Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคล ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รายวิชา ทักษะการเรียนรู้ ทร21001

เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคล ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รายวิชา ทักษะการเรียนรู้ ทร21001

Published by กศน.จังหวัดขอนแก่น, 2021-06-19 11:31:06

Description: เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคล ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รายวิชา ทักษะการเรียนรู้ ทร21001 หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

Search

Read the Text Version

4. ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาอิสลามก�ำเนิดท่ีนครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบียนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระอัลเลาะห์ศาสดา ของศาสนาคอื พระนบมี ุฮมั หมัด ผทู้ ีน่ บั ถือศาสนาอิสลามเรียกตนเองวา่ มุสลิม ศาสนาอสิ ลาม มคี ัมภีร์อัลกุรอาน เป็นคัมภีรท์ พี่ ระผู้เปน็ เจา้ ประทานใหแ้ กม่ นุษย์ นิกายท่สี ำ� คัญของศาสนาอสิ ลาม 1. นิกายซนุ นี จะปฏิบตั ิเคร่งครัดในคัมภรี อ์ ลั กรุ อานและค�ำสอนของศาสดาทีส่ ุดใชห้ มวกสขี าวเปน็ เครอื่ งหมาย 2. นิกายชอี ะห์ ยกย่องอาลีใช้หมวกสีแดงเปน็ เครือ่ งหมาย 3. นิกายวาฮะบีหน์ บั ถอื พระอลั เลาะห์เพยี งองค์เดียว ไม่มีพธิ กี รรมใด ๆ นอกเหนือจากพระคัมภีร์ หลกั ค�ำสอนของศาสนาอิสลาม 1. หลกั ศรัทธา 6 ประการ ศรทั ธาในพระอัลเลาะห์เพยี งองค์เดยี ว ศรทั ธาในบรรดามลาอีกะหค์ อื เทวทูต ศรทั ธาในพระคมั ภีร์ ศรทั ธาในบรรดาศาสนทูต ศรทั ธาในวันพพิ ากษา ศรทั ธาในกฎกำ� หนดสภาวการณ์ 2. หลกั ปฏบิ ตั ิ 5ประการ 1. การปฏิญาณตนยอมรบั วา่ พระอลั เลาะห์เปน็ พระเจา้ องค์เดยี ว 2. การละหมาดหรือ นมาซ วนั ละ 5 ครง้ั 3. การถอื ศลี อด หรอื อศั ศิยาม หมายถงึ การละหรืองดเว้นบริโภคอาหาร 4. การบรจิ าคซะกาต หมายถงึ การบรจิ าคทานหรอื บรจิ าคทรพั ยท์ ไี่ ดม้ าดว้ ยความสจุ รติ แกผ่ ทู้ คี่ วรรบั ซะกาต 5. การประกอบพธิ ฮี จั ญ์ ณ วิหารกะบะห์ ทเ่ี มืองเมกกะประเทศซาอดุ ิอาระเบีย ความสอดคล้องของหลักคำ� สอนท้งั 4 ศาสนา ไดแ้ ก่ 1. การทำ� ความดลี ะเวน้ ความชวั่ 2. การแสดงความรักความเมตตา และเสียสละ 3. การเสียสละเพอื่ เพอ่ื นมนษุ ย์ 4. การพัฒนาตนเองใหด้ ีขน้ึ ขยนั หมนั่ เพียร 5. สอนใหอ้ ยู่รว่ มกันอยา่ งสงบสขุ ไมเ่ บยี ดเบยี นกนั หลักธรรมศาสนาพทุ ธ ไดแ้ ก่ พรหมวหิ าร 4 และฆราวาสธรรม พรหมวหิ าร 4 วหิ าร แปลวา่ ทอี่ ยู่ พรหม แปลวา่ ประเสรฐิ คำ� วา่ พรหมวหิ าร หมายความวา่ เอาใจจบั อยใู่ นอารมณแ์ หง่ ความประเสรฐิ หรอื เอาใจไปขังไวใ้ นความดีทสี่ ุด ซ่ึงมี คุณธรรม 4 ประการ คอื เมตตา กรณุ า มฑุ ิตา อุเบกขา เมตตา แปลวา่ ความรัก หมายถงึ รักทมี่ ุง่ เพอ่ื ปรารถนาดี โดยไม่หวงั ผลตอบแทนใด ๆ จึงตรงกับ คำ� วา่ เมตตาในทนี่ ี้ ถ้าหวังผลตอบแทนจะเป็นเมตตาที่เจือด้วยกิเลสไม่ตรงต่อเวลา ในพรหมวิหารนี้ ลักษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึก คุมอารมณ์ไวต้ ลอดวนั ว่า เราจะเมตตาสงเคราะห์เพอ่ื นทเ่ี กิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่สรา้ งความล�ำบากใหแ้ ก่สรรพสัตวท์ ้งั หลาย ความทกุ ขท์ ี่เขามี เราก็มเี สมอเขา ความสุขที่เขามี เรากส็ บายใจไปกับเขา รกั ผ้อู ืน่ เสมอดว้ ยรักตนเอง 6 เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการ เพ่อื ยกระดับผลสมั ฤทธผิ์ ู้เรียนรายบคุ คล รายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมือง สค21002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

กรณุ า แปลวา่ ความสงสาร หมายถงึ ความปราณี ปรารถนาใหผ้ อู้ น่ื พน้ ทกุ ข์ ความสงสารปราณนี ก้ี ไ็ มห่ วงั ผลตอบแทน เช่นเดียวกัน สงเคราะห์สรรพสัตว์ท่ีมีความทุกข์ให้หมดทุกข์ตามก�ำลังกาย ก�ำลังปัญญา ก�ำลังทรัพย์ลักษณะของกรุณา การสงเคราะห์ทัง้ ทางดา้ นวตั ถุ โดยธรรมวา่ ผทู้ ่ีจะสงเคราะหน์ ้ันขดั ข้องทางใด หรอื ถ้าหาใหไ้ ม่ไดก้ ช็ ชี้ อ่ งบอกทาง มุฑติ า แปลว่า มีจิตออ่ นโยน หมายถึง จิตทีไ่ ม่มีความอิจฉาริษยาเจือปน มอี ารมณ์สดชืน่ แจ่มใสตลอดเวลา คดิ อยู่ เสมอว่า ถ้าคนท้ังโลกมีความโชคดีด้วยทรัพย์ มีปัญญาเฉลียวฉลาดเหมือนกันทุกคนแล้ว โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุข สงบ ปราศจากอันตรายทั้งปวง คิดยินดีโดยอารมณ์พลอยยินดีน้ีเพื่อผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหาร คือ ไมห่ วงั ผลตอบแทนใด ๆ ท้ังสนิ้ อเุ บกขา แปลวา่ ความวางเฉย นั่นคอื มกี ารวางเฉยตอ่ อารมณ์ทีม่ ากระทบ ความวางเฉยในพรหมวิหารน้ี หมายถงึ เฉยโดยธรรม คือทรงความยตุ ิธรรมไม่ลำ� เอยี งตอ่ ผใู้ ดผหู้ นง่ึ คนทีม่ พี รหมวิหาร 4 สมบูรณ์ ศีลย่อมบริสทุ ธิ์ คนท่มี พี รหมวิหาร 4 สมบรู ณ์ ยอ่ มมีญาณสมาบตั ิ คนทีม่ พี รหมวหิ าร 4 สมบรู ณ์ เพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปัญญาเกดิ ฆราวาสธรรม หมายถงึ การปฏบิ ัตติ นเปน็ ฆราวาสที่ดี ซ่งึ เป็นธรรมส�ำหรบั ผู้ครองเรือนมี 4 ประการ คอื 1) สัจจะ ความจริงใจ หมายถึง ความจริงจังตลอดจนความซื่อตรงต่อกันและกัน สรุปรวมคือ “ความรับผิดชอบ” เปน็ หลกั สำ� คญั ทจี่ ะใหเ้ กดิ ความไวว้ างใจและไมตรจี ติ สนทิ ตอ่ กนั ขาดสจั จะเมอ่ื ใด ยอ่ มเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความหวาดระแวงแคลงใจ กนั เปน็ จดุ เริ่มต้นแหง่ ความรา้ วฉานซงึ่ ยากนกั ท่จี ะประสานให้คืนดีไดซ้ ่ึงถ้ามีความรับผดิ ชอบในตนเอง หรอื แมแ้ ตร่ ับผิดชอบ ผูอ้ ่ืน ก็จะส่งผลให้เกิดความผาสุกได้ คนมีสจั จะจงึ มกั จะแสดงความรับผิดชอบออกมา 4 ดา้ น คือ 1.1 ดา้ นหนา้ ทแี่ ละการงาน ทำ� งานชน้ิ นน้ั ใหส้ ำ� เรจ็ ไมว่ า่ จะเกดิ อปุ สรรคใด ๆ กต็ าม หรอื แมแ้ ตส่ ภาพแวดลอ้ ม จะไมเ่ อ้ืออำ� นวยกต็ าม 1.2 ดา้ นคำ� พดู พูดอย่างไร ท�ำอยา่ งนนั้ และทำ� อยา่ งไร ก็พดู อย่างน้นั 1.3 ดา้ นการคบคน จรงิ ใจ ไมม่ เี หลย่ี มดวู า่ ตรงๆ ซอ่ื ๆ จรงิ ใจ ไมล่ ำ� เอยี ง ไมม่ อี คติ 4 ประการ ไดแ้ ก่ ไมล่ ำ� เอยี ง เพราะรกั ไมล่ �ำเอียงเพราะชงั ไมล่ �ำเอียงเพราะโง่ ไมล่ �ำเอียงเพราะกลัว 1.4 ดา้ นศีลธรรม ความดี ยดึ หลกั คุณธรรม ไมผ่ ดิ ศีลธรรม ผิดประเพณี และผดิ กฎหมายบา้ นเมือง 2) ทมะ การร้จู กั ขม่ จติ ขม่ ใจตนเอง มคี วามกระตอื รอื ร้นในการเคีย่ วเขญ็ ฝกึ ตนเองบงั คับควบคมุ อารมณ์ ข่มใจ ระงบั ความรู้สกึ ตอ่ เหตบุ กพร่องของกันและกนั อยา่ งไมม่ ขี ้อแมเ้ ง่อื นไข เพือ่ ให้ตนเองมีท้งั ความรู้ ความสามารถ และความดีเพิ่มพนู มากข้ึนทุกๆ วัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตนแก้ไขข้อบกพร่อง ปรับนิสัยและอัธยาศัย ไม่เป็นคนดื้อด้านเอาแต่ใจ และอารมณ์ ของตน 3) ขนั ติ ความอดทน อดกลนั้ ตอ่ ความหนักและความร้ายแรงทั้งหลายชีวิตของผอู้ ยูร่ ว่ มกัน นอกจากมขี ้อแตกต่าง ขัดแย้งทางอปุ นสิ ยั การอบรม และความตอ้ งการบางอย่างซง่ึ จะตอ้ งหาทางปรบั ปรุงเข้าหากัน บางรายอาจจะมีเหตลุ ว่ งเกิน รนุ แรง แสดงออกจากฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ ซึง่ อาจจะเปน็ ถอ้ ยคำ� หรือกริ ิยาอาการ จะโดยตง้ั ใจหรือไมก่ ต็ าม เมอ่ื เกิดเหตุเชน่ นี้อีก ฝ่ายหนึง่ จะต้องรู้จกั อดกล้ันระงับใจไมก่ ่อเหตุใหเ้ รื่องลุกลามกว้างขยายตอ่ ไป ความร้ายจงึ จะระงับลงไป นอกจากน้ยี งั จะต้อง มีความอดทนต่อความล�ำบากตรากตร�ำ ความตกต่�ำคับขันไม่ตีโพย ตีพาย แต่มีสติอดกลั้น คิดอุบายใช้ปัญญาหาทางแก้ไข เหตุการณ์ให้ลุล่วงไปด้วยดีชีวิตของคู่ครองท่ีขาดความอดทน ย่อมไม่อาจประคับประคองพากันให้รอดพ้นเหตุร้ายต่างๆ อนั เปน็ ประดจุ มรสมุ แหง่ ชีวิตไปได้ เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการ เพอ่ื ยกระดบั ผลสมั ฤทธผ์ิ ู้เรยี นรายบุคคล 7 รายวิชา ศาสนาและหนา้ ที่พลเมือง สค21002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น

4) จาคะ ความเสียสละ ความเผอื่ แผแ่ บง่ ปนั ตลอดถงึ ความมีน้�ำใจเอื้อเฟื้อต่อกนั นกึ ถงึ สว่ น รวมของครอบครัวเป็น ใหญ่ ชีวิตบุคคลที่จะมีความสุขจะต้องรู้จักความเป็นผู้ให้ด้วยมิใช่เป็นผู้รับฝ่ายเดียว การให้ในท่ีนี้ มิใช่หมายแต่เพียงการ เผอื่ แผแ่ บง่ ปนั นำ้� ใจแกก่ นั การแสดงนำ้� ใจเออื้ เฟอ้ื ตอ่ กนั ตลอดจนการเสยี สละความพอใจและความสขุ สว่ นตวั ได้ เชน่ ในคราว ที่คู่ครองประสบความทกุ ข์ ความเจ็บไข้ หรือประสบปัญหาทางธุรกจิ เป็นต้น ก็เสยี สละความสขุ ความพอใจของตนขวนขวาย ชว่ ยเหลอื เอาใจใสด่ ูแลเป็นทพ่ี ่งึ อาศยั เปน็ กำ� ลงั สง่ เสริม หรือช่วยให้ก�ำลังใจไดโ้ ดยประการใดประการหนึ่ง ตามความเหมาะ สมรวมความว่าเป็นผู้จิตใจกว้างขวางเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ เสียสละ ไม่คับแคบเห็นแก่ตัวชีวิตครอบครัวที่ขาดจาคะ ก็คล้ายกับ การลงทุนที่ปราศจากผลกำ� ไรมาเพิม่ เติม สว่ นที่มีมาแต่เดิมก็คงท่ี หรือ หมดไป เหมือนตน้ ไม้ทม่ี ิไดร้ บั การบ�ำรงุ กม็ แี ตอ่ บั เฉา ร่วงโรย ไมม่ คี วามสดชืน่ งอกงาม ศาสนาครสิ ต์ มีหลักธรรมท่ีท�ำให้อยู่ร่วมกับศาสนาอ่ืนได้อย่างมีความสุข เพราะยึดหลักจริยธรรมเป็นธรรมนูญส�ำหรับมนุษย์ที่ ครอบคลมุ ทุกด้าน ทั้งสว่ นตวั ครอบครวั สงั คม สอนใหม้ นุษยอ์ ย่กู ันด้วยความเปน็ มติ ร ละเวน้ การรบราฆ่าฟนั การทะเลาะ เบาะแวง้ รกุ รานสิทธผิ อู้ ่นื ไม่ลักขโมย ฉอ้ ฉล หลอกหลวง ไมผ่ ิดประเพณี ทำ� อนาจาร ไมด่ ่มื ของมนึ เมา ไม่บ่อนท�ำลายสังคม ไม่ว่ารูปแบบใด และศาสนาอิสลามถือว่าพ่ีน้องมุสลิมทั่วโลกเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นน�้ำหน่ึงใจเดียวกัน สามัคคีกันและ รักกัน ศาสนาอิสลามมวี ิธีฝกึ ตนใหอ้ ดทนดว้ ยการถือศีลอด และรกั ผู้อืน่ ดว้ ยการบรจิ าคทานเรยี กว่า “ซะกาด” การถือศีลอด คือ งดเว้นจากการกระท�ำต่างๆ ดังต่อไปน้ี ตั้งแต่แสงอรุณข้ึนจนถึงตะวันตกในเดือนรอมะฎอน (เดอื นที่ 9 ของ ฮจิ เราะหศ์ กั ราช) เปน็ เวลา 1 เดอื น คอื 1. งดการกินและการดมื่ 2. งดการมเี พศสัมพนั ธ์ 3. งดการใช้วตั ถภุ ายนอกเขา้ ใจอวัยวะภายใน 4. งดการแสดงอารมณ์รา้ ยและความผดิ ต่างๆ พร้อมทั้งกระท�ำในสงิ่ ต่างๆ ดังต่อไปน้ี 1) ทำ� นมัสการพระเจ้าใหม้ ากกวา่ วนั ธรรมดา ถา้ เป็นการถือศีลรอมะฎอน ให้ทำ� ละหมาด ตะรอวหี ์ จ�ำนวน 20 ร็อกอะฮ์ 2) อ่านคมั ภรี อ์ ลั กุรอานให้มาก 3) ส�ำรวมอารมณแ์ ละจติ ใจดี 4) ทำ� ทานแกผ่ ้ยู ากไร้และบรจิ าคเพอื่ การกุศล 5) กลา่ ว “ซิกร”ิ อันเปน็ บทรำ� ลกึ ถึงพระเจา้ 6) ให้น่งั สงบสติ สงบจติ “อิตตกิ าฟ” ในมัสยดิ การถอื ศลี อดมเี ปา้ หมายเพอ่ื เปน็ การฝกึ ฝนใหต้ วั เองมจี ติ ผกู พนั และยำ� เกรงตอ่ พระเจา้ เพอื่ การดำ� เนนิ ชวี ติ ในทกุ ดา้ น ตามค�ำบญั ชาของพระองค์ อันเปน็ ผลดที �ำให้เกดิ ปกตสิ ขุ ทง้ั ส่วนตัวและสว่ นสงั คม นอกจากนนั้ ประโยชนข์ องการถอื ศลี อดยงั เปน็ ผลดใี นดา้ นสขุ ภาพอนามยั อกี ดว้ ยเพราะการถอื ศลี อดเปน็ การอดอาหาร ในช่วงเวลาที่ถูกก�ำหนดไว้อย่างตายตัวน้ัน จะท�ำให้ร่างกายได้ละลายส่วนเกินของไขมันที่สะสมเอาไว้ อันเป็นบ่อเกิดของ โรคร้ายหลายประการด้วย การถอื ศลี อดทำ� ใหเ้ กดิ การประหยดั ทง้ั อาหารของโลกและสงิ่ ฟมุ่ เฟอื ยตา่ งๆ ในหนง่ึ เดอื นทถี่ อื ศลี อดคา่ อาหารทลี่ ดลง จะเปน็ จ�ำนวนมหาศาล เท่ากบั เดือนถอื ศีลอดนั้นมสุ ลมิ ช่วยทำ� ให้โลกประหยดั โดยตรง 8 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ผเู้ รียนรายบคุ คล รายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมอื ง สค21002 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น

ซะกาด ซะกาด ในศาสนาอสิ ลาม หมายถงึ ทานประจำ� ซงึ่ ศาสนาบงั คบั ใหผ้ มู้ ที รพั ยส์ นิ มากเกนิ จำ� นวนทก่ี ำ� หนดไว้ (ในศาสนา) จา่ ยแกผ่ คู้ วรไดร้ บั (ตามอตั ราทีศ่ าสนาก�ำหนด) ทม่ี าของการบริจาคซะกาด 1. ค�ำสอนในศาสนาที่ให้มุสลิมทุกคนถือว่าบรรดาทรัพย์สินทั้งหลายที่หามาได้นั้น คือของฝากจากอัลเลาะห์เจ้า ใหจ้ า่ ยสว่ นหนงึ่ แกค่ นยากคนจน 2. ชีวติ จริงของพระศาสดามะหะหมัด เคยผ่านความยากจนมากอ่ น วัตถปุ ระสงคข์ องการบริจาคซะกาด 1. เพอ่ื ช�ำระจติ ใจของผบู้ รจิ าคใหบ้ รสิ ุทธิ์ ไม่ตกเป็นทาสแหง่ วตั ถดุ ว้ ยความโลภและเห็นแกต่ วั 2. เพอ่ื ปลูกฝงั ใหม้ ุสลมิ ทั้งหลายเป็นผ้มู จี ิตใจเมตตากรณุ า เอื้อเฟือ้ เผอ่ื แผ่ซง่ึ กันและกนั 3. เพื่อลดชอ่ งว่างระหว่างชนชัน้ ในสงั คมด้วยวธิ ีการสงั คมสงเคราะห์ ลกั ษณะของการบริจาคซะกาดทถี่ อื ไดว้ า่ บญุ กุศลตามความมงุ่ หมาย ไดแ้ ก่ 1. ทรพั ยส์ ินท่ีบริจาคตอ้ งได้มาด้วยความสจุ รติ 2. ตอ้ งเตม็ ใจในการบริจาค ไม่หวงั สิ่งตอบแทน ไม่เจตนาเพ่ืออวดความมงั่ มีและไมล่ ำ� เลิกบุญคณุ อตั ราการบริจาคซะกาด 1. ซะกาดพชื ผล อนั ไดแ้ ก่ การเพราะปลกู ทีน่ �ำผลผลติ มาเปน็ อาหารหลักในท้องถ่นิ น้นั เช่น ข้าว ขา้ วสาลี เปน็ ตน้ เมื่อมีจำ� นวนผลิตได้ 650 กก. ตอ้ งจ่ายซะกาด 10% สำ� หรับการเพาะปลูกทีอ่ าศยั ฝนเพียง 5 % สำ� หรบั การเพาะปลกู ทใี่ ชน้ �ำ้ จากแรงงาน 2. ทองคำ� เงนิ และเงินตรา เม่อื มจี ำ� นวนเหลือใชเ้ พียงเทา่ ทองคำ� หนัก 5.6 บาท เกบ็ ไวค้ รอบครองครบรอบปีกต็ อ้ ง บริจาคออกไป 2.5 % จากทง้ั หมดท่ีมอี ยู่ 3. รายได้จากการคา้ เจา้ ของสนิ ค้าต้องคดิ หกั ในอตั รา 2.5 % ในทุกรอบปี บรจิ าคเปน็ ซะกาด ทั้งน้ีทรัพยส์ นิ จะต้อง ไม่น้อยกวา่ เทียบน�ำ้ หนกั ทองคำ� เทา่ กบั 4.67 บาท 4. ขุมทรัพย์เหมืองแร่ เม่ือได้ขุดกรุสมบัติแผ่นดินหรือเหมืองแร่ได้สัมปทานจะต้องซะกาด 20 % หรือ 1 ใน 5 จากทรัพย์สนิ ทง้ั หมดท่ีได้ 5. ปศุสตั ว์ ผ้ทู ่ีประกอบอาชพี เล้ยี งสตั ว์ คือ ววั ควาย อูฐ แพะ จะต้องบรจิ าคในอตั ราทแี่ นน่ อน เปน็ ซะกาดออกไป เชน่ มวี วั ควาย ครบ 30 ตัว ใหบ้ ริจาคลูกวัวอายุ 1 ขวบ ครบ 100 ตัวบริจาคลกู ววั อายุ 2 ขวบ 1 ตัว และ 1 ขวบ 2 ตัว เปน็ ตน้ ศาสนาครสิ ต์ ได้แก่ หลักความรักซง่ึ กอ่ ใหเ้ กดิ ความรกั สามัคคขี องคนในโลก ท้ังนีเ้ พราะ หลักความรกั เป็นคำ� สอนทางจรยิ ธรรม ท่ีส�ำคัญท่ีสุดของศาสนาคริสต์ ความรักในที่น้ีมิใช่วามรักอย่างหนุ่มสาวอันประกอบด้วยกิเลสตัณหาและอารมณ์ปรารถนา อันเห็นแก่ตัว แต่หมายถึงความเป็นมิตรและความปรารถนาให้ผู้อ่ืนมีความสุข พระคริสตธรรมเก่าและพระคริสตธรรมใหม่ ตา่ งก็มีคำ� สอนทเ่ี นน้ เรื่องความรกั ซึง่ มีอยู่ 2 ประเภท ได้แกค่ วามรกั ระหว่างมนุษยก์ ับพระเจ้า และความรกั ระหวา่ งมนุษย์ กบั มนุษย์ ในพระคริสตธรรมเก่า ความรักเปน็ เรื่องของความผูกพนั ระหวา่ งพระเจา้ กับชนชาติอิสราเอล โดยท่พี ระเจา้ ทรงเป็น ผใู้ หค้ วามรกั แกช่ นชาตอิ สิ ราเอลกอ่ น จากนนั้ ชาวอสิ ราเอลจงึ สนองตอบความรกั ของพระเจา้ พระครสิ ตธรรมเกา่ ไดบ้ นั ทกึ หลกั ความรักระหว่างมนษุ ยก์ บั มนุษยไ์ ว้ว่า เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสมั ฤทธผ์ิ เู้ รยี นรายบุคคล 9 รายวิชา ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง สค21002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้

“ จงอยา่ เกลยี ดชงั พนี่ ้องของเจ้าอยู่ในใจ แตเ่ จ้าจงตกั เตือนเพ่อื นบา้ นของเจา้ เพ่อื จะไมต่ ้องรับโทษเพราะเขา เจา้ อยา่ แค้นหรอื ผกู พยาบาทลูกหลานญาตพิ ีน่ ้องของเจ้า แต่จงรกั เพอ่ื นบ้านเหมือนรักตนเอง” ในพระคริสตธรรมใหม่ ค�ำสอนเรื่องความรักระหวา่ งมนษุ ยก์ ับพระเจ้าไดเ้ ปลย่ี นไปโดยให้พระเยซเู ป็นสญั ลักษณข์ อง ความรกั สงู สดุ ทพ่ี ระเจา้ ทรงมตี อ่ มนษุ ย์ เหน็ ไดจ้ ากการทพี่ ระเยซทู รงยอมสนิ้ พระชนมบ์ นไมก้ างเขน เพอ่ื ใหผ้ มู้ ศี รทั ธาในพระองค์ จะได้พ้นจากความผิดบาป เจตนารมณ์ของพระองค์ที่ยอมทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อไถ่บาปของมวลชนน้ัน ปรากฏอยู่ในค�ำ อธษิ ฐานของพระองคก์ อ่ นทที่ หารโรมนั จะเขา้ จบั กมุ และพระครสิ ตธรรมใหมไ่ ดบ้ นั ทกึ ความสำ� คญั ของความรกั ระหวา่ งมนษุ ย์ กบั มนุษยว์ ่า “มธี รรมาจารยค์ นหนงึ่ เมอ่ื มาถงึ ไดย้ นิ เขาไลเ่ ลยี งกนั และเหน็ วา่ พระองคท์ รงตอบเขาไดด้ ี จงึ ทลู ถามพระองคว์ า่ “ธรรม บัญญัติข้อใดเป็นเอก เป็นใหญ่กว่าธรรมบัญญัติท้ังปวง” พระเยซูจึงตรัสตอบคนนั้นว่า “ธรรมบัญญัติเอกน้ันคือว่า โอ ชน อิสราเอลจงฟังเถิด พระเจ้าของเราทั้งหลายทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว และพวกท่านจงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสดุ ความคิดและดว้ ยสนิ้ สดุ กำ� ลังของทา่ น และธรรมบัญญัติทสี่ องน้นั คือ จงรกั เพ่ือนบ้านเหมือนรักตนเอง ธรรมบัญญตั ิ อืน่ ท่ีใหญ่กวา่ ธรรมบญั ญตั ทิ ั้งสองนี้ ไม่มี” คำ� วา่ “เพ่ือนบ้าน” น้หี มายถึงเพ่อื นมนษุ ยท์ วั่ ไป พระเยซทู รงสอนให้มนุษย์เผ่อื แผ่ความรกั ไปรอบดา้ น ไมเ่ ลือกทร่ี กั ผลกั ทีช่ ัง หลักค�ำสอนสำ� คญั นีม้ ีอยใู่ นบทเทศนาบนภูเขาความรักระหว่างมนษุ ยก์ บั มนษุ ย์แสดงออกไดโ้ ดยความเมตตา กรุณา และความเสยี สละ สว่ นความรักท่ีมนษุ ย์มตี อ่ พระเจ้าแสดงออกได้โดยความศรัทธา ความศรัทธาสรปุ ได้ 5 ประการ คือ 1. ศรัทธาวา่ พระเจ้าคือพระเยโฮวาห์ เปน็ พระเจา้ สงู สุดเพียงองคเ์ ดยี ว 2. ศรัทธาวา่ พระเจา้ ทรงรักมนุษยอ์ ย่างเทา่ เทียมกนั 3. ศรทั ธาว่าพระเยซูเป็นบตุ รของพระเจ้า 4. ศรทั ธาวา่ พระเยซูเปน็ พระผชู้ ว่ ยใหร้ อด 5. ศรทั ธาวา่ ในแผ่นดินคือสวรรคห์ รืออาณาจกั รของพระเจ้าทกี่ �ำลงั จะมาถึง หลักความรักและหลักอาณาจักรของพระเจ้ามีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ มนุษย์จะสามารถเข้าถึงอาณาจักรของ พระเจ้าไดก้ โ็ ดยอาศยั ความรกั เปน็ คุณธรรมนำ� ทาง และอาณาจกั รของพระเจ้ากเ็ ปน็ อาณาจักรท่ีบริบูรณ์ด้วยรัก ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ยดึ หลกั ปรมาตมนั มคี วามหมายดงั นี้ หลักปรมาตมัน ค�ำว่า ปรมาตมัน หมายถึง สิง่ ยิ่งใหญ่อันเป็นท่รี วมของทกุ ส่ิงทุกอยา่ งในสากลโลก ซง่ึ เรยี กช่อื สง่ิ น้วี ่า พรหม ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิง่ เดยี วกัน และมีลกั ษณะดังต่อไปน้ี 1. เป็นสง่ิ ท่เี กดิ ข้นึ เอง 2. เป็นนามธรรม สงิ สถิตอย่ใู นสงิ่ ทงั้ หลายทั้งปวง เรยี กว่า อาตมัน เป็นส่งิ ท่มี องไมเ่ หน็ ด้วยตา 3. เปน็ ศนู ย์รวมแห่งวิญญาณท้ังปวง 4. สิ่งทัง้ หลายทั้งปวงในสากล โลกลว้ นเป็นส่วนย่อยทแ่ี ยกออกมาพรหม 5. เป็นตัวความจรงิ (สัจธรรม) ส่งิ เดยี ว (โลกและส่งิ อ่นื ๆ ลว้ นเป็นมายา ภาพลวงท่ีมีอยู่ชว่ั คร้งั ชั่วคราว เท่าน้นั ) 6. เป็นผปู้ ระทานวญิ ญาณ ความคิด และความสนั ติ 7. เปน็ สง่ิ ท่ดี ำ� รงอยใู่ นสภาพเดิมตลอดกาล 10 เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการ เพือ่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ิผูเ้ รียนรายบุคคล รายวิชา ศาสนาและหน้าท่พี ลเมอื ง สค21002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้

วญิ ญาณของสตั วโ์ ลกทง้ั หลาย (อาตมนั ) คอื สว่ นทแ่ี ยกออกมาจากวญิ ญาณรวมของพรหม (ปรมาตมนั ) วญิ ญาณยอ่ ย แต่ละดวงเหลา่ นเี้ มอ่ื แยกออกมาแล้วย่อมเข้าสงิ สถติ ในส่งิ มีชวี ติ รูปแบบต่าง ๆ กนั เช่น ในร่างกายมนษุ ย์ เทวดา สตั ว์และพืช มีสภาพดีบ้าง เลวบ้าง สุดแต่ผลกรรมที่ท�ำไว้ ซึ่งถือว่าเป็นทุกข์ท้ังส้ิน ตราบใดท่ีวิญญาณเหล่าน้ียังไม่ส้ินกรรม ย่อมต้อง เวียนวา่ ยตายเกิดผจญทกุ ข์อยตู่ ลอดไป ดงั นน้ั เมอ่ื ทุกสงิ่ ทกุ อยา่ งในสากลโลกเปน็ สงิ่ เดียวกัน จงึ ควรอยู่ด้วยกันสันติ และสงบสุขได้ เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการ เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคคล 11 รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ท่พี ลเมือง สค21002 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

บททดสอบทา้ ยบทเรยี น คำ� ชี้แจง จงเลือกคำ� ตอบที่ถูกต้องเพียงคำ� ตอบเดียว 6. วันที่ 13 เมษายน ในเทศกาลสงกรานต์ นิยมปฏิบัติ 1. หลักธรรมของศาสนาอิสลามที่สอนในเร่ืองของการ ขอ้ ใด บรจิ าคทาน ตรงกบั หลักธรรมของศาสนาพุทธ เรอื่ งใด ก. ขนทรายเขา้ วดั ก. พรหมวิหาร 4 ข. ทำ� ความสะอาดบา้ นเรอื น ข. อรยิ สัจ 4 ค. อทุ ศิ กุศลใหผ้ ลู้ ่วงลับ ค. สงั คหวตั ถุ 4 ง. สรงนำ้� ปล่อยนกปล่อยปลา ง. อปริหานยิ ธรรม 4 7. ขอ้ ใดคือการแสดงออกถึงการเป็นคนมจี ติ สาธารณะ 2. ศาสนาใดที่มีหลักค�ำสอนให้ทุกคนรู้จักปรับตัวให้เข้ากับ ก. การทิ้งขยะถูกท่ี สภาพแวดล้อม ข. การเข้าแถวเมอ้ื ซ้ืออาหาร ก. ซกิ ข์ ค. การไม่เดด็ ดอกไม้ในสวนสาธารณะ ข. พุทธ ง. ถกู ทุกขอ้ ค. คริสต์ 8 . ข้อใดไมใ่ ช่ค่านยิ มท่ีพึ่งประสงคใ์ นเร่อื งรักความเป็นไทย ง. อิสลาม ก. การนอบนอ้ มเคารพผู้สงุ อายุ 3. ในงานบุญคูณลานของชาวลานเก่ียวข้องกับกิจกรรม ข. การแสดงความกตัญญูรู้คุณ ข้อใด ค. การนยิ มสินค้าของตา่ งประเทศ ก. ท�ำบญุ ข้าว ง. การทักทายผ้ใู หญด่ ว้ ยการกราบไหว้ ข. เทศนม์ หาชาติ 9 . หลักธรรมข้อใดของศาสนาพรามณ์-ฮินดู ท่ีคล้ายกับ ค. งานบญุ เข้าพรรษา หลักธรรมเรื่องพรหมวหิ าร 4 ของศาสนาพุทธ ง. พธิ ีสงฆ์ปลงอาบตั ิ ก. อรรถะ 4. การให้รางวัล และเป็นก�ำลังใจกับปราชญ์ชาวบ้าน ข. โมกษะ จัดเปน็ การอนุรกั ษว์ ัฒนธรรมในเรอ่ื งใด ค. ธรรมะ ก. การถา่ ยทอดวัฒนธรรม ง. พระธรรมศาสตร์ ข. การฟ้ืนฟูวัฒนธรรม 10 . ขอ้ ใด คอื หลกั ธรรมของศาสนาพุทธตามทางสายกลาง ค. การสืบสานวฒั นธรรม ทีท่ �ำใหบ้ คุ คลมศี ีลธรรมในตนเอง ง. ถกู ทกุ ขอ้ ก. สัมมาทิฐิ 5. ขอ้ ใด ไมใ่ ช้ หนา้ ทแ่ี ละบทบาทของคา่ นิยม ข. สมั มาวาจา ก. ทำ� หนา้ ท่เี ปน็ มาตรฐานของพฤตกิ รรมของบคุ คล ค. สมั มาวายะ ข. ท�ำหน้าท่ีเปน็ แรงจงู ใจใหก้ ับบคุ คล ง. สมั มาสงั กปั ปะ ค. ทำ� หนา้ ทีเ่ ปน็ แบบแผนในการตดั สินใจ ง. ท�ำหน้าทีก่ ล่อมเกลาจติ ใจให้กบั บคุ คล 12 เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการ เพือ่ ยกระดับผลสัมฤทธผ์ิ ู้เรยี นรายบคุ คล รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมอื ง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น

บทท่ี 2 วัฒนธรรม ประเพณีของไทยและเอเชีย 1.วฒั นธรรม ประเพณีของไทย 1.1 วัฒนธรรมไทย วฒั นธรรมในภาษาไทยเกดิ มาจากการรวมค�ำ 2 คำ� คอื วัฒนะ หมายถึงความเจรญิ งอกงามรงุ่ เรือง และคำ� ว่าธรรม หมายถึง การกระท�ำหรอื ขอ้ ปฏิบัติ รวมแล้วแปลวา่ วัฒนธรรมคือขอ้ ปฎิบตั เิ พื่อให้เกิดความเจรญิ งอกงาม ตามพระราชบัญญตั ิวัฒนธรรมแหง่ ชาติ พ.ศ. 2485 ไดแ้ บ่งประเภทของวฒั นธรรมไทยไว้ 4 ประเภท คอื 1. คตธิ รรม คอื วัฒนธรรมเก่ียวกับหลักในการดำ� เนินชีวิต 2. เนตธิ รรม คือ วัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบยี บ ประเพณที ่ียอมรับนบั ถือ 3. วตั ถธุ รรม หมายถึง วัฒนธรรมทางวตั ถุ เช่น เคร่อื งน่มุ หม่ บา้ นเรือน ยารกั ษาโรค 4. สหธรรม หมายถงึ วัฒนธรรมทางสังคม คือ คณุ ธรรมต่างๆท่ีทำ� ใหค้ นอย่รู ว่ มกนั อยา่ งมีความสขุ รวมท้งั ระเบยี บ มารยาทต่างๆ ประเพณไี ทย ประเพณีไทยเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เป็นส่ิงที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนไทยท้ังในอดีตและปัจจุบัน ประเพณี แสดงถงึ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งของประเทศไทยทส่ี บื เนอื่ งมา พระราชประเพณที ่ีส�ำคัญๆ คอื พระราชพิธีถือน้�ำพพิ ัฒน์สตั ยา ได้รบั อิทธพิ ลมาจากศาสนาพราหมณ์ ทำ� ในโอกาสทีพ่ ระเจา้ แผน่ ดนิ ข้ึนครองราชย์ สมบัติ เป็นการแสดงออกของจิตใจขา้ ราชการชัน้ ผู้ใหญท่ ี่ทรงอ�ำนาจอยใู่ นแผ่นดินจะมีความยินยอมพรอ้ มใจ พระราชพธิ ีน้ีได้ ลม้ เลกิ ต้ังแตส่ มัยเปล่ียนแปลงการปกครองมาเปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย พระราชพธิ ที อดพระกฐนิ หลวง โดยการเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ทางชลมารค ขบวนพยหุ ยาตราอยา่ งแบบโบราณ ปจั จบุ นั ทำ� ในวาระสำ� คัญๆเปน็ การอนุรักษโ์ บราณประเพณีไว้มกี ารซ้อมฝพี าย เรอื พระทีน่ ง่ั สพุ รรณหงส์ ประเพณีต่างๆในท้องถิน่ ของไทย ประเพณีตรุษสงกรานต์ มีทุกท้องถ่ินในวันขึ้นปีใหม่ของไทย มีประเพณีสรงน�้ำพระ ท�ำบุญไว้พระรดน้�ำขอพร ผู้สูงอายุ ตรงกบั วนั ที่ 13 เมษายนของทกุ ปแี ตล่ ะท้องถิน่ จะแตกตา่ งกนั ในลายละเอยี ดปลกี ย่อย ประเพณีลอยกระทง ท�ำในเดือน 12 ประเพณีนี้เกิดข้ึนต้ังแต่สมัยกรุงสุโขทัย มีวัตถุประสงค์ คือ ตกแต่งกระทง ดว้ ยวสั ดุดอกไม้ จุดธูปเทยี นลอยกระทงลงแมน่ ำ�้ ล�ำคลอง เพอ่ื ขอโทษพระแม่คงคา ประเพณีท�ำบุญวันส�ำคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆะบูชา แห่เทียนวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ท�ำบุญวัน ธรรมสวนะ ถวายผ้าอาบนำ้� ฝน ทอดผ้าปา่ ทอดกฐนิ นอกจากนั้นยงั มีประเพณสี ำ� คัญๆของภาคตา่ งๆอกี เชน่ ฮตี สบิ สอง ดองสิบส่ี ของภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ บายศรี สขู่ วญั ของภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ประเพณแี หผ่ ตี าโขนของจงั หวดั เลย แหเ่ ทยี นพรรษาของจงั หวดั อบุ ลราชธานี เป็นต้น เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการ เพอื่ ยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบคุ คล 13 รายวชิ า ศาสนาและหน้าทพี่ ลเมือง สค21002 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น

บททดสอบทา้ ยบทเรียน คำ� ชแี้ จง จงเลือกค�ำตอบท่ีถูกต้องเพยี งคำ� ตอบเดียว 6. ในงานบญุ คณู ลานของชาวลานเกย่ี วขอ้ งกบั กจิ กรรมขอ้ ใด 1. ประเพณีสงกรานต์ เป็นประเพณีดั้งเดมิ ของศาสนาใด ก. ท�ำบุญข้าว ก. พุทธ ข. เทศนม์ หาชาติ ข. พราหมณ์ ค. งานบญุ เขา้ พรรษา ค. ซกิ ข์ ง. พธิ ีสงฆป์ ลงอาบตั ิ ง. ฮินดู 7. การให้รางวัล และเป็นก�ำลังใจกับปราชญ์ชาวบ้าน 2. วนั ที่สามของเทศกาลตรษุ จีนคือวันใด จดั เป็นการอนุรักษว์ ัฒนธรรมในเรอ่ื งใด ก. วนั จา่ ย ก. การถา่ ยทอดวฒั นธรรม ข. วันไหว้ ข. การฟื้นฟูวัฒนธรรม ค. วันถื ค. การสบื สานวฒั นธรรม ง. วนั ทีค่ รอบครวั อยูพ่ ร้อมหนา้ ง. ถกู ทุกขอ้ 3. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ การสง่ เสรมิ ศาสนาพทุ ธในสมยั พระมหาธรรม 8. ข้อใด ไมใ่ ช้ หนา้ ทแ่ี ละบทบาทของค่านยิ ม ราชาลไิ ท ก. ท�ำหน้าทเ่ี ปน็ มาตรฐานของพฤติกรรมของบุคคล ก. การเล่าเรียนจากพระไตรปิกฎ ข. ท�ำหนา้ ท่ีเป็นแรงจงู ใจใหก้ ับบุคคล ข. เผยแผศ่ าสนาพุทธไปยงั ประเทศลาว ค. ท�ำหนา้ ทีเ่ ปน็ แบบแผนในการตัดสนิ ใจ ค. อาราธนาพระเถระชาวลงั กามาเผยแผศ่ าสนาพทุ ธ ง. ท�ำหนา้ ท่กี ล่อมเกลาจิตใจให้กบั บุคคล ง. ทรงนพิ นธ์ไตรภูมิพระรว่ งเพ่ือใหป้ ระชาชน 9. วันที่ 13 เมษายน ในเทศกาลสงกรานต์ นิยมปฏบิ ตั ขิ ้อใด ได้เรียนร้ศู าสนาพทุ ธ ก. ขนทรายเข้าวัด 4. ค่านิยมที่มีลักษณะเฉพาะเกิดแล้วเปล่ียนแปลงยาก ข. ทำ� ความสะอาดบ้านเรอื น คอื ข้อใด ค. อุทศิ กศุ ลใหผ้ ู้ลว่ งลับ ก. คา่ นิยมหลัก ง. สรงนำ�้ ปล่อยนกปล่อยปลา ข. ค่านยิ มสว่ นบคุ คล 10. ข้อใดคือการแสดงออกถงึ การเปน็ คนมจี ติ สาธารณะ ค. ค่านยิ มทางสังคม ก. การท้งิ ขยะถกู ที่ ง. คา่ นยิ มท่เี ปน็ แบบแผน ข. การเขา้ แถวเม้อื ซ้ืออาหาร 5. ประเพณีทอ้ งถิน่ จดั เป็นการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมเรือ่ งใด ค. การไม่เดด็ ดอกไมใ้ นสวนสาธารณะ ก. การเผยแผว่ ัฒนธรรม ง. ถูกทุกขอ้ ข. การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ค. การสร้างจติ สำ� นึกในตนเอง ง. การฟนื้ ฟวู ฒั นธรรม 14 เอกสารพฒั นาทกั ษะวิชาการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธผ์ิ ู้เรียนรายบุคคล รายวชิ า ศาสนาและหน้าท่พี ลเมือง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้

บทที่ 3 เรอ่ื ง ความเปน็ มา หลักการ เจตนารมณข์ องรฐั ธรรมนญู 1. ความเป็นมาของรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญ (Constitution) หมายถึงกฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐถ้าแปลตามความค�ำจะหมายถึงการ ปกครองรฐั อยา่ งถูกตอ้ งเป็นธรรม (รฐั + ธรรม + มนญู )ในความหมายอย่างแคบ “รัฐธรรมนญู ” ต้องมลี กั ษณะเป็นลายลกั ษณ์ อกั ษรและไม่ใช่ส่งิ เดยี วกับกฎหมายรฐั ธรรมนูญ (Constitutional Low) “เพราะกฎหมายรัฐธรรมนญู ” มคี วามหมายกวา้ ง กวา่ และจะเปน็ รปู แบบลายลกั ษณอ์ กั ษรหรอื จารตี ประเพณกี ไ็ ดส้ หรฐั อเมรกิ าและฝรงั่ เศสเปน็ ประเทศแรกๆ ทร่ี า่ งรฐั ธรรมนญู ขน้ึ มาในภาษาของประเทศทง้ั สองคำ� วา่ รฐั ธรรมนญู ตา่ งใชค้ ำ� วา่ (Constitution ซงึ่ แปลวา่ การสถาปนาหรอื การจดั ตงั้ ซง่ึ หมาย ถึงการสถาปนาหรือการจัดต้ังรัฐน่ันเองโดยทั้งสองประเทศมีรัฐธรรมนูญท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรแต่ประเทศอังกฤษไม่มี รัฐธรรมนูญท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรมีแต่จารีตประเพณีหรือ “ธรรมเนียมทางการปกครอง” ที่กระจายอยู่ตามกฎหมาย คำ� พพิ ากษาตา่ งๆรวมทงั้ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ทิ ส่ี บื ทอดกนั มาจนกลายเปน็ จารตี ประเพณซี งึ่ ถอื เปน็ กฎหมายรฐั ธรรมนญู ทส่ี บื ทอด มาจากประวัติศาสตรข์ องชาตนิ ่ันเอง หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ดร.ปรีดีพนมยงค์) ได้อธิบายว่า “กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเป็นกฎหมาย ทบ่ี ัญญัตถิ ึงระเบียบแหง่ อำ� นาจสูงสุดในแผ่นดนิ ท้งั หลายและวธิ กี ารด�ำเนนิ การทว่ั ไปแห่งอ�ำนาจสูงสดุ ในประเทศ” ศาสตราจารย์หยุดแสงอุทัยท่านอธิบายว่าหมายถึง “กฎหมายที่ก�ำหนดระเบียบแห่งอ�ำนาจสูงสุดในรัฐและ ความสัมพันธ์ระหว่างอ�ำนาจเหล่านี้ต่อกันและกัน”ประเทศไทยเริ่มใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เมื่อเกิดการปฏิวัติโดยคณะราษฎรเพ่ือเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยโดยอันมพี ระมหา กษัตริยท์ รงเปน็ พระประมขุ ทท่ี รงอยใู่ ต้รฐั ธรรมนูญเม่อื วันท่ี 24 หลังการเปล่ียนแปลงการปกครองพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชน ชาวไทยตามท่ีคณะราษฎรได้น�ำข้ึนทูลเกล้าฯถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยนอกจากนี้พระองค์ก็ทรงมีพะระราชประสงค์ มาแต่เดิมแล้วว่าจะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแก่ประชาชนอยู่แล้วจึงเป็นการ สอดคล้องกับแผนการของคณะราษฎรประกอบกับพระองค์ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและความสุขของ ประชาชนเปน็ ส�ำคัญย่ิงกว่าการด�ำรงไว้ซงึ่ พระราชอำ� นาจของพระองค์รัฐธรรมนญู ทีค่ ณะราษฎรไดน้ ำ� ขน้ึ ทูลเกลา้ ฯ ถวายเพ่อื ทรงลงพระปรมาภไิ ธยมี 2 ฉบบั คอื พระราชบัญญตั ิธรรมนูญการปกครองแผน่ ดินสยามชวั่ คราว พ.ศ. 2475 และรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรสยามพ.ศ. 2475 ต่อมาเม่ือเกิดความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับคณะราษฎร์จนกระทั่งพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เม่ือวันท่ี 2มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราช สมบัติ จากพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ มีข้อความท่ีถือว่าเป็นหลักการส�ำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ว่า“ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอ�ำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยท่ัวไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอ�ำนาจท้ัง หลายของขา้ พเจา้ ใหแ้ กผ้ ใู้ ดคณะใด โดยเฉพาะเพอ่ื ใชอ้ ำ� นาจนนั้ โดยสทิ ธขิ าดและโดยไมฟ่ งั เสยี งอนั แทจ้ รงิ ของประชาราษฎร” นบั แตป่ ี พ.ศ. 2475 เปน็ ตน้ มาจนถงึ ปี พ.ศ. 2552 ประเทศไทยมกี ารประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู มาแลว้ รวม 18 ฉบบั ดงั นี้ 1. พระราชบญั ญัตธิ รรมนญู การปกครองแผ่นดินสยามช่วั คราว พทุ ธศักราช 2475 2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศกั ราช 2475 3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2489 4. รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่วั คราว) พุทธศกั ราช 2490 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการ เพอ่ื ยกระดับผลสมั ฤทธผิ์ เู้ รยี นรายบคุ คล 15 รายวิชา ศาสนาและหน้าทีพ่ ลเมอื ง สค21002 ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้

5. รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2492 6. รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2475 แก้ไขเพม่ิ เตมิ พทุ ธศักราช2495 7. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศักราช 2502 8. รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 9. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศักราช 2515 10. รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2517 11. รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศกั ราช 2520 13. รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2521 14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศกั ราช 2534 15. รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2534 16. รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540 17. รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับชว่ั คราว) พุทธศกั ราช 2549 18. รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั ไทย พุทธศกั ราช 2550 (ฉบบั ปจั จุบนั ) จากความเป็นมาของรัฐธรรมนญู ท้ัง18 ฉบับ เมอื่ ศกึ ษาใหด้ จี ะพบวา่ มที ่ีมาใน 2ลกั ษณะ คือ 1. มงุ่ ใชเ้ ปน็ การถาวร มกั ใชช้ ่ือว่า “รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั ร” 2. มุ่งใชบ้ งั คับเปน็ การชวั่ คราว มักใชช้ ือ่ ว่า “ธรรมนูญการปกครอง” อาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ซ่งึ เกิดข้นึ โดยการทำ� รัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ใช้บงั คบั เปน็ เวลา 9 ปเี ศษ แตร่ ฐั ธรรมนญู ฉบบั ใชบ้ งั คบั ในระยะสนั้ ๆ เพราะเปน็ รฐั ธรรมนญู ทม่ี หี ลกั การสอดคลอ้ งกบั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย แตไ่ ม่สอดคล้องกบั โครงสรา้ งอำ� นาจทางการเมอื งของประชาชนอยา่ งแทจ้ รงิ ด้วยเหตุน้ี กระบวนการเปล่ียนแปลงทางการเมอื งของไทยทีผ่ า่ นมา จึงมสี ภาพชะงักงนั ในขัน้ ตอนของการพัฒนาไป สเู่ ป้าหมายอดุ มการณ์ประชาธิปไตยตลอดมา วฏั จักรของความไม่ต่อเนอ่ื งดงั กล่าวข้างต้น มสี ภาพเป็นวงจร ดังภาพ จนกระทงั้ เกดิ กระบวนการปฏริ ูปการเมือง เพอ่ื แกไ้ ขปัญหาของระบบการเมืองไทยท้ังระบบหลังการรัฐประหารเมอ่ื พ.ศ.2534 และเกิดเหตุการณน์ องเลอื ดอกี ครั้งหน่งึ เมอื่ เดือนพฤษภาคม 2535 ในทส่ี ดุ กระบวนการปฏริ ปู การเมืองก็ได้นำ� ไป สู่การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งถอื วา่ เปน็ รัฐธรรมนญู ฉบบั ประชาชน ซึ่งใชม้ าจนถึงเหตกุ ารณ์การปฏิรปู การปกครองในปี พ.ศ. 2549 และน�ำไปสู่การรา่ งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และจดั ให้มกี ารลงประชามตริ บั ร่าง 2. หลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากการศกึ ษาความเปน็ มาของรฐั ธรรมนญู นนั้ พบวา่ มคี วามสมั พนั ธก์ บั การเปลย่ี นแปลง การปกครองมาตง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2475 และไมว่ า่ จะเกดิ การปฏวิ ตั ริ ฐั ประหารกค่ี รงั้ กต็ ามกระแสการเรยี กรอ้ งใหม้ กี ารปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยและเรยี ก ร้องให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตย ก็เกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองและมีวิวัฒนาการมาตามล�ำดับ หากศึกษาถึงมูลเหตุของ การเรยี กรอ้ งใหม้ กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองและประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู ในประเทศไทยนน้ั พบวา่ การประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู มเี ปา้ หมายสำ� คัญอย่างนอ้ ย 2 ประการ คือ 1. เปน็ หลักประกนั ในเรื่องสิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผปู้ กครองจะละเมิดมิได้ 2. เป็นบทบัญญตั ทิ ี่กล่าวถงึ ขอบเขตอำ� นาจหน้าที่ของผู้ปกครอง และป้องกันมใิ ห้ผปู้ กครองใช้อำ� นาจตามอ�ำเภอใจ 16 เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสมั ฤทธผ์ิ ูเ้ รยี นรายบคุ คล รายวิชา ศาสนาและหน้าทีพ่ ลเมอื ง สค21002 ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้

ดังนั้น ในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ คณะผู้ยกร่างจึงได้เขียนหลักการ และเจตนารมณ์ในการจัดท�ำไว้ ทุกครั้ง ซ่ึงหลักการและเจตนารมณ์ท่ีคณะผู้ยกร่างเขียนไว้นั้นช่วยให้คนรุ่นหลังได้มีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาที่มาของ รฐั ธรรมนญู แตล่ ะฉบบั วา่ มมี าอยา่ งไรรวมทงั้ สภาพสงั คมในชว่ งเวลานนั้ ดว้ ย ซง่ึ ในทนี่ จี้ ะขอยกตวั อยา่ งหลกั การและเจตนารมณ์ ของรฐั ธรรมนญู ฉบบั แรก คอื “พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู การปกครองแผน่ ดนิ สยามชว่ั คราวพทุ ธศกั ราช 2475” และรฐั ธรรมนญู ฉบับท่ี 18 คอื รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2550 ดังน้ี 1. หลักการและเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยาม ชวั่ คราว พทุ ธศกั ราช 2475”” สรปุ สาระสำ� คญั คอื 1) ประกาศวา่ อำ� นาจสงู สดุ ของประเทศเปน็ ของราษฎร (มาตรา 1) ซง่ึ แสดงถงึ การเปลยี่ นแปลงการปกครอง จาก ระบบสมบรู ณาญาสิทธริ าชยม์ าเปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย 2) พระมหากษตั ริยเ์ ป็นประมขุ ของประเทศกจิ การส�ำคญั ของรัฐทำ� ในนามของพระมหากษตั ริย์ 3) เปน็ การปกครองแบบสมชั ชา โดยก�ำหนดให้ คณะกรรมการราษฎร ซง่ึ มจี �ำนวน 15 คน ทำ� หน้าทบ่ี รหิ าร ราชการแผ่นดินดำ� เนินการให้เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์ของสภาผู้แทนราษฎร 4) เริ่มมีรัฐสภาขึ้นเป็นคร้ังแรก โดยก�ำหนดให้เป็นสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอ�ำนาจสูงสุด กล่าวคอื - ตรากฎหมาย - ควบคมุ ดแู ลราชการ กิจการของประเทศ - มีอ�ำนาจถอดถอน หรือ สามารถปลดกรรมการราษฎร และข้าราชการทุกระดับชั้นได้ โดย คณะกรรมการราษฎร ไม่มอี �ำนาจที่จะยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร - วินจิ ฉัยการกระท�ำของพระมหากษัตริย์ 5) รัฐธรรมนูญฉบับน้ี ได้ก�ำหนดอายุของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังไว้ 20 ปี บรบิ รู ณ์เท่ากนั สว่ นวธิ กี ารเลอื กตง้ั เป็นการเลอื กตงั้ ทางอ้อม คอื ให้ราษฎรเลือกผแู้ ทนตำ� บลแล้วผ้แู ทนตำ� บล กเ็ ลอื กสมาชิก สภาผแู้ ทนราษฎรอีกทอดหนงึ่ 6) ศาลมอี ำ� นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีตามกฎหมาย แตไ่ มม่ หี ลกั ประกันความอิสระของผูพ้ พิ ากษา 2. หลักการและเจตนารมณข์ อง รฐั ธรรมนญู ฉบับที่ 18 คือ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2550 สรปุ สาระสำ� คัญได้ดังนี้ 1) คมุ้ ครอง ส่งเสริม ขยายสทิ ธแิ ละเสรีภาพ ของประชาชนอยา่ งเตม็ ที 2) ลดการผูกขาดอ�ำนาจรัฐ และเพิม่ อ�ำนาจประชาชน 3) การเมืองมคี วามโปรง่ ใส มคี ณุ ธรรม และจริยธรรม 4) ท�ำใหอ้ งค์กรตรวจสอบมคี วามอิสระ เข้มแข็ง และท�ำงานอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการ เพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธ์ิผู้เรยี นรายบคุ คล 17 รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ที่พลเมือง สค21002 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

บททดสอบท้ายบทเรียน ค�ำช้ีแจง จงเลือกค�ำตอบทถ่ี กู ตอ้ งเพยี งคำ� ตอบเดียว 6. ผู้ใดเรยี กเปดิ ประชมุ รัฐสภาและปิดประชมุ 1. การให้รางวัล และเป็นก�ำลังใจกับปราชญ์ชาวบ้าน ก. พระมหากษัตรยิ ์ จดั เป็นการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมในเรือ่ งใด ข. ประธานวฒุ สิ ภา ก. การถ่ายทอดวฒั นธรรม ค. นายกรฐั มนตรี ข. การฟนื้ ฟูวัฒนธรรม ง. ประธานสภาผ้แู ทนราษฏร ค. การสืบสานวัฒนธรรม 7 .ใครเป็นคนแตง่ ตั้งนายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรี ง. ถกู ทกุ ข้อ ก. พระมหากษตั ริย์ 2. ขอ้ ใดท่ีแสดงถึงคา่ นยิ มทีร่ กั ความเป็นไทย ข. ประธานวุฒิสภา ก. การแตง่ กายแบบไทย ค. นายกรฐั มนตรี ข. การแตง่ กายถูกตามกาลเทศะ ง. ประธานสภาผูแ้ ทนราษฏร ค. การแต่งกายใหส้ มกบั ฐานะ 8. นายกรัฐมนตรีจะด�ำรงต�ำแหน่งติดต่อกันเกินกว่ากี่ปี ง. การแตง่ กายให้เหมาะสมกบั วัย ไม่ได้ 3. ข้อใด ไม่ใช้ หน้าท่ีและบทบาทของค่านยิ ม ก. 4 ปี ก. ท�ำหน้าทเ่ี ปน็ มาตรฐานของพฤตกิ รรมของบุคคล ข. 6 ปี ข. ทำ� หน้าที่เป็นแรงจูงใจใหก้ บั บุคคล ค. 8 ปี ค. ทำ� หน้าที่เปน็ แบบแผนในการตดั สนิ ใจ ง. 12 ปี ง. ทำ� หนา้ ท่กี ลอ่ มเกลาจติ ใจให้กบั บุคคล 9. วัฒนธรรมไทยข้อใดเป็นผลเสียต่อการส่งเสริมและ 4. วันรฐั ธรรมนูญ ตรงกบั วันที่เทา่ ไหร่ คุ้มครองสทิ ธมิ นษุ ยชน ก. 10 ธันวาคม ก. การรกั อสิ ระ ข. 10 พฤศจิกายน ข. ความมีระเบียบ ค. 10 มกราคม ค. ความเออื้ เฟือ้ เผ่อื แผ่ ง. 10 ตลุ าคม ง. การเช่ือฟงั ผมู้ ีอ�ำนาจ 5. เหตุการณ์ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 หรือ วนั มหาวิปโยค 10. การเกณฑแ์ รงงานสามารถท�ำได้ในกรณีใด ตรงกบั วันใด ก. ป้องกนั ภยั พบิ ัติสาธารณะ ก. 14 ตลุ าคม 2516 ข. เศรษฐกจิ ของประเทศชะลอตวั ข. 14 กันยายน 2516 ค. ภาครฐั ขาดบคุ ลากรในการปฏบิ ัติงาน ค. 14 เมษายน 2516 ง. ถกู ทกุ ข้อ ง. 14 สิงหาคม 2516 18 เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธ์ผิ ้เู รียนรายบุคคล รายวิชา ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค21002 ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้

บทท่ี 4 สถานการณก์ ารมีสว่ นร่วมทางการเมอื งการปกครองอันมพี ระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ ประมุข สรุปเนื้อหา เรื่องการ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เหตกุ ารณท ผ่ี า นมาและววิ ฒั นาการทางความคดิ ของ คนไทยในเร่อื งระบอบ ประชาธปิ ไตยที่คอ ยๆ กอ ตวั และมีพัฒนาการขนึ้ มาตามลําดับ และนบั จาก กบฏ ร.ศ. 130 เมื่อ ป พ.ศ. 2445 เวลาผา นไปอีก 20 ป จนถึงป พ.ศ. 2475 (วนั ท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475) จึงไดเกดิ เหตกุ ารณเปลย่ี นแปลงการปกครอง คร้ังสําคัญของประเทศไทยขึ้นโดยคณะบุคคลที่ เรียกวา “คณะราษฎร” ประกอบดวยทหารและพลเรือน ไดยึดอํานาจการ ปกครองจาก พระมหากษตั รยิ  คอื พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยหู วั รชั กาลทเ่ี จด็ และเปลยี่ นแปลงการปกครองจากระบอบ สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย เปน ระบอบประชาธปิ ไตยอบั อบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ อยภู ายใตก ฎหมาย ประมขุ อยภู ายใตกฎหมายรฐั ธรรมนญู สาเหตุของการเปลยี่ นแปลงการปกครอง เมือ่ ป พ.ศ. 2475 มีดังน้ี 1. คนรุนใหมที่ไดรับจากการศึกษาประเทศตะวันตก ไดรับอิทธิพลของลัทธิเสรีนิยม และแบบแผน ประชาธิปไตยของตะวนั ตก จึงตองการนํามาปรบั ปรงุ ประเทศชาติ 2. เกิดภาวะเศรษฐกจิ ตกต่ำ� รฐั บาลไมสามารถแกไขได 3. ประเทศญ่ีปุนและจีนไดมีการเปล่ียนแปลงการปกครองแลวทําใหประชาชน ตองการเห็นการปกครอง ระบอบประชาธปิ ไตยภายในบา นเมอื งเรว็ ข้ึน 4. เกิดความขัดแยงระหวางพระราชวงศกับกลุมท่ีจะทําการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งไมพอใจท่ี พระราชวงศช นั้ สงู มอี าํ นาจและดาํ รงตาํ แหนง เหนอื กวา ทงั้ ในราชการฝา ย ทหารและพลเรอื น ทาํ ใหก ลมุ ผจู ะทาํ การเปลยี่ นแปลง การปกครอง ไมม ีโอกาสมีสว นรว มในการ แกไ ขปรบั ปรุงหลงั จากการเปลยี่ นแปลงการปกครอง ป พ.ศ. 2475 ประเทศไทย ไดก า วเขา สรู ะบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ แตแ นวคดิ ความรู ความเขา ใจในเรอ่ื ง การปกครองระบอบประชาธิปไตยยังจํากัดอยูเฉพาะกลุมปญญาชนที่ไดรับการศึกษาจากตะวันตกเทานั้น จึงมีความขัดแยง ทางความคิดท้ังในกลุมผูปกครองขาราชการ และประชาชนจนเกิดเปนกบฎ ปฏิวัติและรัฐประหาร สลับกันไปมา (ปญหา ทางการเมืองและการปกครองของประเทศไทยหลังป พ.ศ. 2475 ที่ไมมีเสถียรภาพทางการเมืองการเปลี่ยน รัฐบาล หรือ ผูปกครองประเทศมักไมเ ปน ไปตามกตกิ า หรือระเบยี บแบบแผนโดยสนั ตวิ ิธี ตรงกันขามมกั เกิดการแยง ชิงอํานาจ เอกสารพฒั นาทักษะวิชาการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธผ์ิ ูเ้ รยี นรายบุคคล 19 รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมอื ง สค21002 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

บทท่ี 5 เรอ่ื ง หลกั สิทธมิ นษุ ยช์ น สรปุ เน้อื หา เรือ่ งที่ 1.สิทธมิ นุษยชน คอื อะไร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 มาตรา 334 (1) ก�ำหนดบังคับไว้ให้ออกกฎหมายว่าด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายมารองรับ เรียกวา่ “พระราชบญั ญตั คิ ณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542” ซงึ่ มปี ระเด็นส�ำคัญ พอสรุปไดด้ ังน้ี (1) มาตรา 3 ให้ค�ำจ�ำกัดความว่า “สิทธิมนุษยชน” หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และ ความเสมอภาคของบุคคลท่ีได้รับการรับรอง หรือคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสญั ญาทีป่ ระเทศไทยมพี ันธกรณีท่ีต้องปฏิบัตติ าม ศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ หรือศักดิ์ศรีความเป็นคนเป็นส่ิงที่ทุกคนมีติดตัวมาแต่ก�ำเนิด โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเหน็ ทางการเมอื งหรือแนวคดิ อ่ืน ๆ เผา่ พันธุ์ หรือสงั คม ทรพั ย์สิน ถนิ่ ก�ำเนดิ หรือสถานะอื่น ๆ เชน่ คนเราทกุ คนมสี ทิ ธไิ ดร้ บั การยอมรบั นบั ถอื วา่ เปน็ บคุ คลตามกฎหมายไมว่ า่ ทไี่ หน เมอ่ื ไร (ปฏญิ ญาสากลวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ย ชน ข้อ 6) คนเราทุกคนเกิดมามี อิสรเสรี มีศักดิ์ศรี มีสิทธิเท่าเทียมกันหมดทุกคนได้รับการประสิทธิประสาทเหตุผลและ มโนธรรม และควรปฏบิ ตั ติ ่อกนั ฉันพี่นอ้ ง(ปฏิญญาสากลว่าด้วยสทิ ธมิ นษุ ยชน ข้อ 1) รัฐธรรมนูญยงั ไดบ้ ัญญัตริ บั รอง ก�ำชับ และเรยี กร้องเมอื่ ถูกละเมดิ สทิ ธิมนษุ ยชนไวด้ ว้ ย อย่างชดั เจน ได้แก่ (2) มาตรา 4 บัญญัตวิ า่ “ศกั ดิศ์ รคี วามเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรภี าพของบุคคลยอ่ มไดร้ ับความคมุ้ ครอง” (3) มาตรา 26 บญั ญตั ิว่า “การใชอ้ �ำนาจโดยองค์กรของรฐั ทุกองค์กร ตอ้ งคำ� นึงถึงศกั ดิศ์ รีความเป็นมนษุ ย์ สิทธิ และ เสรีภาพ” (4) มาตรา 28 บัญญตั ิว่า “บคุ คลยอ่ มอ้างศกั ดศิ์ รคี วามเป็นมนุษย์ หรือใช้สทิ ธิและเสรีภาพของตนได้เท่าทไี่ มล่ ะเมิด สิทธิและเสรภี าพของบคุ คลอื่น ไม่เป็นปฏิปกั ษ์ต่อรฐั ธรรมนูญ หรอื ไม่ขดั ตอ่ ศีลธรรมอนั ดีของประชาชน ความหมายของสิทธมิ นษุ ยชน หมายถึง สิทธิข้ันพื้นฐาน เป็นมาตรฐานข้ันต�่ำที่พึงมี เป็นสิ่งจ�ำเป็นในการด�ำรงชีวิตของมนุษย์อย่างมีศักด์ิศรีและมี คณุ ค่า หากมีการลว่ งละเมิดต่อสิทธดิ งั กล่าว ยอ่ มจะไดร้ บั การรับรองและคุ้มครองโดยกฎหมาย เช่น สทิ ธิในชวี ติ ร่างกาย และ ความม่ันคงปลอดภัย สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิในการเคลื่อนไหวและในการเลือกถ่ินท่ีอยู่อาศัย เป็นต้น นอกจากนี้สทิ ธมิ นษุ ยชนยงั หมายถงึ สิทธทิ ่ีพงึ มเี พอื่ การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ คณุ ภาพชีวติ เพอ่ื ธ�ำรงรักษาไว้ซึง่ คุณค่าของความ เป็นมนุษย์ เช่น สิทธใิ นการเลือกนบั ถือศาสนา สทิ ธิในการเลอื กที่จะประกอบอาชพี สิทธิในการแสดงความคดิ เหน็ ตลอดจน สิทธิในการมีส่วนร่วมในทางการเมือง เป็นต้น จะเห็นได้ว่า สิทธิมนุษยชนประกอบไปด้วยสิทธิต่างๆ ครอบคลุมวิถีชีวิตของ มนุษยท์ กุ คนต้งั แต่เกดิ จนตาย. สิทธมิ นุษยชนกบั สังคมไทย สทิ ธมิ นษุ ยชนกบั วฒั นธรรม สทิ ธมิ นษุ ยชนในสงั คมไทยเป็นเรือ่ งท่ีตอ้ งพงึ พจิ ารณาควบค่ไู ปกับการทำ� ความเข้าใจบรบิ ทของสังคมไทย โดยเฉพาะ เร่ืองของวัฒนธรรม ธรรมเนยี มปฏิบตั ิและค่านิยมทางสงั คม ซ่งึ ในดา้ นหนง่ึ จะเหน็ ว่าสทิ ธิมนษุ ยชนไดห้ นุนเสริมตอ่ การปฏบิ ัติ เร่อื งสิทธิมนษุ ยชน ในอกี ด้านหนึ่งก็พบความขดั แย้งของทั้ง 2 มติ ิ ท้งั นีส้ ่งิ ที่เปน็ วฒั นธรรมหรือประเพณีปฏบิ ตั ทิ ีส่ ืบทอดกนั มา 20 เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการ เพ่อื ยกระดบั ผลสัมฤทธผิ์ ้เู รยี นรายบคุ คล รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ท่พี ลเมือง สค21002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น

ในบางเรอื่ งของสงั คมไทย อาจไม่ใช่วิถีการปฏบิ ัตติ ามปรัชญาสทิ ธมิ นษุ ยชน จึงอาจถูกมองวา่ นน่ั เป็นการละเมดิ สทิ ธิ แตท่ ว่า การปฏบิ ตั เิ ชน่ นน้ั เปน็ ทยี่ อมรบั ในสงั คมไทยและครรลองการปฏบิ ตั เิ ชน่ นไี้ ดช้ ว่ ยใหค้ วามสมั พนั ธข์ องคนในสงั คมดำ� เนนิ มาอยา่ ง ราบรนื่ จนถึงปจั จุบนั ซง่ึ ในทน่ี จี้ ะนำ� เสนอปรากฏการณ์ท่ีอยคู่ ่กู บั สงั คมไทยมาชา้ นาน เพือ่ น�ำไปสู่การคดิ พิจารณา หาแนวทาง ท่ีเหมาะสมตอ่ การปฏบิ ัติเรือ่ งสิทธมิ นุษยชนทจ่ี ะนำ� ไปส่กู ารบรรลุเป้าหมายเพือ่ ความผาสุกของสงั คม 1. ระบบอุปถัมภ์ค�้ำจุนเพื่อพี่น้องและผองเพื่อน หรือเพื่ออ�ำนาจบารมี ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยมีการปฏิบัติ สืบตอ่ กันมาเปน็ ระยะเวลายาวนาน อันทจ่ี ริงแลว้ ระบบอุปถัมภม์ ีคุณคา่ ด้านบวกอยู่ในตัวเอง ทงั้ นีเ้ ป็นเร่อื งท่ีเกยี่ วกับการช่วย เหลอื ซงึ่ กนั และกนั ของคนในสงั คมทมี่ คี วามใกลช้ ดิ มคี วามสนทิ สนมและผกู พนั ตอ่ กนั นอกจากนย้ี งั อธบิ ายไดถ้ งึ การชว่ ยเหลอื เจอื จนุ ของผทู้ ม่ี มี ากกวา่ ตอ่ ผทู้ มี่ นี อ้ ยกวา่ ทง้ั ในเรอื่ งทางเศรษฐกจิ และสถานะทางสงั คม นอกจากนรี้ ะบบอปุ ถมั ภย์ งั นำ� ไปสกู่ าร แสดงความกตัญญูรู้คุณจากผู้ท่ีได้รับการช่วยเหลือท่ีมีต่อผู้มีพระคุณ อย่างไรก็ตามระบบอุปถัมภ์อาจน�ำไปสู่การละเมิดสิทธิ มนษุ ยชนไดใ้ นภาวะของสงั คมปจั จบุ นั โดยการบดิ เบอื นคณุ คา่ ของการชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั ไปเปน็ ผลประโยชนต์ า่ งตอบแทน กนั เปน็ การสรา้ งฐานอำ� นาจและบารมขี องผทู้ มี่ สี ถานะทางเศรษฐกจิ และสงั คมทส่ี งู กวา่ และชกั นำ� ไปสกู่ ารตกั ตวงผลประโยชน์ ให้แก่กลุ่มพวกพ้องอย่างขาดจิตส�ำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ดังท่ีปรากฏให้เห็นทั้งในระดับกลุ่มย่อย และสังคมใหญ่ ในปจั จบุ ัน 2. ระบบอาวโุ ส :ความสมั พนั ธเ์ พือ่ สรา้ งสรรค์ หรืออปุ สรรคตอ่ การพฒั นาบคุ คล มนุษย์ทุกคนทเี่ กิดมาเมือ่ เวลา ล่วงเลยผ่านไป ยอ่ มนำ� พาให้บุคคลนน้ั เจรญิ วัยขึ้นไปตามช่วงวัยของชวี ติ ซึง่ หากเปรยี บเทยี บในความแตกตา่ งระหวา่ งวยั แลว้ ก็จะแบ่งออกเป็นเพียงผู้ที่เยาว์วัยกว่าและผู้ท่ีมีอาวุโสมากกว่า ดังเห็นได้จากธรรมเนียมปฏิบัติของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ เช่น การไหว้ การยืนการน่ัง ในขณะที่สนทนากับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นคุณค่าท่ีดีที่พึงสืบทอดต่อไป ในอีกด้านหนึ่ง ระบบอาวุโสก็มีมิติ ด้านลบอยู่ในตัวเอง ถ้าหากถูกบิดเบือนคุณค่าของการให้ความเคารพนับถือของบุคคลไปเพ่ือผลประโยชน์ส่วนบุคคล เช่น บุคคลใชอ้ ายทุ ม่ี ากกว่าของตนไปทำ� ใหผ้ ทู้ ีม่ ีอายนุ อ้ ยกวา่ ได้รบั ความอดึ อดั ใจหรือได้รบั ความกดดนั ซึ่งบอ่ ยครงั้ ปรากฏการณ์ ลกั ษณะเชน่ นจี้ ะเกดิ ขนึ้ ในสถาบนั ตา่ งๆทมี่ คี วามมนั่ คงทางโครงสรา้ งและใชร้ ะบบมาเปน็ ตวั กำ� หนดควบคมุ เชน่ สถาบนั โรงเรยี น สถาบนั ราชการ สถาบนั ศาสนา สถาบนั ครอบครวั เปน็ ตน้ ยกตวั อยา่ งเชน่ ในสงั คมโรงเรยี น ซงึ่ เปน็ สถานทห่ี ลอ่ หลอมทางสงั คม ตัง้ แต่วัยเด็กจนถึงวัยรนุ่ เปน็ ที่ทราบกันอยู่แลว้ ว่าในบรรยากาศของโรงเรียน ความสัมพันธ์ระหวา่ งอาวุโสกบั อ�ำนาจท่ใี ชเ้ พ่ือ การปกครองเปน็ เรอ่ื งที่แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลยทเี ดียว การปฏิบตั โิ ดยมอี ำ� นาจทีแ่ ฝงเรน้ จากฐานะทอ่ี าวโุ สกวา่ เพือ่ เป้าหมายของการจัดระเบียบสังคมในระดับย่อย อย่างไรก็ดีการใช้ความอาวุโสระหว่างผู้บริหารกับลูกน้อง เช่นนี้ได้รับการ ทบทวนในประเดน็ ของการกระทำ� ทกี่ ระทบตอ่ สทิ ธขิ นั้ พนื้ ฐานของความเปน็ มนษุ ยห์ รอื ไม่ เชน่ เรอื่ งของชวั่ โมงการทำ� งานของ ครูบทบาทหลักในฐานะครูที่ถูกบิดเบือนด้วยภาระหน้าท่ีเสริมอื่นๆจากโรงเรียน ซ่ึงส่งผลกระทบต่อความเป็นครูท่ีมีปรัชญา ทส่ี �ำคญั คอื การสรา้ งคนให้เป็นทรพั ยากรท่มี คี ุณคา่ ของสงั คม นอกจากนก้ี ารใชค้ วามอาวุโสของครทู ป่ี ฏิบัตติ ่อเดก็ ครูจำ� นวน ไมน่ อ้ ยทใ่ี ชส้ ถานภาพและอำ� นาจทแ่ี ฝงเรน้ ในความเปน็ ผใู้ หญข่ องตนไปในทางทค่ี วบคมุ มากกวา่ ทจ่ี ะเออื้ ใหเ้ กดิ การแสดงออก ซ่ึงความมั่นใจ ความกล้า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก บ่อยคร้ังครูจะกลายเป็นผู้พิพากษาท่ีตัดสินเร่ืองผิดหรือถูก ทั้งๆ ทใ่ี นสายตาของเดก็ ไมใ่ ชเ่ รอื่ งผดิ ถกู แตเ่ ปน็ การลองทำ� และการเรยี นรปู้ ระสบการณใ์ หมข่ องชวี ติ หลายๆครงั้ ทค่ี รไู ดใ้ ชอ้ คตขิ อง ตนในการเลือกปฏิบัตติ ่อเดก็ และท่พี บเหน็ บ่อยคอื การทค่ี รใู ช้ค�ำพดู ท่ไี ม่เหมาะสมต่อเดก็ เพอ่ื สรา้ งความรู้สกึ ละอาย สญู เสยี ความมน่ั ใจของเดก็ หรอื เป็นทีร่ งั เกยี จจากเพ่อื นรว่ มชัน้ ซงึ่ ในประเด็นนี้ วัฒนธรรมทดี่ งี ามในเร่ืองของความอาวโุ ส กลายเปน็ เรอ่ื ทีล่ ะเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง ซง่ึ เด็กเปน็ กลุ่มเป้าหมายแรกทมี่ กั จะถกู กระทำ� โดยท่ีเดก็ เองยังไม่ทราบถึงความเท่าเทียม กันในเรื่องของศักดิศ์ รี อนั เปน็ ส่ิงทีต่ ดิ ตัวมาแต่ก�ำเนดิ อันท�ำใหเ้ ดก็ มคี วามเทา่ เทยี มกบั ผู้ใหญ่ และตอ้ งไมถ่ ูกกระท�ำ ถกู เลือก ปฏิบัติ หรอื ถูกละเมดิ จากสภาพทเ่ี ขาเป็นเด็กอยู่ เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการ เพ่อื ยกระดับผลสัมฤทธิผ์ ู้เรยี นรายบุคคล 21 รายวิชา ศาสนาและหนา้ ที่พลเมอื ง สค21002 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

การละเมดิ สิทธมิ นุษยชนกบั เด็กและเยาวชน การละเมิดสทิ ธิดา้ นเด็ก เกดิ ขนึ้ กับกลุม่ เดก็ และเยาวชนประเภทตา่ งๆ แตกตา่ งกนั ไปไดแ้ ก่ 1. การถกู ละเมดิ และอันเนอ่ื งจากเดก็ ท่ตี ้องการความชว่ ยเหลอื เปน็ พเิ ศษ ไมไ่ ด้รบั การคุม้ ครอง ทจี่ ะไดร้ ับการดูแล การรักษา ฟื้นฟูท่ีพึงได้อย่างเหมาะสม หมายถึงเด็ก ท่ีมีความแตกต่างจากเด็กปกติ ซ่ึงยังไม่ได้รับการบริการรวมท้ังแก้ไข ถึงบริการข้ันพื้นฐานต่างๆ จากรัฐ เช่น การศึกษา สาธารณูปโภค รวมท้ังไม่มีหลักประกันที่กลไก และนโยบายต่างๆ และ สง่ ผลในทางปฏบิ ตั จิ รงิ เช่น เด็กพิการด้านตา่ ง ๆ เด็กทีม่ ีปญั หาเร่ืองการเรียนรู้ เด็กปัญญาเลิศ เดก็ ก�ำพร้า เดก็ ทีบ่ ิดามารดา ตอ้ งโทษจ�ำคกุ เดก็ ยากจน ครอบครวั มรี ายได้ตำ�่ กว่าเส้นความยากจน เป็นตน้ เกณฑท์ ใี่ ชใ้ นการพิจารณาดจู าการท่คี รอบครัว หรอื ผดู้ แู ลโดยลำ� พงั ไมส่ ามารถดแู ลเดก็ เหลา่ นใ้ี หส้ อดคลอ้ งกบั สภาพของเดก็ ได้ จำ� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั การสนบั สนนุ ความชว่ ยเหลอื จากหน่วยงานของรัฐ หรือ องคก์ รเอกชน 2. การละเมดิ ทงั้ ทางรา่ งกาย จติ ใจ จากการถูกปลอ่ ยปละละเลย ไม่ได้รับการเอาใจใสเ่ ท่าที่ควร เด็กอยู่ในภาวะเสีย่ ง คอื เดก็ ทม่ี สี ภาพแวดลอ้ มทางสงั คมไมว่ า่ ทคี่ รอบครวั โรงเรยี น ชมุ ชน ทม่ี คี วามเสย่ี งจะถกู กระทำ� ทารณุ กรรม ถกู ปลอ่ ยละเลย หรอื ถกู ทอดทงิ้ ในรปู แบบตา่ งๆซง่ึ อาจจะไดร้ บั อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพกาย สขุ ภาพจติ พฒั นาการทางรา่ งกาย พฒั นาการทางดา้ น สติปัญญา พัฒนาการดา้ นอารมณ์จิตใจ พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านครอบครัว และอาจมีปญั หาพฤตกิ รรม 3. เด็กถูกละเมิดจากการถูกกระท�ำ คอื เด็กท่ถี กู ปล่อยปละละเลยหรอื ถกู ทอดทง้ิ ใหต้ กอยู่ในภาวะอันตรายรวมทั้ง ถูกท�ำร้ายทุบตี ทารุณ ถูกท�ำร้ายร่างกาย ทางจิตใจ หรือถูกล่วงเกินทางเพศจากบุคคลในสังคมแวดล้อมหรือแม้แต่บุคคล ภายนอกนอกจากนี้ปัญหาการกระท�ำทารณุ ตอ่ แรงงานเด็ก อาจออกมาในรปู แบบการถูกใชแ้ รงงานหนัก เด็กถกู นายจา้ งทุบตี ทำ� รา้ ย และขม่ ขนื เด็กกลุ่มนี้เป็นเดก็ ทอ่ี ย่ใู นภาวะเส่ียงมาตั้งแต่แรกแลว้ 4. สทิ ธอิ นั พงึ เขา้ ถงึ และไดร้ บั การบรกิ ารตา่ งๆ ฟน้ื ฟแู ละบำ� บดั เดก็ ทมี่ ปี ญั หาพฤตกิ รรม คอื เดก็ ทม่ี พี ฤตกิ รรมผดิ แผก แตกตา่ งไปจากเด็กปกติในวัยเดยี วกันและมพี ฤติกรรมทฝี่ า่ ฝืน ตอ่ ตา้ น กฎเกณฑข์ องสังคม ต่อตา้ นระเบียบธรรมเนียมปฏิบตั ิ ของสถาบนั ทางสงั คมทเี่ ดก็ สงั กดั อยู่ เชน่ ครอบครัว โรงเรียน หรอื แม้แตช่ ุมชน เปน็ เดก็ ทอ่ี ยใู่ นภาวะเสียงมาต้ังแต่แรก 5. การค้มุ ครองและให้ความเป็นธรรมตอ่ เดก็ กระท�ำความผดิ คอื เดก็ ท่ีกระท�ำความผิดทางอาญาและเป็นเดก็ ที่อาจ มีปัญหาพฤติกรรมถูกปล่อยปละละเลยและอาจถูกทารุณกรรมมาก่อนท้ังนี้เด็กกลุ่มน้ีเป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเส่ียงมาตั้งแต่แรก เช่นเดียวกัน กฎหมายระหวา่ งประเทศว่าดว้ ยการคุม้ ครองสทิ ธบิ ุคคล สิทธิการเป็นบคุ คลตามกฎหมาย หลกั กฎหมายระหวา่ งประเทศในทางระหว่างประเทศมีสนธสิ ัญญาหลายฉบับทร่ี ับรองหลกั การดงั กล่าวไว้ กลา่ วคอื ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) ข้อ 6 ทุกๆคนมีสิทธิที่ การยอมรับว่าเป็นบุคคล ในกฎหมายไมว่ า่ ณ ทใี่ ด กตกิ าระหว่างประเทศวา่ ด้วยสทิ ธพิ ลเรือน และสทิ ธิทางการเมอื ง พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1966) ขอ้ 16 บคุ คลทกุ คน มีสิทธทิ ่ีจะไดร้ ับการยอมรับนับถือวา่ เปน็ บุคคลตามกฎหมายในท่ีทุกสถาน ข้อ 24 (1) เด็กทุกคนย่อมมีสิทธิในมาตรการต่างๆเพื่อการคุ้มครองเท่าที่จ�ำเป็นแก่สถานะแห่งผู้เยาว์ ในส่วนของ ครอบครัวของตน สังคม และรัฐ โดยปราศจากการเลอื กปฏบิ ัตอิ ันเนอ่ื งจากเช้อื ชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา เผ่าพันธ์แุ ห่งชาติ สังคม ทรพั ยส์ นิ หรอื ก�ำเนิดเดก็ ทุกคนยอ่ มมีหลกั ฐานทางทะเบยี นทนั ทที ถ่ี ือกำ� เนิดและยอ่ มได้รับการต้งั ชือ่ อนสุ ัญญาว่าด้วยสทิ ธิเด็ก พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ข้อ 8 (1) รัฐภาคีรับที่จะเคารพต่อสิทธิของเด็กในการรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ รวมถึงสัญชาติและความสัมพันธ์ ทางครอบครัวของตนตามทกี่ ฎหมายรบั รองโดยปราศจากการแทรกแซงท่ีมิชอบด้วยกฎหมาย 22 เอกสารพฒั นาทักษะวิชาการ เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธผิ์ เู้ รียนรายบคุ คล รายวิชา ศาสนาและหน้าท่พี ลเมอื ง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น

2) ในกรณที เี่ ด็กถกู กีดกนั อยา่ งไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย ไมใ่ หไ้ ด้รับรสู้ ่วนหนง่ึ ส่วนใด หรือทงั้ หมดของหลักฐานแสดงตน รฐั ภาคจี ะตอ้ งใหค้ วามชว่ ยเหลอื และคมุ้ ครองตามความเหมาะสมเพอื่ ใหเ้ ดก็ สามารถมหี ลกั ฐานแสดงตนโดยเรว็ รฐั ไทยไดผ้ กู พนั เข้าเป็นภาคีต่อกฎหมายระหว่างประเทศฉบบั ขา้ งตน้ เมื่อปี พ.ศ. 2491, 2539 และ 2535 ตามล�ำดบั ดงั น้นั รฐั ไทยซ่ึงแมจ้ ะ เป็นรัฐที่มีอ�ำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ก็ย่อมมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ 3 ฉบับข้างต้น โดยการออกเอกสารแสดงตน (Identified Paper) หรือ สตู บิ ัตร ใหแ้ ก่บคุ คลท่ีถือก�ำเนดิ ในดินแดนของรฐั ไทย หลกั กฎหมายไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ศักด์ิศรคี วามเป็นมนษุ ย์ สทิ ธิและเสรภี าพของบุคคล ย่อมได้รับความคุม้ ครอง มาตรา 31 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิ เทา่ เทยี มกนั การเลอื กปฏบิ ตั โิ ดยไมเ่ ปน็ ธรรมตอ่ บคุ คลเพราะเหตแุ หง่ ความแตกตา่ งในเรอื่ งถนิ่ กำ� เนดิ เชอื้ ชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเช่ือทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ ความคิดเหน็ ทางการเมืองอนั ไม่ขัดต่อบทบัญญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนญู จะกระทำ� มไิ ด้ มาตรการท่ีรฐั ก�ำหนดขน้ึ เพ่ือขจัดอปุ สรรคหรือสง่ เสรมิ ใหบ้ ุคคลสามารถใช้สทิ ธิและเสรีภาพไดเ้ ชน่ เดียวกบั บุคคลอ่นื ย่อมไม่ถือเปน็ การเลอื กปฏบิ ัตโิ ดยไมเ่ ปน็ ธรรมตามวรรคสาม เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการ เพื่อยกระดบั ผลสมั ฤทธิ์ผู้เรยี นรายบคุ คล 23 รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมอื ง สค21002 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้

แบบทดสอบท้ายบทเรียน ค�ำชแี้ จง จงเลือกคำ� ตอบทถี่ ูกต้องเพียงค�ำตอบเดียว 6. ผู้ใดเรียกเปิดประชุมรัฐสภาและปดิ ประชมุ 1. การยบุ สภาผแู้ ทนราษฎรใหก้ ระไดโ้ ดยออกเปน็ กฎหมาย ก. พระมหากษัตริย์ ใด ข. ประธานวฒุ สิ ภา ก. พระราชบญั ญัติ ค. นายกรัฐมนตรี ข. พระราชกฤษฏีกา ง. ประธานสภาผแู้ ทนราษฏร ค. พระราชก�ำหนด 7. ใครเป็นคนแตง่ ตั้งนายกรฐั มนตรีและรัฐมนตรี ง. กฎกระทรวง ก. พระมหากษัตรยิ ์ 2. ผู้ใดเปน็ คนแต่งตัง้ ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ข. ประธานวฒุ สิ ภา ก. พระมหากษตั รยิ ์ ค. นายกรฐั มนตรี ข. ประธานวฒุ ิสภา ง. ประธานสภาผูแ้ ทนราษฏร ค. นายกรัฐมนตรี 8. นายกรัฐมนตรีจะด�ำรงต�ำแหน่งติดต่อกันเกินกว่ากี่ปี ง. เปน็ โดยต�ำแหนง่ ไมม่ กี ารแต่งตง้ั ไมไ่ ด้ 3. ผู้ใดเรยี กเปดิ ประชมุ รัฐสภาและปิดประชุม ก. 4 ปี ก. พระมหากษัตริย์ ข. 6 ปี ข. ประธานวฒุ สิ ภา ค. 8 ปี ค. นายกรฐั มนตรี ง. 12 ปี ง . ประธานสภาผ้แู ทนราษฏร 9. วัฒนธรรมไทยข้อใดเป็นผลเสียต่อการส่งเสริมและ 4. ใครเปน็ คนแตง่ ต้ังนายกรัฐมนตรีและรฐั มนตรี คมุ้ ครองสทิ ธิมนษุ ยชน ก. พระมหากษัตริย์ ก. การรักอสิ ระ ข. ประธานวฒุ ิสภา ข. ความมรี ะเบียบ ค. นายกรัฐมนตรี ค. ความเอือ้ เฟอ้ื เผอ่ื แผ่ ง ประธานสภาผ้แู ทนราษฏร ง. การเชอื่ ฟังผ้มู อี ำ� นาจ 5. นายกรัฐมนตรีจะด�ำรงต�ำแหน่งติดต่อกันเกินกว่ากี่ปี 10. ข้อใด ไม่ใช้ หนา้ ทแ่ี ละบทบาทของค่านยิ ม ไมไ่ ด้ ก. ทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ มาตรฐานของพฤตกิ รรมของบุคคล ก. 4 ปี ข. ทำ� หน้าทเี่ ป็นแรงจูงใจให้กบั บคุ คล ข. 6 ปี ค. ทำ� หนา้ ท่ีเป็นแบบแผนในการตัดสนิ ใจ ค. 8 ปี ง. ท�ำหนา้ ท่ีกล่อมเกลาจติ ใจใหก้ ับบุคคล ง. 12 ปี 24 เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการ เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธผิ์ เู้ รยี นรายบคุ คล รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมอื ง สค21002 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น

บทท่ี 6 การมสี ว่ นรว่ มในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ สรุปเนอ้ื หา การมสี ว นรวมในการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริต สังคมไทยใหความสําคัญกับเร่ืองคุณธรรม จริยธรรม ความดี ความซื่อสัตย สุจริตมา ต้ังแตสมัยโบราณถึงกับมี คาํ พังเพยวา “ซือ่ กนิ ไมหมด คดกินไมนาน” ไวสอนลกู หลานมาจนทกุ วนั น้ี และเน่อื งจากเรามีศาสนาเปน ท่ยี ึดเหนี่ยวกาํ กบั จิตใจใหต้ังม่ันอยูในความดี ความงาม ความซื่อสัตยไมคดโกงใหผูอื่นเดือดรอนจึงมีคําสอนที่ถายทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เกยี่ วกับการ ทจุ รติ เชน “ทําดไี ดด ี ทําชัว่ ไดช ่ัว” “คนดีตกนํา้ ไมไหล ตกไฟไมไ หม” ความเชอื่ เชนนมี้ อี ยูใ น หมูคนทกุ ระดบั ใน สังคมตั้งแตพระมหากษัตริย ขาราชการรัฐวิสาหกิจ เอกชน ซ่ึงมีพิธีกรรม ทางการปกครองท่ีสะทอนใหเห็นถึงคานิยมใน ความดีและคนดีตองมีความซ่ือสัตยที่ยังคงเชื่อมัน อยูในกลุมของขาราชการระดับสําคัญ ๆ อยูคือ พิธีด่ืมน้ําพิพัฒนสัตยา สาบานตนตอ ส่ิงศกั ด์ิสิทธิ์ อยา งไรก็ตามกระแสโลภาภิวัตนท ่ีกําลังเกิดขึ้นทัว่ โลกรวมทงั้ การไหลบา ของสังคมและ วัฒนธรรม นานาชาติท่ีไมสามารถหยุดยั้งได ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะเยาวชนและผูใช แรงงานตางถูกชักนําใหหลงไหล การเปน นกั บรโิ ภคนยิ ม วตั ถนุ ยิ ม ตดิ ยดึ อยกู บั ความสขุ จากเงนิ ทอง ความฟมุ เฟอ ย ฟงุ เฟอ สรุ ยุ สรุ า ย ความมหี นา มตี าในสงั คมยกยอ ง คนรวยมากกวา คนดี ไมใหความสาํ คญั กบั ครอบครัวและสายใยผูกพนั ในครอบครวั เหมือนเดมิ กลา วกนั วา เดก็ ๆ สมัยน้จี ะ เลอื กไหวเ ลอื กนบั ถอื คนรวย คนมตี าํ แหนง ใหญโ ตมากกวา คนจนคนดใี นสงั คม พฤตกิ รรมทท่ี จุ รติ ไมถ กู ตอ ง บางครงั้ ถกู มองเปน เรอ่ื งทเี่ ปน ประโยชนแ กบ า นเมอื งและ ไดร บั การยกยอ ง เชน ผมู อี าํ นาจออกกฎหมายหรอื จดั ทาํ โครงการทเ่ี ปน ประโยชนแ กส งั คม ประเทศชาติ แตเบ้ืองหลังมีพฤติกรรมท่ีแอบซอ นผลประโยชนใ หตนเอง ตระกูลตนเองหรือ พรรคพวกมากกวา ที่เรียกกันวา มผี ลประโยชนทบั ซอ น วธิ ีสรา งความตระหนักใหป ระชาชนมสี วนรวมในการตอตา นการทุจรติ 6.1.1 ปลูกจิตสํานึก คานิยม คุณธรรมจริยธรรมและสรางวินัยแกทุกภาคสวน โดยการสงเสริมการดําเนินชีวิตตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สงเสริมการปฏิบัติตาม หลักคุณธรรม จริยธรรมและวินัย ใชการศึกษาเปนเคร่ืองมือใน การปอ งกันเสรมิ สรางความรู ทกั ษะ ทศั นคติ ปลูกฝงจติ สํานกึ ใหนกั เรยี น นักศกึ ษา เยาวชน และประชาชนอยา งตอเนอ่ื ง รวม ทั้งผลกั ดันคา นิยมการปองกันการทุจรติ ความซอ่ื สตั ยส จุ ริต รงั เกยี จการทจุ ริตเปน คานยิ ม แหง ชาติ 6.1.2 มีสวนรว มในการปองกันและรว มทําเครอื ขายปองกนั และปราบปรามการ ทุจรติ ในทกุ ภาคสวนโดย 1) การประชาสัมพันธต อ ตานการทุจริต ประพฤติมิชอบทกุ รปู แบบ 2) เสรมิ สรางกระบวนการมีสว นรวมของประชาชนทกุ ภาคสวน 3) เสรมิ สรางความเขม แข็งของเครอื ขายใหม ขี วญั และกําลังใจในการทํางาน 6.1.3 สง เสรมิ ความเปน อสิ ระและสรา งประสทิ ธภิ าพใหแ กอ งคก รทม่ี หี นา ท่ี ตรวจสอบการทจุ รติ โดยเฉพาะสาํ นกั งาน ป.ป.ช. ใหป ราศจากการแทรกแซงของอทิ ธพิ ลจาก ภาคการเมอื ง ภาคราชการ และภาคธรุ กจิ และถว งดลุ อาํ นาจภาครฐั ทเี่ กยี่ ว ขอ งทกุ ระดับ เปด โอกาสใหป ระชาชนเขา ถงึ 6.1.4 สงเสริมการสรางมาตรฐาน จรรยาบรรณ วิชาชีพแกบุคลากรของ หนวยงานที่มีหนาที่ตรวจสอบการทุจริต รวมทั้งการเสริมสรางความรูทักษะ และจริยธรรมแก บุคลากรรวมท้ังเสริมสรางขวัญกําลังใจและการบริหารงานบุคลากร การสรา งความรว มมอื ดาน วิชาการกับองคกรตางๆ เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการ เพื่อยกระดับผลสมั ฤทธิผ์ ู้เรยี นรายบุคคล 25 รายวิชา ศาสนาและหน้าท่ีพลเมอื ง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น

บททดสอบทา้ ยบทเรยี น ค�ำชีแ้ จง จงเลอื กค�ำตอบทถ่ี ูกตอ้ งเพียงคำ� ตอบเดียว 6. ขอใดไมถูกตอง “พบเห็นเจาหนาที่รัฐทุจริตหรือร่ํารวย 1. ขอใดไมใชภารกิจหลกั ของสํานกั งาน ป.ป.ช. ผดิ ปกติ สามารถรองเรียนไดทใ่ี ด ก. ภารกิจดานปอ งกันการทจุ รติ ก. ทาํ เปนหนังสอื สงท่สี ํานกั งาน ป.ป.ช. ข. ภารกจิ ดา นปราบปรามการทจุ ริต ข. รองเรยี นผา นสายดว น 1025 ค. ภารกจิ ดานประชาสมั พันธ ค. รอ งเรยี นผา นเวป็ ไซต สาํ นกั งาน ป.ป.ช. www.nacc.go.th ง. ภารกิจดานตรวจสอบทรพั ยส ินและหนส้ี นิ ง. กลา วหาดว ยวาจาตอ พนกั งานเจา หนา ที่ สาํ นกั งาน ป.ป.ช. 2. ขอ ใดเปน การทจุ ริตตอ หนาที่ของราชการ 7. ขอ ใด มใิ ช รายละเอยี ดการรอ งเรยี น ตาม พ.ร.บ.ประกอบ ก. การรบั สว ยและการรดี ไถของประชาชน รัฐธรรมนญู วาดว ยการ ปองกนั และปราบปรามการทุจรติ ข. การรบั สินบนของกาํ นลั ก. ชื่อและท่ีอยขู องผกู ลาวหา ค. การซอ้ื ขายวิง่ เตนขอตําแหนงในวงราชการ ข. ช่ือหรอื ตําแหนงของผถู กู กลา วหา ง. ถกู ทกุ ขอ ค. ชอ่ื และท่ีอยคู ูสมรสของผถู ูกกลา วหา 3. ประชาชนสามารถเขา มามสี ว นรว ม กบั สาํ นกั งาน ป.ป.ช. ง. ขอกลาวหาการกระทําความผดิ ในการปองกันและ ปราบปรามการทจุ รติ ไดอ ยา งไร 8. ประชาชนควรมคี วามตระหนกั ทเ่ี กยี่ วขอ งกบั การปอ งกนั ก. เสนอความคดิ เห็น ขอ เสนอแนะ หรือมาตรการ และปราบปรามการทจุ รติ ดา นใดบาง ปอ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต ก. ดา นปญ หาทีอ่ าจเกิดข้ึนจากการทจุ รติ ข. รว มเปนเครอื ขายในการเฝาระวงั การทจุ ริต ข. ความสําคัญของการปฏบิ ัติตามระเบยี บและ ค. แจง เบาะแสการเลน พนันในหมูบา น ขอบงั คับท่เี ก่ียวของ ง. ถกู ท้ังขอ ก และ ข ค. ดานผลกระทบของการทุจรติ ทม่ี โี อกาสเกิดขึน้ ใน 4. ขอใดคือการสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนใน กิจกรรมการทาํ งาน การปองกันและปราบปรามการ ทจุ รติ ในระดับชมุ ชน ง. ถกู ทกุ ขอ ก. สง เสริม สนบั สนนุ สรางบคุ คลตนแบบดานการ 9. นกั ศกึ ษาคดิ วา การกระทาํ ขอ ใด เปน การชว ยแกไ ขปญั หา ประพฤตดิ ี มีคุณธรรม จริยธรรม การทุจรติ ของประเทศมาก ท่ีสดุ ข. สง เสริมการดํารงชวี ติ อยูอยา งพอเพยี ง ก. ศึกษากฎหมายทเ่ี กีย่ วของกับการปองกันและ ค. กาํ หนดมาตรการปองกนั การทุจรติ ในชมุ ชน ปราบปรามการทุจริต ง. ถกู ทกุ ขอ ข. รว มตรวจสอบการปฏบิ ตั งิ านของเจา หนา ทรี่ ฐั และ 5. ประชาชนสามารถเขา รว มตรวจสอบการดาํ เนินงานและ แจงขอ มูลใหห นวยงานทเ่ี กี่ยวขอ งทราบ เฝาระวงั การทจุ รติ ของรฐั ในเบอื้ งตน ไดอ ยา งไร ค. กรณีงานกอ สรา ง ตองจา งบริษทั ท่มี ีช่อื เสียง มีเงนิ ก. กรณีจดั ซื้อจัดจา ง ควรตรวจสอบวสั ดอุ ปุ กรณม ี ทุนหมุนเวียนสูงและ กรรมการบริหาร ตองเปน คุณภาพต่ํากวา มาตรฐานหรอื ราคาสงู กวา ผกู วา งขวาง มาตรฐานในทอ งตลาดหรือไม ง. ถกู ท้ังขอ ก และ ข ข. กรณกี ารเงนิ การบญั ชี ควรตรวจสอบการซอื้ สนิ คา 10. ทานสามารถติดตามขอมูลของสํานักงาน ป.ป.ช. ได หรอื สิง่ ของทมี่ ีความหรูหรา และ สวยงาม ทางเวบไซตใด ค. ประพฤติ ปฏิบตั ิตน ดว ยความซื่อสัตยส จุ รติ และ ก. www.nacc.go.th ติดตามวเิ คราะหขา วสารการทุจริตจากส่ือต ข. www.pacc.go.th ง. ถูกทง้ั ขอ ค. www.ocsc.go.th ง. www.oncb. 26 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการ เพอื่ ยกระดบั ผลสัมฤทธผิ์ ูเ้ รยี นรายบคุ คล รายวิชา ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น

บททดสอบหลังเรียน คำ� ชี้แจง จงเลอื กค�ำตอบที่ถกู ตอ้ งเพยี งค�ำตอบเดยี ว 6. วันท่ีสามของเทศกาลตรุษจีนคือวนั ใด 1. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ การสง่ เสรมิ ศาสนาพทุ ธในสมยั พระมหาธรรม ก. วันจ่าย ราชาลิไท ข. วันไหว้ ก. การเล่าเรียนจากพระไตรปกิ ฎ ค. วนั ถอื ข. เผยแผศ่ าสนาพุทธไปยงั ประเทศลาว ง. วันเทยี่ ว ค. อาราธนาพระเถระชาวลงั กามาเผยแผศ่ าสนาพทุ ธ 7. ประเพณที อ้ งถน่ิ จัดเปน็ การอนุรักษว์ ฒั นธรรมเรือ่ งใด ง. ทรงนิพนธ์ไตรภมู พิ ระรว่ งเพ่ือใหป้ ระชาชน ก. การเผยแผ่วฒั นธรรม ไดเ้ รียนรูศ้ าสนาพุทธ ข. การแลกเปลย่ี นวัฒนธรรม 2 .ข้อใด คือหลักธรรมของศาสนาพุทธตามทางสายกลาง ค. การสรา้ งจติ สำ� นกึ ในตนเอง ท่ีท�ำใหบ้ คุ คลมีศลี ธรรมในตนเอง ง. การฟืน้ ฟวู ัฒนธรรม ก. สมั มาทิฐิ 8. ค่านิยมที่มีลักษณะเฉพาะเกิดแล้วเปล่ียนแปลงยากคือ ข สัมมาวาจา ขอ้ ใด ค. สมั มาวายะ ก. ค่านิยมหลกั ง. สมั มาสงั กัปปะ ข. คา่ นิยมส่วนบุคคล 3 .หลักธรรมข้อใดของศาสนาพรามณ์-ฮินดู ที่คล้ายกับ ค. ค่านิยมทางสังคม หลักธรรมเร่อื งพรหมวิหาร 4 ของศาสนาพทุ ธ ง. ค่านยิ มที่เปน็ แบบแผน ก. อรรถะ 9. ศาสนาใดท่ีมีหลักค�ำสอนให้ทุกคนรู้จักปรับตัวให้เข้ากับ ข. โมกษะ สภาพแวดลอ้ ม ค. ธรรมะ ก. ซกิ ข์ ง. พระธรรมศาสตร์ ข. พทุ ธ 4 ในงานบุญคูณลานของชาวลานเก่ียวข้องกับกิจกรรม ค. คริสต์ ขอ้ ใด ง. อิสลาม ก. ท�ำบุญข้าว 10. หลักธรรมของศาสนาอิสลามท่ีสอนในเรื่องของการ ข. เทศน์มหาชาติ บริจาคทาน ตรงกับหลักธรรมของศาสนาพทุ ธ เรื่องใด ค. งานบญุ เข้าพรรษา ก. พรหมวหิ าร 4 ง. พิธีสงฆ์ปลงอาบตั ิ ข. อรยิ สจั 4 5. ประเพณีสงกรานต์ เปน็ ประเพณดี ั้งเดมิ ของศาสนาใด ค. สังคหวัตถุ 4 ก. พทุ ธ ง. อปรหิ านยิ ธรรม 4 ข. พราหมณ์ ค. ซกิ ข์ ง. ฮนิ ดู เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการ เพอื่ ยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ผิ เู้ รยี นรายบุคคล 27 รายวิชา ศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมอื ง สค21002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น

12. ขอ้ ใดคอื ประเพณที เี่ กดิ จากการผสมผสานของสงั คมไทย 18. ข้อใดท่ีแสดงถึงค่านิยมท่รี กั ความเป็นไทย และชาวมอญในประเทศไทย ก. การแต่งกายแบบไทย ก. ประเพณชี ักพระ ข. การแต่งกายถกู ตามกาลเทศะ ข. ประเพณรี บั บัว ค. การแต่งกายให้สมกบั ฐานะ ค. ประเพณแี ข่งเรอื ง. การแตง่ กายให้เหมาะสมกบั วยั ง. ประเพณีปลอ่ ยนกปลอ่ ยปลา 19. ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ า่ นยิ มทพี่ งึ่ ประสงคใ์ นเรอ่ื งรกั ความเปน็ ไทย 13 .ขอ้ ใด ไม่ใช่ อาหารเวียดนาม ก. การนอบน้อมเคารพผสู้ ุงอายุ ก. เฝอ ข. การแสดงความกตัญญูรู้คณุ ข. หมูยอ ค. การนยิ มสินค้าของตา่ งประเทศ ค. ซุบไก่ ง. การทักทายผู้ใหญ่ด้วยการกราบไหว้ ง. แหนมเนือง 20 .ขอ้ ใดคอื การแสดงออกถึงการเป็นคนมจี ติ สาธารณะ 14. วันท่ีนิยมรดน้�ำขอพรผู้ใหญ่คือวันใดในเทศกาล ก. การทิ้งขยะถกู ท่ี สงกรานต์ ข. การเข้าแถวเม้อื ซอ้ื อาหาร ก. วนั เนา ค. การไมเ่ ดด็ ดอกไม้ในสวนสาธารณะ ข. วนั กลาง ง. ถกู ทกุ ข้อ ค. วนั เถลงิ ศก ง. วนั มหาสงกรานต์ 15. การให้รางวัล และเป็นก�ำลังใจกับปราชญ์ชาวบ้านจัด เปน็ การอนรุ กั ษว์ ัฒนธรรมในเรื่องใด ก. การถา่ ยทอดวฒั นธรรม ข. การฟื้นฟูวฒั นธรรม ค. การสืบสานวฒั นธรรม ง. ถูกทกุ ข้อ 16. วันที่ 13 เมษายน ในเทศกาลสงกรานต์ นิยมปฏิบัติ ขอ้ ใด ก. ขนทรายเขา้ วดั ข. ท�ำความสะอาดบ้านเรอื น ค. อทุ ิศกุศลให้ผู้ลว่ งลับ ง. สรงน�ำ้ ปล่อยนกปล่อยปลา 17. ขอ้ ใด ไมใ่ ช้ หน้าทีแ่ ละบทบาทของคา่ นิยม ก. ท�ำหนา้ ทีเ่ ป็นมาตรฐานของพฤติกรรมของบุคคล ข. ท�ำหน้าทีเ่ ปน็ แรงจงู ใจใหก้ ับบุคคล ค. ท�ำหนา้ ท่ีเปน็ แบบแผนในการตดั สนิ ใจ ง. ท�ำหนา้ ทก่ี ล่อมเกลาจติ ใจใหก้ บั บุคคล 28 เอกสารพฒั นาทักษะวิชาการ เพ่อื ยกระดับผลสมั ฤทธ์ผิ ู้เรยี นรายบคุ คล รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง สค21002 ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้

เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการ เพื่อยกระดับผลสมั ฤทธผิ์ ้เู รยี นรายบุคคล รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง สค21002 ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น

เฉลยแบบทดสอบรายวิชาศาสนาและหน้าทพี่ ลเมือง สค21002 เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 1. ข 2. ข 3. ข 4. ก 5. ข 6. ง 7. ข 8. ก 9. ค 10. ค 11. ก 12. ก 13. ก 14. ก 15. ค 16. ก 17. ก 18. ค 19. ค 20. ค เฉลยแบบทดสอบทา้ ยบทท่ี 1 1. ง 2. ก 3. ค 4. ก 5. ก 6. ง 7. ก 8. ค 9. ง 10. ง เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียนบทท่ี 2 1. ก 2. ก 3. ง 4. ก 5. ค 6. ง 7. ก 8. ค 9. ง 10. ค เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี นบทท่ี 3 1. ก 2. ก 3. ง 4. ก 5. ค 6. ง 7. ก 8. ค 9. ง 10. ค เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียนบทท่ี 4 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นบทท่ี 5 1. ก 2. ก 3. ง 4. ก 5. ค 6. ง 7. ก 8. ค 9. ง 10. ค เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียนบทท่ี 6 1. ค 2. ง 3. ง 4. ง 5. ง 6. ค 7. ข 8. ง 9. ง 10. ก เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน 1. ก 2. ก 3. ข 4. ก 5. ข 6. ง 7. ค 8. ก 9. ข 10. ค 11. ก 12. ง 13. ค 14. ง 15. ง 16. ง 17. ค 18. ก 19. ค 20. ง 30 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการ เพ่อื ยกระดบั ผลสัมฤทธ์ิผเู้ รยี นรายบคุ คล รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมือง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้

แบบบนั ทกึ การพฒั นาทักษะวิชาการเพ่อื ยกระดับผลสมั ฤทธ์ผิ ู้เรยี นรายบุคคล การทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ รายศาสนาและหน้าทพ่ี ลเมือง สค21002 *********************** ชื่อ - สกุล........................................................................................... รหัสนักศกึ ษา................................................................ กศน.ตำ� บล.............................................................. กศน.อำ� เภอ................................................................... จงั หวดั ขอนแกน่ จากการทผ่ี เู้ รียนไดศ้ ึกษาเรียนรจู้ ากแบบเรียน และสรุปเนอื้ หาจากบทเรียนในรายวชิ าตามเอกสารเลม่ นีแ้ ลว้ ผ้เู รยี น สามารถทราบไดว้ า่ ท�ำแบบทดสอบในศาสนาและหน้าท่พี ลเมือง สค21002 ถูกตอ้ งจำ� นวนก่ีขอ้ โดยการบนั ทึกในแบบบันทึก การพัฒนาการเรยี นรู้ ศาสนาและหน้าทีพ่ ลเมอื ง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น ดงั น้ี ท่ี วชิ า คะแนนเตม็ คะแนนทีไ่ ด้ หมายเหตุ 1 ขอ้ = 1 คะแนน 1 แบบทดสอบก่อนเรยี น 20 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น 20 เกณฑ์การประเมินผลการพัฒนา แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น เม่ือท�ำแบบทดสอบก่อนเรยี น และแบบทดสอบหลังเรียน ซ่งึ มีแบบทดสอบ 20 ขอ้ ผ้เู รียนสามารถทราบไดว้ า่ มคี วาม รู้อยูใ่ นระดบั ใด จำ� นวนขอ้ สอบที่ผูเ้ รยี นท�ำถกู ตอ้ ง อยู่ในระดับ หมายเหตุ 18 - 20 ข้อ ดมี าก 16 - 17 ข้อ ดี 14 - 15 ข้อ 10 - 13 ขอ้ ปานกลาง ต่ำ� กว่า 10 ข้อ พอใช้ ควรปรับปรุง หมายเหตุ : ผลจากการประเมนิ ผ้เู รยี นสามารถนำ� ไปปรับปรุงตนเองเพ่ือใหเ้ กิดการพัฒนาตอ่ ไป เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการ เพ่ือยกระดบั ผลสมั ฤทธผ์ิ ู้เรยี นรายบุคคล 31 รายวชิ า ศาสนาและหน้าที่พลเมอื ง สค21002 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น

แบบบันทึกการพฒั นาทักษะวชิ าการเพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคคล แบบทดสอบท้ายบทเรยี น ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น รายวชิ าศาสนาและหน้าทีพ่ ลเมือง สค 21002 *********************** ช่ือ - สกลุ ........................................................................................... รหสั นกั ศกึ ษา................................................................ กศน.ตำ� บล.............................................................. กศน.อ�ำเภอ................................................................... จงั หวัดขอนแก่น จากการที่ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้จากแบบเรียน และสรุปเนื้อหาจากบทเรียน ตามเอกสารเล่มนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ ทราบไดว้ า่ ทำ� แบบทดสอบในบทเรยี นตา่ ง ๆ ถกู ตอ้ งจำ� นวนกขี่ อ้ โดยการบนั ทกึ ในแบบบนั ทกึ การพฒั นาทกั ษะวชิ าการผเู้ รยี น รายบุคคล ดังนี้ ท่ี แบบทดสอบท้ายบทเรียน คะแนนเต็ม คะแนนท่ีได้ ผลการประเมนิ 1 บทท่ี 1 ศาสนาในประเทศไทยและในทวปี เอเชีย 10 2 วัฒนธรรมประเพณี และค่านิยมของประเทศไทยและประเทศ 10 ในทวีปอาเชียน 3 รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย 10 4 สถานการณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองอันมีพระ 10 มหากษตั ริยเ์ ปน็ ประมขุ 5 หลกั สทิ ธิมนุษยชน 10 6 การมีส่วนรว่ มในการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ 10 เกณฑก์ ารประเมินผลการพฒั นา แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน เม่ือทำ� แบบทดสอบทา้ ยบทเรยี นในแตล่ ะบทเรียน ซ่งึ มีแบบทดสอบบทละ 10 ขอ้ ผูเ้ รยี นสามารถทราบได้ว่ามคี วาม รอู้ ยใู่ นระดบั ใด ดังน ้ี จำ� นวนข้อสอบทีผ่ เู้ รียนท�ำถกู ตอ้ ง อย่ใู นระดบั หมายเหตุ 9 - 10 ข้อ ดมี าก 8 ขอ้ ดี 7 ข้อ 6 ข้อ ปานกลาง พอใช้ ต่�ำกว่า 6 ข้อ ควรปรบั ปรุง หมายเหตุ : ผลจากการประเมนิ ผู้เรียนสามารถนำ� ไปปรับปรุงตนเองเพ่อื ใหเ้ กดิ การพฒั นาตอ่ 32 เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการ เพอ่ื ยกระดับผลสมั ฤทธ์ิผู้เรยี นรายบคุ คล รายวชิ า ศาสนาและหน้าท่พี ลเมอื ง สค21002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น

บรรณานกุ รม ส�ำนกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร. หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการพฒั นาสงั คม รายวิชา ศาสนาและหนา้ ที่พลเมอื ง (สค21001) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ (ฉบบั ปรับปรุง 2554). กรุงเทพฯ : ส�ำนกั งาน กศน., 2555. เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการ เพือ่ ยกระดบั ผลสัมฤทธผ์ิ เู้ รียนรายบคุ คล 33 รายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมือง สค21002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

ทปี่ รกึ ษา คณะผจู้ ัดทำ� 1. นายถาวร พลีดี 2. พ.อ.อ. กฤชพล พรมลี ผู้อ�ำนวยการส�ำนกั งาน กศน.จังหวดั ขอนแก่น 3. ผ้อู �ำนวยการ กศน.อ�ำเภอ รองผู้อำ� นวยการสำ� นักงาน กศน.จังหวดั ขอนแก่น คณะท�ำงาน สงั กดั สำ� นักงาน กศน.จังหวดั ขอนแก่น 1. นายชชู าติ หรญั รัตน ์ ผูอ้ ำ� นวยการ กศน.อ�ำเภอพระยนื 2. นายจตรุ วทิ ย์ วงศ์สุรศิลป ์ ผอู้ ำ� นวยการ กศน.อำ� เภอเวียงเก่า 3. นายสันติ สีลา ครูชำ� นาญการพเิ ศษ กศน.อำ� เภอนำ�้ พอง 4. นางสาวจินดารัตน์ บวั พงชน ครชู ำ� นาญการ กศน.อำ� เภอชนบท 5. นางศศิวิภา มะลมิ าศ ครผู ู้ชว่ ย กศน.อำ� เภอหนองสองหอ้ ง 6. นางสณุ รี ตั น์ นลิ สาค ู ครผู ้ชู ่วย กศน.อ�ำเภออบุ ลรตั น์ 7. นายชัยยา ดวงอร่าม ครผู ชู้ ว่ ย กศน.อำ� เภอเขาสวนกวาง 8. นางสาวอารีรัตน์ ชนะโยธา ครูผชู้ ว่ ย กศน.อำ� เภอสชี มพู 9. นางสาวเบญจมาศ ชัยชาญ ครผู ชู้ ่วย กศน.อ�ำเภอกระนวน บรรณาธกิ าร รองผอู้ �ำนวยการส�ำนักงาน กศน.จงั หวดั ขอนแกน่ 1. พ.อ.อ. กฤชพล พรมล ี ผูอ้ ำ� นวยการ กศน.อำ� เภอพระยนื 2. นายชชู าติ หรญั รัตน์ ผู้อำ� นวยการ กศน.อำ� เภอเวยี งเก่า 3. นายจตุรวทิ ย์ วงศ์สุรศลิ ป ์ ครูชำ� นาญการพิเศษ กศน.อำ� เภอนำ�้ พอง 4. นายสันติ สีลา ครชู ำ� นาญการ กศน.อำ� เภอชนบท 5. นางสาวจนิ ดารตั น์ บวั พงชน นักจดั การงานทว่ั ไป พิมพ/์ รปู เล่ม นกั วชิ าการศกึ ษา 1. นายธนกฤต โคตรภักด ี นักวเิ คราะหน์ โยบายและแผน 2. นางวนั เพ็ญ ผานาค นกั วชิ าการศกึ ษา 3. นางสาวยลดา พุทธสอน 4. นายธีรวัฒน์ ถมหนวด 34 เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการ เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธิผ์ ู้เรียนรายบุคคล รายวิชา ศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมือง สค21002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น

บันทกึ ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... เอกสารพฒั นาทักษะวิชาการ เพอื่ ยกระดบั ผลสัมฤทธ์ิผู้เรยี นรายบคุ คล 35 รายวิชา ศาสนาและหน้าท่พี ลเมอื ง สค21002 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

บนั ทึก ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................... 36 เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการ เพอ่ื ยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ผิ เู้ รียนรายบุคคล รายวิชา ศาสนาและหน้าท่พี ลเมอื ง สค21002 ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น

เอกสารพััฒนาทักั ษะวิิชาการ เพื่อ�่ ยกระดับั ผลสัมั ฤทธิ์�ท์ างการเรียี นรายบุุคคล ระดับั มััธยมศึกึ ษาตอนต้น้ รายวิิชา การพัฒั นาตนเอง ชุุมชน สัังคม สค21003 ตามหลักั สูตู รการศึกึ ษานอกระบบระดัับการศึึกษาขั้น�้ พื้้น� ฐาน พุทุ ธศัักราช 2551 สำำ�นัักงานส่ง่ เสริมิ การศึึกษานอกระบบและการศึึกษาตามอัธั ยาศัยั จังั หวััดขอนแก่่น สำำ�นักั งานส่่งเสริิมการศึึกษานอกระบบและการศึกึ ษาตามอัธั ยาศััย สำ�ำ นักั งานปลััดกระทรวงศึกึ ษาธิกิ าร กระทรวงศึกึ ษาธิกิ าร



ค�ำ น�ำ เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการเพื่อ่� ยกระดับั ผลสัมั ฤทธิ์ผ�์ ู้เ้� รียี นรายบุคุ คล เล่ม่ นี้้� เป็น็ เอกสารที่่จ� ัดั ทำ�ำ ขึ้น้� โดยมีวี ัตั ถุปุ ระสงค์์ เพื่�่อให้้ผู้�เรีียนได้้ศึึกษาเรีียนรู้�้ด้้วยตนเอง ให้้เกิิดการพััฒนาทัักษะทางวิิชาการ และยกระดัับผลสััมฤทธิ์�์ทางการเรีียนใน การเรีียนรู้�ต้ ามหลักั สููตรการศึึกษานอกระบบระดับั การศึึกษา ขั้น� พื้้น� ฐาน พุทุ ธศักั ราช 2551 เป็น็ การพัฒั นาต่อ่ เนื่อ�่ งจากเอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการผู้เ้� รียี นรายบุคุ คล มีรี ายละเอียี ด สรุุปเนื้้�อหาตามรายวิิชา พััฒนาตนเอง ชุุมชน สัังคม สค21003 ระดัับมััธยมศึึกษาตอนต้้น แบบทดสอบหลัังเรีียนและแบบ บัันทึึกการพััฒนาทัักษะวิิชาการผู้้�เรีียนรายบุุคคล เพื่่�อให้้ผู้�เรีียนได้้ประเมิินและพััฒนาตนเองอย่่างต่่อเนื่�่องให้้มีีพื้้�นฐานความรู้�้ เพียี งพอกับั การศึกึ ษาตามระดับั และมีคี วามรู้เ�้ พิ่่ม� เติมิ ในการนำำ�ไปพัฒั นาทักั ษะทางวิชิ าการให้้มีผี ลสัมั ฤทธิ์ท�์ างการเรียี นที่่ส� ููงขึ้น�้ คณะผู้้�จััดทำ�ำ หวัังเป็็นอย่่างยิ่�งว่่าเอกสารเล่่มนี้้�จะเป็็นประโยชน์์ต่่อนัักศึึกษา ในการศึึกษาเรีียนรู้้�ตามหลัักสููตรการ ศึกึ ษานอกระบบระดับั การศึึกษาขั้น� พื้้�นฐาน พุุทธศักั ราช 2551 และขอขอบคุณุ ทุกุ ท่่านที่่�มีสี ่ว่ นร่ว่ มในการทำ�ำ เอกสารเล่่มนี้้�ให้้ สำ�ำ เร็จ็ ลุุล่่วงด้้วยดีี สำ�ำ นักั งาน กศน.จัังหวัดั ขอนแก่่น



สารบญั คำำ�นำ�ำ หน้้า สารบััญ คำำ�ชี้้แ� จงการใช้้เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการเพื่่�อยกระดัับผลสััมฤทธิ์�ผ์ู้�เรีียนรายบุคุ คล โครงสร้้างการเรีียนรู้้�ด้้วยเอง ขอบข่า่ ยเนื้้อ� หา แบบทดสอบก่่อนเรีียน บทที่่� 1 ความรู้�เบื้้อ� งต้้นเกี่�ยวกัับการพัฒั นาตนเอง ชุุมชน สัังคม 1 สรุปุ เนื้้�อหา 1 แบบทดสอบท้้ายบทเรีียน 3 บทที่่� 2 ข้้อมูลู ที่่เ� กี่�ยวข้อ้ งกับั การพััฒนาชุมุ ชน 5 สรุปุ เนื้้อ� หา 5 แบบทดสอบท้้ายบทเรียี น 7 บทที่่� 3 การจััดทํําแผนพัฒั นาชุุมชน 9 สรุุปเนื้้�อหา 9 แบบทดสอบท้้ายบทเรียี น 12 บทที่่� 4 การเผยแพร่่ผลการปฏิิบััติ ิ 14 สรุปุ เนื้้�อหา 14 แบบทดสอบท้้ายบทเรียี น 17 บทที่่� 5 การพัฒั นาอาชีพี ในชุมุ ชนและสัังคม 19 สรุปุ เนื้้�อหา 19 แบบทดสอบท้้ายบทเรีียน 22 แบบทดสอบหลัังเรีียน 24 เฉลยแบบทดสอบ 28 แบบบันั ทึึกการพัฒั นาทักั ษะวิิชาการเพื่�อ่ ยกระดัับผลสััมฤทธิ์�ผ์ ู้้เ� รีียนรายบุุคคล 29 แบบทดสอบก่อ่ นเรียี นและหลัังเรีียน เกณฑ์ก์ ารประเมิินผลการพััฒนา แบบทดสอบก่่อนเรีียนและหลัังเรียี น 29 แบบบันั ทึึกการพััฒนาทักั ษะวิชิ าการเพื่�่อยกระดัับผลสััมฤทธิ์�ผ์ ู้เ�้ รียี นรายบุุคคล 30 แบบทดสอบท้้ายบทเรียี น เกณฑ์ก์ ารประเมินิ ผลการพััฒนา แบบทดสอบท้้ายบทเรียี น 30 บรรณานุุกรม 31 คณะผู้ �จััดทำำ� 32

คำำ�ชี้้�แจงการใช้เ้ อกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการเพื่อ�่ ยกระดัับผลสััมฤทธิ์ผ�์ู้�เรีียนรายบุคุ คล ระดับั มัธั ยมศึกึ ษาตอนต้น้ รายวิชิ า พััฒนาตนเอง ชุมุ ชน สังั คม สค21003 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการเพื่�่อยกระดัับผลสััมฤทธิ์�์ผู้�้เรีียนรายบุุคคล ระดัับมััธยมศึึกษาตอนต้้น รายวิิชา พััฒนา ตนเอง ชุุมชน สัังคม สค21003 เล่ม่ นี้้� จััดทำ�ำ ขึ้�น้ เพื่่อ� พััฒนาผู้เ้� รีียน ให้้มีคี วามรู้้�ความสามารถทางด้้านวิชิ าการในรายวิชิ าบัังคับั ตามหลัักสููตรการศึกึ ษานอกระบบระดับั การศึึกษาขั้�นพื้้�นฐาน พุทุ ธศักั ราช 2551 ในการศึึกษาเอกสารเล่ม่ นี้้ผ� ู้�้เรีียนควรปฏิบิ ัตั ิิ ดังั นี้้� 1. ผู้เ้� รียี นสำำ�รวจรายวิิชาที่่�ตนเองลงทะเบีียนเรีียนในรายวิิชา พัฒั นาตนเอง ชุมุ ชน สังั คม รหััส สค21003 2. ผู้้�เรียี นศึึกษารายละเอีียดว่า่ ต้้องเรีียนรู้�้เนื้้อ� หาในเรื่อ�่ งใดบ้้างในรายวิิชานี้้� 3. ทำ�ำ แบบทดสอบก่อ่ นเรีียน เพื่�่อทราบพื้้�นฐานความรู้เ้� ดิมิ ของผู้้�เรีียน โดยตรวจสอบคำำ�ตอบจากเฉลยแบบทดสอบ ก่่อนเรีียนท้้ายเล่่ม 4. ศึึกษาเนื้้�อหาสาระในแต่่ละบทเรียี นให้้เข้้าใจ และทำำ�แบบทดสอบท้้ายบทเรีียน ผู้้�เรียี นสามารถตรวจสอบคำ�ำ ตอบ ได้้จากเฉลยท้้ายเล่่ม 5. เมื่อ�่ ศึกึ ษาเนื้้อ� หาสาระครบทุกุ บทเรียี นแล้้ว ให้้ผู้เ� รียี นทำำ�แบบทดสอบหลังั เรียี นและตรวจคำำ�ตอบจากเฉลยท้้ายเล่ม่ ผู้เ�้ รียี นควรทำ�ำ แบบทดสอบหลัังเรียี นให้ไ้ ด้้คะแนนมากกว่า่ แบบทดสอบก่อ่ นเรียี น 6. ให้้ผู้�เรียี นบัันทึึกคะแนนผลการทดสอบรายวิชิ าพัฒั นาตนเอง ชุมุ ชน สัังคม สค21003 ในแบบบัันทึึกการพัฒั นา ทัักษะวิิชาการผู้้�เรีียนรายบุคุ คล (อยู่่�ท้้ายเล่ม่ ) เพื่่�อเป็็นแนวทางในการพััฒนาตนเองอย่่างต่อ่ เนื่�่อง 7. ให้้ผู้�เรีียนศึึกษาเพิ่่�มเติิมได้้จากแบบเรีียนรายวิิชา พััฒนาตนเอง ชุุมชน สัังคม สค21003 ระดัับมััธยมศึึกษา ตอนต้้น ตามหลัักสููตรการศึึกษานอกระบบระดับั การศึึกษาขั้�นพื้้น� ฐาน พุทุ ธศักั ราช 2551 และสื่่�อออนไลน์อ์ ื่่น� ๆ

โครงสร้้างการเรีียนรู้้�ด้ว้ ยตนเอง สาระสํําคััญ 1. ความหมาย ความสํําคััญ หลัักการและประโยชน์ข์ องการพััฒนาตนเอง ชุมุ ชน สัังคม 2. ความสํําคัญั ของข้้อมููล วิิธีีการจััดเก็็บและวิเิ คราะห์์ ข้้อมููลอย่า่ งง่า่ ย 3. การมีีส่ว่ นร่่วมในการวางแผนพัฒั นาตนเอง ชุมุ ชน สังั คม และการนํําไปใช้้ในชีวี ิติ ประจํําวันั 4. การพััฒนาอาชีีพในชุุมชนและสัังคม ผลการเรีียนรู้�ที่ค� าดหวังั 1. อธิบิ ายสาระสํําคััญที่่เ� กี่�ยวข้้องกับั การพัฒั นาตนเอง ชุุมชน สังั คม 2. จััดเก็บ็ และวิิเคราะห์์ข้้อมููลอย่่างง่า่ ย 3. มีีส่่วนร่่วมและนํําผลจากการวางแผนพัฒั นาตนเอง ชุุมชน สังั คม ไปใช้้ในชีีวิติ ประจํําวันั 4. วิิเคราะห์์ศัักยภาพของประเทศเพื่อ�่ การพัฒั นาอาชีีพ

ขอบขา่ ยเนอ้ื หา บทที่่� 1 ความรู้�เบื้้อ� งต้น้ เกี่ย� วกับั การพัฒั นาตนเอง ชุุมชน สังั คม 1. ความหมาย ความสํําคััญของการพััฒนาตนเองและครอบครัวั 2. แนวทางในการพัฒั นาตนเอง 3. ความหมายและความสํําคัญั ของการพัฒั นาชุุมชน 4. หลัักการพััฒนาชุมุ ชน บทที่่� 2 ข้้อมููลที่่�เกี่�ยวข้้องกับั การพัฒั นาชุุมชน 1. ความหมาย ความสํําคัญั และประโยชน์ข์ องข้้อมููล 2. ข้้อมููลที่่เ� กี่�ยวข้้องกับั การพัฒั นาชุุมชน 3. เทคนิิคและวิธิ ีกี ารเก็็บข้้อมููลชุุมชน 4. การวิิเคราะห์ข์ ้้อมููล บทที่่� 3 การจัดั ทํําแผนพััฒนาชุมุ ชน 1. กระบวนการจััดทํําแผนพััฒนาชุุมชน 2. ขั้น� ตอนการจััดทํําประชาพิิจารณาแผนชุมุ ชน 3. ขั้�นตอนการทํําเวทีีประชาคม 4. การมีีส่่วนร่ว่ มของประชาชนในการพัฒั นาชุมุ ชน 5. ระดับั การมีีส่่วนร่ว่ มของประชาชนในการพััฒนาชุุมชน บทที่่� 4 การเผยแพร่่ผลการปฏิบิ ััติิ 1. การเขียี นโครงการพัฒั นาชุมุ ชน 2. การเขีียนรายงานผลการดํําเนินิ งานพััฒนาชุมุ ชน บทที่่� 5 การพัฒั นาอาชีพี ในชุมุ ชนและสังั คม 1. อาเซีียนกัับการพัฒั นาอาชีีพ 2. จุุดเดิินของประเทศไทยในการผลัักดันั เศรษฐกิิจสร้้างสรรค์์ 3. ศัักยภาพของประเทศไทยกัับการพััฒนาอาชีพี

แบบทดสอบก่อ่ นเรียี น คำ�ำ ชี้้แ� จง จงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่ถ� ููกต้อ้ งที่่�สุดุ เพียี งข้้อเดียี ว 1. ข้้อใดไม่่ใช่่หลักั ของการพัฒั นาชุุมชน ก. ประชาชนมีีส่ว่ นร่ว่ ม ข. ทํําเป็น็ กระบวนการและประเมินิ ผลอย่า่ งต่อ่ เนื่อ่� ง ค. ยึึดประชาชนเป็น็ หลัักในการพัฒั นา ง. พัฒั นาทุุกด้้านไปพร้้อมๆ กัันอย่่างรวบรััดและเร่ง่ รีบี 2. แนวทางในการพััฒนาตนเองอันั ดับั แรกคืืออะไร ก. ปลุุกใจตนเอง ข. สํํารวจตนเอง ค. ลงมืือพัฒั นาตนเอง ง. ปลููกฝัังคุุณสมบัตั ิทิ ี่่�ดีีงาม 3. กิจิ กรรมใดเป็น็ กิิจกรรมระดับั ประเทศ ก. การสััมมนา ข. การสํํารวจประชามติิ ค. การประชุมุ กลุ่�มย่อ่ ย ง. การจัดั ทํําเวทีีประชาคม 4. ข้้อใดเป็น็ บทบาทที่่ส� ํําคัญั ที่่�สุดุ ของประชาชนในการดููแลชุุมชน ก. เข้้าร่ว่ มประชุุมทุุกครั้ง� ข. แสดงความเห็็นในการประชุุม ค. เห็น็ คล้้อยตามผู้้น� ํําทุุกเรื่่�อง ง. ทํํากิจิ กรรมพััฒนาชุมุ ชนร่่วมกัันทุกุ ครั้�ง 5. สถาบันั ใดที่่�มีีส่ว่ นสํําคัญั เป็็นลํําดัับแรกป้้องกันั ไม่ใ่ ห้้เกิดิ ปัญั หาสัังคม ก. สถาบัันการเงิิน ข. สถาบันั ศาสนา ค. สถาบัันครอบครัวั ง. สถาบัันการศึึกษา 6. ข้้อใดคืือการรวมตััวของสมาชิกิ ในชุมุ ชนเพื่่อ� ร่่วมกัันทํํากิจิ กรรมต่่าง ๆ ในชุมุ ชน ด้้วยตนเอง ก. เวทีีประชาคม ข. การจััดทํําประชาพิิจารณา ค. การเลืือกตั้�ง ง. การเขียี นโครงการ

7. ข้้อใดไม่่ใช่่เทคนิคิ การเก็็บรวบรวมข้้อมููลในชุุมชน ก. อธิบิ าย ข. สัังเกต ค. สััมภาษณ์์ ง. สนทนากลุ่�ม 8. วััตถุุประสงค์ข์ องการจัดั ทํําประชาพิิจารณาคืือข้้อใด ก. ตอบสนองความต้้องการของผู้บ้� ริิหาร ข. ให้้เกิิดความคิิดรวบยอดในการปฏิิบััติงิ าน ค. ป้อ้ งกันั การประท้้วงของผู้เ�้ สีียประโยชน์์ ง. รวบรวมความคิิดเห็น็ ของผู้้�เกี่ย� วข้้อง 9. ข้้อใดบ่ง่ บอกถึึงความสํําเร็็จของโครงการ ก. การประเมินิ โครงการ ข. ตััวชี้้�วััดผลสํําเร็็จของโครงการ ค. การสรุุปผลและรายงานโครงการ ง. วััตถุุประสงค์ข์ องโครงการ 10. ข้้อใดเป็็นวิิธีกี ารเขีียนรายงานผลการดํําเนินิ งานที่่ถ� ููกต้้อง ก. ถููกต้้อง กระชัับรัดั กุมุ ชัดั เจนและสละสลวย ข. เขียี นบรรยายรายละเอียี ดให้้มากที่่ส� ุุด ค. เขียี นให้้เป็น็ ภาษาวิิชาการมาก ๆ ง. เขียี นโดยแบ่ง่ เป็็นข้้อย่่อย ๆ 11. ข้้อใดคืือการส่่งเสริิมตนเอง ในการพัฒั นาตนเอง ก. การออกกำำ�ลังั กาย ข. การให้้คนอื่�น่ ตรวจสอบ ค. การทำ�ำ ตามแบบอย่า่ งที่่�ดีี ง. การร่ว่ มกิิจกรรมของชุมุ ชน 12. ข้้อใดให้้ความหมาย ข้้อมููลเชิงิ ปริมิ าณ ถููกต้้องที่่�สุดุ ก. ข้้อมููลที่่�เป็น็ รายละเอีียดทั่่ว� ไป ข. ข้้อมููลที่่�แสดงภาพ ค. ข้้อมููลที่่ไ� ม่แ่ สดงตััวเลข เน้้นข้้อความ ง. ข้้อมููลที่่�มีลี ัักษณะแสดงตัวั เลข

13. การมีสี ่ว่ นร่่วมของประชาชนในการประชุุมกลุ่�มย่อ่ ยควรมีีผู้เ�้ ข้้าร่ว่ มกี่�คน ก. 50-100 คน ข. 30-50 คน ค. 4-12 คน ง. 13-25 คน 14. ข้้อใดคืือลัักษณะของโครงการที่่ส� ํําคััญ ก. ไม่น่ ํําไปปฏิบิ ััติิได้้ ข. สอดคล้้องกับั สภาพสังั คม วััฒนธรรม ชุุมชน ค. มีีรายละเอียี ดเพียี งเล็็กน้้อย ง. ไม่่จำำ�เป็็นต้้องมีีตัวั บ่ง่ ชี้�ก็็ได้้ 15. การจััดทํําแผนพัฒั นาชุุมชนแต่่ละชุุมชน มีขีั้น� ตอนต่่อเนื่อ�่ ง เป็็นกระบวนการตามลํําดับั กี่ข�ั้น� ตอน ก. 3 ขั้�นตอน ข. 4 ขั้น� ตอน ค. 5 ขั้น� ตอน ง. 6 ขั้น� ตอน 16. ข้้อใด ไม่่ใช่่ หลัักและข้้อควรคํํานึึงในการเขีียนรายงาน ก. ความถููกต้้อง ข. ความกระชับั รััดกุุม ตรงประเด็น็ ค. เน้้นเขีียนบรรยายให้้มีีเนื้้�อหามากที่่�สุุด ง. การเขียี นเรีียบเรียี งรายงาน 17. รููปแบบรายงาน จะประกอบด้้วยส่่วนที่่ส� ํําคััญ 3 ส่่วนได้้แก่อ่ ะไรบ้้าง ก. ส่่วนหััวข้้อ ส่่วนเนื้้�อเรื่�่อง ส่่วนสรุปุ ข. ส่่วนประกอบตอนต้้น ส่่วนเนื้้�อเรื่อ่� ง ส่่วนประกอบตอนท้้าย ค. ส่ว่ นประกอบตอนต้้น ส่ว่ นสรุปุ ส่่วนประกอบตอนท้้าย ง. ส่่วนหััวเรื่่�อง ส่่วนประกอบตอนต้้น ส่ว่ นประกอบตอนท้้าย 18. ประเทศไทย มีรี ายได้้หลักั จากอะไรบ้้าง ก. ค้้าอาหารทะเล บริกิ ารนวดแผนไทย ข. อุุตสาหกรรมการส่ง่ ออกสิินค้้า การท่อ่ งเที่่ย� ว ค. ส่่งออกผ้้าไหม เลี้�ยงหนอนไหม ง. การส่่งออกซอฟต์์แวร์์ การบริิการอาหารไทย

19. ข้้อใดคืือพืืชเศรษฐกิิจหลักั ที่่�สํําคััญที่่�สุุดของประเทศ ก. ข้้าวโพด ข.อ้้อย ค. ข้้าว ง.ผ้้าไหมไทย 20. ดินิ อิินทรีีย์์ พบมากที่่ส� ุดุ ในพื้้น� ที่่ใ� ด ก. ภาคตะวัันออกเฉียี งเหนืือ ข. ภาคเหนืือ ค. พื้้น� ที่่แ� บบป่า่ พรุุ ง. พื้้�นที่่�แบบป่่าเต็็งรััง

บทที่่� 1 ความรู้�เบื้้�องต้้นเกี่�ยวกัับการพััฒนาตนเอง ชุุมชน สังั คม สรุุปเนื้้�อหา เรื่่อ� งที่่� 1 ความหมายและความสํําคัญั ของการพัฒั นาตนเองและ ครอบครััว 1.1 ความหมายของการพัฒั นาตนเอง คืือ การปรัับปรุงุ ด้้วยตนเองให้้ดีีขึ้�้นกว่่าเดิมิ ทั้้ง� ด้้านร่่างกาย จิิตใจ อารมณ์์และ สัังคม เพื่�อ่ ให้้สามารถทํํากิจิ กรรมที่่พ� ึึงประสงค์์ตามเป้า้ หมายที่่�ตนตั้�งไว้้ เพื่�่อการดํํารงชีีวิติ ร่ว่ มกัับผู้�อ้ ื่�น่ ได้้อย่่างปกติสิ ุุข 1.2 ความสํําคััญของการพัฒั นาตนเอง สรุุปได้้ดังั นี้้� 1. เป็น็ การเตรียี มตนเองในด้้านร่า่ งกาย จิติ ใจ อารมณ์์ สังั คม สติปิ ัญั ญา ให้ส้ ามารถรัับกัับสถานการณ์ต์ ่่าง ๆ ที่่� อาจเกิิดขึ้้น� ในชีวี ิติ ประจํําวันั 2. มีีความเข้้าใจและเห็น็ คุณุ ค่่าของตนเอง 3. สามารถปรับั ปรุงุ การปฏิิบัตั ิิตน และแสดงพฤติิกรรมให้เ้ ป็น็ ที่่�ยอมรับั ของบุุคคลรอบข้้าง 4. เป็น็ การเตรียี มคนให้้มีคี วามพร้้อมในการดํํารงตนให้อ้ ยู่�ในสังั คมอย่่างมั่น� ใจ มีคี วามสุขุ 1.3 ความสํําคััญของการพัฒั นาครอบครััว หากบุุคคลในครอบครััวได้้รัับ การพััฒนาให้เ้ ป็น็ บุคุ คลที่่�มีีจิติ ใจดีี มีีความเอื้�อเฟื้อ�้ ช่ว่ ยเหลืือกันั ย่อ่ มทํําให้ค้ รอบครัวั เป็็นครอบครััวที่่ม� ีีความเข็็มแข็็ง มีีความสุขุ สามารถช่่วยเหลืือครอบครััวอื่�น่ ๆ ในชุุมชนได้้ เมื่อ�่ ชุมุ ชนส่่วนใหญ่่เข้้มแข็็ง ย่่อมส่ง่ ผลให้้สัังคมเกิดิ ค่่านิิยมของการพึ่่ง� พา และช่่วยเหลืือซึ่ง� กันั และกันั เรื่่อ� งที่่� 2 แนวทางในการพัฒั นาตนเอง มีีแนวทางการพััฒนาได้้ ดัังนี้้� 1. การสํํารวจตนเอง เช่่น การตรวจสอบตนเองด้้วยเหตุุและผล การให้้บุคุ คลใกล้้ชิดิ ช่ว่ ยสํํารวจ 2. การปลููกฝังั คุณุ สมบัตั ิทิ ี่่�ดีีงาม เป็น็ การนํําเอาแบบอย่า่ งที่่ด� ีี มาเป็็นตัวั แบบให้้กับั ตนเอง 3. การปลุกุ ใจตนเอง เช่น่ การนํําตัวั แบบของผู้�้ประสบความสํําเร็จ็ มาเป็็นแบบอย่า่ ง การใช้้อุุปสรรคมาเป็น็ ตััว กระตุ้น� ฯลฯ 4. การส่่งเสริิมตนเอง เช่่น การเล่่นกีฬี า การออกกํําลังั กาย การพัักผ่อ่ น การฝึึกสมาธิิ ฯลฯ 5. การลงมืือพัฒั นาตนเอง เช่น่ การอ่า่ นหนังั สืือเป็็นประจํํา ร่ว่ มกิจิ กรรมต่่าง ๆ ของชุุมชนตามความสนใจ การ สร้้างความสััมพัันธ์ท์ ี่่�ดีกี ับั ผู้�้อื่น่� ฯลฯ เรื่�่องที่่� 3 ความหมายและความสํําคััญของการพััฒนาชุุมชน 3.1 ความหมายของการพััฒนาชุมุ ชน คืือ การกระทํําที่่ม�ุ่�งปรับั ปรุุง ส่ง่ เสริิม ให้้กลุ่�มคนที่่�อยู่�รวมกันั มีีการเปลี่่ย� นแปลงไปในทิิศทางที่่�ดีีขึ้้�นในทุุก ๆ ด้้าน โดย อาศััยความร่ว่ มมืือจาก ประชาชนภายในชุมุ ชน และหน่่วยงาน องค์์กรต่่าง ๆ ทั้้ง� จากภายในและภายนอกชุุมชน 3.2 ความสํําคัญั ของการพัฒั นาชุุมชน มีีความสํําคััญ พอจะจํําแนกได้้ดัังนี้้� 1. ส่่งเสริิมและกระตุ้น� ให้้ประชาชน ได้้มีีส่ว่ นร่ว่ มในการแก้้ไขปัญั หาพััฒนาตนเอง และชุุมชน 2. เป็น็ การส่ง่ เสริิมให้้ประชาชนมีจี ิติ วิิญญาณ รู้�้จักั คิดิ ทํํา พัฒั นาเพื่อ�่ ส่ว่ นรวม 3. เป็น็ การส่ง่ เสริิมการรวมกลุ่�ม ในการดํําเนิินชีีวิิตตามระบอบประชาธิปิ ไตย 4. ทํําให้เ้ กิิดความเจริิญก้้าวหน้้าขึ้�้น 5. ทํําให้้ชุุมชนน่า่ อยู่� มีคี วามรักั ความสามัคั คีี เอื้�ออาทร ช่ว่ ยเหลืือเกื้�อกููลซึ่ง� กันั และกันั เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า การพััฒนาตนเอง ชุมุ ชน สัังคม 1 สค21003 มััธยมศึึกษาตอนต้น้

เรื่�อ่ งที่่� 4 หลัักการพัฒั นาชุมุ ชน เป็็นหลัักสํําคััญในการดํําเนิินงานพััฒนาชุุมชน เพื่�่อสร้้างสรรค์์ไปสู่่�ความสํําเร็็จตามเป้้าหมาย ยึึดถืือการสร้้างความ เจริิญให้้กัับชุมุ ชนโดยอาศััยหลักั การ สรุปุ ได้้ดังั นี้้� 1. ประชาชนมีสี ่่วนร่ว่ มการดํําเนินิ กิิจกรรมของการพัฒั นาทุุกขั้�นตอน 2. พิิจารณาวััฒนธรรมและสภาพความเป็น็ อยู่่�ของชุุมชน 3. ให้้ความสํําคััญกับั คนในชุมุ ชนโดยคนในชุุมชนต้้องเป็น็ หลัักสํําคัญั หรืือเป็น็ ศููนย์ก์ ลาง ของการพัฒั นา 4. การพััฒนาต้้องไม่ร่ วบรััดและเร่่งรีบี 5. ทํําเป็น็ กระบวนการและประเมินิ ผลอย่่างต่อ่ เนื่อ�่ ง QR code วิิชาการพััฒนาตนเอง ชุุมชน สัังคม สค21003 หมายเหตุุ : ให้้นักั ศึกึ ษา ได้้ศึึกษาเพิ่่�มเติิมจากหนัังสืือแบบเรียี น รายวิิชาการพััฒนาตนเอง ชุมุ ชน สัังคม สค21003 2 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิชิ า การพัฒั นาตนเอง ชุุมชน สังั คม สค21003 มััธยมศึกึ ษาตอนต้น้

แบบทดสอบท้า้ ยบทเรีียน บทที่่� 1 คำำ�ชี้้�แจง จงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่�ถูกู ต้้องที่่�สุุดเพีียงข้อ้ เดียี ว 1. การพััฒนาตนเอง สำ�ำ คััญอย่่างไร ก. ทำำ�ให้้มีรี ููปร่า่ งดีขี ึ้น�้ ข. มีีความเข้้าใจและเห็น็ คุุณค่า่ ของตนเอง ค. การเตรียี มตนเองให้้พร้้อมทางด้้านการเงิิน ง. ทำ�ำ ให้ส้ ามารถอยู่�คนเดียี วได้้ ไม่ต่ ้้องพึ่่ง� สัังคม 2. การพััฒนาครอบครััว มีีจุุดเริ่�มต้้นจากอะไรเป็็นลำ�ำ ดับั แรก ก. การพััฒนาที่่อ� ยู่�อาศัยั ข. การพััฒนาสังั คม ค. การพััฒนาที่่ต� ััวบุุคคล ง. การพััฒนาด้้านเศรษฐกิิจ 3. การเตรียี มตนเองในด้้านร่า่ งกาย จิิตใจ อารมณ์์ สัังคม สติปิ ัญั ญา คืือการพััฒนาด้้านใด ก. การพััฒนาชุมุ ชน ข. การพััฒนาครอบครััว ค. การพััฒนาสังั คม ง. การพัฒั นาตนเอง 4. แนวทางในการพััฒนาตนเองอันั ดับั แรกคืืออะไร ก. ปลุกุ ใจตนเอง ข. สํํารวจตนเอง ค. ลงมืือพัฒั นาตนเอง ง. ปลููกฝังั คุณุ สมบัตั ิทิ ี่่�ดีีงาม 5. การนํําเอาแบบอย่่างที่่�ดีี มาเป็็นตัวั แบบให้้กัับตนเอง คืือ แนวทางในการพัฒั นาตนเองข้้อใด ก. ปลุกุ ใจตนเอง ข. สํํารวจตนเอง ค. ลงมืือพัฒั นาตนเอง ง. ปลููกฝังั คุุณสมบัตั ิทิ ี่่�ดีีงาม 6. การกระทํําที่่ม�ุ่�งปรับั ปรุงุ ส่ง่ เสริิม ให้ก้ ลุ่�มคนที่่�อยู่�รวมกัันมีกี ารเปลี่่ย� นแปลงไปในทิิศทางที่่�ดีขี ึ้น�้ หมายถึึง การพััฒนาด้้านใด ก. การพัฒั นาชุุมชน ข. การพัฒั นาครอบครััว ค. การพััฒนาสังั คม ง. การพัฒั นาตนเอง เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า การพััฒนาตนเอง ชุุมชน สัังคม 3 สค21003 มััธยมศึึกษาตอนต้้น

7. ข้้อใด ไม่่ใช่่ ความสํําคัญั ของการพัฒั นาชุมุ ชน ก. กระตุ้น� ให้้ประชาชนมีีส่ว่ นร่่วมแก้้ไขปััญหาชุุมชน ข. เป็น็ การส่่งเสริมิ ให้้ประชาชนพัฒั นาเพื่่อ� ส่ว่ นรวม ค. ส่ง่ เสริิมการดํําเนินิ ชีีวิิตตามระบอบเผด็็จการ ง. ทํําให้้เกิดิ ความเจริิญก้้าวหน้้าขึ้้�น 8. หลัักสํําคััญในการดํําเนิินงานพัฒั นาชุมุ ชนมีีกี่�ข้้อ ก. 5 ข้้อ ข. 6 ข้้อ ค. 7 ข้้อ ง. 8 ข้้อ 9. ข้้อใดไม่ใ่ ช่่หลักั ของการพัฒั นาชุมุ ชน ก. ประชาชนมีีส่ว่ นร่ว่ ม ข. ทํําเป็็นกระบวนการและประเมิินผลอย่่างต่่อเนื่อ่� ง ค. ยึึดประชาชนเป็็นหลักั ในการพััฒนา ง. พัฒั นาทุกุ ด้้านไปพร้้อมๆ กันั อย่า่ งรวบรััดและเร่่งรีีบ 10. การพััฒนาครอบครััว มีีความสำำ�คััญ ยกเว้้นข้้อใด ก. สามารถช่่วยเหลืือครอบครััวอื่่น� ๆ ในชุุมชนได้้ ข. เกิิดค่า่ นิิยมของการพึ่่ง� พาเกื้อ� หนุนุ ซึ่ง� กันั และกััน ค. คนในครอบครััวไม่ม่ ีีความสััมพัันธ์อ์ ันั ดีีต่อ่ กััน ง. เป็็นจุุดเริ่ม� ต้้นของการพัฒั นาชุุมชน 4 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา การพัฒั นาตนเอง ชุมุ ชน สัังคม สค21003 มััธยมศึกึ ษาตอนต้น้

บทที่่� 2 ข้อ้ มููลที่่เ� กี่ย� วข้อ้ งกับั การพัฒั นาชุมุ ชน สรุปุ เนื้้�อหา เรื่่�องที่่� 1 ความหมาย ความสํําคัญั และประโยชน์์ของข้อ้ มููล 1.1 ความหมายของข้้อมููล หมายถึึง ข่า่ วสารหรืือข้้อเท็จ็ จริงิ ที่่�เกิดิ ขึ้้�นกับั สิ่�งต่่าง ๆ ที่่�เป็็นสััญลัักษณ์์ ตััวเลข ข้้อความ ภาพ หรืือเสียี งที่่ไ� ด้้มาจากวิิธีีการต่่าง ๆ เช่น่ การสัังเกต การนัับ การวัดั และบัันทึึก เป็็นหลักั ฐานใช้้เพื่อ่� ค้้นหาความจริิง ตััวอย่่างเช่่น ก. สุนุ ัันทาประกอบอาชีีพทํํานา ข. ตํําบลทํํานบ มีจี ํํานวนครััวเรืือน 350 ครััวเรืือน จากความหมายและตััวอย่่างของข้้อมููล จะเห็็นได้้ว่่าข้้อมููลแบ่่งเป็็น 2 ความหมาย คืือ ข้้อมููลที่่� มีีลัักษณะเป็็นตััวเลขแสดง ปริิมาณ เรียี กว่่า ข้อ้ มูลู เชิิงปริมิ าณ และข้้อมููลที่่�ไม่่ใช่ต่ ัวั เลข เรียี กว่า่ ข้อ้ มูลู เชิิงคุณุ ภาพ 1.2 ความสํําคัญั และประโยชน์ข์ องข้้อมููล ขึ้้�นอยู่่�กับั การเลืือกนํํามาใช้้ให้้ถูกต้้องเหมาะสมกัับสถานการณ์์ และโอกาส เช่่น 1. เพื่�่อการเรีียนรู้้� ศึึกษา ค้้นคว้้า 2. เพื่่�อเป็็นแนวทางการพััฒนาด้้านต่่าง ๆ 3. เพื่อ่� การนํําไปสู่่�การปรับั ปรุุงแก้้ไขในสิ่�งที่่�ดีกี ว่า่ 4. เพื่่�อใช้้ประกอบเป็น็ หลักั ฐานอ้้างอิิงประเด็็นสํําคัญั 5. เพื่อ�่ การวางแผน การปฏิิบััติิ และการประเมินิ ผล เช่น่ ถ้้ารู้ข�้ ้้อมููลเกี่ย� วกับั คะแนนการเรียี นวิชิ าคณิติ ศาสตร์์ ผลคะแนนระหว่า่ งเรียี นไม่น่ ่า่ พึึงพอใจ แต่ผ่ ู้เ�้ รียี นต้้องการให้้ สอบผ่่านวิชิ านี้้� ผู้้�เรียี นจะต้้องวางแผนการเรีียน และเตรีียมพร้้อมกัับการสอบให้้ดีี เรื่อ่� งที่่� 2 ข้อ้ มูลู ที่่�เกี่�ยวข้อ้ งกับั การพัฒั นาชุมุ ชน ข้้อมููลที่่�สํําคััญที่่เ� กี่�ยวข้้องกับั การพัฒั นาชุมุ ชน มีีดัังนี้้� 1. ข้้อมููลเกี่ย� วกัับครอบครััวและประชากร 2. ข้้อมููลด้้านเศรษฐกิจิ 3. ข้้อมููลด้้านประเพณีแี ละวััฒนธรรม 4. ข้้อมููลด้้านการเมืือง การปกครอง 5. ข้้อมููลด้้านสัังคม 6. ข้้อมููลด้้านระบบนิเิ วศและสิ่�งแวดล้้อม 7. ความต้้องการของชุมุ ชน เรื่่�องที่่� 3 เทคนิิคและวิิธีกี ารเก็บ็ ข้อ้ มูลู ชุุมชน มีีหลายวิธิ ีี เช่่น การสัังเกต การสัมั ภาษณ์์ การใช้้แบบสอบถาม การศึึกษาจาก เอกสาร การสนทนากลุ่�ม การสํํารวจ การจััดเวทีีประชาคม ส่่วนการจะเลืือกใช้้เทคนิิควิิธีีการใด จึึงจะเหมาะสมขึ้้�นอยู่่�กัับ หลาย ๆ ปััจจััย เช่น่ แหล่่งข้้อมููล ความสะดวก ความประหยัดั ฯลฯ เรื่�อ่ งที่่� 4 การวิเิ คราะห์์ข้้อมูลู หลัังจากการเก็็บข้้อมููลเสร็จ็ สิ้้�นแล้้ว ผู้เ้� ก็็บข้้อมููลควรนํําผลจากการจัดั เก็บ็ ข้้อมููลไปตรวจสอบ ความถููกต้้องและความ สมบููรณ์์กับั แหล่ง่ ข้้อมููลอีกี ครั้�ง เพื่�อ่ ยืืนยัันความถููกต้้อง และเพิ่่�มเติมิ ข้้อมููลในส่่วนที่่ย� ัังไม่ส่ มบููรณ์์ให้้สมบููรณ์์มากที่่�สุดุ ขั้�นตอนถััดมา คืือ การวิิเคราะห์์ข้้อมููล เป็็นการนํําข้้อมููลที่่�เก็็บรวบรวมมาได้้ มาจััดกระทํําโดยจํําแนก จัดั กลุ่�ม จััด ระบบ หมวดหมู่่� เรีียงลํําดับั คํํานวณค่่าตัวั เลข (เชิิงปริิมาณ) ตีคี วาม สรุุป และนํําเสนอในรููปแบบต่า่ ง ๆ ให้ส้ ามารถสื่่อ� ความ หมายได้้ เช่่น ตาราง แผนภููมิิ ภาพ ฯลฯ เอกสารพััฒนาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิชิ า การพััฒนาตนเอง ชุุมชน สังั คม 5 สค21003 มััธยมศึึกษาตอนต้้น

อาจต้้องอาศััยผู้ร�้ ู้เ้� กี่�ยวกัับการวิิเคราะห์์ข้้อมููลเข้้ามาให้ค้ วามร่่วมมืือ ช่่วยเหลืือในการวิิเคราะห์์และเผยแพร่ข่ ้้อมููล แต่่ ขณะเดียี วกััน ประชาชนในชุุมชน ต้้องมีีส่ว่ นร่่วมเข้้ามาแลกเปลี่่ย� นเรียี นรู้้�เพื่อ�่ ให้เ้ กิดิ การเรียี นรู้ร�้ ่่วมกััน QR code วิชิ าการพััฒนาตนเอง ชุุมชน สังั คม สค21003 หมายเหตุุ : ให้้นัักศึึกษา ได้้ศึึกษาเพิ่่�มเติมิ จากหนังั สืือแบบเรียี น รายวิิชาการพััฒนาตนเอง ชุุมชน สัังคม สค21003 6 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า การพััฒนาตนเอง ชุมุ ชน สัังคม สค21003 มัธั ยมศึกึ ษาตอนต้้น

แบบทดสอบท้้ายบทเรียี น บทที่่� 2 คำ�ำ ชี้้�แจง จงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่�ถููกต้อ้ งที่่ส� ุดุ เพียี งข้อ้ เดีียว 1. ข้้อใดคืือความหมายของข้้อมููล ก. ข่่าวสารหรืือข้้อเท็็จจริิงที่่เ� กิดิ ขึ้้�นกับั สิ่�งต่า่ ง ๆ ข. ข้้อความที่่�บอกเล่า่ ต่อ่ กันั มา ค. ข้้อเท็็จจริงิ ที่่ส� ร้้างขึ้น�้ มา เพื่่�อโฆษณา ง. ไม่่มีีข้้อใดถููก 2. ข้้อใดให้้ความหมาย ข้้อมููลเชิงิ ปริิมาณ ถููกต้้องที่่�สุุด ก. ข้้อมููลที่่�เป็น็ รายละเอีียดทั่่�วไป ข. ข้้อมููลที่่ม� ีลี ักั ษณะแสดงตัวั เลข ค. ข้้อมููลที่่�ไม่แ่ สดงตัวั เลข เน้้นข้้อความ ง. ข้้อมููลที่่แ� สดงภาพ 3. หมู่่�บ้้านแห่ง่ หนึ่่ง� มีจี ํํานวนครััวเรืือน 350 ครััวเรืือน เป็น็ ข้้อมููลประเภทใด ก. ข้้อมููลเชิิงคุณุ ภาพ ข. ข้้อมููลเชิิงปริมิ าณ ค. ข้้อมููลผสมผสาน ง. ข้้อมููลเชิิงประสิทิ ธิิภาพ 4. ข้้อใดไม่่ใช่่ความสํําคััญและประโยชน์ข์ องข้้อมููล ก. เพื่่�อการเรีียนรู้้� ศึึกษา ค้้นคว้้า ข. เพื่่อ� นำำ�ไปใช้้ประโยชน์์เชิงิ ธุรุ กิิจ ค. เพื่อ�่ นำำ�ไปประกอบอาชีีพ ง. เพื่�่อปลููกฝัังคุุณสมบััติทิ ี่่�ดีงี าม 5. ข้้อมููลที่่เ� กี่�ยวข้้องกัับการพััฒนาชุุมชน คืือข้้อใด ก. ข้้อมููลด้้านเศรษฐกิจิ ข. ข้้อมููลด้้านประเพณีแี ละวัฒั นธรรม ค. ข้้อมููลด้้านการเมืือง การปกครอง ง. ถููกทุกุ ข้้อ เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า การพััฒนาตนเอง ชุุมชน สังั คม 7 สค21003 มัธั ยมศึกึ ษาตอนต้้น