๑๔๔ พรรคการเมืองประจาจังหวัดเพื่อดาเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในเขตพ้ืนท่ีท่ีรับผิดชอบน้ันและให้นา ความในมาตรา ๓๔ มาใชบ้ งั คับแกต่ ัวแทนพรรคการเมืองประจาจงั หวัดด้วยโดยอนโุ ลม” จากบทบัญญัติข้างต้น มีความเห็นว่าคาว่า “เขตเลือกตั้งในจังหวัดใด” น้ัน หมายถึง “เขตเลือกตั้ง” ที่มิได้เป็นท่ีตั้งสานักงานใหญ่หรือสาขาพรรคการเมือง มิได้หมายถึงจังหวัดใดท่ีมิได้เป็นที่ตั้ง สานักงานใหญ่หรือสาขาพรรคการเมอื ง ประเด็นที่สาม ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๕ ซ่ึงบัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมกันจัดต้ัง พรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติโดยอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเก่ียวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกาหนดให้ เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปดิ โอกาสให้สมาชกิ มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกาหนดนโยบายและ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกาหนดมาตรการให้สามารถดาเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงาหรือชี้นา โดยบุคคลซ่ึงมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกากับดูแลมิให้สมาชิกของพรรคการเมือง กระทาการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกต้ัง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ทาให้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ จาเป็นต้องมีการบัญญัติกระบวนการ สรรหาผู้สมคั รรบั เลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบแบง่ เขตเลือกตง้ั นอกจากนี้ ในรฐั ธรรมนูญ ๒๕๖๐ มาตรา ๔๕ วรรคสอง เป็นการบญั ญัตหิ ลักการในเร่ืองเกีย่ วกับ การบรหิ ารพรรคการเมอื ง ซึ่งตอ้ งกาหนดใหเ้ ป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปดิ โอกาสใหส้ มาชกิ มสี ว่ นร่วม อย่างกว้างขวางในการกาหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกาหนดมาตรการให้ส ามารถ ดาเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงาหรือชี้นาโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองน้ัน รวมทั้ง มาตรการกากับดูแลมิให้สมาชิกของพรรคการเมืองกระทาการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกต้ัง ส่วนตัวมีความเห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา ๔๕ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญไม่ก่อให้เกิด อุปสรรคแก่พรรคการเมอื งแต่ประการใด ส่วนท่ีเป็นปัญหาจะบัญญัติอยู่ในพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ซ่ึงไปบัญญัติขยายความจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มาตรา ๔๕ วรรคสอง ที่ทาให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ดังน้ัน บทบัญญัติในมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ไม่ก่อให้เกิดปัญหา ในทางปฏบิ ตั กิ ารใด ทั้งนี้ ในชั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซ่ึงมีศาสตราจารย์ บวรศักด์ิ อุวรรณโณ เป็นประธาน ก็ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญควบคู่ไปพร้อมกับ การยกร่างรัฐธรรมนูญ และในการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก็ได้มีการ เสนอความเห็นในเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังว่าควรมีกระบวนการเลือกต้ังข้ันต้น (Primary Vote) รูปแบบ เดียวกับการเลอื กตง้ั ประธานาธิบดีของสหรฐั อเมริกาเพ่ือให้สมาชิกพรรคการเมืองมีสว่ นรว่ ม แต่ก็มขี ้อโต้แย้งว่า การเมืองของประเทศไทยและประชาชนมีความพร้อมที่จะนาระบบเลือกตั้งข้ันต้นมาใช้ในการสรรหาผู้สมัคร รับเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังหรือไม่ โดยในขณะน้ันมีแนวความคิดว่า หากจะกาหนดให้มีกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้นในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกต้ัง ก็อาจจะต้องหน่วงระยะเวลา การบังคับใช้กระบวนการดังกล่าวออกไประยะหนึ่งก่อน เพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าในการกระบวนการจัดทาร่างรัฐธรรมนญู ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซ่งึ มีนายมชี ัย ฤชพุ ันธ์ เป็นประธานนั้น ได้บัญญัติหลักการในเร่ืองการกาหนดให้มีกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
๑๔๕ พ.ศ. ๒๕๖๐ ด้วย จึงทาให้เกิดปญั หาดังเช่นในปัจจุบัน และหากเกิดเหตุการณ์ยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน จะส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไมค่ รบทกุ พรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองยังไม่มกี ารจดั ตัง้ สาขาพรรคการเมืองหรือตวั แทนพรรคการเมือง ประจาจงั หวดั ครบทกุ เขตเลือกตัง้ ดังน้ัน จึงมีความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาที่เก่ียวกับการดาเนินการของพรรคการเมือง ควรมุ่งดาเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ส่วนประเด็น การกาหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกพรรคการเมืองไม่มีความจาเป็นที่ต้องกาหนดให้ มีคณุ สมบตั แิ ละลกั ษณะตอ้ งหา้ มเดยี วกับคุณสมบัติของผ้สู มัครรับเลือกตัง้ ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ท่ปี รึกษาคณะอนกุ รรมาธิการ ในประเด็นเก่ียวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น มปี ระเดน็ ที่จะพจิ ารณา ดงั นี้ ประเด็นที่หนึ่ง พรรคการเมืองเป็นกลไกสาคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงมีแนวคิดที่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่จะสามารถดาเนินกิจกรรม ทางการเมอื งเพอ่ื ประโยชน์ของประชาชนสว่ นใหญ่ไม่ใช่เพื่อประโยชนข์ องผู้ก่อตงั้ พรรคการเมอื ง แต่การทพี่ รรค การเมืองจะเป็นพรรคการเมืองของประชาชนได้ ก็จะต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองจานวนมากและก่อต้ัง เป็นเวลาพอสมควร เพราะจะทาให้มีความหลากหลายในการเสนอความเห็นต่อการบริหารพรรคการเมือง และจะทาใหผ้ ูก้ ่อตงั้ พรรคการเมอื งมีบทบาทต่อการบรหิ ารพรรคการเมืองลดน้อยลง ท้งั นี้ การทพี่ รรคการเมืองจะเป็นพรรคการเมอื งของประชาชนได้จะต้องมีประชาชนสมัครเข้าเป็น สมาชิกพรรค การท่ีจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคจึงต้องมีกระบวนการที่ง่าย แต่ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่เป็นอุปสรรคต่อการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง คือค่าบารุงพรรคการเมืองซ่ึงต้องเรียกเก็บจากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละ ๑๐๐ บาท แม้จานวนเงินค่าบารุง พรรคการเมืองปีละ ๑๐๐ บาท จะเป็นจานวนเงินไม่สูงมากแต่ก็เป็นอุปสรรคสาคัญของประชาชน ในกลุ่มเปราะบาง (vulnerable group) ท่ีถือว่าเป็นเรื่องสาคัญ ซึ่งเม่ือเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองในอดีต จะมสี มาชิกพรรคการเมืองจานวนมากเพราะไม่มีการกาหนดในเร่ืองการเรยี กเกบ็ เงินคา่ บารงุ พรรคการเมอื ง ประเด็นท่ีสอง การยุบพรรคการเมือง ซ่ึงจะพบว่าพรรคการเมืองของประเทศไทยถูกยุบได้ง่าย เม่ือเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ทั้งน้ี เหตุผลในการยุบพรรคการเมืองในบางกรณีเป็นการตีความกฎหมาย อย่างไม่มีเหตุและผล เช่น การอ้างเหตุยุบพรรคการเมืองว่ามีลักษณะเป็นการกระทาที่เป็นการล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย กรณีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยดาเนินการกระบวนการ สรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ครบ หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองจะต้องถูกดาเนินการฟ้องร้องดาเนินคดีต่อศาลท่ีมีเขตอานาจ และในขณะเดียวกันอาจมผี ู้ย่ืนคาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองดังกล่าวโดยอ้างเหตมุ ีการกระทา ที่เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงเป็นหลักการที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา พรรคการเมืองให้เปน็ พรรคการเมอื งของประชาชน ประเด็นที่สาม การสมัครสมาชิกพรรคการเมืองซ่ึงในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้กาหนดให้ประชาชนสามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมอื งได้โดยง่าย แต่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้เพิ่มเงื่อนไขการสมัครเป็น
๑๔๖ สมาชิกพรรคการเมืองว่าจะต้องสมัครด้วยตนเอง ณ ที่ทาการของพรรคการเมือง ซ่ึงไม่สอดคล้องกับระบบ เทคโนโลยีในปัจจุบันท่ีสามารถออกแบบเพื่อให้สามารถยื่นสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์หรือสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระบบออนไลน์ก็ได้ โดยไม่จาเป็นที่ต้องไปย่ืนใบสมัคร ด้วยตนเอง ณ ทท่ี าการของพรรคการเมอื ง ประเด็นที่ส่ี กระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ัง ซึ่งมีประเด็นท่ีพรรคการเมืองต่าง ๆ จะต้องตัดสินใจว่าจะดาเนินการให้มีสมาชิกพรรคการเมืองเพ่ิมมากขึ้น แต่จะต้องรับภาระเก่ียวกับค่าใช้จ่ายท่ีเพ่ิมสูงขึ้นจากการที่มีสมาชิกพรรคการเมืองจานวนมาก นอกจากนั้น กระบวนการสรรหาผ้สู มัครรบั เลือกต้ังในการเลอื กต้ังสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรในการเลอื กตั้งทว่ั ไปคร้ังที่ผา่ นมา จะเห็นได้ว่า จากการดาเนินกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกต้ังของพรรคการเมืองในการส่งผู้สมัครรับ เลือกต้ังในแต่ละเขตเลือกตั้งจะมีสมาชิกพรรคการเมืองมาร่วมประชุมในจานวนที่น้อยมาก บางเขตเลือกตั้ง มีสมาชิกพรรคการเมืองมาเข้าร่วมประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกต้ัง เม่ือเปรียบเทียบกับจานวน ผมู้ ีสิทธเิ ลือกต้งั จะพบว่าเป็นสัดส่วนท่ีไมเ่ หมาะสม ซงึ่ เมือ่ เปรยี บเทียบกับการดาเนินกระบวนการสรรหาผูส้ มคั ร รบั เลือกตั้งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาซ่ึงในแต่ละมลรัฐจะมีจานวนผู้มสี ิทธิที่มาลงคะแนนในการสรรหา ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นจานวนมาก ซ่ึงผลการลงคะแนนสามารถเป็นตัวกาหนดผู้ท่ีจะลงสมัครรับเลือกต้ัง ในมลรัฐน้ันได้ เป็นต้น ดังน้ัน มีความเห็นว่ากระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เปน็ กระบวนการที่สร้างปญั หาใหแ้ กพ่ รรคการเมือง ประเด็นท่ีห้า การจัดสรรเงินอุดหนุนแก่พรรคการเมืองการ ซึ่งในอดีตจะพิจารณาจัดสรร ตามคะแนนเสียงที่ได้จากการเลือกต้ังท่ีเป็นตัวบ่งช้ีความนิยมของประชาชนต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แตใ่ นพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๓ (๓) ซึ่งบัญญตั วิ ่า “ร้อยละส่ีสิบของวงเงินจัดสรรนอกจาก (๑) ให้จัดสรรให้ตามคะแนนเสียงท่ีพรรคการเมืองได้รับ จากการเลือกตั้งทั่วไปสาหรับปีถัดจากปีท่ีมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยแต่ละพรรคการเมืองให้ได้รับตามอัตราส่วน ระหว่างคะแนนเสียงที่ทุกพรรคการเมืองได้รับรวมกันต่อคะแนนเสียงที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ สาหรับปีอ่ืน ให้จัดสรรให้พรรคการเมืองตามสัดส่วนที่พรรคการเมืองทุกพรรคได้รับการจัดสรรตามอัตราส่วนเงินบริจาค ทง้ั หมดตามมาตรา ๖๙ ต่อเงินท่พี รรคการเมืองน้ันไดร้ บั ” จากบทบัญญัติข้างต้น มีประเด็นพิจารณาว่าการจัดสรรเงินอุดหนุนแก่พรรคการเมืองที่ไม่ใช่ ปีถัดจากปีท่ีมีการเลือกตั้งทั่วไปซ่ึงกาหนดให้จัดสรรให้แก่พรรคการเมืองตามอัตราส่วนของเงินบริจาคท้ังหมด ทีพ่ รรคการเมืองนั้นได้รับ อาจไม่เป็นธรรมแกพ่ รรคการเมืองขนาดเลก็ ท่ีอาจไม่มีผู้บริจาคจนไมส่ ามารถคานวณ เงนิ ท่จี ะจัดสรรใหแ้ ก่พรรคการเมอื งได้ ประเด็นที่หก มาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่ีกาหนดเก่ียวกับการกาหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คานึงถึง ความเห็นของสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัด ว่านโยบายใดท่ีต้องใช้จ่ายเงิน การประกาศโฆษณานโยบายนน้ั ซ่ึงอย่างน้อยต้องมีรายการ (๑) วงเงินท่ีต้องใช้ และท่ีมาของเงินท่ีจะใช้ในการ ดาเนินการ (๒) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดาเนินนโยบาย และ (๓) ผลกระทบและความเส่ียงในการ ดาเนินนโยบาย แต่ในความเป็นจริงในการเลือกตั้งท่ัวไปคร้ังที่ผ่านมาไม่มีการดาเนินการตามเง่ือนไขที่กาหนด ในมาตรา ๕๗ แต่ประการใด นอกจากน้ัน ในทางปฏิบัติหากพรรคการเมืองมีการประกาศนโยบายท่ีต้องใช้
๑๔๗ จ่ายเงินตามเงื่อนไขท่ีกาหนดในมาตรา ๕๗ แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งและสานักงานคณะกรรมการ การเลือกตง้ั ไมม่ คี วามสามารถท่จี ะวิเคราะห์นโยบายวา่ เปน็ ไปตามเงื่อนไขท่กี าหนดในมาตรา ๕๗ หรอื ไม่ ประเด็นที่เจ็ด มาตรา ๓๕ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ซ่งึ บญั ญัติว่า “ เ ข ต เ ลื อ ก ตั้ ง ใ น จั ง ห วั ด ใ ด ท่ี มิ ไ ด้ เ ป็ น ที่ ต้ั ง ส า นั ก ง า น ใ ห ญ่ ห รื อ ส า ข า พ ร ร ค ก า ร เ มื อ ง ถ้าพรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกซ่ึงมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นเกินหนึ่งร้อยคน ให้พรรคการเมือง นั้นแต่งตั้งสมาชิกซ่ึงมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งในจังหวัดน้ันซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกดังกล่าว เป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัดเพื่อดาเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในเขตพ้ืนที่ การจัดตั้งสาขา พรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัด โดยในท่ีรับผิดชอบน้ันและให้นาความในมาตรา ๓๔ มาใชบ้ ังคบั แก่ตวั แทนพรรคการเมอื งประจาจังหวดั ดว้ ยโดยอนโุ ลม” จากบทบัญญัติข้างต้น มีประเด็นพิจารณาคาว่า “ที่มิได้เป็นที่ตั้งสานักงานใหญ่หรือสาขา พรรคการเมือง” เป็นคาท่ีขยายคาว่า “เขตเลือกตั้ง” หรือคาว่า “จังหวัดใด” ส่วนตัวมีความเห็นว่าหากเป็น คาขยายคาว่า “จังหวัดใด” กรณีที่จังหวัดใดเป็นท่ีต้ังของสานักงานใหญ่หรือสาขาพรรคการเมืองแล้วในเขต เลือกต้ังในจังหวัดนั้นไม่ต้องจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัดอีก สานักงาน ใหญ่หรือสาขาพรรคการเมืองสามารถท่ีจะให้ความเห็นชอบในการส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังในเขตจังหวัดน้ัน ไดท้ ง้ั หมด ท้งั น้ี การจะเป็นสาขาพรรคการเมอื งจะต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองจานวนไม่น้อยกว่าห้าร้อยคน ส่วนการเป็นตัวแทนพรรคการเมอื งประจาจังหวัดจะต้องมีสมาชกิ พรรคการเมืองจานวนไม่นอ้ ยกว่าหน่ึงร้อยคน ดังน้ัน สถานะของสาขาพรรคการเมืองย่อมมีสิทธิเหนือกว่าการเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัด แต่ท่ีผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้งกลับตีความว่าจังหวัดใดมีสาขาพรรคการเมืองต้ังอยู่ในเขตเลือกตั้งใด พรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เฉพาะในเขตเลือกต้ังที่สาขาพรรคการเมืองต้ังอยู่เท่านั้น ส่วนเขตเลือกตั้งอื่นไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เพราะเหตุไม่มีตัวแทนพรรคการเมืองประจาจั งหวัด การตีความในลักษณะดังกล่าวยิ่งทาให้พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เกิดปญั หาในทางปฏิบตั ิ ประเด็นที่แปด มาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่กาหนดให้พรรคการเมืองซึ่งประสงค์จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ต้องมีสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัดที่มี เขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบในเขตเลือกตั้งน้ัน ส่วนตัวมีความเห็นว่าการท่ีพรรคการเมืองจะจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง จะมีการระบุขอบเขตพื้นที่ของสาขาพรรคการเมืองนั้นว่ามีขอบเขตพื้นท่ีครอบคลุมอาเภอใดบ้าง ดังนั้น การจัดต้ังสาขาพรรคการเมืองท่ีผา่ นมาในจังหวัดหนึ่งจะมกี ารจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองหลายสาขาโดยจะแบ่ง พ้ืนที่เพื่อให้ครอบคลุมพื้นท่ีภายในจังหวัด แต่กรณีจังหวัดใดมีการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองเพียงสาขาเดียว ก็จะมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าพรรคการเมืองมีอานาจในการส่งผู้สมัคร รบั เลือกตง้ั ครบทกุ เขตเลือกต้ังในจังหวดั ท่มี ีการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองเพยี งสาขาเดยี วไดห้ รือไม่ ประเด็นที่เก้า รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๑ กาหนดให้ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย (๑) คณะรฐั มนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ ท่ีเก่ียวข้อง และ (๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจานวนไม่น้อยกว่าหน่ึงในสิบของจานวนสมาชิกท้ังหมด
๑๔๘ เท่าท่ีมีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซ่ึงมีประเด็นพิจารณาว่าคณะรัฐมนตรีจะสามารถเสนอร่างแก้ไขเพ่ิมเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ หรือต้องรอให้องค์กรอิสระท่ีเกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะต่อ คณะรฐั มนตรกี ่อน คณะรฐั มนตรจี งึ จะสามารถเสนอร่างแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญได้ ประเดน็ ทีส่ ิบ เดิมพรรคการเมืองสามารถส่งผสู้ มคั รรับเลอื กต้งั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรแบบบญั ชี รายช่ือได้แม้ไม่มีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งก็ตาม แต่ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครรับต้ังแบบบัญชีรายชื่อโดยไม่ส่ งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นไม่สามารถกระทาได้ ส่วนตัวมีความเห็นว่าควรมีการปรับปรุงแก้ไขโดยเปิดโอกาสให้ พรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังแบบแบบบัญชีรายช่ือโดยไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังแบบแบ่งเขต เลือกตั้งก็ได้ นอกจากนั้น ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ยังสร้างกฎระเบียบกติกาให้พรรคการเมืองและสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังจะต้องปฏิบัติจึงเป็นการ สร้างภาระท่ีเกินความจาเป็นให้แก่พรรคการเมืองและสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังท้ังด้านงบประมาณ และด้านบุคลากร ความเห็นของนายไพบลู ย์ นิตติ ะวัน ประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร ในประเด็นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น มีประเด็นท่จี ะพจิ ารณา ดังน้ี ประเด็นท่ีหน่ึง บทบัญญัติมาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วา่ ด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นบทบัญญัติที่เป็นปัญหาและสร้างภาระใหแ้ ก่พรรคการเมือง โดยเฉพาะ ในเร่ืองการส่งผู้สมคั รรับเลือกตั้งกรณีท่ีพรรคการเมืองมีการจดั ต้งั สาขาพรรคการเมอื งในจังหวดั แล้วกลับมสี ิทธิ ส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังได้เฉพาะเขตเลือกต้ังที่เป็นที่ต้ังของสาขาพรรคการเมืองเท่านั้น แต่การจะส่งผู้สมัคร รั บเ ลื อก ตั้ง ให้ ค ร บทุ กเ ขตเ ลื อก ตั้ง ได้จ ะต้ องมี ตัว แ ทน พร ร คกา ร เ มือง ปร ะจ า จั งห วัด คร บ ทุกเ ขต เลื อ กต้ั ง จึงจะสามารถสง่ ผ้สู มคั รรบั เลอื กตั้งครบทุกเขตเลอื กต้ังได้ ทง้ั นี้ ตน้ เหตุของปญั หาเกิดจากตัวบทกฎหมายที่กาหนดกฎเกณฑใ์ ห้พรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติ และเป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง และสานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งท่ีจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายกาหนด ดังน้ัน การจะแก้ไขปัญหาท่ีสร้างผลกระทบ ให้แกพ่ รรคการเมอื งจงึ ต้องดาเนนิ การแก้ไขกฎหมาย ประเด็นท่ีสอง บทบัญญัติในมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เป็นท่ีมาของหลักการที่บัญญัติ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ในหลายมาตรา ดังน้ัน ส่วนตัว มีความเห็นว่าการที่จะมีการแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ จะตอ้ งพิจารณาถึงประเด็นในการแก้ไขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญประกอบไปพรอ้ มกันดว้ ย ประเด็นท่ีสาม รูปแบบการบัญญัติหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะบัญญัติในรัฐธรรมนูญ สามารถกาหนดได้หลายรูปแบบ แม้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ จะกาหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยกาหนดให้สมาชิก พรรคการเมืองมีหน้าที่ชาระเงินบารุงพรรคการเมืองเป็นรายปี การกาหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มาตรา ๔๕ อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่าบทบัญญัติในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ ที่บัญญัติว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมือง ยินยอมหรือกระทาการใดอันทาให้บุคคลอื่นซ่ึงมิใช่สมาชิกกระทาการอันเป็นการควบคุม ครอบงา หรือชี้นา
๑๔๙ กิจกรรมของพรรคการเมอื งในลกั ษณะท่ีทาให้พรรคการเมืองหรอื สมาชิกขาดความอสิ ระ ทงั้ นี้ ไม่ว่าโดยทางตรง หรือโดยทางอ้อม” และมาตรา ๒๙ ที่บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดซ่ึงมิใช่สมาชิกกระทาการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงา หรือชี้นากิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทาให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ท้ังน้ี ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” เป็นบทบัญญัติที่มีหลักการตรงกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ซึ่งหากมีการ แก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ แตกต่างไปจากหลกั การท่ีบญั ญตั ิไว้ก็จะทาให้เปน็ การขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ สว่ นบทบัญญัติที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของพรรคการเมือง เช่น ในเรื่องค่าบารุงพรรคการเมือง ซ่ึงต้องเรียกเก็บจากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละหน่ึงร้อยบาท เป็นบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ซ่ึงหากกาหนดให้สมาชิกท่ีชาระค่าบารุงพรรคการเมืองจานวนหน่ึงร้อยบาทแล้วให้ มีสถานะเป็นสมาชิก พรรคการเมืองไปตลอดชีวิต หรือการกาหนดเขตเลือกตั้งหากกาหนดให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกต้ัง หรือกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็นกระบวนการท่ีสะท้อนสภาพความเป็นจริงของการเมือง ประเทศไทย กจ็ ะสามารถแกไ้ ขปัญหาได้ ดังน้ัน ประเด็นปัญหาที่เกิดจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ได้มีการอภิปรายแสดงความเห็นเป็นประเด็นที่สามารถเสนอให้มีการแก้ไขเพ่ิมเติมได้ท้ังส้ิน โดยจะต้องพิจารณาประกอบกบั การแกไ้ ขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนญู ความเหน็ ของนายทศพล เพ็งส้ม อนุกรรมาธิการ ส่วนตัวมีความเห็นวา่ พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ที่เกี่ยวกบั การเลือกต้ังมีประเด็นปัญหา ท่ีควรดาเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนในหลายประเด็น เช่น การกาหนดค่าบารุงพรรคการเมือง หรือการลาออก จากสมาชิกพรรคการเมืองซ่ึงในอดีตกาหนดให้ยื่นหนังสือลาออกที่ทาการของพรรคการเมือง แต่ปรากฏว่า พรรคการเมืองไม่แจ้งการลาออกไปยังสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ัง เป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าว ถกู ตัดสิทธทิ างการเมือง เป็นต้น นอกจากนี้ ในเรื่องการดาเนินการตามระยะเวลาทก่ี ฎหมายกาหนด สานักงาน คณะกรรมการการเลือกตัง้ ควรแจ้งไปยงั พรรคการเมืองต่าง ๆ ว่าจะต้องดาเนินการตามหลักเกณฑ์หรอื เงื่อนไข ภายในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกาหนดในเรื่องใดบ้างเพื่อมิให้เกิดปัญหากระทาผิดกฎหมายเป็นเหตุให้ ตอ้ งถกู ยุบพรรคการเมือง ดังนั้น ส่วนตัวมีความเห็นว่าควรมีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ในประเด็นดังน้ี (๑) เรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ัง ทเ่ี ป็นปัญหาในทางปฏิบัติ โดยควรกาหนดกระบวนการสรรหาผสู้ มคั รรบั เลือกต้ังใหม้ ีความชดั เจน และ (๒) คุณสมบัติของสมาชิกพรรคการเมืองไม่ควรกาหนดคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ควรกาหนดคุณสมบัติของสมาชิกพรรคท่ีสูงเกินไปโดยอาจกาหนดคุณสมบัตวิ ่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยก็สามารถ ที่จะสมคั รเปน็ สมาชิกพรรคได้ ความเหน็ ของนายนกิ ร จานง เลขานกุ ารคณะอนุกรรมาธกิ าร แนวคิดการกาหนดให้มีกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกต้ังมีจุดเริ่มต้นมาจากการศึกษาของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในคณะกรรมาธิการจะมีอดีตผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตสมาชิกวฒุ ิสภาเพยี งไม่ก่ีคน โดยในขณะทค่ี ณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
๑๕๐ อยู่ระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอความเห็นไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการปฏิรูป การเมือง การปฏิรูปพรรคการเมืองและระบบเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในหลายประเด็น รวมท้ังประเด็นการกาหนดให้มีกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ส่วนในขั้นตอนการจัดพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ไม่มีการรับฟัง ความคิดเห็นจากพรรคการเมืองแตป่ ระการใด จงึ ทาให้เกิดปัญหาในทางปฏบิ ัติในหลายเร่ือง เช่น เรอื่ งการเก็บ ค่าบารุงพรรคการเมืองเป็นรายปี หรือกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือการส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งซ่ึงพรรคการเมืองจ ะต้องมีสาขา พรรคการเมืองหรอื ตัวแทนพรรคการเมืองประจาจงั หวัดในเขตเลือกต้ังนัน้ เปน็ ต้น ดังน้ัน มีความเห็นว่าปัญหาท่ีเกี่ยวกับพรรคการเมืองเรื่องใดเป็นปัญหาที่เกิดจากบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก็ควรมีข้อเสนอให้มีการแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องใดเป็นปัญหาท่ีเกิดจาก บทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็ควรมีข้อเสนอ ใหม้ ีการแก้ไขเพมิ่ เตมิ พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ตอ่ ไป นอกจากน้ี สืบเน่ืองจากได้มีการจัดสนทนากลุ่มในกลุ่มพรรคการเมืองของคณะอนุกรรมาธิการ ประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งมีข้อเสนอในหลายประเด็น เช่น การจัดต้ัง พรรคการเมืองควรมีการจัดต้ังได้โดยอิสระ การควบรวมพรรคการเมืองควรกาหนดเง่ือนไขห้ามมิให้มีการ ควบรวมพรรคการเมืองเพิ่มเติม ระบบสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นระบบท่ีล้มเหลว การกาหนดให้สมาชิก พรรคการเมืองจ่ายค่าบารงุ พรรคการเมืองเปน็ เรื่องท่ีไม่เหมาะสม พรรคการเมืองมีความออ่ นแอ นายกรัฐมนตรี ควรเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร เปน็ ต้น จงึ เห็นวา่ ควรนาความเห็นสว่ นนมี้ าพิจารณาประกอบดว้ ย ป ร ะ เ ด็ น ท่ี ค ว ร เ ส น อ ใ ห้ มี ก า ร แ ก้ ไ ข เ พิ่ ม เ ติ ม พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว่ า ด้ ว ย พรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดแ้ ก่ (๑) กระบวนการสรรหาผู้สมัครรบั เลอื กต้ังสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ัง และ (๒) การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากพรรคการเมืองใดมีการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองในจังหวัดใด แล้วให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดนั้นได้ทุกเขตเลือกตั้ง โดยไม่จาเป็นต้องมีตัวแทนพรรคการเมือง ประจาจังหวัดอกี บทสรปุ จากการอภิปรายของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอ่ืน น้ัน ในประเด็นเก่ียวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ น้ัน ได้มีการอภปิ รายถงึ ประเดน็ ปญั หา และขอ้ เสนอแนะ ดังน้ี ๑. ประเด็นเกี่ยวกับการดาเนินการออกหลักฐานการรับสมัคร และการรับรองผู้สมัครรับเลือกต้ัง แบบบัญชีรายชอ่ื มาตรา ๕๖ วรรคสอง บัญญตั ิวา่ “เมื่อหัวหน้าพรรคการเมืองออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งหรือส่งบัญชีรายช่ือผู้สมัคร รบั เลือกตัง้ แบบบัญชีรายช่ือแล้ว แม้ภายหลงั จะปรากฏว่ามิได้มีการดาเนินการตามมาตรา ๕๐ หรือมาตรา ๕๑
๑๕๑ แล้วแต่กรณี หรือดาเนินการไม่ครบถ้วน ไม่ทาให้การสมัครรับเลือกตั้งน้ันเสียไป แต่ถ้าคณะกรรมการทราบถึง การไม่ดาเนินการดังกล่าว ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการท่ีจะต้องกล่าวโทษหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองน้ันต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีเขตอานาจเพ่ือดาเนินการตามอานาจหน้าท่ี ต่อไป” ๑.๑ ประเด็นปญั หา บทบญั ญัติดังกลา่ วขา้ งต้นอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัตไิ ด้ ๑.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรมกี ารทบทวนบทบญั ญัติดงั กลา่ วเพอื่ พิจารณาปรบั ปรงุ แก้ไขให้เหมาะสม๑๑๑ ๒. ประเดน็ เกย่ี วกบั การตีความในบทบญั ญตั ิมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๕ วรรคแรก บญั ญัติวา่ “เขตเลือกต้ังในจังหวัดใดท่ีมิได้เป็นท่ีตั้งสานักงานใหญ่หรือสาขาพรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองน้ันมีสมาชิกซึ่งมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตเลือกต้ังในจังหวัดนั้นเกินหน่ึงร้อยคน ให้พรรคการเมือง น้ันแต่ งตั้งส มาชิ กซึ่งมี ภูมิล าเนา อยู่ใ นเขต เลือกตั้งใ นจังห วัดนั้ นซึ่งม าจา กการ เลือกของ สมา ชิกดัง กล่า ว เป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัดเพื่อดาเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบน้ัน และใหน้ าความในมาตรา ๓๔ มาใช้บังคบั แกต่ วั แทนพรรคการเมืองประจาจังหวัดด้วยโดยอนุโลม” ๒.๑ ประเดน็ ปัญหา การบัญญัติข้างต้นทาให้เกิดความสับสนว่า คาว่า “ที่มิได้เป็นท่ีตั้งสานักงานใหญ่ หรือสาขาพรรคการเมือง” น้ัน ขยายคาว่า “เขตเลือกตั้ง” หรือคาว่า “จังหวัดใด” ซง่ึ ความไม่ชดั เจนดังกลา่ วนี้ ทาใหเ้ กดิ ปญั หาในทางปฏิบตั ิ ๒.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรมีการทบทวนบทบัญญัติดังกล่าวเพ่ือพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้มีความชัดเจน ย่งิ ข้นึ ๑๑๒ ๓. ประเด็นปัญหาเกย่ี วกับการนากระบวนการเลือกตง้ั ขนั้ ตน้ (Primary vote) มาบงั คับใช้ ๓.๑ ประเด็นปญั หา การนาระบบการเลือกต้ังขั้นต้นมาบังคับใช้ในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกต้ังน้ัน เห็นว่า ประเทศไทยและประชาชนยังไม่พร้อม ซึ่งถ้าหากเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ก็อาจส่งผลกระทบ ต่อพรรคการเมืองที่ยังไม่มีการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัด ครบทกุ เขตเลอื กตงั้ ๑๑๑ ความเห็นของนายกฤช เออ้ื วงศ์ ๑๑๒ ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และนายไพบูลย์ นติ ติ ะวัน
๑๕๒ ๓.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรมีการพิจารณาทบทวนเรื่องการนาระบบกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้นมาใช้ในประเทศไทย และควรกาหนดกระบวนการสรรหาผ้สู มัครรับเลือกต้ังใหช้ ัดเจน๑๑๓ ๔. ประเดน็ ปญั หาเกีย่ วกบั อุปสรรคการเขา้ เปน็ สมาชิกพรรคการเมือง ๔.๑ ประเด็นปญั หา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฯ กาหนดให้ประชาชน ที่ต้องการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจะต้องจ่ายค่าบารุงพรรคการเมืองปีละ ๑๐๐ บาท ซ่ึงเป็นอุปสรรค ของประชาชนกลุ่มเปราะบาง (vulnerable group) ในการเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อีกทั้งยังกาหนดให้ การสมคั รเปน็ สมาชกิ พรรคการเมอื งจะตอ้ งมาสมคั รด้วยตนเอง ณ ทท่ี าการของพรรคการเมือง ซ่ึงเปน็ การสร้าง อปุ สรรค และไมส่ อดคลอ้ งกบั ระบบเทคโนโลยใี นปจั จุบัน ๔.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรยกเลิกการจ่ายค่าบารุงพรรคการเมือง และกาหนดการสมัครเข้าเป็นสมาชิก พรรคการเมอื งใหง้ า่ ยและสะดวกตอ่ ประชาชน๑๑๔ ๕. ประเด็นเกีย่ วกับการกาหนดเหตแุ ห่งการยุบพรรคการเมอื ง ๕.๑ ประเดน็ ปญั หา ท่ีผ่านมา พรรคการเมืองของประเทศไทยถูกยุบได้ง่าย ซ่ึงนอกจากพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับน้ีจะกาหนดให้มีเหตุแห่งการยุบพรรคการขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว บางเหตุแห่งการ ยุบพรรคการเมือง เชน่ “การกระทาท่ีเป็นการลม้ ลา้ งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ ทรงเป็นประมุข” ก็ยังถูกนามาใช้ตีความเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองหลายครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ พฒั นาการพรรคการเมืองของประเทศไทย ๕.๒ ข้อเสนอแนะ ควรมีการทบทวนเร่ืองการบัญญัติเหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง และการตีความ ในการบังคบั ใช้๑๑๕ ๖. ประเด็นเก่ียวกบั กระบวนการสรรหาผ้สู มัครรับเลือกตั้งแบบแบง่ เขตเลอื กตั้ง ๖.๑ ประเด็นปัญหา การกาหนดกระบวนการสรรหาผู้สมัครรบั เลอื กต้ังสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เลือกตั้งที่กาหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับน้ี สร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองในเร่ือง คา่ ใช้จ่ายมากเกนิ สมควร ๑๑๓ ความเหน็ ของนายกฤช เอ้อื วงศ,์ นายทศพล เพง็ ส้ม และนายนกิ ร จานง ๑๑๔ ความเห็นของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และนายไพบลู ย์ นติ ติ ะวนั ๑๑๕ ความเห็นของนายพงศเ์ ทพ เทพกาญจนา
๑๕๓ ๖.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรทบทวนบทบญั ญัติดังกล่าวและปรบั ปรุงให้เหมาะสม๑๑๖ ๗. ประเด็นปญั หาเกยี่ วกบั การตีความในบทบญั ญัติมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๗ บญั ญตั วิ ่า “พรรคการเมืองซ่ึงประสงค์จะส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เลือกต้ังในเขตเลือกตั้งใด ต้องมีสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจาจังหวัดที่มีเขตพ้ืนที่ รับผดิ ชอบในเขตเลอื กตงั้ นัน้ การส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังในเขตเลือกต้ังใด ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจากผู้ซึ่งได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมือง ประจาจงั หวัดทีม่ เี ขตพ้ืนท่ีรับผดิ ชอบในเขตเลือกต้ังนน้ั เป็นผ้สู มัครรบั เลือกตง้ั ” ๗.๑ ประเด็นปัญหา การบัญญัติดังกล่าวมีความไม่ชัดเจน และส่งผลให้เกิดคาถามว่าพรรคการเมืองสามารถ ส่งผ้สู มัครรับเลือกต้ังครบทุกเขตเลือกตั้งในจังหวดั ท่ีมีการจดั ตงั้ สาขาพรรคการเมอื งเพียงสาขาเดยี วได้หรือไม่ ๗.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรมีการทบทวนและปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวให้มีความชัดเจนขึ้น ซึ่งควร กาหนดให้หากพรรคการเมืองใดมีการจัดต้ังสาขาพรรคการเมืองในจังหวัดใดแล้วใหม้ ีสิทธิส่งผู้สมคั รรับเลือกตั้ง ในจังหวดั น้ันไดท้ กุ เขตเลอื กต้ัง โดยไม่จาเปน็ ต้องมตี ัวแทนพรรคการเมอื งประจาจังหวดั อีก๑๑๗ ๘. ประเด็นเก่ียวกับการจดั สรรเงนิ อดุ หนุนพรรคการเมอื งตามมาตรา ๘๓ (๓) มาตรา ๘๓ (๓) บัญญตั ิว่า “ การจัดสรรเงินตามมาตรา ๘๑ ให้แก่พรรคการเมือง ให้ดาเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๓) ร้อยละส่ีสิบของวงเงินจัดสรรนอกจาก (๑) ให้จัดสรรให้ตามคะแนนเสียงท่ีพรรคการเมือง ได้รับจากการเลือกตั้งทั่วไปสาหรับปีถัดจากปีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยแต่ละพรรค การเมืองให้ได้รับ ตามอัตราส่วนระหว่างคะแนนเสียงท่ีทุกพรรคการเมืองได้รับรวมกันต่อคะแนนเสียงที่พรรคการเมืองนั้น ได้รับ สาหรับปีอ่ืนให้จัดสรรให้พรรคการเมืองตามสัดส่วนที่พรรคการเมืองทุกพรรคได้รับการจัดสรร ตามอตั ราส่วนเงินบริจาคทั้งหมดตามมาตรา ๖๙ ต่อเงนิ ทพี่ รรคการเมอื งนนั้ ไดร้ บั ” ๘.๑ ประเดน็ ปญั หา การจัดสรรเงินอุดหนุนดังกล่าวอาจไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคเล็ก ซง่ึ อาจจะไม่มีผู้บรจิ าคจนไมส่ ามารถคานวณเงินที่จะจดั สรรใหแ้ ก่พรรคการเมอื งได้ ๘.๒ ข้อเสนอแนะ ควรมกี ารทบทวนบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วและแก้ไขใหเ้ หมาะสม๑๑๘ ๑๑๖ ความเห็นของนายพงศเ์ ทพ เทพกาญจนา ๑๑๗ ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายไพบูลย์ นติ ติ ะวัน และนายนิกร จานง ๑๑๘ ความเห็นของนายพงศเ์ ทพ เทพกาญจนา
๑๕๔ ๙. ประเด็นปญั หาเกย่ี วกบั การสง่ ผ้สู มัครรับเลอื กต้งั แบบบญั ชีรายช่ือและแบบแบง่ เขต ๙.๑ ประเด็นปญั หา ระบบเลือกต้ังปัจจุบันกาหนดให้พรรคการเมืองจะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังแบบบัญชี รายชื่อได้ ถ้าหากไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตด้วย ซ่ึงเป็นภาระแก่พรรคการเมือง และไม่เห็นเหตุผล ทีเ่ หมาะสมสาหรับการกาหนดเง่อื นไขดังกล่าว ๙.๒ ข้อเสนอแนะ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขโดยเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบบบญั ชีรายช่อื โดยไมส่ ่งผู้สมคั รรับเลือกต้งั แบบแบง่ เขตเลือกต้งั ก็ได้๑๑๙ ๑๐. ประเด็นปัญหาเกีย่ วกบั คณุ สมบัตขิ องสมาชิกพรรคการเมือง ๑๐.๑ ประเดน็ ปญั หา การกาหนดคณุ สมบัติของผูเ้ ข้าเปน็ สมาชกิ พรรคการเมืองสูงเกนิ ไป ๑๐.๒ ข้อเสนอแนะ ควรกาหนดคุณสมบัติว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยก็สามารถที่จะสมัครเป็นสมาชิก พรรคการเมอื งไดก้ เ็ พียงพอแลว้ ๑๑๙ ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา
๑๕๕ สว่ นท่ี ๑๘ ผลการพิจารณาศกึ ษาพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลือกตัง้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ท่ีประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้อภิปรายแสดงความเห็นเก่ียวกับประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมี สาระสาคญั ดังน้ี ความเห็นของรองศาสตราจารย์สมชยั ศรสี ทุ ธิยากร รองประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร ควรพิจารณาก่อนว่า การออกแบบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ถูกออกแบบมามีวัตถุประสงค์อย่างไร โดยเห็นว่าสามารถแยกออกได้ เป็นสามประเด็น คือ (๑) การออกแบบระบบเลือกต้ังจะต้องสะท้อนเจตนารมณ์อย่างแท้จริงของประชาชน ในการลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง (๒) การออกแบบระบบเลือกตั้ง จะต้องเป็นการออกแบบที่อานวย ความสะดวกให้แก่ประชาชนในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และ (๓) การออกแบบดังกล่าวจะต้องออกแบบ ให้การเลือกต้ังเป็นไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรม มีหลักประกันความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการ เลอื กตั้ง โดยมีรายละเอยี ดในแต่ละประเดน็ ดงั น้ี ประเด็นที่หนึ่ง รูปแบบการเลือกต้ัง เห็นว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยกลับไปใช้รูปแบบ การเลอื กต้งั ตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง การกาหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวในแง่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือนั้น เป็นการ ผูกเช่ือมโยงกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ัง และท้ายที่สุด ก็ทาให้เกิดปัญหาในการ คานวณหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ืออย่างมาก ดังน้ัน จึงควรกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ ซงึ่ จะต้องมกี ารแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๕ ประเด็นท่ีสอง จานวนผู้มีสิทธิเลือกต้ังในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง เห็นด้วยกับการปรับจานวน ให้แต่ละหน่วยเลือกตั้งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จานวน ๖๐๐ คน เน่ืองจากจะทาให้มีหน่วยเลือกต้ังเพิ่มมากขึ้น และประชาชนจะสามารถเดินทางไปใชส้ ทิ ธิเลือกตง้ั ไดโ้ ดยสะดวกมากยิ่งขึน้ ประเด็นท่ีสาม การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งในเขตตามที่บัญญัติในมาตรา ๑๐๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นการให้สิทธิแตเ่ ฉพาะบุคลากรภาครัฐและผู้มีสิทธิเลือกต้ังซึ่งได้รับคาสั่งจากทางราชการ ให้ไปปฏิบัติหน้าท่ี นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกต้ัง ซ่ึงไม่รวมถึงประชาชนท่ัวไป จึงทาให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา มีผู้มาขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก่อนวันเลือกตั้งในเขตจานวนไม่มาก ดังน้ัน มีความเห็นว่า ควรเปดิ โอกาสใหแ้ กป่ ระชาชนท่วั ไปในการขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก่อนวนั เลือกตง้ั ในเขตได้ดว้ ย ประเด็นที่สี่ การกาหนดหมายเลขผู้สมัคร เห็นว่าผู้สมัครรับเลือกต้ังจากพรรคเดียวกันควร กาหนดให้ใช้หมายเลขเดยี วกันทวั่ ประเทศ ซึง่ จะเป็นการอานวยความสะดวกให้แกท่ ุกฝา่ ยทง้ั คณะกรรมการการ เลอื กต้ังประจาหนว่ ยเลือกต้งั ผู้สมคั รรบั เลือกตง้ั พรรคการเมอื ง และประชาชนผู้มสี ทิ ธิเลอื กตั้ง
๑๕๖ ประเด็นท่ีห้า จานวนกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ัง เห็นว่าควรเพ่ิมจานวนกรรมการประจา หน่วยเลือกตั้ง เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าท่ีอานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการออกเสียง ลงคะแนนเลือกต้ัง และควรมีกระบวนการเพ่ิมศักยภาพของกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งในการจัดการ เลอื กต้งั ที่ถกู ต้องตามกฎหมาย ประเด็นท่ีหก ระยะเวลาในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง เห็นว่าไม่ควรปรับลดเวลาในการ ออกเสยี งลงคะแนนเลือกต้งั โดยกลับไปใช้ระยะเวลาตามรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เนื่องจากการกาหนดระยะเวลาในการออกเสียง ลงคะแนนเลือกตั้งจะต้องคานึงถึงการให้ประชาชนได้มีโอกาสออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด ต้องมรี ะยะเวลาท่เี พยี งพอเพื่ออานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการออกมาใช้สทิ ธิเลอื กตงั้ ประเด็นที่เจ็ด ควรจะต้องพิจารณาว่า การออกแบบการเลือกต้ังนั้นมีการออกแบบกลไก เพื่อขจัดปัญหาในการทุจริตการเลือกต้ังอย่างได้ผลหรือไม่ ไม่มีการซ้ือสิทธิขายเสียงและเจ้าหน้าท่ีของรัฐมี ความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงการเลือกตั้งหรือไม่ กติกาที่กาหนดในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มีกลไกรองรับไว้อย่างเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกต้ังและสานักงานคณะกรรมาธิการการเลือกต้ังมีการดาเนินการทเ่ี ป็นการอานวย ความสะดวกให้แก่ประชาชนหรือไม่อยา่ งไร ประเด็นท่ีแปด การแบ่งเขตเลือกต้ัง ท้ังนี้ การแบ่งเขตเลือกต้ังถือเป็นพ้ืนฐานแรกอันสาคัญ ท่ีจะทาให้การเลือกตั้งน้ันเป็นไปโดยสุจริตเท่ียงธรรม และเป็นธรรม ถ้าการแบ่งเขตเป็นการแบ่ง เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครรายใดรายหน่ึง ก็จะไม่เป็นธรรมต้ังแต่เริ่มต้น ส่วนปัญหาจากการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่เกิดข้ึนในการเลือกต้ังเม่ือวันท่ี ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ นั้น เกิดจากกรรมการเลือกต้ังได้ทาการแบ่งเขต ออกมาแบบหน่ึง แต่ปรากฏว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคาส่ังโดยใช้ มาตรา ๔๔ เป็นคาสั่งท่ี ๑๖/๒๕๖๑ ให้กรรมการการเลือกต้ังแบ่งเขตเลือกตั้งโดยไม่จาเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงกฎกติกาต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ เดิม แต่ขอให้ฟังเสียงจากประชาชนและนักการเมือง และการท่ีไม่ต้องคานึงถึงกติกาที่มีอยู่เดิมนั้นให้ถือเป็น ท่ีสุด เท่ากับว่าเป็นการส่งเสริมให้ใช้อานาจในทางที่ผิด น้ันคือ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถ ทาตามอาเภอใจได้แลว้ กล่าวอา้ งว่าท่ที าตามอาเภอใจนัน้ ไมผ่ ดิ กฎหมาย นค่ี ือปญั หาทีเ่ กดิ ขึน้ ทั้งนี้ จากการสังเกตเร่ืองการแบ่งเขตเลือกตั้งในคราวก่อน ขอยกตัวอย่างท่ีเกิดขึ้นในเขตเลือกต้ัง ที่ ๒ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีรูปแบบการแบ่งเขตพื้นท่ีเป็นรูปนาฬิกาทราย ข้างบนแผนที่ก็คืออาเภอทุ่งเสล่ียม ส่วนข้างล่างคืออาเภอบ้านด่านลานหอย ซ่ึงมีพ้ืนที่ติดกัน มีความกว้างประมาณ ๒๐๐ เมตรและไม่มีถนน แต่เป็นภูเขาซึ่งจะต้องเดินเท้าข้ึนไปบนภูเขาถึงจะติดต่อกันได้ นี่คือความ “น่าเกลียด” ที่เกิดขึ้นของการ แบง่ เขตและยงั มีที่อื่นอกี หลายท่ี ท่ีเกิดขน้ึ โดยใช้มาตรา ๔๔ ในการทาให้เกิดการแบ่งเขตท่ไี มเ่ ปน็ ธรรม จึงทาให้ ต้อ งท บท ว น ก ติก า ท่ีมี อยู่ เ ดิม ใน ปั จจุ บัน ว่ าเ พีย ง พอ หรื อไ ม่ ที่จ ะเ ป็ นห ลัก ป ระกัน ใ ห้ก าร แ บ่ง เข ต เลื อก ตั้ ง เกิดความเป็นธรรม ซ่ึงในประเด็นน้ี ถ้าไม่บัญญัติให้ชัดเจน หรือไม่กาหนดกติกาให้ดี ก็จะมีปัญหากับ การเลือกต้ังทกุ ระดบั ที่จะเกิดขน้ึ ในอนาคตจากน้ีไป ไมว่ า่ จะเป็นการระดับประเทศหรอื ระดับท้องถิ่น ประเด็นที่เก้า เรื่องคะแนนหลายหน่วยที่จะต้องประกาศต่อสาธารณะ ซ่ึงจะต้องเก็บข้อมูลและ ประกาศด้วยความรวดเร็ว ซ่ึงทาให้เกิดคาถามว่า ประชาชนจะมีโอกาสตรวจสอบคะแนนรายหน่วยได้อย่างไร จงึ ขอนาเสนอคะแนนรายหน่วยลงในอนิ เทอร์เนต็ ให้ประชาชนได้รบั รู้ แล้วก็จะเป็นช่องทางในการตรวจสอบว่า รูปแบบรายการดังกล่าวน้ีถูกต้องหรือไม่ และให้ประชาชนสามารถถ่ายภาพการนับคะแนน หรือถ่ายภาพ
๑๕๗ กระดานนับคะแนนอย่างชัด ๆ เพราะท่ีผ่านมา มีประชาชนมาถ่ายภาพแล้วโดนเจ้าหน้าท่ีไล่ออกจากบริเวณ ซึ่งเป็นกรณีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยกาลังยกกล้องข้ึนมา เจ้าหน้าท่ีตารวจเดินเข้าแจ้งว่าห้ามถ่าย จึงเกิดการ โต้เถียงกันว่าต้องห้ามตามกฎหมายมาตราใด ก็ไม่มีคาตอบ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ต้องขอร้องพร้อมให้เหตุผลว่า เจ้าหน้าทเ่ี ป็นขา้ ราชการชนั้ ผู้น้อยตอ้ งทาตามคาสงั่ และขอรอ้ งอยา่ ถา่ ยตามคาสั่งเลยซ่งึ ไม่ถูกตอ้ ง ประเด็นที่สิบ การเลือกต้ังล่วงหน้า ซ่ึงประกอบด้วยการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต การเลือกตั้ง ล่วงหน้านอกเขต และการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ท้ังนี้ การเลือกต้ังลว่ งหน้าในเขตเพ่ืออานวยความสะดวก ให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งท่ีอาจติดภารกิจไม่สามารถไปเลือกต้ังในวันเลือกต้ังได้นั้น ถือเป็นหลักการใหม่ ที่บัญญัติเป็นครั้งแรกในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ แต่กลับไปจากัดเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่ึงได้รับคาส่ังจากทางราชการ ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตเป็นการอานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งให้สามารถใช้สิทธิเลือกต้ังได้ ซ่ึงเม่ือลงคะแนนเลือกตั้งแล้วจะต้องมีการส่งบัตรเลือกต้ังกลับมายังหน่วยเลือกตั้งที่ผู้นั้นมีภูมิลาเนาเพื่อนามา นับคะแนน ส่วนการเลือกต้ังนอกราชอาณาจักรเป็นการอานวยความสะดวกให้แก่คนไทยท่ีอาศัยอยู่ใน ต่างประเทศก็จะต้องส่งบัตรเลือกตังกลับมายังเขตเลือกตั้งที่ผู้นั้นมีภูมิชาเนาเช่นเดียวกับการเลือกต้ังล่ วงหน้า นอกเขตเลือกต้ัง โดยบัตรเลือกต้ังจะต้องส่งมาให้ทันก่อนปิดการลงคะแนนเลือกต้ังในเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตน้ัน ประชาชนทั่วไปไม่สามารถไปขอใช้ สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ เน่ืองจากมาตรา ๑๐๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้สิทธิแต่เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้รับคาสั่งจากทางราชการเท่าน้ัน แต่มีข้อแนะนาจากเจ้าหน้าที่ของสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังว่าให้ไปขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตเลือกต้ัง ซึ่งเห็นว่าบัตรเลือกตั้งก็ต้องถูกส่งกลับมายังเขตเลือกต้ังท่ีผู้น้ันมีภูมิลาเนา จึงเป็นการเพ่ิมขึ้น ตอนและเป็นการสร้างภาระและสิน้ เปลืองงบประมาณโดยไม่จาเป็น ความเหน็ ของนายประยทุ ธ์ ศิริพานชิ ย์ ที่ปรกึ ษาคณะอนกุ รรมาธกิ าร ส่วนตัวเห็นด้วยกับประเด็นปัญหาที่ได้มีการกล่าวถึงมาเกือบท้ังหมด ได้แก่ ปัญหารูปแบบ การเลือกต้ังซึ่งมีประเด็นปัญหาท่ีมีความเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๕ ปัญหาจานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในแต่ละหน่วยเลือกต้ัง ประเด็นการออกเสียงลงคะแนนเลือกก่อนวันเลือกต้ังในเขตซ่ึงเป็นหลักการ อานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้ัง ประเด็นการกาหนดหมายเลขผู้สมัครรับเลือกต้ัง และเห็นด้วยกับข้อเสนอท่ีให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองเดียวกันใช้หมายเลขเดียวกันท้ังประเทศ ตลอดจนประเด็นเก่ียวกับจานวนกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ัง และเห็นด้วยกับข้อเสนอให้เพ่ิมจานวน กรรมการประจาหน่วยเลือกต้ัง ส่วนประเด็นระยะเวลาในการออกเสียงลงคะแนนเห็นด้วยกับผู้แทนสานักงาน คณะกรรมการการเลือกต้ังท่ีเสนอให้กลับไปใช้ระยะเวลาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ นอกจากนั้น มีความเห็นว่าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ัง สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๖ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ซ่ึงบัญญัติในเร่ืองการแบ่งเขตเลือกตั้งจะต้องคานึงถึงเขตติดต่อกัน และการคมนาคมสะดวกแต่การแบ่งเขตเลือกต้ังในการเลือกต้ังทั่วไปคร้ังที่ผ่านมากลับไม่เป็นตามหลักการ ท่ีควรจะเป็น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทาหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสานักงาน คณะกรรมการการเลือกต้ัง รวมทั้งประเด็นวิธีการคานวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
๑๕๘ กค็ วรมีความชัดเจนตามท่ีกาหนดในมาตรา ๑๒๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ส่วนการแบ่งเขตเลือกต้ังในการเลือกตั้งท่ัวไปท่ีผ่านมา ถือเป็น “รอยด่าง” ของระบบเลือกต้ัง ของประเทศไทย แม้ในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ซ่ึงกาหนดให้การแบ่งเขตเลือกตั้งจะต้องฟังเสียงของประชาชน และพรรคการเมืองก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติการแบ่งเขตเลือกตั้งทั่วไปคร้ังท่ีผ่านมากลับไม่มีการรับฟังความเห็น จากประชาชนและพรรคการเมอื งแตป่ ระการใด ความเห็นของนายไพบลู ย์ นติ ติ ะวัน ประธานคณะอนกุ รรมาธิการ เห็นว่ากรณีท่ีจะต้องเปล่ียนระบบเลือกต้ังโดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ก็จะต้องนากระบวนการ นับคะแนนตามที่เคยบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๐ มาใช้ในการนับคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชรี ายชือ่ ความเหน็ ของนายจตพุ ร เจรญิ เชือ้ อนกุ รรมาธิการ เห็นด้วยกับข้อเสนอในประเด็นการเปล่ียนแปลงรูปแบบการเลือกตั้งโดยให้ประชาชนสามารถ ลงคะแนนเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลอื กต้ังและสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือ แยกตา่ งหาก นอกจากนี้ เหน็ ว่าควรมกี ารปรับจานวนสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังเป็นจานวน ๔๐๐ คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเป็นจานวน ๑๐๐ คน ดังเช่นที่เคยบัญญัติ ในรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ส่วนประเด็นจานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อหน่ึงหน่วยเลือกตั้งน้ัน เห็นด้วยกับการปรับลดจานวน ผู้มีสิทธิเลือกต้ังต่อหน่ึงหน่วยเลือกตั้ง โดยควรยึดหมู่บ้านเป็นหลัก เว้นแต่หมู่บ้านใดมีจานวนผู้มีสิทธิเลือกต้ัง เกิน ๖๐๐ คน กอ็ าจกาหนดใหม้ ีหน่วยเลอื กต้งั มากกว่าหนึง่ หน่วยเลอื กตัง้ ก็ได้ ทัง้ นี้ ในประเด็นเกี่ยวกบั การออกเสียงลงคะแนนเลือกตง้ั ก่อนวนั เลือกตั้งในเขตนน้ั แม้จะไม่คุ้มค่า กับงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป แต่ก็เป็นการอานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกต้ัง จึ ง เ ห็ น ว่ า ค ว ร ค ง ห ลั ก ก า ร ดั ง ก ล่ า ว ไ ว้ ใ น พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว่ า ด้ ว ย ก า ร เ ลื อ ก ต้ั ง สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ท่ีสาคัญ ประเด็นการกาหนดหมายเลขผู้สมัครนั้น เห็นว่าหากกลับไปใช้ร ะบบเลือกต้ัง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ การกาหนดหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งของ พรรคการเมืองก็จะใช้หมายเลขเดียวกันท้ังประเทศ ซึ่งจะทาให้ไม่เกิดปัญหาความสับสนของประชาชน ในการลงคะแนนเลอื กตงั้ และเปน็ การอานวยความสะดวกให้แก่พรรคการเมืองในการรณรงคห์ าเสยี งเลือกตงั้ ส่วนประเด็นจานวนกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ังน้ัน เห็นว่าการกาหนดให้มีกรรมการประจา หน่วยเลือกตั้งหน่วยละ ๕ คน เป็นจานวนที่น้อยเกินไป ซ่ึงส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการอานวยความ สะดวกให้แก่ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกต้ัง ส่วนตัวเห็นว่ากรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วย ควรมีกรรมการประจาหน่วยเลอื กตงั้ หนว่ ยละ ๗ คน ท่ีสาคัญ ประเด็นระยะเวลาในการออกเสียงลงคะแนนน้ัน เห็นว่าระยะเวลาที่กาหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ คอื ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ นาฬกิ า ถึง ๑๕.๐๐ นาฬิกา เปน็ เวลาท่เี หมาะสม
๑๕๙ นอกจากนี้ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ในประเด็นการประกาศผลการนับคะแนนเลือกต้ังของแต่ละหน่วยเลือกต้ัง (ส.ส. ๑๘) ซ่ึงจะเป็น ใบรายงานผลคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนในแต่ละหน่วยเลือกต้ังและมีการติดประกาศ ไว้หน้าหน่วยเลือกต้ังล่วง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ภายหลังจากนับคะแนนเลือกต้ังเสร็จแล้วกรรมการประจา หน่วยเลือกตั้งก็จะเก็บป้ายประกาศผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งจึงทาให้ประชาชนไม่สามารถ ตรวจสอบผลการนับคะแนนในแต่ละหน่วยเลือกต้ังได้ ดงั นนั้ คณะกรรมการการเลอื กต้ังควรมีการออกระเบียบ กาหนดให้ใบรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. ๑๘) อย่างน้องต้องมีการติดประกาศไว้ท้ังท่ีบริเวณหน้าหน่วย เลือกตั้งและท่ีบริเวณเขตเลือกต้ัง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบผลการลงคะแนนในแต่ละหน่วย เลือกตัง้ ได้ ความเหน็ ของนายทศพล เพ็งส้ม อนกุ รรมาธกิ าร เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ัง สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ นั้น มปี ระเดน็ ทีจ่ ะต้องพจิ ารณา ดังน้ี ประเดน็ ทหี่ นึง่ การทาหน้าท่ขี องคณะกรรมการประจาหนว่ ยเลอื กตั้ง กลา่ วคือ ในกรณีท่ีมตี วั แทน ของพรรคการเมืองเข้าไปน่ังในหน่วยเลือกตั้ง ปรากฏว่าบางหน่วยเลือกต้ังมีกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ัง ทาหนา้ ที่โดยให้ความสาคัญไมเ่ ท่ากัน หรือกล่าวอกี นัยหน่ึงก็คอื ตัวแทนของพรรคการเมืองบางคนถูกเชิญให้ไป น่ังบริเวณข้าง ๆ หน่วยเลือกตั้ง ท้ัง ๆ ที่ควรจะดาเนินการจัดที่นั่งให้ในฐานะตัวแทนของพรรคการเมือง หรือเป็นตัวแทนผู้สมัคร แต่กรรมการประจาหน่วยเลือกต้ังกลับกลายเป็นมองว่าผู้แทนของพรรคการเมือง หรือตวั แทนของผู้สมัคร จะมาคอยจับผดิ การทางานของกรรมการประจาหน่วยเลือกต้งั ประเด็นที่สอง ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกต้ังเข้าไปร้องเรียนว่ามีการกระทาความผิดเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่สานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัดก็จะถามต่อผู้ร้องกลับว่า ผู้ร้องได้ร้องเรียน ไปท่ีหน่วยเลือกตั้งแล้วหรือยัง หากยังไม่ได้ร้องไว้ต่อคณะกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งก็หมดสิทธิร้องทันที เท่ากับไปตัดสิทธิผู้ร้องโดยสภาพ เน่ืองจากตัวแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งกว่าจะนาเรื่องบันทึกกลับมา ท่ีศูนย์เลือกตั้ง ก็หมดเวลาเลือกต้ังไปแล้ว แต่เม่ือถึงเวลาไปร้องก็ตอบกลับว่าไม่รับเร่ืองไว้เพราะไม่ได้ร้องไว้ เช่นนี้ควรต้องดาเนินการแก้ไขระเบียบคณะกรรมการการเลือกต้ัง เพราะความผิดนั้นอาจจะเกิดข้ึนหลังจาก วนั เลือกตั้งนัน้ หรือโดยทราบเรื่องหลังจากเลอื กตง้ั ๒-๓ วันไปแล้วก็ได้ ประเด็นท่ีสาม ในแต่ละหน่วยเลือกตั้งน้ันมีการนับคะแนนไม่เท่ากัน จึงอาจเป็นข้อบกพร่อง ในการรวมคะแนนได้ โดยบุคคลผู้ทาหน้าที่รวมคะแนนหากใช้ข้ันตอนวิธีรวมคะแนน แต่แอบตัดหน่วยละ ๕ คะแนน คะแนนก็จะหายไปเยอะมาก แล้วกว่าจะมาตรวจสอบก็ได้ประกาศผลการเลือกต้ังไปแล้ว คะแนน ท่ีประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้งเม่ือติดเสร็จยังไม่ข้ามวันก็มีการนาออกแล้ว ซึ่งทุกคนท่ีเป็นผู้สมัครรับเลือกต้ัง ก็จะนาเอาคะแนนจากท่ีตัวแทนหน่วยเลือกตั้งกลับมาท่ีศูนย์ประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าได้ยอดคะแนน เท่าไหร่ แต่เม่ือกลับไปที่หน่วยเลือกตั้ง ตัวแทนผู้สมัครพบว่าคะแนนท่ีนับไม่ตรงกับท่ีกรรมการประจาหน่วย เลือกตั้งนับไว้ จานวนบัตรเสียและบัตรดีก็ไม่ตรงกัน โดยยุคนี้เป็นยุคที่ให้ถ่ายรูปส่งลงไลน์ส่ือสารกันได้ ก็ยังตรวจได้ไม่ตรงกัน เม่ือมีกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ังแย้งประธานกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ัง ว่าไม่ตรงกัน ประธานกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ังกลับเห็นด้วยกับกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง ว่าไม่ตรงกันตามท่ีแย้งไว้ หากเป็นแบบนี้ต่อไปก็จะมีมาตรฐานใหม่ ๆ เพ่ิมข้ึน เช่น บัตรคะแนนลากเส้นตัด อันเดียวกบ็ อกวา่ บตั รดี กลายเปน็ ไมม่ ีมาตรฐาน หนว่ ยเลอื กต้งั ไหนท่ีไมม่ ตี ัวแทนของผู้สมัคร ก็อาจจะมีการขาน
๑๖๐ หมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกตั้งกับการทาเครื่องหมายบนกระดานคะแนนไม่ตรงกัน เช่น บัตรดีแต่ขานว่าเป็น บัตรเสีย หน่วยไหนมีผู้สนใจมาลุ้นคะแนนเป็นจานวนมาก มีผู้คัดค้านมา กรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง ก็ไม่กล้าทา แต่หน่วยเลือกต้ังใดท่ีไม่มีใครสนใจไม่มีใครไปลุ้นคะแนนก็จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวข้ึน นับวา่ มีเทคนิคเยอะ เชน่ บตั รถกู ปากกาแตม้ ตดิ บตั รนดิ เดียวก็บอกบตั รเสีย ดังนั้น กระบวนการน้ี เม่ือถึงเวลาอบรมผู้ที่จะมาทาหน้าที่เป็นกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง ก็จะต้องมีความชัดเจน ส่วนตัวได้เคยไปตรวจสอบการนับคะแนนแล้วสอบถามกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ัง ว่าบัตรนี้ทาไมเป็นบัตรเสีย กรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งตอบว่ามีการกาเคร่ืองหมายอ่ืน อย่างนี้เวลาขอให้ ศาลนับคะแนนใหม่ ก็มีปัญหาต่อว่า ศาลบอกว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน การเลือกตั้ง มีผลเปลี่ยนแปลงหรือไม่กับเป็นเรื่องทุจริตหรือไม่เป็นคนละเร่ืองกัน แต่ส่วนใหญ่กรรมการประจาหน่วย เลือกตั้งบอกว่านับแล้วนับอีกก็ไม่มีผลเปล่ียนแปลง แบบน้ีไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นการทุจริตก็คือทุจริต ไม่ใช่เรื่อง ผลของคะแนนไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผลคะแนนเปลี่ยนแปลงหรือไม่น้ันไม่สาคัญ แต่สาคัญที่คะแนนที่ได้มา ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยเฉพาะอาสาสมัครของกรรมการการเลือกตั้ง เคยเสนอให้ขึ้นทะเบียนไว้ล่วงหน้า แต่ละจังหวัดขึ้นทะเบียนก่ีคน ไม่ใช่ว่าถึงเวลาใกล้เลือกต้ังไปเกณฑ์กานันผู้ใหญ่บ้าน แล้วเขาไม่เข้าใจ กระบวนการการเลือกต้ัง จึงขอฝากเรื่องการที่ออกระเบียบในการคัดค้านการเลือกต้ังก็ดี กระบวนการ ออกระเบียบการสืบสวนสอบสวนคดีต้องชัดเจน พยานหลักฐานไหนรับฟังได้หรือไม่ได้ ได้มาอย่างไร ก็ต้องชัดเจน แต่ไม่ใช่ว่าต้องออกระเบียบเพื่อเปิดไว้ให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซ่ึงไม่เห็นด้วย เจ้าหน้าท่ี มีหน้าที่รวบรวมเอกสารทุกอย่างท่ีเก่ียวข้องกับการเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปปฏิเสธเอกสารของคนท่ีเขามีส่วนได้เสีย ย่ืนมาแล้วก็บอกว่าอันนี้ใช้ได้ใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะกรรมการการเลือกต้ังจังหวัด ควรห้ามใช้ดุลพินิจปฏิเสธ หลกั ฐานหรอื เอกสารอนื่ ใดทผ่ี ้มู สี ่วนไดเ้ สียได้ย่ืนมาแลว้ ก็ควรต้องรับแลว้ มาตรวจสอบท้ังหมดไม่วา่ มาจาก ความเหน็ ของรองศาสตราจารย์ชศู ักด์ิ ศิรนิ ิล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เม่ือพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ น้นั มีประเดน็ ท่จี ะต้องพจิ ารณา ดังนี้ ประเด็นท่ีหนึ่ง เร่ืองตัวแทนพรรคการเมืองหรือผู้สงั เกตการณ์ประจาหน่วยเลือกตั้งที่พรรคการเมือง ส่งไป กฎหมายก็บัญญัติไว้คล้าย ๆ กันหลายคร้ัง เช่น บัญญัติให้กรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งจัดสถานท่ี ให้ตัวแทนพรรคการเมือง และต้องไปอยู่ในท่ีที่กรรมการประจาหน่วยเลือกต้ังกาหนดไว้ มองเห็นกว้าง ๆ ว่า ท่ีตรงน้ัน ต้องเป็นท่ีที่มองเห็นการเลือกต้ังได้ ที่ว่ามองเห็นการเลือกตั้งได้นั้น เคยมีประสบการณ์ไปตรวจ หน่วยเลือกต้ัง ก็อาจเป็นกรณีที่ให้ไปนั่งรวมกันในเต็นท์แล้วก็ให้ตัวแทนพรรคการเมืองไปสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่เหมือนกันจึงต้องแก้ไขเพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์การมี ตัวแทนผู้สมัครหรือตัวแทนพรรคการเมือง ก็คือ ต้องการให้เข้าไปดูการเลือกตั้งว่าเป็นไปโดยบริสุทธ์ิยุติธรรม หรือไม่ เวลาเกิดเรื่อง “ไม่ชอบมาพากล” ก็ต้องทาตามแบบ ต้องยื่นคาร้อง ต้องมีแบบ บางหน่วยก็ห้าม ทสี่ าคัญคือ ถ้าไปโต้เถียงกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง กรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งมีอานาจทีจ่ ะไล่ออกไป จากท่ีกาหนดได้ เพราะฉะนั้นถ้าบัญญัติไว้แบบน้ี วัตถุประสงค์ของการมีตัวแทนพรรคการเมืองประจา หน่วยเลอื กต้งั หน่วยละ ๑ คน ก็จะไม่เป็นประโยชน์ ประเด็นท่ีสอง การแต่งตั้งกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง ในพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ กาหนดให้เป็นอานาจของกรรมการการเลือกต้ัง ประจาจังหวัด ท่ีผ่านมามีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งรองรับ แต่ถ้ากรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง
๑๖๑ ไม่เท่ียงธรรม ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม จะเกิดปรากฏการณ์การ “ซื้อยกหน่วย” ถ้ากรรมการประจาหน่วย ไม่เป็นกลาง ดังนั้น จะมีวิธีดาเนินการอย่างไรเพื่อทาให้กรรมการประจาหน่วยเลือกต้ังมีความเป็นกลาง และสามารถให้พรรคการเมอื งเข้าไปตรวจสอบได้ ประเด็นท่ีสาม การแบ่งเขตเลือกต้ังในการเลือกตั้งทั่วไป ท่ีผ่านมาเป็นการแบ่งเขตเลือกต้ัง ที่มีปัญหา ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๗ ซึ่งให้อานาจดุลพินิจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งมากเกินไป ดังน้ัน ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๗ โดยลดอานาจการใชด้ ลุ พินิจในการแบง่ เขตเลอื กต้งั ของคณะกรรมการการเลือกตง้ั ประเด็นสี่ จากข้อสังเกตในกรณีที่มีการประกาศผลการเลอื กตั้งทั่วไปแล้ว หากมกี ารเลือกต้ังซ่อม หรือมีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขตเลือกต้ัง ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือ สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้โดยเป็นไปตามมติของคณะกรรมการการเลือกต้ัง ท่ีได้เคยมีมติไว้ ซึ่งเป็นเรื่องท่ีไม่เหมาะสมและเป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองและอาจทาให้เกิด การได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง และไม่ควรอ้างแนวปฏิบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่ีได้เคยมมี ติใหไ้ ว้ในอดตี ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ทีป่ รึกษาคณะอนกุ รรมาธกิ าร เม่ือพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญว่าด้วยการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ น้ัน มปี ระเดน็ ท่ีจะต้องพจิ ารณา ดงั น้ี ประเด็นที่หนึ่ง เห็นด้วยกับรูปแบบการเลือกตั้งท่ีสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังเสนอ คอื กาหนดบตั รเลอื กต้งั ๒ รปู แบบ คือ แบบที่หน่ึง กลับไปใช้ระบบเลือกต้ังตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ เน่ืองจากคะแนน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังกับคะแนนการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายช่ือแยกออกจากกัน คะแนนท่ีพรรคการเมืองได้จากการเลือกตั้งกับคะแนนที่พรรคการเมืองได้ จากสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรแบบบัญชรี ายช่อื แยกออกกันอย่างชดั เจน แบบท่ีสอง การใช้บัตรเลือกตั้งสองใบรูปแบบเดียวกับท่ีใช่ในการเลือกต้ังของประเทศเยอรมัน โดยเป็นระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนสมาชิกผสม (mixed-member proportional : MMP) ที่กาหนดเงื่อนไข เก่ียวกับจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกต้ังกับแบบบัญชีรายชื่อ โดยจะนาคะแนน ที่พรรคการเมืองได้รับจากเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมาคานวณหาสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรท่ีพรรคการเมืองน้ันจะได้รับว่ามีจานวนเท่าใด จากน้ันจึงจะไปดูจานวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งท่ีพรรคการเมืองได้รับการเลือกต้ังนาไปหักลบกันส่วนท่ีเหลือ ก็จะเป็นสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรแบบบัญชรี ายชื่อท่พี รรคการเมอื งนน้ั จะได้รบั แต่ถ้าชัดเจนขึ้น ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีข้อกาหนดว่าพรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตถึงจะมีสิทธ์ิส่งผู้สมัครรับเลือกต้ังแบบบัญชีรายชื่อได้แล้วจะได้คะแนน หรือกล่าวอีกนัยหน่ึง ก็คือ เฉพาะในเขตเลอื กต้งั ทม่ี กี ารสง่ ผูส้ มัครแบบแบ่งเขตดว้ ย คิดว่าเป็นเรอ่ื งทไี่ มม่ ีเหตุผล จรงิ ๆ แลว้ ควรจะให้ พรรคการเมืองที่ต้องการจะสง่ ผู้สมคั รรับเลือกต้ังเฉพาะแบบบญั ชีรายชอ่ื สามารถจัดสง่ เฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง
๑๖๒ แบบบัญชีรายช่ือแบบที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน และไม่เห็นเหตุผลที่จะเอาแบบแบ่งเขตกับบัญชี รายช่ือมาผูกไว้ดว้ ยกนั ประเด็นที่สอง กรณีมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกต้ังล่วงหน้าซึ่งมีจานวนน้อยมาก ใช้สิทธิเลอื กต้ังจริง ๆ ๑ คนมี ๒๓ แหง่ และ ๒ คนมี ๒๓ แหง่ ตอ้ งการให้ตรวจสอบว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ ประเด็นที่สาม มาตรา ๑๐๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ กาหนดให้ผู้มีสทิ ธิเลือกต้ังซ่ึงไดร้ ับคาส่ังจากทางราชการ และเจ้าหน้าท่ี จึงต้องปฏิบัติหน้าที่อ่ืน รวมถึงคนทั่วไปด้วย ซึ่งวันเลือกต้ังมีความจาเป็นต้องเดินทางไปต่างจังหวัด บุคคลดังกล่าวจะมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนก่อน ซ่ึงน่าจะมีจานวนไม่น้อย แต่เหตุใดข้อมูลที่ผู้แทนสานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งรายงานต่อท่ีประชุมท่ัวประเทศมีเพียง ๖๙ รายเท่าน้ัน ส่วนเรื่องการลงคะแนน เลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งมีความห่วงกังวลเกี่ยวกับการเก็บหีบบัตรว่าเก็บไว้หลายวันกว่าจะไปนับคะแนน ก็เกรงว่า จะมีการเข้าไปทาอะไรกับหีบบัตร ไปเปล่ียนหีบบัตรหรือไม่ มีการรักษาหีบบัตรอย่างไร แล้วถ้าหากว่าในที่ใด มีบัตรใบเดียว ถ้าเปิดออกมาก็รู้ว่าเขาไม่ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ก็รู้แน่นอนว่าเป็นช่ือใครมาลงคะแนน โดยปกติจะมีวิธีการท่ีจะเอาคะแนนท่ีลงล่วงหน้าหลาย ๆ ที่มารวมกัน ซ่ึงก็จะคละกันทาให้ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ไม่ทราบวา่ ในทางปฏบิ ัติของกรรมการการเลือกต้ังดาเนินการอยา่ งไร ประเด็นท่ีส่ี การกาหนดหมายเลขผู้สมัครรับเลือกต้ังเริ่มมีต้ังแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เน่ืองจากมีการแบ่งเขตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตละหน่ึงคน แล้วก็มีผู้สมัครแบบบัญชี รายช่ือ ตอนที่มีการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ได้มีการผลักดันในชั้นของการยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผลออกมาคือให้เป็นแบบ เบอร์เดียวกันทั้งประเทศซึ่งสะดวกมาก แล้วก็เป็นการให้ความสาคัญกับพรรคการเมื อง แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ไปแก้ไขแบบไม่มีเหตุผลว่าทาไมต้องแก้ ตอนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็มีการแบ่งเขตใหม่ว่า ผู้สมัครรับเลือกต้ังในเขตเลือกต้ังอาจจะมี ๒ คนหรือ ๓ คน ก็ใช้เบอร์เดียวกัน ท่ัวประเทศไม่ได้ แต่ถามว่าในกรณีท่ีผู้สมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตละหน่ึงคน ทาไมไม่ให้ใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ กรณีการใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศทาให้ความสาคัญ กับพรรคการเมอื งซ่งึ เป็นสง่ิ ทีค่ วรทา ประเด็นที่ห้า มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ต้องไม่เป็นบุคคลท่ีมีรายชื่ออยู่ในบัญชี รายช่ือผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ กล่าวคือผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจะสมัครแบบบัญชีรายช่ือไม่ได้ แตกต่างกับระบบเลือกตั้งของประเทศเยอรมันท่ีสามารถลงสมัครรับเลือกต้ังได้ทั้งสองแบบ แต่ประเทศไทย ซงึ่ ไปนาระบบเลือกตั้งของประเทศเยอรมันมาใช้กลับกาหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งลงสมัครได้แบบเดียวเท่าน้ัน ซ่ึงมีประเด็นต่อไปว่า ในการเลือกตั้งซ่อมบุคคลท่ีเคยสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายช่ือแล้วมาสมัครรับเลือกต้ัง แบบแบ่งเขตสามารถทาได้หรือไม่เป็นปัญหาการตีความ ที่ผ่านมาก็ตีความว่าทาได้ แต่ต้องไปถอนจากบัญชี รายชอ่ื ก่อน ตรงนี้คิดวา่ ควรบัญญตั ิใหช้ ัดเจนเพอื่ ให้ไม่มีปญั หาในการตีความ ประเด็นที่หก มาตรา ๖๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่บัญญัติว่าหลังจากพ้นระยะเวลาไม่เก่ียวกับการเลือกต้ังไปแล้ว เช่น หลังวันเลือกต้ังแล้ว พรรคการเมือง ผู้ดารงตาแหน่งในพรรคการเมือง และสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองผู้ใดให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ื นใด
๑๖๓ อันอาจคานวณเป็นเงินได้แก่บุคคลคณะบุคคลหรือนิติบุคคล ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยนาไปรวมคานวณเป็นใช้จ่ายของพรรคการเมืองน้ันในการเลือกต้ังคร้ังต่อไป ขอยกตัวอย่าง บางเรื่องให้เห็นว่ามีปัญหา คือ ผู้สมัครรับเลือกต้ังท่านหน่ึงไปใช้จ่าย แล้วแจ้งว่าเป็นค่าใช้จ่ายของพรรค แล้วทางพรรคจะทราบได้อย่างไรว่าผู้สมัครใช้จ่ายค่าอะไร หรือกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เลือกตั้งและทาในเขตของตน ให้ถือเป็นการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกต้ังโดยนาไปรวมคานวณเป็นรายจ่าย ของผู้น้ันในการเลือกต้ังคร้ังต่อไป หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคเพ่ือไทย มีค่าใช้จ่าย รายการต่าง ๆ ซึ่งต้องนามารวมคานวณเป็นรายการค่าใช้จ่ายครั้งต่อไป เกิดเปล่ียนใจย้ายพรรคจากพรรค เพ่ือไทยเป็นพรรคอน่ื กรณเี ช่นนีแ้ ลว้ ค่าใช้จา่ ยจะเป็นของใคร ในทางปฏบิ ตั ิจะเกิดปญั หาสร้างความสับสนมาก ประเด็นท่ีเจ็ด มาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ คือเรื่องการห้ามการกระทาในการเลือกตั้ง มาตรา ๗๓ (๕) ใช้คาว่า หลอกลวงบังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายให้ความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ในคาว่าให้เขา้ ใจผิดในคะแนนนิยมของผ้สู มัครของพรรคการเมือง เปน็ การขยายความคาใด ขยายเฉพาะคาว่าจูงใจหรือขยายทุกถ้อยคา การใช้คาว่าการคุกคามใหเ้ ข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมคั รหรือ พรรคการเมืองเขา้ ใจว่าย่อมเกดิ ขน้ึ ได้ แต่คราวน้ีใช้ขยายอย่างไร การจูงใจให้เข้าใจผดิ เกีย่ วกับคะแนนนยิ มของ พรรคการเมืองหรือผู้สมัครพรรคการเมืองคือแบบไหน หรือแบบที่ว่ามีผู้สมัครบางรายมีคะแนนนิยมดี ก็เลยบอกต่อกับผู้มีสิทธิเลือกต้ังว่า บุคคลคนนี้เป็นคนไม่มีคะแนน ทาผลสารวจ (Poll) มาแล้วไม่มีคะแนน เลอื กไปก็เป็นคะแนนเสียเปล่า ดังนน้ั ความหมายคืออะไร ประเด็นแปด มาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ การไปแจ้งต่อกรรมการ ซ่ึงในกฎหมายเลือกต้ังฉบับเดิมน้ัน กรรมการ ประจาหน่วยเลือกต้ังต้องประกาศช่ือว่าบุคคลชื่อน้ีมาใช้สิทธิ ตัวแทนผู้สมัครจะได้ตรวจสอบว่าผู้มาใช้สิทธิ ตรงกับชื่อท่ีกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งขานหรือไม่ เพราะปกติคนในเขตหน่วยเลือกตั้งจะรู้จักกัน ไม่ให้คนอื่นรู้ว่ามีคนเอามาลงคะแนนแทน เพ่ือช่วยป้องกันการเอาคนอื่นมาลงคะแนนได้เยอะ แต่ข้อความ ในมาตรา ๘๘ ถูกตัดไป จึงเป็นที่สงสัยว่าเหตุใดถึงตัดข้อความดังกล่าวออก ที่สาคัญ ท่ีผ่านมา ในทางปฏิบัติ กรรมการประจาหนว่ ยเลอื กต้ังไม่คอ่ ยขานช่ือกนั ประเด็นท่ีเก้า มาตรา ๑๒๐ เร่ืองการประกาศคะแนนซ่ึงเป็นปัญหามาก ที่ผ่านมามีการ เปลี่ยนแปลงกันมากมาย และในระบบปัจจุบันมีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และสื่อสมัยใหม่ ซึ่งสามารถ ตรวจสอบได้ แทนที่จะไปติดกระดาษแล้วก็เกิดปัญหากระดาษหายไป ผู้สมัครทุกคนอยู่ท่ีไหนก็สามารถ ตรวจสอบได้ว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีข้อมูลตรงกับที่ให้ดูหรือไม่ จึงมีข้อสงสัยว่าเหตุใดจะต้องใช้กระดาษ แบบเดิม ไมห่ ันมาใช้วธิ ีอนื่ ซง่ึ สร้างความมน่ั ใจใหก้ บั ผู้ใช้สิทธิเลอื กตงั้ ได้มากย่ิงขน้ึ ความเห็นของรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ อนุกรรมาธกิ าร เม่ือพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ น้ัน มปี ระเดน็ ท่ีจะตอ้ งพิจารณา ดังน้ี ประเด็นที่หน่ึง ปัญหาเร่ืองการเลือกต้ังซึ่งยากที่จะอภิปรายหาข้อสรุปได้ เนื่องจากรูปแบบ การเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง การกาหนดเวลาเลือกตั้ง มักจะสัมพันธ์กับเง่ือนไขประโยชน์ที่พยายามจะทาให้ เกิดขึ้นจากการเลือกต้ัง ซ่ึงเป็นส่ิงที่มีปัญหามาก อย่างเช่นที่ผ่านมา เร่ืองเขตเลือกต้ังก็มีการเปลี่ยนแปลง
๑๖๔ มากมาย รูปแบบการเลือกตั้ง ๑ เบอร์ แล้วไปคานวณของบัญชีรายชื่อด้วย ประเด็นปัญหาเหล่านี้ ข้ึนอยู่กับ การมองว่าใครได้ประโยชน์หรือใครเสียประโยชน์ สิ่งน้ีเป็นสิ่งสาคัญ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกต้ัง จะต้องวางหลักปฏิบัติให้ดี เจตนาของการบริหารจัดการเลือกต้ังกับพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง ต้องแยกให้ออก ปัญหาของคณะกรรมการการเลือกต้ังก็คือ ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้งมาเป็น ปัญหาภาพรวม ยกตัวอย่างเช่น ท่ีได้มีการกล่าวว่าการออกเสียงเลือกตั้ง ตามมาตรา ๑๐๗ ไม่คุ้มค่าเพราะมีผู้ ลงทะเบียนขอใช้สิทธ์ิเลือกตั้ง อย่างเช่นจานวน ๑ แห่ง มีกี่ท่ี คือ พยายามท่ีจะมองปัญหาการจัดการเลือกต้ัง และใช้หลักเศรษฐศาสตร์วา่ ความไม่คุม้ ค่า แต่ในขณะที่มาตรา ๘๕ กับมาตรา ๑๒๘ ในพระราชบญั ญตั ิประกอบ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเป็นการบังคับประชาชน การบังคับประชาชนน้ันจะเป็นการไม่ได้ให้ประชาชน ใชส้ ิทธติ ามเจตนารมณ์ของประชาชน นอกจากนี้ ก็มีหลักท่ี ๒ นี้ท่ีอ้างข้ึน คือ หลักสิทธิเจตนารมณ์ของประชาชน จึงต้องแยกให้ได้ ต้องยึดสักหลักหน่ึง ถ้าไปยึดหลาย ๆ หลัก แต่ละมาตรายึดหนึ่งหลัก แต่ละมาตรายึดหนึ่งทฤษฎี ก็จะเป็น ปัญหา “วัวพันหลัก” เอง ทุกคนพร้อมจะตีความพร้อมอธิบายเร่ืองการเลือกตั้งบนพ้ืนฐานของตัวเองได้ ประโยชน์และเสียประโยชน์ แต่ท่ีสาคัญที่จะต้องคานึงถึง เจตนารมณ์ของประชาชน และเจตนารมณ์ของรัฐ ว่ารัฐมองกระบวนการพัฒนาทางการเมืองให้เป็นระบบหลายพรรค หรือระบบ ๒ พรรค เจตนารมณ์ของ พรรคการเมืองซึ่งเป็นกลไกสาคัญในระบบการเมืองกรรมการการเลือกตั้งจะต้องยึดอยู่ตลอดเวลา จะไปยึด หลกั สทิ ธเิ จตนารมณ์ของผู้ออกเสียงเลือกต้ังเพยี งอยา่ งเดียวโดยไม่ไปดเู จตนารมณข์ องรฐั ก็จะเป็นปัญหาตอ่ ไป ประเด็นท่ีสอง มาตรา ๔๘ ที่ทาให้เกิดการสับสนท้ังประเทศ ซึ่งกรรมการประจาหน่วยเลือกต้ัง จาเป็นจะต้องเน้นเร่ืองการบริหารจัดการทาให้ประชาชนหมดความสับสนว่าต้องการแบบไหน เบอร์เดียวท้ัง ประเทศหรือหลายเบอร์ ถา้ เบอร์เดียววิเคราะห์วา่ ใครได้ประโยชน์ใครเสยี ประโยชน์ พรรคใหญไ่ ด้ประโยชน์ มี กระบวนการซ้ือเสียง มีกระบวนการช้ีนาหรือไม่ ที่บอกว่าควรกาหนดหมายเลขผู้สมัครรับเลือกต้ังพรรค การเมืองเดียวกันเป็นหมายเลขเดียวทั้งประเทศ ได้ยืนยันด้วยเหตุผลอะไร กระบวนการเลือกต้ังไม่ใช่แค่เรื่อง เลือก แต่ระบบการเลือกต้ังหรอื กระบวนการเลือกต้ังจะต้องสะท้อนรูปแบบรัฐด้วย ซ่ึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่จะต้อง นามาพิจารณาเปน็ หลกั สาคญั บทสรุป จากการอภิปรายของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น น้ัน ในประเด็นเก่ียวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ น้ัน ได้มีการอภิปรายถึงประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะ ดังน้ี ๑. ประเด็นเกย่ี วกบั รปู แบบการเลอื กต้ัง ๑.๑ ประเด็นปญั หา รูปแบบการเลอื กตั้งและวธิ ีการเลือกต้งั ทก่ี าหนดไว้ไมม่ ีความเหมาะสม
๑๖๕ ๑.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรกลับไปใช้รูปแบบและวิธีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ ของประชาชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตัง้ ได้อยา่ งแท้จรงิ ๑๒๐ ๒. ประเดน็ เกี่ยวกับจานวนผู้มสี ทิ ธิเลือกตง้ั ในแต่ละหน่วยเลือกตงั้ ๒.๑ ประเด็นปัญหา จานวนผู้มีสิทธิเลือกต้ังแต่ละหน่วยมีมากเกินไป ส่งผลให้หน่วยเลือกต้ังน้อย ประชาชน อาจจะเดนิ ทางไปใช้สทิ ธเิ ลอื กตัง้ ลาบาก ๒.๒ ข้อเสนอแนะ ควรปรบั จานวนให้แตล่ ะหนว่ ยเลือกตั้งมีผมู้ สี ิทธิเลือกตัง้ จานวน ๖๐๐ คน๑๒๑ ๓. ประเดน็ ปัญหาเกย่ี วกับการออกคะแนนเสียงเลือกตั้งก่อนวนั เลือกต้ังในเขต มาตรา ๑๐๗ วรรคหน่ึง บญั ญัติวา่ “ในการเลือกตั้งทั่วไป ผู้มีสิทธิเลือกต้ังซ่ึงได้รับคาส่ังจากทางราชการ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ นอกเขตเลือกตั้งท่ีตนมีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้มีสิทธิเลือกต้ังซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีช่ืออยู่ในทะเบียนบ้าน ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกต้ังก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกต้ังหรือนอกเขตเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี ให้ย่ืนขอ ลงทะเบียนต่อคณะกรรมการการเลือกตง้ั ประจาเขตเลือกตั้งภายในระยะเวลาท่ีคณะกรรมการกาหนด” ๓.๑ ประเดน็ ปญั หา จากบทบัญญัติข้างต้น จะเห็นว่าให้สิทธิเลอื กต้ังเฉพาะกับผู้ท่ีไดร้ ับคาสั่งจากทางราชการ ไมใ่ ช่ประชาชนท่วั ไป ๓.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรเปิดโอกาสให้แก่ประชาชนท่ัวไปในการขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก่อนวัน เลือกตั้งในเขตได้ดว้ ย๑๒๒ ๔. ประเดน็ ปัญหาเก่ยี วกบั การกาหนดหมายเลขผู้สมคั รรับเลือกต้ัง ๔.๑ ประเด็นปญั หา ปัจจุบัน การกาหนดหมายเลขผู้สมัครนั้น ผู้สมัครรับเลือกต้ังจากพรรคเดียวกันต่างเขตกัน จะไดร้ บั หมายเลขท่ีตา่ งกัน ๑๒๐ ความเหน็ ของรองศาสตราจารยส์ มชัย ศรีสุทธิยากร, นายประยุทธ์ ศิรพิ านิชย์, นายไพบลู ย์ นติ ติ ะวนั , นายจตพุ ร เจริญเชือ้ และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ๑๒๑ ความเหน็ ของรองศาสตราจารยส์ มชัย ศรีสุทธิยากร, นายประยทุ ธ์ ศริ ิพานชิ ย์ และนายจตพุ ร เจรญิ เช้ือ ๑๒๒ ความเห็นของรองศาสตราจารยส์ มชัย ศรสี ทุ ธยิ ากร, นายประยทุ ธ์ ศริ พิ านิชย์, นายจตุพร เจรญิ เชอ้ื , นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และรองศาสตราจารย์รงค์ บญุ สวยขวญั
๑๖๖ ๔.๒ ข้อเสนอแนะ ควรใหผ้ ู้สมคั รรบั เลอื กตง้ั จากพรรคเดียวกันในแต่ละเขตมีหมายเลขเดียวกัน๑๒๓ ๕. ประเดน็ เกี่ยวกบั กรรมการประจาหนว่ ยเลือกตงั้ ๕.๑ ประเดน็ ปญั หา กรรมการประจาหนว่ ยเลอื กต้งั มีจานวนนอ้ ยเกนิ ไป ๕.๒ ข้อเสนอแนะ ควรกาหนดให้แตล่ ะหน่วยเลือกตง้ั มีกรรมการประจาหนว่ ยมากขน้ึ ๑๒๔ ๖. ประเดน็ เก่ียวกับการแบง่ เขตเลอื กต้งั ๖.๑ ประเด็นปัญหา ทีผ่ ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตเลือกตั้งจนก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกบั ความสุจริต และเที่ยงธรรมในการเลอื กต้ัง ๖.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรจะต้องมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งโดยยึดถือการแบ่งเขตการเลือกต้ังท่ีกฎหมาย กาหนดไวเ้ ปน็ หลกั ๑๒๕ ๗. ประเด็นปัญหาเก่ียวกับการสังเกตการณเ์ ลือกตัง้ ๗.๑ ประเดน็ ปญั หา ทีผ่ ่านมา มกี ารห้ามไมใ่ หป้ ระชาชนที่สังเกตการณ์เลอื กต้ังบนั ทึกภาพการนับคะแนน ๗.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรมคี วามชดั เจนในการปฏบิ ัติเพอื่ ให้การเลอื กตง้ั มีความโปร่งใส๑๒๖ ๘. ประเด็นเกีย่ วกับเวลาในการออกเสยี งเลือกตงั้ ๘.๑ ประเดน็ ปัญหา เวลาในการลงคะแนนเสยี งเลือกตั้งที่กาหนดไว้ (๘.๐๐-๑๗.๐๐ น.) ไมเ่ หมาะสม ๘.๒ ข้อเสนอแนะ ควรกาหนดให้เป็น ๘.๐๐-๑๕.๐๐ น. เช่นเดมิ ๑๒๗ ๑๒๓ ความเห็นของรองศาสตราจารยส์ มชัย ศรสี ุทธยิ ากร, นายประยทุ ธ์ ศิรพิ านชิ ย์, นายพงศเ์ ทพ เทพกาญจนา และรองศาสตราจารย์รงค์ บญุ สวยขวัญ ๑๒๔ ความเหน็ ของรองศาสตราจารยส์ มชัย ศรีสุทธิยากร, นายจตุพร เจรญิ เชื้อ ๑๒๕ ความเห็นของรองศาสตราจารยส์ มชยั ศรีสทุ ธยิ ากร, นายประยุทธ์ ศิรพิ านชิ ย์, รองศาสตราจารย์ชูศกั ดิ์ ศิรนิ ิล ๑๒๖ ความเหน็ ของรองศาสตราจารยส์ มชยั ศรสี ุทธิยากร, นายทศพล เพง็ ส้ม, รองศาสตราจารย์ชูศกั ดิ์ ศริ นิ ลิ ๑๒๗ ความเหน็ ของนายจตุพร เจรญิ เชอ้ื
๑๖๗ ๙. ประเด็นปญั หาเกยี่ วกบั การ “เลอื กตั้งซ่อม” ๙.๑ ประเด็นปญั หา กรณีท่ีมีการเลือกตั้งซ่อม ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายช่ือ สามารถลงสมัครรับเลือกต้ังแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้โดยเป็นไปตามมติของคณะกรรมการการเลือกต้ัง ทีไ่ ด้เคยมีมติไว้ ซ่ึงเปน็ เร่ืองที่ไมเ่ หมาะสมและเป็นการสรา้ งภาระให้แกพ่ รรคการเมือง ๙.๒ ข้อเสนอแนะ ควรมกี ารทบทวนและปรบั ปรุงแก้ไขบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วให้เหมาะสม๑๒๘ ๑๐. ประเดน็ ปญั หาเก่ียวกับลงสมคั รรบั เลือกตัง้ แบบแบ่งเขต มาตรา ๔๓ บญั ญัติว่า “ผู้สมัครรับเ ลือกตั้งแบ บแบ่งเขต เลือกตั้ง ต้องเป็นผู้ซึ่งพรรคก ารเมืองที่ ตนเป็นสมาชิก ส่งสมัครรับเลือกต้ังและได้รับการสรรหาตามวิธีการที่กาหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง โดยจะสมัครรับเลือกต้ังเกินหนึ่งเขตมิได้ และต้องไม่เป็นบุคคลท่ีมีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ผูส้ มัครแบบบัญชรี ายชื่อ” ๑๐.๑ ประเด็นปญั หา การกาหนดดังกลา่ วจะทาให้มีปัญหาต่อไปว่าในกรณที ี่เลือกตั้งซ่อม บุคคลทเี่ คยสมัคร แบบบัญชีรายชือ่ มาแลว้ จะสามารถสมคั รเลอื กต้งั แบบแบง่ เขตได้หรือไม่ ๑๐.๒ ข้อเสนอแนะ ควรมีการทบทวนและปรบั ปรงุ แกไ้ ขบทบัญญัตดิ งั กลา่ วให้ชดั เจน๑๒๙ ๑๑. ประเดน็ ปัญหาเกย่ี วกบั การตีความท่ีสง่ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาในทางปฏบิ ตั ิ มาตรา ๖๕ บัญญัตวิ ่า “เม่ือพ้นกาหนดระยะเวลาตามมาตรา ๖๔ แล้ว พรรคการเมือง ผู้ดารงตาแหน่งในพรรค การเมือง และสมาชิกพรรคการเมืองซ่ึงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองผู้ใด ให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อ่ืนใดอันอาจคานวณเป็นเงินได้แก่บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ให้ถือว่า เป็นการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามมาตรา ๖๓ โดยให้นาไปรวมคานวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกต้ัง ของพรรคการเมืองน้นั ในการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรครง้ั ต่อไป” ๑๑.๑ ประเด็นปญั หา บทบัญญัติดังกล่าวอาจทาให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้ เช่น หาก สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคเพ่ือไทย มีค่าใช้จ่ายรายการต่าง ๆ ซึ่งต้อง นามารวมคานวณ เป็นรายการค่าใช้จ่ายคร้ังต่อไป เกิดเปลี่ยนใจย้ายพรรคจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอ่ืน กรณีเช่นนี้แล้ว คา่ ใชจ้ ่ายจะเป็นของใคร ๑๒๘ ความเหน็ ของรองศาสตราจารย์ชศู ักด์ิ ศิรนิ ลิ ๑๒๙ ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา
๑๖๘ ๑๑.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรมีการทบทวนและปรับปรุงแกไ้ ขบทบญั ญัตดิ ังกล่าวให้ชดั เจน๑๓๐ ๑๒. ประเด็นปญั หาเกยี่ วกบั การประกาศชอื่ ผูม้ าใชส้ ทิ ธิ ๑๒.๑ ประเดน็ ปัญหา ในกฎหมายเดิมนั้น จะกาหนดให้กรรมการประจาหน่วยเลือกตั้งต้องประกาศชื่อว่า บุคคลช่ือน้ีมาใช้สิทธิ ตัวแทนผู้สมัครจะได้ตรวจสอบว่าผู้มาใช้สิทธิตรงกับช่ือท่ีกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง ขานหรอื ไม่ แตก่ ฎหมายฉบบั ปจั จบุ ันไมไ่ ดก้ าหนดไว้ ๑๒.๒ ข้อเสนอแนะ ควรจะกาหนดการขานชอื่ ไว้ในกฎหมายเช่นเดมิ ๑๓๑ ๑๓๐ ความเห็นของนายพงศเ์ ทพ เทพกาญจนา ๑๓๑ ความเห็นของนายพงศเ์ ทพ เทพกาญจนา
๑๖๙ ส่วนที่ ๑๙ ผลการพิจารณาศกึ ษาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยคณะกรรมการการเลอื กตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้อภิปรายแสดงความเห็นเก่ียวกับประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีสาระสาคัญ ดังนี้ ความเหน็ ของรองศาสตราจารยส์ มชยั ศรีสุทธยิ ากร รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ เม่ือพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ การเลอื กตง้ั พ.ศ. ๒๕๖๑ น้ัน มปี ระเด็นที่จะต้องพิจารณา ดังน้ี ประเด็นท่ีหน่ึง ผู้ตรวจการเลือกต้ัง โดยในส่วนที่มีการบัญญัติเกี่ยวกับผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้น เห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการกาหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกต้ังต้ังแต่การยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งอาจก่อให้เกิดเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากผู้ตรวจการ เลือกตั้งไมไ่ ด้มีภูมลิ าเนาในพื้นท่ี ทาให้ไม่สามารถทราบขอ้ มลู ของพื้นท่ีท่ีต้องปฏิบตั ิงานจริง สง่ ผลใหไ้ ม่สามารถ ปฏิบตั หิ น้าทไ่ี ด้ ดงั น้ัน หากสามารถยกเลกิ ผูต้ รวจการเลือกตง้ั ได้ ก็ควรยกเลกิ และใช้กลไกอ่นื แทน และเหน็ ดว้ ย หากจะนาคณะกรรมการการเลือกตง้ั ประจาจังหวัดมาทาหน้าที่แทน เพราะการไม่มีคณะกรรมการการเลือกต้ัง ประจาจังหวัด จะทาให้การใช้อานาจของผู้อานวยการสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด ขาดองคก์ รท่จี ะมาทาหนา้ ทกี่ ากบั ดแู ลการใช้อานาจดงั กลา่ ว นอกจากน้ี กระบวนการทางานของสานักงานคณะกรรมการเลือกต้ังจังหวัดก็จะมีลักษณะ เป็นระบบราชการ ดังนั้น หากกาหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด กรรมการการเลือกตั้ง ประจาจังหวัดควรมีท่ีมาจากหลายหลากอาชีพ และมีสัดส่วนท่ีมาจากบุคคลด้านต่าง ๆ เนื่องจากท่ีผ่านมา มีข้อกล่าวหาว่ากรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัดไม่มีความเป็นกลางและเป็นคนของพรรคการเมือง อีกทั้ง การมีคณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประจาจงั หวดั จะทาให้เกิดองคก์ รกากบั ดูแลการเลือกตง้ั ในระดับจังหวดั ได้ ประเด็นที่สอง การตอบข้อสอบถามของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกต้ัง ซ่ึงมาตรา ๒๓ กาหนดให้คณะกรรมการการเลือกต้ังต้องตอบข้อสอบถามให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่าสามสิบวัน เห็นว่าเป็นบทบัญญัติท่ีมีความเหมาะสม เนื่องจากสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังมีจานวนบุคลากร ที่เพียงพอสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะหากกาหนดให้ขยายเวลาโดยอ้างเหตุอันสมควรได้ ย่อมจะทาให้เกิด การอ้างเหตุดังกล่าวเพ่ือขอขยายเวลาได้โดยตลอด อีกท้ัง ในส่วนเหตุสมควรท่ีจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อขยายเวลา ผู้ใดจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าเหตุลักษณะใดจะถือเป็น “เหตุอันสมควร” ดังนั้น เมื่อกาหนดระยะเวลาให้ต้องตอบ ข้อสอบถามของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันก็ต้องดาเนินการ ตามระยะเวลานน้ั หลกั การน้ถี ือวา่ เป็นหลกั การท่ีดแี ลว้ ประเด็นที่สาม การส่งเสริมให้องค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบการเลือกต้ัง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่มีบทบัญญัติเร่ือง ดังกล่าวไว้ ซึ่งเดิมจะมีการบัญญัติส่งเสริมให้องค์กรองค์กรเอกชนเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกต้ัง โดยมีการ จัดสรรงบประมาณเก่ียวกับเรื่องดังกล่าวไว้ แต่ในการเลือกต้ังท่ัวไปเม่ือวันท่ี ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ รวมถึง การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ไม่มีการส่งเสริมให้องค์กรเอกชนเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งแต่อย่างใด
๑๗๐ ดังน้นั หากมีการแกไ้ ขเพม่ิ เติมพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กค็ วรเพมิ่ บทบญั ญัติให้องคก์ รเอกชน เข้ามามีสว่ นรว่ มตรวจสอบและสังเกตการณก์ ารเลือกตั้งดว้ ย ประเด็นท่ีสี่ การปฏิบัติหน้าท่ีของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาหน่วย ที่ผ่านมา เกิดปัญหา ในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก ซ่ึงเห็นว่าอาจจะเกิดจากการสื่อสารหรือการอบรมผู้ที่ต้องทาหน้าท่ีดังกล่าวท่ียังมี ความเข้าใจคลาดเคล่ือน เช่น กรณีการบันทึกภาพ หรือถ่ายภาพวีดิ โอทัศน์บริเวณหน่วยเลือกต้ัง และการนับคะแนนทซ่ี ึ่งสามารถดาเนินการได้ โดยหลกั การสาคญั ของการดาเนินของเรอื่ งดังกลา่ ว คอื ๑) การดาเนนิ การต้องไมเ่ ปน็ การล่วงรู้การใช้สทิ ธขิ องบคุ คลอ่ืน ๒) ไม่เป็นการขดั ขวางการปฏบิ ัตหิ น้าทข่ี องเจา้ หนา้ ทป่ี ระจาหนว่ ย และ ๓) ไมเ่ ป็นการก่อความวุ่นวาย หรอื สรา้ งความปั่นป่วนในพื้นทีก่ ารเลือกตง้ั ท้ังนี้ หากได้ดาเนินในลักษณะดังกล่าวก็ย่อมสามารถดาเนินการได้ แต่การดาเนินการเลือกต้ัง ที่ผ่านมาการบันทึกภาพ หรือถ่ายวีดิโอบริเวณหน่วยเลือกต้ังและการนับคะแนนไม่สามารถกระทาได้ จงึ จาเป็นตอ้ งมีการทบทวนเพอื่ สร้างความชัดเจนในเร่ืองดังกลา่ วนี้ ประเด็นที่ห้า การเผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วย ซ่ึงตามระเบียบปฏิบัติได้กาหนดให้ ประกาศผลการนับคะแนน ณ หน่วยเลือกต้ังทุกหน่วย แต่ปัจจุบันการประกาศผลการนับคะแนนเลือกต้ัง ณ หน่วยเลือกต้ังมีการประกาศในระยะเวลาสั้น และเก็บประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าวโดยไม่เปิดโอกาสให้ ประชาชนตรวจสอบผลการเลือกตั้งได้ และเม่ือมีการร้องขอผลการเลือกต้ังของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง โดยพรรคการเมือง ก็ดาเนินการจะกระทาไดย้ ากลาบากเพราะไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับส่วนงานท่ีต้องอนุญาต ให้ผลการเลือกตั้งดังกล่าวและใช้เวลาดาเนินการค่อนข้างนาน อีกทั้ง ยังมีค่าใช้จ่ายในการถ่ายสาเนาเอกสาร เป็นจานวนมาก ระเบียบปฏิบัติดังกล่าวจึงถือเป็นปัญหาอุปสรรคที่สร้างภาระอย่างมากและยังมีผลต่อ ความไมโ่ ปร่งใสต่อการปฏบิ ัติหน้าทข่ี องคณะกรรมการการเลือกตัง้ ดังนั้น หากเผยแพร่ผลการเลือกตั้งได้อย่างรวดเร็วซ่ึงสามารถดาเนินการโดยผ่านระบบ อินเทอร์เน็ตในรูปแบบไฟล์ PDF ให้ประชาชนทราบและสามารถตรวจสอบผลการเลือกตั้งได้เป็นระยะเวลา ไม่น้อยกว่า ๑ เดือน โดยไม่ต้องร้อง ย่อมจะทาให้เกิดความโปร่งใสต่อการปฏิบัติการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกต้ังได้ เนื่องจากปัจจุบันการจัดการเลือกต้ังของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในส่วนของ การประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วย ยังไม่เกิดความโปร่งใสเท่าท่ีควร ดังน้ัน ควรตอ้ งมกี ารสง่ เสริมหลักการปฏิบตั ิเก่ียวกับเรอ่ื งดงั กลา่ ว เพือ่ ให้การเลอื กตง้ั มีความโปร่งใส ความเห็นของนายประยทุ ธ์ ศิริพานชิ ย์ ท่ปี รกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ การเลือกตัง้ พ.ศ. ๒๕๖๑ นน้ั มปี ระเดน็ ทจี่ ะต้องพิจารณา ดงั น้ี ประเด็นที่หน่ึง บทบัญญัติมาตรา ๒๗ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกบั ประเด็นอานาจในการจัดการ เลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ิน บทบัญญัติดังกล่าวได้มีความสมบูรณ์แล้ว ไม่น่าจะเกิดปัญหา ในทางปฏิบตั ิ ประเดน็ ทสี่ อง มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๑ ซงึ่ บัญญตั เิ กีย่ วกับผู้ตรวจการเลือกตง้ั เห็นด้วยหากจะ มีการยกเลิกเพราะการกาหนดให้ผู้ปฏิบัติหน้าท่ีในพ้ืนที่โดยไม่มีภูมิลาเนาในพื้นท่ีดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสม เน่ืองจากหากมีการแจ้งเหตุท่ีเกิดขึ้นในพื้นที่ และผู้ท่ีปฏิบัติหน้าท่ีในการควบคุมการเลือกตั้งไม่รู้ข้อมูลในพื้นท่ี ย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ีที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มท่ี การกาหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกต้ังลักษณะเช่นนี้
๑๗๑ ย่อมไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เพราะเป้าประสงค์ของการทาหน้าท่ีของผู้ตรวจการเลือกต้ัง คือ ต้องปฏิบัติ หนา้ ทีใ่ นการควบคมุ การเลอื กตงั้ ให้เกิดประสิทธิผลได้อยา่ งแท้จรงิ ดงั น้ัน ควรมีการแก้ไขปรับปรุงในประเดน็ นี้ ประเด็นท่ีสาม มาตรา ๔๕ ประเด็นการคุ้มครองพยานในการเลือกตั้ง ก็เห็นว่าเห็นด้วยที่จะ กาหนดให้คณะกรรมการการเลือกมีอานาจมอบหมายให้หน่วยงานอื่นดาเนินการคุ้มครองพยานก็ได้ เนื่องจากสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อจากัดด้านบุคลากรและเคร่ื องมือที่ต้องใช้เพ่ือดาเนินการ ในเรือ่ งดังกล่าว ประเด็นที่ส่ี มาตรา ๖๑ วรรคสาม ซ่ึงบัญญัติเกี่ยวกับการส่งคาขอการเบิกจ่ายงบประมาณต่อ กรมบัญชีกลาง โดยให้ระบุจานวนเงินที่จะต้องใช้ในแต่ละงวด งวดละ ๓ เดือน การกาหนดให้สานักงาน คณะกรรมการการเลือกต้ังยื่นเบิกจ่ายงบประมาณต่อกรมบัญชีกลางได้งวดละ ๓ เดือน หากระยะเวลา ทีก่ าหนดใหย้ ่ืนคาขอเบิกจา่ ยงบประมาณอาจจะไม่สอดคล้องกับความจาเป็นที่ตอ้ งจดั การเลอื กตัง้ ก็อาจจะเกิด ปัญหาและอุปสรรคต่อการดาเนินการจัดการเลือกต้ังได้ ดังน้ัน หากไม่มีการเปิดช่องเพื่อดาเนินการ เร่อื งดังกล่าว อาจจะเกิดปญั หาเก่ียวกบั การบรหิ ารงบประมาณในการจัดการเลือกตงั้ ได้ ประเด็นท่ีห้า มาตรา ๒๓ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบข้อสอบถามของพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร รับเลือกตั้งเก่ียวกับการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกต้ังและพรรคการเมือง ระยะเวลา เพื่อตอบข้อสอบถามต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน เพราะประเด็นข้อสอบถามบางประเด็นอาจจะประเด็นข้อต่อสู้ หากการกาหนดระยะเวลาที่ไม่ชัดเจน หรือเป็นระยะเวลานานอาจจะเกิดความเสียหายได้ ดังนั้น ควรคงหลกั การไวเ้ ชน่ เดมิ ประเด็นที่หก การเผยแพร่ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งแต่ละหน่วยเลือกตั้งของคณะกรรมการ การเลือกต้ัง ควรจัดสรรงบประมาณเพ่ือดาเนินการเผยแพร่ผลการนับคะแนนดังกล่าว และจัดทาเป็นเอกสาร ผลการเลือกตั้งเพ่ือใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง เน่ืองจากข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลลับ ซึ่งทุกคนสามารถรับรู้ข้อมูล ได้ท้ังในส่วนของผสู้ มัครรบั เลือกตั้งและผู้มสี ทิ ธิรบั เลอื กตัง้ ความเหน็ ของนายนิกร จานง เลขานุการคณะอนกุ รรมาธกิ าร เม่ือพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ การเลือกต้งั พ.ศ. ๒๕๖๑ นน้ั มปี ระเดน็ ท่ีจะต้องพจิ ารณา ดงั นี้ ประเด็นที่หน่ึง มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๑ ซึ่งบัญญัติเก่ียวกับผู้ตรวจการเลือกตั้งน้ัน ได้มีการ พิจารณาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็น วา่ ที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัดนัน้ มีความใกล้ชิดและผูกพันกับผู้สมัครรับเลือกต้งั ในพืน้ ที่ ดังน้ัน การกาหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อความเชื่อมั่นในการ ปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัดได้ แม้ในทางปฏิบัติคณะกรรมการการเลือกต้ัง ประจาจังหวัดจะปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความโปร่งใส แต่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรม การการเลือกตั้ง ประจาจังหวัดก็ยังถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับผู้สมัครรับเลือกต้ังในพื้นที่อยู่เช่นเดิม ด้วยเหตุน้ี เพื่อเป็นการ แก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีการกาหนดให้บุคคลที่ไม่มีภูมิลาเนาในพ้ืนท่ีมาปฏิบัติหน้าท่ีและหมุนเวียนบุคคล ท่ีมาทาหน้าที่ในพ้ืนท่ีเพื่อไม่ให้เกิดความผูกพันและใกล้ชิดกับผู้สมัครรับเลือกต้ังหรือคนในพ้ืนท่ี ซ่ึงจะส่งผล กระทบต่อความเช่อื ม่ันในการปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ี
๑๗๒ ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นปัญหากรณีการกาหนดให้บุคคลท่ีมิได้มีภูมิลาเนาในพื้นท่ีท่ีต้องมาปฏิบัติ หน้าที่ในต่างพ้ืนที่ ซ่ึงอาจไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับพ้ืนที่ได้อย่างละเอียดน้ัน ได้มีการกาหนดแนวทางการแก้ไข ปญั หาดังกล่าวไว้ โดยการกาหนดให้ผตู้ รวจการเลอื กตัง้ จานวน ๒ คนจากผูต้ รวจการเลอื กต้ังจานวน ๕ คน เปน็ บุคคลท่ีมีภูมิลาเนาในพื้นท่ีซ่ึงจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับพื้นท่ีเป็นอย่างดี ดังน้ัน การกาหนดให้มีผู้ตรวจการ เลือกต้ัง แม้จะต้องใช้งบประมาณในการปฏิบัติหน้าท่ีเป็นจานวนมาก เพ่ือแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของ คณะกรรมการเลือกตั้งประจาจังหวัด ซึ่งเป็นบุคคลในพ้ืนท่ีที่ความใกล้ชิดและผูกพันกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ด้วยการกาหนดให้บุคคลที่มิได้มีภูมิลาเนามาปฏิบัติหน้าที่แทนน้ัน ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและ ความโปร่งใสของการปฏิบัติหน้าท่ีในระบบการเลือกตั้งซึ่งถือว่ามีความจาเป็นอย่างมาก การใช้งบประมาณ เพือ่ ดาเนินการในเรอ่ื งดังกลา่ วจึงถอื วา่ คุ้มคา่ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าควรคงหลักการดังกล่าวไว้เชน่ เดิม ประเด็นที่สอง การกาหนดให้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกต้ัง เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แทนประธานกรรมการการเลือกตั้งเพ่ือให้การปฏิบัติหน้าท่ีเกิดความคล่องตัวมากขึ้นน้ัน เป็นประเด็นท่ีจะต้อง ทบทวนว่าเปน็ ผลดตี อ่ การปฏบิ ัตหิ น้าทหี่ รือไม่ ประเด็นท่ีสาม การถ่ายภาพและบันทึกวีดิโอเกี่ยวกับบรรยากาศการเลือกต้ังและการนับคะแนน เลือกตงั้ บริเวณหนว่ ยเลอื กตงั้ นน้ั เหน็ ว่านา่ จะสามารถกระทาได้ ประเด็นที่ส่ี มาตรา ๖๑ วรรคสาม ซ่ึงกาหนดเรื่องการส่งคาขอการเบิกจ่ายงบประมาณต่อ กรมบัญชีกลางโดยให้ระบุจานวนเงนิ ท่ีจะต้องใช้ในแต่ละงวด งวดละ ๓ เดือนนั้น เห็นวา่ เปน็ การดาเนนิ ภายใน ของสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเอง ดังน้ัน หากมีประเด็นที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินงาน ภายในองค์กร ก็สามารถนาเสนอปัญหาดังกล่าวต่อคณะอนุกรรมาธิการได้ แม้เร่ืองดังกล่าวจะไม่ใช่ประเด็น ทางการเมืองก็ตาม ประเด็นท่ีห้า มาตรา ๔๕ เรื่องการคุ้มครองพยานในการเลือกตั้ง เห็นดว้ ยความเห็นและข้อเสนอ ของผู้แทนจากสานกั งานคณะกรรมการการเลอื กต้ัง ซ่งึ เสนอให้แก้ไขบทบัญญัตมิ าตรา ๔๕ โดยใหบ้ ัญญตั วิ ่า “ให้ คณะกร ร มการการเลื อกตั้งมีห น้าที่แล ะอาน าจ มอบ ห มาย ให้ ห น่ว ย งาน อื่ น ของรั ฐเป็ น ผู้รับผิดชอบคุ้มครองพยานด้วย โดยให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้งท่ีจะดาเนินการคุ้มครอง พยานเอง หรอื มอบหมายให้หนว่ ยงานทมี่ หี นา้ ที่เกี่ยวขอ้ งกับการคุ้มครองดาเนนิ การก็ได้” ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างของสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ัง ไม่ได้กา หนดส่วนงาน เพอื่ รองรับการทาหนา้ ทดี่ งั กลา่ ว จงึ อาจก่อใหเ้ กิดปญั หาในทางปฏบิ ัติได้ ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ท่ีปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เม่ือพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ การเลอื กตัง้ พ.ศ. ๒๕๖๑ นัน้ มีประเด็นทจ่ี ะต้องพจิ ารณา ดังนี้ ประเด็นที่หน่ึง ประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าท่ีในการของคณะกรรมการการเลือกต้ังตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มีความ แตกต่างกับการปฏิบัติหน้าท่ีคณะกรรมการการเลือกต้ังตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันมีการลงโทษโดยการให้ใบเหลือง หรือใบแดงจานวนน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ปรากฏข้อมูลพยานหลักฐานการกระทาทุจริตอย่างชัดเจนหลายเรื่อง อีกทั้ง มีการกาหนดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าท่ีก่อนประกาศรับรองผลการเลือกต้ังมากกว่า และเม่ือเทียบกับ การทาหน้าท่ีของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐
๑๗๓ ก็พบว่ามีการลงโทษผู้กระทาผิดกฎหมายเลือกต้ังโดยการให้ใบเหลืองหรือใบแดงเป็นจานวนมาก ทาให้เกิดข้อสงสัย เก่ียวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกต้ังชุดปัจจุบันว่าเกิดปัญหาจากข้อกฎหมาย หรือจากระบบ การทางาน หรือจากตัวบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ทาให้ไม่สามารถลงโทษผู้กระทาการทุจริตการเลือกตั้งได้ หากปัญหา ดงั กล่าวเกิดจากบุคคลท่ปี ฏบิ ัตหิ น้าที่ก็ควรมีการพิจารณาเกี่ยวกบั ท่ีมา หรอื การได้มาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประเด็นท่ีสอง ความโปร่งใสของการจัดการเลือกต้ัง ในกรณีการบันทึกภาพและบันทึกวิดีโอ การเลือกต้ังและการนับคะแนนการบริเวณหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งไม่ควรปกปิดข้อมูลและไม่ควรห้ามดาเนินการในเรื่อง ดังกล่าว เพราะการถ่ายภาพการเลือกต้ังหรือการนับคะแนนบริเวณการเลือกต้ัง จะทาให้คณะกรรมการการเลือกต้ัง ประจาหน่วยเลือกตั้งไม่สามารถกระทาการทุจริตเพ่ือให้ความช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกต้ังคนใดคนหน่ึงให้ได้รับการ เลือกตั้งได้ ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้งของจังหวัดสมุทรปราการ ก่อนการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กรรมการการเลือกต้ังประจาหน่วยเลือกต้ังกระทาการทุจริตการเลือกต้ังโดยการนาบัตร ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นจานวนมากไปหย่อนในหีบเลือกตั้ง เพ่ือช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ได้รับการเลือกต้ัง ซ่ึงปรากฏหลกั ฐานของการกระทาอย่างชัดเจนตามพิพากษาของศาลฎีกาในเรอื่ งดงั กล่าว ดงั นนั้ การดาเนินการ เรื่องใดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หากมีการปกปิดข้อมูลย่อมจะทาให้เกิดข้อสงสัย ขาดความศรัทธา และความเชือ่ ถอื ในการดาเนนิ การของคณะกรรมการการเลือกตัง้ ประเด็นท่ีสาม มาตรา ๔๑ การสืบสวน การไต่สวน และการดาเนินคดี ซึ่งบัญญัติว่า “ห้ามมิให้ บคุ คลใดเปิดเผยข้อมูลอันทาให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง” ซึ่งเป็นกรณีมีการแจ้งว่ามีการกระทาท่ีเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเก่ียวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือจะมีผลให้การเลือกต้ังมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกาหนดไม่ให้เปิดเผยข้อมูลของผู้แจ้ง จะมีผลต่อการต่อสู้คดี ของผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่ึงจะกระทาได้ยาก เพราะการไม่ทราบข้อมูลวา่ ผู้แจ้งเป็นใครย่อมจะทาให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่สามารถพิสูจน์และต่อสู้คดีว่าผู้แจ้งได้แจ้งข้อมูลท่ีเป็นเป็นจริงหรือเป็นเท็จ หรือเป็นผู้ที่มีเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งจะทาให้สามารถนาข้อมูลดังกล่าวมาหักล้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลท่ีแจ้งได้ นอกจากน้ี การไม่ทราบว่า ผู้แจ้งเป็นใครจะทาให้เกิดการใส่ร้าย เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าข้อมูลของผู้แจ้งเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ ซ่ึงการลงโทษผู้กระทาการทุจริตการเลือกตั้ง หรือป้องกันไม่ให้มีใส่ร้ายกันนั้นขึ้นอยู่กับพยาน ดังนั้น การไม่เปิดเผย ข้อมูลผู้แจ้งจะทาให้เกิดการกลั่นแกล้งกันโดยง่าย แต่ถ้าหากมีการเปิดเผยข้อมูลผู้แจ้งและเรื่องท่ีแจ้งเป็นความจริง ก็มีประเด็นท่ีจะต้องพิจารณาว่าจะทาให้ผู้แจ้งข้อมูลได้รับอันตรายหรือไม่ จึงจาเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับหลักการ และแนวทางการดาเนินการในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชดั เจน ความเห็นของนายกฤช เอ้อื วงศ์ ที่ปรึกษาคณะอนกุ รรมาธิการ เม่ือพิจารณารัฐธรรมนูญประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ การเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๑ นั้น มีประเด็นท่ีจะต้องพิจารณาและแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตัง้ พ.ศ. ๒๕๖๑ ดงั น้ี ประเด็นที่หนึ่ง มาตรา ๒๗ วรรคสอง ซึ่งกาหนดอานาจในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถ่ิน หรือผู้บริหารท้องถ่ิน ซึ่งเห็นว่าควรบัญญัติความของมาตรา ๒๗ วรรคสองให้มีความชัดเจน โดยกาหนดให้ ให้คณะกรรมการการเลือกต้ังสามารถจัดการเลือกตั้งได้เอง หรือมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการ การเลอื กต้ัง เน่ืองจากบทบญั ญัติดงั กล่าวไม่ได้ระบุความลักษณะเช่นนี้ไว้
๑๗๔ ประเด็นที่สอง มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๑ ท่ีบัญญัติเก่ียวกับผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซ่ึงเป็น นวัตกรรมใหม่ที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ซ่ึงเดิมจะกาหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจาจังหวัดแต่ถูกยกเลิกไปและต้ังผู้ตรวจการเลือกตั้งข้ึนแทน โดยกาหนดบทบาท หน้าท่ีและอานาจของ ผู้ตรวจการเลือกตั้งต่างจากคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด โดยผู้ตรวจการเลือกตั้งจะทาหน้าท่ีตรวจสอบ การเลือกต้ังในช่วงท่ีมีการเลือกตั้งเท่าน้ัน จากการถอดบทเรียนของสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ัง ประกอบกับผลการศึกษาวิจัย รวมท้ังผลการปฏิบัติงานของผู้ตรวจการเลือกตั้งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเก่ียวกับ กา ร ทุ จ ริ ตก า รเ ลื อ กตั้ ง ที่ จ ะน า ไ ป สู่ ก า รใ ห้ ใบ เ หลื อ ง ใบ แ ดง แ ก่ ผู้ ส มั คร รั บเ ลื อก ต้ั งท่ี ก ร ะท า ผิ ด ก ฎห ม า ย มีจานวนน้อยมาก พบว่าการทาหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งมีข้อจากัดหลายประการ โดยเฉพาะการกาหนด โครงสร้างและองค์ประกอบของผู้ตรวจการเลือกต้ังประจาจังหวัด ท่ีกฎหมายกาหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกต้ังประจา จังหวัดท่ีมีภูมิลาเนาในจังหวัด จานวน ๒ คน และผู้ตรวจการเลือกตั้งประจาจังหวัดที่มิได้มีภูมิลาเนาในจังหวัด จานวน ๓ คน ทาให้เกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการเลือกต้ังประจาจังหวัดท่ีมิได้มีภูมิลาเนาในจังหวัด จะไม่ทราบข้อมูล เก่ียวกับพ้ืนที่และคนในพื้นท่ี ส่งผลให้การสืบสวนเพ่ือหาข้อมูลในพื้นท่ีมีข้อจากัดและจาเป็นต้องขอให้คนในพื้นท่ี เช่น ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตารวจ และพนักงานของสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้การช่วยเหลือ ในเร่ืองดังกล่าว นอกจากนน้ั ในช้ันการยกร่างพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญฯ นี้ มีความเห็นว่าการกาหนดให้ มีผตู้ รวจการเลือกตั้งจะทาให้ประหยดั งบประมาณคา่ ใช้จา่ ยมากกวา่ การมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในข้อเท็จจริงกลับพบว่า การต้ังงบประมาณและค่าใช้จ่ายประจาปีของ คณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด ในส่วนค่าตอบแทนรายเดือนของคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด จังหวัดละ ๕ คน ประกอบด้วยประธานกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด จานวน ๑ คน เป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท และกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด ๔ คน คนละ ๓๓,๐๐๐ บาท ซ่ึงจะใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๑๕๙ ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งท่ัวไปเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ท่ีผ่านมา มีการตั้งงบประมาณไว้เป็นจานวนเงิน ๓๕๑ ล้านบาท เพื่อนาไปใชจ้ ่ายในส่วนค่าตอบแทน ค่าเบ้ียเลี้ยง ค่าท่ีพักและค่าพาหนะซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โดยเฉพาะผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มิได้มีภูมิลาเนา ในจังหวัดซึ่งทาให้ต้องมีค่ายานพาหนะด้วย ท้ังน้ี ยังไม่รวมค่าใช้ของผู้ช่วยปฏิบัติงานของผู้ตรวจการเลือกต้ัง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการกาหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งแทนคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัดน้ันไม่สามารถ ทาใหป้ ระหยดั งบประมาณได้ และถอื เป็นข้อจากัดอีกประการหน่ึงของผู้ตรวจการเลอื กตัง้ ด้วยเหตุน้ี จากข้อจากัดของผู้ตรวจการเลือกตั้งดังกล่าว ในการถอดบทเรียนและการศึกษาวิจัย จึงได้มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ควรมีการทบทวนการกาหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกต้ัง และมีข้อเสนอว่า หากมีแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็ควรกาหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด มาทาหน้าท่ีอานวยการเลือกตั้งและประสานงานในพ้ืนท่ี ที่มีการเลือกตั้ง โดยไม่มีอานาจสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด และมีวาระการดารงตาแหน่งในช่วงเวลา ทีม่ ีการจัดการเลือกต้ังในลักษณะเชน่ เดยี วกับคณะกรรมการการเลือกตัง้ ประจาเขตเลือกตั้ง ประเดน็ ที่สาม มาตรา ๔๕ ซึ่งบัญญตั ิเร่ืองการคมุ้ ครองพยานในการเลือกตงั้ ประเด็นดังกลา่ วนี้ถือเป็น เรื่องใหม่ โดยเห็นว่าการคุ้มครองพยานต้องใช้ความรู้และความสามารถเป็นการเฉพาะ ท่ีผ่านมา สานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีบทบาทหน้าที่และภารกิจในการคุ้มครองพยาน การกาหนดให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งต้องดาเนินการคุ้มครองพยานซึ่งมีกระบวนการที่ซับซ้อน อีกทั้ง โครงสร้างของสานักงานคณะกรรมการ การเลือกต้ังไม่ได้กาหนดส่วนงานเพื่อรองรับการทาหน้าที่ดังกล่าวไว้ ก็อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้
๑๗๕ ดังนั้น หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ดังกล่าว ก็ควรแก้ไขเพิ่มเติมความใน มาตรา ๔๕ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุม้ ครองพยานโดยกาหนด “ให้คณะกรรมการการเลอื กต้ังมหี น้าทแ่ี ละอานาจ มอบหมายให้หน่วยงานอ่ืนของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบคุ้มครองพยานด้วย โดยให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ การเลือกต้ังที่จะดาเนินการคุ้มครองพยานเอง หรือมอบหมายให้หน่วยงานท่ีมีหน้าที่เก่ียวข้องกับการคุ้มครอง ดาเนนิ การกไ็ ด”้ ประเด็นท่ีส่ี มาตรา ๖๑ วรรคสาม กาหนดเรื่องการส่งคาขอการเบิกจ่ายงบประมาณต่อกรมบญั ชกี ลาง โดยให้ระบุจานวนเงินท่ีจะต้องใช้ในแต่ละงวด งวดละ ๓ เดือน ซ่ึงในทางปฏิบัติจะไม่สามารถดาเนินการได้ทัน เช่น หากเกิดกรณีที่ต้องดาเนินการเลือกต้ังแทนตาแหน่งที่ว่างเนื่องจากเกิดเหตุตามกฎหมายซ่ึงต้องดาเนินการโดยเร็ว การกาหนดให้เบิกจ่ายงบประมาณเป็นรายงวด งวดละ ๓ เดือน อาจจะไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ทาให้คณะกรรมการการเลือกต้ังนาเงินจากการเหลือจ่ายสะสมซ่ึงเป็นเงินนอกงบประมาณมาใช้ดาเนินการในส่วนนี้ และขอเบิกจ่ายงบประมาณไปยังสานักงบประมาณภายหลัง ดังนั้น บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ควรระบุให้มีการ เบกิ จา่ ยงบประมาณเป็นรายงวด ๆ ละ ๓ เดอื น เพอื่ ให้เกดิ ความคล่องตัวในการบรหิ ารงบประมาณมากข้นึ ประเด็นที่ห้า มาตรา ๕๙ ซ่ึงกาหนดเร่ืองการแต่งตั้งผู้อานวยการการเลือกตั้งประจาจังหวัด โดยบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “คณะกรรมการมีอานาจแต่งตั้งพนักงานของสานักงานเป็นผู้อานวยการ การเลือกตั้งประจาจังหวัดในแต่ละจังหวัดเพื่อปฏิบัติหน้าที่...” จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวมีความ “ย้อนแย้ง” กับ อานาจเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกต้ัง กล่าวคือ มาตรา ๕๗ กาหนดให้การแต่งตั้งพนักงานให้ดารงตาแหน่งใด เป็นอานาจของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกต้ัง ซึ่งที่ผ่านมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกต้ัง เป็นผู้มีอานาจแต่งต้ังผู้อานวยการคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด โดยข้อเท็จจริงแล้ว ผู้อานวยการ คณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัดกับผู้อานวยการสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด จะเป็นบุคคลคนเดียวกัน จึงไม่จาเป็นต้องบัญญัติไว้ในมาตรา ๕๙ ท่ีกาหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มอี านาจแตง่ ตงั้ ผู้อานวยการการเลอื กต้ังประจาจงั หวดั จึงมีขอ้ เสนอใหแ้ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ บทบญั ญตั ิดังกลา่ ว ประเด็นที่หก มาตรา ๒๓ ประเด็นการตอบข้อสอบถามของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกต้ัง ซึง่ เป็นบทบัญญัติใหม่ โดยบญั ญัตวิ ่า “ในกรณีท่ีพรรคการเมืองหรือผู้สมคั รผู้ใดสอบถามเกย่ี วกับการปฏิบัติให้ถกู ต้องตามกฎหมายเก่ียวกับ การเลือกต้ังและพรรคการเมือง ให้คณะกรรมการตอบข้อสอบถามให้แล้วเสร็จโดยเร็วแต่ต้องไม่ช้ากว่าสามสิบวัน นับแตว่ นั ไดร้ ับการสอบถาม ในกรณีที่คณะกรรมการหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายตอบข้อสอบถามไม่ทันภายในเวลาท่ีกาหนด ตามวรรคหนึ่ง ใหถ้ ือว่าเปน็ การจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตติ ามมาตรฐานทางจริยธรรม” ในประเด็นเกี่ยวกับกาหนดเวลาที่ต้องตอบข้อสอบถามให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันน้ัน สานักงาน คณะกรรมการการเลือกต้ังพยายามดาเนินให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าวอยู่แล้ว ซ่ึงในช้ันยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ได้ขอเสนอขยายเวลาเป็น ๔๕ วัน โดยคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นควรให้กาหนดระยะเวลาไว้ ๓๐ วัน เน่ืองจากในช่วงการเลือกต้ังกรณีการเลือกต้ังแทนตาแหน่งท่ีว่าง ซ่ึงมีกาหนดระยะเวลาต้องดาเนินการจัดการเลือกตั้ง ๔๕ วัน ถ้าตอบข้อสอบถามช้าอาจจะส่งผลให้พรรคการเมือง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่สามารถนาไปปฏิบัติได้ทัน โดยประเด็นปัญหาของบทบัญญัติดังกล่าว คือ การกาหนด บทกาหนดโทษไว้ว่า “ในกรณีท่ีคณะกรรมการหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายตอบข้อสอบถามไม่ทันภายในเวลาที่กาหนด ตามวรรคหน่ึง ให้ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม” เนื่องจากในความเป็นจริง
๑๗๖ จะมีข้อสอบถามจากพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นจานวนมาก บางพรรคการเมืองมีการสอบถาม ในหลายประเด็นและเป็นประเด็นท่ีมีความซับซ้อนต้องนาเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง กรณีเช่นนี้ ระยะเวลา ๓๐ วันท่ีต้องตอบข้อสอบถามถือเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างจากัด และอาจนาไปสู่การฝืนฝ่าหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมได้ จึงมีข้อเสนอควรเพ่ิมถ้อยในบทบัญญัติ ดังกล่าวเป็นว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายตอบข้อสอบถามไม่ทันภายในเวลาท่ีกาหนด ตามวรรคหน่งึ โดยไม่มเี หตอุ ันควร” ซ่งึ กรณนี ีห้ ากมีเหตุอนั สมควรย่อมสามารถท่ีจะขอขยายเวลาได้ ทั้งนี้ ความเห็นและข้อเสนอทั้ง ๖ ประเด็นที่นาเสนอข้างต้นน้ันโดยไม่ใช่มติของคณะกรรมการ การเลือกต้ัง แต่เป็นประเด็นท่ีหยิบยกมาจากการถอดบทเรียน รายงานการศึกษาวิจัย และความเห็นของผู้บริหาร ของสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จึงได้นามาเสนอต่อ คณะอนกุ รรมาธิการ เพอ่ื พิจารณาต่อไป ความเห็นของรองศาสตราจารยช์ ศู กั ดิ์ ศิรินลิ ทีป่ รึกษาคณะอนุกรรมาธกิ าร เรื่องอานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญให้อานาจ คณะกรรมการ การเลือกต้ังในการให้ “ใบส้ม” ซึ่งเป็นการตัดสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นการช่ัวคราวระยะเวลาไม่เกิน ๑ ปี คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรท่ีใช้อานาจหน้าท่ีในการดูแลกากับการเลือกต้ังเป็นไปโดยสุจริต บริสุทธิ์ ยุติธรรม ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าอานาจที่เคยมีในการออกใบเหลืองใบแดงทั้งหลายท้ังปวง จริง ๆ แล้วเป็น อานาจตุลาการ เป็นอานาจในการเพิกถอนโดยใช้อานาจศาล ท้ายสุดก่อนท่ีจะมีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และก่อนจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับน้ี ศาลจะเป็นผู้มีอานาจออก “ใบเหลือง” และ “ใบแดง” รัฐธรรมนูญจึงให้อานาจคณะกรรมการการเลือกต้ังตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการช่ัวคราว ระยะเวลาไม่เกิน ๑ ปีและเปน็ ท่สี ุด ซ่งึ หมายความวา่ โต้แยง้ คดั ค้านไม่ได้ กลายเปน็ การ “ยอ้ นยคุ ” ว่าให้อานาจ คณะกรรมการการเลือกตั้งถงึ ทส่ี ดุ ก็โต้แย้งคดั ค้านไมไ่ ด้ บทสรปุ จากการอภิปรายของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น นั้น ในประเด็นเก่ียวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วา่ ด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๑ นั้น ได้มกี ารอภปิ รายถึงประเด็นปญั หา และขอ้ เสนอแนะ ดังนี้ ๑. ประเด็นเกย่ี วกบั ผูต้ รวจการเลือกต้ัง ๑.๑ ประเดน็ ปัญหา การกาหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกต้ังแทนคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัดนั้น ไม่มคี วามเหมาะสม เพราะผตู้ รวจการเลือกตงั้ ไมใ่ ช่คนในพ้ืนที่ ส่งผลให้เกิดปญั หาในการปฏบิ ตั งิ านจรงิ ๑.๒ ข้อเสนอแนะ แนวทางที่หนึ่ง๑๓๒ : ยกเลิกผู้ตรวจการเลือกต้ังและใช้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจาจังหวัดแทน ๑๓๒ ความเห็นของรองศาสตราจารยส์ มชยั ศรีสทุ ธยิ ากร, นายประยทุ ธ์ ศิรพิ านิชย์
๑๗๗ ๒. ประเดน็ เกยี่ วกบั การให้องคก์ รเอกชนมสี ว่ นร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง ๒.๑ ประเดน็ ปญั หา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี ไม่มีบทบัญญัติใดท่ีเปิดช่องให้องค์กรเอกชน เข้ามามีส่วนรว่ มในการตรวจสอบการเลือกต้งั ได้ ๒.๒ ข้อเสนอแนะ ควรเพิ่มบทบัญญัติให้องค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและสังเกตการณ์การ เลอื กตั้ง โดยมีการจัดสรรงบประมาณดงั กล่าวไวด้ ว้ ย๑๓๓ ๓. ประเดน็ ปัญหาเกีย่ วกบั การปฏบิ ตั ิหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการการเลอื กต้งั ประจาหน่วย ๓.๑ ประเด็นปญั หา ที่ผ่านมา การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาหน่วยเกิดปัญหา ในการปฏิบัติท่สี บื เนอื่ งมาจากตีความกฎหมายคอ่ นข้างมาก ๓.๒ ขอ้ เสนอแนะ การปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ของคณะกรรมการการเลือกต้งั ควรคานึงถงึ หลกั ๓ คือ ๑) การดาเนินการต้องไม่เป็นการลว่ งรู้การใชส้ ทิ ธิของบคุ คลอ่นื ๒) ไม่เปน็ การขดั ขวางการปฏิบตั หิ น้าทขี่ องเจา้ หน้าท่ีประจาหนว่ ย และ ๓) ไม่เปน็ การก่อความวนุ่ วาย หรอื สรา้ งความปั่นปว่ นในพืน้ ทก่ี ารเลือกตงั้ ๑๓๔ ๔. ประเด็นปัญหาเกย่ี วกบั การเผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วย ๔.๑ ประเดน็ ปัญหา ปัจจุบัน กฎหมายกาหนดเร่ืองการประกาศคะแนนว่าจะต้องดาเนินการในระยะเวลา อันส้ัน และเก็บประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าวโดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบ และเมื่อต้องร้องขอ ดูผลการเลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้งก็ทาได้ลาบาก อีกท้ังยังมีค่าใช้จ่ายในการเก็บสาเนาเอกสาร จานวนมาก ๔.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรเผยแพร่ผลการเลือกตั้งผ่านระบบอนิ เทอรเ์ นต็ ในรูปแบบไฟล์ PDF เพื่อใหป้ ระชาชน ตรวจสอบได้ โดยจะต้องนาข้อมูลไว้ในระบบไมน่ อ้ ยกวา่ ๑ เดอื น๑๓๕ ๕. ประเดน็ เกี่ยวกบั การเบกิ จา่ ยงบประมาณตอ่ กรมบญั ชกี ลาง มาตรา ๖๑ วรรคสาม บญั ญัติวา่ “ในการเบิกงบประมาณท่ีได้รับการจัดสรร ให้สานักงานส่งข้อมูลคาขอเบิกงบประมาณต่อ กรมบัญชีกลาง โดยให้ระบุจานวนเงินที่จะต้องใช้ในแต่ละงวด งวดละสามเดือน และให้กรมบัญชีกลาง ส่ังจ่ายเงินให้แก่สานักงานภายในสามวันก่อนวันข้ึนงวดใหม่ แต่ในกรณีท่ีสานักงานมีความจาเป็นต้องใช้เงิน มากกวา่ ทไ่ี ดแ้ จ้งไว้ในงวดใด ให้กรมบัญชกี ลางจา่ ยให้ตามทส่ี านกั งานร้องขอ” ๑๓๓ ความเห็นของรองศาสตราจารยส์ มชัย ศรีสุทธยิ ากร ๑๓๔ ความเหน็ ของรองศาสตราจารย์สมชัย ศรีสทุ ธยิ ากร ๑๓๕ ความเห็นของรองศาสตราจารย์สมชัย ศรีสทุ ธิยากร, นายประยุทธ์ ศิรพิ านิชย์
๑๗๘ ๕.๑ ประเดน็ ปัญหา การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่สอดคล้องกับความจาเป็นท่ีต้องจัดการเลือกต้ัง ก็อาจจะเกิดปัญหาและอปุ สรรคต่อการดาเนนิ การจดั การเลือกตง้ั ได้ ๕.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรทบทวนบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว และแกไ้ ขปรับปรุงให้เหมาะสม๑๓๖ ๖. ประเดน็ เก่ียวกับนายทะเบยี นพรรคการเมือง ๖.๑ ประเดน็ ปญั หา ปัจจุบัน กฎหมายกาหนดให้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียน พรรคการเมืองแทนประธานกรรมการการเลือกต้ังแต่เดิม ๖.๒ ข้อเสนอแนะ ควรทบทวนวา่ เป็นผลดีต่อการปฏิบตั หิ นา้ ทจ่ี รงิ หรอื ไม่๑๓๗ ๗. ประเด็นปญั หาเกีย่ วกับการคุ้มครองพยาน มาตรา ๔๕ บัญญัติวา่ “ให้คณะกรรมการกาหนดมาตรการคุ้มครองพยานมิให้เกิดอันตรายแก่พยานรวมตลอดท้ัง มาตรการรักษาความลับให้แก่ผู้เป็นพยาน ในมาตรการดังกล่าวจะกาหนดให้มีการจ่ายค่าที่อยู่หรือค่าเดินทาง หรอื คา่ ใชจ้ า่ ยอน่ื ทจี่ าเปน็ ด้วยกไ็ ด้” ๗.๑ ประเด็นปัญหา โครงสร้างของสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้กาหนดส่วนงานเพื่อรองรับ การทาหนา้ ทีค่ ้มุ ครองพยาน อีกท้ังยังไม่มคี วามเชย่ี วชาญในประเด็นดังกลา่ ว ๗.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรแก้ไขข้อความดงั กลา่ ว ให้บญั ญัตวิ า่ “ให้คณะกรรมการการเลือกต้ังมีหน้าท่ีและอานาจมอบหมายให้หน่วยงานอื่นของรัฐ เป็นผู้รับผิดชอบคุ้มครองพยานด้วย โดยให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกต้ังที่จะดาเนินการคุ้มครอง พยานเอง หรือมอบหมายให้หนว่ ยงานทีม่ ีหนา้ ท่ีเก่ียวข้องกับการคุ้มครองดาเนนิ การก็ได้”๑๓๘ ๘. ประเด็นเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๘.๑ ประเดน็ ปัญหา ในการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา พบว่าการปฏิบัติหน้าท่ีของคณะกรรมการ การเลือกต้ังมขี อ้ นา่ สงสยั เก่ียวกับความโปรง่ ใสหลายประการ ๑๓๖ ความเหน็ ของนายประยทุ ธ์ ศริ ิพานชิ ย์ และนายกฤช เอื้อวงศ์ ๑๓๗ ความเหน็ ของนายนิกร จานง ๑๓๘ ความเหน็ ของนายนิกร จานง, นายประยทุ ธ์ ศริ ิพานิชย์ และนายกฤช เอ้ือวงศ์
๑๗๙ ๘.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรทบทวนบทบัญญัติท่ีกาหนดการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกต้ัง และแก้ไขปรับปรงุ ใหเ้ หมาะสม๑๓๙ ๙. ประเดน็ ปญั หาเกีย่ วกบั การระบตุ ัวตนของผกู้ ล่าวหา มาตรา ๔๑ วรรคสองและวรรคสาม บญั ญัติวา่ “การดาเนนิ การใหม้ ีการสืบสวนหรอื ไต่สวน การสืบสวนและการไตส่ วน และการสั่งระงบั สทิ ธิ สมัครรับเลือกต้ังของผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นการช่ัวคราวตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขทค่ี ณะกรรมการกาหนด ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทาให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมท้ังข้อมูลข่าวสาร ท่ีได้มาเน่ืองจากการดาเนินการตามมาตรานี้ มาตรา ๓๒ (๓) หรือมาตรา ๔๗ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูล เพือ่ ปฏบิ ตั ติ ามหนา้ ทีแ่ ละอานาจหรือตามกฎหมายหรือตามคาสง่ั ศาล” ๙.๑ ประเดน็ ปัญหา การไม่ระบุตัวตนของผู้กล่าวหา จะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหาได้ และอาจทาใหเ้ กิดการใสค่ วามกัน ๙.๒ ข้อเสนอแนะ ควรมีการทบทวนและปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าวโดยจะต้องหาจุดสมดุลระหว่าง การเปิดเผยข้อมลู เพื่อใหผ้ ้ถู กู กล่าวหาสามารถตอ่ สู้คดไี ด้ กบั ความปลอดภยั ของผกู้ ลา่ วหา๑๔๐ ๑๐. ประเดน็ ปัญหาเกย่ี วกับระยะเวลาในการตอบข้อสอบถาม มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญตั วิ ่า “ในกรณีที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครผู้ใดสอบถามเก่ียวกับการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เก่ียวกับการเลือกต้ังและพรรคการเมือง ให้คณะกรรมการตอบข้อสอบถามให้แล้วเสร็จโดยเร็วแต่ต้องไม่ช้ากว่า สามสบิ วนั นับแต่วันได้รับการสอบถาม ในกรณีท่ีคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายตอบข้อสอบถามไม่ทันภายในเวลาที่กาหนด ตามวรรคหนงึ่ ให้ถอื วา่ เป็นการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานทางจรยิ ธรรม” ๑๐.๑ ประเดน็ ปัญหา บทบัญญตั ิดังกลา่ วอาจจะไมส่ อดคล้องกับทางปฏิบตั ิเมื่อมีการต้องนามาปรบั ใช้ ๑๐.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรแกบ้ ทบัญญัตดิ ังกล่าว เปน็ “ในกรณีที่คณะกรรมการหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายตอบข้อสอบถามไม่ทันภายในเวลา ท่ีกาหนดตามวรรคหนึ่ง โดยไม่มีเหตุอันควรให้ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรม” ๑๔๑ ๑๓๙ ความเห็นของนายพงศเ์ ทพ เทพกาญจนา ๑๔๐ ความเห็นของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ๑๔๑ ความเหน็ ของนายกฤช เอ้ือวงศ์
๑๘๐ ๑๑. ประเดน็ ปญั หาเก่ียวกบั อานาจในการเพิกถอนสทิ ธสิ มคั รรับเลอื กตง้ั เป็นการช่วั คราว ๑๑.๑ ประเด็นปญั หา กฎหมายกาหนดใหค้ ณะกรรมการการเลือกตง้ั สามารถเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกต้ัง เป็นการชั่วคราวได้ไม่เกิน ๑ ปี ซ่งึ ไม่เหมาะสมเน่ืองจากจริง ๆ แล้ว ควรเปน็ อานาจของศาล และการใช้อานาจ ดังกลา่ วของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ไม่สามารถโต้แย้งได้ ๑๑.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรยกเลกิ บทบัญญตั ดิ งั กลา่ ว๑๔๒ ๑๔๒ ความเห็นของรองศาสตราจารยช์ ศู ักด์ิ ศิรนิ ิล
๑๘๑ ส่วนที่ ๒๐ ผลการพิจารณาศึกษาพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยการไดม้ าซงึ่ สมาชกิ วฒุ ิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้อภิปรายแสดงความเห็นเก่ียวกับประเด็นการแก้ไขเพ่ิมเติม พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการไดม้ าซ่ึงสมาชกิ วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมสี าระสาคญั ดังนี้ ความเหน็ ของนายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร เม่ือพิจารณาถึงการบัญญัติวิธีการได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา ทั้งวุฒิสภาในบทท่ัวไปและวุฒิสภา ในบทเฉพาะกาล ที่ได้บัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ แลว้ เห็นวา่ มปี ระเดน็ ปัญหาท่เี กยี่ วข้องกับข้อกฎหมายท้ังสน้ิ ๔ ประการ ดังน้ี ประการท่ีหนึ่ง ปัญหาเร่ืองการแบ่งกลุ่มอาชีพ โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๙๑ ประกอบมาตรา ๙๐ (๑) (ก) ได้กาหนดให้การคัดเลือก วุฒิสภาในวาระเริ่มแรกซ่ึงเป็นวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลน้ัน ต้องคัดเลือกโดยแบ่งออกเป็น ๑๐ กลุ่ม และวุฒิสภาตามบททั่วไปจะต้องแบ่งออกเป็น ๒๐ กลุ่ม เช่นนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาในเร่ืองการตรวจสอบ คณุ สมบตั ิ ตง้ั แตก่ ารตรวจสอบคุณสมบัติโดยองคก์ รที่เปน็ ผู้เสนอรายชือ่ ผู้สมัคร ประการที่สอง ปัญหาเรื่องการขาดตัวแทนกลุ่มวิชาชีพในบางพื้นท่ี กล่าวคือ ถ้าหากในพื้นท่ีใด ไม่มีตัวแทนกลุ่มวิชาชีพ พื้นท่ีดังกล่าวก็จะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนที่ลงสมัคร ท้ังนี้ จากสถิติ การดาเนินการในกระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคราวก่อน ปรากฏว่ามีผู้สมัครจากท่ัวประเทศ เพียง ๗,๐๕๖ และมีเพียง ๑๙๗ อาเภอ เท่านั้นที่มีผู้สมัครครบตามเกณฑ์และสามารถจัดให้มีการเลือกกัน ภายในกลุ่มได้ แต่มี ๕๒ อาเภอ ท่ีไม่มีผู้สมัครเลย และมีอีก ๖๗๙ อาเภอ ท่ีมีผู้สมัครไม่ครบเกณฑ์ ๓ คน จงึ ไม่ต้องมีการเลือก เน่ืองจากกฎหมายกาหนดใหใ้ นกรณีท่ีมีผู้สมัครไม่เกิน ๓ คนในกลมุ่ หรือมีผ้มู ารายงานตัว ไม่เกิน ๓ คน ให้ถือว่าผู้ท่ีมารายงานตัวนั้น เป็นผู้ที่ได้รับเลือก ซึ่งปัญหานี้ก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในการสรรหา สมาชิกวฒุ ิสภาตามบททว่ั ไป ประการท่ีสาม ปัญหาเร่ืองขอบเขตวิธีการในการแนะนาตัวผู้สมัคร ซ่ึงมีการกาหนดให้ผู้สมัคร จะต้องแนะนาตัวเองตามแบบท่ี ส.ว. ๑๘ กาหนดเท่านั้น ท้ังท่ีจริง ๆ แล้ว ผู้สมัครอาจมีช่องทางและวิธีการ ในการแนะนาตัวเองทีห่ ลากหลายกวา่ ท่ีกาหนดไว้ ประการท่ีสี่ ปญั หาเรอ่ื งการลงคะแนนเลือกกนั เอง ทงั้ นี้ จากผลการวิจัยได้สะท้อนให้เหน็ วา่ มีการ “สมยอมกันเอง” ในระหว่างผู้สมัครในกลุ่ม เช่น กาหนดให้แต่ละคนเลือกผู้สมัคร ๒ คน ก็จะกลายเป็นเลือก ตนเอง ๑ คน และเลือกเพื่อนอีก ๑ คน แล้วก็แลกคะแนนกัน เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างย่ิง “การเลือกไขว้” ซ่ึงได้มีการวิเคราะห์ว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ กล่าวคือ ถ้าหากตนเองเป็นผู้สมัคร และจะต้องไปเลือกผู้สมัคร ต่างกลุ่ม ก็จะเกิดปัญหาเน่ืองจากไม่รู้จักผู้สมัครอกี กลุ่มหนึ่ง เช่นนี้ก็อาจไม่สามารถปอ้ งกันการ “บล็อกโหวต” ได้จรงิ จากข้อจากดั และประเดน็ ปญั หาขา้ งต้น กม็ ีขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ดงั นี้ ประการท่ีหนึ่ง ควรแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับวิธีการได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภาบททั่วไป โดยให้มีความ เชื่อมโยงกับประชาชน โดยให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มา ๒ กลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มแรก เห็นว่าวุฒิสภาที่กาหนดให้ มาจากกลุ่มอาชีพนั้นถือว่าชอบแล้ว แต่ก็ไม่ควรจะให้มีการ “เลือกไขว้” กล่าวคือ ควรให้เลือกจากกลุ่มอาชีพ
๑๘๒ ของตนเอง และกลุ่มท่ีสอง คือ ให้วุฒิสภามาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชนจังหวัดล ะ ๑ หรือถ้าหากไม่ต้องการกาหนดให้มีวุฒิสภาสองกลุ่ม ก็อาจใช้วิธีการโดยหลังจากท่ีสมาชิกวุฒิสภากลุ่มอาชีพ ได้ดาเนินการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพแล้ว ก็นารายชื่อของผู้ที่ถูกเลือกในแต่ละกลุ่มอาชีพนั้นมาให้ประชาชน ในจงั หวดั ลงคะแนนรับรอง ประการท่ีสอง ควรแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐๗ วรรคสาม ซึ่งกาหนดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นลาดับชั้นคือ ระดับอาเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซ่ึงจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระดับอาเภอนั้น กว่า ๖๐๐ อาเภอที่ไม่มีการ เลือกเน่ืองจากไดผ้ ู้สมัครไม่ครบ และเช่ือว่าเมื่อต้องมกี ารคัดเลือกวุฒิสภาตามบททั่วไป ก็อาจจะประสบปัญหา เช่นเดียวกันเนื่องจากไม่มีกลุ่มอาชีพอยู่ในอาเภอทุกอาเภอและครบจานวน จึงเห็นว่าควรแก้ไขกฎหมาย โดยกาหนดให้มกี ารเลอื กเพียง ๒ ระดบั เท่านั้น คือ ระดบั จังหวดั และระดบั ประเทศ ประการท่ีสาม ควรแก้ไขส่วนที่บัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์วิธีการในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับการเปิดเผยรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อมีการสมัครแล้วก็จะไม่เปิดเผยข้อมูลว่า ผู้สมัครนั้นเป็นใคร สมัครในนามอะไร จึงเห็นว่าควรมีการเปิดเผยให้ประชาชนได้รู้ว่ามีใครสมัครบ้าง ทั้งน้ี เข้าใจว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ไม่ต้องการให้ผู้สมัครไปสมัครในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีผู้สมัคร แต่การไม่เปิดเผยข้อมูล ดังกล่าวนัน้ ก็จะกลายเป็นการปิดก้ันการรับรขู้ องประชาชน ประการที่ส่ี ควรแก้ไขวิธีการในการลงคะแนนเสียงเลือกกันเอง ท้ังน้ี กฎหมายกาหนดให้ผู้สมัคร มีสิทธิเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกันได้ไม่เกิน ๒ คน ทาให้เกิดการ “แลกประโยชน์” กัน และทาให้รู้ว่า ใครเลอื กใคร จึงเสนอว่าควรแก้ไขปัญหาโดยกาหนดให้ผู้สมัครมสี ิทธเิ ลอื กบุคคลในกลมุ่ เดียวกนั ไดไ้ ม่เกิน ๓ คน ซงึ่ อาจจะลดการ “สมยอม” ไดม้ ากยิ่งขน้ึ ประการท่ีห้า ควรแก้ไขระเบียบคณะกรรมการการเลือกต้ังในเร่ืองการกาหนดวิธีการแนะนา ตัวเองของผู้สมัคร โดยให้ผู้สมัครสามารถแนะนาตัวเองด้วยวิธีการและช่องทางท่ีหลากหลาย ไม่ใช่กาหนดให้ แนะนาตัวเองเฉพาะในแบบ ส.ว. ๑๘ เท่าน้ัน และควรกาหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการช่วยหาช่องทาง และวธิ ีการใหผ้ ู้สมคั รแตล่ ะคนได้มโี อกาสในการแนะนาตวั อย่างเทา่ เทียมกันดว้ ย ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ทีป่ รึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เห็นว่าระบบรัฐสภาในประเทศไทยยังควรเป็นระบบสองสภา คือ มีสภาผู้แทนราษฎร และมวี ฒุ สิ ภาอยู่ โดยมีความเห็นเกย่ี วกบั ท่ีมาของสมาชิกวุฒสิ ภา ๒ ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่หน่ึง ที่มาของสมาชกิ วุฒสิ ภา จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ และรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กเ็ คยกาหนดให้สมาชกิ วุฒิสภา มาจากการเลือกต้ังโดยตรง ซึ่งเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกาหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการ เลือกต้ังโดยตรงน้ันซ้าซ้อนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังน้ัน ถ้าหากจะกาหนดให้วุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเพ่ือให้มีการยึดโยงกับประชาชนแล้ว ก็อาจสามารถทาให้ไม่ซ้าซ้อนกับการเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่ต้องยึดโยงกับกลุ่มจังหวัด เพื่อตัดปัญหาขอ้ ขัดแย้งท่วี า่ การเลอื กตัง้ สมาชกิ วฒุ สิ ภาคล้ายกับการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ทั้งนี้ ถ้าหากกาหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกต้ังโดยตรงด้วยวิธีการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ซ้าซ้อนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว สมาชิกวุฒิสภาก็สามารถมีอานาจในการถอดถอนซึ่งถือเป็นเร่ือง สาคัญ เนื่องจากจะทาให้สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระ รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และศาลได้
๑๘๓ ในขณะท่ีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้บัญญัติให้วุฒิสภามีอานาจถอดถอน เนื่องจากรัฐธรรมนูญกาหนดให้ วุฒิสภาชุดน้ีมีวิธีการได้มาด้วยกระบวนการที่ “เลือกกันเอง” ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จงึ ทาหน้าท่ีดังกล่าวไม่ได้ ที่สาคญั ในส่วนของวิธกี ารเลือกสมาชิกวุฒิสภาซ่ึงให้ “เลือกกันเอง” นั้น ก็อาจทาให้ เกิด “การฮ้ัว” กันโดย “สมยอมกัน” ลงคะแนนเป็นกลุ่มได้ ส่งผลให้เกิดการซ้ือเสียงหรือใช้อิทธิพลต่าง ๆ ไดง้ า่ ยขึน้ ประเด็นท่ีสอง การหาเสียงกับการแนะนาตัวของผู้สมัคร โดยประเด็นน้ีเป็นเรื่องท่ีเข้าใจผิดกัน ตงั้ แต่สมัยที่มีการประกาศใช้รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ คือ ประเดน็ เกี่ยวกับคาว่า “หาเสียง” และคาว่า “แนะนาตัวผู้สมัคร” ซ่ึงจริง ๆ แล้ว เหตุผลท่ีใช้ถ้อยคาต่างกันก็เพียงเพื่อทาให้เห็นว่า วธิ ีการหาเสียงและการรณรงค์ของสมาชิกวุฒสิ ภากบั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรนัน้ แตกต่างกัน แต่กไ็ ม่ได้บัญญัติ ห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหาเสียง หากแต่คณะกรรมการการเลือกตั้งในขณะน้ันเข้าใจผิด ว่าห้ามหาเสียง เพราะในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่การกาหนดให้ผู้สมัครเลือกกนั เอง ก็จาเป็นจะต้องให้ผู้สมัคร สามารถรณรงคไ์ ด้ การไม่หาเสียงเป็นการผิดวิสยั ของการเลือกต้ัง แต่ประเด็นปัญหาทีส่ าคัญ คือ จะทาอยา่ งไร ทไ่ี ม่ใหเ้ กดิ “การฮั้วกัน” มากกวา่ กล่าวโดยสรุป เห็นว่าควรให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เนื่องจาก จะทาให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถใช้อานาจอธิปไตยซึ่งมาจากประชาชนได้เต็มที่ และสามารถกาหนดให้ สมาชิกวฒุ สิ ภามีหนา้ ท่แี ละอานาจเชน่ เดมิ ได้ ความเห็นของศาสตราจารย์ (พิเศษ) ชยั เกษม นิตสิ ริ ิ ท่ปี รกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร ในส่วนของประเดน็ เก่ยี วกับสมาชกิ วุฒสิ ภานั้น มคี วามเหน็ สองประเด็น ดงั น้ี ประเด็นท่ีหนึ่ง บทบาทและหน้าที่ของวุฒิสภา เดิมวุฒิสภามีหน้าท่ีช่วยกลั่นกรองกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาก็เห็นว่าไม่ได้มีบทบาทช่วยเร่ืองเหล่านี้เท่าที่ควร ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าหากมีหน่วยงานอ่ืน ที่ช่วยกล่ันกรองกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือรัฐสภาโดยใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาร่วมกล่ันกรองก่อนที่ร่างกฎหมายนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ก็จะสามารถช่วยกลั่นกรองได้ ประการหน่ึง โดยประเด็นนี้ก็จะโยงกับประเด็นในรัฐธรรมนูญว่าควรมีวุฒิสภาอยู่หรือไม่ และถ้าหากพูดถึง ประโยชน์ของวุฒิสภาแล้ว เห็นว่าวุฒิสภาไม่ได้ทาประโยชน์เท่าที่ควร แต่เห็นว่าถ้าหากมีการเรียกร้อง หรอื เป็นความต้องการของประชาชนสว่ นใหญ่ทต่ี อ้ งการให้ยงั คงมีวฒุ ิสภา กค็ วรจะคงวุฒิสภาไว้ ประเด็นที่สอง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยเห็นว่าถ้าหากยังคงจาเป็นจะต้องมีวุฒิสภา ก็ควรให้วุฒิสภามาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชน แต่ต้องกาหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา ให้สูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยอาจจะแยกประเภทของสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องการให้มาช่วยเห ลือ ในดา้ นต่าง ๆ เชน่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย ด้านการปกครอง เป็นตน้ และจะตอ้ งแบ่งสดั สว่ นใหช้ ัดเจน ความเหน็ ของนายประยทุ ธ์ ศิรพิ านิชย์ ที่ปรกึ ษาคณะอนุกรรมาธิการ ในประเดน็ เก่ยี วกบั วุฒิสภานั้น มีความเหน็ สองประเดน็ ดงั น้ี ประเด็นท่ีหนึ่ง ความมีอยู่ของวุฒิสภา โดยเห็นว่าปัจจุบันวุฒิสภาไม่มีอานาจถอดถอนเนื่องจาก รฐั ธรรมนูญไดก้ าหนดให้อานาจในการถอดถอนน้ันเป็นอานาจของศาล อย่างไรก็ตาม เห็นว่าแนวคิดท่ีจะแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้มีวุฒิสภานั้นทาได้ยาก เน่ืองจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจาเป็นจะต้องมี สมาชิกวุฒิสภารบั รอง ๑ ใน ๓ จึงควรจะตอ้ งคงวฒุ ิสภาไว้
๑๘๔ ประเด็นท่ีสอง ถ้าหากกาหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนก็จะเป็น วิธีการที่ดี แต่จะต้องกาหนดกติกาอย่างระมัดระวังเน่ืองจากอาจถูกวิจารณ์ว่าเป็น “สภาผัวสภาเมีย” ส่วนวิธีการท่ีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ กาหนดน้ัน ก็ไมค่ วรจะใหผ้ สู้ มคั รลงคะแนนเลือกได้ ๓ คน ความเห็นของรองศาสตราจารยช์ ศู ักด์ิ ศิรนิ ิล ท่ีปรกึ ษาคณะอนุกรรมาธิการ ในประเด็นเกยี่ วกบั วุฒสิ ภานั้น มีความเห็นสองประเด็น ดงั นี้ ประเด็นที่หน่ึง ท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการได้มาซ่ึงสมาชกิ วฒุ ิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ น้ัน กาหนดใหส้ มาชิก วุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลมาจากการสรรหาและคัดเลือกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ ก็บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งต้ังของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ซ่ึงคณะรักษาความสงบแหง่ ชาติก็ต้ังบคุ คลในคณะรักษาความสงบแหง่ ชาตเิ ป็นประธานคณะกรรมการ สรรหา และก็มีการเลือกบุคคลในคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วยกันเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาหลายคน ซง่ึ กเ็ ป็นเหตผุ ลว่าถ้าหากจะสามารถยกเลิกวฒุ สิ ภาตามบทเฉพาะกาลได้ ก็ควรยกเลิกไป ประเด็นท่ีสอง ท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาตามบททั่วไป ก็ควรให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกต้ัง โดยตรงของประชาชน โดยอาจจะกาหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา และกาหนดวิธีการได้มาซ่ึงสมาชิก วุฒิสภาใหร้ ัดกมุ และแตกตา่ งไปจากเดมิ ทงั้ นี้ จะต้องกาหนดใหบ้ คุ คลทจี่ ะเป็นสมาชกิ วุฒสิ ภานนั้ ต้องเป็นบคุ คล ที่มีความรู้ความสามารถและทาประโยชน์ต่อบ้านเมือง และก็สามารถเป็น “ปากเสียง” แทนพ่ีน้องประชาชน ต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการวิพากษ์วิจารณ์การกาหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลื อกตั้ง โดยตรง และนาประเด็นปลีกย่อยมากล่าวอ้าง เช่น การห้ามเป็น “สภาผัวเมีย” หรือความเกี่ยวโยงกับ พรรคการเมือง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ความนิยมในชื่อของพรรคการเมืองน้ัน ก็เป็นสิ่งท่ีพบได้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และถ้าหากมองเป็นเร่ืองธรรมดาแล้ว ก็สามารถกาหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกต้ังโดยตรง และเม่ือวุฒิสภามาจากการเลือกต้ังโดยตรงแล้ว ก็สามารถกาหนดให้วุฒิสภามีหน้าท่ี และอานาจในการสรรหาองค์กรอสิ ระ การถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระได้ บทสรปุ จากการอภิปรายของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น นั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒสิ ภา พ.ศ. ๒๕๖๑ นน้ั ไดม้ กี ารอภิปรายถงึ ประเด็นปัญหา และขอ้ เสนอแนะ ดงั นี้ ๑. ประเดน็ เกย่ี วกบั ทม่ี าของสมาชกิ วุฒิสภา ๑.๑ ประเด็นปัญหา วิธีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการไดม้ าซง่ึ สมาชิกวุฒสิ ภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มคี วามไม่เหมาะสม และอาจกอ่ ให้เกดิ ปญั หาในทางปฏบิ ัติได้
๑๘๕ ๑.๒ ข้อเสนอแนะ แนวทางท่ีหนึ่ง๑๔๓ : กาหนดให้วุฒิสภามีที่มาสองทาง โดยส่วนหน่ึงมาจากการเลือกต้ัง โดยตรง และส่วนท่ีสองนั้น ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนจากลุ่มวิชาชีพ แต่จะต้องกาหนดการเลือกโดยไม่ใช้ กระบวนการเลือกไขว้ แต่ให้เลือกกันเองในกลุ่มวชิ าชีพเดียวกัน และการเลอื กวฒุ สิ ภาในส่วนน้ี ควรเลือกเฉพาะ ในระดับจังหวัด และระดับประเทศ ไม่ควรเลือกระดับอาเภอ และในการเลือกในกลุ่มตัวเองน้ี ควรกาหนดให้ ผู้สมัครมีสทิ ธเิ ลอื กบคุ คลในกลุ่มเดียวกันไดไ้ มเ่ กิน ๓ คน แนวทางท่ีสอง๑๔๔ : กาหนดให้วุฒิสภามีที่มาแบบเดียว โดยให้เริ่มต้นจากการเป็นตัวแทน จากกลุ่มวิชาชีพ ซ่ึงให้เลือกกันเองในกลุ่มวิชาชีพเฉพาะในระดับจังหวัดและระดับประเทศ แล้วจึงนารายช่ือ เหล่านนั้ ไปให้ประชาชนรบั รอง แนวทางท่ีสาม๑๔๕ : กาหนดให้สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดมาจากการเลือกต้ังโดยตรง ของประชาชน โดยจะต้องกาหนดเขตเลือกตั้งไม่ให้ยึดโยงกับจังหวัดเพื่อไม่ให้ซ้าซ้อนกับการเลือกตั้ ง สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร และอาจตอ้ งกาหนดคณุ สมบัตใิ ห้สูงกว่าผู้สมัครรบั เลือกตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ๒. ประเด็นเกี่ยวกับการแนะนาตวั ของผ้สู มัครเข้ารับการสรรหาเปน็ สมาชกิ วฒุ ิสภา ๒.๑ ประเด็นปัญหา ก า ร ก า ห น ด ช่ อ ง ท า ง ก า ร แ น ะ น า ตั ว ข อ ง ส ม า ชิ ก วุ ฒิ ส ภ า นั้ น ถู ก จ า กั ด ม า ก เ กิ น ไ ป ทงั้ ที่จรงิ ๆ แลว้ มีวธิ ีการและช่องทางแนะนาตวั ทห่ี ลากหลายกวา่ มาก ๒.๒ ขอ้ เสนอแนะ ควรกาหนดให้ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาสามารถแนะนาตัวได้ หลากหลาย และให้เป็นหน้าทีข่ องรัฐในการช่วยหาช่องทางและวิธีการแนะนาตัวให้ผูส้ มัครแต่ละคนได้มีโอกาส แนะนาตวั อย่างเทา่ เทียมกัน๑๔๖ ๑๔๓ ความเหน็ ของนายกฤช เอื้อวงศ์ ๑๔๔ ความเห็นของนายกฤช เอ้ือวงศ์ ๑๔๕ ความเหน็ ของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, ศาสตราจารย์ (พเิ ศษ) ชัยเกษม นิติสริ ิ และรองศาสตราจารย์ชูศักด์ิ ศิรนิ ลิ ๑๔๖ ความเหน็ ของนายกฤช เออื้ วงศ์
๑๘๖ ๗. คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอรายงานของคณะอนุกรรมาธิการต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ แล้ว (นายนกิ ร จานง) เลขานกุ ารคณะอนุกรรมาธิการ
ภาคผนวก รายงานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาวิเคราะห์บทบัญญตั ิรัฐธรรมนูญ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญ และกฎหมายอ่ืน • ร่างแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (รายมาตรา ๑๒ มาตรา) เสนอโดย นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ • ร่างแกไ้ ขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย (มาตรา ๒๕๖) เสนอโดย รองศาสตราจารย์โภคิน พลกลุ ทีป่ รึกษาคณะอนุกรรมาธกิ าร • รา่ งแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย (มาตรา ๒๗๒) เสนอโดย รองศาสตราจารย์โภคิน พลกุล ที่ปรกึ ษาคณะอนกุ รรมาธิการ • ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย (มาตรา ๒๕๖) เสนอโดย นายประยทุ ธ์ ศิริพานิชย์ ท่ีปรกึ ษาคณะอนุกรรมาธกิ าร
เสนอโดย นายไพบลู ย์ นติ ิตะวัน ประธานคณะอนกุ รรมาธิการ ศึกษาวเิ คราะหบ์ ทบัญญตั ริ ัฐธรรมนญู พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู และกฎหมายอนื่
๒ (๔) ผูเ้ สยี หาย ผตู้ ้องหา โจทก์ จาเลย คู่กรณี ผู้มสี ่วนไดเ้ สีย หรอื พยานในคดีมสี ทิ ธไิ ด้รบั การปฏบิ ัตทิ เี่ หมาะสมในการดาเนินการตามกระบวนการยตุ ธิ รรม รวมทั้งสิทธใิ นการไดร้ บั การสอบสวน อยา่ งถกู ต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคาเป็นปฏปิ กั ษต์ ่อตนเอง (๕) ผ้เู สียหาย ผู้ต้องหา จาเลย และพยานในคดีอาญา มสี ทิ ธิไดร้ บั ความคมุ้ ครอง และ ความชว่ ยเหลอื ทจ่ี าเปน็ และเหมาะสมจากรฐั สว่ นคา่ ตอบแทน คา่ ทดแทน และคา่ ใช้จ่ายทจ่ี าเปน็ ให้เป็นไปตาม ที่กฎหมายบัญญตั ิ (๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผสู้ งู อายุ หรอื ผู้พกิ ารหรอื ทพุ พลภาพ ยอ่ มมสี ิทธิไดร้ บั ความคมุ้ ครอง ในการดาเนนิ กระบวนพจิ ารณาคดีอย่างเหมาะสม และยอ่ มมสี ทิ ธิไดร้ บั การปฏิบัติทเ่ี หมาะสมในคดที ่เี กยี่ วกบั ความรนุ แรงทางเพศ (๗) ในคดีอาญา ผตู้ อ้ งหาหรอื จาเลยมสี ทิ ธิไดร้ บั การสอบสวนหรอื การพจิ ารณาคดีท่ถี ูกต้อง รวดเรว็ และเปน็ ธรรม โอกาสในการต่อสูค้ ดอี ย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรอื ไดร้ ับทราบพยานหลกั ฐาน ตามสมควร การไดร้ ับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการไดร้ ับการปลอ่ ยตัวช่วั คราว (๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมสี ิทธไิ ด้รบั ความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรฐั มาตรา ๔๑ บุคคลและชุมชนย่อมมสี ทิ ธิ (๑) ไดร้ บั ทราบและเข้าถึงข้อมลู หรอื ขา่ วสารสาธารณะในครอบครองของหนว่ ยงานของรัฐ ตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ (๒) เสนอเรอ่ื งราวร้องทกุ ข์ตอ่ หนว่ ยงานของรฐั และไดร้ บั แจง้ ผลการพิจารณาโดยรวดเรว็ (๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐใหร้ ับผดิ เนือ่ งจากการกระทาหรือการละเวน้ การกระทาของ ข้าราชการ พนักงาน หรอื ลูกจ้างของหนว่ ยงานของรัฐ โดยบคุ คลและชุมชนมสี ทิ ธไิ ด้รบั ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐในการฟ้องหน่วยงานของรฐั มาตรา ๔๕ บคุ คลย่อมมเี สรภี าพในการรวมกนั จัดต้งั เป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ ทางการเมืองของประชาชนและเพือ่ ดาเนินกจิ การในทางการเมอื งใหเ้ ปน็ ไปตามเจตนารมณน์ ้นั ตามวถิ ที างการ ปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุขตามที่บญั ญัตไิ ว้ในรฐั ธรรมนญู น้ี การจัดองค์กรภายใน การดาเนินกิจการ และข้อบงั คบั ของพรรคการเมอื ง ต้องสอดคลอ้ งกบั หลกั การพ้นื ฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรซึ่งเปน็ สมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบรหิ ารของพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจานวนท่ีกาหนดในกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยพรรคการเมือง ซงึ่ เห็นวา่ มติหรอื ข้อบังคบั ในเรอื่ งใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชกิ อย่นู น้ั จะขัดต่อสถานะและการปฏิบตั หิ น้าท่ีของ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรตามรฐั ธรรมนญู นี้ หรอื ขัดหรอื แย้งกับหลกั การพ้นื ฐานแหง่ การปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข มสี ทิ ธริ อ้ งขอให้ศาลรัฐธรรมนญู พจิ ารณาวนิ จิ ฉัย ในกรณที ี่ศาลรฐั ธรรมนูญวินจิ ฉัยว่ามตหิ รอื ข้อบงั คบั ดงั กลา่ วขัดหรือแยง้ กับหลกั การพืน้ ฐานแหง่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข ใหม้ ติหรือข้อบงั คบั นนั้ เป็นอนั ยกเลกิ ไป” มาตรา ๔ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๔ ของ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ และให้ใช้ความตอ่ ไปนแี้ ทน
๓ “มาตรา ๘๓ สภาผแู้ ทนราษฎรประกอบด้วยสมาชกิ จานวนหา้ รอ้ ยคน โดยเปน็ สมาชิกซ่ึงมาจาก การเลอื กตง้ั แบบบญั ชรี ายช่อื จานวนหนง่ึ รอ้ ยคน และสมาชกิ ซึง่ มาจากการเลอื กต้ังแบบแบ่งเขตเลอื กตั้งจานวนส่ี ร้อยคน ในกรณที ีต่ าแหนง่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรวา่ งลงไมว่ า่ ดว้ ยเหตใุ ด และยังมไิ ด้มกี ารเลอื กตั้ง สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรขน้ึ แทนตาแหนง่ ทว่ี ่าง ใหส้ ภาผูแ้ ทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรเทา่ ท่ีมี อยู่ ในกรณที ี่มเี หตุใด ๆ ทาให้ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรมสี มาชิกซ่ึงได้รบั เลือกตง้ั จากการเลอื กต้ังแบบบัญชีรายช่อื มจี านวนไม่ถึงหนงึ่ รอ้ ยคน ให้สมาชกิ ซึ่งมาจากการเลือกตง้ั แบบบญั ชี รายชอ่ื ประกอบด้วยสมาชิกเทา่ ทีม่ อี ยู่ มาตรา ๘๕ การเลือกตงั้ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรใหใ้ ชว้ ิธอี อกเสียงลงคะแนนโดยตรงและ ลบั โดยใหใ้ ชบ้ ัตรเลือกตงั้ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรแบบละหน่งึ ใบ หลักเกณฑ์และวธิ กี ารการเลือกตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรใหเ้ ป็นไปตามพระราชบญั ญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยการเลอื กตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร การเลือกตง้ั สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรซง่ึ มาจากการเลอื กต้งั แบบแบง่ เขตเลอื กตงั้ ให้ผมู้ ีสทิ ธิ เลอื กตง้ั ออกเสียงลงคะแนนเลือกตงั้ ผสู้ มัครรบั เลือกตง้ั ได้เขตละหนงึ่ คน ใหด้ าเนินการนับคะแนนทหี่ นว่ ยเลือกตง้ั และใหส้ ่งผลการนบั คะแนนของหนว่ ยเลือกตั้งนั้นไป รวมท่เี ขตเลอื กต้ัง เพือ่ นบั คะแนนรวม แลว้ ใหป้ ระกาศผลการนบั คะแนนโดยเปิดเผย ณ สถานท่แี หง่ ใดแหง่ หนงึ่ แต่ เพยี งแหง่ เดียวในเขตเลือกต้งั นั้นตามท่คี ณะกรรมการการเลอื กต้ังกาหนด เวน้ แต่เป็นกรณที ี่มคี วามจาเปน็ เฉพาะ ทอ้ งท่ี คณะกรรมการการเลือกตงั้ จะกาหนดให้นบั คะแนน รวมผลการนับคะแนน และประกาศผลการนับคะแนน เป็นอย่างอน่ื กไ็ ด้ ทั้งน้ี ตามที่บญั ญัติไวใ้ นพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการเลือกตง้ั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๙๐ การเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชรี ายชอ่ื ใหผ้ ้มู สี ทิ ธิเลือกตงั้ มสี ิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลอื กบญั ชรี ายชอื่ ผสู้ มคั รรบั เลอื กตั้งท่ีพรรคการเมอื งจัดทาข้นึ โดยให้เลือกบัญชีรายช่อื ใดบญั ชี รายชอื่ หนงึ่ เพยี งบัญชเี ดียว และใหถ้ ือเขตประเทศเป็นเขตเลอื กต้ัง บญั ชีรายชอื่ ผสู้ มคั รรบั เลอื กตง้ั ตามวรรคหน่งึ ใหพ้ รรคการเมอื งจดั ทาขน้ึ พรรคการเมอื งละหนง่ึ บญั ชี ไม่เกินบญั ชลี ะหน่ึงร้อยคน และใหย้ นื่ ตอ่ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั กอ่ นวนั เปดิ สมคั รรบั เลือกต้ังสมาชิกซง่ึ มาจากการเลอื กตงั้ แบบแบง่ เขตเลอื กต้งั รายชอื่ ของบคุ คลในบัญชรี ายชอ่ื ตามวรรคหนึ่งจะตอ้ ง (๑) ประกอบดว้ ยรายชื่อผสู้ มคั รรับเลอื กต้งั จากภมู ภิ าคต่าง ๆ อยา่ งเปน็ ธรรม (๒) ไม่ซา้ กบั รายช่อื ในบญั ชที ีพ่ รรคการเมืองอ่นื จัดทาขึ้น และไมซ่ ้ากบั รายช่อื ของผู้สมคั รรบั เลือกตั้งแบบแบง่ เขตเลอื กตงั้ และ (๓) จดั ทารายชื่อเรียงตามลาดบั หมายเลข มาตรา ๙๑ บัญชรี ายชื่อของพรรคการเมอื งใดไดค้ ะแนนเสยี งน้อยกว่ารอ้ ยละหนงึ่ ของจานวน คะแนนเสียงรวมทงั้ ประเทศ ใหถ้ ือวา่ ไม่มผี ใู้ ดในบญั ชีนั้นได้รบั เลอื กต้ัง และมิให้นาคะแนนเสยี งดงั กล่าวมารวม คานวณเพอ่ื หาสัดสว่ นจานวนสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรตามวรรคสอง วิธคี านวณสดั ส่วนคะแนนเสียงทบ่ี ญั ชีรายชอ่ื ของพรรคการเมืองแต่ละพรรคไดร้ บั อันจะถือวา่ บุคคลซ่ึงมรี ายชอ่ื อยใู่ นบญั ชขี องพรรคการเมอื งนนั้ ไดร้ ับเลือกตง้ั ตามสัดสว่ นทค่ี านวณได้ ให้เปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์ วธิ ีการ และเงอ่ื นไขทก่ี าหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ให้ถอื วา่ ผูส้ มัครรบั เลือกตงั้ ซง่ึ มีรายชอื่ อย่ใู นบัญชรี ายชอื่ ของแตล่ ะพรรคการเมอื ง ได้รับเลอื กตง้ั เรียงตามลาดบั จากหมายเลขตน้ บญั ชีลงไปตามจานวนสดั ส่วนสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรทีค่ านวณไดส้ าหรบั บญั ชี รายชื่อน้ัน
๔ มาตรา ๙๔ ถา้ ตอ้ งมีการเลอื กต้ังสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรแบบแบง่ เขตเลอื กตงั้ ในเขตเลือกต้งั ใดข้นึ ใหม่ เพราะเหตทุ ี่การเลอื กต้งั ในเขตเลอื กต้งั น้ันมิไดเ้ ป็นไปโดยสจุ ริตและเที่ยงธรรม มใิ ห้มผี ลกระทบกบั การคานวณสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรแบบบัญชรี ายช่ือตาม มาตรา ๙๑” มาตรา ๕ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๕๐ ของรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนี้แทน “มาตรา ๑๕๐ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ สิ ภาทกุ คนมสี ทิ ธติ ้งั กระทถู้ ามรฐั มนตรี ในเร่ืองใดเก่ียวกับงานในหน้าทไี่ ด้ แตร่ ฐั มนตรียอ่ มมสี ทิ ธทิ จ่ี ะไมต่ อบเม่อื คณะรัฐมนตรเี หน็ วา่ เรือ่ งน้นั ยงั ไมค่ วร เปดิ เผยเพราะเก่ียวกับความปลอดภยั หรอื ประโยชนส์ าคัญของแผน่ ดนิ ” มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘๕ ของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๘๕ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชิกวฒุ ิสภา ตอ้ งไมใ่ ชส้ ถานะหรอื ตาแหน่ง การเป็นสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒสิ ภา เข้าไปก้าวกา่ ยหรอื แทรกแซงการบรรจุ แตง่ ตง้ั ย้าย โอน เลื่อนตาแหน่ง และเลอื่ นขัน้ เงนิ เดอื นของข้าราชการซง่ึ มตี าแหนง่ หรอื เงนิ เดอื นประจาและมใิ ช่ข้าราชการการเมอื ง พนกั งานหรอื ลกู จ้างของหน่วยงานของรัฐ รฐั วิสาหกจิ หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถ่นิ หรือใหบ้ คุ คลดงั กล่าวพ้นจาก ตาแหน่ง” มาตรา ๗ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๒๕๙ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนีแ้ ทน “มาตรา ๒๕๙ ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๑ การปฏริ ปู ประเทศตามหมวดนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขน้ั ตอนการดาเนินการปฏิรปู ประเทศซึง่ อยา่ งนอ้ ยตอ้ งมวี ิธกี ารจดั ทาแผน การมสี ว่ นร่วมของประชาชนและหน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้อง ขัน้ ตอนในการดาเนนิ การปฏริ ูปประเทศ การวัดผล การดาเนินการ และระยะเวลาดาเนินการปฏริ ปู ประเทศทกุ ด้าน ซง่ึ ต้องกาหนดให้เริ่มดาเนินการปฏริ ปู ในแตล่ ะ ด้านภายในหนงึ่ ปนี ับแตว่ นั ประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู นี้รวมตลอดทง้ั ผลสมั ฤทธ์ิทค่ี าดหวังวา่ จะบรรลใุ นระยะเวลาหา้ ปี ใหด้ าเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึง่ และประกาศใช้บังคบั ภายในหนงึ่ ร้อยยสี่ บิ วนั นบั แตว่ ันประกาศใช้รัฐธรรมนญู น้ี และทุกหา้ ปีให้คณะรฐั มนตรีจดั ทารา่ งแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ กฎหมายน้ีตามรัฐธรรมนญู มาตรา ๑๓๓ ในระหวา่ งท่กี ฎหมายตามวรรคหนึง่ ยงั ไมม่ ีผลใชบ้ ังคบั ให้หน่วยงานของรฐั ดาเนินการปฏิรปู โดยอาศยั หน้าทีแ่ ละอานาจทมี่ ีอยู่แล้วไปพลางกอ่ น” ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ ……………………………………………………………….. ประธานรัฐสภา
เสนอโดย รองศาสตราจารย์โภคนิ พลกลุ ทป่ี รึกษาคณะอนุกรรมาธกิ าร ศึกษาวิเคราะหบ์ ทบญั ญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู และกฎหมายอ่ืน บันทึกหลกั การและเหตุผล ประกอบรา่ งรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบับท่ี ..) พทุ ธศกั ราช .... _______________ หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเพ่ิมเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทารัฐธรรมนญู ฉบับใหม่ เหตุผล ด้วยมาตรา ๒๕๖ ของรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย ไดก้ าหนดหลกั เกณฑ์และวธิ กี าร แกไ้ ขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญไว้อยา่ งเข้มงวด กลา่ วคอื การพจิ ารณาญตั ตขิ อแก้ไขเพ่มิ เตมิ ในวาระทห่ี น่ึงขั้น รับหลักการ นอกจากต้องมีเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่งของจานวนสมาชิก ท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ในจานวนนี้ยังต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า หน่ึงในสามของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ในวาระที่สามนอกจากต้องมีเสียง เหน็ ชอบด้วยในการท่ีจะให้ออกใช้เปน็ รัฐธรรมนูญมากกว่ากงึ่ หน่ึงของจานวนสมาชิกทง้ั หมดเทา่ ทม่ี อี ยู่ ของท้ังสองสภาแล้ว ในจานวนน้ีต้องมีสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดารง ตาแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยไม่น้อย กว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวร่วมกัน และต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่าหน่ึงในสามของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาอีกด้วย นอกจากนี้กรณีเป็น ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในบางหมวด หรือในบางเร่ืองตามท่ีกาหนดไว้ใน มาตรา ๒๕๖ (๘) ก่อน ดาเนนิ การจะต้องจดั ให้มีการออกเสียงประชามตดิ ้วย ทาใหก้ ารแกไ้ ขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญทาได้ยากจน ถึงไม่อาจแก้ไขได้ ซึ่งขัดต่อหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญท่ีดีท่ีต้องให้รัฐธรรมนูญมีลักษณะพลวัตร ไม่ใช่การหยุดนิ่ง เพราะเม่ือยามประเทศต้องการให้เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้ทันต่อ สถานการณ์การเปล่ียนแปลงภายในประเทศหรือสถานการณ์โลกก็สามารถที่จะดาเนินการได้ เฉกเช่น รัฐธรรมนูญที่เคยใช้บังคับมาในอดีต และโดยท่ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้จัดทาขึ้นภายใต้ สถานการณ์พิเศษที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทาอย่างแท้จริง อีกทั้งมีบทบัญญัติ หลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และไม่สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชนโดยรวม ประกอบกับมีข้อเรียกร้องของประชาชนหลายภาคส่วนท่ีต้องการได้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นของประชาชนที่ประชาชนมีส่วนร่วมต้ังแต่ข้ันตอนการจัดทาจนถึงการให้ความเห็นชอบ จึงสมควรเพ่ิมหมวด ๑๕/๑ การจัดทารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้ังแต่มาตรา ๒๕๖/๑ ถึงมาตรา ๒๕๖/๑๔ ด้วยการจัดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพ่ือดาเนินการจัดทารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงจาเป็นต้องตรา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี..) พุทธศักราช .... นี้
๒ รา่ ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี ..) พทุ ธศักราช .... _______________ ……………………………………………………………………… …………………………………………………………………….. …………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………. โดยที่เปน็ การสมควรแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………........................................................................................................... มาตรา ๑ รัฐธรรมนูญน้ีเรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท.ี่ .) พุทธศักราช .... มาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นตน้ ไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๒๕๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทาได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ดงั ตอ่ ไปน้ี (๑) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจานวน ไม่น้อยกว่าหน่ึงในสิบของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจานวนไม่น้อยกว่าหน่ึงในสิบของจานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจานวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย (๒) ญัตติขอแก้ไขเพ่ิมเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพ่ิมเติมและให้รัฐสภา พจิ ารณาเปน็ สามวาระ (๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนน โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพ่ิมเติมน้ัน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จานวนสมาชกิ เท่าทมี่ ีอยูข่ องทง้ั สองสภา (๔) การพิจารณาในวาระที่สองข้ันพิจารณาเรียงลาดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเหน็ จากประชาชนผู้มสี ิทธิเลอื กตั้งท่ีเข้าชอื่ เสนอร่างรฐั ธรรมนูญแกไ้ ขเพิ่มเติมด้วย (๕) เม่ือการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกาหนดน้ันแล้ว ให้รัฐสภาพจิ ารณาในวาระทสี่ ามตอ่ ไป (๖) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามข้ันสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกช่ือและลงคะแนนโดย เปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบดว้ ยในการที่จะให้ออกใชเ้ ป็นรฐั ธรรมนูญมากกว่าก่ึงหนง่ึ ของ จานวนสมาชิกท้งั หมดเท่าท่มี ีอยู่ของท้ังสองสภา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 685
Pages: