465 5. การเตือนอนั ตราย 1. เตอื นโดยการประกาศใหท้ ราบหลงั จากทราบผลการประเมนิ ความเสย่ี งใน งานนนั้ ๆ แลว้ เสรจ็ 2. เตอื นเม่อื มอี ุบตั เิ หตุจากการทางานเกดิ ขน้ึ โดยจะต้องทาการเตอื นอนั ตราย ใหเ้ รว็ ทส่ี ุดเพ่อื ป้องกนั การเกดิ เหตุซ้า 3. การเตอื นอนั ตรายอาจใช้วธิ ีการจดั ทาคู่มอื การปิดประกาศ การอบรมให้ ทราบ การจดั ทาป้ายหา้ ม ป้ายเตอื น ป้ายบงั คบั อย่างชดั เจน การตรวจสอบควบคุมโดยสามารถ ทาอยา่ งหน่งึ หรอื ทุกวธิ รี วมกนั ตามความเหมาะสม การชบ้ี ่งอนั ตรายตามวธิ ที ก่ี าหนดและการประเมนิ ความเสย่ี งจะต้องกรอกขอ้ มูลลงใน แบบฟอรม์ โดยมรี ายละเอยี ดใน ตารางท่ี 7.13
46 ตารางที่ 7.13 แบบฟอรม์ การชบ้ี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี งดว้ ยวธิ กี าร ผลการศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนการดาเนินงานในโรงงานเพ่ือการชี้บง่ อ ฝ่าย/แผนก/สงั กดั .............................................................................................. พน้ื ท่ี / เครอ่ื งจกั ร /กระบวนการผลติ /ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน /กจิ กรรม ................ โรงงาน (สายการผลติ ) ...................................................................................... วนั /เดอื น /ปี (ทท่ี าการวเิ คราะห/์ บ่งชอ้ี นั ตรายและการประเมนิ ) ........................... ผลจากการทา Checklist อนั ตรายหรอื ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ มาตรการป้องกนั และควบคมุ ตามมา อนั ตราย นาผลการตรวจสอบมาชบ้ี ่ง ใหร้ ะบุอนั ตรายทเ่ี กดิ ขน้ึ และ ใหร้ ะบุมาตรการป้องกนั และ อนั ตรายเพ่อื หาแนวโน้มของ อนั ตรายทเี กดิ ขน้ึ ตามมาท่ี ควบคมุ อนั ตรายทโ่ี รงงานมี อนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากพน้ื ท่ี เป็นผลจากเหตุการณ์แรก การดาเนินการอยใู่ นปัจจบุ นั การทางาน เคร่อื งจกั ร จนถงึ อนั ตรายสดุ ทา้ ยทอ่ี าจ เพอ่ื ป้องกนั อนั ตรายท่รี ะบุใน เคร่อื งมอื อุปกรณ์ และกจิ กรรม เกดิ ขน้ึ ไดแ้ ละระบผุ ลกระทบ ช่อง ผลจากการทา Checklist ต่าง ๆ จากอนั ตรายดงั กลา่ วทม่ี ี (โดยเน้นมาตรการในเชงิ การ ผลกระทบต่อบุคคล ชุมชน ควบคมุ ทางดา้ นการบรหิ าร สง่ิ แวดลอ้ มหรอื ทรพั ยส์ นิ จดั การ รวมทงั้ มาตรการระงบั และฟ้ืนฟูเหตุการณ์)
66 ร Checklist อนั ตรายและการประเมินความเสี่ยงด้วยวิธี Checklist ........ ............................................................................................................... ............................................................................................................... ................................................................................................................ ขอ้ เสนอแนะ การประเมนิ ความเสย่ี ง โอกาส ความ ผลลพั ธ์ ระดบั ความ รนุ แรง รนุ แรง ใหร้ ะบมุ าตรการความปลอดภยั ระบุระดบั ทโ่ี รงงานยงั ไมม่ แี ต่จะดาเนินการ โอกาส ระบุระดบั ระบุระดบั เพมิ่ เตมิ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความ ความ ความเสย่ี ง ปลอดภยั ยง่ิ ขน้ึ (โดยเฉพาะกรณี รนุ แรง และระบุ ประเมนิ ความเสย่ี งไดร้ ะดบั แผนควบคมุ ความเสย่ี ง 3 ขน้ึ ไป) และแผนลด โอกาส x ความรนุ แรง = ผลลพั ธ์
46 ตารางท่ี 7.14 แบบฟอรม์ การชบ้ี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี งดว้ ยวธิ ี Wh ผลการศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนการดาเนินงานในโรงงานเพื่อการชี้บ่งอ ฝ่าย/แผนก/สงั กดั .............................................................................................. พน้ื ท่ี / เครอ่ื งจกั ร /กระบวนการผลติ /ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน /กจิ กรรม ................ โรงงาน (สายการผลติ ) ...................................................................................... วนั /เดอื น /ปี (ทท่ี าการวเิ คราะห/์ บ่งชอ้ี นั ตรายและการประเมนิ ) ........................... คาถาม อนั ตรายหรอื ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ มาตรการป้องกนั What if ตามมา และควบคมุ อนั ตราย นาผลการตรวจสอบมาชบ้ี ่ง ใหร้ ะบุอนั ตรายท่เี กดิ ขน้ึ และ ใหร้ ะบมุ าตรการป้องกนั และ อนั ตรายเพอ่ื หาแนวโน้มของ อนั ตรายทเี กดิ ขน้ึ ตามมาท่ี ควบคมุ อนั ตรายทโ่ี รงงานมี อนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากพน้ื ท่ี เป็นผลจากเหตุการณ์แรก การดาเนินการอยใู่ นปัจจบุ นั การทางาน เครอ่ื งจกั ร จนถงึ อนั ตรายสดุ ทา้ ยทอ่ี าจ เพอ่ื ป้องกนั ความลม้ เหลวหรอื เครอ่ื งมอื อุปกรณ์ และกจิ กรรม เกดิ ขน้ึ ไดแ้ ละระบผุ ลกระทบ ความผดิ พลาดทร่ี ะบุในช่อง ต่าง ๆ จากอนั ตรายดงั กลา่ วทม่ี ี คาถาม What if (โดยเน้น ผลกระทบต่อบคุ คล ชุมชน มาตรการในเชงิ การควบคมุ สง่ิ แวดลอ้ มหรอื ทรพั ยส์ นิ ทางดา้ นการบรหิ ารจดั การ รวมทงั้ มาตรการระงบั และ ฟ้ืนฟูเหตุการณ์)
67 hat if Analysis อนั ตรายและการประเมินความเสี่ยงด้วยวิธี What if Analysis .............................................................................................................. ............................................................................................................... ............................................................................................................... ................................................................................................................ ขอ้ เสนอแนะ การประเมนิ ความเสย่ี ง โอกาส ความ ผลลพั ธ์ ระดบั ความ รนุ แรง รนุ แรง ใหร้ ะบุมาตรการความปลอดภยั ระบุระดบั ทโ่ี รงงานยงั ไมม่ แี ต่จะดาเนินการ โอกาส ระบรุ ะดบั ระบุระดบั เพม่ิ เตมิ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความ ความ ความเสย่ี ง ปลอดภยั ยง่ิ ขน้ึ (โดยเฉพาะกรณี รนุ แรง และระบุ ประเมนิ ความเสย่ี งไดร้ ะดบั แผนควบคมุ ความเสย่ี ง 3 ขน้ึ ไป) และแผนลด โอกาส x ความรุนแรง = ผลลพั ธ์
46 ตารางท่ี 7.15 แบบฟอรม์ การชบ้ี ง่ อนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี งดว้ ยวธิ ี FM ผลการศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนการดาเนินงานในโรงงานเพื่อการชี้บ่งอ ฝ่าย/แผนก/สงั กดั .............................................................................................. พน้ื ท่ี / เครอ่ื งจกั ร /กระบวนการผลติ /ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน /กจิ กรรม ................ โรงงาน (สายการผลติ ) ...................................................................................... ตามเอกสารหมายเลข ..................... วนั /เดอื น /ปี (ทท่ี าการวเิ คราะห/์ บง่ ชอ้ี นั ตรา เครอ่ื งจกั ร/อุปกรณ์/ ความลม้ เหลว สาเหตุของ ผลทจ่ี ะเก ระบบไฟฟ้า ความลม้ เหลว เครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์ ระบบ ระบุสงิ่ ทเ่ี ป็นความลม้ เหลว ระบุปัจจยั ทท่ี าใหเ้ กดิ ความ ใหร้ ะบอุ นั ตราย ไฟฟ้าทท่ี าการศกึ ษา ทเ่ี กดิ ขน้ึ เป็นประจา ของ ลม้ เหลวทเ่ี กดิ ขน้ึ ของแตล่ ะ และอนั ตรายทเ่ี วเิ คราะห์ เครอ่ื งจกั รอุปกรณ์ ระบบ ประเดน็ ตามมาทเ่ี ป็นผ ไฟฟ้าทท่ี าการศกึ ษา เป็นผลจากเหต วเิ คราะห์ จนถงึ อนั ตรายส อาจเกดิ ขน้ึ ได้ ผลกระทบจากอ ดงั กลา่ วทม่ี ผี ล บุคคล ชุมชน ส หรอื ทรพั ยส์ นิ
68 MEA อนั ตรายและการประเมินความเส่ียงด้วยวิธี FMEA ................................................................................................................. .................................................................................................................. ................................................................................................................... ายและการประเมนิ ) ..................................................................................... กดิ ขน้ึ มาตรการป้องกนั / การประเมนิ ความเสย่ี ง ควบคมุ /แกไ้ ข ยทเ่ี กดิ ขน้ึ โอกาส ความ ผลลพั ธ์ ระดบั เกดิ ขน้ึ ใหร้ ะบมุ าตรการป้องกนั ผลตามมาท่ี และควบคมุ อนั ตรายท่ี รนุ แรง ความ ตุการณ์แรก โรงงานมกี ารดาเนินการอยู่ สุดทา้ ยท่ี ในปัจจบุ นั เพ่อื ป้องกนั รนุ แรง และระบุ สาเหตขุ องความลม้ เหลว อนั ตราย (โดยเน้นมาตรการในเชงิ ระบุ ระบรุ ะดบั ระบรุ ะดบั ลกระทบต่อ การควบคมุ ทางดา้ น สงิ่ แวดลอ้ ม วศิ วกรรมก่อน และ ระดบั โอกาส ความ ความเสย่ี ง มาตรการดา้ นการบรหิ าร จดั การ รวมทงั้ มาตรการ รนุ แรง และระบุ ระงบั และฟ้ืนฟูเหตกุ ารณ์) แผน ควบคมุ และแผน โอกาส x ความรนุ แรง = ผลลพั ธ์ ลด
46 ตารางที่ 7.16 แบบฟอรม์ การชบ้ี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี งดว้ ยวธิ ี HA ผลการศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนการดาเนินงานในโรงงานเพื่อการชี้บ่งอ หน่วยงาน ..................................................................... รายละเอยี ด .............. ปัจจยั การผลติ ....................................................................คา่ ควบคมุ ............. วนั /เดอื น /ปี (ทท่ี าการวเิ คราะห/์ บง่ ชอ้ี นั ตรายและการประเมนิ ) ........................... สถานการณ์จาลอง เหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ตามมา มาตรการป ขอ้ บกพรอ่ ง ควบคมุ /แ ใหน้ า Guideword มา เหตกุ ารณ์ สถานการณ์ ผลกระทบทเ่ี กดิ จาก ใหร้ ะบมุ าตรก ประกอบกบั ความ อปุ กรณ์ หรอื สาเหตทุ ท่ี า สถานการณ์ อปุ กรณ์ท่ี และควบคมุ อนั บกพรอ่ งหรอื ผดิ ปกตใิ น ใหเ้ กดิ ขอ้ บกพรอ่ งในจุด ทาใหเ้ กดิ ขอ้ บกพรอ่ ง โรงงานมกี ารด การทางาน (operating ทก่ี าลงั ศกึ ษาวเิ คราะห์ (ใหร้ ะบผุ ลจาก อยใู่ นปัจจบุ นั development) เหตกุ ารณ์แรกจนถงึ ป้องกนั สาเหต เหตกุ ารณ์สุดทา้ ยทอ่ี าจ เกดิ ขอ้ บกพรอ่ เกดิ ขน้ึ ทม่ี ผี ลกระทบตอ่ สถานการณ์จ บคุ คล ชุมชน เน้นมาตรการ สงิ่ แวดลอ้ ม หรอื ควบคมุ ทางดา ทรพั ยส์ นิ ) วศิ วกรรมก่อน มาตรการดา้ น บรหิ ารจดั การ มาตรการระงบั ฟ้ืนฟูเหตุการณ
69 AZOP อนั ตรายและการประเมินความเส่ียงด้วยวิธี HAZOP ............................................................................................................... ....................................... แบบแปลนหมายเลข ....................................... ................................................................................................................ ป้องกนั / ขอ้ เสนอแนะ การประเมนิ ความเสย่ี ง แกไ้ ข โอกาส ความ ผลลพั ธ์ ระดบั รนุ แรง ความ รนุ แรง การป้องกนั ใหร้ ะบุมาตรการความ ระบุระดบั ระบรุ ะดบั ระบุระดบั นตรายท่ี ปลอดภยั ทโ่ี รงงานยงั ไมม่ ี โอกาส ความ ความเสย่ี ง ดาเนินการ แต่จะดาเนินการเพมิ่ เตมิ เพอ่ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั รนุ แรง และระบุ ตุทท่ี าให้ ยง่ิ ขน้ึ (โดยเฉพาะกรณี แผน องในชอ่ ง ประเมนิ ความเสย่ี งไดร้ ะดบั จาลอง(โย ความเสย่ี ง 3 ขน้ึ ไป) ควบคมุ รในเชงิ การ และแผน า้ น น และ โอกาส x ความรุนแรง = ผลลพั ธล์ ด นการ ร รวมทงั้ บและ ณ์)
470 การจัดทาแผนงานบริหารจัดการความเส่ียง (แผนงานควบคุมความเสี่ยง/ แผนงานลดความเสี่ยง) แผนงานบริหารจดั การความเส่ียง หมายถึง แผนงานลดความเส่ียง และแผนงาน ควบคุมความเส่ียงซ่ึงผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องดาเนินการจดั ทาแผนงานเพ่ือกาหนด มาตรการความปลอดภยั ทเ่ี หมาะสม และมีประสทิ ธภิ าพในการลดและควบคุมความเสย่ี งจาก อนั ตรายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากการประกอบกจิ การ ใหจ้ ดั ทาแผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง (แผนงานควบคุมความเสย่ี งและแผนงานลด ความเสย่ี ง) ดงั น้ี (1) แผนงานควบคมุ ความเส่ียง กรณปี ระเมนิ ความเสย่ี งแลว้ ได้ ระดบั ความเสย่ี ง 2 ต้องจดั ทาแผนงานควบคุมความ เส่ยี งโดยให้นา มาตรการป้องกันและควบคุมอนั ตราย ท่รี ะบุใน ตารางการบ่งช้อี นั ตราย มา จดั ทาแผนงานควบคุมความเส่ยี ง โดยนามาตรการป้องกนั และควบคุมอนั ตรายของทุกขอ้ ทไ่ี ด้ ระดบั ความเส่ยี งจาก 2 มาจดั ทาแผนงานควบคุมความเสย่ี ง โดยระบุลงในช่อง “มาตรากรหรอื กิจกรรมหรอื การดาเนินการเพ่อื ลดความเส่ยี งหรอื ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ทิ ่เี ป็นความเส่ยี ง” และ กาหนดหวั ขอ้ เรอ่ื งทค่ี วบคมุ และหลกั เกณฑห์ รอื มาตรฐานทใ่ี ชค้ วบคุม กาหนดผรู้ บั ผดิ ชอบและ ผตู้ รวจตดิ ตาม (ตอ้ งไมใ่ ช่บคุ คลหรอื หน่วยงานเดยี วกนั ) การจดั ทาแผนงานควบคมุ ความเสย่ี งจะตอ้ งกรอกขอ้ มลู ลงในแบบฟอรม์ แสดงดงั ตาราง ท่ี 7.16 (2) แผนงานลดความเสี่ยง กรณีประเมนิ ความเส่ียงแล้วได้ระดบั ความเส่ยี ง 3 และ 4 ต้องจดั ทาแผนงานลด ความเส่ยี งสาหรบั การจดั ทาแผนงานลดความเสย่ี ง ใหน้ าขอ้ เสนอแนะ ท่รี ะบุในตารางการชบ้ี ่ง อนั ตราย มาจดั ทาแผนงานลดความเสย่ี ง โดยนาขอ้ เสนอแนะของทุกขอ้ ทไ่ี ดร้ ะดบั ความเสย่ี ง 3 และ 4 มาจดั ทาแผนงานลดความเสย่ี ง โดยระบุลงในช่อง : มาตรการ/กจิ กรรม/การดาเนินการ/ กจิ กรรม/การดาเนินงานลดความเสย่ี ง” และกาหนดระยะเวลาดาเนินการ (โดยใหร้ ะบุเป็น วนั เดอื น ปี ท่แี น่นอนทจ่ี ะดาเนินการใหแ้ ล้วเสรจ็ ) พรอ้ มกาหนดผู้รบั ผดิ ชอบและผู้ตรวจตดิ ตาม (ซ่ึงต้องไม่ใช่บุคคลหรอื หน่วยงานเดียวกัน) เม่ือจดั ทาแผนงานลดความเส่ียงดาเนินการ เรยี บรอ้ ยแลว้ ใหน้ าแหนงานลดความเสย่ี งมาจดั ทาเป็นแผนงานควบคมุ ความเสย่ี งต่อไป การจดั ทาแผนงานลดความเส่ยี งจะต้องกรอกขอ้ มลู ลงในแบบฟอรม์ แสดงดงั ตารางท่ี 7.17
47 ตารางที่ 7.17 แบบฟอรม์ การจดั ทาแผนงานควบคุมความเสย่ี ง แผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง (แผนงานควบคุมความเสย่ี ง) หน่วยงาน ....................................... รายละเอยี ด (ระบกุ จิ กรรมทด่ี าเนินการ) .... วตั ถุประสงค์ ..................................................................................................... เป้าหมาย ......................................................................................................... ลาดบั ท่ี มาตรการหรอื กจิ กรรมการดาเนินงานเพอ่ื ลดความเสย่ี ง หรอื ผรู้ บั ผดิ ชอบ ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ทิ เ่ี ป็นความเสย่ี ง ให้นามาตรการป้องกันและควบคุมอันตราย หรือมาตรการ ระบุตาแหน่งผรู้ บั ป้องกนั /ควบคุม/แก้ไข ตามแบบฟอร์มการช้ีบ่งอนั ตรายและ การประเมนิ ความเสย่ี งตามวธิ ตี า่ ง ๆ มาระบเุ พ่อื จดั ทาแผนงาน ควบคมุ ความเสย่ี ง
71 .................................................................................................................... .................................................................................................................... ..................................................................................................................... บ หวั ขอ้ เรอ่ื งทค่ี วบคมุ หลกั เกณฑห์ รอื มาตรการท่ี ผตู้ รวจตดิ ตาม ใชค้ วบคมุ บผดิ ชอบ ระบุวธิ กี ารทต่ี อ้ งปฏบิ ตั ิ ระบุเกณฑห์ รอื มาตรฐาน ระบุตาแหน่งผู้ตรวจ ตดิ ตาม
47 ตารางที่ 7.18 แบบฟอรม์ การจดั ทาแผนงานลดความเสย่ี ง แผนงานบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง (แผนงานลดความเสย่ี ง) หน่วยงาน ....................................... รายละเอยี ด (ระบกุ จิ กรรมทด่ี าเนินการ) .... วตั ถุประสงค์ ..................................................................................................... เป้าหมาย ......................................................................................................... ลาดบั ท่ี มาตรการ/กจิ กรรม/การดาเนินงานลดความเสย่ี ง ผรู้ บั ผดิ ชอบ ใหน้ ามาตรการความปลอดภยั ท่รี ะบุไวใ้ นช่องขอ้ เสนอแนะตาม ระบตุ าแหน่งผรู้ บั แบฟอรม์ การช้บี ่งอนั ตรายและการประเมนิ ความเสย่ี งตามวธิ ี ตา่ ง ๆ มาระบุเพ่อื จดั ทาแผนงานลดความเสย่ี ง
72 .................................................................................................................... .................................................................................................................... ..................................................................................................................... บ หวั ขอ้ เรอ่ื งทค่ี วบคมุ หลกั เกณฑห์ รอื มาตรการท่ี ผตู้ รวจตดิ ตาม ใชค้ วบคมุ บผดิ ชอบ ใหร้ ะบุวนั เดอื นปีทเ่ี รม่ิ ตน้ ถงึ ระบตุ าแหน่งผตู้ รวจตดิ ตาม วนั ทด่ี าเนินการแลว้ เสรจ็
473 บทสรปุ ผลการศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนการดาเนินงานท่ีมีความเส่ียงภายใน โรงงาน ใหจ้ ดั ทาบทสรปุ การศกึ ษาต้องมที ะเบยี นความเสย่ี ง ซง่ึ ประกอบดว้ ยสาระสาคญั อย่าง น้อย ดงั ต่อไปน้ี 1. สรปุ กจิ กรรมหรอื ขนั้ ตอนทก่ี ่อใหเ้ กดิ อุบตั ภิ ยั หรอื อุบตั ิเหตุรา้ ยแรงโดยใหร้ ะบลุ กั ษณะ ของการเกดิ อุบตั ภิ ยั รา้ ยแรงตามกจิ กรรมหรอื ขนั้ ตอนดว้ ย 2. สรปุ ความเสย่ี งระดบั 2 และ 3 พรอ้ มทงั้ มาตรการป้องกนั และควบคมุ ทม่ี อี ยเู่ ดมิ และ ทจ่ี ะจดั ทาเพมิ่ เตมิ จากการดาเนนิ การชบ้ี ง่ อนั ตรายและประเมนิ ความเสย่ี งของ บรษิ ทั .............................. พบว่า มจี ุดวิกฤต หรอื อุปกรณ์ท่มี คี วามวกิ ฤตท่อี าจก่อให้เกิดอุบตั ิภยั ร้ายแรง เช่น ไฟไหม้ สารเคมรี วั่ ไหล หรอื ระเบดิ ได้ เชน่ 1. ระดบั ความเสย่ี ง ................ รายการ 2. ระดบั ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ได้ ................ รายการ 3. ระดบั ความเสย่ี งเลก็ น้อย ................ รายการ และจดั ทาแผนบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง ดงั น้ี 1. แผนงานลดความเสย่ี ง ................. แผน 2. แผนงานควบคมุ ความเสย่ี ง ................. แผน จดั ทาแผนฉุกเฉิ นกรณีไฟไหม้ และหรือสารเคมีรวั่ ไหล (กรณีมีการใช้สารเคมี อนั ตราย) ใหจ้ ดั ทาแผนฉุกเฉนิ กรณไี ฟไหม้ และหรอื สารเคมรี วั่ ไหล สาหรบั แผนฉุกเฉินกรณีไฟไหม้ ควรประกอบด้วยแผนการตรวจสอบความปลอดภยั และแผนการอพยพหนีไฟ ทงั้ นี้ให้ระบุแหล่งรองรบั น้าจากการดบั เพลิงกรณีไฟไหม้ เพ่ือ ไม่ให้น้าจากการดบั เพลิงท่ีปนเปื้ อนสารเคมลี งส่แู หล่งสาธารณะ หมายเหตุ การใชแ้ บบฟอรม์ ในการจดั ทาบญั ชรี ายการสง่ิ ทเ่ี ป็นความเสย่ี งอละอนั ตราย การชบ้ี ่ง อนั ตรายด้วยวธิ ตี ่าง ๆ การจดั ทาแผนงานควบคุมความเสย่ี งและแผนงานลดความเส่ยี ง ให้ใช้ แบบฟอรม์ ตามท่กี รมโรงงานอุตสาหกรรมกาหนดใน :ระเบยี บกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าด้วย หลกั เกณฑก์ ารชบ้ี ่งอนั ตรายการประเมนิ ความเสย่ี ง และการจดั ทาแผนงานบรหิ ารจดั การความ เสย่ี ง พ.ศ. 2543”
474 กระบวนการจดั การความเส่ียง การจดั การความเสย่ี งเป็นกระบวนการดาเนินงานต่อเน่ืองทต่ี ้องทาเป็นวงจรเรม่ิ ตงั้ แต่ การกาหนดบรบิ ทความสมั พนั ธ์ระหว่างสถานประกอบการหรอื กบั สง่ิ แวดลอ้ มโดยรอบไปจนถงึ การบาบดั ความเส่ยี งท่อี ย่ใู นระดบั ท่ไี ม่อาจยอมรบั ได้ กระบวนการจดั การความเส่ยี งควรเป็น กระบวนการทส่ี อดคลอ้ งสมั พนั ธห์ รอื ถอื เป็นสว่ นหน่งึ ของวฒั นธรรมการบรหิ ารจดั การของสถาน ประกอบการหรอื โรงงาน ไมค่ วรแยกออกมาเป็นกระบวนการต่างหาก ในปัจจุบนั พบว่า อุบตั เิ หตุทเ่ี กดิ จากการทางานนัน้ มอี ตั ราทส่ี ูงขน้ึ ซง่ึ สาเหตุทเ่ี กดิ นนั้ มี หลายประการ ผู้ประกอบการหรอื เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องปฏิบตั ิอย่างไรหรอื มี นโยบายทช่ี ดั เจนอย่างไรในการลดอุบตั เิ หตุอนั เกดิ จากการทางานในสถานประกอบการ และให้ ความเช่อื มนั่ ความปลอดภยั ในการทางานแก่คนงาน การทางานทม่ี คี วามปลอดภยั คอื สภาพทไ่ี ม่ มภี ยนั ตราย ดงั นัน้ ความปลอดภยั ในการทางานจงึ หมายถึงการทางานท่ปี ราศจากอันตราย ไม่เสย่ี งต่อการเกดิ อุบตั เิ หตุ กล่าวคอื ไม่ก่อให้เกดิ สง่ิ ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ การเจบ็ ป่ วย หรอื เป็นโรค การบาดเจบ็ พกิ าร หรอื ตาย ทรพั ยส์ นิ เสยี หาย เสยี เวลา ขบวนการผลติ หยุดชะงกั คนงานเสยี ขวญั และกาลงั ใจในการทางาน กจิ การเสยี ช่อื เสยี ง ซง่ึ ทงั้ หมดน้ีลว้ นแต่เป็นผลเสยี ทงั้ สน้ิ การกดี กนั ทางการค้าระหว่างประเทศ ก็ได้ยกเอาประเดน็ เร่อื งความปลอดภยั ในการทางานมาเป็น เคร่อื งมอื พจิ ารณาในการคา้ ขายระหว่างประเทศ เน่ืองจากความปลอดภยั ในการทางานนนั้ เป็น ปัจจยั พ้ืนฐานในการเพิ่มผลผลิตท่ีมคี ุณภาพ รฐั บาลจงึ สนับสนุนส่งเสรมิ ให้ผู้ประกอบการ เสรมิ สรา้ งประสทิ ธภิ าพการผลติ สนิ คา้ ทม่ี คี ุณภาพ โดยเน้นใหส้ ถานประกอบการคานึงถงึ ความ ปลอดภยั ในการทางาน ไดม้ กี ารออกระเบยี บโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ว่าด้วยหลกั เกณฑ์ การชบ้ี ่งอนั ตราย การประเมนิ ความเสย่ี ง และการจดั ทาแผนงานบรหิ ารความเส่ยี ง พ.ศ. 2543 ข้นึ เพ่ือให้ผู้ประกอบกิจการโรงงาน หรือผู้ขอรบั ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ ใบอนุญาตขยายโรงงาน ต้องจดั ทารายงานการวเิ คราะหค์ วามเสย่ี งจากอนั ตรายทอ่ี าจเกดิ จาก การประกอบกจิ การโรงงาน โดยตอ้ งทาการศกึ ษา วเิ คราะห์ และทบทวนการดาเนินงานเพ่อื ชบ้ี ่ง อันตราย ประเมนิ ความเส่ียง และจดั ทาแผนงานการจดั การความเส่ียงจึงนามาเขียนเป็น กระบวนการจดั การความเสย่ี งไดด้ งั ภาพท่ี 7.6
475 จดั ทาเกณฑ์ กาหนดบริบท บรบิ ท ดา้ นยทุ ธศาสตร์ บรบิ ทดา้ นองคก์ ร บรบิ ทดา้ นการจดั การความเสย่ี ง ตดั สินใจเรื่องโครงสร้าง บ่งชี้ความเส่ียง อนั ตรายอะไรอาจจะเกดิ ขน้ึ เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร วิเคราะหค์ วามเสี่ยง การเฝ้าระวงั พจิ ารณาการควบคมุ ทม่ี อี ยู่ และการทบทวน พจิ ารณาเรอ่ื ง พจิ ารณาเร่อื ง ความเป็นไปได้ ความรนุ แรง กาหนดระดบั ความเส่ียง ประเมินผลความเส่ียง เปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์ กาหนดลาดบั ความสาคญั การบาบดั ความเสี่ยง ชบ้ี ่งทางเลอื กการบาบดั -ประเมนิ ผลทางเลอื ก -จดั เตรยี มแผนบาบดั -ดาเนินการตามแผน ภาพท่ี 7.6 กระบวนการจดั การความเสย่ี ง ทม่ี า: ดดั แปลงมาจาก AS/NZS 4360: 1998.
476 การบาบดั ความเส่ียง การเฝ้าระวงั และการทบทวน การบาบดั ความเสี่ยง (risk treatment) การบาบดั ความเส่ยี ง เป็นขนั้ ตอนในการะบวนการจดั การความเส่ยี งท่ผี ู้รบั ผดิ ชอบ จะตอ้ งดาเนนิ การตามลาดบั ขนั้ ตอน ดงั น้ี (สราวธุ สุธรรมาสา, 2560, หน้า 5-35) 1. ทางเลอื ก (options) ต่าง ๆ ทจ่ี ะนามาจดั การกบั ความเสย่ี งทย่ี อมรบั ไมไ่ ด้ โดยการ พจิ ารณาปัจจยั ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องเพ่ือหาแนวทางกาจดั ความเส่ียงเพ่ือไม่ให้เกิดข้นึ ซ่ึงไม่ สามารถยอมรบั ตอ้ งมกี ารดาเนินการทนั ที 2. ทาการประเมนิ ทางเลอื กเหลา่ นนั้ เพ่อื ไดท้ างเลอื กทเ่ี หมาะสม การประเมนิ ทางเลอื ก ต้องมกี ารหาขอ้ มลู เพ่อื การสนับสนุนเพ่อื จะประเมนิ ทางเลอื กไม่มกี ารความผดิ พลาดโดยอาจ เป็นการเก็บข้อมูลและการประเมนิ ความเสย่ี งต่าง ๆ เพ่อื ทาการหาทางเลอื กท่เี ป็นไปไดม้ าก ทส่ี ุด 3. จดั เตรยี มแผนงาน เป็นขนั้ การเตรยี มการเพ่อื กาหนดแนวทางไว้ล่วงหน้า ว่าจะทา อย่างไร ทาเม่อื ไหร่ ทาอะไรบ้าง ใครจะต้องเป็นผู้กระทา และทาไมถึงต้องทาวธิ ีการแบบน้ี เพอ่ื จะไดม้ ที ศิ ทางในการดาเนนิ การทป่ี ้องกนั ความผดิ พลาดหรอื ลดความสญู เสยี 4. ลงมอื ดาเนนิ การบาบดั ความเสย่ี งตามแผน ขนั้ ลงมอื ปฏบิ ตั ติ ามแผนทก่ี าหนดไวโ้ ดย มกี ารดาเนนิ การตามทก่ี าหนดไว้ และตอ้ งมกี ารประเมนิ ผลและตดิ ตามผลดว้ ย กระบวนการบาบดั ความเสย่ี งทป่ี ระกอบดว้ ย 4 กจิ กรรมน้ี สามารถแสดงรายละเอยี ดได้ ตาม ภาพท่ี 7.7
477 ชบ้ี ง่ ทางเลอื ก ความเสย่ี งท่เี หลอื อยยู่ อมรบั ไมไ่ ด้ การบาบดั ลดโอกาสเกดิ ลดความรุนแรง ยา้ ยความเสย่ี ง หลกี เลย่ี ง ความเสย่ี ง ทงั้ หมดบางส่วน ชบ้ี ง่ ทางเลอื ก พจิ ารณาความเป็นไปได้ คา่ ใชจ้ า่ ย ประโยชน์ และระดบั ความเสย่ี ง การบาบดั แนะนายทุ ธศาสตรก์ ารบาบดั ความเสย่ี ง เลอื กยทุ ธศาสตรก์ ารบาบดั การเฝ้าระวงั และ การทบทวน เตรยี มแผน เตรยี มแผนบาบดั ความเสย่ี ง บาบดั ความเสย่ี ง ลดโอกาสเกดิ ลดความ ยา้ ยความเสย่ี ง หลกี เลย่ี ง รุนแรง ทงั้ หมด/บางส่วน ดาเนินการ ตามแผน ความเสย่ี ง ยา้ ยความเสย่ี ง บาบดั บางสว่ นยงั คงอยู่ บางสว่ นไป ความเสย่ี ง ยอมรบั ความ ได้ เสย่ี งทเ่ี หลอื อยู่ คงความเสย่ี งไว้ ไดห้ รอื ไม่ ไมไ่ ด้ ภาพท่ี 7.7 กระบวนการบาบดั ความเสย่ี ง ทม่ี า: สราวุธ สธุ รรมาสา, 2560, หน้า 5-36.
478 1. ชี้บ่งทางเลือกการบาบดั ความเส่ียง (indentify options for risk treatment) การบาบดั ความเสย่ี งมที างเลอื กหลกั อยู่ 4 ทางเลอื ก คอื 1.1 หลกี เลย่ี งความเสย่ี ง (risk avoidance) เป็นทางเลอื กทต่ี ดั สนิ ใจจะไม่ใหเ้ กดิ ปัญหาความเส่ยี งด้วยการหลกี เล่ยี งออกไปจากสถานการณ์ท่จี ะเกดิ ความเส่ยี งนัน้ ๆ วธิ กี าร หลกี เลย่ี งทาไดโ้ ดยการยกเลกิ โครงการนนั้ ๆ 1.2 เคล่อื นยา้ ยความเส่ยี งไปให้คนอ่นื (risk transfer) เม่อื โรงงานตดั สนิ ใจทา โครงการหรอื กจิ กรรมท่มี คี วามเส่ยี ง การหลกี เล่ยี งความเส่ยี งจงึ ไม่สามารถทาได้ แนวคดิ ของ ทางเลือกในการเคล่อื นย้ายความเส่ยี งไปให้คนอ่ืนจงึ เป็นทางเลอื กท่อี าจทาได้ โดยการทา ประกนั ภยั การทาสญั ญา หรอื แมก้ ระทงั่ การยา้ ยโครงการ/กจิ กรรมนนั้ ๆ ไปยงั สถานทอ่ี ่นื แทน 1.3 ลดความเป็นไปไดข้ องการเกดิ เหตุการณ์นนั้ ๆ เช่น ลดระดบั ความเป็นไป ไดม้ าก (ระดบั A) ลงมาเป็นระดบั มคี วามเป็นไปได้ปานกลาง (ระดบั C) วธิ กี ารลดระดบั ความ เป็นไปไดม้ หี ลายวธิ ี ยกตวั อยา่ ง เชน่ (1) โปรแกรมตรวจประเมนิ (2) ทบทวนในเร่ืองข้อกาหนด (requirement) ลักษณะจาเพาะ (specification) แบบ (design) วศิ วกรรม (engineering) และการดาเนนิ ปฏบิ ตั กิ าร (operation) (3) การตรวจตราและการควบคมุ กระบวนการ (4) การบารงุ รกั ษาเชงิ ป้องกนั (5) การใหค้ าแนะนา (supervision) (6) การทดสอบ (7) การควบคมุ เทคโนโลยี 1.4 ลดระดบั ความรุนแรงของเหตุการณ์นนั้ ๆ โดยพยายามหาวธิ ที จ่ี ะลดระดบั ความรนุ แรงลงใหม้ ากทส่ี ุดเทา่ ทจ่ี ะทาไดโ้ ดยพจิ ารณาทงั้ ในแง่มมุ ของเทคโนโลยแี ละคา่ ใชจ้ า่ ย ตวั อยา่ งวธิ กี ารลดความรนุ แรง เช่น 1) แผนรบั เหตุฉุกเฉิน 2) แผนฟ้ืนฟูสภาพ 3) ลกั ษณะแบบ (design features) 4) แผงกนั้ (engineering and structural barriers) 5) จากดั จานวนการสมั ผสั แหล่งความเสย่ี ง 6) แยกโครงการ/กจิ กรรมนนั้ ๆ ออกไป 2. ประเมินทางเลือกการบาบดั ความเส่ียง (assessing risk treatment options) แนวทางทจ่ี ะประเมนิ ดูว่าจะเลอื กวธิ บี าบดั ความเสย่ี งใดดี จะวางอยู่บนพน้ื ฐานท่วี ่าการลงทุน และคา่ ใชจ้ า่ ยต่าง ๆ สาหรบั ทางเลอื กนัน้ ๆ คุม้ คา่ กบั ผลทจ่ี ะไดร้ บั
479 3. จดั เตรียมแผนการบาบดั ความเสี่ยง (preparing treatment plan) เมอ่ื ตดั สนิ ใจ เลือกวิธีการบาบดั ความเส่ียงได้แล้ว ก็ต้องจดั เตรยี มทาแผนการดาเนินงานว่าใครจะเป็น ผรู้ บั ผดิ ชอบแผนดาเนินการ ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ บั งบประมาณและการทบทวนแผน 4. ดาเนินการตามแผนการบาบดั ความเสี่ยง (implementing treatment plans) เป็นการดาเนินงานโดยผู้รบั ผดิ ชอบทก่ี าหนดไวต้ ามระยะเวลาท่กี าหนด และหากปรากฏหลงั การดาเนินงานพบว่ายงั คงมคี วามเส่ยี งอยู่ (residual risk) ก็จะเป็นการตดั สนิ ใจว่าจะยงั คง ยอมรบั ความเสย่ี งทเ่ี หลอื อย่นู ัน้ ได้หรอื ไม่ หรอื ให้นาความเส่ยี งทเ่ี หลอื นัน้ มาเขา้ กระบวนการ บาบดั ความเสย่ี งต่อไป กระบวนการบาบดั ความเสี่ยง (Risk treatment to process) เม่อื ผู้บรหิ ารได้รบั รายงานการประเมนิ ความเส่ียงแลว้ จาเป็นต้องทาการตดั สนิ ใจโดย พจิ ารณา จากหลกั เกณฑก์ ารยอมรบั ความเสย่ี งทอ่ี งคก์ รมอี ยวู่ ่าจะยอมรบั โดยไมท่ าอะไร หรอื จะ ดาเนินการบาบดั ความเสย่ี ง ซง่ึ ไดแ้ ก่กระบวนการดงั ต่อไปน้ี 1. การยอมรบั ความเสี่ยง (acceptance) เป็นการยอมรบั ในความเสย่ี งโดยไมท่ าอะไร และ ยอมรบั ในผลทอ่ี าจตามมา เช่น 2. การเล่ียงความเส่ียง (avoidance) การหลกี เลย่ี งความเสย่ี ง เช่น 3. การโอนยายความเส่ียง (transfer) เช่น สถานประกอบการหรอื นายจา้ งอาจเลอื ก ซอ้ื ประกนั ชวี ติ หรอื ประกนั ความเสย่ี งต่าง ๆ จากหน่วยงานภายอก ซง่ึ อาจไดแ้ ก่ บรษิ ทั ประกนั ชวี ติ ประกนั วนิ าศภยั เป็นต้น หรอื กรณีเคร่อื งจกั ร อุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องมกี ารทาสญั ญา การ บารุงรกั ษาหลงั ขาย (Maintenance service) ทร่ี บั ผดิ ชอบในสญั ญาตงั้ แต่การดูแล บารุงรกั ษา การฝึกอบรม และบรกิ ารต่าง ๆ เป็นตน้ 4. การลดความเส่ียง (reduction) ไดแ้ ก่ การมมี าตรการควบคุมมากชนิดขน้ึ หรอื ชนิดท่ี เขม้ งวดมากขน้ึ เพ่อื ลดความเส่ยี ง เช่น คณะกรรมการความปลอดภยั ประจาโรงงาน เจา้ หน้าทค่ี วามปลอดภยั เหล่าน้ีต้องมมี าตรการทเ่ี ขม้ งวดในการใหค้ วามรู้ ส่งเสรมิ ฝึกอบรมให้ พนักงานผู้ปฏบิ ตั งิ านไดม้ คี วามรู้ และสามารถปฏบิ ตั งิ านไดอ้ ย่างถูกต้อง และมกี ารตรวจสอบ ตดิ ตาม ดูแล และให้ความช่วยเหลอื เก่ียวกบั ด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในสถาน ประกอบการ การเฝ้าระวงั และการทบทวน การเฝ้าระวัง (monitor) เป็นสิ่งจาเป็นท่ีต้องดาเนินการ โดยเฉพาะเพ่ือติดตามดุ ประสทิ ธภิ าพของแผนการบาบดั ความเสย่ี ง การดาเนินตามยุทธศาสตร์ และระบบการจดั การ ของโรงงาน ผรู้ บั ผดิ ชอบในการเฝ้าระวงั ควรเป็นผูท้ ไ่ี ดร้ บั ขอ้ มลู ขา่ วสารครบถ้วนเก่ยี วกบั แผนการ บาบดั ความเส่ยี ง กลยุทธ์และระบบการจดั การความเส่ยี งของโรงงานหรอื สถานประกอบการ
480 เพ่อื จะไดน้ ามาเป็นเอกสารตงั้ ต้นทจ่ี ะทาการเฝ้าระวงั ว่าการดาเนินงานของโรงงานเป็นไปตาม แผนงานทก่ี าหนดไวห้ รอื ไม่ การทบทวน (review) เป็นการทบทวนการจดั การความเสย่ี งในทุกกระบวนการ หรอื เป็นการทบทวนประสทิ ธภิ าพของแนวนโยบายในการจดั การความเสย่ี งของโรงงานทุกขนั้ ตอน ซง่ึ เป็นการวดั ผลการดาเนินงานวา่ เป็นไปตามแผนการจดั การความเสย่ี งว่าเหมาะสมเป็นจรงิ กบั สถานการณ์ท่ีมีการเปล่ียนแปลงหรือไม่ กฎระเบียบเก่ียวกับความปลอดภัยท่ีอาจมีการ เปลย่ี นแปลง จานวนอตั ราการเกดิ อุบตั เิ หตุมแี นวโน้มลดลง หรอื ไมเ่ กดิ อุบตั เิ หตุในจุดทไ่ี มค่ วร เกดิ อุบตั เิ หตุอยา่ งไรเป็นการทบทวน เพอ่ื การปรบั ปรงุ อย่างต่อเน่ืองและพฒั นาการจดั การความ เสย่ี ง รวมทงั้ ทาใหร้ ะบบการจดั การความเสย่ี งของโรงงานสามารถรบั มอื กบั การเปลย่ี นแปลงได้ อย่างทนั เวลา ดง้ นัน้ การทบทวนน้ีจาเป็นต้องดาเนินการโดยผูบ้ รหิ ารระดบั สูง เพ่อื จะไดเ้ ป็นมี พลงั ในการผลกั ดนั ใหก้ ารจดั การความเสย่ี งมกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขในส่วนทย่ี งั ไมไ่ ดร้ บั การแกไ้ ขทม่ี ี ปัญหาเกดิ ขน้ึ บ่อยครงั้ โดยไมไ่ ดร้ บั การแกไ้ ข หรอื ทไ่ี ม่ดี และป้องกนั ควบคุมไมใ่ หเ้ กดิ จดุ อ่อนใน การทางาน รวมทงั้ เป็นการยกระดบั การทางานใหด้ ขี น้ึ สรา้ งความมนั่ ใจให้ผู้ปฏบิ ตั งิ านในดา้ น ความปลอดภยั ในการทางาน ให้ส่งผลถงึ การเพิ่มผลผลติ ใหก้ บั สนิ คา้ และบรกิ าร ในทางปฏบิ ตั ิ อาจทาการทบทวนการจดั การความเส่ยี งในท่ปี ระชุมผู้บรหิ ารโรงงานหรอื ในท่ปี ระชุมทบทวน การจดั การระบบ ISO 9000 ISO 14000 และมอก./OHSAS 18000 ขน้ึ อยแู่ ต่กรณี สรปุ การจดั การความเส่ยี ง หมายถึง การดาเนินการอย่างเป็นระบบท่จี ะตัดสนิ ใจยอมรบั ความเสย่ี งทเ่ี กดิ ขน้ึ และมกี ารประยกุ ตอ์ ย่างเป็นระบบในการใชน้ โยบายเพ่อื จดั การตามขนั้ ตอน ท่ไี ดก้ าหนดไวต้ งั้ แต่การช้บี ่งอนั ตราย การประเมนิ ผล การควบคุมหรอื ลด การแก้ไข การเฝ้า ระวงั และการทบทวนให้นาไปการดาเนินการอย่างมปี ระสิทธิภาพด้านความปลอดภยั และ อาชวี อนามยั ในการทางาน การรบั รสู้ มั ผสั ความเสย่ี ง หมายถงึ ความสามารถในการตดั สนิ ใจท่ี จะยอมรบั ในเหตุการณ์ท่จี ะเกิดข้นึ ซ่งึ จะต้องมกี ารประเมนิ ค่าความเส่ยี งท่ผี ู้ปฏบิ ตั ิงานหรอื พนักงานท่ีต้องเผชิญ เม่ือการรับรู้และยอมรับความเส่ียงนัน้ ก็ย่อมนาไปสู่การวิเคราะห์ และประเมนิ ความเสย่ี งเพอ่ื การลดความเสย่ี ง หรอื หาแนวทาง มาตรการและการแกไ้ ขไมใ่ หเ้ กดิ เหตุการณ์ทเ่ี ป็นความเสย่ี งทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ อกี กระบวนการจดั ในการจดั การความเสย่ี งต้องมกี าร ดาเนินการตามเกณฑท์ จ่ี ะทาใหม้ กี ารยอมรบั ความเสย่ี งนนั้ ไดแ้ ก่ จาแนกประเภทของกจิ กรรม ของงาน ชบ้ี ่งอนั ตราย กาหนดความเสย่ี ง ตดั สนิ ว่าความเสย่ี งยอมรบั ไดห้ รอื ไม่ เตรยี มแนวทาง การปฏบิ ตั กิ ารควบคุมความเสย่ี ง และทบทวนแผนการปฏบิ ตั กิ าร เม่อื จะให้การจดั การความ เสย่ี งในโรงงานใหส้ ามารถดาเนินไปไดจ้ ะต้องมีการพฒั นาระบบการจดั การความเสย่ี ง ซง่ึ ไดแ้ ก่ นโยบายการจดั การความเส่ยี ง องค์การ การทบทวนการจดั การการดาเนินโปรแกรม เป็นต้น
481 และตอ้ งมขี อ้ กาหนดและกระบวนการจดั การความเสย่ี ง ซง่ึ เป็นมาตรฐาน AS/NZS 4360:1998 ประกอบดว้ ยขอ้ กาหนดหลกั 6 ขอ้ ไดแ้ ก่ การกาหนดบรบิ ท การชบ้ี ่งความเสย่ี ง การวเิ คราะห์ ความเสย่ี ง การประเมนิ ผลและจดั ทาลาดบั ความเสย่ี ง และการบาบดั ความเส่ยี ง รวมทงั้ กรอบ การกาหนดความเสย่ี งจะตอ้ งมกี ารตรวจสอบและตดิ ตามประเมนิ ผลมาตรวจสอบคอื ระบบวงจร PDCA ในการทบทวนความเสย่ี ง การบ่งช้อี นั ตรายและการประเมนิ ความเส่ยี ง โดยจะต้องเรมิ่ ตงั้ แต่การบ่งช้อี นั ตราย ตอ้ งมกี ารบง่ ชท้ี เ่ี ป็นการนาแบบตรวจไปใชใ้ นการตรวจสอบการดาเนินงานในโรงงาน เพ่อคน้ หา อนั ตราย กรบวนการวเิ คราะห์ และทบทวนเพ่อื ช้บี ่งอนั ตราย บ่งช้อี นั ตรายถึงอุบตั ิเหตุ หรอื อุบตั ิเหตุท่รี ้ายแรง การวิเคราะห์รูปแบบความล้มเหลว และบ่งช้อี นั ตรายเพ่อื วเิ คราะห์ และ ประเมนิ ผลกระทบทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ต่อเน่ือง ดงั นนั้ การประเมนิ ความเสย่ี งจงึ ตอ้ งมกี ารประเมนิ โอกาส ในการเกดิ เหตุการณ์ต่าง ๆ ขน้ึ โดยมกี ารจดั ระดบั โอกาส ระดบั ความรุนแรง ผลกระทบ ซง่ึ การ จดั ระดบั ความเสย่ี งเพ่อื ตงั้ แต่ระดบั ทม่ี คี วามเสย่ี งน้อยไปจนความเสย่ี งทย่ี อมรบั ไม่ได้ ต้องหยุด ดาเนินการและปรบั ปรุงแก้ไขเพ่อื ลดความเส่ยี งลงทนั ที จะเหน็ ได้ว่า วธิ ีการบ่งช้คี วามเส่ยี ง สามารถสรปุ ได้ คอื การกระทาทไ่ี ม่ปลอดภยั สภาพการณ์ทไ่ี มป่ ลอดภยั และสภาพแวดลอ้ มใน สถานท่ที างาน ในการประเมนิ ความเสย่ี งจะต้องมหี ลกั เกณฑใ์ นการประเมนิ และการพจิ ารณา ตอบสนองต่อความเสย่ี งอนั ตราย โดยพจิ ารณาจากหลกั เกณฑท์ ใ่ี ชป้ ระเมนิ ระดบั ความเสย่ี งตงั้ ตงั้ แต่ความเสย่ี ง 3 ระดบั คอื ความเสย่ี งระดบั สูง ความเสย่ี งระดบั ปานกลาง ความเส่ยี งระดบั ต่า และการเกดิ อนั ตรายในระดบั ท่มี คี วามเสย่ี งต่า ปานกลาง และสงู เป็นต้น การจดั การความ เสย่ี งต้องดาเนินการดว้ ยการบาบดั ความเส่ยี ง เฝ้าระวงั และการทบทวน ซ่งึ การบาบดั ความ เสย่ี งเป็นกระบวนการจดั การความเสย่ี งทผ่ี รู้ บั ผิดชอบจะตอ้ งดาเนินการตามลาดบั มี 4 ขนั้ ตอน คอื (1) ทางเลอื กต่าง ๆ ทจ่ี ะนามาจดั การความเสย่ี งทย่ี อมรบั ไมไ่ ด้ (2) ทาการประเมนิ ทางเลอื ก เหล่านัน้ เพ่อื ได้ทางเลอื กทเ่ี หมาะสม (3) จดั เตรยี มแผนงาน (4) ลงมอื ดาเนินการบาบดั ความ เสย่ี งตามแผน และการฝ้าระวงั และการทบทวนความเส่ยี งประกอบด้วยลาดบั ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ ชบ้ี ่งทางเลอื กการบาบดั ความเสย่ี ง ประเมนิ ทางเลอื กการบาบดั ความเสย่ี ง จดั เตรยี มแผนการ บาบดั ความเสย่ี ง ดาเนินการตามแผนการบาบดั ความเส่ยี ง และกระบวนการบาบดั ความเสย่ี ง ไดแ้ ก่ การยอมรบั ความเสย่ี ง การเลย่ี งความเสย่ี ง การโอนยา้ ยความเสย่ี ง และการลดความเสย่ี ง
482 แบบฝึ กหดั ให้ตอบคาถามให้ถกู ต้องสมบูรณ์ท่ีสดุ 1. ใหอ้ ธบิ ายความหมายของ ความเสย่ี ง พรอ้ มยกตวั อยา่ ง 2. ใหอ้ ธบิ ายความหมายของการจดั การความเสย่ี ง พรอ้ มยกตวั อยา่ ง 3. ใหอ้ ธบิ ายความหมายของ อนั ตราย (hazard) ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ งกบั ความเสย่ี ง 4. การประเมนิ ความเสย่ี ง หมายถงึ 5. การควบคุมความเสย่ี ง (risk control) 6. การประเมนิ ความเสย่ี ง หมายถงึ และสามารถทาใหก้ ารประเมนิ ความเสย่ี งไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง 7. การพฒั นาระบบการจดั การความเสย่ี งในสถานประกอบการมขี นั้ ตอนทส่ี าคญั อยา่ งไรบา้ ง 8. การบ่งชค้ี วามเสย่ี งทพ่ี บในสถานประกอบการส่วนใหญ่มลี กั ษณะเป็นอยา่ งไร และมกี ารบง่ ช้ี อนั ตรายทพ่ี บในสถานประกอบการมอี ะไรบา้ ง 9. ใหบ้ อกถงึ กระบวนการในการจดั การความเสย่ี งมกี ระบวนการอยา่ งไรบา้ ง 10. การสอ่ื สารความเสย่ี ง หมายถงึ และมลี กั ษณะอยา่ งไร 11. การรบั รสู้ มั ผสั ถงึ ความเสย่ี งสามารถนาทฤษฎใี ดมาอธบิ ายไดบ้ า้ ง 12. ใหเ้ ขยี นแบบฟอรม์ การประเมนิ ความเสย่ี ง หรอื การวเิ คราะหค์ วามเสย่ี งในสถานทท่ี างาน มา 1 เหตุการณ์
483 เอกสารอ้างอิง กมลวฒั น์ ยะสารวรรณ.(2550). การรบั รกู้ ฎระเบยี บของพนกั งานท่าเรอื แหลมฉบงั . ปัญหา พเิ ศษรฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ านโยบายสาธารณะ.ชลบุร:ี มหาวทิ ยาลยั บรู พา. กฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานการบรหิ ารจดั การดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั และ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน พ.ศ.2549. กรอบบริหารความเส่ียง(ERP Framework).บรษิ ทั สนิ มนั่ คงประกนั ภยั (จากดั ) มหาชน., คน้ เมอ่ื 23 กรกฎาคม 2559, จาก http://www.smk.co.th/WEBSMK/upload. ค่มู ือการบริหารความเส่ียง.ศนู ยค์ วามบรหิ ารความเสย่ี ง มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล., คน้ เมอ่ื 25 พฤศจกิ ายน 2559, จาก https://www.mahidol.ac.th. เจรญิ เจษฎาวลั ย.์ (2550). การบรหิ ารความเสย่ี ง. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. พอดกี ารพมิ พ์ : กรงุ เทพฯ. ชยั เสฎฐ์ พรหมศร.ี (2550). การบรหิ ารความเสย่ี ง.กรงุ เทพฯ: ออฟเซท็ ครเี อชนั่ . บณั ฑติ เผา่ วฒั นา.(2548). การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการจดั การปัญหาน้าเสยี ในคลอง แมข่ า่ ตาบลชา้ งคลาน เทศบาลนครเชยี งใหม.่ การคน้ ควา้ แบบอสิ ระเศรษฐศาสตร์ มหาบณั ฑติ .เชยี งใหม่ : บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ พชั ราวลั พนั ธศลิ าโรจน์.(2551). ปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อการรบั ร.ู้ กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พด์ อกหญา้ . ระเบยี บกรมโรงงานอตุ สาหกรรม วา่ ดว้ ยหลกั เกณฑก์ ารช้บี ง่ อนั ตราย การประเมนิ ความเสยี่ ง และการจดั ทาแผนงานบรหิ ารจดั การความเสยี่ ง พ.ศ.2543., คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2559, จาก http://www.diw.go.th/hawk/law/safety/ind16.pdf. วภิ ารตั น์ โพธขิ ์ .ี (2557). การจดั การดา้ นวศิ วกรรมความปลอดภยั ในโรงงานอุตสาหกรรม. ขอนแก่น: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. ศขี รนิ ทร์ สุขโต.(2553). วศิ วกรรมความปลอดภยั . (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2). ขอนแก่น: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. ศูนยพ์ ฒั นาทรพั ยากรการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. (2558). จติ วทิ ยาการบรกิ าร. คน้ เมอ่ื 18 กรกฎาคม 2559, จาก http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/ 1010311/unit09_2_2.html. สทิ ธโิ ชค วรานุสนั ตกิ กุล. (2546). จติ วทิ ยาสงั คม : ทฤษฎแี ละการประยกุ ต.์ กรงุ เทพฯ : ซเี อด็ ยเู คชนั่ . สุรพงษ์ ชรู งั สฤษฏ.์ (2547). การบรหิ ารความเสย่ี ง (Risk Management).สมาคมผตู้ รวจสอบ ภายในแหง่ ประเทศไทย., คน้ เมอ่ื 18 พฤศจกิ ายน 2559, จาก http://www.conc.tbs.tu.ac.th/.
484 เอกสารการสอนชดุ วชิ าการบรหิ ารงานอาชวี อนามยั และความปลอดภยั สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์ สุขภาพ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ฉบบั ปรบั ปรงุ หน่วยท่ี 1-7.(2560). กรงุ เทพฯ: อรณุ การพมิ พ.์ เอกสารการสอนชุดอาชวี อนามยั และความปลอดภยั สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช. ฉบบั ปรบั ปรุง หน่วยท่ี 1-7.(2559).กรุงเทพฯ: อรุณ การพมิ พ.์ Bernstein,D. A.(1999).Essentials of Psychology. Boston : Houghton Mifflin Company. Colin W.Fuller และ Luise H.Vassie.(2004). Health and Safety Management : Principles and Best Practice. Essex :Prentice Hall. Goetsch, David L.(2005). Occupational Safety and Health.,15th Edition Person Prentice Hall,Upper Saddle River,New Jersey : United States of America. Kast. Fremont E. and Rosenzweig. James E. (1985). Organization and Contingency Approach. 4th ed. Singapore : McGraw – Hill. Newsome,Bruce.(2014). A Practical introduction to Security and Risk Management. SAGE Publications India Pvt.Ltd.: New Delhi. Roediger, H. L.(2007). Science of memory: Concepts. Oxford: Oxford University Press. Schiffman, Leon G. and Kanuk, Leslie L (2007).Consumer Behavior. 9th ed. New Jersey: Prentice Hall. Slovic, P. (1987). Perception of Risk. Science 236(17 April): 280-285. Page 2. Page 3., คน้ เมอ่ื 25 ตุลาคม 2559, คน้ จาก https://www.unc.edu/~fbaum/teaching/articles/ Science-1987-Slovic.pdf. Standards Australia/Standards New Zealand,AS/NZS 4360:1995.Risk Management. New Zealand,1995.
485 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 8 พฤติกรรมความปลอดภยั ในการทางาน หวั ข้อเนื้อหา 1. แนวคดิ เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมมนุษย์ 2. พน้ื ฐานการเกดิ พฤตกิ รรมมนุษย์ 3. ทฤษฎเี กย่ี วขอ้ งในการพฒั นาพฤตกิ รรมมนุษย์ 4. พฤตกิ รรมมนุษยเ์ พอ่ื ความปลอดภยั ในการทางาน 5. รปู แบบผนู้ าดา้ นความปลอดภยั และวฒั นธรรม บรรยากาศในการทางาน 6. รปู แบบทมี งานความปลอดภยั ในสถานประกอบการ 7. รปู แบบการทางานเป็นทมี ทม่ี ผี ลต่อความปลอดภยั ในการทางาน 8. สรปุ 9. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ 10. เอกสารอา้ งองิ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เมอ่ื นกั ศกึ ษาเรยี นบทเรยี นน้แี ลว้ สามารถ 1. อธบิ ายเก่ยี วกบั พฤตกิ รรมมนุษย์ ความหมาย ความสาคญั และวตั ถุประสงคข์ อง พฤตกิ รรมมนุษยไ์ ด้ 2. บอกถึงทฤษฎีท่เี ก่ียวข้องกบั พฤติกรรมมนุษย์ และการพฒั นาพฤติกรรมมนุษย์ รวมทงั้ พน้ื ฐานของการเกดิ พฤตกิ รรมมนุษยไ์ ด้ 3. อธบิ ายถงึ พฤตกิ รรมมนุษยเ์ พอ่ื ความปลอดภยั ในการทางาน และบอกถงึ รูปแบบผนู้ า รปู แบบทมี งานดา้ นความปลอดภยั และวฒั นธรรม บรรยากาศในการทางานเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานได้ 4. อธบิ ายเกย่ี วกบั หลกั ของกจิ กรรม 5ส. เพอ่ื ความปลอดภยั ในการทางานได้ วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ทาแบบประเมนิ ผลตนเองก่อนเรยี น (แบบทดสอบก่อนเรยี น) 2. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย/นาเสนอกจิ กรรมกลมุ่ หน้าชนั้ 3. บรรยายประกอบการเรยี นการสอนดว้ ยโปรแกรม Power-Point 4. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น 5. ฝึกทาแบบฝึกปฏบิ ตั ิ
486 สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารคาสอนวชิ าการจดั การความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสง่ิ แวดลอ้ มบทท่ี 8 2. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ 4. ส่อื ภาพประกอบและโปรแกรม Power-Point 5. วดี ทิ ศั น์ การวดั ผลและประเมินผล 1. ประเมนิ ผลการทาแบบทดสอบก่อนเรยี น และหลงั เรยี น 2. ประเมนิ ผลจากกจิ กรรมมอบหมาย 3. ประเมนิ ผลแบบฝึกปฏบิ ตั ทิ า้ ยบท 4. ประเมนิ ผลแบบทดสอบประจาภาคการศกึ ษา
487 บทที่ 8 พฤติกรรมความปลอดภยั ในการทางาน โดยธรรมชาตขิ องมนุษยม์ พี ฤตกิ รรมท่ีแสดงออกมา หรอื ปฏกิ ริ ยิ าทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั มนุษยเ์ มอ่ื ไดเ้ ผชญิ กบั สง่ิ เรา้ พฤตกิ รรมท่แี สดงออกมานนั้ จะเป็นพฤตกิ รรมทไ่ี ม่สามารถควบคุม ไดห้ รอื เรยี กวา่ ปฏกิ ริ ยิ าสะทอ้ น และพฤตกิ รรมทส่ี ามารถควบคุมไดแ้ ละจดั ระเบยี บได้ เน่ืองจาก มนุษยม์ สี ตปิ ัญญา และอารมณ์ เมอ่ื มสี งิ่ เรา้ มากระตุ้น ทาใหค้ วามคดิ หรอื สตปิ ัญญาทาหน้าทใ่ี น การรบั รแู้ ละตดั สนิ ใจวา่ ควรจะตอ้ งทาอยา่ งไร จงึ ทาใหม้ นุษยแ์ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ตวั ตนของตนเอง ท่ี มคี วามรสู้ กึ อารมณ์ ทม่ี อี ทิ ธพิ ลทม่ี พี ลงั ในการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าทแ่ี สดงอารมณ์ ความรสู้ กึ เน่ืองจาก มนุษย์ทุกคนมคี วามรกั ความโลภ ความโกรธ ความหลง และต้องการทาให้พฤติกรรมของ มนุษยส์ ่วนใหญ่เป็นไปตามความรูส้ กึ และอารมณ์เป็นพ้นื ฐาน มนุษยจ์ ึงมรี ปู แบบพฤติกรรมท่ี แสดงออกมา 2 อยา่ งคอื พฤตกิ รรมเปิดเผย หรอื พฤตกิ รรมภายนอก และพฤตกิ รรมปกปิดหรอื พฤตกิ รรมภายใน ทงั้ สองพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกมาย่อมเกดิ ความความรสู้ กึ นึกคดิ อารมณ์ กา รบั รู้ โดยมนุษยแ์ สดงออกมาทเ่ี กดิ ขน้ึ จากแรงผลกั ดนั ภายในตวั มนุษยท์ ่มี าจากความต้องการ ทางร่างกาย และความต้องการทางจติ ใจ ซง่ึ ไมว่ ่าจะทงั้ ทางรา่ งกายและจติ ใจกย็ ่อมทาใหม้ นุษย์ ตอ้ งการความอยรู่ อดและปลอดภยั ใหก้ บั ตนเอง ดงั นนั้ การทบ่ี ุคคลไดแ้ สดงพฤตกิ รรมต่าง ๆ ของตนเองออกมานนั้ ยอ่ มลว้ นแลว้ แต่เป็น ปกป้องใหต้ นเองเกดิ ความปลอดภยั หรอื เพ่อื ทาใหต้ นเองปลอดภยั ในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมต่าง ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางกายภาพการท่จี ะอธบิ ายถึงพฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน ของบุคคลในการทาหน้าทข่ี องแต่ละตาแหน่งงานย่อมต้องแสดงพฤตกิ รรมท่บี ่งบอกถึงความ ปลอดภยั ในการทางาน ผู้ทาหน้าท่ีด้านการจดั การความปลอดภยั ในการทางานของสถาน ประกอบการจาเป็นตอ้ งศกึ ษาพฤตกิ รรมมนุษยท์ ม่ี คี วามแตกต่างกนั ตามหลกั การ ทฤษฎี และ แนวคดิ เพ่อื นามาสนับสนุนในการจดั กจิ กรรมเพ่อื ใหบ้ ุคคลในองคก์ ารหรอื สถานประกอบการได้ เกดิ ความปลอดภยั ในการทางาน ซง่ึ ในบทน้ีจะกล่าวถงึ แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ยี วกบั พฤตกิ รรมความ ปลอดภยั เป้าหมายและความสาคญั ของการศกึ ษาพฤติกรรม องค์ประกอบ ประเภทของ พฤตกิ รรม อนั จะนาไปสกู่ ารสรา้ งจติ สานกึ ในความปลอดภยั ในการทางาน แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกบั ความปลอดภยั ในการทางาน มนุษย์โดยส่วนใหญ่เกิดมาต้องทางานเพ่ือแสดงให้เห็นถึงความสามารถ และการ แสดงออกถงึ ศกั ยภาพ รวมถงึ การอยรู่ อด มนุษยอ์ ยลู่ อ้ มรอบโดยธรรมชาตทิ ม่ี มี าแต่กาเนิด และ สง่ิ ทเ่ี ป็นการกระทาของมนุษย์สรา้ งขน้ึ มนุษยย์ อ่ มตอ้ งการความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส์ นิ ของตนเอง เม่อื มนุษย์ต้องทางานแม้ในอดีตท่ีมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเน่ืองจากเกิด ธรรมชาตแิ ละการกระทาจากเรย่ี วแรงของมนุษย์ จนโลกมกี ารพฒั นาก้าวหน้าขน้ึ มากจากหน้า
488 มอื เป็นหลงั มอื จงึ ทาให้ มเี คร่อื งมอื เคร่อื งจกั รทท่ี นั สมยั มาใช้แทนแรงงานมนุษย์ ทาให้มนุษย์ ตอ้ งประสบอนั ตราย บาดเจบ็ เจบ็ ป่ วยดว้ ยสารเคมตี ่าง ๆ มนุษยจ์ งึ ต้องปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรม ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ใหม้ ากทส่ี ุด ดงั นนั้ สถานประกอบการจาเป็นตอ้ งมกี ารศกึ ษาถงึ พฤตกิ รรม มนุษยเ์ พอ่ื ใหม้ นุษยแ์ สดงพฤตกิ รรมออกมาใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ใหม้ ากทส่ี ดุ แนวคิดเกี่ยวกบั พฤติกรรมความปลอดภยั พฤตกิ รรมเป็นกจิ กรรมต่างๆ ซง่ึ บุคคลแสดงออกโดยผอู้ ่นื อาจเหน็ ได้ เช่น การยม้ิ การ เดนิ หรอื ผอู้ ่นื อาจเหน็ ไดย้ ากต้องใชเ้ คร่อื งมอื ช่วย เช่น การเต้นของหวั ใจ พฤตกิ รรมทุกอย่างท่ี บุคคลแสดงออกมานัน้ มผี ลมาจากการเลอื กปฏกิ ิรยิ าตอบสนองท่เี หน็ ว่าเหมาะสมท่สี ุดตาม สถานการณ์นนั้ ๆ พฤตกิ รรมหรอื การกระทาใดๆ จะมพี น้ื ฐานมาจากความรู้ และทศั นคตทิ ค่ี อย ผลกั ดนั ใหเ้ กดิ พฤตกิ รรม ซง่ึ แต่ละคนจะมพี ฤตกิ รรมแตกต่างกนั ออกไป เน่ืองจากไดร้ บั ความรู้ จากแหล่งต่าง ๆ ไม่เท่ากนั มกี ารตคี วามสารทร่ี บั มาไปคนละทศิ คนละทางทาใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ และการสงั่ สมประสบการณ์ในเรอ่ื งความรทู้ ไ่ี มเ่ ท่ากนั นักจติ วิทยามกั สนใจศึกษาเก่ียวกบั ความรู้สกึ ภายในจติ ใจของมนุษย์ เช่น ทศั นคติ นาไปสู่ พฤตกิ รรมของมนุษยอ์ ยา่ งไร ซง่ึ เมอ่ื ศกึ ษาถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปรต่างๆ ภายใน จติ ใจของมนุษย์ แล้ว สง่ิ ทเ่ี ข้ามาเก่ยี วขอ้ งอย่างหลกี เล่ยี งไม่ได้คอื พฤติกรรมของมนุษยท์ ่ี แสดงออกต่อผอู้ ่นื ในบทท่ี 8 จะมงุ่ สนใจทจ่ี ะศกึ ษาพฤตกิ รรมมนุษยท์ ม่ี คี วามสอดคลอ้ งกบั ความ ปลอดภยั ในการทางาน ซง่ึ มนุษยเ์ ราจะมพี ฤตกิ รรมท่มี คี วามแตกต่างกนั ทม่ี ีพน้ื ฐานมาจากการ รบั รู้ การเรยี นรู้ ประสบการณ์ ความเช่อื ค่านิยม และทศั นคตทิ ่แี ต่ละได้รบั รมู้ าท่แี ตกต่างกนั ท่ี ไมเ่ ท่ากนั ดงั นนั้ องค์การจาเป็นต้องมกี ารศกึ ษาพฤตกิ รรมมนุษยเ์ พ่อื ใหด้ าเนินการหาแนวทาง ในการบรหิ ารจดั การใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในสถานทท่ี างานใหไ้ ดม้ ากทส่ี ุด ความหมายของพฤติกรรม ไดม้ นี กั วชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า พฤตกิ รรม ไวใ้ นทศั นะทแ่ี ตกต่างกนั ดงั น้ี Allen and Santrock (1993, p.8) ไดใ้ หค้ วามหมายของ พฤตกิ รรม (behavior) ไวว้ ่า ทุก ๆ สงิ่ ทบ่ี ุคคลทาซง่ึ สามารถ สงั เกตไดโ้ ดยตรง หรอื อย่ใู นกระบวนการทางจติ ใจ ซง่ึ ได้แก่ ความคดิ ความรสู้ กึ และแรงขบั ซง่ึ เป็นประสบการณ์ของแต่ละบุคคลท่ไี ม่สามารถจะสงั เกตได้ โดยตรง Lewin (1951, p.197) ไดใ้ หค้ วามหมายของ พฤตกิ รรม (behavior) ไวว้ ่า มนุษยน์ นั้ เกดิ จากความสมั พันธ์ระหว่างอิทธิพลภายในตัวบุคคลกับอิทธิพลภายนอกท่ีแต่ละบุคคลรบั รู้ บุคคลจะมพี ฤตกิ รรมอะไร อย่างไร และเม่อื ไร จงึ ไม่ไดถ้ ูกกาหนดโดยความต้องการของมนุษย์ หรอื โดยสงิ่ เร้าภายนอกอย่างใดอย่างหน่ึง แต่ถูกกาหนดโดยอิทธพิ ลมากมายหลากหลายทงั้ ภายในและภายนอกทส่ี มั พนั ธก์ นั ตามทเ่ี ป็นประสบการณ์ของบุคคล
489 Gochman (1988, p.197) ได้ให้ความหมายของ พฤติกรรม (behavior) ไว้ว่า พฤตกิ รรมทเ่ี ป็นสงิ่ บอกใหร้ วู้ ่ามนุษยพ์ ยายามกระทาหรอื หลกี เลย่ี งการกระทาซง่ึ บางครงั้ กอ็ าจ เป็นไปโดยไมร่ ตู้ วั กไ็ ด้ ฉนั ทนา จนั ทวงศ์ (2554, หน้า 13) ไดใ้ หค้ วามหมายของ พฤตกิ รรม (behavior) ไวว้ ่า กริ ยิ าอาการต่างๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั มนุษยห์ รอื ทม่ี นุษยไ์ ดแ้ สดง หรอื ปฏกิ ริ ยิ าทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั มนุษยเ์ ม่อื ไดเ้ ผชญิ กบั สง่ิ เรา้ พฤตกิ รรมต่าง ๆ ทก่ี ลา่ วมาแลว้ อาจจะจาแนกออกไดเ้ ป็น 2 ลกั ษณะ คอื 1. พฤตกิ รรมทไ่ี มส่ ามารถควบคุมไดเ้ รยี กวา่ เป็นปฏกิ ริ ยิ าสะทอ้ น เชน่ การสะดงุ้ เมอ่ื ถกู เขม็ แทง การกระพรบิ ตา เมอ่ื มสี ง่ิ มากระทบกบั สายตา ฯลฯ 2. พฤตกิ รรมท่สี ามารถควบคุมและจดั ระเบยี บได้ เน่ืองจากมนุษยม์ สี ตปิ ัญญา และ อารมณ์ (emotion) เม่อื มสี งิ่ เรา้ มากระทบ สตปิ ัญญาหรืออารมณ์ จะเป็นตวั ตดั สนิ ว่า ควรจะ ปล่อยกิรยิ าใดออกไป ถ้าสติปัญญาควบคุมการปล่อยกิรยิ า เราเรยี กว่าเป็นการกระทาตาม ความคดิ หรอื ทาด้วยสมอง แต่ถ้าอารมณ์ควบคุมเรยี กว่า เป็นการทาตามอารมณ์ หรอื ปล่อย ตามใจ นักจติ วทิ ยาส่วนใหญ่เช่อื ว่า อารมณ์อิทธพิ ลหรอื พลงั มากกว่าสตปิ ัญญา ทงั้ น้ีเพราะ มนุษย์ทุกคนยงั มคี วามโลภ ความโกรธ ความหลง ทาให้พฤติกรรมส่วนใหญ่เป็นไปตาม ความรสู้ กึ และอารมณ์เป็นพน้ื ฐาน สทิ ธโิ ชค วรานุสนั ตกิ ุล (2556, หน้า 14) ได้ใหค้ วามหมายของ พฤตกิ รรม (behavior) ไวว้ ่า การกระทาของอนิ ทรยี ์ (organism) หรอื สง่ิ มชี วี ติ การกระทาน้ีรวมถงึ การกระทาทเ่ี กดิ ขน้ึ ทงั้ ทก่ี ารกระทาทร่ี สู้ กึ ตวั และไมร่ สู้ กึ ตวั รวมทงั้ การกระทาทส่ี งั เกตไดห้ รอื ไม่ไดด้ ว้ ย ดงั นัน้ การ กระทาหรอื การแสดงออกของบุคคลต่อสิ่งหน่ึงสง่ิ ใดภายใต้สถานการณ์หน่ึง ทงั้ ท่สี งั เกตได้ โดยตรงและสงั เกตไมไ่ ดโ้ ดยตรง ซง่ึ สามารถใชเ้ ครอ่ื งมอื วดั การแสดงออกได้ ณรฐั วฒั นพานิช (2554, หน้า 23) ไดใ้ หค้ วามหมายของ พฤตกิ รรม (behavior) ไวว้ ่า เป็นสงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา่ งมเี ป้าหมายโดยทวั่ ไปแลว้ พฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ จะถูกจงู ใจดว้ ยความตอ้ งการ เพอ่ื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายบางอยา่ งซง่ึ กค็ อื กจิ กรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ จากความหมายขา้ งต้นสรุปได้ว่า พฤตกิ รรม หมายถงึ การกระทาหรอื แสดงออกของ มนุษย์จากภายในท่ีมสี ่ิงเร้ามากระทบ ทาให้เกิดความรู้ อารมณ์ หรอื ปฏกิ ิริยาออกมาทงั้ ท่ี รสู้ กึ ตวั และไมร่ สู้ กึ ตวั ภายใต้สถานการณ์ใด สถานการณ์หน่ึง ดงั นัน้ การแสดงออกของมนุษย์ จากการกระทาจงึ สงั เกตไดโ้ ดยตรงและโดยออ้ มนนั่ เอง
490 เป้าหมายและความสาคญั ของการศึกษาพฤติกรรม 1. เป้าหมายของการศึกษาพฤติกรรม ลาเฮย์ (Lahey, 2001, p.5) ไดก้ ล่าวไวว้ ่า เป้าหมายของศาสตรท์ างจติ วทิ ยาอนั เป็น ศาสตรท์ ศ่ี กึ ษา เกย่ี วกบั พฤตกิ รรมวา่ มเี ป้าหมายเป็น 4 ประการ คอื 1.1 เพอ่ื การอธบิ ายพฤตกิ รรม 1.2 เพ่อื การเขา้ ใจพฤตกิ รรม 1.3 เพอ่ื การพยากรณ์พฤตกิ รรม และ 1.4 เพ่อื การควบคมุ พฤตกิ รรม จากเป้าหมายขา้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ ่า การเรยี นรเู้ ก่ยี วกบั พฤตกิ รรมจะเป็นประโยชน์อยา่ ง ยง่ิ ทงั้ แก่ตนเองและสงั คม เพราะช่วยใหร้ ู้และบอกได้ถงึ สาเหตุทม่ี าของพฤตกิ รรม แล้วนา ความรเู้ หล่านนั้ มาวเิ คราะหใ์ หเ้ กดิ ความเขา้ ใจตนเอง เขา้ ใจผอู้ ่นื ช่วยทานายแนวโน้มพฤตกิ รรม และไดแ้ นวทางเสรมิ สรา้ งพฒั นาพฤตกิ รรมเพ่อื ดารงชวี ติ ไดอ้ ย่างมี ประสทิ ธภิ าพ ฝ่าวกิ ฤตชิ วี ติ ได้ และอยรู่ วมกบั ผอู้ ่นื โดยสนั ตสิ ุข 2. ความสาคญั ของการศึกษาพฤติกรรม จากเป้าหมายของการศกึ ษาพฤติกรรมอันประกอบด้วยเป้าหมายเพ่อื การอธบิ าย พฤตกิ รรม เป้าหมายเพ่อื การพยากรณ์พฤตกิ รรม เป้าหมายเพ่อื การเขา้ ใจพฤตกิ รรม และ เป้าหมายเพ่อื การควบคุม พฤตกิ รรมนนั้ หากการศกึ ษาพฤตกิ รรมบรรลุเป้าหมายดงั กล่าวก็จะ ส่งผลดตี ่อผศู้ กึ ษาและมคี วามสาคญั ต่อ บุคคลและสงั คม ซง่ึ อาจกล่าวเป็นขอ้ ๆ ถงึ ความสาคญั ของความรเู้ กย่ี วกบั พฤตกิ รรม ไดด้ งั น้ี 2.1 ความรู้เก่ยี วกบั พฤติกรรมช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเขา้ ใจตนเอง คอื จาก การศกึ ษา ธรรมชาตพิ ฤติกรรมของมนุษยใ์ นแง่มุมต่าง ๆ จะช่วยใหผ้ ูศ้ กึ ษาเกดิ ความเขา้ ใจ ตนเองไปดว้ ย จากความเขา้ ใจตนเองกน็ าไปส่กู ารยอมรบั ตนเอง และไดแ้ นวทางปรบั ตน พฒั นา ตน เลอื กเสน้ ทางชวี ติ ท่ี เหมาะสมแก่ตน 2.2 ความรเู้ ก่ยี วกบั พฤตกิ รรมช่วยให้ผศู้ กึ ษาเกดิ ความเขา้ ใจผูอ้ ่นื คอื ความรดู้ า้ น พฤตกิ รรมอนั เป็นขอ้ สรุปจากคนส่วนใหญ่ช่วยเป็นแนวทางเขา้ ใจบุคคลใกลต้ วั และผูแ้ วดลอ้ ม ช่วยให้ ยอมรบั ขอ้ ดขี อ้ จากดั ของกนั และกนั ช่วยใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจ ยอมรบั มสี มั พนั ธภาพท่ดี ี และชว่ ยการจดั วางตวั บคุ คลไดเ้ หมาะสมขน้ึ 2.3 ความรเู้ ก่ยี วกบั พฤตกิ รรมช่วยบรรเทาปัญหาสงั คม คอื เรอ่ื งปัญหาสงั คมอนั มี ปัจจยั หลายประการนนั้ ปัจจยั ของปัญหาสงั คมทส่ี าคญั มากส่วนหน่ึงมาจากปัญหาพฤตกิ รรม ของบุคคลในสงั คม อาจจะเป็นปัญหาสุขภาพจติ ปัญหาเบ่ยี งเบนทางเพศ ปัญหาพฤตกิ รรม กา้ วรา้ ว ลกั ขโมย ความเช่อื ทผ่ี ดิ การลอกเลยี นแบบทไ่ี ม่เหมาะสม เป็นตน้ ซง่ึ ความรเู้ ก่ยี วกบั
491 พฤตกิ รรมจะช่วยใหไ้ ดแ้ นวทางในการปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรม การจดั สภาพแวดลอ้ มทส่ี ่งเสรมิ การปรบั ตวั ของบุคคลต่อไป 2.4 ความรู้เก่ยี วกบั พฤตกิ รรมช่วยเสรมิ สรา้ งพฒั นาคุณภาพชวี ติ คอื จากความ เขา้ ใจใน อิทธพิ ลของพนั ธุกรรมและสงิ่ แวดล้อมต่อพฤตกิ รรม ช่วยให้ผู้ศกึ ษารูจ้ กั เลอื กรบั ปรบั เปลย่ี นสงิ่ แวดลอ้ มอย่างเหมาะสมเพ่อื พฒั นาตนทงั้ ทางกาย อารมณ์ สงั คม สตปิ ัญญา ช่วย ให้เขา้ ใจธรรมชาติภายในตน เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล ซ่งึ เป็นแนวทางไปสู่การ เสรมิ สรา้ งตนและบุคคลอ่นื ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม วิธีการศึกษาพฤติกรรม วธิ กี ารศกึ ษาพฤตกิ รรม คอื วธิ กี ารท่ถี ูกนามาใชใ้ นการแสวงหาความรตู้ ่าง ๆ เก่ยี วกบั พฤตกิ รรม ซง่ึ วชิ าใด ๆ ท่มี คี วามเป็นศาสตร์ จะนาวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรม์ าใชใ้ นการศกึ ษา แสวงหาความรู้เพ่อื ให้มคี วามเท็จจรงิ ท่ตี ้องการทราบ ซ่งึ วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์น้ี สาหรบั วธิ กี ารศึกษาพฤติกรรม กระทาได้หลายวธิ ี ตามลกั ษณะของพฤตกิ รรมท่ศี ึกษา (ลกั ขณา สรวิ ฒั น์, 2544, หน้า 13) ดงั น้ี 1. การทดลอง (Experimental Method) เป็นการศกึ ษาพฤตกิ รรมในทางจติ วทิ ยาทเ่ี ป็น วทิ ยาศาสตรส์ งู มาก โดยมงุ่ ศกึ ษาความสมั พนั ธเ์ ชงิ เหตุและผลระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ และเหตุการณ์ทเ่ี ป็นเหตุ เรยี กว่า ตวั แปรอสิ ระ (Independent Variable) ส่วนเหตุการณ์ทเ่ี ป็น ผล เรยี กว่า ตวั แปรตาม (Dependent Variable) การปฏบิ ตั ติ ่อตวั แปรอสิ ระ เรยี กว่า การจดั กระทา (Treatment) ใน การทดลองแต่ละครงั้ ผทู้ ดลองตอ้ งตงั้ สมมตุ ฐิ านก่อนแลว้ ทาการทดลอง 2. การสารวจ (Survey Method) เป็นการศกึ ษาในเชงิ วทิ ยาศาสตรเ์ ช่นกนั แมว้ ่าจะไม่ เขม้ ขน้ นกั กย็ งั มวี ธิ กี ารศกึ ษาตวั แปรเหมอื นการทดลอง แต่ความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรจะเป็น เหตุเป็นผลแก่กนั ไม่ได้ และผศู้ กึ ษาไม่มกี ารจดั กระทาต่อตวั แปร กระทาเพยี งแค่ศกึ ษาตวั แปร อย่างมรี ะบบในสถานการณ์ท่ีพบการสารวจจาเป็นต้องอาศยั เคร่อื งมอื ท่มี ที งั้ ความเช่อื ถอื ได้ (Reliability) ความเท่ยี งตรง (Validity) รวมทงั้ กลุ่มตวั อย่างทไ่ี ดม้ าจากการสุ่มตวั อย่างด้วย วธิ กี ารทเ่ี หมาะสม 3. วธิ กี ารตรวจสอบจติ ตนเอง (Introspection Method) วธิ กี ารตรวจสอบจติ ตนเอง หรอื วิธีการพินิจภายใ นน้ี หมา ยถึง วิธีการท่ีบุค คล สังเก ตตนเอง หรือ สาร ว จตนเอ ง โดยการใหบ้ ุคคลพจิ ารณา ความรสู้ กึ ของตนเอง สารวจตรวจสอบตนเอง แลว้ รายงานถงึ สาเหตุ และความรสู้ กึ ของตนเองออกมา 4. วธิ ที างคลนิ ิก (Clinical Method) เป็นการศกึ ษาพฤตกิ รรมแบบลกึ (In-Depth Study) รายใดรายหน่ึงโดยใช้เคร่อื งมอื หลาย ๆ อย่างเพ่ือให้ได้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน และใช้ระยะ เวลานานเพ่อื ใหท้ ราบสาเหตุของพฤตกิ รรมของบุคคลนนั้ ๆ ตลอดจนไดข้ อ้ ความรใู้ หม่ ๆ ทจ่ี ะ นาไปใชก้ บั กรณอี ่นื ๆ ได้
492 5. การสงั เกตอย่างมรี ะบบ (Systematic Observation) พฤตกิ รรมเป็นจานวนไมน่ ้อย จาเป็นต้องศึกษาในสถานการณ์ปกติท่สี ถานการณ์นัน้ เกิดข้นึ โดยการเฝ้าสงั เกตและบนั ทกึ พฤตกิ รรมของ กลุ่มตวั อย่างซง่ึ เรยี กว่า การสงั เกตอย่างมรี ะบบวธิ กี ารน้ีตอ้ งนิยามพฤตกิ รรมท่ี จะสงั เกตใหช้ ดั เจนและวดั ได้ เรยี กว่า นิยามปฏบิ ตั กิ าร (Operational Definition) 6. การใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) การใช้แบบสอบถามเหมาะสาหรบั ใน การศกึ ษา พฤตกิ รรมของบุคคลท่มี จี านวนมาก ๆ และต้องการคาตอบอย่างรวดเรว็ ทาให้ ประหยดั เวลาคา่ ใชจ้ า่ ยอ่นื ๆ การสมั ภาษณ์ การสงั เกต เป็นตน้ 7. การทดสอบทางจติ วทิ ยา (Psychological Testing) แบบทดสอบทางจติ วทิ ยาเป็น เครอ่ื งมอื ท่ี ใชว้ ดั ลกั ษณะพฤตกิ รรมทแ่ี อบแฝงอย่ภู ายในตวั บุคคลซง่ึ เป็นสงิ่ ทบ่ี ุคคลพยามยาม ปกปิดซอ่ นเรน้ ไว้ จะโดยรตู้ วั หรอื ไมร่ ตู้ วั กต็ าม องคป์ ระกอบของพฤติกรรม ครอนบาค (Cronbach,1963, p. 68-70) ไดอ้ ธบิ ายว่าพฤตกิ รรมของบุคคลจะเกดิ ขน้ึ จาก องคป์ ระกอบ 7 ประการ ดงั น้ี 1. เป้าหมายหรอื ความมงุ่ หมาย (goal) เป็นความต้องการหรอื วตั ถุประสงคท์ ท่ี าใหเ้ กดิ กจิ กรรม คนเรามพี ฤติกรรมเกดิ ขน้ึ ก็เพราะต้องการตอบสนองความต้องการของตนเอง หรอื ต้องการทาตามวตั ถุประสงค์ท่ี ตนได้ตงั้ ไว้ คนเรามกั มคี วามต้องการหลาย ๆ อย่างในเวลา เดยี วกนั และมกั จะเลอื กสนองต่อความตอ้ งการ ทร่ี บี ดว่ นก่อนความตอ้ งการอ่นื ๆ 2. ความพรอ้ ม (readiness) ระดบั วุฒภิ าวะ หรอื ความสามารถทจ่ี าเป็นในการประกอบ พฤตกิ รรมเพ่อื สนองต่อความตอ้ งการ คนเราจะมคี วามพรอ้ มในแต่ละดา้ นทไ่ี ม่เหมอื นกนั ดงั นนั้ พฤตกิ รรมของทุกคนจงึ ไม่จาเป็นต้องเหมอื นกนั และไม่สามารถจะประกอบพฤติกรรมได้ทุก รปู แบบ 3. สถานการณ์ (situation) คนเรามกั จะประกอบพฤตกิ รรมท่ตี นเองต้องการ เม่อื มี โอกาสหรอื สถานการณ์นนั้ ๆ เหมาะสมสาหรบั การประกอบพฤตกิ รรม 4. การแปลความหมาย (interpretation) แมจ้ ะมโี อกาสในการประกอบพฤตกิ รรมแลว้ คนเราก็ มกั จะประเมนิ สถานการณ์ หรอื คดิ พจิ ารณาก่อนทจ่ี ะทาพฤตกิ รรมนนั้ ๆ ลงไป เพ่อื ให้ พฤตกิ รรมนัน้ มคี วามเส่ยี งน้อยท่สี ุด และสามารถท่จี ะตอบสนองความต้องการของเขาไดม้ าก ทส่ี ดุ 5. การตอบสนอง (respond) หลงั จากไดแ้ ปลความหมาย หรอื ไดป้ ระเมนิ สถานการณ์ แลว้ พฤตกิ รรมกจ็ ะถูกกระทา ตามวธิ กี ารทไ่ี ดเ้ ลอื กในขนั้ ตองของการแปลความหมาย 6. ผลท่ไี ดร้ บั (consequence) เมอ่ื ประกอบพฤตกิ รรมไปแลว้ ผลท่ไี ด้จากการกระทา นนั้ ๆอาจจะ ตรงกบั ความตอ้ งการ หรอื อาจะไมต่ รงกบั ความตอ้ งการทต่ี นเองไดค้ าดหวงั ไว้
493 7. ปฏกิ ริ ยิ าต่อความผดิ หวงั (reaction to threat) เม่อื คนเราไมส่ ามารถตอบสนองความ ต้องการ ของตนเองไดก้ ็จะประสบกบั ความผดิ หวงั ซ่งึ เม่อื เกดิ ความผดิ หวงั แลว้ คน ๆ นัน้ ก็ อาจจะกลบั ไปแปล ความหมายใหม่ เพ่อื ทจ่ี ะหาวธิ ที จ่ี ะสนองความตอ้ งการของตนเองใหม่ จาก แนวคดิ ดงั กล่าวสรุปได้ว่า พฤติกรรมมนุษยน์ ัน้ จะขน้ึ อยู่กบั องค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน ไดแ้ ก่ เป้าหมาย ความพรอ้ ม สถานการณ์ การแปลความหมาย การตอบสนอง ผลลพั ธท์ ต่ี ามมา และ ปฏกิ ริ ยิ าต่อความผดิ หวงั สง่ิ ต่าง ๆ เหล่าน้ีล้วนเป็นตวั กาหนดพฤตกิ รรมต่าง ๆ เกดิ ขน้ึ ทงั้ สน้ิ นบั วา่ เป็น เงอ่ื นไขทจ่ี ะก่อใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมของมนุษยน์ นั่ เอง ประเภทของพฤติกรรม สุภทั ทา ปิณฑะแพทย์ (2542, หน้า 2-5) ได้แบ่งประเภทของพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ ใน ลกั ษณะต่าง ๆ ได้ ดงั น้ี 1. พจิ ารณาจากพฤตกิ รรมทป่ี รากฏด้วยการสงั เกตหรอื เปิดเผย พฤตกิ รรมภายนอก (Overt Behavior) คอื พฤตกิ รรมทป่ี รากฏเหน็ ได้อย่างชดั เจน เป็นพฤตกิ รรมท่บี ุคคลแสดง ออกมาทาใหผ้ อู้ ่นื สามารถมองเหน็ ได้ สงั เกตได้ เชน่ การเดนิ การหวั เราะ การพดู ฯลฯ 2. พฤตกิ รรมปกปิดหรอื พฤตกิ รรมภายใน (Covert Behavior) คอื พฤตกิ รรมท่ไี ม่ ปรากฏให้สามารถสงั เกตเห็นไดอ้ ย่างชดั เจน เป็นพฤติกรรมท่บี ุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อ่นื ไม่ สามารถมองเหน็ ได้ สงั เกตไดโ้ ดยตรงจนกว่าบุคคลนัน้ จะเป็นผู้บอกหรอื แสดงบางอยา่ งเพ่อื ให้ คนอ่นื รบั รไู้ ด้ เช่น ความคดิ อารมณ์ การรบั รู้ เป็นตน้ 3. พจิ ารณาจากแหล่งทเ่ี กดิ พฤตกิ รรม พฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ ภายในรา่ งกายเม่อื บุคคลมี วุฒภิ าวะ เป็นพฤติกรรมความพรอ้ มท่ีเกดิ ข้นึ โดยมธี รรมชาตเิ ป็นตวั กาหนดให้เป็นไปตาม เผ่าพนั ธุ์ และวงจรชวี ติ และพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยมสี ง่ิ แวดลอ้ มเป็นตวั กระตุน้ เป็นพฤตกิ รรม ทเ่ี กดิ ขน้ึ เน่อื งจากประสบการณ์ซง่ึ ก่อใหเ้ กดิ การเรยี นรขู้ น้ึ 4. พจิ ารณาจากภาวะทางจติ ของบุคคล พฤติกรรมท่กี ระทาโดยรู้ตวั (Conscious) เป็นพฤตกิ รรม ท่อี ยู่ในระดบั จติ สานึก และพฤตกิ รรมท่กี ระทาโดยไม่รู้ตวั (Unconscious) เป็นพฤตกิ รรมทอ่ี ยใู่ นระดบั จติ ไรส้ านึก หรอื จติ ใต้สานึก หรอื เรยี กอกี อย่างว่า พฤตกิ รรมทข่ี าด สตสิ มั ปชญั ญะ 5. พจิ ารณาจากแหล่งพฤตกิ รรมการแสดงออกของอินทรยี ์ พฤตกิ รรมทางกายภาพ (Physiological Activities) เป็นพฤตกิ รรมท่แี สดงออกโดยใช้อวยั วะของร่างกายอย่างเป็น รปู ธรรม เช่น การ เคล่อื นไหวร่างกายดว้ ยแขนหรอื ขา การปรบั เปลย่ี นอริ ยิ าบถของร่างกาย การพยกั หน้า การโคลงตวั เป็นต้น และพฤตกิ รรมทางจติ ใจ (Psychological Activities) เป็น พฤตกิ รรมทอ่ี ยใู่ นระดบั ความคดิ ความเขา้ ใจ หรอื เกดิ อารมณ์ เป็นตน้ 6. พจิ ารณาจากการทางานของระบบประสาท พฤตกิ รรมท่คี วบคุมได้ (Voluntary) เป็นพฤติกรรมท่ีอยู่ในความควบคุม และการสงั่ การด้วยสมอง จงึ สามารถแสดงพฤติกรรมได้
494 ตามทต่ี ้องการ และพฤตกิ รรม ท่คี วบคุมไม่ได้ (Involuntary) เป็นพฤตกิ รรมการทางานของ ระบบรา่ งกายทเ่ี ป็นไปโดยอตั โนมตั ิ เช่น กริ ยิ า สะทอ้ น สญั ชาตญาณ และการทางานของระบบ อวยั วะภายใน เป็นต้น จากแนวคดิ ขา้ งต้นช้ใี ห้เหน็ ว่า พฤตกิ รรมของมนุษยแ์ บ่งออกได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื พฤตกิ รรมทเ่ี กดิ จากภาวะทางกาย และพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ จากสภาวะทาง จติ ใจ ซง่ึ มที งั้ ประเภททร่ี ตู้ วั และไม่รตู้ วั แบ่งออกเป็นทค่ี วบคุมได้ และแบบทไ่ี มส่ ามารถควบคุม สภาวะของตวั เองได้ นกั จติ วทิ ยาแบง่ พฤตกิ รรมมนุษยอ์ อกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื 1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิด ซง่ึ เกดิ ขน้ึ โดยไม่มกี ารเรยี นรู้มาก่อน ได้แก่ ปฏกิ ริ ยิ า สะทอ้ นกลบั (Reflect Action) เช่น การกระพรบิ ตา และสญั ชาตญาณ (Instinct) เช่น ความกลวั การเอาตวั รอด เป็นตน้ 2. พฤติกรรมท่ีเกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรมท่เี กดิ จากการทบ่ี ุคคล ตดิ ต่อสงั สรรคแ์ ละมคี วามสมั พนั ธก์ บั บคุ คลอ่นื ในสงั คม ดงั นนั้ การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมของมนุษยใ์ หเ้ หมาะสมกบั สง่ิ แวดลอ้ มแบ่งออกไดเ้ ป็น 4 ลกั ษณะคอื 1. การปรบั เปลย่ี นทางดา้ นของสรรี ะร่างกาย เช่น การปรบั ปรุงบุคลกิ ภาพ การแต่ง กาย การพดู 2. การปรบั เปลย่ี นทางดา้ นอารมณ์และความรสู้ กึ นึกคดิ ใหม้ คี วามสมั พนั ธภาพทด่ี ี กบั บคุ คลอ่นื ปรบั อารมณ์ความรสู้ กึ ใหส้ อดคลอ้ งกบั บคุ คลอ่นื รจู้ กั การยอมรบั ผดิ 3. การปรบั เปล่ยี นทางด้านสตปิ ัญญา เช่น การศึกษาคน้ คว้าเพ่อื ให้มคี วามรูท้ ่ี ทนั สมยั ทนั เหตุการณ์ การมคี วามคดิ เหน็ คลอ้ ยตามความคดิ เหน็ ของคนส่วนใหญ่ 4. การปรบั เปลย่ี นอุดมคติ หมายถงึ การสามารถปรบั เปล่ยี นหลกั การ แนวทาง บางส่วนบางตอนเพ่อื ใหเ้ ขา้ กบั สงั คมส่วนใหญ่ได้ โดยพจิ ารณาจากความจาเป็น และเหตุการณ์ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพอ่ื ใหบ้ รรลุเป้าหมาย เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพ่อื สวสั ดภิ าพของตนเองและของกลุ่ม พฤติกรรมท่ีเกิดขึน้ จากแรงผลกั ดนั ภายในด้านมนุษย์ แรงผลกั ดนั ท่ที าใหม้ นุษยแ์ สดงพฤตกิ รรมต่างๆ ออกมาก็คอื ความต้องการ ซ่งึ ความ ต้องการน้ีจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คอื ความต้องการทางรา่ งกาย และความตอ้ งการ ทางจติ ใจ 1.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นแรงผลกั ดนั ท่อี ย่ใู นระดบั พ้นื ฐานท่สี ุด แต่มี พลงั อานาจสูงสุด เพราะเป็นแรงผลกั ดนั ท่จี ะทาใหช้ วี ติ อย่รู อด มนุษยจ์ ะต่อสูด้ ้นิ รนทุกวถิ ที าง เพ่อื ใหไ้ ดม้ าซง่ึ สงิ่ ทจ่ี ะมาบาบดั ความตอ้ งการทางรา่ งกาย ทาใหม้ นุษยแ์ สดงพฤตกิ รรมต่างๆ ซง่ึ อาจจะเป็นทงั้ ทางทด่ี ที ถ่ี ูกตอ้ งหรอื ทางทไ่ี มถ่ ูกตอ้ งกไ็ ดค้ วามตอ้ งการทางรา่ งกายทจ่ี ะทาใหช้ วี ติ อย่รู อด ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการอาหาร น้า อากาศ อุณหภูมทิ พ่ี อเหมาะ การพกั ผ่อน การขบั ถ่าย
495 การสบื พนั ธุ์ ความปลอดภยั จากโรคภยั ไขเ้ จบ็ ต่างๆ การตอบสนองความต้องการทางร่างกาย อนั ทาใหม้ นุษยแ์ สดงพฤตกิ รรมออกมานนั้ สามารถกระทาได้ 2 ระดบั คอื 1.1.1 กิริยาสะท้อน เป็ นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ท่ีเป็ นไปได้โดย ธรรมชาติ เช่น เม่อื ร่างกายมอี ุณหภูมิสูงกว่าปกติ ร่างกายก็จะขบั เหง่อื ออกมาเป็นการลด อุณหภมู ใิ หอ้ ยใู่ นระดบั พอเหมาะ 1.1.2 พฤตกิ รรมเจตนา เป็นการแสดงพฤตกิ รรมของมนุษยต์ ่อสง่ิ เรา้ โดยความ ตงั้ ใจหรอื ความพอใจของตนเอง เช่น เมอ่ื รสู้ กึ ตวั วา่ รอ้ นกจ็ ะไปอาบน้า หรอื เปิดพดั ลม เป็นต้น 1.2 ความต้องการทางจิตใจ เป็นแรงผลกั ดนั ทอ่ี ยใู่ นระดบั สงู ขน้ึ กว่าความต้องการทาง ร่างกาย แต่มพี ลงั อานาจน้อยกว่า เพราะความต้องการทางจติ ใจน้ี ไม่ใช่ความต้องการทเ่ี ป็น ความตายของชวี ติ จะเป็นความตอ้ งการทม่ี าช่วยสรา้ งเสรมิ ใหช้ วี ติ มคี วามสุขความสบายยงิ่ ขน้ึ เท่านนั้ มนี กั จติ วทิ ยาหลายคนไดอ้ ธบิ ายถงึ แรงผลกั ดนั ภายในรา่ งกาย อนั มผี ลทาใหม้ นุษยแ์ สดง พฤตกิ รรมต่าง ๆ ดงั น้ี ซิกมนั ด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจติ วทิ ยาชาวออสเตรยี ได้วเิ คราะห์ จติ มนุษยอ์ อกเป็นองคป์ ระกอบ 3 สว่ นคอื 1.1 อดิ (Id) เป็นส่วนทต่ี ดิ ตวั มาโดยกาเนิด เป็นความต้องการขนั้ พน้ื ฐานของ มนุษย์ ซง่ึ รวมถงึ ความอยาก สญั ชาตญาณ และแรงขบั เพ่อื ใหไ้ ดม้ าเพ่อื ความตอ้ งการของตน โดยไมค่ านงึ ถงึ ความถกู ตอ้ งชวั่ ดี 1.2 อีโก้ (Ego) เป็นพลงั ส่วนท่ผี ่านกระบวนการเรยี นรู้มาแล้ว เป็นส่วนท่ี ควบคุม การแสดงพฤตกิ รรมของคน ๆ นนั้ ให้ดาเนินไปอย่างเหมาะสม ภายใต้อทิ ธพิ ลของอดิ และซุปเปอร์ อโี ก้ พยายาม แก้ไขความขดั แยง้ ต่าง ๆ ของอดิ และซุปเปอรอ์ โี ก้ ไมใ่ หม้ คี วาม ขดั แยง้ กนั มากเกนิ ไปจนก่อใหเ้ กดิ โรคจติ หรอื โรคประสาท 1.3 ซุปเปอรอ์ โี ก้ (Super Ego) เป็นพลงั ทพ่ี ฒั นาขน้ึ จากการเรยี นรใู้ นสงั คมท่ี เก่ยี วกบั หลกั ศีลธรรม คุณธรรม จรยิ ธรรม อุดมคติในการดาเนินชวี ติ ข้อบงั คบั ทางสงั คม ซปุ เปอรอ์ โี กอ้ าจไดม้ าจาก การอบรมเลย้ี งดขู องพอ่ แม่ ครอู าจารย์ แรงผลกั ดนั ของอดิ จะทาให้เกดิ ความตงึ เครยี ด อีโก้จะต้องพยายามตอบสนองความ ตอ้ งการของอดิ เพ่อื ลดความตงึ เครยี ด แต่ความต้องการของอดิ บางอย่าง อโี ก้ก็ไม่อาจทาตาม เพราะไปขดั กบั มโนธรรมในซุปเปอร์อโี ก้ จงึ ทาให้เกิดความตงึ เครยี ด และความวติ กกงั วลใจ เกดิ ขน้ึ ความวติ กกงั วลน้ีจงึ เป็นแรงผลกั ดนั พฤตกิ รรมอกี แรงหน่ึง เพ่อื ปกป้องตนเองใหร้ อดนนั้ ความวติ กกงั วล อโี กจ้ งึ ตอ้ งพฒั นาพฤตกิ รรมป้องกนั ทเ่ี รยี กว่า ‚กลไกป้องกนั ‛ ซง่ึ เป็นไปโดยไม่ รสู้ กึ ตวั ตวั อยา่ งพฤตกิ รรมป้องกนั ไดแ้ ก่
496 1) การเก็บกด (repression) คอื การท่อี ีโก้จะพยายามเก็บความรูส้ กึ ท่เี ป็นความ ปรารถนาทส่ี งั คมไมย่ อมรบั ต่างๆ เชน่ ความอจิ ฉาพอ่ แม่ พน่ี ้องของตนเอง ซง่ึ ถา้ แสดงออกมาก็ จะถกู สงั่ ตาหนิ 2) การถอดแบบ (identification) เป็นการยอมรบั ในสง่ิ ทอ่ี ดิ เกดิ ความอจิ ฉาและนาเอา พฤตกิ รรมของสงิ่ นนั้ มาเป็นแบบแผนในการแสดงพฤตกิ รรมของตนเอง ซง่ึ ทาใหค้ วามวติ กกงั วล หมดไปได้ 3) การยดึ แน่น (fixation) เป็นการยดึ แน่นในพฤตกิ รรมทต่ี นตอ้ งการ แต่ไม่ไดร้ บั การ ตอบสนองตงั้ แต่ตอนวยั เดก็ จนเตบิ โตเป็นผใู้ หญ่ กจ็ ะแสดงพฤตกิ รรมต่าง ๆ เพ่อื ใหไ้ ดม้ าซง่ึ สงิ่ ตอบสนองความตอ้ งการ 4) การแสดงพฤตกิ รรมตรงขา้ ม (reaction formation) คอื การแสดงทต่ี รงขา้ มกบั ความ ต้องการของอดิ ท่ไี ม่เป็นทย่ี อมรบั ของสงั คม เช่น ผูห้ ญงิ อจิ ฉาแม่ แต่แสดงพฤตกิ รรมเป็นห่วง หรอื เอาอกเอาใจตลอดเวลา 5) การตาหนิผู้อ่นื (projection) เป็นการคดิ ว่าผูอ้ ่นื มลี กั ษณะไม่ดี เพ่อื กลบเกล่อื น ลกั ษณะทม่ี ใี นตนเอง เพ่อื ตนเองจะไดเ้ กดิ ความสบายใจ 6) การถดถอย (regression) เป็นการแสดงพฤตกิ รรมทถ่ี ดถอยไปส่วู ยั เดก็ 7) พฤตกิ รรมเบย่ี งเบน (sublination) เป็นการแสดงพฤตกิ รรมอย่างอ่นื เพ่อื ทดแทน พฤตกิ รรมทต่ี นตอ้ งการ แต่ไมส่ ามารถแสดงออกได้ เชน่ ความต้องการทางเพศ ความกา้ วรา้ วก็ แสดงออกในรปู การเขยี นกลอน การรอ้ งเพลง การทางานหนกั เป็นตน้ 8) การทดแทน (displacement) คอื การแสดงความปรารถนากบั อกี บุคคลหน่ึงหรอื สง่ิ หน่งึ เพ่อื เป็นการทดแทน เชน่ ถูกนายจา้ งดุด่า กไ็ ประบายกบั ลกู เมยี ทบ่ี า้ น ขาดแมก่ อ็ าจจะหลง รกั ใครเหมอื นกบั รกั แมข่ องตน มาสโลว์ (Maslow’s Hierachy of Needs) มนุษยเ์ ราทุกคนต่างพยายามดน้ิ รนเพ่ือ ต่อสู้สู่จุดมุ่งหมายของตนเองแต่เน่ืองจากการทม่ี นุษยม์ คี วามแตกต่างกนั ฉะนัน้ การทจ่ี ะไดร้ บั การตอบสนองถงึ ขนั้ ไหนย่อมขน้ึ อย่กู บั ศกั ยภาพของแต่ละบุคคล ซง่ึ มนุษยเ์ องเมอ่ื ทางานกย็ อ่ ม ตอ้ งการความปลอดภยั ในการทางาน ในขณะเดยี วกนั ความต้องการทจ่ี ะได้สงิ่ ท่ตี อบแทนตาม ตนเองต้องการมีความเส่ยี งภยั อนั ตราย อนั อาจเกิดจากปัจจยั หลายอย่าง แต่มนุษย์ก็ย่อม ต้องการความอย่รู อดในแต่ละสถานการณ์ และความต้องการของมนุษยม์ ลี าดบั ขนั้ ตามลาดบั ดงั น้ี ขนั้ ที่ 1 ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นระดบั ความตอ้ งการ ปัจจยั พ้นื ฐานของมนุษย์ ได้แก่ ปัจจยั 4 อาหาร เคร่อื งนุ่งห่มเสอ้ื ผา้ ยารกั ษาโรค และท่อี ยู่ อาศยั
497 ขนั้ ท่ี 2 ความต้องการความมนั่ คงและความปลอดภยั (Security and Safety Needs) เช่น ปราศจากการประสบอุบตั เิ หตุ การบาดเจบ็ การเจบ็ ป่วย เศรษฐกจิ ตกต่า การถูก ขม่ ขนื บุคคลอ่นื และการถกู โจรกรรมทรพั ยส์ นิ เป็นตน้ ขนั้ ที่ 3 ความต้องการทางสงั คม (Social Needs) ไดแ้ ก่ ความต้องการการยอมรบั การเขา้ เป็นสมาชกิ การใหค้ วามรกั การใหอ้ ภยั และความเป็นมติ ร เป็นตน้ ขนั้ ที่ 4 ความต้องการการยอมรบั นับถือและเหน็ ว่าตนเองมีคุณค่าต่อสงั คม (Esteem or Ego Needs) มาสโลว์ ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ 2 ประการ คอื (1) ความต้องการการ ยกยอ่ งนบั ถอื และ (2) ความตอ้ งการทเ่ี กย่ี วกบั การมชี ่อื เสยี ง ขนั้ ท่ี 5 ความต้องการความสาเรจ็ (Actualization Needs) เป็นความตอ้ งการระดบั สูงสุดของมนุษย์ เป็นความพยายามของมนุษย์ท่จี ะให้บุคคลอ่นื ยอมรบั นับถอื ตนเองรวมกับ ความตอ้ งการและความสาเรจ็ ของตนเอง ซง่ึ มาสโลวเ์ รยี กว่า ความต้องการความเจรญิ ก้าวหน้า (Growth Needs) มาสโลวไ์ ดก้ ล่าวเน้นว่า ความต้องการต่าง ๆ เหล่าน้ีต้องเกดิ เป็นลาดบั ขนั้ และจะไม่มี การ ขา้ มขนั้ ถา้ ขนั้ ท่ี 1 ไมไ่ ดร้ บั การตอบสนอง ความต้องการในลาดบั ขนั้ ท่ี 2-5 กไ็ มอ่ าจเกดิ ขน้ึ ได้ การตอบสนองทไ่ี ดร้ บั ในแต่ละขนั้ ไม่จาเป็นตอ้ งไดร้ บั ทงั้ 100% แต่ตอ้ งไดร้ บั บา้ งเพ่อื จะได้ เป็นบนั ไดนาไปส่กู ารพฒั นาความตอ้ งการในระดบั ทส่ี งู ขน้ึ ในลาดบั ขนั้ ต่อไป ทฤษฎขี องมาสโลว์ สามารถนามาใชป้ ระโยชน์เพ่อื การสรา้ งประสทิ ธภิ าพในการจงู ใจได้ โดยทาใหเ้ ราได้แง่คดิ ท่วี ่า ก่อนทเ่ี ราจะสามารถจงู ใจบุคคลใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมอย่างหน่ึงอยา่ งใด นัน้ เราได้คานึงถึงลาดบั ขนั้ ของความต้องการของบุคคลเสียก่อนหรือไม่ เช่น ถ้านายจ้าง ตอ้ งการทจ่ี ะจงู ใจใหล้ กู จา้ งสามารถปฏบิ ตั งิ านใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ควบค่ไู ปกบั ผลผลติ ทส่ี ูงขน้ึ โดยใหล้ กู จา้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บขอ้ บงั คบั ในการทางาน โดยใหค้ ่าจา้ ง หรอื ค่าตอบแทนเม่อื ลูกจา้ งปฏบิ ตั งิ านถูกต้องตามกฎระเบยี บในการทางาน ผลมาก็คอื อุบตั เิ หตุลดลงก็ย่อมทาให้ นายจา้ งมตี น้ ทุนการผลติ ต่า และยงั ช่วยใหล้ ูกจา้ งมคี วามปลอดภยั ในการทางานสงู ซง่ึ เป็นแรง จูงใจผลกั ดนั ให้ลูกจ้างต้องปฏบิ ตั ิตามกฎระเบยี บข้อบงั คบั การทางานอย่างเคร่งครดั ต่ อไป ดงั นัน้ การจูงใจจงึ ต้องคานึงถงึ ความพรอ้ มของบุคคลด้วย ประสทิ ธภิ าพของการจงู ใจจงึ ขน้ึ อยู่ กบั ขอ้ สาคญั ทว่ี ่า เราไดท้ าการจงู ใจไดถ้ ูกชว่ งจงั หวะ หรอื เหมาะสมกบั เงอ่ื นไขหรอื ไม่
498 ต้องการเข้าใจตนเอง อย่างแท้จริงทาตามสิ่ง ท่ีตนเองใฝ่ ฝัน ความต้องการยกย่อง ชมเชยจากตนเองและ ผ้อู ื่น ต้องการได้รบั การยอมรบั จาก ตนเองและผ้อู ื่น ความต้องการความปลอดภยั ในชีวิต ความต้องการพนื้ ฐานทางกายภาพ ภาพท่ี 8.1 ปิรามดิ แสดงลาดบั ขนั้ ความตอ้ งการของมาสโลว์ ทฤษฎีการจงู ใจของแมคเคิลแลนด์ (McClelland’s Motivation Theory) (David C. McClelland) แมคเคลิ แลนด์ ไดม้ บี ทบาทช่วยในการพฒั นาการ จงู ใจ โดย แบง่ การจงู ใจตามความตอ้ งการขนั้ พน้ื ฐานของบคุ คลเป็น 3 แบบ ดงั น้ี แบบท่ี 1 ความต้องการอานาจ (Need for Power) บุคคลมคี วามต้องการการมี อานาจเป็นอยา่ งมาก เพราะจะไดอ้ าศยั การใชอ้ านาจเพ่อื สรา้ งอทิ ธพิ ล และควบคมุ ในการทางาน แบบท่ี 2 ความต้องการความผกู พนั (Need for Affiliation) บุคคลมคี วามต้องการ ความผูกพนั เป็นอย่างมาก แต่ละบุคคลชอบทจ่ี ะรกั ษาสมั พนั ธภาพทด่ี ที างสงั คม เพ่อื ทาใหเ้ กดิ ความรู้สึกยนิ ดี มคี วามคุ้นเคยกัน เข้าใจกัน พร้อมท่ีจะเป็นท่ีพ่ึงในการปลอบใจ ให้ความ ช่วยเหลอื ผอู้ ่นื เมอ่ื เกดิ ความทุกข์ มกี ารตดิ ต่อสมั พนั ธก์ นั กบั บุคคลอ่นื อยา่ งเชน่ เพ่อื นสนทิ แบบท่ี 3 ความต้องการความสาเรจ็ (Need for Achievement) บุคคลมคี วาม ปรารถนาอยา่ งแรงกลา้ ทจ่ี ะไดร้ บั ความสาเรจ็ มคี วามหวาดกลวั อย่างรนุ แรงต่อการประสบความ ลม้ เหลว และมอี ารมณ์หงุดหงดิ เม่อื ได้รบั ความล้มเหลวหรอื ผดิ หวงั และชอบการทางานด้วย ตนเองเสมอ แมคเคลิ แลนด์ได้พบว่า รปู แบบการจูงใจทท่ี าให้เกิดความสาเรจ็ ทส่ี ุดคอื บุคคลท่ี ทางานอยใู่ นบรษิ ทั ขนาดเลก็ มปี ระธานบรษิ ทั ทม่ี กี ารจงู ใจทาใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ไดส้ งู มาก แต่ใน
499 บรษิ ทั ทม่ี กี จิ การขนาดใหญ่พบว่า หวั หน้าผูบ้ รหิ ารมกี ารจูงใจทาใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็ ในระดบั ปาน กลางเท่านัน้ ดังนัน้ เม่ือนายจ้างเห็นว่าลูกจ้างต้องการความปลอดภัยในการทางานใน ขณะเดยี วกนั ผลผลติ ในการทางานมาจากความสามารถทกั ษะในการทางานท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพ ของลูกจา้ งส่วนหน่ึง และการทาใหต้ ้นทุนการผลติ ลดลงสง่ิ สาคญั อกี อย่างหน่ึงคอื การจูงใจให้ ลกู จา้ งเหน็ ความสาคญั ของการทางานทป่ี ลอดภยั เม่อื ต้องการใหล้ ูกจา้ งมคี วามต้องการผูกพนั กบั งาน และองค์การก็จูงใจให้ทางานด้วยความระมดั ระวงั ปฏบิ ตั ิตามกฎระเบียบด้านความ ปลอดภยั ให้สูงเม่อื มคี วามปลอดภยั ก็ย่อมทาให้พนักงานหรอื ลูกจ้างปฏิบตั ิงานให้ได้ผลผลิต ควบคไู่ ปกบั ความปลอดภยั สิ่งท่ีกาหนดพฤติกรรมมนุษย์ มนุษย์เราย่อมถูกกาหนดข้นึ จากเหตุการณ์ตงั้ แต่ภูมหิ ลงั สงั คม การเรยี นรู้ เป็นสงิ่ ท่ี กาหนดพฤตกิ รรมมนุษย์หรือสง่ิ ท่ที าให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ มหี ลายประการ อุดม ทุมโฆสติ (2544, หน้า 203-225) ไดอ้ ธบิ ายว่าสง่ิ ทก่ี าหนดพฤตกิ รรมของมนุษยม์ ี 2 ประเภท คอื 1. ลกั ษณะนิสยั ส่วนตวั ของมนุษยแ์ ต่ละคน ประกอบดว้ ย 1.1 ความเช่ือ หมายถึง การท่ีบุคคลคิดว่าการกระทาบางอย่างหรือ ปรากฏการณ์ บางอย่าง หรอื สง่ิ ของบางอย่าง หรอื คุณสมบตั ิของส่งิ ของ หรอื ของบุคคล บางอย่างมอี ย่จู รงิ หรอื เกดิ ขน้ึ จรงิ ๆ กล่าวโดยสรุปคอื การทบ่ี ุคคลหน่ึงคดิ ถงึ อาจจะดใี นแง่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ได้ แต่ถา้ เขาคดิ ว่าความจรงิ เป็น เช่นนนั้ แลว้ นนั่ คอื ความเชอ่ื ของเขา 1.2 ค่านิยม หมายถงึ แนวความคดิ ทงั้ ทเ่ี หน็ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน และไม่เด่นชดั ซง่ึ เป็นลกั ษณะพเิ ศษของบุคคลหน่ึง หรอื กลุ่มหน่ึงเก่ยี วกบั ว่าอะไรเป็นสงิ่ ดี ซ่งึ เป็นความคดิ ท่มี ี อทิ ธพิ ลใหบ้ คุ คล เลอื กกระทาการอนั ใดอนั หน่งึ ทม่ี อี ยหู่ ลายวธิ ี หรอื เลอื กเป้าหมายอนั ใดอนั หน่ึง จากหลายๆ อนั ทม่ี อี ยู่ 1.3 ทศั นคติหรือเจตนคติ ทศั นคตเิ ป็นแนวโน้มหรอื ขนั้ เตรยี มพร้อมของ พฤตกิ รรม นกั จติ วทิ ยาบางท่านเรยี กว่า ทศั นคตเิ ป็นการตอบสนองสงิ่ เรา้ ทางจติ ใจ ซง่ึ คลา้ ยกบั การตอบสนองทางร่างกาย ต่างกนั แต่ว่ายงั ไม่ได้ออกกาลงั กายเท่านัน้ (กนั ยา สุวรรณแสง, 2544, หน้า 92) ทศั นคตแิ มจ้ ะเป็นผู้ กาหนดทศิ ทางของพฤตกิ รรม แต่ทศั นคตมิ ไิ ดก้ าหนดเวลา ท่ีควรแสดงพฤติกรรม ทงั้ ยงั มไิ ด้กาหนดว่าควร แสดงพฤติกรรมมากน้อยเพยี งใด ส่ิงท่ี กาหนดเวลาและปรมิ าณของพฤตกิ รรมนัน้ เรยี กว่าแรงจงู ใจ ดงั นัน้ ทศั นคตจิ งึ เป็นผวู้ างแนว หรอื ทศิ ทางใหแ้ รงจงู ใจ และแรงจงู ใจเป็นผกู้ าหนดพฤตกิ รรมอกี ทอดหน่งึ 1.4 บุคลิกภาพ เป็นสง่ิ ทบ่ี อกว่าบุคคลจะปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรในสถานการณ์หน่ึงๆ การอธิบายว่าบุคลกิ ภาพได้มาอย่างไรนัน้ จะต้องอาศยั ทฤษฎที างจติ วิทยา หรอื ทฤษฏีการ เรยี นรู้ มาอธบิ าย หลกั ของทฤษฎนี ้ีบ่งว่าคนหรอื สตั วก์ ต็ ามถา้ พฤตกิ รรมใดนามาซง่ึ รางวลั สตั ว์
500 หรอื คนสถานการณ์หน่ึงๆ การอธบิ ายว่าบุคลกิ ภาพไดม้ าได้อย่างไรนัน้ จะมแี นวโน้มท่จี ะมี พฤติกรรมแบบนัน้ เม่อื มโี อกาส แต่ถ้าพฤติกรรมใดนามาซ่งึ การลงโทษ สตั ว์หรอื คนนัน้ จะมี แนวโน้มทจ่ี ะไมท่ าเช่นนัน้ อกี 2. กระบวนการอ่ืนๆ ทางสงั คมซ่ึงไม่เกี่ยวกบั ลกั ษณะนิ สยั ส่วนตวั ของมนุษย์ สามารถแบ่งเป็น ประเดน็ ได้ ดงั น้ี 2.1 สิ่งกระตุ้นพฤติกรรม (Stimulus Object) และความเข้มข้นของส่ิง กระต้นุ พฤติกรรม (Strength of Stimulus Object) พฤตกิ รรมจะเกดิ ขน้ึ ไม่ไดถ้ า้ ไม่มสี งิ่ กระตุ้นพฤตกิ รรม สง่ิ กระตุ้นพฤตกิ รรมนัน้ เป็นอะไรกไ็ ด้ เช่น อาหาร เสยี งปืน คาสบประมาท ฯลฯ 2.2 สถานการณ์ (Situation) หมายถงึ สง่ิ แวดลอ้ มทงั้ ทเ่ี ป็นบุคคล และไม่ใช่ บคุ คล ซง่ึ อยใู่ นสภาวะทบ่ี คุ คลกาลงั จะมพี ฤตกิ รรม จากแนวคดิ เรอ่ื งพฤตกิ รรมขา้ งตน้ ทาใหท้ ราบว่าพฤตกิ รรม จะมพี น้ื ฐานมาจากความรู้ และทศั นคตทิ ค่ี อยผลกั ดนั ใหเ้ กดิ พฤตกิ รรม ซง่ึ ในแต่ละบุคคลจะมพี ฤตกิ รรมแตกต่างกนั ออกไป สบื เน่ืองมาจากการได้รบั ความรจู้ ากแหล่งต่างๆไม่เท่ากนั รวมถงึ การตคี วามหมายของสารท่ี ไดร้ บั มาไปคน ละทศิ คนละทางอกี ดว้ ย ซง่ึ ชใ้ี ห้เหน็ ว่าการส่อื สารผ่านส่อื ต่าง ๆ มปี ระโยชน์ใน การทาใหบ้ ุคคลมคี วามรู้ นาความรทู้ ไ่ี ดม้ าสรา้ งทศั นคติ สุดทา้ ยจะส่งผลใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลง พฤตกิ รรมของบุคคล สามารถนา แนวคดิ ท่ไี ดม้ าเป็นอ้างองิ ในการสรุปผลการศกึ ษาในดา้ น แนวโน้มการเกดิ พฤตกิ รรมของบคุ คลวา่ ตอ้ งอาศยั ปัจจยั ในดา้ นใดบา้ ง ทม่ี สี ่วนใหแ้ ต่ละบุคคลมี แนวโน้มการเกดิ พฤตกิ รรมจากการเปิดรบั ขา่ วสารจากส่อื ต่าง จงึ มพี ฤตกิ รรมการแสดงออกท่ี แตกต่างกนั โดยเฉพาะในเร่อื ง ความตอ้ งการของ คนตามหลกั ทฤษฎขี อง Maslow ทเ่ี รยี กว่าลาดบั ขนั้ ความตอ้ งการ (Hierarchy of Needs) คอื ความตอ้ งการ ของคนจะเป็นไปตามลาดบั จาก น้อยไปมากมที งั้ หมด 5 ระดบั ดงั น้ี 1.1 ความต้องการทางด้านสรรี ะวทิ ยา (Physiological Needs) เป็นความ ต้องการ ขนั้ พ้นื ฐานของมนุษย์ (Survival Needร) ได้แก่ ความต้องการทางต้านอาหาร ยา เครอ่ื งนุ่งหม่ ทอ่ี ยอู่ าศยั ยารกั ษาโรคและ ความตอ้ งการทางเพศ 1.2 ความตอ้ งการความมนั่ คงปลอดภยั ของชวี ติ (Safety and Security Needs) ไดแ้ ก่ความตอ้ งการ ทอ่ี ย่อู าศยั อยา่ งมคี วามปลอดภยั จากการถูกทารา้ ยรา่ งกาย หรอื ถูก ขโมย ทรพั ยส์ นิ หรอื ความมนั่ คงในการทางานและการมชี วี ติ อยอู่ ยา่ งมนั่ คงในสงั คม 1.3 ความตอ้ งการทางดา้ นสงั คม (Social Needs) ไตแ้ ก่ ความต้องการความรกั ความตอ้ งการทจ่ี ะ ใหส้ งั คมยอมรบั วา่ ตนเป็นส่วนหน่งึ ของสงั คม
501 1.4 ความต้องการทจ่ี ะมเี กยี รตยิ ศช่อื เสยี ง (Self-Esteem Needs) ไต้แก่ ความ ภาคภมู ใิ จ ความตอ้ งการดเี ด่นในเร่อื งหน่ึงทจ่ี ะใหไ้ ตร้ บั การยกย่องจากบุคคลอ่นื ความต้องการ ต้านน้ีเป็นความต้องการ ระดบั สูงท่เี ก่ยี วกบั ความมนั่ ใจในตวั เองในเร่อื งความสามารถและ ความสาคญั ของบคุ คล 1.5 ความตอ้ งการความสาเรจ็ แห่งตน (Self-Actualization Needs) เป็นความ ต้องการในระบบสูงสุด ท่อี ยากจะให้เกิดความสาเร็จในทุกสง่ิ ทุกอย่างตามความนึกคิด ของ ตนเองเพ่อื จะพฒั นาตนเองใหด้ ี ทส่ี ุดเท่าทจ่ี ะทาไดค้ วามต้องการน้ีจงึ เป็นความต้องการ พเิ ศษ ของบุคคลทจ่ี ะพยายามผลกั ดนั ชวี ติ ของตนเอง ใหเ้ ป็นแนวทางทด่ี ที ส่ี ดุ ระดบั พฤติกรรมและการวดั พฤติกรรม ระดบั พฤติกรรม มนุษยเ์ ป็นสตั วส์ งั คมทม่ี กี ารอย่รู วมกนั เป็นกลุ่มก้อนเพ่อื ความตอ้ งการกระทากจิ กรรม รว่ มกนั โดยมวี ตั ถุประสงคต์ ่าง ๆ ให้กจิ กรรมนนั้ บรรลุตามเป้าหมายทต่ี งั้ ไว้ ทาใหม้ นุษย์ต้องมี บทบาทตามท่ไี ด้กาหนดไว้ของกลุ่มสมาชกิ และบทบาทนัน้ ต้องมกี ารแสดงออกตามบทบาท หน้าท่ใี นฐานะท่เี ป็นสมาชิกของกลุ่ม ดงั นัน้ เจ้าหน้าท่ดี ้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั จาเป็นศกึ ษาและให้ความสาคญั เก่ียวพฤตกิ รรมของมนุษยใ์ นระดบั ต่าง ๆ ซ่งึ แบ่งออกเป็น 3 ระดบั คอื ระดบั บุคคล ระดบั กลมุ่ และระดบั สงั คม ดงั จะอธบิ ายดงั น้ี 1. ระดบั บคุ คล (individual behavior) หมายถงึ พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกของบุคคลตาม ตวั ตนของตนเองเป็นพฤตกิ รรมเฉพาะของตนเอง เช่น การเรยี นรู้ การรบั รู้ ทกั ษะของตนเอง แสดงออกเป็นคุณลกั ษณะของบุคลกิ ภาพต่าง ๆ เช่น การพดู คุย การยม้ิ การหวั เราะ การเศรา้ โศก เสยี ใจ การประสานงานรว่ มมอื ระหวา่ งกนั เป็นตน้ 2. พฤติกรรมระดบั กล่มุ (group behavior) หมายถงึ พฤตกิ รรมทบ่ี ุคคลตงั้ แต่ 2 คน ขน้ึ ไปมารวมตวั กนั เพ่อื ทากจิ กรรมอย่างใดอยา่ งหน่ึงตามเหตุผลความตอ้ งการของบุคคลนนั้ ๆ หรอื ความตอ้ งการของกลุ่มธรรมชาตบิ ุคคลตอ้ งการรวมตวั กนั โดยหลกั ธรรมชาติ เพ่อื อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ุข ใหต้ นเองเกดิ ความปลอดภยั และต้องการรวมตวั กนั เพ่อื สทิ ธบิ างอย่างตามความ ต้องการ เช่น กลุ่มสหภาพแรงงานไทเรยอน กลุ่มสมาคมชาวไร่อ้อย และกลุ่มพนักงาน รฐั วสิ าหกจิ เป็นตน้ 3. พฤติกรรมระดบั สงั คม หมายถงึ พฤตกิ รรมของบุคคลในการรวมตวั กนั เป็นกลุ่มทม่ี ี ขนาดใหญ่มาก จาเป็นตอ้ งมกี ารจดั ระเบยี บ ระบบ กฎเกณฑ์ ขอ้ บงั คบั ต่างๆ ขน้ึ ในสงั คม และมี วฒั นธรรม ประเพณอี นั ดงี ามจงึ สามารถอยรู่ ว่ มกนั ไดโ้ ดยสนั ตแิ ละสงบสขุ ปัจจยั ทเ่ี ป็นตวั กาหนดพฤตกิ รรมมนุษยใ์ นระดบั สงั คม ไดแ้ ก่ 1) ปัจจยั พน้ื ฐานในการดารงชพี เป็นสงิ่ ทส่ี อดคลอ้ งกบั สงั คมและเป็นทส่ี งั คม
502 ยอมรบั ในการดารงชพี อย่รู ่วมกนั ไดแ้ ก่ ลกั ษณะทางภูมศิ าสตร์ อากาศ ความสูง ต่าของพ้นื ท่ี ทางภูมศิ าสตร์ มผี ลต่อการรวมตวั และการมกี ิจกรรมหรอื พฤตกิ รรมท่ีแตกต่างกนั บุคคลท่อี ยู่ อาศยั ในพน้ื ทร่ี าบกจ็ ะมพี ฤตกิ รรมรกั ความสะดวกสบาย ในขณะเดยี วกนั ทพ่ี ฤตกิ รรมของบุคคล ท่อี ยู่ในท่สี ูง เช่น ภูเขา ท่รี าบสูงก็จะมลี กั ษณะพฤตกิ รรมท่เี ข้มแขง็ อดทน แขง็ แรง สามารถ ทางานหนกั ๆ ไดด้ ี เป็นตน้ 2) กระบวนการขดั เกลาทางสงั คม เป็นการแสดงออกถงึ พฤติกรรมท่กี ระทา เน่อื งจากการเลย้ี งดจู ากครอบครวั สงั คม หรอื การมลี กั ษณะสงั คมทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั ทาใหเ้ กดิ การ รวมตวั กนั เป็นพฤตกิ รรมระดบั สงั คม ดงั นัน้ พฤตกิ รรมระดบั บุคคล พฤตกิ รรมระดบั กลุ่ม และพฤตกิ รรมระดบั สงั คมต่างก็มี ความสมั พนั ธ์สอดคล้องกนั เพราะบุคคลเป็นหน่วยของสงั คมและกลุ่มสงั คมก็เป็นหน่วยของ สงั คมและปัจจยั สาเหตุท่เี ป็นตวั กาหนดพฤตกิ รรมในแต่ละระดบั อาจจะแตกต่างกนั บา้ ง จะเหน็ ได้ว่า การทางานในสถานประกอบการบุคคลจะมพี ฤตกิ รรมแสดงออกมาด้านความปลอดภยั ท่ี แตกต่างกนั ดว้ ยเป็นเพราะปัจจยั สาเหตุทบ่ี คุ คลมภี มู หิ ลงั ประสบการณ์การเรยี นรทู้ แ่ี ตกต่างกนั หากแต่ต้องไดร้ บั การรบั รทู้ ่เี หมอื นกนั จะทาให้บุคคลสามารถเรยี นรทู้ ่จี ะป้องกนั อนั ตรายทเ่ี กิด จากการทางานไดเ้ พ่อื ใหต้ นเองมคี วามปลอดภยั ในการทางาน การวดั พฤติกรรม 1. การวดั พฤตกิ รรมโดยตรง สามารถดาเนินการจดั กระทาไดด้ งั น้ี 1.1 การสงั เกตแบบมสี ว่ นรว่ มหรอื โดยใหผ้ ถู้ กู สงั เกตรตู้ วั คอื มกี ารแจง้ ใหท้ ราบ ล่วงหน้าว่าจะมกี ารเขา้ ร่วมในการกระทากจิ กรรมต่าง ๆ เพ่อื ให้เกดิ ความร่วมมอื จะมกี ารนัด เวลาในการเขา้ รว่ มสงั เกต วธิ กี ารน้ีจะมขี อ้ ดี คอื ผเู้ ขา้ รว่ มสงั เกตจะรตู้ วั มาก่อนจะเตรยี มตวั และ ใหค้ วามรว่ มมอื ไดด้ หี ากไดม้ กี ารทาความเขา้ ใจกบั กลุ่มทเ่ี ขา้ ร่วมสงั เกต แต่กม็ กั จะมขี อ้ เสยี คอื เมอ่ื ผเู้ ขา้ รว่ มสงั เกตทราบอาจจะแสดงพฤตกิ รรมต่าง ๆ ออกมาดว้ ยวธิ กี ารตรงกนั ขา้ ม 1.2 การสงั เกตแบบไม่มสี ่วนรว่ มหรอื โดยธรรมชาติ เป็นการสงั เกตโดยไม่ใหผ้ ู้ สงั เกตรู้ตวั มาก่อน หรอื ไม่มกี ารแจง้ ให้ทราบล่วงหน้า ผู้สงั เกตจะไม่ขดั ขวางการทางานหรอื กจิ กรรมผถู้ กู สงั เกตเลย วธิ กี ารน้ีหากทาในการเฝ้าสงั เกตดูกจิ กรรมการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งาน ว่าปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บขอ้ บงั คบั ดา้ นความปลอดภยั ในการทางานจะทาใหท้ ราบถงึ พฤตกิ รรม ทป่ี ลอดภยั หรอื เสย่ี งอนั ตรายได้ หากขณะท่หี วั หน้างานไม่ไดค้ วบคุมตลอดเวลา มขี อ้ ดี คอื ได้ ทราบถงึ พฤตกิ รรมหรอื การกระทาท่แี ทจ้ รงิ โดยไมแ่ ต่งเตมิ หรอื เป็นธรรมชาตมิ ากท่สี ุด แต่กม็ ี ขอ้ เสยี คอื อาจตอ้ งใชเ้ วลาในการสงั เกตนานมาก 2. การวดั พฤติกรรมโดยทางอ้อม สามารถทาได้โดย การสมั ภาษณ์ การทาบนั ทกึ และการทดลอง เป็นตน้
503 ทฤษฎีเก่ียวข้องในการพฒั นาพฤติกรรมมนุษย์ ทฤษฎีการเรยี นรู้ มนุษยเ์ ป็นสตั ว์สงั คมเม่อื เกดิ มาย่อมต้องการความอย่รู อดทงั้ ทางร่างกาย และจติ ใจซ่งึ ร่างกายนัน้ มนุษย์มคี วามต้องการตามธรรมชาตหิ รอื กายภาพต้องการท่อี ยู่อาศัยมาปกป้อง คุม้ ครองตวั เองใหม้ คี วามสขุ สบาย ไดแ้ ก่ ความหวิ ความรอ้ น หนาว เจบ็ ปวด เป็นความต้องการ ขนั้ พ้นื ฐานต้องมกี ารตอบสนองเม่อื มภี าวะดงั กล่าวเกดิ ขน้ึ เมอ่ื ไดร้ บั ความตอ้ งการแล้วกย็ ่อมมี ความตอ้ งการเพม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ เพ่อื ใหต้ นเองมคี วามปลอดภยั มนุษยม์ กี ารเรยี นรทู้ จ่ี ะอย่รู อดดว้ ย ประสบการณ์ตนเองท่เี กดิ ขน้ึ ทุกวนั จนเกดิ ความชานาญ หรอื ทกั ษะ มนุษยจ์ งึ ต้องเรยี นรทู้ ุกสง่ิ ทกุ อยา่ งในโลกอยตู่ ลอดเวลาเพอ่ื สนองตอบความตอ้ งการของตนเองและผอู้ ่นื มนี กั วชิ าการต่าง ๆ ไดเ้ สนอแนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกบั การเรยี นรไู้ วด้ งั น้ี (Klein,1991,p. 2) ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรยี นรู้ (Learning) ไวว้ ่า กระบวนการของ ประสบการณ์ท่ที าให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมอย่างค่อนข้างถาวร ซ่งึ การเปลย่ี นแปลง พฤตกิ รรมน้ไี มไ่ ดม้ าจากภาวะชวั่ คราว วฒุ ภิ าวะ หรอื สญั ชาตญาณ (Mednick, 1959, p. 9) ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรยี นรู้ (Learning) ไวด้ งั น้ี 1) การเรยี นรทู้ าใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรม 2) การเรยี นรเู้ ป็นผลจากการฝึกฝน 3) การเรยี นรเู้ ป็นการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมท่คี ่อนขา้ งถาวรจนเป็นนิสยั มใิ ช่การ เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมซ่อื ตรง 4) การเรยี นรไู้ มอ่ าจสงั เกตไดโ้ ดยตรง แต่ทราบจากการกระทาทเ่ี ป็นผลจากการเรยี นรู้ บรมู (Bloom, B p.3) ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรยี นรู้ (Learning) ไวว้ ่า การเรยี นรขู้ อง มนุษยท์ ่ที าให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงสงิ่ ใหม่ ๆ ด้วยกนั 3 ด้าน คือ ด้านพุทธพิ สิ ยั ซ่งึ เป็นการ เปล่ยี นแปลงความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจ เป็นการเกดิ ขน้ึ ทางสมอง ด้านจติ พสิ ยั เป็นด้าน อารมณ์หรอื ความรสู้ กึ ความเช่อื เจตคติ และดา้ นทกั ษะเป็นการเคล่อื นไหวของร่างกาย เพ่อื ให้ เกดิ ทกั ษะ และความชานาญ คลินน์ (Klein,1991,p.2) ได้ให้ความหมายของ การเรยี นรู้ (Learning) ไว้ว่า กระบวนการของประสบการณ์ท่ที าให้เกดิ การ เปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมอย่างค่อนขา้ งถาวร ซง่ึ การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมน้ไี มไ่ ดม้ าจากภาวะชวั่ คราว วุฒภิ าวะ หรอื สญั ชาตญาณ คมิ เบล้ิ และ แกรมเมซ่ี (Kimble and Garmezy, 1961, p.11) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การเรยี นรู้ (Learning) ไวว้ ่า เป็นการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมทค่ี ่อนขา้ ง ถาวร โดยเป็นผลจาก การฝึกฝนเม่อื ได้รบั การเสรมิ แรง มใิ ช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติท่ี เรยี กว่า ปฏกิ ริ ยิ าสะทอ้ น
504 จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า การเรยี นรู้ หมายถงึ กระบวนการเปล่ยี นแปลง พฤตกิ รรมจากเดมิ ไปสู่พฤตกิ รรมใหม่ท่คี ่อนขา้ งถาวร และพฤตกิ รรมใหม่น้ีเป็นผลมาจาก ประสบการณ์หรอื การฝึกฝน โดยจะต้องได้รบั ความรู้ ความเขา้ ใจ ซ่งึ สามารถทาให้เกดิ การ เปลย่ี นแปลงเจตคติ และนาไปส่กู ารพฒั นาทกั ษะ ความชานาญ มใิ ช่เป็นผลจากการตอบสนอง ตามธรรมชาตหิ รอื สญั ชาตญาณ หรอื วุฒภิ าวะ หรอื อุบตั เิ หตุ หรอื ความบงั เอญิ พฤตกิ รรมท่ี เปลย่ี นไปจะตอ้ งเปลย่ี นไปอยา่ งคอ่ นขา้ งถาวร ทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกบั การเรยี นรู้ ทฤษฏีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (Skinner) หรือทฤษฎีการวางเง่ือนไขด้วยการ กระทา (Operant Conditioning Theory) สกนิ เนอร์ มคี วามคดิ ว่าทฤษฎกี ารวางเง่อื นไขแบบคลาสสิกของ Pavlov นนั้ จากดั อยู่ กบั พฤตกิ รรมการเรยี นรทู้ เ่ี กดิ ขน้ึ เป็นจานวนน้อยของมนุษย์ พฤตกิ รรมส่วนใหญ่แล้วมนุษยจ์ ะ เป็นผลู้ งมอื ปฏบิ ตั เิ อง เป็นการเรยี นรแู้ บบลงมอื กระทา สกนิ เนอร์ ไดแ้ บง่ พฤตกิ รรมของสงิ่ มชี วี ติ ไว้ 2 แบบ คอื 1. Respondent Behavior หมายถงึ พฤตกิ รรมหรอื การตอบสนองทเ่ี กดิ ขน้ึ โดย อตั โนมตั ิ หรอื เป็นปฏกิ ริ ยิ าสะทอ้ น (Reflex) ซง่ึ สง่ิ มชี วี ติ ไม่สามารถควบคุมตวั เองได้ เช่น การ กระพรบิ ตา น้าลายไหล 2. Operant Behavior หมายถงึ พฤตกิ รรมท่เี กดิ จากสงิ่ มชี วี ติ เป็นผู้กาหนด หรอื เลอื กทจ่ี ะแสดงออกมา ส่วนใหญ่จะเป็นพฤตกิ รรมทบ่ี ุคคลแสดงออกในชวี ติ ประจาวนั เช่น กนิ นอน พดู เดนิ ทางาน ขบั รถ การเรียนรู้ตามแนวคิดของสกินเนอร์ เกิดจากการเช่ือมโยงระหว่างส่ิงเร้ากับการ ตอบสนองเช่นเดยี วกนั แต่สกนิ เนอรใ์ ห้ความสาคญั ต่อการตอบสนองมากกว่าสงิ่ เรา้ จงึ มคี น เรยี กว่าเป็นทฤษฎกี ารวางเง่อื นไขแบบ Type R นอกจากน้ีสกินเนอรใ์ ห้ความสาคญั ต่อการ เสรมิ แรง (Reinforcement) ว่ามผี ลทาให้เกดิ การเรยี นรูท้ ่คี งทนถาวร ยงิ่ ขน้ึ ด้วย สกินเนอร์ได้ สรุปไว้ว่า อัตราการเกิดพฤติกรรมหรือการตอบสนองข้ึนอยู่กับผลของการกระทา คือ การเสรมิ แรง หรอื การลงโทษ ทงั้ ทางบวกและทางลบ สกินเนอร์ได้อธบิ าย คาว่า \"พฤตกิ รรม\" ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ตวั คอื ว่า ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 3 ตวั คอื 1. Antecedents คือ เง่อื นไขนาหรอื สิ่งเร้าท่ีกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม (ส่ิงท่ี ก่อใหเ้ กดิ ขน้ึ ก่อน) ทุกพฤตกิ รรมตอ้ งมเี งอ่ื นไขนา เชน่ วนั น้ตี อ้ งเขา้ เรยี นบ่ายโมง พฤตกิ รรมเรา ถูกกาหนดดว้ ยเวลา 2. Behavior คอื พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออก
505 3. Consequences หรอื ผลกรรม เกดิ ขน้ึ หลงั การทาพฤตกิ รรม เป็นตวั บอกว่า เราจะทาพฤตกิ รรมนนั้ อกี หรอื ไม่ ดงั นนั้ ไมม่ ใี ครทท่ี าอะไรแลว้ ไมห่ วงั ผลตอบแทน ซง่ึ เรยี กยอ่ ๆ ว่า A-B-C ซ่งึ ทงั้ 3 จะดาเนินต่อเน่ืองไป ผลทไ่ี ด้รบั จะกลบั กลายเป็นสง่ิ ท่กี ่อให้เกดิ ขน้ึ ก่อนอนั นาไปสกู่ ารเกดิ พฤตกิ รรมและนาไปส่ผู ลทไ่ี ดร้ บั ตามลาดบั แนวคิดการเรียนรู้ตามการวางเง่อื นไขด้วยการกระทาน้ี สามารถอธิบายเก่ียวกับ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน จงึ นาใชเ้ ป็นหลกั ในการวเิ คราะหก์ ารเกดิ อุบตั เิ หตุในการ ทางาน ไดค้ อื ABC Analysis ดงั จะแสดงในภาพท่ี 8.2 สิ่งกระต้นุ พฤติกรรม ผลที่ตามมา - ให้ความเอาใจ ทางานอย่าง ไมเ่ กิดอบุ ตั ิเหตุ ปลอดภยั - กฎระเบียบ - คณุ ธรรม -รางวลั - การลงโทษ A BC ภาพท่ี 8.2 การวเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมความปลอดภยั ตามแนวคดิ ของสกนิ เนอร์ (ABC Analysis) จากภาพท่ี 68 การวเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมความปลอดภยั ตามแนวคดิ ของสกนิ เนอร์ (ABC Analysis) หากอุบตั ิเหตุเกิดข้นึ บ่อยหรือเป็นประจาเน่ืองจากพฤติกรรมในการทาง านของ พนักงานไม่เปล่ยี นแปลง หรอื ทาให้เกิดอุบตั ิเหตุเกิดข้นึ จนทาให้นามาซ่งึ ความเสยี หายต่อ ร่างกายและทรพั ยส์ นิ เม่อื นาหลกั การทฤษฎกี ารเรยี นรมู้ าอธบิ ายถงึ การกระทาของพนกั งานจะ ทาใหเ้ หน็ ว่า เมอ่ื มกี ารวเิ คราะหถ์ งึ ต้นตอของผลลพั ธห์ รอื ผลทต่ี ามมาทจ่ี ะไมใ่ หเ้ กดิ อุบตั เิ หตุขน้ึ ก็ต้องมีการจัดการท่ีส่ิงกระตุ้นก่อนว่าจะต้องนาส่ิงเร้าหรือกระตุ้นอะไรมาให้พนักงาน ผู้ปฏบิ ตั งิ านได้เกดิ ความต้องการ แล้วจะเกดิ การเรยี นรทู้ าให้แสดงพฤตกิ รรมออกมาด้วยการ กระทาทเ่ี ป็นสง่ิ กระตุน้ จงึ ทาใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน ผลทต่ี ามมากไ็ ม่เกดิ อุบตั เิ หตุ นัน่ เอง การนาการเอาหลกั การทฤษฎกี ารเรยี นรขู้ องสกินเนอรม์ าเพ่อื การวเิ คราะห์พฤตกิ รรม การทางานใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ต่อชวี ติ ของพนกั งานต้องศกึ ษาถงึ หลกั การเรยี นรขู้ องมนุษยม์ า
506 เป็นหลกั ในการบรหิ ารจดั การให้เกิดความปลอดภยั ในการทางาน ซ่งึ หลกั การและแนวคดิ ท่ี สาคญั ของสกนิ เนอรม์ ดี งั น้ี หลกั การและแนวคิดที่สาคญั ของ สกินเนอร์ 1. การวดั พฤติกรรมตอบสนอง จากแนวคดิ น้ีจะมกี ารศึกษาเฉพาะพฤติกรรมท่ี สามารถสงั เกตเหน็ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน และพฤตกิ รรมทส่ี งั เกตไดน้ นั้ สามารถวดั ไดโ้ ดยพจิ ารณาจาก ความถ่ีของการตอบสนองในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง หรือพิจารณาจากอัตราการตอบสนอง (Response rate) นนั่ เอง 2. อตั ราการตอบสนองและการเสริมแรง โดยปกตกิ ารพจิ ารณาว่าใครเกดิ การเรยี นรู้ หรอื ไม่เพยี งใดนัน้ จะสรุปเอาจากการเปลย่ี นแปลงการตอบสนอง (หรอื พูดกลบั กนั ไดว้ ่าการท่ี อตั ราการตอบสนองไดเ้ ปลย่ี นไปนนั้ แสดงว่าเกดิ การเรยี นรขู้ น้ึ แลว้ ) และการเปลย่ี นแปลงอตั รา การตอบสนองจะเกดิ ขน้ึ ได้เม่อื มกี ารเสรมิ แรง (Reinforcement) นัน้ เอง สง่ิ เรา้ น้ีสามารถทาให้ อตั ราการตอบสนองเปลย่ี นแปลง เราเรยี กว่าตวั เสรมิ แรง (Reinforcer) สง่ิ เรา้ ใดทไ่ี ม่มผี ลต่อการ เปลย่ี นแปลงอตั ราการตอบสนองเราเรยี กวา่ ไมใ่ ชต่ วั เสรมิ แรง (Non-reinforcer) 3. ประเภทของตวั เสริมแรง ตวั เสรมิ แรงนัน้ อาจแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ลกั ษณะคอื อาจ แบ่งเป็นตัวเสรมิ แรงบวกกับตัวเสรมิ แรงลบ หรอื อาจแบ่งได้เป็นตวั เสรมิ แรงปฐมภูมกิ บั ตัว เสรมิ แรงทตุ ยิ ภมู ิ 3.1 ตวั เสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcer) หมายถงึ สง่ิ เรา้ ชนิดใดชนิด หน่ึง ซ่งึ เม่อื ไดร้ บั หรอื นาเขา้ มาในสถานการณ์นัน้ แลว้ จะมผี ลให้เกดิ ความพงึ พอใจ และทาให้ อัตราการตอบสนองเปล่ียนแปลงไปในลักษณะเข้มข้นข้ึน เช่น อาหาร คาชมเชย ฯลฯ 3.2 ตวั เสริมแรงลบ (Negative Reinforcer) หมายถงึ สง่ิ เรา้ ชนิดใดชนิดหน่ึง ซ่งึ เม่อื ตดั ออกไปจากสถานการณ์นัน้ แล้ว จะมผี ลให้อตั ราการตอบสนองเปลย่ี นไปในลกั ษณะ เขม้ ขน้ ขน้ึ เช่น เสยี งดงั แสงสวา่ งจา้ คาตาหนิ รอ้ นหรอื เยน็ เกนิ ไป ฯลฯ การลงโทษ (Punishment) การลงโทษ (Punishment) หมายถึง การทาให้อัตราการตอบสนองหรอื ความถ่ีของ พฤตกิ รรมลดลง การลงโทษมี 2 ทางไดแ้ ก่ 1. การลงโทษทางบวก (Positive Punishment) 2. การลงโทษทางลบ (Negative Punishment) การลงโทษจงึ จงึ เป็นเสรมิ แรงทางลบ และการลงโทษมลี กั ษณะทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั และมกั จะใช้แทนกนั อย่เู สมอแต่การอธบิ ายของสกนิ เนอรก์ ารเสรมิ แรงทางลบและการลงโทษ ต่างกนั โดยเน้นวา่ การลงโทษเป็นระงบั หรอื หยดุ ยงั้ พฤตกิ รรม ดงั แสดงในตารางท่ี 8.1
507 ตารางที่ 8.1 การกระตุน้ ดว้ ยการเสรมิ แรงและการลงโทษ การแสดงออก เงอื่ นไข ผลลพั ธ(์ ผลที่ตามมา) พฤตกิ รรม การเสรมิ แรง เพม่ิ พฤตกิ รรมกอ่ ใหเ้ กดิ การกระทาพฤตกิ รรมนนั้ บ่อยขน้ึ พฤตกิ รรม การลงโทษ ลดพฤตกิ รรมกอ่ ใหเ้ กดิ การกระทาพฤตกิ รรมนนั้ น้อยลง ทม่ี า: ชยั วฒั น์ สุทธริ ตั น์, 2552, หน้า 67. จากตาราง ขา้ งต้น การลงโทษอาจใช้ไม่ได้ผลมากนักกบั พฤตกิ รรมของพนักงานทุก ระดบั หรอื ทุกประเภทเน่ืองจาก การลงโทษเป็นทาใหพ้ นกั งานเกดิ ความหวาดกลวั แต่ไม่ได้ทา ให้เกิดความตระหนักในการกระทาท่ไี ม่ถูกต้องโดยเฉพาะการนามาใช้ในการลงโทษสาหรบั พนกั งานทไ่ี ม่ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บขอ้ บงั คบั เก่ยี วกบั การปฏบิ ตั งิ านดา้ นความปลอดภยั ในการ ทางาน เพ่อื ช่วยลดการเกดิ อุบตั เิ หตุในการทางานหรอื ทาใหอ้ ุบตั เิ หตุเป็นศูนยน์ นั้ มกั จะเกดิ ผล ในทางลบหรอื นบั ว่าเป็นขอ้ เสยี ไดแ้ ก่ 1) การลงโทษไมไ่ ดท้ าใหพ้ ฤตกิ รรมเปลย่ี นเพยี งแค่เกบ็ กดเอาไว้ แต่พฤตกิ รรม ยังคงอยู่ เช่น พนักงานผู้ปฏิบัติงานต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้ องกันอันตรายส่วนบุคคลขณะ ปฏิบัติงานในโรงงานท่ีมีความเส่ียงอันตรายกับการทางานเคร่อื งจกั ร แต่พนักงานสวมใส่ เน่อื งจากกลวั ถกู ลงโทษ ในขณะเดยี วกนั หากหวั หน้างานไมเ่ ขม้ งวด พนกั งานกไ็ มป่ ฏบิ ตั ติ ามผล คอื เกดิ อุบตั เิ หตุทาใหไ้ ดร้ บั บาดเจบ็ รนุ แรง 2) การลงโทษบ่อยครงั้ หรอื เพมิ่ โทษขน้ึ เร่อื ย ๆ อาจทาใหเ้ กดิ ความไมพ่ อใจยง่ิ ทาให้ก้าวร้าวหรอื ต่อต้านมากขน้ึ กว่าเดมิ ทาให้เกิดอารมณ์ท่แี สดงออกมาไม่เหมาะสม และ นาไปส่กู ารหลกี เลย่ี งและหลกี หนี 3) การลงโทษไม่ได้ก่อให้เกิดพฤติกรรมท่เี หมาะสมทาให้แสดงออกถึงปัญหา ทางสภาพจติ ใจและกายได้ 3.3 ตวั เสริมแรงปฐมภมู ิ (Primary Reinforcer) เป็นสงิ่ เรา้ ทจ่ี ะสนองตอบต่อ ความทางอนิ ทรยี โ์ ดยตรง ซง่ึ เปรยี บไดก้ บั UCS. ในทฤษฎขี องพาฟลอฟ (Pavlov) เช่น เมอ่ื เกดิ ความตอ้ งการอาหาร อาหารกจ็ ะเป็นตวั เสรมิ แรงปฐมภมู ทิ จ่ี ะลดความหวิ ลง เป็นต้น ตามลาดบั ของการลดแรงขบั ของตวั เสรมิ แรงปฐมภูมิ ดงั น้ี 1. ความไมส่ มดุลในอนิ ทรยี ก์ ่อใหเ้ กดิ ความตอ้ งการ 2. ความตอ้ งการจะทาใหเ้ กดิ พลงั หรอื แรงขบั (drive) ทจ่ี ะก่อใหเ้ กดิ พฤตกิ รรม 3. มพี ฤตกิ รรมเพ่อื จะมงุ่ ส่เู ป้าหมายเพ่อื ใหค้ วามตอ้ งการไดร้ บั การตอบสนอง 4. ถงึ เป้าหมาย หรอื ไดร้ บั สง่ิ ทต่ี อ้ งการ สง่ิ ทไ่ี ดร้ บั ทเ่ี ป็นตวั เสรมิ แรงปฐมภมู ิ ตวั เสรมิ แรงทจ่ี ะเป็นรางวลั ทจ่ี ะมผี ลใหอ้ ยากทาซ้า และมพี ฤตกิ รรมทเ่ี ขม้ ขน้ ในกจิ กรรมซ้า ๆ นนั้
508 ดงั นัน้ ในการกระตุ้นพฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางานของตวั เสรมิ แรงปฐมภูมิ ต้องทราบว่าพนักงานปฏิบตั ิงานในลกั ษณะงานท่มี คี วามเส่ียงในการทางานหวั หน้างานจะ สนบั สนุนใหพ้ นักงานเกดิ ความร่วมมอื ในการปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ในการทางานโดย จดั หาอุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลให้กับพนักงานทุกคน ให้ตระหนักถึงความ ปลอดภยั ในการทางาน และการชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ อนั ตรายทเ่ี กดิ ขน้ึ หากไม่ปฏบิ ตั ติ าม 3.4 ตวั เสริมแรงทตุ ิยภมู ิ (Second Reinforcer) ตวั เสรมิ แรงประเภทน้ีเป็นสงิ่ เรา้ ทเ่ี ป็นกลาง (Natural Stimulus) สง่ิ เรา้ ทเ่ี ป็นกลางน้ีเม่อื นาเขา้ ค่กู บั ตวั เสรมิ แรงปฐมภูมบิ ่อย ๆ เขา้ สงิ่ เร้าซ่งึ แต่เดมิ เป็นกลางก็กลายเป็นตวั เสรมิ แรง และจะมคี ุณสมบตั ิเช่นเดียวกับตัว เสรมิ แรงปฐมภมู ิ ซง่ึ จะเรยี กตวั เสรมิ แรงน้วี ่า ตวั เสรมิ แรงทุตยิ ภมู ิ ในกรณีท่เี ป็นตวั เสรมิ แรงทุตยิ ภูมหิ ากมกี ารปฏบิ ตั ิตามกฎระเบยี บประจาสม่าเสมอก็ ตอ้ งกระตุน้ ดว้ ยการใหม้ กี ารแขง่ ขนั ประกวด แสดงความคดิ เหน็ ต่าง ๆ ผ่านการมสี ่วนร่วม หรอื การตอบแทนรางวัล และมีการให้รางวลั หากพนักงานคนใดปฏิบตั ิตามกฎระเบียบประจา สม่าเสมอเพ่อื สรา้ งขวญั กาลงั ใจในการปฏบิ ตั แิ ละใหเ้ หน็ ถงึ ความสาคญั ในการปฏบิ ตั ติ ามใหส้ รา้ ง พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน ลกั ษณะของเครือ่ งมอื หรือตวั เสริมแรง 1. Material Reinforcers คอื ตวั เสรมิ แรงทเ่ี ป็นวตั ถุ หรอื สง่ิ ของจบั ต้องได้ เช่น เงนิ รางวลั เป็นตน้ 2. Social Reinforcers เป็นสง่ิ ทท่ี ุกคนต้องการ เน่ืองจากมนุษยเ์ ป็นสตั วส์ ังคมต้องการ เพอ่ื น สงั คม ความปลอดภยั จงึ แสดงออกดว้ ยการเอาใจใส่ ห่วงใย เหน็ อกเหน็ ใจ การชม เป็น 3. Activity Reinforcers เป็นการใชก้ จิ กรรมทก่ี ระตุน้ ใหพ้ นักงานท่ีพนักงานชอบหรอื สนใจทามาเสรมิ แรงกจิ กรรมทต่ี อ้ งการทาน้อยทส่ี ุด เช่น หากชอบทางานเป็นทมี กใ็ หม้ อบหมาย งานท่ตี ้องทากจิ กรรมร่วมกนั แล้วให้พนักงานทุกคนสวมใส่อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล โดยให้เพ่อื นในทมี เป็นผู้กระตุ้นโดยการสวมใส่และปฏิบตั ิให้เหมอื นกันเพ่อื ให้พฤติกรรมท่ี กระทาตดิ เป็นนิสยั เป็นตน้ 4. Positive Feedback จะเป็นการให้ขอ้ มูลป้อนกลบั ทางบวก จะให้กระทากจิ กรรมท่ี เป็นบวกเท่านัน้ ท่เี ป็นผลของการกระทา เช่น คาชม แต่สงิ่ ท่ผี ดิ ให้หาแนวทางหรอื วธิ ีการให้ คาปรกึ ษาใหพ้ นกั งานหาวธิ กี ารเปลย่ี นพฤตกิ รรมของจนเองใหพ้ บดว้ ยตนเอง 5. Intrinsic Reinforcers หรอื ตวั เสรมิ แรงภายใน เช่น การใหพ้ นักงานมองเหน็ สงิ่ ท่ี ตนเองกระทาแลว้ ใหช้ มตนเอง เมอ่ื มกี ารปฏบิ ตั งิ านถูกตอ้ งตามกฎระเบยี บความปลอดภยั หรอื ปฏบิ ตั งิ านถกู ตอ้ ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 785
- 786
- 787
- 788
- 789
- 790
- 791
- 792
- 793
- 794
- 795
- 796
- 797
- 798
- 799
- 800
- 801
- 802
- 803
- 804
- 805
- 806
- 807
- 808
- 809
- 810
- 811
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 800
- 801 - 811
Pages: