214 ในสมัยก่อนน้ันชาวบ้านจะนําอาหารคาว หวาน ที่ทําขึ้นเอง ดอกไม้ธูปเทียน และจีวร นําไปวดั แล้วทําพิธีทอดผ้าปุาข้าวสุก เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติพ่ีน้องที่เสียชีวิตไปแล้วและถ้ามีซอง ปจ๎ จัยก็จะนาํ ไปเข้าบาํ รงุ วัด ป๎จจุบันผู้คนในตําบลมีจํานวนเพ่ิมมากขึ้นและมีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ในวัดมากขึ้น ประเพณีการทอดผ้าปุาข้าวสุกจึงมีผู้นิยมทํากันมากขึ้นทุกปีแต่วิธีการทอดผ้าปุามีการเปล่ียนแปลง บางส่วนคือชาวบ้านไม่ต้องเตรียมอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียน นํ้า จีวร ทางวัดมีการให้บริการ เช่ากันเปน็ ชดุ ชุดละ 50 บาท ส่วนป๎จจัยแล้วแต่จะใส่ ทางวัดเตรียมสถานท่ี เช่น อนุสาวรีย์ของญาติ ของตนเอง หรอื วิหารหลวงพอ่ พธิ หรอื หน้าโบสถ์ จะรอพร้อมกันหลาย ๆ คนก็ได้ หรือจะทําคนเดียวก็ ได้ เม่ือพร้อมพระก็จะทําพิธีทอดผ้าปุาข้าวสุก เสร็จแล้วจะมีมัคทายกวัดมารับส่ิงของที่ทอดแล้วนํา กลับมาให้บริการกับคนท่มี าทหี ลัง รายได้ท้งั หมดนาํ เขา้ บาํ รุงวดั ซึง่ จะได้ปีละหลายพันจนถึงหมื่นบาท นับเป็นประเพณีพื้นบ้านหนึ่งที่สมควรอนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เข้าวัดทําบุญและทําให้มีจิตใจ เอ้อื เฟ้ือเผ่อื แผ่และชว่ งหัวค่ําถงึ กลางคนื ก็มารวมกนั ลอยกระทงกนั ท่วี ัดหวั ดง ภาพที่ 160 การทอดผ้าปาุ ข้าวสุกวัดหัวดง 1.45 ประเพณีลอยกระทงวดั หัวดง ช่วงสาย ๆ เวลาประมาณ 8.30 น. ชาวบ้านตําบลหัวดงชาวหมู่บ้านใกล้เคียงและ นักเรียนโรงเรียนหัวดงรัชนูปถัมภ์ มาร่วมใจกันทํากระทงท่ีวัดหัวดงเพื่อเตรียมไว้จําหน่ายและนําเงิน บํารุงวัด ทางวัดจัดเตรียมสถานท่ีไว้สําหรับให้ประชาชนพาบุตรหลานมาลอยกระทงกันที่ท่านํ้าวัด หวั ดง
215 ภาพท่ี 161-162 ประเพณลี อยกระทงตําบลหัวดง ภาพท่ี 163-164 กจิ กรรมการทาํ กระทงของนักเรียนโรงเรียนหัวดงรัชนูปถมั ภ์ 1.46 ลอยกระทงรอบวิหาร (โบสถ)์ ที่เนินยาว (ชาวลาว) วัดเนนิ ยาว หมู่ 4 ตาํ บลหวั ดง จะทําการบรู ณะโบสถ์เก่า จงึ คิดวธิ กี ารหาเงนิ เขา้ โดย ใชว้ ิธขี ายโบสถ์เริ่มใหช้ าวบา้ นร่วมจองเปน็ เจา้ ภาพของโบสถเ์ ก่าแลว้ นําเงินมาซ้ือในส่วนทจี่ บั จอง เมื่อ ทางวดั ได้เงนิ มาก็บูรณะโบสถ์ขึน้ ใหมท่ ันที โดยในปี 2557 ไดม้ พี ิธีเปิดโบสถ์ ท่านวินัย ภัทรประสทิ ธิ์ มารว่ มพิธเี ปิดโบสถ์(วหิ าร) ต่อมาชาวบ้านและผเู้ กี่ยวขอ้ งท้ังหมดรว่ มกันคิดวา่ จะทําอยา่ งไรที่จะทาํ ให้ เป็นทรี่ ขู้ องคนทวั่ ไปจึงคดิ หาวิธที ่ีจะทําประเพณีทย่ี ่งั ยนื จึงตกกันพรอ้ มใจกันทําประเพณีลอยกระทง รอบโบสถใ์ หมท่ ่บี ูรณะขึ้น ต้ังแตบ่ ดั น้นั เป็นต้นไป และเป็นประเพณีสบื ตอ่ กนั มาถึงป๎จจุบัน ในคํ่าคืนของวันข้ึน 15 เดือน 12 ลอยกระทงรอบโบสถ์วัดเนินยาว ตําบลหัวดง อําเภอเมอื งพิจติ ร จังหวัดพิจิตร
216 ภาพที่ 165-166 กจิ กรรมการลอยกระทงหมู่ท่ี 4 บ้านเนนิ ยาว 1.47 สวดมนต์ข้ามปี การฟ๎งการเจริญพระพุทธมนต์หรือการสวดมนต์ข้ามปี น้ันในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ ถือ เปน็ การเร่ิมต้นชีวิตใหมใ่ หก้ ้าวไปสูค่ วามเจรญิ รงุ่ เรอื งก้าวหน้า เป็นขวัญกาํ ลังใจทส่ี ําคญั ย่ิงของชาวไทย ที่นับถือ พระพุทธศาสนา จะช่วยคุ้มครองปกป๎กรักษาชีวิตและครอบครัวให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดไป ที่ประชมุ มหาเถรสมาคม เมือ่ เดือนธันวาคม 2553 ณ ตําหนักสมเด็จฯ วัดสระเกศ จึง ได้มีมติให้วัดทุกวัดจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยมีสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการ อาํ นวยการ และใหว้ ัดเจ้าคณะจงั หวดั เปน็ ศูนยก์ ลางการสวดมนต์ของจงั หวดั นนั้ ๆ ภาพที่ 167-168 กิจกรรมสวดมนตข์ า้ มปีวัดหัวดง สําหรับวัดในตําบลหัวดง หลายวัดได้ทําการสวดมนต์ข้ามปี โดยจะถือปฏิบัติเป็นประเพณี สืบสานต่อไปช่ัวลูกชั่วหลาน ซึ่งประชาชนชาวหัวดงได้ร่วมใจกันมาสวดมนต์ข้ามปีกันอย่างพร้อม เพรียงกัน โดยประชาชนจะไปร่วมสวดมนต์ท่ีวัดใกล้บ้านตนเองที่จัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี และสวด สะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตาชีวติ
217 2. อาหาร ในพื้นที่ตําบลหัวดง มีอาหารมากมายหลายชนิด ซ่ึงอาหารในชุมชนก็จะแตกต่างกันไป ตามเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารจีน อาหารลาว อาหารตามฤดูกาลในพ้ืนท่ีมักจะเป็น อาหารที่ได้นําสัตว์หรือพืชท่ีมีตามฤดูกาลมาประกอบอาหาร ซ่ึงในพ้ืนที่ตําบลหัวดงในช่วงระหว่าง เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี จะเป็นฤดูน้ําหลากมาจากทางภาคเหนือตอนบนตามแม่น้ํา นา่ นและมีน้ําป่าหลากมาจากเทือกเขาในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะทําให้มีปลาชุกชุมในเขตตําบลหัวดง ประชาชนจะจบั ปลาได้จํานวนมาก เช่น ปลาเค้า ปลากดคงั ปลาแขยง ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลา แดง ปลาน้ําเงิน และปลาเนื้ออ่อนต่าง ๆ เป็นต้น ซ่ึงปลาจะมีรสชาติอร่อยสามารถนําไปประกอบ อาหารได้หลายชนิด เช่น แกงฉู่ฉี่ปลา ปลาเค็มแดดเดียว ต้มยําปลา เป็นต้น และในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปีประชาชนในตําบลหัวดงจะนิยมจับปลาตามคู คลอง หนอง บึง ธรรมชาตซิ งึ่ จะมีปลามาอยอู่ าศัยจํานวนมาก และมีการวิดบ่อปลาของตนเองทําให้มีปลาออกสู่ตลาด จํานวนมาก เช่น ปลาชอ่ น ปลาหมอไทย ปลาหมอตาล ปลาดุก เป็นต้น ซึ่งปลาดังกล่าวเป็นปลา ธรรมชาติ จึงมีรสชาติอร่อย สามารถนํามาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น ปลาช่อนเผา แกงฉฉู่ ่ี ต้มยําปลา แกงปา่ เปน็ ต้น อกี ทัง้ ในชว่ งเดือนพฤศจกิ ายนถึงเดือนธันวาคม จะมีผักสะเดาที่ ออกดอกและแตกยอดอ่อน ซึ่งสามารถนํามาลวกรับประทานพร้อมกับปลาช่อนนาเผาหรือปลาดุก ย่างและน้ําปลาหวาน เป็นอาหารมีรสอร่อยเป็นท่ีนิยมโดยจะมีรับรับประทานเฉพาะฤดูน้ีเท่านั้นอีก ทั้งในช่วงดังกล่าวซึ่งเป็นฤดูนํ้าลด น้ําจะขังตามนาข้าวและคู คลอง หนอง บึง โดยจะมีกุ้งฝอย จาํ นวนมากตดิ คา้ งจากฤดูน้ําหลาก ประชาชนนิยมจบั มาทําอาหารและจําหน่ายเป็นรายได้ ซ่ึงกุ้งฝอย ท่ีจับได้สามารถนํามาประกอบอาหารท่ีมีรสชาติอร่อย เช่น ยํากุ้งเต้น กุ้งชุบแป้งทอด แกงส้ม โดยจะสามารถหารบั ประทานได้เฉพาะฤดูกาลเทา่ น้ัน การถนอมอาหารของชาวตาบลหวั ดง การถนอมอาหารในของคนตําบลหัวดง คนในชุมชนจะนําเน้ือสัตว์หรือพืชผักมาผ่าน กรรมวิธีภูมิปัญญาท้องถ่ิน เพื่อให้สามารถเก็บอาหารได้นานหรือมีรสชาติลักษณะท่ีแตกต่างออกไป เน่ืองจากในพ้ืนท่ีตําบลหัวดงจะมีปลามากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปีน้ัน ชาว ตําบลหัวดง ก็จะนําปลาที่หามาได้มากมาถนอมอาหาร เช่น การทําปลาร้า ปลาเค็ม ปลาย่าง รมควัน ปลาเจ๊า ปลาจ่อม นํ้าปลา เป็นต้น ซึ่งการถนอมอาหารจะใช้วัตถุดิบเป็นปลา และเกลือ เป็นส่วนประกอบหลัก ในส่วนพืชผัก ก็จะมีการดองหน่อไม้ ผักเส้ียน ผักกุ่ม มะม่วง กระท้อน เปน็ ตน้ ด้วยอาหารของตาํ บลหัวดง มมี ากมายหลากหลายท้ังอาหารคาว อาหารหวาน และอาหาร วา่ ง ดงั น้ี 1. อาหารคาว 1.1 ขนมจีนน้ํายากะทิ
218 1.1.1 ขนมจีน ลักษณะและวิธีทํา ขนมจีนเป็นอาหารคาวชนิดหนึ่ง ทําด้วยแป้ง ข้าวจ้าว ทาํ ออกมาให้เปน็ เสน้ กลม คลายเสน้ หม่ี รับประทานกับน้ํายากะทิ นํ้าพริกหวาน หรือแกง เขียวหวาน ภาษาเหนอื เรยี กว่า ขนมเส้น ภาษาอีสานเรียกว่า ข้าวปุ้น และภาษาใต้เรียกว่า หนม จีน จากประวัติขนมจีน ไม่ใช่อาหารจีน หากแต่เป็นอาหารมอญ คําว่า \"ขนมจีน\" มากจากภาษา มอญว่า (คะ-นอม-จีน) คําว่า \"คะนอม\" มีความหมายว่า เส้น และคําว่า \"จีน\" แปลว่า \"สุก\" ขนมจีนเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของตําบลหัวดง มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งจังหวัดพิจิตรเองและจังหวัด ใกลเ้ คียง คือมคี ณุ ลกั ษณะเสน้ เหนียวนมุ่ รับประทานคู่กบั นํา้ ยาทีม่ รี สชาติอร่อย ภาพท่ี 169-170 ขนมจีนนํ้ายา วิธีทําส่วนผสมของแป้งขนมจีน ในการทําแป้งจะใช้โม่แป้งโดยใช้แป้งสําเร็จรูป จํานวน 2 ก้อน เม่ือต้มแล้วนํามาตีให้นิ่มแล้วผสมกับแป้งมัน 9 ขันน้ํา ใส่นํ้าลงไปเล็กน้อย เพื่อให้ แป้งท้ังสองอย่างเขา้ กนั แล้วน้ํามาโรยในน้ําต้มเดือด ๆ และก็ตักข้ึนมาใส่ในนํ้าเย็นธรรมดาและก็มา นง่ั จบั เสน้ และจะได้ขนมจีนประมาณ 80-100 กโิ ลกรมั 1.1.2 นํ้ายากะทิ ลักษณะและวิธีทํา น้ํายาถือว่าเป็นอาหารท่ีเป็นแกงชนิดหน่ึงใช้ รับประทานร่วมกับขนมจีนเป็นอาหารพื้นบ้านของชุมชนหัวดงมานานแล้วซ่ึงขนมจีนน้ํายาของตํา บล หัวดง มีช่ือเสียงด้านความอร่อยจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซ่ึงนํ้ายาที่อร่อยต้องทําจากปลาช่อนท่ีมี อยู่มากในตาํ บลหัวดง ซง่ึ การรบั ประทานขนมจีนนํ้ายาต้องมีผักเคียงหลายอย่าง เช่น ถั่วงอก พริก ทอด แตงกวา ถั่วฝักยาว ใบแมงลัก ไข่ต้ม ผักกาดดองหั่นฝอย เป็นต้น จึงจะได้รสชาติท่ีอร่อย มากขึน้ ภาพท่ี 171-172 ขนมจีนนาํ้ ยา
219 วัตถุดบิ และเคร่อื งปรุง ตะไคร้ 5-7 ตน้ กระเทยี ม 10-12 กลีบ หอมแดง 5 หวั ขา่ หนั่ แว่น 1 แง่ง กระชายหั่น 400 กรมั พริกแห้ง 15-20 เมด็ ใบมะกรดู 5-8 ใบ ปลาช่อน 500 กรัม กะทิ 1 กโิ ลกรมั นํ้าเปล่า 4 ถ้วย น้ําปลา 3 ชอ้ นโต๊ะเกลือ 1 ชอ้ นชา วธิ ที ํา 1. ต้มนํ้าให้เดือดใส่คะไคร้ กระเทียม หอมแดง ข่า กระชาย พริกแห้ง และใบมะกรูดลง ไปปละตามด้วยปลาชอ่ น 2. ต้มจนปลาช่อนสุกตักเคร่ืองแกงท่ีต้มเม่ือสักครู่มาตําให้ละเอียด จากน้ันก็นําเน้ือปลา เอากางออกมาตาํ ผสมกันจนการเป็นเครื่องแกง 3. ตั้งกระทะเทน้ํากะทิลงไป เททีละส่วนเมื่อกะทิร้อนจนได้ท่ีให้นําเครื่องแกงลงไปผัดกับ กะทิ ผดั ให้เข้ากนั แล้วเติมกะทิ ส่วนทีเ่ หลือลงไปและตามดว้ ยนาํ้ เปลา่ เคี่ยวจนกะทิแตกมัน 4. ปรงุ รสดว้ ยนํ้าปลา เกลอื ตามด้วยวัตถดุ ิบอย่างอ่ืน เช่น ลูกช้ินปลา เท้าไก่ สรรพคุณของขนมจนี -น้าํ ยา เป็นอาหารที่มีเส้นใยสูงและได้รับโปรตีนจากเน้ือปลามีสมุนไพรหลากหลายทั้งจาก เคร่ืองแกง เช่น ตะไคร้ หอมแดง กระชาย ใบมะกรูด และยังได้วิตามิน เกลือแร่จากผักต่าง ๆ เช่น ใบแมงลัก ถ่ัวงอก แตงกวา ถั่วฝักยาว เป็นต้น ซ่ึงพืชผักเครื่องเคียงที่กล่าวมา สามารถ รบั ประทานเป็นยาปอ้ งกนั โรคภัยต่างๆ ได้และแป้งจากขนมจีนก็ใหพ้ ลังงานแก่รา่ งกาย สรรพคณุ ของขนมจนี นา้ํ ยา เป็นอาหารท่ีมีเส้นใยสูงและได้รับโปรตีนจากเน้ือปลามีสมุนไพรหลากหลายท้ังจาก เคร่ืองแกง เช่น ตะไคร้ หอมแดง กระชาย ใบมะกรูด และยังได้วิตามิน เกลือแร่จากผักต่าง ๆ เช่น ใบแมงลัก ถ่ัวงอก แตงกวา ถั่วฝักยาว เป็นต้น ซ่ึงพืชผักเครื่องเคียงท่ีกล่าวมา สามารถ รบั ประทานเปน็ ยาปอ้ งกนั โรคภยั ต่างๆ ไดแ้ ละแป้งจากขนมจีนก็ใหพ้ ลังงานแก่รา่ งกาย 1.2 ปลาเคม็ หรือปลาเกลอื ลักษณะและวธิ ที ํา ปลาเค็มหรือปลาเกลือ เป็นวิธีการถนอมอาหารของคนไทยมานานเป็นการเก็บรักษาเน้ือ ปลา เก็บไว้รับประทานให้นานและยังมีรสชาติเฉพาะตัว สําหรับชาวตําบลหัวดงมีการถนอมอาหาร นําปลาเค็มมานานแล้ว เนื่องจากในฤดูน้ําหลากจะมีปลาชนิดต่างๆ จํานวนมาก ปลาท่ีนิยมมาทํา ไดแ้ ก่ ปลาช่อน ปลาดกุ ปลาหมอตาล ปลาแขยง ปลาเค้า ปลาสลิด ปลากระดี่ เป็นต้น การทํา ก็ไม่ยุ่งยากแค่แล่ปลาให้เหมาะสมสวยงาม แต่ละชนิดของปลา แล้วไปหมักเกลือนานประมาณ 1 คนื แล้วนําไปตากแดดจํานวน 1 แดด หรือ 2 แดด ขน้ึ อยู่กบั ความแรงของแดด แล้วนํามาทอด
220 นํ้ามันหรือย่างไฟ เคล็ดลับความอร่อยข้ึนอยู่กับความสดของปลาและส่วนผสมที่พอดีไม่เค็มหรือจืด เกินไป วัตถดุ บิ และเครอ่ื งปรุง 1. ปลา (ปลาช่อน ปลาสลิด ปลาเนอ้ื อ่อน หรือปลาอืน่ ๆ ) 10 กิโลกรัม 2. เกลือทะเลอย่างดี 500 กรมั 3. นํา้ ตาล เล็กนอ้ ย ( ใชแ้ ทนผงชรู ส) 4. ซีอว้ิ ขาว และน้าํ ปลาดเี ล็กนอ้ ย วธิ ีการทํา 1. ทําปลา ขอดเกรด็ ผ่าหลัง ควกั ไส้ ล้างใหส้ ะอาด 2. นําปลาท่ที าํ แล้วหมักเกลอื นํา้ ตาล แลว้ แชเ่ ยน็ (ตูแ้ ช่แขง็ )ทิ้งไว้ 24 ชัว่ โมง 3. ล้างน้ําสะอาด 2 ครง้ั ในตอนเช้า 4. ตากแดดในตู้ตากปลา 2 ชั่วโมง 5. เสร็จเรียบร้อยเก็บขายในตู้ตากปลาปลอดแมลง และแพ็คในตเู้ ยน็ - ปลาที่นํามาใช้น้นั เนน้ ปลาจากธรรมชาติจะอรอ่ ยกว่าปลาเลีย้ ง - ในวนั ทแี่ ดดไม่จดั จะตอ้ งตากปลามากกว่า 2 ช่ัวโมง เพอื่ ให้แหง้ ไดท้ ี่ และจะตอ้ งกลับ ปลาใหโ้ ดนแดดท้งั 2 ดา้ นด้วย สรรพคณุ ปลาเปน็ อาหารใหโ้ ปรตนี สูงและคุณภาพดียอ่ ยงา่ ยยังอุดมไปด้วย กรดไขมนั ไม่อิ่มตัว และ มีโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูงและมีแคลเซียมสูงในกระดูกปลา และเกลือก็มีประโยชน์ในการให้สาร ไอโอดีนช่วยการในเจริญเตบิ โตและปอ้ งกันโรคคอหอยผอก 1.3 แกงบอนเรยี กอีกอยา่ งวา่ แกงนางหวาน ลักษณะและวิธที าํ \"บอน\" เป็นไม้ที่ข้ึนอยู่เองตามธรรมชาติพบเห็นทั่วไปประโยชน์ของบอนอย่างหน่ึงคือ เอาตน้ มาทําอาหารเปน็ แกงบอนแต่ต้องใช้ความรูใ้ นการปรงุ เพราะยางมีฤทธ์ทิ ําใหค้ นั แกงบอน เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวหัวดงมานาน ตั้งแต่โบราณ มีรสชาตกลมกล่อมหอม อร่อย มสี ว่ นประกอบสาํ คัญคือต้นบอนออ่ น กะทิ และเนอ้ื หมูย่างหรอื ปลายา่ งเปน็ หลัก
221 ภาพท่ี 173 แกงบอน วัตถุดิบและเครอื่ งปรงุ 1. พริกข้หี นูแหง้ เอาเม็ดออกแชน่ ้าํ ไว้ 10 เมด็ 11. กา้ นบอนเลือกทอ่ี ่อน ๆ 10 ก้าน 2. หอมแดงซอย 10 หวั 12. ใบมะกรดู 5 ใบ 3. กระเทยี ม 5 หวั 13. ใบแมงลกั 4. ขา่ หน่ั 4 แวน่ 14.ตาลปีบ๊ 4 ชอ้ นโต๊ะ 5. ตะไคร้หั่นซอย 2 ตน้ 15. นํ้ามะขามเปยี ก 6. กระชายหน่ั ซอย 1/2 ถ้วย 16. นํ้าปลา 1/4 ถ้วย 7. ผวิ มะกรดู หั่นฝอย 1 ช้อนชา 17. น้ําเปลา่ ประมาณ 4 ถว้ ย 8. กะปิ 1 ชอ้ นชา 18. หวั กะทิ 1 ถว้ ย 9. เกลือ 1 ชอ้ นชา 19. หางกะทิ 1 ถ้วย 10. ปลาช่อนนํา้ หนัก 1 ตวั วิธีทําแกงบอน 1. เลือกบอนท่ีไม่แก่เกินไป เลือกส่วนช่วงตรงโคนจะอ่อน แล้วจากนั้นนํามาล้างนํ้าให้ สะอาด 2. จากนนั้ นําบอนมาลอกปอกเปลือกออก ค่อยๆ ลอกออก ข้อควรระวังยางติดมอื จะคัน 3. เม่ือปอกเปลือกบอนออกแลว้ จากนนั้ นาํ มาหั่นเปน็ ชิน้ ๆ ขนาด 2 น้ิว เตรียมไว้ 4. จากน้ันต้มนํ้าให้เดือดพล่าน ใช้ไฟแรง แล้วจากนั้นจึงนําบอนหั่นชิ้นไว้ ใส่ลงไปต้ม จากนน้ั ตม้ บอนให้สกุ น่ิม 5. เม่อื ต้มบอนได้สกุ นม่ิ ดีแลว้ จากน้ันตักสะเด็ดนํา้ ออก ใชม้ ือบีบน้ําออกให้หมด 6. จากนน้ั นําปลามาย่างพอสุก แลว้ แกะเอาแต่เนือ้ ปลา นาํ ก้างออกให้หมด เตรยี มไว้
222 7. จากนั้นตั้งหม้อใส่กะทิลงไปนิดหน่อยใช้ไฟอ่อน ๆ จากนั้นผัดให้กะทิแตกมันดีแล้ว จากน้ันจงึ ใส่พริกแกงลงไป ผัดคนให้พริกแกงมีกลิ่นหอมแตกมัน จากนั้นใส่หมูย่างลงไป ผัดคลุกเคล้า เตมิ กะทิที่เหลือลงไป ตม้ จนนํา้ แกงเดือด 8. เม่ือน้ําแกงเดือดแล้ว จากนัน้ ใส่บอนต้มสกุ ลงไป และใส่เน้อื ปลาย่างท่ีแกะไว้ลงไป 9. จากน้ันใส่เคร่ืองปรุงรสลงไป ใส่นํ้าปลา น้ําตาลป๊ิบ น้ํามะขามเปียกลงไป จากน้ันคนให้ เขา้ กนั รอให้เดือดอีกครัง้ จากนั้นใสใ่ บแมงลัก และใบมะกรดู ลงไป จากนัน้ ปดิ ไฟยกลง สรรพคุณ แกงบอนมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรแก้ไข แก้อาการเจ็บคอ และเป็นยาระบาย ขับ ปัสสาวะ แก้เถาดานในท้อง แก้ฟกช้ํา ขับนํ้านมสตรี และเป็นพืชมีกากใยสูงและใส่เน้ือสัตว์ เช่น หมูย่าง ปลาย่าง ให้โปรตีนสงู และเคร่ืองแกงยังเป็นสมนุ ไพรป้องกนั โรคตา่ ง ๆ 1.4 แกงขีเ้ หลก็ (ไทย) ลักษณะและวธิ ีทาํ แกงข้ีเหลก็ เป็นการนําใบอ่อน ดอกและยอดของต้นข้ีเหล็กซ่ึงเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีทุกภาค ของประเทศไทยมาปรุงเป็นอาหารรับประทานในครวั เรอื นแลว้ ยังนิยมทําเลี้ยงแขกตามงานประเพณี ตา่ ง ๆ เช่น งานบวชนาค งานศพ มีรสชาติขม ก่อนปรุงจึงต้องนํามาต้มนํ้าท้ิงก่อนในการลดความ ขม แม่ครัวตอ้ งมคี วามรูใ้ นการแกงจึงได้รสชาตทิ ่อี รอ่ ยกลมกล่อม ภาพที่ 174-175 แกงขเี้ หล็ก 5. เคร่ืองปรงุ 6. พรกิ แกงคั่ว 2 ช้อนโตะ๊ วตั ถดุ ิบและเคร่ืองปรุง 7. น้าํ ปลา ½ ช้อนโตะ๊ 1. ใบขเ้ี หลก็ ลวก 1 ถว้ ย 8. เกลือป่น 1 ชอ้ นชา 2. ดอกขี้เหล็กลวก 1 ถ้วย 3. หมยู า่ ง 2 – 3 ไม้ 4. หัวกะทิ 1½ ถ้วย
223 วิธที าํ 1. เอาหมูย่างออกจากไม้ ห่ันเป็นชิ้น ๆ พอดีคํา ใส่จานพักไว้ จากน้ันเทหัวกะทิครึ่งถ้วยใส่ กระทะ ตั้งกระทะใช้ไปอ่อน ผัดจนกระทั่งกะทิแตกมันดีแล้ว ใส่พริกแกงลงไป คนให้พริกแกงแตกตัว 2. จากน้ันใส่หมูย่างลงไป ปรุงรสด้วยนํ้าตาลป๊ีบ น้ําปลา และเกลือป่น ผัดไปเร่ือย ๆ จน กะทิหมด (นํ้าแห้ง) แล้วเติมนํ้าลงไปประมาณ 1 ถ้วยเร่งไฟให้แรงข้ึน จากน้ันใส่ใบขี้เหล็ก และดอก ขีเ้ หล็กทีล่ วกเอาไวป้ ดิ ฝารอเดอื ด 3. เม่ือแกงเดือดแล้วค่อย ๆ เติมกะทิที่เหลือ คนให้เข้ากัน ปิดไฟ ยกลงจากเตาเตรียมยก เสิรฟ์ เคล็ดลับ การต้มขี้เหล็กอย่างไรไม่ให้ขม ใส่ยอดขี้เหล็กลงในหม้อ ใส่น้ําให้ท่วมขี้เหล็ก ใส่ เกลือต้มให้น้ําเดือด เทน้ําท้ิงล้างด้วยน้ําสะอาดแล้วเติมน้ําใหม่ ทําเหมือนเดิม สองครั้ง จะทําให้ ขเี้ หลก็ ทนี่ าํ ไปแกงไมข่ มหรอื ขมน้อยลง สรรพคุณ แกงข้ีเหล็กมีสรรพคุณช่วยให้นอนหลัด ขับปัสสาวะ เป็นยาระบายขับถ่าย รักษาโรค ริดสีดวงทวาร โรคเบาหวานมะเร็งลําไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และลดความดันโลหิตสูงและได้ โปรตีนจากเนื้อสัตวแ์ ละสมนุ ไพรจากพรกิ แกง 1.5 แกงเลยี ง ลกั ษณะและวิธีทาํ \"แกงเลียง\" เป็นแกงไทยโบราณ ท่ีมีน้ําแกงไม่ใสหรือข้นเกินไป รสชาติเค็มพอดี มีรสเผ็ด ร้อนจากพริกไทย แต่ไม่เผ็ดจัดจ้านไป เคร่ืองแกงเลียงมีพริกไทย หอมแดงและกะปิเป็นหลัก ส่วนประกอบเน้นผักมากกว่าเนอื้ สัตว์ ส่วนใหญ่เป็นผกั พื้นบ้าน หาง่าย เช่น หัวปลี ฟักทอง บวบ นํ้าเต้า และขาดไม่ไดค้ ือใบแมงลกั ทําใหม้ ีกลิ่นหอมเปน็ เอกลกั ษณ์ ภาพท่ี 176-177 แกงเลียง วัตถดุ บิ และเครอ่ื งปรงุ 1. บวบ (หนั่ ขนาดพอคํา) 5 ช้นิ 2. ใบตาํ ลึง 50 กรัม
224 3. ข้าวโพดออ่ น 1 ฝัก 4. เหด็ ฟาง 1/3 ถว้ ยตวง 5. หวั หอมแดง 1 หัว 6. น้ําปลา 1 ชอ้ นโต๊ะ 7. นํา้ ซุปหรือน้าํ สะอาด 1 ถ้วยตวง 8. กระชายนิดหน่อย 9. พรกิ ไทยป่นเล็กน้อย 10. ใบแมงลัก 5 กรัม วธิ ีทํา 1. ผักทุกชนิดล้างให้สะอาด ห่ันเป็นชิ้นพอคํา ตําลึงและใบแมงลักเด็ดเป็นใบ ๆ 2. โขลกหัวหอมแดง กระชาย พริกไทย พอหยาบจึงใส่กะปิ กุ้งแห้งโขลกให้เข้ากัน 3. น้ําซุปหรือน้ําสะอาด ต้ังไฟให้เดือด นําส่วนผสมท่ีโขลกละลายในน้ําซุปปรุงรสด้วย นาํ้ ปลา 4. ใส่ผักท่ีสุกช้าก่อน ได้แก่ บวบ ฟักทอง ข้าวโพด แล้วจึงตามด้วยใบตําลึง เห็ดฟาง และ ใบแมงลกั พอเดือดใส่ เนือ้ สตั ว์ทเี่ ตรียมไว้ลงไป อย่างเชน่ กุ้ง หรือ เนื้อหมู พอสุกยกลงเสิรฟ์ ขณะรอ้ น ๆ รับประทานกับข้าวสวยหรือรับประทานเปลา่ ๆ กไ็ ด้ สรรพคณุ แกงเลียงจะเป็นอาหารท่ีง่ายและถูกปากคนไทยทั่วไปมีความเผ็ดจากพริกไทยและ ส่วนประกอบมผี ักทหี่ ลากหลายชนิด ไม่เน้นเนื้อสัตว์ เป็นอาหารเพ่ือสุขภาพที่แท้จริง มีพลังงานตํ่า มีเส้นใยสูง มีคุณค่าทางโภชนาการประเภทวิตามิน แร่ธาตุ มีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันโรคได้ หลายชนิดเหมาะสาํ หรบั เพ่ิมน้ํานมให้แมแ่ รกคลอดบตุ ร 1.6 แกงหยวกกลว้ ย ลกั ษณะและวธิ ีทํา แกงหยวกกล้วยมีส่วนผลสมหลัก คือ หยวก หรือต้นกล้วย ส่วนท่ีนํามาแกง ได้แก่ ใจ กลางต้นท่ียังอ่อนอยู่ มาแกงกับกะทิ ซึ่งเป็นแกงท่ีเป็นอัตลักษณ์ของชาวหัวดง เน่ืองจากแกงหยวก กล้วย สว่ นใหญใ่ นภาคเหนือจะไม่ใส่กะทิ และมีเนื้อสัตว์และวุ้นเส้นเป็นส่วนประกอบสําคัญ แต่ละ ในชุมชนตําบลหวั ดงจะไม่มเี นื้อสตั ว์และวนุ้ เส้นประกอบ
225 ภาพที่ 178 แกงหยวกกลว้ ย ภาพที่ 179 แกงหยวกกลว้ ย วัตถดุ บิ และเครือ่ งปรุง 1. หยวกกลว้ ยอ่อน 5 ท่อน (ท่อนละประมาณ 3 นิ้ว) 2. กะปิ 1 หัวแม่มือ 3. ปลารา้ 2 ช้อน 4. พรกิ แห้ง 15 เมด็ 5. ตะไคร้ซอย 5 แวน่ 6. กระเทียม 1 หวั 7. หวั หอม 2 หวั 8. นา้ํ ปลา 9. ผกั ชี 2 ตน้ 10. ตน้ หอม 1 ตน้ 11. ข่า 2 แวน่ 12. ผงปรงุ รส 13. นํ้าเปลา่ 1000 มล วิธีทํา 1. ล้างทาํ ความสะอาดตะไคร้ ขา่ ผกั ชี ต้นหอม ไก่ หยวก ล้างทาํ ความสะอาดให้เรยี บร้อย 2. สับไกเ่ ปน็ ชนิ้ ๆขนาดพอดคี ํา แลว้ พกั ไว้
226 3. โขลกพริกแกงกันคะ นําพริกแห้ง ตะไคร้ ข่า กระเทียม โขลกให้เข้ากัน เม่ือโขลกเข้า กันแล้ว ใส่หัวหอมแดงลงไป โขลกให้เข้ากัน เม่ือได้เน้ือที่ละเอียดแล้ว ใส่กะปิลงไป ตามด้วยปลา ร้า โขลกให้เข้ากันหรอื บ้ี ๆ ใหเ้ ข้ากันเปน็ ใชไ้ ด้ 4. ตักพริกแกงใส่หม้อ ใส่ไก่ท่ีสับไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ต้ังเตา เปิดไฟ ค่ัวไฟกลางๆให้เน้ือ ไกเ่ ซตตัวแข็งข้นึ ค่ัวใหห้ อมจากน้ันเติมน้ําลงไป 5. ระหว่างรอนํ้าเดือดทําการซอยหยวกกล้วยตามแนวยาว ซอยใส่น้ําแช่น้ําไว้จะได้ไม่ คลาํ้ 6. เม่อื นํ้าเดอื ดแลว้ จดั การใส่หยวกกลว้ ยลงไป ระหวา่ งนั้นต้องกดๆหยวกกล้วยลงไปในนํ้า หยวกกล้วยจะไดไ้ ม่คล้ํา แล้วก็รอให้หยวกกลว้ ยสกุ 7. ระหวา่ งรอหยวกกล้วยสุก กซ็ อยผกั ชีตน้ หอม รอไว้ 8. เมือ่ หยวกกล้วยนิ่มสุกแล้ว ปรุงรสด้วย น้ําปลา ผงปรุงรสนิดหน่อย ใส่วุ้นเส้น โรยหน้า ด้วย ผกั ชีและต้นหอมซอย สรรพคณุ หยวกกล้วยมเี บต้าโคโรทีนสูง มวี ิตามินซี มใี ยอาหาร ทาํ ความสะอาดลาํ ไลใ้ หญใ่ หป้ ลอด สารพิษดดู ซบั สง่ิ สกปรกและสารพษิ อีกท้ังมีธาตุเหล็กช่วยในการกระตุ้นผลติ ฮโี มโทลบิวในเลือด ช่วย ในกรณีท่ีมสี ภาวะขาดกาํ ลงั หรือโลหิตจาง ชว่ ยบรรเทาอาการเสยี ดท้อง ป้องกันโรคลําไส้เปน็ แผลอีก ดว้ ย 1.7 แกงไขผ่ ํา ลักษณะและวธิ ีทาํ ไข่แหงหรือไข่นํ้าหรอื ไข่ขําหรือผํา เปน็ พืชดอกทม่ี ีขนาดเล็ก อาศัยลอยบนผวิ นาํ้ มีรปู ร่าง รี ๆ ค่อนข้างกลม มขี นาดยาวประมาณ 1 มลิ ลเิ มตร ต้นมีสีเขยี ว ไม่มรี าก ไม่มีใบ คนรุน่ ใหม่ สว่ นใหญ่ ไมร่ จู้ ักและไมเ่ คยกินซึง่ ในปัจจุบนั หารับประทานได้ยาก ไขผ่ าํ เกดิ ในแหล่งนา้ํ น่ิงและต้อง สะอาด แกงไขผ่ ําคนลาวจะชอบรับประทานมากมีรสชาตอิ รอ่ ย ภาพท่ี 180-181 แกงไขผ่ ํา
227 วตั ถุดบิ และเคร่ืองปรุง 1. ไขผ่ ํา 2. หมู 3. ปลาย่างหรอื ไก่ได้ท้ังนัน้ 4. พริกแห้ง 5. หัวหอม กระเทยี ม ตะไคร้ ตน้ หอม กะปิ ใบแมงลัก นา้ํ ปลา นํ้าปลาร้าต้ม ใบมะกรูด วธิ ที าํ 1. ล้างไขผ่ าํ ใสห่ มอ้ ต้งั ไฟ ใส่นา้ํ นิดหนอ่ ย 2. ตําพรกิ แกง ประกอบด้วย พริกแห้ง หวั หอม กระเทียม ตะไคร้ กะปิ ใบมะกรูด โขลกให้ ละเอียด 3. หั่นหมูเป็นชิ้นพองาม พอนาํ้ ตม้ ไขผ่ าํ เดือดค่อยใส่หมู พริกแกง เติมน้ําปลา นํ้าปลาร้าต้ม ปรงุ รสตามชอบ กอ่ นยกลงใส่ตน้ หอมหัน่ เปน็ ทอ่ น ๆ เด็ดใบแมงลักใส่ลงไปด้วย สรรพคณุ ไข่ผํามีคุณค่าโปรตีนสูง ไม่แพ้ถ่ัวเหลือง มีกรดอมิโนจําเป็นทุกชนิดมีบทบาทซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอในร่างกาย มีแคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรง มีธาตุเหล็กช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง มเี บตาแคโรทนี ชว่ ยต้านอนมุ ูลอสิ ระบํารุงสายตา มีเสน้ ใยอาหารทดี่ ตี อ่ ระบบยอ่ ย 1.8 แกงฉฉู่ ี่ปลาแขยง ลักษณะและวธิ ีทาํ แกงฉูฉ่ ี่ปลาแขยง เปน็ อาหารที่ชมุ ชนตาํ บลหวั ดง นิยมทํากนิ เนือ่ งจากปลาแขยง หาไดง้ า่ ยในเขตตาํ บลหวั ดงและปลาแขยงมรี สชาติอรอ่ ยสามารถทอดกรอบได้ง่าย ซึง่ ถ้ามาแกงฉฉู่ กี่ บั นา้ํ พรกิ แกงที่ตาํ เองเสร็จใหม่ ๆ จะมรี สชาตหิ อมอรอ่ ยมาก ภาพที่ 182-183 แกงฉู่ฉ่ปี ลาแขยง
228 วตั ถดุ บิ และเครอื่ งปรุง 1. ปลาแขยง 500 กรัม 5. ใบมะกรดู ซอยละเอยี ด 2 ใบ 2. นา้ํ พรกิ แกง 3 ชอ้ นโตะ๊ 6. น้ํากะทิ 400 กรมั 3. นาํ้ ปลา 1 ชอ้ นโต๊ะ 7. พริกชฟ้ี า้ แดงหั่นตามยาว 1 เมด็ 4. นา้ํ ตาล 1/2 ชอ้ นโต๊ะ วธิ ีทา 1. ใส่นา้ํ กะทิและพริกแกงลงไปผดั จนเคร่ืองแกงกบั กะทิเข้ากนั 2. ใสเ่ นอ้ื ปลาลงไปผัด จากนั้นปรงุ รสดว้ ยน้าํ ปลาและนาํ้ ตาล 3. ผัดจนเนอ้ื ปลาสุกดี แลว้ จงึ เติมใบมะกรูดลงไปผดั ต่ออีก 1 นาที จงึ ปดิ ไฟ 4. ตักใสถ่ ้วย แต่งหนา้ ดว้ ยพริกช้ีฟ้า สรรพคุณ แกงฉู่ฉี่ปลาแขยง จะได้คุณค่าทางโภชนาการจากโปรตีนจากเน้ือปลาและแคลเซียมจาก กระดกู ปลาและสมนุ ไพรจากสว่ นผสมในพรกิ แกง 1.9 ปลาเผาสะเดานํา้ ปลาหวาน ลกั ษณะและวิธีทํา ด้วยในเขตพ้นท่ีตําบลหัวดง มีแหล่งนํ้าธรรมชาติมากจึงมีปลาช่อน ปลาดุก จํานวนมาก และยังมีต้นสะเดาท่ีปลูกตามพ้ืนที่สาธารณะและท่ีดินของประชาชนมาก ซึ่งดอกสะเดาจะออกช่อ ออ่ นในระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม จํานวนมาก โดยประชาชนจะนิยมรับประทานปลาช่อนเผา หรือปลาดุกย่างพร้อมสะเดาและน้ําปลาหวาน ซ่ึงจะมีความกลมกลืนด้านรสชาติทําให้มีความอร่อย โดยความอร่อยขน้ึ อยกู่ ับความสดของปลาและความขมของสะเดา ภาพท่ี 184-185 ปลาเผาสะเดานาํ้ ปลาหวาน วัตถุดิบและเคร่ืองปรุง 1. ปลาชอ่ น ขนาด 500 กรัม จํานวน 1 ตัว
229 2. สะเดาใบและดอก จํานวน 2 กํา การทาํ น้ําปลาหวาน 1. น้ําตาลปบ๊ี 500 กรมั 2. น้ํามะขามเปยี ก 200 กรัม 3. น้าํ ปลาหรือเกลือตามชอบ วธิ ที ํา (ปลาเผา สะเดาลวก) นาํ ปลาชอ่ ยลา้ งทาํ ความสะอาดและนําไปยา่ งบนเตาไฟจนสุก (ยา่ งทงั้ เกล็ด) และนาํ สะเดา 2 กําไปลวกในน้ํารอ้ น 2 นาที จะไดส้ ะเดาที่พร้อมรับประทาน วิธีทํา (นํา้ ปลาหวาน) นําน้ําตาลปี๊บ เกลือ น้ําปลา มาเค่ียวให้เหนียวและนําพริกแห้ง กระเทียม หอมแดง ไปทอดให้กรอบ และนํามาใสร่ วมกันกพ็ รอ้ มรับประทาน สรรพคณุ โบราณว่า \"หวานเป็นลมขมเป็นยา\" อย่างเช่น สะเดา ผักสมุนไพร ที่แม้จะมีรสขม ขนาดไหน แต่ก็เป้นของโปรดของหลายคนโดยเฉพาะเมนู ปลาเผา สะเดาลวกนํ้าปลาหวาน ซ่ึงมี คณุ คา่ สารอาหาร คอื โปรตนี คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วติ ะมนิ บี 1 ส่วนสรรพคุณด้านยาสมุนไพ มีสรรพคุณบํารุงธาตุไฟ สร้างภูมิต้านทานให้ ร่างการ และแก้ไข้ อีกทั้งรสขมของสะเดายังช่วยเรียกนํ้าย่อยและช่วยขับน้ําดี ช่วยย่อยอาหาร ขับถา่ ยคลอ่ งช่วยนอนหลบั สบาย 1.10 ปลาร้าลอยแกว้ ลักษณะและวิธีทํา ตามทปี่ ระชาชนในพนื้ ที่ตาํ บลหัวดงโดยเฉพาะประชาชนพื้นที่ หมู่ที่ 2 ,4 5 ที่ส่วนใหญ่มี เช้ือสายไทยอีสานมีความนิยมรับประทานอาหารประเภ ทปลาร้าเป็นอย่างมากและไดทําปลาร้าไว้ บริโภคในครัวเรือนเป็นจํานวนมากและได้คิดค้นดัดแปลงให้มีรสชาติอร่อยถูกปากย่ิงข้ึนโดยได้เมนู \"ปลาร้าลอยแก้ว\" ทม่ี ชี ื่อเสยี งของตําบลหัวดง ภาพที่ 186-188 ปลาร้าลอยแกว้ พร้อมผักเคร่ืองเคียง
230 วตั ถดุ บิ และเครอ่ื งปรุง 1. ปลาร้ารํา 1/2 ก.ก 6. ตะไคร้ 2. ปลาดกุ 2 ตวั 7. ใบมะกรูด 3. พริกสดหรอื พริกแห้ง 5-6 เมด็ 8. ขา่ 4. หอมแดง 5-6 หวั 9. นํ้าตาลทราย 5. มะมว่ งสบั 1 ลูก 10. น้ําปลา วิธีทาํ ต้มปลาร้าให้สุกแล้วกรองเอาก้างออก แล้วนําปลาดุกลงไปต้มให้ปลาสุก ป้ิงพริกสดและ ลอกเอาเปลอื กออก หันพรกิ สดกับหอมแดง สบั มะม่วงดิบ ตักปลาดุกใส่ถ้วยและนําพริกสดหอมแดง ซอย มะม่วงสับ สรรพคุณ ปลารา้ ลอยแก้ว เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงจากเน้ือปลา มีแคลเซียมสูงและได้วิตามินเกลือ แร่จากผักเคยี งต่าง ๆ 2. อาหารหวาน 2.1 ข้าวต้มคบหรือขา้ มต้มมัด ลักษณะและวิธีทํา ข้าวตม้ คบหรือข้าวต้มมัด เป็นขนมชนิดหน่ึงที่ทําด้วยข้าวเหนียวผัดกับกะทิ และนําไปห่อ ด้วยใบตองเป็นกลีบและนํามามัดรวมกันด้วยตอกไม้ไผ่เป็นมัดและเอาไปต้มให้สุกมีรสชาติหวานมัน รับประทานอิ่มท้อง นิยมทําเล้ียงในงานบุญต่าง ๆ เช่น งานแข่งขันเรือยาวของตําบลหัวดงและทํา จาํ หนา่ ยสร้างรายได้ ภาพท่ี 189-190 ขา้ วต้มคบบ้านหัวดง วัตถุดบิ และเครื่องปรุง 6. น้ําตาลทราย 1 ถว้ ยตวง + 1/2 ถว้ ยตวง 1. ขา้ วเหนียวเข้ียวงูดบิ 2 ถว้ ยตวง
231 2. ถ่วั ดํา 1/2 ถว้ ยตวง 7. กล้วยนํ้าวา้ 16-18 ลูก 3. หัวกะทิ 3 ถว้ ยตวง 8. ใบตองชนั้ ใน ขนาด 6x8 น้ิว 4. เกลือปน่ 2 ช้อนชา 9. ใบตองชั้นนอก ขนาด 8x9 นิ้ว 5. ใบเตย 10. ตอกแชน่ ้าํ ใหน้ ่ิมประมาณ 2-3 ชว่ั โมง วิธีทาํ 1. ลา้ งขา้ วเหนียวเขย้ี วงูประมาณ 2 ครัง้ นําไปแช่น้ํา สะอาดประมาณ 4 ชั่วโมงข้ึนไป หรือ ข้ามคนื พอแชค่ รบเวลาตักขนึ้ สะเด็ดนาํ้ พักไว้ 2. ล้างถว่ั ดําใหส้ ะอาดแช่นาํ้ ไวข้ า้ มคนื นําไปต้มในน้ําเดือดพล่านประมาณ 30-40 นาที ตัก ข้ึนสะเด็ดน้ํา พักไว้ ใส่หัวกะทิกับเกลือป่นลงในกระทะ นําข้ึนตั้งใช้ไฟปานกลางโดยคนไปในทิศทาง เดียวกนั จากนัน้ ใสใ่ บเตยลงไป 3. พอกะทิเดือดพล่านใส่ข้าวเหนียวลง ไปคนไปทิศทางเดียวกันเบา ๆ ด้วยพายยาง หรือ พายไม้ อยา่ คนมากจนเกินไป ไมเ่ ชน่ นั้นเม็ดขา้ วเหนยี วจะหกั และไม่สวย 4. พอคนไปประมาณ 2-3 นาที ขา้ วเหนียวจะดูดซึมกะทิ ทาํ ใหก้ ะทลิ ดลงไปเยอะ 5. ผัดต่ออีกประมาณ 5-6 นาที จากนั้นปรับเป็นไฟออ่ น ขา้ วเหนียวจะแห้งตัวลงเกอื บสุก 6. ใส่น้าํ ตาลทรายลงไปแล้วคนไปเร่ือย ๆ 7. คนจนข้าวเหนยี วขึ้นเงา ปิดไฟ 8. ปอกเปลือกกล้วยแล้วผา่ ครึ่ง เตรียมไว้ 9. วางใบตอง 2 ใบซ้อนกัน โดยหนั ดา้ นที่เปน็ มนั ประกบกัน ตกั ถ่ัวดําใสล่ งไปตามชอบ 10. ตกั ข้าวเหนียวลงไปประมาณ 1 ช้อนโตะ๊ จากน้นั วางกล้วยตามลงไป 11. ตักข้าวเหนียวอีกหนง่ึ ชอ้ นลงไปปิดทบั หนา้ กลว้ ย 12. พับใบตองครึง่ หน่ึงให้เปน็ รูปสามเหล่ียมให้เหล่อื มกันนิดหน่อย 13. ตอ่ มาจงึ พับปลายใบตองลงมาครึ่งหนง่ึ 14. พับอีกครึ่งหนึง่ ลงมาให้สวยงาม 15. พบั เกบ็ ริมใบตองขึ้นมาด้านหนึ่ง 16. เร่มิ จบั จีบอกี ดา้ นโดยใหจ้ ับห่อใบตองในลกั ษณะต้ังขนึ้ แลว้ ก็ใชน้ วิ้ ช้มี อื ขวากดไขว้ ใบตองไปทางซ้าย 17. ต่อมาก็กดพับใบตองโดยเกบ็ ริมปลายใบตองลงมาใหส้ วยงาม อีกดา้ นก็ทาํ เช่นเดยี วกัน 18. พอทําครบก็จับทงั้ สองช้ินมาประกบกัน โดยหนั ด้านในชนกัน 19. นาํ ตอกมามัดใหแ้ น่นเป็น 2 เปลาะ 20. เก็บปลายตอกใหส้ วยงาม
232 22. นําข้าวต้มมัดไปวางเรียงในชุดนึ่ง นําไปตั้งบนนํ้าเดือดพล่าน ใช้ไฟแรงนึ่งประมาณ 1 ชวั่ โมง 45 นาที ถึง 2 ชวั่ โมง (ข้ึนอยู่กับขนาดของข้าวต้มมัด และการผัดข้าวเหนียวว่าสุกมากน้อยแค่ ไหน) 23. ข้าวต้มมดั สกุ ได้ท่ีแลว้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชว่ั โมง 50 นาที 24. ยกออกจากเตา พักไว้ให้เย็น พรอ้ มเสิร์ฟ สรรพคุณ ข้าวเหนียวให้คาร์โบไฮเดรต พลังงานแก่ร่างกาย กล้วยนํ้าว้า ให้วิตามิน เกลือแร่ มากมาย และได้โปรตีนจากถ่ัวดํา และกะทิให้ไขมัน ช่วยดูดซึมวิตามินเอ นํ้าตาลให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต 2.2 ขนมขา้ วฟ่างเปียก ลกั ษณะและวธิ ีทาํ ขนมข้าวฟ่างเปียก เป็นขนมไทยรสชาติอร่อยมีเอกลักษณ์รสหวานจากนํ้าตาล นํ้าอ้อย รสมนั จากกะทิคั้นสด ยังมเี คม็ ปะแลม่ ๆ ภาพท่ี 191-192 ขนมข้าวฟา่ งเปยี ก วัตถดุ ิบและเครือ่ งปรุง สว่ นผสมข้าวฟ่างเปียก 1. ขา้ วฟ่าง 1 ถ้วย 2. นาํ้ ใบเตยค้ันเข้มขน้ 1/4 ถ้วย 3. ใบเตย 2-3 ใบ 4. นาํ้ เปล่า ประมาณ 2+1/2 ถ้วย 5. แป้งเท้ายายม่อม 1-2 ชอ้ นโต๊ะ 6. นํ้าเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมหวั กะทิ 1. หวั กะทิ 1 ถว้ ย 2. เกลือ 1/4 ช้อนชา
233 3. ใบเตย 1-2 ใบ 4. แปง้ ขา้ วเจ้า 2 ชอ้ นโต๊ะ 5. นา้ํ เปลา่ 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทํา 1. ล้างขา้ วฟ่าง 2-3 ครง้ั ใหส้ ะอาด พักไวใ้ ห้สะเด็ดนํา้ 2. ตม้ นํ้า 2+1/2 ถว้ ยจนเดอื ด ใสใ่ บเตย ใส่ข้าวฟ่างลงตม้ จนบาน ใส่น้าํ ใบเตยคน้ั ละลาย แปง้ เทา้ ยายม่อมกบั นา้ํ เปลา่ 2 ช้อนโต๊ะ คนให้ขน้ ปดิ ไฟ 3. ทํากะทริ าดหน้าโดยต้มหวั กะทิใสเ่ กลือและใบเตยดว้ ยไฟอ่อนให้พอเดือด ใส่แป้งข้าวเจา้ ผสมนํ้าเพื่อใหข้ ้น ชิมรสใหอ้ อกเค็ม ยกลง 4. ตักขา้ วฟ่างใสถ่ ว้ ย ใส่ลกู ชิด ราดหนา้ ดว้ ยกะทิ สรรพคุณ ข้าวฟา่ ง ธัญพชื มากดว้ ยคณุ ประโยชน์ อดุ มไปด้วยเส้นใยเป็นอาหารยอ่ ยงา่ ย มีโปรตีน ใกลเ้ คียง ถวั่ เหลอื ง มีแมกนเี ซียม โพแทสเซยี มและวติ ามินบี 3 สงู การรับประทานเปน็ ประจาํ จะ ทาํ ให้รา่ งก2. 2.3 ขนมข้ีมอด ลักษณะและวิธีทาํ ขนมข้ีมอดเป็นขนมท่ีเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านตําบลหัวดงมาตั้งแต่โบราณ ทํามาจาก ข้าวสกุ เหลือกินในครวั เรือน ไปตากแห้ง และนําไปคั่วในกระทะพอออกสเี หลืองอ่อน ๆ เป็นขนมที่มี ลักษณะคล้ายข้ีมอดมีส่วนผสมหลักคือ ข้าวคั่ว มะพร้าวค่ัว น้ําตาลและเกลือผสมรวมกัน นิยม รับประทานเป็นกินเล่น ภาพท่ี 193-194 ขนมขม้ี อด วัตถดุ ิบและเคร่ืองปรุง 1. แป้งขา้ วเจ้าชนิดผง 2 ถ้วยตวง 2. มะพร้าวขูด 2 ถ้วยตวง 3. นํ้าตาลทรายขาวเม็ดละเอียด 1 ถว้ ยตวง
234 อปุ กรณ์ เทยี นสาํ หรบั อบขนม กระดาษสีต่าง ๆ วธิ ีทาํ 1. ค่วั มะพร้าวขูดทีละคร่ึงถว้ ยบนไฟอ่อน ๆ จนเปน็ สเี หลืองทองสม่ําเสมอกนั ค่ัวไปจน หมดจงึ ตักใส่ครกที่สะอาดโขลกใหล้ ะเอียด 2. คว่ั แปง้ ข้าวเจา้ ชนดิ ผงทลี ะ 1 ถ้วยตวง ดว้ ยไฟอ่อนจนแปง้ ออกสีเหลืองนวลตักข้นึ ใส่ ชามพกั ไว้ 3. ผสมแปง้ ขา้ วเจา้ ที่คั่วกับมะพร้าวใหเ้ ข้ากัน เติมนาํ้ ตาลทรายใชช้ อ้ นไม้คนในขวดโหลให้ เขา้ กันดี อบด้วยเทียนหรอื ดอกมะลิไว้ 1 คืน 4. ม้วนกระดาษแก้วสตี ่าง ๆ ใหเ้ ป็นกรวยแหลม ตักขนมใส่ปากกรวยใหเ้ รยี บร้อย สรรพคุณ เป็นขนมทใ่ี ห้พลังงานสงู รบั ประทานเพลิดเพลิน 2.4 ขมนอีบ๊วั ลกั ษณะและวธิ ีทํา ขนมอีบ๊ัว เป็นขนมพ้ืนบ้านของชาวจีนไหหลําหารับประทานยาก นิยมทําขึ้นในเทศกาล ไหว้เจ้าแม่ทบั ทิมท่ีชาวไหหลาํ นบั ถือกันมาก ขนมอบี ัว๊ มสี ว่ นประกอบหลัก ๆ คือ เน้ือมะพร้าว แป้ง ขา้ วเหนียว และใช้ใบมะพร้าวหอ่ เป็นกระทง ภาพท่ี 195-196 ขนมอีบ๊ว ไส้ถวั่ ลสิ ง 1. มะพรา้ ว วตั ถดุ ิบและเครื่องปรุง 2. ถว่ั ลสิ ง (คัว่ ทบุ ) ส่วนประกอบ (แปง้ และกระทง) 1. ใบมะพรา้ วอ่อน 2. แป้งข้าวเหนียว 3. นํามันถัว่ ลสิ ง 4. ใบผกั กวางตุ้ง สว่ นประกอบ (ไสข้ นม) ไส้มะพร้าว 1. มะพร้าวนาํ หอมขูด 2. งา
235 3. นา้ํ ตาลทราย 3. งา 4. นาํ้ ตาลทราย วธิ ที ํา 1. ทํากระทงสําหรับใส่ขนม โดยนําใบมะพร้าวอ่อนมาเช็ดทําความสะอาดแล้วตัดให้ได้ ความยาว 7 น้ิว แล้วนําแต่ละช้ินมาตัดเป็นซีก ซีกละ ประมาณ 2.5 ซม หลังจากน้ันม้วนให้เป็น กระทงแลว้ กลดั ด้วยไม้กลดั 2. ใชน้ ้ํามันถ่วั ลิสงทารอบกระทงด้านใน โดยทาให้ชมุ่ ๆ เพอื่ ปอ้ งกนั เน้อื แป้งตดิ กระทง 3. ใชใ้ บผักกวางตงุ้ มารองปิดรกู น้ กระทง 4. นวดแป้งขา้ วเหนยี วผสมน้าํ เล็กนอ้ ย แลว้ ป้นั เปน็ ก้อน นาํ ไปรองกน้ กระทงอีกชั้น 5. ทาํ ไสข้ นมโดยนํามะพรา้ วมาขดู เอาแต่เนอื้ นาํ มาค่วั แลว้ คลกุ ผสม กับ งา นําตาล ให้เข้า กนั โดยใหม้ ีรสชาติหวานนํา (สําหรับไสม้ ะพรา้ ว) 6. สาํ หรับไส้ถ่วั ลิสง ให้ทําเช่นเดยี วกับไส้มะพร้าว โดยเพ่ิมถั่วลิสงลงไป 7. นํ้าไส้ที่คลุกเสร็จแล้วมาใส่ในกระทงแป้งที่เตรียมไว้ โดยให้เหลือพื้นท่ีกระทงประมาณ 2 มิลลเิ มตร 8. ทาํ แป้งสําหรบั โรยหน้าขนมโดย ใชแ่ ป้งท่ีเหลือจากป้ันใส่กระทงมาเติมน้ําให้ข้น (อย่าให้ เหลวมาก) แลว้ หยอดปิดทับหน้าไส้ 9. นําขนมท่ีได้มาน่ึงบนเตาถ่าน (รสชาติจะดีกว่าใช้เตาแก๊ส) โดยเอาขนมลงวางเป็นช้ันๆ และใสถ่ ้วยนา้ํ รองทกุ ช้นั ใชเ้ วลาน่ึงประมาณ 30-45 นาที 10. โรยหน้าขนมทีนึ่งเสรจ็ แล้ว โดยไส้มะพร้าวกโ็ รยงา ส่วนไส้ถ่ัวลิสงก็โรยหน้าด้วยถั่วลิสง บด เป็นสัญลักษณ์ไวส้ าํ หรบั ไสข้ นมด้านใน (โดยแบบตน้ ฉบับจะใชก้ ารแตม้ จุดสแี ดง) 11. ยกออกจากเตา พกั ขนมบว๋ั ไว้ให้เยน็ สรรพคุณ เป็นขนมท่ีใหพ้ ลงั งานสูงเพราะมีส่วนประกอบของแป้งและน้ําตาลและได้โปรตีน จากถั่วลิสง 2.5 ขนมกาํ ปัน้ หรอื จุ๋ยกว๊ ย ลกั ษณะและวิธีทํา ขนมกําป้ันหรือจุ๋ยก๊วยกึ่งคาวกึ่งหวานอย่าง \"จุ๋ยก๊วย\" โดยเฉพาะคนไทยเช้ือสายจีน เป็น ขนมของคนจนี แท้ ๆ
236 ภาพที่ 197-198 ขนมกําป้นั หรอื จุย๋ กว๊ ย วัตถดุ บิ และเครอื่ งปรุง ส่วนผสมแป้ง (ทาํ ได้ประมาณ 20-25 ถว้ ย): 1. แปง้ ข้าวเจา้ 1 ถว้ ย 2. แป้งมัน 1 ช้อนโตะ๊ 3. แป้งทาํ สลม่ิ (แป้งถัว่ เขยี ว) 1 ช้อนโตะ๊ (หรือใช้แป้งข้าวโพดแทนได)้ 4. นา้ํ เปล่า 1 ½ ถ้วย สว่ นผสมไส้ขนม 1. ไชโปว๊ หวานสับละเอยี ด 1 ถว้ ย 2. เหด็ หอมแหง้ แช่นาํ้ แล้วสับละเอียด 1/2 ถ้วย 3. กระเทียมสับละเอยี ด 3 ชอ้ นโตะ๊ 4. ซีอวิ้ ขาวสาํ หรบั ปรุงรส พริกไทยป่น 1 1/2 ชอ้ นชา 5. นา้ํ มันพชื 2-3 ชอ้ นโต๊ะ 6. หมูสบั ครง่ึ ถว้ ย (ละเวน้ ได้) วิธที ํา 1. นาํ แปง้ ทั้งหมดเทรวมกันในชามใหญ่ ใชม้ อื นวดแป้งไปมา โดยค่อยๆใส่น้าํ ลงไปทลี ะน้อย ใหแ้ ปง้ เปียกพอดนี วด ใหน้ วดไปมาอยู่สัก 10 นาที แล้วให้เตมิ นํา้ ส่วนที่เหลอื ลงไป ขยาํ ให้แปง้ ละลาย ในนํ้าจนเขา้ กนั ดี พักไวอ้ ย่างต่ํา 4 ชว่ั โมง ก่อนนําไปนึ่ง 2. การน่งึ เอานาํ้ ใส่ในซงึ้ แล้วเปิดไฟเตาให้แรงสุด ใหเ้ อาถว้ ยใบเลก็ (ถ้วยอะไรก็ไดท้ ม่ี ี ถ้ามี ถ้วยตะไลก็ใชถ้ ว้ ยตะไล จะเป็นถว้ ยกระเบ้ือง หรอื โลหะกไ็ ด้) วางบนลงั ถงึ ต้องใช้ไฟแรงเพ่อื ทถ่ี ้วยจะ ไดร้ อ้ นจดั เมื่อถว้ ยร้อนดแี ล้ว หยอดแปง้ ลงไปในถ้วยราว ¾ ของถ้วย ปดิ ฝา นึ่งราว 10 นาที แป้งจะ เกิดรอยบุ๋มตรงกลาง 3. นําขน้ึ แคะใสจ่ าน วิธีทําตัวไส้ขนม 1. นํากระทะขนึ้ ตั้งไฟ ใสน่ ้ํามนั พอร้อนใหใ้ สก่ ระเทยี มสบั ลงไป ผัดจนหอม
237 2. ใส่หมูลงไปผดั 3. ตามด้วยเห็ดหอม 4. ปล่อยใหค้ ัว่ สกั ครู่ แลว้ ใส่ไชโปว๊ หวานลงไปผัดเคล้าไปมา 5. ใส่ซีอว้ิ ขาวชมิ รส 6. เม่อื สกุ ไดท้ ี่แลว้ ใสพ่ รกิ ไทยลงไปผัดเคลา้ ไปมา 7. ปดิ ไฟ วิธรี บั ประทานนาํ ไส้มาหยอดบนรอยบมุ๋ ของตวั แป้งจนเต็ม ขอ้ สงั เกต 1. การนวดแป้งและการพกั แป้ง ยิ่งใหเ้ วลานาน จะยิ่งทาํ ให้แปง้ เด้งเหนยี วหนึบมากขนึ้ ทานอร่อยขนึ้ 2. การน่งึ ถ้วยใหร้ อ้ นก่อน ก็เพื่อใหเ้ กดิ รอยบุ๋มตรงกลาง สรรพคณุ เป็นอาหารให้พลงั งานสงู โดยมีสว่ นประกอบหลักเป็นแป้งและนํา้ ตาล 2.6 ขนมบวั ลอยกะทิสด ลกั ษณะและวธิ ีทํา ภาพท่ี 199-201 ขนมบัวลอยกะทสิ ด ขนมบัวลอย กะทิสด เป็นขนมท่ีนิยมรับประทานในพ้ืนท่ีตําบลหัวดงมามากกว่า 60 ปี แลว้ ซ่ึงในปัจจุบันก็ยังนิยมอยู่ บัวลอยกะทิสดพร้อมใส่ไข่ มีสีสันสวยงาม ใส่หลายอย่างตัวเน้ือผสม เผือก ฟักทอง ใบเตย วัตถุดบิ และเคร่อื งปรุง 1. แป้งขา้ วเหนยี ว 150 กรัม 2. แป้งมัน 15 กรัม 3. นํ้าใบเตย 4 ชอ้ นโตะ๊ 4. นํา้ ข้าวโพด 3 ชอ้ นโต๊ะ 5. น้ําแครอท 3 ช้อนโต๊ะ 6. นา้ํ เปล่า 4 ช้อนโต๊ะ
238 7. หางกะทิ 350 มล 8. หัวกะทิ 100 มล 9. น้ําตาลทราย 1/2 ถว้ ย 10. เกลอื 1/2 ช้อนชา วิธที ํา 1. แบ่งแป้งข้าวเหนียว เป็น 3 ถ้วย ถ้วยละ 50 กรัม แป้งมัน ถ้วยละ 5 กรัม เพ่ือผสมเป็น แป้งบัวลอย 3 สี (การผสมแป้ง ถา้ แป้งเหลวไปเติมแป้งขา้ วเหนยี ว ถา้ แห้งไปเติมนํา้ เปล่า) 2. แป้งส่วนท่ี 1 แป้งสีเขียว จากใบเตย ผสมน้ําใบเตย กับแป้ง นวดให้เหนียวเป็นก้อนปั้น ได้ 3. แป้งส่วนท่ี 2 แป้งสีเหลือง จากข้าวโพด (ใช้เมล็ดข้าวโพดน่ึง 15 นาที ป่ันละเอียด แล้ว กรองดว้ ยกระชอน) 4. นํานาํ้ ข้าวโพด มาผสมแป้ง นํ้าเปลา่ 2 ชต. นวดให้เขา้ กนั จนเปน็ ก้อนป้ันได้ 5. แป้งส่วนที่ 3 แป้งสีส้ม จากแครอท (นําแครอทไปนึ่ง 15 นาที แล้วมาบดผ่านด้วย กระชอน) 6. นาํ นา้ํ แครอท มาผสมแป้ง นํา้ 2 ชต. นวดให้เขา้ กนั จนเป็นก้อนปน้ั ได้ 7. นําแป้งที่ผสมแลว้ มาปัน้ เป็นก้อน ขนาด 1 ซม. โรยแป้งนวลเพอ่ื ไมใ่ หต้ ิดกัน 8. ต้งั น้าํ ให้เดอื ด นําเม็ดบัวลอยที่ปัน้ แล้ว ลงไปต้ม จนลอยข้ึนมา ซัก 30 วินาที แล้วตักข้ึน แช่นํา้ เยน็ 9. หลังจากแช่นา้ํ เย็น ตกั ข้ึนพักไว้ เม็ดบวั ลอยจะไม่ติดกนั 10. ต้งั หม้อนาํ้ กะทิ 350 มล.(หางกะทิ) ไฟกลาง พอเดือดเติมเกลือ น้ําตาล แล้วนําเม็ดบัว ลอยลงไปในนาํ้ กะทิ รอใหเ้ ดอื ดอีกคร้ัง เติมหวั กะทิ 100 มล. ปิดไฟพรอ้ มเสริฟ สรรพคุณ ขนมบวั ลอย กะทิสด เป็นขนมที่ให้พลังงานสูง เพราะมีทั้งแป้งและน้ําตาล กะทิ โดยได้ วติ ามนิ แร่ธาตจุ ากเผอื ก ฟกั ทอง และได้โปรตนี จากใส่ไขไ่ ก่ 3. อาหารวา่ ง 3.1 หมีก่ รอบ ลกั ษณะและวิธีทํา หมี่กรอบ เปน็ อกี หน่งึ อาหารว่างของชมุ ชนหัวดงในสมยั โบราณ ปจั จุบนั หารบั ประทาน ยากมีคนทํานอ้ ยเป็นอาหารมีรสชาตหิ วานอมเปรีย้ วเหมาะสาํ หรบั รับประทานเป็นอาหารวา่ ง
239 ภาพท่ี 202-203 ขนมบัวลอยกะทสิ ด วตั ถุดบิ และเคร่อื งปรุง สว่ นผสมน้าํ ซอสหมก่ี รอบ 1. รากผกั ชี 10 กรัม / กระเทยี มสับ 15 กรมั / พรกิ ไทยเม็ดสขี าว 2 กรัม ตํารวมกัน 2. นาํ้ มันพืช 5 กรัม 3. นาํ้ มะขามเปยี ก 120 กรมั 4. น้ําตาลป๊บี 100 กรมั 5. นา้ํ ตาลทราย 40 กรมั 6. เตา้ เจย้ี วบด 20 กรมั 7. นาํ้ ปลา 30 กรัม 8. นาํ้ มะนาว 10 กรัม 9. นาํ้ ส้มซา่ หรือนาํ้ มะกรูด 10 กรมั 10. น้าํ ฟกั ขา้ ว 100 กรมั ส่วนผสมอืน่ ๆ 1. หม่ที อดกรอบ 100 กรมั 2. เต้าหูห้ ั่นเตา๋ ทอดกรอบ 20 กรัม 3. กระเทียมเจียวกรอบ 15 กรมั 4. ผวิ ส้มซา่ หรือ ผวิ มะกรดู 3 กรมั 5. พริกปน่ ละเอยี ด 1 กรมั 6. ใบกยุ ชา่ ยซอย 10 กรมั วธิ ที ํา 1. ใส่นํ้ามันในกระทะ ตั้งไฟพอร้อนนํารากผักชี กระเทียม พริกไทย ท่ีตํารวมกันไว้ผัดจน หอม ใส่น้ํามะขามเปียก นํ้าตาลปี๊บ น้ําตาลทราย คนจนละลาย ใส่นํ้าฟักข้าว และน้ําปลา เค่ียวจน สว่ นผสมเรมิ่ งวดจึงใสน่ า้ํ สม้ ซา๋ และนา้ํ มะนาว
240 2. เคี่ยวจนส่วนผสมข้นจึงปิดไฟ 3. นําเส้นหมี่กรอบ เต้าหู้ทอด กระเทียมเจียวกรอบ หอมเจียวกรอบ ผิวส้มซ่า พริกป่น และใบกุยชา่ ยซอยใสล่ งไป แล้วคลกุ ใหเ้ ข้ากนั อยา่ งเบามอื จนซอสเคลอื บทัว่ เส้นหม่ี 4. จดั ใสจ่ าน เสริ ฟ์ เคียงกับถ่วั งอก ใบกยุ ชา่ ย สรรพคุณ หม่ีกรอบเป็นอาหารให้พลังงานสูง ประกอบด้วยเส้นหม่ีและน้ําตาลและมี มะขามเปยี กเปน็ ยาระบายอย่างดี ยังให้วติ ามนิ ซีสูง 3.2 ข้าวเม่าทอด ลกั ษณะและวธิ ที ํา \"ข้าวเม่าทอด\" มีลักษณะเป็นกล้วยไข่ย่อม ๆ นํามาหุ้มหรือห่อด้วยข้าวเม่ากวน แล้ว นําไปชุบแป้งทอดให้ติดกันเป็นแพ แพละ 2-3 ผล ซ่ึงส่วนมากจะนิยม จํานวน 2 ผล เวลาทอด เสรจ็ กท็ อดแป้งฝอย ๆ สีขาวนวล วางคลุมบนแพกล้วยไข่หุ้มข้าวเม่าทอดอีกทีให้ดูสวยงามและเพิ่ม อรรถรสความกรอบร่วน ข้าวเม่าทอดเป็นขนมที่เป็นท่ีนิยมของชาวหัวดงและมีช่ือเสียงโด่งดังไปทั่วใน เรื่องความอร่อยมักนยิ มทําขายในงานประเพณีแขง่ เรอื ยาววัดหัวดง ภาพท่ี 204-205 ข้าวเม่าทอด 7. เกลอื ป่น 1/2 ช้อนชา 8. ไข่ไก่ 1 ฟอง วตั ถุดิบและเครอื่ งปรุง 9. กะทิ 1 ถว้ ยตวง 1. กลว้ ยไข่ 10. นํ้าปูนใส 1/4 ถ้วยตวง 2. ขา้ วเม่า 1 ถ้วยตวง 11. นาํ้ มันสําหรับทอด 3. มะพรา้ วทนึ ทกึ ขูด 2 ถว้ ยตวง 4. นํา้ ตาลมะพร้าว 150 กรมั 5. น้ําเปลา่ 100 กรมั 6. แป้งขา้ วเจา้ 1 1/2 ถว้ ยตวง 9. กะทิ 1 ถ้วยตวง 10. นํ้าปูนใส 1/4 ถว้ ยตวง วิธที าํ
241 1. เอาข้าวเม่าใส่กระทะค่ัวไฟอ่อนๆจนข้าวเม่าพองสุก แล้วนําไปบดด้วยครกให้แตกพอ หยาบ ๆ 2. จากนั้นเอาน้ําตาลมะพรา้ วและน้าํ เปล่าใส่กระทะต้งั ไฟเค่ียวจนน้ําตาลละลายและเดือด จึงนํามะพร้าวใส่ลงไป กวน ผสมจนมะพร้าวเหนียวข้นจึงเอาข้าวเม่าที่บดใส่ตามลงไปกวนผสมต่อจนส่วนผสมเหนียว ข้นไม่ตดิ กระทะพอปน้ั ได้ แล้วพักไว้ 3. เอาแป้งขา้ วเจา้ และเกลอื ปน่ ใส่อา่ งผสมใสใ่ สไ่ ข่ลงไป ค่อยๆใส่กะททิ ีละน้อยนวดจนแป้ง เปน็ ก้อน จากนั้นค่อยใสนํ้าปนู ใสเพอ่ื ละลายแป้งใหเ้ ขา้ กนั แลว้ เติมกะทิที่เหลือจนหมดแล้วพักไว้ 4. เอาหน้ากระฉีกที่กวนไว้มาห่อกล้วยไข่ให้มิดโดยใช้ถุงพลาสติกช่วยรีดหน้ากระฉีกให้ เป็นแผน่ บางๆแลว้ นําไปห่อกล้วย ไข่ใหม้ ิด ทําจนหมด 5. เอาน้ํามันใส่กระทะสําหรับทอดใช้ไฟกลางๆ เม่ือนํ้ามันร้อนเอากล้วยไข่ที่ห่อหน้า กระฉีกชุบด้วยแป้งสําหรับทอดแล้ว ใส่ลงในกระทะ ทอดจนเหลืองกรอบตักข้ึนให้เสด็จนํ้ามันนําใส่ จานรับประทานได้เลย สรรพคุณ เป็นอาหารท่ีให้พลังงานสูงได้รับประโยชน์จากไขมันอ่ิมตัวในกะทิและได้รับ คารโ์ บไฮเดรตจากขา้ วเม่า
242 3. ภูมปิ ัญญา 3.1 นายชา่ งเลศิ โพนามาศ ช่างฝมี ือภมู ิปญั ญาบ้านหวั ดง งานขุดเรือเป็นศิลปหัตถกรรมที่จะหาช่างที่มีความสามารถ ความชานาญได้ยาก นายช่าง เลิศ โพนามาศ เริ่มขุดเรือมาตั้งแต่อายุ 15 ปี และขุดมาเร่ือยจนถึงปัจจุบันอายุ 79 ปี ผลงานที่ขุด ประสบผลสาเรจ็ อยา่ งสูง ช่างเลิศ โพนามาศ เป็นช่างของบ้านหัวดง อาเภอเมืองพิจิตร เป็นช่างท่ีขุด เรอื ยาวไดป้ ระสบผลสาเร็จ เพราะมีเรือยาวหลายลาท่ีช่างเลิศ โพนามาศ ขุดแล้วได้รับรางวัลชนะเลิศ ครองถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายๆ ลา ได้แก่ เรือขุนเพ่ง เรือศรสุวรรณ เรือแมพ่ ิกลุ ทอง เรอื ศรพรหมมาศ เรือบันเทงิ ทพั นาวา เรือพรภูไท เรือแม่ตะเคียนทอง ทั้งยังซ่อมแซม เรือไดเ้ ก่งอกี ดว้ ย นับว่าช่างเลิศ โพนามาศ มีผลงานการขุดเรือที่ดีเย่ียมคนหน่ึงและช่างเลิศ เองก็มีรูปลักษณ์ การขุดเรือที่พัฒนาอยู่เสมอ ผลงานทางช่างขุดเรือยาวของช่างเลิศ โพนามาศ ได้รับโล่เกียรติยศจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรเม่ือ ปี 2533 และผลงานการขุดเรือก็ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “เรือยาวไทย” อกี ด้วย ภาพที่ 206 ช่างเลศิ โพนามาศ และเรือเพชรไกรทองวดั หวั ดง 3.2 นายวชิระ โพนามาศ นายวชิระ โพนามาศ (ช่างล่อม) ปัจจุบันอายุ 75 ปี เป็นบุตรของนายช่างเลิศ โพนามาศ ผู้ สืบทอดภูมิปัญญาการขุดเรือ อยู่บ้านเลขท่ี 96 หมู่ที่ 8 บ้านหัวดง ตาบลหัวดง อาเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ปัจจุบันเป็นประธานชมรมเรือจิ๋วพิจิตร ปัจจุบันเป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์เรือจิ๋ว สามารถ เป็นสินค้าทีร่ ะลึกประจาถ่ินหวั ดง ภาพท่ี 207-208 การทาเรือจิ๋วของชา่ งเลิศ โพนามาศ (ช่างลอ่ ม)
243 การทาเรอื จิว๋ เป็นงานศิลปหัตถกรรมพ้ืนบ้าน ที่เกิดจากประสบการณ์ความประทับใจจาก การใช้เรือเป็นพาหนะเดินทางในแม่น้า ลาคลองและการละเล่นกีฬาพ้ืนบ้านของช่างขุดเรือยาวมือ อาชีพที่ต้องการอนุรักษ์รูปแบบเรือทุกประเภทที่เคยโลดแล่นอยู่ในสายน้าในอดีต การทาเรือจิ๋วของ ตาบลหวั ดงมีช่างฝีมือพืน้ บา้ นทาเรือจ๋ิวฝมี ือดคี นหนึง่ ได้เรียนรู้สบื ทอดการขดุ เรอื ยาวจากบิดาตระกูล โพนามาศ ถือเป็นท่ีรู้จักกันดีในความเชี่ยวชาญการขุดเรือยาว คือ นายเลิศ โพนามาศ ท่ีมีฝีมือ ปรมาจารย์ภูมิปัญญาการขุดทาเรือยาวแข่งลาใหญ่ 55 ฝีพาย ตั้งแต่สมัยก่อนช่วยพ่อทาเรือร้อยกว่า ลามีทั้งเรือแข่ง เรือหมู เรือไพรม้า เรือยาว แต่ในปัจจุบันการขุดเรือยาวหมดความนิยมไปตาม กาลเวลาหลังจากมีการปิดป่า ทาให้ไม่มีไม้มาทาเรือ เลยมีความตั้งใจมาคิดทาเรือจิ๋วเป็นคนแรกของ ตาบลหัวดงเพื่ออนุรักษ์เรือไทยโดยทาการประดิษฐ์เรือจาลองหรือ เรือจ๋ิว ประเภทต่างๆ ถือเป็นการ อนรุ ักษ์รปู แบบเรอื ไทยพ้ืนบ้านต้ังแต่ด้ังเดมิ ไว้ เช่น เรอื หมู เรือมาด เรือเผ่นม้า เรือโปงตาล เรือกาปัน เป็นต้น และเรือที่ใช้ในการแข่งขัน ได้แก่ เรือไกรทอง เรือศรทอง เรือยาวแข่งขนาดต่างๆ ใช้เวลาทา เรือจ๋ิว 1-2 วัน เอกลักษณ์จุดเด่นผลิตภัณฑ์น้ีมีลักษณะพิเศษของการจาลองเรือจ๋ิวของนายวชิระ โพ นามาศ คอื เปน็ ผลิตภณั ฑ์ทมี่ ีวิธีการสร้างผลงานโดยจาลองเรือให้เสมือนจริง มีความละเอียดประณีต และผลิตผลงานท่ีมีองค์ประกอบของเรือประเภทต่างๆ จาลองให้ใกล้เคียงกับเรือจริงมากที่สุด มี รอ่ งรอยกรรมวิธีการสร้างงาน อาทิ มีการขุดเนื้อไม้ทาท้องเรือ ใส่กาบเรือ การใช้ลูกประสักแทนตะปู ในปี พ.ศ. 2561 มีการริเร่ิมจาลองตวั ตุ๊กตาคนฝพี ายเรอื ให้มกี ารเคล่ือนไหวได้เหมือนพายเรือจริง การ ทาเรอื จิว๋ เป็นงานศิลปกรรมพน้ื บา้ นของทีร่ ะลกึ จาหนา่ ยให้กบั ผ้ทู ชี่ น่ื ชอบงานไม้ท่ีประณีตและสวยงาม สรา้ งรายไดเ้ สรมิ ของครอบครัวและชุมชนได้อีกทางหนง่ึ 3.3 แพทย์แผนไทยโบราณและสมนุ ไพรไทย 3.3.1 หมอสอน สุขสงค์ ภาพที่ 209 หมอสอน สขุ สงค์
244 หมอยาต้นตาหรับยากวาดคอเด็ก ตัวยาเป็นสูตรโบราณ การผสมยามีสัญลักษณ์เฉพาะ ด้วยการใส่ฝาหมอ้ ดนิ หยอดนา้ ปูนใส ผสมกันใช้กวาดคอเด็ก ละลายเสมหะ แก้ไอ แก้คออักเสบ สูตร น้ีสืบทอดมาสู่หมอคมุ้ เมืองเหลือ ซง่ึ มาชว่ ยดแู ลผปู้ ่วย ประมาณ พ.ศ. 2495 หมอสอน สุขสงค์ เป็นที่หมอท่ีมีความเมตตารักษาคนเจ็บป่วยมากมายประมาณในสมัยปี พ.ศ. 2479 จวบจนสิน้ ชวี ิต 3.3.2 หมอคุ้ม เมืองเหลอื ภาพท่ี 210 หมอคุ้ม เมืองเหลือ ตาบลหัวดงเร่ิมมีแพทย์ประจาตาบลเมื่อปี พ.ศ. 2504 นายคุ้ม เมืองเหลือ เป็นผู้ประกอบ โรคศลิ ปแผนโบราณ สาขาเวชกรรม และเภสัชกรรม ได้เข้าดารงตาแหน่งเป็นคนแรกในสมัยนั้น เท่าที่ จาได้ลืมตาขึ้นมาก็เห็นผู้คนท่ีเจ็บไข้ได้ป่วยมาหาพ่อทุกวันท่ีบ้านมีเรือนคนไข้สามารถรับคนไข้เป็นสิบ กว่าครอบครัวที่พักอาศัยรักษาตัวอยู่ท่ีบ้านเลยเพราะมาไกลถนนหนทางมาลาบาก สมัยน้ันพ่อรักษา คนไข้ด้วยยาสมุนไพรไทย วัตถุดิบนามาจากบ้านดงป่าคา ซ่ึงเป็นบ้านเกิดของพ่อเป็นตระกูลหมอยา และสมุนไพรจีน ปรุงยาที่บ้านเจ๊กฉ่ัว แล้วนามาต้มมารักษาให้คนไข้หายกันทั่วหน้าเป็นท่ีรู้จักทั่วไป บางรายชว่ ยไมท่ ันเสยี ชวี ิตมาหาชา้ ไปเนอื่ งจากถนนหนทางลาบาก แต่ละหมู่บ้านต้องเดินมา อย่างดีก็ จักรยาน ต่อมามีจักรยานยนต์ สมัยก่อนผู้คนไปโรงพยาบาลลาบากเพราะอยู่ในเมืองไกลจากหมู่บ้าน และไม่มีเงินรักษา จึงหันมารักษาหมอบ้านแทน หมอคุ้มเป็นท่ีรู้จักและเป็นที่รักของคนท่ัวไป เพราะ เป็นคนใจดี มีเมตตาสูง นอกจากจะเป็นหมอรักษาคนไข้แล้วยังมีหน้าท่ีอ่ืนๆ เช่นรับผิดชอบดูแลการ ตัดถนนจากวดั หัวดงไปสามแยกเขา้ ถนนเสน้ หลักเข้าตวั จังหวัดพิจิตร และตะพานหิน มีผู้รับผิดชอบ 3 ท่าน คือ ผู้ใหญ่สนิท ศรีอุดมพงษ์ ขณะน้ันท่านกานันวิศาล ดารงตาแหน่งกานันตาบลหัวดง ผู้ใหญ่สุ ชิน ธูปเงิน และนายคุ้ม เมืองเหลือ ได้ร่วมสารวจเส้นทางตัดถนนหัวดงยางสามต้น กับทีมกานันใหญ่ บ้านตาบลหวั ดง เวลาลงพื้นท่ีต้องนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปด้วย เพราะถ้าใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษา
245 กันทันที ในสมัยน้ันมีการตายบ่อยมากพ่อต้องเดินทางไปทาการพลิกศพบ่อยมาก มีโรคระบาดก็มาก อุบัติเหตุก็บ่อย ดังน้ันไม่ว่าจะมีอะไรเกิดข้ึนหน้าท่ีแพทย์ประจาตาบลต้องลงพื้นท่ีทุกเหตุการณ์ สาหรับหมอคุ้มในสมัยนน้ั มชี ื่อเสียงมากในเร่ืองของการรักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต มีตัวยาเฉพาะสูตร พิเศษ รับรักษาคนไข้ท่ีทางโรงพยาบาลส่งให้กลับมานอนที่บ้านรอรับสภาพตามธรรมชาติช่วยเหลือ ตวั เองไม่ได้ หมอคมุ้ กลับรกั ษาให้สามารถลกุ มาช่วยเหลือตัวเองได้ถึงแม้มีเพียง 80% ช่วยเหลือตัวเอง ได้ไม่เดือดร้อนลูกหลาน ตลอดการทางานแพทย์ประจาตาบลหัวดงเป็นเวลา 20 ปี ได้ทาหน้าที่อย่าง ทุ่มเทแรงกายแรงใจในชีวิตราชการ และการเป็นหมอยารักษาคนไข้มาต้ังปี 2497 ต้ังแต่ได้รับ ใบอนญุ าตโรคศลิ ปมา เปน็ ตน้ มาเป็นเวลา 27 ปี นอกจากนหี้ มอคมุ้ เมืองเหลอื เป็นหมอต้นตาหรับยา แก้โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และยาสตรี ภาพที่ 211 ยาแก้ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ภาพท่ี 212 ยาแก้ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
246 ภาพท่ี 213 ยาบารงุ เลือด (ยาสตรี) 3.3.3 หมอชอ่ เมืองเหลอื ภาพที่ 214 หมอช่อ เมอื งเหลือ ผู้สืบทอดแพทย์ประจาตาบลหัวดงคนต่อมาคือนายช่อ เมืองเหลือ หลานชายเสมือน บุตรชายคนโตในปี พ.ศ. 2524 ถึง 2554 ได้ทาหน้าท่ีสืบทอดหมอคุ้ม ท้ังตารายาและวิชาความรู้ ทั้งหมดด้วยการทาหน้าท่ี แพทย์ประจาตาบลตลอดระยะเวลา 30 ปี และทาหน้าที่เป็นไวยาวัจกร ของวัดหัวดงมาตลอด ซึ่งประจวบกับลูก ๆ ทางานราชการทุกคนซ่ึงมีภูมิลาเนาอยู่ใน ตาบลหัวดง มี อาชีพท่ีต้องเกี่ยวข้องกับประชาชน ในเรื่องการดูแลสุขภาพ การศึกษา ความปลอดภัยและความ เปน็ อยภู่ ายในชุมชน จงึ เปน็ ครอบครัวท่ีคนทั่วไปร้จู ักกันดใี นชมุ ชนและใหก้ ารยอมรับว่าเป็นครอบครัว ที่ดี มีความโอบอ้อมอารีแก่คนทั่วไป และได้รับรางวัล “ครอบครัวร่มเย็นจังหวัดพิจิตร ประจาปี 2560” และไดร้ ับโล่เชดิ ชูเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ พฤตกิ รรมทางด้านสังคม ในเร่ืองของศีลธรรม ด้วยงานท่ีรับผิดชอบในหน้าที่ และตาแหน่ง ตา่ ง ๆ ทีท่ างสงั คมและชุมชนเลือกและยอมรับนั้น ย่อมเป็นผลมาจากการประพฤติปฏิบัติตนในเร่ือง ศีลธรรมที่ไม่มีข้อบกพร่อง เป็นแบบอย่างของการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างให้ครอบครัวประพฤติปฏิบัติ ตาม เชน่ ใส่บาตรพระทุกวันในตอนเช้า ร่วมกิจกรรมทางศาสนาทุกกิจกรรม มีน้าใจ เอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่
247 ฯลฯ ดังปรากฏได้จากการได้รับรางวัลพ่อตัวอย่าง พ่อซึ่งเสียสละทาคุณประโยชน์ต่อสังคมและ ส่วนรวม ประจาปี 2556 ของเทศบาลตาบลหัวดง และสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร ร่วมกับ อาเภอเมอื งพจิ ติ ร ไดม้ อบเกยี รตบิ ัตร “ครอบครัวรักษาศีล 5” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่างท่ีดี แกช่ ุมชนต่อไป 3.3.4 แพทยแ์ ผนไทย ภาพท่ี 215 นางสาววรี ภรณ์ กนั ฟัก นางสาววีรภรณ์ กันฟัก หลานสาว ผู้สืบทอดหมอคุ้ม โดยสายเลือด ท้ังตารายา และวิชา ความรู้ทั้งหมด ด้านเวชกรรม เภสัชกรรม สามารถผลิตจาหน่ายยาแผนไทย และตรวจรักษา โดย ประจาอยู่ โรงพยาบาลยุพราช ตึกแพทย์แผนไทย และที่ทาการแพทย์ประจาตาบลหัวดง อาเภอเมือง พิจิตร จังหวัดพจิ ิตร 3.3.5 สมนุ ไพรปา้ แจ๋ว ชุมชนป่าตาลได้มีการรวมตัวต้ังกลุ่มแม่บ้านทาผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยช่ือป้าแจ๋ว เป็น ผลิตภัณฑ์ OTOP และภมู ิปญั ญาไทย ไดส้ รา้ งงานและสรา้ งรายได้ให้กับชุมชน ป่าตาลโดยคุณกนกพร เดชมี เป็นประธานกลมุ่ สมุนไพรชุมชนป่าตาลเป็นผู้ริเร่ิมการทาผลิตภัณฑ์ โดยมีเทศบาลตาบลหัวดง เป็นคนส่งเสริม โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเคร่ืองหมายของจาก อย. (สานักงานคณะกรรมการอาหาร และยา) มี 2 ชนิดคือ น้ามนั สเปรยก์ นั ยุง และธูปหอมไล่ยงุ่ โดยมสี ว่ นผสมของ ตะไครห้ อม
248 ภาพที่ 216 ประธานกล่มุ สมุนไพรชุมชนปา่ ตาล สมนุ ไพรปา้ แจว๋ ภาพท่ี 217 สมนุ ไพรป้าแจ๋ว ภาพท่ี 218 ธปู สมุนไพรไล่ยงุ ตาบลหัวดง
249 4. การแตง่ กาย ตาบลหัวดง ตั้งแต่การต้ังรกรากเมื่อปี พ.ศ. 2400 เป็นต้นมา ผู้คนในชุมชนตาบลหัวดง แต่งกายเรียบง่ายตามโอกาส ตามประเพณีต่าง ๆ ของชุมชน เช่น การแต่งกายงานมงคล เช่น การ แตง่ งาน งานบวชพระ งานไหวเ้ จ้า งานทาบญุ ตามเทศกาลและประเพณตี ่าง ๆ สมัยดั้งเดิมนั้น ชาวตาบลหัวดงมีวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันได้อย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็น วฒั นธรรมไทย วฒั นธรรมจนี วฒั นธรรมลาว โดยในสมัยดั้งเดิมประชาชนบ้านหัวดง ได้มีการทอผ้าใน หมู่ที่ 2 บ้านลาชะล่า หมู่ที่ 4 บ้านเนินยาว หมู่ท่ี 5 บ้านหนองนาดา ชาวบ้านจะนิยมใช้ผ้าทอมาตัด เย็บเป็นเส้ือผ้านุ่งห่ม เน่ืองจากผ้าทอสามารถทาได้เองภายในชุมชน และหาได้ง่าย ผู้หญิงจะนิยมนุ่ง ซิน่ และนุ่งโจงกระเบน ผชู้ ายจะสวมผา้ ขาวม้า และสวมกางเกงขาก๊วยหรือใช้ผ้าขาวม้าผาดไหล่ เวลา ไปงานบุญต่าง ๆ หรือเข้าวดั ทาบุญ การแตง่ กายของคนหวั ดง เปน็ การแต่งกายท่ีเรียบง่าย โดยเฉพาะผู้ชายจะใช้ผ้าขาวม้าเป็น หลักไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานประเพณี งานแต่งงาน งานบวชนาค หรือเทศกาลต่าง ๆ ผู้ชายจะสวม เส้อื สขี าว นุง่ โจงกระเบน และใชผ้ ้าขาวมา้ คาดเอว เม่ือต้องการจะทาบุญหรืองานกิจกรรมภายในและ ภายนอกชมุ ชน ภาพท่ี 219 การแตง่ กายคนหัวดงสมัยกอ่ น
250 ภาพที่ 220 การแตง่ กายคนหัวดงสมัยกอ่ น โดยนิยมผ้าขาวม้า ภาพท่ี 221 การแต่งกายไปวัดของคนหวั ดงสมยั ก่อน
251 ภาพท่ี 222 การแต่งกายอยบู่ ้านของคนหัวดงสมัยก่อน ภาพที่ 223 การแตง่ กายไปงานบวชของคนหวั ดงสมัยกอ่ น
252 ภาพท่ี 224 การแต่งกายของผ้ชู ายสมัยก่อน ภาพท่ี 225 การแตง่ กายของผู้หญงิ สมยั ก่อน
253 ภาพที่ 226 การแต่งกายของผูห้ ญงิ สมัยกอ่ น ในปัจจุบันคนตาบลหัวดง มักจะนิยมซื้อเส้ือผ้าสาเร็จรูป เนื่องจากการเปล่ียนแปลงของ สภาพทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมประเพณี คนหัวดงนิยมสวมเสื้อผ้าสาเร็จรูป เน่ืองจากหาซ้ือได้ งา่ ย สะดวก สสี ันสวยงาม หลากหลาย แต่กย็ งั คงรปู แบบและวฒั นธรรมแบบด้ังเดิมคือการนุ่งซิ่น หรือ นุ่งผา้ ถึงไปในงานบญุ ต่าง ๆ ทีส่ ะท้อนถงึ วฒั นธรรมของคนหวั ดง ภาพท่ี 227 การแต่งกายร่วมงานประเพณี และงานบุญตา่ ง ๆ ในปัจจุบนั
254 ภาพท่ี 228 การแต่งกายร่วมงานประเพณี และงานบญุ ตา่ ง ๆ ในปจั จุบนั ภาพท่ี 229 การแตง่ กายคนหัวดงเชอ้ื สายจนี (นยิ มสวมเสอ้ื สีแดงในวันไหว)้
255 ภาพท่ี 230 การแตง่ กายคนหัวดงเชอ้ื สายจนี (นิยมสวมเสื้อสแี ดงในวนั ไหว้)
256 5. ภาษา ในปัจจุบันตาบลหัวดงมีความเจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมากข้ึน มีการพัฒนาพื้นท่ีต่าง ๆ ให้มี ความเจริญ และมีการพัฒนาตามการเปล่ียนแปลงของยุคสมัยจนถึงยุคปัจจุบัน มีการผสมผสาน กลมกลืนกันท้ังวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภาษา ทาให้ภาษาเดิมบางภาษาเกิดการวิวัฒนาการ และถูก เลื่อนหายไป บางภาษาก็มีแค่ส่วนน้อยที่ยังคงใช้อยู่แต่ไม่ได้ใช้ในปัจจุบัน และบางส่วนก็ถูกลืมกันไป มรดกวัฒนธรรมด้านภาษา ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาในชุมชนตาบลหัวดง เป็นภาษาที่ใช้พูดจากันใน ท้องถิ่น ชาวบ้านบ้านหัวดงใช้ภาษาไทยด้ังเดิม คนลาวใช้ภาษาลาว และชาวจีนใช้ภาษาจีนในการ พูดคุย และใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งความเข้าใจกันระหว่างคนในหมู่บ้าน ภาษาที่ใช้พูดจากันได้ แบง่ ออกเป็น 2 ประเดน็ คือภาษาพูดและเขยี น 1) ภาษาพดู ภาษาลาว เป็นภาษาของชาวลาวที่อพยพมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ตาบลหัวดง คนในพ้ืนที่จะใช้ ภาษาลาวสื่อสารกันซึ่งใช้กันมาต้ังแต่สมัยบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน ท้ังประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่ ที่ 2 บ้านลาชะล่า หมู่ที่ 4 บ้านเนินยาว และหมู่ท่ี 5 บ้านหนองนาดา ซึ่งในพ้ืนท่ีตาบลหัวดงจะเรียก กนั วา่ “ฝั่งลาว” ภาษาจีน เป็นภาษาของชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในพื้นที่ตาบลหัวดง ในสมัยก่อนมีแม่น้าเป็น ทางสัญจรค้าขาย และเชื่อมต่อระหว่างทะเล จึงทาให้ชาวจีนอพยพมาตั้งถ่ินฐานเป็นจานวนมาก ซ่ึง จะมีการคา้ ขายระหวา่ งของไทยกับของจีนในบ้านหัวดง ชาวจีนส่วนมากที่มาจะทางานรับจ้างในพื้นท่ี ตาบลหัวดง แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันชาวจีนได้ลดความนิยมการใช้ภาษาจีน ดังน้ันภาษาจีนจึงได้ เล่ือนหายลงไปตามกาลเวลา ดังน้ัน งานวิจัยน้ี จึงได้ศึกษาสืบค้นภาษาดั้งเดิมจากผู้สูงอายุหรือผู้นา ชมุ ชนในพ้นื ทตี่ าบลหัวดง โดยแยกเป็นหมวดหมู่ ดงั นี้ การเรียกชือ่ อวัยวะในรา่ งกาย อวยั วะในรา่ งกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มีการเรียกชื่อบางส่วนก็เหมือนกับภาษาภาคกลาง แตม่ ีบางส่วน ท่ีคนตาบลหัวดงท่ีมาจากทางเมืองลาวเรยี กไม่เหมือนกับภาษากลาง ภาษาจีน ซ่ึงเร่ืองนี้ ทาให้บางส่วนไม่เข้าใจเก่ียวกับการบอกเล่าหรือการเรียกอวัยวะจึงต้องคอยมีคนที่แปลให้เข้าใจใน ความหมายของคา การเรียกอวัยวะในรา่ งกาย มดี งั นี้
257 ภาษาภาค ภาษาจีนกลาง ลาวแง่วเวียง ภาษาลาว ลาว กลาง จันทร์ ลาวแงว่ ลพบุรี ชัยภมู ิ แต้จิ๋ว ไหหลา แคะ ศรี ษะ ศีรษะ ศรี ษะ ตนี สระบรุ ี ตนี เทา้ ท้าว ถา้ ว โถว ดาก ศรี ษะ ดาก ก้น เจี่ยว เจ่ยี ว เจีย่ ว ตา ตนี ตา ตา พก่ี ู พ่กี ู พีก่ ู ดง้ั ดาก ดง้ั จมูก เหยยี่ น มัก ม๊กุ จู๊ แข่ว ตา แข่ว ฟัน ปี๋ พี ปี๋ ค้ิว ดง้ั ค้วิ ค้ิว หยาฉื่อ หยาฉอ่ื หยาฉือ่ สะดือ แข่ว สะดอื สะดอื เหมย เหมย เหมย นม ค้ิว นม นม เตมูฉ้ าี เตมู้ฉาี เตมู้ฉาี เอว สะดือ แอล เอว โซวง้ ปู่ นี โซวง้ ปู่ นม ไหปลา เยา เยา เยา แอล ทร้อา้ ง ไหปลาร้า ไหปลาร้า สวั กู สัวกู สัวกู ไหปลารา้ ท้อง ตาปม ท้อง เป้ย เป้ย เป้ย พุง นิว้ ตนี ตาตมุ่ ตาตมุ่ หวยกู หวยกู หวยกู ตาปม นว้ิ ตีน นิ้วเทา้ เจี๋ยวจอ่ื คาเก้ีย เจ๋ยี วจอ่ื น้ิวตีน ตารางที่ 3 การเรยี กชอื่ อวยั วะในร่างกาย ภาษาทีใ่ ชเ้ รียกชอ่ื ผักและผลไม้ของคนแต่ละเช้ือชาตใิ นชุมชนตาบลหัวดง ผักและผลไม้บางประเภทก็เรียกช่ือภาคกลาง แต่บางประเภทเรียกแตกต่างไปบางครั้งคน ต่างถิ่น ก็จะไม่เข้าใจ และมีการออกเสียงท่ีค่อนข้างยากตัวอย่างผักและผลไม้ท่ีคนในชุมชนตาบล หวั ดงทีม่ าจากลาวไม่เหมอื นภาคกลาง ภาษาจีน
258 การเรยี กชอื่ ประเภทผกั มดี ังนี้ ลาวแงว่ เวยี ง ภาษาลาว ลาวชัยภูมิ ภาษา ภาษาจนี กลาง จันทร์ ลาวแง่วลพบรุ ี ภาคกลาง แต้จิว๋ ไหหลา แคะ มะเขืย มะเขยื ตาลงึ สระบุรี ตาลงึ มะเขือ มะเขือ มะเขือ มะเขือ มะเขยื แตง ตาลงึ ตาลงึ ตาลงึ ตาลงึ แตง ตาลงึ ชะอม แตง แตง แตง แตง ชะอม แตง มะเขือพวง ชะอม ชะอม ชะอม ชะอม ชะอม สะเดา มะเขือ มะเขือ มะเขือ มะเขือ มะเขือพวง มะเขือพวง พรกิ สพะวเดงา สพะวเดงา สพะวเดงา สพะวเดงา สะเดา สะเดา หอม พรกิ ลา่ เจยี ว ลา่ เจียว ลา่ เจยี ว พริก หอม หอม หอม หอม พริก หอม หอม น้าเต้า นา้ เต้า นา้ เต้า นา้ เต้า บกั น้าเต้า นา้ เต้า ไอโ้ ตน บวม ซอื กวา ซือกวา ซอื กวา บักหนว่ ยงู บวม บวม มะรมุ บกั อีหม่ มะรุม มะรมุ มะรมุ มะรุม มะรุม ดอกแค ดอกแค ดอกแค ดอกโสน ดอกโสน ดอกโสน ดอกแค ดอกแค ดอกแค ดอกแค ผกั บงุ้ ดอกโสน ดอกโสน ดอกโสน ดอกโสน กระเทยี ม ผักบุ้ง คง คง คง มะเขือ ผกั บงุ้ ผกั บ้งุ ซนิ ชา่ ย ซินช่าย ซินชา่ ย แมงลัก ฟกั ทอง กระเทียม ตา้ ซ่วน ต้าซว่ น ต้าซ่วน กระเทยี ม กระเทียม มะระ มะระ มะระ ขู่กวา ขูก่ วา ข่กู วา อตี ู่ อตี ู่ ฟกั ทอง มะอกึ แมงลัก แมงลกั แมงลัก แมงลกั ฟักทอง หนาน หนาน หนาน กวา กวา กาว ตารางที่ 4 การเรียกช่อื ผัก
259 ประเภทผลไม้ ผลไม้คนตาบลหัวดงท่ีมาจากลาว จะเรียกชื่อบ้างชนิดท่ีค่อนข้างแตกต่างจากภาษากลาง มาก และบางประเภทกจ็ ะมีคาวา่ “บัก” นาหน้า ทงั้ หมด และภาษาจนี ดงั มีตัวอยา่ งดงั น้ี ภาษาภาค ภาษาจีน ภาษาลาว กลาง ลาวแง่วลพบุรี แตจ้ ๋วิ ไหหลา แคะ ลาวแง่วเวียง ลาว สบั ปะรด องั่ ไล้ จนั ทร์ สระบุรี ชัยภูมิ มะละกอ นีกวย องั่ ไล้ ฟนั่ หลี บกั นดั สบั ปะรด บักนัด บักเกีย บักฮงุ บักฮุง บักฮงุ ฝรงั่ เจา่ มู่กวา นีกวย พุทธรา เอย่ี จ้ี ฟานสอื ห ฟานสือ สดี า ฝรง่ั สีดา มะพร้าว โถ่วเล้ียง หลิว ทุเรยี น ลิว มะกะทนั มะกะทนั มะกะทัน หนมิ่ คิ้ม เจ่า เจา่ มะพรา้ ว มะพรา้ ว มะพร้าว น้อยหน่า เยจอ่ื เยจอื่ ทเุ รยี น ทุเรียน ทเุ รียน หลิว หลิว เหลยี น เหลียน บักเขยี บ บักเขยี บ บักเขยี บ ฟานลจี่ ่ือ ฟานล่จี ่อื มะม่วง สว่ ย ส่วย หมางกั่ว มะมว่ ง มะม่วง มะมว่ ง สม้ กา กา กา๊ สม้ ส้ม ส้ม ตะคบ ตะคบ ตะคบ ตะคบ ตะคบ ตะคบ ตะคบ มะยม มะยม มะยม มะยม มะยม มะยม มะยม ขนุน โปหลัวม่ี อั่งไล้ ปอหลอ่ ว บกั ม่ี บักมี่ บกั ม่ี กระท้อน กระท้อน กระท้อน กระท้อน มะต้อง กระท้อน มะต้อง กลว้ ย เก็งเจีย เซียงเจียว เซียงเจยี ว กล้วย กล้วย กล้วย มะขาม มะขาม มะขาม มะขาม มะขาม มะขาม มะขาม
260 ภาษาภาค ภาษาจนี ภาษาลาว กลาง ลาวแง่วลพบุรี แตจ้ ๋ิว ไหหลา แคะ ลาวแงว่ เวียง ลาว มะปราง จันทร์ สระบรุ ี ชัยภมู ิ มะดนั มะปราง มะปราง มะปราง มะปราง มะปราง มะปราง ทบั ทิม มะดัน มะดัน มะดนั สือหลิว สอื หลิว สือหลวิ มะดนั มะดนั มะดัน ทับทมิ ทบั ทมิ ทบั ทมิ ตารางท่ี 5 การเรียกชอ่ื ผลไม้ การเรียกชือ่ สิง่ ของ การเรียกช่ือสิ่งของของคนตาบลหัวดงท่ีมาจากลาว บางคาท่ีเรียกก็ไม่เหมือนกับภาษาไทย ภาคกลาง ภาษาจนี ทัง้ หมด มีตัวอยา่ งดงั น้ี ภาษา ภาษาจีน ลาวแง่วเวยี ง ภาษาลาว ลาว ภาค จนั ทร์ ชัยภมู ิ กลาง แต้จิ๋ว ไหหลา แคะ ลาวแง่วลพบรุ ี สระบรุ ี เส้อื ซา ซา ซม้ั เสอ้ื เส้อื เสื้อ รองเท้า โอย๊ โอ้ย เห เกิบ เกบิ เกิบ มุ้ง มุ้ง มุ้ง ม้งุ มุ้ง มงุ้ มุ้ง กางเกง โขว่ โขว่ คู่ ซง้ ซง้ ซง้ ผ้าถุง ฉนุ จอื่ ฉุนจอ่ื ฉุนจือ่ ผ้าซิน่ ผ้าซิน่ ผา้ ซิ่น กรรไกร เจย่ี น กาโด เจย่ี น ตะไกร ตะไกร ตะไกร เขยี ง เเขตียาง เขียง เเขตียาง เขยี ง เขียง เขียง ตะกรา้ ตะกรา้ ตะกร้า ตะกรา้ กะตา กะตา กะตา กระจาด กระจาด กระจาด กระจาด กระจาด กระจาด กระจาด โอ่ง โอง่ โอ่ง โอ่ง โอ่ง โอ่ง โอ่ง เข็มขัด เยาไต้ เยาไต้ คูต่ าย เข็มขดั เข็มขดั เขม็ ขดั
261 ภาษา ภาษาจนี ลาวแงว่ เวยี ง ภาษาลาว ลาว ภาค จันทร์ ลาวแง่วลพบุรี ชยั ภูมิ กลาง แต้จ๋วิ ไหหลา แคะ แจกนั สระบรุ ี แจกัน แจกนั แจกัน แจกัน แจกนั แจกนั กะแร้ง ถงั น้า ทง่ั ทัง่ ทง่ั กะแร้ง กะแร้ง ฮม่ ร่ม ร่ม รม่ รม่ ฮ่ม ฮ่ม มีด มดี มดี โด มีด มีด มีด หมวก หมวก เม่าจื้อ โล้ย เม่าจอ้ื หมวก หมวก ตารางท่ี 5 การเรียกชอื่ สิง่ ของ คาทใี่ ช้เรียกช่ือบุคคลในครอบครวั คาทใ่ี ชเ้ รยี กบุคคลในครอบครวั ตั้งแต่เด็กจนถงึ ผสู้ งู อายุ จะมบี างคาท่ีมีคาเรียกเฉพาะ และ จะแยกระหว่างเพศชาย และเพศหญงิ จะขอยกตวั อยา่ งดงั ตอ่ ไปนี้ ภาษาภาค ภาษาจนี กลาง ภาษาลาว ลาว กลาง แตจ้ วิ่ ไหหลา แคะ ชัยภูมิ ลาวแง่วเวยี ง ลาวแง่วลพบรุ ี จันทร์ สระบรุ ี พอ่ เตี่ย เด อาปกั อพ่ี ่อ อิพ่อ อีพ่อ แม่ มา อีแ่ ม่ อแิ ม่ อแี ม่ ปู่/ตา มา๊ อาเม,อา พ่อโซน้ พ่อโซ้น พอ่ โซน้ อากง อา กง/วากง อแากหงุ มะอา ย่า/ยาย เจียกุง แมโ่ ซน้ แมโ่ ซ้น แมโ่ ซ้น พี่ชาย กง๋ วาเหน่ พ่ีชาย อ้าย พช่ี าย สาว อามา่ เหน่ อาโผ พ่ีสาว เออ้ื ย พีส่ าว เขย อามา้ เยียโก อาเจียผอ่ พีอ่ ้าย พเี ขย พ่ีเขย เฮีย อาก๊อ อาโก เจ อาอจาี อกาอแจ๋ อาเจ๊ โบ๊เด อาจ๋ี อานงึ้ แข้หล่อง
262 ภาษาภาค ภาษาจนี กลาง ภาษาลาว ลาว กลาง แตจ้ ่วิ ไหหลา แคะ ชัยภมู ิ ลาวแง่วเวียง ลาวแงว่ ลพบรุ ี จันทร์ สระบุรี พี่สะใภ้ อาซ้อ อา อาโต้ อาเซา่ พน่ี าง พส่ี ะใภ้ พ่สี ะใภ้ ซอ่ พ่อหม้าย - - - พ่อร้าง พอ่ ร้าง พ่อร้าง แม่หม้าย - - - แม่รา้ ง แม่รา้ ง แม่รา้ ง สาวขึ้นคาน - - - สาวค้างโคก สาวแก่ สาวเฒ่า หนุม่ ขนึ้ - - หนุ่มค้างโคก หนุ่มแก่ หนุม่ เฒา่ ลงุ ลุง คลาุงน อาแปะ เหล่าเบ้ อาปกั ลงุ อา อา อากู๋ เด อา อากู๋ เจย๊ี บเด อาสกุ อา 2gf ตารางท่ี 7 คาทีใ่ ชเ้ รยี กชอ่ื บุคคลในครอบครัว คาแสดงกิรยิ าอาการแปลก ๆ คาแสดงกิรยิ าอาการตา่ งๆ ที่แปลกๆ มีใช้มาก บางคาภาษากลางไม่มีใช้ ภาษาลาวมีคาท่ี แยกรายละเอียดได้ดี คล้ายคาเสริม เพื่อให้เห็นถึงกิริยาอาการท่ีแสดงออกได้ชัดเจนและภาษาจีนดัง ตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี ภาษา ภาษาจีน ภาษาลาว ภาคกลาง แต้จว๋ิ ไหหลา แคะ ลาวแงว่ เวียง ลาวแง่วลพบุรี ลาวชัยภมู ิ จันทร์ สระบุรี ว่งิ ว่ิง วงิ่ ว่งิ แล่น แลน่ แล่น เดิน เดิน เกย่ี เดิน ยา่ ง ยา่ ง ย่าง เต้นแร้ง เต้นแรง้ เตน้ แร้ง เต้นแร้ง เต้นแรง้ เต้นกา เตน้ แรง้ เตน้ กา เต้นกา เตน้ กา เตน้ กา เตน้ แรง้ เตน้ เตน้ กา กา ละเมอ ละเมอ ละเมอ ละเมอ ละเมอ ละเมอ ละเมอเพ้อ พบ
263 ภาษา ภาษาจีน ภาษาลาว ภาคกลาง แต้จว๋ิ ไหหลา แคะ ลาวแง่วเวยี ง ลาวแงว่ ลพบุรี ลาวชัยภูมิ จนั ทร์ สระบุรี รบี ร้อน จหี๋ มาง จห๋ี มาง จหี๋ มาง ฟ้าว ฟา้ ว ฟา้ ว หวั เราะ เกาซง่ิ เกาซงิ่ เกาซงิ่ หวั เราะ หวั เราะ หวั เราะ ร้องไห้ หนานโซ่ว ขา่ ว หนานโซ่ว ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ตารางที่ 8 คาแสดงกริ ยิ าอาการแปลก ๆ ภาษาลาวพวน เป็นภาษาท่ีมีสาเนียงการออกเสียงที่ต่างจากภาษาลาว มีการใช้ภาษาลาวพวนในหมู่ท่ี 5 บ้านหนองนาดา ตาบลหัวดง ภาษาลาวพวนท่ีแสดงถึงท่าทางกิริยาอาการต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันทา ให้เขา้ ใจในความหมายนนั้ ยกตัวอย่างดงั นี้ ลาวพวน ไทย คดึ ญะ หนกั ใจ คึดฮู้ คดิ ถงึ เจ้าเป็นไทบ้านเลอ คณุ เปน็ คนบ้านไหน เจ๊าแมน่ เผอ คุณเป็นใคร บา๊ จ๊อน กระรอก บา๊ แฮ้ง อแี ร้ง โบง่ /ซอ้ น ชอ้ น ป่วง เทยี่ วไปเร่ือย ป่องเอย๊ี ม หนา้ ต่าง ไปกะเลอ/ไปเก๋อ ไปไหน ไปแทบ้ ่ ไปจรงิ ๆหรือ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 614
Pages: