Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

การจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

Description: การจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

Search

Read the Text Version

415 สมศกั ดิ ์ ศรสี ตั ย.์ (2554)(ก).การออกแบบและการวางผงั โรงงาน. กรงุ เทพฯ: ส.เอเชยี เพรส. สมศกั ดิ ์ ศรสี ตั ย.์ (2552)(ข). การออกแบบและการวางผงั โรงงาน. กรงุ เทพฯ: สมาคมสง่ เสรมิ เทคโนโลยี (ไทย-ญป่ี ่นุ ). สานกั ความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน.(2556). แนวการจดั ทาแผน ป้องกนั และระงบั อคั คภี ยั ตามกฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบรหิ ารจดั การและ ดาเนินการดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน.,คน้ เม่อื 25 ธนั วาคม 2559, จาก www.oshthai.org. อุปกรณ์หลกั ของระบบสญั ญาณแจง้ เหตุเพลงิ ไหม.้ (ม.ป.ป.), คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2559, จาก https://www.google.co.th/search. เอกสารการสอนชุดวชิ าการบรหิ ารงานอาชวี อนามยั และความปลอดภยั .(2560).หน่วยท่ี 8-15. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. Apple, J.M.,(1977).Plant Layout and Material Handling. 3rd Edition.John Welley & Sons, New York. National Fire Protection Association.(1999). NFPA 72 National Fire Alarm Code1999. Nation Fire Protection Association,Quincy,Massachusetts. (2002). edition. National Fire Protection Association, Quincy, Massachusetts. อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบุคคล, สานกั งานความปลอดภยั แห่งชาต,ิ สถาบนั ความปลอดภยั . คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2560., จาก http://www.samsenfire.com/article/83-fire- calss.html, ประเภทของไฟ. คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2560., จาก http://www.safety.com/ 10_fire/04_fireknowledge.html.

416

417 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 7 การจดั การความเสี่ยงด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั หวั ข้อเนื้อหา 1. แนวคดิ ความหมายของการจดั การความเสย่ี ง 2. กรอบของการจดั การความเสย่ี ง 3. ขอ้ กาหนดและกระบวนการในการบรหิ ารความเสย่ี ง 4. การรบั รคู้ วามเสย่ี ง 5. การบ่งชอ้ี นั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี ง 6. ประเภทความเสย่ี ง 7. การวเิ คราะหค์ วามเสย่ี ง 8. หลกั เกณฑท์ ใ่ี ชใ้ นการประเมนิ และการพจิ ารณาตอบสนองต่อความเสย่ี งอนั ตราย 9. กระบวนการจดั การความเสย่ี ง 10. การบาบดั ความเสย่ี ง การเฝ้าระวงั และการทบทวน 11. สรปุ 12. แบบฝึกหดั 13. เอกสารอา้ งองิ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เมอ่ื นกั ศกึ ษาเรยี นบทเรยี นน้แี ลว้ สามารถ 1. อธบิ ายความหมายของความเสย่ี ง กรอบของการจดั การความเสย่ี ง และแนวทางการ กาหนดระดบั ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ได้ 2. บอกถึงการกาหนดมาตรการควบคุมความเส่ียงอันตรายในแต่ละระดบั ได้อย่าง เหมาะสมได้ 3. อธบิ ายการรบั รสู้ มั ผสั ถงึ ความเสย่ี งของมนุษย์ และการบ่งชอ้ี นั ตรายความเสย่ี ง และ การประเมนิ ความเสย่ี งได้ 4. อธบิ ายเกย่ี วกบั การสอ่ื สารความเสย่ี ง และคาศพั ทเ์ กย่ี วกบั ความเสย่ี งได้ วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ทาแบบประเมนิ ผลตนเองก่อนเรยี น (แบบทดสอบก่อนเรยี น) 2. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย/นาเสนอกจิ กรรมกลุ่มหน้าชนั้ 3. บรรยายประกอบการเรยี นการสอนดว้ ยโปรแกรม Power-Point 4. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น

418 5. ฝึกทาแบบฝึกปฏบิ ตั ิ ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสารการเรยี นการสอน (เอกสารประกอบคาสอน) 2. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ 4. ส่อื ภาพประกอบและโปรแกรม Power-Point 5. วดี ทิ ศั น์ การวดั ผลและประเมินผล 1. ประเมนิ ผลการทาแบบทดสอบก่อนเรยี น และหลงั เรยี น 2. ประเมนิ ผลจากกจิ กรรมมอบหมาย 3. ประเมนิ ผลแบบฝึกปฏบิ ตั ทิ า้ ยบท 4. ประเมนิ ผลแบบทดสอบประจาภาคการศกึ ษา

419 บทท่ี 7 การจดั การความเส่ียงด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั เครอ่ื งมอื สาคญั ในระบบการจดั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการการทางานใน สถานประกอบการเพอ่ื ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านลดอุบตั เิ หตุ ความเจบ็ ป่วยต่าง ๆ อนั เน่ืองจากการทางาน ซ่ึงเป็นเคร่อื งมอื ในการช่วยให้ผู้บริหารนามาใช้ในการวางแผนและจดั กิจกรรมด้านความ ปลอดภยั อยา่ งเป็นระบบ ซง่ึ จะช่วยใหค้ น้ พบสงิ่ ทเ่ี ป็นอนั ตราย หรอื ความเสย่ี งในการปฏบิ ตั งิ าน ในทุกตาแหน่งงาน อนั จะนาไปสู่การหาแนวทาง มาตรการ และการแก้ไขปรบั ปรุง เคร่อื งมอื อุปกรณ์ เคร่อื งจกั ร คน และสภาพแวดลอ้ มในการทางานใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ให้มากทส่ี ุด ซง่ึ จะสามารถกระทาไดห้ ลายวธิ กี าร โดยเฉพาะอย่างยงิ่ หากจะดาเนินการในการสารวจเพ่อื บ่งช้ี ความเส่ยี งในการปฏบิ ตั งิ าน เคร่อื งจกั ร เคร่อื งมอื อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมในการทางาน ได้แก่ แบบสารวจ (check-list) แบบประเมนิ ความเส่ยี ง (risk assessment) เพ่อื ช่วยในการ สารวจและประเมนิ ความเส่ยี งต่าง ๆ ได้ครบถ้วนและได้ข้อมูลท่สี ามารถบ่งช้อี นั ตราย และ ประเมนิ ความเสย่ี งไดช้ ดั เจน นอกจากน้ียงั สามารถนาขอ้ มูลอ่นื ๆ ทเ่ี กบ็ รวบรวมเป็นหลกั ฐาน ในการวเิ คราะหค์ วามเสย่ี งในการทางานได้ การวเิ คราะห์ความเสย่ี งด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามัยในการทางานนับว่าเป็น การดาเนินการตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบบั ท่ี 3 (พ.ศ. 2542) และ 4 (พ.ศ. 2552) เรอ่ื ง มาตรการคุม้ ครองความปลอดภยั ในโรงงาน กาหนดใหโ้ รงงานทม่ี คี วามเส่ยี ง 12 ประเภท ตอ้ งจดั ทารายงานการวเิ คราะหค์ วามเสย่ี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ จากการประกอบกจิ การโรงงาน เพ่อื ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงาน เพ่อื ใหผ้ ู้ประกอบการทราบถงึ อนั ตรายและจดั ให้มมี าตรการ ป้องกันอันตรายท่ีเหมาะสม แต่จากการดาเนินงานท่ีผ่านมาพบว่า แม้ว่าโรงงานได้จดั ทา รายงานการวเิ คราะห์ความเส่ียง แต่ก็ยงั พบอุบตั ิเหตุเกิดข้นึ ในโรงงาน ดงั นัน้ กรมโรงงาน อุตสาหกรรมจงึ ไดม้ กี ารพจิ ารณาทบทวนแนวทางการบรหิ ารจดั การความเสย่ี งในโรงงานเพ่อื ให้ มมี าตรการความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขน้ึ แนวคิดเก่ียวกบั การจดั การความเสี่ยง การปฏิบัติงานในทุกตาแหน่ง ในสถานประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาน ประกอบการทม่ี กี ารใชเ้ ครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั รทม่ี กี ารผลติ จานวนมาก และต้องการความรวดเรว็ ใน การผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารย่อมทาใหเ้ กดิ ความเสย่ี งทม่ี อี ย่ใู นการปฏบิ ตั งิ านซง่ึ อาจส่งผลกระทบ ชวี ติ และทรพั ยส์ นิ ของผปู้ ฏบิ ตั งิ านและนายจา้ งโดยตรง ดงั นนั้ ทงั้ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านและนายจา้ งกต็ อ้ ง มวี ิธกี าร หรอื แนวทางในการป้องกันเพ่อื ท่ลี ดความเส่ยี งหรอื ไม่ให้ความเส่ยี งเกิดข้นึ ในการ ปฏิบตั ิงานให้ได้ การจดั การความเส่ยี งจงึ เป็นแนวทางการป้องกันควบคุมความเส่ยี งท่ตี ้อง

420 ดาเนินการใหอ้ ยใู่ นระดบั ทย่ี อมรบั ได้ ไดม้ นี ักวชิ าการไดใ้ ห้ความหมายของ ความเสย่ี ง (risk) ไวด้ งั น้ี ศีขรินทร์ สุขโต (2553, หน้า 236) ได้ให้ความหมายของ ความเส่ียง (risk) ไว้ว่า ผลลพั ธข์ องความน่าจะเกดิ อนั ตราย และผลจากอนั ตรายนนั้ ค่มู อื การจดั ทารายงานการบริหารจดั การความเสย่ี งสาหรบั โรงงาน (2557, หน้า 6) ได้ ให้ความหมายของ ความเส่ยี ง (risk) ไว้ว่า ผลลพั ธ์ของความน่าจะเกดิ อนั ตราย และผลจาก อนั ตรายนนั้ (ความเสย่ี งประเมนิ ไดจ้ าก ความเสย่ี ง (risk) = โอกาส x ความรนุ แรง) โกสท์ เดวดิ (Goetsch, David L., 2005, p.595) ได้ใหค้ วามหมายของ ความเส่ยี ง (risk) ไว้ว่า โอกาสท่จี ะเกิดความผดิ พลาด ความเสียหาย การรวั่ ไหล ความสูญเปล่า หรอื เหตุการณ์ทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์ หรอื การกระทาใด ๆ ทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ ภายใตส้ ถานการณ์ทไ่ี มแ่ น่นอน ซง่ึ อาจเกิดข้นึ ในอนาคตและมผี ลกระทบหรอื ทาให้การดาเนินงานไม่ประสบความสาเร็จตาม วตั ถุประสงค์และเป้าหมายขององคก์ ร ทงั้ ในด้านยุทธศาสตร์ การปฏบิ ตั งิ าน การเงนิ และการ บรหิ าร https://www.set.or.th/th (2015, หน้า 1) ความเสย่ี ง (risk) หมายถงึ โอกาส/เหตุการณ์ ท่ีมคี วามไม่แน่นอน หรอื สิ่งท่ีทาให้แผนงานหรอื การดาเนินการอยู่ ณ ปัจจุบนั ไม่บรรลุ วตั ถุประสงค/์ เป้าหมายทก่ี าหนดไว้ โดยก่อใหเ้ กดิ ผลกระทบหรอื ความเสยี หายต่อองคก์ รในทส่ี ุด ทงั้ ในแง่ ของผลกระทบทเ่ี ป็นตวั เงนิ ไดห้ รอื ผลกระทบทม่ี ตี ่อภาพลกั ษณ์และชอ่ื เสยี งองคก์ ร นิวซมั บรชู (Newsome, Bruce, 2014, p.25) ไดใ้ หค้ วามหมายของ ความเสย่ี ง (risk) ไว้ว่า เป็นเหตุการณ์ทเ่ี กิดขน้ึ ท่ไี ม่เป็นไปตามความคาดหวัง มโี อกาสท่จี ะประสบกบั ความ สญู เสยี หรอื สงิ่ ทไ่ี ม่พงึ ประสงค์ ซง่ึ ไดแ้ ก่ การบาดเจบ็ ความเสยี หาย เหตุรา้ ย การเกดิ อนั ตราย เกดิ ความไม่แน่นอน การไม่พทิ กั ษ์สทิ ธหิ รอื ศกั ดศิ ์ รหี รอื เกดิ ความสูญเสยี จนต้องมกี ารชดใช้ คา่ เสยี หาย จากความหมายทน่ี กั วชิ าการไดใ้ หไ้ วส้ รปุ วา่ ความเสย่ี ง หมายถงึ โอกาสหรอื เหตุการณ์ ทไ่ี มพ่ งึ ประสงคท์ จ่ี ะส่งผลกระทบทาให้ วตั ถุประสงคห์ รอื เป้าหมายเบย่ี งเบนไป ซง่ึ อาจเกดิ ขน้ึ ในอนาคต และมผี ลกระทบหรอื ทาให้การดาเนินงานไม่ประสบความสาเรจ็ ตามวตั ถุประสงค์ เป้าประสงคแ์ ละเป้าหมายขององคก์ ร โดยการวดั จากผลกระทบ (Impact) ทไ่ี ดร้ บั และโอกาสท่ี จะเกดิ (Likelihood) ของเหตุการณ์

421 ความหมายของการจดั การความเสี่ยง มนี ักวชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายของการจดั การความสย่ี งในงานดา้ นความปลอดภยั และ อาชวี อนามยั ไวห้ ลายทา่ น พอจะสรปุ ไดด้ งั น้ี สานกั งานมาตรฐานแห่งชาตอิ อสเตรเลยี และนิวซแี ลนด์ (Standards New Zealand) ได้ ให้ความหมายของคาว่า การจดั การความเส่ยี ง (risk management) ไว้ว่า การประยุกตอ์ ย่าง เป็นระบบในการใช้นโยบายการจดั การ ขนั้ ตอนการดาเนินงาน (procedure) และปฏิบัติ (practice) เพ่อื ช้บี ่ง วเิ คราะห์ ประเมนิ ผล แก้ไข และเฝ้าระวงั ความเสย่ี งท่ีมอี ยู่ในงาน (task) หน่งึ ๆ (The Royal Society) ได้ให้ความหมายของคาว่า การจดั การความเส่ยี ง (risk management) ไว้ว่า กระบวนการตดั สนิ ใจท่จี ะยอมรบั ความเสย่ี งทผ่ี ่านการประเมนิ (assess) แลว้ และ/หรอื การลงมอื ดาเนินการทจ่ี ะลดความรุนแรงหรอื โอกาสเกดิ เหตุการณ์นัน้ ๆ สเต็บเฟว่น(Stephenson,2001, p.219) ได้ให้ความหมายของคาว่า การจดั การความ เสย่ี ง (risk management) ไวว้ ่า กระบวนการทงั้ หมดของการชบ้ี ่ง ประเมนิ ผล ควบคุม หรอื ลด และยอมรบั ความเสย่ี ง สานักงานปลดั กระทรวงการคลงั (2557, หน้า 3) ได้ให้ความหมายของ การจดั การ ความเสย่ี ง (risk management) ไวว้ ่า การจดั การความเสย่ี ง ( Risk Management) หมายถงึ กระบวนการท่ใี ช้ในการระบุความเส่ยี ง การวเิ คราะหค์ วามเส่ยี งและการกาหนดแนวทางการ ควบคุมเพ่อื ป้องกนั หรอื ลดความเสย่ี ง การบรหิ ารความ เสย่ี งแบบบูรณาการ (Enterprise Risk Management : ERM) คอื ขบวนการทจ่ี ดั ทาโดยฝ่ายบรหิ าร เพ่อื ประยกุ ต์ใชใ้ นการจดั ทาแผน กลยุทธท์ วั่ ทงั้ องคก์ ร ซง่ึ ออกแบบมาเพ่อื ระบุเหตุการณ์ทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ มผี ลกระทบกบั องคก์ รและ จดั การความเสย่ี งให้อยู่ในระดบั ยอมรบั ได้ เพ่อื ให้บรรลุวตั ถุประสงค์ขององค์กร กรอบการ บรหิ ารความเสย่ี งประกอบไปดว้ ย 4 องคป์ ระกอบหลกั ดงั น้ี 1. วฒั นธรรมองคก์ ร (Culture) เป็นเคร่อื งมอื สาคญั ในการสรา้ งค่านิยม ปลูกฝัง ใหผ้ มู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งในการทางานไดม้ สี ่วนรว่ มในการปฏบิ ตั งิ านในองคก์ ารใหเ้ กดิ ผล โดยเฉพาะ ด้านความปลอดภยั ในการทางาน วฒั นธรรมองคก์ ารจะมผี ลสะท้อนให้แสดงเหน็ ถึงศกั ยภาพ ขององคก์ ารและพนกั งานในองคก์ าร 2. โครงสรา้ งการบรหิ ารความเสย่ี ง (Structure) การจดั ทาโครงการควบคุมโดย พจิ ารณาจาก ความสมั พนั ธ์ของทรพั ยากรต่าง ๆ กระบวนการทางาน กระบวนการบรหิ าร ภายในองคก์ รนนั้ ๆ ซง่ึ จะตอ้ งมกี ารแต่งตงั้ ในรปู แบบคณะกรรมการมาจากหลาย ๆ ส่วนงานทม่ี ี ความเกย่ี วขอ้ งทวั่ ทงั้ องคก์ าร โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ผบู้ รหิ ารระดบั สงู จะตอ้ งเป็นผกู้ าหนดนโยบาย อยา่ งชดั เจนเพอ่ื ใหก้ ารดาเนนิ การดา้ นการจดั การความเสย่ี งบรรลุตามเป้าหมายทก่ี าหนดไว้

422 3. กระบวนการ (Process) การดาเนินท่มี เี ป้าหมาย จดั ลาดบั ก่อนหลงั อย่าง เป็นระบบ ด้วยการนาทรพั ยากรต่าง ๆ เขา้ มา และมผี ลผลติ หรอื ผลสาเรจ็ ของงานท่มี กี ารวดั ประเมินได้อย่างเป็ นรูปธรรม แต่ไม่มีจุดส้ินสุดในตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์หรือ สถานการณ์เพยี งครงั้ เดยี วแต่มลี กั ษณะเป็นชุดของการกระทาท่ซี มึ ซบั เขา้ ไปเป็นกจิ กรรมของ องคก์ รในการดาเนนิ ธุรกจิ 4. ปัจจยั พน้ื ฐาน (Infrastructure) ในการประกอบการใด ๆ ปัจจยั พ้นื ฐานเป็น สง่ิ สาคญั ในการดาเนินการ ซ่งึ ได้แก่ จุดมุ่งหมาย การวางแผน การกาหนดนโยบาย การจดั องค์การ การจดั การทรพั ยากรมนุษย์ การอานวยการ การประสานงาน กฎระเบยี บขอ้ บงั คบั ขา่ วสารขอ้ มลู และการตรวจสอบ เป็นตน้ ศขี รนิ ทร์ สุขโต(2553, หน้า 236) ได้ใหค้ วามหมายของ การจดั การความเส่ยี ง (risk management) ไวว้ ่า กระบวนการวเิ คราะหถ์ งึ ปัจจยั หรอื สภาพการณ์ต่าง ๆ ทเ่ี ป็นสาเหตุทาให้ อนั ตรายทม่ี แี ละแอบแฝงอยกู่ ่อใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ และอาจก่อใหเ้ กดิ เหตุการณ์ทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์ เช่น การเกดิ เพลงิ ไหม้ การระเบดิ การรวั่ ไหลของสารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย โดยพจิ ารณาถงึ โอกาส และความรนุ แรงของเหตุการณ์เหล่านนั้ ซง่ึ อาจส่งผลใหเ้ กดิ อนั ตรายหรอื ความเสยี หายต่อชวี ติ ทรพั ยส์ นิ และสงิ่ แวดลอ้ ม สราวุธ สุธรรมาสา, (2553, หน้า 5-5) ได้ให้ความหมายของคาว่า การจดั การความ เสย่ี ง (risk management) ไวว้ ่า การจดั การความเสย่ี งเป็นเรอ่ื งของการชบ้ี ่งอนั ตรายท่มี อี ยใู่ น การดาเนินงานโดยการประมาณระดบั ความเสย่ี งและการควบคุมความเสย่ี ง รวมถงึ การเฝ้าระวงั ตรวจประเมนิ และทบทวนการดาเนินงานทผ่ี ่านมา เจรญิ เจษฎาวลั ย์ (2548, หน้า 63) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า การจดั การความเส่ยี ง (risk management) ไวว้ ่า ความเป็นไปไดท้ เ่ี หตุการณ์ใดเหตุการณ์หน่ึงจะเกดิ ขน้ึ และส่งผลให้ องค์การไม่สามารถบรรลุวตั ถุประสงคซ์ ง่ึ วดั ได้จากโอกาสทจ่ี ะเกดิ เหตุการณ์ และผลกระทบท่ี อาจจะเกดิ ขน้ึ ต่อการบรรลุวตั ถุประสงคข์ ององคก์ าร โอกาส (Opportunity) ในทน่ี ้หี มายถงึ ความ เป็นไปไดท้ เ่ี หตุการณ์ไดเ้ หตุการณ์หน่งึ จะเกดิ ขน้ึ และสง่ ผลดตี ่อการบรรลุวตั ถุประสงค์ สรุ พงษ์ ชรู งั สฤษฏ์ (2547, หน้า 51) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า การจดั การความเสย่ี ง (risk management) ไวว้ ่า เหตุการณ์ทท่ี าใหว้ ตั ถุประสงค์ทก่ี าหนดไวไ้ ม่บรรลุผลตามทต่ี ้องการ หรอื สงิ่ ทไ่ี มอ่ ยากใหเ้ กดิ ขน้ึ และระดบั ของความเสย่ี งนนั้ จะประเมนิ จากโอกาสท่จี ะเกดิ และความ รนุ แรงหากเหตุการณ์นนั้ มรี ะดบั สงู (https://www.set.or.th/th, 2015, หน้า 1) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า การจดั การความ เสย่ี ง (risk management) กระบวนการทป่ี ฏบิ ตั โิ ดยคณะกรรมการ ผบู้ รหิ าร และบุคลากรทุกคน ในองค์กร เพ่อื ช่วยในการกาหนดกลยุทธ์และดาเนินงาน โดยกระบวนการบรหิ ารความเส่ยี ง ไดร้ บั การ ออกแบบเพ่อื ใหส้ ามารถบ่งชเ้ี หตุการณ์ท่ีอาจเกดิ ขน้ึ และมผี ลกระทบต่อองคก์ รและ

423 สามารถจดั การความเส่ยี งให้อยู่ในระดบั ท่อี งค์กรยอมรบั เพ่อื ให้ได้รบั ความมนั่ ใจอย่าง สมเหตุสมผล ในการบรรลุวตั ถุประสงคท์ อ่ี งคก์ รกาหนดไว้ จากความหมายขา้ งตน้ สรปุ ว่า การจดั การความเส่ียง (risk management) หมายถงึ การดาเนนิ การอย่างเป็นระบบทจ่ี ะตดั สนิ ใจยอมรบั ความเสย่ี งทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ มกี ารประยกุ ต์อยา่ ง เป็นระบบในการใช้นโยบายเพ่อื จดั การตามขนั้ ตอนท่ไี ดก้ าหนดไวต้ งั้ แต่การช้บี ่งอนั ตราย การ ประเมนิ ผล การควบคุมหรอื ลด การแกไ้ ข การเฝ้าระวงั และการทบทวนใหน้ าไปการดาเนินการ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการทางาน การรบั ร้สู มั ผสั ความเส่ียง (Risk Perception) การรบั ร้สู มั ผสั ความเส่ียง (Risk Perception) ความปลอดภยั ในการทางานเป็นสง่ิ ท่ผี ูบ้ รหิ ารต้องทาหน้าท่ตี งั้ แต่เรมิ่ กาหนดนโยบาย เพ่อื ให้พนักงานทุกคนในสถานประกอบการไดต้ ระหนักและมกี ารจดั การดาเนินการให้เกดิ ขน้ึ อย่างต่อเน่ืองเพ่อื ให้เกดิ ความสาเรจ็ โดยธรรมชาตขิ องมนุษยก์ ารรบั รสู้ มั ผสั ความเส่ยี งต้องมี การอาศัยความรู้ ทฤษฎีเก่ียวกับพฤติกรรมของมนุษย์เก่ียวกบั การรบั รู้ของมนุษย์ ซ่งึ การ ปฏิบัติงานในสถานประกอบการย่อมมคี วามเส่ียงเกิดข้นึ ในการปฏิบัติงาน ดังนัน้ สถาน ประกอบการจาเป็นต้องมกี ารจดั การความเส่ยี งซ่งึ เรมิ่ ตงั้ แต่มกี ารพฒั นาและการกาหนดการ จดั การความเสย่ี ง บ่งชค้ี วามเสย่ี ง กระบวนการจดั การความเสย่ี ง การบาบดั ความเสย่ี ง การเฝ้า ระวัง และการทบทวน เป็ นต้น ซ่ึงล้วนแล้วแต่ได้รับผลมาจากการรับรู้ ปัจจัยการรับรู้ กระบวนการรบั รู้ มาพิจารณาในการรบั รู้สมั ผสั ความเส่ยี ง จงึ มนี ักวชิ าการได้ให้ความหมาย กระบวนการ และปัจจยั การรบั รู้ ไวด้ งั น้ี เบรนิ สตนิ (Bernstein,1999 , p.72) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การรบั รู้ (perception) ไวว้ ่า ขบวนการท่เี กดิ ขน้ึ ภายหลงั จากท่สี งิ่ เร้ากระตุ้นการรู้สกึ และถูกตีความเป็นสงิ่ ท่มี คี วามหมาย โดยใชค้ วามรปู้ ระสบการณ์ และความเขา้ ใจของบุคคล ซง่ึ ขบวนการในการประมวล และแปลผล สงิ่ ทไ่ี ด้ สมั ผสั การรบั รู้ ในสง่ิ ทส่ี มั ผสั (inputs) อย่างเดยี วกนั อาจจะมกี ารรบั รู้ ทแ่ี ตกต่างกนั ทงั้ น้ี ขน้ึ อยกู่ บั พน้ื ฐาน และเงอ่ื นไขภายในของแต่ละคน สชฟิ แมน และ คานุค (Schiffman & Kanuk ,2007, p. 251) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การ รบั รู้ (perception) ไว้ว่า กระบวนการทบ่ี ุคคลแต่ละคนมกี ารเลอื กประมวลและตคี วามหมาย เกย่ี วกบั ตวั กระตุน้ ออกมาใหค้ วามหมายและ ไดภ้ าพของโลกทม่ี เี น้ือหา คาซท์ และ โรเซน่ ซว์ งิ ค์ (Kast & Rosenzweig ,1985, p.197) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การรบั รู้ (perception) ไวว้ า่ เป็นการแปลความหมายของสง่ิ เรา้ และ การตอบสนองของรา่ งกาย ของคนต่อสง่ิ เรา้ จะแตกต่างกนั ในแต่ละบุคคลขน้ึ อยกู่ บั ประสบการณ์ เดมิ และทาใหบ้ คุ คลจะมี พฤตกิ รรมแตกต่างกนั ของแต่ละบุคคลจะเลอื กรบั รเู้ ฉพาะขอ้ มลู ทางตรง กบั ความตอ้ งการและ ความพอใจ

424 กมลวฒั น์ ยะสารวรรณ (2547, หน้า 7) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การรบั รู้ (perception) ไว้ว่า ขบวนการแปลความหมายของสงิ่ เร้า ท่มี ากระทบประสาทสมั ผสั ของเราและแปล ความหมายอยา่ งไรนนั้ ขน้ึ อยกู่ บั ประสบการณ์ในอดตี ของแต่ละบคุ คล บณั ฑติ เผ่าวฒั นา (2548, หน้า 7) ไดใ้ หค้ วามหมาย ของการรบั รคู้ อื กระบวนการทเ่ี กดิ ภายในตวั ของแต่ละบุคคล และการรบั รเู้ กดิ ข้ึนกบั สงิ่ ต่าง ๆ ท่อี ยู่ รอบตวั โดยการสมั ผสั การ เหน็ การไดย้ นิ การรสู้ กึ การไดก้ ลนิ่ การสมั ผสั ซง่ึ สงิ่ เรา้ เหล่าน้ีจะผ่าน ทางประสาทสมั ผสั แลว้ แปลออกมาโดยการอาศยั ประสบการณ์เดมิ ศนู ยพ์ ฒั นาทรพั ยากรการศกึ ษา (2558) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การรบั รู้ (perception) ไว้ ว่า กระบวนการทบ่ี ุคคลเลอื กสรรจดั ระบบ และแปลความหมายของสง่ิ เรา้ ทบ่ี ุคคลสมั ผสั ไดใ้ ห้ เป็นภาพทม่ี คี วามหมาย ตามความรสู้ กึ นกึ คดิ ของตน การรบั รูเ้ ป็นสง่ิ ท่ตี อ้ งเรยี นรู้ (perception is learned) ดงั นนั้ ถ้าขาดการเรยี นรูห้ รอื ประสบการณ์จะมเี พยี งการรบั สมั ผสั เท่านนั้ พฤติกรรมการรบั รู้เป็นกระบวนการตอบสนองต่อสงิ่ แวดล้อมท่ตี ่อเน่ืองจากการรู้สึก สมั ผสั รบั รู้เป็น กระบวนการแปลความหมายของสง่ิ เรา้ ท่ผี ่านเขา้ มาในกระบวนการรู้สกึ เม่อื เคร่อื งรบั หรอื อวยั วะรบั สมั ผสั สมั ผสั สงิ่ เรา้ เราจะเกดิ ความรู้สกึ แลว้ ส่งความรสู้ กึ นนั้ ไปตคี วาม หรอื แปลความหมายกลายเป็นการรบั รู้ กระบวนการรบั รู้ การรบั รูเ้ ป็นเหตุการณ์ท่เี กดิ ขน้ึ ในตวั บุคคล ซง่ึ ไม่สามารถสงั เกตได้โดยตรง การรบั รู้ เป็นกระบวนการ ทม่ี นี กั วชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายและกระบวนการรบั รู้ ว่าประกอบดว้ ยขนั้ ตอน ต่าง ๆ ตามทน่ี กั วชิ าการไดใ้ หไ้ ว้ ดงั น้ี โรท์ดเิ จอร์ (Roediger,2007, p.146) ได้กล่าวถึงกระบวนการรบั รู้จะเกิดขน้ึ ได้ต้อง ประกอบดว้ ยกระบวนการทส่ี าคญั ต่อไปน้ี 1. การสมั ผสั 2. ชนดิ และธรรมชาตขิ องสงิ่ เรา้ 3. การแปลความหมายจากการสมั ผสั 4. การใชค้ วามรเู้ ดมิ หรอื การใชป้ ระสบการณ์เพอ่ื แปลความหมาย เชคสเ์ มน็ ฮอนล,์ ฮนั ท์ และ ออสบอน (Shcmenhorn, Hunt and Osborn,1982, p.55) ได้ให้ความหมายของ กระบวนการรบั รู้ ไว้ว่า เป็นกระบวนการทางจติ วทิ ยาเบ้อื งต้นในการ ตคี วามสงิ่ เรา้ ทส่ี มั ผสั ต่าง ๆ เพ่อื สรา้ งประสบการณ์ทม่ี คี วามสาคญั สาหรบั ผูร้ ูก้ ารรบั รู้เป็นสง่ิ ท่ี ทาใหบ้ คุ คลมคี วามแตกต่างกนั เมอ่ื บุคคลไดร้ บั สงิ่ เรา้ กจ็ ะประมวลสง่ิ รบั รูน้ นั้ เป็นประสบการณ์มี ความหมายเฉพาะตนเอง

425 กมลวฒั น์ ยะสาวรรณ (2550, หน้า 29) ไดใ้ หค้ วามหมายของ กระบวนการรบั รู้ ไวว้ ่า การรบั รู้เป็นกระบวนการท่เี กิดข้นึ และเป็นขบวนการแปลความหมายของส่งิ เร้าท่มี กี ระทบ ประสาทสมั ผสั ของเราและแปลความหมายอย่างไรนัน้ ขน้ึ อย่กู บั ประสบการณ์ในอดตี ของแต่ละ บคุ คล การรบั รจู้ งึ มกี ระบวนการรบั รู้ ทป่ี ระกอบดว้ ย 1. อาการสมั ผสั หมายถงึ อาการทอ่ี วยั วะสมั ผสั กบั สงิ่ เรา้ ทผ่ี ่านมา และเขา้ กระทบกบั อวยั วะทร่ี บั สมั ผสั กบั สง่ิ ต่าง ๆ เพ่อื ใหค้ นเราไดร้ บั รภู้ าวะแวดลอ้ มทอ่ี ยรู่ อบตวั แลว้ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ า ตอบสนองขน้ึ 2. การแปลความหมายจากอาการสมั ผสั สงิ่ สาคญั ท่จี ะช่วยแปลความหมายได้ดแี ละ ถูกต้องนัน้ คอื สตปิ ัญญา การสงั เกต การพจิ ารณา ความสนใจ ความตงั้ ใจ และคุณภาพของ จติ ใจขณะนนั้ 3. ความรูห้ รอื ประสบการณ์เดมิ ได้แก่ ความคดิ ความรู้ ความเข้าใจ และการกระทา ของผู้รบั รู้ในอดตี ท่ีจะต้องประกอบด้วยความถูกต้อง ความแน่นอน ความชดั เจน รวมทงั้ มี ปรมิ าณขอ้ มลู มากพอ หรอื มคี วามรอบรใู้ นหลาย ๆ ดา้ น จากกระบวนการรบั รขู้ า้ งตน้ สามารถแสดงเป็นแผนภาพไดด้ งั น้ี สิ่งเรา้ อาการสมั ผสั การแปลความหมาย การรบั รู้ ประสบการณ์เดิม ความสนใจ ความตงั้ ใจ ภาพท่ี 7.1 กระบวนการรบั รู้ ทม่ี า: กมลวฒั น์ ยะสาวรรณ, 2550, หน้า 230. ดงั นนั้ การรบั รขู้ องแต่ละบคุ คลจงึ แตกต่างกนั ออกไป และสงิ่ น้ีส่งผลต่อประสทิ ธผิ ล ของ การสอ่ื ความเขา้ ใจและพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกถา้ การรบั รขู้ องบุคคลสองคนต่อสง่ิ เดยี วกนั ใกล้ เคยี งกนั โอกาสทจ่ี ะเขา้ ใจกนั และลงรอยกนั จะเกดิ ไดม้ ากในขณะเดยี วกนั การรบั รขู้ องบุคคลสอง คนต่อสง่ิ ของสง่ิ เดยี วกันเป็นไปคนละทศิ ทางก็อาจก่อใหเ้ กดิ ปัญหาและก่อใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อ การทางานรว่ มกนั ไดใ้ นทส่ี ุด

426 ความสาคญั ของการรบั รู้ ความปลอดภยั ในการทางานจะเรมิ่ ตงั้ แต่การตระหนกั ถงึ ความปลอดภยั ในตนเองซง่ึ เกดิ การการรบั รถู้ งึ สงิ่ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ดงั นนั้ ความสาคญั ของการรบั รแู้ บง่ ออกเป็น 2 ชนิด คอื (สทิ ธโิ ชค วรานุสนั ตกิ กุล, 2546, หน้า 269) 1. การรบั รมู้ คี วามสาคญั ต่อการเรยี นรโู้ ดยทก่ี ารรบั รูท้ าใหเ้ กดิ การเรยี นรถู้ ้าไมม่ กี ารรบั รู้ จะเกดิ การเรยี นรู้ไม่ไดใ้ นทานองเดยี วกนั การเรยี นรู้มผี ลต่อการรบั รู้ครงั้ ใหม่ เน่ืองจากความรู้ ประสบการณ์เดมิ จะแปลความหมายใหท้ ราบวา่ คอื อะไร 2. การรบั รมู้ คี วามสาคญั ต่อเจตคตอิ ารมณ์และแนวโน้มพฤตกิ รรม เมอ่ื รบั รู้แลว้ ยอม เกดิ ความรสู้ กึ และมอี ารมณ์พฒั นาเป็นเจตคตแิ ลว้ เกดิ พฤตกิ รรมตามมาในทส่ี ุด ปัจจยั ท่ีมผี ลต่อการรบั รู้ ปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อการรบั รู้ ซง่ึ เป็นสงิ่ ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั การรบั รู้ สามารถแบ่งออกไดด้ งั น้ี (บณั ฑติ เผา่ วฒั นา, 2548, หน้า 9) 1. ปัจจยั ทางกายภาพของผู้รบั รู้ ได้แก่ ระบบประสาทสมั ผัส เช่น หู ตา จมูก ล้ิน ผวิ หนงั เป็นตน้ 2. ปัจจยั ทางดา้ นบุคลกิ ภาพของผู้รบั รู้ ไดแ้ ก่ ทศั นคติ อารมณ์ ค่านิยม ความต้องการ ความสนใจ ความพอใจ ความรู้ และประสบการณ์ เป็นตน้ 3. ปัจจยั ทางด้านสงิ่ เรา้ ภายนอก ไดแ้ ก่ ลกั ษณะของสงิ่ เรา้ ความแตกต่างของสงิ่ เรา้ เช่น สง่ิ เรา้ ทม่ี คี วามเขม้ กว่า สง่ิ เรา้ ทม่ี คี วามชดั เจน สง่ิ เรา้ ทม่ี กี ารกระทาซ้าบอ่ ย ๆ เป็นตน้ การรบั รถู้ อื ว่าเป็นกระบวนการแปลความหมายจากการสมั ผสั การรบั รขู้ องแต่ละบุคคล นนั้ แตกต่างกนั ต้องอาศยั ปัจจยั หลายอย่าง และปัจจยั ทส่ี าคญั คอื ความสนใจต่อสง่ิ เรา้ ซง่ึ มผี ล ต่อการเลอื กรบั โดยเฉพาะความปลอดภยั ในการทางานผู้ปฏบิ ตั งิ านย่อมเป็นผทู้ ร่ี บั รใู้ นสงิ่ ทจ่ี ะ ทาใหต้ นเองทป่ี ฏบิ ตั งิ านไมใ่ หเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ บาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่วยในการทางาน นอกจากน้ีการ จะรบั รไู้ ดด้ มี ากน้อยเพยี งใดขน้ึ อย่กู บั สง่ิ ท่มี อี ทิ ธพิ ลต่อการรบั รขู้ องบุคคล เช่น อวยั วะรบั สมั ผสั และประสบการณ์ทผ่ี า่ นมา ค่มู อื บรหิ ารความเสย่ี ง (2558, หน้า 9) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การรบั รคู้ วามเสย่ี ง ไวว้ ่า ความสามารถในการประเมนิ ค่าความเสย่ี งทล่ี ูกคา้ ต้องเผชญิ ในการตดั สนิ ใจใชบ้ รกิ าร ซง่ึ การมี ความสามารถดงั กล่าวทแ่ี ตกต่างกนั ของลกู ค้า มผี ลกระทบทาใหพ้ ฤตกิ รรมของลูกค้าแตกต่าง กนั ออกไป กรอบการบรหิ ารความเสย่ี ง (2558, หน้า 7) ได้ใหค้ วามหมายของ การรบั รคู้ วามเส่ยี ง ไวว้ ่า ความสามารถในการตดั สนิ ใจ ทจ่ี ะยอมรบั ในเหตุการณ์ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ซง่ึ จะต้องมกี ารประเมนิ ค่าความเส่ยี งท่ผี ูป้ ฏบิ ตั งิ านหรอื พนักงานท่ตี ้องเผชญิ เม่อื การการรบั รู้ และยอมรบั ความเสย่ี ง นัน้ ก็ย่อมนาไปสู่การวเิ คราะห์ และประเมนิ ความเส่ยี งเพ่อื การลดความเส่ยี ง หรอื หาแนวทาง มาตรการและการแกไ้ ขไมใ่ หเ้ กดิ เหตุการณ์ทเ่ี ป็นความเสย่ี งทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ อกี

427 ก า รร ับ รู้ถึง ค ว า ม เ ส่ีย ง ข อ ง ม นุ ษ ย์มีลัก ษ ณ ะ ท่ีแ ต ก ต่ า ง กัน ต า ม แ น ว คิด ข อ ง ท ฤ ษ ฎี นักจิตวิทยา ซ่ึงนามาอธิบายในการจดั การความเส่ียงในสถานประกอบการเก่ียวกับการ ปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานมที ฤษฎีหลายทฤษฎจี ะนามากล่าวไดด้ งั น้ี (สราวุธ สุธรรมาสา, 2560, หน้า 5-8) ทฤษฎที ่เี ป็นพ้นื ฐานทส่ี ุด คอื Knowledge Theory ซ่งึ ระบุว่าการท่คี นเราจะรบั รวู้ ่า สงิ่ ของหรอื สถานการณ์ใดทเ่ี ป็นอนั ตรายนนั้ มาจากความรขู้ องเขาว่าสงิ่ ของหรอื สถานการณ์นัน้ เป็นอนั ตราย ซง่ึ บุคคลนนั้ กจ็ ะมพี ฤตกิ รรม หรอื ทศั นะทส่ี อดคลอ้ งกบั ความรเู้ กย่ี วกบั ความเสย่ี ง นนั้ สาหรบั ทฤษฎอี ่นื ๆ เช่น Personality Theory เป็นทฤษฎที บ่ี ่งช้ี คนเราจะพฤตกิ รรม รบั รสู้ มั ผสั ถงึ ความเสย่ี งแตกต่างกนั บางคนจะมพี ฤตกิ รรมไมย่ อมรบั รคู้ วามเสย่ี ง (risk –averse behavior) ขณะท่บี างคนมพี ฤติกรรมรบั รู้ถึงความเส่ยี ง (risk - taking behavior) หรอื Economic Theory ซง่ึ เป็นทฤษฎที ว่ี างอย่บู นพน้ื ฐานดา้ นเศรษฐกจิ ว่าหากยอมรบั ความเสย่ี ง มากขน้ึ อาจจะได้รบั รางวลั มากข้นึ และ Cultural Theory ท่มี ฐี านความคดิ ว่าอันตราย (Hazards) ใดทค่ี น (Individual) หรอื กลุ่มคนกลวั และกลวั มากแค่ไหนกก็ าหนดขน้ึ มาเป็นระดบั การยอมรบั ความเสย่ี งนนั้ นักจติ วทิ ยาหลายคนได้พยายามท่จี ะวดั การยอมรบั ความเส่ยี งโดยใช้เคร่อื งมอื หรอื เทคนิคทเ่ี รยี กว่า Psychometric – Paradigm ดงั เช่น Slovic, P.(1897) ไดท้ าการวดั หลายครงั้ ในปี 1984 และปี 1987 สามารถระบุถงึ ปัจจยั หลกั 2 ประการทม่ี ผี ลต่อการยอมรบั ความเสย่ี ง ของมนุษย์ คอื “น่ากลวั /ไมน่ ่ากลวั (Dread/Non – Dread)” และ “รู้ /ไมร่ ู้ (Know /Unknown)” ดงั ตารางท่ี 20

428 ตารางท่ี 7.1 ลกั ษณะ (Characteristics) หรอื พารามเิ ตอร์ (Parameter) ทส่ี มั พนั ธ์กบั ปัจจยั การยอมรบั ความเสย่ี ง “กลวั /ไมก่ ลวั ” และ “ร/ู้ ไมร่ ”ู้ ปัจจยั ลกั ษณะหรือพารามิเตอรท์ ่ีสมั พนั ธก์ บั ปัจจยั น่ากลวั กลวั ควบคมุ ไมไ่ ด้ ผลทเ่ี กดิ ทวั ่ โลก ผลทาใหต้ าย เกดิ ผลเสยี หายอยา่ งหนกั ความเสย่ี งสงู ตอ่ คนรนุ่ ตอ่ ไป ยากตอ่ การควบคมุ ระดบั ความเสย่ี งเพม่ิ ขน้ึ ไมเ่ ตม็ ใจสมั ผสั ความเสย่ี ง ไมน่ ่ากลวั ไมก่ ลวั ควบคมุ ได้ ผลทเ่ี กดิ ไมท่ วั ่ โลก ไมต่ าย ไมเ่ สยี หายมาก ความเสย่ี งต่าตอ่ คนรนุ่ ตอ่ ไป งา่ ยตอ่ การควบคมุ ระดบั ความเสย่ี งต่าลง เตม็ ใจสมั ผสั ความเสย่ี ง รู้ ความเสย่ี งทส่ี งั เกตเหน็ คนทส่ี มั ผสั รวู้ า่ เสย่ี ง ผลเสยี หายทนั ที ความเสย่ี งทเ่ี ป็นวทิ ยาศาสตร์ ไมร่ ู้ สงั เกตไมเ่ หน็ ไมร่ วู้ า่ เสย่ี ง ความเสยี หายอาจล่าชา้ ความเสย่ี งไมเ่ ป็นวทิ ยาศาสตร์ ทม่ี า: สราวธุ สธุ รรมาสา, 2560, หน้า 5-8,5-9. การสื่อสารความเส่ียง (risk communication) การส่ือสารมีความสาคัญเป็นอย่างย่ิงในการจัดการความเส่ียง เพราะเม่ือสถาน ประกอบการหรอื โรงงานมคี วามต้องใหพ้ นักงานทุกคนมคี วามรบั ผดิ ชอบในการปฏบิ ตั งิ านใหม้ ี ความปลอดภยั ในการทางาน หากเม่อื ใดมคี วามเส่ยี งเกดิ ข้นึ ก็มคี วามจาเป็นท่ตี ้องส่อื สารให้ ผเู้ ก่ยี วขอ้ งรบั ทราบ ไม่ว่าจะเป็นนายจา้ ง ผูบ้ รหิ ารหรอื ฝ่ ายจดั การ ลูกจา้ ง และประชาชนทอ่ี ยู่ อาศยั โดยรอบโรงงานหรอื สถานประกอบการ

429 การส่อื สาร หมายถึง กระบวนการในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สกึ หรอื กระบวนการส่งขา่ วสารขอ้ มลู จากผสู้ ง่ ขา่ วสารไปยงั ผรู้ บั ขา่ วสาร มวี ตั ถุประสงคเ์ พ่อื ชกั จงู ใหผ้ รู้ บั ขา่ วสารมปี ฏกิ ริ ยิ าตอบสนองกลบั มา โดยคาดหวงั ใหเ้ ป็นไปตามทผ่ี สู้ ่งตอ้ งการ ซง่ึ องคป์ ระกอบของการส่อื สาร ประกอบดว้ ย 1. ผสู้ ง่ ขา่ วสาร (sender) 2. เขา้ รหสั (encode) 3. ขอ้ มลู ขา่ วสาร (message) 4. สอ่ื ในช่องทางการสอ่ื สาร (media) 5. ถอดรหสั (decode) 6. ผรู้ บั ขา่ วสาร (receivers) 7. สงิ่ รบกวน (noise) 8. ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั (feedback) 9. การตอบสนอง (response) การสอ่ื สารความเสย่ี งสามารถเขยี นเป็นภาพไดด้ งั น้ี ผ้สู ่งสาร เข้ารหสั สื่อ ถอดรหสั ผ้รู บั สาร (Sender) (encode) (media) (decode) (Receiver) ข่าวสาร (message) ส่ิงรบกวน (noise) ข้อมลู ย้อนกลบั การตอบสนอง (feedback) (response) ภาพท่ี 7.2 องคป์ ระกอบของการส่อื สารความเสย่ี ง

430 การส่อื สารความเส่ยี งท่จี ะประสบความสาเรจ็ ผู้ส่อื สารต้องมวี ตั ถุประสงคก์ ารส่อื สาร ความเส่ยี งเพ่อื ให้พนักงานได้รบั ข่าวสารและผู้ส่งข่าวสารต้องการส่งข่าวสารเก่ยี วกับความ ปลอดภยั ในการทางาน ดว้ ยการยอมรบั ความเสย่ี งทส่ี ามารถยอมรบั ได้ด้วยวธิ กี ารต่าง ๆ ซง่ึ ผู้ ส่งสารต้องสรา้ งความไว้วางใจ ความน่าเช่อื ถอื ให้เป็นท่ยี อมรบั ของรบั สาร และข่าวสารท่ถี ูก นาเสนอออกไปต้องมคี วามชดั เจน มคี วามสมบูรณ์ในเน้ือหาท่ตี ้องการจะส่ือสาร การรบั ส่ง ความรสู้ กึ ทด่ี ี และมงุ่ รกั ษามติ รภาพต่อกนั เป็นการนาเสนอเร่อื งราวหรอื สง่ิ อ่นื ใดทจ่ี ะทาใหผ้ รู้ บั สารเกิดความพงึ พอใจ และการนาเสนอข่าวสารเก่ยี วกบั เร่อื งราวต่าง ๆ ในการจดั การความ เสย่ี ง หรอื สงิ่ อ่นื ใดเพ่อื จงู ใจใหเ้ กดิ ความรว่ มมอื สรา้ งกาลงั ใจ เพ่อื ใหผ้ รู้ บั สารเกดิ ความคดิ คลอ้ ย ตาม หรอื ปฏบิ ตั ติ ามทผ่ี สู้ ง่ สารตอ้ งการ และนาไปสกู่ ารปรบั ปรงุ แกไ้ ข คาศพั ทท์ ี่สาคญั เก่ียวกบั การจดั การความเสี่ยง ในการจดั การความเสย่ี ง จะมคี าศพั ทท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งหรอื ทใ่ี ชเ้ รยี กหลายคา ซง่ึ มคี วามหมาย ทแ่ี ตกต่างกนั โดยมผี ู้นิยามความหมายและความสาคญั ในลกั ษณะการใช้อธบิ าย จงึ ทาให้เกดิ ความสบั สนกบั ผู้ท่ใี ชเ้ รยี ก ดงั นัน้ เพ่อื ให้เกดิ ความเขา้ ใจกบั ผู้ทจ่ี ะศกึ ษาเร่อื งการจดั การความ เส่ยี ง โดยเฉพาะอย่างยง่ิ คานิยามบางคาท่จี าเป็นต้องเก่ยี วขอ้ งท่ตี ้องกาหนดขน้ึ โดยองค์การ ความปลอดภยั ในการทางาน ซ่งึ จะมคี าศัพท์สาคญั ๆ ทไ่ี ดน้ ิยามในมาตรฐานการจดั การความ เส่ยี งของสถาบนั กาหนดมาตรฐานแห่งชาตอิ อสเตรเลยี (Standards Australia) และสถาบนั มาตรฐานแห่งชาตนิ ิวซแี ลนด์ (Standards New Zealand) คอื AS/NSS 4360 มาตรฐาน คาศพั ท์ของทงั้ สองสถาบนั ไดม้ รการกาหนดเม่อื ปี 1995 และ ปรบั ปรุงใหม่ปี 1998 ได้นิยาม คาศพั ทท์ ส่ี าคญั ๆ ดงั น้ี (สราวุธ สธุ รรมาสา, 2560, หน้า 5-11) อนั ตราย (hazard) หมายถงึ แหล่งของภยั อนั ตราย หรอื สถานการณ์ทม่ี ศี กั ยภาพทา ให้เกิดความสูญเสยี (เมอื่ เวลาจะจดั การความเสยี่ ง ต้องเรมิ่ ทชี่ ้บี ่งอนั ตรายให้ได้ถงึ ถอื ว่าการ จดั การความเสยี่ งตรงประเดน็ ) ความเสี่ยง (risk) หมายถงึ โอกาสทบ่ี างสง่ิ จะเกดิ ข้นึ ซ่งึ มผี ลกระทบต่อวตั ถุประสงค์ (objective) ความเส่ยี งจะถูกวดั ในด้านความเป็นไปได้ท่จี ะเกิดบางสง่ิ (นัน้ ) และความรุนแรง (บางสงิ่ ทอี่ ยใู่ นนิยามน้ี กค็ อื อนั ตรายหรอื hazard นนั่ เอง) ความเป็นไปได้ (likelihood) หมายถงึ ใชใ้ นความหมายเชงิ คณุ ภาพของโอกาสทน่ี ่าจะ เป็นไปได้ (probability) และความถ่ี (frequency) โอกาสที่น่าจะเป็ นไปได้ (probability) หมายถึง ความเป็นไปได้ท่ีจะเกิดผลลพั ธ์ เฉพาะ (specific outcome) ซ่งึ วดั ไดจ้ ากอตั ราส่วนของผลลพั ธ์เฉพาะต่อผลลพั ธ์นั้น และ “1” หมายถงึ มโี อกาสเกดิ แน่นอน ความถี่ (frequency) หมายถึง การวัดความเป็นไปได้ แสดงในรูปจานวนการเกิด เหตุการณ์ในชว่ งเวลาหน่งึ ทก่ี าหนดไว้

431 ความรุนแรง (consequence) หมายถึง ผลลัพธ์ของเหตุการณ์หรอื สถานการณ์ท่ี แสดงออกมาในเชงิ คุณภาพหรอื เชงิ ปรมิ าณ อาจเป็นผลลพั ธท์ เ่ี ป็นการสูญเสยี กรบาดเจบ็ การ เสยี ประโยชน์หรอื การไดร้ บั (gain) กเ็ ป็นได้ การจดั การความเสี่ยง (risk management) หมายถงึ การประยุกตอ์ ย่างเป็นระบบใน การใชน้ โยบายการจดั การขนั้ ตอนการดาเนนิ งาน และการปฏบิ ตั ิ เพ่อื ชบ้ี ่ง วเิ คราะห์ ประเมนิ ผล แกไ้ ข และเฝ้าระวงั ความเสย่ี งทม่ี อี ยใู่ นงานหน่งึ ๆ การประเมินความเสี่ยง (risk assessment) หมายถงึ กระบวนการทงั้ หมดของการ วเิ คราะหค์ วามเส่ยี ง (risk analysis) และการประเมนิ ผลความเสย่ี ง (risk evaluation) รวมทงั้ เป็นการประมาณระดบั ความเสย่ี ง และการตดั สนิ ว่าความเสย่ี งนนั้ อย่ใู นระดบั ใด ซง่ึ การประเมนิ ความเสย่ี งจะสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ การเกดิ ดงั น้ี 1. โอกาสท่จี ะเกดิ (Likelihood) เป็นการพจิ ารณาความเป็นไปไดท้ ่จี ะ เกิด เหตุการณ์ความเส่ยี งในช่วงเวลาหน่ึง หรอื จะเรยี กว่า ความถ่หี รอื โอกาสท่จี ะเกดิ เหตุการณ์ ความเสย่ี งกไ็ ด้ ไดแ้ ก่ หากพนกั งานปฏบิ ตั ิหน้าทก่ี บั เคร่อื งจกั รทม่ี คี วามเสย่ี งอนั ตรายพนกั งาน ต้องมกี ารป้องกนั ร่างกายโดยการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล เพราะโอกาสทจ่ี ะ เกดิ อุบตั เิ หตุทพ่ี ลาดจากเคร่อื งตดั อวยั วะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จงึ ต้องมกี ารป้องกนั ไม่ใหม้ ี โอกาสทจ่ี ะเกดิ อนั ตรายได้ เป็นตน้ 2. ผลกระทบ (Impact) ระดบั ความรุนแรงของผลเสยี หายทเ่ี กดิ ขน้ึ จากความ เส่ียงและมผี ลกระทบต่อองค์การซ่ึงอาจเป็นไปได้ เช่น หากได้รบั อันตรายจากเคร่อื งจกั ร กระแทก หรอื ตดั จนทาใหไ้ ดร้ บั อุบตั เิ หตุถงึ ขนั้ รุนแรงย่อมทาให้ได้รบั ผลกระทบต่อพนักงาน ผูป้ ฏบิ ตั งิ าน ครอบครวั เพ่ือนร่วมงาน นายจา้ ง ลูกคา้ และประเทศชาติ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็น ภาระต่าง ๆ ต้องเกดิ กบั ผูป้ ระสบอนั ตราย หรอื บาดเจบ็ ดงั นัน้ เพ่อื เป็นการป้องกนั ไม่ให้เกิด อุบตั เิ หตุหรอื ประสบอนั ตรายเน่ืองจากการทางานจาเป็นต้องอาศยั การประเมนิ ความเสย่ี งทต่ี อ้ ง มกี ารเคราะหส์ าเหตุการเกดิ เพ่อื หาแนวทางในการป้องกนั เหตุการณ์ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ต่อไป การวิเคราะห์ความเสี่ยง (risk analysis) หมายถงึ การใชข้ อ้ มูลขา่ วสารทม่ี อี ย่อู ย่าง เป็นระบบเพ่อื พจิ ารณา หรอื กาหนดว่าเหตุการณ์นนั้ ๆ จะเกดิ ขน้ึ บ่อยเพยี งใด และขนาดความ รนุ แรงของเหตุการณ์นนั้ ๆ การบาบดั ความเสี่ยง (risk treatment) หมายถงึ การเลอื กและการดาเนินการของ วธิ กี ารท่เี หมาะสมสาหรบั การดูแล (dealing) ความเส่ยี ง (คาว่า “การบาบดั ความเสยี่ ง” จะมี ความหมายครอบคลุมถงึ “การควบคมุ ความเสยี่ ง” ดว้ ย) การควบคมุ ความเส่ียง (risk control) หมายถงึ เป็นส่วนหน่ึงของการจดั การความ เสย่ี งทจ่ี ะกาจดั หลกี เลย่ี ง หรอื ลดความเสย่ี งทอ่ี งคก์ ารเผชญิ (ม)ี อยู่

432 การลดความเสี่ยง (risk reduction) หมายถึง การคดั เลอื กเทคนิคท่เี หมาะสมและ หลกั การจดั การในการลดความเป็นไปไดแ้ ละ/หรอื ความรนุ แรงของเหตุการณ์ การย้ายความเสี่ยง (risk transfer) หมายถงึ การยา้ ยความรบั ผดิ ชอบหรอื ภาระความ สญู เสยี ไปยงั องคก์ ารอ่นื ผา่ นทางกฎหมาย การตกลง (สญั ญา) การประกนั ภยั หรอื วธิ กี ารอ่นื ๆ การหลีกเล่ียงความเส่ียง (risk avoidance) หมายถงึ การตดั สนิ ใจทแ่ี จง้ ไว้ ท่จี ะไม่ เขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งกบั สถานการณ์ความเสย่ี ง การเฝ้าระวงั (monitor) หมายถงึ การตรวจ การแนะนา การสงั เกตอยา่ งละเอยี ดหรอื การบนั ทกึ ความกา้ วหน้าของกจิ กรรม การกระทา หรอื ของระบบบนพน้ื ฐานการทางานตามปกติ เพ่อื นาไปส่กู ารชบ้ี ง่ การเปลย่ี นแปลง(ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ) การชี้บ่งอนั ตราย (identification) หมายถงึ กระบวนการในการคน้ หาอนั ตรายทม่ี อี ยู่ ในแต่ละลกั ษณะงานและกจิ กรรมแลว้ ระบลุ กั ษณะของอนั ตราย ระดบั ความเสี่ยงท่ียอมรบั ได้ หมายถึง ระดับความเส่ียงท่อี งค์กรยอมรบั โดยไม่ จาเป็นต้องเพม่ิ มาตรการควบคุมอีกซ่งึ ได้รบั การพจิ ารณาจากการประเมนิ ความเส่ยี งแล้วว่า โอกาสทจ่ี ะเกดิ และความรุนแรงท่จี ะเกดิ ขน้ึ มเี พยี งเลก็ น้อย ระดบั ความเสย่ี งท่ยี อมรบั ได้ อาจ เป็นผลจากการมมี าตรการทเ่ี หมาะสมในการลด หรอื ควบคมุ ความเสย่ี ง ความเจบ็ ป่ วยจากการทางาน หมายถงึ ความเจบ็ ป่วยทไ่ี ดผ้ ่านการพจิ ารณาแลว้ ว่ามี สาเหตุเกดิ จากการทางาน หรอื สงิ่ แวดลอ้ มของสถานทท่ี างาน เหตุการณ์เกือบเกิดอุบตั ิเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ท่ไี ม่พงึ ประสงค์ มแี นวโน้มท่จี ะ ก่อใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ การเตือนอันตราย หมายถึง การประกาศหรอื บอกให้ทราบด้วยวิธีการใด ๆ ถึง อนั ตรายหรอื ความเสย่ี ง ขนั้ ตอนการปฏิบตั ิงาน (operating procedure) หมายถึง เอกสารท่ีอธิบายถึง ขนั้ ตอนการทางานหรอื การดาเนินงานในเร่ืองใดเร่อื งหน่ึงเพ่อื การปฏิบตั ิงานท่ถี ูกต้องและ ก่อใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั งิ านหรอื เพ่อื เป็นการลดหรอื ควบคมุ ความเสย่ี ง การดาเนิ นงานในโรงงาน หมายถงึ ระบบกระบวนการ การออกแบบ กระบวนการ ผลติ การรบั จ่าย การเกบ็ การขนถ่ายหรอื ขนย้าย การใช้วตั ถุดบิ เช้อื เพลงิ สารเคมอี นั ตราย ผลติ ภณั ฑแ์ ละวตั ถุทก่ี ่อใหเ้ กดิ คุณค่า วธิ กี ารปฏบิ ตั งิ าน เครอ่ื งจกั รหรอื อุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการผลติ และกจิ กรรมหรอื สภาพการณ์ต่าง ๆ ภายในโรงงาน เป็นตน้ โรงงาน (factory) หมายถงึ อาคาร สถานท่ี หรอื ยานพาหนะทใ่ี ชเ้ ครอ่ื งจกั รมกี าลงั รวม ตงั้ แต่หา้ แรงมา้ หรอื กาลงั เทยี บเท่าตงั้ แต่หา้ แรงมา้ ขน้ึ ไป หรอื ใชผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านตงั้ แต่เจด็ คนขน้ึ ไป โดยใช้เคร่ืองจกั รหรือไม่ก็ตาม สาหรบั ทาผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบารุง ทดสอบ

433 ปรบั ปรุง แปรสภาพ ลาเลยี ง เก็บรกั ษา หรอื ทาลายสงิ่ ใด ๆ ทงั้ น้ีตามประเภทหรอื ชนิดของ โรงงานทก่ี าหนดในกฎกระทรวง ประกอบกิจการโรงงาน หมายถงึ การดาเนินการทาผลติ ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อม บารงุ ทดสอบปรบั ปรงุ แปรสภาพ ลาเลยี ง เกบ็ รกั ษา หรอื ทาลายสงิ่ ใด ๆ ตามลกั ษณะกจิ กรรม ของโรงงานแต่ไมร่ วมถงึ การทดลองเดนิ เครอ่ื งจกั ร ผปู้ ฏิบตั ิงาน หมายถงึ ผซู้ ง่ึ ทางานในโรงงาน ทงั้ น้ี ไมร่ วมผปู้ ฏบิ ตั งิ านฝ่ายธุรการ ผ้ปู ระกอบกิจการโรงงาน หมายถงึ ผูป้ ระกอบกิจการโรงงาน ตามกฎหมายว่าด้วย โรงงาน สารเคมีอนั ตราย (hazardous substance) หมายถงึ สารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย ซ่งึ เป็นสารบรสิ ทุ ธสิ ์ ารประกอบ สารผสม ในสถานะของแขง็ ของเหลว ก๊าซ ทท่ี าใหเ้ กดิ การระคาย เคอื ง แพ้ หรอื เป็นอนั ตรายต่อชวี ติ และ/หรอื สขุ ภาพอนามยั กระบวนการผลิต (process) หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับสารเคมี อนั ตราย ซง่ึ รวมถงึ การใชเ้ กบ็ ผลติ เคล่อื นยา้ ย ครอบครอง ภายในพน้ื ทโ่ี รงงาน ผ้รู บั เหมา (contractor) หมายถึง ผู้รบั เหมาหลกั และหมายรวมถึงผู้รบั เหมาช่วง (sub-contractor) การจัดการความเส่ียงในสถานประกอบการได้มีการออกเป็ นประกาศกระทร วง อุตสาหกรรม ฉบบั ท่ี 3 (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบญั ญตั โิ รงงาน พ.ศ. 2535 เร่อื ง มาตรการคุ้มครองความปลอดภยั ในการดาเนินงาน ซ่งึ จะนามาเสนอไว้เพ่อื แสดงให้เหน็ ว่า ผรู้ บั ผดิ ชอบเกย่ี วผปู้ ฏบิ ตั งิ าน หรอื ลกู จา้ ง จะตอ้ งทางานดว้ ยความปลอดภยั ดว้ ยรฐั บาลไดอ้ อก กฎหมายเพ่ือมาคุ้มครองให้มีความปลอดภัยสาหรับลูกจ้าง และให้นายจ้าง หรือสถาน ประกอบการได้มคี วามรบั ผดิ ชอบ และมมี นุษยธรรมหรอื ใหเ้ กดิ ความธรรมกบั ลูกจา้ ง รวมทงั้ ต้องปฏบิ ตั ติ ่อลูกจา้ งเปรยี บเสมอื นเป็นบุคคลในครอบครวั เดยี วกนั ดงั จะกล่าวรายละเอยี ดไว้ ดงั น้ี ประกาศกระทรวงอตุ สาหกรรม ฉบบั ที่ 3 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิโรงงาน พ.ศ. 2535 เรือ่ ง มาตรการค้มุ ครองความปลอดภยั ในการดาเนินงาน อาศยั อานาจตามความในขอ้ 18 แหง่ กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความ ในพระราชบญั ญตั โิ รงงาน พ.ศ. 2535 รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กาหนดมาตรการ คุม้ ครองความปลอดภยั ในการดาเนินงาน ดงั ต่อไปน้ี ข้อ 1 ผู้ใดประสงค์จะขอรบั ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรอื ใบอนุญาตขยาย โรงงาน โรงงานจาพวกท่ี 3 ตาม ประเภทหรอื ชนิดของโรงงานทร่ี ะบุในบญั ชที า้ ยประกาศน้ีให้ จดั ทารายงานการวเิ คราะหค์ วามเสย่ี งจากอนั ตรายท่อี าจเกดิ จากการ ประกอบกจิ การโรงงาน

434 ตามรายละเอยี ดท่กี าหนดในข้อ 2 จานวนหน่ึงฉบบั พร้อมกบั การย่นื คาขอรบั ใบอนุญาต ประกอบกจิ การโรงงาน หรอื คาขอรบั ใบอนุญาตขยายโรงงาน แลว้ แต่กรณโี ดยใหโ้ รงงานในเขต กรงุ เทพมหานครยน่ื ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม สว่ นโรงงานในจงั หวดั ทอ้ งทท่ี โ่ี รงงานตงั้ อยู่ สาหรบั โรงงานทไ่ี ด้รบั ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรอื ใบอนุญาตขยายโรงงาน ก่อนวนั ทป่ี ระกาศน้ีมผี ลบงั คบั ใชใ้ ห้ผู้ประกอบกจิ การโรงงานจดั ทารายงานการวเิ คราะห์ความ เสย่ี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ จากการประกอบกจิ การโรงงานตามวรรค หน่ึง ภายในสามรอ้ ยหก สบิ วนั นับแต่วนั ท่ปี ระกาศน้ีมผี ลบงั คบั ใช้ทงั้ น้ีให้มกี ารทบทวนและจดั ทารายงานการวเิ คราะห์ ความเสย่ี ง จากอนั ตรายท่อี าจเกดิ จากการประกอบกจิ การโรงงานในคราวต่อไป พรอ้ มกบั การ ยน่ื คาขอต่ออายใุ บอนุญาตทกุ ครงั้ โรงงานท่ตี งั้ อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมให้ผู้ ประกอบกจิ การโรงงานจดั ทาและยน่ื รายงานการวเิ คราะหค์ วามเสย่ี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ จาก การประกอบกจิ การโรงงาน ตามรายละเอยี ดทก่ี าหนดในขอ้ 2 จานวน สองฉบบั โดยย่นื ต่อการ นิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหน่ึงฉบบั และย่นื ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมหน่ึงฉบบั ภายในระยะ เวลาทก่ี าหนด โดยใหน้ าความในวรรคหน่ึงและวรรคสองเกย่ี วกบั ระยะเวลาการยน่ื มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม ผู้ใดประสงค์ท่จี ะตงั้ โรงงานในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ตามมาตรา 30 แห่ง พระราชบญั ญตั ิโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบกจิ การโรงงานจดั ทาและย่นื รายงานการ วเิ คราะห์ความเสย่ี งจากอนั ตรายท่อี าจเกดิ จากการประกอบกจิ การโรงงาน ตามรายละเอยี ดท่ี กาหนดในขอ้ 2 จานวนหน่ึงฉบบั พรอ้ มกบั การย่นื แจง้ การประกอบกจิ การตามมาตรา 13 วรรค หน่ึง แห่งพระราช บญั ญตั โิ รงงาน พ.ศ. 2535 โดยให้โรงงานท่จี ะตงั้ ในเขตประกอบการ อุตสาหกรรมทอ่ี ยใู่ นเขตกรงุ เทพมหานครยน่ื ต่อกรมโรงงาน อุตสาหกรรม ส่วนโรงงานทจ่ี ะตงั้ ใน เขตประกอบการอุตสาหกรรมในจงั หวดั อ่นื ให้ย่นื ต่อสานักงานอุตสาหกรรมจงั หวดั ทอ้ งทท่ี ่เี ขต ประกอบการอุตสาหกรรมตงั้ อยู่ สาหรบั โรงงานทป่ี ระกอบกจิ การอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ตามมาตร 30 แห่ง พระราชบญั ญตั โิ รงงาน พ.ศ. 2535 ก่อนวนั ทป่ี ระกาศน้มี ผี ลบงั คบั ใชใ้ หผ้ ูป้ ระกอบกจิ การโรงงาน จดั ทาและย่นื รายงานการวเิ คราะห์ความเสย่ี งจากอนั ตรายท่ี อาจเกดิ จากการประกอบกจิ การ โรงงาน ตามรายละเอยี ดท่ีกาหนดในขอ้ 2 จานวนหน่ึงฉบบั ภายในสามรอ้ ยหกสบิ วนั นับแต่ วนั ท่ี ประกาศน้ีมผี ลบงั คบั ใชโ้ ดยใหโ้ รงงานทต่ี งั้ อยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมทอ่ี ยู่ในเขต กรุงเทพมหานครย่นื ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนโรงงานท่ีตัง้ อยู่ในเขตประกอบการ อุตสาหกรรมในจงั หวดั อ่นื ให้ย่นื ต่อสานักงานอุตสาหกรรมจงั หวดั ท้องทท่ี ่เี ขต ประกอบการ อุตสาหกรรมตงั้ อยู่

435 โรงงานท่ตี งั้ และประกอบกจิ การอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ตามวรรคส่แี ละ วรรคหา้ จะต้องทบทวน จดั ทาและ ย่นื รายงานการวเิ คราะหค์ วามเส่ยี งจากอนั ตรายท่อี าจเกดิ จากการประกอบกจิ การโรงงาน ครงั้ ต่อไปทุก ๆ หา้ ปีภายในวนั ท่ี 30 ธนั วาคมของปีทห่ี า้ นับแต่ ปีถดั จากปีทย่ี น่ื ครงั้ ก่อน ขอ้ 2 รายงานการวเิ คราะหค์ วามเส่ยี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ จากการประกอบกจิ การ โรงงานประกอบดว้ ยรายละเอยี ดดงั น้ี 2.1 ขอ้ มลู รายละเอยี ดการประกอบกจิ การ 2.1.1 แผนทแ่ี สดงทต่ี งั้ โรงงาน รวมทงั้ สถานทต่ี ่าง ๆ เช่น ท่พี กั อาศยั โรงเรยี น โรงงาน โรงพยาบาล สถาบนั การ ศกึ ษาเสน้ ทางการจราจรและชุมชนทอ่ี ยู่ใกลเ้ คยี งใน ระยะ 500 เมตร โดยรอบ เป็นตน้ 2.1.2 แผนผงั รวมทแ่ี สดงตาแหน่งของโรงงาน ทอ่ี าจก่อใหเ้ กดิ อุบตั ภิ ยั รา้ ยแรง เช่น การเกดิ เพลงิ ไหมก้ ารระเบดิ การรวั่ ไหลสารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตรายในกรณที ห่ี ลาย โรงงานอยใู่ นบรเิ วณเดยี วกนั 2.1.3 แผนผงั โรงงานขนาดมาตราส่วน 1:100 หรอื ขนาดทเ่ี หมาะสม แสดงรายละเอยี ดการตดิ ตงั้ เครอ่ื ง จกั ร สถานทเ่ี กบ็ วตั ถุดบิ เชอ้ื เพลงิ สารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย ผลติ ภณั ฑ์และวตั ถุพลอยได้ท่พี กั คนงาน โรงอาหาร อุปกรณ์และ เคร่อื งมอื เก่ยี วกบั ความ ปลอดภยั และสง่ิ อ่นื ๆ ท่มี คี วามสาคญั ต่อการเกดิ การป้องกนั หรอื การควบคุมเพลงิ ไหม้การ ระเบดิ การรวั่ ไหลของสารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย 2.1.4 ขนั้ ตอนกระบวนการผลิตพร้อมแผนภูมกิ ารผลิต รวมทัง้ รายละเอยี ดของอุณหภมู คิ วามดนั ชนิดและ ปรมิ าณวตั ถุดบิ เชอ้ื เพลงิ สารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย ผลติ ภณั ฑแ์ ละวตั ถุพลอยไดเ้ ฉลย่ี ต่อปี 2.1.5 จานวนผปู้ ฏบิ ตั งิ านในโรงงาน และการจดั ช่วงเวลาการทางาน 2.1.6 ขอ้ มลู อ่นื ๆ เช่น สถติ กิ ารเกดิ อุบตั เิ หตุการบาดเจบ็ การเจบ็ ป่วย รายงานการสอบสวนอุบตั เิ หตุหรอื รายงานการตรวจประเมนิ ความปลอดภยั เป็นตน้ 2.2 ขอ้ มลู รายละเอยี ดการชบ้ี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี ง การช้บี ่งอนั ตราย (Hazard Identification) หมายถงึ การแจกแจงอนั ตราย ต่าง ๆ ทม่ี แี ละทแ่ี อบแฝงอยู่ซง่ึ อาจ เกดิ ขน้ึ จากการประกอบกจิ การทุกขนั้ ตอนตงั้ แต่การรบั จา่ ย การเกบ็ การขนถ่ายหรอื ขนยา้ ย การใชก้ ารขนส่ง วตั ถุดบิ เชอ้ื เพลงิ สารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย ผลติ ภณั ฑ์ และวตั ถุพลอยได้ กระบวนการผลติ วธิ กี ารปฏบิ ตั งิ าน เครอ่ื งจกั รหรอื อุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ น การผลติ และกจิ กรรมหรอื สภาพการณ์ต่าง ๆ ภายในโรงงาน เป็นตน้ การประเมนิ ความเส่ยี ง (Risk Assessment) หมายถงึ กระบวนการวเิ คราะหถ์ งึ ปัจจยั หรอื สภาพการณ์ต่าง ๆ ท่ี เป็นสาเหตุทาให้อนั ตรายท่มี แี ละท่แี อบแฝงอยู่ก่อให้เกิด อุบตั ิเหตุและอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ท่ไี ม่พงึ ประสงค์ เช่น การเกิดเพลงิ ไหม้ การระเบดิ

436 การรวั่ ไหลของสารเคมหี รอื วัตถุอนั ตราย เป็นตน้ โดยพจิ ารณาถงึ โอกาสและความรุนแรงของ เหตุการณ์เหล่านัน้ ซ่งึ อาจส่งผลให้เกิดอันตรายหรอื ความเสยี หายแก่ชวี ติ ทรพั ย์สนิ และ สง่ิ แวดลอ้ ม เป็นตน้ 2.3 ขอ้ มลู รายละเอยี ดแผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง แผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง (Risk Management Program) หมายถงึ แผนการดาเนินงานในการกาหนด มาตรการความปลอดภยั ทเ่ี หมาะสมและมปี ระสทิ ธภิ าพใน การจดั การความเส่ยี งจากอนั ตรายท่อี าจเกิดขน้ึ รวมทงั้ การจดั หาสงิ่ อานวยความสะดวก เคร่อื งมอื หรอื อุปกรณ์และบุคลากรท่เี หมาะสม เพ่อื ดาเนินการตามระเบยี บปฏบิ ตั ใิ นมาตรการ ความปลอด ภยั เพ่อื ป้องกนั ควบคุม บรรเทาหรอื ลดความเสย่ี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จาก การประกอบกจิ การนนั้ ๆ โดยต้องคานึงถงึ ผล กระทบทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากแผนงานบรหิ ารจดั การ ความเสย่ี งดงั กล่าวต่อระบบเศรษฐกจิ การเมอื ง และสงั คม รวมทงั้ ปัจจยั อ่นื ๆ เช่น ความเป็นไป ไดข้ องเทคโนโลยี เป็นตน้ ขอ้ 3 การชบ้ี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี ง ผปู้ ระกอบกจิ การโรงงานอาจเลอื กใช้ วธิ กี ารใดวธิ กี ารหน่ึงหรอื หลาย วธิ ที เ่ี หมาะสมตามลกั ษณะการประกอบกจิ การหรอื ลกั ษณะ ความเสย่ี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากการประกอบกจิ การโรงงาน ดงั ต่อไปน้ี 3.1 Checklist 3.2 WHAT - IF Analysis 3.3 Hazard and Operability Studied (HAZOP) 3.4 Fault - Tree Analysis (FTA) 3.5 Failure Modes and Effects Analysis (FMEA) 3.6 Event - Tree Analysis หรอื วธิ กี ารอ่นื ใดทก่ี รมโรงงานอุตสาหกรรม เหน็ ชอบ ขอ้ 4 แผนงานบรหิ ารจดั การความเส่ียง ผูป้ ระกอบกจิ การโรงงานต้องดาเนินการจดั ทา แผนงานเพ่อื กาหนดมาตรการ ความปลอดภยั ท่เี หมาะสม และมปี ระสทิ ธภิ าพในการจดั การ ความเสย่ี งเพ่อื ป้องกนั และควบคมุ บรรเทาหรอื ลดความเสย่ี งจาก อนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากการ ประกอบกจิ การ ซง่ึ ไดผ้ า่ นการชบ้ี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี ง ในขอ้ 3 มาตรการความ ปลอดภยั เหล่านัน้ ให้พิจารณาถึงทุกขนั้ ตอนการทางานตัง้ แต่การออกแบบ การสร้าง การ ประกอบกจิ การและการบรหิ ารงาน เป็นต้น โดยองค์ประกอบหลกั ในแผนงานบรหิ ารจดั การ ความเสย่ี งตอ้ งประกอบดว้ ย 4.1 มาตรการป้องกันและควบคุมสาเหตุของการเกิดอันตราย (Control Measure) ไดแ้ ก่ 4.1.1การออกแบบ การสร้างและการตดิ ตงั้ เคร่อื งจกั รอุปกรณ์เคร่อื งมอื ตลอดจนการใชว้ สั ดทุ ไ่ี ดม้ าตรฐาน

437 4.1.2 การทางานหรอื การปฏบิ ตั งิ านตามขนั้ ตอนทถ่ี กู ต้อง 4.1.3 การซอ่ มบารงุ เครอ่ื งจกั รอุปกรณ์และเครอ่ื งมอื 4.1.4 การทดสอบ ตรวจสอบ เครอ่ื งจกั รอุปกรณ์และเครอ่ื งมอื 4.1.5 การเปลย่ี นแปลงต่างๆเช่น กระบวนการผลติ วตั ถุดบิ เครอ่ื งจกั ร 4.1.6 การฝึกอบรม (Training) 4.1.7 การตรวจประเมนิ ความปลอดภยั (Safety Audit) 4.1.8 การปฏบิ ตั ติ ามขอ้ กาหนด (Code of Practice) 4.1.9 และหรอื อ่นื ๆ 4.2 มาตรการระงบั และฟ้ืนฟูเหตุการณ์ (Recovery Measure) ได้แก่การ วางแผน แผนฉุกเฉิน และการซ่อมแผนฉุกเฉิน (Emergency Response Plan and Drill) การ สอบสวนอุบตั เิ หตุ (Accident Investigation) เป็นตน้ 4.3 แผนงานปรบั ปรุงแก้ไข (Corrective Action Plan) ใช้ในกรณีสาหรบั โรงงานทไ่ี ด้แจง้ เรมิ่ ประกอบกจิ การโรงงานตาม มาตรา 13 แห่งพระราชบญั ญตั โิ รงงาน พ.ศ. 2535 แลว้ ไดแ้ ก่ แผนงานกาหนดการปรบั ปรงุ แก้ไขเพม่ิ เตมิ ในมาตรการป้องกนั และ ควบคุม สาเหตุของการเกดิ อนั ตรายและมาตรการระงบั และฟ้ืนฟูเหตุการณ์เป็นต้น ขอ้ 5 หลกั เกณฑก์ ารชบ้ี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี งในข้อ 3 ให้เป็นไปตาม ระเบยี บปฏบิ ตั ทิ ่กี รมโรงงานอุตสาหกรรมกาหนด หรอื วธิ กี ารอ่นื ใดทก่ี รมโรงงานอุตสาหกรรม เหน็ ชอบ ขอ้ 6 หลกั เกณฑก์ ารจดั ทาแผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี งในข้อ 4 ต้องเป็นมาตรการ ทส่ี ามารถทาให้ความเสย่ี งท่อี าจ ก่อให้เกดิ อนั ตรายอยู่ในระดบั ทย่ี อมรบั ได้และให้เป็นไปตาม ระเบยี บปฏบิ ตั ทิ ก่ี รมโรงงานอุตสาหกรรมกาหนด หรอื วธิ กี ารอ่นื ใดท่ี กรมโรงงานอุตสาหกรรม เหน็ ชอบ ทงั้ น้ีให้ใช้บังคับเม่อื พ้นกาหนดสามร้อยห้าสิบวัน นับแต่วนั ประกาศในราชกิจจา- นุเบกษาเป็นตน้ ไป ประกาศ ณ วนั ท1่ี 8 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2542 สวุ จั น์ ลปิ ตพลั ลภ รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

438 กฎหมายคุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไดอ้ อกกฎหมายมาเพ่อื คุม้ ครองแรงงานใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางานทุกประเภทของการทางาน และได้มีการดาเนินการเก่ียวกับ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพมิ่ เตมิ ใหน้ ายจา้ งไดจ้ ดั ทาหรอื ดาเนินการดา้ นความปลอดภยั ใน โรงงานอุตสาหกรรมให้มีความเข้มงวดมากย่ิงข้ึน ทัง้ น้ีเพ่ือให้ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน อุตสาหกรรมมคี วามปลอดภยั ในการทางานสงู รวมทงั้ ใหอ้ ุบตั เิ หตุทเ่ี กดิ จากการทางานไม่มเี ลย (Zero Accident) จงึ ไดม้ ที าบญั ชปี ระกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพมิ่ ฉบบั ท่ี 3 (พ.ศ. 2542) เรอ่ื งการคุม้ ครองความปลอดภยั ในการดาเนนิ งาน ทม่ี รี ายการเพม่ิ เตมิ ดงั แสดงในตารางท่ี 7.2 ตารางท่ี 7.2 บญั ชที า้ ยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบบั ท่ี 3 (พ.ศ. 2542) เรอ่ื ง มาตรการ คุม้ ครองความปลอดภยั ในการดาเนินงาน รายการท่ี ลาดบั ท่ี ประเภทหรอื ชนิดของโรงงานตามบญั ชที า้ ยกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบญั ญตั โิ รงงาน พ.ศ. 2535 1. 7(1) (4) โรงงานสกดั น้ามนั จากพชื สตั วห์ รอื ไขมนั สตั วเ์ ฉพาะท่ใี ชส้ ารตวั ทา ละลายในการสกดั 2. 42(1) (2) โรงงานประกอบกจิ การเกย่ี วกบั เคมภี ณั ฑส์ ารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย 3. 43(1) (2) โรงงานประกอบกจิ การเกย่ี วกบั ป๋ ุย หรอื สารป้องกนั หรอื กาจดั ศตั รูพชื หรอื สตั ว์ 4. 44 โรงงานประกอบกจิ การเกย่ี วกบั การผลติ ยางเรซนิ สงั เคราะหย์ างอลี าส โตเมอรพ์ ลาสตกิ หรอื เสน้ ใยสงั เคราะหซ์ ง่ึ มใิ ชใ้ ยแกว้ 5. 45(1) (2) โรงงานประกอบกจิ การเกย่ี วกบั สนี ้ามนั ชกั เงา เชลแลค็ แลก็ เกอรห์ รอื ผลติ ภณั ฑส์ าหรบั ใชย้ า หรอื อุด 6. 48(4) โรงงานประกอบกจิ การเกย่ี วกบั การทาไมข้ ดี ไฟ วตั ถุระเบดิ หรอื ดอกไมไ้ ฟ 7. 49 โรงงานกลนั ่ น้ามนั ปิโตรเลยี ม 8. 50(4) โรงงานประกอบกจิ การเกย่ี วกบั ผลติ ภณั ฑจ์ ากปิโตเลย่ี ม ถา่ นหนิ หรอื ลกิ ไนต์ 9. 89 โรงงานผลติ ก๊าซซง่ึ มใิ ชก้ ๊าซธรรมชาตสิ ง่ หรอื จาหน่ายก๊าซ 10. 91(2) โรงงานบรรจกุ ๊าซ 11. 92 โรงงานหอ้ งเยน็ 12. 99 โรงงานผลติ ซ่อมแซม ดดั แปลง เครอ่ื งกระสนุ ปืนวตั ถุระเบดิ หรอื สง่ิ อ่นื ใดทม่ี อี านาจในการ ประหาร ทาลายหรอื ทาใหห้ มดสมรรถภาพ ใน ทานองเดยี วกบั อาวธุ ปืน เคร่อื งกระสนุ ปืน หรอื วตั ถุระเบดิ และ รวมถงึ สงิ่ ประกอบของสงิ่ ดงั กล่าว ทม่ี า: ราชกจิ จานุเบกษา, 2542, หน้า 29.

439 องคป์ ระกอบรายงานการบริหารจดั การความเส่ียง การจดั ทารายงานการวเิ คราะห์ความเส่ยี งจากอนั ตรายท่ีอาจเกิดจากการประกอบ กจิ การโรงงาน ตอ้ งประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบอยา่ งน้อย ดงั น้ี 1. ขอ้ มลู ทวั่ ไปของโรงงาน 2. แผนทแ่ี สดงทต่ี งั้ โรงงาน รวมทงั้ สถานทต่ี ่าง ๆ เช่น ท่พี กั อาศยั โรงงาน โรงเรยี น โรงพยาบาล สถาบนั การศกึ ษา เสน้ ทางจราจร และชมุ ชนใกลเ้ คยี ง ในระยะ 500 เมตร 3. แผนผงั รวมทแ่ี สดงตาแหน่งของโรงงาน ทอ่ี าจก่อใหเ้ กดิ อุบตั ภิ ยั รา้ ยแรง เช่น การ เกดิ เพลงิ ไหม้ การระเบดิ การรวั่ ไหลสารเคมี หรอื วตั ถุอนั ตราย ในกรณีท่มี หี ลายโรงงานอย่ใู น บรเิ วณเดยี วกนั 4. แผนผงั โรงงานขนาดมาตราส่วน 1 :100 หรอื ขนาดทเ่ี หมาะสม แสดงรายละเอยี ดการ ตดิ ตงั้ เครอ่ื งจกั ร สถานทเ่ี กบ็ วตั ถุดบิ เชอ้ื เพลงิ สารเคมี หรอื วตั ถุอนั ตราย ผลติ ภณั ฑ์ และวตั ถุ พลอยได้ ทพ่ี กั คนงาน โรงอาหาร อุปกรณ์และเครอ่ื งมอื เกย่ี วกบั ความปลอดภยั และสง่ิ อ่นื ๆ ท่ี มคี วามสาคญั ต่อการเกิด การป้องกนั หรอื การควบคุมเพลงิ ไหม้ การระเบดิ การรวั่ ไหลขอ ง สารเคมหี รอื วตั ถุอนั ตราย (กรณี ผู้ประกอบกิจการขออนุญาตขยายโรงงานจะต้องระบุรายละเอียด เครอื่ งจกั ร และกระบวนการผลิตในส่วนขยายให้ชดั เจนด้วย) 5. จานวนผปู้ ฏบิ ตั งิ านในโรงงาน วนั ทางาน และการจดั ช่วงเวลาในการทางาน จานวน กะ (ถา้ ม)ี 6. ขอ้ มลู อ่นื ๆ เช่น สถติ กิ ารเกิดอุบตั เิ หตุ การบาดเจบ็ การเจบ็ ป่วย การสอบสวนการ เกดิ อุบตั เิ หตุ 7. ชอ่ื – นามสกุล ตาแหน่ง วฒุ กิ ารศกึ ษาผทู้ าการชบ้ี ง่ อนั ตราย อยา่ ง 3 ท่าน 8. ขนั้ ตอนกระบวนการผลติ พรอ้ มแผนภมู กิ ระบวนการผลติ รวมทงั้ ระบุรายละเอยี ดของ อุณหภูมิ ความดนั ชนิดและปรมิ าณวตั ถุดบิ เชอ้ื เพลงิ สารเคมี หรอื วตั ถุอนั ตราย ผลติ ภณั ฑ์ และวตั ถุพลอยไดเ้ ฉลย่ี ต่อปี 9. บญั ชรี ายการสง่ิ ทเ่ี ป็นความเสย่ี งและอนั ตราย 10. การชบ้ี ง่ อนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี ง 11. การจดั ทาแผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง (แผนงานควบคุมความเสย่ี ง/แผนงาน ลดความเสย่ี ง) 12. บทสรุปผลการศึกษา วเิ คราะห์และทบทวนการดาเนินงาน ทม่ี คี วามเส่ยี งภายใน โรงงาน

440 13. จดั ทาแผนฉุกเฉินกรณีไฟไหม้ และ/หรอื สารเคมรี วั่ ไหล (กรณีมกี ารใช้สารเคมี อนั ตราย) หากสถานประกอบการหรอื โรงงานทป่ี ระกอบกจิ การมคี วามเสย่ี งและอนั ตรายเก่ยี วกบั สารเคมี หรอื วตั ถุอนั ตรายก็ให้ดาเนินการจดั ทาบญั ชรี ายการสงิ่ ท่เี ป็นความเส่ยี งและอนั ตราย แจง้ หรอื รายงานต่อหน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง การจดั ทาบญั ชใี ห้จดั ทาบญั ชรี ายการสงิ่ ทเ่ี ป็นความ เส่ียงและอันตราย โดยให้แจกแจงการดาเนินงานทัง้ หมดในโรงงานให้ครบถ้วน ตัง้ แต่ กระบวนการรบั และการจดั เกบ็ วตั ถุดบิ และสารเคมี การเตรยี มวตั ถุดบิ และสารเคมขี นั้ ตอนการ ผลติ การบรรจุ การจดั เกบ็ ผลติ ภณั ฑ์ รวมทงั้ กระบวนการสนบั สนุน เช่น ระบบไฟฟ้า การซ่อม บารุง ตามแบฟอรม์ ทก่ี าหนดตามระเบยี บกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าดว้ ยหลกั เกณฑก์ ารชบ้ี งั อนั ตรายการประเมนิ ความเสย่ี ง และการจดั ทาแผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง ดงั ตาราง บญั ชีรายการส่ิงท่ีเป็นความเสี่ยงและอนั ตราย ชอ่ื โรงงาน .............................................................................................................................. วนั เดอื น ปี ทท่ี าการวเิ คราะห์ และทบทวนการดาเนนิ งานในโรงงาน ....................................... ตารางท่ี 7.3 การจดั ทาบญั ชรี ายการสง่ิ ทเ่ี ป็นความเสย่ี งและอนั ตราย การดาเนินการในโรงงาน สง่ิ ทเ่ี ป็นความเสย่ี งและ ผลกระทบทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ หมายเหตุ อนั ตราย ระบุวธิ กี ารชบ้ี ่ง อนั ตรายทใ่ี ช้ ใหร้ ะบุกจิ กรรมการ ใหร้ ะบุสภาวะหรอื การกระทา ระบผุ ลกระทบทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ ดาเนินการโดยเรยี งลาดบั ทอ่ี าจก่อใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ ตอ่ บคุ คล ชุมชน สงิ่ แวดลอ้ ม ดงั น้ี หรอื ความเจบ็ ป่วยจากการ และทรพั ยส์ นิ 1. กระบวนการรบั วตั ถุดบิ ทางาน ความเสยี หายตอ่ และสารเคมี บุคคล ชุมชน สงิ่ แวดลอ้ ม 1.1 กลุม่ ไวไฟ และทรพั ยส์ นิ 1.2 กลุม่ กดั กรอ่ น 1.3 กลุ่มเป็นพษิ 2. กระบวนการจดั เกบ็ วตั ถุดบิ และสารเคมี 2.1 กลมุ่ ไวไฟ 2.2 กลมุ่ กดั กรอ่ น 2.3 กล่มุ เป็นพษิ 3. กระบวนการเตรยี ม วตั ถุดบิ และสารเคมี 4. กระบวนการผลติ ใหร้ ะบุ ขนั้ ตอนการผลติ ทุก ขนั้ ตอนการผลติ ทกุ ขนั้ ตอน และทุกกลุ่ม

441 ตารางท่ี 7.3 การจดั ทาบญั ชรี ายการสง่ิ ทเ่ี ป็นความเสย่ี งและอนั ตราย (ต่อ) การดาเนินการในโรงงาน สงิ่ ทเ่ี ป็นความเสย่ี งและ ผลกระทบทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ หมายเหตุ อนั ตราย ผลติ ภณั ฑ(์ ตามBlock flow diagram) 5. กระบวนการจดั เกบ็ ผลติ ภณั ฑ์ 6. กระบวนการสนบั สนุน เช่น ระบบไฟฟ้า การซ่อม บารงุ กระบวนการประเมินความเสี่ยง โดยหลกั การประเมนิ ความเสย่ี ง เป็นขนั้ ตอนทร่ี ะบุลาดบั ความเสย่ี งของอนั ตรายทงั้ หมด ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั กิจกรรมของงานท่คี รอบคลุมสถานท่ี เคร่อื งจกั ร อุปกรณ์ บุคลากรและวธิ กี าร ขนั้ ตอนในการปฏิบัติงาน ท่อี าจจะเกิดให้เกิดการบาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่ วย ความเสียหายต่อ ทรัพย์สิน ความเสียหายต่อส่ิงแวดล้อม หรือสิ่งต่าง ๆ การประเมินความเส่ียงอย่างมี ประสิทธภิ าพ จงึ จาเป็นต้องประเมนิ ความเส่ยี งด้วยการประมาณระดบั ความเส่ยี งท่สี ามารถ ยอมรบั ได้เพ่อื ลดความเส่ยี งนนั้ ๆ องคก์ ารจาเป็นตอ้ งมกี ารดาเนินการตามเกณฑท์ ่จี ะทาให้มี การประเมนิ ความเส่ยี งให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพสามารถบ่งช้อี นั ตรายและความเส่ยี งท่จี ะเกิดการ ยอมรบั ความเสย่ี งนนั้ ดงั น้ี 1. จาแนกประเภทของกิจกรรมของงาน ใหส้ ารวจและศกึ ษาชนิดของกจิ กรรมของงานแลว้ เขยี นชนิดของกจิ กรรมของงานท่ี ปฏบิ ตั หิ น้าท่อี ย่ปู ระจา และใหเ้ ขยี นขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ านของแต่ละกจิ กรรมโดยใหค้ รอบคลุม สถานทป่ี ฏบิ ตั งิ าน สภาพการทางาน เครอ่ื งจกั ร เครอ่ื งมอื อุปกรณ์ และบุคลากร รวมทงั้ ทาการ จดั เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทไ่ี ดส้ ารวจและศกึ ษาไว้ ซง่ึ ถอื ว่าเป็นการจาแนกประเภทของกจิ กรรมของ งานไวอ้ ยา่ งละเอยี ด 2. ชี้บง่ อนั ตราย กจิ กรรมของงานใด ๆ ทไ่ี ด้สารวจ และศกึ ษารวบรวมขอ้ มูลไว้แล้วต้องนามาช้บี ่งอนั ตราย ทงั้ หมดทเ่ี กย่ี วขอ้ ง แต่ละกจิ กรรม พจิ ารณาวา่ ตาแหน่งงานผปู้ ฏบิ ตั งิ านจะไดร้ บั อนั ตรายและ จะ ไดร้ บั อนั ตรายอยา่ งไร รวมทงั้ ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ จะมแี นวทางการแกไ้ ข ป้องกนั อยา่ งไร

442 3. กาหนดความเสี่ยง คาดการประมาณความเสย่ี งจากอนั ตรายแต่ละชนิด โดยมกี ารตงั้ สมมตฐิ านว่ามกี าร ควบคุมตามแผน หรอื ตามขนั้ ตอนการทางานทม่ี อี ยู่ ผปู้ ระเมนิ ความเสย่ี งจะต้องมกี ารพจิ ารณา ประสทิ ธภิ าพของการควบคมุ และผลทจ่ี ะเกดิ จากความลม้ เหลวของการควบคุมดว้ ย 4. ตดั สินว่าความเสี่ยงยอมรบั ได้หรือไม่ ตดั สนิ ใจวา่ แผนงานหรอื การเฝ้าระวงั ป้องกนั ดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ทม่ี ี อยู่ (ถ้าม)ี เพยี งพอทจ่ี ะจดั การเก่ยี วกบั ความเสย่ี งอนั ตรายใหอ้ ย่ภู ายใต้การควบคุมและเป็นไป ไดต้ ามขอ้ กาหนดตามกฎหมายหรอื ไม่ 5. เตรียมแนวทางการปฏิบตั ิการควบคมุ ความเสี่ยง หากมกี ารพบว่า ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิงานข้อใดไม่มกี ารกาหนดระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ใน การปฏบิ ตั งิ าน จนนามาซง่ึ เป็นการละเลยเก่ยี วกบั การปฏบิ ตั งิ านซ่งึ จะนาไปสู่การเกดิ อุบตั เิ หตุ ในขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน หรอื การปฏบิ ตั งิ านไมถ่ ูกต้องตามค่มู อื การปฏบิ ตั งิ าน และต้องมกี าร ปรบั ปรงุ แกไ้ ข เพ่อื นาไปส่กู ารลดอุบตั เิ หตุหรอื หรอื อตั ราความเสย่ี งลดลงใหอ้ ย่ใู นระดบั ยอมรบั ได้ ใหม้ กี ารรวบรวมเตรยี มแผนงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั สงิ่ ต่าง ๆ ทพ่ี บในการประเมนิ หรอื ทค่ี วรเอา ใจใส่ องคก์ ารต้องแน่ใจว่าการควบคุมทจ่ี ดั ทาแผนการควบคุมความเสย่ี งทจ่ี ดั ทาใหมแ่ ละทม่ี อี ยู่ แลว้ นาไปปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งเกดิ ประสทิ ธภิ าพมากทส่ี ุด 6. ทบทวนแผนการปฏิบตั ิการ มกี ารประเมนิ ความเสย่ี งอกี ครงั้ ก่อนนาแผนลงไปปฏบิ ตั ิ ดว้ ยคณะกรรมการทไ่ี ดด้ าเนิน จดั ตงั้ ไว้ และรวบรวมดว้ ยการประเมนิ ความเสย่ี งใหม่ดว้ ยวธิ กี ารควบคุมทไ่ี ดม้ กี ารปรบั ปรุง และ ตรวจสอบว่ามคี วามเสย่ี งนนั้ อยใู่ นระดบั ทย่ี อมรบั ได้ จากกระบวนการประเมนิ ความเสย่ี งดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการทางาน ขององค์การเพ่อื ให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพในการประเมนิ ความเสย่ี งอย่างเป็นกระบวนการใหม้ กี าร ยอมรบั ได้ จงึ สามารถสรปุ กระบวนการประเมนิ ความเสย่ี งได้ ดงั ภาพท่ี 7.4

443 จาแนกประเภทของกจิ กรรมของงาน ชบ้ี ง่ อนั ตราย ตดั สนิ ใจยอมรบั ว่าเป็นความเสย่ี งท่ี ยอมรบั ไดห้ รอื ไม่ เตรยี มแผนปฏบิ ตั กิ ารควบคมุ ความ เสย่ี ง (ถ้าจาเป็น) ทบทวนความเพยี งพอของ แผนปฏบิ ตั กิ าร ภาพท่ี 7.3 ขนั้ ตอนพน้ื ฐานของการประเมนิ ความเสย่ี ง ทม่ี า: http://ie.pit.ac.th/sunetr/images/data/safety_engineering/chapter6_risk.pdf.2559. การพฒั นาระบบและข้อกาหนดการจดั การความเสี่ยง การพฒั นาระบบการจดั การความเส่ียง โดยส่วนใหญ่สถานประกอบการหรอื โรงงาน มุ่งเน้นการพฒั นาระบบการจดั การความ เส่ยี งข้นึ มาในโรงงาน จาต้องพจิ ารณาถึงส่งิ ท่จี าเป็นหรอื กิจกรรมพ้ืนฐานท่ตี ัองจดั ให้มกี าร จดั การความเส่ยี งในโรงงานเพ่อื ให้เกิดความปลอดภยั กบั พนักงาน รวมทงั้ เป็ นหลกั ในการ พฒั นาระบบการจดั การความเส่ยี งให้สามารถดาเนินไปได้ โดยต้องมกี ารกระทาเรม่ิ ตัง้ แต่ นโยบายการจดั การความเสย่ี ง องคก์ าร การทบทวนการจดั การ และการดาเนนิ โปรแกรมต่าง ๆ 1. นโยบายการจดั การความเส่ียง (Risk Management Policies) การกาหนดนโยบายด้านการจดั การความเส่ียงเป็นหน้าท่ีความรบั ผิดชอบของ ผูบ้ รหิ ารระดบั สูงทต่ี ้องกาหนดนโยบายขน้ึ มาใหเ้ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษรทช่ี ดั เจนในการแสดงถึง วตั ถุประสงคแ์ ละเจตจานง (commitment) ท่โี รงงานหรอื สถานประกอบกจิ การมตี ่อการจดั การ ความเสย่ี งทม่ี อี ยใู่ นโรงงาน นโยบายน้ีจะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั บรบิ ทหรอื สภาพธรรมชาตขิ องธุรกจิ

444 ใหส้ มั พนั ธก์ บั วสิ ยั ทศั น์ กลยุทธ์ และเป้าหมาย ตลอดจนวตั ถุประสงคข์ องสถานประกอบกจิ การ หรอื โรงงาน ดงั นนั้ นโยบายการจดั การความเสย่ี งท่ผี ู้บรหิ ารได้มกี ารกาหนดขน้ึ มานัน้ ต้องใหเ้ ป็นท่ี รบั ทราบ เขา้ ใจ นาไปปฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ ผล ตดิ ตาม ประเมนิ ผล และรกั ษาไว้โดยทุก ๆ คน ทุก ๆ ระดบั ทุกภาคส่วนในโรงงานหรอื สถานประกอบการกจิ การ ทงั้ น้ี แนวทางท่จี ะสนับสนุนให้ ผู้บรหิ ารระดบั สูงได้เข้าใจและกาหนดนโยบายการจดั การความเส่ยี งได้ดสี ามารถบรรลุตาม เป้าหมายนัน้ อาจทาผ่านการให้ความรู้ ความเข้าใจ เรยี นรู้ร่ว มกัน ฝึกอบรมกับผู้บรหิ าร ระดับสูง และท่ีสาคญั ผู้บริหารระดบั สูงจะต้องกาหนดนโยบายการจดั การความเส่ียงอย่าง ต่อเน่ือง และนาสงิ่ ท่เี กิดขน้ึ จากการกระทาท่ผี ่านท่ตี ้องไดร้ บั การปรบั ปรุงแก้ไขมาดาเนินการ กาหนดนโยบายต่อไป โดยต้องมคี วามร่วมมอื และการสนับสนุนจากพนักงานทุกระดบั อย่าง เตม็ ท่ี 2.1 การแต่งตงั้ ผแู้ ทนฝ่ายบรหิ าร (management representative) ซง่ึ ผบู้ รหิ าร สงู สุดขององคก์ ารตอ้ งเป็นผแู้ ต่งตงั้ ผบู้ รหิ ารระดบั สูง อาจเป็นผบู้ รหิ ารฝ่ายใดกต็ าม เป็น ผแู้ ทน ฝ่ายบรหิ าร ทม่ี หี น้าทแ่ี ละอานาจชดั เจนในการดาเนินงาน 2 อยา่ ง คอื 2. องคก์ าร (Organization) ในการพฒั นาระบบการจดั การความเสย่ี งขน้ึ มาในสถานประกอบกจิ การหรอื โรงงาน สง่ิ ทส่ี าคญั คอื ต้องมกี ารจดั องค์การ ซง่ึ การจดั องคก์ าร หมายถงึ การแบ่งหน่วยงาน หรอื การ จดั ระบบของหน่วยงานให้มีหน้าท่ีความรบั ผิดชอบอย่างชัดเจน โดยผู้มหี น้าท่ีตามความรู้ ความสามารถต้องปฏบิ ตั ิหน้าท่ใี ห้บรรลุตามเป้าหมายท่อี งค์การได้กาหนดโดยมโี ครงสร้าง องคก์ ารกาหนดบทบาทหน้าท่ี ซง่ึ องคก์ ารตอ้ งจดั ใหม้ ี ดงั น้ี 2.1 การแต่งตงั้ ผ้แู ทนฝ่ ายบริหาร (management representative) ซ่งึ ผบู้ รหิ ารสงู สดุ ขององคก์ ารตอ้ งเป็นผแู้ ต่งตงั้ ผบู้ รหิ ารระดบั สงู อาจเป็นผบู้ รหิ ารฝ่ายใดกต็ าม เป็น ผแู้ ทนฝ่ายบรหิ าร ทม่ี หี น้าทแ่ี ละอานาจชดั เจนในการดาเนินงาน 2 อยา่ ง คอื 2.1.1 สรา้ งความมนั่ ใจว่าระบบการจดั การความเส่ยี งถูกพฒั นาขน้ึ มกี าร นาไปปฏิบัติให้ได้ตามเป้าหมายกาหนด และรกั ษาไว้ตลอดโดยเป็นไปตามท่ีกาหนดไว้ใน มาตรฐาน และตอ้ งมกี ารดาเนินการตดิ ตาม และประเมนิ ผล 2.1.2 รายงานผลการปฏบิ ตั งิ านระบบการจดั การความเสย่ี งไปยงั ผบู้ รหิ าร โรงงาน เพ่อื ทาการทบทวนผลการดาเนินการท่ผี ่านมา และนาเป็นขอ้ มูลพ้นื ในการปรบั ปรุง อยา่ งต่อเน่อื งต่อไป 2.2 การกาหนดความรบั ผิดชอบและอานาจ โรงงานหรอื สถานประกอบการ ตอ้ งกาหนดหน้าทค่ี วามรบั ผดิ ชอบและอานาจทช่ี ดั เจนใหก้ บั บุคลากรทท่ี าหน้าทใ่ี นการทวนสอบ (verify) งานหรอื กิจกรรมท่จี ะมผี ลกระทบต่อการจดั การความเส่ยี ง โดยมกี ารกาหนดหน้าท่ี

445 ความรบั ผดิ ชอบในการดาเนินกิจกรรม ซ่งึ ต้องได้รบั อิสระจากองค์การ เพ่อื ท่ีจะสามารถทา หน้าทไ่ี ดต้ ามมอบหมาย ดงั น้ี 2.2.1 รเิ รมิ่ ใหม้ กี ารกระทาทจ่ี ะป้องกนั หรอื ลดผลเสยี หายจากความเสย่ี งท่ี อาจจะเกดิ ขน้ึ ในการปฏบิ ตั งิ าน 2.2.2 ควบคมุ การบาบดั ความเสย่ี งจนสามารถลดระดบั ความเสย่ี งมาอย่ใู น ระดบั ทย่ี อมรบั ได้ 2.2.3 ชบ้ี ง่ และบนั ทกึ ปัญหาใด ๆ ทม่ี ผี ลหรอื เกย่ี วขอ้ งกบั การจดั การความ เสย่ี งเพ่อื สามารถนาไปเป็นขอ้ มลู ในการตดั สนิ ใจในการปรบั ปรงุ หรอื แกไ้ ขปัญหาไดต้ ่อไป 2.2.4 ทวนสอบกลบั ถงึ การดาเนินการนาส่แู กไ้ ปปัญหา 2.3 การชี้บ่งและจดั หาทรพั ยากร เป็นความรบั ผดิ ชอบทอ่ี งคก์ ารหรอื โรงงาน จะต้องมกี ารบ่งช้ีถงึ ทรพั ยากรท่ตี ้องการเพ่อื นามาจดั สรร และจดั หาทรพั ยากรต่าง ๆ ซ่งึ เป็น ทรพั ยากรทางการบรหิ ารทวั่ ไปท่อี งค์การต้องจดั ทาให้เกิดความเพยี งพอและคุ้มค่าต่อการ ดาเนินงานอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพสูงสุด ทงั้ น้ีในการจดั การความเส่ยี งต้องรวมถึงการฝึกอบรม บุคลากรใหท้ างานตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย 3. การทบทวนการจดั การ (Management Review) กจิ กรรมทส่ี าคญั หลงั จากได้มนี านโยบายการจดั การความเส่ยี งไปปฏบิ ตั แิ ล้วนัน้ หน้าทส่ี าคญั ของผู้บรหิ ารระดบั สูงจะต้องมกี ารทบทวนการจดั การระบบความเสย่ี งเป็นระยะ ๆ เพ่อื สรา้ งความมนั่ ใจไดว้ ่าโรงงานหรอื สถานประกอบการได้มกี ารดาเนินงานอย่างไดผ้ ลตามท่ี ขอ้ กาหนดของมาตรฐานการจดั การความเส่ยี ง และเป็นไปตามนโยบายและวัตถุประสงคข์ อง การจดั การความเสย่ี งทส่ี ถานประกอบกจิ การหรอื โรงงานกาหนดขน้ึ มาเอง ผบู้ รหิ ารโรงงานควร เป็นคณะผู้บรหิ ารทาการทบทวนจดั การ และอาจเพ่มิ คณะบุคคลท่มี คี วามเก่ียวข้องมาร่วม กิจกรรมการทวนสอบด้วย เช่น คณะกรรมการความปลอดภยั คณะกรรมการส่ิงแวดล้อม และกรรมการสขุ ภาพอนามยั เป็นตน้ 4. การดาเนินโปรแกรม (Implementation Program) เป็นกจิ กรรมการกาหนดขนั้ ตอนการดาเนินให้เกดิ ระบบการจดั การความเส่ยี งขน้ึ ใน สถานประกอบกจิ การตงั้ แต่การกาหนดนโยบายการจดั การความเสย่ี ง การส่อื สารนโยบายไปยงั หน่วยงานต่าง ๆ อยา่ งทวั่ ถงึ การจดั ตงั้ ทมี งานเพอ่ื ดาเนินงาน การชบ้ี ่งการประเมนิ –การบาบดั ความเสย่ี ง การเฝ้าระวงั และการทบทวนต่าง ๆ ในมาตรฐาน AS/NZS 4360 (Standards Australia) (Standards New Zealand) ได้ แนะนาขนั้ ตอนในการพฒั นาและดาเนินการโปรแกรมการจดั การความเส่ยี งในการพฒั นาและ ดาเนินการโปรแกรมการจดั การความเสย่ี งไว้ 6 ขนั้ ตอน ดงั น้ี

446 ขนั้ ตอนที่ 1 การสนับสนุนของผบู้ ริหารระดบั สูง ขนั้ ตอนแรก คอื การพฒั นาปรชั ญา การจดั การความเส่ยี งขององค์การ และความห่วงใยในเร่อื งความเส่ยี งของผู้บรหิ ารระดบั สูง ซ่งึ อาจทาได้โดยการฝึกอบรม ให้ความรู้ การอธบิ ายให้กับผู้บรหิ ารระดบั สูงให้ทราบข้อมูล รายละเอยี ดอยา่ งชดั เจน ดงั นนั้ ผบู้ รหิ ารระดบั สงู ตอ้ งสนบั สนุนการดาเนินงานในเร่อื งการจดั การ ความเส่ียงอย่างต่อเน่ืองเพ่อื ให้พนักงานทุกระดบั ได้เกิดความเช่ือมนั่ และไว้วางใจในการ สนบั สนุนอยา่ งจรงิ จงั ของฝ่ายบรหิ ารจดั การ ขนั้ ตอนที่ 2 การพฒั นานโยบายการจดั การความเส่ียงขององคก์ ร ตอ้ งมกี ารพฒั นา และจดั ทานโยบายขององคก์ ารดา้ นการจดั การความเส่ยี งไวเ้ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร นโยบายน้ี ตอ้ งถูกนาไปใชท้ วั่ ทงั้ องคก์ าร สาระสาคญั ในนโยบาย อาจประกอบดว้ ย 1) วตั ถุประสงคข์ องนโยบาย และหลกั การเหตุผลของการจดั การความเสย่ี ง 2) ความเชอ่ื มโยงระหว่างนโยบายการจดั การความเสย่ี งขององคก์ ร 3) ขอบเขตของความครอบคลมุ ของนโยบาย 4) แนะนาวา่ อะไรทอ่ี าจถอื เป็นความเสย่ี งทย่ี อมรบั ได้ 5) ผรู้ บั ผดิ ชอบ 6) การสนบั สนุนผรู้ บั ผดิ ชอบ 7) ระดบั ของเอกสารทต่ี อ้ งการ 8) แผนสาหรบั การทบทวนผลการปฏบิ ตั ติ ามนโยบาย ขนั้ ตอนท่ี 3 การส่ือสารนโยบาย เป็นขนั้ ตอนของการพัฒนา กาหนดและการ ดาเนินการใหม้ โี ครงสรา้ ง (infrastructure) หรอื การเตรยี มการต่างๆ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความมนั่ ใจว่า การจดั การความเสย่ี งถอื เป็นส่วนหน่ึงของการบรหิ ารจดั การและเป็นวฒั นธรรมองคก์ าร ซง่ึ อาจ รวมถงึ สง่ิ ต่อไปน้ี 1) จดั ตงั้ ทมี งานท่มี ผี ู้บรหิ ารระดบั สูงเป็นหวั หน้าทมี รบั ผดิ ชอบในการส่อื สาร ภายในองคก์ ารเกย่ี วกบั นโยบายการจดั การความเสย่ี งขององคก์ าร 2) ยกระดบั ความต่นื ตวั (awareness) ในเรอ่ื งการจดั การความเสย่ี ง 3) สรา้ งความสามารถ ความชานาญใหก้ บั คนในองคก์ าร รวมถงึ การปรกึ ษาท่ี ปรกึ ษา 4) สรา้ งความแน่ใจในระดบั ทเ่ี หมาะสมของการตระหนัก การใหร้ างวลั และการ ลงโทษ 5) กาหนดกระบวนการการจดั การปฏบิ ตั งิ าน (performance management processes) ขนั้ ตอนที่ 4 การจดั การความเสี่ยง ณ ระดบั องค์กร เป็นการพฒั นาและกาหนด โปรแกรมการจดั การความเสย่ี งในองคก์ ารหรอื โรงงาน โดยการประยุกต์ใชต้ ามขอ้ กาหนด ทงั้ น้ี

447 ต้องให้การจดั การความเส่ียงเป็นส่วนหน่ึงหรอื บูรณาการเข้ากับการวางแผนกลยุทธ์และ กระบวนการจดั การของโรงงานหรอื สถานประกอบการ ซง่ึ รวมถงึ เรอ่ื งต่อไปน้ี 1) องคก์ ารและบรบิ ทของการจดั การความเสย่ี ง 2) การชบ้ี ง่ อนั ตรายขององคก์ าร 3) การวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ ผลความเสย่ี งเหล่านนั้ 4) ยทุ ธศาสตรก์ ารบาบดั ความเสย่ี ง 5) กลไกการทบทวนโปรแกรม 6) ยุทธศาสตร์สาหรบั การยกระดบั ความห่วงใย ความชานาญทต่ี ้องการ การ ฝึกอบรม และการใชค้ วามรโู้ ปรแกรมการจดั การความเสย่ี ง โดยพน้ื ทใ่ี นโซนแผนกต่าง ๆ หรอื ในพน้ื ทร่ี ะดบั โปรแกรม โครงการ และ/หรอื ทท่ี มี งาน โดยการประยุกต์กระบวนการจดั การความ เส่ยี ง สามารถทาได้โดยการบูรณาการเข้ากบั กบั กิจกรรมการวางแผนและการจดั การท่มี กี าร ดาเนินการอยเู่ ดมิ ขนั้ ตอนท่ี 5 การจดั การความเสี่ยงท่ีระดบั โปรแกรม โครงการ และทีมงาน เป็นการพฒั นา และกาหนดโปรแกรมการจดั การความเส่ยี ง ในแผนกงานต่าง ๆ หรอื การจดั การความเส่ยี งในระดบั โปรแกรม โครงการ และ/หรอื ท่ที มี งาน โดยการประยุกต์ กระบวนการจดั การความเสย่ี งสามารถทาไดโ้ ดยการบรู ณาการเขา้ กบั กจิ กรรมการวางแผนและ การจดั การท่มี กี ารดาเนินการเก่ียวกับความเส่ยี งในสถานท่ปี ฏบิ ตั ิงานในตาแหน่งงานนัน้ ๆ ซง่ึ โดยทวั่ ไปแลว้ ในระดบั การจดั การน้ีหวั หน้างานหรอื ผนู้ าทมี งานทไ่ี ดจ้ ดั ตงั้ ขน้ึ มาต้องสามารถ ดาเนนิ กจิ กรรมเกย่ี วกบั แนวทางในการจดั การความเสย่ี งใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็ นนั่ หมายความว่า ตอ้ ง ลดความเสย่ี งในการปฏบิ ตั งิ านในสถานทน่ี นั้ คอื การลดอุบตั เิ หตุในการทางานลงใหไ้ ดน้ นั่ เอง ขนั้ ตอนที่ 6 การเฝ้าระวงั และการทบทวน การพฒั นาและประยกุ ตก์ ลไกทจ่ี าดาเนินการทบทวนความเสย่ี งเป็นระยะๆ ทาใหเ้ กดิ ผล ลพั ธท์ ท่ี าใหม้ คี วามมนั่ ใจได้ว่านโยบายและการดาเนินงานเก่ยี วกบั ความเสย่ี งยงั คงเป็นปัจจบุ นั คอื เหมาะสมกบั สภาพความเป็นจรงิ ในขณะนนั้ อนั ตรายและความเส่ยี งเป็นสง่ิ ท่ไี มไ่ ด้อยู่นิ่งจงึ ต้องมกี ารเฝ้าระวงั และทบทวนอยู่เสมอ ซ่งึ ในการทบทวนจาเป็นต้องมขี อ้ มูลต่าง ๆ จากเกดิ อุบตั เิ หตุ หรอื การประเมนิ ความเสย่ี งเพ่อื เป็นขอ้ นามาทบทวน และหามาตรการเฝ้าระวงั ไม่ให้ เกดิ ความเสย่ี งเหลา่ นนั้ ขน้ึ มาอกี โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การเฝ้าระวงั เป็นวธิ กี าร หรอื การหาแนวทางในการป้องกนั แก้ไข เก่ียวกับความเส่ียงซ่ึงได้แก่ การบาดเจ็บ เจ็บป่ วย ท่ีอาจเกิดจากการทางานในสถาน ประกอบการ โดยทมี งานจะตอ้ งมกี ารประชุมหารอื เพ่อื ทบทวน เพอ่ื นาไปสกู่ ารแกไ้ ขปัญหา

448 ข้อกาหนดและกระบวนการจดั การความเส่ียง ข้อกาหนดของการจดั การความเส่ียง ขอ้ กาหนดและกระบวนการจดั การความเส่ยี ง มาตรฐาน AS/NZS 4360: 1998 ประกอบดว้ ยขอ้ กาหนดหลกั 6 ขอ้ แต่ละขอ้ จะมคี วามสมั พนั ธใ์ นเชงิ กระบวนการจดั การความ เสย่ี งตามภาพขา้ งล่างน้ี คอื เรมิ่ จากการกาหนดบรบิ ทของการจดั การ ความเสย่ี ง แลว้ ตามดว้ ย การช้บี ่งความเส่ยี ง การวเิ คราะห์ความเสย่ี ง การประเมนิ ผลและจดั ลาดบั ความเสย่ี งและการ บาบดั ความเส่ียงในขณะเดียวกันในทุกๆ ข้อกาหนดจะมีการเฝ้าระวงั และการทบทวนกา ดาเนนิ การควบค่กู นั ไปดว้ ย ดงั ภาพท่ี 7.4 การกาหนดบรบิ ท การ การชบ้ี ง่ ความเสย่ี ง การเฝ้าระวงั และ ประเมนิ การวเิ คราะหค์ วามเสย่ี ง การทบทวน การประเมนิ ผลและจดั ทาลาดบั ความเสย่ี ง ความเสย่ี ง การบาบดั ความเสย่ี ง ภาพท่ี 7.4 ภาพรวมระบบการจดั การความเสย่ี ง ทม่ี า: สราวุธ สุธรรมาสา, 25560, หน้า 5-20. นอกจากแนวทางต่าง ๆ ทไ่ี ด้กล่าวไปแล้วนัน้ ปัจจุบนั ได้มกี ารพฒั นาแนวทางการ บรหิ ารความ เสย่ี งออกมาเป็นมาตรฐานสากลระดบั นานาชาติ International Organization of Standard: ISO โดยกาหนดใหเ้ ป็นมาตรฐาน ISO 31000 ซง่ึ ล่าสุด อยใู่ นขนั้ ตอนของฉบบั รา่ ง (draft) โดยคาดว่ามาตรฐานฉบบั สากล (international version) จะมกี าร ประกาศใชอ้ ยา่ งเป็น ทางการประมาณปี พ.ศ. 2552

449 มาตรฐาน ISO 31000 จะเป็นมาตรฐานใน ลกั ษณะของแนวปฏบิ ตั ิ (guideline) สาหรบั การ บรหิ ารความเสย่ี ง ไมใ่ ช่ขอ้ กาหนด (specification) โดยมชี ่อื เตม็ ว่า Risk Management – Guidelines on principles and implementation of risk management ซง่ึ เน้ือหาของมาตรฐาน น้ี จะเป็ นการพัฒนาข้ึนมาจากแนวทางการบริหารความเส่ียงตามมาตรฐาน AS/NZS 4360:2004 เน้ือหาของมาตรฐาน ISO 31000 (ฉบบั รา่ ง) จะแบ่งแนวทางในการบรหิ ารความเสย่ี ง ออกเป็น 3 สว่ นหลกั ๆ ประกอบดว้ ย 1. หลกั การพน้ื ฐานในการบรหิ ารความเสย่ี ง 2. กรอบการบรหิ ารความเสย่ี ง 3. กระบวนการในการบรหิ ารความเสย่ี ง จากภาพท่ี 7.4 แสดงถึงความสมั พนั ธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ และข้อกาหนดใน มาตรฐานการบรหิ ารความเสย่ี ง หลกั การพ้นื ฐานในการบรหิ ารความเส่ยี ง ในการบรหิ ารความเส่ยี งจะประกอบด้วย หลกั การพน้ื ฐาน ท่ีสาคญั ทงั้ หมด 11 หลกั การ ประกอบดว้ ย 1. การบรหิ ารความเสย่ี งจะต้องสรา้ งให้เกดิ คุณค่ากบั องค์การ การบรหิ ารความเสย่ี ง จะตอ้ งมสี ่วนในการสรา้ งความสาเรจ็ ใหก้ บั วตั ถุประสงคข์ ององค์การ เช่น ความมปี ระสทิ ธภิ าพ ในการปฏบิ ตั งิ าน การปกป้องสง่ิ แวดลอ้ มผลประกอบการด้านการเงนิ การดาเนินการตามหลกั ธรรมาภบิ าล ความปลอดภยั และสุขอนามยั ส่วนบุคคล คุณภาพของผลติ ภณั ฑ์ ความสอดคลอ้ ง ตามขอ้ กฎหมายและระเบยี บบงั คบั การยอมรบั จากสาธารณะและช่อื เสยี งขององคก์ าร 2. การบรหิ ารความเสย่ี งจะเป็นส่วนทส่ี าคญั ของ กระบวนการในองคก์ าร การบรหิ าร ความเสย่ี งจะตอ้ งเป็นความรบั ผดิ ชอบของฝ่ายบรหิ าร และเป็นส่วนทส่ี าคญั ของกระบวนการใน องคก์ าร เช่นเดยี วกบั โครงการ และกระบวนการบรหิ ารการเปลย่ี นแปลงการบรหิ ารความเสย่ี ง จะไมใ่ ชก่ จิ กรรมทเ่ี ป็นอสิ ระ หรอื ถูกแยกออกมาจากกจิ กรรมและกระบวนการหลกั ขององคก์ าร 3. การบรหิ ารความเสย่ี งจะเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการตดั สนิ ใจ การบรหิ ารความ เสย่ี งสามารถช่วยในการจดั ลาดบั ความสาคญั ของการดาเนินการ และช่วยในการแยกแยะความ แตกต่างของทางเลอื กต่าง ๆ เพ่อื ใหง้ ่ายต่อการตดั สนิ ใจ นอกจากนนั้ การบรหิ ารความเสย่ี งยงั ช่วยในการตดั สนิ ใจ ไมว่ ่าความเสย่ี งทเ่ี กดิ ขน้ึ จะไมส่ ามารถยอมรบั ได้ หรอื การจดั การความเสย่ี ง จะมอี ยา่ งเพยี งพอหรอื มปี ระสทิ ธผิ ลกต็ าม 4. การบรหิ ารความเสย่ี งจะแสดงถงึ ความไม่แน่นอนไดอ้ ย่างชดั เจน การบรหิ ารความ เสย่ี งจะเกย่ี วขอ้ งกบั การตดั สนิ ใจในความไมแ่ น่นอน สภาพของความไมแ่ น่นอน และแนวทางใน การจดั การกบั ความไมแ่ น่นอนนัน้ ๆ 5. การบรหิ ารความเสย่ี งจะตอ้ งดาเนินการอยา่ งเป็นระบบมโี ครงสรา้ ง และทนั เวลาการ ดาเนินการอย่างเป็นระบบ ทนั เวลา และมโี ครงสรา้ งทช่ี ดั เจน สาหรบั การบรหิ ารความเสย่ี งจะ

450 ช่วยให้เกดิ การดาเนินการอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ มคี วามสอดคลอ้ งกนั สามารถเปรยี บเทยี บได้ และมคี วามน่าเชอ่ื ถอื 6. การบรหิ ารความเสย่ี งจะดาเนินการบนขอ้ มูลทด่ี ที ่สี ุด สง่ิ ทน่ี ามาใชใ้ นกระบวนการ บรหิ ารความเสย่ี งจะนามาจากแหล่งขอ้ มลู ต่างๆ เช่น จากประสบการณ์ ขอ้ มลู ป้อนกลบั การ สงั เกตการณ์ การพยากรณ์ และมุมมองจากผู้เช่ยี วชาญ อย่างไรกต็ าม ผู้ทาหน้าท่ตี ดั สนิ ใจ จะต้องไดร้ บั ทราบ และคานึงถงึ ขอ้ จากดั ของข้อมูลแบบจาลองการตดั สนิ ใจท่นี ามาใช้ รวมถงึ ความแตกต่างทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากมมุ มองของผเู้ ชย่ี วชาญต่าง ๆ 7. การบรหิ ารความเสย่ี งจะต้องปรบั ใหเ้ หมาะสมกบั องค์การ การบรหิ ารความเส่ยี ง จะต้องมคี วามสอดคล้องไปในทศิ ทางเดยี วกนั กบั สภาพแวดลอ้ มทงั้ ภายในและภายนอกของ องคก์ าร รวมถงึ โครงรา่ งของความเสย่ี ง (risk profile) 8. การบรหิ ารความเสย่ี งจะต้องคานึงถงึ ปัจจยั ดา้ นมนุษยแ์ ละวฒั นธรรมดว้ ยการบรหิ าร ความเสย่ี งขององค์การจะตอ้ งรบั รถู้ งึ ขดี ความสามารถ การยอมรบั และความตงั้ ใจของบุคลากร ทงั้ ภายในและภายนอก ซ่งึ อาจจะมสี ่วนช่วย หรอื ขดั ขวางต่อความสาเรจ็ ของวตั ถุประสงคข์ อง องคก์ าร 9. การบรหิ ารความเส่ยี งจะต้องมคี วามโปร่งใส และครอบคลุม การมสี ่วนร่วมอย่าง เหมาะสมของผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี รวมถงึ ผทู้ าหน้าทต่ี ดั สนิ ใจในทุก ๆ ระดบั ขององคก์ าร จะช่วยสรา้ ง ความมนั่ ใจไดว้ ่า การบรหิ ารความเสย่ี งจะยงั มีความเก่ยี วขอ้ ง และทนั สมยั นอกจากนัน้ การมี ส่วนร่วมยงั รวมไปถงึ การยอมให้ผู้มสี ่วนได้เสยี ได้รบั ขอ้ มูลอย่างเหมาะสม รวมถงึ มุมมองและ ความคดิ เหน็ ต่าง ๆ ไดร้ บั การนามาพจิ ารณาในการกาหนดเกณฑค์ วามเสย่ี ง 10. การบรหิ ารความเส่ยี งจะต้องเป็นพลวตั สามารถทาซ้า และตอบสนองต่อการ เปล่ยี นแปลง ในกรณีท่เี กดิ เหตุการณ์ข้นึ ทงั้ ภายในและภายนอก หรอื มกี ารเปล่ยี นแปลง สภาพแวดลอ้ มหรอื องคค์ วามรู้ หรอื สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการเฝ้าตดิ ตามหรอื การทบทวน หรอื มคี วาม เส่ยี งใหม่ๆ เกิดข้นึ หรอื ลดลง องค์การจะต้องมนั่ ใจได้ว่าการบรหิ ารความเส่ยี งสามารถ ตอบสนองต่อการเปลย่ี นแปลงต่าง ๆ ได้ อยา่ งต่อเน่อื ง 11. การบรหิ ารความเส่ยี งจะต้องสามารถปรบั ปรุง และทาให้ดขี ้นึ ไดอ้ ย่างต่อเน่ือง องคก์ ารจะต้องมกี ารพฒั นา และดาเนินการกลยุทธใ์ นการ ปรบั ปรุงการบรหิ ารความเส่ยี งใน ทุกๆ ดา้ นอยา่ งต่อเน่อื ง กรอบการบริหารความเสี่ยง การบรหิ ารความเสย่ี งของสถานประกอบการสามารถจะนาไปส่กู ารจดั การความเสย่ี งให้ เกดิ ความสาเรจ็ และสรา้ งความยงั่ ยนื การจะพฒั นาความเสย่ี งมปี ัจจยั ทท่ี าใหก้ ารดาเนินธุรกจิ ในส่วนของกรอบการบรหิ ารความเส่ยี งตามมาตรฐานจะ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยขบั เคล่อื น ผ่านวงจร PDCA ซง่ึ ประกอบดว้ ย การวางแผน (plan) การลงมอื ทา (do) การตรวจสอบ (check) และการปรบั ปรงุ แกไ้ ข (act) ดงั แสดงในภาพท่ี 7.5

451 P AD C ภาพท่ี 7.5 กรอบการบรหิ ารความเสย่ี ง ทม่ี า: ดดั แปลงมาจาก Deming, (1989) ในการบรหิ ารความเสย่ี งใหป้ ระสบความสาเรจ็ จะตอ้ ง สรา้ งใหเ้ ป็นส่วนหน่ึงขององคก์ าร และได้รบั การสนับสนุนเป็น อย่างดจี ากฝ่ ายบรหิ าร ทงั้ น้ีกรอบการบรหิ ารความเส่ยี งจะช่วย องคก์ ารในการจดั การกบั ความเสย่ี งไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธผิ ล จาก การใชก้ ระบวนการบรหิ ารความ เสย่ี งในระดบั ต่าง ๆ และภายใต้ สภาพแวดลอ้ มขององคก์ าร เช่นเดยี วกนั กรอบการบรหิ ารยงั ช่วย สรา้ งความมนั่ ใจไดว้ ่าขอ้ มลู เกย่ี วกบั ความเสย่ี งทไ่ี ดจ้ าก กระบวนการต่าง ๆ จะมอี ย่าง เพยี งพอ เพ่อื ใชเ้ ป็นพน้ื ฐานสาหรบั การตดั สนิ ใจในระดบั ต่าง ๆ ขององคก์ ารดว้ ย กรอบการ บรหิ ารน้ีไมไ่ ดอ้ ธบิ ายถงึ ระบบการบรหิ ารงาน แต่ จะช่วยใหอ้ งคก์ ารในการเช่อื มโยงการบรหิ าร ความเสย่ี งเขา้ กบั ระบบการบรหิ ารงานโดยรวมขององคก์ าร ทงั้ น้ี องคก์ ารขนาดใหญ่ จานวน มากต่างกไ็ ดน้ าองคป์ ระกอบของการบรหิ ารความเสย่ี งรวม- เขา้ กบั แนวปฏบิ ตั ิ และกระบวนการ ในการบรหิ ารงานอยแู่ ลว้ การควบคมุ และความม่งุ มนั่ ในการบรหิ ารความเส่ยี งอย่างมปี ระสทิ ธผิ ลจะต้องการความมุ่งมนั่ และการสนับสนุน อยา่ งดจี ากผบู้ รหิ ารระดบั สงู ของ องคก์ าร โดยฝ่ายบรหิ ารจะตอ้ ง 1. ประกาศ และใหก้ ารรบั รองต่อนโยบายการบรหิ ารความเสย่ี ง 2. ส่อื สารถงึ ประโยชน์ท่จี ะได้จากการบรหิ ารความเส่ยี งไปยงั ผู้มสี ่วนได้เสีย ทงั้ หมด 3. กาหนดดชั นวี ดั ผลการดาเนินงานบรหิ ารความเสย่ี งทส่ี อดคลอ้ งกนั กบั ผลการ ดาเนนิ งานขององคก์ าร 4. ดแู ลใหว้ ตั ถุประสงคก์ ารบรหิ ารความเสย่ี งสอดคลอ้ งกนั กบั วตั ถุประสงคแ์ ละ กลยทุ ธข์ ององคก์ าร 5. ดแู ลความสอดคลอ้ งตามขอ้ กฎหมาย และระเบยี บขอ้ บงั คบั

452 เพยี งพอ 6. มอบหมายหน้าทค่ี วามรบั ผดิ ชอบทเ่ี หมาะสมภายในองคก์ าร 7. ดูแลทรพั ยากรท่จี าเป็น ได้รบั การจดั สรรเพ่อื การบรหิ ารความเส่ยี งอย่าง 8. ดแู ลถงึ ความเหมาะสมของกรอบการบรหิ ารความเสย่ี งอยา่ งต่อเน่อื ง การออกแบบกรอบเพ่ือการบริหารความเสี่ยง (plan) การทาความเขา้ ใจสภาพแวดลอ้ มองคก์ ารในขนั้ ตอนของการวางแผน หรอื การออกแบบ กรอบในการบรหิ ารความเสย่ี ง ขององคก์ ารจะเรม่ิ ต้นจากการทาความเขา้ ใจในสภาพแวดลอ้ ม ทงั้ ภายในและภายนอกขององคก์ ารเสยี ก่อน โดยสภาพแวดลอ้ มภายในองคก์ ารจะประกอบดว้ ย 1. ขดี ความสามารถ ความเขา้ ใจในรปู ของทรพั ยากรและความรู้ เช่น เงนิ ทุน บุคลากร ความสามารถ กระบวนการ ระบบ และเทคโนโลยี 2. การไหลของขอ้ มลู และกระบวนการตดั สนิ ใจ 3. ผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี ภายในองคก์ ารนโยบาย วตั ถุประสงค์ และกลยทุ ธ์ เพอ่ื ให้ ประสบความสาเรจ็ 4. การรบั รู้ การใหค้ วามสาคญั และวฒั นธรรมขององคก์ าร 5. มาตรฐาน หรอื รปู แบบทใ่ี ชใ้ นการอา้ งองิ 6. โครงสร้าง เช่น การควบคุม บทบาทหน้าท่ี และความรับผิดชอบส่วน สภาพแวดลอ้ มภายนอกขององคก์ ารทจ่ี ะตอ้ งไดร้ บั การพจิ ารณา จะประกอบดว้ ย 1. วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย ข้อบังคับ การเงิน เศรษฐกิจ และ สภาพแวดลอ้ มในการแขง่ ขนั ทงั้ ในระดบั ประเทศ และระดบั ภมู ภิ าค 2. ตวั ขบั เคล่อื นท่สี าคญั และแนวโน้มท่สี ่งผลกระทบต่อวตั ถุประสงค์ของ องคก์ าร 3. การรบั รู้ และการใหค้ วามสาคญั ของผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี ภายนอกองคก์ าร นโยบายการบริหารความเสี่ยง จากนัน้ ผู้บรหิ ารระดบั สูงขององคก์ ารจะต้อง กาหนดนโยบายการบรหิ ารความเส่ยี ง (risk management policy) โดยนโยบายในการบรหิ าร ความเส่ยี งจะตอ้ งมคี วามชดั เจนใน วตั ถุประสงค์ ขององคก์ าร และแสดงถงึ ความมงุ่ มนั่ ต่อการบรหิ ารความเสย่ี ง ทงั้ น้ี นโยบายจะตอ้ งระบุถงึ หน้าทค่ี วามรบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารความเสย่ี งของส่วนต่าง ๆ ใน องคก์ าร แนวทางในการจดั การกบั ความขดั แยง้ ท่ี อาจเกดิ ขน้ึ มกี ารดาเนินการทบทวนเป็น ระยะ ๆ และทวนสอบถงึ ความถูกตอ้ งของนโยบายการบรหิ ารความเสย่ี ง รวมถงึ นโยบายจะต้อง เชอ่ื มโยงเขา้ กบั วตั ถุประสงคข์ ององคก์ ารดว้ ย

453 1. การบรู ณาการเข้ากบั กระบวนการขององคก์ าร การบริหารความเส่ียงจะต้องนามาเป็ นส่วน หน่ึงของแนวปฏิบัติหลัก และกระบวนการทางธุรกจิ ขององคก์ าร ซง่ึ มคี วามเก่ยี วขอ้ ง มปี ระสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธผิ ลและ สร้างให้เกิดความสาเรจ็ อย่างยงั่ ยนื ให้กับองค์การ โดยเฉพาะการบรหิ ารความเส่ยี งจะต้อง ผสมผสานเขา้ กบั การถ่ายทอดนโยบาย การวางแผนธุรกจิ และกลยทุ ธ์ และกระบวนการบรหิ าร การเปลย่ี นแปลง 2. ความรบั ผิดชอบ (accountability) องคก์ ารจะต้องกาหนดความรบั ผดิ ชอบ และอานาจหน้าทใ่ี นการจดั การความเสย่ี ง รวมถงึ การดาเนินการกระบวนการบรหิ ารความเสย่ี ง และ การดแู ลความเพยี งพอและความมี ประสทิ ธผิ ลของ การควบคุมความเสย่ี ง โดยการกาหนดผรู้ บั ผดิ ชอบในการพฒั นา การนาไป ปฏบิ ตั ิ และการดแู ลรกั ษากรอบการบรหิ าร ความเสย่ี ง กาหนดเจา้ ของความเสย่ี ง (risk owner) ในการดาเนินการจดั การความเสย่ี ง การควบคุม ความเสย่ี ง และการรายงานขอ้ มลู ความเสย่ี ง ต่าง ๆ กาหนดการวดั ผลการดาเนินงาน และการจดั ทารายงานทงั้ ภายในและภายนอกองคก์ าร การดแู ลระดบั ทเ่ี หมาะสมของการยอมรบั การใหร้ างวลั การอนุมตั ิ และการเขา้ แทรกแซง 3. ทรพั ยากร องคก์ ารจะตอ้ งจดั ทาแนวทางในการจดั สรรทรพั ยากรท่ี เหมาะสม สาหรบั การบรหิ าร ความเสย่ี ง โดยจะตอ้ งพจิ ารณาถงึ เอกสารวธิ กี ารปฏบิ ตั งิ าน และกระบวนการระบบการจดั การ สารสนเทศ และความรบู้ ุคลากร ทกั ษะ ประสบการณ์ และความสามารถทรพั ยากรท่จี าเป็นใน แต่ละขนั้ ตอนของกระบวนการบรหิ ารความเสย่ี ง 4. การกาหนดกลไกในการส่ือสาร และการรายงานภายในองคก์ าร องคก์ ารจะตอ้ งจดั ทากลไกในการส่อื สารและการรายงานภายในองคก์ ารเพ่อื ให้ 4.1 องคป์ ระกอบของกรอบการบรหิ ารความเสย่ี ง และการเปลย่ี นแปลงต่าง ๆ ไดร้ บั การสอ่ื สารอยา่ งเหมาะสม 4.2 มกี ารรายงานภายในเก่ยี วกบั กรอบการบรหิ ารความเส่ยี ง ความมปี ระสทิ ธผิ ล และผลลพั ธท์ ไ่ี ด้ 4.3 มขี อ้ มูลท่เี ก่ยี วขอ้ งท่ไี ดจ้ ากการบรหิ ารความเสย่ี งพรอ้ มสาหรบั ใช้งานในระดบั และเวลาทเ่ี หมาะสม 4.4 มกี ระบวนการในการใหค้ าปรกึ ษากบั ผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี ภายในองคก์ าร กลไกดงั กล่าวจะประกอบดว้ ยกระบวนการในการรวบรวม ขอ้ มลู เก่ยี วกบั ความเส่ยี งท่ี เหมาะสมจากแหล่งขอ้ มลู ต่างๆ ภายในองคก์ าร โดยคานงึ ถงึ ความอ่อนไหวของขอ้ มลู นนั้ ๆ

454 5. การกาหนดกลไกในการสื่อสาร และการรายงานภายนอกองคก์ าร องคก์ ารจะตอ้ งจดั ทา และดาเนินการตามแผนการส่อื สาร กบั ผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี ภายนอก องคก์ าร โดยจะตอ้ ง 5.1 สอ่ื สารกบั ผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี ถงึ เหตุวกิ ฤต หรอื เหตุฉุกเฉนิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ 5.2 สรา้ งการมสี ่วนรว่ มอยา่ งเหมาะสมกบั ผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี จากภายนอกองคก์ าร และ เกดิ การแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ระหวา่ งกนั อยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล 5.3 รายงานใหก้ บั ภายนอกองคก์ ารตามขอ้ กฎหมาย QualityTips For Quality February 2009 121 ฉบบั หน้า อ่านต่อ ระเบยี บบงั คบั และหลกั ธรรมาภบิ าล 5.4 เปิดเผยขอ้ มลู ต่าง ๆ ตามทก่ี าหนดในขอ้ กฎหมาย 5.5 รบั รขู้ อ้ มลู ป้อนกลบั และการรายงานจากการส่อื สาร และการใหค้ าปรกึ ษา 5.6 ใชก้ ระบวนการส่อื สารในการสรา้ งความโปรง่ ใส และความเชอ่ื มนั่ ใหก้ บั องคก์ าร 6. การดาเนินการบริหารความเสี่ยง (do) ในการดาเนินการตามกรอบการบรหิ ารความเสย่ี ง องคก์ ารจะต้อง 6.1 กาหนดชว่ งเวลาและกลยทุ ธท์ เ่ี หมาะสมสาหรบั การดาเนินการตามกรอบ การบรหิ ารความเสย่ี ง 6.2 การนานโยบายและกระบวนการบรหิ ารความเสย่ี งมาใชก้ บั กระบวนการ ต่าง ๆ ในองคก์ าร 6.3 ดาเนินการใหส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ กฎหมาย และระเบยี บขอ้ บงั คบั ต่าง ๆ 6.4 จดั ทาเอกสารอธบิ ายถงึ การตดั สนิ ใจ รวมถงึ การจดั ทาวตั ถุประสงค์ 6.5 จดั ใหม้ ขี อ้ มลู สารสนเทศ และการฝึกอบรม 6.6 ส่ือสารและให้คาปรึกษากับผู้มีส่วนได้เสีย เพ่ือให้มัน่ ใจได้ถึงความ เหมาะสมของกรอบการบรหิ ารความเสย่ี ง การบรหิ ารความเสย่ี งจะถูกดาเนินการเพ่อื ใหม้ นั่ ใจว่า กระบวนการบรหิ ารความเสย่ี ง ต่าง ๆ ไดร้ บั การนาไปปฏบิ ตั ใิ นทุกระดบั และหน้าทง่ี านทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในองคก์ าร โดยเป็นส่วนหน่ึง ของการปฏบิ ตั งิ านขององคก์ าร และกระบวนการทางธุรกจิ 7. การเฝ้าติดตามและการทบทวน กรอบการบริหารงาน (check) ในการดแู ลรกั ษาความสาเรจ็ อย่างยงั่ ยนื ของระบบบรหิ ารความเสย่ี งขององคก์ ารให้ เป็นไป อยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ลต่อเน่อื ง องคก์ ารจะตอ้ ง 7.1 กาหนดการวดั ผลการดาเนนิ งาน 7.2 ทาการวดั ความกา้ วหน้าเทยี บกบั แผนการบรหิ ารความเสย่ี งเป็นระยะๆ 7.3 ทาการทบทวนถงึ กรอบการบรหิ าร ความเสย่ี ง นโยบาย และแผนงานอยา่ ง สม่าเสมอ

455 7.4 จดั ทารายงานถงึ ความเสย่ี ง ความก้าวหน้าของแผนการบรหิ ารความเสย่ี ง และ การดาเนนิ การสอดคลอ้ งกบั นโยบายการบรหิ ารความเสย่ี ง 7.5 ทบทวนถงึ ความมปี ระสทิ ธผิ ลของกระบวนการบรหิ ารความเสย่ี ง 8. การปรบั ปรงุ กรอบการบริหารงาน อย่างต่อเนื่อง (act) เม่อื องคก์ ารได้ทาการทบทวนระบบแลว้ ผลของการทบทวนจะนาไปสู่การตดั สนิ ใจ ถงึ แนวทาง ในการปรบั ปรงุ กรอบการบรหิ ารความเสย่ี ง นโยบาย และแผนงาน ซ่งึ การตดั สนิ ใจ น้ีจะช่วยในการปรบั ปรุงการบรหิ ารความเส่ยี ง และวฒั นธรรมการบรหิ าร งานขององค์การ รวมถงึ จะช่วยการปรบั ปรงุ ความ คล่องตวั การควบคุม และความรบั ผดิ ชอบทม่ี ตี ่อ เป้าหมาย ขององคก์ ารดว้ ย การบง่ ชี้อนั ตรายและการประเมินความเสี่ยง 1. การชี้บ่งอนั ตราย คอื การแจกแจงความเป็นอนั ตรายท่แี อบแฝงอยู่ในสถานท่ที างานในการประกอบ กิจกรรมทงั้ หมด ตัง้ แต่การเก็บ การขนถ่าย การใช้วตั ถุดิบ เช้อื เพลิง สารเคมี ผลิตภณั ฑ์ เครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์ทใ่ี ช้ ตลอดจนกระบวนการผลติ และขนั้ ตอนวธิ ปี ฏบิ ตั งิ าน ตอ้ งมกี ารชบ้ี ่งโดย การทาดงั น้ี 1.1 Checklist เป็นวธิ ที ใ่ี ชใ้ นการชบ้ี ง่ อนั ตราย โดยการนาแบบตรวจไปใชใ้ นการตรวจสอบ การดาเนินงานในโรงงาน เพอ่ื คน้ หาอนั ตาย ซง่ึ แบบตรวจ ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ คาถามทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง กบั การดาเนินงานต่าง ๆ เพ่อื ตรวจสอบว่าไดป้ ฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานการออกแบบ มาตรฐานการ ปฏบิ ตั งิ าน หรอื กฎหมาย เพ่อื นาผลจากการตรวจสอบมาทาการชบ้ี ่งอนั ตราย 1.2 What-if Analysis เป็นกระบวนการในการศกึ ษา วเิ คราะห์ และทบทวนเพ่อื ชบ้ี ่งอนั ตรายใน การดาเนินงานต่าง ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมโดยการใช้คาถาม “จะเกิดอะไรข้นึ .....ถ้า....” (What if) และหาคาตอบในคาถามเหล่านนั้ เพ่อื ชบ้ี ่งอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ ในการดาเนินงานใน โรงงาน 1.3 HAZOP (Hazard and Operability Study) เป็นเทคนิคการศกึ ษา วเิ คราะห์ และทบทวนเพ่อื ช้บี ่งอนั ตรายและค้นหา ปัญหาทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากการดาเนินงานในโรงงาน โดยการวเิ คราะหห์ าอนั ตรายและปัญหาของ ระบบต่างๆ ซง่ึ อาจเกดิ จากความไม่สมบูรณ์ในการออกแบบทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยไม่ไดต้ งั้ ใจ ดว้ ยการ ตงั้ คาถามทส่ี มมตสิ ถานการณ์ของการผลติ ในภาวะต่าง ๆ

456 1.4 Fault Tree Analysis เป็นเทคนิคการช้ีบ่งอันตรายท่ีเน้นถึงอุบัติเหตุ หรืออุบัติภัยร้ายแรงท่ี เกดิ ขน้ึ หรอื คาดว่าจะเกดิ ขน้ึ เพ่อื นาไปวเิ คราะหห์ าสาเหตุของการเกดิ เหตุ เป็นเทคนิคในการคดิ ยอ้ นกลบั ทอ่ี าศยั หลกั การทางตรรกวทิ ยาในการใชห้ ลกั การและเหตุผล เพ่อื วเิ คราะหห์ าสาเหตุ ของการเกดิ อุบตั เิ หตุหรอื อุบตั ิภัยร้ายแรง โดยเรมิ่ วเิ คราะหจ์ ากการเกดิ อุบตั เิ หตุหรอื อุบตั ภิ ยั รา้ ยแรงท่เี กดิ ขน้ึ หรอื คาดว่าจะเกดิ ขน้ึ เพ่อื พจิ ารณาหาเหตุการณ์แรกท่เี กดิ ขน้ึ ก่อน แลว้ นามา แจกแจงขนั้ ตอนการเกิดเหตุการณ์ว่ามาจากเหตุการณ์ย่อยอะไรได้บ้าง และเหตุการณ์ย่อย เหล่านนั้ เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างไร การสน้ิ สุดการวเิ คราะห์เม่อื พบว่าสาเหตุของการเกดิ เหตุการณ์ยอ่ ย เป็นผลเน่อื งจากความบกพรอ่ งของเครอ่ื งจกั รอุปกรณ์ หรอื ความผดิ พลาดจากการปฏบิ ตั งิ าน 1.5 FMEA (Failure Modes and Effects Analysis) เป็นเทคนคิ การชบ้ี ่งอนั ตรายในการวเิ คราะหใ์ นรปู แบบความลม้ เหลว และ ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ซง่ึ เป็นการตรวจสอบช้นิ ส่วนเคร่อื งจกั รอุปกรณ์ ในแต่ละส่วนของระบบแล้วนามา วเิ คราะหห์ าผลทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ เมอ่ื เกดิ ความลม้ เหลวของเครอ่ื งจกั รอุปกรณ์ 1.6 Event Tree Analysis เป็ นเทคนิคการช้ีบ่งอันตรายเพ่ือวิเคราะห์และประเมินผลกระทบท่ีจะ เกดิ ขน้ึ ต่อเน่ือง เม่อื เกดิ เหตุการณ์แรกขน้ึ (initiating event) ซง่ึ เป็นการคดิ คาดการณ์ล่วงหน้า เพ่อื วเิ คราะหห์ าผลสบื เน่ืองท่จี ะเกดิ ขน้ึ เม่อื เครอ่ื งจกั รอุปกรณ์เสยี หายหรอื คนทางานผดิ พลาด เพ่อื ใหท้ ราบสาเหตุว่าเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างไร และมโี อกาสทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ มากน้อยเพยี งใด รวมทงั้ เป็น การตรวจสอบว่าระบบความปลอดภยั ทม่ี อี ยมู่ ปี ัญหาหรอื ไมอ่ ยา่ งไร 2. การประเมินความเสี่ยง คอื การวเิ คราะหพ์ จิ ารณาถงึ โอกาส และความรนุ แรงของอนั ตรายทช่ี บ้ี ่งออกมาได้ ซง่ึ อาจจะก่อใหเ้ กดิ เพลงิ ไหม้ การระเบดิ การรวั่ ไหลของสารเคมี การประเมนิ ความเสย่ี งเป็นการจดั ระดบั ของความเส่ยี ง ว่าเป็นการเสย่ี งเลก็ น้อย หรอื ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ได้ ความเสย่ี งสูง หรอื ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ไมไ่ ด้ เพ่อื จะไดเ้ ป็นขอ้ มลู ในการดาเนินงานควบคุมความเสย่ี ง การประเมนิ ความเสย่ี งใหใ้ ชห้ ลกั เกณฑพ์ จิ ารณาดงั น้ี 2.1 พิจารณาถงึ โอกาสในการเกิดเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ โดยจดั ระดบั โอกาส เป็น 4 ระดบั คอื การจดั ระดบั โอกาสในการเกดิ เหตุการณ์ต่าง ๆ ระดบั รายละเอยี ด 1. มโี อกาสในการเกดิ ยาก เชน่ ไมเ่ คยเกดิ เลยในช่วงเวลาตงั้ แต่ 10 ปีขน้ึ ไป 2. มโี อกาสในการเกดิ น้อย เชน่ ความถใ่ี นการเกดิ 1 ครงั้ ในชว่ ง 5-10ปี 3. มโี อกาสในการเกดิ ปานกลาง เช่น ความถใ่ี นการเกดิ 1 ครงั้ ในชว่ ง1-5 ปี 4. มโี อกาสในการเกดิ สงู เช่น ความถใ่ี นการเกดิ มากกวา่ 1 ครงั้ ใน1ปี

457 2.2 พิจารณาถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าจะก่อให้เกิด ผลกระทบทเ่ี กดิ ต่อบุคคล ชุมชน ทรพั ยส์ นิ หรอื สง่ิ แวดลอ้ มมากน้อยเพยี งไร โดยจดั ระดบั ความ รุนแรงเป็น 4 ระดบั การจดั ระดบั ความรุนแรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทส่ี ่งผลกระทบต่อบุคคล ไดแ้ ก่ ระดบั ความรนุ แรง รายละเอยี ด โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี ตารางที่ 7.4 ความรนุ แรงของเหตุการณ์ ทส่ี ่งผลกระทบต่อบคุ คล ชุมชน ทรพั ยส์ นิ และ สงิ่ แวดลอ้ ม ระดบั ความรนุ แรง รายละเอียด 1 เลก็ น้อย มกี ารบาดเจบ็ เลก็ น้อยในระดบั ปฐมพยาบาล 2 ปานกลาง มกี ารบาดเจบ็ ทต่ี อ้ งไดร้ บั การรกั ษาทางการแพทย์ 3 สงู มกี ารบาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่วยทร่ี นุ แรง 4 สงู มาก ทพุ ลภาพหรอื เสยี ชวี ติ ทม่ี า: สราวธุ ธรรมาสา, 2560, หน้า 5-33. หากเม่อื พจิ ารณาถงึ การจดั ระดบั ความรุนแรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทส่ี ่งผลกระทบต่อ ชุมชน ดงั มรี ะดบั ความรนุ แรง ดงั น้ี ตารางท่ี 7.5 ระดบั ความรนุ แรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทส่ี ่งผลกระทบต่อชุมชน ระดบั ความรนุ แรง รายละเอียด 1 เลก็ น้อย ไมม่ ผี ลกระทบต่อชุมชนรอบโรงงาน หรอื ผลกระทบเลก็ น้อย 2 ปานกลาง มผี ลกระทบตอ่ ชมุ ชนรอบโรงงาน และแกไ้ ขไดใ้ นระยะเวลาสนั้ 3 สงู มผี ลกระทบตอ่ ชมุ ชนรอบโรงงาน และตอ้ งใชเ้ วลาในการแกไ้ ข 4 สงู มาก มผี ลกระทบรนุ แรงต่อชุมชนเป็นบรเิ วณกวา้ ง หรอื หน่วยงานของ รฐั ตอ้ งเขา้ ดาเนินการแกไ้ ข ทม่ี า: สราวุธ ธรรมาสา, 2560,หน้า 5-33. หมายเหตุ ผลกระทบต่อชมุ ชน หมายถงึ เหตุราคาญต่อชุมชน การบาดเจบ็ เจบ็ ป่วยของ ประชาชน ความเสยี หายต่อทรพั ยส์ นิ ของชมุ ชน และประชาชน หากเม่อื พจิ ารณาถงึ การจดั ระดบั ความรุนแรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่สี ่งผลกระทบต่อ สงิ่ แวดลอ้ มมรี ะดบั ความรนุ แรง และรายละเอยี ด ดงั น้ี

458 ตารางท่ี 7.6 ระดบั ความรนุ แรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทส่ี ่งผลกระทบต่อทส่ี ่งผลกระทบต่อ สง่ิ แวดลอ้ ม ระดบั ความรนุ แรง รายละเอียด 1 เลก็ น้อย ผลกระทบต่อสง่ิ แวดลอ้ มเลก็ น้อย สามารถควบคมุ หรอื แกไ้ ขได้ 2 ปานกลาง ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มปานกลาง สามารถแกไ้ ขไดใ้ นระยะเวลาสนั้ 3 สงู ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มรนุ แรง ตอ้ งใชเ้ วลาในแกไ้ ข 4 สงู มาก มผี ลกระทบต่อสงิ่ แวดล้อมรุนแรงมาก ตอ้ งใชท้ รพั ยากรและเวลานาน ในการแกไ้ ข ทม่ี า: สราวุธ ธรรมาสา, 2560,หน้า 5-33. หมายเหตุ ผลกระทบต่อสงิ่ แวดลอ้ ม หมายถงึ การเสอ่ื มโทรมและเสยี หายของสง่ิ แวดล้อม เช่น อากาศ ดนิ แหล่งน้า เป็นตน้ หากเม่อื พจิ ารณาถงึ การจดั ระดบั ความรุนแรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทส่ี ่งผลกระทบต่อ ทรพั ยส์ นิ มรี ะดบั ความรนุ แรง และรายละเอยี ด ดงั น้ี ตารางท่ี 7.7 ระดบั ความรนุ แรงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ทส่ี ่งผลกระทบต่อทส่ี ง่ ผลกระทบต่อ ทรพั ยส์ นิ ระดบั ความรนุ แรง รายละเอียด 1 เลก็ น้อย ทรพั ยส์ นิ เสยี หายน้อยมาก หรอื ไมเ่ สยี หายเลย 2 ปานกลาง ทรพั ยส์ นิ เสยี หายปานกลางและสามารถดาเนินการผลติ ตอ่ ไปได้ 3 สงู ทรพั ยส์ นิ เสยี หายมากและตอ้ งหยดุ การผลติ ในบางสว่ น 4 สงู มาก ทรพั ยส์ นิ เสยี หายมากและตอ้ งหยดุ การผลติ ทงั้ หมด ทม่ี า: สราวุธ ธรรมาสา, 2560,หน้า 5-33. หมายเหตุ ความเสยี หายของทรพั ยส์ นิ ในแต่ละระดบั โรงงานสามารถกาหนดขน้ึ เองตามความ เหมาะสมโดยพจิ ารณาถงึ ขดี ความสามารถของโรงงาน 2.3 จดั ระดบั ความเส่ียง โดยพจิ ารณาถงึ ผลลพั ธข์ องระดบั โอกาสคณู กบั ระดบั ความรนุ แรงทม่ี ผี ลกระทบต่อบุคคล ชุมชน ทรพั ยส์ นิ หรอื สงิ่ แวดลอ้ ม หากระดบั ความเสย่ี งทม่ี ี ผลกระทบต่อบุคคล ชุมชน ทรพั ยส์ นิ หรอื สง่ิ แวดลอ้ ม มคี ่าแตกต่างกนั ใหเ้ ลอื กระดบั ความเสย่ี ง ทม่ี คี ่าสงู กว่าเป็นผลของการประเมนิ ความเสย่ี งในเรอ่ื งนนั้ ๆ ระดบั ความเสย่ี งจดั เป็น 4 ระดบั การจดั ระดบั ความเสย่ี งอนั ตราย

459 ตารางท่ี 7.8 จดั ระดบั ความเสย่ี ง 4 ระดบั ระดบั ความเส่ียง ผลลพั ธ์ รายละเอียด 1 1-2 ความเสย่ี งน้อย 2 3-6 ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ได้ ตอ้ งมกี ารทบทวนมาตรการควบคมุ 3 8-9 ความเสย่ี งสงู ตอ้ งมกี ารดาเนินงานเพ่อื ลดความเสย่ี ง 4 12-16 ความเสย่ี งท่ยี อมรบั ไม่ได้ ต้องหยุดดาเนินการและปรบั ปรุง แกไ้ ขเพ่อื ลดความเสย่ี งลงทนั ที ทม่ี า: ทม่ี า: สราวุธ ธรรมาสา, 2560, หน้า 5-33. 3. แผนงานบริหารจดั การความเสี่ยง คอื แผนงานลดความเสย่ี ง และแผนงานควบคมุ ความเสย่ี ง ซง่ึ ผปู้ ระกอบกจิ การ โรงงานต้องดาเนินการจดั ทาแผนงานเพ่อื กาหนดมาตรการความปลอดภยั ท่เี หมาะสมและมี ประสทิ ธภิ าพ ในการลดและควบคุมความเสย่ี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ จากการประกอบกจิ การ ดงั ต่อไปน้ี 3.1 หากผลการประเมนิ ความเสย่ี งของสง่ิ ทเ่ี ป็นความเส่ยี งและอนั ตรายเป็น ระดบั ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ไม่ได้ ผู้ประกอบกจิ การโรงงานต้องหยดุ ดาเนินการทนั ที และทาการ ปรบั ปรงุ แก้ไข เพ่อื ลดความเส่ยี ง ก่อนดาเนินการต่อไป โดยจดั ทาแผนงานลดความเส่ยี ง และ แผนงานควบคุมความเสย่ี ง 3.2 หากผลการประเมนิ ความเส่ยี งของสง่ิ ท่เี ป็นความเส่ยี งและอนั ตราย เป็น ระดบั ความเส่ยี งสูง ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจดั ทาแผนงานลดความเส่ยี ง และแผนงาน ควบคุมความเสย่ี ง 3.3 หากผลการประเมนิ ความเสย่ี งของสงิ่ ทเ่ี ป็นความเสย่ี งและอนั ตราย เป็น ระดบั ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ได้ ผปู้ ระกอบกจิ การโรงงานตอ้ งจดั ทาแผนควบคมุ ความเสย่ี ง 3.4 แผนงานลดความเสย่ี ง เป็นแผนงานปรบั ปรุงแกไ้ ขการดาเนินงานในเรอ่ื ง ต่างๆ ในการลดความเส่ยี งใหอ้ ยู่ระดบั ความเส่ยี งท่ยี อมรบั ได้ ซ่งึ ต้องประกอบด้วยมาตรการ หรอื กจิ กรรมหรอื การดาเนินการเพ่อื ลดความเสย่ี ง โดยระบุรายละเอยี ดของขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิ ผรู้ บั ผดิ ชอบ ระยะเวลา ในการดาเนินงาน รวมทงั้ การตรวจตดิ ตามการดาเนินงาน 3.5 มาตรการหรอื กจิ กรรมหรอื การดาเนนิ การเพ่อื ลดความเสย่ี ง ประกอบดว้ ย 3.5.1 มาตรการป้องกนั และควบคุมสาเหตุของการเกดิ อนั ตราย 3.5.2 ลดหรอื กาจดั อนั ตรายดว้ ยวธิ กี ารทางวศิ วกรรม 3.5.3 กาหนดวธิ กี ารทางานหรอื การปฏบิ ตั งิ านตามขนั้ ตอนทถ่ี ูกตอ้ ง 3.5.4 กาหนดวธิ กี ารทดสอบ ตรวจสอบ และการซ่อมบารงุ เครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์และระบบความปลอดภยั

460 3.5.5 กาหนดกระบวนการ วธิ กี าร หรอื ขนั้ ตอนสาหรบั การเปล่ยี นแปลง กระบวนการผลติ วตั ถุดบิ เคร่อื งจกั รอุปกรณ์ โดยให้มกี ารพจิ ารณาทบทวนการช้บี ่งอนั ตราย และการประเมนิ ความเสย่ี งก่อนเรมิ่ ดาเนนิ การ 3.5.6 จดั ใหม้ กี ารฝึกอบรม 3.5.7 จดั ใหม้ กี ารตรวจประเมนิ ความปลอดภยั 3.5.8 กาหนดวธิ คี วบคุมใหม้ กี ารปฏบิ ตั ติ ามขอ้ กาหนด 3.5.9 จดั ใหม้ กี ารทบทวนการชบ้ี ง่ อนั ตราย และการประเมนิ ความเสย่ี ง 3.5.10 ดาเนนิ การอ่นื ๆ เพ่อื ป้องกนั และควบคุมการเกดิ อนั ตราย มาตรการระงบั และฟ้ืนฟูเหตุการณ์ ไดแ้ ก่ (1) จดั ทาและจดั ใหม้ กี ารซอ้ มแผนฉุกเฉิน (2) จดั ใหม้ กี ารสอบสวนอุบตั เิ หตุและอุบตั กิ ารณ์ (3) จดั ให้มแี ผนฟ้ืนฟูโรงงาน ชุมชน และสงิ่ แวดล้อม ซง่ึ เป็นผล จากการชบ้ี ่งอนั ตราย และการประเมนิ ความเสย่ี ง 3.6 แผนงานควบคุมความเส่ยี ง เป็นแผนงานในการควบคุม และตรวจสอบ มาตรการป้องกนั และควบคุมสาเหตุของการเกดิ อนั ตราย และมาตรการระงบั และฟ้ืนฟูเหตุการณ์ ให้คงประสิทธภิ าพ และประสิทธิผลในการป้องกนั ลด และควบคุมความเส่ียง ซ่งึ เป็นการ ควบคุมและตรวจสอบการดาเนินงานเพ่อื รกั ษาความเสย่ี งใหอ้ ยใู่ นระดบั ทย่ี อมรบั ได้ตลอดเวลา ซง่ึ ประกอบดว้ ย 3.6.1 มาตรการ หรอื กิจกรรมหรอื การดาเนินการเพ่อื ลดความเส่ยี งหรอื ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ทิ เ่ี ป็นความเสย่ี ง 3.6.2 ผรู้ บั ผดิ ชอบ 3.6.3 หวั ขอ้ เรอ่ื งทค่ี วบคุม 3.6.4 เกณฑห์ รอื คา่ มาตรฐานทใ่ี ชค้ วบคุม 3.6.5 ผตู้ รวจตดิ ตาม วิธีการชี้บ่งความเส่ียง อนั ตรายหรอื การเกดิ อุบตั เิ หตุในโรงงานหรอื สถานประกอบการส่วนใหญ่ทพ่ี บสรุปได้ 3 ประการใหญ่ๆ คอื 1. การกระทาที่ไม่ปลอดภยั (Unsafe Acts) เป็นสาเหตุใหญ่ทก่ี ่อให้เกดิ อุบตั เิ หตุ ไดแ้ ก่ 1.1 การใชเ้ คร่อื งมอื เครอ่ื งจกั ร และการทางานโดยไมม่ คี วามรู้ ทาใหไ้ มถ่ ูกวธิ ี และ ไมถ่ กู ขนั้ ตอน

461 1.2 การมที ศั นคติท่ไี ม่ถูกต้อง เช่น อุบตั ิเหตุเป็นเร่อื งของเคราะห์กรรม แก้ไข ป้องกนั ไมไ่ ด้ 1.3 ความไมเ่ อาใจใส่ในการทางาน 1.4 ความประมาท ความพลงั้ เผลอเหมอ่ ลอย 1.5 การมนี สิ ยั ชอบเสย่ี ง 1.6 การไมป่ ฏบิ ตั ติ ามกฎ ระเบยี บความปลอดภยั ของโรงงาน 1.7 การทางานโดยไมใ่ ชอ้ ุปกรณ์สวมใสป่ ้องกนั อนั ตรายสว่ นบุคคล 1.8 การแต่งกายไมเ่ หมาะสม 1.9 การถอดเครอ่ื งกาบงั ส่วนอนั ตรายของเครอ่ื งจกั รออกดว้ ยความรสู้ กึ ราคาญ ทา ใหก้ ารทางานไมส่ ะดวก หรอื ถอดเพ่อื ซ่อมแซมแลว้ ไมใ่ ส่คนื 1.10 การใชเ้ ครอ่ื งมอื หรอื อุปกรณ์ต่าง ๆ ไมเ่ หมาะสมกบั งาน เช่น การใชข้ วดแก้ว ตอกตะปแู ทนการใชค้ อ้ นตอกตะปู 1.11 การหยอกลอ้ กนั ระหว่างทางาน 1.12 การทางานโดยทร่ี า่ งกายและจติ ใจไมพ่ รอ้ มหรอื ผดิ ปกตเิ ช่น ไมส่ บายใจ เมาคา้ ง มปี ัญหาครอบครวั ทะเลาะกบั แฟน เป็นตน้ 2. สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภยั (Unsafe Conditions) เป็นสาเหตุรอง ไดแ้ ก่ 2.1 ส่วนทเ่ี ป็นอนั ตราย (ส่วนทเ่ี คลอ่ื นไหว) ของเครอ่ื งจกั รไมม่ เี ครอ่ื งกาบงั หรอื อุปกรณ์สวมใสป่ ้องกนั อนั ตรายสว่ นบคุ คล 2.2 การวางผงั โรงงานทไ่ี มถ่ ูกตอ้ ง 2.3 ความไมเ่ ป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย และสกปรกในการจดั เกบ็ วสั ดสุ งิ่ ของ 2.4 พน้ื โรงงานขรขุ ระเป็นหลุมเป็นบ่อ 2.5 สภาพแวดลอ้ มในการทางานท่ไี ม่ปลอดภยั หรอื ไม่ถูกสุขอนามยั เช่น แสง สวางไมเ่ พยี งพอเสยี งดงั เกนิ ควรความรอ้ นสงู ฝ่นุ ละอองไอระเหยของสารเคมที เ่ี ป็นพษิ เป็นตน้ 2.6 เครอ่ื งจกั รกลเครอ่ื งมอื หรอื อุปกรณ์ชารดุ บกพรอ่ ง 3. ด้านสภาพแวดล้อมในสถานที่ทางาน ไดแ้ ก่ 3.1 ระดบั อุณหภมู บิ รเิ วณสถานทท่ี างาน (Degree Temperature) 3.2 ความเรว็ หรอื อตั ราเรง่ ของงาน (Working Speed) 3.3 ระดบั เสยี ง (Noise Level) 3.4 ระดบั แสงสว่าง (Light Level) 3.5 อายกุ ารทางานและประสบการณ์ทางาน (Age and Experience) 3.6 สุขภาพกาย (Physical Health) 3.7 ขวญั และกาลงั ใจ (Work Morale)

462 หลกั เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน และการพิจารณาตอบสนองต่อความเส่ียง อนั ตราย 1. พิจารณาจากหลกั เกณฑท์ ่ีใช้ประเมินระดบั ความเส่ียง ตารางท่ี 7.9 หลกั เกณฑป์ ระเมนิ ระดบั ความเสย่ี งในการทางาน โอกาสในการเกิด ระดบั ความรนุ แรง ระดบั ความรนุ แรง ระดบั ความรนุ แรง อนั ตราย สงู ปานกลาง ตา่ ความเสี่ยงสงู ความเสย่ี งทไ่ี มอ่ าจ ความเสย่ี งสงู (4) ความเสย่ี งปานกลาง (3) ยอมรบั ได้ (5) ความเสี่ยงปานกลาง ความเสย่ี งสงู (4) ความเสย่ี งปานกลาง (3) ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ได้ (2) ความเส่ียงตา่ ความเสย่ี งปานกลาง (3) ความเสย่ี งท่ยี อมรบั ได้ (2) ความเสย่ี งต่า (1) ทม่ี า: จกั รกฤษณ์ สวิ ะเดชาเทพ,2559, หน้า 12-33. จากตารางขา้ งตน้ สามารถอธบิ ายถงึ การพจิ ารณาการประมาณความเสย่ี งท่ีแทจ้ รงิ หรอื เกดิ ขน้ึ จรงิ จากการปฏบิ ตั งิ าน ดงั น้ี 1. กรณคี วามเสย่ี งอนั ตรายเก่ยี วขอ้ งกบั กฎหมายหรอื ขอ้ กาหนดอ่นื ๆ แต่หน่วยงานไม่ มมี าตรการควบคมุ กจิ กรรมดงั กล่าวใหถ้ อื วา่ เป็นความเส่ียงอนั ตรายที่มีนัยสาคญั 2. กรณคี วามเสย่ี งอนั ตรายเก่ยี วขอ้ งกบั กฎหมายหรอื ขอ้ กาหนดอ่นื ๆ แต่หน่วยงานมี มาตรการควบคมุ กจิ กรรมดงั กล่าว ระดบั ความเสย่ี งทแ่ี ทจ้ รงิ ใหพ้ จิ ารณาตามหลกั เกณฑป์ กติ 3. กรณีท่คี วามเสย่ี งอนั ตรายไม่เก่ยี วขอ้ งกบั กฎหมาย และหน่วยงานไม่มมี าตรการ ควบคุมกจิ กรรมดงั กล่าว ระดบั ความเสย่ี งท่แี ท้จรงิ เท่ากบั ระดบั ความเสย่ี งอนั ตรายตงั้ แต่ระดบั ปานกลางถงึ ระดบั สงู ถอื ว่าเป็นความเส่ียงอนั ตรายที่มีนัยสาคญั 4. กรณที ค่ี วามเสย่ี งอนั ตรายไมเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั กฎหมาย แต่หน่วยงานมมี าตรการควบคุม กจิ กรรมดงั กล่าว ระดบั ความเสย่ี งทแ่ี ทจ้ รงิ ใหพ้ จิ ารณาตามหลกั เกณฑก์ ารประเมนิ ปกติ 2. พิจารณาจากโอกาสในการเกิดอนั ตราย ตารางท่ี 7.10 พจิ ารณาจากโอกาสในการเกดิ อนั ตราย โอกาสในการเกิดอนั ตราย เกณฑใ์ นการพิจารณา ระดบั ความเสี่ยงตา่ (1) มโี อกาสเกิดข้นึ \"ต่า\" เช่น ไม่เกดิ ขน้ึ เลยในระยะเวลา 6 เดอื น ระดบั ความเสี่ยงปานกลาง (2) มโี อกาสเกิดข้นึ \"ปานกลาง\" เช่น เกดิ ข้นึ อย่างน้อย 1 ครงั้ ในระยะเวลา 6 เดอื น ระดบั ความเสี่ยงสงู (3) มโี อกาสเกดิ ขน้ึ \"สงู \" เช่น เกดิ ขน้ึ เป็นประจาทุกเดอื น ทุก สปั ดาหห์ รอื ทุกวนั ทม่ี า: จกั รกฤษณ์ สวิ ะเดชาเทพ,2559, หน้า 12-32.

463 3. การพิจารณาจากระดบั ความรนุ แรงของการเกิดอนั ตราย ตารางท่ี 7.11 การพจิ ารณาจากระดบั ความรนุ แรงของการเกดิ อนั ตราย ระดบั ความรนุ แรง เกณฑใ์ นการพิจารณา ระดบั ตา่ (1) เหตุการณ์เกอื บเกดิ อุบตั เิ หตุ (Near Miss/Incident) หรอื อุบัติเหตุท่ีทาให้มีการบาดบาดเจ็บหรือเจ็บป่ วยเพียง เลก็ น้อย ซง่ึ อาจต้องการความช่วยเหลอื ในระดบั การปฐม พยาบาล หรอื อาจจะต้องไดร้ บั การช่วยเหลือโดยการส่ง เขา้ รบั การรกั ษาท่โี รงพยาบาลแต่ไม่จาเป็นตอ้ งหยุดงาน และหรือมูลค่าความเสยี หายของธุรกิจและทรพั ย์สินไม่ เกนิ 5000 บาท ระดบั กลาง (2) เกิดอุบัติเหตุทาให้มีการบาดเจ็บหรือเจ็บป่ วยซ่ึงต้อง ไ ด้ ร ับ ก า ร ช่ ว ย เ ห ลื อ โ ด ย ก า ร ส่ ง เ ข้ า ร ับ ก า ร ร ัก ษ า ท่ี โรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน และแพทย์อนุญาตใหห้ ยุด งานไมเ่ กนิ 3 วนั และหรอื มูลคา่ ความเสยี หายของธุรกจิ และทรพั ยส์ นิ มากกวา่ 5000 บาท แต่ไมเ่ กนิ 30000 บาท ระดบั สงู (3) เกิดอุบัติเหตุทาให้มีการบาดเจ็บหรือเจ็บป่ วยซ่ึงต้อง ไ ด้ ร ับ ก า ร ช่ ว ย เ ห ลื อ โ ด ย ก า ร ส่ ง เ ข้ า ร ับ ก า ร ร ัก ษ า ท่ี โรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน และแพทยอ์ นุญาตให้หยุด งานตงั้ แต่ 4 วนั ขน้ึ ไป และหรอื มูลค่าความเสยี หายต่อ ธรุ กจิ และทรพั ยส์ นิ มากกวา่ 30000 บาท ขน้ึ ไป และหรอื เกดิ อบุ ตั เิ หตจุ นเป็นเหตุใหม้ กี ารประกาศใชแ้ ผนฉุกเฉิน 4. หลกั เกณฑใ์ นการตอบสนองต่อความเส่ียงระดบั ต่างๆ ตารางท่ี 7.12 หลกั เกณฑใ์ นการตอบสนองต่อความเสย่ี งระดบั ต่าง ๆ ระดบั ความเส่ียง หลกั เกณฑก์ ารพิจารณาตอบสนองต่อความเส่ียง ระดบั ความเสี่ยงตา่ (1) 1. ไมต่ อ้ งมกี ารควบคุมเพม่ิ เตมิ การพจิ ารณาความเสย่ี ง อาจทาเม่อื เห็นว่า คุ้มค่า หรอื การปรบั ปรุงไม่ต้องเสีย คา่ ใชจ้ า่ ยเพม่ิ ขน้ึ 2. การติดตามตรวจสอบยงั คงต้องทาเพ่ือให้แน่ใจว่า ความเสย่ี งไดร้ บั การควบคมุ ต่อเน่ือง 3. รายงานถึงการดาเนินงานตามระยะเวลาท่ีกาหนด อยา่ งตอ่ เน่ือง ระดบั ความเส่ียงที่ยอมรบั ได้ (2) 1. ไมต่ อ้ งมกี ารควบคมุ เพมิ่ เตมิ การพจิ ารณาความเสย่ี ง อาจทาเม่อื เหน็ วา่ คมุ้ คา่ หรอื การปรบั ปรงุ ไมต่ อ้ งเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยเพม่ิ ขน้ึ

464 ตารางท่ี 7.12 หลกั เกณฑใ์ นการตอบสนองต่อความเสย่ี งระดบั ต่าง ๆ (ต่อ) ระดบั ความเสี่ยง หลกั เกณฑก์ ารพจิ ารณาตอบสนองต่อความเสย่ี ง ระดบั ความเสี่ยงที่ยอมรบั ได้ (2) (ต่อ) 2. การตดิ ตามตรวจสอบยงั คงตอ้ งทาเพ่อื ใหแ้ น่ใจวา่ ความเสย่ี งไดร้ บั การควบคมุ ตอ่ เน่ือง 3. รายงานถงึ การดาเนินงานตามระยะเวลาทก่ี าหนด อยา่ งตอ่ เน่ือง ระดบั ความเส่ียงปานกลาง (3) 1. จะตอ้ งใชค้ วามพยายามทจ่ี ะลดความเสย่ี ง แต่ คา่ ใชจ้ า่ ยของการป้องกนั จะตอ้ งพจิ ารณาอยา่ งรอบคอบ ซง่ึ จะตอ้ งกาหนดแผนลดความเสย่ี ง และจากดั วงเงนิ งบประมาณ 2. จะตอ้ งมกี ารดาเนินลดความเสย่ี งภายในแผนท่ี กาหนด 3. เม่อื ความเสย่ี งระดบั ปานกลางมคี วามสมั พนั ธก์ บั การ เกดิ ความเสยี หายรา้ ยแรง ควรประเมนิ ทบทวนเพอ่ื ตดั สนิ ความจาเป็นสาหรบั มาตรการควบคมุ วา่ จะตอ้ งมี การปรบั ปรงุ เพม่ิ เตมิ หรอื ไม่ 4. เฝ้าตดิ ตามการดาเนินงานเพอ่ื ใหท้ ราบผลและ รายงานผลตามระยะเวลาทก่ี าหนดอยา่ งตอ่ เน่ือง 5. นาไปกาหนดแผนการป้องกนั และมาตรการตา่ ง ๆ ระดบั ความเส่ียงสงู (4) 1. ตอ้ งลดความเสย่ี งลงกอ่ นทจ่ี ะเรมิ่ ทากจิ กรรมได้ ระดบั ความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรบั ได้ (5) 2. ตอ้ งจดั สรรทรพั ยากรและมาตรการอยา่ งเพยี งพอเพ่อื ลดความเสย่ี ง ทม่ี า: ชยั เสฎฐ์ พรหมศร,ี 2550, หน้า 76 3. กรณีความเสย่ี งทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั กบั กจิ กรรมทก่ี าลงั จะ เรม่ิ หรอื กจิ กรรมทก่ี าลงั ดาเนินอยจู่ ะตอ้ งทาการแกไ้ ข โดยเรง่ ด่วน 4. เฝ้าตดิ ตามการดาเนินงานเพ่อื ใหท้ ราบผลและ รายงานผลตามระยะเวลาทก่ี าหนดอยา่ งตอ่ เน่ือง 5. นาไปกาหนดแผนการป้องกนั และมาตรการตา่ ง ๆ 1. การทางานหรอื กจิ กรรมทจ่ี ะเรมิ่ หรอื งานทท่ี าอยจู่ ะไม่ สามารถดาเนินต่อไปได้ จนกวา่ จะลดความเสย่ี งลงใหอ้ ยู่ ในขนั้ ยอมรบั ได้ 2. ถา้ ไมส่ ามารถลดความเสย่ี งได้ ถงึ แมจ้ ะพยายาม อยา่ งเตม็ ทแ่ี ลว้ จะตอ้ งหยุดการทางานหรอื กจิ กรรมนนั้ ทนั ทเี พ่อื ไมเ่ กดิ ความเสยี หายรา้ ยแรง