไวด วยดซี ึง่ นมิ ิตแหง เสียงครวญ แมเ ม่ือเสียงครวญดับไปแลว ; ตอ* วาตปลทธฺ ิ ความสาํ เหนยี ก กําหนดหมายลม.
พระวนิ ัยปฎก มหาวิภงั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 349มาจติ ยอ มเปนไปภายหลงั แมเ พราะมนี ิมิตแหง เสียงครวญเปนอารมณ ขอ นี้กเ็ หมือนกันฉะนนั้ ลมหายใจเขา และหายใจออกทีห่ ยาบ ยอมเปน ไปกอน,เพราะกาํ หนดใสใจจําไวด วยดี ซง่ึ นมิ ติ แหงลมหายใจเขา และหายใจออกท่หี ยาบเมื่อลมหายใจเขา และหายใจออกทห่ี ยาบ แมดบั ไปแลว, ตอ มาลมหายใจเขาและหายใจออกทีล่ ะเอียดยอมเปน ไปภายหลงั เพราะกาํ หนดใสใจ จาํ ไวด ว ยดีซึง่ นมิ ิตแหงลมหายใจเขาและหายใจออกท่ีละเอยี ด เม่ือลมหายใจเขา และลมหายใจออกทล่ี ะเอยี ดแมดบั ไปแลว , ตอมาจิตไมถงึ ความฟงุ ซานในภายหลงัแมเพราะมนี มิ ติ แหง ลมหายใจเขา และหายใจออกท่ลี ะเอียดเปน อารมณ. เม่อืเปนอยางน้ี ความไดลม (อัสสาสะและปส สาสะ) ยอ มเปน ไป, ลมอัสสาสะและปส สาสะยอ มเปนไป, อานาปานสั สตยิ อมเปนไป, อานาปานัสสติสมาธยิ อมเปน ไป, และสมาบตั ิน้ัน บณั ฑิตท้ังหลายอ มหายใจเขาบา ง ยอมหายใจออกบาง กายคือความทบ่ี ุคคลระงับกายสังขารหายใจเขา และหายใจออกยอมปรากฏ,สตเิ ปนอนปุ ส สนาญาณ, กายยอมปรากฏ, ไมใชสต,ิ สตปิ รากฏดวย เปนตวั สติดวย, ภกิ ษยุ อ มพจิ ารณาเหน็ กายนัน้ ดว ยสติน้นั ดวยญาณนน้ั , เพราะเหตุดงั น้ีนน้ั ทา นจงึ กลา ววา การเจริญสติปฏฐานคือการพิจารณาเหน็ กายในกาย* ดงั นี.้ ในบทวา ปสสฺ มภฺ ย กายสงฺขาร นี้ มีการพรรณนาตามลําดบั บทแหง ปฐมจตุกกะ ซงึ่ ตรสั ไวด ว ยสามารถแหงกายานปุ สสนาเพยี งเทานี้ กอ น. แตเพราะในอธกิ ารน้ี จตุกกะนเ้ี ทา นนั้ ตรสั ไวด วยสามารถแหงกรรมฐานของกลุ บตุ รผูเร่ิมทํา, สวนอกี ๓ จตุกกะนอกนี้ ตรัสไวด ว ยสามารถแหง เวทนา-นปุ ส สนา และธัมมานุปสสนา ของกุลบุตรผบู รรลุฌานแลวในปฐมจตุกกะน้;ีฉะน้นั พุทธบุตร ผูปรารถนาจะเจรญิ กรรมฐานน้ี แลว บรรลพุ ระอรหัต* ขุ. ปฏิ. ๓๑/๒๗๘-๒๘๐.
พระวินัยปฎ ก มหาวิภงั ค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 350พรอมกบั ปฏิสัมภทิ า ดวยวิปส สนาอันมีอานาปานจตตุ ถฌานเปน ปทฏั ฐานควรทราบกิจทีต่ นควรทํากอนทงั้ หมด ตั้งแตต น ในอธกิ ารแหง อานาปานสั สติกรรมฐานนี้แล ดว ยสามารถแหง กุลบุตรผเู รมิ่ ทาํ . [กุลบตุ รจะเรียนกรรมฐานตองบําเพญ็ ศีลใหบรสิ ทุ ธิ์กอ น] กุลบตุ รควรชําระศีล ๔ อยางใหห มดจดกอ น. ในศลี นนั้ มวี ิธีชําระใหหมดจด ๓ อยา ง คอื ไมต อ งอาบตั ิ ๑ ออกจากอาบตั ทิ ่ตี องแลว ๑ ไมเศรา หมองดว ยกิเลสทั้งหลาย ๑. จรงิ อยู ภาวนายอ มสาํ เร็จแกก ลุ บุตรผมู ศี ลีบรสิ ทุ ธอ์ิ ยางนนั้ . กุลบตุ รควรบําเพ็ญแมศ ลี ทที่ า นเรียกวา อภสิ มาจารกิ ศีล ใหบรบิ รู ณดีเสยี กอ น ดว ยอาํ นาจวตั รเหลานี้ คอื วตั รที่ลานพระเจดีย วัตรที่ลานตนโพธ์ิ อปุ ชฌายวตั ร อาจริยวตั ร วัตรทเี่ รอื นไฟ วตั รท่ีโรงอุโบสถขนั ธกวัตร ๘๒ มหาวัตร ๑๔. จรงิ อยู กลุ บตุ รใด พึงกลา ววา เรารักษาศลีอยู, กรรมดว ยอภิสมาจาริกวตั รจะมีประโยชนอ ะไร ? ขอที่ศีลของกลุ บุตรน้นัจักบรบิ ูรณได นัน่ ไมใชฐานะท่ีจะมไี ด. แตเ มอ่ื อภสิ มาจาริกวตั รบรบิ รู ณศีลก็จะบรบิ ูรณ. เม่ือศลี บรบิ ูรณ สมาธยิ อมถอื เอาหอง. สมจรงิ ดังพระดํารัสท่ีพระผูมพี ระภาคเจา ตรัสไวว า ดูกอ นภิกษุทง้ั หลาย ! ขอทีภ่ ิกษุน้นั หนอไมบําเพญ็ ธรรม คือ อภสิ มาจารกิ วัตรใหบริบรู ณแ ลว จกั บําเพญ็ ศลี ทั้งหลายใหบ ริบรู ณได นั่นไมใชฐานะทจ่ี ะมไี ด* เรอ่ื งน้ีควรใหพิสดาร. เพราะเหตุฉะน้นั กุลบุตรนคี้ วรบาํ เพญ็ แมว ตั ร มเี จติยงั คณวตั รเปน ตน ทที่ า นเรยี กวาอภสิ มาจารวิ ตั ร ใหบริบรู ณดว ยดเี สียกอ น. เบ้อื งหนา แตก ารชําระศลี ใหหมดจดน้นั ก็ควรตัดปลิโพธ (ความกงั วล) อยางใดอยางหนึง่ ซง่ึ มอี ยูในบรรดาปลิโพธ ๑๐ อยางทีพ่ ระอาจารยทั้งหลายกลา วไวอ ยา งนีว้ า* องฺ. ปจฺ ก. ๒๒/๑๕-๑๖.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 664
Pages: