221 สุขภาพของผู้ท่ีปฏิบัติงาน ท่าทางการทางาน ลักษณะหรือระบบของงานท่ีไม่เหมาะสม เช่น โรคปวดหลังจากการทางาน โรคความดันโลหิตสูง สภาพแวดล้อมท่ีไม่ปลอดภัย เชน่ ความบกพรอ่ งของเครอ่ื งมอื เคร่อื งจกั ร อุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการทางานไม่เหมาะสม การจดั เกบ็ บรเิ วณสถานทท่ี างาน สภาพการกระทาท่ไี ม่เหมาะสม เช่น การขาดความรู้ และทกั ษะในการ ปฏบิ ตั งิ าน พนกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ านไมส่ วมใส่อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบคุ คล เป็นตน้ ดงั นนั้ ปัญหาสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน หรอื การเกดิ โรคจากการ ทางานถา้ มปี ัจจยั ภายนอกมาทาใหเ้ กดิ โรค กถ็ อื ว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชพี เช่น โรคพษิ ตะกวั่ โรคซลิ โิ คซสิ เป็นตน้ แต่ถา้ มสี าเหตุจากปัจจยั ส่วนตวั รว่ มกบั สภาพและสง่ิ แวดลอ้ มในการ ทางานทาให้อาการของโรคมากข้นึ หรอื มคี วามผดิ ปกติท่ชี ดั เจนยง่ิ ข้นึ ก็ถือว่าเป็นกลุ่มโรค เน่ืองจากการทางาน เช่น โรคปวดหลงั ซ่งึ ลกั ษณะการทางานท่อี ย่ใู นอรยิ บถหรอื ท่าทางท่ไี ม่ ถกู ตอ้ งมแี นวโน้มปวดหลงั ได้ หรอื มงี านทเ่ี รง่ ด่วนตอ้ งมกี ารเคล่อื นยา้ ยสงิ่ ของหนกั ๆ กย็ งิ่ ทาให้ ปวดหลงั หรอื กาเรบิ มากขน้ึ ได้ โดยประกาศกระทรวงแรงงานและสวสั ดกิ ารสงั คม เร่อื ง กาหนดชนิดของโรคซง่ึ เกดิ ขน้ึ ตามลกั ษณะหรอื สภาพของงาน หรอื เน่อื งจากการทางาน ไดแ้ ก่ 2.1 โรคจากสารตะกวั่ หรอื สารประกอบของตะกวั่ 2.2 โรคจากแมงกานีสหรอื สารประกอบของแมงกานีส 2.3 โรคจากสารหนูหรอื สารประกอบของสารหนู 2.4 โรคจากเบอรลิ เลย่ี มหรอื สารประกอบของเบอรลิ เลย่ี ม 2.5 โรคจากปรอทหรอื สารประกอบของปรอท 2.6 โรคจากโครเมย่ี มหรอื สารประกอบของโครเมย่ี ม 2.7 โรคจากนเิ กล้ิ หรอื สารประกอบของนเิ กล้ิ 2.8 โรคจากสงั กะสหี รอื สารประกอบของสงั กะสี 2.9 โรคจากแคดเมยี มหรอื สารประกอบของแคดเมย่ี ม 2.10 โรคจากฟอสฟอรสั หรอื สารประกอบของฟอสฟอรสั 2.11 โรคจากคารบ์ อนไดซลั ไฟด์ 2.12 โรคจากไฮโดรเจนซลั ไฟด์ 2.13 โรคจากซลั เฟอรไ์ ดอ๊อกไซดห์ รอื กรดซลั ฟูรคิ 2.14 โรคจากไนโตรเจนอ๊อกไซดห์ รอื กรดไนตรกิ 2.15 โรคจากแอมโมเนีย 2.16 โรคจากคลอรนี หรอื สารประกอบของคลอรนี 2.17 โรคจากคารบ์ อนมอนนอกไซด์ 2.18 โรคจากเบนซนิ หรอื สารประกอบของเบนซนิ 2.19 โรคจากฮาโลเจน ซง่ึ เป็นอนุพนั ธุข์ องไฮโดรเจนกลุม่ น้ามนั
222 2.20 โรคจากสารกาจดั ศตั รพู ชื 2.21 โรคจากสารเคมอี ่นื หรอื สารประกอบของเคมอี ่นื 2.22 โรคจากเสยี ง 2.23 โรคจากความรอ้ น 2.24 โรคจากความเยน็ 2.25 โรคจากความสนั่ สะเทอื น 2.26 โรคจากความกดดนั อากาศ 2.27 โรคจากรงั สไี มแ่ ตกตวั 2.28 โรคจากรงั สแี ตกตวั 2.29 โรคจากแรงหรอื แคดเมย่ี มเหลก็ ไฟฟ้าอ่นื ๆ 2.30 โรคจากฝ่นุ 2.31 โรคตดิ เชอ้ื จากการทางาน 2.32 โรคอ่ืน ๆ ซ่งึ เกิดข้นึ ตามลกั ษณะหรอื สภาพของงานหรอื เน่ืองจากการ ทางาน จะเห็นได้ว่า การประกอบอาชพี ต่าง ๆ ของพนักงานในสถานประกอบการเป็นส่วน สาคญั ท่ที าใหเ้ กดิ โรคต่าง ๆ อนั เน่ืองจากการทางาน ซง่ึ ก่อใหเ้ กดิ โรคหลายโรค หากขาดการ ป้องกนั ดแู ลทด่ี จี ากผบู้ รหิ ารซง่ึ สามารถกาหนดเป็นนโยบายอย่างชดั เจนใหท้ ุกคนได้ปฏบิ ตั ติ าม รวมทัง้ มีกฎระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัดในการเอาใจใส่ของพนักงานผู้ปฏิบัติงาน ซง่ึ โรคต่าง ๆ ทส่ี ามารถเกดิ จากการทางาน สามารถแสดงใหเ้ หน็ ไดด้ งั ภาพท่ี 4.1 ภาพท่ี 4.1 โรคทเ่ี กดิ จากการทางานในสถานประกอบการ ทม่ี า: https://www.google.co.th, 2559.
223 การค้มุ ครอง ดแู ล และควบคมุ ให้เกิดสขุ ภาพอนามยั ท่ีดีในการทางาน ในสถานประกอบการนายจา้ งจะต้องมกี ารวาง ควบคุม ป้องกนั ดูแล เฝ้าระวงั กากบั ตรวจตดิ ตามเกย่ี วกบั สุขภาพอนามยั ในการทางานอนั จะก่อใหเ้ กดิ โรคภยั ต่าง ๆ อนั ทจ่ี ะเกดิ จาก การทางานให้กบั นายจา้ ง ซ่งึ การมสี ุขภาพอนามยั ทด่ี ขี องพนักงานหรอื ลูกจ้างนัน้ ไม่เพยี งแต่ นายจ้างจะปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายเท่านัน้ จาเป็นต้องตระหนักถงึ มนุษยธรรมในการทางานของ ลูกจา้ งเพ่อื ให้ลูกจา้ งได้รบั ความปลอดภยั หรอื ความไม่เป็นโรคภยั อนั เกดิ จากการทางานด้วย โดยทวั่ ไปนัน้ กฎหมายว่าด้วยเร่อื งสุขภาพอนามยั ของลูกจ้างในสถานประกอบการก็เป็นขอ้ กาหนดให้นายจ้าง รวมทัง้ ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกันเพ่ือให้เกิด ความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งนายจา้ งกบั ลกู จา้ งดา้ นพนกั งานสมั พนั ธด์ ว้ ย มาตรา ๓๒ เพอ่ื ประโยชน์ในการควบคุม กากบั ดูแลการดาเนินการดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน ใหน้ ายจา้ งดาเนินการดงั ต่อไปน้ี (1) จดั ใหม้ กี ารประเมนิ อนั ตราย (2) ศกึ ษาผลกระทบของสภาพแวดลอ้ มในการทางานทม่ี ผี ลต่อลกู จา้ ง (3) จดั ทาแผนการดาเนินงานด้านความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อม ในการทางานและจดั ทาแผนการควบคมุ ดแู ลลกู จา้ งและสถานประกอบ กจิ การ (4) ส่งผลการประเมนิ อนั ตราย การศกึ ษาผลกระทบ แผนการดาเนินงานและแผนการ ควบคมุ ตาม (1) (2) และ (3) ใหอ้ ธบิ ดหี รอื ผซู้ ง่ึ อธบิ ดมี อบหมาย ดงั นัน้ เพ่อื ใหเ้ กิดการคุ้มครองและดูแลผู้ประกอบอาชพี ในสถานประกอบการรฐั บาล จงึ ไดเ้ ลง็ เหน็ ความสาคญั ของสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางานจึงไดอ้ อกประกาศ กระทรวงแรงงานและสวสั ดกิ ารสงั คม เรอ่ื งหลกั เกณฑก์ ารวนิ ิจฉยั และการประเมนิ ความสญู เสยี สมรรถภาพของผู้ป่ วยบาดเจบ็ หรอื ไดร้ บั อนั ตรายดว้ ยโรคจากการทางานเพ่อื ให้เป็นมาตรฐาน เดยี วกนั ซง่ึ มใี จความสาคญั ดงั น้ี 1. การวินิจฉัยโรคจากการทางาน สถานประกอบการจาเป็นตอ้ งมกี ารใหค้ วามรว่ มมอื และมกี ารดาเนินการวนิ ิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพของลูกจ้างในตาแหน่งงานต่าง ๆ ตามกฎหมายท่เี ก่ียวข้องกับสุขภาพอนามยั ของผู้ปฏิบตั ิงาน เพ่อื ให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ ดงั ต่อไปน้ี 1.1 มหี ลกั ฐานการแพทยแ์ สดงวา่ มกี ารเจบ็ ป่วย ดงั น้ี 1.1.1 เวชระเบยี น ซง่ึ เป็นประวตั ขิ องผเู้ จบ็ ป่วยทเ่ี ป็นรายละเอยี ดตงั้ แต่การ เขา้ รบั การรกั ษา และมกี ารไดร้ บั การรกั ษาดแู ลอยา่ งไร 1.1.2 ผลและรายงานการชนั สตู รต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วกบั โรค เป็นการวนิ ิจฉัย และลงความเหน็ ของแพทยแ์ ละทมี งานของแพทย์
224 1.1.3 ใบรบั รองแพทย์ ทแ่ี พทยผ์ ทู้ าการรกั ษาเป็นผใู้ หค้ วามเหน็ ชอบตาม อาการเป็นผรู้ บั รอง 1.1.4 ความเหน็ ของแพทยผ์ ู้เชย่ี วชาญ การวนิ ิจฉัยจากการรกั ษาของ แพทยผ์ ทู้ าการรกั ษา 1.2 นอกจากหลกั เกณฑด์ งั กล่าวแลว้ อาจใชห้ ลกั เกณฑข์ อ้ ใดขอ้ หน่ึง ประกอบการ วนิ ิจฉยั โรคไดด้ งั น้ี 1.2.1 การวนิ ิจฉัยดว้ ยการรกั ษาทางการแพทยพ์ สิ ูจน์สาเหตุของโรค เช่น โรคพษิ สารตะกวั่ อาจจาเป็นต้องทาการตรวจทดลองรกั ษาไปก่อน เพ่ือให้ผู้ป่ วยปลอดภยั ปลอดภยั หากอาการดขี น้ึ แสดงว่าน่าจะเป็นโรคพษิ จากตะกวั่ 1.2.2 อาการป่ วยบางระยะสมั พนั ธ์กบั การสมั ผสั สงิ่ แวดล้อมท่มี ปี ัจจยั คุกคามในพน้ื ทส่ี งสยั 1.2.3 อาการป่ วยบางระยะเปล่ยี นแปลงไปในทางท่ดี ขี ้นึ เม่อื เว้นจาก สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี ป็นปัจจยั คุกคาม 1.2.4 มผี ปู้ ่วยในกล่มุ ผสู้ มั ผสั ลกั ษณะเดยี วกนั มากกว่าหน่งึ ราย หรอื มรี ายงานการสอบสวนการระบาดวทิ ยาสนับสนุน ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษา/รายงานในคน และสตั วก์ ่อนหน้าน้ี 1.3 หลกั เกณฑก์ ารวนิ ิจฉัยโรคให้อ้างองิ เอกสารทางการของ WHO,ILO และ หลกั เกณฑส์ ากลขององคก์ รต่างประเทศทเ่ี ป็นทย่ี อมรบั ตามลาดบั และเอกสารจะตอ้ งเป็น ฉบบั ปัจจบุ นั หรอื เอกสารเล่มทจ่ี ะออกใหม่ 1.4 การประเมนิ การสญู เสยี สมรรถภาพใหใ้ ชห้ ลกั เกณฑก์ ารประเมนิ การ สูญเสยี สมรรถภาพ “คู่มอื กาหนดแนวทางการประเมนิ การสูญเสยี สมรรถภาพทางกายและจติ ” ของ คณะกรรมการทป่ี รกึ ษาพนกั งานเงนิ ทดแทน กรมแรงงาน พ.ศ. 2525 หรอื จนกว่า จะมฉี บบั ใหม่ หรอื เกณฑจ์ ากต่างประเทศ ประกาศฉบบั น้ีใหใ้ ชบ้ งั คบั ตงั้ แต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จา- นุเบกษา เป็นตน้ ไปประกาศ ณ วนั ท่ี 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 2. แพทย์และพยาบาลในสถานประกอบการ เน่ืองจากปัจจุบนั ยงั ไม่มีกฎหมาย กาหนดคุณสมบัติ และหน้าท่ีของแพทย์หรือพยาบาลท่ีมาทางานในสถานประกอบการ จะมกี เ็ ป็นเพยี งรา่ งหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารจดั ใหม้ แี พทยแ์ ละพยาบาลมาประจาสถานประกอบการ ซ่งึ จะประกาศใช้ในระยะเวลาอนั ใกล้น้ี ซ่งึ มคี วามสาคญั ดงั น้ี หลกั เกณฑเ์ ก่ยี วกบั พยาบาล ประจาสถานประกอบการ 2.1 ใหน้ ายจา้ งจดั ใหม้ พี ยาบาลประจาสถานประกอบกจิ การ ดงั น้ี 2.1.1 กรณีมลี ูกจา้ งตงั้ แต่สองรอ้ ยคนขน้ึ ไป แต่ไม่เกนิ 999 คน ต้องจดั ให้มี พยาบาลไวป้ ระจาอยา่ งน้อยหน่งึ คนตลอดเวลาทางานปกติ ไมน่ ้อยกว่าวนั ละ 8 ชวั่ โมง และหาก
225 มลี กู จา้ งเพม่ิ ขน้ึ จากวรรคแรกใหม้ พี ยาบาลเพมิ่ 1 คน ต่อการเพม่ิ ขน้ึ ของจานวน ลูกจา้ งทุก ๆ 1,000 คน 2.1.2 กรณมี ลี ูกจา้ งตงั้ แต่ 1,000 คนขน้ึ ไป ตอ้ งจดั ใหม้ พี ยาบาลไวป้ ระจาอย่าง น้อยสองคน โดยเวลาทางานปกตขิ องแต่ละคนไมน่ ้อยกว่าวนั ละ 8 ชวั่ โมง 2.2 พยาบาลประจาสถานประกอบการตอ้ งมคี ุณสมบตั อิ ยา่ งหน่งึ อยา่ งใด ต่อไปน้ี 2.2.1 สาเรจ็ การศกึ ษาไม่ต่ากว่าระดบั ปรญิ ญาตรสี าขาพยาบาล อาชวี อนามยั หรอื เทยี บเท่า 2.2.2 เป็นพยาบาลทผ่ี ่านการอบรมดา้ นอาชวี อนามยั ไมต่ ่ากว่า 60 ชวั่ โมง ตาม หลกั เกณฑท์ อ่ี ธบิ ดกี าหนด 2.2.3 พยาบาลทป่ี ฏบิ ตั งิ านในหน้าท่เี ก่ยี วกบั อาชวี อนามยั มาแลว้ ไม่น้อยกว่า หน่งึ ปีก่อนวนั ทป่ี ระกาศน้ใี ชบ้ งั คบั และผา่ นการทดสอบตามหลกั เกณฑท์ อ่ี ธบิ ดี กาหนด 2.2.4 พยาบาลท่สี าเรจ็ การศกึ ษาการพยาบาล หรอื การพยาบาลผดุงครรภ์ หลกั สตู ร 2 ปี ทป่ี ฏบิ ตั งิ านในหน้าทเ่ี ก่ยี วกบั อาชวี อนามยั มาแลว้ ไมน่ ้อยกว่า 5 ปี ก่อนวนั ท่ี ประกาศน้ใี ชบ้ งั คบั และผา่ นการทดสอบตามหลกั เกณฑท์ อ่ี ธบิ ดกี าหนด 2.3 ใหพ้ ยาบาลประจาสถานประกอบกจิ การมหี น้าทต่ี ่อไปน้ี 2.3.1 กาหนดวตั ถุประสงคแ์ ละโครงสรา้ งการดาเนินงานการพยาบาลในสถาน ประกอบการ 2.3.2 กาหนดแผนงานพรอ้ มทงั้ งบประมาณต่อฝ่ายบรหิ ารสถานประกอบการ 2.3.3 จดั หน่วยพยาบาลอาชีวอนามยั ให้เป็นระเบียบและสะดวกในการ ใหบ้ รกิ ารและปฏบิ ตั กิ ารของพยาบาล 2.3.4 ใหบ้ รกิ ารพยาบาลอาชวี อนมยั ท่คี รอบคลุมการส่งเสรมิ สุขภาพ การ ป้องกนั โรคและป้องกนั อนั ตรายจากการทางาน การรกั ษาพยาบาลและการฟ้ืนฟู สมรรถภาพ ของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน 2.3.5 เก็บขอ้ มลู การตรวจสุขภาพ การรกั ษา การฟ้ืนฟู หรอื ขอ้ มลู สุขภาพ อ่นื ๆ เทา่ ทจ่ี าเป็นเพอ่ื การรกั ษาหรอื เฝ้าระวงั สุขภาพอนามยั ของลกู จา้ ง 2.3.6 ปฏบิ ตั งิ านรว่ มกบั แพทยป์ ระจาสถานประกอบกจิ การในการดแู ล ดา้ น สขุ ภาพอนามยั ของลกู จา้ ง 2.3.7 ใหค้ าปรกึ ษา แนะนาอบรมเกย่ี วกบั ดา้ นสขุ ภาพอนามยั 2.3.8 ปฏบิ ตั ิหน้าท่เี ก่ยี วกบั สุขภาพอนามยั อ่ืนตามท่นี ายจ้างมอบหมาย หลกั เกณฑเ์ กย่ี วกบั แพทยป์ ระจาสถานประกอบการ 2.4 ใหน้ ายจา้ งจดั ใหม้ แี พทยป์ ระจาสถานประกอบกจิ การดงั น้ี 2.4.1 กรณีมลี ูกจา้ งตงั้ แต่ 200 คน แต่น้อยกว่า 500 คน ต้องจดั ใหม้ ี แพทย์ ประจาไมน่ ้อยกวา่ 8 ชวั่ โมงต่อเดอื น
226 2.4.2 กรณมี ลี กู จา้ งตงั้ แต่ 500 คน แต่น้อยกว่า 1,000 คน ต้องจดั ใหม้ ี แพทย์ ประจาไมน่ ้อยกวา่ 4 ชวั่ โมงต่อสปั ดาห์ 2.4.3 กรณีมลี ูกจา้ งตงั้ แต่ 1,000 คนขน้ึ ไป ตอ้ งจดั ใหม้ แี พทยป์ ระจาไม่น้อย กว่า 6 ชวั่ โมงต่อสปั ดาห์ 2.5 แพทยป์ ระจาสถานประกอบกจิ การตอ้ งมคี ุณสมบตั อิ ยา่ งหน่งึ อยา่ งใด ดงั น้ี 2.5.1 ปฏบิ ตั งิ านร่วมกบั นายจา้ งและบุคคลท่เี ก่ยี วขอ้ งในการวางแผนบรหิ าร จดั การดา้ นสขุ ภาพอนามยั ของลกู จา้ ง 2.5.2 ตรวจสอบหาสาเหตุการเจบ็ ป่ วยหรอื โรคจากการทางาน และรายงาน ผลรวมทงั้ ขอ้ เสนอแนะต่อนายจา้ ง เพอ่ื การแกไ้ ขป้องกนั โดยไมช่ กั ชา้ 2.5.3 ศกึ ษาวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดา้ นสุขภาพเพอ่ื การรกั ษาหรอื เฝ้าระวงั 2.5.4 ใหค้ าปรกึ ษา แนะนา อบรมลกู จา้ งเกย่ี วกบั ดา้ นสขุ ภาพอนามยั 2.5.5 ปฏบิ ตั หิ น้าทเ่ี กย่ี วกบั สขุ ภาพอนามยั อ่นื ตามทน่ี ายจา้ งมอบหมาย 3. กฎหมายเก่ียวกบั การทาหน้าที่ของคณะกรรมการ ซ่งึ เป็นผู้ท่ที าหน้าทด่ี ูแล ความปลอดภยั และกาหนดนโยบาย อาชวี อนามยั และสงิ่ แวดลอ้ มในการทางานไดก้ าหนดไวด้ งั น้ี 3.1 หน้าท่ขี องเจ้าหน้าท่คี วามปลอดภยั จากคาจากดั ความของคาว่า “ความ ปลอดภยั ในการทางาน” หมายความว่า สภาพการทางานซง่ึ ปราศจากอนั ตรายอนั จะทาใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ การประสบอนั ตราย การบาดเจบ็ เจบ็ ป่ วย หรอื ความเดอื ดรอ้ นราคาญ เน่ืองจากการ ทางาน หรอื เก่ยี วกบั การทางาน ส่วน “เจา้ หน้าทค่ี วามปลอดภยั ในการทางาน” หมายความ ว่า ลกู จา้ งผซู้ ง่ึ นายจา้ งแต่งตงั้ ใหป้ ฏบิ ตั หิ น้าทต่ี ามประกาศน้ี มหี น้าทด่ี งั น้ี 3.1.1 ดแู ลใหม้ กี ารปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั ความปลอดภยั ในการทางานของลกู จา้ ง 3.1.2 ใหค้ าปรกึ ษาแนะนาเกย่ี วกบั ความปลอดภยั ในการทางานแก่ นายจา้ ง และลกู จา้ ง 3.1.3 ควบคุมและดูแลการใช้อุปกรณ์ความปลอดภยั ให้ถูกวธิ แี ละให้อย่ใู น สภาพทใ่ี ชง้ านได้ 3.1.4 ตรวจสภาพการทางานและการปฏบิ ตั ิงานของลูกจา้ งแล้วรายงาน นายจา้ งใหป้ รบั ปรงุ แกไ้ ขเพอ่ื ความปลอดภยั ในการทางาน 3.1.5 บนั ทกึ จดั ทารายงาน และสอบสวนเก่ยี วกับอุบตั ิเหตุ และโรคซ่งึ เกดิ ขน้ึ เกย่ี วเน่อื งกบั การทางาน 3.1.6 ส่งเสรมิ สนบั สนุนใหม้ กี จิ กรรมเกย่ี วกบั ความปลอดภยั ในการทางาน 4. ประกาศกระทรวงแรงงานและสวสั ดิการสงั คม เรอ่ื งคณะกรรมการความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางานใน โรงงานอุตสาหกรรมมเี จตนารมณ์ของกฎหมายดงั น้ี
227 4.1 เพ่อื เป็นการส่งเสรมิ ให้มกี ารดาเนินงานความปลอดภยั ในระบบทวภิ าคี ขน้ึ ใน สถานประกอบกจิ การซง่ึ จะชว่ ยใหเ้ กดิ ความรว่ มมอื อนั ดรี ะหว่างนายจา้ งและลกู จา้ ง 4.2 เพ่อื ให้การบรหิ ารงานความปลอดภยั และการแก้ปัญหาอุบตั ิเหตุและโรค เน่อื งจากการทางานเป็นทย่ี อมรบั และถอื ปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั ระหว่างผบู้ รหิ าร และฝ่ายปฏบิ ตั กิ าร 4.3 เพ่อื สนบั สนุนการปฏบิ ตั งิ านของเจา้ หน้าทค่ี วามปลอดภยั ในการทางาน ประจา สถานประกอบกจกิ ารในการดูแลความปลอดภยั ของลูกจา้ งตลอดจนป้องกนั ความสญู เสยี ใหก้ บั นายจา้ ง 4.4 เพ่อื ให้การประกอบกิจการ และการปฏบิ ตั ิงานของลูกจา้ งมคี วามปลอดภยั ปราศจากอุบตั ิเหตุ และโรคอนั เน่ืองจากการทางาน โดยนายจ้างท่ปี ระกอบกิจการท่มี ลี ูกจา้ ง ตัง้ แต่ 50 คนข้ึนไป จะต้องจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามยั และ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน และตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายน้ี และสาหรบั สถานประกอบ กจิ การ ทม่ี ลี กู จา้ งตงั้ แต่ 1- 49 คน จะต้องมผี แู้ ทนลกู จา้ งอย่างน้อย 1 คน เพ่อื ทาหน้าทก่ี บั นายจา้ งใน การดแู ลความปลอดภยั ในการทางานของลกู จา้ งและเม่อื ใดกต็ ามทน่ี ายจา้ งมลี กู จา้ งเพมิ่ ขน้ึ ครบ 50 คน นายจา้ งตอ้ งจดั ใหม้ คี ณะกรรมการฯ ภายใน 30 วนั นบั แต่วนั ทม่ี ลี กู จา้ งครบ 50 คน โดย มอี งคป์ ระกอบดงั น้ี 4.4.1 สถานประกอบกจิ การทม่ี ลี กู จา้ งตงั้ แต่ 50 คนขน้ึ ไป แต่ไม่ถงึ 100 คน ใหม้ กี รรมการไมน่ ้อยกว่า 5 คน โดยมาจากตวั แทนจากนายจา้ ง 1 คน ผแู้ ทนระดบั บงั คบั บญั ชา 2 คน และผแู้ ทนระดบั ปฏบิ ตั กิ าร 2 คน 4.4.2 สถานประกอบการทม่ี ลี กู จา้ งตงั้ แต่ 100 คนขน้ึ ไป แต่ไม่ถงึ 500 คน ใหม้ ี กรรมการไมน่ ้อยกว่า 7 คน โดยมาจากตวั แทนจากนายจา้ ง ผูแ้ ทนระดบั บงั คบั บญั ชา 2 คน ผแู้ ทนระดบั ปฏบิ ตั กิ าร 3 คน และเจา้ หน้าทค่ี วามปลอดภยั ในการทางานเป็น กรรมการและ เลขานุการ อนั ตรายและการป้องกนั อนั ตรายจากสภาพแวดล้อมในการทางาน การประกอบอาชพี ในสถานประกอบการจะต้องเผชญิ กบั สภาพแวดลอ้ มในการทางานท่ี เป็นปัจจยั ทอ่ี าจก่อใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุในการทางานโดยเฉพาะอย่างยงิ่ สภาพแวดลอ้ มการทางานท่ี มเี คร่อื งมอื อุปกรณ์ เคร่อื งจกั รทเ่ี ป็นกระบวนการผลติ ในอุตสาหกรรมหนกั และเบา ดงั นนั้ การ เกดิ อนั ตรายในการทางานกบั สภาพแวดลอ้ มทม่ี เี ครอ่ื งจกั รท่มี กี าลงั การผลติ สูงก็ยอ้ มต้องมกี าร ป้องกนั อนั ตรายอนั ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ เน่อื งจากอุบตั เิ หตุนนั้ สามารถเกดิ ขน้ึ ไดต้ ลอดเวลาไม่ว่าเกดิ จาก ปัจจยั สาเหตุพน้ื ฐานหรอื เกดิ จากสภาพแวดลอ้ มการทางานกต็ าม จงึ สามารถจาแนกถงึ อนั ตราย ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ไดจ้ ากการประกอบอาชพี ไดด้ งั น้ี
228 1. อนั ตรายจากสิ่งแวดล้อมในการประกอบอาชีพ (Occupational environmental hazard) โดยส่วนใหญ่ในการประกอบอาชพี ของมนุษยท์ เ่ี ป็นวยั ทางานมกี ารเฉลย่ี จากองคก์ าร แรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยการทางานมนุษย์จะใช้เวลาในการทางานในสถานท่ที างาน ไม่น้อยกว่า 8 ชวั่ โมงต่อวนั ไม่ว่าจะเป็นงานในส่วนภาคราชการ รฐั วสิ าหกจิ และธุรกจิ เอกชน อุตสาหกรรมการผลติ และบรกิ าร โดยใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 ของแต่ละวนั งานในทป่ี ระกอบ อาชีพในแต่ละประเภทจะต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมในการทางานท่ีแตกต่างกันออกไป ตามประเภท ชนิดของงาน รวมทงั้ การบรหิ ารจดั การภายในโรงงาน ซง่ึ มผี ลต่อสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ของผู้ปฏบิ ตั งิ าน อนั ตรายจากสงิ่ แวดลอ้ มในการทางานสามารถแบ่งออกได้ ดงั น้ี 1.2 อนั ตรายทางด้านกายภาพ (Physical hazard) เป็นสภาพแวดล้อมท่ีสาคัญท่ีอาจเป็ นอันตรายต่อผู้ประกอบอาชีพตลอด ระยะเวลา ในแต่ละวนั ในการทางานท่มี กี ารใช้เคร่อื งจกั ร เคร่อื งมอื อุปกรณ์ หรอื สภาพการ ทางานท่เี สียงดงั เกินไป มคี วามสนั่ สะเทือน มคี วามร้อน ความเยน็ สูง หรอื มคี วามกดดนั ท่ี ผดิ ปกติ หรอื แมก้ ระทงั่ รงั สตี ่างๆ เม่อื ร่างกายได้รบั และสะสมเป็นระยะเวลาหน่ึง จงึ จะแสดง อาการของความเจบ็ ป่ วย ความสูญเสยี หรอื ความพกิ ารอย่างถาวรของอวยั วะต่าง ๆ ของ รา่ งกายได้ ซง่ึ สามารถแบ่งสงิ่ แวดลอ้ มทางกายภาพออกเป็น 1.1.1 เสียงรบกวน (Noise) ท่เี กิดจากการทางานในสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม เครอ่ื งจกั รทม่ี เี สยี งดงั เชน่ เสยี งฟันเฟืองกระทบกนั เสยี งจากเครอ่ื งบดหนิ แร่ บดโลหะ เสียงจากเคร่อื งยนต์ เคร่อื งกาเนิดไฟฟ้า มอเตอร์ เคร่อื งตีเหลก็ เคร่อื งทุบอดั เสียงจากการทางานของเคร่อื งจกั รท่ีมสี ายพานหมุนด้วยความเร็วสูงท่ีทางานตลอดเวลา เป็นสาเหตุท่ที าให้เกิดอนั ตราย เจ็บป่ วยของหูและร่างกายได้ ได้แก่ ทาให้ประสิทธภิ าพการ ทางานลดลงเน่ืองจากเสยี งรบกวนทาให้เกิดอุบตั ิเหตุจากการทางานเน่ืองจากส่อื ความหมาย หรอื ความผดิ พลาดในการสงั่ งาน ทาให้ไม่มสี มาธใิ นการทางาน สรา้ งความราคาญทาให้เกิด ความเบ่อื หน่ายในการทางานส่งผลต่อสุขภาพจติ สุขภาพกาย และผลเสียต่อท่สี าคญั ท่สี ุด คอื ทาใหส้ มรรถภาพทางการไดย้ นิ ลดลง หอู อ้ื หตู งึ จนกระทงั่ สญู เสยี การไดย้ นิ หรอื หูหนวกซง่ึ อนั ตรายกบั เสยี ง การกาหนดมาตรฐานความดงั ของเสยี ง ประกาศกระทรวงมหาดไทยว่าดว้ ยเรอ่ื งสภาวะ แวดลอ้ มในการทางาน ไดม้ ปี ระกาศกาหนดใหม้ รี ะดบั ความดงั ของเสยี งไม่เกนิ 90 เดซเิ บล (เอ) สาหรบั ลกู จา้ งท่ี ทางานไม่เกนิ วนั ละ 8 ชวั่ โมง และระดบั ความดงั ของเสยี งไมเ่ กนิ 80 เดซเิ บล (เอ) สาหรบั ลูกจา้ งทท่ี างานเกนิ กว่าวนั ละ 8 ชวั่ โมง และตามมาตรฐานสากลกาหนดให้มี
229 ระดบั ความดงั ของเสยี งไม่เกิน 85 เดซเิ บล (เอ) สาหรบั ผู้ท่ที างานวนั ละ 8 ชวั่ โมง และระดบั ความดงั ไม่เกนิ 90 เดซเิ บล (เอ) สาหรบั ผู้ทท่ี างานวนั ละ 4 ชวั่ โมง ส่วน OSHA หรือองค์กรความปลอดภัยและอาชีวอนามยั ของสหรฐั อเมริกา ได้เสนอแนะการกาหนด ระยะเวลาในการสมั ผสั เสยี งของคนทางานทม่ี คี วามดงั ของเสยี งแตกต่างกนั ตามตารางต่อไปน้ี ตารางที่ 4.1 การกาหนดมาตรฐานความดงั ของเสยี ง ความดงั (เดซเิ บล เอ) 90 91 92 93 94 95 96 97 98 ระยะเวลาสมั ผสั (ชวั ่ โมง) 8 7 6 5 4.5 4 3.5 3 2.5 ความดงั (เดซเิ บล เอ) 99 100 101 102 103 104 105 ระยะเวลาสมั ผสั (ชวั ่ โมง) 2.25 2 1.75 1.75 1.25 1.05 1 ความดงั (เดซเิ บล เอ) 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 ระยะเวลาสมั ผสั (ชวั ่ โมง) 52 45 37 33 30 25 22 18 16 15 ทม่ี า : วทิ ยา อยสู่ ขุ , 2549, หน้า 59 วิธีป้องกนั อนั ตรายจากเสียง ในสถานประกอบการท่มี กี ารทางานท่ที าใหเ้ กดิ เสยี งดงั รบกวนนัน้ ควร จะต้องมกี าร วเิ คราะห์ความเส่ยี ง และหาวธิ กี ารจดั การป้องกนั เพ่อื มใิ ห้เกดิ เป็นอนั ตรายต่อสภาพแวดล้อม ในการทางานของทุกคน ดงั น้ี 1. ตรวจวเิ คราะหห์ าคา่ ระดบั ความดงั ของเสยี งภายในสถานประกอบการว่าอย่ใู นเกณฑ์ ปกตหิ รอื ควรจะตอ้ งดาเนินการควบคมุ ป้องกนั 2. มมี าตรการกาหนดเพ่อื ควบคมุ มใิ หเ้ กดิ การสญู เสยี การไดย้ นิ ของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน 3. หาวธิ กี ารลดระดบั เสยี งดงั จากแหล่งกาเนิดของเสยี งและพยายาม ควบคุมเพ่อื มใิ ห้ เป็นอนั ตรายกบั ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน 4. กาหนดระยะเวลาการทางานทต่ี อ้ งสมั ผสั กบั เสยี ง 5. ควรมกี ารตรวจวดั ระดบั การไดย้ นิ ของคนงานทส่ี มั ผสั กบั เสยี งดงั 6. ใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั สว่ นบุคคล 7. การตรวจเชค็ เครอ่ื งมอื อุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการตรวจวดั ค่าระดบั ความดงั ใหอ้ ยใู่ นสภาพดี พรอ้ มใชง้ านเสมอ 8. การบนั ทกึ รายงานหรอื สถติ ติ ่างๆ เพ่อื เป็นขอ้ มลู ในการวเิ คราะห์
230 วิธีการควบคมุ เสียงรบกวน (Noise Control) 1. แยกคนงานออกจากบรเิ วณตน้ กาเนิดเสยี งใหม้ ากทส่ี ุดหรอื กาหนด ระยะเวลาไม่ให้ คนงานเขา้ ไปทางานในบรเิ วณทม่ี ตี น้ กาเนิดของเสยี งรบกวนนานเกนิ ไป 2. ตดิ ตงั้ เคร่อื งจกั รบนแผ่นวสั ดุทแ่ี ขง็ แรงและมคี วามยดื หยุ่นเพ่อื ลดแรงสนั่ สะเทอื น ของเครอ่ื งจกั รและทาใหไ้ มเ่ กดิ เสยี งดงั จากแรงสนั่ สะเทอื น 3. ใชว้ สั ดุทช่ี ่วยดดู ซบั เสยี งและไมท่ าใหเ้ กดิ เสยี งสะทอ้ น 4. ควรมกี ารดแู ลซ่อมแซมเคร่อื งจกั รใหม้ สี ภาพดพี รอ้ มใชง้ านและไม่ก่อใหเ้ กดิ เสยี งดงั หรอื หาเครอ่ื งจกั รใหมท่ ไ่ี มม่ เี สยี งดงั มากเขา้ มาทดแทนเครอ่ื งจกั รท่ี ชารดุ และเสยี งดงั 5. พฒั นากระบวนการผลติ หรอื วธิ กี ารทางานโดยไมก่ ่อใหเ้ กดิ เสยี งดงั 6. ลดเวลาในการทางานท่ตี ้องสมั ผสั เสยี งดงั รบกวนให้กบั คนงาน เช่น ความดงั 95 เดซเิ บล ต้องทางานไม่เกินวนั ละ 4 ชวั่ โมง หรอื ถ้า 100 เดซเิ บล ต้องทางานไม่เกนิ วนั ละ 2 ชวั่ โมง และถา้ หากระดบั เสยี งเกนิ กว่า 115 เดซเิ บล ไมค่ วรมใี ครเขา้ ไปทางานทงั้ สน้ิ 7. ใชอ้ ุปกรณ์เคร่อื งป้องกนั ส่วนบุคคล ซง่ึ จะตอ้ งศกึ ษาและใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะ ของเสยี งกบั งาน 1.1.2 การสนั่ สะเทือน (Vibration) ในการทางานทม่ี กี ระบวนการใชเ้ ครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์ท่กี ่อให้เกดิ แรงสนั่ สะเทอื น ไม่ว่าจะเป็นงานอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การก่อสรา้ ง การขนส่ง เช่น เคร่อื งเจาะถนน เคร่อื งตดั เคร่อื งอดั เคร่อื งเจาะคอนกรตี รถบรรทุกขนาดใหญ่ ฯลฯ ซง่ึ อาจทาใหเ้ กดิ การสนั่ สะเทอื นทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั ร่างกาย ทงั้ ร่างกายหรอื เป็นเฉพาะจดุ ทส่ี มั ผสั กบั เครอ่ื งมอื กไ็ ด้ ขน้ึ อยกู่ บั ลกั ษณะการใชง้ านเฉพาะอยา่ งของเครอ่ื งมอื อุปกรณ์นนั้ ผลของการ สนั่ สะเทอื นจะทาใหโ้ มเลกุลภายในเซลลข์ องร่างกายเกดิ การเคล่อื นไหวสนั่ รวั ทาใหร้ า่ งกายเกดิ ความเม่อื ยล้า เกดิ การระคายเคอื งต่อเน้ือเย่อื ตาพล่ามวั ประสทิ ธภิ าพ ของการทรงตวั ของ ร่างกายและการทางานลดลง อวยั วะภายในทาหน้าท่ผี ดิ ปกตไิ ด้ เช่น เกิดอาการเจบ็ ปวด บรเิ วณกระเพาะหรอื ไต ไขสนั หลงั อกั เสบ เน้ือเย่อื อ่อนของขอ้ มอื ถูก ทาลาย กล้ามเน้ือมอื อกั เสบ ปลายประสาทบรเิ วณมอื เสยี ไป เสน้ เลอื ดตบี ทาใหเ้ ลอื ดไป เลย้ี งอวยั วะส่วนนนั้ ไม่พอ และอาจทาใหน้ ้ิวมอื เกดิ อาการตายได้ เรยี กโรคน้ีว่า เรยโ์ นด์ (Raynoud’s Syndrome) จะอย่ทู ่ี คลน่ื ความถท่ี ่ี 40 ถงึ 300 เฮริ ตซ์ วธิ กี ารป้องกนั อนั ตราย จากแรงสนั่ สะเทอื น การทางานทต่ี ้อง เก่ยี วขอ้ งกบั สภาพแวดล้อมท่มี แี รงสนั่ สะเทอื นทงั้ มาก หรอื น้อยก็ตาม ควรเลอื กใชเ้ คร่อื งมอื อุปกรณ์ท่มี คี วามสมบูรณ์และลดแรงสนั่ สะเทอื นใน การทางาน ใส่เคร่อื งมอื อุปกรณ์สาหรบั ป้องกนั เช่น ถงึ มอื สาหรบั ลดแรงสนั่ สะเทอื น ใช้อย่างถูกวธิ ี ลดเวลาการทางานให้น้อยลง มกี ารฝึกหดั อบรมการใชเ้ คร่อื งมอื อุปกรณ์มา เป็นอย่างดี และควรมกี ารตรวจสุขภาพร่างกาย ก่อนการทางาน
231 1.1.3 แสงสว่าง (Lighting) แสงสว่างเป็นองคป์ ระกอบทส่ี าคญั และจาเป็นอยา่ งยง่ิ ต่อการมองเหน็ ใน การทางาน และจะทาใหก้ ารทางานนนั้ มคี วามสะดวกปลอดภยั หรอื ก่อใหเ้ กดิ อนั ตราย ขน้ึ กบั คนงานได้ ถา้ หากแสงสวา่ งไมม่ คี วามเหมาะสมพอดกี บั สภาพความต้องการของ การทางาน เช่น สว่างจ้าเกินไป หรือแสงสว่างน้อยเกินไป ความเข้มของแสงสว่างนัน้ มี หน่วยวดั เป็นลกั ซ์ (Lux) ซง่ึ ใชเ้ คร่อื งวดั แสงทเ่ี รยี กว่า ลกั ซม์ เิ ตอร์ หรอื โฟโตเมตรกิ มเิ ตอร์ ซง่ึ โดยทวั่ ไปแลว้ แหลง่ กาเนดิ ของแสงสวา่ งมาจาก 2 แหล่งใหญ่ คอื (1) แสงสว่างท่ีได้จากธรรมชาติ คือ แสงสว่างจากธรรมชาติจาก แสงอาทติ ยเ์ ป็นส่วนใหญ่ (2) แสงสว่างจากการประดิษฐ์ข้นึ คอื แสงสว่างท่ไี ด้จากไฟฟ้า ซง่ึ การเลอื กใชต้ อ้ งเลอื กใชใ้ หถ้ กู ตอ้ งเหมาะสมตามลกั ษณะของงาน และการตดิ ตงั้ ต่อใหถ้ ูกตอ้ ง มากทส่ี ดุ จากช่างผชู้ านาญการ เน่อื งจากถา้ มกี ารผดิ พลาดในเรอ่ื งเก่ยี วกบั แสงสว่าง เกดิ ขน้ึ แลว้ จะมผี ลโดยตรงต่อสุขภาพรา่ งกายและการมองเหน็ ในกรณีทม่ี แี สงสว่างน้อย เกนิ ไปกจ็ ะทาให้ ผทู้ ท่ี างานตอ้ งเพง่ มากขน้ึ มา่ นตาถกู บงั คบั ใหเ้ ปิดกวา้ ง เกดิ อาการ เมอ่ื ยลา้ ของกลา้ มเน้อื ตา ทาใหป้ วดตา มนึ ศรี ษะหรอื ปวดศรี ษะ อาจก่อใหเ้ กดิ การทางาน ทผ่ี ดิ พลาด เกดิ เป็นอุบตั เิ หตุ ในการทางานได้ บางรายอาจมผี ลกระทบต่อภาวะจติ ใจ ขวญั กาลงั ใจในการทางานลดลง ส่วนการทางานในสถานท่ที ่แี สงสว่างมากเกินไปหรอื เกิน ความต้องการของผู้ใช้ จะทาให้ เม่อื ยลา้ ของสายตา ปวดตา หรอื เกดิ อาการอกั เสบของเย่อื บุตา กระจกตา และการอกั เสบของ เน้ือเยอ่ื ส่วนรบั ภาพของตา ซง่ึ อาจทาใหส้ ายตา เส่อื มสภาพหรอื ตาบอดได้ หลกั และวธิ กี ารจดั แสงสวา่ งอยา่ งถูกตอ้ ง 1. ควรจดั แสงสว่างโดยทวั่ ไปในพ้นื ทก่ี ารทางานอย่างทวั่ ถงึ ทงั้ บรเิ วณ (General Lighting) มคี วามเขม้ ของแสงสม่าเสมอกนั ทงั้ หมด 2. ควรจดั แสงสว่างเฉพาะทโ่ี ดยทวั่ ไป (Localized General Lighting) เป็นการ จดั การตดิ ตงั้ แสงสวา่ ง และแสงสะทอ้ นเกดิ ขน้ึ 3. การใหแ้ สงสว่างเพมิ่ ขน้ึ เฉพาะจดุ (Local Lighting) เป็นการเพม่ิ ความสว่างของ แสงเฉพาะบรเิ วณทจ่ี ดุ ใดจดุ หน่งึ ทจ่ี าเป็นสาหรบั งาน 4. การเสรมิ แสงสว่าง (Supplementary Lighting) คอื การเพม่ิ หรอื ตดิ ตงั้ แสงสว่าง เสรมิ ตามความจาเป็นของส่วนงานอยา่ งเหมาะสมกบั บรเิ วณพน้ื ท่ี 1.1.4 ความกดดนั บรรยากาศท่ีผิดปกติ (Abnormal Pressure) คอื ความกดดนั บรรยากาศท่ผี ดิ ปกติในขณะท่อี ยู่สูงหรอื ต่ากว่าระดบั น้าทะเลปกติท่ี 760 มลิ ลเิ มตรปรอท แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี (1) ความกดดนั ทต่ี ่ากว่าปกติ ของผู้ทต่ี ้องขน้ึ ไปในทส่ี งู มาก เช่น พนักงาน ทางานบนเคร่อื งบนิ ผู้ทเ่ี ดนิ ทางโดยทางเคร่อื งบนิ จะทาใหฟ้ องก๊าซไนโตรเจนเกดิ ใน กระแส โลหติ และขยายตวั ในเน้ือเยอ่ื ของเหลวในร่างกาย ทาใหข้ าดออกซเิ จนเกดิ อาการ เม่อื ยลา้ ง่วง
232 ปวดศรี ษะ อาเจยี น และถา้ หากฟองก๊าซน้ไี ปอยตู่ รงกลา้ มเน้ือและขอ้ ต่อจะทาใหเ้ กดิ ตะครวิ การ ทางานของกลา้ มเน้ือทางานไม่ประสานกนั และอาจเกดิ อมั พาตขน้ึ ไดเ้ น่ืองจากฟองก๊าซไปอุด ตนั เสน้ เลอื ดทไ่ี ปเลย้ี งบรเิ วณสมอง (2) ความกดดันท่ีสูงกว่าปกติ คือ การทางานภายใต้สภาพแวดล้อมท่ี ผดิ ปกติ สงู กว่าความกดดนั ของระดบั น้าทะเล ไดแ้ ก่ คนทต่ี อ้ งทางานในอุโมงคใ์ ตด้ นิ ทางานใต้ น้าใตท้ ะเลลกึ ซง่ึ จะเกดิ ความกดทแ่ี ตกต่างกนั ระหว่างภายนอกกบั ภายใน ร่างกาย เกดิ แรงบบี อดั มาก ทาใหป้ วดหู หรอื ทาใหแ้ กว้ หฉู กี ขาดได้ และถา้ ลงไปลกึ มากๆ ความกดดนั ยงิ่ สงู มากขน้ึ แรงบบี อดั ก็จะสูงข้นึ ทาให้เกดิ อาการปวดมากข้นึ และแรงบบี อดั มากขน้ึ ทาให้โลหติ หรอื ของเหลวถูกดนั เขา้ ไปส่ทู างเดนิ หายใจและถุงลมเป็นอนั ตราย ต่อชวี ติ นอกจากนนั้ ยงั อาจเกดิ อาการงว่ ง มนึ งง เน่ืองจากก๊าซไนโตรเจนไปละลายไขมนั และฟองโนโตรเจน ยงั อาจทาใหเ้ กดิ อาการปวดตามขอ้ กล้ามเน้ือ หรอื เกดิ การอุดตนั เสน้ เลอื ดของไขสนั หลงั ทาใหเ้ กดิ อมั พาตได้ การป้องกนั อนั ตรายจากความกดดนั บรรยากาศทผ่ี ดิ ปกตโิ ดยการสรา้ งความรู้ ความเข้าใจถึง อนั ตรายทจ่ี ะเกดิ จากการทางานและการฝึกอบรม วธิ กี ารปฏบิ ตั ทิ ่ี ถูกตอ้ ง การใชอ้ ุปกรณ์เสรมิ ในการทางานอย่างปลอดภยั รวมทงั้ การเตรยี มความพรอ้ มใน การให้ความช่วยเหลอื ไดอ้ ย่าง ทนั ท่วงทหี ากเกดิ เหตุการณ์ไมป่ ลอดภยั เกดิ ขน้ึ 1.1.5 ความร้อน (Heat)เป็นสภาพแวดล้อมท่ีเกิดข้ึนได้จากธรรมชาติของ การทางาน เช่น การทางานกลางแจง้ ท่มี แี ดดรอ้ นจดั และการทางานในอุตสาหกรรมการผลติ ท่ี ต้องใช้ความร้อน เช่น อุตสาหกรรมหลอมโลหะ อุตสาหกรรมเคร่ืองเคลือบดินเผา อุตสาหกรรมแก้ว ความรอ้ นสูงจากสภาพแวดลอ้ มในการทางาน ทาใหอ้ ตั ราการเต้นของหวั ใจ เพิ่มข้ึน และมีการขับเหง่ือ (Sweating) ของร่างกายเพ่ือเป็นการรักษาระดับพลงั งาน และเป็นการถ่ายเทความรอ้ นของรา่ งกาย ซง่ึ ในคนปกตขิ ณะพกั ร่างกายจะขบั เหงอ่ื และเกลอื แร่ ประมาณ 1 ลติ รต่อวนั สาหรบั การทางานในสภาพแวดลอ้ มทม่ี คี วามรอ้ นสูง หรอื ทางานหนกั รา่ งกายจะขบั เหง่อื และเกลอื แร่ประมาณ 4 ลติ รต่อ 1 ชวั่ โมง หากรา่ งกายไม่ สามารถขจดั ความรอ้ นออกจากร่างกายได้ทนั จะส่งผลทาให้เกดิ อนั ตรายต่อร่างกายได้ เช่น เป็นตะครวิ เน่อื งจากความรอ้ น (Heat Cramp) เป็นลมปัจจบุ นั เป็นลมหมดสติ (Heat Stroke) อาการอ่อนเพลยี เน่ืองจากความรอ้ น (Heat Exhaustion) และโรคจติ ประสาทเน่ืองจาก ความร้อน (Heat Neurosis) ความร้อนส่งผลกระทบต่อจติ ใจ ทาให้เกดิ ความเม่อื ยล้า แสดงความเฉยเมย ประสทิ ธภิ าพการทางานลดลง เบอ่ื อาหาร วิธีการควบคมุ ความร้อน (Heat Control) เพ่อื ป้องกนั อนั ตราย อาจจะเกดิ ขน้ึ กบั ผปู้ ฏบิ ตั งิ านสามารถปฏบิ ตั ไิ ดด้ งั น้ี (1) การลดอุณหภูมิ โดยการตดิ ตงั้ เคร่อื งปรบั อากาศ การเพมิ่ ช่องทาง ระบายอากาศ การแยกแหล่งความรอ้ นออจากบรเิ วณทางาน
233 (2) การใชแ้ ผ่นป้องกนั ความรอ้ น เพ่อื ช่วยลดความรอ้ นทแ่ี ผ่รงั สคี วามรอ้ นออกมาซง่ึ มี ทงั้ แบบทเ่ี ป็นฉากจากวสั ดุผวิ เรยี บ เพ่อื สะทอ้ นกลบั ของความรอ้ น และ แบบดดู ซบั ความรอ้ นไว้ เพ่อื ไมใ่ หแ้ ผก่ ระจายไปอกี ดา้ นหน่งึ ไดแ้ ก่ พวกยบิ ซมั่ ยางมะตอย (3) การแลกเปลย่ี นความรอ้ นโดยการใชน้ ้าเป็นตวั ผ่านแผ่นป้องกกนั ความ รอ้ น ทาให้ ความรอ้ นลดลงโดยน้าผ่าน (4) การใชแ้ ผ่นฉนวนกนั ความรอ้ น เพ่อื ดดู ซบั ความรอ้ นไว้ เช่น แผ่นยบิ ซมั่ แผ่นแอส เบสตอส เป็นตน้ (5) ใชแ้ ผ่นกระจกสะทอ้ นหรอื ดดู ซบั ความรอ้ นเป็นฉากป้องกนั (6) การใชอ้ ุปกรณ์เครอ่ื งป้องกนั ความรอ้ นส่วนบุคคล สาหรบั การทางานทม่ี คี วามรอ้ น สงู เช่น ชดุ ป้องกนั ความรอ้ นซง่ึ มกี ารออกแบบเป็นพเิ ศษใหเ้ หมาะสมกบั การใชง้ าน (7) ลดระยะเวลาการทางานของผูท้ ต่ี ้องทางานในทท่ี ม่ี คี วามรอ้ นสูง เพ่อื มใิ หค้ นงาน สมั ผสั กบั ความรอ้ นเป็นเวลานานๆ 1.1.6 ความเยน็ (Cold) คอื การทางานในสถานทท่ี ม่ี อี ุณหภูมติ ่ามากกว่าปกติ เช่น ในงานอุตสาหกรรมหอ้ งเยน็ หรอื ลกั ษณะงานท่ตี ้องใชค้ วามเยน็ ทม่ี อี ุณหภมู ติ ่า มากในการ ผลติ จะทาใหผ้ ทู้ ท่ี างานในสภาพแวดลอ้ มทเ่ี ยน็ จดั นนั้ เกดิ อาการชาหมดความรสู้ กึ เน่ืองจากการ ไหลเวยี นของโลหติ ไม่ดี หรอื หยดุ ไหลเวยี นเป็นเวลานาน ซง่ึ อาจ ทาใหเ้ กดิ อาการตายของเน้ือ ส่วนนัน้ ได้ โรคท่เี กดิ จากความเยน็ โดยทวั่ ไป ได้แก่ ชลิ เบลนส์ (Chilblains) ฟรอสไบท์ (Frostbite) หรอื เรยโ์ นด์ (Raynoud’s Disease) วธิ กี ารป้องกนั อนั ตรายจากความเยน็ โดยการ คดั เลอื กผทู้ จ่ี ะมาปฏบิ ตั งิ านทม่ี คี วามแขง็ แรง พรอ้ มทงั้ สรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจเร่อื งเกย่ี วกบั การ ปฏบิ ตั งิ านอยา่ งปลอดภยั และมเี ครอ่ื งมอื อุปกรณ์ใชส้ าหรบั ป้องกนั ตนเอง 1.1.7 รงั สี (Radiation) เป็นพลงั งานท่นี ามาใชป้ ระโยชน์ในการทางานและอาชพี ซ่งึ ส่วนใหญ่นามาใช้ในงานอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการแพทย์ ท่มี ที งั้ ชนิดท่ีแตกตัว และไมแ่ ตกตวั มดี งั น้ี 1.1.7.1 รงั สที แ่ี ตกตวั หรอื กมั มนั ตภาพรงั สี (Lonizing Radiation) เป็นรงั สี ท่ีเกิดจากคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ได้แก่ รงั สี (Alpha) เบตา (Beta) รงั สีเอ็กส์ (X-ray) รงั สแี กมมา (Gamma) และรงั สนี ิวตรอน (Neutron) ซง่ึ รงั สที แ่ี ตกตวั น้ีหลายชนิดมอี านาจทะลุ ทะลวงสงู พอทจ่ี ะทาอนั ตรายเน้ือเย่อื และอวยั วะต่างๆ ของรา่ งกายได้ จงึ นามาใช้ ประโยชน์ทงั้ ทางการแพทยแ์ ละอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ 1.1.7.2 รงั สที ไ่ี ม่มกี ารแตกตวั (Non-lonizing Radiation) เป็นรงั สแี ม่เหลก็ หรอื คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า ได้แก่ รงั สอี ุลตร้าไวโอเลต็ (Ultraviolet) รงั สอี ิลฟาเรด (Infrared) รงั สไี มโครเวฟ (Microwave) คล่นื วทิ ยแุ ละโทรทศั น์ รงั สเี รเซอร์ (Laser radiation) รงั สที เ่ี กดิ
234 จากการเชอ่ื มโลหะ การหลอมโลหะ รงั สเี หล่าน้ีมอี นั ตรายต่อรา่ งกายมากหรอื น้อยนนั้ ขน้ึ อย่กู บั ความเขม้ ของรงั สี โดยเฉพาะบรเิ วณผวิ หนงั และเน้อื เยอ่ื ตา 1.1.8 เครื่องจกั รและอุปกรณ์ เคร่อื งใช้ในการทางาน อาจก่อให้เกดิ อนั ตราย บาดเจบ็ หรอื อุบตั เิ หตุเกดิ ข้นึ ได้ ถ้าหากสภาพแวดลอ้ มในการทางานไม่ไดร้ บั การดูแลเอาใจใส่ จดั หาตดิ ตงั้ อยา่ งถูกวธิ ี มกี ารควบคุมดแู ลปรบั ปรงุ ซอ่ มแซมใหส้ ามารถใชง้ านได้ อย่างสม่าเสมอ มอี ุปกรณ์ป้องกนั อยา่ งครบถว้ น และมกี ารตรวจสอบตลอดเวลา 1.1.9 ความสะอาดและการจดั ระเบียบของสถานท่ีทางาน จาเป็นอยา่ งยง่ิ ท่ี จะตอ้ งมกี ารวางแผนการจดั ขอบเขตบรเิ วณใหเ้ ป็นสดั ส่วนของพน้ื ทก่ี ารทางานอย่างสดั ส่วนและ มกี ารจดั ระบบความปลอดภยั ทม่ี กี ารควบคุมดแู ลอยา่ งเหมาะสมเป็นระเบยี บและมกี ารจดั ระบบ การทาความสะอาดเป็นประจาสม่าเสมอ 1.2 อนั ตรายจากสภาพแวดล้อมทางเคมี (Chemical Environment) ในการทางานในโรงงานอุตสาหกรรมท่ีมกี ารสมั ผสั กบั สารเคมอี นั ตราย พนักงานมี โอกาสสมั ผสั กบั สง่ิ ปนเป้ือนในกระบวนการผลติ ซง่ึ การสมั ผสั จะมใี นหลายลกั ษณะของการไดร้ บั อนั ตราย เช่น เขม่า ฝ่ นุ ควนั ละออง ไอระเหย ของเหลว ก๊าซ ทาให้ผูท้ ท่ี างานเก่ยี วขอ้ งต้อง สมั ผสั และเขา้ ส่รู ่างกาย ทาใหเ้ กดิ การสะสมในร่างกายจนทาให้เกดิ การเจบ็ ป่วยกลายเป็นโรค เรอ้ื รงั หรอื ถงึ กบั พกิ ารและเสยี ชวี ติ ได้ 2. อนั ตรายจากสภาพแวดล้อมทางเคมี การท่ีพนักงานหรือผู้ประกอบอาชีพ จะได้รับอันตรายจากสารเคมีจาก สภาพแวดลอ้ มในการปฏบิ ตั งิ าน มากหรอื น้อยขน้ึ อยกู่ บั ปัจจยั เกย่ี วขอ้ ง ดงั น้ี 2.1 คณุ สมบตั ขิ องสารเคมี เช่น ขนาด รปู รา่ งและความหนาแน่น และคุณสมบตั ิ ทาง เคมี 2.2 ปรมิ าณหรอื น้าหนกั ทไ่ี ดร้ บั เขา้ ส่รู า่ งกายและการสะสม 2.3 สภาวะของร่างกายของผไู้ ดร้ บั สารเคมเี ขา้ ส่รู ่างกาย เช่น เดก็ ผใู้ หญ่ เพศหญงิ เพศชาย ผสู้ งู อายุ จะมคี วามตา้ นทานทแ่ี ตกต่างกนั 2.4 สภาวะแวดลอ้ ม เช่น อุณหภูมิ ความชน้ื และบรเิ วณสถานทอ่ี บั อากาศมผี ลทา ใหใ้ หเ้ ป็นอนั ตรายต่อสุขภาพมากขน้ึ ได้ อนั ตรายทเ่ี กดิ จากสารเคมที เ่ี ป็นอนั ตรายทเ่ี กดิ จากสภาพแวดลอ้ มทางเคมสี ามารถ เขา้ ส่รู ่างกายของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน โดยขณะทผ่ี ปู้ ฏบิ ตั งิ านไดร้ บั จากการสมั ผสั ทจ่ี ะเขา้ ส่รู า่ งกายของ สารเคมไี ด้ 3 ทาง ดงั น้ี
235 1. สารเคมที เ่ี ขา้ ส่รู า่ งกายโดยทางการหายใจจะมสี ภาพเป็นก๊าซ ไอสาร ฝ่นุ ควนั ละออง ทป่ี นเป้ือนในอากาศ 2. สารเคมที เ่ี ขา้ ส่รู ่างกายโดยทางผวิ หนัง ซง่ึ บางชนิดอาจซมึ ผ่านผวิ หนงั ได้ เช่น น้ายาลา้ งชน้ิ ส่วนอุปกรณ์ในการทางาน เมอ่ื มบี าดแผลกท็ าใหต้ ดิ เชอ้ื เขา้ ไปในรา่ งกาย 3. สารเคมที เ่ี ขา้ ส่รู า่ งกายโดยทางปาก โดยการปนเป้ือนมากบั น้าด่มื หรอื อาหารท่ี รบั ประทานเขา้ ไป กลุ่มของสารเคมที ่เี ป็นพษิ แบ่งออกได้ตามลกั ษณะ และคุณสมบตั ขิ อง สารเคมใี นลกั ษณะทเ่ี ป็นสถานะไดด้ งั น้ี 3.1 ฝ่ ุน (dusts) เป็นอนุภาคของแข็งท่ีฟุ้งกระจายปะปนอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะบรเิ วณทป่ี ระกอบการหรอื ทางานของคนงาน ซง่ึ เกดิ จากการแตกกระจาย การ บด การกระแทก การขดั ถู การระเบดิ ของเคมที เ่ี ป็นของแขง็ ฝ่นุ ละอองทม่ี ขี นาดใหญ่ จะตกลงส่พู น้ื ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ สว่ นฝ่นุ ละอองทม่ี กี ารฟุ้งกระจายอยใู่ นอากาศไดน้ นั้ ทาใหพ้ นกั งานทป่ี ฏบิ ตั งิ าน สดู ดม หรอื สูดหายใจเขา้ ไปสะสมในปอด และถ้าหาก 5 ไมครอน (Micron) (1 ไมครอนเท่ากบั 1/1000 เซนตเิ มตร) โดยทวั่ ไปมผี ลต่อสุขภาพร่างกายไม่มากนัก ซง่ึ ขน้ึ อย่กู บั ชนิดของฝ่ ุน ละอองบางชนิด เชน่ อาจทาใหเ้ กดิ อาการแพอ้ าการคนั หรอื รนุ แรงจนทาใหเ้ กดิ เป็นพงั ผดื ทป่ี อด กลายเป็นโรคมะเรง็ ได้ หรอื อาจทาใหม้ คี วามผดิ ปกตขิ องปอดในการสะสมฝ่นุ ละอองเขา้ ไป 3.2 ฟูม (Fumes) เป็นอนุภาคของของแขง็ ทไ่ี ดร้ บั ความรอ้ นจากการหลอม จน กลายเป็นไอ แลว้ เกดิ การควบแน่นในอากาศซง่ึ ปกตไิ อของโลหะจะมขี นาดเลก็ กว่า 1 ไมครอน เช่น การหลอมเหลก็ ตะกวั่ สงั กะสี เป็นตน้ เม่อื คนทางานไดร้ บั เขา้ ส่รู า่ งกาย ปรมิ าณมากจะทา ใหเ้ ป็นอนั ตรายกบั ปอดและมอี าการไขเ้ ป็นระยะๆ และจะหายไปในเวลา 24-28 ชวั่ โมง 3.3 ควนั (Smoke) เป็นอนุภาคของคารบ์ อนทม่ี ขี นาดเลก็ กว่า 1 ไมครอน เกดิ จากการเผาไหม้ท่ีไม่สมบูรณ์ของวัตถุท่ีมคี าร์บอนเน็ท ส่วนประกอบ ได้แก่ จาพวกน้ามนั ถ่านหิน ไม้ กระดาษ และอ่นื ๆ ทาให้เกิดควนั หรอื เถ้าลอยปนอยู่ในอากาศ เม่อื หายใจเขา้ สู่ รา่ งกายอาจทาใหเ้ กดิ การระคายเคอื ง อาการแพใ้ นระบบทางเดนิ หายใจได้ 3.4 ก๊าซ (Gases) เป็นรปู ของสารเคมที ม่ี กี ารฟุ้งกระจายในบรรยากาศทวั่ ไป ซ่งึ เกิดจากธรรมชาติและโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคม การขนส่ง ได้แก่ คาร์บอนได ออกไซด์ มเี ทน ไนโตรเจน คารบ์ อนมอนอกไซด์ ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ แอมโมเนีย ซลั เฟอรไ์ ด ออกไซด์ เม่อื ร่างกายได้รบั ก๊าซในปรมิ าณทเ่ี ป็นอนั ตรายต่อ ร่างกายจะทาให้เกดิ อาการต่างๆ ขน้ึ อยกู่ บั ชนิดของก๊าซ เชน่ หายใจไม่ออก เกดิ การระคายเคอื งต่อระบบการหายใจ อาการแพท้ ่ี ปอด หรอื รบกวนกระบวนการเคล่อื นย้าย และการใช้ออกซเิ จนของร่างกายเป็นอันตรายต่อ รา่ งกายได้ 3.5 ละออง (Mists) เป็นอนุภาคของของเหลวทม่ี ขี นาดเลก็ ไมเ่ กนิ 10 ไมครอน ฟ้งกระจายอยู่ในอากาศ เน่ืองจากการทางานท่มี กี ระบวนการ การพ่น หรอื การชุบโลหะด้วย วธิ กี ารไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และละอองบางอย่างยงั ออกฤทธเิ ์ ป็นกรดหรอื ด่าง เม่อื สูด
236 หายใจเขา้ ส่รู ่างกายจะทาใหเ้ กดิ อาการระคายเคอื งต่อจมกู และเย่อื บุจมกู หรอื เยอ่ื บุจมกู อกั เสบ เป็นอนั ตรายต่อระบบทางเดนิ หายใจได้ 3.6 ไอสาร (Vapor) เกดิ จากการระเหยเป็นไอสารไปปนอยใู่ นอากาศของ ก๊าซ ของสารท่เี ป็นของแข็งหรอื ของเหลว เช่น เบนซิน (Benzene) เม่อื หายใจเขา้ สู่ร่างกายใน ปรมิ าณมากจะเป็นอนั ตรายต่อระบบหายใจและระบบอวยั วะต่างๆ ของรา่ งกายได้ 3.7 สารตวั ทาละลาย (Solvents) เป็นสารเคมที เ่ี ป็นอนั ตรายต่อสุขภาพซง่ึ มี ใช้ กันมากในอุตสาหกรรม ของเหลวใช้สาหรบั เป็นตัวทาละลายอินทรีย์อ่ืนๆ ได้แก่ เบนซิน (Benzene) น้ามนั สน (Turpentine) และแอลกอฮอล์ (Alcohol) เม่อื เขา้ ส่รู ่างกายในปรมิ าณมาก จะทาให้เป็นอนั ตรายต่อสุขภาพของร่างกาย เกิดอาการแพ้หรอื เป็นพิษ หรอื อาการผดิ ปกติ เรอ้ื รงั ได้ คอื จะทาลายโลหติ ปอด ตบั ไต ระบบทางเดนิ อาหารและอวยั วะสาคญั ๆ หรอื เน้ือเย่อื ซง่ึ ความรนุ แรงขน้ึ อยกู่ บั องคป์ ระกอบและขนาดความรุนแรงของตวั ทาละลาย การไดร้ บั สารเคมี บางชนิดเข้าสู่ร่างกายทลี ะน้อยๆ และสะสมในร่างกายจนเกิดเป็นพิษข้นึ มาทาให้มอี าการ ผดิ ปกติ หรอื เป็นโรคปอดชนิดอ่นื ๆ และอาจทาให้เกดิ โรคมะเรง็ เช่น มะเรง็ ผวิ หนงั มะเรง็ ท่ี ระบบสรา้ งเมด็ โลหติ มะเรง็ ระบบทางเดนิ หายใจ มะเรง็ ทก่ี ระเพาะปัสสาวะ เป็นตน้ วิธีการควบคมุ ฝ่ นุ ละออง ในสถานประกอบการจาเป็นตอ้ งหาวธิ กี ารควบคุมและป้องกนั มใิ ห้ สภาพแวดลอ้ มของ การทางานเป็นอนั ตรายต่อสุขภาพของผู้ประกอบอาชพี หรอื พนักงาน และสงิ่ แวดลอ้ มท่มี กี าร ผลติ ทม่ี สี ารพษิ ทเ่ี ป็นอนั ตราย เช่น สารเคมฝี ่นุ ต่าง ๆ โดยใชว้ ธิ กี ารทางวศิ วกรรมควบคุม หรอื วธิ กี าร อ่นื ทม่ี คี วามเหมาะสมสอดคลอ้ งกบั การทางาน ไดแ้ ก่ 1. วธิ กี ารปิดคลุมตน้ ตอหรอื แหล่งทม่ี กี ารเกดิ ปัญหาฝ่นุ ละอองเป็นจานวนมาก เช่น ตดิ ตงั้ ระบบระบายอากาศเฉพาะจดุ ทม่ี ปี ัญหาและตอ้ งไมท่ าความเดอื ดรอ้ นเสยี หายไปยงั ทอ่ี ่นื ๆ 2. แยกกระบวนการหรอื เคร่อื งจกั รท่เี ป็นต้นเหตุของปัญหาออกจากบรเิ วณท่มี ี พนักงานทางานเป็นจานวนมาก หรือหาวิธีการท่ีจะทาให้พนักงานทางานสัมผัสกับสิ่งท่ี ก่อใหเ้ กดิ ปัญหาน้อยทส่ี ุด 3. ใชว้ ธิ กี ารหาวสั ดุทม่ี อี นั ตรายน้อยกว่ามาใชแ้ ทนวสั ดุทเ่ี ป็นอนั ตรายมาก 4. การทาใหเ้ กดิ ความช้นื หรอื ระบบเปียกเขา้ ช่วยเพอ่ี ช่วยลดการฟุ้งกระจายของ ฝ่นุ หรอื สารเคมี 5. การตดิ ตงั้ ระบบกาจดั หรอื กกั เก็บบรรจุถุงหรอื ตดิ ตงั้ เคร่อื งดูดเฉพาะท่ี ณ สถานทท่ี ม่ี กี ารทางานจดุ ทเ่ี ฉพาะ 6. ทาความสะอาดบรเิ วณสถานทท่ี างานทม่ี คี วามเสย่ี วบ่อยและเป็นประจาเพ่อื ให้ เกดิ การกาจดั สารพษิ ตกคา้ ง 7. การใชว้ สั ดุสาหรบั เครอ่ื งป้องกนั รา่ งกายอยา่ งรดั กุมและปลอดภยั
237 3. อนั ตรายจากสภาพแวดล้อมทางชีวภาพ (Biological Environmental Hazards) สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ หมายถึง สภาพแวดล้อมในการทางานท่ีร่างกาย ตอ้ งสมั ผสั กบั จลุ นิ ทรยี ห์ รอื เชอ้ื โรคต่างๆ ทม่ี อี ยู่ในสถานประกอบการ ซง่ึ อาจเกดิ การเจบ็ ป่วยขน้ึ ได้และมผี ลต่อสุขภาพร่างกายของผู้ปฏบิ ตั งิ าน ได้แก่ เช้อื แบคทีเรยี (Bacteria) ปาราสติ (Parasite) และไวรสั (Virus) ซง่ึ เป็นตวั ก่อใหเ้ กดิ โรคจากการทางาน ไดแ้ ก่ 3.1วณั โรค (Tuberculosis) ท่มี กั เกดิ ขน้ึ กบั แพทย์ พยาบาล ท่ที าหน้าทใ่ี นการให้ การรกั ษาดแู ลผปู้ ่วยโรคน้ี 3.2 โรคตดิ เชอ้ื รา (fungus infection) มกั เกดิ กบั ผทู้ ป่ี ระกอบอาชพี ทางเกษตรกรรม และ อุตสาหกรรม ทป่ี ฏบิ ตั งิ านในสภาพแวดลอ้ มทต่ี ้องหายเอาฝ่นุ ละอองทต่ี ดิ เช้อื ราเขา้ ไปใน ปอด โดยเชอ้ื ราจะเป็นตวั กระตุ้นทาใหเ้ กดิ อาการแพ้ ทาใหเ้ ป็นโรคปอด หรอื มกั เรยี กว่า โรค ปอดชาวนา (Farmer’s Lung Disease) 3.3 โรคแอนแทรก (Anthrax) เป็นโรคทเ่ี กดิ จากการสมั ผสั สตั วป์ ระเภทววั ควาย ท่ี เป็นโรคและเกดิ การตดิ ต่อกนั ขน้ึ เช่น ผูท้ ท่ี างานในโรงฆ่าสตั ว์ สตั วแ์ พทยท์ ท่ี าหน้าทใ่ี น การ ดแู ลรกั ษาสตั ว์ โรคบรคุ เซลโลซสี (Brucellosis) เกดิ จากการบรโิ ภคนมทไ่ี ม่ผ่านการฆ่าเชอ้ื หรอื กระบวนการพาสเจอรไ์ รด์ หรอื สเตอรไิ รด์ ซง่ึ มกั เป็นกนั มากกบั คนแถบยุโรป และอเมรกิ า ทม่ี ี การบรโิ ภคนมเป็นประจา 4. อนั ตรายจากสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาสงั คม (Social - Psychological Environment Hazards) อนั ตรายท่เี กดิ ขน้ึ จากการทางานของพนักงานในสถานประกอบการอนั จะนามาซ่งึ อนั ตรายทเ่ี กดิ จากสภาพแวดลอ้ มทางจติ วทิ ยาสงั คม หมายถงึ สภาพแวดลอ้ มของการทางานท่ี เก่ียวข้องกับสภาวะแวดล้อมในการทางาน ตาแหน่งหน้าท่ี ระยะเวลาใน การทางาน ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคล บทบาทความรบั ผดิ ชอบ ความก้าวหน้าในการทางาน สง่ิ เหล่าน้ี อาจทาใหผ้ ทู้ ท่ี างานเกดิ ความเครยี ดและสง่ ผลกระทบต่อสขุ ภาพรา่ งกายได้ ไดแ้ ก่ 4.1 สภาพแวดลอ้ มในการทางาน (Physical working conditions) ทท่ี าใหเ้ กดิ ผล กระทบต่อสุขภาพทงั้ ร่างกายและจติ ใจ เช่น การทางานในทท่ี ม่ี แี สงสว่างมากหรอื น้อยเกนิ ไป มี เสยี งดงั มากตลอดเวลา การทางานซ้า ๆ หรอื การประกอบช้นิ ส่วนอุปกรณ์ท่อี ยู่บนสายพาน เล่อื นตลอดเวลา 4.2 การทางานหนักเกนิ ไป (Overload) คอื งานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายให้รบั ผดิ ชอบท่ี เกนิ ความสามารถทงั้ ในดา้ นปรมิ าณและคุณภาพ 4.3 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคล (Human interrelationship) สมั พนั ธภาพของ บุคลากรในองคก์ รหรอื ในทท่ี างานเดยี วกนั ถา้ หากไมส่ ามารถสรา้ งสมั พนั ธภาพทด่ี ใี ห้ เกดิ ขน้ึ ได้ ยอ่ มสง่ ผลกระทบทาใหเ้ กดิ ความเครยี ดขน้ึ ได้
238 4.4 หน้าทค่ี วามรบั ผดิ ชอบ (Job responsibility) ผทู้ ท่ี างานในความรบั ผดิ ชอบสูง ของสถานประกอบการยอ่ มเกดิ ความวติ กกงั วลและความเครยี ดไดม้ ากกว่าคนอ่นื ๆ 4.5 บทบาทของแต่ละบุคคลในหน่วยงาน (Role of Individual in the Organization) อาจก่อใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ กนั ไดท้ งั้ ในหน้าทก่ี ารงานและส่วนตวั ส่งผลกระทบถงึ การเกดิ ความเครยี ดตามมาได้ 4.6 ความก้าวหน้าในตาแหน่ง (Career development) ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทเ่ี สยี สละอุทศิ ตนในการปฏบิ ตั งิ าน มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อหน้าทก่ี ารงานอย่างเต็มความสามารถย่อมต้องการ ไดร้ บั การสนับสนุน ใหไ้ ดเ้ ล่อื นตาแหน่งทเ่ี หมาะสมและสูงขน้ึ แต่ถา้ หากไม่ไดร้ บั การพจิ ารณา ปรบั เล่อื นกย็ ่อม ส่งผลกระทบใหเ้ กดิ ความเครยี ดขน้ึ ไดซ้ ง่ึ ในระยะเวลานานๆ ไปอาจก่อใหเ้ กดิ ปัญหา ทางดา้ นสุขภาพจติ (Mental health) และโรคอ่นื ๆ ตามมาได้ เช่น โรคจติ โรคประสาท โรคความดนั โลหติ สูง โรคหลอดเลอื ดหวั ใจ หรอื โรคพษิ สุราเรอ้ื รงั โรคตดิ ยาเสพตดิ จนกระทงั่ การฆา่ ตวั ตายได้ 5. อนั ตรายด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) เป็นอนั ตรายท่เี กิดจากการทางานท่มี ใี ช้ท่าทางการทางานท่ไี ม่เหมาะสม วิธกี าร ปฏิบตั ิงานไม่ถูกต้องการปฏิบตั ิงานท่ซี ้าซาก และความไม่สมั พนั ธ์กันระหว่างคนกบั งานท่ี ปฏบิ ตั งิ าน เครอ่ื งจกั ร เครอ่ื งมอื อุปกรณ์ในการปฏบิ ตั งิ าน รวมทงั้ สงิ่ แวดลอ้ มอ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ในการทางานซง่ึ สง่ิ ต่าง ๆ เหล่าน้กี ่อใหเ้ กดิ ความเจบ็ ป่วย อนั ตราย หรอื อุบตั เิ หตุจากการทางาน จากการพจิ ารณาถึงสภาพปัญหาและอนั ตรายของการเกดิ โรคทเ่ี น่ืองจากการทางาน ทาใหไ้ ด้มกี ารออกกฎหมายเพ่อื มากาหนดให้นายจา้ งหรอื ผปู้ ระกอบการรวมทงั้ ลูกจา้ งไดม้ กี าร ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครดั โดยเฉพาะนายจ้าง ต้องปฏิบัติตามเพ่ือให้เป็นไปตามกฎหมาย คุม้ ครองแรงงาน ซ่งึ ได้มกี ารกาหนดหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารตรวจสุขภาพของลูกจา้ ง และส่งผล การตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ.2547 อาศยั อานาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 107 แห่งพระราชบญั ญตั คิ ุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขอ้ 2 ในกฎกระทรวงน้ี ใหน้ ายจา้ งตอ้ งมี การดูแลลูกจ้างผู้ปฏบิ ตั งิ านตงั้ แต่การเขา้ มาเรมิ่ งานโดยการดาเนินการตรวจสุขภาพร่างกาย ลกู จา้ งก่อนทางานในตาแหน่งนนั้ โดยมขี อ้ ความวา่ “การตรวจสุขภาพ” หมายความว่า การตรวจร่างกายและสภาวะทางจติ ใจตามวธิ ที าง การแพทยเ์ พ่อื ให้ทราบถงึ ความเหมาะสม และผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจา้ งอนั อาจเกดิ จาก การทางาน “งานเก่ียวกบั ปัจจยั เสี่ยง” หมายความว่างานทล่ี กู จา้ งทาเกย่ี วกบั (1) สารเคมอี นั ตรายตามทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศกาหนด (2) จลุ ชวี นั เป็นพษิ ซง่ึ อาจเป็นเชอ้ื ไวรสั แบคทเี รยี รา หรอื สารชวี ภาพอ่นื ตามทร่ี ฐั มนตรี ประกาศกาหนด (3) กมั มนตภาพรงั สี
239 (4) ความร้อน ความเยน็ ความสัน่ สะเทอื นความกดดนั บรรยากาศ แสง เสยี ง หรอื สภาพแวดลอ้ มอ่นื ทอ่ี าจเป็นอนั ตราย ทงั้ น้ีตามทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศกาหนดให้นายจา้ งจดั ใหม้ กี ารตรวจสุขภาพของลูกจา้ ง ท่ี ทางานเกย่ี วกบั ปัจจยั เสย่ี งโดยแพทยแ์ ผนปัจจุบนั ชนั้ หน่ึงทไ่ี ดร้ บั ใบอนุญาตประกอบวชิ าชพี เวช กรรมดา้ นอาชวี เวชศาสตร์ หรอื ท่ผี ่านการอบรมดา้ นอาชวี เวชศาสตร์ หรอื ท่มี คี ุณสมบตั ติ ามท่ี อธบิ ดปี ระกาศกาหนด โดยตรวจสุขภาพลูกจา้ งครงั้ แรกใหเ้ สรจ็ สน้ิ ภายใน 30 วนั นับแต่วนั ทร่ี บั ลกู จา้ งเขา้ ทางาน และตรวจสุขภาพลูกจ้างครงั้ ต่อไปอย่างน้อยปีละหน่ึงครงั้ ในกรณีทล่ี กั ษณะ หรอื สภาพของงานทเ่ี ก่ยี วกบั ปัจจยั เสย่ี งนนั้ มคี วามจาเป็นตอ้ งตรวจสุขภาพตาม ระยะเวลาอ่นื ใหน้ ายจา้ งจดั ใหม้ กี ารตรวจสขุ ภาพของลกู จา้ งตามระยะเวลานนั้ ในกรณนี ายจา้ งเปลย่ี นงานของ ลูกจา้ งทม่ี อี นั ตรายแตกต่างไปจากเดมิ ใหน้ ายจา้ งจดั ให้มกี ารตรวจ สุขภาพของลูกจา้ งทุกครงั้ ให้เสรจ็ ส้นิ ภายในสามสบิ วนั นับแต่วนั ท่เี ปล่ยี นงาน ข้อ 4 ในกรณีท่ลี ูกจ้างหยุดงานสามวนั ทางานติดต่อกันเน่ืองจากประสบอันตรายหรอื เจ็บป่ วย ไม่ว่ากรณีใด ๆ นายจ้างอาจขอ ความเหน็ จากแพทยผ์ ูก้ ารรกั ษา หรอื แพทยป์ ระจาสถานประกอบกจิ การ หรอื จดั ใหม้ กี ารตรวจ สุขภาพของลกู จา้ งก่อนใหล้ กู จา้ งเขา้ ทางานอกี กไ็ ด้ หากผู้ปฏิบตั ิงานได้รบั การตรวจสุขภาพในตาแหน่งงานท่ีปฏิบตั ิแล้วเม่อื พบความ ผดิ ปกตหิ รอื การเจบ็ ป่วย นายจา้ งจะตอ้ งรบี ใหก้ ารรกั ษาพยาบาลและหาแนวทางในการป้องกนั แก้ไขโดยทนั ที ซ่งึ โดยทวั่ ไปเม่อื พบนายจา้ งก็จะต้องโยกยา้ ยหน้าท่ีเพ่อื ไม่สมั ผสั กบั สารเคมี หรอื สงิ่ ท่จี ะก่อให้เกิดโรคท่เี ป็นอนั ตรายต่อสุขภาพอนั เน่ืองจากการทางาน โดยจะต้องมกี าร รายงานแจง้ ผลการตรวจสุขภาพ ดงั มแี บบฟอรม์ ขา้ งล่างน้ี
แบบแจง้ ผลการตรวจสุขภาพที่พบความผิดปกติหรอื 1. ชอ่ื สถานประกอบการ ..................................................................... ตงั้ อย่ทู เ่ี ลขท่ี .............. หม่ทู ่ี .......... ซอย ......................................ถ อาเภอ/เขต ............................................................ จงั หวดั ........... 2. ช่อื หน่วยงานทต่ี รวจสขุ ภาพ ........................................................... ตงั้ อย่ทู เ่ี ลขท่ี .............. หม่ทู ่ี .......... ซอย ......................................ถ อาเภอ/เขต ............................................................ จงั หวดั ........... 3. ผลการตรวจสขุ ภาพของลกู จา้ งทพ่ี บความผดิ ปกตหิ รอื การเจบ็ ป่วย ก จานวนลกู จา้ ง จา แผนก ปัจจยั เสย่ี ง แต่ละแผนก (คน) ปกต (คน
240 อการเจบ็ ป่ วย การให้การรกั ษาพยาบาลและการป้องกนั แก้ไข วนั ท่ี ..... เดอื น..........................พ.ศ. ................. ................... ประเภทของกจิ การ ............................................................................ ถนน ................................................ ตาบล/แขวง .................................................. ............................................... โทรศพั ท์ ................................................................. ................................................................................................................................ ถนน ................................................ ตาบล/แขวง .................................................. ............................................... โทรศพั ท์ ................................................................. การใหก้ ารรกั ษาพยาบาล และการป้องกนั แกไ้ ข านวนลกู จา้ ง การดาเนินการ หมายเหตุ ทต่ี รวจ การป้องกนั ตวั การแกไ้ ข ติ ผดิ ปกติ การให้ การรกั ษา ลกู จา้ ง สภาพแวดลอ้ ม น) (คน) ช่อื นายจา้ ง ........................................................ ( .......................................................) ตาแหน่ง .............................................................
241 ความหมายและความสาคญั ของอปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คล ประกาศกรมสวสั ดกิ ารและคุม้ ครองแรงงาน เรอ่ื ง กาหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุม้ ครอง ความปลอดภยั ส่วนบุคคล พ.ศ. 2554 โดยท่พี ระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน พ.ศ. 2554 กาหนดใหน้ ายจา้ งจดั และดูแลใหล้ ูกจา้ งสวมใส่อุปกรณ์คุม้ ครองความปลอดภยั ส่วน บุคคล ทไ่ี ดม้ าตรฐานตามทอ่ี ธบิ ดปี ระกาศกาหนด อาศยั อานาจตามความในมาตรา ๒๒ แห่ง พระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน พ.ศ. 2554 อนั เป็นกฎหมายทม่ี บี ทบญั ญตั บิ างประการเก่ยี วกบั การ จากดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคล ซ่งึ มาตรา 29 ประกอบด้วยมาตรา 33 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรฐั ธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทย บญั ญตั ใิ หก้ ระทาไดโ้ ดยอาศยั อานาจตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมายอธบิ ดกี รม สวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงานจงึ ออกประกาศไว้ ดงั ต่อไปน้ี ขอ้ 1 ประกาศน้ีเรยี กว่า “ประกาศกรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน เร่อื ง กาหนด มาตรฐานอุปกรณ์คุม้ ครองความปลอดภยั ส่วนบคุ คล พ.ศ. 2554” ขอ้ 2 ประกาศน้ใี หใ้ ชบ้ งั คบั ตงั้ แต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเป็นตน้ ไป ขอ้ 3 มาตรฐานอุปกรณ์คุม้ ครองความปลอดภยั ส่วนบุคคล ไดแ้ ก่ มาตรฐานผลติ ภณั ฑ์ อุตสาหกรรม มาตรฐานขององค์การมาตรฐานสากล (International Standardization and Organization : ISO) มาตรฐานสหภาพยโุ รป (European Standards : EN) มาตรฐานประเทศ ออสเตรเลยี และประเทศนิวซแี ลนด์ (Australia Standards/New Zealand Standards : AS/NZS) มาตรฐาน สถาบนั มาตรฐานแห่งชาตปิ ระเทศสหรฐั อเมรกิ า (American National Standards Institute : ANSI) มาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศญ่ปี ุ่น (Japanese Industrial Standards : JIS) มาตรฐานสถาบนั ความปลอดภยั และอนามยั ในการทางานแห่งชาตปิ ระเทศ สหรฐั อเมรกิ า (The national Institute for Occupational Safety and Health : NIOSH) มาตรฐานสานักงานบรหิ ารความปลอดภยั และอาชวี อนามยั แห่งชาติ กรมแรงงาน ประเทศ สหรฐั อเมรกิ า (Occupational Safety and Health Administration : OSHA) และมาตรฐาน สมาคมป้องกนั อคั คภี ยั แห่งชาตสิ หรฐั อเมรกิ า (National Fire Protection Association : NFPA) ทงั้ น้ี ใหเ้ หมาะสมกบั ชนิดหรอื ประเภทของงานทล่ี กู จา้ งปฏบิ ตั ิ และประกาศกระทรวงมหาดไทย ขอ้ 2(7) และขอ้ 14 ฉบบั ท่ี 103 กาหนดสวสั ดกิ าร เก่ยี วกบั สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั สาหรบั ลูกจา้ ง โดยในแต่ละฉบบั ได้กาหนดให้ นายจา้ งจดั หาอุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลแต่ละประเภทใหล้ ูกจา้ งสวมใส่ขณะปฏบิ ตั งิ าน และในบางฉบับจะกาหนดเป็ นหมวดมาตรฐานเก่ียวกับอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย ส่วนบุคคล
242 ความหมายของอปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คล อปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Devices = PPD หรอื Personal Protective Equipment = PPE) หมายถงึ อุปกรณ์สาหรบั ผปู้ ฏบิ ตั งิ านสวมใส่ ขณะทางานเพ่อื ป้องกนั อนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ อนั เน่ืองมาจากสภาพ และสงิ่ แวดลอ้ มการทางาน การใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล เป็นวธิ กี ารหน่ึงในหลายวธิ กี ารป้องกนั อนั ตรายจาก การทางาน โดยทวั่ ไปจะยดึ หลกั การป้องกนั ควบคุมทส่ี ง่ิ แวดลอ้ มการทางานก่อน ในกรณที ไ่ี ม่ สามารถดาเนินการได้ จงึ นากลวธิ กี ารใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบุคคลมาแทน ความสาคญั ของอปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คล 1. อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลเป็นอุปกรณ์ท่ใี ช้ป้องกนั อนั ตรายท่อี าจเกิดข้นึ เน่ืองจากอุบตั ิเหตุขณะทางาน เม่อื ผู้ปฏบิ ตั ิงานในสภาพแวดล้อมท่มี คี วามเส่ยี งในการเกิด อนั ตรายหรอื อาจจะประสบอุบตั เิ หตุกย็ อ่ มมอี ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายเพ่ือสวมใส่ป้องกนั ไมใ่ หเ้ กดิ ความเสย่ี งทอ่ี าจจะเกดิ อนั ตรายได้ ในลกั ษณะการช่วยลดจากหนกั ใหเ้ ป็นเบาได้ 2. อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลช่วยป้องกนั อนั ตรายทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยตรงในสภาพ การทางานนนั้ เช่น ทอ่ี บั อากาศมอี ุปกรณ์ทช่ี ่วยในการหายใจจะช่วยได้ในระยะเวลาอาจจะไม่ นานมาก แต่กย็ งั ชว่ ยชวี ติ ไดใ้ นขณะทก่ี าลงั เกดิ ภาวะวกิ ฤตไิ ด้ 3. อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลเป็นอุปกรณ์ท่สี ามารถช่วยลดความรุนแรงหรอื หยุดยงั้ อนั ตรายทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ กบั ผูป้ ฏบิ ตั งิ าน เช่น รองเท้านิรภยั เม่อื สงิ่ ของหรอื วตั ถุของแขง็ ตก หลน่ หรอื กระแทกสเู่ ทา้ จะชว่ ยป้องกนั ใหล้ ดอนั ตราย บาดเจบ็ และเจบ็ ป่วย ซ่งึ โดยทวั่ ไปจะมกี ารป้องกนั และควบคุมท่สี ภาพและสงิ่ แวดล้อมของการทางานก่อน โดยการแกไ้ ขปรบั ปรงุ ทางวศิ วกรรม การกนั้ แยกไมใ่ หป้ ะปนกบั สง่ิ อ่นื หรอื การใชเ้ ซฟการด์ แบบ ต่าง ๆ หรอื การท่จี ะต้องปรบั เปล่ยี นเคร่อื งจกั ร เปล่ยี นกรรมวธิ กี ารทางาน ส่วนในกรณีท่ไี ม่ สามารถ ดาเนินการดงั กล่าวได้ก็จะนากลวธิ กี ารใช้อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลมาใช้ ประกอบด้วย เพ่อื ช่วยป้องกนั อวยั วะของร่างกายในส่วนทต่ี ้องสมั ผสั งานมใิ ห้ประสบอนั ตราย จากภาวะอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ ขณะทางานอยไู่ ด้ ซง่ึ สามารถแบง่ ออกไดด้ งั น้ี 1. เคร่อื งป้องกนั ศีรษะ (Head Protection Devices) เป็นอุปกรณ์คุม้ กนั ทใ่ี ชส้ าหรบั ป้องกนั ศรี ษะจากการถูกกระแทก ชน หรอื วตั ถุตกจาก ทส่ี งู มากระทบศรี ษะ มลี กั ษณะแขง็ แรงและทาดว้ ยวสั ดุทแ่ี ตกต่างกนั ออกไป หมวกนิรภยั ซง่ึ แบ่ง ออกเป็น 2 แบบ คอื แบบมขี อบหมวกโดยรอบ กบั แบบทม่ี เี ฉพาะกระบงั ดา้ นหน้า หมวกนิรภยั ประกอบด้วย ตวั หมวก ทามาจากพลาสตกิ โลหะ หรอื ไฟเบอรก์ ลาส สายพยงุ ไดแ้ ก่ สายรดั ศรี ษะ และสายรดั ดา้ นหลงั ศรี ษะ ซง่ึ สามารถปรบั ใหเ้ หมาะสมกบั ผสู้ วม- ใสไ่ ดด้ ว้ ย สายรดั คาง คอื สายรดั ใตค้ างเพ่อื ใหก้ ระชบั ยงิ่ ขน้ึ แผน่ ซบั เหงอ่ื ทามาจาก
243 ใยสงั เคราะหใ์ ช้สาหรบั ซบั เหง่อื และใหอ้ ากาศผ่านได้ นอกจากนนั้ แลว้ หมวกนิรภยั ยงั แบ่งออก ตามคณุ สมบตั ขิ องการใชง้ านไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดงั น้ี 1. ประเภท A ทามาจากพลาสตกิ หรอื ไฟเบอรก์ ลาส มนี ้าหนักเบาเหมาะสาหรบั ใชง้ าน ทวั่ ไป เช่น คนก่อสรา้ ง โยธา เครอ่ื งจกั รกล เหมอื งแร่ และงานทไ่ี มเ่ สย่ี งกบั กระแส ไฟฟ้าแรงสูง เปลอื กนอกป้องกนั หน้าได้ และไหมไ้ ฟชา้ 2. ประเภท B ทามาจากวสั ดุสงั เคราะหป์ ระเภทพลาสตกิ หรอื ไฟเบอรก์ ลาส และไม่มรี ู ทห่ี มวกเหมาะสาหรบั การใชง้ านท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั กระแสไฟฟ้าแรงสูง เช่น ช่างเดนิ สายไฟ ใน สถานีไฟฟ้าและในโรงไฟฟ้า 3. ประเภท C ทามาจากวสั ดุทเ่ี ป็นโลหะ เหมาะสาหรบั การใชง้ านป้องกนั การกระแทก แรงเจาะ และใชใ้ นงานทไ่ี มม่ คี วามเสย่ี งกบั กระแสไฟฟ้า 4. ประเภท D ทามาจากวสั ดุสงั เคราะหป์ ระเภทพลาสตกิ และไฟเบอรก์ ลาส ออกแบบ เพ่อื ใชใ้ นงานดบั เพลงิ หรอื งานป้องกนั อคั คภี ยั ต้องมคี วามทนทานไมไ่ หมไ้ ฟ และไมเ่ ป็นตวั นา ไฟฟ้า มาตรฐานสากลสาหรบั ควบคุมคุณภาพการผลติ หมวกนิรภยั ของประเทศไทย ก็คอื มอก.368/2524 และจะตอ้ งมคี าอธบิ ายอย่ดู ้านในของหมวก มเี คร่อื งหมายการคา้ ช่อื ผผู้ ลติ สินค้า วัน เดือน ปีท่ผี ลติ บอกประเภท ชนิดของสินค้า วัสดุท่ใี ช้ในการผลิต จะต้องมกี าร ทดสอบด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะหมวกนิรภยั ระเภท B โดยการใช้แรงเคล่อื นไฟฟ้า กระแสสลบั ขนาด 20,000 โวลท์ ท่ี 50-60 ไซเกลิ ต่อวนิ าที เป็นเวลา 3 นาที และจะมกี ระแสไฟฟ้ารวั่ ไมเ่ กนิ 9 มลิ ลแิ อมป์ ส่วนประเภทอ่นื จะความตา้ นทานกระแสไฟฟ้าน้อย กว่า จะอย่ทู ่ี 2,200 โวลท์ ท่ี 50-60 ไซเกลิ ต่อวนิ าที ในเวลา 1 นาที และกระแสจะรวั่ ไม่เกนิ 1 มลิ ลแิ อมป์ มกี ารทดสอบ ความทนต่อการไหมไ้ ฟ และการทดสอบความคงทนต่อแรงกระทา ซง่ึ หมวกนิรภยั ทุกชนิดนนั้ จะ ช่วยลดอนั ตรายจากการถูกวสั ดุตกมากระทบ กระแทกศรี ษะได้มาก หากมกี ารใชอ้ ย่างถูกวธิ ี และถูกตอ้ ง ดงั แสดงในภาพท่ี 4.2
244 ภาพท่ี 4.2 หมวกนิรภยั สาหรบั สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คล ทม่ี า: https://www.google.co.th/search, 2559. นอกจากน้ยี งั มหี มวกนิรภยั สาหรบั สตรที ท่ี างานสมั ผสั กบั เครอ่ื งจกั รกล สายพาน ใบพดั ทม่ี กี ารเคล่อื นไหว เพ่อื ป้องกนั เส้นผมไมใ่ หด้ ูดเขา้ ไปในเคร่อื งจกั ร ซง่ึ บางชนิดทาดว้ ยวสั ดุทน ไฟเพ่อื ใชใ้ นการทางานทม่ี คี วามรอ้ นจากงานเช่อื ม หรอื หลอมโลหะกบั หมวกชนิดปัม้ ขน้ึ รปู มี ลกั ษณะของหมวกบางและเบา เพ่อื ใชส้ าหรบั งานเบาในโรงงานบางชนิดเท่านนั้ และมขี อ้ จากดั เขม้ งวดในการใช้ จะใชแ้ ทนหมวกนริ ภยั ไมไ่ ดเ้ ดด็ ขาด การดแู ลรกั ษา โดยการทาความสะอาดทงั้ ตวั หมวกและอุปกรณ์ ประกอบดว้ ย น้าอุ่นกบั สบู่ หรอื ดว้ ย น้ายาฆ่าเช้ือท่ีเหมาะสมอย่างสม่าเสมอโดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในการใช้งานของหมวกท่มี ีการ ผลดั เปลย่ี นกนั ใช้ พรอ้ มทงั้ การตรวจสอบดูแล ส่วนทม่ี กี ารชารุดทส่ี ามาระเปลย่ี นแปลงแก้ไขได้ หรอื ชารดุ ไมส่ ามารถเปลย่ี นแปลงแกไ้ ขไดใ้ หเ้ ปลย่ี นชุดใหม่ 2. อปุ กรณ์ป้องกนั ตาและใบหน้า (Eye and Face Protection Devices) เป็นอุปกรณ์สาหรบั ช่วยป้องกนั อนั ตรายอนั อาจจะเกดิ ขน้ึ ในขณะทางานท่อี าจมเี ศษ วสั ดุ สารเคมี หรอื รงั สี ทจ่ี ะทาใหใ้ บหน้าและดวงตาเป็นอนั ตรายได้ ซง่ึ สามารถแบ่งประเภทออก ไดด้ งั น้ี 2.1. แว่นตานิรภยั (Protective Spectacles or Glasses) รปู รา่ งลกั ษณะคลา้ ย กบั แว่นตาโดยทวั่ ไป แต่จะแตกต่างกนั ในส่วนของความทนทาน แขง็ แรง และวสั ดุทใ่ี ชท้ าแว่น กบั เลนสท์ ใ่ี ชต้ ามความจาเป็นของลกั ษณะงานแต่ละชนิด เชน่ ป้องกนั แสงจา้ ป้องกนั ความรอ้ น ป้องกนั สารเคมรี งั สี กนั ลมหรอื ต้านแรงกระแทก ซง่ึ มที งั้ ชนิดทม่ี กี ระบงั ดา้ นขา้ ง ช่วยป้องกนั เศษสงิ่ ของวสั ดุกระเดน็ เขา้ ทางดา้ นขา้ งกบั ชนิดไม่มกี ระบงั ดา้ นขา้ ง ใช้สาหรบั ป้องกนั อนั ตราย
245 เขา้ ทางด้านหน้าเท่านัน้ ซง่ึ มที งั้ แบบท่สี ามารถปรบั ใหเ้ หมาะสมกบั การใช้งานได้กบั แบบทค่ี งท่ี วสั ดุท่ใี ชท้ ากรอบแว่นนัน้ มที งั้ ทท่ี ามาจากโลหะ และพลาสตกิ และชนิดผสมระหว่างโลหะกบั พลาสตกิ ทม่ี คี ุณสมบตั ทิ นต่อการกดั กรอ่ น ดดู ซมึ เพ่อื ป้องกนั การตดิ เชอ้ื ต่าง ๆ ไดง้ า่ ยไม่มกี ลนิ่ หรือเป็นพิษกับการใช้ นอกจากนัน้ ยงั มอี ุปกรณ์ป้องกันตาชนิดอ่ืน ๆ อีก เช่น ครอบแว่น (Cover goggles) ใช้สวมทบั แว่น สายตาเพ่อื ป้องกนั ทงั้ ตา และแว่นตาผู้สวมในขณะทางาน ครอบป้องกนั สารเคมี (Chemical goggles) เป็นแวน่ ชนดิ ทม่ี เี ลนสป์ ระเภทผ่านการอบความรอ้ น หรอื เลนส์ พลาสติกชนิดทนกรด ทนด่างได้ใช้ในการป้องกนั สารเคมใี นรูปของฝ่ ุนละออง หรอื ของเหลวกระเดน็ เขา้ ตาทงั้ ทางดา้ นตรงและดา้ นขา้ ง โดยมกี ระบงั ดา้ นขา้ ง ครอบตาสาหรบั ทางานหลอมโลหะหรอื งานเหมอื งแร่ ส่วนเลนส์อาจทามาจากพลาสติก หรอื แก้ว ข้นึ อยู่กบั ความตอ้ งการใชง้ านแต่ละชนดิ ทแ่ี ตกตางกนั ไป โดยจะตอ้ งคานึงถงึ ปัจจยั เกย่ี วขอ้ ง ดงั น้ี 2.1.1 วสั ดทุ ใ่ี ชต้ อ้ งไมท่ าใหเ้ กดิ การระคายเคอื งและเป็นอนั ตรายต่อดวงตา 2.1.2 มกี ารหกั เหทเ่ี หมาะสมกบั การใชง้ าน (ไมเ่ กนิ 1/11 ปรซิ มึ -ไดออฟเตอร)์ 2.1.3 กาลงั การหกั เหในตวั กลางใด ๆ และความแตกต่างของกาลงั การหกั เห ในตวั กลางทต่ี ่างกนั ทงั้ สองชนิดตอ้ งไมเ่ กนิ 1/16 ไดออฟเตอร์ 2.1.4 วสั ดทุ งั้ สองชนิดทใ่ี ชต้ อ้ งทนความรอ้ นไดใ้ กลเ้ คยี งกนั 2.1.5 เลนสพ์ ลาสตกิ บางชนิดอาจเส่อื มคุณภาพเน่ืองจากปฏกิ ริ ยิ าจากสารเคมี บางอยา่ งได 2.1.6 เลนสพ์ ลาสตกิ จะทนทานต่อวสั ดทุ แ่ี หลมคมไดม้ ากกว่า 2.1.7 เลนสพ์ ลาสตกิ จะทนต่อวสั ดเุ ลก็ ทเ่ี คล่อื นไหวไดด้ กี วา่ เลนสแ์ กว้ 2.1.8 เลนส์พลาสตกิ จะทนทานกบั การขดี ข่วนไดด้ ขี น้ึ ดว้ ยการเคลอื บผวิ หน้า ดว้ ยสารบางอยา่ ง 2.1.9 การฝ้ามวั ของเลนสแ์ กว้ จะหายไปเรว็ กว่าเลนสพล์ าสตกิ 2.1.10 เลนสท์ งั้ สองชนิดจะมคี วามทนทานต่อแรงกระแทกมากขน้ึ เม่อื มคี วาม หนาทเ่ี หมาะสมการเลอื กใชแ้ ว่นนริ ภยั ควรปฏบิ ตั ดิ งั น้ี 1) ควรเลอื กชนิดท่มี กี รอบกระชบั แขง็ แรง เหมาะกับการสวมใส่ ในการทางาน 2) ควรเลอื กชนิดทม่ี คี ุณสมบตั ใิ นการป้องกนั อนั ตรายไดส้ งู สุด และใช้ งานไดต้ ลอดเวลา 3) มขี นาดท่กี ว้างใหญ่พอดกี ับขนาดของรูปหน้าและจมูกโดยวดั ระยะห่างของช่วงตาลบด้วยความกว้างของจมูกจะเท่ากบั เส้นผ่าศูนย์กลางท่ยี าวของเลนส์ ทจ่ี ะใช้ 4) สามารถทาความสะอาดไดง้ า่ ยเพอ่ื ใหอ้ ยใู่ นสภาพพรอ้ มใชง้ านได้ ทนั ทแี ละไมต่ ดิ เชอ้ื ไดง้ า่ ย
246 5) ทนความรอ้ นไมต่ ดิ ไฟงา่ ย 6) ราคาถูก การดแู ลรกั ษาแว่นนิรภยั 1. ทาความสะอาดดว้ ยการลา้ งดว้ ยสบกู่ บั น้าอุ่น แลว้ แชใ่ นน้ายาฟีนอล น้ายาไฮโดรคลอ ไรด์ หรอื น้ายาแอมโมเนยี นานประมาณ 10 นาที แลว้ ทง้ิ ไวใ้ หแ้ หง้ หรอื ใชเ้ ครอ่ื งเป่าใหแ้ หง้ 2. เกบ็ ไวใ้ นทท่ี ไ่ี มม่ ฝี ่นุ และความชน้ื สงู 3. เม่อื มีการชารุดเสียหายควรซ่อมแซมปรบั ปรุงให้สามารถใช้งานได้อย่างปกติ และควรใชเ้ ป็นอุปกรณ์ส่วนตวั ไมค่ วรใชร้ ว่ มกนั แบบของส่วนรวม ภาพท่ี 4.3 อุปกรณ์ป้องกนั ตา (แว่นตานิรภยั ) ทม่ี า: https://www.google.co.th/search, 2559. 2.2. อปุ กรณ์ป้องกนั ใบหน้า (Face Protection) การทางานบางอยา่ งตอ้ งเสย่ี งต่ออนั ตรายทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ กบั บรเิ วณใบหน้า ดงั นนั้ อุปกรณ์ ป้องกันใบหน้าจงึ จาเป็นสาหรบั การป้องกนั ความร้อน การแผ่รงั สีท่มี คี วามเข้มสูง หรอื เป็น อนั ตราย การหลอมเหลวโลหะ การเชอ่ื มโลหะ การตดั โลหะดว้ ยการใช้ ก๊าซ ไดแ้ ก่ 2.1 กระบงั ป้องกนั ใบหน้า (Face Shield) เป็นวสั ดุโคง้ ครอบใบหน้าเพ่อื ป้องกนั อนั ตรายต่อใบหน้า และลาคอจากการกระเดน็ กระแทกของวตั ถุ หรอื สารเคมี 2.2 หน้ากากกรองแสงหรอื หน้ากากเช่อื ม เป็นอุปกรณ์ป้องกนั ใบหน้า และดวงตา ซง่ึ ใชง้ านเชอ่ื มเพ่อื ป้องกนั การกระเดน็ ของโลหะ ความรอ้ น แสงจา้ และรงั สจี ากการเชอ่ื ม 2.3 หมวกครอบกนั กรด จะมลี กั ษณะการครอบตงั้ แต่ศรี ษะลงมาคลุมทใ่ี บหน้าเพ่อื ป้องกนั พนกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ านทท่ี าหน้าทอ่ี ย่กู บั การสมั ผสั กบั น้ากรดป้องกันไม่ใหเ้ มอ่ื เกดิ กระเดน็ จะไดไ้ มโ่ ดนใบหน้า ตา หรอื อวยั วะบนบรเิ วณใบหน้า
247 2.4 หมวกครอบแบบจา่ ยอากาศ และอุปกรณ์ป้องกนั ใบหน้าแบบใชม้ อื ถอื ลกั ษณะ โคง้ ครอบใบหน้า แผงวสั ดมุ ที งั้ ประเภททบึ แสงและมชี ่องใส่แผ่นกรองแสงสาหรบั การมองเหน็ ใน สว่ นตากบั แผงวสั ดุโปรง่ แสง โดยจะยดึ ตดิ กบั หมวกครอบศรี ษะหรอื สายรดั ซง่ึ จะตอ้ งทามาจาก วสั ดุ ชนิดทนไฟ ป้องกนั แสงท่เี ป็นอนั ตราย และทนต่อการใช้น้ายาฆ่าเชอ้ื ในการทาความ สะอาด น้าหนกั เบา (ไมค่ วรหนกั เกนิ 800 กรมั ) 2.5 ครอบป้องกนั หน้า เป็นอุปกรณ์สวมปกคลุมศรี ษะ ใบหน้า ลาคอ ลงมาถงึ ไหล่ และหน้าอก เพอ่ื ป้องกนั สารเคมี ฝ่นุ ละอองทเ่ี ป็นอนั ตราย ตวั ครอบป้องกนั หน้ามี 2 ส่วนคอื ตวั ครอบ และเลนส์ ลกั ษณะการใช้งานของอปุ กรณ์ป้องกนั ใบหน้า การตดิ วสั ดเุ ขา้ ดว้ ยกนั ไมค่ วรใหม้ หี มดุ ยน่ื มาสมั ผสั ศรี ษะได้ แผ่นกรองแสงควรเป็นแบบ ทถ่ี อดเปล่ยี นได้ เม่อื เกดิ การชารดุ หรอื เส่อื มสภาพ อุปกรณ์ป้องกนั ใบหน้าทด่ี ี ควรมสี ดั ส่วน เม่อื สวมใส่แลว้ มคี วามเหมาะสม และสามารถปรบั ใหก้ ระชบั ได้ แผ่นกรองแสงเรยี บเป็นเงาไม่มี รอยขดู ขดี และปิดคลุมทงั้ หมดใบหน้า ไม่ทาปฏกิ ริ ยิ ากบั ของเหลว สามารถทาความสะอาดได้ ง่าย ส่วนชนิดทเ่ี ป็นแบบ จ่ายอากาศ จะมคี ุณสมบตั พิ เิ ศษท่ีสามารถจ่ายอากาศเพมิ่ เขา้ ไปขณะ ทางานเก่ยี วขอ้ งในบรเิ วณท่มี ฝี ่ ุนละออง ไอ ฟูม ละอองของสารเคมหี รอื สารพษิ ฟุ้งกระจาย เพ่อื ใหผ้ สู้ วมใส่ ในการปฏบิ ตั งิ านมคี วามสะดวก ไมอ่ ดึ อดั ไมห่ ายใจเอาละอองต่าง ๆ เขา้ ไป
248 ภาพท่ี 4.4 อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนใบหน้า ทม่ี า: https://www.google.co.th/search, 2559. 3. อปุ กรณ์ป้องกนั หู (Ear Protection) การทางานทม่ี ลี กั ษณะสภาพทเ่ี สยี งดงั ไม่ว่าจะลกั ษณะงานประเภทใดกต็ าม ซง่ึ โดย ส่วนใหญ่เกดิ จากอุตสาหกรรมหนัก เน่ืองมาจากการทางานกบั เคร่อื งจกั รกลต่าง ๆ หรอื เสยี ง จากแรงกระแทกของวตั ถุท่เี ป็น โลหะรุนแรง ดงั นัน้ การลดระดบั ความดงั ของเสยี งเพ่อื ให้อยู่ ในช่วงทไ่ี ม่เป็นอนั ตรายกบั หู หรอื การควบคุมทจ่ี ดุ กาเนิดของเสยี ง เพ่อื หลกี เลย่ี งมใิ หเ้ สยี งมา ปะทะกบั ส่วนการไดย้ นิ ของคนนนั้ เป็นสงิ่ จาเป็นอยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งมกี ารกาหนดมาตรการทจ่ี ะช่วย ลดอุบตั เิ หตุหรอื ความเสยี หายทจ่ี ะเกดิ กบั หใู นการไดย้ นิ โดยการใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั หู เพ่อื ลด ความดงั ของเสยี งทผ่ี ่านมากระทบในส่วนของอวยั วะภายในหู คอื กระดกู หแู ละแก้วหู ซง่ึ จะต้อง เลอื กใชใ้ นแบบทม่ี คี วามเหมาะสม มมี าตรฐานกาหนดเกย่ี วกบั ความถ่ขี องเสยี งจากการแนะนา
249 ของผทู้ ม่ี คี วามรู้ และมกี ารทดสอบ ทดลองกบั การใชง้ านจรงิ เพ่อื ใหไ้ ดอ้ ุปกรณ์ทม่ี ี คุณภาพ มี ความเหมาะสมกบั การใชง้ าน ประกอบดว้ ย 3.1 ชนิดสอดเข้าไปในรหู ู หรืออดุ หู (Ear plug) เป็นวสั ดุทท่ี ามาจากยางพลาสติก อ่อน ขผ้ี ง้ึ ฝ้าย หรอื สาลี ทผ่ี ผู้ ลติ ออกแบบใหม้ ขี นาดพอเหมาะกบั รหู เู พ่อื ใหส้ ามารถป้องกนั เสยี ง ซ่งึ จะแตกต่างกนั ออกไปทงั้ ชนิดอุดหูทงั้ สองขา้ งจะป้องกนั เสยี งได้ดกี ว่าชนิดท่ใี ช้ชวั่ คราว ท่ี อาจจะทาจากสาลี ฝ้าย จะชว่ ยป้องกนั เสยี งไดเ้ พยี งระดบั หน่ึงเท่านนั้ นอกจากนัน้ ยงั มชี นิดทท่ี า มาจากวสั ดุ ประเภทไฟเบอรกล์ าสกจ็ ะป้องกนั เสยี งไดด้ ี 3.2 ชนิดครอบหู (Ear muff) เป็นอุปกรณ์ทใ่ี ชส้ าหรบั ป้องกนั เสยี งดงั ท่ีเป็นอนั ตราย ต่อระบบการได้ยนิ ของหู ซ่งึ จะมลี กั ษณะคล้ายหูฟังท่ใี ช้ครอบใบหูทงั้ สองข้างโดยมกี ้านโค้ง ครอบศรี ษะ และใชว้ สั ดทุ ม่ี คี วามนุ่มหมุ้ ทบั ส่วนตวั ครอบหูนนั้ มกี ารออกแบบใหแ้ ตกต่างกนั ตาม ลกั ษณะของการใช้งาน ซ่งึ จะประกอบด้วยวสั ดุป้องกนั เสยี ง (acoustic) อย่ภู ายในท่คี รอบหู ส่วนตวั รองรอบนอกนัน้ อาจจะบุดว้ ยโฟม พลาสตกิ ยางหรอื บรรจุของเหลวไว้ เพ่อื ช่วยดูดซบั เสยี ง ทาใหพ้ ลงั งานของเสยี งลดลง ชนิดอดุ รหู ู ชนิ ดครอบหู ภาพท่ี 4.5 อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสว่ นหู ทม่ี า: https://www.google.co.th/search, 2559. 4. อปุ กรณ์ป้องกนั มอื นิ้วมือ และแขน (Hand Leathers and Arm Protection) ในการปฏบิ ตั งิ านทต่ี ้องใชส้ ่วนของมอื น้ิวมอื และแขน ซง่ึ อาจเส่ยี งต่ออนั ตรายจาก การถูกวตั ถุมคี ม บาด ตดั การขดู ขดี ทาใหผ้ วิ หนังถลอก การจบั ของรอ้ น หรอื การใช้ HA 233 101 มอื สมั ผสั วสั ดุอุปกรณ์ทอ่ี าจก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายอ่นื ๆ นนั้ จาเป็นตอ้ งมอี ุปกรณ์ป้องกนั โดยใช้ ถุงมอื หรอื เครอ่ื งสวมเฉพาะน้วิ ชนิดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมกบั ลกั ษณะของงานดงั น้ี 4.1 ถุงมอื ใยหนิ ใช้สาหรบั งานท่ตี ้องสมั ผสั ความร้อนเพ่อื ป้องกนั ไม่ให้มอื ได้รบั อนั ตรายจากความรอ้ นหรอื ไหม้
250 4.2 ถุงมอื ใยโลหะ ใชส้ าหรบั งานทเ่ี ก่ยี วกบั การใชข้ องมคี มในการหนั่ ตดั หรอื สมั ผสั วสั ดุอุปกรณ์ทแ่ี หลมคม หยาบมาก 4.3 ถุงมอื ยาง ใชส้ าหรบั งานไฟฟ้า และถุงมอื ยางทส่ี วมทบั ดว้ ยถุงมอื หนงั ชนิดยาว เพ่อื ป้องกนั การถูกของมคี มบาดหรอื ทม่ิ แทงทะลุสาหรบั ใชใ้ นงานไฟฟ้าแรงสงู 4.4 ถุงมอื ยางชนิดไวนีลหรอื นีโอพรนี ใช้สาหรบั งานทต่ี ้องสมั ผสั สารเคมชี นิดท่มี ี ฤทธกิ ์ ดั กรอ่ น หรอื ซมึ ผา่ นผวิ หนงั ได้ 4.5 ถุงมอื หนงั ใชส้ าหรบั งานทต่ี ้องสมั ผสั วสั ดุทห่ี ยาบงานทม่ี กี ารขดั ผวิ การแกะสลกั หรอื งานเชอ่ื มทม่ี คี วามรอ้ นต่า 4.6 ถุงมอื หนงั เสรมิ ใยเหลก็ ใชส้ าหรบั งานหลอมโลหะหรอื ถลงุ โลหะ 4.7 ถุงมอื ผ้าหรอื เส้นใยทอ ใช้สาหรบั งานท่ตี ้องหยบิ จบั วสั ดุอุปกรณ์เบา ๆ เพ่อื ป้องกนั มอื จากสงิ่ สกปรกต่าง ๆ 4.8 ถุงมอื ผา้ หรอื ใยทอเคลอื บน้ายาใชส้ าหรบั งานทต่ี อ้ งสมั ผสั สารเคมโี ดยทวั่ ไป เช่น งานหบี หอ่ งานบรรจกุ ระป๋ อง หรอื อุตสาหกรรมอาหาร ฯลฯ
251 ภาพท่ี 4.6 อุปกรณ์ป้องกนั มอื น้วิ มอื และแขน ทม่ี า: https://www.google.co.th/search, 2559. 5. อปุ กรณ์ป้องกนั เท้าและขา เป็นอุปกรณ์ป้องกนั เทา้ และขาท่สี าคญั และมคี วามจาเป็นอย่างยง่ิ สาหรบั ผู้ท่ีต้อง ทางานในสถานทท่ี อ่ี าจเกดิ อนั ตรายกบั เทา้ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ต่อส่วนเทา้ ทอ่ี าจจะไดร้ บั
252 อนั ตรายขณะปฏบิ ตั ิงาน ไดแ้ ก่ รองเทา้ ตงั้ แต่รองเทา้ ธรรมดา รองเทา้ หุม้ ขอ้ และรองเทา้ ท่ที ่ี เสรมิ ดว้ ยอุปกรณ์ป้องกนั ต่าง ๆ เรยี กวา่ รองเทา้ นิรภยั สาหรบั สวมใส่ ในการทางานเพ่อื ป้องกนั อนั ตราย หรอื การบาดเจบ็ ของเทา้ จากการถูกกระแทก ถูกทบหรอื งานมอี นั ตรายอ่นื ๆ เก่ยี วกบั เทา้ ซง่ึ คุณสมบตั ขิ องรองเทา้ นิรภยั นนั้ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามความสามารถในการรบั แรงอดั และแรงกระแทก ดงั แสดงไดใ้ นตารางท่ี 4.2 ตารางท่ี 4.2 ชนิดของรองเทา้ นริ ภยั ตามความสามารถในการรบั แรงอดั และแรงกระแทก ชนิ ดเบอร์ แรงกระแทก (ปอนด)์ แรงอดั (ปอนด)์ 75 75 2,500 50 50 875 30 30 100 ทม่ี า: https://www.google.co.th/search, 2559. ชนดิ ของอุปกรณ์ป้องกนั เทา้ กบั การใชง้ าน 1. รองเทา้ ชนิดหุม้ ขอ้ (congress shoes) ใชส้ าหรบั ป้องกนั อนั ตรายจากการกระเดน็ ของน้าโลหะ หรอื งานทอ่ี าจมอี นั ตรายจากการกระเดน็ ของเศษวสั ดุหรอื การระเบดิ ทไ่ี มร่ นุ แรงนกั และ เป็นฉนวนทด่ี สี าหรบั การใชง้ านไฟฟ้า 2. รองเทา้ หุม้ แขง้ หรอื รองเท้าป้องกนั การจุดประกายไฟ (non sparking shoes) เป็นรองเท้าท่อี อกแบบสาหรบั ป้องกนั อนั ตรายจากการทางาน ท่มี คี วามร้อนจากการถลุง หรอื หลอมโลหะ งานเช่อื มต่าง ๆ ซ่งึ จะต้องไม่มกี ารเจาะตาไก่ รอ้ ยเชอื ก เน่ืองจากจะเป็น ช่องทางใหโ้ ลหะทห่ี ลอมเหลวกระเดน็ หรอื ไหลเขา้ รองเทา้ ได้ และจะตอ้ งสวมใส่สะดวกและถอด ไดง้ า่ ยรวดเรว็ ในกรณเี กดิ เหตุฉุกเฉิน 3. รองเทา้ พ้นื แขง็ (reinforced shoes) เป็นโลหะท่ยี ดื หยุ่นไดใ้ ช้สาหรบั งานก่อสรา้ ง ป้องกนั การกระแทก การกดทบั และของแหลมคมทม่ิ ตา หรอื ไม่ใหโ้ ลหะ หรอื ตะปตู าเทา้ แต่ต้อง มนั่ ใจวา่ การทางานไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ไฟฟ้า 4. รองเทา้ พน้ื ไมเ้ หมาะสาหรบั การใชง้ านในสถานทท่ี างานทพ่ี ้นื เปียกชน้ื ตลอดเวลา หรอื มคี วามรอ้ น เชน่ โรงงานผลติ เบยี ร์ และ งานทเ่ี กย่ี วกบั การลาดยางแอสฟัลท์ 5. รองเทา้ นิรภยั ครอบโลหะหลงั เทา้ (safety shoes with metatarsal) เหมาะสาหรบั ใช้ กบั การทางานทอ่ี าจมวี ตั ถุสง่ิ ของน้าหนกั วสั ดหุ นกั หล่นใส่เทา้ มากตกใส่ทบั หรอื กระแทกเทา้ ใน การเคล่อื นยา้ ยสงิ่ ของทน่ี ้าหนกั มาก นยิ มใชใ้ นโรงงานถลุงเหลก็ และหลอ่ โลหะ 6. รองเท้าป้องกนั สารเคมี ทาจากวสั ดุท่ที นต่อการกดั กร่อนของสารเคมี เช่น ไวนิล นโี อพรนี ยางธรรมชาติ หรอื ยางสงั เคราะห์ แบง่ เป็นชนดิ ทม่ี หี วั โลหะ และไมม่ หี วั โลหะ
253 7.รองเทา้ ป้องกนั อนั ตรายจากไฟฟ้า (electrical hazard shoes) ใช้สวมใส่ในงานท่ี เก่ียวข้องกับกระแสไฟฟ้า ทาด้วยวตั ถุท่ีเป็นฉนวนไฟฟ้า วัสดุทาจากธรรมชาติ หรอื ยาง สงั เคราะห์ ดังนั้น การสวมใส่อุปกรณ์ป้ องกันอันตรายเท้า นั้นจะเป็ นท่ีนิยมเรียกกันว่า รองเท้านิรภัย สามารถป้องกันอันตรายท่ีเกิดข้นึ กับเท้าในขณะปฏิบัติงานท่ีมีความเส่ียง เชน่ วตั ถุหลน่ ใสเ่ ทา้ กระแสไฟฟ้า ความรอ้ น สารเคมี พน้ื ทส่ี กปรก เป็นตน้ ซง่ึ รองเทา้ ดงั กล่าว มาขา้ งต้นมกี ารออกแบบมาจากวสั ดุทใ่ี ชง้ านแต่ละการใชง้ านเพ่อื ให้เกดิ ความเหมาะสมในการ ใชง้ าน และประเภทของการเลอื กใชเ้ พ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางานว่าดว้ ยการป้องกนั สว่ นทเ่ี ป็นเทา้ ไมใ่ หเ้ กดิ การบาดเจบ็ สญู เสยี สว่ นหน่งึ ของรา่ งกายไป ดงั ภาพท่ี 4.7
254 ภาพท่ี 4.7 อุปกรณ์ป้องกนั เทา้ และขา ทม่ี า: http://www.siamsafetygroup.com, 2559.
255 การดแู ลรกั ษารองเท้าและอปุ กรณ์ป้องกนั ขา การดูแลรกั ษารองเทา้ และอุปกรณ์ป้องกนั ขาหลงั การใชง้ านต้องทาความสะอาดทงั้ ดา้ น นอกดา้ นในดว้ ยน้าธรรมดา หรอื ใชน้ ้าฆา่ เชอ้ื เชด็ ใหแ้ หง้ หรอื ลา้ งดว้ ยน้าแลว้ วางไวใ้ หแ้ หง้ 6. อปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายของระบบหายใจ (Respiratory Protective Devices) อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายของระบบหายใช้สาหรบั ป้องกนั อนั ตรายท่เี กดิ ขน้ึ กบั ระบบ หายใจของผทู้ ท่ี างานในสภาพงานทม่ี ลี กั ษณะการทางานทม่ี มี ลพษิ หรอื มอี ุปสรรค์ ต่อการหายใจ ซง่ึ ผเู้ กย่ี วขอ้ งหรอื ผทู้ จ่ี ะตดั สนิ ใจใชอ้ ุปกรณ์ดงั กล่าวจะต้องมคี วามรู้ มขี อ้ มลู ของสภาพแวดลอ้ ม เพ่อื ทจ่ี ะเลอื กใช้อุปกรณ์ไดถ้ ูกตอ้ ง หากการตดั สนิ ใจเลอื กใช้ เกดิ การผดิ พลาดหรอื ไมม่ ขี อ้ มลู สาคญั มาก่อน อาจทาใหเ้ กดิ อนั ตรายถงึ ชวี ติ ได้ ดงั นนั้ เพ่อื ประกอบการตดั สนิ ใจในการเลอื กใช้ อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายของระบบหายใจ จงึ ควรจะตอ้ งมกี ารพจิ ารณาขอ้ มลู ดงั ต่อไปน้ี 1. ลกั ษณะของอนั ตรายทเ่ี กดิ ขน้ึ ว่าเป็นมลพษิ ชนิดใดอยใู่ นรปู แบบใด 2. ความรุนแรงของอนั ตรายนัน้ จะตอ้ งตดั สนิ ใจว่าจะต้องป้องกนั ชนิดไหนก่อน - หลงั เพอ่ื ความปลอดภยั สงู สดุ ของชวี ติ 3. ชนิดของสารอันตรายว่าสารนัน้ ๆ ออกฤทธเิ ์ ป็นกรด - ด่าง การเข้าสู่ร่างกาย และอนั ตรายทจ่ี ะเกดิ กบั อวยั วะใดก่อนรวมทงั้ ผลกระทบอ่นื ๆ 4. ความเขม้ ขน้ ของสารอนั ตรายเพ่อื เป็นขอ้ มลู ในการเลอื กใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั เพยี งพอ กบั ความเขม้ ขน้ ของสารอนั ตราย 5. ระยะเวลาในการป้องกนั เน่ืองจากอุปกรณ์แต่ละชนิดมอี ายุในการใชง้ าน ดงั นนั้ การ เลอื กใช้จงึ ควรจะต้องรรู้ ะยะเวลาของการป้องกนั เพ่อื สามารถเลอื กใช้อุปกรณ์ไดอ้ ย่างถูกต้อง และมรี ะยะเวลาเพยี งพอกบั การป้องกนั 6. สถานทบ่ี รเิ วณและกจิ กรรมหรอื ลกั ษณะของงาน ดงั นัน้ การตดั สนิ ใจเลอื กใช้ อุปกรณ์จะต้องศกึ ษาขอ้ มลู ดงั กล่าวเพ่อื เลอื กอุปกรณ์ท่ี เหมาะสมกับสถานท่แี ละกิจกรรม เพ่อื มใิ ห้อุปกรณ์เป็นภาระหรอื อุปสรรคต่อการทางาน เช่น บางสถานท่ี บางกจิ กรรมเหมาะท่จี ะใช้อุปกรณ์ท่เี ป็นถงั อดั อากาศ แต่บางแห่งเหมาะกบั การใชอ้ ุปกรณ์แบบกรองอากาศ เป็นตน้ การเลือกใช้อปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายของระบบหายใจ การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายของระบบหายใจ นอกจากจะมีข้อมูลต่าง ๆ แลว้ สง่ิ ทค่ี วรจะคานึงถงึ คอื วธิ กี ารใชท้ ถ่ี ูกตอ้ งดว้ ยวธิ กี ารศกึ ษารายละเอยี ด มกี ารแนะนา อธบิ าย สาธติ ฝึกอบรมจากผู้เก่ียวขอ้ งจนมนั่ ใจและสามารถตรวจสอบได้ว่าเหมาะสมกบั สถานท่ี และกจิ กรรมทต่ี ้องการใช้ซง่ึ อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายของระบบหายใจนัน้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
256 ตามลกั ษณะความจาเป็น เฉพาะการใชง้ าน คอื ชนิดเคร่อื งช่วยหายใจ และชนิดเคร่อื งกรอง อากาศ ซง่ึ จะใชแ้ ทนกนั ได้ ในบางกรณี เช่นเคร่อื งกรองอากาศอาจใช้เคร่อื งช่วยหายใจแทนได้ แต่เคร่อื งช่วย หายใจไมส่ ามารถใชเ้ คร่อื งกรองอากาศแทนได้ และจะตอ้ งสวมใส่ใหพ้ อดกี บั ใบหน้า และศรี ษะ ไมใ่ หม้ กี ารรวั่ ซมึ ของอากาศภายนอกเขา้ ไปได้ ไมท่ าใหผ้ สู้ วมใส่อดึ อดั เกนิ ไปและจะตอ้ งมสี ภาพ แขง็ แรงทนทานเป็นอยา่ งดดี ว้ ย ซง่ึ มลี กั ษณะตามชนิดการใชง้ านดงั น้ี 1. เครอื่ งช่วยหายใจมลี กั ษณะเป็นหน้ากากครอบมิดชนิดเตม็ หน้า มชี ่องกระจกใส ผนกึ แน่นตรงส่วนตาทอ่ี าจทาดว้ ยยางหรอื วสั ดุอ่นื ทม่ี คี ุณสมบตั ใิ กลเ้ คยี งกนั กระชบั กบั ใบหน้า มใิ ห้อากาศจากภายนอกรวั่ ซมึ เขา้ ได้ มที ่อต่อส่งจ่ายอากาศเช่อื มตดิ กบั ถงั จ่ายอากาศ ซ่งึ แบ่ง ออกเป็น 2 ชนิด คอื 1.1 ชนิดทอ่ี ากาศหมุนเวยี นได้ โดยจะมลี น้ิ เปิด - ปิดอากาศสาหรบั การหายใจ เขา้ และหายใจออก โดยมที ่อต่อกบั เครอ่ื งจา่ ยออกซเิ จน เครอ่ื งช่วยหายใจชนดิ น้ีเหมาะ สาหรบั กรณี ทบ่ี รเิ วณการทางานนนั้ ไม่มอี ากาศหายใจ หรอื ไกลเกนิ กว่าจะใชท้ ่อจ่าย อากาศจากทห่ี น่ึงทใ่ี ด ได้ การใช้เคร่อื งช่วยหายใจชนิดน้ีผูใ้ ช้จะต้องมสี ุขภาพร่างกายท่ีสมบูรณ์แขง็ แรง และจะต้อง ศกึ ษาเรยี นรู้ ฝึกอบรมวธิ กี ารใชเ้ ป็นอยา่ งดี พรอ้ มทงั้ มี การศกึ ษาอบรมเพม่ิ เตมิ ทกุ 6 เดอื น 1.2 ชนดิ ทอ่ี ากาศหมนุ เวยี นไมไ่ ดจ้ ะตอ้ งมลี น้ิ เปิดระบายอากาศทใ่ี ชห้ ายใจ แลว้ ออก โดยต่อทอ่ ไวก้ บั ถงั บรรจอุ ากาศหรอื เคร่อื งจา่ ยอากาศ ซง่ึ จะตอ้ งมนั่ ใจว่าอากาศทบ่ี รรจใุ นถงั หรอื เครอ่ื งจ่ายอากาศนนั้ บรสิ ุทธิ ์ ไม่มสี งิ่ ปนเป้ือนมแี รงกดดนั อากาศไมเ่ กนิ 25 ปอนดต์ ่อตารางน้ิว (Goetsch David L., 2005, p.319) และเพ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั สงู สุดควรตดิ ตงั้ เคร่อื งปรบั ระดบั แรงดนั อากาศควบค่กู บั การตดิ ตงั้ เคร่อื งกรองอากาศ รวมทงั้ ตดิ ตงั้ สญั ญาณเตอื น เม่อื มี คารบ์ อนมอนอกไซดป์ ะปนเขา้ ไปในอากาศทอ่ี ดั อยใู่ นถงั ดว้ ย วิธีการใช้อปุ กรณ์ช่วยหายใจอย่างปลอดภยั 1. ผใู้ ชต้ อ้ งผ่านการอบรมเทคนคิ และวธิ ใี ชม้ าเป็นอยา่ งดี ใชไ้ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง 2. อุปกรณ์ตอ้ งมคี วามสมบูรณ์ไมช่ ารุดเสยี หายเหมาะสมกบั ผู้สวมใส่โดยตอ้ ง ไมม่ สี ารเคมเี ป็นพษิ ตกคา้ งตดิ อยกู่ บั หน้ากาก 3. ต้องศกึ ษารายละเอยี ดในการปรบั ปรมิ าณออกซเิ จนเขา้ ออกให้เหมาะสม หรอื มใิ หผ้ สู้ วมใส่อดึ อดั 4. มอี ุปกรณ์สารองสาหรบั การทางานในทท่ี ม่ี อี นั ตรายสูง หรอื อตั ราเสย่ี งท่ีอาจ เกดิ กรณฉี ุกเฉนิ อ่นื เพ่อื ใหส้ ามารถแกไ้ ขช่วยเหลอื ผทู้ อ่ี ยใู่ นขณะปฏบิ ตั งิ านไดท้ นั ที 5. ศกึ ษาระยะเวลาทต่ี อ้ งปฏบิ ตั งิ านกบั ขดี จากดั ของเวลาในการใชอ้ ุปกรณ์นนั้ โดยทม่ี ผี มู้ หี น้าทเ่ี ฝ้าระวงั คอยสงั เกตสง่ิ ผดิ ปกตติ ลอดระยะเวลาการทางาน
257 6. ทมี งานผู้ทใ่ี ชอ้ ุปกรณ์ควรจะต้องได้รบั การฝึกอบรมสาธติ วธิ กี ารใช้ วธิ กี าร ซ่อมบารุงดูแลรกั ษาอย่างถูกต้องเพ่อื ยดื อายุการใช้งานของอุปกรณ์และเพ่อื ความปลอดภยั สงู สดุ ของทกุ ฝ่าย 2. เครอ่ื งกรองอากาศ การเลอื กใชต้ อ้ งใหต้ รงกบั การป้องกนั ประเภทของสารเคมี หรอื สารพษิ ด้วย เน่ืองจากอุปกรณ์ป้องกนั มกั จะมีการออกแบบใช้เฉพาะอย่างกบั สารเคมี หรอื สารพษิ เป็นส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่ 2.1 เคร่อื งกรองอากาศชนิดใชแ้ ผ่นกรองทท่ี ามาจากกระดาษหรอื ใยทอชนิดอ่นื ท่ี สามารถถอดทาความสะอาดหรอื ถอดเปลย่ี นแผน่ กรองใหมไ่ ด้ นิยมใชก้ บั งานทม่ี ี ฝ่นุ ละอองมาก เช่น โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โรงงานแป้ ง โรงงานซเี มนต์โรงเล่อื ยโรงงานถ่านหนิ ฯลฯ เคร่อื งป้องกนั ชนิดน้ีจะไม่สามารถป้องกันสารพษิ แก๊สพษิ หรอื การทางานในทท่ี ไ่ี ม่มอี ากาศ หายใจได้ 2.2 เครอ่ื งกรองชนิดใชว้ สั ดุตวั กรอง ซง่ึ ประกอบดว้ ยหน้ากากแบบเตม็ หน้า หรอื แบบครง่ึ หน้า ผลติ จากวสั ดุทเ่ี ป็นยางหรอื พลาสตกิ มีเลนสก์ ระจกตรงส่วนตา มที ่อต่อ ระหว่าง ภาชนะหรอื กระป๋ องบรรจุสารเคมสี าหรบั กรองอากาศตดิ อย่กู บั หน้ากากหรอื ลาตวั เคร่อื งกรอง ชนิดน้ใี ชไ้ ดก้ บั บรเิ วณทางานทอ่ี อกซเิ จนมากกว่ารอ้ ยละหกสบิ หรอื มไี อสารพษิ ทม่ี คี วามเขม้ ขน้ ในอากาศ และใชไ้ ดร้ ะยะเวลาสนั้ หรอื ไม่เกนิ 8 ชวั่ โมงดงั ตวั อยา่ ง ความเขม้ ขน้ ของไอสารต่างๆ ในอากาศท่สี ามารถใช้เคร่อื งกรองชนิดน้ีได้ คอื ไอของสารอนิ ทรยี ์ต่าง ๆ ไม่เกินรอ้ ยละ 0.10 (โดยปรมิ าตร) ไอของกรดชนิดต่าง ๆ ไม่เกินรอ้ ยละ 0.05 ไอของสง่ิ ผสมระหว่างกรดและ สารอนิ ทรยี ์ ไม่เกนิ รอ้ ยละ 0.05 ไอของแอมโมเนีย ไม่เกนิ รอ้ ยละ 0.07 ส่วนกรองอากาศเป็น หรอื กระป๋ องบรรจุสารเคมี ซ่งึ เป็นตวั จบั ตามท่ี American National Standard ได้กาหนด มาตรฐาน (ANSI K 13.1-1973) รหสั สขี องตลบั กรอง สาหรบั กรองก๊าซ และไอระเหยชนิดต่าง ๆ มดี งั ตารางท่ี 4.3
258 ตารางท่ี 4.3 ส่วนกรองอากาศสาหรบั กรองก๊าซ และไอระเหยตามมาตรฐาน ชนิ ดของมลพิษ สีท่ีกาหนด ก๊าซทเ่ี ป็นกรด ขาว ไอระเหยอนิ ทรยี ์ ดา กา๊ ซแอมโมเนยี เขยี ว กา๊ ซคารบ์ อนมอนอกไซต์ น้าเงนิ กา๊ ซทเ่ี ป็นกรด และไอระเหยอนิ ทรยี ์ เหลอื ง กา๊ ซทเ่ี ป็นกรด แอมโมเนยี และไอระเหยอนิ ทรยี ์ น้าตาล กา๊ ซทเ่ี ป็นกรด แอมโมเนีย คารบ์ อนมอนอกไซต์ ไอระเหยอนิ ทรยี ์ แดง ไอระเหยอน่ื ๆ และกา๊ ซทไ่ี ม่กลา่ วไวข้ า้ งตน้ เขยี วมะกอก สารกมั มนั ตรงั สี (ยกเวน้ ไทรเทยี ม และโนเบลก๊าซ) มว่ ง ฝ่นุ ฟูม มสิ ท์ สม้ ทม่ี า: วลิ าวณั ย์ จงึ ประเสรฐิ และ ภวตั เลศิ สุธน,2559, หน้า 8-6,8-7. วิธีการใช้เครื่องกรองอากาศอย่างปลอดภยั 1. ต้องตรวจสอบสภาพของเคร่อื งกรองอากาศทงั้ หน้ากากและแผ่นกรอง ใหอ้ ยู่ ในสภาพสมบรู ณ์ครบถว้ นสามารถใชง้ านไดอ้ ยา่ งปลอดภยั 2. เวลาจะใช้งานต้องตรวจดูและปรบั แผ่นกรองต่อกบั หน้ากากหรอื กระป๋ อง ภาชนะบรรจสุ ารเคมใี หเ้ รยี บรอ้ ย และอยใู่ นตาแหน่งทไ่ี มเ่ กะกะในการทางาน 3. ตรวจสอบและทดสอบล้นิ เปิด – ปิดว่าอากาศผ่านเข้าออกได้เป็นอย่างดี หากผดิ ปกตติ อ้ งแกไ้ ขก่อนนาไปใช้ 4. หมนั่ สงั เกตและตรวจสอบขณะทางานหากมกี ารรวั่ ซมึ ของอุปกรณ์ ตอ้ งรบี ออก จากบรเิ วณทางานทนั ที 5. หลงั การใชง้ านต้องมกี ารทาความสะอาดดูแลบารงุ รกั ษาอย่างถูกวธิ ี ทุกครงั้ ทงั้ แผ่นกรองและวสั ดบุ รรจสุ ารเคมี 3. หน้ากากกรองสารเคมี มลี กั ษณะเป็นหน้ากากปิดครง่ึ ใบหน้าผลติ จากพลาสตกิ หรอื ยาง และมที ่กี รองอากาศติดอยู่บรเิ วณจมูก ซ่งึ ภายในบรรจุผงถ่าน เพ่อื ทาหน้าท่ดี ูดซบั ไอของสารหรอื ก๊าซพษิ ประเภทไอพษิ ของสารอนิ ทรยี ์ เช่น แอลกอฮอล์ เบนซนิ ไอน้ามนั อะซโี ตน คารบ์ อนเตตราคลอไรด์ คลอโรฟอรม์ หน้ากากชนิดน้ีเหมาะสาหรบั ใชใ้ นทท่ี ม่ี อี ากาศ พษิ ความเขม้ ขน้ ตาเท่านัน้ และไม่เหมาะสาหรบั บรเิ วณท่มี อี อกซเิ จนน้อย บรเิ วณท่มี สี ารพษิ ชนดิ ไมม่ กี ลน่ิ หรอื สารพษิ ชนิดทท่ี าใหเ้ กดิ การระคายเคอื งตา และมรี ะยะเวลาใชท้ จ่ี ากดั เช่นกนั
259 4. เครื่องกรองอนุภาคและไอควนั ของโลหะ มลี กั ษณะเป็นหน้ากากท่ที าจาก พลาสติก หรอื ยางครอบใบหน้าบรเิ วณจมูกและมแี ผ่นกรองเป็นตวั กรองฝ่ ุนละอองเอาไว้ ซง่ึ จะมลี กั ษณะเฉพาะตามขนาดชอ่ งรเู ปิดของแผ่นกรอง 5. เคร่ืองกรองยาฆ่าแมลง มลี ักษณะเป็นหน้ากากคล้ายกับชนิดกันฝ่ ุน แต่มี กระป๋ องหรอื ภาชนะบรรจสุ ารเคมเี พ่อื ดกั จบั สารพษิ ใหไ้ ดท้ งั้ หมด ตดิ อย่กู บั หน้ากากบรเิ วณจมกู ส่วนชนดิ ทใ่ี ชแ้ ผ่นกรองนนั้ จะใชไ้ ดก้ บั การป้องกนั ยาฆา่ แมลงบางชนิด ทม่ี คี วามเขม้ ขน้ ของพษิ ไม่มากนัก ดงั นัน้ การเลอื กใช้จงึ ควรต้องพจิ ารณาใหเ้ หมาะสมหรอื ใช้ควบคู่กบั เคร่อื งมอื ตรวจ ปรมิ าณของสารเคมใี นบรรยากาศเพ่อื ท่จี ะบอกความเข้มข้น โดยประมาณก็จะเกิดความ ปลอดภยั สงู สุดไดย้ ง่ิ ขน้ึ หน้ากากแบบเปล่ียนตลบั กรอง หน้ากากชนิดใช้แลว้ ทิ้ง ภาพท่ี 4.8 ชนดิ ของหน้ากากครอบป้องกนั ส่วนใบหน้า ทม่ี า: https://vedofelszerelesek.hu/termek/3m-7500-felalarc-3-meretben, 2559. 7. อปุ กรณ์ป้องกนั พิเศษที่ใช้งานเฉพาะ ในการปฏบิ ตั งิ านใดท่มี คี วามเส่ยี งอนั อาจเกดิ อุบตั เิ หตุหรือความไม่ปลอดภยั จาก สภาพของการทางานจาเป็นอย่างยง่ิ ท่จี ะต้องมอี ุปกรณ์อานวยความสะดวกเฉพาะงาน แต่ละ ชนดิ ในการป้องกนั อนั ตรายใหก้ บั ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ไดแ้ ก่ 7.1 อุปกรณ์ป้องกนั ลาตวั เพ่อื ใช้ป้องกนั ของแหลมคมหรอื มแี ง่คมต่าง ๆ ใช้ในการ บรรจุหบี ห่อกันการกระทบกระแทกท่ไี ม่รุนแรงนัก และกนั สิ่งของกระเด็นมากระทบบรเิ วณ
260 ลาตวั ดา้ นหน้าอุปกรณ์น้ีมลี กั ษณะเป็นแผ่นคาดลาตวั ดา้ นหน้าเตม็ ตวั ซง่ึ อาจทามาจากแผ่นหนงั หรอื ใยทอชนดิ มคี วามเหนยี ว ยางสงั เคราะหห์ รอื พลาสตกิ การเลอื กใชต้ อ้ งพจิ ารณาใหเ้ หมาะสม กบั ลกั ษณะของงาน เช่น งานทม่ี คี วามรอ้ นควรตอ้ งใช้วสั ดุทท่ี น ความรอ้ นดว้ ย การทางานทใ่ี กล้ กบั เครอ่ื งจกั รทม่ี ใี บพดั เคลอ่ื นไหว กค็ วรใส่แผ่นคาดให้ กระชบั และไมม่ สี ายหอ้ ยรงุ รงั เพราะอาจ ตดิ พนั กบั เครอ่ื งจกั รทาใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุและความ เสยี หายได้ 7.2 ชดุ ป้องกนั ทท่ี าจากหนงั ใชส้ าหรบั สวมใส่ป้องกนั รา่ งกายจากการทางานทม่ี กี าร แผ่ความรอ้ นจากการหลอมเหลวโลหะ ป้องกนั การได้รบั รงั สอี นิ ฟาเรด อลั ตราไวโอเลต และ ป้องกันแรงกระแทกท่ีไม่มากนักโดยชุดป้องกนัน้ จะต้องผลิตจากหนังท่ีมีคุณภาพ และมี คุณสมบตั ดิ เี ท่านนั้ 7.3 ชดุ ป้องกนั ทท่ี าจากแอสเบสตอส ใชส้ าหรบั งานทม่ี คี วามรอ้ นสูงซง่ึ อาจมลี กั ษณะ เป็นผา้ คาดลาตวั ผา้ กนั เป้ือน วสั ดพุ นั หน้าแขง้ หรอื สนบั แขง้ 7.4 ชดุ ป้องกนั ทท่ี าจากอลมู เิ นยี มใชป้ ้องกนั ความรอ้ นสูงสาหรบั ผทู้ ท่ี างานในท่มี กี าร หลอมเหลวโลหะท่อี ุณหภูมปิ ระมาณ 2,000 องศาฟาเรนไฮด์ โดยจะสะท้อนรงั สคี วามร้อน โดยเฉพาะนกั ผจญเพลงิ ซง่ึ จะประกอบดว้ ยเส้ือคลุม กางเกง ถุงมอื รองเทา้ หุม้ ขอ้ และทค่ี รอบ ศรี ษะ 7.5 อุปกรณ์ช่วยชวี ติ ในการทางาน เพ่อื ช่วยป้องกนั อนั ตรายจากการทางาน ในทส่ี งู หรอื ตอ้ งลงไปใตพ้ น้ื มาก ๆ เช่น การขดุ เจาะบ่อลกึ มาก ๆ ในถงั ขนาดใหญ่ หรอื ในทท่ี ม่ี กี ารถล่ม ทบั เป็นตน้ อุปกรณ์ช่วยชวี ติ ในการทางานแบง่ ออกตามลกั ษณะการใชง้ านประกอบดว้ ย 7.5.1 เขม็ ขดั นิรภยั แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คอื ชนิดทใ่ี ชง้ านโดยทวั่ ไป สาหรบั รบั น้าหนกั ของตวั ผใู้ ชข้ ณะทางานกบั ชนิดทใ่ี ชป้ ้องกนั การตกจากทส่ี ูง หรอื การทางานทต่ี ้องลง ไปในทต่ี ่าซง่ึ จะตอ้ งสามารถรบั น้าหนกั เพมิ่ ขน้ึ หลายเท่าตวั จากแรงกระตุก หากเกดิ อุบตั เิ หตุขน้ึ วสั ดุทใ่ี ชไ้ ดแ้ ก่หนังชนิดดที ม่ี ขี นาดหนารบั น้าหนกั ได้ 135 - 225 กโิ ลกรมั ความกวา้ งของหนงั ประมาณ 43 มลิ ลเิ มตร ความยาวขน้ึ อย่กู บั สภาพของการใชง้ าน นอกจากนนั้ วสั ดุทใ่ี ชอ้ าจเป็น ผา้ ขนาดเดยี วกนั หรอื ผา้ ทอทน่ี ามาถกั ไขวก้ นั หรอื ใยสงั เคราะหจ์ ะเพมิ่ ความแขง็ แรงได้มากขน้ึ และรบั น้าหนกั ไดด้ กี ว่าหนงั 7.5.2 เชอื กนิรภยั ซง่ึ มที งั้ ชนิดมตี ะขอทงั้ สองปลายและตะขอทป่ี ลายขา้ งเดยี ว ทล่ี อ็ คตดิ กบั สายทส่ี ามารถปรบั เล่อื นไดโ้ ดยทามาจากป่านมะนิลาใยสงั เคราะห์ไนล่อน และหนงั การเลอื กใชค้ วรเลอื กตามขนาดน้าหนักของความปลอดภยั เช่น เชอื กป่านมะนิลา ขนาด ¾ น้ิว จะสามารถรบั น้าหนกั ได้ 260 กโิ ลกรมั หรอื เชอื กไนล่อน ขนาด ½ น้ิว จะสามารถรบั น้าหนกั ท่ี ปลอดภยั ได้ 540 กโิ ลกรมั (Goetsch David L., 2005, p.429) 7.5.3 สายรดั ลาตวั เป็นอุปกรณ์ช่วยป้องกนั อนั ตรายจากการทางาน ในทส่ี งู จะ แตกต่างจากเขม็ ขดั นิรภยั คอื จะมสี ายรดั ลาตวั คาดตงั้ แต่หวั ไหล่ หน้าอก เอว และขา เก่ยี วตดิ กบั สายช่วยชวี ติ เพมิ่ ความปลอดภยั ได้มากกว่า เน่ืองจากจะเฉลย่ี แรงกระตุก หรอื กระชากไปท่ี
261 ลาตวั ด้วย และมกั ทาจากวสั ดุท่มี คี วามอ่อนนุ่ม เพ่อื ช่วยลดแรงกระแทกของลาตวั อีกชนั้ หน่ึง ดว้ ย 7.5.4 กระเชา้ ชงิ ชา้ เป็นอุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสาหรบั ผูท้ ท่ี างานทส่ี ูงนอกตวั อาคารท่ใี ช้สาหรบั นัง่ หรอื ยนื บนกระเช้าท่ผี ูกโยงไว้ด้วยเชอื กหรอื ลวดสลงิ ดงึ ขน้ึ ลงตามผนัง กาแพงในแนวดงิ่ โดยมเี ขม็ ขดั รดั เอว หรอื อกของผู้ปฏบิ ตั งิ านไว้ด้วยเพ่อื ป้องกนั การพลดั ตก จากกระเชา้ 7.5.5 สายช่วยชีวิต คือ สายเชือกหรอื วัสดุท่ใี ช้แทนได้ ผูกยึดติดกับตัว ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ซ่งึ ปลายขา้ งหน่ึงจะยดึ ตดิ กบั โครงสรา้ งท่มี นั่ คง เพ่อื ป้องกนั การพลดั ตกจากทส่ี ูง หรอื พน้ื ต่างระดบั กนั มากระทบพน้ื ได้ การใชง้ านตอ้ งใช้ควบค่กู บั เขม็ ขดั นิรภยั และสายรดั ลาตวั วสั ดุท่ใี ช้ ได้แก่ เชอื กมะนิลา เชอื กไนล่อน หรอื ลวดสลงิ ซ่งึ โดยปกติจะไม่ค่อยใชเ้ น่ืองจากมี ความยดื หยนุ่ น้อย และจะเป็นอนั ตรายหากบรเิ วณทท่ี างานนนั้ มกี ระแสไฟฟ้า
262 ภาพท่ี 4.9 อุปกรณ์ป้องกนั พเิ ศษทใ่ี ชง้ านเฉพาะ ทม่ี า: https://www.google.co.th/search, 2559
263 การเลือกและใช้อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ผรู้ บั ผิดชอบควรยึดหลกั ดงั นี้ การเลือกและใช้อปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คลให้เกิดประสิทธิภาพ 1. รจู้ กั และเขา้ ใจในการใชใ้ หแ้ น่นอนเสยี ก่อน ผปู้ ฏบิ ตั งิ านจะใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตราย ส่วนบุคคลแต่ละชนิดของการป้องกนั จะตอ้ งมคี วามเขา้ ใจ และความรกู้ ่อนใชง้ านเสมอ โดยการ ฝึกอบรมการใชจ้ ากผทู้ ม่ี คี วามรหู้ รอื หวั หน้างานทไ่ี ดร้ บั การฝึกอบรมมาก่อน เพ่อื ให้การใชง้ าน เกดิ ประสทิ ธภิ าพ และสามารถใชง้ านไดด้ ชี ว่ ยป้องกนั อนั ตราย การบาดเจบ็ จากการปฏบิ ตั งิ าน 2. โน้มน้าวใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านเหน็ ถงึ ประโยชน์จากการใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วน บุคคลแต่ละประเภทของการใชป้ ้องกนั จะส่งผลดใี หเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน หวั หน้า งานผูค้ วบคุมการทางานต้องมวี ธิ กี ารโน้มน้าว หรอื ชกั นาให้ผู้ปฏบิ ตั งิ านทเ่ี ก่ยี วกบั ความเส่ยี ง ในการทางานให้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกนั อันตรายส่วนบุคคลเพ่ือให้เกิดการลดการบาดเจ็บ เจบ็ ป่ วยอนั เกิดจากการทางาน นับได้ว่าเป็นดูแลเอาใจใส่กบั ผู้ปฏบิ ตั งิ านอีกทางหน่ึงซ่งึ เป็น หน้าทแ่ี ละบทบาทของหวั หน้างาน 3. รวู้ ธิ เี กบ็ และดแู ลบารุงรกั ษาอย่เู สมอ การทาใหอ้ ุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายส่วน บุคคลของผปู้ ฏบิ ตั งิ านจะมอี ายกุ ารใชง้ านไดน้ านและเกดิ ประสทิ ธภิ าพคุม้ ค่าตอ้ งมคี วามรใู้ นการ วธิ กี ารเกบ็ รกั ษาและดแู ลบารงุ รกั ษาอยา่ งใสใ่ จ สม่าเสมอและถูกวธิ ี เช่น การทาความสะอาดท่ี ถูกวธิ ี การเกบ็ ไวใ้ นทท่ี เ่ี หมาะสม เป็นตน้ เพ่อื เป็นลดตน้ ทุนในการจดั ซอ้ื หากชารดุ บ่อยหรอื พงั ก่อนระยะเวลาการใชง้ าน 4. จดั แผนการใช้เพ่อื ให้เคยชนิ มกี ารจดั กิจกรรมการฝึกอบรม หรอื จูงใจให้เกิด ความคุน้ เคยกบั การใชอ้ ุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบคุ คล โดยใหม้ หี วั หน้างานคอยกากบั ตรวจสอบในสถานทห่ี รอื บรเิ วณพนกั งานปฏบิ ตั งิ านอย่างเครง่ ครดั และสม่าเสมออยา่ งต่อเน่อื ง 5. มรี ะเบยี บ ขอ้ บงั คบั ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านใช้ ควรจดั กจิ กรรมการรณรงคใ์ นเรอ่ื งการสวมใส่ อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลโดยให้มกี ารใชก้ ฎ ระเบยี บขอ้ บงั คบั ในการสวมใส่อุปกรณ์ ป้องกนั อนั ตราย หากผู้ปฏบิ ตั งิ านมกี ารฝ่ าฝืนหรอื ละเมดิ ก็มมี าตรการลงโทษ หรอื ตกั เตอื น และสรา้ งความตระหนกั ถงึ อนั ตรายจากการทางานทไ่ี มม่ กี ารสวมใสอ่ ุปกรณ์ป้องกนั ส่วนบุคคล หลกั ในการเลือกอปุ กรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบคุ คลให้เกิดประสิทธิภาพ 1. ความเหมาะสมกบั ลกั ษณะงานทเ่ี ป็นอนั ตราย อุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายส่วน บุคคลทุกชนิดมีลกั ษณะการใช้งานท่เี ป็นไปตามลักษณะของการใช้กับงานท่มี ลี ักษณะการ ป้องกนั อวยั วะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพ่อื ให้ส่วนนัน้ มคี วามปลอดภยั หรอื ลดอนั ตรายจาก การเกดิ อุบตั เิ หตุ
264 2. สวมใส่ สะดวก สบาย เบา คลอ่ งตวั อุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบุคคลแต่ละ ชนิดหรอื แต่ละประเภทจะต้องมไี ม่ทาใหก้ ารสวมใส่เกดิ ความยุ่งยากกดี ขวางการทางาน ควรมี ลกั ษณะท่สี วมใส่แลว้ เกดิ ความสบาย ไมเ่ กดิ ความราคาญ หนกั จนเกนิ ไป หลวม และทาใหเ้ กดิ ความกงั วลในขณะสวมใส่ ดงั นนั้ ควรตอ้ งสวมใส่ทพ่ี อดกี บั อวยั วะ ทต่ี ้องการสวมใส่หรอื ป้องกนั สว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายไดด้ ี 3 .ประสทิ ธภิ าพป้องกนั อนั ตรายสูง อุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลทุก ประเภททใ่ี ชส้ วมใสค่ ุม้ ครองป้องกนั อวยั วะส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายตอ้ งสามารถช่วยใหเ้ กดิ ความ ปลอดภยั ในการป้องกนั สงู คอื ใหไ้ ดล้ ดการบาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่วยจากการทางานใหไ้ ดม้ ากทส่ี ุด 4. วธิ กี ารไม่ย่งุ ยาก เขา้ ใจงา่ ย อุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลทุกประเภท ตอ้ งเป็นภาษาทอ่ี ่านงา่ ย และขนั้ ตอนการใชท้ ง่ี า่ ยต่อผปู้ ฏบิ ตั งิ านเขา้ ใจไดท้ ุกคน 5. ลกั ษณะเดน่ เหน็ ไดช้ ดั สสี นั สะดุดตา แต่ละลกั ษณะของประเภทของอุปกรณ์สวมใส่ ป้องกนั อนั ตรายตอ้ งใช่สสี นั ทแี ตกต่างและโดดเด่นเหน็ ไดช้ ดั เจน 6. เกบ็ รกั ษางา่ ย แกไ้ ขงา่ ย ทนทาน ตอ้ งสามารถเกบ็ รกั ษาไดง้ า่ ยเมอ่ื มปี ัญหากส็ ามารถ แก้ไขได้ง่าย ทัง้ น้ีต้องมีความคงทน และทนทานต่อการใช้งาน เช่น กันกระแทก โดนน้า หรอื สารเคมตี ่าง ๆ 7. อะไหล่หาซอ้ื ไดง้ า่ ย เมอ่ื อุปกรณ์สวมใสป่ ้องกนั อนั ตรายสว่ นบคุ คลมกี ารชารดุ จาเป็น ตอ้ งการซ่อมเพ่อื ใหใ้ ชง้ านไดด้ เี ตม็ ประสทิ ธภิ าพอย่างเดมิ หรอื อะไหล่ ชน้ิ ส่วนของอุปกรณ์ตอ้ ง หาซอ้ื ไดง้ า่ ยเรว็ กบั ความตอ้ งการทจ่ี ะนาไปใชใ้ หเ้ รว็ ทส่ี ุด ควรมใี นทอ้ งถนิ่ หรอื มขี ายตามรา้ นต่าง ๆ หรอื ทอ้ งตลาดโดยไมม่ จี ากดั การเสริมสร้างสขุ ภาพและความปลอดภยั ในการทางาน การสร้างเสริมสุขภาพเป็ นกระบวนการท่ีเอ้ืออานวยให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ตระหนักถงึ การมสี ุขภาพทด่ี ี มคี วามรแู้ ละศกั ยภาพในการควบคุมและปรบั ปรงุ สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ใหก้ บั ตนเองทเ่ี ขา้ ถงึ สภาวะทส่ี มบรู ณ์ทงั้ กาย จติ และสงั คมอย่างมคี วามสุข บคุ คลหรอื กลมุ่ บคุ คลตอ้ งสามารถระบุถงึ สงิ่ ทต่ี อ้ งการในการดูแลสุขภาพอนามยั และบรรลุในสง่ิ ท่ีต้องการได้รวมถึงสามารถปรบั ตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือสภาพแวดล้อมในการทางาน หรือสามารถปรบั ตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมท่ีเปล่ียนไปได้สุขภาพจงึ มิใช่เป้าหมายแห่งการ ดารงชวี ติ อยอู่ กี ต่อไป หากแต่เป็นแหล่งประโยชน์ ของทุกวนั ทท่ี าใหบ้ ุคคลสามารถดาเนินชวี ติ ไปด้วยความมสี ุขภาพท่ีดี สุขภาพเป็นแนวคดิ ด้านบวกท่มี ุ่งเน้นแหล่งประโยชน์ทางสังคม และแหลง่ ประโยชน์สว่ นบคุ คล รวมถงึ ศกั ยภาพทางกายของบุคคล ดงั นนั้ การสรา้ งเสรมิ สุขภาพ จงึ ไม่เป็นเพียงความรบั ผิดชอบของผู้บรหิ ารระดบั สูงท่ไี ด้กาหนดแนวนโยบายให้ทุกระดบั ในองคก์ ารไดป้ ฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ สุขภาพอนามยั ทด่ี ใี นการทางานเท่านัน้ แต่หากต้องเป็นหน้าทข่ี อง
265 บุคลากรผู้ปฏบิ ตั ิงานด้วยท่จี ะต้องให้ความเอาใจใส่ดูแลสุขภาพในการทางานของตนเองใน รูปแบบ กจิ กรรม หรอื การดาเนินชวี ติ ท่สี ่งผลดตี ่อสุขภาพซง่ึ จะนาไปสู่การมสี ุขภาวะจติ กาย และสงั คมในทส่ี ดุ รวมทงั้ หน่วยงานภาครฐั ทเ่ี ป็นผกู้ ากบั แนวนโยบาย ดแู ล กากบั ใหเ้ ป็นไปตาม ขอ้ บงั คบั ของกฎหมาย และให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านงบประมาณในการจดั หาบรกิ าร และอานวยการให้เป็นไปตามแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ให้บรรลุตามแผนงาน ของชาตติ ่อไป การสร้างเสรมิ สุขภาพ หมายถงึ กระบวนการปฏบิ ตั เิ พ่อื ให้เกิดสุขภาพกายแขง็ แรง เจรญิ เติบโตปราศจากโรคภยั ไข้เจบ็ และสามารถดารงชวี ติ อยู่ในสงั คมได้อย่างปกติสุข การ สง่ เสรมิ สขุ ภาพหรอื การสรา้ งเสรมิ สุขภาพเป็นกระบวนการทม่ี ลี กั ษณะ ดงั น้ี 1. เน้นจดั กิจกรรมหลายลักษณะท่ีมุ่งสร้างเสรมิ สมรรถนะของการสร้างสุขภาพให้ สมบูรณ์แขง็ แรง ควบคุมปัจจยั ทก่ี ่อให้เกดิ ความเสย่ี ง และเป็นกระบวนการท่มี ุ่งดาเนินการให้ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในสถานประกอบการมสี ุขภาพทส่ี มบูรณ์ทงั้ กาย ใจ และสงั คม รวมทงั้ ใหส้ ามารถท่ี จะเกษยี ณออกจากงานไปอยใู่ นสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ 2. เน้นกระบวนการส่งเสรมิ ให้ผู้ปฏบิ ตั งิ านในสถานประกอบการเพมิ่ สมรรถนะในการ ควบคุมดูแลและพฒั นาสุขภาพของตนเอง ซ่งึ กระบวนการในการส่งเสรมิ สุขภาพต้องให้เป็น กจิ กรรมทส่ี ามารถปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั ลกั ษณะของบุคคล ความพรอ้ ม เวลา และสถานท่ี ในการจดั ดาเนนิ การตามกระบวนการกจิ กรรมนนั้ ๆ 3. เน้นการตรวจตดิ ตามและประเมนิ ผล โดยส่วนใหญ่การตดิ ตามประเมนิ ผลน้ี ต้องมี การดาเนินการกจิ กรรมเก่ยี วกบั สุขภาพอนามยั ไปแลว้ สกั ระยะ เช่น 3 เดอื น 6 เดอื น หรอื 1 ปี กไ็ ด้ หลงั จากนนั้ จงึ ต้องมกี ารตรวจตดิ ตาม ประเมนิ ผลถงึ ความเป็นไปไดต้ ามทแ่ี ผนกาหนดไว้ อย่างไร หากพบจุดบกพร่อง หรอื จุดอ่อนในการดาเนินงาน จะต้องนามาปรบั ปรุงแก้ไขต่อไป ดังนัน้ การส่งเสรมิ สุขภาพอนามยั และความปลอดภัยในการทางานจะให้มีผลสาเร็จได้ดี ย่อมต้องมคี ณะกรรมการในการตดิ ตามประเมนิ ประเมนิ ผลเพ่อื ให้มกี ารตรวจตรวจสอบถงึ ผล การดาเนนิ กจิ กรรมต่าง ๆ วา่ เป็นไปตามทก่ี าหนดไว้ และคณะกรรมการจะตอ้ งมกี ารรายงานไป ยงั ผบู้ รหิ ารระดบั สงู ขององคก์ ารต่อไปเพ่อื ใหร้ บั ทราบและหาแนวทางปรบั ปรงุ แกไ้ ขต่อไป ประเด็นสาคญั ของการสร้างเสริมสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการ ทางาน การสรา้ งเสรมิ สุขภาพสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางานของบุคลากร ในองค์การจะช่วยยกระดบั สุขภาพอนามยั ให้เป็นผู้ท่มี รี ่างกายท่สี มบูรณ์แขง็ แรงทงั้ ร่างกาย จติ ใจ และ สงั คมได้ หากกิจกรรมสร้างเสรมิ สุขภาพมุ่งท่ปี ัจจยั ท่มี อี ิทธพิ ลต่อสุขภาพอนามยั ในการทางานท่ีส่งผลให้มีการเพ่ิมผลผลิต หรือประสิทธิภาพในการทางานส่งผลต่อ สภาพแวดล้อมในการทางานให้เกิดความสุขในการทางาน เพ่ือนร่วมงาน ผู้บงั คับบญั ชา
266 ลูกค้า ครอบครวั และเศรษฐกจิ รวมทงั้ มลี กั ษณะบูรณาการ และดาเนินการในหลายระดบั ด้วยหลักการพ้ืนฐานน้ี ทาให้เราสามารถระบุประเด็นสาคัญของการสร้างเสริมสุขภาพได้ ไม่จากดั ยกตวั อย่างเช่น การดาเนินการกบั นโยบายด้านการป้องกนั และรกั ษาสุขภาพอนามยั เก่ยี วกบั โรคท่เี กิดจากการทางาน การป้องกนั อุบตั เิ หตุในการทางาน การดูแลสภาพร่างกาย อารมณ์ ทักษะการปรับตัวในการทางานและปรับตัวในสังคม การดูแลสุขภาพด้ านการ รบั ประทานอาหารอย่างถูกสุขลกั ษณะ ไม่ด่มื สุราของมนึ เมา การไม่สูบบุหร่ี และการสร้าง เครอื ข่ายทางสงั คม เป็นต้น ดงั นัน้ ผู้บรหิ ารขององค์การหรอื หน่วยงานจงึ จาเป็นต้องมคี วาม เขา้ ใจในประเดน็ สาคญั ในการเสรมิ สรา้ งสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางานใหก้ บั บุคลากรผู้ปฏบิ ตั งิ านในองค์การ ด้วยการกาหนดกรอบของประเดน็ สาคัญของการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ ดงั น้ี 1. การสรา้ งเสรมิ สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน ต้องให้จดั ดาเนินให้ มีการเข้าถึงสขุ ภาพ เพ่อื ใหพ้ นักงานทุกคนไดร้ บั บรกิ ารในการจดั บรกิ ารสุขภาพอนามยั ตงั้ แต่ การกาหนดนโยบายด้านสุขภาพ อาชวี อนามยั ถึงแม้ว่ากฎหมายกาหนดให้นายจ้างต้องจดั ดาเนินการดา้ นสุขภาพให้กบั พนักงานกต็ าม ผู้บรหิ ารจะต้องมคี วามเขา้ ใจและเจตนารมณ์ต่อ การดาเนินการเกย่ี วกบั สขุ ภาพอนามยั ของพนกั งาน ในทกุ กจิ กรรมทม่ี กี ารกาหนดไวใ้ นแผนงาน รวมถงึ การปรบั เปล่ยี นรูปแบบการบรกิ ารสุขภาพ เพ่อื ให้ทวั่ ถงึ ทุกระดบั ทุกฝ่ าย และทุกคน ใหไ้ ดม้ สี ่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ ใหเ้ กดิ สุขภาพอนามยั ทด่ี ี และเพ่อื เพม่ิ โอกาสในการพฒั นาสขุ ภาพ ในระดบั นโยบายขององคก์ ร 2. การปรบั ปรุงสุขภาพจะสาเร็จหรอื ไม่ข้นึ อยู่กับ การพฒั นาสภาพแวดล้อม หรือสิง่ แวดล้อมทีม่ ีเอ้ือต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ สงิ่ แวดลอ้ มในการทางาน เน่ืองจาก สภาพแวดล้อมในการทางาน หรอื สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจยั ท่ีเป็นพลวตั ร มกี ารเปล่ียนแปลง ตลอดเวลา เน่ืองจากการผลติ สนิ ค้าและบรกิ ารย่อมเปล่ยี นแปลงไปจากเดมิ ดงั นัน้ เคร่อื งมอื เคร่ืองจักรท่ีใช้ในการทางานย่อมมีการเปล่ียนอยู่ตลอดเวลาให้สามารถ ใช้งานได้ตาม ความต้องการของลูกคา้ จงึ ต้องทาให้มกี ารพฒั นาสภาพแวดล้อมในการทางานให้เป็นไปตาม การเปลย่ี นแปลงดงั กล่าว การสรา้ งเสรมิ สุขภาพจงึ ตอ้ งอาศยั การตดิ ตามและประเมนิ สภาวะ และแนวโน้มทางเทคโนโลยวี ฒั นธรรม และเศรษฐกจิ อยา่ งต่อเน่อื ง 3. การสรา้ งเสรมิ สุขภาพเก่ยี วขอ้ งสมั พนั ธก์ บั การสร้างความร่วมมือทงั้ ภายในและ ภายนอกเพือ่ ให้เกิดการสร้างความเข้มแขง็ ในการเสรมิ สร้างสุขภาพอนามยั และความ ปลอดภยั ในการทางาน การดาเนินการในประเดน็ น้ีมพี น้ื ฐานมาจากความเขา้ ใจถงึ ความสาคญั ของแรงผลกั ดนั ให้บุคลากรในองค์การสามารถร่วมแรงร่วมใจในการดาเนินการตามแผนงาน เก่ยี วกบั การเสรมิ สร้างสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ให้เกดิ ความยงั่ ยนื ได้ เน่ืองจากการ สร้างความร่วมมอื ให้ทุกคนเข้ามามสี ่วนร่วมจะทาให้เกิดความรกั สามคั คี และเขม้ แขง็ ทาให้ แม้ว่าสมาชิกคนใดพ้นสภาพไปแล้วแต่ก็สามารถดาเนินการได้ตลอดไป และทาให้เกิด
267 สมั พนั ธภาพในหมสู่ มาชกิ ในฐานะของปัจจยั กาหนดคุณค่า และพฤตกิ รรมทส่ี มั พนั ธก์ บั สุขภาพ รวมถึงมองแรงผลักดนั และสมั พนั ธภาพในฐานะท่เี ป็นส่วนหน่ึงของสมาชิก และท่สี าคญั ก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์สาคญั ของสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั 4. รปู แบบการดาเนนิ ชวี ติ หรอื วถิ ชี วี ติ ในสงั คมเป็นศูนยก์ ลางของการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ เน่อื งจากรปู แบบการดาเนินชวี ติ เป็นตวั กาหนดรปู แบบพฤตกิ รรมส่วนบุคคลทอ่ี าจเกดิ ประโยชน์ หรอื เกดิ โทษต่อสุขภาพไดก้ ารส่งเสรมิ รปู แบบการดาเนินชวี ติ ทส่ี นบั สนุนสุขภาพ ต้องพจิ ารณา ถึงวธิ ีปรบั ตวั ของ การจดั การชวี ติ ความเช่อื และคุณค่าต่อสุขภาพของแต่ละบุคคล ปัจจยั ท่ี กลา่ วมาน้เี กดิ จากประสบการณ์ชวั่ ชวี ติ และสง่ิ แวดลอ้ มของแต่ละบุคคล การส่งเสริมพฤติกรรม ทีส่ ่งผลดีต่อสุขภาพและการส่งเสริมการปรบั ตวั ทีเ่ หมาะสมเป็ นเป้าหมายทีส่ าคญั ของ การสรา้ งเสริมสขุ ภาพอนามยั ทีด่ ีในการทางาน 5. ขอ้ มลู ขา่ วสารและการศกึ ษาเป็นพน้ื ฐานสาคญั ของการเลอื กอยา่ งมวี จิ ารญาณ ปัจจยั ทงั้ สองเป็นสง่ิ จาเป็นและเป็นองคป์ ระกอบหลกั ของการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ เพราะการสรา้ งเสรมิ สุขภาพมเี ป้าหมายท่ีการเพิม่ พูนความร้แู ละการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารทีเ่ กีย่ วข้อง กบั สุขภาพ ประเดน็ น้ีมคี วามสมั พนั ธก์ บั การรบั รแู้ ละประสบการณ์ของสาธารณะทม่ี ตี ่อสุขภาพ และความสามารถในการเข้าถึงสุขภาวะ ร วมถึงความรู้ทางระบาดวิทยา ทางสังคม และศาสตรแ์ ขนง อ่นื ๆทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั รูปแบบของสุขภาพและโรค และปัจจยั ท่มี อี ทิ ธพิ ลต่อ สุขภาพและการเกดิ โรค รวมถึงการให้ความหมายของ “สิ่งแวดล้อมในภาพรวม” ซ่งึ เป็น ตวั กาหนดรูปแบบของ สุขภาพและทางเลอื กของสุขภาพ การส่อื สารมวลชนและเทคโนโลยี ใหมๆ่ เกย่ี วกบั ขอ้ มลู ขา่ วสาร กน็ บั วา่ เป็นปัจจยั ทม่ี คี วามสาคญั เชน่ เดยี วกนั สรปุ สุขภาพอนามยั เป็นเร่อื งสาคญั ต่อผู้ปฏบิ ตั ิงานมากซ่งึ การท่มี สี ุขภาพอนามยั ท่ดี ยี ่อม ส่งผลทาให้การดารงชีวติ ในสงั คมเป็นบุคคลท่มี คี ุณภาพต่อประเทศชาติ ทาให้ประเทศชาติ ลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการรกั ษาพยาบาลอนั เกดิ จากการเจบ็ ป่ วยทงั้ กาย จติ ใจ และสงั คม รวมทงั้ ดา้ นเศรษฐกจิ ยงั ส่งผลถงึ ผทู้ ป่ี ระกอบกจิ การทต่ี ้องใชก้ าลงั แรงงานซ่งึ เป็นกาลงั แรงงาน ของประเทศ การเป็นผทู้ ม่ี สี ุขภาพอนามยั ทด่ี ี หมายถงึ ลกั ษณะของสุขภาพทส่ี มบูรณ์ทงั้ ร่างกาย จติ ใจ สงั คม และศลี ธรรมในการดารงดงี าน และเขม้ แขง็ อยา่ งมคี วามสุข สุขภาพอนามยั ทด่ี จี งึ มี ความสาคญั ต่อบุคคลในการประกอบอาชพี การงาน เม่อื มสี ุขภาพอนามยั ท่ดี กี ็ย่อมทาใหผ้ ลติ เพม่ิ ขน้ึ ไมเ่ จบ็ ป่วยใดกท็ าใหก้ ารผลติ มตี น้ ทุนทล่ี ดลง ทาใหอ้ งคก์ ารมกี าไรสูงขน้ึ ทาใหอ้ งค์การ มกี ารสงวนรกั ษาทรพั ยากรมนุษยท์ ม่ี คี วามรทู้ กั ษะ ความสามารถและสุขภาพทด่ี ไี วไ้ ดเ้ ป็นปัจจยั จูงใจขององค์การด้วย การท่ที าให้บุคลากรในองค์การมสี ุขภาพท่ดี ีองค์การต้องมรี ะบบการ คุม้ ครองสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางานใหก้ บั ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน โดยจดั ทาระบบการ
268 ป้อง ระบบการคุม้ ครอง ระบบการส่งเสรมิ และระบบการมสี ่วนร่วม ซ่งึ จะต้องมกี ารดาเนินงาน ดา้ นสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ซง่ึ ประกอบดว้ ยลกั ษณะสาคญั ดงั น้ี ความตระหนักถงึ อนั ตราย การประเมนิ สภาพของอนั ตราย และการควบคุมอนั ตราย ดงั นัน้ องค์การจะเกิดความสาเรจ็ ในด้านสุขภาพอนามยั ท่แี ละความปลอดภยั ในการ ทางานตอ้ งมกี ารป้องกนั และควบคมุ โรคจากการประกอบอาชพี การป้องกนั และควบคุมอุบตั เิ หตุ จากการประกอบอาชพี และการป้องกนั และควบคุมมลพษิ ในสงิ่ แวดล้อม ในปัจจุบนั การเกิด โรคจากการทางานมปี ัจจยั ทท่ี าใหเ้ กดิ โรคจากการประกอบอาชพี ไดแ้ ก่ เพศอายุ สภาวะสุขภาพ ระยะเวลาในการทางานในแต่ละวนั ระยะเวลาท่ผี ู้ประกอบอาชพี ได้ปฏบิ ตั งิ าน ความรู้ความ เขา้ ใจ และพฤตกิ รรมในการทางานของบุคคล ปัจจยั เก่ยี วขอ้ งกบั ต้นเหตุของโรค และปัจจยั ท่ี เก่ยี วกบั สง่ิ แวดล้อมทวั่ ไป และโรคทเ่ี กดิ จากการทางานมสี าเหตุมจี าก โรคหรอื ความผดิ ปกติ จากการทางาน และโรคเน่ืองจากงาน หรอื การบาดเจบ็ จากการทางาน รฐั บาลจงึ มปี ระกาศให้มี การกากบั ดูแลคุ้มครองผู้ประกอบการโดยมกี ารให้ดาเนินงานและมหี น่วยงานท่ีรบั ผิดชอบ เพ่อื ใหเ้ ป็นมาตรฐานเดยี วกนั ไดแ้ ก่ การวนิ ิจฉยั โรคจากการทางาน จดั ใหม้ แี พทยแ์ ละพยาบาล ในสถานประกอบการ กฎหมายเกย่ี วกบั คณะกรรมการ ประกาศกระทรวงแรงงานและสวสั ดกิ าร สงั คมใหม้ กี ารส่งเสรมิ กากบั ดูแล และมกี ารควบคุมใหส้ ถานประกอบการมกี ารดาเนินการอย่าง ถูกต้องเพ่อื ให้ลูกจ้างได้รบั ความปลอดภยั และสุขภาพอนามยั ท่ดี ี นายจ้างจงึ มหี น้าท่ใี นการ หาแนวทางในการป้องกนั อนั ตรายและการป้ องกนั อนั ตรายจากสภาพแวดลอ้ มในการทางาน ซ่ึงสามารถแบ่งออกได้ ดังน้ี อันตรายทางด้านกายภาพ อันตรายจากสภาพทางเคมี อันตรายจากสภาพแวดล้อมทางชีวภาพ อันตรายจากสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาสงั คม และอนั ตรายดา้ นการยศาสตร์ อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลเป็นอุปกรณ์ท่ชี ่วยให้ผู้ปฏบิ ตั งิ านได้มกี ารป้องกนั หรอื ปกป้องตนเองในการทางานท่มี คี วามเสย่ี งอนั ตรายจากการปฏบิ ตั งิ านในหน้าท่ตี ่าง ๆ ได้ เช่น โรคทม่ี คี วามเสย่ี งในการทางานตอ้ งมอี ุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั ไดแ้ ก่ ศรี ษะ แว่นตา ใบหน้า หู เป็นตน้ และอุปกรณ์ป้องกนั ส่วนบุคคลทค่ี ุ้มครองป้องกนั ไมใ่ หเ้ กดิ อุบตั เิ หตุในการทางานเพ่อื ลดการบาดเจบ็ หรอื อนั ตรายอนั เกดิ จากการทางานทม่ี คี วามผดิ พลาด เช่น เคร่อื งจกั ร อุปกรณ์ ในการทางาน ไดแ้ ก่ ถุงมอื รองเทา้ นิรภยั หมวกนิรนัย สายรดั นิรภยั เป็นต้น องคก์ ารจงึ มคี วาม จาเป็นตอ้ งมกี ารเสรมิ สรา้ งสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน โดยใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ าน หรือลูกจ้างมีการเข้าถึงสุขภาพได้หลายช่องทางด้วยการจัดบริการด้านสุขภาพอนามัย การพฒั นาสภาพแวดลอ้ มหรอื สง่ิ แวดลอ้ มในการเออ้ื ต่อสขุ ภาพ การสรา้ งความร่วมมอื ทงั้ ภายใน และภายนอกเพ่อื ใหเ้ กิดการสรา้ งความเขม้ แขง็ และการเพมิ่ พูนความรูแ้ ละการแพร่กระจาย ขอ้ มูลข่าวสารท่เี ก่ยี วกบั สุขภาพอนามยั เพ่อื ให้พนักงานหรอื ลูกจ้างเป็นผู้มสี ุขภาพอนามยั ท่ดี ี และมคี วามปลอดภยั สามารถปฏบิ ตั งิ านอยกู่ บั องคก์ ารไดน้ าน
269 แบบฝึ กหดั ให้ตอบคาถามให้ถกู ต้องสมบรู ณ์ที่สดุ 1. ใหอ้ ธบิ ายความหมายของคาว่า “สขุ ภาพ” พรอ้ มยกตวั อยา่ ง 2. สาเหตุทท่ี าใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านเกดิ โรคต่าง ๆ เกดิ จากสาเหตุใดเป็นสาคญั 3. ใหบ้ อกถงึ ความสาคญั ของสุขภาพอนามยั มอี ยา่ งไรบา้ ง บอกมา 5 ขอ้ พรอ้ มอธบิ าย 4. ระบบการคมุ้ ครองสุขภาพและความปลอดภยั ในการทางานมอี ย่างไรบา้ ง 5. ใหบ้ อกและอธบิ ายความหมายของของอุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบุคคล (PPE) 6. ใหบ้ อกถงึ ความสาคญั ของอุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล (PPE) 7. ใหบ้ อกโรคทเ่ี กดิ จากการทางานมโี รคอะไรบา้ งและการเกดิ โรคจากการทางานมสี าเหตุการ เกดิ โรคจากปัจจยั ใดบา้ ง 8. อนั ตรายและการป้องกนั อนั ตรายจากสภาพแวดลอ้ มในการทางานทม่ี ผี ลต่อรา่ งกายไดแ้ ก่ อะไรบา้ ง 9. อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลมกี ป่ี ระเภทอะไรบา้ ง (บอกและอธบิ ายมาใหค้ รบ) 10. การเลอื กและใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลควรมหี ลกั การเลอื กอยา่ งไร 11. ลกั ษณะของการเสรมิ สรา้ งสุขภาพอนามยั ทด่ี แี ละความปลอดภยั ในการทางานมลี กั ษณะท่ี สาคญั อยา่ งไรบา้ ง 12. ใหบ้ อกประเดน็ ทส่ี าคญั ของการเสรมิ สรา้ งสุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน วา่ มอี ยา่ งไรบา้ ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 785
- 786
- 787
- 788
- 789
- 790
- 791
- 792
- 793
- 794
- 795
- 796
- 797
- 798
- 799
- 800
- 801
- 802
- 803
- 804
- 805
- 806
- 807
- 808
- 809
- 810
- 811
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 800
- 801 - 811
Pages: