กฎหมาย ศิิลปะ จริยิ ธรรม ตลอดจนวิิทยาการและเทคโนโลยีีต่่าง ๆ อาจกล่า่ วได้้ว่่าวััฒนธรรมเป็น็ เครื่�่องมืือที่่ม� นุษุ ย์์ คิดิ ค้้นขึ้�น้ มาเพื่่�อช่่วยให้้มนุุษย์์สามารถดำำ�รงอยู่่�ต่่อไปได้้ เพราะการจะมีีชีีวิิตอยู่�ในโลกนี้้�ได้้มนุุษย์์จะต้้องรู้�้จัักใช้้ประโยชน์์จากธรรมชาติิ และจะต้้องรู้จ�้ ักั ควบคุมุ ความประพฤติขิ องมนุษุ ย์ด์ ้้วยกันั วัฒั นธรรม คืือคำำ�ตอบที่่ม� นุษุ ย์ใ์ นสังั คมคิดิ ขึ้น�้ มาเพื่อ�่ แก้้ปัญั หาเหล่า่ นี้้� ประเพณีี เป็น็ กิจิ กรรมที่่ม� ีกี ารปฏิบิ ัตั ิสิ ืืบเนื่อ�่ งกันั มา เป็น็ เอกลักั ษณ์แ์ ละมีคี วามสำ�ำ คัญั ต่อ่ สังั คม เช่น่ การแต่ง่ กาย ภาษา วััฒนธรรม ศาสนา ศิลิ ปกรรม กฎหมายคุณุ ธรรม ความเชื่อ่� ฯลฯ อัันเป็น็ บ่่อเกิดิ ของวััฒนธรรมของสังั คมเชื้�อชาติติ ่่างๆ กลาย เป็น็ ประเพณีปี ระจำำ�ชาติติ ่า่ งๆกลายเป็น็ ประเพณีปี ระจำ�ำ ชาติแิ ละถ่า่ ยทอดกันั มาโดยลำำ�ดับั หากประเพณีนีั้้น� ดีอี ยู่�แล้้วรักั ษาไว้้เป็น็ วัฒั นธรรมประจำำ�ชาติิ หากไม่ด่ ีกี ็แ็ ก้้ไขเปลี่่ย� นแปลงไปตามกาลเทศะ ประเพณีลี ้้วนได้้รับั อิทิ ธิพิ ลมาจากสิ่ง� แวดล้้อมภายนอกที่่เ� ข้้า มาสู่่�สังั คมรับั เอาแบบปฏิบิ ัตั ิทิ ี่่ห� ลากหลายเข้้ามาผสมผสานในการดำ�ำ เนินิ ชีวี ิติ ประเพณีจี ึึงเรียี กได้้ว่า่ เป็น็ วิถิ ีแี ห่ง่ การดำ�ำ เนินิ ชีวี ิติ ของสังั คม โดยเฉพาะศาสนาซึ่ง� มีีอิทิ ธิิพลต่อ่ ประเพณีไี ทยมากที่่ส� ุุด วััดวาอารามต่่างๆในประเทศไทยสะท้้อนให้้เห็็นถึึงอิทิ ธิพิ ล ของพุุทธศาสนาที่่ม� ีีต่่อสังั คมไทย และชี้�ให้้เห็น็ ว่า่ ชาวไทยให้้ความสำำ�คััญในการบำ�ำ รุุงพุทุ ธศาสนาด้้วยศิลิ ปกรรมที่่ง� ดงามเพื่�่อใช้้ ในพิธิ ีีกรรมทางศาสนาตั้ง� แต่โ่ บราณกาล เป็น็ ต้้น ลักั ษณะของวััฒนธรรมไทย มาจากแหล่่งที่่�มาที่่�ต่า่ งกัันและเกิดิ การหล่่อหลอมกัันขึ้้�น จนเป็น็ วััฒนธรรมที่่ม� ีีความเป็็น เอกลักั ษณ์์ประจำำ�ชาติิ ในที่่�นี้้�จะขอกล่่าวถึึงลักั ษณะที่่�สำำ�คััญของวัฒั นธรรมไทย ดัังนี้้� 1. เป็น็ วัฒั นธรรมแบบเกษตรกรรม คนไทยมีคี วามเกี่ย� วข้้องกับั น้ำ�ำ� ผู้ค้� นส่ว่ นใหญ่จ่ ะประกอบอาชีพี เกษตรกรรม ทำ�ำ การ เพาะปลููก เลี้ย� งสัตั ว์์ ดังั นั้้น� วัฒั นธรรมประเพณีแี ละวิิถีชี ีวี ิติ ส่ว่ นใหญ่จ่ ึึงมักั เกี่ย� วกับั น้ำำ��และการเกษตร เช่น่ ประเพณีกี ารทำำ�ขวัญั ข้้าว หรืือประเพณีกี ารลงแขกเกี่�ยวข้้าว ซึ่�งพบเห็น็ ได้้ทั่่�วไปตามชนบท เป็น็ ต้้น 2. เป็็นวััฒนธรรมที่่�ยึึดถืือการกุุศล คนไทยนิยิ มทำำ�บุุญในงานเทศกาลต่่าง ๆ เพื่�อ่ เป็น็ สิริ ิิมงคลและเพื่่อ� อุทุ ิิศบุญุ กุุศล ให้้ญาติิผู้�้ใหญ่่ที่่�ล่่วงลัับไปแล้้ว ดัังนั้้�นจึึงสัังเกตเห็็นได้้ว่่างานพิิธีีมงคลหรืืออวมงคลไทย มัักจะมีีการทำำ�บุุญเข้้ามาเป็็นส่่วนหนึ่่�ง ของงานพิิธีีเหล่่านั้้น� ด้้วย 3. เป็็นวััฒนธรรมที่่ย� ึึดถืือเครืือญาติิ สัังคมไทยมีีความสััมพัันธ์์กัันโดยยึึดหลัักอาวุุโส คนที่่ม� ีีอายุุน้้อยกว่่าจะให้้ความ เคารพผู้�้ที่่�มีีอายุุมากกว่่าหรืืออาวุุโสกว่่า เพราะถืือว่่าผู้�้อาวุุโสเป็็นผู้�้ที่่�สููงด้้วยประสบการณ์์ พบเห็็นเรื่่�องราวในชีีวิิตมาก่่อนผู้�้ที่่� มีีอายุุน้้อย การเข้้าหาและพููดคุยุ กับั ท่า่ นเหล่า่ นั้้น� จะทำำ�ให้้ ได้้รับั ประสบการณ์ท์ ี่่ด� ีี แล้้วนำำ�มาปรับั ใช้้ในชีวี ิติ ได้้ ดังั สุภุ าษิติ ของไทยประโยคหนึ่่ง� ว่า่ “เดินิ ตามหลังั ผู้ใ้� หญ่่ สุนุ ัขั ไม่ก่ ัดั ” 4. เป็็นวััฒนธรรมที่่�ยึึดถืือพิิธีีกรรม มีีขั้�นตอนในการประกอบพิิธีีตามความเชื่�่อและมุ่�งหวัังความมีีหน้้ามีีตาในการจััด งาน เช่่น การแต่่งงาน โดยส่ว่ นใหญ่ใ่ นสังั คมไทยจะมีีพิธิ ีีกรรมมากมาย ตั้�งแต่่การแห่ข่ ันั หมากมาสู่่�ขอ การรดน้ำ��ำ สัังข์์อวยพรคู่� บ่่าวสาวและจััดงานเลี้�ยงฉลองสมรสโดยเชิญิ ญาติิพี่่�น้้อง เพื่�อ่ นฝููงของเจ้้าบ่า่ วเจ้้าสาวมาร่ว่ มเป็็นเกียี รติใิ นงาน เป็็นต้้น 5. เป็น็ วััฒนธรรมที่่น� ิิยมความสนุุกสนาน กิิจกรรมต่า่ ง ๆ ของสังั คมไทยส่ว่ นใหญ่่จะมีกี ารสอดแทรกความสนุุกสนาน ไว้้ด้้วยเสมอ มีีการร้้อง รำำ� ทำ�ำ เพลง จนเกิิดเป็็นเพลงฉ่่อย เป็น็ ต้้น ซึ่�งถืือว่่าเป็น็ การละเล่น่ เพื่่�อผ่อ่ นคลายความเหน็ด็ เหนื่่�อยหลััง เสร็็จสิ้้น� ฤดููเก็็บเกี่ย� ว 6. เป็็นวััฒนธรรมที่่�มีีการผสมผสาน วััฒนธรรมตั้�งแต่่อดีีตจนถึึงปััจจุุบัันได้้รัับการผสมผสานมาจากการเผยแพร่่ทาง วััฒนธรรมของสัังคมอื่น่� เช่น่ ศาสนาพราหมณ์์เป็็นที่่ม� าของประเพณีตี ่า่ ง ๆ ซึ่ง� ได้้รัับการปฏิบิ ััติสิ ืืบทอดในสังั คม เช่่น พิธิ ีจี รด พระนังั คััลแรกนาขวััญ การตั้�งศาลพระภููมิิ เป็็นต้้น นอกจากนี้้ย� ัังมีีวััฒนธรรมตะวันั ตกที่่ก� ำำ�ลังั เข้้ามามีอี ิทิ ธิิพลมากในสังั คมไทย เช่น่ ด้้านเทคโนโลยีี การแต่่งกาย และอาหาร เป็็นต้้น ประเภทของวััฒนธรรม วััฒนธรรม แบ่่งออกเป็็น 2 ประเภท คืือ วัฒั นธรรมทางวััตถุุ คืือ เครื่�่องมืือ เครื่�อ่ งใช้้ ที่่ม� นุุษย์์ใช้้ในชีีวิติ ประจำ�ำ วันั เพื่่�อความสุขุ ทางกาย อันั ได้้แก่่ ยานพาหนะ ที่่อ� ยู่�อาศัยั ตลอดจนเครื่�่องป้้องกัันตัวั ให้้รอดพ้้นจากอัันตรายทั้้ง� ปวง 10 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้า้ ที่พ�่ ลเมืือง สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
วัฒั นธรรมทางจิติ ใจ เป็น็ เรื่อ่� งเกี่ย� วกับั เครื่อ่� งยึึดเหนี่่ย� วจิติ ใจของมนุษุ ย์์ เพื่อ่� ให้เ้ กิดิ ปัญั ญาและมีจี ิติ ใจที่่ง� ดงามอันั ได้้แก่่ ศาสนา ศีีลธรรม จริิยธรรม คติธิ รรม ตลอดจนศิลิ ปะ วรรณคดีแี ละระเบียี บแบบแผนของขนบธรรมเนียี มประเพณีี นัักมานุษุ ยวิิทยาส่ว่ นใหญ่ม่ ักั ใช้้คำำ� วััฒนธรรมไปในเชิงิ ของวิิสัยั สามารถของคนทั่่ว� ไปในการบ่ง่ ชี้� จัดั หมวดหมู่่�และสื่่�อ ถึึงประสบการณ์์ของตนในลัักษณะเชิิงสััญลัักษณ์์คนเราใช้้วิิสััยสามารถดัังกล่่าวสำ�ำ หรัับบ่่งชี้�เรื่�่องราวและสิ่�งต่่างๆ ที่่�เกิิดในหมู่่� มนุษุ ย์ด์ ้้วยกันั มานานมากแล้้วอย่า่ งไรก็็ตาม นักั วานรวิทิ ยาหรืือไพรเมตวิทิ ยาก็ไ็ ด้้บ่ง่ ชี้ล� ักั ษณะวัฒั นธรรมดังั กล่า่ วในวานรหรืือไพรเมตซึ่ง� เป็น็ กลุ่�มสัตั ว์ท์ ี่่ม� ีสี ายพันั ธุ์� ใกล้้ชิดิ กับั มนุษุ ย์ม์ ากที่่ส� ุดุ มานานแล้้วเช่น่ กันั และโดยนักั โบราณคดีจี ะมุ่�งเฉพาะไปที่่ว� ัฒั นธรรมที่่เ� ป็น็ เรื่อ�่ งราวเท่า่ นั้้น� (ซากเรื่อ�่ ง ราวที่่เ� กิดิ จากกิจิ กรรมของมนุษุ ย์)์ ขณะเดียี วกันั นักั มานุษุ ยวิทิ ยาสังั คมก็ม็ องไปที่่ป� ฏิสิ ัมั พันั ธ์ข์ องสังั คม สถานภาพและสถาบันั ส่ว่ นนักั มานุษุ ยวิทิ ยาวัฒั นธรรมก็เ็ น้้นที่่บ� รรทัดั ฐานและคุณุ ค่า่ การแบ่ง่ แยกแนวกันั นี้้� แสดงให้เ้ ห็น็ ถึึงเงื่อ� นไขที่่แ� ตกต่า่ งกันั ที่่ข� ึ้น้� อยู่่�กัับงานที่่�ต่่างกัันของนัักมานุุษยวิิทยาและความจำ�ำ เป็็นที่่�จะต้้องมุ่�งเน้้นจุุดการวิิจััยที่่�ต้้องชััดเจนจึึงไม่่จำ�ำ เป็็นว่่าจะเป็็นการ สะท้้อนถึึงทฤษฎีขี องวัฒั นธรรมซึ่ง� ย่อ่ มแตกต่า่ งไปตามเชิงิ ของเรื่อ�่ งราว เชิงิ สังั คมและเชิงิ บรรทัดั ฐาน (norm) รวมทั้้ง� ไม่จ่ ำำ�เป็น็ ต้้องสะท้้อนถึึงการแข่ง่ ขัันกัันเองในระหว่่างทฤษฎีตี ่า่ ง ๆ ของวััฒนธรรม ในปััจจุุบันั คนจำำ�นวนมากมีีความคิดิ ทางวัฒั นธรรมที่่พ� ััฒนามาจากวัฒั นธรรมของยุโุ รปช่ว่ งคริิสต์ศ์ ตวรรษที่่� 18 และ ต้้นคริสิ ต์ศ์ ตวรรษที่่� 19 (ประมาณระหว่า่ ง พ.ศ. 2244 – พ.ศ. 2373) ซึ่ง� ประมาณได้้ว่่าตรงกัับแผ่น่ ดินิ สมเด็จ็ พระนารายณ์์ มหาราชถึึงพระบาทสมเด็จ็ พระพุทุ ธเลิิศหล้้านภาลััยวััฒนธรรมที่่� พัฒั นาในช่ว่ งระหว่า่ งนี้้เ� น้้นถึึงความไม่เ่ ท่า่ เทียี มกันั ทางสังั คมในยุโุ รปเองและในระหว่า่ งประเทศมหาอำำ�นาจกับั ประเทศ อาณานิคิ มทั่่ว� โลกของตน ใช้้ตัวั บ่ง่ ชี้ว� ัฒั นธรรมด้้วย อารยธรรมแยกความเปรียี บต่า่ งของวัฒั นธรรมด้้วยธรรมชาติแิ ละใช้้แนวคิดิ นี้้ม� าเป็น็ ตัวั ชี้้�วััดว่่าประเทศหรืือชาติใิ ดมีีอารยธรรมมากกว่่าชาติิใด บุคุ คลใดมีีวััฒนธรรมมากน้้อยกว่า่ กััน ดัังนั้้น� จึึงมีนี ักั ทฤษฎีี วัฒั นธรรมบางคนพยามยามที่่แ� ยกวัฒั นธรรมมวลชน หรืือวัฒั นธรรมนิยิ มออกจากการนิยิ ามของวัฒั นธรรม นักั ทฤษฎีี เช่น่ แมท ทิวิ อาร์โ์ นลด์์ (พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2341) มองว่า่ วัฒั นธรรมเป็น็ เพียี ง "ความคิดิ และการพููดที่่�ดีที ี่่�สุดุ ที่่ไ� ด้้เกิดิ ขึ้น�้ มาบนโลก อาร์โ์ นลด์ไ์ ด้้แยกแยะให้เ้ ห็น็ ความแตกต่า่ งของวัฒั นธรรมมวลชนกับั ความวุ่�นวายในสังั คมและอนาธิปิ ไตยในแนวนี้้ว� ัฒั นธรรมจะ เชื่่อ� มโยงเป็็นอย่่างมากกัับการงอกงามของวััฒนธรรม นั่่�นคืือการปรุงุ แต่ง่ ที่่ก� ้้าวไปข้้างหน้้าของพฤติิกรรมมนุุษย์์ อาร์โ์ นลด์์เน้้น การใช้้คำ�ำ นี้้�อย่่างคงเส้้นคงวา ว่า่ วััฒนธรรม คืือ การไล่่ตามหาความสมบููรณ์ส์ ุุดยอดด้้วยการเรียี นรู้�้ในทุกุ เรื่อ�่ งที่่เ� กี่ย� วข้้องกับั เรา นั่่�นคืือสิ่�งที่่�ดีีที่่ส� ุดุ ที่่�ได้้รับั การคิิดและพููดขึ้น้� ในโลก วัฒั นธรรมประเทศไทย ชาติิไทยเป็็นชาติิที่่�เก่่าแก่่และมีีวััฒนธรรมประจำำ�ชาติิที่่�เกิิดจากภููมิิปััญญาของบรรพบุุรุุษและพััฒนาหล่่อหลอม ขึ้น�้ ในสังั คมไทย จนมีคี วามเป็น็ เอกลักั ษณ์์ของตนเองไม่่ว่า่ จะเป็็น ภาษา วรรณคดีี ศิิลปวััตถุุ ดนตรีี อาหารและการแต่่งกาย นอกจากนี้้� คนไทยยังั ได้้มีกี ารยอมรับั เอาวััฒนธรรม ของชาติิอื่�่นเข้้ามาผสมผสาน โดยการนำ�ำ มาดััดแปลงผสมผสานกัันได้้อย่่างกลมกลืืน จนเกิิดเป็็นวััฒนธรรมของสัังคมไทยที่่�มีี เอกลัักษณ์์ ที่่ม� าของวััฒนธรรมไทย วััฒนธรรมไทยมีีที่่ม� าจากหลายแหล่ง่ กำำ�เนิดิ ด้้วยกันั ดัังนี้้� 1) สิ่ง� แวดล้้อมทางภููมิศิ าสตร์แ์ ละสัังคมเกษตรกรรม เนื่่อ� งจากพื้้�นที่่�ของประเทศไทยส่ว่ นใหญ่่มีีสภาพภููมิศิ าสตร์์ เป็น็ ที่่�ราบลุ่�มแม่่น้ำ��ำ คนไทยจึึงมีคี วามผููกพันั กับั แม่่น้ำ�ำ�ลำ�ำ คลอง ทำำ�ให้้เกิดิ วิิถีชี ีวี ิติ ริิมน้ำ�ำ� และประเพณีตี ่่าง ๆ ที่่เ� กี่�ยวข้้องกัับน้ำำ�� ที่่� สำำ�คััญ เช่น่ ประเพณีลี อยกระทง ประเพณีสี งกรานต์์ เป็น็ ต้้น 2) พิิธีีกรรมทางพระพุุทธศาสนา พระพุุทธศาสนาเผยแผ่่เข้้ามาในประเทศไทยเป็็นเวลานาน โดยคนไทยได้้นำ�ำ หลัักคำ�ำ สอนมาใช้้ในการดำำ�เนิินชีีวิติ นอกจากนี้้ย� ัังมีีประเพณีีและพิธิ ีกี รรมต่่าง ๆ ที่่เ� กี่�ยวข้้องกัับศาสนาอีกี เป็น็ จำ�ำ นวนมาก เช่่น การทอดกฐินิ การทอดผ้้าป่่า การบวชเพื่่�อสืืบทอดศาสนา เป็็นต้้น เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่่�พลเมืือง 11 สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
3) ค่่านิยิ ม เป็น็ แบบอย่่างพฤติกิ รรมของคนในสังั คมที่่ม� ีีความแตกต่า่ งกััน ค่่านิิยมบางอย่่างกลายเป็น็ แกนหลััก ของวััฒนธรรมไทย เช่่น ความรัักชาติิ ศาสนา พระมหากษััตริิย์์ ซึ่�งคนไทยให้้ความเคารพและเชิิดชููสถาบัันพระมหากษััตริิย์์ เป็็นอย่า่ งมาก 4) การเผยแพร่่และการยอมรัับวััฒนธรรมจากต่่างชาติิ ในอดีีตประเทศไทยได้้รัับวััฒนธรรมจากจีีนและอิินเดีีย เข้้ามาผสมผสานกับั วัฒั นธรรมดั้ง� เดิมิ แต่ใ่ นปัจั จุบุ ันั จากกระแสโลกาภิวิ ัฒั น์ท์ ำำ�ให้เ้ กิดิ การหลั่่ง� ไหลของวัฒั นธรรมต่า่ งชาติเิ มาใน ประเทศไทย โดยเฉพาะวัฒั นธรรมที่่�มาจากชาติิตะวันั ตกที่่เ� ห็็นได้้อย่่างชัดั เจน เช่น่ การแต่่งกายตามแบบสากล การผููกเนคไท การสวมเสื้�อนอก การสร้้างบ้้านเรืือนรููปทรงต่่าง ๆ เป็น็ ต้้น วััฒนธรรมภาคใต้้ ภููมิิประเทศของภาคใต้้มีีเอกลัักษณ์์เฉพาะ คืือมีีชายฝั่�งประกบเทืือกเขาสููงที่่�อยู่�ตรงกลาง ซึ่�งไม่่มีีภููมิิภาค อื่่�นๆ ภููมิิประเทศเป็็นหลัักจึึงเป็็นเทืือกเขาและชายฝั่�ง เป็็นที่่�ราบจะมีีอยู่�เป็็นแนวแคบๆ แถบชายฝั่�งทะเล และสองฝั่�งลำำ�น้ำ��ำ การ ตั้�งถิ่�นฐานจะอยู่�บริิเวณชายฝั่�งทะเลทั้้�งด้้านตะวัันออกและตะวัันตก จากลัักษณะทาง ภููมิิศาสตร์์ของภาคใต้้ ทำำ�ให้้มีีคนที่่�ต่่าง ภาษาต่า่ งวัฒั นธรรมอย่า่ งหลากหลายเดิินทางเข้้ามาภาคใต้้มีที ั้้ง� ชาว พุทุ ธ ชาวมุุสลิิม ต่่างเชื้อ� ชาติกิ ััน เช่น่ คนไทย คนจีนี และ ผู้�้ที่่�มีีเชื้�อสายมาเลย์์ รวมทั้้ง� ชาวเมืือง เช่่น ชาวเล อาศัยั อยู่่�กััน วััฒนธรรมภาคใต้้จึึงมีรี ููปแบบอัันเป็็นเอกลัักษณ์ท์ ี่่แ� ตกต่่างกััน ในแต่่ละพื้้�นที่่� ดังั นั้้�นภาคใต้้จึึง เป็็นสถานที่่ท� ่อ่ งเที่่�ยวที่่น� ่่าสนใจเพราะมีภี ููมิิศาสตร์์ที่่�งดงาม มีชี ายฝั้�งทะเลและมีวี ัฒั นธรรมหรืือ การดำ�ำ รงชีีวิติ ที่่�เป็น็ เอกลัักษณ์์วััฒนธรรมที่่เ� กี่�ยวข้้องกับั ประเพณีแี ละพิธิ ีกี รรม ประเพณีชี ักั พระ เป็น็ ประเพณีที ้้องถิ่น� ในภาคใต้้ตอนกลาง เป็น็ ประเพณีที ี่่เ� กี่ย� วข้้องกับั ความศรัทั ธาในพระ พุุทธ ศาสนา และวิิถีชี ีวี ิติ ชาวใต้้ที่่�มีคี วามผููกพันั กัับน้ำ��ำ ประเพณีชี ัักพระหรืือลากพระจัดั ขึ้�น้ ในช่่วงออกพรรษา โดยเฉพาะในวันั แรม 1ค่ำ�ำ� เดืือน 11 ด้้วยความเชื่�อ่ ว่่าเป็น็ วันั ที่่�พระพุทุ ธเจ้้าเสด็จ็ กลัับจากสวรรค์ช์ั้�นดาว ดึึงส์์ลงมายังั โลกมนุุษย์์ จึึงมีกี ารจัดั งานเพื่�่อ แสดงความยินิ ดีี ประชาชนจึึงอััญเชิิญพระพุุทธองค์์ขึ้้�นประทัับ บนบุุษบกที่่�จัดั เตรีียมไว้้ แล้้วแห่่แหนไปยัังที่่�ประทับั ส่ว่ นใหญ่่ จะเป็็นการจััดขบวนทางเรืือ แต่บ่ ริเิ วณใดที่่� ห่า่ งไกลแม่น่ ้ำ��ำ ก็จ็ ะจััดพิธิ ีที างบก วัฒั นธรรมภาคกลาง ภาคกลางเป็น็ ภาคที่่ม� ีปี ระชาการสููงสุดุ โดยรวมพื้้น� ที่่อ� ันั เป็น็ ที่่ต�ั้ง� ของจังั หวัดั มากกว่า่ ภููมิภิ าคอื่น�่ ๆ ใช้้ภาษากลาง ในการสื่�่อความหมายซึ่�งกัันและกััน วััฒนธรรมไทยท้้องถิ่�นภาคกลาง ประชาชนประกอบอาชีีพทำำ�นา การตั้�งถิ่�นฐานจะหนา แน่น่ บริิเวณที่่ร� าบลุ่�มแม่น่ ้ำ��ำ มีวี ิิถีีชีีวิติ เป็็นแบบชาวนาไทย คืือ การรัักพวกพ้้อง พึ่่ง� พาอาศััยกันั มีคี วามเชื่่�อ และเคารพบุคุ คล สำ�ำ คัญั ผู้�้ล่่วงลับั ไปแล้้ว มีีการใช้้เครื่่�องปั้้น� ดินิ เผาตามชุมุ ชนและหมู่่�บ้้านในชนบท การละเล่่นพื้้�นบ้้านที่่�เป็น็ ลัักษณะเด่่น ได้้แก่่ มัังคละรำ�ำ เต้้น เต้้นกำำ�รำำ�เคียี ว เพลงปรบไก่่ เพลงลำำ�ตััด เป็็นต้้น นอกจากนี้้�ในท้้องที่่จ� ัังหวััดเพชรบุรุ ีี มีีเอกลักั ษณ์ท์ ี่่�โดดเด่่น คืือ มีี ความสามารถในการปลููกสร้้างเรืือนไทย ความเป็น็ ช่ว่ งฝีมี ืือที่่�ประณีีตในการตกแต่ง่ วัดั และช่่าง ประดิิษฐ์ต์ ่า่ ง ๆ เช่น่ ช่่าง ทอง ช่า่ งแกะสลักั ลายไทย ลวดลายปููนปั้้น� ประดัับพระสถููปเจดีีย์ช์ นกลุ่�มน้้อยในท้้องถิ่�นภาคกลาง มีหี ลายเผ่า่ พัันธุ์� อาทิิ ลาว 12 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่�พลเมือื ง สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
โข่่ง กระเหรี่่�ยง ในพื้้น� ที่่�จัังหวััดเพชรบุุรีี ลาวพวน ในอำ�ำ เภอบ้้านหมีี จังั หวััดลพบุุรีี คนลาว ในเขต จัังหวััดเพชรบุรุ ีี ปราจีีนบุุรีี และฉะเชิิงเทรา มอญ ในอำำ�เภอพระประแดง จังั หวััดสมุทุ รปราการ ความเชื่อ่� เรื่่�องแม่โ่ พสพ คนไทยมีคี วามเชื่�อ่ ดั้ง� เดิมิ เรื่�อ่ งผีสี างเทวดา ชีีวิิตประจำ�ำ วัันที่่ผ� ููกพันั อยู่่�กัับอาชีพี ชาวนา ชาวนาจึึงเชื่่อ� ว่่า ในข้้าวมีี วิิญญาณแม่โ่ พสพ ซึ่�งมีีบุุญคุณุ ต่่อชาวนาสิิงอยู่� จึึงมีีการ ปฏิิบัตั ิิพิธิ ีกี รรมเพื่อ่� ระลึึกถึึงแม่โ่ พสพ เช่น่ การสร้้างศาลเพียี งตาใน ทุ่�ง นา เรียี กว่่า “เรืือนแม่่โพสพ” มีีการทำำ�ขวััญข้้าวเมื่อ�่ ข้้าวเริ่ม� ออก รวง หรืือที่่เ� รียี กว่า่ ”ข้้าวตั้้ง� ท้้อง” และนำำ�ข้้าวอ่อ่ นไปทำ�ำ บุุญ ถวายพระ ในประเพณีีสารทเดืือนสิิบ ซึ่ง� มีีการกวนข้้าวทิิพย์ห์ รืือข้้าวมธุปุ ายาส เมื่่อ� มีีการเก็บ็ เกี่ย� วข้้าวแล้้ว ก่่อนจะนำำ�ข้้าวเก็็บ ยุ้�งฉาง จะมีีพิิธีบี อก กล่่าวแม่่โพสพ นอกจากนี้้ย� ังั มีีความเชื่�่อว่่าข้้าวเป็็นสิ่ง� ที่่ม� ีบี ุุญคุุณต่อ่ ชีีวิติ มนุุษย์์ จึึงได้้รัับการยกย่อ่ งโดยมีี คำ�ำ เรีียกช่่วงเวลาในสมััยโบราณ เมื่่�อข้้าวตั้้�งท้้องว่า่ “ตะวัันอ้้อมข้้าว” แสดงให้้เห็็นความสำ�ำ คััญของ ข้้าวว่่า เมื่�่อตั้�งท้้องแม้้แต่่ พระอาทิิตย์ย์ ังั ต้้องอ้้อมข้้าว เหมืือนที่่ก� าร ปฏิิบัตั ิกิ ันั จนทุกุ วันั นี้้� คืือ ไม่่เหยียี บข้้าว ไม่่ทิ้้�งข้้าว เพราะถืือว่า่ เป็็น บาปกรรม วััฒนธรรมภาคตะวัันออกเฉีียงเหนืือ ประเพณีีบุญุ บั้้ง� ไฟ เป็น็ ประเพณีีที่่�ชาวอีสี านจััดขึ้�น้ ในเดืือน 6 เรีียกกัันว่่า “บุุญเดืือนหก” มีีจุุดมุ่่�งหมายเพื่่�อ เป็น็ งานรื่่�นเริงิ ครั้ง� ใหญ่ก่ ่อ่ นการเริ่�มทำ�ำ นา และเป็็นการสร้้างกำ�ำ ลัังใจว่่าการทำำ�นาในปีนี ั้้�นจะได้้ผลดีี โดยมีี ความเชื่อ�่ ว่า่ เทวดาคืือ “ พระยาแถน” สามารถบััลดาลให้้พืืชผลในท้้องนาอุุดมสมบููรณ์์ หากบููชาเซ่่นสรวงให้้ พระยาแถนพอใจก็็จะช่่วยให้้ฝนตกตาม ฤดููกาล การทำ�ำ นาได้้ผลธััญญาหารบริิบููรณ์์ โดยเฉพาะถ้้าหมู่่�บ้้านใคร ทำ�ำ บุญุ บั้้�งไฟติิดต่อ่ กันั ทุกุ 3 ปีี วัฒั นธรรมภาคเหนืือ ภาคเหนืือมีลี ัักษณะเป็็นเทืือกเขา สลับั กัับที่่� ราบ ผู้�้คนจะกระจายตััวอยู่�เป็็นกลุ่�ม มีีวิิถีชี ีีวิิต และขนบธรรมเนียี ม เป็็นของตนเอง แต่่ก็็มีีการ ติิดต่่อระหว่่างกััน วััฒนธรรมของภาคเหนืือหรืือ อาจเรีียกว่่า “กลุ่�มวััฒนธรรมล้้านนา” ซึ่�งเป็็น วัฒั นธรรมเก่า่ แก่่และมีเี อกลักั ษณ์เ์ ฉพาะตััว ทั้้�ง สำำ�เนีียงการพููด การขับั ร้้อง ฟ้้อนรำ�ำ หรืือการจัดั งานฉลองสถานที่่ส� ำ�ำ คัญั ที่่ม� ีี แต่โ่ บราณ เช่น่ พระธาตุุดอยสุุเทพ วัดั เจดีีย์์หลวง เป็็นต้้น เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่�พ่ ลเมือื ง 13 สค31002 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย
วััฒนธรรมที่่�เกี่ย� วกัับศาสนา ความเชื่อ�่ ความเชื่อ่� เกี่ย� วกับั การนับั ถืือผีี ชาวเหนืือหรืือที่่เ� รียี กกันั ว่า่ ”ชาวล้้านนา”มีคี วามเชื่อ�่ ในเรื่อ�่ งการนับั ถืือผีตีั้ง� แต่เ่ ดิมิ โดย เชื่�อ่ ว่่าสถานที่่แ� ทบทุกุ แห่่ง มีีผีีให้้ความคุ้ม� ครองรัักษาอยู่� ความเชื่่�อนี้้จ� ึึงมีีอิิทธิิพลต่่อการดำ�ำ เนินิ ชีวี ิิตประจำ�ำ วันั เห็็นได้้ จาก ขนบธรรมเนีียม ประเพณีี และพิธิ ีีกรรมต่่างๆ ของชาว เหนืือ เช่่น ผู้เ�้ ฒ่า่ ผู้แ�้ ก่่ชาวเหนืือ (พ่อ่ อุ๊�ยแม่อุ่๊�ย) เมื่่�อไปวัดั ฟังั ธรรมก็จ็ ะ ประกอบพิิธีีเลี้�ยงผีี คืือ จัดั หาอาหารคาว-หวานเซ่น่ สัังเวยผีปี ู่่�ย่า่ ด้้วย ผีที ี่่�มีีความสำ�ำ คััญต่อ่ วิถิ ีีชีวี ิติ ของชาวล้้านนา เช่่น 1. ผีบี รรพบุุรุษุ มีีหน้้าที่่ค�ุ้ม� ครองเครืือญาติแิ ละครอบครัวั 2. ผีีอารักั ษ์์ หรืือผีีเจ้้าที่่เ� จ้้าทาง มีีหน้้าที่่ค�ุ้�มครองบ้้านเมืืองและชุุมชน 3. ผีีขุนุ น้ำ��ำ มีหี น้้าที่่ใ� ห้้น้ำำ�� แก่่ไร่น่ า 4. ผีีฝาย มีีหน้้าที่่�คุ้ม� ครองเมืืองฝาย 5. ผีีสบน้ำำ�� หรืือผีปี ากน้ำ�ำ� มีีหน้้าที่่ค�ุ้ม� ครองบริิเวณที่่�แม่น่ ้ำำ��สองสายมาบรรจบกันั 6.ผีีวิญิ ญาณประจำำ�ข้้าว เรีียกว่่า เจ้้าแม่โ่ พสพ 7. ผีีวิญิ ญาณประจำำ�แผ่น่ ดินิ เรียี กว่่า เจ้้าแม่ธ่ รณีี QR code ศาสนาและหน้้าที่่พ� ลเมืือง สค31002 หมายเหตุุ : ให้้นัักศึกึ ษาได้้ศึึกษาเพิ่่�มเติมิ จากหนัังสืือแบบเรีียน รายวิชิ าศาสนาและหน้้าที่่�พลเมืือง สค31002 14 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่พ� ลเมืือง สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
แบบทดสอบท้้ายบทเรียี น จงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่�ถููกต้้องที่่ส� ุุดเพีียงข้้อเดียี ว 7. การป้้องกัันและแก้้ไขความขััดแย้้งทางศาสนาที่่�ให้้ทุุก 1. อะไรที่่�แสดงถึึงความแตกต่า่ งระหว่่างศาสนาต่า่ ง ๆ ฝ่่ายทุุกศาสนาเปิิดเผยความจริิง และแลกเปลี่่�ยนข้้อมููลซึ่�ง กัันและกััน คืือวิิธีกี ารในข้้อใด ก. แสดงให้้มนุุษย์เ์ ว้้นจากความชั่�ว ข. ปฏิิบััติพิ ิิธีกี รรม ก. ยอมกััน ค. จููงใจให้้คนละความชั่�ว ข. ประนีปี ระนอม ง. ความเชื่อ่� ค. หลีีกเลี่�ยง 2. ข้้อใด ไม่่ใช่่ หลักั อริยิ สัจั 4 ง. ผสมผสาน ก. ทุกุ ข์์ 8. จิิตที่่ส� งบตั้�งมั่�นอยู่�ในเรื่อ�่ งใดเรื่่�องหนึ่่�งไม่ฟุ่้�งซ่่าน หรืือการ ข. สมุุทัยั จััดระเบีียบความคิดิ ได้้ คืือความหมายของข้้อใด ค. พิิโรธ ก. สติิ ง. มรรค ข. สมาธิิ 3. ข้้อใดเป็็นหลัักธรรมที่่�ผููกไมตรีีให้แ้ น่น่ แฟ้้นยิ่�งขึ้น้� ค. ปัญั ญา ก. อริิยสััจ 4 ง. ศรััทธา ข. กุุศลธรรมบถ 10 9. ปัญั หาสังั คมข้้อใด ที่่ม� ีผี ลทำำ�ลายคุณุ ภาพชีวี ิติ ของคนไทย ค. ศีลี 5 ที่่�รุนุ แรงที่่ส� ุุดในปััจจุุบันั ง. สัังคหวัตั ถุุ 4 ก. การทุจุ ริติ 4. ข้้อใดช่่วยส่่งเสริิมให้้บุุตรหลานแสดงความกตััญญููต่่อ ข. สิ่ง� แวดล้้อม ผู้ใ้� หญ่่ ค. ครอบครัวั ก. ลอยกระทง ง. ยาเสพติดิ ข. แรกนาขวัญั 10. ข้้อใดเป็็นเอกลัักษณ์ข์ องวััฒนธรรมไทย ค. สงกรานต์์ ก. ภาษา ง. แห่เ่ ทียี น ข. สถาบัันครอบครัวั 5. การไม่่กล้้าแสดงความคิิดเห็็นขััดแย้้ง เพราะเกรงจะ ค. วัฒั นธรรมพื้้น� บ้้าน กระทบกระเทืือนความรู้�้สึึกผู้�้อื่�่น สะท้้อนลัักษณะนิิสััยคน ง. ศิิลปกรรม ไทยในค่่านิิยมข้้อใด ก. ความเอื้�อเฟื้อ�้ เผื่�อ่ แผ่่ ข. ความเคารพและอ่่อนน้้อมถ่อ่ มตน ค. ความกตัญั ญูกู ตเวทีี ง. ความศรัทั ธาและปััญญา 6. ศาสนาแต่่ละศาสนา มีีสิ่�งใดที่่�ใช้้เป็็นแนวทางในการ ประพฤติปิ ฏิบิ ััติิ ก. กฎหมาย ข. หลักั ธรรมคำำ�สอน ค. ความเชื่�อ่ ง. แรงบัันดาลใจ เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่่�พลเมืือง 15 สค31002 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย
บทที่่� 2 หน้้าที่่พ� ลเมืือง สรุุปเนื้้อ� หา เรื่�่องที่่� 1 หน้้าที่่พ� ลเมืือง ความหมายของ “พลเมืืองดีี” ในวิิถีีประชาธิิปไตย พจนานุุกรมฉบัับราชบััณฑิิตยสถานได้้ให้้ความหมายของคำ�ำ ต่า่ ง ๆไว้้ ดังั นี้้� “พลเมืือง” หมายถึึง ชาวเมืือง ชาวประเทศ ประชาชน “วิิถี”ี หมายถึึง สาย แนว ทาง ถนน “ประชาธิิปไตย” หมายถึึง ระบอบการปกครองที่่�ถืือมติิปวงชนเป็็นใหญ่่ หรืือการถืือเสียี งข้้างมากเป็็นใหญ่่ ดัังนั้้�น ความหมายของ “พลเมืืองดีีในวิิถีีประชาธิิปไตย” จึึงหมายถึึง ประชาชนที่่�ยึึดมั่่�นในแนวทางการปกครอง ระบอบประชาธิิปไตย ซึ่�งเคารพเสีียงข้้างมากเป็็นใหญ่่ โดยใช้้หลัักการยึึดมั่่�นในศีีลธรรมและคุุณธรรมของศาสนา มีีหลัักการ ทางประชาธิิปไตยในการดำำ�รงชีีวิติ ปฏิิบัตั ิติ นตามกฎหมาย ดำำ�รงตนเป็็นประโยชน์ต์ ่อ่ สัังคม ช่ว่ ยเหลืือเกื้�อกููลกััน อันั จะก่อ่ ให้้ เกิิดการพััฒนาสังั คมและประเทศชาติใิ ห้้เป็็นสังั คมและประเทศประชาธิปิ ไตยอย่่างแท้้จริิง หลักั การทางประชาธิิปไตย ที่่�สำ�ำ คััญ ได้้แก่่ 1. หลัักอำำ�นาจอธิิปไตยเป็็นของประชาชน หมายถึึง ประชาชนเป็น็ เจ้้าของอำำ�นาจสููงสุุดในการปกครองรัฐั 2. หลัักความเสมอภาค หมายถึึง ความเท่่าเทีียมกัันในสัังคมประชาธิิปไตย ถืือว่า่ ทุุกคนที่่�เกิดิ มาจะมีีความเท่า่ เทีียมกันั ในฐานะประชากรของรัฐั มีีสิิทธิิ เสรีีภาพ หน้้าที่่เ� สมอภาคกันั ไม่ม่ ีีการแบ่่งชนชั้น� 3. หลัักนิติ ิธิ รรม หมายถึึง การใช้้หลักั กฎหมายเป็็นกฎเกณฑ์ก์ ารอยู่�ร่วมกััน เพื่่�อความสงบสุขุ ของสังั คม 4. หลัักเหตุผุ ล หมายถึึง การใช้้เหตุุผลที่่�ถููกต้้องในการตัดั สินิ หรืือยุุติปิ ัญั หาในสังั คม 5. หลักั การถืือเสีียงข้้างมาก หมายถึึง การลงมติิโดยยอมรับั เสีียงส่ว่ นใหญ่่ในสังั คมประชาธิปิ ไตย 6. หลัักประนีีประนอม หมายถึึง การลดความขััดแย้้งโดยการผ่่อนหนัักผ่่อนเบาให้้กััน ร่่วมมืือกัันเพื่่�อเห็็นแก่่ ประโยชน์ข์ องส่่วนรวมเป็็นสำ�ำ คััญ แนวทางการปฏิบิ ััติิตนเป็น็ พลเมืืองดีตี ามวิถิ ีปี ระชาธิปิ ไตย 1) ด้้านสัังคม ได้้แก่่ 1. การแสดงความคิิดอย่่างมีีเหตุุผล 2. การยอมรัับฟัังความคิดิ เห็็นของผู้อ้� ื่�น่ 3. การยอมรับั เมื่อ�่ ผู้อ�้ ื่น่� มีเี หตุผุ ลที่่�ดีีกว่่า 4. การตััดสินิ ใจโดยใช้้เหตุผุ ลมากกว่า่ อารมณ์์ 5. การเคารพระเบียี บของสังั คม 6. การมีีจิติ สาธารณะ คืือ การบำำ�เพ็ญ็ ประโยชน์เ์ พื่อ่� ส่ว่ นรวม และรักั ษาสาธารณสมบัตั ิิ 2) ด้้านเศรษฐกิจิ ได้้แก่่ 1. การประหยัดั และอดออมในครอบครััว 2. การซื่่อ� สััตย์ส์ ุจุ ริิตต่่ออาชีีพที่่ท� ำำ� 3. การพัฒั นางานอาชีีพให้้ก้าวหน้้า 4. การใช้้เวลาว่่างให้้เป็็นประโยชน์์ต่่อตนเองและสัังคม 5. การสร้้างงานและสร้้างสรรค์์สิ่�งประดิิษฐ์์ใหม่่ ๆ เพื่อ่� ให้้เกิดิ ประโยชน์ต์ ่่อสัังคมไทยและสัังคมโลก 16 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่พ่� ลเมือื ง สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
6. การเป็น็ ผู้ผ้� ลิิตและผู้้�บริโิ ภคที่่ด� ีี มีีความซื่อ�่ สััตย์์ ยึึดมั่่�นในอุดุ มการณ์ท์ ี่่�ดีตี ่่อชาติเิ ป็น็ สำ�ำ คัญั 3) ด้้านการเมืืองการปกครอง ได้้แก่่ 1. การเคารพกฎหมาย 2. การยอมรัับฟังั ความคิดิ เห็น็ ของทุุกคน 3. การยอมรับั ในเหตุุผลที่่�ดีกี ว่่า 4. การซื่่�อสัตั ย์์ต่่อหน้้าที่่�โดยไม่เ่ ห็น็ แก่ป่ ระโยชน์ส์ ่่วนตน 5. การกล้้าเสนอความคิิดเห็็นต่่อส่่วนรวม กล้้าเสนอตนในการทำำ�หน้้าที่่�สมาชิิกสภาผู้้�แทนราษฎร หรืือสมาชิิก วุฒุ ิิสภา 6. การทำำ�งานที่่ร� ัับผิิดชอบอย่่างเต็ม็ ความสามารถ เต็็มเวลา บทบัญั ญัตั ิิในรััฐธรรมนููญที่่�ถืือว่่ามีีผลต่อ่ การเปลี่ย� นแปลงของสภาพสัังคมไทย ได้้แก่่ 1. การรัับรองสิิทธิิของชายและหญิงิ ว่่ามีสี ิิทธิเิ ท่า่ เทีียมกััน 2. ความเสมอภาคในการบังั คับั ใช้้กฎหมายกับั ทุกุ บุคุ คล : บุคุ คลย่อ่ มเสมอกันั ในกฎหมาย และได้้รับั ความคุ้ม� ครอง ตามกฎหมายเท่า่ เทียี มกันั 3. ที่่�มาของรัฐั บาล 4. การตรวจสอบการใช้้อำำ�นาจรััฐ 5. สิิทธิิและเสรีีภาพของชนชาวไทย ทั้้�งที่่�เป็็นสิิทธิิและเสรีีภาพส่่วนบุุคคล เช่่นสิิทธิิและเสรีีภาพในชีีวิิตและ ร่่างกายของบุุคคล การจัับและคุุมขััง การค้้นตััวบุุคคล หรืือการกระทำ�ำ ใดอัันกระทบต่่อสิิทธิิและเสรีีภาพจะกระทำ�ำ มิิได้้ เว้้น แต่่มีีเหตุุตามที่่�กฎหมายบััญญััติิการเข้้าไปในเคหสถาน โดยปราศจากการยิินยอมของผู้�้ครอบครอง เสรีีภาพในการเดิินทาง และเสรีีภาพในการเลืือกถิ่�นที่่อ� ยู่�ภายในราชอาณาจักั ร เสรีีภาพในการสื่�่อสารถึึงกัันโดยทางที่่ช� อบด้้วยเสรีีภาพบริบิ ููรณ์์ในการ นับั ถืือศาสนาสิทิ ธิใิ นกระบวนการยุตุ ิธิ รรมเสรีภี าพในการแสดงความคิดิ เห็น็ ของบุคุ คลและสื่อ�่ มวลชนสิทิ ธิเิ สรีภี าพในการศึกึ ษา สิทิ ธิกิ ารได้้รับั บริกิ ารสาธารณสุขุ และสวัสั ดิกิ ารจากรัฐั เสรีภี าพในการชุมุ ชนและการสมาคมความเปลี่่ย� นแปลงทางสังั คมที่่เ� ป็น็ ผลจากการมีีรัฐั ธรรมนููญบัญั ญัตั ิิไว้้จึึงเป็็นหลัักประกัันที่่ป� ระชาชนจะต้้องได้้รับั การคุ้�มครองและดููแลจากรััฐ และมีผี ลต่อ่ การก ระตุ้น� ให้้ประชาชนเกิิดความตื่่�นตัวั ในการพิิทักั ษ์ส์ ิทิ ธิขิ องตนเอง รวมทั้้ง� การปฏิบิ ัตั ิิตนที่่�จะไม่ไ่ ปละเมิดิ ต่่อสิทิ ธิิของผู้้อ� ื่น่� ความ เปลี่่�ยนแปลงทางสังั คมที่่ผ� ลจากการมีีรััฐธรรมนููญที่่�เห็น็ ได้้อย่า่ งเป็็นรููปธรรมได้้แก่่ 1. ความตื่่�นตััวในภาคประชาชนที่่�จะเข้้ามามีีส่่วนร่่วมในการบริิหารจััดการประเทศ โดยการตั้�งพรรคการเมืือง การ เป็็นสมาชิกิ พรรคการเมืือง 2. เกิดิ การรวมตัวั ของกลุ่�มบุคุ คลตั้ง� เป็น็ มููลนิธิ ิเิ พื่อ�่ ปกป้อ้ งดููแลสิทิ ธิขิ องประชาชนตามรัฐั ธรรมนููญ เช่น่ มููลนิธิ ิคิุ้ม� ครอง ผู้้�บริโิ ภค มููลนิธิ ิิคุ้ม� ครองสิิทธิิสตรีี 3. การรวมตััวของกลุ่�มบุุคคลในอาชีีพเดีียวกััน เพื่่อ� เรีียกร้้องความเป็น็ ธรรม 4. มีรี ะบบยุตุ ิธิ รรม ที่่พ� ิจิ ารณาตัดั สินิ คดีคี วามจากเอกสาร พยาน หลักั ฐาน มีรี ะบบการไต่ส่ วน สืืบสวน สอบสวน และ ยกเลิิกวิธิ ีีการลงโทษในทางทารุุณกรรมเพื่�่อให้้ รับั สารภาพ 5. ประชาชนได้้รับั บริกิ ารในสิ่ง� ที่่เ� ป็น็ ปัจั จัยั พื้้น� ฐานของการดำ�ำ รงชีวี ิติ ได้้แก่่ บริกิ ารการศึกึ ษา บริกิ ารการรักั ษาพยาบาล ความเปลี่่ย� นแปลงที่่เ� กิดิ ขึ้น้� ในสัังคมไทยดัังกล่่าว มีผี ลให้้ประเทศไทยได้้รัับการยอมรับั ในสายตาชาวโลกมากขึ้�้นว่า่ มิิได้้มีคี วาม เป็็นบ้้านป่า่ เมืืองเถื่่อ� น โดยชาวต่า่ งชาติิได้้ให้้การยอมรัับ ในกฎหมายไทย บทบาทหน้้าที่่�องค์ก์ รกลางและการตรวจสอบการใช้อ้ ำำ�นาจรัฐั แม้ว่าประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาต้ังแต่ปี พ.ศ.2475 ในทางปฏิบัติผู้ บรหิ ารประเทศทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจ�ำนั้น จะมอี �ำนาจอย่างมากมายและกว้างขวางมาก หลายครั้งประชาชนมคี วาม เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่�่พลเมืือง 17 สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
คลางแคลงใจในพฤตกิ รรมของผบู้ รหิ ารประเทศทง้ั ฝา่ ยการเมอื งและฝา่ ยประจ�ำวา่ นา่ จะเปน็ ไปเพื่อประโยชนต์ นหรอื พวกพ้อง มากกวา่ เพื่อผลประโยชนข์ องประเทศกไ็ มส่ ามารถด�ำเนนิ การตรวจสอบใดๆ ได้จนกระทง่ั เมอ่ื มกี ารประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช2540 ซึ่งได้รเิ ริ่มให้มกี ารควบคุมอ�ำนาจรัฐโดยบญั ญตั ิไว้ใน หมวดท่ี 10 การตรวจสอบการใช้ อ�ำนาจรฐั มาตรา 291 –มาตรา 311 ซึ่งได้กลา่ วถึงเรื่องต่อไปนี้ 1. การแสดงบัญั ชีรี ายการทรััพย์์สิินหนี้้ส� ินิ 2. คณะกรรมการป้้องกันั และปราบปรามการทุจุ ริิตแห่่งชาติิ 3. การถอดถอนจากตำ�ำ แหน่ง่ 4. การดำำ�เนินิ คดีีอาญากับั ผู้ด�้ ำ�ำ รงตำ�ำ แหน่ง่ ทางการเมืือง นอกจากกล่า่ วถึึงเรื่อ�่ งการตรวจสอบการใช้้อำ�ำ นาจรัฐั แล้้วยังั ได้้มีกี ารจัดั ตั้้ง� องค์ก์ รอิสิ ระขึ้น�้ มาเพื่อ่� ทำำ�หน้้าใดหน้้าที่่ห� นึ่่ง� โดยตรง เช่น่ คณะกรรมการป้อ้ งกันั และปราบปรามการทุจุ ริติ แห่ง่ ชาติิ คณะกรรมการกาเลืือกตั้ง� แต่ย่ ังั มิไิ ด้้กล่า่ วถึึงองค์ก์ รอิสิ ระ ตามรัฐั ธรรมนููญหรืือองค์ก์ รตามรัฐั ธรรมนููญไว้้อย่า่ งชัดั เจนดังั นั้้น� เมื่อ�่ กล่า่ วถึึง “องค์ก์ รตามรัฐั ธรรมนููญ” หรืือ “องค์ก์ รอิสิ ระตาม รัฐั ธรรมนููญ”ในรัฐั ธรรมนููญแห่ง่ ราชอาณาจักั รไทย พุทุ ธศักั ราช 2540 จึึงยังั มีคี วามเข้้าใจ ที่่ไ� ม่ต่ รงกันั ว่า่ หมายถึึงองค์ก์ รใดบ้้าง โดยคำำ�ว่า่ “องค์์กรอิสิ ระตามรััฐธรรมนููญ” นั้้น� ไม่ม่ ีีบััญญัตั ิไิ ว้้ในรััฐธรรมนููญ แต่เ่ ป็็นคำ�ำ ที่่ใ� ช้้เรีียกรวมๆ ถึึงองค์์กรที่่�รััฐธรรมนููญ แห่ง่ ราชอาณาจักั รไทย พุทุ ธศัักราช 2540 บัญั ญัตั ิใิ ห้้มีขี ึ้น้� เพื่อ่� ทำ�ำ หน้้าที่่ใ� นหน้้าที่่�หนึ่่ง� โดยเฉพาะ เช่่น คณะกรรมการการเลืือก ตั้ง� หรืือ กกต. ทำ�ำ หน้้าที่่�ในการจััดการเลืือกตั้ง� คณะกรรมการป้อ้ งกันั และปราบปรามการทุุจริติ แห่่งชาติิ หรืือคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำำ�หน้้าที่่ใ� นการป้้องกัันและปราบปรามการทุจุ ริติ และประพฤติมิ ิิชอบ เป็น็ ต้้นส่่วนคำ�ำ ว่่า “องค์์กรตามรััฐธรรมนููญ” ใน มาตรา 266 ซึ่�งบััญญััติิว่่า “ในกรณีี ที่่�องค์์กรต่่างๆตามรััฐธรรมนููญมีีปััญหาเกี่�ยวกัับอำำ�นาจหน้้าที่่�ให้้องค์์กรนั้้�นหรืือประธาน รัฐั สภาเสนอเรื่�อ่ งพร้้อมความเห็น็ ต่อ่ ศาลรััฐธรรมนููญเพื่่�อพิจิ ารณาวินิ ิิจฉัยั ” ซึ่�งตามคำ�ำ วิินิิจฉัยั ของศาลรััฐธรรมนููญ ได้้ให้ค้ วาม หมายโดยสรุปุ ของคำำ�ว่่า “องค์์กรตามรััฐธรรมนููญ” หมายถึึง องค์ก์ รที่่ร� ััฐธรรมนููญกำ�ำ หนดให้้มีขี ึ้�้นและมอบหมายอำ�ำ นาจหน้้าที่่� ไว้้ในรััฐธรรมนููญ เช่่น วุุฒิิสภา คณะกรรมการการเลืือกตั้�งศาลยุุติิธรรม เป็็นต้้นจนกระทั่่�งเมื่�่อมีีการประกาศใช้้ รััฐธรรมนููญ แห่่งราชอาณาจัักรไทย พุทุ ธศัักราช 2550ได้้ทำำ�ให้้เรื่่�องดัังกล่่าวมีีความชััดเจนขึ้้�น โดยกำ�ำ หนดให้้มีีหมวดที่่ว� ่่าด้้วยองค์์กรตาม รัฐั ธรรมนููญไว้้ในหมวด 11 มาตรา 299–258 โดยแยกเป็็น 2 ส่ว่ น ส่่วนที่่� 1 องค์์กรอิสิ ระตามรััฐธรรมนููญ จำำ�นวน 4 องค์ก์ ร ประกอบด้้วย 1) คณะกรรมการการเลืือกตั้ง� 2) ผู้้ต� รวจการแผ่น่ ดินิ 3) คณะกรรมการป้อ้ งกันั และปราบปรามการทุุจริิตแห่ง่ ชาติิ 4) คณะกรรมการตรวจเงิินแผ่่นดิิน ส่ว่ นที่่� 2 องค์ก์ รอื่�่นตามรัฐั ธรรมนููญ จำำ�นวน 3 องค์ก์ ร ประกอบด้้วย 1) องค์์กรอัยั การ 2) คณะกรรมการสิิทธิมิ นุษุ ยชนแห่่งชาติิ 3) สภาที่่ป� รึึกษาเศรษฐกิิจและสัังคมแห่ง่ ชาติิ รัฐั ธรรมนููญและกฎหมายอื่่น� ๆ รััฐธรรมนููญ คืือ กฎหมายสููงสุุดว่่าด้้วยการจััดระเบีียบการปกครองของประเทศรััฐธรรมนููญ มีีฐานเหนืือกว่่าบรรดา กฎหมายทั้้�งปวง รวมทั้้�งกฎเกณฑ์์ทั้้�งหมดของประเทศกฎหมายใดที่่�ขััดแย้้งกัับรััฐธรรมนููญรััฐธรรมนููญ ฉบัับปััจจุุบัันคืือ รััฐธรรมนููญแห่ง่ ราชอาณาจักั รไทยพุทุ ธศัักราช 2550ประกาศใช้้เมื่อ่� วันั ที่่� 24 สิงิ หาคม 2550 โดกำ�ำ หนดหลักั เกณฑ์์ในการจัดั ระเบีียบการปกครองประเทศ มีสี าระสำำ�คัญั โดยสรุปุ ดังั นี้้� 18 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่พ่� ลเมือื ง สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
บททั่่ว� ไป 1. ประเทศไทยเป็น็ ราชอาณาจักั รอัันหนึ่่�งอันั เดีียวกัันจะแบ่่งแยกมิไิ ด้้ 2. ประเทศไทยมีีการปกครองระบอบประชาธิิปไตยอันั มีีพระมหากษััตริยิ ์์ทรงเป็น็ ประมุขุ 3. อำ�ำ นาจอธิปิ ไตยเป็น็ ของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตั ริยิ ์ท์ รงเป็น็ ประมุขุ ทรงใช้้อำำ�นาจ นั้้น� ทางรัฐั สภาคณะรัฐั มนตรีี และศาล ตามบทบััญญัตั ิแิ ห่่งรััฐธรรมนููญนี้้� 4. การปฏิิบัตั ิหิ น้้าที่่ข� องรัฐั สภา คณะรััฐมนตรีี ศาล รวมทั้้ง� องค์์กรตามรัฐั ธรรมนููญและหน่ว่ ยงานของรัฐั ต้้องเป็็นไป ตามหลัักนิิติิธรรม 5. ศัักดิ์�ศรีีความเป็็นมนุุษย์์ สิิทธิิ เสรีภี าพ และความเสมอภาคของบุุคคลย่อ่ มได้้รับั ความคุ้ม� ครอง 6. ประชาชนชาวไทยไม่ว่ ่่าเหล่่ากำ�ำ เนิิด เพศ หรืือศาสนาใด ย่อ่ มอยู่�ในความคุ้ม� ครองแห่่งรััฐธรรมนููญนี้้�เสมอกััน 7. รัฐั ธรรมนููญเป็น็ กฎหมายสููงสุดุ ของประเทศ บทบัญั ญัตั ิใิ ดของกฎหมายกฎหรืือข้้อบังั คับั ขัดั หรืือแย้้งต่อ่ รัฐั ธรรมนููญ นี้้� บทบััญญััตินิ ั้้น� เป็็นอัันใช้้บังั คัับมิไิ ด้้ 8. ในเมื่�่อไม่่มีีบทบััญญััติิแห่่งรััฐธรรมนููญนี้้�บัังคัับแก่่กรณีีใด ให้้วิินิิจฉััยกรณีีนั้้�นไปตามประเพณีีการปกครองระบอบ ประชาธิปิ ไตยอัันมีพี ระมหากษััตริิย์์ทรงเป็น็ ประมุุข บทบััญญัตั ิิของรััฐธรรมนููญเกี่�ยวกับั พระมหากษััตริยิ ์์ มีหี ลายประการที่่�สำำ�คัญั นำ�ำ เสนอดัังนี้้� 1. องค์พ์ ระมหากษัตั ริยิ ์ท์ รงดำ�ำ รงอยู่�ในฐานะอันั เป็น็ ที่่เ� คารพสักั การะ ผู้ใ�้ ดจะละเมิดิ มิไิ ด้้ ผู้ใ�้ ดจะกล่า่ วหาหรืือฟ้อ้ ง ร้้องพระมหากษััตริิย์ใ์ นทางใดๆ มิไิ ด้้ 2. พระมหากษัตั ริิย์ท์ รงเป็น็ พุุทธมามกะและทรงเป็น็ อัคั รศาสนููปถััมภก 3. พระมหากษัตั ริยิ ์ท์ รงดำ�ำ รงตำ�ำ แหน่ง่ จอมทัพั ไทยสิทิ ธิิ เสรีภี าพ และหน้้าที่่ข� องประชาชนชาวไทยตามรัฐั ธรรมนููญ สิิทธิิ หมายถึึง สิ่�งที่่�ไม่่มีีรููปร่่างซึ่�งมีีอยู่�ในตััวมนุษุ ย์์มาตั้�งแต่เ่ กิดิ หรืือเกิดิ ขึ้�น้ โดยกฎหมาย เพื่่อ� ให้้มนุษุ ย์์ได้้รับั ประโยชน์์ และมนุุษย์์จะเป็็นผู้้�เลืือกใช้้สิ่่�งนั้้�นเอง โดยไม่่มีีผู้�้ใดบัังคัับได้้ เช่่น สิิทธิิในการกิิน การนอน แต่่สิิทธิิบางอย่่างมนุุษย์์ได้้รัับโดย กฎหมายกำำ�หนดให้้มีเี ช่น่ สิทิ ธิใิ นการมีี การใช้้ทรััพย์์สิิน สิิทธิใิ นการร้้องทุุกข์์เมื่่อ� ตนถููกกระทำ�ำ ละเมิดิ กฎหมายเป็็นต้้น เสรีีภาพ หมายถึึง การใช้้สิิทธิิอย่่างใดอย่่างหนึ่่�ง หรืือกระทำ�ำ การอย่่างใดอย่่างหนึ่่�งได้้อย่่างอิิสระ แต่่ทั้้�งนี้้�จะต้้องไม่่ กระทบต่อ่ สิทิ ธิขิ องผู้อ้� ื่น�่ ซึ่ง� หากผู้ใ�้ ดใช้้สิทิ ธิเิ สรีภี าพเกินิ ขอบเขตจนก่อ่ ความเดืือดร้้อนต่อ่ ผู้อ้� ื่น�่ ก็ย็ ่อ่ มถููกดำ�ำ เนินิ คดีตี ามกฎหมาย หน้้าที่่� หมายถึึง การกระทำำ�หรืือการละเว้้นการกระทำ�ำ เพื่่อ� ประโยชน์์โดยตรงของการมีสี ิิทธิิหน้้าที่่�เป็น็ สิ่�งที่่บ� ัังคับั ให้้ มนุุษย์์ในสัังคมต้้องปฏิิบััติิตามกฎเกณฑ์์ทางสัังคมหรืือกฎหมาย บััญญััติิไว้้ จะไม่่ปฏิิบััติิตามไม่่ได้้ ส่่วนสิิทธิิและเสรีีภาพเป็็น สิ่�งที่่�มนุุษย์์มีีอยู่�แต่่จะใช้้หรืือไม่่ก็็ได้้รััฐธรรมนููญแห่่งราชอาณาจัักรไทย พ.ศ. 2550 ได้้กำ�ำ หนดสิิทธิิ เสรีีภาพ และหน้้าที่่�ของ ประชาชนชาวไทยไว้้ดัังนี้้� 1. สิิทธิขิ องปวงชนชาวไทย 1) สิิทธิใิ นครอบครััวและความเป็็นอยู่่�ส่่วนตััว ชาวไทยทุุกคนย่่อมได้้รับั ความคุ้ม� ครอง เกีียรติยิ ศ ชื่่อ� เสีียง และ ความเป็น็ อยู่่�ส่่วนตััว 2) สิทิ ธิอิ นุรุ ักั ษ์ฟ์ ื้น้� ฟููจารีตี ประเพณีี บุคุ คลในท้้องถิ่น� และชุมุ ชนต้้องช่ว่ ยกันั อนุรุ ักั ษ์ฟ์ ื้น้� ฟููจารีตี ประเพณีี วัฒั นธรรม อัันดีีงาม ภููมิปิ ััญญาท้้องถิ่น� เพื่อ�่ รัักษาไว้้ให้้ คงอยู่�ตลอดไป 3) สิทิ ธิใิ นทรัพั ย์ส์ ินิ บุุคคลจะได้้รับั การคุ้�มครองสิิทธิิในการครอบครองทรัพั ย์ส์ ินิ ของตนและการสืืบทอดมรดก 4) สิิทธิใิ นการรับั การศึึกษาอบรม บุุคคลย่่อมมีีความเสมอภาคในการเข้้ารับั การศึกึ ษาขั้�นพื้้�นฐาน 12 ปีี อย่่างมีี คุุณภาพและทั่่ว� ถึึง โดยไม่่เสีียค่า่ ใช้้จ่่าย เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่พ�่ ลเมืือง 19 สค31002 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย
5) สิทิ ธิใิ นการรับั บริกิ ารทางด้้านสาธารณสุขุ อย่า่ งเสมอภาคและได้้มาตรฐานสำำ�หรับั ผู้ย�้ ากไร้้จะได้้รับั สิทิ ธิใิ นการ รักั ษาพยาบาลจากสถานบริิการสาธารณสุขุ ของรัฐั โดยไม่่เสียี ค่่าใช้้จ่า่ ย 6) สิทิ ธิิที่่�จะได้้รับั การคุ้ม� ครองโดยรัฐั เด็ก็ เยาวชน สตรีี และบุุคคลในสังั คมที่่ไ� ด้้รัับการปฏิบิ ััติิอย่่างรุุนแรงและไม่่ เป็็นธรรมจะได้้รับั การคุ้ม� ครองโดยรัฐั 7) สิิทธิทิ ี่่จ� ะได้้รับั การช่่วยเหลืือจากรััฐ เช่น่ บุุคคลที่่�มีอี ายุเุ กินิ หกสิิบปีี และรายได้้ไม่พ่ อต่อ่ การยังั ชีีพ รัฐั จะให้้ ความช่่วยเหลืือ เป็็นต้้น 8) สิทิ ธิิที่่�จะได้้สิ่่�งอำ�ำ นวยความสะดวกอัันเป็็นสาธารณะ โดยรัฐั จะให้้ความช่ว่ ยเหลืือและอำำ�นวยความสะดวกอันั เป็น็ สาธารณะแก่่บุคุ คลในสังั คม 9) สิทิ ธิขิ องบุคุ คลที่่จ� ะมีสี ่ว่ นร่ว่ มกับั รัฐั และชุมุ ชน ในการบำำ�รุงุ รักั ษาและการได้้ประโยชน์จ์ ากทรัพั ยากรธรรมชาติิ 10) สิิทธิิที่่จ� ะได้้รัับทราบข้้อมููลข่า่ วสารจากหน่่วยงานของรััฐ รััฐวิิสาหกิิจหรืือราชการส่ว่ นท้้องถิ่�นอย่า่ งเปิดิ เผย เว้้นแต่่การเปิิดเผยข้้อมููลนั้้�นจะมีีผลต่่อความมั่น� คงของรัฐั หรืือความปลอดภััยของประชาชนส่ว่ นรวม หรืือเป็็นส่ว่ นได้้ส่่วนเสียี ของบุคุ คลซึ่�งมีสี ิิทธิิได้้รัับความคุ้ม� ครอง 11) สิิทธิิเสนอเรื่�อ่ งราวร้้องทุกุ ข์์โดยได้้รับั แจ้้งผลการพิจิ ารณาภายในเวลาอันั ควรตามบทบััญญัตั ิขิ องกฎหมาย 12) สิิทธิทิ ี่่บ� ุุคคลสามารถฟ้อ้ งร้้องหน่่วยงานราชการ รัฐั วิิสาหกิิจ ราชการส่ว่ นท้้องถิ่�น หรืือองค์์กรของรัฐั ที่่เ� ป็็น นิิติิบุุคคลให้้รัับผิดิ ชอบการกระทำำ�หรืือละเว้้นการกระทำ�ำ ตามกฎหมายของเจ้้าหน้้าที่่ข� องรัฐั ภายในหน่่วยงานนั้้�น 2. เสรีภี าพของปวงชนชาวไทย 1) เสรีีภาพในเคหสถาน ชาวไทยทุกุ คนย่่อมได้้รัับความคุ้�มครองในการอาศััยและครอบครองเคหสถานโดยปกติิ สุขุ การเข้้าไปในเคหสถานของผู้อ้� ื่น่� โดยปราศจากการยินิ ยอมของผู้ค้� รอบครอง หรืือการเข้้าไปตรวจค้้นเคหสถานโดยไม่ม่ ีหี มาย ค้้นจากศาลย่อ่ มทำ�ำ ไม่่ได้้ 2) เสรีภี าพในการเดินิ ทางและการเลืือกถิ่�นที่่�อยู่� การเนรเทศบุุคคลผู้�้มีสี ััญชาติไิ ทยออกนอกราชอาณาจักั รหรืือ ห้้ามมิใิ ห้้บุคุ คลผู้ม�้ ีีสััญชาติิไทยเข้้ามาในราชอาณาจัักรจะกระทำ�ำ มิไิ ด้้ 3) เสรีภี าพในการแสดงความคิดิ เห็น็ ผ่า่ นการพููด การเขียี น การพิมิ พ์ก์ ารโฆษณาและการสื่อ�่ ความหมายโดยวิธิ ีอี ื่น�่ จะจำ�ำ กััดแก่บ่ ุุคคลชาวไทยมิิได้้ เว้้นแต่่โดยอาศัยั อำ�ำ นาจตามบทบัญั ญัตั ิแิ ห่่งกฎหมายเฉพาะเพื่่�อความมั่น� คงของรัฐั เพื่�่อรัักษา ความสงบเรีียบร้้อยหรืือศีีลธรรมอัันดีีของประชาชน 4) เสรีภี าพในการสื่่อ� สารถึึงกันั โดยทางที่่ช� อบด้้วยกฎหมาย การตรวจ การกัักหรืือ การเปิดิ เผยข้้อมููลส่่วนบุคุ คล รวมทั้้ง� การกระทำำ�ต่า่ ง ๆ เพื่อ�่ เผยแพร่่ข้้อมููลนั้้�น จะกระทำ�ำ มิิได้้ 5) เสรีีภาพในการนัับถืือศาสนา นิิกาย ลััทธิิ ความเชื่�่อทางศาสนา และเสรีีภาพในการประกอบพิิธีีกรรมตาม ความเชื่�่อของตน โดยไม่่เป็็นปฏิิปัักษ์์ต่่อหน้้าที่่�ของพลเมืืองและไม่่ขััดต่่อความสงบเรีียบร้้อยหรืือศีีลธรรมอัันดีีของประชาชน ย่่อมเป็น็ เสรีภี าพของประชาชน 6) เสรีภี าพในการชุมุ นุมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธุ การจำ�ำ กัดั เสรีภี าพดังั กล่า่ วจะกระทำ�ำ ไม่ไ่ ด้้ เว้้นแต่โ่ ดยอาศัยั อำ�ำ นาจตามบทบััญญััติิของกฎหมายเพื่่�อคุ้�มครองประชาชนที่่จ� ะใช้้ที่่� สาธารณะหรืือเพื่่�อรัักษาความสงบเรีียบร้้อยเมื่�่อประเทศ อยู่�ในภาวะสงครามหรืือระหว่า่ งประกาศสถานการณ์์ฉุุกเฉิิน หรืือประกาศใช้้กฎอััยการศึกึ 7) เสรีภี าพในการรวมตััวกันั เป็็นสมาคม สหพันั ธ์์ สหองค์์กร องค์์กรเอกชนหรืือ หมู่่�คณะอื่่�น การจำ�ำ กัดั เสรีภี าพ ต่า่ ง ๆ เหล่า่ นี้้จ� ะกระทำำ�มิไิ ด้้ เว้้นแต่อ่ าศัยั อำ�ำ นาจกฎหมายเฉพาะเพื่อ�่ คุ้ม� ครองประโยชน์ส์ ่ว่ นรวมของประชาชน การรักั ษาความ สงบเรีียบร้้อยหรืือป้อ้ งกัันการผููกขาดในทางเศรษฐกิิจ 8) เสรีภี าพในการรวมตััวจััดตั้้�งพรรคการเมืือง เพื่่อ� ดำำ�เนินิ กิจิ กรรมทางการเมืืองตามวิิถีที างการปกครองระบอบ ประชาธิปิ ไตย อัันมีพี ระมหากษัตั ริิย์์ทรงเป็็นประมุขุ 20 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้า้ ที่พ�่ ลเมืือง สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
9) เสรีภี าพในการประกอบอาชีพี และการแข่่งขันั โดยเสรีอี ย่า่ งเป็น็ ธรรมการจำ�ำ กััดเสรีีภาพดัังกล่า่ วจะทำ�ำ ได้้ โดย อาศััยกฎหมายเพื่�่อประโยชน์์ในการรัักษาความมั่�นคงของรััฐหรืือเศรษฐกิิจของประเทศ และเพื่่�อป้้องกัันการผููกขาดหรืือขจััด ความไม่เ่ ป็็นธรรมในการแข่ง่ ขัันทางการค้้า 3. หน้้าที่่�ของประชาชนชาวไทย 1) บุุคคลมีีหน้้าที่่ร� ักั ษาไว้้ซึ่่�งชาติิ ศาสนา พระมหากษััตริยิ ์์และการปกครองระบอบประชาธิปิ ไตยอัันมีีพระมหา กษััตริยิ ์์ทรงเป็น็ ประมุุข 2) บุุคคลมีีหน้้าที่่ป� ฏิิบัตั ิิตามกฎหมาย 3) บุุคคลมีีหน้้าที่่�ไปใช้้สิิทธิิเลืือกตั้�ง บุุคคลซึ่�งไม่่ไปเลืือกตั้�ง โดยไม่่แจ้้งเหตุุผลอัันสมควร ย่่อมเสีียสิิทธิิตามที่่� กฎหมายบััญญััติิไว้้ 4) บุคุ คลมีหี น้้าที่่�ป้อ้ งกันั ประเทศ รัับราชการทหาร 5) บุคุ คลมีหี น้้าที่่เ� สีียภาษีีให้้รััฐ 6) บุุคคลมีีหน้้าที่่ช� ่ว่ ยเหลืือราชการ รัับการศึกึ ษาอบรม ปกป้้องและสืืบสานวัฒั นธรรมของชาติิ ภููมิปิ ัญั ญาท้้อง ถิ่�น รวมถึึงการอนุรุ ักั ษ์์ทรััพยากรธรรมชาติแิ ละสิ่�งแวดล้้อม 7) บุคุ คลผู้เ�้ ป็น็ ข้้าราชการ พนักั งาน หรืือลููกจ้้างหน่ว่ ยงานราชการรัฐั วิสิ าหกิจิ ราชการส่ว่ นท้้องถิ่น� มีหี น้้าที่่ด� ำำ�เนินิ การให้้เป็น็ ไปตามกฎหมายเพื่�อ่ รักั ษาประโยชน์์ส่ว่ นรวมอำ�ำ นวยความ สะดวกและให้บ้ ริกิ ารแก่ป่ ระชาชน องค์ก์ รตามรัฐั ธรรมนูญู 1. คณะกรรมการการเลืือกตั้ง� (กกต.) เป็็นองค์์กรอิิสระตามรััฐธรรมนููญแห่่ง ราชอาณาจัักรไทย มีีหน้้าที่่�หลักั เป็็นผู้้� ควบคุมุ และดำำ�เนินิ การจัดั หรืือ จัดั ให้้มีกี ารเลืือกตั้ง� หรืือ การสรรหาสมาชิกิ สภาผู้แ้� ทนราษฎร สมาชิกิ วุฒุ ิสิ ภา สมาชิกิ สภาท้้อง ถิ่�นและผู้้�บริหิ ารท้้องถิ่�น แล้้วแต่ก่ รณีี รวมทั้้ง� การออกเสีียงประชามติิให้เ้ ป็็นไปโดยสุจุ ริิตและเที่่ย� งธรรม คณะกรรมการการเลืือกตั้�งมีีอำำ�นาจหน้้าที่่ด� ัังต่อ่ ไปนี้้� 1. ควบคุมุ และดำ�ำ เนินิ การจััด หรืือจัดั ให้้มีกี ารเลืือกตั้ง� และการออกเสียี งประชามติติ ามที่่ก� ฎหมายกำ�ำ หนดให้เ้ ป็น็ ไปโดยสุุจริติ และเที่่�ยงธรรม 2. ออกประกาศกำ�ำ หนดการทั้้ง� หลายอันั จำำ�เป็น็ แก่ก่ ารปฏิบิ ัตั ิติ ามกฎหมายประกอบรัฐั ธรรมนููญว่า่ ด้้วยการเลืือกตั้ง� สมาชิกิ สภาผู้แ้� ทนราษฎรและสมาชิกิ วุฒุ ิสิ ภา กฎหมายประกอบรัฐั ธรรมนููญว่า่ ด้้วยพรรคการเมืือง กฎหมายประกอบรัฐั ธรรมนููญ ว่่าด้้วยการออกเสียี งประชามติิ และกฎหมายว่่าด้้วยการเลืือกตั้�งสมาชิิกสภาท้้องถิ่�นหรืือผู้�บ้ ริหิ ารท้้องถิ่�น 3. มีีคำ�ำ สั่่ง� ให้้ข้าราชการ พนักั งาน หรืือลููกจ้้างของหน่่วยราชการ หน่ว่ ยงานของรัฐั รัฐั วิิสาหกิจิ หรืือราชการส่่วน ท้้องถิ่�น หรืือเจ้้าหน้้าที่่�อื่่�นของรััฐ ปฏิิบััติิการทั้้�งหลายอัันจำำ�เป็็นตามกฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญว่่าด้้วยการเลืือกตั้�งสมาชิิก สภาผู้้�แทนราษฎรและสมาชิิกวุุฒิิสภา กฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญว่่าด้้วยพรรคการเมืือง กฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญว่่า ด้้วยการออกเสีียงประชามติิ และกฎหมายว่า่ ด้้วยการเลืือกตั้�งสมาชิกิ สภาท้้องถิ่น� หรืือผู้บ้� ริิหารท้้องถิ่�น 4. ออกข้้อกำำ�หนดเป็็นแนวทางการปฏิบิ ััติิหน้้าที่่�ของผู้้�ที่่�ได้้รัับแต่่งตั้�งให้้มีีอำำ�นาจหน้้าที่่�เกี่�ยวข้้องกัับการเลืือกตั้�ง หรืือการออกเสียี งประชามติิ 5. ดำ�ำ เนิินการแบ่่งเขตเลืือกตั้�งสำำ�หรัับการเลืือกตั้�งที่่�ใช้้วิิธีีการแบ่่งเขตเลืือกตั้�ง และจััดให้้มีีบััญชีีรายชื่�่อผู้�้มีีสิิทธิิ เลืือกตั้ ง� 6. สืืบสวนสอบสวนเพื่่�อหาข้้อเท็็จจริิงและวิินิิจฉััยชี้�ขาดปััญหาหรืือข้้อโต้้แย้้งที่่�เกิิดขึ้้�นเกี่�ยวกัับการปฏิิบััติิตาม กฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญว่่าด้้วยการเลืือกตั้�สมาชิิกสภาผู้้�แทนราษฎรและสมาชิิกวุุฒิิสภา กฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญ ว่่าด้้วยพรรคการเมืืองกฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญว่่าด้้วยการออกเสีียงประชามติิ หรืือกฎหมายว่่าด้้วยการเลืือกตั้�งสมาชิิก สภาท้้องถิ่น� หรืือผู้บ�้ ริิหารท้้องถิ่�น เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่พ�่ ลเมือื ง 21 สค31002 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย
7. สั่ง� ให้้มีกี ารเลืือกตั้ง� ใหม่ห่ รืือออกเสียี งประชามติใิ หม่ใ่ นหน่ว่ ยเลืือกตั้ง� ใดหน่ว่ ยเลืือกตั้ง� หนึ่่ง� หรืือทุกุ หน่ว่ ยเลืือก ตั้ง� หรืือสั่ง� ให้้มีกี ารนับั คะแนนใหม่่ เมื่อ่� มีหี ลักั ฐานอันั ควรเชื่อ่� ได้้ว่า่ การเลืือกตั้ง� หรืือการออกเสียี งประชามติใิ นหน่ว่ ยเลืือกตั้ง� นั้้น� ๆ มิไิ ด้้เป็็นไปโดยสุุจริติ และเที่่�ยงธรรม ทั้้ง� นี้้� ตามหลัักเกณฑ์์และวิธิ ีีพิจิ ารณาที่่�คณะกรรมการการเลืือกตั้ง� กำำ�หนด 8. ประกาศผลการเลืือกตั้ง� หรืือการออกเสียี งประชามติิ 9. ดำำ�เนินิ การหรืือประสานงานกัับหน่่วยราชการ ราชการส่่วนท้้องถิ่น� รัฐั วิิสาหกิิจหรืือหน่ว่ ยงานอื่่�นของรััฐ หรืือ สนัับสนุุนองค์์กรเอกชนในการให้้การศึึกษาแก่่ประชาชนเกี่ �ยวกัับการปกครองระบอบประชาธิิปไตยอัันมีีพระมหากษััตริิย์์ทรง เป็็นประมุุข 10. จััดทำ�ำ รายงานผลการปฏิิบัตั ิงิ านประจำำ�ปีแี ละข้้อสังั เกตเสนอต่่อรัฐั สภา 11. ดำ�ำ เนิินการอื่่น� ตามที่่พ� ระราชบััญญัตั ิปิ ระกอบรััฐธรรมนููญนี้้� กฎหมายประกอบรััฐธรรมนููญอื่�น่ หรืือกฎหมาย อื่น่� กำ�ำ หนดให้เ้ ป็็นอำำ�นาจหน้้าที่่ข� องคณะกรรมการการเลืือกตั้ง� คณะกรรมการสิทิ ธิมิ นุษุ ยชนแห่่งชาติิ คณะกรรมการสิทิ ธิมิ นุษุ ยชนแห่ง่ ชาติิ เป็น็ องค์ก์ รอิสิ ระตามรัฐั ธรรมนููญแห่ง่ ราชอาณาจักั รไทย ประกอบด้้วยประธาน กรรมการคนหนึ่่�งและกรรมการอื่�่นอีีกสิิบคนซึ่�งพระมหากษััตริิย์์ทรงแต่่งตั้�งตามคำ�ำ แนะนำ�ำ ของวุุฒิิสภา จากผู้�้ซึ่�งมีีความรู้้�หรืือ ประสบการณ์์ด้้านการคุ้ม� ครองสิิทธิเิ สรีภี าพของประชาชนเป็็นที่่�ประจัักษ์์ ทั้้ง� นี้้� โดยต้้องคำำ�นึึงถึึงการมีสี ่ว่ นร่่วมของผู้้�แทนจาก องค์ก์ ารเอกชนด้้านสิทิ ธิมิ นุษุ ยชนการตรวจสอบทรัพั ย์ส์ ินิ ผู้ด้� ำำ�รงตำ�ำ แหน่ง่ ทางการเมืืองดังั ต่อ่ ไปนี้้� มีหี น้้าที่่ย� ื่น�่ บัญั ชีแี สดงรายการ ทรัพั ย์ส์ ินิ และหนี้้ส� ินิ ของตน คู่�สมรส และบุตุ รที่่ย� ังั ไม่บ่ รรลุนุ ิติ ิภิ าวะต่อ่ คณะกรรมการป้อ้ งกันั และปราบปรามการทุจุ ริติ แห่ง่ ชาติิ ทุกุ ครั้ง� ที่่เ� ข้้ารัับตำำ�แหน่่งหรืือพ้้นจากตำ�ำ แหน่่ง 1. นายกรัฐั มนตรีี 2. รัฐั มนตรีี 3. สมาชิิกสภาผู้�แ้ ทนราษฎร 4. สมาชิิกวุฒุ ิิสภา 5. ข้้าราชการการเมืืองอื่น่� 6. ผู้บ�้ ริิหารท้้องถิ่�นและสมาชิกิ สภาท้้องถิ่น� ตามที่่ก� ฎหมายบััญญััติิ การปฏิิบััติิตนให้้สอดคล้้องตามบทบััญญััติิของรััฐธรรมนููญและการสนัับสนุุนส่่งเสริิมให้้ผู้�อื่�่นปฏิิบััติิการปกครอง ระบอบประชาธิิปไตย เป็็นการปกครองที่่ห� ลักั การยึึดมั่่น� ในความเสมอภาคและเสรีีภาพของบุุคคล เป็น็ การปกครองที่่�ยึึดหลััก กฎหมายจึึงจำำ� เป็น็ ที่่จ� ะต้้องมีรี ัฐั ธรรมนููญกำ�ำ หนดกฎเกณฑ์แ์ ละมาตรการต่า่ งๆ เพื่อ่� เป็น็ สิ่ง� ประกันั หลักั การ วิธิ ีกี ารและเป้า้ หมาย ของการปกครองระบอบประชาธิิปไตย เพื่่�อให้้เป็็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่�่อประชาชนอย่่างแท้้จริิง ดัังนั้้�น สัังคมหนึ่่�งสัังคมใดจะอ้้างว่่ามีีการปกครองระบอบประชาธิิปไตยไม่่ได้้ถ้้าไม่่ยอมรัับและให้้หลัักประกัันในความสำำ�คััญ ของสิิทธิแิ ละเสรีีภาพบุุคคล สิทิ ธิิ คืือ อำ�ำ นาจหรืือประโยชน์์ซึ่ง� กฎหมายรัับรองและป้อ้ งกันั ให้้อำำ�นาจอัันชอบธรรม เสรีีภาพ คืือ สิทิ ธิิที่่�จะทำำ�และพููดได้้โดยไม่ล่ ะเมิดิ กฎหมายและสิทิ ธิิของผู้�้อื่่น� การใช้้สิิทธิิภายในขอบเขตของกฎหมาย การใช้้สิทิ ธิภิ ายในขอบเขตของกฎหมาย คืืออำำ�นาจอันั ชอบธรรมหรืือความสามารถที่่จ� ะกระทำำ�ได้้โดยชอบธรรม สิทิ ธิขิ องบุคุ คล หรืือกลุ่�มบุคุ คล เป็น็ สิ่ง� ที่่ไ� ด้้รับั การยอมรับั โดยธรรมเนียี มประเพณีหี รืือกฎหมาย เพราะฉะนั้้น� อำ�ำ นาจอื่น�่ ๆ แม้้กระทั่่ง� อำำ�นาจของ รัฐั จะก้้าวก่า่ ยในสิิทธิิของบุคุ คลไม่่ได้้ ถ้้าสิทิ ธิขิ องบุุคคลใด บุุคคลหนึ่่�งถููก ก้้าวก่า่ ยโดยบุคุ คลหรืือนิิติบิ ุคุ คลหรืือเจ้้าหน้้าที่่�ของ รััฐ เขาผู้น้� ั้้น� สามารถที่่จ� ะร้้องขอความยุุติธิ รรมจากศาลได้้ สิิทธิิของประชาชนอาจจำ�ำ แนกได้้ ดังั นี้้� 22 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่พ� ลเมือื ง สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
1. สิิทธิิส่่วนบุุคคล สิิทธิิมููลฐานที่่�ถืือเป็็นสิิทธิิส่่วนบุุคคลมีีหลายประการ เช่่นเสรีีภาพในร่่างกาย การไปไหนมาไหน การเลืือกประกอบอาชีีพ การนับั ถืือศาสนา นอกจากนี้้ก� ารสมรส การหย่า่ ร้้าง ความสััมพัันธ์ใ์ นครอบครััว เหล่า่ นี้้�ล้้วนเป็็นสิทิ ธิิ ส่่วนบุคุ คลทั้้ง� สิ้�น บุุคคลทุกุ คนย่่อมมีเี สรีภี าพตราบเท่่าที่่�ไม่ข่ ัดั กฎหมาย 2. สิทิ ธิใิ นทรัพั ย์ส์ ินิ บุคุ คลทุกุ คนมีสี ิทิ ธิจิ ะมีสี มบัตั ิเิ ป็น็ ของตนเอง รัฐั จะต้้องทำ�ำ หน้้าที่่ป� ้อ้ งกันั ภัยั อันั จะเกิดิ ต่อ่ ทรัพั ย์ส์ ินิ ของประชาชนในรัฐั ด้้วย สิทิ ธิขิ องบุคุ คลเกี่ย� วกับั ทรัพั ย์ส์ ินิ นี้้� ตามประมวลกฎหมายแพ่ง่ และพาณิชิ ย์์ มาตรา 15 วรรค 2 บัญั ญัตั ิิ ว่า่ “ทารกในครรภ์์มารดา ก็ส็ ามารถจะมีสี ิิทธิติ ่่าง ๆ ได้้หากว่่าภายหลัังเกิดิ มาแล้้วอยู่�รอด” หมายความว่่าแม้้แต่่ทารกที่่�อยู่�ใน ครรภ์์มารดาก็ม็ ีีสิทิ ธิิในทรััพย์ส์ ินิ หรืือในมรดก ถ้้าหากว่่าหลัังจากที่่�ทารกนั้้น� เกิดิ มาแล้้วยัังมีชี ีีวิิตอยู่� 3. สิิทธิิที่่จ� ะได้้รับั การคุ้ม� ครองตามกฎหมาย หากบุคุ คลใดตกเป็็นผู้ต�้ ้้องหา ไม่ว่ ่่าจะเป็น็ คดีแี พ่่งหรืืออาญา บุคุ คลนั้้�น ได้้รัับสิิทธิทิ ี่่�จะได้้รัับทราบข้้อหาจากเจ้้าหน้้าที่่�ของรััฐรวมตลอดถึึงการได้้รัับสิทิ ธิิที่่�จะสามารถกระทำ�ำ ได้้ เช่่น ขอพบทนายเพื่่�อ รัับคำ�ำ ปรึึกษาหรืือผลััดการให้้การที่่�สำำ� คััญที่่�สุุดคืือ บุุคคลจะต้้องไม่่ถููกลงโทษถึึงแก่่ชีีวิิต เสีียอิิสรภาพ หรืือเสีียทรััพย์์สิินโดย ปราศจากการพิิจารณาตามกระบวนการของกฎหมาย 4. สิทิ ธิใิ นทางการเมืือง หมายถึึงประโยชน์ใ์ นทางการเมืืองที่่�กฎหมายให้แ้ ก่บ่ ุุคคลผู้้�มีีสัญั ชาติิไทย เช่น่ ประชาชนทุกุ คนเมื่�่ออายุุครบ 18 ปีบี ริบิ ููรณ์ข์ ึ้น�้ ไปมีีสิิทธิิออกเสียี งเลืือกตั้ง� และเมื่่�อมีีอายุุครบ 25 ปีี ก็ม็ ีสี ิิทธิิสมััครรับั เลืือกตั้ง� เป็น็ ต้้นความ เป็็นอยู่่�ของประชาชนในปัจั จุุบันั ย่่อมเกี่ย� วพันั กัับสิิทธินิ านาประการทั้้ง� สิิทธิิของตนเอง และสิทิ ธิิของผู้�้อื่น่� การที่่�สังั คมสัับสน วุ่�นวาย มีคี ดีแี พ่ง่ และคดีอี าญาเกิดิ ขึ้น้� มากมาย เพราะมีกี ารละเมิดิ สิทิ ธิขิ องผู้อ�้ ื่น่� ถ้้าทุกุ คนได้้รู้จ�้ ักั สิทิ ธิขิ องตนเองภายในขอบเขต ของกฎหมายแล้้ว สังั คมทุกุ วันั นี้้ก� ็ค็ งไม่ส่ ับั สนวุ่�นวายสิทิ ธิขิ องประชาชนตามกฎหมายรัฐั ธรรมนููญ ในกฎหมายรัฐั ธรรมนููญได้้ให้้ หลักั ประกันั ในสิิทธิิเสรีภี าพส่่วนบุคุ คลไว้้ เพื่อ่� ให้้ทุุกคนรู้�้สิิทธิิของตน ตามรััฐธรรมนููญแห่่งราชอาณาจัักรไทย ฉบัับ พ.ศ. 2541 ได้้กำำ�หนดสิิทธิแิ ละเสรีีภาพของประชาชนชาวไทยไว้้ดังั ต่่อไปนี้้� 1. บุคุ คลย่อ่ มเสมอกันั ในกฎหมาย และได้้รับั การคุ้ม� ครองเท่า่ เทียี มกันั คนยากจนหรืือคนมีเี งินิ เมื่อ�่ ได้้กระทำ�ำ ความผิดิ แล้้วย่่อมไม่่ได้้รัับการยกเว้้น กฎหมายย่่อมลงโทษเท่า่ เทียี มกันั 2. บุคุ คลย่อ่ มมีเี สรีภี าพในการนับั ถืือศาสนา นิกิ ายศาสนาหรืือลัทั ธินิ ิยิ ม ในทางศาสนาและย่อ่ มมีเี สรีภี าพในการปฏิบิ ัตั ิิ พิธิ ีกี รรมตามความเชื่อ�่ ถืือของตน เมื่อ�่ ไม่เ่ ป็น็ ปฏิปิ ักั ษ์ต์ ่อ่ หน้้าที่่ข� องพลเมืืองและไม่ข่ ัดั ต่อ่ ความสงบเรียี บร้้อย หรืือศีลี ธรรมอันั ดีี ของประชาชน ในการใช้้เสรีภี าพดัังกล่่าว บุคุ คลย่่อมได้้รัับความคุ้�มครองมิิให้้รััฐกระทำ�ำ การใดๆ อันั เป็น็ การรอนสิทิ ธิหิ รืือเสีีย ประโยชน์อ์ ันั ควรมิิควรได้้ เพราะเหตุทุ ี่่�นัับถืือศาสนานิิกายศาสนา หรืือลััทธิินิิยมในทางศาสนา หรืือปฏิิบััติิพิิธีีกรรมตามความ เชื่อ่� ถืือแตกต่่างจากบุคุ คลอื่�่น 3. บุุคคลจะต้้องไม่่รัับโทษอาญา เว้้นแต่่จะได้้กระทำ�ำ การอัันผิิดกฎหมายซึ่�งอยู่�ในเวลาที่่�การกระทำ�ำ นั้้�นบััญญััติิเป็็น ความผิดิ และกำำ�หนดโทษไว้้ และโทษลงที่่จ� ะลงแก่่บุุคคลนั้้น� จะหนัักกว่่าโทษที่่�กำำ�หนดไว้้ในกฎหมาย ซึ่ง� ใช้้อยู่�ในเวลาที่่ก� ระทำ�ำ ความผิิดนั้้น� มิิได้้ 4. ในคดีีอาญา ให้้สัันนิษิ ฐานไว้้ก่อ่ นว่่าผู้้�ต้้องหาหรืือจำ�ำ เลยไม่ม่ ีคี วามผิิด ความผิดิ ในคดีอี าญาจะต้้องมีหี ลัักฐานพิิสููจน์์ ให้้แน่่ชััด ถ้้ามีหี ลักั ฐาน ถืือว่า่ บุคุ คลนั้้น� ไม่ม่ ีคี วามผิิด ดัังนั้้�นก่อ่ นที่่�จะมีคี ำ�ำ พิพิ ากษาอันั ถึึงที่่ส� ุุด แสดงว่า่ บุุคคลได้้แสดงความผิดิ จะปฏิบิ ััติิต่่อบุคุ คลนั้้�นเสมืือนผู้�้กระทำำ�ผิดิ มิไิ ด้้ 5. บุคุ คลย่อ่ มมีเี สรีีภาพในร่า่ งกาย การจัับกุมุ คุมุ ขังั หรืือตรวจค้้นตััวบุุคคล ไม่ว่ ่า่ กรณีใี ดๆจะกระทำ�ำ มิไิ ด้้ เว้้นแต่่โดย อาศััยอำำ�นาจตามบทบัญั ญัตั ิิตามกฎหมาย เช่่น มีีหมายศาลยืืนยัันระบุไุ ว้้ เป็็นต้้น 6. ในกรณีที ี่่ผ� ู้ต�้ ้้องหาหรืือจำ�ำ เลย ในคดีอี าญาเป็น็ ผู้ย้� ากไร้้ ไม่ม่ ีที ุนุ ทรัพั ย์พ์ อจะจัดั หาทนายความสำ�ำ หรับั ตนเองได้้ บุคุ คล ดัังกล่า่ วย่่อมมีีสิทิ ธิิที่่จ� ะรับั การช่่วยเหลืือ จากรััฐตามที่่ก� ฎหมายบััญญััติิ เช่น่ ให้้อัยั การเป็น็ ทนายแก้้ต่่างให้้ เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่�พ่ ลเมืือง 23 สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
7. บุุคคลใดต้้องรัับโทษอาญาโดยคำ�ำ พิิพากษาของศาลถึึงที่่�สุุด หากปรากฏตามคำำ�พิิพากษาของศาลที่่�รื้�อฟื้้�นคดีีขึ้้�น มาพิิจารณาใหม่่ในภายหลัังว่่า บุุคคลนั้้�นมิิได้้เป็็นผู้�้กระทำ�ำ ผิิดย่่อมมีีสิิทธิิที่่�จะได้้รัับการทดแทนและได้้รัับบรรดาสิิทธิิที่่�เสีียไป เพราะผลแห่่งคำ�ำ พิิพากษานั้้น� คืืน 8. การเกณฑ์แ์ รงงาน เว้้นแต่โ่ ดยอาศัยั อำำ�นาจตามบทบัญั ญัตั ิแิ ห่ง่ กฎหมายเฉพาะเพื่อ่� ประโยชน์ท์ างภัยั พิบิ ัตั ิสิ าธารณะ อันั มีีมาเป็็นการฉุกุ เฉินิ หรืืออาศัยั อำำ�นาจตามบทบััญญััติแิ ห่ง่ กฎหมาย ซึ่�งบััญญััติิให้้กระทำ�ำ ได้้ในระหว่่างเวลาที่่ป� ระเทศอยู่�ใน ภาวะการรบหรืือการสงครามหรืือในระหว่่างเวลาที่่ม� ีีประกาศสถานการณ์ฉ์ ุกุ เฉิิน หรืือประกาศให้ใ้ ช้้อัยั การศึกึ 9. บุุคคลย่่อมมีีเสรีีภาพในเคหะสถาน ย่่อมได้้รัับความคุ้�มครองในการที่่�จะอยู่�อาศััยและครอบครองเคหะสถานโดย ปกติสิ ุขุ การเข้้าไปในเคหะสถานโดยปราศจากความยิินยอมของผู้ค�้ รอบครองก็็ดีี การตรวจค้้นเคหะสถานก็ด็ ีี จะกระทำ�ำ มิิเว้้น แต่่โดยอาศัยั อำำ�นาจตามบทบััญญัตั ิติ ามกฎหมาย 10. สิทิ ธิขิ องบุคุ คลในทรัพั ย์ส์ ินิ ย่อ่ มได้้รับั ความคุ้ม� ครอง ขอบเขตแห่ง่ สิทิ ธิแิ ละการกำำ�จัดั สิทิ ธิเิ ช่น่ ว่า่ นี้้� ย่อ่ มเป็น็ ไปตาม บทบััญญััติิแห่่งกฎหมาย การสืืบมรดกย่่อมได้้รัับความ100คุ้�มครองสิิทธิิของบุุคคลในการสืืบมรดกย่่อมเป็็นไปตามบทบััญญััติิ แห่ง่ กฎหมาย การเวนคืืนอสังั หาริมิ ทรัพั ย์จ์ ะกระทำำ�มิไิ ด้้ เว้้นแต่โ่ ดยอาศัยั อำำ�นาจตามบทบัญั ญัตั ิแิ ห่ง่ กฎหมายเฉพาะเพื่อ�่ การอันั เป็น็ สาธารณููปโภค หรืือการอันั จำ�ำ เป็น็ ในการป้อ้ งกันั ประเทศหรืือการได้้มาซึ่ง� ทรัพั ยากรธรรมชาติิ หรืือเพื่อ�่ การผังั เมืือง หรืือเพื่อ่� การพัฒั นาการเกษตรหรืือการอุตุ สาหกรรมหรืือเพื่อ�่ การปฏิริ ููปที่่ด� ีี หรืือเพื่อ่� ประโยชน์ส์ าธารณะอื่น่� ๆ และต้้องชดใช้้ค่า่ ทดแทน ภายในเวลาอัันควรของเจ้้าของ ตลอดจนผู้้�ทรงสิทิ ธิบิ รรดาที่่�ได้้รัับการเสียี หายในการเวนคืืนนั้้�น ทั้้ง� นี้้ต� ามที่่�ระบุไุ ว้้ในกฎหมาย 11. บุคุ คลย่อ่ มมีเี สรีภี าพในการพููด การเขียี น การพิิมพ์์ และการโฆษณาการจำ�ำ กัดั เสรีภี าพเช่่นว่า่ นี้้� จะกระทำ�ำ มิิได้้เว้้น แต่โ่ ดยอาศััยอำำ�นาจตามบทบัญั ญัตั ิแิ ห่่งกฎหมายเฉพาะเพื่่�อรักั ษาความมั่�นคงของรัฐั หรืือเพื่่อ� คุ้ม� ครองสิิทธิเิ สรีภี าพ เกียี รติยิ ศ หรืือชื่อ่� เสียี งของบุคุ คลอื่น�่ หรืือเพื่อ่� รักั ษาความสงบเรียี บร้้อย หรืือศีลี ธรรมอันั ดีขี องประชาชนหรืือ เพื่อ่� ป้อ้ งกันั หรืือระงับั ความ เสื่อ่� มโทรมทางจิิตใจหรืือสุขุ ภาพของประชาชน 12. บุุคคลย่่อมมีีเสรีีภาพในการฝึึกอบรมเมื่�่อไม่่ขััดต่่อหน้้าที่่�ของพลเมืืองตามรััฐธรรมนููญ และไม่่ขััดต่่อกฎหมายว่่า ด้้วยการศึกึ ษาภาคบัังคับั และกฎหมายว่า่ ด้้วยการจััดตั้้�งสถานศึกึ ษา 13. บุุคคลย่อ่ มมีีเสรีภี าพในการชุมุ นุุมโดยสงบหรืือปราศจากอาวุธุ การจำ�ำ กัดั เสรีีภาพเช่น่ ว่่านี้้�จะกระทำ�ำ มิิได้้ เว้้นแต่่ โดยอาศัยั อำำ�นาจตามบทบัญั ญัตั ิแิ ห่ง่ กฎหมายเฉพาะในกรณีี การชุมุ นุมุ สาธารณะและเพื่อ่� รักั ษาความสงบเรียี บร้้อย ในระหว่า่ ง เวลาที่่�ในประเทศอยู่�ในภาวะการรบหรืือการสงคราม หรืือในระหว่่างเวลาที่่�มีีการประกาศสถานการณ์์ฉุุกเฉิินหรืือประกาศใช้้ กฎอััยการศึกึ 14. บุคุ คลย่อ่ มมีเี สรีภี าพในการรวมกันั เป็น็ สมาคม สหภาพ สหพันั ธ์์ สหกรณ์ห์ รืือหมู่่�คณะอื่น�่ ๆ การรวมกันั การจัดั ตั้้ง� การดำำ�เนินิ กิจิ การและการเลิกิ ของสมาคม สหภาพ สหพันั ธ์ส์ หกรณ์์ หรืือหมู่่�คณะอื่น�่ ๆ ย่อ่ มเป็น็ ไปตามบทบัญั ญัตั ิแิ ห่ง่ กฎหมาย 15. บุคุ คลย่อ่ มมีเี สรีภี าพในการรวมกันั เป็น็ พรรคการเมืืองเพื่อ่� ดำำ�เนินิ การในทางการเมืืองตามวิถิ ีที างปกครองระบอบ ประชาธิปิ ไตยที่่บ� ัญั ญัตั ิไิ ว้้ในรัฐั ธรรมนููญนี้้� การรวมกันั เป็น็ การจััดตั้้ง� การดำำ�เนินิ กิจิ การและการเลิกิ พรรคการเมืือง ย่อ่ มเป็น็ ไป ตามบทบััญญัตั ิิแห่่งกฎหมายว่า่ ด้้วยพรรคการเมืือง ย่่อมไปตามบัญั ญัตั ิแิ ห่่งกฎหมายว่่าด้้วยพรรคการเมืือง 16. บุุคคลย่่อมมีเี สรีภี าพในการสื่�่อสารถึึงกัันโดยทางที่่ช� อบด้้วยกฎหมายการตรวจการกักั หรืือการเปิดิ เผยสิ่�งสื่�อ่ สาร ที่่�บุุคคลที่่�ติิดต่่อถึึงกััน รวมทั้้�งการกระทำำ�ด้้วยประการอื่่�นใดเพื่�่อให้้รู้�ถึึงข้้อความในสิ่�งที่่�สื่�่อสารทั้้�งหลายที่่�บุุคคลมีีติิดต่่อถึึงกััน จะกระทำำ�มิไิ ด้้ เว้้นแต่โ่ ดยอาศัยั อำ�ำ นาจบทบัญั ญัตั ิแิ ห่ง่ กฎหมายเฉพาะ เพื่อ�่ รักั ษาความสงบเรียี บร้้อยหรืือศีลี ธรรมอันั ดีงี ามของ ประชาชน หรืือเพื่อ่� รัักษาความมั่�นคงของรััฐ 24 เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่่พ� ลเมืือง สค31002 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย
17. บุคุ คลย่่อมมีเี สรีีในการเดินิ ทาง และเสรีภี าพในการเลืือกถิ่�นที่่�อยู่�ภายในราชอาราชจัักร การจำ�ำ กัดั เสรีภี าพเช่่นว่า่ นี้้จ� ะกระทำำ�มิไิ ด้้ เว้้นแต่่โดยอาศััยอำ�ำ นาจบทบััญญัตั ิิแห่ง่ กฎหมายเฉพาะ เพื่่�อความมั่�นคงของรัฐั หรืือความสงบเรีียบร้้อยของ ประชาชน หรืือสวััสดิิภาพของประชาชน หรืือการผัังเมืือง หรืือเพื่�่อสวััสดิิภาพของผู้้�เยาว์์ การเนรเทศบุุคคลผู้�้มีีสััญชาติิออก นอกราชอาณาจักั ร หรืือห้า้ มมิใิ ห้้บุคุ คลผู้ม้� ีีสััญชาติิไทยเข้้ามาในราชอาณาจักั รจะกระทำ�ำ มิไิ ด้้ 18. สิิทธิบิ ุุคคลในครอบครััวย่่อมได้้รัับความคุ้�มครอง 19. บุคุ คลย่อ่ มมีีสิทิ ธิเิ สนอเรื่อ�่ งราวอันั ร้้องทุุกข์์ ภายในเงื่อ� นไขและวิธิ ีีทางที่่�กฎหมายบัญั ญัตั ิิ 20. สิทิ ธิบิ ุุคคลที่่จ� ะฟ้้องหน่่วยราชการ ซึ่ง� เป็็นนิติ ิบิ ุุคคลให้้รัับผิดิ เพื่�่อการ กระทำ�ำ ของเจ้้าพนักั งาน ย่อ่ มได้้รับั ความ คุ้ม� ครอง 21. บุคุ คลซึ่ง� เป็็นทหาร ตำ�ำ รวจ ข้้าราชการ พนักั งานส่ว่ นท้้องถิ่น� และพนัักงานองค์์กรของรัฐั ย่่อมมีสี ิทิ ธิิและเสรีภี าพ ตามรัฐั ธรรมนููญเช่น่ เดียี วกับั ประชาชนพลเมืืองเว้้นแต่ท่ ี่่จ� ำ�ำ กัดั ในกฎหมายหรืือกฎ หรืือข้้อบังั คับั ที่่อ� อกโดยอาศัยั อำำ�นาจกฎหมาย เฉพาะในส่่วนที่่�เกี่�ยวกับั การเมืือง สมรรถภาพหรืือวิินััย 22. บุคุ คลจะใช้้สิทิ ธิแิ ละเสรีภี าพตามรัฐั ธรรมนููญให้เ้ ป็น็ ปฏิปิ ักั ษ์ต์ ่อ่ ชาติิ ศาสนาพระมหากษัตั ริยิ ์์ และรัฐั ธรรมนููญ มิไิ ด้้ หน้้าที่่ข� องประชาชนชาวไทยหน้้าที่่� คืือ พันั ธะหรืือความผููกพันั ที่่ก� ฎหมายกำำ�หนดให้ก้ ระทำำ� หรืืองดเว้้นไม่ก่ ระทำำ�อย่า่ งใดอย่า่ ง หนึ่่�ง การที่่�จะถืือว่่าเป็็นหน้้าที่่น� ั้้�นต้้องมีกี ฎหมายบังั คัับให้้กระทำ�ำ หรืืองดเว้้นไม่่กระทำ�ำ ถ้้าไม่ม่ ีกี ฎหมายบังั คับั ก็็ไม่ถ่ ืือเป็็นหน้้าที่่� บุุคคลเรานอกจากจะเป็็นสมาชิิกคนหนึ่่�งของครอบครััวแล้้ว เรายัังเป็น็ สมาชิิกคนหนึ่่�งของสัังคมและประเทศชาติิ ฉะนั้้น� เรา จึึงจำำ�เป็น็ ต้้องมีบี ทบาทและหน้้าที่่พ� ึึงปฏิบิ ัตั ิติ ่อ่ ประเทศชาติทิ ั้้ง� นี้้เ� พื่อ�่ ความอยู่�รอดของประเทศชาติแิ ละเพื่อ�่ ตัวั เราเองด้้วย ดังั นี้้� 1. ต้้องจงรัักภััคดีีและรัักษาไว้้ซึ่่�งสถาบัันชาติิ ศาสนา พระมหากษััตริิย์์ สถาบัันชาติิศาสนา พระมหากษััตริิย์์ เป็็น สถาบันั สููงบสุุดของชาติิ เป็็นที่่�เคารพสัักการบููชาของประชาชนชาวไทยทุุกคน 2. ต้้องรัักษาไว้้ซึ่่�งการปกครองระบบประชาธิิปไตย ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิิปไตย ซึ่�งมีีพระมหา กษััตริยิ ์์เป็็นประมุุขและมีีรััฐธรรมนููญเป็็นกฎหมายสููงสุุดของประเทศไทย ประชาชนทุกุ คนจึึงต้้องมีีหน้้าที่่ข� องคนไทยทุกุ คนที่่� จะต้้องดำำ�รงรัักษาไว้้ซึ่่�งการปกครองในระบอบประชาธิิปไตย 3. ต้้องช่่วยกัันป้้องกัันประเทศ ประเทศชาติิเป็็นของประชาชนชาวไทยทุุกคนดัังนั้้�นในฐานะที่่�เราเป็็นส่่วนหนึ่่�งของ ประเทศ จึึงต้้องมีหี น้้าที่่ร� ักั ษาไว้้ซึ่่ง� ความเป็น็ เอกราชและความมั่น� คงของชาติโิ ดยการป้อ้ งกันั ประเทศชาติใิ ห้้พ้้นจากภัยั อันั ตราย ต่่างๆ ซึ่�งเกิิดจากศััตรููทั้้�งภายในและภายนอกประเทศ เมื่่�อมีีเหตุุร้้ายขึ้�้นภายในประเทศ ต่่างก็็ต้้องช่่วยกัันป้้องกัันและปราบ ปรามให้้ความร่ว่ มมืือกัับเจ้้าหน้้าที่่ข� องบ้้านเมืืองอย่า่ งเต็็มที่่� โดยเฉพาะอย่่างยิ่ง� เป็็นงานโดยตรงที่่�ชายไทยทุุกคนจะต้้องเข้้ารับั ราชการทหาร 4. ต้้องปฏิบิ ัตั ิติ ามกฎหมายบ้้านเมืืองอย่า่ งเคร่ง่ ครัดั กฎหมายบ้้านเมืือง หมายถึึงกติกิ าหรืือระเบียี บกฎเกณฑ์ท์ ี่่�วางไว้้ ให้้ประชาชนทุุกคนปฏิิบัตั ิิ เพื่�่อความสงบเรีียบร้้อยของบ้้านเมืืองในการปกครองระบอบประชาธิิปไตยได้้กำ�ำ หนดให้้ประชาชน ทุุกคนมีีส่่วนร่่วมในการพิิจารณาเห็็นชอบและกำำ�หนดกฎหมายขึ้�้นใช้้ในประเทศ โดยการเลืือกตั้�งผู้้�แทนของตนเพื่�่อไปปฏิิบััติิ หน้้าที่่�ออกกฎหมายในสภานิิติบิ ัญั ญัตั ิิ จึึงเท่่ากัับว่า่ ประชาชนทุุกคนร่ว่ มกันั ตรากฎหมายออกมาใช้้ร่ว่ มกััน ประชาชนทุุกคนจึึง ควรปฏิบิ ััติติ ามกฎหมายอย่่างเคร่่งครััดเพื่่�อความสงบเรีียบร้้อยและความผาสุุกร่ว่ มกันั 5. ต้้องให้้ความร่ว่ มมืือช่่วยเหลืือแก่่ทางราชการ เจ้้าหน้้าที่่เ� ป็น็ ตัวั แทนของรััฐบาลในการที่่�จะให้้บริกิ ารแก่ป่ ระชาชน และปฏิิบััติิให้้เป็็นไปตามกฎหมายของบ้้านเมืือง ช่่วยเป็็นหููเป็็นตา แก่่เจ้้าหน้้าที่่�บ้้านเมืือง เพื่่�อช่่วยกัันปราบปรามโจรผู้้�ร้้าย หรืือผู้้เ� ป็น็ ภัยั ต่่อความสงบสุขุ ต่อ่ บ้้านเมืือง 6. ต้้องเสีียภาษีีอากรตามที่่�กฎหมายบััญญััติิไว้้ ประเทศชาติิจะรุ่�งเรืืองและประชาชนจะมีีความสงบสุุขอยู่�ได้้ ก็็ต้้อง อาศััยการบริิหารราชการแผ่่นดิินของรััฐบาล เป็็นหน้้าที่่�สำำ�คััญที่่�ประชาชนชาวไทยจะต้้องช่่วยเหลืือกัันเสีียภาษีีอากร เพื่่�อ เราจะได้้มีกี ำำ�ลัังทหารไว้้ป้้องกัันเอกราชของชาติิ มีีถนนหนทางดีีๆ ไว้้ใช้้ มีโี รงเรียี นให้้ลูกหลานได้้ศึกึ ษาเล่่าเรีียนมีโี รงพยาบาล เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่พ่� ลเมือื ง 25 สค31002 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย
สำำ�หรับั รักั ษาเมื่อ่� เราเจ็บ็ ไข้้ได้้ป่ว่ ย เป็น็ ต้้นการสนับั สนุนุ ให้้ผู้อ� ื่น�่ ปฏิบิ ััติติ ามรัฐั ธรรมนููญประชาชนควรปฏิบิ ัตั ิติ น และส่ง่ เสริมิ ให้้ ผู้อ�้ ื่น�่ ปฏิบิ ััติติ นให้้สอดคล้้องกัับบทบััญญัตั ิขิ องรัฐั ธรรมนููญ โดยปฏิบิ ัตั ิแิ ละส่่งเสริิมให้้ผู้อ� ื่น�่ ปฏิิบััติติ ามสิทิ ธิิ เสรีภี าพ และหน้้าที่่� ของประชาชนชาวไทย 1. ประชาชนต้้องตระหนักั ถึึงความสำำ�คัญั ของรััฐธรรมนููญว่่า รัฐั ธรรมนููญเป็็นแม่่บทของกฎหมาย เป็็นกฎหมายสููงสุุด ที่่�กฎหมายอื่น่� จะขััดแย้้งไม่ไ่ ด้้ 2. ประชาชนจะต้้องมีจี ิติ สำ�ำ นึึกในหน้้าที่่ข� องคนไทยทุกุ คนที่่จ� ะต้้องรู้้� และปฏิบิ ัตั ิติ ามกฎหมาย โดยเฉพาะต้้องรู้ก�้ ฎหมาย รัฐั ธรรมนููญเป็น็ เบื้้�องต้้น 3. ประชาชนจะต้้องมีีหน้้าที่่�ในการตรวจสอบการใช้้อำำ�นาจรััฐของบุุคคลฝ่่ายต่่างๆว่่ามีีการดำำ�เนิินการถููกต้้องตาม บทบััญญัตั ิิของรััฐธรรมนููญหรืือไม่่ ถ้้าไม่ถ่ ููกต้้องสามารถร้้องทุกุ ข์์ต่่อองค์ก์ รที่่�มีีอำ�ำ นาจตรวจสอบตามรัฐั ธรรมนููญได้้ 4. ประชาชนจะต้้องมีีความกล้้าหาญในทางจริิยธรรม การมีีส่่วนร่่วมทางการเมืืองการปกครองในรููปแบบต่่างๆ ที่่� รัฐั ธรรมนููญบััญญััติไิ ว้้ เช่่น การมีสี ่ว่ นร่่วมของชุุมชนท้้องถิ่�นในการศึกึ ษา การรัักษาทรัพั ยากรธรรมชาติิ การส่ง่ เสริมิ ภููมิปิ ััญญา ท้้องถิ่�น เป็็นต้้น 5. การรู้�จ้ ักั ใช้้สิิทธิิของตน และเสนอแนะให้้ผู้�อื่น่� ใช้้สิิทธิิเลืือกตั้ง� สิทิ ธิใิ นการก่่อตั้ง� การรััฐประหาร การป้้องกัันการซื้อ� สิิทธิิขายเสียี ง สิทิ ธิิในการเข้้าชื่�่อกัันไม่น่ ้้อยกว่า่ 50,000 คนเพื่่�อขอให้้มีกี ารถอดถอนผู้�้ดำ�ำ รงตำ�ำ แหน่ง่ ระดัับรััฐ เป็็นต้้น 6. ประชาชนต้้องรู้จ�้ ักั ใช้้วิจิ ารณญาณในการสนับั สนุนุ คนดีใี ห้เ้ ป็น็ ตัวั แทนของประชาชน เข้้าไปทำำ�หน้้าที่่ใ� นรัฐั สภา หรืือ เป็็นคณะรัฐั มนตรีี เพื่อ�่ บริิหารประเทศให้้ก้าวหน้้า หลักั สิิทธิิมนุษุ ยชนและบทบาทหน้้าที่่ค� วามรับั ผิิดชอบของคณะกรรมการสิทิ ธิ์์� ความหมายของสิทิ ธิิมนุุษยชน 1. สิิทธิมิ นุุษยชนสิทิ ธิมิ นุษุ ยชน (Human Right) หมายถึึง สิทิ ธิมิ นุุษย์ท์ ุุกคนเกิดิ มามีีความเท่า่ เทีียมกันั มีศี ักั ดิ์ศ� รีีของ ความเป็น็ มนุษุ ย์์ มีอี ิิสรภาพ เสรีภี าพ ทั้้�งความคิิดและการกระทำ�ำ ที่่�ไม่่มีใี ครสามารถล่ว่ งละเมิดิ ได้้โดยได้้รัับการคุ้�มครองและได้้ รับั ความเป็น็ ธรรมจากรัฐั และผู้ป�้ กครองรัฐั ทั้้ง� เรื่อ่� งการได้้รับั ความช่ว่ ยเหลืือในการดำ�ำ รงชีวี ิติ และการบริโิ ภคทรัพั ยากรของชาติิ อย่า่ งเท่่าเทีียมกันั 2. ศักั ดิ์ศ� รีีความเป็น็ มนุษุ ย์ศ์ ัักดิ์�ศรีคี วามเป็น็ มนุุษย์์ (Human Dignity) หมายถึึง คุณุ สมบัตั ิิ จิิตใจ สิทิ ธิเิ ฉพาะตัวั ที่่� พึ่่ง� สงวนของมนุษุ ย์ท์ ุกุ คนและรักั ษาไว้้มิิให้้บุคุ คลอื่่�นละเมิิดได้้ การถููกละเมิดิ ศัักดิ์ศ� รีีความเป็น็ มนุุษย์์จึึงเป็็นสิ่ง� ที่่ต� ้้องได้้รัับการ คุ้ม� ครองและได้้รัับความยุตุ ิธิ รรมจากรัฐั 3. สิทิ ธิมิ นุษุ ย์ช์ นตามพระราชบัญั ญัตั ิสิ ิทิ ธิมิ นุษุ ย์ช์ นแห่ง่ ชาติิ พ.ศ.2542สิทิ ธิมิ นุษุ ย์ช์ นตามพระราชบัญั ญัตั ิสิ ิทิ ธิมิ นุษุ ย์์ ชนแห่ง่ ชาติิ พ.ศ.2542 หมายถึึงศักั ดิ์ศ� รีคี วามเป็น็ มนุษุ ย์์ สิิทธิิ เสรีภี าพ และความเสมอภาคของบุคุ คลที่่ไ� ด้้รับั การคุ้ม� ครองตาม รััฐธรรมนููญแห่่งราชอาณาจัักรไทย 4. สาเหตุุที่่ม� นุษุ ย์ต์ ้้องได้้รับั ความคุ้�มครองสิิทธิิมนุุษยชน เกิดิ จาก 1. มนุษุ ย์์ทุกุ คนเกิิดมาแล้้วย่อ่ มมีสี ิทิ ธิิในตััวเอง 2. มนุษุ ย์์เป็น็ สัตั ว์ส์ ังั คม 3. มนุษุ ย์์มีีเกียี รติภิ ููมิทิ ี่่เ� กิดิ มาเป็็นมนุษุ ย์์ 4. มนุษุ ย์์ทุกุ คนเกิดิ มามีฐี านะไม่เ่ ท่า่ เทีียมกันั หลัักการสำำ�คััญของประชาธิิปไตย หลัักความเสมอภาค หลัักนิติ ิิรััฐและนิติ ิธิ รรม หลัักเหตุุผล หลัักการประนีปี ระนอม และหลัักการยอมรัับความคิิดเห็็นต่่าง เพื่�่อการอยู่่�ร่วมกัันอย่่างสัันติิ สามััคคีี ปรองดอง สมานฉัันท์์ หลัักการสำำ�คััญของ ประชาธิปิ ไตย 26 เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้า้ ที่พ�่ ลเมือื ง สค31002 มััธยมศึกึ ษาตอนปลาย
หลัักการของประชาธิิปไตยแตกต่่างกัันไปตามการ ทััศนะของนัักวิิชาการแต่่ละท่่านในที่่�นี้้�ขอกำ�ำ หนดหลัักการของ ประชาธิปิ ไตยเฉพาะที่่�สำำ�คััญๆ ดัังนี้้� 1. หลักั อำำ�นาจอธิิปไตยของปวงชน (popular sovereignty) ดังั ที่่�กล่า่ วมาแล้้วว่า่ ประชาธิปิ ไตยหมายถึึงระบอบการ ปกครองที่่�ถืือมติิปวงชนเป็็นใหญ่่การถืือเสีียงข้้างมากเป็็นใหญ่่ เพราะประชาธิิปไตยตั้�งอยู่�บนหลัักปรััชญามนุุษยนิิยมที่่�เชื่�่อว่่า มนุุษย์์ มีีคุุณค่่า มีีศัักดิ์ศ� รีมี ีีคุุณภาพ สามารถที่่�จะปกครองกันั เองได้้ ไม่ค่ วรที่่จ� ะให้้อำำ�นาจสููงสุุด ในการปกครองประเทศไปอยู่� ที่่ค� นเดียี ว หรืือกลุ่�มคนส่ว่ นน้้อยกลุ่�มเดียี ว หากแต่ค่ วรที่่จ� ะให้้ประชาชนทุกุ คนมีสี ่ว่ นในการกำ�ำ หนดความเป็น็ ไปของสังั คมและ ประเทศชาติริ ่่วมกันั คงเป็็นไปไม่่ได้้ที่่จ� ะให้้ทุุกคนมีคี วามคิิดเห็็นเหมืือนกัันหมดทุุกคน หากกลุ่�มหนึ่่ง� มีีความคิิดเห็น็ อย่า่ งหนึ่่ง� แต่่อีีกกลุ่�มหนึ่่�งมีีความคิิดเห็็นอีีกอย่่างหนึ่่�ง บางครั้�งการกำำ�หนด ความเป็็นไปของสัังคมและประเทศชาติิจำำ�เป็็นต้้องเลืือกที่่� จะปฏิิบััติิ อย่่างใดอย่่างหนึ่่�งเท่่านั้้�น ดัังนั้้�นสัังคมและประเทศที่่�เป็็นประชาธิิปไตยจึึงต้้องให้้สมาชิิกทุุกคนในสัังคมลงมติิเพื่�่อ ให้้ทราบความคิิดเห็็นของคนส่่วนใหญ่่และนำำ�มาใช้้เป็็นแนวทางในการกำำ�หนดความเป็็นไปของสัังคมและประเทศชาติิอย่่างไร ก็็ดีีสมาชิิกในสัังคมประชาธิิปไตยจำำ�เป็็นต้้องเข้้าใจว่่าฝ่่ายที่่�เป็็นเสีียงข้้างมากไม่่ควรใช้้ความเป็็นเสีียงข้้างมากละเมิิดสิิทธิิและ เสรีภี าพขั้้น� พื้้น� ฐานของฝ่า่ ยเสียี งข้้างน้้อย ดังั ที่่เ� รียี กว่า่ “ปกครองโดยเสียี งข้้างมากและเคารพสิทิ ธิขิ องเสียี งข้้างน้้อย(majority rule andminority rights)” เช่น่ ฝ่่ายเสียี งข้้างมากไม่่พึึงใช้้มติเิ พื่อ�่ จัดั สรรงบประมาณให้แ้ ก่พ่ ื้้น� ที่่ข� องพวกตนโดยไม่ค่ ำ�ำ นึึงถึึง ความจำ�ำ เป็็นของคนส่่วนน้้อยที่่�ได้้รัับความเดืือดร้้อนและเมื่�่อต้้องปกครองด้้วยเสีียงข้้างมากต้้องยอมรัับว่่าเสีียงข้้างมากอาจ จะบอกได้้ถึึงความคิิดเห็็นหรืือความต้้องการของคนส่่วนใหญ่่ในสัังคมเท่่านั้้�น แต่่อาจจะไม่่สามารถตััดสิินความจริิงและความ ถููกต้้องได้้ ดัังเช่่นเมื่อ�่ ประมาณห้้าร้้อยปีีก่่อน คนเกืือบทั้้ง� โลกนับั พันั ล้้านคนเชื่่อ� ว่่าโลกเป็น็ ศููนย์ก์ ลางของจัักรวาลมีเี พียี งนิโิ คลัั ส โคเปอร์์นิคิ ัสั และกาลิเิ ลโอ กาลิิเลอีีเท่า่ นั้้น� ที่่�บอกว่า่ ดวงอาทิิตย์เ์ ป็็นศููนย์์กลางของจักั รวาล แม้้เสีียงข้้างมากจะลงมติิให้โ้ ลก เป็็นศููนย์์กลางของจัักรวาล แต่่ความจริิงก็็หาได้้เป็็นไปตามเสีียงข้้างมากด้้วย แล้้วอะไรที่่�จะทำ�ำ ให้้เสีียงข้้างมากเป็็นเสีียงข้้าง มากแห่ง่ ความจริงิ และความถููกต้้องก็ค็ ืือการศึกึ ษานั่่น� เอง ดังั นั้้น� ประชาธิปิ ไตยจะสำำ�เร็จ็ ผลด้้วยดีนี ั้้น� จำำ�เป็น็ ต้้องพัฒั นาคุณุ ภาพ ประชาชนอย่า่ งมีีประสิทิ ธิิภาพด้้วย 2. หลักั ความเสมอภาค (equality) ประชาชนในระบอบเผด็จ็ การย่่อมมีคี วามเสมอภาคในความเป็็นมนุษุ ย์น์ ้้อยกว่า่ ประชาชนในระบอบประชาธิิปไตย เช่่น สิิทธิิทางการเมืืองการปกครอง สิิทธิิเลืือกตั้�ง สิิทธิิในฐานะมนุุษย์์หรืือที่่�เรีียกว่่าสิิทธิิ มนุุษยชน ความเสมอภาคในฐานะที่่�เป็็นมนุุษย์์ ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึึกษาการเมืือง เศรษฐกิิจ สัังคมอย่่างไรก็็ดีี มิิได้้หมายความว่่าประชาชนในระบอบประชาธิิปไตยจะต้้องมีีความเสมอภาคเสมอภาคกัันทุุกเรื่่�องทั้้�งหมด ความเสมอภาคนี้้� หมายถึึงความเสมอภาคกันั ในฐานะมนุษุ ย์์ แต่ป่ ระชาชน ในระบอบประชาธิปิ ไตยอาจมีบี ทบาท หน้้าที่่ท� ี่่แ� ตกต่า่ งกันั ได้้ เช่น่ ครูู ย่อ่ มมีคี วามเสมอภาคกับั นักั เรียี น ในฐานะที่่เ� ป็น็ มนุษุ ย์์ และในฐานะที่่เ� ป็น็ พลเมืือง แต่ก่ ารที่่ค� รููเป็น็ ผู้ท�้ ำ�ำ หน้้าที่่ส� อน มอบหมาย ภารกิจิ การเรียี น วัดั และประเมินิ ผลผู้เ้� รียี น และนักั เรียี นเป็น็ ผู้เ�้ รียี นรับั มอบภารกิจิ การเรียี น รับั การวัดั และประเมินิ ผลจากครููนั้้น� มิไิ ด้้หมายความว่า่ ครููกับั นักั เรียี นไม่เ่ สมอภาคกันั กล่า่ วคืือ ประชาชนในระบอบประชาธิปิ ไตยต้้องยึึดหลักั การประสานกลมกลืืน (harmony) คืือการก้้าวไปด้้วยกันั ทำ�ำ งาน และพัฒั นาไปพร้้อมกันั ด้้วยสำำ�นึึกความเป็น็ อันั หนึ่่ง� อันั เดียี วกันั ของสังั คมไม่ใ่ ช่จ่ ำำ�ใจ ต้้องประนีีประนอม ยอมลดราวาศอกให้้กันั อันั อาจเป็น็ ความจำ�ำ เป็็นต้้องอยู่�ร่วมกันั ที่่�ไม่่ยั่ง� ยืืน 3. หลักั นิติ ิธิ รรม (rule of law) ประชาธิปิ ไตยจะเข้้มแข็ง็ และมีสี ันั ติสิ ุขุ ได้้ประชาชนในระบอบประชาธิปิ ไตยจะต้้องยึึด หลักั นิติ ิธิ รรมอันั หมายถึึงหลักั การเคารพกฎหมายประชาชนในระบอบประชาธิิปไตยจะเคารพกฎหมายเป็น็ อย่่างดีี กฎหมาย นั้้น� ต้้องเป็น็ ธรรมเที่่ย� งตรง และแน่่นอน ไม่่เปลี่่�ยนไปเปลี่่ย� นมาตามอำ�ำ เภอใจ จึึงต้้องเป็็นกฎหมายที่่�บังั คับั ใช้้เพื่�อ่ ประโยชน์์สุขุ ของประชาชนทุุกคนเอง เช่่น กฎจราจร กฎหมายอาญา หากประชาชนไม่่เคารพกฎหมายสัังคมก็็จะเกิิดความสัับสนวุ่�นวาย ได้้ทั้้�งนี้้�หมายรวมถึึงระบบศาลและราชทััณฑ์์ด้้วย เพื่�่อที่่�ประชาชนจะได้้ไม่่ใช้้วิิธีีแก้้แค้้น ลงโทษกัันเองประชาชนในระบอบ ประชาธิปิ ไตยพึึงเห็็นความสำำ� คัญั เห็็นคุณุ ค่่าเห็็นประโยชน์ข์ องการปฏิิบััติติ ามกฎหมายไม่ใ่ ช่่จำำ�ใจปฏิิบััติติ ามกฎหมายเพราะ ถููกบังั คับั ที่่�คอยแต่่จะฝ่่าฝืืนเมื่�่อมีีโอกาส เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่�พ่ ลเมืือง 27 สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
การปกครองระบอบประชาธิิปไตยอัันมีีพระมหากษััตริิย์์ทรงเป็็นประมุุข (constitutional monarchy) ประเทศที่่� ปกครองด้้วยระบอบประชาธิิปไตยอัันมีีพระมหากษััตริิย์์ทรงเป็็นประมุุขหมายถึึง ประเทศที่่�พระมหากษััตริิย์์มีีเพีียงพระราช อำ�ำ นาจในฐานะที่่ท� รงเป็น็ ประมุขุ เท่า่ นั้้น� ส่ว่ นอำำ�นาจ นิติ ิบิ ัญั ญัตั ิแิ ละอำำ�นาจบริหิ ารนั้้น� เป็น็ ของประชาชนที่่เ� ลืือกและมอบอำ�ำ นาจ ให้้ตัวั แทนใช้้อำำ�นาจแทน แต่ต่ ้้องใช้้อำ�ำ นาจในพระปรมาภิไิ ธยของพระมหากษัตั ริยิ ์เ์ พื่อ่� ให้เ้ ป็น็ ที่่ย� อมรับั เนื่อ่� งจากยังั มีปี ระชาชน จำ�ำ นวนมากที่่�คุ้�นเคยและเห็็นความสำำ�คััญของการดำ�ำ รงอยู่่�ของสถาบัันพระมหากษััตริิย์์ การบััญญััติิกฎหมาย การออกคำำ�สั่่�ง การบริิหารราชการในนามของประชาชนด้้วยกัันเอง อาจไม่่ได้้รัับการยอมรัับเท่่าที่่�ควร หรืืออาจขาดเอกภาพในการปกครอง ประเทศได้้ วัฒั นธรรมและวิถิ ีชี ีีวิิตแบบประชาธิิปไตยแบ่่งตามคารวธรรม ปััญญาธรรมและสามัคั คีธี รรม การที่่�ประเทศจะเป็็นประชาธิิปไตยได้้นั้้�นจะมีีแต่่เพีียงรููปแบบและโครงสร้้างการเมืือง การปกครองเท่่านั้้�นไม่่ได้้แต่่ ประชาชนในประเทศนั้้�นจะต้้องมีีวััฒนธรรมหรืือวิิถีีชีีวิิตแบบประชาธิิปไตยด้้วย กล่่าวคืือประชาชนในระบอบประชาธิิปไตย จะต้้องมีีวัฒั นธรรมและวิิถีีชีีวิติ ที่่�สอดคล้้องกัับระบอบประชาธิปิ ไตย ดัังนี้้� 1. คารวธรรม คืือ เห็น็ คุณุ ค่า่ และเคารพศักั ดิ์ศ� รีคี วามเป็น็ มนุษุ ย์แ์ ละสิทิ ธิมิ นุษุ ยชนใช้้สิทิ ธิโิ ดยไม่ล่ ะทิ้้ง� หน้้าที่่� ใช้้เสรีภี าพ อย่า่ งรัับผิิดชอบ ซื่่�อสัตั ย์ส์ ุุจริิตและมีีความโปร่ง่ ใส ยึึดหลัักความเสมอภาคและความยุตุ ิธิ รรม 2. สามััคคีีธรรม คืือ มีีจิิตสำำ�นึึกรวมหมู่่�และทำำ�งานเป็็นหมู่่�คณะยึึดหลัักภราดรภาพใช้้หลัักสัันติิวิิธีี ยึึดหลัักเสีียงข้้าง มากและเคารพสิทิ ธิิของเสีียงข้้างน้้อย เห็็นความสำ�ำ คัญั ในประโยชน์ข์ องส่่วนรวม มีจี ิิตสาธารณะ (public mindedness) และ การมีีจิติ อาสา(volunteerism) การมีีส่ว่ นช่ว่ ยในการพัฒั นาครอบครัวั โรงเรีียน ชุุมชน สังั คม และประเทศชาติอิ ย่า่ งยั่ง� ยืืน 3. ปััญญาธรรม คืือ ยึึดหลัักเหตุุผล ความจริิง และความถููกต้้อง รู้ท�้ ันั ข้้อมููลข่า่ วสารและรู้ท้� ันั สื่่�อสารมวลชน ติิดตาม ตรวจสอบการปฏิบิ ัตั ิงิ านของบุคุ ลากรทางการเมืืองมีคี วามกล้้าหาญทางจริยิ ธรรม กล้้าที่่จ� ะยืืนหยัดั ในสิ่ง� ที่่ถ� ููกต้้อง มีที ักั ษะการ คิดิ อย่า่ งมีวี ิจิ ารณญาณ การใช้้เหตุผุ ล การตั้�งคำำ�ถาม การวิจิ ัยั การค้้นคว้้า การรวบรวมข้้อมููล การโต้้แย้้งทักั ษะการสื่อ�่ สารใน ระบอบประชาธิิปไตย ได้้แก่่ การฟััง การอ่่าน การค้้นคว้้า การจัับใจความ การสรุปุ ความ การย่่อความ การขยายความ การ ตีีความ การแปลความ การพููด การเขีียน การโต้้วาทีี การอภิปิ ราย การวิิจารณ์์ การกล้้าแสดงออก การแสดงความคิิดเห็็น และ การรับั ฟังั ความคิดิ เห็น็ ของผู้อ้� ื่น่� พัฒั นาความรู้้� ความคิดิ จิติ ใจ พฤติกิ รรมและการทำำ�งานของตนเองอยู่�เสมอ มีสี ่ว่ นร่ว่ มทางการ เมืืองอย่่างสร้้างสรรค์์ มีคี วามรู้้�พื้้น� ฐานทางการเมืือง (political literacy) ค่่านิิยมพื้้�นฐานในการอยู่่�ร่ว่ มกัันอย่่างสมานฉัันท์์ 12 ประการ 1. มีคี วามรัักชาติิ ศาสนา พระมหากษััตริิย์์ เป็็นคุุณลักั ษณะที่่�แสดงถึึงรักั ความเป็น็ ชาติไิ ทย เป็็นพลเมืืองดีขี องชาติิ มีีความสามััคคีี เห็็นคุุณค่่า ภููมิิใจ เชิิดชููความเป็็นไทย ปฏิิบััติิตนตามหลัักศาสนาที่่�ตนนัับถืือ และแสดงความจงรัักภัักดีีต่่อ สถาบันั พระมหากษัตั ริิย์์ 2. ซื่�อ่ สัตั ย์์ เสีียสละ อดทน เป็น็ คุณุ ลักั ษณะที่่แ� สดงถึึงการยึึดมั่่�นในความถููกต้้องประพฤติติ รงตามความเป็็นจริิงต่อ่ ตนเองและผู้อ้� ื่น�่ ละความเห็น็ แก่ต่ ัวั รู้จ�้ ักั แบ่ง่ ปันั ช่ว่ ยเหลืือสังั คมและบุคุ คลที่่ค� วรให้้รู้จ� ักั ควบคุมุ ตนเองเมื่อ่� ประสบกับั ความยาก ลำ�ำ บากและสิ่ง� ที่่�ก่อ่ ให้้เกิิดความเสีียหาย 3. กตัญั ญููต่่อพ่่อแม่่ ผู้ป�้ กครอง ครููบาอาจารย์์ เป็็นคุุณลักั ษณะที่่�แสดงออก ถึึงการรู้้จ� ักั บุญุ คุุณ ปฏิบิ ััติติ ามคำ�ำ สั่่�งสอน แสดงความรักั ความเคารพ ความเอาใจใส่่ รักั ษาชื่อ่� เสีียงและตอบแทนบุุญคุุณของพ่อ่ แม่่ ผู้ป้� กครอง และครููบาอาจารย์์ 4. ใฝ่ห่ าความรู้�้ หมั่่น� ศึกึ ษาเล่า่ เรียี นทั้้ง� ทางตรงและทางอ้้อม เป็น็ คุณุ ลักั ษณะที่่แ� สดงออกถึึงความตั้ง� ใจ เพียี รพยายาม ในการศึกึ ษาเล่า่ เรีียน แสวงหาความรู้�้ ทั้้�งทางตรงและทางอ้้อม 5. รัักษาวัฒั นธรรมประเพณีไี ทยอันั งดงาม เป็น็ การปฏิิบัตั ิสิ ืืบทอดอนุุรัักษ์ว์ ััฒนธรรม และประเพณีไี ทยอันั ดีีงามด้้วย ความภาคภููมิใิ จเห็น็ คุุณค่า่ ความสำ�ำ คััญ 28 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่พ�่ ลเมือื ง สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
6. มีศี ีลี ธรรม รัักษาความสััตย์์ หวังั ดีีต่อ่ ผู้อ้� ื่�น่ เผื่�อ่ แผ่่และแบ่่งปััน เป็็นความประพฤติิ ที่่�ควรละเว้้นและความประพฤติิ ที่่�ควรปฏิิบััติิตาม 7. เข้้าใจเรียี นรู้ก�้ ารเป็น็ ประชาธิปิ ไตย อันั มีพี ระมหากษัตั ริยิ ์ท์ รงเป็น็ ประมุขุ ที่่ถ� ููกต้้อง คืือ มีคี วามรู้้� ความเข้้าใจ ประพฤติิ ปฏิิบััติิตนตามสิิทธิิและหน้้าที่่�ของตนเอง เคารพสิิทธิิและหน้้าที่่�ของผู้้�อื่�่น ใช้้เสรีีภาพด้้วยความรัับผิิดชอบภายใต้้ขอบเขตของ กฎหมาย ตามระบอบประชาธิิปไตย อัันมีพี ระมหากษัตั ริยิ ์ท์ รงเป็น็ ประมุขุ 8. มีรี ะเบียี บวินิ ัยั เคารพกฎหมาย ผู้น�้ ้้อยรู้จ�้ ักั การเคารพผู้ใ้� หญ่่ เป็น็ คุณุ ลักั ษณะที่่แ� สดงออก ถึึงการปฏิบิ ัตั ิติ ามข้้อตกลง กฎเกณฑ์์ ระเบีียบ ข้้อบังั คับั และกฎหมาย มีีความเคารพและนอบน้้อม ต่่อผู้ใ้� หญ่่ 9. มีีสติิรู้ต�้ ััว รู้�ค้ ิิด รู้ท�้ ำำ� รู้�้ปฏิบิ ัตั ิิ ตามพระราชดำ�ำ รััสของพระบาทสมเด็จ็ พระเจ้้าอยู่่�หัวั เป็น็ การประพฤติปิ ฏิิบัตั ิิตนอย่่าง มีสี ติริ ู้�้ตััว รู้้�คิดิ รู้ท้� ำ�ำ อย่่างรอบคอบถููกต้้อง เหมาะสมและน้้อมนำำ�พระราชดำ�ำ รััสของพระบาทสมเด็จ็ พระเจ้้าอยู่่�หััวฯ มาปฏิบิ ััติิ ในชีีวิิตประจำำ�วััน 10. รู้จ�้ ักั ดำ�ำ รงตนอยู่�โดยใช้้หลักั ปรัชั ญาของเศรษฐกิจิ พอเพียี งตามพระราชดำำ�รัสั ขอพระบาทสมเด็จ็ พระเจ้้าอยู่่�หัวั รู้จ�้ ักั อดออมไว้้ใช้้เมื่่อ� ยามจำ�ำ เป็็น มีีไว้้พอกินิ พอใช้้ ถ้้าเหลืือก็็แจกจ่า่ ย จำ�ำ หน่า่ ย และขยายกิิจการเมื่�่อมีีความพร้้อม สามารถดำ�ำ เนิิน ชีีวิิตอย่่างพอประมาณมีีเหตุุผล มีภี ููมิคิุ้ม� กัันในตัวั ที่่�ดีี มีีความรู้้� มีคี ุณุ ธรรม และปรัับตัวั เพื่�อ่ อยู่�ในสัังคมได้้อย่่างมีีความสุขุ 11. มีีความเข้้มแข็็งทั้้�งร่่างกายและจิิตใจ ไม่่ยอมแพ้้ต่่ออำ�ำ นาจฝ่่ายต่ำำ��หรืือกิิเลสมีีความละอายเกรงกลััวต่่อบาปตาม หลัักของศาสนา เป็็นการปฏิิบััติิตนให้้มีีร่่างกายสมบููรณ์์แข็็งแรงปราศจากโรคภััยและมีีจิิตใจที่่�เข้้มแข็็ง ไม่่กระทำำ�ความชั่ว� ใดๆ ยึึดมั่่�น ในการทำำ�ความดีีตามหลักั ของศาสนา 12. คำ�ำ นึึงถึึงผลประโยชน์ข์ องส่ว่ นรวมและต่อ่ ชาติมิ ากกว่า่ ผลประโยชน์ข์ องตนเองให้้ความร่่วมมืือในกิิจกรรมที่่เ� ป็น็ ประโยชน์ต์ ่อ่ ส่่วนรวม และประเทศชาติิ เสียี สละประโยชน์ส์ ่่วนตนเพื่�่อรักั ษาประโยชน์ข์ องส่่วนรวม การมีสี ่่วนร่ว่ มของประชาชนในการป้อ้ งกัันและปราบปรามการทุจุ ริิต การทุจุ ริติ คอร์์รัปั ชัันนับั เป็็นมะเร็ง็ ร้้ายในสังั คมไทยที่่ก� ำำ�ลัังกัดั กินิ ประเทศของเราให้้สึกกร่่อนลงไปเรื่่�อยๆ ความจริิงที่่� น่า่ กลัวั ก็ค็ ืือ ในการจััดอัันดัับความโปร่ง่ ใสของนานาชาติิประจำ�ำ ปีี 2549 จากทั้้�งหมด 163 ประเทศ ไทยอยู่่�อันั ดัับที่่� 63 (จาก คะแนนเต็็ม 10 เราได้้ 3.6คะแนน) และถ้้านับั เฉพาะในแถบเอเชียี ด้้วยกัันประเทศไทยถููกจัดั ให้้เป็็นประเทศที่่ม� ีีความโปร่ง่ ใส อยู่�ในอัันดัับท้้ายๆโดยมีีสิงิ คโปร์์เป็็นประเทศที่่�มีีความโปร่ง่ ใสมากที่่�สุุดด้้วยคะแนน 9.4 คะแนน ส่่วนประเทศที่่ม� ีีคะแนนต่ำ�ำ�สุุด ในเอเซีียคืือ พม่า่ (1.9 คะแนน) ที่่�เลวร้้ายยิ่ง� กว่่านั้้�นก็ค็ ืือตลอดเวลา 12 ปีีที่่ผ� ่่านมา(ตั้ง� แต่่ พ.ศ 2538–2550) ประเทศไทยได้้ คะแนนเฉลี่ย� เพียี ง 3.3คะแนน พ.ศ.2548 ดีขี ึ้้น� ได้้ 3.8 คะแนน แต่่ พ.ศ 2549 ลดลงเหลืือ 3.6 คะแนน จากตัวั เลขที่่�ได้้จาก ข้้อมููลการสำ�ำ รวจดัังกล่่าวชี้้�ให้้เห็็นว่่าประเทศไทยยัังคงไม่่สามารถแก้้ปััญหาการทุุจริิตคอรััปชั่่�นได้้เลยการทุุจริิต หมายถึึงการ โกง คดโกง ฉ้้อโกง (พจนานุุกรมฉบับั ราชบััณฑิติ สถาน พ.ศ.2542 หน้้า 534) คำ�ำ ที่่�มีีความหมายเดีียวกัับการทุจุ ริิต ได้้แก่่ การ ฉ้้อราษฎร์์ การบังั หลวงคอร์ร์ ัปั ชันั การทุจุ ริติ คอร์ร์ ัปั ชันั ในความรู้ส้� ึึกของคนทั่่ว� ไปคืือมะเร็ง็ ร้้ายบ่อ่ นทำำ�ลายชาติิ ในทางกฎหมาย การทุจุ ริติ คอรัปั ชั่่น� นับั เป็น็ อาชญากรรมร้้ายแรง ตลอดเวลาที่่ผ� ่า่ นมาได้้ มีคี วามพยายามที่่จ� ะใช้้กลไกของรัฐั ในรููปแบบต่า่ งๆเพื่อ�่ ขจัดั สิ่่�งเลวร้้ายดัังกล่่าวไม่ว่ ่่าในรููปแบบของการออกกฎหมาย ระเบียี บ ข้้อกำ�ำ หนด ข้้อบัังคับั จรรยาบรรณหรืือในรููปแบบอื่น�่ ๆ การสร้้างองค์ก์ รต่า่ งๆขึ้น�้ มาปราบปรามไม่ว่ ่า่ จะอยู่�ภายใต้้การกำ�ำ กับั ดููแลของฝ่า่ ยราชการประจำำ� หรืือฝ่า่ ยการเมืืองหรืือแม้้การ แต่่กำ�ำ หนดให้้อยู่�ในรููปแบบขององค์์กรอิิสระ ก็็ตาม จะเห็็นได้้ว่่ามาจนถึึงทุุกวัันนี้้�ความมุ่�งหมายในการที่่�จะป้้องกัันและปราบ ปรามการทุจุ ริิตประพฤติิมิชิ อบ ยัังไม่่เป็น็ ผลเท่า่ ที่่ค� วรในขณะที่่ก� ารทุจุ ริิตประพฤติมิ ิชิ อบนั้้น� ได้้ มีีพัฒั นาการทั้้ง� วิิธีกี ารเทคนิคิ รููปแบบไปมากมายและก่่อให้้เกิิดความเสีียหายแก่่ประโยชน์์ของชาติิแต่่ละครั้ �งนัับเป็็นจำำ�นวนเงิินมากมายมหาศาลกลไกของ ระบบราชการที่่�จะขจััดสิ่่�งเลวร้้ายดัังกล่่าวแม้้จะมีีมาก แต่่สิ่�งหนึ่่�งที่่�ต้้องยอมรัับก็็คืือ สัังคมไทยเป็็นสัังคมอุุปถััมภ์์ ทั้้�งระบบ ราชการไทยเป็็นระบบบัังคัับบััญชาจากผู้บ�้ ัังคัับบััญชาสููงสุุดลดหลั่่น� กัันลงมาจนถึึงล่า่ งสุุด ผู้�้บัังคับั บััญชามีอี ิิทธิิพลสููงต่อ่ การให้้ ความดีคี วามชอบแก่ผ่ ู้น�้ ้้อยอีกี ทั้้ง� ทัศั นคติเิ ดิมิ ๆ ที่่เ� จ้้าหน้้าที่่ข� องรัฐั มักั ทำ�ำ ตัวั เหมืือนขุนุ นางเก่า่ ถืือเอาตำ�ำ แหน่ง่ หน้้าที่่ห� าประโยชน์์ เอกสารพััฒนาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่�่พลเมือื ง 29 สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
ใส่่ตน เมื่�่อต่่างก็็คิิดเช่่นนี้้�ก็็เลยไม่่มีีใครตรวจสอบใคร ข้้าราชการชั้�นผู้้�น้้อยเห็็นอะไรต้้องเงีียบไว้้เพราะเกรงจะไม่่ปลอดภััย สู้ท�้ ำำ�เป็น็ ไม่ร่ ู้ไ้� ม่เ่ ห็น็ จะปลอดภัยั กว่า่ ทั้้ง� ยังั ได้้รับั ความดีคี วามชอบเสียี ด้้วยซ้ำำ��ไป ดีไี ม่ด่ ีกี ็ท็ ำำ�ตามกันั ไปเสียี เลย ซึ่ง� แม้้หากจับั ได้้ไล่่ ทัันกระบวนการลงโทษก็็ไม่่เข้้มแข็็งพอเพราะจะอยู่ �ในลัักษณะลููบหน้้าปะจมููกเสีียเป็็นส่่วนใหญ่่แนวคิิดการป้้องกัันและปราบ ปรามการทุจุ ริิตและประพฤติมิ ิิชอบโดยบทบาทของภาคประชาชน (ป.ป.ช.ภาคประชาชน) จึึงเป็น็ อีีกช่อ่ งทางหนึ่่�งที่่จ� ะรัักษา ผลประโยชน์์ของชาติิโดยอาศััยการมีีส่่วนร่่วมของประชาชนภายใต้้พื้้�นฐานความเข้้าใจว่่าคนไทยทุุกคนต้้องมีีส่่วนรัับผิิดชอบ ดููแลอนาคตและความอยู่�รอดของชาติิไทยของเรา ในการที่่�ประชาชนจะเข้้ามามีีบทบาทในการตรวจสอบความโปร่่งใสของ ภาครัฐั ในฐานะ ป.ป.ช.ภาคประชาชนนั้้น� จึึงต้้องมีีหลัักการทำ�ำ งาน ดังั นี้้� 1. ต้้องมีคี วามมุ่�งมั่น� ตั้ง� ใจที่่จ� ะอาสาเข้้ามาทำ�ำ งานเพื่อ�่ ประโยชน์ข์ องบ้้านเมืืองจริงิ ๆ นั่่น� คืือต้้องมีคี วามเป็น็ ผู้ม้� ีจี ิติ อาสา มีีความเสีียสละ อดทน กล้้าหาญ มีีความซื่�่อสััตย์์สุุจริิต มีีความโปร่่งใสไม่่ใช้้อำำ�นาจหน้้าที่่�เพื่่�อการแสวงหาประโยชน์์ส่่วนตน หรืือประโยชน์์ให้้แก่พ่ รรคพวก นั่่�นหมายความว่่าเราต้้องมีีภููมิคิุ้�มกัันให้้กัับตัวั เองโดยการดำำ�เนิินชีวี ิิตแบบปรััชญาพอเพีียงของ พระบาทสมเด็็จพระเจ้้าอยู่่�หััว 2. ต้้องติิดอาวุุธทางปััญญาให้้กัับตััวเองตลอดเวลา นั่่�นคืือต้้องมีีความรู้�้ที่่�เกี่�ยวข้้องกัับอำ�ำ นาจหน้้าที่่�ของ ป.ป.ช.ภาค ประชาชน และต้้องแสวงหาความรู้้�ให้้เท่่าทัันเทคนิิคกลโกงการทุุจริิตคอรััปชั่่�นด้้วยวิิธีีการต่่างๆเพื่่�อเป็็นหลัักในการทำำ�งานให้้ ถููกต้้องและเป็็นที่่น� ่่าเชื่อ�่ ถืือของสังั คม 3. ต้้องสร้้างการมีสี ่ว่ นร่ว่ มของประชาชนในรููปแบบต่า่ งๆ ไม่ว่ ่า่ จะเป็น็ การการสร้้างเครืือข่า่ ยภาคประชาชนด้้วยกันั เอง การติิดอาวุุธทางปััญญาให้้กัับประชาชนโดยการให้้ความรู้้�หรืือการเสนอแนะช่่องทางในการตรวจสอบความโปร่่งใสของการ ทำำ�งานของภาครัฐั การสร้้างทััศนคติทิ ี่่ถ� ููกต้้อง และการชี้�ให้้เห็็นอันั ตรายของการทุจุ ริิตคอรัปั ชั่่�น 4. การเฝ้า้ ระวังั พื้้น� ที่่ท� ี่่เ� ห็น็ ว่า่ สุ่�มเสี่ย� งต่อ่ การแสวงหาผลประโยชน์์ การสร้้างเครืือข่า่ ยอาสาสมัคั รแจ้้งข้้อมููลข่า่ วสารที่่� ไม่่ชอบมาพากลต่่างๆเพื่�่อรักั ษาผลประโยชน์ข์ องชาติิได้้ทันั การ 5. ดำำ�เนิินกิิจกรรมต่่างๆ เพื่่�อรณรงค์์ต่่อต้้านการทุุจริิตอย่่างต่่อเนื่�่องในชุุมชนหมู่่�บ้้านตำ�ำ บล และในทุุกภาคส่่วนของ สัังคมโดยเฉพาะอย่่างยิ่�งในสถานศึกึ ษาทุุกระดัับเพื่�่อให้้เยาวชนได้้ตระหนัักถึึงภััยร้้ายของการทุุจริติ คอรัปั ชั่่�น 6. ส่่งเสริิมให้้ประชาชนได้้เข้้าไปมีีบทบาทในการป้้องกัันการทุุจริิตการเลืือกตั้�งทุุกระดัับไม่่ว่่าในระดัับชาติิหรืือใน ระดับั ท้้องถิ่น� เพื่อ่� การคัดั กรองคนดีี มีคี วามรู้ค�้ วามสามารถมีคี ุณุ ธรรมเข้้ามาบริหิ ารประเทศ ป้อ้ งกันั คนไม่ด่ ีไี ม่ใ่ ห้เ้ ข้้ามาแสวงหา ประโยชน์โ์ ดยมิชิ อบดังั พระราชดำำ�รัสั ของพระบาทสมเด็จ็ พระเจ้้าอยู่่�หัวั ที่่ใ� ห้้ส่ง่ เสริมิ คนดีใี ห้ค้ นดีไี ด้้ปกครองบ้้านเมืืองและควบคุมุ คนไม่่ดีไี ม่ใ่ ห้้มีีอำ�ำ นาจไม่ใ่ ห้้ก่่อความเดืือดร้้อนวุ่�นวายได้้ 7. ส่่งเสริมิ ให้้ประชาชนได้้เข้้าไปมีีบทบาทในการป้อ้ งกัันการทุจุ ริติ การบริหิ ารงานขององค์์กรปกครองส่ว่ นท้้องถิ่น� ซึ่ง� เป็น็ การปกครองที่่ใ� กล้้ตัวั ของพี่่น� ้้องประชาชนมากที่่ส� ุดุ โดยการส่ง่ เสริมิ ให้้ประชาชนได้้มีโี อกาสเข้้าร่ว่ มประชุมุ กำำ�หนดนโยบาย การบริิการสาธารณะให้เ้ ป็็นไปตามความต้้องการของประชาชน ให้้ประชาชนได้้เข้้าร่ว่ มตรวจสอบความโปร่ง่ ใสของการจัดั ซื้้�อ จัดั จ้้าง ให้้ประชาชนประเมินิ การทำำ�งานขององค์์กรปกครองท้้องถิ่�นของตน เป็น็ ต้้น 8. จััดให้้มีีการแลกเปลี่่�ยนและรัับฟัังความคิิดเห็็นและรัับฟัังข้้อเสนอแนะของสาธารณะชนเพื่่�อนำ�ำ มาแก้้ไขปรัับปรุุง การทำ�ำ งานของ ป.ป.ช. ภาคประชาชน ให้้มีีประสิทิ ธิิภาพมากยิ่�งขึ้น้� 9. จััดให้้มีีกิิจกรรมเผยแพร่่ชื่่�อเสีียงเกีียรติิคุุณยกย่่องให้้กำำ�ลัังใจและช่่วยกัันรณรงค์์ปกป้้องคนที่่�ทำ�ำ ความดีี มีีความ ซื่�่อสัตั ย์์สุุจริติ มีีคุุณธรรมเพื่่�อให้้เป็็นตัวั อย่า่ งที่่ด� ีีของสัังคม 10. หามาตรการรองรัับการทำำ�งานและคุ้ม� ครองความปลอดภััยให้้แก่่ ป. ป. ช.ภาคประชาชนและเครืือข่่าย 30 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่�่พลเมืือง สค31002 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย
11. ให้้มีกี ารประชาสััมพันั ธ์ผ์ ลงานของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน อย่่างต่อ่ เนื่่อ� งเพื่�่อให้้ประชาชน ได้้ทราบและรณรงค์ใ์ ห้้ ประชาชนเข้้าร่ว่ มกัันเป็็นเครืือข่่ายป้อ้ งกัันและปราบปรามการทุุจริิตประพฤติมิ ิชิ อบ กัับ ป.ป.ช. ภาคประชาชน กันั อย่า่ งกว้้าง ขวาง ซึ่ง� จะยังั ประโยชน์ใ์ นการปลุุกจิิตสำ�ำ นึึก ให้้ประชาชนด้้วยกัันเอง ได้้ร่ว่ มกันั รัักษาผลประโยชน์ข์ องชาติิ QR code ศาสนาและหน้้าที่่�พลเมืือง สค31002 หมายเหตุุ : ให้้นัักศึึกษาได้้ศึึกษาเพิ่่ม� เติมิ จากหนังั สืือแบบเรียี น รายวิชิ าศาสนาและหน้้าที่่�พลเมืือง สค31002 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิิชาการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่�พลเมืือง 31 สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
แบบทดสอบหลัังเรียี น จงเลืือกคำำ�ตอบที่่�ถููกต้้องที่่�สุดุ เพีียงข้อ้ เดีียว 6. การกระทำำ�ข้้อใด ไม่ข่ ัดั ต่อ่ บทบัญั ญัตั ิแิ ห่ง่ รัฐั ธรรมนููญที่่ว� ่า่ 1. ประเทศไทยมีกี ารใช้้ รัฐั ธรรมนููญแห่ง่ ราชอาณาจักั รสยาม บุุคคลย่อ่ มมีสี ิิทธิิและเสรีีภาพในชีีวิติ และร่่างกาย พุทุ ธศักั ราช 2475 เมื่อ่� ใด ก. พนักั งานสอบสวนใช้้ไฟส่อ่ งหน้้าและใช้้เวลาสอบสวน ก. 17 มิิถุุนายน 2475 ผู้้�ต้้องหาติดิ ต่อ่ กัันถึึง 8 ชั่�วโมง ข. 27 มิิถุุนายน 2475 ค. 10 ธัันวาคม 2475 ข. ประหารชีวี ิิตนักั โทษตามกฎหมาย ง. 27 ธัันวาคม 2475 ค. ตำำ�รวจซ้้อมผู้้�ร้้ายปากแข็็งเพื่อ่� ให้้รัับสารภาพ 2. ข้้อใดกล่่าวไม่่ถููกต้้อง เกี่�ยวกับั รััฐธรรมนููญ ง. จำำ�คุกุ ตลอดชีีวิิต ก. เป็น็ กฎหมายที่่จ� ัดั ระเบียี บการปกครองของบ้้านเมืือง 7. สิทิ ธิมิ นุุษยชน คืือ อะไร ข. เป็็นกฎหมายสููงสุุดของประเทศในประเทศ ก. คืือ ศักั ดิ์ศ� รีีความเป็น็ มนุุษย์์ ประชาธิปิ ไตย ข. คืือ การมีสี ิทิ ธิิ เสรีภี าพ มีหี น้้าที่่� ค. รััฐธรรมนููญในประเทศประชาธิิปไตยเป็็นผู้�้นำ�ำ ค. คืือ การได้้รัับคุ้�มครองด้้วยกฎหมาย ประเทศ ง. คืือ การได้้รัับการคุ้ม� ครองจากสนธิสิ ัญั ญา ง. รััฐธรรมนููญเป็็นหลัักสำำ�คััญสููงสุุดในการปกครองของ 8. สิ่�งที่่�ประชาชนควรปฏิิบััติิควบคู่�ไปกัับสิิทธิิและเสรีีภาพ ผู้�้นำำ�ประเทศ คืือข้้อใด 3. มาตรา 1 ของรัฐั ธรรมนููญบัญั ญัตั ิไิ ว้้เกี่�ยวกับั เรื่�อ่ งใด ก. การประนีปี ระนอม ก. ประมุุขของรััฐ ข. หน้้าที่่�ความรัับผิิดชอบ ข. ความเป็น็ รัฐั เดี่�ยวของราชอาณาจักั รไทย ค. บทบาท ค. ศัักดิ์ศ� รีคี วามเป็น็ มนุษุ ย์์และความคุ้�มครอง ง. ความเสมอภาค ง. สิทิ ธิิและเสรีีภาพของปวงชนชาวไทย 9. ข้้อใดกล่่าวถููกต้้องเกี่�ยวกัับสิิทธิิมนุุษยชน 4. องค์์กรใดมีีอำำ�นาจหน้้าที่่�ในการวิินิิฉััยข้้อขััดแย้้งทาง ก. สิทิ ธิิที่่ไ� ด้้มาจากการประกอบอาชีพี กฎหมายว่า่ ขัดั ต่อ่ รััฐธรรมนููญหรืือไม่่ ข. สิิทธิิที่่ไ� ด้้มาจากการปฏิบิ ััติติ นตามกฎหมาย ก. ศาลรััฐธรรมนููญ ค. สิิทธิิที่่�ได้้มาโดยการทำ�ำ ความดีี ข. ศาลปกครอง ง. สิิทธิิมนุุษยชนทุุกคนพึึงได้้รัับในฐานะที่่�เกิิดมาเป็็น ค. ป.ป.ช. มนุษุ ย์์ ง. ก.ก.ต. 10. หากพบการกระทำำ�ที่่�ละเมิิดสิทิ ธิิมนุุษยชน ควรดำำ�เนิิน 5. ตามรัฐั ธรรมนููญแห่ง่ ราชอาณาจักั รไทย พุทุ ธศักั ราช 2550 การแจ้้งเรื่�อ่ งดัังกล่า่ วต่อ่ หน่่วยงานใด มาตรา 1 ระบุุว่า่ ประเทศไทยเป็็นราชอาณาจัักร ก. คณะกรรมการตรวจเงิินแผ่่นดินิ ก. ที่่�มีีพระมหากษัตั ริยิ ์์เป็น็ ประมุขุ ข. ศาลรััฐธรรมนููญ ข. ที่่�มีีการปกครองระบอบประชาธิิปไตย ค. ศาลปกครอง ค. อันั หนึ่่�งอัันเดีียวจะแบ่่งแยกมิไิ ด้้ ง. คณะกรรมการสิทิ ธิิมนุษุ ยชนแห่ง่ ชาติิ ง. อัันหนึ่่ง� อันั เดีียว จะแบ่่งแยกมิไิ ด้้ อำำ�นาจอธิิปไตยมา จากปวงชนชาวไทย 32 เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่พ� ลเมืือง สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
แบบทดสอบหลัังเรีียน จงเลืือกคำ�ำ ตอบที่่�ถููกต้้องที่่�สุดุ เพียี งข้้อเดียี ว 7. ข้้อใดไม่่ใช่ผ่ ลจาการละเมิดิ สิิทธิิมนุุษยชน 1. วจีกี รรม 4 มีคี วามหมายตรงกัับข้้อใด ก. เกิดิ ความวุ่�นวายในสัังคม ข. เศรษฐกิจิ ตกต่ำ��ำ ก. ผู้้�มีีความประพฤติดิ ีซี ึึงแสดงออกทางกาย ค. คนในสัังคมแตกแยก ข. ผู้้�มีีความประพฤติดิ ีีซึึงแสดงออกทางความคิิด ง. การศึกึ ษาด้้อยประสิทิ ธิิภาพ ค. ผู้้ม� ีีความประพฤติดิ ีีซึึงแสดงออกทางวาจา ง. ผู้้�มีีความประพฤติิดีซี ึึงแสดงออกทางใจ 8. บุุคคลในข้้อใดไม่่ถููกจำ�ำ กัดั สิิทธิ์์� 2. ข้้อใดคืือความหมายของ ความเสมอภาค ก. ผู้ม�้ ีคีู่�สมรส ก. มีีอิสิ ระในการนับั ถืือศาสนา ข. บุคุ คลล้้มละลาย ข. มีีอิสิ ระในการเลืือกคู่�ครอง ค. ผู้้�บรรลุนุ ิติ ิิภาวะ ค. ได้้รัับการปฏิบิ ััติจิ ากรััฐโดยเท่า่ เทียี มกััน ง. ผู้เ�้ ยาว์์ ง. การมีีชีีวิิตที่่�ปลอดภััย 3. “ไบเบิิล” (Bible) เป็็นคัมั ภีีร์ข์ องศาสนาใด 9. การกระทำ�ำ ใด ถืือว่า่ เป็็นการละเมิดิ “ศัักดิ์ศ� รีีของความ ก. ศาสนาพราหมณ์์ – ฮิินดูู เป็็นมนุุษย์์” ตามปฏิิญญาสากลว่่าด้้วยสิิทธิิมนุุษยชนของ ข. ศาสนาพุุทธ สหประชาชาติิ ค. ศาสนาคริสิ ต์์ ง. ศาสนาอิสิ ลาม ก. ห้้ามนัักโทษในคุุกใช้้โทรศัพั ท์์มืือถืือ 4. วิิธีีคิิดที่่�ดีี และนำำ�ไปสู่่�ผลสำำ�เร็็จทางพระพุุทธศาสนาตรง ข. ห้้ามคนต่่างเชื้อ� ชาติิเป็็นนักั ศึกึ ษาแพทย์์ กัับข้้อใด ค. ห้า้ มเด็ก็ อายุตุ ่ำำ�� กว่า่ 15 ปีี ขึ้้�นชกมวยอาชีพี ก. ปล่อ่ ยชีวี ิิตตามสบาย ง. ห้า้ มพระสงฆ์ใ์ ช้้สิทิ ธิิออกสีียงเลืือกตั้�ง ข. เดินิ สายกลาง 10. วรรณะสููงสุดุ ในศาสนาพราหมณ์์ – ฮิินดูู ตรงกัับข้้อใด ค. ฝึกึ กระแสจิิตให้้มีีพลััง ก. วรรณะกษััตริยิ ์์ ง. ทรมานร่า่ งกาย ข. วรรณะแพทย์ห์ รืือไวศยะ 5. องค์ป์ ระกอบของศาสนาในข้้อใด ทำ�ำ ให้้ศาสนาเกิิดความ ค. วรรณะพราหมณ์์ ศัักดิ์�สิทิ ธิ์์�มากที่่ส� ุุด ง. วรรณะศููทร ก. พิิธีีกรรม 11. ข้้อใดเป็น็ การมีสี ่่วนร่ว่ มทางการเมืืองแบบเป็็นทางการ ข. คััมภีรี ์์หลัักคำำ�สอน ก. การเดิินขบวนขับั ไล่่นายกรัฐั มนตรีี ค. สััญลัักษณ์์ ข. การประท้้วงการเลืือกตั้�ง ง. ศาสนสถาน ค. การยื่่�นสิิทธิ์�ข์ อรับั เงิินเยีียวยา 6. น้้องแหวนจับั ได้้ว่า่ นายโอแอบถ่า่ ยภาพของตนขณะกำ�ำ ลังั ง. การออกเสียี งเลืือกตั้�ง เข้้าห้้องน้ำ��ำ ถืือว่่านายโอละเมิดิ ตามข้้อใด 12. “สิทิ ธิิ เสรีภี าพ และความเสมอภาคของบุคุ คลที่่ไ� ด้้รับั ก. เสรีีภาพในเคหะสถาน การคุ้�มครองตามกฎหมายรัฐั ธรรมนููญ ฯ”หมายถึึงข้้อใด ข. เสรีภี าพในร่า่ งกาย ก. สิทิ ธิิพื้้�นฐานของบุคุ คล ค. ความเสมอภาคเท่า่ เทีียมกััน ข. ปฏิิญญาสากลของสหประชาชาติิ ง. สิทิ ธิิในความเป็็นส่่วนตัวั ค. สิิทธิิในความเป็น็ บุคุ คล ง. สิิทธิมิ นุษุ ยชน เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่พ� ลเมือื ง 33 สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
13. “กฎหมายสููงสุุดของรััฐ มีีฐานะเหนืือบรรดากฎหมาย 17. สิิทธิิและเสรีีภาพคืือบทบาทที่่�รััฐให้้การคุ้�มครอง และกฎเกณฑ์ท์ ั้้�งปวงภายในประเทศ” จากข้้อความข้้างต้้น ประชาชน แล้้วบทบาทของประชาชนในการตอบแทนรััฐ ตรงกับั ข้้อใด คืือข้้อใด ก. รัฐั ธรรมนููญ ก. การทำ�ำ หน้้าที่่� ข. บทบััญญัตั ิิ ข. การมีสี ่่วนร่ว่ มทางการเมืือง ค. พรบ. ค. การรู้้�กฎหมาย ง. พรก. ง. การรัักษาพยาบาล 14. หลักั ธรรมเพื่�่อการอยู่�ร่วมกันั ในสังั คม ตรงกับั ข้้อใด 18. ข้้อใดตรงกัับความเอาใจใส่่และตั้�งใจแน่่วแน่่ในการ ก. อริิยสััจ 4 ทำ�ำ งาน ข. อิิทธิิบาท 4 ก. ฉันั ทะ ค. กุุศลธรรมบท 10 ข. วิิริิยะ ง. สัปั ปุุริิสธรรม 7 ค. จิิตตะ 15. หลัักธรรมเรื่่อ� ง “อิทิ ธิบิ าท 4” มุ่�งเน้้นให้้เกิิดการพัฒั นา ง. วิมิ ังั สา ตนเองในด้้านใด 19. พระพรหมเป็็นเทพเจ้้าสููงสุุดของศาสนาใด ก. ความสำำ�เร็จ็ ในการทำ�ำ งาน ก. ศาสนาพราหมณ์์ – ฮิินดูู ข. การสงเคราะห์ญ์ าติมิ ิติ ร ข. ศาสนาคริิสต์์ ค. สร้้างตนให้้เป็็นคนดีี ค. ศาสนาพุทุ ธ ง. การรักั ษาทรัพั ย์ท์ ี่่ห� ามาได้้ ง. ศาสนาอิสิ ลาม 16. ความสำำ�คััญข้้อใดที่่�ทำำ�ให้้คนไทยต้้องช่่วยกัันรัักษา 20.“อัลั เลาะห์์” คืือพระผู้�เ้ ป็น็ เจ้้าผู้ย้�ิ่�งใหญ่่ของศาสนาใด วัฒั นธรรมไว้้ เพื่่�อเป็็นมรดกของสังั คมต่่อไป ก. ศาสนาพราหมณ์์ – ฮิินดูู ก. เพื่�อ่ ดำำ�รงรักั ษาเอกลักั ษณ์ไ์ ทย ข. ศาสนาอิสิ ลาม ข. เพื่อ่� พัฒั นาประเทศไทย ค. ศาสนาคริิสต์์ ค. เพื่อ่� ความเป็็นเอกราชของไทย ง. ศาสนาพุทุ ธ ง. เพื่�อ่ สร้้างสรรค์์สังั คมไทย 34 เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่พ่� ลเมือื ง สค31002 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย
เฉลยแบบทดสอบ เฉลยแบบทดสอบก่่อนเรียี น 1. ข 2. ค 3. ง 4. ก 5. ค 6. ข 7. ง 8. ข 9. ง 10. ง 11. ก 12. ก 13. ค 14. ข 15. ข 16. ง 17. ก 18. ค 19. ก 20. ค เฉลยแบบทดสอบท้า้ ยบทเรียี น บทที่่� 1 1. ค 2. ค 3. ง 4 .ก 5. ง 6. ก 7. ก 8. ข 9. ง 10. ก เฉลยแบบทดสอบท้า้ ยบทเรียี น บทที่่� 2 1. ค 2. ข 3. ข 4. ก 5. ง 6. ข 7. ก 8. ค 9. ข 10. ค เฉลยแบบทดสอบหลังั เรีียน 1. ค 2. ง 3. ค 4. ข 5. ข 6. ง 7. ข 8. ค 9. ง 10. ข 11. ง 12. ง 13. ก 14. ง 15. ก 16. ก 17. ก 18. ค 19. ก 20. ข เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิิชาการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่�พ่ ลเมือื ง 35 สค31002 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย
แบบบันั ทึึกการพััฒนาทัักษะวิิชาการเพื่อ�่ ยกระดัับผลสััมฤทธิ์์�ผู้�เรียี นรายบุุคคล การทดสอบก่่อนเรียี นและหลังั เรียี น ระดัับมััธยมศึกึ ษาตอนปลาย รายวิชิ า ศาสนาและหน้า้ ที่่พ� ลเมืือง สค31002 *********************** ชื่่�อ - สกุลุ ...................................................................................................... รหัสั นักั ศึกึ ษา....................................................... กศน.ตำำ�บล............................................................ กศน.อำำ�เภอ............................................................... จังั หวัดั ขอนแก่่น จากการที่่�ผู้้�เรีียนได้้ศึึกษาเรีียนรู้้�จากแบบเรีียน และสรุุปเนื้้�อหาจากบทเรีียน ตามเอกสารเล่่มนี้้�แล้้ว ผู้้�เรีียนสามารถ ทราบได้้ว่่าทำำ�แบบทดสอบในบทเรีียนต่่าง ๆ ถููกต้้องจำำ�นวนกี่�ข้้อ โดยการบันั ทึึกในแบบบันั ทึึกการพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการผู้เ�้ รียี น รายบุคุ คล ดังั นี้้� ที่่� แบบประเมิิน คะแนนเต็็ม คะแนนที่่ไ� ด้้ ผลการประเมิิน 1 แบบทดสอบก่่อนเรีียน 20 2 แบบทดสอบหลัังเรียี น 20 เกณฑ์์การประเมินิ ผลการพััฒนา แบบทดสอบก่่อนเรีียนและหลังั เรียี น เมื่่�อทำ�ำ แบบทดสอบก่่อนเรีียน และแบบทดสอบหลัังเรีียน ซึ่�งมีีแบบทดสอบ 20 ข้้อ ผู้้�เรีียนสามารถทราบได้้ว่่ามีี ความรู้อ�้ ยู่�ในระดับั ใด ดังั นี้้� จำำ�นวนข้้อสอบที่่ผ�ู้�เรียี นทำำ�ถูกู ต้อ้ ง อยู่ �ในระดัับ หมายเหตุุ 18 - 20 ข้้อ ดีมี าก 16 - 17 ข้้อ ดีี 14 - 15 ข้้อ ปานกลาง 10 - 13 ข้้อ พอใช้้ ต่ำ�ำ�กว่่า 10 ข้้อ ควรปรับั ปรุงุ หมายเหตุุ : ผลจากการประเมิิน ผู้�เ้ รีียนสามารถนำ�ำ ไปปรับั ปรุุงตนเองเพื่อ่� ให้เ้ กิดิ การพัฒั นาต่่อไป 36 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้้าที่�พ่ ลเมือื ง สค31002 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย
เกณฑ์์การประเมิินผลการพััฒนาทักั ษะวิิชาการผู้�เรีียนรายบุคุ คล แบบทดสอบท้า้ ยบทเรีียน รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่พ� ลเมืือง ระดับั มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย *********************** ชื่�อ่ - สกุลุ ...................................................................................................... รหััสนักั ศึกึ ษา....................................................... กศน.ตำำ�บล............................................................ กศน.อำำ�เภอ............................................................... จัังหวัดั ขอนแก่่น จากการที่่�ผู้�้เรีียนได้้ศึึกษาเรีียนรู้้�จากแบบเรีียน และสรุุปเนื้้�อหาจากบทเรีียน ตามเอกสารเล่่มนี้้�แล้้ว ผู้�้เรีียนสามารถ ทราบได้้ว่่าทำำ�แบบทดสอบในบทเรีียนต่า่ ง ๆ ถููกต้้องจำ�ำ นวนกี่ข� ้้อ โดยการบันั ทึึกในแบบบันั ทึึกการพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการผู้เ�้ รีียน รายบุุคคล ดังั นี้้� ที่่� แบบทดสอบท้า้ ยบทเรียี น คะแนนเต็็ม คะแนนที่่ไ� ด้้ ผลการประเมินิ 1 บทที่่� 1 10 2 บทที่่� 2 10 เกณฑ์์การประเมิินผลการพััฒนา แบบทดสอบท้า้ ยบทเรีียน เมื่�่อทำ�ำ แบบทดสอบท้้ายบทเรีียนในแต่่ละบทเรีียน ซึ่�งมีีแบบทดสอบบทละ 10 ข้้อ ผู้้�เรีียนสามารถทราบได้้ว่่ามีี ความรู้้อ� ยู่�ในระดัับใด ดังั นี้้� จำ�ำ นวนข้้อสอบที่่ผ�ู้�เรียี นทำำ�ถููกต้อ้ ง อยู่ �ในระดับั หมายเหตุุ 9 - 10 ข้้อ ดีีมาก 8 ข้้อ ดีี 7 ข้้อ ปานกลาง 6 ข้้อ พอใช้้ ต่ำ��ำ กว่า่ 6 ข้้อ ควรปรัับปรุงุ หมายเหตุุ : ผลจากการประเมิิน ผู้้เ� รียี นสามารถนำ�ำ ไปปรับั ปรุงุ ตนเองเพื่่อ� ให้เ้ กิิดการพััฒนาต่อ่ ไป เอกสารพััฒนาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้า้ ที่่พ� ลเมือื ง 37 สค31002 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย
บรรณานุกรม สำ�ำ นัักงานปลััดกระทรวงศึึกษาธิกิ าร. หนัังสืือเรียี นสาระทัักษะการพััฒนาสัังคม รายวิชิ า สัังคมศึกึ ษา (สค31001) ระดับั มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย หลักั สูตู รการศึึกษานอก ระบบระดัับการศึกึ ษาขั้้�นพื้้�นฐาน (ฉบัับปรัับปรุงุ 2560). เอกสารทางวิชิ าการลํําดัับที่่� 37/2557 หน้้าที่่พ� ลเมืือง(สค31002) ระดัับมัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย หลัักสููตรการศึึกษา นอกระบบระดับั การศึกึ ษา ขั้�้นพื้้น� ฐานพุทุ ธศัักราช 2551. นนทบุรุ ีี : สำ�ำ นักั พิมิ พ์์ ลอง ไลฟ์์ เอ็ด็ จำ�ำ กัดั . เผด็็จ เอมวงศ์์ และคณะ (2551). กฎหมายในประจำ�ำ วััน : ตนเองครอบครัวั ชุมุ ชนพระราชบัญั ญัตั ิวิ ัฒั นธรรมแห่่งชาติิ พุุทธศักั ราช 2553. วรัทั ภพ มีชี อบธรรม (2556). สาระการพััฒนาสังั คม รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่่�พลเมืือง(สค31002) ระดัับมัธั ยมศึึกษาตอนปลาย หลักั สูตู รการศึึกษานอกระบบระดับั การศึึกษาขั้�น้ พื้้น� ฐานพุทุ ธศักั ราช 2551. นนทบุุรีี : สำ�ำ นักั พิมิ พ์์ ปิยิ มิิตร มััลติมิ ีีเดียี จำำ�กัดั . 38 เอกสารพัฒั นาทัักษะวิชิ าการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่�พ่ ลเมือื ง สค31002 มัธั ยมศึกึ ษาตอนปลาย
คณะผ้จู ดั ทำ� ที่่ป� รึกึ ษา1. นายถาวร พลีดี ี ี ผู้้อ� ำำ�นวยการสำ�ำ นักั งาน กศน.จังั หวัดั ขอนแก่่น 2. พ.อ.อ. กฤชพล พรมลีี รองผู้�้อำำ�นวยการสำ�ำ นักั งาน กศน.จังั หวัดั ขอนแก่่น 3. ผู้้�อำ�ำ นวยการ กศน.อำำ�เภอ สัังกััดสำ�ำ นักั งาน กศน.จัังหวัดั ขอนแก่่น คณะทำ�ำ งาน ครููชำ�ำ นาญการ กศน.อำ�ำ เภอชนบท 1. นางสาวจิินดารัตั น์์ บััวพงชน ครููผู้ช�้ ่่วย กศน.อำ�ำ เภอหนองสองห้้อง 2. นางศศิวิ ิภิ า มะลิมิ าศ ครููผู้ช้� ่่วย กศน.อำ�ำ เภออุบุ ลรััตน์์ 3. นางสุุณีรี ัตั น์์ นิลิ สาคูู ครููผู้ช�้ ่ว่ ย กศน.อำ�ำ เภอเขาสวนกวาง 4. นายชัยั ยา ดวงอร่า่ ม ครููผู้ช�้ ่ว่ ย กศน.อำำ�เภอสีชี มพูู 5. นางสาวอารีีรััตน์์ ชนะโยธา ครููผู้ช้� ่่วย กศน.อำำ�เภอกระนวน 6. นางสาวเบญจมาศ ชััยชาญ บรรณาธิกิ าร 1. พ.อ.อ.กฤชพล พรมลีี รองผู้�อ้ ำำ�นวยการสำ�ำ นัักงาน กศน.จัังหวัดั ขอนแก่่น 2. นายชููชาติิ หรััญรัตั น์ ์ ผู้�้อำำ�นวยการ กศน.อำ�ำ เภอพระยืืน 3. นายจตุุรวิทิ ย์์ วงศ์์สุุรศิลิ ป์ ์ ผู้�้อำำ�นวยการ กศน.อำ�ำ เภอเวียี งเก่่า 4. นายสัันติิ สีลี า ครููชำำ�นาญการพิเิ ศษ กศน.อำ�ำ เภอน้ำ��ำ พอง 5. นางสาวจิินดารัตั น์์ บัวั พงชน ครููชำำ�นาญการ กศน.อำ�ำ เภอชนบท พิิมพ์์/รููปเล่่ม 1. นายธนกฤต โคตรภักั ดี ี นักั จัดั การงานทั่่ว� ไป 2. นางวัันเพ็็ญ ผานาค นักั วิิชาการศึกึ ษา 3. นางสาวยลดา พุทุ ธสอน นัักวิิเคราะห์์นโยบายและแผน 4. นายธีีรวััฒน์์ ถมหนวด นักั วิิชาการศึกึ ษา เอกสารพัฒั นาทักั ษะวิชิ าการฯ รายวิิชา ศาสนาและหน้า้ ที่่�พลเมืือง 39 สค31002 มััธยมศึึกษาตอนปลาย
บนั ทึก 40 เอกสารพััฒนาทัักษะวิิชาการฯ รายวิชิ า ศาสนาและหน้้าที่พ่� ลเมือื ง สค31002 มัธั ยมศึึกษาตอนปลาย
เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการ เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธิผ์ ้เู รยี นรายบุคคล ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย วชิ าการพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สังคม (สค31003) ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ส�ำนกั งานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยจงั หวดั ขอนแก่น สำ� นักงานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย ส�ำนักงานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธิการ
ก คานา เอกสารพัฒนาทักษะวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธ์ิผู้เรียนรายบุคคล เล่มนี้ เป็นเอกสารท่ีจัดทา ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ให้เกิดการพัฒนาทักษะทางวิชาการ และ ยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นการพัฒ นาต่อเน่ืองจากเอกสารพั ฒ นาทักษะวิชาการผู้เรียนรายบุคคล มีรายละเอียดสรุปเน้ือหาตามรายวิชา การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม สค31003 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แบบทดสอบหลังเรียนและแบบบันทึกการพัฒนาทักษะวิชาการผู้เรียนรายบุคคล เพ่ือให้ผู้เรียนไดป้ ระเมินและ พฒั นาตนเองอย่างต่อเน่ืองให้มีพน้ื ฐานความรู้เพียงพอกับการศึกษาตามระดับและมีความรู้เพิ่มเติมในการนาไป พฒั นาทกั ษะทางวิชาการใหม้ ีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทส่ี งู ข้นึ คณะผู้จัดทา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ในการศึกษาเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และขอขอบคุณทุกท่านท่ีมี สว่ นรว่ มในการทาเอกสารเลม่ น้ใี ห้สาเร็จ ลลุ ว่ งดว้ ยดี สานกั งาน กศน.จังหวดั ขอนแก่น
ข สารบัญ หน้า บบ บบบโคแแแคบเขสฉ คบบบอาำ�ำ�ทททททท ลเแบบบบบคบสโแขครรนชบฉบบบคททททททงยบบอาาาบททททททแ้ีำ�ลขททบรส่ีีีี่ี่่ี่่รนชแบบบญัทททททจท245316ยง่ารบนัดดแี้บาขงททสยี่ี่่ีี่่ี่ีแแส แสา้ สสัญจทกบขเกก654321กบแ่ารแสแสสสเงดดทบบบรรแออง้อนาาายทึกาบแสแส้ากทบบรรรรุุปปสสบเขกกกคกบบบบแรรรบบรมสแสสแสเง้อืทกบบรรบาปุุปุปุปบแดออบบ้อนเเาาามจพนทาบใกทททบบบรรรรูลกหปุปุรหนนาคบบบาเเเเสรรชทรบบรมัดทท้ือสีคิบาฒัุปปุปุปุบเนนนนรดดดทตอ่บบลเเทอ้้ืือานมจพใอเ้ททรบดหูลกเรหนน่วดดกพาอเเเเสสสทชือ้อือ้้ื้อืนนดังกดันหหททียสีคิบฒัเนนนนดดทสนตอ่ลทออสส้ืาื้าหเกฒัอออ้เหหหหรดสเเ็บเน่วาาาดดกรออสสอื้อื้อ้ือื้รนนอรดรงักออหหนยีสนบบบอสาาาาตนียขนราสสหมเว่ียกบออหหหห งสเเบ็บบนาาาาร้าททอบนู้ดรอรนรอ้ออมานีสสนบบทอาาาตารียขทททรคมว่ยีบ้ว้าา้ทเงทม บบใ่วาพ้าททบนอดู้า้น้อมีข่า้า้รยยนีสยนทลูร้านักทททคยัฒงา้้า้วทเยยมออใบบตว่กยพอา้ษร่ขีบารา้้ยยนยบบบแลู้านงนชททนาบย่วฒังยยอะอบบตทกยผ ลททรครมุบเมาเเทบบบวแงนชอททบานู้นรรวเะ่วรเเทชใท ิชผรเลททรครรียยีุมางมเวาเเนทํวัรนักียาอานู้รรวเียียะงรนนเเทิเ/ชยีใรกเกรนรคษยียีาแชงวสนนานวัรนนยีักสาียยีงานนริเ/ผบบมุะียมกนครษังบแช สรนนาบบนวนชสททบาาคจรเผบบุมะะมทชิทท ชนพพรังบทททัดมาบบหนวชททบาทาคจิกททะอ่ืัฒทท่่ีีทิชททชนพ์ขกสทททัดม5ี่6ทหี่่ียทํา4ี่ิกททน้อางั13ัฒาท่ี่ีท2ด่ีกข์แกสค65่ีรทม าี่ี่ า4ี่ขีน้อรผางั31เมต2ี่ดูลแพ คะรอมนานีขผเด่ือมงตลูพอเนชบัยนออื่ง มุกผงเชยอ ชรลมุคกง ะนสชรรดคัมอนะสบั รฤดบังผอสทคบัคลบ งัธมผร คสค์ผิัวลมัมรู้เ สรชวัฤยีมั ุมทชนฤชธ มุทร นิผ์ าชธเู้ ยนรส์ิผบียงัูเ้ รสคนุคยีงั มคร คนาลมรยาบยุคบค ุคลคล 5117 6 99 13 10 1145 1251 17 23 1286 20 2218 2341 26 3313 แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรียน เกณฑก์ ารประเมินผลการพฒั นา การทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียน แบบบันทึกการพัฒนาทักษะวิชาการเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรยี นรายบคุ คล การทดสอบท้ายบทเรยี น เกณฑ์การประเมินผลการพัฒนา การทดสอบท้ายบทเรยี น 36 บรรณานุกรม คณะผูจ้ ัดท�ำ 38 41
ง คาช้แี จงการใช้เอกสารพฒั นาทักษะวิชาการเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธผ์ิ ู้เรียนรายบุคคล ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย รายวิชาพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม สค31003 เอกสารพัฒนาทกั ษะวิชาการเพือ่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ผิ ู้เรยี นรายบุคคล ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลายรายวชิ า พฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม สค31003 เล่มนี้ จดั ทาข้นึ เพอื่ พัฒนาผเู้ รยี น ใหม้ คี วามรูค้ วามสามารถทางดา้ น วชิ าการในรายวิชาบังคบั ตามหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ในการศกึ ษาเอกสารเลม่ น้ผี เู้ รยี นควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ 1. ผเู้ รียนสารวจรายวชิ าท่ีตนเองลงทะเบยี นเรยี นในรายวิชา พฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม สค31003 2. ผู้เรียนศกึ ษารายละเอยี ดวา่ ตอ้ งเรยี นรู้เนอื้ หาในเรือ่ งใดบา้ งในรายวิชานี้ 3. ทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เพ่ือทราบพื้นฐานความรู้เดมิ ของผู้เรยี น โดยตรวจสอบคาตอบจาก เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียนท้ายเล่ม 4. ศึกษาเนอื้ หาสาระในแต่ละบทเรียนให้เขา้ ใจ และทาแบบทดสอบทา้ ยบทเรียน ผ้เู รยี นสามารถ ตรวจสอบคาตอบได้จากเฉลยทา้ ยเล่ม 5. เมื่อศกึ ษาเนอ้ื หาสาระครบทกุ บทเรยี นแลว้ ใหผ้ ู้เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียนและตรวจคาตอบ จากเฉลยท้ายเล่ม ผเู้ รียนควรทาแบบทดสอบหลงั เรียนใหไ้ ดค้ ะแนนมากกว่าแบบทดสอบก่อนเรียน 6. ใหผ้ ู้เรียนบันทกึ คะแนนผลการทดสอบรายวิชาพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม สค31003 ในแบบ บันทกึ การพัฒนาทักษะวิชาการผู้เรยี นรายบุคคล (อยทู่ า้ ยเล่ม) เพอ่ื เปน็ แนวทางในการพฒั นาตนเองอยา่ ง ต่อเนื่อง 7. ใหผ้ เู้ รยี นศึกษาเพม่ิ เติมได้จากแบบเรยี นรายวิชา พัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม สค31003 ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนปลายตามหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และ ส่อื ออนไลน์อ่ืน ๆ
จ โครงสรา้ งการเรียนรดู้ ว้ ยเอง สาระสาํ คัญ การพัฒนาตนเอง เปน็ การพัฒนาความสามารถของตนเองให้มีศักยภาพ สมรรถนะที่ทันตอ่ สภาพความ จําเป็นตามความก้าวหน้า และการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อให้ตนเองมีชีวิตท่ีดีข้ึน ดังน้ัน การท่ีจะพัฒนา ตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้ จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจหลักการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม ความสําคัญของข้อมูล ประโยชน์ของข้อมูลตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ในด้านต่าง ๆ รู้วิธีการจัดเก็บ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูล การมีส่วนร่วมในการวางแผน พัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม รู้เทคนิคการมีส่วนร่วมในการจัดทําแผนครอบครัว ชุมชน สังคม เข้าใจบทบาทหน้าท่ี ของผ้นู ําชุมชน ในฐานะผนู้ าํ และผ้ตู ามในการจดั ทํา และขบั เคลือ่ นแผนพัฒนา ตนเอง ชุมชน และสังคม ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั 1. เพอื่ ให้ผู้เรยี นสามารถมีความรู้ ความเข้าใจหลักการพฒั นาชุมชน สงั คม 2. บอกความหมายและความสาํ คัญของแผนชีวติ และแผนชมุ ชน สังคม 3. วเิ คราะห์และนาํ เสนอขอ้ มลู ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ด้วยเทคนคิ และวิธีการท่ีหลากหลาย 4. จูงใจให้สมาชิกของชมุ ชนมีสว่ นร่วมในการจดั ทาํ แผนชีวติ และแผนชมุ ชน สงั คมได้ 5. เป็นผูน้ าํ ผู้ตามในการจดั ทําประชาคม ประชาพิจารณาของชุมชน 6. กาํ หนดแนวทางในการดําเนนิ การเพื่อนําไปสกู่ ารทาํ แผนชีวิตครอบครวั ชุมชน สงั คม 7. ร่วมพฒั นาแผนชุมชนตามขัน้ ตอน
ฉ ขอบขา่ ยเน้ือหา บทท่ี 1 การพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม 1. การพฒั นาตนเอง 2. การพฒั นาชมุ ชน 3. การพัฒนาสงั คม บทท่ี 2 ขอ้ มลู ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คม 1. ความหมาย ความสาํ คญั และประโยชนข์ องข้อมูล 2. ข้อมลู ตนเอง ครอบครวั 3. ขอ้ มลู ชมุ ชน สงั คม บทท่ี 3 การจดั เกบ็ ข้อมลู และวเิ คราะหข์ อ้ มลู 1. การจดั เก็บขอ้ มลู 2. การวเิ คราะห์ข้อมลู 3. การนาํ เสนอขอ้ มูล บทที่ 4 การมสี ่วนร่วมในการวางแผนพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคม 1. การวางแผน 2. การมสี ่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สงั คม บทท่ี 5 เทคนคิ การมสี ว่ นร่วมในการจัดทาํ แผน 1. เทคนิคการมีสว่ นรว่ มในการจัดทําแผน 2. การจดั ทาํ แผน 3. การเผยแพรส่ กู่ ารปฏิบัติ บทท่ี 6 บทบาท หน้าท่ขี องผู้นํา/สมาชิกท่ีดขี องชมุ ชน สงั คม 1. ผู้นําและผตู้ าม 2. ผู้นํา ผูต้ ามในการจัดทําแผนพฒั นาชุมชน สังคม 3. ผู้นํา ผตู้ ามในการขับเคลือ่ นแผนพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม
2. ปราณี รามสูต และจาํ รสั ดวงสวุ รรณ ได้กล่าวถงึ ค. เกิดความรคู วามเขาใจระหวางคนในชุมชน ขน้ั ตอนการพัฒนาตนเองไว้ก่ขี ั้นตอน และสังคม 1 ง. มีความเขาใจเกยี่ วกบั รางกาย จิตใจ ก. 2 ข้นั ตอน ค. 4 ข้นั ตอน 3. ขใค. ร3มขีวน้ัธิ ีกตาอรนเพมิ่ ความสางม. า5รขถนั้แลตะอปนระสบแกบารบณท์ตดนสเอองบกอ่ 7น.เกขร.อ้ยี ในดกาไรมเใ่กช็บ่ รเทวคบนรวคิ มแขลอะมวิธลู ีกโดายรเวกธิ บ็ กี ราวรบบรันวทมกึ ขขอ้ อมมลู ู 1กสข32 คง3ต จ1 ก24...น้ั่งิับ54กข....ับงอส.กขกขกใปกใ..ต.ค.กขกงคขคกขงเหกใปก่งินค.ค...้องขกคลาคขกกกข.รค.กอกาํ.....ใ...าม.ารรกกกำก32ย.ร..าหอื....ศ้อา�รานา3254รรเ แาแมศจขCทาาาับอณSCรDกมรรกใัพมCทข.ขท.กณกแเแSCจDอรรรีวัพง้นึดoทขขา่eําปกคแoดคงกขeีวคขงคงกขกคขีoขนั้ทน้ักาeํจอ้อปนแพําธิเนขoeนใมีาคน้ัmท้ัน.lร..กำดาํธิรล.รm.v.......ำรใึ้นใ้อmหlราน�fกีนตยกตใ์อเรmvฒลั�าใหศือาหfีกบั่วตตห้ไ์ใรeขพตดือราใมmาับCหออ้ไเสอDeลมมดขSงmCDมว่ัพชานmอดสอlDขา้ขขปนมทช้กแขเขแขขอกmฒัรเามา่น่ิงolนoงป้ชeสลูeกมoรปeรนกน่งิuอ้นคา้oงัท มุเสจอออ้้อออ้eารคําบuตนมือumุมplเูตปvพนดร่วuตกmเสvรจิน็ดิตุงมใnือpนf ตูvชนมมมมพย์ใาํnาปือทหปeงุ nมชmห ่วรeฐาnิจดิ่มือกกนeคi ลชูงmตmนอเูลูลลูลูDแาล iิ่ม mปtน็lน่ถีว่iตมฏกงม tlแขก้ชiเครๆtlาoวyนปเ่าtเเปปอลeoมงyeปคๆมฏoูกคyนังกาอภuลeา้รมชชิบมรุyรวาuนมpดิnฐะบpีกvฐฐสวกร็นมรมpตวิรบางnจะเnงิิงDมกีาูมชัตnมอืหมmจกetมมอDาาmฝอื่วทไรมาจคคิคีปมทmจอ้ำtัตiาหนิิจeiวคี�ปาํมtรภlานงภภมมฝึก teเกแุณุณทีถุ่ณํรสงeรoีช่yิจรve้กมรมปเyาไุณสeฏูมงัึกกอหูมูมvรเรนปทะขูก ีช่าวnิงรุมpสeัคคงงจnข่ีภภกีปาค็นสาneัสิบิรอาบงคคงิิDมมจคก้อกิงตล..มุ่สีtlชยmําt..น้ัมา าาาือล..รมปtloดบ..ตัขำราา่ขีขมeแย่ี5ก้อแชุดoนขร ด�พพก4าฝตาเ่ยีข5กทรมpยวรe4กอเิจรั้นอvหนลูปานเงนเอpรวจาเพึกอนอะขาปถงพมี่ชขทmnาขรมeรพทมทขขตขลถแรง็นกจงดัmขรสอนจมนั้ิม่แแรงิลพอมุทt้นัlุกลูสขยีสลู้อ้อ้ัน่ิมอีส่แ่งปุตัดแพปขน้ัe oุวําบสูลปลขตีย่งชeทัฒทุกคตวุ้อรงทมมลนขดุตหยิขล้ึนรnรฒัpตรขรทึ้นะอนลนรคn้าครอใมีุ่ตลูลูะึ้นรตุภอเึน้ะงลน้าtทมอmอ้ปดรงนงตุพ้ังนแtำจรนณไปยิาเเจงยินหมูท่ง�าสนท ไณกุใชชปริยหตั้งปดัขาสียeภทําปรภด ิรุกระคุกิิงงภใออขรลรไะnงูมีม่อืใูมรปปนคสไรคดอืร ูมคบึน้นงงสtดคิกาิง้ับรทรรรคก้ขไกิําบททเขก้์ส า้งัปมมิิขัง้กดาล์ส้อาตกอรกุา่ิงลาาอ้ใงารยีิ่งา่มอใสงางนคา่ทณณรใสมวหวทูลขบรรวหรทณี่ดถรลูมณา้อี่ดถั้งเมาึงีขอดงต์า่มงึขีงงต์่สึ้นันียน้นึสลูทนขรตตวเรต่ีดัน้รเอรรรอรคขี งงภงง้นึ าตคร691ผง9 รปค 8 77ง.ะ..0...ะร8 า. ดน.ขคคขแะ.กขขกงคกคงขขกคงกกคขกSงคขกขบักถ้อ้อนะะ...............a.า..้อ..จ 9รรคจ มแา แ ใ ปในS1mรํ1ใะะดคคด.ําะร8กานนaรดเส2กกเกกชมกกกลมโแ3ดดนะนจนไคแแปก.กรpนะกกโกกกจกmงคขงกคขนน.อไมวจาาาาาาานีนคแทาับับนวนละำ็บาไ..รดิมถาาาlาาาคาก.....ส�รรรรรรรสยคนบา่ใกวมกุษนี่epเฟแปปะกะกนรรรรรรSรคมใ่ชเเเเเเเะาสกออในะากคต่ใชกกกกกกกlยสนสเเเเเเาวเaรรกหรสวศแค่กโกกกลกSนมชกeบ7แบกกกกกสละา่ร็็็บบบบ็บ็็บบ็รบทะะนิังmเนาาอกนึกuวจาาาาาเ่านเบ็บ็อบ็็บบ็บ็กก้นกมแาเคูจถถทมรรรรรรรรเSขครกธสรรรรราบก11าารษrนงทขpนบ็ลลรรรรรรนหักมววววววววมมวvuภิราเเเเเเมนคารกวอ8็บภกา ววววววอ้กกกกกกlาาคดั บบบบบบบรสนมeมใคูรศตrดัาสนกeบลบบรบบบบางงจจvมบ็็็บ็บ็บ็บวนหมเงัyขรรรรรรรวคเวพกึัดหาําคิภวภคกกาตeเบารรรรรรเูลรรรรรวววววววSดาดีคิอ21ือคกษรสกบรงแหเบ็กลาววววววาyม็วววววมรมมมมมมมผuอื6รวังแวมญัภี่ยินือตาคคลมมรมมมมามบบบบบบรวนียลขขขขขขขเิชrคดัลหูลวค3วาสใงขเะเvวขขขขขขมขะารครรรรรนกอออออออา้ีราหรจะกโคภมม0าง่ิeบวายออออออแอขวววววว31ดยีดอืียามมมมมมมโใวรับตดเใขธิาาคyถมรมมมมมนมมมม0มดงอนรรคยนคจิธลลูลูลลููลูลููอืคยาคีกรอวขวึงสขขขขขขียยูลูลลููลลููลมนกวีกะหระโโจโโจโงคาถเาะรขมมอนนอออออออดดดดดนเจโโโจโคธิูลระาๆเแงคาเาางมารนฉึงเ14ดดดด้อตขลูนมียก.รักาาบมมมมมมยยยยยักรห.นโโกนกก.ดเขาล2ำยยใยยอดม็ดโทกกกแูลเน1าศ�วววววศลูลููลลูลลููแาขทรว1ยนคอ้ดดเกย่ีววววมยยกรท็บรทธิธิธิิธธิ4อี่สยึกะโจจโโโผาึกอ5ถใะะ3ย็บขธิธิิธิธนสดดดดะเวสกีีกีีสีกูลปงดยนระบีม่าาษนษงึงเเฉ0วสีีกสีคกีอจริธบงัคคยยยยกาํําาาาบนโวกกเนรู15ญขีตอบภาาลธิวดํํบเาาะติสีงมมรรรบววววนะศบอค9าาทรยีกอ้ักอรีสรมมีย่รรมูบนหแยสสบาํใยีธธิิิธธิกกะะแะกึบใระรนูปตใะศาปสบจํขะะรแินักรวานีีกสีสีกงังันานัโศดนวศบาแษยตเรแึกงัวจนเเันโอวติธทศาํําาาบน61มชยนทนนกกบวนงเัวาบจษมเสีงมมารรท9กึกง่งุมขยีาจจ.ตต.กึนรนงสสบาํขาากะะตษนึกอ้นชกราขๆรทักนังงั้อใโศขะยมนาบอวนดเเ71ศีส่มนกกอมดงลูจคุม1กกึอลูาตต.มับี คูศนษบูลลนา .กศน. 5. ขขอ้ . ใดคขือ้อชมนูลิดเชกิงาครณุ จําภแานพกขแอ้หมลลู่งทเช่มี ิงาปขรอิมงาขณ้อมูล ระดขบั .ปแรผะนถมภูมจิวางกกคละมแน นเต็ม 3ง0. คขะ้อแคนวนามกึ่งตาราง กค.. ขอขมอ ลูมปลู ปฐมฐภมมูภิมู ิ ขขออ มมลู ูลททุตุติยิยภภมู มู ิ ิ ข้อมลู อนั ตรภาค จ11ําน. ขวอ้นใด7กคลาน่ วถมงึีดคังวนา้ีมหมายของ “การวางแผน” ไดถ้ กู ตอ้ ง ขง.. ข้อขม้อูลมเูลชเิงชคิงุณคุณภภาพาพข้อขมอ้ มลู เูลชเชิงปงิ ปริมริมาณาณ คนกท.่ี เอกส1ารที่แ2จง้ ขน้ั3ตอน4 และเ5วลาข6องงา7นตามลำ�ดับ. ค . ขอขม้อลูมปลู ปฐมฐภมภมู ิมู ิขอขมอ ลูมทูลทุติยุตภยิ ภูมิมู ิข้อมูลอนั ตรภาค คะขแ.นกนารค1า8ดค1ะ6เนค1ำ�0ตอบ1ล2ว่ งห1น9้า ก1่อ9นทำ1�ก1ารทดลอง 6. งข.อ้ ใดขไอ้ มม่ใลูชเค่ ชวิงาคมณุ สภําคาญัพขขอ้องมขลู อ เมชลูิงปทร่มี ิมีตาอ ณปจเจกบคุ คล ครแะนะดแวงคบันท..ปกนากงรรสรใะะะอนถบบบกมววกานศนรลกึกทกาษางาํารภรางใาทานคนคดกอื ใเสารหอรยี ด้ กบนีทํกโาสี่หดาุดยนรทเดฉำว�ลงัตี่ยาถนขปุ อขรงอะนงสรักงะศคบกึ ์แบษลตาะา่ กงๆศน. ก. ขอ้ชมมวนลูยุษปใยหฐร กมจู าภกั รูมสติังดั เขสกอินตมสใจูล่งิ ใตทนุตากงยิ าๆภรแทูมกิอี่ ปยญูร อหบาตตัวางๆ ข. ประสทิ ธภิ าพ มี 12. การวางแผน มีวัตถปุ ระสงคอ์ ย่างไร ค. เกิดความรคู วามเขาใจระหวางคนในชมุ ชน ก.เพ่อื ให้เกดิ ความซำ้ �ซ้อนของงานที่ทํา และสงั คม ข. ทําให้เขา้ ใจรผู้ ลของการทำ�งานลว่ งหนา้ ง. มีความเขาใจเกี่ยวกับรางกาย จติ ใจ ค. เพ่ิมข้ันตอนในการตรวจสอบทลี่ ะเอียดมากยิง่ ขน้ึ ง. ทําให้ลดความไมแ่ นน่ อน
13. ข้อใดคอื ปัจจยั สำ�คัญของแผน 18. ผูนําทใี่ หค วามสําคัญและเห็นคณุ คาของคนมคี วาม ก. ต้องทำ�ตามจนงานสำ�เรจ็ ลุล่วง เชื่อมั่นในตัวลกู นองหรอื ผตู าม คอื ขอ้ ใด ข. สามารถปรบั เปล่ียนไดต้ ลอดเวลา ก. ผนู ําแบบมุ่งงาน ค. ส่ิงท่ตี อ้ งการใหเ้ กิดขน้ึ ข. ผูนําแบบมงุ่ คน ง. ไมม่ ขี ้อใดถกู ค. ผนู ําแบบเผด็จการ 14. วิธีดําเนินการของโครงงาน ควรแยกเปน กข่ี ้ันตอน ง. ไมม่ ขี ้อใดถกู อะไรบ้าง 19. แผนท่ที ุกคนในชุมชนมีสวนรวมคดิ รวมทําทุกข้นั ตอน ก. 2 ขัน้ ตอน คอื การเตรยี มการ และ เพื่อใชแกป ญ หาชุมชน คอื ข้อใด ประโยชนท์ ีไ่ ด้รับ ก. แผนปฏบิ ตั กิ าร ค. แผนชมุ ชน ข. 2 ขั้นตอน คือ การเตรยี มการ และ กระบวนการ ข. แผนสงั คม ง. แผนยทุ ธศาสตร์ ค. 3 ขัน้ ตอน คอื การเตรียมการ กระบวนการ 20. ข้อใดไม่ใชแ่ นวทางการขบั เคลอื่ นนําไปสูการปฏบิ ัติ ประโยชนท ี่ไดร บั และสงั คม ก. ให้คณะทำ�งานปฏบิ ตั ิงานร่วมกนั โดยไม่ตอ้ งแบ่ง ง. 3 ข้ันตอน คือ การเตรียมการ กระบวนการ ปญั หา บทบาทหนา้ ที่ และอุปสรรค ข. รวมกนั ดําเนินกิจกรรมของโครงการใหบ รรลผุ ล 15. ขอ้ ใดไมเ่ ปน็ องค์ประกอบของการสมั มนา ตามทตี่ ั้งไวใ นแผน ก. วิทยากร ค. ตดิ ตามผลความกาวหนา ปญหา อปุ สรรค ค. ผคู้ ดั ค้านการสัมมนา ง. ประเมินผลการดําเนินการโครงการกิจกรรม ข. ผเู้ ข้ารว่ มสัมมนา ง. ผ้ดู ําเนนิ การสมั มนา 16. ข้อใดคือหลกั การพฒั นากบั การมีส่วนร่วมของ ประชาชน ทเ่ี ป็นขน้ั ตอนที่สำ�คัญท่ีสดุ ก. การมีส่วนรว่ มในการลงทุนและปฏบิ ตั ิงาน ข. การมสี ว่ นร่วมในการติดตามและประเมนิ ผลงาน ค. การมีสว่ นรว่ มในการวางแผนการดําเนินงาน ง. การมสี ่วนร่วมในการคน้ หาปญั หาและสาเหตุของ ปญั หา 17. ประเภทของผูนํา มีกีป่ ระเภท อะไรบ้าง ก. 2 ประเภท คือ ผนู ําแบบเผด็จการ และ ผูนําแบบ เสรนี ยิ ม ข. 2 ประเภท คือ ผนู ําแบบเผด็จการ และ ผนู ําแบบ ประชาธิปไตย ค. 3 ประเภท คือ ผูนําแบบเผดจ็ การ ผนู ําแบบ อธปิ ไตย ผนู ําแบบเสรีนยิ ม ง. 3 ประเภท คอื ผนู ําแบบเผดจ็ การ ผนู ําแบบ ประชาธปิ ไตย ผูนําแบบเสรีนิยม
บทท่ี 1 การพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม สรปุ เนื้อหา 1. การพัฒนาตนเอง 1.1 การพฒั นา (Development) หมายถงึ การทําใหด ขี น้ึ เจริญขึน้ เปน การทําใหส ิ่งตางๆ มีคณุ คา เพมิ่ ข้ึน ใน การพฒั นา อาจพฒั นาจากสงิ่ ท่ีมอี ยูเดมิ หรอื สรางสรรคสิง่ ใหมขึ้นมากไ็ ด 1.2 การพฒั นาตนเอง (Self Development) หมายถงึ ความตอ งการของบคุ คลในการทจี่ ะเพม่ิ พนู ความรู ความ สามารถของตนจากท่เี ปนอยู ใหม คี วามรู ความสามารถเพมิ่ ข้นึ เกิดประโยชนตอตนเอง ครอบครวั และหนว ยงานในการ พัฒนาตนเอง เพื่อจะไดเ ปน สมาชิกทม่ี ีคุณภาพของสังคม และสามารถอยรู่ ว มกบั ผูอ ืน่ ได อยางมคี วามสุข 1.3 ข้นั ตอนการพัฒนาตนเอง ปราณี รามสตู และจํารัส ดวงสวุ รรณ (2545 : 125-129) ไดกลาวถงึ หลกั การ พัฒนาตนเอง แบงออกเปน 3 ขน้ั ตอน ดงั น้ี ขน้ั ที่ 1 การตระหนกั รถู งึ ความจําเปน ในการปรบั ปรงุ ตนเอง เปน ความตอ งการในการทจี่ ะพฒั นาตนเอง เพ่อื ใหช ีวติ ประสบความสําเร็จ ข้ันที่ 2 การวิเคราะหต นเอง โดยการสังเกตตนเอง ประเมินตนเอง และสังเกตพฤติกรรมของผอู ่ืน รวม ทง้ั เปรยี บเทยี บบุคลิกภาพที่สงั คมตองการ ขน้ั ที่ 3 การวางแผนพัฒนาตนเองและการตั้งเปาหมาย 1.4 แนวทางการพัฒนาตนเอง ในการพฒั นาตนเอง มีแนวทางการพฒั นาในแตละดาน ดังนี้ 1.4.1 การพัฒนาดานจิตใจ ควรพัฒนาสภาพของจติ ท่ีมคี วามรูสึกทดี่ ตี อ ตนเองและสิง่ แวด ลอม มองโลกในแงด ี เชงิ สรางสรรค 1.4.2 การพัฒนาดานรางกาย ควรพัฒนารปู รางหนาตา กิริยาทาทางการแสดงออก นำ้� เสียง วาจา การส่ือความหมาย รวมไปถึงสุขภาพอนามัย และการแตงกายเหมาะกบั กาลเทศะ 1.4.3 การพฒั นาดานอารมณแ ละความเฉลยี วฉลาดทางอารมณ ควรพฒั นาความสามารถในการควบคมุ ความรูสึกนกึ คิดและการแสดงออก ควบคุมอารมณทเ่ี ปน โทษตอตนเองและผอู ืน่ 1.4.4 การพฒั นาดานสตปิ ญญา ควรพฒั นาความรอบรู ความฉลาด ไหวพริบปฏภิ าณ การ วิเคราะห การตดั สินใจ ความสามารถในการแสวงหาความรูและฝกทักษะใหมๆ เรยี นรูวถิ ีทางการดําเนนิ ชีวติ ทีด่ ี 1.4.5 การพัฒนาดานสังคม ควรพัฒนาการปฏบิ ัติตน ทาทตี อส่งิ แวดลอ มประพฤติตนตาม บรรทัดฐานทางสงั คม 1.4.6 การพัฒนาดานความรู ความสามารถ ควรพฒั นาความรู ความสามารถทมี่ อี ยูใหก าวหนา 1.4.7 การพฒั นาตนเองสคู วามตอ งการของตลาดแรงงาน ควรพฒั นาความรคู วามสามารถ ทกั ษะ ความ ชํานาญทางอาชพี ใหส อดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน 1.5 วธิ ีการพัฒนาตนเอง 1.5.1 การหาความรูเ พิ่มเติม อาจใชวิธีการ ดังตอไปน้ี 1) การอานหนังสือเปนประจําและอยางตอ เน่อื ง 2) การเขารวมประชุมหรือเขารับการฝกอบรม 3) การรวมกิจกรรมตาง ๆ ของชมุ ชนหรือองคการตาง ๆ 1.5.2 การเพิ่มความสามารถและประสบการณ อาจใชว ธิ กี าร ดงั ตอ ไปน้ี 1) การลงมอื ปฏบิ ัติจริง 2) การฝกฝนโดยผทู รงคณุ วฒุ หิ รอื หวั หนางาน 3) การอาน เอกสาร การฟงและการถามผทู รงคณุ วุฒหิ รือหัวหนางาน เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธผ์ิ ้เู รียนรายบคุ คล สค31003 1 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
1.6 ประโยชนข องการพฒั นาตนเอง บุคคลท่พี ฒั นาตนเองอยเู สมอ จะไดรับประโยชนท ้ังท่เี กิดกับตนเองโดยตรงรวมถงึ ประโยชนจากการเกีย่ วขอ งกบั บคุ คล อ่ืนและสังคม ดังน้ี 1.6.1 ประโยชนท ่ีจะเกิดข้นึ กบั ตนเอง 1) ประสบความสําเรจ็ ในการดํารงชีวติ 2) มคี วามเชื่อมน่ั ในตนเอง 3) มคี วามเปน อยแู ละสภาพแวดลอ มทีด่ ี 1.6.2 ประโยชนจ ากการเกี่ยวขอ งกับบคุ คลอน่ื และสังคม 1) ไดร บั ความเชื่อถือและไววางใจจากเพ่อื นรว มงานและบคุ คลอนื่ 2) สามารถรว มมอื และประสานงานกบั บคุ คลอ่นื 3) มีความรบั ผดิ ชอบและความมานะอดทนในการปฏบิ ัติงาน 2. การพฒั นาชุมชน การพฒั นาชุมชน เปนการนําคําสองคํามารวมกนั คือ คําวา “การพฒั นา” กับคําวา “ชมุ ชน” ซึ่งความหมาย ของคําวา “การพัฒนา” ไดกลาวถึงแลวในเรื่องของการพฒั นาตนเองในทนี่ ี้จะกลาวถงึ ความหมายของชุมชน 2.1 ชุมชน (Community) หมายถึง กลุมคนท่ีอาศัยอยูในอาณาเขตเดียวกันมีความรูสึกเปนพวกเดียวกัน มคี วามศรัทธา ความเชอื่ เชอื้ ชาติ การงาน มคี วามสนใจ และปฏบิ ัติตนในวิถีชวี ิตประจําวนั ทีค่ ลายคลึงกนั มีความเออ้ื อาทรตอ กนั 2.2 การพัฒนาชมุ ชน (Community Development) หมายถงึ การทําใหช มุ ชนมคี วามเปล่ยี นแปลงไปในทาง ที่ดขี ึน้ หรือเจริญขึน้ ทง้ั ในดานการเมอื ง เศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม ชวยยกระดับใหคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชน ในชุมชนดขี ึ้น โดยทป่ี ระชาชนในชมุ ชนรว มกันวเิ คราะหปญ หาและความตองการ วางแผน ลงมอื ดําเนนิ การ ติดตามผล และรว มรบั ประโยชน ทง้ั นโ้ี ดยใชท รพั ยากรทมี่ อี ยใู นชมุ ชนใหม ากทสี่ ดุ และขอความชว ยเหลอื จากรฐั บาลและองคก รตาง ๆ สนับสนนุ ในกรณีเทาทจี่ ําเปน 2.3 ปรชั ญาขัน้ มลู ฐานของงานพัฒนาชุมชน มปี รัชญาซ่งึ เปน ความเชือ่ พนื้ ฐานทีส่ ําคัญของการ ดําเนินงาน สรุปได ดังนี้ 2.3.1 บคุ คลแตล ะคนยอ มมีความสําคญั และมคี วามเปน เอกลกั ษณท่ีไมเ หมือนกัน จึงมีสิทธิ อันพึงไดร บั การปฏิบตั ดิ วยความยตุ ิธรรม และไดร บั การปฏิบตั ิอยางมีเกยี รติ โดยไมเลือกปฏิบตั ิ 2.3.2 บคุ คลแตล ะคนยอ มมสี ทิ ธิ และสามารถทจ่ี ะกําหนดวธิ กี ารดํารงชวี ติ ของตนไปในทศิ ทางทต่ี นตอ งการ 2.3.3 บคุ คลแตล ะคนถาหากมโี อกาสแลว ยอ มมคี วามสามารถทจ่ี ะเรยี นรเู ปลย่ี นแปลงทศั นะประพฤติ ปฏบิ ัติ และพัฒนาขีดความสามารถ ใหมคี วามรับผิดชอบตอสังคมสงู ขน้ึ ได 2.3.4 มนุษยทกุ คนมีพลงั ในเรือ่ งความเปน ผูนํา ความคดิ รเิ ร่ิมและความคดิ ใหม ๆ ซง่ึ ซอ นเรนอยู ขณะ เดียวกัน พลังความสามารถเหลานสี้ ามารถเจริญเตบิ โต และนําออกมาใชได 2.3.5 การพฒั นาพลงั และขดี ความสามารถของชมุ ชนในทกุ ดานเปน สง่ิ ทพี่ งึ ปรารถนา และมคี วามสําคญั ยงิ่ ตอ ชีวิตของบุคคล ชมุ ชน และรฐั 2.4 แนวคิดพ้ืนฐานของการพัฒนาชุมชน แนวคิดพ้ืนฐานของการพัฒนาชุมชน มีความสําคัญตอการพัฒนา ชุมชนซ่ึงสมาชิกของชุมชน ผูนําชุมชน หรือนักพัฒนาจากภายนอกชุมชนควรนํามาใชเปนหลักในการกําหนดแนวทาง การพฒั นาชุมชน แนวคิดพน้ื ฐานของการพฒั นาชุมชน มีดงั นี้ 2.4.1 การมีสวนรว มของประชาชน (People’s Participation) เปนหัวใจของการพฒั นา ชมุ ชน โดยยดึ หลกั ของการมสี ว นรว มทว่ี าประชาชนมสี ว นรว มในการคดิ ตดั สนิ ใจวางแผนปฏบิ ตั กิ าร บํารงุ รกั ษา ตดิ ตาม ประเมนิ ผล และรบั ประโยชน 2.4.2 การพงึ่ ตนเอง (Self-reliance) เปน แนวทางทต่ี อ งพฒั นาใหป ระชาชนสามารถพง่ึ ตนเองไดม ากขนึ้ โดยมรี ฐั คอยใหก ารชว ยเหลอื สนบั สนนุ ในสว นทเ่ี กนิ ขดี ความสามารถของประชาชน ตามโอกาสและหลกั เกณฑท เ่ี หมาะสม 2 เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการเพอื่ ยกระดับผลสมั ฤทธ์ผิ ู้เรยี นรายบุคคล สค31001 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
2.4.3 ความคดิ รเิ รม่ิ ของประชาชน (People’s Initiative) ในการทํางานกบั ประชาชนตอ งยดึ หลกั การท่ี วา ความคดิ รเิ รมิ่ ตอ งมาจากประชาชน ซงึ่ ตอ งใชว ถิ แี หง ประชาธปิ ไตย และหาโอกาสกระตนุ ใหก ารศกึ ษา ใหป ระชาชนเกดิ ความคดิ และแสดงออกซงึ่ ความคดิ เหน็ อนั เปน ประโยชนต อ ชมุ ชนของตน 2.4.4 ความตอ งการของชมุ ชน (Community Needs) ในการพฒั นาชมุ ชนตอ งใหป ระชาชนและองคก ร ประชาชน คดิ และตดั สนิ ใจบนพน้ื ฐานความตอ งการทแี่ ทจ รงิ ของชมุ ชน 2.4.5 การศกึ ษาตลอดชวี ติ (Life-long Education) การทํางานพฒั นาชมุ ชนถอื เปน กระบวนการใหก าร ศกึ ษาตลอดชวี ติ แกป ระชาชน เพอื่ นําไปสกู ารพฒั นาคน การใหก ารศกึ ษาดงั กลาวตอ งดําเนนิ การอยางตอ เนอื่ งไปตราบเทา ทบ่ี คุ คลยงั ดํารงชวี ติ อยใู นชมุ ชน 2.5 หลกั การพฒั นาชมุ ชน 2.5.1 หลกั ความมศี กั ดศิ์ รแี ละศกั ยภาพของประชาชน และเปด โอกาสใหป ระชาชนใชศ กั ยภาพทมี่ อี ยใู หม าก ทสี่ ดุ จงึ ตอ งใหโ อกาสประชาชนในการคดิ วางแผนเพอ่ื แกป ญ หาชมุ ชนดว ยตวั ของเขาเอง 2.5.2 หลกั การพง่ึ ตนเองของประชาชนตอ งสนบั สนนุ ใหป ระชาชนพงึ่ ตนเองได โดยการสรางพลงั ชมุ ชนเพอื่ พฒั นาชมุ ชน สว นหนว ยงานของรฐั หรอื องคก รภายนอกจะสนบั สนนุ อยเู บอื้ งหลงั และชว ยเหลอื ในสว นทเี่ กนิ ความสามารถ ของประชาชนและชมุ ชน 2.5.3 หลกั การมสี ว นรว มของประชาชน เปน การเปด โอกาสใหป ระชาชนรว มคดิ ตดั สนิ ใจ วางแผน ปฏบิ ตั ิ ตามแผน ในกจิ กรรม หรอื โครงการใด ๆ ทจ่ี ะทําในชมุ ชน เพอ่ื ใหป ระชาชนไดม สี ว นรว มอยางแทจ รงิ ในการดําเนนิ งาน 2.5.4 หลกั ประชาธปิ ไตย ในการทํางานพฒั นาชมุ ชนจะตอ งเรม่ิ ดว ยการพดู คยุ ประชมุ หารอื รว มกนั คดิ รว มกนั ตดั สนิ ใจ และทํารว มกนั รวมถงึ รบั ผดิ ชอบรว มกนั ภายใตค วามชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั 3. การพฒั นาสงั คม 3.1 การพฒั นาสงั คม (Social Development) หมายถงึ กระบวนการเปลย่ี นแปลงทด่ี ที งั้ ในดานเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง การปกครอง และวฒั นธรรม เพอื่ ใหป ระชาชนมชี วี ติ ความเปน อยทู ดี่ ขี น้ึ ประชาชนไดร บั ความเสมอภาค ความ ยตุ ธิ รรม ทงั้ นี้ ประชาชนตอ งมสี ว นรว มในกระบวนการเปลย่ี นแปลงในทกุ ขนั้ ตอน อยางมรี ะบบ 3.2 ความสําคญั ของการพฒั นาสงั คม เมอื่ บคุ คลมาอยรู วมกนั เปน สงั คม ปญ หาตางๆ มกั จะเกดิ ตามมาเสมอยงิ่ สงั คม มขี นาดใหญ ปญ หากย็ ง่ิ จะมมี ากและมคี วามสลบั ซบั ซอ นเปน เงาตามตวั ถาปลอ ยไวก จ็ ะเพมิ่ ความรนุ แรง เพม่ิ ความ สลบั ซบั ซอ น และขยายวงกวางออกไปเรอ่ื ย ๆ ยากตอ การแกไ ขประชาชนในสงั คมนนั้ กจ็ ะไมม ี ความสงบสขุ ดงั นน้ั ความ สําคญั ของการพฒั นาสงั คม อาจกลาวเปน ขอ ๆ ได ดงั นี้ 3.2.1 ทําใหป ญ หาของสงั คมลดนอ ยลง และหมดไปในทส่ี ดุ 3.2.2 ปอ งกนั ไมใ หป ญ หานน้ั หรอื ปญ หาในลกั ษณะเดยี วกนั เกดิ ขน้ึ อกี 3.2.3 ทําใหส งั คมเกดิ ความเจรญิ กาวหนา 3.3 แนวคดิ ในการพฒั นาสงั คม การพฒั นาสงั คมมขี อบเขตกวางขวาง เพราะปญ หาของสงั คมมมี าก และสลบั ซบั ซอ น การแกป ญ หาสงั คมจงึ ตอ งทําอยางรอบคอบ และตอ งอาศยั ความรว มมอื กนั ของบคุ คลจากหลายๆ การพฒั นาสงั คมจงึ เปน ทงั้ กระบวนการ วธิ กี าร และแผนการดําเนนิ งาน ซงึ่ มรี ายละเอยี ด ดงั นี้ 3.3.1 กระบวนการ (Process) การพฒั นาสงั คมตอ งกระทําตอ เนอื่ งกนั อยางมรี ะบบ 3.3.2 วธิ กี าร (Method) การพฒั นาสงั คมตอ งกําหนดวธิ กี ารในการดําเนนิ งานโดยเนน ความรว มมอื ของ ประชาชนในสงั คมนนั้ กบั เจาหนาทข่ี องรฐั บาลทจี่ ะทํางานรว มกนั 3.3.3 กรรมวธิ เี ปลย่ี นแปลง (Movement) การพฒั นาสงั คมตอ งทําใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลง ใหไ ดและ จะตองเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งคือการเปล่ียนแปลงทัศนคติ เพ่ือใหคนในสังคมเกิดสํานึกใน การมีสวนรวมรับผิดชอบตอผลประโยชนของสวนรวม และรักความเจริญกาวหนาอันจะนําไปสูการเปลี่ยนแปลงทาง วัตถตุ อไป เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการเพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ผเู้ รียนรายบุคคล สค31003 3 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
3.3.4 แผนการดําเนนิ งาน (Plan) การพฒั นาสงั คมตอ งทําอยางมแี ผน มขี นั้ ตอนสามารถตรวจสอบและ ประเมินผลได แผนงานน้ีจะตองมีทกุ ระดบั 3.4 การพัฒนาสังคมไทย สามารถกระทําท้ังการพัฒนาสังคมในเมืองและการพัฒนาสังคมชนบทควบคูกันไป แตเ นอ่ื งจากสงั คมชนบทเปน ทอี่ ยอู าศยั ของประชาชนสว นใหญข องประเทศ ดงั นน้ั การพฒั นาจงึ ทมุ เทไปทชี่ นบทมากกวา ในเมือง การพัฒนาสังคมสามารถดําเนินการพัฒนาหลายๆดาน ไปพรอมๆกัน ไดแ ก การศกึ ษา และการสาธารณสุข 3.4.1 การพฒั นาดานการศกึ ษา การศกึ ษาเปน ปจ จยั สําคญั ทสี่ ดุ ในการวดั ความเจรญิ ของสงั คม สําหรบั ประเทศไทย การพฒั นาดานการศึกษายังไมเ จริญกาวหนาอยางเต็มท่ี การศกึ ษากอ ใหเกิดความเปล่ยี นแปลงไปในทางที่ ดี ทําใหคนมีความรู ความเขาใจในวทิ ยาการใหม ๆ กระตุนใหเ กิดความคดิ สรางสรรค ปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลง ตลอดทัง้ มี เหตผุ ลในการแกปญ หาตาง ๆ การพัฒนาดานการศกึ ษา กค็ ือ การพฒั นาคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของบุคคล และเมอ่ื บุคคลซ่ึงเปนสมาชกิ ของสงั คมมีคุณภาพแลว กจ็ ะทําใหส งั คมมีการพฒั นาตามไปดวย 3.4.2 การพัฒนาดานสาธารณสขุ การสาธารณสขุ เปน การปอ งกนั และรกั ษาโรค ทํานุบํารงุ ใหป ระชาชนมีสขุ ภาพและพลานามัยท่ีดี มคี วามสมบรู ณท ง้ั ทางรางกายและจิตใจ สังคมจะเจริญรงุ เรอื งกาว หนาได จําเปน ตอ งมพี ลเมืองท่มี สี ุขภาพอนามัยดี ดงั นน้ั ในการพัฒนาประเทศจึงจําเปนตองจดั ใหม กี ารพัฒนา ดานสาธารณสขุ เพราะการพัฒนาดานนม้ี คี วามสําคญั ท้งั ตอ ตัวบุคคลและสงั คม การบริหารงานของทุกรัฐบาล มีเปาหมายมุงไปที่การสรางความกินดีอยูดี มีคุณภาพชีวิตท่ีดีใหแกประชาชน เพ่อื ใหคนมคี วามสขุ มรี ายไดมนั่ คง มสี ุขภาพดี ครอบครวั อบอนุ ชุมชนเขมแข็ง และสังคมอยูเยน็ เปน สุข มีความสมานฉันท และเอ้ืออาทรตอกนั หมายเหตุ : ใหน้ ักศึกษา ไดศ้ ึกษาเพม่ิ เติมจากหนังสือแบบเรียนรายวชิ า พฒั นาตนเอง ชุมชน สังคม สค31003 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 4 เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการเพ่อื ยกระดบั ผลสมั ฤทธผ์ิ เู้ รยี นรายบุคคล สค31001 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
6 แบบทดสอบท้ายบทเรยี น บทที่ 1 จงเลือกคาํ ตอบทถ่ี กู ตอ้ งท่สี ดุ เพียงคาํ ตอบเดยี ว 1.ก1า.รทกําาใรหทสาํ่ิงใตหาสงง่ิๆตมางคี ๆุณมคคีาุณเพคิม่าขเึน้พิ่มหขรึ้นือกหารรอื สกราารงสราง 67..Peกoารpทleํา’ใsห้ชInุมitชiaนtมivกี eารหเมปาลยยี่ ถนึงแปลงไปในทางท่ีดขี ึ้น สรส2รค.รรส ขกคSิ่ง..สใeคขงกหง่ิl....กกfใมกกหกกาาDขาารราามรน้ึeรรปแรพขสvมแปกร้ึนฒัeรากบัรไ้ ม้าlขบัไ้นoปเงาขปปาpสรน็เ งุรรmปครุง็นeค วคnาส์ มวt่งิ าใหคงหหม..มมกมหกาาา่ามยยรราขถพสยอึงัฒรขงา้ อขนงอ้งาสขใรด้อรใคด์สง่ิ ใหม่ ต 8 ร.คกขงขก...้อับCDSใคดeoeาํ lmงคกขvศไf.มe...ัพคDmคl่ใกขoทวชeวาดีuาpv่์ใารคแnมดeมmทวนiคlตt่ีปาoeyวดิ ้อมรpnครงDะสmtเิิดกรชeาใามิ่มeาvนรชขneากขรนอltาอoถงมรงpปขพีสชmอรว่ฒัุมะงนeชปนชรnนารา่วtชะสมชนังคาชมน 2. Selกf.Deคvวeาlมoตpอmงกenารtขหอมงาบยคุ ถคงึ ลในการทีจ่ ะเพมิ่ พูน ง. Comก.mกuรรnมitวyธิ เี ปลยี่ นแปลง (Movement) ควกาม. รคูวคาวมาตมอ สงากมาารรขถอขงอบงคุ ตคนลจใานกกทาเ่ี รปทนีจ่ อะยเพูใ่ หิม่ ้ดพีขูนน้ึ 7 . Peopขl.eก’sระInบiวtiนatกivาeร (หPมroาcยeถsงึ s) ทควเ่ี กทา่งมี่เกขรขค่ง้ึนู ..คขขคน้ึว..กกากกมาารราาสรพพราพพมฒััฒฒััฒานนรนนาาถผทาาขทผู้เี่ออรู้เอ่ียงยีรยต่อูยีนู่อนานใศาหจใศหัยาม้ ยัขกม้ีทขอททีกั องีเ่กัษปตงษะตนน ะฟนเอฟอังเยองังใู่พงหพูด้ดูดีขออนึ้่านา่ นเขเขียียนน 9ข.อปขกคงจั ส...จังยัคคกขใมีดาวคงดร.าค.มทมกวแีคคปี่าาผวรมิดรนาตะสรมกริเชาสารวมาร่ิมำ�จชาดคขสรนํัญออาถมเงบนทขสีปอนิคสี่่วรงวดุงนะปาาใรชนนมร่วาะกกมช(ชา้าPนวารlaชวหnดันน)คา้ ว(าCมhเeจรcิญk) ง. ง.ถถกู ูกททุกุกขขอ้ อ้ ง. ควกา.มกตา้อรพงกฒั านรขาอดงาชนุมกชารนศึกษา 3. 3ป.ราปณรี ารณามี สราูตมแสลตู ะแจลําระัสจําดรวสั งสดุวรงรสณุวรรไดณก้ ลได่า้กวถลงึา่ วถงึ 8 . ขอ้ ใดขไ.มกใ่ าชร่ บแนรหิวคาริดงใานนกขาอรงพทฒั กุ นราฐั สบงั าคลม ข น้ั 4ต. อนขกขขก..ันอ้้งกขคา.ใต...ร32ดอพไ324ขข5นมฒั นั้นั้ กขขขใ่ขนชตตาั้นนั้้ัน้นั าแ่อรอตตตตตพนนนออออนวัฒนนนนเทอน างาง ไตใวนนก้ กเข่ี อานั้ งรตไพ วอฒั้กนขี่ นัน้ คงา.ตต. อน4น5เอขขงนั้ ้นั ตตออนน ปพ10รฒั คงขก.ะน....ชใามุนชแกกกหกุมผรราคงาาชระร.นรร.ตมนบทอืทกกรวขวรุกําาาวธินวอ้รงรกจีเมาดพใกาปสดนกาํราัฒลอเพพันรี่ยนนบคัฒัฒน(ินาคPดิ นแดนงวrาoปาาารานนมcมชลว eีคสุมกงม(sPาว้าชก(sธlาวMนัน)aามหจnตoรสนะ)ัดณv�ำา้ตeสคสอmิน(ญัขุCงใehเเจทรne่ิม่าตtcเ)ดkรทว)งียยกมกับกาหันรลพักูดกคาุยร 4. ขอ้ ใดกไม. ่ใชกแ่ านรพวทัฒานงาในดก้านารอพารัฒมนณา์ตนเอง 9 . ปจั จัยกใ.ดหมลีคกัวมามสี สว่ นาํ ครัญ่วมทข่สี อุดงใปนรกะาชราวชดั นความเจริญ ขก.. กกาารรพพัฒัฒนนาาดด้าา้ นนอสางั รคมมณ์ ข องสังคมข. หลักการพงึ่ ตนเองของประชาชน 5 .ใ5ค.รมใวี งคคธิคขง..ร.ีก..มกากกกกวี ราาาธิาาเรรรพีกรรพพพพพาิ่มฒััฒฒัรฒัฒัคเนนวนพนนาาาามิ่าาคมดดดคคณุสา้า้ า้ณุวานนนภามภสรมราาา่างัา่พสรงพคงาชถกกมชมวีแาาีวาติยลยติร ะ ถปแรละะสปบรกะาสรบณกต์านรณเอ์ ง กข.. กกาางครร..พบหหรัฒลลหิกัักนาคปารวรดงาะาามชนนมากขศีธอากัปิ รงดไศทตศ์ิ กึุกยรษรี แฐัาลบะาศลกั ยภาพของประชาชน ค. การพฒั นาดานสาธารณสุข ตนกเ.อเงกดรว่ มกิจกรรมทีช่ มุ ชนจัดขึ้นทกุ ครง้ั ง. ทกุ การพฒั นามีความสาํ คัญเท่าเทียมกนั กข. . เกกอ้ ดยรอ่ว่ามนกหจิ นกรังสรมอื ทเปชี่ ็นมุ ปชรนะจจดั �ำข้นึ ทกุ ครัง้ 6ต.รกงากร ับทคคขงำ� ำ�งค.ใ..ศห.แ.กแแัพ้ชจแ้ออจมุทนอยนนชน์ใเอลขดเนล่าขงา้ มนงมา้รมีกรหอืว่ ือว่ามปนมรปกฏงั เกฏสาปบิ ารือบิลัตรฝเัต่ยีิจฝปกึ จินรึกน็อริงแอบปิงปบรรลรมะงมจทไทําปกุ ุกคในครรทงั้ ัง้ างท่ีดขี ึ้น 10. ในการทํางานพัฒนาชุมชนจะตองเร่มิ ดวยการ ก. Development พดู คยุ ประชมุ หารือรวมกนั คดิ รวมกนั ตดั สินใจ ตรงกับ หลักการพฒั นาชุมชนข้อใด ก. หลักมสี ว่ นร่วมของประชาชน ข. หลกั การพึ่งตนเองของประชาชน ข. Community Development ค. Self Development ง. Community เอกสารพฒั นาทักษะวิชาการเพอ่ื ยกระดับผลสมั ฤทธผ์ิ ู้เรยี นรายบคุ คล สค31003 5 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
บทที่ 2 ขอ มลู ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คม สรุปเนอื้ หา 1. ความหมาย ความสําคัญ และประโยชนของขอมูล 1.1 ความหมายและชนดิ ของขอมลู ขอมลู (Data) หมายถงึ ขอ เท็จจริง (Facts) หรอื ปรากฏการณ (Phenomena) หรือ เหตกุ ารณ (Events) ที่ เกดิ ขึ้น หรอื มีอยู เปนอยูเองแลว ตามปกติ ซ่งึ ถูกตรวจพบและไดร บั การบันทึกหรือเกบ็ รวบรวมไวใช ประโยชน หากขอ เท็จจริง หรอื ปรากฏการณ หรอื เหตกุ ารณ เหลานั้นไมมีผใู ดพบเหน็ และไมไ ดมกี ารบันทึกรวบ รวมไวดว ยวิธกี ารใดๆ ก็ ตามความเปน ขอ มลู กไ็ มเกดิ ข้ึน ชนิดของขอมูลสามารถจําแนกไดหลายแบบ ดงั น้ี 1.1.1 จําแนกตามลักษณะของขอ มูล จําแนกออกเปน 2 ชนดิ ดงั นี้ 1) ขอ มลู เชงิ คณุ ภาพ หมายถงึ ขอ มลู ทไ่ี มส ามารถบอกไดว ามคี ามากหรอื นอ ยแตส ามารถบอก ไดว าดหี รอื ไมดี หรอื บอกลักษณะความเปน กลมุ ของขอ มลู เชน เพศ ศาสนา อาชพี คุณภาพ ฯลฯ 2) ขอมลู เชิงปริมาณ หมายถึง ขอมลู ทีส่ ามารถวดั คาไดว ามคี ามากหรอื นอยซึง่ สามารถวัดคา ออกมาเปน ตัวเลขได เชน อายุ สวนสูง นำ�้ หนกั อณุ หภูมิ ฯลฯ 1.1.2. จําแนกตามแหลง ที่มาของขอ มลู แบงออกไดเปน 2 ชนิด ดังน้ี 1) ขอ มลู ปฐมภมู ิ หมายถงึ ขอ มลู ทผ่ี ใู ชเ ปน ผเู กบ็ รวบรวมขอ มลู เอง เชน การสอบถาม การทดลอง ในหอ งทดลอง การสังเกต การสมั ภาษณ เปน ตน 2) ขอ มลู ทตุ ยิ ภมู ิ หมายถงึ ขอ มลู ทผี่ ใู ชน ํามาจากหนว ยงานอนื่ หรอื ผอู นื่ ทไี่ ดท ําการเกบ็ รวบรวม ไวแลว ในอดตี เชน รายงานประจําปข องหนวยงานตาง ๆ ขอมูลทองถ่ิน เปน ตน 1.1.3 จําแนกตามเนอื้ หาสาระของขอ มูล จําแนกเปน ชนดิ ดังน้ี 1) ขอมูลดานภูมิศาสตร คอื ขอมลู เกย่ี วกบั สภาพพ้ืนท่ีและสภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ เชน ลกั ษณะของภมู ปิ ระเทศ ลักษณะภูมอิ ากาศ ลกั ษณะทางกายภาพ เปน ตน 2) ขอมูลดานประวัติศาสตร คือ ขอมูลเหตุการณที่เปนท่ีมาหรือเร่ืองราวของชุมชน สังคม ประเทศชาตติ ามทบ่ี ันทกึ ไวเ ปน หลกั ฐาน เชน ประวตั ิความเปน มาของหมูบ านชุมชน เปนตน 3) ขอ มลู ดานเศรษฐกจิ คอื ขอ มลู เกย่ี วกบั การผลติ การบรโิ ภค การซอื้ ขาย การกระจายสนิ คา และบรกิ าร รายได รายจาย ท่ีมาของรายได ท่ีไปของรายจาย 4) ขอมูลดานการเมืองการปกครอง ขอมูลดานการเมือง คือ ขอมูลเกี่ยวกับการไดมาซึ่ง อํานาจในการปกครองและการบริหารราชการแผนดิน และการใชอํานาจท่ีไดมาเพ่ือสรางความผาสุกใหแกประชาชน เชน ระบอบการปกครอง ระบบการเลอื กตงั้ การแบงเขตเลอื กต้ัง เปนตน 5) ขอ มูลการปกครอง หมายถึง ขอมลู การทํางานของเจาหนาทข่ี องรฐั ซึง่ จะดําเนนิ การตาม กฎหมายและนโยบายทรี่ ฐั มอบใหดําเนนิ การ โดยมงุ ทีจ่ ะสรางความผาสชุ ความเปนระเบียบ ความสงบเรยี บรอ ยใหเ กิด ข้ึนใน 6) ขอมลู ดานศาสนาและวฒั นธรรม คือขอ มลู เกี่ยวกับ ศาสนาทป่ี ระชาชนนบั ถอื ศาสนสถาน วันสําคญั ทางศาสนา ความเช่ือ ประเพณี ภาษา วรรณกรรมดนตรี นาฏศิลป เปนตน 7) ขอ มลู ดานหนาทพี่ ลเมอื ง คอื ขอ มลู เกย่ี วกบั หนาทค่ี วามรบั ผดิ ชอบของบคุ คลทต่ี อ งปฏบิ ตั ิ กิจทตี่ อ งทํา เชน การปกปอ งสถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ การปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมาย การไปใชส ิทธิเ์ ลือกตัง้ การมีสว นรว มในการพัฒนาประเทศ การรกั ษาสาธารณสมบัติ การเสยี สละ 8) ขอ มลู ดานส่งิ แวดลอ มและทรัพยากรธรรมชาติ คอื ขอ มูลเกีย่ วกับส่งิ ตางๆที่อยรู อบตัวเรา เชน ดนิ น�้ำ พชื พรรณ ปา ไม ทงุ หญา สตั ว แรธ าตุ พลงั งาน แมน้ำ� ทะเล เปนตน 6 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธิผ์ ูเ้ รยี นรายบุคคล สค31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
9) ขอ มลู ดานสาธารณสขุ เชน จํานวนโรงพยาบาลของรฐั และเอกชน สถานอี นามยั ประจําตําบล จํานวนแพทย พยาบาล เจาหนาทสี่ าธารณสุข จํานวนคนเกิดคนตาย โรคระบาด เปน ตน 10) ขอ มลู ดานการศกึ ษา เชน จํานวนสถานศึกษา รายช่ือสถานศกึ ษา จํานวนครู เปนตน 1.2 ความสําคัญของขอมลู ขอมูลมคี วามสําคัญและมีประโยชนต อการดําเนินชวี ิตของบคุ คล และการดํารงอยขู องชุมชนและ สังคม เพราะ ขอ้ มูลสามารถนํามาใชเ พอ่ื การส่อื สาร การตดั สินใจ การเรียนรู การศกึ ษาคน ควา ตลอดจนใชเ ปนหลักฐานสําคญั ตาง ๆ ในทนี่ ี้จะจําแนกความสําคัญของขอ มลู ออกเปน 2 ระดับ คือ ความสําคญั ของขอ มลู ทีม่ ีตอ ปจ เจกบุคคล และความสําคญั ที่มีตอ ชมุ ชนและสังคม 1.2.1 ความสําคญั ของขอมลู ทมี่ ีตอปจเจกบคุ คล 1) ทําใหม นษุ ยส ามารถดํารงชวี ติ อยรู อดปลอดภยั เพราะมนษุ ยร จู กั นําขอ มลู มาใชใ นการดํารง ชีวิตแตโบราณแลว มนษุ ยร จู ักสงั เกตสิ่งตางๆ ท่ีอยรู อบตวั เชน สังเกตวาดิน อากาศ ฤดกู าลใดทเี่ หมาะสมกบั การปลูก พืช ผกั กินไดชนดิ ใด พืชชนิดใดใชเ ปนยารักษาโรคได เปนตน 2) ชวยใหมีความรูความเขาใจเร่ืองราวตาง ๆ ที่เกิดข้ึนรอบตัว เชน ความเขาใจเกี่ยวกับ รางกาย จติ ใจ ความตอ งการ และพฤติกรรมของมนษุ ย เปน ตน ทําใหมนษุ ยสามารถปรับตวั เอง ใหอยู่ รว มกบั คนอื่นใน ครอบครวั และสงั คมไดอยางมีความสขุ 3) ชว ยใหก ารตดั สนิ ใจในการแกป ญ หาตาง ๆ มีประสิทธภิ าพ ท้ังที่เปน การตัดสินใจตอ การ กระทําหรือไมกระทําสิ่งใด เพราะการตัดสินใจโดยท่ีไมมีขอมูลหรือมีขอมูลไมถูกตองอาจทําใหเกิดการผิดพลาดและ เสยี หายได 1.2.2 ความสําคญั ของขอมูลท่มี ตี อชุมชนสังคม 1) ขอมูลทําใหเกิดการศึกษาเรียนรู ซึ่งการศกึ ษาเปนสง่ิ จําเปนตอ การพัฒนาชมุ ชนและสังคม เปนอยางยง่ิ 2) ขอ มลู ทสี่ ะสมเปน องคค วามรสู ามารถรกั ษาไวแ ละถายทอดความรไู ปสคู นรนุ ตอ ไปของชมุ ชน และสังคม ทําใหเ กิดความรคู วามเขาใจระหวางคนในชุมชนและสงั คมเดียวกันและคนตางชุมชนและสังคม กอ ใหเ กดิ กา รอยรู ว มกันไดอยางสงบสุข ท้งั ในปจจบุ ันและในอนาคต 3) ขอ มูลชวยเสริมสรางความรู ความสามารถใหมๆ ในดานตางๆ ทงั้ ดานการเกษตร การคา การพาณิชย เทคโนโลยี การคมนาคม อุตสาหกรรม และอนื่ ๆ ท่เี ปนพื้นฐานเพอ่ื การพฒั นาชุมชนและสังคม 1.3 ความสมั พนั ธของขอมูล ขอ มลู ในดานตางๆ มกั มคี วามเกยี่ วขอ ง สมั พนั ธแ ละเชอื่ มโยงกนั ในการนํา ขอ มลู มาใชใ นการวางแผน การดําเนินงานพฒั นาชุมชนและสังคมนั้น ผูใชข อ มลู จงึ ตอ งนําขอ มลู ในทุกองคประกอบ ทุกประเภท ตลอดจนขอมลู ท่มี ี ความเปน ปจ จบุ นั มาประกอบการพจิ ารณาตดั สนิ ใจ ทงั้ นี้ เพอ่ื ใหก ารวางแผนมคี วามสอดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงค เปา หมาย ของการพัฒนาลดหรอื ขจัดความเสยี่ งทีจ่ ะเกดิ ผลกระทบในดานลบ และกอเกิดประโยชนสูงสุดตอชมุ ชนและสงั คม 2. ขอมลู ตนเอง ครอบครวั 2.1 ขอ มลู ตนเอง คอื ขอ มลู ความเปน ตวั เราซง่ึ มสี ง่ิ ทแ่ี สดงใหเ หน็ ถงึ ความแตกตางจากผอู นื่ ทงั้ ภายนอกทส่ี ามารถ มองเห็นได เชน ชือ่ – นามสกลุ วนั เดือน ปเกดิ อายุ รปู ราง สวนสูง น�้ำหนกั อาชพี รายได และภายในตวั เรา เชน อารมณ บคุ ลกิ ลกั ษณะ ความคดิ ความรสู ึก และความเช่ือ เปน ตน 2.2 ขอ มลู ครอบครวั เปน ขอ มลู ของกลมุ คนตง้ั แต 2 ค น ขน้ึ ไป ทมี่ คี วามสมั พนั ธเ กย่ี วขอ งกนั ทางสายโลหติ การ สมรส หรือการรบั ผอู น่ื ไวในความอปุ การะ เชน บตุ รบุญธรรม คนใช ญาตพิ ่ีนอ ง มาอาศยั อยดู่ ว ยกนั ในครวั เรือนเดียวกัน เปน ตน เอกสารพฒั นาทกั ษะวิชาการเพื่อยกระดบั ผลสัมฤทธ์ิผ้เู รยี นรายบุคคล สค31003 7 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 674
Pages: