Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Published by Chalermkiat Deesom, 2020-08-19 23:59:17

Description: คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน 4 สาย

Search

Read the Text Version

คูมือปฏิบัติสมถวิปสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย พุทโธ อานาปานสติ ยุบหนอ พองหนอ รูปนาม สัมมาอรหัง จัดพิมพโดย วัดหลวงพอสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี Dhammaintrend รว่ มเผยแพรแ่ ละแบง่ ปันเป็ นธรรมทาน

คมู อื ปฏบิ ตั ิ สมถวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ๕ สาย ISBN : 978-974-401-963-9 จำนวน ๖๔๘ หนา พมิ พค รงั้ ท่ี ๑ : พฤษภาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๓,๐๐๐ เลม จดั พมิ พโ ดย : วดั หลวงพอ สดธรรมกายาราม อำเภอดำเนนิ สะดวก จงั หวดั ราชบรุ ี ๗๐๑๓๐ โทรศพั ท ๐-๓๒๒๕-๓๖๓๒ กดตอ ๒๒๐/๑๙๑, ๐๘-๓๐๓๒-๘๙๐๗ โทรสาร ๐-๓๒๒๕-๔๙๕๔ www.dhammakaya.org จดั ทำรปู เลม /เรยี งพมิ พ : กองงานสอื่ สง่ิ พมิ พ วดั หลวงพอ สดฯ ภคั กร เมอื งนลิ เพชรเกษมการพมิ พ พมิ พท ี่ : บรษิ ทั เพชรเกษม พรนิ้ ตง้ิ กรปุ จำกดั ๑๘/๔๙ ถ.ทรงพล ต.ลำพยา อ.เมอื ง จ.นครปฐม ๗๓๐๐๐ โทร.๐-๓๔๒๕-๙๗๕๘, ๐-๓๔๒๕-๙๗๕๙ โทรสาร ๐-๓๔๒๕-๓๔๖๕ โทรสายดว น ๐-๓๔๒๕-๙๑๑๑ สายดว นมอื ถอื ๐-๑๘๕๒-๗๕๕๕ www.pkprinting.com









สัมโมทนียกถา ตามทคี่ ณะกรรมการบรหิ าร ศนู ยป ระสานงานสำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมประจำจงั หวดั แหง ประเทศไทย (ศปท.) โดย ทา นเจา คณุ พระราชญาณวสิ ฐิ ประธานคณะกรรมการบรหิ าร ได มมี ตใิ หจ ดั ทำ “หนงั สอื คมู อื การปฏบิ ตั ธิ รรม (สมถวปิ ส สนากมั มฏั ฐานตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔)” ของสำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมใหญ ๕ สำนกั คอื สำนกั พทุ โธ สำนกั อานาปานสติ สำนกั ยบุ พอง สำนกั รปู นาม และสำนกั สมั มาอรหงั โดยใหร วบรวมขอ มลู จากสำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมทง้ั ๕ นน้ั มาเรียบเรียงขึ้น เพื่อเปนแนวทางการศึกษาสัมมาปฏิบัติพระสัทธรรมของพระพุทธเจา ตามแบบท่ีสำนักใหญ ๕ สำนัก ตางเลือกถือธรรมเปนอารมณสมถวิปสสนากัมมัฏฐาน ตามจรติ อธั ยาศยั ของตน เปน แนวทางปฏบิ ตั ภิ าวนาและสอนศษิ ยานศุ ษิ ยส บื ตอ ๆ กนั มานนั้ บดั น้ี ศปท. ไดจ ดั ทำหนงั สอื คมู อื ดงั กลา วเสรจ็ เรยี บรอ ย และไดผ า นการพจิ ารณาของ คณะกรรมการทปี่ รกึ ษาและคณะกรรมการบรหิ าร ศปท. เพอ่ื ขอคำแนะนำในการปรบั ปรงุ แกไ ข แลว ศปท. จกั ไดน ำเสนอตอ มหาเถรสมาคม เพอ่ื ขอประทานเมตตาพจิ ารณา “รบั ทราบ” แลว จกั ไดจ ดั พมิ พ ออกเผยแพรใ หเ ปน ประโยชนแ กก ารศกึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ขิ องพทุ ธบรษิ ทั ผสู นใจในธรรม ตอ ไป ขาพเจาเห็นวา หนังสือคูมือการปฏิบัติธรรม (สมถวิปสสนากัมมัฏฐานตามแนว สตปิ ฏ ฐาน ๔) ของสำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมใหญ ๕ สำนกั ท่ี ศปท. ไดร วบรวมขอ มลู จาก ๕ สำนกั ใหญมาเรยี บเรยี งขนึ้ เพอ่ื จดั พมิ พเ ปน เลม เพอื่ นำออกเผยแพรน น้ั มคี ณุ ประโยชนแ กก ารศกึ ษา- สัมมาปฏิบัติพระสัทธรรมของพระพุทธเจาเปนอยางย่ิง และประการสำคัญท่ีสุด คือ ใหผ สู นใจศกึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ไิ ดม โี อกาสเลอื กวธิ ปี ฏบิ ตั ิ (สมถวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน) ตามจรติ อธั ยาศยั ของตน ประการ ๑ และยงั มหี นงั สอื “คมู อื การศกึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ไิ ตรสกิ ขาตามแนวสตปิ ฏ ฐาน ๔” ท่ี ศปท. ไดต งั้ คณะอนกุ รรมการรวบรวมขอ มลู และเรยี บเรยี งขนึ้ ตามแนวอรรถาธบิ ายในคมั ภรี  ปกรณว เิ ศษ “วสิ ทุ ธมิ รรค” ไวเ ปน คมู อื การศกึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ใหเ ปน ทเี่ ขา ใจหลกั และ วธิ กี ารปฏบิ ตั สิ มถวปิ ส สนากมั มฏั ฐาน ตลอดถงึ ผลของการปฏบิ ตั ิ ทเี่ ปน มาตรฐานเดยี วกนั ใหผ สู นใจในการศกึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ไิ ดอ าศยั หนงั สอื คมู อื ดงั กลา ว เปน แนวทางปฏบิ ตั ใิ หต รง (อชุ ปุ ฏปิ นโฺ น) ตามพระสทั ธรรมของพระพทุ ธเจา โดยไมห ลงทาง และใหส ามารถปฏบิ ตั ไิ ด

ถกู ตอ งตรงทาง (ญายปฏปิ นโฺ น) เพอ่ื ใหถ งึ ธรรมทค่ี วรรู ไดแ ก สมั มาปฏปิ ทามรรค เปน ตน และ เพอ่ื ใหบ รรลธุ รรมทคี่ วรบรรลไุ ดเ ปน อยา งดี อกี ประการ ๑ ขา พเจา จงึ ขออนโุ มทนาสาธกุ ารดว ยเปน อยา งยง่ิ ทศี่ นู ยป ระสานงานสำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรม ประจำจงั หวดั แหง ประเทศไทย (ศปท.) โดย พระราชญาณวสิ ฐิ ประธานคณะกรรมการบรหิ าร ศนู ยฯ เจา อาวาส และ เจา สำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมประจำจงั หวดั ราชบรุ ี แหง ท่ี ๑ (โดยมตมิ หาเถร สมาคม) วดั หลวงพอ สดธรรมกายาราม อ.ดำเนนิ สะดวก จ.ราชบรุ ี และคณะผจู ดั ทำหนงั สอื คมู อื การปฏบิ ตั ธิ รรมฯ ของสำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมใหญๆ ๕ สำนกั ดงั กลา ว และขออนโุ มทนาสาธกุ าร กบั ผรู ว มเปน เจา ภาพอปุ ถมั ภก ารจดั พมิ พห นงั สอื ดงั กลา วน้ี ใหเ ปน ประโยชนแ กก ารศกึ ษาสมั มา- ปฏบิ ตั ขิ องสาธชุ นพทุ ธบรษิ ทั ใหก วา งขวางออกไปยงิ่ ขนึ้ ไดเ ปน ประโยชนแ กก ารสบื บวรพระพทุ ธ- ศาสนาใหเ จรญิ และมน่ั คงสบื ไป ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงไดโปรดดลบันดาลประทานพร ใหคณะผูจัดทำคณะ กรรมการบรหิ าร และกรรมการทป่ี รกึ ษา ศปท. ผชู ว ยพจิ ารณาใหข อ แนะนำ อกี ทง้ั คณะเจา ภาพอปุ ถมั ภ บำรุงการจัดพิมพหนังสือนี้ทุกทาน จงเจริญรุงเรืองในพระสัทธรรมของพระพทุ ธเจา ดว ยการ ไดศ กึ ษาสมั มาปฏบิ ตั ธิ รรม ไดพ น ไปจากไตรวฏั ฏะ (กเิ ลสวฏั ฏะ กรรมวฏั ฏะ และวปิ ากวฏั ฏะ) และ ไดถ งึ มรรค ผล นพิ พาน ตามรอยบาทพระพทุ ธองค และขอจงเจรญิ ดว ยอายุ วรรณะ สขุ ะ พละ ปฏภิ าณ ธรรมสาร/ธนสารสมบตั ิ ปรารถนาสงิ่ ใดโดยชอบ กอปรดว ยเหตปุ จ จยั ฝา ยบญุ กศุ ล ของจงสำเรจ็ สมมโนรถ ตามปรารถนาทกุ ประการ เทอญ (สมเดจ็ พระมหารชั มงั คลาจารย) กรรมการมหาเถรสมาคม แมก องบาลสี นามหลวง เจา คณะใหญห นเหนอื อธบิ ดสี งฆ วดั ปากน้ำ ภาษเี จรญิ ประธานคณะกรรมการทปี่ รกึ ษา ศนู ยป ระสานงานสำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรมประจำจงั หวดั แหง ประเทศไทย (ศปท.) ๙ ธนั วาคม ๒๕๕๒

แบบถงึ พระไตรสรณคมน และ แบบวธิ นี ง่ั สมาธภิ าวนาสายพทุ โธ ของ หลวงปมู น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต โดย พระญาณวสิ ษิ ฎส มทิ ธวิ รี าจารย (พระอาจารยส งิ ห ขนตฺ ยาคโม) วดั ปา สาลวนั อ.เมอื ง จ.นครราชสมี า 1-1

1-2 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ คณะผรู วบรวม ๑. พระมหาพสิ ฐิ เอก เสฏฐ ธมโฺ ม ป.ธ.๙ ๒. พระมหาอธโิ ชค สโุ ชโต ป.ธ.๘ ๓. พระมหาชนิ ณฐั พนธ วชริ วโํ ส ป.ธ.๗ ๔. พระมหาสมชาติ สชุ าโต ป.ธ.๓ ๕. พระมหาพพิ ฒั พงศ ฐติ ธมโฺ ม ป.ธ.๖ 1-2

1-3 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ 1-3

1-4

คำนำ พระกมั มฏั ฐานสายพทุ โธ กค็ อื อานาปานสั สตกิ มั มฏั ฐานนนั่ เอง แตพ ระเถราจารยข องไทย ไดน ำเอาพทุ ธคณุ ซงึ่ เปน กมั มฏั ฐานอยา งหนง่ึ ทเ่ี รยี กวา “พทุ ธานสุ สต”ิ มาประกอบกบั อานาปานสั สติ เพอื่ ใหจ ติ เปน สมาธงิ า ยขนึ้ เมอ่ื ปฏบิ ตั เิ หน็ ผลดว ยตนเองแลว จงึ ไดน ำมาสอนศษิ ยานศุ ษิ ยใ หไ ด ผลดเี ปน ลำดบั สบื มา และเปน ทนี่ ยิ มกนั แพรห ลายมาจนทกุ วนั น้ี แตเ นอ่ื งจากการเจรญิ ภาวนาสายพทุ โธในประเทศไทยมมี ากหลายสำนกั แตล ะสำนกั อาจ จะเหมอื นกนั หรอื แตกตา งกนั ไปบา งเลก็ นอ ยในสว นเบอื้ งตน คอื ขนั้ สมถะ สว นในขนั้ วปิ ส สนากล็ ว น เปน อนั เดยี วกนั (แมก รรมฐานสายอน่ื กเ็ ชน เดยี วกนั ) ดงั นนั้ จงึ ขอนำเอาเฉพาะพระกรรมฐาน สายพทุ โธ ทมี่ คี รบู าอาจารยผ มู ชี อื่ เสยี งและมศี ษิ ยานศุ ษิ ยน ยิ มนบั ถอื และปฏบิ ตั ติ ามเปน จำนวนมาก มานำเสนอไวใ นทน่ี ้ี คอื สายของพระอาจารยม น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต เนอื่ งดว ยวา หากจะนำวธิ ขี องครบู าอาจารย ตา งๆ ทใ่ี ชค ำภาวนาวา “พทุ โธ” มาลงไวท ง้ั หมด กเ็ หน็ วา เปน การเหลอื วสิ ยั สำหรับขอมูลหลักปฏิบัติพระกัมมัฏฐานสายพุทโธ ของพระอาจารยม่ัน ภูริทตฺโต ท่ีมี หลักฐานเปนแบบแผนมาแตเดิมนั้น ไดรับความเอ้ือเฟอจากวัดปาสาลวัน นำมามอบให ซ่ึง หลวงพอ พธุ ฐานโิ ย (ศษิ ยท มี่ ชี อื่ เสยี งรปู หนงึ่ ของพระอาจารยม น่ั ) ไดส บื ทอดและแสดงเทศนาไว เปน หลกั ปฏบิ ตั ทิ พ่ี ระอาจารยเ สารแ ละพระอาจารยม นั่ (อาจารยแ ละศษิ ย) ไดป รกึ ษากนั มอบหมาย ใหพ ระอาจารยส งิ ห ขนตฺ ยาคโม และพระอาจารยม หาปน ปญฺ าพโล ผเู ปน ลกู ศษิ ยร ว มกนั เขยี น ขนึ้ ไวเ ปน หลกั ในการปฏบิ ตั ิ ทงั้ แบบการถงึ ไตรสรณคมน และแบบวธิ นี งั่ สมาธภิ าวนา นบั วา หาได ไมง า ยนกั ในปจ จบุ นั ทจ่ี ะไดพ บตำรบั ตำราทคี่ รบู าอาจารยช นั้ ตน ๆ ทเ่ี ปน ลกู ศษิ ยข องพระอาจารย มน่ั ไดเ รยี บเรยี งไว ดงั นน้ั จงึ นำมาลงไวท งั้ ๒ แบบตามตน ฉบบั เพอื่ ใหท า นผทู สี่ นใจไดน ำไป ศึกษาปฏิบัติสืบไป พระมหาพสิ ฏิ ฐเ อก เสฏฐ ธมโฺ ม หัวหนาคณะผูรวบรวม 1-5

สารบัญ แบบถึงพระไตรสรณคมน ........................................................................................................ ๙ วิธีรักษาพระไตรสรณคมน ............................................................................................................. ๑๓ ตอ งไหวพ ระ นง่ั สมาธทิ กุ วนั .......................................................................................................... ๑๔ แผเมตตาตนและผูอื่น .................................................................................................................... ๑๔ วิธีบูชาดอกไมธูปเทียน .................................................................................................................. ๑๖ แบบวิธีน่ังสมาธิภาวนา ........................................................................................................ ๑๗ ท่ีมาแหงการภาวนา ...................................................................................................................... ๑๗ ประเภทแหงการภาวนา ................................................................................................................ ๑๘ สมถภาวนา ๓ อยา ง ..................................................................................................................... ๑๘ สมถะคืออะไร ................................................................................................................................. ๑๘ ธรรมที่ตองเจริญอยูเปนนิตย ....................................................................................................... ๒๐ การฝกสมาธิภาวนา .............................................................................................................. ๒๑ วิธีน่ังสมาธิภาวนา......................................................................................................................... ๒๑ ต้ังสติลงตรงหนา ...........................................................................................................................๒๒ รวมจติ เขา ตงั้ ไวใ นจติ ..................................................................................................................๒๒ สำรวจแลวนึก ............................................................................................................................... ๒๓ ภวงั ค ..................................................................................................................................... ๒๔ วิธีออกจากสมาธิ ......................................................................................................................... ๒๗ อรยิ มรรคสมงั คี ..................................................................................................................... ๒๙ วิธีตกแตงอริยมรรค ......................................................................................................................๓๑ วิธีเดินจงกรมภาวนา ............................................................................................................ ๓๔ นิมิตสมาธิ ............................................................................................................................. ๓๖ วิธีแกนิมิตสมาธิ .............................................................................................................................๓๘ ญาตปริญญาวิธี .............................................................................................................................๓๙ 1-6

ตีรณปริญญาวิธี ............................................................................................................................. ๔๑ แกปฏิภาคนิมิตภายนอก................................................................................................................ ๔๑ แกปฏิภาคนิมิตภายใน .................................................................................................................. ๔๒ วิธีพิจารณาโครงกระดูก ................................................................................................................ ๔๕ พิจารณารวมศูนยกลาง................................................................................................................. ๔๖ เจริญปหานปริญญาวิธี ................................................................................................................. ๔๗ ตัวอยางคำสอนเร่ืองการเจริญภาวนา ของพระอาจารยม่ัน ภูริทตฺโต ...................................... ๕๐ บรรณานุกรม .................................................................................................................................๕๓ 1-7

1-8

แบบถึงพระไตรสรณคมน พระพทุ ธเจา ทรงพระมหากรณุ า ประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาลงในโลก ยอ มทรงวาง ระเบยี บแบบแผนไวค รบบรบิ รู ณแ ลว แบบถงึ พระไตรสรณคมนก ม็ แี ลว แตข าดผนู ำ จงึ ไม ไดถ อื เปน หลกั ปฏบิ ตั สิ บื มาจนถงึ สมยั ปจ จบุ นั ทกุ วนั นี้ เนอื่ งดว ยเหตนุ ้ี จงึ จำเปน ตอ งนำมา ลงไวเ ปน แบบปฏบิ ตั สิ บื ไป พทุ ธบรษิ ทั ทง้ั ๔ คอื ๑. พระภกิ ษุ และสามเณร ๒. พระภกิ ษณุ ี และสามเณรี ๓. อบุ าสก ๔. อบุ าสกิ า ทง้ั ๔ จำพวก เมอ่ื นอ มตนเขา มานบั ถอื พทุ ธศาสนาน้ี ยอ มประกาศปฏญิ าณตนถงึ พระไตรสรณคมน ทกุ คนตลอดไป ตามแบบทพ่ี ระองคไ ดท รงพระมหากรณุ าโปรดพระเจา พมิ พสิ ารกบั ทงั้ บรวิ าร ๑๑ นหตุ และทรงโปรดสงิ คาลมาณพนน้ั พระองคท รงตรสั เทศนาจบลงแลว พระเจา พมิ พสิ าร กบั ทงั้ บรวิ าร ๑๐ นหตุ ไดส ำเรจ็ โสดาปต ตผิ ล อกี นหตุ หนงึ่ นน้ั ถงึ พระไตรสรณคมน สวนสิงคาลมาณพ เมื่อฟงธรรมเทศนาจบลง ก็ไดประกาศปฏิญาณตนถึงพระ- ไตรสรณคมนด งั ตอ ไปนี้ คอื เปลง วาจาวา “เอสาหํ ภนเฺ ต สจุ ริ ปรนิ พิ พฺ ตุ มปฺ  ตํ ภควนตฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ธมมฺ จฺ ภกิ ขฺ สุ งฆฺ จฺ อปุ าสกํ (อปุ าสกิ )ํ มํ สงโฺ ฆ ธาเรตุ อชชฺ ตคเฺ ค ปาณเุ ปตํ สรณํ คตํ ฯ ทตุ ยิ มปฺ  เอสาหํ ... ตตยิ มปฺ  เอสาหํ ... อชชฺ ตคเฺ ค ปาณเุ ปตํ สรณํ คต”ํ แปลความวา 1-9

1 - 10 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พุทโธ “ขา พเจา ขอถงึ พระผมู พี ระภาคเจา แมป รนิ พิ พานนานมาแลว กบั พระธรรมและพระอรยิ สงฆส าวก วา เปน ทพี่ ง่ึ ทร่ี ะลกึ ทนี่ บั ถอื ของขา พเจา ตลอดสน้ิ ชวี ติ ขอสงฆจ งจำไว ซงึ่ ขา พเจา วา เปน อบุ าสก (อบุ าสกิ า) ตง้ั แตน เี้ ปน ตน ไปตราบเทา สนิ้ ชวี ติ ” ตามแบบที่พระพุทธองคไดทรงตรัสแกพระอรหันตขีณาสพพุทธสาวก ๖๐ องค ณ ปา อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ใกลเ มอื งพาราณสี ทสี่ ง ไปประกาศพระพทุ ธศาสนา เพอื่ ใหส ำเรจ็ กจิ บรรพชาอปุ สมบทแกก ลุ บตุ รทงั้ ปวง ดว ยวธิ ใี หถ งึ พระไตรสรณคมนน ้ี และในสมยั นกี้ ไ็ ดถ อื เปน แบบถงึ พระไตรสรณคมน ทง้ั อบุ าสกอบุ าสกิ า และบรรพชาเปน สามเณร พระอาจารยผูนำใหถึงพระไตรสรณคมนนี้ พึงแนะนำพร่ำสอนใหรักษาความสัตย ความจรงิ ในพระไตรสรณคมนอ ยา งยงิ่ ดงั ตอ ไปน้ี คอื ๑. สอนใหน ง่ั คกุ เขา กราบ ดว ยเบญจางคป ระดษิ ฐ ๓ ครงั้ แลว เตอื นใหร กั ษาความ จรงิ วา เวลานเี้ ปน เวลารกั ษาความสตั ยค วามจรงิ คอื รา งกายทน่ี งั่ คกุ เขา ประนมมอื อยบู ดั นี้ พงึ ทราบวา เปน รา งกายทจ่ี ะประกาศตน ถงึ พระไตรสรณคมนจ รงิ ๆ ๒. วาจาทก่ี ลา วถงึ คณุ พระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ ในกาลบดั นี้ พงึ ทราบวา เปน วาจาทไี่ ดป ระกาศตนถงึ พระไตรสรณคมนจ รงิ ๓. นำ้ ใจทน่ี อ มนกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ พงึ ทราบวา เปน น้ำใจจรงิ ๔. พงึ ตง้ั เปน ความสตั ยอ ธษิ ฐานไวใ นใจวา ขา พเจา นบั ถอื เอา คณุ พระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ ทง้ั ๓ เปน สรณะ ทพี่ งึ่ ทร่ี ะลกึ ทนี่ บั ถอื ของขา พเจา ตงั้ แตบ ดั นเี้ ปน ตน ไปตราบเทา สิ้นชีวิต เมอ่ื ตง้ั เปน ความสตั ยแ ลว พงึ นำใหถ งึ พระไตรสรณคมน ดงั ตอ ไปน้ี อรหํ สมมฺ าสมพฺ ทุ โฺ ธ ภควา พทุ ธฺ ํ ภควนตฺ ํ อภวิ าเทมิ ฯ (กราบลงครงั้ หนง่ึ ) สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมโฺ ม ธมมฺ ํ นมสสฺ ามิ ฯ (กราบลงครงั้ หนงึ่ ) สปุ ฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ สงฆฺ ํ นมามิ ฯ (กราบลงครงั้ หนงึ่ ) นำวา นโม ๓ จบ นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ธฺ สสฺ ฯ

1 - 11 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ นำวา ถงึ พระไตรสรณคมน พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ ทตุ ยิ มปฺ  พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ ทตุ ยิ มปฺ  ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ ทตุ ยิ มปฺ  สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ ตตยิ มปฺ  พทุ ธฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ ตตยิ มปฺ  ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ ตตยิ มปฺ  สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ าม,ิ แปลความวา ขา พเจา ขอถงึ พระพทุ ธเจา กบั ทง้ั พระธรรม และพระอรยิ สงฆ สาวกวา เปน สรณะ ทพี่ งึ่ ทรี่ ะลกึ ทนี่ บั ถอื ของขา พเจา ตงั้ แตบ ดั นเี้ ปน ตน ไปตราบเทา สนิ้ ชวี ติ ของขา พเจา นแ้ี ล ฯ นำระลกึ ถงึ พระพทุ ธคณุ อติ ปิ  โส ภควา อรหํ สมมฺ า สมพฺ ทุ โฺ ธ วชิ ชฺ าจรณสมปฺ นโฺ น สคุ โต โลกวทิ ู อนตุ ตโฺ ร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ สตถฺ า เทวมนสุ สฺ านํ พทุ โฺ ธ ภควาติ ฯ กราบลงหมอบนงิ่ อยวู า กาเยน วาจาย ว เจตสา วา พทุ เฺ ธ กกุ มมฺ ํ ปกตํ มยา ยํ พทุ โฺ ธ ปฏคิ คฺ ณหฺ ตุ อจจฺ ยนตฺ ํ กาลนตฺ เร สวํ รติ ุ ํ ว พทุ เฺ ธ ฯ จบพระพทุ ธคณุ แลว เงยขนึ้ นำระลกึ ถงึ คณุ พระธรรม สวฺ ากขาโต ภควตา ธมโฺ ม สนทฺ ฏิ ฐ โิ ก อกาลโิ ก เอหปิ สสฺ โิ ก โอปนยโิ ก ปจฺจตฺตํ เวทติ พโฺ พ วิ ฺ หู ตี ิ ฯ

1 - 12 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ กราบหมอบลงนงิ่ อยวู า กาเยน วาจาย ว เจตสา วา ธมเฺ ม กกุ มมฺ ํ ปกตํ มยา ยํ ธมโฺ ม ปฏคิ คฺ ณหฺ ตุ อจจฺ ยนตฺ ํ กาลนตฺ เร สวํ รติ ุํ ว ธมเฺ ม ฯ จบพระธรรมคณุ แลว เงยขนึ้ นำระลกึ ถงึ คณุ พระอรยิ สงฆส าวก สปุ ฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ อชุ ปุ ฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ ญายปฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ สามจี ปิ ฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ ยททิ ํ จตตฺ าริ ปรุ สิ ยคุ านิ อฏฐ ปรุ สิ ปคุ คฺ ลา เอส ภควโต สาวกสงโฺ ฆ อาหเุ นยโฺ ย ปาหเุ นยโฺ ย ทกขฺ เิ ณยโฺ ย อชฺ ลกี รณโี ย อนตุ ตฺ รํ ปุ ญฺ กเฺ ขตตฺ ํ โลกสสฺ าติ ฯ กราบหมอบลงนงิ่ อยวู า กาเยน วาจาย ว เจตสา วา สงเฺ ฆ กกุ มมฺ ํ ปกตํ มยา ยํ สงโฺ ฆ ปฏคิ คฺ ณหฺ ตุ อจจฺ ยนตฺ ํ กาลนตฺ เร สวํ รติ ุํ ว สงเฺ ฆ ฯ จบสงั ฆคณุ แลว เงยขนึ้ กราบ ๓ หน นงั่ พบั เพยี บประนมมอื ฟง คำสงั่ สอนในระเบยี บวธิ รี กั ษาและปฏบิ ตั ไิ ตรสรณคมนต อ ไป ผทู ไ่ี ดป ฏญิ าณตน ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ แลว ชอื่ วา เปน “พทุ ธบรษิ ทั ” ชายเปน อบุ าสก หญงิ เปน อบุ าสกิ า ในพระพทุ ธศาสนา มหี นา ทจี่ ะตอ งปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนา สบื ตอ ไป

1 - 13 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ วธิ รี กั ษาพระไตรสรณคมน วธิ รี กั ษาพระไตรสรณคมนไ มใ หข าดและไมใ หเ ศรา หมอง ดงั นี้ ๑. เปน ผตู ง้ั อยใู นความเคารพ ๖ ประการคอื เคารพในพระพทุ ธเจา ๑ เคารพในพระธรรม ๑ เคารพในพระอรยิ สงฆส าวก ๑ เคารพในความไมป ระมาท ๑ เคารพในไตรสกิ ขา ๓ คอื ศลี สมาธิ ปญ ญา ๑ เคารพในปฏสิ นั ถาร การตอ นรบั ๑ ตองเปนผูมีความเล่ือมใสนับถือพระรัตนตรัยเปนสรณะท่ีพึ่งที่ระลึกของตนจริงๆ ถา ประมาทเมอ่ื ไร กข็ าดจากคณุ พระรตั นตรยั เมอ่ื นนั้ ๒. เวน จากการนบั ถอื พระภมู ติ า งๆ คอื ไมน บั ถอื ภตู ผิ ี ปศ าจ พระภมู เิ จา ท่ี เทวบตุ ร เทวดา มนต กลคาถา วชิ าตา งๆ ตอ ไป ถา นบั ถอื เมอื่ ไร กข็ าดจากคณุ พระรตั นตรยั เมอื่ นนั้ ๓. ไมเ ขา รดี เดยี รถยี  นคิ รนถ คอื ไมน บั ถอื ลทั ธวิ ธิ ี ศาสนาอน่ื ภายนอกพระพทุ ธศาสนา มาเปนสรณะที่พึ่งที่ระลึกของตน สืบตอไป ถานับถือเขารีดเดียรถียเม่ือไรก็ขาดจาก พระรตั นตรยั เมอ่ื นน้ั ๔. ไมนับถือลัทธิศาสนาพราหมณ คือ ไมดูไมดูหมอ แตงแกแตงบูชา เสียเคราะห เสยี เขญ็ เปน ตน ถา นบั ถอื เมอื่ ไร กเ็ ศรา หมองในคณุ พระรตั นตรยั เมอื่ นนั้ ๕. เปน ผเู ชอ่ื กรรม เชอ่ื ผลของกรรม เชน เชอื่ วา ทำชวั่ ไดช วั่ ทำดไี ดด ี เปน ตน ตลอด จนความเชอ่ื ความตรสั รขู องพระสมั มาสมั พทุ ธเจา เปน ทส่ี ดุ ไมเ ชอ่ื มงคลตนื่ ขา ว ตอ งเปน ผมู สี มาธเิ สมอ ถา ขาดสมาธเิ มอื่ ไรกข็ าดศรทั ธาความเชอ่ื เมอื่ นนั้ ถา ขาดศรทั ธาความเชอ่ื เมอ่ื ไร กเ็ ศรา หมองในคณุ พระรตั นตรยั เมอ่ื นนั้

1 - 14 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ ตอ งไหวพ ระ นง่ั สมาธทิ กุ วนั ทา นสอนใหป ฏบิ ตั ใิ จของตนเอง เพราะคณุ พระพทุ ธเจา พระธรรม พระสงฆ ทง้ั ๓ น้ี สำเรจ็ ดว ยใจ ลว นเปน คณุ สมบตั ขิ องใจทง้ั นนั้ ทา นจงึ สอนใหป ฏบิ ตั ใิ จของตนใหเ ปน คนหมน่ั คนขยนั ไหวพ ระทกุ วนั นง่ั สมาธทิ กุ วนั “ปฐมํ ยามํ จงกฺ มาย นสิ ชชฺ ํ อาวรณเิ ยหิ ธมเฺ มหิ จติ ตฺ ํ ปรโิ สเธต”ิ เวลากอ นเขา นอนตอนหวั ค่ำใหเ ดนิ จงกรมแลว ทำพธิ ี ไหวพ ระเจรญิ พรหมวหิ าร นง่ั สมาธภิ าวนาทำใหจ ติ สงบและตงั้ มน่ั เปน สมาธกิ อ นเขา นอน “อฑฒฺ รตตฺ ํ จงกฺ มาย นสิ ชชฺ ํ อาวรณเิ ยหิ ธมเฺ มหิ จติ ตฺ ํ ปรโิ สเธต”ิ เวลาเทย่ี งคนื นอนตนื่ ขน้ึ เปน เวลาทส่ี งบสงดั ดี ใหเ ดนิ จงกรม ทำพธิ ไี หวพ ระ เจรญิ พรหมวหิ าร นงั่ สมาธภิ าวนา ทำจติ ใหส งบ และตงั้ มน่ั เปน สมาธแิ นว แน จงึ นอนตอ ไปอกี “ปจฉฺ มิ ํ ยามํ จงกฺ มาย นสิ ชชฺ ํ อาวรณเิ ยหิ ธมเฺ มหิ จติ ตฺ ํ ปรโิ สเธต”ิ เวลาปจ จบุ นั สมยั จวนใกลร งุ ใหล กุ ขนึ้ แตเ ชา ลา งหนา เชด็ หนา เรยี บรอ ย แลว ทำ พิธีไหวพระเจริญพรหมวิหาร น่ังสมาธิ ภาวนาทำจิตใหสงบและตั้งม่ันเปนสมาธิแนวแน แลว เดนิ จงกรมตอ ไปอกี จนแจง เปน วนั ใหม จงึ ประกอบการงานตอ ไป ฯ แผเ มตตาตน ขอเราจงเปน ผมู คี วามสขุ ๆ เถดิ ขอเราจงเปน ผปู ราศจากทกุ ขท ง้ั ปวงเถดิ อหํ สขุ โิ ต โหมิ ขอเราจงเปน ผปู ราศจากเวรทง้ั ปวงเถดิ นทิ ทฺ กุ โฺ ข โหมิ ขอเราจงเปน ผปู ราศจากความเบยี ดเบยี นทงั้ ปวงเถดิ อเวโร โหมิ ขอเราจงปราศจากความลำบากยากเขญ็ ทงั้ ปวงเถดิ อพยฺ าปชโฺ ฌ โหมิ ขอเราจงเปน ผมู คี วามสขุ ตลอดทกุ เมอ่ื เถดิ อนโี ฆ โหมิ สขุ ี อตตฺ านํ ปรหิ รามิ

1 - 15 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ เจรญิ เมตตาผอู นื่ สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท ง้ั หลายทเ่ี ปน เพอื่ นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทงั้ หมดทง้ั สนิ้ สขุ ติ า โหนตฺ ุ จงเปน สขุ ๆ เถดิ สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท งั้ หลายทเี่ ปน เพอื่ นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทงั้ หมดทง้ั สนิ้ อเวรา โหนตฺ ุ จงอยา ไดเ ปน ผมู เี วรแกก นั และกนั เลย สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท ง้ั หลายทเ่ี ปน เพอื่ นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทงั้ หมดทง้ั สนิ้ อพยฺ าปชฌฺ า โหนตฺ ุ จงอยา ไดเ ปน ผเู บยี ดเบยี นแกก นั และกนั เลย สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท งั้ หลายทเี่ ปน เพอ่ื นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทง้ั หมดทง้ั สนิ้ อนฆี า โหนตฺ ุ จงอยา มคี วามลำบากยากแคน ทงั้ ปวงเถดิ สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท งั้ หลายทเี่ ปน เพอ่ื นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทง้ั หมดทงั้ สนิ้ สขุ ี อตตฺ านํ ปรหิ รนตฺ ุ จงเปน ผมู คี วามสขุ ตลอดทกุ เมอื่ เถดิ เจรญิ กรณุ า สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท งั้ หลายทเ่ี ปน เพอ่ื นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทง้ั หมดทงั้ สนิ้ สพพฺ ทกุ ขา ปมุ จฺ นตฺ ุ จงเปน ผพู น จากทกุ ขท ง้ั ปวงเถดิ เจรญิ มทุ ติ า สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท งั้ หลายทเ่ี ปน เพอื่ นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทง้ั หมดทงั้ สนิ้ ลทธฺ สมปฺ ตตฺ โิ ต มา วคิ จฉฺ นตฺ ุ จงอยา ไดป ราศจากสมบตั อิ นั ตนไดเ กดิ แลว เถดิ เจรญิ อเุ บกขา สพเฺ พ สตตฺ า สตั วท งั้ หลายทเ่ี ปน เพอื่ นทกุ ข เกดิ แกเ จบ็ ตาย ดว ยกนั ทงั้ หมดทง้ั สนิ้ กมมฺ สสฺ กา เปน ผมู กี รรมเปน ของตน กมมฺ ทายาทา มกี รรมเปน ผใู หผ ล กมมฺ โยนี มกี รรมเปน แดนเกดิ กมมฺ พนธฺ ู มกี รรมเปน ผตู ดิ ตาม กมมฺ ปฏสิ รณา มกี รรมเปน ทพ่ี งึ่ อาศยั ยํ กมมฺ ํ กรสิ สฺ นตฺ ิ จกั ทำกรรมอันใดไว กลยฺ าณํ วา ปาปกํ วา จกั ทำกรรมทเี่ ปน บญุ หรอื เปน บาป ตสสฺ ทายาทา ภวสิ สฺ นตฺ ิ เราจกั เปน ผรู บั ผลของกรรมนน้ั ๆ

1 - 16 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พุทโธ วธิ บี ชู าดอกไมธ ปู เทยี น ยมหํ สมมฺ าสมพฺ ทุ ธํ ภควนตฺ ํ สรณํ คโต (ผหู ญงิ ใหเ ปลยี่ น คโต เปน คตา) พระผมู พี ระภาคเจา พระองคเ ปน ผตู รสั รแู ลว เองโดยชอบพระองคใ ด ขา พเจา ถงึ แลว วา เปน ทพ่ี งึ่ กำจดั ภยั ไดจ รงิ อมิ นิ า สกกฺ าเรน ตํ ภควนตฺ ํ อภปิ ชู ยามิ ฯ ขา พเจา บชู าพระผมู พี ระภาคเจา พระองคน นั้ ดว ยเครอ่ื งสกั การะอนั นี้ (กราบลงครง้ั หนงึ่ ) ยมหํ สวฺ ากขฺ าตํ ภควตา ธมมฺ ํ สรณํ คโต (ผหู ญงิ ใหเ ปลยี่ น คโต เปน คตา) พระธรรมที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสเทศนาไวดีแลวเหลาใด ขาพเจาถึงแลววาเปน ทพี่ ง่ึ กำจดั ภยั ไดจ รงิ อมิ นิ า สกกฺ าเรน ตํ ธมมฺ ํ อภปิ ชู ยามิ ฯ ขา พเจา บชู าพระธรรมเหลา นน้ั ดว ยเครอื่ งสกั การะอนั น้ี (กราบลงครง้ั หนง่ึ ) ยมหํ สปุ ฏปิ นนฺ ํ สงฆฺ ํ สรณํ คโต (ผหู ญงิ ใหเ ปลยี่ น คโต เปน คตา) พระสงฆส าวกของพระผมู พี ระภาคเจา เปน ผปู ฏบิ ตั ดิ แี ลว หมใู ด ขา พเจา ถงึ แลว วา เปน ทพี่ ง่ึ กำจดั ภยั ไดจ รงิ อมิ นิ า สกกฺ าเรน ตํ ภควนตฺ ํ อภปิ ชู ยามิ ฯ ขา พเจา บชู าพระสงฆห มนู นั้ ดว ยเครอื่ งสกั การะอนั น้ี (กราบลงครงั้ หนงึ่ )

1 - 17 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ แบบวธิ นี ง่ั สมาธภิ าวนา ภาวนา เปน ชอ่ื แหง ความเพยี ร ทน่ี กั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนาไดถ อื เปน ขอ ปฏบิ ตั ดิ ี ปฏบิ ตั ชิ อบอยา งยงิ่ ไมม ขี อ ปฏบิ ตั อิ น่ื ดยี ง่ิ ขน้ึ ไปกวา ท่ีมาแหงการภาวนา ภาวนานี้ มมี าใน สมั มปั ปธาน ๔ ประการ คอื ๑. ปหานปธาน เพยี รสละบาปอกศุ ล ใหข าดจากสนั ดาน ๒. สงั วรปธาน เพยี รสำรวมระวงั รกั ษา ไมใ หบ าปเกดิ ขน้ึ ในสนั ดาน ๓. ภาวนาปธาน เพยี รภาวนา ใหบ ญุ กศุ ลเกดิ ขน้ึ ในสนั ดาน ๔. อนรุ กั ขนาปธาน เพยี รรกั ษาบญุ กศุ ลทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว ไมใ หเ สอ่ื มสญู อนั ตรธาน ขอ ท่ี ๓ แหง สมั มปั ปธาน ความวา ภาวนาปธาน เพยี รบำเพญ็ บญุ กศุ ลใหเ กดิ ในสนั ดาน น้ี เปนขอปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนาอยางดียิ่ง ไมมีขอปฏิบัติอ่ืนดีย่ิงข้ึนไปกวา พทุ ธบรษิ ทั ทงั้ ๔ จะเวน เสยี มไิ ด จำเปน ตอ งบำเพญ็ ภาวนาปธานทกุ คนตลอดไป จงึ เปน ไป เพอื่ พน จากทกุ ขใ นวฏั ฏสงสาร สำเรจ็ พระอมตมหานครนฤพาน หรอื สำเรจ็ มรรคผลธรรมวเิ ศษ บรรลจุ ตปุ ฏสิ มั ภทิ าญาณ แตกฉานในหอ งพระไตรปฎ ก ดว ยการบำเพญ็ ภาวนาปธานนท้ี ง้ั นน้ั ถาไมไดบำเพ็ญภาวนาปธานนี้แลว ก็ไมเปนไปเพื่อพนจากทุกขในวัฏฏสงสาร คือไมสำเร็จ พระนพิ พานเลยเปน อนั ขาด อนง่ึ ภาวนาปธาน น้ี เปน ยอดแหง ขอ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบทง้ั ปวง คอื พทุ ธบรษิ ทั ทง้ั ๔ เมอื่ มกี ารบำเพญ็ ทาน และรกั ษาศลี ใหบ รสิ ทุ ธดิ์ แี ลว จำเปน ตอ งมกี ารบำเพญ็ ภาวนา หรือเหลาพระภิกษุสามเณร เมื่อไดบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาแลว ตองบำเพ็ญ สมั มปั ปธานทง้ั ๔ ประการมี ภาวนาปธานเปน ยอด คอื บำเพญ็ ศลี สมาธิ ปญ ญา ใหถ งึ พรอ ม ดว ยความไมป ระมาท คำวา “ภาวนา” แปลวา ทำใหเ กดิ ใหม ี ใหเ ปน คอื ทำกาย วาจา ใจ ใหเ ปน ศลี

1 - 18 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พุทโธ สมาธิ ปญ ญา หรอื ทำขนั ธสนั ดานของตนทเี่ ปน ปถุ ชุ น ใหเ ปน พระอรยิ บคุ คลในพระพทุ ธศาสนา หรอื มฉิ ะนนั้ กก็ ระทำขนั ธสนั ดานของตน ทเี่ ปน พระโพธสิ ตั วใ หไ ดต รสั รพู ระอนตุ ตรสมั มา- สมั โพธญิ าณ เปน พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ขน้ึ ในโลก นบั วา กระทำใหเ ปน ไปในธรรมวนิ ยั ทง้ั ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธท เี ดยี ว ประเภทแหง การภาวนา พระอนรุ ทุ ธาจารยเ จา แยกประเภทภาวนาตามลำดบั ชน้ั ไวเ ปน ๒ ประการ ๑. สมถภาวนา ทำใจใหม สี ตสิ มั ปชญั ญะ สงบจากกามารมณ ตงั้ มน่ั เปน สมาธภิ าวนา ๒. วปิ ส สนาภาวนา ทำใจทม่ี สี ตสิ มั ปชญั ญะ และสมาธบิ รบิ รู ณแ ลว ใหเ กดิ มปี ญ ญา ในเบอื้ งตน น้ี จะกลา วสมถภาวนากอ นแลว จงึ จะกลา ววปิ ส สนาภาวนา โดยลำดบั เมอ่ื ภายหลงั สมถภาวนา ๓ อยา ง ในพระคมั ภรี  อภธิ มั มตั ถสงั คหะ พระอนรุ ทุ ธาจารยเ จา แยกประเภทแหง สมถภาวนา ไวเ ปน ๓ ประการ คอื ๑. บรกิ รรมภาวนา เวลานงั่ สมาธภิ าวนา ใชบ รกิ รรมบทใดบทหนงึ่ ๒. อปุ จารภาวนา จติ ตงั้ มน่ั เปน อปุ จารสมาธิ ๓. อัปปนาภาวนา จติ ตง้ั มน่ั เปน อปั ปนาสมาธิ สมถะคอื อะไร ในเรอ่ื ง สมถภาวนาวธิ ี มวี ธิ ปี ฏบิ ตั ลิ ะเอยี ดมาก แตใ นบทเนอ้ื ความยอ น้ี จะกลา ว เฉพาะใจความยอ ๆ พอใหท ราบลว งหนา ไวว า สมถะคอื อะไร พระสมถกรรมฐานทงั้ ๔๐ ประการ คอื อบุ ายภาวนาใหจ ติ เปน สมาธิ เมอ่ื กลา วถงึ เรอื่ งทจ่ี ติ เปน สมาธิ ดำเนนิ ถกู ในหนทางอรยิ มรรคอรยิ ผลแลว กเ็ ปน อนั ถกู ตอ งแลว ในพระสมถกรรมฐานทงั้ ๔๐ ประการ

1 - 19 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ อกี ประการหนงึ่ พระสมถกรรมฐานทง้ั ๔๐ ประการเหลา น้ี มอี าจารยบ างจำพวก สอนคณะศษิ ยานศุ ษิ ยข องตน ใหข น้ึ พระสมถกรรมฐานทงั้ ๔๐ ประการ เปน หอ งๆ ไป ครบ ทงั้ ๔๐ ประการ เปน ๔๐ หอ ง กระทำใหค ณะสานศุ ษิ ยเ ขา ใจผดิ และถอื เปน ถกู คอื ถอื เอาวา พระกรรมฐานทง้ั ๔๐ หอ ง ใครไดข นึ้ หอ งไหนกไ็ ดแ ตห อ งนนั้ ไมไ ดค รบ ทงั้ ๔๐ หอ ง ถา ตอ งการใหค รบทง้ั ๔๐ หอ ง ตอ งขน้ึ ไปทลี ะหอ งๆ จนครบทง้ั ๔๐ หอ ง จงึ จะไดพ ระกรรมฐาน ๔๐ ประการ ดงั นี้ เปน การสอนผดิ และเขา ใจผดิ ถอื ผดิ เปน ถกู จาก พระบรมศาสดาจารย เปน อยา งยง่ิ ความจรงิ พระธรรมวนิ ยั ทง้ั ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ เปน ธรรมแทง เดยี วกนั สมเด็จพระสัพพัญูบรมครูเจา พระองคทรงเปนพระวิภัชชวาที คือ พระองคทรง จำแนกขนั ธ ๕ คอื กาย กบั ใจ ในตวั ของมนษุ ยค นเดยี วเทา นน้ั เปน ทงั้ พระธรรมทงั้ พระวนิ ยั ครบจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ รวมกนั เขา กเ็ ปน ธรรมแทง เดยี วกนั เม่ือพระธรรมวินัย เปนธรรมแทงเดียวกันอยูแลว อาจารยบางจำพวกมาสอนให แตกตา งออกไปเปน หอ งๆ ไมส อนใหร วมเปน แทง เดยี วกนั ชอื่ วา สอนผดิ จากพระบรมศาสดา- จารยเ ปน อยา งยง่ิ อีกประการหนึ่ง นักปฏิบัติใหมท้ังหลายยังไมรูช้ันภูมิแหงจิต ตัดสินไมไดวา สมถกรรมฐานเพยี งแคไ หน เมอื่ ไรจะถงึ วปิ ส สนากรรมฐานสกั ที ครนั้ ไดน ง่ั สมาธิ บงั เกดิ มีความรูนิดๆ หนอยๆ ก็เขาใจวาตนไดวิปสสนาญาณเสียแลว ก็เปนผูหลงผิดติดอยูใน สมถกรรมฐานตลอดไป เนอื่ งดว ยเหตนุ ้ี จงึ จำเปน ตอ งกลา วเนอ้ื ความยอ ของสมถะไวด งั ตอ ไปนี้ สมเดจ็ พระสพั พญั บู รมครเู จา เมอ่ื พระองคท รงตรสั รพู ระอนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณ เปน พระพทุ ธเจา ขนึ้ ในโลกแลว พระองคย อ มทรงรแู จง วา เวไนยสตั วท ง้ั หลาย ลว นเปน ผหู ลงขอ งอยใู นวฏั ฏสงสาร ไมเ หน็ หนทางพระนพิ พาน จงึ เอาตนใหพ น จากทกุ ขไ มไ ด เม่ือพระองคทรงพระมหากรุณาโปรดเวไนยสัตวทั้งหลายใหพนจากทุกขภัยใน วฏั ฏสงสาร จงึ จำเปน ตอ งตะลอ มเอาน้ำใจของเวไนยสตั วท งั้ หลาย ใหส งบจากเครอื่ งขอ ง

1 - 20 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ รวมเขา สวู ถิ หี นทางพระนพิ พาน ซง่ึ เปน หนทางเอกในโลก ไมม หี นทางอนื่ ยง่ิ ไปกวา และเปน ทางอนั เกษมจากโยคะทงั้ ปวง วธิ ที พี่ ระองคท รงตะลอ มเอาจติ ใหส งบจากเครอื่ งขอ ง รวมเขา สวู ถิ หี นทางพระนพิ พาน นี้แลเปนวิธีสำคัญ จึงจำเปนตองทรงพระมหากรุณาตรัสเทศนาส่ังสอนใหเจริญพระ สมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ บทใดบทหน่ึง เฉพาะเปนที่สบายแกจริตหรือนิสัยของตน เทา นนั้ ไมใ ชใ หข น้ึ เปน หอ งๆ ไปจนครบ ๔๐ หอ ง เมอื่ ไดพ ระสมถกรรมฐานเปน ทส่ี บายแกจ รติ ของตนแลว พระองคท รงพระมหากรณุ า ตรสั เทศนาโปรดใหน ง่ั สมาธภิ าวนาทเี ดยี ว วธิ นี ง่ั สมาธภิ าวนา มแี จง อยใู นบทนงั่ สมาธขิ า งหนา ขอ ทนี่ กั ปฏบิ ตั ใิ หมท ง้ั หลาย จะพงึ วนิ จิ ฉยั วา พระสมถกรรมฐานเพยี งแคไ หน เมอื่ ไหร จะถงึ วปิ ส สนากรรมฐานสกั ที ขอ นใ้ี หพ งึ วนิ จิ ฉยั ในวธิ นี งั่ สมาธภิ าวนา ซง่ึ กลา วตอ ไปในบทนง่ั สมาธขิ า งหนา ธรรมทต่ี อ งเจรญิ อยเู ปน นติ ย นกั ปฏบิ ตั ทิ ง้ั หลายในพระพทุ ธศาสนานี้ พงึ เปน ผมู ศี ลี เปน ทรี่ กั มวี ตั รปฏบิ ตั พิ รอ ม บรบิ รู ณ และมธี รรมซง่ึ มอี ปุ การะมาก เปน ทเี่ จรญิ อยู จงึ เปน ผเู จรญิ รงุ เรอื ง ธรรมมอี ปุ การะมาก มหี ลายประการ แตจ ะกลา วในทนี่ เ้ี ฉพาะ ๓ ประการ คอื ๑. อปปฺ มาโท อมตํ ปทํ พงึ เปน ผไู มป ระมาท ซงึ่ เปน บทธรรมอนั ไมต าย ๒. สตมิ า ปรมิ ขุ สตึ พงึ เปน ผมู สี ตเิ ฉพาะหนา เสมอ ๓. สมปฺ ชาโน พงึ เปน ผมู สี มั ปชญั ญะ รจู ติ เสมอ ธรรม ๓ ประการเหลา นี้ เปน ธรรมมอี ปุ การะมาก นกั ปฏบิ ตั ยิ อ มเจรญิ อยเู ปน นจิ

1 - 21 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ การฝก สมาธภิ าวนา ปพุ พภาค (เบอื้ งตน ) แหง การปฏบิ ตั ิ นกั ปฏบิ ตั ิ ฝา ยคฤหสั ถ พงึ ประกาศปฏญิ าณตน ถงึ พระไตรสรณคมน เปน อบุ าสก อบุ าสกิ า กอ น แลว สมาทานศลี ๕ หรอื ศลี ๘ ใหบ รสิ ทุ ธิ์ กราบพระหรอื ไหวพ ระเสรจ็ แลว เจรญิ พรหมวหิ าร ๔ จบแลว จงึ นง่ั สมาธภิ าวนาตอ ไป นกั ปฏบิ ตั ฝิ า ยบรรพชติ พงึ ทำการบรรพชาอปุ สมบทใหบ รบิ รู ณ ดว ยสมบตั ิ ๕ ประการ คอื วตั ถสุ มบตั ิ ญตั ตสิ มบตั ิ อนสุ าวนาสมบตั ิ สมี าสมบตั ิ ปรสิ สมบตั ิ ชำระศลี ใหบ รสิ ทุ ธิ์ ทำวตั ร สวดมนต เจรญิ พรหมวหิ าร ๔ จบแลว จงึ นงั่ สมาธติ อ ไป วธิ นี ง่ั สมาธภิ าวนา พระพุทธพจนในโอวาทปาติโมกข “อธิ อรยิ สาวโก โวสสฺ คคฺ ารมมฺ ณํ กรติ วฺ า ลภติ สมาธึ ลภติ จติ ตฺ สเฺ สกคคฺ ตนตฺ ิ ความวา “พระอริยสาวก ในพระธรรมวินัยน้ี กระทำกรรมฐานคือน่ังสมาธิ ภาวนา มกี ารสละลงเปน อารมณ ยอ มไดส มาธิ ไดค วามทจ่ี ติ มธี รรมชาติ เปน หนง่ึ ” ดงั นี้ วิธีน่ังสมาธิภาวนา ทานสอนใหน่ังขัดสมาธิ เอาขาเบ้ืองขวาวางทับขาเบ้ืองซาย มอื เบอ้ื งขวาวางทบั มอื เบอ้ื งซา ย “อชุ ุํ กายํ ปณธิ าย” พงึ ตงั้ กายใหต รง คอื อยา นง่ั ใหก ม นกั เปน คนหนา ควำ่ หนา ต่ำ ไมด ี และอยา นงั่ เงยหนา นกั เปน คนหนา สงู เกนิ ไป ไมพ อดพี องาม ทง้ั อยา ใหเ อยี งไปขา งซา ย ขา งขวา ขา งหนา ขา งหลงั ตงั้ ตวั ใหเ ทยี่ งตรงจรงิ ๆ อยา กดและอยา ขม อวยั วะรา งกายแหง ใดแหง หนง่ึ ใหล ำบากกายเปลา ๆ พงึ วางกาย ใหส บายเปน ปกตเิ รยี บรอ ย

1 - 22 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ ขอ ทต่ี งั้ กายใหต รงน้ี พงึ ดรู ปู พระพทุ ธเจา นงั่ สมาธเิ ปน ตวั อยา ง เมอื่ นงั่ ตง้ั ตวั ตรงดแี ลว อชุ ุํ จติ ตฺ ํ ปณธิ าย พงึ ตง้ั จติ ใหต รง คอื ตง้ั สตลิ งตรงหนา กำหนดรซู งึ่ จติ เฉพาะหนา ไมส ง จติ ใหฟ งุ ซา นไปเบอ้ื งหนา อนาคตกาล อนั ยงั มาไมถ งึ และไมใ หฟ งุ ซา นไปเบอื้ งหลงั อดตี กาล อนั ลว งไปแลว กเ็ ปน อนั ลว งไปแลว ทง้ั ไมใ หฟ งุ ซา นไปเบอื้ งบน เบอ้ื งลา ง เบอื้ งซา ย เบอื้ งขวา ทงั้ ไมใ หฟ งุ ซา นไปในทางตา ทางหู ทางจมกู ทางลนิ้ ทางกาย ทางใจ ทางใดทางหนงึ่ พงึ เปน ผมู สี ติ กำหนดจติ รวมเขา ตงั้ ไวใ นจติ จนกวา จติ จะเปน เอกคั คตาจติ ตง้ั สตลิ งตรงหนา (พระอาจารย ผนู ำพงึ อธบิ ายตรงนใี้ หแ จง ) จติ เปน ผรู โู ดยธรรมชาติ เปน แตเ พยี งสกั วา รู คอื รสู กึ รนู กึ รคู ดิ รรู อ น รเู ยน็ รไู ดเ หน็ ไดย นิ ไดฟ ง และรดู มกลนิ่ ลม้ิ รส สมั ผสั ถกู ตอ ง สงิ่ สารพดั ทงั้ ปวง แตจ ติ นน้ั ไมร จู กั พนิ จิ พจิ ารณา วนิ จิ ฉยั ตดั สนิ อะไรไมไ ดท ง้ั นนั้ จงึ เปน อนั วา จติ นี้ ไมร จู กั ดี ไมร จู กั ชว่ั ไมร จู กั ผดิ ไมร จู กั ถกู สติ เปน ตวั ผรู ู มอี ำนาจอยเู หนอื จติ สามารถรเู ทา ทนั จติ และรเู รอ่ื งของจติ ไดด วี า เวลานจี้ ติ ดี เวลานจ้ี ติ ไมด ี ตลอดมคี วามสามารถทำการปกครองจติ ของเราใหด ไี ดจ รงิ ๆ นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนานี้ พงึ กำหนดเอาตวั ผรู มู อี ำนาจอยเู หนอื จติ นนั้ มาตง้ั ลงตรงหนา เปน สติ ทำหนา ทกี่ ำหนดรซู งึ่ จติ และรวมเอาดวงจติ เขา ตง้ั ไวใ นจติ พยายาม จนกวา จติ จะรวมเปน หนงึ่ ทา นจงึ จะเปน ผมู สี ตสิ มั ปชญั ญะพรอ มบรบิ รู ณ ในขณะเดยี วกนั รวมจติ เขา ตง้ั ไวใ นจติ สาธุ สพพฺ ตถฺ สวํ โร สพพฺ ทกุ ขฺ า ปมจุ จฺ ต”ิ “มนสา สวํ โร สาธุ สพพฺ ตถฺ สวํ โุ ต ภกิ ขฺ ุ

1 - 23 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ แปลความวา “สำรวมเอาจติ เขา ตงั้ ไวใ นจติ ได เปน การดี และสำรวมระวงั ไมใ ห จติ ฟงุ ซา นไปในทท่ี ง้ั ปวงไดเ ปน การดี ภกิ ษผุ สู ำรวมระวงั รกั ษารอบคอบ ในทที่ ง้ั ปวงแลว ยอ มเปน ผพู น จากทกุ ขท ง้ั ปวง” ดงั น้ี วธิ รี วมจติ พงึ เปน ผมู สี ตติ ง้ั ไวเ ฉพาะหนา กำหนดรซู ง่ึ จติ ซง่ึ เปน ตวั ผรู โู ดยธรรมชาติ ท่ีรูสึก รูนึก รูคิด อยูเฉพาะหนา และพึงพิจารณาหรือระลึกในใจวาพระพุทธเจาอยูในใจ พระธรรมอยใู นใจ พระอรยิ สงฆส าวกอยใู นใจ เมอื่ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ อยใู นใจ ของเรานแี้ ลว เราไมต อ งกงั วลวนุ วายอะไร และไมต อ งสง ใจไปสทู อี่ น่ื เราจะตอ งทำความตกลง กำหนดเอาแตใ จของเราดวงเดยี วเทา นใี้ หไ ด เมอื่ ตกลงดงั น้ี พงึ ตงั้ สตลิ งตรงหนา กำหนดเอาตวั ผรู คู อื จติ เฉพาะหนา นกึ คำบรกิ รรม ภาวนากรรมฐานบทใดบทหนงึ่ ซงึ่ เปน ทสี่ บายแกจ ติ ของตน บรกิ รรมภาวนาสบื ไป สำรวจแลว นกึ กอ นแตจ ะนกึ คำบรกิ รรมภาวนา พงึ ตรวจดใู หร แู นเ สยี กอ นวา สตไิ ดก ำหนดจติ ถกู แลว หรอื ยงั เมอ่ื รวู า สตไิ ดก ำหนดจติ ถกู แลว แตจ ติ ยงั ไมส งบและยงั ไมร วม พงึ ตรวจดจู ติ ตอ ไป วา จติ ทย่ี งั ไมร วมเปน เพราะเหตใุ ด เพราะเปน เพราะจติ ของเรายงั ไมต กลงเชอ่ื มน่ั ตอ คณุ พระรตั นตรยั อยา งนน้ั หรอื หรอื จติ ของเรายงั ฟงุ ซา นไปในอารมณอ ะไร ถา จติ ของเราตกลงเชอ่ื มน่ั ตอ คณุ พระรตั นตรยั วา พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ อยู ในใจของเรานจี้ รงิ แลว กเ็ ปน อนั นกึ คำบรกิ รรมภาวนาไดแ ลว แตถ า ยงั ไมต กลง และไมเ ชอ่ื มน่ั ตอ คณุ รตั นตรยั วา มใี นใจของเราจรงิ กน็ กึ คำบรกิ รรม ภาวนาไมไ ด ถงึ แมน กึ ไป กไ็ มส งบ และไมร วมเปน หนงึ่ ลงได จำเปน ตอ งพจิ ารณา ใหร ู รอบคอบเสยี กอ นวา จติ ของเราคดิ ไปตามอารมณอ ะไร ในอารมณท จี่ ติ คดิ ไปนน้ั เปน อารมณ ทนี่ า รกั หรอื เปน อารมณท นี่ า เกลยี ด เมอ่ื ทราบวา จติ ของเราตดิ อยใู นความรกั กด็ ี หรอื ตดิ อยใู นความเกลยี ดกด็ ี พงึ ทราบ เถดิ วา จติ ของเราลำเอยี ง จงึ ไมต กลง และไมส งบ

1 - 24 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พุทโธ เมอ่ื ทราบความจรงิ ดงั นแ้ี ลว พงึ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบดงั ตอ ไปนคี้ อื ตงั้ สตลิ งเปน คนกลาง กำหนดเอาดวงจติ เขา มาตง้ั ไวเ ปน กลาง ทำความรเู ทา สว นทงั้ ๒ คอื รเู ทา ทงั้ สว นความรกั ทงั้ สว นความเกลยี ด ตงั้ ตรงแนว แนอ ยทู เี่ ฉพาะหนา เมอื่ มสี ตเิ ปน กลาง จติ กย็ อ มเปน กลาง เมอื่ จติ เปน กลาง และไดท ำความรเู ทา สว น ทง้ั ๒ รวมเอาจติ เขา มาตงั้ ไวเ ฉพาะหนา ทงั้ ไดแ ลเหน็ คณุ พระรตั นตรยั แลว จติ นนั้ ปราศจากนวิ รณแ ลว วา งจากอารมณด ี นกึ คำบรกิ รรมภาวนา บทใดบทหนง่ึ ซงึ่ เปน ทส่ี บายของตน เปน ตน วา “พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆๆ” ๓ จบ แลว รวมลงเอาคำเดยี ววา “พทุ โฺ ธๆ” เปน ตน เปน อารมณ นกึ อยแู ตใ นใจ ไมอ อกปากคอื ไมใ หม เี สยี ง มสี ตจิ ดจอ ตอ จติ จรงิ ๆ จนจติ ของเราตกลงสภู วงั คเ อง ใหห ยดุ คำบรกิ รรมนน้ั เสยี แลว มสี ตติ ามกำหนดเอา จติ ในภวงั คใ หต ง้ั มนั่ เปน สมาธติ อ ไป ภวงั ค ในเบอื้ งตน นี้ จะกลา วเรอื่ ง ภวงั ค ใหท ราบกอ น แลว จงึ จะกลา วเรอื่ ง วธิ กี ำหนดรู ซง่ึ จติ ตกลงสภู วงั คเ อง ใหท ราบเมอ่ื ภายหลงั คำวา “ภวงั ค” แปลวา จติ ดวงเดมิ คอื จติ เมอ่ื แรกเขา สปู ฏสิ นธใิ นครรภข องมารดา แลว จติ ตง้ั ภวงั ค ขนึ้ เปน ตวั ภพ เหตนุ น้ั จติ ทตี่ กลงสภู วงั คแ ลว จงึ เรยี กวา จติ ดวงเดมิ อนงึ่ หนา ทขี่ องจติ ในเวลาอยใู นภวงั คน ี้ จติ มหี นา ทท่ี ำการสรา งภพ คอื สบื ตอ อายุ ใหเจริญรุงเรือง ไมทำการรับรูรับเห็นในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางล้ิน หรือทางกาย ภายนอก มนษุ ยท กุ คน เมอื่ เขา สปู ฏสิ นธใิ นครรภข องมารดา จติ ตง้ั ภวงั คข น้ึ เปน ตวั ภพแลว จงึ ไดป ระสตู เิ ปน ชาตมิ นษุ ยม า ในทนี่ ี้ ประสงคจ ะแสดงชอ่ื ของภวงั ค ใหผ ปู ฏบิ ตั ไิ ดท ราบไวท งั้ ๔ ชอ่ื ในลำดบั แหง ขณะจติ ขอ ๑-๒-๓ กบั ขอ ท่ี ๑๐ แหง ขณะจติ ๑๗ ขณะ ดงั ตอ ไปน้ี

1 - 25 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ ๑. อตตี ภวงั คะ จติ อยใู นภวงั ค ปลอ ยอารมณล ว งไปเปลา ๆ ตง้ั แต ๑ ขณะ ถงึ ๑๕ ขณะจติ ๒. ภวงั คจลนะ จติ เคลอ่ื นไหวตวั จะออกจากภวงั ค ๓. ภวงั คปุ จ เฉท จติ ขาดจากความไหวๆ ตวั ๔. ปญ จทวาราวชั ชนะ จติ ตกสทู วารทงั้ ๕ ๕. สนั ตรี ณะ จติ ใครค รวญในอารมณ ๖. สมั ปฏจิ ฉนั นะ จติ นอ มรบั อารมณ ๗. โวฏฐพั พนะ จติ ทต่ี กลงจะถอื เอาอารมณ ๘. กามาพจรชวนะ จติ กามาพจร แลน เนอ่ื งๆ กนั ไป ๗ ขณะจติ ๙. ตทาลมั พนะ จติ รบั เอาอารมณไ ดส ำเรจ็ ความปรารถนา ๑๐. ภวงั คปาทะ จติ ตกลงสภู วงั คเ ดมิ อกี เรอื่ ง ภวงั คจ ติ กบั เรอื่ ง ขณะจติ ทกี่ ลา วมาน้ี เปน จติ ของสามญั มนษุ ยท ว่ั ไปใน โลกทย่ี งั ไมไ ดป ระพฤตปิ ฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนาเลย กเ็ ปน อยอู ยา งนนั้ อนง่ึ เรอื่ งจติ ทอ่ี อกจากภวงั คแ ละตกเขา สภู วงั ค ดังขอ ทกี่ ลา วแลว ในขณะจติ ๑๗ ขณะนน้ั เปน เรอื่ งที่ จติ ออกเรว็ เขา เรว็ มากทส่ี ดุ และออกอยทู กุ เวลาเขา อยทู กุ เวลาท่ี กะพรบิ ตา จนสามญั มนษุ ยท งั้ หลายไมส ามารถตามรทู นั ได แมน ยั นต าเมอ่ื ดสู งิ่ ของอนั หนง่ึ ๆ อยแู ลว จะสา ยสายตาไปดสู ง่ิ อนื่ อกี จติ กต็ กเขา สู ภวงั คก อ นแลว ออกจากภวงั ค จงึ ดสู งิ่ อน่ื ตอ ไปได เปน การรวดเรว็ จนเราไมร สู กึ วา ออก เมอื่ ไร เขา เมอื่ ไร นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนานี้ มปี ระสงคจ ะทำจติ ใหเ ปน สมาธิ มปี ญ ญาปรชี าญาณ รแู จง แทงตลอดในพระธรรมวนิ ยั จงึ จำเปน ตอ งกำหนดใหร จู ติ ทต่ี กลงสภู วงั คเ อง วิธีกำหนดใหรูจิตท่ีตกลงสูภวังค พึงมี “สติ” กำหนดใหรู จิต ในเวลาที่กำลังนึก คำบรกิ รรมภาวนาอยนู นั้ ครน้ั เมอื่ เรามี สติ กำหนดจอ ตอ คำบรกิ รรมจรงิ ๆ จติ ของเรากย็ อ มจดจอ ตอ คำบรกิ รรม ดว ยกนั

1 - 26 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พทุ โธ เมอ่ื จติ จดจอ ตอ คำบรกิ รรมอยแู ลว จติ ยอ มตงั้ อยใู นความเปน กลาง เมอ่ื จติ เปน กลาง จติ ยอ มวางอารมณภ ายนอก เมอื่ จติ วางอารมณภ ายนอกหมดแลว จติ ยอ มตกลงสภู วงั คเ อง เมอื่ จติ ตกลงสภู วงั ค ยอ มแสดงอาการใหร สู กึ ไดท กุ คนตลอดไป คอื แสดงใหร สู กึ วา รวมวบู วาบลง ทง้ั แรงกด็ ี หรอื แสดงใหร สู กึ วา สงบนงิ่ แนล งถงึ ทแี่ ลว สวา งโลง เยอื กเยน็ อยใู นใจ จนลมื ภายนอกคอื ลมื ตนลมื ตวั หรอื ลมื คำบรกิ รรมภาวนา เปน ตน แตบ างคนกไ็ มถ งึ กบั ลมื ภายนอก แตก ย็ อ มรสู กึ วา เบากาย เบาใจ เยอื กเยน็ เปน ท่ี สบายเฉพาะภายในเหมอื นกนั ทกุ คน พระพทุ ธเจา ทรงรบั รองความเบากาย เบาใจ นเ้ี รยี กวา พระยคุ คละ มี ๖ ประการคอื ๑. กายลหตุ า จติ ตลหตุ า แปลวา เบากาย เบาใจ ๒. กายมทุ ตุ า จติ ตมทุ ตุ า แปลวา ออ นหวานพรอ มทง้ั กายทงั้ ใจ ๓. กายปส สทั ธิ จติ ตปส สทั ธิ แปลวา สงบพรอ ม ทงั้ กายทง้ั ใจ ๔. กายชุ คุ คตา จติ ตชุ คุ คตา แปลวา เทย่ี งตรงพรอ มทง้ั กาย ทง้ั ใจ ๕. กายกมั มญั ญตา จติ ตกมั มญั ญตา แปลวา ควรแกก ารกระทำ พรอ มทงั้ กายทง้ั ใจ ๖. กายปาคญุ ญตา จติ ตปาคญุ ญตา แปลวา คลอ งแคลว สะดวกดพี รอ มทง้ั กายทง้ั ใจ และระงบั ทกุ ขเวทนาตา งๆ คอื ระงบั ความเหนด็ ความเหนอื่ ย ความหวิ ทงั้ ปวง ตลอด ความเจบ็ ปวดทกุ ประการ กร็ ะงบั กลบั หายไปพรอ มกนั รสู กึ ไดร บั ความสบายกาย สบายใจ ปลอดโปรง ในใจ ขนึ้ พรอ มกนั ทเี ดยี ว เมอ่ื รสู กึ ดงั ขอ ทก่ี ลา วมานที้ ง้ั สน้ิ หรอื แมแ ตอ ยา งใดอยา งหนงึ่ พงึ รวู า จติ ตกภวงั ค แลว ใหห ยดุ คำบรกิ รรมภาวนาทนี่ กึ อยเู สยี ไมน กึ อะไรตอ ไปอกี เปน แตใ หม สี ตติ ามกำหนด เอาจิตในภวังคนั้นใหได คอื ใหก ำหนดรวู า จติ ของเราเมอื่ ตกเขา ไปสภู วงั คแ ลว ไปตง้ั อยอู ยา งไร เมอ่ื มสี ติ กำหนดรแู ลว ใหม สี ตขิ ดี วงใหร อบ กำหนดเอาจติ ไวใ นขอบเขตบรเิ วณแหง สตนิ น้ั จนกวา

1 - 27 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ จติ นน้ั จะหดตวั ละเอยี ดเขา เอง และใสบรสิ ทุ ธเ์ิ ปน หนง่ึ อยเู องตลอดประชมุ อรยิ มรรคสมงั คี เปน เอกจติ เอกธรรม เอกมรรค อยเู อง เมื่อรูวา จิตประชุมอริยมรรคสมังคีเองแลว พึงเปนผูมีสติตรวจดูใหรูแจงวา สติพรอมทั้งสัมปชัญญะ และสมาธิ กับองคปญญา ตลอดองคอริยมรรคทั้ง ๘ ประการ กป็ ระชมุ พรอ มอยใู นอรยิ มรรคสมงั คี อนั เดยี วกนั เมื่อรูแจงประจักษดังกลาวมาฉะนี้ พึงรักษาความไมประมาทเลินเลอ คืออยา เผลอตวั และอยา เผลอสติ ทงั้ อยา ทอดธรุ ะ ใหม สี ติตามกำหนดรอู ยอู ยา งนน้ั จนกวา จะรสู กึ เหนอื่ ยหรอื ไดเ วลาแลว จงึ ออกจากทนี่ ง่ั ภาวนาอยา งทกี่ ลา วมานเี้ รยี กวา “ภาวนาอยา งละเอยี ด” วธิ อี อกจากสมาธิ เมื่อจะออกท่ีน่ังสมาธิภาวนาน้ัน ใหพึงออกในเวลาที่รูสึกเหน่ือยหรือไดเวลาแลว จงึ ออกจากทนี่ งั่ สมาธภิ าวนา แตเ มอื่ จะออกจากทนี่ งั่ จรงิ ๆ นน้ั อยา ออกใหเ รว็ นกั จน เผลอเรอลมื สติ ไมด ี พึงออกจากท่ีนั่งสมาธิภาวนา ดวยความมีสติพิจารณาเหตุผลใหรอบคอบ ท้ัง กจิ เบอ้ื งตน และกจิ เบอื้ งปลายกอ น คอื กจิ เบอื้ งตน ใหร ะลกึ ถงึ วธิ ที เ่ี ราไดเ ขา นง่ั สมาธคิ รง้ั แรกวา เบอ้ื งตน เราไดเ ขา สมาธิ อยา งไร และไดท งั้ สตกิ ำหนดจติ อยา งไร ไดพ จิ ารณาและนกึ คำบรกิ รรมภาวนาวา กระไร จติ ของเราจงึ สละลง และสงบจากอารมณล งได กจิ เบอ้ื งปลาย คอื เมอ่ื จติ ของเราสงบแลว เราไดต ง้ั สตกิ ำหนดจติ อยา งไร ไดพ จิ ารณา รจู รงิ เหน็ จรงิ อยา งไร ดวงจติ ของเราจงึ รวมเปน หนง่ึ อยไู ด ไมถ อนจากสมาธภิ าวนา เมอื่ พจิ ารณาหรอื ระลกึ ไดแ ลว วา ในเบอ้ื งตน เราไดเ ขา สมาธอิ ยา งนน้ั ตงั้ สตอิ ยา ง นนั้ กำหนดจติ อยา งนน้ั พจิ ารณาและนกึ คำบรกิ รรมอยา งนน้ั จติ ของเราจงึ ไดส งบและ รวมลงมาเปน อยา งน้ี

1 - 28 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ เมอื่ จติ ของเรารวมลงมาแลว ไดต ง้ั สตกิ ำหนดจติ อยา งนี้ พจิ ารณาอยา งนี้ ไดค วาม รจู รงิ เหน็ จรงิ อยา งน้ี เมอ่ื ไดค วามชดั เจนแลว พงึ ทำ โยนโิ สมนสกิ าร คอื กำหนดไวใ นใจวา ถา เราออก จากทนี่ ง่ั นแ้ี ลว เรากจ็ ะกำหนดจติ ของเราไวใ หด อี ยอู ยา งนเี้ สมอตลอดไป ไมใ หเ ผลอสตไิ ด ครน้ั เมอ่ื เขา สมาธอิ กี คราวหลงั เรากจ็ ะเขา ใหถ กู ตามวธิ ที เี่ ราไดท ำมาแลว นที้ กุ ประการ เมื่อไดทำโยนิโสมนสิการคือกำหนดไวในใจดีแลว จึงออกจากที่นั่งสมาธิภาวนา นอนลงไป กใ็ หก ำหนดใจนน้ั ไวจ นนอนหลบั ครน้ั เมอื่ ตนื่ ขน้ึ จากหลบั กใ็ หม สี ตกิ ำหนดเอาใจไวต ลอดวนั และคอื ยนื เดนิ นงั่ นอน พงึ พยายามทำความเปน ผมู สี ตกิ ำหนดรซู ง่ึ จติ ของตนเสมอ จนกวา จะชำนาญ คลอ ง แคลว ดว ย วสี ๕ ประการ คอื ๑. อาวชั ชนวสี ชำนาญในการพจิ ารณาสมาธภิ าวนา ๒. สมาปช ชนวสี ชำนาญในการเขา นงั่ สมาธภิ าวนา ๓. อธษิ ฐานวสี ชำนาญในการตง้ั สติ ทำจติ ใหเ ปน สมาธไิ วใ หม นั่ คง ไมใ หเ คลอ่ื น คลาดจากทกี่ ำหนดเดมิ ๔. วฏุ ฐานวสี ชำนาญในการทจี่ ะออกจากสมาธภิ าวนาโดยมใิ หเ คลอื่ นคลาดจากท่ี กำหนดวธิ กี ารออก การเขา ๕. ปจ จเวกขณวสี ชำนาญในการพจิ ารณาใหร อบคอบ ในเวลาทจ่ี ะออกจากทนี่ ง่ั สมาธิภาวนาน้ัน นกั ปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนา ยอ มเปน ผชู ำนาญในวสที งั้ ๕ ประการ เหลา นี้ ครน้ั เมอ่ื เปน ผชู ำนาญในวสที ง้ั ๕ ประการเหลา นแี้ ลว พงึ ตรวจดชู นั้ ภมู แิ หง จติ วา ภมู จิ ติ ของเรา เทา ทเี่ ราไดพ จิ ารณาเหน็ วา ชำนาญดว ยวสที งั้ ๕ ประการนน้ั ภมู จิ ติ ไดส ำเรจ็ อรยิ มรรค ในคมั ภรี พ ระอภธิ มั มตั ถสงั คหะ พระอนรุ ทุ ธาจารยเ จา สอนใหบ ำเพญ็ วสใี หช ำนาญ โดย ลำดบั ชน้ั ภมู แิ หง อรยิ มรรค อรยิ ผล ดงั ตอ ไปน้ี

1 - 29 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พุทโธ เมอ่ื ชำนาญในปฐมมรรค หรอื ปฐมฌาน ดแี ลว จงึ กระทำความเพยี ร เพอ่ื ละเสยี ซ่ึงสวนท่ีหยาบมวี ิตกเปนตน ใหถึงซ่ึงความละเอียดมวี ิจารเปนตน โดยสมควรแกลำดับ แหง อรยิ มรรคอรยิ ผล ตอไปจึงเขาสูทุติยมรรค ทุติยผล หรือทุติยฌาน และตติยมรรค ตติยผล หรือ ตตยิ ฌาน ตลอดจตตุ ถมรรค จตตุ ถผล หรอื จตตุ ถฌาน โดยสมควรแกก ารบำเพญ็ ในขอ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ทกุ ประการ เทอญ อรยิ มรรคสมงั คี คำพดู ทเ่ี รยี กวา “อรยิ มรรคสมงั ค”ี เปน คำพดู เรยี กชอื่ แหง ภมู จิ ติ ทนี่ กั ปฏบิ ตั ไิ ดน งั่ สมาธริ วมจติ ลงถงึ ความเปน หนง่ึ แลว และในทปี่ ระชมุ แหง อรยิ มรรคสมงั คนี นั้ เปน ทปี่ ระชมุ พรอ มแหง องคอ รยิ มรรคทงั้ ๘ ประการ ประชมุ พรอ มอยเู องดว ย อรยิ สจั จธรรมทงั้ ๔ ประการ กป็ ระชมุ พรอ มอยเู องดว ย ตลอดพระธรรมวนิ ยั ทงั้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธก ป็ ระชมุ พรอ ม อยเู องในขณะจติ อนั เดยี วกนั นน้ั ดว ย นักปฏิบัติผูรูเร็ว สามารถรูพรอมในขณะจิตท่ีรวมลงเปนหน่ึงน่ิงถึงที่ประชุมแหง อรยิ มรรคสมงั คนี น้ั โดยเรว็ เรยี กวา สขุ ปฏปิ ทา ขปิ ปาภญิ ญา แตนักปฏิบัติผูรูชา ก็ไมสามารถจะรูเร็วพรอมในขณะท่ีจิตรวมลงถึงความเปนหน่ึง แหง อรยิ ธรรมสมงั คนี นั้ เรยี กวา สขุ ปฏปิ ทา ทนั ธาภญิ ญา อกี โวหารหนง่ึ โบราณาจารย เจา เรยี กวา “เอกวธิ าภสิ มยั ” แปลวา ตรสั รไู ดใ นขณะจติ ดวงเดยี ว บดั น้ี อธบิ ายคำวา “มรรค อรยิ มรรค ผล อรยิ ผล” นน้ั ตอ ไป คำวา “มรรค” เปน ชอื่ แหง หนทางทวั่ ไปในมนษุ ยโ ลก เทวโลก พรหมโลก ตลอด เปน ชอ่ื แหง หนทางพระนวโลกตุ ตระ คอื ทางพระนพิ พาน คำวา “อรยิ มรรค” เปน ชอื่ แหง หนทางพระนวโลกตุ ตระ คอื เปน ชอื่ แหง หนทางพระ นพิ พานอยา งเดยี ว ไมท วั่ ไปในหนทางอนื่ ๆ คำวา “ผล” เปน ชอื่ แหง ความสำเรจ็ หรอื ความบรรลุ ตลอดความตรสั รู วา โดย

1 - 30 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พุทโธ เฉพาะในทางโลกยี  หมายเอา ความสำเรจ็ ผลทตี่ นตอ งการ ในทางโลกตุ ตระ หมายถงึ ดวงปญ ญา คำวา “อรยิ ผล” เปน ชอ่ื แหง มรรคผล ธรรมวเิ ศษ ในทางโลกตุ ระอยา งเดยี ว ไม เกย่ี วขอ งในทางโลกยี  บดั น้ี จะอธบิ ายเหตุ หรอื ปจ จยั ทใ่ี หบ งั เกดิ มมี รรคมผี ลขน้ึ ขอ นี้ นกั ปฏบิ ตั พิ งึ ทราบดงั นว้ี า “มรรคกด็ ี อรยิ มรรคกด็ ”ี ตกแตง เอาเองกไ็ ด “ผลกด็ ี อรยิ ผลกด็ ”ี ตกแตง เอาเองไมไ ด เปน ของเปน เอง หรอื สำเรจ็ เองมาจากมรรค และอรยิ มรรคทต่ี กแตง ถกู ตอ งแลว เมอื่ บคุ คลตอ งการผลประโยชนใ นทางโลกยี  กใ็ หพ งึ ตกแตง มรรคในทางโลกยี ใ หถ กู ตอ ง คอื ตอ งการเดนิ ไปมาสะดวก กใ็ หต กแตง ถนนหนทางใหเ รยี บรอ ย ตอ งการมวี ชิ าความรกู ใ็ หศ กึ ษาเลา เรยี นวชิ าความรตู อ ครอู าจารย ถา ตอ งการความมงั่ คง่ั บรบิ รู ณด ว ยทรพั ยส มบตั มิ ากๆ ใหต กแตง การคา ขายใหถ กู ตอ ง ในทางสจุ รติ ธรรม ถา ตอ งการเปน คนดี กใ็ หต กแตง ความประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ น ใหเ ปน คนซอื่ สตั ยส จุ รติ ธรรม ถาตองการเปนคนมีช่ือเสียง ยศถาบรรดาศักดิ์ ใหตกแตงตนเปนคนทำราชการ แผน ดนิ ใหถ กู ตอ งในทางราชการนยิ ม เมอื่ บคุ คลตอ งการโลกตุ ตระ ใหต กแตง อรยิ มรรคใหถ กู ตอ งตามพระพทุ ธพจนเ ดมิ ของ พระพทุ ธเจา ซงึ่ จะแสดงในขอ ตอ ไปขา งหนา ในทน่ี ้ี มปี ระสงคจ ะแสดงรปู เปรยี บไวพ อเปน นทิ ศั นะ มรรค กบั ผล มรี ปู เปรยี บเหมอื นบคุ คลปลกู ตน ไมล งในพนื้ ทไี่ ร ทสี่ วน หรอื ปลกู ตน ขา วลงในพน้ื ทนี่ า ในเวลากำลงั ปลกู อยกู ด็ ี และเวลาบงั เกดิ เปน ตน เปน ลำแลว แตต น ลำ ยังออนอยูก็ดี ยอมไมแลเห็นผล อาศัยความเชื่อแนในใจวา ถาตนลำแกเต็มท่ี และถึง

1 - 31 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พุทโธ ฤดเู ปน ผล กจ็ ะตอ งเปน ผลแน และเปน ผลจรงิ ๆ ดว ย ฉนั ใดกด็ ี มรรค กบั ผล กม็ รี ปู เปรยี บเหมอื นกนั ฉนั นนั้ อรยิ มรรค กบั อรยิ ผล มรี ปู เปรยี บเหมอื นบคุ คลกอ ไฟหรอื จดุ ตะเกยี งเจา พายุ ใน เวลากำลงั กอ ไฟหรอื กำลงั จดุ ตะเกยี งเจา พายอุ ยนู นั้ ไฟยงั ไมต ดิ กย็ งั ไมส วา งฉนั ใด อรยิ มรรค กเ็ หมอื นกนั ฉนั นนั้ ตอ เมอ่ื เวลากอ ไฟตดิ แลว หรอื จดุ ตะเกยี งเจา พายตุ ดิ แลว ยอ มบงั เกดิ แสงสวา งขนึ้ พรอ มกนั ฉนั ใดกด็ ี อรยิ ผล กม็ รี ปู เปรยี บเหมอื นกนั ฉนั นนั้ ตรงตามพระพทุ ธภาษติ วา นตถฺ ิ ปญฺ าสมา อาภา แปลวา แสงสวา งเสมอดว ย ปญ ญาไมม ี ดงั นี้ ขอ นแ้ี สดงใหเ หน็ วา อรยิ ผลคอื ดวงปญ ญา ซง่ึ บงั เกดิ สวา งไสวขนึ้ ใน เวลาทจี่ ติ ประชมุ อรยิ มรรคแลว วธิ ตี กแตง อรยิ มรรค นกั ปฏบิ ตั ฝิ า ยฆราวาส พงึ ตกแตง ตนใหถ งึ พระไตรสรณคมน เปน โลกยี สรณคมนก อ น แลว ปฏบิ ตั ติ นใหถ งึ โลกตุ ตรสรณคมนต อ ไป และตกแตง ทาน ตกแตง ศลี ตกแตง ขอ วตั รปฏบิ ตั ิ ใหถ กู ตอ งเรยี บรอ ยทกุ ประการ ตลอดตกแตง สตสิ มั ปชญั ญะ รวมจติ ใหส งบและตงั้ มน่ั เปน สมาธิ ประชมุ อรยิ มรรคสมงั คี ดงั น้ี ชอื่ วา ตกแตง ศลี อรยิ มรรค นกั ปฏบิ ตั ฝิ า ยบรรพชติ ใหต กแตง ศลี ธรรม ๕ ประการ คอื ๑. พงึ ตกแตง สมบตั ทิ งั้ ๕ ใหป ราศจากวบิ ตั ทิ งั้ ๕ คอื ก. ตกแตง วตั ถสุ มบตั ิ ใหป ราศจากวตั ถวุ บิ ตั ิ ข. ตกแตง สมี าสมบตั ิ ใหป ราศจากสมี าวบิ ตั ิ ค. ตกแตง ญตั ตสิ มบตั ิ ใหป ราศจากญตั ตวิ บิ ตั ิ ฆ. ตกแตง อนสุ าวนสมบตั ิ ใหป ราศจากอนสุ าวนวบิ ตั ิ ง. ตกแตง ปรสิ สมบตั ิ ใหป ราศจากปรสิ วบิ ตั ิ ๒. พงึ ตกแตง กาย วาจา ใจใหบ รสิ ทุ ธ์ิ ปราศจากโทษ ๕ โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ ทรงไวซ งึ่ ความเปน ผมู ศี ลี ๕ ศลี ๘ ศลี ๑๐ ศลี ๒๒๗ และจตปุ ารสิ ทุ ธศิ ลี ทง้ั ๔ ประการ ใหบ รสิ ทุ ธเ์ิ รยี บรอ ย

1 - 32 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พุทโธ ๓. พงึ ตกแตง กจิ วตั ร ๑๐ ธดุ งควตั ร ๑๓ ขนั ธวตั ร ๑๔ ใหถ งึ พรอ มดว ยความไมป ระมาท ๔. พงึ ตกแตง สตใิ หเ ปน มหาสติ คอื เบอื้ งตน มสี ตเิ ฉพาะหนา กำหนดตวั ผรู เู ฉพาะหนา รวมจติ ประชมุ อรยิ มรรคไดแ ลว ตรวจคน รา งกาย พจิ ารณาเวทนา จติ ธรรม จนเปน ทตี่ งั้ ของสตไิ ดจ รงิ ๆ ตลอดทำสมั ปชญั ญะใหร ตู วั และรจู ติ พรอ มทกุ ขณะตลอดไป ๕. พงึ ตกแตง สมาธิ พรอ มทง้ั ตกแตง ดวงจติ ความคดิ ความเหน็ ตลอดความตง้ั ใจ ไวใ นทชี่ อบใหถ กู ตอ งเรยี บรอ ยจรงิ ๆ เมอื่ นกั ปฏบิ ตั ิ ทง้ั คฤหสั ถบ รรพชติ ไดต กแตง ขอ ปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ถกู ตอ งเรยี บรอ ย แลว อฏั ฐงั คกิ มรรคทงั้ ๘ ประการ กเ็ ปน อนั ตกแตง ถกู ตอ งไปพรอ มกนั อยใู นตวั เสรจ็ แลว เหมอื นหมนุ ลานนาฬกิ า เมอื่ หมนุ ถูกตอ งเตม็ บรบิ รู ณแ ลว เครอ่ื งจกั รอนื่ ๆ กห็ มนุ ไปพรอ มกนั เอง ฉนั ใดกด็ ี อฏั ฐงั คกิ มรรคทง้ั ๘ ประการเหลา น้ี กเ็ หมอื นกนั ฉนั นน้ั อรรถาธบิ าย ขอ นม้ี อี รรถาธบิ ายดงั ตอ ไปน้ี คอื เมอ่ื ตกแตง สมบตั ทิ ง้ั ๕ และตกแตง กาย วาจา ใจ ใหบ รสิ ทุ ธ์ิ ปราศจากโทษทง้ั ปวงดงั กลา วแลว ตลอดไดต กแตง กจิ วตั ร ๑๐ ธดุ งควตั ร ๑๓ ขนั ธวตั ร ๑๔ ถกู ตอ งเรยี บรอ ยดแี ลว กช็ อ่ื วา ตกแตง อรยิ มรรค ขอ ที่ ๓-๔-๕ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว แปลวา มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มี อาชพี ชอบ ประชมุ พรอ มอยแู ลว ในความเปน ผมู ศี ลี บรสิ ทุ ธเ์ิ ปน อธศิ ลี ในเมื่อไดตกแตงสติ ใหเปนสัมมาสติ พรอมท้ังสมาธิและสัมปชัญญะ รูตัว รูจิตทุก ขณะตลอดไปน้ัน ช่ือวาไดตกแตงอริยมรรคขอที่ ๖-๗-๘ คือ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สมั มาสมาธิ แปลวา มคี วามเพยี รชอบ มสี ตชิ อบ มสี มาธชิ อบ ประชมุ พรอ มอยแู ลว ใน ความเปน ผมู สี มาธสิ กิ ขา เปน อธจิ ติ ตสกิ ขา ในเมื่อไดตกแตงความรู ความคิด ความเห็น ตลอดความต้ังใจไวในที่ชอบถูกตอง เรยี บรอ ยแลว ชอื่ วา ไดต กแตง อรยิ มรรคขอ ที่ ๑-๒ คอื สมั มาทฏิ ฐิ สมั มาสงั กปั โป แปลวา ความเหน็ ชอบ ความดำรชิ อบ ประชมุ พรอ มอยใู นความเปน ผมู ปี ญ ญาสกิ ขา เปน อธปิ ญ ญา นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนาน้ี พงึ เดนิ มรรคใหถ กู ดงั ตอ ไปนี้ คอื บำเพญ็ ศลี สมาธิ ปญญา ใหเปน อธิศีล อธิจิต อธิปญญา ถึงพรอมบริบูรณอยูแลว ชื่อวา เปนผูเดินตาม หนทางอรยิ มรรคถกู ตอ งแลว

1 - 33 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พุทโธ บดั น้ี จกั แสดงอรยิ มรรคสมงั คตี อ ไป นักปฏิบัติ เมื่อเปนผูมีสติบริบูรณ มีสัมปชัญญะบริบูรณ ไดพยายามทำความเพียร ประกอบกบั จติ อยเู สมอ คอื มสี ตกิ ำหนดจติ หรอื ประคบั ประคองจติ ยงั จติ ใหต กลงสภู วงั คเ อง แลว ประคบั ประคองเอาจติ ในภวงั คใ หต งั้ มน่ั เปน สมาธอิ ยไู ด ไมไ ป ไมม า ไมอ อก ไมเ ขา ไมข น้ึ ไมล ง เปน หนง่ึ จรงิ ๆ ตลอดเปน วหิ ารธรรมเครอ่ื งอยขู องจติ และเปน เอกวธิ าภสิ มยั ตรสั รไู ดใ นขณะจติ ดวงเดยี ววา อรยิ มรรคทงั้ ๘ ประการไดป ระชมุ พรอ มแลว ในจติ ดวงเดยี ว เมอื่ ใด เมอ่ื นน้ั นกั ปฏบิ ตั ยิ อ มรเู ปน ปจ จตั ตงั จำเพาะกบั จติ วา จติ ของเราไดป ระชมุ อรยิ มรรค- สมงั คคี รง้ั หนง่ึ แลว หรอื ๒ ครง้ั ๓ ครง้ั ตลอดประชมุ ถงึ ๔ ครงั้ กย็ อ มรตู ลอดไป ตามนยั แหง พระพทุ ธฎกี าทที่ รงตรสั เทศนาในสงั ฆคณุ วา “ยททิ ํ จตตฺ าริ ปรุ สิ ยคุ านิ อฏฐ ปรุ สิ ปคุ คฺ ลา” แปลวา “นอ่ี ยา งไร คขู องบรุ ษุ ๔ คู นบั เรยี งตามลำดบั ตวั บคุ คลเปน ๘ บคุ คล” ดงั น้ี เมอ่ื นกั ปฏบิ ตั ไิ ดป ฏบิ ตั ติ ามพระพทุ ธฎกี านถ้ี กู ตอ งแลว จติ ยอ มประชมุ อรยิ มรรคถงึ ๔ ครง้ั สำเรจ็ เปน มรรค ๔ ผล ๔ ดงั ทป่ี รากฏแจง อยแู ลว ในพระนวโลกตุ รธรรมเจา ๙ ประการ บัดนี้ จักแสดงอริยผลพอรูเง่ือนเพ่ือเปนทางปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสืบไป นักปฏิบัติใน พระพทุ ธศาสนาน้ี เมอื่ เปน ผปู ฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบตามพระธรรมวนิ ยั คำสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา ดำเนนิ ตามหนทางอรยิ มรรคถกู ตอ งดงั กลา วแลว ตลอดจติ ประชมุ อรยิ มรรคสมงั คเี องแลว ยอ มบงั เกดิ อรยิ ผลแจง ประจกั ษใ จ ดงั ตอ ไปน้ี ๑. บงั เกดิ มวี หิ ารธรรมเปน เครอ่ื งอยู พรอ มทงั้ มธี รรมจกั ษดุ วงตาเหน็ ธรรมแจง ประจกั ษ ๒. บงั เกดิ มี จกั ขกุ รณี ญาณกรณี คอื เหน็ ทางปฏบิ ตั อิ นั เปน กลาง ซงึ่ ไมล ำเอยี ง เขาไปใกลในความรักและความเกลียด กระทำดวงตาภายในใหบังเกิดเปน ตาอรยิ บคุ คล พรอ มทงั้ กระทำญาณความรวู เิ ศษ ดำเนนิ ตามหนทางอนั เกษม จากโยคะท้งั ปวงไปไดโดยสะดวก ๓. บงั เกดิ มี อปุ สมาย อภญิ ญาย คอื เขา ถงึ ความเปน ผสู งบระงบั และบงั เกดิ มอี ภญิ ญา ความรยู งิ่ เหน็ จรงิ ในพระธรรมวนิ ยั นท้ี กุ ประการ ๔. บงั เกดิ มี อรยิ ผล คอื มปี ญ ญาจกั ษุ ดวงตาเปน ดวงปญ ญาปรชี าญาณ หยง่ั รู หยงั่ เหน็ ในสารพดั เญยยธรรมทงั้ ปวง

1 - 34 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ ๕. บงั เกดิ มี พระพทุ ธเจา ขนึ้ ในโลก คอื ถา นกั ปฏบิ ตั เิ ปน พระโพธสิ ตั ว ผทู รงสรา ง พระสมตงิ สบารมเี ตม็ บรบิ รู ณแ ลว ไดม าปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนาถกู ตอ งตามหนทาง แหง ความตรสั รนู ้ี เปน สพั พญั พู ทุ ธสมั มาสมั พทุ ธเจา ขนึ้ ในโลก ทรงทศพลญาณ มีพระสมันตจักษุ ดวงตาอันแจงใสสวางยิ่ง ไมมีแสงสวางอ่ืนเสมอได ทรง ทศั นาการทว่ั ไปในพระธรรมวนิ ยั ทง้ั ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ ตลอดไดท รงทศั นาการ ทวั่ ไปในไตรโลกธาตทุ งั้ สน้ิ ดว ย อรยิ ผล เทา ทแ่ี สดงมาทง้ั สนิ้ น้ี เปน อรยิ ผลทก่ี ลา วเปน สว นรวมและแสดงเปน กลางๆ ฟง ไดท งั้ สมถะ และวปิ ส สนา ไมไ ดช ขี้ าดลงไปวา ผนู นั้ ไดส ำเรจ็ มรรคผลธรรมวเิ ศษชน้ั นนั้ ๆ ขอ นเ้ี อาไวใ หน กั ปฏบิ ตั ิ ผทู ป่ี ฏบิ ตั ไิ ดแ ลว ไดร เู ปน ปจ จตั ตงั โดยเฉพาะตนเอง วธิ เี ดนิ จงกรมภาวนา วธิ เี ดนิ จงกรมภาวนา เปน วธิ ภี าวนาเปลย่ี นอริ ยิ าบถ คอื เปลยี่ นจากการนง่ั สมาธภิ าวนา มาทำความเพยี รภาวนาในอริ ยิ าบถเดนิ เรยี กวา เดนิ จงกรมภาวนา เปลยี่ นมาทำความเพยี ร ภาวนาในอริ ยิ าบถยนื เรยี ก ยนื กำหนดจติ เปลย่ี นมาทำความเพยี รภาวนาในอริ ยิ าบถนอน เรยี ก นอนพทุ ธไสยาสน หรอื สหี ไสยาสน กเ็ รยี ก เมอ่ื จะเดนิ จงกรม นกั ปฏบิ ตั พิ งึ กำหนดหนทางจงกรมทเี่ ราจะพงึ เดนิ วา เราจะเดนิ จาก ทน่ี ไ้ี ปถงึ ทน่ี นั้ หรอื ถงึ ทโ่ี นน เปน ระยะทางจงกรมสน้ั ๆ หรอื ระยะทางจงกรมยาวๆ แลว แตค วาม ตอ งการ หรอื แลว แตส ถานที่ พงึ กำหนดหรอื ตกแตง ทางจงกรม ตามสมควรทเ่ี ราจะเดนิ ได โดยสะดวก วธิ เี ดนิ จงกรม ใหไ ปยนื ทตี่ น ทางแหง จงกรมนนั้ แลว พงึ ยกมอื ทงั้ ๒ ขนึ้ ประณมมอื ทงั้ ๒ ไวเ หนอื หวา งคว้ิ ระลกึ ถงึ คณุ พระรตั นตรยั คอื ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา คณุ พระธรรม คณุ พระอรยิ สงฆส าวกวา พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ ทงั้ ๓ เปน สรณะทพี่ งึ่ ทรี่ ะลกึ ทเ่ี คารพนบั ถอื ของขา พเจา แลว ตง้ั เปน สจั จอธษิ ฐานไวใ นใจวา

1 - 35 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พุทโธ “บดั นขี้ า พเจา จะตงั้ ใจปฏบิ ตั พิ ระพทุ ธศาสนา เพอ่ื เปน เครอื่ งปฏบิ ตั ิ บชู าพระพทุ ธเจา พรอ มทง้ั พระธรรม และพระอรยิ สงฆส าวก ดวยอำนาจแหงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆน้ี ขอจงบันดล บนั ดาล ใหน ำ้ ใจของขา พเจา จงสงบระงบั และตงั้ มน่ั เปน สมาธแิ ลว จงบงั เกดิ มีปญญา ปรีชาญาณ รูแจงแทงตลอดในคำสั่งสอนของพระพุทธเจา ทกุ ประการเทอญ” เมอื่ ตงั้ เปน สจั จะและอธษิ ฐานไวด แี ลว เอามอื ทง้ั ๒ วางจากการประณมมอื หยอ น มอื ทง้ั ๒ ลงมา แลว เอามอื ขา งขวาจบั มอื ขา งซา ย หยอ นมอื ลงไวต รงขา งหนา ตามแบบ พระพทุ ธรำพงึ เจรญิ พรหมวหิ ารทงั้ ๔ จบ แลวทอดตาลงเบ้ืองตำ่ ต้ังสติกำหนดจิตตามแบบวิธีน่ังสมาธิที่กลาวแลว นึก คำบรกิ รรมภาวนาบทเดยี วกนั กบั นง่ั สมาธภิ าวนา เสร็จแลวออกเดินจงกรม ตั้งแตหัวสุดจงกรมขางนี้ ไปถึงหัวสุดจงกรมขางโนน เดินกลับจากหัวสุดจงกรมขางโนน มาถึงหัวสุดจงกรมขางนี้ เพียรพยายามเดินกลับไป กลบั มา ไมต อ งนบั เทย่ี ว ใหน บั สติ นบั ดวงจติ วา สตขิ องเราดหี รอื ไม ดวงจติ ของเราสงบ หรอื ยงั ถา ยงั ไมส งบ กใ็ หเ พยี รพยายามเดนิ อยอู ยา งนน้ั จนกวา จติ ของเราสงบลงไดจรงิ ๆ เมอ่ื จติ สงบครงั้ แรก ยงั ตงั้ สตไิ มไ ด กอ็ ยา เพง่ิ เดนิ ตอ ไป ใหห ยดุ ยนื กำหนดจติ อยกู อ น จนกวา จติ รวมสงบดแี ลว เราตง้ั สตไิ ดแ ลว จงึ เดนิ ตอ ไปอกี ดว ยความเปน ผมู เี พยี รเพง อยู พยายาม ทำความเพยี รใหเ ปนไปทางใจ จนกวา จะชำนาญคลอ งแคลว ในสมาธภิ าวนา ในวธิ เี ดนิ จงกรมภาวนาน้ี มวี ธิ กี ระทำความเพยี รใหเ ปน ไปทางใจ ดว ยใชส ตสิ มั ปชญั ญะ นกึ คำบรกิ รรมภาวนาบทเดยี วกนั กบั นง่ั สมาธภิ าวนา จดุ ประสงค ตอ งการใหจ ติ ตง้ั มน่ั เปน สมาธิ เหมอื นกนั ตา งกนั แตอ ริ ยิ าบถนง่ั กบั เดนิ เทา นน้ั นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระธรรมวนิ ยั น้ี ตง้ั อยใู นความ เปน ผไู มป ระมาท ยอ มสนใจและเอาใจใส กระทำความพากเพยี ร ทงั้ ยนื ทงั้ เดนิ ทง้ั นงั่ ทงั้ นอน ใหช ำนาญคลอ งแคลว จรงิ ๆ จนกวา จะแตกฉานในหอ งพระไตรปฎ ก

1 - 36 ธรรมปฏบิ ตั ิ ๕ สาย : พุทโธ นมิ ติ สมาธิ บดั น้ี จกั ไดแ สดงเรอื่ งนมิ ติ ในสมาธภิ าวนาและเรอ่ื งวธิ แี กน มิ ติ ตอ ไป ในเบื้องตนนี้ จะไดแสดงชื่อของนิมิตท่ีพระอนุรุทธาจารยเจาไดแสดงไวในคัมภีร พระอภธิ มั มตั ถสงั คหะวา ตณี ิ นมิ ติ ตฺ านิ แปลวา ในพระสมถกรรมฐานภาวนา ประกอบดวย นมิ ติ มี ๓ ประการ คอื ๑. บรกิ รรมนมิ ติ ๒. อคุ หนมิ ติ ๓. ปฏภิ าคนมิ ติ นมิ ติ ทงั้ ๓ ประการเหลา น้ี พระอนรุ ทุ ธาจารยเ จา แสดงไวแ ลว กเ็ ปน อนั ถกู ตอ งดแี ลว คอื เปน ของมจี รงิ ตามทท่ี า นกลา วไวท กุ ประการ นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระพทุ ธศาสนาน้ี โดยมากกถ็ อื เอาเปน เครอื่ งรู เปน เครอื่ งเลน เปน เครอื่ งพจิ ารณา แตผ มู งุ โลกตุ ตรธรรมเปน เครอื่ งอยู อนั แทจ รงิ แลว ยอ มไมต ดิ ขอ งอยใู นนมิ ติ ทงั้ หลายเหลา นี้ คอื เมอื่ เหน็ แลว กแ็ กไ ขใหห ลดุ พน ผา นไป กา วหนา สโู ลกตุ ตรธรรมอยา งเดยี ว เรอ่ื งนมิ ติ ทปี่ รากฏเหน็ หรอื บงั เกดิ ขน้ึ นน้ั มนี ยั ดงั จะกลา วตอ ไปนคี้ อื ๑. จติ ในเวลานอนหลบั กบ็ งั เกดิ นมิ ติ ได เรยี กวา ฝน ๒. จติ ในเวลานงั่ สมาธิ กบ็ งั เกดิ นมิ ติ เรยี กวา นมิ ติ สมาธิ ในทนี่ ี้ มปี ระสงคจ ะอธบิ ายเฉพาะแตน มิ ติ สมาธเิ ทา นนั้ เพอื่ ไมใ หห ลงไปตามนมิ ติ จะได มปี ญ ญารเู ทา นมิ ติ และแกน มิ ติ ตอ ไป เรอ่ื งนมิ ติ สมาธิ ในเวลานัง่ สมาธภิ าวนา จติ ตกลงสภู วงั คแ ลว เผลอสติ บงั เกดิ นมิ ติ เปน เรอ่ื งราวใหญโ ตขน้ึ กม็ ี หรอื ไมเ ผลอสติ จติ เปน ขณกิ สมาธิ อปุ จารสมาธิ อปั ปนาสมาธิ ยอ มมนี มิ ติ ตา งๆ บงั เกดิ ขนึ้ ปรากฏเหน็ ชดั ในจกั ขทุ วาร มโนทวาร นักปฏิบัติบางจำพวก กระทำปุพพภาคแหงการปฏิบัติเบ้ืองตนไมถูกตอง จะกระทำ โลกตุ ตระใหแ จง กท็ ำไมไ ด เมอ่ื นง่ั สมาธภิ าวนา ไดแ ตเ พยี งนมิ ติ สมาธภิ าวนา คอื ไดเ หน็ นิมิตตางๆ มาปรากฏในจักขุทวาร มโนทวาร เทานั้นก็ดีใจ บังเกิดถือทิฏฐิมานะวาตนไดรู

1 - 37 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ ไดเ หน็ และไดส ำเรจ็ มรรคผลธรรมวเิ ศษชน้ั นนั้ ๆ ไมร เู ลยวา ตนเปน ผหู ลงตดิ ขอ งอยใู นชน้ั โลกยี  ไมใ ชช น้ั โลกตุ ตระ นักปฏิบัติผูท่ีมีปุพพภาคแหงการปฏิบัติเบ้ืองตนไดกระทำถูกตองแลว เมื่อนั่งสมาธิ ภาวนา จิตตกลงสูภวังค บังเกิดมีนิมิตข้ึนมาก็ดี หรือจิตเปนขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อปั ปนาสมาธิ อนั ใดอนั หนงึ่ บงั เกดิ มนี มิ ติ ปรากฏเหน็ ชดั ในจกั ขทุ วาร มโนทวาร ยอ มไมด ใี จ เสยี ใจ คอื ไมย นิ ดี ยนิ รา ย ในนมิ ติ นน้ั ๆ ยอ มเปน ผมู สี ตทิ ำจติ ใหเ ปน สมาธติ ลอดไป นมิ ติ บางประการ เมอ่ื บงั เกดิ ขนึ้ แลว เปน อบุ ายใหไ ดส ติ มปี ญ ญา พาใหจ ติ สงบตง้ั มนั่ เปน สมาธเิ รยี บรอ ยดกี ม็ ี แตน มิ ติ บางประการ เปน นมิ ติ ทนี่ า กลวั กระทำใหจ ติ หวาดเสยี ว ตกใจกลวั กม็ ี ผไู มม สี ตอิ าจฟงุ ซา น เสยี สตอิ ารมณก เ็ ปน ได จงึ ขอเตอื นสตไิ วใ นทน่ี วี้ า ทา น ผปู ฏบิ ตั ใิ หมท งั้ หลาย พงึ เปน ผมู สี ติ กำหนดจติ ไวใ หด ี อยา ตกใจกลวั และอยา ประหมา กระดาก เกอ เขนิ คอื อยา เปน ผกู ลา หรอื เปน ผกู ลวั จนเกนิ ไป ถา กลา เกนิ ไป กท็ ำใหใ จฟงุ ซา นได หรอื กลวั เกนิ ไป กท็ ำใหเ สยี สติ อารมณท อ ถอยจากความเพยี ร ไมอ าจนง่ั สมาธภิ าวนาอกี ได เพราะ หลงนมิ ติ เทา นนั้ อนงึ่ นมิ ติ บางประการแสดงเรอื่ งมนษุ ย บางประการแสดงเรอื่ งสวรรค บางประการ แสดงเรอ่ื งพระนพิ พาน นกั ปฏบิ ตั บิ างจำพวกชอบเลน นมิ ติ เกนิ ไป กห็ ลงเพลนิ ไปเทยี่ วเลน ในมนษุ ยโลก และเทยี่ วเลน ในสวรรค ตลอดเขา สพู ระนพิ พาน ตามอาการของนมิ ติ ทปี่ รากฏ จนสามารถพดู อวดไดว า ตนไดส ำเรจ็ สวรรค สำเรจ็ พระนพิ พานไปแลว ครน้ั ออกจากสมาธิ แลว กเ็ ปลา ๆ หาไดส ำเรจ็ อะไรไม นแ่ี สดงวา นมิ ติ หลอกใหห ลง กห็ ลงตามจรงิ ๆ ดว ยความ เขา ใจผดิ เหน็ ผดิ จากความจรงิ ทกุ ประการตลอดไป นกั ปฏบิ ตั ใิ นพระธรรมวนิ ยั นที้ ม่ี งุ โลกตุ ตรธรรมจรงิ ๆ ยอ มเปน ผไู มห ลงไปตามอาการ ของนิมิต เมื่อนิมิตบังเกิดขึ้น ยอมมีสติพิจารณาใหรูแจงวา นิมิตนี้บังเกิดขึ้นจากเหตุแหง คำบรกิ รรม เรยี กวา บรกิ รรมนมิ ติ และนมิ ติ นบ้ี งั เกดิ ขนึ้ เปน อบุ ายใหม สี ตมิ สี มาธยิ งิ่ ๆ ขน้ึ ไป เรยี ก อคุ คหนมิ ติ ทงั้ อกี นมิ ติ นี้ บงั เกดิ ขน้ึ จากปฏภิ าคภายในรา งกายตวั เรา หรอื ภายใน รา งกายของคนอนื่ เรยี กวา ปฏภิ าคนมิ ติ ยอ มรรู อบคอบตลอดทกุ ประการ

1 - 38 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พุทโธ นมิ ติ ทป่ี รากฏเหน็ ดวงเดอื น ดวงดาว ดวงอาทติ ย หรอื เหน็ แสงสวา งภายในดวงใจ ของเรา นบั เขา ในพวก อคุ คหนมิ ติ ไมเ ปน ของทนี่ า กลวั นิมิตที่ปรากฏเห็นโครงกระดูกในรางกายเรา หรือเห็นตัวของเราตายเปนซากศพ นอนกลง้ิ อยตู อ หนา ตลอดเหน็ ซากศพมนษุ ยท ง้ั หลายตายเตม็ โลก นบั เขา เปน ปฏภิ าคนมิ ติ ผไู มม สี ตยิ อ มตกใจกลวั แตผ มู สี ตยิ อ มไมก ลวั ยงิ่ ไดส ตดิ ขี น้ึ คอื ไดใ ชเ ปน อบุ ายพจิ ารณา อสภุ กรรมฐานแยกสว น แบง สว นซากศพนนั้ ออกดใู หต ลอดกอ น แลว นอ มเขา มาพจิ ารณา ในรา งกายตน จนเหน็ จรงิ แจง ประจกั ษ แลว พจิ ารณารา งกายของบคุ คลผอู น่ื กแ็ ลเหน็ แจง แทงตลอดทกุ ประการ บงั เกดิ มีนพิ พทิ าญาณ เหนอ่ื ยหนา ยสงั เวชสลดใจ น้ำใจสงบตง้ั มนั่ เปน สมาธแิ นว แนด ี สตกิ ม็ กี ำลงั ดยี ง่ิ ขนึ้ เรยี กวา ปฏภิ าคนมิ ติ วธิ แี กน มิ ติ สมาธิ เหตจุ ำเปน ทจี่ ะตอ งแกน มิ ติ สมาธิ เพราะเหตวุ า เรอ่ื งของนมิ ติ สมาธทิ ง้ั หมด เปน เรอื่ ง ของโลกยี  ไมใ ชโ ลกตุ ตระ จดั วา เปน เบญจมาร ๕ ประการ คอื กเิ ลสมาร ๑ เทวบตุ รมาร ๑ ขนั ธมาร ๑ อภสิ งั ขารมาร ๑ มจั จมุ าร ๑ บันดลบนั ดาลใหบ งั เกดิ มนี มิ ติ ขน้ึ หลอกลอ ใหห ลงตดิ ขอ งอยใู นวฏั ฏสงสารตลอดไป คือใหเวียนวายตายเกิดอยูในภพทั้ง ๓ ประการ คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑ นกั ปฏบิ ตั ผิ ตู อ งการพน ทกุ ข คอื ตอ งการโลกตุ ตระ ไมต อ งการขอ งอยใู นวฏั ฏสงสาร จงึ จำเปน ตอ งแกน มิ ติ ทงั้ ๓ ประการใหห ลดุ พน ไป บดั นจ้ี ะกลา ว วธิ แี กน มิ ติ ตามหนทางพระพทุ ธศาสนา ทา นสอนไวม ี ๓ ประการ วธิ ที ี่ ๑ เจรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ ี แปลวา ทำความกำหนดรทู งั้ จติ ทงั้ นิมติ อยเู ฉยๆ หรอื มสี ตกิ ำหนดจติ นงิ่ เฉยตอ นมิ ติ วธิ ที ี่ ๒ เจรญิ ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี แปลวา พจิ ารณาตรวจคน เหตผุ ลของนมิ ติ ใหร อบคอบ วธิ ที ี่ ๓ เจรญิ ปหานปรญิ ญาวธิ ี คอื สละลงซง่ึ นมิ ติ นนั้ ใหข าดหรอื ถอนตณั หาเสยี ทง้ั โคน

1 - 39 ธรรมปฏิบตั ิ ๕ สาย : พุทโธ ญาตปรญิ ญาวธิ ี เปนวิธีที่นักปฏิบัติใหมทั้งหลายจำเปนตองใชประกอบกับภูมิจิตของตน ที่ไดเจริญ สมถกรรมฐานใหมๆ และไดฝ ก หดั สมาธนิ อ ย สตยิ งั ออ น ไมม กี ำลงั พอทจ่ี ะตอ สกู บั นมิ ติ ทงั้ ปวงได จงึ จำเปน ตอ งใชว ธิ ที ่ี ๑ เจรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ ี ทำความกำหนดรอู ยเู ฉยๆ หรอื มสี ตกิ ำหนดจติ นง่ิ เฉยตอ นมิ ติ นนั้ ๆ ทกุ ประการ บัดนี้ จะกลาวถึงภูมิจิตแหงนักปฏิบัติใหม ที่ควรเจริญญาตปริญญาวิธี คือเมื่อ นกั ปฏบิ ตั ใิ หมท ง้ั หลายไดเ จรญิ สมถกรรมฐานใหมๆ และไดก ระทำความเพยี รนงั่ สมาธภิ าวนา ใหมๆ ยงั ไมช ำนาญคลอ งแคลว ดใี นวถิ หี นทางโลกตุ ตระ ในเวลานง่ั สมาธภิ าวนา จติ กำลงั สงบตง้ั มนั่ เปน ขณกิ สมาธหิ รอื อปุ จารสมาธิ แลว กำลงั กา วหนา เขา สอู ปั ปนาสมาธิ บงั เกดิ มี นมิ ติ อนั ใดอนั หนงึ่ มาปรากฏเฉพาะหนา ครน้ั จะถอื เอานมิ ติ นน้ั เปน อารมณ กถ็ อื เอาไมไ ด เพราะ เปน เหตใุ หเ ผลอสติ จติ นนั้ กถ็ อนจากสมาธิ นมิ ติ นน้ั กห็ ายไป จำเปน ตอ งเจรญิ ญาตปรญิ ญา- วธิ ี คอื มสี ตกิ ำหนดจติ ทำความกำหนดรนู งิ่ เฉยอยตู ลอดเวลา จนกวา นมิ ติ นนั้ สงบหาย ไปเอง ญาตปรญิ ญาวธิ นี ี้ เปน วธิ อี บรมบม อนิ ทรยี ใ หม กี ำลงั แกก ลา คอื ทำใหจ ติ ของเรามคี วาม เชอ่ื มน่ั และมคี วามเพยี รมากขนึ้ มสี ตดิ ขี นึ้ ตลอด ทำใหจ ติ ตงั้ มน่ั แนว แนจ รงิ ๆ จนบงั เกดิ มี ปญ ญาเฉลยี วฉลาดมากขนึ้ โดยลำดบั ยงิ่ มนี มิ ติ มาปรากฏบอ ยๆ และไดเ จรญิ ญาตปรญิ ญา- วธิ นี บ้ี อ ยๆ กย็ งิ่ ไดส ตแิ ละมปี ญ ญา สามารถทำจติ ใหเ ปน สมาธิ ดำเนนิ ตามหนทางอรยิ มรรค ไดด มี ากขน้ึ โดยรวดเรว็ ไมถ อยหลงั อนง่ึ ความรคู วามเหน็ บางประการบงั เกดิ ขน้ึ แลว กลายเปน สญั ญาวปิ ลาส จติ ต- วปิ ลาส ทฏิ ฐวิ ปิ ลาส ความรคู วามเหน็ เหลา นน้ั ไมใ ชเ ปน ความรจู รงิ เหน็ จรงิ ในพระธรรมวนิ ยั เปน ความรคู วามเหน็ ทเ่ี กดิ จากความหวน่ั ไหวงอ นแงน ไปตามอารมณส ญั ญาและนกึ เดา หรอื คาดคะเนเอาจากนิมิตตางๆ เน่ืองดวยเหตุนี้ เม่ือความรูความเห็นเกิดขึ้น อยาเพ่ิงรู หนา เดยี วเหน็ หนา เดยี ว ใหพ งึ เจรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ ี ทำความเปน ผไู มย นิ ดแี ละยนิ รา ย ในความรูความเห็นเหลาน้ัน

1 - 40 ธรรมปฏบิ ัติ ๕ สาย : พทุ โธ การเจรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ มี อี านสิ งสม าก สามารถทรมานจติ ใหล ะพยศอนั รา ยได คอื ในเมอ่ื ไมย นิ ดี ไมย นิ รา ยในความรู ความเหน็ และในนมิ ติ ตา งๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ตลอดไมส ง จติ ให คิดไปตามเชนน้ันแลว ตัณหาความด้ินรนกระวนกระวายยอมบังเกิดมีข้ึน เปนพยศอัน รา ยแรงแหง จติ คอื อยากเหน็ นมิ ติ นน้ั แจม แจง ยง่ิ ขนึ้ หรอื มฉิ ะนน้ั เมอื่ ไดเ หน็ ซงึ่ นมิ ติ ทน่ี า กลวั กอ็ ยากใหน มิ ติ ทน่ี า กลวั นนั้ หายไป เมอ่ื นมิ ติ ทนี่ า กลวั นนั้ ไมห ายไปตามประสงค กบ็ งั เกดิ ความ เสยี ใจ และรอ นใจ ไมอ ยากพบไมอ ยากเหน็ ซงึ่ นมิ ติ ทน่ี า กลวั นน้ั เสยี เลย ชอ่ื วา พยศอนั รา ย ครนั้ เมอื่ จติ บงั เกดิ พยศอนั รา ยดงั กลา วแลว ปฏฆิ ะกบั ความประมาทกบ็ งั เกดิ ขน้ึ พรอ ม เปน เหตใุ หเ สอ่ื มเสยี ศรทั ธา ทอ ถอยจากการปฏบิ ตั ิ ไมบ ำเพญ็ ศลี สมาธิ ปญ ญา กเ็ สอื่ ม จากทางมรรค ทางผล ทางสวรรค ทางนพิ พาน ถา ไดเ จรญิ ญาตปรญิ ญาวธิ นี เี้ สมอ กส็ ามารถ ทรมานซงึ่ พยศอนั รา ยแรงแหง จติ ใหห ายได กบั บงั เกดิ เปน ผมู สี ตดิ ี กำหนดรซู งึ่ จติ ทำความ สงบนงิ่ เฉยอยไู ดด ี เมอ่ื จติ สงบตง้ั มน่ั ลงไดแ ลว ตณั หาทงั้ ๓ คอื กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา กส็ งบ ไปเอง คอื ไมย นิ ดี ไมย นิ รา ย และไมท ะเยอทะยานอยาก พรอ มทง้ั ความไมอ ยากกส็ งบระงบั ไปตามกนั กลบั ตง้ั ใจไวไ ดใ นมชั ฌมิ าปฏปิ ทา คอื ตง้ั ใจไวเ ปน กลาง ไมต กใจกลวั และไมก ลวั เกนิ ไป สม่ำเสมอ พอเหมาะพอดเี ปน หนง่ึ อยไู ด ไมเ ดอื ดรอ นในเรอื่ งนมิ ติ จะมมี า หรอื ไมม มี า กแ็ ลว แตเ หตผุ ล หรอื มมี าแลว จะหายไปหรอื ไมห ายไป กแ็ ลว แตเ รอ่ื งของเรอ่ื ง สนั ทฏิ ฐโิ ก เปน ผเู หน็ เอง อกาลโิ ก ไมเ ลอื กกาล เอหิปสสิโก มเี ครอื่ งแสดงบอกใหร เู หน็ ตามความเปน จรงิ อยอู ยา งนนั้ ปจ จตั ตงั รูจำเพาะกับจิตตลอดไป เมอ่ื ทรมานจติ ใหล ะพยศอนั รา ยไดแ ลว ยอ มบำเพญ็ สมาธิ ดำเนนิ ตามหนทางอรยิ มรรค ไดด ี คอื ๑. ทางดำเนนิ ของสติ กด็ ำเนนิ ไดส ะดวกดขี น้ึ ๒. ทางดำเนนิ ของสมั ปชญั ญะ กด็ ำเนนิ ไดส ะดวกดขี นึ้

1 - 41 ธรรมปฏิบัติ ๕ สาย : พุทโธ ๓. ทางดำเนนิ ของมชั ฌมิ าปฏปิ ทา กด็ ำเนนิ ไดส ะดวกดขี นึ้ ๔. ทางดำเนนิ ทฏิ ชุ กุ รรม กท็ ำความเหน็ ซอื่ ตรงดขี น้ึ ๕. ทางดำเนนิ แหง การรวมจติ พรอ มทง้ั สตสิ มั ปชญั ญะทง้ั ความเหน็ กร็ วมไดส ะดวกดขี นึ้ ชอ่ื วา ดำเนนิ อรยิ มรรคไดด ี เรยี กวา ญาตปรญิ ญาวธิ ี ดว ยประการฉะน้ี ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี แปลวา ใครค รวญตรวจตรองเหตผุ ลแหง นมิ ติ ในตรี ณปรญิ ญาวธิ ี ที่ ๒ นเี้ ปน หนา ทขี่ องนกั ปฏบิ ตั ชิ น้ั สมถกรรมฐาน ผชู ำนาญในญาตปรญิ ญาวธิ มี าแลว มหี นา ท่ี จำเปน ตองเจริญตรี ณปริญญาวธิ ตี อ ไป ในขณะเมอื่ เจรญิ ตรี ณปรญิ ญาวธิ นี นั้ นกั ปฏบิ ตั ผิ ชู ำนาญยอ มเจรญิ ในเวลารวมจติ ได แลว และมนี มิ ติ มาปรากฏเฉพาะหนา กอ นแตจ ะเจรญิ วปิ ส สนากรรมฐาน นกั ปฏบิ ตั ผิ ชู ำนาญ ยอ มเจรญิ ตรี ณปรญิ ญาวธิ ี ใหช ำนาญกอ น คอื พจิ ารณาปฏภิ าคนมิ ติ ใหแ ตกฉาน ดงั ตอ ไปน้ี ปฏภิ าคนมิ ติ ในทนี่ มี้ ี ๒ ประการ คอื ๑. ปฏภิ าคนมิ ติ ภายนอก ไดแ ก รปู รา งกายของมนษุ ย ภายนอกจากตวั ของเรา ๒. ปฏภิ าคนมิ ติ ภายใน ไดแ ก รปู รา งกายของเราเอง รวมปฏภิ าคนมิ ติ มี ๒ ประการดงั กลา วน้ี มใี นตวั ของมนษุ ยท กุ คนตลอดโลก บงั เกดิ เปน นมิ ติ ปรากฏขนึ้ ในเวลานงั่ สมาธิ เรยี กวา ปฏภิ าคนมิ ติ นกั ปฏบิ ตั ใิ หมท ง้ั หลายผไู มช ำนาญ กร็ ไู มเ ทา และแกไ มไ ด ยอ มไมพ น จากทกุ ขท ง้ั ปวง เพราะเหตวุ า ตวั ปฏภิ าคนมิ ติ ทงั้ หมด เปน ตวั กองทกุ ข และอาสวะกองกเิ ลส แกป ฏภิ าคนมิ ติ ภายนอก วธิ แี กป ฏภิ าคนมิ ติ นกั ปฏบิ ตั ผิ ชู ำนาญ ยอ มแกป ฏภิ าคนมิ ติ ภายนอกกอ น คอื ใน เมอื่ เวลากำลงั นง่ั สมาธภิ าวนา รวมจติ ไดแ ลว บงั เกดิ เหน็ นมิ ติ มาปรากฏตอ หนา เปน รปู มนษุ ย ผูหญิง หรือรูปมนุษยผูชาย เปนรูปเด็กเล็ก หรือรูปหนุมสาว แสดงอาการแลบล้ินปลิ้นตา หนาบิดตาเบือน แปลกประหลาด นาตกใจกลัว อาการอยางใดอยางหน่ึงก็ตาม หรือ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook