Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

การจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

Description: การจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม

Search

Read the Text Version

24 การอบรมให้ความรูเ้ ก่ยี วกบั ความปลอดภยั จัดสถานท่ี เคร่อื งมอื เคร่อื งจกั ร ให้ถูกต้อง และ สภาพแวดลอ้ มในการทางานทเ่ี หมาะสม ดงั นนั้ นายจา้ งตอ้ งมงุ่ คานึงถงึ คนไปดว้ ยกนั กบั ผลผลติ และผลกาไรไปพร้อมๆ กัน เพ่อื สร้างภาพลกั ษณ์ให้สินค้าและบรกิ ารเป็นท่ยี อมรบั และลด ปัญหาการถูกกดี กนั ทางการคา้ จากนานาประเทศ 7. เป็นการสร้างแรงจงู ใจในการทางานให้กบั พนักงาน นบั เป็นปัจจยั ในการจงู ใจท่ี สาคญั ของมนุษยด์ ้านความปลอดภยั ในการดารงชวี ติ และการทางานเป็นไปตามพน้ื ฐานของ มนุษย์ตามแนวคิดนักจติ วิทยา โดยมาสโลว์ นักจติ วิทยาท่ีเป็นเจ้าของทฤษฎีลาดบั ความ ต้องการมนุษย์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) คนงานจะมุ่งการตอบสนองความ ต้องการสภาพแวดล้อมการทางานท่ปี ลอดภยั ก่อน ก่อนท่จี ะถูกจูงใจใหม้ ุ่งไปสู่การตอบสนอง ความต้องการท่สี ูงขน้ึ ต่อไป ดงั นัน้ การจดั สภาพแวดล้อมในการทางานท่ดี ี จงึ เป็นเคร่อื งมอื ทางการบรหิ ารงานหน่งึ ทเ่ี ป็นการจงู ใจใหม้ คี วามอยากทางานในองคก์ ารนนั้ ๆ ซง่ึ ความต้องการ ความปลอดภยั จะหมายถึงความต้องการสภาพแวดล้อมท่ปี ลอดภยั ปราศจากอันตรายทาง รา่ งกายและจติ ใจดว้ ย ผลกาไรของธุรกจิ จะเกิดขน้ึ ได้จากปัจจยั หลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยง่ิ หากพนักงาน ปฏิบตั ิงานด้วยความปลอดภยั และมีสุขภาพอนามยั ท่ดี ที งั้ ร่างกาย จติ ใจ สงั คม เน่ืองจาก พนักงานจะมพี ลงั แรงจงู ใจ ขวญั กาลงั ใจ และสตปิ ัญญาในการสรา้ งสรรคค์ ดิ นวตั กรรมใหม่ ๆ ใหอ้ งค์การ ในขณะเดยี วกนั องค์การไดม้ กี ารจดั สภาพแวดลอ้ ม เคร่อื งมอื เคร่อื งจกั รทม่ี คี วาม ปลอดภยั ให้กบั พนักงานก็ยงิ่ ทาให้ช่วยเพม่ิ ผลติ ในการทางาน ลดต้นทุนด้านการบาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่วยจากการทางาน หน่วยงานทม่ี หี น้าทร่ี บั ผดิ ชอบดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั จาตอ้ ง ใหค้ วามสาคญั เป็นอยา่ งยงิ่ วตั ถปุ ระสงคข์ องความปลอดภยั และอาชีวอนามยั การประกอบกจิ การงานใด ๆ ในสถานประกอบการไมว่ ่าจะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม รวมกระทงั่ การมบี ุคลากรตัง้ แต่ 1 คนข้นึ ไปกฎหมายย่อมมขี ้อ กาหนดให้ดูแลควบคุมกากบั งานด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ให้เป็นไปด้วยความ เรยี บรอ้ ยปลอดภยั แก่บุคลากรผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ดงั นัน้ การจดั การทรพั ยากรมนุษยซ์ ง่ึ มหี น้าทด่ี ูแล ส่งเสรมิ สนับสนุน และรกั ษาไว้ซ่งึ ทรพั ยากรมนุษย์ท่มี คี ุณค่า ต้องอาศยั กลยุทธ์ในการปรบั สภาพงานให้เหมาะสมกบั มนุษยแ์ ละจดั บุคคลให้เหมาะสมกบั งานท่ตี นถนดั และรบั ผดิ ชอบ ซ่งึ งานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั มวี ตั ถุประสงคท์ ส่ี าคญั ดงั น้ี 1. เพ่อื ส่งเสรมิ และรกั ษาสุขภาพทางกาย ทางใจ และการมชี วี ติ เป็นปกตใิ นสงั คมของ คนงานทุกอาชพี ใหส้ ามารถดารงชวี ติ ทจ่ี ะปฏบิ ตั งิ านใหเ้ กดิ ผลผลติ ทเ่ี พมิ่ สูงขน้ึ รวมทงั้ เป็นการ

25 รกั ษาใหบ้ ุคลากรหรอื พนักงานของตนเองเป็นผูท้ ต่ี ระหนักถงึ ความปลอดภยั ตลอดเวลาในการ ปฏิบตั ิงานในหน้าท่ี และผู้ท่มี ีหน้าท่ดี ูแลกากบั ควบคุมพนักงานมกี ารอานวยความสะดว ก จัดหา ให้คาแนะนา ให้ความรู้ และช่วยเหลือให้มีความปลอดภัยและอาชีวอนามัยท่ีดี 2. เพ่อื ป้องกนั ความเสย่ี งต่อปัจจยั ท่อี าจจะทาใหเ้ กดิ ปัญหาสุขภาพของคนงาน การ ทางานในปัจจุบนั พนักงานต้องเส่ยี งต่อสุขภาพในการทางานสูงเน่ืองจาก ความก้าวหน้าทาง วทิ ยาศาสตรค์ ่อนขา้ งเจรญิ อยา่ งรวดเรว็ เพอ่ื ใหก้ ารผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารเกดิ ความรวดเรว็ ทนั กบั ความต้องการจนลืมนึกถึงสุขภาพอนามยั ท่ีดี ดังนัน้ ผู้บริหารมแี นวทาง หรอื การกาหนด แนวทางในการป้องกนั ความเสย่ี งต่อโรคภยั ต่าง ๆ ทเ่ี กดิ จากการทางาน ซง่ึ เป็นปัจจยั ส่งผลต่อ ปัญหาสุขภาพอนามยั ของพนักงาน เช่น มกี ารจดั ฝึกอบรมให้พนักงานใหม่และพนักงานเก่า ไดร้ บั ความรเู้ ก่ยี วกบั การป้องกนั วธิ กี ารควบคุมมใิ หเ้ กดิ การเจบ็ ป่วยอนั เกดิ จากการทางาน จดั ใหม้ กี ารดแู ลสุขภาพใหเ้ ป็นผทู้ แ่ี ขง็ แรง เป็นตน้ 3. เพ่อื ป้องกันการเกดิ ปัญหาสุขภาพทวั่ ไปจากสภาพแวดล้อมในการทางานของ พนกั งาน หรอื ลกู จา้ ง สภาพแวดลอ้ มในการทางานเป็นสง่ิ สาคญั ต่อสภาพการทางาน หน้าทข่ี อง พนักงานทป่ี ฏบิ ตั งิ าน หากจดั ใหม้ สี ภาพแวดลอ้ มทด่ี เี หมาะสมในการปฏบิ ตั งิ าน กย็ อ่ มแสดงให้ เห็นว่าหน่วยงานมีการป้องกันไม่ให้พนักงานเกิดอันตราย บาดเจ็บ และเจ็บป่ วยในการ ปฏบิ ตั งิ าน 4. เพ่อื ปรบั ปรุงสงิ่ แวดลอ้ มในการทางานท่เี หมาะสมเอ้อื ต่อการทางานทงั้ รา่ งกายและ จติ ใจของคนงาน พนกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ านในตาแหน่งต่าง ๆ ในสถานประกอบการใดมบี ุคลกิ ภาพท่ี มนั่ ใจ มอี ารมณ์ทด่ี ี และสุขภาพทแ่ี ขง็ แรง แสดงว่าหน่วยงานนนั้ มกี ารปรบั ปรงุ สภาพแวดลอ้ มท่ี เหมาะสมต่อการทางานของลกู จา้ งเป็นอยา่ งดี เช่น มรี ะบบควบคุมเคร่อื งจกั รทถ่ี ูกต้องตามหลกั สากล จดั ใหม้ กี ารประชุมรว่ มกนั ในการป้องกนั อนั ตรายทเ่ี กดิ จากการทางานโดยใหท้ ุกคนเขา้ มา มสี ่วนร่วม จดั นิทรรศการเพ่ือให้พนักงานมีส่วนร่วมในการวางแผนจดั การงานด้านความ ปลอดภยั และอาชวี อนามยั สม่าเสมอ เป็นตน้ การจดั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั มีวตั ถุประสงค์โดยส่วนต้องการทาให้ พนักงานผู้ปฏิบัติงานมีสุขภาพอนามัย และมีความปลอดภัยทัง้ ร่างกาย จิตใจ และ สภาพแวดลอ้ มทด่ี ี จงึ ต้องมกี ารส่งเสรมิ ดูแลรกั ษา ป้องกนั ความเสย่ี ง และอุบตั เิ หตุต่าง ๆ ใน การทางานไมใ่ หเ้ กดิ ขน้ึ ในการทางาน ประโยชน์ของความปลอดภยั และอาชีวอนามยั ทรพั ยากรมนุษยเ์ ป็นปัจจยั ทางการผลติ ทส่ี าคญั ทางการบรหิ าร หากสถานประกอบการ ทด่ี าเนินกจิ การมผี ลประกอบการท่ดี ไี ดก้ าไรสูงสุด ก็ย่อมแสดงให้เหน็ ว่าสถานประกอบการนัน้ ให้ความสาคญั กบั สภาพการทางานของบุคลากรให้มีความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการ

26 ทางาน ซง่ึ นับว่าเป็นกาไรทส่ี ูงสุดมากสาหรบั องคก์ าร เน่ืองจากมนุษยม์ สี าคญั ยงิ่ กว่าเครอ่ื งมอื เคร่อื งจกั ร ดงั นัน้ การจดั ให้มกี ารควบคุมดูแลให้พนักงานหรอื บุคลากรท่ปี ฏบิ ตั ิงานมคี วาม ปลอดภยั และอาชวี อนามยั ทด่ี ยี อ่ มสง่ ผลใหเ้ กดิ ประโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ ดงั น้ี 1. ช่วยป้องกนั และควบคุมให้เกดิ สภาพความปลอดภยั ในการทางาน ระบบความ ปลอดภยั และอาชีวอนามยั ในองค์การ หากองค์การได้มีการติดตงั้ เคร่อื งจกั รให้ถูกต้อง และเหมาะสมในการทางาน และมกี ารควบคุม ดูแล ด้วยเจา้ หน้าท่ที ่มี คี วามรู้ ความเชย่ี วชาญ และมกี ารฝึกอบรมพนักงานเป็นประจาสม่าเสมอก็จะป้องกนั และควบคุมใหพ้ นักงานมคี วาม ปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการทางานสงู ดว้ ย 2. ช่วยลดความสูญเสยี บนั่ ทอนกจิ การของนายจ้าง อนั เป็นสาเหตุมาจากบุคลากร ประสบอนั ตรายและเจบ็ ป่วยอนั เน่อื งมาจากการทางาน 3. ชว่ ยใหป้ ระเทศชาตมิ บี คุ ลากรทม่ี สี ขุ ภาพแขง็ แรง สามารถดารงอยใู่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งมี คุณภาพในลกั ษณะของแรงงานตามมาตรฐานองค์การอนามยั โลกกาหนด และสามารถแขง่ ขนั กบั ประเทศอ่นื ๆ ไดท้ ่ามกลางสภาพการทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป 4. สง่ ผลต่อสภาพเศรษฐกจิ และอานวยผลต่อรายไดข้ องประเทศโดยรวม ทาใหป้ ระเทศ มภี าพลกั ษณ์ท่ดี ใี นสายตานานาประเทศได้ รวมทงั้ ส่งผลถงึ ความอยู่ดกี นิ ดขี องคนในประเทศ และประชาชนในประเทศมสี ภาพคลอ่ งในสภาพดา้ นการเงนิ 5. ทาให้บุคลากรได้รบั ความเป็นธรรม ไม่ขดั ต่อกฎเกณฑ์ และกฎหมายด้านความ ปลอดภยั และอาชวี อนามยั ส่งผลใหบ้ คุ ลากรมสี ภาพจติ ใจทด่ี กี ่อให้เกดิ ความสุขในการทางาน 6. สรา้ งช่อื เสยี งใหอ้ งค์การหรอื การดาเนินธุรกจิ ในภาพลกั ษณ์ในความรบั ผดิ ชอบต่อ สงั คม (Corporate Social Responsibility) และช่วยเสรมิ ภาพลกั ษณ์ใหผ้ ลติ ภณั ฑห์ รอื สนิ คา้ ลดปัญหาการถูกกดี กนั ทางการคา้ กบั นานาประเทศ 7. ช่วยเสริมสร้างความมนั่ ใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของลูกจ้าง และนายจา้ งเป็นการแสดงออกถงึ ความห่วงใยของนายจา้ งทม่ี ตี ่อพนกั งาน 8. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรกั ษาพยาบาลพนักงานท่ปี ระสบอนั ตรายและเจบ็ ป่ วยอัน เน่อื งจากการทางาน ซง่ึ สามารถส่งผลใหธ้ ุรกจิ มกี าไรมากขน้ึ ทจ่ี ะนามาพฒั นาทัง้ คน และงานให้ เกดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สุด องค์การหรอื หน่วยงานท่รี บั ผดิ ชอบเก่ยี วกบั ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการ ทางานได้เหน็ ว่าหากองค์การไดม้ กี ารบรหิ ารงานด้านปลอดภยั และอาชอี นามยั จะต้องเอาใจใส่ ดแู ลพนกั งานเพ่อื ใหป้ ฏบิ ตั งิ านไดโ้ ดยปราศจากอนั ตราย ซง่ึ ก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อองคก์ ารและ พนกั งานเป็นอยา่ งยง่ิ โดยเฉพาะทาใหล้ ดอุบตั เิ หตุ ลดค่าใชจ้ า่ ยในการรกั ษาพยาบาล พนกั งาน มสี ุขภาพท่ดี ี เสรมิ สรา้ งความมนั่ ใจให้กบั ผู้ปฏบิ ตั งิ าน เกดิ ความเป็นธรรมแก่ลูกจา้ ง และช่วย สรา้ งภาพลกั ษณ์ทด่ี ใี หก้ บั องคก์ าร

27 เป้าหมายของงานความปลอดภยั และอาชีวอนามยั ความปลอดภยั ในการทางานของบุคลากรเป็นเรอ่ื งทม่ี คี วามสาคญั สาหรบั นายจา้ ง หรอื ฝ่ายปฏบิ ตั กิ าร ได้ดาเนินงานเก่ยี วกบั การดแู ลผปู้ ฏบิ ตั ิงานทุกตาแหน่ง ทุกอาชพี ดงั นัน้ ผู้ทม่ี ี หน้าท่ใี นการกาหนดนโยบายต้องให้ความสาคญั โดยมกี ารมอบหมายความรบั ผดิ ชอบ ใหผ้ ู้มี หน้าทใ่ี นการจดั การ กากบั ดแู ล ควบคุมดาเนินงานใหบ้ ุคลากรมคี วามปลอดภยั ขณะปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ เป็นไปตามกฎหมายเก่ยี วกบั ความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน ส่วนงานด้านอาชวี อนามยั เป็นงานสาธารณสุขแขนงหน่ึง ท่ที าหน้าท่ใี นการดาเนินงานดูแล สุขภาพอนามยั ของผู้ปฏบิ ตั งิ านทุกสาขาอาชพี โดยมเี ป้าหมายเพ่อื ใหม้ เี กดิ ความปลอดภยั ดงั น้ี 1. ป้องกนั และควบคุมการบาดเจบ็ หรอื อุบตั ภิ ยั อนั เน่ืองมาจากการประกอบอาชพี มงุ่ ท่ี จะหาแนวทางและวธิ กี ารในการลดการเกิดอนั ตรายในการปฏบิ ตั งิ าน ตงั้ แต่บาดเจบ็ เลก็ น้อย ปานกลาง ไปจนถึงขนั้ รุนแรง ทุพลภาพ และเสียชวี ิต ดงั นัน้ จาเป็นต้องใช้มาตรการด้าน กฎระเบยี บขอ้ บงั คบั โดยมกี ารกากบั ควบคุม ดแู ล และตดิ ตามประเมนิ ผลอยา่ งต่อเน่อื ง 2. ป้องกนั และควบคุมโรคอนั เน่ืองมาจากการประกอบอาชพี ดาเนินการวางแผนระบบ การควบคุม และป้องกัน เริ่มตัง้ แต่การให้การปฐมนิเทศพนักงานใหม่ให้มีความรู้ในการ ปฏิบตั ิงานท่เี ก่ียวกับสารเคมี เคร่อื งมอื เคร่อื งจกั ร และอุปกรณ์ในการทางาน ให้เข้าใจทุก ขนั้ ตอน รวมทงั้ มกี ารตดิ ตามประเมนิ ผลอยตู่ ลอดเวลา 3. ส่งเสรมิ และจดั บรกิ ารสุขภาพอนามยั ของผู้ประกอบอาชพี ให้มคี วามสมบูรณ์ทงั้ รา่ งกาย จติ ใจ และสงั คม งานส่งเสรมิ และการจดั การเป็นลกั ษณะของงานทใ่ี หค้ วามช่วยเหลอื สนับสนุน จดั หา และอานวยความสะดวกใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านสามารถทางานไดด้ ว้ ยความปลอดภยั และมสี ขุ ภาพอนามยั ทด่ี ี 4. ส่งเสรมิ สขุ ภาพจติ ในการทางาน เป็นการช่วยใหพ้ นักงานผปู้ ฏบิ ตั งิ านไดม้ สี ุขภาวะท่ี ดใี นการทางานทางดา้ นจติ ใจ ได้แก่ สภาพอารมณ์ทพ่ี รอ้ มจะปฏบิ ตั ิงานให้สาเรจ็ ลุล่วง โดยมี ก า ร จ ัด กิ จ ก ร ร ม ส่ ง เ ส ริม ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม สุ ข ใ น ก า ร ท า ง า น ม า ก ก ว่ า ก า ร แ ข่ ง ข ัน กั น ท า ง า น 5. จดั สภาพแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสมในการทางานเพ่อื ป้องกนั อนั ตรายทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ กบั ผู้ปฏบิ ตั งิ าน เป็นหน้าท่ขี องผู้บรหิ ารในการดาเนินงานเก่ียวกบั สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ทางชวี ภาพ ใหเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะของการตดิ ตงั้ เคร่อื งมอื เคร่อื งจกั ร และอุปกรณ์ในการ ทางานใหถ้ กู ตอ้ งตามหลกั อุตสาหกรรมโรงงาน จดั บุคคลใหป้ ฏบิ ตั งิ านใหเ้ หมาะสมกบั ความถนัด และตรงกบั ความรู้ ความสามารถ 6. ฟ้ืนฟูสุขภาพผู้ทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ และเจบ็ ป่ วยอนั เน่ืองมาจากการทางาน หน้าทข่ี อง ฝ่ ายการจดั การทรพั ยากรมนุษย์ ด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั เม่อื พนักงานได้รบั อนั ตรายบาดเจบ็ และเจบ็ ป่วยอนั เน่ืองมาจากการทางาน หลงั จากทไ่ี ดร้ บั การรกั ษาพยาบาลทด่ี ี

28 แล้ว จาเป็นต้องได้รบั การฟ้ืนฟูทงั้ ทางร่างกาย และจติ ใจ ให้พนักงานได้มคี วามมนั่ ใจในการ ปฏบิ ตั งิ านต่อไปได้ 7. ป้องกนั การเจบ็ ป่วยและส่งเสรมิ สุขภาพของผปู้ ฏบิ ตั งิ านโดยรวม งานป้องกนั จะช่วย ให้ลดการได้รบั อันตรายจากการทางาน องค์การจึงต้องมีการวางแผนเพ่อื การป้องกนั และ ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทราบถึงบทบาท หน้าท่ีในการปฏิบัติงานท่ีถูกต้อง และชดั เจน ดว้ ยการใหค้ วามรู้ ฝึกอบรมใหเ้ ขา้ ใจ และรวมทงั้ การวางแผนดา้ นงบประมาณในการดาเนินการ ตดิ ตงั้ เครอ่ื งจกั รใหถ้ ูกตอ้ ง เพ่อื ลดการเกดิ อนั ตรายต่าง ๆ จากการปฏบิ ตั งิ าน เป้าหมายสาคญั ของงานความปลอดภยั อาชวี อนามยั ผู้ทม่ี หี น้าท่ีในความรบั ผดิ ชอบ โดยตรงตอ้ งดาเนินการตงั้ แต่การป้องกนั และควบคุมไม่ใหม้ กี ารเกดิ อุบตั เิ หตุและโรคอนั เกดิ ขน้ึ จากการทางาน ส่งเสรมิ ใหก้ ารสนับสนุนทงั้ ดา้ นงบประมาณ การพฒั นาฝึกอบรมอยา่ งต่อเน่ือง จดั สภาพแวดลอ้ มท่เี หมาะสมกบั ลกั ษณะงาน และเม่อื พนักงานไดร้ บั บาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่ วยอนั เน่อื งจากการทางานกจ็ าเป็นตอ้ งดาเนนิ การฟ้ืนฟูดแู ลใหเ้ ป็นปกตโิ ดยเรว็ ขอบเขตของงานความปลอดภยั และอาชีวอนามยั องค์การอนามยั โลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ไดป้ ระชุม ร่วมกันในลกั ษณะงานด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการทางาน ซ่งึ ประกอบด้วย ลกั ษณะงาน 5 ประการสาคญั David L.Goetsch. (2005, p.16) ดงั น้ี 1. การส่งเสริม (Promotion) หมายถงึ การส่งเสรมิ และธารงรกั ษาไว้ เพ่อื ให้พนกั งาน หรอื ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทุกอาชพี มสี ุขภาพร่างกายทแ่ี ขง็ แรง มจี ติ ใจทส่ี มบูรณ์ทส่ี ุด และมคี วามเป็นอยู่ ในสงั คมทด่ี ตี ามสถานะทพ่ี งึ มไี ด้ 2. การป้องกนั (Prevention) หมายถงึ งานดา้ นป้องกนั ผปู้ ฏบิ ตั งิ านไม่ใหม้ สี ุขภาพ อนามยั ทเ่ี ส่อื มโทรม อ่อนแอ ทุพลภาพ หรอื ผดิ ปกตอิ นั มสี าเหตุอนั เน่ืองมาจากสภาพแวดลอ้ ม การทางานทผ่ี ดิ ปกติ หรอื เป็นการวางแผนการดาเนินงานไวล้ ่วงหน้าเก่ยี วกบั การป้องกนั ไม่ให้ ผูป้ ฏบิ ตั ิงานไดร้ บั อนั ตราย บาดเจบ็ และเจบ็ ป่ วยอนั เน่ืองมาจากการทางานไม่ว่าจะเกดิ จาก สภาพแวดลอ้ ม หรอื การกระทาทไ่ี มป่ ลอดภยั กต็ าม 3. การปกป้องคุ้มครอง (Protection) หมายถงึ การปกป้องดูแลผปู้ ฏบิ ตั งิ านในสถาน ประกอบการ หรอื ลูกจา้ งไม่ใหท้ างานทเ่ี สย่ี งต่อสภาพแวดลอ้ มในการปฏบิ ตั งิ านทเ่ี ป็นอนั ตราย จนเป็นสาเหตุสาคญั ท่ที าให้เกิดปัญหาอุบตั ิเหตุ การบาดเจ็บ และเจ็บป่ วยอันเกิดจากการ ปฏบิ ตั งิ าน ซ่งึ การควบคุมดูแลจะเป็นส่วนหน่ึงของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมาย ความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน

29 4. การจดั หน้าท่ีการงาน (Placing) หมายถงึ การจดั ตาแหน่งหน้าทง่ี านเป็นการจดั สภาพต่างๆ ของการทางาน และปรบั สภาพ พฤตกิ รรมผู้ปฏบิ ตั งิ าน ให้ทางานในสง่ิ แวดล้อม ของการทางานทเ่ี หมาะสมกบั ความรู้ ความสามารถ และความถนดั ของรา่ งกายแต่ละคน รวมทงั้ สภาพจติ ใจของผปู้ ฏบิ ตั งิ านแต่ละคนใหเ้ หมาะสมมากทส่ี ุด โดยคานงึ ถงึ ความคุม้ ค่าในการลุงทุน อนั จะนาผลใหเ้ กดิ ผลตอบแทนทด่ี ี 5. การปรบั งานและคนให้มีความเหมาะสมกนั (Adaptation) หมายถงึ การปรบั สภาพของงานและของคนใหส้ ามารถทางานได้อย่างเหมาะสม คานึงถงึ สภาพทางสรรี ะวทิ ยา กายศาสตร์ ของผปู้ ฏบิ ตั งิ านให้มากทส่ี ุด อยใู่ นพ้นื ฐานของความแตกต่างกนั ของสภาพร่างกาย และจติ ใจ พยายามหาวธิ กี าร การออกแบบอุปกรณ์ เคร่อื งมอื ในการทางานให้เหมาะสมกบั สภาพรา่ งกายของผปู้ ฏบิ ตั งิ านใหเ้ กดิ ความถนดั เหมาะสม เพ่อื ประสทิ ธภิ าพของงาน และใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในทางาน เพ่อื สง่ ผลต่อประสทิ ธผิ ลสงู สดุ 6. การสนับสนุนและช่วยเหลือ (Supporting) หมายถึง การจดั หา อานวยความ สะดวก และช่วยเหลอื ให้ผู้ปฏบิ ตั งิ านไดม้ คี วามปลอดภยั และสุขภาพอนามยั ท่ดี ใี นการทางาน ได้แก่ การจดั โครงการสุขภาพอนามยั เพ่อื ให้ส่งผลประโยชน์ในการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการ รกั ษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจาปี และการจดั ให้มแี พทยเ์ ฉพาะทางมาประจาในการให้ การตรวจรกั ษา และมอี ุปกรณ์ในการตรวจรกั ษาพยาบาลช่วยเหลอื ผู้ประสบอนั ตรายและ เจบ็ ป่วย รวมทงั้ แนะนาใหค้ วามรทู้ างดา้ นสุขภาพแก่ผปู้ ฏบิ ตั งิ านเป็นประจาสม่าเสมอ จากขอบเขตของงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั จะป้องกนั อุบตั เิ หตุและโรคอนั เน่ืองมาจากการทางาน เป็นงานส่งเสรมิ สุขภาพใหม้ ที งั้ สุขภาพกาย และสุขภาพจติ ทด่ี ี จงึ เป็น งานท่มี ลี กั ษณะการทาให้การทางานของพนักงานผู้ปฏิบตั ิงานให้เกดิ ความปลอดภยั และมี สขุ ภาพอนามยั ทด่ี ที งั้ ทางรา่ งกาย จติ ใจ และสงั คม ดงั จะแสดงใหเ้ หน็ ในภาพท่ี 1.2

30 Promotion Prevention Protection ขอบเขตของงาน ความปลอดภยั และอาชีวอนามยั Placing Adaptation Supporting ภาพท่ี 1.2 ขอบเขตความสมั พนั ธข์ องงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั บคุ ลากรที่เกี่ยวข้องกบั งานความปลอดภยั และอาชีวอนามยั งานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามยั เป็นลกั ษณะการดาเนินงานท่ีเป็นศาสตร์ ทางการประยุกต์หรอื วิชาการความรู้แขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้พ้ืนฐานทางด้าน วทิ ยาศาสตร์ หรอื วทิ ยาศาสตร์ประยุกต์ ในส่วนท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั งานดา้ นอาชวี อนามยั จะมกี าร ผสมผสานและอาศยั ความร่วมมอื ของบุคลากรท่มี สี ่วนเก่ยี วข้องในด้านต่าง ๆ เพ่อื ช่วยเหลอื ป้องกนั คุ้มครอง รกั ษา และส่งเสรมิ สนับสนุนให้งานด้านความปลอดภัยและอาชวี อนามยั มี ประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ ใน 7 ดา้ น (วภิ ารตั น์ โพธขิ ์ ,ี 2557, หน้า 11-12) ดว้ ยกนั มดี งั น้ี 1. ด้านความปลอดภยั (Safety) ไดแ้ ก่ ลกู จา้ ง ทน่ี ายจา้ งแต่งตงั้ ใหเ้ ป็นเจา้ หน้าท่ีความ ปลอดภยั ตามกฎหมายพระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อม พ.ศ. 2549 กฎกระทรวง หรอื สหภาพแรงงาน ทม่ี หี น้าทป่ี กป้อง ส่งเสรมิ สนับสนุนลูกจา้ งดว้ ยกนั ใหม้ ี ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการทางาน 2. ด้านอาชีวสุขศาสตร์ (Occupational Medicine) หรอื เวชศาสตรอ์ ุตสาหกรรม (Industrial Medicine) มหี น้าทศ่ี กึ ษาในดา้ นการตรวจวนิ ิจฉัย และรกั ษาโรคอนั เน่ืองมาจากการ

31 ประกอบอาชพี ซ่งึ มหี น้าท่สี บื ค้น ตรวจสอบ ประเมนิ อนั ตรายจากสงิ่ แวดลอ้ มความร้อน รงั สี เสยี งดงั ความสนั่ สะเทอื น ฝ่นุ ละออง เพ่อื ป้องกนั โรคจากการทางาน 3. ด้านอาชีวนิรภยั (Occupational Safety) นกั วทิ ยาศาสตรค์ วามปลอดภยั และ วศิ วกรความปลอดภยั ทาหน้าท่ปี ้องกนั อุบตั ิเหตุจากการทางาน ออกแบบ พฒั นา หรอื แก้ไข อุปกรณ์ เครอ่ื งจกั ร เพ่อื ใหเ้ กดิ ปลอดภยั ในการทางาน 4. ด้านการยศาสตร์ (Ergonomic) เป็นศาสตรท์ ม่ี งุ่ เน้นการจดั ออกแบบ และปรบั ปรงุ สภาพการทางานให้เหมาะสมกบั กายและสรรี ะของคนงาน รวมทงั้ สภาพจติ ใจของคนทางาน เครอ่ื งมอื ทา่ ทางหรอื วธิ กี ารทางานใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านไดเ้ กดิ ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการ ทางาน 5. ด้านจิตวิทยาอตุ สาหกรรม (Industrial Psychology) ทาหน้าทใ่ี นการแก้ปัญหา ในการทางานโดยใช้หลกั การทางจติ วทิ ยา การกระตุ้น ให้เกดิ สง่ิ จงู ใจ และสรา้ งบรรยากาศใน การทางานทด่ี ี 6. ด้านอาชีวเวชศาสตร์ (Occupational Medicine) หรอื เวชศาสตรอ์ ุตสาหกรรม บุคลากรด้านอาชีวเวชศาสตร์ มีหน้าท่ีศึกษาในด้านการตรวจวินิจฉัย และรกั ษาโรคอัน เน่ืองมาจากการทางาน (Occupational Diseases) เป็นการดูแลสุขภาพของคนทางาน ครอบคลมุ ตงั้ แต่การป้องกนั โรค การรกั ษาโรค และการฟ้ืนฟูสุขภาพของคนทางาน แต่เน่ืองจาก ปัญหาโรคจากการทางานส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาทป่ี ้องกนั ได้ เน้นหนักไปทางการป้องกนั โรค เป็นหลกั ตลอดจนการบาดเจบ็ ต่าง ๆ และสุขภาพของคนงาน ไดแ้ ก่ แพทย์อาชวี เวชศาสตร์ แพทย์อาชีวอนามยั ซ่ึงจะมีผู้ช่วยในการให้ความรู้แนะนา และปฏิบัติงานด้านน้ีอีก เช่น พยาบาล อาชวี อนามยั ผชู้ ่วยพยาบาล 7. ด้านเวชศาสตรฟ์ ื้ นฟู (Rehabilitation Medicine) บุคลากรทส่ี าคญั ทด่ี แู ลดา้ นน้ี มี หน้าท่ี ได้แก่ แพทยเ์ วชศาสตรฟ์ ้ืนฟู นักกายภาพบาบดั นักจติ วทิ ยา นักสงั คมสงเคราะห์ นัก อาชวี บาบดั นกั กจิ กรรมบาบดั นกั กายภาพบาบดั นักจติ บาบดั มหี น้าทฟ่ี ้ืนฟูสภาพกาย รวมทงั้ จติ ใจของผปู้ ระกอบอาชพี ทไ่ี ดร้ บั การบาดเจบ็ หรอื พกิ ารจากอุบตั เิ หตุ หรอื ไม่สามารถทางานได้ เน่ืองจากเป็นโรคท่เี กดิ จากการประกอบอาชพี ให้สามารถกลบั เขา้ มาทงานได้ตามปกติ หรอื ทางานชนดิ ใหม่ ทเ่ี หมาะสมกบั สภาพรา่ งกาย นอกจากศาสตรท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งทก่ี ล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ งานอาชวี อนามยั และความปลอดภยั ยังต้องอาศัยวิชาการอ่ืน ๆ ร่วมด้วย เช่น วิทยาการระบาด ( Epidemiology) พิษวิทยา (Toxicology) และจิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology) อาชีวะเวชศาสตร์ (Occupational medicine) เวชศาสตรฟ์ ้ืนฟู (Rehabilitation medicine) จะต้องมบี ุคลากรทม่ี ี ความเช่ยี วชาญและให้ความช่วยเหลอื เก่ยี วกบั การให้ความรู้ แนะนา พฒั นา และส่งเสรมิ ให้ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในสถานประกอบการให้ปฏบิ ตั งิ านดว้ ยความปลอดภยั ปราศจากการเกดิ อุบตั เิ หตุ

32 บาดเจ็บ และเจ็บป่ วยอันเกิดจากการทางานรวมทัง้ ให้ความเห็นและแนะนาผู้บริหารให้ ดาเนินการตามหลกั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ทถ่ี ูกตอ้ ง หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกบั ความปลอดภยั และอาชีวอนามยั ในประเทศไทย ประเทศไทยไดม้ กี ารจดั ตงั้ หน่วยงานทร่ี บั ผดิ ชอบดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ขน้ึ ตามบทบาท ภาระ หน้าท่ี และความรบั ผดิ ชอบตามลกั ษณะทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั หน่วยงานต่าง ๆ ให้มคี วามชดั เจน และกาหนดใหก้ ระทรวงต่าง ๆ ได้มเี ป็นผูด้ ูแล รบั ผดิ ชอบตามภารกจิ สาคญั และได้มกี ารดาเนินงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั โดยมหี น่วยงานทร่ี บั ผดิ ชอบทเ่ี ป็น ส่วนงานท่ที าหน้าทก่ี าหนด กากบั ดูแล ควบคุมและประสานงานมกี ารดาเนินการทงั้ ในรปู แบบ ภาครฐั และเอกชน มจี ดุ มงุ่ หมายเพ่อื ใหผ้ ปู้ ระกอบอาชพี มสี ุขภาพอนามยั ทด่ี ี ปราศจากอุบตั เิ หตุ บาดเจ็บ เจ็บป่ วย และเป็นโรคอันเน่ืองมาจากการทางาน ให้สามารถปฏบิ ตั ิงานได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพในสภาพการทางานท่มี สี ภาพแวดล้อมทด่ี ปี ลอดภยั จากภยนั ตรายใด ๆ ทงั้ ปวง รวมทัง้ ให้มีสุขภาพจิตท่ีดี ดังนัน้ การท่ีจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ในการดาเนินงานของ หน่วยงานทม่ี หี น้าทเ่ี ก่ยี วขอ้ งเหล่านัน้ ได้นัน้ จาเป็นต้องมกี ารดาเนินการและการประสานงาน ของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องทัง้ ภาครัฐและเอกชนร่วมกันในการดาเนินงาน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานท่มี หี น้าท่ี บทบาทสาคญั ท่สี ุด คอื หน่วยงานภาครฐั โดยอาศยั กฎหมายด้านความ ปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน ซง่ึ จดั ตงั้ ขน้ึ เป็นพระราชบญั ญตั ิ ความ ปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน พ.ศ. 2554 ท่มี ดี ้วยกนั หลายฉบบั หน่วยงานดงั กล่าวสงั กดั สานักงานความปลอดภยั แรงงาน กระทรวงแรงงาน เป็นการกาหนด กรอบทศิ ทางใหส้ ถานประกอบการดาเนินการอย่างเครง่ ครดั เพ่อื ความปลอดภยั และอาชวี อนา มยั ในการทางาน ในปัจจุบนั ประเทศไทยมหี น่วยงานภาครฐั ทม่ี บี ทบาทโดยตรงในการดาเนินงานความ ปลอดภยั และอาชวี อนามยั หลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานกจ็ ะมแี ต่ละกระทรวงทด่ี ูแลและ เกย่ี วขอ้ ง โดยเฉพาะราชการสว่ นกลาง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง สาธารณสขุ และสว่ นหน่วยงานอ่นื ๆ ทม่ี สี ว่ นเกย่ี วขอ้ ง ไดแ้ ก่ กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ สงิ่ แวดลอ้ ม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม และกระทรวง คมนาคม นอกจากน้ียงั มรี าชการส่วนทอ้ งถน่ิ ทม่ี บี ทบาทเก่ยี วขอ้ งได้แก่ กรุงเทพมหานคร และ เมอื งพทั ยา เป็นตน้ บทบาทหน้าทข่ี องหน่วยงานทม่ี สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งสาคญั มดี งั น้ี 1. กระทรวงแรงงาน เป็นองคก์ รหลกั ในการบรหิ ารแรงงาน พฒั นาประชากรใหม้ งี าน ทา มศี กั ยภาพ สนับสนุนขดี ความสามารถในการแข่งขนั มหี ลกั ประกนั มนั่ คง ดแู ลใหแ้ รงงานมี ความมนั่ คง มคี วามปลอดภยั และสุขภาพท่ดี ี ได้รบั ค่าตอบแทนการทางานท่เี ป็นธรรม และ

33 คุณภาพชวี ติ ท่ดี ี นอกจากน้ียงั มหี น้าท่โี ดยตรงในการดูแลความปลอดภยั ในการทางานของ ลกู จา้ งในทุกสถานประกอบการ ทุกตาแหน่ง อาชพี และใหค้ วามคุม้ ครองเกย่ี วกบั การใชแ้ รงงาน ซ่งึ หน่วยงานหลักท่ีรบั ผดิ ชอบ คือ กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน ซ่งึ เน้นในด้านการ คุม้ ครองแรงงานส่วนของการป้องกนั อนั ตรายจากการทางาน ซง่ึ มสี านกั งานความปลอดภยั ทา หน้าทก่ี ากบั ดแู ละรบั ผดิ ชอบ และสานักงานประกนั สงั คม ซง่ึ มหี น้าทใ่ี นการจ่ายค่าทดแทน การ รกั ษาพยาบาลและฟ้ืนฟูสมรรถภาพแก่ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทป่ี ระสบอนั ตรายอนั เน่ืองมาจากการทางาน 1.1 กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน มภี ารกิจกาหนดและพฒั นามาตรฐาน แรงงานใหส้ อดคลอ้ งกบั มาตรฐานสากล กากบั ดูแลการคุม้ ครองแรงงานใหเ้ ป็นไปตามกฎหมาย สง่ เสรมิ และพฒั นาการคุม้ ครองแรงงาน ความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการ ทางาน แรงงานสมั พนั ธ์ สวสั ดิการแรงงาน และมาตรฐานแรงงานไทย พฒั นาระบบบรหิ าร จดั การของกรมสวสั ดกิ ารและคุม้ ครองแรงงาน โดยพฒั นามาตรฐาน ระบบ กลไก มาตรการ กล ยุทธใ์ นการส่งเสรมิ สนับสนุนร่วมมอื และแก้ไขปัญหาในการเพม่ิ โอกาสในการสรา้ งการแข่งขนั ทางการค้าและการลงทุนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิต และพฒั นาแรงงานให้มี คุณภาพชวี ติ ท่ดี ี กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงานมสี ่วนราชการในสงั กดั ทม่ี บี ทบาทสาคญั ดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ไดแ้ ก่ กองความปลอดภยั ศนู ยค์ วามปลอดภยั เขต จานวน 12 แห่ง สานักงานสวสั ดกิ ารและคุม้ ครองแรงงานพ้นื ท่ี 10 พ้นื ท่ี และ สานกั งานสวสั ดกิ ารและ คุม้ ครองแรงงานจงั หวดั 76 จงั หวดั แต่ละหน่วยงานมบี ทบาทหน้าท่ี ดงั น้ี 1.1.1 กองความปลอดภยั เพ่อื ให้การบรหิ ารจดั การงานดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานเป็นระบบและมปี ระสทิ ธภิ าพ และเป็นการทางาน เชงิ รุก เพม่ิ ขดี ความสามารถในการทางานท่คี ล่องตวั ในการใหบ้ รกิ าร โดยกระจายภารกจิ ลงสู่ ศูนยค์ วามปลอดภยั แรงงานพน้ื ท่ี ลดความซ้าซอ้ นในการทางาน จงึ เปล่ียนจากหน่วยงาน “กอง ตรวจความปลอดภยั ” มาเป็น “กองความปลอดภยั ” เมอ่ื วนั ท่ี 12 กรกฎาคม 2559 ซง่ึ มบี ทบาท หน้าทด่ี งั น้ี 1.1.1.1 กาหนดและพฒั นามาตรฐานความปลอดภยั อาชวี อนามยั และ สภาพแวดลอ้ มในการทางานทงั้ แรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบ รวมทงั้ แรงงานทางทะเล 1.1.1.2 ควบคุมดูแลนายจา้ ง ลูกจา้ ง และพนักงาน รวมทงั้ บุคคล นิติ- บุคคลหรอื หน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง ให้ปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน และกฎหมายอ่นื ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 1.1.1.3 ควบคมุ ดแู ลคนประจาเรอื เจา้ ของเรอื และนายเรอื ใหป้ ฏบิ ตั ติ าม กฎหมายว่าดว้ ยแรงงานทางทะเล และกฎหมายอ่นื ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 1.1.1.4 ดาเนินการเกย่ี วกบั การอนุญาต การขน้ึ ทะเบยี น และกากบั ดูแล มาตรฐานการให้บรกิ ารความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน ตาม กฎหมายเกย่ี วกบั ความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน

34 1.1.1.5 พฒั นาระบบการคุม้ ครองความปลอดภยั ในการทางาน มาตรการ และวธิ ปี ฏบิ ตั ดิ า้ นการตรวจความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน 1.1.1.6 พฒั นาองคค์ วามรแู้ ละระบบสารสนเทศความปลอดภยั อาชวี - อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน 1.1.1.7 สรา้ งเสรมิ และพฒั นาเครอื ข่ายความปลอดภยั อาชวี อนามยั และ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน 1.1.1.8 บรหิ ารกองทุนความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ ม ในการทางาน 1.1.1.9 ปฏบิ ตั งิ านรว่ มกนั หรอื สนับสนุนการปฏบิ ตั งิ านของหน่วยงานอ่นื ทเ่ี กย่ี วขอ้ งหรอื ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ภารกจิ หลกั ทส่ี าคญั ของกองความปลอดภยั ไดแ้ ก่ 1.1.1.10 พัฒนามาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดลอ้ มในการทางานใหส้ อดคลอ้ งกบั มาตรฐานสากล 1.1.1.11 ส่งเสรมิ พฒั นา และกากบั ดูแลดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนา- มยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน 1.1.1.12 พฒั นาและเสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ ของเครอื ข่ายด้านความ ปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานในทุกภาคส่วน 1.1.1.13 ส่งเสรมิ และพฒั นาระบบการจดั การดา้ นความปลอดภยั อาชวี - อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน 1.1.2 สถาบนั ความปลอดภยั ในการทางาน เป็นหน่วยงานทส่ี นับสนุนการปฏบิ ตั ิ ภารกจิ ของกรมสวสั ดกิ ารและคุม้ ครองแรงงานทางดา้ นวชิ าการ ประกอบดว้ ยฝ่ ายต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ฝ่ ายพัฒนาความปลอดภัย ฝ่ ายส่งเสริมความปลอดภัย และฝ่ ายรบั รองการบริการความ ปลอดภยั ซง่ึ ฝ่ายพฒั นาความปลอดภยั นนั้ แบ่งออกเป็นสาขาสุขศาสตรแ์ รงงาน สาขาพษิ วทิ ยา อุตสาหกรรม สาขาความปลอดภยั เคมี และการป้องกันอุบตั ิภยั ร้ายแรง สาขาการยศาสตร์ แรงงาน สาขาวศิ วกรรมความปลอดภยั สาขาความปลอดภยั ก่อสรา้ ง สาขาเวชศาสตรแ์ รงงาน สาขาความปลอดภยั เครอ่ื งจกั ร และสาขาความปลอดภยั ไฟฟ้า สถาบนั ความปลอดภยั ในการทางาน มอี านาจหน้าท่ี ดงั น้ี 1.1.2.1 ส่งเสรมิ และพฒั นาระบบความปลอดภยั อาชวี อนามยั และ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน 1.2.1.2 ดาเนินการเก่ยี วกบั การรบั รองบรกิ ารความปลอดภยั อาชวี อนา- มยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน 1.2.1.3 ส่งเสรมิ และพฒั นาเครอื ข่ายความปลอดภยั อาชวี อนามยั และ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน

35 1.2.1.4 ปฏบิ ตั งิ านร่วมกนั หรอื สนบั สนุนการปฏบิ ตั งิ านของหน่วยงานอ่นื ทเ่ี กย่ี วขอ้ งหรอื ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ภารกจิ ทส่ี าคญั ของสถาบนั ความปลอดภยั ในการทางาน มดี งั น้ี 1.2.1.5 รณรงคส์ ่งเสรมิ ความปลอดภยั ในการทางานทวั่ ประเทศ โดยการ จดั สปั ดาหค์ วามปลอดภยั ในการทางานแห่งชาตปิ ระจาทุกปี ทงั้ ในส่วนกลางและส่วนภมู ภิ าค 76 จงั หวัด โดยปกติจะมีการหมุนเวียนไปตามจงั หวัดต่าง ๆ ในภาคนัน้ ๆ เพ่ือให้สถาน ประกอบการไดม้ กี ารนาเสนอเกย่ี วกบั กจิ กรรมต่าง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความปลอดภยั และ อาชวี อนามยั 1.2.1.6 สนบั สนุนองคค์ วามรแู้ ก่นายจา้ ง ลกู จา้ ง องคก์ รดา้ นแรงงาน และ หน่วยงานต่าง ๆ ด้วยการจดั ฝึกอบรม สมั มนาเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ ศกึ ษาดูงาน ตน้ แบบ และประชาสมั พนั ธว์ ชิ าการความปลอดภยั 1.2.1.7 วเิ คราะห์และปรบั ปรุงสภาพการทางานทางวศิ วกรรมความ ปลอดภยั ในสถานประกอบการ โดยทาหน้าทศ่ี กึ ษาคน้ ควา้ ทดสอบ และพฒั นามาตรการป้องกนั อนั ตรายอนั เกดิ จากเครอ่ื งจกั ร เครอ่ื งกล หมอ้ น้า ไฟฟ้า และงานก่อสรา้ งต่าง ๆ 1.2.1.8 ตรวจสอบวินิจฉัยสภาพแวดล้อมในการทางานแก่สถาน ประกอบการ โดยตรวจสอบสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ ตรวจเกบ็ สภาพแวดล้อมดา้ นสารเคมี ต่าง ๆ นามาประเมนิ อนั ตรายของสง่ิ แวดลอ้ มในการทางานทด่ี ี 1.2.1.9 ทดสอบและวเิ คราะหก์ ารเปลย่ี นแปลงดา้ นสมรรถภาพและสรรี ะ การทางานของลูกจา้ งเพ่อื ควบคุมและป้องกนั โรคจากการทางานและส่งเสรมิ สุขภาพแรงงาน รวมทงั้ ปฏบิ ตั กิ ารตดิ ตามเฝ้าระวงั โรคจากการทางาน 1.2.1.10 ส่งเสรมิ และพฒั นาระบบความปลอดภยั ในสถานประกอบการ ด้วยการสารวจ ศกึ ษา วเิ คราะห์ และแนะนาสถานประกอบการท่มี คี วามเส่ยี งให้มรี ะบบการ จดั การความปลอดภยั ในสถานประกอบการ 1.2.1.11 เผยแพร่เอกสาร ข่าวสาร ค่มู อื วดี ีทศั น์ ดา้ นความปลอดภยั ใน การทางานแก่กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ 1.2.1.12 ให้บรกิ ารตอบปัญหาความปลอดภยั ในการทางาน ทถ่ี ูกต้อง และสามารถนามาปฏบิ ตั ไิ ดง้ า่ ยในบรบิ ทของสถานประกอบการ และบุคคล 1.2.1.13 ให้คาปรึกษาแนะนาและบรรยายทางวชิ าการด้านความ ปลอดภยั ในการทางาน 1.2.1.14 เป็นศูนย์ข้อมูลวิชาการความปลอดภยั และสุขภาพในการ ทางานของประเทศ และส่อื สารแลกเปลย่ี นขอ้ มลู กบั ต่างประเทศ นอกจากบทบาทท่กี ล่าวมาแล้ว สถาบนั ความปลอดภยั ในการทางาน ยงั ได้จดั ตงั้ ศนู ยค์ วามปลอดภยั ในการทางาน ขน้ึ ในสงั กดั มี 12 เขต ดงั น้ี

36 1. ศูนยค์ วามปลอดภยั เขต 1 พระนครศรอี ยธุ ยา 2. ศูนยค์ วามปลอดภยั เขต 2 ชลบุรี 3. ศูนยค์ วามปลอดภยั เขต 3 นครราชสมี า 4. ศนู ยค์ วามปลอดภยั เขต 4 อุดรธานี 5. ศนู ยค์ วามปลอดภยั เขต 5 ลาปาง 6. ศูนยค์ วามปลอดภยั เขต 6 นครสวรรค์ 7. ศูนยค์ วามปลอดภยั เขต 7 ราชบุรี 8. ศนู ยค์ วามปลอดภยั เขต 8 สุราษฎรธ์ านี 9. ศูนยค์ วามปลอดภยั เขต 9 สงขลา 10. ศนู ยค์ วามปลอดภยั เขต 10 สมทุ รปราการ 11. ศูนยค์ วามปลอดภยั เขต 11 ตลง่ิ ชนั 12. ศนู ยค์ วามปลอดภยั เขต 12 ลาดกระบงั ซึ่งศนู ยค์ วามปลอดภยั ในการทางาน มหี น้าทร่ี บั ผดิ ชอบดงั น้ี 1) ศกึ ษา วเิ คราะห์ สารวจ และเฝ้าระวงั เกย่ี วกบั ความปลอดภยั และ สขุ ภาพอนามยั ในการทางานในพน้ื ทท่ี ร่ี บั ผดิ ชอบ 2) ส่งเสรมิ ปรบั ปรุง และพฒั นาสภาพแวดล้อมความปลอดภยั ในการ ทางาน 3) ควบคุมและพฒั นาระบบป้องกนั อุบตั เิ หตุ และโรคซง่ึ เกดิ ขน้ึ เกย่ี วกบั การทางาน 4) ตรวจวเิ คราะหส์ งิ่ แวดลอ้ มในการทางานและตวั อยา่ งชวี ภาพ 5) ใหบ้ รกิ ารงานดา้ นวชิ าการ 6) เป็นศูนย์สารสนเทศเก่ียวกับความปลอดภัยในการทางานและ สขุ ภาพของแรงงาน 7) ส่งเสริม เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับความปลอดภัย ในการทางาน 8) สนบั สนุนและประสานงานกบั หน่วยงานอ่นื ๆ 1.1.3 สถาบนั ส่งเสริมความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมใน การทางาน (องคก์ ารมหาชน) (Thailand Institute of Occupational Safety and Health) หน่วยงานในสงั กดั กระทรวงแรงงาน มวี ตั ถุประสงค์ในการจดั ตงั้ เพ่อื ส่งเสรมิ ความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางานจดั ตงั้ ข้นึ ตามพระราชกฤษฎกี าจดั ตงั้ สถาบนั ส่งเสรมิ ความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน (องค์การมหาชน )

37 พ.ศ. 2558 เม่อื วนั ท่ี 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 โดยโอนภารกจิ มาจากสานักความปลอดภยั แรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน บางส่วน มาจดั ตงั้ เป็นองค์การมหาชน การจดั ตงั้ องค์การมหาชนดงั กล่าว เกดิ ขน้ึ ภายใต้หลกั การท่ใี หค้ วามสาคญั ในเร่อื งการคุ้มครองแรงงาน เพ่อื ให้เกดิ ความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางาน มาตรา 52 แห่ง พระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางาน พ.ศ. 2554 1.1.4 หน่ วยงานอื่นที่เก่ียวข้องในสังกดั กรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงาน ไดแ้ ก่ กลุ่มงานสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงานพน้ื ท่ี 10 พน้ื ท่ี ซง่ึ เป็นหน่วยงานในพน้ื ท่ี กรุงเทพมหานคร และสานักงานสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงานจงั หวดั 77 จงั หวดั ซ่งึ เป็น หน่วยงานราชการบรหิ ารส่วนภมู ภิ าคทม่ี อี านาจหน้าทใ่ี นการปฏบิ ตั กิ ารและประสานงานต่าง ๆ ในขอบเขตหน้าทข่ี องกรมสวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงานทงั้ 4 ด้าน คอื ด้านคุ้มครองแรงงาน ดา้ นสง่ เสรมิ แรงงานสมั พนั ธ์ ดา้ นสง่ เสรมิ สวสั ดกิ ารแรงงาน และดา้ นวชิ าการในเขตพน้ื ทจ่ี งั หวดั 1.2 สานักงานประกนั สงั คม เป็นหน่วยงานระดบั กรม ในสงั กดั กระทรวงแรงงาน จดั ตงั้ ข้นึ ตามพระราชบญั ญัติประกันสงั คม พ.ศ. 2533 โดยให้มผี ลบงั คบั ใช้ตงั้ แต่วนั ท่ี 2 กนั ยายน พ.ศ. 2533 เพ่อื ให้ประเทศไทยมกี ารประกนั สงั คมอย่างเต็มรปู แบบ โดยลูกจา้ งจะ ได้รบั ความคุ้มครอง ทงั้ ในเร่อื งการประสบอนั ตราย หรอื เจบ็ ป่ วยทุพพลภาพ และตาย และไม่ เน่ืองจากการทางาน รวมไปถงึ การคลอดบุตรสงเคราะหบ์ ุตร ชราภาพ และการว่างงาน งาน หลกั ของประกันสงั คม คอื การบรหิ ารงานในรูปแบบ 2 กองทุน ได้แก่ กองเงนิ ทดแทนและ กองทุนประกนั สงั คมมหี น้าท่คี วามรบั ผิดชอบของสานักงานประกันสงั คมท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั งาน ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั มดี งั น้ี 1. ให้ความคุ้มครองและหลกั ประกันแก่ลูกจา้ งท่ปี ระสบอนั ตราย เจบ็ ป่ วย ทพุ พลภาพหรอื ตาย อนั เน่อื งมาจากการทางานใหแ้ ก่นายจา้ งตามกฎหมายเงนิ ทดแทน 2. การดาเนนิ การเกย่ี วกบั การจดั เกบ็ เงนิ สมทบ จา่ ยเงนิ ทดแทน และประโยชน์ ทดแทนตามกฎหมายเงนิ ทดแทน และกฎหมายประกนั สงั คม 3. ตรวจสอบและดาเนินการใหป้ ฏบิ ตั ติ ามกฎหมายเงนิ ทดแทน และกฎหมาย ประกนั สงั คม 4. ดาเนินการฟ้ืนฟูสมรรถภาพให้ลูกจา้ งท่ปี ระสบอนั ตรายจากการทางานท่ี บาดเจบ็ พกิ ารใหส้ ามารถกลบั เขา้ ทางานหรอื สามารถประกอบอาชพี ไดต้ ามความเหมาะสม 5. การดาเนินการจดั หาผลประโยชน์ของกองทุนเงนิ ทดแทนและกองทุน ประกนั สงั คม ดงั นัน้ หน่วยงานในสงั กดั สานักงานประกนั สงั คมท่เี ก่ยี วข้องด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามยั จะต้องมหี น่วยงานทท่ี าหน้าทแ่ี ละเกย่ี วขอ้ งกบั ความรบั ผดิ ชอบโดยตรงอกี ซง่ึ ประกอบดว้ ย

38 1.2.1 สานักงานกองทุนเงินทดแทน มหี น้าทใ่ี นการดาเนินการเก่ยี วกบั การ พจิ ารณาจา่ ยเงนิ ทดแทนใหแ้ ก่ลกู จา้ งทป่ี ระสบอนั ตรายอนั เน่อื งมาจากการทางานใหแ้ ก่นายจา้ ง 1.2.2 ศูนยฟ์ ื้ นฟสู มรรถภาพคนงาน เป็นหน่วยงานท่จี ดั ตงั้ ขน้ึ เพ่อื ให้บรกิ าร ฟ้ืนฟูสมรรถภาพแก่ลูกจ้างท่ปี ระสบอันตราย หรอื เจ็บป่ วยอันเน่ืองมาจากการทางาน และ ผปู้ ระกนั ตนตามกฎหมายประกนั สงั คม การใหบ้ รกิ ารฟ้ืนฟูสมรรถภาพแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื การฟ้ืนฟูสมรรถภาพดา้ นการแพทย์ และการฟ้ืนฟูสมรรถภาพดา้ นอาชพี 1.2.2.1 การฟ้ืนฟูสมรรถภาพดา้ นการแพทย์ หลงั จากท่ลี ูกจา้ งทป่ี ระสบ อันตราย หรือเจ็บป่ วยอันเน่ืองมาจากการทางาน และผู้ประกันตนได้รับการรกั ษาจาก โรงพยาบาลและยงั มคี วามจาเป็นท่จี ะต้องรบั การฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางด้านการแพทย์เพ่อื ให้ สามารถใชอ้ วยั วะสว่ นทเ่ี หลอื ทางานไดต้ ่อไป 1.2.2.2 การฟ้ืนฟูสมรรถภาพดา้ นอาชพี มกี ารฝึกเตรยี มเขา้ ทางานและ ฝึกอาชพี ใหแ้ ก่ลูกจา้ งท่ปี ระสบอนั ตรายหรอื เจบ็ ป่ วยอนั เน่ืองมาจากการทางาน เพ่อื ใหล้ ูกจา้ ง และผูป้ ระกนั ตนเหล่านนั้ สามารถกลบั เขา้ ทางานในสถานประกอบการหรอื ประกอบอาชพี อสิ ระ เลย้ี งดคู รอบครวั ตนเองได้ 1.2.3 สานักงานประกนั สงั คมจงั หวดั มหี น้าท่ใี นการปฏบิ ตั งิ านร่วมกนั หรอื สนับสนุน และประสานงานของหน่วยงานอ่ืนท่เี ก่ยี วข้องหรอื ท่ไี ด้รบั มอบหมายโดยมอี านาจ หน้าทด่ี งั น้ี 1.2.3.1 ฝ่ายอานวยการ มหี น้าทค่ี วามรบั ผดิ ชอบเก่ยี วกบั งานสารบรรณ พัสดุ ครุภณั ฑ์ ยานพาหนะ อาคารสถานท่ี การจัดทาแผนงาน โครงการและงบประมาณ การจดั ทา รายงานผลการปฏบิ ตั งิ าน งานเจา้ หน้าท่ี งานประชุม งานด้านรบั จ่ายเงนิ การเกบ็ รกั ษาเงิน งานจดั นิทรรศการ และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารงานประกันสงั คม การติดต่อประสานงานกบั หน่วยงานอ่ืนเพ่ือการประชาสมั พนั ธ์เผยแพร่งานของสานักงาน การออกหน่วยใหบ้ รกิ ารทางการแพทยเ์ คลอ่ื นท่ี และงานอ่นื ๆ 1.2.3.2 กลุ่มงานประกนั สงั คม มหี น้าท่คี วามรบั ผดิ ชอบเก่ยี วกบั การ ใหบ้ รกิ ารขน้ึ ทะเบยี นนายจา้ ง ผปู้ ระกนั ตน การจดั เกบ็ เงนิ สมทบ การวนิ ิจฉัยสทิ ธปิ ระโยชน์แก่ ลูกจา้ งผูป้ ระกนั ตนหรอื ผูม้ สี ทิ ธิ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกนั สงั คมและกฎหมายว่าดว้ ยเงนิ ทดแทน การจดั ทาบญั ชแี ละงบการเงนิ การตรวจสถานประกอบการ การตรวจสอบตดิ ตามหน้ี และการดาเนินคดี การให้บรกิ ารข้อมูลด้านการประกนั สงั คม ให้คาปรกึ ษา แนะนา ตอบข้อ ซกั ถาม รบั เรอ่ื งรอ้ งเรยี น ประสานการตอบขอ้ รอ้ งเรยี น การดาเนินคดตี ามกฎหมายว่าดว้ ยการ ประกนั สงั คม กฎหมายว่าดว้ ยเงนิ ทดแทน และกฎหมายอ่นื ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง และปฏบิ ตั งิ านอ่นื ๆ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย โดยมกี ารแบง่ ออกเป็น 4 สว่ นงาน ไดแ้ ก่ งานสทิ ธปิ ระโยชน์ งานการเงนิ และ บัญชี งานเงินสมทบและการตรวจสอบ และ งานทะเบียนและประสานการ แพทย์

39 1.3 คณะกรรมการความปลอดภยั อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการ ทางาน เป็นองค์กรสาคญั ในเชิงเสนอแนะนโยบายด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั ต่อ รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงแรงงาน คณะกรรมการประกอบดว้ ย 1.3.1 ประธานกรรมการ เป็นนายจา้ งหรอื ผแู้ ทนนายจา้ งระดบั บรหิ าร 1.3.2 กรรมการผแู้ ทนนายจา้ งระดบั บงั คบั บญั ชา แพทยอ์ าชวี เวชศาสตรห์ รอื พยาบาลอาชวี อนามยั ประจาสถานประกอบกจิ การ ทไ่ี ดร้ บั การแต่งตงั้ จากนายจา้ ง 1.3.3 กรรมการผู้แทนลูกจ้าง โดยให้นายจ้างจัดให้มีการเลือกตัง้ 1.3.4 กรรมการและเลขานุการ ซ่งึ เป็นเจา้ หน้าท่คี วามปลอดภยั ในการทางาน ระดบั วชิ าชีพ หรอื เจ้าหน้าท่คี วามปลอดภยั ในการทางานระดบั เทคนิคขนั้ สูง หรอื ผู้แทน นายจา้ ง แลว้ แต่กรณี 2. กระทรวงอุตสาหกรรม มีบทบาททส่ี าคญั ในการดูแลดา้ นความปลอดภยั การจด ทะเบียน ออกใบอนุญาตการดาเนินงานโรงงานตามพระราชบัญญัติโรงงาน การติดตัง้ ตรวจสอบเคร่อื งจกั ร รวมถึงการควบคุมการนาเข้าและการใช้สารเคมตี ามพระราชบญั ญัติ ควบคุมวัตถุอันตราย และการออกกฎหมายควบคุมการประกอบการอุตสาหกรรม เช่น มาตรฐานด้านอากาศ มาตรฐานการบาบัดน้าเสีย เป็ นต้น หน่วยงานภายใต้สังกัด กระทรวงอุตสาหกรรมท่ีมภี ารกิจหลกั ดงั กล่าว ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซ่ึงมศี ูนย์ สารสนเทศความปลอดภยั และศูนยส์ ารสนเทศต่างๆ เป็นหน่วยงานดแู ลดา้ นขอ้ มลู ดงั กล่าวของ กรมฯ โดยตรง เช่น สารสนเทศโรงงาน สารสนเทศเคร่อื งจกั ร สารสนเทศวัตถุอันตราย สารสนเทศสิ่งแวดล้อม สารสนเทศความปลอดภัย สารสนเทศก ฎหมาย เป็ นต้น กรมอุตสาหกรรมพ้นื ฐานและการเหมอื งแร่ เป็ นหน่วยงานท่ดี ูแลด้านการออกมาตรการทาง กฎหมายเพ่อื การควบคุมด้านความปลอดภยั ในการทางานท่ีเก่ียวข้องกบั การดูแลด้านการ ประกอบกิจการเหมอื งแร่รวมถึงการประกอบกิจการโรงโม่หินนอกจากน้ียงั มีหน่วยงานท่ี เกย่ี วขอ้ งอกี หน่วยงานหน่ึง ไดแ้ ก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซง่ึ มหี น้าทด่ี แู ลดา้ น ความปลอดภยั ในเขตพน้ื ท่นี ิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทวั่ ประเทศ หน่วยงานดงั กล่าวจะมขี อ้ มลู สถานการณ์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความปลอดภยั และสง่ิ แวดลอ้ มในพน้ื ทเ่ี ขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ 2.1 กรมโรงงานอุตสาหกรรม มบี ทบาทหน้าท่ใี นการควบคุมดูแลการประกอบ กจิ การของโรงงานอุตสาหกรรม ป้องกนั อนั ตราย เหตุเดอื ดรอ้ นราคาญ และความเสยี หายทจ่ี ะมี ผลกระทบต่อประชาชนหรอื สงิ่ แวดลอ้ ม ซง่ึ มบี ทบาทหน้าทด่ี งั น้ี 2.1.1 สานักทะเบียนโรงงาน มีหน้าท่ีและความรบั ผิดชอบเก่ียวกับการ ตรวจสอบและออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน การพิจารณาคาขออนุญาต โรงงานผลติ อาหาร ยา เครอ่ื งสาอาง วตั ถุมพี ษิ อาหารสตั ว์ และโรงงานแปรรปู ไม้

40 2.1.2 สานกั ควบคมุ และตรวจโรงงาน มหี น้าทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบเกย่ี วกบั การ ควบคุมกากบั ดูแลตรวจสอบโรงงาน และการดาเนินการอ่นื ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยวตั ถุอนั ตราย กฎหมายว่าด้วยการป้องกนั การใช้สารระเหย และดาเนินการ เกย่ี วกบั การจดทะเบยี นตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการจดทะเบยี นเคร่อื งจกั ร การใหค้ าปรกึ ษาแนะนา เก่ียวกับการจดทะเบียน การกากับดูแลการปฏิบัติงานของเอกชนผู้ได้รับมอบหมายให้ ปฏบิ ตั งิ านแทนเจา้ หน้าทท่ี ใ่ี หเ้ ป็นไปตามระเบยี บทห่ี น่วยงานภาครฐั กาหนด 2.1.3 สานักเทคโนโลยสี ง่ิ แวดล้อมโรงงาน มหี น้าท่ี และความรบั ผดิ ชอบ เก่ียวกบั การศึกษา วิเคราะห์ เพ่ือพฒั นางานด้านความปลอดภยั และสุขอนามยั ในโรงงาน ส่งเสรมิ ให้มกี ารนาเทคโนโลยสี ิ่งแวดล้อมท่ที นั สมยั มาใช้ในการให้บรกิ ารทางวิชาการด้าน สง่ิ แวดลอ้ ม กากบั ดแู ลเอกชนทไ่ี ดร้ บั รองฐานะทด่ี าเนนิ การดา้ นความปลอดภยั และสุขอนามยั ใน โรงงาน ทาหน้าทเ่ี ป็นศูนยก์ ลางการประสานแผนเตรยี มพรอ้ มกบั ภาวะฉุกเฉินในระดบั ทอ้ งถนิ่ ประสานงานการดาเนินงานกบั หน่วยงานภายในและต่างประเทศ จดั ทาคู่มอื เอกสารท าง วชิ าการเกย่ี วกบั ความปลอดภยั ในโรงงานและสขุ อนามยั และปฏบิ ตั งิ านรว่ มกบั หน่วยงานอ่นื 2.1.4 สานักควบคุมวตั ถุอนั ตราย มหี น้าท่รี บั ผดิ ชอบเก่ยี วกบั การดาเนินการ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยวตั ถุอนั ตราย กฎหมายวา่ ดว้ ยการป้องกนั การใชส้ ารระเหย การกาหนดและ จดั ทาหลกั เกณฑม์ าตรการต่าง ๆ เพ่อื ป้องกนั อนั ตราย และผลกระทบจากเคมภี ณั ฑ์ และการ ดาเนินการในฐานะหน่วยงานกลางในการรว่ มกาหนดขอ้ ตกลงระหว่างประเทศทเ่ี กย่ี วกบั กจิ การ อุตสาหกรรม และประสานงานกบั องคก์ ารหรอื หน่วยงานต่าง ๆ ในการดาเนินการใหเ้ ป็นไปตาม ขอ้ ผกู พนั 2.1.5 สานักเทคโนโลยคี วามปลอดภยั มหี น้าท่แี ละความรบั ผดิ ชอบเก่ยี วกบั การควบคุมตรวจสอบ การศกึ ษาวเิ คราะห์เพ่อื พฒั นาและกาหนดหลกั เกณฑม์ าตรฐานหรอื ขอ้ กฎหมาย และการให้คาแนะนาเก่ยี วกบั ความปลอดภยั และสุขอนามยั ในการประกอบกจิ การ โรงงาน 2.1.6 ศูนย์สารสนเทศโรงงานอุตสาหกรรม มีหน้าท่ีและความรับผิดชอบ เก่ียวกับการทาหน้าท่เี ป็นศูนย์ข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมส่ิงแวดล้อม ความปลอดภยั และ เครอ่ื งจกั รของประเทศ ตลอดจนการเป็นศนู ยส์ ารสนเทศดา้ นการบรหิ ารและพฒั นาอุตสาหกรรม เพ่อื กาหนดเป็นนโยบายการวางแผน 2.2 การนิคมอตุ สาหกรรมแห่งประเทศไทย ซง่ึ เป็นหน่วยงานภาครฐั วสิ าหกจิ ใน สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็ นหน่วยงานในการปฏิบัติการสนองนโยบายการพัฒนา อุตสาหกรรม มหี น้าท่ี ความรบั ผดิ ชอบในการพฒั นาและจดั ตงั้ นิคมอุตสาหกรรมโดยจดั พ้นื ท่ี สาหรบั โรงงานอุตสาหกรรมใหเ้ ขา้ ไปอย่รู ว่ มกนั อยา่ งมรี ะบบและระเบยี บ กฎเกณฑ์ เป็นไปตาม กลไกของรฐั บาลในการกระจายการพฒั นาอุตสาหกรรมออกสู่ภูมภิ าคทวั่ ประเทศ โดยมี “นิคม

41 อุตสาหกรรม” เป็นเคร่อื งมอื ดาเนินการ ภาระหน้าทข่ี องนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมี ดงั น้ี 2.2.1 จดั ตงั้ นิคมอุตสาหกรรม ส่งเสรมิ และสนับสนุนเอกชนหรอื องค์กรรฐั จดั ตงั้ นิคมอุตสาหกรรม 2.2.2 จดั ใหม้ แี ละใหบ้ รกิ ารในระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ 2.2.3 ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนมาลงทุนและให้บริการในระบบ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ซง่ึ จาเป็นต่อการประกอบอุตสาหกรรม 2.2.3 จดั ให้มรี ะบบและการจดั การดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม การป้องกนั และบรรเทา อุบตั ภิ ยั จากอุตสาหกรรม 2.2.4 อนุญาต อนุมตั ิ การประกอบกจิ การในนิคมอุตสาหกรรมและจดั ให้ได้ เพม่ิ เตมิ ซง่ึ สทิ ธปิ ระโยชน์ สงิ่ จงู ใจ และการอานวยความสะดวกแก่การประกอบอุตสาหกรรม 3. กระทรวงสาธารณสุข มภี ารกจิ หน้าท่โี ดยตรงในการดูแลสุขภาพของประชาชน อนั รวมถึงการวนิ ิจฉัย การให้การรกั ษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรค การส่งเสรมิ สุขภาพและการฟ้ืนฟูสุขภาพหน่วยงานทม่ี ภี ารกจิ หลกั ทงั้ หน่วยงานวชิ าการ และหน่วยบรกิ าร ภายใต้สงั กดั กระทรวงสาธารณสุขท่มี ขี ้อมูลท่เี ก่ยี วกบั สถานการณ์ด้านโรคจากการประกอบ อาชพี และสงิ่ แวดลอ้ ม ไดแ้ ก่ 3.1 กรมควบคุมโรค โดยสานักโรคจากการประกอบอาชพี และสงิ่ แวดล้อมและ กลุ่มโรคจากการประกอบอาชพี และสง่ิ แวดลอ้ ม สานักงานป้องกนั ควบคุมโรค ท่ี 1 - 12 เป็น หน่วยงานวชิ าการท่มี หี น้าทค่ี วามรบั ผดิ ชอบโดยตรงในการดาเนินงานด้านการป้องกนั ควบคุม และการเฝ้าระวงั โรคจากการประกอบอาชพี และสง่ิ แวดล้อม โดยทวั่ ไปแลว้ ขอ้ มลู สถานการณ์ ด้านโรคจากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดล้อม ท่ีสานักโรคจากการประกอบอาชีพและ สง่ิ แวดลอ้ ม เป็นขอ้ มลู จากการดาเนินงานเฝ้าระวงั โรคจากการประกอบอาชพี ทส่ี าคญั เช่น โรค พษิ ตะกวั่ โรคพษิ สารทาละลาย โรคซลิ โิ คสสิ โรคบสิ สโิ นสสิ โรคประสาทหูเส่อื มจากการทางาน โรคแอสเบสโตสสิ และการบาดเจบ็ จากการทางาน และขอ้ มลู สถานการณ์โรคและการบาดเจบ็ จากการทางาน และขอ้ มูลสถานการณ์ท่ไี ด้ จากการศึกษาวจิ ยั เช่นขอ้ มลู ประชากรกลุ่มเสย่ี ง จากการประกอบอาชพี ต่างๆ รวมทงั้ ข้อมูลด้านสงิ่ แวดล้อมท่มี ผี ลกระทบต่อสุขภาพในพ้นื ท่ี ต่างๆ ท่ไี ด้จากการดาเนินการสอบสวนโรคในกรณีต่างๆท่สี าคญั เช่น ปัญหาผลกระทบต่อ สุขภาพกรณโี รงไฟฟ้าแมเ่ มาะ จงั หวดั ลาปาง การดาเนินงานสอบสวนโรคจากกรณกี ารปนเป้ือน ของ สารตะกวั่ จากการดาเนินงานเหมอื งตะกวั่ ทห่ี ว้ ยคลติ ้ี จงั หวดั กาญจนบรุ ี เป็นตน้ 3.2 กรมอนามยั มหี น่วยงานท่มี ขี ้อมูลสถานการณ์ด้านโรคจากการประกอบ อาชพี และ สงิ่ แวดลอ้ มโดยมกี ารดาเนินงานและการพฒั นาด้านการอนามยั สงิ่ แวดลอ้ มในสถาน ประกอบการ คอื สานกั อนามยั สงิ่ แวดลอ้ มและศูนยอ์ นามยั ท่ี 1-12 ซง่ึ เป็นศูนยว์ ชิ าการภายใต้

42 สงั กดั กรมอนามยั ท่กี ระจายตวั อยู่ตามภูมภิ าคต่างๆ ลกั ษณะการดาเนินงานเน้นด้านอนามยั สง่ิ แวดล้อมภายในและภายนอกสถานประกอบการ นอกจากน้ียงั มหี น่วยงานท่เี พม่ิ จดั ตงั้ คอื กองสขุ าภบิ าลชุมชนและประเมนิ ผลกระทบต่อสุขภาพทม่ี กี ารดาเนินงานดา้ นการสุขาภบิ าลและ การประเมนิ ผลกระทบต่อสขุ ภาพจากโครงการต่างๆ 3.3 กรมการแพทย์ มภี ารกิจท่เี ก่ยี วข้องโดยตรงในด้านการวนิ ิจฉัยและการ รกั ษาพยาบาลโรคต่างๆ หน่วยงานหลักท่ีเก่ียวข้องท่ีสาคัญ คือ ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรตั น์ราชธานี ซง่ึ มี บทบาทหน้าทใ่ี นการวนิ จิ ฉยั และรกั ษาพยาบาลผเู้ จบ็ ป่วยจาก โรคจากการประกอบอาชพี รวมทงั้ การจดั บรกิ ารเชงิ รุกได้แก่สถานประกอบการ ขอ้ มูลทม่ี กี าร จดั เกบ็ เป็นขอ้ มลู จากการใหบ้ รกิ าร เชน่ ขอ้ มลู สภาวะสขุ ภาพของประชากรกลุ่มเสย่ี งในโรงงาน และในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และขอ้ มูลการตรวจสุขภาพในกลุ่มแรงงานต่างด้าว เป็นต้น รวมทงั้ ยงั มขี อ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาวจิ ยั ของบุคลากรในหน่วยงาน 3.4 หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสขุ ในส่วนภมู ิภาคที่เก่ียวข้องกบั งาน อาชีวอนามยั และความปลอดภยั หน่วยงานภายใต้สงั กดั กระทรวงสาธารณสุขทม่ี ี บทบาท สาคญั ในการให้บรกิ ารตรวจวนิ ิจฉัย รกั ษาพยาบาล รวมถึงมบี ทบาทในการดาเนินงานด้าน อาชีวเวชกรรม อันได้แก่ การวินิจฉัย รกั ษาพยาบาล การป้องกนั และควบคุม การส่งเสรมิ สุขภาพรวมถงึ การบนั ทกึ ขอ้ มลู ผเู้ จบ็ ป่วยทม่ี ารบั บรกิ ารทางดา้ นโรคจากการประกอบอาชพี และ สงิ่ แวดลอ้ ม ไดแ้ ก่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทวั่ ไป โรงพยาบาลชมุ ชน สถานบรกิ ารสุขภาพ ปฐมภูมิ โดยมีการรายงานโรคเข้าสู่ระบบการเฝ้าระวังโรคของกระทรวงสาธารณสุขผ่าน สานักงานสาธารณสุขจงั หวดั ต่างๆ เข้าสู่ส่วนกลางโดยมสี านักนโยบายและยุทธศาสตร์และ สานักระบาดวทิ ยาเป็นหน่วยงานท่รี วบรวมวเิ คราะห์ข้อมูลทงั้ ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และภาคการทางานอ่ืนๆ ลักษณะข้อมูลท่ีมีการจัดเก็บเป็ นข้อมูลจากการให้บริการ เช่น ขอ้ มลู รายงานการเจบ็ ป่ วยหรอื ตายดว้ ยโรคต่างๆ สภาวะสุขภาพของ ประชากรกลุ่มเสย่ี ง ในโรงงานต่างๆ ใหบ้ รกิ ารเชงิ รกุ ขอ้ มลู สภาวะสุขภาพจากการตรวจสุขภาพในกลุ่ม แรงงานต่าง ดา้ วในพน้ื ท่ี รวมถงึ ขอ้ มลู จากการสารวจและศกึ ษาวจิ ยั ของบุคลากรในหน่วยงานเป็นตน้ 3.5 สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สงั กดั กระทรวงสาธารณสุข มี หน้าทใ่ี นการศกึ ษา วเิ คราะห์ วจิ ยั และพฒั นาองคค์ วามรู้ เทคโนโลยี ส่งเสรมิ สนบั สนุน พฒั นา ระบบและกลไก และดาเนนิ การปกป้องและคุม้ ครองสุขภาพประชาชนจากการบรโิ ภคผลติ ภณั ฑ์ สุขภาพ โดยผลติ ภณั ฑส์ ุขภาพเหล่านัน้ ต้องมคี ุณภาพมาตรฐานและปลอดภยั มกี ารส่งเสรมิ พฤตกิ รรมการบรโิ ภคท่ถี ูกต้องด้วยขอ้ มลู วชิ าการทม่ี หี ลกั ฐานเช่อื ถอื ได้และมคี วามเหมาะสม เพ่อื ให้ผลติ ภณั ฑ์สุขภาพมคี ุณภาพปลอดภยั ผู้บรโิ ภคมนั่ ใจ ได้แก่ พระราชบญั ญัติอาหาร พ.ศ. 2522 พระราชบญั ญตั ยิ า พ.ศ. 2510 และแก้ไขเพม่ิ เตมิ ฉบบั ท่ี 2 (พ.ศ. 2518) ฉบบั ท่ี 3

43 (พ.ศ. 2522) ฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2528) และฉบบั ท่ี 5 (พ.ศ. 2530) พระราชบญั ญตั เิ ครอ่ื งสาอาง พ.ศ. 2558 พระราชบญั ญตั วิ ตั ถุอนั ตราย พ.ศ. 2535 เป็นตน้ 4. กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม มบี ทบาทหน้าทโ่ี ดยตรงเกย่ี วกบั การดูแล ควบคุมและรายงานสถานการณ์มลพษิ สง่ิ แวดลอ้ มต่างๆโดยมหี น่วยงานท่เี ก่ยี วขอ้ ง ได้แก่ สานักนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม ซ่งึ เป็นหน่วยงานท่ดี ูแล เก่ยี วกบั การประเมนิ ผลกระทบ สง่ิ แวดลอ้ มจากการดาเนินการกิจการต่างๆท่กี าหนดไวต้ าม กฎหมายหรอื พระราชบญั ญตั ิท่เี ก่ียวข้องและ กรมควบคุมมลพษิ ซ่งึ มหี น้าท่โี ดยตรงในการ ควบคุมมลพษิ สง่ิ แวดล้อมต่างๆ และกรมส่งเสรมิ คุณภาพส่ิงแวดล้อมท่ีมหี น้าท่สี ่งเสริมให้ ประชาชนในชุมชนดูแลสงิ่ แวดล้อมให้ดใี ห้ปราศจากมลพษิ จากอุตสาหกรรมและมลพษิ อ่นื ๆ เพ่อื สงิ่ แวดลอ้ มท่ยี งั่ ยนื โดยทวั่ ไปแล้ว กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม จะมกี าร รายงานสถานการณ์มลพษิ สงิ่ แวดลอ้ มและการประเมนิ ผลกระทบท่ศี กึ ษาจากการดาเนินงาน กจิ การต่างๆทก่ี าหนดไวต้ ามพระราชบญั ญตั สิ ่งเสรมิ และรกั ษาคุณภาพสงิ่ แวดลอ้ มเผยแพรแ่ ก่ สาธารณชนรวมทงั้ มศี นู ยข์ อ้ มลู วตั ถุอนั ตรายและเคมภี ณั ฑเ์ พอ่ื เผยแพรข่ อ้ มลู เกย่ี วกบั สารเคมี 5. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มบี ทบาทหน้าท่เี ก่ียวกบั การสนับสนุนการ ดาเนินงานทางดา้ นเกษตรกรรมของประเทศ ถงึ แมว้ ่าภารกจิ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะไม่เก่ยี วข้องกบั สุขภาพของเกษตรกร โดยตรงแต่นโยบายและการดาเนินการบางอย่างมี ผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรได้ เช่นนโยบายทางด้านควบคุมการนาเข้าและการใช้ สารเคมที างการเกษตร เป็นต้น ในกรณีเก่ียวกับข้อมูลข่าวสารต่างๆสามารถท่จี ะนาข้อมูล บางอย่างมาใช้เพ่อื ประเมนิ สถานการณ์ความเส่ยี งท่เี ก่ียวข้องกบั สุขภาพเกษตรกรได้ เช่น ระบบเครอื ข่าย สารสนเทศการเกษตร ซ่ึงมขี ้อมูลจานวนเกษตรกรหรอื ผู้ประกอบอาชีพ เกย่ี วขอ้ งกบั การเกษตร จานวนแผนงาน/โครงการ และกจิ กรรมทก่ี าหนดขน้ึ จากระบบการเตอื น ภยั และการบรหิ ารจดั การความเสย่ี งภายใตร้ ะบบเครอื ข่ายสารสนเทศการเกษตรทจ่ี ดั ตงั้ ขน้ึ อกี หน่วยงานหน่ึง คอื สานักงานเศรษฐกจิ การเกษตร จะเป็นแหล่งขอ้ มลู สถติ ิเก่ยี วกบั การเกษตร ทุกชนิดทงั้ ในดา้ นผลผลติ ของพชื และสตั ว์ ภาวะเศรษฐกจิ ทางการเกษตร รายได้ รายจ่ายของ เกษตรกร ภาวะหน้ีสนิ ของเกษตรกร ภาวะตลาดของผลติ ผลทางการเกษตร และข้อมูลอ่นื ๆ ทางเศรษฐกจิ การเกษตรท่จี าเป็นเพ่ือใช้ในการวเิ คราะหน์ โยบายการเกษตร และแผนพฒั นา การเกษตรและสหกรณ์ ยกเวน้ ขอ้ มลู ทเ่ี ฉพาะเจาะจง เชน่ ขอ้ มลู สารเคมเี พอ่ื ใชใ้ นการเกษตรซง่ึ ตอ้ งมกี ารขออนุญาตการนาเขา้ ขอไดท้ ก่ี รมวชิ าการเกษตร ขอ้ มลู สถติ ปิ ระมงขอไดท้ ก่ี รมประมง ขอ้ มลู ดา้ นการเลย้ี งสตั วข์ อไดท้ ก่ี รมปศุสตั ว์ เป็นตน้ 6. กรมป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานทม่ี กี าร จดั ตงั้ ข้นึ ภายหลงั การปฏริ ูประบบราชการ เพ่อื ให้มหี น้าท่ใี นการจดั การบรรเทาสาธารณภยั ท่ี

44 เกิดข้นึ ซ่งึ หน่ึงในสาธารณภยั ท่เี กิดข้นึ บ่อย ได้แก่ การเกดิ อุบตั ิภยั จากสารเคมที ัง้ จากการ รวั่ ไหล การระเบดิ การขนส่ง เป็นตน้ 7. กระทรวงศึกษาธิการ มหี น้าท่ที ่สี าคญั ในการให้การศึกษา การผลติ และพฒั นา บุคลากรแก่ประเทศอนั รวมไปถงึ การผลติ บุคลากรทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุขทจ่ี ะทาหน้าท่ี ในดา้ นการวนิ ิจฉัย รกั ษาพยาบาล ป้องกนั ควบคุมโรคจากการประกอบอาชพี และการส่งเสริม ดแู ลสุขภาพของผปู้ ระกอบอาชพี รวมไปถงึ ดาเนินการการศกึ ษาวจิ ยั และการบรกิ ารทางวชิ าการ ดา้ นโรคจากการประกอบอาชพี และสง่ิ แวดลอ้ ม การศกึ ษาวจิ ยั และการใหบ้ รกิ ารทางวชิ าการใน ส่วนทก่ี ระทรวงศกึ ษาธกิ ารโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในระดบั มหาวทิ ยาลยั ดาเนินการนนั้ มอี ยู่ 2 ส่วนท่ี สาคัญ คือ ส่วนท่ีดาเนินการโดยคณาจารย์และนักวิจยั ของสถานศึกษานัน้ ๆ และส่วนท่ี ดาเนินการโดยนักศึกษาของสถาบนั ท่ใี ห้การศึกษา ซ่งึ ปัจจุบนั มหี น่วยงานด้านการศกึ ษาทงั้ ภาครฐั และเอกชนทใ่ี หก้ ารศกึ ษาและดาเนินการศกึ ษาวจิ ยั และใหบ้ รกิ ารทางวชิ าการอนั รวมถงึ การเผยแพรข่ อ้ มลู จากการใหบ้ รกิ ารวชิ าการและจากการศกึ ษาวจิ ยั ในประเดน็ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั โรค จากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดล้อม ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์หรอื สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวศิ วกรรม โดยเฉพาะดา้ นวศิ วกรรมสง่ิ แวดลอ้ ม คณะวทิ ยาศาสตรส์ ง่ิ แวดลอ้ มในมหาวทิ ยาลยั ต่างๆ 8. สานักงานสถิติแห่งชาติ เป็นหน่วยงานด้านข้อมูลและสถติ ิต่างๆ ของประเทศ ซง่ึ มกี ารดาเนินงานสารวจข้อมลู และสามะโนประชากรกลุ่มต่างๆ รวมถงึ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั จานวน ประชากรทท่ี างานในภาคอุตสาหกรรม จาแนกเป็นจานวนผทู้ างานภาครฐั ภาคเอกชน เป็นตน้ 9. กระทรวงพลงั งาน มสี านักงานนโยบายและแผนพลงั งานท่เี ป็นหน่วยงานท่ี เก่ยี วข้องด้านการลดการใช้พลงั งานแล้วมผี ลทาให้มกี ารใช้สารในกลุ่มน้ามนั และปิโตรเลยี ม ลดลง โดยสง่ ผลเช่อื มโยงต่อการลดมลพษิ สง่ิ แวดลอ้ มและมผี ลดตี ่อการลดโรคจากการประกอบ อาชพี และสง่ิ แวดลอ้ ม 10. องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กรงุ เทพมหานคร องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั (อบจ.) องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล (อบต.) และเทศบาลต่าง ๆ ซง่ึ มี งานอนามยั สงิ่ แวดลอ้ ม สานกั อนามยั สงิ่ แวดลอ้ มและ/หรอื สานกั งานสาธารณสุขของหน่วยงาน มบี ทบาทหน้าทโ่ี ดยตรง เก่ียวกับการดูแลด้านสุขภาพและส่ิงแวดล้อมของคนในชุมชนต่างๆ ในพ้ืนท่ีปกครองของ หน่วยงาน จะมขี อ้ มลู สถานการณ์ดา้ นการเจบ็ ป่ วย มลพษิ สง่ิ แวดลอ้ มและการประกอบกจิ การ อุตสาหกรรมท่ตี งั้ อยู่ในพ้นื ท่ปี กครองของหน่วยงาน รวมทงั้ ออกข้อบงั คบั พระราชบญั ญัติ ทอ้ งถนิ่ และมาตรการความปลอดภยั ในทอ้ งถนิ่ 11. หน่วยงานเอกชนท่ีมีการศึกษาวิจยั การพฒั นาขอ้ มลู สถานการณ์ การจดั ทา สถานการณ์ และขอ้ แนะนาทางวชิ าการทม่ี ขี อ้ มลู เกย่ี วขอ้ งหรอื เช่อื มโยงกบั โรคจากการประกอบ อาชพี และ สงิ่ แวดล้อม ไดแ้ ก่ สถาบนั วจิ ยั จุฬาภรณ์ สถาบนั วจิ ยั และพฒั นาแห่งประเทศไทย

45 (TDRI) สถาบนั สงิ่ แวดลอ้ มไทย สมาคมวศิ วกรรมแห่งประเทศไทย และสถาบนั ปิโตรเลยี มแห่ง ประเทศไทย 12. หน่ วยงานที่ให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาข้อมูล สถานการณ์/การจดั ทาสถานการณ์ด้านโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม นอกจากหน่วยงานท่มี ภี ารกจิ โดยตรงและเก่ยี วขอ้ งกบั การศกึ ษาวจิ ยั ดา้ นโรคจากการ ประกอบอาชพี และสงิ่ แวดลอ้ มแลว้ ยงั มหี น่วยงานทม่ี หี น้าทใ่ี นการสนับสนุนการศกึ ษาวจิ ยั ดา้ น โรคจากการประกอบอาชพี และสงิ่ แวดลอ้ มโดยใหก้ ารสนบั สนุนงบประมาณในการศกึ ษาวจิ ยั และ พฒั นาแก่หน่วยงานท่เี ก่ยี วขอ้ งซ่งึ มภี ารกจิ ในการศกึ ษาวจิ ยั การพฒั นาระบบข้อมูลและการ ให้บรกิ ารข้อมูลจงึ นับเป็นหน่วยงานท่มี ขี ้อมูลด้านโรคจากการประกอบอาชพี และสง่ิ แวดล้อม เช่นกนั ทส่ี าคญั ไดแ้ ก่ สถาบนั วจิ ยั ระบบสาธารณสุข (สวรส.) สานักงานกองทุนสนบั สนุนการ วจิ ยั (สกว.) (มฐี านข้อมูลการจดั การความรู้ด้านความปลอดภยั จากสารเคมี ฐานขอ้ มูลการ ศึกษาวิจยั ด้านอาชีวอนามยั และสิ่งแวดล้อม) สานักงานกองทุนเงนิ ทดแทน สานักงาน ประกนั สงั คม สานกั งานกองทนุ สนบั สนุนการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ (สสส.) สานกั งานคณะกรรมการ วจิ ยั แห่งชาติ สานักโรคจากการประกอบอาชพี และสงิ่ แวดล้อม สานักงานมาตรฐานแรงงาน รวมถงึ มลู นธิ ติ ่างๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง เชน่ มลู นิธอิ ารมณ์ พงศพ์ งนั เป็นตน้ หน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั งานดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั ในการทางานจะเหน็ ว่า เป็นทงั้ หน่วยงานดา้ นการส่งเสรมิ ป้องกนั กากบั ดแู ล และออกกฎหมายควบคุมการปฏบิ ตั งิ าน ของสถานประกอบการเพ่อื ให้ผู้ปฏบิ ตั ิงานได้รบั ความปลอดภยั ในการทางาน และยงั ให้การ ช่วยเหลอื สถานประกอบการใหม้ กี ารดาเนินงานไดอ้ ย่างถูกตอ้ งไม่ขดั ต่อศลี ธรรมอนั ดี รวมทงั้ ส่งเสรมิ ใหส้ ถานประกอบการดาเนินธุรกจิ ไดอ้ ย่างราบร่นื ก่อใหเ้ กดิ ความสงบสุขในการทางาน และทาใหส้ รา้ งชอ่ื เสยี งทเ่ี ป็นภาพลกั ษณ์ทด่ี ใี หแ้ ก่ประเทศชาติ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกบั ความปลอดภยั และอาชีวอนามยั ระหว่างประเทศ งานความปลอดภยั อาชวี อนามยั เป็นเร่อื งสาคญั ระดบั โลกทม่ี หี น่วยงานใหก้ ารกากบั ควบคุม ช่วยเหลอื และพฒั นาให้มนุษยท์ ุกคนได้รบั ความปลอดภยั และสุภาพอนามยั ท่ดี จี าก การปฏบิ ตั งิ านในหน้าท่ี ดงั นัน้ จงึ มหี น่วยงานท่สี าคญั ในปัจจุบนั ท่รี ่วมมอื กนั ในการทาหน้าท่ี กากบั ดแู ลทงั้ ในประเทศและต่างประเทศ ดงั น้ี 1. องค์การอนามยั โลก(World Health Organization : WHO) ในสงั กัด สหประชาชาติ ทาหน้าทด่ี แู ลประสานงานงานดา้ นสาธารณสุข ก่อตงั้ เมอ่ื 7 เมษายน พ.ศ. 2491 (ค.ศ.1948) มสี านักงานด้านอาชวี อนามยั (Office of Occupational Health) ตงั้ อยใู่ นกรุงเจนิวา ประเทศสวสิ เซอรแ์ ลนด์ มบี ทบาทหน้าท่ใี นการจดั โปรแกรมดาเนินงานอาชวี อนามยั จดั พมิ พ์ เอกสารเผยแพร่เอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง ทาการศกึ ษาวจิ ยั การวจิ ยั และการแลกเปลย่ี น เพ่อื คน้ หา

46 และบ่งชป้ี ัญหาดา้ นอาชวี อนามยั และความปลอดภยั ในการทางาน พฒั นากลวธิ ใี นการตรวจวดั ประเมนิ และควบคุมความเสย่ี งจากสงิ่ คุกคามสุขภาพอนามยั ของผปู้ ระกอบอาชพี นอกจากน้ียงั ส่งบุคลากรผเู้ ชย่ี วชาญไปยงั ประเทศต่าง ๆ เพ่อื ใหค้ วามรู้ การศกึ ษา การฝึกอบรมในสาขาวชิ า การจดั การดา้ นอาชวี อนามยั และความปลอดภัยในการทางาน และใหค้ าปรกึ ษา แนะนา ในการ ดาเนนิ งาน และการแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ในระยะสนั้ ดว้ ย ดว้ ยมวี ตั ถุประสงคเ์ พ่อื ทจ่ี ะคุม้ ครองและ ส่งเสรมิ สุขภาพอนามยั ของประชาชนทวั่ โลก กล่าวคอื เพ่อื ดาเนินการยกระดบั สุขภาพอนามยั ในท่ีทุกแห่งในโลกและช่วยส่งเสรมิ ความก้าวหน้าในการส่งเสริมสุขภาพอนามยั และความ ปลอดภยั 2. องคก์ ารแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ก่อตงั้ ขน้ึ ในปี พ.ศ. 2462 เกดิ ขน้ึ พรอ้ มกบั การก่อตงั้ สนั นิบาตชาติ (The League of Nations) ภายใตส้ นธสิ ญั ญาแวรซ์ าย (Treaty of Versailles) หลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 1 และประเทศไทยได้ เขา้ เป็นสมาชกิ ในปี พ.ศ. 2462 เรม่ิ ก่อตงั้ พรอ้ มกนั ขณะน้ีมปี ระเทศสมาชกิ 181 ประเทศ (ขอ้ มลู ณ เดอื นมกราคม พ.ศ. 2551) เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศทางเศรษฐกจิ และสงั คม มี ภารกจิ หลกั ในการช่วยเหลอื ผูใ้ ช้แรงงานทวั่ โลกให้ได้ความยุตธิ รรมจากสังคม ให้มชี วี ติ และ สภาพการทางานท่ดี ขี น้ึ โดยยดึ หลกั การว่า สนั ตสิ ุขแห่งโลกจะเกดิ ข้นึ ได้และมคี วามต่อเน่ือง มนั่ คงก็ดว้ ยการท่มี คี วามยุติธรรมในสงั คม ซง่ึ มรี ากฐาน คอื ความเคารพในสทิ ธมิ นุษยชน มี มาตรฐานความเป็นอยู่ท่ดี ี มสี ภาพการทางานซ่งึ เก้ือกูลความผาสุกของผู้ใช้แรงงาน การมี โอกาสทางานและมคี วามมนั่ คงทางเศรษฐกจิ องคก์ ารแรงงานระหว่างประเทศมวี ตั ถุประสงคใ์ น การดาเนนิ งานเพอ่ื 2.1 สง่ เสรมิ ความยตุ ธิ รรมในสงั คม ใหก้ ารรบั รองและเคารพสทิ ธมิ นุษยชน 2.2 ส่งเสรมิ สนับสนุนให้เกิดความเป็นธรรมในการใชแ้ รงงาน การคุ้มครองผู้ใช้ แรงงาน และ การเพมิ่ ผลผลติ การยกมาตรฐานความเป็นอยขู่ องลกู จา้ ง 2.3 ใหค้ วามช่วยเหลอื ประเทศสมาชกิ ในการพฒั นาดา้ นเศรษฐกจิ และสงั คม รวมทงั้ ดา้ นประกนั สงั คมและการสหกรณ์ 3. โครงสร้างขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ( International Labour Organization) องคก์ ารแรงงานระหว่างประเทศ เป็นองคก์ รไตรภาคี ประกอบดว้ ยฝ่ายรฐั บาล ฝ่ายนายจา้ ง และฝ่ายลกู จา้ งของประเทศสมาชกิ โดยสามารถแบ่งโครงสรา้ งการทางานหลกั ของ องคก์ ารได้ ดงั น้ี 3.1 คณะประศาสน์การ (Governing Body) ในการบรหิ ารองคก์ ารนนั้ ILO มี คณะประศาสน์การเป็นคณะกรรมการบรหิ ารสูงสุดมหี น้าท่กี าหนดนโยบายการบรหิ ารและ ควบคุมการปฏบิ ตั งิ านขององคก์ าร และกาหนดโครงการงบประมาณเพ่อื เสนอใหท้ ป่ี ระชุมใหญ่

47 แรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference: ILC) รบั รอง คณะประศาสน์การมี การประชมุ ปีละ 3 ครงั้ ในเดอื นมนี าคม มถิ ุนายน และพฤศจกิ ายน คณะประศาสน์การมปี ระธานคณะประศาสน์การ (Chairman of the Governing Body) เป็นผรู้ บั ผดิ ชอบสูงสุด สมาชกิ ของคณะประศาสน์ประกอบดว้ ยผแู้ ทนฝ่ายนายจา้ ง 14 คน ฝ่าย ลกู จา้ ง 14 คน และฝ่ายรฐั บาล 28 คน รวมเป็น 56 คน โดยเป็นคณะกรรมการถาวรจากประเทศ อุตสาหกรรมสาคญั 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบราซิล จนี ฝรงั่ เศส เยอรมนี อนิ เดยี อติ าลี ญ่ปี ่นุ รสั เซยี สหราชอาณาจกั ร และสหรฐั อเมรกิ า คณะประศาสน์การอย่ใู นตาแหน่งคราวละ 3 ปี โดยพิจารณาหมุนเวียนไปตามภูมิภาค ส่วนประธานคณะประศาสน์การมีการเลือกตัง้ หมนุ เวยี นกนั ดารงตาแหน่งคราวละ 1 ปี สานกั งานแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Office) ทาหน้าทด่ี าเนินงาน ต่าง ๆ หรอื ทาหน้าทเ่ี ป็นเลขาธกิ ารขององคก์ าร รวมทงั้ ทาหน้าทป่ี ระสานงานและกจิ กรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามนโยบายท่คี ณะประศาสน์การกาหนด และตามมตขิ องท่ปี ระชุมใหญ่แรงงาน ระหวา่ งประเทศเปรยี บเสมอื นฝ่ายอานวยการทม่ี พี นกั งานประจาทางานตามหน้าทใ่ี นแผนกต่าง ๆ มผี อู้ านวยการใหญ่ (Director-General) ซง่ึ มาจากการเลอื กตงั้ เป็นผรู้ บั ผดิ ชอบสูงสุด และอยู่ ในตาแหน่งคราวละ 5 ปี สานักงานใหญ่ท่นี ครเจนีวา ประเทศสวติ เซอร์แลนด์ มเี จา้ หน้าท่ปี ระจาประมาณ 1,900 คน จากภูมภิ าคต่าง ๆ ทวั่ โลก และผู้เชย่ี วชาญในดา้ นต่าง ๆ หลายเชอ้ื ชาติ ประมาณ 600 คน นอกจากน้ยี งั มสี านกั งานภมู ภิ าค ไดแ้ ก่ 1. สานักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ตัง้ อยู่ท่ีกรุงเทพมหานคร ประเทศ ไทย สานกั งานภมู ภิ าคแอฟรกิ า ตงั้ อยทู่ ก่ี รงุ Addis Ababa ประเทศเอธโิ อเปีย 2. สานกั งานภมู ภิ าคลาตนิ อเมรกิ าและแครบิ เบยี น ตงั้ อยทู่ ก่ี รงุ ลมิ า ประเทศเปรู 3. สานกั งานภมู ภิ าคกลุ่มประเทศอาหรบั ตงั้ อยทู่ ก่ี รงุ เบรตุ ประเทศเลบานอน 4. สานกั งานภมู ภิ าคยโุ รปและเอเชยี กลาง ตงั้ อยทู่ น่ี ครเจนวี า ประเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์ 5. สานกั งานยอ่ ยกระจายกนั อยทู่ วั่ โลกประมาณ 40 แห่ง 3.2 ท่ีประชมุ ใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ การพจิ ารณาตดั สนิ ใจกระทาการใด ๆ ของ ILO มาจากการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference : ILC) ซง่ึ จดั ขน้ึ ปีละหน่ึงครงั้ ในเดอื นมถิ ุนายน ณ นครเจนีวา ประเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์ โดยให้ ประเทศสมาชกิ ส่งผแู้ ทนไตรภาคี ไดแ้ ก่ ฝ่ายรฐั บาล ฝ่ ายนายจา้ ง และฝ่ายลกู จา้ ง พรอ้ มดว้ ยท่ี ปรกึ ษาของแต่ละฝ่ายเขา้ รว่ มการประชุม ท่ปี ระชุมมหี น้าท่ใี นการพิจารณานโยบายและแนวทางการดาเนินงานในอนาคตของ องค์การ กาหนดและรบั รองมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ตดิ ตามผลการปฏบิ ตั ติ าม ปฏญิ ญาวา่ ดว้ ยหลกั การและสทิ ธขิ นั้ พน้ื ฐานในการทางาน ตดิ ตามผลการปฏบิ ตั ติ ามอนุสญั ญาท่ี ใหส้ ตั ยาบนั แลว้ และอภปิ รายถงึ ปัญหาแรงงานและสงั คมในปัจจบุ นั

48 บทบาท หน้าท่ีตามหวั ข้อมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศขององคก์ ารแรงงาน ระหว่างประเทศ เพ่อื ให้ประเทศสมาชกิ คานึงถงึ ความยุตธิ รรมทางสงั คม และเคารพในสทิ ธขิ นั้ พน้ื ฐาน ของคนงาน ILO จงึ ไดก้ าหนดมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศขน้ึ มา เพ่อื ใหป้ ระเทศสมาชกิ ได้ นาไปปฏบิ ตั ิ เน้ือหามาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศของ ILO แบ่งออกเป็น 22 หวั ขอ้ ไดแ้ ก่ 1. เสรภี าพในการสมาคม การร่วมเจรจาต่อรอง และแรงงานสมั พนั ธ์ (Freedom of association, collective bargaining, and industrial relations) 2. แรงงานบงั คบั (Forced labour) 3. การขจดั การใชแ้ รงงานเดก็ และการคมุ้ ครองเดก็ และผเู้ ยาว์ (Elimination of child labour and protection of children and young persons) 4. โอกาสและการปฏบิ ตั ทิ เ่ี ท่าเทยี มกนั (Equality of opportunity and treatment) 5. การรว่ มปรกึ ษาหารอื ไตรภาคี (Tripartite consultation) 6. การตรวจแรงงานและการบรหิ ารแรงงาน (Labour administration and inspection) 7. การสง่ เสรมิ และนโยบายการจา้ งงาน (Employment policy and promotion) 8. การฝึกอบรมและการแนะแนวอาชพี (Vocational guidance and training) 9. ความมนั่ คงในการจา้ งงาน (Employment security) 10. ค่าจา้ ง (Wages) 11. เวลาการทางาน (Working time) 12. ความปลอดภยั และสขุ อนามยั ในการทางาน (Occupational safety and health) 13. ความมนั่ คงทางสงั คม (Social security) 14. การคุม้ ครองความเป็นมารดา (Maternity protection) 15. นโยบายทางสงั คม (Social policy) 16. คนงานอพยพ (Migrant workers) 17. คนประจาเรอื (Seafarers) 18. คนงานประมง (Fishermen) 19. คนงานทา่ เรอื (Dockworkers) 20. ชนเผ่าและคนพน้ื เมอื ง (Indigenous and tribal peoples) 21. ประเภทเฉพาะของคนงาน (Specific categories of workers) 22. บทบญั ญตั ทิ า้ ยบทของอนุสญั ญา (Final Articles Conventions) องคก์ ารน้ใี หค้ วามสาคญั กบั ความปลอดภยั ในการทางาน การส่งเสรมิ สทิ ธมิ นุษยชนขนั้ พน้ื ฐาน การปรบั ปรุงสภาพการทางานและความเป็นอยู่ ของคนงาน และการเสรมิ สร้างโอกาสในการจา้ งงาน หรอื กล่าวอกี นัยหน่ึงคอื พนั ธกจิ ในการ ปฏบิ ตั ใิ หส้ อดคลอ้ งตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศขององคก์ ารแรงงานระหวา่ งประเทศ

49 ใน ค.ศ. 1948 อนุสญั ญาฉบบั ท่ี 87 ว่าดว้ ยเสรภี าพในการสมาคมและการคุม้ ครองสทิ ธิ ในการรวมตวั (Freedom of Association and Protection of the Right to Organize) และค.ศ. 1949 อนุสญั ญาฉบบั ท่ี 98 ว่าด้วยสทิ ธใิ นการรวมตวั และการร่วมเจรจาต่อรอง (Right to Organize and Collective Bargaining) ใน ค.ศ. 1974 มขี อ้ แนะเรอ่ื งมะเรง็ ทเ่ี กดิ จากการประกอบอาชพี และเรม่ิ จาก ค.ศ. 1977 กไ็ ดม้ ขี อ้ แนะเกย่ี วกบั เรอ่ื งสภาพแวดลอ้ มในการทางาน ตลอดจนมลภาวะทงั้ หลาย เช่น อากาศ เป็นพษิ เสยี ง การสนั่ สะเทอื นและอ่นื ๆ ค.ศ. 1981 ท่ีประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้กาหนดให้มอี นุสญั ญา ฉบบั ท่ี 155 ว่าดว้ ยความปลอดภยั และสุขภาพอนามยั ในการทางาน โดยขอ้ แนะท่ี 164 เร่อื ง ความปลอดภยั และสุขภาพในการประกอบอาชีพ ซ่งึ ออกในปีเดียวกนั ยงั ได้ให้รายละเอียด เกย่ี วกบั มาตรการในการออกแบบสถานทท่ี างาน การเกบ็ รกั ษาและการใชส้ ารอนั ตราย เป็นต้น ใน ค.ศ. 1985 ท่ปี ระชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้กาหนดอนุสญั ญาว่า ด้วยการบรกิ ารด้านอาชีวอนามยั ค.ศ. 1985 และมีมติรบั รองข้อแนะฉบับท่ี 171 เรียกว่า “ขอ้ แนะว่าด้วยการบรกิ ารอาชวี อนามยั ” โดยให้เป็นเอกสารเสรมิ สาหรบั อนุสญั ญาองคก์ าร แรงงานระหว่างประเทศ ฉบบั ท่ี 161และ ค.ศ. 2002 แนบทา้ ยอนุสญั ญาฉบบั ท่ี 155 ว่าดว้ ย ความปลอดภยั และสุขภาพอนามยั ในการทางาน (Protocol of 2002 to the Occupational Safety and Health) ค.ศ. 1981 เป็นตน้ ใน ค.ศ. 1990 มอี นุสญั ญาเก่ียวกับสารเคมี (ฉบบั ท่ี 170) และข้อแนะ ฉบบั ท่ี 177 เก่ยี วกบั ความปลอดภยั ในการใช้สารเคมใี นการทางาน ซ่งึ เป็นขอ้ แนะท่อี อกในปีเดยี วกนั นัน้ จากผลงานดงั กล่าวขององคก์ ารแรงงานระหว่างประเทศ ไดส้ ่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทวั่ โลกให้ ความสนใจในการรเิ รมิ่ มาตรการป้องกนั โดยออกเป็นบทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย และมีการปรบั ปรุง โดยนาขอ้ แนะต่าง ๆ ของหน่วยงานน้มี าเป็นแนวทางเรอ่ื ยมาจนถงึ ปัจจบุ นั หน่วยงานด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั ของต่างประเทศ จากการปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรมครงั้ ท่ยี งิ่ ใหญ่ท่เี กิดจากสาเหตุความไม่พอใจของชนชนั้ แรงงานทท่ี างานในโรงงานท่ไี ม่ได้รบั ความปลอดภยั ในการทางานจงึ ทาให้มกี ารเปล่ยี นแปลง ครงั้ สาคญั ในประเทศแถบตะวนั ตกเพ่อื ให้นายจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมได้ให้ความสาคญั เก่ยี วกบั การทางานของคนงานให้เกดิ ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการทางานใหม้ ากขน้ึ ซง่ึ มหี น่วยงานของประเทศต่าง ๆ ดงั น้ี 1. หน่วยงานของสหราชอาณาจกั ร การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรมในศตวรรษท่ี 18 ทาให้ สงั คมอุตสาหกรรมในสหราชอาณาจกั รองั กฤษเปล่ยี นแปลงและขยายตวั อย่างรวดเรว็ จงึ ต้อง อาศยั แรงงานทม่ี าทางานในอุตสาหกรรมเป็นจานวนมาก ผใู้ ชแ้ รงงานเหล่านนั้ ไมไ่ ดร้ บั การดูแล

50 ดา้ นความปลอดภยั และสุขภาพอนามยั โรงงานทอผา้ ปัน่ ดา้ ยขนาดใหญ่ไม่ดูแลคนงาน ทาให้ เกิดอุบตั ิเหตุ และเจบ็ ป่ วยจากการทางาน ทาให้มีผู้พิการจากการทางานเพ่มิ สูงข้นึ เร่อื ยๆ คนงานขาดขวญั กาลงั ใจ ดงั นัน้ ใน ค.ศ. 1974 ไดม้ กี ารออกพระราชบญั ญตั สิ ุขภาพและความ ปลอดภยั ในการทางานประเภทต่าง ๆ เรยี กว่า Health and Safety at Work Act etc 1974 ขน้ึ มาบงั คบั ใช้ซง่ึ เป็นกฎหมายทส่ี าคญั เพราะไดร้ วบรวมกฎหมายต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งดา้ นอาชี วอนามัยและความปลอดภยั รวมกันไว้ฉบับเดียว เพ่ือลดความซ้าซ้อนของกฎหมายและ บทบาทของเจา้ หน้าทท่ี เ่ี ก่ยี วขอ้ งในการบรหิ ารกฎหมาย ต่อมาในปี ค.ศ. 1844 รฐั บาลองั กฤษ ได้ออกกฎหมายโรงงาน (Factory Act) ข้นึ และใน ค.ศ. 1878 ประเทศองั กฤษ ได้ตรา พระราชบญั ญตั โิ รงงานทส่ี มบรู ณ์แบบฉบบั แรกขน้ึ โดยมบี ทบญั ญตั ทิ ว่ี ่าดว้ ยการคุม้ ครองแรงงาน ต่อมาอีกในปี ค.ศ. 1879 รัฐสภาอังกฤษได้ผ่านพระราชบัญญัติกองทุนทดแทนฉบับแรก นอกจากน้ีทาใหส้ ่งผลตามไดเ้ กดิ สองหน่วยงานท่สี าคญั ขององั กฤษเกย่ี วกบั สุขภาพและความ ปลอดภยั ในการทางาน คอื คณะกรรมการกรรมาธกิ ารสุขภาพและความปลอดภยั (Health and Safety Commission : HSC) และคณะกรรมการบรหิ ารสุขภาพและความปลอดภยั (Health and Safety Executive : HSE) ซง่ึ มบี ทบาทหน้าทด่ี งั น้ี (Gary Dessler, 2015, p.523) 1.1 คณะกรรมาธกิ ารสุขภาพและความปลอดภยั (HSC) มหี น้าทห่ี ลกั ในการบรหิ าร ใหก้ ารดาเนนิ การต่าง ๆ เป็นไปตามพระราชบญั ญตั ทิ ก่ี าหนดไว้ มหี น้าทด่ี งั น้ี 1.1.1 หน้าทท่ี วั่ ไป ไดแ้ ก่ 1.1.1.1 สรา้ งความมนั่ คงในเร่อื งสุขภาพ ความปลอดภยั และสวสั ดกิ าร ใหแ้ ก่ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในสถานประกอบการ 1.1.1.2 ปกป้องบุคคลอ่นื ใหป้ ลอดภยั จากอนั ตรายหรอื เจบ็ ป่ วย ความ เสย่ี งทเ่ี กดิ ขน้ึ ต่อสุขภาพและความปลอดภยั อนั เน่อื งมากจากการทางาน 1.1.1.3 ควบคมุ การเกบ็ รกั ษาและการใชส้ ารไวไฟ วตั ถุระเบดิ ต่าง ๆ 1.1.1.4 ควบคมุ การปล่อยก๊าซพษิ จากสถานประกอบการไปส่บู รรยากาศ ภายนอก 1.1.2 หน้าทเ่ี ฉพาะ ไดแ้ ก่ 1.1.2.1 ช่วยเหลอื และจงู ใจใหบ้ ุคลากรทเ่ี กย่ี วขอ้ งดา้ นสุขภาพและความ ปลอดภยั ใหม้ กี ารดาเนินการตามความเหมาะสมของสภาพแวดลอ้ มของสถานประกอบการ 1.1.2.2 ดาเนินการต่าง ๆ เพ่ือสนับสนุนให้เกิดการวิจัย การ ประชาสมั พนั ธผ์ ลการวเิ คราะห์ การจดั ใหม้ กี ารฝึกอบรม และเตรยี มเก่ยี วกบั สารสนเทศความ ปลอดภยั และสุขภาพอนามยั จงู ใจใหม้ กี ารวจิ ยั และพฒั นารวมทงั้ การฝึกอบรมเก่ยี วกบั ความ ปลอดภยั และสุขภาพอนามยั

51 1.1.2.3 ให้การสนับสนุนหน่วยงานท่เี ก่ียวข้องทงั้ หน่วยงานภาครฐั องคก์ รนายจา้ ง องคก์ รลกู จา้ ง และหน่วยงานอ่นื ไดม้ กี ารใหข้ อ้ มลู สารสนเทศและใหม้ กี ารบรกิ าร รบั คาปรกึ ษาในรปู แบบสว่ นกลางและอยา่ งทวั่ ถงึ เพยี งพอกบั ความตอ้ งการ 1.1.2.4 จดั ทาขอ้ กาหนดต่าง ๆ ใหก้ บั องค์กรทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในรปู แบบการ เสนอโครงรา่ ง โดยเสนอผา่ นรฐั มนตรผี รู้ บั ผดิ ชอบองคก์ รนนั้ ๆ 1.2 คณะกรรมการบรหิ ารสุขภาพและความปลอดภยั (HSE) ทาหน้าท่ีรบั ผดิ ชอบ การบงั คบั ใชก้ ฎหมายตามทก่ี าหนดไว้ และดาเนินงานต่าง ๆ ตามท่ี HES ไดม้ อบหมายรวมทงั้ การสอดส่อง ดูแล ตรวจตราสถานประกอบการต่าง ๆ เพ่อื ใหม้ กี ารปฏบิ ตั ติ าม ขอ้ กาหนดของ กฎหมายนนั้ อยา่ งเครง่ ครดั หน่วยงานต่าง ๆ ของรฐั ทข่ี น้ึ อยกู่ บั HSE มดี งั น้ี 1.2.1 หน่วยงานตรวจตราโรงงาน (Factory Inspectorate) รบั ผดิ ชอบโรงงาน งานก่อสรา้ งต่าง ๆ 1.2.2 หน่วยงานตรวจตราวตั ถุระเบดิ (Explosive Inspectorate) รบั ผดิ ชอบ ดแู ลโรงงานผลติ วตั ถุระเบดิ โรงงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั ก๊าซ การขนส่ง ปิโตรเลยี ม ก๊าซไวไฟ และ วตั ถุเปอรอ์ อกไซต์ 1.2.3 หน่วยงานตรวจตราเหมอื งและการระเบดิ หนิ (Mines and Quarries Inspectorate) รบั ผดิ ชอบดแู ลสขุ ภาพและความปลอดภยั ของการทาเหมอื งต่าง ๆ 1.2.4 หน่วยงานตรวจตราเก่ียวกบั นิวเคลยี ร์ หนิ (Nuclear Installations Inspectorate) รบั ผดิ ชอบดูแลสุขภาพและความปลอดภยั โรงไฟฟ้าปรมาณูและการทางาน เกย่ี วกบั รงั สตี ่าง ๆ 1.2.5 หน่วยงานตรวจตราเก่ยี วกบั อากาศสะอาด (Alkali and clean Air Inspectorate) รบั ผดิ ชอบดูแลการปล่อยมลพษิ ทางอากาศจากโรงงานต่าง ๆ ออกสู่บรรยากาศ ภายนอกโรงงาน 1.2.6 หน่วยงานตรวจตราสุขภาพและความปลอดภยั ในงานเกษตรกรรม (Agriculture Health and Safety Inspectorate) รบั ผดิ ชอบดูแลสุขภาพและความปลอดภยั ใน งานเกษตรกรรมและกรมป่าไม้ เช่น ฟารม์ ป่าไม้ สวนสตั ว์ และสวนป่าซาฟารี เป็นตน้ 1.2.7 หน่วยบรกิ ารใหค้ าปรกึ ษาทางการแพทยเ์ ก่ยี วกบั ปัญหาอนั เน่ืองจากการ ทางาน (Employment Medical Advisory Service) รบั ผดิ ชอบดูแลสุขภาพดา้ นสุขภาพ โดยเฉพาะ มหี น้าทท่ี ส่ี าคญั ไดแ้ ก่ การใหค้ าแนะนา และการเฝ้าระวงั สุขภาพของผปู้ ฏบิ ตั งิ านใน อุตสาหกรรมทุกประเภท และตรวจสุขภาพผปู้ ฏบิ ตั งิ านทุกตาแหน่งงาน 2. หน่วยงานของสหรฐั อเมริกา มกี ารพฒั นางานดา้ นอาชวี อนามยั และความปลอดภยั มาอยา่ งต่อเน่อื ง โดยในปี ค.ศ.1970 รฐั บาลไดอ้ อกพระราชบญั ญตั คิ วามปลอดภยั และอาชวี อนา มยั ค.ศ. 1970 (Occupational Safety and Health Act 1970: OSH Act) ซง่ึ เป็นกฎหมายทม่ี ี ลักษณะสาคัญคือ การกาหนดอานาจหน้าท่ีของหน่วยงานรัฐท่ีรับผิดชอบในการบริหาร

52 พระราชบญั ญตั ิ การกาหนดสทิ ธแิ ละหน้าท่ขี องนายจา้ งและลูกจา้ ง และกาหนดมาตรฐานด้าน ความปลอดภยั และสขุ ภาพในการทางาน เพอ่ื ใหแ้ น่ใจว่าพนกั งานทงั้ ชายและหญงิ ปฏบิ ตั งิ านใน สภาพการทางานท่มี คี วามปลอดภยั และไดร้ บั การคุ้มครอง ตลอดจนการบนั ทกึ ขอ้ มูลข่าวสาร และการรายงานอุบตั เิ หตุรา้ ยแรงและการตดิ ประกาศข่าวสารต่าง ๆ ซง่ึ OSHA แห่ง กระทรวง แรงงานของสหรฐั อเมรกิ าได้ออกกฎหมายทเ่ี กย่ี วกบั ความปลอดภยั และสุขภาพมวี ตั ถุประสงค์ ดงั น้ี 2.1 บารุงขวญั และสร้างขวญั กาลงั ใจให้ทงั้ นายจ้างและลูกจ้าง เพ่ือให้มกี ารลด อนั ตรายในสภาพการทางาน และระบบปรงั ปรงุ ความปลอดภยั ในสถานประกอบการ 2.2 วจิ ยั เก่ยี วกบั งานด้านความปลอดภยั และสุขภาพอาชวี อนามยั และพฒั นา นวตั กรรม เพ่อื แกไ้ ขปัญหาดงั กล่าว 2.3 สรา้ งกฎเกณฑใ์ ห้มคี วามรบั ผดิ ชอบเป็นสงิ่ ผูกพนั ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพอ่ื ใหบ้ รรลเุ กย่ี วกบั ความปลอดภยั และสขุ ภาพอนามยั ในการทางาน 2.4 การรายงานและเฝ้าระวังตรวจสอบ และในส่ิงท่ีเป็นอันตราย การบาดเจ็บ เจบ็ ป่วยอนั เน่อื งมาจากการทางานในสถานประกอบการ 2.5 จดั ตงั้ หน่วยงานฝ่ ายฝึกอบรมเพ่อื ทาหน้าท่ใี นการให้ความรู้ และมเี จ้าหน้าท่ี ความปลอดภยั ในสถานประกอบการ 2.6 จดั ทาการวเิ คราะหง์ านเพอ่ื พฒั นางานเกย่ี วกบั ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 2.7 จดั เตรียมสาหรบั การพัฒนา การวิเคราะห์ การประเมนิ ผล และการอนุมตั ิ โครงการความปลอดภยั และสขุ ภาพอนามยั ในการทางาน จากการออกพระราชบญั ญตั ิฉบบั น้ี ส่งผลให้มกี ารจดั ตงั้ หน่วยงานท่สี าคญั และมี บทบาทอย่างสูงทางดา้ นอาชวี อนามยั และความปลอดภยั ทัง้ ในสหรฐั อเมรกิ าและประเทศอ่นื ๆ ไดแ้ ก่ สานักงานบรหิ ารความปลอดภยั และอาชวี อนามยั (Occupational Safety and Health Administration: OSHA) และสถาบนั ความปลอดภยั และอาชีวอนามยั แห่งชาติ (National Institute for Occupational Safety and Health: NIOSH) แต่กย็ งั มบี ทบาทสาคญั ดา้ นอาชวี อนา มยั และความปลอดภัย คือ สมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครฐั บาลแห่งสหรฐั อเมรกิ า (American Conference of Governmental Industrial Hygienists: ACGIH) (Ivancevich, 2007, p.533 ; Mondy, 2008, p. 528) มดี งั น้ี 3. สานักงานบริหารความปลอดภยั และอาชีวอนามยั (OSHA) เป็นหน่วยงานท่ี จดั ตงั้ ขน้ึ มาสาหรบั ขอ้ กาหนดในด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ใหเ้ ป็นมาตรฐานในการ ปฏบิ ตั งิ านของประเทศสหรฐั อเมรกิ า 3.1 ออกกฎหมายและปรบั ปรุงมาตรฐานความปลอดภยั และมาตรฐานสง่ิ แวดลอ้ มใน การทางานต่าง ๆ

53 3.2 มอี านาจในการเขา้ ตรวจสอบ ตรวจตรา สบื คน้ หรอื การสอบสวนเกย่ี วกบั ความ ปลอดภยั และสุขภาพในสถานประกอบการต่าง ๆ และมอี านาจในการออกหมายสงั่ และกาหนด ค่าปรบั หากสถานประกอบการใดไดก้ ระทาผดิ 3.3 ลูกจ้างหรอื ตัวแทนลูกจ้างสามารถแจ้งเก่ียวกับการไม่ปฏิบตั ิตามมาตรฐาน ขอ้ กาหนดทางกฎหมาย 3.4 การย่นื คาร้องต่อศาลให้มกี ารควบคุมสถานการณ์ท่อี าจก่อให้เกิดอนั ตรายได้ ทนั ที 3.5 การปรึกษากับนายจ้าง ลูกจ้าง และองค์การท่ีเก่ียวข้องในการป้องกันการ บาดเจบ็ หรอื เจบ็ ป่วยอนั เน่อื งมาจากการทางาน 3.6 กาหนดให้นายจา้ งต้องเกบ็ ข้อมูลระดบั สารเคมอี นั ตรายในสถานทท่ี างาน และ แจง้ ผลใหค้ นงานทราบ 3.7 การพฒั นาและจดั เกบ็ โปรแกรมสถติ ติ ่าง ๆ เก่ยี วกบั งานความปลอดภยั และอาชี วอนามยั ในการทางาน 4. สถาบนั ความปลอดภยั และอาชีวอนามยั แห่งชาติ (NIOSH) เป็นสถาบนั ท่ี บทบาทสาคญั ทางด้านความปลอดภยั และอาชวี อนามยั มหี น้าท่หี ลกั ทางด้านการศกึ ษา วจิ ยั และการฝึกอบรมดา้ นความปลอดภยั ดงั น้ี 4.1 การศกึ ษาวจิ ยั เพ่อื กาหนดเกณฑม์ าตรฐานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั และมาตรฐานสงิ่ แวดลอ้ มในการทางานต่าง ๆ แลว้ นาเสนอเกณฑด์ งั กล่าวใหก้ บั OSHA ทาการ พจิ ารณากลนั่ กรองกาหนดเป็นมาตรฐานทางกฎหมายเหลา่ นนั้ ต่อไป 4.2 การจดั ทาขอ้ มลู ข่าวสารทางดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั เช่น เอกสาร เผยแพร่เก่ียวกบั สารเคมที ่ีเป็นอนั ตราย และค่าความเข้มข้นท่ีสารเคมีนัน้ ๆ จะก่อให้เกิด อนั ตรายต่อสุขภาพของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน วธิ กี ารใชส้ ารเคมอี ยา่ งปลอดภยั เป็นตน้ 4.3 การศึกษาวิจยั เก่ียวกับสุขภาพของคนงาน เน่ืองจากการได้รบั สารจาก สง่ิ แวดลอ้ มในการทางาน และทาการตรวจสอบอนั ตรายทางดา้ นต่าง ๆ ใหค้ าแนะนาในการออก ขอ้ กาหนดกฎหมาย 4.4 มหี น้าทใ่ี นการทดสอบและออกใบรบั รองอุปกรณ์ป้องกนั ระบบทางเดนิ หายใจ (Respiratory Protective Equipment) และการฝึกอบรมพนักงานทท่ี าหน้าท่เี ก่ยี วกบั สุขภาพ อนามยั ของคนงานเพ่อื รบั รอง OSHA Act. 4.5 ทาการวจิ ยั และโครงการเพ่อื ปรบั ปรุงการป้องกนั และรกั ษาสุขภาพของคนงาน การตรวจสุขภาพ 4.6 การป้องกนั การเกดิ อุบตั ิเหตุ ไดแ้ ก่ การใหค้ าแนะนา การประเมนิ และหาวธิ กี าร ป้องกนั อุบตั เิ หตุในการทางาน

54 4.7 การให้คาแนะนาทางด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม เช่น การประเมนิ ปัญหา สงิ่ แวดลอ้ มในการทางาน และมาตรการควบคมุ ป้องกนั ทเ่ี หมาะสม 4.8 การใหค้ าแนะนาเก่ยี วกบั การใหบ้ รกิ ารทางการแพทย์ เช่น การประเมนิ สุขภาพ ปัญหาทางการแพทยแ์ ละการพยาบาลในสถานประกอบการ 5. สมาคมนักสุขศาสตรอ์ ุตสาหกรรมภาครฐั บาลแห่งสหรฐั อเมริกา (ACGIH) สมาคมน้ีมคี วามสาคญั ดา้ นการพฒั นามาตรฐานสุขศาสตรอ์ ุตสาหกรรมเป็นอยา่ งมาก ถงึ แมว้ ่า จะไมไ่ ดเ้ ป็นหน่วยงานทท่ี าหน้าทบ่ี รหิ ารกฎหมาย แต่กม็ บี ทบาทในการเสนอแนะ “ค่าทย่ี อมรบั ได้” (Threshold Limit Value: TLV) ซง่ึ เป็นค่าท่คี าดว่าผู้ปฏบิ ตั งิ านจะสมั ผสั กบั สง่ิ คุกคาม สุขภาพอนามยั ในการทางาน เช่น สารเคมใี นอากาศ เสยี ง หรอื ความสนั่ สะเทอื น ฯลฯ เป็นเวลา ไม่เกินวันละ 8 ชัว่ โมง หรือสัปดาห์ละไม่เกิน 40 ชัว่ โมง ซ่ึงในการออกกฎหมายของ สหรฐั อเมริกา หรือประเทศอ่ืน ๆ รวมทงั้ ประเทศ ได้นาแนวคิดและหลักการของค่า TLV นาไปใชป้ ระกอบเป็นแนวทางในการยกร่างเกณฑม์ าตรฐาน เก่ยี วกบั การพจิ ารณาการออกเป็น มาตรฐานตามกฎหมาย สรปุ ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั หมายถึง สภาพการทางานท่ปี ราศจากภยั อนั ตราย อุบตั เิ หตุ บาดเจบ็ เจบ็ ป่วย ทุพลภาพ และเสยี ชวี ติ อนั เน่ืองมาจากการทางาน หรอื สภาพการ ทางานทไ่ี มม่ อี นั ตรายใดๆ ดว้ ยสภาพทม่ี สี ขุ ภาพกาย สุขภาพจติ ทด่ี สี ามารถอยใู่ นสงั คมไดอ้ ย่าง มคี วามสุข ซง่ึ มขี อบเขตของงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ไดแ้ ก่ ส่งเสรมิ ป้องกนั ปกป้องคุม้ ครอง จดั การงาน การปรบั งานให้กบั คนและปรบั คนใหก้ บั งาน และการสนับสนุนให้ งานดาเนินไปได้อย่างราบร่ืน ซ่ึงความสาคัญของงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยมี ความสาคญั ช่วยส่งเสรมิ ให้องค์การมผี ลผลติ สูงขน้ึ ทาใหเ้ กดิ กาไรต่อธุรกจิ ช่วยป้องกนั และ ควบคุมใหเ้ กดิ สภาพการทางานทป่ี ลอดภยั ชว่ ยลดผลกระทบทางสงั คมดา้ นการประสบอนั ตราย และเจบ็ ป่วยเน่ืองมาจากการทางาน ช่วยธารงรกั ษา และสงวนพนักงานไว้ ช่วยสรา้ งความเป็น ธรรมให้กับพนักงานและเป็นการสร้างแรงงจูงใจในการทางานให้กับพนักงาน รวมทงั้ ความ ปลอดภยั และอาชวี อนามยั ยงั มวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ส่งเสรมิ และรกั ษาสุขภาพทางกาย ทางใจ และการมชี วี ติ ทด่ี ขี องพนักงานในสงั คม สามารถลดความเส่ยี ง และป้องกนั อนั ตรายและการ เจ็บป่ วยอนั เน่ืองจากการทางาน และทาให้ปรบั ปรุงส่ิงแวดล้อมในการทางานท่เี หมาะสมได้ หากองคก์ ารมคี วามปลอดภยั และอาชวี อนามยั ยงั ก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ในการช่วยป้องกนั ควบคุม ลดความสูญเสีย ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรม และมนั่ ใจให้กับพนักงาน รวมทงั้ ลดคา่ ใชจ้ า่ ยในการรกั ษาพยาบาลดา้ นการเกดิ อนั ตราย บาดเจบ็ ป่วยจากการทางานดว้ ย

55 งานด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั จาเป็นต้องมบี ุคลากรท่ีเก่ียวข้องด้านการ จดั การ ดูแล ป้องกนั และส่งเสรมิ สนับสนุนให้เกดิ ความปลอดภยั ต้องอาศยั ความร่วมมอื กบั บุคลากรท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ ลูกจ้าง นายจ้าง นักอาชีวสุขศาสตร์ นักอาชีวอนามั ย นักวทิ ยาศาสตรค์ วามปลอดภยั นักจติ วทิ ยา นักจติ บาบดั นักกายภาพบาบดั นักการยศาสตร์ เป็นต้น และมีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในประเทศไทย ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวง อุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงพลงั งาน และหน่วยงานภาคเอกชน เป็นต้น ส่วนหน่วยงานท่ี เก่ียวข้องด้านงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยท่ีสาคัญ ของต่างประเทศ ได้แก่ องคก์ ารอนามยั โลก (WHO) และองคก์ ารแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

56 แบบฝึ กหดั ให้ตอบคาถามและอธิบายให้ถกู ต้องที่สดุ 1. ใหอ้ ธบิ ายถงึ ความหมายของความปลอดภยั พรอ้ มยกตวั อยา่ ง 2. ใหอ้ ธบิ ายถงึ ความของอาชวี อนามยั พรอ้ มยกตวั อยา่ ง 3. ใหบ้ อกถงึ ความสาคญั และวตั ถุประสงคข์ องความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 4. ใหบ้ อกถงึ ความสาคญั และวตั ถุประสงคข์ องอาชวี อนามยั และอาชอี นามยั 5. ใหบ้ อกถงึ ประโยชน์ของงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั มาอย่างน้อย 7 ขอ้ 6. ใหอ้ ธบิ ายถงึ ประวตั คิ วามเป็นมาของงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ของ ต่างประเทศ มาโดยสงั เขป 7. ใหอ้ ธบิ ายถงึ ประวตั คิ วามเป็นมาของงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ของประเทศ ไทยมาโดยสงั เขป 8. ใหบ้ อกและอธบิ ายถงึ ขอบเขตของงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 9. ใหบ้ อกและอธบิ ายถงึ เป้าหมายของงานความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 10. ใหอ้ ธบิ ายถงึ หน่วยงานทเ่ี กย่ี วกบั งานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 11. ใหอ้ ธบิ ายถงึ บคุ ลากรทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั งานดา้ นดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั

57 เอกสารอ้างอิง กาญจนา นาถะพนิ ธ.ุ (2551). อาชวี อนามยั และความปลอดภยั .(พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2).ขอนแก่น: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น กนั ยรตั น์ โหละสุต. (2555). การจดั การความปลอดภยั ในอุตสาหกรรมเคม.ี โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น: ขอนแก่น. การบรหิ ารงานอาชวี อนามยั และความปลอดภยั . (2553).หน่วยท่ี 1-7 (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1) มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4). กรงุ เทพฯ: อรณุ การพมิ พ.์ การบรหิ ารจดั การดา้ นความมนั่ คงปลอดภยั อาชวี อนามยั และสง่ิ แวดลอ้ ม, คน้ เมอ่ื 20 ธนั วาคม 2559, จ า ก http://www.pttplc.com/th/Sustainability/Sustainability/Governance/ Pages/sshe-management. กรมสวสั ดกิ ารและคุม้ ครองแรงงาน. (2548). คาชแ้ี จงกระทรวงแรงงาน เรอ่ื งกฎกระทรวงว่าดว้ ย การจดั สวสั ดกิ ารในสถานประกอบกจิ การ., คน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2560, คน้ จาก http://www.labour.go.th/th%20/doc/law/desc_welfare_2548.pdf. กรงุ เทพธุรกจิ . (2558). พน้ื ทร่ี ะยองแชมป์ โรงงานเกดิ อุบตั เิ หตุ, ปีท่ี 30 ฉบบั ท่ี 10301 วนั จนั ทรท์ ่ี 5 ธนั วาคม 2559, หน้า 6. ฉนั ทนา ผดงุ ทศ. (2546). อาชวี เวชศาสตร์ – อาชวี อนามยั . กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พห์ มอ ชาวบา้ น. ณฏั ฐพนั ธ์ ขจรนนั ท์ .(2549). การจดั การทรพั ยากรมนุษย.์ ซเี อด็ ยเู คชนั่ : กรงุ เทพฯ. พรพมิ ล กองทพิ ย.์ (2554). สขุ ศาสตรอ์ ุตสาหกรรม. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2) นาอกั ษรการพมิ พ์ : กรงุ เทพฯ. เลศิ ศกั ดิ ์ สบื ทรพั ย.์ (2555). การจดั การความปลอดภยั พนกั งานในอุตสาหกรรมเครอ่ื งทาความ เยน็ ไทย.กรงุ เทพฯ:ปัญญาชน. วฒั นา วงศเ์ กยี รตริ ตั น์ และคณะ. (2550). การวางแผนกลยทุ ธ์ : ศลิ ปะการกาหนดแผนองคก์ าร ส่คู วามเป็นเลศิ . (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 5). อนิ โนกราฟฟิกส์ จากดั : กรงุ เทพฯ. วภิ ารตั น์ โพธขิ ์ .ี (2557). การจดั การดา้ นวศิ วกรรมความปลอดภยั ในโรงงานอุตสาหกรรม. มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น : ขอนแก่น. สดุ าว เลศิ วสิ ุทธไิ พบลู ย.์ (2553). เอกสารการสอนชุดวชิ า การบรหิ ารงานอาชวี อนามยั และ ความปลอดภยั . หน่วยท่ี 1-7, (ฉบบั ปรบั ปรงุ ครงั้ ท่ี 1).กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. องคก์ ารอนามยั โลก. (1948). คน้ เมอ่ื 28 สงิ หาคม 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki. องคก์ ารอนามยั โลก. (2015). รายงานสถานการณ์โลกดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั . กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั สแกนด-์ มเี ดยี คอรป์ อเรชนั่ จากดั

58 องั คณา เตชะโกเมนท.์ (2556). ขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ เกย่ี วกบั องคก์ ารแรงงานระหว่างประเทศ. กลมุ่ งานมาตรฐานแรงงานระหวา่ งประเทศ.สานกั พฒั นามาตรฐานแรงงาน กระทรวงแรงงาน, คน้ เมอ่ื 26 ธนั วาคม 2559, จาก http://www.mol.go.th/ content/page/. อุดมวทิ ย์ กาญจนวรงค.์ (2551). อาชวี อนามยั และความปลอดภยั . กรงุ เทพฯ : สกายบุก๊ ส.์ Fred A Manuele. (2003). On the Practice of Safety. Third Edition. Hoboken,H.J.: John Wiley & Sons. Fred A Manuele. (2001). Innovations in Safety Management. New York.: John Wiley and Sons, Inc. Rosemary Colvin and Ray Colvin.(1999). “Management’s Role and Responsibilities in an Effective Safety and Health Program”, in Handbook of Occupational Safety and Health, 2nd Edition, Edited by Louis J. Diborardimis, New York.; John Wiley & Sons, Inc. Robbins, Stephen P. & Coulter Mary.(2009).Management.10ed Pearson Education,Inc.,Upper Saddle River, New Jersey,: Prentice Hall.

59 แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 2 การบริหารจดั การงานด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั หวั ข้อเนื้อหา 1. แนวคดิ เกย่ี วกบั การบรหิ ารจดั การงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 2. ความหมาย ความสาคญั กระบวนการ และวตั ถุประสงคข์ องการบรหิ ารจดั การ 3. หลกั การบรหิ ารจดั การงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 4. รปู แบบความปลอดภยั ในองคก์ าร 5. รปู แบบของผนู้ าดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 6. โครงสรา้ งการบรหิ ารจดั การหน่วยงานดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 7. นโยบายในดา้ นการบรหิ ารจดั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 8. ปัจจยั ทม่ี ผี ลกระทบต่อการบรหิ ารจดั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 9. แผนงานและกจิ กรรมในดา้ นการบรหิ ารจดั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั 10. สรปุ 11. แบบฝึกหดั 12. เอกสารอา้ งองิ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เมอ่ื นกั ศกึ ษาเรยี นบทเรยี นน้แี ลว้ สามารถ 1. อธบิ ายหลกั การ แนวคดิ ความหมายความสาคญั และวตั ถุประสงคข์ องการบรหิ าร จดั การ และการบรหิ ารจดั การงานความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ได้ 2. อธบิ ายโครงสรา้ งองคก์ าร นโยบาย แผนงาน กจิ กรรมของหน่วยงานความปลอดภยั และอาชวี อนามยั และเขยี นแผนงานดา้ นความปลอดภยั อาชวี อนามยั ได้ 3. อธบิ ายปัจจยั ท่มี ผี ลกระทบต่อการบรหิ ารจดั การความปลอดภยั และอาชวี อนามยั รวมรปู แบบของผนู้ าดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ได้ 4. อธบิ ายบทบาทหน้าท่ขี องผู้บรหิ าร บทบาทหวั หน้างานงานด้านความปลอดภยั อาชวี อนามยั และบทบาทของพนกั งานได้

60 วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ทาแบบประเมนิ ผลตนเองก่อนเรยี น (แบบทดสอบก่อนเรยี น) 2. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย/นาเสนอกจิ กรรมกล่มุ หน้าชนั้ 3. บรรยายประกอบการเรยี นการสอนดว้ ยโปรแกรม Power-Point 4. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น 5. ฝึกทาแบบฝึกปฏบิ ตั ิ สื่อการเรียนการสอน 1.เอกสารคาสอนรายวชิ าการจดั การความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสงิ่ แวดลอ้ ม 2. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ 4. ส่อื ภาพประกอบและโปรแกรม Power-Point 5. วดี ทิ ศั น์ การวดั ผลและประเมินผล 1. ประเมนิ ผลการทาแบบทดสอบก่อนเรยี น และหลงั เรยี น 2. ประเมนิ ผลจากกจิ กรรมมอบหมาย 3. ประเมนิ ผลแบบฝึกปฏบิ ตั ทิ า้ ยบท 4. ประเมนิ ผลแบบทดสอบประจาภาคการศกึ ษา

61 บทท่ี 2 การบริหารจดั การงานด้านความปลอดภยั และอาชีวอนามยั งานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทางานมีความสาคัญต่อชีวิตและ ทรพั ยส์ นิ ของพนักงาน และองคก์ ารย่อมปราศจากภยั อนั ตรายทงั้ ปวง การบรหิ ารจดั การจงึ เป็น เคร่อื งมอื สาคญั ท่จี ะทาให้องค์การมกี ารดาเนินงานไปด้วยความปลอดภยั ปราศจากอุบตั ิเหตุ โรคอนั เน่ืองจากการทางาน และลดความสูญเสยี ทงั้ ต้นทุน ช่อื เสยี ง และความซ้าซ้อนต่าง ๆ ในการดาเนินงานขององค์การ รวมทงั้ ปัจจุบนั การแข่งขนั ท่ีมีผู้แข่งขนั จานวนมากท่ีทาให้ องค์การมคี วามอย่รู อดท่ามกลางการเปล่ยี นแปลงของโลกแล้วนัน้ ต่างให้ความสนใจด้านการ จดั การงานความปลอดภยั และอาชวี อนามยั เพ่อื ให้การผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารมคี วามเช่อื มนั่ หรอื เกดิ ความเชอ่ื ถอื และไวว้ างใจต่อผมู้ ารบั บรกิ ารต่าง ๆ โดยทวั่ ไปแล้ว การบรหิ ารจดั การเป็นการวางแผนการต่าง ๆ ในการดาเนินงานไว้ ล่วงหน้าก่อนท่มี กี ารลงมอื กระทา และเป็นกาหนดทศิ ทางต่าง ๆ เพ่อื ให้นาไปสู่เป้าหมายท่ี ชดั เจน รวมทงั้ แนวทางในการดาเนนิ งานใหเ้ กดิ ความเป็นระบบ ระเบยี บ ชดั เจนสามารถนาไปสู่ การบรรลตุ ามเป้าหมายทต่ี อ้ งการหรอื ทก่ี าหนดไวไ้ ด้ การบรหิ ารจดั การงานดา้ นความปลอดภยั และอาชีวอนามัยในการทางานเป็ นหน้าท่ีของผู้บริหารในทุกระดับขององค์การต้องให้ ความสาคญั เป็นอย่างยง่ิ โดยเฉพาะผู้บรหิ ารระดบั สูงขององคก์ ารท่มี วี สิ ยั ทศั น์ในการกาหนด นโยบายดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ใหช้ ดั เจน และใหเ้ ป็นนโยบายองคก์ ารควบค่ไู ปกบั วสิ ยั ทศั น์ขององคก์ ารเพ่อื ทจ่ี ะใหอ้ งคก์ ารมกี ารปฏบิ ตั งิ านทุกระดบั หน้าทใ่ี หเ้ กดิ ความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ให้มปี ระสทิ ธภิ าพในการทางาน ดงั นัน้ บทบาท หน้าท่ี และความรบั ผดิ ชอบ ของผู้บรหิ ารจงึ มคี วามสาคญั และเน้นใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั ผูบ้ รหิ ารทุกระดบั โดยกระตุ้น และส่งเสรมิ สนบั สนุนใหพ้ นกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ านมพี ฤตกิ รรมดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั แนวคิดเก่ียวกบั การบริหารจดั การ พฒั นาการทางการบรหิ ารจดั การนัน้ เรมิ่ ต้นมาในช่วงทีม่ กี ารปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรมใน ประเทศองั กฤษ ระหว่างศตวรรษท่ี 18 และ 19 และมกี ารปรบั ปรุงจากแนวคดิ หลกั การ ทฤษฎี ของนักวชิ าการต่างๆ ซง่ึ หลายแนวคดิ ทางการบรหิ ารจดั การไดน้ ามาประยุกต์ใชใ้ นยุคปัจจุบนั จนสามารถทาใหผ้ บู้ รหิ ารในหน่วยงาน และองคก์ ารมากมายสามารถดาเนินกจิ กรรม ไม่ว่าทาง ราชการ ทางภาคการผลติ การตลาด และการเงนิ จนสามารถส่งผลให้เกดิ การพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื งของประเทศชาตแิ ละโลกไปไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพในทุกสถานการณ์ และทุก เง่อื นไขของสภาพแวดล้อมนัน้ ดงั นัน้ การบรหิ ารจดั การ โดยทวั่ ไป ผูบ้ รหิ ารจาเป็นต้องอาศยั แนวคดิ ทส่ี าคญั ดงั น้ี

62 1. การบรหิ ารจดั การ ตอ้ งมงุ่ เน้นท่ี งานเป็นหลกั สาคญั โดยต้องมกี ารกาหนดวสิ ยั ทศั น์ ใหม้ คี วามชดั เจน เขา้ ใจ ทวั่ ทงั้ องคก์ าร เพอ่ื ใหส้ ามารถปฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ ในการทจ่ี ะตอบสนองความ ต้องการของพนักงาน ลูกค้า และผูม้ สี ่วนเก่ยี วขอ้ ง ดงั นัน้ จงึ ต้องมกี ารดาเนินงานในกจิ กรรม ตงั้ แต่ดา้ นการบรหิ ารคน ซง่ึ จะตอ้ งเรม่ิ ตงั้ แต่ กจิ กรรมการสรรหาคน การใชค้ น การจงู ใจ พฒั นาคน และการธารงรกั ษาดแู ลคนใหส้ ามารถอยกู่ บั องคก์ ารเพ่อื สรา้ งผลงานใหน้ านทส่ี ุด รวมถงึ การแก้ ปัญหาเกย่ี วกบั คนดว้ ย ซง่ึ ในปัจจบุ นั นนั้ ผบู้ รหิ ารจาเป็นตอ้ งบรหิ ารคนท่ามกลางความหลากหลาย 2. การบรหิ ารจดั การ ตอ้ งมงุ่ เน้นทจ่ี ะทาใหก้ ารบรหิ ารงานใหไ้ ดต้ ามผลติ ภาพสูงสุดตาม ศกั ยภาพขององคก์ ารทม่ี อี ยู่ ได้แก่ กาลงั คนท่มี ศี กั ยภาพ ต้องมุ่งเน้นกระตุ้น จูงใจใหค้ นสรา้ ง นวตั กรรมใหม่ๆ ใหม้ กี ารสรา้ งการทางานเป็นทมี เพ่อื ใหอ้ งค์การสามารถแข่งขนั ได้ท่ามกลาง การเปลย่ี นแปลง 3. การบรหิ ารจดั การ ต้องมุ่งเน้นทจ่ี ะทาใหง้ านสาเรจ็ โดยการบรหิ ารใหไ้ ดผ้ ลงานตาม เป้าหมายและวตั ถุประสงคท์ ่ไี ดร้ ่วมกนั ต้องไว้ให้สมบูรณ์ครบถ้วน และก่อใหเ้ กดิ ผลดี ในระสนั้ และระยะยาวรวมเกดิ ประโยชน์ต่อส่วนรวมอยา่ งยงั่ ยนื 4. การบรหิ ารจดั การ ตอ้ งมงุ่ เน้นทจ่ี ะทาใหผ้ ลการดาเนินงานมปี ระสทิ ธภิ าพสงู สุดคุม้ ค่า กบั การลงทุนทางด้านทรพั ยากรต่างๆ อย่างคุ้มค่า นัน่ คอื การใช้ทรพั ยากรอย่างประหยดั แต่ เกดิ ผลคุม้ คา่ มากทส่ี ุด 5. การบรหิ ารจดั การ ต้องมุ่งท่จี ะทาให้ ผลการดาเนินงานเกดิ การพฒั นาใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ ไป ดว้ ยการพฒั นาวธิ กี ารทางานทด่ี ที ส่ี ดุ โดยการหาแนวทาง วธิ กี ารใหม่ๆ มาช่วยในการแกป้ ัญหา โดยการนาปัญหามาส่กู ารพฒั นาวธิ กี ารทางานซง่ึ เป็นหน้าท่ขี องผบู้ รหิ ารท่จี ะทาหน้าทผ่ี ลกั ดนั ใหเ้ กดิ การรว่ มมอื กนั ในการนาไปส่กู ารบรรลุหนทางทด่ี ที ส่ี ดุ ได้ การบรหิ ารจดั การนับว่าเป็นลกั ษณะท่สี ะท้อนให้เหน็ กระบวนการท่จี ะมุ่งเน้นถงึ ระดม สรรพกาลงั ทรพั ยากรทางการบรหิ ารจดั การไม่ว่าจะเป็นคน เงนิ วสั ดุอุปกรณ์ วธิ กี าร เครอ่ื งมอื เคร่อื งจกั ร และการจดั การ โดยมกี ารดาเนินการด้วยการอาศยั หลกั การทางการจดั การบรหิ าร ตงั้ แต่การวางแผน การจดั การ การจดั คนเขา้ ทางาน การอานวยการหรอื การชกั จูงใจ และการ ควบคุม เพ่ือให้มกี ารดาเนินงานด้วยวตั ถุประสงค์ท่สี มาชกิ ในองค์การได้กาหนดเป้าหมาย รว่ มกนั ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ และไดต้ ามเป้าหมายทก่ี าหนดไว้

63 ความหมายของการบริหารจดั การ การบรหิ ารจดั การเกดิ ขน้ึ มาพรอ้ มกบั มนุษยท์ ม่ี กี ารรวมกลุ่มกนั เพ่อื การดาเนินกจิ กรรม ต่างๆ ในกลุ่มใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ จงึ เหน็ ไดว้ ่านบั ตงั้ แต่ความเจรญิ กา้ วหน้าและการเปลย่ี นแปลง เกดิ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ การบรหิ ารจดั การจงึ มนี ักวชิ าการต่างๆ มกี ารพฒั นาแนวคดิ หลกั การ ทฤษฎี เพ่อื นามาปรบั ใชก้ บั องคก์ ารทงั้ หลายไมว่ ่าภาครฐั และธุรกจิ เอกชน เพ่อื ให้เกดิ ความเหมาะสม นาไปใชจ้ รงิ ไดใ้ นสถานการณ์แตกต่างกนั ดงั นนั้ องคก์ ารโดยส่วนใหญ่จะใหป้ ระกอบกจิ การหรอื ดาเนินงานใหส้ าเรจ็ ลุล่วงไปไดน้ นั้ จาเป็นต้องอาศยั การบรหิ ารจดั การ เพ่อื เป็นแนวทางในการ กาหนดทศิ ทางหรอื แผนทจ่ี ะใหอ้ งคก์ ารหน่วยงานสามารถทจ่ี ะใชผ้ บู้ รหิ ารทม่ี คี วามรู้ ความสามารถ ทกั ษะ และความกล้าหาญนาพาองค์การไปไดท้ ่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสงั คม เศรษฐกิจ การเมอื ง การปกครอง และเทคโนโลยี เป็นต้น ดว้ ยเหตุน้ีผูบ้ รหิ ารจงึ ต้องอาศยั ความรู้ ทกั ษะ และความสามารถทางการบรหิ ารจดั การมาประยุกต์ใชใ้ นการดาเนินการเก่ยี วกบั คน เงนิ วสั ดุ อุปกรณ์ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั ร ใหเ้ กดิ ผลผลติ ตามทอ่ี งคก์ ารไดก้ าหนดไวพ้ รอ้ มกบั ใหอ้ งคก์ ารเกดิ ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย และตอบสนองความตอ้ งการทงั้ ภายในและภายนอกองคก์ าร คาว่า การบริหาร และ การจดั การ มคี วามหมายท่เี หมอื นกนั หากแต่อาจะมคี วาม แตกต่างกนั ในการนาไปใช้ จงึ ไม่สามารถแยกออกจากกนั ได้เปรยี บเสมอื นเหรยี ญท่มี สี องดา้ น จงึ มคี วามหมายสองดา้ นแต่กค็ ลา้ ยคลงึ กนั สามารถใชแ้ ทนกนั ได้ จะเหน็ ไดว้ ่า คาสองคาน้ีอาจจะ ใชอ้ ธยิ ายความหมายยอ่ มขน้ึ อยกู่ บั เจตนารมณ์ของผตู้ อ้ งการทใ่ี หค้ วามหมาย การบรหิ ารเป็นทงั้ ศาสตร์ และศลิ ป์ การบรหิ ารจงึ เป็นสาขาทม่ี กี ารจดั อยา่ งมรี ะบบ คอื หลกั การ กฎเกณฑ์ และทฤษฎี ทม่ี คี วามน่าเช่อื ได้ อนั เกดิ การจากการค้นควา้ ทดลองเชงิ วทิ ยาศาสตร์ เพ่อื นามาใชป้ ระโยชน์ ทางการบรหิ ารงาน จงึ ทาใหก้ ารบรหิ ารนนั้ เป็นศาสตร์ (sciences) ในขณะเดยี วกนั หากการพจิ ารณา ลกั ษณะของการใชก้ ารปฏบิ ตั ทิ อ่ี าศยั กลยทุ ธ์ ความสามารถ และทกั ษะของผบู้ รหิ ารมาประยุกต์ใช้ ตามสภาพแวดล้อมท่เี ปลย่ี นแปลงไปเพ่อื ให้การปฏบิ ตั งิ านบรรลุตามเป้าหมายท่กี าหนดไว้จงึ เป็นการบรหิ ารทเ่ี ป็นศลิ ปะ (arts) อยา่ งหน่งึ ไดม้ นี กั วชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายของคาวา่ “การบรหิ าร” (administration) ไดด้ งั น้ี ไซมอน (Herbert A. Simon, 1965, p.3) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ าร ไวว้ ่าการ ทางานของบคุ คลตงั้ แต่สองคนขน้ึ ไปรว่ มกนั ทากจิ กรรมต่างๆ ดว้ ยความเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั เพ่อื ให้ บรรลุตามจดุ ประสงคท์ ไ่ี ดร้ ว่ มกนั กาหนดไว้ เฟรดเดอรคิ เทเลอร์ (Frederick W. Taylor, 1986, p.4) ไดใ้ หค้ วามหมายของการบรหิ าร ไวว้ ่า งานบรหิ ารทุกอยา่ งจาเป็นตอ้ งกระทาโดยมหี ลกั เกณฑ์ ซง่ึ กาหนดจากการวเิ คราะหศ์ กึ ษา โดยรอบคอบ ทงั้ น้ี เพ่อื ใหม้ วี ธิ ที ่ดี ที ส่ี ุดในอนั ท่จี ะก่อใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพในการผลติ มากยง่ิ ขน้ึ เพอ่ื ประโยชน์สาหรบั ทกุ ฝ่ายทเ่ี กย่ี วขอ้ งการบรหิ าร

64 ปีเตอร์ ดรกั เกอร์ (Peter F. Drucker, 1989, p.12) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ าร ไวว้ ่า เป็นศลิ ปะในการทางานใหบ้ รรลเุ ป้าหมายรว่ มกบั ผอู้ ่นื การทางานต่างๆ ใหล้ ุล่วงไปโดยอาศยั คน อ่นื เป็นผู้ทาภายในสภาพองค์การท่กี ล่าวนัน้ ทรพั ยากรด้านบุคคลจะเป็นทรพั ยากรหลกั ของ องค์การท่เี ข้ามาร่วมกนั ทางานในองค์การ ซ่งึ คนเหล่าน้ีจะเป็นผู้ใช้ทรพั ยากรด้านวตั ถุอ่ืนๆ เคร่อื งจกั ร อุปกรณ์ วตั ถุดิบ เงนิ ทุน รวมทงั้ ข้อมูลสนเทศต่างๆ เพ่อื ผลติ สนิ ค้าหรอื บรกิ าร ออกจาหน่ายและตอบสนองความพอใจใหก้ บั สงั คม ฟรี แมน (Freemen, 1992, p.3) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ าร ไวว้ ่า กระบวนการ วางแผน การจดั องคก์ าร ภาวะผนู้ า และการควบคมุ การทางานของสมาชกิ ขององคก์ ารและการใช้ ประโยชน์จากทรพั ยากรเพ่อื ใหบ้ รรลุเป้าหมายขององคก์ าร การบรหิ าร หมายถงึ การกาหนดนโยบาย แผนงาน และกลยทุ ธ์ ในการดาเนินงาน เพ่อื ให้ ผบู้ รหิ ารทม่ี หี น้าทน่ี าไปส่กู ารปฏบิ ตั ิ ซง่ึ ส่วนใหญ่มกั ใชก้ บั การบรหิ ารภาครฐั ทเ่ี รยี กว่า การบรหิ าร รฐั กจิ (Public Administrative) ส่วนการจดั การ หมายถงึ การทผ่ี จู้ ดั การใชศ้ ลิ ปะในการนานโยบาย ไปปฏบิ ตั ิโดยอาศยั ความร่วมมอื ของสมาชกิ ในองค์การมาปฏบิ ตั งิ านให้ กจิ กรรมนัน้ ๆ บรรลุ เป้าหมายทก่ี าหนดไว้ มกั เรยี กวา่ การจดั การ (Management) ส่วนใหญ่ใชใ้ นภาคธรุ กจิ เอกชน จากความหมายขา้ งตน้ สรปุ ไดว้ า่ การบรหิ าร หมายถงึ กระบวนการทผ่ี บู้ รหิ ารใชค้ วามรู้ ความสามารถ และ ทกั ษะ โดยอาศยั กระบวนการทางการบรหิ าร ไดแ้ ก่ การวางแผน การจดั องคก์ าร การจดั คนเขา้ ทางาน การชกั จงู ใจโน้มน้าว และควบคุม ในระดมทรพั ยากรต่างๆ ไดแ้ ก่ คน เงนิ วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื และ การจดั การ ใหก้ ารดาเนินกจิ กรรมใหบ้ รรลุตามวตั ถุประสงค์ ทก่ี าหนดไว้ จากความหมายของ การบรหิ ารจะเหน็ ไดว้ า่ มลี กั ษณะเด่น ดงั น้ี 1. การบรหิ ารตอ้ งเป็นกระบวนการ เพอ่ื การดาเนินงานทม่ี เี ป้าหมาย 2. การบรหิ ารต้องมวี ตั ถุประสงค์และเป้าหมายทช่ี ดั เจนจงึ จะสามารถนาไปสู่ ทศิ ทางทก่ี าหนดไวไ้ ด้ 3. การบรหิ ารต้องอาศยั ความร่วมมอื ร่วมใจของเหล่าสมาชกิ เพ่อื ให้ทุกคน สามารถนาพาองคก์ ารไปส่คู วามสาเรจ็ ได้ 4. การบรหิ ารต้องมกี ารใชท้ รพั ยากรทางการบรหิ ารใหเ้ หมาะสม ซง่ึ ทรพั ยากร ดงั กล่าวมกั จะเรยี กว่า 4Ms อนั ไดแ้ ก่ คน (man) เงนิ (money) วสั ดุอุปกรณ์ (materials) และ การจดั การ (management) เชน่ การนาเทคนคิ ใหมม่ าใชท้ างการบรหิ าร ไดแ้ ก่ องคก์ ารแห่งการ เรยี นรู้ (learning organizational) การจดั การความรู้ (knowledge management) และการ ทางานเป็นทมี (team management) เป็นตน้ 5. การบรหิ ารต้องมกี ารตรวจสอบ ประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงาน (performance appraisal) เพ่อื ใหท้ ราบว่าตรงกบั วตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไวห้ รอื ไม่ รวมทงั้ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความคุม้ ค่า กบั การลงทนุ

65 สว่ นคาว่า การจดั การ (Management) ไดม้ นี กั วชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายไวด้ งั น้ี Robbins and DeCenzo (2004; Certo, 2003) ไดใ้ หค้ วามหมายของการจดั การ ไวว้ ่า การใชก้ ลยทุ ธห์ รอื ศลิ ปะในการปฏบิ ตั งิ านโดยอาศยั การใชค้ นเพ่อื มาดาเนินกจิ กรรมใหบ้ รรลุตาม เป้าหมายทก่ี าหนดไว้ Harold Koontz and Cyril (1972, p.7) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การจดั การ ไวว้ ่า การ ดาเนินงานให้บรรลุวตั ถุประสงคท์ ่ตี งั้ ไว้โดยอาศยั ปัจจยั ทางการบรหิ ารอนั ไดแ้ ก่ คน เงนิ วสั ดุ สงิ่ ของ เครอ่ื งจกั ร เครอ่ื งมอื และการจดั การ เพ่อื ใหก้ ารดาเนินงานบรรลุตามเป้าหมายทก่ี าหนด ไว้ Dale (1968, p. 5) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ าร ไวว้ ่า กระบวนการจดั หน่วยงานและ การใชท้ รพั ยากรต่างๆ ได้แก่ คน เงนิ วสั ดุ และจดั การเพ่อื ให้บรรลุวตั ถุประสงค์ท่กี าหนดไว้ ลว่ งหน้า Peter Drucker (1954, p.11) ได้ให้ความหมายของ การจดั การ ไว้ว่า ศิลปะของ ผบู้ รหิ ารทอ่ี าศยั การรว่ มแรงรว่ มใจกบั ผอู้ ่นื เพอ่ื ใหก้ ารทางานบรรลุเป้าหมายทต่ี งั้ ไว้ จากความหมายขอ้ งตน้ สรปุ วา่ การจดั การ หมายถงึ กระบวนการในการดาเนินกจิ กรรม รว่ มกบั สมาชกิ ในองคก์ าร โดยอาศยั กระบวนการในการจดั การเรมิ่ ตงั้ แต่การวางแผน การจดั องคก์ าร การชกั จงู ใจหรอื โน้มน้าว การอานวยการ และการควบคุม เป็นเคร่อื งมอื ในการระดมสรรพกาลงั และทรพั ยากรต่างๆ ไดแ้ ก่ คน เงนิ วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื และการจดั การซ่งึ การดาเนินการ ต่างๆ ตอ้ งอาศยั ผจู้ ดั การทม่ี คี วามรู้ ความสามารถ ทกั ษะ ในการรว่ มมอื ใหส้ มาชกิ ปฏบิ ตั งิ านให้ สาเรจ็ ลลุ ว่ งตามวตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้ จากความหมายทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ สรปุ ไดว้ า่ การจดั การ มคี ณุ ลกั ษณะทส่ี าคญั ดงั น้ี 1. การจดั การเป็นศลิ ปะในการทผ่ี บู้ รหิ ารตอ้ งใชค้ นมาปฏบิ ตั งิ านใหส้ าเรจ็ 2. การจดั การตอ้ งมกี ารอาศยั ปัจจยั พน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ คน เงนิ วธิ กี าร วสั ดุ อุปกรณ์ และเครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั ร เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความคุม้ คา่ ใหม้ ากทส่ี ุด 3. การจดั การเป็นกจิ กรรมทต่ี ้องมกี ารดาเนินงานของบุคคลตงั้ แต่ 2 คนขน้ึ ไป โดยอาศยั ความรว่ มแรงรว่ มใจกนั ใหก้ จิ กรรมนนั้ บรรลตุ ามเป้าหมาย 4. การจดั การต้องอาศัยทกั ษะของผู้บรหิ ารในการขบั เคล่อื นองค์การให้ไปสู่ เป้าหมายทไ่ี ดก้ าหนดไว้ จากทก่ี ล่าวมาขา้ งต้น นักวชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายของ การบริหาร และ การจดั การ ซง่ึ นามารวมกนั จงึ เรยี กว่า การบรหิ ารจดั การ ดงั นนั้ นักวชิ าการหลายท่าน ได้ใหค้ วามหมาย ของการบรหิ ารจดั การ ไวด้ งั น้ี Bridqes and Roquemore (2001, p.27) ไดใ้ หค้ วามหมายของการบรหิ ารจดั การ ไวว้ ่า การประสานการใชท้ รพั ยากรขององคก์ าร อนั ไดแ้ ก่ คน เงนิ วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื และการ จดั การ เพ่อื ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงคต์ ามทก่ี าหนดไว้

66 Ricky W.Griffin (1999, p.4) ได้ให้ความหมายของ การบรหิ ารจดั การ ไว้ว่า กระบวนการของการมงุ่ ไปสเู่ ป้าหมายขององคก์ ารในการทางานร่วมกนั โดยใชบ้ ุคคลและทรพั ยากร อ่นื ๆ เพ่อื ความสาเรจ็ ของสมาชกิ ในองคก์ าร Bovee & Others (1993, p.5) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ ารจดั การ ไวว้ ่า เป็น กระบวนการท่ีองค์การสามารถบรรลุเป้าหมายโดยประสิทธิผล และประสิทธิภาพของการ วางแผน การจดั องค์การ ภาวะผู้นา และการควบคุมองค์การในด้านบุคลากร กายภาพ งบประมาณ และแหลง่ ขอ้ มลู Fesler & Kettl (1991, p.7) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ ารจดั การ ไว้ว่า เป็น กระบวนการทท่ี าใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ และเหน็ ว่าการบรหิ ารเป็นการระดมใหบ้ ุคคลดาเนินการให้ ไปส่เู ป้าหมาย George R.Terry (1989, p.11) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ ารจดั การ ไวว้ ่า เป็นเทคนิค ในการทางานร่วมกับผู้อ่ืนโดยอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจ และการประสานงานกันให้เกิด ความสาเรจ็ ตามเป้าหมาย James A.F.Stoner (1989, p.11) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ าร จดั การ ไวว้ ่า การ ดาเนินการตามขนั้ ตอนกระบวนการ (process) เรมิ่ ตงั้ การวางแผน (planning) การจดั องคก์ าร (organizing) การสงั่ การ (leading) และการควบคุม (controlling) โดยการระดมสรรพกาลงั ของ สมาชกิ ในองคก์ ารและจดั สรรทรพั ยากรต่างๆ ทม่ี อี ย่ใู นองคก์ ารเพ่อื ใหบ้ รรลุตามวตั ถุประสงค์ท่ี องคก์ ารกาหนดไว้ Carroll and Gillen (1987, p.23) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ าร จดั การ ไวว้ ่า เป็น กระบวนการในการดาเนินการกจิ กรรมต่างๆ ในองค์การโดยอาศยั การบรหิ ารจดั การท่สี าคญั ไดแ้ ก่ การวางแผน การจดั องคก์ าร การชกั นา หรอื จงู ใจ และการควบคุม ใหบ้ รรลุจดุ มุ่งหมายท่ี กาหนดไว้ Clegg,S.,Komberger,M.,& Pitsis,T. (2005, p.5) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การบรหิ าร จดั การ ไวว้ ่า กระบวนการท่ผี ูบ้ รหิ ารได้ใชค้ วามรู้ ความสามารถทกั ษะ และศิลปะในการระดม สรรพกาลงั ทรพั ยากรต่างๆ ขององคก์ าร ได้แก่ คน เงนิ วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื เคร่อื งจกั ร วธิ กี าร และ การจดั การ นามาแปรสภาพเป็นกจิ กรรมต่างๆ โดยอาศยั กระบวนการทางการ บรหิ ารจดั การ ไดแ้ ก่ การวางแผน การจดั องค์การ การจดั คนเขา้ ทางาน การโน้มน้าวหรอื จงู ใจ และการควบคมุ ใหบ้ รรลุตามวตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไวไ้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและมปี ระสทิ ธผิ ล จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า การบรหิ ารจดั การ หมายถึง กระบวนการในการ ดาเนินงานของผู้บรหิ ารท่ตี ้องใช้ ความรู้ ความสามารถ ทกั ษะ และกลยุทธ์ต่างๆ โดยอาศัย ความรว่ มมอื รว่ มแรงใจของสมาชกิ ในองคก์ าร ซง่ึ อาศยั กระบวนการทางการบรหิ าร เรม่ิ จากการ วางแผน การจดั องคก์ าร การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ การสรา้ งแรงจงู ใจ การอานวยการ การควบคุม และเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ในการจดั สรรทรพั ยากรต่างๆ ทม่ี อี ย่ใู นองคก์ ารได้แก่ คน เงนิ

67 วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื และการจดั การ โดยการใชท้ รพั ยากรต่างๆ ใหเ้ กดิ ความคุม้ ค่า เพ่อื ให้ การดาเนนิ งานบรรลุตามวตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้ จากความหมายดงั กล่าวจะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ลกั ษณะเด่นของ การบริหารจดั การ ซง่ึ มี ลกั ษณะเดน่ ดงั น้ี 1. การบรหิ ารจดั การตอ้ งเป็นกระบวนการทางสงั คม ทม่ี กี ารดาเนินการรว่ มกนั ระหว่าง บุคคล 2 คนขน้ึ ไปทม่ี าร่วมกนั ดาเนินงานใหบ้ รรลุตามทส่ี มาชกิ ไดก้ าหนดร่วมกนั ไวใ้ หเ้ ป็นไป ตามทก่ี าหนดไวใ้ หส้ าเรจ็ รว่ มกนั 2. การบรหิ ารจดั การต้องมีผู้นาท่ดี เี ป็นผู้สามารถขบั เคล่อื นกระบวนการต่างๆ ใน องคก์ ารไปส่เู ป้าหมาย ดว้ ยการร่วมมอื รว่ มใจกนั ของสมาชกิ เน่ืองจาก งานบรหิ ารจดั การไมใ่ ช่ ภาระหน้าทข่ี องคนใดคนหน่ึง แต่เป็นภาระหน้าท่ขี องทุกคนในองคก์ ารบุคคลหน่ึงท่ปี ฏบิ ตั ติ น เป็นผนู้ าภายในองคก์ าร 3. การบรหิ ารจดั การจาเป็นตอ้ งอาศยั ความรว่ มมอื รว่ มใจกบั บุคคลอ่ืนจงึ จะสามารถทา ให้ภารกจิ หรอื กจิ กรรมต่างๆ ทก่ี าหนดไวด้ าเนินไปได้ จงึ หมายความว่า การร่วมมอื ทาใหเ้ กดิ การประสานงานกบั ฝ่ ายต่างๆ อนั นาไปสู่พลงั ของกลุ่มจนสามารถทาให้บรรลุวตั ถุประสงค์ได้ 4. การบรหิ ารจดั การเป็นงานทผ่ี บู้ รหิ ารทกุ ระดบั และพนักงานทุกคน หมายถงึ การตอ้ ง ทาใหง้ านต่างๆ สาเรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยดโี ดยการอาศยั บุคคลต่างๆ เขา้ ดว้ ยกนั เพ่อื การระดมสรรพ ทรพั ยากรต่างๆ ในองคก์ าร และการประสานกจิ กรรมต่างๆ เขา้ ดว้ ยกนั 5. ตอ้ งมกี ารบรหิ ารจดั การทม่ี ลี กั ษณะการดาเนินการเป็นกระบวนการทผ่ี บู้ รหิ ารต้องมี การวางแผน การจดั องคก์ าร การจดั คนเขา้ ทางาน การโน้มน้าว และการควบคุม เพ่อื ใหอ้ งคก์ ารมี ทศิ ทางในการดาเนนิ งานทช่ี ดั เจน 6. การบรหิ ารจดั การต้องใชท้ รพั ยากรทางการบรหิ ารเป็นองคป์ ระกอบพน้ื ฐาน เพ่อื แสดงให้เหน็ ถงึ ประสทิ ธภิ าพของงาน ผูบ้ รหิ าร และพนักงาน เน่ืองจากการใชท้ รพั ยากรท่ีมอี ยู่ อยา่ งจากดั ใหเ้ กดิ ผลคุม้ ค่าและเกดิ ประโยชน์สงู สดุ 7. การบรหิ ารจดั การไม่มตี วั ตนจบั ตอ้ งไมไ่ ด้ แต่การบรหิ ารจดั การมอี ทิ ธพิ ลต่อผบู้ รหิ าร และพนกั งานทุกคนในองคก์ ารทส่ี ามารถนาหลกั การ แนวคดิ และทฤษฎตี ่างๆ มาปรบั ใชใ้ นการ ดาเนินกจิ กรรมขององคก์ ารตามสถานการณ์ทแ่ี ตกต่างกนั และขน้ึ อยบู่ รบิ ทของแต่ละองคก์ าร จากความหมายของการบรหิ ารจดั การ จะเหน็ ไดว้ ่าเป็นบทบาทหน้าทส่ี าคญั ของผบู้ รหิ าร หรอื ผู้จดั การ ต้องดาเนินการตามบทบาทหน้าท่ี โดยการอาศยั ความสามารถในการสรา้ งแรงจงู ใจ ใหบ้ คุ คลอ่นื ไปดาเนนิ กจิ กรรมต่าง ๆ แทนตนเองเพ่อื ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ลุล่วงและมปี ระสทิ ธภิ าพ สูงสุด ดงั นนั้ บทบาทหน้าทีข่ นั้ พ้ืนฐานของผบู้ ริหารหรือผ้จู ดั การ ในทางการบรหิ ารจดั การ จงึ ตอ้ งมบี ทบาทตามหน้าทใ่ี นฐานะผบู้ รหิ ารทจ่ี ะตอ้ งกระทา มดี งั น้ี 1. การวางแผน (Planning) หมายถึง ผู้บรหิ าร หรอื ผู้จดั การ ต้องทราบว่าองค์การมี สภาพบรบิ ท และจุดแขง็ จดุ อ่อน โอกาส และอุปสรรค รวมทงั้ สภาพแวดลอ้ มภายนอกเป็นอยา่ งไร

68 เพอ่ื ทจ่ี ะไดท้ ราบวา่ จะตอ้ งทาอะไร ตอ้ งทาอย่างไร ตอ้ งทาไปทางไหนบา้ ง ตอ้ งหาใครมาทางาน เมอ่ื ใดทต่ี อ้ งทาสงิ่ เหลา่ นนั้ และตอ้ งทาอยา่ งไร รวมทงั้ ตอ้ งนาเทคโนโลยสี ารสนเทศ ขอ้ มลู ต่างๆ มาประกอบในการกาหนดสงิ่ ทต่ี อ้ งทาในอนาคตเพอ่ื ไมใ่ หเ้ สยี เวลาในการดาเนินงานขององคก์ าร 2. การจดั องค์การ (Organizing) ผู้บรหิ าร หรอื ผู้จดั การต้องรูว้ ่าในองค์การต้องมกี าร จดั ระบบ และความสมั พนั ธข์ องงานภายในองคก์ ารอยา่ งไร เพ่อื ใหเ้ กดิ การทางานทไ่ี ดป้ ระสทิ ธภิ าพ ทงั้ งาน คน และองคก์ ารมากทส่ี ุด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบนั น้ีองคก์ ารตอ้ งนาระบบเทคโนโลยมี า ช่วยในการจดั โครงสรา้ งหน่วยงานใหร้ วดเรว็ ทนั สมยั และสอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ นั กบั งาน และคน 3. การจดั การทรพั ยากรมนุษย์ (Human Resources Management) ผูบ้ รหิ าร หรอื ผจู้ ดั การ ตอ้ งมอง “มนุษย”์ เป็นปัจจยั ทส่ี าคญั ของการดาเนินงาน จงึ ต้องเขา้ ใจถงึ ความตอ้ งการ ของมนุษย์ เพ่อื จะสามารถใหบ้ ุคลากรดารงอย่กู บั องคก์ ารได้นาน และมศี กั ยภาพสูงพรอ้ มทจ่ี ะ ทางานทกุ สถานการณ์ทเ่ี ปลย่ี นแปลง 4. การจงู ใจหรอื ชกั นา (Leading) ผบู้ รหิ าร หรอื ผจู้ ดั การต้องมกี ลยุทธ์ วธิ กี ารและเทคนิค ในการโน้มน้าว จงู ใจชกั นา และประสานงาน สรา้ งบรรยากาศใหบ้ ุคลากรสามารถร่วมมอื รว่ มใจ ในการทางาน และท่มุ เทแรงกายแรงใจทจ่ี ะปฏบิ ตั งิ านใหส้ าเรจ็ รวมทงั้ มบี ทบาทในการเป็นผนู้ า ในการเขา้ ชว่ ยเหลอื พนกั งาน 5. การควบคุม (Controlling) นับว่าเป็นภาระหน้าท่ขี องผูบ้ รหิ าร หรอื ผู้จดั การ ท่ตี ้อง รวบรวมขอ้ มลู เพ่อื ประเมนิ ผลการดาเนินงาน เม่อื เปรยี บเทยี บกบั ผลการปฏบิ ตั งิ านทผ่ี ่านมาเป็นไป ตามเกณฑท์ ก่ี าหนดไวอ้ ยา่ งไร ในขณะเดยี วกนั ถอื เป็นการควบคุมใหก้ ารดาเนินงานต่างๆ ภายใน องคก์ าร เป็นไปตามแผน หรอื ความคาดหวงั ทไ่ี ดก้ าหนดไวห้ รอื ไม่ รวมทงั้ มปี ระสทิ ธภิ าพเพมิ่ ขน้ึ มากน้อยเพยี ง และวดั ถงึ คณุ ภาพความสุขในการทางานของพนกั งานรว่ มดว้ ย

69 ภาพท่ี 2.1 บทบาทตามหน้าทข่ี นั้ พน้ื ฐานของผบู้ รหิ ารหรอื ผจู้ ดั การในการบรหิ ารจดั การ จากบทบาทหน้าทข่ี องผู้บรหิ ารด้านการบรหิ ารจดั การมบี ทบาทหน้าท่สี าคญั ๆ ได้แก่ การวางแผน การจดั องคก์ าร การจดั การทรพั ยากรมนุษย์ การจงู ใจหรอื ชกั นา และการควบคุม ดงั นัน้ บทบาทดงั กล่าวจะทาให้ผตู้ ้องมรี ะดบั ของผูบ้ รหิ าร และทกั ษะของผบู้ รหิ ารในการบรหิ าร จดั การเพอ่ื ใหเ้ ป็นไปตามบทบาทหน้าท่ี ระดบั และทกั ษะทจ่ี าเป็นของผบู้ รหิ ารแต่ละระดบั ความสาคญั ของการบริหารจดั การ การดาเนินการใดๆ ตงั้ แต่ในอดตี จนถงึ ปัจจุบนั มนุษยม์ คี วามอย่รู อดในการร่วมกนั ใน การทากิจกรรมต่างๆ ท่มี นุษยร์ ่วมกนั คดิ ร่วมกนั ทาแสดงว่าธรรมชาตมิ นุษย์มกี ารรวมกลุ่ม เพ่อื ให้กลุ่มมคี วามสุขในการดารงชวี ติ ให้อย่รู อดในสภาวการณ์ต่างๆ ท่เี กิดข้นึ ตามธรรมชาติ ต่อมาเมอ่ื มกี ารเจรญิ กา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยที าใหม้ นุษยค์ ดิ คน้ นวตั กรรมใหม่ๆ ขน้ึ มาเพ่อื ตอบสนองความต้องการของตนเองและผอู้ ่นื ดว้ ยสภาพการณ์ทม่ี กี ารเปลย่ี นแปลงการ บรหิ ารจดั การจงึ เป็นสงิ่ ทจ่ี าเป็นสาหรบั หน่วยงานและองคก์ ารภาครฐั องคก์ ารธุรกจิ เอกชน และ องคก์ ารภาครฐั วสิ าหกจิ รวมทงั้ งานทุกกจิ กรรมทม่ี กี ารดาเนินงานต่างๆ เป็นกลุ่มเลก็ กลุ่มใหญ่ กต็ าม เน่ืองจากดาเนินงานทุกขนั้ ตอนมผี ลต่อความสาเรจ็ ทจ่ี ะส่งผลใหเ้ กดิ กาไรและช่วยใหอ้ งคก์ าร สามารถตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนไดเ้ ชน่ เดยี ว นบั วา่ เป็นความสาเรจ็ ของหน่วยงาน นอกจากน้ีกระบวนการบรหิ ารจดั การยงั เป็นทงั้ ศาสตรแ์ ละศลิ ป์ ทต่ี อ้ งรจู้ กั นามาประยุกต์ ใชใ้ หเ้ กดิ

70 ประโยชน์ เน่ืองจากแต่ละหน่วยงาน อาจย่อมแตกต่างกนั ในดา้ นปัจจยั ของความสาเรจ็ ดงั นัน้ การบรหิ ารจดั การจงึ มคี วามสาคญั พอจะสรปุ ไดด้ งั น้ี 1. การบรหิ ารจดั การวธิ กี ารที่มหี ลกั เกณฑ์ มเี หตุผลที่พสิ ูจน์ไดท้ าใหช้ ่วยใหบ้ รรลุ วตั ถุประสงค์และเป้าหมายของหน่วยงานและองคก์ าร 2. การบรหิ ารจดั การเป็นการนาความรู้ และศิลปะเพ่ือการนาเอาทรพั ยากรต่างๆ ขององคก์ าร มาดาเนนิ งานใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็ ตามเป้าหมายทก่ี าหนดไวอ้ ยา่ งคุม้ คา่ 3. การบรหิ ารจดั การช่วยในการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพและการบรหิ ารผลการปฏบิ ตั งิ าน หน่วยงาน และองคก์ ารโดยอาศยั ความรว่ มมอื ของบคุ ลากรในองคก์ าร 4. การบรหิ ารจดั การชว่ ยใหก้ ารดาเนนิ งานทุกขนั้ ตอนไดม้ กี ารตรวจสอบผลการปฏบิ ตั งิ าน ใหต้ รงกบั วตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้ ซง่ึ จะสรา้ งประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลในการดาเนินงาน 5. การบรหิ ารจดั การเป็นความรว่ มมอื รว่ มใจของบุคลหรอื กลุ่มคน ทเ่ี กดิ ความรว่ มใจกนั ทจ่ี ะก่อใหเ้ กดิ ความรว่ มมอื ของกลุ่ม อนั จะนาไปส่พู ลงั ของกลุ่มทจ่ี ะทาใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ 6. การบรหิ ารจดั การชว่ ยใหอ้ งคก์ ารสามารถเกิดการพฒั นาคน งาน องคก์ าร และสงั คม โดยส่วนรวม ทาใหป้ ระเทศพฒั นาไปไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื และมนั่ คง รวมทงั้ ประชาชนมคี วามสุข หลกั การในการบริหารจดั การ สภาพการณ์ในปัจจบุ นั ทอ่ี งคก์ ารมกี ารเปลย่ี นแปลงไปตามความกา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม โดยเฉพาะอย่างยงิ่ มกี ารพฒั นาการบรหิ ารจดั การ ไปสู่นวตั กรรม เทคโนโลยี และการวจิ ยั ท่จี ะนาไปสู่การบรหิ ารคน งาน และองค์การให้มคี วาม รวดเรว็ ประหยดั ทรพั ยากร และประสทิ ธิภาพสูง ทนั กบั ความต้องการของผู้ใช้บรกิ าร ซ่งึ การ บรหิ ารจดั การในยุคปัจจุบนั ก็ยงั คงต้องอาศัยหลกั การบริหารจดั การเป็นแนวทางในการนาไป ประยกุ ตใ์ ช้ โดยใหผ้ บู้ รหิ ารสามารถนาไปดาเนินกจิ กรรมในองคก์ ารได้ มหี ลกั การสาคญั ท่ี ฟาโยล (Fayol, 1964) ไดเ้ สนอแนวคดิ หลกั การบรหิ ารจดั การสาหรบั หน่วยงานไว้ ดงั น้ี 1. หลกั การแบ่งงานกนั ทา (Division of work) การแบ่งงานกนั ทาตามความชานาญ เฉพาะอย่าง (Specialization) เป็นความมุ่งหมายเพ่อื ปรบั ปรุงประสทิ ธผิ ลของงานโดยลดการ สูญเปล่า เพม่ิ ผลผลติ และทาใหก้ ารฝึกอบรมง่ายขน้ึ อนั เป็นหลกั การใชป้ ระโยชน์ของคนและ กลมุ่ คนสามารถทางานเกดิ ประโยชน์สงู สดุ 2. หลกั อานาจหน้าท่แี ละความรบั ผดิ ชอบ (Authority and Responsibility) อานาจเป็น เคร่อื งมอื ท่จี ะทาให้ผู้บรหิ ารมสี ทิ ธทิ ่จี ะสงั่ การซ่งึ เป็นอานาจโดยชอบธรรมให้ผู้อ่นื ปฏบิ ตั ิงาน ทต่ี ้องการไดโ้ ดยจะมคี วามรบั ผดิ ชอบ (Responsibility) เกดิ ขน้ึ ตามมาดว้ ย ซง่ึ จะมคี วามสมดุล ซง่ึ กนั และกนั

71 3. หลกั ความมรี ะเบยี บวนิ ัย (Discipline) เป็นระเบยี บวนิ ยั ทบ่ี ุคคลในองคก์ ารจะต้องเคารพ เช่อื ฟัง และยอมรบั โดยการปฏบิ ตั ติ าม กฎเกณฑ์ กตกิ าและขอ้ บงั คบั ต่างๆ ทอ่ี งคก์ ารกาหนดไว้ เพ่อื ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ยขององคก์ าร ซง่ึ ความมวี นิ ยั จะมาจากผนู้ าทด่ี ี 4. หลกั เอกภาพในการบงั คบั บญั ชา (Unity of Command) หลกั การในการทางาน โดยทวั่ ไปผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชาควร ไดร้ บั คาสงั่ จากผบู้ งั คบั บญั ชาเพยี งคนเดยี วเท่านัน้ รวมถงึ การ รายงานผลการปฏบิ ตั งิ านกจ็ ะตอ้ งรายงานกบั ผบู้ งั คบั บญั ชาโดยตรง ไมเ่ ช่นนนั้ จะเกดิ การโตแ้ ยง้ สบั สน 5. หลกั การกาหนดทศิ ทางการดาเนินงานเดยี วกนั (Unity of Direction) การกาหนด ทศิ ทาง หรอื เป้าหมาย ควรอย่ภู ายใต้การจดั การหรอื การสงั่ การโดยผบู้ งั คบั บญั ชาคนหน่ึงคนใด เพอ่ื เป็นเป้าหมายเดยี วกนั ใหเ้ กดิ การบรรลตุ ามวตั ถุประสงค์ 6. หลกั ผลประโยชน์ขององคก์ ารมาก่อนผลประโยชน์ส่วนบุคคล (Subordination of individual interest to the general interest) ตอ้ งถงึ ผลประโยชน์ขององคก์ ารเป็นอนั ดบั แรก 7. หลกั ของการใหผ้ ลตอบแทนทไ่ี ดร้ บั (Remuneration of Personnel) เป็นหลกั ตอบแทน การทางาน เป็นแนวทางซง่ึ คนงานจะตอ้ งไดร้ บั ความยตุ ธิ รรม และเกดิ ความพงึ พอใจ ทงั้ สองฝ่าย 8. หลกั การรวมอานาจ (Centralization) หลกั การรวมอานาจ หมายถงึ ระดบั มาก น้อยท่ี ผบู้ งั คบั บญั ชาสามารถตดั สนิ ใจไดต้ ามสถานการณ์ และอานาจทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ซง่ึ การใชอ้ านาจ หน้าท่ใี นการตดั สนิ ใจควรกระทาทส่ี ายการบงั คบั บญั ชาระดบั สูงทส่ี ุดทเ่ี ป็นไปไดใ้ นสถานการณ์ นนั้ ๆ 9. หลกั สายการบงั คบั บญั ชา (Scalar Chain) เป็นการมสี ายการบงั คบั บญั ชา ซง่ึ เป็นเสมอื น ห่วงโซ่ หรอื เสน้ ทางคาสงั่ และการตดิ ต่อส่อื สารระหว่างผบู้ งั คบั บญั ชาและผใู้ ต้บงั คบั บญั ชาแต่ละ สายงานในองคก์ าร 10. หลกั ความมรี ะเบยี บเรยี บรอ้ ย (Order) เป็นการจดั ระเบยี บใหค้ นทางานตรงกบั หน้าท่ี งาน หรอื การกาหนดลกั ษณะและขอบเขตของงาน เพ่อื ประสทิ ธภิ าพในการจดั ระเบยี บการทางาน 11. หลกั ความเสมอภาค (Equity) เป็นความเทย่ี งธรรมในการบรหิ ารงานของผบู้ รหิ าร เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความยตุ ธิ รรม และความเป็นกนั เอง เพ่อื ใหเ้ กดิ ความจงรกั ภกั ดขี องพนกั งาน 12. หลกั ของความมเี สถยี รภาพในการทางาน (Stability of Tenture of Personnel) เป็นหลกั ความมนั่ คงในหน้าท่ีของบุคลากร ต้องมีการจดั ระบบการหมุนเวียนเปล่ียนงาน (Job Rotation) พนกั งานใหเ้ กดิ การเรยี นรใู้ นงานอ่นื ๆ และความมนั่ คงในการจา้ งงาน 13. หลกั ความคดิ รเิ รมิ่ (Initiative) เป็นการเปิดโอกาสใหพ้ นักงานไดส้ รา้ งพลงั ทจ่ี ะ สรา้ งสรรค์ผลงานใหม่ๆ ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ อยา่ งต่อเน่ือง และยงั่ ยนื รวมทงั้ เปิดโอกาสใหแ้ สดง ความคดิ เหน็ ใหแ้ สดงออกถงึ ความคดิ รเิ รมิ่

72 14. หลกั ความสามคั คี (Esprit de Corps) การมมี นุษยสมั พนั ธ์ในองค์การก่อใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจซ่งึ กนั และกนั อนั นาไปสู่ความสาเรจ็ ขององค์การ ผูบ้ รหิ ารย่อมหลกี เล่ยี งการแบ่ง พรรคแบง่ พวกในองคก์ าร การบรหิ ารจดั การในปัจจบุ นั มุ่งการปรบั ปรุง และเปลย่ี นแปลงใหเ้ กดิ ความทนั สมยั รวมทงั้ ใหก้ ้าวทนั เทคโนโลยที ม่ี กี ารพฒั นาไปอย่างรวดเรว็ การนาเทคนิคใหมๆ่ และการปรบั กระบวน ทรรศน์ คดิ นวตั กรรม และงานวจิ ยั โดยการอาศยั เทคโนโลยจี งึ เป็นสง่ิ ทท่ี า้ ทายของผบู้ รหิ ารในยคุ ปัจจุบนั การบรหิ ารจดั การแบบสมยั ใหม่เพ่อื ใหท้ นั กบั การเปล่ยี นแปลงของโลกในยุคทม่ี คี วาม กา้ วหน้าทางนวตั กรรม และเทคโนโลยี การบรหิ ารจดั การสมยั ใหมจ่ งึ ตอ้ งมหี ลกั การและแนวทาง ดงั ต่อไปน้ี 1. ผบู้ รหิ ารต้องมวี สิ ยั ทศั น์ทท่ี นั ต่อเหตุการณ์ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป มองใหก้ วา้ งไกล ชดั เจน แมน่ ยา และถูกตอ้ ง 2. ผบู้ รหิ ารตอ้ งผลกั ดนั และนาเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาบรหิ ารจดั การองคก์ ารเพ่อื ให้ ขอ้ มลู ขา่ วสารเป็นปัจจบุ นั ทงั้ ภายในและภายนอก รวมทงั้ การสรา้ งเครอื ขา่ ยดว้ ยระบบสารสนเทศ เพอ่ื สรา้ งความเป็นผนู้ า 3. ผบู้ รหิ ารต้องมคี วามสามารถในการวเิ คราะหค์ วามเสย่ี งในการบรหิ ารจดั การคน งาน และองคก์ ารอยตู่ ลอดเวลาดว้ ยการอาศยั เคร่อื งทางการบรหิ ารเขา้ มาช่วยในการจดั การความเสย่ี ง ไดแ้ ก่ การจดั การความเสย่ี ง (Risk Management) การจดั การความรู้ (Knowledge Management) เป็นตน้ 4. การบริหารจัดการงานได้ตลอด 24 ชัว่ โมง โดยการบริหารการทางานเป็นกะ (Work Shift) 5. มงุ่ เน้นการทางานเป็นหลกั โดยพจิ ารณาการบรหิ ารผลการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานท่ี ผ่านดว้ ยระบบเครอ่ื งมอื ทท่ี นั สมยั สามารถนาไปการพฒั นาใหบ้ ุคลากรมคี วามสามารถ (Competency) สงู ขน้ึ ตามเสน้ ทางอาชพี (Career Path) 6. มงุ่ เน้นในการยดึ ผรู้ บั บรกิ ารเป็นศูนยก์ ลาง เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการสูงสุดใหก้ บั ลกู คา้ 7. สร้างความเป็นผู้นาในการทางานเป็นทมี ให้เป็นหน่ึงเดยี วกัน (Team Working) การทางานต้องอาศยั ทมี ทแ่ี ขง็ แกร่ง และความสามารถทเ่ี ป็นพลงั จากทุกคน เพ่อื ให้การทางาน เป็นผลผลติ ทม่ี คี ุณภาพ 8. มงุ่ เน้นการแกป้ ัญหาการทางานเป็นกล่มุ โดยการตดั สนิ ใจทม่ี าจากสมาชกิ ของกลุ่มให้ มสี ่วนรว่ มในการแกป้ ัญหาเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจ ผกู พนั และยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั 9. พฒั นาภาวะผนู้ าในผปู้ ฏบิ ตั งิ านทุกระดบั และทุกคน (Leadership) เป็นการสรา้ งผนู้ า ใหเ้ กดิ ความกลา้ คดิ กลา้ แสดงออก และกลา้ ตดั สนิ ใจในทุกสถานการณ์ รวมทงั้ เป็นการใหค้ วาม สาคญั ต่อพนกั งานทกุ คน

73 10. สร้างระบบควบคุมคุณภาพให้เกิดข้นึ ทุกขณะ เวลาในการปฏิบตั ิงาน (Quality Control) เพ่อื สรา้ งมาตรฐานการทางานใหเ้ กดิ ขน้ึ ในจติ วญิ ญาณ 11. มงุ่ เน้นการพฒั นาคุณภาพงานอย่างต่อเน่ือง (Continuous Quality Improvement: CQI) เป็นการอาศยั เทคนิคทางวทิ ยาศาสตร์ และนวตั กรรมมาปรบั ใชใ้ นการปรบั ปรงุ งานอย่าง เป็นระบบ เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของลกู คา้ และผมู้ ารบั บรกิ ารอยา่ งต่อเน่อื ง ประสทิ ธภิ าพของการบรหิ ารจดั การในองค์การ แสดงให้เห็นถึงความสามารถ ทกั ษะ ของผบู้ รหิ าร รวมทงั้ บทบาทหน้าทข่ี องผบู้ รหิ ารทจ่ี ะดาเนนิ การในกจิ กรรมต่างๆ ตงั้ แต่การระดม สรรพกาลงั ทรพั ยากรต่างๆ ในองคก์ ารใหซ้ ง่ึ จะนาเสนอ ระดบั ของผบู้ รหิ ารในการบรหิ ารจดั การ และทกั ษะของผบู้ รหิ ารโดยทวั่ ไป ระดบั ของการจดั การ (Levels of Management) ผบู้ รหิ ารทม่ี หี น้าทใ่ี นฐานะผู้กาหนดแนวนโยบายในการปฏบิ ตั งิ านไวใ้ หส้ มาชกิ ในองคก์ าร ได้ดาเนินการนาไปปฏบิ ตั โิ ดยท่ผี ู้จดั การเป็นผู้ทาหน้าท่นี านโยบายลงไปสู่การปฏบิ ตั ิให้บรรลุ ตามเป้าหมาย สามารถแบ่งระดบั ของผบู้ รหิ ารออกเป็น 3 ระดบั ใหญ่ดงั น้ี 1. ผบู้ รหิ ารระดบั สูงสุด (Top Management) หมายถงึ ผทู้ ท่ี าหน้าทท่ี น่ี าพาองคก์ ารไปสู่ ความสาเรจ็ เป็นผทู้ ต่ี อ้ งรบั ผดิ ชอบองคก์ ารภาพรวมทงั้ หมด ถอื วา่ เป็นผบู้ รหิ ารสูงสุดขององคก์ าร โดยมหี น้าทส่ี าคญั คอื การกาหนดวตั ถุประสงคข์ ององคก์ าร กาหนดกลยุทธ์ กาหนดนโยบาย และ ตดั สนิ ใจในเร่อื งทส่ี าคญั ทจ่ี ะส่งผลต่อองคก์ ารในระยะยาวขอบเขตหน้าทท่ี างการบรหิ ารจงึ เก่ยี วขอ้ ง กบั ปัจจยั ต่างๆ ทงั้ สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก จงึ ต้องเป็นผู้ทีม่ คี วามชานาญ และมี ประสบการณ์ในการทางานมาหลายปี ประกอบดว้ ย คณะกรรมการบรหิ าร (Board of Directors) ประธาน (President) หรอื หวั หน้าผบู้ รหิ าร (Chief Executive Officers) และเจา้ หน้าทอ่ี ่นื ๆ ของ บรษิ ทั การบรหิ ารงานระดบั สงู จะต้องรบั ผดิ ชอบต่อการบรหิ ารงานทงั้ หมดขององคก์ ารและตดั สนิ ใจ ในการทาแผนงานกวา้ งๆ ขององคก์ าร ผู้บรหิ ารระดบั น้ีจงึ ต้องเป็นนักคดิ กลยุทธ์ (strategic thinker) ทต่ี อ้ งสามารถคดิ ในระดบั กลยทุ ธข์ ององคก์ ารเพอ่ื มุ่งไปส่อู นาคตและตอ้ งตดั สนิ ใจภายใน สภาพการแขง่ ขนั ทร่ี นุ แรงได้ รวมทงั้ สภาพการณ์ทไ่ี มแ่ น่นอนตลอดเวลา 2. ผบู้ รหิ ารระดบั กลาง (Middle Management) หมายถงึ ผู้บรหิ ารทต่ี ้องประสานงาน ระหว่างผบู้ รหิ ารระดบั สงู กบั ผบู้ รหิ ารระดบั ตน้ หน้าทท่ี ส่ี าคญั คอื การแปลงวสิ ยั ทศั น์ กลยุทธ์ และ วตั ถุประสงคน์ าลงมาส่กู ารปฏบิ ตั ิ ใหม้ าสามารถนาไปใชไ้ ดจ้ รงิ ในทางปฏบิ ตั ซิ ง่ึ ตอ้ งอาศยั ทกั ษะ ความสามารถในการเช่อื มโยงระหว่างสมาชกิ ในองคก์ ารใหป้ ฏบิ ตั งิ านใหบ้ รรลุตามวตั ถุประสงค์ ทผ่ี บู้ รหิ ารระดบั นโยบายกาหนดไว้ จงึ เปรยี บเสมอื นตวั กลางเช่อื มโยงระหว่างผบู้ รหิ ารระดบั สูง และผบู้ รหิ ารระดบั ต้น ประกอบดว้ ยผจู้ ดั การแผนก (Division Managers) หรอื ผจู้ ดั การโรงงาน (Plant Manager) ผบู้ รหิ ารในระดบั น้ีจะต้องรบั รายงานจากผบู้ รหิ ารระดบั ตน้ และตอ้ งนาเสนอ รายงานขอ้ มลู ต่อผบู้ รหิ ารระดบั สงู จาเป็นตอ้ งสนใจสภาพแวดลอ้ มภายในองคก์ าร