การศึกษาเชิงเปรียบเทยี บการศึกษาขนั้ พื้นฐานระหวา่ งประเทศไทย และประเทศสงิ คโปร์* A COMPARATIVE STUDY OF BASIC EDUCATION IN SINGAPORE AND THAILAND วราภรณ๑ ไทยมา** ขอบฟูา จนั ทรเ๑ จริญ, อรทัยภ๑ ทามา*** วนั วสิ าข๑ จิตตส๑ ภุ า, พัชรนิ ทร๑ เล่ยี มอยํู*** มหาวทิ ยาลัยศรปี ทุม [email protected] [email protected], [email protected] [email protected], [email protected] บทคดั ย่อ การศกึ ษาในครง้ั นม้ี ีวัตถปุ ระสงคใ๑ นการศกึ ษา เพ่อื ศกึ ษาการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขนั้ พื้นฐานของ ประเทศไทยและประเทศสงิ คโปร๑ใน 4 ด๎านได๎แกํ หลกั การและจุดมํุงหมายท่ัวไปในการจัดการศึกษา,การบริหารและ การจัดการระบบการศึกษา,โครงสร๎างและการจัดระบบการศึกษาข้ันพื้นฐาน,และครูผู๎สอน และ (2) เพ่ือ เปรียบเทียบการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร๑ วิธีการศึกษาโดยทาการศึกษา จากเอกสาร บทความทางวิชาการ บทความจากงานวิจัย และรวบรวมข๎อมูลนามาเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบวํา (1) หลักการ และจดุ มงุํ หมายทวั่ ไปในการจดั การศกึ ษาของประเทศไทยและสิงคโปร๑ คือมุงํ เน๎นพฒั นาเยาวชนใหม๎ ที ักษะ มคี วามร๎ู มคี ุณภาพ (2) การบริหารและการจัดการระบบการศึกษาของประเทศไทยและสิงคโปร๑ กาหนดการศึกษาข้ันพื้นฐาน ของนกั เรียน โดยประเทศไทยจัดการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน12 ปี สํวนประเทศสิงคโปร๑จดั การศึกษาขั้นพื้นฐาน10 ปี (3) โครงสร๎างและการจัดระบบการศึกษาข้ันพ้ืนฐานของประเทศไทยและสิงคโปร๑ประกอบไปด๎วยการศึกษาระดับ ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา โดยนักเรียนไทยระดับประถมศึกษา 1-6 จะเรียนใน 8 กลํุมสาระการเรียนรู๎ สํวนนักเรียน สิงคโปร๑ ระดับประถมศึกษาปีท่ี 1-4 จะเรียนวิชาหลักคือ คณิตศาสตร๑ วิทยาศาสตร๑และภาษาตํางประเทศ ระดับ ประถมศึกษาปที ี่5-6 จะแยกนกั เรียนออกเปน็ 3 กลมํุ เรยี นตามความถนัด (4) ครูผู๎สอนของประเทศไทยและสิงคโปร๑ จะตอ๎ งมีใบประกอบวิชาชพี ครเู หมอื นกนั โดยครูของประเทศไทยจะจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่หลากหลาย ท้งั ภาครฐั และเอกชน สวํ นครขู องประเทศสงิ คโปร๑จะมสี ถาบนั การศึกษาแหํงชาติเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูเข๎าสูํ ระบบการศกึ ษาเพยี งแหํงเดยี ว คาสาคัญ: การศกึ ษาเปรยี บเทยี บ, การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 150
ABSTRACT The objectives of this article are to comparative study the management of basic education in Thailand and Singapore through four aspects which include principles and general objectives of education, administration and management of the education system, structure and organization of the basic education system and teaching staff. Method of study was by reviewing documents, academic articles, research articles and compiling data to compare the two countries. The study shows that (1) principles and general objectives of education in Thailand and Singapore focus on the development of young people with quality knowledge. (2) Administration and management of the education system has a requirement of 12 years of study in basic education in Thailand and a requirement of 10 years of study in Singapore basic education.(3) Structure and organization of the basic education system of Thailand and Singapore consists of primary and secondary education. Thai primary students at age 1-6 study in school in 8 group learning areas. Singapore primary students at age 1-4 are taught the core subjects of mathematics, science and foreign languages in Singapore. Primary students at age of 5-6 are divided into three groups according to their aptitude. (4) Teaching staff of Thailand and Singapore must have a professional teacher license. Thai teachers graduate from various educational institutions both public and private, and teachers in Singapore graduate from a national education institution as there is only one place that has teacher training for teachers to enter the education system. KEYWORDS: A Comparative Study, Basic Education การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 151
บทนา สมาคมประชาชาติแหํงเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ (Association of Southeast Asian Nations หรอื ASEAN) กํอตงั้ โดยปฏญิ ญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration) เมื่อวันท่ี 8 สิงหาคม 2510 โดยสมาชิกผ๎กู อํ ตั้งมี 5 ประเทศ ไดแ๎ กํ อินโดนีเซยี มาเลเซีย ฟิลิปปินส๑ สิงคโปร๑ และไทย ซึ่งผ๎ูแทนทั้ง 5 ประเทศ ประกอบด๎วยนายอาดัม มาลิก (รัฐมนตรีตํางประเทศอินโดนีเซีย) ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รอง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแหํงชาติมาเลเซีย ) นายนาซิโซ รามอส (รัฐมนตรตี าํ งประเทศฟิลปิ ปนิ ส๑) นายเอส ราชารตั นมั (รัฐมนตรีตาํ งประเทศสงิ คโปร๑) และพนั เอก (พิเศษ) ถนดั คอมนั ตร๑ (รฐั มนตรีตาํ งประเทศไทย) ในเวลาตํอมาได๎มปี ระเทศตาํ งๆเข๎าเป็นสมาชกิ เพมิ่ เติม ได๎แกํ บรูไนดารุส ซาลาม (เป็นสมาชิกเม่ือ 7 มกราคม 2527) เวียดนาม (วันที่ 28 กรกฎาคม 2538 ) ลาวและพมํา (วันท่ี 23 กรกฎาคม 2540) และกัมพูชา (เมอื่ วันที่ 30 เมษายน 2542) ตามลาดบั จากการรับกัมพูชาเข๎าเป็นสมาชิกทาให๎ อาเซียนมีสมาชิกครบ 10 ประเทศในภูมภิ าคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต๎ ซึ่งวัตถุประสงค๑ในการกํอตั้งอาเซียนเพื่อ สํงเสริมความรํวมมือทางด๎านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม สํงเสริมสันติภาพและความม่ันคงของภูมิภาค สํงเสริมความรวํ มมือระหวาํ งอาเซยี นกับตาํ งประเทศและองค๑การระหวํางประเทศ สามารถสรา๎ งโอกาสและรับมือ กับความท๎าทา๎ ย ท้ังดา๎ นการเมอื ง ความม่นั คง เศรษฐกิจ และภัยคุกคามรูปแบบใหมํ โดยสมาชิกในชุมชนมี สภาพความเป็นอยํทู ีด่ สี ามารถประกอบกจิ กรรมทางเศรษฐกิจไดอ๎ ยาํ งสะดวกมากยิ่งข้ึนและสมาชิกในชุมชนมี ความร๎ูสกึ เปน็ อนั หน่ึงอนั เดยี วกัน (กรมอาเซียน,2558) การรวมกลมุํ ของประชาคมอาเซียนท้ัง 10 ประเทศ กํอให๎เกิดการขับเคลื่อนการดาเนินงาน ด๎านตํางๆ ซ่ึงความรํวมมืออาเซียนด๎านการศึกษาก็เป็นสํวนหนึ่งของความรํวมมือเฉพาะด๎านของอาเซียน โดยเรม่ิ ดาเนนิ การมาต้งั แตํทศวรรษแรกของการกอํ ต้ังอาเซียน เมอ่ื มกี ารจดั การประชมุ ด๎านการศึกษา ASEAN Permanent Committee on Socio - Cultural Activities คร้ังแรกในชํวงเดือนตุลาคม 2518 ความสาคัญ ของการศึกษาในการขับเคล่ือนประชาคมอาเซียนเป็นกลไกสาคัญในการนาอาเซียนบรรลุวิสัยทัศน๑อาเซียน 2020 โดยกาหนดใหอ๎ าเซียนมีวสิ ัยทศั น๑สํภู ายนอก มีสนั ตสิ ุข และมกี ารเช่อื มโยงเข๎าด๎วยกันในการเป็นห๎ุนสํวน ในสิ่งแวดล๎อมของประชาธิปไตยและอยูํรํวมกันอยํางกลมกลืน การพัฒนาที่มีพลวัตรและการรวมตัวทาง เศรษฐกิจท่ีใกล๎ชิดและในสังคมที่เอื้ออาทรที่ระลึกถึงสายสัมพันธ๑แนํนแฟูนทางประวัติศาสตร๑ ตระหนักถึง ความสาคัญของมรดกทางวฒั นธรรมท่ีมีรํวมกนั และเช่ือมโยงในอัตลักษณ๑ของภมู ิภาค (มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลสุวรรณภูมิ,2558) ดังนั้นประเทศในกลุํมอาเซียนจึงให๎ความสาคัญกับการพัฒนาการศึกษา เพ่ือใช๎ การศึกษาเป็นเครื่องมือและกลไกในการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจให๎ก๎าวหน๎า ยกระดับคุณภาพ การศึกษาเพือ่ เพม่ิ ศกั ยภาพการแขํงขันของประเทศในระดับสากล ซ่ึงแนวโน๎มท่สี าคญั ของการพัฒนาการศึกษา ที่สาคัญของประเทศกลํุมอาเซียน คอื การใหก๎ ารศึกษาอยาํ งท่ัวถงึ และการยกระดบั คณุ ภาพการศกึ ษา ท้งั นี้ การเผยแพรขํ อ๎ มูลของ World Economic Forum (WEF) ช่ือ Global Competitiveness Report 2014-2015 ซ่งึ เป็นรายงานประจาปีการเปรียบเทียบขีดความสามารถในการแขํงขันได๎ของประเทศ ตํางๆ ท่ีเลือกมาศึกษารวม 144 ประเทศ รายงานน้ี ชื่อวํา Global Competitiveness Report 2014-2015 มคี วามยาว 548 หน๎า ผลโดยสรุปปรากฏวําขดี ความสามารถในการแขงํ ขันได๎ของไทย อยํูเป็นอันดับท่ี 31 ของ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 152
โลก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลังสิงคโปร๑ซึ่งอยูํอันดับ 2 ของโลก และมาเลเซีย อันดับ 20 (ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน๑.การประชุมของ World Economic Forum (WEF) ช่ือ Global Competitiveness Report 2014-2015.2557; [สืบคน๎ 6 มกราคม 2561] จาก https://blog.eduzones.com/magazine/133608) ภาพท่ี 1 : ผลการเปรียบเทียบดัชนคี ุณภาพการศกึ ษาของประเทศสมาชิกอาเซยี น (รายงาน Global Competitiveness Report 2014-2015 โดย World Economic Forum) จากภาพท่ี 1 เป็นการเปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศกลุํมสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให๎เห็นวําประเทศสมาชิกตาํ งก็เห็นถงึ ความสาคญั ของการศึกษาและทาการปฏริ ูปการศกึ ษาเพ่ือพัฒนา ประเทศของตนจะสังเกตเห็นวําคุณภาพการศึกษาขั้นพ้ืนฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษา คุณภาพวิช า คณิตศาสตร๑-วทิ ยาศาสตร๑ และคํา GDP ตํอหวั ประชากร ของประเทศสิงคโปร๑ข้ึนเป็นอันดับ 1 ทุกด๎าน ดังนั้น คณะผู๎ศกึ ษา จึงเห็นความสาคัญของการศึกษาการบรหิ ารจดั การการศกึ ษา โครงสรา๎ ง ของระบบการศึกษาข้ัน พื้นฐานของประเทศสงิ คโปร๑ เพือ่ นาข๎อมูลมาวิเคราะห๑ เปรียบเทยี บกับระบบการศึกษาขนั้ พนื้ ฐานของประเทศไทย เพ่อื เปรยี บเทยี บและเสนอแนะแนวทางสาหรับเปน็ ขอ๎ มลู การพฒั นาการศึกษาของประเทศไทย ตํอไป วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษา 1. เพอื่ ศึกษาการศกึ ษาจดั การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานของประเทศไทย ดังนี้ 1) หลักการและจุดมํงุ หมายท่วั ไปในการจดั การศึกษา (Principles and general objectives of education) 2) การบรหิ ารและการจดั การระบบการศกึ ษา (Administration and Management of the education system) การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 153
3) โครงสร๎างและการจัดระบบการศึกษา (Structure and organization of Education system 4) ครผู ๎สู อน (Teaching staff) 2. เพอ่ื ศกึ ษาการศกึ ษาจดั การศึกษาขนั้ พื้นฐานของประเทศสิงคโปร๑ ดงั นี้ 1) หลักการและจดุ มงํุ หมายทวั่ ไปในการจัดการศึกษา (Principles and general objectives of education) 2) การบริหารและการจดั การระบบการศกึ ษา (Administration and Management of the education system) 3) โครงสรา๎ งและการจัดระบบการศกึ ษา (Structure and organization of Education system 4) ครูผ๎ูสอน (Teaching staff) 3. เปรียบเทียบการศึกษาของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร๑เพื่อจัดทาข๎อเสนอแนะในการจัด การศึกษาในประเทศไทย วธิ ดี าเนินการศกึ ษา ใชว๎ ิธีการศกึ ษา โดยเกณฑใ๑ นการเลือกศกึ ษาจากเอกสารประเภท บทความทางวิชาการ บทความ จากงานวิจัย จากฐานข๎อมูลที่เผยแพรํงานวิจัยคือ ProQuest Dissertation & Theses Global SpringerLink Journal, Education Research Complete, SCOPUS ,ฐานข๎อมูลวิทยานิพนธ๑ท้ังในและตํางประเทศ, เอกสารจากหนวํ ยงานท่เี ก่ียวข๎อง โดยกาหนดคาสาคัญ (key words) ตามวัตถุประสงค๑ที่ศึกษา สาหรับใช๎ใน การสืบคน๎ เอกสาร เอกสารที่ใช๎ในการศึกษาท้ังสิ้น จานวน 30 รายการ และเลือกใช๎ข๎อมูลสาหรับมาอ๎างอิง วิเคราะห๑จากเอกสารท่ีเก่ียวข๎องกับวัตถุประสงค๑ที่ทาการศึกษา จากนั้นรวบรวมข๎อมูลแล๎วนามาวิเคราะห๑ เปรียบเทียบ โดยทาการสร๎างตารางวิเคราะห๑และใช๎วิธีการวิเคราะห๑เนื้อหา ( Content Analysis) เชิง เปรียบเทยี บความเหมือน ความสอดคล๎องและความแตกตําง แล๎ววิเคราะห๑ข๎อมูลอยํางเป็นระบบให๎มีความ เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค๑ที่ทาการศึกษา จากนั้นนาเสนออาจารย๑ท่ีปรึกษาเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม ปรับปรงุ แก๎ไขตามขอ๎ เสนอแนะ และสรปุ ผลพร๎อมขอ๎ เสนอแนะเพ่ือเป็นแนวทางการจัดการศึกษาของประเทศ ไทย ผลการศึกษา 1.การศึกษาจัดการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานของประเทศไทยดังน้ี 1) หลักการและจดุ มุํงหมายทั่วไปในการจดั การศกึ ษาทส่ี ํงผลตอํ การจัดการศึกษา ประเทศไทยมกี ารจดั การศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติพ.ศ. 2542 และแก๎ไข เพิม่ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบบั ที่ 3 ) พ.ศ. 2553 ซ่งึ กาหนดประเดน็ ที่เนน๎ การเปล่ยี นแปลงไปสํกู าร จัดการศกึ ษาแนวใหมํ ทมี่ ลี กั ษณะเปน็ การปฏิรูปการศึกษา ในดา๎ นของความมุงํ หมาย หลกั การ สทิ ธิและหน๎าท่ี ทางการศึกษา ระบบการศึกษา แนวการจัดการศึกษา การบริหารและการจัดการศึกษา มาตรฐานและการ ประกนั คุณภาพการศกึ ษา ครู คณาจารย๑และบุคลากรทางการศึกษา ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 154
รวมทั้งเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา สาระของการจัดการศึกษาฯ (พระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติ, 2542) มาตรา 6 ระบุวําการจัดการศึกษาต๎องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให๎เป็นมนุษย๑ที่สมบูรณ๑ทั้งรํางกาย จิตใจ สตปิ ญ๓ ญา ความร๎แู ละคณุ ธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยํูรํวมกับผ๎ูอ่ืนได๎อยํางมี ความสขุ ตามความขา๎ งต๎นเปูาหมายของการจัดการศึกษาจึงอยูํท่ีคนไทยโดยทั่วไป ซ่ึงต๎องได๎รับการพัฒนาให๎ เป็นคนดีมีประโยชน๑มีความครบถ๎วนทุกด๎าน คือ ทางกาย ทางจิตใจ ทางสติป๓ญญา คือการใช๎ความคิดและ เหตผุ ล ความรู๎ คณุ ธรรมและจริยธรรม มีวัฒนธรรมในการดารงชวี ติ และอยูรํวมกบั ผู๎อน่ื ได๎อยาํ งมีความสุข 2) การบริหารและการจัดการระบบการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติ พ.ศ.2542 ได๎กาหนดหลักการศึกษาไว๎เป็นหลักสาคัญในการจัดการศึกษา ในมาตรา 8 กาหนดไว๎ 3 ประการคือ 1) การศกึ ษาตลอดชีวิตสาหรบั ประชาชน 2) การให๎สงั คมมสี ํวนรวํ มในการจัดการศึกษา และ 3) การพัฒนาสาระ และกระบวนการเรยี นรใู๎ หเ๎ ปน็ ไปอยํางตอํ เนอื่ ง ซึง่ วิเคราะหไ๑ ดว๎ าํ พรบ.การศึกษาแหํงชาติฯ ฉบบั นี้ เน๎นการศกึ ษาที่มี ความตอํ เน่อื งตลอดชีวติ คอื ไมํจบเพียงการศึกษาระดับใดระดบั หน่งึ หรือมํุงเน๎นให๎การศกึ ษาเพียงระดบั ใดระดับ หน่งึ เทาํ นนั้ แตมํ ุงํ เน๎นใหเ๎ กดิ ความผสมผสานระหวาํ งการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยมี สงั คมเขา๎ มามสี วํ นรํวมในการจดั การศกึ ษา เพือ่ ใหส๎ ามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตไดอ๎ ยํางตํอเนอื่ ง 3) โครงสร๎างและการจัดระบบการศกึ ษา ระบบการศึกษาไทยในป๓จจุบัน จัดการศึกษาภายใต๎หลักของพระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติ พ.ศ.2542 และแก๎ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2553 โดยจัดระบบการศึกษา ขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา 6 ปี (6 ระดับช้ัน) ระดับมัธยมศึกษาตอนต๎น 3 ปี (3 ระดับชั้น) และระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี (3 ระดับชั้น) หรือระบบ 6-3-3 นอกจากน้ันระบบการศึกษาไทยยังเป็นระบบ การศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยไมํแบํงแยก การศึกษาในระบบโรงเรียนออกจากการศึกษานอกระบบโรงเรยี นแตจํ ะถือวําการศึกษาในระบบ การศึกษานอก ระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นเพียงวิธีการเรียนการสอน หรือรูปแบบของการเรียนการสอนที่ ภาษาองั กฤษใชค๎ าวํา \"Modes of learning\" ฉะนัน้ สถานศึกษาสามารถจดั การศกึ ษาไดท๎ ้งั 3 รูปแบบ และให๎ มรี ะบบเทยี บโอนการเรยี นรทู๎ ั้ง 3 รปู แบบ 4) ครูผ๎สู อน ในอดีตท่ี การผลิตครูในประเทศไทยเปน็ ลกั ษณะของการอบรมบมํ นิสยั ใหเ๎ กดิ ครทู ดี่ ี โดยการคดั สรร คนเกงํ วิชาการมาเรยี นครู และเป็นครโู ดยได๎รับทุนการศึกษา ในระยะตํอมาความขาดแคลนครูทาให๎เน๎นการ ผลติ ครเู ชิงปริมาณ มกี ารผลิตครภู าคคา่ สงํ ผลใหเ๎ กดิ ป๓ญหาคณุ ภาพครูจนถึงป๓จจุบัน และในป๓จจุบันมีสถาบัน ผลติ ครูหลายแหํง ที่มีการรับนักศึกษาเข๎าเรียนครูโดยไมํมีการคัดสรรให๎สมกับวิชาชีพครูท่ีเป็นวิชาชีพชั้นสูง สถาบันผลิตครใู นป๓จจุบัน ไมมํ สี ถาบันเฉพาะทางในการผลติ ครู ดังเชํนในอดีตที่ประเทศไทยมีวิทยาลัยครูและ วิทยาลัยวิชาการศึกษา สถาบันผลิตครูในป๓จจุบันมีฐานะเป็นคณะวิชาหรือหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษา สมบรู ณแ๑ บบ มไิ ดม๎ ีฐานะเป็นสถาบันอดุ มศึกษาเฉพาะทาง และมิไดม๎ กี ารคัดสรรบุคคลผู๎ท่ีมีความเหมาะสมจะ เป็นครมู าเรยี นครู และประกอบวิชาชีพครู อีกทั้งเป็นการผลิตครูตามความสนใจและความพร๎อมของสถาบัน การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 155
มากกวาํ สดั สวํ นการผลิตครขู องสถาบันผลิตครู พบวาํ สถาบนั ผลติ ครูท่ีมสี ัดสวํ นการผลติ ครมู ากที่สุด 3 ลาดับ แรก คอื มหาวิทยาลยั ราชภฏั รองลงมาคอื มหาวทิ ยาลยั ของรฐั และ สถานศึกษานอกสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการ ตํอมาไดม๎ ีการปฏิรปู การผลติ ครูและสถาบันผลิตครู โดยกาหนดระบบและรปู แบบทเี่ กย่ี วข๎องกับการ ผลิตครู ซึ่งมีหลักสูตรการผลิตครูไทยในป๓จจุบัน 3 ลักษณะ คือ1) หลักสูตรการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) หลักสูตรน้ีจัดเป็นหลักสูตรหลักในการผลิตครู 2) หลักสูตรการผลิตครู การศกึ ษาข้ันพืน้ ฐานระดบั ปรญิ ญาตรี (หลกั สูตร 2 ปี) รับผจู๎ บปริญญาตรีสาขาวิชาอ่ืนและประสงค๑จะเป็นครู เข๎าศึกษาตํอวิชาชีพครู 1 ปี และฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาที่คุรุสภารับรอง 1 ปี รวมเป็น 2 ปี 3) หลักสูตรการผลติ ครรู ะดับปรญิ ญาโททางการสอน (หลกั สตู ร 3 ปี) เป็นหลักสูตรทเ่ี ปดิ สอนสาหรับผจ๎ู บปรญิ ญา ตรีในสาขาวิชาการศึกษาหรือสาขาอ่ืนๆ เข๎าศึกษาในระดับปริญญาโท 2 ปี และฝึกปฏิบัติการสอนใน สถานศึกษาท่ีคุรุสภารับรอง 1 ปี รวมเป็น 3 ปี นอกจากน้ียังมีโครงการผลิตครูเพื่อดึงดูด คนดีคนเกํง เข๎าสํู วชิ าชีพครู เชํน โครงการผลติ ครพู นั ธใุ๑ หมํ โครงการสควค. โครงการเพชรในตม เป็นต๎น (สานักงานเลขาธิการ สภาการศกึ ษา, 2558) 2. การศกึ ษาจดั การศกึ ษาขนั้ พื้นฐานของสงิ คโปร๑ ดงั น้ี 1) หลักการและจุดมงํุ หมายทั่วไปในการจดั การศึกษาทส่ี ํงผลตอํ การจัดการศึกษา สิงคโปร๑ กาหนดวิสัยทัศน๑และนโยบายการจัดการศึกษาท่ีโดดเดํน ทาให๎การศึกษาของสิงคโปร๑ กา๎ วหน๎าไปกวําประเทศอ่ืนๆ ในภูมิภาคเดียวกัน และยังเป็นประเทศท่ีมีการปรับปรุง นโยบายทางการศึกษา อยํางตํอเนอื่ ง เพอ่ื ทันตํอการเปลย่ี นแปลงของวทิ ยาการใหมํๆของโลก โดยจัดระเบียบการศึกษาขึ้นอยํางเป็น ระบบ โดยได๎เริ่มปฏิรูปการศึกษาอยํางจริงจังตั้งแตํปี พ.ศ.2508 โดยเปูาหมายแรกคือการปฏิรูปการบริหาร จดั การโรงเรยี น รฐั บาลได๎ทาการกาหนดหลักสตู รระดับชาตขิ ึ้นเปน็ ครงั้ แรก โดยใหม๎ กี ารใชส๎ องภาษาในโรงเรียน คอื ภาษาองั กฤษและภาษาแมํ ใชภ๎ าษาอังกฤษเป็นภาษาราชการและใช๎ภาษาแมํเพ่ือดารงไว๎ซึ่งวัฒนธรรมของตน ตอํ มาได๎ทาการปฏริ ปู หลกั สตู รสองภาษาใหมํ โดยไดท๎ าการวางหลกั สตู รและออกแบบสื่อการสอนให๎เหมาะสม ตํอการเรียนวชิ าที่ตอ๎ งใชภ๎ าษาอังกฤษในการสื่อสาร สร๎างความเป็นเลิศในด๎านหลักสู ตรและนวัตกรรม ปรับ หลักสูตรให๎มีความยืดหยุํนมากขนึ้ ใชน๎ วัตกรรมการสอนแบบใหมํเพื่อกระตุ๎นให๎เด็กมีความสนใจเรียนรู๎และมี ทกั ษะในการคดิ และแก๎ป๓ญหา และยังมีการสํงเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษมากขึ้น เชํน ด๎านศิลปะ และ ดนตรี ตํอมาจดุ เปลี่ยนสาคญั ทางการศกึ ษาของประเทศสิงคโปร๑ คอื ในรัฐบาลของ นายโก๏ะ จ๎ก ตง (Goh Chok Tonk) ขณะดารงตาแหนงํ รองนายกรัฐมนตรใี นขณะน้นั ไดป๎ ระกาศวสิ ยั ทัศน๑ทางการศึกษาแหํงชาติทม่ี ุํงเนน๎ ให๎ สิงคโปร๑ เป็นสังคมแหํงการเรียนร๎ูและมีโรงเรียนท่ีเน๎นการสอนให๎นักเรียนเป็นนักคิด หรือท่ีรู๎จักกันในนาม Thinking Schools, Learning Nation‛ (TSLN) ภายใต๎รํมวิสัยทัศน๑ TSLN นี้เอง ท่ีทาให๎เกิดนโยบายตํางๆ ตามมามากมาย ส่งิ ทชี่ ดั เจนคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน๑ทางการศึกษาใหมํ จากการมํุงเน๎นประสิทธิภาพของ การศึกษา เป็นกระบวนทัศน๑ท่ีมุํงเน๎น ความสามารถของนักเรียน (Ability-Driven Paradigm) ที่จะพัฒนา ศกั ยภาพของนกั เรยี นให๎ไดส๎ งู สุดเทาํ ทแ่ี ตํละคนจะมี นับเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนจากท่ี เนน๎ ปริมาณสํกู ารเรียนการสอนเป็นการเน๎นคณุ ภาพการสอน โดยเช่ือวํา การสอนที่เน๎นปริมาณไมํสามารถนา นักเรียนเข๎าสูํกระบวนการเรียนร๎ูได๎อยํางเพียงพอ (Passive learners) ไมํสามารถจุดประกายความอยากรู๎ การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 156
อยากเหน็ กระบวนการสอนดังกลาํ วนี้ จะไมํเนน๎ การเรียน การสอนและการวัดผลแบบเดียวเพื่อที่ใช๎กับคนหมูํ มาก แตํเป็นการออกแบบการสอนและการวดั ผลทีม่ คี วามแตกตํางตามความพร๎อมและความสนใจของผู๎เรียน เพ่อื ใหเ๎ กดิ ผลตํอการเรยี นร๎ตู ลอดชีพ เนน๎ การเรียนผํานประสบการณ๑ตรง สร๎างประสบการณ๑การเรียนรู๎แบบ องคร๑ วม (Holistic learning) ที่เน๎นการสร๎างผูเ๎ รียนท่ีมลี ักษณะเฉพาะตน สามารถก๎าวไปสํูการพัฒนาความเปน็ เลศิ ในด๎านตาํ งๆ ทีแ่ ตํละคนถนัดมคี ณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคแ๑ ละประสบความสาเร็จในอนาคต (Mok, 2003) 2) การบรหิ ารและการจดั การระบบการศกึ ษา จากการศึกษาการบริหารและการจัดการระบบการศึกษา (Ministry of Education, 2018) พบวําการบริหารการศึกษาของสงิ คโปร๑ มกี ระทรวงศึกษาธิการ (Ministry of Education) เป็นหนวํ ยงานสงู สดุ ในการวางแผนและการนาแผนไปสูํการปฏิบัติสิงคโปร๑ กาหนดการศึกษาขั้นพื้นฐานท้ังส้ิน 10ปี สาหรับ การศึกษาภาคบังคับใช๎อายุเป็นเกณฑ๑ ต้ังแตํ 6-15 ปี มี โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู๎กาหนดนโยบายและ วางแผนสํกู ารปฏิบัตใิ น 3 หนวํ ยงาน คือ 1) Professional Wings เปน็ หนํวยงานท่รี ับผิดชอบทางด๎านวิชาการ 2) Policy Wings เปน็ หนวํ ยงานทร่ี บั ผดิ ชอบด๎านนโยบายการศกึ ษาและ 3) Service Wings เป็น หนวํ ยงานท่ี รับผิดชอบด๎านงานบริการด๎านการศึกษาตํางๆ โดยรัฐจะเป็นผู๎กาหนดหลักสูตรแกนกลาง (National Curriculum) ท่ีใช๎ในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานแกํทุกโรงเรียน รวมถึงการดูแลเรื่องการสอบ และการ ประเมินผลระดบั ชาตทิ งั้ 3 ระดับ คือ เมอ่ื จบชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และเตรยี มอุดมศึกษา (Ministry of Education, 2015). 3) โครงสร๎างและการจดั ระบบการศกึ ษา สงิ คโปรก๑ าหนดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 10 ปี เพอ่ื ให๎เด็กทุกคนต๎องอยูํในระบบโรงเรียนอยํางต่า 10 ปี ระดับประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษา 4 ปี กํอนออกไปสํูการทางานเป็นการศึกษาภาคบังคับ 6 ปี ใน ระดบั ประถมศึกษา ประกอบด๎วย การเรยี นชัน้ ประถมตน๎ (Foundation Stage) 4 ปี ตัง้ แตํช้ันประถมศึกษาปี ที่ 1-4 และชน้ั ประถมปลาย (Orientation Stage) อีก 2 ปี ในชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5-6 ในหลกั สตู รขั้นพ้ืนฐาน วชิ าหลักท่ีได๎เรียน คือ วิชาภาษาองั กฤษ ภาษาทอ๎ งถ่ิน (Mother Tongue) คณิตศาสตรแ๑ ละวิชาเสรมิ อนั ไดแ๎ กํ ดนตรี ศิลปะหัตกรรม สุขศึกษา และสงั คมศึกษาสวํ นวิชาวิทยาศาสตร๑และเรม่ิ เรียนตัง้ แตชํ นั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 เป็นต๎นไป ทุกคนท่ีเรียนจบช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 จะต๎องทาข๎อสอบ Primary School Leaving Examination (PSLE) ให๎ผํานเพอ่ื จบการศกึ ษาระดับประถม ระดับมัธยมศกึ ษา (Secondary School) จัดการศกึ ษาหลายรปู แบบ ท้งั ให๎ทุนทงั้ หมดโดยรฐั บาล หรือเพียงสํวนเดียว หรือนักเรียนเป็นผู๎ออกคําใช๎จําย ทงั้ หมดนักเรยี น ในแผนการเรยี นพิเศษ (Special and Express) จะใช๎เวลาเรยี นเพียง 4 ปี ขณะที่นักเรียนใน แผนการเรียนปกติ (Normal) จะใช๎เวลาเรียน 5 ปี โดยนักเรียนในแผนการเรียนพิเศษจะสอบ Singapore Cambridge General Certificate of Education \"Ordinary” (GCE \"O” Level) เมื่อเรียนครบ 4 ปี สํวน นักเรียนหลักสูตรปกติใช๎เวลาเรียน 5 ปีนั้น จะสอบ Singapore Cambridge General Certificate of Education \"Normal” (GCE \"N” Level) ในช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 นักเรียนสามารถเลือกได๎วําจะเรียนทาง สายศลิ ป์ วิทยาศาสตร๑ ธรุ กจิ การค๎า หรือสายวชิ าชีพ (กรมประชาสัมพันธ๑, 2015) 4) ครูผ๎ูสอน การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 157
สิงคโปรม๑ สี ถาบันการศกึ ษาแหํงชาตเิ ปน็ สถาบนั ผลิตและพฒั นาครเู ขา๎ สํูระบบการศึกษาเพียง แหํงเดียว ซ่ึงระบบรวมศูนย๑ดังกลําวทาให๎สามารถควบคุมคุณภาพของครูที่ผลิตเข๎าสํูระบบได๎อยํางมี ประสทิ ธภิ าพโดยเนน๎ การผลิตครูที่มีความร๎ูลึกซึ้ง เพื่อสามารถถํายทอดความร๎ูให๎นักเรียน มีรากฐานความคิด วิเคราะหท๑ ี่แข็งแรง ท้งั น้ี อาชพี ครมู ีคําตอบแทนที่ดี มีเสน๎ ทางอาชพี ชดั เจน มีการรวํ มมอื กับครคู นอื่น ๆ ในการ วางแผนและปรับปรงุ การสอน อกี ทงั้ ครูใหญํจะถูกย๎ายไปบริหารโรงเรียนอื่นทุก 6 – 8 ปี สํงผลให๎มีการปรับ และพฒั นาระบบการบรหิ ารและสอนในโรงเรียนตําง ๆ ให๎ใกล๎เคียงกนั อยํูเสมอ อยาํ งไรก็ดี อาชพี ครใู นสงิ คโปร๑ มคี วามกดดนั สูงและต๎องทางานหนัก ตลอดจนมีภาระงานเอกสารมาก ภายใต๎ระบบการศึกษาของสิงคโปร๑ท่ี เน๎นการมีประสิทธิภาพสูง ทาให๎อัตราการลาออกของครูคํอนข๎างสูงเชํนกัน หนังสือพิมพ๑ Strait Times ได๎ รายงานเมอ่ื เดอื นตลุ าคม 2559 วํามีครูที่ลาออกจานวน 5,000 คนในชํวง 5 ปีที่ผํานมา โดยคิดเป็นร๎อยละ 3 ของครูท้ังหมด เพ่ิมข้ึนจากอัตราเดิมซ่ึงอยํูท่ีร๎อยละ 2 กระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร๑อยํูระหวํางการ พจิ ารณาผํอนภาระงานเอกสารของครูด๎วยการเพิ่มตาแหนํงผ๎ูชํวยครูให๎มากข้ึน (กร ะทรวงการตํางประเทศ, 2560) กระทรวงศึกษาธิการทาหน๎าท่ีสรรหาครูจากผ๎ูท่ีจบการศึกษาในระดับตํางๆทั้งจากมัธยมศึกษา เตรียมมหาวิทยาลยั อาชีวศกึ ษาและปริญญาตรี เพอ่ื เข๎าบรรจเุ ปน็ ครแู ละเขา๎ รบั การศกึ ษาหลักสูตรการฝึกหัด ครใู นสถาบนั การศึกษาแหงํ ชาติ วรรณภา พุดสี (2555) เกณฑ๑ในการรับครูเข๎าเป็นข๎าราชการ จะคัดเลือกจาก นักศึกษาครผู ู๎ท่จี บด๎วยคะแนนสูงสุดร๎อยละ 33 ของแตํละรุํน ครูทุกระดับช้ันจะต๎องจบตรงสาขาวิชาท่ีสอน ครูประมาณร๎อยละ 10-15 ที่ได๎รับบรรจุ ในทุกๆ ปี จะได๎รับทุนการศึกษาและรางวัลอันเป็นเครื่องแสดงถึง ความสามารถ ทีเ่ ป็นผลใหไ๎ ด๎รบั ผลตอบแทนที่ดีกวํา ครูทกุ คนจะตอ๎ งผํานการสัมภาษณ๑และคัดเลือกจากคณะ ครูใหญํผู๎มีประสบการณ๑ ครูที่จบใหมํจะต๎องเข๎าโปรแกรมเพื่อฝึกหัดการสอนโดย National University of Education (NIE) และ ในขณะที่เข๎ารับการอบรม ระหวํางเป็นครูฝึกหัดก็ยังจะได๎รับเงินเดือนท่ีสูงอีกด๎วย เป็นการให๎ความสาคญั กบั วิชาชีพครทู ถ่ี อื เปน็ วิชาชีพชน้ั สูงในสิงคโปร๑ นอกจากน้ีแล๎ว ในแตํละปี ครูในระบบ ทกุ คนจะต๎องเข๎ารับการอบรมอยํางตอํ เนอ่ื งไมํตา่ กวาํ 100 ชัว่ โมง ย่ิงผํานการอบรมมากเทําไหรํ ครกู ็จะยง่ิ ไดร๎ บั โอกาสเจริญกา๎ วหน๎าในสายวชิ าชพี มากเทาํ นั้น รวมถึงบคุ ลากรทางการศึกษาทุกคนก็ต๎องได๎รับการอบรมด๎วย เชํนกนั โดยมีการวางแผนการอบรมใหแ๎ ตํละคนอยํางตอํ เนือ่ ง การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 158
3. เปรยี บเทียบการศึกษาของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร๑ ตาราง ที่ 1 เปรยี บเทียบการศึกษาของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ 1.หลักการและจุดมงุ่ หมายทั่วไปในการจัดการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานของไทยและสิงคโปร์ ไทย สงิ คโปร์ 1. เปูาหมายของการจัดการศึกษา มํุงเน๎นให๎คนไทย ต๎องได๎รับ 1. เปูาหมายของการจัดการศึกษา มํุงเน๎นให๎สิงคโปร๑เป็น การพัฒนาให๎เป็นคนดีมีประโยชน๑มีความครบถ๎วนทุกด๎าน คือ สังคมแหํงการเรียนร๎ูและมีโรงเรียนท่ีเน๎นการสอนให๎ ทางกาย ทางจิตใจ ทางสติปญ๓ ญา คือการใช๎ความคิดและเหตุผล นักเรียนเป็นนักคิด หรือที่ร๎ูจักกันในนาม Thinking Schools, ความร๎ู คุณธรรมและจริยธรรม มีวัฒนธรรมในการดารงชีวิต Learning Nation มํุงเน๎นการพัฒนาความสามารถของ และอยูรํวมกับผ๎ูอ่ืนได๎อยํางมีความสุข (ม.6 พรบ.การศึกษา นกั เรียนแตลํ ะคน ให๎ความสาคัญตํอการพัฒนาคน คน คือ แหํงชาติ 2542 ) คือทรพั ยากรที่มคี าํ ทีส่ ุดของประเทศ 2. ดาเนินการภายใต๎หลักการของกฎหมายคือ พระราชบัญญัติ 2. ดาเนินการภายใต๎หลักการของกฎหมายคือ การศึกษาแหํงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก๎ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาภาคบังคับ ปี ค.ศ. 2003 พ.ศ. 2545 และ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553 3. ขาดความตอํ เนือ่ งในการนานโยบายไปสูํการปฏิบัติซ่ึงเป็นผล 3. มีนโยบายการศึกษาทชี่ ดั เจนสามารถปฏิบัติงานได๎อยําง มาจากการเมืองภายในประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ตอํ เนอ่ื งจนบรรลุวัตถุประสงค๑ บํอยครงั้ 2. การบรหิ ารและการจัดการระบบการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานของไทยและสงิ คโปร์ ไทย สิงคโปร์ 1. มีกระทรวงศกึ ษาธิการเป็นหนํวยงานท่ีดูแลการศึกษา และใน 1.มีกระทรวงศึกษาธิการ (Ministry of Education) เป็น ม. 41 และ 43 แหํง พรบ.การศึกษาแหํงชาติ 2542 ให๎องค๑กร หนํวยงานสูงสุด ปกครองสํวนท๎องถิ่น และเอกชนสามารถจัดการศึกษาได๎ โดย กระทรวงศกึ ษาธิการมหี นา๎ ทก่ี ากับ สํงเสริม สนับสนุน 2.รัฐกาหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ใช๎กับทุก 2. รัฐจะเป็นผ๎ูกาหนดหลักสูตรแกนกลาง (National โรงเรียน ทุกสังกัด ป๓จจุบันใช๎หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน Curriculum) ท่ีใช๎ในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแกํทุก พุทธศกั ราช 2551 โรงเรยี น รวมถงึ การดูแลเรื่องการสอบ และการประเมินผล ระดับชาติทั้ง 3 ระดับ คือ เมื่อจบช้ันประถมศึกษา มัธยมศึกษา และเตรียมอุดมศึกษา ( Ministry of Education, 2015). 3.เน๎นการศกึ ษาที่มีความตํอเน่ืองตลอดชีวิตคือไมํจบเพียงการศึกษา 3. เน๎นการเรียนรู๎แบบองค๑รวม (Holistic Education) ระดับใดระดับหน่ึง หรือมุํงเน๎นให๎การศึกษาเพียงระดับใดระดับหนึ่ง การเรียนการสอนมีความยืดหยํุนตามลักษณะบุคคลเน๎น เทําน้นั แตํมุํงเน๎นใหเ๎ กิดความผสมผสานระหวํางการศึกษาท้ังในระบบ ความเปน็ พลเมืองที่ดี นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยมีสังคมเข๎ามามีสํวนรํวมในการจัด การศกึ ษา เพื่อใหส๎ ามารถพฒั นาคุณภาพชีวติ ไดอ๎ ยํางตํอเน่อื ง การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 159
4. ใช๎ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ และเป็นหลักในการเรียน 4.ระบบการศึกษาเป็นแบบสองภาษา นักเรียนจะใช๎ การสอน และจัดให๎มีการเรียนการสอนในวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการและใช๎ภาษาแมํในการ ในแตลํ ะระดับ (ยกเวน๎ โรงเรยี นนานาชาติทีเ่ ป็นหลักสตู ร เรยี นรวู๎ ัฒนธรรมและสังคม ทาให๎นักเรียนมีความสามารถ ทางภาษา 3. โครงสร้างและการจดั ระบบการศึกษาขั้นพืน้ ฐานของไทยและสิงคโปร์ ไทย สิงคโปร์ 1. จดั ระบบการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ระดับประถมศึกษา 6 ปี 1. จัดระบบการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 10 ปี ระดับประถมศึกษา (6 ระดับชน้ั ) ระดับมัธยมศึกษาตอนต๎น 3 ปี (3 ระดับช้ัน) และ 6 ปี และมัธยมศึกษา 4 ปี เป็นการศึกษาภาคบังคับ 6 ปี ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 3 ปี (3 ระดับชั้น) หรือระบบ 6-3- ในระดับประถมศึกษา ประกอบด๎วย การเรียนช้ันประถม 3 ต๎น (Foundation Stage) 4 ปี ตั้งแตํช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1-4 และชั้นประถมปลาย (Orientation Stage) อีก 2 ปี ในชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5-6 2.ด๎านการบรหิ ารหลักสูตรและการเรียนการสอนยืดหยุํนไปตาม 2. ด๎านการบริหารหลักสูตรข้ันพื้นฐานวิชาหลักท่ีได๎เรียน สภาพของท๎องถ่ิน โดยบูรณาการระหวํางหลักสูตรแกนกลาง คือ วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาท๎องถ่ิน (Mother Tongue) และหลกั สูตรท๎องถ่นิ จดั ให๎มี 8 กลํุมสาระการเรียนร๎ู ภาษาไทย คณิตศาสตรแ๑ ละวิชาเสรมิ อันได๎แกํ ดนตรี ศิลปะหัตกรรม เปน็ ภาษาทใ่ี ช๎สอน สุขศึกษา และสังคมศึกษาสํวนวิชาวิทยาศาสตร๑และเร่ิม เรยี นตั้งแตชํ ั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 เปน็ ต๎นไป 3. การจบประถมยดึ การผํานตามเกณฑ๑การศึกษา ของหลักสูตร 3. การจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะต๎องทาข๎อสอบ การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน 2551 Primary School Leaving Examination (PSLE) ให๎ผาํ นเพ่ือจบการศกึ ษาระดบั ประถม 4. ระดับมัธยมศึกษา เม่ือเรียนจบช้ันมัธยมศึกษาตอนต๎น (ม.3) 4. ระดบั มธั ยมศึกษา (Secondary School) จัดการศึกษา นักเรียนสามารถเลือกได๎วําจะเรียนตํอสายสามัญ (ม.4-6) เพ่ือ หลายรูปแบบทั้งให๎ทุนท้ังหมดโดยรัฐบาล หรือเพียงสํวน เรียนตํอในระดับอุดมศึกษา หรือเลือกเรียนสายอาชีพ (ปวช.) เดียว หรือนักเรียนเป็นผู๎ออกคําใช๎จํายทั้งหมดนักเรียน เพ่ือการประกอบอาชีพ และหากจบ ปวช.ก็สามารถเรียนตํอ ในแผนการเรยี นพิเศษ (Special and Express) จะใช๎เวลา ระดับอุดมศึกษาได๎ เรียนเพียง 4 ปี ขณะท่ีนักเรียนในแผนการเรียนปกติ (Normal) จะใช๎เวลาเรียน 5 ปีในช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 นักเรียนสามารถเลือกได๎วําจะเรียนทางสายศิล ป์ วทิ ยาศาสตร๑ ธุรกจิ การคา๎ หรอื สายวิชาชพี 5. ใช๎ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ และเป็นหลักในการเรียน 5.ระบบการศึกษาเป็นแบบสองภาษา นักเรียนจะใช๎ การสอน และจัดให๎มีการเรียนการสอนในวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการและใช๎ภาษาแมํในการ ในแตํละระดับ (ยกเวน๎ โรงเรียนนานาชาติที่เป็นหลักสตู ร เรียนรู๎วฒั นธรรมและสังคม ทาให๎นักเรียนมีความสามารถทาง ภาษา การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 160
4. ครผู ูส้ อนของไทยและสงิ คโปร์ (ต่อ) ไทย สิงคโปร์ 1. มีสถาบันผลติ ครหู ลายแหงํ ทาการผลิตครูตามความสนใจและ 1. สถาบนั การศึกษาแหํงชาติเป็นสถาบันผลิตและพัฒนา ความพร๎อมของสถาบนั โดยสถาบนั ผลิตครทู ่มี สี ดั สวํ นการผลิตครู ครูเข๎าสํูระบบการศึกษาเพียงแหํงเดียว ซึ่งระบบรวมศูนย๑ มากที่สุด 3 ลาดับแรก คือมหาวิทยาลัยราชภัฏ รองลงมาคือ ดังกลําวทาให๎สามารถควบคุมคุณภาพของครูที่ผลิตเข๎าสูํ ม ห า วิ ท ย า ลั ย ข อ ง รั ฐ แ ล ะ ส ถ า น ศึ ก ษ า น อ ก สั ง กั ด ระบบได๎อยํางมีประสิทธิภาพ โดยเน๎นการผลิตครูที่มี กระทรวงศึกษาธกิ าร ความรู๎ลึกซึ้ง เพื่อสามารถถํายทอดความรู๎ให๎นักเรียนมี รากฐานความคิดวเิ คราะห๑ท่แี ข็งแรง 2.หลกั สูตรการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี 3 หลักสูตร ที่รับ 2. เกณฑ๑ในการรับครูเข๎าเป็นข๎าราชการ จะคัดเลือกจาก นักศึกษาเข๎าเรยี น นักศึกษาครูผู๎ที่จบด๎วยคะแนนสูงสุดร๎อยละ 33 ของแตํ 1) หลักสตู รการผลิตครูการศึกษาขั้นพ้ืนฐานระดับปริญญาตรี ละรนุํ ครูทกุ ระดับชั้นจะต๎องจบตรงสาขาวิชาที่สอน และ (หลักสูตร 5 ปี) หลกั สตู รน้ีจดั เป็นหลกั สูตรหลกั ในการผลติ ครู จะตอ๎ งผาํ นการสัมภาษณแ๑ ละคัดเลือกจากคณะครูใหญํผู๎มี ระดับปริญญาตรี (หลกั สตู ร 5 ปี) หลกั สตู รน้ีจดั เปน็ หลกั สตู รหลัก ประสบการณ๑ ครูท่ีจบใหมํจะต๎องเข๎าโปรแกรมเพ่ือฝึกหัด ในการผลิตครู การสอนโดย National University of Education (NIE) 2) หลกั สตู รการผลิตครูการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานระดับปริญญาตรี และในขณะท่เี ข๎ารับการอบรมระหวํางเปน็ ครูฝึกหัดก็ยังจะ (หลักสูตร 2 ปี) รับผู๎จบปริญญาตรีสาขาวิชาอ่ืนและประสงค๑จะ ได๎รบั เงนิ เดอื นที่สงู อกี ดว๎ ย เป็นครูเข๎าศึกษาตํอวิชาชีพครู 1 ปี และฝึกปฏิบัติการสอนใน สถานศกึ ษาทีค่ ุรุสภารับรอง 1 ปี รวมเป็น 2 ปี 3) หลักสูตรการผลิตครูระดับปริญญาโททางการสอน (หลกั สูตร 3 ปี) เปน็ หลักสตู รทีเ่ ปดิ สอนสาหรบั ผู๎จบปรญิ ญาตรีใน สาขาวชิ าการศกึ ษาหรือสาขาอื่นๆ เข๎าศึกษาในระดับปริญญาโท 2 ปี และฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารสอนในสถานศกึ ษาทค่ี รุ สุ ภารบั รอง 1 ปี รวม เป็น 3 ปี 3. มกี ารพฒั นามาตรฐานวชิ าชีพและควบคุมการประกอบวิชาชีพ 3. ให๎ความสาคัญกับวิชาชีพครูที่ถือเป็นวิชาชีพช้ันสูงใน โดยการจดั ต้งั องคก๑ รวชิ าชพี ครู มีคาํ ตอบแทนและคําวทิ ยฐานะ สิงคโปร๑ 4. มีพบวําการฝกึ อบรมครอู ยาํ งตํอเน่ืองเพือ่ เพิม่ สมรรถนะครยู ัง 4. ครูในระบบทกุ คนจะต๎องเขา๎ รับการอบรมอยํางตํอเน่ือง มีการกลําวถึงหรือให๎ความสาคัญคํอนข๎างน๎อยกวําด๎านอ่ืน ไมํต่ากวํา 100 ช่ัวโมง รวมถึงบุคลากรทางการศกึ ษาด๎วย ป๓จจบุ นั ยงั คงมีลักษณะตาํ งคนตาํ งทา ขาดการวางแผน ขาดการ กาหนดทิศทาง และขาดข๎อมูลในการพัฒนาครูในภาพรวม การพัฒนาครูจึงเกิดความซ้าซ๎อน ขาดประสิทธิภาพ การอบรม พัฒนาครูของแตํละหนํวยงานขาดการประสานงาน จึงเกิด ปรากฏการณค๑ รทู งิ้ หอ๎ งเรยี นไปเข๎าอบรม ซึ่งสํวนใหญํดาเนินงาน โดยสวํ นกลางเพราะเป็นผคู๎ วบคมุ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 161
สรุปผลการศกึ ษา จากการศึกษาคร้งั น้พี บวํา 1) หลักการและจุดมํุงหมายท่ัวไปในการจัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานของไทย และสิงคโปร๑ มีจุดมุํงหมายเหมือนกันโดยให๎ความสาคัญตํอการพัฒนาคน เน๎นการสอนให๎คนเป็นนักคิดท่ีมี ความสามารถ และดาเนินการภายใต๎หลกั การของกฎหมายซ่งึ เป็นหลกั ในการพัฒนาและจัดการศึกษา รวมทั้ง เป็นแนวทางในการวางนโยบายด๎านการศึกษาไปสํูการปฏิบัติ แตํสิงคโปร๑มีการวางนโยบายด๎านการศึกษาที่ ชัดเจนทาให๎ผ๎รู บั นโยบายสามารถปฏิบตั ิไดอ๎ ยํางตํอเน่อื งจนบรรลุวัตถุประสงค๑ สํวนประเทศไทยในทางปฏิบัติ ยงั คงขาดความตอํ เน่ืองในการนานโยบายไปปฏิบตั ิ อนั เน่อื งมาจากการเมอื งภายในประเทศและการเปล่ยี นแปลง รัฐบาลบํอยคร้ัง 2) การบริหารและการจดั การระบบการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานของไทยและสงิ คโปร๑ มีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหนํวยงานสูงสดุ ในการบริหารและดูแลการศึกษาเหมือนกัน แตํประเทศไทยมีการกระจายอานาจโดยให๎ สิทธิแกํองค๑กรปกครองสํวนท๎องถิ่นและเอกชนในการจัดการศึกษา และมีการกาหนดหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานให๎แกํทุกโรงเรยี นทุกสังกดั ในสํวนของภาษาทใี่ ชใ๎ นการจดั การเรียนการสอน ประเทศไทย ใชภ๎ าษาไทยเปน็ ภาษาหลกั ท่ใี ชใ๎ นการจัดการเรยี นการสอน และจัดให๎มกี ารเรยี นการสอนภาษาองั กฤษในแตํละ ระดบั (ยกเวน๎ โรงเรยี นท่ีเปน็ หลักสูตรนานาชาต)ิ นกั เรยี นไทยสํวนใหญํยังไมํเชี่ยวชาญด๎านภาษาอังกฤษ สํวน สงิ คโปร๑เป็นการศกึ ษาแบบระบบสองภาษา โดยใช๎ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ แตํขณะเดียวกันก็ยังคงใช๎ ภาษาแมํในการเรียนรู๎วัฒนธรรมและสังคมของตน ทาให๎นักเรียนมีความสามารถเช่ียวชาญในการใช๎ ภาษาอังกฤษ ในสํวนของจดุ เนน๎ ในการจัดการศึกษา ประเทศไทยเน๎นการจัดการศกึ ษาท่ีมีความตํอเน่ืองตลอด ชวี ติ ผสมผสานกนั ระหวํางการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย โดยให๎สังคมมีสํวนรํวมในการจั ด การศึกษา ไมแํ บงํ แยกการศกึ ษาออกจากกัน ซ่ึงหมายความวาํ สถานศึกษาในระบบก็สามารถจัดการศึกษาได๎ท้ัง 3 รปู แบบ สํวนสงิ คโปร๑เนน๎ การจดั การเรียนการสอนแบบองค๑รวม มคี วามยืดหยนํุ และเนน๎ พฒั นาความสามารถ ตามลกั ษณะของบคุ คล 3) โครงสร๎างและการจัดระบบการศึกษาข้ันพื้นฐานของไทยและสิงค๑โปร๑ มีการจัดระบบการศึกษา ข้ันพน้ื ฐานเหมือนกัน แตกตาํ งกันท่ีระยะเวลา โดยประเทศไทยกาหนดการศึกษาขั้นพน้ื ฐานบังคับ 12 ปี ระดับ ประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษาตอนต๎น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี (ระบบ 6-3-3) สํวนสิงคโปร๑ จัดระบบการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน 10 ปี คือ ระดับประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษา 4 ปี ในด๎านของหลักสูตร การเรียนการสอน ประเทศไทยกาหนดให๎ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนใน 8 กลํุมสาระการเรียนรู๎ สํวน สิงคโปร๑เน๎นการเรียนวิชาหลักคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาถิ่น คณิตศาสตร๑และวิชาเสริม ได๎แกํดนตรี ศลิ ปหตั ถกรรม สุขศกึ ษา สงั คมศกึ ษา และตัง้ แตํช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไปจึงจะเริ่มเรียนวิชาวิทยาศาสตร๑ เกณฑ๑การจบการศึกษานั้น ประเทศไทย นักเรียนต๎องผํานเกณฑ๑การศึกษาตามท่ีกาหนดในหลักสูตร แตํ ประเทศสงิ คโปร๑ โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา นกั เรียนจะจบประถมศึกษาปีที่ 6 ได๎ ต๎องผํานการสอบ PSLE ให๎ผําน เกณฑ๑กํอนจึงจะจบการศึกษา 4) ครูผู๎สอนของไทยและสิงคโปร๑ มีความแตกตํางกันในเร่ืองของสถาบันการผลิตครู โดยประเทศไทยมี สถาบนั การผลติ ครูหลายแหงํ หลากหลายทั้งภาครฐั และเอกชน โดยสถาบนั หลกั ทท่ี าการผลิตครูคือ มหาวิทยาลัย การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 162
ราชภัฏฯ มหาวทิ ยาลัยของรฐั และสถานศึกษานอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามลาดับ แตํสิงคโปร๑การผลิตครู จะดาเนินการโดยสถาบันการศึกษาแหํงชาติเพียงแหํงเดียว ทาให๎สามารถควบคุมคุณภาพของครูได๎อยํางมี ประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีหลักสูตรการผลติ ครู 3 หลกั สตู ร มีการเปดิ โอกาสใหผ๎ ๎ูซง่ึ ไมไํ ดจ๎ บปริญญาตรี ทางด๎าน ครู สามารถศึกษาตํอเพ่ือเป็นครูได๎ ทั้งนี้ข้ึนอยํูกับเง่ือนไขในการจัดการเรียนการสอน แตํสิงคโปร๑น้ันการคัด นกั เรียนเขา๎ ศึกษาครจู ะต๎องทาการคดั เลอื กนกั เรยี นท่เี กงํ และสรา๎ งแรงจงู ใจเกีย่ วกบั วชิ าชีพครูซ่ึงถอื วาํ เป็นวิชาชพิ ช้นั สงู เพ่ือดึงดดู เด็กนกั เรยี นระดบั หวั กะทิให๎เข๎ามาสูํกระบวนการผลิตครู เกณฑ๑การบรรจุเข๎าเป็นข๎าราชการครู ประเทศไทยใช๎วิธีการสอบแขํงขัน โดยไมํแบํงแยกสถาบัน เกรดเฉลยี่ ทกุ คนท่ีมีคณุ สมบตั ิครบถ๎วนไมํวําจบสถาบัน ไหน หรือเกรดเฉลี่ยเทาํ ไร กส็ ามารถสอบแขงํ ขันเพือ่ เขา๎ รบั ราชการครูได๎ และบางครั้งครูจะจบไมํตรงสาขาวิชาท่ี สอน แตสํ ิงคโปรจ๑ ะคดั เลอื กจากนกั ศกึ ษาท่จี บด๎วยคะแนนสงู สดุ รอ๎ ยละ 33 และต๎องจบตรงตามสาขาท่ีสอนเทํานน้ั รวมทั้งตอ๎ งผาํ นการสมั ภาษณจ๑ ากครใู หญํ และเข๎าโปรแกรมเพ่ือฝึกหัดการสอนโดยได๎รบั เงนิ เดือนตอบแทน สํวนใน ด๎านของการพัฒนาครูโดยการฝึกอบรม ประเทศไทยการฝึกอบรมครูอยํางตํอเน่ืองเพื่อเพ่ิมสมรรถนะยังให๎ ความสาคัญคํอนขา๎ งนอ๎ ยกวาํ ดา๎ นอน่ื ยังคงมลี ักษณะตํางคนตํางทา ขาดการวางแผน ขาดการกาหนดทิศทาง และขาดข๎อมูลในการพัฒนาครูในภาพรวม การพัฒนาครูจึงเกิดความซ้าซ๎ อน ขาดประสิทธิภาพ การอบรม พฒั นาครขู องแตํละหนวํ ยงานขาดการประสานงาน จึงเกิดปรากฏการณ๑ครูท้ิงห๎องเรียนไปเข๎าอบรม ซ่ึงสํวน ใหญดํ าเนนิ งานโดยสํวนกลางเพราะเปน็ ผู๎ควบคมุ แตขํ องประเทศสิงคโปร๑นั้น ครูที่อยํใู นระบบทุกคนต๎องได๎รับ การอบรมอยาํ งตอํ เน่ือง กาหนดวําแตํละคนต๎องไมํตา่ กวํา 100 ชวั่ โมง ทาให๎เกิดการพฒั นาครูอยาํ งตอํ เนอ่ื ง ข้อเสนอแนะ 1. ขอ๎ เสนอเชิงนโยบายเกยี่ วกบั หลักการและจดุ มํงุ หมายท่ัวไปในการจัดการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานท่ีสํงผล ตํอการจัดการศึกษา รัฐควรจะพิจารณาพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู๎ของคนไทย โอกาสทางการศึกษาและเรียนรเ๎ู พ่อื พัฒนาผเ๎ู รยี น สถานศึกษาแหลํงเรียนร๎ู สภาพแวดลอ๎ ม หลักสูตรและเน้ือหา พัฒนาวชิ าชพี ครูใหเ๎ ปน็ วชิ าชพี ทมี่ ีคณุ คาํ สามารถดงึ ดูดคนเกํงดีและมีใจรักมาเป็นครูคณาจารย๑ได๎อยํางยั่งยืน ภายใต๎ระบบบรหิ ารจัดการท่มี ปี ระสทิ ธิภาพ 2. ข๎อเสนอเชิงนโยบายเก่ียวกับการศึกษาการบริหารและการจัดการระบบ การพัฒนาคุณภาพ การบรหิ ารจัดการใหมํ โดยมํงุ เนน๎ การกระจายอานาจสูํสถานศึกษา เขตพ้ืนที่การศึกษา และองค๑กรปกครอง สวํ นท๎องถิน่ มีระบบการบรหิ ารจดั การตามหลกั ธรรมาภิบาล นาระบบและวธิ กี ารบริหารแนวใหมํมาใช๎ควบคไูํ ป กับการสรา๎ งผน๎ู าการเปลยี่ นแปลง มกี ารบริหารจัดการการเงินและงบประมาณตามความต๎องการของผ๎ูเรียน โดยให๎ผ๎เู รยี นเลอื กรบั บริการได๎ และเนน๎ การมสี วํ นรํวมของผู๎ปกครอง ชุมชน เอกชน และทกุ ภาคสวํ น 3. ข๎อเสนอเชงิ นโยบายเกยี่ วกบั การการศึกษาโครงสรา๎ งและการจดั ระบบการศกึ ษา รฐั ควรจะ พิจารณา การปฏริ ปู โครงสรา๎ งการศกึ ษาควรเนน๎ หลกั การของการกระจายอานาจ หลักการมสี ํวนรวํ มของ องคก๑ รในชมุ ชนและประชาชน และหลกั การบรู ณาการทรัพยากรรวํ มกัน 4. ข๎อเสนอเชิงนโยบายเก่ียวกับการผลิตและพัฒนาครูในประเทศไทยเพื่อเป็นการเสริมสร๎างความ เข๎มแข็งของระบบการผลิตและพัฒนาครูอันจะนาไปสูํความเทําเทียมกันทางการศึกษาการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของคนไทยและเพม่ิ ศกั ยภาพการแขํงขันของประเทศในเวทโี ลกรัฐควรจดั ให๎มีการกาหนดบทบาทและ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 163
หน๎าท่ีของคณะครุศาสตร๑ / ศึกษาศาสตร๑ในการผลิตครูท่ีมีคุณภาพและสอดคล๎องกับความต๎องการครูของ สถานศึกษาในประเทศและรัฐควรทบทวนนโยบายคาํ ตอบแทนครอู าจารย๑โดยควรกาหนดให๎เงินเดือนครูได๎รับ ในอัตราท่ีสูงกวําวิชาชีพอื่นๆเพื่อเป็นการจูงใจให๎คนดีคนเกํงมุํงม่ันมาเรียนเพื่ อเป็นครูท่ีดีโดยควรจัดอัตรา เงินเดอื นท่สี ูงกวําวชิ าชีพอ่ืนอยํางน๎อยร๎อยละ 20 ขนึ้ ไป 2. ขอ๎ เสนอแนะในการทาการศึกษาครง้ั ตอํ ไป ควรศึกษาเปรยี บเทียบการจัดการศึกษาประเทศอ่ืนๆเปรียบเทียบกับประเทศไทยวํามีแนวทางจัด การศึกษาเหมอื นหรอื แตกตาํ งกันอยาํ งไร โดยเฉพาะในกลํมุ ประเทศอาเซยี น เอกสารอา้ งองิ กรมอาเซียน. (2558). ขอ๎ มลู ท่ัวไป ความเปน็ มาของอาเซียน (ลงวันที่ 27พฤษภาคม พ.ศ. 2558). กรุงเทพฯ: กระทรวงการตาํ งประเทศ. แชรป๑ ระสบการณ๑คุยกบั ครทู ่ีสิงคโปร๑ เทียบระบบการศึกษาระดับโลกกับเมืองไทย;.[สบื ค๎น14 มกราคม 2 จา ก http://www.khajochi.com/2016/09/singapore-education-system-compare-to- thailand.html พระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติพ.ศ. 2542 และท่ีแก๎ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 พณิ สดุ า สิรธิ รงั ศร.ี (2557). การยกระดบั คณุ ภาพครูไทย ในศตวรรษท่ี 21. เอกสารอเิ ลคทรอนกิ ส๑ มหาวทิ ยาลยั ธรุ กิจบัณฑติ , สบื คน๎ เม่อื 4 มกราคม 2558, จาก www.dpu.ac.th/ces/download.php?filename=1403847501.pdf ภิญโญ สายนุย. (2557). การกาหนดนโยบายการศึกษาของประเทศไทยในทศวรรษหนา๎ . วารสารวชิ าการ มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ. (2558). ระบบการศึกษาในประเทศอาเซียน .เอกสาร อิเลคทรอนิกส๑ , สบื คน๎ เมื่อ 12 มกราคม 2561, จาก http://plan.rmutsb.ac.th /plan/data information/file/1_IR_333.pdf เลขาธิการสภาการศกึ ษา, สานกั งาน. (2553). ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ : รายงานการศึกษาดูงานโครงการ ฝกึ อบรมและพัฒนาบุคลากรส่มู อื อาชพี ดา้ นการพฒั นานโยบายและการวางแผนการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : บริษัท พมิ พด๑ ีการพมิ พ๑ จากัด. วรรณภา พุดสี. (2555). งานครทู น่ี น่ั ไมธํ รรมดา .เอกสารอิเลคทรอนิกส๑ , สืบค๎นเม่ือ 12 มกราคม 2561, จาก https://www.gotoknow.org/posts/368219 สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ. (2559)รายงานการ วิจัย การออกแบบระบบการ ตดิ ตามและประเมินผลการพฒั นาการศกึ ษา กรุงเทพฯ : บริษทั พริกหวานกราฟฟิค จากัด. สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา.(2557). มองสถติ ิและตวั ช้วี ดั ทางการศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร. กรุงเทพฯ:กระทรวงศึกษาธกิ าร. การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 164
สานกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา.(2558). รายงานผลการศึกษาสถานภาพการผลิตและพฒั นาครู ในประเทศไทย. กรงุ เทพฯ:กระทรวงศึกษาธิการ. ภาวิช ทองโรจน๑. (2561). การศึกษาไทยมีคุณภาพเป็นอันดับ 8 ในอาเซียน. [ออนไลน๑]. แหลํงข๎อมูล : https://blog.eduzones.com/magazine/133608. (วนั ทคี่ ๎นขอ๎ มลู : 7 มกราคม 2561). กระทรวงการตํางประเทศ. (2560). การขับเคลื่อนนวัตกรรมในตํางประเทศ : แนวทางการพัฒนาด๎าน ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง สิ ง ค โ ป ร๑ ) . [ อ อ น ไ ล น๑ ] . แ ห ลํ ง ข๎ อ มู ล :http://www.mfa.go.th/thailand4/th/news/6909/77112. (วันท่ีค๎นข๎อมูล : 10 มกราคม 2561). Dimmock, C., & Yong Tan, C. (2013). Educational leadership in Singapore: Tight coupling, sustainability, scalability, and succession. Journal of Educational Administration, 51(3), 320-340 Ka‐ho Mok, (2003) \"Decentralization and marketization of education in Singapore: A case study of the school excellence model\", Journal of Educational Administration, Vol. 41 Issue: 4, pp.348-366, https://doi.org/10.1108/09578230310481621 Koh, H.H., Gurr, D., Drysdale, L. et al. Asia Pacific Educ. Rev. (2011) 12: 609. https://doi.org/10.1007/s12564-011-9161-1 K. M. Lim. (2013). Teacher education in Singapore. SEAMEO RIHED Regional Seminar on Teacher Education, Singapore,. Ministry of Education (MOE), Singapore (www.moe.gov.sg) Ministry of Education. (2015a). Education system: 21st century competencies. Retrieved from http://www.moe.gov.sg/education/21cc/ OECD. (2014a). PISA 2012 results in focus. PISA - OECD. Retrieved from http://www.oecd.org/pisa/keyfindings/pisa-2012-results-overview.pdf Provasnik, S., Kastberg, D., Ferraro, D., Lemanski, N., Roey, S., and Jenkins, F. (2012). Highlights From TIMSS 2011: Mathematics and Science Achievement of U.S. Fourth- and Eighth-Grade Students in an International Context (NCES 2013-009). National Center for Education Statistics, Institute of Education Sciences, U.S. Department of Education. Washington, DC. Raffe, D., & Semple, S. (2011). Policy Borrowing Or Policy Learning?: How (not) to Improve Education Systems. Edinburgh: Centre for Educational Sociology. Schwab, K. (2010, September). The global competitiveness report 2010-2011. Geneva: World Economic Forum. Tan, C., Koh, K. & Choy, W. (2016). The education system in Singapore. In Juszczyk, S. (Ed.), Asian Education Systems (pp. 129-148). Toruñ: Adam Marszalek Publishing House. Tan, C. T. (2017). Enhancing the quality of kindergarten education in Singapore: policies and strategies in การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 165
the 21stcentury. International Journal of Child Care and Education Policy, 11(1), 7. TIMSS. (2015). Trends in International Mathematics and Science Study (TIMSS) - Overview. Retrieved from https://nces.ed.gov/TIMSS/ Venkatesh, N. (2012). Comparative Study on Singapore VS Indian Higher Education System. International Journal of Research in Management & Technology (IJRMT). Global Competitiveness Report 2014-2015.2557; [สืบค๎น 6 มกราคม 2561] . World Economic Forum (WEF)จาก https://blog.eduzones.com/magazine/133608 การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 166
การมีสว่ นรว่ มในการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาภายในของสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐาน กรณศี ึกษา โรงเรยี นราชวินติ THE PARTICIPATION IN AN INTERNAL QUALITY ASSURANCE (IQA) OF BASIC EDUCATION : CASE STUDY RATCHAVINIT SCHOOL อจั ฉราพร บญุ ญพนิช นกั ศึกษา หลักสตู รปรัชญาดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา วทิ ยาลยั บณั ฑติ ศึกษาดา้ นการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทมุ E-mail [email protected] ดร.เกรยี งไกร สจั จะหฤทยั อาจารยป์ ระจา หลกั สตู รปรัชญาดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา วทิ ยาลยั บัณฑติ ศึกษาดา้ นการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทมุ E-mail [email protected] บทคัดยอ่ การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค๑เพื่อ (1) ศึกษาการมีสํวนรํวมในการประกันคุณภาพภายในของ สถานศึกษาข้ันพื้นฐาน (2) นาเสนอตัวอยํางการปรับปรุงคุณภาพกรณีศึกษาของโรงเรียนราชวินิต มีขั้นตอน การศึกษาดังนี้ ศึกษาเอกสารที่เกย่ี วข๎องกบั การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และการมีสํวนรํวมของผ๎ูที่มีสํวน เกี่ยวขอ๎ งในกระบวนการการปรับปรุงคุณภาพโดยใช๎วงจร PDCA จากการสัมภาษณ๑ผ๎ูบริหารโรงเรียน โดยท่ีการ ประกันคุณภาพการศกึ ษา เปน็ กระบวนการที่สาคญั ในการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา เนื่องจากเป็นการสร๎างความ ม่ันใจในคุณภาพ และมาตรฐานของสถานศึกษา ซ่ึงการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาข้ันพื้นฐานจะได๎ มาตรฐานและเป็นทเี่ ชือ่ ถือได๎นั้น จะต๎องทาให๎การประกนั คณุ ภาพการศึกษาเป็นสํวนหนง่ึ ของกระบวนการบริหาร และการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา และต๎องให๎ผ๎ูมีสํวนได๎สํวนเสียทั้งผู๎บริหาร ครู บุคลากร ผู๎เรยี น ชุมชน เขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาหรือหนวํ ยงานท่กี ากับเขา๎ มามีสํวนรวํ มในทุกขั้นตอนด๎วยความสมัครใจและเห็น ความสาคัญเพอื่ กาหนดเปาู หมาย วางแผน ตดิ ตาม ประเมนิ ผล พฒั นาปรบั ปรุง รวํ มคิด รวํ มตัดสินใจ รวํ มมือ รํวม ปฏิบัติ รํวมแรงรํวมใจ และรํวมรับผิดชอบ เพื่อให๎เกิดการพัฒนาและการเปล่ียนแปลงทาให๎บุคคลได๎รํวมกัน พิจารณาแก๎ไขป๓ญหาท่ีเกิดจากการดาเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให๎ผู๎เรียน ได๎รับการศึกษาท่ีมีคุณภาพ และผู๎ท่ีมีสํวนรํวมในการดาเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในก็จะเกิด ความรู๎สึกมีคุณคําในตนเอง เกิดความมํุงมั่นในการสร๎างความสาเร็จให๎กับโรงเรียน ซึ่งจะนาไปสํูมาตรฐานการ ประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ทั้งน้ี การประกันคุณภาพภายในเป็นการบริหารโดยใช๎วงจร คุณภาพหรือวงจร PDCA ถอื เป็นวิธีการควบคมุ คุณภาพทมี่ ีขน้ั ตอนในการทางานอยํางเปน็ ระบบเพอื่ ใหก๎ ารประกัน คุณภาพสาเร็จอยํางมีประสิทธิภาพและเช่ือถือวางใจได๎ ประกอบด๎วย (1) การรํวมกันวางแผน ( Planning) การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 167
(2) การรํวมกันปฏิบัติตามแผน (Doing) (3) การรํวมกันตรวจสอบ (Checking) และ (4) การรํวมกันปรับปรุง (Action) จะเหน็ ไดว๎ ําโรงเรียนราชวินิตได๎ให๎ความสาคัญกับการมีสํวนรํวมในการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน โดยใชว๎ งจรการควบคุมคุณภาพ PDCA โดยการประกันคณุ ภาพการศกึ ษาเปน็ สํวนหนึ่งของการบริหารจัดการและ การปฏบิ ัติงานของบคุ ลากรทกุ คนในสถานศึกษารวมท้งั ผ๎มู สี วํ นได๎สวํ นเสียของโรงเรียนดว๎ ย คาสาคญั :การประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษา, การมีสํวนรวํ ม, วงจรเดมมิ่ง (PDCA), โรงเรียนราชวินิต ABSTRACT In this study, aims (1) Tostudy of the participation in internal quality assurance system of basic education. (2) To presented case studies to improve the quality. Case studyRatchawinit School. Steps in the study, the documents related to the Internal Quality Assurance in Education and the participation of those involved in process of quality improvement using PDCA cycle from interviews with school administrators. Quality education must be part of the management and operation of all educational institutions to be standardized and reliable. Stakeholders including administrators, teachers, staff, students, community, district or agency director need to be involved in every step voluntarily and be aware for the planning, monitoring and evaluation contemplate the practical cooperation efforts and share responsibility. The internal quality basic education enables students to receive a quality education and the participants will aim to accomplish. The internal quality assurance is managed by the integrated circuit quality or PDCA. PDCA as a means of quality control procedures to operate the system and effective quality assurance. Include (1) Joint Planning (Planning) (2) of the joint implementation (Doing) (3) joint check (Checking) and (4) the joint improvement (Action). Case study :Ratchawinit School with a focus on participation in quality assurance, internal quality control circuitry using PDCA. Quality education is part of the management and operation of everyone in the school. Including stakeholders. KEYWORDS:Internal quality assurance, Participation, Deming Cycle (PDCA), Ratchawinit School การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 168
บทนา ในยุคโลกาภวิ ัตนท๑ ม่ี คี วามเจรญิ ก๎าวหนา๎ ด๎านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเรียนรู๎ท่ีจะปรับตัวให๎ทันกับการ เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขน้ึ อยํตู ลอดเวลาและเตรียมความพร๎อมทจ่ี ะเผชิญกบั ความท๎าทายจากกระแสโลกทีม่ กี ารแขงํ ขนั กนั อยํางรนุ แรงจงึ เป็นเรอื่ งที่จาเปน็ ประกอบกับทักษะแหํงอนาคตใหมํในศตวรรษที่ 21 (21ST Century Skills) เป็นทักษะที่จาเป็นตํอการดารงชีวิตของประชาชนคนไทยในฐานะการเป็นพลเมืองของโลกท่ีมีการดารงชีวิต ทํามกลางปรากฏการณ๑ของโลกแหํงเทคโนโลยี โลกของเศรษฐกจิ และการค๎า โลกาภิวัตน๑กับเครือขําย ความสมดุล ของสิง่ แวดล๎อมและพลังงาน ความเปน็ สงั คมเมือง ความเปน็ สังคมผส๎ู งู อายุ และความเปน็ โลกสํวนตัวอยํูกับตนเอง (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน. 2557) ประเทศไทยจงึ ต๎องปรบั เปลี่ยนประเทศไปสปูํ ระเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) เพื่อให๎ทับแนวโน๎มการเปล่ียนแปลงของโลก (Global Megatrends) ในอนาคต โดยจัดทา ยุทธศาสตร๑ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) กาหนดวิสัยทัศน๑ “ประเทศมีความม่ันคง ม่ันคั่ง ย่ังยืน เป็น ประเทศทพ่ี ัฒนาแลว๎ ด๎วยการพฒั นาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มีเปูาหมายให๎ประเทศไทยเข๎าสูํการ เป็นประเทศทม่ี ีรายได๎สงู ภายในปี 2579 ภายใตร๎ ะบบเศรษฐกจิ และสังคมไทยทมี่ กี ารพัฒนาอยํางม่ันคงและย่งั ยนื มี ความเป็นธรรมในสังคม มีบทบาทสาคัญในภมู ิภาคและโลก ระบบเศรษฐกจิ ดิจทิ ลั เขม๎ แข็งและเติบโตอยํางมคี ณุ ภาพ เศรษฐกิจและสังคมพฒั นาอยํางเปน็ มิตรกบั ส่ิงแวดล๎อม ระบบบริหารภาครัฐมีประสิทธิภาพ ทันสมัย รับผิดชอบ โปรํงใส ตรวจสอบได๎ และประชาชนมีสํวนรํวม คนไทยในอนาคตจึงต๎องมีศักยภาพและรํวมกันพัฒนาประเทศ สามารถปรับตัวรองรับบริบทการพัฒนาในอนาคต มีทักษะในการวิเคราะห๑อยํางมีเหตุผล มีภูมิค๎ุมกันตํอการ เปล่ยี นแปลงภายใต๎สงั คมแหํงการเรียนรูไ๎ ด๎อยํางตํอเน่อื งตลอดชวี ิต การจดั การศกึ ษาของไทยในศตวรรษท่ี 21 จึง จาเป็นต๎องให๎ผ๎ูเรียนร๎ูจักคิดวิเคราะห๑ มีความคิดสร๎างสรรค๑ มีความมั่นใจในตนเอง แสวงหาความรู๎ ร๎ูเทําทัน สารสนเทศในการสรา๎ งองค๑ความรู๎ด๎วยตนเอง เรียนรเู๎ ปน็ ผูป๎ ระกอบการและผูผ๎ ลิต มุํงความเป็นเลศิ อดทน ทางาน เป็นทีม รบั ผดิ ชอบตอํ สํวนรวม คานึงถงึ สังคม มคี ุณธรรม ยดึ ม่นั ในสนั ติธรรมและมคี วามเปน็ ไทย (ไพฑูรย๑ สินลารัตน๑. 2557) ผบู๎ รหิ ารสถานศกึ ษาจะต๎องมที ักษะและความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง การกาหนดยทุ ธศาสตร๑ การใช๎เทคโนโลยสี ารสนเทศ การมสี ํวนรวํ มในการจัดรปู แบบการเรยี นการสอนรํวมกับครู การสํงเสริมให๎มีการนา เทคโนโลยีมาใช๎เพ่ือการพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการสร๎างเครือขํายการเรียนรู๎ท้ังภายในและภายนอก สถานศกึ ษา และครูตอ๎ งจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนทีเ่ น๎นผ๎ูเรียนเปน็ สาคญั และคานึงถงึ ความแตกตํางของแตํละ บุคคล มกี ารผสมผสานกระบวนการเรียนการสอนและการใช๎สื่อเทคโนโลยีในการชํวยสอนเพื่อพัฒนาผ๎ูเรียนให๎มี ความรคู๎ วามสามารถ มีทักษะทดั เทยี มเปน็ ทย่ี อมรับ และสามารถดารงชีวิตได๎อยํางมีความสุข “...เรื่องการศึกษา ต้องเน้นคุณภาพและโอกาสในการศึกษา ไม่ใช่จะสอนอย่างไรก็ได้ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ เพราะการศึกษาจึงเป็น กระบวนการท่ีทําให้คนมีความรู้และคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ช่วยให้คนนั้นอยู่รอดในโลกได้ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครวั และสงั คมสว่ นรวม...” (หนงั สอื สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ทรงบรรยายเร่อื งการ พัฒนาเด็กและเยาวชนในถิน่ ทรุ กันดาร เน่ืองในการสัมมนาความสัมพันธ๑ไทย-จีน “ การพัฒนาพลังแหํงเยาวชน : สร๎างพนื้ ฐานคณุ ภาพชวี ิตรวํ มกันเพื่ออนาคต ” วันอังคารที่ 27 มีนาคม 2550 ณ ห๎องสมานฉันท๑ ชั้น 3 ธนาคาร กสกิ รไทย สานักงานใหญํ ราษฎร๑บูรณะ กรงุ เทพมหานคร) คุณภาพการศกึ ษาจะเปน็ สง่ิ ทส่ี ะทอ๎ นถึงคณุ ภาพของคน การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 169
ที่เป็นผลิตผลของการจัดการศกึ ษา อยํางไรกต็ ามเม่อื พจิ ารณาสภาพการจดั การศึกษาของไทยในระยะที่ผํานมา จะ พบวําวกิ ฤตการณท๑ างการศกึ ษาทส่ี าคัญประการหน่ึงคือ เร่ืองคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาสํวนใหญํยังมีความ เหลือ่ มล้าและแตกตาํ งกัน ทั้งในดา๎ นงบประมาณ คณุ ภาพ บุคลากร จงึ ทาใหผ๎ ป๎ู กครองพยายามให๎ลูกหลานได๎เข๎า เรียนในโรงเรียนท่ีมีคณุ ภาพถึงแมว๎ ําโรงเรยี นจะอยูไํ กลและเดก็ ต๎องเสยี เวลาเดินทาง นอกจากนย้ี งั รวมถึงปจ๓ จัยด๎าน ผเ๎ู รียน ป๓จจยั เอือ้ อนื่ ๆ เชํน ความรวํ มมอื ของกรรมการสถานศกึ ษา การสนับสนุนจากชมุ ชน หนวํ ยงานหรือองค๑กร ที่อยูํใกลเ๎ คยี งสถานศกึ ษา และการติดตามชวํ ยเหลอื อยาํ งใกล๎ชดิ จากสานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาหรอื หนวํ ยงานต๎น สังกัด สงิ่ เหลํานีล้ ว๎ นสํงผลกระทบตํอคุณภาพการจดั การศกึ ษา จากวิกฤตการณ๑เรื่องคุณภาพการศึกษาดังกลาํ ว พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงํ ชาติ พ.ศ. 2542 และท่ี แก๎ไขเพ่ิมเติม ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2545 หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา มาตรา 39 จึงได๎กาหนดให๎ กระทรวงกระจายอานาจการบริหารและการจดั การศกึ ษา ท้งั ดา๎ นวชิ าการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการและสานักงานเขตพื้นที่ และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา โดยตรง ซง่ึ เป็นการบริหารโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management: SBM) มีหลักการสาคัญ ในการบรหิ าร ได๎แกํ หลักการกระจายอานาจ หลักการมีสํวนรวํ ม หลักการคนื อานาจจัดการศึกษาให๎ประชาชน หลักการบรหิ ารตนเอง และหลกั การตรวจสอบและถํวงดลุ (อุทยั บุญประเสริฐ. 2545) ท้ังน้ี การพัฒนาระบบ ประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษาเป็นภารกิจหลกั ภารกจิ หนง่ึ ในด๎านวิชาการ และหมวด 6 มาตรฐานและการ ประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา 48 ได๎กาหนดใหห๎ นวํ ยงานตน๎ สงั กดั และสถานศกึ ษาจดั ใหม๎ ีระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา และให๎ถือวําการประกันคุณภาพภายในเป็นสํวนหน่ึงของกระบวนการบริหาร การศึกษาท่ีต๎องดาเนินการอยํางตํอเนื่อง โดยมีการจัดทารายงานประจาปีเสนอตํอหนํวยงานต๎นสังกัด หนํวยงานที่เก่ียวข๎อง และเปดิ เผยตอํ สาธารณชน เพ่อื นาไปสกูํ ารพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และ เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอก มาตรา 49 ให๎มีสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศกึ ษา (องคก๑ ารมหาชน) หรือ สมศ. ทาหน๎าท่ีพัฒนาเกณฑ๑ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทาการ ประเมนิ ผลการจัดการศึกษา เพ่ือให๎มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยให๎มีการประเมินคุณภาพ ภายนอกของสถานศึกษาทุกแหงํ อยํางนอ๎ ยหนงึ่ ครั้งในทุกห๎าปีนับต้ังแตํการประเมินครั้งสุดท๎าย และเสนอผล การประเมินตํอหนํวยงานที่เกี่ยวข๎องและสาธารณชน และมาตรา 51 ในกรณีท่ีผลการประเมินภายนอกของ สถานศึกษาใดไมํได๎ตามมาตรฐานที่กาหนด ให๎สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ จัดทา ข๎อเสนอแนะการปรับปรุงแก๎ไขตํอหนํวยงานต๎นสังกัด เพื่อให๎สถานศึกษาปรับปรุงแก๎ไขภายในระยะเวลาที่ กาหนด การประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาท่ีทาให๎ สถานศกึ ษาตอ๎ งแสดงให๎สังคมเชื่อมั่นได๎วําจะจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อเป็นหลักประกันวําผู๎รับบริการจะ ไดร๎ ับส่งิ ท่ดี ีท่ีสุดตามมาตรฐานท่กี าหนด (Cheng. 1997) มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจึงเป็นจุดเร่ิมต๎น ของการพัฒนาและเป็นเปูาหมายสาคัญท่ีสุดที่ผู๎มีสํวนเก่ียวข๎องทุกฝุายทุกคนในสถานศึกษาต๎องรับร๎ู และ ปฏิบัติงานในหน๎าท่ีรับผิดชอบเพ่ือให๎บรรลุถึงเปูาหมายมาตรฐานการศึกษา โดยที่หลักการสาคัญของการ ประกันคุณภาพการศึกษาภายในมีจุดมุํงหมายให๎ส ถานศึกษารํวมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให๎เป็นไปตาม มาตรฐานการศกึ ษา และใหร๎ ะบบการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นสํวนหน่ึงของกระบวนการบริหารจัดการ การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 170
ดังนั้น การดาเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาจึงเป็นหน๎าที่ของทุกคนที่เกี่ยวข๎องกับ สถานศึกษา ท้ังผ๎ูบริหาร ครู และผู๎มีสํวนได๎สํวนเสียที่ต๎องเข๎ามามีสํวนรํวมในการประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาภายในที่ใช๎แนวคิดการปรับปรุงคุณภาพโดยใช๎วงจร PDCA (Deming. 1986) ประกอบด๎วย การรํวมกันวางแผน (Planning) การรํวมกันปฏิบัติตามแผน (Doing) การ รํวมกนั ตรวจสอบ (Checking) และการรํวมกันพัฒนาการปรับปรุง (Action) เพ่ือการปรับปรุงคุณภาพและ พฒั นาการทางานใหบ๎ รรลุเปูาหมายทีก่ าหนดไว๎ การศึกษาในคร้ังน้ี จึงมีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษาการมีสํวนรํวมในการประกันคุณภาพภายในของ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยได๎ศกึ ษาเอกสารทเ่ี ก่ียวขอ๎ งกับการประกันคุณภาพการศกึ ษาภายใน และการมีสํวนรํวม ของผท๎ู มี่ สี ํวนเกย่ี วขอ๎ งในกระบวนการการปรับปรงุ คณุ ภาพโดยใช๎วงจร PDCA และนาเสนอตัวอยํางการปรับปรุง คณุ ภาพของโรงเรียนราชวนิ ิตจากการสัมภาษณ๑ผบ๎ู ริหารโรงเรยี น มรี ายละเอียดดงั ตอํ ไปน้ี การประกนั คุณภาพการศกึ ษา แนวคิดเกี่ยวกับการประกันคุณภาพ มีวิวัฒนาการมาจากการบริหารและจัดการเชิงคุณภาพในทาง อุตสาหกรรม โดยแบํงออกเป็น 2 ประเภท ๆ คือ (1) แบบที่เน๎นการตรวจจับ ( Detection) ได๎แกํ การตรวจ คุณภาพ (Quality Inspection) การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) เป็นการพัฒนาความแมํนยาของ เครื่องมือและประสิทธิภาพของเทคนิคท่ีใช๎ในการตรวจจับความผิดที่เกิดข้ึน เป็นการลงมือกระทาหลังจาก ข๎อผดิ พลาดหรือปญ๓ หาเกดิ ข้นึ แลว๎ และ (2) การบริหารและการจัดการเชิงคุณภาพท่ัวท้ังระบบ (Total Quality Management: TQM) เป็นการบรหิ ารจดั การท่ีครอบคลุมกิจกรรมท้ังปวงท่จี ะตอบสนองความคาดหวังและความ ตอ๎ งการตํางๆ ของลกู คา๎ และชุมชนและเปาู หมายขององคก๑ รได๎อยํางมีประสิทธภิ าพและคมุ๎ คําทสี่ ดุ โดยการพัฒนา และใชป๎ ระโยชนส๑ งู สุดจากศกั ยภาพของพนักงานทุกๆ คนในอันท่ีจะมุงํ ม่นั ไปสกํู ารปรับปรุงคุณภาพอยํางตํอเน่ือง เนน๎ การปูองกันกํอนทจ่ี ะเกดิ การผิดพลาดข้ึน (Dale. 1994) ซ่ึงการประกันคุณภาพ (Quality Assurance) เป็น ววิ ัฒนาการท่ตี ํอเน่ืองมาจากการตรวจสอบและการควบคุมเชิงคุณภาพ ทั้งนี้ การประกันคุณภาพยังคงมีการเน๎น ความสาคัญของคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือวัดและเทคนิควิธีการวัด สิ่งท่ีเพิ่มมาคือการสร๎างความ มั่นใจโดยการมมี าตรการปูองกนั ไมใํ หค๎ วามผิดพลาดเกิดข้ึนโดยเริ่มต้ังแตขํ น้ั การออกแบบและข้ันดาเนินงานจนถึง ข้ันท่ีได๎ผลผลิตออกมา มีการนาผลการประเมินในทุกข้ันตอนมาใช๎เพ่ือการวางแผน ออกแบบ และการปฏิบัติ เพื่อให๎เกิดการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพอยํางตํอเนื่อง (Continuous Improvement) ความสัมพันธ๑ตํอเน่ือง ระหวาํ งการประเมินคุณภาพและการประกนั คุณภาพมองเห็นไดอ๎ ยํางชดั เจนในบริบทของการศึกษา Cheng and Tam (1997) ได๎อธิบายความหมายของคุณภาพของการศึกษาโดยใช๎กรอบคิดของวิธีการเชิงระบบและแนวคิด เกี่ยวกับการบริหารคุณภาพท่ัวทั้งองค๑การ (TQM) วําหมายถึงลักษณะของกลํุมองค๑ประกอบของป๓จจัยนาเข๎า กระบวนการและผลผลิตของระบบการศึกษา โดยดาเนนิ การให๎บรรลตุ ามความคาดหมายของผ๎ูมีสํวนเก่ียวข๎องท้ัง ภายในและภายนอก แตคํ ุณภาพการศกึ ษาถือเป็นแนวคิดที่มีหลายมิติ และไมํสามารถท่ีจะประเมินโดยใช๎ตัวช้ีวัด เพียงตัวเดียว เน่ืองจากความคาดหวังของผ๎ูเก่ียวข๎องซ่ึงมีหลากหลาย จะมีความแตกตํางกัน ท้ังนี้ การประกัน คุณภาพการศึกษา ถอื เปน็ การบริหารจัดการและการดาเนินกิจกรรมตามภารกิจปกติของสถานศึกษา เพื่อพัฒนา การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 171
คุณภาพของผ๎ูเรียนอยํางตํอเนื่อง สร๎างความม่ันใจให๎ผู๎รับบริการทางการศึกษา ทั้งผ๎ูรับบริการโดยตรง ได๎แกํ ผู๎เรยี น ผ๎ปู กครอง และผูร๎ ับบริการทางอ๎อม ได๎แกํ สถานประกอบการ ประชาชน และสังคมโดยรวม ซ่ึงการประกัน คุณภาพมีความสาคัญ 3 ประการ คือ (1) ทาให๎ประชาชนได๎รับข๎อมูลคุณภาพการศึกษาที่เชื่อถือได๎ เกิดความ เชอ่ื มน่ั และสามารถตดั สินใจเลอื กใชบ๎ ริการท่ีมีคุณภาพมาตรฐาน (2) ปูองกันการจัดการศึกษาที่ไมํมีคุณภาพ ซ่ึง จะเป็นการค๎ุมครองผู๎บริโภคและเกิดความเสมอภาคในโอกาสที่จะได๎รับการบริการการศึกษาที่มีคุณภาพอยําง ทวั่ ถงึ และ (3) ทาให๎ผูร๎ ับผดิ ชอบในการจดั การศึกษามํุงบริหารจัดการศึกษาสูํคุณภาพและมาตรฐานอยํางจริงจัง ซ่งึ มผี ลใหก๎ ารศกึ ษามพี ลงั ที่จะพัฒนาประชากรใหม๎ คี ณุ ภาพอยํางเป็นรปู ธรรมและตํอเน่ือง การประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นกลไกสาคัญในการขับเคล่ือนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให๎ ดาเนินไปอยํางตํอเน่ือง ซึ่งมีหลักสาคัญ คือ (1) การกระจายอานาจ โดยให๎สถานศึกษามีอิสระและมีความ คลอํ งตวั ในการบริหาร รวมถงึ การตัดสินใจดาเนินงาน ทั้งด๎านการบริหารงานวิชาการ งบประมาณ บุคลากร และทรัพยากร การจัดสิ่งอานวยความสะดวก และใหอ๎ ิสระแกํผู๎สอนในการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาการเรียนรู๎ ของผเู๎ รียนใหบ๎ รรลผุ ลตามจดุ มํุงหมายของหลกั สตู ร ตลอดจนใหส๎ ถานศกึ ษาสามารถปรับปรงุ ตนเอง รบั ผิดชอบ และจัดการศึกษาให๎สอดคล๎องกับสภาพพ้ืนที่ ความต๎องการของชุมชน และสังคมให๎มากท่ีสุด (2) การเปิด โอกาสการมีสํวนรํวมในการทางาน โดยให๎หนํวยงานท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน องค๑กรปกครองสํวนท๎องถ่ิ น ผ๎ปู ระกอบการ ปชู นยี บคุ คล ภูมิป๓ญญาท๎องถ่ินหรือปราชญ๑ชาวบ๎าน เข๎ามีสํวนรํวมในการเป็นคณะกรรมการ คณะทางานของสถานศึกษา รํวมกันคิด รํวมกันตัดสินใจ สนับสนุน สํงเสริม และติดตามตรวจสอบการ ดาเนินงานของสถานศกึ ษา ตลอดจนรํวมภาคภมู ิใจในความสาเรจ็ ของสถานศึกษา ท้ังนี้ เพ่ือประโยชน๑ตํอการ จัดการศึกษาโดยรวม และ (3) การแสดงภาระรบั ผดิ ชอบท่ตี รวจสอบได๎ โดยสถานศึกษา และคณะกรรมการ สถานศึกษารวํ มกนั กาหนดเปาู หมาย และจดุ เน๎นทต่ี ๎องการพฒั นา ความหมายและกระบวนการประกันคุณภาพภายใน การประกันคุณภาพภายใน หมายถงึ การประเมินผล และการติดตามตรวจสอบคณุ ภาพและมาตรฐาน การศึกษาของสถานศกึ ษาจากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานัน้ เองหรือโดยหนํวยงานต๎นสังกัดท่ีมีหน๎าที่ กากับดูแลสถานศึกษานนั้ (พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหํงชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก๎ไขเพ่ิมเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545: มาตรา 4) ระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ประกอบด๎วยกระบวนการดาเนินงานที่ สมั พันธก๑ ัน 3 สํวน คือ (1) การประเมินคุณภาพภายใน ดาเนินการโดยสถานศึกษาเองหรือการประเมินโดย หนํวยงานต๎นสังกัด (2) การติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาต๎องมีการติดตาม ตรวจสอบ ความก๎าวหน๎าในการดาเนินโครงการกิจกรรมงานเป็นระยะ มีผู๎รับผิดชอบการดาเนินงาน เพื่อการรวบรวม สารสนเทศและผลการตดิ ตามตรวจสอบ มาใช๎ปรบั ปรงุ งานอยาํ งตอํ เนือ่ ง เพื่อเตรียมรับการติดตามตรวจสอบ คุณภาพการศึกษาจากหนํวยงานต๎นสังกัด อยํางน๎อย 1 ครั้งภายใน 3 ปี และการประเมินคุณภาพภายนอก และ (3) การพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา เพอ่ื ยกระดับคณุ ภาพให๎สูงขนึ้ โดยมมี าตรฐานการศกึ ษาของสถานศึกษา เปน็ เปาู หมาย ซง่ึ ตอ๎ งกาหนดใหส๎ อดคล๎องกบั มาตรฐานการศกึ ษาชาติ และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 172
อาจเพิ่มเติมมาตรฐานที่เฉพาะเจาะจงเหมาะกับสภาพของชุมชนได๎ มาตรฐานจะเป็นกรอบควบคุมการ ดาเนินงานให๎บรรลุตามเปาู หมายทกี าหนดไว๎ (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน.2554) กระบวนการประกันคุณภาพภายในตามแนวคิดของหลักการบริหารท่เี ปน็ กระบวนการครบวงจร (PDCA) ได๎นามาดาเนินการและเป็นท่ีรู๎จักกันอยํางแพรํหลายโดย W. Edward Deming (1986) หลักการสาคัญของ แนวคิดนี้อยูํบนพ้ืนฐานของการทางานที่มีความคงเส๎นคงวํา (Stable) และสามารถทานายได๎ (Predictable) เพือ่ ให๎เกดิ การปรบั ปรุงคณุ ภาพอยํางตอํ เน่ือง ซึ่งจะต๎องแสดงให๎เห็นวําโปรแกรมการปรับปรุงคุณภาพต๎องเริ่มที่ การวางแผนซ่ึงจะสํงผลให๎การปฏิบัติเป็นไปอยํางมีประสิทธิภาพ มีการตรวจสอบแก๎ไขและจะเคล่ือนเข๎าสูํการ วางแผนอีกคร้งั อยํางตอํ เน่ือง ทาใหง๎ านที่กระทาอยนํู ั้นมคี ณุ ภาพตลอดไป ภารกิจของการปรับปรุงคุณภาพโดยใช๎ วงจร PDCA ประกอบด๎วย 4 ข้นั ตอนคือ 1. การรํวมกันวางแผน (Planning: P) หมายถงึ ขนั้ ตอนการศกึ ษาปญ๓ หา กาหนดเปาู หมาย การแก๎ป๓ญหา และการวางแผนแก๎ป๓ญหาในการปฏิบัติงาน การวางแผนจะชํวยพัฒนาความคิดตําง ๆ เพ่ือนาไปสํูรูปแบบท่ีเป็น จรงิ ข้นึ มา ทาให๎เกดิ รายละเอยี ดที่พรอ๎ มจะนาไปสกูํ ารปฏิบตั ิ 2. การรํวมกันปฏิบัติตามแผน (Doing: D) หมายถึง ข้ันตอนการดาเนินการแก๎ป๓ญหาหรือการนา วธิ กี ารแก๎ปญ๓ หาไปปฏบิ ตั ิซงึ่ ตอ๎ งออกแบบวธิ กี ารดาเนินการเพือ่ แกป๎ ญ๓ หา 3. การรํวมกนั ตรวจสอบ (Checking: C) หมายถึง การตรวจสอบประเมินวําการดาเนินการบรรลุผล ตามความต๎องการหรอื ไมํ การตรวจสอบประเมินอยํางตอํ เนื่องจะสร๎างความม่ันใจวําคุณภาพของผลผลิตจะมี อยูตํ ลอดเวลา 4. การรํวมกันปรับปรุง (Action: A) ข้ันตอนการนาวิธีการแก๎ป๓ญหาท่ีได๎จากการตรวจสอบแล๎ววํา ไดผ๎ ลมากาหนดเป็นมาตรฐาน หากพบวาํ เกดิ ข๎อบกพรอํ งข้ึน ใหป๎ ฏบิ ัตกิ ารแก๎ไขตามลักษณะของปญ๓ หาทคี่ ๎นพบ เม่อื พจิ ารณากระบวนการการประกันคุณภาพภายในตามแนวคิดของการประเมินคุณภาพและแนวคิด ของการบริหารแบบครบวงจรจะเห็นวํามคี วามสอดคล๎องกัน ดังนี้ ขน้ั ตอนการดาเนนิ การประกันคุณภาพภายใน การดาเนนิ การประกันคณุ ภาพภายในตามกระบวนการที่กลาํ วมาแล๎ว มแี นวทางและข้ันตอน ดังแผนภาพ ตอํ ไปน้ี การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 173
การมีส่วนรว่ ม พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหํงชาติ พ.ศ. 2542 และแก๎ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี2) พ.ศ.2545 มีเจตนารมณ๑ใน การบริหารและการจัดการศึกษาท่ีเน๎นการให๎สังคมมีสํวนรํวมในการจัดการศึกษา การกระจายอานาจการจัด การศึกษาไปยังหนํวยปฏิบัติ คือ สถานศึกษา เขตพื้นท่ีการศึกษา องค๑กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน ท้ังด๎านวิชาการ งบประมาณ การบรหิ ารงานบคุ คลและการบริหารจากสวํ นกลางไปยงั สถานศึกษาโดยตรงการบริหารจัดการศึกษา จึงเป็นการกระจายอานาจการจัดการศึกษาให๎ผู๎มีสํวนเก่ียวข๎องหรือหนํวยงานระดับปฏิบัติมีอานาจตัดสินใจ สนับสนนุ ให๎ผมู๎ ีสวํ นไดส๎ วํ นเสยี มสี วํ นรวํ มในการตดั สินใจในรูปแบบคณะกรรมการขององค๑กรทางการศึกษา โดยมี เปาู หมายเพ่อื พัฒนาคุณภาพการศึกษาท่ีทาให๎ทรัพยากรบุคคล มีความสมบูรณ๑ทางรํางกาย จิตใจ สติป๓ญญา มี ความร๎แู ละคณุ ธรรม รวมท้ังการอยูรํ วํ มกนั กับผอู๎ ่ืนไดอ๎ ยาํ งมคี วามสุข อทุ ยั บุญประเสริฐ (2545) ได๎เสนอแนวคิด การบรหิ ารแบบมีสํวนรวํ มในรปู แบบการบริหารโรงเรียนโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐานวํา เป็นแนวคิดพื้นฐาน เป็นการ เช่ือมโยงระหวาํ งการปฏริ ูปการศกึ ษากับการกระจายอานาจทางการศึกษา ซึ่งเกดิ จากผูท๎ ม่ี ีสํวนเกี่ยวข๎องกับระบบ การบรหิ ารจดั การศึกษาของรัฐได๎เหน็ ความสาคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งความสาเร็จนั้นเกิดจากการ ยกระดับคุณภาพในการบริหารจึงมีความเชื่อวําถ๎ามีการยกระดับคุณภาพการศึกษาก็นําจะเป็นสิ่งท่ีนาไปสํู ความสาเร็จได๎เชนํ กนั โดยยดึ โรงเรียนเป็นฐาน รปู แบบของการบริหารทีใ่ ช๎โรงเรยี นเปน็ ฐาน มํุงให๎โรงเรียนมีอิสระ และมีความคลอํ งตวั ในการบริหารด๎านวิชาการ งบประมาณ การบริหารบคุ คล และการบรหิ ารทัว่ ไป เปิดโอกาสให๎ ชมุ ชนมสี วํ นรํวมในการตัดสินใจ และมีการบริหารในรปู ของคณะกรรมการโรงเรียน โดยมีความเชื่อวําการตัดสินใจ ท่ีดที ่ีสุดนําจะเกิดจากการตดั สนิ ใจของคณะบคุ คลทีอ่ ยํูใกลช๎ ิด และมีสวํ นเกีย่ วข๎องกับนกั เรยี นมากท่สี ุด การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 174
ความหมายของการมีสว่ นรว่ ม Gustova (1992) การมสี วํ นรํวม หมายถงึ เป็นกระบวนการทีบ่ คุ คลไดเ๎ ข๎าไปมีสํวนรํวมรับผิดชอบใน การดาเนินงาน เปน็ สํวนทบี่ คุ ลากรต๎องมีสวํ นรวํ มในการดาเนินงาน ประสานงานการบริหารงานและพฒั นางาน รุํงรัชดาพร เวหะชาติ (2550) การมีสํวนรํวม หมายถึง การที่องค๑ประกอบตําง ๆ ท้ังครู ผู๎เรียน ผูบ๎ ริหารการศกึ ษา ผ๎นู าชุมชน หรือสมาชกิ ชุมชน มารวํ มกนั ดาเนนิ การอยํางใดอยาํ งหนงึ่ โดยในการดาเนินการ นนั้ มีลกั ษณะของกระบวนการ (Process) มีขัน้ ตอนทมี่ งุํ หมายจะใหเ๎ กิดการเรียนร๎ู (Learning) อยาํ งตํอเน่ือง มี พลวัต (Dynamic) คือ มีการเคล่ือนไหวเปล่ียนแปลงอยํางตํอเน่ืองสม่าเสมอ มีการแก๎ป๓ญหา การรํวมกัน กาหนดแผนงานใหมํ ๆ เพือ่ สร๎างความยั่งยืนในความสัมพันธ๑ของทุกฝุายท่ีเข๎ารํวม ซ่ึงมีความหลากหลายตาม ความเกี่ยวข๎องของกิจกรรมทา หัวใจสาคัญของการมีสํวนรํวม คือ การระดมความคิด อันเป็นการกระจาย อานาจและความสมั พันธท๑ ีเ่ ปน็ แนวราบเสมอภาคกนั แลกเปลย่ี นเรยี นร๎ูซึ่งกนั และกนั จรี ภา เพชรสงคราม (2554) การมีสวํ นรวํ ม หมายถงึ การที่บุคคลเข๎ามามสี ํวนเก่ียวข๎องในการรํวมคิด รํวมตดั สินใจ รวํ มปฏบิ ตั ิ รํวมรับผดิ ชอบในกจิ กรรมอนั เปน็ ประโยชนข๑ ององคก๑ ร และหนํวยงานทเี่ ก่ยี วข๎อง จอมพงศ๑ มงคลวนิช (2556) การมีสํวนรํวม หมายถึง การเปิดโอกาสให๎บุคลากรมีความเชื่อมโยงใกล๎ชิด กับการดาเนินกิจกรรมและการตัดสินใจ ซ่ึงกํอให๎เกิดผลดีตํอการขับเคล่ือนองค๑กร หรือเครือขําย เพราะ มีผล ในทางจิตวทิ ยาเป็นอยาํ งย่ิง กลาํ วคอื ผูท๎ ี่เขา๎ มามีสํวนรวํ มยอํ มเกิดความภาคภูมิท่ีได๎เป็นสํวนหน่ึงของการบริหาร ความคดิ ความเห็นถูกรบั ฟง๓ และนาไปปฏิบัตเิ พือ่ การพฒั นา และทสี่ าคญั ผท๎ู มี่ ีสวํ นรวํ ม จะมคี วามรู๎สึกเป็นเจ๎าของ โครงการ หรือองคก๑ ร ความร๎สู ึกเปน็ เจา๎ ของจะเป็นพลงั ในการขับเคลื่อนองค๑กรและหนํวยงานทด่ี ที ส่ี ุด เปี่ยมสุข ทงุํ กาวี (2557) การมสี ํวนรํวม หมายถึง การท่ีบคุ คลตดั สินใจอยาํ งมเี หตุผลในการมสี ํวนรวํ ม คิด รวํ มวางแผน รวํ มตดั สินใจ รวํ มดาเนนิ การ ตลอดจนรวํ มกนั ติดตามและประเมินผล รวมท้ังรํวมรับผิดชอบ ในฐานะผู๎มีสวํ นไดส๎ วํ นเสยี ในกิจกรรม หรอื กระบวนการ สรุปได๎วํา การมีสํวนรวํ ม หมายถึง การท่ีผู๎บริหาร ครู บุคลากร ผู๎เรียน ชุมชน และผู๎มีสํวนเกี่ยวข๎อง รํวมคิด รํวมวางแผน รํวมตัดสินใจ รํวมดาเนินการ รํวมติดตามและประเมินผล ตลอดจนรํวมรับผิดชอบใน กิจกรรมอันเป็นประโยชน๑ขององค๑กร เพ่ือนาไปสํูเปูาหมายขององค๑กร และสามารถบรรลุผลสาเร็จตาม เปูาหมายที่กาหนดไว๎ กระบวนการหรือขนั้ ตอนการมสี ่วนรว่ ม Fornaroff (1980) กลาํ ววํากระบวนการมีสํวนรํวมนั้นประกอบด๎วย (1) การวางแผน ซ่ึงรวมถึงการ ตัดสินใจในการกาหนดเปูาหมาย กลวธิ ี ทรัพยากรทตี่ อ๎ งใช๎ ตลอดจนการติดตามประเมนิ ผล (2) การดาเนินงาน (3) การใชบ๎ รกิ ารจากโครงการ และ (4) การมีสํวนรํวมในการรับผลประโยชน๑ Cohen, J.M. &Uphoff, N.T. (1977) ไดจ๎ าแนกขั้นตอนการมสี ํวนรํวม 4 ขัน้ ดงั น้ี ขนั้ ที่ 1: การมสี วํ นรํวมในการตดั สินใจ (Decision making) ซงึ่ เปน็ การตัดสินใจในการดาเนนิ กิจกรรม ตั้งแตํระยะเริม่ ตน๎ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 175
ขั้นที่ 2: การมีสํวนรํวมในการดาเนินการ (Implementation) เป็นการเข๎ารํวมโดยการสนับสนุน ทางด๎านทรพั ยากร การเข๎ารวํ มในการบรหิ าร และการเข๎ารํวมในการรวํ มแรงรํวมใจ ข้นั ที่ 3: การมสี ํวนรํวมในการรบั ผลประโยชน๑ (Benefits) ซงึ่ อาจเปน็ ผลประโยชน๑ทางวัตถุ ทางสังคม หรอื โดยสํวนตัว ขัน้ ที่ 4: การมสี วํ นรวํ มในการประเมินผล (Evaluation) ซง่ึ เปน็ การควบคุมและตรวจสอบการดาเนิน กิจกรรม รวมทง้ั เปน็ การแสดงถงึ การปรับตวั ในการมีสวํ นรวํ มตํอไป จากการศึกษาแนวคิดเก่ียวกับการประกันคุณภาพการศึกษา จะเห็นได๎วําการประกันคุณภาพ การศึกษาภายในมคี วามสาคัญอยํางยง่ิ ในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา และได๎ให๎ความสาคัญกับการมีสํวนรํวม ของผ๎ทู มี่ ีสํวนเกยี่ วข๎อง โดยกาหนดไว๎ในพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหํงชาติ พ.ศ. 2542 แก๎ไขเพ่ิมเติมฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2545 ทีเ่ กี่ยวขอ๎ งกบั การประกันคณุ ภาพการศึกษา การบริหารโดยใช๎โรงเรยี นเปน็ ฐาน ทัง้ น้ี ขอบขาํ ยการ บรหิ ารโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐานหรือการบริหารงานของสถานศกึ ษาขน้ั พื้นฐานในการบรหิ ารด๎านงานวิชาการน้ัน จะประกอบดว๎ ยภารกิจหลัก 12 งาน ซ่ึงการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเ ป็นภารกิจ หลักภารกจิ หน่ึงในงานวชิ าการ ได๎แกํ (1) จดั ระบบโครงสรา๎ งองคก๑ ร ใหร๎ ับรองการจดั ระบบการประกนั คณุ ภาพ ภายในสถานศึกษา (2) กาหนดเกณฑ๑การประเมิน เปูาหมายความสาเร็จของสถานศึกษาตามมาตรฐาน การศึกษาและตัวช้ีวัดของกระทรวง เปูาหมายความสาเร็จของเขตพ้ืนท่ีการศึกษา หลักเกณฑ๑และวิธีการ ประเมินของสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (3) วางแผนการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาตามระบบการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาใหบ๎ รรลุตามเปูาหมายความสาเร็จของสถานศึกษา ดาเนิน พัฒนางานตามแผนและติดตามตรวจสอบและประเมินคุณภาพภายในเพ่ือปรับปรุงพัฒนาอยํ างตํอเนื่อง ประสานความรวํ มมอื กับสถานศกึ ษาและหนํวยงานอน่ื ในการปรับปรงุ และพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา และ (4) ประสานงานกับเขตพื้นท่ี การศึกษาเพ่อื ประเมินคณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการ ศึกษาภายในเขต พนื้ ที่การศึกษา ประสานงานกับสานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาและประเมินคุณภาพการศึกษาในการ ประเมินสถานศึกษาเพ่อื เป็นฐานในการพัฒนาอยํางเป็นระบบและตํอเน่ือง ซ่ึงอุทัย บุญประเสริฐ (2545) ได๎ อธิบายวํา หลกั การมสี วํ นรํวมเปน็ หลกั การทส่ี าคัญประการหนง่ึ ของการบรหิ ารโดยใช๎โรงเรยี นเปน็ ฐาน กลําวคือ หลักการมีสํวนรํวม (Participation or Collaborative or Involvement) เป็นการเปิดโอกาสให๎ผู๎เก่ียวข๎อง และผมู๎ ีสํวนไดส๎ วํ นเสยี ไดม๎ ีสวํ นรวํ มในการบรหิ าร ตดั สนิ ใจ และรวํ มจดั การศกึ ษา ผู๎ท่ีเกี่ยวข๎องและผู๎มีสํวนได๎ สวํ นเสียท่ีสาคญั ไดแ๎ กํ ผู๎บริหาร ครู ผู๎ปกครอง ตัวแทนชุมชน ตัวแทนองค๑การปกครองสํวนท๎องถ่ิน ตัวแทน ศิษย๑เกาํ ตัวแทนนักเรยี น เป็นต๎น การท่ีบุคคลดังกลําวได๎มีสํวนรํวมในการจัดการศึกษาจะเกิดความรู๎สึกเป็น เจ๎าของทาใหม๎ คี วามรูส๎ ึกทจ่ี ะรับผิดชอบในการจัดการศึกษามากข้ึน กรณศี ึกษาโรงเรยี นราชวนิ ติ สังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน ผู๎ศึกษาไดศ๎ ึกษาการประกนั คณุ ภาพภายในโรงเรียนราชวินิต สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษา ข้ันพ้ืนฐาน เพ่ือเป็นกรณีศึกษาในการศึกษาคร้ังนี้ เนื่องจากเป็นโรงเรียนท่ีได๎รับการยอมรับและได๎รับควา ม การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 176
เช่ือม่ันในมาตรฐานการศึกษาท้ังในระดับประเทศและสากล ซึ่งผู๎ศึกษาได๎รับความรู๎และคาแนะนาโดย ผอู๎ านวยการโรงเรียนราชวนิ ติ (ดร.บณั ฑิต พดั เยน็ ) เก่ยี วกับการบรหิ ารโดยใชโ๎ รงเรยี นเปน็ ฐาน และการประกัน คณุ ภาพการศกึ ษาภายในของโรงเรียนราชวินติ มีรายละเอยี ดทีเ่ กี่ยวข๎องกับการศึกษาในครั้งน้ี ดงั ตํอไปนี้ วิสยั ทศั น์ โรงเรียนราชวนิ ติ จดั การศึกษาใหน๎ ักเรยี นทุกคนมศี กั ยภาพเทียบเคียงมาตรฐานสากล บนพื้นฐานของ ความเป็นไทย โดยยดึ หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง และนาไปสํูความเป็นพลโลก พันธกจิ 1. พัฒนาระบบการบริหารงานศึกษา โดยการมีสํวนรํวมของ คณะบุคคล องค๑กรสํวนท๎องถ่ิน ผป๎ู กครองและชุมชน 2. พัฒนาหลกั สูตร จดั กระบวนการเรียนร๎ูมุํงเนน๎ ศักยภาพผู๎เรียนเป็นสาคัญ และการประกันคุณภาพ การศึกษา ตามมาตรฐานชาติสํูระบบสากล 3. สงํ เสริมคุณธรรม จรยิ ธรรม และสุขภาพอนามยั ของผ๎ูเรยี นอยาํ งตํอเน่ือง 4. สงํ เสรมิ อตั ลกั ษณ๑วถิ ีไทยบนพืน้ ฐานของความเป็นไทย และยอมรับการเปลยี่ นแปลงตํอระบบสังคม โลกยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 5. สํงเสริมหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย การอนุรักษ๑ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และภูมิปญ๓ ญาทอ๎ งถ่ิน หลกั การบริหารและจัดการสถานศึกษา จากการวิเคราะห๑หลักการบริหารและจัดการศึกษาของโรงเรียนราชวินิตจากกระบวนการพัฒนาท่ี โรงเรียนราชวินิตได๎กาหนดไว๎ในมาตรฐานระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียนท้ังด๎านคุณภาพของผ๎ูเรียน กระบวนการบริหารและการจดั การของผ๎ูบริหารสถานศึกษา กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน๎นผู๎เรียนเป็น สาคัญ และระบบการประกันคุณภาพภายในที่มีประสิทธิภาพ จะเห็นวําโรงเรียนราชวินิตมีการบริหารและจัด การศกึ ษาตามหลกั การบรหิ ารโดยใชโ๎ รงเรียนเป็นฐาน โดยกาหนดไวใ๎ นเปาู หมายและมาตรฐานไว๎อยาํ งชดั เจน และ ดาเนินการได๎อยาํ งครอบคลมุ ขอบขาํ ยการบรหิ ารงานของสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐานในองคป๑ ระกอบหลัก 4 ด๎าน และ องค๑ประกอบยํอย 13 องค๑ประกอบ ตามโมเดลความสัมพันธ๑โครงสร๎างการบริหารโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐานของ สถานศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน อา๎ งอิงจากงานวิจยั ของวสันต๑ สัตยคุณ (2554) พบวํา โรงเรียนราชวินิตมีการบริหารและ การจัดการศึกษาทคี่ รอบคลมุ หลักการบรหิ ารโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐานในทุกองคป๑ ระกอบ ดังนี้ 1. การกระจายอานาจ (Decentralization) โรงเรยี นราชวินิตมีการบริหารจัดการศึกษาท่ีดาเนินการ ตามแนวทางการกระจายอานาจการบรหิ ารและการจดั การศึกษา โดยมอี สิ ระและความคลํองตัวในการบริหาร จดั การท้งั ดา๎ นวิชาการ งบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป 2. การมีสํวนรวํ ม (Participation) โรงเรยี นราชวนิ ติ มกี ารบริหารจดั การศึกษาทีเ่ ปิดโอกาสให๎ ผู๎มีสํวน ได๎สํวนเสียและทุกฝุายท่ีเก่ียวข๎องเข๎ามามีสํวนรํวมในการบริหารจัดการสถานศึกษาท้ังในด๎านการวางแผน (Planning) การจัดองค๑การ (Organizing) การนา (Directing) และการควบคุม (Controlling) เพ่ือให๎ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 177
สถานศึกษาสามารถดาเนินการให๎เป็นไปตามความต๎องการของผู๎เรียนและชุมชน ประกอบดัวย การเข๎ามา ชวํ ยเหลอื ของคณะกรรมการ/ชมุ ชนท้งั ในกระบวนการตัดสนิ ใจหรอื กระบวนการบรหิ าร มีการทางานเปน็ ทมี 3. การบริหารจัดการตนเอง (Self-Management) โรงเรียนราชวนิ ติ มีอานาจหนา๎ ที่ ความรับผิดชอบและ ระบบการบรหิ ารดว๎ ยตนเอง ทง้ั ด๎านความเข๎มแขง็ ของภาวะผ๎ูนาที่แสดงออกถึงความสามารถในการวางแผน การ จดั องค๑การ การส่อื สาร การแก๎ปญ๓ หา การตดั สินใจ และการจงู ใจให๎ผ๎ูอ่ืนปฏิบัติงาน โดยมีจุดมุํงหมายเพ่ือให๎การ ปฏิบตั งิ านบรรลจุ ุดหมายขององค๑การ การบรรลเุ ปูาหมายโดยการกาหนดวิสัยทศั น๑ พนั ธกิจ จุดหมายคํานิยม และ แผนงาน โครงการ โดยมํุงหวังวําแผนงานและโครงการจะทาให๎องค๑การ บรรลุเปูาหมายท่ีกาหนด และมี กระบวนการที่มีประสิทธภิ าพ โดยมกี ารดาเนินการตามภารกจิ ทีไ่ ดร๎ บั มอบหมายให๎สาเร็จลลุ วํ งดว๎ ยดี เป็นไปอยําง ถูกตอ๎ งตามระเบยี บแบบแผนท่กี าหนดไว๎ท้งั ทางกฎหมาย ศีลธรรม และทางวชิ าการ 4. การตรวจสอบและถํวงดุล (Check and Balance) โรงเรียนราชวินิตมีการบริหารจัดการท่ี สถานศึกษาจัดให๎มีระบบและกลไกการตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน มีแผนการควบคุมความเสี่ยงมีการ ประเมินและรายงานผลการปฏิบัติงานประจาปีตอํ คณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พนื้ ฐานผทู๎ ่มี สี ํวนเก่ยี วขอ๎ งและ สาธารณชน ทง้ั ดา๎ นความโปรํงใส ความรบั ผดิ ชอบ และความคุม๎ คาํ สรปุ ได๎วํา จากการบริหารและการจดั การศกึ ษาของโรงเรียนราชวนิ ติ ดังกลาํ ว สงํ ผลให๎ผ๎เู รียนมคี ณุ ภาพ ผูเ๎ รยี นได๎รับรางวัลจากการประกวดแขํงขันทั้งในประเทศ ระดับนานาชาติอยํางตํอเนื่อง การจัดการศึกษามี ประสิทธิภาพ ซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง ได๎รับการรับรองมาตรฐาน คุณภาพการศกึ ษาจากสานักงานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา (องคก๑ ารมหาชน) หรือ สมศ. โดยมผี ลการประเมินอยใูํ นระดบั ดมี าก การประกันคุณภาพภายใน การประกันคุณภาพการศึกษาภายในโรงเรียนราชวินิตใช๎กระบวนการประกันคุณภาพภายในตาม แนวคิดของหลกั การบรหิ ารที่เป็นกระบวนการครบวงจร (PDCA) ในการดาเนินงานท้งั 3 งาน คอื 1) การควบคุมคุณภาพ เป็นการกาหนดมาตรฐานคุณภาพและการพัฒนาสถานศึกษาให๎เขา๎ สมํู าตรฐาน 2) การตรวจสอบคุณภาพเปน็ การตรวจสอบและตดิ ตามผลการดาเนินงานให๎เปน็ ไปตามมาตรฐานทก่ี าหนด 3) การประเมินคุณภาพ เป็นการประเมินคุณภาพของสถานศึกษา โดยคณะกรรมการระดับโรงเรียน ผ๎ูบริหารและครูในสถานศึกษามีการรํวมกันกาหนดเปูาหมายท่ีชัดเจนวําต๎องการพัฒนาเด็กให๎มีคุณสมบัติเป็น อยํางไร และถ๎าจะให๎เด็กมีคุณสมบัติดังกลําวแล๎วก็ต๎องชํวยกันคิดและชํวยกันวางแผน(Plan) วําจะต๎องทา อยํางไร แล๎วชํวยกันทา (Do) ชํวยกันตรวจสอบ (Check) และปรับปรุงแก๎ไขข๎อบกพรํอง(Action) เพื่อให๎บรรลุ ตามเปูาหมายท่กี าหนดอยาํ งตอํ เน่ือง เพอื่ พัฒนาปรับปรงุ คุณภาพให๎ดีขน้ึ อยูตํ ลอดเวลา โดยรวํ มกันทางานเป็นทีม รํวมกันวางแผน กาหนดเปูาหมายและวิธีการ ลงมือทาตามแผนในทุกขั้นตอน มีการบันทึกข๎อมูลเพ่ือรํวมกั น ตรวจสอบผลงาน หาจุดเดํน จุดที่ต๎องปรับปรุง แลว๎ รํวมกนั ปรับปรุงแผนงานนั้นๆ โดยมุงํ หวังให๎มีประสิทธิภาพใน การบรหิ ารจัดการสถานศึกษาที่เน๎นคุณภาพของผู๎เรียนเป็นสาคัญ แนวคิดการทางานที่เป็นระบบเชํนนี้จะชํวย การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 178
สรา๎ งความเปน็ นา้ หน่งึ ใจเดียวกัน ภายในสถานศึกษาเกิดความร๎ูสึกวําเป็นงานปกติเป็นการมองตนและประเมิน ตนเอง ซง่ึ จะทาใหส๎ ถานศึกษามฐี านขอ๎ มูลท่ีเปน็ จริงพรอ๎ มเสนอการตรวจสอบจากหนวํ ยงานภายนอก โดยในการดาเนนิ งานดังกลําว โรงเรียนราชวนิ ิตได๎นาหลักการการบริหารตามวงจรเดมม่ิง หรือวงจร ควบคุมคุณภาพ PDCA กาหนดเปน็ ขอบขํายและขัน้ ตอนในการบรหิ ารและจดั การศกึ ษา 4 ขน้ั ตอน ดงั น้ี ข้ันตอนที่ 1 การวางแผน (Plan) โดยมีการเตรียมการไว๎ลํวงหน๎าเพ่ือจะทางานให๎สาเร็จอยํางมี ประสิทธิภาพ กาหนดเปูาหมาย จัดทาแผนตามเปูาหมาย แนวทางการดาเนินงาน ระยะเวลา งบประมาณ ผ๎รู ับผิดชอบ และการประเมินผล ข้ันตอนที่ 2 การดาเนินตามแผน (Do) มีการดาเนินงานตํอเนื่องจากการวางแผน โดยมีการอบรม ประชมุ ช้ีแจง มอบหมายผูร๎ ับผิดชอบ และให๎การสนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากร บุคลากร และดาเนินการ นเิ ทศ แนะนา กากบั ตดิ ตาม เพอ่ื ให๎งานเปน็ ไปตามแผนท่ีกาหนด ข้ันตอนที่ 3 การตรวจสอบ (Check) โดยประเมินผลการปฏบิ ัติตามแผน จัดให๎มีการประเมินผลตาม แผนทีก่ าหนด วิเคราะห๑ปญ๓ หาและสาเหตทุ ี่เกีย่ วข๎องจากการเปรยี บเทียบระหวํางเปูาหมายกับผลท่ีได๎จากการ ดาเนนิ ตามแผน เพื่อจะทราบวําตอ๎ งปรับปรงุ แก๎ไขอยาํ งไร ข้นั ตอนท่ี 4 การปรบั ปรงุ แกไ๎ ข (Act) ได๎แกํ การนาผลการวิเคราะห๑ป๓ญหาและสาเหตุท่ีเก่ียวข๎องมา ปรับปรงุ แก๎ไข และหากผลการดาเนินงานยังไมํเปน็ ไปตามเปูาหมายกต็ อ๎ งปรบั เปลยี่ นวธิ กี ารดาเนินงานใหมํให๎ เหมาะสมในการวางแผนระยะตํอไป แตถํ า๎ ผลการประเมนิ พบวํางานสาเร็จตามเปูาหมายแล๎ว ในการวางแผน ครั้งตอํ ไป ตอ๎ งปรบั เปล่ยี นเปูาหมายใหส๎ งู ขนึ้ เพ่ือให๎เกดิ การพัฒนา และจัดทารายงานไวเ๎ ป็นหลกั ฐาน ตวั อย่างการประกนั คุณภาพภายในของโรงเรียนราชวินิต มาตรฐานที่ 4 ระบบการประกนั คณุ ภาพภายในทม่ี ีประสิทธผิ ล ระดบั คุณภาพ : ดีเยยี่ ม 1. กระบวนการพัฒนา สถานศึกษาดาเนินงานการประกันคุณภาพภายในควบคูํกับการจัดการศึกษาอยํางตํอเนื่อง โดยใช๎ กระบวนการบริหารแบบมีสํวนรํวมของทุกฝาุ ย ประกอบด๎วย คณะกรรมการสถานศกึ ษา ผ๎ูปกครอง และครู มี การวางแผนการดาเนินงานตามแผน โดยเน๎นระบบคุณภาพ PDCA มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน อยํางตํอเนือ่ ง การดาเนินงานพัฒนาระบบการประกนั คุณภาพภายใน มีขนั้ ตอนดังน้ี 1) ประชุมชีแ้ จงทาความเข๎าใจแกํครบู คุ ลากรและผ๎เู ก่ยี วข๎องทกุ ฝุายเกี่ยวกับการดาเนินงานระบบการ ประกันคุณภาพภายใน 2) แตํงตัง้ คณะกรรมการดาเนนิ งานการประกันคณุ ภาพภายในและแตงํ ตั้งคณะกรรมการการประเมิน ตนเอง (SAR) คณะกรรมการนิเทศภายใน 3) รํวมกนั กาหนดนโยบาย เปูาหมาย และมาตรฐานการศึกษาใหส๎ อดคลอ๎ งกับมาตรฐานการศึกษาขั้น พนื้ ฐานและมาตรฐานการศกึ ษาชาติ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 179
4) จัดทาแผนพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาและแผนปฏิบัติการประจาปีท่ีครอบคลุมภารกิจทั้ง 4 ด๎าน มี โครงการและกิจกรรม และผร๎ู บั ผดิ ชอบในแตลํ ะงานนาเสนอตํอคณะกรรมการสถานศึกษานาสกํู ารปฏบิ ัติ 5) นิเทศ กากับ ตดิ ตามและประเมนิ ผล โดยใช๎แผนปฏบิ ัติการ โครงการ และกิจกรรม เปน็ เครือ่ งมือใน การปฏิบัตนิ าผลการดาเนินงานไปปรบั ปรุงคณุ ภาพการศกึ ษาอยาํ งตํอเนอ่ื ง 6) จัดการประเมินคุณภาพภายในท่ีครอบคลุมทุกด๎าน ท้ังด๎านผ๎ูเรียน ด๎านครูผู๎สอน และด๎านการ บริหารจดั การ นาผลการประเมินคณุ ภาพภายในมาวิเคราะห๑ข๎อมูล ประมวลผลข๎อมูลและสารสนเทศ จัดทา รายงานประจาปี เสนอตํอต๎นสงั กดั และเผยแพรสํ สูํ าธารณะชน 2. ผลการดาเนนิ งาน 1) โรงเรียนจัดการศึกษามีคณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษาและอัตลักษณท๑ โี่ รงเรียนกาหนด 2) ผูเ๎ รยี นทเี่ รยี นจบหลักสตู ร มีความร๎ูความสามารถ ทักษะ และมีคุณลกั ษณะที่พึงประสงค๑ 3) โรงเรียนมีการบริหารจัดการโดยใช๎โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) โดยใช๎หลักการพัฒนาเชิงระบบของเดมมิ่ง (Plan Do Check Action) 4) โรงเรียนมเี ครอื ขาํ ยความรวํ มมอื จากทกุ ภาคสวํ นให๎การสนบั สนนุ สํงเสรมิ การพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา 5) โรงเรยี นได๎รับรางวัลจากการประกวดแขงํ ขนั ท้ังในระดบั ประเทศและระดบั นานาชาติ 6) โรงเรียนไดร๎ บั การรับรองมาตรฐานคุณภาพรอบสามจาก สมศ. มผี ลการประเมนิ อยํูในระดบั ดมี าก 3. จุดเดน่ สถานศึกษาดาเนินงานประกันคณุ ภาพภายในตามหลกั เกณฑแ๑ ละวิธีการอยาํ งครบถว๎ น 4. จุดควรพฒั นา การจัดทาข๎อมูลสารสนเทศ ควรมีข๎อมูลภายในสถานศึกษาและข๎อมูลชุมชนอยํางครบถ๎วน เพื่อ ประโยชนใ๑ นการบริหารจดั การ และการดาเนนิ การประกนั คณุ ภาพภายในใหม๎ ปี ระสทิ ธิภาพ ซ่งึ จะสํงผลให๎การ ประเมินภายในของสถานศกึ ษามีพฒั นาการตอํ เนือ่ งทกุ ปี ท้ังนี้ จะเห็นได๎วํา การกาหนดมาตรฐานระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนราชวินิต ในการ ประเมินคุณภาพ จะมีการกาหนดจุดที่ต๎องพัฒนาในทุกมาตรฐาน และจะนาจุดท่ีต๎องพัฒนาไปกาหนดเป็น เปาู หมายและเข๎าสํูวงจรเดมม่ิง หรือวงจรควบคมุ คุณภาพ PDCA ใหมอํ กี ครัง้ หน่งึ สรุปผล การประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐานจะไดม๎ าตรฐานและเป็นที่เชื่อถือได๎นั้น จะต๎องทาให๎ การประกนั คุณภาพการศึกษาเปน็ สํวนหนงึ่ ของกระบวนการบริหารและการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคนใน สถานศึกษา และต๎องให๎ผู๎มีสํวนได๎สํวนเสีย เข๎ามามีสํวนรํวมในทุกข้ันตอนด๎วยความสมัครใจและเห็น ความสาคญั เพือ่ กาหนดเปูาหมาย วางแผน ติดตาม ประเมนิ ผล พัฒนาปรับปรุง รํวมคิด รํวมตัดสินใจ รํวมมือ รํวมปฏิบัติ รํวมแรงรวํ มใจ และรวํ มรับผิดชอบ เพอ่ื ใหเ๎ กิดการพฒั นาและการเปล่ยี นแปลงทาใหบ๎ คุ คลได๎รวํ มกนั พจิ ารณาแกไ๎ ขป๓ญหาที่เกดิ จากการดาเนนิ งานการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน เพ่ือให๎ผ๎ูเรียน การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 180
ได๎รับการศกึ ษาที่มีคณุ ภาพ และผทู๎ มี่ ีสํวนรํวมในการดาเนินการประกันคุณภาพการศกึ ษาภายในเกิดความรู๎สึก พงึ พอใจในผลงานทเี่ กดิ ข้นึ และเหน็ คุณคาํ ในตนเอง เกิดความมงุํ มนั่ ในการสรา๎ งความสาเรจ็ ใหก๎ บั โรงเรยี น เกดิ ความร๎สู ึกเปน็ เจา๎ ของและผกู พัน ซงึ่ จะนาไปสมูํ าตรฐานการประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ท้ังน้ี การประกันคุณภาพภายในเป็นการบริหารโดยใช๎วงจรคุณภาพหรือวงจร PDCA ถือเป็นวิธีการควบคุม คุณภาพท่ีมีข้ันตอนในการทางานอยํางเป็นระบบเพื่อให๎การประกันคุณภาพสาเร็จอยํางมีประสิทธิภาพและ เชอ่ื ถือวางใจได๎ ประกอบด๎วย 1) การรํวมกันวางแผน (Planning) 2) การรํวมกันปฏิบัติตามแผน (Doing) 3) การรํวมกนั ตรวจสอบ (Checking) และ 4) การรวํ มกันปรบั ปรุง (Action) สวํ นการประกนั คุณภาพการศึกษาท่ี มีองค๑ประกอบของการประเมินคุณภาพภายใน การติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา และการพัฒนา คุณภาพการศึกษา ซึ่งการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ก็คือ กระบวนการบริหารเพ่ือพฒั นาคุณภาพการหลักการบริหารนน่ั เอง โดยการตดิ ตามตรวจสอบคุณภาพการศกึ ษา เปน็ กระบวนการติดตามตรวจสอบความก๎าวหน๎าของการปฏิบัติตามแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ จัดทารายงานการตดิ ตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา พร๎อมทั้งเสนอแนะมาตรการเรํงรัดการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา สํวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาการศึกษาเข๎าสูํคุณภาพที่สอ ดคล๎องกับ มาตรฐานการศึกษาของชาติโดยมีการกาหนดมาตรฐานการศึกษา การจัดระบบและโครงสร๎าง การวางแผน และการดาเนินงานตามแผน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะต๎องดาเนินการอยํางตํอเน่ือง และเป็นความ รบั ผิดชอบรํวมกันท่ีจะพัฒนาปรับปรงุ สถานศึกษา จากกรณีศึกษาโรงเรียนราชวินิต ท่ีผู๎บริหารโรงเรียนได๎ให๎ความสาคัญกับการมีสํวนรํวมในการประกัน คุณภาพภายในโรงเรียนโดยใช๎วงจรการควบคุมคุณภาพ PDCA ในการดาเนินงานทั้ง 3 งาน คือ 1) การควบคุม คณุ ภาพ เปน็ การกาหนดมาตรฐานคณุ ภาพและการพฒั นาสถานศกึ ษาใหเ๎ ขา๎ สูมํ าตรฐาน 2) การตรวจสอบคุณภาพ เปน็ การตรวจสอบและติดตามผลการดาเนินงานให๎เป็นไปตามมาตรฐานท่ีกาหนด และ 3) การประเมินคุณภาพ เป็นการประเมนิ คุณภาพของสถานศึกษา โดยคณะกรรมการระดับโรงเรยี น ผบ๎ู รหิ ารและครูในสถานศึกษารํวมกัน กาหนดเปูาหมายที่ชัดเจน โดยให๎การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นสํวนหน่ึงของการบริหารจัดการและการ ปฏบิ ัติงานของบุคลากรทุกคนในโรงเรยี นรวมท้งั ผม๎ู สี วํ นได๎สํวนเสยี ทเี่ กยี่ วข๎องกบั โรงเรียนด๎วย ขอ้ เสนอแนะ การศึกษาในครั้งนี้ สามารถนาไปตํอยอดเพื่อศึกษารูปแบบ/โมเดลของป๓จจัยท่ีสํงผลตํอการประกัน คณุ ภาพ โดยการนาแนวคิด/หลักการการประคุณภาพและการมีสํวนรํวมไปปรับใช๎ให๎เหมาะสมและสอดคล๎องกับ บรบิ ทของโรงเรยี น ตลอดจนการถอดบทเรียน (Best Practice) ของโรงเรียนราชวินติ ในจดุ เดนํ ของโรงเรยี นได๎ดงั นี้ 1. การจัดโครงสร๎างที่เอื้อตํอการบริหารและการจัดการศึกษา จะเห็นวํา โรงเรียนราชวินิตแบํง โครงสรา๎ งการบรหิ าร/ภารกิจการบริหารที่เอื้อตํอการบริหารและจัดการศึกษา เป็น 4 ด๎าน ได๎แกํ การบริหาร วิชาการ การบรหิ ารงบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล และการบรหิ ารทั่วไป รวมทั้ง กาหนดให๎สถานศึกษามี การกระจายบรหิ ารตามหลักการใชโ๎ รงเรยี นเปน็ ฐานไว๎ในเปาู หมาย เพอ่ื เปน็ กลไกในการขับเคล่ือนการบริหาร และจัดการศึกษาได๎อยาํ งแทจ๎ รงิ การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 181
2. การนาหลกั การการบริหารตามวงจรเดมมงิ่ หรือวงจรควบคุมคุณภาพ PDCA มากาหนดเป็นขอบขําย และขั้นตอนในการบรหิ ารและจัดการศกึ ษา 4 ขน้ั ตอน ดงั น้ี ขัน้ ตอนท่ี 1 การวางแผน (Planning) ขัน้ ตอนที่ 2 การ ดาเนนิ ตามแผน (Doing) ขั้นตอนท่ี 3 การตรวจสอบ (Checking) และขั้นตอนท่ี 4 การปรบั ปรุงแกไ๎ ข (Action) 3. การพัฒนาและสํงเสรมิ ภาวะผู๎นาการเปลี่ยนแปลงของผู๎บรหิ ารโรงเรยี น ครู บคุ ลากรทางการศึกษา และนกั เรียนเพอ่ื ใหส๎ ามารถตอบสนองในยคุ ศตวรรษท่ี 21 4. การมสี ํวนรวํ มของผ๎มู สี ํวนไดส๎ ํวนเสยี ท่เี กย่ี วขอ๎ งในการบรหิ ารและจัดการศึกษา คุณภาพการศึกษา เพอ่ื มุํงใหผ๎ ู๎เรียนสัมฤทธิ์ผล และตรงตามความต๎องการของชุมชน โดยอาจแตํงต้ังคณะกรรมการโรงเรียนที่มี องคป๑ ระกอบของกรรมการมาจากทกุ สวํ นที่มสี วํ นเก่ียวข๎อง เพื่อเป็นกลไกขบั เคล่ือนการดาเนนิ งานของโรงเรยี น เอกสารอา้ งอิง คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน, สานักงาน. (2554). แนวทางการประเมินคณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา ข้ันพื้นฐานเพอ่ื การประกนั คุณภาพภายในของสถานศกึ ษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพส๑ านักงาน พระพุทธศาสนาแหํงชาติ. คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน, สานกั งาน. (2557). แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ( 21ST Century Skills).กรงุ เทพฯ: โรงพิมพช๑ ุมชนสหกรณ๑การเกษตรแหํงประเทศไทย จากัด. จอมพงศ๑ มงคลวนชิ . (2556). การบริหารองคก์ ารและบุคลากรทางการศึกษา. พมิ พ๑ครั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ๑แหงํ จุฬาลงกรณม๑ หาวิทยาลัย. จรี ภา เพชรสงคราม. (2554). การศึกษาการมีสว่ นรว่ มของครใู นการพัฒนาการดาเนินงานการประกนั คุณภาพการศึกษาโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทยี น. ปริญญานิพนธ๑ ศษ.ม. (บรหิ าร การศึกษา) กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. เปย่ี มสขุ ทํุงกาว.ี (2557). ปัจจัยท่สี ่งผลตอ่ การมสี ่วนรว่ มในการประกันคณุ ภาพการศกึ ษาภายในของบคุ ลากร สานักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลยั ศรนครินทรวิโรฒ. สานกั หอสมุดกลาง มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. ไพฑูรย๑ สินลารตั น.๑ (2557). ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวให้พน้ กับดักของตะวันตก. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑิตย. มยุรีย๑ แพรหํ ลาย.(2554).การวเิ คราะห์ปัจจัยที่สง่ ผลตอ่ การบรหิ ารงานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรยี นขนาดเลก็ . วทิ ยานพิ นธ๑ (ค.ม.) จฬุ าลงกรณม๑ หาวทิ ยาลัย. เมษา นวลศรี.(2550).การวจิ ัยประเมินความต้องการจาเปน็ ในการมีส่วนร่วมของชมุ ชนในการประกนั คุณภาพภายในของสถานศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน.วิทยานิพนธ๑ (ค.ม.) จฬุ าลงกรณ๑มหาวทิ ยาลยั . รงํุ รัชดาพร เวทะชาติ. (2550).การบริหารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน. สงขลา: ศูนยห๑ นังสือ มหาวทิ ยาลยั ทักษณิ . วสันต๑ สตั ยคณุ .(2554).การพัฒนาตัวบ่งช้ีการบรหิ ารโดยใชโ้ รงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษา สงั กัด สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ.กรงุ เทพฯ:วทิ ยานิพนธ๑ดษุ ฎบี ัณฑติ . การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 182
อุทัย บญุ ประเสรฐิ .(2545).รายงานการการวจิ ัยการศกึ ษาแนวทางการบริหารและการจดั การศึกษาในรูปแบบ การบริหารโดยใชโ้ รงเรยี นเป็นฐาน (School Base Management).กรงุ เทพฯ: สานกั งานปฏิรปู ระบบบริหารการศกึ ษา. Cheng.Y.C.and Tam, W.M. (1979). Multi-models of Quality in education. Quality Assurance in Education.1 : 22-31. Cohen, John M. and Uphoff, Norman T. (1977).Rural development participation: concepts and measurements for project design implementation and evaluation. (Manuscript) Ithaca: The Rural Development Committee Center for International Studies. Cornell University. Dale, E. and Michelon, L.C. (1994).Managing quality.2nd ed. New York: Prentice-Hall. Deming,W.E.(1986). Out of the crisis. Cambridge: Massachusetts Institute of Technology. Fornaraff, A. (1980). Community Involvement in Health System for Primary Health Care. Geneva: World Health Organization. Gustova, Wilches-Chaux. (1992). Community participation: proceeding. Colombia: Habinet. https://webs.rmutl.ac.th/assets/upload/files/2016/09/20160908101755_51855.pdf การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 183
การพฒั นาทกั ษะการส่อื สารภาษาอังกฤษของคณาจารยแ์ ละบุคลากรวทิ ยาลัย นครราชสมี า English Communication Development Skills of Lecturer and Personnel’s Nakhonratchasima College ปยิ าพร คงทรพั ยส๑ นิ สริ ิ, ชญาภา สบื สาราญ, อรณชิ ชา ทศตา, ธรี ภทั ร วชิ ยพงศ๑,Kristine A. Gempesala , Imelda B. Soriano, วิทยาลัยนครราชสีมา e-mail [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเร่ืองนี้มีวัตถุประสงค๑ (1เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของ คณาจารย๑และบุคลากรวทิ ยาลยั นครราชสีมา และ (2เพ่ือศึกษาความพึงพอใจทมี่ ตี ํอกิจกรรมการพฒั นาทักษะ การส่อื สารภาษาองั กฤษ โดยใช๎บทสนทนาภาษาอังกฤษกลุํมตัวอยํางท่ีใช๎ในการวิจัยครั้งน้ีคือคณาจารย๑และ บุคลากรวทิ ยาลัยนครราชสมี า จานวน คน 60โดยสมัครเขา๎ รวํ มการพัฒนา เคร่ืองมือที่ใช๎ในการวิจัยได๎แกํ 1) แผนการพัฒนาทีเ่ นน๎ บทสนทนาภาษาอังกฤษเพอ่ื การสือ่ สาร จานวน 12 แผน 2) แบบประเมินทักษะด๎านการ สื่อสารภาษาอังกฤษกํอนและหลงั การพัฒนา 3) แบบสังเกตพฤติกรรมด๎านการส่ือสาร และ 4) แบบประเมิน ความพึงพอใจท่มี ีตํอกิจกรรมการพฒั นาทกั ษะการส่ือสารภาษาองั กฤษ โดยใช๎บทสนทนาภาษาอังกฤษสถิติที่ ใชใ๎ นการวเิ คราะหข๑ อ๎ มูลคอื คาํ เฉลีย่ คาํ เบย่ี งเบนมาตรฐานและคําสถิติที (t–test for dependent samples) ผลการวิจยั พบวาํ 1) กอํ นการพฒั นาคณาจารย๑และบคุ ลากรผู๎เข๎ารํวมการพัฒนามีความสามารถในการส่ือสาร ภาษาอังกฤษอยูํในระดับน๎อย คิดเป็นร๎อยละ 31.54 หลังการพัฒนาพบวําคณาจารย๑และบุคลากรผ๎ูเข๎ารํวม การพัฒนามีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอยูํในระดับดี คิดเป็นร๎อยละ 64.67 และผลการ เปรยี บเทียบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษกอํ นและหลงั การพัฒนา พบวํา หลงั การพัฒนาคณาจารย๑ และบุคลากรผู๎เข๎ารํวมการพัฒนาสามารถส่ือสารภาษาอังกฤษได๎ดีขึ้น ซ่ึงมีความสามารถในการส่ือสาร ภาษาองั กฤษหลังการพัฒนาสูงกวาํ กอํ นการพฒั นาอยํางมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05 (2ผลการศึกษาระดับ ความพึงพอใจที่มตี อํ กจิ กรรมการพฒั นาทักษะการส่ือสารภาษาองั กฤษโดยใช๎บทสนทนาภาษาอังกฤษภาพรวม อยํใู นระดบั มากท่สี ดุ ( X = 4.52, S.D. =0. 47 ) คาสาคญั : การพัฒนา,ทักษะการสื่อสารภาษาองั กฤษ , บทสนทนาภาษาอังกฤษ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 184
ABSTRACT This research aims to: 1) to compare the development of English communication skills of Lecturer and Personnel’s Nakhonratchasima College; and 2) to study the satisfaction with activities were used to improve English communication skills by using English conversation.The sample in this research was lecturers and staff s’NakhonRatchasima College who were 60 people by enrolling in the development program. The instruments were used in the research included: 1) the 12development plans which focused on dialogue in English for Communication, 2) the evaluation on communication skills in English before and after development, 3) the observation on behavior in communicating, and 4) the evaluation on satisfaction with activities were used to improve English communication skills by using English conversation. The statistics were used in analysis including: mean, standard deviation, and t- test for dependent samples. The research results were: 1) before the development of lectures and staffs who were participants, was able to communicate in English at low level was at 31.54%.After development, the lectures and staffs who involved in the development were able to communicate in English at a good level of 64.67%.As a result, after the development, the participants were able to communicate better in English than before. There was ability to communicate in English after development which was significantly higher than before the development at the .05 level. 2) The result of satisfaction level with activities that used to improve English communication skills by using English conversation. The overall scores were at the highest level. ( X = 4.52, S.D. = 0.47). KEYWORDS: development, English communication skills, English conversation บทนา สังคมโลกป๓จจุบันเป็นสังคมข๎อมูลขําวสาร ความก๎าวหน๎า ความเคล่ือนไหวและการเปล่ียนแปลง ทางด๎านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมมีผลกระทบท่ัวถึงอยํางรวดเร็ว บุคคลในสังคมต๎องติดตํอพบปะเพ่ือดาเนิน กิจกรรมทางสังคมหรือเศรษฐกิจเพิ่มข้ึน ภาษาตํางประเทศจึงกลายเป็นเครื่องมืออันสาคัญยิ่งในการส่ือสาร ความร๎ูสึกนึกคิดเพื่อให๎เกิดความเข๎าใจกันและกันในการศึกษาหาข๎อมูลความรู๎และถํายทอดวิทยาการตํางๆ แกํกนั ในด๎านเศรษฐกจิ ภาษามคี วามจาเปน็ ยิ่งข้ึนในการเจรจาตอํ รองด๎านการคา๎ และการประกอบอาชีพอยํางมี ประสทิ ธิภาพ ดังนั้นการเรียนรู๎ภาษาตาํ งประเทศจะชวํ ยสร๎างสัมพนั ธภาพอนั ดีระหวํางชนชาติไทย เพราะมกี าร เขา๎ ใจในวัฒนธรรมทแ่ี ตกตาํ งกันของแตํละเชอ้ื ชาติ ทาใหส๎ ามารถปฏิบัตติ นตอํ กันไดอ๎ ยํางถกู ตอ๎ งและเหมาะสม มากข้ึน (กรมวิชาการ, 2550) การรวมตัวกันของกลํุมประชาคมแหํงชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎หรือกลํุม ประชาคมอาเซยี น (ASEAN Community) และในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยเข๎าเปน็ หนงึ่ ในสมาชิกประชาคม การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจัยคัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 185
เศรษฐกิจอาเซยี นจาก 10 ประเทศ ประชาชนในแตลํ ะประเทศสมาชกิ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี นจะตอ๎ งมกี าร ติดตํอสื่อสารกันในทกุ ๆ ด๎านไมวํ ําจะเป็นเรือ่ งเศรษฐกจิ สังคมการเมือง การปกครอง การศึกษา การทอํ งเท่ยี ว และอนื่ ๆ โดยใชภ๎ าษาอังกฤษเปน็ ภาษากลาง โดยเฉพาะอยาํ งยงิ่ เรอื่ ง การทางานในประเทศสมาชกิ ประชาคม เศรษฐกิจ อาเซียน ดังกฎบัตรอาเซียนข๎อ 34 ที่บัญญัติวํา “The Working language of ASEAN shall be English” ซ่ึงป๓จจบุ ันนีห้ ลายหนํวยงานทัง้ ภาครัฐและภาคเอกชนได๎มีการจัดกิจกรรมสํงเสริมให๎มีความร๎ู ความ เขา๎ ใจเก่ียวกับประชาคมอาเซยี นมากขนึ้ การพยายามสร๎างจิตสานกึ ของความเปน็ ประชาคมอาเซยี นเตรียมการ รองรับการขยายตวั ของกลมํุ อาเซียนท่ีจะมีความสัมพันธ๑ในภูมิภาคในทุกมิติ และความสาคัญของการสื่อสาร ดว๎ ยภาษากลางในภูมิภาคอาเซยี นท่ีหลีกเลย่ี งไมํไดน๎ น่ั คือ “ภาษา อังกฤษ” (Dhirawit, 2013) ดังน้ันภาษาอังกฤษจึงเป็นส่ิงสาคัญท่ีสํงผลให๎การติดตํอสื่อสารน้ันสัมฤทธิ์ผลภาษาอังกฤษเป็น ภาษาตาํ งประเทศที่สาคัญซ่ึงถือได๎วําเป็นภาษาสากล ณภัทร วุฒิวงศา), 2557)แตํป๓ญหาสาคัญประการหนึ่ง ของไทยในด๎านการเตรียมความพร๎อมเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนท่ีมักมีการกลําวถึงกันในทุก ๆ วงการธรุ กิจ คอื ทักษะการใชภ๎ าษาอังกฤษของบคุ ลากรไทย สํวนหน่งึ เป็นผลมาจากการขาดประสิทธิภาพและ ประสทิ ธผิ ลของการศึกษาภาษาอังกฤษในทุก ๆ ระดับการศึกษา ผลการศึกษาวิจัยสวํ นใหญํ พบวาํ การจัดการ เรยี นการสอนภาษาองั กฤษ และการสํงเสรมิ ทักษะดา๎ นภาษาอังกฤษท่ีดีและเหมาะสมควรเน๎นด๎านทักษะการ สือ่ สาร (เพยี งใจ ศขุ โรจน๑ และคณะ, 2550) ดงั ท่ี Naughton, (2007) เสนอวําทักษะการส่ือสารจัดเป็นทักษะ หนึ่งท่ีมีความจาเป็นสาหรับการดารงชีวิตและสํวนตําง ๆ ของโลกส่ือสาร กันในลักษณะเป็นเครือขํายไร๎ พรมแดน เกดิ มติ ิสัมพนั ธ๑ในรูปแบบใหมํโดยใช๎ภาษาองั กฤษเปน็ เครื่องมือสาคัญในการ นาเสนอขําวสารข๎อมูล เชอื่ มโยงความร๎ู ความคดิ ความเข๎าใจ ความรูส๎ ึก ตลอดจนการดาเนนิ ชีวติ ในทุก ๆ แงํมุม จุดมุํงหมายของการ จดั การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของนานาประเทศจงึ มํุงพฒั นาบุคคลใหเ๎ ปน็ ผทู๎ ่ีมคี วามสามารถในการใช๎ภาษา เพอื่ การสื่อสารสาหรับแนวทางในการพฒั นาความสามารถในการใช๎ภาษานนั้ นักภาษาศาสตร๑และนักการศกึ ษา มคี วามเห็นวําการจัดการเรียนร๎ภู าษาเพื่อการสอื่ สารควรจัดกจิ กรรมท่ีมคี วามหลากหลายโดยเน๎นกระบวนการ เรียนรทู๎ ม่ี ีการฝกึ ปฏิบัติ และนาไปใชไ๎ ด๎จรงิ ตามหนา๎ ทขี่ องภาษาในการสื่อความหมายโดยมเี ปูาหมายอยูทํ ีก่ ารใช๎ ภาษาเพอ่ื การสือ่ สารในชีวติ จริงและสอดคลอ๎ งกบั บรบิ ททางสงั คมกํอนดาเนนิ การจดั การเรียนการสอนควรจัด กจิ กรรมตํางๆ ทเ่ี ป็นการกระต๎ุนให๎ผ๎ูเรียนเกิดความสนใจอยากที่จะเรียนรู๎ ดึงความรู๎เดิมของผ๎ูเรียนเพื่อเป็ น จดุ เรม่ิ ตน๎ ของการเรยี นรู๎สง่ิ ใหมํ จดั การสอนเน้อื หาทางภาษาควบคกํู ับการฝกึ สอื่ สารทางภาษาผํานประสาทการ รบั ร๎ูทางการดู (Visual) การฟ๓ง (Auditory) และการเคลื่อนไหว (Kinesthetic) จัดกิจกรรมท่ีเป็นการฝึกการ เชื่อมโยงระหวํางความรู๎เดิมกับความรู๎ใหมํ ลงมือปฏิบัติด๎วยกระบวนการเรียนรู๎แบบตําง ๆ (Zull,2002 ; Feden&Vogell, 2003 ; Jensen, 2004) วิทยาลัยนครราชสีมา เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนภายใต๎การกากับดูแลของสานักงาน คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา (สกอ.) มีความมํุงม่ันที่จะเป็นสํวนสาคัญในการพัฒนาการศึกษาของไทยและ ขยายโอกาสทางการศึกษาแกเํ ยาวชนของชาติ ซึง่ การพฒั นาการศึกษาของชาตินัน้ เป็นภารกจิ หลกั ในการพัฒนา คนอันเป็นรากฐานของการพฒั นาประเทศในทกุ ระบบ โดยมกี รอบทิศทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร๑ ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหํงชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560 – การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจยั คัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 186
2564) เปน็ กรอบในการดาเนินการเพ่ือใหก๎ ารพัฒนาประเทศในทกุ ระบบ และเป็นที่ยอมรับกันในวงกว๎างแล๎ว วาํ สงั คมไทยวนั นตี้ อ๎ งเรงํ พฒั นาทกั ษะในการพดู ภาษาองั กฤษใหส๎ ามารถสื่อสารอยาํ งมปี ระสทิ ธิภาพ เพื่อพร๎อม รับมือความเปลยี่ นแปลงทจ่ี ะเกิดขึ้นภายหลังการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ภาษาอังกฤษจึงมีความสาคัญเป็น อยาํ งย่งิ ตํอการเตรยี มความพรอ๎ มด๎านบคุ ลากรของประเทศไทยในการก๎าวไปสูํประชาคมอาเซียน อีกทั้งเพื่อ เปน็ การสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะทาให๎การพูดภาษาอังกฤษเป็นวาระแหํงชาติ คณาจารย๑และบุคลากร วทิ ยาลัยนครราชสมี า จงึ เปน็ ปจ๓ จยั สาคัญยง่ิ ในการพฒั นาผเู๎ รียนให๎มคี วามรูแ๎ ละทักษะตามสมรรถนะที่กาหนด ดงั นนั้ การพัฒนาคณาจารย๑และบุคลากรวิทยาลัยนครราชสีมาให๎มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการเรียนร๎ู อยํางมีคุณภาพจึงมีความสาคัญและจาเป็นในอันดับตน๎ ท่ีต๎องดาเนินการอยาํ งเรงํ ดวํ นและเป็นระบบ เพื่อผลิต กาลังคนให๎มีความสามารถในการใช๎ภาษาองั กฤษถงึ ขั้นสอ่ื สารได๎ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั (1เพื่อเปรยี บเทียบการพฒั นาทักษะการสอื่ สารภาษาอังกฤษของคณาจารยแ๑ ละบุคลากรวทิ ยาลัย นครราชสมี า 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจท่ีมตี อํ กจิ กรรมการพัฒนาทกั ษะการสอื่ สารภาษาองั กฤษ โดยใช๎บทสนทนาภาษาองั กฤษ วิธีดาเนินการวจิ ยั การดาเนนิ การพฒั นาโดยใชร๎ ะยะเวลาในการพฒั นา 12 ชัว่ โมงโดยไมํรวมกับการทดสอบกอํ นและหลัง การพัฒนา ซึ่งมีขัน้ ตอนการพัฒนาคอื ประเมนิ ทักษะการสื่อสารกํอนการพฒั นาโดยใช๎แบบประเมินทักษะการ ส่ือสาร ใช๎เวลา 1 ช่ัวโมง จานวน 4 สถานการณ๑ แล๎วทาการพัฒนาตามแผนการจัดการเรียนร๎ูที่สร๎างขึ้น จานวน 12 แผน ใช๎เวลา 12 ช่ัวโมง ซึ่งระหวํางการพัฒนามีการสังเกตพฤติกรรมคณาจารย๑และบุคลากร ผ๎เู ขา๎ รํวมการพัฒนาโดยใช๎แบบสังเกตพฤติกรรมการส่ือสารภาษาอังกฤษซ่ึงแบงํ ออกเป็น 4 ด๎านคือ ด๎านความ เข๎าใจงําย ด๎านความคลํองแคลํว ด๎านปริมาณการสื่อสาร และด๎านคุณภาพของการส่ือสาร ซึ่งเป็นแบบ มาตรฐานสํวนประมาณคํา (Rating Scale) 5 ระดับ และดาเนินการประเมินผลหลังการพัฒนา ด๎วยเวลา 1 ชวั่ โมง ทัง้ น้ใี ช๎แบบประเมินทกั ษะการส่อื สารหลงั การพฒั นา โดยใช๎วิทยากรชาวตํางชาติเป็นผู๎ปร ะเมิน 3 คน เป็นผูต๎ รวจใหค๎ ะแนนตามเกณฑ๑ท่กี าหนด จากนั้นนาคะแนนที่ได๎จากแบบประเมินทักษะการส่ือสารกํอนและ หลังการพัฒนามาวิเคราะห๑หาคาํ สถิตพิ ้นื ฐาน คําเฉล่ยี และคาํ เบยี่ งเบนมาตรฐาน และเปรยี บเทียบคะแนนกอํ น และหลังการพัฒนาด๎วยคําสถิติที (t–test for dependent samples)หลังจากน้ันนาแบบประเมินความพึง พอใจทีม่ ตี ํอกจิ กรรมการพฒั นาทกั ษะการส่ือสารภาษาอังกฤษ โดยใชบ๎ ทสนทนาภาษาองั กฤษมาให๎คณาจารย๑ และบุคลากรที่เปน็ กลมุํ ตัวอยํางทาการประเมิน โดยแบงํ ออกเปน็ 4 ดา๎ น ไดแ๎ กํ ดา๎ นรูปแบบกจิ กรรมการพัฒนา ดา๎ นเนอ้ื หาของบทสนทนาภาษาอังกฤษ ด๎านเจตคติตอํ การพัฒนาการส่ือสารภาษาอังกฤษและด๎านประโยชน๑ การนาไปใชเ๎ ป็นแบบมาตรฐานสวํ นประมาณคํา (Rating Scale) 5 ระดับ การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 187
ประชากรและตวั อย่าง ประชากรทีใ่ ช๎ในการวิจยั ครัง้ นี้ คือ คณาจารยแ๑ ละบุคลากรวิทยาลัยนครราชสีมา ปีการศึกษา 2560 จานวน 185 คน กลมุํ ตวั อยาํ งใช๎ในการวิจยั ในครงั้ น้คี ือ คณาจารยแ๑ ละบคุ ลากรวิทยาลยั นครราชสีมาทส่ี มคั รเขา๎ รํวมการ พฒั นาทกั ษะการส่ือสารภาษาองั กฤษ จานวน คน ในปีการศกึ ษา 602560 เคร่อื งมอื เครอ่ื งมอื ที่ใชใ๎ นการวิจยั ประกอบดว๎ ย1) แผนการพฒั นาทเ่ี นน๎ บทสนทนาภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสาร จานวน 12 แผน 2) แบบประเมินทักษะด๎านการสื่อสารภาษาอังกฤษกํอนและหลังการพัฒนาซึ่งประยุกต๑ใช๎ เกณฑ๑การวัดทักษะด๎านการพูดของ Clark. (1972) จาแนกเป็น 4 ด๎าน คือ ความถูกต๎องของการออกเสียง (Pronunciation) การเลือกใช๎คาศัพท๑ที่เหมาะสมและถูกต๎อง (Vocabulary) ความถูกต๎องของไวยากรณ๑ (Grammar) และความคลํองแคลํว (Fluency) ด๎วยการใช๎เกณฑ๑ประเมินแบบรูบริคสกอร๑ (Rubric Score) 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษจาแนกเป็น 4 ด๎านคือ ด๎านความเข๎าใจงําย ด๎านความ คลอํ งแคลํว ด๎านปริมาณการสื่อสาร และดา๎ นคณุ ภาพของการสื่อสาร ซึ่งเป็นแบบมาตรฐานสวํ นประมาณคํา 5 ระดับและ 4) และแบบประเมินความพึงพอใจท่ีมตี อํ กจิ กรรมการพัฒนาทักษะการสอื่ สารภาษาอังกฤษ โดยใช๎ บทสนทนาภาษาอังกฤษ จาแนกเปน็ 4 ด๎าน คือ ด๎านรูปแบบกิจกรรมการพัฒนาด๎านเนื้อหาของบทสนทนา ภาษาอังกฤษ ด๎านเจตคติตํอการพัฒนาการสื่อสารภาษาอังกฤษและด๎านประโยชน๑การนาไปใช๎เป็นแบบ มาตรฐานสวํ นประมาณคาํ 5 ระดับ การวเิ คราะหข์ อ้ มูล วเิ คราะห๑ข๎อมลู ท่ีไดจ๎ ากการดาเนินการเกบ็ รวบรวมข๎อมลู ผ๎ูวิจัยได๎ทาการวเิ คราะห๑ข๎อมลู ดังน้ี 1) เปรียบเทียบคะแนนทักษะด๎านการสื่อสารภาษาอังกฤษกํอนและหลังการพัฒนา โดยใช๎คะแนน เฉลีย่ ( X ) สํวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และคําที )t-test for dependent samples( 2) วเิ คราะหค๑ วามพึงพอใจท่ีมีตํอกจิ กรรมการพัฒนาทกั ษะการสือ่ สารภาษาอังกฤษ โดยใช๎บทสนทนา ภาษาองั กฤษโดยใชค๎ ะแนนเฉล่ยี ( X ) สํวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) สรุปผลการวจิ ยั และอภิปรายผล การวจิ ัยในครงั้ น้ี สามารถสรปุ ผลไดด๎ งั นี้ 1) ผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะด๎านการส่ือสารภาษาอังกฤษกํอนและหลังการพัฒนา พบวํา ความสามารถในการสือ่ สารภาษาองั กฤษสงู กวาํ กอํ นการพัฒนาอยํางมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05 ดังตาราง การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 188
การพฒั นาทกั ษะการสือ่ สาร n X S.D. t Sig ภาษาองั กฤษ กํอนการพัฒนา 60 25.23 4.101 39.089* .000 หลังการพฒั นา 60 51.73 2.77 ตาราง *p < .05 จากตาราง พบวํา ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสาร ภาษาอังกฤษกํอนและหลังการ พัฒนา พบวาํ หลงั การพฒั นาคณาจารย๑และบุคลากรผเ๎ู ข๎ารํวมการพัฒนาสามารถส่ือสารภาษาอังกฤษได๎ดีข้ึน ซ่งึ มีคําเฉลีย่ ของคะแนนหลงั การพฒั นา ( x = 51.73) สูงกวาํ กอํ นการพฒั นา ( x = 25.23) อยํางมนี ยั สาคัญทาง สถิติทีร่ ะดับ .05 ท้ังนีผ้ ลการศึกษากํอนการพัฒนาคณาจารย๑และบคุ ลากรผ๎ูเข๎ารํวมการพัฒนามีความสามารถ ในการส่ือสารภาษาอังกฤษอยูํในระดับน๎อย คิดเป็นร๎อยละ 31.54 หลังการพัฒนาพบวํา คณาจารย๑และ บุคลากรผู๎เข๎ารํวมการพัฒนามีความสามารถในการส่ือสารภาษาอังกฤษอยูํในระดับดี คิดเป็นร๎อยละ 64.67 และผลการเปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษกํอนและหลังการพัฒนา พบวํา หลังการ พฒั นาคณาจารย๑และบคุ ลากรผ๎ูเข๎ารํวมการพัฒนาสามารถส่ือสารภาษาอังกฤษได๎ดีขึ้น ซึ่งมีความสามารถใน การส่อื สารภาษาองั กฤษหลังการพัฒนาสงู กวาํ กอํ นการพัฒนาอยาํ งมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .05 สํวนการศึกษาพฤติกรรมด๎านการสื่อสารภาษาอังกฤษภาพรวมอยูํในระดับมาก ( x = 4.35, S.D. = 0.46 ) เมือ่ พจิ ารณาดา๎ นท่มี คี ะแนนเฉล่ยี หลงั เรียนสูงทส่ี ุด คือ ด๎านความเข๎าใจงําย ( x = 4.59 , S.D. = 0.34) รองลงมาคอื ด๎านความคลอํ งแคลํว ( x = 4.43 , S.D. = 0.22) และด๎านคณุ ภาพของการส่ือสาร ( x = 4.20 , S.D. = 0.67) และด๎านท่ีมีคะแนนเฉล่ียน๎อยท่ีสุด คือ ด๎านปริมาณการส่ือสาร ( x = 4.17 , S.D. = 0.60) สอดคล๎องกับงานวิจัยของ ธุวพร ตันตระกูล(2557 : บทคัดยํอ) ท่ีได๎พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษใน ชีวิตประจาวันซ่ึงผลการวิจัยพบวํานักศึกษาท่ีเข๎ารํวมในกิจกรรมการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสาร โดย ภาพรวมมคี วามสามารถในการพดู ภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารกํอนการทดลองอยํูในเกณฑ๑ดี ที่ระดับคําเฉลี่ย 3.86 โดยพบวาํ นกั ศึกษาที่มีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสารอยูํในระดับดี ร๎อยละ 13.3 หลังการทดลองพบวํานักศึกษาสามารถพูดภาษาอังกฤษได๎ดีมากร๎อยละ 93.3 สํวนผลการเปรียบเทียบ ความสามารถในการพูดภาษาองั กฤษของนักศึกษากํอนและหลังการทดลอง พบวํา หลังการทดลองนักศึกษา สามารถพดู ภาษาอังกฤษเพื่อการสือ่ สารได๎ดีข้ึน โดยมคี วามสามารถในการพดู เพ่ือการสอ่ื สารหลังการทดลองสงู กวํากํอนการทดลองอยํางมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 อาจเปน็ เพราะกระบวนการจัดการเรียนร๎ูท่ีได๎รับการ ออกแบบอยํางมีขน้ั ตอนโดยมีการเตรยี มผ๎ูเรยี นกํอนที่จะเข๎ากระบวนการเรียนการสอนจรงิ โดยสร๎างแรงจูงใจ ให๎เ ห็นถึงความ ส าคัญ แล ะแนวท าง ในก ารพัฒ นาทั ก ษะก าร สื่อส ารภาษาอัง กฤษมีรูป แบ บ การ พัฒ นาที่ หลากหลาย ท้ังการจัดบรรยากาศ การสร๎างกระบวนการคดิ การฝกึ ฝนอยํางเปน็ ธรรมชาติและกิจกรรมมีการ จงู ใจ ฝกึ การสรา๎ งมโนทัศน๑ สะทอ๎ นผลการเรยี นรู๎ นอกจากน้ยี งั สอดคล๎องกบั แนวคิดของสตอฟเฟอร๑ (Stauffer, 1999) ทเี่ สนอแนวทางการจดั การเรียนรภ๎ู าษาองั กฤษวําควรเนน๎ การสํงเสริมการเรียนร๎เู พือ่ สร๎างประสบการณ๑ การใช๎ภาษาอังกฤษใหแ๎ กผํ ูเ๎ รียน ซ่ึงจะชวํ ยพฒั นาทักษะการใช๎ภาษาอังกฤษของผู๎เรียนได๎อยํางมีประสิทธิภาพ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั คดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 189
รวมถึงสอดคลอ๎ งกับผลการวจิ ัยที่พบวาํ ผ๎ูเรียนต๎องการใหจ๎ ัดกิจกรรมการเรยี นร๎ูทเ่ี นน๎ การสอื่ สาร สอดคล๎องกับ งานวิจัยของปวริศา เกษมสุขและทวีศักดิ์ ขันยศ (2560 : 1484 – 1494) ท่ีได๎พัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพอ่ื การสอื่ สารของบคุ ลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม โดยใช๎ชุดฝึกอบรม ดว๎ ยกจิ กรรมบทบาทสมมติ ซ่ึงผลการวจิ ยั พบวําบคุ ลากรท่ีเขา๎ รับการฝกึ อบรมโดยใช๎ชุดฝึกอบรมด๎วยกิจกรรม บทบาทสมมตมิ กี ารพัฒนาทักษะการพดู ภาษาอังกฤษที่ดีขนึ้ อยาํ งมนี ัยสาคัญ จากคะแนนกํอนฝกึ รอ๎ ยละ 57.61 เป็นคะแนนหลังฝึกรอ๎ ยละ 74.46 และมคี วามพึงพอใจตอํ การฝกึ อบรม โดยภาพรวมอยใูํ นระดับมาก อาจเปน็ เพราะกระบวนการจดั การเรยี นรทู๎ ี่พฒั นาข้ึนนี้ ชํวยพฒั นาผูเ๎ รยี นใหม๎ คี วามสามารถในภาษาและมีความสามารถ ในการใช๎ภาษาเพอื่ การสอื่ สารใหม๎ ปี ระสทิ ธิภาพสงู ขนึ้ ได๎ และลกั ษณะของภาษาที่นามาใช๎สอนเป็นภาษาทใี่ ช๎ได๎ จริงและสอดคล๎องกับวัตถุประสงค๑ในการเรียนภาษาโดยเน๎นท่ีการสื่อความหมายให๎ผ๎ูอื่นเช๎าใจตรงกับ วัตถปุ ระสงค๑ท่ตี นเองต๎องการ มีการสํงเสริมให๎มีการแสดงออกทางภาษาโดยการใช๎สถานการณ๑ตํางๆ เข๎ามา ชํวยให๎มีการปฏิสัมพันธ๑ซึ่งกันและกันเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมและสามารถ สอดคล๎องกับงานวิจัยของ กมลวรรณ โดมศรีฟูา (2551) พบวํารูปแบบการจัดกิจกรรมท่ีเน๎นการส่ือสารและมีความหลากหลายทาให๎ ผ๎ูเรยี นมีพฤตกิ รรมดา๎ นการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารดีข้ึนสํงผลให๎เกิดพัฒนาการด๎านความสามารถใน การพดู ดงั จะเหน็ ไดจ๎ ากความแตกตาํ งของคะแนนกอํ นและหลงั การทดสอบอยาํ งมีนัยสาคัญที่ .01 2) ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจท่มี ตี ํอกจิ กรรมการพฒั นาทกั ษะการสือ่ สารภาษาอังกฤษโดยใชบ๎ ท สนทนาภาษาองั กฤษ ภาพรวมอยํใู นระดบั มากท่ีสุด ( x = 4.52, S.D. =0. 47 ) เม่อื พจิ ารณาเรยี งลาดับคาํ เฉลี่ย รายด๎านจากมากไปหานอ๎ ยพบวํา ดา๎ นเจตคติตอํ การพัฒนาการส่ือสารภาษาอังกฤษ มีคาํ เฉลี่ยมากที่สุด ( x = 4.62, S.D. =0. 63) อาจเป็นเพราะกิจกรรมการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช๎บทสนทนา ภาษาองั กฤษเปน็ กิจกรรมท่สี นุกสนานทาให๎บรรยากาศในการเรยี นการสอนระหวํางผ๎ูอบรมและผู๎เรียนเป็นไป ดว๎ ยดี ผูเ๎ รยี นมีจิตใจอารมณท๑ ่ีพรอ๎ มในการเรียนร๎ู ทาให๎การเรยี นรูเ๎ ปน็ ไปอยํางมีประสทิ ธิภาพ สํงผลให๎ผ๎ูเรียน เพิ่มพูนทกั ษะทางดา๎ นการสือ่ สาร สอดคลอ๎ งกบั พิตรวัลย๑ โกวทิ วที (2550) กลําววาํ ในการดาเนนิ การสอนการ สื่อสารควรเน๎นกจิ กรรมของผเู๎ รียนมากกวํากิจกรรมของครูใหผ๎ เ๎ู รียนมีโอกาสฝึกใช๎ภาษาเพื่อสื่อความหมายใน สถานการณ๑ตํางๆ ฝกึ ใชค๎ วามคิด สตปิ ๓ญญา ความกล๎าในการใชภ๎ าษาซง่ึ มีผลให๎ผ๎เู รียนมีประสบการณ๑ทางภาษา เพมิ่ ขน้ึ ตลอดจน สงํ เสริมใหน๎ ักเรยี นได๎มีโอกาสในการสอ่ื สารใหไ๎ ด๎มากทสี่ ุด เชํน การสนทนาโต๎ตอบกับเพื่อน รวํ มชน้ั เพอ่ื ทีน่ กั เรียนจะไดค๎ ๎ุนชนิ กบั ภาษา รองลงมาคือด๎านประโยชนก๑ ารนาไปใช๎ ( x = 4.59 , S.D. =0. 68) ด๎านรูปแบบกจิ กรรมการพัฒนา ( x = 4.52 , S.D. =0. 29) และด๎านเน้ือหาของบทสนทนาภาษาอังกฤษ ( x = 4.35 , S.D. =0. 28) เปน็ ลาดบั สดุ ท๎าย อาจเป็นเพราะการจดั กจิ กรรมชํวยให๎ผ๎เู รียนมกี ารพฒั นาตนเองเพมิ่ มาก ขนึ้ ในดา๎ นของการส่อื สารภาษาองั กฤษ จะเหน็ ไดจ๎ ากคําเฉลย่ี ด๎านพัฒนาการเรียนของผูเ๎ รียนจากแบบสอบถาม ความพึงพอใจซ่ึงผ๎ูเรียนเข๎าใจบทสนทนาภาษาอังกฤษดีขึ้น สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได๎คลํองแคลํวขึ้น เลือกใชค๎ าศัพท๑และสานวนในการส่ือสารได๎เหมาะสมกับสถานการณ๑ และผู๎เรียนสามารถนาบทสนทนาการ ส่ือสารภาษาอังกฤษไปใช๎ในชีวิตประจาวันได๎ ล๎วนแล๎วแตํมีประโยชน๑ตํอผู๎เรียนเป็นอยํางมากสอดคล๎องกับ Nolasco and Arthur ( 1987:15-21) ทีก่ ลําววําการจัดกิจกรรมควรเปิดโอกาสให๎นักเรียนได๎แสดงออกด๎าน ทัศนคติความร๎ูสึกและอารมณ๑ด๎วยตนเอง มิใชํถูกบังคับให๎ทาท่ีเป็นเชํนนี้ อาจเป็นเพราะการจัดกิจกรรมตาม การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 190
กระบวนการของรูปแบบทีพ่ ฒั นาข้นึ ชวํ ยให๎ผเ๎ู รยี นได๎รับการกระต๎นุ และการเตรียมความพร๎อมด๎านตําง ๆ ของ การเรยี นรู๎ เปน็ การสรา๎ งความสนใจและสรา๎ งความเชอื่ มโยงระหวํางความรู๎เดิมกับความร๎ใู หมํ ซ่ึงจะชวํ ยพฒั นา ความสามารถในการเรียนร๎ูให๎สูงข้ึน รวมทั้งการเตรียมความพร๎อมทั้งทางด๎านรํางกาย สติป๓ญญา และสังคม เป็นการกระตนุ๎ ให๎เกิดการเรยี นรแ๎ู ละการแสดงออกถึง ความสามารถในการใชภ๎ าษา การจัดกิจกรรมการเรียน ผาํ นประสาทการรับร๎ูตําง ๆ การทาความเข๎าใจและฝึกการประยุกต๑ความร๎ูในตัวภาษาเพื่อใช๎ในการส่ือสาร การให๎ข๎อมูลย๎อนกลับ และการวัดประเมินผลตามสภาพจริงซ่ึงเน๎นผ๎ูเรียนเป็นสาคัญสํงผลให๎ผู๎เรียนมี ความสามารถในการใชภ๎ าษาเพมิ่ ขึ้น (อารยี ๑ ปรดี ีกลุ , 2558) ข้อเสนอแนะ ในการวจิ ัยครั้งน้ีเป็นงานวิจัยที่ผ๎ูสนใจสมัครเข๎ารํวมโครงการวิจัย ดังน้ันจุดเดํนของผลสัมฤทธิ์สํวน หนึง่ จักมาจากแรงจงู ใจใฝเุ รียนรท๎ู ีผ่ ู๎เข๎ารวํ มโครงการวจิ ัยต๎องการที่จักพัฒนาตนเอง สํวนผ๎ูที่สนใจรูปแบบการ พัฒนานี้ สามารถนาไปปรับใช๎ได๎ ทั้งด๎านการปรับเวลาที่ใช๎ในการพัฒนาเพ่ิมขึ้นหรือลดลงได๎ตามระดับ ความสามารถในการเรียนรขู๎ องผ๎ูเรียนทั้งน้ีในสํวนของการวัดผลประเมินผลควรใช๎วิธีการที่หลากหลายที่เน๎น การประเมินตามสภาพจริง เชนํ การสมั มนา การโตว๎ าที เปน็ ตน๎ เอกสารอา้ งอิง กรมวชิ าการ. (2550). การจัดกลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาตา่ งประเทศตามหลักสตู รการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ: องคก๑ ารรับสํงสินค๎าและพสั ดุ กมลวรรณ โดมศรีฟูา. (2551). การศกึ ษาการใชก้ จิ กรรมการพดู เพอ่ื การสอื่ สารในการพฒั นาความสามารถ ดา้ นการพูดภาษาอังกฤษของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1. สารนพิ นธ๑ปรญิ ญาศลิ ปะศาสตร มหาบณั ฑิตสาขาวชิ าการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาตาํ งประเทศ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ณภทั ร วฒุ วิ งศา. (2557). กลยุทธส์ ร้างแรงจงู ใจ : การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ. วารสารนกั บรหิ าร, 34 (1) 89-97. ธุวพร ตันตระกลู . (2557). การพัฒนาทักษะการพดู ภาษาอังกฤษในชีวติ ประจาวันโดยใชบ้ ทฝกึ การสนทนา ภาษาองั กฤษ.สถาบันภาษาและวัฒนธรรมนานาชาตมิ หาวทิ ยาลัยศรปี ทมุ มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทมุ บณั ฑติ ย๑ ศรีพทุ ธางกรู . (2555). บทความวชิ าการสานักการศึกษา. กรุงเทพฯ: วชั ระการพมิ พ.๑ ปวรศิ า เกษมสุขและทวีศักดิ์ ขันยศ. (2560). การพัฒนาทกั ษะการพูดภาษาองั กฤษเพื่อการส่ือสาร ของบุคลากรสายสนบั สนุนมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพบิ ลู สงคราม โดยใช้ชุดฝึกอบรมดว้ ยกิจกรรม บทบาทสมมต.ิ รายงานการประชมุ สมั มนาวิชาการ นาเสนอผลงานวิจัยระดับชาตเิ ครอื ขาํ ย บณั ฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั ภาคเหนอื ครงั้ ที่ 17. พิษณุโลก. มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พบิ ูลสงคราม. พิตรวลั ย๑ โกวทิ วท.ี (2550). ทกั ษะและเทคนคิ การสอนเขียนภาษาอังกฤษ. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณม๑ หาวทิ ยาลยั . เพยี งใจ ศุขโรจน๑ และคณะ. (2550) “การวิจัยเชิงประเมินโครงการจัดหาครชู าวตํางประเทศ เพ่อื สอนภาษาอังกฤษ สาหรบั สถานศกึ ษาในจังหวัดนนทบรุ .ี ” วารสารครศุ าสตร์จุฬาลงกรณ์ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคัดสรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 191
มหาวิทยาลยั .35 (3) :139-159. อารยี ๑ ปรดี ีกลุ . (2558). การพัฒนารปู แบบการจัดการเรยี นรู๎โดยใช๎หลกั การสอนน๎อยเรียนมาก TLLM เป็นฐาน เพอ่ื สงํ เสรมิ ความสามารถในการใชภ๎ าษาอังกฤษเพอื่ การสอื่ สารในประชาคม ASEAN สาหรบั นกั ศึกษา ระดบั อดุ มศกึ ษา 1. รายงานสบื เนอื่ งจากการประชมุ สมั มนาวชิ าการนาเสนอผลงานวจิ ยั ระดับชาติ และนานาชาติ เครือขา่ ยบัณฑิตศกึ ษา ครั้งท่ี 15. นครสวรรค.์ สานักงานบณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค.์ Clark, J. L. D. (1972). Foreign language testing: Theory and practice. Philadelphia, PA: Center for Corriculum Development, Inc. Dhirawit Pinyonatthagarn. (2013).Globalization of English in ASEAN with Special Emphasis on Thailand, International Conference on Globalization and the Teaching of English Oct. 19 to 20. p. 1-7. Feden, P., &Vogell, R. (2003). Method of teaching–applying cognitive science to promote student learning. Boston, MA : McGraw Hill Jensen, E. (2004). Brain–Based Learning. CA : Brain Store Inc. Nolasco, R., & Arthur, L. (1987). Resource books for teachers: Conversation. Oxford: Oxford University Press. Noughton, J. (2007). Microsoft makes face book a club you don’t want to join. [ออนไลน๑]. แหลํงที่มา http://www.guardian.co.uk/business/. Sprenger, M. (1999).Learning and Memory: The Brain in Action. Virginia: Association for Supervision and Curriculum Development. Zull, J. (2002). The art of changing the brain: enriching the practice of teaching by exploring the biology of learning. Sterling, VA : Stylus Publishing. การประชุมทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความทา้ ทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 192
การเรียนรู้เฉพาะบุคคลและการกากบั ตนเองในการเรยี นรู้ Personalized Learning and Self-Regulated Learning ปณุ ยจ์ รีย์ จิโนรส1, เกรยี งไกร สจั จะหฤทัย2 1นักศึกษาปรชั ญาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าบรหิ ารการศกึ ษา วทิ ยาลยั บณั ฑติ ศกึ ษาด้านการจดั การ มหาวทิ ยาลัยศรปี ทุม E-mail: [email protected] 2อาจารยป์ ระจาหลักสตู รปรชั ญาดุษฎบี ัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา วทิ ยาลัยบณั ฑติ ศกึ ษา ด้านการจดั การ มหาวิทยาลัยศรปี ทมุ E-mail: [email protected] บทคดั ยอ่ ป๓จจุบันเทคโนโลยแี ละความรใ๎ู หมํ ได๎เกดิ ข้ึนและมกี ารเปลย่ี นแปลงอยาํ งรวดเร็ว ทาใหเ๎ กิดองคค๑ วามรใู๎ หมํ ตลอดเวลา การจัดการเรียนการสอนในรปู แบบที่ผู๎สอนถาํ ยทอดให๎ผเ๎ู รียนอยํางเดียวอาจจะไมเํ หมาะสมอกี ตํอไป ไมํ มีใครสามารถสอนความรท๎ู ่มี ีอยํูในโลกนีใ้ ห๎แกํเราได๎ทั้งหมด โรงเรียนจึงควรเตรียมผู๎เรียนให๎รู๎จักแสวงหาความรู๎ อยาํ งตอํ เนอ่ื งทนั ตอํ การเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยีและความรู๎ ผ๎ูเรียนควรเรียนร๎ูท่ีจะแสวงหาความร๎ูใหมํๆด๎วย ตนเอง การสอนใหผ๎ เู๎ รยี นไดเ๎ รยี นร๎วู ธิ ีเรยี นที่ถกู ต๎อง (Learn how to learn) จึงเป็นเรอื่ งที่จาเปน็ อยํางยิง่ ผู๎สอนควร ชวํ ยให๎ผู๎เรียนได๎พัฒนาศกั ยภาพในการเรียนรขู๎ องตนเองได๎อยาํ งเต็มศักยภาพ การศึกษาแนวคิดการเรียนร๎ูเฉพาะ บคุ คลและการกากบั ตนเองในการเรียนร๎ู ทาให๎ร๎ูถึงแนวทางการจัดการศึกษาที่จะชํวยพัฒนาผ๎ูเรียนได๎อยํางเต็ม ศักยภาพตามความถนัดของแตลํ ะบคุ คล ทาให๎ผู๎เรียนสามารถเรียนรู๎ด๎วยตนเองได๎ ซึ่งการศึกษาไทยในป๓จจุบันมี รปู แบบการเรียนการสอนทใี่ ห๎การศึกษาแบบเดียวกันทุกคน แตเํ น่อื งจากผเ๎ู รยี นแตํละคนมีความถนดั ทแ่ี ตกตํางกัน สํงผลใหผ๎ ลสมั ฤทธ์ิทางการศกึ ษามสี วํ นทขี่ ้นึ กบั ความสนใจของผเ๎ู รียน ดงั นนั้ การศึกษาเฉพาะบคุ คลจะชํวยใหผ๎ ๎เู รยี น ได๎เรียนในส่ิงที่เหมาะสมกับความถนัด ความต๎องการและความสนใจของผ๎ูเรียนแตํละคน ผ๎ูเรียนสามารถเลือก และเเสดงความคิดเห็นในการเรียนของตนเองวําอยากเรียนอะไร อยํางไร เมื่อไรและที่ไหน โดยผ๎ูสอนให๎ความ ยืดหยํุนและการสนบั สนุนใหเ๎ กิดประสทิ ธภิ าพสูงสุด และการกากบั ตนเองในการเรยี นรจู๎ ะชํวยใหก๎ ารเรียนร๎ูเฉพาะ บุคคลมีประสิทธภิ าพมากยิ่งขน้ึ จากการศึกษาสงั เคราะห๑แนวคิดการเรียนร๎ูเฉพาะบุคคล มีองค๑ประกอบท่ีสาคัญ ดังน้ี 1. เน้ือหาและการเรียนการสอนทีย่ ืดหยุนํ 2. การเรียนการสอนเฉพาะบุคคล 3. ผู๎เรียนเป็นหลัก 4. การเก็บ ข๎อมลู ผเ๎ู รยี นเฉพาะบุคคล จากการศกึ ษาแนวคิดการกากับตนเองในการเรยี นรู๎ มี 3 ข้นั ตอนดังนี้ 1. การวางแผน 2. การตรวจสอบควบคมุ ผลงาน 3. การสะทอ๎ นตนเอง ดงั น้ันผมู๎ สี วํ นเกยี่ วขอ๎ งกบั การศกึ ษาควรจะนาแนวคิดการเรียนร๎ู เฉพาะบคุ คลและการกากบั ตนเองในการเรียนร๎ูไปใชเ๎ พอื่ สงํ เสรมิ ใหผ๎ ูเ๎ รยี นได๎เรยี นรูอ๎ ยํางเตม็ ศกั ยภาพตามความถนัด ของตนเอง การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยคัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 193
คาสาคัญ: การเรียนรู้เฉพาะบุคคล, การกากับตนเองในการเรยี นรู้ ABSTRACT In an era that everything is rapidly changing, especially technology and knowledge, the way we used to learn in school is no longer suitable for children. Standardization is not good for our children due to the fact that children have different needs and ways in learning. Therefore, schools have to adapt to new ways of teaching in order to make children be able to survive effectively and efficiently in the future. Personalized learning and self-regulated learning can help. A study of personalized learning and self-regulated learning will provide us as educators the ways to develop students to their full potential in the field that they are interested in and also help students to be able to self-regulate their learnings. Nowadays, Thai education system emphasis on one-size-fill-all education system, which not take students’ needs and interests into consideration, so only few students have success in their life. In personalized learning, the need of each student will be met. Students can choose and have a say about their learning; Students can choose what, when, where, and how to learn. Teachers have to support and cooperate with students to set up their goals and the ways to reach the goals. From studying the concept of personalized learning, there are 4 important elements to consider in order to make personalized learning successful 1. Flexible contents and tools 2. Targeted instruction 3. Learner-centered 4. Data-driven decisions. Moreover, from studying self-regulated learning theory, there are 4 stages which are 1. Planning phase 2. Performance control 3. Self-reflection. Educators should bring the concept of personalized learning and self-regulated learning into practice. Hence, Learners can learn what they want effectively and efficiently. KEYWORDS: Personalized Learning, Self-Regulated Learning บทนา ในยุคป๓จจุบนั ท่ีเปน็ ยุคทใี่ ชค๎ วามรเู๎ ปน็ พืน้ ฐาน ความร๎แู ละเทคโนโลยีใหมเํ กิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นการ เรียนร๎ูในรูปแบบเดิมท่ีมงํุ เนน๎ ให๎ทุกคนเรียนในรปู แบบเดียวกัน แบบเดยี วใชไ๎ ดก๎ ับทกุ คนอาจจะไมํเหมาะสมอีก ตํอไป เพราะผู๎เรียนแตํละคนมีความถนัดหรือมีป๓ญญาที่ติดตัวมาแตํกาเนิดตํางกัน รวมทั้งลีลาการเรียนรู๎ ก็ ตํางกัน ดังนั้นจึงเป็นความท๎าทายตํอผ๎ูสอนเพื่อผ๎ูเรียนในการจัดการเรียนร๎ูโดยคานึงถึงความแตกตําง ของ ผ๎ูเรียนแตํละคน และจัดให๎การเรียนร๎ูสํวนหน่ึงเป็นการเรียนร๎ูเฉพาะตัว ( Personalized learning) วิจารณ๑ พานิช,(2555) การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คัดสรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 194
พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหํงชาติ พ.ศ.2542 แกไ๎ ขเพิ่มเตมิ (ฉบับที่2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับที่3) พ.ศ. 2553 ในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหํงชาติ, 2542)ได๎ กลาํ วไว๎วาํ การจัดการศกึ ษาตอ๎ งยดึ หลกั วําผเู๎ รียนทกุ คนมคี วามสามารถเรียนร๎ูและพัฒนาตนเองได๎ และถือวํา ผเ๎ู รียนมีความสาคัญทสี่ ุด กระบวนการจดั การศึกษาต๎องสงํ เสรมิ ให๎ผ๎เู รยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเต็ม ตามศกั ยภาพ และในมาตรา 24 การจดั การกระบวนการเรียนรู๎ต๎องจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให๎สอดคล๎อง กบั ความสนใจและความถนัดของผเ๎ู รียน ซงึ่ แนวคดิ การเรียนร๎ูเฉพาะบุคคลและการกากับตนเองในกา รเรียนร๎ู สามารถตอบโจทยก๑ ารจัดการศึกษาแบบนีไ้ ด๎ การศึกษาไทยในปจ๓ จบุ ันสวํ นใหญเํ ปน็ การศกึ ษาแบบอตุ สาหกรรม เป็นระบบที่มุํงเน๎นป๓้มเด็กออกมา พิมพ๑เดียวกัน ท้ังด๎านความรู๎และทักษะ เราเรียกร๎องวําต๎องการความสร๎างสรรค๑และนวัตกรรม แตํระบบท่ี ผเู๎ รียนได๎รับการสอนในรูปแบบเดยี วกัน ซ่ึงเหมาะกบั ผเ๎ู รียนทม่ี วี ธิ ีการเรยี นร๎ูหรอื ความสนใจบางประเภทเทาํ นนั้ ไมํกระตุน๎ ให๎เกดิ นวัตกรรม การจัดการเรยี นการสอนในป๓จจบุ ันยังไมํตอบสนองความต๎องการและความถนัดที่ แตกตาํ งของผเู๎ รยี นทกุ คน จงึ ควรมีการจดั การเรยี นการสอนทเ่ี หมาะสมเพอ่ื ตอบโจทยค๑ วามตาํ งของผเ๎ู รียน เนน๎ การเรียนร๎ทู ่ีสนับสนุนใหผ๎ ูเ๎ รยี นไดเ๎ รียนอยํางเต็มศกั ยภาพ การเรยี นรูเ๎ ฉพาะบคุ คล เป็นแนวโนม๎ ใหมํทางด๎านการศึกษาท่ีสนับสนุนแนวคิดการเรียนท่ีเน๎นผู๎เรียน เป็นสาคัญ (Student-Centered) และแนวคิดการเรยี นรูใ๎ นศตวรรษที่21 เมื่อผู๎เรียนสามารถเรียนรูใ๎ นแบบของ ตนเองและผูส๎ อนมีการจดั การเรียนการสอนทีห่ ลากหลาย จะชํวยใหผ๎ ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นร๎ขู องผูเ๎ รยี นเพมิ่ ขึ้น การเรยี นร๎เู ฉพาะบุคคลชํวยใหผ๎ เู๎ รียนไดเ๎ รียนรใู๎ นสิ่งทต่ี ๎องการ ไมํใชกํ ารเรียนรู๎ท่ีเหมือนกันทุกคน แตํเอาความ ต๎องการของผู๎เรยี นแตํละบุคคลเปน็ ทีต่ งั้ ผเ๎ู รยี นสามารถกาหนดวาํ ตอ๎ งการเรยี นอะไร อยาํ งไร เมอื่ ไหรํ ทไ่ี หนได๎ (How What When Where) การเรียนร๎ูเฉพาะบุคคล เน๎นการเรียนท่ีเน๎นผ๎ูเรียนเป็นสาคัญ การเรียนร๎ูนอก ห๎องเรียน และการมีสวํ นรํวมของผ๎ปู กครอง การกากบั ตนเองในการเรยี นรู๎ จะชวํ ยสงํ ผลใหผ๎ ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นดีข้ึน จงึ มีความสาคัญที่โรงเรียน ควรสํงเสริมให๎ผู๎เรียนได๎ปฏิบัติเพื่อปรับปรุง และพัฒนาตนเองอยํางตํอเนื่อง ผู๎สอนต๎องมีความเข๎าใจใน พฤติกรรมการกากับตนเองในการเรียนร๎ูและแนวทางการสํงเสริมพัฒนาพฤติกรรมการกากับตนเองในการ เรียนรูข๎ องผ๎เู รียนให๎ดียงิ่ ข้ึน ผเ๎ู ขียนจงึ มีความสนใจทจี่ ะศึกษาแนวคดิ การเรียนรเู๎ ฉพาะบคุ คลและแนวคดิ การกากบั ตนเองในการ เรยี นร๎ู เพ่ือเป็นแนวทางในการจัดการศกึ ษาทส่ี งํ เสรมิ ใหผ๎ เู๎ รยี นทกุ คนมีความสามารถเรียนรูแ๎ ละพฒั นาตนเองได๎ สอดคล๎องกบั ความสนใจและความถนดั ของผเู๎ รียนและเต็มตามศักยภาพของผเ๎ู รียน วัตถปุ ระสงค์ 1) เพอื่ ศึกษาแนวคิดการเรียนรเู๎ ฉพาะบคุ คล 2) เพือ่ ศกึ ษาแนวคิดการกากับตนเองในการเรียนรู๎ การประชุมทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ยั คัดสรรสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 195
นิยามศพั ท์ การเรยี นรเ๎ู ฉพาะบคุ คล หมายถงึ หมายถึง การเรียนท่ีเน๎นผู๎เรียนเปน็ สาคญั มกี ารออกแบบการเรยี นรู๎ ให๎เหมาะกับผู๎เรียนแตํละคน ท้ังในด๎านความถนัด ความสนใจของแตํละคน ความเร็วในการเรียนรู๎ วิธีการ เรยี นร๎ู มคี วามยืดหยุนํ ในการจัดการเรยี นการสอนใหเ๎ กิดการเรียนรทู๎ ีม่ ปี ระสิทธภิ าพ การกากบั ตนเองในการเรียนรู๎ หมายถงึ การเรียนรทู๎ ่ีผเู๎ รยี นมกี ารบงั คบั ตนเอง มีแรงจูงใจในการหา ความรแู๎ ละทกั ษะตาํ ง ๆ ตามเปาู หมายทีต่ ั้งไว๎ วิธดี าเนินการวจิ ัย การวจิ ยั ครง้ั นี้ เปน็ การวิจยั เชงิ เอกสาร (Documentary Research) มีวธิ ีดาเนินการวจิ ยั โดยการศึกษา และวเิ คราะห๑ขอ๎ มลู จากแนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวขอ๎ งกับการเรียนรเ๎ู ฉพาะบุคคลและการกากับตนเอง ในการเรียนร๎ู การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) การเรียนรเู๎ ฉพาะบุคคล ผเู๎ รยี นไดเ๎ รียนร๎ูในแบบทตี่ นเองเองตอ๎ งการ ดว๎ ยวธิ ีการทเ่ี หมาะสมกบั ตนเอง ไมจํ าเปน็ ตอ๎ งเรยี นเร่อื งเดียวกัน วธิ ีการเดยี วกันทงั้ หอ๎ งเรยี น การเรยี นรเู๎ ฉพาะบคุ คลจะชวํ ยให๎ผเู๎ รียนไดเ๎ รยี นร๎ู ทักษะและการแก๎ไขปญ๓ หาเปน็ สาคญั มากกวําการจาคาตอบหรอื ความรส๎ู าเรจ็ ทีไ่ ดร๎ บั จากผสู๎ อน มนี ักวิชาการได๎ ใหค๎ วามหมายของการเรยี นรเู๎ ฉพาะบุคคลไวด๎ งั นี้ Leadbeater กลาํ วไวว๎ าํ การเรียนรเ๎ู ฉพาะบคุ คล (Personalized Learning) หมายถึง การเรียนท่ีเน๎น ผ๎เู รียนเปน็ หวั ใจหลกั ของระบบการศึกษา (Leadbeater, 2008) Bates (2014) และ Williams (2013) กลําววํา การเรียนรู๎เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) หมายถึง การสร๎างระบบการศึกษาที่ตอบสนองความต๎องการที่หลากหลายของแตํละบุคคลมากกวําการจัด การศกึ ษารปู แบบเดียวใหก๎ บั ผู๎เรยี น (Bates, 2014; Williams, 2013) International Society for Technology in Education (ISTE) กลําววํา การเรียนรู๎เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) หมายถงึ การเรียนทอี่ อกแบบโดยเฉพาะให๎เหมาะกับความชอบและความสนใจของ ผเ๎ู รียนหลายแบบ รวมทัง้ ความเรว็ ในการเรียนการสอน (Johns, S. and Wolking M.) Personalized Learning Foundation กลําววํา การเรยี นรู๎เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) หมายถึง การเรยี นการสอนทค่ี วามเรว็ ในการเรียน วธิ ีการเรียนการสอน ปรบั ให๎เข๎ากับความต๎องการของผ๎เู รยี น แตํละคน วัตถุประสงค๑การเรียน วิธีการเรียนการสอน เน้ือหาและการจัดลาดับเน้ือหาปรับให๎เข๎ากับผ๎ูเรียน นอกจากน้ีกิจกรรมการเรยี นร๎มู ีความหมายและตรงกบั ความสนใจของผเ๎ู รียน (Hanover Research, 2012) การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพร่ผลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 196
International Association for K-12 Learning Online (iNACOL) กลําววํา การเรียนร๎ูเฉพาะ บุคคล (Personalized Learning) หมายถึง การเรียนรู๎ท่ีออกแบบให๎เหมาะกับความถนัด ความต๎องการและ ความสนใจของผู๎เรียนแตํละคน ผ๎ูเรียนสามารถเลือกและเเสดงความคิดเห็นในการเรียนของตนเองวําอยาก เรยี นอะไร อยาํ งไร เมื่อไรและที่ไหน โดยผู๎สอนให๎ความยืดหยํุนและการสนับสนุนให๎เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Friend, B., Patrick, S., Schneider, C., & Vander Ark, T., 2017) จากความหมายท่ีกลําวมาขา๎ งตน๎ ผเู๎ ขยี นสามารถสรุปได๎วาํ การเรยี นร๎ูเฉพาะบคุ คล หมายถึง การเรียน ท่ีเน๎นผู๎เรียนเปน็ สาคัญ มกี ารออกแบบการเรยี นรใู๎ ห๎เหมาะกบั ผ๎ูเรยี นแตํละคน ท้งั ในดา๎ นความถนดั ความสนใจ ของแตํละคน ความเร็วในการเรียนรู๎ วิธีการเรยี นรู๎ มีความยืดหยํนุ ในการจดั การเรียนการสอนใหเ๎ กดิ การเรยี นร๎ู ท่ีมีประสทิ ธภิ าพ ในดา๎ นองค๑ประกอบทสี่ าคญั ของการเรียนร๎ูเฉพาะบุคคลนั้น ไดม๎ ีนักวิชาการได๎กาหนดองค๑ประกอบที่ สาคัญของการเรียนร๎เู ฉพาะบุคคลไว๎ดังนี้ Education Elements กลาํ วไวว๎ าํ องคป๑ ระกอบสาคญั 4 ประการของการเรียนร๎ูเฉพาะบุคคลมีดังนี้ (Johns, S. and Wolking M.) 1. เน้อื หาและการเรียนการสอนทย่ี ดื หยํุน )Flexible content and tools ( o การจัดการเรียนการสอนทีม่ คี วามแตกตํางในทางเลือก ความเรว็ และการวดั การเรยี นร๎ู 2. การเรยี นการสอนเฉพาะบคุ คล )Targeted Instruction ( o การเรียนการสอนต๎องสอดคล๎องกับความตอ๎ งการและเปาู หมายการเรยี นรู๎ของผ๎เู รียนแตลํ ะคน o สรา๎ งสภาพแวดลอ๎ มในหอ๎ งเรยี นใหผ๎ ู๎เรียนทกุ คนไดเ๎ รียนตามความตอ๎ งการเฉพาะบุคคล 3. การประเมนิ ตนเองของผเ๎ู รยี นและความเปน็ เจ๎าของ )Student Reflection and Ownership( o การประเมินตนเองของผ๎ูเรียนอยํางตํอเนื่องชํวยทาให๎เกิดการเรียนรู๎ด๎วยตนเอง และความเป็น เจ๎าของการเรยี นร๎ูของตนเอง o ผู๎เรียนมีโอกาสในการประเมินตนเองในสิ่งท่ีได๎เรียนและความสาเร็จในการเรียน ผู๎เรียนสร๎าง เปาู หมายเพอื่ พัฒนาผลการเรยี นรแ๎ู ละมีโอกาสเลอื กการเรียนในแบบทอี่ ยากได๎ 4. การตัดสนิ ใจทอี่ าศัยขอ๎ มลู เป็นหลกั )Data Driven Decisions( o การเกบ็ ขอ๎ มลู เปน็ ประจาชวํ ยให๎การตัดสนิ ใจในการจัดการเรียนการสอนและการจดั กลํุมการเรยี น ดขี ้ึน o ผู๎เรยี นสามารถดขู อ๎ มลู ของตนเองไดแ๎ ละนาขอ๎ มลู ไปตัดสนิ ใจในการเรยี นของตนเอง Personalized Learning Foundation กลําวไว๎วํา องค๑ประกอบสาคัญ 8 ประการของการเรียนร๎ู เฉพาะบุคคลมดี ังนี้ (Hanover Research, 2012) 1. การมีสํวนรํวมของผปู๎ กครอง 2. หอ๎ งเรียนขนาดเลก็ 3. ผส๎ู อนกบั ผเ๎ู รยี นมีปฏสิ ัมพนั ธ๑แบบตวั ตอํ ตวั 4. ใหค๎ วามสาคัญกบั ความแตกตํางของลีลาการเรยี นรู๎ การประชมุ ทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศึกษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอุดมศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 197
5. การมีสวํ นรวํ มของผ๎ูเรียนในการออกแบบการเรียนร๎ู 6. เขา๎ ถึงเทคโนโลยี 7. สภาพแวดล๎อมทางการเรยี นทหี่ ลากหลาย 8. การอบรมพัฒนาผ๎ูสอนและผป๎ู กครอง ASCD กลาํ วไว๎วํา องคป๑ ระกอบสาคัญ 5 ประการของการเรยี นรูเ๎ ฉพาะบุคคลมดี งั น้ี (Wolf, 2010) 1. ยดื หยุํน สามารถเรียนร๎ูทีไ่ หน เวลาใดก็ได๎ 2. นิยามความหมายของหน๎าท่ผี ๎สู อนใหมํ เพม่ิ ขอบเขตหน๎าที่ของผ๎เู รยี น 3. การเรียนร๎ูโดยใช๎โครงการเป็นฐาน )Project-based) และการเรียนร๎ูอยํางแท๎จริง (Authentic Learning( 4. เสน๎ ทางการเรียนรู๎ที่เน๎นผ๎ูเรยี นเป็นหลกั )Student-driven learning path( 5. ก า ร เ รี ย น รู๎ ) ควา ม เ ร็ ว /ค วา ม ก๎ า วห น๎ า ต า ม ส ม ร ร ถน ะ /Mastery /competency-based progression/pace( Association of Personalized Learning Schools and Services (APLUS+) กลําวไว๎วํา องคป๑ ระกอบสาคัญ 5 ประการของการเรียนร๎เู ฉพาะบคุ คลมดี งั นี้ (Hanover Research, 2012) 1. ให๎ความสาคัญกับความต๎องการของผ๎เู รียนเปน็ อนั ดบั แรก 2. ออกแบบแผนการเรยี นให๎เหมาะกบั ผ๎เู รยี นแตํละคน 3. สนับสนนุ ให๎ผ๎ูเรยี นดึงศักยภาพไดอ๎ ยํางเตม็ ที่ 4. ยืดหยนุํ ในการเรยี น )How, what, when, where( 5. สนับสนุนการมีสํวนรวํ มของผปู๎ กครองในการเรียนของผเ๎ู รยี น William (2013) กลําวไวว๎ ํา องคป๑ ระกอบสาคญั 6 ประการของการเรียนร๎เู ฉพาะบุคคลมดี งั นี้ 1. ความเชือ่ และพลงั อานาจในตวั ตน) Locus of Control( o การเรียนทเี่ น๎นผเ๎ู รยี นเปน็ สาคญั จะไมสํ าเร็จถา๎ ปราศจากการเปลี่ยนแปลงเพ่ือให๎ผู๎เรียนมีสํวนใน การเปน็ เจ๎าของการเรยี นรู๎ของตนเอง 2. รูจ๎ ักผเู๎ รยี นในฐานะผเู๎ รยี น )Knowing students as learners( o การเรียนรเ๎ู ฉพาะบคุ คล ผ๎ูสอนต๎องรู๎ความสาเร็จและความกา๎ วหน๎าของผู๎เรียนแตํละคน 3. การมีสวํ นรวํ มของผ๎ูเรียน )Student Engagement( o เชื่อมโยงการเรียนรู๎ของผู๎เรียนเข๎ากับชีวิตและความทะเยอทะยานของผู๎เรียนผํานกิจกรรมท่ีมี จดุ มํงุ หมายและสรา๎ งแรงจงู ใจผ๎เู รียนในการหาความรู๎และทกั ษะใหมํ 4. ความรํวมมือ )Collaboration( o สร๎างสภาพแวดล๎อมในการเรียนร๎ูให๎ผ๎ูเรียนเป็นตัวเองในฐานะผู๎มีสํวนรํวมและผู๎สนับสนุนใน กระบวนการเรยี นร๎ู 5. การใช๎ICTอยาํ งมีประสิทธิผล)Effective use of ICT( การประชมุ ทางวชิ าการ และเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยคดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ระดับชาติ : ความท้าทายการจดั การศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 198
o เทคโนโลยที าใหก๎ ารเรยี นรู๎สามารถเกดิ ข้นึ ไดท๎ กุ ท่ี ทกุ เวลา กับทกุ คน โรงเรียนจงึ ตอ๎ งมีเทคโนโลยี เพือ่ สนับสนุนการเรยี นรเ๎ู ฉพาะบคุ คล o เทคโนโลยชี วํ ยใหส๎ ามารถสรา๎ งกิจกรรมการเรยี นร๎แู ละแหลํงเรียนร๎ูให๎เหมาะกับผเ๎ู รียนแตํละคนได๎ 6. วฒั นธรรมในห๎องเรียน)Classroom Culture( o ความสัมพนั ธ๑ของผูส๎ อนกับผูเ๎ รยี นมคี วามสาคัญมากที่จะทาใหเ๎ กิดการเรียนร๎ูเฉพาะบุคคล ผู๎สอน ตอ๎ งร๎ูความสนใจ ลลี าการเรียนรู๎และความพร๎อมในการเรียนของผ๎เู รียนแตลํ ะคน เพอ่ื จดั การเรียน การสอนท่ีเหมาะสม o ห๎องเรยี นขนาดใหญจํ ะมีความท๎าทายในการจดั การเรยี นแบบเฉพาะบคุ คล แตํเทคโนโลยีสามารถ ชํวยได๎ จากการศึกษางานวิจัยและตาราทางวิชาการของตํางประเทศโดยผ๎ูเขียนได๎นามาสังเคราะห๑แน วคิด ขา๎ งต๎น ไดอ๎ งค๑ประกอบการเรียนร๎ูเฉพาะบุคคลตามตารางสังเคราะหด๑ งั น้ี ตารางท1่ี .1 ตารางสังเคราะห๑องคป๑ ระกอบการเรียนรู๎เฉพาะบคุ คล องค์ประกอบการ Education Personalized ASCD APLUS+ William ความถ่ี เรยี นรเู้ ฉพาะบุคคล Elements Learning Foundation เนอ้ื หาและการเรยี น 3 การสอนที่ยดื หยํนุ การเรียนการสอน 5 เฉพาะบคุ คล 2 การประเมนิ ตนเอง ของผเู๎ รยี นและความ 2 เปน็ เจ๎าของ การมสี วํ นรํวมของ ผ๎เู รยี น ความสัมพันธ๑ทดี่ ขี อง 2 ผเ๎ู รยี นกบั ผเู๎ รยี น การใชเ๎ ทคโนโลยี 2 การมสี วํ นรวํ มของ 2 ผป๎ู กครอง เน๎นผเ๎ู รยี นเปน็ หลกั 4 กจิ กรรมการเรยี นรทู๎ ่ี 1 หลากหลาย การประชุมทางวิชาการ และเผยแพรผ่ ลงานวิจยั คดั สรรสาขาวชิ าศึกษาศาสตรร์ ะดับชาติ : ความท้าทายการจัดการศกึ ษาไทยยคุ 4.0ประจาปี 2560 สมาคมสถาบันอดุ มศกึ ษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) หนา้ 199
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 715
Pages: