509 ปัจจยั ท่ีมีผลต่อการเสริมแรง 1. การเสรมิ แรงต้องกระทาทนั ทเ่ี ม่อื มกี ารปฏบิ ตั ถิ ูกตอ้ ง เช่น เม่อื พนักงานปฏบิ ตั ติ าม ระเบยี บขอ้ บงั คบั ในการทางานเกย่ี วกบั ความปลอดภยั เช่น เมอ่ื พนกั งานสวมใส่อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบคุ คลตอ้ งรบี เสรมิ แรงดว้ ยการชมทนั ทหี รอื ใหร้ างวลั หากเป็นขอ้ ตกลง 2. การเสรมิ แรงต้องมกี ารตอบสนองการเสรมิ แรงอย่างพอเหมาะหรอื เหมาะสมตาม ลกั ษณะของการกระทาไมค่ วรมากเกนิ ไปหรอื น้อยเกนิ ไป 3. การเสรมิ แรงต้องมกี ารกระทาประจาสม่าเสมอ เพ่อื ให้เกดิ การปฏบิ ตั ิงานอย่างต่อ เน่อื งถอื ว่าเป็นการสนบั สนุนใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน ทฤษฎกี ารเรยี นรขู้ องสกนิ เนอร์ หรอื การวางเง่อื นไขแบบการกระทา สามารถสรุปได้ ดงั น้ี 1. การกระทาใด ๆ ถา้ ไดร้ บั การเสรมิ แรงจะมแี นวโน้มเกดิ ขน้ึ อกี ส่วนการกระทาทไ่ี ม่มี การเสรมิ แรงแนวโน้มทค่ี วามถข่ี องการกระทานนั้ จาลดลง และหยดุ ทาไปโดยทนั ที 2. การเสรมิ แรงทแ่ี ปรเปลย่ี นทาใหเ้ กดิ การตอบสนองวา่ การเสรมิ แรงทต่ี ายตวั 3. การลงโทษทาใหเ้ รยี นรไู้ ดเ้ รว็ และไมส่ ามารถทาใหเ้ กดิ ความยงั่ ยนื ไดเ้ น่ืองจากไม่ได้ เ กิด จ า ก จิต ส า นึ ก ข อ ง พ นั ก ง า น ห รือ ไ ม่ เ กิด จ า ก ค ว า ม เ ข้า ใ จ ห รือ เ ห็น แ จ้ง ด้ ว ย ต น เ อ ง แ ล้ ว เปลย่ี นแปลง การใหแ้ รงเสรมิ หรอื ใหร้ างวลั เมอ่ื มกี ารแสดงพฤตกิ รรมทต่ี อ้ งการ สามารถช่วยปรบั หรอื ปลกู ฝังวนิ ยั ทต่ี อ้ งการได้ การนาทฤษฎนี ้ีไปปรบั ใชใ้ นการเสรมิ การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการ ทางานทงั้ ในด้านเสรมิ แรง และการลงโทษได้แต่การจะใชว้ ธิ กี ารใดย่อมศกึ ษาบรบิ ทของสภาพ การทางานและพนักงานให้ถ่องแท้ก่อนเพ่อื จะเกิดการเสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการ ทางานอยา่ งแทจ้ รงิ ทฤษฎีเก่ียวกบั แรงจงู ใจ ความหมายของแรงจงู ใจ (Motivation) แรงจงู ใจ หมายถงึ พลงั ผลกั ดนั ใหค้ นมพี ฤตกิ รรม และยงั กาหนดทศิ ทางและเป้าหมาย ของพฤตกิ รรมนัน้ ดว้ ย คนทม่ี แี รงจงู ใจสงู จะใชค้ วามพยายามในการกระทาไปสู่เป้าหมายโดย ไม่ลดละ แต่คนท่มี แี รงจงู ใจต่า จะไม่แสดงพฤตกิ รรม หรอื ไม่ก็ลม้ เลกิ การกระทา ก่อนบรรลุ เป้าหมาย (Walters, 1978, p.218) ไดใ้ หค้ วามหมายของ แรงจงู ใจ ไวว้ ่า เป็นบางสง่ิ บางอย่างท่ี อยู่ภายในตวั ของบุคคลท่มี ผี ลทาให้บุคคลต้องกระทา หรอื เคล่อื นไหว หรอื มี พฤติกรรม ใน ลกั ษณะทม่ี เี ป้าหมาย\" กลา่ วอกี นยั หน่งึ กค็ อื แรงจงู ใจเป็นเหตุผล ของการกระทานนั่ เอง
510 (Loundon and Bitta, 1988, p.368) ไดใ้ หค้ วามหมายของแรงจงู ใจ ไวว้ ่า สภาวะทอ่ี ยู่ ภายในตวั ทเ่ี ป็นพลงั ทาใหร้ า่ งกายมกี ารเคล่อื นไหว ไปในทศิ ทางทม่ี เี ป้าหมาย ทไ่ี ดเ้ ลอื กไวแ้ ลว้ ซ่งึ มกั จะเป็นเป้าหมายท่มี อี ยู่นภาวะสง่ิ แวดล้อม จากความหมายน้ีจะเหน็ ไดว้ ่า แรงจูงใจจะ เกย่ี วขอ้ งกบั องคป์ ระกอบทส่ี าคญั 2 ประการ คอื (1) เป็นกลไกทไ่ี ปกระตุน้ พลงั ของรา่ งกายใหเ้ กดิ การกระทา และ (2) เป็นแรงบงั คบั ใหก้ บั พลงั ของรา่ งกายทจ่ี ะกระทาอยา่ งมที ศิ ทาง ลกั ษณะของแรงจงู ใจ แรงจูงใจของมนุษย์มมี ากมายหลายอย่าง เราถูกจูงใจให้มกี ารกระทาหรอื พฤติกรรม หลายรูปแบบ เพ่ือหาน้าและ อาหารมาด่ืมกิน สนองความต้องการทางกาย แต่ยงั มีความ ตอ้ งการมากกว่านนั้ เช่น ตอ้ งการความสาเรจ็ ตอ้ งการเงนิ คาชมเชย อานาจ และในฐานะทเ่ี ป็น สตั ว์สงั คม คนยงั ต้องการมอี ารมณ์ผูกพนั และอย่รู วมกลุ่มกบั ผู้อ่นื แรงจูงใจ จงึ เกิดขน้ึ ได้จาก ปัจจยั ภายในและปัจจยั ภายนอก ลกั ษณะของแรงงานจงู ใจสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทไดแ้ ก่ 1. แรงจงู ใจภายใน (intrinsic motives) แรงจูงใจภายในเป็นสงิ่ ผลกั ดนั จากภายในตวั บุคคล ซ่งึ อาจจะเป็นเจตคติ ความ คดิ เหน็ ความสนใจ ความตงั้ ใจ การมองเหน็ คุณค่า ความพอใจ ความต้องการ ฯลฯ สง่ิ ต่างๆ ดงั กล่าวมาเหล่าน้ีมอี ทิ ธพิ ลต่อพฤตกิ รรมค่อนขา้ งถาวร เช่น พนกั งานเหน็ คุณค่าในตวั เองเม่อื ได้รบั มอบหมายให้ทางาน ก็ย่อมปฏิบตั ิงานด้วยความระมดั ระวงั คานึงถึงผลกระทบในการ ทางานด้านความปลอดภยั ในการทางาน ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บขอ้ บงั คบั ในการทางาน ด้วย คานึงถงึ ความปลอดภยั ในงาน รบั ผดิ ชอบผูอ้ ่นื ด้วยการใส่ใจในอุปกรณ์เคร่อื งมอื เคร่อื งจกั รใน การทางาน ตรวจตรา ตรวจสอบให้มคี วามพรอ้ มในการใช้งานประจาสม่าเสมอ เม่อื พนักงาน สรา้ งแรงผลกั ดนั ในตวั เองท่มี กี ารรบั รถู้ งึ ความตระหนกั พฤตกิ รรม และนิสยั ในการปฏบิ ตั ติ าม กฎระเบยี บอยา่ งเครง่ ครดั แลว้ กย็ อ่ ม กล่าวไดว้ ่า เป็นพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ จากแรงจงู ใจภายใน 2. แรงจงู ใจภายนอก (extrinsic motives) แรงจูงใจภายนอกเป็นสง่ิ ผลกั ดนั ภายนอกตวั บุคคลท่มี ากระตุ้นให้เกดิ พฤติกรรม อาจจะเป็นการได้รบั รางวัล เกียรติยศ ช่ือเสียง คาชม การได้รบั การยอมรบั ยกย่อง ฯลฯ แรงจูงใจน้ีไม่คงทนถาวรต่อพฤติกรรม บุคคลจะ แสดงพฤติกรรม เพ่อื ตอบสนองส่งิ จูงใจ ดงั กล่าว เฉพาะในกรณีทต่ี อ้ งการรางวลั ต้องการเกยี รติ ช่อื เสยี ง คาชม การยกย่อง การไดร้ บั การยอมรบั ฯลฯ ตวั อยา่ งแรงจงู ใจภายนอกทม่ี อี ทิ ธพิ ลต่อพฤตกิ รรม เช่น การทค่ี นงาน ทางาน เพยี ง เพ่อื แลกกบั ค่าตอบแทน หรอื เงนิ เดอื น การแสดงความขยนั ตงั้ ใจทางานเพยี ง เพ่อื ให้ หวั หน้างานมองเหน็ แลว้ ไดค้ วามดคี วามชอบ เป็นตน้ ดงั นนั้ เม่อื ความต้องการของมนุษยเ์ กดิ แรงจงู ใจจากภายนอกย่อมผลกั ดนั ใหเ้ กดิ ความ ต้องการ และปรารถนาท่จี ะแสดงออกมาเพ่อื ให้ตนเองได้รบั ซ่งึ หากองค์การมกี ารกระตุ้นให้
511 พนักงานปฏิบตั ิตามกฎระเบยี บเก่ียวกบั ความปลอดภยั ในการทางาน ก็ย่อมทาให้เกิดการ สง่ เสรมิ ใหพ้ นกั งานไดเ้ หน็ ถงึ ผลลพั ธท์ จ่ี ะเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งทต่ี อ้ งการดว้ ยความชดั เจนได้ ความหมายของพฤติกรรมความปลอดภยั ในการทางาน สมถวลิ เมอื งพระ (2537, หน้า 54) กล่าวว่า พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน หมายถงึ ลกั ษณะของการกระทาหรอื แสดงออกของบุคคลต่อสง่ิ ใดสง่ิ หน่งึ ซง่ึ อยภู่ ายใตส้ ภาวะท่ี ปราศจากอันตรายการเกิดอุบตั ิเหตุรวมถึงปราศจากโอกาสเส่ยี งต่อการเกิดอุบตั ิเหตุ กา ร บาดเจบ็ พกิ าร ตาย อนั เน่ืองจากการทางาน ทงั้ ต่อบุคคล ทรพั ยส์ นิ และสงิ่ แวดลอ้ ม ตามหลกั พฤตกิ รรมศาสตรแ์ ลว้ พฤตกิ รรมความปลอดภยั จะเกดิ ขน้ึ ได้ ต้องมีปัจจยั ต่าง ๆ หลายประการ ดว้ ยกนั สามารถจาแนกได้ 3 ลกั ษณะ คอื ปัจจยั ท่ชี ่วยโน้มน้าวบุคคลให้เกดิ พฤตกิ รรมความ ปลอดภยั ทเ่ี ป็นปัจจยั เกย่ี วขอ้ งกบั ความรู้ ความเขา้ ใจ ความเช่อื ทศั นคติ และค่านิยมของบุคคล ทม่ี ตี ่อเร่อื งใดเร่อื งหน่ึงท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมอนามยั ของบุคคล ซ่งึ พฤตกิ รรมน้ีเกดิ ขน้ึ จาก การเรยี นรหู้ รอื ประสบการณ์ทไ่ี ดร้ บั จากการเรยี นรขู้ องแต่ละบคุ คล ซง่ึ ส่วนใหญ่มกั จะไดร้ บั ทงั้ ใน ทางตรงและทางอ้อมหรอื จากการเรยี นรู้ด้วยตนเอง ปัจจยั ท่ชี ่วยสนับสนุนให้เกิดพฤตกิ รรม ความปลอดภยั เป็นปัจจยั ท่เี กดิ ขน้ึ จากการทแ่ี ต่ละบุคคลต่างมีโอกาสทจ่ี ะใชบ้ รกิ ารหรอื อุปกรณ์ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ท่มี อี ยู่และจดั หาไว้ให้อย่างทวั่ ถึง ได้แก่ สถานพยาบาล แหล่งอาหารหรอื อุปกรณ์ป้องกนั ความปลอดภยั เป็นตน้ เป็นปัจจยั ทช่ี ว่ ยสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั เป็นปัจจยั ทน่ี อกเหนือจากปัจจยั ดงั กล่าวขา้ งต้น ไดแ้ ก่ ปัจจยั ทเ่ี กดิ จากการกระทาของบุคคลท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั การดาเนินงานทงั้ ทางตรงและทางอ้อม เช่น ครอบครวั ญาติ เพ่อื น นายจา้ งและ บุคลากรอ่นื ๆ รวมถงึ บุคคลทเ่ี ป็นสงิ่ แวดลอ้ มในสงั คมภายนอกบา้ นหรอื ทท่ี างานดว้ ย ซง่ึ บุคคล เหล่าน้จี ะมอี ทิ ธพิ ลต่อการปลกู ฝัง หรอื เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมอนามยั โดยสงั่ สอน การอบรมการ กระตุน้ เตอื น การชกั จงู การเป็นตวั อยา่ ง การควบคุมดแู ล รวมถงึ การส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ การกระทา หรอื การปฏิบตั ิท่ถี ูกต้องและเหมาะสมท่จี ะนาไปสู่การมสี ุขภาพหรอื พฤติกรรมอนามยั ตาม เป้าหมายทก่ี าหนด สรุปได้ว่า พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน หมายถึง การกระทาของบุคคลท่ี แสดงออกมาในขณะทางาน ซง่ึ มผี ลทาใหเ้ กดิ ความปลอดภยั และปราศจากการเกดิ อนั ตรายใน ระหวา่ งการทางาน การทจ่ี ะเขา้ ใจพฤตกิ รรมท่เี ก่ยี วกบั ความปลอดภยั ในการทางาน หรอื สุขภาพอนามยั ของบุคคลนัน้ ส่วนใหญ่จะอาศัยแนวคิดและทฤษฎีทางจติ วทิ ยา เพ่อื แก้ปัญหาทางสุขภาพ อนามยั ของบุคคล จะต้องเปล่ยี นแปลงลกั ษณะการดาเนินชวี ติ ของบุคคลนัน้ ๆ และควบคุม ปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มมากกว่าทจ่ี ะเป็นการใหบ้ รกิ ารทางด้านการรกั ษาพยาบาล โดยใหก้ ารศกึ ษา แก่บุคคลเก่ยี วกบั ความสามารถและความรบั ผดิ ชอบของตวั เขาในการทจ่ี ะปกป้องสุขภาพของ
512 ตนเอง ซง่ึ เป็นแนวคดิ ดา้ นการป้องกนั และทฤษฎที ส่ี มั พนั ธก์ บั พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการ ทางาน มดี งั น้ี 1. การปรบั พฤตกิ รรมดว้ ยการควบคมุ ตนเอง (Self-control) กระบวนการควบคุมตนเอง ซง่ึ Cormier, (1991) กล่าวว่าเป็นวธิ กี ารหน่ึงท่ใี ชใ้ นการปรบั พฤตกิ รรม ซง่ึ มพี น้ื ฐานมาจาก ทฤษฎกี ารเรยี นรโู้ ดยอาศยั หลกั การเรยี นรู้ เง่อื นไขผลกรรมซง่ึ กระบวนการน้ีบุคคลจะใชว้ ธิ กี าร หน่ึง หรอื หลายวิธีร่วมกัน เพ่ือเปล่ียนแปลงพฤติกกรมของบุคคล จากพฤติกรรมท่ีไม่พึง ประสงค์ ไปสู่พฤติกรรมท่ีพึงประสงค์โดยบุคคลนัน้ เป็ นผู้กาหนดพฤติกรรมเป้ าหมาย กระบวนการทน่ี าไปส่เู ป้าหมายและควบคุมทงั้ ตวั แปรภายในและภายนอกของบุคคล อนั จะมผี ล ต่อพฤตกิ รรมทพ่ี งึ ประสงคน์ นั้ ดว้ ยตนเอง ส่วนผปู้ รบั พฤตกิ รรมเป็นเพยี งผใู้ หค้ าปรกึ ษาหรอื ฝึก วธิ กี ารทเ่ี หมาะสมใหเ้ ท่านนั้ ลกั ษณะเช่นน้ีจะทาให้กระบวนการควบคุมตนเองมคี วามแตกต่าง จากกระบวนการปรบั พฤติกรรมท่อี าศยั การจดั การกระทาของบุคคลภายนอกในการควบคุม ตนเอง เจ้าของพฤติกรรมจะมีบทบาทในการเลือกพฤติกรรมเป้าหมายท่ีเป็นปัญหาและ ประเมนิ ผลเป้าหมายดว้ ยตนเอง เพ่อื เปล่ยี นแปลงจากการตอบสนองท่ไี ม่มปี ระสทิ ธภิ าพไปสู่ วธิ แี ก้ไขอยา่ งเป็นระบบ และมผี ลระยะยาวให้พฤตกิ รรมทเ่ี ปลย่ี นใหมน่ ้ีมคี วามคงทนถาวร และ จากแนวคดิ ท่เี ก่ียวกบั พฤติกรรมโดยการเรยี นรูเ้ ง่อื นไขผลกรรมดงั กล่าวมาแล้ว พฤติกรรม บางอยา่ งใหผ้ ลกรรมทางบวกในปัจจบุ นั แต่ใหผ้ ลกรรมทางลบในอนาคต เช่น การด่มื สุราการสูบ บุหร่ี และพฤตกิ รรมบางอย่างให้ผลกรรมทางลบในปัจจุบนั แต่ใหผ้ ลกรรมทางบวกในอนาคต เช่น การทนเจบ็ จากการถอนฟัน เป็นตน้ เทคนคิ ทใ่ี ชใ้ นการควบคุมตนเอง ส่วนใหญ่แลว้ นกั ปรบั พฤตกิ รรมจะใชว้ ธิ กี ารสงั เกตและบนั ทกึ พฤตกิ รรมตนเอง การประเมนิ ตนเอง การใหเ้ สรมิ สรา้ ง ตนเอง และการตงั้ เกณฑม์ าตรฐานของตนเอง นอกจากน้ียงั ไดม้ กี ารใชเ้ ทคนิคอ่นื ๆ ประกอบ เช่น การสอนตนเอง การลงโทษตนเอง และการทาสญั ญากบั ตนเอง แต่อย่างไรก็ตามในการ ควบคุมตนเอง มกั ใชว้ ธิ เี หล่าน้ีควบค่กู นั ไป และพบว่าการใชว้ ธิ กี ารเหล่าน้ีมาผสมผสานกนั จะมี ประสทิ ธภิ าพมากกว่าการใช้เทคนิคเพยี งอย่างเดยี ว นอกจากน้ีการใช้เทคนิคในการควบคุม ตนเองยงั ขน้ึ อยู่กบั บุคคล สถานการณ์ และพฤตกิ รรมท่ใี ชอ้ กี ด้วย สรุปได้ว่า การทบ่ี ุคคลรจู้ กั ควบคุมตวั เองในการปฏบิ ตั ติ นเพอ่ื ก่อใหเ้ กดิ ความปลอดภยั แลว้ กจ็ ะมพี ฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน 2. ทฤษฎกี ารรบั รปู้ ระสทิ ธภิ าพแห่งตน (Theory of self-efficiency) ทฤษฎนี ้ีเป็นทฤษฎี ท่ี Bandura (1979 อา้ งถงึ ใน สทิ ธโิ ชค วรานุสนั ตกิ ุล, 2546, หน้า 18) ไดพ้ ฒั นามาจากหลกั การ เรยี นรทู้ างสงั คม (Social learning principles) ทฤษฎกี ารบั รปู้ ระสทิ ธภิ าพผลแห่งตนน้ีมีขอ้ สมมุตวิ ่าคนเรานนั้ มกี ระบวนการเชงิ ปัญหา หรอื กระบวนการความรู้ (Cognitive ability) ทจ่ี ะ สามารถแสดงพฤตกิ รรมออกมาโดยการคดิ หรอื การดูตวั อยา่ งจากผอู้ ่นื หรอื ลอกเลยี นแบบผอู้ ่นื
513 โดยก่อนทค่ี นเราจะแสดงพฤตกิ รรมออกไปนัน้ คนเราจะมคี วามคาดหวงั เกดิ ขน้ึ อย่างน้อย 2 อยา่ งคอื การคาดหวงั ผลของการกระทา (Outcome expectation) ถ้าคาดว่าจะไดผ้ ลกรรมทน่ี ่า พงึ พอใจกจ็ ะกระทา และขณะเดยี วกนั ก็คาดหวงั เก่ยี วกบั ความสามารถของตนเอง (Efficacy expectation) ทจ่ี ะกระทาพฤตกิ รรมนนั้ ดว้ ย ถ้าพบว่าตนเองน่าจะมคี วามสามารถทจ่ี ะทาไดก้ จ็ ะ ทา และจะไม่ทา ถ้าพบว่าตนเองไม่มคี วามสามารถท่จี ะทาได้ ดงั นัน้ การท่คี นจะมพี ฤตกิ รรม ความปลอดภยั ในการทางานท่ีดี จะต้องมคี วามรู้และมัน่ ใจว่าตนเองสามารถจะกระทาการ เกย่ี วกบั การป้องกบั อนั ตรายได้ 3. แบบจาลองความเช่อื เก่ยี วกบั สุขภาพ (Health belief mode) Rosenstock (1974) มี ขอ้ สมมตฐิ านเกย่ี วกบั ความเช่อื ดา้ นสุขภาพทว่ี ่าสุขภาพทด่ี ี (Good health) ในความคดิ ของแต่ ละคนไมเ่ หมอื นกนั ทาใหม้ ผี ลต่อการยอมรบั และการตดั สนิ ใจทจ่ี ะกระทาหรอื มพี ฤตกิ รรมต่าง ๆ เพ่อื ใหบ้ รรลุเป้าหมายแตกต่างกนั การทบ่ี ุคคลจะปฏบิ ตั หิ รอื กระทาสงิ่ ใด ๆ เพ่อื หลกี เลย่ี งการ เกดิ อุบตั เิ หตุหรอื การเจบ็ ป่ วยนนั้ จะตอ้ งมคี วามเช่อื หรอื การยอมรบั เก่ยี วกบั อุบตั เิ หตุหรอื การ เจบ็ ป่วยอยู่ 3 ประการ อนั จะนาไปสกู่ ารมสี ขุ ภาพ หรอื การมพี ฤตกิ รรมความปลอดภยั คอื 1. การรบั รถู้ งึ โอกาสเสย่ี งและความเสย่ี งต่อการเจบ็ ป่วย (Perceived susceptibility) หมายถงึ การทบ่ี ุคคลแต่ละคนมกี ารรบั รถู้ งึ โอกาสทจ่ี ะเกดิ การเจบ็ ป่วยหรอื เสย่ี งต่อการเจบ็ ป่วย แตกต่างกนั เช่น บางคนอาจจะปฏเิ สธไม่เช่ือ หรอื บางคนกเ็ ช่อื ว่า เขามโี อกาสจะเจบ็ ป่ วยอย่าง แน่นอน หรือมีโอกาสเกิดข้ึนเหมือนกันแต่ไม่มากนัก เป็ นต้น ซ่ึงระดับการรับรู้น้ีจะมี ความสมั พนั ธก์ บั พฤตกิ รรมการป้องกนั อนั ตราย หรอื การเจบ็ ป่วยจากการทางาน 2. การรบั รถู้ งึ ความรนุ แรงของการเกดิ อุบตั เิ หตุ (Perceived severity) หมายถงึ การ ท่บี ุคคลตระหนักถึงความรุนแรงของการเกิดอุบตั ิเหตุ และผลกระทบท่ตี ามมาจากการเกิด อุบัติเหตุ เช่น ความเจ็บป่ วย พิการ ตาย และผลท่ีตามมาทางสังคม เช่น การหยุดงาน ผลกระทบต่อชวี ติ ครอบครวั และความสมั พนั ธ์กบั บุคคลในองคก์ ร ซง่ึ มผี ลทาใหพ้ ฤตกิ รรมการ ป้องกนั อนั ตรายแตกต่างกนั ออกไปแต่ละคน 3. การรบั รเู้ กย่ี วกบั ผลดแี ละผลเสยี ของการปฏบิ ตั เิ พ่อื ต่อต้านหรอื หลกี เลย่ี งการเกดิ ความเจบ็ ป่วย (Perceived benefits and barrier) ซง่ึ การรบั รใู้ นขอ้ 1 และขอ้ 2 นนั้ เป็นสภาวะ ของจิตใจ และความพร้อมท่ีจะกระทาส่ิงใดสิ่งหน่ึงต่อไป แต่ไม่ได้เป็นส่ิงท่ีจะกาหนดว่า พฤตกิ รรมทจ่ี ะกระทานัน้ เป็นอย่างไร การทบ่ี ุคคลเลอื กว่าจะกระทาอะไรขน้ึ อย่กู บั ความพรอ้ ม ทางดา้ นจติ ใจ และการรบั รถู้ งึ ผลดแี ละอุปสรรค โดยจะปฏบิ ตั หิ รอื ไม่ขน้ึ อยกู่ บั วธิ กี ารทบ่ี ุคคลนนั้ เช่อื ว่าจะก่อให้เกดิ ผลดตี ่อตนมากท่สี ุด และมอี ุปสรรคหรอื ผลเสยี น้อยทส่ี ุด ซง่ึ ตอ้ งสมั พนั ธ์กบั การลดโอกาสทจ่ี ะไดร้ บั อนั ตรายจากการเกดิ อุบตั เิ หตุ และความรนุ แรงของการเกดิ อุบตั เิ หตุ
514 พฤติกรรมมนุษยเ์ พื่อความปลอดภยั ในการทางาน 1. ทฤษฎีค่านิยม –ทศั นคติ –พฤติกรรม (value-Attitude –Behavior Theory) ได้อธบิ ายถงึ พฤตกิ รรมต่าง ๆ ท่มี นุษยไ์ ดแ้ สดงออกนัน้ เป็นผลมาจากค่านิยมทม่ี นุษย์ เรยี นรู้มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตวั เองโดยการสงั เกตและเลียนแบบจากตวั แบบ (model) และ ค่านิยมเป็นสงิ่ ท่ไี ด้รบั การยอมรบั ท่เี ป็นพฤติกรรมท่ที ุกคนในองค์การได้แสดงออกทาให้เกิด ทศั นคติหรอื เจตคติท่บี ุคคลเหน็ ว่ามคี วามเหมาะสมแก่การประพฤติปฏบิ ตั ิตามพฤติกรรมท่ี ถูกต้องเหมาะสมดงี าม ซ่งึ ค่านิยมจะเกดิ จากข้นึ จากพนั ธุกรรมท่บี ุคคลได้รบั จากบดิ า มารดา บรรพบุรุษตงั้ แต่เกดิ มาไดร้ บั การเลย้ี งดู อบรมสงั่ สอนรวมทงั้ ได้รบั การขดั เกลาจากสงั คม และ สงิ่ แวดลอ้ มทอ่ี ยรู่ อบตวั ของบุคคลนนั้ ค่านยิ มจงึ มลี กั ษณะดงั น้ี 1.1 ค่านิยมเป็ นสิ่งท่ีเรียนรู้ได้ กล่าวคือ บุคคลจะเรียนรู้ค่านิยมได้จาก สิ่งแวดล้อม และด้วยการอบรม จดจา เลียนแบบ และแนวปฏิบัติท่ีเป็นบรรทดั ฐาน เช่น เจา้ หน้าท่คี วามปลอดภยั ในการทางานมกี ารยดึ ถอื ปฏบิ ตั สิ บื ต่อกนั มาในด้านความมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ในการประกอบวชิ าชพี จนกลายเป็นค่านิยมของวชิ าชพี เป็นตน้ 1.2 ค่านยิ มเป็นสง่ิ ทไ่ี ดร้ บั การยอมรบั เมอ่ื มกี ารยอมรบั ค่านิยมต่าง ๆ ทม่ี อี ยใู่ น สงั คมทม่ี กี ารประพฤตสิ บื ต่อกนั มาจนกลายเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี วฒั นธรรมในองคก์ าร หรอื บรษิ ทั ทเ่ี ป็นการปฏบิ ตั แิ ละเกดิ การยอมรบั ทถ่ี อื ปฏบิ ตั กิ นั จนเป็นกฎระเบยี บขอ้ บงั คบั เช่น การใชอ้ ุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลเม่อื ต้องปฏบิ ตั งิ านในบรเิ วณทม่ี คี วามเส่ยี งอนั ตราย จากเครอ่ื งจกั ร หรอื สารเคมอี นั ตราย ความรอ้ น ฝ่นุ เสยี งดงั เป็นตน้ 1.3 ค่านิยมเป็นแรงจงู ใจ ค่านิยมเป็นสงิ่ ปลุกเรา้ หรอื กระตุ้นใหบ้ ุคคลเกดิ ความ ตอ้ งการทต่ี อ้ งแสดงพฤตกิ รรมต่าง ๆ ออกมาเพ่อื ใหบ้ รรลุค่านิยมเหล่านนั้ ในสงั คม เช่น ความ มนั่ คงในชวี ติ การได้รบั การยอมรบั ในวชิ าชพี คาชมเชย รางวลั เกียรติยศช่อื เสยี ง ความมี อานาจ และบารมี เป็นตน้ 1.4 คา่ นยิ มสามารถเปลย่ี นแปลงไปได้ จากสภาพแวดลอ้ มทม่ี กี ารเปลย่ี นแปลง ด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมอื ง และเทคโนโลยีต่าง ๆ ทาให้ค่านิยมสามารถ เปล่ยี นแปลงไปตามกาลเวลา และค่านิยมของกลุ่มต่าง ๆ ก็อาจแตกต่างกนั ไปตามสถานภาพ ไดแ้ ก่ เพศ อายุ การศกึ ษา และตวั แปรอ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 2. การปลกู ฝังค่านิยมเพ่ือความปลอดภยั ในการทางาน การปลกู ฝังค่านยิ มสาหรบั พนกั งานเป็นสงิ่ จาเป็นและทาใหพ้ นกั งานมกี ารเรยี นรู้ รบั รใู้ น สง่ิ ทด่ี ี โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การปฏบิ ตั งิ านตามกฎ ระเบยี บขอ้ บงั คบั ของสถานประกอบการ ทงั้ น้ี พนักงานแต่ละย่อมมคี วามแตกต่างกันตามพ้นื ฐานของแต่ละบุคคล ทงั้ จากการเล้ียงดูและ สภาพแวดล้อมท่รี ายลอ้ มในสงั คม ดงั นัน้ สถานประกอบการจงึ ต้องดาเนินการปลูกฝังค่านิยม ต่าง ๆ เพ่อื ความปลอดภยั ในการทางาน ดงั น้ี
515 2.1 การสรา้ งศรทั ธาในค่านิยมความปลอดภยั เพ่อื ใหเ้ หน็ ถงึ คุณค่าและเขา้ ใจ พนกั งานเกดิ ความพงึ พอใจและเกดิ ความศรทั ธาเช่อื ถอื ในค่านิยมเหล่านนั้ เช่น ความปลอดภยั เป็นสงิ่ ทพ่ี นักงานทุกคนต้องปฏบิ ตั ติ าม การทางานต้องปฏบิ ตั ติ ามกฎ ระเบยี บขอ้ บงั คบั อย่าง เคร่งครดั กระตอื รอื รน้ ในการทางานตลอดเวลา อุบตั เิ หตุเป็นสงิ่ ท่ปี ้องกนั ไดไ้ มใ่ ช่เป็นกรรมเก่า หรอื โชคชะตา เป็นตน้ 2.2 การปฏบิ ตั ิตามค่านิยมท่ปี ลูกฝัง เม่อื มคี ่านิยมในความศรทั ธา ก็จะเกิด ความเขา้ ใจดว้ ยการตอกย้าในมกี ารยดึ เหน่ียวฝังรากลกึ จนกลายเป็นนิสยั ตดิ ตวั โดยผทู้ าหน้าท่ี ในการปลกู ฝังตอ้ งดาเนนิ การดงั น้ี 2.2.1 การเสรมิ แรงจูงใจตลอดเวลา เพ่อื ให้พนักงานมกี าลงั ใจในการ ปฏบิ ตั ติ ามค่านิยมทพ่ี งึ ประสงค์อย่างสม่าเสมอ แรงจูงใจเหล่าน้ี ไดแ้ ก่ คาชมเชย เช่น ชมเชย เมอ่ื มกี ารปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บความปลอดภยั ในการทางาน โดยทพ่ี นักงานสวมใส่อุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายสว่ นบุคคลเมอ่ื ทางานกบั ความเสย่ี งอนั ตราย 2.2.2 เปิดโอกาสให้พนักงานได้ปฏิบัติตามค่านิยมอย่างสม่าเสมอ เพ่ือให้เกิดค่านิยมประจาตัวและเกิดวฒั นธรรมความปลอดภัยในองค์การ เช่น เม่อื มกี าร ฝึกอบรมแลว้ กใ็ หป้ ฏบิ ตั งิ านกบั เคร่อื งจกั รเพ่อื เป็นการฝึกใหเ้ กดิ ความเคยชนิ ตามขนั้ ตอนความ ปลอดภยั ในการทางานทถ่ี ูกตอ้ ง 2.2.3 การใช้กฎระเบียบบงั คบั หรือการออกกฎระเบียบมาควบคุม อย่างเคร่งครดั หลงั จากสร้างแรงจูงใจแล้วต้องมกี ารใช้กฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั เพ่อื ให้พนักงาน ปฏบิ ตั ติ าม เน่อื งจากพนกั งานอยดู่ ว้ ยกนั เป็นจานวนมาก จาเป็นต้องมกี ฎระเบยี บเกย่ี วกบั ความ ปลอดภยั บงั คบั ใหพ้ นักงานปฏบิ ตั ติ าม บางครงั้ ต้องลงโทษผทู้ ฝ่ี ่าฝืน เน่ืองจากอาจจะทาใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ หรอื ไดร้ บั อนั ตรายตามมา หลกั การทางพฤติกรรมการบริหารเพื่อความปลอดภยั ในการทางาน ณฐั วตั ร มนตเ์ ทวญั (2541) ไดก้ ล่าวว่า หลกั การพฤตกิ รรมการบรหิ ารน้ี เป็นหน้าทข่ี อง ผบู้ รหิ ารทุกระดบั หรอื เป็นงานของฝ่ายจดั การ ซง่ึ นบั วา่ เป็นหวั ใจของงานความปลอดภยั ในการ ทางานเลยทเี ดยี ว เพราะการปฏบิ ตั งิ านทกุ อยา่ ง ถ้าขาดผบู้ รหิ ารทด่ี ลี ะเก่งแลว้ งานนนั้ สาเรจ็ ได้ ยากหรอื สาเรจ็ ได้แต่คุณภาพของผลผลิตก็อาจต่าลงได้ ความพอใจในการทางานและความ ปลอดภยั ในการทางานอาจไมม่ กี ย็ อ่ มเป็นได้ พฤตกิ รรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานกเ็ ชน่ เดยี วกนั ถา้ ขาดผบู้ รหิ ารท่ี เป็นผนู้ าทด่ี แี ละมคี วามสามารถแลว้ กอ็ าจทาใหเ้ กดิ ความไมป่ ลอดภยั ในการทางานได้ ผบู้ รหิ าร เปรยี บเสมอื นเขม็ ทศิ ทค่ี อยบอกทางใหผ้ เู้ ดนิ ทางไปส่จู ุดหมายปลายทางอย่างปลอดภยั และเป็น เสมอื นนายท้ายเรอื ท่คี อยควบคุมเรอื ให้ไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภยั หน้าท่ขี องผู้บรหิ าร จะต้องกาหนดนโยบาย วางแผนเพ่อื ใหผ้ ู้ปฏบิ ตั งิ านมพี ฤตกิ รรมท่พี งึ ประสงค์ ไม่เส่ยี งต่อการ
516 เกดิ อนั ตรายในการปฏบิ ตั งิ าน มพี ฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน มคี วามพอใจ มขี วญั กาลงั ใจ เป็นตน้ ดงั นัน้ พฤตกิ รรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานจงึ ต้องเน้นการ่วมมอื กนั ของบุคคลทุกระดบั คอื โดยผบู้ รหิ ารแต่ละระดบั มหี น้าทแ่ี ตกต่างกนั จะแสดงใหเ้ หน็ ขอ้ แตกต่าง กนั ในแง่ของการรบั ผดิ ชอบต่องานหรอื ลกั ษณะของงานของผู้บรหิ ารระดบั ต่าง ๆ เพ่อื ความ ปลอดภยั ในการทางาน โดยผู้บรหิ ารระดบั สูงจะรบั ผดิ ชอบในด้านการวางแผนเป็นส่วนใหญ่ ขณะทผ่ี บู้ รหิ ารระดบั ต้นจะรบั ผดิ ชอบมากในดา้ นการควบคมุ เป็นตน้ พฤตกิ รรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานกค็ อื การนาหลกั วชิ าการบรหิ าร ซง่ึ ไดแ้ ก่ ความรเู้ กย่ี วกบั การวางแผน การจดั องคก์ าร การอานวยการ และการควบคมุ งานมา ประยุกต์ในพฤติกรรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางาน ในท่นี ้ีจะขอกล่าวเฉพาะ แนวคดิ สาคญั ของหลกั การทางพฤตกิ รรมบรหิ ารความปลอดภยั ในการทางานท่ผี ู้บรหิ ารควร ทราบซง่ึ ประกอบดว้ ยหลกั การ 4 ประการ 1. การวางแผนเพ่ือความปลอดภัยในการทางาน ผู้บริหารจะต้องแสดงพฤติ กรรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานอย่างจรงิ จงั และตดั สนิ ใจในการจดั รูปความคดิ เพ่อื แก้ปัญหาความปลอดภยั ในการทางานเป็นระบบ โดยสามารถวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ อาการและสาเหตุของปัญหาความปลอดภยั ในการทางานท่จี ะต้องแก้ไข การประเมนิ ความ เป็นไปไดใ้ นกลยทุ ธข์ องการแกไ้ ขปัญหาความปลอดภยั ในการทางาน การสรรหาทรพั ยากรดา้ น ความปลอดภยั ในการทางาน การสร้างแนวร่วมทางความคิดกับผู้ปฏบิ ตั ิงานเก่ยี วกับความ ปลอดภยั ในการทางานและการวางระบบกากบั ดแู ลแผนงานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ การวางแผนเพอ่ื ความปลอดภยั ในการทางานเป็นเคร่อื งชค้ี วามสามารถ และพฤตกิ รรม การบรหิ ารทส่ี าคญั ยงิ่ องคก์ ารหรอื หน่วยงานจะประสบความสาเรจ็ หรอื ลม้ เหลวในด้านต่าง ๆ ซ่งึ รวมถึงด้านความปลอดภยั ในการทางานด้วย ส่วนหน่ึงเกดิ จากพฤติกรรม การบรหิ ารของ ผบู้ รหิ ารในองคก์ ารมรความรแู้ ละทกั ษะเก่ยี วกบั การวางแผนเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางาน มากน้อยเพยี งใด 2. การจดั องค์การเพ่อื ความปลอดภัยในการทางาน ผู้บรหิ ารจะต้องแสดงพฤติ- กรรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั อยา่ งเหมาะสม โดยการวางโครงสรา้ งการบรหิ ารดา้ นความ ปลอดภัยในการทางานทงั้ ในแนวนอนแนวด่ิง การกาหนดโครงสร้างหน่วยงานด้านความ ปลอดภยั ในการทางานท่เี หมาะสมสอดคล้องกบั โครงสรา้ งหลกั ขององค์การ กาหนดสายงาน ดา้ นความปลอดภยั ในการทางาน และการบงั คบั บญั ชาท่เี อ้อื อานวยใหก้ ารบรหิ ารงานดา้ นความ ปลอดภยั ในการทางานมีเอกภาพและบรรลุผลสาเรจ็ การวางกระบวนการของงานท่ีส่งผล รวดเรว็ ฉบั ไว และการวางตวั บุคคลผรู้ บั ผดิ ชอบซง่ึ แต่ละคนสามารถแสดงความรู้ ความสามารถ ความตงั้ ใจ ความพอใจในการทางาน ไดอ้ ย่างเต็มท่ี หรอื การจดั งานใหเ้ หมาะสมกบั คน หรอื ว่า
517 จดั คนให้เหมาะสมกบั งาน เป็นต้น เพ่อื ใหผ้ ู้ปฏบิ ตั งิ านมพี ฤตกิ รรมความปลอดภยั มากขน้ึ ตาม วตั ถุประสงคท์ ว่ี างไว้ ดงั นนั้ การจดั องคก์ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานกค็ อื การวางระเบยี บกฎเกณฑ์ ใหก้ จิ กรรมต่าง ๆ ขององคก์ ารดา้ นความปลอดภยั ดาเนินไปใหไ้ ดส้ ดั ส่วนกนั โดยกาหนดว่าใครมี หน้าทท่ี าอะไรมอี านาจหน้าท่ี และความรบั ผดิ ชอบอย่างไร มคี วามพร้อมท่จี ะใหต้ รวจสอบได้ ทงั้ น้ีเพ่อื ให้การดาเนินการด้านความปลอดภยั ในการทางานขององค์การบรรลุผลตามแผนท่ี กาหนดไว้ 3. การอานวยการเพ่ือความปลอดภัยในการทางาน ผู้บรหิ ารจะต้องแสดงพฤติ กรรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานอย่างประสทิ ธภิ าพ โดยการส่งเสรมิ เพ่อื ให้ ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาทกุ คนทางานดว้ ยความเชอ่ื มนั่ มเี ป้าหมายทช่ี ดั เจนแน่นอน ดว้ ยขวญั กาลงั ใจท่ี ดกี ารพฒั นาทมี งานและผนู้ าในระดบั รองเพอ่ื ใหส้ ามารถแทนกนั ไดอ้ ยา่ งต่อเน่อื งและไมย่ ดึ ตดิ ตวั บคุ คล การส่อื สารขอ้ มลู ทุกรปู แบบทส่ี รา้ งความเขา้ ใจทด่ี งี าม ในหน่วยงานและการประสานงาน ทม่ี หี ลกั การรว่ มมอื หน่วยงาน และความยดื หยนุ่ ทเ่ี หมาะสม การจงู ใจการสนบั สนุน การใหค้ วาม สะดวก การให้ความสบายใจ การย้มิ แยม้ แจ่มใส การใหเ้ กยี รติตนเองและให้เกยี รตผิ ู้อ่นื การ ทางานเป็นทมี เหล่าน้ี เป็นพฤตกิ รรมบรหิ ารเพ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน 4. การควบคุมงานเพ่ือความปลอดภยั ในการทางาน ผู้บรหิ ารจะต้องแสดงพฤติ กรรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานอย่างมคี วามยุติธรรม โดยการกากบั การ เพ่อื ใหน้ โยบายวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมายขององคก์ ารบรรลุผลสาเรจ็ ตามทไ่ี ดต้ งั้ ไว้ การตดิ ตาม ดแู ลการทางานในขนั้ ตอนทส่ี าคญั เพอ่ื ช่วยแกป้ ัญหาอุปสรรครว่ มปรกึ ษาหารอื เพ่อื ปรบั แผนและ วธิ ีปฏบิ ตั ิท่เี หมาะสม การประเมนิ ผลงาน รวมทงั้ การสนใจและการให้ความช่วยเหลืออย่าง ใกลช้ ดิ ความเป็นกนั เองทงั้ เร่อื งงานและเร่อื งส่วนตวั ของผูใ้ ตบ้ งั คับบญั ชา รวมความก็คอื คอย คบคุมดแู ลทงั้ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน และคนในขณะทางานเพ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ใน การทางานเหล่าน้เี ป็นพฤตกิ รรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางาน อย่างไรก็ตามพฤตกิ รรมการบรหิ ารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานนนั้ ผูบ้ รหิ ารต้อง ตระหนกั ไวเ้ สมอว่า จะตอ้ งดาเนินการเพ่อื ใหบ้ รรลุผลเกย่ี วกบั ความปลอดภยั ในการทางานโดย อาศยั ผูอ้ ่นื ผู้บรหิ ารจะต้องมกี ารกาหนดวตั ถุประสงค์ วางนโยบาย วางแผน จดั รปู องค์การจดั อัตรากาลังการทางบประมาณ การรายงานการควบคุม และการประเมนิ ผลเก่ียวกับความ ปลอดภยั ในการทางาน และผบู้ รหิ ารจะตอ้ งมกี ารแกป้ ัญหา การตดั สนิ ใจ การจงู ใจ และการสรา้ ง สภาวะผนู้ าเกย่ี วกบั ความปลอดภยั ในการทางาน ปัจจยั ในการกาหนดพฤตกิ รรมเสย่ี ง ถา้ บุคคลมที ศั นคตทิ ด่ี ตี ่อการทางานอย่างปลอดภยั และเหน็ ประโยชน์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ต่อการกระทาดงั กล่าวแล้วกจ็ ะนาไปสู่ความตงั้ ใจท่จี ะลงมอื ปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมต่าง ๆ ซง่ึ ทงั้ หมดกจ็ ะแสดงออกมาในรปู ของพฤตกิ รรมนนั้ เอง
518 กล่าวว่ามนุษยท์ กุ คนเมอ่ื มคี วามรแู้ ละความตระหนกั เกดิ ขน้ึ จะไปกระตุน้ ใหบ้ คุ คลแสดง พฤตกิ รรมต่อสงิ่ ต่าง ๆ ออกมาและถา้ บุคคลนนั้ กจ็ ะไปส่คู วามตงั้ ใจทจ่ี ะลงมอื ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมต่าง ๆ ออกมาได้ซ่ึงทงั้ หมดก็แสดงออกมาในรูปแบบของพฤติกรรมนัน่ เอง และเช่นเดียวกันกับ ความหวงั ทางสงั คม ท่อี ยรู่ อบตวั บุคคลของแต่ละคน เมอ่ื ทุกคนเหน็ คุณค่าหรอื ประโยชน์แลว้ ก็ จะทาใหเ้ กดิ บรรทดั ฐานทางสงั คมของบุคคลขน้ึ มา ซ่งึ สง่ิ เหล่าน้ีสามารถทาใหบ้ ุคคลเกดิ ความ ตงั้ ใจท่จี ะลงมอื ปฏบิ ตั เิ ป็นพฤตกิ รรมท่แี สดงออกมาได้ ซ่งึ จากแนวคดิ น้ีแสดงให้เหน็ ว่าบรรทดั ฐานทางสงั คม จะมอี ทิ ธพิ ลต่อบคุ คลรอบขา้ งดว้ ย การส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภยั การส่งเสรมิ พฤติกรรมความปลอดภยั ในการทางาน เป็นหน้าท่ขี องนักบรหิ ารความ ปลอดภยั ในสถานประกอบการ ซ่งึ ว่าเป็นกิจกรรมท่มี คี วามสาคญั ท่จี ะส่งเสรมิ ให้พนักงานได้ ปฏบิ ตั งิ านดว้ ยความระมดั ระวงั ไม่ใหม้ กี ารเกดิ อุบตั เิ หตุ บาดเจบ็ และเจบ็ ป่วยอนั เน่ืองจากการ ทางาน ในสถานประกอบการโดยทวั่ ไป ถงึ แมว้ ่าจะมกี ารออกแบบดา้ นความปลอดภยั อยา่ งเป็น ระบบ หรอื ผปู้ ฏบิ ตั งิ านไดร้ บั การฝึกอบรมอย่างทวั่ ถงึ มขี นั้ ตอนปฏบิ ตั งิ าน (work procedure) อยา่ งถกู ตอ้ ง ยงั ไมอ่ าจเพยี งพอในการช่วยใหพ้ นกั งานลดอุบตั เิ หตุลงได้ จงึ จาเป็นต้องอาศยั ให้ มกี ารส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางานด้วยกจิ กรรม โดยอาศยั เทคนิค วธิ กี าร และกระทาอยา่ งต่อเน่ือง ซง่ึ ทาใหช้ ่วยป้องกนั อุบตั เิ หตุ เน่ืองจากการจดั กจิ กรรมเพ่อื ส่งเสรมิ ให้ พนักงานมพี ฤติกรรมทม่ี กี ารเปล่ยี นแปลง หรอื เกดิ การตอบสนองท่สี ามารถนาไปสู่เป้าหมาย โดยการเรยี นรู้ และประสบการณ์ทส่ี งั่ สมมา และเม่อื ไดร้ บั การเสรมิ แรงพฤตกิ รรมจะยงิ่ ทาให้มี การจดจา และเกดิ เป็นนิสยั ในการปฏบิ ตั งิ านอย่างเครง่ ครดั ได้ ดงั นนั้ หวั หน้างานตอ้ งหาวธิ ีการ จงู ใจใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านกระตอื รอื รน้ ในการสรา้ งพฤตกิ รรมการทางานทป่ี ลอดภยั โดยเกดิ จากความ ต้องการภายในของตนเอง และกระตุ้นจากภายนอกท่เี ป็นสิ่งเร้าต่าง ๆ จนสามารถทาให้ ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน เกดิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ตอ้ งอาศยั ความคดิ ของตวั เองและต้องรกั ษาระเบยี บ วนิ ยั เพอ่ื ใหต้ นเองไดม้ กี ารป้องกนั อนั ตรายต่าง ๆ ทจ่ี ะเกดิ จากการทางาน จะเห็นได้ว่า การสร้างแรงจูงใจภายใต้การส่งเสรมิ พฤติกรรมความปลอดภยั ให้เกิด ประสทิ ธภิ าพ คอื แนวคดิ ทว่ี ่าพฤตกิ รรมสามารถและควรจะเปลย่ี นแปลงได้ ดงั นนั้ การส่งเสรมิ พฤตกิ รรมใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ควรจะตอ้ งมกี ารศกึ ษาถงึ พฤตกิ รรมความตอ้ งการใหล้ กั ษณะ การเสรมิ แรง หรอื การสรา้ งแรงจูงใจ ท่เี กดิ จากทงั้ แรงจูงใจภายในและภายนอก ซ่งึ ไม่เพยี งแต่ การใหร้ างวลั หรอื การลงโทษ แลว้ กส็ น้ิ สุดเท่านนั้ การส่งเสรมิ ความปลอดภยั จะต้องม่งุ ใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมท่สี ามารถใหพ้ นักงานเขา้ ใจถึงการเปล่ยี นแปลงไปสู่สงิ่ ท่ดี ขี น้ึ ดว้ ย การปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง เขา้ ใจดว้ ยตนเอง และเกดิ ผลลพั ธต์ ่อตนเอง จงึ จะสามารถทาใหเ้ กดิ ความ มนั่ คง และยงั่ ยนื ซง่ึ นบั ไดว้ า่ เป็นการวางรากฐานภายใตค้ วามสาคญั ทว่ี ่า
519 “จติ สานึกต่อหน้าทคี่ วามปลอดภยั ในการทางานเป็นความเชอื่ ถอื ในการกระทาของตนเอง และ ต้องกระทาอย่างสมา่ เสมอทุกเวลานาทขี องการขยบั ร่างกายให้เป็นนิสยั …อนั จะนาไปสู่ชวี ติ ที่ ปราศจากอุบตั เิ หตุภยนั ตรายทงั้ ปวงเพอื่ สุขภาพอนามยั ทดี่ ”ี บทบาทผนู้ าในการส่งเสริมพฤติกรรมความปลอดภยั โดยทวั่ ไปแล้ว ผู้นาต้องเข้ามามีบทบาทสาคัญในการผลกั ดนั กระตุ้น หรอื จูงใจให้ พนักงานมพี ฤติกรรมความปลอดภยั ในการทางานเพ่อื ให้พนักงานทุกคนได้เกิดการยอมรบั เช่อื ถอื และปฏบิ ตั ิตามระเบยี บ กฎเกณฑ์ ข้อบงั คบั ในการทางานปฏบิ ตั เิ พ่อื ไม่ให้เกดิ ความ ผดิ พลาดในการทางาน โดยตอ้ งเรมิ่ ดงั น้ี 1. ช้บี ่งพฤติกรรมท่ไี ม่พึงประสงค์หรอื ไม่ต้องการ (Identification) ของพนักงาน ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ ปรากฏอยา่ งชดั เจนในแต่ละคนทป่ี ฏบิ ตั งิ าน ผนู้ าตอ้ งสะทอ้ นใหพ้ นกั งานเหน็ ว่า พฤติกรรมดงั กล่าวจะก่อให้เกิดความเส่ียงหรืออันตรายท่ีจะเกิดข้นึ ได้ และส่งผลต่อความ เสยี หายทงั้ ตวั พนกั งาน และองคก์ าร 2. วางแผนเตรยี มการ และจดั ทากลยทุ ธใ์ นการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรม (Preparing and Strategy) โดยแรงกระตุ้น หรอื เสรมิ สร้างแรงจูงใจเชงิ บวก (Positive Reinforcement) การ ดาเนินการเพ่อื จดั ทาแผนการส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ผนู้ าตอ้ งมกี ารศกึ ษาพฤตกิ รรม โดยธรรมชาตขิ องมนุษยเ์ พอ่ื ใหส้ ามารถวเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในการทางานทเ่ี กดิ ความ ปลอดภยั รวมทฤษฎเี กย่ี วกบั พฤตกิ รรมของมนุษยม์ าดาเนินการจดั ทากลยทุ ธใ์ หเ้ กดิ การกระตุ้น หรอื แรงจงู ใจใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั พนกั งานใหม้ คี วามพงึ พอใจและสอดคลอ้ งกบั บรบิ ทขององคก์ ารดว้ ย 3. มรี ะบบการประเมนิ ผลและตดิ ตามผล (Evaluation and Follow up) การส่งเสรมิ พฤติกรรมความปลอดภัยในการทางาน เม่ือผู้นาได้มีการจดั ดาเนินการ กิจกรรมท่ีทาให้ พฤตกิ รรมการทางานของพนกั งานมกี ารเปลย่ี นแปลง หรอื สนองตอบความปลอดภยั ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในการทางานแลว้ สงิ่ สาคญั ทจ่ี ะดาเนินการคอื การประเมนิ ผล และตดิ ตามพฤตกิ รรมต่าง ๆ ทไ่ี ด้ มกี ารดาเนินการไปแลว้ เพ่อื ใหส้ ามารถวดั ไดถ้ งึ การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมท่จี ะนาไปสู่การลด อุบตั ิเหตุในการทางานได้ ซ่งึ ผู้นาจะต้องมกี ารนาเสนอการประเมนิ และติดตามผลเป็นระยะ เพ่อื ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพต่อการส่งเสรมิ พฤตกิ รรมและนามาซง่ึ การปรบั ปรงุ ต่อไป 4. กาหนดต้นแบบเพ่อื นาไปสู่การปฏบิ ตั ใิ นการส่งเสรมิ พฤติกรรมความปลอดภยั เพ่อื ใชใ้ นการส่งเสรมิ ครงั้ ต่อไป ขนั้ ตอนการดาเนินการน้ีผู้นาจะต้องมกี ารนาระบบการประเมนิ และตดิ ตามผลของกจิ กรรมในการส่งเสรมิ พฤติกรรมท่มี นี าไปใช้ในการปฏบิ ตั ิมาทบทวนและ กาหนดรปู แบบทส่ี ามารถนามาเป็นตน้ แบบทด่ี ี (best practice) ใหส้ ามารถนาไปเป็นแนวทางใน การปฏบิ ตั ติ ่อไปไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื
520 การดาเนินการส่งเสริมความปลอดภยั ท่ีมีประสิทธิภาพ (สวนิ ทร์ พงษ์เก่า, ม.ป.ป., www.shawpat.or.th) ไดก้ ล่าวไวว้ ่าการดาเนินการส่งเสรมิ ความปลอดภยั ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพมมี ากมายหลายแบบ โปรแกรมการส่งเสรมิ โดยทวั่ ไปจะมรี ะดบั ดงั น้ี 1. ความตระหนัก (awareness) การกระตุ้นความสนใจในโปรแกรมความปลอดภยั ดว้ ยการออกแบบใหเ้ กดิ ความสนใจของบคุ คลต่อโปรแกรมความปลอดภยั ว่า คดิ อะไร และจะทา อะไร วตั ถุประสงคข์ องการตระหนักกค็ อื การทาให้บุคคลจานวนมากทส่ี ุด คดิ และพูดถงึ ความ ปลอดภัย กิจกรรมท่ีให้เกิดการตระหนัก ควรจะมุ่งเน้นไปท่ีปัญหาท่ีมอี ยู่และการสัมผัส (Exposure) ของแต่ละองค์กร และของแต่ละประเภทการปฏบิ ตั กิ าร (Type of Operation) ทางเลอื กของเครอ่ื งมอื และวธิ กี ารในการส่งเสรมิ มมี ากมายหลายแบบในราคาของการดาเนินการ ท่ตี ่า(ดูรูปท่ี1เป็นตวั อย่าง)การพจิ ารณารูปแบบจะข้นึ อยู่กบั นโยบายของบรษิ ทั การสมั ผสั ท่ี เฉพาะเจาะจง (Specific Exposure) ความสูญเสยี ท่เี คยเกดิ ข้นึ และตวั ผูป้ ฏบิ ตั งิ าน เช่น ระดบั ความชานาญ (Skill Level) พน้ื ฐานดา้ นเทคนิค และระยะเวลาของประสบการณ์ในงาน นนั้ องคก์ รควรเลอื กการส่งเสรมิ ทต่ี รงกบั ปัญหาวกิ ฤต (Critical Problems) และตรงเป้าหมาย ของปัญหาเฉพาะของหน่วยงาน การเปลย่ี นแปลงความสนใจในความปลอดภยั ไปส่นู ิสยั (Habit) ของพฤตกิ รรมความปลอดภยั ต้องการความพยายามอย่างต่อเน่ือง โดยทม่ี นั จะเรม่ิ ต้นจากการ ตระหนกั จนกระทงั่ บคุ คลส่วนใหญ่พรอ้ มสาหรบั ระดบั ต่อไป คอื การยอมรบั (Acceptance) 2. การยอมรบั (acceptance) การมสี ว่ นรว่ มในการกระทาการส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความ ปลอดภยั นบั เป็นสงิ่ สาคญั มากในกจิ กรรมความปลอดภยั ในการทางาน และกจิ กรรมจะส่งผลให้ พนักงานมกี ารปฏบิ ตั กิ จิ กรรมรว่ มกนั อยา่ งชดั เจนดว้ ยแนวทางทไ่ี ดก้ าหนดไว้ ผลลพั ธข์ องการ กระทากจิ กรรมจะอาศยั เป้าหมายและวตั ถุประสงคท์ ส่ี าคญั โดยทผ่ี บู้ รหิ ารจะต้องมพี นั ธะสญั ญา (Commitment) ดว้ ยการกาหนดเป็นนโยบายและประกาศใหเ้ ป็นทช่ี ดั เจนและใหเ้ กดิ การยอมรบั และปฏบิ ตั ติ ามด้วยการผลกั ดนั จากหวั หน้างานในทุกภาคส่วน ซ่งึ จะทาให้เห็นถึงการบรรลุ เป้าหมายของกจิ กรรมในการส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ดว้ ยการมสี ่วนร่วมแบบอาศยั ทมี ทร่ี ว่ มแรงร่วมใจในการดาเนินตามกจิ กรรมอนั เป็นสง่ิ ส่งเสรมิ ใหพ้ นกั งานทุกคนไดช้ ่วยเหลอื กนั ในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของแต่ละคนให้นาไปสู่การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมไปในทาง สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน ซง่ึ เป็นการสรา้ งรปู แบบทด่ี ใี หม้ แี นวปฏบิ ตั ติ ่อไปให้ คนสู่รุ่นไปในอนาคตได้ อนั เป็นมาจากการสนับสนุนจากผู้บรหิ ารท่มี คี วามมุ่งมนั่ จรงิ ใจต่อ พนกั งานทาใหเ้ กดิ การยอมรบั แบบมสี ว่ นรว่ มอย่างแทจ้ รงิ และนาไปส่กู ารปฏบิ ตั ทิ ย่ี งั่ ยนื ต่อไป 3. การปฏิบตั ิ (application) ในขนั้ ของการปฏิบตั ิเป็นการดาเนินการลงมือกระทา โดยระดบั ทผ่ี ปู้ ฏบิ ตั งิ านมสี ่วนร่วมต่อกจิ กรรมท่เี ป็นโครงการความปลอดภยั ในการทางาน ดว้ ย การมกี จิ กรรมและมสี ่วนร่วมในทมี และคณะกรรมการความปลอดภยั (Safety teams and
521 committees) และการนาเสนอความคดิ เหน็ ของเขาผ่านระบบขอ้ เสนอแนะ ซง่ึ เป็นการสะทอ้ นให้ เหน็ ถงึ การปฏบิ ตั ใิ นระดบั ท่บี ุคคลได้เรยี นรโู้ ดยการปฏบิ ตั ิ (Leaning by doing) และไดร้ บั ประสบการณ์ท่ีเกิดกบั ผู้ปฏิบตั ิจรงิ ทาให้เกิดผลลพั ธ์ท่ีเป็นประโยชน์ในด้านความปลอดภยั ผเู้ ชย่ี วชาญความปลอดภยั มอื อาชพี เช่อื ว่าผปู้ ฏบิ ตั ิงานทม่ี สี ่วนรว่ มในโครงการความปลอดภยั มี ผลต่อการลดสถิติอุบตั ิเหตุท่ีเกิดจากการทางาน และเจ็บป่ วยอันเน่ืองจากการทางานด้วย การปฏบิ ตั ทิ ่ปี ลอดภยั สามารถนาไปสู่การเปลย่ี นแปลงทศั นคติ (Attitude) และมสี ่วนช่วยให้ ผู้ปฏบิ ตั ิงานเขา้ ใจวธิ กี ารท่ีพนักงานได้รบั จากการสรา้ งจติ สานึกด้านความปลอดภยั (Safety Concious) 4. การรบั ไว้ในอปุ นิสยั ที่เกิดใหม่ (assimilation) เมอ่ื มกี ารยอมรบั ในการปฏบิ ตั ติ าม การรบั ไว้จงึ เกดิ ข้นึ ด้วยการมที ศั นคตดิ ้านความปลอดภยั ท่เี ข้าไปลกึ ถึงความรู้สกึ นึกคดิ ของ ตนเอง การมคี ุณค่า และเห็นถึงความสาคญั ในการปฏิบตั ทิ ่สี ่งผลลพั ธ์ท่ดี ใี นพฤติกรรมความ ปลอดภยั ทเ่ี ป็นผลผลสะทอ้ นจากนิสยั ของพฤตกิ รรมความปลอดภยั จงึ แสดงใหเ้ หน็ ว่าในระดบั น้ถี อื ว่าการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมสง่ เสรมิ ความปลอดภยั ต่อการเปลย่ี นพฤตกิ รรมประสบความสาเรจ็ ได้ ดีจาเป็นต้องพฒั นาการตามลาดับทงั้ 4 ระดบั ท่ีต้องนามาบูรณาการอย่างผสมผสานด้วย กระบวนการทงั้ 4 เพ่อื ให้เกิดการส่งเสรมิ พฤติกรรมความปลอดภยั ให้เกดิ ข้นึ กบั พนักงานท่ี สามารถลดอุบตั เิ หตุ การบาดเจบ็ และเจบ็ ป่วยอนั เน่อื งจากการทางานของผปู้ ฏบิ ตั งิ านได้ จากการสง่ เสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน จงึ ทาใหม้ ผี ใู้ หค้ วามสนใจไม่ว่า จะนักวชิ าการ และสถานประกอบการหรอื ผทู้ ม่ี สี ่วนไดเ้ สยี เกย่ี วกบั การทางานใหเ้ กดิ พฤตกิ รรม ความปลอดภยั นัน้ ได้รบั ความสนใจอย่างแพร่หลาย และงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วกบั พฤตกิ รรมความ ปลอดภยั ดงั ทไ่ี ดก้ ล่าวไปนัน้ ส่วนใหญ่ลว้ นแต่เป็นการศกึ ษาเพ่อื หาแนวทางการพฒั นาวธิ กี าร ส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั มผี ู้ให้ความหมายของกระบวนการส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความ ปลอดภยั ไวด้ งั น้ี วรี ะ ซ่อื สุวรรณ (2546, หน้า 3) ให้ความหมายของการส่งเสรมิ พฤติกรรมความ ปลอดภยั คอื การนาหลกั การของการวเิ คราะห์พฤตกิ รรมมาทาให้ผลงานด้านความปลอดภยั พฒั นาขน้ึ อยา่ งต่อเน่อื ง ดว้ ยวธิ กี ารชบ้ี ง่ พฤตกิ รรมเสย่ี ง (Risk behavior) แลว้ กาจดั ปฐมมาภรณ์ ทศพล (2551, หน้า 29) ใหค้ วามหมายว่า การส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความ ปลอดภัยเป็นเคร่ืองมือในการลดอุบัติเหตุ เน่ืองมาจากเหตุผลในด้านพฤติกรรมศาสตร์ การศึกษาและจดั ทาพฤติกรรมท่ีมีมาตรฐานและเข้าใจในธรรมชาติของพฤติกรรม เพ่อื ให้ พนักงานปฏบิ ตั ติ ามพฤตกิ รรมท่ถี ูกต้อง ซ่งึ ทาใหเ้ กดิ การปลูกฝังความปลอดภยั ในการทางาน อย่างถาวรจงึ ถือเป็นกลยุทธ์หน่ึงท่จี ะช่วยควบคุมให้คนเกิดพฤติกรรมท่ปี ลอดภยั ได้โดยการ อาศยั หลกั การจงู ใจ จากความหมายของการส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ท่กี ล่าวมานัน้ จงึ สรุปได้ว่า การส่งเสรมิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั หมายถงึ กระบวนการในการชบ้ี ง่ พฤตกิ รรมเสย่ี งจากการ
522 ปฏิบตั ิงาน เพ่อื ดาเนินการกาจดั หรอื ลดพฤติกรรมเส่ยี งนัน้ ด้วยวิธกี ารท่เี หมาะสมและเป็น วธิ กี ารเก่ยี วขอ้ งกบั ปัจจยั ในการแสดงออกมาของพฤตกิ รรมความปลอดภยั รวมทงั้ การกระตุ้น พฤตกิ รรมความปลอดภยั ทพ่ี งึ ประสงคด์ ว้ ยการเสรมิ แรง การใหร้ างวลั หรอื การชมเชย นอกจากน้ี นคร สะสม, (2551, หน้า 96-107) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั พฤตกิ รรมมนุษยแ์ ละความ ปลอดภยั ในการทางาน กรณีศึกษา บรษิ ัทแมทเทล กรุงเทพฯ จากดั พบว่าขนั้ ตอนในการ พฒั นาพฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางาน มขี นั้ ตอนดงั น้ี 1. การวางแผนดาเนินการ ฝึกอบรมการดาเนินการ จดั ทาแบบสงั เกตพฤตกิ รรมความ ปลอดภยั ฝึกอบรมการใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมใหก้ บั ผสู้ งั เกตการณ์ 2. ทาการสงั เกตและคน้ หาสาเหตุของพฤตกิ รรมเสย่ี งหรอื ปัญหาความปลอดภยั ต่าง ๆ โดยใชแ้ บบสงั เกต (observation form) แบบบนั ทกึ (memory) 3. วเิ คราะหห์ าสาเหตุของพฤตกิ รรมเสย่ี งทเ่ี ป็นปัญหา พนกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ านทกุ คนตอ้ ง สงั เกตและวเิ คราะหป์ ัญหาอุบตั เิ หตุทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสถานทางาน หรอื ความเสย่ี งทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ และ ใหร้ ายงานต่อหวั หน้างาน หลงั จากนนั้ นามาวเิ คราะหร์ ว่ มกนั โดยผปู้ ฏบิ ตั งิ านจะเป็นใหข้ อ้ มลู ท่ี เป็นขอ้ เทจ็ จรงิ 4. จดั ทาแผนเพ่อื ปรบั ปรุงพฤตกิ รรมความปลอดภยั เม่อื ทราบการวเิ คราะหค์ วามเสย่ี ง หรอื การวเิ คราะห์อุบตั เิ หตุของผปู้ ฏบิ ตั งิ านแต่ละหน้าทท่ี อ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ แลว้ จงึ นามาสรปุ รว่ มกนั โดยมกี ารเลือกมาจดั ทาแผนเพ่อื ทาการปรบั ปรุง แก้ไขให้เกิดพฤติกรรมท่ีทาให้เกิดความ ปลอดภยั ถึงแม้ว่าได้มกี ารทาแผนแล้วนัน้ ก็ยงั ไม่สามารถทราบผลท่เี กดิ ข้นึ จากการปรบั ปรุง ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งนาไปสกู่ ารดาเนินการปฏบิ ตั ิ 5. ดาเนินงานตามแผนงานท่ไี ด้กาหนดไว้ติดตามประเมนิ ผลการดาเนินงานอย่าง ต่อเน่อื งทุกขนั้ ตอน การปฏบิ ตั ติ ามแผนท่ไี ดก้ าหนดไวแ้ ลว้ นนั้ หวั หน้างานจะตอ้ งมสี นับสนุนให้ ความชว่ ยเหลอื ดา้ นต่าง ๆ เชน่ ความรู้ งบประมาณ ความร่วมมอื เป็นต้น และต้องมกี ารกากบั ตดิ ตาม ตรวจตดิ ตามอย่างต่อเน่ือง หากมขี อ้ ทต่ี ้องปรบั ปรงุ กจ็ าเป็นทจ่ี ะต้องนามาปรบั ปรงุ อกี ได้ อกี ทงั้ ยงั มงี านวจิ ยั ของ ปฐมาภรณ์ ทศพล (2551, หน้า 53-57) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั การวดั พฤตกิ รรมความปลอดภยั ท่พี งึ ประสงค์สามารถพจิ ารณาไดจ้ ากการศกึ ษาการพฒั นาพฤตกิ รรม ความปลอดภยั ของพนักงานช่างซ่อมบารุงโดยใช้หลกั การ (Behavior based safety) ใน โรงงานผลติ ปนู ปลาสเตอร์ โดยวดั พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางานจากระดบั ความถข่ี อง พฤตกิ รรมความปลอดภยั ออกมาแสดงออกมา เช่น การแสดงออกทุกครงั้ หมายถงึ ไดป้ ฏบิ ตั ติ ่อ สงิ่ นัน้ สม่าเสมอเป็นประจา (ในจานวน 10 ครงั้ ปฏบิ ตั ิไดท้ งั้ 10 ครงั้ ) โดยวดั พฤตกิ รรมความ ปลอดภยั ในด้านต่าง ๆ เช่น การปฏบิ ตั ิตามกฎระเบียบความปลอดภยั การส่งเสรมิ ให้เกิด พฤติกรรมความปลอดภยั ของเพ่อื นร่วมงาน เป็นต้น ซ่งึ จากการศึกษาน้ีสามารถจดั กลุ่มของ
523 พฤติกรรมความปลอดภัยท่ีทาการวัดเป็นกลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมความปลอดภยั ในการใช้ เคร่อื งมอื หรอื อุปกรณ์ พฤตกิ รรมความปลอดภยั เก่ยี วกบั ความพร้อมของร่างกายพฤตกิ รรม ความปลอดภยั ด้านการยศาสตร์ (Ergonomic) และพฤตกิ รรมในการดูแลความปลอดภยั ของ ผู้ร่วมงาน โดยในการศกึ ษาพฤตกิ รรมความปลอดภยั น้ีใช้วธิ สี งั เกตการณ์เก่ยี วกบั การทางาน ของเพอ่ื นรว่ มงานในการชบ้ี ่งหาพฤตกิ รรมเสย่ี งของผปู้ ฏบิ ตั งิ านในตาแหน่งงานนนั้ หวั หน้างาน จะเป็นผู้ดูแลเก่ยี วกบั วธิ กี ารทางาน อุปกรณ์ เคร่อื งมอื ในการทางาน อุปกรณ์สวมใส่ป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคล หรอื หวั หน้างานจะต้องเป็นผู้ดูแลอานวยความสะดวกต่าง ๆ ใหพ้ นักงาน หรอื ลูกน้องมคี วามปลอดภยั ในการทางาน รวมทงั้ เฝ้าสงั เกตการณ์ทางาน พฤติกรรมต่าง ๆ ในการทางานเพ่อื ให้เกดิ ความปลอดภยั ในการทางานให้มากท่สี ุด และความปลอดภยั ในการ ทางานจะเกิดขน้ึ ได้กบั ตวั ผู้ปฏบิ ตั งิ านก็คอื การสร้างจติ สานึกและปลูกฝังให้พนักงานมคี วาม ปลอดภยั ในการทางานแต่ต้องอาศยั เทคนิค วธิ กี าร และกระบวนการต่าง ๆ เพ่อื เสรมิ สรา้ งให้ เกดิ การปฏบิ ตั งิ านเพ่อื ความปลอดภยั อยา่ งต่อเน่อื งและเป็นนสิ ยั การสรา้ งจิตสานึกด้านความปลอดภยั ในการทางาน อุบตั เิ หตุส่วนใหญ่ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในการทางานในสถานประกอบการหากพจิ ารณาให้ชดั เจน ด้วยหลกั การอย่างเป็นวชิ าการ และเป็นเหตุเป็นผลนัน้ จะแบ่งได้ใน 3 ส่วนสาคญั ๆ ได้แก่ (1) ความผดิ พลาดของเครอ่ื งจกั ร (Mechanical failure) (10%) (2) เกดิ จากการะทาของมนุษย์ (Human Cause) (88 %) และ (3) เกดิ จากโชคชะตา (2%) จากการพจิ ารณาใหเ้ หน็ ถงึ การเกดิ อุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากการกระทาของมนุษย์นัน้ ทาให้สถานประกอบการต่าง ๆ ต้องให้ ความสาคญั ทค่ี น หรอื ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทใ่ี กลช้ ดิ กบั หน้างานมากทส่ี ุด ทาใหโ้ อกาสทเ่ี สย่ี งในการเกดิ เหตุการณ์ท่ไี ม่พงึ ประสงคม์ ากทส่ี ุด เม่อื เกดิ เหตุการณ์เช่นน้ีแล้วย่อมมาซ่งึ ความสูญเสยี ตงั้ แต่ เลก็ น้อยไปจนถงึ เสยี หายมากทส่ี ดุ การสรา้ งจติ สานึกความปลอดภยั สาหรบั พนักงานหรอื ลูกจา้ งไม่สามารถทาได้ภายใน ช่วงระยะเวลาท่ีจากัดหรือระยะสนั้ จาเป็นต้องหาวิธีการเทคนิคท่ีกระตุ้นจูงใจ ให้เห็นถึง เหตุการณ์ต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ผลรา้ ยกบั การเกดิ อุบตั เิ หตุในการทางานหากไมม่ คี วามระมดั ระวงั หรอื ใส่ ใจกบั การปฏบิ ตั งิ านทเ่ี ครง่ ครดั หรอื ตามกฎระเบยี บทอ่ี งคก์ ารไดก้ าหนดไว้ และตอ้ งมแี นวปฏบิ ตั ิ และการลงโทษอยา่ งจรงิ จงั เน่อื งจากผลของขอ้ บงั คบั ของกฎหมายความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานดว้ ย ความหมายของจิตสานึกด้านความปลอดภยั จติ สานึก (conscious mind) เป็นสภาวะปกตขิ องบุคคลในการดารงชวี ติ รตู้ วั ว่า ทา อะไร เป็นใครและอยทู่ ไ่ี หน ซง่ึ กค็ อื สภาพทบ่ี ุคคลรตู้ วั ว่าแสดงพฤตกิ รรมอะไรออกไปและแสดง ออกไป ตามหลกั เหตุผล หรอื แสดงตามแรงผลกั ดนั จากภายนอก
524 วรี ะ ซ่อื สุวรรณ (2550, หน้า 60) ไดใ้ หค้ วามหมายของ จติ สานึก (safety awareness) ไวว้ ่า คุณค่าภายในของบุคคลทส่ี ะท้อนออกมาในรปู พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกมาในรปู แบบต่าง ๆ รวมทงั้ เกดิ จากการรบั รู้ ทศั นคติ และประสบการณ์ เป็นต้น ทาให้มาปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมไป ในทางทด่ี ขี น้ึ วธิ ใี นการสร้างจติ สานึกความปลอดภยั ท่นี ิยมใช้กนั มากท่สี ุดก็คอื การกระตุ้นให้เห็น ความสาคญั ของการกระทาหรอื ละเวน้ การกระทาว่าเกดิ ประโยชน์หรอื โทษอยา่ งไร จงึ สามารถ ทาใหม้ วี ธิ กี ารสรา้ งจติ สานกึ ความปลอดภยั ดงั น้ี 1. เรียนร้จู ากอุบตั ิเหตุ พนักงานสามารถเรยี นรกู้ ารเกดิ อุบตั เิ หตุเพ่อื สรา้ งจติ สานึก ดา้ นความปลอดภยั ไดแ้ ก่ 1.1 ความสูญเสยี จากอุบตั เิ หตุ บางครงั้ ทรมานกว่าตาย ถา้ เกดิ พิการ หรอื ทุพพล ภาพ สญู เสยี อวยั วะ แขน ขาขาด อมั พาต ทาใหเ้ ป็นภาระต่อครอบครวั สงั คม และประเทศชาติ 1.2 ไม่มใี ครคาดคดิ คดิ ว่าคงไม่เป็นไรต่อเม่อื เกิดแล้วจงึ เสยี ใจมากกว่า จงึ อาจ เหมอื นโบราณไดก้ ลา่ วไวว้ ่า ‚ไมเ่ หน็ โรงศพ..ไมห่ ลงั่ น้าตา‛ 1.3 ผู้ประสบอุบัติเหตุมักเป็นคนขยัน แต่ไปทางานท่ีตนเองไม่มีทกั ษะ ความ ชานาญ จงึ ทาให้เกิดอุบตั ิเหตุ ซ่งึ ผลมาจากการขาดความรู้ ความชานาญ ดงั นัน้ ในส่วนน้ี หวั หน้างานจะต้องมกี ารฝึกอบรมให้พนักงานเกิดความรู้ ความชานาญ ก่อนจงึ จะสามารถให้ ปฏบิ ตั งิ านได้ 1.4 ความประมาทเป็นพน้ื ฐานพฤตกิ รรมของมนุษยจ์ งึ ตอ้ งมกี ฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ท่ี เครง่ ครดั ใหท้ ุกคนปฏบิ ตั ติ ามเพ่อื ไมใ่ หเ้ กดิ อนั ตรายจากการทางาน 1.5 อุบตั เิ หตุทเ่ี กดิ ขน้ึ จะมรี ะดบั ความรนุ แรง มมี ากกว่า 1 สาเหตุ 1.6 ไม่มใี ครต้องการอยากให้เกดิ อุบตั เิ หตุ แต่เม่อื เกดิ ข้นึ แล้วก็ต้องมกี ารจดจาไว้ เป็นประสบการณ์เพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ อุบตั เิ หตุซา้ อกี และจะตอ้ งนาไปสอนหรอื เลา่ ใหค้ นอ่นื ฟัง 1.7 การปฏบิ ตั งิ านของพนักงานท่ปี ฏบิ ตั งิ านทุกวนั ประจา ๆ ย่อมมกี ารเกอื บเกดิ อุบตั เิ หตุบา้ งหลายครงั้ ก่อนทจ่ี ะเกดิ อุบตั เิ หตุ 1.8 เมอ่ื อุบตั เิ หตุเกดิ ขน้ึ แต่ละครงั้ ตอ้ งเป็นความรบั ผดิ ชอบของทุกคน เน่ืองจากการ สรา้ งความปลอดภยั ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในสถานทท่ี างานตอ้ งไดร้ บั ความรว่ มมอื 1.9 การแก้ไขการเกดิ อุบตั ิเหตุ หากแก้ปัญหาไม่ตรงกบั สาเหตุ ก็จะทาให้กลบั มา เกดิ อุบตั เิ หตุซา้ อกี ไดเ้ สมอ ดงั นนั้ การเรยี นรจู้ ากการเกดิ อุบตั เิ หตุนนั้ คนตอ้ งใหค้ วามรว่ มมอื ในการแก้ไขปัญหา ร่วมกนั ให้จงได้ โดยเม่อื มอี ุบตั ิเหตุเกิดข้นึ จะต้องมกี ารรายงานผู้บงั คบั บญั ชา และผู้ท่มี สี ่วน เกย่ี วขอ้ งโดยตรง 2. ไปเยี่ยมคนบาดเจบ็ หรือได้รบั อบุ ตั ิเหตุ การสรา้ งจติ สานึกความปลอดภยั อาจทา ได้โดยการให้เหน็ สง่ิ ท่เี กดิ ขน้ึ จรงิ จะได้เกดิ ความกลวั ทาให้เกดิ ความระมดั ระวงั มากขน้ึ เพราะ
525 การเกิดอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากเคราะห์กรรม เกิดจากการกระทาของมนุษย์ท่ีขาดความ ระมดั ระวงั ประมาท เลนิ เล่อ ขาดความรู้ ความเขา้ ใจ ดงั นนั้ การจะช่วยใหพ้ นกั งานไดต้ ระหนกั ถงึ ความปลอดภยั หวั หน้างานจะตอ้ งทาใหเ้ ป็นแบบอย่างทถ่ี กู ตอ้ ง 3. หวั หน้างานต้องทาให้เป็นแบบอย่างที่ถกู ต้อง หวั หน้างานตอ้ งเป็นผูม้ ภี าวะผนู้ า โดยการทาให้ดูเป็นตวั อย่าง ซง่ึ โดยทวั่ ไปแล้วหัวหน้างานกะลูกน้องจะมคี วามใกล้ชดิ กนั มาก ทส่ี ดุ ซง่ึ พฤตกิ รรมทม่ี กี ารสงั เกต ไดแ้ ก่ 3.1 ลกู น้องมกั จะสงั เกตหวั หน้าเมอ่ื เวลาทางานเสมอ หวั หน้าจงึ ตอ้ งทางานดว้ ยการ ปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนการทางานโดยเคร่งครดั เพ่อื ให้เป็ นแบบอย่างทถ่ี ูกตอ้ งหรอื เป็นตวั อยา่ งท่ดี ี ซง่ึ จะสามารถกระตุน้ ลกู น้องไดม้ ากเน่อื งจากลกู น้องไดเ้ หน็ เป็นประจาทกุ วนั 3.2 หวั หน้างานจะตอ้ งกากบั ตดิ ตามการทางานของลกู น้องอยา่ งใกลช้ ดิ เมอ่ื ลกู น้อง ปฏบิ ตั งิ านอย่างถูกต้องกใ็ ห้การชมเชย หรอื รางวลั และหากเม่อื ลูกน้องปฏบิ ตั งิ านไม่ถูกต้องก็ ต้องให้ได้รบั การแก้ไขให้ถูกต้อง และต้องอธบิ ายถึงความเสยี หายหากเกดิ อนั ตรายจากการ ทางานทไ่ี มถ่ ูกตอ้ งดว้ ย 4. พาไปศึกษาดูงาน โดยผู้ท่รี บั ผดิ ชอบโดยเฉพาะเจ้าหน้าท่คี วามปลอดภยั ในการ ทางานควรไปดงู านเพอ่ื นาเอาเทคนคิ ความปลอดภยั มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการทางาน และเม่อื เกดิ ผล สมั ฤทธกิ ์ น็ าลกู น้องไปดเู ช่นเดยี วกนั 5. เข้ารบั การฝึ กอบรม หวั หน้างานจะต้องให้ผู้ปฏิบัติงานเข้ารบั การฝึกอบรมใน ลกั ษณะงานทล่ี กู น้องปฏบิ ตั เิ น่ืองจากจะไดพ้ ฒั นา และเพมิ่ พูนความรู้ใหส้ ามารถทางานไดอ้ ยา่ ง ปลอดภยั กิจกรรมในการสร้างจิตสานึกด้านความปลอดภยั 1. กิจกรรม KYT เพื่อความปลอดภยั กจิ กรรมกลุ่มยอ่ ยเพ่อื ความปลอดภยั ทาใหอ้ ุบตั เิ หตุเป็นศูนยห์ รอื การปราศจากอุบตั เิ หตุ ในการทางาน (Kiken Yochi Training) หรอื การหยงั่ รอู้ นั ตรายล่วงหน้า กจิ กรรม KYT ซง่ึ หมายถงึ กจิ กรรมทจ่ี ดั ทาขน้ึ อยา่ งเป็นระบบสง่ เสรมิ ความปลอดภยั ของทุกหน่วยงานในองคก์ าร เป็นระบบการควบคุมและการจดั การทก่ี ลุ่มกิจกรรมย่อยจดั ทาขน้ึ เอง ซ่งึ เป็นการรณรงคเ์ พ่อื หาทางป้องกนั และแก้ไขปัญหาดา้ นความปลอดภยั และอาชวี อนามยั ในการทางาน และทมี งาน ตอ้ งยดึ หลกั การ (หวั ใจ) ใหค้ วามสาคญั ต่อคน (ปราศจากอุบตั เิ หตุ) อย่างจรงิ จงั ซง่ึ KYT จงึ หมายถงึ การวเิ คราะห์หรอื คาดการณ์ว่าจะมอี ันตรายใด ๆ แอบแฝงอยู่ในงานท่ที ุกคนกาลงั ปฏบิ ตั ิ แลว้ หาทางป้องกนั หรอื ลดความเสย่ี งทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ใหเ้ ป็นศูนย์ โดยทวั่ ไปในสถานประกอบการอุบตั เิ หตุสว่ นใหญ่เกดิ จากการปฏบิ ตั งิ านทผ่ี ดิ พลาดของ คน ได้แก่ การทางานลดั ขนั้ ตอน เผลอเลอ เหม่อลอย ขาดสมาธหิ รอื ขาดสติ เม่อื เป็ นเช่นนัน้ พนกั งานสามารถมองเหน็ อนั ตรายล่วงหน้าไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ อุบตั เิ หตุกจ็ ะลดลงได้ กจิ กรรม KYT
526 เป็นแนวคิดของญ่ีปุ่นซ่ึงใช้ทดลองและปฏิบตั ิให้กับพนักงานด้วยการฝึกฝนพนักงานให้มี ความสามารถพเิ ศษในการมองเหน็ อนั ตรายล่วงหน้าได้ จงึ ต้องฝึกฝนทุกวนั เสมอื นการคดิ เลข เรว็ ถ้ามกี ารฝึกฝนทุกวนั ก็จะทาให้เกิดประสบการณ์ท่จี ะรู้ล่วงหน้าถึงอนั ตรายกจ็ ะทาให้เกิด ความระมดั ระวงั ดงั นนั้ กจิ กรรม KYT จะเป็นการฝึกฝนมองหาอนั ตรายทุกวนั สมองกจ็ ะไดร้ บั รู้ ทงั้ จากมอื ตา หู และปาก กลายเป็นความสามารถในการหยงั่ รอู้ นั ตรายลว่ งหน้าไดอ้ ย่างรวดเรว็ ซง่ึ กจิ กรรม KYT ประกอบดว้ ยหลกั การดงั น้ี 1. Kiken หมายถงึ อนั ตราย 2. Yochi หมายถงึ การพยากรณ์หรอื คาดการณ์ 3. Training หมายถงึ การฝึกอบรม หรอื การใหค้ วามรู้ ดงั นัน้ กจิ กรรม KYT เป็นการฝึกการหยงั่ รรู้ ะวงั อนั ตราย คอื กจิ กรรมท่ปี ฏบิ ตั ริ ่วมกนั เป็นทมี เพ่อื ความปลอดภยั ในการทางาน ซ่งึ ไม่สามารถทาเพยี งคนเดยี วได้ เป็นกจิ กรรมท่ฝี ึก การพยากรณ์อนั ตรายภายใตแ้ นวความคดิ ‚ช่วยกนั ทาอยา่ งรวดเรว็ แม่นยาถูกตอ้ ง‛ โดยเฉพาะ การช้นี ้ิว พูดย้า หรอื กระทาด้วยมอื ชป้ี ากย้า เป็นการฝึกอบรม และเทคนิคการใชค้ วามเรว็ ประสาทสมั ผสั ด้านอนั ตราย การมสี มาธิ ความกระตือรอื ร้น ความร่วมมอื ร่วมใจ และความ สามคั คเี ป็นหน่งึ เดยี ว กจิ กรรม KYT จงึ เน้นกจิ กรรมการแก้ปัญหาดว้ ยตนเอง รจู้ กั คดิ แกป้ ัญหา ดว้ ยตนเองก่อน ส่งเสรมิ ใหพ้ นกั งานลงมอื ทาดว้ ยตนเอง ไมม่ กี ารบงั คบั เม่อื พนกั งานพบปัญหา กค็ ดิ แก้ปัญหาดว้ ยตนเองคดิ รว่ มกนั จุดสาคญั ของกจิ กรรมน้ี จงึ ใหค้ วามสาคญั ในการสรา้ งวนิ ัย ความสามคั คี ความกระตอื รอื รน้ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในการทากจิ กรรมใหส้ าเรจ็ ขนั้ ตอนการทากิจกรรม KYT จะดาเนินการตามขนั้ ตอนท่เี รยี กว่า ทา Touch and Call หรอื มอื ช้ี ปากย้า หรอื เรยี กว่า 4R ดงั น้ี 1. คน้ หาอนั ตราย ซง่ึ กจิ กรรมจะมกี ารดาเนนิ การ โดยสมาชกิ ชว่ ยกนั ตอบว่า 1.1 เพราะสมชายหนั ไปคุย น้ามนั จงึ หกออกนอกถงั 1.2 เพราะสมชายมวั แต่คยุ จงึ อาจเตมิ น้ามนั ลน้ ถงั ได้ 1.3 เพราะถงั น้ามนั วางเกะกะ สมชายจงึ อาจสะดุดลม้ ได้ 1.4 เพราะสมชายไมไ่ ดส้ วมหน้ากากจงึ สดู หายใจเอาไอน้ามนั เขา้ ไปในปอด 2. เลอื กอนั ตราย ซง่ึ กจิ กรรมจะมกี ารดาเนินการ โดยสมาชกิ ชว่ ยกนั เลอื กไดข้ อ้ สรปุ ว่า ‚เพราะสมชายมวั แต่คุย จงึ อาจเตมิ น้าลน้ ถงั ได‛้ 3. หาวธิ ปี ้องกนั ซง่ึ กจิ กรรมจะมกี ารดาเนินการ โดยใหส้ มาชกิ ช่วยกนั คน้ หา 3.1 เวลาเตมิ น้ามนั ใหม้ องทถ่ี งั อยา่ มวั แต่คุย 3.2 หยดุ งาน วางหวั จา่ ย ก่อนเรม่ิ คุย
527 3.3 หาคนอ่นื มาทาแทน ไมท่ าหลายอยา่ งพรอ้ มกนั 4. เลอื กวธิ ปี ้องกนั ซง่ึ กจิ กรรมจะมกี ารดาเนินการ โดยใหส้ มาชกิ ไดเ้ ลอื ก ‚หยดุ งาน วางหวั จา่ ย ก่อนเรมิ่ คยุ ‛ จากนนั้ ใชม้ อื ชป้ี ากยา้ ว่า ‚ก่อนเรม่ิ คยุ ใหห้ ยดุ งาน วางหวั จา่ ย ตกลง‛ 2. กิจกรรม QCC หรอื Quality Control Cycle กิจกรรม QCC หรือ Quality Control Cycle หมายถงึ การควบคุมคุณภาพดว้ ย กจิ กรรมกลุ่ม การควบคุมคุณภาพ คือ การบริหารงานคุณภาพด้านวัตถุดิบ ขบวนการผลิต และผลผลิต ให้ได้คุณภาพตามต้องการของลูกค้า ผู้มสี ่วนเก่ยี วขอ้ งหรอื ตามข้อกาหนดของ มาตรฐานทต่ี งั้ ไว้ โดยมเี ป้าหมายป้องกนั และลดปัญหาการสญู เสยี ทงั้ วตั ถุดบิ ตน้ ทุนเวลา ต้นทุน การผลติ การควบคุมคุณภาพของการผลติ ทาใหส้ ่งผลต่อผลผลติ ทไ่ี ดม้ าตรฐาน นนั่ หมายถงึ ประสิทธิภาพในการทางานย่อมเกิดข้นึ ในขณะเดยี วกนั ต้องไม่เกิดอุบตั ิเหตุในระหว่างการ ปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ การทากจิ กรรมการควบคมุ คณุ ภาพคา่ ใชจ้ า่ ยในการผลติ ต้องไมม่ คี ่าใชจ้ า่ ยสาหรบั การหยุดงาน เน่ืองจากการเกดิ อุบตั เิ หตุในการทางาน และไม่มคี ่าใชจ้ ่ายในการรกั ษาพยาบาล เกดิ ขน้ึ ดงั นนั้ การทากจิ กรรมการควบคมุ คณุ ภาพ รปู แบบการทางานเป็ นทีมที่มีผลต่อความปลอดภยั ในการทางาน ในการจดั การความปลอดภยั ในการทางานการสรา้ งให้พนักงานเกดิ พฤตกิ รรมท่มี กี าร รบั รใู้ นการรบั รถู้ งึ ความปลอดภยั ในการทางานผนู้ าจาเป็นต้องอาศยั ทกั ษะในการทางานเป็นทมี ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั งิ านใหค้ วามรว่ มมอื ในการปฏบิ ตั งิ านใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ดว้ ยการปฏบิ ตั ติ ามผนู้ าท่ี แสดงความตอ้ งการใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน ซง่ึ สามารถแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ปัจจยั ต่าง ๆ ดงั แสดงใหเ้ หน็ ในตารางท่ี 8.2 ตารางที่ 8.2 ปัจจยั ทม่ี ผี ลกระทบต่อการรบั รถู้ งึ ความปลอดภยั ในการทางาน ปัจจยั ผลกระทบ ความยดื หยนุ่ การจดั การความปลอดภัยท่ีมีความยืดหยุ่นสูง อาจจะส่งผลท่ีก่อให้เกิดความ ไม่ปลอดภัยหรือ พนักงานละเลยไม่ใส่ใจในระเบียบกฎเกณฑ์การปฏบิ ตั งิ านทาใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุไดต้ ลอดเวลา ในทาง ตรงกนั ขา้ มถา้ หากมคี วามเขม้ งวดมากเกนิ ไป อาจจะทาใหพ้ นกั งานเคร่งเครยี ดมากเกนิ ไป จนอาจ ทาให้เกิดการทางานท่ีไม่ได้ผลผลิตตามเป้าหมายได้เพราะมีความหวาดระแวงกลวั ท่ีจะกระทา ผดิ พลาด
528 ตารางที่ 8.2 ปัจจยั ทม่ี ผี ลกระทบต่อการรบั รถู้ งึ ความปลอดภยั ในการทางาน (ต่อ) ปัจจยั ผลกระทบ การ ผนู้ าทแ่ี สดงออกถงึ ความปลอดภยั มกั จะเดนิ ตรวจตรา ดแู ล ควบคุมการทางานของลกู น้องใหก้ ารปฏบิ ตั งิ าน แสดงออก เป็นไปตามขนั้ ตอนความปลอดภยั และชว่ ยแกไ้ ขปัญหาทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ หรอื คอยเป็นผอู้ านวยความสะดวก แกพ่ นกั งาน เน้นการ ผนู้ าทเ่ี น้นการเรยี นรจู้ ากตารามกั จะชอบอา้ งองิ จาก หนงั สอื บทความ และชน้ี าใหล้ ูกน้องปฏบิ ตั ติ าม เรยี นรู้ แบบท่ตี นเองชอบ ในขณะท่ผี ู้นาท่ชี อบเรยี นรู้จากการกระทามกั ชอบให้ลูกน้องเรยี นรูจ้ ากผลการ เน้นการ ปฏบิ ตั งิ าน ปรองดอง ผนู้ าท่ปี ระนีประนอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของพนักงาน มกี ารวางแผน และตดั สนิ ใจร่วมกนั และนา ข้อมูลมาเป็นพ้นื ฐานในการอธิบายให้มีความสมเหตุสมผลให้พนักงานปฏิบัติงานให้ยอมรบั ใน กฎระเบยี บในการทางาน ความรอบ ผนู้ าทม่ี คี วามรอบคอบระมดั ระวงั จะชว่ ยเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพดา้ นความปลอดภยั เป็นอยา่ งมาก รแู้ ละ ความ ระมดั ระวงั ทม่ี า : David L.Goetsch, 2055, p.78. รปู แบบของผนู้ าด้านความปลอดภยั ในการทางาน ผูน้ าด้านความปลอดภยั ในการทางาน เป็นบทบาทหน่ึงท่ผี ลกั ดนั ใหพ้ นักงานสามารถ ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บขอ้ บงั คบั ในการทางานอย่างเคร่งครดั ได้ โดยอาศยั ผนู้ าทเ่ี ป็นแบบอย่างท่ี ดชี กั จูงใจหรอื นาพาใหผ้ ู้ตามปฏบิ ตั ติ ามได้ ซ่งึ ต้องอาศยั คุณลกั ษณะของผูน้ าท่ตี ้องมบี ทบาท สาคญั สามารถสรปุ ไดต้ ามคุณลกั ษณะของผนู้ า ดงั น้ี 1. จรยิ ธรรม หมายถงึ ความประพฤติ ลกั ษณะการแสดงออกกริ ยิ าทด่ี งี ามเหมาะสมเกดิ ความดใี นทางทถ่ี ูกต้อง ยุตธิ รรม กฎเกณฑ์ หรอื กฎหมายทก่ี าหนด และแบบแผนในการปฏบิ ตั ิ ท่ดี ีงาม ดงั นัน้ ผู้นาจงึ ต้องมบี ทบาทในการประพฤติปฏิบตั ิตัวให้เป็นแบบอย่างท่ดี ใี ห้กับ พนกั งานหรอื ลกู น้องในดา้ นการสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน รวมทงั้ ค่าจา้ งทจ่ี า่ ย อย่างเป็นธรรม การดูแลความเป็นอยู่การทางานท่ปี ลอดภยั ด้านเคร่อื งมอื เคร่อื งจกั ร ไม่ให้ ลกู น้องทางานเกนิ กวา่ กาลงั จนนาไปสอู่ นั ตรายหรอื อุบตั เิ หตุในการทางาน 2. แรงจูงใจ หมายถึง พลงั ผลกั ดนั ให้คนมพี ฤติกรรม และยงั กาหนดทศิ ทางและ เป้าหมายของพฤติกรรมนัน้ ด้วย คนท่ีมแี รงจูงใจสูง จะใช้ความพยายามในการกระทาไปสู่ เป้าหมายโดยไม่ลดละ แต่คนทม่ี แี รงจงู ใจต่า จะไมแ่ สดงพฤตกิ รรม หรอื ไม่กล็ ม้ เลกิ การกระทา ก่อนบรรลุเป้าหมาย ดงั นัน้ ผู้นาจงึ มบี ทบาทสรา้ งแรงจงู ใจหรอื ผลกั ดนั ใหพ้ นักงานไดป้ ระพฤติ ปฏบิ ตั งิ านดว้ ยความปลอดภยั ในการทางาน 3. ขอบเขตของงาน เมอ่ื มอบหมายงานใหพ้ นกั งานตามขอบเขตหน้าทข่ี องงานพนกั งาน ย่อมได้รบั การสนับสนุนส่ิงอานวยความสะดวกในการทางานท่ีเหมาะสมและถูกต้องตาม
529 กฎหมายไม่ว่า จะเป็นอุปกรณ์ เคร่อื งมอื ในการทางาน วนั เวลาในการทางาน และค่าจ้างท่ี เหมาะสมตามกฎหมายกาหนด 4. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคล ผนู้ าย่อมสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั พนักงานดว้ ยการทางาน ใ น ห น้ า ท่ีใ น บ ท บ า ท ผู้ ใ ต้ บัง คับ บัญ ช า แ ล ะ ผู้ บัง คับ บัญ ช า เ ม่ือ ม อ บ ห ม า ย ง า น ใ ห้ ก็ ย่ อ ม มี ความสมั พนั ธท์ ด่ี ตี ่อกนั โดยเน้นการปฏบิ ตั งิ านไมส่ รา้ งความสมั พนั ธส์ ่วนตวั ตารางที่ 8.3 รปู แบบของผนู้ าดา้ นความปลอดภยั ในการทางาน คณุ ลกั ษณะของผนู้ า ภาวะผนู้ าแบบแลกเปลี่ยน ภาวะผนู้ าการเปล่ียนแปลง จรยิ ธรรม เน้นจริยธรรมการทางานท่ีเป็ นไป เน้นความยตุ ธิ รรมตอ่ ทกุ ฝ่าย ตามสัญญา และจ่ายค่าจ้างอย่าง ยตุ ธิ รรม แรงจงู ใจ เน้นดา้ นผลการปฏบิ ตั งิ านกบั การให้ กาหนดวสิ ยั ทศั น์ในแนวทางสรา้ งสม รางวัล เช่น การกาหนดเป้าหมาย ความจงรกั ภกั ดี และสรา้ งแรงจงู ใจใน ชัดเจน การให้แนะนาแล ะการ การปฏบิ ตั งิ าน ตรวจสอบผลการปฏบิ ตั งิ าน ขอบเขตของงาน พนักงานสามารถต่อรองผลการ ใหค้ วามสาคญั ของบคุ คล ปฏิบัติงานมีการให้รางวัลอย่าง พนักงานสามารถเรยี กรอ้ งขอรบั การ ยตุ ธิ รรม สนบั สนุนเพ่อื ช่วยใหพ้ นักงานทางาน ใหป้ ระสบความสาเรจ็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคล เน้นการปฏบิ ตั งิ านไมเ่ น้นบคุ คล เน้นคนใหค้ วามสาคญั กบั พนกั งาน พนักงานมีส่วนร่วมในการกาหนด แนวทางการปฏบิ ตั งิ าน ทม่ี า : David L.Goetsch, 2055, p. 194. สีและเครื่องหมายเพื่อความปลอดภยั เครื่องหมายเพ่ือความปลอดภยั (safety sign) สลิลทพิ ย์ สนิ ธุสนธชิ าติ (2557, หน้า 269) เคร่อื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั (safety sign) หมายถึงเคร่ืองหมายท่ีต้องการใช้ส่ือความหมาย โดยใช้รูป สี หรือข้อความ ท่ี เฉพาะเจาะจงกบั ผู้ท่ีอาจได้รบั อนั ตรายในสถานท่ที างาน โดยขอ้ ความภายในป้ายอาจจะส่อื ความหมายเพ่อื ป้องกนั ไม่ใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุ (prevent accidents), อนั ตรายต่อสุขภาพ (health hazards), ระบุสถานทต่ี งั้ ของอุปกรณ์ป้องกนั ไฟไหม้ (fire protection) หรอื การใหค้ าแนะนาใน กรณที เ่ี กดิ เหตุฉุกเฉนิ ตาม มอก. 635 เล่ม 1 ไดก้ าหนดสเี พ่อื ความปลอดภยั , รปู แบบของเคร่อื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั , เคร่อื งหมายเสรมิ และขนาดของเครอ่ื งหมายและตวั อกั ษรของป้ายสญั ลกั ษณ์ เพอ่ื ความปลอดภยั ทใ่ี ชส้ ่อื ความหมายต่าง ๆ แทนการใชข้ อ้ ความ โดยมสี าระสาคญั ดงั น้ี
530 1. สเี พ่อื ความปลอดภยั และสตี ดั 2. รปู แบบของเครอ่ื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั 3. เครอ่ื งหมายเสรมิ 4. ขนาดของเครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั และความหมาย 5. ขอ้ แนะนาในการเลอื กและการใชเ้ ครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั สีมีความสัมพันธ์เก่ียวกับความปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน การเดินทาง และใน ชวี ติ ประจาวนั ของคน ความสมั พนั ธ์ของสกี บั ความปลอดภยั ซ่งึ จะมแี สงมาช่วยให้เกดิ ความ สว่างภายในห้องท่กี าลงั ทางานหรอื ปฏบิ ตั งิ าน สแี ละแสงมคี วามสมั พนั ธ์ต่อความปลอดภยั สี และแสงมสี ว่ นช่วยใหภ้ ายในหอ้ ง ทางานสว่างโดยการใชแ้ สงเทา่ เดมิ กล่าวคอื สที ใ่ี ชท้ าผนังและ ฝ้าเพดานทอ่ี ย่ใู นโซนขาว จะทาใหก้ าร สะทอ้ นของแสงเป็นไปไดด้ ี ทาใหภ้ ายในหอ้ งดงั กล่าวมี ความสว่างผู้ปฏบิ ตั ิงานในห้องดงั กล่าวเกดิ การกระปร้กี ระเปร่าอยากปฏบิ ตั งิ าน ไม่ง่วงนอน ในทางตรงกนั ขา้ มถ้าภายในหอ้ งดงั กล่าวทาสมี ดื ทบึ เช่น สี เทา สดี า จะทาใหผ้ ูป้ ฏบิ ตั งิ านรูส้ กึ อดึ อดั เกดิ อาการงว่ งนอน การปฏบิ ตั งิ านกจ็ ะเกดิ อนั ตรายขน้ึ ได้ 1. สีเพ่ือความปลอดภยั คอื สที ่กี าหนดในการบอกความหมายเพ่อื ความปลอดภยั ตาม มอก. 635 เล่ม 1 กาหนดใหใ้ ชส้ เี พอ่ื ความปลอดภยั เพอ่ื ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในสถานประกอบการไดม้ คี วามรแู้ ละเขา้ ใจใน การเกดิ ความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ สามารถสรปุ ไดด้ งั ตารางท่ี 8.4 ตารางท่ี 8.4 แสดงสแี ละเครอ่ื งหมายแสดงความปลอดภยั สีเพือ่ ความปลอดภยั ความหมาย ตวั อย่างการใช้งาน สีตดั สขี าว หยดุ 1* สขี าว บงั คบั ใหต้ อ้ งปฏบิ ตั ติ าม แสดงภาวะปลอดภยั - เครอ่ื งหมายหยดุ สขี าว - เคร่อื งหมายอปุ กรณ์หยดุ ฉุกเฉิน - เคร่อื งหมายหา้ ม - บังคับให้ต้องมีเคร่ืองป้องกันอันตราย สว่ นบุคคล - เครอ่ื งหมายบงั คบั - ทางหนีไฟ - ทางออกฉุกเฉิน -ฝักบวั ชาระลา้ งฉุกเฉิน - หน่วยงานปฐมพยาบาล - หน่วยกภู้ ยั - เคร่ืองหมายสารสนเทศเก่ียวกบั ความ ปลอดภยั
531 ตารางที่ 8.4 แสดงสแี ละเครอ่ื งหมายแสดงความปลอดภยั (ต่อ) สีเพ่อื ความปลอดภยั ความหมาย ตวั อย่างการใช้งาน สีตดั สขี าว ระวงั มอี นั ตราย 2** ทม่ี า: www.npc-se.co.th, 2560. - ช้ีบ่งว่าอันตราย เช่น ไฟ วัตถุระเบิด กมั มนั ตภาพรงั สี วตั ถุมพี ษิ และอ่นื ๆ - ชบ้ี ง่ ถงึ เขตอนั ตราย ทางผา่ นทม่ี อี นั ตราย เครอ่ื งกดี ขวาง หมายเหตุ : 1* สแี ดงยงั ใชส้ าหรบั อปุ กรณ์ป้องกนั อคั คภี ยั อปุ กรณ์ดบั เพลงิ และตาแหน่งทต่ี งั้ อกี ดว้ ย 2* อาจใชส้ แี ดงสม้ วาวแสงแทนสเี หลอื งได้ แต่ไม่ใหใ้ ชแ้ ทนสเี หลอื งกบั เคร่อื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั 2. รปู แบบของเครื่องหมายเพ่ือความปลอดภยั เครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั หมายถงึ เครอ่ื งหมายทใ่ี ชส้ ่อื ความหมายเกย่ี วกบั ความ ปลอดภยั โดยมสี ี รปู แบบ และสญั ลกั ษณ์หรอื ข้อความแสดงความหมายโดยเฉพาะเพ่อื ความ ปลอดภยั 1. รปู แบบของเคร่อื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั และสที ใ่ี ช้ แบ่งเป็น 4 ประเภท ตามจดุ ประสงคข์ องการแสดงความหมาย ดงั ตารางท่ี 41 2. ใหแ้ สดงสญั ลกั ษณ์ภาพไวต้ รงกลางของเครอ่ื งหมาย โดยไม่ทบั แถบขวาง สาหรบั เครอ่ื งหมายหา้ ม 3. ในกรณีท่ไี ม่มสี ญั ลกั ษณ์ภาพท่เี หมาะสมสาหรบั ส่อื ความหมายตามท่ี ต้องการ ให้ใช้เคร่ืองหมายทัว่ ไปสาหรับเคร่ืองหมายเพ่ือความปลอดภัยแต่ละประเภท (ดใู นภาคผนวก ก.) รว่ มกบั เครอ่ื งหมายเสรมิ ตารางท่ี 8.5 รปู แบบของเครอ่ื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั ประเภท รปู แบบ สีที่ใช้ หมายเหตุ เคร่อื งหมายหา้ ม พ้ื น : สี ข า ว -พ้ืน ท่ีข อ ง สีแ ด ง สีของแถบตามขอบวงกลม ต้ อ ง มีอ ย่ า ง น้ อ ย แ ล ะ แ ถ บ ข ว า ง : สี แ ด ง ร้อยละ 35 ของ สขี องสญั ลกั ษณ์ภาพ:สดี า พ้นื ท่ีทงั้ หมดของ เครอ่ื งหมาย
532 ตารางท่ี 8.5 รปู แบบของเครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั (ต่อ) ประเภท รปู แบบ สีท่ีใช้ หมายเหตุ เคร่อื งหมายเตอื น สี พ้ื น : สี เ ห ลื อ ง -พ้นื ท่ีของสีเหลือง สีของแถบตามขอบ : สีดา ต้ อ ง มีอ ย่ า ง น้ อ ย สขี องสญั ลกั ษณ์ภาพ:สดี า ร้อยละ 50 ของ พ้นื ท่ีทงั้ หมดของ เครอ่ื งหมาย เครอ่ื งหมายบงั คบั สี พ้ื น : สี ฟ้ า พน้ื ท่ขี องสฟี ้าตอ้ ง สขี องแถบตามขอบ : สขี าว มี อ ย่ า ง น้ อ ย เ ค ร่ื อ ง ห ม า ย ร้อยละ 50 ของ ส า ร นิ เ ท ศ สี พ้ื น : สี เ ขี ย ว พ้นื ท่ีทงั้ หมดของ เ ก่ี ย ว กั บ ภ า ว ะ สขี องแถบตามขอบ : สขี าว เคร่อื งหมาย ปลอดภยั - พน้ื ท่ขี องสเี ขยี ว ทม่ี า: www.npc-se.co.th, 2560. ต้ อ ง มีอ ย่ า ง น้ อ ย ร้อยละ 50 ของ พ้นื ท่ีทงั้ หมดของ เ ค ร่ื อ ง ห ม า ย - อาจใช้รูปแบบ เ ป็ น ส่ี เ ห ล่ี ย ม ผนื ผา้ ได้ 3. เครอ่ื งหมายเสริม หมายถงึ เครอ่ื งหมายทใ่ี ชส้ อ่ื ความหมายเกย่ี วกบั ความปลอดภยั โดยมสี ี รปู แบบ และ ขอ้ ความเพ่อื ใชร้ ว่ มกบั เครอ่ื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั ในกรณที จ่ี าเป็น 3.1 รปู แบบของเครอ่ื งหมายเสรมิ เป็นสเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ หรอื สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั 3.2 สพี น้ื ใหใ้ ชส้ เี ดยี วกบั สเี พอ่ื ความปลอดภยั และสขี องขอ้ ความใหใ้ ชส้ ตี ดั หรอื สพี น้ื ใหใ้ ชส้ ขี าวและสขี องขอ้ ความใหใ้ ชส้ ดี า 3.3 ตวั อกั ษรทใ่ี ชใ้ นขอ้ ความ ซึ่งช่องไฟระหว่างตวั อกั ษรต้องไม่แตกต่างกนั มากกวา่ รอ้ ยละ 10 และ ลกั ษณะของตวั อกั ษรตอ้ งดเู รยี บงา่ ย ไมเ่ ขยี นแรงเงาหรอื ลวดลาย ดงั ภาพท่ี 8.3
533 ภาพท่ี 8.3 ตวั อยา่ งการแสดงเครอ่ื งหมายเสรมิ เพ่อื ความปลอดภยั ทม่ี า: www.npc-se.co.th, 2559. 4. ให้แสดงเคร่ืองหมายเสริมไว้ใต้เครื่องหมายเพื่อความปลอดภยั การแสดงเครอ่ื งหมายเสรมิ ในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นการป้องกนั ดว้ ยการใหข้ อ้ มูล ขา่ วสารเพ่อื ใหพ้ นกั งานเกดิ ความระมดั ระวงั และชว่ ยใหพ้ นักงานเตอื นความจาเกย่ี วกบั อุบตั เิ หตุ อนั จะเกดิ ขน้ึ ในโรงงานขณะมกี ารปฏบิ ตั งิ าน รวมทงั้ เป็นเฝ้าระวงั และฝึกใหพ้ นักงานเป็นคนช่าง สงั เกต ไตร่ตรองและ รอบคอบในการปฏบิ ตั งิ านเม่อื อย่ใู นโรงงาน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เป็นการ ตรวจตดิ ตามการทางานของหวั หน้าเก่ยี วการดูแลเอาใจใส่แก่ลูกน้อง และทส่ี าคญั ทส่ี ุดในการ ส่อื สารเพ่อื ความปลอดภยั ในการทางานทต่ี ้องจดั ทาป้าย สญั ลกั ษณ์เตอื นภยั ต่าง ๆ ก็เพ่อื ให้ พนกั งานผปู้ ฏบิ ตั งิ านเกดิ ความปลอดภยั ในการทางาน ดงั แสดงในภาพท่ี 8.4
534 ภาพท่ี 8.4 แสดงเครอ่ื งหมายเสรมิ ไวใ้ ต้เครอ่ื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั ทม่ี า: www.npc-se.co.th, 2559. 5. ตวั อย่างเคร่ืองหมายเพ่ือความปลอดภยั และความหมาย ในโรงงานอุตสาหกรรมทม่ี กี ารผลติ สนิ คา้ และบรกิ าร โดยเฉพาะอยา่ งโรงงานทม่ี กี าร ผลติ สนิ ค้าดว้ ยเคร่อื งจกั รทม่ี อี นั ตราย หรอื พน้ื ท่ที ม่ี กี ารใชอ้ ุปกรณ์เครอ่ื งมอื ทม่ี กี ารใชเ้ ครอ่ื งทุ่น แรงหนกั หรอื อุตสาหกรรมหนกั ยอ่ มก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายหรอื ความเสย่ี งทจ่ี ะเกดิ อุบตั เิ หตุค่อนขา้ ง สูงการแสดงเคร่อื งหมายหรอื สญั ลกั ษณ์เพ่อื ใหพ้ นักงานไดท้ ราบความหมายของการเฝ้าระวงั อนั ตรายทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ กส็ ง่ ผลใหพ้ นกั งานไดล้ ดการเกดิ อุบตั เิ หตุลงไดม้ าก เน่ืองจากสามารถทาให้ พนักงานได้มกี ารจดจาสญั ลกั ษณ์และสที ่ชี ่วยในการจาหรอื ความจาท่แี ยกสแี ตกต่าง ๆ ใหเ้ กดิ ความปลอดภัยทาให้ติดเป็นพฤติกรรมในการทางานของพนักงานได้ ดงั แสดงให้เห็นถึง เครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั และความหมายดงั ตารางท่ี 8.6
535 ตารางที่ 8.6 ตวั อยา่ งเครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั และความหมาย ประเภทรปู แบบ ความหมาย เคร่อื งหมายหา้ ม เครอ่ื งหมายเตอื น เครอ่ื งหมายบงั คบั เคร่อื งหมายสารนิเทศเพอ่ื ความปลอดภยั ทม่ี า: www.npc-se.co.th, 2559. 6. ข้อแนะนาในการเลือกและการใช้เครื่องหมายเพ่ือความปลอดภยั 1. การใช้เคร่อื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั ร่วมกบั เคร่อื งหมายเสรมิ ในกรณีท่ไี ม่มี เครอ่ื งหมายทใ่ี ชส้ ญั ลกั ษณ์ภาพ ตามทแ่ี สดงในภาคผนวก ก. หากต้องการจะแสดงเคร่อื งหมาย ตามทต่ี อ้ งการ ใหเ้ ลอื กปฏบิ ตั ดิ งั น้ี 1.1 ใชส้ ญั ลกั ษณ์ภาพทเ่ี หมาะสม ทด่ี แู ลว้ เขา้ ใจงา่ ยทส่ี ดุ ไมต่ ้องแสดงรายละเอยี ดใน สญั ลกั ษณ์ภาพทไ่ี มจ่ าเป็นต่อการสอ่ื ความหมาย แต่ใชเ้ ครอ่ื งหมายเสรมิ รว่ มดว้ ยถา้ จาเป็น 1.2 ใช้เคร่อื งหมายทวั่ ไปสาหรบั เคร่อื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั แต่ละประเภท รว่ มกบั เครอ่ื งหมายเสรมิ 2. การใชเ้ ครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั เพ่อื จุดประสงคใ์ นการส่อื ความหมายมากกว่า 1 ความหมาย
536 2.1 ไม่ควรส่อื ความหมายโดยการใช้เคร่อื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั ร่วมกบั เครอ่ื งหมายเสรมิ ทม่ี ขี อ้ ความส่อื ความหมาย 2 ประการ 2.2 ไม่ควรใช้เคร่อื งหมายเพ่ือความปลอดภัยประเภทเดียวกันท่ีแสดง สอง ความหมายอยใู่ นเครอ่ื งหมายเดยี วกนั 3. การใช้เครอ่ื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั สาหรบั เงอ่ื นไขทแ่ี ตกต่างกนั เมอ่ื ตอ้ งการใช้ เครอ่ื งหมายเพ่อื ความปลอดภยั ทแ่ี สดงไวใ้ นภาคผนวก ก. เพ่อื แสดงความหมายสาหรบั เง่อื นไข ท่ีแตกต่างออกไป แต่การส่ือความหมายยังเหมือนเดิม ให้ใช้สัญลักษณ์ภาพนัน้ ร่วมกับ เครอ่ื งหมายเสรมิ ทใ่ี ชถ้ อ้ ยคาแตกต่างออกไป สรปุ พฤตกิ รรมมนุษย์เป็นเคร่อื งหมายแสดงออกถงึ การกระทาหรอื แสดงออกของมนุษย์ จากภายในทม่ี สี งิ่ เรา้ มากระทบ ทาใหเ้ กดิ ความรู้ อารมณ์ หรอื ปฏกิ ริ ยิ าออกมาทงั้ ทร่ี สู้ กึ ตวั และ ไมร่ สู้ กึ ตวั ภายใตส้ ถานการณ์ใด สถานการณ์หน่ึง พฤตกิ รรมในการทางานของมนุษยย์ อ่ มส่งผล ต่อความปลอดภยั ในการทางาน โดยมกี ารพจิ ารณาถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างอทิ ธพิ ลภายในตวั บุคคลกับอิทธิพลภายนอกท่ีแต่ละบุคคลรับรู้ ซ่ึงจะทาให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมออกมา การศกึ ษาถงึ พฤตกิ รรมมนุษยจ์ งึ ทาใหน้ กั บรหิ ารทรพั ยากรมนุษยด์ า้ นการจดั การความปลอดภยั ในการทางานจาเป็นต้องใหค้ วามสาคญั ดา้ นการศกึ ษาพฤตกิ รรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งของมนุษยเ์ ก่ยี วกบั ความปลอดภยั ในการทางานเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจตนเอง เพ่อื ช่วยใหเ้ ขา้ ผู้อ่นื เพ่อื ช่วยบรรเทาปัญหา ทางสงั คม และช่วยเสรมิ สร้างพฒั นาคุณภาพชีวติ ของมนุษย์ผู้ปฏิบตั ิงาน องค์ประกอบของ พฤติกรรมมนุษย์เพ่อื ให้เกิดการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมไปในทางท่ดี ีจงึ มอี งค์ประกอบ ดงั น้ี เป้าหมาย ความพร้อม สถานการณ์ การแปลความหมาย การตอบสนอง ปฏกิ ิรยิ าต่อความ ผิดหวัง จึงมีการแบ่งประเภทของพฤติกรรมของมนุษย์มีเกิดข้ึนในลักษณ ะต่าง ๆ ดังน้ี พฤตกิ รรมทส่ี งั เกตได้อย่างชดั เจน พฤตกิ รรมท่ปี กปิด พฤตกิ รรมทเ่ี ป็นแหล่งท่เี กดิ จากภายใน รา่ งกาย และจติ ใจของบคุ คล พฤตกิ รรมทเ่ี กดิ จากระบบประสาท ดงั นนั้ พฤตกิ รรมมนุษยจ์ งึ แบ่ง ออกไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื พฤตกิ รรมท่มี มี าแต่กาเนิด และพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ จากอทิ ธพิ ล ของกลุ่ม ซ่งึ พฤตกิ รรมต่าง ๆ ของมนุษย์มรี ะดบั ของพฤติกรรมในการกระทาในระดบั บุคคล ระดบั กลุ่ม และระดบั สงั คม เพ่อื แสดงออกในเหน็ ถงึ การรบั รู้ ทศั นคติ ค่านิยม และความเช่อื นามาส่กู ารศกึ ษาทฤษฎกี ารเรยี นรแู้ ละแรงจงู ใจของมนุษยใ์ นการพฒั นาพฤตกิ รรมเพ่อื ใหม้ นุษย์ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ให้เกิดความปลอดภยั ในการทางาน ซ่ึงทฤษฎีการเรียนรู้ของ สกนิ เนอร์ เป็นการเรยี นรกู้ ารวางเงอ่ื นไขด้วยการกระทา โดยเง่อื นไขนาหรอื สงิ่ เรา้ ทก่ี ระตุน้ ให้ เกดิ พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกมาทเ่ี ป็นผลทต่ี ามมา การสรา้ งจติ สานึกดา้ นความปลอดภยั ในการทางาน โดยองคก์ ารตอ้ งหาเทคนิควธิ กี าร เพ่อื ใหพ้ นักงานเกดิ ความตระหนกั ถงึ อนั ตรายของการเกดิ อุบตั เิ หตุหากขาดจติ สานึกทด่ี ใี นการ
537 ปฏบิ ตั งิ าน โดยอาศยั การทากจิ กรรมเสรมิ สรา้ งจติ สานึก ไดแ้ ก่ กจิ กรรม KYT กจิ กรรม QCC และกจิ กรรม 5ส.เพ่อื ความปลอดภยั ซง่ึ กจิ กรรม 5ส.เป็นกจิ กรรมท่นี ิยมทามากท่สี ุดเพ่อื ลดการ เกดิ อุปบตั เิ หตุในการทางาน ซง่ึ ประกอบดว้ ย สะสาง สะอาด สะดวก สุขลกั ษณะ และสรา้ งนิสยั เป็นตน้ ทงั้ น้ี การจะเกดิ พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางานทด่ี ไี ดน้ นั้ ตอ้ งอาศยั รปู แบบการ ทางานเป็นทมี ซง่ึ มผี ลต่อความปลอดภยั ในการทางาน และผนู้ าตอ้ งมบี ทบาทในการช่วยกระตุ้น หรอื ผลกั ดนั ใหผ้ ูต้ ามปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บขอ้ บงั คบั ใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมการทางานทป่ี ลอดภยั โดย ผู้นาต้องมรี ูปแบบด้านความเป็นผู้นาความปลอดภยั ในการทางาน ดังน้ี มจี รยิ ธรรม สร้าง แรงจูงใจ กาหนดขอบเขตของงานท่ชี ดั เจน และสรา้ งความสมั พนั ธ์ระหว่างบุคคลท่เี น้นการ ปฏิบัติงาน จึงจะสามารถสร้างพฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการทางานได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ เครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั หมายถงึ เครอ่ื งหมายทใ่ี ชส้ ่อื ความหมายเก่ยี วกบั ความ ปลอดภยั โดยมสี ี รปู แบบ และสญั ลกั ษณ์หรอื ขอ้ ความแสดงความหมายโดยเฉพาะเพ่อื ความ ปลอดภยั ดงั นัน้ สแี ละเคร่อื งหมายความปลอดภยั มคี วามจาเป็นในการทางานในโรงงานหรอื สถานประกอบการเป็นอย่างยง่ิ เน่ืองจากสี และเคร่อื งหมายความปลอดภยั เป็นการตอกย้าให้ พนกั งานจดจาและเตอื นใหป้ ฏบิ ตั ติ ามอยา่ งเครง่ ครดั
538 แบบฝึ กหดั ให้ตอบคาถามให้ถกู ต้องและสมบรู ณ์ท่ีสดุ 1. ใหบ้ อกความหมายของ พฤตกิ รรม 2. สงิ่ ทก่ี าหนดพฤตกิ รรมมนุษยห์ รอื สงิ่ ทท่ี าใหม้ นุษยแ์ สดงพฤตกิ รรมมอี ะไรบา้ ง 3. ใหบ้ อกความหมายของพฤตกิ รรมการรบั รู้ และการรบั รหู้ มายถงึ 4. ใหบ้ อกถงึ พฤตกิ รรมความตอ้ งการของมนุษย์ ตามทฤษฎแี นวคดิ ของ Maslow’s ทก่ี าหนดว่า มนุษยม์ คี วามตอ้ งการ 5 ขนั้ อยา่ งไรพรอ้ มอธบิ าย 5. รปู แบบผนู้ าดา้ นความปลอดภยั และวฒั นธรรม บรรยากาศในการทางาน 6. รปู แบบทมี งานความปลอดภยั ในสถานประกอบการ 7. รปู แบบการทางานเป็นทมี ทม่ี ผี ลต่อความปลอดภยั ในการทางาน
539 เอกสารอ้างอิง กุญชรี คา้ ขาย และคณะ.(2553).พฤตกิ รรมกบั การพฒั นาตน. กรงุ เทพฯ: ,มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา. กจิ กรรม 5 ส การทา 5ส พรอ้ มกบั การทางาน.(ม.ป.ป.,ม.ป.น.).สมาคมส่งเสรมิ เทคโนโลยี (ไทย-ญป่ี ่นุ ).,คน้ เมอ่ื 26 มกราคม 2560, จากhttp://www.tpif.or.th/2012/shindan. ชยั วฒั น์ สุทธริ ตั น์.(2552). สอนเดก็ ให้มีจิตสาธารณะ.กรงุ เทพฯ: วี พรนิ ท.์ ณรฐั วฒั นพานิช.(2554). รปู แบบการจดั องคก์ รแห่งการเรยี นรสู้ าหรบั กล่มุ โรงเรียนใน เครือสารสาสน์.วทิ ยานิพนธ์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ณฐั วตั ร มนตเ์ ทวญั .(2553).การบรหิ ารงานความปลอดภยั . นนทบรุ :ี มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช. มาตรฐานผลติ ภณั ฑอ์ ุตสาหกรรม สแี ละเครอ่ื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั .(2554).เลม่ 1 สแี ละ รปู แบบมาตรฐานเลขท่ี มอก. 635 เลม่ 1. ลกั ขณา สรวิ ฒั น์.(2544). จติ วทิ ยาในชวี ติ ประจาวนั .กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.์ วทิ ยา อยสู่ ขุ .(2554). อาชีวอนามยั ความปลอดภยั และสิง่ แวดล้อม. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั มหดิ ล. สวนิ ทร์ พงษ์เก่า.(ม.ป.ป.). การเสรมิ สรา้ งทศั นคตคิ วามปลอดภยั . สมาคมส่งเสรมิ ความ ปลอดภยั และอนามยั ในการทางาน (ประเทศไทย).,คน้ เมอ่ื 27 มกราคม 2560, จาก http://www.shawpat.or.th. สทิ ธโิ ชค วรานุสนั ตกิ ลู .(2556). จติ วทิ ยาสงั คม: ทฤษฎแี ละการประยกุ ตก์ รงุ เทพฯ: ซเี อด็ ยเู คชนั่ . สลลิ ทพิ ย์ สนิ ธสุ นธชิ าต.ิ (2557). http://www.eng.mut.ac.th/article_detail.php?id=68 สภุ ทั ทา ปิณฑะแพทย.์ ( 2542). พฤตกิ รรมมนุษยแ์ ละการพฒั นาคน.กรงุ เทพฯ: สถาบนั ราชภฎั สวนสนุ นั ทา. สุรวี ลั ย์ ใจกลา้ . (2557). พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทางานของพนกั งาน บรษิ ทั เอสอไี อ อนิ เตอรค์ อนเนคส์ โปรดกั ส์ (ประเทศไทย) จากดั . สาขาวชิ าการจดั การภาครฐั และ ภาคเอกชน วทิ ยาลยั การบรหิ ารรฐั กจิ มหาวทิ ยาลยั บรู พา.(งานนิพนธ)์ . สมถวลิ เมอื งพระ. (2547). พฤตกิ รรมของคนงานในระดบั ปฏบิ ตั กิ ารเรอ่ื งป้องกนั อุบตั เิ หตุ เน่อื งจากการทางาน : ศกึ ษาเฉพาะกรณอี ุตสาหกรรมการผลติ ภณั ฑโ์ ลหะเครอ่ื งจกั ร และอุปกรณ์เขตบางปะกงจงั หวัดฉะเชิงเทราวทิ ยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบณั ฑิต (สงั คมสงเคราะห)์ กรงุ เทพฯ:บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์ สานักความปลอดภยั แรงงาน. (ม.ป.ป.). 5ส.เพอ่ื ความปลอดภยั . กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครอง แรงงาน., คน้ เมอ่ื 12 เมษายน 2560, จาก www.oshthai.org.
540 สานักพฒั นามาตรฐานแรงงาน กรมสวสั ดิการและค้มุ ครองแรงงาน.กระทรวงแรงงาน. การศกึ ษาวเิ คราะหก์ ารบรหิ ารงานเจา้ หน้าทคี่ วามปลอดภยั ในการทางาน.กรงุ เทพฯ. อุดม ทมุ โฆสติ .(2544) การจดั การทรพั ยากรมนุษย.์ กรงุ เทพฯ: สถาบนั พฒั นบรหิ ารศาสตร.์ เอกสารการสอนชดุ วชิ า การบรหิ ารงานอาชวี อนามยั และความปลอดภยั .(2553).หน่วยท่ี 1-7. (พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4). หา้ งหนุ้ ส่วนจากดั อรณุ การพมิ พ:์ กรงุ เทพฯ. Allen,R. and Santrock,J.W.(1993). Psychology : The Contexs of Behavior. United State of American: Wrn. C. Brown Communication. Cronbach. Lee. J.(1963). Educational Psychology. New York :Harcourt, Brace and World. Goetsch,David L.,(2005). Occupational Safety and Health. 5th edition. Pearson Education,Inc.,Upper.Saddle River,New Jersey. Gochman, D.S.(1988). Health behavior: Emerging research perspectives. 15th ed.) New York: Plenum Press. Guide to the Safety, Health and Welfare at Work (General Application) Regulations 2007 (Amended May 2010) Published in December 2007 and revised in May 2010 by the Health and Safety Authority, The Metropolitan Building, James Joyce Street, Dublin 1. Klein,Stephen B.(2009). Learning Principles and Application.5th ed. SAGE Publications.Inc. Krause,Thomas R.(2005). Leading with Safety.John Wiley & Sons,Inc.,Hoboken, New Jersey. Loudon, David and Bitta, Albert.(1988) Consumer Behavior : Concepts and Applications. 3rd ed. New York : McGraw Hill. Lewin, K.(1951). A dynamic theory of personality. New York: McGraw-Hill. Maslow, A. H. ( 1970 ). Motivation and Personality. New York: Harper & Row. McClelland, D. C. (1961). Human Motivation. New York: Cambridge University. Smith,M. K. (2001) ‘Kurt Lewin, groups, experiential learning and action research’, the encyclopedia of informal education, http://www.infed.org/thinkers/et-lewin.htm McGregor, D. M. (1960). The Human Side of Enterprise. New York: McGraw-Hill. Safety signs and signals The Health and Safety Guidance on Regulations, the Health and Safety Executive.(2009).Second edition. Walters. (1978). Adaptive Management of Renewable Resources. New York:
541 แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 9 กิจกรรม 5ส. เพ่ือความปลอดภยั ในการทางาน หวั ข้อเนื้อหา 1. แนวคดิ หลกั การ ความหมาย และวตั ถุประสงคข์ องการทากจิ กรรม 5ส. 2. ความสาคญั ของการดาเนนิ งานกจิ กรรม 5ส. 3. เป้าหมายองคก์ ารในการจดั ดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. 4. ประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากการดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. 5. ปัจจยั สาคญั ทม่ี ผี ลต่อความสาเรจ็ ในการทากจิ กรรม 5ส. 6. ขนั้ ตอนการดาเนนิ การกจิ กรรม 5ส.ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ 7. องคป์ ระกอบสาคญั ของกจิ กรรม 5ส. 8. สรปุ 9. แบบฝึกหดั 10. เอกสารอา้ งองิ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เมอ่ื นกั ศกึ ษาเรยี นบทเรยี นแลว้ สามารถ 1. อธบิ ายแนวคดิ ความหมาย วตั ถุประสงค์ หลกั การ ประโยชน์ และขนั้ ตอนการดาเนิน กจิ กรรม 5ส.ในสถานประกอบการได้ 2. ปฏิบัติเก่ียวกับการวางแผนสารวจพ้ืนท่ีในการดาเนินกิจกรรม 5ส.ในสถานท่ี ประกอบการได้ 3. บอกถงึ เป้าหมาย ขนั้ ตอน และวธิ กี ารกาหนดมาตรฐาน 5ส.ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ใน การทางานได้ 4. ปฏบิ ตั เิ ก่ยี วกบั การดาเนินกจิ กรรม 5ส.ได้อย่างถูกต้อง จนทาใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน และทาใหอ้ ุบตั เิ หตุในการทางานลดลงได้ วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. แจกบตั รคาเกย่ี วกบั กจิ กรรม 5ส. เพอ่ื เขา้ สบู่ ทเรยี น 2. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย/นาเสนอกจิ กรรมกล่มุ หน้าชนั้ 3. ใหด้ วู ดี ที ศั น์กจิ กรรม 5ส. ความปลอดภยั และใหแ้ สดงความคดิ เหน็ 4. ทาแบบประเมนิ ผลตนเองก่อนเรยี น - หลงั เรยี น 5. ฝึกทาแบบฝึกปฏบิ ตั ิ
542 ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสารคาสอนวชิ าการจดั การความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสงิ่ แวดลอ้ ม 2. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ 4. ส่อื ภาพประกอบและโปรแกรม Power-Point 5. วดี ทิ ศั น์ การวดั ผลและประเมินผล 1. ประเมนิ ผลการทาแบบทดสอบก่อนเรยี น และหลงั เรยี น 2. ประเมนิ ผลจากกจิ กรรมมอบหมาย 3. ประเมนิ ผลแบบฝึกปฏบิ ตั ทิ า้ ยบท 4. ประเมนิ ผลแบบทดสอบประจาภาคการศกึ ษา
543 บทที่ 9 กิจกรรม 5ส. เพ่ือความปลอดภยั ในการทางาน การดาเนินงานของทุกองค์การย่อมต้องการให้การปฏิบัติงานทุกขนั้ ตอนมีความ ปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพต่อบุคคล สินค้า และบริการ รวมทัง้ ลดต้นทุนสินค้า และ ประหยดั เวลา ค่าใชจ้ ่ายในการดาเนินงาน นนั่ หมายถงึ การบรหิ ารคุณภาพองคก์ ารยอ่ มเกดิ ขน้ึ แลว้ กจิ กรรม 5ส. เป็นปัจจยั พน้ื ฐานการบรหิ ารคุณภาพทจ่ี ะช่วยใหก้ ารปฏบิ ัตงิ านของบุคคลใน องค์การได้เกดิ ความปลอดภยั ซ่งึ เป็นผลมาจากการมสี ภาพแวดล้อมหรอื บรรยากาศในการ ทางานท่เี หมาะสมและดตี ่อการปฏบิ ตั งิ าน เกดิ ความสะอาดเรยี บร้อย ถูกสุขลกั ษณะ จูงใจให้ บคุ คลไดม้ กี ารพฒั นาตนเองอยตู่ ลอดเวลา และสามารถนาศกั ยภาพของตนเองไดอ้ ยา่ งเตม็ กาลงั ความสามารถ รวมทงั้ ทาให้บุคคลเกิดทศั นคติท่ดี ีต่อการทางาน กิจกรรม 5ส. เป็นเทคนิค ทางการบริหารงานท่ีผู้บรหิ ารจะนามาใช้เป็นกลยุทธ์อีกแนวทางหน่ึงท่จี ะได้ให้บุคลากรใน องค์การได้เข้ามามสี ่วนร่วมในการทางานด้วยความเต็มใจ ร่วมแรงร่วมใจกนั ในการพฒั นา ตนเอง พฒั นางาน และพฒั นาองค์การไปพรอ้ ม ๆกนั กจิ กรรม 5ส. ยงั ทาใหบ้ ุคลากรทุกคนใน องคก์ ารไดม้ กี ารคดิ สรา้ งสรรคส์ งิ่ ใหมใ่ นการพฒั นาองคก์ ารใหเ้ ขา้ สกู่ ารแขง่ ขนั เพ่อื ใหเ้ กดิ แนวคดิ ใหม่ ๆ ซง่ึ เกดิ จากพน้ื ฐานของการดาเนินการกจิ กรรม 5ส. ปัจจบุ นั กจิ กรรม 5ส. นยิ มนามาใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านทุกกจิ กรรมในสถานประกอบการไม่ ว่าในสานกั งาน ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเลก็ ไปจนถงึ ขนาดใหญ่ เน่ืองเพราะว่า กจิ กรรม 5 ส.เป็นเทคนิคในการปรบั ปรุงง่าย ไม่ยุ่งยาก เพยี งแต่ทุกคนมคี วามพรอ้ มและเช่อื มนั่ ว่าการนา เทคนิคของกจิ กรรม 5ส.เป็นสงิ่ ทท่ี าได้ และเมอ่ื ทาแลว้ จะทาใหบ้ คุ ลากรทุกคนในองคก์ ารมคี วาม เป็นระเบยี บ เรยี บรอ้ ย สะดวกในการทางาน ทาใหเ้ กดิ สุขภาพอนามยั ทด่ี ี และทาสงิ่ เหล่าน้ีจน ตดิ เป็นนิสยั การดาเนินกจิ กรรม 5ส.จงึ เรมิ่ ตน้ ดว้ ยการสะสาง สะดวก สะอาด สุขลกั ษณะ และ สรา้ งนิสยั การปฏบิ ตั กิ จิ กรรม 5ส. อยา่ งสม่าเสมอจนกลายเป็นสง่ิ ปกตใิ นชวี ติ ประจาวนั ของเรา ย่อมทาให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สร้างวินัยให้ผู้ปฏิบัติงาน ทาให้การทางานมี ประสทิ ธภิ าพสูง ยงั ทาให้เป็นพ้นื ฐานของการดาเนินกจิ กรรมการเพมิ่ ผลผลติ อ่นื ๆ เช่น ระบบ บรหิ ารคุณภาพ ระบบการจดั การสง่ิ แวดลอ้ ม การบรหิ ารความปลอดภยั ในการทางาน และลด อุบตั เิ หตุในสถานทท่ี างานได้
544 แนวคิดเก่ียวกบั กิจกรรม 5ส. การดาเนินงานทางธุรกจิ โดยส่วนใหญ่องค์การภาคธุรกจิ เอกชนต่างมจี ุดมุ่งหมายสงู สุด ในการดาเนินธุรกิจให้เกิดกาไรในการดาเนินงานสูงสุด แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และ ประสทิ ธภิ าพ โดยทาใหข้ องเสยี หรอื การสญู เสยี เป็นศูนย์ อย่างไรกต็ าม การทจ่ี ะทาใหธ้ ุรกจิ ไปสู่ เป้าหมายสูงสุดน้ีได้จะต้องสร้างพ้นื ฐานจากเทคนิคการบรหิ ารจดั การด้านการผลิตและการ ดาเนินงานทงั้ องคก์ ารใหไ้ ดก้ ่อน โดยนาหลกั การ 5ส. เขา้ มาใชใ้ นการดาเนนิ งาน ดงั นัน้ เคร่อื งมอื ท่สี าคญั ในการบรหิ ารจดั การเก่ยี วกบั ความปลอดภยั ในการทางานท่ี สถานประกอบการโดยสว่ นใหญ่นามาใชใ้ นประเทศไทยและต่างประเทศมหี ลายเครอ่ื งมอื ดว้ ยกนั กจิ กรรม 5ส. เป็นอกี เคร่อื งมอื ทางการบรหิ ารจดั การอกี วธิ หี น่ึงทท่ี าให้สถานประกอบการหรอื หน่วยงานได้มรี ะบบการจดั การองคก์ ารให้มคี วามเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ยของงาน บุคลากร และ องคก์ ารใหส้ ามารถแข่งขนั กบั องคก์ ารภายนอกได้ และยงั เสรมิ สรา้ งใหพ้ นักงานเกดิ การปลูกฝัง สรา้ งนิสยั ดา้ นความปลอดภยั ในการทางานได้ ซ่งึ การทากจิ กรรม 5 ส. ช่วยลดตน้ ทุนค่าใชจ้ ่าย และทส่ี าคญั อกี ส่วนหน่ึงคอื กจิ กรรม 5ส. ช่วยให้พนักงานลดอุบตั เิ หตุในการทางาน เกดิ ความ ปลอดภยั ในการทางานเป็นอย่างยงิ่ จงึ นับได้ว่าเม่อื องค์การได้มกี ารกาหนดนโยบายเก่ยี วกบั การดาเนินการกจิ กรรม 5ส. เพ่อื ให้พนักงานทุกระดบั ได้รบั ทราบเขา้ ใจ พรอ้ มทงั้ มกี ารปฏบิ ตั ิ ตามอยา่ งทวั่ ถงึ ทุกระดบั กย็ ่อมเกดิ คุณภาพชวี ติ ทด่ี สี ถานทท่ี างานนัน่ คอื การทางานมคี วามสุข ในสภาพแวดล้อมท่ดี แี ละเหมาะสม สุขภาพกาย สุขภาพจติ ดีส่งผลใหผ้ ลผลติ มปี ระสทิ ธภิ าพ สอดคล้องกับความปลอดภัย อาชีวอนามยั และสภาพแวดล้อมในการทางานของสถาน ประกอบการ จะเหน็ ไดว้ ่ากจิ กรรม 5ส.เป็นการปรบั ปรงุ การทางานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ ทงั้ ดา้ นการผลติ และสานักงานกว่าท่เี ป็นอยู่ เพ่อื การสรา้ งภาพลกั ษณ์ขององค์การหรอื ผลติ ภัณฑ์ และลดการเกดิ อุบตั เิ หตุในการทางาน ความหมายของ กิจกรรม 5ส. กจิ กรรม 5ส. เกดิ ขน้ึ มานานตงั้ แต่โบราณกาลมาจากประเทศแถบตะวนั ตกก่อน แต่เรมิ่ มาใชก้ นั อย่างชดั เจนและรปู ธรรมในประเทศญ่ปี ่นุ ทพ่ี ฒั นามาจากแนวคดิ การควบคุมคุณภาพ (Quality Control: QC) การทา 5 ส. ปรากฏใหเ้ หน็ ในช่วงท่ี QC มกี ารพฒั นารปู แบบ กล่าวคอื หน่วยงานต่างๆ ต้องการแนวทางพ้ืนฐานท่ีเป็ นเหมือนแรงผลักให้ ผู้ปฏิบัติงานและ สภาพแวดลอ้ มในการทางานเอ้อื ประโยชน์ต่อกระบวนการผลติ มากทสี่ ุด โดย QC เป็นหลกั การ ทม่ี งุ่ ควบคุมทต่ี วั วตั ถุมากกว่า ดงั นนั้ จงึ มผี คู้ ดิ คน้ หลกั การง่าย ๆ ทส่ี นับสนุนกจิ กรรมวธิ กี ารจดั หรอื ปรบั ปรุงสถานท่ที างาน หรอื สภาพการทางานให้เกิดความสะดวก ความเป็นระเบยี บ เรยี บรอ้ ย สะอาดเพอ่ื เออ้ื อานวยใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพในการทางาน ความปลอดภยั และคุณภาพ ของงาน อนั เป็นพน้ื ฐานในการเพมิ่ ผลผลติ เพ่อื ใหอ้ ธบิ ายความหมายของ กจิ กรรม 5ส.ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจมากยงิ่ ขน้ึ ไดม้ นี กั วชิ าการใหค้ วามหมายไวต้ ่าง ๆ ดงั น้ี
545 (องคก์ ารคลงั สนิ คา้ ,กระทรวงพาณชิ ย,์ 2556) ไดใ้ หค้ วามหมายของ กจิ กรรม 5ส. ไวว้ ่า การจดั ระเบยี บและปรบั ปรุงสถานทท่ี างานหรอื สภาพทางาน และงานของตนด้วยตนเอง เพ่อื ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการทางานท่ีดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย มีคุณภาพและ ประสทิ ธภิ าพอนั เป็นพน้ื ฐานในการเพมิ่ ผลผลติ (สานักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจงั หวัดแม่ฮ่องสอน, 2556) ได้ให้ความหมายของ กจิ กรรม 5ส. ไว้ว่า กระบวนการสรา้ งวนิ ัย สรา้ งระเบยี บชวี ติ นิสยั ความรบั ผดิ ชอบ และนิสยั ท่ี เอ้อื ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพอยา่ งสูงสุดเพ่อื เสรมิ สรา้ งทรพั ยากรมนุษยอ์ นั นาไปส่คู วามเขม้ แขง็ ของ องค์การในภาพรวมโดยพน้ื ฐานกจิ กรรม 5ส. แบ่งออกเป็น 5 เร่อื งใหญ่ ๆ คอื สะสาง สะดวก สะอาด สขุ ลกั ษณะ และสรา้ งนสิ ยั (สุดใจ ธนไพศาล, 2556, หน้า 13) ได้ให้ความหมายของ กจิ กรรม 5ส. ไว้ว่า เป็น ปัจจยั พ้นื ฐานในการบรหิ ารงานให้มปี ระสทิ ธภิ าพ โดย 3ส.แรก(สะสาง สะดวก สะอาด) เน้น เก่ยี วกบั สงิ่ ของ สถานทท่ี างานหรอื สภาพแวดลอ้ มในการทางานซง่ึ จะทาใหเ้ กดิ ความปลอดภยั ในการทางาน และ 2ส.หลงั (สุขลกั ษณะ สร้างนิสยั ) เน้นเก่ยี วกบั ตวั คนเพ่อื ให้มกี ารกาหนด แนวทางและวธิ ีการปฏบิ ตั ิงานให้รกั ษามาตรฐานความเป็นระเบียบเรยี บร้อยและส่งเสรมิ ให้ พนกั งานปฏบิ ตั กิ จิ กรรม 5ส.จนเป็นนิสยั (กฤษฏ์ อุทยั รตั น์, 2556, หน้า 69) ไดใ้ หค้ วามหมายของ กจิ กรรม 5ส. ไวว้ ่า กระบวน ในการจดั สถานทท่ี างานใหเ้ ป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย โดยมงุ่ เน้นทจ่ี ะก่อใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพของการ ทางาน และสรา้ งจติ สานกึ ในการปรบั ปรงุ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน และเปลย่ี นแปลงทศั นคติ ของตนเองใหย้ อมรบั สงิ่ ใหม่ ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ตลอดเวลา จากความหมายทม่ี นี ักวชิ าการได้กล่าวถงึ ความหมายของของ กจิ กรรม 5ส. จะเหน็ ได้ ว่าเป็นกระบวนการท่เี ป็นระบบมแี นวปฏบิ ตั ทิ เ่ี หมาะสมสามารถนามาใช้เพ่อื ปรบั ปรุงแก้ไขงาน และรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ มในสถานท่ที างานให้ดขี น้ึ ทงั้ ในดา้ นการผลติ และด้านการบรหิ ารจดั การ ซง่ึ จะเหน็ ไดว้ ่ากจิ กรรม 5ส.เป็นกจิ กรรมพน้ื ฐานทน่ี าไปส่แู นวทางในการพฒั นาองคก์ ารทงั้ ดา้ น กระบวนการผลติ ให้เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพ และช่วยลดอุบตั เิ หตุในการทางานในกระบวนการผลติ และในสานกั งานดว้ ย วตั ถปุ ระสงคข์ องการทากิจกรรม 5ส. กจิ กรรม 5ส. ไม่เพยี งแต่จะทาให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพในการทางานของพนักงาน และทา ให้ลดต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการเท่านัน้ ท่ีสาคัญคือนามาช่วยในการสร้างความ ปลอดภยั ในการทางานในทุกขนั้ ตอนตงั้ แต่มกี ารสะสางสงิ่ ของทไ่ี ม่จาเป็น แยกแยะพน้ื ทบ่ี รเิ วณ จุดต่าง ๆ รวมทงั้ อุปกรณ์ เคร่อื งมอื วสั ดุสงิ่ ของต่าง ๆ ใหม้ คี วามสะดวกในการหยบิ มาใชง้ าน ลดขนั้ ตอนการทางาน ลดอุบตั เิ หตุในขนั้ ตอนการทางาน พน้ื ทบ่ี รเิ วณการทางานกส็ ะอาดตาทา ให้เกดิ สภาพแวดล้อมในการทางานท่ดี เี กดิ บรรยากาศในการทางาน ทาให้มสี ุขภาพท่ดี ี และ
546 สรา้ งนสิ ยั ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ยในการทางาน และปลอดภยั ปราศจากสง่ิ ทไ่ี ม่พงึ ประสงคใ์ น การทางาน พนักงานเกดิ ความสุขในการทางานและมคี ุณภาพชวี ติ ท่ดี ปี ระเทศชาตกิ ็ก้าวหน้า ดงั นนั้ การดาเนนิ งานของกจิ กรรม 5ส.จงึ ตอ้ งมวี ตั ถุประสงคพ์ อทจ่ี ะสรปุ ไดด้ งั น้ี 1. เพอ่ื เป็นพน้ื ฐานของระบบคุณภาพในทุกระบบดา้ นการผลติ และการบรหิ ารจดั การใน สานกั งาน 2. เพ่อื ใหเ้ กดิ ความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการทางานทถ่ี ูกตอ้ ง ตามกฎหมายความปลอดภยั และลดอุบตั ิเหตุอนั เน่ืองมาจากสภาพรกรุงรงั รวมทงั้ การสรา้ ง นิสยั 3. เพอ่ื สรา้ งวนิ ยั และปลกู จติ สานึกใหบ้ ุคลากรไดม้ กี ารทางานใหด้ ขี น้ึ 4. เพ่อื สร้างระบบ ระเบยี บ และการจดั เก็บความเป็นระเบียบเรยี บร้อยสวยงามแก่ หน่วยงาน 5. เพ่อื สรา้ งประสทิ ธภิ าพการทางานและปรบั ปรงุ การทางานตลอดเวลาและต่อเน่อื ง 6. เพอ่ื เสรมิ สรา้ งประสทิ ธภิ าพการทางานทก่ี ่อใหเ้ กดิ ความเปลย่ี นแปลงเชงิ ประจกั ษ์แก่ หน่วยงานภายนอกทม่ี ารบั บรกิ าร 7. เพ่อื ทาใหบ้ ุคลากรทุกคนมคี วามสมั พนั ธ์ทด่ี ี เกดิ ความสามคั คี การทางานเป็นทมี ใน รูปแบบการร่วมมอื ร่วมใจกนั ในการทางานให้เกิดความเป็นอนั หน่ึงอนั เดยี วกนั เสรมิ สร้าง บรรยากาศทด่ี ใี นการทางาน 8. เพ่อื สรา้ งความภาคภูมใิ จใหก้ บั บุคลากรในองคก์ าร และสรา้ งความพงึ พอใจแก่ผูม้ า รบั บรกิ ารและผมู้ าเยย่ี มเยยี น เป้าหมายองคก์ ารในการจดั ดาเนินงานกิจกรรม 5 ส. ก่อนทอ่ี งค์การจะดาเนินการในการทากจิ กรรม 5ส. ผทู้ ร่ี บั ผดิ ชอบในการจดั ทากจิ กรรม 5ส. นัน่ หมายถึงพนักงานทุกคนในองค์การ แต่สง่ิ ท่สี าคญั ในการดาเนินงานกจิ กรรม 5ส.นัน้ ผูบ้ รหิ ารจะต้องเหน็ ความสาคญั ในการกาหนดนโยบายในการดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. เพ่อื ให้ เกดิ เป็นผลสาเร็จขององค์การ ผู้ท่มี หี น้าท่รี บั ผดิ ชอบในการดาเนินงานกิจกรรม 5ส. จะต้อง กาหนดเป้าหมายองคก์ ารในการดาเนินกจิ กรรม 5ส. เพ่อื ใหก้ ารดาเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย องคก์ าร ดงั น้ี 1. ตอ้ งมกี ารกาหนดความชดั เจนของสถานทใ่ี นการจดั ทากจิ กรรม 5ส. โดยจดั ทาเป็น แผนผงั และแบ่งพน้ื ทใ่ี หแ้ ต่ละส่วนงานรบั ผดิ ชอบตามความเหมาะสม ทาใหส้ ถานท่ที างานมี ความเป็นระเบยี บ เรยี บรอ้ ย และมสี ภาพแวดลอ้ มทม่ี คี วามปลอดภยั รวมทงั้ สรา้ งบรรยากาศใน การทางานใหน้ ่าอยู่ 2. การเปิดโอกาสใหบ้ คุ ลากรในองคก์ ารเขา้ มามสี ่วนร่วมในการดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. ทาใหเ้ กดิ การรว่ มแรง รว่ มใจกนั บคุ ลากรเกดิ ความภาคภมู ใิ จในความสะอาด ความเป็นระเบยี บ
547 เรยี บรอ้ ย ทาให้บุคลากรทุกคนปฏบิ ตั งิ านได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ลดอุบตั เิ หตุอนั เกดิ จากการ ทางานได้ 3. การบรหิ ารทรพั ยากรองคก์ ารเกดิ ประสทิ ธภิ าพ อนั เกดิ จากการจดั กจิ กรรม 5ส. โดย มกี ารกาหนดเป้าหมายทช่ี ดั เจน ทาใหเ้ กดิ ความคุม้ ค่าในการใชท้ รพั ยากรทางการบรหิ าร 4. การบรหิ ารคุณภาพโดยรวมขององคก์ ารเกดิ ความสาเรจ็ ตามเป้าหมายทก่ี าหนดไวไ้ ด้ ในทกุ ปี 5. สร้างหลกั ประกนั ด้านคุณภาพขององค์การ ได้แก่ พนักงาน สนิ ค้า และการบรกิ าร และลกู คา้ และหน่วยงานภาครฐั องคก์ ารตอ้ งกาหนดนโยบายดาเนินกจิ กรรม 5ส. อย่างชดั เจนเพ่อื ใหก้ ารดาเนินงานมี แผนและใหท้ ุกคนไดร้ ่วมแรงร่วมใจในการดาเนินกจิ กรรม 5ส. อย่างมเี ป้าหมายรว่ มกนั จะทาให้ เกดิ ความสาเรจ็ และเกดิ ประสทิ ธภิ าพในการทางาน ความสาคญั ของการดาเนินงานกิจกรรม 5ส. 1. เป็นหลกั พน้ื ฐานในการปฏบิ ตั งิ าน เพ่อื ทาใหห้ น่วยงานมคี วามเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย โดยการรว่ มแรงรว่ มใจกนั ทางานเป็นทมี ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ 2. ความปลอดภยั และสุขภาพอนามยั ทด่ี นี บั เป็นสงิ่ ทส่ี าคญั และจาเป็นทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ การปฏบิ ตั ิงานของพนักงาน เม่อื มกี ารจดั ทากจิ กรรม 5ส.ท่เี รม่ิ ตงั้ แต่การกาหนดจุดท่คี วร กาจดั ออกท่ีไม่เก่ียวข้องกับงาน เพ่ือให้สถานท่ีทางานมีความสะอาด ปลอดภัย และ สภาพแวดลอ้ มในการทางานทด่ี ี 3. ทาใหก้ ารผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารหรอื ผลติ ภณั ฑเ์ กดิ การเพมิ่ ผลผลติ (productivities) สงู สดุ สรา้ งภาพลกั ษณ์ในการใหบ้ รกิ าร 4. ทาใหเ้ กดิ การประหยดั ทรพั ยากรทางการบรหิ ารต่าง ๆ และช่วยให้ผลติ สนิ ค้าได้ ทนั เวลาทก่ี าหนด พรอ้ มทงั้ ลดตน้ ทุนดา้ นเวลาได้ 5. ทาใหส้ รา้ งความไวว้ างใจและเช่อื มนั่ ใหก้ บั ลกู คา้ รวมทงั้ เป็นการแสวงหาลกู คา้ ได้ 6. ทาใหล้ ดปัญหาเกย่ี วกบั การจดั การสงิ่ แวดลอ้ มในสถานประกอบการ 7. ทาใหเ้ ป็นหลกั การในการสรา้ งทมี งาน (teamwork) และสรา้ งความสามคั คใี นองคก์ าร เกดิ ความไวว้ างใจกนั และเช่อื มนั่ ยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั ก่อใหเ้ กดิ ความสุขในการทางาน ประโยชน์ที่ได้จากการดาเนินงานกิจกรรม 5ส. เม่อื องคก์ ารไดด้ าเนินงานจดั ทากจิ กรรม 5ส. ท่เี กดิ จากการร่วมแรง ร่วมใจ และการมี ส่วนรว่ มของทุกคน ทุกระดบั ในองคก์ าร ยอ่ มหมายถงึ ผลของกจิ กรรมนนั้ ตอ้ งส่งผลในทางทด่ี ตี ่อ บุคลากร งาน และองคก์ าร รวมถงึ ลูกคา้ หรอื ผมู้ ารบั บรกิ ารของเรา ดงั นนั้ การจดั ทากจิ กรรม 5 ส.ก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อองคก์ าร พนกั งาน และ ลกู คา้ ดงั น้ี
548 ประโยชน์ที่ องคก์ าร ได้รบั จากการดาเนินการทากิจกรรม 5ส. 1. เพมิ่ พน้ื ทใ่ี นการทางานมากขน้ึ องคก์ ารประหยดั พน้ื ทใ่ี นการเช่าพน้ื ท่ี 2. เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการทางานใหอ้ งคก์ าร 3. ลดั อตั ราการชารดุ /เสยี ของอุปกรณ์ เคร่อื งมอื เครอ่ื งจกั ร และยดื อายกุ ารทางานของ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั ร 4. ลดค่าใชจ้ า่ ยในการเกดิ การสญู เสยี ต่าง ๆ เช่น คา่ รกั ษาพยาบาล วสั ดุสง่ิ ของ ค่าซ่อม เครอ่ื งจกั ร ค่าบารงุ รกั ษา เป็นตน้ 5. สถานทท่ี างานสะอาดเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย / ปลอดภยั และเหน็ ปัญหาเร่อื งคุณภาพ อยา่ งชดั เจนบรรยากาศการทางานดขี น้ึ 6. สรา้ งภาพลกั ษณ์ และความน่าเชอ่ื ถอื ใหก้ บั องคก์ าร 7. องค์การสามารถยืดอายุของเคร่อื งจักร อุปกรณ์ เคร่ืองมือต่างๆ เม่ือใช้อย่าง ระมดั ระวงั และดแู ลรกั ษาทด่ี ี และการจดั เกบ็ อยา่ งถกู วธิ ใี นทท่ี เ่ี หมาะสม 8. การไหลเวยี นของวสั ดุ และ work in process จะราบรน่ื ขน้ึ ประโยชน์ในส่ิงท่ี พนักงาน ได้รบั จากการดาเนินการทากิจกรรม 5ส. 1. เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการทางานใหก้ บั บคุ ลากรจะทางานไดร้ วดเรว็ ขน้ึ มคี วามถูกต้อง ในการทางานมากขน้ึ 2. เพิ่มประสิทธิภาพในการทางานให้เกิดความปลอดภยั ในการทางานซ่ึงการลด อุบตั เิ หตุในการทางานยอ่ มทาใหเ้ กดิ ขวญั กาลงั ใจในการทางานมากขน้ึ ดว้ ย 3. ทาให้สร้างบรรยากาศในการทางานดีข้นึ เน่ืองจากสภาพแวดล้อมในการทางาน เหมาะสมบคุ ลากรมสี ภาพจติ ทด่ี ขี น้ึ ดว้ ย 4. เกดิ ความรว่ มมอื รว่ มใจ จะเกดิ ขน้ึ บุคลากรจะรกั หน่วยงานมากขน้ึ 5. บุคลากรปฏิบตั ิตามกฎระเบียบ และคู่มอื การปฏบิ ตั งิ านทาให้ความผิดพลาดและ ความเสย่ี งต่างๆ ลดลง 6. ปลกู ฝัง/สรา้ งนิสยั ใหบ้ ุคลากรมรี ะเบยี บวนิ ยั มากขน้ึ ส่งผลต่อการเพม่ิ ผลติ และกระตุน้ ใหม้ กี ารปรบั ปรงุ การทางาน บคุ ลากรเกดิ การพฒั นาตนเองอยา่ งต่อเน่อื ง ประโยชน์ในสิ่งท่ี ลกู ค้าได้รบั จากการดาเนินการทากิจกรรม 5ส. 1. ไดร้ บั ผลติ ภณั ฑท์ ไ่ี ดค้ ุณภาพตามทต่ี อ้ งการจากการไดท้ ากจิ กรรม 5ส.ทเ่ี กดิ คณุ ภาพ 2. ไดร้ บั บรกิ ารทด่ี ี ไดส้ นิ คา้ ทม่ี มี าตรฐาน ถูกต้อง ครบถ้วน และตามปรมิ าณทต่ี อ้ งการ ทนั ตามเวลาทก่ี าหนด 3. มคี วามจงรกั ภกั ดีต่อสินค้าและบรกิ าร ยดึ มนั่ ในคุณภาพสนิ ค้า ทาให้เกิดการ ประชาสมั พนั ธใ์ นสนิ คา้ และบรกิ ารต่อบคุ คลภายนอก
549 ปัจจยั สาคญั ที่มีผลต่อความสาเรจ็ ในการทากิจกรรม 5ส การทากิจกรรม 5 ส. จะมีความสาเร็จได้จะต้องมีการเตรียมความพร้อมภายใน หน่วยงานประกอบด้วย บุคคลทุกระดบั ซ่ึงบุคคลตัง้ แต่ระดบั ผู้บริหารซึงจะเป็นผู้กาหนด นโยบาย วตั ถุประสงค์ ทศิ ทางเป้าหมาย ไปจนถงึ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทุกคนตอ้ งใหค้ วามร่วมแรงร่วมใจ ในการดาเนนิ งานใหส้ าเรจ็ ดงั นนั้ ปัจจยั สาคญั ทม่ี ตี ่อการดาเนินกจิ กรรม 5ส. ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ไดน้ นั้ ตอ้ งอาศยั ปัจจยั สาคญั ดงั น้ี 1. ปัจจยั ด้านบคุ คล ไดแ้ ก่ 1.1 ผู้บริหารระดับสูง ซ่ึงต้องเป็นผู้กาหนดนโยบาย วตั ถุประสงค์ เป้าหมาย กจิ กรรม 5ส. ซง่ึ จะตอ้ งปฏบิ ตั หิ น้าทแ่ี ละรบั ผดิ ชอบ ดงั น้ี 1.1.1 ผบู้ รหิ ารต้องใหค้ วามสาคญั และใหก้ ารสนับสนุนอย่างจรงิ จงั มสี ่วนร่วม ทกุ กจิ กรรม โดยถอื วา่ การดาเนนิ กจิ กรรม 5ส. เป็นส่วนหน่งึ ของการทางานปกตขิ องหน่วยงาน 1.1.2 ผู้บรหิ ารต้องใหค้ วามเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชดิ เก่ยี วกบั การดาเนินงาน และตดิ ตามประเมนิ ผลการดาเนินงาน โดยมกี ารตงั้ คณะกรรมการ หรอื คณะทางานเก่ยี วกบั กิจกรรม 5ส.ให้ทุกระดบั ทุกฝ่ ายเข้ามาทางานเพ่อื เป็นการสร้างพลงั การจูงใจให้สร้างความ เขา้ ใจไดต้ รงกนั 1.1.3 บทบาทของผบู้ รหิ ารในการทาหน้าทเ่ี กย่ี วกบั การดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. ดงั น้ี 1) เป็นแบบอย่างท่ดี ใี นการทากิจกรรม 5ส. เช่น ลงมอื สะสาง และทา ความสะอาดร่วมกนั กบั พนักงานทุกระดบั เพ่อื ใหท้ ุกคนเช่อื มนั่ และไว้วางใจในความสาเรจ็ และ เอาใจใสข่ องผบู้ รหิ ารอยา่ งจรงิ จงั และชดั เจน 2) ตรวจสอบตดิ ตาม ประเมนิ การดาเนินงาน และประชุมเพ่อื ทราบการ ดาเนินงานของกจิ กรรม 5ส.อยา่ งต่อเน่อื งและประจาสม่าเสมอ 3) ใหก้ ารสนบั สนุนดา้ นงบประมาณอยา่ งเหมาะสมพยี งพอในกจิ กรรมทุก ขนั้ ตอน 4) สรา้ งวฒั นธรรมการทางานทเ่ี อ้อื ต่อการทากจิ กรรม 5ส.ใหเ้ ป็นอนั หน่ึง อนั เดยี วกนั ทวั่ ทงั้ องคก์ าร 5) ให้คาชมเชย รางวลั และการจดั งานประกวดแข่งขนั ในหน่วยงาน อยา่ งต่อเน่อื ง 1.2 หวั หน้างาน จะเป็นผปู้ ฏบิ ตั งิ านเก่ยี วกบั กจิ กรรม 5ส. อยา่ งใกลช้ ดิ กบั พนกั งาน ผปู้ ฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ จะมบี ทบาทหน้าท่ี ดงั น้ี 1.2.1 หวั หน้างานจะเป็นผทู้ าหน้าทใ่ี นการผลกั ดนั ใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชารว่ มมอื ใน การปฏบิ ตั กิ จิ กรรม 5ส. ใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็
550 1.2.2 หัวหน้ างานต้องอธิบายและสร้างค วามเข้าใจให้กับพนักงาน ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาใหเ้ ขา้ ใจเกย่ี วกบั ขนั้ ตอนการดาเนินงานเกย่ี วกบั กจิ กรรม 5ส. 1.2.3 หวั หน้างานจะต้องรายงาน บนั ทกึ ผลการดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. ของ แผนกตนเองทร่ี บั ผดิ ชอบอยา่ งต่อเน่อื ง 1.2.4 หวั หน้างานต้องตงั้ คณะกรรมการในกลุ่มของผู้ใต้บงั คับบญั ชาเพ่อื ให้มี หน้าทใ่ี นการรบั ผดิ ชอบพน้ื ทใ่ี นการดาเนินงานกจิ กรรม 5ส.อยา่ งชดั เจน 1.2.5 หวั หน้างานต้องกากบั ติดตาม และแนะนาให้ผู้ใต้บงั คบั บญั ชามคี วาม กระตอื รอื รน้ ในการจดั ทากจิ กรรม 5ส.ใหบ้ รรลุตามเป้าหมายทก่ี าหนด 1.2.6 หวั หน้างานต้องเป็นตวั อย่างท่ดี ใี นเร่อื งการทากจิ กรรม 5ส.เพ่อื ใหผ้ ู้ใต้ บงั คบั บญั ชาเช่อื ถอื มนั่ ใจ และปฏบิ ตั ติ ามใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็ 1.2.7 หวั หน้างานจะตอ้ งกาหนดมาตรการ และวธิ กี ารทางานทแ่ี น่ชดั ว่างานแต่ ละหน้าทต่ี อ้ งมกี ารจดั ทากจิ กรรม 5ส.เพอ่ื ความปลอดภยั และปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนอยา่ งเครง่ ครดั 1.28 กระตุน้ จงู ใจ และคอยชว่ ยเหลอื ใหค้ าแนะนาแก่ผปู้ ฏบิ ตั งิ านอยเู่ สมอ 1.3 พนักงานผ้ปู ฏิบตั ิงาน ซ่งึ เป็นผู้ปฏบิ ตั ิงานอยู่หน้างาน หรอื เป็นผู้ปฏบิ ตั โิ ดย ส่วนใหญ่จะต้องสัมผัสกับงานโดยตรง ท่ีจะทาให้กิจกรรม 5ส. ไปสู่ความสาเร็จในระดับ ปฏบิ ตั กิ าร มหี น้าทด่ี งั น้ี 1.3.1 ผู้ปฏบิ ตั งิ านต้องมคี วามรู้ความเข้าใจเก่ยี วกบั ขนั้ ตอน กิจกรรมต่าง ๆ ของการดาเนนิ งานกจิ กรรม 5ส. 1.3.2 ผู้ปฏบิ ตั งิ านต้องมสี ่วนร่วมในการจดั ทากิจกรรม 5ส.อย่างต่อเน่ืองและ เป็นประจาเพ่อื ใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านของตนเองเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย สะอาด สะดวกในการทางาน เกดิ สุขลกั ษณะอนามยั ท่ดี ี และสรา้ งนิสยั ใหเ้ ป็นคนมรี ะเบยี บวนิ ัยในตนเองส่งผลใหเ้ กดิ ความ ปลอดภยั ในการทางาน 1.3.3 ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทกุ คนตอ้ งสนบั สนุนกจิ กรรม 5ส. ดว้ ยการใส่ใจ เอาใจใส่ดูแล ส่วนงานหรือพ้ืนท่ีในการทางานของตนเองให้มีความสะอาด ปลอดภัยในการทางานอยู่ ตลอดเวลา 1.3.4 ผู้ปฏิบตั ิงานทุกคนต้องให้ความร่วมมือ เข้าร่วมประชุม หารอื และ รายงานกจิ กรรม 5ส. แก่หวั หน้างานของตนเองอยา่ งต่อเน่อื งสม่าเสมอ 1.3.5 ผู้ปฏบิ ตั ิงานทุกคนจะต้องปฏบิ ตั ิตามหลกั ของ 5ส.อย่างเคร่งครดั โดย คานึงถงึ ความสะดวก ความปลอดภยั และคณุ ภาพของการทางานเป็นสาคญั 1.3.6 ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทกุ คนจะต้องหมนั่ บารงุ รกั ษา ทาความสะอาดสถานทท่ี างาน อุปกรณ์ เคร่อื งมอื เคร่อื งจกั ร บรเิ วณสถานท่ที างาน และโต๊ะทางานในการทางานของตนเอง หลงั จากทางานเสรจ็
551 1.3.7 ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทกุ คนจะตอ้ งมงุ่ สรา้ งสรา้ งมาตรฐาน ปรบั ปรงุ การทางานใหด้ ี ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป 2. ปัจจยั ด้านการดาเนินงาน ไดแ้ ก่ 2.1 หน่วยงานต้องมกี ารอบรมให้ความรเู้ ก่ยี วกบั กิจกรรม 5ส.ให้แก่บุคลากรใน องคก์ ารเพอ่ื สรา้ งความขา้ ใจ และใหท้ ุกคนไดร้ บั ทราบถงึ นโยบาย วตั ถุประสงค์ และเป้าหมายใน การดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. รวมทงั้ ใหม้ กี ารนาบุคลากรไปศกึ ษาดูงานในหน่วยงานทป่ี ระสบ ความสาเรจ็ ดา้ นการทากจิ กรรม 5ส.เพ่อื ใหเ้ หน็ เป็นตน้ แบบ 2.2 กาหนดมาตรฐาน และปรบั ระดบั มาตรฐานใหส้ ูงขน้ึ เพ่อื สรา้ งความเป็นระบบ ทด่ี ใี นการดาเนินงานกจิ กรรม 5ส. 2.3 ดาเนินการติดตามประเมนิ ผลอย่างต่อเน่ือง รวมทงั้ ระบบการรายงานผล ความคบื หน้าของกจิ กรรม 5ส. ใหท้ ราบทวั่ กนั 2.4 จดั ใหม้ กี จิ กรรมเพ่อื กระตุน้ สง่ เสรมิ การทากจิ กรรม 5ส.เป็นประจา ไดแ้ ก่ 2.4.1 การจดั ทาป้ายคาขวญั โปสเตอร์ กระดานขา่ ว และสรา้ งเวบ็ ไซต์ 2.4.2 จดั ทาค่มู อื แผ่นพบั และเอกสารเผยแพรด่ ว้ ยช่องทางต่าง ๆ 2.4.3 การตรวจพน้ื ท่ที ุก ๆ สปั ดาห์ โดยตงั้ คณะกรรมการดาเนินงาน 5ส. ประจาบรษิ ทั หรอื องคก์ าร เช่น จดั ใหม้ กี จิ กรรม Morning Rally โดยไมแ่ จง้ ล่วงหน้า และมกี าร ตรวจสอบเชค็ เพอ่ื รายงานผรู้ บั ผดิ ชอบ 2.5 จดั ทากจิ กรรม 5ส. ควบคู่ไปกบั กจิ กรรมอ่นื ๆ เช่น กจิ กรรมปรบั ปรุง หรอื ระบบขอ้ เสนอแนะสาคญั ทส่ี ดุ กค็ อื ความขยนั อดทนต่อการดาเนินกจิ กรรม 5ส. อยา่ งต่อเน่อื ง ขนั้ ตอนการดาเนินการกิจกรรม 5ส. ในการดาเนินการทากจิ กรรม 5ส.ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ในองคก์ ารจาเป็นต้องมขี นั้ ตอนใน การปฏิบตั ิงานและอาศัยเทคนิคทางการบรหิ ารจดั โดยส่ิงแรกท่ตี ้องดาเนินการกระทา คือ ผู้บรหิ ารระดบั สูงต้องมคี วามเข้าใจเก่ยี วกบั กจิ กรรม 5ส. รวมทงั้ ผู้ปฏบิ ตั ิกบั ผูบ้ รหิ ารระดบั สูง ต้องทาความเขา้ ใจร่วมกนั ในการทางานให้เป็นทมี เพ่อื ใหม้ แี นวในการดาเนินการอย่างถูกต้อง เน่ืองจากการทากิจกรรม 5ส. ต้องอาศยั การร่วมแรงร่วมใจกนั การปฏบิ ตั ิทุกระดบั ทุกคนใน องค์การ ทงั้ น้ีผู้บรหิ ารระดบั สูงก็ต้องจดั งบประมาณในการดาเนินการพรอ้ มทงั้ คณะกรรมการ ตอ้ งอาศยั การดาเนินงานอย่างสม่าเสมอและต่อเน่ืองจนเกดิ ความสาเรจ็ ตามทไ่ี ดต้ งั้ เป้าหมายไว้ ซง่ึ การจะทาใหส้ าเรจ็ ไดต้ อ้ งมกี ารดาเนินการดงั น้ี 1. ผบู้ รหิ ารระดบั สูงตอ้ งกาหนดและประกาศนโยบาย 5 ส. ใหพ้ นกั งานทุกคนทราบทวั่ - กนั ใหม้ คี วามจรงิ จงั ในการปฏบิ ตั ิ และลงมอื ทาอยา่ งจรงิ จงั อยา่ งต่อเน่อื ง 2. จดั ตงั้ คณะกรรมการหรอื คณะทางานใหช้ ดั เจน โดยแบ่งงานและหน้าท่รี บั ผดิ ชอบ รว่ มกนั ซง่ึ คณะกรรมการหรอื คณะทางาน จะต้องมาจากตวั แทนของทุกหน่วยงาน ทุกฝ่าย ทุก
552 แผนก รวมทงั้ ทุกระดบั ตาแหน่งงานทเ่ี ป็นตวั แทนเพ่อื เป็นการประชาสมั พนั ธห์ รอื ถ่ายทอดขอ้ มลู ไปยงั สมาชกิ ในแผนกของตนเองใหร้ บั ทราบ 3. จดั ใหม้ กี ารฝึกอบรมและใหค้ วามรเู้ ก่ยี วกบั กจิ กรรม 5ส. อย่างละเอยี ดกบั สมาชกิ ใน องคก์ ารทกุ คนใหเ้ ขา้ ใจในเน้อื หากจิ กรรม 5ส. และใหส้ รา้ งความเขา้ ใจถงึ นโยบายกจิ กรรม 5ส.ท่ี ผบู้ รหิ ารระดบั สงู ไดก้ าหนดเพ่อื ใหท้ กุ คนไดต้ ระหนกั และดาเนินการตามใหส้ าเรจ็ 4. จดั ใหม้ กี ารทา 5 ส. ทวั่ ทงั้ องคก์ ร (บรษิ ทั หรอื หน่วยงาน) ใหค้ รอบคลุมทุกพน้ื ทท่ี ุก หน่วยงาน โดยอาจมกี ารแบ่งพ้นื ท่คี วามรบั ผดิ ชอบออกเป็นหน่วยย่อยเพ่อื ให้ง่ายต่อความ รบั ผดิ ชอบในการทา 5 ส. และงา่ ยต่อการประเมนิ ผล โดยกาหนดโซนพน้ื ทต่ี ามความเหมาะสม กาหนดพน้ื ทแ่ี ละพรอ้ มทงั้ มอบหมายผรู้ บั ผดิ ชอบรวมทงั้ ตวั แทนโซนนนั้ ๆ ดว้ ย 5. ทุกหน่วยงาน หรอื ทุกฝ่ายในสถานประกอบการ จะตอ้ งจดั ทาแผนงานกจิ กรรม 5ส. เป็นรายปี เพ่อื ใหส้ ามารถปฏบิ ตั งิ านตามแผนได้ เมอ่ื ขณะลงมอื ทา 5 ส. ซง่ึ ต้องดาเนินงานตาม แผนงานท่ีกาหนดหรือตามท่ีตัง้ เป้าหมายไว้ โดยมีการตัง้ เป้าหมาย หรือหัวข้อกิจกรรม (Theme) ให้ชดั เจน เช่น หวั ขอ้ การใหค้ ะแนน และหกั คะแนนในจดุ ต่างๆ และหลกั เกณฑก์ าร ประเมนิ ผล เพ่อื เป็นเคร่อื งมอื ใหก้ ารชว้ี ดั ผลการดาเนินการกจิ กรรม 5 ส. รวมทงั้ ขอ้ แนะนาจาก คณะทางานหรอื กรรมการใหส้ ามารถมแี นวทางในการนาไปวางแผนงานต่อไปไดต้ ามนโยบาย ต่อไป 6. องคก์ ารต้องจดั ทากจิ กรรม 5 ส.ทวั่ ทงั้ องคก์ ร ทงั้ สานักงาน และทงั้ โรงงาน สงิ่ ท่ี สาคญั คอื ต้องจดั ให้พนักงานทุกคนมสี ่วนร่วมในกิจกรรม รวมทงั้ ให้ทุกคนมคี วามเขา้ ใจใน หลกั การดาเนินกจิ กรรม ความหมายของแต่ละหวั ขอ้ ซง่ึ สามารถดาเนินการไดห้ ลายแบบ เช่น การทาบอรด์ กจิ กรรม 5ส. การจดั ใหม้ กี ารอบรมเพอ่ื เพม่ิ ความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั กจิ กรรม 5ส. การเลอื กตวั แทนคณะกรรมการ 5 ส. เพ่อื วดั ผลการดาเนินการในองคก์ ร เป็นต้น โดยการจดั ทา Big Cleaning Day กจิ กรรมต่าง ๆ ท่กี ล่าวมาต้องมกี ารกระทาอย่างสม่าเสมอ และต่อเน่ือง เพ่อื ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ตามแผนงานทไ่ี ดก้ าหนดไว้ 7. สรุปผลการตรวจพ้ืนท่ี ดังนั้น ทุกหน่วยงานจะต้องมีใบแสดง หรือ Checklist ความก้าวหน้าของการทา 5 ส. และติดประกาศให้ทราบโดยทวั่ กัน หรอื เพ่อื ให้เหน็ ความ ก้าวหน้าของกิจกรรม 5ส. รวมทงั้ สร้างความภาคภูมใิ จให้แต่ละหน่วยงานท่ีได้ร่วมกันทา กจิ กรรม 5ส.น้ี ทส่ี าคญั คอื ต้องมกี ารจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งการกระตุ้น หรอื จงู ใจดว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ประกวดกจิ กรรม 5ส. จดั สปั ดาห์กจิ กรรม 5ส. จดั นิทรรศการ ใหร้ างวลั อย่างสรา้ งสรรค์ และศกึ ษาดงู านนอกสถานทห่ี รอื ภายนอก เป็นตน้ 8. ส่อื สารผลการตรวจ มกี ารประกาศใหท้ ราบถงึ การดาเนินงานของกจิ กรรม 5ส.ทวั่ ทงั้ องคก์ าร โดยมกี ารประกาศในวนั ท่สี าคญั เพ่อื ท่จี ะใหเ้ กดิ ความภาคภูมใิ จและมขี วญั กาลงั ใจใน การดาเนนิ การกจิ กรรม 5ส.
553 9. ปรบั ปรงุ แกไ้ ข เมอ่ื มกี ารดาเนินกจิ กรรม 5ส. โดยมกี ารรายงานผลหากมขี อ้ บกพร่อง หรอื มกี ารจดั ทาผลงานต้องมปี รบั ปรุงโดยเรมิ่ มาทางาน การวางแผน (Planning) การปฏบิ ตั ิ (Doing) การตรวจสอบ (Checking) และการกระทา(Action) เพอ่ื ใหเ้ กดิ การพฒั นาอยา่ งต่อเน่ือง จากขนั้ ตอนการดาเนินการกจิ กรรม 5ส. สามารถนามาเขยี นเป็นขนั้ ตอนไดด้ งั ภาพท่ี 9.1 ผบู้ รหิ ารระดบั สงู กาหนดนโยบาย สอ่ื สาร/ ประชาสมั พนั ธ์ ประกาศใหพ้ นกั งานทราบทวั่ ทงั้ กจิ กรรมต่าง ๆ องคก์ าร แต่งตงั้ คณะกรรมการ อบรมความรพู้ น้ื ฐานเกย่ี วกบั 5ส. ใหพ้ นกั งานทวั่ ทงั้ องคก์ าร กาหนดพน้ื ทร่ี บั ผดิ ชอบใหแ้ ต่ละ หน่วยงานอย่างชดั เจน จดั ทามาตรฐานเพอ่ื ประเมนิ และตดิ ตามผล จดั ทา Big Cleaning Day ตรวจพน้ื ทต่ี ามทก่ี าหนดไว้ สรปุ ผลการตรวจพน้ื ท่ี ประชาสมั พนั ธผ์ ลการตรวจพน้ื ทแ่ี ละ ผลการดาเนนิ งาน ปรบั ปรุงแกไ้ ข (PDCA) ภาพท่ี 9.1 ขนั้ ตอนการดาเนนิ การกจิ กรรม 5ส.
554 ผลลพั ธข์ องการทากิจกรรม 5ส. 1. ทท่ี างานมคี วามสะอาด เป็นระเบยี บมากขน้ึ 2. ชว่ ยเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการทางาน 3. ช่วยในการบารงุ รกั ษาเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ 4. การปฏบิ ตั งิ านมคี วามสะดวกและปลอดภยั มากยงิ่ ขน้ึ 5. ทกุ คนทงั้ ภายในและภายนอกหน่วยงานเหน็ การปรบั ปรุงไดช้ ดั เจน องคป์ ระกอบของกิจกรรม 5ส. กจิ กรรม 5ส. องคป์ ระกอบพน้ื ฐานทส่ี าคญั เพอ่ื ใหม้ กี ารดาเนินงานใหเ้ ป็นไปตามขนั้ ตอน สาคญั ท่ปี ระเทศต้นกาเนิดคอื ญ่ปี ุ่นได้มกี ารพฒั นามาจากการบรหิ ารคุณภาพ หรอื การควบคุม คณุ ภาพ ซง่ึ ไดม้ กี ารกาหนดองคป์ ระกอบ ไวด้ งั น้ี 1. สะสาง (seiri : เซ-ริ) หมายถงึ การสารวจและแยกใหช้ ดั เจนว่าของส่ิงใดจาเป็นและ สง่ิ ใดไม่จาเป็นในการใชง้ าน แลว้ ขจดั ของท่ไี ม่จาเป็นออกไปจากพน้ื ท่ที ร่ี บั ผดิ ชอบ โดยการ กาจดั สง่ิ ของท่ไี ม่จาเป็นท่กี ่อให้เกิดปัญหา รวมทงั้ งานระหว่างกระบวนการผลติ (work in process) และชน้ิ ส่วน รวมทงั้ ตอ้ งมกี ารกาหนดปรมิ าณทเ่ี หมาะสม 2. สะดวก (seiton : เซ-ตง) หมายถงึ การจดั วางของท่จี าเป็นในการใชง้ านใหเ้ ป็น ระบบระเบยี บ และงา่ ยหรอื สะดวกในการนาไปใช้ โดยการจดั เกบ็ วสั ดุ สงิ่ ของใหเ้ หมาะสมเพ่อื ป้องกนั หรอื หลกี เลย่ี ง 3. สะอาด (seiso : เซ-โซ) หมายถงึ การดแู ลรกั ษาหรอื ปัดกวาดเชด็ ถู โดยมงุ่ เน้นท่ี เครอ่ื งมอื เครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์ และการทาความสะอาด สถานท่ี โต๊ะทางาน ทงั้ น้ีเพ่อื ให้เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชม้ คี วามพรอ้ มต่อการปฏบิ ตั งิ าน 4. สขุ ลกั ษณะ (seiketsu : เซ-เคท-ซึ) หมายถงึ การรกั ษามาตรฐาน การปฏบิ ตั ิ 3ส. แรกท่ีดีไว้ และท่ีสาคัญในขนั้ ตอนน้ี จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดความสกปรก รวมทัง้ รักษา มาตรฐาน สุขภาพอนามยั ทด่ี ี ในทน่ี ้ีจะต้องรกั ษาและปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ิ 3ส แรก โดยกาหนด เป็นมาตรฐานและปฏบิ ตั ใิ หด้ ขี น้ึ และรกั ษาใหด้ ี 5. สร้างนิสยั (shitsuke : ซิท-ซิ-เคท) หมายถงึ การสรา้ งนิสยั และมวี นิ ยั ในตนเอง โดยการปฏบิ ตั อิ ยา่ งต่อเน่อื งจนเกดิ จติ สานกึ หรอื เกดิ ความเคยชนิ เป็นนิสยั จากองค์ประกอบดงั กล่าวได้มกี ารอธบิ ายถึงความหมายขององค์ประกอบของแต่ละ กจิ กรรม 5ส. จะเน้นการปฏบิ ตั ิ 4ส. แรก การทจ่ี ะทากจิ กรรม 5ส. ดาเนินไปในหน่วยงานอย่าง ต่อเน่ือง และราบร่นื จะต้องสรา้ งทมี งานให้มคี วามเขม้ แขง็ เพ่อื นาไปสู่ความสาเรจ็ โดยใหเ้ กิด ความรว่ มมอื กนั ทุกฝ่าย ทุกระดบั และสรา้ งความเขา้ ใจถงึ แนวปฏบิ ตั ิ รวมทงั้ ใหท้ ราบถงึ ผลลพั ธ์ ในการปฏบิ ตั ิ 5ส. ท่กี ่อใหเ้ กดิ ผลด้านการผลติ ทาให้ผลผลติ เพมิ่ และสรา้ งประสทิ ธภิ าพในการ ทางาน และทาใหล้ ดอุบตั เิ หตุในการทางานได้ ดงั สรปุ ไดโ้ ดยยอ่ ดงั ตารางท่ี 9.1
555 ตารางท่ี 9.1 สรปุ ความหมายและกจิ กรรม 5ส.เพ่อื ความปลอดภยั ในการทางาน กิจกรรม 5ส. คานิ ยาม ความหมายในทางปฏิบตั ิ สะสาง แยก และกาจดั สง่ิ ของทไ่ี ม่จาเป็น - แยกส่ิงของท่ีไม่จาเป็ น และ เคล่อื นยา้ ยออกไป รวมทงั้ ปรมิ าณ ของท่ีเกินความจาเป็ นออกจาก บรเิ วณการทางาน สะดวก จดั ใหง้ ่ายในการใช้ - จดั ให้ง่ายในการใช้เก็บไว้ใน สภาพท่ีดี และไม่ก่อให้เกิดการ ผดิ พลาด สะอาด ทาความสะอาดทุกอย่างในบรเิ วณ - ทาความสะอาดและตรวจสอบให้ ทป่ี ฏบิ ตั งิ าน ทวั่ ทงั้ หมด สขุ ลกั ษณะ รกั ษามาตรฐานทด่ี ี -ป้องกนั มใิ หเ้ กดิ ความสกปรก และ รกั ษาสขุ อนามยั ทด่ี ไี ว้ สรา้ งนิสยั การรกั ษาวนิ ยั ตนเองจนเป็นนิสยั - การปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บกฎเกณฑ์ ข อ ง ห น่ ว ย ง า น อ ย่ า ง ส ม่ า เ ส ม อ จนกลายเป็นการกระทาท่เี กิดขน้ึ เ อ ง โ ด ย อัต โ น มัติ ห รือ โ ด ย ธรรมชาติ ดงั นัน้ หลกั การหรอื องค์ประกอบของกิจกรรม 5ส. จาเป็นต้องอธิบายลกั ษณะของ องคป์ ระกอบของแต่ละ ส. วา่ ประกอบดว้ ยลกั ษณะ วธิ กี าร การปฏบิ ตั ิ และประโยชน์ของการทา กจิ กรรม 5ส.มผี ลต่อการปฏบิ ตั งิ านเพ่อื ให้เกดิ ประโยชน์ต่อด้านการผลติ หรอื สานักงาน และ ช่วยใหล้ ดอุบตั เิ หตุในการทางาน โดยลกั ษณะดงั น้ี 1. ส. ตวั ท่ี 1 สะสาง (SEIRI : เซริ) หลกั การของสะสาง เป็นการแยกของท่ไี ม่ตอ้ งการออกจากของท่ตี อ้ งการ เพราะถ้าเรามขี องมากเกนิ ความ จาเป็นแลว้ จะทาใหเ้ กดิ ปัญหาเก่ยี วพน้ื ทค่ี บั แคบ ไมม่ พี น้ื ทใ่ี นการวางสงิ่ ของหรอื ใชส้ อย จงึ ตอ้ ง มกี ารสารวจแยกแยะใหช้ ดั เจนว่าจดุ ใด บรเิ วณพน้ื ทท่ี ท่ี างาน อุปกรณ์ ลน้ิ ชกั โต๊ะทางานของแต่ ละคน ตเู้ กบ็ เอกสาร / ตเู้ กบ็ ของ / ชนั้ วางของ บรเิ วณรอบโต๊ะทางาน เป็นต้น อย่างไรกต็ ามการ สะสาง ไมไ่ ดม้ คี วามหมายวา่ ทง้ิ ของ แต่มคี วามหมายวา่ แยกแยะของมคี ่า และไมม่ คี ่า ส่วนของมี ค่ากข็ าย และบรจิ าค ขนั้ ตอนของการสะสาง จะตอ้ งทาการสารวจสงิ่ ของในพ้ืนทป่ี ฏบิ ตั งิ านโดย แบ่งสงิ่ สารวจ 3 ประเภท 1.1 สง่ิ ของทจ่ี าเป็นในการปฏบิ ตั งิ าน ไดแ้ ก่ เอกสาร อุปกรณ์ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชท้ างานเป็น
556 ประจาควรจดั วางของเหล่าน้ีไวใ้ นบรเิ วณหรอื พน้ื ทท่ี ง่ี ่ายต่อการหยบิ จบั มาใชง้ านไดง้ า่ ย และไม่ ทาใหต้ อ้ งเสยี เวลาในการเคลอ่ื นยา้ ย และไมก่ ่อใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุในการทางานไดง้ า่ ย 1.2 สง่ิ ของทไ่ี มจ่ าเป็นในการปฏบิ ตั งิ าน คอื สง่ิ ของทไ่ี ม่จาเป็นหรอื ไมเ่ ก่ยี วขอ้ งในการ ปฏบิ ตั ิงาน อันจะก่อให้เกิดการกีดขวางการปฏบิ ตั ิงาน หรอื ทาให้ขดั ข้องในการปฏิบตั ิงาน สามารถสะสางไดท้ นั ที เช่น เอกสารทไ่ี ม่ใชแ้ ลว้ เศษกระดาษ กล่องกระดาษ ลงั ไม้ ทไ่ี ม่ใชง้ าน หรอื ใชง้ านไม่ได้แลว้ ขยะ เศษเหลก็ เศษวสั ดุ ทจ่ี ะก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายต่อการทางานเคล่อื นยา้ ย กดี ขวางทางหนไี ฟ หรอื ทางช่องทางหนีไฟ เป็นตน้ 1.3 พ้นื ทท่ี ่มี โี อกาสเสย่ี งต่อการเกดิ อุบตั เิ หตุหรอื ประสบอนั ตรายในการปฏบิ ตั งิ าน ซ่งึ อาจเป็นพน้ื ทท่ี ม่ี กี ารใหบ้ รกิ ารต่อลูกคา้ เช่น บรเิ วณการบรกิ ารซ่อมต่าง ๆ ทอ่ี าจมวี สั ดุกดี ขวาง น้ามนั ล่นื ทพ่ี น้ื อาจทาใหเ้ กดิ อุบตั เิ หตุระหว่างการปฏบิ ตั งิ านและการให้บรกิ ารต่อลกู คา้ ได้ เช่น สถานทซ่ี ่อมรถ สถานทซ่ี อ่ มเครอ่ื งจกั ร เป็นตน้ หรอื อาจจะเป็นบรเิ วณทเ่ี ป็นทอ่ี บั มมุ ของหอ้ งทา ใหม้ ดื มองไมช่ ดั เจนกจ็ าเป็นตอ้ งมกี ารสารวจเพ่อื ใหม้ กี ารตดิ ไฟใหส้ ว่างเพ่อื ลดการเกดิ อุบตั เิ หตุ ในการปฏบิ ตั งิ านได้ หลกั การสะสางทส่ี าคญั อกี สงิ่ หน่งึ คอื ตอ้ งมกี ารถ่ายภาพก่อนทาและ หลงั ทาการสะสาง หลกั สะสางจงึ สามารถเขยี นไดด้ งั ภาพท่ี 9.2 ส่ิงของ จาเป็ นในการใช้งาน ไม่จาเป็ นในการใช้งาน จดั สะดวก ใช้ได้ ใช้ไม่ได้ โอน จดั เกบ็ ขาย ทิ้ง ภาพท่ี 9.2 หลกั การของสะสาง
557 ส่ิงท่ีควรหลีกเล่ียงในการสะสาง 1. ใหร้ บี ลงมอื สะสาง “ไมผ่ ดั วนั ประกนั พรงุ่ ” 2. ไมเ่ กย่ี งงาน หรอื ขอรอ้ งใหช้ ว่ ยสะสางแทน โดยอา้ ง “ไมม่ เี วลา” เพราะผทู้ ส่ี ะสางแทน จะไม่กล้าตดั สนิ ใจในการเก็บหรอื ทาลาย และน่ีคอื จุดอ่อนของการสะสาง ท่จี ะนาไปสู่การไม่ บรรลุวตั ถุประสงคข์ องกจิ กรรม 5 ส 3. ไมเ่ ป็นนกั สะสมของเก่า เพราะส่วนใหญ่ชอบเกบ็ ของเก่า เช่น นามบตั ร ไวใ้ ตก้ ระจก หรอื ถ่ายเอกสารต่าง ๆ ไวเ้ ตอื นความจา ควรตรวจสอบดูถ้าเอกสารเลยกาหนดเวลาควรกาจดั ออกไป ประโยชน์ท่ีได้รบั จากการสะสาง 1. ขจดั ความส้ินเปลอื งของการใช้พ้นื ท่กี ล่าวคอื มพี ้นื ท่วี ่างจากการขจดั สง่ิ ของท่ไี ม่ จาเป็นหรอื วางเกะกะออกไป 2. ขจดั ความส้นิ เปลืองทรพั ยากร วสั ดุต่าง ๆ ท่ใี ช้ในการผลติ รวมทัง้ ลดการชารุด เสยี หายของเครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชอ้ ุปกรณ์ต่าง ๆ 3. ลดปรมิ าณการเกบ็ / สารองวสั ดุสง่ิ ของ ขจดั สง่ิ ทไ่ี มจ่ าเป็นออกประหยดั พน้ื ทใ่ี นการ เกบ็ สง่ิ ของ 4. ลดการเกบ็ เอกสารซ้าซอ้ น สามารถใชง้ านไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เมอ่ื เวลาคน้ หาต้องการใช้ เอกสาร หรอื ลดเวลาในการคน้ หาเอกสาร 5. เหลอื เน้อื ทข่ี องหอ้ งทางาน ตู้ หรอื ชนั้ เกบ็ เอกสารไวใ้ ชป้ ระโยชน์มากขน้ึ 6. สถานทท่ี างานดกู วา้ งขวาง โปรง่ / สะอาดตา น่าทางานยงิ่ ขน้ึ 7. ลดขอ้ ผดิ พลาดหรอื ขจดั ความผดิ พลาดจากการทางาน ภาพท่ี 9.3 การขจดั สงิ่ ของทไ่ี มใ่ ชแ้ ลว้ มาจดั ใหเ้ ป็นหมวดหมแู่ ละมรี ะเบยี บเรยี บรอ้ ย
558 2. ส. ตวั ท่ี 2 สะดวก (SEITON : เซตง) ในขนั้ ตอนน้ีเป็นการจดั ของใหเ้ ป็นระเบยี บเพ่อื ความสะดวกซง่ึ งา่ ยต่อการใชง้ านให้ พนักงานทุกรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และมคี วามปลอดภยั สุขอนามยั ดี หวั ใจของสะดวก คอื หยบิ สง่ิ ของง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา เน้นความคล่องตวั ขจดั การค้นหา ดงั นัน้ การจดั สะดวกให้ คานึงถงึ การทางานตอ้ งมี 1) ประสทิ ธภิ าพ 2) คณุ ภาพ และ 3) ความปลอดภยั ใหม้ ากทส่ี ุด หลกั การของสะดวก 1. วางสงิ่ ของ เคร่อื งมอื อุปกรณ์เสรจ็ แลว้ ท่ใี ชง้ านให้เป็นท่เี ป็นทาง และมปี ้ายบอก สง่ิ ของ 2. การนาสงิ่ ของเครอ่ื งมอื อุปกรณ์ไปใชง้ านใหเ้ น้นการนามาเกบ็ ทเ่ี ดมิ 3. สง่ิ ของอุปกรณ์เครอ่ื งใชง้ านบ่อยใหว้ างใกลต้ วั เพ่อื สะดวกรวดเรว็ ประหยดั เวลาในการ หยบิ ใชง้ าน และชว่ ยอุบตั เิ หตุในการทางาน 4. วางสง่ิ ของอุปกรณ์ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชง้ านใหจ้ ดั เป็นหมวดหมู่ ในกรณใี นการจดั ทาหลกั การสะดวกในสานักงาน ต้องดาเนินการ ดงั น้ี 1. งานท่เี ก่ยี วข้องกบั การบรกิ าร หรอื ต้องติดต่อบุคคลทวั่ ไป ควรอยู่ชนั้ ล่างหรอื ดา้ นหน้า 2. งานท่ที างานเก่ยี วขอ้ งกนั หรอื ทางานร่วมกนั ควรมีพ้นื ท่ที างานใกลก้ นั หรอื อย่ชู นั้ เดยี วกนั เพอ่ื ใหก้ ลไกลของงานเรว็ ขน้ึ 3. งานหลกั และอุปกรณ์ทต่ี ดิ ตงั้ ยากควรจดั วางในทท่ี จ่ี ะไมเ่ คล่อื นยา้ ยบอ่ ย 4. ชอ่ งทางเดนิ เขา้ ออก ควรกวา้ งเหมาะสมกบั จานวนผใู้ ชง้ าน และตอ้ งไม่มสี ง่ิ กดี ขวาง มปี ้ายแขวน หรอื มเี สน้ กาหนดชดั เจน 5. มพี ้นื ท่แี สดงสถานท่ที างาน มชี ่อื กลุ่ม กลุ่มงาน ช่อื และตาแหน่งของบุคลากรท่ี ปฏบิ ตั งิ าน 6. จดั วางโต๊ะ เกา้ อ้ี อุปกรณ์เครอ่ื งใช้ เฉพาะทใ่ี ชง้ านไดด้ ี และมจี านวนเหมาะสมหรือ เทา่ กบั จานวนของผใู้ ช้ 7. อุปกรณ์ เครอ่ื งใช้ คอมพวิ เตอรท์ ่ใี ชร้ ว่ มกนั จดั วางบนโต๊ะกลาง ทุกคนสามารถใช้ งานไดเ้ มอ่ื ตอ้ งการ 8. ตเู้ อกสาร ควรมหี มายเลขลาดบั หรอื ตวั อกั ษรลาดบั ตดิ ไวท้ ม่ี มุ บนซา้ ยของตู้ เพ่อื บอก ลาดบั ก่อนหลงั ของตู้ หรอื ตดิ เลขลาดบั ขนาดย่อมทม่ี ุมซา้ ยของตู้ทม่ี หี ลายลน้ิ ชกั เช่น ตู้ ล้นิ ชกั และมชี ่อื ผรู้ บั ผดิ ชอบแสดงไวท้ ม่ี มุ ดา้ นขวา 9. ลน้ิ ชกั หรอื ชนั้ วาง ทอ่ี ยรู่ ะดบั สายตา ควรจดั เป็นทจ่ี ดั เกบ็ แฟ้มทใ่ี ชง้ านบอ่ ย 10. จดั ทาบญั ชรี ายช่อื หรอื ค่มู อื การจดั เกบ็ เอกสารไวท้ โ่ี ต๊ะทางาน 11. แฟ้มเอกสารมหี มายเลขแฟ้ม หรอื รหสั แฟ้ม ตามระบบการจดั เกบ็ เอกสาร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 785
- 786
- 787
- 788
- 789
- 790
- 791
- 792
- 793
- 794
- 795
- 796
- 797
- 798
- 799
- 800
- 801
- 802
- 803
- 804
- 805
- 806
- 807
- 808
- 809
- 810
- 811
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 800
- 801 - 811
Pages: