Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคคล ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รายวิชาการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม สค31003

เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคคล ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รายวิชาการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม สค31003

Published by กศน.จังหวัดขอนแก่น, 2021-06-19 12:04:51

Description: เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคคล ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รายวิชาการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม สค31003 หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

Search

Read the Text Version

หลักการฟง และดูอยา งสรา งสรรค 1. ต�องเขาใจความหมาย หลัักเบื้้�องต�นของการจัับใจความของสารที่่�ฟงและดููนั้้�น ต�องเขาใจ ความหมายของคํํา สํํานวนประโยคและขอความที่่บ� รรยายหรืืออธิิบาย 2. ตอ� งเขาใจลัักษณะของขอความ ขอความแต่ละขอความต�องมีใี จความสํําคัญั ของเรื่อ่� งและ ใจความสํําคัญั ของเรื่�อ่ ง จะอยููที่่�ประโยคสํําคััญซึ่ง�่ เรียี กวา ประโยคใจความ ประโยคใจความจะปรากฏอยููใน ตอนใดตอนหนึ่่�งของขอความ โดยปกติจิ ะ ปรากฏอยู่�ในตอนต�น ตอนกลาง และตอนท้้าย หรืืออยููตอนตน� 3. ต�องเขาใจในลัักษณะประโยคใจความ ประโยคใจความ คืือขอความที่่เ� ปนความคิดิ หลััก ซึ่�ง่ มััก จะมีีเนื้้�อหาตรงกับั หััวขอเรื่่อ� ง เช่น เรื่อ่� ง “สุุนััข” ความคิดิ หลักั คืือ สุุนัขั เปนสัตั วเลี้ย� งที่่�รัักเจาของ แต่การ ฟง เรื่�อ่ งราวจากการพููดบางทีีไมมีหี ััวขอ แตจะพููดตามลํําดัับของเนื้้�อหา เรื่�องที่� 2 การวิิเคราะห์ วิิจารณ์เรื่�องที่�ฟง และดูู ความหมายของการวิิเคราะห การวินิ ิจิ และการวิจิ ารณ์์ การวิิเคราะห หมายถึึง การที่่ผ� ููฟง และผููดููรัับสารแลวพิจิ ารณาองคประกอบออกเปนสวน ๆ นํํามา แยกประเภท ลัักษณะ สาระสํําคัญั ของสาร กลวิธิ ีกี ารเสนอและเจตนาของผููสง่ สาร การวิินิิจ หมายถึึง การพิิจารณาสารดวยความเอาใจใส ฟงและดููอย่างไตร่ตรองพิิจารณา หาเหตุุผลแยกแยะ ขอดีีขอเสีีย คุณุ ค่าของสาร ตีคี วามหมายและพิิจารณาสํํานวน ภาษา ตลอดจนน้ํ�าเสีียง และการแสดงของผููสง่ สาร พยายาม ทํําความเขาใจความหมายที่่แ� ทจริงิ เพื่�อ่ ใหไดประโยชนต์ ามวัตั ถุปุ ระสงคของผููวิินิจิ การวิจิ ารณ หมายถึึง การพิิจารณาเทคนิคิ หรืือกลวิธิ ีที ี่่�แสดงออกมานั้้น� ใหเห็็นวา น่าคิิด น่าสนใจ น่าติดิ ตาม มีีชั้น� เชิิง ยอกย�อนหรืือตรงไปตรงมา องคประกอบใดมีีคุุณค่าน่าชมเชย องคประกอบใดน่าทวงติิง หรืือบกพร่องอย่างไร การวิิจารณ์์ สิ่�งใดก็็ตามจึึงต�องใช�ความรููมีีเหตุุมีีผล มีีหลัักเกณฑ์และมีีความรอบคอบดวย ตามปกติิแลว เมื่�่อจะวิิจารณสิ่�งใด จะต�องผ่าน ขั้�นตอนและกระบวนการของการวิิเคราะหสาร วินิ ิจิ สาร และประเมินิ คา่ สาร ใหชัดั เจนเสียี ก่อนแลวจึึงวิจิ ารณแ์ สดงความเห็็น ออกมาอยา่ งมีเี หตุมุ ีีผลใหน่าคิิด นา่ ฟัังและเปนคํําวิจิ ารณที่่�เชื่�อ่ ถืือได หลัักการวิิจารณแ์ ละแสดงความคิิดเห็น็ สารประเภทตา่ ง ๆ สารที่่ไ� ดรัับจากการฟง มีีมากมาย แตที่่ไ� ดรัับเปนประจํําในชีวี ิิตประจํําวันั ไดแก่่ 1. ขาวและสารประชาสัมั พัันธ 2. ละคร 3. การสนทนา คํําสัมั ภาษณบุคุ คล 4. คํําปราศรััย คํําบรรยาย คํํากล่าวอภิิปราย คํําใหโอวาท 5. งานประพัันธร�อยกรองประเภทต่าง ๆ 2 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

หลักเกณฑการวิจารณส ารท่ีไดรบั ตามชนดิ ของสาร 1. ขาวและสารประชาสมั พนั ธสารประเภทนผ้ี รู ับสารจะไดรบั จากวทิ ยโุ ทรทัศน ซึ่งจะ เสนอขา่ วจากหนวยงาน ประชาสัมพนั ธของภาครัฐและเอกชน รูปแบบของการเสนอขาว โดยท่ั วไป จะประกอบดวย หวั ขอขาว เนอ้ื และสรุปขาว โดย จะเริ่มตนดวย หวั ขอขาวที่สาํ คัญแลวถึงจะเสนอ รายละเอยี ดของขาวและตอนทายกอ นจบ จะสรุปขาว หรือบางครัง้ จะเสนอ ลักษณะการสรปุ ขาวประจํา สัปดาหเปนรายการหน่ึงโดยเฉพาะ สวนสารประชาสมั พนั ธอาจมรี ูปแบบที่แปลกออกไปหลาย รูปแบบ เชน เสนอสาระในรูปแบบของขาว ประกาศแจงความหรอื โฆษณาแบบตาง ๆ 2. ละคร ภาพยนตร สารประเภทละครจะฟงไดจากละครวิทิ ยุุ และโทรทััศน์เสีียเปนสวนใหญ สวนละครเวทีีนั้้�นมีี โอกาสไดดููไดฟงน�อยมาก ซึ่่�งหลักั การวิจิ ารณล์ ะครมีีแนวทาง ดัังนี้้� 2.1 ดููความสมจริิงของผููแสดงตามบทบาทที่่ไ� ดรับั วาใชนำ้�ำ เสียี งสมจริงิ ตามอารมณ ความรููสึึก ของตัวั ละคร นั้้น� ๆ มากน�อยเพียี งใด 2.2 พิิจารณาโครงเรื่�อ่ ง แก่นของเรื่�อ่ งวา มีโี ครงเรื่อ�่ งเปนอย่างไร สรุปุ สาระสํําคัญั หรืือ แกน่ ของเรื่�อ่ งใหได้้ 3. การสนทนาในชีีวิติ ประจํําวันั ก. การสนทนา เปนเรื่่�องอะไรและมีสี าระสํําคััญวาอย่างไร ข. สาระสํําคััญของการสนทนาที่่ส� รุปุ ไดเปนความจริิงและนา่ เชื่อ่� ถืือเพียี งใด ค. ผููรวมสนทนามีีความรููและมีคี วามสนใจในเรื่�่องที่่ส� นทนามากน�อยเพียี งใด ง. ภาษาที่่�ใช�ในการสนทนามีีความถููกต�อง ตามหลัักการใช�ภาษามีีความเหมาะสมและ สละสลวยทํําใหเขาใจเรื่�่อง ไดชััดเจนเพีียงใด 4. คํําปราศรััย คํําบรรยาย คํํากลา่ วอภิิปราย คํําใหโอวาท 4.1 คํําปราศรััย มีีหลักั เกณฑ์การพิิจารณาและวิจิ ารณด์ ังั นี้้� ก.สาระสํําคััญเหมาะสมกัับโอกาสที่่�ปราศรัยั หรืือไม โดยพิจิ ารณาเนื้้�อหาสาระ เวลา และโอกาสวา สอดคลอ� งเหมาะสมกันั หรืือไม ข. สาระสํําคััญและความคิิดเปนประโยชนต์ อ่ ผููฟงหรืือไม 4.2 คํําบรรยาย มีีหลัักเกณฑก์ ารพิิจารณาและวิจิ ารณ ดัังนี้้� ก. หััวขอและเนื้้อ� เรื่่อ� งเหมาะสมกัับสถานการณ์และผููฟง มากนอ� ยเพีียงใด ข. สาระสํําคัญั ของเรื่อ� งที่่บ� รรยายมีปี ระโยชนต์ อ่ ผููฟง และสังั คมมีสีิ่ง� ใดที่่น� า่ จะนํําไปใชใ� หเกิดิ ประโยชน์ 4.3 คํํากลา่ วอภิิปราย การอภิิปรายเปนวิธิ ีีการระดมความคิิดเห็น็ และแนวทางในการแกปญหา ซึ่่�งเราจะไดฟง กันั เปนประจํํา โดย เฉพาะจากรายการโทรทัศั น การวิเิ คราะหวิจิ ารณค์ วรพิิจารณาโดยใชหลัักการ ก. ประเด็็นปญหาที่่�จะอภิิปราย ขอบขายของปญหาเปนอยา่ งไร มีขี อบกพรอ่ งอยา่ งไร ข. ประเด็็นปญหาที่่�นํํามาอภิิปราย น่าสนใจมากน�อยเพีียงใดและมีีความสอดคล�อง เหมาะสมกัับ สถานการณหรืือไม 4.4 คํําใหโอวาท มีหี ลัักเกณฑ์การพิจิ ารณาและวิจิ ารณ คืือ ก. ผููใหโอวาทเปนใคร มีคี ุณุ วุุฒิิมีหี นา� ที่่ท� ี่่�จะใหโอวาทหรืือไม ข. สาระสําคญั ของเรอ่ื งทใี่ หโอวาทมีอะไรใหขอคดิ เรอื่ งอะไร สอนอะไรมแี นวทางปฏิบัตอิ ยางไร เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย 3 พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

เร่ืองท่ี 3 มารยาทในการฟงและดู การฟงและดููจะสััมฤทธิ์์�ผลนั้้�น ผููฟงต�องคำำ�นึึงถึึงมารยาทในสัังคมดวย ยิ่่�งเปนการฟงและดูู ในที่่�สาธารณะยิ่�งต�อง รัักษามารยาทอย่างเคร่งครััด เพราะมารยาทเปนเครื่่�องกํํากัับพฤติิกรรมของคนใน สัังคม ควบคุุมใหคนในสัังคมประพฤติิตน ใหเรียี บร�อยงดงาม อัันแสดงถึึงความเปนผููดีีและเปนคนที่่�พัฒั นาแลว การฟง และดููในโอกาสตา่ ง ๆ เปนพฤติิกรรมทางสังั คม ยกเวนการฟงและดููจากสื่�่อตามลำ�ำ พััง แต่ในบางครั้�งการฟงและดููบทเรีียนจากสื่่�อทางไกลก็็มีีการฟงและดููกัันเปนกลุุ่มรวมกัับ บุุคคลอื่�่นดวยจํําเปน ต�องรัักษามารยาท เพื่�่อมิิใหเปนการรบกวนสมาธิิของผููอื่่�นการรัักษามารยาทในขณะที่่�ฟงและดููเปน การแสดงถึึงการมีีสััมมาคารวะต่อผููพููดหรืือผููแสดง หรืือต่อเพื่�่อนผููฟงดวยกััน ต่อสถานที่่�ผููมีีมารยาทยัังจะได รัับยกย่องวา เปนผููมีีวัฒั นธรรมดีีงาม มารยาทในการฟง และดููในโอกาสตา่ ง ๆ มีดี ังั นี้้� 1. การฟงและดููเฉพาะหน�าผููใหญ เมื่่�อฟงและดููเฉพาะหน้้าผููใหญ่ไมวาจะอยููแตลํําพัังหรืือมีีผููอื่่�นรวมอยููดวยก็็ตาม จะต�องสํํารวมกิริ ิยิ า อาการใหความสนใจดวยการสบตากัับผููพููด ผููที่่ส� ื่�อ่ สารใหกัันทราบ ถาเปนการสนทนาไม่ควรชิิงพููดก่อนที่่� คููสนทนาจะพููดจบ หรืือถามีีปญหาขอสงสััยจะถาม ควรใหผููพููดจบกระแสความก่อนแลวจึึงถาม หากมีีเพื่่�อน รวมฟงและดูู อยููดวยตอ� งไมก่ ระทำำ�การใดอัันจะเปนการรบกวนผููอื่่�น 2. การฟงและดููในที่่�ประชุุม การประชุุมจะมีปี ระธานในที่่ป� ระชุุมเปนผููนํําและควบคุมุ ใหการประชุุมดํําเนินิ ไปดวยดีี ผููเขารวม ประชุุมตอ� งใหความเคารพต่อประธาน ในขณะที่่�ผููอื่่�นพููด เราตอ� งตั้�งใจฟัังและดูู หากมีีสาระสำำ�คััญก็อ็ าจ จดบัันทึึก ไวเพื่อ่� จะไดนำำ�ไปปฏิบิ ัตั ิ ิ หรืือเปนขอมููลในการอภิปิ รายแสดงความคิดิ เห็น็ ไมค่ วรพููดกระซิบิ กับั คนขางเคียี ง ไมค่ วรพููดแซงขึ้น�้ หรืือแสดงความไมพอใจใหเห็น็ ควรฟง และดููจนจบแลวจึึงใหสัญั ญาณ ขออนุญุ าตพููดดวยการยกมืือ หรืือขออนุญุ าต ไมค่ วรทํํา กิิจธุรุ ะสวนตััว และไมทำ�ำ สิ่่�งอื่�น่ ใดที่่�จะเปน การรบกวนที่่�ประชุุม 3. การฟงและดููในที่่�สาธารณะ การฟงและดููในที่่�สาธารณะเปนการฟงและดููที่่�มีีคนจํํานวนมากในสถานที่่�ที่่�เปนหอง โถงกวาง และในสถานที่่�ที่่�เปนลานกวาง อาจจะมีีหลัังคาหรืือไมมีีก็็ได ขณะที่่�ฟงและดููไม่ควรกระทำำ�การใด ๆ ที่่�จะก่อความ รํําคาญ สร�างความวุ่นุ วายใหแกบุคุ คลที่่�ชมหรืือฟงรวมอยููดวย สรุุป มารยาทในการฟง และดููได ดัังนี้้� 1. ฟงและดููดวยความตั้ง� ใจ ตามองดููผููพููดไมแ่ สดงออกดวยอาการใด ๆ ที่่บ� อกถึึงความไม่สนใจ 2. ไมทํําความรํําคาญแกผููอื่น�่ ที่่�ฟง และดููดวย 3. ไม่แสดงกริิยาไม่เหมาะสมใด ๆ เชน่ โห ฮา ฯลฯ 4. ถาจะแสดงความคิิดเห็น็ หรืือถามปญหาขอของใจ ควรจะขออนุุญาตก่อนหรืือเมื่�่อที่่�ประชุุม เปดโอกาสใหถามและ แสดงความคิดิ เห็น็ 5. ไมค วรเดนิ เขาหรอื เดนิ ออกขณะทผ่ี ูพูดกาํ ลงั พูดหรอื กาํ ลงั แสดงหากจําเปนจรงิ ๆ ควรจะทํา ความเคารประธานกอ น หมายเหตุ : ให้นกั ศึกษาได้ศึกษาเพม่ิ เติมได้จากหนังสือเรยี นรายวชิ าภาษาไทย พท31001 4 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

แบบทดสอบทา้ ยบทเรีบน คำ�ชแี้ จงจงเลอื กค�ำ ตอบท่ี ถูกตอ้ งเพยี งคำ�ตอบเดยี ว 6. การฟัังการอภิปิ รายเป็็นการฟัังเพื่�่อจุดุ ประสงค์ใ์ ด 1. การฟัังมีีความหมายตรงกับั ข้้อใด ก. ฟัังเพื่�อ่ ความรู้�้ ข. ฟัังเพื่อ�่ คิดิ ก. การได้้ยินิ ค. ฟัังเพื่�อ่ ให้้เกิดิ ความเพลิดิ เพลิิน ข. การรู้้ค� วามหมาย ง. ฟัังเพื่�่อความรู้�้และเพื่อ�่ คิดิ ค. การทำำ�ความเข้้าใจซึ่่�งกัันและกันั ง. การรับั รู้ค�้ วามหมายจากเสียี งที่่เ� ราได้้ยินิ 7. ข้้อใดไม่ใ่ ช่อ่ ุุปสรรคของการฟััง 2. ข้้อใดไม่่ใช่่คุุณสมบัตั ิิของผู้้�ฟัังที่่�ดีี ก. คาดหมายไว้้ก่่อนว่่าผู้้พ� ููดเป็น็ คนพููดเก่ง่ ก. นั่่�งฟัังเงียี บๆ แสดงอาการรับั รู้้จ� นกว่่าผู้พ้� ููดจะพููดจบ ข. ความคิดิ เห็็นของผู้้�พููดถููกต้้องเสมอ ข. พิิจารณาเรื่่�องราวที่่�กำำ�ลัังฟัังว่่าน่่าเชื่�่อถืือมากน้้อย ค. เด็ก็ ๆ ข้้างนอกห้้องประชุมุ วิ่�งเล่น่ อึึกทึึก เพีียงใด ง. ภายในห้้องค่อ่ นข้้างร้้อนเพราะไม่ม่ ีีแอร์ม์ ีีแต่่พััดลม ค. รวบรวมความคิิดให้้ได้้ว่่าผู้้พ� ููดมีวี ัตั ถุปุ ระสงค์์อะไรใน การพููดนั้้�น 8. ข้้อใดเป็็นการให้เ้ กียี รติผิ ู้้พ� ููด ง. แยกแยะได้้ว่า่ เรื่อ�่ งที่่�ได้้ฟัังนั้้น� มีสี ่่วนใดเป็็นข้้อเท็็จจริงิ ก. ไม่่ส่ง่ เสีียงดังั พููดเพีียงกระซิบิ กระซาบเบา ๆ พอได้้ ส่่วนใดเป็็นข้้อคิดิ เห็น็ 3. เมื่�่อหััวหน้้าห้้องของท่่านประกาศให้้ทุุกคนในชั้�นเรีียน ยิินกัันสองคน ทราบว่่า วัันนี้้�อาจารย์์ติิดราชการมาสอนไม่่ได้้ ขอให้้ ข. ปรบมืือและส่่งเสีียงร้้องให้้กำำ�ลัังใจแก่ผ่ ู้้�พููด นัักศึึกษาทำ�ำ แบบฝึึกหััด......ให้้เสร็็จ ท่า่ นควรปฏิิบััติอิ ย่า่ งไร ค. เมื่อ�่ พอใจคำ�ำ พููดตอนใดให้้ปรบมืือแสดงความพอใจ ก. ทำำ�แบบฝึึกหัดั ตามที่่อ� าจารย์์มอบหมายให้้ ง. แสดงความสนใจด้้วยการลุกุ ขึ้น้� ถามคำำ�ถามทันั ทีที ี่่เ� กิดิ ข. นั่่ง� คุุยกับั เพื่่�อนก่อ่ นแล้้วคอยลอกเพื่�่อนที่่ท� ำำ�เสร็จ็ ค. ทำำ�แบบฝึกึ หัดั วิิชาอื่่�นที่่�ค้้างอยู่่�ก่่อน ความสงสััย ง. ออกจากห้้องและเตรียี มการเรีียนวิชิ าใหม่่ 9. พฤติิกรรมใดที่่เ� หมาะสมในการฟัังในที่่�ประชุุมชน 4. ข้้อใด ไม่่ใช่่การใช้้วิิจารณญาณในการฟััง ก. ฟัังแล้้วยอมรัับทัศั นะของผู้�้อื่่น� ก. นั่่�งฟัังอย่่างสบาย ๆ ข. ฟัังแล้้วคิิดตามว่่าน่่าเชื่อ่� ถืือเพียี งใด ข. นำำ�อาหารเข้้ามารัับประทาน ค. ฟัังแล้้วพิิจารณาว่่าผู้�้พููดใช้้วิิธีีการถ่่ายทอดความรู้�้สึึก ค. ปรบมืือต้้อนรัับ นึึกคิดิ อย่่างไร ง. นั่่ง� หลับั ตาทำำ�สมาธิขิ ณะฟััง ง. ฟัังแล้้วพิิจารณาว่่าเรื่�่องนั้้�นเป็็นข้้อเท็็จจริิงหรืือเป็็น 10. ข้้อใดไม่ใ่ ช่ม่ ารยาทในการฟััง ความคิิดเห็น็ ของผู้้พ� ููด ก. กระตุ้�นให้้ผู้�พููดได้้พููดในเรื่่อ� งที่่�เขาสนใจ 5. เมื่่�อผู้�้อื่่�นมาพููดถึึงความไม่่ดีีของบุุคคลที่่� ๓ ท่่านควรทำำ� ข. แสดงความไม่่เห็็นด้้วยทางสีีหน้้า อย่า่ ใช้้คำำ�พููด อย่่างไร ค. แทรกคำ�ำ ถามในขณะฟัังเมื่่�อผู้พ้� ููดพููดจบ ก. ห้า้ มปรามว่่าไม่่ควรพููดให้้ผู้อ� ื่่�นเสีียหาย ง. ไม่่ทำ�ำ กิจิ กรรมอย่า่ งอื่�่นไปด้้วยในขณะฟััง ข. พิจิ ารณาว่า่ ถ้้าเป็น็ ความจริงิ ตามที่่ไ� ด้้ฟัังก็ค็ วรบอกให้้ ผู้น�้ ั้้น� แก้้ไข ค. ไม่่แสดงความคิิดเห็็น และพยายามเปลี่่�ยนหััวข้้อ สนทนา ง. พยายามซัักไซ้้ให้้ผู้พ� ููดขยายความมากขึ้�น้ เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 5 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

บทที่ 2 การพูด สรุุปเนื้ �อหา เรื่�องที่� 1 มารยาทในการพููด 1. ใชคํําพููดสุุภาพเหมาะสมกัับกาลเทศะและบุุคคลใหเกีียรติิกัับผููที่่�เราพููดดวย รููจัักใชคํําที่่�แสดงถึึงความมีีมารยาท เชน่ คํําขอบคุุณ ขอบใจ เมื่�่อผููอื่�่นทํําคุณุ ต่อเรา และกลา่ วขอโทษขออภััยเสียี ใจในโอกาส ที่่�กระทํําการลวงเกิินผููอื่น�่ 2. ไมพููดจาเยาะเย�ย ถากถาง ดููหมิ่่น� เหยียี ดหยาม เสียี ดสีผี ููอื่น่� ไมพููดจายกตนขมทาน พููดชี้้ � จุุดบกพรอ่ ง หรืือปมดอย ของผููอื่�น่ ใหเกิดิ ความอัับอาย 3. ไมผููกขาดการพููดและความคิิดแต่เพีียงผููเดีียว ใหโอกาสผููอื่่�นไดพููดบ�างไมพููดตััดบทในระหวางผููอื่�่นกํําลัังพููด ควรคอยใหผููอื่�น่ พููดจนหมดกระบวนความแลวจึึงพููดต่อ 4.เมื่�่อจะพููดคััดคา� นหรืือโต�แย�ง ควรจะเหมาะสมกัับโอกาสและมีเี หตุุผลเพียี งพอไม่ใ่ ช�อารมณ ควรใชคํําพููดที่่น� ุุ่มนวล ไม่ใหเสีียบรรยากาศของการพููดคุุยกันั 5. การพููดเพื่่�อสรา� งบรรยากาศ ใหเกิิดอารมณขััน ควรจะเปนเรื่อ่� งตลกขบขันั ที่่�สุภุ าพ ไมหยาบโลน หรืือพููดลัักษณะ สองแง่สองง่าม 6. ไมพููดติเิ ตีียน กลา่ วหาหรืือนิินทาผููอื่น่� ตอ่ หนา� ชุุมชน หรืือในขณะที่่�ผููที่่�เราพููดถึึงไมไ่ ดอยููดวย 7. ควรพููดดวยน้ำ��ำ เสีียงนุมุ่ นวลชวนฟง ไมใ่ ชน้ำำ��เสีียงหวน ๆ หรืือดุุดันั วางอํํานาจเหนืือผููฟง รููจักั ใชคํํา ค่ะ ครับั นะคะ นะครัับ หน่อย เถิดิ จะ นะ เสริมิ การพููดใหสุุภาพไพเราะน่าฟง คุณุ ธรรมในการพููด การปฏิบิ ัตั ิติ ามมารยาทในการพููดดังั กลา่ วมาแลว ยังั ไมถืือวาเปนการพููดดีี เพราะยังั ขาดคุณุ ธรรม ในการพููดนั้้น� ก็็คืือ ขาดความรับั ผิดิ ชอบ ขาดความจริงิ ใจ เพราะบุุคคลที่่ม� ีีคุุณธรรม ในการพููดจะตอ� งมีคี วามรัับผิดิ ชอบในคํํา พููดและสิ่ง� ที่่พ� ููดออกไป มีีความจริงิ ใจ มีคี วามบริิสุุทธิ์�ใ์ จต่อผููที่่�เรา พููดดวย เรื่�องที่� 2 ลักั ษณะการพูดู ที่่�ดีี การพููด การพููดเปนการสื่่�อสารอีีกประเภทหนึ่่�งที่่�ใชกัันอยููในชีีวิิตประจำ�ำ วััน ในการพููดควรตระหนัักถึึง วััฒนธรรม ในการใช�ภาษา คืือ ต�องเปนผููมีีมารยาทในการพููด มีคี ุณุ ธรรมในการพููดและปฏิบิ ัตั ิิตามลัักษณะ การพููดที่่ด� ีี จึึงจะสื่่�อกับั ผููฟง ไดตามที่่ต� �องการ การพููดของแต่ละบุคุ คลในแต่ละครั้ง� จะดีีหรืือไมดีอี ยา่ งไรนั้้น� เรามีเี กณฑที่่�จะพิจิ ารณาได ถาเปนการพููดที่่ด� ีี จะมีลี ักั ษณะ ดัังตอ่ ไปนี้้� 1. ต�องมีเี นื้้�อหาดีี เนื้้อ� หาที่่ด� ีตี อ� งตรงตามจุดุ มุุ่งหมายของผููพููด ผููพููดมีจี ุุดมุุ่งหมายการพููดเพื่อ�่ อะไร เพื่�อ่ ความรูู ความ คิดิ เพื่่อ� ความบันั เทิิง เพื่่�อจููงใจ โน�มน�าวใจ เนื้้อ� หาจะต�องตรงตามเจตนารมณของผููพููด 2. ต�องมีีวิิธีีการถายทอดดีี ผููพููดจะต�องมีีวิิธีีการถายทอดความรููความคิิดหรืือสิ่�งที่่�ต�องการถายทอดใหผููฟงเขาใจง่าย เกิิดความเชื่่อ� ถืือ และประทับั ใจ ผููพููดต�องมีีศิิลปะในการใชถอยคํําภาษาและ การใช้้ น้ำ��ำ เสียี ง 3. มีีบุุคลิิกภาพดีี ผููพููดจะต�องแสดงออกทางกายและทางใจไดเหมาะสมกัับโอกาสของการพููด อัันประกอบดวย 6 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ภาษาไทย พท31001 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย

รููปร่างหน�าตา ซึ่ง�่ เราไม่สามารถที่่จ� ะปรัับเปลี่่ย� นอะไรไดมากนักั แตก็ต็ �องทํําใหดููดีที ี่่ส� ุดุ การแตง่ กายและกริิยาทาทาง ในสวน นี้้�เราสามารถที่่จ� ะสร�างภาพใหดีีไดไม่ยาก จึึงเปนสวนที่่จ� ะชวยในการสร�างบุคุ ลิกิ ภาพที่่ด� ีไี ดมาก การพููดที่่ด� ีี อาจแบ่งไดเปน 3 ลัักษณะคืือ 1. การพููดแบบเปนทางการ เปนการพููดที่่�ผููพููดจะตอ� งระมัดั ระวัังในเรื่อ�่ งของรููปแบบ วิิธีกี าร ความถููกตอ� งเหมาะสม ของการใชถอยคํํา การพููดลักั ษณะนี้้จ� ะใช�ในโอกาสที่่เ� ปนพิธิ ีีการ มีรี ููปแบบวิิธีีการ และขั้น� ตอน 2. การพููดแบบกึ่�งทางการ เปนการพููดที่่�ผููพููดต�องพิิถีีพิิถัันในการใชถอยคํําน�อยลง กวาลัักษณะการพููดแบบเปน ทางการ จะใช�ในการสนทนาพููดคุุยกัันระหวางผููที่่�ยัังไมคุุ�นเคยสนิิทสนมกััน มากนััก หรืือในกลุุ่มของบุุคคลต่างเพศ ต่างวััย กันั การพููดในที่่�ชุุมชนก็็จะมีกี ารใชก� ารพููดในลักั ษณะนี้้�ดวย เช่น การแนะนํําบุุคคลในที่่ป� ระชุมุ การพููดอภิปิ ราย การแนะนํํา วิทิ ยากรบุุคคลสํําคัญั เหล่านี้้� เปนต�น 3.การพููดแบบไม่เปนทางการ เปนการพููดที่่�ใชสื่่�อสารกัับผููที่่�เราสนิิทสนมคุุ�นเคยกัันมาก ๆ เช่น การพููดคุุยกัันของ สมาชิิกในครอบครััว การพููดกัันในกลุุ่มของเพื่�่อนสนิิท หรืือพููดกัับกลุุ่มคนที่่�เปนกัันเอง การพููดในลัักษณะนี้้�จะใชกัันมากใน ชีีวิติ ประจํําวััน เรื่�องที่� 3 การพูดู ในโอกาสตา่ ง ๆ การพููดระหวางบุุคคล การพููดระหวางบุุคคลเปนการพููดที่่�ไม่เปนทางการ ทั้้�งผููพููดและผููฟงมัักไม่ได มีีการเตรีียมตััว ลวงหน�า ไมมีีการกํําหนดเวลาและสถานที่่�ไมมีีขอบเขตเนื้้�อหาแน่นอน ซึ่่�งเปนการพููดที่่ใ� ช�มากที่่ส� ุุด ผููเรีียนจะต�อง ฝกฝนและ ใช�ไดทันั ทีเี มื่่อ� จํําเปนตอ� งใช การพููดระหวางบุุคคล การพููดทัักทายปราศรััย ตามปกติิคนไทยเราเปนคนมีีน้ำำ��ใจชอบชวยเหลืือเกื้ �อกููลผู้้�อืืนอยููเสมอ หน�าตายิ้ �มแย�ม แจมใส รููจัักโอภาปราศรััย เมื่�่อพบใครจะเปนคนที่่�รููจัักกัันมาก่อนหรืือคนแปลกหน�าก็็จะ ทัักทายดวยการยิ้�มหรืือใช อวัจั นภาษาคืือ กิริ ิยิ าอาการทักั ทายกอ่ นซึ่ง�่ เปนเอกลักั ษณของคนไทยที่่ค� วร รักั ษาไว้้ เพราะเปนที่่ป� ระทับั ใจของผููพบเห็น็ ทั้้ง� คนไทย ดวยกััน และชาวตา่ งประเทศ การทัักทายปราศรััยควรปฏิิบััติิ ดัังนี้้� 1. ยิ้้�มแย�มแจมใสความรููสึึกยิินดีที ี่่ไ� ดพบกัับผููที่่�เราทักั ทาย 2. กลา่ วคํําทักั ทายตามวัฒั นธรรมไทย หรืือตามธรรมเนียี มนิยิ ม อันั เปนที่่ย� อมรับั กันั ในสังั คม เชน่ กลา่ ว “สวัสั ดีคี รับั ”... “สวัสั ดีคี ะ่ ” การแนะนํําตนเอง มีีความจํําเปนและมีีความสํําคััญต่อการดํําเนิินชีีวิิตประจํําวัันของคนเราเปนอย่างยิ่�ง เพราะใน แต่ละวัันเราจะมีีโอกาสพบปะสัังสรรค ติิดต่อประสานงานกัับบุุคคลอื่่�น ๆ อยููเสมอ การแนะนํําสร�างความรููจัักคุุ�นเคยกััน จึึงตอ� งเกิดิ ขึ้น�้ เสมอ แตก่ ารแนะนํําดวยการบอกชื่อ�่ สถานภาพอยา่ งตรงไปตรงมาเปนธรรมเนียี มของชาวตะวันั ตก สวนคนไทย นิยิ มใชก� ารแนะนํําดวยการใหความชวยเหลืือใหบริกิ ารเปนเบื้้อ� งต้้น เช่่น หยิิบของให้้ ริินน้ำำ�� ตักั อาหาร เมื่�่อมีีโอกาสอันั ควร ก็จ็ ะทัักทายปราศรัยั และเริ่ม� การสนทนาในเรื่�่องที่่เ� ห็็นว่่าจะพููดคุุยกันั ได หมายเหตุ : ให้นักศึกษาได้ศึกษาเพ่มิ เตมิ ได้จากหนงั สือเรยี นรายวิชาภาษาไทย พท31001 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย 7 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

แบบทดสอบทา้ ยบทเรบี น คำำ�ชี้้แ� จงจงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่�ถููกต้้องเพีียงคำำ�ตอบเดียี ว 6. ข้้อใดไม่ค่ วรเป็น็ คำ�ำ ทักั ทายที่่ด� ีี 1. ข้้อใดให้้ความหมายของการพููดได้้ถููกต้้องชััดเจนที่่�สุดุ ก. สวััสดีคี ่่ะคุุณอ้้อม ทำำ�ไมวันั นี้้�ดููซููบจังั ข. สวัสั ดีคี ่ะ่ คุุณอ๋๋อย วัันนี้้แ� ต่ง่ ตัวั สวยจังั ก. การติิดต่่อสื่่�อสารของมนุุษย์์ด้้วยการใช้้ถ้้อยคำ�ำ และ ค. สวัสั ดีคี ่่ะคุณุ อ้้อย ลููกๆ สบายดีหี รืือค่ะ่ น้ำ��ำ เสีียง ง. สวัสั ดีีค่ะ่ คุุณอ๋๋อย ไปเที่่ย� วมาสนุุกไหมคะ ข. พฤติิกรรมการใช้้ถ้้อยคำำ� น้ำำ�� เสีียง และอากััปกิิริิยา 7.การเตรียี มตัวั ผู้้�พููด มีปี ระโยชน์์อย่า่ งไร ของมนุษุ ย์์ ก. ไม่ใ่ ห้้ลืมเนื้้อ� เรื่่�อง ข. พููดได้้น่า่ สนใจ ค. การเปล่่งเสียี งออกมาเป็็นถ้้อยคำ�ำ เพื่�อ่ ระบายอารมณ์์ ค. จิิตใจมั่่�นคงไม่ส่ ะทกสะท้้าน ของมนุษุ ย์์ ง. พููดได้้สนุกุ ง. การถ่่ายทอดความรู้ส้� ึึกนึึกคิิดของผู้�้พููดไปยัังผู้ฟ้� ัังด้้วย 8. ข้้อใดไม่ใ่ ช่ล่ ักั ษณะการพููดที่่ด� ีี น้ำำ��เสียี ง ถ้้อยคำ�ำ และกิริ ิยิ าท่า่ ทางต่่าง ๆ ก. ต้้องมีีเนื้้อ� หาดีี 2. ข้้อใดให้ค้ วามหมายของการพููดต่อ่ ที่่ป� ระชุมุ ชนได้้ถููกต้้อง ข. มีวี ิิธีกี ารถ่่ายทอดดีี ชัดั เจนที่่�สุดุ ค. มีบี ุคุ ลิกิ ภาพดีี ง. พููดโดยใช้้ภาษาท้้องถิ่ น� ก. การที่่�บุุคคลแสดงความรู้�้ ความรู้้�สึึกต่อ่ หน้้าคู่�สนทนา ข. การที่่�บุุคคลเสนอแนะข้้อคิิดเห็็นต่่อหน้้าที่่�ประชุุม 9.คำ�ำ ว่่า “พููดเป็็น” หมายความว่่าอย่า่ งไร สาธารณะ ก. กล้้าที่่จ� ะพููด ค. การที่่�บุุคคลกล่่าวแสดงความรู้้�สึึกนึึกคิิดของตนใน ข. ออกเสีียงชัดั เจน ห้้องบัันทึึกเสียี ง ค. พููดไพเราะสำ�ำ นวนสละสลวย ง. การที่่บ� ุคุ คลพููดแสดงความรู้้� ความรู้�้สึึกนึึกคิิดต่อ่ หน้้า ง. โน้้มน้้าวใจผู้ฟ�้ ัังให้ค้ ล้้อยตามได้้ ผู้�้ฟัังจำำ�นวนมาก 3. ข้้อใดเป็็นความจำำ�เป็็นในการพููดต่อ่ ที่่ป� ระชุมุ ชน 10.ข้้อใดจััดเป็็นวัจั นภาษาในการพููดต่่อที่่�ประชุมุ ชน ก. เพื่อ่� เป็็นการสร้้างความสััมพันั ธ์์ในหมู่่�คณะ ก. ใช้้คำำ�พููดที่่�สุภุ าพ ใช้้น้ำ�ำ� เสียี งที่่�นุ่�มนวล ข. เพื่อ�่ ขอร้้องผู้อ้� ื่�น่ ให้้เห็น็ ความสำ�ำ คัญั ของตน ข. รักั ษาท่ว่ งทีแี ละกิิริิยาอาการให้้อ่อ่ นโยน ค. เพื่อ่� ถ่า่ ยทอดวิทิ ยาการใหม่่ ๆ สู่่�บุุคคลอื่น�่ ค. ใช้้แววตาที่่�แสดงความเป็็นมิติ ร ง. เพื่�อ่ ให้้สมาชิกิ ในสังั คมฝึกึ ฝนและนำ�ำ ไปปฏิิบัตั ิไิ ด้้ ง. ยิ้้ม� แย้้มแจ่ม่ ใส สบตาผู้้�ฟัังทุุกคน 4.สำ�ำ นวนคำำ�ในข้้อใดแสดงให้เ้ ห็น็ ถึึงความสำ�ำ คัญั ของการพููด ก. พููดไปสองไพเบี้้ย� นิ่่ง� เสีียตำำ�ลึึงทอง ข. พููดดีเี ป็็นศรีีแก่่ตััว พููดชั่่�วอััปราชััย ค. สำำ�เนีียงส่่อภาษา กิริ ิยิ าส่่อสกุลุ ง. ปากปราศรััย ใจเชืือดคอ 5. ข้้อใดคืือคุุณธรรมในการพููด ก. พููดด้้วยน้ำำ�� เสียี งนุ่�มนวลชวนฟััง ข. รับั ผิิดชอบในการพููด พููดแต่่สิ่�งที่่�ดีี ค. พููดคัดั ค้้านโต้้แย้้ง เมื่�อ่ เห็น็ ว่า่ ผิิด ง. พููดแต่่สิ่�งที่่ค� นฟัังชอบ 8 เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

บทท่ี 3 การอา น สรุปุ เนื้�อหา เรื่�องที่� 1 ความสํําคััญของการอ่าน 1 การอ่านชวยพััฒนาคุุณภาพชีีวิิต ทํําใหผููอ่านไดรัับสาระความรููเพิ่่�มขึ้�้น เปนคนทัันสมััยทัันเหตุุการณ์และความ เคลื่อ่� นไหวของเหตุุการณ์บ�านเมืือง ตลอดจนสัังคมและวิทิ ยาการใหม ๆ เปนตน� 2. การอ่านชวยใหเกิิดความเพลิิดเพลิิน หนัังสืือหลายประเภทนอกจากจะใหความรูู ความคิิดแลว ยัังใหความ เพลิดิ เพลิินอีีกดวย ผููอา่ นหนังั สืือจะไดรัับความเพลิดิ เพลิิน ไดรัับความสุขุ 3. การอา่ นมีผี ลต่อการดำ�ำ เนิินชีีวิติ ที่่�สุขุ สมบููรณของมนุุษย ผลที่่�ไดรัับจากการอ่าน นอกจากจะเปน พื้้�นฐานของการ ศึึกษา ศิิลปวิิทยาการ และชวยในการพััฒนาอาชีีพแลว ยัังมีีผลชวยใหผููอ่านไดแนวคิิดและ ประสบการณจํําลองจากการ อ่านอีีกดวย เรื่�องที่� 2 วิจิ ารณญาณในการอ่าน วิจิ ารณญาณในการอา่ น คืือ การรับั สารจากการอา่ นใหเขาใจเนื้้อ� หาสาระแลวใช�สติิปญญา ใครค่ รวญหรืือไตรต่ รอง โดยอาศััยความรูู ความคิดิ ประสบการณ์มาเปนเหตุผุ ลประกอบและสามารถนํํา ไปใชใ� นชีีวิติ ไดอยา่ งถููกต�องเหมาะสม การใชว� ิิจารณญาณในการอา่ น จะเริ่�มตน� ที่่�การอ่านดวยความตั้ง� ใจและพยายามทํําความเขาใจ เนื้้อ� หาสาระของเรื่�อ่ ง ที่่อ� ่านแลวใชค� วามรูู ความคิดิ เหตุุผลและประสบการณประกอบการคิดิ ใคร่ครวญ ใหสามารถรัับสารไดถููกตอ� ง ถองแท้้ หลัักการอ่านอย่างใช�วิิจารณญาณ 1. พิิจารณาความถููกต�องของภาษาที่่�อา่ น เชน่ ดานความหมาย การวางตํําแหนง่ คํํา การเวนวรรคตอน 2. พิจิ ารณาความตอ่ เนื่�่องของประโยความีีเหตุุผลรัับกันั ดีีหรืือไม โดยอาศัยั ความรููดานตรรกวิทิ ยา เขาชวย ขอความ จากประโยคจะตอ� งไมขัดั แย�งกััน หรืือเรีียงลํําดับั ไมสัับสนวุุ่นวายจนอ่านไมรููเรื่อ�่ ง 3. พิจิ ารณาดููความตอ่ เนื่อ่� งของเรื่อ�่ งราวระหวางเรื่อ่� งที่่เ� ปนแกนหลักั หรืือแกนนํํากับั แกนรองและ สวนประกอบอื่น่� ๆ กลมกลืืนกันั ดีีหรืือเปล่า 4. รููจักั แยกแยะขอเท็็จจริิงออกจากเรื่่อ� งการแสดงความรููและขอคิิดเห็็นของผููแตง่ เพื่อ่� จะไดนำ�ำ มา พิจิ ารณาภายหลััง ไดถููกต�องใกลเ� คีียงความเปนจริงิ ยิ่�งขึ้้น� 5. พิิจารณาความรูู เนื้้�อหา ตััวอย่างที่่�ได วามีีสวนสััมพัันธกัันอย่างเหมาะสมหรืือไม่เพีียงใด เปนความรููความคิิด ตัวั อย่างที่่�แปลกใหมหรืืออ�างอิิงมาจากไหน น่าสนใจเพียี งใด จากนั้้น� ควรทํํา การประเมิินผลโดยทั่่ว� ไปวาผลจากการอา่ นจะทํํา ให้เ้ กิดิ ความรููความคิดิ มากน�อยเพียี งใด เรื่�องที่� 3 การอา่ นแปลความ ตีีความ ขยายความ จับั ใจความหรืือสรุปุ ความ การอ่านแปลความ หมายถึึง การแปลเรื่�่องราวเดิิมใหออกมาเปนคํําใหม ภาษาใหมหรืือแบบใหม ความมุุ่งหมาย ของการแปลความอยููที่่�ความแม่นยํําของภาษาใหมวา ยัังคงรัักษาเนื้้�อหาและความสํําคััญของเรื่�่องราวเดิิมไวครบถวนหรืือไม่่ สํําหรัับการแปลความบทร�อยกรองเปนร�อยแกวหรืือการถอดคํําประพัันธ์์ร�อยกรองเปนร�อยแกวนั้้�น ควรอ่านขอความและ หาความหมายของศััพทแลวเรีียบเรีียงเนื้้�อเรื่่�องหรืือเนื้้�อหาเปนร�อยแกวใหสละสลวย โดยที่่�เนื้้�อเรื่่�องหรืือเนื้้�อหานั้้�นยัังคงเดิิม และครบถวน เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 9 พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

ตััวอยา่ ง พฤษภกาสร อีกี กุุญชรอัันปลดปลง โททนตเ์ สน่งคง สํําคัญั หมายในกายมีี นรชาติิวางวาย มลายสิ้น� ทั้้�งอินิ ทรียี ์์ สถิิตทั่่�วแตชั่�วดีี ประดับั ไวในโลกา ความหมายของศััพท พฤษภ = วััว กาสร = ควาย กุุญชร = ช�าง ปลดปลง = ตาย โท = สอง ทนต = ฟน การอ่านตีคี วาม การอา่ นตีคี วามหรืือการอา่ นวินิ ิจิ สารเปนการอา่ นอยา่ งพิจิ ารณาถี่ถ� วนดวยความเขาใจ เพื่อ่� ใหไดประโยชน หรืือเปนไป ตามวัตั ถุุประสงคของผููเขียี น จะเปนการอา่ นออกเสียี งหรืืออา่ นในใจก็ไ็ ด แตจุุดสํําคััญ อยููที่่ก� ารใช�สติปิ ญญาตีคี วามหมายของ คํําและขอความ ทั้้�งหมดรวมทั้้�งสิ่ �งแวดล�อมทุุกอย่างที่่�เกี่ �ยวของกัับขอความที่่�อ่านดัังนั้้�นจึึงต�องอาศััยการใช�เหตุุผลและความ รอบคอบในการพิิจารณาทั้้�งถอยคํําและสิ่ �งแวดล�อมทั้้�งหมดที่่�ผููอ่านจะตีีความสารใดๆไดกวางหรืือแคบลึึกหรืือตื้ �นขนาดไหน ย่อมขึ้้�นอยููกัับประสบการณ์สวนตััวและความเฉีียบแหลมของวิิจารณญาณ เปนการอ่านที่่�ผููอ่านพยายามเขาใจความหมายใน สิ่ง� ที่่�ผููเขีียน มิิไดกลา่ วไวโดยตรงผููอ่านพยายามสรุปุ ลงความเห็น็ จากรายละเอีียดของเรื่อ่� งที่่�อ่าน การอา่ นขยายความ การอา่ นขยายความ คืือ การอธิบิ ายเพิ่่ม� เติมิ ใหละเอียี ดขึ้น้� ภายหลังั จากไดตีคี วามแลว ซึ่ง่� อาจใชว� ิธิ ีี ยกตัวั อยา่ งประกอบ หรืือมีกี ารอา� งอิิงเปรีียบเทีียบเนื้้อ� ความใหกวางขวางออกไปจนเปนที่่เ� ขาใจชััดเจนยิ่�งขึ้�น้ ตััวอย่าง ความโศกเกิิดจากความรััก ความกลััวเกิดิ จากความรักั ผููที่่ล� ะความรักั เสียี ไดก็็ไม่โศกไม่กลัวั (พุุทธภาษิติ ) ขอความนี้้�ใหขอคิิดวา ความรัักเปนต�นเหตุุใหเกิิดความโศก และความกลััว ถาตััดหรืือละความรัักได ทั้้�งความโศก ความกลััวก็็ไมมีขี ยายความ เมื่อ�่ บุคุ คลมีคี วามรักั ในสิ่ง� ใดหรืือคนใด เขาก็ต็ อ� งการใหสิ่่ง� นั้้น� คนนั้้น� คงอยููใหเขารักั ตลอดไป มนุษุ ย์์ สวนมากกลัวั วา คนหรืือสิ่�งที่่�ตนรัักจะแตกสลายหรืือสููญสิ้�นจากไป แต่เมื่�อ่ ถึึงคราวทุุกอย่าง ย่อมเปลี่่�ยนไปไม่อาจคงอยููไดย่อมมีีการแตกทํํา ลายสููญสลายไปตามสภาพ ถารูความจริงิ ดังั นี้แ� ละรูจักั ละความรักั ความผููกพันั นั้น� เสียี เขาจะไมต่ อ� งกลัวั และไมต่ อ� งโศกเศรา� เสียี ใจ อีีกต่อไปการขยายความนี้้�ใช�ในกรณีีที่่�ขอความบางข้้อความอาจมีีใจความไม่สมบููรณจึึงต�องมีีการอธิิบาย หรืือขยายความเพื่่�อ ใหเกิดิ ความเขาใจยิ่่ง� ขึ้น�้ การขยายความอาจขยายความเกี่ย� วกับั คํําศัพั ทหรืือการใหเหตุผุ ลเพิ่่ม� เติมิ เชน่ สํํานวน สุภุ าษิติ โคลง กลอนต่างๆ เปนต�น การอ่านจับั ใจความหรืือสรุปุ ความ การอา่ นจับั ใจความหรืือสรุปุ ความ คืือ การอา่ นที่่ม� ุงุ่ คน� หาสาระของเรื่อ�่ งหรืือของหนังั สืือแตล่ ะเลม่ ที่่เ� ปนสวนใจความ สํําคััญและสวนขยายใจความสํําคัญั ของเรื่อ่� ง ใจความสํําคัญั คืือ ขอความที่่�มีสี าระคลุุมขอความอื่่น� ๆ ในยอ่ หน�านั้้น� หรืือเรื่อ�่ งนั้้�นทั้้�งหมดขอความอื่่น� ๆ เปนเพีียง สวนขยายใจความสํําคััญเทานั้้น� ขอความหนึ่่ง� หรืือตอนหนึ่่�งจะมีีใจความสํําคััญที่่ส� ุดุ เพีียงหนึ่่ง� เดีียว นอกนั้้�นเปนใจความรอง คํําวาใจความสํําคัญั นี้้� บางทีเี รีียกเปนหลายอยา่ ง เชน่ แกน่ หรืือ หัวั ใจของเรื่่�อง แก่นของเรื่�อ่ งหรืือความคิดิ หลักั ของเรื่อ่� งแตจะ อยา่ งไรก็็ตามใจความสํําคัญั คืือ สิ่่ง� ที่่เ� ปนสาระ ที่่ส� ํําคััญที่่ส� ุดุ ของเรื่�่อง นั่่�นเอง ใจความสํําคััญสวนมากจะมีลี ักั ษณะเปนประโยค 10 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

ซึ่่�งอาจจะปรากฏอยููในสวนใดสวนหนึ่่�งของย่อหน�าก็็ได จุุดที่่�พบใจความสํําคััญของเรื่�่องแต่ละย่อหน�ามากที่่�สุุดคืือ ประโยค ที่่�อยููตอนต�นย่อหน�าเพราะผููเขีียนมัักจะบอกประเด็็นสํําคััญไวก่อนแลวจึึงขยายรายละเอีียดใหชััดเจนรองลงมาคืือ ประโยค ตอนทาย ยอ่ หนา� โดยผููเขีียนจะบอกรายละเอียี ดหรืือประเด็็นย่อ ๆ กอ่ นแลวจึึงสรุปุ ดวยประโยคที่่เ� ปน ประเด็็นไวภายหลังั สํําหรับั จุุดที่่�พบใจความสํําคัญั ยากขึ้้�นก็ค็ ืือ ประโยคตอนกลางยอ่ หนา� ซึ่ง�่ ผููอ่านจะ ต�อง ใช�ความพยายามสัังเกตใหดีี สวนจุดุ ที่่� หาใจความสํําคััญยากที่่ส� ุุด คืือ ย่อหน�าที่่ไ� มมีปี ระโยคสํําคััญปรากฏ ชััดเจน อาจมีหี ลายประโยคหรืืออาจจะอยููรวม ๆ กัันใน ย่อหนา� ก็็ได ซึ่่ง� ผููอา่ นต�องสรุปุ ออกมาเอง เรื่�องที่� 4 วรรณคดีี วรรณคดีี คืือ หนัังสืือที่่�ไดรัับการยกย่องวาแต่งดีีมีีลัักษณะเดนในเชิิงประพัันธ มีีคุุณค่าสููงในดาน ความคิิด อารมณ์และความเพลิิดเพลิินทํําใหผููอ่านเห็็นความงาม ความไพเราะเกิิดความซาบซึ้�้งกิินใจ วรรณคดีีจึึงมีีความงดงาม ดานวรรณศิิลป ชวยยกระดัับจิิตใจความรููสึึกและภููมิิปญญาของผููอา่ นใหสููงขึ้น�้ วรรณคดีีจึึงเปนมรดกทางวัฒั นธรรมอยา่ งหนึ่่�ง ความสํําคััญของวรรณคดีี วรรณคดีเี ปนสิ่ง� สรา� งสรรคอันั ล้ำ��ำ ค่า่ ของมนุษุ ย์์ มนุษุ ย์ส์ ร้้างและสื่อ�่ สารเรื่อ�่ งราวของชีวี ิติ วัฒั นธรรม และอารมณค์ วาม รููสึึกที่่�เกี่�ยวของหรืือสะทอนความเปนมนุุษยดวยกลวิิธีีการใชถอยคํําสํํานวนภาษา ซึ่�่งมีีความเหมืือนหรืือแตกต่างกัันไปใน แต่ละยุุคสมััยวรรณคดีีมีีความสํําคััญทางดานการใช�ภาษาสะทอนใหเห็็นวิิถีีชีีวิิตของคน การสืืบทอดและ อนุุรัักษวััฒนธรรม กฎระเบีียบคํําสอน และเปนเครื่่�องมืือสร�างความสามััคคีีใหเกิิดในกลุุ่มชน และใหความ จรรโลงใจ นอกจากจะใหคุุณค่าใน ดานอรรถรสของถอยคํําใหผููอา่ นเห็น็ ความงดงามของภาษาแลว ยังั มี ี คุณุ คา่ ทางสติปิ ญญาและศีลี ธรรมอีกี ดวย วรรณคดีจี ึึงมีคี ุณุ คา่ แกผููอา่ น 2 ประการคืือ 1. คุุณค่าทางสุุนทรีียภาพหรืือความงาม สุุนทรีียภาพหรืือความงามทางภาษาเปนหััวใจของ วรรณคดีี เช่น ศิิลปะ ของการแต่งทั้้�งการบรรยายการเปรีียบเทีียบ การเลืือกสรรถอยคํําใหมีีความหมาย เหมาะสม กระทบอารมณผููอ่านมีีสััมผััส ใหเกิดิ เสีียงไพเราะ เปนตน� 2. คุุณค่าทางสารประโยชน เปนคุุณค่าทางสติิปญญาและสัังคมตามปกติิวรรณคดีีจะเขีียนตาม ความเปนจริิงของ ชีีวิิตใหคติิสอนใจแกผููอ่านสอดแทรกสภาพของสังั คม วััฒนธรรมประเพณี ี ทํําใหผููอา่ นมีีโลกทัศั นเ์ ขาใจโลกไดกวางขึ้้�น ลัักษณะของหนังั สืือที่่�เปนวรรณคดีี 1. มีโี ครงเรื่อ่� งดีี ชวนอ่่าน มีีคุุณค่าสาระและมีปี ระโยชน 2. ใชสํํานวนภาษาที่่�ประณีีต มีคี วามไพเราะ 3. แตง่ ไดถููกตอ� งตามลักั ษณะคํําประพัันธ์์ 4. มีีรสแหงวรรณคดีีที่่ผ� ููอา่ นคลอ� ยตาม “วรรณคดีีมรดก” หมายถึึง วรรณคดีีที่่บ� รรพบุรุ ุษุ หรืือกวีสี มัยั ก่อนแต่งเอาไวและเปนที่่�นิิยมอ่าน กันั อย่างแพรหลาย ความนิิยมนั้้�นตกทอดเรื่่�อยมาจนถึึงปจจุุบััน ซึ่�่งเปรีียบเสมืือนมรดกอัันล้ำ��ำ ค่าของชาติิ ที่่�บรรพบุุรุุษมอบไวแก่อนุุชนรุุ่นหลัังให เห็น็ ความสํําคัญั ของวรรณคดีมี รดก วรรณคดีมี รดกมักั จะแสดงภาพชีวี ิติ ของคนในสมัยั กอ่ นที่่ม� ีกี ารประพันั ธวรรณคดีเี รื่อ� งนั้้น� ๆ โดยไม ปดบังั สวนที่่บ� กพรอ่ ง ทั้้ง� ยังั แทรกแนวคิดิ ปรัชั ญาชีวี ิติ ของกวีไี วดวย วรรณคดีมี รดกมีคี ุณุ คา่ ในดานประวัตั ิศิ าสตร สังั คม อารมณ วรรณศิิลป ตลอดจนใหคติสิ อนใจ นัับเปนมรดกทางปญญาของคนในชาติ ิ ขนบของการแตง่ วรรณคดีมี รดก เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย 11 พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

ขนบการแต่งวรรณคดีีมรดก ขนบ หมายถึึง ธรรมเนียี มนิิยม “ขนบวรรณคดี”ี หมายถึึง ธรรมเนีียมนิิยมในการแต่งวรรณคดีี ที่่น� ิยิ มปฏิิบััติิกััน ไดแก 1. รููปแบบและเนื้้�อหารููปแบบที่่�นิยิ มไดแก ลิิลิติ นิิราศ เพลงยาว บทละคร โคลง ฉัันท กาพย กลอน และร่าย รููปแบบ และเนื้้�อหาจะต�องเหมาะสมกัันเช่น ถาเปนการสดุดุ ีี วีรี กรรมของกษัตั ริิย หรืือ วีีรบุรุ ุษุ จะแต่งเปนนิิราศหรืือเพลงยาว เปนต�น หลัักการพินิ ิิจและวิิจารณวรรณคดีี วิจิ ารณ หมายถึึง การพิจิ ารณาเพื่อ�่ เปนแนวในการตัดั สินิ วาสิ่ง� ใดดีหี รืือสิ่ง� ใดไมดีี การวิจิ ารณวรรณคดีจี ะตอ� งพิจิ ารณา ทุุกขั้�นตอนทุุกองคประกอบของงานเขีียนมีีการแยกแยะตั้ง� แต่การใชถอยคำำ� สํํานวนภาษา รููปประโยคเนื้้�อเรื่อ่� งแนวคิดิ การนํํา เสนอเนื้้อ� หา และคุุณค่าทั้้�งดานวรรณศิิลปและคุณุ ค่่า ทางดานสังั คม คุณุ ค่าทางวรรณศิลิ ป ไดแก การพิิจารณาศิิลปะและรููปแบบงานประพันั ธ โดยพิิจารณาจากศิลิ ปะ ในการแต่งทั้้�งบท รอ� ยแกวและบทรอ� ยกรอง มีกี ลวิิธีีในการแต่งมีีรููปแบบการนํําเสนอที่่�เหมาะสมกัับเนื้้อ� หา มีีความน่าสนใจและมีีความคิิดอย่างสร�างสรรค ใชสํํานวนในการแต่งมีีรููปแบบการนํําเสนอที่่�เหมาะสมกัับ เนื้้�อหา มีคี วามน่าสนใจและมีคี วามคิิดอยา่ งสร�างสรรค ใชสํํานวนภาษาสละสลวย สื่่อ� ความหมายไดชัดั เจน คุณุ คา่ ดานสังั คม เปนการพิจิ ารณาจากการที่่ผ� ููประพัันธมัักแสดงภููมิปิ ญญาของตน ค่านิยิ ม และ จริิยธรรมที่่ส� ะทอน ใหเห็็นสภาพสัังคมไดมากน�อยเพีียงใด หรืือเกี่�ยวของสััมพัันธกัับสัังคมอย่างไร มีีสวนชวย พััฒนาสัังคมหรืือประเทืืองปญญา ของตนในสัังคมชวยอนุุรักั ษสิ่ง� ที่่ม� ีคี ุุณค่าของชาติบิ �านเมืือง และมีีสวนชวย สนัับสนุุนค่านิิยมอันั ดีีงาม เปนต้้น เรื่�องที่� 5 หลักั การวิิจารณ์วรรณกรรม เมื่�่อกล่าวถึึงวรรณกรรมย่อมเปนที่่�เขาใจกัันทั่่�วไปวา หมายถึึง งานเขีียนดานต่าง ๆ ในรููปของบทละคร สารคดีี เรื่อ�่ งสั้�น นวนิิยาย และกวีนี ิิพนธซึ่่ง� มีมี าตั้�งแต่โบราณแลวทั้้�งที่่เ� ปนร�อยแกวและ รอ� ยกรอง ลัักษณะของวรรณกรรม 1. วรรณกรรมเปนงานประพัันธที่่�แสดงความรููสึึกนึึกคิิด โดยทั่่ว� ไปมนุษุ ยจะพููดหรืือเขีียนแลวจะส่ง ความรููสึึกนึึกคิดิ อย่างใดอยา่ งหนึ่่ง� เช่น ฝนตก ตน� ไมสีีเขีียว ความรููสึึก จะสัมั ผัสั ไดทางกายและใจ เช่น รููสึึกหนาว รููสึึกร�อน เปนตน� สวนความ คิิดคืือ สิ่่ง� ที่่�เกิดิ จากการใช�สติปิ ญญาใคร่ครวญเกี่�ยวกับั สิ่�งใดสิ่่ง� หนึ่่�ง มากระทบอารมณ 2. วรรณกรรมเปนงานประพันั ธที่่�เกิดิ จากจินิ ตนาการ เปนการสร�างภาพขึ้น้� ในจิติ ใจ จากสิ่ง� ที่่�เคยพบ เคยเห็น็ ในชีีวิติ สิ่�งที่่�สรา� งสรรคข์ ึ้้�นมาจากจิินตนาการออกจะมีเี ค�าความจริิงอยููบา� ง 3. วรรณกรรมเปนงานประพันั ธใชภ� าษาวรรณศิลิ ป เชน่ คํําวาใจกวางเหมืือนแมน้ำ��ำ หรืือหิมิ ะขาว เหมืือนสํําลีี เปนตน� ประเภทของวรรณกรรม ในปจจุุบัันวรรณกรรมแบ่งประเภท โดยดููจากรููปแบบการแตง่ และการแบ่งตามเนื้้�อหาออก เปน 4 ประเภท คืือ 1. ประเภทร�อยแกวคืือ วรรณกรรมที่่ไ� มมีลี ักั ษณะบังั คัับไมบัังคัับจํํานวนคํําสัมั ผัสั หรืือเสียี งหนัักเบา 2. ประเภทรอ� ยกรอง คืือ วรรณกรรมที่่ม� ีลี ัักษณะบัังคับั ในการแตง่ ซึ่ง�่ เรียี กวา ฉัันทลัักษณ เช่น โคลง ฉันั ท กาพย์์ กลอน ร่าย ลิิลิิต วรรณกรรมที่่�แต่งดวยคํําประเภทร�อยกรอง ไดแก บทละคร นิยิ าย บทพรรณนา บทสดุดุ ีี บทอาเศีียรวาท 3. ประเภทสารคดีี คืือ วรรณกรรมที่่�มีีเนื้้�อหาสาระใหความรููความคิดิ และอาจใหความบันั เทิิง ดวย เชน่ สารคดีที อง เที่่ย� ว ชีีวประวััติิ บัันทึึกจดหมายเหตุ ุ หนังั สืือคติิธรรม บทความ เปนตน� 4. ประเภทบันั เทิงิ คดี ี คืือ วรรณกรรมที่่แ� ตง่ ขึ้น้� โดยอาศัยั เคา� ความจริงิ ของชีวี ิติ หรืือจินิ ตนาการโดยมุงุ่ ใหความบันั เทิงิ แกผููอา่ นเปนลํําดัับ ไดแก เรื่�อ่ งสั้�น นิทิ าน นวนิยิ าย บทละครพููด เปนตน� มีที ี่่�แต่งดวยรอ� ยแกว ไดแก นิิทาน นิยิ าย นวนิิยาย เรื่�่องสั้�น สารคดีี บทความ ขาว 12 เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

วรรณกรรมที่่ไ� ดรัับการยกยอ่ ง ในการอ่านหนัังสืือแต่ละเล่ม โดยเฉพาะหนัังสืือประเภทวรรณคดีี ผููอ่านย่อมไดรัับประสบการณ ทางอารมณ์บ�าง ไดรัับคุุณค่าทางปญญาบ�าง หรืืออาจไดรัับทั้้�งสองประการบ�าง สวนวรรณกรรมบางเรื่�่อง แมมิิไดเปนวรรณคดีีก็็อาจใหทั้้�ง ประสบการณทางอารมณแ์ ละใหคุณุ คา่ ทางปญญา ทั้้ง� นี้้ข� ึ้น�้ อยููกับั ผููอา่ นวาจะ สามารถเขาถึึงวรรณกรรมนั้้น� ไดเพียี งไร วรรณกรรม บางเรื่อ�่ งแต่งไดดีีจนไดรับั การยกย่อง เรื่�องที่� 6 ภาษาถิ่่�น ความหมายของภาษาถิ่ �น ภาษาถิ่�น หมายถึึง ภาษาที่่�ใชสื่่�อความหมายตามทองถิ่�นตา่ ง ๆ ซึ่ง่� จะแตกต่างกัันในถอยคํํา สํําเนีียงแตก็ส็ ามารถจะ ติิดต่อสื่�อ่ สารกัันได และถืือวาเปนภาษาเดีียวกันั เพีียงแต่แตกตา่ งกัันตามทองถิ่น� เทานั้้น� ภาษาถิ่�น บางที่่�มักั จะเรีียกกันั วา ภาษาพื้้�นเมืืองทั้้�งนี้้เ� พราะไม่ไดใชเ� ปนภาษามาตรฐานหรืือ ภาษากลางของประเทศ สาเหตุุที่่�ทํําใหเกิิดภาษาถิ่ น� ภาษาถิ่�น เกิิดจากสาเหตุุการย�ายถิ่�นฐาน เมื่่�อกลุุ่มชนที่่�ใช�ภาษาเดีียวกัันย�ายถิ่�นฐานไปตั้้�งแหล่งใหม เนื่่�องจากเกิิด ภัยั ธรรมชาติิ มีีการรุุกรานของศััตรููเมื่�อ่ แยกยา� ยไปอยููคนละถิ่�นนาน ๆ ภาษาที่่ใ� ชจะค่อย เปลี่่ย� นแปลงไปเช่น เสีียงเปลี่่ย� นไป คํําและความหมายเปลี่่ย� นไป ทํําใหเกิดิ ภาษาถิ่น� ขึ้น�้ คุณุ คา่ และความสํําคัญั ของภาษาถิ่�น 1. ภาษาถิ่�นเปนวัฒั นธรรมทางภาษาและเปนเอกลัักษณของแต่ละทองถิ่�น 2. ภาษาถิ่�นเปนสัญั ลัักษณที่่�ใชสื่�อ่ สารทํําความเขาใจและแสดงความเปนญาติิ เปนพวกเดีียวกััน ของเจาของภาษา 3. ภาษาถิ่น� ตน� กํําเนิดิ และเปนสวนหนึ่่ง� ของภาษาไทยและวรรณคดีไี ทย การศึกึ ษาภาษาถิ่น� จะชวยใหการสื่อ่� สารและ การศึกึ ษาวรรณคดีีไดเขาใจลึึกซึ่่ง� ยิ่ง� ขึ้้�น 4. การศึึกษาและการใช�ภาษาถิ่น� จะชวยใหการสื่อ�่ สารไดมีปี ระสิทิ ธิภิ าพและสรา� งความเปนหนึ่่�ง ของคนในชาติิ ลักั ษณะของภาษาถิ่�น 1. มีีการออกเสียี งตา่ ง ๆ ถิ่่น� เพราะสภาพทางภููมิิศาสตร ความหางไกลขาดการติดิ ต่อสื่�่อสารกันั เปนเวลานานมาก ๆ ย่อมทํําใหออกเสีียงต่างกันั ไป การผสมกัันทางเชื้�อชาติิ เพราะอยููใกลเ� คียี งกัันทํําใหมีีภาษาอื่น่� มาปน เช่น ภาษาอีีสาน มีภี าษากลางและเขมรมาปน เพราะมีเี ขตแดนใกลกันั ทํําใหภาษาเปลี่่ย� นไปจากภาษากลาง 3. การถายทอดทางวััฒนธรรมและเทคโนโลยีซี ึ่่�งกัันและกััน ทํําใหภาษาเปลี่่�ยนจากภาษากลาง 4. หนวยเสียี งของภาษาถิ่น� มีสี วนคล�ายกันั และแตกต่างกันั หนวยเสีียงของภาษากลางมีี 21 เสียี ง ภาษาถิ่น� มีหี นวย เสีียงตรงกัันเพีียง 17 เสีียง นอกนั้้�นแตกต่างกััน เช่น ภาษาถิ่�นเหนืือและอีีสานไมมีี หนวยเสีียง ช และ ร ภาษาถิ่�นใต�ไมมีี หนวยเสีียง ง และ ร เปนตน� เรื่่อ� งที่่� 7 สํํานวน สุุภาษิติ สํํานวน หมายถึึง คํํากลา่ วหรืือกลุมุ่ คํําที่่ม� ีคี วามหมายเชิงิ เปรียี บเทียี บเปนเชิงิ ใหใชค� วามคิดิ และ ตีคี วามบางสํํานวนจะ บอกหรืือสอนตรง ๆ บางสํํานวนสะทอนความคิิด ความรููสึึกของกลุุ่มชนในทองถิ่�น ในอดีีตดวย สุุภาษิติ หมายถึึง คํํากล่าวที่่�ดีีงามเปนความจริิง ทุุกสมััยเปนคํําสอนใหประพฤติ ิ ปฏิบิ ัตั ิิ ดังั ตััวอยา่ ง “หลํํารอ่ งชักั ง่าย หลํําใจชักั ยาก” ความหมาย คิิดจะทํําอะไรตอ� งคิดิ ใคร่ครวญใหรอบคอบกอ่ นตัดั สินิ ใจ “พููดไป สองไพเบี้�ย นิ่�งเสียี ตํําลึงึ ทอง” ความหมายพููดไปไมมีีประโยชน์อะไร นิ่่�งไวดีีกวา เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 13 พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

เรื่�องที่� 8 วรรณกรรมทอ้ งถิ่่�น วรรณกรรมทองถิ่น� หมายถึึง เรื่่อ� งราวของชาวบา� นที่่�เลา่ สืืบต่อกัันมาหลายชั่ว� อายุุคนทั้้�งการพููด และการเขียี นในรููป ของ คติิ ความเชื่�่อ และประเพณีี การแสดงออกในการใชถอยคํําที่่ม� ีหี ลากหลายรููปแบบ เชน่ นิทิ านพื้้น� บา� น เพลงกล่อมเด็็ก ปริศิ นา คํําทาย ภาษิติ คํําคม บทเทศน และคํํากล่าวในพิธิ ีกี รรมต่าง ๆ ลัักษณะของวรรณกรรมทองถิ่ �น 1. วรรณกรรมทองถิ่น� โดยทั่่�วไปมีวี ััดเปนศููนย์กลางเผยแพร กวีผี ููประพัันธสวนมาก คืือ พระภิิกษุแุ ละชาวบา� น 2. ภาษาที่่�ใชเ� ปนภาษาถิ่�น ใชถอยคํําสํํานวนทองถิ่น� ที่่เ� รียี บง่าย ชาวบา� นทั่่ว� ไปรููเรื่�อ่ งและใชฉัันทลัักษณที่่�นิิยมในทอง ถิ่�นนั้้�น เปนสํําคััญ 3. เนื้้�อเรื่�อ่ งสวนใหญเ่ ปนเรื่อ่� งจักั ร ๆ วงศ ๆ มุุง่ ใหความบัันเทิงิ และสอดแทรกคติธิ รรมทางพุุทธศาสนา 4. ยึึดค่านิิยมแนวปรัชั ญาพุทุ ธศาสนา เช่น กฎแหงกรรม หรืือธรรมะย่อมชนะอธรรม เปนต�น ประเภทของวรรณกรรมทองถิ่ �น วรรณกรรมทองถิ่�น แบ่งไดเปน 2 ประเภท คืือ 1. ประเภทมุขุ ปาฐะ เปนวรรณกรรมที่่ไ� มไ่ ดเขีียนเปนลายลัักษณ เปนวรรณกรรมปากเปล่า จะถายทอดโดยการบอก หรืือการเล่าหรืือการร�อง ไดแก บทกล่อมเด็ก็ นิทิ านพื้้น� บา� น เพลงพื้้�นบ�าน ปริศิ นา คํําทาย ภาษิติ สํํานวนโวหาร คํํากล่าวใน พิิธีีกรรมต่าง ๆ 2. ประเภทเขีียน เปนลายลัักษณ ไดแก นิทิ าน คํํากลอน บันั ทึึกทางประวัตั ิศิ าสตร์ในทองถิ่�นและ ตํําราความรููต่าง ๆ คุุณค่าของวรรณกรรมทองถิ่ �น 1. คุุณคา่ ต่อการอธิบิ ายความเปนมาของชุุมชนและเผา่ พัันธุุ 2. สะทอนใหเห็็นโลกทัศั นแ์ ละค่านิิยมต่าง ๆ ของแตล่ ะทองถิ่น� โดยผ่านทางวรรณกรรม 3. เปนเครื่�่องมืืออบรมสั่ง� สอนจริิยธรรมของคนในสัังคมสามารถนํําไปประยุกุ ตใ์ ช�ในสัังคมปจจุุบันั ได 4. เปนแหล่งบัันทึึกขอมููลเกี่ย� วกัับวััฒนธรรม ประเพณีี และการดํําเนิินชีีวิิตของคนในทองถิ่�น 5. ใหความบันั เทิงิ ใจแกชุมุ ชนทั้้ง� ประเภทที่่เ� ปนวรรณกรรมและศิลิ ปะการแสดงพื้้น� บา� น เชน่ หมอลํําของภาคอีสี าน การ เลน่ เพลงเรืือ เพลงเกี่ย� วขาว ของภาคกลาง การซอ การเลา่ คา่ วของภาคเหนืือ การเลน่ เพลงบอก รอ� งมโนราหของภาคใต เปนตน� 6.ก่อใหความสามััคคีใี นทองถิ่น� เกิดิ ความรัักถิ่น� และหวงแหนมาตุภุ ููมิิ มารยาทในการอ่าน มารยาทเปนวััฒนธรรมทางสัังคม เปนความประพฤติิที่่�ดีีเหมาะสมที่่�สัังคมยอมรัับและยกย่อง ผููมีีมารยาทคืือ ผููที่่� ไดรัับการอบรมสั่�งสอนขััดเกลามาดีีแลว มารยาทในการอ่านแมจะเปนเรื่่�องเล็็ก ๆ น�อย ๆ ที่่�บางคนอาจไมรููสึึก แต่ไม่ควร มองขาม มารยาทเหลา่ นี้้�จะเปนเครื่่�องบง่ ชี้ใ� หเห็น็ วาบุคุ คลนั้้�นไดรัับการอบรม สั่่ง� สอนมาดีหี รืือไม อย่างไร ดังั เช่นภาษิิตที่่ว� า “สํําเนีียงส่อภาษากริิยาส่อสกุุล” 14 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

มารยาททั่่ว� ๆ ไปในการอ่าน มีีดังั นี้้� 1. ไม่ควรอา่ นเรื่อ่� งที่่�เปนสวนตัวั ของบุุคคลอื่่น� เช่น จดหมาย สมุุดบัันทึึก 2. ในขณะที่่�มีผี ููอ่านหนัังสืือ ไมค่ วรชะโงกไปอา่ นขางหลัังใหเปนที่่�รํําคาญและไม่ควรแย่งอ่าน 3. ไมอ่ ่านออกเสียี งดัังในขณะที่่�ผููอื่�น่ ต�องการความสงบ 4. ไม่แกลง� อ่านเพื่�่อล�อเลีียนบุคุ คลอื่น่� 5. ไม่ควรถืือวิสิ าสะหยิบิ หนัังสืืออื่�น่ มาอา่ นโดยไมไ่ ดรัับอนุญุ าต 6. ไม่อ่านหนัังสืือเมื่่�อยููในวงสนทนาหรืือมีีการประชุมุ 7. เมื่อ�่ อา่ นหนัังสืือในหองสมุุดหรืือสถานที่่ซ� ึ่�่งจััดไวใหอ่านหนัังสืือโดยเฉพาะ ไมส่ ่งเสียี งดััง หมายเหตุ : ให้นักศึกษาได้ศึกษาเพิม่ เตมิ ได้จากหนังสอื เรียนรายวิชาภาษาไทย พท31001 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 15 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

แบบทดสอบทา้ ยบทเรบี น คำำ�ชี้้แ� จงจงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่ถ� ููกต้้องเพีียงคำำ�ตอบเดียี ว 7. วรรณกรรมไทยเเบ่ง่ ออกเป็็น2ชนิดิ คืืออะไบ้้าง 1. มารยาทที่่�ดีใี นการอ่า่ นหนัังสืือ คืือข้้อใด ก. ร้้อยเเก้้วเเละโคลงสี่ �สุุภาพ ข. ร้้อยเเก้้วเเละร้้อยกรอง ก. ไม่่ส่่งเสีียงดังั รบกวนผู้้�อื่�่น ค. ร้้อยกรง ข. ชวนเพื่่อ� นคุุย ง. ร้้อยเเก้้ว ค. เล่น่ กันั เสียี งดััง ง. แย่ง่ กัันอ่า่ น 8. วรรณกรรมพื้้น� บ้้านหมายถึึงอะไร 2. ข้้อใดกล่า่ วผิิดเกี่�ยวกัับวรรณคดีีและวรรณกรรม ก. หมายถึึงสิ่�งวาดเขียี น ก. วรรณคดีี คืือ วรรณกรรมที่่�ได้้รัับยกย่่องว่่ามีีคุุณค่่า ข. หมายถึึงสิ่ง� ที่่เ� ล่า่ ต่่อๆกันั มา เชิงิ วรรณศิิลป์์ ค. หมายถึึงสิ่�งที่่ถ� ่า่ ยทอดของคนในวิิถีีชีวี ิติ ชาวบ้้าน ข. วรรณกรรมทุกุ เรื่�อ่ งต้้องเป็น็ วรรณคดีี ง. หมายถึึงการเเสดง ค. วรรณกรรม หมายถึึง งานหนังั สืือ, งานประพัันธ์์, บท ประพัันธ์์ 9. มารยาทในการอ่า่ นที่่ไ� ม่ค่ วรทำำ� ง. ภาษาที่่�ใช้้ในวรรณคดีีเป็็นภาษาที่่ไ� พเราะ ก. เก็บ็ หนัังสืือให้้เรีียบร้้อย 3. ข้้อใดให้้ความหมายภาษาถิ่ �นได้้ถููกต้้อง ข. ฉีีกหนัังสืือหน้้าที่่�ตนเองชอบ ก. ภาษาตระกููลต่่างๆ ค. แย่่งหนังั สืือจากอื่่�น ข. ภาษาที่่พ� ููดกันั ในท้้องถิ่น� นั้้�นๆ ง. ถููกทั้้ง� ข้้อ ข และ ค ค. ภาษาที่่ใ� ช้้พููดกัันทั่่�วประเทศ 10. มารยาทในการอ่่านส่่งเสริมิ ให้เ้ ราเป็น็ คนแบบใด ง. ภาษาของชนกลุ่�มใหญ่่ทั่่�วโลก ก. มีีวินิ ัยั 4. ข้้อใดมีคี วามหาย ตรงกับั คำำ�ว่า่ “กิินปููนร้้อนท้้อง” ข. มีีความรัับผิดิ ชอบ ก. คนทำำ�ผิดิ มักั กระวนกระวายใจ ค. มีีจิิตสาธารณะ ข. คนทำำ�ผิิดมัักจะชอบแก้้ตััว ง. ถููกทุุกข้้อ ค. คนทำ�ำ ผิดิ มักั จะแสดงอาการพิิรุุธออกมา ง. คนทำำ�ผิิดมัักจะเผลอบอกโดยไม่ร่ ู้้�ตััว 5. “ปััดสวะให้้พ้้นตัวั ” มีีความหมายตรงกัับข้้อใด ก. การเตืือนให้้รู้�จัักรัักษาความสะอาดทั้้�งในบ้้านและ นอกบ้้าน ข. การมีีนิิสัยั มักั ง่่าย ปััดภาระให้้พ้้นตััว ค. การไม่่รับั ผิิดชอบในงานที่่�ตนได้้รัับมอบหมาย ง. การรัักษาผลประโยชน์์ของตนโดยไม่่ใส่่ใจว่่าผู้้�อื่�่นจะ เดืือดร้้อนเพราะการนั้้น� 6. ข้้อใดมีคี วามหมายว่่า “ไม่่ยอมถอย” ก. ถึึงพริิกถึึงขิิง ข. ถึึงไหนถึึงกันั ค. ถึึงเนื้้�อถึึงตัวั ง. ลงไม้้ลงมืือ 16 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

บทท่ี 4 การเขยี น สรุปุ เนื้�อหา เรื่�องที่� 1 หลักั การเขียี น ความหมายและความสํําคัญั ของการเขียี น การเขียี น คืือ การแสดงความรูู ความคิดิ อารมณค์ วามรููสึึกและความตอ� งการของผููสง่ สารออกมาเปนลายลักั ษณอักั ษร เพื่�อ่ ใหผููรับั สารอา่ นเขาใจไดรัับความรููความคิิดอารมณ์ความรููสึึก และความต�องการ ต่าง ๆ เหลา่ นั้้น� การเขีียนเปนพฤติิกรรมของการส่งสารของมนุุษย ซึ่�่งมีีความสํําคััญไมยิ่�งหย่อนไปกวาการส่งสารดวยการพููดและ การอ่าน เพราะการเขีียนเปนลายลัักษณอัักษรหรืือตััวหนัังสืือจะคงทนถาวรและกวางขวาง กวาการพููด และการอ่าน การที่่� เราไดทราบความรููความคิิดและวิิทยาการต่าง ๆ ของบุุคคลในยุุคก่อน ๆ ก็็เพราะมนุุษยรููจัักการเขีียนสััญลัักษณ์แทนคํําพููด ถายทอดใหเราทราบ การเขียี นเพื่อ�่ สง่ สารมีปี ระสิทิ ธิภิ าพมากนอ� ยแคไ่ หนนั้้น� ยอ่ มขึ้น�้ อยููกับั ผููสง่ สารหรืือผููเขียี นซึ่ง่� จะตอ� ง มีคี วาม สามารถในหลายดานทั้้�งกระบวนการคิิด กระบวนการเขียี นความสามารถในดานการใชภ� าษาและ อื่่�น ดังั นี้้� 1. เปนผููมีคี วามรููในเรื่�่องที่่จ� ะเขีียนเปนอย่างดีี มีจี ุดุ ประสงค์ในการถายทอดเพื่�อ่ จะใหผููอ่านไดรัับ สิ่่ง� ใดและทราบพื้้น� ฐานของผููรัับสารเปนอย่างดีดี วย 2. สามารถเลืือกรููปแบบและกลวิธิ ีีในการเขีียนไดเหมาะสมกัับเนื้้�อหาและโอกาส เช่น การเขีียนคํําชี้�แจงก็็เหมาะที่่� จะเขีียนแบบร�อยแกว หากเขีียนคํําอวยพรในโอกาสต่าง ๆ อาจจะใช�การเขีียนแบบร�อยกรองเปนโคลง ฉัันท กาพย กลอน จะเหมาะสมกวา เปนตน� 3. มีีความสามารถในการใช�ภาษา โดยเฉพาะภาษาเขีียนทั้้�งการเขีียนคํําและขอความตามอัักขรวิิธีี รวมทั้้�งการเลืือก ใชถอยคํําสํํานวนตา่ ง ๆ 4. มีคี วามสามารถในการศึึกษาค�นควาและการฝกฝนทัักษะการเขียี น 5. มีีศิิลปะในการใชถอยคํําไดไพเราะเหมาะสมกับั เนื้้อ� หา หรืือสารที่่ต� �องการถายทอด หลักั การเขียี นที่่�ดีี 1. เขีียนตััวหนัังสืือชััดเจน อ่านงา่ ย เปนระเบีียบ 2. เขีียนไดถููกต�องตามอักั ขรวิธิ ีี สะกดการันั ต วรรณยุุกต วางรููปเครื่่�องหมายต่าง ๆ เวนวรรคตอนไดถููกต�อง เพื่�อ่ จะ สื่่อ� ความหมายไดตรงและชัดั เจน ชวยใหผููอา่ นเขาใจสารไดดีี 3. เลืือกใชถอยคํําไดเหมาะสม สื่อ�่ ความหมายไดดีี กระทัดั รัดั ชัดั เจนเหมาะสมกับั เนื้้อ� หา เพศ วัยั และระดับั ของผููอา่ น 4. เลืือกใชสํํานวนภาษาไดไพเราะเหมาะสมกับั ความรููความคิดิ อารมณ ความรููสึึก ที่่ต� �องการถายทอด 5. ใชภ� าษาเขีียนไมค่ วรใช�ภาษาพููดภาษาโฆษณาหรืือภาษาที่่ไ� ม่ไดมาตรฐาน 6. เขียี นไดถููกตอ� งตามรููปแบบและหลัักเกณฑของงานเขียี นแต่ละประเภท 7. เขียี นในสิ่ง� สรา� งสรรค ไมเ่ ขียี นในสิ่�งที่่�จะสร�างความเสีียหาย หรืือความเดืือดร�อนใหแกบุุคคลและ สัังคม การที่่�จะ สื่�่อสารดวยการเขีียนไดดีี ผููเขียี นตอ� งมีีความสามารถในดานการใชภ� าษาและตอ� งปฏิบิ ััติิตามหลัักการเขียี นที่่ด� ีมี ีีมารยาท การเขียี นรููปแบบตา่ ง ๆ รููปแบบการเขีียน งานเขียี นในภาษาไทยมีี 2 รููปแบบ คืือ งานเขียี นประเภทรอ� ยกรองกัับ งานเขีียนประเภทร�อยแกว ซึ่่�งผููเรีียนไดเคยศึึกษามาบ�างแลวในระดัับมััธยมศึึกษาตอนต�น ในที่่�นี้้จ� ะพููดถึึง งานเขีียนประเภทร�อยแกวที่่ผ� ููเรีียนจํําเปนต�อง เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 17 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

ใชใ� นชีีวิิตประจํําวััน เช่น การเขียี นจดหมาย การเขีียน เรีียงความ การเขียี นยอ่ ความ การจดบัันทึึกและการเขีียนแสดงความคิดิ เห็็น และงานเขียี นประเภท ร�อยกรองบางประเภทเทานั้้�น เรื่�องที่� 2 หลักั การแต่งคํําประพัันธ์์ คํําประพัันธ หรืือรอ� ยกรองมีีหลายประเภท เชน่ โคลง กลอน กาพย ฉันั ท และรา่ ย บทรอ� ยกรอง เปนขอความที่่� ประดิิดประดอยตกแต่งคํําภาษาอย่างมีแี บบแผนและมีีเงื่อ� นไขพิิเศษบัังคัับไว เช่น บัังคัับ จํํานวนคํํา บัังคัับวรรค บัังคัับสัมั ผััส เรียี กวา “ฉันั ทลัักษณ”์ แนวทางการเขียี นบทร�อยกรองมีีดังั นี้้� 1. ศึึกษาฉัันทลัักษณของคํําประพัันธนั้้น� ๆ ใหเขาใจอย่างแจมแจง 2. คิิด หรืือจิินตนาการวาจะเขียี นเรื่�่องอะไร สรา� งภาพใหเกิดิ ขึ้น�้ ในหวงความคิิด 3. ลํําดับั ภาพ หรืือลํําดัับขอความใหเปนอยา่ งสมเหตุผุ ล 4. ถายทอดความรููสึึก หรืือจิินตนาการนั้้น� เปนบทรอ� ยกรอง 5. เลืือกใชคํําที่่ส� ื่�อ่ ความหมายไดชััดเจนทํําใหผููอ่านเกิดิ ภาพพจน์และจิินตนาการรวมกัับ ผููประพันั ธ 6. พยายามเลืือกใชคํําที่่ไ� พเราะ เชน่ คิิด ใชคํําวา ถวิิล ผููหญิิงใชคํําวา นารีี 7. แตง่ ใหถููกต�องตามฉัันทลักั ษณของคํําประพัันธ การเขียี นโคลงสี่ส� ุุภาพ มีหี ลักั การเขียี น ดังั นี้้� บทหนึ่่ง� มีี 4 บาท บาทหนึ่่ง� มีี 2 วรรค เรีียก วรรคหนา� กับั วรรคหลััง วรรค หน�ามีี 5 พยางคทุุกบาท วรรคหลัังของบาทที่่�หนึ่่ง� ที่่�สองและที่่�สามมีี 2 พยางค วรรคหลัังของบาทที่่ส�ี่ม� ีี 4 พยางค และอาจมีี คํําสร�อย ไดในวรรคหลัังของบาทที่่�หนึ่่�งและบาทที่่�สาม มีีสััมผััสบัังคัับตามที่่�กํําหนดไวในผัังของโคลง ไมนิิยมใชสััมผััส สระ ใชแ� ตสัมั ผัสั อักั ษร โคลงบทหนึ่่ง� บังั คับั ใชคํําที่่ม� ีวี รรณยุกุ ตเ์ อก 7 แหง และวรรณยุกุ ตโ์ ท 4 แหง คํําเอก ผอ่ นผันั ใหใชคํําตายแทนได ผังของโคลงส่ีสภุ าพ ตัวอยา งโคลงสี่สุภาพ จากมามาลิ่ว� ล้ํํ�า ลํําบาง บางย่เี รือราพลาง พี่พรอ ง เรอื แผงชวยพานาง เมียงมา น มานา บางบรับคําคลอง คลา วนํา้ ตาคลอ (นิราศนรินทร) 18 เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

การเขีียนกลอนสุภุ าพ มีีหลักั การเขียี น ดังั นี้้� บทหนึ่่�งมีี 4 วรรคหรืือ 2 บาท ๆ ละ 2 วรรค คืือ วรรคสดับั วรรครับั วรรครอง วรรคสง่ แตล่ ะ วรรคมีี 8 พยางค หรืือ 7 หรืือ 9 พยางคก็ไ็ ด การเขีียนกาพย แบ่งออกเปน กาพยย์ านีี กาพย์ฉบััง กาพยสุรุ างคนางค กาพยขับั ไม (1) กาพย์ยานีี 11 มีลี ัักษณะ บังั คับั ของบทรอ� ยกรอง ดังั นี้้� คณะ คณะของกาพยย์ านีีมีีดัังนี้้� กาพย์บทหนึ่่ง� ที่่� 2 บาท บาทที่่� 1 เรีียกวา บาทเอก บาทที่่� 2 เรียี กวา บาทโท แตล่ ะบาทมีี 2 วรรค คืือ วรรคแรกและวรรคหลััง พยางค พยางคหรืือคํําในวรรคแรกมีี 5 คํํา วรรคหลังั มีี 6 คํํา เปนเช่นนี้้�ทั้้ง� บาทเอกและ บาทโท จึึงนับั จํํานวนไดบาทละ 11 คํํา เลข 11 ซึ่ง�่ เขีียนไวหลัังชื่่�อกาพยย์ านีนี ั้้�น เพื่อ�่ บอกจํํานวนคํํา ร่าย แบ่งเปน รา่ ยโบราณ ร่ายสุุภาพ ร่ายดั้�นและร่ายยาว รา่ ยยาวที่่เ� รารููจักั ดี ี คืือ รา่ ยยาว มหาเวสสันั ดรชาดก รา่ ยยาว คืือ รา่ ยไมมีกี ํําหนดจํํานวนคํําในวรรคหนึ่่�ง ๆ วรรคทุุกวรรคในร่ายอาจมีจี ํํานวนคํําแตกตา่ งกััน คืือมากบ�าง น�อยบ�างใช�แต่งขึ้�้นเปนบทเทศน เช่น ร่ายยาวมหาเวสสัันดรชาดกเปนต�นและร่ายชนิิดนี้้�ไม่ต�องอาศััยคํําประพัันธชนิิดอื่่�น เรื่่อ� งใดประพัันธเปนรา่ ยยาว ก็ใ็ หเปนร่ายยาวตลอดทั้้ง� เรื่อ่� ง เรื่�องที่� 3 มารยาทและนิิสััยรักั การเขีียน มารยาทในการเขีียน 1. ไม่ควรเขีียนโดยปราศจากความรููเกี่�ยวกัับเรื่�่องนั้้�น ๆ เพราะอาจเกิิดความผิิดพลาด หากจะเขีียนก็็ควรศึึกษา คน� ควาใหเกิิดความพร�อมเสีียกอ่ น 2. ไมเ่ ขีียนเรื่อ่� งที่่�สง่ ผลกระทบต่อความมั่�นคงของชาติิหรืือสถาบัันเบื้้อ� งสููง 3. ไมเ่ ขีียนเพื่�่อมุุ่งเน�นทํําลายผููอื่น่� หรืือเพื่่�อสรา� งผลประโยชน์ใหแก่ตน พวกพองตน 4. ไมเ่ ขียี นโดยใช�อารมณส์ วนตัวั เปนบรรทััดฐาน 5. ต�องบอกแหลง่ ที่่�มาของขอมููลเดิมิ เสมอ เพื่�่อใหเกีียรติิเจาของขอมููลนั้้�น ๆ สรุุป การสร�างนิิสััยรัักการเขีียนและการศึึกษาค�นควาต�องเริ่�มจากเปนผููหมั่่�นแสวงหาความรูู มีีใจรััก ที่่�จะเขีียน เห็น็ ประโยชน์การเขีียนและหมั่่น� ฝกฝนการเขีียนบอ่ ย ๆ หมายเหตุ : ให้นกั ศึกษาได้ศึกษาเพิม่ เตมิ ได้จากหนงั สอื เรียนรายวิชาภาษาไทย พท31001 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 19 พท31001 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย

แบบทดสอบทา้ ยบทเรบี น คำ�ำ ชี้้แ� จงจงเลืือกคำำ�ตอบที่่ถ� ููกต้้องเพียี งคำำ�ตอบเดียี ว 7. คำำ�สุุดท้้ายของวรรคส่่งนิยิ มใช้้เสีียงวรรณยุุกต์ใ์ ด 1. การเขีียนเรีียงความเกี่�ยวกัับการมีีจิิตสาธารณะ มีีองค์์ ก. โท ประกอบตามข้้อใด ข. เอก ค. สามััญ ก. ชื่�อ่ เรื่่อ� ง คำ�ำ นำ�ำ เนื้้อ� เรื่�่อง สรุุป ง. จัตั วา ค. คำ�ำ นำ�ำ เนื้้อ� เรื่�อ่ ง ใจความของเรื่�่อง สรุุป ข. ชื่�่อเรื่่�อง คำำ�นำำ� ใจความของเรื่�อ่ ง สรุุป 8. หากต้้องการดููว่่าเรื่่�องไหนอยู่่�หน้้าที่่เ� ท่่าไรต้้องดููที่่� ง. คำ�ำ นำำ� เนื้้�อเรื่่�อง ใจความของเรื่่�อง การใช้้ภาษา สรุุป ก. คำ�ำ นำ�ำ 2. ข้้อใดใช้้ได้้ถููกต้้องตามหลัักภาษาเขีียน ข. สารบัญั ก. น้ำำ��หนักั ผมเพิ่่ม� ขึ้้น� อีีก 2 กิโิ ล ค. ดััชนีี ข. เวลาค่ำ�ำ� ค่ำ�ำ� รถจะว่่างบนถนน ง. บรรณานุกุ รม ค. อุุณหภููมิิเช้้านี้้ว� ััดได้้ 27 องศา ง. ระยะทางจากบ้้านถึึงโรงเรียี นห่่างกันั 5 กิิโลเมตร 9. การเขีียนพรรณนาและการบรรยายต่่างกัันอย่า่ งไร 3. ข้้อใดที่่�ถืือว่า่ ผู้้เ� ขีียนมีีมารยาท ก. การบรรยายไม่ม่ ีีการดำ�ำ เนิินเรื่�อ่ ง ก. ณรงค์์เขียี นบััตรสนเท่ห่ ์ ์ ข. การพรรณนาไม่ม่ ีีการดำ�ำ เนิินเรื่อ�่ ง ข. นัักเรีียนใช้้สีีพ่่นกำ�ำ แพงวััด ค. การบรรยายให้ร้ ายละเอีียดน้้อย ค. ประชาเขียี นด้้วยลายมืือหวััดแกมบรรจง ง. การพรรณนาให้ร้ ายละเอีียดน้้อย ง. วิิชััยโทรเลขขอเงิินคุุณแม่่เป็็นประจำ�ำ เพื่�่อใช้้จ่่ายเงิิน โดยไม่จ่ ำำ�เป็็น 10. การเรีียบเรีียงถ้้อยคำำ�จากจินิ ตนาการควรใช้้โวหารใด 4. การวางโครงเรื่�่องของการทำำ�รายงานคล้้ายคลึึงกับั อะไร ก. อุุปมาโวหาร ก. การเขียี นย่อ่ ความ ข. เทศนาโวหาร ข. การเขียี นเรีียงความ ค. บรรยายโวหาร ค.การเขียี นจดหมาย ง. พรรณนาโวหาร ง. การเขีียนรายงานการประชุุม 5. ข้้อใดเรีียงลำ�ำ ดับั ได้้ถููกต้้อง ก. รับั รอง สดัับ ส่่ง ข. รอง รัับ สดัับ ส่ง่ ค. สดัับ รับั รอง ส่่ง ง. สดัับ รอง รับั ส่่ง 6. วรรคใดมีีสััมผััสในที่่�เป็็นสััมผััสสระและสััมผััสอัักษรเด่่น ชัดั ที่่ส� ุุด ก. ไพเราะคำ�ำ นำำ�ใจให้้เป็น็ สุขุ ข. ปราศจากทุุกข์์ได้้เพียี งเสีียงเสนาะ ค. อันั ร้้อยกรองพ้้องเสีียงเพียี งจำำ�เพาะ ง. ไทยสืืบเสาะสานเสกเอกลักั ษณ์์ 20 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

บทที่ 5 หลกั การใชภาษา สรุุปเนื้ �อหา เรื่�องที่� 1 ธรรมชาติขิ องภาษา ความหมายของภาษา ภาษา เปนคํําที่่เ� รายืืมมาจากภาษา สัันสกฤต ถาแปลตามความหมายของคํําศััพทภาษา แปลวา ถอยคํําหรืือ คํําพููดที่่� ใชพููดจากันั คํําวา ภาษา ตามรากศััพทเดิิมจึึงมีคี วามหมายแคบคืือ หมายถึึง คํําพููด แตเ่ พียี งอยา่ งเดีียว ความหมายของภาษาตามความเขาใจของคนทั่่ว� ไป เปนความหมายที่่ก� วาง คืือภาษา หมายถึึง สื่อ่� ทุกุ ชนิดิ ที่่ส� ามารถทํํา ความเขาใจกันั ได เชน่ ภาษาพููดใช�เสีียงเปนสื่่อ� ภาษาเขียี นใชตััวอัักษรเปนสื่�่อภาษาใบ�ใชก� ริิยาทาทางเปนสื่่อ� ภาษาคนตาบอด ใชอักั ษรที่่�เปนจุุดนููนเปนสื่�่อ ตลอดทั้้ง� แสง สีี และอาณัตั ิิ สัญั ญาณตา่ ง ๆ ลวนเปนภาษาตามความหมายนี้้ท� ั้้ง� สิ้�น ความสํําคััญของภาษา 1. ภาษาเปนเครื่�่องมืือในการติิดต่อสื่�่อสาร ที่่�มนุุษย์ใชสื่่�อความเขาใจกััน ถายทอดความรูู ความคิิด อารมณ์์ ความรููสึึก ซึ่่ง� กันั และกันั 2. ภาษาเปนเครื่อ�่ งมืือในการแสวงหาความรูู ความคิิดและความเพลิดิ เพลินิ 3. ภาษาเปนเครื่�่องมืือในการประกอบอาชีีพและการปกครอง โดยมีีภาษากลางหรืือภาษาราชการใช�ในการสื่�่อสาร ทํําความเขาใจกัันไดทั้้ง� ประเทศ ทั่่�วทุกุ ภาค 4. ภาษาชวยบัันทึึกถายทอดและจรรโลงวััฒนธรรมใหดํํารงอยูู เราใช�ภาษาบัันทึึกเรื่่�องราวและเหตุุการณ์ต่าง ๆ ใน สังั คม ตลอดทั้้ง� ความคิิด ความเชื่อ�่ ไวใหคนรุุ่นหลัังไดทราบและสืืบต่ออย่างไมขาดสาย 1. ภาษาใชเ� สีียงสื่่�อความหมาย ในการใชเ� สีียงเพื่อ�่ สื่่อ� ความหมายจะมีี 2 ลัักษณะ คืือ 1.1 เสียี งที่่ส� ััมพัันธกัับความหมาย หมายความวาฟงเสียี งแลวเดาความหมายไดเสียี งเหล่านี้้ � มัักจะเปนเสีียง ที่่�เลีียนเสียี งธรรมชาติิ เชน่ ครืืน เปรี้้�ยง โครม จักั ๆ หรืือเลียี นเสีียงสััตวรอ� ง เช่น กา อึ่่�งอ่าง แพะ ตุุกแก 1.2 เสีียงที่่ไ� มสััมพันั ธกับั ความหมาย ในแตล่ ะภาษาจะมีมี ากกวาเสีียงที่่�สััมพันั ธ กัับความหมายเพราะเสีียง ต่าง ๆ จะมีคี วามหมายวาอยา่ งไรนั้้น� ขึ้น้� อยููกัับขอตกลงกันั ของคนที่่�ใชภ� าษานั้้น� ๆ เช่น ในภาษาไทยกํําหนดความหมายของ เสีียง กินิ วานํําของใสปากแลวเคี้ย� วกลืืนลงคอ ภาษาไทยมีีตััวอัักษรเปนของตนเอง เปนที่่�ทราบวาภาษาไทยมีีตััวอัักษรมาตั้�งแต่ครั้�งกรุุงสุุโขทััยแลว วิิวััฒนาการ ตามความเหมาะสมมาเรื่่�อย ๆ จนถึึงปจจุุบััน โดยแบ่งเปน 3 ลักั ษณะ คืือ 1. เสียี งแท มีี 24 เสีียง ใชรููปสระ 32 รููป 2. เสียี งแปรมีี 21 เสีียง ใชรููปพยััญชนะ 44 ตัวั 3. เสียี งดนตรีีหรืือวรรณยุุกตมีี 5 เสียี ง ใชรููปวรรณยุุกต 4 รููป เรื่�องที่� 2 ถอยคํําสํํานวน สุุภาษิติ คํําพัังเพย 1. ถอยคํําภาษาไทยมีีลัักษณะพิิเศษหลายประการ สามารถเลืือกใช�ใหเหมาะสมในการสื่่�อสาร เพื่�่อความเขาใจ ในสิ่ง� ต่าง ๆ ไดอยา่ งชััดเจนและตรงเปาหมาย 2. ถอยคํําภาษาไทยมีลี ักั ษณะเปนศิลิ ปะที่่ม� ีคี วามประณีตี สละสลวย ไพเราะ ลึึกซึ้�ง้ นา่ คิิด นา่ ฟง รื่่น� หูู จููงใจและ หากนํําไปใช�ไดเหมาะกัับขอความเรื่่�องราวจะเพิ่่�มคุุณค่าใหขอความหรืือเรื่�่องราวเหล่านั้้�น มีีน้ำ��ำ หนัักน่าคิิด น่าฟง น่าสนใจ นา่ ติิดตามยิ่�งขึ้น�้ เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย 21 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

3. ถอยคํําภาษาไทย ถารููจัักใช�ใหถููกต�องตามกาลเทศะและบุุคคลนัับวาเปนวััฒนธรรมอัันดีีงาม ของชาติิและ ของผููปฎิิบััติิ ถอยคํําสํํานวน ถอยคํําสํํานวน หมายถึึง ถอยคํําที่่�เรีียบเรีียง บางทีีก็็ใชวาสํํานวนโวหาร คํําพููดของมนุุษย์เราแยก ออกไปอย่าง กวาง ๆ เปน 2 อย่าง อย่างหนึ่่�งพููดตรงไปตรงมาตามภาษาธรรมดา พอพููดออกมาก็็เขาใจทัันทีี อีีกอย่างหนึ่่�งพููดเปนเชิิงไม ตรงไปตรงมา แต่ใหมีีความหมายในคํําพููดนั้้�น ๆ คนฟงเขาใจความหมายทัันทีี ถาคํําพููดนั้้�นใชกัันแพรหลาย เช่น คํําวา “ปากหวาน” “ใจงา่ ย” แตถาไมแ่ พรหลายคนฟงก็ไ็ ม่อาจเขาใจ ทันั ทีี ต�องคิดิ จึึงจะเขาใจ หรืือบางทีีคิดิ แลวเขาใจเปนอย่างอื่่�น ก็็ได หรืือไม่เขาใจเอาเลยก็็ไดคํําพููดเชิิงนี้้�เราเรีียกวา “สํํานวน” การใชถอยคํําที่่�เปนสํํานวนนั้้�น ใช�ในการเปรีียบเทีียบบ�าง เปรียี บเปรยบา� งพููดกระทบบา� ง พููดเลน่ สนุุก ๆ บา� ง พููดเตืือนสติใิ หไดคิิดบา� ง สํํานวนไทย หมายถึึง ถอยคํําที่่เ� รียี บเรียี งไวตายตัวั เนื่อ�่ งจากใชกันั มาจนแพรหลายอยููตัวั แลว จะตััดทอนหรืือสลัับที่่� ไม่ได เช่น สํํานวนวา “เก็็บเบี้้ย� ใต�ถุนุ ร�าน”หมายความวา ทํํางานชนิดิ ที่่ไ� ดเงินิ เล็ก็ น�อยก็เ็ อา ถาเราเปลี่่�ยนเปน “เก็็บเงิินใต�ถุนุ บา� น” ซึ่่�งไมใ่ ชสํํานวนที่่�ใชกันั คนฟง อาจไม่เขาใจหรืือเขาใจเปนอยา่ งอื่่�น เช่น เก็บ็ เงิินฝงไวใตถ� ุุนบ�าน สํํานวน หมายถึึง กลุุ่มของวลี ี คํํา หรืือกลุุ่มคํําที่่น� ํํามาใช�ในความหมายที่่�แตกต่างไปจากความหมายเดิิม ความหมายที่่� เกิิดขึ้้�นมัักจะเปนความหมายในเชิิงอุุปมาหรืือเชิิงเปรีียบเทีียบ ไมไ่ ดใหคติิธรรม แตจะเปน ความหมายที่่�กระชับั และลึึกซึ้�้ง เชน่ สํํานวนวา เรื่อ่� งกลวย ๆ คํําวา กลวย ๆ ไมไ่ ดหมายถึึง ผลไม แตหมายถึึง งา่ ย ๆ เรื่�อ่ งไม่ยากเปนเรื่�อ่ งง่าย ๆ สํํานวนภาษาไทย อาจจะประกอบคํําตั้ง� แต 1 คํําขึ้้�นไปจนถึึงหลายคํําหรืือ เปนกลุุ่ม ตัวั อย่างเช่น ปากหวาน = พููดเพราะ ลููกหมอ� = คนเกา่ ของสถานที่่�ใดสถานที่่�หนึ่่ง� หญ�าปากคอก = เรื่�่องงา่ ย ๆ ที่่ค� ิดิ ไมถึึง คํําพังั เพย มีคี วามหมายลึึกซึ้ง้� กวาสํํานวน ซึ่ง�่ จะหมายถึึง ถอยคํําที่่ก� ลา่ วขึ้น�้ มาลอย ๆ เปนกลาง ๆ มีลี ักั ษณะติชิ ม หรืือ แสดงความเห็น็ อยููในตัวั มีคี วามหมายเปนคติสิ อนใจคํําพังั เพยเมื่อ�่ นํําไปตีคี วามแลว สามารถนํําไปใชประกอบการพููด หรืือเขียี น ใหเหมาะสมกัับเรื่อ�่ งที่่เ� ราตอ� งการถายทอด หรืือสื่�อ่ ความหมายในการสื่่�อสาร เช่น ชี้โ� พรงใหกระรอก = การแนะนํําใหคนอื่น�่ ทํําในทางไมดีี ปลููกเรืือนตามใจผููอยูู = จะทํําอะไรใหคิดิ ถึึงผููที่่จ� ะใชสิ่ง� นั้้น� สุุภาษิติ หมายถึึง คํํากล่าวดีี คํําพููดที่่�ถืือเปนคติิ เพื่�่ออบรมสั่�งสอนใหทํําความดีีละเวนความชั่�ว สุภุ าษิิต สวนใหญมักั เกิดิ จากหลักั ธรรมคํําสอน นิทิ านชาดก เหตุกุ ารณหรืือคํําสั่ง� สอนของบุคุ คลสํําคัญั ซึ่ง�่ เปนที่่เ� คารพนับั ถืือ เลื่อ่� มใสของประชาชน ตััวอยา่ ง เชน่ “ตนแลเปนที่่พ� ึ่่�งแหงตน” “ที่่�ใดมีีรักั ที่่น� ั่่น� มีที ุุกข” “ความพยายามอยููที่่�ไหน ความสํําเร็จ็ อยููที่่�นั่่�น” 22 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

เรื่�องที่� 3 การใช้พจนานุกุ รมและสารานุุกรม ความสํําคััญของพจนานุุกรม พจนานุุกรมเปนหนัังสืืออ�างอิิงที่่�สํําคััญและเปนแบบฉบัับของการเขีียนหนัังสืือไทยในทางราชการ และโรงเรีียน เพื่อ�่ ใหการเขียี นหนังั สืือไทยมีมี าตรฐานเดียี วกันั ไมลักั ลั่น� กอ่ ใหเกิดิ เอกภาพ ทางภาษา อันั เปน วัฒั นธรรมสวนหนึ่่ง� ของชาติไิ ทย ตามปกติิแลวเราจะเปดใช�เมื่่�อเกิิดความสงสััยใครรููในการอ่าน เขีียน หรืือ แปลความหมายของสํํานวน หากเปดใช�บ่อย ๆ จะเกิดิ ความรููความชํํานาญ ใช�ไดรวดเร็ว็ และถููกตอ� ง ความหมายของพจนานุกุ รม คํําวา พจนานุกุ รม เทียี บไดกับั คํําภาษาอัังกฤษคืือ Dictionary พจนานุกุ รม หมายถึึง หนังั สืือ รวบรวมถอยคํําและ สํํานวนที่่�ใชอ� ยููในภาษาโดยเรีียงลํําดัับตามอัักษรแรกของคํํา เริ่ม� ตั้�งแตคํําที่่ข� ึ้น�้ ต�น ดวย ก.ไก ไปจนถึึงคํําที่่ข� ึ้�น้ ต�นดวย ฮ.นกฮููก ซึ่่ง� แต่ละคํําพจนานุุกรมจะบอกการเขีียนสะกดการันั ต บางคํํา จะบอกเสียี งอา่ นดวย หากคํําใดที่่ม� ีีมาจากภาษาต่างประเทศ ก็็จะบอกเทีียบไว บางคํํามีีภาพประกอบ เพื่่�อเขาใจความหมายยิ่�งขึ้้�นและสิ่�งที่่�พจนานุุกรมบอกไวทุุกคํําคืือ ชนิิดของคํําตาม ไวยากรณกับั ความหมาย ของคํํานั้้น� ๆ พจนานุกุ รมจึึงทํําหนา� ที่่เ� ปนแหลง่ เรียี นรููทางภาษาคอยใหความรููเกี่ย� วกับั การอา่ น การเขียี น และบอกความหมายของ ถอยคํําสํํานวนใหเปนที่่�เขาใจอย่างสั้�น ง่าย รวบรััด หนัังสืือพจนานุุกรมภาษาไทยฉบัับที่่�ไดมาตรฐานและเปนที่่�ยอมรัับทั่่�วไป คืือ พจนานุุกรม ฉบับั ราชบััณฑิติ ยสถานฉบัับปรัับปรุงุ พ.ศ. 2525 และฉบัับปรับั ปรุุง ป 2542 สารานุุกรม หนังั สืือสารานุกุ รม เปนหนังั สืือรวมความรููตา่ ง ๆ ในทุกุ แขนงวิชิ าใหรายละเอียี ดเกี่ย� วกับั ประวัตั ิิ ความเปนมา วิวิ ัฒั นา การต่าง ๆ และความรููทั่่�วไป อาทิิ ภููมิศิ าสตร ประวัตั ิศิ าสตร วิิทยาศาสตร ฯลฯ เรียี งลํําดัับไวอย่างด ีีแต่สวนใหญจะเรียี งตาม ตััวอัักษรและมีกี ารปรับั ปรุงุ ใหทัันสมััยอยููเสมอ จะมีกี ารออก หนังั สืือเปนรายปเพิ่่�มเติมิ เพื่่�อเปนการรวบรวมความรููวิทิ ยาการ ใหม ๆ ที่่�เกิิดขึ้�้นในรอบป การเลืือกใช สารานุุกรมจึึงควรเลืือกสารานุุกรมที่่�พิิมพในปล่าสุุดและเลืือกใหสอดคล�องกัับความ ต�องการของตนเอง สารานุุกรมจะมีีทั้้�งสารานุกุ รมเฉพาะวิิชา สารานุกุ รมทั่่�วไป สารานุุกรมสํําหรัับเยาวชน สารานุุกรมสํําหรัับ ผููใหญ มีีทั้้ง� สารานุุกรมหลายเลม่ จบและสารานุุกรมเล่มเดีียวจบ วิิธีีใชส� ารานุุกรม 1. พิิจารณาวาเรื่�่องที่่ต� อ� งการคน� ควาเปนความรููลัักษณะใดเปนความรููทั่่�วไปหรืือเปนความรูู เฉพาะวิิชา 2. เลืือกใช�สารานุุกรมตามเรื่่�องที่่�ตนเองต�องการ ตััวอย่าง ถาต�องการค�นหาความรููง่าย ๆ พื้้�นฐาน ทั่่�วไปก็็ ใหใชส� ารานุกุ รมทั่่ว� ไปสํําหรับั เยาวชน แตถาตอ� งการหาความรููพื้้น� ฐานอยา่ งละเอียี ดก็ใ็ ชส� ารานุกุ รม ทั่่ว� ไปสํําหรับั ผููใหญ หรืือถา ต�องการค�นหาความรููเฉพาะวิิชาก็็ใหเลืือกใช�สารานุกุ รมเฉพาะวิิชา 3. ดููอัักษรหนา� เล่ม หรืือคํําแนะนํําที่่ส� ันั หนัังสืือจะรููวาเรื่อ�่ งนั้้�นอยููในเลม่ ใด 4. เปดดููดรรชนีีเพื่่�อดููเรื่่�องที่่�ต�องการค�นหาวาอยููในเล่มใด หน�าที่่�เทาไหร่และจะต�องเลืือกดููให ถููกลัักษณะของ สารานุกุ รม เช่น เปดดููดรรชนีีทายเล่ม แต่สารานุกุ รมเยาวชนและสารานุุกรมบางชุดุ ดรรชนี ี จะอยููดานหน�า สวนสารานุกุ รม สํําหรัับผููใหญ่และสารานุุกรมบางชุุดใหเปดดููดรรชนีีที่่เ� ล่มสุุดทายของชุดุ 5. อ่านวิิธีใี ช�สารานุุกรมแต่ละชุุดก่อนใช�และคน� หาเรื่่�องที่่�ตอ� งการ เรื่�องที่� 4 คํําราชาศััพท์์ คนไทยมีีวัฒั นธรรมที่่�ยึึดถืือกัันเปนปกติิ คืือ การเคารพนับั ถืือ ผููที่่�สููงอายุุ ชาติกิ ํําเนิดิ และตํําแหน่งหนา� ที่่� สื่่�อที่่�แสดง ออกอย่างชััดเจนคืือ การแสดงกิิริิยามารยาทอัันเคารพ นอบน�อมและใช�ภาษาอย่างมีี ระเบีียบแบบแผนอีีกดวย ภาษา ที่่ใ� ชอ� ยา่ งมีรี ะเบียี บและประดิษิ ฐต์ กแตง่ เปนพิเิ ศษเพื่อ่� ใชกับั บุคุ คลที่่ม� ีฐี านะตา่ ง ๆ ทางสังั คมดังั กลา่ วแลวเรียี กวา คํําราชาศัพั ท์์ เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 23 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

คํําราชาศััพท คืือ คํําที่่�ใชสำ�ำ หรัับพระเจาแผ่นดิินและพระบรมวงศานุุวงศ แตปจจุุบัันคํําราชาศััพท มีีความหมาย รวมถึึง คํําสุุภาพ ที่่ส� ุุภาพชนตอ� งเลืือกใช�ใหเหมาะสมตามฐานะของบุุคคลทุกุ ระดัับและ เหมาะสมกับั กาลเทศะดวย คํําสุุภาพ พระยาอุุปกิิตศิิลปสาร ไดอธิิบายไววาไม่ใชคํําแข็็งกระดางไม่แสดงความเคารพ เช่น โวย วาย วะ ไม่ใชคํําหยาบ เชน่ ใหใชอุจุ จาระแทนขี้� ปสสาวะแทนเยี่ย� ว ไมใ่ ชคํําที่่น� ิิยมกับั ของคํําหยาบ เช่น สากกะเบืือ เปรียี บเทีียบกับั ของลับั ผููชายใหใช�ไมตีพี ริิกแทน เปนต�น ไม่ใชคํําผวน เช่น ตากแดด ใหใช ใหม เปนผึ่�งแดด เปนต�น และไมพููดเสีียงหวน เชน่ ไมรูู ไมเ่ ห็น็ และมีคี ํําวา ครับั ค่ะ คะ ขา ประกอบ คํําพููดดวย ลักั ษณะของคํําราชาศััพท์ 1. คํํานามที่่น� ํํามาใชเ� ปนราชาศััพท 1.1 คํําที่่�นํํามาจากภาษาบาลีี สัันสกฤต เขมรและคํําไทย เมื่�่อจะใชเ� ปนคํําราชาศัพั ทจะตอ� งใช พระบรมราช พระบรม พระราชและพระนํําหนา� คืือ พระบรม พระบรมราช ใชนํําหนา� คํํานามที่่ส� มควรยกยอ่ งสํําหรับั พระเจาแผน่ ดินิ โดยเฉพาะ เชน่ พระบรมอัฐั ิ ิ พระบรม โอรสาธิิราช พระบรมราโชวาท พระบรมราชวิินิจิ ฉัยั พระบรมราชโองการ พระบรมมหาราชวััง พระบรมราชููปถััมภ พระราช ใชนํําหน�าคํํานามที่่�สํําคััญรองลงมา เช่น พระราชสาสน พระราชประวััติิ พระราชยาน พระราชโทรเลข พระราชวััง พระราชดํํารััส พระราชบิิดา พระ ใชนํําหนา� คํํานามทั่่�วไปบางคํําเชน่ พระกร พระหััตถ พระเกศา พระอาจารย พระสหาย พระเก�าอี้ � พระเขนย พระยี่ภ� ูู พระศอ พระอุุทร บางที่่ใ� ชพระหรืือทรง แทรกเขากลาง เพื่อ่� แตง่ เปนคํํานาม ราชาศััพท์์ เช่น กระเปาทรงถืือ เครื่่อ� งพระสํําอาง คํําศััพทที่่�ใชสํําหรับั พระภิิกษุสุ งฆ เนื่่�องจากพระภิิกษุุ เปนผููทรงศีีลและเปนผููสืืบพระพุุทธศาสนา การใชถอยคํํา จึึงกํําหนดไวเปนอีีกหนึ่่�งเฉพาะองค์์ สมเด็็จพระสัังฆราช ซึ่ง่� ถืือเปนประมุขุ แหงสงฆนั้้�นกํําหนดใช�ราชาศัพั ทเทียี บเทาพระราชวงศ ชั้้น� หมอ่ มเจา แตถาพระภิกิ ษุุนั้้น� เปนพระราชวงศอยููแลวก็ค็ งใหใช�ราชาศััพทตามลํําดัับชั้น� ที่่เ� ปนอยููแลวนั้้�น การใชถอยคํํา สํําหรัับพระภิิกษุุโดยทั่่�วไปมีีขอควรสัังเกตพระภิิกษุุใชกัับพระภิิกษุุดวยกัันหรืือ ใชกัับคนธรรมดา จะใช้้ศััพทอย่างเดีียวกัันตลอด ผิิดกัับราชาศััพทสํําหรัับกษััตริิย์และพระราชวงศคนอื่่�นที่่�พููดกัับทานหรืือพููดถึึงทานจึึงจะ ใช�ราชาศัพั ท แตถาพระองคทานพููดกัับคนอื่น�่ จะใชภ� าษาสุุภาพธรรมดา เชน่ มีผี ููพููดถึึงพระวา “พระมหาสุนุ ทรกํําลังั อาพาธอยููที่่�โรงพยาบาล” พระมหาสุุนทรพููดถึึงตัวั ทานเองก็ย็ อ่ มกล่าววา “อาตมากํําลัังอาพาธอยููโรงพยาบาล” มีผี ููพููดถึึงพระราชวงศพระองคหนึ่่ง� วา “พระองค์เจาดิศิ วรกุมุ ารกํําลังั ประชวร” พระองคเ จาเมื่อกลา วถึงพระองคเองยอ มรบั สัง่ วา “ฉันกาํ ลังปวย” หมายเหตุ : ให้นักศึกษาได้ศึกษาเพิม่ เตมิ ได้จากหนังสอื เรียนรายวชิ าภาษาไทย พท31001 24 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

แบบทดสอบทา้ ยบทเรบี น คำ�ำ ชี้้แ� จงจงเลืือกคำำ�ตอบที่่�ถููกต้้องเพียี งคำำ�ตอบเดีียว 7. คํําขึ้น�้ ต้้นและคํําลงท้้ายข้้อใดใช้้เมื่อ่� เขียี นจดหมายถึึงเจ้้า 1. ข้้อใดเป็็น “ธรรมชาติิของภาษา” อาวาสวัดั แห่ง่ หนึ่่�งคืือข้้อใด ก. เสียี งที่่�สื่�่อความหมายสััมพัันธ์์กัับธรรมชาติิ ก. นมััสการ – ขอนมัสั การด้้วยความเคารพ ข. เสีียงที่่ไ� ม่่สัมั พัันธ์ก์ ัับความหมาย แต่่ในกลุ่�มทำำ�ความ ข. เรีียนนมััสการ – กราบนมััสการด้้วยความเคารพ ตกลงการให้้ความหมาย ค. ทููล – แล้้วแต่่จะโปรด ค. ภาษามีีความเปลี่่�ยนแปลงได้้ตามสภาพของสัังคม ง. กราบเรียี นนมัสั การ – ขอแสดงความนมััสการ และความเจริิญ 8. ข้้อใดใช้้ภาษาระดัับทางการ ง. ถููกทุุกข้้อ ก. คลอดบุุตร 2. ข้้อใดเป็็นคํําวิเิ ศษณ์ท์ ุกุ คํํา ข. แต่ง่ งาน ก. สวย สููง สาย สิิบ ข. นก บิิน บน ฟ้้า ค. บวชพระ ค. ชอบ รััก มาก ลููก ง. น้ำ��ำ ไหล สู่่� เขา ง. เผาศพ 3. ประโยคในข้้อใดมีเี จตนาถามให้ต้ อบ 9. ภาษาในข้้อใดต่่างระดับั กับั ข้้ออื่น�่ ก. อะไรก็็โทษฉันั คนเดียี ว ก. เนื่อ�่ งจากการสาธารณสุขุ ดีขี ึ้น�้ ข. ใครก็็อยากรวยกัันทุุกคน ข. อายุขุ ัยั เฉลี่ย� ของประชากรสููงขึ้้น� ทั้้�งหญิงิ และชาย ค. ทํําไมเขาถึึงไม่่มาโรงเรีียน ค. โรคของคนแก่ค่ นเฒ่่าจึึงมากขึ้น�้ ด้้วย ง. ที่่ไ� หนก็็ไม่ส่ ุุขใจเท่่าบ้้านเรา ง. สิ่่�งเหล่่านี้้�มีีอิิทธิิพลต่่อภาวะของโรคกระดููกและข้้อ 4. พระบาทสมเด็็จพระมงกุุฎเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวแต่่งบทละคร ทั้้�งสิ้ �น เรื่่อ� งพระร่่วง ต้้องใช้้คํําราชาศััพท์์ อย่่างไร 10. ข้้อใดควรใช้้เครื่�่องหมาย “ๆ” ก. ทรงพระราชนิพิ นธ์์ ก. ตํํารวจไล่ก่ วดจับั ผู้�้ร้้ายผู้ร้� ้้ายพยายามหนีี ข. ทรงพระนิพิ นธ์์ ข. ฉัันทํําการบ้้านบ้้านคุณุ ยาย ค. ทรงนิิพนธ์์ ค. ยายนอนนอนอยู่่�ก็เ็ ผลอหลับั ไป ง. นิิพนธ์์ ง. เขาไปดููที่่�ที่่�ต่า่ งจัังหวัดั 5. คํําราชาศัพั ท์์ในข้้อใดถููกต้้อง สมปองรู้้�สึึกประทับั ใจเป็น็ พิิเศษเมื่�่อได้้เห็็นภาพวาดของสมเด็็จพระนางเจ้้าฯพระบรม ราชิินีีนาถ ก. พระบรมรููป ข. พระบรมฉายาลัักษณ์์ ค. พระสาทิิสลัักษณ์์ ง. พระบรมรููปฉายาลัักษณ์์ 6. เมื่อ่� นายกรััฐมนตรีี เสียี ชีีวิติ ต้้องใช้้คํําใดจึึงจะถููกต้้อง ก. ถึึงแก่่อนิจิ กรรม ข. ถึึงแก่อ่ สัญั กรรม ค. ถึึงแก่่ชีีพิิตักั ษัยั ง. ถึึงแก่ก่ รรม เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย 25 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

บทท่ี 6 ภาษาไทยกับชอ งทางการประกอบอาชีพ สรุปุ เนื้�อหา เรื่�องที่� 1 คุุณค่าของภาษาไทย ภาษาไทยเปนภาษาที่่�บ่งบอกถึึงเอกลัักษณ์ความเปนไทยมาช�านานตั้ �งแต่โบราณจนถึึงปจจุุบัันภาษาไทยเปนภาษาที่่� สุุภาพไพเราะอ่อนหวานและสิ่�งที่่�สํําคััญคืือเปนภาษาที่่�ใช�ในการสื่�่อสารของ มนุุษย์ในชีีวิิตประจํําวััน หากมีีการพููดภาษาไทย ใหถููกต�องเหมาะสมตามกาลเทศะแลวจะแสดงถึึงกิิริิยามารยาทที่่�เรีียบร�อยนอบน�อมมีีสััมมาคารวะจะทํําใหคนอื่�่นมีีความรััก ใครใ่ นตััวเรา นอกจากนี้้� ภาษาไทยยัังสามารถนํํามาดััดแปลงแต่งเปนคํํากลอแต่งเปนเพลงไดอย่างไพเราะ เพราะพริ้้�ง ทํําใหผููฟง หรืือใครที่่ไ� ดยิินแลวเกิิดความหลงใหลเพลิินเพลินิ ไปกัับเสีียงเพลงนั้้น� ๆ ได ฉะนั้้�น เพื่�่อใหผููเรีียนเกิิดทัักษะอย่างถููกต�องและเหมาะสมในการสื่่�อสารกัับผููอื่่�นอย่าง มีีประสิิทธิิภาพ รููจัักแสวงหา ความรููและประสบการณ รักั การอ่าน การเขีียน การพููด การบัันทึึกความรูู และขอมููลขาวสารที่่�ไดรับั เกิดิ ความภาคภููมิใิ จใน ความเปนเจาของภาษาและเห็็นคุณุ ค่าของบรรพบุุรุษุ ที่่�ได สรา� งสรรคผ์ ลงานไว ผููเรีียนควรที่่�จะรููซึ้้�งถึึงคุณุ คา่ ตลอดจนรักั และ หวงแหนภาษาไทยเพื่่อ� ใหคงอยููคููกับั คนไทย ตลอดไป เรื่�องที่� 2 ภาษาไทยกัับชอ่ งทางการประกอบอาชีพี ภาษาเปนเครื่่�องมืือในการสื่่�อสารระหวางผููส่งสาร (ผููพููด ผููเขีียน) กัับผููรัับสาร (ผููฟง ดูู ผููอ่าน) ที่่�มนุุษย์ใช�ในการ ดํําเนิินชีีวิิตประจํําวััน โดยเริ่�มตั้�งแตวััยเด็็กที่่�เริ่�มหััดพููดเพื่�่อสื่�่อสารกัับพอแม พี่่�น�อง บุุคคลใกล�เคีียง ต่อมาเมื่่�ออยููในวััยเรีียน เริ่�มเขาสููระบบโรงเรีียนตั้�งแต่อนุุบาล ระดัับประถมศึึกษา ระดัับ มััธยมศึึกษา ผููเรีียนในวััยนี้้�เริ่�มใช�ภาษาที่่�มีีระบบระเบีียบ มีหี ลักั เกณฑก์ ารใชภ� าษาที่่ส� ลับั ซัับซอนยากง่าย ตามระดัับการศึกึ ษา ซึ่่�งสิ่�งที่่ผ� ููเรียี นไดเรียี นรููเกี่ย� วกัับภาษาไทยนี้้ � จะเปนการ ปููพื้้น� ฐานความรููใหผููเรียี น มีคี วามรูู ความเขาใจเกิดิ ความซาบซึ้ง�้ และมีคี วามคิดิ สรา� งสรรคของงานที่่เ� กิดิ จากการเรียี นภาษาไทย เช่น มีีผููเรียี นที่่เ� รียี นอยููในระดัับมััธยมศึกึ ษา แต่เปนผููใฝรูู รัักการอ่าน รักั การจดบัันทึึกเรื่�่องราวต่าง ๆ เริ่ม� จดบันั ทึึกจากสิ่ง� ที่่� ใกลตัวั คืือ การจดบัันทึึกกิิจวััตรประจํําวันั จดบัันทึึกเหตุกุ ารณที่่ไ� ดประสบพบเห็็น ใน แต่ละวัันอีีกกรณีหี นึ่่ง� ผููเรีียนคนหนึ่่ง� เปนนัักพููด เวลาโรงเรีียนมีีการจััดกิิจกรรมหรืือมีีการจััดงานใด ๆ ก็็ตาม ผููเรีียนคนนี้้�จะอาสาคอยชวยเหลืือโรงเรีียนโดยเปน ผููประกาศบ�างผููดํําเนิินกิจิ กรรมตา่ ง ๆ บา� ง ซึ่่�งสิ่ง� เหล่านี้้� จะเปนพื้้น� ฐานใหผููเรียี นคนนี้้� ไดเรีียนรููในระดับั ที่่ส� ููงขึ้้น� โดยอาจจะ เปนผููทํําหน�าที่่�พิธิ ีกี รเปนนัักจัดั รายการ วิิทยุุ เป็็นนักั พากยก์ ารตููน ฯลฯ ที่่ส� ามารถสร�างรายไดใหกัับตนเองได การประกอบอาชีีพนักั พููด นักั จัดั รายการวิทิ ยุ ุ ผููเรียี นที่่ส� นใจจะเปนนักั จัดั รายการวิทิ ยุเุ ริ่ม� แรกผููเรียี นอาจจะเปนนักั จัดั รายการวิทิ ยุรุ ะดับั ชุมุ ชน เสียี งตามสาย ฯลฯ จนผููเรียี นมีที ักั ษะประสบการณม์ ากขึ้น้� จึึงจะเปนนักั จัดั รายการวิิทยุรุ ะดับั จังั หวัดั หรืือระดับั ประเทศตอ่ ไป การประกอบอาชีีพนัักเขีียน จากตััวอย่างขางต�นที่่�กล่าวถึึงผููที่่�จะเปนนัักเขีียนมืืออาชีีพ จะต�องเปนผููรููจัักจดบัันทึึก ใฝรูู ใฝแสวงหา ความรููอย่างต่อเนื่�่อง หรืือแม�แต่เปนนัักอ่าน เพราะเชื่�่อวาการเปนผููอ่านมากย่อม รููมากมีีขอมููลในตนเองมาก เมื่�่อตนเอง มีขี อมููลมากจะสามารถดึึงความรููขอมููลในตนเองมาใชใ� นการสื่อ่� สารใหผููอา่ นหรืือผููรับั สารไดรับั รููหรืือไดประโยชนตัวั อย่า่ งของอาชีพี นัักเขียี นไดแกก่ ารเขีียนข่่าว การเขียี นโฆษณา การแตง่ คำำ�ประพัันธ การเขีียนเรื่่อ� งสั้น� การเขียี นสารคดีี การเขีียน บทละครการ เขีียนบทวิิทยุุ-โทรทััศน การแตง่ เพลง ฯลฯ 26 เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

คุุณสมบััติิของนักั เขียี นที่่ด� ีี การจะเปนนัักเขีียนมืืออาชีีพที่่�ดีไี ด จะตอ� งเริ่ม� ต�นทีลี ะขั้น� หรืือเริ่�มจาก 0 ไป 1 2 3 และ 4 โดยไมคิิดกระโดดขามขั้น� ซึ่ง่� มีวี ิิธีกี าร ดัังนี้้� 1. ตั้้�งใจ นัักเขีียนตอ� งมีคี วามตั้�งใจและรับั ผิิดชอบในทุุกขอความที่่ต� นเองไดเขีียนถายทอดออกมา ไมใ่ ช่เพียี งตัวั อักั ษร ที่่เ� รียี งรอ� ยออกมาเปนเนื้้อ� หาเทานั้้น� แมแ� ตย่ อ่ หนา� หรืือเวนวรรคก็น็ ับั วาเปนสวนหนึ่่ง� ที่่� แสดงใหเห็น็ ถึึงความตั้ง� ใจของนักั เขียี น 2. รับั ฟง นักั เขียี นตอ� งรููจักั ที่่จ� ะรับั ฟง คํําวิจิ ารณของเพื่อ�่ นนักั เขียี นดวยกันั อยา่ งใจกวาง เพราะ ไมวานักั เขียี นจะมีฝี มืือ ระดัับใด ก็็สามารถมีีขอผิิดพลาดไดเชน่ กันั 3. ใฝรูู นักั เขียี นต�องรููจักั ค�นควาหาความรูู ขอมููลหรืือแหล่งอ�างอิิงที่่�ถููกตอ� ง เพื่�่อพัฒั นาการเขียี น ของตนเอง 4. จรรยาบรรณ ไมวาอาชีพี ใด ๆ จํําเปนตอ� งมีจี รรยาบรรณเปนของตนเอง นักั เขียี นก็เ็ ชน่ กันั นักั เขียี นที่่ม� ีจี รรยาบรรณ ต�องไมล่ อกของคนอื่่น� มาแอบอา� งชื่่�อเปนของตนเอง นี่่�คืือสิ่�งที่่ร� า� ยแรงที่่ส� ุดุ สํําหรัับ นัักเขีียน 5. ความรับั ผิดิ ชอบ ไมวาอาชีีพใด ๆ ความรัับผิิดชอบเปนสิ่�งสํําคััญ ซึ่่ง� ในที่่น� ี้้� หมายถึึง ความรับั ผิิดชอบตอ่ ทุุกถอยคํํา ในเนื้้�อหา ก่อนจะแสดงผลงานใหผููใดไดอา่ นไมวาผููเขียี นจะตั้ง� ใจหรืือ ไมตั้�งใจก็ต็ าม 6. ความสุุข หลายคนอาจแอบคิิดอยููในใจวาการเปนนัักเขีียนไม่ใช่เรื่�่องง่าย ไมวาอาชีีพใด ๆ ต�องมีีจุุดง่ายจุุดยาก ดวยกัันทั้้�งสิ้�น แลวเหตุุใดการเปนนักั เขียี นตอ� งมีีความสุุข เพราะถาหากนักั เขียี น เขีียนดวยความทุุกขไมรููสึึกมีีความสุขุ กับั การ เขียี น ก็็แสดงวานัักเขียี นผููนั้้น� ไมเ่ หมาะกับั การเปนนัักเขียี น นัักเขีียน คืือ ผููที่่�แสดงความคิิดเห็็น ดวยการเขีียนเปนหนัังสืือหรืือลายลัักษณอัักษร ซึ่่�งอาจ แสดงออกในรููปแบบ เรียี งความ บทความ เรื่อ� งสั้น� นวนิยิ าย ฯลฯ คนที่่จ� ะเอาดีดี านงานเขียี น จะตอ� งเปน คนชา่ งฝน มีพี รสวรรค และตอ� งเรียี นรู้� พยายามเขียี นตามที่่ต� นถนัดั รููจักั อยููในโลกแหงจินิ ตนาการจึึงจะเขียี น ใหผููอา่ นหัวั เราะ รอ� งไหและรอคอย ถืือวาเปนหัวั ใจหลักั ของนัักเขีียน นอกจากนี้้�ต�องเปนนัักอา่ น นักั เขียี น ต�องมีอี ารมณ์ออ่ นไหว รููสึึกไวต่อสิ่ง� เร�าทั้้ง� หลาย นอกจากนี้้ย� ัังต�องเปนคน ช่างคิิด ชา่ งสัังเกต เรื่�องที่� 3 การเพิ่�มพููนความรูแู้ ละประสบการณ์ทางด้านภาษาไทย เพื่�อการประกอบอาชีีพ จากการนํําเสนอแนวทางของการนำำ�ความรููภาษาไทยไปเปนช่องทางในการประกอบอาชีีพประเภทต่าง ๆ เช่น การพููด การเปนพิิธีีกร ผููประกาศ นัักจััดรายการวิิทยุุ โทรทััศน ครููสอนภาษาไทยกัับประชาชน อาเซีียน การเขียี น นักั เขียี นขาว เขียี นบทละคร เขียี นนิทิ าน เขียี นสารคดีี แลวนั้้น� เปนเพียี งจุดุ ประกายใหผููเรียี นไดเรียี นรููวาการเรียี นวิชิ า ภาษาไทยมิใิ ชเ่ รียี นแลวนํําความรููไปใชใ� นชีวี ิติ ประจํําวันั เทานั้้น� แตก่ าร เรียี นรููวิชิ าภาษาไทยยังั สามารถนํําความรููประสบการณ์์ ทางดานภาษาไทยไปประกอบอาชีีพ สรา� งรายได ใหกัับตนเองไดดวย แต่การที่่�ผููเรีียนจะเปนนัักเขียี น หรืือนัักพููดที่่ม� ีชี ื่่�อเสีียง เปนที่่�ยอมรัับของสัังคม ผููเรีียนจะต�องแสวงหาความรูู ทัักษะ ประสบการณ์เพิ่่�มเติิมจากสถาบัันการศึึกษาทั้้�งภาครััฐและเอก ชนที่่�เปนหลัักสููตรเฉพาะเรื่่�อง หรืือหากผููเรีียนต�องการศึึกษาหาความรููเพิ่่�มเติิมในระดัับการศึึกษาที่่�สููงขึ้�้นก็็จะมีีสถาบัันการ ศึกึ ษาระดัับมหาวิทิ ยาลัยั เช่น คณะนิเิ ทศศาสตร คณะวารสารศาสตร ฯลฯ ไดอีกี ทางเลืือก หนึ่่�ง หรืือในขณะที่่ผ� ููเรียี นกํําลังั ศึึกษาอยููในระดัับมััธยมศึึกษาตอนปลายและต�องการที่่�จะเรีียนรููวิิชาภาษาไทย เพื่�่อต่อยอดไปสููช่องทางการประกอบอาชีีพ ไดจริงิ ผููเรียี นสามารถเลืือกเรียี นวิชิ าเลืือกตาม หลักั สููตรในระดับั เดียี วกันั ที่่ม� ีเี นื้้อ� หาเฉพาะเรื่อ่� งที่่ส� นใจไดอีกี ทางเลืือกหนึ่่ง� ดวย หมายเหตุ : ให้นกั ศึกษาได้ศึกษาเพ่ิมเติมได้จากหนงั สือเรยี นรายวิชาภาษาไทย พท31001 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย 27 พท31001 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย

แบบทดสอบทา้ ยบทเรบี น คำ�ำ ชี้้แ� จงจงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่ถ� ููกต้้องเพียี งคำำ�ตอบเดียี ว 8.ข้้อใดเป็็นการพาดหัวั ข่า่ วหนัังสืือพิิมพ์ท์ ี่่�ไม่่ถููกต้้อง 1. ข้้อใดต่่อไปนี้้�เป็็นระดับั ของภาษาไทย ก. ใช้้ภาษาที่่�กะทัดั รัดั เข้้าใจง่า่ ย ข. หััวข่่าวต้้องตรงตามสาระของข่่าว ก. ภาษาปาก ภาษากึ่ง� แบบแผน ภาษาแผน ค. ใช้้ภาษาชาวบ้้านเพื่�อ่ ให้เ้ ข้้าใจง่่าย ข. ภาษาปาก ภาษาแผน ภาษาไม่่เป็น็ แบบแผน ง.ไม่่ใช้้ภาษาที่่�ก่่อให้้เกิดิ ความเข้้าใจผิิดเพื่่�อผลประโยชน์์ ค. ภาษาปาก ภาษากึ่�งแบบแผน ภาษาแบบแผน ง. ภาษาวาจา ภาษากึ่�งแบบแผน ภาษาแบบแผน ทางการค้้า 2. ข้้อใดสื่อ่� ความหมายได้้ชัดั เจน 9. โฆษกที่่ด� ีคี วรมีีลักั ษณะอย่า่ งไร ก. น้ำำ��แข็็งหมดแล้้ว ข. น้ำำ��ร้้อนพอไหม ก. ยิ้้ม� แย้้มแจ่่มใส ทำ�ำ ตัวั สง่่างาม มีปี ฏิภิ าณไหวพริิบดีี ค. วัันนี้้�ทานข้้าวเย็็นไหม ข. สีีหน้้าเคร่ง่ ขรึึม ทำ�ำ ตััวน่่าเกรงขาม ฉลาด ง. การทำำ�งานต้้องละเอีียดรอบคอบ ค. ทำำ�ตัวั ตามสบาย เป็็นกันั เองกับั ผู้ฟ้� ััง 3. ข้้อใดจััดหมวดหมู่่�ระดัับทางภาษาได้้ถููกต้้องที่่ส� ุุด ง. สุขุ ุุม รอบคอบ ควบคุมุ สถานการณ์ไ์ ด้้ดีี ก. พ่อ่ มารดา บิิดา คุณุ ย่่า 10. ข้้อใดเป็น็ ข้้อแตกต่่างระหว่่าง พิธิ ีกี ร กับั โฆษก ข. หมอ กิิน คลอดลููก ดื่่ม� สุุรา ก. บุคุ ลิิกภาพ ค. บิิดา ข้้าพเจ้้า แพทย์์หญิงิ รัับประทาน ข. การปฏิสิ ัันถารกัับผู้ฟ้� ััง ง. โกหก ผม หมอ คนไข้้ ค. ลัักษณะของงาน 4. ข้้อใดเป็น็ ลัักษณะของคำำ�สุภุ าพ ง. เรื่่อ� งที่่พ� ููด ก. ต้้องเป็็นคำำ�ที่่�ใช้้เหมาะสมกัับฐานะของบุุคคลและ ลักั ษณะการเขีียน ข. คำ�ำ ที่่�ใช้้พููดคุยุ ระหว่า่ งเครืือญาติดิ ้้วยกันั ค. คำ�ำ ที่่�ใช้้พููดคุยุ ในหมู่่�เพื่�่อนสนิทิ ง. เป็็นคำำ�ที่่�ใช้้ให้้เหมาะสมกัับเรื่อ่� งที่่�พููด 5. “ขอความ...ยืืนขึ้้�นคะ” คำ�ำ ใดต่่อไปนี้้�เหมาะสมที่่�จะเติิม ลงในช่่องว่า่ งมากที่่ส� ุดุ ก. อนุเุ คราะห์์ ข. กรุุณา ค. ช่่วยเหลืือ ง. กรุุณาช่ว่ ย 6. คำำ�สุภุ าพในข้้อใดใช้้ถููกต้้องที่่ส� ุดุ ก. ควาย - โค ข. ผัักตบ - ผัักหาว ค. โรคเรื้อ� น – ขี้้เ� รื้�อน ง. โค – กระบืือ 7. ส่ว่ นลงท้้ายของโฆษณาโดยทั่่ว� ๆ ไปประกอบด้้วยอะไรบ้้าง ก. ชื่อ่� สิินค้้า ข. ตราสิินค้้า ค. คำ�ำ ขวัญั ง. ชื่�่อสิินค้้า ตราสิินค้้า 28 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

แบบทดสอบหลังเรยี นรายวิชาภาษาไทย จงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่�ถููกต้้องที่่ส� ุุดเพีียงคำ�ำ ตอบเดีียว 7. ข้้อใดไม่่ควรเป็็นคำ�ำ ทักั ทายที่่�ดีี 1. มารยาทที่่�ดีใี นการอ่า่ นหนัังสืือ คืือข้้อใด ก. สวัสั ดีีค่่ะคุณุ อ้้อม ทำำ�ไมวัันนี้้�ดููซููบจััง ข. สวััสดีคี ่่ะคุุณอ๋๋อย วัันนี้้แ� ต่ง่ ตััวสวยจังั ก. ไม่่ส่ง่ เสียี งดัังรบกวนผู้อ้� ื่่�น ค. สวััสดีีค่ะ่ คุณุ อ้้อย ลููกๆ สบายดีหี รืือค่ะ่ ข. ชวนเพื่�่อนคุุย ง. สวัสั ดีีค่ะ่ คุุณอ๋๋อย ไปเที่่ย� วมาสนุุกไหมคะ ค. เล่่นกันั เสียี งดังั ง. แย่่งกันั อ่่าน 8. พระบาทสมเด็็จพระมงกุุฎเกล้้าเจ้้าอยู่่�หััวแต่่งบทละคร 2. ข้้อใดไม่ใ่ ช่่คุณุ สมบััติขิ องผู้้�ฟัังที่่�ดีี เรื่�่องพระร่ว่ ง ต้้องใช้้คํําราชาศัพั ท์์ อย่่างไร ก. นั่่�งฟัังเงีียบๆ แสดงอาการรับั รู้้จ� นกว่่าผู้้พ� ููดจะพููดจบ ข. พิิจารณาเรื่�่องราวที่่�กำ�ำ ลัังฟัังว่่าน่่าเชื่่�อถืือมากน้้อย ก. ทรงพระราชนิพิ นธ์์ เพีียงใด ข. ทรงพระนิพิ นธ์์ ค. รวบรวมความคิิดให้้ได้้ว่่าผู้พ้� ููดมีวี ัตั ถุปุ ระสงค์์อะไรใน ค. ทรงนิิพนธ์์ การพููดนั้้�น ง. นิิพนธ์์ ง. แยกแยะได้้ว่า่ เรื่่อ� งที่่�ได้้ฟัังนั้้�นมีสี ่่วนใดเป็็นข้้อเท็็จจริงิ 9. โฆษกที่่�ดีีควรมีลี ักั ษณะอย่่างไร ส่ว่ นใดเป็น็ ข้้อคิิดเห็น็ ก. ยิ้้ม� แย้้มแจ่่มใส ทำ�ำ ตััวสง่า่ งาม มีปี ฏิภิ าณไหวพริบิ ดีี 3. ข้้อใดคืือคุุณธรรมในการพููด ข. สีีหน้้าเคร่่งขรึึม ทำำ�ตัวั น่า่ เกรงขาม ฉลาด ก. พููดด้้วยน้ำ��ำ เสียี งนุ่�มนวลชวนฟััง ค. ทำำ�ตัวั ตามสบาย เป็น็ กัันเองกับั ผู้ฟ้� ััง ข. รัับผิิดชอบในการพููด พููดแต่่สิ่ �งที่่�ดีี ง. สุขุ ุุม รอบคอบ ควบคุมุ สถานการณ์์ได้้ดีี ค. พููดคััดค้้านโต้้แย้้ง เมื่อ่� เห็็นว่่าผิดิ 10.มารยาทในการอ่่านที่่ไ� ม่ค่ วรทำำ� ง. พููดแต่่สิ่ �งที่่�คนฟัังชอบ ก. เก็็บหนังั สืือให้เ้ รียี บร้้อย 4. พฤติกิ รรมใดที่่�เหมาะสมในการฟัังในที่่ป� ระชุุมชน ข. ฉีกี หนัังสืือหน้้าที่่ต� นเองชอบ ก. นั่่ง� ฟัังอย่่างสบาย ๆ ค. แย่่งหนัังสืือจากอื่่�น ข. นำำ�อาหารเข้้ามารัับประทาน ง. ถููกทั้้ง� ข้้อ ข และ ค ค. ปรบมืือต้้อนรัับ 11.มารยาทในการอ่า่ นส่ง่ เสริิมให้เ้ ราเป็็นคนแบบใด ง. นั่่�งหลัับตาทำ�ำ สมาธิิขณะฟััง ก. มีวี ินิ ัยั 5. ข้้อใดไม่ใ่ ช่ม่ ารยาทในการฟััง ข. มีีความรัับผิดิ ชอบ ก. กระตุ้�นให้้ผู้พ� ููดได้้พููดในเรื่อ�่ งที่่�เขาสนใจ ค. มีจี ิิตสาธารณะ ข. แสดงความไม่เ่ ห็น็ ด้้วยทางสีหี น้้า อย่า่ ใช้้คำำ�พููด ง. ถููกทุุกข้้อ ค. แทรกคำำ�ถามในขณะฟัังเมื่่�อผู้�้พููดพููดจบกระแไม่่ทำำ� 12. วรรณกรรมไทยเเบ่่งออกเป็น็ 2ชนิดิ คืืออะไบ้้าง กิิจกรรมอย่่างอื่�น่ ไปด้้วยในขณะฟััง ก.ร้้อยเเก้้วเเละโคลงสี่ส� ุุภาพ ง. ถููกทุุกข้้อ ข.ร้้อยเเก้้วเเละร้้อยกรอง 6. การฟัังการอภิิปรายเป็็นการฟัังเพื่่�อจุุดประสงค์์ใด ค.ร้้อยกรง ก. ฟัังเพื่�่อความรู้้� ง.ร้้อยเเก้้ว ข. ฟัังเพื่�่อคิิด ค. ฟัังเพื่อ่� ให้เ้ กิิดความเพลิดิ เพลิิน ง. ฟัังเพื่�อ่ ความรู้้แ� ละเพื่�อ่ คิิด เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 29 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

13. ข้้อใดใช้้ภาษาระดัับทางการ 20. การฟัังมีคี วามหมายตรงกับั ข้้อใด ก. คลอดบุุตร ก. การได้้ยิิน ข. แต่ง่ งาน ข. การรู้ค้� วามหมาย ค. บวชพระ ค. การทำ�ำ ความเข้้าใจซึ่ง�่ กันั และกััน ง. เผาศพ ง. การรับั รู้ค้� วามหมายจากเสีียงที่่เ� ราได้้ยินิ 14. ข้้อใดเป็็น “ธรรมชาติิของภาษา” ก. เสียี งที่่�สื่่�อความหมายสัมั พันั ธ์์กับั ธรรมชาติิ ข. เสีียงที่่�ไม่่สัมั พันั ธ์ก์ ัับความหมาย แต่่ในกลุ่�มทำ�ำ ความ ตกลงการให้้ความหมาย ค. ภาษามีคี วามเปลี่่ย� นแปลงได้้ตามสภาพของสังั คมและ ความเจริิญ ง. ถููกทุุกข้้อ 15. ข้้อใดไม่ใ่ ช่ล่ ักั ษณะการพููดที่่ด� ีี ก. ต้้องมีเี นื้้อ� หาดี ี ข. มีีวิิธีีการถ่่ายทอดดีี ค. มีีบุคุ ลิกิ ภาพดีี ง. พููดโดยใช้้ภาษาท้้องถิ่ �น 16. ข้้อใดเรียี งลำำ�ดัับได้้ถููกต้้อง ก. รัับ รอง สดัับ ส่ง่ ข. รอง รับั สดัับ ส่ง่ ค. สดัับ รับั รอง ส่่ง ง. สดับั รอง รัับ ส่ง่ 17. ข้้อใดควรใช้้เครื่�่องหมาย “ๆ” ก. ตํํารวจไล่่กวดจัับผู้�้ร้้ายผู้ร้� ้้ายพยายามหนีี ข. ฉัันทํําการบ้้านบ้้านคุุณยาย ค. ยายนอนนอนอยู่่�ก็็เผลอหลับั ไป ง. เขาไปดููที่่�ที่่ต� ่่างจัังหวััด 18. คำำ�สุภุ าพในข้้อใดใช้้ถููกต้้องที่่�สุุด ก. ควาย - โค ข. ผักั ตบ - ผักั หาว ค. โรคเรื้อ� น – ขี้้�เรื้�อน ง. โค – กระบืือ 19. ข้้อใดเป็น็ ข้้อแตกต่า่ งระหว่า่ ง พิิธีีกร กับั โฆษก ก. บุุคลิิกภาพ ข. การปฏิิสัันถารกัับผู้ฟ้� ััง ค. ลักั ษณะของงาน ง. เรื่่�องที่่พ� ููด 30 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 1. ง 2. ข 3. ก 4. ค 5. ก 6. ข 7. ก 8. ง 9. ก 10. ง 11. ง 12. ข 13. ค 14. ง 15. ก 16. ก 17. ค 18. ง 19. ค 20. ก เฉลยแบบทดสอบท้ายบทเรยี น บทที่ 1 1. ง 2. ข 3. ก 4. ก 5. ข 6. ก 7. ก 8. ง 9. ค 10. ก เฉลยแบบทดสอบทา้ ยบทเรยี น บทท่ี 2 1. ง 2. ง 3. ค 4. ค 5. ง 6. ข 7. ก 8. ก 9. ง 10. ก เฉลยแบบทดสอบท้ายบทเรยี น บทที่ 3 1. ก 2. ข 3. ข 4. ค 5. ง 6. ข 7. ข 8. ค 9. ง 10. ง เฉลยแบบทดสอบทา้ ยบทเรียน บทท่ี 4 1. ก 2. ง 3. ค 4. ข 5. ค 6. ง 7. ง 8. ข 9. ข 10. ง เฉลยแบบทดสอบทา้ ยบทเรยี น บทท่ี 5 1. ง 2. ก 3. ค 4. ก 5. ค 6. ข 7. ก 8. ก 9. ค 10. ค เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 31 พท31001 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย

เฉลยแบบทดสอบทา้ ยบทเรียน บทท่ี 6 1. ค 2. ง 3. ค 4. ก 5. ข 6. ค 7. ค 8. ค 9. ก 10. ค เฉลยแบบทดสอบหลังกอ่ นเรยี น 1. ก 2. ข 3. ข 4. ค 5. ก 6. ข 7. ก 8. ก 9. ก 10. ง 11. ง 12. ข 13. ก 14. ง 15. ง 16. ค 17. ค 18. ง 19. ค 20. ง 32 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

แบบบันั ทึกึ การพััฒนาทักั ษะวิิชาการเพื่�อยกระดัับผลสััมฤทธิ์�ผู้�เรีียนรายบุุคคล การทดสอบก่อ่ นเรียี นและหลังั เรีียน ระดัับมัธั ยมศึึกษาตอนปลาย รายวิชิ าภาษาไทย พท31001 *********************** ชื่อ่� - สกุลุ .......................................................................... รหััสนักั ศึกึ ษา.............................................. กศน.ตำำ�บล............................................ กศน.อำำ�เภอ........................................... จัังหวัดั ขอนแก่่น จากการที่่�ผู้�้เรีียนได้้ศึึกษาเรีียนรู้้�จากแบบเรีียน และสรุุปเนื้้�อหาจากบทเรีียน ตามเอกสารเล่่มนี้้�แล้้ว ผู้�้เรีียนสามารถ ทราบได้้ว่่าทำ�ำ แบบทดสอบในบทเรีียนต่า่ ง ๆ ถููกต้้องจำำ�นวนกี่ข� ้้อ โดยการบัันทึึกในแบบบัันทึึกการพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการผู้เ้� รีียน รายบุคุ คล ดัังนี้้� ที่ แบบประเมิน คะแนนเตม็ คะแนนทไ่ี ด้ ผลการประเมนิ 1 แบบทดสอบก่อนเรียน 20 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น 20 เกณฑ์ก์ ารประเมินิ ผลการพััฒนา แบบทดสอบก่อ่ นเรียี นและหลังั เรีียน เมื่อ�่ ทำ�ำ แบบทดสอบก่อ่ นเรีียน และแบบทดสอบหลัังเรีียน ซึ่ง่� มีีแบบทดสอบ 20 ข้้อ ผู้เ�้ รีียนสามารถทราบได้้ว่า่ มีีความ รู้�อ้ ยู่�ในระดัับใด ดังั นี้้� จ�ำ นวนขอ้ สอบทผ่ี เู้ รียนทำ�ถูกต้อง อยู่ในระดับ หมายเหตุ 18 - 20 ข้อ ดมี าก 16 - 17 ข้อ ดี 14 - 15 ข้อ 10 - 13 ข้อ ปานกลาง ต�ำ่ กวา่ 10 ข้อ พอใช้ ควรปรบั ปรุง หมายเหตุ : ผลจากการประเมนิ ผเู้ รียนสามารถน�ำ ไปปรบั ปรุงตนเองเพื่อให้เกดิ การพัฒนาตอ่ ไป เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 33 พท31001 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย

แบบบันั ทึกึ การพััฒนาทัักษะวิิชาการเพื่�อยกระดัับผลสัมั ฤทธิ์�ผู้�เรียี นรายบุุคคล การทดสอบก่่อนเรียี นและหลัังเรียี น ระดัับมััธยมศึกึ ษาตอนปลาย รายวิิชาภาษาไทย พท31001 *********************** ชื่อ่� - สกุลุ .......................................................................... รหัสั นักั ศึกึ ษา.............................................. กศน.ตำำ�บล............................................ กศน.อำำ�เภอ........................................... จังั หวัดั ขอนแก่่น จากการที่่�ผู้้�เรีียนได้้ศึึกษาเรีียนรู้้�จากแบบเรีียน และสรุุปเนื้้�อหาจากบทเรีียน ตามเอกสารเล่่มนี้้�แล้้ว ผู้�้เรีียนสามารถ ทราบได้้ว่า่ ทำำ�แบบทดสอบในบทเรีียนต่า่ ง ๆ ถููกต้้องจำ�ำ นวนกี่�ข้้อ โดยการบันั ทึึกในแบบบัันทึึกการพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการผู้เ้� รีียน รายบุุคคล ดังั นี้้� ท่ี แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน คะแนนเต็ม คะแนนทไ่ี ด้ ผลการประเมนิ 1 บทที่ 1 การฟง การดู 10 2 บทที่ 2 การพูด 10 3 บทท่ี 3 การอา น 10 4 บทท่ี 4 การเขยี น 10 5 บทที่ 5 หลกั การใชภาษา 10 6 บทท่ี 6 ภาษาไทยกับชอ งทางการประกอบอาชีพ 10 เกณฑ์ก์ ารประเมิินผลการพััฒนา แบบทดสอบท้า้ ยบทเรียี น เมื่อ�่ ทำ�ำ แบบทดสอบท้้ายบทเรียี นในแต่ล่ ะบทเรียี น ซึ่ง�่ มีแี บบทดสอบบทละ 10 ข้้อ ผู้เ�้ รียี นสามารถทราบได้้ว่า่ มีคี วามรู้อ� ยู่� ในระดัับใด ดัังนี้้� จ�ำ นวนขอ้ สอบทผ่ี ู้เรียนทำ�ถกู ตอ้ ง อยู่ในระดับ หมายเหตุ 9 - 10 ข้อ ดมี าก 8 ข้อ ดี 7 ข้อ 6 ข้อ ปานกลาง ต�่ำ กว่า 6 ข้อ พอใช้ ควรปรับปรงุ หมายเหตุ : ผลจากการประเมิน ผู้เรยี นสามารถนำ�ไปปรบั ปรงุ ตนเองเพื่อให้เกดิ การพัฒนาตอ่ ไป 34 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

บรรณานุกรม การศึกษานอกโรงเรียน, กรม ชดุ วชิ าภาษาไทย หมวดวิชาภาษาไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามหลกั เกณฑและวิธกี ารจดั การศึกษานอกโรงเรยี นหลักสูตรการศึกษาขน้ั พื้นฐาน 2544: โรงพิมพองคการคา ของคุรสุ ภา 2546 การศึกษานอกโรงเรยี น, กระทรวงศึกษาธิการ ชดุ การเรียนทางไกลระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หมวดวชิ าภาษาไทย 2546 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 35 พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

ที่�ปรึกึ ษา คณะผู้จดั ทำ� 1. นายถาวร พลีดี ีี ผู้้�อำ�ำ นวยการสำ�ำ นักั งาน กศน.จัังหวัดั ขอนแก่่น 2. พ.อ.อ.กฤชพล พรมลีี รองผู้้อ� ำำ�นวยการสำ�ำ นัักงาน กศน.จัังหวัดั ขอนแก่่น 3. ผู้้�อำำ�นวยการ กศน.อำำ�เภอ สังั กัดั สำำ�นักั งาน กศน.จัังหวัดั ขอนแก่่น คณะทำ�ำ งาน ผู้�้อำำ�นวยการ กศน.อำ�ำ เภอบ้้านแฮด ผู้อ้� ำ�ำ นวยการ กศน.อำ�ำ เภอซำ�ำ สููง 1. นางสาววิภิ า ทาโบราณ ครููชำำ�นาญการพิเิ ศษ กศน.อำ�ำ เภอเมืืองขอนแก่่น 2. นางปาริชิ าติิ เพ็ช็ รแก่น่ ครููชำำ�นาญการ กศน.อำ�ำ เภอบ้้านฝาง 3. นางวิิไลพร บููรณ์เ์ จริิญ ครููชำำ�นาญการ กศน.อำ�ำ เภอบ้้านไผ่่ 4. นางทิพิ วรรณ แสงตะวันั ครููผู้้�ช่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอหนองเรืือ 5. นางสาวอมรรัตั น์์ ราชจันั ดีี ครููผู้ช�้ ่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอบ้้านไผ่่ 6. นายถาวร เกื้อ� หนุุน ครููผู้�้ช่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอโนนศิิลา 7. นางจัันทิมิ า สาลาด ครููผู้�้ช่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอชุุมแพ 8. นางสาวกััญญาณััฐ บรรจง ครููผู้้�ช่ว่ ย กศน.อำำ�เภอสีีชมพูู 9. นางอนงค์์พร ชาโรสรส ครููผู้้�ช่่วย กศน.อำ�ำ เภอแวงน้้อย 10. นางสาวสิิวาลััย พลขอนแก่่น ครููผู้้�ช่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอพล 11. นายคมกฤษฎิ์์� ไชยเต็ม็ ครููผู้�้ช่ว่ ย กศน.อำำ�เภอเวียี งเก่า่ 12. นางสาวประภััสสร ฤทธิิรณ ครููผู้ช�้ ่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอน้ำ��ำ ผอง 13. นายธีีระวัฒั น์์ เหิิมสารจอด ครููผู้้ช� ่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอแวงน้้อย 14. นางสาวศิิรินิ ัันท์ ์ อิินกกผึ้้�ง ครููผู้�้ช่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอซำ�ำ สููง 15. นางสุุดคะนึึง จดแตง ครููผู้้�ช่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอชนบท 16. นางสาวกนกวรรณ สุุเพ็็งคำำ� ครููผู้�้ช่่วย กศน.อำำ�เภอภููเวียี ง 17. นายสมพร เพีียจันั ทร์์ 18. นางสาวฐิภิ าภรณ์์ แสนจันั แดง บรรณาธิกิ าร รองผู้้�อำ�ำ นวยการสำ�ำ นักั งาน กศน.จังั หวัดั ขอนแก่่น ผู้�้อำ�ำ นวยการ กศน.อำ�ำ เภอบ้้านแฮด 1. พ.อ.อ.กฤชพล พรมลี ี ผู้อ�้ ำำ�นวยการ กศน.อำ�ำ เภอซำำ�สููง 2. นางสาววิภิ า ทาโบราณ ครููชำำ�นาญการพิิเศษ กศน.อำ�ำ เภอเมืืองขอนแก่่น 3. นางปาริิชาติิ เพ็ช็ รแก่น่ ครููชำำ�นาญการ กศน.อำ�ำ เภอบ้้านฝาง 4. นางวิิไลพร บููรณ์์เจริิญ ครููชำำ�นาญการ กศน.อำ�ำ เภอบ้้านไผ่่ 5. นางทิิพวรรณ แสงตะวันั 6. นางสาวอมรรัตั น์์ ราชจัันดีี 36 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

พิิมพ์์/รูปู เล่ม่ 1. นายธนกฤษ โคตรภักั ดีี นักั จัดั การงานทั่่ว� ไป 2. นางวัันเพ็ญ็ ผานาค นักั วิชิ าการศึกึ ษา 3. นางสาวยลดา พุุทธสอน นักั วิิเคราะห์์นโยบายและแผน 4. นายธีีรวัฒั น์ ์ ถมหนวด นักั วิิชาการศึกึ ษา เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย 37 พท31001 มััธยมศึึกษาตอนปลาย

บนั ทกึ 38 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ภาษาไทย พท31001 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย

เอกสารพฒั นาทกั ษะวิชาการ เพ่อื ยกระดบั ผลสมั ฤทธผ์ิ ู้เรียนรายบุคคล ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ พว31001 ตามหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ส�ำนักงานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดขอนแกน่ ส�ำนักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย สำ� นกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ กระทรวงศกึ ษาธิการ



2 คานา เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธ์ิผู้เรียนรายบุคคล เล่มนี้ เป็นเอกสารที่จัดทาข้ึน โดยมีวตั ถุประสงค์เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนไดศ้ ึกษาเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ให้เกิดการพัฒนาทกั ษะทางวชิ าการ และยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากเอกสารพัฒนาทักษะวิชาการรายบุคคล มีรายละเอียดสรุป เนื้อหาตามรายวิชา วิทยาศาสตร์ พว 31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แบบทดสอบหลังเรียนและ แบบบนั ทกึ การพฒั นาทักษะวิชาการผเู้ รยี นรายบคุ คล เพ่ือให้ผ้เู รยี นได้ประเมินและพฒั นาตนเองอยา่ งต่อเนื่อง ให้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอกับการศึกษาตามระดับและมีความรู้เพิ่มเตมิ ในการนาไปพัฒนาทักษะทางวิชาการ ใหม้ ีผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นท่ีสูงข้ึน คณะผู้จัดทา หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ในการศึกษาเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และขอขอบคุณทุกท่านท่ีมี สว่ นร่วมในการทาเอกสารเล่มนี้ให้สาเรจ็ ลุล่วงด้วยดี สานกั งาน กศน.จังหวดั ขอนแกน่

3 หนา้ สารบญั 1 1 คานา 2 สารบญั 3 คาช้ีแจงการใช้เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการผเู้ รยี นรายบคุ คล 3 โครงสร้างการเรยี นรู้ด้วยตนเอง 4 ขอบข่ายเน้ือหา 5 แบบทดสอบก่อนเรยี น 65 บทที่ 1 ทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 7 8 สรุปเนือ้ หา 8 แบบทดสอบท้ายบทเรียน 9 บทท่ี 2 โครงงานวิทยาศาสตร์ 10 สรปุ เนอื้ หา 10 แบบทดสอบท้ายบทเรยี น 11 บทที่ 3 เซลล์ 12 สรปุ เน้อื หา 132 แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน 14 บทที่ 4 พันธกุ รรมและความหลากหลายทางชีวภาพ 15 สรุปเน้ือหาสาคัญจากบทเรียน 15 แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน บทที่ 4 16 บทที่ 5 เทคโนโลยชี วี ภาพ 17 สรปุ เน้อื หาสาคัญจากบทเรียน 17 แบบทดสอบท้ายบทเรียน 18 บทท่ี 6 ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 19 สรุปเน้ือหาสาคัญจากบทเรียน 19 แบบทดสอบท้ายบทเรยี น 20 บทท่ี 7 ธาตุ สมบัติของธาตุและกมั มันตรงั สี 21 สรุปเนอื้ หาสาคัญจากบทเรยี น 21 แบบทดสอบทา้ ยบทเรยี น บทที่ 8 สมการเคมแี ละปฏิกริ ยิ าเคมี สรุปเนอ้ื หาสาคัญจากบทเรียน แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน บทท่ี 9 โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน สรุปเนอ้ื หาสาคัญจากบทเรียน แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน บทที่ 9 บทที่ 10 ปโิ ตรเลยี ม และพอลิเมอร์ สรุปเนือ้ หาสาคัญจากบทเรียน

สารบญั4 (ต่อ) 22 23 แบบทดสอบท้ายบทเรยี น 23 บทท่ี 11 สารเคมกี ับชวี ติ และสงิ่ แวดลอ้ ม 24 25 สรุปเน้อื หาสาคญั จากบทเรยี น 25 แบบทดสอบท้ายบทเรียน 26 บทที่ 12 แรงและการเคลื่อนที่ 27 สรปุ เน้อื หาสาคัญจากบทเรยี น 27 แบบทดสอบท้ายบทเรียน 28 บทที่ 13 เทคโนโลยอี วกาศ 29 สรปุ เน้อื หาสาคัญจากบทเรียน 29 แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน 30 บทท่ี 14 อาชพี ชา่ งไฟฟ้า 31 สรุปเนื้อหาสาคญั จากบทเรียน 33 แบบทดสอบท้ายบทเรยี น 34 แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน 34 เฉลยแบบทดสอบ 35 แบบบันทึกการพัฒนาทกั ษะวชิ าการเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธ์ิผเู้ รียนรายบุคคล 36 แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน 37 เกณฑก์ ารประเมินผลการพัฒนา การทดสอบทา้ ยบทเรยี น 38 แบบบนั ทกึ การพัฒนาทักษะวชิ าการเพอื่ ยกระดับผลสมั ฤทธิ์ผ้เู รียนรายบคุ คล การทดสอบทา้ ยบทเรยี น เกณฑก์ ารประเมินผลการพัฒนา แบบทดสอบทา้ ยบทเรียน บรรณานกุ รม คณะผู้จดั ทา

5 คาช้แี จงการใช้เอกสารพฒั นาทกั ษะวิชาการเพ่อื ยกระดับผลสมั ฤทธ์ผิ ูเ้ รยี นรายบุคคล ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ พว31001 เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนรายบุคคล ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ พว31001 เล่มน้ี จัดทาข้ึนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการ ในรายวชิ าบังคบั ตามหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ในการศกึ ษาเอกสารเล่มนีผ้ ้เู รียนควรปฏิบตั ิ ดังนี้ 1. ผเู้ รียนสารวจรายวชิ าท่ีตนเองลงทะเบียนเรียนในรายวิชา วิทยาศาสตร์ พว31001 2. ผูเ้ รยี นศึกษารายละเอียดวา่ ตอ้ งเรียนร้เู นอื้ หาในเร่อื งใดบ้างในรายวชิ าน้ี 3. ทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพ่ือทราบพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน โดยตรวจสอบคาตอบจาก เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนท้ายเล่ม 4. ศึกษาเน้ือหาสาระในแต่ละบทเรยี นให้เข้าใจ และทาแบบทดสอบท้ายบทเรียน ผู้เรียนสามารถ ตรวจสอบคาตอบได้จากเฉลยทา้ ยเล่ม 5. เม่ือศึกษาเนื้อหาสาระครบทุกบทเรียนแล้ว ให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียนและตรวจ คาตอบจากเฉลยทา้ ยเล่ม ผเู้ รยี นควรทาแบบทดสอบหลงั เรียนใหไ้ ด้คะแนนมากกว่าแบบทดสอบกอ่ นเรียน 6. ให้ผู้เรียนบันทึกคะแนนผลการทดสอบรายวิชา วิทยาศาสตร์ พว31001 ในแบบบันทึกการ พัฒนาทักษะวชิ าการผูเ้ รียนรายบคุ คล (อยู่ท้ายเลม่ ) เพื่อเปน็ แนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนอ่ื ง 7. ให้ผู้เรียนศึกษาเพมิ่ เติมไดจ้ ากแบบเรียนรายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ พว31001 ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย ตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และส่อื ออนไลน์อน่ื ๆ โครงสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง สาระสําคญั . 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เรอ่ื ง ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโครงงาน วทิ ยาศาสตร์ 2. ส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เรื่อง เซลล์ พันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม 3. สารเพอ่ื ชวี ติ เรอื่ ง ธาตแุ ละสมบตั ขิ องธาตุ กมั มนั ตภาพรงั สี สมการเคมแี ละปฏกิ ริ ยิ าเคมี โปรตนี คารโ์ บไฮเดรต และไขมนั ปิโตรเลยี มและพอลิเมอร์ สารเคมีกบั สิงมชี ีวิตและสิงแวดลอ้ ม 4. แรงและพลังงานเพ่ือชีวิต เร่อื ง แรงและการเคล่อื นที่ พลังงานเสียง 5. ดาราศาสตรเ์ พือ่ ชวี ติ เรอื่ ง เทคโนโลยีอวกาศ ผลการเรยี นรู้ท่คี าดหวงั 1. ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ การทาํ โครงงานวิทยาศาสตร์และนําผลไปใช้ได้ 2. อธิบายเก่ยี วกับการแบ่งเซลล์ พนั ธุกรรมและการถา่ ยทอดทางพันธุกรรม การผ่าเหลา่ ความหลาก หลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีชวี ภาพ การใชป้ ระโยชน์ และผลกระทบท่เี กิดจากการใชเ้ ทคโนโลยีชวี ภาพตอ่ สังคม และ ส่งิ แวดลอ้ มได้ 3. อธบิ ายเกยี่ วกบั ปญั หาทเ่ี กดิ จากการใชท้ รพั ยากรธรรมชาติ และสงิ่ แวดลอ้ มในระดบั ทอ้ งถนิ่ ประเทศและโลก ปรากฏการณท์ างธรณีวทิ ยาทีมีผลกระทบต่อชีวติ และสงิ่ แวดล้อม วางแผนและปฏบิ ตั ิ รว่ มกับชุมชนเพ่อื ปอ้ งกนั และ แก้ไขปญั หาทรัพยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดล้อมได้

4. อธบิ ายเกยี่ วกบั โครงสรา้ งอะตอมตารางธาตุ สมการและปฏกิ ริ ยิ าเคมที พ่ี บในชวี ติ ประจาํ วนั คารโ์ บไฮเดรต ไขมนั และโปรตนี ปิโตรเลยี มและผลติ ภณั ฑพ์ อลเิ มอร์ สารเคมีกับชีวิต การนําไปใช้และ ผลกระทบต่อชวี ติ และสงิ่ แวดล้อมได้ 5. อธบิ ายเก่ยี วกบั แรงและความสมั พันธ์ของแรงกับการเคลอื่ นท่ีในสนามโน้มถ่วง สนามแมเ่ หลก็ สนามไฟฟา้ การเคลอื่ นทแ่ี บบตา่ ง ๆ และการนาํ ไปใชป้ ระโยชน์ได้ 6. อธบิ ายเกยี่ วกบั สมบตั ิ ประโยชนแ์ ละมลภาวะจากเสยี ง ประโยชนแ์ ละโทษของธาตกุ มั มนั ตรงั ส ี ตอ่ ชวี ติ และ สิง่ แวดลอ้ มได้ 7. ศึกษา ค้นควา้ และอธิบายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอวกาศในการศกึ ษาปรากฏการณ์ตา่ งๆ บน โลกและใน อวกาศ 8. อธบิ าย ออกแบบ วางแผน ทดลอง ทดสอบ ปฏบิ ตั กิ ารเรอ่ื งไฟฟา้ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและปลอดภยั คดิ วเิ คราะห์ เปรียบเทียบขอ้ ดี ข้อเสีย ของการต่อวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม แบบขนาน แบบผสม ประยุกต ์ และเลือกใช้ความรู้ และ ทักษะอาชีพช่างไฟฟ้าใหเ้ หมาะสมกบั ดา้ นบรหิ ารจดั การและการบรกิ าร เพ่อื นําไปสกู่ ารจดั ทําโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ขอบเขตเนือ้ หา บทที่ 1 ทกั ษะทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ งที่ 1 ธรรมชาติของวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะทางวทิ ยาศาสตร์ เรื่องท่ี 2 กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เร่อื งท่ี 3 วัสดุและอปุ กรณท์ างวทิ ยาศาสตร์ บทท่ี 2 โครงงานวิทยาศาสตร์ เรอ่ื งท่ี 1 ประเภทของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ เรื่องท่ี 2 ข้ันตอนการท�ำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่องที่ 3 การน�ำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ บทท่ี 3 เซลล ์ เรื่องท่ี 1 เซลล์ เรอ่ื งท่ี 2 กระบวนการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซีส และไมโอซสิ บทที่ 4 พันธกุ รรมและความหลากหลายทางชวี ภาพ เรอ่ื งท่ี 1 การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม เรื่องที่ 2 ความหลากหลายทางชวี ภาพ บทท่ี 5 เทคโนโลยชี ีวภาพ เรอ่ื งที่ 1 ความหมายและความส�ำคญั ของเทคโนโลยีชีวภาพ เรอ่ื งท่ี 2 ปัจจยั ทีม่ ผี ลต่อเทคโนโลยชี วี ภาพ เรอ่ื งที่ 3 เทคโนโลยีชีวภาพในชวี ติ ประจําวนั เร่ืองท่ี 4 ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่นเก่ียวกบั เทคโนโลยชี วี ภาพ เรื่องที่ 5 ประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยชี ีวภาพ บทท่ี 6 ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม เรื่องที่ 1 กระบวนการเปลย่ี นแปลงแทนทีข่ องสิ่งมชี ีวติ และสิง่ แวดลอ้ มในชมุ ชน เรื่องท่ี 2 การใช้ทรัพยากรธรรมชาติระดบั ทอ้ งถนิ่ ประเทศและระดับโลก เรอ่ื งที่ 3 ปรากฏการณท์ างธรณีวิทยาทีมผี ลกระทบตอ่ สิงมีชวี ติ และสงิ แวดลอ้ ม เรอ่ื งท่ี 4 ปญั หาและผลกระทบของระบบนเิ วศและสภาพสงิ แวดลอ้ มในชมุ ชน ทอ้ งถน่ิ ประเทศและโลก เร่ืองที่ 5 แนวทางการแก้ไขปัญหาทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชมุ ชน เรอ่ื งที่ 6 การวางแผนการพัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม เรื่องที่ 7 สภาวะโลกรอ้ น สาเหตุและผลกระทบ การป้องกัน และแกป้ ญั หาโลกร้อน

บทท่ี 7 ธาตุ สมบัตขิ องธาตแุ ละกมั มันตรังสี เรอ่ื งที่ 1 ธาตุ เรือ่ งที่ 2 ตารางธาตุ เรอ่ื งที่ 3 ธาตกุ ัมมนั ตภาพรังสี บทที่ 8 สมการเคมแี ละปฏิกริ ิยาเคมี เร่ืองที่ 1 สมการเคมี เรื่องที่ 2 หลกั การเขยี นสมการเคมี เรอ่ื งที่ 3 ปฏิกิริยาเคมที ีพบในชีวิตประจาํ วนั บทท่ี 9 โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน เรื่องท่ี 1 โปรตีน เรื่องท่ี 2 คาร์โบไฮเดรต เรอ่ื งที่ 3 ลพิ ิด บทที่ 10 ปิโตรเลยี ม และพอลิเมอร์ เรอ่ื งท่ี 1 ปโิ ตรเลียม เรอ่ื งท่ี 2 พอลเิ มอร์ บทที่ 11 สารเคมกี บั ชวี ติ และสิ่งแวดลอ้ ม เรื่องที่ 1 ความสําคญั ของสารกบั ชวี ติ และส่งิ แวดล้อม เรื่องท่ี 2 ความจาํ เปน็ ที่ตอ้ งใชส้ ารเคมี เรอ่ื งที่ 3 การใช้สารเคมที ถี่ กู ตอ้ งและปลอดภยั เรื่องท่ี 4 ผลกระทบที่เกิดจากการใชส้ ารเคมี บทท่ี 12 แรงและการเคล่ือนที่ เรอ่ื งที่ 1 แรงและความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการเคลื่อนทีข่ องอนุภาค เรื่องท่ี 2 ความสัมพนั ธ์ระหว่างแรงและการเคลอื่ นท่ขี องอนุภาคในสนามโน้มถ่วง สนามแมเ่ หลก็ และการนาํ ไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจําวนั บทที่ 13 เทคโนโลยอี วกาศ เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสําคัญ และความเปน็ มาของเทคโนโลยอี วกาศ เรอ่ื งที่ 2 ประเภทของเทคโนโลยอี วกาศ เรื่องท่ี 3 ประโยชนข์ องการใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ เรอ่ื งท่ี 4 โครงการสาํ รวจอวกาศท่ีสาํ คญั ในปัจจุบนั บทท่ี 14 อาชพี ชา่ งไฟฟา้ เรื่องท่ี 1 ประเภทของไฟฟา้ เรื่องท่ี 2 วัสดอุ ุปกรณเ์ ครอื่ งมือชา่ งไฟฟา้ เรอ่ื งที่ 3 วัสดอุ ุปกรณท์ ใ่ี ช้ในวงจรไฟฟ้าการตอ่ วงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย เร่ืองที่ 4 กฎของโอห์ม เรอ่ื งที่ 5 การเดินสายไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย เร่ืองที่ 6 การใชเ้ คร่อื งใช้ไฟฟ้าอยา่ งงา่ ย เรื่องที่ 7 ความปลอดภยั และอุบตั ิเหตจุ ากอาชพี ช่างไฟฟา้ เรอ่ื งที่ 8 การบรหิ ารจัดการและการบริการ เรื่องท่ี 9 โครงงานวทิ ยาศาสตร์ส่อู าชีพ เรอ่ื งท่ี 10 คําศพั ทท์ างไฟฟ้า

แบบทดสอบกอ่ นเรียน จงเลือกคำ� ตอบที่ถูกตอ้ งที่สุดเพยี งขอ้ เดยี ว 8. โครงสรา งกอลจิบอดีมีหนาที่อะไร 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์มีกขี่ ัน้ ตอน ก. 3 ข. 4 ก. เปนแหลง สะสมสารตาง ๆ ซง่ึ ในเซลลจะมขี นาด ตามอายขุ องเซลล ค. 5 ง. 6 ข. สรา งพลังงานใหแกเซลล 2. ขัน้ ตง้ั สมมุตฐิ านต้องอาศัยอะไรบา้ ง ก. กฎ ข. ทฤษฎี ค. สะสมโปรตนี เพื่อสงออกนอกเซลล ง. พบทัง้ ในเซลลพ ืชและสตั ว ค. ควบคุม ง. ก, ข ถกู 9. โครงสรา งใดทพ่ี บทง้ั ในเซลลพ ชื และสัตว 3. คา่ น้�ำทบ่ี า้ น 3 เดอื นที่ผ่านมาสงู กวา่ ปกติ จากข้อความเกิดจากทักษะขอ้ ใด ก. กอลจบิ อดี ข. ไรโบโซม ค. ไมโทคอนเดรยี ง. แวคิวโอล ก. สังเกต 10. พชื รกั ษาสมดุลยภาพของนำ้� อยา งไร ข. ตั้งปัญหา ค. ต้ังสมมติฐาน ก. การคายน�้ำ ข. การดดู น้�ำ ค. ถกู ทงั้ ขอ ก และ ข ง. ผิดทั้งขอ ก และ ข ง. ออกแบบการทดลอง 11. ขอ ใดคอื ความแตกตา งระหวา งการเปลย่ี นแปลงแทนที่ 4. จากข้อ 3 นกั ศกึ ษาพบว่า ทอ่ ประปาร่ัวจงึ ทาํ ใหค้ ่า นำ้� สงู กวา่ ปกตินักศึกษาใช้วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ แบบขน้ั บกุ เบกิ (Primary succession) และการเปลย่ี นแปลง แทนที่แบบขนั้ ทดแทน (Secondary succession) ขอ้ ใดในการตรวจสอบข้อเทจ็ จริง ก. เรมิ่ จากพ้ืนทว่ี างเปลา ก. ต้ังปัญหา ข. ต้ังสมมตฐิ าน ข. แบบขนั้ ทดแทน (Secondary succession) เกดิ ขึ้นจากฝม ือมนษุ ย ค. ออกแบบการทดลอง ค. มขี ัน้ ชมุ ชนสมบูรณ (Climax stage) ทแ่ี ตกตา งกัน ง. สรปุ ผล 5. ลกั ษณะนสิ ัยของนักวิทยาศาสตร์ข้อใดท่ีทําใหง้ าน ง. แบบขน้ั ทดแทน (Secondary succession) พน้ื ท่ี เคยเปน ปา ที่สมบรู ณม ากอนแลว ถูกทําลายจนเปน ประสบความสําเร็จ พื้นทว่ี างเปลา ก. ชอบจดบันทึก ข. รักการอ่าน 12. ขอ ใดคอื ตวั อยา งของทรพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี ามารถนาํ กลับมาใชไ ดท้งั หมด ค. ชอบคน้ คว้า ก. เหล็ก อะลมู ิเนยี ม แกว ง. ความพยายามและอดทน 6. โครงสรา งใดท่ีทาํ หนาท่ีสรา งพลังงานใหแ กเซลล ข. ทองแดง ทอนไม ปลา ค. ลม แสงอาทติ ย เมฆ ก. กอลจิบอดี ข. ไรโบโซม ง. ถานหิน น�้ำมัน LPG ค. ไมโทคอนเดรีย ง. แวคิวโอล 7. โครงสรางใดท่เี ปน แหลงสะสมสารตา ง ๆ และมขี นาด 13. เพราะเหตุใดจึงมีประชาชนบางกลุมท่ีตอตานการ สรา งอางเกบ็ น้�ำหรอื เขื่อน ตามอายขุ องเซลล์ ก. ไมมคี วามจาํ เปน ก. กอลจบิ อดี ข. ไรโบโซม ค. ไมโทคอนเดรีย ง. แวควิ โอล ข. ขดั ผลประโยชนท องถนิ่ ค. ตองการพน้ื ทไ่ี วทําการเกษตรมากกวา ง. ทาํ ลายพ้นื ท่ีปาซ่งึ เปน แหลงอาหารและถ่ินท่อี ยู ของสัตว

14. กิจกรรมใดมผี ลโดยตรงในการทําลายสตั วป า 18. ขอใดไมใชเกณฑในการตัดสินใจวามีปฏิกิริยาเคมีเกิด ก. การทําสงคราม ขน้ึ ข. การเลนกฬี าลา นก ก. เกดิ ฟองแกส ค. การเพม่ิ ข้นึ ของประชากร ข. เกิดตะกอน ง. การขยายตัวของชมุ ชนเมอื ง ค. สีของสารละลายเปลี่ยนแปลง 15. ในการปรบั ปรงุ บาํ รงุ ดนิ ทถ่ี กู ตอ ง เพอื่ การแกป ญ หาดนิ ง. เกิดการละลาย ขาดธาตอุ าหารเราควรทาํ อยา งไร 19. ขอ ใดแสดงวา มีปฏกิ ริ ยิ าเคมีเกดิ ขึ้น ก. ปลอยน้�ำใหทวมพืน้ ที่ ก. การตม น�ำ้ ข. โรยปุยเคมแี ลว ไถกลบ ข. การละลายของน�้ำแขง็ ค. ปลกู พืชตระกลู ถ่วั แลว ไถกลบ ค. การจดุ ธูป ง. ปลอ ยใหหญา ข้ึนเองตามธรรมชาติ ง. การระเหดิ ของลกู เหมน็ 16. ขอ ใดเปน สารตงั้ ตน ในปฏกิ ริ ยิ าการสงั เคราะหด ว ยแสง 20. สารเมือ่ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมจี ะมีลักษณะในขอใด ก. แกส CO2 และ C6H12O6 ก. สีผิดไปจากเดิม ข. แกส CO2 และ CO2 และ H2O ข. มีสมบตั ิตางไปจากสารตง้ั ตน ค. แกส O2 และ C6H12O6 ค. สถานะเปล่ียนไป ง. แกส O2 และ H2O ง. ไมมีการเปลีย่ นแปลง 17. ปฏกิ ิริยาการสลายตัวของไฮโดรเจนเปอรออกไซด จะไดส ารใดเปน ผลติ ภณั ฑ ก. H2O2 ข. H2O ค. O2 ง. H2O และ O2

บทที่ 1 ทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์และกร5ะบวนการทางวิทยาศาสตร์ สรปุ เนอ้ื หา เรื่องท่ี 1 ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์และทักษะทางวิทยบาศทาทส่ี ต1ร์ ทักษะทางวิทยาศาทสตักรษ์ มะทีท้งั าหงมวดทิ ยาศ าสต รแ์ ล ะกระบวนก1า3รททักาษงะวิทดงัยนาี้ ศาสตร์ 1. ทักษะการสังเกต 8. ทักษะการพยากรณ สร2ุป.เนทอ้ืักหษาะการวัด 9. ทักษะการตง้ั สมมติฐาน เร่ือ3ง.ทที่ กั1ษธะรกรามรชจาํ ตแขินอกงปวรทิะยเภาทศา สตรแ์ ละทัก ษะทา งวิทยาศาสต1ร0์ . ทักษะการควบคมุ ตวั แปร 4. ทกั ษทะกั กษาะรใทชาค งววาทิ มยสามัศพาสันตธรร ์ะมหที ว้ังา หงสมเดป1ส3กับทเักวลษาะ ด งั นี้ 11. ทกั ษะการตคี วามหมายและลงขอ้ สรปุ 5. ทททกัักกั ษษษะะะ2413กกก....าาาททททรรรคลจกักัักกั ดังําษษษษคนกะะะะววรกกกกาณะาาาามทรรรรแเําสวจใหลชแดัางั น็ะคเแลกกจวนะาตาาสกรกมื่อปใขสชครอมัจ วะมาํพาเูลนภมันวทหธ นรมะา หยขวาอ งมสูลเป สก บั เวลา 11891320.....ทททททกกัั ักกั กัษษษษษะะะะกกะกกกาาาารรารรพตรทกค้ังยําดสวหาลมบกนอมครดงณตมุ นิฐติยาัวานแมปเชรงิ ปฏบิ ตั ิการ 6. 11. ทักษะการตคี วามหมายและลงข้อสรปุ 7. เรือ่ งท่ี 2 กกกราระระดบบาํววเนนน675กนิก...ากาทททรารทักักกั รทาษษษเรางะะะอ่ืงวกกกงวทิ ใาาาิทยดรรรายเจลครศาอัดืงาาศคนงกสหาววรตสานณะรมตงึ่ท์แจจเราหลงะึ์แเ็นตะปลอก้จน็ะงาาสแมรกอ่ืนกใีขชควาอจรทวมกาาาลูนาํมงหกวหนานมรดาดขยาํนั้ ขเนตออนิมนกูลาอรยโดา่ งยเ11ใปช32น็ท้..ลกัททาํ ษักกัดะษษบั วะะทิตกกยง้ัาาแารรศตกทต่าาดสน้หลตจนอรนดงใ์แชนลใ้ ยินว้ าเกสมารเรจ็ชจติงดัปากมฏาวบิ รตั ซัตถง่ึิกปุ มารลีระาํสดงบัค์ ทก่ี าํ หน\\ ด ข นั้ ตอวตเนริทาอ่ื ดม34521ยงงั.....วาทนัตศกกกกก่ี ี้ถาาาาาา2สรรรรรปุ 123กกตวสทกตริเ...ารํางั้รดระครสหุปกกกะ์ลสรใดมบาาานผองชาารรรมคลวดะง้ใเทตกนตแ ์ทนนหปางั้ดฐิลกี่กินก์ขัญสหลาะาาอ้ากมนหนอรรหรมามดจาวงทรนลูตแบดัปเาดริฐลกรัญงอื่าะวากวหนงมรรรทิใาวซขะดยบึ่งอ้บเามรรมวศอืวีลูลนามงากสหดขาตับนอ้ รรมึ่งขท์จ้นัลู าะตงตวออ้ทิ นงยมดาีกศังานารส้ี กตารห์ จนึงดเขป้ัน็นตแอนนวทอายง่ากงาเรปดน็ าลเนาดินบักาตร้ังโแดตย่ตใช้นท้ จกั นษแะลว้ เสรจ็ เร ื่องทเ่ีร3อื่ ปงวรทสั ะ่ีดเ3ภุแท54วล..ขัสะกกออดาางุปุแรรเลกควสะรริเรคอณอ่ืุปรปุงผท์ามกละาอื รหงทณวข์ าทิอ้ท์ งยมวาิทางูลศวยิทาาสศยตาาสรศต์ารส์ ตร์ 1. ประปเภรทะเทภ่วั ทไขปอเงชเ่นครบอื่ ีกงเมกอื อทรา์ หงวลทิ อยดาทศดาสอตบร์ ไพเพท บวิ เรต กระบอกตวง แท่งแกว้ คนสาร 2. ประ1เ.ภปทรเคะเรภ่อื ทงมทอืั่วไชป่างเเชป่นน็ อบุปกี กเกรอณร์ท์ ห่ใี ชลไ้ อดด้ททงั้ ดภสาอยใบนไหพอ้ เงพปทฏิบัตวิ เิกราตรแกลระภบาอยกนตอวกงหแอ้ทง่งปแฏกิบ้วคัตนกิ สาราร 3. ประ2เ.ภปทรสะิ้นเภเปทลเคือรงือ่แงลมะอืสชาร่างเคเปม็นี เอชปุ่นกกรรณะ์ทดใี่าชษ้ไกดร้ทองั้ งภกายระในดหาษอ้ งลปิสฏมิบัตัตแกิ ลาะรสแาลระเภคมายี นอกหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร 3. ประเภทสิน้ เปลอื งและสารเคมี เช่น กระดาษกรอง กระดาษลิสมตั และสารเคมี หมายเหตุ : ใหน้ กั ศกึ ษาศกึ ษาเพิม่ เติมจากหนังสอื แบบเรียน รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ พว31001 เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการเพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธผิ์ เู้ รยี นรายบุคคล พว31001 1 ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย

2 แบบทดสอบทา้ ยบทเรยี น จงเลอื กคาตอบทถ่ี ูกต้องทสี่ ดุ เพยี งขอ้ เดียว 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์มกี ข่ี ัน้ ตอน 7. น้อยสวมเสอ้ื สีดาเดินทาง 2 กิโลเมตร และเปลย่ี นเสอื้ ตัว ก. 3 ข. 4 ใหม่เปน็ สีขาวเดินในระยะทางเทา่ กันและวัดอณุ หภูมิจาก ค. 5 ง. 6 ตัวเองหลังเดนิ ทางทงั้ 2 ครัง้ ปรากฏว่าไมเ่ ทา่ กัน 2. ขนั้ ตง้ั สมมตุ ิฐานตอ้ งอาศัยอะไรบ้าง ปญั หาของน้อยคือข้อใด ก. กฎ ข. ทฤษฎี ก. สใี ดมีความรอ้ นมากกว่ากนั ค. ควบคุม ง. ก, ข ถกู ข. สมี ีผลตอ่ อุณหภมู ขิ องรา่ งกายหรือไม่ 3. คา่ นา้ ที่บา้ น 3 เดอื นท่ผี า่ นมาสูงกว่าปกติ จาก ค. สดี าร้อนกว่าสขี าว ข้อความเกดิ จากทักษะขอ้ ใด ง. สวมเสื้อสขี าวเย็นกวา่ สดี า ก. สงั เกต ข. ต้ังปัญหา 8. แกว้ เลีย้ งแมว 2 ตวั ตวั ที่ 1 กนิ นมกบั ปลาย่างและขา้ วสวย ค. ต้งั สมมตฐิ าน ตัวที่ 2 กนิ ปลาทูกับข้าวสวย 4 สัปดาหต์ อ่ มาปรากฏว่า ง. ออกแบบการทดลอง แมวทงั้ 2 ตัวมนี ้าหนักเพ่ิมขน้ึ เท่ากนั ปญั หาของแก้วก่อน 4. จากข้อ 3 นกั ศึกษาพบวา่ ท่อประปารวั่ จึงทาใหค้ ่า การทดลองคือขอ้ ใด นา้ สงู กวา่ ปกตนิ กั ศกึ ษาใช้วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ ก. ปลาอะไรทแ่ี มวชอบกิน ข้อใดในการตรวจสอบข้อเทจ็ จรงิ ข. แมวชอบกนิ ปลาทหู รอื ปลาย่าง ก. ตง้ั ปญั หา ค. ชนดิ ของอาหารมีผลตอ่ การเจรญิ เติบโตหรอื ไม่ ข. ต้งั สมมตฐิ าน ง. ปลาททู าใหแ้ มวสองตัวนา้ หนักเพม่ิ ข้ึนเทา่ กนั ค. ออกแบบการทดลอง ง. สรุปผล 9. ต้อยทาเสอ้ื เป้ือนด้วยคราบอาหารจึงนาไปซักด้วย 5. ลักษณะนสิ ยั ของนกั วทิ ยาศาสตร์ข้อใดทท่ี าใหง้ าน ผงซักฟอก A ปรากฏวา่ ไม่สะอาดจึงนาไปซกั ดว้ ย ประสบความสาเรจ็ ผงซกั ฟอก B ปรากฏวา่ สะอาด ก่อนการทดลองตอ้ ย ก. ชอบจดบันทึก ตั้งปญั หาว่าอย่างไร ข. รักการอา่ น ก. ชนดิ ของผงซักฟอกมีผลต่อการลบรอยเปอื นหรอื ไม่ ค. ชอบคน้ คว้า ข. ผงซกั ฟอก A ซักผ้าไดส้ ะอาดกวา่ ผงซักฟอก B ง. ความพยายามและอดทน ค. ผงซกั ฟอกใดซกั ไดส้ ะอาดกวา่ กนั 6. “บีกเกอร์” เปน็ ประเภทของเครอื่ งมอื ทาง ง. ถา้ ใช้ผงซกั ฟอก B จะซักได้สะอาดกวา่ ผงซกั ฟอก A วทิ ยาศาสตรข์ อ้ ใด ก. ทั่วไป ข. เครอื่ งมือชา่ ง 10. ข้ันตอนใดทถ่ี อื วา่ เปน็ ความก้าวหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์ ค. สิ้นเปลอื ง ง. ไมม่ ขี ้อใด วทิ ยาศาสตร์ ก. การตง้ั ปญั หาและการตงั้ สมมติฐาน ข. การตรวจสอบสมมตฐิ าน ค. การตงั้ สมมติฐาน ง. การตงั้ ปญั หา 2 เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการเพือ่ ยกระดบั ผลสมั ฤทธิ์ผ้เู รยี นรายบคุ คล พว31001 ระดัมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

3 บทที่ 2 โครงงานวิทยาศาสตร์ สรปุ สาระสาคญั เร่อื งท่ี 1 ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ 1. ประเภทสารวจลักษณะเป็นการศกึ ษาเชงิ สารวจขอ้ มลู 2. โครงงานประเภททดลอง 3. โครงงานประเภทการพฒั นาหรอื ประดิษฐ์ 4. โครงงานประเภทการสรา้ งทฤษฎีหรอื อธบิ ายการสรา้ งทฤษฎี เรื่องที่ 2 ข้นั ตอนการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 1. ขัน้ สารวจหรือตดั สนิ ใจเลอื กเรื่องทจ่ี ะทาการตดั สนิ ใจ 2. ขน้ั ศกึ ษาข้อมลู ท่เี ก่ียวข้องกบั เรือ่ งท่ตี ดั สินใจทาการศกึ ษาขอ้ มูล 3. ข้นั วางแผนดาเนินการโดยจะตอ้ งมกี ารวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ 4. ข้ันเขยี นเคา้ โครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ 5. ขน้ั ลงมือปฏบิ ตั กิ าร 6. การเขยี นรายงานโครงงาน ผ้เู รยี นจะต้องเขียนรายงานใหช้ ดั เจน ใชศ้ ัพท์เทคนคิ ที่ถูกต้อง 7. ขั้นเสนอผลงานและจดั แสดงผลงาน เรอ่ื งท่ี 3 การนาเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ การแสดงผลงานทาไดใ้ นรปู แบบต่าง ๆ กัน เช่น การแสดงในรูปนิทรรศการ ซึ่งมีทั้งการจัดแสดงและ การอธิบายด้วยคาพูดหรือในรูปแบบของการจัดแสดง โดยไม่มีการอธิบายประกอบหรือในรูปของการรายงาน ปากเปล่า ไมว่ า่ การแสดงผลงานจะอย่ใู นรูปแบบใด ควรจัดให้ครอบคลุมประเดน็ สาคัญดังต่อไปน้ี 1. ชือ่ โครงงาน 2. ชือ่ ผ้ทู าโครงงาน 3. ชื่อท่ีปรึกษา 4. คาอธิบายถึงเหตุจูงใจในการทาโครงงานและความสาคัญของโครงงานวิธีการดาเนินการโดยเลือก เฉพาะขั้นตอนทส่ี าคญั 5. การสาธิตหรือแสดงความคิดได้จากการทดลองการสังเกตและขอ้ มูลที่ได้จากการทาโครงงาน หมายเหตุ : ใหน้ ักศึกษา ไดศ้ กึ ษาเพ่ิมเติมจากหนงั สอื แบบเรยี น รายวิชาวิทยาศาสตร์ พว31001 เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพอ่ื ยกระดับผลสมั ฤทธิผ์ ู้เรยี นรายบุคคล พว31001 3 ระดับมธั ยมศกึ ษาปลาย