173 อย่างไรกต็ าม หากสถานประกอบการเกดิ อุบตั เิ หตุทตี่ ้องมอี าศยั ผูช้ านาญการหรอื เชี่ยวชาญมาทาการสอบสวนอุบตั เิ หตุ สถานประกอบการกจ็ าเป็นต้องแต่งตัง้ ทมี งานหรอื คณะกรรมการสอบสวนพเิ ศษ ขนึ้ มาเพ่ือทาหน้าที่สอบสวนในกรณีที่รา้ ยแรง เช่น กรณีท่ี โรงแรมรอยลั พลาซ่าถลม่ ทจ่ี งั หวดั นครราชสมี าเม่อื ปี 2535 มผี เู้ สยี ชวี ติ จานวนมากรว่ ม 300 คน โรงแรมพทั ยาจอมเทยี นเกดิ ไฟไหม้ เป็นตน้ ซง่ึ อุบตั เิ หตุทเ่ี กดิ มคี วามซบั ซอ้ น เสยี หายทงั้ คนและ ทรพั ยส์ นิ เป็นจานวนมาก โดยคณะกรรมการชุดน้ีจะประกอบดว้ ยผูเ้ ชย่ี วชาญเฉพาะสาขาวชิ า เฉพาะดา้ น โดยคณะกรรมชุดน้ีจะดาเนินการสอบสวนอุบตั เิ หตุเพ่อื หาสาเหตุ และมาตรการใน การป้องกนั แกไ้ ขรว่ มกบั ระดบั เจา้ หน้าทค่ี วามปลอดภยั ระดบั ต่างๆ ดว้ ย อปุ กรณ์ท่ีจาเป็นในการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ เม่อื เกดิ อุบตั เิ หตุขน้ึ ในสถานประกอบการ ผทู้ าหน้าทใ่ี นการสอบสวนจะต้องดาเนินการ สอบสวนหาสาเหตุทเ่ี กดิ ขน้ึ ดงั นนั้ ผทู้ าหน้าทส่ี อบสวนจะตอ้ งเตรยี มอุปกรณ์เพ่อื ใหพ้ รอ้ มในการ สอบสวน และอานวยความสะดวกในการบนั ทกึ เกบ็ ขอ้ มลู และหลกั ฐานใหส้ มบูรณ์ทส่ี ุด ซง่ึ อุปกรณ์ ต่างๆ ท่ใี ช้ในการเก็บข้อมูลรายลเอยี ดในการสอบสวนอุบตั เิ หตุต้องมคี วามพรอ้ ม สามารถใช้ งานไดต้ ลอดเวลาเมอ่ื มกี ารเกดิ อุบตั เิ หตุขน้ึ ในสถานประกอบการ โดยอุปกรณ์ต่างๆ ไดแ้ ก่ 1. กล้องถ่ายรปู กล้องจะเป็นในการเกบ็ บนั ทกึ จะใช้ในกรณีเก็บเป็นหลกั ฐาน ทางกฎหมาย หรอื คดี หรอื ใชเ้ ป็นสอ่ื ในการประชามสมั พนั ธเ์ รอ่ื งอุบตั เิ หตุ โดยกลอ้ งจะเป็นเคร่อื งมอื ทส่ี ามารถนามาช่วยในการเกบ็ หลกั ฐานทส่ี าคญั ไวใ้ หม้ กี ารคงอย่ขู องหลกั ฐานต่างๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ ได้ เพ่อื ประกอบการอธบิ ายใหเ้ หน็ ภาพชดั เจนมากขน้ึ ซง่ึ ควรจะเป็นกลอ้ งทใ่ี ชฟ้ ิลม์ เน่ืองจากปัจจบุ นั น้มี กี ลอ้ งดจิ ติ อลอาจไมเ่ หมาะสมเพราะอาจจะแต่งภาพ คลาดเคล่อื นจากความจรงิ ได้ อาจทาให้ รปู คดเี ปลย่ี นไปได้ 2. สมุดสาหรบั บนั ทึก สาหรบั บนั ทกึ สง่ิ ทม่ี คี วามผดิ ปกตติ ่างๆ หรอื การจด บนั ทกึ ความจาทน่ี อกเหนอื จากรายละเอยี ดในแบบฟอรม์ ไมไ่ ดบ้ อกไว้ 3. แป้นรองเขียน ดินสอ และปากกา เพ่อื ใชใ้ นการบนั ทกึ รายละเอยี ดเก่ยี วกบั การสอบสวนการเกดิ เหตุอุบตั เิ หตุ 4. แบบฟอรม์ ในการรายงานอบุ ตั ิเหตุ ซง่ึ แบบฟอรม์ จะมหี วั เรอ่ื งต่างๆ เรยี ง ตามลาดบั การสอบสวนอย่างเป็นขนั้ เป็นตอน ทาใหไ้ ม่หลงประเดน็ ในการสอบสวน ทาให้เป็น แนวทางในการสอบสวนไดอ้ ยา่ งดี 5. เคร่ืองบนั ทึกเสียง ใชส้ าหรบั บนั ทกึ คา/สานวน/ขอ้ ความต่างๆ ของผใู้ หข้ อ้ มลู หรอื พยานรเู้ หน็ เหตุการณ์ จะชว่ ยในการบนั ทกึ รายละเอยี ด 6. ถงุ มือ ใชส้ าหรบั หยบิ จบั วตั ถุต่างๆ ทเ่ี กดิ ในพน้ื ทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื ใหห้ ลกั ฐาน ไมค่ ลาดเคล่อื น
174 7. ไม้บรรทดั ตลบั เมตร หรือสายวดั ใช้สาหรบั วดั ระยะบรเิ วณพ้นื ท่ีเกิด เหตุการณ์ประสบเหตุ 8. เชือก หรือ สายริบบิ้น สาหรบั กนั พน้ื ทบ่ี รเิ วณเกดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื กาหนดแนว เขตไมใ่ หบ้ ุคคลทไ่ี มเ่ กย่ี วขอ้ งเขา้ มา เพราะอาจจะทาลายหลกั ฐานเหล่านนั้ ก่อน 9. กล่องหรือภาชนะเกบ็ ตวั อย่าง สาหรบั เก็บวตั ถุพยานบางอย่างทอ่ี ย่ใู น บรเิ วณพน้ื ทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุ 10. เทปติดกระดาษ สาหรบั ทาสญั ลกั ษณ์วตั ถุพยานประกอบหลกั ฐานขอ้ มลู ท่ี สาคญั 11. แว่นหรือกล้องขยาย ใชส้ าหรบั กรณีทเ่ี หตุการณ์นนั้ ไมส่ ามารถมองเหน็ ชดั ดว้ ยตาเปล่า หรอื วตั ถุพยานมชี น้ิ สว่ นทเ่ี ลก็ ไมส่ ามารถมองดว้ ยตาเปลา่ ได้ 12. เขม็ ทิศ ใชใ้ นการวดั ทศิ ทางของวตั ถุพยาน 13. แผนผงั โรงงาน ใชส้ าหรบั ดแู ปลนโรงงาน ทเ่ี ป็นลกั ษณะทอ่ี าจจะทาใหก้ าร วางผงั โรงงานไม่เหมาะสมทาให้เกิดอุบตั เิ หตุ เพ่อื นามาพจิ ารณาในการหาสาเหตุในการเกดิ อุบตั เิ หตุได้ 14. อปุ กรณ์อื่นๆ ไดแ้ ก่ 14.1 กลอ้ งบนั ทกึ ภาพเคล่อื นไหว อาจนมาใชป้ ระกอบเพิ่มเตมิ ขอ้ มลู กรณี เหตุการณ์ตอ้ งการดขู อ้ มลู ภายหลงั ซ้าในการดพู ยานบคุ คล สถานท่ี และบรเิ วณทเ่ี กดิ เหตุ 14.2 เทปกระดาษสะทอ้ นแสง ใชก้ นั้ ในบรเิ วณทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื กนั ไม่ให้ บุคคลทไ่ี มเ่ กย่ี วขอ้ งเขา้ มารบกวนหรอื ทาลายหลกั ฐานทส่ี าคญั ๆ 14.3 ป้ายแขวน สาหรบั การเขยี นขอ้ ความหา้ มไมใ่ หผ้ ทู้ ไ่ี ม่มสี ว่ นเกย่ี วขอ้ ง เขา้ มาในบรเิ วณทม่ี ปี ้าย เทคนิคในการสอบสวนการเกิดอบุ ตั ิเหตุ การสอบสวนอุบตั เิ หตุจาเป็นต้องอาศยั เทคนิคในดาเนินการโดยบุคคลท่ที ่มี คี วามรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ โดยเฉพาะตอ้ งอาศยั เทคนิคต่างๆ มาใชใ้ นการสอบสวนเพ่อื ให้ ไดข้ อ้ มลู และผลการสอบสวนทม่ี ขี อ้ มลู น่าเช่อื ถอื และถูกตอ้ งสมบูรณ์ โดยมเี ทคนิคในการสอบสวน ทด่ี ี ดงั น้ี (อภริ ดี ศรโี อภาส, 2560, หน้า 2-28,2-30) 1. เทคนิ คการตอบโต้เหตุการณ์อย่างเหมาะสม เป็นการดาเนินการขนั้ แรกเม่อื เกดิ อุบตั เิ หตุเกดิ ขน้ึ โดยมเี ทคนิคการดาเนนิ การ ดงั น้ี 1.1 การเขา้ ควบคุมเหตุการณ์บรเิ วณทเ่ี กดิ เหตุทนั ทที ไ่ี ดร้ บั แจง้ เพ่อื ไมไ่ หมก้ ารทาลาย หลกั ฐานก่อน 1.2 การปฐมพยาบาลผทู้ ไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ เบอ้ื งตน้ ก่อนนาสง่ โรงพยาบาล
175 1.3 การควบคุมไม่ใหผ้ ลของความเสยี หายทเ่ี กดิ ขน้ึ จากอุบตั เิ หตุกระจายออกไปสู่ บรเิ วณอ่นื 1.4 เกบ็ รกั ษาหลกั ฐานในทเ่ี กดิ เหตุไมใ่ หเ้ ปลย่ี นแปลง สญู หายหรอื ถูกทาลาย 1.5 แจง้ ใหผ้ บู้ รหิ ารระดบั สูงรบั ทราบขอ้ มลู เบอ้ื งต้นของการเกดิ อุบตั เิ หตุก่อนจดั ทา รายงานการสอบสวนอุบตั เิ หตุอยา่ งละเอยี ด 2. เทคนิคการเกบ็ รวบรวมข้อมลู และหลกั ฐาน เป็นเทคนิคทม่ี คี วามสาคญั มาในการ สอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุและหาหลกั ฐานใหม้ คี วามสมบรู ณ์ทจ่ี ะนาไปส่กู ารวเิ คราะหห์ าสาเหตุท่ี แทจ้ รงิ ของการเกดิ อุบตั เิ หตุได้ โดยมเี ทคนคิ ทส่ี าคญั ดงั น้ี 2.1 การสมั ภาษณ์ เป็นการซกั ถามขอ้ มลู และคน้ หารายละเอยี ดของการเกดิ อุบตั เิ หตุ จากผู้ท่เี ก่ยี วข้อง ได้แก่ ผูป้ ระสบอนั ตราย ผูเ้ หน็ เหตุการณ์ หวั หน้างาน หรอื เพ่อื นร่วมงานท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั งานในบรเิ วณนัน้ ซง่ึ การสมั ภาษณ์ท่ดี จี ะต้องมกี ารส่อื ความเขา้ ใจแบบการพูดคุย ส่อื สารสองทางโต้ตอบให้เหน็ การแสดงกรยิ าท่าทางประกอบ การสมั ภาษณ์ควรทาการสมั ภาษณ์ ส่วนตวั ระหว่างผู้สมั ภาษณ์กบั ผู้ถูกสัมภาษณ์ ควรสรา้ งบรรยากาศเป็นกนั เองในการสมั ภาษณ์ เพ่อื ไมใ่ หเ้ กดิ ความรสู้ กึ อดึ อดั ไมส่ บายใจ และควรชแ้ี จงวตั ถุประสงคใ์ นการสมั ภาษณ์ เปิดโอกาส ใหผ้ ูถ้ ูกสมั ภาษณ์ได้มโี อกาสซกั ถามขอ้ มูลยอ้ นกลบั และหา้ มใชค้ าถามนาในการสมั ภาษณ์ แต่ เปิดโอกาสใหผ้ ถู้ กู สมั ภาษณ์อธบิ ายรายละเอยี ด 1. บคุ คล ทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ คอื ใคร (Who) 2. สถานท่ี ทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุเกดิ ขน้ึ บรเิ วณทไ่ี หน (Where) 3. เวลา อุบตั เิ หตุเกดิ ขน้ึ เมอ่ื ไหร่ (When) 4. สาเหตุ ทาไมจงึ เกดิ อุบตั เิ หตุ (Why) 5. ลาดบั เหตุการณ์อะไรเกดิ ขน้ึ (What) 6. วธิ กี ารป้องกนั (How) จะสามารถหาแนวทางป้องกนั อย่างไร ท่จี ะไมใ่ หม้ กี าร เกดิ ขน้ึ ซ้าอกี ดงั นนั้ ในการสมั ภาษณ์นนั้ สมั ภาษณ์ควรบนั ทกึ ขอ้ มลู สาคญั ทไ่ี ดจ้ ากการสมั ภาษณ์ลงใน แบบฟอรม์ การบนั ทกึ คาใหส้ มั ภาษณ์ของพยาน ดงั ตวั อยา่ งในภาพท่ี 19 2.2 การวาดภาพเหตุการณ์ประกอบ ซ่งึ จะช่วยใหผ้ ไู้ ด้รบั รายงานการเกดิ อุบตั เิ หตุ ไดเ้ หน็ ภาพของการเกดิ อุบตั เิ หตุอยา่ งชดั เจน 2.3 การถ่ายรูปภาพหรอื บันทกึ ภาพ ทาให้เห็นลักษณะบรเิ วณท่เี กิดเหตุการณ์ ประสบอนั ตราย เคร่อื งจกั รท่เี กิดอุบตั ิเหตุ ซ่งึ จะสามารถนามาใช้ประกอบการเป็นหลกั ฐาน สาคญั การสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุได้ 2.4 การแสดงซ้า ให้ดู โดยผู้สมั ภาษณ์จะต้องขอให้ผู้ถูกสมั ภาษณ์แสดงภาพก่อน การเกดิ อุบตั เิ หตุใหด้ ู เพอ่ื จะไดเ้ หน็ ภาพวธิ กี ารทางานอยา่ งชดั เจนก่อนการเกดิ อุบตั เิ หตุ
176 2.5 การตรวจสอบอุปกรณ์ เคร่อื งมอื และเคร่อื งจกั ร ในการสอบสวนอุบตั ิเหตุท่ี เกย่ี วขอ้ งกบั อุปกรณ์ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั ร ผทู้ าการสอบสวนจะต้องตรวจดสู ภาพเครอ่ื งจกั รเป็น ลกั ษณะพรอ้ มใชง้ าน หรอื มปี ัญหาชารดุ หรอื ไม่ หรอื ไมเ่ หมาะสม เป็นการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพ ของเครอ่ื งจกั ร ซง่ึ การเกดิ อุบตั เิ หตุอาจมาจากเครอ่ื งจกั ร 2.6 การตรวจสอบขอ้ มลู ในการสอบสวนต้องมกี ารตรวจดูขอ้ มลู ของผปู้ ระสบอนั ตราย เพ่อื เป็นขอ้ มูลประกอบการคน้ หาสาเหตุของอุบตั เิ หตุ ไดแ้ ก่ ขอ้ มลู ในการฝึกอบรม ขอ้ มลู การ ซ่อมบารงุ เคร่อื งจกั ร ขอ้ มลู การรายงานการตรวจสอบความปลอดภัย และมาตรฐานการทางาน และขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน 3. เทคนิคการวิเคราะหห์ าสาเหตขุ องการเกิดอบุ ตั ิเหตุ เป็นการพจิ ารณาถงึ สาเหตุ ของการเกดิ อุบตั เิ หตุ ซง่ึ แบ่งออกไดด้ งั น้ี สาเหตุพน้ื ฐานอนั เกดิ มาจากปัจจยั ดา้ นคน และปัจจยั ดา้ นงาน และสาเหตุขณะนนั้ อนั เกดิ จากการกระทาไม่ปลอดภยั (Unsafe Act) และสภาพการณ์ ทไ่ี มป่ ลอดภยั (Unsafe Condition) 4. เทคนิ คการกาหนดวิธีการแก้ไขและมาตรการในการป้องกนั อบุ ตั ิเหตุ มาตรการ ดา้ นความปลอดภยั ในการทางาน หลกั 4E ไดแ้ ก่ 4.1 มาตรการดา้ นวศิ วกรรม (Engineering) โดยการใช้ความรดู้ า้ นวศิ วกรรมมาใช้ ในการออกแบบเครอ่ื งจกั ร เครอ่ื งมอื และสภาพการใชง้ านใหป้ ลอดภยั 4.2 มาตรการดา้ นการศกึ ษา (Education) เป็นการใหก้ ารศกึ ษา ฝึกอบรมใหค้ วามรู้ ในการทางานใหเ้ กดิ ความปลอดภยั 4.3 มาตรการด้านกฎ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั (Enforcement) สถานประกอบการต้อง ออกกฎระเบยี บ ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามอยา่ งเครง่ ครดั เพอ่ื ป้องกนั การเกดิ อนั ตรายในการทางาน 4.4 มาตรการดา้ นการกระตุน้ เตอื น (Encouragement) ใชจ้ ติ วทิ ยาในการหาแนวทาง กระตุน้ เตอื นใหต้ ระหนกั ในความปลอดภยั หรอื จดั กจิ กรรมส่งเสรมิ สนบั สนุนดา้ นความปลอดภยั จากมาตรการหลกั ความปลอดภยั ดว้ ยการใชห้ ลกั 4E น้ีหน่วยงานควรพจิ ารณาแก้ไข ปัญหาโดยมกี ารจดั ทาคะแนนงานหรอื โครงการเพ่อื แก้ไขปัญหาดว้ ยการกาหนดแผนระยะสนั้ และแผนระยะยาว 5. เทคนิ คการติดตามประเมินผล จะต้องมกี ารมอบหมายผูร้ บั ผดิ ชอบหรอื แต่งตงั้ กรรมการตรวจประเมนิ ตดิ ตามผล เป็นระยะอย่างต่อเน่ืองเพ่อื นาผลเหล่านนั้ มาทาการปรบั ปรุง แกไ้ ข และหามาตรการในการป้องกนั อุบตั เิ หตุไปปฏบิ ตั ิ โดยแบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะ 5.1 การตดิ ตามประเมนิ ผลระหว่างดาเนินการแกไ้ ขปัญหา เป็นการตดิ ตามการนา วธิ กี ารแก้ไขปัญหาไปส่กู ารปฏบิ ตั วิ ่ามกี ารปฏบิ ตั จิ รงิ และรวดเรว็ หรอื ไม่ หากไมส่ ามารถปฏบิ ตั ิ ไดใ้ หร้ บี แกไ้ ข
177 5.2 การตดิ ตามประเมนิ ผลความสาเรจ็ ของวธิ กี ารและมาตรการในการแก้ไขปัญหา หลงั จากการนาไปปฏบิ ตั แิ ลว้ ซ่งึ ต้องมีการตดิ ตามประเมนิ ผลเป็นระยะ เพ่อื ให้แน่ใจว่าวธิ กี าร หรอื มาตรการและวธิ กี ารมคี วามเหมาะสมหรอื ไม่ 6. เทคนิ คการบนั ทึกรายงานสอบสวนการเกิดอบุ ตั ิเหตุ เป็นวธิ กี ารรวบรวมขอ้ มูล จากการสอบสวนอุบตั เิ หตุเพ่อื ใชเ้ ป็นขอ้ มลู พน้ื ฐานในการวเิ คราะหห์ าสาเหตุของการเกดิ อุบตั เิ หตุ รวมทงั้ การนาเสนอมาตรการและวธิ กี ารป้องกนั การเกดิ อุบตั เิ หตุต่อไป ในการสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุในสถานทท่ี างานจงึ ต้องมแี บบฟอรม์ ในการสอบสวน เพ่อื เป็นการบนั ทกึ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั การเกดิ อุบตั เิ หตุ สาเหตุการเกดิ ผทู้ เ่ี ก่ยี วขอ้ ง และเป็น เกบ็ หลกั ฐานรายละเอยี ดไวใ้ นการปรบั ปรุงหาแนวทางในการป้องกนั เก่ยี วกบั อุบตั เิ หตุขน้ึ ซ้า ซง่ึ แบบฟอรม์ ในการสารวจหรอื การบนั ทกึ การสมั ภาษณ์จงึ มคี วามสาคญั ในการบนั ทกึ หลกั ฐาน ดงั ตวั อยา่ งแบบฟอรม์ การบนั ทกึ คาใหส้ มั ภาษณ์ของพยานในการสอบสวนอุบตั เิ หตุ ในภาพท่ี 3.10
178 ตวั อย่างแบบฟอรม์ การบนั ทึกคาให้สมั ภาษณ์ของพยานในการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ รหสั ขอ้ มลู ท่ี ......... ส่วนท่ี 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไป วนั เดอื น ปี ทส่ี มั ภาษณ์ ............................... เวลา ................ น. ระยะการสมั ภาษณ์ ................. ชม./นาที สถานทส่ี มั ภาษณ์ .......................................................................................................................................... ผทู้ าการสมั ภาษณ์ นาย /นาง/นางสาว ............................................... ตาแหน่งงาน ....................................... หน้าท.่ี ............................................................. แผนก/ฝ่าย ........................................................................... วนั เดอื น ปี ทเ่ี กดิ เหตุการณ์/อุบตั เิ หตุ .............................................................. เวลา ...........................น. ชอ่ื – สกลุ ผปู้ ระสบอนั ตราย/อุบตั เิ หตุ .............................................................................................................. ตาแหน่งงาน ................................................ ลกั ษณะงานทป่ี ฏบิ ตั งิ าน ............................................................ แผนก/ฝ่าย .................................................................................................... ทอ่ี ยู่ ............................................................................................................................................................... ส่วนท่ี 2 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของพยาน พยานผเู้ หน็ เหตุการณ์ นาย/นางสาว /นาง .......................................................................................................... อายุ .................ปี เพศ ......................ทอ่ี ย่ปู ัจจุบนั ............................................................................................. ..................................................................................................................... เบอรโ์ ทรศพั ท์ ............................. ตาแหน่งงาน ...............................................................................แผนก/ฝ่าย....................................................... ลกั ษณะหน้าทท่ี ป่ี ฏบิ ตั ิ ........................................................................................................................................ ส่วนท่ี 3 รายละเอียดของการสมั ภาษณ์พยาน ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………… ขา้ พเจา้ ขอรบั รองวา่ ขอ้ ความทป่ี รากฏในเอกสารน้เี ป็นจรงิ ทกุ ประการ ลงชอ่ื .................................................. (…………………………………..) พยาน ลงชอ่ื .................................................. (…………………………………..) ผสู้ มั ภาษณ์ (สาเนาใหพ้ ยานเกบ็ ไว้ 1 ฉบบั ) ภาพท่ี 3.10 ตวั อยา่ งแบบฟอรม์ การบนั ทกึ คาใหส้ มั ภาษณ์ของพยานในการสอบสวนอุบตั เิ หตุ ทม่ี า: อภริ ดี ศรโี อภาส, 2560, หน้า 2-39.
179 การบนั ทึกรายงานการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ การบนั ทกึ รายงานการเกดิ อุบตั เิ หตุ เป็นการรวบรวมขอ้ มลู ทเ่ี กย่ี วกบั การสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื นาขอ้ มูลไปเป็นหลกั ฐานในการวเิ คราะห์หาสาเหตุ ของการเกดิ อุบตั เิ หตุ เพ่อื หา แนวทางป้องกนั แกไ้ ขไมใ่ หเ้ กดิ อุบตั เิ หตุเกดิ ขน้ึ อกี อกี ทงั้ การบนั ทกึ รายงานการเกดิ อุบตั เิ หตุยงั นาเป็นหลกั ฐานในการประกอบการวนิ ิจฉัย วตั ถปุ ระสงคข์ องการบนั ทึกรายงานการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ 1. เพ่อื เกบ็ รวบรวมเป็นขอ้ มูลและสถติ ใิ นการเกดิ อุบตั เิ หตุ การจ่ายเงนิ ทดแทน การ วเิ คราะหแ์ ละการสอบสวนอุบตั เิ หตุ 2. เพ่อื เป็นแนวทางในการดาเนินงานป้องกนั อุบตั เิ หตุ หลกั การบนั ทึกรายงานการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ 1. จะต้องมกี ารบนั ทกึ และรายงานการรายงานการเกดิ อุบตั เิ หตุทุกครงั้ (แมจ้ ะเป็นการ บาดเจบ็ เลก็ น้อยกต็ าม) 2. รายงานจะตอ้ งประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การวเิ คราะหเ์ หตุการณ์ การสอบสวน สาเหตุของการเกดิ อุบตั เิ หตุ ขอ้ เสนอแนะในการแกไ้ ขป้องกนั และการสงั่ การของฝ่ายปรหิ าร 3. รายงานอุบตั เิ หตุตอ้ งมลี กั ษณะงา่ ยต่อการรวบรวมหรอื แยกประเภทตามลกั ษณะของ สาเหตุหรอื การบาดเจบ็ เพ่อื เป็นประโยชน์ในทางสถติ แิ ละวเิ คราะหใ์ ชใ้ นการป้องกนั อุบตั เิ หตุ การจา่ ยเงนิ ทดแทนและอ่นื ๆ ต่อไป วิธีเขียนบนั ทึกรายงานการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ การบนั ทกึ รายงานการสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุ นับว่าเป็นการสรุปรวบรวมขอ้ มลู ทไ่ี ด้ จากการสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุ เพ่อื เสนอต่อผู้บรหิ าร และใชเ้ ป็นขอ้ มลู พน้ื ฐานในการวเิ คราะห์ อุบตั เิ หตุเพ่อื นาไปสู่การหนมาตรการ แนวทางในการแก้ไข ปรบั ปรุง ดงั นัน้ วธิ กี ารเขยี นรายงาน การสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุจงึ ตอ้ งมกี ารกาหนดรายละเอยี ดขอ้ มลู ต่างๆ ทต่ี อ้ งทาดงั น้ี 1. รายละเอียดของผ้ปู ระสบอนั ตรายหรืออุบตั ิเหตุ/บาดเจบ็ เป็นขอ้ มลู ท่สี าคญั อนั ดบั แรกของการเขยี นรายงาน เพราะจะได้ทราบถงึ ประวตั ิ ภูมหิ ลงั ส่วนบุคคลของผู้ประสบ อนั ตราย บาดเจบ็ โดยขอ้ มลู ประกอบดว้ ย ช่อื นามสกุล เลขประจาตวั พนกั งาน อายุ เพศ แผนก ทส่ี งั กดั การศกึ ษา ตาแหน่งงานปัจจุบนั ลกั ษณะของงานทท่ี า สถานทข่ี องแผนก ประสบการณ์ หรอื อายงุ านในปัจจบุ นั เป็นตน้ 2. ความรนุ แรงของอบุ ตั ิเหตุท่ีได้รบั เป็นส่วนทใ่ี หข้ อ้ มลู เกย่ี วกบั การเกดิ อุบตั เิ หตุทม่ี ี ผลต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบุส่วนของร่างกายท่ไี ด้รบั บาดเจบ็ และบาดเจบ็ อย่างไร รวมทงั้ การไดร้ บั อนั ตรายในส่วนของการไดร้ บั สารเคมกี ระเดน็ โดนส่วนทส่ี าคญั ของรา่ งกาย เช่น ดวงตา จมกู เป็นต้น และการไดร้ บั ผลกระทบน้ีได้รบั การปฐมพยาบาลเบ้อื งต้นอย่างไร นาส่ง สถานพยาบาลแหลง่ ใด ไดร้ บั การรกั ษาดว้ ยวธิ กี ารอยา่ งไร ตอ้ งหยดุ งานหรอื ไม่ หรอื เสยี ชวี ติ
180 3. รายละเอียดของการเกิดอบุ ตั ิเหตหุ รือประสบอนั ตราย 3.1 งานทท่ี าขณะเกดิ อุบตั เิ หตุ ควรกาหนดลกั ษณะของการกระทาทเ่ี ฉพาะลงไป ในขณะเกดิ อุบตั เิ หตุ ตลอดจนระบถุ งึ วสั ดุ เครอ่ื งมอื หรอื อุปกรณ์ทก่ี าลงั ถอื หรอื ใชอ้ ยขู่ ณะนนั้ 3.2 เกดิ อะไรขน้ึ โดยอธบิ ายใหไ้ ดว้ ่าอุบตั เิ หตุนนั้ เกดิ ขน้ึ อยา่ งไร เชน่ ทาไมคนงาน จงึ ทางานในลกั ษณะนนั้ สภาพการณ์ตอนนนั้ เป็นอยา่ งไร มบี ุคคลอ่นื เกย่ี วขอ้ งดว้ ยเช่นไร เป็นตน้ 4. วาดภาพประกอบ การบนั ทกึ ภาพประกอบในปัจจุบนั น้ีมเี ทคโนโลยมี าช่วยการบนั ทกึ หลายวธิ ดี ้วยกลอ้ งระบบต่างๆ โทรศพั ทม์ อื ถอื สมารท์ โฟน ซ่งึ การบนั ทกึ เหล่าน้ีจะช่วยในการ สอบสวนอุบตั เิ หตุได้ทนั เวลา หรอื จะเป็นวาดภาพประกอบก็ได้ เหล่าน้ีต้องอาศยั การอธบิ าย รายละเอยี ดการเกดิ อุบตั เิ หตุหรอื เหตุการณ์ต่างๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา่ งละเอยี ดเป็นขนั้ ตอน ซง่ึ สะทอ้ น ใหเ้ หน็ ความชดั เจนในส่วนทส่ี าคญั ในการบนั ทกึ การเกดิ อุบตั เิ หตุ เพราะเหน็ ภาพประกอบลกั ษณะ การเกดิ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน และยงั ใชเ้ ป็นขอ้ มลู สาคญั ในการวเิ คราะหก์ ารเกดิ อุบตั เิ หตุไดด้ ว้ ย 5. ชนิดของวตั ถหุ รอื สารที่ทาให้เกิดอนั ตราย หากเป็นลกั ษณะการเกดิ อุบตั เิ หตุจาก สารเคมี น้ายาทเ่ี ป็นอนั ตราย ผทู้ าหน้าทใ่ี นการสอบสวนจาต้องทราบช่อื ทเ่ี ป็นตวั สาคญั ของสารเคมี เหล่านนั้ จงึ ต้องมกี ารเขยี นช่อื ตวั สารเคมอี ยา่ งละเอยี ด ผลของการได้รบั อุบตั เิ หตุ วธิ กี ารแกไ้ ข เมอ่ื เกดิ เหตุ สารเคมหี กใส่ หรอื กระเดน็ ใส่ โดยระบุช่อื วตั ถุหรอื สารอนั ตรายเป็นช่อื ทงั้ ภาษาไทย และภาษาองั กฤษ เพ่อื ใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญไดว้ เิ คราะห์ 6. การวิเคราะหส์ าเหตกุ ารเกิดอบุ ตั ิเหตุหรือเจบ็ ป่ วย เป็นสงิ่ สาคญั ทต่ี ้องใหส้ อบสวน อุบตั เิ หตุจะต้องดาเนินการวเิ คราะห์หาสาเหตุของการเกดิ อุบตั เิ หตุไม่ว่าจะเป็นสาเหตุพน้ื ฐาน และสาเหตุขณะนัน้ เพ่อื นาไปสู่การหาแนวทาง และมาตรการในการป้องกนั แก้ไขเหตุการณ์ท่ี เกดิ ขน้ึ ต่อไป 7. ข้อเสนอแนะหรือความเหน็ ของผทู้ ารายงานหรือผู้สอบสวนอบุ ตั ิเหตุ เป็นการ นาเสนอวธิ กี ารแกไ้ ขปัญหา โดยใชห้ ลกั การ 4E เขา้ มาช่วย ไดแ้ ก่ วศิ วกรรม การศกึ ษากฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั และการกระตุน้ เตอื น ซง่ึ ทาใหเ้ หน็ ถงึ ขอ้ ผดิ พลาดนาไปส่กู ารแก้ไขเก่ยี วกบั สภาพการณ์ อนั ไมป่ ลอดภยั ขอ้ บกพร่องในการบรหิ าร และแนวทางในการแก้ไขปรบั ปรุง เพ่อื หลกี เลย่ี งการ เกดิ อุบตั เิ หตุเชน่ นนั้ อกี 8. หลกั ฐานและเอกสารประกอบ เป็นหาขอ้ มลู เพ่อื เป็นหลกั ฐานเพมิ่ เตมิ ทเ่ี ป็นเอกสาร เก่ยี วกบั การเกดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื ใช้ประกอบแบบบนั ทกึ รายงานการสอบสวนอุบตั เิ หตุ เช่น แบบ สมั ภาษณ์พยาน ภาพถ่ายสถานทเ่ี กดิ เหตุเพม่ิ เตมิ อาจจะนาทะเบยี นประวตั พิ นกั งานผปู้ ระสบ อนั ตรายมาประกอบกไ็ ด้ เป็นตน้ แต่ถา้ ไมส่ ามารถนามาประกอบกไ็ ด้ 9. ผสู้ อบสวนอบุ ตั ิเหตุ หมายถงึ ผทู้ ท่ี าการสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุทไ่ี ดร้ บั การแต่งตงั้ โดยใหม้ กี ารลงนามกากบั ไวเ้ ป็นหลกั ฐานทา้ ยบนั ทกึ รายงานการสอบสวนอุบตั เิ หตุ ซง่ึ ผสู้ อบสวน
181 อุบตั เิ หตุตามกฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบรหิ ารและการจดั การด้านความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน พ.ศ. 2549 ทก่ี ล่าวไวข้ า้ งตน้ แบบฟอรม์ บนั ทึกรายงานการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ แฟ้มขอ้ มลู ท่ี 002 รายละเอียดของผปู้ ระสบภยั อนั ตราย/อบุ ตั ิเหตุ ช่อื -สกุล ................................ เลขประจาตวั ...................................... สงั กดั ............................................................. อาย.ุ .......... ปี เพศ...............ระดบั การศกึ ษา ............................................................................................................ ตาแหน่ง/หน้าท.่ี .....................................................................................................อายงุ าน...................................ปี วนั เดอื นปีทเ่ี กดิ เหตุ.................................. เวลา....................น. สถานทเ่ี กดิ เหตุ........................................................ งานทท่ี าขณะเกดิ เหต.ุ ............................................................................................................................................... ความรนุ แรงของอบุ ตั ิเหตุ ไมไ่ ดร้ บั บาดเจบ็ ไดร้ บั บาดเจบ็ ระบสุ ว่ นของรา่ งกาย น้ิวหวั แมม่ อื ขาด 1 น้ิว ปฐมพยาบาล นาสง่ สถานพยาบาล ไมห่ ยดุ งาน หยดุ งาน เสยี ชวี ติ รายละเอียดการเกิดอบุ ตั ิเหตุ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................ ภาพประกอบ
182 การวิเคราะหส์ าเหตกุ ารเกิดอบุ ตั ิเหตุ สภาพการณ์ทไ่ี มป่ ลอดภยั สาเหตขุ ณะนัน้ ............................................................................. ............................................................................. การกระทาทไ่ี มป่ ลอดภยั ............................................................................. .................................................................................. ............................................................................. .................................................................................. ปัจจยั จากงาน .................................................................................. .............................................................................. .................................................................................. .............................................................................. สาเหตพุ นื้ ฐาน .............................................................................. ปัจจยั จากคน ................................................................................. ................................................................................. ................................................................................. ข้อเสนอแนะสาหรับการ ผรู้ บั ผดิ ชอบ กาหนดแลว้ เสรจ็ ผตู้ ดิ ตาม แกไ้ ข/ป้องกนั 1. 2. 3. 4. หลกั ฐานและเอกสารประกอบ (ถ้าม)ี 1. ..................................................................... 2. ..................................................................... 3. ..................................................................... 4. ..................................................................... 5. ..................................................................... ลงนามสอบสวนอบุ ตั เิ หตุ ................................................... (..................................................) ตาแหน่ง...................................... ................................................... (..................................................) ตาแหน่ง...................................... ................................................... (..................................................) ตาแหน่ง...................................... วนั ท่ี ..........................................
183 แนวทางในการวิเคราะหห์ าสาเหตุการเกิดอบุ ตั ิเหตุ การวเิ คราะห์หาสาเหตุของการเกดิ อุบตั ิเหตุในสถานประกอบการ เป็นการหาสาเหตุ การเกิดโดยทวั่ ไปการเกิดอุบตั ิเหตุมคี วามซับซ้อน เพ่อื ให้การวิเคราะห์หาสาเหตุการเกิด อุบตั เิ หตุมแี นวทางท่ชี ดั เจนมากยงิ่ ข้นึ ควรจะต้องพจิ ารณาปัจจยั ท่เี ก่ยี วข้อง 2 สาเหตุหลกั สาคญั ของการเกดิ อุบตั เิ หตุ ดงั ตารางท่ี 3.5 ตารางที่ 3.5 สาเหตุของการเกดิ อุบตั เิ หตุ สาเหตพุ นื้ ฐาน ปัจจยั จากคน ปัจจยั จากงาน 1. สภาวะร่างกายและจิตใจไม่อยู่ในภาวะปกติ หรือไม่ 1. ขาดการควบคมุ ดแู ลการปฏบิ ตั งิ าน หรอื ไมเ่ หมาะสม เหมาะสม 2. รา่ งกายไดร้ บั ความทบกระเทอื นดา้ นจติ ใจและงาน 2.การควบคุมทางวิศวกรรม และออกแบบเคร่ืองมือ เครอ่ื งจกั รไมไ่ ดม้ าตรฐาน 3. ขาดความรู้ ทกั ษะ และความชานาญหรอื ประสบการณ์ 3. เครอ่ื งจกั รขาดการบารุงรกั ษาตามระยะเวลากาหนด ทาให้ ชารุด ไมพ่ รอ้ มจะใชง้ าน 4. สภาวะจติ ใจหรอื อารมณ์ไมเ่ หมาะสม 4. เคร่ืองมืออุปกรณ์ไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสมตาม มาตรฐาน 5. ความประมาท ความรเู้ ท่าไมถ่ งึ การณ์ 5. มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านไมเ่ พยี งพอ หรอื ไมเ่ หมาะสม 6. ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามคาเตอื น กฎ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั 6. ลกั ษณะงานยากเกนิ ไปสาหรบั บุคคลปฏบิ ตั ิ 7. ความเชอ่ื และทศั นคตไิ มด่ ี สาเหตขุ ณะนัน้ การกระทาไมป่ ลอดภยั สภาพการณ์ไม่ปลอดภยั 1. การปฏบิ ตั งิ านลดั ขนั้ ตอน 1. บรเิ วณพ้นื ทท่ี างานมคี ราบน้ามนั พ้นื ขรุขระ มวี สั ดุ เศษ เหลก็ หรอื ของมคี มตกทพ่ี น้ื 2. การใชเ้ ครอ่ื งจกั ร เครอ่ื งมอื ไมถ่ กู วธิ ี 2. สถานทท่ี างานสกปรก วางสงิ่ ของกดี ขวาง ไมเ่ ป็นระเบยี บ 3. ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามค่มู อื การทางาน 3. ไมม่ รี ะบบระบายอากาศหรอื การถ่ายเทอากาศไมเ่ พยี งพอ 4. การปฏบิ ตั งิ านโดยไมม่ หี น้าทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 4. แสงสว่างไมเ่ พยี งพอ หรอื แสงสว่างจา้ เกนิ ไป 5. ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ในการทางาน 5. บรเิ วณสถานทป่ี ฏบิ ตั งิ านมเี สยี งดงั เกนิ กาหนด 6. ไมใ่ ชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คลขณะปฏบิ ตั งิ าน 6. ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายท่ีเคร่ืองจักรในจุดท่ีเป็ น อนั ตราย 7. ความประมาท หยอกลอ้ กนั ขณะปฏบิ ตั งิ านกบั เครอ่ื งจกั ร 7. อุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อันตรายส่วนบุคคลไม่มเี พยี งพอ และไมเ่ หมาะสม 8. การถอดหรอื ดดั แปลงอุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายทเ่ี ครอ่ื งจกั ร 8.ไมม่ กี ารตดิ ตงั้ สญั ญาณเตอื นภยั 9. การซ่อมแซม หรอื ทาความสะอาดเคร่อื งจกั รโดยไม่หยุด 9. ไม่มีป้ายความปลอดภัยแสดงไว้ในโรงงานหรือสถาน เครอ่ื ง ประกอบการ 10. ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามขอ้ บงั คบั ในการใชเ้ ครอ่ื งจกั รอย่างถกู วธิ ี 10.มฝี ่นุ ละออง ไอระเหย สารเคมหี รอื สารพษิ กระจาย
184 แบบบนั ทึกรายงานการสอบสวนการเกิดอบุ ตั ิเหตุ แฟ้มขอ้ มลู ท่ี 002 รายละเอียดของผ้ปู ระสบภยั อนั ตราย/อบุ ตั ิเหตุ ช่อื -สกลุ นายสาขา วชิ า เลขประจาตวั 50111 สงั กดั แผนกผลติ อายุ 22 ปี เพศ ชาย ระดบั การศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาชนั้ ปีท่ี 3 ตาแหน่ง/หน้าท่ี ขนั สกรชู น้ิ งาน อายงุ าน 1 เดอื น วนั เดอื นปีทเ่ี กดิ เหตุ 14 มนี าคม 2560 เวลา 16.30 น. สถานทเ่ี กดิ เหตุ แผนกขนั สกรู งานทท่ี าขณะเกดิ เหตุ ขนั สกรชู น้ิ งานลงแผน่ บอรด์ ความรนุ แรงของอบุ ตั ิเหตุ ไมไ่ ดร้ บั บาดเจบ็ ไดร้ บั บาดเจบ็ ระบสุ ว่ นของรา่ งกาย น้ิวกลางขา้ งขวากระดกู แตก ขอ้ ท่ี 2 แตก ปฐมพยาบาล นาสง่ สถานพยาบาล ไมห่ ยดุ งาน หยดุ งาน เสยี ชวี ติ รายละเอียดการเกิดอบุ ตั ิเหตุ ขณะกาลงั ปฏบิ ตั งิ านขนั สกรลู งแผน่ บอรด์ ไดใ้ ชม้ อื รองสอดเขา้ ไปใตเ้ คร่อื งขนั สกรแู ละขณะนนั้ เกดิ อาการง่วงนอนทาใหเ้ ผลอไปเหยียบปุ่มกดท่ีเท้าข้างขวาซ่ึงเป็นปุ่มกดเพ่อื ตอกสกรูลงแผ่นบอร์ดทาให้ตวั กดสกรู กระแทกเข้าท่ีมือข้างขวาโดนน้ิวกลางข้างขวาแตก ขณะนัน้ จึงชกั มือข้างขวาออกและเพ่ือนร่วมงานได้พบเห็น เหตุการณ์จงึ ช่วยนายสาผปู้ ระสบเหตุสง่ หอ้ งพยาบาลเพ่อื สง่ ตอ่ โรงพยาบาลต่อไป
185 การวิเคราะหส์ าเหตกุ ารเกิดอบุ ตั ิเหตุ สภาพการณ์ทไ่ี มป่ ลอดภยั ทข่ี นั สกรไู มม่ เี ดอื ยลอ็ ค (ป่มุ ลอ็ ค) สาเหตขุ ณะนัน้ การกระทาทไ่ี มป่ ลอดภยั ปัจจยั จากงาน ผปู้ ระสบอนั ตรายงว่ งนอนเผลอเลอ 1. การควบคมุ ดแู ลการปฏบิ ตั งิ านไมเ่ พยี งพอ 2. การควบคมุ ดแู ลทางดา้ นวศิ วกรรมไมเ่ พยี งพอ สาเหตพุ นื้ ฐาน 3. มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านไมเ่ พยี งพอ ปัจจยั จากคน ความไมพ่ รอ้ มของรา่ งกาย ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การแกไ้ ข/ ผรู้ บั ผดิ ชอบ กาหนดแลว้ เสรจ็ ผตู้ ดิ ตาม 21 มนี าคม 2560 ผจู้ ดั การโรงงาน ป้องกนั 17 มนี าคม 2560 หวั หน้าฝ่ายผลติ 17 มนี าคม 2560 หวั หน้าฝ่ายผลติ 1. ตดิ ตงั้ ป่มุ ลอ็ คทเ่ี ครอ่ื งขนั สกรู หวั หน้าแผนกประสานกบั หวั หน้า 30 เมษายน 2560 หวั หน้าฝ่ายผลติ ฝ่ ายผลิตดาเนินการติดต่อบริษัท ภายนอกออกแบบอุปกรณ์สาหรบั ป่มุ ลอ็ คทข่ี นั สกรู 2. จดั ทาคู่มอื การปฏิบตั ิงานตาม หวั หน้าแผนก ขนั้ ตอนท่ีปลอดภยั กบั เคร่อื งกาว ติดตั้ง ไว้ท่ีเคร่ือ ง แล ะแจกให้ พนกั งานทท่ี างานกบั เคร่อื งน้ี 3. หวั หน้างานทุกคนต้องทบทวน หวั หน้าแผนก เร่อื งความปลอดภยั ในการทางาน ทุ ก เ ช้ า ก่ อ น ใ ห้ พ นั ก ง า น ล ง มื อ ทางานและควบคมุ ดแู ลการทางาน อยา่ งใกลช้ ดิ 4. อบรมใหค้ วามรเู้ รอ่ื งความ ฝ่ายทรพั ยากรมนุษยป์ ระสาน ปลอดภยั ในการทางานกบั วทิ ยากรภายนอกทม่ี คี วาม เครอ่ื งจกั รกบั พนกั งานทุกคนท่ี เชย่ี วชาญ ทางานกับเคร่ืองจักรตัง้ แต่เข้า ทางานและอบรมทบทวนทุกปี หลกั ฐานและเอกสารประกอบ (ถ้ามี) แบบบนั ทกึ การใหส้ มั ภาษณ์พยาน ผสู้ อบสวนอบุ ตั ิเหตุ ลงช่อื นายสดใส สดช่นื หวั หน้าแผนกผลติ 5 มนี าคม 2560
186 แบบบนั ทึกคาให้สมั ภาษณ์ของพยาน แฟ้มขอ้ มลู ท่ี 002 ส่วนที่ 1 ข้อมลู ทวั ่ ไป วนั เดอื น ปี ทส่ี มั ภาษณ์ 15 มนี าคม 2560 เวลา 08.30 น. ระยะเวลาการสมั ภาษณ์ 30 นาที สถานทส่ี มั ภาษณ์ แผนกผลติ (ขนั สกร)ู ช่อื -สกลุ ผสู้ มั ภาษณ์ นายสขุ ภาพ วทิ ยาศาสตร์ ตาแหน่ง/หน้าท่ี หวั หน้างาน แผนก อดั ลายกระดาษและไมอ้ ดั วนั เดอื น ปี ทเ่ี กดิ เหตกุ ารณ์/อบุ ตั เิ หตุ 14 มนี าคาม 25xx เวลา 16.30 น. สถานทเ่ี กดิ เหตุการณ์/อบุ ตั เิ หตุ แผนกอดั ลายกระดาษและไมอ้ ดั ช่อื -สกลุ ผปู้ ระสบอนั ตราย/อบุ ตั เิ หตุ นายสาขา วชิ า ทอ่ี ยู่ 99/9 ถ.แจง้ วฒั นะ ต.บางพดู อ.ปากเกรด็ จ.นนทบรุ ี 11120 เบอรโ์ ทรศพั ท์ 0-2504-8033 ตาแหน่ง/หน้าท่ี สง่ แผน่ ไมอ้ ดั เขา้ ลูกกลง้ิ ทากาวเรซนิ่ แผนก/ฝ่ายแผนก อดั ลายกระดาษและไมอ้ ดั ส่วนที่ 2 ข้อมลู ทวั ่ ไปพยาน ช่อื -สกุล พยาน นายอาชพี อุตสาหกรรม อายุ 30 ปี เพศ ชาย ทอ่ี ยู่ 2/53 ถ.แจง้ วฒั นะ ต.บางพดู อ.ปากเกรด็ จ.นนทบรุ ี 11120 เบอรโ์ ทรศพั ท์ 0-2503-3610 ตาแหน่ง/หน้าท่ี สง่ แผน่ ไมอ้ ดั เขา้ ลกู กลง้ิ ทากาวเรซนิ่ แผนก/ฝ่ายแผนก อดั ลายกระดาษและไมอ้ ดั ส่วนที่ 3 รายละเอียดการสมั ภาษณ์พยาน ขณะท่ีข้าพเจ้า นายอาชีพ อุตสาหกรรม กาลังปฏิบัติงานส่งแผ่นไม้อัดเข้าลูกกล้ิงทากาวเรซิ่นอยู่ท่ี เคร่อื งจกั รเคร่อื งท่ี 1 ซงึ อยใู่ กล้กบั นายสาขา ขณะเกดิ เหตุ เวลา 16.30 น. ระหว่างทข่ี า้ พเจา้ กาลงั ปฏบิ ตั งิ าน ไดเ้ หน็ นายสาขากาลงั ใช้ฟองน้าเชด็ ทาความสะอาดลูกกล้งิ ของเคร่อื งทากาวเคร่อื งท่ี 2 ท่นี ายสาขาประจาอยูโ่ ดยไมไ่ ดห้ ยุด เคร่อื งจกั ร จงึ ไดส้ ่งเสยี งรอ้ งหา้ มแต่กไ็ มท่ นั การเน่ืองจากมอื ขวาของนายสาขาไดถ้ ูกลูกกล้งิ ดงึ เขา้ ไปแล้ว จงึ ไดร้ บี วง่ิ ไปกดป่มุ หยดุ เครอ่ื งจกั รฉุกเฉินทเ่ี คร่อื งทากาวทน่ี ายสาขาประจาอยู่ แล้วทาการช่วยเหลอื โดยค่อยๆ ดงึ มอื นายสาขา ออกมาและพบว่าน้ิวหวั แม่มอื ขวาขาดขณะเดยี วกนั ผู้ร่วมงานคนอ่นื ๆ ท่เี หน็ เหตุการณ์ได้ไปตามพยาบาลประจา โรงงานมาทาการปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน้ แจง้ หวั หน้าแผนก และนาสง่ โรงพยาบาล ขา้ พเจา้ ขอรบั รองวา่ ขอ้ ความทป่ี รากฏขา้ งบนน้ีเป็นจรงิ ทุกประการ ลงช่อื นายอาชพี อุตสาหกรรม พยาน ลงช่อื นายสขุ ภาพ วทิ ยาศาสตร์ ผสู้ มั ภาษณ์ (สาเนาใหพ้ ยานเกบ็ ไว้ 1 ฉบบั )
187 การวิเคราะหอ์ บุ ตั ิเหตุ การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุเป็นการคน้ หาลกั ษณะและรปู แบบของอุบตั เิ หตุในสถานประกอบการ ทท่ี าใหเ้ หน็ แนวโน้มของการเกดิ อุบตั เิ หตุ จาแนกแยกแยะขอ้ มลู ของการไดร้ บั อนั ตราย บาดเจบ็ รวมทงั้ สาเหตุของการเกดิ อุบตั เิ หตุอยา่ งเป็นระบบ เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทเ่ี ป็นประโยชน์ในการนาไปสู่ การควบคมุ ป้องกนั อุบตั เิ หตุทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ ความสาคญั และวตั ถปุ ระสงคข์ องการวิเคราะหอ์ บุ ตั ิเหตุ โดยสว่ นใหญ่ในสถานประกอบการต่าง ๆ เมอ่ื มเี กตุการณ์ทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุเกดิ ขน้ึ จะตอ้ ง ทาการสอบสวนและบนั ทกึ รายงานการเกดิ อุบตั เิ หตุทนั ทเ่ี พ่อื จะไดน้ าขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าทาการวเิ คราะห์ หาสาเหตุอุบตั เิ หตุอย่างเป็นระบบ ซ่งึ ผลจากการวเิ คราะห์อุบตั เิ หตุจะทาให้ทราบรายละเอยี ด ของการประสบอนั ตราย บาดเจบ็ และเจบ็ ป่วย เพ่อื นาไปใช้เป็นแนวทางในการหามาตรการป้องกนั อุบตั เิ หตุได้ ความสาคญั ของการวิเคราะหอ์ บุ ตั ิเหตุ หลังจากท่ีได้ท าการสอบสวนการเกิดอุ บัติเหตุ เสร็จส้ินจะต้องน าข้อมูลท่ีได้ จากการ สอบสวนอุบตั เิ หตุท่เี กดิ ขน้ึ แต่ละรายและแต่ละกรณีมาทาการวเิ คราะห์ เพ่อื ค้นหาลกั ษณะและ รูปแบบของอุบตั เิ หตุในหน่วยงานว่าเป็นอย่างไร เช่น การวเิ คราะห์แยกแยะ จาแนกตามส่วน ของรา่ งกายทเ่ี กดิ การบาดเจบ็ จาแนกตามลกั ษณะการบาดเจบ็ หรอื จาแนกตามสงิ่ ทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุ อย่างไรกต็ าม การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุจะทาใหเ้ หน็ ภาพแนวโน้มการเกดิ อุบตั เิ หตุ และนาผลการ วเิ คราะห์ขอ้ มลู การเกดิ อุบตั เิ หตุมาใชก้ าหนดแนวทางหรอื มาตรการเชงิ รุกในการควบคุมป้องกนั อุบตั เิ หตุทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ ไมว่ า่ จะในรปู แบบ ลกั ษณะการเกดิ อยา่ งไร วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิเคราะหอ์ บุ ตั ิเหตุ การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุเป็นการจาแนก แยกแยะขอ้ มูลท่ไี ด้การสอบสวนอุบตั เิ หตุ เพ่อื นามาเป็นขอ้ มูลทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางและมาตรการในการป้องกนั ควบคุม และ แนวโน้มไมใ่ หเ้ กดิ อุบตั เิ หตุได้ มวี ตั ถุประสงคด์ งั ต่อไปน้ี 1. เพ่อื รวบรวมขอ้ มลู รายละเอยี ดของการเกดิ อุบตั เิ หตุอนั ได้แก่ ลกั ษณะของการเกดิ อุบตั เิ หตุ แหล่งทก่ี ่อใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ บุคคล ตาแหน่งหน้าท่ี สถานท่ี เวลา เครอ่ื งมอื วสั ดุ อุปกรณ์ และอ่นื ๆ 2. เพอ่ื ใหท้ ราบถงึ ลกั ษณะของปัญหาการเกดิ อุบตั เิ หตุในหน่วยงาน และตาแหน่งหน้าท่ี ต่างๆ 3. เพ่อื ทาให้ทราบถงึ ลกั ษณะของการกระทาและสภาพการณ์ท่ไี ม่ปลอดภยั (Unsafe Act and Unsafe Condition) ซง่ึ จาเป็นทจ่ี ะตอ้ งใหค้ วามสาคญั เป็นพเิ ศษในการป้องกนั อุบตั เิ หตุ
188 4. เพอ่ื ใชเ้ ป็นขอ้ มลู พน้ื ฐานสาหรบั ผบู้ รหิ ารและหวั หน้างานในการตรวจสอบความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั งิ าน และสภาพแวดลอ้ มการทางาน 5. เพ่อื ใชใ้ นการประเมนิ ผลความสาเรจ็ ของการนาแผนงานดา้ นความปลอดภยั (Safety Plan) ไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ แนวทางการวิเคราะหอ์ บุ ตั ิเหตุ การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุสามารถทาไดห้ ลายลกั ษณะ หลายรปู แบบตามวตั ถุประสงคข์ อง การวเิ คราะห์ ในการวเิ คราะหก์ ารเกดิ อุบตั เิ หตุ จะตอ้ งมกี ารระบุขอ้ มูลรายละเอยี ดของการเกดิ อุบตั เิ หตุและผลทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั สภาพร่างกายของผูป้ ระสบอนั ตราย ตลอดจนสาเหตุพน้ื ฐานทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยจากการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ จากการรายงานขอ้ มูลความปลอดภยั แห่งชาตขิ องอเมรกิ า (National Safety Council : NCS) พบว่า การเกดิ อุบตั เิ หตุมสี ่วนต่างๆ ของร่างกายไดร้ บั ผล จากการเกดิ อุบตั เิ หตุ เมอ่ื จดั ลาดบั ของสว่ นต่างๆ ทพ่ี บ ดงั น้ี 1. ส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ได้รบั บาดเจบ็ หรืออนั ตรายจากการทางาน เพอ่ื ทจ่ี ะพฒั นาและการดแู ลใหโ้ ครงการงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั เกดิ ประสทิ ธภิ าพ สง่ิ จาเป็นทผ่ี บู้ รหิ ารจะตอ้ งพจิ ารณาใหเ้ หน็ ถงึ ความสาคญั นอกเหนือจากสาเหตุท่ี พบบอ่ ยทส่ี ดุ ในการทางานของพนักงานทม่ี ผี ลถงึ การเสยี ชวี ติ และประสบอนั ตรายหรอื ไดร้ บั บาดเจบ็ เจบ็ ป่ วยนัน้ แต่ยงั มกี ารพบว่าการได้รบั อนั ตรายของส่วนต่างๆ ในร่างกายของพนักงานท่พี บ บ่อยครงั้ อกี จากการรายงานความถ่ขี อง สภาความปลอดภยั แห่งชาตขิ องอเมรกิ า (National Safety Council : NCS) โดยปกตแิ ลว้ ส่วนใหญ่มกั ไดร้ บั บาดเจบ็ เฉพาะส่วนของร่างกายมดี งั น้ี (จากทพ่ี บบ่อยทส่ี ุดเรยี งจากมากไปหาน้อย) (Goetsch, L.David, 2005, p.26) 1. หลงั 2. ขาและน้วิ มอื 3. แขนและส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย 4. ลาตวั 5. มอื 6. ตา ศรี ษะ และเทา้ 7. ตน้ คอ น้วิ เทา้ และระบบต่างๆ ของรา่ งกาย จากการจดั ลาดบั การไดร้ บั บาดเจบ็ ในการทางาน ทท่ี าใหส้ ่วนของร่างกายทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ มากทส่ี ุดในการทางาน คอื หลงั ต่อมาไดแ้ ก่ ขา และน้ิวมอื แขน และส่วนต่างๆ ของแขน ลาตวั มอื ตาม ศรี ษะ และเทา้ ต้นคอ น้ิวเท้า และระบบต่างๆ ของร่างกายตามลาดบั ของการไดร้ บั อนั ตรายของส่วนต่างๆ ของร่างกาย จากผลของการจดั ลาดบั ของการไดร้ บั บาดเจบ็ จากการทางาน
189 ทาใหเ้ ป็นองคก์ ารพ้นื ฐานผู้บรหิ ารงานดา้ นโครงการความปลอดภยั และอาชวี อนามยั จะนามา ดาเนนิ การเพอ่ื ไมเ่ กดิ การบาดเจบ็ หรอื หลกี เลย่ี งการไดร้ บั อนั ตรายดงั กลา่ วได้ 2. ประเดน็ การวิเคราะห์อบุ ตั ิเหตุ ส่วนทีเป็นสาเหตพุ ื้นฐาน ซง่ึ มปี ระเดน็ การวเิ คราะห์ อุบตั เิ หตุ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี 2.1 ลกั ษณะของการบาดเจบ็ (nature of injury) หมายถงึ สภาพร่างกายทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ จากการปฏบิ ตั งิ านในลกั ษณะงานทม่ี หี น้าท่แี ตกต่างกนั และเกดิ จากสภาพการกระทาของ ผูป้ ฏบิ ตั ิงานอาจด้วยสาเหตุปัจจยั ท่เี กดิ จากคน และปัจจยั งาน ได้แก่ เคลด็ ขดั ยอก ฟกช้า มี เลอื ดคลงั่ ขดู ข่วน ถลอก อวยั วะถูกบาด ตดั หนีบ กระแทก ทบั ดงึ กระชาก บาดแผลถูกเจาะ กระดูกหกั ผวิ หนังอกั เสบ ศรี ษะถูกกระแทก แผลถูกไฟไหม้ น้ารอ้ นลวก ลกั ษณะของการเกดิ อุบตั เิ หตุทม่ี ผี ลกระทบต่อความเสยี หาย บาดเจบ็ เจบ็ ปวด ต่อร่างกาย จงึ ต้องมกี ารระบุใหช้ ดั เจน ในกรณที ป่ี ระสบอนั ตราย หรอื บาดเจบ็ มากกว่า 1 แหง่ ใหร้ ะบุลกั ษณะการบาดเจบ็ ทร่ี ุนแรงทส่ี ุด หากไมส่ ามารถระบไุ ดเ้ น่อื งจากประสบอนั ตรายไดร้ บั บาดเจบ็ หลายแห่ง กใ็ หร้ ะบุในแบบวเิ คราะห์ วา่ “บาดเจบ็ หลายแห่ง” (multiple injuries) 2.2 การใหก้ ารดแู ลรกั ษา เมอ่ื ผปู้ ฏบิ ตั งิ านประสบอนั ตรายหรอื อุบตั เิ หตุขน้ึ ยอ่ มไดร้ บั การรกั ษาอย่างถูกต้อง ในสถานพยาบาลทม่ี เี คร่อื งมอื ท่ที นั สมยั โดยการระบุอาการ ลกั ษณะการ บาดเจบ็ อย่างชดั เจน เพ่อื ให้หายจากอาการบาดเจบ็ ใหม้ าใชช้ วี ติ ปกตไิ ด้ หรอื มกี ารดาเนินชวี ติ ไดอ้ ยา่ งปกติ 2.3 การฟ้ืนฟูหลงั การรกั ษาให้หายจากอาการบาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่ วย เม่อื ผู้ปฏบิ ตั งิ าน ได้รบั การรกั ษาให้หายเป็นปกติแล้ว จะต้องไดร้ บั การฟ้ืนฟูด้านร่างกาย และจติ ใจเพ่อื ใหเ้ ขา้ สู่ ภาวะปกติ เช่น ฟ้ืนสภาพส่วนแขน ขา มอื น้ิว เป็นต้น ส่วนจติ ใจจะต้องให้กาลงั ใจในการต่อสู้ หากมคี วามหวาดกลวั ในเหตุการณ์ และหากเกดิ ความพกิ ารหรอื ทุพลภาพ เป็นตน้ 3. ส่วนของรา่ งกายที่ได้รบั บาดเจบ็ (part of body) หมายถงึ อวยั วะ หรอื ส่วนต่างๆ ของรา่ งกายทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ จากอุบตั เิ หตุหรอื ประสบอนั ตราย ไดแ้ ก่ 3.1 ส่วนของศรี ษะ และคอ (head and neck) เช่น หนงั ศรี ษะ ตา หู ปาก และฟัน 3.2 ส่วนรยางคบ์ น (upper extremities) เช่น ไหล่ แขนท่อนบน ขอ้ ศอก แขนท่อน ล่างระหว่างขอ้ ศอกกบั ขอ้ มอื น้วิ มอื และน้วิ หวั แมม่ อื 3.3 สว่ นทอ่ นรา่ งกาย (body) เชน่ หลงั หน้าอก ทอ้ ง ขาหนบี 3.4 ส่วนของรยางคล์ ่าง (lower extremities) เช่น สะโพก ต้นขา ขาหวั เข่า ขอ้ เท้า เทา้ น้วิ เทา้ 4. แหล่งท่ีทาให้เกิดการบาดเจบ็ (source of injury) สง่ิ ทท่ี าใหร้ ่างกายไดร้ บั การบาดเจบ็ และเกดิ อนั ตราย ไดแ้ ก่ วตั ถุสงิ่ ของ การสมั ผสั หรอื การเคล่อื นไหวของร่างกายซง่ึ ส่งผลโดยตรง ต่อการไดร้ บั การบาดเจบ็ เช่น เคร่อื งตดั เหลก็ ตดั น้ิวมอื ขาด และกรณีทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ เลก็ น้อย เช่น
190 เคลด็ ขดั ยอกในการยกกล่องทม่ี ขี นาดน้าหนักเกนิ กาลงั ทาใหป้ วดหลงั ทนั ที หรอื การเคลด็ ขดั ยอก จากการบดิ เอย้ี วตวั ทก่ี ะทนั หนั หรอื ไมไ่ ดจ้ งั หวะ กใ็ หร้ ะบุวา่ แหล่งทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุ คอื “การเคล่อื นไหว รา่ งกาย” 5. ชนิดของอบุ ตั ิเหตุ (type of accident) หมายถงึ เหตุการณ์ทม่ี ผี ลโดยตรงต่อการ ทาให้เกิดการบาดเจบ็ โดยจะมคี วามสมั พนั ธ์โดยตรงกบั แหล่งท่ีทาให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น ผปู้ ฏบิ ตั งิ านตกจากท่สี ูง หรอื บนั ได ก็ให้ระบุชนิดของอุบตั เิ หตุ ว่า “ตกจากท่สี ูง” ซง่ึ จะพบว่า ชนิดของอุบตั เิ หตุมหี ลายชนดิ ไดแ้ ก่ 5.1 การชนโดยผปู้ ฏบิ ตั งิ านเคลอ่ื นทห่ี รอื เคลอ่ื นไหวไปชนกบั วตั ถุสงิ่ ของทอ่ี ย่ตู รงหน้า หรอื กระแทกกบั วตั ถุสง่ิ ของทม่ี คี วามคม 5.2 การถกู หนบี ถกู บบี ถกู อดั ถกู บดขย้ี 5.2 การถกู แทง ถูกทม่ิ ถูกตา ถกู เกย่ี ว ถูกขดี ขว่ น 5.4 ถูกดงึ ถกู รงั้ (caught-on) 5.5 การตกลงบนพน้ื ระดบั เดยี วกนั เช่น การลน่ื การสะดดุ ลม้ 5.6 การตกจากทส่ี งู เชน่ ตกนงั่ รา้ น ตกจากอาคาร ตกตน้ ไม้ 5.7 การถูกไฟฟ้าดดู 5.8 การถูกความรอ้ นจากประกายไฟ 5.9 การสมั ผสั สสารท่เี คล่ือนย้ายมาถูกร่างกาย เช่น สารเคมี สารละลายท่รี อ้ นไฟ กระแสน้า 5.10 การสมั ผสั รงั สี 5.11 การปฏบิ ตั งิ านอยหู่ อ้ งเยน็ เป็นเวลานาน 5.12 การสดู ดมสารเคมตี ่างๆ (inhalation) 5.13 การดดู ซมึ เขา้ ส่รู า่ งกาย (absorption) 5.14 การกนิ (ingestion) 5.15 การออกแรงเกนิ กาลงั (overexertion) 6. สภาพที่เป็นอนั ตราย (hazardous condition) หมายถงึ สภาพการณ์หรอื สภาพ แวดล้อมทเี่ ป็นสาเหตุโดยตรงทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุหรอื การบาดเจบ็ สภาพทเ่ี ป็นอนั ตรายจะ เกย่ี วขอ้ งโดยตรงกบั ชนดิ ของอุบตั เิ หตุและสง่ิ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ ดงั นนั้ ในการวเิ คราะหส์ ภาพ อนั ตรายทเ่ี กดิ ต้องระบุสภาพทเ่ี ป็นอนั ตรายต่างๆ ไดแ้ ก่ เคร่อื งจกั รมอี ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายท่ี ไมเ่ หมาะสม ไมเ่ พยี งพอ และใชง้ านไดไ้ มเ่ ตม็ ท่ี 7. สิ่งท่ีทาให้เกิดอุบตั ิเหตุ (agency of accident) หมายถงึ วตั ถุสงิ่ ของสสาร หรอื ส่วนของสภาพทเ่ี ป็นอนั ตรายทเ่ี ป็นสาเหตุทาใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ ซง่ึ บางครงั้ อาจเป็นสงิ่ เดยี วกนั กบั แหล่งทท่ี าใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ กไ็ ด้ เช่น ผูป้ ฏบิ ตั งิ านถูกไฟฟ้าดูดจากเคร่อื งถ่ายเอกสารทาใหม้ อื
191 ขา้ งขวาชาและปวดแขน สงิ่ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุและแหล่งทท่ี าใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ คอื “ไฟฟ้าดูด จากเคร่อื งถ่ายเอกสาร” หรอื เป็นสง่ิ เดยี วกนั แต่ในบางกรณี สง่ิ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุและแหล่งท่ี ทาให้เกดิ การบาดเจบ็ เช่น ผูป้ ฏบิ ตั งิ านเดนิ สะดุดกล่องเอกสารล้มกระแทกพน้ื แขนเคลด็ และยอก สงิ่ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุคอื “กลอ่ ง” แต่แหล่งทท่ี าใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ คอื “พน้ื ” 8. ส่วนของส่ิงที่ทาให้เกิดอบุ ตั ิเหตุ (agency of accident part) หมายถงึ ส่วนประกอบ ทอ่ี ยู่ในสงิ่ ทท่ี าให้เกอดอุบตั เิ หตุ โดยสงิ่ ท่ที าให้เกดิ อุบตั เิ หตุอาจมสี ่วนท่เี ป็นอนั ตรายหรอื จุด บกพร่อง จงึ ทาให้เกดิ อุบตั เิ หตุได้ ผู้ปฏบิ ตั งิ านพยายามปีนขน้ึ บนั ไดเพ่อื เปลย่ี นหลอดไฟฟ้าท่ี เสยี บนเพดานของหอ้ งทางาน แต่เน่อื งจากบนั ไดสนั้ และเออ้ื มไมจ่ งึ ผลดั ตกลงมาส่พู น้ื บาดเจบ็ ท่ี สะโพก จะเหน็ ไดว้ ่า สงิ่ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ คอื “ลกั ษณะการเอ้อื ม” แต่สง่ิ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ คอื “ขนั้ บนั ไดทส่ี นั้ ” 9. การกระทาที่ไม่ปลอดภยั หรือตา่ กว่ามาตรฐาน (unsafe acts) หมายถงึ การกระทา ของผปู้ ฏบิ ตั งิ านทไ่ี ม่ถูกตอ้ ง เหมาะสม ในการปฏบิ ตั งิ าน ไดแ้ ก่ การไม่ปฏบิ ตั งิ านตามกฎระเบยี บ หรอื มาตรฐานความปลอดภยั การถอดเครอ่ื งป้องกนั อนั ตรายเครอ่ื งออกเพ่อื ใหก้ ารทางานใหเ้ รว็ ขน้ึ การไม่หยุดเครอ่ื งจกั รขณะซ่อม หรอื แกไ้ ขเคร่อื งจกั ร การทผ่ี ู้ปฏบิ ตั งิ านไม่สวมใส่อุปกรณ์ ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลขณะปฏบิ ตั งิ าน หากสถานประกอบตรวจสอบการปฏบิ ตั งิ านแลว้ ไม่ พบการกระทาท่ไี ม่ปลอดภยั หรอื ต่ากว่ามาตรฐาน ก็ให้ระบุว่า “ไม่มกี ารกระทาท่ไี ม่ปลอดภยั หรอื ต่ากวา่ มาตรฐาน” (no unsafe act) 10. ปัจจยั จากคน (personal factor) เป็นปัจจยั ทส่ี ่งผลต่อความสามารถของบุคคล ทงั้ ทางตรงและทางอ้อม ทาให้บุคคลตดั สนิ ใจผดิ พลาดหรอื กระทาการท่กี ่อให้เกดิ อุบตั เิ หตุ ไดแ้ ก่ สภาพร่างกายไม่เหมาะสมมภี าวะความเครยี ดทางด้านจติ ใจและอารมณ์ ขาดความรู้ ทกั ษะ ความชานาญในหน้าท่ี ขาดการอบรมและฝึกฝนในงาน มคี วามประมาทในขณะปฏบิ ตั งิ าน และ ขาดแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ าน เป็นตน้ 11. ปัจจยั จากงาน (job factor) เป็นปัจจยั ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากงานหรอื สง่ิ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในการ ปฏบิ ตั งิ าน ไดแ้ ก่ เคร่อื งจกั รชารุดขาดการบารงุ รกั ษาทเ่ี หมาะสมและเพยี งพอ เคร่อื งจกั รไม่ดี อุปกรณ์ป้องกนั หรอื ครอบเครอ่ื งจกั รขณะเคร่อื งจกั รทางานหรอื เดนิ เครอ่ื งจกั ร เคร่อื งมอื อุปกรณ์ ในการปฏบิ ตั งิ านไมเ่ หมาะสมและไมเ่ พยี งพอ ไมม่ มี าตรฐานการปฏบิ ตั งิ านทช่ี ดั เจนและขาดค่มู อื ในการปฏบิ ตั งิ าน เป็นตน้ อย่างไรกต็ าม การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุทก่ี ล่าวมาแลว้ ยงั มปี ัจจยั อกี ปัจจยั หน่ึง คอื การ วเิ คราะหป์ ระสบการณ์หรอื อายงุ าน เพศ ลกั ษณะงาน เวลาของการเกดิ อุบตั เิ หตุ การฝึกอบรม ทกั ษะความชานาญ เพราะปัจจยั เหล่าย่อมมผี ลต่อการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุเพ่อื นาไปสู่การหา แนวทางในการป้องกนั ได้
192 ผทู้ าหน้าที่ในการวิเคราะหอ์ บุ ตั ิเหตุ การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุเมอ่ื เกดิ อุบตั เิ หตุขน้ึ ในสถานประกอบการ จะต้องมกี ารดาเนินการ สอบสวนอุบตั เิ หตุทเี่ กดิ ขนึ้ ทนั ทเี พ่อื ทาการบนั ทกึ อุบตั เิ หตุ หลงั จากนัน้ จงึ ทาการวเิ คราะห์ อุบตั เิ หตุ ดงั นัน้ ผู้ทาหน้าท่ใี นการวเิ คราะหอ์ ุบตั ิเหตุจงึ บุคคลเดยี วกนั กบั ผู้สอบสวนอุบตั เิ หตุ ดงั ทไ่ี ด้กล่าวมาแล้ว ในส่วนของผทู้ าหน้าทใ่ี นการสอบสวนอุบตั เิ หตุ บุคลากรผทู้ าหน้าทใ่ี นการ สอบสวนอุบตั เิ หตุตามขอ้ กาหนดของกฎกระทรวง ทาหน้าทใ่ี นการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุไดเ้ ชน่ กนั ขนั้ ตอนในการวิเคราะหอ์ บุ ตั ิเหตุ หลงั จากการสอบสวนอุบตั เิ หตุในแต่ละกรณี และแต่ละราย กจ็ ะนาขอ้ มลู จากการสอบสวน อุบตั เิ หตุมาทาการวเิ คราะห์ไปประมวลผลในรปู แบบต่างๆ ตามหลกั การทถ่ี ูกต้องและสมบูรณ์ ทส่ี ุด เพ่อื นาไปใช้ตามท่ตี ้องการ เช่น การวางแผนงานด้านการป้องกนั อุบตั เิ หตุ การปรบั ปรุง แกไ้ ข และหามาตรการในการปรบั ปรงุ วธิ กี ารทางานใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน เป็นต้น โดยในการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ จะมกี ารกาหนดโดยคณะกรรมการความปลอดภยั ทร่ี บั ผดิ ชอบดว้ ย ระยะเวลาทไ่ี ดก้ าหนดไว้ ไดแ้ ก่ ทุก 3 เดอื น 6 เดอื น แลว้ แต่ความเหมาะสม ดงั นนั้ จงึ มขี นั้ ตอน ปฏบิ ตั งิ านการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1. รวบรวมขอ้ มลู ทวั่ ไปเกย่ี วกบั รายละเอยี ดของการเกดิ อุบตั เิ หตุในแต่ละกรณีและแต่ละ รายจากแบบบนั ทกึ การสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุ โดยไดอ้ าศยั ขอ้ มลู จากการสมั ภาษณ์เพม่ิ เตมิ และรายละเอยี ดจากเอกสารประกอบต่างๆ เช่น ภาพวาด ประวตั ผิ ปู้ ระอนั ตราย หรอื ผบู้ าดเจบ็ ได้แก่ ช่ือ สกุล อายุ เพศ ตาแหน่ง ลักษณะงานท่ีเกิดอุบัติเหตุ สังกัดหน่วยงาน วันท่ีเกิด อุบตั เิ หตุ เวลา สถานทเ่ี กดิ อุบตั เิ หตุ เพราะขอ้ มลู เหล่าน้ีจะเป็นขอ้ มลู พน้ื ฐานในการวเิ คราะห์ หรอื เป็นปัจจยั ทเ่ี อ้อื อานวยต่อการไดข้ อ้ เท็จท่จี ะนามาเป็นหลกั ฐานทว่ี เิ คราะห์อุบตั เิ หตุอนั จะทาให้ น่าเช่อื ถอื และเกดิ ความจรงิ มากทส่ี ดุ 2. ทาการวเิ คราะหล์ กั ษณะอุบตั เิ หตุตามหวั ขอ้ ลกั ษณะของการบาดเจบ็ ดงั น้ี 2.1 ลกั ษณะของการบาดเจบ็ 2.2 สว่ นต่างๆ ขอรา่ งกายทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ ไดแ้ ก่ ศรี ษะ แขน ขา มอื น้ิวมอื หวั เขา่ ตน้ คอ ดวงตา เป็นตน้ 2.3 แหล่งท่ีทาให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น เคร่ืองจกั ร คน งาน สภาพการณ์ และ สภาพแวดลอ้ ม เป็นตน้ 2.4 ชนิดของอุบตั เิ หตุ 2.5 สภาพทเ่ี ป็นอนั ตราย 2.6 สงิ่ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ 2.7 ส่วนของสวิ่ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ 2.8 การกระทาทไ่ี มป่ ลอดภยั หรอื ตากวา่ มาตรฐาน
193 2.9 ปัจจยั จากคน 2.10 ปัจจยั จากงาน 3. ข้อเสนอแนะ แนวทางหรอื วิธีการแก้ไข โดยใช้หลกั 4E ได้แก่ ด้านวิศวกรรม การศกึ ษา กฎระเบยี บ ข้อบงั คบั และการกระตุ้นเตอื น รวมทงั้ มกี ารกาหนดแผนงานระยะสนั้ และระยะยาว เป็นตน้ 4. จดบนั ทกึ รายงานการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ 5. ส่งผลการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุไปยงั ผบู้ รหิ ารหรอื ฝ่ายจดั การในการนาไปกาหนดนโยบาย ในการกาหนดแผนงาน /โครงการดา้ นความปลอดภยั และดาเนินการควบคุมป้องกนั อุบตั เิ หตุต่อไป
19 ช่อื บรษิ ทั /หน่วยงาน ............................................................................. ผทู้ าการวเิ คราะห์ 1. ................................................................................................. 2.. ................................................................................................ 3. ................................................................................................. วนั เดอื น ปีทท่ี าการวเิ คราะห์ ................................................................................... ลาดบั ชอ่ื - หน่วยงาน วนั ทเ่ี กดิ เวลาท่ี สถานท่ี อายุ อายงุ าน งานทท่ี า ลกั ษณ ท่ี สกุล ทส่ี งั กดั อุบตั เิ หตุ เกดิ เกดิ (ปี) ใน ขณะเกดิ ของกา (แผนก/ อุบตั เิ หตุ อุบตั เิ หตุ หน่วยงาน อุบตั เิ หตุ บาดเจบ็ ฝ่าย) ปัจจุบนั แนวทางแกไ้ ข/มาตรการควบคมุ ป้องกนั ......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... ภาพท่ี 3.11 ตวั อยา่ งแบบบนั ทกึ ขอ้ มลู การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ ทม่ี า: อภริ ดี ศรโี อภาส , 2560, หน้า 2-48
94 ....... ตาแหน่ง ...................................................... สงั กดั .............................................. ......... ตาแหน่ง .......... ............................................ สงั กดั ............................................. ........ ตาแหน่ง .......... ............................................ สงั กดั ............................................. ........ ณะ สว่ น แหลง่ ท่ี ชนิดของ สภาพท่ี สงิ่ ทท่ี า ส่วนของ การ ปัจจยั ปัจจยั จาก าร ของ ทาให้ อุบตั เิ หตุ เป็น ใหเ้ กดิ สง่ิ กระทาท่ี จาก งาน บ รา่ งกาย เกดิ การ อนั ตราย อุบตั เิ หตุ ทท่ี าให้ ไม่ คน ท่ี บาดเจบ็ เกดิ ปลอดภยั บาดเจบ็ อุบตั เิ หตุ หรอื ต่า กวา่ มาตรฐาน ...................................................................................................................................... ....................................................................................................................................
19 ช่อื บรษิ ทั /หน่วยงาน ............................................................................. ผทู้ าการวเิ คราะห์ 1. ................................................................................................. 2. ................................................................................................. 3. ................................................................................................. วนั เดอื น ปีทท่ี าการวเิ คราะห์ ................................................................................... ลาดบั ชอ่ื - หน่วยงาน วนั ทเ่ี กดิ เวลาท่ี สถานท่ี อายุ อายงุ าน งานทท่ี า ลกั ท่ี สกลุ ทส่ี งั กดั อุบตั เิ หตุ เกดิ เกดิ (ปี) ใน ขณะ ขอ (แผนก/ อุบตั เิ หตุ อุบตั เิ หตุ หน่วยงาน เกดิ บาด ฝ่าย) ปัจจุบนั อุบตั เิ หตุ 1. นาย แผนก 14 16.30 แผนก 22 2 ขนั สกรู อวย สาขา ขนั สกรู มนี าคม น. ขนั สกรู สปั ดาห์ ชน้ิ งาน กระ วชิ า 2560 ลงแผน่ แต บอรด์ แนวทางแกไ้ ข/มาตรการควบคมุ ป้องกนั .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... ภาพท่ี 3.12 แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ ทม่ี า: อภริ ดี ศรโี อภาส, 2560, หน้า 2-51.
95 ....... ตาแหน่ง ...................................................... สงั กดั ................................................ ........ ตาแหน่ง ......... ............................................. สงั กดั ................................................ ........ ตาแหน่ง ......... ............................................. สงั กดั ................................................ ........ กษณะ ส่วน แหลง่ ท่ี ชนิด สภาพท่ี สง่ิ ทท่ี า ส่วนของ การ ปัจจยั ปัจจยั องการ ของ ทาให้ ของ เป็น ใหเ้ กดิ สงิ่ กระทาท่ี จาก จาก ดเจบ็ รา่ งกาย เกดิ การ อุบตั เิ หตุ อนั ตราย อุบตั เิ หตุ ทท่ี าให้ ไม่ คน งาน ท่ี บาดเจบ็ เกดิ ปลอดภยั บาดเจบ็ อุบตั เิ หตุ หรอื ต่า กวา่ มาตรฐาน ยั วะ น้วิ เครอ่ื ง การถกู เครอ่ื ง เครอ่ื ง ขณะตอก ะดกู กลาง ขนั สกรู หนบี ขนั สกรู ตอกสกรู สกรแู ลว้ ตก ขา้ งขวา งว่ งนอน ........................................................................................................................................ ..........................................................................................................................................
196 การประเมินค่าทางสถิติของอบุ ตั ิเหตุ การประเมนิ ค่าทางสถติ ขิ องการเกดิ อุบตั เิ หตุเป็นการประเมนิ การบาดเจบ็ หรอื การประสบ อนั ตรายในการทางานของผูป้ ฏบิ ตั งิ านในขณะช่วงเวลาท่มี กี ารเกดิ เหตุ โดยใชว้ ธิ กี ารคานวณ ทางสถติ ิ เพ่อื ใหห้ น่วยงานสามารถนาขอ้ มูลตวั เลขทม่ี กี ารวเิ คราะห์ รายงานมาเปรยี บเทยี บใน ระหว่างหน่วยงานแต่ละหน่วยงานในสถานประกอบการเพ่อื นาไปส่กู ารหาแนวทางหรอื มาตรการ ในการปรบั ปรงุ แกไ้ ข ความสาคญั และวตั ถปุ ระสงคข์ องการประเมินค่าทางสถิติของอบุ ตั ิเหตุ เมอ่ื ไดม้ กี ารประเมนิ ค่าสถติ อิ ุบตั เิ หตุกจ็ ะทาใหท้ ราบถงึ ความรา้ ยแรงมากน้อยตามกรณี หรอื เหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยผลของการประเมนิ ค่าสถติ อิ ุบตั เิ หตุจะเป็นขอ้ มลู หน่ึงทจ่ี ะช่วยสะทอ้ น ใหผ้ ูบ้ รหิ ารหรอื ผูท้ เ่ี ก่ยี วขอ้ งไดท้ ราบสภาพของความปลอดภยั ของหน่วยงานต่างๆ ในขณะ เดยี วกนั หากหน่วยงานใดมขี อ้ มลู ของการประเมนิ ค่าสถติ มิ แี นวโน้มสูงขน้ึ จะทาใหผ้ ู้บรหิ ารหรอื ผทู้ เ่ี กย่ี วขอ้ งไดต้ ระหนกั ถงึ ในเรอ่ื งความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั งิ าน รวมทงั้ เป็นขอ้ มลู พน้ื ฐานใน การดาเนินการพฒั นา หรอื ปรบั ปรงุ ระบบการบรหิ ารจดั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ใน การปฏบิ ตั งิ านของสถานประกอบการ และเป็นตวั ชว้ี ดั ผลการดาเนินงานดา้ นความปลอดภยั และ อาชวี อนามยั ในการทางานโดยภาพรวม วตั ถปุ ระสงคข์ องการประเมินค่าทางสถิติของอบุ ตั ิเหตุ 1. เพอ่ื สรปุ ผลขอ้ มลู การเกดิ อุบตั เิ หตุจากการปฏบิ ตั งิ านในแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนการ นาไปใชป้ ระเมนิ แนวโน้มของการเกดิ อุบตั เิ หตุ การบาดเจบ็ และอนั ตรายทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการปฏบิ ตั งิ าน 2. เพ่อื ทราบจานวนการเกดิ อุบตั เิ หตุและความสูญเสยี ท่เี กดิ อุบตั เิ หตุในแต่ละปีของ สถานประกอบการ 3. เพ่อื เปรยี บเทยี บขอ้ มลู ค่าสถติ ิอุบตั เิ หตุระหว่างหน่วยงานภายในสถานประกอบการ เดยี วกนั และ/หรอื เปรยี บเทยี บขอ้ มลู ค่าสถติ ิอุบตั เิ หตุกบั สถานประกอบกจิ การประเภทเดยี วกนั จากภายนอกเพ่อื นามาประเมนิ ผลการดาเนินงานด้านอาชวี อนามยั และความปลอดภยั ของ หน่วยงาน 4. เพ่อื ประเมนิ การดาเนินงานด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ของหน่วยงานถึง ความเหมาะสมของนโยบาย แผนงาน และกจิ กรรมการดาเนินงานทงั้ ในดา้ นการกาหนดวธิ กี าร ปฏบิ ตั แิ ละสภาพแวดลอ้ มในการปฏบิ ตั งิ าน การสง่ เสรมิ ความปลอดภยั ในการทางาน เพราะจาก คา่ สถติ อิ ุบตั เิ หตุจะเป็นขอ้ มลู สรปุ ผลการดาเนนิ งานต่างๆ ถงึ ผลสมั ฤทธขิ ์ องงานได้ 5. เพ่อื ใชเ้ ป็นขอ้ มลู พน้ื ฐานในการวางแผนงาน โครงการดา้ นความปลอดภยั และอาชวี - อนามยั ในหน่วยงาน โดยเฉพาะในกรณอี ตั ราการเกดิ อุบตั เิ หตุมคี ่าสูงหรอื มแี นวโน้มสูงขน้ึ เพ่อื มาตรการในการควบคุมป้องกนั การเกดิ อุบตั เิ หตุจากการปฏบิ ตั งิ าน
197 6. เพ่อื กระตุน้ ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านไดเ้ หน็ ความสาคญั และปฏบิ ตั ติ ามกฎ ระเบยี บขอ้ บงั คบั ใน การทางานเพ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางานและใหค้ วามรว่ มมอื ในการควบคุมป้องกนั อุบตั เิ หตุ จากการทางาน เพราะหากค่าสถติ สิ ูงหรอื มแี นวโน้มสูง ย่อมแสดงใหเ้ หน็ ว่าหากไม่ปฏบิ ตั ติ าม กฎความปลอดภยั ในการทางาน ผู้ปฏบิ ตั งิ านย่อมได้รบั ความเส่ยี งในการเกิดอุบตั ิเหตุสูงขน้ึ นาไปส่คู ่าทเ่ี พม่ิ สงู ขน้ึ ได้ การคานวณค่าสถิติอบุ ตั ิเหตุ การคานวณอตั ราการเกดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื ใหก้ ารเปรยี บเทยี บสถติ ขิ องอุบตั เิ หตุในโรงงาน ประเภทต่างๆ หรอื หน่วยงานต่างๆ ในโรงงานเดยี วกนั เป็นไปไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง จงึ ต้องกาหนดให้ มมี าตรฐานอยา่ งเดยี วกนั โดยทวั่ ไปมกั จะคดิ เป็นจานวนครงั้ หรอื ความรา้ ยแรงของอุบตั เิ หตุภายใน 1,000,000 ชวั่ โมงคนงาน (Man-hours) อตั ราท่นี ิยมใช้ในการคานวณเก่ยี วกบั สถติ อิ ุบตั เิ หตุ ไดแ้ ก่ อตั ราความถข่ี องอุบตั เิ หตุ (Frequency Rate) อตั ราความรา้ ยแรงของอุบตั เิ หตุ (Severity Rate) และ วนั สญู เสยี โดยเฉลย่ี ต่ออุบตั เิ หตุ (Average Day Charged Per Accident : ADC) 1. อตั ราความถ่ีของการประสบอนั ตรายบาดเจบ็ ต้องหยดุ งาน (Injury Frequency Rate : IFR) ซง่ึ จะบ่งบอกถงึ แนวโน้มของอุบตั เิ หตุและบอกถงึ จานวนครงั้ ของอุบตั เิ หตุทาให้ บาดเจบ็ ตอ้ งหยดุ งานทุกๆ หน่ึงลา้ นชวั่ โมงการทางาน (number of disabling injury per 1,000,000 employee-house worked) จากสตู รดงั น้ี อตั ราความถข่ี องการบาดเจบ็ (I.F.R.) = จานวนคนประสบอนั ตรายบาดเจบ็ ตอ้ งหยดุ งาน x 1,000,000 จานวนชวั่ โมงทท่ี างานของลกู จา้ งทงั้ หมด 2. อตั ราความร้ายแรงของการประสบอนั ตรายต้องหยุดงาน (Injury Severity Rate : SIR) จะบ่งบอกถงึ วนั หยุดงาน เน่ืองจากการบาดเจบ็ ท่สี ูญเสยี ไปทงั้ หมดครบ 1 ลา้ น ชวั่ โมงการทางาน (number of day lost per 1,000,000 employee house worked) ซง่ึ คานวณ ไดจ้ ากสตู รดงั น้ี อตั ราความรนุ แรงของการประสบอนั ตราย = จานวนวนั หยดุ งานเน่อื งจากการบาดเจบ็ ทส่ี ญู เสยี ไปทงั้ หมด x 1,000,000 จานวนชวั่ โมงการทางานทงั้ หมด 3. ความรนุ แรงโดยเฉล่ียของการบาดเจบ็ (Average Severity of the Injuries: ASI) อาจคานวณไดจ้ ากสตู รทงั้ สองสตู ร ความรนุ แรงโดยเฉลย่ี การบาดเจบ็ = วนั ทงั้ หมดทเ่ี สยี ไป จานวนคนบาดเจบ็ พกิ ารทงั้ หมด
198 ตารางการคานวณอตั ราความรนุ แรงของการบาดเจบ็ ตามมาตรฐานอเมรกิ นั (American Standard of Industrial Injury Rate) และ I.L.O ไดก้ าหนดวนั ทางานทส่ี ูญเสยี ไปจากการ ประสบอนั ตรายและบาดเจบ็ ในการทางานของอวยั วะสว่ นต่างๆ ของรา่ งกายดงั น้คี อื ตารางที่ 3.6 แสดงจานวนวนั ทางานสญู เสยี ลกั ษณะของการประสบอนั ตราย ความสามารถใน จานวนวนั ทางานสญู เสีย ถึงพิการหรอื ทพุ ลภาพ (วนั ) การทางาน สญู เสียไป (%) American Standard I.L.O. เสยี ชวี ติ 100 6,000 6,000 6,000 พกิ ารหรอื ทุพลภาพตลอดชวี ติ 100 6,000 4,500 3,600 แขน เหนือขอ้ ศอกขน้ึ ไป 60 4,500 3,000 600 แขน ระหวา่ งขอ้ มอื ถงึ ขอ้ ศอก 57 3,600 300 มอื 54 3,000 750 1,200 นิ้วหวั แมม่ อื 14 600 1,800 1,200 นิ้วอ่ืน ๆ หน่ึงนิ้ว (ขึน้ กบั นิ้ว) 11 300 (200-400) 1,500 2,000 น้ิวอ่นื ๆ สองน้ิว ในมอื เดยี วกนั 7 750 2,400 4,500 น้ิวอ่นื ๆ สามน้ิว ในมอื เดยี วกนั 11 1,200 3,000 2,400 น้ิวอ่นื ๆ สน่ี ้ิว ในมอื เดยี วกนั 14 1,800 600 600 น้ิวหวั แมม่ อื และน้ิวอ่นื ๆ หน่ึงน้ิวในมอื เดยี วกนั 14 1,200 1,800 6,000 น้ิวหวั แมม่ อื และน้ิวอ่นื ๆ สองน้ิวในมอื เดยี วกนั 11 1,500 600 3,000 น้ิวหวั แมม่ อื และน้ิวอ่นื ๆ สามน้ิวในมอื เดยี วกนั 7 2,000 น้ิวหวั แมม่ อื และน้ิวอ่นื ๆ สน่ี ้ิวในมอื เดยี วกนั 14 2,400 ขา ตงั้ แตห่ วั เขา่ ขน้ึ มา 40 4,500 ขา ตงั้ แตห่ วั เขา่ ลงไป 36 3,000 เทา้ (ตรงขอ้ เทา้ ) 28 2,400 น้ิวหวั แมเ่ ทา้ หรอื น้ิวอ่นื ๆ สองน้ิวในเทา้ เดยี วกนั 4 300 น้ิวเทา้ ทงั้ สองเทา้ 5 600 ตา สญู เสยี การมองเหน็ ไปหน่ึงขา้ ง 30 1,800 ตา สญู เสยี การมองเหน็ ไปสองขา้ ง 100 6,000 หู สญู เสยี การรบั ฟังไป หน่ึงขา้ ง 10 600 หู สญู เสยี การรบั ฟังไป สองขา้ ง 50 3,000 ทม่ี า : The American Standard Scale of Time Charges, (2017)
199 การประเมนิ คา่ ความปลอดภยั โดยวดั ความถแ่ี ละความรนุ แรงของอุบตั เิ หตุนนั้ บางครงั้ ก็ ไม่สามารถทจ่ี ะสรุปไดว้ ่า ค่าไหนเป็นค่าทด่ี กี ว่ากนั โรงงานทม่ี อี ตั ราความถ่ขี องอุบตั เิ หตุ และ อาจจะมอี ตั ราความรุนแรงสูง และบางโรงงานทม่ี อี ตั ราความถ่ขี องอุบตั เิ หตุสูง ก็อาจจะมคี ่า ความรนุ แรงของอุบตั เิ หตุต่า ดงั นนั้ จงึ จาเป็นทต่ี อ้ งพจิ ารณา 2 ค่าประกอบกนั ตวั อย่างการคานวณเก่ียวกบั อบุ ตั ิเหตใุ นการทางาน 1. การคานวณอตั ราความถ่แี ละความรนุ แรงของการบาดเจบ็ บรษิ ทั แห่งหน่ึงเปิด กจิ การขนาดกลาง มคี นงานทงั้ หมด 200 คน มกี ารบนั ทกึ สถติ เิ ก่ยี วกบั การเกดิ อุบตั เิ หตุและ การบาดเจบ็ ของคนงานช่วง 6 เดอื นแรกของปีมคี นงานไดร้ บั บาดเจบ็ จากการทางาน 15 ราย ตอ้ งหยุดงานรวม 200 วนั ทางาน และ บาดเจบ็ รุนแรง (สาหสั ) ทส่ี ุด คอื น้ิวมอื ขาด 2 น้ิว ต้อง หยดุ งานเพ่อื รกั ษาตวั เอง 25 วนั ถงึ กลบั มาท างานได้ โรงงานทางานสปั ดาหล์ ะ 48 ชวั่ โมง กาหนดให้ 1 ปี มี 52 สปั ดาห์ 1.1 อตั ราความถข่ี องการบาดเจบ็ จากสตู ร I.F.R. = จานวนคนงานทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ x 1,000,000 จานวนชวั่ โมงการทางานของคนงานทงั้ หมด = 15 x 1,000,000 = 60.1 200 x 48 x 26 อตั ราความถข่ี องการบาดเจบ็ เทา่ กบั 60.1 1.2 อตั ราความรนุ แรงของการบาดเจบ็ I.S.R. จากสตู ร I.S.R. = จานวนทเ่ี สยี ไป x 1,000,000 จานวนชวั่ โมงการทางานของคนงานทงั้ หมด = 200 x 1,000,000 = 801.3 200 x 48 x 26 อตั ราความรนุ แรงของการบาดเจบ็ เท่ากบั 801.3 1.3 อตั ราความรนุ แรงของการบาดเจบ็ ตามอตั รามาตรฐาน ใชค้ ดิ ในกรณีมกี ารสญู เสยี อวยั วะหรอื การบาดเจบ็ ของคนงาน หรอื บาดเจบ็ รา้ ยแรงถงึ พกิ ารหรอื ตาย การคานวณดงั น้ี จานวนผบู้ าดเจบ็ ทงั้ หมด 15 คน จานวน 1 รายน้วิ หวั แมม่ อื ขาดไป 2 น้วิ (หยดุ ทางานจรงิ 25 วนั ) คนงานอกี 14 คนหยดุ งานไป = 200-15 = 175 วนั คนงานทน่ี ้วิ มอื ขาด 2 น้วิ สญู เสยี เวลาทางานตามมาตรฐาน 750 วนั
200 จากตารางคานวณ รวมเวลาการทางานทส่ี ญู เสยี ไป = 750 + 175 = 925 วนั อตั ราความรนุ แรง = จานวนวนั ทเ่ี สยี ไป x 1,000,000 ของการบาดเจบ็ จานวนชวั่ โมงการทางานของคนงานทงั้ หมด (อตั รามาตรฐาน) = 925 x 1,000,0000 = 3705.9 200 x 48 x 26 อตั ราความรนุ แรงของการบาดเจบ็ ตามอตั รามาตรฐานเท่ากบั 3705.9 1.4 อตั ราความรนุ แรงโดยเฉลย่ี ของการบาดเจบ็ อตั ราความรนุ แรงโดยเฉลย่ี = จานวนวนั ทงั้ หมดทเ่ี สยี ไป จานวนคนบาดเจบ็ พกิ าร = 200/15 = 13.3 1.5 อตั ราการเกดิ อุบตั เิ หตุ (IR) IR = จานวนชวั่ โมงทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ x 2,000,000 ชวั่ โมงการทางานของลกู คา้ ทงั้ หมด = 15 x 200,000 = 12.01 200 x 48 x 26 สถานประกอบการมอี ตั ราการเกดิ อุบตั เิ หตุเท่ากบั 12.01 สรปุ อุบตั เิ หตุเป็นเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยไมค่ าดคดิ หรอื วางแผนมาก่อน เมอ่ื เกิดขน้ึ กท็ าให้ บาดเจบ็ ป่วยป่วย ทพุ ลภาพ หรอื อาจถงึ แก่ชวี ติ ได้ รวมทงั้ ก่อใหเ้ กดิ ความสญู เสยี ทรพั ยส์ นิ ต่างๆ ซง่ึ การเกดิ อุบตั เิ หตุอาจเกดิ ขน้ึ มาจากหลายสาเหตุ เช่น สาเหตุพน้ื ฐาน สาเหตุขณะนนั้ เป็นตน้ อุบตั เิ หตุจงึ มคี วามสาคญั ต่อพนกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ต่อครอบครวั ต่อเพ่อื นรว่ มงาน ต่อนายจา้ งและ ต่อประเทศชาติ ซ่งึ การป้องกนั สาเหตุของการเกดิ อุบตั เิ หตุมแี นวคดิ ทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การ เกิดอุบตั ิเหตุ ได้แก่ ทฤษฎีโดมโิ น ทฤษฎีปัจจยั มนุษย์ ทฤษฎอี ุบตั ิการณ์ ทฤษฎีระบาดวทิ ยา ทฤษฎรี ะบบ เป็นตน้ ผบู้ รหิ ารดา้ นความปลอดภยั และอาชอี นามยั จาเป็นตอ้ งมหี ลกั การนาทฤษฎี เหล่าน้ีมาใช้ในการศึกษาวเิ คราะหห์ าแนวทางในการป้องกนั แก้ไขปัญหาต่างๆ เก่ยี วกบั การ ป้องกนั อนั ตรายทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในการทางาน โดยส่วนใหญ่อาศยั หลกั 3E การจดั องคก์ รเพ่อื ความ ปลอดภยั ไดแ้ ก่ Engineering (หลกั วศิ วกรรมศาสตร)์ Education (การใหค้ วามรู้ การฝึกอบรม) Enforcement (การออกกฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ) และเพม่ิ E4 คอื Encouragement (การกระตุ้น เตอื น)
201 เมอ่ื พนกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ านประสบอนั ตรายหรอื อุบตั เิ หตุในการทางาน หน้าทส่ี าคญั ของผู้ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งจะต้องดาเนินการสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุทนั ที เพ่อื ให้ทราบสาเหตุของการเกิด อุบตั เิ หตุ เจบ็ ป่ วย บาดเจบ็ จากการทางาน ซ่งึ ผู้ทาหน้าท่สี าคญั คอื หวั หน้างาน และเจา้ หน้าที ความปลอดภยั ในการทางานท่ไี ด้รบั การแต่งตงั้ โดยกระทรวงแรงงานและสวสั ดกิ ารสงั คมซง่ึ มี คณุ สมบตั ติ ามทก่ี าหนดของกฎกระทรวง การสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุจงึ มคี วามสาคญั อยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะเป็นแนวทางในการหาทางป้องกนั แก้ไข ปรบั ปรงุ และ หามาตรการแก้ไข ไมใ่ หเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ ในการทางานขน้ึ ซ้าอกี ดงั นนั้ วตั ถุประสงคข์ องการสอบสวนการเกดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื ศกึ ษาและคน้ หา สาเหตุพน้ื ฐาน ใชเ้ ป็นขอ้ มลู และแนวทางในการวเิ คราะห์อุบตั เิ หตุ รวมทงั้ เป็นพ้นื ฐานในการ พจิ ารณาคน้ หาความจรงิ อนั นาไปสกู่ ารป้องกนั อุบตั เิ หตุ และเพ่อื เป็นประโยชน์ในการเกบ็ รวบรวม ทางสถติ แิ ละการวิเคราะหอ์ ุบตั เิ หตุต่อไป ซง่ึ ลกั ษณะของอุบตั เิ หตุทจ่ี ะต้องสอบสวน ได้แก่ อุบตั เิ หตุทท่ี าใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ ถงึ ขนั้ หยุดงาน อุบตั เิ หตุทท่ี าใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ เลก็ น้อยต้องการ เพยี งปฐมพยาบาลอุบตั เิ หตุทก่ี ่อใหเ้ กดิ ความเสยี หายต่อทรพั ยส์ นิ และเหตุการณ์ท่เี กอื บเกดิ อุบตั เิ หตุ และหลกั การในการสอบสวนจะต้องดาเนินการสอบสวนทนั ทเี มอ่ื มเี หตุการณ์เกดิ อุบตั เิ หตุ ขน้ึ ในสถานประกอบการ เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู อย่างรวดเรว็ ถูกต้อง ครบถว้ น ชดั เจนมากทส่ี ุด และ จะตอ้ งมกี ารบนั ทกึ รายงานการสอบสวนอุบตั เิ หตุจะต้องมเี ทคนิคในการบนั ทกึ รายงานอยา่ งละเอยี ด เกย่ี วกบั อุบตั เิ หตุ เพอ่ื เกบ็ รวบรวมเป็นขอ้ มลู และสถติ ใิ นการเกดิ อุบตั เิ หตุ และหาแนวทางดาเนินการ ในการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ ซง่ึ การรายงานการวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุจะพบว่าส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ รบั บาดเจบ็ ไดแ้ ก่ หลงั ขาและน้วิ มอื แขนและส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย ลาตวั มอื ตา ศรี ษะ และเทา้ ตน้ คอ น้วิ เทา้ รวมทงั้ ประเดน็ การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุส่วนทเ่ี ป็นสาเหตุพน้ื ฐาน ส่วนของร่างกายท่ี ไดร้ บั บาดเจบ็ แหลง่ ทท่ี าใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ ชนิดของอุบตั เิ หตุ สภาพทเ่ี ป็นอนั ตราย สง่ิ ทท่ี าให้ เกดิ อุบตั เิ หตุ ส่วนของสง่ิ ทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ การกระทาท่ไี ม่ปลอดภยั หรอื ต่ากว่ามาตรฐานปัจจยั จากคน และปัจจยั จากงาน เพ่อื นาไปสู่การประเมนิ ค่าทางสถติ ขิ องอุบตั เิ หตุ เพ่อื ให้ทราบถงึ ค่าใชจ้ า่ ยทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการเกดิ อุบตั เิ หตุใหม้ กี ารดาเนินการในการกาหนดนโยบาย วางแผนงาน ป้องกนั ปรบั ปรุง แก้ไข และหามาตรการในการลดการเกดิ อุบัตเิ หตุในการทางานใหเ้ กดิ ความ ปลอดภยั ต่อไป
202 แบบฝึ กหดั ให้ตอบคาถามให้ถกู ต้องสมบรู ณ์ท่ีสดุ 1. ใหอ้ ธบิ ายความหมายของคาวา่ “อุบตั เิ หตุ” (Accident) “อุบตั กิ ารณ์” (Incident) และ “เหตุการณ์เกอื บเกดิ อุบตั เิ หตุ” (Near Miss) โดยสงั เขป พรอ้ มยกตวั อยา่ ง 2. ความสาคญั ของอุบตั เิ หตุเมอ่ื เกดิ ขน้ึ แลว้ มผี ลกระทบต่อตวั พนกั งาน ต่อนายจา้ ง และต่อ ผรู้ ว่ มงานอยา่ งไร อธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจ 3. ทฤษฎโี ดมโิ น (Domino Theory) ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเกดิ อุบตั เิ หตุแบ่งขนั้ ตอนการเกดิ อุบตั เิ หตุ ออกเป็นกข่ี นั้ ตอนอยา่ งไรบา้ ง 4. ทฤษฎปี ัจจยั มนุษย์ (The Human Factor Theory) ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเกดิ อุบตั เิ หตุมปี ัจจยั ท่ี ผดิ พลาด มสี าเหตุการเกดิ อุบตั เิ หตุทเ่ี กดิ จากความผดิ พลาดของมนุษยม์ ปี ัจจยั ไดแ้ ก่ 5. ทฤษฎรี ะบาดวทิ ยา (Epidemiological Theory) ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เกดิ อุบตั เิ หตุจากโรคมี องคป์ ระกอบทส่ี าคญั อะไรบา้ ง 6. ทฤษฎรี ะบบ (Systems Theory) ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สาเหตุทท่ี าใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุมอี งคป์ ระกอบท่ี สาคญั คอื 7. สาเหตุทเ่ี กดิ จากอุบตั เิ หตุโดยทวั่ ไปในสถานประกอบการเกดิ จากสาเหตุใดบา้ ง อธบิ ายพอ สงั เขปใหเ้ ขา้ ใจ พรอ้ มยกตวั อยา่ งประกอบ 8. ใหอ้ ธบิ ายถงึ ความหมายของคาวา่ “การสอบสวนอุบตั เิ หตุ” และมวี ตั ถุประสงคอ์ ยา่ งไรบา้ ง 9. ลกั ษณะของอุบตั เิ หตุทต่ี อ้ งสอบสวนแบ่งออกเป็นกล่ี กั ษณะอะไรบา้ ง อธบิ ายพอสงั เขป พรอ้ มยกตวั อยา่ งประกอบ 10. บุคลากรทท่ี าหน้าทส่ี อบสวนอุบตั เิ หตุทม่ี หี น้าทต่ี ามขอ้ กาหนดของกระทรวง ไดแ้ ก่ใครบา้ ง พรอ้ มอธบิ าย 11. แนวทางการวเิ คราะหห์ าสาเหตุการเกดิ อุบตั เิ หตุมสี าเหตุหลกั ๆ สาคญั คอื
203 เอกสารอ้างอิง กาญจนา นาถะพนิ ธุ (2553). อาชวี อนามยั และความปลอดภยั .ขอนแก่น: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. กนั ยรตั น์ โหละสตุ .(2555). การจดั การความปลอดภยั ในอุตสาหกรรมเคม.ี ขอนแก่น: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. ค่มู อื การจดั การความปลอดภยั ในการทางานของสถานประกอบการ.(ม.ป.ป.,ม.ป.น.)., คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2560, จาก http://www.siamsafety.com/index.php. พระราชบญั ญตั คิ ุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑(ฉบบั แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ). สานกั คมุ้ ครองแรงงาน. กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน. รายงานประจาปี 2558 กองทนุ เงนิ ทดแทน.สานกั งานกองทุนทดแทน.สานกั งานประกนั สงั คม กระทรวงแรงงาน. วฑิ รู ย์ สมิ ะโชคดี และวรี ะพงษ์ เฉลมิ จริ ะรตั น์. (2544). วศิ วกรรมและการบรหิ ารความปลอดภยั ในโรงงาน. กรงุ เทพฯ : สมาคมสง่ เสรมิ เทคโนโลย(ี ไทย – ญป่ี ่นุ ). วภิ ารตั น์ โพธขิ ์ .ี (2557). การจดั การดา้ นวศิ วกรรมความปลอดภยั ในโรงงานอุตสาหกรรม. ขอนแก่น: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. ววิ รรธน์กร สวสั ด.ี (2547). คน้ การเกดิ อุบตั เิ หตุในสถานประกอบการ.,เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2559, คน้ จาก www.safetylifethailand.com. ศขิ รนิ ทร์ สขุ โต.(2553). วศิ วกรรมความปลอดภยั . (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2). ขอนแก่น: มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. สถานการณ์การดาเนินงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ของประเทศไทย ปี 2558. (2558). สานกั ความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน กระทรวง แรงงาน.,กรงุ เทพฯ: บจก.พนิ นาเคลิ แอดเวอรไ์ ทซงิ่ . สวนิ ทร์ พงษเ์ ก่า.(ม.ป.ป.). การวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุ. สมาคมส่งเสรมิ ความปลอดภยั และอนามยั ในการทางาน(ประเทศไทย).,คน้ เมอ่ื 28 ธนั วาคม 2558 ,จาก http://www.shawpat.or.th. สถาบนั มาตรฐานแห่งชาตอิ งั กฤษ (British Standard Institution: BSI)., คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2559., จาก https://webstore.ansi.org/RecordDetail.aspx?sku. สานกั งานประกนั สงั คม.(2558). สถติ กิ ารประสบอนั ตราย หรอื เจบ็ ป่วยเน่อื งจากการทางาน ปี 2558. สานกั งานกองทุนเงนิ ทดแทน สานกั งานประกนั สงั คม กระทรวงแรงงาน. สานกั งานประกนั สงั คม.(2558). รายงานประจาปี 2558 กองทนุ ทดแทน. สานกั งานกองทนุ เงนิ ทดแทน สานกั งานประกนั สงั คม กระทรวงแรงงาน.
204 สานกั งานสถติ แิ ห่งชาต.ิ (2560). สถติ กิ องทุนประกนั สงั คม จาแนกเป็นรายภาค และจงั หวดั พ.ศ. 2550 – 2559., คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2560.จาก http://statbbi.nso.go.th/ staticreport/page/sector/th/06.aspx. สานกั งานมาตรฐานผลติ ภณั ฑส์ ภาอุตสาหกรรม.(2542). กระทรวงอุตสาหกรรม. ,คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2560, จาก https://www.tisi.go.th/. อภริ ดี ศรโี อภาส.(2560). เอกสารการสอนชุดวิชาการบริหารงานอาชีวอนามยั และความ ปลอดภยั . มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช(ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หน่วยท่ี 1-7.,กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช. Clarke, S. (2006).Safety climate in an automobile manufacturing plant: The effects of work environment, job communication and safety attitudes on accidents and unsafe behavior. Personnel Review Vol.35 No.4, pp.443-430: Emerald Group Publishing Ltd. DeCenzo, D. A. & Robbins, S. P. (2002). Human Resource Management. 7th edition,New York : John wiley and Sons. Dessler,G.(2015). Human Resource Management.14th edition,United States of America: Person Education. Goetsch, D. L.(2005). Occupationall Safety and Health. Fifth Editin. ,New Jersey: Prince-Hall.
205 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 4 สขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน หวั ข้อเนื้อหา 1. แนวคดิ เกย่ี วกบั สขุ ภาพและความปลอดภยั ในการทางาน 2. ความหมาย และความสาคญั ของสุขภาพและความปลอดภยั 3. ระบบการคมุ้ ครองสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน 4. สภาพและสาเหตุของสขุ ภาพและความไมป่ ลอดภยั ในการทางาน 5. โรคทเ่ี กดิ จากการทางานทม่ี ผี ลต่อสขุ ภาพ 6. อนั ตรายและการป้องกนั อนั ตรายจากสภาพแวดลอ้ มในการทางาน 7. อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายในการทางานส่วนบุคคล 8. การเสรมิ สรา้ งสุขภาพและความปลอดภยั ในการทางาน 9. สรปุ 10. แบบฝึกหดั 11. เอกสารอา้ งองิ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เมอ่ื นกั ศกึ ษาเรยี นบทเรยี นน้แี ลว้ สามารถ 1. เพ่อื ใหม้ คี วามรเู้ ขา้ ใจและสามารถอธบิ ายความหมาย ความสาคญั และวตั ถุประสงค์ ของสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางานได้ 2. เพ่ือให้มีความรู้เข้าใจและสามารถอธิบายถึงสภาพและส าเหตุของสุขภาพ และความไมป่ ลอดภยั ในการทางาน รวมทงั้ อนั ตรายและการป้องกนั อนั ตรายจากสภาพแวดลอ้ ม ในการทางาน 3. เพ่ือให้มีความรู้เข้าใจและสามารถอธิบายเก่ียวกับอุปกรณ์ป้ องกันอันตราย ในการทางานส่วนบคุ คล และเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวนิ จิ ฉยั /ตรวจสอบ 4. เพ่อื ให้มคี วามรเู้ ขา้ ใจและสามารถอธบิ ายโรคทเ่ี กดิ จากการทางานทม่ี ผี ลต่อสุขภาพ และการเสริมสร้างสุขภาพ รูปแบบผู้นา รูปแบบทีมงานด้านความปลอดภัย วัฒนธรรม บรรยากาศความปลอดภยั ในการทางาน
206 วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ทาแบบประเมนิ ผลตนเองก่อนเรยี น (แบบทดสอบก่อนเรยี น) 2. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย/นาเสนอกจิ กรรมกลุ่มหน้าชนั้ 3. บรรยายประกอบการเรยี นการสอนดว้ ยโปรแกรม Power-Point 4. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น 5. ฝึกทาแบบฝึกปฏบิ ตั ิ สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารคาสอนรายวชิ าการจดั การความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสงิ่ แวดลอ้ ม 2. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ 4. ส่อื ภาพประกอบและโปรแกรม Power-Point 5. วดี ที ศั น์ การวดั ผลและประเมินผล 1. ประเมนิ ผลการทาแบบทดสอบก่อนเรยี น และหลงั เรยี น 2. ประเมนิ ผลจากกจิ กรรมมอบหมาย 3. ประเมนิ ผลแบบฝึกปฏบิ ตั ทิ า้ ยบท 4. ประเมนิ ผลแบบทดสอบประจาภาคการศกึ ษา
207 บทท่ี 4 สขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน ประเทศชาตจิ ะพฒั นาและก้าวไกลทดั เทยี มกบั นานาประเทศอ่นื ได้ก็เพราะประชากร ของประเทศมสี ุขภาพอนามยั ทส่ี มบูรณ์แขง็ แรงทงั้ ด้านร่างกาย จติ ใจ คุณธรรม และสงั คม ใน ขณะเดียวกันยุคปัจจุบันการพัฒนาของโลกก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็วเป็ นผลมาจาก ความกา้ วหน้าทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ เศรษฐกจิ การคา้ พาณชิ ยแ์ บบไรพ้ รหมแดน และสงั คมท่มี ี การเปล่ียนแปลงท่ีมีลักษณะพลวัต ทาให้อุตสาหกรรมการผลิตและบริการจาเป็นอาศัย เทคโนโลยที ่ที นั สมยั เพ่อื การผลติ สนิ ค้าและบรกิ ารเป็นจานวนมหาศาลเพ่อื ตอบสนองความ ตอ้ งการของมนุษย์ ทาใหก้ ารผลติ ในลกั ษณะอุตสาหกรรมจงึ มเี ครอ่ื งจกั ร เครอ่ื งมอื และอุปกรณ์ ในการนามาใชใ้ นโรงงานเป็นอนั ตรายต่อผปู้ ฏบิ ตั งิ านหรอื คนงานในโรงงานมากขน้ึ รวมทงั้ การ ใช้สารเคมที ม่ี อี นั ตรายมากขน้ึ ดงั นัน้ หน่วยงานท่รี บั ผดิ ชอบเก่ยี วกบั ดา้ นสุขภาพอนามัยและ ความปลอดภยั ในการทางานของโรงงานหรอื สถานประกอบการตอ้ งจดั ทาระบบการป้องกนั ทไ่ี ด้ มาตรฐานตามกฎหมายความปลอดภยั ในการทางานอยา่ งเครง่ ครดั เพ่อื ใหพ้ นักงานผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ไดเ้ กดิ ความปลอดภยั และมสี ุขภาพอนามยั ท่ดี ใี นการทางาน ในปัจจุบนั ได้มกี ฎหมายเก่ยี วกบั ความปลอดภยั ในการทางานออกมาใชบ้ งั คบั หลายฉบบั ซง่ึ พระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน พ.ศ. 2554 ทไ่ี ดม้ กี ารประกาศใชเ้ พ่อื ใหน้ ายจา้ ง หรอื สถานประกอบการได้จดั ดาเนินการให้ถูกต้องเพ่อื ให้ลูกจ้างหรอื พนักงานได้มสี ุขภาพ อนามยั ทด่ี ี และมคี วามปลอดภยั ในการทางาน แรงงานนับว่ามคี วามสาคัญต่อกาลงั การผลิตทุกประเภทของประเทศ แรงงานท่ีมี สุขภาพดี สมบรู ณ์ไมเ่ ป็นโรคต่าง ๆ อนั เน่อื งจากการทางาน นนั่ แสดงใหเ้ หน็ ว่าผบู้ รหิ ารองคก์ าร มคี วามตระหนกั และใส่ใจในการดแู ลชวี ติ ร่างกาย และจติ ใจของพนกั งาน สุขภาพอนามยั ทด่ี จี งึ มาจากการไม่เจ็บป่ วยเป็นโรค หรอื ทุพพลภาพด้วยสาเหตุจากการทางานให้กบั นายจา้ ง ซ่งึ นายจา้ งนอกจากจะต้องปฏบิ ตั ติ ่อพนกั งานดว้ ยความมคี ุณธรรมจรยิ ธรรมแลว้ นนั้ ยงั ต้องปฏบิ ตั ิ ตามกฎหมายความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานดว้ ย หากไมป่ ฏบิ ตั ิ ตามอาจทาให้พนักงานผู้ปฏบิ ตั งิ านเกิดโรคต่าง ๆ จากการทางานได้ ดงั นัน้ ในบทท่ี 4 จะ อธบิ ายถงึ สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน โรคต่าง ๆ และอุบตั เิ หตุอนั เน่ืองจาก การทางาน ไมว่ า่ เป็นเครอ่ื งจกั ร สารเคมี สภาพแวดลอ้ มอนั จะก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายจากการทางาน ทงั้ โรคและอุบตั เิ หตุรวมถงึ ดา้ นจติ ใจ และสงั คมอนั ส่งผลกระทบต่อการทางาน และวถิ ชี วี ติ ทงั้ ใน ปัจจุบนั และหลงั จากเกษยี ณอายุงานไปแล้ว จะเหน็ ไดว้ ่าการมสี ุขภาพและอนามยั ท่ดี จี ะทาให้ องคก์ ารเกดิ ประสทิ ธภิ าพในการทางาน และช่วยทาใหผ้ ลผลติ ในการทางานสงู ขน้ึ
208 แนวคิดเกี่ยวกบั สขุ ภาพและความปลอดภยั ในการทางาน การจัดการทรัพยากรมนุษย์มีบทบาทหน้าท่ีในการดาเนินงาน เพ่ือให้บุคลากร ผูป้ ฏบิ ตั ิงานมสี ุขภาพท่แี ขง็ แรงทงั้ ร่างกาย จติ ใจ และสงั คม ด้วยการดูแล ส่งเสรมิ สนับสนุน และทานุบารุงรกั ษาบุคลากรมกี ารทางานท่ปี ลอดภัย ปราศจากภยั อันตรายใด ๆ ขณะการ ปฏิบตั ิงาน ผู้บรหิ ารนอกเหนือจากมหี น้าท่ีในการบรหิ ารค่าตอบแทน และสวสั ดกิ ารต่าง ๆ ทเ่ี หมาะสมเป็นธรรมแลว้ ก็ตาม หน้าทส่ี าคญั ท่เี ป็นกจิ กรรมหน่ึงในการจดั การทรพั ยากรมนุษย์ สถานท่ีทางานต้องมีความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าท่ีของพนักงานไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และความไม่ปลอดภยั จากการเป็นโรครา้ ยแรงต่าง ๆ จากการทางาน หรอื สารพษิ เขา้ ส่รู ่างกาย ขณะปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ เกย่ี วขอ้ งกบั สุขภาพดา้ นรา่ งกาย และความปลอดภยั ของบุคลากร อกี ทงั้ การ ดแู ลดา้ นสุขภาพจติ ใจของพนักงาน ไมใ่ หเ้ กดิ ความเครยี ดในการทางาน เพราะจะส่งผลต่อการ ปฏบิ ตั งิ านของพนกั งาน ดงั นนั้ จุดมุง่ หมายในการสรา้ งเสริมสุขภาพ และความปลอดภยั ในการ ทางานใหก้ บั บุคลากร ผบู้ รหิ ารจงึ ตอ้ งมกี ารกาหนดเป็นนโยบาย แผนงาน และกจิ กรรมส่งเสรมิ ให้บุคลากรมีสุขภาพท่ีดี ปราศจากอันตรายและป้ องกันอันตรายจากสภาพแวดล้อม ในการทางาน และให้มคี วามปลอดภยั จากการบาดเจบ็ ทุพพลภาพ และเสยี ชวี ติ อนั เน่ืองจาก การทางาน และการจดั กิจกรรมท่เี ก่ียวข้องกับด้านสุขภาพและความปลอดภยั ของพนักงาน ถงึ แมว้ ่าเป็นการปฏบิ ตั ิงานตามกฎหมายท่เี ก่ยี วกบั ความปลอดภยั และสุขภาพกต็ าม แต่หาก เป็นเจตนารมณ์ของนายจา้ ง หรอื ฝ่ายจดั การทต่ี ้องดาเนินการเพ่อื ใหเ้ กดิ ความเป็นธรรมในการ ดาเนินธุรกจิ รวมถึงการมมี นุษยธรรม และจรยิ ธรรมในการประกอบกิจการของนายจ้าง ทงั้ น้ี เพ่ือจะทาให้การปฏิบัติงานของบุคลากรมีสุขภาพอนามัยท่ีดี ส่งผลให้การปฏิบัติงานมี ประสทิ ธภิ าพเพ่อื ผลผลติ พฒั นางาน พฒั นาองคก์ าร และประเทศชาตติ ่อไป ความหมายของสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั มคี วามเขา้ ใจสาหรบั บุคคลทวั่ ไปว่าเป็นการดูแล สภาวะรา่ งกายใหม้ คี วามสมบรู ณ์แขง็ แรง และมรี า่ งกายทป่ี ลอดภยั ในการดาเนินชวี ติ การทางาน ของมนุษย์ ก่อนจะศกึ ษารายละเอยี ดเก่ยี วกบั สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั จาเป็นต้อง ศึกษาและเข้าใจถึงความหมายของคาท่ีเก่ียวข้องกับสุขภาพอนามยั และความปลอดภัย เช่น ความปลอดภยั ภยั อุบตั ิเหตุ ความเสยี หาย อนั ตราย เป็นต้น (M.Ivancevich, 2007, p.547-548) ไดใ้ หร้ ายละเอยี ดไวด้ งั น้ี ความปลอดภยั (Safety) หมายถงึ การปราศจากภยั หรอื สภาวะทป่ี ราศภยั อนั ตราย ทงั้ ปวงหรอื สภาพการณ์อนั ปราศภยั จากการประสบอนั ตราย บาดเจบ็ เจบ็ ป่วยอนั เน่ืองมาจาก
209 การทางาน และโรคอนั เก่ยี วจากการทางานใหก้ บั นายจา้ ง ทงั้ น้ีนายจา้ งและลูกจ้างต้องร่วมมอื กนั ดาเนนิ การใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในสถานประกอบการ ภัย (Hazard) หมายถึง สภาพการณ์ซ่ึงมีแนวโน้มท่ีจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือสูญเสียต่อร่างกาย หรือทรพั ย์สิน หรือกระทบกระเทือนต่อขีดความสามารถในการ ปฏบิ ตั งิ านความปกตขิ องบุคคล ความเส่ียง (Risk) หมายถงึ เหตุการณ์ / การกระทาใด ๆ ทม่ี คี วามไม่แน่นอน ซง่ึ หาก เกดิ ข้นึ จะมผี ลกระทบในเชงิ ลบ ต่อวตั ถุประสงค์หรอื เป้าหมายขององค์กร หรอื ลดโอกาสท่จี ะ บรรลุความสาเรจ็ ต่อการบรรลุเป้าหมายและวตั ถุประสงคข์ องแผนงาน ซ่งึ อาจส่งผลต่อความ เสยี หายหรอื สูญเสยี ชวี ติ และทรพั ย์สนิ หรอื ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ท่อี าจจะเกดิ ข้นึ ทส่ี ่งผลกระทบในทางลบต่อการบรรลุวตั ถุประสงค์ซง่ึ ความสย่ี งน้ีสามารถหาวธิ กี ารทจ่ี ะป้องกนั ไดโ้ ดยมหี ลกั การดงั น้ี 1. การหลกี เล่ยี งความเสย่ี ง หมายถงึ การผลกั ความเสย่ี ง หรอื ไมเ่ ขา้ ใกลส้ งิ่ ท่ี ไม่แน่นอน ทาใหไ้ ม่กล้าตดั สนิ ใจในการกระทาทค่ี าดว่าไม่มคี วามแน่นอน อนั นาผลมาสู่ความ เสยี หายได้ 2. การโอนถ่ายความเสย่ี ง หรอื การยา้ ยความเสย่ี ง หมายถงึ การผลกั ภาระไป ยงั บุคคลทอ่ี ่นื เพ่อื ลดความเสย่ี งในการดาเนินงานต่าง ๆ เชน่ การซอ้ื ประกนั ภยั หรอื ประกนั ชวี ติ เพ่อื ความเสย่ี งดา้ นการเกดิ เหตุการณ์ทไ่ี มค่ าดคดิ ไวล้ ่วงหน้า การมรี ะบบตรวจสอบ เป็นตน้ 3. การยอมรับความเส่ียง หมายถึง การรับสภาพความเส่ียงท่ีจะเกิดข้ึน หรอื การรบั มอื ซง่ึ อาศยั เคร่อื งมอื ต่าง ๆ ช่วย ได้แก่ การบรหิ ารจดั การ การนาเคร่อื งมอื ต่าง ๆ เข้ามาช่วย และหาแนวทางดาเนินการในการจัดการกับความเส่ียงท่ีจะเกิดข้ึน เช่น มกี ารวางแผนป้องกนั การลงทนุ งบประมาณ ระบบทป่ี รกึ ษา เป็นตน้ อนั ตราย (Danger) หมายถงึ ระดบั ความรุนแรงท่เี ป็นผลเน่ืองมาจากภยั (Hazard) อนั ตรายจากภยั อาจจะมรี ะดบั สูงหรอื มาก น้อย ก็ได้ ข้นึ อยู่กบั มาตรการในการป้องกนั เช่น การทางานบนทส่ี ูงสภาพการณ์เช่นน้ีถอื ไดว้ ่าเป็นภยั (Hazard) ซง่ึ อาจก่อให้เกดิ การบาดเจบ็ ถึงตายได้หากมกี ารพลดั ตกลงมาในกรณีน้ีถือได้ว่ามอี ันตรายอยู่ระดบั หน่ึง หากแต่ละระดบั อนั ตรายจะลดน้อยลง ถ้าผูป้ ฏบิ ตั งิ านใชส้ ายนิรภยั (Harness) ขณะทางานเพราะโอกาสของ การพลดั ตกและก่อใหเ้ กดิ ความบาดเจบ็ ลดน้อยลง ความเสียหาย (Damage) หมายถึง เป็นความรุนแรงของการบาดเจ็บ หรอื ความ สูญเสยี ทางด้านกายภาพ หรอื ความเสยี หายท่เี กดิ ข้นึ ต่อการปฏบิ ตั งิ าน หรอื ความเสยี หาย ทางดา้ นการเงนิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เน่อื งจากการขาดการควบคมุ ภยั
210 อบุ ตั ิเหตุ (Accident) หมายถงึ เหตุการณ์ทไ่ี ม่พงึ ประสงคท์ เ่ี กดิ ขน้ึ โดยมไิ ดว้ างแผนไว้ ล่วงหน้า หรอื ไม่มกี ารคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ซ่งึ เม่อื เกดิ ข้นึ แล้วจะได้รบั ผลบาดเจบ็ เจบ็ ป่ วย พกิ าร หรอื ตาย และทาใหท้ รพั ยส์ นิ ไดร้ บั ความเสยี หาย คาว่า สขุ ภาพ ตรงกบั คาภาษาองั กฤษว่า Health ซง่ึ มรี ากศพั ท์มาจากภาษาเยอรมนั ว่า Heolth ซง่ึ มคี วามหมายถงึ ความปลอดภยั (Safe) ไม่มโี รค (Sound) โดยรวม (Whole) แบบองคร์ วมทเ่ี น้นเรอ่ื งการปรบั สมดลุ รา่ งกายใหป้ ราศจากโรค ซ่ึง จ า ก ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ค า ท่ี เ ก่ี ย ว ข้ อ ง กั บ สุ ข ภ า พ อ น า ม ัย แ ล ะ ค ว า ม ป ล อ ด ภัย สามารถอธบิ ายไดว้ า่ ความหมายของคาว่า สุขภาพ และความปลอดภยั ตามทน่ี กั วชิ าการไดใ้ ห้ ไวซ้ ง่ึ อธบิ ายไดด้ งั น้ี พจนานุกรมฉบบั บณั ฑติ ยสถาน ปีพ.ศ. 2525 (ราชฉบบั บณั ฑติ ยสถาน, 2525) ไดใ้ ห้ ความหมายของคาว่า “สขุ ภาพ” ไวว้ า่ ความสขุ ปราศจากโรค หรอื ความสบาย องค์การอนามยั โลก (WHO, 1947) ได้ให้ความหมายของคาว่า “สุขภาพ” ไว้ว่า สภาวะท่มี คี วามสมบูรณ์ของร่างกาย จติ ใจและสามารถอยู่ในสงั คมได้อย่างมคี วามสุข มใิ ช่ เพยี งแต่ปราศจากโรคและ ความพกิ ารเท่านัน้ หรอื สภาวะท่มี คี วามสมบูรณ์และมคี วามเป็น พลวตั ของรา่ งกายจติ ใจ สงั คม และ จติ วญิ ญาณ โอเรม (Orem, 1995, p.96-101) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า สุขภาพ ไวว้ ่า เป็นภาวะท่ี มคี วามสมบูรณ์ไม่บกพร่อง และคนทม่ี สี ุขภาพดี คอื คนทม่ี โี ครงสรา้ งทส่ี มบูรณ์ ทาหน้าทข่ี อง ตนไดท้ งั้ ทางร่างกายและจติ ใจ สามารถดูแลตนเองไดใ้ นระดบั ทเ่ี พยี งพอและต่อเน่ือง สุขภาพ เป็นสงิ่ จาเป็นต่อบุคคล ความผาสุกเป็นการรบั รู้ถงึ ภาวะทเ่ี ป็นอยขู่ องตนเองซง่ึ แสดงออกโดย ความพงึ พอใจ ความยนิ ดี และการมคี วามสุข เพนเดอร์ (Pender, 1987, p. 2011) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า สุขภาพ ไวว้ ่า สุขภาพ มคี วามหมาย 3 ลกั ษณะ คอื 1) สุขภาพ เป็นความปกตคิ วามสมดุลและความมนั่ คงของรา่ งกาย 2) สุขภาพเป็นความสาเร็จของการพฒั นาสุขภาพ จากระดบั หน่ึงไปอีกระดบั หน่ึงท่สี ูงข้นึ และ 3) การให้ความหมายซ่งึ มองทงั้ สองแง่ขา้ งต้น กล่าวคอื สุขภาพ เป็นความสมดุลของ รา่ งกาย และเป็นการพฒั นาสุขภาพจากระดบั หน่งึ ไปส่อู กี ระดบั หน่งึ โทน และ เทลฟอรด์ (Tone, K. & Tilford, S.,1994, p.29) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า สขุ ภาพ ไวว้ ่า สภาพความเป็นไปของรา่ งกาย จติ ใจและสงั คมของบุคคล คนทม่ี สี ุขภาพดี ไดแ้ ก่ คนท่ีมภี าพร่างกาย จิตใจและสังคม ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพแข็งแรงและจติ ใจดี สามารถปรบั ตวั ได้ดใี นสงั คมและสง่ิ แวดล้อมท่เี ปลย่ี นไปดงั นัน้ สุขภาพจงึ มไิ ด้หมายถงึ เฉพาะ รา่ งกายแต่รวมถงึ จติ ใจดว้ ย องคก์ ารอนามยั โลก (2491) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า สุขภาพ ไวว้ ่า ภาวะแห่ง ความ สมบรู ณ์ทางรา่ งกาย จติ ใจ และการดารงอยใู่ นสงั คมดว้ ยดี ไมใ่ ช่เพยี งแต่ความปราศจากโรคหรอื ทุพพลภาพ
211 พระราชบญั ญตั สิ ุขภาพแห่งชาติ (2545) ได้ให้ความหมายของคาว่า สุขภาพ ไว้ว่า ภาวะทม่ี คี วามพรอ้ มสมบรู ณ์แขง็ แรง กระชบั กระเฉง มพี ละกาลงั คลอ่ งแคล่ว สามารถดารงชวี ติ ดว้ ยการไมเ่ ป็นโรคหรอื เจบ็ ป่วย ไมม่ คี วามพกิ าร ไมม่ อี ุบตั เิ หตุอนั ตรายและอยใู่ นสภาพแวดลอ้ ม ทด่ี ี เคมมแ์ ละโคลส (Kemm and Close., 1995, p.87) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า สุขภาพ ไว้ว่า ลกั ษณะของสุขภาวะท่สี มบรู ณ์ทงั้ ทางร่างกาย ทางจติ ใจ ทางสงั คม และทางจติ วญิ ญาณ ซง่ึ จากความหมายทก่ี ล่าวมาสามารถจาแนกไดด้ งั น้ี 1. สุขภาวะท่ีสมบูรณ์ทางร่างกาย หมายถึง ร่างกายท่ีสมบูรณ์ แข็งแรง กระปร้กี ระเปร่า คล่องแคล่ว มกี าลงั ไม่เป็นโรค ไม่พกิ าร ไม่บาดเจบ็ เจบ็ ป่ วย มเี ศรษฐกิจดี มกี ารบรโิ ภคอาหารท่เี ป็นประโยชน์ต่อร่างกายและเหมาะสมกบั ปรมิ าณต้องการ หรอื รบั ได้ ไมเ่ กดิ อนั ตราย รวมทงั้ มสี ภาพแวดลอ้ มทด่ี ารงชพี อยา่ งเหมาะสม 2. สุขภาวะท่สี มบูรณ์ทางจติ ใจ หมายถึง สภาพของจติ ใจท่สี ามารถควบคุม อารมณ์ได้ มจี ติ ใจเบกิ บานแจม่ ใส มใิ หเ้ กดิ ความคบั ขอ้ งใจหรอื ขดั แยง้ ในจติ ใจ สามารถปรบั ตวั เข้ากับสังคมและส่ิงแวดล้อมได้อย่างมีความสุข หรือ ลักษณะของจิตท่ีมีความสุขร่ืนเริง ผ่อนคลาย มคี วามคดิ ท่ดี ี นัน่ คือการมที ศั นคติทางบวกต่อตนเองและผู้อ่ืน มภี าวะของการ ตดั สินใจท่ีดี โดยอาศัยสติ สมาธิ และปัญญาในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยความมเี หตุมีผล รวมทงั้ ความมจี ติ ใจท่เี อ้ือเฟ้ือเผ่อื แผ่บุคคลอ่ืนท่ตี ้องการความช่วยเหลอื ลกั ษณะท่กี ล่าวมา จะทาใหม้ สี ุขภาพทส่ี มบรู ณ์ทางจติ ใจ 3. สุขภาพท่สี มบูรณ์ทางสงั คม หมายถึง สภาวะท่ดี ขี องปัญญาท่ีมคี วามรูท้ วั่ รู้เท่าทันและความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดีความชัว่ ความมีประโยชน์ และความไม่ก่อให้เกดิ ปัญหาต่อผู้อ่นื ซ่งึ นาไปสู่ความมจี ติ อนั ดงี าม และเอ้อื เฟ้ือเผ่อื มกี ารอยู่ รว่ มกนั ได้ดี มคี รอบครวั อบอุ่น ชุมชนเขม้ แขง็ สงั คมมคี วามยุตธิ รรม มคี วามเสมอภาค มี สนั ตภิ าพ มคี วามเป็นกลุ่มทน่ี าพาไปการพฒั นาสงั คมชุมชน และประเทศชาติ 4. สุขภาพทส่ี มบรู ณ์ทางจติ วญิ ญาณ หมายถงึ สุขภาวะทเ่ี กดิ ขน้ึ เมอ่ื ทาความดี หรอื จติ สมั ผสั กบั สง่ิ ทม่ี คี ุณค่าอนั สูงสุด เช่น การเสยี สละ การมคี วามเมตตากรุณา การเขา้ ถงึ พระรตั นตรยั หรอื การเขา้ ถงึ พระผูเ้ ป็นเจา้ ความสุขทางจติ วญิ ญาณเป็นความสุขทไ่ี ม่ระคน อยกู่ บั การเหน็ แก่ตวั แต่เป็นสขุ ภาวะทเ่ี กดิ ขน้ึ เมอ่ื มนุษยห์ ลดุ พน้ จากความมตี วั ตน จงึ มอี สิ รภาพ มคี วามผ่อนคลายอยา่ งยง่ิ เบาสบาย มคี วามปีตยิ นิ ดกี บั สงิ่ ทด่ี งี าม จากความหมายขา้ งต้นท่มี นี ักวชิ าการและหน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง ไดแ้ สดงใหเ้ หน็ คาว่า สุขภาพอนามยั เน้นย้าว่า สุขภาพอนามยั เป็น สภาวะของมนุษย์ท่ีมคี วามสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภยั ต่าง ๆ ซ่งึ เป็นความสมดุลของร่างกาย จติ ใจ สงั คม และศลี ธรรม ใหส้ ามารถ ดารงอย่ไู ดอ้ ย่างมคี วามสุขและพอเพยี ง ดงั นัน้ จงึ สรุปได้ว่า สุขภาพอนามยั หมายถึง สภาวะ
212 ของรา่ งกายทส่ี มบูรณ์แขง็ แรง มคี วามเขา้ ใจในสภาวะทเ่ี ปลย่ี นแปลงของโลก มจี ติ ใจทเ่ี บกิ บาน ปราศจากความทกุ ข์ และมสี งั คมทด่ี ี ความสาคญั ของสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั การดาเนินธุรกิจทุกประเทศในโลกมคี วามเจรญิ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจาก การเปล่ียนแปลงของโลกาภิวัตน์ ทาให้มีการแข่งขันในด้านอุตสาหกรรมการผลิต บรกิ ารพาณิชยกรรม การเกษตร และเทคโนโลยตี ่าง ๆ สาเหตุดงั้ กล่าวจาเป็นต้องมกี ารนา ความทนั สมยั สะดวก สบาย รวดเรว็ มาใชใ้ นการผลติ ไดแ้ ก่ เครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์ สารเคมตี ่าง ๆ เป็นตน้ ผลตามมาของการนาสง่ิ เหล่าน้ีเขา้ มาใชจ้ านวนมากก็ทาให้มผี ลกระทบต่อสง่ิ แวดลอ้ ม ทางธรรมชาติ และสงิ่ แวดล้อมทางเคมี เช่น สารเคมเี ป็นพษิ พษิ ไอระเหยของฝ่ ุน ละอองของ สารพษิ เป็นตน้ การดูแลสุขภาพของผู้ปฏบิ ตั งิ านเป็นหน้าทข่ี องฝ่ายบรหิ ารหรอื นายจา้ ง จะต้องเป็นผูม้ ี หน้าท่ใี นการกาหนดนโยบายเก่ยี วกบั อาชวี อนามยั เพ่อื ให้มแี ผนงาน และกจิ กรรมใหก้ ารดูแล กากบั ส่งเสรมิ จดั หาบรกิ ารให้มผี ูป้ ฏบิ ตั งิ านสามารถปฏบิ ตั งิ านได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพโดยมี สุขภาพอนามยั ท่ีแขง็ แรง สมบูรณ์ไม่เจ็บป่ วยด้วยโดยการเป็นโรคอันเน่ืองจากการทา งาน และเกิดอุบตั เิ หตุในการทางาน ในขณะเดยี วกนั เม่อื ผู้ปฏบิ ตั งิ านมสี ุขภาพอนามยั ท่ดี ี ก็ย่อม ส่งผลให้ผลผลติ ในการทางานสูง รวมทงั้ พนักงานก็มขี วญั กาลงั ใจท่ดี ใี นการปฏบิ ตั งิ านให้กบั องค์การ ซ่ึงนับเป็นความสาคญั ของสุขภาพอนามยั ดังนัน้ สรุปได้ว่าสุขภาพอนามัยของ พนกั งานมคี วามสาคญั ดงั น้ี 1. เม่อื พนักงานมสี ุขภาพอนามยั ท่ีดี ก็ย่อม ทาให้ผลผลิตเพ่ิมขึ้น หากสถาน ประกอบการมกี ารจดั การมสี ภาพแวดลอ้ มทถ่ี ูกสุขลกั ษณะ มอี ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล ให้กบั พนักงานผู้ปฏบิ ัติงานอย่างถูกต้อง และฝึกอบรม สอนงานให้พนักงาน ย่อมไม่ทาให้ พนักงานเกิดอุบตั เิ หตุ และมคี วามเจบ็ ป่ วยอนั เกดิ จากการทางาน หรอื เกดิ อุบตั เิ หตุ เจบ็ ป่ วย ทางกาย ทางจิต และสงั คมน้อยท่ีสุดจะทาให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้สึกสบายใจ มีความสุข และปลอดภยั ในการทางาน ซ่งึ จะส่งผลต่อการทางานด้วยความเต็มใจไม่กงั วลมคี วามมนั่ ใจ และทางานไดเ้ ตม็ ทส่ี ่งผลใหผ้ ลผลติ โดยรวมขององคก์ ารเพมิ่ ขน้ึ 2. โดยปกติแล้ว พนักงานผู้ปฏิบัติงานจะเป็นผู้ท่ีช่วยให้การผลิตสามารถนาไปสู่ การผลิตท่ีมีต้นทุนในการผลิ ตลดลง หากองค์การมีการจัดสภาพการทางานหรือ สภาพแวดล้อมในการทางานท่ปี ลอดภยั ด้านเคร่อื งจกั ร อุปกรณ์ในการทางาน รวมทงั้ การ ป้องกนั อนั ตรายต่าง ๆ ไมว่ า่ จะเป็นสงิ่ แวดลอ้ มทางเคมี และทางกายภาพ กย็ ่อมทาใหพ้ นักงาน ปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยไม่มีอุบัติเหตุเกิดข้ึนในขณะปฏิบัติงาน รวมทัง้ ไม่ได้รับ
213 ความเจ็บป่ วยจากโรคท่เี กิดจากการทางานทาให้องค์การไม่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และความเสยี หายหรอื สญู เสยี จากการทางานกย็ อ่ มไมเ่ กดิ ขน้ึ 3. การทางานท่ีมีความปลอดภยั ย่อมทาให้ผลผลิตสูงข้นึ และลดต้นทุนในการผลิต อนั เกดิ จากคา่ ใชจ้ า่ ยต่าง ๆ โอกาสทข่ี ายสนิ คา้ และบรกิ ารกม็ กี าไรสูงขึ้น ทาใหอ้ งคก์ ารสามารถ ทาการแข่งขนั ด้านราคากบั ธุรกจิ เดยี วกนั หรอื ต่างธุรกจิ ได้ รวมทงั้ ความปลอดภยั ยงั ส่งผลถงึ ชอ่ื เสยี งขององคก์ ารซง่ึ ส่งผลต่อการดาเนนิ ธุรกจิ 4. เมอ่ื พนักงานในองคก์ ารประสบอนั ตรายบาดเจบ็ และเจบ็ ป่วยอนั เกดิ จากการทางาน บางครงั้ ถึงกับทุพพลภาพ หรอื เสียชวี ิต ย่อมทาให้พนักงานขาดความเช่อื มนั่ ในการทางาน กบั องคก์ าร ในทางตรงกนั ขา้ มกนั หากองคก์ ารมกี ารจดั ดาเนินดา้ นความปลอดภยั และสุขภาพ อนามยั ท่ดี ใี ห้กบั พนักงาน ก็ย่อมทาให้เป็นการธารงหรือสงวนรกั ษาทรพั ยากรมนุษย์ ท่มี ี ความรทู้ กั ษะ ความชานาญไวท้ างานกบั องคก์ ารไดน้ าน ๆ 5. ความปลอดภยั และสุขภาพอนามยั ท่ดี ใี นการดารงชวี ติ ของมนุษยเ์ ป็นปัจจยั พน้ื ฐาน ของมนุษย์เป็นสาคญั ตามหลกั ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ ดงั นัน้ การจดั สภาพแวดล้อมท่มี ี ความปลอดภยั ในการทางานกเ็ ป็นปัจจยั จงู ใจใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านมคี วามมุ่งมนั่ ตงั้ ใจในการทางาน เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการขององคก์ ารไดเ้ ป็นอยา่ งดี ดงั นัน้ การท่ีผู้ปฏิบตั ิงานในองค์การหรอื สถานประกอบการเป็นผู้มสี ุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั งิ านท่ดี ยี ่อมก่อให้เกดิ ความสาคญั ต่อขดั ความสามารถในการ ปฏบิ ตั งิ านสง่ ผลต่อผลติ ผลทเ่ี พมิ่ ขน้ึ ขององคก์ ารทาใหเ้ กดิ กาไรในการดาเนินธุรกจิ สรา้ งช่อื เสยี ง ให้กับผลิตภัณฑ์และการบริการ รวมทงั้ ทาให้มพี นักงานท่ีมีสุขภาพอนามยั ท่ีดีท่ีจะพัฒนา องคก์ ารในอนาคตไดท้ ่ามกลางการแข่งขนั ในยุคโลกาภิวตั น์ และในขณะเดยี วกนั เม่อื พนักงาน มสี ุขภาพอนามยั ท่ดี กี ็ย่อมทาให้องค์การลดค่าใชจ้ ่ายในการรกั ษาพยาบาลให้กบั การเจบ็ ป่ วย หรอื บาดเจบ็ ลงได้ องคก์ ารก็สามารถนาผลกาไรมาจดั สวสั ดกิ ารท่ดี แี ละตามความต้องการของ พนกั งานได้ ทาใหเ้ ป็นการสรา้ งขวญั กาลงั ใจและเกดิ ความจงรกั ภกั ดตี ่อองคก์ าร ระบบการค้มุ ครองสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน ตงั้ แต่ตน้ ศตวรรษท่ี 19 ในประเทศองั กฤษเรมิ่ มกี ฎหมายเก่ยี วกบั โรงงานเพ่อื คุม้ ครองผู้ ประกอบอาชพี นบั ตงั้ แต่วนั นนั้ มาจนถงึ ศตวรรษท่ี 21 น้ี กฎหมายยงั มคี วามสาคญั เน่ืองจาก ยงั มีการใช้สารเคมีท่ีมีอันตรายอยู่ตลอดเวลาแม้ว่ามีการปรับเปล่ียนให้ปลอดภัยมากข้ึน กระบวนการทางานในโรงงานอุตสาหกรรมก็ยงั มอี นั ตรายทงั้ ท่เี กย่ี วกบั เคร่อื งจกั ร สง่ิ แวดล้อม ในการทางาน และกระบวนการทางานท่ไี ม่ปลอดภยั การทาให้เจ้าของสถานประกอบการ หรอื นายจา้ งเหน็ ความสาคญั ของสุขภาพอนามยั ของลูกจา้ งกย็ งั ตอ้ งทาความเขา้ ใจกนั อกี มากว่า การลงทุนส่วนน้ีเป็ นสิ่งจาเป็ น นอกจากน้ีกฎหมายยังออกข้อบังคับให้ผู้ประกอบอาชีพ
214 หรอื ผูป้ ฏบิ ตั งิ านใหต้ ระหนกั ถงึ ความสาคญั ของการใช้อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลขณะ ปฏิบัติงานอย่างเคร่งครดั นอกจากน้ียงั ต้องมคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับความปลอดภัย และอนั ตรายต่าง ๆ จากการทางานไม่ว่าจะเก่ยี วกบั สารเคมี กายภาพต่าง ๆ และสงิ่ คุกคามท่มี ี อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มการทางาน พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทางาน พ.ศ. 2554 พระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั ฯ พ.ศ. 2554 มสี าระสาคญั ใน หมวด 1 กาหนดหน้าท่ี ของนายจา้ งในการจดั ใหม้ สี ภาพการทางานและสภาพแวดลอ้ มในการทางานทป่ี ลอดภยั และถูก สุขลกั ษณะแก่ลูกจา้ ง โดยนายจา้ งเป็นผู้รบั ผดิ ชอบค่าใชจ้ ่ายในการดาเนินการดงั กล่าว เพ่อื ให้ เกดิ ความปลอดภยั และส่งผลต่อสุขภาพอนามยั ของพนักงาน จงึ ต้องจดั ทาระบบการคุ้มครอง สขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ดงั น้ี 1. ระบบการป้องกนั หมายถงึ การป้องกนั ปัจจยั ต่างๆ ท่จี ะก่อใหเ้ กดิ การเจบ็ ป่ วย เป็นโรค หรอื ประสบอนั ตราย รวมทงั้ การป้องกนั แหล่งกาเนดิ มลพษิ หรอื ตน้ กาเนิดภาวะเสย่ี ง 2. ระบบการคุ้มครอง หมายถึง การคุ้มครองสุขภาพและชวี ติ ตลอดจนคุณภาพ สงิ่ แวดลอ้ ม 3. ระบบการส่งเสริม หมายถึง การส่งเสรมิ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของภาคประชาสงั คม ในเร่ืองการรวมตัว การเจรจาต่อรองในเร่ืองท่ีมีผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และสง่ิ แวดลอ้ ม 4. ระบบการมีส่วนร่วม หมายถงึ การมสี ่วนรว่ มของประชาชนในทุกระดบั ทงั้ ในดา้ น นโยบาย กฎหมายการจดั การด้านสุขภาพและความปลอดภยั ในการทางานและสง่ิ แวดล้อม ชุมชน และการตรวจสอบ ควบคมุ กากบั และการประเมนิ ผล 5. ระบบการยึดประชาชนเป็นเป้าหมาย หมายถงึ การยดึ ถอื คุณค่าและศกั ดศิ ์ รคี วาม เป็นมนุษยข์ องประชาชนเป็นเป้าหมายของการพฒั นาอยา่ งแทจ้ รงิ มใิ ช่มุ่งเน้นทก่ี ารเตบิ โตทาง เศรษฐกจิ หรอื การลงทุน ขนั้ ตอนการดาเนินงานด้านสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั งานดา้ นสุขศาสตรอ์ ุตสาหกรรม เป็นวทิ ยาศาสตรป์ ระยุกต์ท่เี ป็นทงั้ ศาสตรแ์ ละศลิ ป์ ใน สาขาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมสาหรบั การดูแลสุขภาพอนามยั ของผู้ประกอบอาชีพ ซ่ึง ประกอบดว้ ยลกั ษณะสาคญั 3 ประการ คอื 1. ความตระหนักถึงอนั ตราย (Hazard Recognition) โดยจะต้องมคี วามตระหนัก อยู่เสมอว่าปัญหาในการทางานทุกอย่าง แต่ละขนั้ ตอนอาจมคี วามเสย่ี ง มสี ง่ิ คุกคามทจ่ี ะทาให้ เกดิ อนั ตรายหรอื ความไมป่ ลอดภยั ต่อสุขภาพอนามยั ของคนงานไดเ้ สมอ เช่น อนั ตรายเกดิ จาก
215 สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ ทางเคมี ทางชวี ภาพ และกลวธิ กี ารทางาน อนั ได้แก่ ความรอ้ น ความเยน็ แสง เสยี ง รงั สี เชอ้ื โรค ความเครยี ด เป็นตน้ 2. การประเมินสภาพของอนั ตราย (Hazard Evaluation) เป็นการประเมนิ ถงึ อนั ตรายอันอาจจะเกิดจากสภาวะแวดล้อมท่ีเป็นอันตรายในการทางานด้วยการตรวจสอบ ระดบั ของอนั ตรายโดยเปรยี บเทยี บกบั ค่ามาตรฐาน และนาผลทไ่ี ดไ้ ปพจิ ารณากาหนดขอ้ ปฏบิ ตั ิ ต่อไป 3. การควบคมุ อนั ตราย (Hazard Control) ดว้ ยวธิ กี ารการศกึ ษาขอ้ มลู เพ่อื กาหนด เป็นมาตรการและวธิ กี ารในการควบคุมอนั ตรายทเ่ี หมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มใน การทางานให้ อยใู่ นสภาพปกติ โดยคานึงถงึ ความรว่ มมอื จากทุกฝ่าย งบประมาณการลงทุน การใชเ้ ทคโนโลยี ทเ่ี หมาะสม ความเป็นไปไดแ้ ละปัญหาอนั จะเกดิ ตามมา สาหรบั ขนั้ ตอนและกจิ กรรมทน่ี ามาใชใ้ นการดาเนินงานดา้ นสุขศาสตร์ อุตสาหกรรมนนั้ แบ่งออกไดเ้ ป็น 5 ขนั้ ตอน 1. คน้ หาปัญหาและอนั ตรายในสถานท่ที างาน โดยใช้ประสบการณ์และความเคยชนิ สญั ชาตญาณนของผปู้ ระกอบอาชพี หรอื ผตู้ รวจสอบ เพ่อื แยกแยะปัญหาและจะช่วยให้ ตดั สนิ ใจ ดาเนนิ การไดเ้ รว็ ขน้ึ 2. การประเมนิ ขนาดของปัญหาและอนั ตรายทแ่ี ฝงอย่แู ละตรวจสอบระดบั ของอนั ตราย และความรนุ แรงกบั ความเสย่ี งต่อการเกดิ ความรุนแรงเพม่ิ มากขน้ึ อกี หรอื ไม่ 3. การเปรยี บเทยี บขนาดของอันตรายหรอื ความรุนแรงต่าง ๆ กับมาตรฐานท่ีมี การกาหนดใชต้ ามกฎหมาย หรือวชิ าการ และขอ้ เสนอแนะ ข้อแนะนาท่มี อี ยู่เพ่อื ทราบระดบั ความรนุ แรง และเรง่ ดาเนินการในขนั้ ตอนต่อไป 4. การแนะนาสงั่ การและควบคุมจากขนั้ ตอนต่าง ๆ ขนั้ ต้นท่ผี ่านมาเม่อื ทราบระดบั ความรนุ แรงของอนั ตรายแลว้ จะตอ้ งดาเนินการหาแนวทางป้องกนั และควบคุม สภาพอนั ตราย ต่าง ๆ ทจ่ี ะเกดิ ข้นึ ใหอ้ ยใู่ นสภาพปกตใิ ห้เรว็ ทส่ี ุด โดยบุคลากรแต่ละฝ่ายจะมบี ทบาททต่ี ่างกนั ไป เช่น เจา้ หน้าทข่ี องรฐั จะเป็นผสู้ งั่ การและบุคลากรของหน่วยงาน สถานประกอบการจะตอ้ ง เป็นผดู้ าเนินการปรบั ปรงุ แกไ้ ขและควบคุมอนั ตรายต่าง ๆ 5. การประเมนิ ผลโครงการเป็นการประเมนิ การทางานหรอื กิจกรรมถงึ ความสาเรจ็ การ บรรลุเป้าหมายตามโครงการ ความคุม้ ค่า รวมทงั้ แนวทางการปรบั ปรุง การดาเนินงานเพ่อื รายงานผลใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาหรอื ผบู้ รหิ ารไดท้ ราบ ความสาเรจ็ ในการทาให้สถานที่ทางานมีความปลอดภยั และพนักงานมีสุขภาพ อนามยั ที่สมบรู ณ์แขง็ แรง ซง่ึ จะสง่ ผลต่อการประกอบธรุ กจิ ทาใหก้ จิ การเจรญิ ก้าวหน้า นาไปสู่ องคก์ รแหง่ ความสุข (Happy Workplace) ประกอบดว้ ย
216 1. ผู้บรหิ ารต้องการกาหนดนโยบายด้านสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั เพ่อื มา กาหนดแผนงาน ในการจดั ดาเนินงานตามกจิ กรรม ใหด้ าเนินกจิ กรรมตามวตั ถุประสงค์ และให้ บุคลากรทุกระดบั เข้ามามีส่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมต่าง ๆ ด้านสุขภาพอนามยั และความ ปลอดภยั 2. ให้บุคลากรทุกระดบั มสี ่วนร่วมในการกาหนดนโยบาย โดยการสะท้อนปัญหาด้าน สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางานทุกขนั้ ตอน เพ่อื ให้ทุกคนได้มสี ่วนร่วมในการ แก้ปัญหาร่วมทต่ี รงจุด รวมทงั้ สหภาพแรงงานต้องมีบทบาทสาคญั ดา้ นพนักงานในการส่งเสรมิ ใหพ้ นกั งานดแู ลสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในขณะทางาน 3. การนาแผนงานลงสู่การปฏบิ ตั ติ ้องใหผ้ ูท้ ่มี คี วามเก่ยี วขอ้ งเขา้ มามสี ่วนร่วมในการ ดาเนินการ และมกี ารจดั สรรทรพั ยากรต่าง ๆ ไดแ้ ก่ คน เงนิ เคร่อื งมอื อุปกรณ์ และการจดั การ และมกี ารตรวจสอบตดิ ตามผลการดาเนินงานเป็นระยะ ๆ อยา่ งต่อเน่อื ง 4. จดั ใหม้ อี งคก์ ารหน่วยงานดา้ นสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ใหเ้ ป็นผทู้ าหน้าท่ี รบั ผดิ ชอบโดยตรงในองคก์ าร ซง่ึ จะมผี ู้ทม่ี คี วามรู้ ความชานาญ ทาหน้าทด่ี าเนินการใหเ้ ป็นไป ตามนโยบายดา้ นสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ทก่ี าหนดไวใ้ ห้สอดคลอ้ งกบั วสิ ยั ทศั น์ของ องคก์ าร 5. จดั ดาเนินการให้มกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลดา้ นสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ไม่ ว่าจะเป็นการเก็บขอ้ มลู เก่ยี วกบั อุบตั ิเหตุในการทางาน การเจบ็ ป่ วยต่างๆของพนักงานแต่ละ แผนกงาน เพ่อื นาไปวเิ คราะห์หาสาเหตุต่าง ๆ ท่เี กดิ ข้ึน แล้วนามาแก้ไข ปรบั ปรุงแต่ละดา้ น อยา่ งเป็นระบบ จุดมุง่ หมายของดา้ นสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั นอกจากจะตอ้ งให้ผูป้ ฏบิ ตั งิ าน หรอื ผปู้ ระกอบอาชพี มสี ขุ ภาพอนามยั ทแ่ี ขง็ แรงสมบรู ณ์ปลอดภยั จากการประกอบอาชพี การงาน แล้วยงั ควรจะต้องจดั ใหม้ สี วสั ดิการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม โดยพนักงานหรอื ผู้ปฏบิ ตั งิ าน ต้องได้รบั การส่งเสรมิ สุขภาพอนามยั ของผู้ประกอบอาชพี การควบคุมป้องกันโรคภยั ไข้เจ็บ และอุบตั ิเหตุแก่ผู้ประกอบอาชีพ ซ่งึ ขอบเขตของการดาเนินการอาชวี อนามยั แบ่งออกเป็น 3 ดา้ นหลกั ดงั น้ี 1. การป้องกนั และควบคมุ โรคจากการประกอบอาชีพ (Prevention and Control of Occupational Disease) คอื การควบคุมป้องกนั โรค อนั เน่ืองมาจากการทางานทม่ี เี หตุ มาจากสภาพแวดล้อมในการทางานท่ีผิดปกติ ทาให้เกิด การเจ็บป่ วย เป็ นโรค พิการ หรอื เสยี ชวี ติ โดยอาจจะเกดิ ขน้ึ อย่างเฉียบพลนั หรอื ต้องอาศยั ระยะเวลาในการสะสมของโรค และสารพษิ ในปรมิ าณท่ีสูงจนแสดงอาการออกมา ซ่งึ การดาเนินการด้านสุขภาพอนามยั นัน้ ต้องอาศยั ความรทู้ างวชิ าการสาขาต่าง ๆ รวมทงั้ ความร่วมมอื ของพนักงานทุกระดบั ทุกฝ่ าย จงึ จะประสบผลสาเรจ็ ไดซ้ ง่ึ การป้องกนั โรคและการควบคุมแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 แบบ คอื
217 1.1 การป้องกนั แบบปฐมภมู ิ (Primary Prevention) ด้วยการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ การฉีดวคั ซนี ป้องกนั โรค การตรวจร่างกายก่อนเขา้ ทางาน และระหว่างการทางาน เพ่ือเป็ นการตรวจสอบว่าร่างกายมีสุขภาพท่ีปราศจากอันตรายหรือโรคจากการทางาน และเป็นการตรวจรา่ งกายใหม้ คี วามพรอ้ มอยเู่ สมอ 1.2 การป้องกนั แบบทุติยภมู ิ (Secondary Prevention) โดยการตรวจ รา่ งกายคดั กรอง การตรวจสอบประสาทสมั ผสั ต่าง ๆ และการตรวจเพ่อื เฝ้าระวงั โรคและสขุ ภาพ 1.3 การป้องกนั แบบตติยภมู ิ (Tertiary Prevention) ไดแ้ ก่ การรกั ษา พยาบาล เม่อื การเจบ็ ป่ วยทเ่ี ป็นโรคจากการทางาน ใหม้ กี ารป้องกนั โรคเพ่อื ให้เกดิ ซ้าความ พกิ ารและเรอ้ื รงั จากการเกดิ โรคอกี 2. การป้องกนั และควบคุมอุบตั ิเหตุจากการประกอบอาชีพ (Prevention and Control of Occupational Accidents) เป็นการป้องกนั และควบคุมอุบตั เิ หตุการบาดเจ็บ เจบ็ ป่ วย ทุพพลภาพและ เสยี ชวี ติ อนั เน่ืองมาจากการกระทาทไ่ี ม่ปลอดภยั ในสถานทท่ี างานทม่ี คี วามเสย่ี งของพนักงานผู้ ประกอบอาชพี ทมี สี าเหตุมาจากปัจจยั ต่าง ๆ เช่น การไม่ใช้เคร่อื งป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล การใชอ้ ุปกรณ์เคร่อื งอานวยความสะดวกท่ไี ม่เหมาะสม อุปกรณ์เครอ่ื งจกั รชารุดหรอื ตดิ ตงั้ ผดิ ตามเกณฑม์ าตรฐาน เป็นตน้ 3. การป้องกนั และควบคุมมลพิษในส่ิงแวดล้อม (Environment Pollution Control) กระบวนการผลติ ของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ มกั ก่อใหเ้ กดิ เศษซากสงิ่ ของเหลอื ใช้ กลายเป็นขยะอุตสาหกรรม ทาให้เกดิ มลพษิ ทางอากาศ น้าเสยี จากโรงงานอุตสาหกรรม เสยี งรบกวน แพร่กระจายในสง่ิ แวดล้อมทงั้ ในการทางานและในชุมชน เกิดผลกระทบท่เี ป็น อนั ตรายต่อสุขภาพอนามยั ของผู้ประกอบอาชพี และประชาชนท่อี ยู่อาศยั ในบรเิ วณโดยรอบ ทาใหเ้ กดิ ความราคาญ หรอื โรคภยั ไขเ้ จบ็ ความเจบ็ ป่วย จนกระทงั่ ทุพพลภาพหรอื เสยี ชวี ติ ได้ หลกั ในการป้องกนั และควบคุมโรคในงานอาชวี อนามยั ไดแ้ ก่ 1. การป้องกนั และควบคมุ สง่ิ คุกคามใหม่ 2. การป้องกนั และควบคุมสง่ิ คกุ คามทเ่ี กดิ ขน้ึ อยแู่ ลว้ 3. การป้องกันและควบคุมการได้รบั สมั ผสั เช่น สงิ่ แวดลอ้ มในการทางาน การ ควบคุมทางชวี ภาพ การคน้ หาผปู้ ฏบิ ตั งิ านทม่ี คี วามผดิ ปกตกิ ารป้องกนั ทางวศิ วกรรม ปัญหาสขุ ภาพจากการทางาน เม่อื มกี ารขยายตัวทางเศรษฐกิจทาให้อุตสาหกรรมมกี ารเจรญิ เติบโตอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยง่ิ การเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 ทาให้การนาเอาความรู้ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี
218 และสารเคมตี ่าง ๆ เขา้ มาใชใ้ นภาคกระบวนการผลติ ทาใหป้ ัญหาสุขภาพ การเจบ็ ป่วย และการ บาดเจบ็ จากการทางานมแี นวโน้มท่เี พมิ่ ขน้ึ ถงึ แมว้ ่ากฎหมายมกี ารกาหนดขอ้ บงั คบั โดยออก พระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน พ.ศ.2554 มี เจตนารมณ์เพ่อื วางมาตรการควบคุม กากบั และบรหิ ารจดั การด้านความปลอดภัย อาชวี - อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางานให้แก่ลูกจ้างซ่งึ เป็นทรพั ยากรบุคคลอนั เป็นกาลงั สาคญั ของชาตใิ หม้ คี ุณภาพชวี ติ ทด่ี ี มคี วามปลอดภยั ในการทางานสอดคลอ้ งกบั สภาวการณ์ ในปัจจบุ นั ทม่ี กี ารนาเทคโนโลยเี ครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์สารเคมแี ละสารเคมอี นั ตรายมาใช้ ในกระบวนการผลติ การก่อสรา้ งและบรกิ ารส่งผลกระทบต่อผใู้ ชแ้ รงงาน ในดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน และก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายจากการทางาน จนถงึ แก่ บาดเจบ็ ทพุ พลภาพ พกิ าร เสยี ชวี ติ หรอื เกดิ โรคอนั เน่อื งจากการทางาน ปัญหาสุขภาพท่เี ก่ยี วเน่ืองจากการทางานเกิดจากการได้รบั อนั ตรายจากสง่ิ แวดล้อม ในการทางาน สภาพการทางาน ลกั ษณะของงาน รวมทงั้ การกระทาหรอื การปฏบิ ตั ิตวั ของ ผู้ปฏิบตั ิงานเอง โรคจากการทางานจึงส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานอันมีสาเหตุทาให้ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านมสี ขุ ภาพอนามยั ทไ่ี มด่ ี ปัจจยั ท่ีทาให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ 1. ปัจจยั เก่ียวกบั ตวั ผู้ประกอบอาชีพ ซ่งึ ผู้ปฏบิ ตั ิงานแต่ละคนย่อมมโี อกาสในการ เกดิ ไดม้ ากหรอื น้อยแตกต่างกนั ตามคุณสมบตั ทิ ส่ี าคญั ดงั น้ี (B.Balkin & L.Cardy, 2001, p.535-546.) 1.1 เพศ ในสภาวะแวดลอ้ มของการทางานเดยี วกนั ส่วนใหญ่เพศหญงิ มกั มโี อกาส เจบ็ ป่วยเป็นโรคจากการประกอบอาชพี มากกว่าเพศชาย 2.2 อายุ บุคคลทางานทอ่ี ยใู่ นวยั หนุ่มสาวจะมคี วามแขง็ แรง และมคี วามตา้ นทาน ต่อโรคภยั อันตราย ได้มากกว่าบุคคลทางานท่ีเป็นผู้เยาว์ และผู้สูงอายุ เน่ืองจากข้อจากัด ทางดา้ นสรรี ะวทิ ยาของรา่ งกาย และวยั ทธ่ี รรมชาตสิ รา้ งใหพ้ รอ้ มทจ่ี ะทางาน 2.3 สภาวะสุขภาพ บุคคลทม่ี รี า่ งกายไม่แขง็ แรงสมบูรณ์ มโี รคประจาตวั หรอื เคย เป็นโรคบางอย่างมาก่อนอาจเกดิ อนั ตรายหรอื โรคจากการทางานไดง้ ่าย ส่วนบุคคลท่มี ภี าวะ ความสมบูรณ์ของร่างกายท่ดี ยี ่อมปฏบิ ตั งิ านไดป้ ราศจากการเจบ็ ป่ วยไดม้ ากกว่าคนท่มี ภี าวะ สขุ ภาพทอ่ี ่อนแอ 2.4 ระยะเวลาในการทางานแต่ละวนั หากมกี ารทางานทเ่ี กนิ กว่ามาตรฐานสากล กาหนด อาจก่อใหเ้ กดิ โรคหรอื อนั ตรายจากการทางานไดม้ ากขน้ึ 2.5 ระยะเวลาทผ่ี ปู้ ระกอบอาชพี ไดป้ ฏบิ ตั งิ าน ทาใหม้ โี อกาสของการเกดิ สะสมของ สงิ่ ของทเ่ี ป็นพษิ มากยง่ิ ขน้ึ จะทาใหป้ ่วยเป็นโรคไดง้ า่ ย
219 2.6 ความรู้ความเข้าใจ เก่ียวกบั เร่อื งความปลอดภยั ในการทางานและวธิ กี าร ควบคมุ ป้องกนั โรคในการประกอบอาชพี จะชว่ ยลดภาวะอนั ตรายและโรคไดม้ ากขน้ึ 2.7 ความไวต่อการแพพ้ ษิ หรอื การเกดิ โรคของแต่ละคนซง่ึ แตกต่างกนั ซง่ึ เป็นเรอ่ื ง ทจ่ี ะต้องให้ความสาคญั และมคี วามระมดั ระวงั และป้องกนั เพ่อื ไมใ่ หเ้ กดิ ความ ไม่ปลอดภยั ขน้ึ ได้ 2.8 พฤตกิ รรมทางสุขภาพของบุคคลทท่ี างาน หากผปู้ ฏบิ ตั งิ านมพี ฤตกิ รรมทไ่ี ม่มี ความเอาใจใส่ในการระเบียบข้อปฏิบัติงานในการทางาน ละเลยในการปฏิบัติงานตาม กฎระเบยี บขอ้ บงั คบั ย่อมทาใหเ้ กดิ ความไม่ปลอดภยั ต่อสุขภาพอนามยั และเจบ็ ป่ วยได้ง่ายขน้ึ เช่น ไมส่ วมใสอ่ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คลขณะปฏบิ ตั งิ าน เป็นตน้ 2. ปัจจยั ที่เก่ียวข้องกบั ต้นเหตขุ องโรค ไดแ้ ก่ 2.1 สาเหตุจากภยั คุกคามทางกายภาพ หมายถงึ สง่ิ คุกคามตวั ตน้ เหตุทท่ี าใหเ้ กดิ โรคหรอื การเจบ็ ป่วยจากความรอ้ น ความเยน็ แสง เสยี ง ความสนั่ สะเทอื น รงั สฝี ่นุ ความกดดนั อากาศทผ่ี ดิ ปกติ และความไมเ่ หมาะสมของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน รวมทงั้ ประเภทของลกั ษณะงานทท่ี า 2.2 สาเหตุทม่ี าจากสง่ิ คุกคามทางเคมี หมายถงึ สงิ่ คุกคามตวั ตน้ เหตุ ทท่ี าใหเ้ กดิ โรคและความเจบ็ ป่ วยจากการได้รบั สารพษิ หรอื สารเคมตี ่าง ๆ ท่ใี ช้ในกระบวนการผลติ การ ทางานเขา้ สู่ร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สารละลาย ของแขง็ ก๊าซ หรอื ฝ่ ุนละออง และไอ ระเหยของสารเคมี ทาใหเ้ กดิ อาการเจบ็ ป่วย 2.3 สาเหตุทม่ี าจากสงิ่ คุกคามทางชวี ภาพ หมายถงึ สงิ่ คุกคามหรอื ตวั ต้นเหตุท่ี ทาใหเ้ กดิ โรค หรอื ความเจบ็ ป่ วยจากการทร่ี ่างกายรบั เช้อื โรค จุลนิ ทรยี ต์ ่างๆ ในกระบวนการ ทางาน เช่น โรคทเ่ี กดิ จากการทางานกบั สตั ว์ โรคปอดอกั เสบจากฝ่นุ ฝ้าย โรคหลอดเลอื ดขอด เพราะการยนื เป็นเวลานาน ๆ และโรคทเ่ี กดิ จากการใชง้ านอวยั วะ ส่วนใดส่วนหน่ึงของรา่ งกาย ซา้ ซากและนานเกนิ ไป ไดแ้ ก่ การปวดหลงั ปวดไหล่ และปวดขา เป็นตน้ 2.4 สาเหตุทม่ี าจากสง่ิ คุกคามทางจติ วทิ ยาสงั คม หมายถงึ สงิ่ แวดลอ้ มทางการ ทางานทก่ี ่อใหเ้ กดิ ความเครยี ด (Occupational stress) จากภาวะของจติ ใจทถ่ี ูกบบี คนั้ เกดิ การ เปลย่ี นแปลงทางสรรี ะของร่างกาย จากสภาวะแวดล้อมการทางานท่ไี ม่เหมาะสม การทางาน ซ้าซาก งานหนักเกินไป สมั พนั ธภาพระหว่างบุคคลต่าง ๆ ในท่ที างานความรบั ผดิ ชอบสูง บทบาทท่ีไม่ชดั เจน ความก้าวหน้าในตาแหน่งงานน้อย ซ่ึงนับว่าสาเหตุท่จี ะนาไปสู่ภาวะ ความเครยี ดสะสม 3. ปัจจยั ที่เก่ียวกบั ส่ิงแวดล้อมทวั่ ไป เป็นภาวะทเ่ี กดิ จากสภาพแวดลอ้ มทร่ี อบตวั เรา ท่อี าจเกิดขน้ึ โดยตรง และโดยอ้อมท่รี บั มาในลกั ษณะรูต้ วั และไม่รู้ตวั ทงั้ ภายในและภายนอก ไดแ้ ก่
220 3.1 นายจ้างขาดความรู้ความเข้าใจในเร่อื งเก่ยี วกับสุขภาพอนามยั และความ ปลอดภยั อยา่ งจรงิ จงั รวมทงั้ นายจา้ งไม่ตอ้ งการเพม่ิ ค่าใชจ้ า่ ยต่างๆ เกย่ี วกบั การลงทุนดา้ นการ ดแู ลสุขภาพของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน มงุ่ หวงั แต่ผลประโยชน์ของตน 3.2 หวั หน้างานและเพ่อื นร่วมงาน ทส่ี นใจเอาใจใส่คานึงถงึ ความปลอดภยั ในการ ทางานโดยมกี ารชว่ ยเหลอื แนะนาตกั เตอื น ปฏบิ ตั ติ นเป็นแบบอยา่ งทเ่ี หน็ ความสาคญั ของความ ปลอดภยั อยา่ งเครง่ ครดั กจ็ ะช่วยลดการเจบ็ ป่วย และโรคจากการประกอบอาชพี ลงไดม้ าก 3.3 เศรษฐกจิ ทม่ี กี ารแขง่ ขนั กนั ทาใหค้ นงานตอ้ งทางานล่วงเวลาเพมิ่ มากขน้ึ เพ่อื ให้ ไดเ้ งนิ มาก ขน้ึ ในการดแู ลครอบครวั ขาดการดแู ลบารงุ รกั ษารา่ งกาย พกั ผ่อนไมเ่ พยี งพอ ย่อมมี โอกาสทจ่ี ะเกดิ ความไมป่ ลอดภยั ไดส้ งู ยง่ิ ขน้ึ 3.4 สงิ่ แวดล้อมอ่นื ๆ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชพี ได้ตามสภาวะการ ทางานต่าง ๆ ได้เช่นกนั ไดแ้ ก่ การรบั วฒั นธรรมทางตะวนั ตกเขา้ มาทาใหค้ ่านิยมเปลย่ี นไป หนั ไปนยิ มการทางานทม่ี ลี กั ษณะทม่ี คี วามทา้ ทายสงู ทาใหว้ ถิ ชี วี ติ มงุ่ การแขง่ ขนั กนั สูง ทาใหเ้ กดิ ความไมส่ มดุลกนั ของชวี ติ โรคที่เกิดจากการทางานที่มีผลต่อสขุ ภาพ โรคจากการทางาน หมายถึง โรคและการบาดเจ็บจากการทางาน โดยแบ่งสาเหตุ หรอื ลกั ษณะการเกดิ โรค เป็น 2 ประเภท คอื (กาญจนา นาถะพนิ ธ,ุ 2551, หน้า 162-170) 1. โรคหรือความผิดปกติจากการทางาน (Occupational diseases) หมายถึง โรคหรอื ความเจบ็ ป่ วยท่เี กิดขน้ึ กบั ผู้ปฏบิ ตั งิ านโดยมีสาเหตุจากการสมั ผสั สง่ิ คุกคามสุขภาพ ในการทางานของสถานทป่ี ฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ อาการเจบ็ ป่ วยทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั ผูป้ ฏบิ ตั งิ านในขณะทางาน หรอื หลงั จากทางานเป็นระยะเวลานาน และโรคบางอย่างอาจจะเกิดข้นึ ภายหลงั ท่หี ยุดการ ทางานหรอื ลาออกจากงานนัน้ ๆ แล้ว ทงั้ น้ีข้นึ อยู่กับประเภทของสง่ิ คุกคามสุขภาพอนามยั ปรมิ าณสารท่ไี ด้รบั และโอกาสหรอื วธิ กี ารท่ไี ดร้ บั ตวั อย่าง โรคทส่ี าคญั ๆ เช่น โรคพษิ ตะกวั่ (ซ่งึ พบมาในคนงานท่ที างานในโรงงานกลุ่มอิเล็กทรอนิคส์) การทางานในสภาพท่มี ีฝ่ ุนหิน และหายใจเอาฝ่นุ หนิ ทรายเขา้ ไปในปอดเกดิ โรคปอดจากโรคซลิ โิ คซสิ (Silicosis) โรคพษิ สารทา ละลายต่าง ๆ (Organic Solvent toxicity) อาการอกั เสบของกล้ามเน้ือ เอ็น หรอื ข้อต่อ อนั เป็นผลการจากทางานทซ่ี ้าซากดว้ ยท่าทางทไ่ี ม่ถูกต้องไม่เหมาะสมเป็นเวลานานๆ เป็นต้น ซง่ึ สามารถพสิ จู น์ไดใ้ นเชงิ สาเหตุและผลกระทบ 2. โรคเนื่องจากงานหรือ การบาดเจบ็ จากการทางาน (Work-related diseases /Occupational injuries) หมายถึง โรคหรือความเจ็บป่ วยท่ีเกิดข้ึนกับคนทางาน หรอื ผู้ปฏิบตั งิ าน ซ่งึ เป็นการบาดเจ็บจากการทางานเป็นผลเน่ืองมาจากการได้รบั อุบตั ิเหตุ ขณะทางาน โดยมสี าเหตุมาจากปัจจยั ต่าง ๆ ทม่ี สี ่วนทาใหเ้ กดิ โรค เช่น พนั ธุกรรม พฤตกิ รรม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 785
- 786
- 787
- 788
- 789
- 790
- 791
- 792
- 793
- 794
- 795
- 796
- 797
- 798
- 799
- 800
- 801
- 802
- 803
- 804
- 805
- 806
- 807
- 808
- 809
- 810
- 811
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 800
- 801 - 811
Pages: