Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ED-APHEIT 2018

ED-APHEIT 2018

Published by ED-APHEIT, 2019-04-05 09:41:45

Description: ED-APHEIT 2018

โครงการประชุมทางวิชาการและเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรร สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ :

สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย
(สสอท.)

Search

Read the Text Version

จากขอ๎ มูลข๎างต๎น ผ๎วู ิจยั จงึ สนใจทาวิจัยเกี่ยวกบั การจัดประสบการณ๑ทางด๎านดนตรที ่มี ีผลตํอชํวงความ สนใจของเด็กอนุบาล ผํานการใช๎เคร่ืองดนตรีประเภทกลอง ชุดและเปียโน และเปรียบเทียบผลของการใช๎ เคร่อื งดนตรที ้ัง 2 ประเภท เพอื่ ใหท๎ ราบถึงวาํ เคร่อื งดนตรปี ระเภทใดจะสํงผลตํอการสํงเสริมพัฒนาชํวงความ สนใจของเด็กวัยอนุบาลไดด๎ กี วํากนั วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือศึกษาผลของการจัดประสบการณท๑ างด๎านดนตรโี ดยใชก๎ ลองชดุ ทส่ี ํงผลตํอการชํวงความสนใจ ของเดก็ อนบุ าล 2. เพือ่ ศึกษาผลของการจัดประสบการณท๑ างด๎านดนตรโี ดยใชเ๎ ปียโนทส่ี งํ ผลตอํ การชวํ งความสนใจ ของเดก็ อนบุ าล 3. เพื่อเปรยี บเทยี บเพื่อศึกษาผลของการจดั ประสบการณท๑ างดา๎ นดนตรีโดยใช๎กลองชดุ และเปยี โนท่ี สงํ ผลตอํ การชํวงความสนใจของเดก็ อนุบาล ประโยชนท์ ีไ่ ด้รบั 1.4.1เพ่อื ใหท๎ ราบถงึ ผลของการจัดประสบการณท๑ างด๎านดนตรีที่สงํ ผลตอํ ชวํ งความสนใจของเด็ก อนุบาล 1.4.2เพ่ือเป็นแนวทางในการจดั ประสบการณท๑ างด๎านดนตรสี าหรบั เด็กอนุบาลโดยใชเ๎ ครอื่ งดนตรี ประเภทตาํ ง ๆ วิธดี าเนินการวจิ ยั การวิจัยครงั้ น้เี พอื่ จดั ทาขึน้ เพ่อื เปรียบเทยี บผลการจัดประสบการณ๑ทางดา๎ นดนตรสี าหรบั เด็กอนบุ าล โดยใชก๎ ลองชุด และเปยี โน ท่มี ตี อํ ชํวงความสนใจของเดก็ อนบุ าล ใชเ๎ วลาทงั้ สน้ิ 24 สปั ดาห๑ ซ่ึงขัน้ ตอนการ ดาเนนิ การวจิ ัย แบงํ ออกเปน็ 4 ขน้ั ตอน ไดแ๎ กํ 1) การกาหนดประชากรกลมุํ ตวั อยําง 2) การจดั ทาแผนการจดั ประสบการณท๑ างดา๎ นดนตรี แบงํ ออกเปน็ 2 แบบแผน คอื การใช๎กลองชดุ และการใชเ๎ ปียโน 3) การสร๎าง เครอ่ื งมือท่ีใช๎ในการวจิ ัย และ 4) การเก็บรวบรวมข๎อมลู โดยขอนาเสนอรายละเอียดโดยเรมิ่ จากกรอบแนวคดิ ในการวิจัย ดังตํอไปนี้ การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 100

แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั การจดั ประสบการณ์ทางด้าน การใช้กลองชดุ การจดจ่อใสใ่ จของเด็ก ดนตรีสาหรบั เด็กอนบุ าล การใช้เปี ยโน อนบุ าล การกาหนดประชากรและกลุ่มตวั อย่าง ประชากร ได๎แกํ เดก็ วัยอนุบาลที่สมัครเข๎ารับการจัดประสบการณ๑ทางด๎านดนตรีประเภทกลองชุด และเปียโนของสถาบนั iKids ซ่งึ เปน็ สถาบันในเครอื โรงเรียนอนุบาลหลานยําโม กลุ่มตวั อยา่ ง ไดแ๎ กํ เด็กวัยอนุบาลจานวน 4 คน เป็นเด็กชาย 2 คน และเด็กหญิง 2 คน ซ่ึงได๎จาก การเลือกแบบเจาะจง โดยมีเกณฑ๑ในการเลอื ก ดังน้ี (1) เปน็ เด็กทส่ี มคั รเขา๎ รับการพฒั นาทักษะทางดา๎ นดนตรี การใช๎กลองชุด และเปยี โนด๎วยความสมัคร ใจ ทง้ั ตวั เด็กและผูป๎ กครองของเดก็ โดยเขา๎ รบั การพัฒนาตอํ เนอื่ งอยํางน๎อย เดือน 6 (2) เป็นเดก็ ทีอ่ ยใูํ นชํวงอายุ ปี 5 – 4 (3) เป็นเดก็ ที่มีเพศสภาพชายและหญงิ ในแตํละประเภทเครือ่ งดนตรเี พอ่ื ปูองกนั ตวั แปรแทรกซ๎อนใน เร่อื งเพศ การจดั ทาแผนการจดั ประสบการณ์ทางดา้ นดนตรี ในการวิจัยครั้งน้ี มีรปู แบบในการจัดประสบการณ๑ทางด๎านดนตรี รูปแบบ ได๎แกํ การใช๎กลองชุด 2 รปู แบบ มแี ผนการจัดกิจกรรมท่ีแตกตํางกนั โดยจะขอนาเสนอรายละเอียดการจัด 2 และการใช๎เปยี โน โดยท้งั รูปแบบข๎างต๎น ในรูปแบบตารางตํอไปนี้ 2 ประสบการณ๑ทางดนตรีทง้ั การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 101

ตารางที่ 1 ขน้ั การจัดประสบการณท์ างดนตรีโดยใชก้ ลองชดุ และเปยี โน ขนั้ การจัดประสบการณ์ทางดนตรีด้วย การจัดประสบการณ์ทางดนตรดี ้วย กลองชุด เปยี โน 1. ข้นั เตรียมพร้อม ครูกลําวทักทาย นาเข๎าสูํกิจกรรมที่ ครูกลําวทักทาย นาเข๎าสูํกิจกรรมที่ เกี่ยวข๎องกับเสียงดนตรี ผํานการเลํา เกี่ยวข๎องกบั เสียงดนตรี ผาํ นการเลํานทิ าน นทิ าน การเลนํ ทายเสยี งตวั โน๎ต การเลํนทายเสียงตัวโนต๎ .2ขน้ั ทดสอบ ครสู รา๎ งสถานการณจ๑ าลอง หรอื การ ครูสร๎างสถานการณ๑เพ่ือให๎เด็กได๎เรียนร๎ู .3ขั้นปฏบิ ัติจรงิ เลํนบทบาทสมมติ โดยให๎เดก็ ปรบมอื เก่ียวกับระดับเสียงของตัวโน๎ต ผํานการ ตามจังหวะที่ครเู ขยํา ซึ่งมหี ลกั การโดย ร๎องเพลง หรือการบอกชื่อระดับเสียงตัว การจดั ลาดบั เนือ้ หาและกจิ กรรมดนตรี ให๎สอดคลอ๎ งกบั พฒั นาการของเด็ก โน๎ต ตามสัญลักษณ๑ตัวโน๎ตและการใช๎ โดยมีขั้นตอนจากงาํ ยไปหายาก โซล สญั ญาณมือ ตานตามหลกั ของ โคดาย (Zoltan Kodaly) เด็กทาความร๎ูจักกับเครื่องดนตรี เด็ก เด็กทาความรู๎จักกับเคร่ืองดนตรี เด็กฝึก สร๎างรูปแบบจังหวะของตนเอง และ ขยับนิ้ว และทดลองกดแปูนเปียโนตาม นามาตกี ลองจริงตามจังหวะที่สร๎างขึ้น ตามสัญลักษณ๑ตัวโน๎ต สัญญาณมือ หรือ โดยครูคอยสนับสนุนและให๎กาลังใจ ตามคาบอกของครู ครูจะเป็นเพียง เปิดโอกาสให๎เด็กฝึกฝนซ้า ๆ อยํางมี ผ๎ูสนับสนนุ และเข๎าชํวยเหลือเทําท่ีจาเป็น ระเบียบ ตามแบบแผนของ ชินนิชิ ซูซู เทาํ น้ัน กิ )Shinichi Suzuki( ตัวอย่างกิจกรรมแต่ละข้ัน ขั้นเตรียมพร้อม เดก็ ฝกึ การร๎อง C Major Scale พร๎อมทาสญั ลกั ษณม๑ ือโคดาย ให๎เดก็ ฝกึ น้วิ ดว๎ ยการเลํน C Major Scale เดินหนา๎ และถอยหลังและเพมิ่ ความเร็วไปเรอื่ ยๆ เพอ่ื ใหเ๎ ด็กเกดิ ความคุน๎ เคยและจาได๎คลอํ งแคลวํ แผนภาพที่ 2สญั ญาณมอื แทนระดับเสียงของตัวโน้ต การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 102

ท่ีมา : Sherry Black (1982) ขน้ั ทดสอบ ครใู หเ๎ ดก็ เลนํ กิจกรรมจํายตลาดโดยการไปซอื้ ผลไม๎และสรา๎ งขอ๎ ตกลง (สื่อที่ใชค๎ อื แผนํ ภาพรปู ผลไม๎) วาํ เม่อื เด็กผลไม๎ชนิดใดให๎เขยาํ Shaker ใหเ๎ ทํากบั จานวนของพยางคข๑ องผลไมน๎ ัน้ ๆ ทสี่ าคัญชพี จรจังหวะ )Beatยบิ กลว๎ ย ต๎องเต๎องคงท่ี ไมชํ ๎าลงหรือเร็วขนึ้ เชนํ เม่ือเดก็ ห (ขยาํ Shakerครงั้ และเมอื่ หยบิ เชอรี่ 1 เทาํ ตัว จากน้นั ให๎เดก็ เลอื ก 1 ครัง้ ตามพยางค๑ของคาวาํ เชอรี่ และตอ๎ งเขยาํ ใหเ๎ รว็ กวาํ กลว๎ ย 2 จะต๎องเขยาํ แผํนปูาย สามารถผสมกันทงั้ กล๎วย และเชอรี่ และจดั เรยี งอสิ ระและเขยํา 5 แผนํ ปาู ยมาจานวน Shaker ตาม สัญลกั ษณ๑รปู ภาพ เมื่อเด็กนกั เรียนเริ่มเข๎าใจสญั ลกั ษณ๑และวธิ กี ารเขยํา Shaker ตามภาพกล๎วยและเชอร่แี ล๎ว ใหเ๎ ปลี่ยน จากกลว๎ ยเป็นโน๎ตตัวดา (Quarter Note) และเปลยี่ นเชอร่ีใหเ๎ ปน็ โนต๎ เขบ็ต 1 ชั้น(Eight Note) ตาม สญั ลักษณข๑ องโนต๎ ดนตรสี ากล การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 103

แผนภาพท3่ี ตัวอย่างการแทนสัญลักษณส์ ือ่ การจัดประสบการณก์ ับจังหวะตวั โน้ต = = = ขน้ั ปฏิบตั จิ ริง เดก็ ตกี ลองชุดตามรูปแบบจังหวะท่ีตนเองสรา๎ งจากกล๎วยและเชอร่ี โดยครเู ปน็ ผูค๎ อยชํวยเหลอื และแนะนา การสรา้ งเคร่ืองมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจัย ในวจิ ัยคร้งั น้ี มขี ้ันตอนในการสรา๎ งเคร่ืองมอื ท่ใี ชใ๎ นการวิจยั ไดแ๎ กํ (1ศึกษาตารา เอกสารที่เกี่ยวข๎อง กบั การวัดและประเมนิ ชํวงความสนใจของเดก็ อนบุ าล (2คัดเลอื กเคร่ืองมอื การวดั ชํวงความสนใจท่ีสอดคล๎อง กับงานวจิ ัย ซึ่งได๎แกํ แบบสงั เกตชวํ งความสนใจสาหรบั เดก็ อนบุ าล โดยใชร๎ ายการการสงั เกตจากแบบประเมิน ภาวะสมาธสั้นเด็ก NICHQ Vanderbilt Assessment Scale :Teacher informant 201)4 ของ (National Initiative for Children’s Healthcare Quality :NICHQ (3ศึกษาวิธีการใช๎เคร่ืองมือ แปลและปรับภาษา ให๎เหมาะสมกบั งานวจิ ยั ผูว๎ ิจยั ขออธบิ ายคาชแี้ จงและรายละเอียดของเครื่องมือ ดงั น้ี 1. เครื่องมือน้ีเป็นเครื่องมือมาตรฐานสากลของหนํวยงาน National Initiative for Children’s Healthcare Quality ซงึ่ มีความนาํ เชอื่ ถือ โดยหนวํ ยงานดังกลําวมกี ารปรบั ปรุงพัฒนาเคร่ืองมือเสมอ 2. เครือ่ งมือนี้เป็นการประเมินในรูปแบบ Rating Scale ซ่ึงมเี กณฑใ๑ นการใหค๎ ะแนน ดังน้ี ไมเํ คย เทาํ กับ คะแนน 0 บางครัง้ เทํากับ คะแนน 1 บอํ ยคร้งั เทาํ กบั คะแนน 2 สม่าเสมอ เทํากับ คะแนน 3 3. เคร่ืองมือน้ีทาการเกบ็ ข๎อมูลเป็นรายบุคคล โดยใบประเมินแตํละใบจะระบชุ ่ือเด็กที่ชดั เจน วนั ท่ีทา การประเมนิ ซึง่ เครือ่ งมือน้ีเดก็ จะถกู ประเมินโดยผส๎ู อน และผ๎ปู กครอง 4. รายการการประเมนิ ชวํ งความสนใจ เปน็ รายการทีส่ ะทอ๎ นถึงพฤติกรรมทางลบ และแสดงถึงการมี ชํวงความสนใจทส่ี ัน้ ซึ่งมที ั้งหมด รายการ ดังนี้ 18 การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 104

จตํอรายละเอียด ไมํสนใจตํองานท่ไี ไมํให๎ความสนใ (1ด๎รับมอบหมายและทาใหเ๎ กดิ ความผิดพลาด ใหค๎ วามสนใจแบบไมํม่ันคงตํอภาระงาน หรือกจิ กรรมตําง ๆ (2 ไมํฟ๓ง และไมปํ ฏบิ ัติตามคาสง่ั (3 ไมํเขา๎ ใจในส่ิงท่ไี ดร๎ ับมอบหมายใหท๎ า (4 ทางานเสรจ็ ช๎า (5 รับมอบหมายไดส๎ าเรจ็ บํายเบยี่ ง หรอื ไมํสามารถทางานทีไ่ ด๎ (6 ทาอปุ กรณ (7๑การเรยี นรหู๎ าย (หนงั สือ ,เชํน ดินสอ) ถูกดงึ ดูดความสนใจได๎งําย (8 ไมรํ ๎ูเร่อื งกจิ วัตรประจาวัน (9 แสดงทําทีกระวนกระวาย เชํน เคาะมือ สั่นเท๎า (10 ไมํน่ังอยกูํ บั ท่ี (11 วิง่ รอบหอ๎ ง ปีนปุายโตะ๏ หรอื เก๎าอ้ใี นห๎องเรยี น (12 ไมํสามารถทากิจกรรมเดมิ ได๎นาน (13 (14พลังงานเยอะไมอํ ยูํนง่ิ ชาํ งพูด (15 ตอบคาถามโดยไมรํ อให๎ผูถ๎ ามถามจบประโยค (16 ยากที่จะตํอแถวเพ่ือรอคอย (17 รบกวนผู๎อ่นื ขณะผอ๎ู ืน่ สนทนาหรือขณะผอ๎ู นื่ ทากิจกรรม (18 แผนภาพท่ี 4 แบบประเมนิ พฤติกรรมที่แสดงช่วงความสนใจ (ต้นฉบบั ) การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 105

ทม่ี า : pedsnparentsfamilycare.com/wp-content/uploads/2014/06/ADHD-initial-teacher-questionnair.pdf การเก็บรวบรวมขอ้ มลู วิจัยนี้ทาการทดลองท้ังส้ิน 6 เดือน กลําวคือ ทาการจัดประสบการณ๑ดนตรีสาหรับเด็กเด็กอนุบาล ใหแ๎ กํกลุมํ ตัวอยาํ ง สปั ดาห๑ละ 1 ชั่วโมง และเก็บรวบรวมข๎อมูลผลพัฒนาการชํวงความสนใจของเด็กอนุบาล ด๎วยวิธีการประเมินผํานการสังเกตพฤติกรรมเดก็ ในโรงเรียนและที่บ๎านโดยครูประจาชั้นและผ๎ูปกครอง ใน 3 ระยะ ดงั นี้ (1) ระยะกอํ นการทดลอง (2) ระยะระหวํางการทดลอง (3 เดอื นท่ี) (3) ระยะหลงั ทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล วจิ ยั ครัง้ น้ที าการวเิ คราะห๑ขอ๎ มลู โดยหาคําเฉลยี่ คะแนนชํวงความสนใจ )xˉของเดก็ อนุบาลขณะจัด ( ประสบการณ๑ทางด๎านดนตรโี ดยใชก๎ ลองชุดและเปียโนในแตลํ ะระยะทดลอง การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 106

สรปุ ผลการวิจยั ผลการวิจยั พบวํา กลํุมตัวอยาํ งท่เี ลอื กทากิจกรรมเปียโน มคี าํ คะแนนพฤติกรรมที่แสดงถึงการมีชํวง ความสนใจส้ันลดลงมากกวําตัวอยํางที่เลือกทากิจกรรมกลองชุด โดยผ๎ูวิจัยขอนาเสนอผลการเก็บรวมรวบ ข๎อมูลวจิ ัยในแตํละระยะ ดังแผนภาพท่ี 5 แผนภาพท่ี 5 การลดลงของพฤติกรรมที่แสดงถึงการขาดความสนใจของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละระยะ ทดลอง 50 ระยะระหว่างทดลอง ระยะหลงั ทดลอง 45 40 35 30 25 20 15 10 5 0 ระยะกอ่ นทดลอง กลองชดุ เปี ยโน จากกราฟ ขออภปิ รายผลการวจิ ัยดงั น้ี 1. การจดั ประสบการณ๑ทางด๎านดนตรีโดยการใช๎เปยี โนมกี ารลดลงของพฤติกรรมชวํ งความสนใจส้ันอยาํ ง เห็นได๎ชัด อาจเป็นเพราะวําการใช๎เปียโนสามารถกํอให๎เกิดเสียงดนตรี จังหวะดนตรีที่งําย Thai StemLife เปียโนสามารถเลํนงําย ใหข๎ ๎อมลู วํา (2555) ๆ โดยใช๎ปลายน้ิว เปียโนจะชํวยให๎เด็กเกิดความผํอนคลายผําน จังหวะเพลงท่ีชํวยให๎เกิดความมั่นคง ระดับเสียงที่ชํวยให๎เด็กสนใจในความแตกตํางกันของระดับเสียง และ ทานองเพลงท่ีชํวยใหเ๎ กดิ ความคิดสร๎างสรรค๑ นอกจากนเี้ ปียโนยงั เปน็ เคร่ืองดนตรที ฝ่ี กึ ฝนการใช๎ประสาทสัมพันธร๑ ะหวาํ งมอื ทงั้ 2 ขา๎ ง ใหส๎ อดคล๎องกบั ระดบั เสยี งทั้ง 88 ระดับ และในการเลํนเปียโนหนง่ึ ครงั้ ผเู๎ ลนํ เปยี โนจะสามารถสร๎างระดบั เสียงไดพ๎ ร๎อมกนั 10 การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 107

เสยี งซงึ่ ส่ิงนส้ี งํ ผลตอํ การทางานของสมองทง้ั ซกี ซา๎ ยและซกี ขวา อกี ท้งั ผลการวจิ ยั ยืนยันวําการมโี อกาสไดเ๎ ลํน เปยี โนจะชวํ ยใหเ๎ กดิ การควบคุมตนเอง มใี จจดจอํ มากขึ้น (Jordan T. Sloan, 2014) 2. การจดั ประสบการณ๑ทางด๎านดนตรีโดยใชก๎ ลองชดุ มกี ารลดลงของพฤตกิ รรมชวํ งความสนใจท่ีสั้นอยําง เห็นได๎ชัดเชํนกัน เน่ืองด๎วยในการใช๎กลองชุดมีการใช๎ประสาทสัมผัสที่หลากหลาย Dave Atkinson (2008) กลําววาํ การตีกลองจะชวํ ยพัฒนาทักษะพ้ืนฐาน และชํวยให๎เกิดการจดจํอในส่ิงที่กาลังจะทาเพียงหนึ่งเดียว และเหมาะสาหรับเด็กที่มีสภาวะสมาธิสั้นสอดคล๎องกับความคิดเห็นของ Kimberly Sena Moore (2011) ผ๎ูเช่ียวชาญด๎านดนตรีที่เชื่อวําการตีกลองสามารถสํงเสริมพัฒนาการด๎านการคิดของเด็กได๎ เนื่องจากการตี กลองจะชํวยใหเ๎ ด็กไดร๎ ับประสบการณ๑ทน่ี าํ สนใจ มีความจดจอํ ในการทางาน ฝึกการควบคุมตนเอง และเสริม ทกั ษะการตดั สนิ ใจ 3. การจัดประสบการณท๑ างด๎านดนตรีโดยใช๎เปียโนชํวยให๎เด็กแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงชํวงความ สนใจส้นั ลดลงมากกวําการใช๎กลองชุด อาจสืบเนื่องจากเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่เลํนงํายกวํากลองชุด และ เหมาะสมกบั พัฒนาการเดก็ ไมยํ ากหรืองํายเกินไปในการทากิจกรรม ขอ้ เสนอแนะ 1. การจดั ประสบการณ๑ทางดา๎ นดนตรีนส้ี ามารถนาไปใชก๎ บั การจดั การชัน้ เรยี นในระหวํางวันสาหรับเด็ก อนบุ าลได๎ ซึ่งอาจเปน็ ในชํวงเปลย่ี นกจิ กรรม หรอื บรู ณาการเข๎ากับกจิ กรรมเคลื่อนไหวและจงั หวะ 2. การจดั ประสบการณ๑ทางด๎านดนตรนี ้ี สามารถนาไปบูรณาการกับสาระวิชาอืน่ ๆ เชํน สาระวิชาภาษา ผํานการหาคาศัพท๑ที่มีจานวนพยางค๑เทํากับจังหวะดนตรี หรือในสาระวิชา (ทัง้ ภาษาไทยและตํางประเทศ) คณิตศาสตร๑ ผํานการออกแบบจงั หวะ หรอื ทานองเพลง โดยใช๎สัญลกั ษณ๑ตัวเลข และจบั คจํู ังหวะแบบหนึ่งตํอ หน่งึ ได๎ เปน็ ตน๎ เอกสารอา้ งองิ ดวงรตั น๑ วุฒปิ ญ๓ ญารตั นกลุ . 2555. ผลของการใชก้ จิ กรรมดนตรแี ละเคล่อื นไหวตามแนวคิดดาลโครซที่มีผลต่อ ความสามารถทางสตปิ ญั ญาของเด็กอนบุ าล. วิทยานพิ นธร๑ ะดับมหาบณั ฑติ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จุฬาลงกรณ๑มหาวทิ ยาลยั . ธวชั ชัย นาควงศ.๑ 2547. เพลงแบบโคดาย. กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพแ๑ หํงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.๑ ธดิ า พิทักษส๑ นิ สขุ . 2555. เดก็ ปฐมวัยกับการคดิ และสติปญั ญา. สืบคน๎ จาก http://tidakruwan.blogspot.com/2012/04/blog-post.html. ลัดดา เหมาะสุวรรณ และคณะ. (2547). เด็กไทยในวนั นเ้ี ปน็ อยู่อยา่ งไร. หนงั สอื ชุดโครงการ กรงุ เทพมหานคร : สานกั งานกองทุนสนับสนนุ การวิจัย. สะเต็มไลฟ.์ 2555. เสียงดนตรีกบั เดก็ สมาธิสน้ั . Thai Stem Life,2(มนี าคม-เมษายน), 18. การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 108

สุรางค๑ โคว๎ ตระกลู . 2548. จิตวิทยาการศกึ ษา. พมิ พ๑ครงั้ ท่ี 6. กรงุ เทพมหานคร : สานักพมิ พแ๑ หงํ จุฬาลงกรณ๑ มหาวิทยาลัย. Atkinson, D. 2008. Learn benefits of drumming. Retrieved from http://www.rockdrummingsystem.com/underground/drum-articles/the-benefits-of- drumming.php Black, S. 1982. The application of the Kodaly method to instrumental music education. Student research, University of Richmond. Moore, K. S. 2011. Using drum for child’s social, emotional, motor, and cognitive development. Retrieved from https://www.psychologytoday.com/blog/your-musical- self/201103/drumming-development-how-drumming-helps-children-special-needs. National Initiative for Children’s Healthcare Quality. 2014. NICHQ Vanderbilt Assessment Scale : Teacher informant. Retrieved frompedsnparentsfamilycare.com/wp- content/uploads/2014/06/ADHD-initial-teacher-questionnair.pdf Sloan, J. T. 2014. Science shows how piano players’ brain actually different fromeverybody elses’. Retrieved from https://mic.com/articles/91329/science-shows-how-piano- pla การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 109

การศกึ ษาในยุคThailand 4.0 : ทักษะการเรียนรู้ท่ีจาเปน็ Educational Management in Thailand 4.0 : Necessary Learning Skills ณชิ ชา สุทธาธนะ นกั ศกึ ษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยบณั ฑติ ศกึ ษาด้านการจดั การ มหาวทิ ยาลัยศรีปทมุ E-mail [email protected] ดร.เกรยี งไกร สัจจะหฤทัย อาจารยป์ ระจา หลกั สตู รปรชั ญาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา วิทยาลัยบัณฑติ ศกึ ษาด้านการจัดการ มหาวทิ ยาลัยศรปี ทุม E-mail [email protected] บทคดั ยอ่ การศึกษาไทยในยุค Thailand 4.0 เป็นยุคท่ีมีการเปล่ียนแปลงเพ่ือไปสํูความมั่นคง มั่งค่ัง ย่ังยืน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่มีการใช๎นวัตกรรมในการทางานขับเคล่ือนประเทศ ในทุกภาคสํวนจึงต๎องมีการ เตรียมความพร๎อมในทุกๆด๎าน โดยเฉพาะการศึกษาที่ต๎องพัฒนาผู๎เรียนให๎ตรงตามความต๎องการของ ตลาดแรงงาน ที่จะนาไปใช๎ในการทางานที่มีทักษะเฉพาะในแตํละอาชีพ ซ่ึงจะต๎องมีการพัฒนาความรู๎อยําง ตํอเนอ่ื ง ในดา๎ นผ๎ูสอนจะต๎องมกี ลยุทธ๑ในการสอน ใช๎วธิ กี ารสอนทห่ี ลากหลาย เพอ่ื พฒั นาให๎ผู๎เรียนให๎มีทักษะ ในด๎านตํางๆ สาหรับการทางานทมี่ กี ารขยายตัวอยาํ งรวดเร็ว ภูมิภาคเอเชยี เปน็ ผ๎ูนาในการขับเคลื่อนโลก ท้ัง ดา๎ นการลงทุน และการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ โดยมีประเทศจีน อินเดีย ญ่ีปุน เกาหลีใต๎ รวมท้ังอาเซียน เปน็ หวั ใจหลักของการขบั เคลอ่ื น ด๎วยประชากรรวมกวํา 3.5 พันล๎านคน และ GDP คิดเป็น 32% ของ GDP โลก ประเทศไทย เป็นจุดศนู ย๑กลางในการเชอื่ มตอํ กับกลมํุ เศรษฐกิจในทวปี เอเซยี จากเหนอื สํใู ต๎ ต้ังแตจํ นี ลงสูํ อินโดนเี ซีย จากตะวันออกมายังตะวนั ตกตัง้ แตํเวียดนามขา๎ มไปจนถงึ เมียนมา และเปน็ จุดยุทธศาสตร๑ของกลํุม ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน หรือ AEC ในด๎านการผลิต การค๎า การสํงออกและการขนสํง ท้ังยังอยํูกึ่งกลาง ระหวํางประเทศกัมพูชา ลาว เมยี นมา และเวยี ดนาม ทีก่ าลงั เตบิ โตอยาํ งรวดเร็ว ประเทศไทยจงึ เปน็ ตาแหนงํ ท่ี ดีที่สุดของการลงทุนในอาเซียน เพื่อเช่ือมเอเชียและเช่ือมโลกโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาค ตะวันออก (EEC) เปน็ แผนยทุ ธศาสตร๑ภายใต๎ ไทยแลนด๑ 4.0 ดว๎ ยการพฒั นาเชิงพื้นที่ที่ตํอยอดความสาเร็จมา จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ซ่ึงดาเนินมาตลอดกวํา 30 ปีท่ีผํานมา สานักงานเพ่ือการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ) (2559) ดังนั้น เม่ือเราเห็นความ เปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอยํางรวดเร็วทางเศรษฐกิจของโลก ท้ังประเทศที่อยูํใกล๎เคียง ส่ิงที่สาคัญและ จาเปน็ อยาํ งมากคือ การปรับตวั ปรบั กลยุทธ๑ในการศกึ ษา พัฒนาทกั ษะตํางๆ ในทกุ ๆด๎าน เพ่ือเตรียมพรอ๎ มใน การเป็นศนู ยก๑ ลางของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย และเช่ือมตํอไปกลํุมเศรษฐกิจตํางๆในโลก ซ่ึงการท่ีมีแผน การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 110

ยุทธศาสตร๑ไทยแลนด๑ 4.0 นี้ จึงเปน็ เร่อื งท่ีจะเป็นประโยชน๑อยาํ งมาก การที่จะทาใหแ๎ ผนน้ีไปสํูความสาเร็จได๎ น้นั เราจงึ ควรมกี ารปรบั การเรยี นเปลี่ยนการสอน พัฒนาทั้งผู๎สอนและผ๎ูเรียน เรียนรู๎ในส่ิงที่จาเป็น สามารถ นาไปใช๎ประโยชน๑ได๎ในการทางาน การดารงชีวิตในสังคมได๎อยํางมีคุณภาพและ มีความสุข ผู๎เขียนจึงได๎ นาเสนอรปู แบบและวิธีการสอนตาํ งๆ อยาํ งหลากหลาย นาวิธีที่เหมาะสมไปใช๎เพ่อื พฒั นาทักษะของเด็กในยุค ไทยแลนด๑ 4.0 ตอํ ไป คาสาคญั : การศึกษาไทยในยุค Thailand 4.0, ทกั ษะการเรียนร๎ู ABSTRACT Thailand Education 4.0 has changing for Stability, Prosperity and Sustainabilty using more innovations so there has need to prepare people well in every aspect. Education should develop learners both in learning skills and specific working skill and help them develop by themselves continuously. Educators should have different teaching strategies and styles to prepare learners to be ready to work in a rapidly growing economy. The Asian Regional countries are the leading countries in changing the world’s dynamic in investment and economics’ growth, with China, India, Japan, South Korea and ASEAN countries as the leaders (with population of 3.5 Billion and 32% of world’s GDP). Thailand as a hub connecting the economic in Asia, from North to South – China to Indonesia, from East to West – Vietnam to Myanmar, as a strategic region for ASEAN Economics Community (AEC) in production, trade, export and logistics. Thailand has surrounded by rapidly growing countries such as, Cambodia, Laos, Myanmar and Vietnam that makes Thailand to the best place for investment in ASEAN. As to connect Asia and the world, Thailand has developed an Eastern Economic Corridor (EEC) project, as one of the main strategies under Thailand 4.0 policy, this has the area-based development that has been cumulated from the success of Eastern Seaboard which last more than 30 years. KEYWORDS: Thailand Education 4.0, Learning skill การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 111

บทนา การศึกษาของไทยในยุคที่มีนโยบายการพฒั นาประเทศสํู Thailand 4.0 ท่ีมีแผนการศึกษาแหํงชาติ พ.ศ. 2560-2579 และยุทธศาสตร๑ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) รวมไปถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่12 มาใช๎ เช่ือมโยงเพื่อให๎การขับเคล่ือนไปสูํความสาเร็จตามเปูาหมาย แตํในสภาพป๓จจุบัน การศึกษาของไทยยังมี ป๓ญหาหลายด๎าน ตั้งแตํด๎านงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี ไปจนถึงความพร๎อมของผ๎ูเรียน ความร๎ู ความสามารถของผ๎สู อน ทงั้ ยังรวมถึงดา๎ นหลักสตู รการเรยี นการสอนที่ยังไมํสอดคล๎องกับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะดา๎ นสงั คมและเศรษฐกจิ แม๎จะเปล่ยี นผาํ นในอดตี จากประเทศไทย 1.0 ท่ีเน๎นภาคการเกษตร ไปสูํ ประเทศไทย 2.0 เน๎นอตุ สาหกรรม และไปสํูประเทศไทย 3.0 ที่เน๎นอุตสาหกรรมห นัก กระทั่งกาลังจะเข๎าสํู ประเทศไทย 4.0 ไดม๎ กี ารเตรยี มพร๎อมมากนอ๎ ยเพียงใด ทั้งเรอ่ื งความร๎ู ความ สามารถ ทักษะทจี่ าเป็นตาํ งๆใน การทางาน ท้ังในสํวนของการเข๎าสํตู ลาดแรงงาน หรือการเป็นผปู๎ ระกอบการ เจ๎าของกิจการ ดังน้ันจึงควรมี การเตรียมความพรอ๎ ม เตรียมการในทุกๆด๎าน โดยเฉพาะในดา๎ นการศกึ ษา ซ่ึงการเตรียมการศกึ ษาเพอื่ ก๎าวเขา๎ สํไู ทยแลนด๑ 4.0 มีปจ๓ จัยหลายอยํางท่ีต๎องคานึงถึงโดยเฉพาะอยํางย่ิง ยังมีบุคลากรทางการศึกษาอีกจานวน มากท่ีอยูใํ นระบบ 1.0, 2.0, 3.0 ซงึ่ การพัฒนาการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร ได๎เร่ิมปฏิรูปการศึกษา โดยได๎กาหนดนโยบาย 2 ภาษา (Bilingual Policy) และสรา๎ งทักษะดา๎ นวชิ าชีพเพอ่ื เศรษฐกจิ เชงิ อุตสาหกรรม และมีการพัฒนาความสามารถด๎านการศึกษาจัดให๎มีโรงเรียนการคิดวิเคราะห๑( Thinking School) โดย หลกั การสาคญั คอื การใช๎ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของการศกึ ษา การใช๎วิทยาศาสตร๑เพ่ือศึกษาเรียนร๎ูสิงตํางๆ การใช๎คณิตศาสตร๑เพ่ือพัฒนาความสามารถทางสติป๓ญญา/ด๎านการคิด การใช๎เหตุผล และหลักสูตรวิชา คณิตศาสตร๑ท่เี น๎นการแกป๎ ญ๓ หา การคดิ วเิ คราะห๑และการเตรียมการศึกษาจะต๎องมีการวางแผนอยํางเป็นขั้น เป็นตอน จดั หลักสตู รใหค๎ รอบคลมุ คนทกุ กลุํม พรอ๎ มทั้งปรบั ปรงุ ตาราให๎สอดคล๎องกบั หลกั สตู รท่ีเปลี่ยนแปลง ไป อกี ทง้ั ยงั มีครผู สู๎ อนเพียง 2 % เทาํ นัน้ ทมี่ คี วามรูแ๎ ละเข๎าใจเกีย่ วกบั หลักสตู รวําเปน็ อยาํ งไร ดังนน้ั ส่งิ ท่ีควร จะตอ๎ งดาเนนิ การคือ การปรับปรงุ ตาราเรยี นใหส๎ อดคลอ๎ งกับหลักสูตร ต๎องเปล่ียนระบบการประเมินเ พ่ือให๎ สอดคลอ๎ งกับหลกั สตู ร โดยเฉพาะการคิดเป็น วเิ คราะห๑เป็นตามทักษะในศตวรรษที่ 21 และการปรบั การอบรม ครใู ห๎ตรงกบั ความตอ๎ งการในการนาความร๎ไู ปใชแ๎ ละการพฒั นาให๎ผู๎เรยี นสามารถสรา๎ งนวัตกรรม เพ่ือนาไปใช๎ ตอ๎ งดาเนินการควบคไูํ ปดว๎ ยกนั (พรชยั เจดามานและคณะ)(2559) จากแนวคดิ นี้ ทาให๎เราเราตอ๎ งมีการปฏิรูป การศึกษา โดยเริ่มจากผ๎ูสอน ต๎องปรับความคิด ปรับหลักสูตรและวิธีสอน เน๎นทักษะการคิด ทักษะด๎าน ภาษาอังกฤษ ปรบั เปลยี่ นระบบการประเมิน ให๎สอดคล๎องหลักสูตร เน๎นการเรียนร๎ูด๎านทักษะท่ีจาเป็น เชํน ด๎านภาษาองั กฤษ เปน็ ต๎น เพอ่ื ให๎มที ักษะของศตวรรษท่ี 21 เพ่ือนาไปใช๎ในยุคไทยแลนด๑ 4.0 นอกจากนี้ ใน ด๎านการพัฒนาประเทศเพ่ือให๎ก๎าวเข๎าสํูไทยแลนด๑ 4.0 นั้นยังมีแนวคิดอีกหลายแนวคิด โดยชวลิต โพธ์ินคร (2560) ได๎ให๎ความเห็นด๎านการพัฒนาประเทศต๎องมีป๓จจัยหลายด๎านเพ่ือมาขับเคล่ือนประกอบด๎วยด๎าน สิ่งแวดลอ๎ มดา๎ นสงั คมวฒั นธรรมเศรษฐกจิ การเมืองโดยเฉพาะด๎านการศึกษาซ่ึงเป็นการพัฒนาคนให๎มีความร๎ู ความสามารถซงึ่ ตอ๎ งเนน๎ ดา๎ นคณุ ธรรมและจริยธรรมโดยเฉพาะด๎านความซ่ือสัตย๑เพื่อเป็นการสร๎างคนดีไปสํู สังคมโดยปีพ.ศ.2547-2548 สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน(สพฐ.) ได๎พัฒนาโรงเรียนตํางๆให๎ การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 112

เป็นโรงเรียนตามแนววิถีพุทธและโรงเรียนคริสต๑เพ่ือเป็นการปลูกฝ๓งคุณธรรมในเด็กไทยตั้งแตํวัยเด็กให๎มี คณุ ลักษณะทป่ี ระเทศต๎องการ ยกตัวอยํางระบบการศึกษาของประเทศฟนิ แลนดแ๑ ละประเทศจนี ทไี่ ด๎นาระบบ การวัดผลแบบ PISA (Programmer for International Student Assessment) มาใช๎เพ่ือนามาพัฒนาเด็ก ซ่ึงประสบความสาเร็จโดยเฉพาะในประเทศจีนท่ีมณฑลเซ่ียงไฮ๎พบวํา เด็กนักเรียนมีผลคะแนนในการสอบ วัดผลทางด๎านคณติ ศาสตรแ๑ ละวทิ ยาศาสตร๑อยูํในเกณฑ๑ดมี าก และยังไดน๎ าเสนอเกีย่ วกับทิศทางในการพัฒนา ประเทศไทย มกี ารพฒั นาด๎านเศรษฐกจิ ท่เี ป็นไปอยาํ งตํอเนื่องโดยแบํงออกเป็น 4 ยุค ได๎แกํ ประเทศไทย 1.0 เน๎นการเกษตรเปน็ หลกั ประเทศไทย 2.0 เน๎นอุตสาหกรรมแตเํ ป็นอุตสาหกรรมเบา ประเทศไทย 3.0 เปน็ อุตสาหกรรมหนกั และการสงํ ออก เชนํ อุตสาหกรรมยานยนต๑ ประเทศไทย 4.0 เป็นยุคเทคโนโลยี Creative และ Innovation เน๎นการสร๎างให๎คนไทยสามารถ คิดเองได๎ ประเทศไทย 4.0 จึงควรมีการเปลย่ี นวธิ กี ารที่มลี กั ษณะสาคัญ คือ เปล่ียนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม ในป๓จจุบัน ไปสูํการเกษตรสมัยใหมํ ท่ีเน๎นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) เปล่ียนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยํูและรัฐต๎องให๎ความชํวยเหลืออยํูตลอดเวลา ไปสํูการเป็น Smart Enterprises และ Startups เปล่ียนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร๎างมูลคําคํอนข๎างต่า ไปสูํ High Value Services และเปลีย่ นจากแรงงานทกั ษะตา่ ไปสูํแรงงานทม่ี คี วามรู๎ ความเชี่ยวชาญ และทกั ษะสูง กรอบยุทธศาสตร๑ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โรงเรียนและหนํวยงานต๎องวางแผนงานให๎รองรับกรอบ ยุทธศาสตร๑ชาติท้ัง 6 ด๎าน คือ 1) ความมั่นคง 2) การสร๎างความสามารถในการแขํงขัน 3) การลงทุนใน ทรัพยากรมนุษย๑ 4) การสร๎างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหล่ือมล้าทางสังคม 5) การสร๎างการ เติบโตบนคณุ ภาพชีวิตที่เปน็ มติ รกบั สง่ิ แวดล๎อม 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบรหิ ารจัดการภาครัฐ ซึง่ เป็นนโยบายหนง่ึ ทเี่ ปน็ การวางรากฐานการพฒั นาประเทศในระยะยาวและเป็นจุดเร่ิมต๎นในการขับเคล่ือน ไปสูํการเป็นประเทศทม่ี ่ังคัง่ มน่ั คงและย่งั ยนื ทิศทางในการสรา๎ งเดก็ ยุคไทยแลนด๑ 4.0 สร๎างเด็กและเยาวชน ไทยให๎มีความร๎ูความสามารถ และมีทักษะในการประยุกต๑ให๎เข๎าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหมํๆ สร๎าง ความคดิ ของเดก็ และเยาวชนไปสูํที่ยากข้ึน ซึ่งถือวําเป็นความสาเร็จของการยกระดับคุณภาพการศึกษาของ ชาติ การพัฒนาเด็กตอ๎ งพัฒนาทั้งด๎านความรู๎ และทักษะการเรียนร๎ูท่ีดีท่ีสุด คือ การเรียนรู๎จากป๓ญหาจริงท่ี เกิดข้ึน เรียกวําเป็น Problem Based Learning การพัฒนาการศึกษาภายใต๎กรอบประเทศไทย 4.0 สํู ศตวรรษที่ 21 เริ่มด๎วยการฝึกให๎ผ๎ูเรียนเกิดการเรียนรู๎ด๎วยตนเอง ครูเปลี่ยนจากครูสอนเป็นพี่เลี้ยง ครูฝึก (Coach) การเรยี นแบบบูรณาการ สหวชิ าการ เชื่อมโยงความรู๎กับจินตนาการ เปล่ียนแปลงไปสูํรูปธรรมให๎ ผเู๎ รียนมที กั ษะทีต่ อ๎ งการ เชํน การทางานรวํ มกนั ความคิดสรา๎ งสรรค๑ และการส่ือสารท่ีดี ซึ่งการจัดการศึกษา ต๎องสร๎างความพอใจให๎ผูเ๎ รียนและท๎าท๎ายสํูการสร๎างกระบวนการเรียนร๎ูให๎ผู๎เรียนอยากเรียน ซ่ึงแนวคิดนี้มี ป๓จจัยหลายอยาํ งท่ีจะนามาขับเคลื่อนให๎ไปสูํยุคไทยแลนด๑ 4.0 โดยจะเน๎นไปในการพัฒนาคนให๎มีคุณธรรม จรยิ ธรรม ปลกู ฝ๓งคุณลักษณะท่ีดใี ห๎กับผเ๎ู รยี น เมอื่ ผู๎เรยี นมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ก็จะสํงผลตํอการเรียนได๎ดีข้ึน การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 113

และผู๎เรยี นเหลํานี้ก็จะเป็นสํวนหน่ึงที่จะมาพัฒนาประเทศ และเขายังกลําวถึงยุคตํางๆท่ีมีการเปล่ียนแปลง อยาํ งตอํ เนอื่ งจนมาถึงยุคไทยแลนด๑ 4.0 ซ่งึ เป็นยุคของการใช๎เทคโนโลยี Creative และ Innovation คือเน๎น ให๎คดิ เอง ทาเองได๎ และเราก็จะเปล่ียนจากการเกษตรดง้ั เดิมไปสกํู ารเกษตรสมัยใหมํ จากแรงงานทม่ี ีทักษะต่า ไปสํูแรงงานทม่ี ที ักษะสูง ซงึ่ จะสรา๎ งมูลคําสูงให๎แกํผลผลิตตํอไป ยังมีอีกหลายมุมมองหน่ึงท่ีเห็นวําคนในยุค ไทยแลนด๑ 4.0 ทต่ี ๎องมีการดาเนนิ การอยํางไร ธรี ะเกยี รติ เจรญิ เศรษฐศิลป์ (2559) ได๎กลําวถึงเรื่องการศึกษา วาํ “การศกึ ษาในยคุ Thailand 4.0” มีความหมายมากกวําการเตรียมความพรอ๎ มของคนหรือให๎ความรู๎กับคน เทํานน้ั แตํเปน็ การเตรียมมนุษยใ๑ ห๎เป็นมนษุ ย๑ กลาํ วคือ นอกจากใหค๎ วามร๎แู ล๎ว ต๎องทาให๎เขาเป็นคนท่ีรักที่จะ เรียน มคี ุณธรรม และสามารถอยรํู วํ มกับผอ๎ู ื่นได๎ดว๎ ย น่นั ก็คอื การสร๎างคนให๎มที กั ษะในศตวรรษท่ี 21 โดยเน๎น ทักษะในการคิดวเิ คราะห๑เป็นหลกั ในขณะเดียวกัน Thailand 4.0 คือ การพัฒนาประเทศใหม๎ คี วามทันสมัย มี รายไดม๎ ากขน้ึ และกา๎ วพ๎นจากกบั ดกั ประเทศท่ีมีรายได๎ปานกลาง โดยจะต๎องผลิตนวัตกรรมใหมํ ๆ เพ่ือเป็น ฐานในการพฒั นาประเทศ และตอ๎ งสามารถตดิ ตอํ ค๎าขายกบั นานาประเทศได๎ด๎วย ดังน้ัน การศกึ ษาจึงต๎องเรํง ดาเนนิ การปฏิรูปการเรยี นร๎ใู ห๎กับเด็กไทย ได๎เขา๎ ก๎าวสูํ Thailand 4.0 อยาํ งเปน็ รปู ธรรมในหลายดา๎ น เชํนการ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เป็นหัวใจสาคัญในการส่ือสารกับนานาชาติ ทั้งเพ่ือการติดตํอส่ือสาร การ แลกเปล่ียนความรู๎ การประสานความรํวมมือ และการค๎าขาย หากพิจารณาจากการใหค๎ วามหมายในสํวนนี้จะ เหน็ วํา การศกึ ษาในยคุ Thailand 4.0 ต๎องเตรยี มความพร๎อมของมนุษย๑ ใฝุร๎ู มีคุณธรรม อยํูรํวมในสังคมได๎ อยํางมีความสุข มีทกั ษะภาษาอังกฤษ มีทกั ษะในการคดิ มีการผลิตนวัตกรรม มีทักษะการสื่อสาร เพื่อติดตํอ คา๎ ขายกบั ตํางประเทศได๎ การศึกษาในยุคไทยแลนด๑ 4.0 ยังมีเรือ่ งท่เี กย่ี วขอ๎ งอกี มากมายท่เี ราตอ๎ งศกึ ษาและเรียนรูเ๎ พ่ือใหท๎ ราบ ความเปล่ยี นแปลงของสังคมในแตํละยุคสมัย รวมถงึ วัฒนธรรมในการทางานแตํละแบบ ซงึ่ เป็นไปตามยุคสมัย และนามาปรับใช๎ในการเรียนเพ่ือให๎เป็นคนที่มีทักษะในการทางาน พัฒนาตนเองให๎เข๎ากับวัฒนธรรมการ ทางาน กจ็ ะทาให๎เราเปน็ บคุ คลที่มีคณุ ภาพตามท่ีสงั คมต๎องการ เพื่อความอยํูได๎และอยูรอดในสังคม ส่ิ งที่เรา ควรรมู๎ ดี งั นี้ สงั คมโลกในระยะเปล่ยี นผา่ น การเคลื่อนจากโลกในศตวรรษที่ 20 มาสูํโลกในศตวรรษท่ี 21 เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร๎าง กํอให๎เกดิ ชุดของโอกาส ภัยคกุ คาม เงอ่ื นไขและข๎อจากัดชุดใหมํ จึงจาเปน็ อยํางยิง่ ท่ีจะตอ๎ งมีการพัฒนาชุดของ ขีดความ สามารถชุดใหมํท่ีแตกตํางไปจากเดิมอยํางสิ้นเชิง ใน The Fourth Industrial Revolution นั้น Artificial Intelligence (AI) จะมาแทน Knowledge Worker ถ๎าเราตามมันทัน เราจะทางานรํวมกับมันได๎ แตถํ ๎าเราไมํทนั มนั AI จะทางานแทนเรา เรากาลังอยูใํ น“The Age of Disruption” มี 5 กระแสทส่ี งํ ผลตํอการ เปล่ยี นแปลงในวถิ ชี ีวิตของผู๎คน คือ 1) Globalization ทเ่ี ปน็ แรงขบั เคลอ่ื นใหเ๎ กดิ การเคลื่อนไหลของทนุ สนิ ค๎า และบริการ ผ๎ูคนอยํางเสรี จนกลายเป็นโลกที่เช่ือมตํอกันอยํางสนิท ( Connected World) เกิดการขยับ ปรับเปล่ียนจาก One Country, One Destiny เป็น One World, One Destiny ๒) Digitization การ การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 114

ติดตํอส่ือสารมีการเปลี่ยนรูปแบบจากการสื่อสารกับ Someone, Somewhere และ Sometime เป็น Anyone, Anywhere และ Anytime เรากาลงั ดารงชวี ติ อยํใู น 2 อารยธรรมไปพร๎อมๆกัน คืออารยธรรมใน โลกจริง และอารยธรรมในโลก เสมอื นในโลกของดิจิตอล กอํ ให๎เกิด Network Externalities ดังนั้น รูปแบบ การเตบิ โตจะไมเํ ปน็ ไปตามหลกั เศรษฐศาสตรเ๑ ดิมวาํ ดว๎ ย Diminishing Return to Scale อีกตํอไป แตํรูปแบบ การเติบโตจะเปลี่ยนไปเป็นแบบ Exponential Return to Scale มากข้ึน 3) Urbanization สัดสํวนของ ผ๎ูคนในเมืองจะมีมากข้ึน โดยในปี 1995 โลกมีคนในเมืองเพียงร๎อยละ 30 และเพิ่มข้ึนเป็นร๎อยละ 54 ในปี 2014 และคาดวาํ จะเพ่มิ ขึ้นเปน็ รอ๎ ยละ 66 ในปี 2050 ดังนั้น วิถีชีวิตพฤติกรรม และปฏิสัมพันธ๑ของผู๎คนจะ เปล่ยี นแปลงไปจากสังคมชนบทเป็นสงั คมเมอื ง จะเกิดประเด็นท๎าทายชุดใหมํครอบคลมุ ทัง้ ในมิติพลังงาน การ คมนาคม การศกึ ษา สาธารณสุข สิง่ แวดลอ๎ ม ความปลอดภยั อาชญากรรม ยาเสพตดิ ฯลฯ ซึ่งหากเตรียมการ ไวไ๎ ดไ๎ มดํ พี อ เมอื งเหลาํ น้ีจะกลายเปน็ Mega-Slums แตํหากเตรยี มการได๎ดพี อ เมอื งเหลําน้ีจะถูกปรับเปลี่ยน ไปเป็น Smart Cities 4) Individualization ผคู๎ นในศตวรรษที่ 21 จะมีความเป็นป๓จเจกมากขึ้น มีความคิด ความอํานเป็นของตัวเองมากขึ้น ต๎องการแสดงออกมากข้ึน ความเป็นป๓จเจกจะเกิดข้ึนได๎ 2 รูปแบบ คือ Collective Individuals และ Contra-Individuals รูปแบบแรกเป็นรูปแบบที่สร๎างสรรค๑ ที่ผู๎คนอยากอยูํ รวํ มกันเพ่อื สรา๎ งสรรคส๑ ังคม เกดิ เป็นสังคมทเี่ ขม๎ แข็ง แตํในรปู แบบที่สอง เป็นรูปแบบทผ่ี คู๎ นตาํ งคนตํางอยูํ มอง แตปํ ระโยชนส๑ ํวนตน เกิดสังคมทเี่ ปราะบาง โอกาสที่จะเกดิ ความขัดแยง๎ จะมีอยํูสงู 5) Communization ใน โลกทยี่ งิ่ เชอื่ มตอํ กันมากข้ึนเทําไหรํ ผูค๎ นก็ยง่ิ ตอ๎ งพง่ึ พิงอิงอาศยั กนั มากย่ิงขนึ้ เทํานนั้ ความเสีย่ งและภยั คุกคาม มิไดส๎ ํงผลกระทบตอํ ประเทศใดประเทศหนึง่ เปน็ การเฉพาะ หากแตสํ งํ ผลกระทบตํอโลกโดยรวม เป็นป๓ญหาท่ี ทุกประเทศต๎องเผชญิ ทเี่ รยี กกนั วํา “Global Commons” อาทิ วกิ ฤตการณ๑ทางเศรษฐกิจ โรคระบาด การกํอ การรา๎ ย ภาวะโลกร๎อน เปน็ ตน๎ นนั่ หมายความวาํ จากนี้ไป เวลาสขุ ประชาคมโลกจะสขุ ด๎วยกนั และเวลาทุกข๑ ประชาคมโลกกจ็ ะทุกขด๑ ว๎ ยกนั ด๎วยท้งั 5 กระแสดังกลาํ วข๎างตน๎ กอํ ใหเ๎ กิดการเปลยี่ นแปลงใน 4 มิติ 1) การเปลีย่ นแปลงในวัฒนธรรมของการดารงอยูํ 2) การเปลี่ยนแปลงในวฒั นธรรมของการดาเนินธรุ กจิ 3) การเปล่ยี นแปลงในวัฒนธรรมของการทางาน 4) การเปล่ียนแปลงในวัฒนธรรมของการเรียนร๎ู วฒั นธรรมของการดารงอย่ชู ดุ ใหม่ การดารงชวี ิตให๎อยํูรอดในศตวรรษที่ 21 จะเกิดจาก Power of Shared Knowledge ไมํใชํ Power of Knowledge ดงั เชํนในศตวรรษที่ผํานมา โดยในยุคศตวรรษที่ 21 การได๎มาซึ่ง ความร๎ู (Producing Knowledge) นั้นไมํเพียงพอ ส่ิงท่ีสาคัญควบคกํู ันไปกค็ อื การสร๎างความหมายและนัยใน องคค๑ วามรนู๎ ั้น (Producing Meaning)ในโลกศตวรรษท่ี 21 เรามองเห็น “ข๎อเสียในส่ิงที่ดี” (Negative Side of the Good) โลกในศตวรรษที่ 21 เราต๎องค๎นหา “ข๎อดีในส่ิงที่ไมํดี” (Positive Side of the Bad) ตัวอยํางเชํน การปรับตัวให๎เข๎ากับ Climate Change นามาสํูการปรับเปล่ียนสูํสังคมคาร๑บอนต่า และการ พัฒนา Green Growth Industries เป็นตน๎ การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 115

วฒั นธรรมของการดาเนินธรุ กิจชุดใหม่ ในอดตี การทาธรุ กจิ ยดึ หลักการ Economies of Scale กลาํ วคือ ย่ิง ผลิตมากเทาํ ไหรํ ต๎นทุนถูกลงเทาํ นัน้ ซือ้ มากเทําไหรไํ ด๎ราคาถูกมากเทําน้นั ณ วนั น้ี โลกได๎เปล่ียนไปแล๎ว โลก ของดจิ ติ อลเออื้ บริษัทเล็กๆอยําง SMEs และ Startups มโี อกาสมากข้นึ จากปจ๓ จยั ตาํ งๆ ดังตอํ ไปนี้ Open Innovation Economy เกิดกระแสของนวตั กรรมแบบเปดิ ผาํ นหลกั คดิ วําด๎วย NEA: N : Nobody owns ไมมํ ีใครเป็นเจา๎ ของทแ่ี ท๎จริง E : Everybody can use it ทกุ คนสามารถเขา๎ ถึงและนาไปใชไ๎ ด๎ A : Anybody can improve it ใครๆก็สามารถเขา๎ ไปแก๎ไขปรับปรงุ ใหด๎ ีข้นึ ได๎ เกิดธรุ กิจภายใต๎แนวคดิ Sharing Economy อาทิ UBER, Airbnb, Co-Working Space เป็นตน๎ เกดิ ธรุ กิจภายใต๎ Do It Yourselves Economy (DIY) จากนไ้ี ป Maker และ Buyer เร่มิ แยกออกจากกันไมํได๎ เด็ดขาดเหมือนในอดีต จึงเกิดคาวํา Prosumer กลําวคือ ผู๎บริโภคสามารถเป็นท้ัง Producer และ Consumer ด๎วยในเวลาเดียวกนั ดังนัน้ การทาธรุ กจิ ในศตวรรษท่ี ๒๑ เริ่มจากการคิดค๎นนวตั กรรมเพื่อสร๎าง มูลคํา ผํานนวัตกรรมในผลิตภัณฑ๑ นวัตกรรมในกระบวนการผลิต และ นวัตกรรมเชิงธุรกิจ เป็นสาคัญ กระบวนทัศน๑ในการทาธุรกิจ มีการปรับเปลี่ยนจาก “Make & Sell” Paradigm ในยุค Industrial Revolution เป็น “Sense & Respond” Paradigm ในยคุ Digital Revolution และเปลี่ยนจาก “Sense & Respond” Paradigm ในยุค Digital Revolution เป็น “Care & Share” Paradigm ในยุค The Forth Industrial Revolution ดังเชนํ ในปจ๓ จบุ ันวัฒนธรรมของการทางานชุดใหม่ การใชช๎ ีวติ สมยั กอํ น มนุษย๑เรามี 4 กิจกรรมหลักคอื ทางาน พกั ผอํ น จับจํายซอ้ื ของ และ ทํองเท่ยี ว เราจะใช๎เวลาแตํละชํวงเป็นเรื่องๆ ไป แตํ ปจ๓ จุบันน้ี ดิจิตอลเทคโนโลยี ทาให๎เราสามารถทากิจกรรมหลายๆอยาํ งไดใ๎ นเวลาเดยี วกนั (Multiplexing) การ เชื่อมโยงตอํ กันเป็นเครือขาํ ยจะมมี ากขนึ้ ดังนั้น จะทางานกันบนแพลทฟอรม๑ ในระบบเปิดมากข้ึน ในลักษณะ งานที่ต๎องมีการประสานและรํวมมอื กนั มากขน้ึ และมลี ักษณะของการแชร๑หรือแลกเปล่ียนแบํงป๓นกันมากข้ึน งานในลกั ษณะ Routine Job จะคอํ ยๆลดน๎อยถอยลง และจะคอํ ยๆถกู แทนท่ดี ว๎ ยหํุนยนต๑และ Automation ในทิศทางของกระแส Industry 4.0 งานในลักษณะ Non-Routine Job จะทวคี วามสาคญั มากข้นึ วัฒนธรรมของการเรยี นรู้ชดุ ใหม่ โลกในศตวรรษท่ี 21 มกี ารเปล่ียนแปลงใน 3 กระแสหลกั คือ 1) เกดิ Demonopolization of Knowledge ไมมํ กี ารผกู ขาดความรู๎ 2) เกดิ Democratization of Information ไมํมีการผูกขาดข๎อมูล และ 3) เกิด Disruption of Technology & Innovation เทคโนโลยี และนวตั กรรมเกิดขึ้นใหมํๆ จากการรวมตวั และแตกตวั ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเดมิ ตลอดเวลา เพื่อใหส๎ ามารถปรับตัวเข๎ากับกระแสดังกลําว วัฒนธรรมการเรียนรู๎ในศตวรรษที่ 21 ต๎องประกอบไปด๎วย 3 องค๑ประกอบสาคัญคือ Learn, Unlearn และ Relearn “Unlearn” คือการไมํยึดติดกับส่ิงที่เรียนรู๎มา ต๎อง ปรบั ตัวใหท๎ ันตลอดเวลา สํวน “Relearn” นั้นคือส่ิงที่เราร๎ูมามันเปล่ียนไปในบริบทใหมํๆ ดังน้ัน ต๎องเรียนร๎ู สถานการณ๑หรือเหตุการณ๑จากมุมมองใหมํท่ีแตกตํางไปจากเดิม สาหรับ \" Learn\" นั้น โจทย๑ท่ีสาคัญใน ศตวรรษท่ี 21 คือ จะเรยี นร๎อู ยาํ งไรให๎มคี วามสามารถในการรังสรรค๑นวัตกรรม การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 116

โมเดล Thailand 4.0 ขอกลาํ วถงึ Thailand 4.0 เป็นโมเดลเศรษฐกิจท่ีจะนาพาประเทศไทยให๎หลุดพ๎นจากกับดักประเทศ รายได๎ปานกลาง กับดักความเหล่ือมล้า และกับดักความไมํสมดุล พร๎อมๆกับเปล่ียนผํานประเทศไทยไปสํู ประเทศในโลกท่ีหน่ึง ที่มีความม่ันคง มั่งค่ัง และย่ังยืน ในบริบทของโลกยุค The Fourth Industrial Revolution อยํางเป็นรปู ธรรม ตามแนวทางที่แผนยุทธศาสตร๑ชาติ 20 ปีไดว๎ างไว๎ ด๎วยการสร๎างความเข๎มแข็ง จากภายใน ควบคํูไปกับการเช่ือมโยงกับประชาคมโลก ตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดย ขบั เคลอ่ื นผาํ นกลไก“ประชารฐั ” สง่ิ ทีค่ นไทยคาดว่าจะไดร้ บั จาก Thailand 4.0 คือ 1) อยูํใน “สังคมไทย 4.0” ทเ่ี ปน็ สงั คมท่ีมีความหวงั (Hope) เปน็ สังคมที่เป่ียมสขุ (Happiness)และเป็นสังคมที่มีความสมานฉันท๑ (Harmony) เป็นสังคมที่มีความพอเพียง โดยมีคนชนชั้นกลาง เป็นคนสํวนใหญํของประเทศ เกิดความเทํา เทียมในสังคม ความเหล่ือมล้าอยใํู นระดับต่า มีสิง่ แวดล๎อมและสขุ ภาพท่ดี ี 2) เปน็ คนไทย 4.0 ทีไ่ ด๎รับโอกาส ทางการศึกษาท่ีมีคุณภาพดีและได๎รับสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสมตลอดทุกชํวงชีวิต เป็นคนทันโลก ทัน เทคโนโลยสี ามารถอยํบู นเวทีโลกได๎อยาํ งภาคภูมใิ จ และสามารถมสี ํวนรํวมกบั นานาชาตเิ พอ่ื ทาใหโ๎ ลกดีขึ้น นํา อยํูขึ้น 3) เป็น เกษตรกร 4.0 ที่หลุดพ๎นจากกับดักความยากจน โดยผันตัวเองจากเกษตรกรผู๎ผลิตมาเป็น ผ๎ูประกอบการทางการเกษตรสมัยใหมํ (Smart Farmers) มีการบริหารจัดการที่ดี มีต๎นทุนการผลิตต่า สามารถเพ่มิ มลู คําสนิ ค๎าทางการเกษตรจากการแปรรูป 4) เป็น SME 4.0 ที่สามารถสร๎างหรือใช๎นวัตกรรม เทคโนโลยี ความคิดสร๎างสรรค๑ ในการสรา๎ งมลู คําในสินค๎าและบริการ มีความสามารถทางการคา๎ ขาย สามารถ เข๎าถึงตลาดในประเทศ ตลาดอาเซียน และตลาดโลก ทาให๎มีรายได๎สูงขึ้น มีชีวิตความเป็นอยูํดีข้ึน และมี อนาคตทส่ี ดใส 5) เกิด จงั หวดั 4.0 ทีม่ ีการกระจายความเจริญท่วั ประเทศ เศรษฐกิจขยายตัว สามารถทางาน ในถิ่นฐานบ๎านเกิดได๎โดยไมํจาเป็นต๎องเข๎ามาทางานในกรงุ เทพฯหรอื เมอื งใหญํ เนอื่ งจากมลี ทูํ างโอกาสและงาน ท่ีดกี ระจายอยํใู นทุกจงั หวดั ทว่ั ประเทศ ผลของโมเดลน้ี หากโมเดลนี้ได๎รับความสาเร็จ ที่มาจากการศึกษาที่ ได๎รบั การพัฒนา เรากจ็ ะไดเ๎ หน็ และไดอ๎ ยูใํ นสังคมทีก่ ลาํ วไว๎ขา๎ งต๎น แตํทัง้ น้ีต๎องพัฒนาคนใหส๎ าเรจ็ กอํ น เพ่ือไป พัฒนาประเทศตํอไป และมีผู๎กลําวถึงเร่ืองการศึกษาอีกด๎านหนึ่ง ยืน ภํูวรวรรณ (255 9) ได๎กลําวเกี่ยวกับ การศึกษา 4.0 ไว๎ดังนี้ การศึกษาในอนาคตจะต๎องปรับเปล่ียน อนาคตชี วิตผู๎คนจะยืนยาวขึ้น life expectancy สูงขึ้น ชีวิตจะอยํูกับเครื่องจักรท่ีฉลาดมากข้ึน ผู๎คนมี Visibility สูงขึ้น ข๎อมูลทาให๎เรามีการ มองเห็นและร๎ูได๎มากขึ้น คนเราจะอยํูรํวมกับส่ิงแวดล๎อมส่ือใหมํ ต๎องอยูํบนการร๎ูเทําทันส่ือ การแสวง หา ความร๎ูทาไดเ๎ รว็ มากข้นึ เทคโนโลยีจะปรับเปลีย่ นวิถชี วี ติ วิธกี ารทางาน และโครงสรา๎ งองคก๑ รจะเปล่ียนไปจาก เดิม ตวั แปรระยะทาง เวลา สถานที่เปล่ียนไป Global connect ทาให๎ทุกคนเป็น Global citizen นักศึกษา วันน้ี อีกกวําสิบปีจึงเข๎าสํูตลาดแรงงาน แรงกดดันที่ต๎องเผชิญหน๎ากับความท๎าท๎ายด๎วยกา รเตรียมคนเพ่ือ อนาคต ต๎องตอบโจทย๑การเปลี่ยนแปลงท่ีรวดเร็ว มีพลวัตที่ทาให๎องค๑กรเปลี่ยน การศึกษาต๎องปรับตัวเอง โดยเร็ว ตวั อยาํ งเทคโนโลยชี ายขอบดา๎ นตาํ งๆ รถไฟฟาู ออนไลน๑รถยนต๑อัจฉริยะ, อาหารสุขภาพระดับโมเม กลุ , เครอ่ื งพิมพ๑ 3D, เซนเซอรแ๑ บบตาํ งๆ รวมถึงไวรเ๑ ลสเรเซอร๑, วัสดุคืนรําง จดจารูปเดิมได๎, การให๎ยาอยําง แมํนยา และการตรวจไดใ๎ นระยะ 0, ออรแ๑ กนกิ สอ๑ เิ ล็กทรอนกิ ส๑ เซนเซอรร๑ ปู รส กลิน่ เสยี ง ตํอมามีแรงกดดัน การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 117

เทคโนโลยีชายขอบสํูคนรุํนใหมํ ปี 1995 ทิมเบอร๑เนอร๑ลี นักฟิสิกส๑ ห๎องวิจัยเซิร๑น พัฒนาเวิร๑ลไวด๑เว็บ ปีท่ี กาแพงเบอร๑ลนิ แตก โซเวียตลมํ สลายหมดยคุ สงครามเย็น จากนนั้ อนิ เทอร๑เน็ตมีบทบาทสาคัญ กํอเกิดนิเวศน๑ ดิจทิ ลั สังคม ชุมชนเปลยี่ นแปลงครัง้ สาคัญ ผ๎ูทเ่ี กดิ ในยุคน้ีเรียกวํา Generation Z เทคโนโลยีชายขอบกดดัน คนใน Generation Z มลี กั ษณะพิเศษ - Parallelism ทาอะไรไดห๎ ลายๆ อยาํ งในเวลาเดียวกนั ได๎ - Connectivism เลนํ ไลน๑ คยุ ไมํตอ๎ งเหน็ หนา๎ ตอ๎ งงุงิ อุอิ ฟรุ๎งฟรง้ิ - Visualization มีจินตภาพ อาํ นการต๑ นู ไมอํ าํ นตวั อกั ษรยาวกวํา 7 บรรทดั - Virtualization เลนํ เกมออนไลน๑ อวตาร เป็น Avartar ได๎ - Cloud application ไมํเกบ็ ขอ๎ มูล หรือจดจากบั ตัว ฝากคลาวด๑ - Short ทาสน้ั เขียนส้นั SMS ทนรอคอยนอ๎ ย สมาธไิ มํเกิน 7 นาที คลาวด๑เป็นต๎นเหตุทาให๎รูปแบบการศึกษากลับด๎าน Flipped model ส่ิงที่ครูต๎องเข๎าใจ Gen Z ใน เรอื่ ง life style ท่ีเปลี่ยนไป การเรียนท่ีเปลยี่ นไป การเขา๎ สังคมแบบใหมํ การเรยี นร๎ขู องคนรํุนใหมํในยุคดิจทิ ัล ความรล๎ู อํ งลอยอยูํบนคลาวด๑ ความรู๎ท่ีเป็นเน้ือหา มองเห็นงําย ซึง่ ต๎องใช๎ทฤษฎกี ารเรียนร๎ู การเรียนร๎ใู นยุคดิจิทัล โมเดลการเรียนรไู๎ ปสกํู ารค๎นหา ใช๎ขุมความรู๎ดิจิทัล ความรูบ๎ นคลาวดเ๑ ป็นหัวใจ การศกึ ษายุคใหมํ เมื่ออยากร๎ูอะไรกส็ อยลงมา เมือ่ ครูถาม นสิ ิตกม๎ ดูจากสมารท๑ โฟน แล๎วเงยหน๎าตอบการเรยี น การสอนในวนั นี้ตอ๎ งเนน๎ ทักษะมากกวําเนอ้ื หา ขณะทอี่ าจารย๑สอนหนงั สือ นกั ศึกษาตรวจสอบขอ๎ มูลท่ีอาจารย๑ สอนไดท๎ นั ที โดยเข๎าถงึ กลุํมข๎อมูล ความรูใ๎ นคลาวด๑ ไดง๎ าํ ยและเรว็ มาก ถา๎ อาจารย๑สอนเนื้อหาต๎องข๎อมูลแมํน เพราะถูกตรวจสอบ วเิ คราะหป๑ ญ๓ หาการศกึ ษาของไทยจากมมุ มองของตํางชาติ เพียรส๑ ัน บริษัทด๎านการศึกษาและธุรกิจ ยักษ๑ใหญํ จัดอันดับประเทศท่ีมีพัฒนาการศึกษาในปี 2014 พบวําเกาหลีใต๎ได๎ครองอันดับ 1 ขณะท่ีไทยร้ัง อันดับท่ี 35 จากท้งั หมด 40 ประเทศ เพราะอยูํในกรอบความคิดเดิม การศึกษายุคอุตสาหกรรม ผลิตแบบ (Mass production) จบออกมากเหมือนกัน โรงเรียน วิทยาลัยเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม ( Factory) นักศึกษาเหมือนสินค๎า (product) หลักสูตรเหมือนข๎อกาหนด (spec.) การสอบเหมือนการควบคุมคุณภาพ (QC) ปรญิ ญาเหมือน ใบรบั ประกนั สินคา๎ ชื่อโรงเรยี น หรอื มหาวิทยาลยั เหมือนตราสินค๎า (Brand) ความทา๎ ท๎ายสกํู รอบความคดิ ใหมํ (New Paradigm) ต๎องคานงึ ถึงเรื่องตํอไปนี้ - การศกึ ษาท่ีจดั ขึน้ เฉพาะบคุ คล (individual person) - ตอ๎ งนาจดุ เดนํ ความเกงํ ของแตํละคนออกมา (bring the best in one’s talents) - ตอ๎ งเกย่ี วขอ๎ งกบั สิ่งแวดลอ๎ มทางดิจิทลั ท่ีเปล่ยี นแปลงเร็ว (information climates) - ความรู๎จะไมมํ ปี ระโยชนอ๑ ะไรถา๎ เอามาใชไ๎ มํเป็น (knowledge is useless without application) - ต๎องเข๎ากนั ไดก๎ ับระบบเดมิ (at least partially compatible with the old system) - ต๎องต๎นทุนต่า (cost effective) การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 118

- ต๎องเชื่อมโยงกับการพัฒนาความเจริญของมนษุ ย๑ เชนํ เรอ่ื งการเมอื ง เศรษฐศาสตร๑ ศาสนา สาธารณสขุ การเปลย่ี นกรอบความคดิ สาหรบั Generation Z - ทักษะ (skill) มคี วามสาคญั มากกวาํ เนื้อหา (content) - กระบวนการเรยี นรมู๎ คี วามสาคญั มากกวําหลักสตู ร ความร๎มู มี ากกวําหลกั สตู ร ไมคํ วรมี กรอบความคดิ - บูรณาการความรูก๎ บั ชวี ิต และการใช๎ประโยชน๑มีความสาคญั กวําใบปริญญา - คิดได๎เอง สรา๎ งสรรค๑ วิเคราะห๑ สังเคราะห๑ได๎ มคี วามสาคัญมากกวําการทอํ งจา - เทคโนโลยีชวํ ยการเรยี นร๎ูและพัฒนา มคี วามสาคัญกวําการเรียนในหอ๎ ง ทิศทางทักษะต๎องมากกวํา 3Rs คือ การอําน-R การเขียน–write และการคิดเลข–arithematics ยงั ต๎องมองหาทักษะแหํงศตวรรษท่ี 21 ไดแ๎ กํ ทักษะการเป็นผ๎ูนาผู๎ตามที่ดี (Leadership) ทักษะความร๎ูความ เขา๎ ใจใชด๎ ิจทิ ลั (Digital literacy) ทกั ษะการส่อื สาร (Communication) ทักษะการร๎ูจักตัวตนและอยูํรํวมกับ ผู๎อื่น (Emotional intelligence) ทักษะการเป็นผ๎ูริเริ่มกํอการ (Entrepreneurship) ทักษะความเป็น นานาชาติ (Global citizen) ทกั ษะการแก๎ปญ๓ หา (Problem solving) ทกั ษะการทางานเปน็ ทีม(Teamwork) แรงกดดันจากเทคโนโลยีชายขอบทาให๎รูปแบบการเรียนกลับด๎าน เชํน เรียนหนังสือที่บ๎าน ทา การบ๎านท่ีโรงเรียน การสร๎างห๎องเรียนกลับด๎าน (Flipped Classroom) เริ่มด๎วยการฝึกให๎นักศึกษารู๎การ เรียนด๎วยตนเอง เชํน ให๎รู๎วิธีดูคลิป การเก็บใจความ การคิดตํอยอดให๎มี สมาธิให๎ได๎สาระ แนะให๎หยุด หรือ กรอกกลับคลิปมาดูใหมํหากสงสัย ฝึกวิธีเขียน บันทึก จดบันทึก เขียน mind map กาหนดให๎ต้ังคาถามท่ี นาํ สนใจได๎และเตรียมถามครู การเปล่ียนแปลงที่ครู ต๎องพัฒนาครูให๎มีความร๎ู มีพ้ืนฐานแนํน พร๎อมเรียนรู๎สิ่งใหมํ การจัดระบบ ความร๎ู จัดการความรู๎ มีความสามารถสร๎างแรงจูงใจให๎นักศึกษา และมีความร๎ูจริง พร๎อมที่จะถํายทอด การ ยอมรบั สองด๎าน ท้ังทางการปฏิบัติ รบั การปูอนกลับ ชวํ ยการพฒั นาการของนักศกึ ษา& บรรยากาศการเรียนรู๎ เปน็ ผ๎กู ากบั การเรยี นรทู๎ ัง้ ของตนเองและนักศกึ ษา เปล่ยี นแปลงกระบวนการเรยี นการสอน สรา๎ งทกั ษะที่จาเปน็ โดยเรียนด๎วยการลงมือทา Active Learning : PBL (Project Base Learning) ครูเปลี่ยนจากครูสอนเป็นพ่ี เลย้ี ง ครูฝึก (Coach) หรือผจู๎ ดั การ ผส๎ู นับสนนุ Learning Facilitator การนาเสนอเป็นรายงานและนาเสนอ ดว๎ ยปาก หรืออาจเสนอเป็นละคร ครูชวนนกั ศึกษาทา AAR/Reflection วาํ ได๎เรยี นรอ๎ู ะไร อยากเรียนอะไรตํอ เพอื่ อะไร ชวนคิดด๎านคณุ คําจริยธรรม ตัวอยํางการจดั หอ๎ งเรียนบนคลาวด๑ เชํน Google Classroom ซง่ึ เตรียมการไดง๎ ําย ประหยดั เวลาชํวย จัดระเบียบเนื้อหาบทเรียนได๎งําย ครูและนักศึกษาในชั้นเรียน สามารถส่ือสารกันมากข้ึน ประหยัดและ ปลอดภัยซ่ึงมี Apps ใชง๎ ําย สาหรบั Google Classroom เชํน Gmail เก็บเอกสารมากมายใน Gmail สะดวก ในการจัดเก็บและค๎นหาได๎อยํางรวดเรว็ Talk ใช๎คยุ กนั ในชั้นเรยี นได๎ Groups นักศึกษาสามารถสร๎างกลํุมการ การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 119

ทางานรํวมกัน Calendar ใช๎ปฎิทินรํวมกันได๎ Docs สร๎างการเรียนรู๎รํวมกันได๎อยํางงํายดาย Sites ครูและ นักศกึ ษาสามารถสร๎างเวบ็ ไซตข๑ องตนเองได๎ Video ใชว๎ ิดโี อเปน็ สํวนหน่งึ ในการสอนได๎ การเรยี นแบบบรู ณาการสหวชิ าการ เช่ือมโยงความร๎ูกับจินตนาการแปลงสูํรูปธรรม งานสหวิชาการ เป็นงานท่ีชํวยนักศึกษาให๎มีทักษาะท่ีต๎องการในยุคใหมํ (21st century skills) ซ่ึงได๎แกํ การทางานรํวมกัน (collaboration) ความคิดสร๎างสรรค๑ (Creativity) การแก๎ป๓ญหา (Problem-solving) และการส่ือสารที่ดี (Effective communication) การจัดการศึกษา ต๎องสร๎างความพอใจให๎ผ๎ูเรียน ท๎าท๎ ายสูํการสร๎าง กระบวนการเรียนร๎ูให๎ผู๎เรียนอยากเรียนและสนุกอยํางเกม (Gamification for Education) ยุคใหมํต๎องจัด การศกึ ษาให๎สนุกอยาํ งเกม จากแนวคิดน้จี ะเห็นวาํ การศกึ ษาไทยในยคุ Thailand 4.0 จะตอ๎ งปรับเปล่ียนและมีการเปล่ียนแปลง มากข้ึน การใชเ๎ ทคโนโลยเี ข๎ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันแทบทุกเรื่อง การดารงชีวิตได๎จะต๎องศึกษาเรียนร๎ู เทคโนโลยไี ดท๎ ุกคน การเรยี นร๎จู ะไมใํ ชํรปู แบบเดิมอกี ตํอไป และการที่คนจะเข๎าสํตู ลาดแรงแรงงานต๎องปรับตัว เองอยํางมาก ตอ๎ งรู๎เทําทันเทคโนโลยมี ากกวาํ การใชง๎ านแบบธรรมดา เพราะผผ๎ู ลติ กจ็ ะผลติ สง่ิ ทด่ี ีกวํา เร็วกวํา ประหยัดเวลา ค๎ุมคําในการใช๎สอย ออกมาใช๎งานเรื่อยๆและและพัฒนาตลอดเวลา ท้ังน้ีเพื่อสนองความ ต๎องการของสงั คมคนรํนุ ใหมํ ตามวถิ ีชวี ิตของคนรุนํ ใหมํ ดงั น้นั ทกั ษะทีจ่ าเปน็ ในการเรียนรู๎ ต๎องมากกวํา 3 Rs ต๎องมีทักษะแหํงศตวรรษท่ี 21 เพิ่มเตมิ ด๎วย ซ่งึ สอดคล๎องกับความเหน็ ของ เกียรติอนันต๑ ล๎วนแก๎ว (2559) ที่ กลําววํา ประเทศไทยกาลังมํุงหน๎าสํู Economy 4.0 ด๎วย Education 2.0 ซ่ึงไมํสามารถชํวยให๎ผู๎ที่เรียนจบ ปรบั ตัวให๎เขา๎ กับโลกของการทางานได๎ เกดิ ปญ๓ หาชอํ งวาํ งทางทักษะท่จี ะยิ่งรนุ แรงข้นึ เร่อื ย ๆ เพราะเศรษฐกิจ ปรับตัวแตํแรงงานไทยปรับตัวไมํทนั ม.ธุรกิจบณั ฑติ ย๑ได๎รวํ มกบั สสค. วจิ ยั ประเด็นชํองวํางทักษะเพ่ือสํงเสริม การจดั การศึกษาเชิงพื้นท่ี ใน จ.เชียงใหมํ ภูเก็ต ตราด และอีก 14 จังหวัดทั่วประเทศพบวํ า ชํองวํางทักษะ สูงสุด 3 อันดับแรกในกลํุมจังหวัดที่มีระดับการพัฒนาเทียบเทํากับ Economy 2.0 และกาลังพัฒนาไปสํู Economy 3.0 คือ 1) ทักษะการใช๎ภาษาตํางประเทศอื่น ๆ 2) ทักษะการใช๎ภาษาอังกฤษ และ 3) การใช๎ คอมพวิ เตอรแ๑ ละอินเทอรเ๑ น็ต สวํ นจังหวัดท่ีมรี ะดบั การพัฒนาเทียบเทํากบั Economy ๓.๐ และกาลงั ก๎าวไปสํู Economy 4.0 พบวํา มชี อํ งวํางทักษะเพ่ิมข้ึนทุกประเด็น ถ๎าไมํนับป๓ญหาภาษาตํางประเทศ ชํองวํางทักษะ สงู สุด 3 อนั ดบั แรก คือ 1) ความร๎เู ฉพาะตามตาแหนํงงานท่ีทา 2) การแก๎ป๓ญหาท่ีเกี่ยวข๎องกับงาน และ 3) ความสามารถในการเรยี นรู๎งาน ซึ่งระบบการศกึ ษาที่จะตอบโจทย๑น้ีต๎องเปลี่ยนวิธีการสอน จัดการเรียนร๎ูโดย คานึงถึงความตอ๎ งการของตลาดแรงงานในพื้นทแี่ ละกลํุมจังหวดั ใกลเ๎ คียง ตลอดจนต๎องมวี ิธีการประเมนิ ผลการ เรียนแตกตาํ งจากป๓จจบุ นั ที่เน๎นการสอบเพียงอยํางเดียว ขณะท่ี ไกรยส ภัทราวาท (2559) ผู๎ เชี่ยวชาญด๎าน นโยบายเศรษฐศาสตร๑การศึกษา สสค.ชี้วํา สถานการณ๑เลิกจ๎างและตัวเลขบัณฑิตตกงานจะเกิดขึ้นอยําง ตํอเนื่อง เปน็ ผลพวงจากการเปลีย่ นแปลงของระบบเศรษฐกจิ โลกทก่ี าลงั เขา๎ สํูการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในอกี 5 ปี ถัดจากนี้ท่ีเนน๎ การใช๎เทคโนโลยีและเครื่องจกั รเข๎ามาแทนที่แรงงานมนุษย๑ โดยเฉพาะแรงงานที่ใช๎ ทกั ษะการทาซ้าเปน็ ประจา (Routine Skill) จะถูกแทนทีด่ ๎วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ในปี 2563 นั้น 1 ใน 3 ของทักษะท่ีเป็นท่ีต๎องการในป๓จจุบันจะล๎าสมัย ซ่ึง 65% ของงานใน 10 ปีข๎างหน๎ายังไมํเกิดข้ึน แล๎ว การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 120

ระบบการศึกษาจะสอนเด็กอยาํ งไร เปน็ ความทา๎ ทายวาํ ไทยสามารถสร๎าง The New S-Curve ใหมํในยุคการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมคร้ังท่ี 4 นี้ได๎หรือไมํ The New S-Curve ใหมํของไทยคืออะไร และจะสํงผลให๎กาลัง แรงงานไทยรํุนใหมํสามารถก๎าวออกจากกับดักรายได๎ปานกลางได๎ในเร็ววันนี้หรือไมํ ระบบการ ศึกษาไทยจึง จาเป็นปรับตัว โดยหนํวยงานท่ีเก่ียวข๎องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย๑ควรรํวมมือกันปฏิรูปให๎เกิดการ เรียนรู๎ทักษะซึ่งเป็นท่ีต๎องการในป๓จจุบันและในอนาคต จากข๎อมูลเหลํานี้ เพ่ือให๎การศึกษาไทยในยุคไทย แลนด๑ 4.0 มคี วามเปน็ ไปในทศิ ทางที่ดี ระบบการศึกษาและรปู แบบการเรียนการสอนต๎องเพิ่มทกั ษะท่ีจาเป็น ให๎แกผํ ๎เู รียนอกี มากมาย ตอ๎ งมกี ารฝึกทักษะทจ่ี าเป็นต๎องใช๎ในการทางาน เพ่อื ผลิตคนใหต๎ รงตามตลาดแรงงาน เพอื่ ออกไปประกอบอาชพี ได๎ทกุ คน เราจงึ ต๎องมีวิธกี ารจัดการศกึ ษาทด่ี ีและเหมาะสมสอดคล๎องตอํ ไป การจัดการศึกษาและการจัดการเรยี นรู้ ยุคไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาการศึกษา 4.0 แบบ 6R12C3E เพ่ือใหส๎ อดคลอ๎ งกับการจัดการเรยี นร๎ู ไทยแลนด๑ 4.0 มีดงั น้ี 1. การอาํ น (Reading) เป็นการอํานแล๎วเข๎าใจ สรุปความได๎รู๎จักใช๎ความคิดวิเคราะห๑ วิจารณ๑และออก ความเหน็ อยาํ งมเี หตุผล และนาไปประยกุ ต๑ใชใ๎ นเชิงสร๎างสรรค๑ 2. การเขียน (writing) เป็นความชัดเจนของการเขียนที่เลือกใช๎คามีความหมายเดํนชัด อํานเข๎าใจ ไมํ คลมุ เครอื ถกู ต๎อง เหมาะสมกบั กาลเทศะ กะทัดรดั เรา๎ ความสนใจสร๎างความประทับใจ 3. วิทยาศาสตร๑ (Relation Science) เป็นความเข๎าใจและสามารถนาเอาแนวคิด หลักการ ทาง วิทยาศาสตรม๑ าประยุกต๑ใช๎ สามารถใชก๎ ระบวนการเพอื่ แก๎ป๓ญหาตัดสนิ ใจ และทาความเขา๎ ใจและตระหนักถึง คุณคําในความสัมพันธข๑ องวทิ ยาศาสตรแ๑ ละเทคโนโลยี 4. คณิตศาสตร๑ (arithmetic) เป็นส่ิงท่ีต๎องการพัฒนาในการแก๎ป๓ญหาที่มีประสิทธิภาพ (Effective Problem Solvers) 5. เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Relation Technology and Innovation) เป็นการทางานโดยการนา ความรู๎มาประยุกต๑ใช๎เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทางานในลักษณะของกระบวนการ (Process) เปน็ การใช๎อยํางเปน็ ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร๑หรือความรู๎ตํางๆท่ีได๎รวบรวมไว๎เพื่อนาไปสํู ผลในทางปฏิบัติและแก๎ป๓ญหา ผลผลิต (Product) เป็นผลมาจากการใช๎กระบวนการทางเทคโนโลยีและการ ผสมของกระบวนการและผลผลิต (Process & Product) 6. คุณภาพ (Relation Quality) เป็นการสรา๎ งคณุ ภาพเปน็ สิ่งสาคัญของการบริหารจัดการในองค๑กรท่ี จะต๎องรํวมมือกันอยาํ งจรงิ จงั 7. การคิดวิเคราะห๑ (Critical Thinking) เป็นความสามารถในการแยกแยะเพ่ือหาสํวนยํอยของ เหตุการณ๑ เรอ่ื งราวหรอื เนอ้ื หาตํางๆวาํ ประกอบด๎วยอะไรมีความสาคัญอยาํ งไร อะไรเป็นเหตุเป็นผลและเป็น อยํางนนั้ อาศยั หลกั การของอะไร 8. ความคดิ สร๎างสรรค๑ (Creativity) เป็นความคิด แนวทาง และทัศนคติใหมํๆ รวมท้ังความเข๎าใจและ การมองปญ๓ หาในรปู แบบใหมํ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 121

9. พลังสร๎างสรรค๑ (Creative Tension) เปน็ การใช๎ความพยายามทาให๎สาเร็จจากชอํ งวาํ งระหวาํ งความ จรงิ ในปจ๓ จุบันกบั สงิ ทคี าดหวังทอ่ี าจจะมีอปุ สรรคก๑ บั วสิ ัยทศั น๑ ซง่ึ สามารถเปลียนอปุ สรรคใ๑ หเ๎ ปน็ แหลงํ ของพลงั สรา๎ งสรรค๑หรือท่ีเรียกวําแรงตึงของความคิดสร๎างสรรค๑ (Holding Creative Tension) แรงตึงของความคิด สร๎างสรรค๑จะเป็นศนู ยก๑ ลางของความรอบร๎ู 10. การคิดเชิงรุก (Critical Proactively) เป็นการทางานที่มีเปูาหมายสํูอนาคตการวางแผนและการ ทางานเชงิ รุกต๎องอาศยั ข๎อมูลขําวสาร หรอื ประสบการณ๑ เนน๎ พนั ธกิจทดี่ าเนนิ งานได๎อยาํ งรวดเรว็ คุ๎มคําและมี คณุ ภาพ 11. การสอ่ื สาร (Communication) เปน็ กระบวนการถํายทอดขําวสารและข๎อมูล ความรู๎ ประสบการณ๑ ความร๎ูสึก ความคดิ เห็น รวมทั้งความตอ๎ งการจากผ๎ูสงํ สารโดยผาํ นสื่อตําง ๆ 12. การรํวมมอื (Collaboration) เป็นการทางานรํวมกับคนอืน่ ในทางตํางๆ เพอ่ื ให๎เป็นไปตามเปูาหมาย ขององค๑กรหรอื หนํวยงาน จากการชํวยเหลอื ซง่ึ กนั ด๎วยความเต็มใจ เพ่ือบรรลวุ ตั ถุประสงค๑อยาํ งเดยี วกัน 13. การเก้อื กูลและแบงํ ปน๓ (Collaborative Cultural) เป็นความจริงใจท่ีไมํเห็นแกํเพียงตวั เองหรือเร่ือง ของตนเอง แตํเห็นอกเห็นใจ คณุ คาํ ในเพ่อื นมนษุ ย๑ มีความเอื้ออาทร เอาใจใสํ 14. สมรรถนะ (Competency) เป็นคุณลกั ษณะทีซ่ อํ นอยูํภายในตัวบุคคลซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให๎บุคคล สามารถสรา๎ งผลการปฏบิ ตั ิงานในงานทต่ี นรับผิดชอบใหส๎ งู กวาํ หรอื เหนือกวาํ เกณฑ๑/เปูาหมายที่กาหนดไว๎ 15. การเช่ือมโยง (Connecting) เปน็ กระบวนการแสดงความตอํ เนื่อง 16. การยึดมั่น (Composition) เป็นความม่ันคงท่ีไมํเปล่ียนแปลงอยํางงํายๆ และสอดคล๎องกับความ ต๎องการ 17. การกากับและติดตาม (Controlling) เป็นสิ่งสาคัญที่จะชํวยให๎ทราบผลการปฏิบัติงานบรรลุตาม วตั ถุประสงค๑และเปูาหมาย 18. การใช๎ทรัพยากรท่ีค๎ุมคํา (Cost Effectiveness) เป็นการใช๎ทรัพยากรตํางๆให๎เกิดประโยชน๑และ ค๎มุ คาํ มากทสี่ ุด 19. การเสริมสร๎างพลังอานาจ (Empowerment) เป็นการสร๎างภาวะผ๎ูนาการเปล่ียนแปลงท่ีดีและมี ความสาคัญในการปรับกระบวนการทางานเพ่ือให๎บรรลุประสิทธิผลและนาพาตนเอง กลุํมและองค๑ก รให๎ ประสบความสาเรจ็ 20. ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล(Efficiency & Effective) เป็นความสามารถทางานให๎สาเร็จไมํวําจะ เป็นการบรรลุความสาเร็จในรูปแบบของภารกิจ เปาู หมาย นโยบาย หรอื วตั ถุประสงค๑ 21. การประเมนิ ผล (Evaluation) เป็นการนาเอาขอ๎ มลู ตําง ๆ ที่ได๎จากการวดั รวมกับการใชว๎ ิจารณญาณ ของผู๎ประเมินมาใช๎ในการตัดสินใจ เมอ่ื เราจดั การศกึ ษาที่เหมาะสมแล๎ว การเรียนการสอนก็ตอ๎ งมีการจัดรูปแบบที่เอ้ือตํอการเรียนรู๎ในยุค ไทยแลนด๑ 4.0 ซึง่ มีหลายรูปแบบ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 122

รปู แบบการเรียนการสอนเพือ่ พัฒนาทักษะการเรียนรู้ เพอื่ ใหก๎ ารเรียนการสอนเป็นไปในทิศทางที่จะพัฒนาให๎การศึกษาสํูไทยแลนด๑ 4.0 และมีการพัฒนา การศกึ ษา 4.0 แบบ 6R12C3E ไดม๎ กี ารนารูปแบบการเรียนการสอนมาใช๎รํวมอีกทางหน่ึง ซ่ึงยังสามารถนา รปู แบบตํางๆมาประยกุ ต๑ และจดั การเรยี นการสอนได๎ ทิศนา แขมมณี (2545) ไดจ๎ ัดรูปแบบการเรยี นการสอน ทีเ่ ป็นสากล จดั กลํมุ ไดเ๎ ป็น 5 หมวดดงั น้ี 1. รปู แบบการเรยี นการสอนทีเ่ นน๎ การพัฒนาดา๎ นพุทธพิ ิสยั (Cognitive domain) 2. รูปแบบการเรียนการสอนท่เี นน๎ การพัฒนาด๎านจิตพสิ ัย(Affective domain) 3. รปู แบบการเรยี นการสอนที่เนน๎ การพัฒนาด๎านทักษะพสิ ัย(Psycho-motor domain) 4. รูปแบบการเรียนการสอนทเ่ี นน๎ การพัฒนาทกั ษะกระบวนการ(Process skill) 5. รูปแบบการเรยี นการสอนทีเ่ นน๎ การบรู ณาการ(Integration) 1. รูปแบบการเรยี นการสอนท่เี น้นการพัฒนาดา้ นพุทธิพิสยั (cognitive domain) รปู แบบการเรยี นการสอนในหมวดน้ี เป็นรปู แบบการเรียนการสอนทมี่ งํุ ชวํ ยให๎ผ๎ูเรยี นเกิดความรู๎ความ เข๎าใจในเน้ือหาสาระตําง ๆ ซ่ึงเนื้อหาสาระน้ันอาจอยใํู นรปู ของขอ๎ มูล ข๎อเทจ็ จริง มโนทัศน๑ หรือความคิดรวบ ยอด รูปแบบท่ีคดั เลือกมานาเสนอในท่ีนีม้ ี 5 รปู แบบ ดังน้ี 1.1 รูปแบบการเรยี นการสอนมโนทศั น๑ (Concept Attainment Model) 1.2 รูปแบบการเรยี นการสอนตามแนวคดิ ของกานเย (Gagne’s Instructional Model 1.3 รูปแบบการเรยี นการสอนโดยการนาเสนอมโนทัศน๑กว๎างลํวงหนา๎ (Advance Organizer Model) 1.4 รปู แบบการเรยี นการสอนเนน๎ ความจา (Memory Model 1.5 รปู แบบการเรียนการสอนโดยใช๎ผงั กราฟิก (Graphic Organizer Instructional Model) 2. รูปแบบการเรียนการสอนที่เนน้ การพฒั นาดา้ นจติ พิสยั (Affective Domain) รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดน้ีเป็นรูปแบบที่มุํงชํวยพัฒนาผ๎ูเรียนให๎เกิดความร๎ูสึก เจตคติ คํานิยม คณุ ธรรม และจริยธรรมท่พี งึ ประสงค๑ ซ่ึงเป็นเร่ืองท่ียากแกํการพัฒนาหรือปลูกฝ๓ง การจัดการเรียนการสอน ตามรูปแบบการสอนที่เพียงให๎เกิดความร๎ูความเข๎าใจ มักไมํเพียงพอตํอการให๎ผ๎ูเรียนเ กิดเจตคติที่ดีได๎ จาเป็นตอ๎ งอาศยั หลกั การและวิธีการอื่น ๆ เพ่มิ เตมิ รูปแบบทคี่ ดั สรรมานาเสนอในทนี่ ีม้ ี 4 รปู แบบดงั นี้ 2.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาด๎านจิตพิสัยของบลูม ( Instructional Model Based on Bloom’s Affective Domain) 2.2 รปู แบบการเรียนการสอนโดยการซักค๎าน (Jurisprudential Model) 2.3 รูปแบบการเรยี นการสอนโดยใช๎บทบาทสมมติ (Role Playing Model) 3. รปู แบบการเรยี นการสอนท่เี นน้ การพฒั นาด้านทักษะพสิ ยั (Psycho-Motor Domain) รปู แบบการเรียนการสอนในหมวดนี้ เป็นรูปแบบท่ีมุํงชํวยพัฒนาความสามารถของผ๎ูเรียนในด๎านการปฏิบัติ การกระทา หรือการแสดงออกตําง ๆ ซ่งึ จาเปน็ ตอ๎ งใช๎หลกั การ วธิ กี าร ที่แตกตาํ งไปจากการพฒั นาทางดา๎ นจติ การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 123

พสิ ัยหรือพทุ ธิพสิ ยั รปู แบบท่สี ามารถชํวยใหผ๎ ๎เู รยี นเกดิ การพฒั นาทางดา๎ นน้ี ทสี่ าคญั ๆ ซง่ึ จะนาเสนอในท่ีนี้มี 3 รปู แบบดังนี้ 3.1 รูปแบบการเรยี นการสอนตามแนวคิดการพฒั นาทักษะปฏบิ ัตขิ องซิมพ๑ซัน (Simpson) 3.2 รปู แบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัตขิ องแฮรโ๑ รว๑(Harrow) 3.3 รปู แบบการเรียนการสอนทกั ษะปฏบิ ตั ิของเดวีส๑ (Davies) 4. รปู แบบการเรียนการสอนท่ีเนน้ การพฒั นาทกั ษะกระบวนการ (Process Skill) ทกั ษะกระบวนการ เปน็ ทกั ษะทเ่ี ก่ยี วขอ๎ งกบั วธิ ดี าเนินการตาํ ง ๆ ซ่ึงอาจเป็นกระบวนการทางสติป๓ญญา เชํน กระบวนการสืบสอบแสวงหาความร๎ู หรือกระบวนการคดิ ตําง ๆ อาทิ การคิดวิเคราะห๑ การอุปนัย การนิรนัย การใช๎เหตุผล การสืบสอบ การคิดริเริ่มสร๎างสรรค๑ และการคิดอยํางมีวิจ ารณญาณ เป็นต๎น หรืออาจเป็น กระบวนการทางสังคม เชํน กระบวนการทางานรํวมกัน เป็นต๎น ป๓จจุบันการศึกษาให๎ความสาคัญกับเร่ืองน้ี มาก เพราะถือเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการดารงชีวิต ในที่น้ีจะนาเสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่เน๎นการ พฒั นาผ๎เู รยี นด๎านทักษะกระบวนการ 4 รูปแบบ ดงั นี้ 4.1 รปู แบบการเรยี นการสอนกระบวนการสบื สอบและแสวงหาความร๎เู ป็นกลมุํ 4.2 รูปแบบการเรยี นการสอนกระบวนการคดิ อปุ นยั 4.3 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสรา๎ งสรรค๑ 4.4 รูปแบบการเรยี นการสอนกระบวนการคดิ แก๎ป๓ญหาอนาคตตามแนวคิดของทอรแ๑ รนซ๑ 5. รูปแบบการเรยี นการสอนท่เี นน้ การบรู ณาการ (Integration) รูปแบบการเรยี นการสอนในหมวดน้ี เปน็ รปู แบบท่พี ยายามพฒั นาการเรยี นรู๎ด๎านตําง ๆ ของผู๎เรียนไปพร๎อม ๆ กัน โดยใชก๎ ารบูรณาการทง้ั ทางดา๎ นเนอื้ หาสาระและวธิ กี าร รูปแบบในลกั ษณะน้ีกาลงั ไดร๎ บั ความนิยมอยําง มาก เพราะมคี วามสอดคล๎องกบั หลกั ทฤษฎีทางการศกึ ษาท่มี งุํ เน๎นการพฒั นารอบดา๎ น หรือการพฒั นาเปน็ องค๑ รวมรูปแบบในลกั ษณะดังกลําวท่นี ามาเสนอในทีน่ ้ีมี 4 รูปแบบใหญํ ๆ คือ 5.1 รปู แบบการเรียนการสอนทางตรง 5.2 รูปแบบการเรยี นการสอนโดยการสรา๎ งเร่อื ง 5.3 รปู แบบการเรยี นการสอนตามวฏั จกั รการเรียนรู๎ 4 MAT 5.4 รปู แบบการเรียนการสอนของการเรยี นร๎แู บบรวํ มมือ เน่ืองจากจานวนรูปแบบและรายละเอียดของแตลํ ะรปู แบบมมี ากมายหลากหลาย แตํที่นามาเสนอนี้ เป็นรปู แบบที่ รองศาสตราจารย๑ ดร.ทิศนา แขมมณี ประเมินวําเปน็ รูปแบบทจ่ี ะเปน็ ประโยชน๑ตํอครูสํวนใหญํ และมีโอกาสนาไปใชไ๎ ด๎มาก อนึ่ง รูปแบบการเรยี นการสอนที่นาเสนอนี้ ล๎วนเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ เน๎นผ๎ูเรยี นเป็นศูนย๑กลางทัง้ ส้ิน เพียงแตมํ ีความแตกตํางกันตรงจุดเน๎นของด๎านท่ีต๎องการพัฒนาในตัวผ๎ูเรียน และปรมิ าณของการมสี วํ นรํวมในกิจกรรมการเรยี นรข๎ู องผเู๎ รยี นซึ่งมมี ากน๎อยแตกตาํ งกัน การสอนแตลํ ะคร้ังมัก ประกอบไปด๎วยองค๑ประกอบทั้งทางด๎านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย รวมทั้งทักษะกระบวนก ารทาง การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 124

สติป๓ญญา เพราะองค๑ประกอบทงั้ หมดมคี วามเกย่ี วพนั กนั อยํางใกล๎ชิด ซึ่งเห็นวํารูปแบบที่นามานี้เหมาะสมที่ จะนาไปใช๎การศึกษา Thailand 4.0 ไดอ๎ กี ทางหนง่ึ นอกจากนี้ได๎มีการนาเสนอแนวทางสอนของไทยอีก ๙ แนวทาง ที่จะชํวยให๎การศึกษาไทยไปสํู ประเทศไทย 4.0 ได๎แกํ 1. การจดั การเรียนรจู้ ากแหลง่ เรยี นรู้ การใช๎แหลํงเรียนรู๎มีความสาคัญในกระบวนการจัดการเรียนร๎ูสาหรับผ๎ูเรียนเพราะผ๎ูเรียนสามารถ เรยี นรจ๎ู ากสภาพจรงิ การจดั การเรยี นรู๎จากแหลํงเรียนร๎ูจะเก่ียวข๎องกับบุคคล สถานที่ ธรรมชาติ หนํวยงาน องคก๑ ร สถานประกอบการ ชมุ ชน และสงิ่ แวดล๎อมอ่ืนๆ ซงึ่ ผู๎เรยี น ผสู๎ อนสามารถศึกษาค๎นคว๎าหาความรู๎หรือ เร่ืองที่สนใจได๎จากแหลํงเรียนร๎ูท้ังที่เป็นธรรมชาติ และที่มนุษย๑สร๎างข้ึน ชุมชนและธรรมชาติเป็นขุมทรัพย๑ มหาศาลที่เราสามารถค๎นพบความรู๎ได๎ไมํจบ ทาให๎ผู๎เรียนเกิดการเรียนรู๎และสร๎างอง ค๑ความร๎ูด๎วยตนเอง ลกั ษณะเดํนของการจดั การเรยี นรจู๎ ากแหลงํ เรยี นรูม๎ ีดังนี้ 1.1 ผูเ๎ รียนได๎ปฏิบัติจริง ค๎นคว๎าหาความร๎ดู ๎วยตนเอง 1.2 ผเ๎ู รยี นได๎ฝึกทางานเปน็ กลุมํ รํวมคดิ รํวมทา รวํ มแก๎ไขป๓ญหาตําง ๆ ซงึ่ จะชํวยให๎เกิดการเรียนร๎ู และ ทักษะกระบวนการตํางๆ 1.3 ผเ๎ู รยี นได๎ฝกึ ทักษะการสงั เกตการณ๑เกบ็ ขอ๎ มลู การวเิ คราะห๑ขอ๎ มลู การตคี วามและ การสรปุ ความ คิด แกป๎ ญ๓ หาอยาํ งเปน็ ระบบ 1.4 ผู๎เรียนได๎ประเมินผลการทางานด๎วยตนเอง 1.5 ผเ๎ู รยี นสามารถนาความร๎ทู ่ไี ด๎ไปประยุกต๑ใชแ๎ ละเผยแพรํความร๎ูได๎ 1.6 ผส๎ู อนเป็นท่ปี รึกษา ใหค๎ วามร๎ู ใหค๎ าแนะนา ให๎การสนับสนุน 2. การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการพหปุ ญั ญา มลี ักษณะเดํนดังน้ี การจัดการเรยี นรแ๎ู บบบูรณาการสูํพหุป๓ญญา เป็นการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในลักษณะ เช่อื มโยงความสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งสาระการเรียนร๎ูและความสามารถทางการเรียนร๎ูท่ีมีอยูํในตัวผู๎เรียนตามทฤษฎี พหุป๓ญญาของโฮวาร๑ด การ๑เนอร๑ (Howard Gardner) ซึ่งจาแนกไว๎ 8 ด๎าน ได๎แกํ ด๎านวาจา / ภาษา / ด๎าน ดนตรี / จังหวะ ด๎านตรรกะ / คณิตศาสตร๑ ดา๎ นทัศนสมั พันธ๑ / มิตสิ ัมพันธ๑ ด๎านราํ งกาย /การเคล่ือนไหว ด๎าน ธรรมชาติ ดา๎ นการรู๎จักตนเอง และด๎านความสัมพันธก๑ บั ผ๎ูอื่น โดยมุนํ เน๎นใหผ๎ ู๎เรียนแตลํ ะคนไดพ๎ ัฒนาศักยภาพ และความสามารถในการแก๎ป๓ญหารวมถงึ การสร๎างผลงานและเกิดผลลพั ธก๑ ารเรยี นรอู๎ ยํางมคี วามสุขและย่งั ยนื 3. การจัดการเรียนรแู้ บบประสบการณ์และท่เี นน้ การปฏบิ ตั ิ มีลักษณะเดํนดังน้ี 3.1 ผเ๎ู รียนได๎มโี อกาสรับประสบการณ๑ แล๎วได๎รับการกระต๎ุนให๎สะท๎อนส่ิงตํางๆ ท่ีได๎จากประสบการณ๑ ออกมาเพอื่ พฒั นาทกั ษะใหมํๆ เจตคตใิ หมํๆ หรอื วิธกี ารใหมํๆ 3.2 ใช๎ทรัพยากรทั้ง 4 ด๎าน คือ เวลา สถานที่ ภูมิป๓ญญาท๎องถิ่นและสื่อการสอน เป็น ตัวเชื่อมโยงให๎ ผู๎เรยี นกา๎ วสกํู ารเรียนร๎ูโลกรอบตัว การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 125

3.3 ผ๎ูเรียนได๎ประยุกต๑ใช๎ความคิด ประสบการณ๑ ความสามารถและทักษะตํางๆ ในเวลาเดียวกัน จน สามารถสร๎างองคค๑ วามร๎ดู ว๎ ยตนเอง 3.4 ผเู๎ รียนได๎แลกเปล่ียนความรู๎ ความคดิ และประสบการณร๑ ะหวาํ งผ๎เู รยี นดว๎ ยกนั 4. การจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน มีลกั ษณะเดนํ ดังน้ี การเรียนร๎ูแบบโครงงานเป็นกระบวนการแสวงหาความร๎ู หรือการค๎นคว๎าหาคาตอบในส่ิงท่ีผู๎เรียน อยากรูห๎ รือสงสยั ดว๎ ยวธิ ีการตํางๆ เป็นวธิ กี ารเรียนรูท๎ ี่ผ๎ูเรียนได๎เลือกศึกษาตามความสนใจขอตนเองหรือของ กลํุมเป็นการตัดสินใจรํวมกัน จนได๎ชิ้นงานท่ีสามารถนาผลการศึกษาไปใช๎ได๎ในชีวิตจริง การเรียนรู๎แบบ โครงงาน เป็นการเรยี นรทู๎ ีใ่ ช๎เทคนคิ หลากหลายรปู แบบนามาผสมผสานกนั ได๎แกํ กระบวนการกลมํุ การฝกึ คิด การแก๎ป๓ญหา การเนน๎ กระบวนการ การสอนแบบปรศิ นาความคิด และการสอนแบบรํวมกันคิด ท้งั น้ี มํุงหวัง ให๎ผเ๎ู รยี นร๎ูเรอื่ งใดเรอ่ื งหนง่ึ จากความสนใจอยากร๎ูอยากเรยี นของผ๎ูเรยี นเอง โดยใชก๎ ระบวนการและวิธีการทาง วทิ ยาศาสตร๑ ผูเ๎ รียนจะเปน็ ผูล๎ งมือปฏบิ ัติกจิ กรรมตํางๆ เพ่อื คน๎ หาคาตอบดว๎ ยตนเอง เป็นการเรียนรู๎ที่มุํงเน๎น ใหผ๎ ูเ๎ รียนได๎เรยี นร๎ูจากประสบการณ๑ตรงกับแหลงํ เรียนร๎ูเบื้องต๎น ผเู๎ รียนสามารถสรุปความรู๎ได๎ด๎วยตนเอง ซึ่ง ความรู๎ท่ีผ๎ูเรยี นไดม๎ าไมจํ าเป็นต๎องตรงกับตารา แตํผ๎ูสอนจะสนับสนุนให๎ผู๎เรียนได๎ศึกษาค๎นคว๎าเพ่ิมเติม จาก แหลํงเรยี นรู๎ และปรบั ปรงุ ความรูท๎ ี่ได๎ใหส๎ มบูรณ๑ 5 การเรยี นรูแ๎ บบสํงเสรมิ ความคิดสร๎างสรรค๑ มลี ักษณะเดํนดังนี้ 5.1 ผ๎ูเรยี นมีความคดิ ทอ่ี ิสระ 5.2 ไมมํ รี ูปแบบตายตัว 5.3 ใช๎ได๎ทุกโอกาสทกุ เวลา 5.4 ผเ๎ู รียนได๎ลงมือปฏบิ ัติจรงิ 5.5 มีการบรู ณาการในตัวเอง 5.6 มคี วามยืดหยนุํ คลอํ งตัวสูง 5.7 เปิดทางเลือกใหผ๎ ๎เู รยี นหาคาตอบท่หี ลากหลาย 5.8 ช่อื รปู แบบมนี ยั เชงิ บวก ท๎าทาย กระตือรือรน๎ 5.9 สงํ เสริมคุณธรรม จริยธรรม ในการคิดท่สี นั ตสิ ขุ 5.10 ผ๎เู รียนสร๎างชิน้ งานผลงานสง่ิ ประดษิ ฐแ๑ ปลกใหมํท่ีเปน็ รูปธรรม 5.11 เชื่อมโยงความคดิ ทเี่ ป็นระบบอยาํ งมขี น้ั ตอนจากงาํ ยไปยากและใกล๎ตัวไปไกลตัว 5.12 นาไปจดั การเรยี นรไู๎ ดก๎ ับทุกกลํุมสาระและสามารถเช่อื มโยงไดก๎ บั รูปแบบการเรียนรอ๎ู ืน่ ๆ 6. การจัดการเรยี นรู้แบบสร้างองค์ความรู้ มลี กั ษณะเดํนดังนี้ การจดั การเรยี นร๎แู บบสรา๎ งองค๑ความร๎ูมีลักษณะเดํนคือ การให๎ความสาคัญของกระบวนการเรียนร๎ู ของผู๎เรียนและความสาคัญของความรู๎ ผส๎ู อนเปิดโอกาสใหผ๎ ู๎เรยี นเป็นผ๎ูแสดงความร๎ู สร๎างความรู๎ด๎วยตนเอง ผูเ๎ รยี นสังเกตสง่ิ ทตี่ นอยากเรียนรู๎ แลว๎ ค๎นคว๎าแสวงหาความรู๎เพิ่ม เช่ือมโยงกับความร๎ูเดิม ประสบการณ๑เดิม ผนวกกับความร๎ูใหมํ สร๎างสรรค๑เกิดเป็นองค๑ความรู๎ใหมํ กลําวโดยสรุปเป็นการเรียนรู๎โดยให๎ผู๎เรียนลงมือ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 126

ปฏิบัตจิ ริง คน๎ หาความรูด๎ ๎วยตัวเอง จนคน๎ พบความร๎ูและรู๎จักสง่ิ ทค่ี ๎นพบ เรยี นรูว๎ เิ คราะหต๑ ํอจนรจู๎ รงิ รล๎ู กึ ซงึ่ วํา สิ่งน้นั คืออะไรมคี วามสาคญั มากนอ๎ ยเพียงไร การเรียนร๎แู บบนีส้ ํงเสรมิ ใหผ๎ ู๎เรียนได๎พัฒนาความสามารถในการ คิด พรอ๎ มทง้ั ฝกึ ทกั ษะทางสังคมทีด่ ี ได๎รวํ มแลกเปลี่ยนเรียนร๎รู ะหวํางผู๎เรยี นกบั ผูส๎ อน 7. การจัดการเรยี นรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน มลี กั ษณะเดนํ ดงั นี้ การจัดการเรยี นรู๎แบบใชป๎ ญ๓ หาเป็นฐาน เปน็ กระบวนการจัดการเรียนรู๎ที่เริ่มต๎นจากป๓ญหาที่เกิดข้ึน โดยสรา๎ งความรูจ๎ ากกระบวนการทางานกลํุม เพื่อแก๎ป๓ญหาหรือสถานการณ๑เก่ียวกับชีวิตประจาวัน และมี ความสาคญั ตํอผู๎เรยี น ตวั ป๓ญหาจะเป็นตัวต้ังต๎นของกระบวนการเรียนรู๎และเป็นตัวกระตุ๎นการพัฒนาทักษะ การแก๎ป๓ญหาด๎วยเหตุผลและการสืบค๎นหาข๎อมูลเพื่อเข๎าใจกลไกของตัวป๓ญหาของตัวป๓ญหา รวมทั้งวิธีการ แกป๎ ๓ญหา การเรียนรแู๎ บบนี้ มุํงเนน๎ พฒั นาผเ๎ู รียนในด๎านทักษะและกระบวนการเรียนร๎ู และพัฒนาผู๎เรียนให๎ สามารถเรยี นรโ๎ู ดยการชน้ี าตนเอง ซึง่ ผูเ๎ รียนจะไดฝ๎ กึ ฝนการสรา๎ งองค๑ความรู๎โดยผํานกระบวนการคิดด๎วยการ แกป๎ ญ๓ หาอยํางมคี วามหมายตํอผูเ๎ รยี น 8. การจัดการเรยี นร้แู บบกระบวนการแก้ปญั หา มีลกั ษณะเดนํ ดงั น้ี การจัดการเรยี นรแู๎ บบกระบวนการแก๎ปญ๓ หา มีลักษณะเดํนคือผูเ๎ รยี นเป็นผูป๎ ฏบิ ัตกิ จิ กรรม มีชิน้ งานที่ เป็นรปู ธรรม ผ๎เู รยี นมีปฏิสัมพนั ธก๑ ับผส๎ู อนและเพอ่ื น ไดพ๎ ฒั นาทักษะการคิดแกป๎ ๓ญหา และตระหนักร๎ใู นป๓ญหา ท่ีอาจเกิดข้ึน สามารถใช๎ทักษะการคิดแก๎ป๓ญหาที่พบ การจัดการเรียนรู๎แบบกระบวนการแก๎ป๓ญหามี ความสาคญั ตอํ การเรียนร๎ูเปน็ อยาํ งมาก เพราะเป็นการเรยี นรู๎จากป๓ญหาของชีวิตและมีความหมายตํอผ๎ูเรียน ผู๎เรียนไดฝ๎ ึกคดิ ดว๎ ยตนเอง จากสถานการณห๑ รือปญ๓ หาท่ีนําสนใจท๎าทายให๎คิดกระบวนการเรียนรู๎ชํวยพัฒนา ทกั ษะการคดิ ของผู๎เรียนอยํางเปน็ ลาดับข้ันตอน โดยผํานการวิเคราะห๑อยํางเป็นระบบตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร๑ การจัดการเรียนรู๎ใช๎วิธีการที่หลากหลาย เชํน บทบาทสมมติ โครงงานการสืบสวน สอบสวน การศึกษานอกสถานท่ี การเรียนรร๎ู ปู แบบนจ้ี ะกระต๎นุ ความสนใจของผูเ๎ รียนให๎ตง้ั ใจเรยี นมากขึน้ พรอ๎ มกบั การ เห็นประโยชน๑ของการเรียนรู๎ สร๎างนิสัยใฝุรู๎รักการค๎นคว๎าหาความร๎ูและฝึกนิสัยให๎เป็นคนมีเหตุผล และมี ความคดิ รเิ รมิ่ สร๎างสรรค๑ 9. การจัดการเรียนรู้แบบพฒั นากระบวนการคดิ ดว้ ยการใชค้ าถาม หมวกความคดิ 6 ใบ มีลกั ษณะเดนํ ดงั นี้ การจัดการเรียนร๎ูด๎วยการใช๎คาถาม เป็นวิธีการจัดการเรียนร๎ูท่ีมํุงพัฒนาการคิดของผู๎เรียนให๎มี ความสามารถด๎านทักษะการคิดอยํางเป็นระบบ จุดเน๎นคือการกระต๎ุนผ๎ูเรียนให๎สามารถคิดและตั้งคาถาม กระต๎นุ ให๎เกดิ ความสนใจใฝุร๎ู และคิดหาคาตอบท่ถี กู ต๎อง คาถามมีสํวนสาคัญท่ีจะจุดประกายให๎ผู๎เรียนฉุกคิด เกดิ ข๎อสงสยั ใครรํ ๎เู พือ่ แสวงหาคาตอบ และความรต๎ู อํ ไปอยํางไมํมที ส่ี ิน้ สดุ การใช๎คาถามจึงเป็นการกระตุ๎นให๎ ผ๎ูเรียนคิดเป็น คิดได๎ การใช๎คาถามเพ่ือให๎เกิดกระบวนการคิดมีหลากหลาย ในที่ น้ีจะนาเสนอการจัด กระบวนการเรยี นรู๎แบบพัฒนากระบวนการคดิ ดว๎ ยการใชค๎ าถามหมวกความคิด 6 ใบ (Six Thinking Hats) จากแนวทางการจัดการเรียนร๎ูที่เน๎นผู๎เรียนเป็นสาคัญท้ัง 9 แนวทางน้ี มิใชํเป็นแนวทางท่ีตายตัว ผ๎ูสอนสามารถปรับประยุกต๑ใช๎ได๎ตามความเหมาะสมกับบริบทของตน ข้ันตอนการจัดการเรียนร๎ูรวมทั้ง กิจกรรมการเรยี นร๎นู ้ีเปน็ เพยี งตวั อยํางให๎ผ๎ูสอนพจิ ารณาเพื่อพัฒนาตามความถนัดและความสนใจ แตํละแนว การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 127

ทางการจัดการเรยี นรู๎สามารถผสมผสานให๎สอดคล๎องกับบริบทของสาระการเรียนร๎ู หรือสถานการณ๑ในช้ัน เรยี นได๎ ทัง้ นเ้ี พือ่ จดุ มํุงหมายในการพฒั นาผู๎เรยี นให๎มีทกั ษะการเรยี นร๎ูในยคุ Thailand ๔.๐ สรุป การศึกษาในยุคThailand 4.0 ต๎องเตรียมการให๎มีความสอดคล๎องกับแผนการพัฒนาประเทศสูํ ประเทศไทย 4.0 ซ่ึงมีป๓จจัยหลายด๎านท่ีต๎องได๎รับการพัฒนา ในสํวนของการศึกษาน้ัน ก็จาเป็นต๎องมี เปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการด๎านการเรียนการสอน มีการปรับกระบวนการทางานท่ีจะเกิด ประสิทธิภาพมากทสี่ ุด ซ่ึงการเปลี่ยนแปลงน้มี คี วามสาคัญในทุกๆดา๎ น 1. ผ๎ูสอน ต๎องปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีการทางาน ต๎องมีความรู๎ความเข๎าใจในบทบาทหน๎าท่ี มีการ ถาํ ยทอดความร๎ทู ่ีทนั สมัย ใชเ๎ ทคนคิ และวิธีการการสอนท่หี ลากหลายและนําสนใจ พัฒนาทักษะการเรียนรู๎ท่ี จาเป็นใหแ๎ กผํ ู๎เรียนคอยชํวยเหลือแนะนาผู๎เรียน ต๎องมีความร๎ูความเข๎าใจเก่ียวกับหลักสูตร มีทักษะในการ สื่อสาร การใช๎เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีการพัฒนาผู๎สอนด๎วยการจัดอบรมหรือฝึกปฏิบัติการ ท่ีตรงตาม ความต๎องการในการนาความร๎ูไปใช๎เพ่ือพัฒนาผู๎เรียน ให๎สร๎างนวัตกรรมได๎ ต๎องสอนให๎ผู๎เ รียนร๎ูจักการคิด วเิ คราะห๑ คดิ เป็นทาเป็นตามทักษะในศตวรรษที่ 21 สามารถปรับตวั เข๎ากบั วฒั นธรรมที่เปลีย่ นแปลงไปตามยคุ สมยั ทัง้ ดา๎ นเศรษฐกิจและสังคม 2. ผเู๎ รยี น ตอ๎ งเรยี นรท๎ู กั ษะทจ่ี าเป็นสาหรบั ยคุ ประเทศไทย 4.0 เรียนร๎ูเร่ืองเทคโนโลยี นวัตกรรม ซ่ึ ง ตํอไปจะถูกนามาใช๎แทนแรงงานคน ในการทางานหลายประเภท ผูเ๎ รยี นต๎องมีศักยภาพท่โี ดดเดนํ มคี ุณสมบัติที่ ตลาดแรงงานต๎องการ หรือสามารถออกไปเป็นผป๎ู ระกอบการได๎ ตอ๎ งเปน็ ผู๎ใฝรุ ๎ใู ฝเุ รียน มีการพัฒนาตนเองอยํู เสมอ ต๎องสามารถปรบั ตวั ได๎เร็วในทกุ สภาพการณ๑ 3. หลักสตู รและการเรยี นการสอน ตอ๎ งปรับให๎สอดคลอ๎ งกบั ยุทธศาสตรป๑ ระเทศท่ีจะผลติ คนให๎ตรงตาม ความต๎องการของตลาดแรงงาน ใชร๎ ปู แบบการเรยี นการสอนท่ีเป็นสากล มกี ระบวนการเรียนร๎ทู ่หี ลากหลาย มี การใชน๎ วัตกรรม มํงุ เนน๎ ทักษะทจี่ าเปน็ ในการทางานในยคุ ไทยแลนด๑ 4.0 ข้อเสนอแนะ การพฒั นาประเทศเพื่อใหเ๎ กดิ การเปลย่ี นแปลงในยุคไทยแลนด๑ 4.0 โดยเฉพาะด๎านการศึกษา ที่ต๎อง เร่ิมต้ังแตํบุคลากร การเรียนการสอน หลักสูตรตํางๆ มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีทันสมัย กาหนด แผนปฏิบตั กิ าร จัดสรรงบประมาณให๎คุ๎มคํา มกี ารประเมินผล ติดตามและปรับเปลี่ยนให๎ทันเหตุ การณ๑เสมอ และท่สี าคญั รฐั ตอ๎ งมกี ารจัดการ และให๎การสนับสนุน รวมถึงมีหนํวยงาน องค๑กร ทั้งของภาครัฐและเอกชน เขา๎ มาชํวยเหลืออยํางจริงจงั อยาํ งเชํนทม่ี นี โยบายประชารฐั ตํางๆ ต๎องจัดทาให๎เป็นรูปธรรมอยํางชัดเจนและ ตอํ เน่อื งอยาํ งยงั่ ยนื มีงบประมาณสาหรับดาเนินการที่เพียงพอ ในการพัฒนาด๎านการศึกษา และสิ่งสาคัญ ต๎องผลติ บคุ ลากรและกาลังคนให๎ตรงตามความต๎องการในยุคไทยแลนด๑ 4.0 เพอ่ื มารํวมกันพัฒนาประเทศให๎ เจริญก๎าวหน๎าตอํ ไป การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 128

เอกสารอ้างองิ กองบริหารงานวจิ ัยและประกนั คุณภาพการศกึ ษา. (2559). Thailand 4.0 โมเดลขบั เคล่อื นประเทศไทยสู่ ความมง่ั ค่ัง ม่ันคง และยั่งยนื . สบื ค๎นจาก. https://www.nstda.or.th/th/nstda-doc- archives/thailand-40/11625-blueprint- thailand-4 (12 ธนั วาคม 2559) เกียรติอนันต๑ ล๎วนแกว๎ .(2559). เดินหน้าการศกึ ษาไทยอยา่ งไรให้ตอบโจทย์ “Thailand Economy 4.0” กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑติ ย๑. ชวลติ โพธน์ิ คร. (2560). หอ้ งสมดุ ดจิ ิทัลกบั การกา้ วสู่ยุค Thailand 4.0. กรุงเทพฯ: โรงแรมปร้นิ พาเลซ มหานาค. ทศิ นา แขมมณ.ี (2545). ศาสตรก์ ารสอน : องคค์ วามรู้เพอ่ื การจดั กระบวนการเรยี นรู้ที่มปี ระสิทธิภาพ. กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พ๑แหํงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ธรี ะเกียรติ เจรญิ เศรษฐศลิ ป. (2559). Education Reform & Entrance 4.0. กรงุ เทพฯ: โรงเรยี นสอน ภาษาองั กฤษ Enconcept ศูนย๑หนงั สอื แหงํ จฬุ าลงกรณม๑ หาวทิ ยาลัย. พรชัย เจดามานและคณะ. การพัฒนาการศกึ ษาภายใต้กรอบประเทศไทย 4.0 สู่ศตวรรษที่ 21. สบื คน๎ จาก. http://oknation.nationtv.tv/blog/jedaman/2559/12/31/entry-1 (18 ธนั วาคม 2559) ประชาชาตธิ รุ กจิ . (2559). ปรับ \"ทักษะ-เรยี นร้\"ู รับ Thailand Economy 4.0. สืบคน๎ จาก. https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1468862379 (19 ธันวาคม 2559) ยนื ภูํวรวรรณ. (2559). ความทา้ ทาย ณ ขอบแดนใหมแ่ ห่งการเรยี นรู้ : การศกึ ษาระบบ 4.0 (Challenges of New Frontier in Learning : Education 4.0. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.๑ สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. รปู แบบการสอนใหม่ : แนวทางการจดั การเรียนรู้ 9 แนวทาง. สืบคน๎ จาก. https://sites.google.com/site/wathnthrrmlaeaphumipayyathiy/rup-baeb-kar-sxn ( 9 ธนั วาคม 2559) การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 129

การศกึ ษาผลการพัฒนากล้ามเนอ้ื เล็กดา้ นการประสานสมั พันธ์ระหว่างมอื กับตาและ พฤตกิ รรมความมีวินัยในตนเองด้านความรบั ผิดชอบ โดยใช้กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ สาหรับเด็กปฐมวยั The Study on the Effects of Small Muscle Development on the Coordination between Hands and Eyes and Self-discipline towards Responsibility by using Creative Activities for Early Childhood นายสมชาติ ธรรมโภคนิ นางเพ็ญสดุ า ฤทธมิ์ นตรี น.ส.รจุ ริ า เหลา่ ฤทธิ์ ดร.ศริ ิมงคล ทนทอง นกั ศึกษาปรญิ ญาเอก สาขาบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลยั ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ E-mail: [email protected] บทคดั ย่อ การวจิ ยั ในครัง้ นี้มวี ัตถุประสงค๑ 1) เพ่ือศกึ ษาผลการพัฒนากล๎ามเน้อื เล็กดา๎ นการประสานสัมพันธ๑กัน ระหวาํ งมือกบั ตา โดยใช๎กจิ กรรมศิลปสร๎างสรรค๑สาหรับเด็กปฐมวัย และ 2) เพ่ือศึกษาพฤติกรรมความมีวินัย ในตนเองดา๎ นความรับผิดชอบ โดยใช๎กจิ กรรมศลิ ปสร๎างสรรคส๑ าหรับเดก็ ปฐมวัย กลํุมตัวอยํางเป็นนักเรียนชั้น อนุบาลปีท่ี 2 โรงเรียนบ๎านลาหาด สงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสุรินทร๑ เขต 3 จานวน 20 คน ปีการศกึ ษา 2560 โดยใช๎เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห๑ สัปดาหล๑ ะ5 วัน ๆ ละ 40 นาที รวมท้งั ส้ิน 40 ครง้ั เครื่องมือท่ีใช๎คือ แผนการจัดกิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ แบบประเมินพัฒนาการด๎านกล๎ามเนื้อเล็ก และแบบ สังเกตความมีวนิ ัยในตนเอง แบบแผนการวิจัยใช๎แบบ The One group Posttest Design วิเคราะห๑ข๎อมูล โดยใช๎คําร๎อยละและคาํ เฉล่ีย ผลการวิจัยพบวาํ 1) พัฒนาการกลา๎ มเนือ้ เลก็ ด๎านการประสานสัมพนั ธก๑ นั ระหวาํ งมือกับตา ท่ีได๎รับ การจดั กจิ กรรมศิลปสร๎างสรรค๑ มีการพฒั นาสงู ขึ้นตอํ เนื่องเปน็ ลาดบั ภาพรวมอยํูในระดับ ดี และคิดเป็นร๎อย ละ 89.59 และ 2) พฤติกรรมความมีวินัยในตนเองด๎านความรับผิดชอบ ท่ีได๎รับการจัดกิจกรรมศิลป สร๎างสรรค๑ มีพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองสูงข้ึนตามลาดับ ภาพรวมอยํูในระดับ ดี และคิดเป็นร๎อยละ 88.27 คาสาคัญ : การพฒั นากลา๎ มเนอ้ื เลก็ ดา๎ นการประสานสัมพันธ๑ระหวํางมอื กบั ตา , พฤติกรรมความมวี ินยั ใน ตนเองดา๎ นความรบั ผดิ ชอบ , กจิ กรรมศลิ ปสรา๎ งสรรค๑ การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 130

ABSTRACT This research aims to 1) study the effects of small muscle development on the coordination between hands and eyes 2) study the self-discipline of responsibility by using creative activities for early childhood. The sample was a group of kindergarten students in the second year of Ban Lam Hard School, the Office of Surin Education Service Area 3. There were 20 students in the Academic Year 2016. The study took 8 weeks, 5 days per week, 40 minutes each day for a total of 40 times. The instruments for this study are plans of creative art activities, evaluation forms for small muscle development investigation and observation sheets for self-discipline check. The One group Pre-Post test Design was used to analyze data using percentage and mean. The research found that 1) the development of small muscles and coordination between hands and eyes after participating in the creative art activities showed a continuous development. The overall level was at Satisfactory (89.59%) and 2) Self-discipline towards responsibility score was at Satisfactory (88.27%) Keywords : Development of small muscles in hand-eye coordination, Self-discipline in responsibility, Creative activities การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 131

บทนา เดก็ คอื อนาคตของประเทศชาติ เด็กจึงจาเป็นตอ๎ งได๎รับการอบรมเล้ียงดูและการเรียนร๎ูอยํางถูกต๎อง เพ่อื ใหม๎ สี ุขภาพแขง็ แรงมีจติ ใจมัน่ คง อารมณแ๑ จมํ ใส สติป๓ญญาเฉลยี วฉลาดและมีความ สามารถปรบั ตัวได๎ดใี น สงั คม เดก็ วยั แรกเกิดถึง 5 ปี มกี ารเจริญเติบโตและพฒั นาการทางรํางกาย สงั คม อารมณ๑-จติ ใจและสตปิ ๓ญญา ไปพรอ๎ ม ๆ กนั และเป็นระยะทพ่ี ฒั นาการทุกด๎านเป็นไปอยํางรวดเร็วโดยเฉพาะอยํางย่ิงพัฒนาการทางด๎าน สติป๓ญญาในชํวง 4 ปีแรกของชีวิต เด็กจะมีพัฒนาการทางสติป๓ญญาถึง 50 เปอร๑เซ็นต๑ และจะเพ่ิมเป็น 80 เปอรเ๑ ซ็นตเ๑ มอื่ เด็กอายุ 8 ปี เดก็ ปฐมวยั เป็นวยั ทส่ี าคญั ที่สดุ ตอํ การเรียนรู๎ การเจริญเติบโตทางด๎านรํางกาย ปรากฏออกมาในภาพของสุขภาพอนามัยในด๎านรูปรํางและสัดสํวนของรํางกาย เด็กวัยทารกจะเกิดการ เปลย่ี นแปลงในอตั ราคํอนขา๎ งมาก สวํ นเดก็ 1-5 ปี จะเปลี่ยนแปลงไมรํ วดเร็วเหมือนวัยทารก แตํจะเป็นไปใน อัตราคงที่ (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ๑ . 2550 : 86) พัฒนาการทางรํางกายของเด็กเป็นกระบวนการของการที่ ต๎องพัฒนากล๎ามเนื้อใหญํและกล๎ามเนื้อเล็กให๎แข็งแรง การจัดกิจกรรมสํงเสริมพัฒนาการทางรํางกายต๎อง สอดคล๎องกับพัฒนาการของเด็ก กิจกรรมสํงเสริมพัฒนาการทางรํางกายชํวยให๎เด็กได๎เรียนรู๎การปรับตัว การร๎จู กั ตนเองและการสรา๎ งทักษะทางสงั คม กจิ กรรมการสงํ เสรมิ พฒั นาการทางราํ งกายทด่ี สี าหรบั เดก็ ปฐมวัย ไมํควรเน๎นเฉพาะการหยบิ จับหรอื เลนํ อยาํ งอิสระโดยขาดความหมายการเลนํ เปน็ การเสริมสร๎างการเรียนรู๎ที่ดี สาหรับเดก็ คอื สวํ นของการเลนํ แตกํ ารเลนํ ของเด็กท่สี ร๎างสรรคร๑ าํ งกายและสงํ เสรมิ พฒั นาการ ทุกด๎านนัน้ ตอ๎ ง เป็นกิจกรรมท่ีจัดข้ึนอยํางมีความหมายท่ีนอกจากการทาให๎เด็กมีรํางกายที่แข็งแรงสมบูรณ๑ สามารถใช๎ กล๎ามเน้ือใหญํกล๎ามเน้ือเล็กได๎แล๎วต๎องสร๎างเสริมพัฒนาด๎านอ่ืนด๎วย กิจกรรมสํงเสริมพัฒนาทางรํางกาย สาหรับเด็กปฐมวัยจะมํุงเน๎นถึงการพัฒนากล๎ามเน้ือใหญํและกล๎ามเนื้อเล็กอยํางเจาะจง การจัดกิจกรรมที่ พฒั นาทางราํ งกายสาหรบั เด็กไมํควรมีข๎อจากัดเฉพาะในชั้นเรียน ควรเน๎นการออกนอกชั้นเรียนด๎วย วิธีการ ออกกาลังกายด๎วยการใช๎แขน ใช๎มือ ใช๎ขา และอุปกรณ๑เป็นการเสริมสร๎างการเรียนร๎ูด๎วยตนเองที่สามารถ คน๎ หาความสามารถและความสนใจของตนเองได๎ กลา๎ มเน้อื เล็กเปน็ พฒั นาการทางราํ งกายอกี สวํ นหน่งึ ทสี่ าคญั มาก เพราะหมายถึงการสร๎างเสรมิ ความ สามารถในการหยบิ จบั คดั เขียน และทากิจกรรมท่ีต๎องใช๎กล๎ามเน้ือ น้วิ มอื ฝาุ มือและขอ๎ ตอํ การสํงเสริมพัฒนาการกล๎ามเน้ือเล็กเป็นการพัฒนากล๎ามเนื้อน้ิวมือท่ีสาคัญกับเด็ก มาก เพราะเด็กต๎องใชม๎ ือในการทากจิ กรรมท่ีสาคัญได๎แกํ การเขยี นหนังสอื การจัดกระทาหยิบจับ ป๓้นแตํงส่ิง ตาํ ง ๆ การสํงเสรมิ การใชก๎ ล๎ามเน้อื มือไมํเพียงแตํพัฒนาการของกล๎ามเน้ือนิ้วมือให๎แข็งแรงเทํานั้นแตํยังเป็น การสํงเสริมความสามารถของการใช๎สายตากบั มือใหส๎ ัมพนั ธก๑ ันด๎วย การสํงเสริมพัฒนาการกลา๎ มเนอื้ ใหญแํ ละ กลา๎ มเนอื้ เลก็ ต๎องพัฒนาควบคูํกันไป (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2547: 100-102) และนอกจากน้ีส่ิงท่ีต๎องฝึกฝน ควบคํกู บั การจัดกิจกรรมพัฒนากล๎ามเน้ือเลก็ ยงั ตอ๎ งเน๎นย้าเรอ่ื งความมวี ินยั ในตนเองใหเ๎ กดิ ข้ึนกับเด็กอกี ดว๎ ย การมีวินัยในตนเองรวมถงึ การไมเํ ข๎าไปยุงํ เกีย่ วหรอื ละเมดิ สทิ ธขิ องผอ๎ู ่ืน การกระทาในส่งิ ทเี่ หมาะสมท่ี จะตอบสนองความต๎องการและสิทธิของผู๎อ่ืนหรือการกระทาในส่ิงท่ีจะเป็นผลให๎ตนประสบความสาเร็จใน อนาคต (Vincent.1961:42) วินัยในตนเองเป็นกระบวนการคอํ ยเปน็ คอํ ยไปอาศยั การแนะนาอบรมส่ังสอนจาก ผ๎ูอื่นต้งั แตํเยาวว๑ ยั เด็กจะพัฒนาการบงั คบั ตนเองได๎ โดยไดร๎ บั การแนะนาอยํางดีในวยั เด็กให๎เด็กเขา๎ ใจบทบาท การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 132

ทางสังคมและจากการดูแบบและเลียนแบบอยํางที่ปฏิบัติกัน เด็กสามารถตระหนักถึงความจาเป็นในการทา ตามสังคม เดก็ จะไดร๎ บั ความรม๎ู ิใชํจากผ๎ใู หญํเทําน้ัน แตํได๎รับจากเพ่ือนของเขาด๎วยประสบการณ๑ที่เด็กได๎รับ ในชวํ งปฐมวัยมอี ทิ ธิพลตํอการเสริมสรา๎ งฐานความพรอ๎ มในการพฒั นาท้ังทางดา๎ นราํ งกาย อารมณ๑ จิตใจ สังคม สตปิ ญ๓ ญา ตลอดจนบคุ ลกิ ภาพตําง ๆ ตอ๎ งมกี ารอบรมส่ังสอนตํอเน่ืองอยํางเหมาะสมจึงจะเกิดคุณธรรมหรือ ความดีได๎ (วิทยา นาควัชระ. 2544 : 86) การจัดประสบการณ๑สาหรับเด็กต๎องอาศัยการจัดส่ิงแวดล๎อมและ กิจกรรมที่หลากหลายเพือ่ ให๎เดก็ ไดร๎ บั การพัฒนาอยาํ งเตม็ ท่ใี นชํวงปฐมวยั ตาม ตวั บํงช้ที ี่ 1 คือมีวินัยในตนเอง และมคี วามรบั ผิดชอบ จากมาตรฐานที่ 4 ได๎กลาํ วในเรอ่ื งของความมคี ุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจดีงามใน เดก็ ปฐมวัย (กรมวิชาการ. 2542 : 44) ซ่งึ ถอื เป็นวัยเริ่ม แรกของคุณภาพชีวิต รูปแบบกิจกรรมสร๎างสรรค๑ก็ เป็นอกี กิจกรรมหนง่ึ ท่มี ีความสาคญั ที่ครผู ส๎ู อนต๎องสนใจใฝรุ ู๎ เพื่อให๎เด็กเกดิ การพัฒนาและเตรียมความพร๎อม ด๎านรํางกายและพฤติกรรมความมวี นิ ยั ในตนเอง รํวมกจิ กรรมกบั เพ่ือน และทาใหส๎ นกุ สนานเพลดิ เพลิน กิจกรรมสรา๎ งสรรค๑เป็นกจิ กรรมทเี่ กยี่ วกับงานศิลปะตาํ ง ๆ เปน็ การพฒั นาดา๎ นประสานสัมพนั ธ๑พฒั นา กล๎ามเน้ือเล็ก การแสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มสร๎างสรรค๑ การฝึกการสังเกต การคิดแก๎ป๓ญหา การใช๎ภาษา การผํอนคลายอารมณ๑ใหร๎ ําเรงิ แจมํ ใส และการทางานรํวมกับผ๎อู น่ื ได๎ (ถวัลย๑ มาศจรัส และนิภา เรืองสุทธิ. 2547 : 50) ศลิ ปะเปน็ เคร่อื งมอื ประเภทหนึง่ ของการแสดงอารมณ๑ ความร๎ูสึกนึกคิดตลอดจนเป็นส่ือกลางใน การเรียนรู๎ การแสดงออก และการผอํ นคลายความตงึ เครยี ด การจดั กิจกรรมเพอื่ สํงเสริมความพร๎อมทางด๎าน รํางกายให๎กับเดก็ ปฐมวัยควรมกี ารจดั อปุ กรณ๑ใหก๎ ับเดก็ ได๎เลํนและฝึกกล๎ามเนื้อใหญํ-เล็ก เชํน ชิงช๎า ม๎าหมุน บาร๑เดยี่ ว เคร่ืองห๎อยโหน ซึ่งอุปกรณท๑ ่ีจดั ไว๎ท่ีสนามใหเ๎ ดก็ ได๎เลํนเชํนเดยี วกนั ในการจดั กจิ กรรมการป๓้นดิน ควร จะมีอปุ กรณป๑ ระกอบการปน้๓ ดิน เพราะจะทาให๎เด็กได๎ฝกึ ฝนและเรยี นร๎ูโดยผํานการสัมผัส เด็กจะเรียน ร๎ูได๎ดี ซึ่งสอดคล๎องกับ จอห๑น ดิวอี้ ท่ีกลําววํา เด็กเรียนรู๎โดยผํานการกระทาจะทาให๎เด็กมีความเข๎าใจดีข้ึน และ เพยี เจท๑ เห็นวํา การเลํนเปน็ การเตรยี มความพรอ๎ มใหก๎ บั เด็ก การสํงเสริมความคิดสร๎างสรรค๑เป็นหัวใจสาคัญ ของการเรียนในระดับปฐมวัย ซ่ึงทาได๎โดยการให๎เด็กทางานทางศิลปะตําง ๆ เชํน การวาดภาพ การป๓้น ประดษิ ฐ๑ภาพ ประดิษฐเ๑ ศษวสั ดุ การแสดงออกทางดนตรี ละคร การเลํนน้า เลนํ ทราย การสงํ เสรมิ จนิ ตนาการ โดยผํานการเลํานทิ าน การเลนํ สมมุติตามมมุ โดยสมมตุ เิ ปน็ มมุ บ๎าน มุมพยาบาล และจดั หาวัสดุเทําท่ีจะหาได๎ ทัง้ น้ีเพือ่ ให๎เด็กได๎ใชว๎ ัสดเุ หลํานน้ั สรา๎ งสรรค๑ส่ิงท่ตี นต๎องการ จดุ ประสงคท๑ ่สี าคัญคอื ให๎โอกาสเด็กทางานตามท่ี ตนพอใจเปดิ โอกาสใหเ๎ ด็กคิด สร๎างผลงานของตนเองออกมา (เยาวพา เดชะคุปต๑. 2542 : 107) กิจกรรมศิลป- สร๎างสรรค๑ เปน็ กิจกรรมที่สํงเสริมและพัฒนาการทางานท่ีประสานสัมพันธ๑กันระหวํางการใช๎กล๎ามเนื้อเล็ก น้ิวมือ และประสานสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งกลา๎ มเน้ือมือกับสายตา สร๎างประสบการณ๑ทางประสาทสัมผัสและสร๎าง ความพอใจใหก๎ ับเด็ก เป็นการเสริมทักษะในการคิดสร๎างสรรค๑ และเป็นการสร๎างความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ รปู ทรง ซึ่งจะเปน็ พื้นฐานตํอการเตรยี มความพร๎อมใหค๎ ลอํ งตวั ตํอไป จากผลการประเมินความพร๎อมของนักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 2 สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษาสรุ นิ ทร๑ เขต 3 ในปกี ารศึกษา 2558–2559 พบวาํ พัฒนาการด๎านราํ งกายในสํวนของพัฒนาการ ด๎านกลา๎ มเนอื้ เล็กทเ่ี ก่ียวกบั การประสานสมั พนั ธ๑กนั ระหวาํ งมือกับตา เดก็ มพี ัฒนาการท่ยี งั ไมเํ ป็นท่ีพอใจ จาก การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 133

สภาพป๓ญหาดังกลําว ผวู๎ ิจัยจงึ มีความสนใจทีจ่ ะศึกษาพฒั นาการด๎านกล๎ามเน้ือเล็กด๎านการประสานสัมพันธ๑ ระหวาํ งมอื กับตา และความมีวินัยในตนเองด๎านความรับผิดชอบ โดยใช๎กิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑สาหรับเด็ก ปฐมวัย ซ่ึงผลการวิจัยคร้ังน้ีจะได๎แก๎ไขป๓ญหาดังกลําวและเป็นแนวทางสาหรับครู ตลอดจนผู๎ทาหน๎าท่ี เก่ียวขอ๎ งกบั การจัดการศกึ ษาในระดับปฐมวัยได๎ใช๎เปน็ แนวทางพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ เพอื่ สํงเสริมพฒั นาการดา๎ นกล๎ามเน้อื เลก็ สาหรบั เด็กปฐมวยั ให๎มปี ระสทิ ธิภาพมากย่ิงข้นึ ตํอไป วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย 1. เพ่ือศึกษาผลการพฒั นากลา๎ มเน้ือเล็กด๎านการประสานสัมพันธ๑ระหวํางมือกับตา โดยใช๎กิจกรรม ศิลปสร๎างสรรค๑ สาหรับเดก็ ปฐมวัย 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองด๎านความรับผิดชอบ โดยใช๎กิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ สาหรับเด็กปฐมวัย สมมตฐิ าน 1. พัฒนาการกลา๎ มเน้อื เล็กด๎านการประสานสัมพนั ธ๑ระหวาํ งมอื กับตาของเดก็ ปฐมวัย เม่อื ไดร๎ ับการจดั กิจกรรมศลิ ปสร๎างสรรค๑พัฒนาสงู ข้ึน 2. พฤติกรรมความมีวินัยด๎านความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย เมื่อได๎รับการจัดกิจกรรมศิลป สรา๎ งสรรค๑พฒั นาสงู ขึ้น ประโยชน์ที่ไดร้ บั 1. ใหแ๎ นวคิดในการพฒั นากล๎ามเน้ือเล็กด๎านการประสานสัมพันธ๑ระหวํางมือกับตา และพฤติกรรม ความมีวนิ ยั ด๎านความรบั ผิดชอบของเด็กปฐมวัย โดยการใชก๎ ิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ 2. ผลการวจิ ยั เปน็ แนวทางใหค๎ รูและบคุ ลากรที่เก่ยี วข๎องกับเด็กปฐมวยั เพอื่ นาไปประยุกตใ๑ ชใ๎ นกิจกรรม อน่ื ๆ วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั ประเภทของการวิจยั การวิจยั เชงิ ทดลอง (Experimental Research) ระเบียบวธิ ีการวิจยั ผ๎วู ิจัยดาเนนิ การทดลองตามแบบแผนการทดลองกลํุมเดยี วสอบกํอนสอบหลงั (One group pretest–posttest design) ประชากรและตัวอยา่ ง ประชากรท่ีใช๎ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นเด็กชาย-หญิง อายุระหวําง 4-5 ปี กาลังเรียนอยํูช้ันอนุบาลปีที่ 2 สังกัดสานักงานเขตการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร๑ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2560 จานวน 1,500 คน และกลํุมตัวอยํางท่ีใช๎ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู๎วิจัยใช๎วิธีการ สํุมอยํางงําย (Simple Random Sampling) ได๎กลุํมตัวอยํางเป็นเด็กชาย-หญิง อายุระหวําง 4-5 ปี กาลังเรียนอยํูชั้น อนบุ าลปีท่ี 2 โรงเรียนบ๎านลาหาด สังกดั สานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาสุรนิ ทร๑ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2560 จานวน 20 คน การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 134

ตัวแปรการวจิ ยั 1. ตวั แปรต๎น ได๎แกํ การจดั กจิ กรรมศลิ ปสรา๎ งสรรค๑ 2. ตวั แปรตาม ได๎แกํ 2.1 พฒั นาการกลา๎ มเน้อื เล็ก ดา๎ นการประสานสมั พันธ๑กนั ระหวาํ งมอื กับตา 2.2 พฤตกิ รรมความมวี ินัยในตนเอง ด๎านความรบั ผิดชอบ เคร่ืองมือ 1. แผนการจดั กจิ กรรมศลิ ปสร้างสรรค์ 1.1 ศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข๎อง ดงั น้ี 1.2 ศกึ ษาแผนการจดั ประสบการณ๑ของนักเรียนชั้นอนุบาล จากเอกสารหลักสูตร การศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 และจากเอกสารเกย่ี วกบั แผนการจดั ประสบการณร๑ ะดับปฐมวัย 1.3 เอกสารและงานที่เกี่ยวข๎องกับศิลปสร๎างสรรค๑ของ สัตยา สายเชื้อ (2541) สริ พิ รรณ ตันตริ ัตนไ๑ พศาล (2545) 1.4 เอกสารและงานที่เก่ียวข๎องกับความคิดสร๎างสรรค๑สร๎างสรรค๑ของ ภารณี เศรษฐวงศ๑สิน (2541) อารี พันธ๑มณี (2540) ศรแี พร จันทราภริ มย๑ (2550) 1.5 สร๎างแผนการจัดกจิ กรรมศลิ ปสร๎างสรรค๑ จานวน 40 แผน โดยมีจุดมุํงหมาย เพ่ือพฒั นากล๎ามเน้ือเลก็ ดา๎ นการประสานสมั พันธก๑ นั ระหวํางมอื กบั ตา ของนักเรยี นชน้ั อนบุ าลปีท่ี 2 1.6 นาแผนการจัดกจิ กรรมศลิ ปสร๎างสรรค๑ ซงึ่ ผูว๎ ิจัยเปน็ ผ๎สู รา๎ งขนึ้ จานวน 40 แผน ไปใหผ๎ ู๎เชย่ี วชาญเป็นผูต๎ รวจและเสนอแนะ จานวน 3 ทาํ น 1.7 นาแผนการจดั กจิ กรรมศิลปสร๎างสรรค๑ที่ผาํ นการตรวจจากผ๎ูเชี่ยวชาญ แล๎วมา ปรบั ปรงุ แก๎ไข 1.8 นาแผนการจัดกิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ ไปทดลองสอนกับนักเรียนชั้นอนุบาล ปที ่ี 2 โรงเรยี นบา๎ นเสรียง สานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร๑ เขต 3 ซ่ึงไมํใชํกลํุมเปูาหมาย เพอื่ ตรวจสอบความเหมาะสมของเวลา อุปกรณ๑ และการใช๎ภาษา จานวน 20 คน เพอื่ ปรับปรุงแกไ๎ ขอีกครั้งให๎ สมบรู ณ๑ 1.9 จัดทาต๎นฉบับที่สมบูรณ๑ สาหรับนาไปทดลองใช๎กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 2 ที่เปน็ กลุํมตวั อยาํ ง 2. แบบประเมนิ พัฒนาการด้านกล้ามเน้อื เล็กด้านการประสานสัมพันธ์กันระหว่างมือกับ ตา ของนักเรียนชัน้ อนุบาลปที ่ี 2 2.1 ศึกษาเอกสาร ตารา งานวิจยั ท่ีเก่ียวข๎องกบั การสรา๎ งแบบประเมนิ พัฒนาการด๎าน กล๎ามเนอ้ื เล็กดา๎ นการประสานสมั พันธก๑ นั ระหวาํ งมือกบั ตา ของนักเรยี นชน้ั อนุบาลปีที่ 2 2.2 สรา๎ งแบบประเมนิ พัฒนาการด๎านกลา๎ มเนอื้ เลก็ ด๎านการประสานสัมพนั ธ๑กันระหวําง มือกับตา ของนักเรยี นชนั้ อนบุ าลปที ่ี 2 การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 135

2.3 กาหนดมาตราวัดให๎แตํละข๎อความเป็น 3 มาตรา โดยข๎อความท่ีเป็นบวกจะให๎ คะแนนเป็น 3 2 1 และขอ๎ ความทเี่ ป็นลบจะให๎คะแนนเปน็ 1 2 3 โดยใช๎มาตราวดั ของลิเคอร๑ส (ระวีวรรณ อังคนุรกั ษ๑พนั ธ๑, 2533 : 85 – 86) 2.4 นาแบบประเมนิ พฒั นาการดา๎ นกล๎ามเน้ือเล็กด๎านการประสานสัมพันธ๑กันระหวําง มอื กับตา ของนักเรียนช้นั อนุบาลปีท่ี 2 ให๎ผู๎เช่ียวชาญกลุํมเดิม จานวน 3 ทําน พิจารณาความเท่ียงตรงเชิง เนื้อหาการเรยี นรู๎ ตามความคิดเห็นของผู๎เชี่ยวชาญ นาผลการพิจารณาลงความเห็นขอผู๎เช่ียวชาญมาหาคํา ดชั นคี วามสอดคลอ๎ ง (Index of Consistency : IOC) (สมนกึ ภัททิยธนี. 2549 : 220) โดยพิจารณาจากคํา IOC ถ๎ามีคํามากกวํา 0.5 ซึ่งถือวําแบบประเมินพัฒนาการด๎านกล๎ามเนื้อเล็กด๎า นการประสานสัมพันธ๑กัน ระหวาํ งมอื กับตา ของนกั เรยี นชัน้ อนุบาลปที ี่ 2 มคี วามเทยี่ งตรงเชิงเน้อื หา นาไปใช๎ในการประเมนิ ได๎ 2.5 นาแบบประเมินท่ีผํานเกณฑ๑ ไปทดลองใช๎กับนักเรียนช้ันอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียน บ๎านเสรียง สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร๑ เขต 3 ที่ไมํใชํกลํุมตัวอยําง เพ่ือแก๎ไข ปรบั ปรุง 2.6 ไดแ๎ บบประเมนิ พฒั นาการด๎านกล๎ามเน้ือเล็กด๎านการประสานสัมพันธ๑กันระหวําง มอื กบั ตา 3. แบบสังเกตพฤตกิ รรมความมีวนิ ยั ในตนเองด้านความรับผดิ ชอบ ของนักเรียนช้ันอนุบาล ปีที่ 2 3.1 ศึกษาเอกสาร ตารา งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข๎องกบั การสรา๎ งแบบสงั เกตพฤติกรรมความมี วินัยในตนเองดา๎ นความรับผดิ ชอบ และการบันทกึ พฤติกรรม 3.2 ศกึ ษาแบบสงั เกตความมวี ินัยของตนเองของวิลาวัณย๑ เผือกพํวง (2536) กฤษณีย๑ ภํูพัฒน๑ (2538) จติ รา ชนะกลุ (2539) จันทรด๑ ี ถนอมคลา๎ ย (2539) สมจิตต๑ สวุ รรณวงศ๑ (2542) 3.3 นาข๎อมูลที่ได๎จากการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยในข๎อ 1 และข๎อ 2 มาสร๎าง เกณฑก๑ ารประเมินใหค๎ รอบคลุมพฤตกิ รรมความมวี นิ ัยในตนเอง ได๎แกํ ความรับผดิ ชอบ โดยสร๎างแบบสังเกต พฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย แบบมาตราสํวนประเมินคํากาหนด ตัวเลข (Numerical Rating Scales) 3.4 เกณฑ๑การใหค๎ ะแนนการสังเกตพฤติกรรมออกเปน็ 3 ระดับ คือ ระดับคะแนน 3,2 และ 1 3.5 กาหนดจุดมุํงหมายในการสร๎างแบบสังเกตพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองด๎าน ความรบั ผิดชอบด๎วยตนเอง 3.6 สร๎างแบบสงั เกตพฤติกรรมความมีวนิ ยั ในตนเอง ด๎านความรบั ผดิ ชอบในตนเอง 3.7 นาแบบสังเกตพฤติกรรมความมีวินัยในตนเอง ด๎านความรับผิดชอบในตนเอง ของ นกั เรียนชัน้ อนบุ าลปีที่ 2 ให๎ผเู๎ ชีย่ วชาญกลมํุ เดิม จานวน 3 ทําน พจิ ารณาความเท่ียงตรงเชงิ เนือ้ หาการเรียนรู๎ ตามความคดิ เห็นของผูเ๎ ช่ียวชาญ นาผลการพิจารณาลงความเหน็ ขอผ๎ูเช่ียวชาญมาหาคําดัชนีความสอดคล๎อง การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 136

(Index of Consistency : IOC) (สมนึก ภัททิยธนี. 2549 : 220) โดยพิจารณาจากคํา IOC ถ๎ามีคํามากกวํา 0.5 ซง่ึ ถือวาํ แบบสงั เกตพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองดา๎ นความรบั ผดิ ชอบในตนเอง ของนักเรียนชั้นอนุบาล ปีท่ี 2 มีความเทย่ี งตรง เชงิ เนื้อหา นาไปใช๎ในการประเมินได๎ 3.8 นาแบบประเมินท่ีผํานเกณฑ๑ ไปทดลองใช๎กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 2 โรงเรียน บ๎านเสรียง สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร๑ เขต 3 ที่ไมํใชํกลํุมตัวอยําง เพ่ือแก๎ไข ปรับปรงุ 3.9 ไดแ๎ บบสงั เกตพฤตกิ รรมความมวี นิ ัยในตนเองดา๎ นความรบั ผิดชอบในตนเอง การดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล การวจิ ยั คร้ังนี้ ดาเนนิ การในภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2560 ในชวํ งกิจกรรมสรา๎ งสรรค๑และเสรี ทกุ วนั ใน 1 สปั ดาห๑ วันละ 40 นาที ระยะเวลา 8 สัปดาห๑ โดยมีลาดบั ขั้นตอนดงั นี้ 1) ผด๎ู าเนินการจัดกจิ กรรมศิลปสรา๎ งสรรคเ๑ พือ่ พัฒนากล๎ามเนอ้ื เล็กและพฤติกรรมความ มวี ินัยในตนเอง 2) ขณะปฏิบัติกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ ผู๎วิจัยประเมิน พัฒนาการด๎านกล๎ามเนอ้ื เลก็ ด๎านการประสานสัมพนั ธ๑ระหวํางมือกบั ตา และพฤตกิ รรมความมวี นิ ยั ในตนเอง ด๎านความรับผดิ ชอบ 3) นาข๎อมูลทไ่ี ดจ๎ ากการประเมนิ พฒั นาการดา๎ นกล๎ามเนื้อเลก็ ดา๎ นการประสานสมั พันธ๑ ระหวํางมือกบั ตา มาตรวจใหค๎ ะแนน และผลการสังเกตพฤตกิ รรมความมวี นิ ยั ในตนเอง ดา๎ นความรับผดิ ชอบ การวิเคราะหข์ ้อมูล 1. การวิเคราะห๑ข๎อมูลจาแนกตามกิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ เพ่ือพัฒนากล๎ามเน้ือเล็กด๎าน การประสานสัมพนั ธก๑ นั ระหวํางมอื กับตาของเดก็ ปฐมวยั แตํละหนํวยการเรียนร๎ู หนว่ ยที่/สัปดาห์ที่ วันท่ี 1 วนั ที่ 2 วันที่ 3 วนั ที่ 4 วนั ท่ี 5 รวมเฉลี่ยรอ้ ยละ 22 76.62 72.31 73.33 74.36 74.29 74.18 23 75.38 76.92 77.44 78.46 78.46 77.33 24 80.00 81.54 84.62 86.15 86.67 83.80 25 87.18 87.69 89.74 90.26 90.77 89.13 26 91.79 92.31 93.85 94.87 94.36 93.44 27 97.95 98.97 98.97 98.97 99.49 98.87 28 100 100 100 100 100 100.00 29 100 100 100 100 100 100.00 รวมเฉลีย่ ร้อยละ 88.62 88.72 89.74 90.38 90.51 89.59 การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 137

จากตารางวิเคราะหก๑ ารจดั กิจกรรมศลิ ปสรา๎ งสรรค๑ ของนักเรียนช้ันอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียน บ๎านลาหาด สังกัดสานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสุรินทร๑ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 พบวาํ ผลการประเมนิ พฒั นาการด๎านกลา๎ มเน้ือเล็กด๎านการประสานสัมพันธ๑กันระหวํางมือกับตา ในภาพรวม คิดเปน็ รอ๎ ยละ 89.59 2. การวิเคราะห๑พฤติกรรมความมีวินัยในตนเองด๎านความรับผิดชอบ ของนักเรียนชั้น อนบุ าลปที ่ี 2 แตลํ ะหนํวยการเรียนร๎ู หนว่ ยที่/ วนั ที่ 1 วนั ท่ี 2 วันที่ 3 วันท่ี 4 วนั ที่ 5 รวมเฉลย่ี สปั ดาห์ท่ี ร้อยละ 22 71.28 71.79 72.31 72.82 73.33 72.31 23 74.36 76.41 75.90 76.92 76.92 76.10 24 78.97 80.00 83.08 84.62 84.62 82.26 25 81.95 86.67 88.72 90.26 90.26 87.57 26 91.79 98.46 93.85 94.87 94.36 94.67 27 90.77 92.82 93.33 94.87 95.38 93.43 28 99.49 99.49 100 100 100 99.80 29 100 100 100 100 100 100.00 รวมเฉลยี่ 86.08 88.21 88.40 89.30 89.36 88.27 รอ้ ยละ จากตารางวิเคราะห๑พฤติกรรมความมีวินัยในตนเองด๎านความรับผิดชอบ ของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ๎านลาหาด สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร๑ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 พบวํา พฤติกรรมความมีวินัยในตนเอง ด๎านความรับผิดชอบ ในภาพรวม คิดเป็นรอ๎ ยละ 88.27 สรปุ ผลการวจิ ัยและอภปิ รายผล 1. ผลการศกึ ษาพัฒนาการกล๎ามเนอ้ื เล็กด๎านการประสานสมั พนั ธ๑กนั ระหวํางมอื กับตา ที่ได๎รับการจัด กิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ พบวํานักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 2 โรงเรียนบ๎านลาหาด สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษาประถมศึกษาสรุ ินทร๑ เขต 3 มีการพัฒนาสูงข้ึนตํอเนื่องเป็นลาดับ ภาพรวมอยํูในระดับ ดี และคิด เปน็ รอ๎ ยละ 89.59 2. ผลการศึกษาพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองด๎านความรับผิดชอบ ที่ได๎รับการจัดกิจกรรมศิลป - สรา๎ งสรรค๑ สาหรับเดก็ ปฐมวยั พบวํานักเรียนช้ันอนุบาลปที ่ี 2 โรงเรยี นบ๎านลาหาด สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ี การศกึ ษาประถมศึกษาสรุ ินทร๑ เขต 3 มพี ฤติกรรมความมีวนิ ยั ในตนเองสูงขึ้นตามลาดับ ภาพรวมอยํูในระดับ ดี และคดิ เป็นรอ๎ ยละ 88.27 การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 138

อภปิ รายผล การวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาผลการจัดกิจกรรมพัฒนากล๎ามเนื้อเล็ก และพฤติกรรมความมีวินัยใน ตนเอง โดยใช๎กจิ กรรมศิลปสร๎างสรรค๑ จากผลการวจิ ยั ดังกลาํ วมีประเดน็ ทจ่ี ะนาเสนออภปิ ราย ดงั น้ี 1. กิจกรรมศลิ ปสรา๎ งสรรค๑ สํงผลตอํ พัฒนาการกลา๎ มเนื้อเลก็ ด๎านการประสานสัมพนั ธ๑กันระหวํางมอื กับตา ภาพรวมอยใํู นระดบั ดี ก็เพราะนกั เรยี นได๎ทากจิ กรรมการวาดภาพ การระบายสี การเปุาสี การป้๓น ดินน้ามนั การปน๓้ ขยากระดาษ การประดิษฐ๑ของเลํน หลังจากที่ได๎ปฏิบัติกิจกรรมแตํละกิจกรรมสามารถ สํงเสรมิ พัฒนาการทั้ง 4 ด๎าน คือ รํางกาย อารมณ๑ จิตใจ สังคม และสติป๓ญญา พัฒนาทักษะการฟ๓ง การพูด การเลําเร่ืองราวตามจินตนาการ และสอดคล๎องกับกุลยา ตันติผลาชีวะ (2547 : 103) ที่กลําวไว๎วํา กิจกรรมการป๓น้ เป็นกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให๎เด็กได๎ลงมือปฏิบัติจริงด๎วยการป๓้น ซึ่งเด็กได๎ใช๎ทั้งกล๎ามเน้ือมือ นิ้วมือ และการประสานสัมพันธ๑กันระหวํางมือกับตาในการป๓้นให๎เป็นรูปรํางตําง ๆ ตามความต๎องการและ กิจกรรมการป้๓นเป็นกิจกรรมที่สํงเสริมการทางานของฝุามือ ข๎อมือและน้ิวมือในการบีบ นวด ทุบดินน้ามัน ซึ่งสํงผลให๎เพิ่มความแข็งแรงของกล๎ามเน้ือมือและมีทักษะในการใช๎มือ นิ้วมือให๎ทางานได๎คลํองแคลํวข้ึน นอกจากน้ี เลิศ อานันทนะ (2535 : 45 -46) กลําววํา การป้๓นเป็นกิจกรรมท่ีสามารถสํงเสริมและพัฒนาการ ทางานที่ประสานสมั พันธก๑ นั ระหวาํ งการใช๎กล๎ามเนื้อมอื น้วิ มอื และประสาทตา ซึ่งเด็กจะได๎พฒั นาทง้ั กลา๎ มเนือ้ มือ ฝุามือ ข๎อมือ และน้ิวมือ ซึ่งจะสํงผลให๎อวัยวะตําง ๆ มีความแข็งแรงและทางานได๎คลํองตัวขึ้น มีความสามารถในการใช๎มือมากย่ิงข้ึน และสอดคล๎องกับการศึกษาของ มัทนี เกษกมล (ม.ป.ป. 189 - 190) ท่กี ลาํ ววํา กจิ กรรมศิลปะ มีความสาคญั กบั ความสามารถในการใช๎กล๎ามเน้ือมัดเล็กอยํางยิ่ง เพราะขณะที่ เด็กทากิจกรรมศิลปะ เด็กได๎พัฒนาทางกายโดยการได๎ปฏิบัติด๎วยมือ ให๎สัมพันธ๑กับการมองเห็น ซึ่งในการ พัฒนากล๎ามเน้ือเล็กทส่ี าคญั คือ การพฒั นานว้ิ มือ ถอื เปน็ จดุ เริ่มตน๎ สาหรับความสามารถของเด็ก ย่ิงเด็กได๎มี โอกาสใชม๎ อื ได๎คลอํ งแคลํวเพยี งใดยํอมจะชวํ ยสํงเสรมิ พฒั นาการทางสตปิ ๓ญญา ในการคัดเลอื กกจิ กรรมเพื่อสงํ เสรมิ ความคดิ สรา๎ งสรรคข๑ องเดก็ นักเรยี นชั้นอนุบาลปที ่ี 2 นั้นผู๎วิจัยได๎ คัดเลือกกิจกรรมท่ีสนุก นําสนใจ เพ่ือชํวยกระต๎ุน และสํงเสริมความคิดสร๎างสรรค๑ ซึ่งเหมาะสมกับวัย สอดคล๎องกับธรรมชาติของเดก็ สํงเสริมใหเ๎ ดก็ ไดล๎ งมือปฏิบตั ิกจิ กรรมตําง ๆ ได๎ดว๎ ยตนเอง มีความเหมาะสม กับวยั เวลา และโอกาส แนวคิดดังกลาํ วสอดคล๎องกับเกณฑ๑ในการเลือกกิจกรรมของเยาวพา เดชะคุปต๑ (2542 : 12) กลําววํา ในการเลือกกิจกรรมสาหรับเด็กปฐมวัยควรคานึงถึงเกณฑ๑ ได๎แกํ พัฒนาการเด็ก ด๎านวัฒนธรรมของธรรมชาติ และด๎านพัฒนาการทางสติป๓ญญา นอกจากน้ีการเลือกกิจกรรมท่ีสํงเสริม พัฒนาการด๎านตําง ๆ ของเด็ก คือ พัฒนาการด๎านรํางกาย อารมณ๑ จิตใจ สังคม และสติป๓ญญา กจิ กรรมท่ีจดั ควรเป็นกิจกรรมที่สํงเสริมทักษะทางภาษา ทักษะในการคิดแก๎ป๓ญหา ทักษะในการคิดอยําง สร๎างสรรค๑ ซ่ึงมคี วามสาคัญในการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพของเดก็ ปฐมวยั ระหวํางท่ีนักเรียนรํวมทากิจกรรมศิลป สร๎างสรรค๑น้ัน นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร๎นให๎ความรํวมมือในการทากิจกรรมตําง ๆ เป็นอยํางดี นกั เรียนชอบทากิจกรรมสรา๎ งสรรค๑ มคี วามสขุ ที่ได๎ทากิจกรรม และสร๎างผลงานทางศิลปะตามจิน ตนาการ หลงั จากทีไ่ ดท๎ าผลงานด๎านศิลปะ เชํน การวาดภาพระบายสี การเปุาสีน้า การป๓้นดินน้ามัน การป๓้นขยา การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 139

กระดาษ โดยผู๎วจิ ยั จะเปดิ โอกาสให๎มอี สิ ระในการสรา๎ งและตกแตํงผลงานเอง ให๎เด็กมีโอกาสมีอิสระในการ สร๎างและตกแตํงผลงานของตนเอง ให๎เด็กได๎สนทนาขณะที่ทากิจกรรมสร๎างสรรคผ๑ ลงานศลิ ปะ โดยบรรยาย ภาพตามจนิ ตนาการ ผ๎ูวจิ ยั จะให๎คาชมและคอยกระต๎ุนให๎นักเรียนได๎แสดงออกทางความคิดสร๎างสรรค๑และ จนิ ตนาการอยํางเต็มทซ่ี งึ่ สอดคลอ๎ งกบั คากลําวของ นิตยา ประพฤติกิจ (2539 : 109) กลําววํากิจกรรม สรา๎ งสรรค๑ จะชํวยให๎เดก็ มโี อกาสแสดงออกตามความสามารถของตนเอง และเดก็ รสู๎ งั คมมากข้ึนในระหวาํ ง ท่ีเด็กปฏิบตั กิ ิจกรรม เด็กจะสามารถพดู สนทนากับเพือ่ นหรอื กบั ครู การพดู ของเด็กนบั วาํ เป็นการแสดงออก ความรู๎สึก ความคดิ จนิ ตนาการ และพัฒนาการดา๎ นภาษา 2. กิจกรรมศลิ ปสร๎างสรรค๑ สงํ ผลตอํ พฤติกรรมความมีวินัยในตนเองด๎านความรับผิดชอบ ภาพรวม อยํใู นระดับ ดี แสดงให๎เหน็ วาํ พฤตกิ รรมความมวี ินยั ดา๎ นความรบั ผดิ ชอบ สามารถสํงเสรมิ พัฒนาได๎จากการ จดั กิจกรรมศลิ ปสรา๎ งสรรค๑ ทั้งนี้เน่อื งมาจากการทนี่ ักเรยี นช้นั อนุบาลปที ี่ 2 ไดท๎ ากจิ กรรมศลิ ปสร๎างสรรค๑นั้น ครูได๎สรา๎ งข๎อตกลงในการทากิจกรรมและคอยสอดสอํ งพฤติกรรมในดา๎ นตาํ ง ๆ คือ การรู๎จักชํวยเหลือตนเอง การปฏิบตั ิตามกตกิ า ข๎อตกลงในการทากิจกรรม การดูแลรักษาของใช๎ ทากจิ กรรมดว๎ ยความต้ังใจ และการ เก็บสอื่ อปุ กรณ๑เมอ่ื เลกิ ใช๎ ทาให๎พฤตกิ รรมดา๎ นความรบั ผิดชอบของนักเรียนชั้นอนุบาลสูงขึ้น สอดคล๎องกับ กุลยา ตนั ติผลาชีวะ (2542 ก : 80 –81) กลําววํา การสอนวินัยต๎องคํอยเป็นคํอยไป ใสํใจและพยายามใน การสรา๎ งดว๎ ยการใช๎สมั พันธภาพท่ดี ีกบั เด็ก ให๎คาแนะนาชี้แจงถงึ การประพฤติปฏิบัติท่ีถูกต๎อง ฝึกเด็กให๎รู๎จัก การบงั คับตนเองอยาํ งมีเหตผุ ล ใหก๎ าลงั ใจเมอื่ เด็กทาถกู ต๎องและชมเชย ใช๎วิธีการชกั จูงใจให๎มีสํวนรํวมในการ ปฏิบัติ มากกวําการบังคับ โดยคานึงถึงความรู๎สึกจิตใจของเด็ก และความสามารถของเด็กในการพัฒนาตาม ระดับอายุ การสอนวินัยเด็กด๎วยความรักและใหส๎ ่ิงท่ีดีท่ีสุดกับเด็ก จะชํวยให๎เด็กมีความรู๎สึกท่ีดีกับการมีวินัย นอกจากน้ี สุชา จนั ทน๑เอม (2511ก : 52) กลาํ ววาํ ผู๎ใหญจํ ะต๎องสร๎างสมั พนั ธภาพอันดกี บั เด็ก ไมํควรบังคับ ขํมขํใู หเ๎ ด็กทาตามกฎท่ไี ดว๎ างไว๎ เมื่อตอ๎ งการให๎เดก็ ทาส่งิ ใดควรให๎คาแนะนาและชแ้ี จงแตํโดยดี เพ่ือชํวยใหเ๎ ด็ก เขา๎ ใจอยาํ งแจํมแจ๎ง ควรใหเ๎ ดก็ มอี สิ ระในการพฒั นาตนเอง ไมคํ วรควบคมุ เด็กตลอดเวลาและสํงเสริมใหเ๎ ด็กทา สง่ิ ตาํ ง ๆ ตามความสามารถของตนโดยไมํควรมอบความรับผดิ ชอบใหเ๎ กนิ กาลังของเดก็ พยายามอธบิ ายคาถาม ตําง ๆ ท่เี ด็กสนใจและรับฟง๓ เหตผุ ลตําง ๆ ของเด็กให๎ความนับถือในตวั เดก็ และปลํอยใหเ๎ ด็กเป็นตัวของตัวเอง การยกยอํ งหรือให๎คาชมเชยจะเปน็ การสํงเสรมิ กาลงั ใจและแสดงให๎เดก็ รวู๎ ําตนมคี วามพอใจในการกระทาของ เดก็ สรุปได๎วํา การใช๎กิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ สามารถพัฒนากล๎ามเนื้อเล็กด๎านประสานสัมพันธ๑กัน ระหวํางมอื กับตาและพฤติกรรมความมีวินัยในตนเอง ด๎านความรับผิดชอบของนักเรียนช้ันอนุบาลปีที่ 2 สูง กวําเกณฑ๑ท่ีกาหนดไว๎ ดังน้ันกิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑จึงเป็นกิจกรรมท่ีมีความหมาย และควรนามาใช๎ใน กจิ กรรมการเรยี นการสอน สือ่ การเรยี น รูปแบบการดาเนินกจิ กรรมตําง ๆ ให๎เหมาะสมกับพัฒนาการและวั ย ของนกั เรียน องค๑ประกอบเหลํานี้จะชํวยสํงเสริมให๎นักเรียนเกิดการเรียนรู๎อยํางมีประสิทธิภาพ และความ ตอํ เนอ่ื งของการพัฒนายงิ่ ขึ้นในอนาคต การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 140

ข้อเสนอแนะ ผว๎ู ิจัยพบวาํ การใช๎กจิ กรรมศลิ ปสรา๎ งสรรค๑ สํงผลใหเ๎ ดก็ เกดิ การสร๎างเสริมพัฒนาการอีกท้ังยังสนอง ความต๎องการความสามารถและความแตกตํางระหวํางบุคคล ทาให๎เกิดทักษะพื้นฐานในอันท่ีจะสํงผลให๎เกิด ความสาเรจ็ ในชวี ติ ตามชวํ งวยั ซึง่ เปน็ เรอื่ งทนี่ ําสนใจทีจ่ ะศกึ ษาวิจยั ในประเดน็ อนั ท่ีเก่ียวเนื่องตอํ ไป เชํน 1. การนากิจกรรมไปปรับใช๎กบั นกั เรียนกลุมํ ตวั อยาํ ง เชํน เด็กท่ีได๎รับการอบรมเลี้ยงดูใน สภาวะทีแ่ ตกตํางกนั 2. การมสี วํ นรํวมของผูป๎ กครองในการจดั กิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑โดยใช๎การเสริมแรง เชํน การใหร๎ างวลั หรือคาชมเชย เพอ่ื สํงเสรมิ พัฒนาการของเดก็ ในระดับปฐมวัย 3. แนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู๎ปกครองในการจัดกิจกรรมศิลปสร๎างสรรค๑ภายใน ครอบครัว สาหรับเดก็ ปฐมวัย 4. รูปแบบการจดั กจิ กรรมศิลปสร๎างสรรค๑ท่ีเหมาะสมสาหรับเด็กปฐมวัยตามแนวทางการ ปฏริ ูปการศกึ ษา 5. เทคนคิ การจัดกจิ กรรมศลิ ปสรา๎ งสรรคส๑ าหรบั เด็กปฐมวัย เพอื่ เตรียมความพร๎อมในระดับ ประถมศึกษา เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2546). ค่มู ือหลกั สูตรกอ่ นประถมศึกษา พทุ ธศักราช 2546 (อายุ 3 – 6 ปี). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค๑ รุ สุ ภาลาดพรา๎ ว. กฤษณี ภํพู ัฒน๑. (2538). การศกึ ษาวนิ ัยในตนเองของเด็กปฐมวยั ที่ผปู้ กครองใช้ชดุ ให้ความรู้ แก่ ผู้ปกครองส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาในชีวิตประจาวันเร่ือง“ขอให้หนูคิดเอง” และ ผู้ปกครองใช้กิจกรรมตามปกติในชีวิตประจาวัน. ปริญญานิพนธ๑ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย) กรงุ เทพฯ:บัณฑติ วิทยาลัยมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. ถาํ ยเอกสาร. กลุ ยา ตันติผลาชีวะ. (2542 ก เมษายน). “การฝึกวนิ ยั เด็ก” วารสารการศกึ ษาปฐมวัย 3 (2) : 60-65 . (2547). การจดั กจิ กรรมการเรยี นร้สู าหรับเด็กปฐมวยั . กรงุ เทพฯ : เอดสิ นั เพรสโปรดกั ส๑ จนั ทรด๑ ี ถนอมคลา๎ ย. (2539). การพฒั นาวินยั ในตนเองดา้ นความอดทนของเดก็ ปฐมวัยที่มีสตปิ ญั ญา แตกตา่ งกนั ดว้ ยวธิ ีการเลา่ นทิ านประกอบหุ่นมือโดยมกี ารใชค้ าถามกอ่ น ระหว่าง และหลัง การเลา่ นิทาน. ปริญญานพิ นธ๑ กศ.ม. (จติ วิทยาพัฒนาการ). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. ถาํ ยเอกสาร. จิตรา ชนะกุล. (2539). ความมีวินยั ในตนเองของเดก็ ปฐมวยั ทไ่ี ด้รบั การจดั ประสบการณ์กจิ กรรม ในวงกลมแบบกลุ่มย่อย. ปริญญานพิ นธ๑ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถาํ ยเอกสาร. นติ ยา ประพฤติกจิ . (2539). การพฒั นาเด็กปฐมวยั . กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร.๑ การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 141

ภารณี เศรษฐวงษส๑ ิน. (2541). การศกึ ษาความเชื่อม่นั ในตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีไดร้ ับการจัดกิจกรรม ศิลปสรา้ งสรรคเ์ สรมิ ด้วยภาษาพดู กับกจิ กรรมศิลปสรา้ งสรรคแ์ บบปกต.ิ ปรญิ ญานพิ นธ๑ กศ.ม. (การศกึ ษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : บณั ทติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร. ถาํ ยเอกสาร. เยาวพา เดชะคปุ ต.๑ (2542). การจดั การศกึ ษาสาหรบั เดก็ ปฐมวยั . กรุงเทพฯ : เอพี กราฟฟิกส๑ ดไี ซน๑ ระวีวรรณ องั คนุรักษพ๑ นั ธ๑. (2533). การวดั ทัศนคติเบือ้ งต้น. มหาวิทยาลัยบรู พา. วิลาวณั ย๑ เผอื กมํวง. (2536). พฤติกรรมความเอื้อเฟอ้ื ความมรี ะเบียบวนิ ัยและความสามารถในการใช้ กล้ามเนอ้ื เล็กของเดก็ ปฐมวัยทไี่ ด้รบั ประสบการณส์ รา้ งสรรค์(ศิลปศึกษา). ปริญญานพิ นธ๑ กศ.ม. (การศกึ ษาปฐมวัย). กรงุ เทพฯ : บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. ถาํ ยเอกสาร. วิทยา นาควชั ระ. (2544). วิธีเลย้ี งลูกใหเ้ กง่ ดีและมสี ขุ = IQ EQ MQ AQ . กรุงเทพฯ : กูด๏ บคุ๏ . ถวัลย๑ มาศจรสั , นิภา เรอื งสทุ ธ.ิ (2547). ค่มู อื การจัดกจิ กรรมสร้างสรรคโ์ ดยใชส้ ่ือท่ีหลากหลายเพื่อพัฒนากลา้ มเน้อื เล็ก. กรงุ เทพฯ : ธารอกั ษร. ศรีแพร จันทราภริ มย๑. (2550). ความคิดสร้างสรรค์ของเดก็ ปฐมวัยทีไ่ ด้รบั การจัดกิจกรรมศลิ ปะ สร้างสรรค์โดยใชเ้ ปลือกขา้ วโพด. ปรญิ ญานิพนธ๑ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรงุ เทพฯ : บณั ทติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. ถาํ ยเอกสาร. สมจติ ต๑ สวุ รรณวงศ๑. (2542). การศกึ ษาการจดั สภาพการณส์ ่งเสริมความคิดเชิงคุณธรรมตาม แนวคดิ คอนสตรัคตวิ ิสต์เพื่อพัฒนาวนิ ยั ในตนเองของเดก็ ปฐมวัย. ปริญญานพิ นธ๑ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรงุ เทพฯ : บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. ถํายเอกสาร. สัตยา สายเชื้อ. (2541). กิจกรรมศิลปะสาหรบั เด็กวยั ก่อนเรยี น. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร.๑ สิรมิ า ภิญโญอนันตพงษ.๑ . (2550).การศกึ ษาปฐมวัย. โครงการรํวมมอื ระหวํางมหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนดสุ ติ กบั กรมสงํ เสรมิ การปกครองท๎องถิน่ : มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนดุสติ . สิริพรรณ ตันตริ ตั น๑ไพศาล. (2545). ศิลปะสาหรบั เดก็ ปฐมวยั . กรุงเทพฯ : สุวิริยาสาสน.๑ สมนกึ ภทั ทิยธนี. (2549). การวดั ผลการศกึ ษา. พิมพ๑ครัง้ ที่ 5 . กาฬสินธุ๑ : ประสานการพมิ พ.๑ สชุ า จนั ทรเ๑ อม. (2511ก กรกฎาคม-กันยายน). “เด็กกบั การสรา้ งระเบียบวินยั ” วารสารแนะแนว. (2) : 52. อารี พนั ธม๑ ณ.ี (2540). ความคิดสรา้ งสรรค์กับการเรยี นรู้. กรุงเทพฯ : ต๎นอ๎อแกรมมี่. Vincent,E.L. (1961).Human Psychological Development. New York : The Ronald Press Company การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 142

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของมหาบณั ฑติ M.B.A. ยคุ THAILAND 4.0 Desirable Characteristics of M.B.A. Graduated in THAILAND 4.0 Era ฉัตยาพร เสมอใจ หลกั สูตรบรหิ ารธรุ กิจมหาบัณฑติ คณะ บริหารธุรกจิ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ [email protected] บทคัดย่อ บทความน้ีเป็นการนาเสนอผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ท่ีมีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษาคุณลักษณะอันพึง ประสงค๑ของมหาบณั ฑติ M.B.A. ยุค THAILAND 4.0 ด๎วยการสัมภาษณเ๑ ชิงลึก โดยเลือกกลํุมเปูาหมายแบบ เจาะจง สัมภาษณ๑นกั ศึกษาป๓จจุบัน 10 คน มหาบัณฑิต 3 คน ผ๎ูใช๎บัณฑิต 3 คน ผ๎ูประกอบการธุรกิจขนาด กลางและขนาดยํอม 3 คน และผ๎ูบริหารระดับสูงในธุรกิจขนาดใหญํ 2 คน รวม 21 คน ข๎อคาถามการ สมั ภาษณ๑ ไดร๎ บั การตรวจสอบจากผู๎เช่ียวชาญทางการศึกษา การวิเคราะห๑ข๎อมูลใช๎สถิติความถี่และร๎อยละ ผลการวจิ ัยพบวาํ มหาบณั ฑิต M.B.A. ยุค THAILAND 4.0 ควรมีคุณลักษณะ 15 ประการ โดย 3 อันดับแรก คือ ฉลาดใช๎เทคโนโลยี ร๎อยละ 92.86 รองลงมา รอบร๎ูและใฝุรู๎ ร๎อยละ 50.00 ร๎ูจักปรับตัวและมีความคิด สร๎างสรรค๑ รอ๎ ยละ 42.86 ทกั ษะด๎านภาษาและทักษะดา๎ นการสื่อสาร ร๎อยละ 35.71 ตามลาดับ คาสาคญั : ลักษณะอันพึงประสงคข๑ องมหาบัณฑิต หลกั สูตรบริหารธรุ กจิ มหาบณั ฑติ ยุคประเทศไทย 4.0 ABSTRACT This study was a qualitative research, aimed to study characteristics of M.B.A. graduated in the era of THAILAND 4.0. Collecting data by using in-depth interview from 21 interviewees which were 10 M.B.A. students, 3 M.B.A. graduated 3 employers, 3 SMEs owners or entrepreneurs and 2 executive of large enterprise. The interview-item was examined by educational expert. The statistics used were frequency and percentage. The result has shown that there were 15 expected characteristics of M.B.A. graduated in the ear of THAILAND 4.0. The top five characteristics were smart on using technology 92.86%, cleaver and eager to learn 50.00%, be able to adapt to the situation and being creativity 42.86% and communication and language skill 35.71%. KEYWORDS: expected characteristics of M.B.A. graduated, Thailand 4.0 Era การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 143

บทนา ประเทศไทย 4.0 เปน็ โมเดลการขับเคลอ่ื นเศรษฐกิจประเทศไทยทม่ี งํุ ปรับเปลีย่ นโครงสร๎างเศรษฐกิจ ไปสูํ เศรษฐกิจทขี่ บั เคลื่อนด๎วยนวัตกรรม (Value–Based Economy) เพื่อกา๎ วข๎ามกับดักประเทศรายได๎ปาน กลาง เม่ือบริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง ทาให๎ผ๎ูประกอบการโดยเฉพาะผู๎ประกอบการใน ภาคอุตสาหกรรมการผลิตต๎องปรับตัว เพื่อให๎ธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถเติบโตทํามกลางบริบทใหมํทาง เศรษฐกิจได๎อยาํ งเขม๎ แข็งและยั่งยืน สาหรับการปรับโครงสร๎างเศรษฐกิจของประเทศ เพ่ือก๎าวสูํการเป็นประเทศไทย 4.0 นั้น จะต๎อง เปลีย่ นจากความไดเ๎ ปรยี บเชิงเปรียบเทียบของประเทศที่มีอยูํ 2 ด๎าน คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและ ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมไปสูํความได๎เปรียบทางการแขํงขัน ขณะเดียวกันยังต๎องเปลี่ยนโครงสร๎าง เศรษฐกจิ อุตสาหกรรมทขี่ บั เคลือ่ นด๎วยนวตั กรรม มุํงเนน๎ การเพ่ิมมูลคํา (Value Added) ไปสํูการสร๎างมูลคํา (High Value) หรอื การสร๎างผลติ ภาพ (Productivity) นน่ั เอง ทัง้ น้ี การขับเคลอ่ื นโครงสร๎างเศรษฐกิจแบบใหมํ ดังกลาํ ว ตอ๎ งเติมเตม็ ดว๎ ยวทิ ยาการความคิดสร๎างสรรค๑ นวัตกรรม วิทยาศาสตร๑ เทคโนโลยกี ารวจิ ยั และพัฒนา การขบั เคล่อื นเศรษฐกจิ และภาคธรุ กจิ อุตสาหกรรม ภายใต๎โมเดล ‘ประเทศไทย 4.0’ น้ัน จะต๎องเร่ิม จากสร๎างความเข๎มแข็งจากภายใน คือ การยกระดับนวัตกรรม เพื่อสร๎างความเข๎มแข็งให๎แกํผู๎ประกอบการ ชมุ ชน และเครอื ขาํ ยในทกุ ภาคสํวนของประเทศ เมอ่ื โครงสรา๎ งเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศเขม๎ แข็งแลว๎ สงิ่ ทต่ี ๎องดาเนินการควบคํูกนั ไป คอื การเชื่อมโยงกับภายนอก ทั้งในรปู แบบภมู ภิ าค เชนํ กลมํุ ประเทศอาเซียน และการเชือ่ มโยงกบั เศรษฐกจิ โลกตํอไป ทั้งนี้ เปูาหมายการขับเคล่ือน ‘ประเทศไทย 4.0’ คือ การก๎าวไปสํูการเป็น ‘ประเทศที่มีรายได๎สูง’ ดว๎ ยนวัตกรรมทมี่ กี ารนาเทคโนโลยเี ข๎ามาประยกุ ต๑ใช๎ซ่งึ หากประเทศไทยสามารถขบั เคล่อื นไปได๎จริง จะทาให๎ ภาพรวมเศรษฐกจิ ไทยหลดุ พน๎ จากกบั ดกั ประเทศทีม่ รี ายไดป๎ านกลาง และสามารถลดการพึ่งพาตํางชาติ เพ่ือ ลดความเหล่ือมล้าตาํ ง ๆ เปน็ การสรา๎ งความสมดลุ ทางเศรษฐกจิ และสังคมให๎เกิดความม่ันคง มัง่ ค่ัง และย่งั ยืน ได๎อยาํ งแทจ๎ รงิ (BBC ไทย, 2560: ออนไลน๑) จากโมเดลประเทศไทย 4.0 ทาให๎สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นหนํวยงานสาคัญในการผลิตบุคลากรที่มี ศักยภาพตรงตามความตอ๎ งการของประเทศ เมอ่ื พจิ ารณาตัวเลขอตั ราการวํางงานของสานักงานสถิติแหํงชาติ พบวํา เพม่ิ ขน้ึ อยํางตอํ เนือ่ งมา 5 ปี โดยปี พ.ศ. 2554 อยทํู ี่ร๎อยละ .68 ปี พ.ศ. 2555 อยํูที่ .66 ปี พ.ศ. 2556 อยทํู ร่ี อ๎ ยละ .72 ปี พ.ศ. 2557 อยํทู ี่ร๎อยละ .84 ปี พ.ศ. 2558 อยูํท่ีร๎อยละ .89 และในปี พ.ศ. 2559 ณ เดือน พฤษภาคม อัตราการวํางงานเพ่ิมขึ้นอยํูท่ีร๎อยละ 1.20 ขณะท่ีปี พ.ศ. 2552 อัตราการวํางงานอยูํที่ร๎อยละ 1.49 และปี พ.ศ. 2553 อยทูํ ี่ร๎อยละ .04 ท้ังนี้ ยงั พบวํา การวํางงานท่ีเพ่ิมสงู ขน้ึ นน้ั เกิดมาจากการไมํมีการจ๎าง งานเพ่ิม ทาให๎คนวาํ งงานและสวํ นใหญํเปน็ บณั ฑติ จบใหมํ ทาให๎สถาบันการศกึ ษาที่ทาหนา๎ ทผ่ี ลติ บณั ฑติ ตอ๎ งมี การพฒั นาศกั ยภาพของบณั ฑิตใหต๎ รงกับความตอ๎ งการของตลาดใหม๎ ากยง่ิ ขนึ้ (สานักงานสถติ แิ หงํ ชาติ, 2560: ออนไลน)๑ การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 144

สถานการณ๑บัณฑติ ตกงานมีมาอยํางตํอเนื่อง ป๓จจุบันอัตราการวํางงานอยูํที่ร๎อยละ 27 ของจานวน บัณฑิตท่ีจบใหมํในแตํละปี สะท๎อนให๎เห็นวําบัณฑิต 4 คน จะตกงาน 1 คน จึงมีความจาเป็นอยํางย่ิงที่ มหาวิทยาลัยจะต๎องปรับตัว เตรียมบัณฑิตให๎พร๎อมเข๎าสูํตลาดแรงงาน เน๎นเปิดสอนในคณะ/สาขาวิชาท่ี มหาวทิ ยาลัยมีความเชยี่ วชาญ ยกเลิกหลกั สตู รทไ่ี มมํ ีผเ๎ู รียน หรือลดการรับนักศึกษาในหลักสูตรที่ไมํใชํความ ตอ๎ งการของประเทศ เป็นต๎น (ประชาชาตธิ ุรกิจออนไลน๑, 2559: ออนไลน๑) ขณะที่ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษา ท้ังมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษาท้ังของรัฐ ใน กากบั รฐั และเอกชนมากถงึ 170 แหํง ตวั เลขการคดั เลอื กบุคคลเขา๎ ศกึ ษาตํอสถาบันอุดมศกึ ษาด๎วยระบบกลาง หรอื แอดมิชชั่น ประจาปีการศึกษา 2558 มีผ๎ูสมัครทั้งสิ้น 1.24 แสนคน ในสถาบันอุดมศึกษาท่ีเปิดคัดเลือก ผํานระบบนรี้ วม 87 สถาบัน เพอื่ เข๎าศกึ ษาใน 802 คณะ สาขาวชิ า มรี หัสคณะ สาขาวชิ าให๎เลือกทั้งสิ้น 4,114 รหสั ในปกี ารศกึ ษา 2557 มีผ๎ูผํานการคัดเลอื กมีสิทธเิ ขา๎ สอบสมั ภาษณ๑และตรวจราํ งกาย จานวน 91,813 คน จากจานวนที่ทุกสถาบันเปิดรับท้ังส้ิน 1.51 แสนคน ปีการศึกษา 2557 มีท่ีเรียนในสถาบันอุดมศึกษาเหลือ เกอื บกวํา 3.3 หมื่นที่ ซ่ึงเป็นการช้ีให๎เห็นถึงจานวนผ๎ูเรียนที่น๎อยกวําท่ีน่ังเรียนอยํางเห็นได๎ชัด สํงผลให๎บาง คณะวชิ าของสถาบันท่ีไมํมีช่อื เสียงพอท่จี ะดงึ ดูดผ๎ูเรยี น มที ่ีนั่งเรยี นเหลือหรือมีจานวนตา่ กวาํ เปาู หมายที่วางไว๎ จนสํงผลกระทบตํอการจดั สรรทรพั ยากรให๎กับผู๎เรียน โดยเฉพาะอาจารย๑ผ๎ูสอนในบางแหํงก็เหลือภาระการ สอนนอ๎ ยลงตามไปด๎วย สอนเพียงอาทติ ย๑ละไมกํ วี่ ัน ป๓ญหาการจ๎างงานที่ไมํเป็นธรรมก็ตามมา คาํ จ๎างได๎ตามวัน ไมไํ ด๎จา๎ งเป็นรายเดือน เพ่อื จากดั รายจํายใหป๎ ระคองตวั ไปใหไ๎ ด๎ ไมํตอ๎ งยุบคณะนัน้ ๆ ถา๎ เปน็ มหาวิทยาลยั รัฐใน สาขาท่ีมคี ณุ คาํ ทางวิชาการตอํ ประเทศรฐั ก็ยังต๎องสนับสนนุ เงนิ ใหเ๎ ปิดเรยี นตอํ ไปได๎ ในอนาคตอนั ใกล๎จะมีบาง มหาวทิ ยาลัยตายลงหรอื ปิดตัวอกี มาก รวมถงึ กระทบกบั เร่อื งของคณุ ภาพที่ไมํสามารถแขํงขันในระดบั สากลได๎ แตํละปีทวั่ โลกจะมีผ๎ูเรียนที่ออกเดินทางไปเรยี นตํอในตาํ งประเทศรวมกนั ประมาณ 38 ล๎านคน (โพสต๑ทูเดย๑, 2559: ออนไลน)๑ การศึกษาในระดบั บัณฑิตศึกษาโดยเฉพาะดา๎ นบรหิ ารธรุ กิจมกี ารเปดิ ดาเนินการมากถงึ 134 หลักสูตร (สานักงานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา, 2560: ออนไลน๑) ความสามารถในการผลิตมหาบณั ฑิตให๎มคี ณุ สมบัติ ทีต่ รงกับความต๎องการในการพัฒนาประเทศจึงไมํเป็นเพียงหน๎าที่สาคัญของสถาบันการศึกษา แตํสถาบันท่ี สามารถตอบสนองตํอความเปลี่ยนแปลงไดม๎ ปี ระสทิ ธิภาพมากกวํา ยํอมสามารถดึงดูดความสนใจผ๎ูท่ีต๎องการ ศกึ ษาในระดบั มหาบัณฑติ ด๎านบรหิ ารธรุ กจิ ได๎มากกวาํ อกี ด๎วย จงึ จาเป็นต๎องเข๎าใจถงึ คุณสมบัติอันพึงประสงค๑ ของมหาบณั ฑติ M.B.A. งานวจิ ัยนจี้ ะทาใหไ๎ ด๎สารสนเทศท่ีเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรที่สามารถผลิต มหาบัณฑติ ได๎ตรงกบั ความตอ๎ งการของหนวํ ยงานตาํ ง ๆ ในประเทศอยํางแท๎จรงิ วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย เพอ่ื ศึกษาลกั ษณะอันพึงประสงคข๑ องมหาบณั ฑิต M.B.A. ยุค THAILAND 4.0 การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 145

วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั ผ๎ูวิจัยเก็บข๎อมูลด๎วยการสัมภาษณ๑เชิงลึกผ๎ูมีสํวนเกี่ยวข๎อง 5 กลุํม ได๎แกํ นิสิตป๓จจุบัน 10 คน มหาบัณฑิต 3 คน ผ๎ูใช๎บัณฑิต 3 คน ผ๎ูประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดยํอม 3 คน และผ๎ูบริหาร ระดับสูงในธุรกิจขนาดใหญํ 2 คน รวม 21 คน เคร่ืองมือท่ีใช๎ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ๑เก่ียวกับ คณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค๑ โดยเปน็ คาถามปลายเปดิ เพียงคาถามเดยี ว คือ ขอให๎ทํานแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกบั คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค๑ของมหาบัณฑิต M.B.A. สาหรบั ยุค THAILAND 4.0” และการวิเคราะห๑ขอ๎ มลู ใช๎สถิติ ความถ่ี และรอ๎ ยละ โดยนาเสนอในรปู การพรรณนา สรุปผลการวจิ ัยและอภปิ รายผล จากผลการสมั ภาษณก๑ ลํมุ ตําง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ๎ ง พบวํา คุณลักษณะที่พึงประสงค๑ แบํงออกเป็น 15 ประการ ดังนี้ 1. ฉลาดใชเ๎ ทคโนโลยี คดิ เปน็ รอ๎ ยละ 92.86 ผูใ๎ ห๎สัมภาษณ๑สวํ นใหญํเหน็ วํา เทคโนโลยีมีความจาเป็น ในการดาเนนิ ชวี ติ ป๓จจบุ นั นกั ศึกษา M.B.A. ป๓จจุบันคนหน่ึง มีความเห็นวํา มหาบัณฑิตในยุค Thailand 4.0 “ควรเปน็ บุคคลากรที่สามารถใชเ๎ ทคโนโลยใี นการทางานและในชวี ิตประจาวนั ได๎อยํางมีคณุ ภาพและสามารถใช๎ เทคโนโลยที แ่ี มํนยาในการค๎นคว๎าข๎อมลู ” และผูป๎ ระกอบการรายหนึ่งยังมีความเห็นวํา “บัณฑิตยุคน้ีต๎องก๎าว ทันนวตั กรรมท่เี ปลีย่ นแปลงไป และต๎องเกํงด๎านเทคโนโลยี เพ่อื ท่ีจะกา๎ วเปน็ หนึง่ ในการพฒั นาตนเอง” 2. รอบรู๎และใฝุรู๎ คิดเป็นร๎อยละ 50.00 ผ๎ูประกอบการรายหนึ่งกลําวถึงลักษณะอันพึงประสงค๑วํา “มหาบัณฑติ จาเป็นต๎องมีความรอบรใ๎ู นงานของตนเองและจาเปน็ ต๎องใฝุรอ๎ู ยเํู สมอ เพื่อสามารถพัฒนาตนเอง ใหม๎ ศี กั ยภาพในการปฏิบัตงิ านและเป็นกาลงั สาคัญขององค๑การในการการแขงํ ขันกับคูํแขงํ ขนั ภานอกได๎อยํางมี ประสิทธิภาพยิ่งข้ึน” 3. รูจ๎ ักปรับตวั คิดเป็นร๎อยละ 42.86 ภายใต๎สถานการณ๑การแขํงขันที่มีการเปลี่ยนแปลงท่ีรวดเร็ว และรุนแรงในปจ๓ จบุ นั คุณลักษณะทจ่ี าเป็นของมหาบัณฑิต M.B.A. ประการหนงึ่ คอื ต๎องรจ๎ู ักปรับตวั ทงั้ ในแงํ ของการปรับตนเอง และการวางแผนการดาเนินงานให๎สามารถปรับตัวเข๎ากับส ถานการณ๑แวดล๎อมท่ี เปล่ยี นแปลงได๎ 4. ความคิดสร๎างสรรค๑ คิดเปน็ ร๎อยละ 42.86 ผู๎บรหิ ารระดับสงู องคก๑ ารขนาดใหญรํ ายหนึง่ แสดงความ คิดเห็นวาํ “การแขงํ ขันป๓จจบุ ันต๎องมงํุ เนน๎ ทัง้ การควบคุมต๎นทุนและการสร๎างความแตกตําง การมีนวัตกรรม ของตนเองที่สามารถสร๎างความพึงพอใจให๎แก๎ ลูกค๎าได๎จะชํวยสร๎างให๎ธุรกิจมีความได๎เปรียบในการแขํงขัน ดังนนั้ ธุรกจิ จาเป็นตอ๎ งมบี คุ ลากรทีม่ คี วามคดิ สร๎างสรรค๑” 5. ทักษะด๎านภาษา คิดเปน็ ร๎อยละ 35.71 มหาบณั ฑติ M.B.A. แสดงความคิดเหน็ วํา “เม่ือกํอนใครมี ทักษะด๎านเทคโนโลยีกับภาษา จะเป็นข๎อได๎เปรียบ แตํเนื่องจากเทคโนโลยีรวมโลกไว๎เป็นหน่ึงเดียว ตลาด ภายนอกกลายเปน็ สนามการแขงํ ขันทเี่ ปดิ กว๎าง ทกั ษะดา๎ นภาษาจงึ เป็นทกั ษะท่จี าเป็นท่ีไมํมีไมไํ ด๎อีกแลว๎ ” การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 146

6. ทักษะดา๎ นการสื่อสาร คดิ เปน็ รอ๎ ยละ 35.71 ผป๎ู ระกอบการธรุ กิจขนาดกลางและขนาดยํอม แสดง ความคิดเห็นวํา “ในการดาเนินงานหลาย ๆ คร้งั ป๓ญหาที่เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดในการส่ือสาร ทักษะที่ จาเป็นสาหรับมหาบณั ฑิต M.B.A. ควรจะมคี วามสามารถในการส่ือสารทมี่ ีประสิทธภิ าพ” 7. ทางานเป็นทีม คดิ เปน็ ร๎อยละ 28.57 ผบู๎ ริหารระดบั สูงของธรุ กิจขนาดใหญํ แสดงความคิดเห็นวํา “คนเกํงทไ่ี มสํ ามารถทางานกับผู๎อน่ื ได๎ การทางานคนเดียวไมํสามารถประสบความสาเรจ็ ได๎” 8. คดิ วิเคราะห๑ คดิ เปน็ รอ๎ ยละ 28.57 ผใู๎ ช๎บัณฑติ เห็นวาํ “มหาบัณฑิตควรตอ๎ งมีความสามารถในการ คิดวิเคราะห๑” ในการก๎าวข้นึ สูํตาแหนํงท่สี ูงขน้ึ ซึง่ มีความจาเป็นของตาแหนงํ ผู๎บรหิ าร 9. มีคุณธรรม คิดเป็นร๎อยละ 21.43 เจ๎าของกิจการแหํงหนึ่งให๎ความคิดเห็นวํา “คนเกํงท่ีขาด คุณธรรมจะทาให๎ธุรกจิ ประสบป๓ญหา ถ๎าได๎คนดีมีคณุ ธรรมท่พี อทางานได๎แล๎วมาพัฒนาให๎เกํงข้ึนยังดีกวํา แตํ ถ๎าได๎คนเกํงและมคี ณุ ธรรมดว๎ ยก็เป็นความโชคดขี องธรุ กิจ ตอ๎ งรักษาไว๎ดี ๆ” มหาบัณฑติ เหน็ วาํ “การพัฒนา ที่รวดเรว็ ของเทคโนโลยที าให๎คนเราใชช๎ วี ติ อยบํู นความเรงํ รบี การที่เราจะอยใูํ นสงั คมไดก๎ ็ต๎องร๎จู ักให๎ มนี า้ ใจ” 10. การแก๎ปญ๓ หา คดิ เปน็ รอ๎ ยละ 21.43 เปน็ ความสามารถของนกั บรหิ ารทจี่ าเป็นต๎องมีและสอดคลอ๎ ง กบั ความสามารถด๎านการคดิ วิเคราะห๑ ซ่งึ เปน็ คุณสมบตั ิชํวยใหก๎ ารดาเนนิ งานทั้งด๎านการจดั การและการตลาด มคี วามคลอํ งตัว ผ๎ูบรหิ ารระดับสงู ขององค๑การขนาดใหญไํ ดแ๎ สดงความคิดเหน็ วํา “ในการดาเนนิ งานยํอมตอ๎ งมี ปญ๓ หาเกดิ ขน้ึ นักบรหิ ารที่ดีทีม่ คี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห๑และแก๎ไขปญ๓ หาได๎ดี จะชํวยให๎ธุรกจิ ดาเนินไป ได๎ คนทีต่ ิดอยูแํ ตใํ นกรอบ ไมํสามารถวิเคราะหห๑ าเหตผุ ลทดี่ ีได๎ กจ็ ะไมํสามารถแก๎ไขป๓ญหาได๎ดเี ชนํ กัน” 11. วิสัยทัศน๑ คิดเป็นร๎อยละ 14.29 การกาหนดทิศทางในการดาเนินธุรกิจจาเป็นต๎องมีวิสัยทัศน๑ท่ี ชัดเจนและเหมาะสม ธรุ กจิ ท่ปี ระสบความสาเร็จได๎ในป๓จจุบัน ล๎วนมีผ๎บู ริหารท่มี วี ิสยั ทัศน๑และมกี ารวางแผนที่ เหมาะสม 12. เป็นนักปฏิบัติท่ีดี คิดเป็นร๎อยละ 14.29 การวางแผนท่ีดีจาเป็นต๎องมีการปฏิบัติที่ดีเย่ียม ดังที่ ผูป๎ ระกอบการแสดงความคิดเห็นวาํ “คดิ ได๎ แตํทาไมํเป็น กไ็ มํมปี ระโยชน๑” 13. มีความมุํงม่ันตํอเปูาหมาย คิดเป็นร๎อยละ 14.29 เป็นคุณสมบัติท่ีจาเป็นสาหรับผู๎ประกอบการ เปน็ คุณลักษณะของคนที่ประสบความสาเร็จ บคุ ลากรทอ่ี งคก๑ ารธรุ กิจตําง ๆ ต๎องการ จาเป็นต๎องมีคุณสมบัติ ข๎อน้ี 14. ภาวะผ๎นู า คดิ เป็นร๎อยละ 14.29 คุณสมบัติของผ๎ทู ีม่ ีภาวะผู๎นาจะสามารถทางานรวํ มกบั ผอู๎ ื่นท้ังใน สถานะเพื่อรํวมงาน ผต๎ู าม และผู๎นาในธรุ กิจทีด่ ีได๎ 15. บุคลิกภาพ คดิ เปน็ ร๎อยละ 7.14 แม๎จะเป็นขอ๎ สุดทา๎ ยของคุณลักษณะของมหาบัณฑิต M.B.A. อัน พึงประสงค๑ แตํเป็นคุณลกั ษณะท่จี าเปน็ ต๎องมใี นบคุ คลดา๎ นบริหารธุรกิจ เนื่องจากบุคลิกภาพของบุคลกรของ ธรุ กิจจะสร๎างความนาํ เช่ือถอื และเป็นท่ยี อมรบั ได๎มากกวาํ การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 147

ภาพที่ 1 คุณลักษณะท่พี งึ ประสงค๑ของมหาบัณฑิต M.B.A. ในยุค Thailand 4.0 ขอ้ เสนอแนะ จากการศึกษาของชัยยุทธ เลิศพาชนิ และอจั ฉรา เมฆสวุ รรณ (2555) ท่ีสารวจคุณลกั ษณะมหาบัณฑติ ท่ีพึงประสงค๑ตามความต๎องการของผู๎ใช๎มหาบัณฑิต พบวํา คุณลักษณะที่พึงประสงค๑ ได๎แกํ ด๎านคุณธรรม จรยิ ธรรม ดา๎ นความร๎ูและด๎านทกั ษะทางป๓ญญา ด๎านทักษะความสัมพันธ๑ระหวํางบุคคลและความรับผิดชอบ ด๎านทกั ษะการวิเคราะหเ๑ ชิงตวั เลข การสอื่ สารและการใชเ๎ ทคโนโลยสี ารสนเทศ และด๎านจิตอาสาตามลาดับ ซ่ึง มีความแตกตํางจากผลการศึกษาน้ีท่ีสรุปได๎วํา คุณลักษณะอันพึงประสงค๑ของมหาบัณฑิต M.B.A. ในยุค THAILAND 4.0 อันดับแรก คือ ฉลาดใช๎เทคโนโลยี เน่ืองจากการดาเนินธุรกิจในยุคป๓จจุบันจาเป็นต๎องใช๎ เทคโนโลยีเข๎ามาชํวยในการดาเนินงาน เพ่ือให๎เกิดประสิทธิภาพในการแขํงขันทางธุรกิจ ซ่ึงจากเดิมให๎ ความสาคญั กบั คณุ ลกั ษณะดา๎ นน้เี ปน็ อันดับท๎าย ๆ ดงั นนั้ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตจึงจาเป็นอยํางยิ่ง ในการพฒั นาหลกั สตู รใหน๎ กั ศึกษามีความร๎ู ทักษะ และความสามารถ เข๎าใจถึงกลยุทธ๑ใหมํ ๆ ของหน๎าที่ตําง ๆ และเลอื กใชเ๎ ทคโนโลยีทเี่ หมาะสมกบั การบริหารธรุ กจิ ในแตลํ ะหนา๎ ที่ โดยสอดแทรกความรเู๎ กยี่ วกับเทคโนโลยี ท่ใี ชใ๎ นการดาเนินงานในทกุ หน๎าที่ตามหวํ งโซํคณุ คาํ (Value chain) โดยต๎องมีความเข๎าใจในการนาเทคโนโลยี มาใชใ๎ นการบรหิ ารงานอยํางชาญฉลาด นอกเหนือจากการถํายทอดความรท๎ู ีเ่ หมาะสม ต๎องมกี ารสรา๎ งหลักสตู รทน่ี าเสนอแนวคิดใหมํ และสอน ให๎ผูเ๎ รียนมคี วามคิดสร๎างสรรค๑ มีการพัฒนาความคิดใหมํ ๆ หลักสูตรควรเปิดโอกาสให๎นักศึกษาได๎เรียนร๎ูการ ดาเนินธุรกิจจริง จากการใช๎กรณีศึกษาในการเรียนการสอน เพ่ือให๎ร๎ูจักและฝึกฝนการคิด วิเคราะห๑และ แก๎ปญ๓ หา ควรมกี ารได๎สมั ผสั กับการทางานจรงิ ของธรุ กิจจากการฝึกงาน หรือไดร๎ บั การถํายทอดจากผู๎ทปี่ ระสบ ความสาเร็จจากการดาเนินงานท่ีแท๎จริง ท้ังนี้ หารเรียนร๎ูรูปแบบนี้จะไมํเป็นเพียงแคํการเรียนรู๎จากผ๎ูร๎ูจริง การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 148

เรียนร๎ูการปรับตัวของธุรกิจในแตํละสถานการณ๑ แตํยังเป็นการสร๎างแรงบันดาลใจให๎แกํนักศึกษาจาก ความสาเรจ็ ของธรุ กจิ ดงั กลาํ วไดอ๎ ีกดว๎ ย นอกจากน้ี การเรียนการสอนในยุค THAILAND 4.0 จาเป็นต๎องมีการกาหนดให๎ทุกรายวิชามีการ ปลูกฝง๓ คุณธรรมกับทกุ หน๎าที่ในองค๑การ และเน๎นการให๎ความร๎ูในการเสริมสร๎างคุณลักษณะของมหาบั ณฑิต ด๎านวิสัยทศั น๑ ภาวะผน๎ู า ด๎วยการให๎ผเ๎ู รยี นดาเนนิ โครงการในแตํละรายวิชารํวมกนั เป็นทมี โดยมํงุ เนน๎ ผลลพั ธ๑ที่ การเรยี นร๎ูในการดาเนินงานและวัดผลความสาเร็จของกระบวนการดาเนินโครงการ เพื่อมํุงเน๎นให๎เป็นผู๎ที่มี ความมงุํ มนั่ ตอํ เปูาหมาย และมกี ารสอดแทรกการพัฒนาบุคลกิ ภาพของความเปน็ นกั บรหิ ารและความเป็นผู๎นา อีกด๎วย เอกสารอา้ งองิ ชัยยุทธ เลิศพาชิน และอจั ฉรา เมฆสุวรรณ. (2555). การสารวจคณุ ลักษณะบณั ฑติ ทีพ่ งึ ประสงคต๑ ามความ ตอ๎ งการผ๎ใู ช๎มหาบัณฑิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ลาปาง. วารสารการจัดการ คณะ วิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎลาปาง. 5(1), 43-49, file:///C:/Users/Miki/Downloads/6- 30-1-PB.pdf. ประชาชาติธรุ กจิ ออนไลน๑. (2559). วิกฤต... \"บัณฑติ แหํตกงาน\" อกี หนึง่ ความลม๎ เหลว... อดุ มศึกษาไทย. https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1468826656. โพสตท๑ เู ดย๑. (2559). มหา'ลยั ลน๎ หอ๎ งเรยี นรา๎ ง วิกฤตอุดมศกึ ษาไทย. http://www.posttoday.com/analysis/report/427241. สานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศึกษา. (2560). ข๎อมูลสถิตกิ ารศกึ ษา. http://www.info.mua.go.th/information/show_all_statdata_table.php?data_show=2 สานกั งานสถิตแิ หงํ ชาติ. (2560). อัตราการวํางงาน. http://service.nso.go.th/nso/web/statseries/statseries04.html BBC ไทย. (2560). วิเคราะห๑ ไทยแลนด๑ 4.0: วสิ ัยทศั น๑ชาติ ทย่ี งั ขาดรายละเอียด” http://www.bbc.com/thai/thailand-38527250. การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 149


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook