Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์

รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์

Published by นายศตวรรษ จัตุมาศ, 2022-05-16 09:32:38

Description: รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

Search

Read the Text Version

64 1.2) ประวัตศิ าสตร๑ท๎องถน่ิ และภมู ินาม ชุมชนตาํ บลหัวดง จากการสัมภาษณ๑ และการบอกเลาํ ของผู๎เฒําผู๎แกํสมัยด้ังเดิม ตําบลหัวดงมีสภาพท่ัวไปเป็นปุาดงดิบมีสัตว๑ตําง ๆ อาศัยมากมาย หลังจากมีผ๎ูคนจากหลายพ้ืนที่ย๎าย ถ่ินฐานเข๎ามาจากเมืองเวียงจันทร๑ ประเทศลาว บางสํวนย๎ายมาจาก ลพบุรี สระบุรี หนองคาย และ ร๎อยเอด็ ผท๎ู ่อี พยพเขา๎ มามีหลายกลุํมชาติพันธุบ๑ างสวํ นเป็นคนไทยพวน คนไทยอีสานและคนจีนเข๎ามา อยํูในตําบลหัวดงจํานวนมากทําให๎เกิดการอยํูรํวมกันของคน เช้ือชาติ คือเชื้อชาติไทย เช้ือชาติจีน และเชอ้ื ชาติลาว แตลํ ะเชื้อชาติได๎นําวิถถี ่นิ ตําง ๆ เข๎ามากลายเปน็ วิถถี ่ินที่มีลักษณะของพหุวัฒนธรรม ที่สามารถอยํูรํวมกันได๎อยํางมีความสุข ได๎จับจองพื้นที่ทํางานหากิน สร๎างบ๎านเรือนอาศัยอยํูรํวมกัน นอกจากนพ้ี ้ืนทตี่ าํ บลหัวดงสํวนหนึ่งเป็นพน้ื ทีป่ าุ ท่ใี ชป๎ ลูกสรา๎ งเป็นพื้นท่ีอยํูอาศัยของชุมชน แตํก็ยังคง สภาพและอนรุ กั ษค๑ วามเป็นปุาซง่ึ มีความอุดมสมบูรณ๑ ชาวบ๎านจึงตงั้ ชื่อวาํ “บา๎ นหัวดง” 1.3) พฒั นาการต้ังถ่ินฐานของคนในชุมชน การปรับตัวเข๎ากับส่ิงแวดล๎อมและกระแส การเปลีย่ นแปลง ชุมชนหัวดงมีผ๎ูคนอาศัยอยํูกํอนปี พ.ศ. 2400 โดยมีหลักฐานทางโบราณคดี เกี่ยวกับการสร๎างวัดหัวดงในปี พ.ศ. 2413 (ที่มาจากหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรของกรมการ ศาสนา) โดยโบสถ๑เกาํ ที่วัดหัวดงเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมีรากฐานมากจากสมัยกรุงรัตนโกสินทร๑ ตอนต๎น คนหัวดงกลุํมแรกท่ีมาตั้งถ่ินคือคนหัวดงเชื้อสายไทย โดยใช๎พ้ืนที่ราบลํุมแมํนํ้านํานบริเวณท่ี เรียกวาํ หวั ดงมผี ๎ูคนอาศัยอยูจํ ํานวนหน่ึง ซึ่งเป็นกลํุมคนหัวดงเช้ือสายไทยจะประกอบอาชีพในการหา ของปุาลําสัตว๑ ทําเกษตรกรรมตําง ๆ และนําผลิตผลหรือสินค๎ามาแลกเปล่ียนบริเวณทําน้ําที่หัวดง บ๎านหัวดงนี้ใช๎เรียกท้ังบ๎านเรือนที่ต้ังทั้งสองฝ่ังแมํนํ้านําน อาศัยการคมนาคมโดยแมํน้ํานํานเป็นหลัก ในการเช่ือมตํอกับเมืองอ่ืน ๆ วัดหัวดงเป็นศูนย๑กลางของความศรัทธา ใช๎หลักธรรมคําสอนเป็นส่ิง หลอมหลวมคนหวั ดงให๎มีความสามัคคีกัน และเมอ่ื ปี พ.ศ. 2430 ผู๎คนจากลพบุรีได๎อพยพมาตั้งรกราก ในบริเวณพื้นท่ีด๎านทิศใต๎จากบ๎านหัวดงเรียกวําบ๎านน้ําโจนเหนือโดยการนําของ ตาเรือน นกขุนทอง อพยพมาจากบ๎านลําง บ๎านโพ จังหวัดลพบุรี ไดแ๎ กํครอบครัว ตาหํอ ยายไขํ, ยายไหม, นายธรรม นาง หยิน, ตาเบ้มิ ยายไพร แสงเพชร มาตั้งบ๎านเรือนอยูํบริเวณริมแมํน้ํานํานลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลํุม มี แหลงํ นาํ้ ใหญชํ ่อื วําบึงตาเพชร ใชเ๎ ปน็ ทส่ี ามารถทําการเกษตรซ่ึงแตํเดิมพื้นที่น้ีเป็นปุารก เมื่อเข๎ามาตั้ง บา๎ นเรอื นตอ๎ งมาขดุ ถางปาุ กันเพอื่ เปน็ ท่ปี ระกอบอาชีพทาํ นา 1.4) มรดกวัฒนธรรมชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม อาหาร ภูมิปัญญา การแตํงกาย ภาษา การแสดง ศิลปกรรม หัตถกรรม โบราณสถาน วิจิตรศิลป์ สุนทรียภาพในท๎องถ่ิน อัตลักษณ๑ ของท๎องถ่ิน โลกทัศน๑ ความเชื่อ พิธีกรรม จิตวิญญาณ ความสัมพันธ๑ของคนในชุมชนท๎องถิ่นและ ความสมั พนั ธ๑ของชมุ ชนกบั สง่ิ แวดล๎อมในธรรมชาตเิ หนือธรรมชาติและวิถีการดํารงชีวิต ชาวหัวดง มีความหลากหลายทางชาติพันธ๑ุ ได๎แกํ ไทย จีน และลาว อยํูรํวมกัน เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ได๎อยํางมีความสุข ชาวหัวดงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา จึงได๎รับการขัดเกลา จิตใจให๎มีความละเอียดอํอน มีการเคารพเช่ือฟังผ๎ูนํา ผ๎ูอาวุโส มีการปรับตัวมีการยอมรับในความ แตกตํางมีวัฒนธรรมความเช่ือทางขนบประเพณีที่แฝงด๎วยกุศโลบายที่ประกอบด๎วย คํานิยม ทัศนคติ พฤตกิ รรม จิตวิญญาณ และวิถีชีวิต ทําให๎สามารถสร๎างสรรค๑ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้ังในอดีตและ ปัจจุบันไว๎มากมาย ซ่ึงแบํงออกเป็น ๗ ด๎าน คือ ศิลปกรรม โบราณสถาน อุโบสถเกํา เกจิดังวัดหัวดง

65 ชํางฝีมือภูมิปัญญา หมอแผนไทยโบราณ และสมุนไพรไทย อาหารประจําถ่ิน ภาษากลํุมชาติพันธ๑ุ สุนทรียภาพในท๎องถิ่น ประเพณีความเช่ือ ซ่ึงได๎ได๎กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา มีการ ถํายทอดจากคนรํุนหน่ึงไปยังอีกคนรํุนหน่ึง เป็นส่ิงชาวหัวดงมีความภาคภูมิใจเกิดความร๎ูสึกมี อัตลักษณ๑ได๎แกํ ประเพณีแขํงขันเรือยาวชิงถ๎วยพระราชทาน ประเพณีทอดผ๎าปุาข๎าวสุก ประเพณี เทศกาลวันสารท (สารทจีน สารทพวน สารทลาวและสารทไทย) ประเพณีเล้ียงเจ๎าพํอได๎แกํ (เจ๎าพํอสุริวงศ๑เจ๎าแมํสีดา เจ๎าพํอขุนดําน ประเพณีไหว๎เจ๎าพํอปุณเถ๎ากง) ประเพณีทําบุญกลางบ๎าน ประเพณเี ทศนม๑ หาชาติ ประเพณีวนั สงกรานต๑ เปน็ ตน๎ 1.5) ปัญหาและแนวทางการบรหิ ารจดั การเพอื่ ฟื้นฟู อนุรักษ๑ ทรัพยากรชุมชนอยําง ยง่ั ยนื ไปพรอ๎ มกบั การใชเ๎ ปน็ ทนุ ในการรองรบั การทํองเท่ยี วของชมุ ชน ผ๎ูนําชุมชนตําบลหัวดงทํางานในพ้ืนที่ชุมชนโดยยึดหลัก “การมีส่วนร่วม” ซ่ึง เป็นการบริหารงานแบบรํวมคิด รํวมทํา รํวมนําไปใช๎ รํวมกันได๎รับประโยชน๑ เพื่อนําไปสํูการพัฒนา ชุมชนสูํการการทํองเที่ยวได๎อยํางมั่นคงย่ังยืน แตํในปัจจุบันพื้นท่ีตําบลหัวดง ยังคงมีปัญหาที่เป็น สาเหตุของการพฒั นาการทอํ งเที่ยวในพื้นที่ตาํ บลหัวดง ซง่ึ สํงผลกระทบการพฒั นาการทํองเที่ยว คือ 1. สังคมผู๎สูงอายุ ปัจจุบันตําบลหัวดงมีประชากรผ๎ูสูงอายุจํานวน 1,250 คน จากประชากรทั้งหมด 6,750 คน คิดเป็นร๎อยละ 18.51 ซึ่งนับวําเข๎าสูํสังคมผ๎ูสูงอายุ ซึ่งจะสํงผล กระทบให๎ปัจจัยการผลิตทางด๎านแรงงานลดลง ผลิตภัณฑ๑ภาคการผลิตลดน๎อยลง อาจสํงผลให๎เกิด การขาดแคลนแรงงาน ผ๎ูท่ีอยูํด๎วยในวัยทํางานต๎องทํางานมากข้ึนและต๎องรับภาระดูแลผ๎ูสูงอายุใน สัดสํวนท่ีเพิ่มข้ึน อาจทําให๎ผ๎ูสูงอายุขาดความอบอุํนหรือถูกทอดทิ้งได๎ นอกจากน้ันผ๎ูสูงอายุยังอาจมี ปัญหาเรื่องสุขภาพรํางกายที่เสื่อมโทรมไมํแข็งแรง แนวทางการบริหารจัดการฟื้นฟู คนในชุมชนทุก ภาคสํวนรํวมกันสํงเสริมให๎ความร๎ูแกํผ๎ูสูงอายุ สํงเสริมอาชีพ จัดกิจกรรมสุขภาพ จิตใจ อารมณ๑ และ สังคม รวมถึงรํวมกันจัดสภาพแวดล๎อมที่เหมาะสมให๎กับผู๎สูงอายุ ท้ังนี้เพื่อให๎ผ๎ูสูงอายุได๎อยูํอยํางมี ความสุขและลดปัญหาสงั คมผส๎ู ูงอายุ 2. การประกอบอาชีพหลักดา๎ นการเกษตรเพียงอยํางเดยี ว การที่ประชาชนของ ชาวตําบลหัวดงประกอบอาชีพหลักด๎านเกษตรกรเพียงอยํางเดียว โดยไมํมีอาชีพเสริมอาจสํงผล กระทบตํอปญั หาดา๎ นเศรษฐกิจกรณีที่เกิดภัยแล๎งหรืออุทกภัยหรือราคาผลิตผลการเกษตรตกตํ่า แนว ทางการบริหารจัดการฟื้นฟู สํงเสริมให๎ประชาชนคนหัวดง ทําอาชีพเสริมที่สามารถเผยแพรํแกํ นกั ทํองเท่ยี ว เพ่ือเป็นการสร๎างอาชีพ สร๎างโอกาส สรา๎ งรายไดใ๎ หก๎ ับครวั เรือน 3. การถํายทอดภมู ปิ ญั ญาท๎องถิน่ เด็กและเยาวชนรํุนใหมํไมํสนใจท่ีจะ ถํายทอดภมู ิปัญญาท๎องถ่ิน อาทิ ภูมิปญั ญาด๎านการขดุ เรือ ภูมิปัญญาการทอผ๎า ซึ่งจะสํงผลกระทบให๎ ภูมิปัญญาท่ีเราเคยมีมาสูญหายไป แนวทางการบริหารจัดการฟ้ืนฟู ผู๎นําชุมชน ชํวยกันสํงเสริมและ ถํายทอดภมู ิปัญญาให๎กับเด็กและเยาวชนในพ้ืนท่ี เพ่ือสร๎างสํานึกรักภูมิปัญญาที่เคยมีมาให๎คงอยูํและ ทําให๎เด็กและเยาวชนสามารถนําภูมิปัญญาที่ได๎รับการถํายทอด สร๎างงาน สร๎างโอกาส สร๎างอาชีพ สรา๎ งรายได๎ให๎กบั ตนเอง 4. การอพยพแรงงานเข๎าไปทํางานในเมืองใหญํ (กทม.) แนวทางการบริหารจดั การฟื้นฟู สํงเสรมิ ใหช๎ ุมชนมีการฝึกอบรมอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได๎ในครัวเรือน เชํน การทําพรมเช็ดเท๎า การสานตะกร๎าจากเส๎นพลาสติก การทําปลา

66 เกลือแดดเดียว การทําข๎าวปลอดสารพิษ การสํงเสริมผลิตภัณฑ๑ในชุมชนให๎เป็นเอกลักษณ๑ ทั้งนี้ เพอ่ื ใหส๎ ินค๎าและผลิตภัณฑใ๑ นชมุ ชนสามารถขายแกํนักทํองเท่ียวเพ่ือสร๎างรายได๎ สร๎างอาชีพให๎กับคน ในชุมชนและชุมชนจะเขม๎ แข็งและย่งั ยนื บนพื้นฐานของทนุ ศกั ยภาพของคนในชมุ ชน 5. ขาดการประชาสมั พนั ธ๑การทํองเทย่ี วในพ้ืนที่ตําบลหวั ดง แนวทางการบรหิ ารจัดการฟ้ืนฟู คนในชุมชนต๎องชํวยกันเผยแพรํข๎อมูลการ ทํองเทย่ี ว เชํน ของดี ของเดนํ ในพนื้ ท่ตี ําบลหัวดง เพอ่ื ให๎นกั ทอํ งเท่ยี วหรือบุคคลภายนอกได๎รบั ทราบ 1.6) เทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรจากอดีตกลายมาเป็นภูมิปัญญาวิวัฒน๑ใน ปจั จุบัน เทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรจากอดีตกลายมาเป็นภูมิปัญญาวิวัฒน๑ใน ปัจจุบัน คือ อุปกรณ๑หาปลาในทํุงนาของชุมชนตําบลหัวดง ท่ีในปัจจุบันน้ีได๎นําวัสดุมาดัดแปลงให๎มี ความทนั สมยั มากข้ึน มคี วามสะดวกสบายมากข้ึน เชํน ลอบ ต๎ุมดักปลา สวิง โพงพาง ลันดักปลาไหล ช๎อนสน่ัน ช๎อนขาคีม เบ็ดระแวง เบ็ดราวข๎าวลอย เบ็ดราวข๎าวจม เบ็ดธง ฉมวก แห ข๎องใสํปลา อีจ๎ู สุมํ อวนดักปลา ตวั กดขนมจนี ครก ธปู สมุนไพรไลํยงุ น้าํ หมกั จุลินทรีย๑ เป็นต๎น 1.7) กระบวนการเรยี นรูแ๎ ละพฤตกิ รรมการเรียนรู๎ การถํายทอดภูมปิ ญั ญา ในชํวงปี พ.ศ. 2504 นายคุ๎ม เมืองเหลือ ได๎ดํารงตําแหนํงแพทย๑ประจําตําบล เป็นคนแรกของตําบลหัวดง โดยเป็นผู๎มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะแผนไทย สาขาเวชกรรมและ เภสัชกรรม โดยทํานได๎มชี ื่อเสยี งในการรักษาโรคเป็นอยํางมากมีผ๎ูคนที่เจ็บปุวยเข๎ามารักษาโรคทุกวัน โดยหมอคุ๎มได๎สร๎างบ๎านหลังมีขนาดใหญํ ซึ่งสามารถรับคนเจ็บปุวยมาอยูํในการรักษาอยูํนับ 10 กวํา ครอบครัว ซึ่งในสมัยนั้นการคมนาคมไมํสะดวกคนเจ็บปุวยเดินทางมาไกลด๎วยความลําบากจึงไมํ สามารถเดนิ ทางไปกลับไดท๎ ํานหมอคมุ๎ ทาํ นสงสารผู๎คนท่ีเจบ็ ปวุ ยจึงให๎การอนุเคราะห๑ หมอค๎ุม เมืองเหลือ รักษาคนเจ็บปุวยด๎วยยาสมุนไพรไทยและสมุนไพรจีน โดย ได๎ดําเนินการปรุงยาท่ีบ๎านเจ๏กฉั่ว และนํามาทําการรักษาให๎ผ๎ูเจ็บปุวยท่ีบ๎าน โดยหมอคุ๎ม เมืองเหลือ มีช่ือเสียงมากในการรักษาโรคอัมพฤกษ๑ อัมพาต มีตัวยาสูตรพิเศษ บางกรณีคนไข๎ที่ไปรักษา โรงพยาบาลแล๎วอาการไมํดีขึ้นสํงกลับมานอนที่บ๎านญาติพี่น๎องนํามาให๎หมอค๎ุม เมืองเหลือ สามารถ รกั ษาใหช๎ วํ ยเหลือตนเองได๎ไมเํ ปน็ ภาระให๎แกํครอบครัว ทํานจงึ เป็นผู๎ท่ีประชาชนท่ัวไปให๎ความเคารพ นับถือเป็นอยํางมากหมอค๎ุม เมืองเหลือ ได๎ถึงแกํกรรมเม่ือวันท่ี 11 กุมภาพันธ๑ 2524 ซ่ึงตลอดชีวิต การทาํ งานในการเป็นหมอรกั ษาคนเจบ็ ปวุ ยมาเปน็ เวลา 27 ปี ตั้งแตํปี พ.ศ. 2497 ทํานได๎ทุํมเทรักษา คนเจ็บปุวยโดยมิได๎หวังคํารักษาแตํอยํางใดทํานเก็บคํารักษาน๎อยมากหรือไมํเก็บเลยโดยจิตใจของ ทาํ นเปย่ี มไปด๎วยเมตตาปราณแี กํผูย๎ ากจนทเ่ี ดินทางมาจากพืน้ ท่ีไกลตาํ ง ๆ ในปัจจบุ นั ผู๎ที่สบื ทอดวชิ าแพทย๑แผนไทย-จนี (โบราณ) ได๎แกํนายชํอ เมืองเหลือ ซ่ึงเป็นหลานชายโดยเปรียบเสมือนบุตรคนหนึ่ง ได๎นําตําราและวิชาความร๎ูจากการเลําเรียนจากหมอ ค๎ุม เมืองเหลือ มารักษาผู๎เจ็บปุวยเป็นเวลากวํา 30 ปี และก็เป็นผู๎มีชื่อเสียงโดํงดังไมํแพ๎ทํานหมอคุ๎ม เมืองเหลือ โดยเฉพาะทํานเกํงในเร่ืองรักษาโรคอัมพฤกษ๑ อัมพาต เป็นพิเศษสามารถชํวยเหลือผู๎ เจ็บปุวยให๎มีอาการดีข้ึนมาเป็นจํานวนมาก โดยพืชสมุนไพรที่รักษาโรคตามตําราของหมอค๎ุม เมือง เหลือ เชํน 1) ยาแก๎หญิงตกเลือด ทํานให๎เอาหญ๎าปากควาย หญ๎าแพรก ใบคนดินสอ คัดค๎าว ใบสะหริด พริกไทย ขงิ กระเทยี ม ตม๎ กนิ แก๎ตกเลือด 2) ยาบํารงุ เลือด ราํ งกายผอมตัวเป็นสะเก็ด ทําน

67 ให๎เอา เจตมูลเพลิง ดองดึง พริกไทย ขิงแห๎ง เลือดแรต ต๎มก็ได๎ บดก็ได๎ 3) ยาบํารุงเลือดหญิง ประจําเดือนมาผิดปกติ เอาแกํนมะหาด แกํนปรู ฝักส๎มปุอย ใบมะขาม ต๎มเอานํ้า 3 น้ํา เอาเหล๎า 1 ทะนาน ดองไว๎กินปลูกเลือด 4) ยาบํารุงเลือดนารายณ๑แหกอก เอาพริกไทย ขิง ดีปรี กระทือ กระเทียม ไพล ขํา ขม้ินอ๎อย ใบไผํปุา ตําผงละลายในสุราก็ได๎ นํ้าส๎มก็ได๎ ทานหาย 5) ยาแก๎หญิงอยูํ ไฟไมํได๎เป็นบ๎าเลือดดังผีเข๎า เอาเบ็งญะมาด ไพล ใบไฝุปุา ตําลายนํ้ากินหาย ขับเลือดด๎วย 6) ยาอายุวัฒนะ สมอพิเภก ดีปรี โสมไทย ตากแห๎ง บดผสมนํ้าผึ้งปันลูกกรอนกินอายุยืน 7) ลูกประคบแผนโบราณรักษาโรคอัมพฤกต๑ อัมพาต ทํานให๎เอาใบยอ ใบผักเส้ียนผี ใบพลับพลึง พมิ เสน การบรู ตําผสมกันทําลูกประคบ นึง่ น้าํ ร๎อนนํามาประคบสํวนท่ีอํอนแรงดีขึ้น (กํอนนํามาทําลูก ประคบต๎องขออนญุ าตตน๎ ไม๎กอํ นเดด็ ใบมาทาํ ยาบอกชอื่ ผู๎ปุวยด๎วย) กิจกรรมที่ 8 จัดเวทีคืนข๎อมูลให๎ชุมชนในรูปแบบการประชุมตัวแทนครัวเรือน 9 หมูํบ๎านของตาํ บลหวั ดง เพ่อื ยืนยันและสอบทานข๎อมูลที่คน๎ พบ 8.1 วตั ถปุ ระสงค๑ของการดาํ เนนิ กิจกรรม 1) ตรวจสอบ เติมเต็มปรับปรุงแก๎ไขข๎อมูลที่ทีมวิจัยชุมชนสืบค๎นมาได๎เพ่ือความ ถกู ตอ๎ งเหมาะสมท่จี ะนําไปใช๎เปน็ ฐานในการพัฒนา CBT 2) หารือชุมชนและภาคีเครือขํายที่เกี่ยวข๎องรํวมแลกเปลี่ยนหาข๎อสรุปข๎อมูลทุนท่ี ถกู ตอ๎ งเหมาะสมของชุมชน 3) ผลการตัดสนิ ใจของชมุ ชนท่ีมีความพร๎อมใจกัน (ตกลงใจรํวมกนั )ทีจ่ ะเปิดหมบูํ า๎ น รบั การทํองเที่ยวหรือไมอํ ยาํ งไร 4) รวํ มหารอื กาํ หนดอัตลกั ษณ๑หรือจินตภาพทางการทํองเทีย่ วของชุมชนเบ้อื งต๎น 8.2 สถานท่ีดาํ เนนิ กิจกรรม ณ วัดหัวดง ตําบลหวั ดง อาํ เภอเมอื งพิจิตร จงั หวัดพิจิตร 8.3 ผ๎เู ข๎ารํวมกิจกรรม 1) ทีมวจิ ัยชุมชน 2) ภาคเี ครอื ขาํ ยที่เก่ยี วข๎อง 3) พี่เล้ียงนักวจิ ัย 4) ปราชญช๑ ุมชน 5) นกั วชิ าการในและนอกพืน้ ที่ 8.4 วิธีดาํ เนนิ กจิ กรรม 1) จดั เวทคี ืนขอ๎ มูลชุมชน ตามโครงการบริหารจดั การการทอํ งเท่ียวมรดกวัฒนธรรม ชมุ ชนบนความหลากหลายชาติพันธุ๑โดยเครือขํายชุมชนตําบลหัวดง โดยกิจกรรมดังกลําวมีกําหนดให๎ ผู๎นําชุมชน วัดในพื้นที่ หนํวยงานราชการ รพสต. โรงเรียนในพ้ืนที่และชุมชนในพื้นท่ีตําบลหัวดง ได๎ รํวมแลกเปล่ียนและรํวมให๎ข๎อมูลเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมชุมชนของตําบลหัวดง เข๎ารํวมรับฟังข๎อมูล รํวมตรวจสอบ รํวมแลกเปล่ียนเรียนร๎ูและให๎ข๎อมูลเก่ียวกับมรดกวัฒนธรรมชุมชนของตําบลหัวดงใน วันท่ี 8 กมุ ภาพนั ธ๑ 2562 เวลา 08.30 - 13.00 น. ณ ศาลาการเปรียญวัดหัวดง ตําบลหัวดง รวมถึงมี

68 การจัดนิทรรศการและออกบูธแสดงสินค๎าและผลิตภัณฑ๑ของชุมชน เชํน ขนมจีน ลูกเดือยปลาเค็ม แดดเดียว ขนกครก ขนมขี้มอด ผักพื้นบ๎าน ข๎าวต๎มมัดผลิตภัณฑ๑ผู๎สูงอายุ (สบูํ ยาสระผม ฯ)จักสาน เส๎นพลาสติก แชํนํ้าสมุนไพร สมุนไพร (ปูาแจ๐ว) เรือจิ๋วและกําหนดให๎มีพิธีเปิดกิจกรรมเวทีคืนข๎อมูล ชุมชนโดยมีการแสดง 3 เชื้อชาติ (แคน กลองยาว สิงโต) และจัดให๎มีเวทีเสวนากิจกรรมตามประเด็น 7 ประเด็น ด๎วยการเวียนฐาน 7 ประเด็น ๆ ละ 15 นาที โดยมีทีมวิจัยชุมชนผู๎รับผิดชอบแตํละ ประเดน็ ดงั น้ี ประเด็นท่ี 1 ภูมิศาสตร๑กายภาพและนิเวศวิทยาท๎องถ่ิน (นายนเรศ อินทโชติ ผ๎ูรับผิดชอบ) ประเด็นท่ี 2 ประวัติศาสตร๑ท๎องถ่ินและภูมินาม (นางสาวขวัญเรือน ศรีบุญเรือง ผ๎ูรบั ผดิ ชอบ) ประเด็นท่ี 3 พัฒนาการต้ังถ่ินฐานของคนในชุมชนการปรับตัวเข๎ากับสิ่งแวดล๎อมและ กระแสการเปล่ยี นแปลง ประเดน็ ที่ 4 มรดกวัฒนธรรมชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม อาหาร ภูมิปัญญา การแตํงกาย ภาษา การแสดง ศิลปกรรม หัตถกรรม โบราณสถาน วิจิตรศิลป์ สุนทรียภาพในท๎องถิ่น อัตลักษณ๑ของทอ๎ งถิ่น โลกทัศน๑ ความเชื่อ พิธีกรรม จติ วิญญาณ ความสัมพันธ๑ของคนในชุมชนท๎องถิ่น และความสมั พนั ธ๑ของชุมชนกบั ส่งิ แวดล๎อมในธรรมชาตเิ หนือธรรมชาติและวิถีการดํารงชีวิต (โดยนาย บรรเทิง ศรีนาก, นายบัญญัติ แกล๎วเกษตรกรณ๑) ประเด็นที่ 5 ปัญหาและแนวทางการบริหารจัดการ เพ่ือฟ้ืนฟู อนุรักษ๑ทรัพยากรชุมชนอยํางยั่งยืนไปพร๎อมกับการใช๎เป็นทุนในการรองรับการทํองเท่ียว ของชุมชน (นางสาวจนั มาลี จนั ทร๑มะลิ ผรู๎ ับผิดชอบ) ประเด็นที่ 6 เทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากร จากอดีตกลายมาเป็นภูมิปัญญาวิวัฒน๑ในปัจจุบัน (นางสาวศิริเพ็ญ บุญปูุ) ประเด็นท่ี 7 กระบวนการ เรียนร๎ูและพฤติกรรมการเรียนร๎ู การถํายทอดภูมิภูมิปัญญา (นายประภาส กายเพ็ชร, นางสาววรีร๑ ลกั ษณ๑ เจรญิ เสียง ผรู๎ ับผดิ ชอบ) และมีการสรุปภาพรวมเวทีการคืนข๎อมูลชุมชน 7 ประเด็น โครงการ การบริหารจัดการการทํองเที่ยวมรดกวัฒนธรรมชุมชนบนความหลากหลายชาติพันธ๑ุโดยเครือขําย ชุมชนตําบลหวั ดง (โดยแพทย๑หญิง ดร.วณิชชา ภทั รประสิทธิ์) 8.5 ผลการดําเนนิ กจิ กรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง จัดเวทีคืนข๎อมูลให๎ชุมชนในรูปแบบการประชุมตัวแทนครัวเรือน 9 หมํูบ๎านของตําบลหัวดง เมื่อวันศุกร๑ท่ี 8 กุมภาพันธ๑ 2561 เวลา 09.00 น. ณ ศาลาการเปรียญ วดั หัวดง เพือ่ ยืนยันและสอบทานข๎อมูลที่ค๎นพบ โดยมผี ลการดําเนนิ กิจกรรม สรปุ ได๎ 7 ประเดน็ ดังนี้ ประเด็นท่ี 1 ภมู ิศาสตร๑กายภาพและนิเวศวิทยาของถ่ิน ประชาชนสํวนใหญํเห็นด๎วยกับ ข๎อมูลที่ศึกษา และประชาชนให๎เพิ่มเติมคือเร่ืองเศรษฐกิจ เชํน การปลูกดอกรัก ดอกดาวเรืองและ ดอกมะลิ ประเดน็ ท่ี 2 ประวตั ิศาสตร๑ท๎องถนิ่ และภูมนิ าม ประชาชนในพ้ืนทเี่ สนอให๎เพ่ิมเติมข๎อมูล บุคคลสําคัญ เชํน พระครูบุญธรรมรส เจ๎าอาวาสคนแรกของวัดหัวดง เป็นผ๎ูริเร่ิมขุดดินในที่แห๎ง หน๎าแล๎งไมํมีนํ้าใช๎และเลํนในงานประเพณีสงกรานต๑ นายสําเภา สดสี มอบที่ดินให๎สร๎างวัดหัวดง ค๎นคว๎าเพ่ิมเติมแผนที่ตําบลหัวดงและหมํูบ๎านตําง ๆ รวมไปถึงการค๎าขายของคนจีนแต๎จ๋ิวขายผ๎า คนจีนแคะขายทอง คนจีนไหหลําขายกาแฟและข๎าวสาร

69 ประเด็นที่ 3 พัฒนาการต้ังถิ่นฐานของคนในชุมชนการปรับตัวเข๎ากับส่ิงแวดล๎อมและ กระแสการเปล่ียนแปลง สาเหตุของไฟไหม๎เกิดจากไฟฟูาลัดวงจร หมอคนแรกของสุขศาลาคือหมอ สุภา ทับมั่น (หมอพรหม) หาข๎อมูลเพ่ิมเติมของการทําข๎าวนึ่ง (น่ึงท้ังข๎าวเปลือก) ผู๎อํานวยการ โรงเรียนคนแรกของโรงเรียนหวําหมิน คือ นายพิบูลย๑ วิบูลย๑ญาน สะพานหัวดงนฤมิต ไมํใชํเพียงใช๎ สัญจรขนถํายสนิ ค๎าแตวํ าํ เปน็ ที่ถาํ ยรูปเปน็ สนามเด็กเลํนเป็นที่พบประพูดคุยกันของคนในชมุ ชน ประเด็นท่ี 4 มรดกวัฒนธรรมชุมชน ประเพณี วัฒนธรรมอาหาร ภูมิปัญญา การแตํง กายภาษา การแสดง ศิลปกรรม หัตถกรรม โบราณสถาน วิจิตรศิลป์ สุนทรียภาพในท๎องถิ่น อัตลักษณ๑ของท๎องถิ่น โลกทัศน๑ ความเชื่อพิธีกรรม จิตวิญญาณความสัมพันธ๑ของคนในชุมชนท๎องถ่ิน และความสัมพันธ๑ของชุมชนกับส่ิงแวดล๎อมในธรรมชาติเหนือธรรมชาติและวิถีการดํารงชีวิต ประชาชนในพื้นท่ีไมํได๎สะท๎อนข๎อมูลเพ่ิมเติม เนื่องจากการศึกษาค๎นคว๎าของทีมวิจัยชุมชนคํอนข๎าง สมบูรณ๑ ประเด็นท่ี 5 ปัญหากระบวนการบริหารจัดการเพ่ือฟ้ืนฟูอนุรักษ๑ทรัพยากรชุมชนอยําง ยังยืนไปพร๎อมกับการใช๎เป็นทุนในการรองรับการทํองเท่ียวของชุมชนตําบล ประชาชนต๎องการให๎ ชุมชนได๎ถํายทอดภูมิปัญญาให๎กับเยาวชนโดยได๎รับการสนับสนุนด๎านงบประมาณ และเสนอให๎เน๎น การประชาสัมพันธ๑ อาหาร ภมู ิปัญญาท๎องถิน่ แหลํงทอํ งเทย่ี ว ประเด็นท่ี 6 เทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรจากอดีตแตํมันเป็นภูมิปัญญาวิวัติใน ปัจจุบัน ประชาชนในพื้นที่ไมํได๎สะท๎อนข๎อมูลเพ่ิมเติม เนื่องจากทีมวิจัยชุมชนได๎ทําการศึกษาค๎นคว๎า คํอนขา๎ งสมบรู ณ๑ ประเด็นที่ 7 กระบวนการเรียนรู๎และพฤติกรรมการเรียนร๎ูการถํายทอดภูมิปัญญา ประชาชนในพ้นื ทเ่ี สนอวําเด็กและเยาวชนในพน้ื ที่ยังไมํรู๎จักขนมโบราณ เชนํ ขนมข้มี อด ขนมข๎าวแตน มะพรา๎ ว ขอ๎ สังเกตจากการคนื ข๎อมลู ชมุ ชนหวั ดง 1. กระบวนการใหแ๎ ละคนื ขอ๎ มลู - การเวียนฐานเร็วไป นาํ เสนอถงึ 7 รอบ ยงั นําเสนอไมคํ รบถ๎วนเนื่องจากติดข๎อจํากัด เร่ืองเวลาทําให๎ไมํได๎รับข๎อมูลย๎อนกลับ การแก๎ไขปัญหา อาจมีการยุบฐานรวมกัน ให๎เวลาแตํละฐาน มากขนึ้ ผ๎เู ข๎ารวํ มกิจกรรมสวํ นใหญํ คือ นกั เรยี นและครู ผู๎สูงอายุ และการมีสํวนรํวมจากผ๎ูนําในท๎องท่ี มีคอํ นข๎างน๎อย 2. วธิ กี ารที่ทําให๎ผน๎ู ําเห็นความสําคญั ในการมารวํ มกิจกรรม เลือกวันที่มีการประชุมของ ผน๎ู ําชมุ ชน 3. ภาคีรํวมมอื : บวร (บา๎ น วดั โรงเรียน) 4. คนเรมิ่ กลบั มาใช๎ของดใี นพน้ื ถิ่น 5. ผใ๎ู หข๎ อ๎ มูลสามารถนาํ เสนอขอ๎ มลู ได๎ดี และสามารถรับข๎อมูลสะทอ๎ นกลบั ได๎ดี 6. การพัฒนาสอ่ื Animation เพือ่ ความเขา๎ ใจท่ีงํายขึ้น 7. การตอํ ยอดชน้ิ งานจากการเรยี นร๎ขู องนักเรียนเป็นนวัตกรรม 8. ความภาคภมู ใิ จในการทาํ งาน

70 วิดิทัศน๑ทํองเที่ยวตําบลหัวดง ต๎องมีการเพิ่มบทบรรยาย เพิ่มสถานท่ีถํายทํา ส่ิงที่ ต๎องการสื่อความหมาย อัดเสียงใหมํให๎ชัดขึ้น ปรับภาพในวีดีทัศน๑ให๎มีความเหมาะสมมากขึ้น เพิ่ม ผลิตภัณฑช๑ มุ ชน ภูมิปัญญาพนื้ บ๎าน ส่ิงที่ต๎องดําเนินการตํอ การหาอัตลักษณ๑ การสร๎างเส๎นทางทํองเที่ยว การทดสอบ เส๎นทางทํอง แผนท่ีเส๎นทางชุมชน จุดแวะ ตารางกิจกรรม เชํน กิจกรรมท่ี 1 บรรยาย สาธิต ปฏิบัติ (ใช๎เวลาเทําไหรํ) การเดินทางใช๎เวลาเทําไหรํ กิจกรรมที 2 บรรยาย สาธิต ปฏิบัติ (ใช๎เวลาเทําไหรํ) กิจกรรมท่ี 3 บรรยาย สาธิต ปฏบิ ตั ิ (ใช๎เวลาเทําไหรํ) เป็นต๎น จดุ เดํนตําบลหัวดง คอื อาหารและภมู ปิ ัญญา กิจกรรมที่ 9 จัดประชุมวิจัยสรุปผลการศึกษาสืบค๎นด๎านทรัพยากรการทํองเท่ียวของ ตําบลหัวดง วิเคราะห๑ ขอ๎ มูลที่เปน็ ผลสรปุ จากการศกึ ษาสบื ค๎น เพอื่ ค๎นหาอัตลักษณ๑ชุมชนตําบลหัวดง 9.1 วัตถุประสงค๑ของการดาํ เนนิ กจิ กรรม 1) หารอื จดั ทําข๎อสรุปผลการเกบ็ ขอ๎ มูล/วิเคราะหข๑ อ๎ มลู 2) หารือกาํ หนดอตั ลกั ษณข๑ องชมุ ชน 3) แลกเปล่ียนหาข๎อสรุปจุดเดํน จุดด๎อย โอกาส ข๎อจํากัดของชุมชนท่ีจะพัฒนา CBT 4) คัดสรรกําหนดทรัพยากรทอํ งเทย่ี วชุมชนท่ีโดดเดนํ ทีจ่ ะนาํ มาใช๎พฒั นา CBT 9.2 สถานทดี่ าํ เนนิ กิจกรรม ณ หอ๎ งประชมุ องค๑การบริหารสวํ นตาํ บลหัวดง อําเภอเมอื งพิจติ ร จังหวดั พจิ ิตร 9.3 ผูเ๎ ข๎ารํวมกิจกรรม 1) ทีมวจิ ัยชุมชน 2) ผูร๎ ับผดิ ชอบสรุปแตํละประเด็น 3) ภาคีเครอื ขําย 4) พเ่ี ลย้ี ง 5) นกั วิชาการ 6) ปราชญ๑ชุมชน ผู๎อาวุโส แกนนํา 9.4 วธิ ดี ําเนนิ กิจกรรม 1) จดั ประชมุ 2) แบํงหนา๎ ทีร่ บั ผิดชอบการเขียนสรุปรายงานการเก็บข๎อมลู แตํละประเด็น 9.5 ผลการดําเนนิ กิจกรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง มีเอกสารที่เป็นผลสรุปแตํละประเด็นที่เกิดจากการดําเนินการ ของผ๎ูท่ีรับผิดชอบการพิมพ๑และได๎ข๎อสรุปที่เป็นอัตลักษณ๑ของชุมชนจากทุนที่สืบค๎น โดยชุมชนตําบล หัวดง จากการสัมภาษณ๑และการบอกเลําของผู๎เฒําผ๎ูแกํสมัยดั้งเดิม ผ๎ูคนจากหลายพ้ืนท่ีย๎ายถิ่นฐาน เข๎ามาจากเมืองเวียงจันทร๑ ประเทศลาว บางสํวนย๎ายมาจาก ลพบุรี สระบุรี หนองคาย และร๎อยเอ็ด ผ๎ูที่อพยพเข๎ามามีหลายกลุํมชาติพันธุ๑บางสํวนเป็นคนไทยพวน คนไทยอีสานและคนจีนเข๎ามาอยูํใน ตําบลหัวดงจํานวนมากทําให๎เกิดการอยํูรํวมกันของคน 3 เช้ือชาติ คือเช้ือชาติไทย เชื้อชาติจีน และ

71 เชื้อชาติลาว กํอเกิดการดําเนินชีวิตในรูปแบบ “ชุมชนสามวัฒนธรรมหรือพหุวัฒนธรรม” คือ วัฒนธรรมเช้ือสายไทย วัฒนธรรมเชื้อสายจีน และวัฒนธรรมเช้ือสายลาว มีอัตลักษณ๑ที่โดดเดํน คือ “ชมุ ชนพหวุ ฒั นธรรม” เปน็ ชุมชนท่ีแตํละเชือ้ ชาติไมวํ าํ จะเปน็ ไทย จีน ลาว ไดน๎ าํ วถิ ีถิ่นตําง ๆ เข๎ามา กลายเป็นวิถีถ่ินท่ีมีลักษณะของพหุวัฒนธรรมท่ีสามารถอยํูรํวมกันได๎อยํางมีความสุข ได๎จับจองพ้ืนที่ ทํางานหากิน สร๎างบา๎ นเรอื นอาศัยอยรูํ ํวมกัน ทัง้ น้ีชาวหัวดงยึดม่ันในพระพุทธศาสนา จึงได๎รับการขัด เกลาจติ ใจให๎มคี วามละเอียดออํ น มกี ารเคารพเช่ือฟังผน๎ู ํา ผ๎ูอาวโุ ส มีการปรับตัวมีการยอมรับในความ แตกตํางมีวัฒนธรรมความเชื่อทางขนบประเพณีท่ีแฝงด๎วยกุศโลบายท่ีประกอบด๎วย คํานิยม ทัศนคติ พฤติกรรม จติ วิญญาณ และวิถีชีวิต ทําให๎สามารถสร๎างสรรค๑ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้ังในอดีตและ ปัจจุบันไว๎มากมาย ซึ่งแบํงออกเป็น ๗ ด๎าน คือ ศิลปกรรม โบราณสถาน อุโบสถเกํา เกจิดังวัดหัวดง ชํางฝีมือภูมิปัญญา หมอแผนไทยโบราณ และสมุนไพรไทย อาหารประจําถ่ิน ภาษากลํุมชาติพันธ๑ุ สุนทรียภาพในท๎องถ่ิน ประเพณีความเช่ือ ซึ่งได๎ได๎กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา มีการ ถํายทอดจากคนรํุนหนึ่งไปยังอีกคนรํุนหน่ึง เป็นสิ่งชาวหัวดงมีความภาคภูมิใจและสามัคคีกัน ได๎แกํ ประเพณีแขํงขันเรือยาวชิงถ๎วยพระราชทาน ประเพณีทอดผ๎าปุาข๎าวสุก ประเพณีเทศกาลวันสารท (สารทจีน สารทพวน สารทลาวและสารทไทย) ประเพณีเลี้ยงเจ๎าพํอได๎แกํ (เจ๎าพํอสุริวงศ๑เจ๎าแมํสีดา เจ๎าพํอขุนดําน ประเพณีไหว๎เจ๎าพํอปุณเถ๎ากง) ประเพณีทําบุญกลางบ๎าน ประเพณีเทศน๑มหาชาติ ประเพณีวนั สงกรานต๑ กิจกรรมท่ี 10 จัดประชุมทีมวิจัย แกนนําชุมชน ปราชญ๑ชาวบ๎าน นักวิชาการ ภาคี เครอื ขํายทเ่ี กีย่ วขอ๎ ง รวํ มหารอื เพือ่ เก็บขอ๎ มลู เพ่มิ เตมิ 10.1 วัตถปุ ระสงค๑ของการดําเนนิ กจิ กรรม 1) หารือประเด็น ขอบเขตเนื้อหาที่เป็นบริบทของแตํละพื้นที่ซ่ึงอยูํในขอบเขต พ้ืนท่ที จ่ี ะใช๎วจิ ยั 2) ให๎ผ๎ูใหญํบ๎านที่เป็นแกนนําชุมชนแจ๎งลูกบ๎านอํานวยความสะดวกในการลง พ้นื ทเี่ กบ็ ขอ๎ มลู ของทีมวิจยั ชุมชน 10.2 สถานทีด่ ําเนินกจิ กรรม ณ ทีท่ ําการองค๑การบริหารสวํ นตําบลหวั ดง อาํ เภอเมอื งพิจติ ร จงั หวัดพิจติ ร 10.3 ผูเ๎ ขา๎ รวํ มกจิ กรรม 1) ผร๎ู ู๎ ผู๎อาวุโส ปราชญช๑ าวบา๎ น แกนนาํ ชุมชน 2) เครือขํายนักวิจยั 3) ภาคีเครือขาํ ยทเ่ี ก่ยี วข๎อง 4) พีเ่ ลี้ยงนักวจิ ัย 10.4 วธิ ีดาํ เนนิ กิจกรรม 1) ทําหนังสือเชิญเข๎ารวํ มการประชุม 2) ประสานทีมวิจัยเข๎ารวํ มการประชมุ 3) จดั ประชุม 10.5 ผลการดาํ เนินกจิ กรรม

72 ทมี วจิ ัยชมุ ชนหัวดง ได๎ขอบเขตพ้ืนที่ เนื้อหากลํุมเปูาหมายท่ีจะเก็บข๎อมูลทุติยภูมิ และปฐมภูมิของพน้ื ทใ่ี นชมุ ชน กิจกรรมท่ี 11 ประชมุ ทมี วจิ ยั ชมุ ชนเพ่ือเตรยี มการประชุมกาํ หนดอตั ลักษณ๑ชมุ ชน 11.1 วตั ถุประสงค๑ของการดาํ เนนิ กิจกรรม 1) หารอื กําหนดอตั ลักษณข๑ องชุมชน 2) แลกเปลย่ี นหาข๎อสรุปจดุ เดํน จุดดอ๎ ย โอกาส ขอ๎ จํากัดของชุมชนท่จี ะพฒั นา CBT 3) คัดสรรกําหนดทรัพยากรทอํ งเท่ยี วชุมชนทีโ่ ดดเดนํ ทจ่ี ะนํามาใช๎พัฒนา CBT 11.2 สถานทีด่ าํ เนนิ กิจกรรม ณ หอ๎ งประชุมองค๑การบริหารสํวนตําบลหวั ดง อําเภอเมืองพจิ ิตร จังหวดั พิจติ ร 11.3 ผู๎เขา๎ รํวมกิจกรรม 1) ทมี วิจยั ชมุ ชน 2) ทีมวิจัย 3) ภาคเี ครอื ขําย 4) พ่เี ลี้ยง 5) นักวชิ าการ 6) ปราชญช๑ ุมชน ผู๎อาวุโส แกนนํา 11.4 วิธดี าํ เนินกจิ กรรม 1) ประสานทมี วจิ ัยเข๎ารวํ มการประชมุ เชงิ 2) หนังสอื เชิญเข๎ารวํ มการประชุมเชิง 3) ประสานอาจารยพ๑ ่ีเลี้ยงเกี่ยวกบั กําหนดอตั ลักษณช๑ มุ ชน 4) จดั ประชุม 11.5 ผลการดาํ เนนิ กจิ กรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง ได๎ข๎อสรุปที่เป็นอัตลักษณ๑ของชุมชนจากทุนท่ีสืบค๎นในพื้นที่ตําบล หัวดง คือ จากการสัมภาษณ๑และการบอกเลําของผู๎เฒําผ๎ูแกํสมัยด้ังเดิม ผ๎ูคนจากหลายพ้ืนท่ีย๎ายถิ่น ฐานเข๎ามาจากเมืองเวียงจันทร๑ ประเทศลาว บางสํวนย๎ายมาจาก ลพบุรี สระบุรี หนองคาย และ รอ๎ ยเอด็ ผท๎ู ี่อพยพเข๎ามามหี ลายกลมํุ ชาติพันธุ๑บางสวํ นเปน็ คนไทยพวน คนไทยอีสานและคนจีนเข๎ามา อยูํในตําบลหัวดงจํานวนมากทําให๎เกิดการอยํูรํวมกันของคน 3 เชื้อชาติ คือเชื้อชาติไทย เชื้อชาติจีน และเช้ือชาติลาว กํอเกิดการดําเนินชีวิตในรูปแบบ “ชุมชนสามวัฒนธรรมหรือพหุวัฒนธรรม” คือ วัฒนธรรมเชื้อไทย วัฒนธรรมเชื้อจีน และวัฒนธรรมเช้ือลาว มีอัตลักษณ๑ท่ีโดดเดํน คือ“ชุมชน พหุวัฒนธรรม” เป็นชุมชนท่ีแตํละเชื้อชาติไมํวําจะเป็นไทย จีน ลาว ได๎นําวิถีถ่ินตําง ๆ เข๎ามา กลายเป็นวิถีถ่ินที่มีลักษณะของพหุวัฒนธรรมท่ีสามารถอยํูรํวมกันได๎อยํางมีความสุข ได๎จับจองพ้ืนท่ี ทํางานหากนิ สร๎างบา๎ นเรือนอาศยั อยูํรวํ มกัน ทง้ั นี้ชาวหัวดงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา จึงได๎รับการขัด เกลาจติ ใจใหม๎ ีความละเอยี ดอํอน มกี ารเคารพเชือ่ ฟงั ผ๎นู ํา ผอู๎ าวุโส มีการปรับตัวมีการยอมรับในความ แตกตํางมีวัฒนธรรมความเชื่อทางขนบประเพณีท่ีแฝงด๎วยกุศโลบายที่ประกอบด๎วย คํานิยม ทัศนคติ

73 พฤติกรรม จติ วิญญาณ และวิถีชีวิต ทําให๎สามารถสร๎างสรรค๑ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาทั้งในอดีตและ ปัจจุบันไว๎มากมาย ซึ่งแบํงออกเป็น ๗ ด๎าน คือ ศิลปกรรม โบราณสถาน อุโบสถเกํา เกจิดังวัดหัวดง ชํางฝีมือภูมิปัญญา หมอแผนไทยโบราณ และสมุนไพรไทย อาหารประจําถ่ิน ภาษากลํุมชาติพันธ๑ุ สุนทรียภาพในท๎องถ่ิน ประเพณีความเช่ือ ซึ่งได๎ได๎กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา มีการ ถํายทอดจากคนรุํนหนึ่งไปยังอีกคนรํุนหน่ึง เป็นสิ่งชาวหัวดงมีความภาคภูมิใจและสามัคคีกัน ได๎แกํ ประเพณีแขํงขันเรือยาวชิงถ๎วยพระราชทาน ประเพณีทอดผ๎าปุาข๎าวสุก ประเพณีเทศกาลวันสารท (สารทจีน สารทพวน สารทลาวและสารทไทย) ประเพณีเล้ียงเจ๎าพํอได๎แกํ (เจ๎าพํอสุริวงศ๑เจ๎าแมํสีดา เจ๎าพํอขุนดําน ประเพณีไหว๎เจ๎าพํอปุณเถ๎ากง) ประเพณีทําบุญกลางบ๎าน ประเพณีเทศน๑มหาชาติ ประเพณีวันสงกรานต๑ กิจกรรมท่ี 12 จัดประชุมตัวแทนครัวเรือน 9 หมูํบ๎าน เพ่ือนําความคิดเห็นของตัวแทน แตลํ ะหมํูบา๎ นที่เขา๎ รวํ มสนทนามาวิเคราะหห๑ าข๎อสรุปอัตลักษณ๑ชุมชนตําบลหัวดง ท่ีนําไปสูํการพัฒนา กจิ กรรมเส๎นทางทํองเที่ยวของชุมชนรวมถึงการกําหนดผลิตภัณฑ๑ของชุมชนท่ีสนับสนุนการทํองเที่ยว ของชมุ ชน 12.1 วัตถปุ ระสงคข๑ องการดาํ เนนิ กิจกรรม 1) หาแนวทางดึงคนในพ้ืนท่ีที่เกี่ยวข๎องกับ CBT และผู๎สนใจที่จะเข๎ารํวม กระบวนการพฒั นา 2) สร๎างทมี วจิ ยั ชมุ ชนและผ๎ูเกี่ยวขอ๎ ง/ท่ปี รกึ ษา 12.2 สถานท่ดี าํ เนินกิจกรรม ณ อาคารผส๎ู ูงอายเุ ทศบาลตําบลหัวดง อาํ เภอเมืองพจิ ิตร จงั หวัดพิจติ ร 12.3 ผ๎เู ข๎ารํวมกิจกรรม 1) ทมี วจิ ัยชมุ ชน 2) ทีมวจิ ยั 3) ภาคเี ครือขาํ ย 4) พเ่ี ลี้ยง 5) นกั วชิ าการ 6) ปราชญช๑ ุมชน ผู๎อาวุโส แกนนํา 12.4 วธิ ีดาํ เนินกจิ กรรม 1) ประสานทมี วิจัยเข๎ารํวมการประชมุ 2) หนงั สือเชิญเขา๎ รวํ มการประชมุ 3) จัดประชุม 12.5 ผลการดาํ เนินกิจกรรม ทีมวิจัยชมุ ชนหวั ดง ไดร๎ ายช่ือผูส๎ นใจในพน้ื ทเ่ี ข๎ารํวมเปน็ ทีมวจิ ัยหลกั 12.6 บทเรียน ทีมวิจัยชุมชนตําบลหัวดง ต๎องเปิดโอกาสให๎ตัวแทนแตํละหมูํบ๎านที่เข๎ารํวม สนทนาวเิ คราะหห๑ าข๎อสรปุ อัตลักษณข๑ องตาํ บลหวั ดง

74 กิจกรรมที่ 13 จัดประชุมทีมวิจัยและภาคีท่ีเก่ียวข๎อง เพ่ือรํวมสรุปสภาพปัญหาของ ชุมชนด๎านตาํ ง ๆ โดยมผี อู๎ าวโุ สของชุมชนเข๎ารวํ มให๎ข๎อช้แี นะเพิ่มเตมิ จุดออํ น จดุ แขง็ โอกาสและแนว ทางแก๎ไข 13.1 วตั ถุประสงค๑ของการดาํ เนินกิจกรรม 1) เพอ่ื สรุปสภาพปัญหาของชุมชนทง้ั 9 หมูบํ ๎าน 2) เพอื่ หาโอกาสและแนวทางแก๎ไข 13.2 สถานทีด่ าํ เนินกจิ กรรม ณ ห๎องประชุมองค๑การบริหารสํวนตําบลหวั ดง อาํ เภอเมืองพจิ ิตร จังหวัดพจิ ติ ร 13.3 ผ๎เู ขา๎ รวํ มกิจกรรม 1) ทีมวจิ ยั ชุมชน 2) ทมี วิจยั 3) ภาคเี ครอื ขาํ ย 4) พีเ่ ลย้ี ง 5) นักวชิ าการ 6) ปราชญ๑ชุมชน ผู๎อาวุโส แกนนาํ 13.4 วธิ ีดําเนนิ กจิ กรรม 1) ประสานทมี วิจัยเขา๎ รวํ มการประชุมเชิง 2) หนงั สอื เชิญเขา๎ รวํ มการประชมุ 3) ประสานอาจารยพ๑ ี่เลี้ยงเกย่ี วกบั กาํ หนดการประชมุ 4) จดั ประชมุ 13.5 ผลการดาํ เนนิ กจิ กรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดงและภาคีท่ีเกี่ยวข๎อง เข๎ารํวมหารือแลกเปล่ียน วิเคราะห๑ชุมชน (SWOT) จุดอํอน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค เพื่อสรุปอัตลักษณ๑ชุมชนตําบลหัวดง ในวันที่ 18 กุมภาพันธ๑ 2562 เวลา 08.30 - 12.00 น. ณ ห๎องประชุมเทศบาลตําบลหัวดง โดยได๎ข๎อสรุปสภาพ ปญั หาของชุมชนด๎านตําง ๆ ซ่ึงสามารถสรุปได๎ ดังนี้ จดุ แข็ง จดุ อํอน ความสามคั คี ความรํวมมือของคนในชุมชน เป็นทลี่ มุํ นา้ํ ทวํ ม นํา้ ทวํ มซ้ําซาก ผู๎นําชุมชนเข๎มแข็ง มีวิสัยทัศน๑ในการพัฒนางาน เศรษฐกิจครวั เรือนมรี ายไดน๎ อ๎ ย (สส. กํานัน พระ ผู๎ใหญํบ๎าน นายกเทศมนตรี ตําบลหัวดง นายกองค๑การบริหารสํวนตําบล หวั ดง ประเพณแี ขงํ เรอื ยาว ความสะอาดในชุมชน ปาู ย ขยะ แหลํงอาหารทส่ี มบูรณ๑ในนํ้ามีปลาในนามขี ๎าว ปูายแสดงเส๎นทางตํางๆ (ปาู ยบอกทาง) แหลงํ ทํองเท่ียว โบสถ๑วัดหวั ดง พพิ ธิ ภัณฑ๑เรือยาว ปญั หาวัยรํนุ /ยาเสพตดิ /ทะเลาะววิ าท

75 จดุ แข็ง จุดออํ น เรือจว๋ิ วัดเขาพระ บึงหัวดงสามัคคี การคมนาคมสะดวก ทางนํ้า ทางบก ภมู ทิ ศั นบ๑ างแหงํ ไมสํ วยงาม โครงสร๎างพนื้ ฐานทีด่ ี สาธารณปู โภคพร๎อมใช๎ สังคมผ๎ูสูงอายุ คนหัวดงอัธยาศยั ดี - ภูมิทัศนส๑ วยงาม (สะพานแขวนนํา้ โจน) การบูรณาการของหนํวยงานราชการ ยังไมํมีการ รวํ มมอื กนั อยาํ งจรงิ จงั ตลาดสด 5 ดาว/ตลาดนัดมแี มํคา๎ มากลูกคา๎ เยอะ ยงั ไมํคํอยเขา๎ ใจบทบาทการเปน็ เจา๎ บ๎านทด่ี ี ภูมิปัญญาธูปสมุนไพร/จักสาน หมูํ 4 บ๎านเนิน โฮมสเตย๑ไมํเพียงพอ ยาว/เปลญวน/ไม๎กวาด ความสะอาดชุมชน/สวนสาธารณะ/แหลํงออก ขาดการประชาสัมพนั ธ๑ กาํ ลังกาย โฮมสเตย๑ตาํ บลหวั ดง ขาดคนนาํ เท่ยี ว/ผู๎นาํ การทอํ งเที่ยว มีย๎งุ ข๎าวทีเ่ กาํ แกํ โดยสร๎างด๎วยไม๎ จติ อาสามีน๎อย ระบบบรกิ ารการแพทยฉ๑ ุกเฉนิ (EMS) การรวมกลมุํ อาชพี ศนู ย๑จัดการศัตรูพชื ชมุ ชนเครอื ขํายอําเภอเมือง ภูมิปัญญาบางอยํางไมํมีผู๎สืบทอดแตํบางอยํางไมํ อาหารและขนมอรํอย ขนมจีน ปลาร๎าลอยแก๎ว ประสงคส๑ ืบทอดให๎แกํผู๎อืน่ เก้ียมอี๋ ข๎าวต๎มคบ ข๎าวเมําทอด ขนมข้ีมอด ขนม ลืมกลนื ตารางท่ี 1 การวเิ คราะห๑จดุ แข็ง จุดออํ น โอกาส อปุ สรรค ธรรมชาติท่ีสมบูรณ๑/มีอํางเก็บน้ํา/มีแมํน้ํานําน มีมลพษิ จากการทําการเกษตร ไหลผาํ น นโยบายรัฐบาลสงํ เสรมิ การทอํ งเทีย่ วเมืองรอง อาหารไมํปลอดภัย เชํน การใช๎ยาฆําแมลง การ ใชโ๎ ฟม มีเส๎นทางการทํองเที่ยวท่ีเช่ือมโยงหลายแหํง ยังขาดการเช่ือมโยงระหวํางแหลํงทํองเที่ยวทั้ง หลายตําบล ภายนอกและภายในตําบล มีผู๎ใหญํภายนอกสนับสนุนงบประมาณ กลํุม เศรษฐกิจในภาพรวม เชํน ราคาผลผลิตตกตํ่า กระทิงแดง กลุมํ หัวดงรกั ษ๑ถิ่น ฯลฯ รายจาํ ยมาก รายได๎น๎อย มีหนํวยงานภาครัฐเข๎ามาสนับสนุนงบประมาณ ขาดการประชาสัมพันธ๑การทํองเที่ยวที่ดีและ (พัฒนาชุมชนจังหวัด พัฒนาชุมชนอําเภอ ทว่ั ถงึ วัฒนธรรมจังหวัด การทํองเท่ียวและกีฬาจงหวัด พจิ ิตร วิทยาลัยชมุ ชนพิจติ ร

76 โอกาส อปุ สรรค เปน็ หมํูบา๎ นรกั ษาศลี 5 ระบบประปา ไมํไหลบอํ ย เทคโนโลยกี ารสื่อสารสะดวกมากขนึ้ การจัดสรรงบประมาณไมทํ นั กับปญั หาที่เกิดข้นึ ได๎รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ๎า ขาดการปรับปรุงและซํอมแซมสถานท่ีทํองเที่ยว พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ในการ รวมถึงการบํารุงรักษาและงบประมาณจาก พระราชทานถว๎ ยรางวัลการแขงํ ขันเรือยาว หนวํ ยงานภายนอก ขาดงบประมาณในการพัฒนาสถานท่ีทํองไมํ ตอํ เน่อื ง ภยั ธรรมชาติ เชนํ น้าํ แล๎ง น้าํ ทํวม ขาดตลาดในการรองรับสินค๎า ขาดสถานที่ในการจาํ หนํายผลติ ภณั ฑ๑ สรา๎ งสินค๎าที่มีคุณภาพ ขาดบคุ ลากรในการทําผลิตภณั ฑ๑ ขาดการสบื ทอดภูมปิ ัญญาท๎องถิน่ และวัฒนธรรม อนั ดีงามในรปู ของเครือขําย ตารางท่ี 2 การวิเคราะหโ๑ อกาส อุปสรรค กจิ กรรมที่ 14 สกัด คัดสรร วิเคราะห๑ ทบทวนข๎อมูลที่ผํานเวทีคืนข๎อมูลชุมชน เพ่ือรํวม ดาํ เนินการพฒั นากิจกรรมเสน๎ ทางทํองเทย่ี วของชมุ ชนข้นึ เบ้อื งตน๎ 14.1 วัตถุประสงค๑ของการดาํ เนนิ กิจกรรม 1) ตรวจสอบ เติมเต็มปรับปรุงแก๎ไขข๎อมูลท่ีทีมวิจัยชุมชนสืบค๎นมาได๎เพื่อความ ถูกตอ๎ งเหมาะสมท่ีจะนาํ ไปใชเ๎ ปน็ ฐานในการพฒั นา CBT 2) หารือชุมชนและภาคีเครอื ขํายท่ีเก่ียวข๎องรํวมแลกเปลี่ยนหาข๎อสรุปข๎อมูลทุนที่ ถูกต๎องเหมาะสมของชุมชน 3) ผลการตัดสินใจของชุมชนที่มีความพร๎อมใจกัน(ตกลงใจรํวมกัน)ท่ีจะเปิด หมูบํ ๎านรับการทอํ งเที่ยวหรอื ไมํอยาํ งไร 4) รํวมหารอื กาํ หนดอัตลกั ษณห๑ รือจนิ ตภาพทางการทอํ งเทยี่ วของชุมชนเบ้ืองต๎น 14.2 สถานทดี่ ําเนนิ กิจกรรม ณ วดั หัวดง ตาํ บลหวั ดง อําเภอเมอื งพจิ ิตร จงั หวัดพจิ ติ ร 14.3 ผเู๎ ข๎ารวํ มกิจกรรม 1) ทมี วิจยั ชมุ ชน 2) ภาคเี ครอื ขาํ ยที่เกย่ี วขอ๎ ง 3) พี่เลี้ยงนกั วจิ ัย 4) ปราชญ๑ชมุ ชน

77 5) นักวชิ าการในและนอกพนื้ ท่ี 14.4 วธิ ีดําเนนิ กจิ กรรม 1) ประสานทีมวิจัยเข๎ารวํ มการประชมุ 2) หนงั สอื เชิญเข๎ารํวมการประชุม 3) ประสานอาจารยพ๑ ี่เลี้ยงเก่ยี วกับกําหนดการประชมุ เชงิ 4) จัดประชมุ 14.5 ผลการดําเนนิ กิจกรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง ข๎อมูลศักยภาพของทรัพยากรการทํองเท่ียวด๎านมรดก วัฒนธรรมและธรรมชาติท่ีจะใช๎เป็นฐานในการพัฒนา CBT รวมถึงปัญหาความต๎องการของชุมชนใน การพัฒนา CBT ด๎วยทรัพยากรทํองเที่ยวของชุมชนมาออกแบบกิจกรรมการทํองเท่ียวภายในชุมชน และออกแบบเสน๎ ทางและกิจกรรมทอํ งเที่ยวมรดกวัฒนธรรมเชิงสร๎างสรรค๑ของชุมชนตําบลหัวดงโดย กาํ หนดให๎มีเสน๎ ทางการทํองเท่ียวในภายตาํ บลหวั ดง จาํ นวน 4 เสน๎ ทาง คือ เส๎นทางที่ 1 สายเขียวเทย่ี วบา๎ นสมุนไพร สขุ ใจวิถีพอเพียง เส๎นทางท่ี 2 เท่ียวหวั ดง สนกุ สขุ ใจ ไดก๎ ศุ ล วถิ ชี มุ ชนหัวดงท่ลี งตัว เส๎นทางที่ 3 วถิ ีชุมชนหวั ดงทล่ี งตวั เสน๎ ทางที่ 4 สมั ผสั ธรรม สมั ผสั วิถีชมุ ชนทีล่ งตัว กิจกรรมท่ี 15 ทดลองใช๎เสน๎ ทางและกิจกรรมทอํ งเท่ียว 15.1 วัตถปุ ระสงค๑ของการดําเนินกจิ กรรม 1) เพอื่ ทดลองเสน๎ ทางการทํองเทย่ี วให๎มคี วามเหมาะสม 2) เพื่อให๎ทีมวิจัยรํวมกันพิจารณาในการกําหนดกิจกรรมเส๎นทางการ ทอํ งเท่ยี ว 3) เพ่ือหาประสบการณ๑ในการทดลองเสน๎ ทางทํองเที่ยว 15.2 สถานท่ดี าํ เนนิ กิจกรรม ณ พนื้ ท่ตี าํ บลหวั ดง อาํ เภอเมืองพจิ ติ ร จงั หวดั พจิ ิตร 15.3 ผเู๎ ขา๎ รวํ มกจิ กรรม จํานวน 60 คน ประกอบด๎วย ทีมวิจัยชุมชนหัวดง การทํองเที่ยวแหํงประเทศไทย สํานักงานนครสวรรค๑ ทํองเท่ียวและกีฬาจังหวัดพิจิตร เกษตรและสหกรณ๑จังหวัดพิจิตร ประชาสัมพนั ธ๑จงั หวัดพจิ ิตร สาํ นักงานพระพทุ ธศาสนาจงั หวัดพิจติ ร พฒั นาสงั คมและความมั่นคงของ มนุษยจ๑ ังหวัดพจิ ิตร พัฒนาชมุ ชนจงั หวดั พิจติ ร วฒั นธรรมจงั หวดั พิจติ ร หอการคา๎ จงั หวัดพจิ ติ ร ชุมชน สํงเสริมการทํองเท่ียวตําบลดงกลาง ทีมพี่เล้ียงจาก (สกว.) กลํุมรําวง 3 ส. ตําบลหัวดง ผู๎สูงอายุ เด็ก และเยาวชน นกั ทํองเทยี่ ว 15.4 วิธีดาํ เนินกจิ กรรม 1) ประสานกลํุมเปูาหมายทีเ่ ข๎ารํวมการทดลองเสน๎ ทางการทํองเที่ยวกาํ หนดการที่ได๎

78 2) ประสานมัคคุเทศกช๑ ุมชนทนี่ ําเสนอกิจกรรมตาํ งๆตามเสน๎ ทางการทอํ งเที่ยว 3) ประสานชุมชนเข๎ารํวมการทดลองเส๎นทางการทํองเท่ยี ว 4) สําเนาราํ งเส๎นทางการทํองเทีย่ วให๎ผูเ๎ ข๎ารวํ มไดเ๎ ขา๎ ใจรํวมกัน 5) สร๎างแบบสอบถามเพื่อสอบถามความพึงพอใจในกิจกรรมทดลองเส๎นทาง ทอํ งเท่ียว 15.5 ผลการดําเนินกจิ กรรม ผลการทดลองเส๎นทางการทํองเที่ยวชุมชนหัวดง พบวํา นักทํองเท่ียวให๎ความสนใจ แหลํงทํองเท่ียวของชุมชนหัวดงและได๎เสนอความคิดเห็นตํอการทดลองการทํองเท่ียวในพื้นท่ีชุมชน ตาํ บลหัวดง ดังนี้ 1. เสน๎ ทางการทอํ งเท่ยี วของชุมชนหัวดงมีความนําสนใจมาก ชุมชนมีลักษณะที่เป็น เอกลักษณ๑ที่โดดเดํน คือ เป็นชุมชน “พหุวัฒนธรรมหรือสามวัฒนธรรม” การจัดกิจกรรมทดลอง เสน๎ ทางการทอํ งเท่ียวชุมชนหัวดง มีหลายหนํวยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชน ที่ให๎ความสนใจเข๎ามา ทํองเทย่ี วในชมุ ชนหัวดง ได๎บรู ณาการการจัดกจิ กรรมแบบมสี ํวนรํวมกบั ภาคีตําง ๆ เชํน การทํองเท่ียว แหํงประเทศไทย สํานักงานนครสวรรค๑ ทํองเท่ียวและกีฬาจังหวัดพิจิตร เกษตรและสหกรณ๑จังหวัด พิจิตร ประชาสัมพันธ๑จังหวัดพิจิตร สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตร พัฒนาสังคมและความ ม่ันคงของมนุษย๑จังหวัดพิจิตร พัฒนาชุมชนจังหวัดพิจิตร วัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร หอการค๎าจังหวัด พิจิตร ชุมชนสํงเสริมการทํองเท่ียวตําบลดงกลาง ทีมพ่ีเลี้ยงจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กลํุมราํ วง 3 ส. ตําบลหัวดง ผู๎สูงอายุ เด็กและเยาวชน นักทํองเที่ยว ได๎สัมผัสถึงวิถีชีวิต ความ เป็นอยูํของคนในชุมชนหัวดง ที่อยํูรํวมกันในวิถี 3 วัฒนธรรม คือวัฒนธรรมเชื้อสายไทย วัฒนธรรม เชอื้ สายจนี และวัฒนธรรมเช้ือสายลาว มีอตั ลกั ษณ๑ทโี่ ดดเดนํ คอื “ชมุ ชนพหุวฒั นธรรม” เป็นชุมชนท่ี แตํละเชื้อชาติไมํวําจะเป็นไทย จีน ลาว ได๎นําวิถีถ่ินตําง ๆ เข๎ามากลายเป็นวิถีถิ่นที่มีลักษณะของพหุ วัฒนธรรมท่ีสามารถอยํูรํวมกันได๎อยํางมีความสุข ได๎จับจองพื้นท่ีทํางานหากิน สร๎างบ๎านเรือนอาศัย อยูํรํวมกัน ท้ังนี้ชาวหัวดงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา จึงได๎รับการขัดเกลาจิตใจให๎มีความ ละเอียดออํ น มีการเคารพเช่ือฟังผ๎ูนาํ ผอ๎ู าวุโส มกี ารปรับตวั มีการยอมรับในความแตกตํางมีวัฒนธรรม ความเช่ือทางขนบประเพณีที่แฝงด๎วยกุศโลบายที่ประกอบด๎วย คํานิยม ทัศนคติ พฤติกรรม จิต วิญญาณ และวิถีชีวิต ทําให๎สามารถสร๎างสรรค๑ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาทั้งในอดีตและปัจจุบันไว๎ มากมาย แตํในด๎านการบริการนักทํองเท่ียวอาจจะต๎องมีการปรับปรุงสถานที่บางจุด เชํน ถนน หนทาง ปูายบอกทาง ที่สามารถให๎บริการนักทํองเท่ียวและอํานวยความสะดวกแกํนักทํองเท่ียวได๎ อยํางสะดวก ปลอดภัย และพึงพอใจ ต๎องมีการปรับปรุงสถานที่บางจุดให๎สามารถรองรับการ ทํองเที่ยวได๎อยํางสะดวก เชํน จุดบ๎านสมุนไพร หมอคุ๎ม เมืองเหลือ ที่มีปัญหาด๎านสถานท่ีต๎อนรับ นักทํองเทีย่ ว ควรจดั ใหม๎ เี สน๎ ทางจักรยานควรมีปูายแนะนาํ เส๎นทางให๎ทั่วถึง ในด๎านแหลํงเรียนรู๎ต๎องมี การวางแผนกําหนดจํานวนแหลํงเรยี นร๎ใู หเ๎ หมาะสมกบั ระยะเวลา เพอ่ื ลดความเรํงรีบในการทํองเที่ยว และอาจมีการปรับปรุงสภาพพื้นท่ีรองรับนักทํองเที่ยวจุดทํองเท่ียวภูมิปัญญาท๎องถ่ิน บ๎านนายลํอม โพนามาศ ซ่งึ จดุ นยี้ ังไมํสามารถท่ีจะให๎นักทํองเที่ยวเข๎าไปเที่ยวชมได๎เนื่องจากมีความคับแคบ รวมถึง

79 จะต๎องมีการทําคิวอาโค๎ด แนะนําสถานที่ทํองเที่ยวและแนะนําข๎อมูลท่ีเป็นมรดกวัฒนธรรมชุมชน ตาํ บลหวั ดง ข๎อมูลภูมปิ ญั ญาท๎องถน่ิ ในพ้นื ที่ และขอ๎ มลู ทีน่ ําสนใจตาํ ง ๆ 2. ด๎านบุคลากร ต๎องหาแนวทางในการสร๎างการมีสํวนรํวม เชํน การติดตํอส่ังซื้อ สินค๎าในชุมชนของกลุํมตําง ๆ การพัฒนารูปแบบ ออกแบบท่ีมีความหลากหลายตามความต๎องการ ของนกั ทอํ งเทีย่ ว การตดิ ตํอประสานงานที่พกั /โฮมสเตย๑ในชุมชนหัวดง การบริหารจัดการให๎กลุํมตําง ๆ ในชุมชนได๎รับประโยชน๑จากการทํองเที่ยวเชํน ได๎ขายสินค๎าดีขึ้น ได๎มีนักทํองเที่ยวมาเที่ยวชม ชิม ช๏อป หรือเข๎ามาพักโฮมสเตย๑ สร๎างรายได๎เพิ่มให๎กับคนในชุมชน ในด๎านนักส่ือความหมายก็มีรายได๎ จากการบรรยายหรือเลําเรื่องราวแหลํงเรียนรู๎ให๎กับนักทํองเที่ยว ท้ังน้ีนักสื่อความหมายจะต๎องเลํา เรื่องราวให๎กระชับ ชัดเจนตรงประเด็น พร๎อมทั้งต๎องมีการดูแลนักทํองเที่ยวรํวมเดินทางไปพร๎อม ๆ กนั เพอ่ื ใหก๎ ารจัดการการทํองเทยี่ วของชุมชนหัวดง มีความพรอ๎ มและนกั ทํองเทย่ี วพึงพอใจมากทีส่ ุด 3. การจัดการระบบการบริหารจัดการการทํองเที่ยวชุมชน ควรมีการวางแผนการ จดั การดา๎ นเวลาใหเ๎ หมาะสมกบั การเดนิ ทางไปยังจุดทํองเที่ยวแตํละจุด ต๎องกําหนดเวลาท่ีใช๎ในแตํละ แหลํงทํองเท่ียวให๎ชัดเจน มีการดูแลความปลอดภัยระหวํางการเดินทางและตลอดการทํองเท่ียวใน ชุมชน การอํานวยความสะดวกในด๎านตําง ๆ เชํน ท่ีน่ังพัก ท่ีรํม ห๎องน้ํา ฯลฯ จัดหาสถานท่ีจําหนําย ผลิตภัณฑ๑ของฝากของท่ีระลึกไว๎บริการนักทํองเท่ียว รวมท้ังบ๎านพักโฮมสเตย๑ไว๎รองรับนักทํองเที่ยว หรือผ๎ูสนใจเข๎าพัก และเพื่อให๎นักทํองเที่ยวได๎เข๎าถึงข๎อมูลมรดกวัฒนธรรมชุมชนตําบลหัวดง อยําง แท๎จริง ควรจัดให๎มีคิวอาโค๎ด เพ่ือให๎นักทํองเที่ยวสามารถแสกนเพ่ือศึกษาข๎อมูลมรดกวัฒนธรรม ชุมชนตําบลหัวดง และเพื่อเป็นการเผยแพรํอัตลักษณ๑ความเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมสามเชื้อชาติ ให๎ นกั ทํองเทยี่ วได๎รับรู๎และแนะนาํ ใหผ๎ สู๎ นใจเขา๎ มาทํองเทย่ี วเชิงวัฒนธรรมในตาํ บลหวั ดงตํอไป กิจกรรมที่ 16 ประชุมสรปุ ผลการวจิ ัยระยะท่ี 1 และจดั ทาํ รูปเลํมรายงานความก๎าวหน๎า 16.1 วตั ถุประสงค๑ของการดําเนนิ กิจกรรม 1) สรปุ ผลการวจิ ัยระยะท่ี 1 2) จดั ทาํ รายงานความกา๎ วหนา๎ 16.2 สถานทีด่ าํ เนินกิจกรรม ณ อาคารผูส๎ งู อายเุ ทศบาลตาํ บลหวั ดง อําเภอเมอื งพจิ ิตร จังหวดั พจิ ิตร 16.3 ผ๎เู ข๎ารวํ มกจิ กรรม ทมี วจิ ัยชุมชนหัวดง 24 คน 16.4 วิธดี าํ เนินกจิ กรรม 1) จดั ทาํ รายงาน 16.5 ผลการดําเนนิ กจิ กรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง สามารถสรุปผลการวิจัยระยะท่ี 1 และจัดทํารายงาน ความกา๎ วหน๎าระยะที่ 1 ไดส๎ ําเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงค๑และเปูาหมายของโครงการ กจิ กรรมที่ 17 รวํ มเวทนี าํ เสนอรายงานความกา๎ วหน๎า 17.1 วตั ถุประสงคข๑ องการดําเนนิ กจิ กรรม 1) สรุปผลการวจิ ยั ระยะที่ 1

80 2) จดั ทาํ รายงานความก๎าวหนา๎ และรํวมนําเสนอรายงานความกา๎ วหนา๎ 17.2 สถานที่ดําเนินกิจกรรม ณ อาคารผ๎สู ูงอายุเทศบาลตาํ บลหัวดง อําเภอเมืองพจิ ิตร จังหวัดพิจติ ร 17.3 ผู๎เขา๎ รวํ มกจิ กรรม ทีมวจิ ยั ชุมชนหวั ดง 24 คน 17.4 วิธีดาํ เนนิ กจิ กรรม 1) จดั ทํารายงาน 17.5 ผลการดาํ เนินกจิ กรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง สามารถสรุปผลการวิจัยระยะที่ 1 และจัดทํารายงาน ความก๎าวหน๎าระยะท่ี 1 ได๎สําเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงค๑และเปาู หมายของโครงการ กิจกรรมท่ี 18 ประชุมรายเดือน 4 คร้ัง เพื่อประเมินการทํางานและหาแนวทางพัฒนา ครั้งตอํ ไป ระยะที่ 2 กิจกรรมที่ 19 ประชุมทีมวิจยั วางแผนทาํ งานวิจยั ระยะที่ 2 19.1 วตั ถุประสงคข๑ องการดําเนนิ กิจกรรม 1) เพอ่ื หารือและรวํ มกนั พจิ ารณาในการดําเนินกจิ กรรม ระยะท่ี 2 2) เพอื่ สร๎างความเขา๎ ใจในทิศทางการดาํ เนินงานระยะท่ี 2 19.2 สถานทด่ี าํ เนินกิจกรรม ณ ห๎องประชมุ องค๑การบริหารสวํ นตําบลหัวดง อาํ เภอเมอื งพิจิตร 19.3 ผูเ๎ ขา๎ รวํ มกจิ กรรม ทมี วจิ ยั ชมุ ชนหวั ดง 24 คน 19.4 วธิ ดี ําเนินกจิ กรรม 1) ประสานทมี วจิ ยั ชมุ ชนได๎เขา๎ รวํ มการประชุมตามกาํ หนดการที่ได๎กําหนดไว๎ 2) สาํ เนารํางแผนการดาํ เนนิ งานระยะท่ี 2 ให๎กบั ทีมวจิ ัย 19.5 ผลการดําเนินกจิ กรรม ทําให๎ทีมวิจัยชุมชน มีความเข๎าใจในทิศทางการดําเนินงานระยะที่ 2 ตรงกันและ พรอ๎ มที่จะรวํ มมือกนั ในการดาํ เนินงานใหส๎ าํ เร็จตามเปูาหมายท่กี ําหนด กจิ กรรมที่ 20 ประชมุ หารือวางแผนเตรียมดงู าน 20.1 วัตถปุ ระสงค๑ของการดําเนินกจิ กรรม 1) เพือ่ ศกึ ษาแนวทางการบรหิ ารจัดการการทอํ งเท่ียวชุมชนให๎ประสบผลสาํ เรจ็ 2) เพ่ือพัฒนาทีมวิจัยให๎มีความร๎ู คํูประสบการณ๑ ในการสํงเสริมการทํองเที่ยว ชุมชน 3) เพอื่ เรียนรู๎เทคนคิ การนาํ เสนอแหลงํ ทอํ งเทยี่ วชุมชน 20.2 สถานทดี่ าํ เนินกจิ กรรม

81 ณ ห๎องประชมุ องค๑การบรหิ ารสํวนตาํ บลหัวดง อาํ เภอเมืองพจิ ิตร จงั หวดั พิจิตร 20.3 ผูเ๎ ข๎ารวํ มกจิ กรรม ทีมวิจยั ชมุ ชนหวั ดง 24 คน 20.4 วธิ ีดําเนนิ กจิ กรรม 1) ประสานทีมวจิ ยั ชมุ ชนได๎เข๎ารวํ มการประชุมตามกําหนดการท่ีได๎กําหนดไว๎ 2) สําเนาวาระประชมุ ใหท๎ ีมวจิ ัยชมุ ชน 20.5 ผลการดําเนนิ กจิ กรรม จากการประชมุ เพื่อวางแผนการศกึ ษาดงู านชุมชนต๎นแบบ ซึ่งในที่ประชุมได๎นําเสนอ สถานทีศ่ กึ ษาดงู านที่มีความเหมือนด๎านสถานที่ ด๎านวัฒนธรรมกันกับชุมชนหัวดง คือ ชุมชนซากแง๎ว ชมุ ชนตะเคยี นเต้ีย จังหวัดชลบรุ ี กจิ กรรมที่ 21 ศึกษาดูงานชุมชนต๎นแบบ 21.1 วตั ถปุ ระสงค๑ของการดําเนินกจิ กรรม 1) เพื่อศกึ ษากระบวนการ จัดการทอํ งเท่ยี วโดยชุมชน 2) เพื่อพัฒนาทมี วิจยั ให๎มีความรู๎ คํูประสบการณ๑ ในการสํงเสริมการทํองเท่ียวชุมชน 3) เพื่อนําผลท่ีได๎รับจากการศึกษาดูงานมาปรับใช๎ในการดําเนินงานได๎อยํางถูกต๎อง เหมาะสม 21.2 สถานท่ดี ําเนินกจิ กรรม ณ ชุมชนซากแง๎ว ชุมชนตะเคียนเต้ีย ฟาร๑มโชคชัย มิสเตอร๑มัชรูม จังหวัด นครราชสีมา 21.3 ผเู๎ ข๎ารํวมกจิ กรรม ทีมวิจัยชุมชนหวั ดง 10 คน 21.4 วิธดี าํ เนินกิจกรรม 1) ประชุมตวั แทนทมี งานวิจัย เพือ่ ซกั ซ๎อมสรา๎ งความเขา๎ ใจในการศึกษาดงู าน 2) ประสานพ่ีเลี้ยงในการเตรียมความพร๎อมคําใช๎จํายตําง ๆ ท่ีจําเป็นในการศึกษา ดงู าน 3) ประสาน ผศ.ดร.ชลุ รี ัตน๑ จนั ทร๑เช้ือ ผช๎ู ํวยศาสตราจารย๑ วาลิกา โพธ์ิหิรัญ ในการ ติดตอํ ประสานเรอ่ื งยานพาหนะและ ทีพ่ กั ระหวํางการศกึ ษาดงู าน 4) ประสานทีมวจิ ยั ท่จี ะต๎องเข๎ารวํ มเดินทางไปศึกษาดูงาน จํานวน 10 คน 21.5 ผลการดาํ เนนิ กจิ กรรม 1) จากการศึกษาดูงานฟาร๑มโชคชัย ทําให๎ทีมวิจัยได๎ทราบถึงการบริหารจัดการ ตลาดนําการทํองเท่ียว ด๎วยการท่ีฟาร๑มโชคชัยนําการตลาดด๎วยการใช๎เทคโนโลยีมาเป็นตัวขับเคลื่อน การตลาดเพ่ือการทํองเท่ียว โดยสามารถสามารถสืบค๎นจากเว็บไซต๑ได๎ ให๎นักทํองเที่ยวมีสํวนรํวมใน

82 การประชาสัมพันธ๑การทํองเที่ยว การใช๎การตลาดนําการทํองเท่ียวของฟาร๑มโชคชัย สามารถเห็นได๎ ชัดวําใช๎การตลาดนําการทํองเท่ียวคือฟาร๑มโชคชัย มุมมองขององค๑กรคือการทําอยํางไรให๎พื้นที่ของ ตนเองมีจุดขาย จุดขายที่จะทําให๎นักทํองเท่ียวสนใจ การมองทิศทางการตลาดท่ีคํอนข๎างชัดเจน แนํนอนวําการทําธุรกิจของฟาร๑มโชคชัยเป็นเชิงเกษตรอุตสาหกรรม และเช่ือวํามีการศึกษาทิศทาง ของการตลาดมาแล๎ววําการปรับเปล่ียนธุรกิจไปสํูการสร๎างเป็นแหลํงทํองเท่ียวท่ีเดิมท่ี อาจจะเป็นไป เรอื่ งของแหลํงทํองเทีย่ วเชงิ เกษตร แตํเม่ือได๎วเิ คราะหภ๑ าคการตลาดมาแล๎ว คงมีการวิเคราะห๑จุดแข็ง จุดอํอนมาแล๎ว จึงได๎สร๎างพันธกิจ ที่วําเป็นองค๑กรท่ีมีความรับผิดชอบตํอสํวนรวม น่ันนําจะเป็นก๎าว สําคญั ทีด่ ึงชมุ ชนเขา๎ มามสี ํวนรํวมเชนํ การสรา๎ งพ้ืนทีส่ ีเขียว การแบํงปันผลประโยชน๑ อ่ืน ๆ เม่ือได๎เข๎า ไปศึกษาดูงานจึงได๎เห็นรูปแบบการทํองเที่ยวที่เป็นระบบ มีการสร๎างเรื่องราวท่ีสอดคล๎องหลากหลาย แตํรวบรวมเป็นหนึ่งเดียว ชัดเจน มีความพร๎อม และทําให๎ผู๎เข๎าศึกษาดูงานเกิดความสนใจตาม รปู แบบทว่ี างไวอ๎ ยํางเหมาะสม มีการวางแผนเรื่องเวลาไว๎ได๎อยํางรัดกุมมาก สําคัญคือเม่ือศึกษาดูงาน ในแตํละจุดของฟาร๑มแล๎ว จุดสุดท๎ายคือแหลํงชมสินค๎าและผลิตภัณฑ๑ ท่ีจะซ้ือเป็นที่ระลึกหรือของ ฝาก ก็ถูกวางไว๎อยํางเหมาะสมเชํนกันคือการสร๎างทางเข๎าและทางออกได๎เป็นอยํางดีทําให๎คนสนใจ การวางแผนการตลาดทด่ี ีอยํางนี้ จึงเป็นบทเรียนท่ีนําจะนํากลับไปพัฒนาในพ้ืนที่ของหัวดง เป็นอยําง มาก แตํถ๎าจะมีข๎อเสนอแนะในด๎านการทํองเที่ยว ส่ิงหนึ่งที่ทําให๎ความร๎ูสึกมันไมํเติมเต็ม คือเสนํห๑ ของความเป็นวิถีชุมชนทํองเท่ยี วที่อาจจะยังไมสํ ามารถสัมผสั ได๎ การสอ่ื ความหมาย การเลาํ เร่อื งใชเ๎ พลงเปน็ เอกลกั ษณ๑ในการส่ือความหมาย การเลํา เร่ือง ความเป็นเรื่องราวของผลิตภัณฑ๑ชุมชนของฟาร๑มโชคชัย สามารถจดจําได๎งําย และเข๎าใจ ความหมาย เข๎าใจเร่ืองราวได๎งําย เร่ืองราวการพัฒนาหรือเส๎นทางการพัฒนาของแหลํงมาแตํงเป็น เพลง หรือการนําเอาผลิตภัณฑ๑ นํารายละเอียดผลิตภัณฑ๑มาแตํงเป็นเพลง และเปิดเพลงให๎ฟังหรือ การทําวดี ที ศั น๑ ทําให๎การเข๎าศึกษาดูงานมีความลืน่ ไหล การประชาสัมพันธ๑ มีการนําเสนอและส่ือความหมายเลําเร่ืองด๎วยการบรรยายสรุป ให๎คณะนักทํองเท่ียวเข๎าใจและเห็นภาพที่สะท๎อนถึงเรื่องราว ประวัติความเป็นมาของฟาร๑มโชคชัย รวมไปถึงการสื่อสารกบั นกั ทอํ งเทย่ี วด๎วย VTR นําเสนอข๎อมูลด๎านตําง ๆ ท่ีสําคัญ ๆ ของจุดทํองเที่ยว ของชุมชนโชคชัย เลําเรื่องราวในรูปแบบ STORY, TIMELINE เพื่อให๎สะท๎อนถึงจุดเริ่มต๎นของการ จัดการทํองเท่ียว ยิ้มแย๎ม แจํมใส แนะนําแหลํงทํองเที่ยว แนะนํากิจกรรมแบบไมํยืดเย้ือ บุคลากรร๎ู บทบาทหน๎าที่ในการต๎อนรับนักทํองเที่ยว มีรูปแบบการแตํงกายที่เป็นเอกลักษณ๑ ในชุดคาวบอย คาว เกิล การเที่ยวชมจุดทํองเที่ยวภายในฟาร๑มโชคชัย มีท้ังการเดินเวียนแตํละจุด และการขึ้นรถฟาร๑ม แทคเตอร๑ เพ่อื นั่งชมบรรยากาศ และชมวิวแบบ 360 องศา ภายในฟาร๑มโชคชัย มีปูายบอกทาง ปูาย แสดงจุด และปูายแนะนําเส๎นทางทํองเที่ยว มีจุดประชาสัมพันธ๑ สํานักงานใหญํ มีกฎ กติกา รูปแบบ ที่ชัดเจน รองรับนักทํองเท่ียวชาวตํางชาติ (ท่ัวโลก) มีความเป็นสากล โดยการใช๎ภาษาท่ีใช๎ในการ ส่ือสารกับนักทํองเที่ยวท้ังชาวไทยและชาวตํางชาติ เน๎นการมีสํวนรํวม การทดลอง การลงมือทํา ใน กจิ กรรมที่จัดข้นึ การออกแบบอัตลักษณ๑สินค๎าและบริการ ที่จะนํามาสร๎างจุดเดํน ( product limited: สินค๎าท่ีลอกเลียนแบบไมํได๎/ยาก) มีจุดเดํนเรื่องของการใช๎ชุดยูนิฟอร๑มคือชุดคาวบอย คาว เกิล ท่ีใช๎ต๎อนรับนักทํองเที่ยวท่ีเข๎ามาเท่ียว เพ่ือสร๎างความนําสนใจ ความสวยงาม ความเป็น

83 เอกลักษณ๑ของฟอร๑มโชคชัย มีการแสดงชุดคาวบอย สร๎างจุดเดํน เพื่อให๎นักทํองเท่ียวได๎ผํอนคลาย และดึงดูดจุดสนใจของนักทํองเที่ยว และยังให๎นักทํองเที่ยวได๎มีสํวนรํวมในการแสดง เพ่ือความ สนกุ สนาน และความใกลช๎ ดิ เป็นกันเองระหวาํ งชุมชนกบั นกั ทํองเท่ยี ว เส๎นทางกิจกรรมทํองเที่ยวและผลิตภัณฑ๑ทํองเที่ยว มีเส๎นทางการทํองเที่ยวภายใน ฟาร๑มโชคชัย มีความสะดวกและปลอดภัย มีปูายบอกทางที่ชัดเจน เข๎าใจงําย กิจกรรมการทํองเที่ยว นําสนใจ ไดค๎ วามรู๎ สนกุ สนาน มีความบันเทิง การออกแบบบรรจภุ ณั ฑ๑ ผลิตภณั ฑ๑ภายในฟารม๑ โชคชัยมีความโดดเดํน มีเอกลักษณ๑ เป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ๑เน๎นคุณภาพ การบริหารจัดการ และการสร๎างการมีสํวนรํวมขิงชุมชนและ ภาคี มกี ารบรหิ ารจัดการการทํองเที่ยวในรูปแบบบริษัท การแปรรูปภายในฟาร๑มโชคชัยมีการแปรรูป ผลิตภัณฑ๑ เชํน นม ไอศรีม แปรรูปหญ๎าสดเป็นหญ๎าแห๎ง ด๎านความคิดสร๎างสรรค๑ มีการปรับแตํงภูมิ ทศั นท๑ เี่ หมาะสม สะอาด สวยงาม ยกระดับการทํองเท่ยี วเชิงเกษตรใหเ๎ ปน็ ระดบั สากล (INTER) บันทึก เก็บภาพ และเกบ็ ขอ๎ มูล 2) วังนํา้ เขยี วฟาร๑มเหด็ อินเตอร๑ (บรรจุภัณฑ๑ ผลิตภณั ฑ)๑ Mr.Mushroom จากการศึกษาดูงานการตลาดนําการทํองเท่ียวได๎ด๎วยการจัดทําส่ือประชาสัมพันธ๑ การทํองเท่ียว ใช๎เทคโนโลยีนําการตลาด มีการพาชมผลิตภัณฑ๑ เน๎นผลิตภัณฑ๑ที่แปรรูปจากเห็ด เน๎น สรรพคุณ จําหนํายสินค๎าท่ีทําจากเห็ดเป็นหลัก และใช๎เห็ดเป็นจุดเดํนของการขายสินค๎า การส่ือ ความหมายยังไมํชัดเจน และยังไมํนําสนใจ เสียงท่ีใช๎ในการส่ือความหมาย ผํานการเลําเร่ืองคํอนข๎าง ฟังไมํคํอยร๎ูเร่ือง เสียงเบา รูปแบบ/ระบบบริการ ออกแบบการบริการและเทคโนโลยีการจําหนําย ผลิตภัณฑ๑ เน๎นการชิมสินค๎ากํอนตัดสินใจซ้ือ มีการสอบถาม และแนะนําสินค๎า การออกแบบ อัตลักษณ๑สินค๎าและบริการ สินค๎าของวังนํ้าเขียวฟาร๑มเห็ดอินเตอร๑ (บรรจุภัณฑ๑ ผลิตภัณฑ๑) Mr.Mushroom มีความโดดเดํน นําสนใจ สวยงาม ชวนให๎ซ้ือเป็นของฝาก มีเอกลักษณ๑เป็นของ ตนเอง สงิ่ ที่เป็นจดุ เดนํ คือ ผลิตภัณฑแ๑ ละบรรจภุ ัณฑโ๑ ดดเดนํ มาก เส๎นสรรพคุณที่มีคุณภาพ เหมาะสม กบั เป็นของฝากกบั ทุกเพศทุกวัย PACKAGE ที่นําสนใจ สวยงาม โดดเดํน การบริหารจัดการและการ สร๎างการมีสวํ นรวํ มขิงชมุ ชนและภาคีมีการบรหิ ารจดั การ ฝาุ ยแนะนาํ การตลาด ฝุายขาย อยํางชัดเจน ผลติ ภัณฑม๑ ีความหลากหลาย เชนํ การแปรรปู ลกู ช้ินเห็ด หมยู อเหด็ กนุ เชยี ง ชาเหด็ 3. ชุมชนตะเคยี นเตีย้ จากการศึกษาดูงานการตลาดนําการทํองเท่ียว ชุมชนตะเคียนเต้ียใช๎ตลาดนําการ ทํองเทยี่ วด๎วยการขายวิถีชุมชน ขายมะพร๎าว เน๎นการนําบ๎านเกํามาเป็นตัวนําการตลาดที่ดึงดูดความ สนใจของนักทํองเที่ยว เน๎นการทํองเท่ียวที่นําการตลาดด๎วยการสอดแทรกภูมิปัญญาท๎องถิ่น เน๎น วัฒนธรรมชุมชน การสื่อความหมาย โดยการใช๎วิทยากรในการสื่อความหมาย ด๎วยการให๎ความร๎ู เกย่ี วกับการทอํ งเท่ยี วภายในชมุ ชน มีทมี วทิ ยากรที่คอยต๎อนรับนักทํองเท่ียว ทีมปราชญ๑ชุมชนท่ีคอย ทําหน๎าทีแ่ นะนํานกั ทอํ งเท่ยี วด๎านตาํ ง ๆ ชุมชนตะเคียนเต้ียมีแผํนพับ และคํูมือแนะนําชุมชนตะเคียน เตี้ย และยังมีนําเอาคิวอาร๑โค๏ดมาใช๎เพื่อแนะนําข๎อมูลเพ่ิมเติม มีการนํามะพร๎าวมาทําผลิตภัณฑ๑ท่ี หลากหลาย แตเํ รม่ิ ตน๎ จากมะพร๎าว เชํน แกงไกํกะลา ชานมะพร๎าว ผลิตภัณฑ๑นําสนใจ รสชาติอรํอย และการกําหนดวํา หากมาตะเคียนเตี้ยแล๎วยังไมํได๎ทานแกงไกํกะลา นั้นคือมาไมํถึงตะเคียนเต้ีย ทํา ให๎มคี วามโดดเดํนมาก มี

84 4) ชมุ ชนซากแง๎ว จากการศึกษาดูงานการชุมชนซากแง๎ว ทําให๎ทราบถึงการนําตลาดด๎วยการขาย วัฒนธรรม ขายเร่ืองราวของชุมชน นําวิถีชีวิตความเป็นชุมชนซากแง๎ว (คนจีน) มาเป็นจุดนําการ ทํองเที่ยวโดยชุมชน ใช๎ตลาดจีนโบราณนําพาการทํองเที่ยว ใช๎สินค๎าไมํวําจะเป็นของกิน ของใช๎ นํา การทอํ งเทย่ี ว ในสวํ นของการสื่อความหมาย มีการจดั ทําปาู ยประชาสัมพันธ๑ ปูายสัญลักษณ๑ความเป็น ชมุ ชนจีน เน๎นชุดการแตํงกายด๎วยสีแดง ที่บอกถึงอัตลักษณ๑ของชุมชนจีน มีจุดถํายภาพ มีจิตอาสา มี การเลาํ เร่อื งใหเ๎ หน็ ภาพ มคี วามคิดสรา๎ งสรรค๑ โดยชุมชนสามารถรํวมกันเพ่ือขายวิถีชุมชน ในการเปิด บ๎านต๎อนรับนักทํองเที่ยว โดยเน๎นเป็นตลาดจีนโบราณตามรอยวิถีชุมชนคนซากแง๎ว ประกอบการ พร๎อมใจกันสวมชุดจีน หรือชุดสีแดงท่ีแสดงให๎เห็นถึงความเป็นชุมชนจีนโบราณ ที่สะท๎อนถึง เอกลักษณข๑ องคนในชมุ ชน กิจกรรมท่ี 22 ประชมุ ถอดบทเรยี นการดงู าน 22.1 วตั ถปุ ระสงคข๑ องการดาํ เนินกิจกรรม 1) เพื่อถํายทอดความร๎ู ถํายทอดประสบการณ๑ท่ีได๎รับจากการศึกษาดูงานชุมชน ตน๎ แบบ ใหแ๎ กทํ ีมวจิ ยั ทไ่ี มํได๎เขา๎ รวํ ม 2) เพือ่ ใหท๎ มี วจิ ัยได๎เห็นถึงการบรหิ ารจดั การจดั การทํองเท่ียวโดยชมุ ชน 22.2 สถานท่ีดําเนนิ กจิ กรรม ณ หอ๎ งประชุมองคก๑ ารบรหิ ารสวํ นตาํ บลหัวดง อาํ เภอเมอื งพิจิตร จังหวัดพิจติ ร 22.3 ผ๎เู ขา๎ รวํ มกจิ กรรม ทมี วจิ ยั ชุมชนหัวดง 24 คน 22.4 วธิ ีดําเนินกจิ กรรม 1) ประสานทีมวจิ ัยชมุ ชนไดเ๎ ข๎ารํวมการประชมุ ตามกําหนดการท่ีได๎กําหนดไว๎ 2) ให๎ทีมวิจัยท่ีเข๎ารํวมการศึกษาดูงานชุมชนต๎นแบบได๎นําเสนอประสบการณ๑ การศกึ ษาดูงานในท่ปี ระชมุ ได๎รับทราบ 3) ที่ประชุมได๎มีมติรํวมกันในการจัดเตรียมความพร๎อมท่ีจะดําเนินการพัฒนา และ ประสานพื้นท่ีที่มีความเหมาะสมในการเป็นสถานที่ทํองเที่ยวในชุมชน ให๎มีความหลากหลายและ มคี วามเปน็ เอกลกั ษณเ๑ ฉพาะถิน่ ของหัวดง 22.5 ผลการดําเนินกจิ กรรม การถํายทอดความร๎ูที่ได๎จากการศึกษาดูงานจังหวัดนครราชสีมา โดยมีตัวแทนทีม วิจัยที่ได๎ไปรํวมศึกษาดูงานเป็นผู๎ถํายทอดได๎เลําถึงการนําเสนอแหลํงเรียนรู๎ โดยชุมชน เพ่ือชุมชนซ่ึง นําเสนอจากส่ิงท่ีได๎ทํารํวมกัน เชํน แหลํงเรียนร๎ูด๎านการจัดการทํองเท่ียวตําง ๆ ทําให๎ทีมวิจัยได๎รับร๎ู รับทราบถึงวิธีการ ได๎แนวคิด หลักการในการจัดการทํองเที่ยวโดยชุมชน จากชุนต๎นแบบ สามารถ สร๎างแรงผลักดัน สร๎างกําลังใจ สร๎างความเข๎าใจ เห็นภาพการจัดการทํองเที่ยวโดยชุมชน ท้ังนี้

85 สอดคล๎องและเป็นไปตามวัตถุประสงค๑ข๎อท่ี 5 เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการทํองเที่ยวมรดก วฒั นธรรมชุมชนหัวดง อยํางแท๎จรงิ กิจกรรมที่ 23 ประชุมหารือเพ่ือให๎ได๎รูปแบบการนําเท่ียวและสถานท่ีทํองเที่ยวชัดเจนท่ี พฒั นาเปน็ PACKAGE เพอ่ื ใชป๎ ระชาสมั พนั ธ๑ 23.1 วตั ถปุ ระสงคข๑ องการดําเนนิ กิจกรรม 1) เพื่อศึกษาแนวทางรูปแบบการนําเท่ียวและสถานท่ีทํองเที่ยวที่ชัดเจนที่สามารถ พฒั นาเป็น PACKAGE เพ่อื ใชป๎ ระชาสมั พันธ๑การทํองเทย่ี วในพืน้ ที่ 23.2 สถานทดี่ ําเนินกจิ กรรม ณ ห๎องประชมุ องคก๑ ารบริหารสวํ นตาํ บลหัวดง อาํ เภอเมอื งพจิ ติ ร จงั หวัดพิจิตร 23.3 ผเ๎ู ข๎ารวํ มกจิ กรรม ทีมวิจยั ชมุ ชนหัวดง 24 คน 23.4 วธิ ดี ําเนนิ กจิ กรรม 1) ประสานทมี วจิ ัยชุมชนได๎เขา๎ รํวมการประชุมตามกาํ หนดการท่ีไดก๎ ําหนดไว๎ 2) ประชมุ หารอื รวํ มกันในการกาํ หนดรูปแบบการนําเที่ยวและสถานที่ทํองเท่ียวท่ีจะ สามารถพฒั นา PACKAGE เพ่ือใช๎ประชาสมั พันธ๑ 23.5 ผลการดําเนนิ กจิ กรรม จากการประชุมหารือ ทําให๎ทีมวิจัยชุมชนหัวดง ได๎รูปแบบการจัดการทํองเท่ียว ชุมชน คือ การจัดการทํองเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประเพณีในชุมชน โดยนักทํองเที่ยวที่เข๎ามาทํองเที่ยว ในพ้ืนท่ีตําบลหัวดง จะได๎สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยูํของคนสามเช้ือชาติท่ีอาศัยอยํูรํวมกันอยําง กลมกลืนและสัมผัสถงึ วัฒนธรรมของคนในทอ๎ งถนิ่ ทีค่ วามหลากหลาย กิจกรรมท่ี 24 อบรมเชิงปฏิบัติการการใช๎สื่อประสมในการโฆษณาประชาสัมพันธ๑ ทอํ งเท่ยี วชมุ ชนตาํ บลหวั ดง 24.1 วัตถปุ ระสงคข๑ องการดาํ เนินกิจกรรม 1) เพื่อพัฒนาทีมวิจัยมีความร๎ู ความเข๎าใจในหลักการการใช๎ส่ือในการโฆษณา ประชาสมั พันธท๑ อํ เทยี่ วชมุ ชนทด่ี ีและถูกต๎อง 2) เพ่ือสํงเสริมให๎ทีมวิจัย ได๎เรียนร๎ูเรื่องการใช๎ส่ือประสมในการโฆษณา ประชาสัมพนั ธ๑ 3) เพอื่ พัฒนาทมี วิจยั ใหเ๎ รียนรูก๎ ระบวนการบรหิ ารจดั การทอํ งเที่ยวโดยชุมชน 24.2 สถานท่ีดาํ เนนิ กจิ กรรม ณ ห๎องประชุมภูแกว๎ รสี อรท๑ อาํ เภอเขาค๎อ จังหวดั เพชรบรู ณ๑ 24.3 ผเ๎ู ข๎ารํวมกจิ กรรม ทีมวิจัยและภาคีเครือขําย ชมุ ชนหัวดง 10 คน และทมี พเ่ี ล้ยี ง

86 24.4 วิธดี ําเนนิ กจิ กรรม 1) ประสานพ่ีเล้ียงเพื่อสอบถามรายละเอียดเก่ยี วกบั การเขา๎ รับการอบรม 2) ประสานทีมวิจยั และภาคีเครือขํายได๎เข๎ารํวมการอบรมตามกาํ หนด 24.5 ผลการดาํ เนินกิจกรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง ได๎รับความร๎ูเกี่ยวกับการใช๎สื่อประสมในการโฆษณา ประชาสัมพันธ๑ทํองเท่ียวชุมชนตําบลหัวดง เพื่อการบริหารจัดการการทํองเที่ยวโดยชุมชนในพื้นท่ี ตาํ บลหัวดง กิจกรรมท่ี 25 ประชุมหารือกําหนดอัตราคําบริการตําง ๆ อยํางชัดเจน แบํงงาน รับผดิ ชอบเพอ่ื บรกิ ารกิจกรรมการทํองเทีย่ ว ตกลงกันในหลกั การเรื่องการกระจายผลประโยชน๑ 25.1 วัตถุประสงคข๑ องการดาํ เนินกิจกรรม 1) เพื่อกําหนดทิศทางในการกําหนดอัตราคําบริการตําง ๆ โดยมีหลักการบริหาร จดั การด๎านการกระจายผลประโยชน๑ 2) เพอ่ื กําหนดการแบํงงาน แบํงหนา๎ ท่ีรบั ผดิ ชอบ 25.2 สถานที่ดําเนนิ กิจกรรม ณ ห๎องประชมุ องค๑การบริหารสวํ นตาํ บลหวั ดง อาํ เภอเมืองพจิ ติ ร จงั หวดั พจิ ิตร 25.3 ผูเ๎ ขา๎ รํวมกิจกรรม ทมี วิจยั และภาคเี ครือขาํ ยชุมชนหัวดง และพเี่ ลีย้ ง 25.4 วธิ ดี าํ เนนิ กิจกรรม 1) ประสานกาํ หนดวนั การประชุมหารือ 2) ทีมวิจยั และภาคีเครอื ขาํ ยชมุ ชนหัวดง และพเ่ี ลี้ยง เข๎ารํวมประชุม 25.5 ผลการดําเนนิ กจิ กรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดงและภาคีเครือขํายหัวดง และพ่ีเล้ียง ประชุมหารือกําหนดอัตรา คําบริการตําง ๆ อยํางชัดเจน แบํงงานรับผิดชอบเพื่อบริการกิจกรรมการทํองเที่ยว ตกลงกันใน หลักการเรื่องการกระจายผลประโยชน๑ กําหนดให๎มีการจัดต้ังกลุํมจัดการการทํองเที่ยวชุมชนหัวดง โดยกําหนดให๎กลุํมมีหน๎าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการกลุํมด๎วยฝุายตําง ๆ คือ ฝุายอนุรักษ๑และ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม ฝุายพัฒนาและจัดการการทํองเท่ียว ฝุายสํงเสริมและ บริหารงานการทํองเท่ยี ว ฝาุ ยประชาสัมพันธ๑ ฝาุ ยบรหิ ารจดั การ และทปี่ รึกษากลมุํ กจิ กรรมที่ 26 อบรมการสือ่ ความหมายและการใช๎บริการ CBT 26.1 วตั ถปุ ระสงคข๑ องการดําเนนิ กจิ กรรม 1) เพ่ือพัฒนาทีมวิจัยและภาคีเครือขํายในชุมชนให๎มีความร๎ู ความเข๎าใจในหลักการ มคั คุเทศก๑ มัคคเุ ทศก๑และนักสื่อความหมาย บทบาทหนา๎ ท่ี จรรยาบรรณ จติ วิทยาบริการและกิจกรรม มนุษยส๑ ัมพันธร๑ วมถึงการฝกึ ปฏบิ ตั ิการสื่อความหมายทถ่ี ูกต๎อง

87 2) เพ่ือสํงเสริมให๎ทีมวิจัยและภาคีเครือขํายในชุมชน ได๎เรียนร๎ูเร่ืองความปลอดภัย การชวํ ยเหลอื ผป๎ู ุวยฉกุ เฉนิ รวมถึงการกําหนดจุดเสี่ยงในแหลํงทํองเท่ียวชุมชนเพื่อหาทางการปูองกัน อนั ตรายทอี่ าจเกิดขึ้นได๎ 3) เพื่อพัฒนาทีมวิจัยและภาคีเครือขํายในชุมชน ให๎เรียนรู๎กระบวนการบริหาร จดั การทํองเทย่ี วโดยชมุ ชนและไดล๎ งพ้ืนทที่ ํองเทีย่ วชมุ ชนจรงิ 4) เพ่ือให๎ทีมวิจัยและภาคีเครือขํายในชุมชนได๎นําปัญหา อุปสรรคท่ีเกิดจากการ ทอํ งเทยี่ วชุมชนไดม๎ าแลกเปล่ียนกับทมี วิจยั ชมุ ชนอ่ืน ๆ 26.2 สถานทดี่ ําเนินกจิ กรรม ณ หอ๎ งประชมุ ภูแกว๎ รสี อร๑ท อําเภอเขาค๎อ จังหวดั เพชรบรู ณ๑ 26.3 ผู๎เข๎ารํวมกิจกรรม ทีมวจิ ยั และภาคีเครอื ขํายชมุ ชนหวั ดง 10 คน และทีมพเี่ ล้ียง 26.4 วิธดี าํ เนนิ กจิ กรรม 1) ประสานพเ่ี ลย้ี งเพือ่ สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกบั การเขา๎ รบั การอบรม 2) ประสานทีมวิจัยและภาคีเครือขํายไดเ๎ ขา๎ รวํ มการอบรมตามกําหนด 26.5 ผลการดาํ เนนิ กิจกรรม ทีมวิจัยชุมชนหัวดง ได๎รับความร๎ูเก่ียวกับการอบรมการส่ือความหมายและการใช๎ บริการ CBT โดยสามารถนํามาปรับใช๎การกับจัดการการทํองเที่ยวโดยชุมชนหัวดง เพื่อให๎การ ทํองเท่ียวโดยชุมชนในพ้ืนที่ตําบลหัวดง โดยมีการทบทวนบทบาทของชุมชนในการจัดหรือการใช๎ บริการ CBT และมีการจัดตั้งกลุํมหรือชมรม CBT เพ่ือบริหารจัดการและควบคุมดูแลกิจกรรมการ ทํองเท่ยี วชุมชนหวั ดง ประกอบกับไดน๎ ําแนวคิด หลักการ เทคนิค ทักษะ มัคคุเทศก๑ มาปรับใช๎ให๎เป็น รปู แบบในการจัดการกิจกรรมการทอํ งเที่ยวในพ้นื ท่ีตําบลหัวดงตํอไป กิจกรรมที่ 27 อบรมการบรหิ ารจัดการ CBT และการจัดการกลุํม 27.1 วตั ถปุ ระสงค๑ของการดาํ เนนิ กิจกรรม 1) เพ่อื เตรยี มความพร๎อมในการบริหารจดั การทอํ งเทยี่ วชมุ ชน 2) เพ่ือให๎คณะกรรมการได๎รํวมมือกันในการกําหนดข๎อตกลงรวมถึงการดําเนินงาน การทอํ งเทยี่ วชมุ ชนให๎ชดั เจนเปน็ รปู ธรรมและคณะกรรมการทกุ คนยอมรบั ในมติขอ๎ ตกลงรํวมกัน 3) เพื่อสรา๎ งภมู คิ มุ๎ กนั ให๎กบั คณะกรรมการการบรหิ ารการทอํ งเท่ยี วชมุ ชน 27.2 สถานที่ดาํ เนนิ กจิ กรรม ณ ห๎องประชุมภแู กว๎ รีสอร๑ท อําเภอเขาคอ๎ จงั หวัดเพชรบูรณ๑ 27.3 ผ๎เู ข๎ารวํ มกิจกรรม ทมี วจิ ยั ภาคเี ครอื ขาํ ยชุมชนหวั ดง 10 คน และทมี พ่ีเลี้ยง 27.4 วธิ ีดําเนินกจิ กรรม

88 1) ประสานทีมวิจัยและภาคเี ครือขาํ ยชุมชนได๎เขา๎ รํวมการประชมุ ตามกาํ หนดการ 2) ทีมวิจัยและภาคเครือขํายได๎รํวมกันพิจารณาและคัดเลือกคณะกรรมการบริหาร จัดการของกลมุํ ทํองเท่ยี วชมุ ชนหัวดงใหม๎ คี วามเหมาะสมกับตําแหนํง 3) ประสานพเี่ ลี้ยงเพ่อื ขอคาํ แนะนาํ ในการจดั ต้ังกลํมุ ทํองเทยี่ วชุมชน 27.5 ผลการดาํ เนินกิจกรรม โครงสร๎างการบริหารจัดการของกลํมุ ทอํ งเที่ยวชุมชนหัวดงประกอบดว๎ ย 1) นายมนูญ ดิษเสถียร ประธานกลํมุ 2) นายณรงค๑ชยั ฉิมพลี รองประธาน 3) นายบรรเทิง ศรนี าก รองประธาน 4) น.ส.ธิตญิ า เมอื งเหลือ ฝาุ ยอนรุ ักษ๑และพฒั นา ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม 5) นายบัญญัติ แกว๎ เกษตรกรร๑ ฝาุ ยอนุรักษ๑และพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติและวฒั นธรรม 6) นายสมศกั ดิ์ ราชสนทิ ฝุายอนุรักษ๑และพฒั นา ทรพั ยากรธรรมชาติและวฒั นธรรม 7) นายวชิระ โพนามาศ ฝุายอนุรักษ๑และพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติและวฒั นธรรม 8) น.ส. รสสุคนธ๑ มศี รี ฝาุ ยอนรุ ักษ๑และพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม 9) นายนเรศ๑ อินทโชติ ฝาุ ยพัฒนาและจดั การการทํองเท่ยี ว 10) น.ส.เชรยี ม ชยั ยะ ฝาุ ยพฒั นาและจดั การการทํองเที่ยว 11) น.ส.ศรนี วล คุ๎มเจริญ ฝาุ ยพัฒนาและจัดการการทํองเทย่ี ว 12) น.ส.รศั มี ตน๎ จนั ทร๑ ฝาุ ยสํงเสรมิ และบรหิ ารงานการ ทอํ งเที่ยว 13) นางทองไกร สขุ เงนิ ฝาุ ยสงํ เสริมและบรหิ ารงานการ ทํองเท่ียว 14) นายวริ ุตน๑ โพธ์ิทอง ฝุายสํงเสรมิ และบริหารงานการ ทํองเทย่ี ว 15) นางสุมาลี วงษจ๑ นั ทนา ฝาุ ยสงํ เสริมและบรหิ ารงานการ ทอํ งเทยี่ ว

89 16) นายพุฒ เฮงไป๋ ฝุายสํงเสริมและบรหิ ารงานการ ทํองเทยี่ ว 17) น.ส.เบญจมาศ แสนราช ฝาุ ยสํงเสริมและบริหารงานการ ทอํ งเท่ียว 18) นายสมยศ แสวงทอง ฝุายประชาสัมพันธ๑ 19) นายณรงค๑ โตะ๏ ดอนทอง ฝาุ ยประชาสมั พันธ๑ 20) นางเนรญั ชลา โชคศรณั ทิพย๑ ฝาุ ยประชาสมั พันธ๑ 21) นางสาวศศิกานต๑ วิบูลยญ๑ าณ ฝาุ ยประชาสัมพันธ๑ 22) น.ส.นภาพร ศรนี าก ฝาุ ยประชาสมั พนั ธ๑ 23) นายประภาส กายเพ็ชร ฝุายบริหารจดั การ 24) นางชตุ ิญาทิพพ๑ สุดประเสริฐ ฝาุ ยบริหารจัดการ 25) น.ส.ขวัญเรือน ศรีบุญเรอื ง ฝาุ ยบริหารจัดการ 26) นายปรชี า ศรบี บุ ผา ฝุายบริหารจดั การ 27) น.ส.รําพึง คล๎ายพุฒ ฝุายบริหารจดั การ 28) น.ส.สภุ าภรณ๑ ทีนาคะ ฝุายบริหารจัดการ 29) น.ส.จันมาลี จนั ทรม๑ ะลิ เลขานกุ าร 30) น.ส.ศริ เิ พ็ญ บญุ ปุู ผช๎ู วํ ยเลขานกุ าร คณะทปี่ รกึ ษา ประกอบด๎วย 1) เจ๎าอาวาสวัดในเขตตาํ บลหวั ดง 2) นายพรี ะโรจน๑ ภทั รประสทิ ธิ์ นายกเทศมนตรตี าํ บลหัวดง 3) แพทย๑หญิงวณิชชา ภัทรประสิทธ์ิ ผูท๎ รงคณุ วฒุ ิ 4) นายภทั รพงษ๑ ภัทรประสทิ ธิ์ กาํ นนั ตาํ บลหวั ดง 5) นางธัญธรณ๑ ตันโน ครูชาํ นาญการ วทิ ยาลัยชมุ ชนพิจติ ร 6) ผใ๎ู หญบํ ๎าน ผูช๎ ํวยผู๎ใหญบํ า๎ นทกุ หมบํู ๎านในตาํ บลหวั ดง 7) สมาชกิ สภาเทศบาลตําบลหวั ดง 8) สมาชกิ สภาองค๑การบรหิ ารสํวนตําบลหวั ดง 9) ผ๎บู ริหารสถานศกึ ษาในเขตพ้ืนทีต่ าํ บลหัวดง 10) ผอ๎ู าํ นวยการโรงพยาบาลสงํ เสริมสขุ ภาพตําบลบา๎ นหัวดง 11) ผอู๎ ํานวยการโรงพยาบาลสํงเสริมสขุ ภาพตําบลบา๎ นเนนิ ยาว 12) สารวัตรกาํ นนั ตาํ บลหัวดง 13) คณะทาํ งานวิจัยชุมชนหัวดง

90 ภาคี/เครือขํายทํองเท่ียวท่ีเกี่ยวข๎องกับการพัฒนาโครงขํายการทํองเท่ียวชุมชน ประกอบด๎วย 1) การทอํ งเทยี่ วแหงํ ประเทศไทย สํานักงานนครสวรรค๑ 2) มหาวิทยาลยั ราชภัฏพิบลู สงคราม 3) วทิ ยาลยั ชุมชนพจิ ิตร 4) ทํองเที่ยวและกฬี าจงั หวัดพจิ ิตร 5) เกษตรและสหกรณ๑จังหวดั พิจิตร 6) ประชาสัมพันธจ๑ งั หวัดพจิ ิตร 7) สาํ นกั งานพระพทุ ธศาสนาจังหวดั พจิ ติ ร 8) พฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย๑จงั หวดั พิจิตร 9) พัฒนาชมุ ชนจังหวดั พิจติ ร 10) วัฒนธรรมจังหวัดพิจติ ร 11) หอการคา๎ จงั หวดั พจิ ิตร 12) ชมุ ชนสํงเสรมิ การทอํ งเที่ยวตาํ บลดงกลาง 13) สํานกั กองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั (สกว.) 14) ทีมพี่เลี้ยง (ผู๎ชํวยศาสตราจารย๑ ดร.ชุลีรัตน๑ จันทร๑เชื้อ ผ๎ูชํวยศาสตราจารย๑ วาลกิ า โพธหิ์ ริ ัญ และนางสาวกมลรัตน๑ บุญอาจ) กิจกรรมที่ 28 จัดกิจกรรมรณรงค๑รกั ษาความสะอาดหมํบู า๎ น การดูแลรักษาสง่ิ แวดลอ๎ ม 28.1 วัตถปุ ระสงค๑ของการดาํ เนนิ กิจกรรม 1) เพ่ือเตรยี มความพร๎อมในการบรหิ ารจัดการทํองเทย่ี วชมุ ชน 2) เพื่อให๎ทีมวิจัยชุมชน คณะกรรมการกลํุมทํองเที่ยวชุมชนหัวดง ได๎รํวมกันกับคน ในชุมชน เพ่ือเตรียมความพร๎อม เตรียมพ้ืนท่ีในการบริหารจัดการทํองเท่ียวในชุมชน และเพื่อให๎ นกั ทํองเท่ียวมีความพึงพอใจ 3) เพื่อเป็นแบบอยํางและกระต๎ุนให๎ชุมชน ตระหนักและรํวมกันรณรงค๑รักษาความ สะอาดหมูบํ า๎ น ชมุ ชน และรวํ มกันดูแลรักษาสงิ่ แวดล๎อม เพื่อเปิดบา๎ นตอ๎ นรบั นักทํองเทย่ี วตํอไป 28.2 สถานทีด่ ําเนินกิจกรรม ณ พืน้ ท่ีตาํ บลหัวดง อําเภอเมืองพจิ ติ ร จงั หวดั พิจิตร 28.3 ผเ๎ู ข๎ารวํ มกจิ กรรม ทีมวจิ ยั ภาคเี ครือขํายชุมชนหวั ดง 28.4 วิธดี ําเนนิ กิจกรรม 1) ประสานทีมวิจัยและภาคีเครือขํายชุมชนได๎เข๎ารํวมกันลงพ้ืนท่ีทําความสะอาด ตามวนั เวลาท่ีกาํ หนด 2) รณรงคแ๑ ละรํวมกันทําความสะอาดในพื้นที่

91 28.5 ผลการดําเนนิ กจิ กรรม ประชาชนในพ้ืนท่ีตําบลหัวดง มีสํวนรํวมในการจัดกิจกรรมรณรงค๑รักษาความ สะอาดหมบํู า๎ น การดูแลรักษาสิ่งแวดล๎อม โดยมีทีมวิจัยชุมชน และภาคีเครือขํายชุมชนหัวดง รํวมกัน ลงพื้นที่ทําความสะอาดตามจุดทํองเที่ยวในชุมชนที่สําคัญ เชํน ศาลเจ๎าพํอปุนเถ๎ากง วัดหัวดง ตลาด สถานที่สาธารณะตําง ๆ ริมเขื่อน ริมนํ้า และมีผลทําให๎ชุมชนตระหนักและเห็นความสําคัญของการ รักษาความสะอาดในพื้นท่ีของชุมชนตนเอง เพ่ือท่ีจะเปิดบ๎านเป็นชุมชนสํงเสริมการทํองเที่ยว ท้ังนี้ เพื่อให๎ชุมชนท่ีมีสํวนรํวมได๎รับประโยชน๑จากนักทํองเท่ียวท่ีจะเข๎ามาเท่ียวชม กิน ด่ืม นอนพัก เพื่อ เปน็ การสร๎างเศรษฐกจิ เพมิ่ ข้ึนใหแ๎ กํคนในชุมชนหัวดง กจิ กรรมที่ 29 อบรมเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารการตลาดและการซอื้ ขาย CBT ผําน INTERNET 29.1 วตั ถุประสงค๑ของการดําเนินกิจกรรม 1) เพ่ือให๎ทีมวิจัยมีความร๎ู ความเข๎าใจ และสามารถจัดการตลาดและการซื้อขาย CBT ผาํ น INTERNET ไดอ๎ ยาํ งมีประสิทธิภาพ มีความพร๎อม และสามารถบริหารจัดการการทํองเท่ียว ในชุมชนหัวดงได๎ 2) เพ่ือนําแนวคิด หลักการ ด๎านการตลาดและการซ้ือขาย CBT ผําน INTERNET มาปรับใชใ๎ หเ๎ กดิ ประโยชน๑ตํอการบรหิ ารจัดการการทอํ งเทยี่ วให๎มากท่ีสุด 29.2 สถานที่ดาํ เนนิ กจิ กรรม ณ โรงแรมภแู ก๎วรีสอร๑ท อาํ เภอเขาค๎อ จังหวัดเพชรบรู ณ๑ 29.3 ผูเ๎ ขา๎ รวํ มกจิ กรรม ทีมวิจยั จาํ นวน 10 คน 29.4 วธิ ดี าํ เนนิ กจิ กรรม 1) เขา๎ รวํ มอบรมเชิงปฏิบัติการการตลาดและการซื้อขาย CBT ผําน INTERNET ณ โรงแรมภูแก๎วรีสอร๑ท อําเภอเขาค๎อ จังหวัดเพชรบูรณ๑ โดยการประสานงานกับทีมพ่ีเล้ียงและ สาํ นักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจยั (สกว.) 29.5 ผลการดาํ เนนิ กจิ กรรม ทีมวิจัย มีความร๎ูความเข๎าใจเก่ียวกับการตลาดและการซื้อขาย CBT ผําน INTERNET เพ่อื นํามาบรหิ ารจดั การการทํองเที่ยวชุมชนบ๎านหัวดง กิจกรรมท่ี 30 สรุปผลการดาํ เนินงาน 30.1 วัตถปุ ระสงคข๑ องการดําเนนิ กจิ กรรม 1) เพอ่ื ใหท๎ มี วจิ ยั มีความรู๎ ความเข๎าใจ และสามารถจัดการการทํองเทยี่ วในชมุ ชน 2) เพอื่ สรปุ ผลการดําเนนิ งานวิจัยของชมุ ชน 30.2 สถานท่ดี ําเนินกิจกรรม ณ หอ๎ งประชุมองคก๑ ารบริหารสวํ นตาํ บลหวั ดง อําเภอเมืองพิจติ ร จงั หวดั พจิ ิตร

92 30.3 ผูเ๎ ขา๎ รวํ มกจิ กรรม ทีมวจิ ยั 30.4 วธิ ดี ําเนนิ กจิ กรรม 1) ทีมวิจัยชมุ ชน จํานวน 24 คน เข๎ารวํ มประชุมเพอื่ รํวมสรุปผลการดาํ เนินงาน 30.5 ผลการดําเนนิ กจิ กรรม จากการได๎รํวมกันสรุปผลการวิจัยโครงการการบริหารจัดการการทํองเที่ยวมรดก วัฒนธรรมชุมชนบนความหลากหลายชาติพันธ๑ุโดยเครือขํายชุมชนตําบลหัวดง อําเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพจิ ิตร พบวาํ ประวัติศาสตร๑ชุมชน ชาติพนั ธ๑ุ วถิ ีชมุ ชน มรดกวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา อาหาร การแตํงกาย ภมู ปิ ญั ญา โบราณสถาน สถาปัตยกรรม และทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่มีศักยภาพ จะพฒั นาเป็นแหลงํ ทอํ งเทย่ี วมรดกวัฒนธรรมชมุ ชนหวั ดง คนในชุมชนเกดิ การสร๎างการมีสํวนรํวมของ เครือขํายชุมชนเพื่อการพัฒนาการทํองเที่ยวมรดกวัฒนธรรมชุมชนหัวดง เกิดเส๎นทางและกิจกรรม ทํองเทย่ี วมรดกวัฒนธรรมเชงิ สร๎างสรรค๑ของชุมชนตําบลหัวดง การบริหารจัดการการทํองเที่ยวมรดก วัฒนธรรมชุมชนบนความหลากหลาย การพฒั นาศกั ยภาพบุคลากรทางการทํองเที่ยวมรดกวัฒนธรรม ชุมชนหัวดง ต๎องมีการอบรมเพ่ือเพ่ิมทักษะความร๎ูในการบริหารจัดการการทํองเท่ียวโดยชุมชน โดย สรุปจากการศกึ ษาวิจยั ทาํ ใหร๎ ู๎และทราบถึงทุนและศักยภาพที่มีอยูํในพ้ืนท่ีตําบลหัวดง ที่สามารถเป็น แหลงํ ศกึ ษาทํองเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความหลายหลายโดยมีการอาศัยอยูํรํวมกันของคน 3 เชื้อชาติ ท่อี ยดูํ ๎วยกันดว๎ ยการผสมผสานวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ การกิน การอยํูอาศัย ทําให๎คนในชุมชน ได๎เรียนรู๎วิถีชีวิตของคนรํวนในชุมชน และยังสามารถนําวิถีชีวิตของคนหัวดงเหลํานี้ มาเป็นรูปแบบ และจดุ เริ่มตน๎ ในการออกแบบเส๎นทางการทอํ งเท่ยี วในพน้ื ที่ ประกอบกับผลการวจิ ัยพบวําคนในชุมชน มีสํวนรํวมที่จะเปิดบ๎านต๎อนรับนักทํองเท่ียวให๎เข๎ามาในพื้นที่ตําบลหัวดง โดยมีการประสานงาน รวํ มกนั ของคนในชมุ ชนผํานกลมุํ ทอํ งเท่ียวชมุ ชนบา๎ นหัวดง กิจกรรมท่ี 31 จัดทํารูปเลํมรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ๑ และรํวมเวทีนําเสนอรายงานฉบับ สมบูรณต๑ อํ ผ๎ทู รงคณุ วุฒิ 31.1 วัตถุประสงค๑ของการดําเนนิ กจิ กรรม เพ่อื ให๎ทีมวิจัยได๎รวํ มกันวเิ คราะห๑ สงั เคราะหผ๑ ลการดําเนินงานและนําผลท่ีได๎มาจัดทํา รายงานฉบบั สมบูรณ๑ 31.2 สถานทด่ี าํ เนนิ กจิ กรรม ณ ห๎องประชุมองค๑การบรหิ ารสํวนตําบลหัวดง อําเภอเมืองพิจติ ร จังหวัดพจิ ติ ร 31.3 ผู๎เขา๎ รวํ มกิจกรรม ทีมวิจัยชมุ ชน ทมี ที่ปรกึ ษาและทีมพเ่ี ลยี้ งของชมุ ชนหัวดง 24 คน 31.4 วิธดี าํ เนนิ กจิ กรรม 1) ประสานทีมวิจัยและภาคีเครอื ขาํ ยชุมชนไดเ๎ ขา๎ รวํ มการประชมุ ตามกําหนดการ 2) จัดทําสําเนาเอกสารรํางรายงานความสมบูรณ๑เพื่อให๎ท่ีประชุมได๎รํวมกันตรวจ ติดตามและประเมินผล

93 3.5 ผลการดาํ เนินกิจกรรม จากการได๎เข๎ารํวมโครงการพัฒนางานวิจัยชุมชนกับสํานักงานกองทุนสนับสนุน งานวิจัย (สกว.) และได๎รับการสนับสนุนคณะพ่ีเล้ียงจากมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม พิษณุโลก ทําให๎ชุมชนหัวดง ได๎ประโยชน๑เป็นอยํางมากท้ังในด๎านการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาพื้นที่ พัฒนา ข๎อมูลให๎เป็นระบบ ชัดเจน ตรวจสอบได๎ ซ่ึงเป็นเอกสารหลักฐานท่ีสําคัญของชุมชนหัวดง ท่ีจะเป็น ประโยชน๑สําหรับเด็ก เยาวชน ประชาชน นิสิต นักศึกษา นักวิชาการรวมถึงผ๎ูที่สนใจท่ีสามารถสืบ ค๎นหาข๎อมูลประวัติความเป็นมาของชุมชนหัวดง ได๎อยํางสะดวก รวดเร็วและผลการวิเคราะห๑ สงั เคราะห๑และสรปุ ผลการดําเนินงานวิจัยทําให๎ได๎รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ๑ เร่ืองโครงการการบริหาร จัดการการทํองเท่ียวมรดกวัฒนธรรมชุมชนบนความหลากหลายชาติพันธุ๑โดยเครือขํายชุมชนตําบล หัวดง อําเภอเมอื งพิจติ ร จังหวัดพจิ ติ ร 1 เรือ่ ง

บทที่ 4 การวิจยั งานวิจัยเรื่องการบริหารจัดการการท่องเท่ียวมรดกวัฒนธรรมชุมชนบนความหลากหลาย ชาตพิ นั ธ์ุโดยเครอื ขา่ ยชมุ ชนตาบลหัวดง อาเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ทีมวิจัยนาเสนอผลการวิจัย ตามวตั ถปุ ระสงค์เปน็ 5 ตอน ดังนี้ ตอนท่ี 1 ผลการสารวจองค์ความรู้ “คุณค่ามรดกวฒั นธรรมชุมชนตาบลหัวดง อาเภอเมือง พจิ ติ ร จงั หวดั พิจติ ร” เพ่ือให้ไดค้ าตอบตามวัตถุประสงค์ท่ี 1 ทีมวจิ ยั ไดแ้ บ่งการศึกษามรดกวัฒนธรรม ชุมชนหัวดง ออกเป็น 7 ประเด็น ดงั นี้ 1) ภูมศิ าสตรก์ ายภาพและนิเวศวิทยาทอ้ งถิน่ 2) ประวตั ิศาสตร์ท้องถิน่ และภมู ินาม 3) พัฒนาการต้ังถิ่นฐานของคนในชุมชน การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและกระแสการ เปลี่ยนแปลง 4) มรดกวฒั นธรรมชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม อาหาร ภูมิปัญญา การแต่งกาย ภาษา การ แสดง ศิลปกรรม หัตถกรรม โบราณสถาน วิจิตรศิลป์ สุนทรียภาพในท้องถ่ิน อัตลักษณ์ของท้องถิ่น โลกทศั น์ ความเช่อื พิธีกรรม จิตวญิ ญาณ ความสมั พันธ์ของคนในชุมชนท้องถิ่นและความสัมพันธ์ของ ชมุ ชนกบั ส่ิงแวดลอ้ มในธรรมชาติเหนือธรรมชาติและวิถีการดารงชีวติ 5) ปัญหาและแนวทางการบริหารจัดการเพ่ือฟ้ืนฟู อนุรักษ์ ทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืนไป พรอ้ มกับการใช้เปน็ ทุนในการรองรบั การท่องเทย่ี วของชมุ ชน 6) เทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรจากอดีตกลายมาเป็นภูมิปัญญาวิวฒั น์ในปัจจุบัน 7) กระบวนการเรยี นรูแ้ ละพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ การถ่ายทอดภมู ปิ ัญญา 1. ภูมศิ าสตรก์ ายภาพและนเิ วศวทิ ยาทอ้ งถิ่น หมู่ 8 บ้านหวั ดง หมู่ 5 บา้ นหนองนาด้า หมู่ 1 บา้ นหวั ดง หม่ทู ี่ หมู่ 7 บา้ นหวั ดง หมู่ 2 บา้ นล้าชะล่า หมู่ 4 บ้านเนนิ ยาว หมู่ หมู่ 3 บา้ นเขาพระ หมู่ 6 บ้านน้าโจนเหนือ หมู่ 9 บา้ นปากคลอง ภาพท่ี 1 แผนทต่ี าบลหัวดง

95 ภูมิศาสตร์กายภาพ ทิศเหนือ ติดต่อกับ พื้นที่ตาบลฆะมังอยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 113 มีพ้ืนท่ี ประมาณ 64 ตารางกิโลเมตร ซ่ึงส่วนใหญ่คนตาบลหัวดงกับคนตาบลฆะมังเป็นญาติพ่ีน้องเชื้อสาย เดยี วกนั และยงั มสี ถานที่ท่องเท่ียวที่เป็นวัดที่มีพระเกจิช่ือดังคือหลวงพ่อพิธ ซึ่งเป็นวัดท่ีมีรูปปั้นหลวง พอ่ พิธซึง่ มดี วงตาท่ีไมไ่ หม้ไฟเกบ็ รักษาไวเ้ ปน็ อย่างดี ทาใหน้ ักทอ่ งเทยี่ วร้จู ักกันเป็นอยา่ งดี ทศิ ใต้ ติดต่อกับ พื้นท่ีตาบลงิ้วราย อาเภอตะพานหิน ซึ่งติดกับหมู่บ้านในเขตพื้นท่ีองค์การ บริหารส่วนตาบลหัวดง คือ หมู่ท่ี 6 บ้านนาโจนเหนือ มีการใช้ถนนสายหลักร่วมกัน มีการบริหาร จดั การการใช้คลองสง่ น้าชลประทาน (ดงเศรษฐี) เพ่ือใช้ทาการเกษตรร่วมกัน มีพื้นท่ีนาข้าวติดต่อกัน มสี ถานทีท่องเทยี่ วคอื วดั ตน้ ชุมแสงและสามารถเดินทางไปอาเภอตะพานหินไดส้ ะดวก ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกับ พนื้ ท่ีตาบลหนองปล้อง อาเภอวังทรายพูน ซึ่งติดกับหมู่บ้านในเขต พ้นื ทอ่ี งคก์ ารบริหารสว่ นตาบลหัวดง คือ หมู่ท่ี 4 บ้านเนินยาว และหมู่ที่ 5 บ้านหนองนาดา มีการใช้ ถนนทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข 1304 รว่ มกัน พ้ืนทท่ี าการเกษตรนาข้าวติดต่อกัน ใช้คลองส่งน้าด้วย พลงั งานไฟฟา้ เพื่อทาการเกษตรร่วมกนั ประชาชนมีความสัมพันธ์ระดับเครือญาติระหว่างพื้นที่ และมี เส้นทางไปสู่วัดยางสามต้นซึงมีหลวงพ่อเงินองค์ใหญ่เป็นท่ีเคารพสักการระของประชาชนชาวพิจิตร และจงั หวดั ใกลเ้ คียง ทิศตะวันตก ติดต่อกับ พื้นที่ตาบลดงป่าคาและองค์การบริหารส่วนตาบลซ่ึงติดกับหมู่บ้าน ในเขตพ้ืนท่ีองค์การบริหารส่วนตาบลหัวดง คือ หมู่ท่ี 7 บ้านหัวดง มีการใช้เส้นทางคมนาคมร่วมกัน ได้แก่ ถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 1304 และถนนสายบ้านโฉง มพี ื้นท่ีทาการเกษตรทานา ปลูก ข้าวติดต่อกัน มีการทาบุญร่วมกันที่วัดหัวดง ร่วมกันจัดงานประเพณีต่าง ๆ เช่น ประเพณีแข่งขันเรือ ยาว และเด็กนกั เรยี นท้ัง 3 พ้ืนทไ่ี ด้มาเรียนโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาร่วมกัน ได้แก่ โรงเรียนหัวดง รชั นปู ถมั ภ์ ภาพท่ี 2 สภาพภูมิศาสตรภ์ ายกายภาพ

96 บ้านหัวดง ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2400 จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่สมัยด้ังเดิม ตาบลหวั ดง มีสภาพทัว่ ไปเปน็ ปา่ ดงดบิ มสี ตั วต์ ่าง ๆ อาศยั มากมาย หลังจากมีผู้คนจากหลายพ้ืนที่ย้าย ถิ่นฐานเข้ามาจากเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว บางส่วนย้ายมาจาก ลพบุรี สระบุรี หนองคาย และ รอ้ ยเอด็ ผูท้ อ่ี พยพเข้ามามีหลายกลุม่ ชาติพันธุบ์ างสว่ นเป็นคนไทยพวน คนไทยอีสานและคนจีนเข้ามา อยู่ในตาบลหัวดงจานวนมากทาให้เกิดการอยู่ร่วมกันของคน เชื้อชาติ คือเชื้อชาติไทย เช้ือชาติจีน และเชือ้ ชาตลิ าว แต่ละเช้ือชาตไิ ดน้ าวิถถี นิ่ ต่าง ๆ เข้ามากลายเปน็ วถิ ีถิ่นท่ีมีลักษณะของพหุวัฒนธรรม ท่ีสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ได้จับจองพื้นท่ีทางานหากิน สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่ร่วมกัน นอกจากน้พี ้นื ที่ตาบลหวั ดงสว่ นหนง่ึ เปน็ พ้ืนที่ปา่ ที่ใช้ปลกู สร้างเป็นพ้ืนท่ีอยู่อาศัยของชุมชน แต่ก็ยังคง สภาพและอนุรักษ์ความเป็นป่าซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า “บ้านหัวดง” ซึ่งเกิดเป็น หมู่บา้ นแรกของตาบล ตอ่ มามกี ารขยายพน้ื ทีม่ ากข้ึนและมกี ารแบง่ เขตการปกครองอย่างชัดเจน จึงได้ ตั้งช่ือว่าตาบลหัวดง ลักษณะการปกครองเดิมจะปกครองท้องถ่ินเป็นสองส่วนคือ สภาตาบลและ สุขาภิบาล ปัจจุบนั ยกฐานะเปน็ เทศบาลตาบลหัวดงและองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลหัวดง ภาพท่ี 3 ท่าเรือบ้านหวั ดง นเิ วศวทิ ยาท้องถ่ินของต้าบลหัวดง พ้ืนที่ตาบลหัวดง แบ่งการปกครองออกเป็น 9 หมู่บ้าน อยู่ในเขตเทศบาลตาบลหัวดง จานวน 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ท่ี 1 บ้านหัวดง หมทู่ ี่ 3 บา้ นเขาพระ หมทู่ ่ี 8 บา้ นหวั ดง ส่วนเขตองค์การ บรหิ ารส่วนตาบลหัวดง มีจานวน 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมทู่ ี่ 2 บ้านลาชะลา่ หม่ทู ี่ 4 บา้ นเนนิ ยาว หมู่ที่ 5 บา้ นหนองนาดา หมู่ที่ 6 บา้ นน้าโจนเหนือ หมู่ที่ 7 บา้ นหวั ดง และหมู่ที่ 9 บา้ นปากคลอง โดยสภาพการต้ังถิ่นฐานของประชาชนในเขตตาบลหัวดงจะมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หมู่บ้าน แยกตามเช้ือสายภาษา ประเพณีวัฒนธรรมอย่างชัดเจน โดยประชาชนที่มีเชื้อสายลาวที่ อพยพมาจากเวียงจันทร์ หนองคาย ร้อยเอ็ด สระบุรีและลพบุรีจะอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่ท่ีหมู่ท่ี 2

97 หมู่ที่ 4 และหมู่ท่ี 5 ปัจจุบันมีประชากรจานวน 2,228 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างท่ัวไป ทานาขา้ ว คา้ ขายและรับราชการ ในส่วนพื้นท่ีหมู่ที่ 1 บ้านหัวดง หมู่ท่ี 2 บ้านลาชะล่าหมู่ท่ี 3 บ้านเขาพระ หมู่ท่ี 6 บ้านน้า โจนเหนือหมู่ที่ 7 บ้านหัวดง และหมู่ท่ี 9 บ้านปากคลอง ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนภาคกลาง มีเช้ือ สายไทย พูดภาษาภาคกลาง ประเพณีวัฒนธรรมทางไทยภาคกลางชื่นชอบกีฬาการแข่งขันเรือยาวที่ เป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่โบราณ มีพื้นที่ติดกับแม่น้าน่าน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทานาข้าว รับจ้าง ท่ัวไป ค้าขาย รับราชการ ตามลาดบั ซ่งึ ปัจจบุ นั มีประชากรท้ังหมดจานวน 1,114 คน ภาพที่ 4 ลักษณะทางกายภาพตาบลหวั ดง ลักษณะกายภาพของต้าบลหัวดง ตาบลหวั ดง มีพืน้ ที่จานวน 53.40 ตารางกิโลเมตร หรือ จานวน 31,500 ไร่ มีครัวเรือนตาม ทะเบียนราษฎร์ จานวน 1,545 ครัวเรือน ครัวเรือนที่มีผู้อยู่อาศัยจริง จานวน 1,405 ครัวเรือน มี ประชากรทงั้ ส้ินจานวน 6,614 คน แยกเป็นผู้ชายจานวน 3,264 คน และผู้หญิงจานวน 3,350 คน มี แม่น้าน่านไหลผ่านพ้ืนท่ีหมู่ท่ี 1 บ้านหัวดง หมู่ 3 บ้านเขาพระ และหมู่ 7 บ้านหัวดง จะอยู่ทางฝ่ัง ตะวนั ตกของแม่นา้ น่าน พ้นื ที่ทต่ี ดิ กบั แม่นา้ น่านจะมีความเส่ียงกับการเกิดอุทกภัยเป็นอย่างมากถ้าน้า ล้นฝ่ังแม่น้าน่าน การทาการเกษตรจะอยู่ในเขตบริการน้าของโครงการชลประทานพิจิตร ในส่วนของ พ้ืนท่ีที่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้าน่านจะประกอบด้วย หมู่ที่ 2 หมู่ท่ี 4 หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 หมู่ท่ี 8 และ หมทู่ ่ี 9 จะมีลกั ษณะพ้ืนที่เปน็ ท่ีราบลุ่มคล้ายท้องกระทะ พ้ืนที่ท่ีติดกับแม่น้าน่าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 หมู่ท่ี 3 หมู่ที่ 6 หมู่ท่ี และหมู่ท่ี 9 ส่วนพ้ืนที่ หมู่ท่ี 2 หมู่ท่ี 4 และหมู่ท่ี 5 จะไม่ติดกับแม่น้าน่าน ในช่วงฤดู ฝนจะมีน้าจากเทือกเขาจงั หวดั พษิ ณุโลกและเพชรบูรณไ์ หลหลากมาทว่ มพ้ืนท่ีเกษตรกรรม โดยเฉพาะ พืน้ ทีห่ มู่ที่ 1 หมทู่ ี่ 6 กับหมู่ท่ี 9 นา้ จะท่วมขังเป็นระยะเวลานานประมาณ 3 เดือน ส่วนพื้นท่ี หมู่ท่ี 2 หมู่ท่ี 4 และหมู่ท่ี 5 น้าจะไหลผ่านท่วมขังไม่นานนัก ในพื้นท่ีท้ัง 6 หมู่บ้านนี้จะมีแหล่งน้าธรรมชาติ และคูคลองที่องค์การบริหารส่วนตาบลหัวดงได้ขุดไว้กักเก็บน้า เพ่ือทาการเกษตรกรรมเป็นจานวน มาก ชุมชนตาบลหัวดงมีภูมิศาสตร์สาคัญคือแม่น้าน่านไหลผ่านกลางตาบลหัวดง ชุมชนจึงต้ัง บา้ นเรือนเลาะแนวแม่นา้ เพอื่ อาศัยลานา้ นา่ นในการอยอู่ าศยั ท้ังอุปโภคบรโิ ภค รวมไปถึงการดารงชีวิต

98 ด้านการประมงในการเล้ียงครอบครัวและการทาการเกษตรในหมู่บ้าน โดยมีเส้นทางรถไฟขนานแนว แม่นา้ ดา้ นทิศตะวนั ออก พ้ืนที่ตาบลหัวดงที่ทางด้านทิศตะวันออกจะสูงกว่าเรียกว่า บ้านดอน ชุมชน ตาบลหัวดงจึงมักเรียกตนเองว่าเป็นลูกแม่น้า น้าเป็นส่ิงที่คนหัวดงกล่าวว่าสาคัญมาก คนสูงอายุมัก กล่าวคนหวั ดงจะลาบากก็เพราะน้า จะมกี นิ ก็เพราะน้า จะสนกุ สนานก็เพราะน้าและท่ีมาของคนหัวดง ก็คือน้า หมายถึง เมื่อเวลาหน้าน้าหลากหรือฤดูน้าท่วมในปัจจุบันน้าท่ีไหลมาตามแม่น้าน่านจะมี ระดบั ทส่ี งู ข้นึ ประกอบกับน้าทีไ่ หลมาจากเทอื กเขาเพชรบรู ณผ์ ่านอาเภอ ตาบลต่าง ๆ มาสู่ตาบลหัวดง จะประสานกันพอดีในเกือบทุกปี ภาพที่คุ้นคือน้าจะท่วมท่ีชุมชนตาบลหัวดงในทุกปีท่ีว่าลาบากก็เป็น เช่นนี้ แต่น้าท่วมก็พาเอาแหล่งอาหารชั้นดีต้นกาเนิดสุดยอดปลาแดดเดียวท่ีขึ้นชื่อของตาบลหัวดง เพราะเม่ือน้าท่วมคนหัวดงก็สามารถประกอบอาชีพท่ีตกทอดกันมาแต่กาเนิดคือการประมงน้าจืด อาจจะกล่าวไดว้ า่ น้าไมม่ าคน หัวดงก็อาจจะไมม่ กี นิ ได้ เมือ่ เปน็ เช่นน้ันการคมนาคมท่ีสาคัญของคนหัว ดงในอดีตจนถึงปัจจุบันจึงใช้เรือเพื่อสัญจรในทางน้า ท่ีตาบลหัวดงจึงอุดมไปด้วยช่างขุดเรือ ช่างต่อ เรือท่ีข้ึนช่ือ เรือท่ีใช้เช่น เรือหมู เรือพายม้า โดยเฉพาะเรือยาว ที่ตาบลหัวดงมีการจัดการแข่งขันเรือ ยาว โดยวัดหัวดงจัดงานประจาปีแข่งขนั เรือยาวจากอดีตมาจึงปัจจุบัน แม่น้าน่านคือเส้นทางสัญจรใน อดีต ตาบลหัวดงในอดีตจึงเรียกได้ว่าเป็นเมืองท่า มีเรือขนส่งสินค้ามากมายท่ีนาเรือเข้าเทียบเพ่ือรับ สนิ ค้าจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติผืนน้ี คนชุมชนหัวดงจึงมีรายได้ในอดีตจากการค้าขายการ เกษตรกรรมท้งั การปลูกข้าวและการประมงน้าจดื ภาพท่ี 5 แผนที่ตาบลหวั ดง อีกความเชื่อหนึ่งเชื่อว่าลักษณะที่ต้ังของหมู่บ้านหัวดงตามศาสตร์ของคนจีนเชื่อว่าแม่น้า น่านเปน็ แหล่งอุดมสมบูรณ์ (มีลักษณะเหมือนมังกร) ตั้งแต่ชุมชนป่าตาลจะเป็นส่วนหัวมังกรเป็นแห่ง แรกที่อพยพเข้ามาอยู่ก่อนแล้ว และหลังศาลเจ้าไปเป็นท้องมังกรจนถึงหมู่ 8บ้านหัวดง หางมังกร ต้งั แต่บ้านฆะมงั เป็นตน้ ไป ท้องมังกรเป็นที่อยู่คนจีน อาศัยการค้าขายทางน้าเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาว หัวดงและตาบลใกล้เคียงต้องมาแลกเปล่ียนค้าขายกัน เพราะหัวดงเป็นศูนย์กลางของความ เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้ ในอดีตตาบลหัวดงถือเป็นเมืองท่าการค้าขายท่ีสาคัญ จะมีเรือขนส่งสินค้า

99 มากมายนาเรอื เข้าเทียบท่าเพือ่ รับสินค้าจากชมุ ชนหวั ดงไปขายยังต่างถิ่นและ เป็นท่ีขนถ่ายสินค้าและ ผลิตผลทางการเกษตรท่ีใหญ่ท่ีสุดในภูมิภาคนี้ สิ่งที่บงบอกความเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ เช่น มียุ้ง ฉางขนาดใหญ่หลายแห่งสามารถบรรจุข้าวได้เป็นหมื่นเกรียน มีตลาดเป็นศูนย์กลางติดต่อซ้ือขาย แลกเปลี่ยนสินค้ากัน เช่น แลกเปล่ียนผลิตผลทางการเกษตร น้ามันก๊าด น้าตาลปีบ น้าตาลทราย เกลือ วัสดุก่อสร้าง ยารักษาโรค ในตลาดมีร้านค้าทองและทาช่างทอง 2 ร้านมีร้านค้ายาจีนและยา ไทย 3 ร้าน มีตลาดสดซอ้ื ขายแลกเปลยี่ นสนิ ค้าท่ชี าวบ้านปลูกกันเอง มีภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยและ จนี มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ชื่อโรงสีภัทรภัณฑ์ส่งข้าวน่ึงไปขายต่างประเทศ และโรงสีข้าวเล็กอีก 3 โรง มีโรงเรียนสอนภาษาจีน และโรงเรียนประชาบาลท่ีให้การศึกษากับลูกหลานในเขตนี้ มีสุขศาลา 1 แห่ง มีสมาคมโรงฝิ่น จานวน 1 แห่ง ซ่ึงโรงฝิ่นบ้านหัวดง มีลักษณะเป็นห้องแถว มีเตียงสาหรับนอน ดูดฝ่ิน จานวน 10 เตยี ง มสี มาคมตดิ ต่อการซือ้ ขาย 2 แหง่ เพ่ือใชต้ ดิ ต่อแลกเปล่ียนสินค้าและกาหนด ราคาสินค้า (สมาคมชาวไร่และสมาคมชาวหัวดง) มีศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนคือศาลเจ้า ปุนเถ้ากงศักดิ์สิทธ์ิเป็นเทพเจ้าปกปักษ์รักษาคุ้มครองคนหัวดง และมีหลวงพ่อพิธเป็นศูนย์รวมใจของ หัวดง มีสะพานนฤมิตรทเ่ี กิดจากความรว่ มมือร่วมใจของคนหัวดงเปน็ สะพานเช่ือมโยงไปที่สถานีรถไฟ และจดุ ถา่ ยสินค้าและเป็นเสน้ ทางเช่ือมตอ่ ไปหมบู่ ้านทางฝ่งั ตะวันออก (หมบู่ ้านดอน) มีโรงหนัง 2 โรง คือ วิมาลาภาพยนตร์ กับศรเี มืองพัฒนา มีโรงตีเหล็ก 2 โรง มีโรงค้าสัตว์ 2 แห่ง รายได้หลักส่วนใหญ่ ของคนในชมุ ชนหวั ดงในอดีตเกิดจากคา้ ขาย การเกษตรกรรมทั้งการปลูกขา้ วและการประมงน้าจดื ภาพท่ี 6 บา้ นของคนหวั ดงที่สรา้ งขึ้นภายหลังอคั คีภัย

100 2. ประวัตศิ าสตรท์ ้องถิ่นและภมู ินาม การต้ังถ่นิ ฐานหมู่ท่ี 1 บ้านหวั ดง จากคําบอกเลา่ ของชาวบา้ นบ้านหวั ดง ต้ังข้ึนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2400 บ้านหัวดงในอดีต สมัยก่อนพ้ืนที่หัวดงเป็นปุาดงดิบมีสัตว์ต่างๆ อาศัยมากมาย มีลําธารเล็กๆ มีแม่น้ําไหลผ่านชาวบ้าน เรยี กว่า คลองเรอ่ื ง (ปัจจบุ นั เป็นแม่นํ้าน่าน) เป็นพ้ืนท่ีอุดมสมบูรณ์มากเต็มไปด้วยปุาหนาทึบ บริเวณ ปุานี้เป็นที่ล่าสัตว์ของบรรดานายพรานทั้งหลาย ในขณะนั้นมีชายสองคนพี่น้อง อาชีพเป็นพรานปุา คนพช่ี ือ่ พรานหนแุ ละพรานเนยี ม พก่ี บั นอ้ งมาไดเ้ ทย่ี วลา่ สัตว์เหน็ บริเวณปุาเป็นทําเลเหมาะที่จะมาพัก แรมในการลา่ สตั ว์ เม่ือมาถงึ หวั ดงเหน็ ว่าเปน็ ทาํ เลทเี่ หมาะสมน่าอยูอ่ าศยั จึงชวนกันมาสร้างท่ีพักปลูก กระท่อมอาศัยชายน้ําตรงท้องคุ้งบ้านหัวดงสร้างครอบครัวสืบต่อกันมา ตามเร่ืองเล่าว่าพรานหนุกับ พรานเนียม ไปได้หญิงสาวชาวเมืองพิจิตรเก่ามาเป็นคู่ครอง ชื่อว่าอําแดงแสงและอําแดงสิน เม่ือ แต่งงานกันแล้ว ท้ังสองครอบครวั น้กี ็ปลูกบ้านสร้างเรือนอยู่ตามแนวปุาบนลําคลองคันหรือแม่น้ําน่าน ในปัจจุบัน ต่อมาพรานทั้งสองครอบครัวน้ีมีลูกหลานแต่งงานกัน กลายเป็นครอบครัวใหญ่หลาย ครอบครวั ข้ึน จึงตงั้ ช่ือหม่บู ้านทตี่ นอยู่นี้ว่า บ้านหัวดง คอื จากลําคลองคัน (แม่น้าํ นา่ น) กเ็ ข้าดง ตรงท่ี หมู่บ้านอยู่เป็นตอนแรกของดง จึงเรียกหัวดง เม่ือเลยหัวดงไปแล้วก็เป็นดงไปจนถึงบ้านเนินยาว ปจั จบุ นั นีช้ าวหัวดงในปี 2504 ต่างมคี วามรู้สึกตรงกันว่า พวกเขาเป็นลูกหลานมาจากพรานหนุ พราน เนียมท้งั นั้น (เฉพาะคนหัวดงแท้ๆ ที่ไม่ได้ยา้ ยมาจากท่ีอื่น) ชาวบ้านหัวดงสันนิษฐานว่า บ้านหัวดงในอดีตบริเวณนี้เป็นปุาดงดิบตอนบนจึงเรียกว่า หัวดง แตใ่ นท่ปี ัจจุบันไมม่ ีพื้นที่ปุาแล้วเพราะได้มีการเปล่ียนแปลงไปตามยุคสมัย เมื่อมีผู้คนอพยพกัน มาอยูม่ ากข้นึ สรา้ งบ้านเรือนอยกู่ ันหลายครอบครัว จึงมีผู้ปกครองหมู่บ้าน ที่เป็นกํานัน กํานันที่ทําให้ ต่างถ่ินเกรงขามมาก คือ กํานันคนท่ีส่ีของตําบลหัวดงชื่อ นายพลอย มีอิสระ (ขุนเด่น) ขุนเด่นเป็น กํานันท่ีมีอิทธิพลในหมู่บ้านหัวดงนี้ มีลูกน้องมากแต่ละคนมีนิสัยดุดัน (สมัยน้ันการศึกษายังไม่เจริญ เหมือนว่ายังเป็นคนปุาคนดง) คนต่างถ่ินจะมาทําให้ขัดเคืองไม่ได้ จะต้องโดนตีหัวแตกเลือดแดงกลับ บ้าน จึงขนานนามวา่ “ถา้ มาหัวดงใหร้ ะวงั จะหวั แดงกลับบา้ น” ตํานาน นิทานหรือเรื่องเล่าในบ้านหัวดงท่ีชาวบ้านรู้จักกันแพร่หลาย คือ ไดอีล้าเผือกและ การคา้ ขายในอดีต ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนมีเสือตัวใหญ่เข้ามากินสัตว์เล้ียงของชาวบ้าน จึงได้มี การตามล่าฆ่าเสือตัวน้ันโดยการใช้สัตว์เล้ียงเป็นตัวล่อเสือออกมาเพ่ือที่จะได้ฆ่า พอเสือตัวนั้นตาย ชาวบ้านจึงนําควายไปลากซากศพเสือตัวนั้นมาในหมู่บ้าน แต่เน่ืองจากระยะทางระหว่างหมู่บ้านกับ บริเวณท่ีเสือตายน้ัน เป็นระยะทางที่ไกลมากเพราะสมัยก่อนพื้นที่หัวดงเป็นพ้ืนท่ีกว้างมาก การขน ยา้ ยจึงตอ้ งใชค้ วายหลายตวั พลัดเปล่ยี นหมนุ เวยี นจนในที่สุดเป็นควายเผือกตัวสุดท้ายที่เหลือลากซาก เสือตัวน้ันมาถึงบริเวณหนองนํ้าแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “ได” ควายตัวน้ันเหน่ือยไม่มีแรงลากซาก เสอื ไปตอ่ ได้จึงได้ลม้ ตายบรเิ วณหนองนํ้านั้น ชาวบ้านเห็นว่าไม่สามารถลากซากศพเสือตัวน้ันต่อไปได้

101 จึงได้ช่วยกนั ฝงั ซากศพตัวนนั้ ในบรเิ วณหนองนํ้าน้ัน พร้อมกับฝังซากศพควายตัวนั้นด้วยชาวบ้านจึงได้ เหตุการณ์นั้นมาต้ังชื่อหนองนาดําว่า “ไดอีล้าเผือก” ซึ่งหมายถึง ควายเผือกที่เหนื่อยล้าซ่ึงเกิดจาก การรากซากศพเสือแล้วมาตายบรเิ วณริมแมน่ ้าํ ในอดีตมีการค้าขาย ซ่ึงถือได้ว่าบ้านหัวดง เป็นอู่ข้าวอู่นํ้าของพ้ืนท่ีหลายจังหวัดเพราะหัว ดงเป็นพื้นทีบ่ ริเวณกว้างชาวบ้านมีอาชีพบ้านหัวดงเป็นพ้ืนท่ีอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบ อาชีพทําสวน ทําไร่ ทํานา และค้าขาย ในอดีตบ้านหัวดงน้ีจะเป็นศูนย์กลางในการค้าขายที่เลื่องลือ กว่าชุมชนอื่น จะมีการขนส่งสินค้ามาทางเรือท้องแบน ขนาดใหญ่ไปบรรทุกผลผลิตมาเก็บไว้ท่ีบ้าน เพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภคหลังจากนั้นจึงนําไปขายประชาชนในแต่ละหมู่บ้านจะเดินทางมาซื้อ ขา้ วซ้อื ของกนั และจะมีพ่อค้าแมค่ ้าในจังหวดั หรือพืน้ ท่ีใกลเ้ คยี งร่อนเร่มาซ้ือของในบา้ นหวั ดง สมัยก่อนมีการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างทะเลกับแม่น้ํา จึงทําให้ชาวจีนที่อพยพมาต้ังถ่ิน ฐานทต่ี าํ บลหัวดงเป็นจํานวนมาก ซึ่งบรรพบุรุษมาชาวจีนท่ีอพยพมาอยู่ส่วนมากจะทําการค้าขาย ซึ่ง ชาวไทยเช้ือสายแต้จิ๋ว มีการทํากิจการค้าขาย เช่น ร้านขายเสื้อผ้าสําเร็จรูป ผ้าขาวม้า ผ้าปูที่นอน ร้านขายยา ชาวจีนเช้ือสายไหหลําที่มีความชํานาญทางด้านร้านอาหาร มาต้ังรกรากและทําการค้า เช่น ร้านกาแฟ ร้านข้าวมันไก่ ส่วนชาวจีนเชื้อสายแคะ มีการค้าขายร้านขายทอง มีการผลิต ทองรูปพรรณ ขึ้นรูป ตี หลอมและสลักลายขึ้นจําหน่ายเอง มีการค้าขายระหว่างชุมชนของไทยกับ ของจีนในบ้านหัวดงกับคนท่ีอยู่บ้านดอน (บ้านลําชะล่า บ้านเนินยาว บ้านหนองนาดํา บ้านหนอง จิกเภา บ้านคลองคต บา้ นหนองปล้อง บา้ นดงพลบั ) ก็จะต้องมาซอื้ ของจับจา่ ยท่ตี ลาดหัวดง ชาวบ้านหวั ดงประกอบอาชพี ทํานาเป็นหลกั โดยสามารถทํานาปีละ 2-3 ครั้ง ตามช่วงของ ฤดูกาลทํานาปีและนาปรังโดยอาศัยนํ้าจากระบบคลองส่งน้ําชลประทาน(สถานีสูบน้ําด้วยพลังงาน ไฟฟูา) นอกจากการทาํ นาแลว้ ยังมีอาชีพค้าขายซ่ึงส่วนใหญ่เป็นชาวจีนของท่ีขายส่วนใหญ่เป็นของชํา ที่ชาวบ้านใช้ในการอุปโภคและอาชีพเสริม ทําสวนมะม่วง ในพ้ืนท่ีท่ีอยู่อาศัยของตัวเอง ผลผลิตท่ีได้ จะไวบ้ ริโภคเหลือแล้วจึงขาย ชาวบ้านหัวดงนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวพิจิตรดั้งเดิม ชาวอีสานและชาวจีนที่อพยพมาทางปาก แม่น้ํา (ปากนํ้าโพ) เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งท่ี 1 สําหรับนามสกุลที่เก่าแก่ของ หมู่บ้านนี้ก็คือ ตระกูลสดศรี ตระกูลแต่งเทศทอง (สมัยรัชกาลที่5) ตระกูลพูลยฤทธ์ิและตระกูลเสมา ทอง ซ่งึ สายตระกลู ดงั กลา่ วบ้างครอบครัวยังอาศัยอยู่ในพ้ืนท่ีหัวดงอยู่ แต่จะมีบางครอบครัวเท่านั้นท่ี ย้ายออกไปต้งั ถ่ินฐานตา่ งจังหวัดแต่กย็ งั มีญาติอยู่ในหัวดง การตั้งบ้านเรือนของชาวบ้านน้ัน มักจะเป็นบ้านเรือนอยู่ด้วยกันระหว่างตระกูลหรือกลุ่ม ญาติพ่ีน้อง นิยมจะสร้างบ้านอยู่ติดกับแม่น้ําและหันหน้าบ้านออกมาทางแม่น้ํา โดยจะปลูกบ้านเรียง รายตามแนวยาวของถนนและก็มีบ้างที่อยู่ถัดๆ ข้างหลังบ้านกันไป สร้างเป็นแบบห้องแถวสองชั้น ติด ๆ กัน ครอบครัวของชาวบ้านท่ีน่ีจะมีทั้งแบบครอบครัวขยายและครอบครัวแบบเด่ียว โดยปกติ

102 แล้วครอบครัวขยายออกทางบิดามารดาของฝุายชายบ้านหลังหนึ่งอาจมีหลายครอบครัว ซ่ึงมี ความสัมพันธ์กันเป็นพน่ี ้องร่วมสายเลือดเดียวกัน ภาพท่ี 7 การต้ังบ้านเรือนของชาวบ้านนิยมจะสร้างบ้านอยู่ติดกับแม่น้ําและหันหน้าบ้าน เขา้ หาแมน่ ํ้า ต่อมาเมื่อทางราชการจัดการปกครองเป็นตําบล อําเภอ จังหวัดขึ้น หมู่บ้านในถิ่นน้ีรวมกัน เข้าก็ต้ังช่ือว่า ตําบลหัวดง โดยเอานามของหมู่บ้านนั้นมาตั้งช่ือดังกล่าวมาแล้ว ปัจจุบันตําบลหัวดง ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้านหัวดง หมู่ท่ี 2 บ้านลําชะล่า หมู่ที่ 3 บ้านเขาพระ หมู่ที่ 4 บ้านเนินยาว หมู่ท่ี 5 บา้ นหนองนาดํา หมู่ที่ 6 บ้านน้าํ โจนเหนือ หมู่ที่ 7 บ้านหัวดง หมู่ท่ี 8 บ้านหัวดง และหมู่ท่ี 9 บา้ นปากคลอง แสดงแนวเขตพ้นื ทก่ี ารจัดการปกครองตามแผนภาพ ดงั นี้ 5 บ้านหนอ หมู่ 8 บา้ นหวั ดง หมู่ 5 บา้ นหนองนาดา้ หมู่ 1 บ้านหัวดง หมู่ 7 บ้านหัวดง หมู่ 2 บ้านลา้ ชะลา่ หมู่ 4 บา้ นเนินยาว หมู่ 3 บ้านเขาพระ หมู่ 6 บา้ นน้าโจนเหนอื หมู่ 9 บา้ นปากคลอง ภาพท่ี 8 แผนท่ีตาํ บลหัวดง

103 ผู้ท่ีดํารงตําแหน่งกํานันตําบลหัวดง ต้ังแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้มี 16 คน คือ 1) นายหร่ัง แตงเทศทอง 2) นายโต โรจนันท์ 3) นายจุ้ย แตงเทศทอง 4) นายพลอย มีอิสระ 5) นายย้ิม สุวรรณ เทศ 6) นายสําเภา สดสี 7) นายส่วน ภู่เจริญ 8) นายผดุง จิราภรณ์ 9) นายวิศาล ภัทรประสิทธิ์ 10) นายสนิท ศรีอุดมพงษ์ 11) นายวิรัตน์ ภัทรประสิทธ์ิ 12) นายประวัติ ภัทรประสิทธิ์ 13) นาย หริ ัญ คัชมาตย์ 14) นายสชุ นิ ธูปเงนิ 15)นางสุขสนั ต์ ภทั รประสิทธิ์ 16) นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้ท่ีดํารงตําแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่ท่ี 1 บ้านหัวดง ต้ังแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้มี 6 คน คือ 1) นายสนิท ศรีอุดมพงษ์ 2) นายสนั่น ศรีอุดมพงษ์ 3) นายสมเกียรติ ตั้งสิทธิโชค 4) นายฤทธิ์ บญุ ม่วง 5) นายมนญู ดิษเสถียร 6) นางวนั ทนา เจยี มศรีพงษ์ หมู่ที่ 1 บ้านหัวดง มีช่ือเรียกมาจากภูมิศาสตร์ท่ีท่ีจะเชื่อมระหว่างแม่นํ้าไปสู่บริเวณปุาดง เป็นจุดที่รวมตัวเป็นชุมทางในอดีตของคนบริเวณนี้ จึงเรียกกันติดปากว่าหัวดง หมู่บ้านน้ีจะเป็น จดุ เร่ิมต้นของคนจีนที่อพยพมาจากลุ่มน้ําเจ้าพระยาเดินทางสู่ภาคเหนือ เดิมทีมีชาวไทยต้ังรกรากอยู่ พอสมควรดํารงชีพด้วยการทําเกษตรกรรม เม่ือคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาได้ข้ึนจากเรือมาตั้งรกราก อยู่บริเวณชุมชนริมน่านปัจจุบันมีการดํารงชีพด้วยการค้าขายพาณิชย์ คนไทยเดิมคือผู้ผลิตทางการ เกษตรกรรมไม่ว่าจะเป็นพืชสวนพืชไร่มากกว่าการทํานาข้าว เนื่องจากมีพ้ืนท่ีในการทําเกษตรกรรม น้อย เพราะพ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นปุา แต่ในปัจจุบันมีการถางปุาเพ่ือทําการเกษตรมากขึ้น จึงทําให้ปุาไม้ ลดลง ไม่หล งเห ลือคว ามเ ป็นปุา ท่ีอุด มสมบู รณ์เ ช่นอดี ตในส่ วน คนจีนที่ทําการค้า ขาย ได้นํา ระบ บ ความคิดเหมือนเมื่อครั้งอยู่ในจีนมาด้วยคือการทําการค้าที่เป็นการรวมกลุ่มและมีการกําหนดราคา โดยตั้งสมาคมชาวไร่และสมาคมชาวหัวดง เพ่ือให้มีอํานาจต่อรองในการค้าขายสินค้าทางการเกษตร ทุกชนิด ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งท่ีเกิดขึ้นใหม่ทําให้เศรษฐกิจในหัวดงเริ่มเป็นรูปร่างมากข้ึนเพราะมีกลไก การตลาดท่ดี ี สินค้าหลายประเภทถกู ลาํ เลยี งจากทางเรือโดยสาร บางส่วนถูกลําเลียงทางรถไฟ แม่นํ้า นา่ นคือจดุ ยทุ ธศาสตร์หลายอยา่ งไม่วา่ จะเปน็ จดุ แลกเปล่ียนสนิ ค้า โดยมีทา่ นาํ้ ทีพ่ ักเรือช่ัวคราวเพ่ือรอ การโดยสารสินคา้ และยงั มสี ินคา้ ที่มากบั เรือทค่ี นหัวดงสามารถซอื้ หาได้ สินค้าบางประเภทถูกลําเลียง มาจากเมืองทางเหนือสภาพสังคมของคนหัวดงคนข้างคึกคักเพราะแนวคิดการพัฒนาเมืองหัวดง เพื่อให้เป็นเมืองหัวดง การพัฒนาความเป็นเมืองจึงเริ่มต้นจากนั้น คนหัวดงสมัยก่อนนิยมความ สนุกสนานสามารถอยรู่ ว่ มกนั ไดเ้ รียนรู้ยอมรับและแลกเปลยี่ นกัน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนไทยเช้ือสาย จีนและไทยเช้ือสายลาว ที่เร่ิมอพยพมาต้ังถิ่นฐานเน่ืองจากต้องการหาท่ีทํากินใหม่ จึงอพยพมาสร้าง บ้านเรือนถิ่นฐานต่อเน่ืองจากบริเวณนี้ไปทางตอนใต้ และฝั่งตะวันออกที่เป็นท่ีดอนนํ้าท่วมไม่ถึงนั้น โดยแรกเร่ิมมาเป็นแรงงานทางส่วนของเกษตรกรรมและค่อย ๆ ขยับถางปุาออกเป็นพื้นที่ทาง เกษตรกรรมมากขึน้ และมีการจับจองพื้นท่ีกันเพื่อทํามาหากิน คนไทย คนไทยเชื้อสายจีน คนไทยเช้ือ สายลาวต่างสามารถอยรู่ ว่ มกนั ด้วยประเพณี วัฒนธรรมและการเอื้ออาทรซ่งึ กันและอยู่ร่วมกันได้อย่าง กลมกลืน อดีตคนไทยที่มีลูกสาวแม้มีมรดกมากก็อยากจะให้ออกเรือนกับคนจีนเนื่องจากคนจีนเป็น

104 คนขยัน เพื่อหวังว่าอนาคตจะสามารถดํารงชีพยั่งยืนต่อไป ทําให้ความเป็นไทยจีนจึงผสมผสานกันไป มาอยา่ งลงตวั บุคคลที่เข้ามากลุ่มแรกเป็นคนตระกูลอัตชูเป็นคนบ้านล่าง (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) มี นายลพ อัตชู นายบุศย์ อัตชู นายเคลือบ อัตชู สามพี่น้องได้เข้ามาจับจองที่ดินถ่างปุา จะมีท่ีดินเนิน ตรงริมตล่ิงชายน้ํา มีสัตว์ปุาเยอะมาก พ่ีน้องอัตชู ได้แบ่งท่ีดินให้กับคนรู้จักกัน ต่อมามีคนเข้ามาอยู่ อาศัย คือ นายแหลม รื่นเริง ตาจ้อง ยายทอง เพ็ชรคล้าย เป็นคนจังหวัดนนทบุรี นายนาก นางจง มีนายช่วง นางผาด เดชมี นายบุญชู ฤกษนันทน์ และนายท้วม ฤกษนันทน์ หลานพันตํารวจโทพระ พิพิธพลภักด์ิ ฤกษนันทน์ ตระกูลฤกษนันทน์ เป็นนามสกุลพระราชทานจากรัชกาลท่ี 6 นายเคลือบ อัตชู ได้เป็นคนปลูกต้นตาลในปุาตาลจํานวน 130 ต้น ตั้งแต่ปากทางเข้ามาเร่ือย ๆ จนถึงริมตล่ิง แม่น้ําน่าน จึงเรียกชุมชนน้ีว่าคนปุาตาล ทุกคนก็จะรู้จักว่าเป็นคนบ้านใต้ของตําบลหัวดง ต่อมานาย เคลือบ อัตชู ทําอาชีพเสรมิ โดยนาํ ลกู ตาลที่ตัวเองปลูกไว้นํามาเฉาะเป็นลอน ลอยเป็นพวงมาขายและ ทําเป็นนํ้าตาลสดไปขายให้กับชาวบ้านหัวดง ส่วนการทําน้ําตาลปีบนายสมัคร ซ่ึงเป็นคนชุมชนเขา พระได้มาขอทํานํ้าตาลปีบโดยไม่คิดค่าส่วนแบ่งอะไร อาชีพของคนปุาตาลสมัยก่อนมีอาชีพทํานาถึง ฤดูฝนก็ไปทํานา สมัยก่อนการหาปลานั้นไม่จําเป็นจะต้องหาไว้เก็บบริโภค เพราะในแม่นํ้าน่านมีปลา เยอะจะไปกินเมื่อไรก็ได้มา (ในสมัยก่อนมีคําพังเพยว่าในนํ้ามีปลาในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรณ์ มาก) เมื่อมีความเจริญเข้ามาจึงทําให้มีการขยายเส้นทางการคมนาคมในชุมชนปุาตาล คนท่ีอาศัย บ้านเรือนข้างในชุปุาตาลได้มาขอที่ดินกับนายเคลือบ อัตชู เพ่ือสร้างถนนเข้าออกในการใช้สัญจร นายเคลอื บ อตั ชู อนุญาตโดยไมค่ ิดคา่ ใช้จา่ ยและคา่ ท่ีดิน และได้โคน่ ต้นตาลที่ขวางเส้นทางการจราจร เพ่ือทําถนนท้ังหมด ในปัจจุบันน้ีต้นตาลในปุาตาลคงหลงเหลือให้เห็นเพียงจํานวนไม่กี่ต้น ปัจจุบันนี้ ต้นตาลท่ีมีอายุประมาน 100 ปี มีอยู่จํานวน 4 ต้น ซึ่งอยู่ที่บ้านนายสมบัติ เดชมี จุดหักเหที่ทําให้ ความเจริญของหัวดง ณ บริเวณริมแม่น้ําน่านลดลงเพราะเกิดอัคคีภัยใหญ่เผาผลาญความเจริญให้ หายไปในพริบตา คนท่ีอาศยั อยู่ย่านน้ีมคี วามหวาดกลัวและเร่ิมมีการย้ายถิ่นฐานจากหัวดงไปพร้อม ๆ กบั ความเจริญทีห่ ายไปเรอ่ื ย ๆ การต้ังถ่นิ ฐานหมทู่ ี่ 2 บา้ นลําชะลา่ หมู่บ้านลําชะล่า เป็นหมู่บ้านที่อยู่มาแต่เดิมและอพยพมาจากท่ีอื่นมากกว่า 100 ปี มีชื่อ ปรากฏมาพร้อมหมู่บ้านลําชะลา่ เหตุผลท่ตี ้ังช่ือน้ีเพราะสมัยก่อนมีผู้พบซากของวัตถุโบราณคือหัวเรือ โบราณชนิดหนึ่งท่ีช่ือ “เรือชะล่า” ซึ่งได้มีการสันนิษฐานว่าสมัยก่อนบริเวณนี้คงเป็นทางผ่านของเรือ สินค้า เช่น เรือมอญ ที่มีขนาดใหญ่ในการขนสินค้าและจากคําบอกเล่าของผู้ใหญ่ซ่ึงยืนยันว่าเมื่อก่อน ท่ีดินบริเวณหมู่บ้านนี้แต่ก่อนเป็นลําคลอง แต่ปัจจุบันได้มีการถมคลองเพ่ือนํามาทําเป็นท่ีปลูก บ้านเรือนท่ีอยู่อาศัย ได้มีการขุดขุดซากเรือขึ้น แต่เน่ืองจากเคร่ืองมือในการขุดยังไม่พร้อม จึงไม่ สามารถท่ีจะทําการขุดซากเรือขึ้นมาได้ ปัจจุบันซากเรือดังกล่าวไม่มีแล้ว เน่ืองจากได้ถูกดินทับถม

105 ผู้ก่อต้ังหมู่บ้านนี้คือนายแต้ม นางชา สุขเจริญ เป็นผู้อพยพครอบครัวมาจากจังหวัดลพบุรี ลงรถไฟที่ อําเภอหัวดง เดินทางมาลําคลองมาพบห้วยใหญ่สุดปลายคลองได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่บ้านลําชะล่า ต่อมาหน้าแล้งน้ําในคลองแห้ง ชาวบ้านจึงขุดสระนํ้าได้พบหัวเรือโบราณฝังอยู่ในห้วยชะล่า สระน้ํานี้ ยังใช้ประโยชน์อยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาได้มีผู้อพยพเข้ามาอาศัยเพ่ิมขึ้นจนต้ังเป็นหมู่บ้านเดิมเรียกว่า บ้านห้วยชะล่า จนกลายเปลี่ยนเป็น “บ้านลําชะล่า” จนถึงทุกวันน้ี ภายในหมู่บ้านยังคงมีความเชื่อ เก่ียวกบั ภตู ผี วญิ ญาณ ซง่ึ จากการบอกเล่าของนายลวน รุ่งเรือง ซ่ึงเป็นหมอผีในในหมู่บ้านได้บอกเล่า เกี่ยวกับความเชื่อดังกล่าวว่า ยังมีความเช่ือเรื่องผีปอบ อยู่ภายในหมู่บ้านและยังยืนยันว่าปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องผีปอบก็ยังคงมีอยู่ ผู้คนท่ีอยู่อาศัยในหมู่บ้านนี้ส่วนมากเป็นคนท่ีอพยพมาจากที่อ่ืนแล้ว มาต้ังถ่ินฐานที่น้ี โดยจะอพยพเข้ามาอาศัยในบริเวณนี้ต้ังแต่สมัยบรรพบุรุษ เน่ืองจากว่าบริเวณนี้มี ความเหมาะสมในการต้งั ถิน่ ฐาน เพราะสภาพพ้ืนท่ที บี่ ้านลําชะลา่ มีหว้ ยใหญ่สุดปลายคลองสามารถต้ัง หลักปักฐานสร้างบ้านเรือนและอยู่กันเป็นกลุ่มได้ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะอพยพมาจากภาคอีสาน รองลงไปก็จะอพยพจากภาคกลาง เช่น อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี ตระกูลเก่าแก่ท่ีอยู่อาศัยในหมู่บ้านน้ี คือตระกูลสุขเจริญ ตระกูลสุทธิประภา ตระกูลจําปาไทย บ้านลําชะล่าหมู่ที่ 2 ต้ังข้ึนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2434 โดยอพยพมาจากจังหวดั ลพบรุ ยี า้ ยมาทาํ มาหากินที่ภาคเหนือ โดยครั้งแรกมี 5 ครอบครัว ใหญ่ ๆ คือ ครอบครัว โจ๊ะแตม้ โจ๊ะซา สขุ เจรญิ (โจ๊ะ เป็นภาษาถ่ิน หมายถึง ตายาย) ครอบครัวปูุวัน ยา่ แจม่ สุขเจริญ ครอบครัวปุธู รรมยา่ เปอร์ สุขเจริญ ครอบครัวปูุแดงย่าทอง สุขเจริญ ครอบครัวปุูฉิม ย่าแพร พาเจริญ ซึ่งทั้ง 5 ครอบครัว ได้มาต้ังบ้านเรือนอยู่ใกล้ลําคลองและได้ประกอบอาชีพทํานา ด้วยภูมิประเทศท่ีมีลําคลอง การเดินทางสัญจรจึงใช้เรือเป็นพาหนะ ต่อมามีการอพยพมาเพิ่มอีก 25 ครอบครัว มีครอบครัวของนายบุญ ทีนาคะ มาจากจังหวัดลพบุรี และครอบครัวที่อพยพมาจากภาค อีสานคอื ตระกูลสุทธปิ ระภาและตระกลู พรมศริ ิ ผู้ท่ดี ํารงตําแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่ท่ี 2 บ้านลําชะล่า ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้มี 6 คน คือ 1) นายแต้ม สุขเจริญ 2) นายบุญ ฑีนาคะ 3) นายจําปา สุทธิประภา 4) นายวิโรจน์ ศรีสกุล 5) นาย แกะ สุขเจริญ 6) นายวพิ ล สทุ ธปิ ระภา หมูท่ ี่ 2 บ้านลําชะล่า คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านประกอบอาชีพทํานาโดยเช่านาจากนายทุนมี ส่วนน้อยเท่านั้นท่ีจะมีนาเป็นของตัวเอง การอัตราค่าเช่านาคือ นาปีคิดค่าเช่าเป็นข้าวไร่ละ 10 ถัง ถ้าเป็นนาปรังคิดค่าเช่าเป็นเงินไร่ละ 400 บาท ส่วนอาชีพรองลงไปจะเป็นอาชีพรับจ้างและค้าขาย บา้ นเรอื นทอี่ ยู่อาศัยสว่ นใหญ่จะปลูกบ้านใกล้กับบ้านของญาติพ่ีน้องบ้านเรือนจะเป็นบ้านท่ีสร้างใหม่ และไมม่ ีร้วั กนั

106 การตั้งถน่ิ ฐานหมู่ท่ี 3 บ้านเขาพระ บ้านเขาพระ ได้ชื่อน้ีมาจากภูมิประเทศที่มีภูเขาหน่ึงลูกซึ่งมีการสร้างพระพุทธรูป ประดษิ ฐานอยู่บนยอดเขา เป็นสิง่ ศกั ดิ์สิทธ์ิท่ชี าวเขาพระนับถือบูชาเป็นอันมาก วัดเขาพระ ตั้งอยู่ทาง ทศิ ใตข้ องตาํ บลหัวดง อําเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ห่างจากที่ตั้งอําเภอประมาณ 18 กิโลเมตร ได้ สรา้ งเปน็ สาํ นกั สงฆ์มาเม่ือประมาณ 60 ปี อยู่ทางเชิงเขาด้านตะวันตก ริมฝั่งแม่นํ้าน่านทิศตะวันออก โดยมีประวัติเล่าสืบต่อกันมาว่า บนยอดเขาลูกน้ีมีถ้ําใหญ่ภายในถ้ํามีถ้วยชาม ขันโตก ขันน้ํา พานรองและทรพั ย์สินอ่ืน ๆ มากมาย เม่ือชาวบา้ นในแถบน้ีจะมงี านพิธีต่าง ๆ ก็สามารถมายืมไปใช้ได้ และในวันพระหรือวันโกนจะได้ยินเสียงพิณพากย์ ประกอบกับได้มีการระเบิดหินเพ่ือนําไปก่อสร้าง ทางรถไฟเป็นเหตุให้สภาพของถ้ําดังกลา่ วเปลย่ี นแปลงไปจนเกอื บไม่มีร่องรอยเดิมหลงเหลืออยู่ สํานัก สงฆ์ซ่งึ ได้สร้างเปน็ กฏุ ิเพอื่ เป็นทีพ่ นกั ของสงฆ์เกดิ ชํารุดทรุดโทรมมาก ประกอบกับเน้ือที่บริเวณเชิงเขา ดา้ นตะวันตกทรดุ พงั ตามกระแสของนาํ้ ยากต่อการที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์ให้คงสภาพไปตามเดิมได้อีก ท้ังเนื้อท่ีก็คับแคบ ประชาชนชาวบ้านจึงได้พร้อมใจกันทําการร้ือกุฏิสงฆ์จากท่ีเดิมมาก่อสร้างใหม่ ทางดา้ นทศิ ตะวนั ออกของเชิงเขาใกลท้ างรถไฟ ซึง่ มที ําเลที่เหมาะสมกว่า กับทั้งยังมีบริเวณกว้างขวาง อกี ด้วย ต่อมานายวิศาล ภัทรประสิทธิ์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านเขาพระ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกํานันตําบลหัวดงในเวลาต่อมาเห็นว่าสํานักสงฆ์แห่งน้ีทรุดโทรม มาก พอสมควรได้รับการพัฒนาจึงได้ร่วมกับชาวบ้านทําการบูรณะสํานักสงฆ์น้ี และนายวิศาล ภัทร ประสิทธิ์ได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพรประดิษฐานไว้บนยอดเขา เพ่ือประชาชนสักการบูชามี ขนาดกวา้ ง 2.50 เมตร สูง 12 เมตร โดยเรมิ่ กอ่ สร้างเมือ่ วนั ท่ี 3 ธนั วาคม 2508 สร้างเสรจ็ และทําการ ฉลองเบิกเนตร เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2510 สิ้นค่าก่อสร้างเป็นจํานวนเงิน 199,999 บาท นอกจากนี้ ภายในองคพ์ ระปางประทานพรยังได้บรรจุพระเครื่องซ่ึงได้กระทําพิธีมหาพุทธาภิเษกโดยเกจิอาจารย์ ซ่ึงเป็นทเี่ ลื่อมใสของชาวจงั หวัดพจิ ติ ร และจังหวัดใกล้เคียง อาทิเช่น หลวงพ่อเขียนจากสํานักขุนเณร อาํ เภอบางมลู นาก หลวงพอ่ เตียง จากวดั เขารูปชา้ ง เป็นต้น ตอ่ มานายวิศาล ภทั รประสิทธ์ิ เห็นว่าเน้ือ ท่ีบริเวณสํานักสงฆ์น้ีแต่เดิมกว้างขวาง แต่ได้ถูกน้ําเซาะพังลงไม่มีบริเวณที่จะสร้างเป็นวัดและขยาย ออกไปอีกจงึ หารอื กับพระโกย อคั คจติ โต รักษาการเจา้ อาวาสวดั เขาพระในขณะนั้น ทําเรื่องขอไปทาง ราชการ เพ่ือขออนุญาตใช้ที่ดินจํานวน 50 ไร่ 3 งาน ด้วยเหตุว่าอยู่บริเวณรอบวัดเขาพระน้ีจึงได้รับ อนญุ าตมาเม่ือวันที่ 11 มถิ ุนายน 2525 วัดเขาพระน้ีเปน็ วัดทมี่ คี วามศักด์ิสิทธ์ิ และประชาชนให้ความ เล่ือมใสศรัทธาอย่างมากและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในเวลาต่อมานายวิศาล ภัทรประสิทธิ ร่วมกับกรรมการวดั และประชาชนได้ดําเนินการก่อสร้างอุโบสถวัดเขาพระน้ีข้ึน โดยคณะกรรมการได้ ขอยืมเงินของโรงสีไฟภัทรพันธ์ ซ่ึงมีนายวิศาล ภัทรประสิทธิ เป็นเจ้าของโรงสี ต้ังอยู่ในหมู่บ้าน เขาพระเป็นทุนสํารองจ่ายในการก่อสร้างอุโบสถหลังน้ี โดยมิได้คิดค่าดอกเบี้ยแต่อย่างใด สําหรับ

107 จํานวนเงินท่ีคณะกรรมการได้ขอยืมมาก่อสร้างอุโบสถคร้ังน้ีได้เริ่มก่อสร้างอุโบสถวัดเขาพระนี้เม่ือ วันท่ี 15 พฤษภาคม 2525 มาจนบัดน้ี มีพระสงฆ์จําพรรษาเรื่อยมา และได้ก่อสร้างศาลาการเปรียญ บรเิ วณริมนา้ํ เพื่อเป็นสถานท่ีประกอบกิจของสงฆ์และใหช้ าวบา้ นได้มาทาํ บุญตามประเพณีและใช้เป็น โรงเรยี นสอนหนังสอื ให้กบั ลูกหลานชาวบ้าน ภาพที่ 9 วัดเขาพระ ภาพที่ 10 หลวงพอ่ ประทานพร และหลกั ฐานการสรา้ งองค์หลวงพอ่ ประทานพร

108 ผู้ท่ีดํารงตําแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 บ้านเขาพระ ต้ังแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันน้ีมี 4 คน คือ 1) นายวิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ 2) นายสุชาติ ภทั รประสิทธ์ิ 3) นางสขุ สนั ต์ ภัทรประสิทธ์ิ 4) นายสมพงษ์ พุกเนยี ม การต้ังรกรากของหมู่บ้านเขาพระเร่ิมจากครอบครัวของนางจําปี ศรีสวัสดิ์ มีบิดาชื่อนายต๋ี เพชรคล้ายและมีมารดาชื่อนางเต๋ียม เพชรคล้าย มีเครือญาติอยู่ในเขตปุาตาลเนื่องจากการถางปุา สรา้ งรกรากเกดิ การขึ้นจากเรือมอญท่ีไม่พร้อมกันตระกูลเพชรคล้ายข้ึนมาถางปุาสร้างรกรากอยู่ที่เขา พระอีกส่วนก็ไปสร้างรกรากที่ปุาตาล ต่อมานายตี๋ เพชรคล้าย ก็ได้มาเป็นกํานัลอยู่ท่ีหมู่ที่ 3 บ้าน เขาพระ ครอบครัวเพชรคล้ายมีท่ีทางที่จะให้ประชาชนและลูกหลานได้อยู่อาศัยหรือเรียกว่าท่ีดินราช พสั ดทุ เ่ี กิดจากทางครอบครัวของเพชรคล้ายที่ดํารงตําแหน่งกํานันอยู่ในขณะน้ัน ถือได้ว่าตระกูลเพชร คล้ายเป็นตระกูลแรกท่ีมาถางปุาและเข้ามาจับจองที่ดินไว้ก็มีที่ดินประมาณ 20-30 ไร่เป็นท่ีดินราช พัสดุอยู่ติดกับบริเวณเขาพระกับแม่นํ้าที่ไหลผ่านก็มีลูกหลานเพ่ิมมากขึ้นก็มีการแบ่งที่ดินที่ติดกับ แม่นาํ้ ให้ลูกหลานไดป้ ลกู สร้างที่อย่อู าศัยในกรอกเขาพระตอนลา่ งหรือบรเิ วณทตี่ ิดกับแม่น้ําแต่ปัจจุบัน น้ีลูกหลานตระกูลเพชรคล้ายก็ได้ไปประกอบอาชีพท่ีกรุงเทพมหานคร เดิมสมัยก่อนคนเขาพระจะ ประกอบอาชีพเกษตรกร หรอื การทําไร่ ทาํ นา หลงั จากท่ีตระกูลเพชรคล้ายเร่ิมเขามาสร้างรากฐานใน ตาํ บลเขาพระแลว้ ไมน่ านก็มีตระกูลภัทรประสทิ ธ์ิกเ็ ร่ิมเขา้ มาดูแลบริหารจดั การในบริเวณเขาพระ โดย กาํ นัลวิศาล ภัทรประสิทธ์ิ ก็ได้เข้ามาดูแลหมู่บ้านรวมถึงวัดวาอารามในตําบลเขาพระเดิมกํานัลวิศาล ภทั รประสิทธิ์ ดาํ รงตาํ แหนง่ ผ้ใู หญ่บ้านของตาํ บลหวั ดงและพอได้รับตําแหน่งกํานันประจําตําบลหัวดง ก็เริ่มมองหาท่ีทางในตําบลเขาพระเพื่อท่ีจะทําการย้ายวัดเขาพระที่เดิมเน่ืองจากปลูกสร้างติดบริเวณ แม่นํา้ แล้วตล่งิ มีการผุผังลงโดยมหี ลกั ฐานแสดงให้เห็นวา่ เดมิ บรเิ วณฝ่ังแมน่ าํ้ นั้นเป็นพนื้ ท่ี ที่วัดเขาพระ ไดต้ ้งั อยูเ่ ดมิ กค็ ือโฉนด นส.3 ปจั จบุ ันนีอ้ ยทู่ ว่ี ดั เขาพระ แตเ่ ดิมนัน้ โฉนด นส.3 นั้นนายสมพงศ์พุกเนียม ที่ดํารงตําแหน่งผู้ใหญ่บ้านอยู่นั้นได้นําเอาโฉนด นส.3 มาเก็บไว้ปัจจุบันน้ีได้นําเอากลับมาไว้ที่วัด เขาพระเรียบร้อยแล้ว ยา้ ยวัดเขาพระให้มาอยบู่ รเิ วณตดิ กบั เขาพระทางฝง่ั ทศิ ตะวนั ตก โดยผู้ท่ีริเริ่มให้ มกี ารย้ายวดั เขาพระเข้าไปน่ันคือกาํ นันวิศาล ภัทรประสิทธ์ิ เกรงว่าที่ทางมีความรกร้างและตล่ิงมีการ ผุผังก็ได้ย้ายเข้ามาให้ติดกับเขาทางฝั่งทิศตะวันตกและได้เล็งเห็นว่าวัดเขาพระอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตก แล้วไม่เหมาะสมทางที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมาก็เกิดมีการขยายถนนบริเวณสายนอกเป็นถนนลาดยาง ถือว่าเป็นถนนเกิดใหม่ในตาํ บล การต้ังบ้านเรือนของหมู่บ้านเขาพระท่ีบริเวณริมแม่น้ําน่านทั้งสองฝ่ังแม่น้ํามีภูเขาเป็น บริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้ประกอบอาชีพหลักของชาวบ้านเขาพระ มีทั้งทํานา ทําไร่ ทําสวน และประมง ปลูกต้นรักและทําขนมจีน อาชีพเสริมคือรับจ้างท่ัวไป บ้านเรือนไม่มีลักษณะที่โดดเด่น ภาษาใช้ท่ีใช้เป็นภาษาไทยกลาง อาหารท่ีโดดเด่นเห็นจะเป็นการทําขนมจีน โดยทําส่งขายท่ีตลาด จงั หวดั พษิ ณุโลกเป็นทร่ี ูจ้ ักกันในนามขนมจนี บา้ นหวั ดง ขายสง่ กโิ ลกรมั ละ 20 บาท

109 การตงั้ ถน่ิ ฐานหมู่ท่ี 4 บ้านเนินยาว การอพยพต้ังถิ่นฐานบ้านเรือนของคนบ้านเนินยาวเม่ือปี พ.ศ. 2474 ชาวหนองเต่า ลพบุรี ประมาณ 15 ครัวเรือน ได้แก่ ตระกูลจินดามังและตระกูลศรีนรครุตร อพยพมาทําการเพาะปลูกท่ี บ้านเนินยาวเป็นจํานวนมากจึงทําให้มีชาวบ้านจากจังหวัดอื่น เช่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อพยพมาอยู่ด้วย ราว 30 ครอบครวั ในปี พ.ศ. 2480 เกิดโรคระบาดผู้คนล้มตายมากมาย แต่ชาวบ้านเข้าใจว่าเกิดจาก ผปี าุ จงึ ยา้ ยบ้านลงมาทางทิศตะวนั ตกเฉียงใต้ ปลูกบ้านอยู่บนเนินชายคลองแล้วเรียกกันว่า บ้านเนิน จากนั้นชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงอพยพเข้ามาสมทบ ปลูกบนเนินริมคลองระยะยาวต่อกัน ประมาณ 200 เมตรเศษ จงึ เรยี กชอื่ ใหม่วา่ บ้านเนนิ ยาวจนถงึ ทกุ วันนี้ บ้านเนินยาว ต้ังข้ึนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 โดยตระกูลของปุูเผือก ศรีนรคุตร์ เดิมมี อาชีพเป็นนายพราน ได้อพยพมาจากบ้านโนนแต้ อําเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ โดยการเดินเท้า ได้มาพบทําเลท่ีอุดมสมบูรณ์ จึงได้บุกล้างถางปุา สร้างที่อยู่อาศัยเป็นกระต๊อบ บริเวณน้ีสมัยก่อนจะ เรียกว่า ดงละคร มเี รื่องเล่าขาน สมัยก่อนในบริเวณน้ี ในตอนกลางคืนท่ีมีพระจันทร์เต็มดวง เมื่อเดิน มาใกล้บริเวณน้จี ะไดย้ นิ เสียงการขับร้องดนตรีไทย แต่เมื่อเดินตามเสียงไปกลับไม่ได้ยินเสียงดนตรีน้ัน จงึ เรยี กว่าดงละคร ซง่ึ เปน็ บริเวณท่ีล่มุ มนี า้ํ ท่วม ตอ่ มาได้เดินไปหาในทําเลที่เป็นท่ีสูง ซ่ึงอยู่ห่างจากที่ เดมิ ไปทางทิศวันออกไปบุกล้างถางปุา เป็นแหล่งทํากินแห่งท่ีสองห่างจากที่เดิมประมาณ 3 กิโลเมตร เรียกว่าโนนงิ้ว ได้ประกอบอาชีพทํานา ทั้งสองแห่งจนสามารถสร้างฐานะได้จึงเห็นว่าท่ีทํากินท้ังสอง ไม่สะดวกในการดาํ เนนิ ชวี ติ จึงเดินทางหาทําเลที่เป็นที่สูง เป็นเนินยาวและอยู่สูงปกติ สามารถสัญจร ได้สะดวก จึงย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในท่ีหมู่บ้านเนินยาวปัจจุบัน ซ่ึงมีลําคลองไหลผ่านหมู่บ้านลํา คลองสามารถสัญจรทางนา้ํ ได้ในฤดูน้ําหลากสามารถลําเลียงส่ิงของไปซ้ือไปขายได้สะดวกเมื่อได้สร้าง บ้านเรือนมั่นคงแล้ว ต่อมาได้มีญาติพี่น้องที่จังหวัดชัยภูมิย้ายมาอาศัยเพ่ิมข้ึนและมีการอพยพมามา จากหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เช่น ตระกูลของนายโสดาวิลาทันอพยพมาจากบ้านหนองเกวียนหัก จังหวัดลพบุรีตระกูลนายสี ภูมิ (อดีตเจ้าอาวาสวัดเนินยาว) มาจากภาคอีสาน จังหวัดร้อยเอ็ด และมี ชาวมหาสารครามได้อพยพมารุ่นหลัง จนหมู่บ้านได้ขยายยาวไปทั้งทางตะวันออกและทางตะวันตก ในบริเวณเนินท่ีอาศัยมีลักษณะการสร้างบ้านเรือนตามความยาวของเนิน จึงเรียกหมู่บ้านน้ีว่า “บ้านเนินยาว” เมื่อมีการอพยพมาอยู่อาศัยมากข้ึน จึงได้จัดตั้งวัดในหมู่บ้านข้ึนโดยหลายตระกูลได้ ชว่ ยกนั บุกถางปุาและแบ่งบริจาคที่ดินให้เป็นที่สร้างวัด เพื่อเป็นสถานท่ีประกอบพิธีทางศาสนาให้กับ หมู่บ้านและวัดในสมัยก่อนใช้ศาลาการเปรียญเป็นโรงเรียนสอนหนังสือให้กับเด็กในหมู่บ้านต้ังแต่ปี พ.ศ. 2470 โดยมีนายทอง ฤทธ์ิคล้าย มาเป็นผู้ดําเนินการสอนต่อมาบริเวณที่วัดนี้เป็นท่ีลุ่มนํ้าท่วม และพื้นท่ีมีน้อยจึงย้ายวัดไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านห่างจากท่ีเดิมประมาณ 800 เมตรจนกระ ท้ังถึงปี พ.ศ. 2476 ทางมัคนายกและกรรมการวัดและพ่ีน้องชาวบ้านเนินยาวเห็นว่ามีบ้านเรือนมาก ขึ้นและวัดอยู่ในกลางหมู่บ้านไม่สามารถท่ีจะขยายบริเวณได้ ประกอบกับเป็นท่ีลุ่มมีน้ําท่วมจึงได้ย้าย

110 วัดไปอยู่ทางทิศตะวันออกห่างจากสถานท่ีเดิมประมาณ 800 เมตร จนถึงปัจจุบัน หมู่บ้านน้ีมีศาลที่ ชาวบ้านให้ความนับถือศาลเจ้าพ่อสุริวงศ์หรือศาลเจ้าแม่สีดา แต่อยู่ในศาลเดียวกันเป็นศาลท่ีนับถือ กนั มาต้งั แตบ่ รรพบรุ ุษเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ท่ีปกปูองคุ้มครองหมู่บ้านทุกเดือนหกขึ้นหกคํ่าจะมีการทําพิธี บวงสรวงเซ่นไหว้บูชาเร่ืองท่ีชาวบ้านจะขอก็ตามแล้วแต่จะขอแต่ศาลน้ีจะอยู่ในส่วนของบ้านนาย สมเดช ขาํ นิพัฒน์ ผู้ท่ีดํารงตําแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านเนินยาว ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้มี 8 คน คือ 1) นายอ้าย อุรอิต 2) นายจันดี เปล่ียนสนิท 3) นายวงษ์ เงินประมวล 4) นางพเยาว์ วงษ์เสาร์ 5) นายดี สขุ เจริญ 6) นายบญุ จันทร์ พนั ทา 7) นายประจวบ วัดใย 8) นายสนทิ ตน้ จันทน์ การต้ังถนิ่ ฐานหมทู่ ี่ 5 บา้ นหนองนาดํา บ้านหนองนาดาํ ตงั้ ขึน้ เม่อื ประมาณปี พ.ศ. 2435 สมัยก่อนผู้ทีอพยพย้ายถ่ินเพ่ือเข้ามาหา ท่ีทํามากินในพื้นที่นี้นั้นเป็นชาวลพบุรี หลายหมู่บ้านมารวมกันได้แก่หมู่บ้านถนนแกร หมู่บ้านหนอง เกวียนหักและหมู่บ้านหมี่ โดยอพยพย้ายมาทํามาหากินท่ีภาคเหนือ โดยการนําของนายลี คําฉัตร ได้ พยายามบกุ เบกิ พน้ื ทีห่ าทีท่ าํ มาหากินจนเดนิ ทางมาพบหนองใหญ่เป็นหนองธรรมชาติ มีน้ําใสจนเป็นสี ดาํ ทกุ คนทอี่ พยพมาจงึ เรยี กชื่อหมู่บ้านของตนเองว่า “บ้านหนองนํ้าดํา” ต้ังช่ือตามลักษณะของแหล่ง นํา้ เน่ืองจากบริเวณหมู่บ้านน้ีแต่เดิมมามีหนองนํ้าใหญ่มีนํ้าใสมาก ประกอบกับความลึกของหนองน้ํา ทําให้เห็นนํ้าเป็นสีดําจึงตั้งช่ือแต่เดิมว่า “หนองน้ําดํา” การสร้างบ้านอยู่รอบหนองน้ําในภายหลังจึง เปลี่ยนช่ือเปน็ หนองนาดําเพราะบริเวณหมู่บ้านน้ีได้ประกอบอาชีพการทํานาเป็นหลักอย่างเดียว โดย นาท่ีทําในขณะนน้ั จะทาํ นาดําไม่ได้ทํานาหว่านฉะนั้นปัจจุบันหมู่บ้านน้ีจึงใช้ช่ือว่า “บ้านหนองนาดํา” เป็นตน้ มา ประวัติการสร้างวัดหนองนาดํา เมื่อมีประชาชนมาอาศัยอยู่มากแล้วแล้วยังไม่มีวัดเพื่อ บําเพญ็ กศุ ลประกอบศาสนกิจตามประเพณี ผู้นําหมู่บ้านช่ือนายโสดา วิลาทัน ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 5 ของ หมู่บ้านหนองนาดํา ได้บริจาคที่ดินเพื่อเป็นท่ีธรณีสงฆ์ จํานวน 28 ไร่ ในการสร้างวัดประจําหมู่บ้าน ช่อื วา่ วัดหนองนาดาํ ผู้ที่ดํารงตาํ แหน่งผ้ใู หญ่บ้าน หมทู่ ี่ 5 บา้ นหนองนาดํา ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้มี 13 คน คือ 1) นายลี คําฉัตร 2) นายกิ่ง ชัยสิทธ์ิ 3) นายทิพย์ 4) นายบุญมา กุดั่น 5) นายโสดา วิลาทัน 6) นายจด ชัยสิทธ์ิ 7) นายบุญนาน พูลสวัสดิ์ 8) นายจอม เพชรคล้าย 9) นายเหลือ สายทอง 10) นายสมาน กุลสิน 11) นางอรุณี กุลเสถียร 12) นายแพง จําปานา 13) นางสาวนงชนก เพชร คล้าย อาชีพหลักของชาวบ้านในหมู่น้ีคือการทํานาชาวบ้านส่วนใหญ่ทํานาเป็นอาชีพหลักและส่วน ใหญจ่ ะทํานาปรงั เน่ืองจากมีแหล่งนํ้าที่เพียงพอที่จะทํานาได้ตลอดท้ังปี ข้าวที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันก็ คือ ข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี ส่วนผู้ที่นํานํ้าส่วนใหญ่จะปลูกข้าวหอมมะลิ เน่ืองจากพื้นที่เหมาะสมต่อการ ปลูกขา้ วและเป็นขา้ วราคาทีด่ ี

111 ภาพท่ี 11 ภาพปจั จบุ นั ของหนองนา้ํ ดํา หรอื หนองนาดํา ท่ีอยู่ตรงกลางของหมบู่ า้ น การตัง้ ถ่ินฐานหมู่ท่ี 6 บา้ นนํา้ โจนเหนือ ชาวบ้านน้ําโจนเหนือส่วนมากอพยพย้ายถิ่นมาจากบ้านล่าง บ้านโพธิ์ จังหวัดอ่างทอง จงั หวดั ลพบรุ ี จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา เพ่ือมาหาทท่ี าํ กนิ และมาต้ังรกรากถน่ิ ฐานอยู่ท่ีหมู่บ้านแห่งน้ี บา้ นนํ้าโจนเหนอื ตั้งข้นึ เม่อื ประมาณปี พ.ศ. 2430 โดยการนาํ ของตาเรอื น นกขุนทอง การตั้งถ่ินฐานเป็นบ้านนํ้าโจนได้แก่ ครอบครัวตาห่อ ยายไข่ ยายไหม นายธรรม นางหยิน ตาเบม้ิ ยายไพร แสงเพชร มาตงั้ บา้ นเรือนอยู่บรเิ วณรมิ แม่น้าํ น่านลักษณะพืน้ ทีเ่ ปน็ ที่ราบลุ่ม มีตระกูล โพธิ์ทอง ตระกูลผลธรรม ตระกูลแก้วนุชและตระกูลเพ็ชรรัตน์ นามสกุลที่เก่าแก่ของหมู่บ้านน้ีก็คือ ทรัพย์ปราโมทย์และเพ็ชรรัตน์ ร่วมกันสร้างวัดน้ําโจนเหนือท่ีมีอายุ 114 ปี มีทหารนําหลวงพ่อเหนือ มาถวายวัดเพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานซึ่งเป็นส่ิงศักด์ิสิทธ์ิของชาวบ้าน และมีสะพานข้ามแม่น้ํา น่านเป็นสะพานไม้ของหลวงตาใหญ่เป็นผู้สร้างร่วมกับชุมชน ซ่ึงเป็นสะพานท่ีมีอายุประมาณ 40 ปี เพ่ือให้พระและนักเรียนได้ข้ามไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดน้ําโจนเหนือ ปัจจุบันโรงเรียนวัดนํ้าโจน เหนือถูกปิดตัวลงไม่มีการเรียนการสอน เน่ืองจากจํานวนนักเรียนน้อยลงเด็กนักเรียนในพื้นท่ีก็ย้าย และขยับขยายไปเรียนตามหมบู่ ้านใกล้เคียงหรือโรงเรียนในอาํ เภอข้างเคียง การตง้ั บา้ นเรอื นอยบู่ ริเวณริมแมน่ ้าํ น่าน ลกั ษณะพ้ืนทีเ่ ปน็ ท่รี าบลมุ่ มีแหล่งน้ําใหญ่ช่ือว่าบึง ตาเพชร ใช้เป็นที่สามารถทําการเกษตร ซึ่งแต่เดิมพ้ืนที่น้ีเป็นปุารก เมื่อเข้ามาต้ังบ้านเรือนต้องมาขุด ถางปุากันเพ่ือเป็นที่ประกอบอาชีพทํานา สาเหตุที่หมู่บ้านน้ีช่ือบ้านน้ําโจนเหนือ ก็เพราะว่าเกิดจาก นํ้าเป็นคลองคดเคี้ยวพ้ืนท่ีประมาณ 1,000 ไร่ เมื่อมีนํ้าหลากไล่บ่าน้ําจะกระโจนกระโดดทําให้เกิด เสียงดัง จึงเรียก “นํ้าโจน” ชาวบ้านในหมู่บ้านมีการหาปลาในฤดูน้ําหลากคือเดือนกันยายนถึงเดือน พฤศจิกายน เน่ืองจากจะมนี าํ้ ทว่ มทกุ ปที าํ ให้ชาวบ้านปรบั วิถีการดํารงชีวิตให้เข้ากับน้ํา เมื่อนํ้ามาก็หา ปลาขายเลี้ยงครอบครัว หากเหลือก็ขาย ลักษณะของหมู่บ้านนั้นจะมีถนนตัดผ่านหมู่บ้าน โดยถนน

112 ด้านหน่ึงจะเป็นพ้ืนท่ีนาและอีกด้านหนึ่งจะเป็นด้านท่ีเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของคน ลักษณะของ หม่บู า้ นนี้มถี นนท่ีตัดผ่านเป็นลูกรัง ถนนตัดผ่านหมู่บ้านโดยถนนด้านหนึ่งซ่ึงเป็นทิศตะวันออกจะเป็น พ้ืนที่ทํานา เม่ือนํ้าท่วมด้านท่ีเป็นท้องนานํ้าจะท่วมเกือบทุกปีและอีกด้านหน่ึงซ่ึงเป็นทิศตะวันตกจะ เป็นที่ตั้งบ้านเรือนท่ีอยู่อาศัยของชาวบ้านบริเวณน้ีพ้ืนท่ีเป็นที่ราบลุ่มอยู่ต่ํากว่าภูมิประเทศอื่น ๆ พอ นํ้าไหลบ่าน้ําท่วมพื้นที่นาเกือบทุกปี มีอยู่ปีหนึ่งนํ้าไหลแรงมากจนทําให้ถนนขาดมาถึงบ้านนํ้าโจน น้ําจะตกพุ่งสูงมีลักษณะคล้ายการกระโจน เลยเรียกว่า “บ้านน้ําโจนเหนือ” บริเวณน้ีปัจจุบันต้องทํา ประตูนาํ้ ก้ันไมเ่ ช่นน้นั รางรถไฟทอี่ ย่ใู กล้บริเวณนจี้ ะพังเพราะแรงนาํ้ ไหลบา่ และโจนลง ผ้ทู ดี่ าํ รงตาํ แหน่งผู้ใหญ่บ้าน หมู่ท่ี 6 บ้านนํ้าโจนเหนือ ต้ังแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้มี 7 คน คือ 1) นายปุวน รังแก้ว 2) นายหวี ผลเทียน 3) นายสวิง ทรัพย์ปราโมทย์ 4) นายธรรม ผลเทียน 5) นายอํานวย ทรัพยป์ ราโมทย์ 6) นายถวลิ สงิ ห์เผอื ก 7) นายมะยม โทลกั ษณ์ ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ส่วนมากจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักคือการทํานาปี และนาปรังซ่ึงชาวบ้านน้ีจะทํานายกันปีละ 2-3 คร้ังตามฤดูกาลทํานาทั่วไป โดยการทําเกษตรกรรม น้ันจะนํานํ้าจากแหล่งน้ําธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแม่นํ้าน่านและบึงตาเพชร ซ่ึงการทํานายน้ันจะเร่ิมกัน ตงั้ แตเ่ ดอื นพฤษภาคมถงึ เดอื นธนั วาคม การตั้งถิน่ ฐาน หมู่ท่ี 7 บ้านหัวดง จากประวัติความเป็นมาและความหมายของชื่อหมู่บ้านหัวดง เป็นหมู่บ้านที่อยู่มาแต่เดิม และแยกมาจากหมู่บ้านอ่ืนในตําบลเดียวกัน ท้ังสองลักษณะคือหมู่บ้านนี้เดิมสมัยก่อนเค้าเรียกกันว่า บ้านศีรษะดง หมู่ท่ี 1 ต่อมาหมู่บ้านศีรษะดง แล้วก็เปล่ียนเป็นหัวดง เน่ืองจากศีรษะเป็นช่ือเรียกของ พระ จงึ เปลยี่ นเปน็ หวั ดง ไดแ้ ยกเป็นหมู่บ้านหัวดง หมู่ที่ 7 จึงเปล่ียนช่ือทั้งสองหมู่บ้านเป็นบ้านหัวดง ทั้งหมดเพราะหมู่บ้านท้ังสองต้ังอยู่ตอนต้นๆ หมู่บ้านใช้เป็นชื่อของตําบลด้วยท้ังตําบล โดยได้รวมกับ หมู่บ้านเขาพระฝ่ังตะวันตก หมู่ท่ี 3 กบั บ้านหวั ดงฝัง่ ตะวันตกเป็นหมบู่ ้านเดียวกัน ชาวบ้านที่อยู่นี้เป็น คนจังหวัดพิจิตรโดยแท้จริง เม่ือจะกล่าวถึงวงศ์ตระกูลท่ีเก่าแก่ชาวบ้านท่ีนี่ก็จะนึกถึงตระกูลของ นายโม้ ทองดี เพราะเป็นตระกลู ทใี่ หญ่มากมีพ่ีน้องแทบจะทง้ั หมบู่ า้ นหวั ดง หมู่ท่ี 7 บ้านหัวดง (ฝั่งตะวันตก) น้ี ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ําน่าน เป็นหมู่บ้านท่ี เกิดขึ้นมาใหม่เม่ือประมาณ 36 ปี เมื่อก่อนนั้นบ้านหัวดงหมู่ที่ 7 เดิมหมู่บ้านนี้เป็นส่วนหน่ึงของบ้าน หัวดง ได้รวมอยู่กับหมู่ท่ี 1 ตําบลหัวดง ต่อมาทางราชการได้แยกออกมาเป็นบ้านหัวดงหมู่ที่ 7 เม่ือ เดือนสิงหาคม 2513 และเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2513 มีผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือนายสุชิน ธูปเงิน อดีต กํานันตําบลหัวดง ความเป็นมาก่อนที่จะเป็นหมู่ที่ 7 เป็นหมู่ท่ี 1 ตําบลหัวดง เป็นสมัยกํานันสนิท ศรอี ดุ มพงษ์ เปน็ ผ้ทู ่ีแยกเป็นหมู่บา้ น ต่อมาต้งั เป็นสขุ าภบิ าลประกอบดว้ ยหมู่ท่ี 1 หมู่ท่ี 3 และหมู่ท่ี 8 การแบ่งเขตพื้นที่เปน็ หมบู่ า้ นผ่าเสี้ยว

113 ผู้ท่ีดํารงตําแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ท่ี 7 บ้านหัวดง ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้มี 4 คน คือ 1) นายวิรตั น์ ภัทรประสทิ ธ์ 2) นายสชุ นิ ธูปเงนิ 3) นายวีระ พมิ เมือง 4) นายโกศล เพช็ รอําไพ วิถีการดําเนินชีวิตนั้นยังไม่มีความโดดเด่นอาชีพหลักของประชาชนท่ีนี่ ส่วนใหญ่ประกอบ อาชพี ทําการเกษตร ทํานา ทําสวน ไรข่ า้ วโพด ปลกู แตง ทาํ นาปีละ 2 ครง้ั การต้ังถ่ินฐานหมทู่ ่ี 8 บา้ นหวั ดง (เหนอื ) หมู่ท่ี 8 ตําบลหัวดง (เหนือ) มีพื้นที่ติดแม่นํ้าน่านที่มีความโค้งทอดยาวตั้งแต่ต้นหมู่ที่ 8 ไปจนถึงช่วยปลายของหมู่ที่ 8 ทีเดียว ตามศาสตร์ของคนจีนแล้วเปรียบเสมือนเป็นท้องมังกรต่อจาก หัวมังกรคือหมู่ที่ 1 ตําบลหัวดง พ้ืนที่มีความอุดมสมบูรณ์เน่ืองจากมีแม่น้ําน่านไหลผ่านชาวบ้านมี อาชีพจับปลา ทํานา ปลูกผัก แลกเปล่ียนสินค้าท่ีตลาดสดเก่าหัวดง ด้านหลังมีเส้นทางรถไฟผ่าน ชาวบ้านสามารถเดินทางไปแลกสินค้าจากพืน้ ท่อี ืน่ ๆ ได้ ในรัชสมัยรัชกาลท่ี 5 มีครอบครัว “ตระกูลพระยา คือ พระยาเพชรรัตนสงคราม (เฟื่อง)” ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ใช้สกุลเป็น “เพชรรัตน์” ได้อพยพจากเมืองเพชรบูรณ์ลงมาเร่ือย ๆ เนื่องจากมีโรคมาลาเรียระบาดมาก จึงพาครอบครัวเดินทางไปนครสวรรค์ก่อน คร้ันเมื่อพระพุทธเจ้า หลวงรัชกาลที่ 5 ให้ไปเฝาู ในกรุงเทพฯ เพอื่ ร่วมงานฉลองพระชนมายุครบ 50 ปี เพราะเกิดปีเดียวกัน ท่านก็เกิดเป็นโรคอหิวาตกถึงแก่อนิจกรรมระหว่างทาง ขณะน้ันท่านพระยาได้ดํารงตําแหน่งเป็น สมุหเทศาภิบาลมณฑลเพชรบูรณ์ กาลนั้นก่อนท่านสิ้นบุญ ได้ฝากให้ต้นห้องลูกน้องคนสนิทกํานัน เขียว ใหพ้ ากนั อพยพครอบครัวขึน้ มาทางลุ่มแม่น้ําน่าน มาตัง้ รกรากท่ีหัวดงหมู่ที่ 8 ซ่ึงท่านเห็นว่าเป็น พ้ืนที่ลุ่มมีแม่นํ้าไหลผ่าน และเป็นเส้นทางผ่านของรถไฟที่เคยเข้าร่วมสํารวจเส้นทางมาเมื่อครั้งรับ ราชการอยู่ ส่วนกํานันเขียว เม่ือปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายสําเร็จ ก็ได้เดินทางขึ้นไปต้ังรกราก เหนืออีกหน่อย ปัจจุบันก็คือ บ้านฆะมัง คร้ันต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ต้ังนามสกุล ขมินทกูล ใช้ มาถึงปจั จบุ นั ภาพท่ี 12 พระยาเพชรรัตนสงครามสมุหเทศาภิบาลมณฑลเพชรบูรณ์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook