Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

47 ควรมีการปองกันการตัดไม ทําลาย และเผาปา ไมควรมี http://wrcmislab.eng.kps.ku.ac.th/dams/Srinak กจิ กรรมใดๆ ทีจ่ ะรบกวนวงชีวิตตามธรรมชาติของปา ท้ัง arin%20dam1.html. การปลูกปา การสรา งฝาย การขดุ รอ งน้ํา ทง้ั น้กี ารฟนฟูปา ประเสริฐ อนิ ทบั ม.ม.ป. โรงไฟฟา พลงั น้ําเข่อื นศรีนครนิ ทร อาจทําไดโดยการนําพืชหายากบางชนิดมาขยายพันธุโดย ศูนยเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เข่ือนศรีนครนิ ทร เขา ถึง การเพาะเมล็ด ปกชํา หรือเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือใน เมอื่ วนั ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562 จาก หองปฏิบัติการ แลวนํากลับเขาไปปลูกในพ้ืนท่ีซ่ึงคณะ http://snr.egat.com/index.php/2016-01-06-02- สํารวจกําลังดําเนินการ แมวาจะประสบผลสําเร็จไมมาก 25-10. นัก แตก็อาจเปนสวนหนึ่งที่ชวยฟนฟูจํานวนประชากรพืช หายากบางชนดิ ปองกันการสูญพันธุไ ปจากพ้ืนท่ีได ปาไม, กรม. ม.ม.ป. สาํ นักงานความหลากหลายทาง ชวี ภาพดา นปาไม. เขาถึงเม่อื วันท่ี 15 กนั ยายน พ.ศ. กติ ตกิ รรมประกาศ 2562 จาก http://biodiversity.forest.go.th/index. php?option=com_dofplant&view=showone&id โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการ =1400. อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) การ โพสตทูเดย. 2557. กาญจนแลง จดั เกิดไฟปา หลายอําเภอ. ไฟฟาฝายผลติ และมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล ขอขอบคุณ แผนที่ วนั ที่ 5 มนี าคม พ.ศ. 2557 เขาถงึ เมอื่ วนั ที่ 15 เสนทางสาํ รวจ โดยคณุ ภาคภมู ิ สดายุรัตน ผูชวยเลขานุการ กนั ยายน พ.ศ. 2562 จาก https://www.posttoday. คณะทํางานประสานงาน โครงการ อพ.สธ. – การไฟฟา ฝาย com/social/local/281779. ผลิตแหงประเทศไทย ผศ.เกษม กุลประดิษฐ คณะ สงิ่ แวดลอมและทรัพยากรศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล และ มโนชญ บุณยานันต. 2554. การสงเสริมการมีสวนรวมของ คุณสมบัติ ศรีวรรณงาม ภาควิชาพฤกษศาสตร คณะ ชุมชนในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ.แบบบูรณา วิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ขอขอบคุณ คุณวิรัช ปาน การ จังหวัดกาญจนบุรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ เจริญ สําหรับภาพถาย และขอขอบคุณนักศึกษา และ และสิง่ แวดลอ ม, กาญจนบุร.ี 146 หนา . ผูชวยวิจัยทุกคนที่รวมคณะสํารวจในป พ.ศ. 2552 และ 2562 ยอดหญิง สอนสุภาพ และสมุ าลี ทองดอนแอ. 2560. พืช อนรุ ักษต ามพระราชบัญญัติพันธุพ ชื พ.ศ. 2518 ฉบับ เอกสารอา งอิง ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560 พมิ พค รง้ั ที่ 1. กลุมวิจยั อนสุ ญั ญา การทอ งเที่ยวและกฬี า, กระทรวง. 2562. อุทยานแหง ชาติ ไซเตสดานพืช สาํ นกั คมุ ครองพนั ธพชื กรมวิชาการ เกษตร, กรงุ เทพฯ. เข่ือนศรนี ครนิ ทร. เขาถึงเม่อื วนั ท่ี 15 กนั ยายน พ.ศ. 2562 จาก https://thailandtourismdirectory.go. ราชันย ภมู า. 2551. พืชหายากของประเทศไทย. th/th/info/attraction/detail/itemid/1330. สํานักงานหอพรรณไม, สํานกั วจิ ัยการอนรุ กั ษป า ไม ธวัชชัย สันติสุข. 2548. พืชถ่ินเดียวและพืชหายากของ และพนั ธพุ ชื กรมอทุ ยานแหงชาติ สัตวป า และพันธุ ประเทศไทย. โครงการบริหารจัดการความหลากหลาย พชื . กรงุ เทพฯ. 221 หนา. ทางชีวภาพ ดานปาไมและสตั วป าแบบบรู ณาการ เพื่อ การอนุรักษและพัฒนาการใชประโยชนอยางยั่งยืน. ศศิน เฉลมิ ลาภ และวรรโณบล ควรอาจ. 2543. รายงาน กรมอุทยานแหงชาติสัตวปาและพันธุพืช. กรงเทพฯ. ฉบบั สมบรู ณ การสรปุ สถานการณค วามหลากหลาย 179 หนา. ทางชวี ภาพระบบนิเวศปาไมป ระเทศไทย เน่อื งในป ณัชชารีย วทิ ติ กีรติ และจารวุ รรณ สิงหส งู . ม.ม.ป. เขือ่ นศรี สากลแหงความหลากหลายทางชีวภาพ (2010). มูลนิธิ นครนิ ทร การไฟฟา ฝายผลิตแหงประเทศไทย เขาถึง สบื นาคะเสถียร, กรงุ เทพ. 107 หนา . เมอ่ื วันท่ี 15 กันยายน พ.ศ. 2562 จาก วทิ ยุโทรทศั นไทยทีวีสชี อ ง 3, สถาน.ี 2562. ไฟไหมบ นเขา ที่ อ.ศรสี วสั ด์ิ คล่ีคลายแลว คาดฝมอื มนุษย. วนั ท่ี 19 กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. 2562 เขาถึงเมือ่ วันท่ี 15 กนั ยายน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

48 พ.ศ. 2562 จาก http://news.ch3thailand.com/ and Cambridge, UK: IUCN. Available at www.iucn local/88338. redlist.org/technical-documents/categories-and- แสงจนั ทร มานอย. 2556. การดําเนนิ งานของประเทศไทย criteria ในการเขา รว มเปนภาคสี มาชิกภายใตอ นสุ ัญญา “ไซ IUCN Standards and Petitions Subcommittee. 2014. เตส” บทความวิชาการ ปท ่ี 3 ฉบบั ท่ี 21. สาํ นกั Guidelines for Using the IUCN Red List Categories วิชาการ สาํ นักงานเลขาธิการวุฒิสภา, กรุงเทพฯ and Criteria. Version 11. Prepared by the ทรัพยากรธรณีเขต 3 (ปทมุ ธาน)ี , สาํ นักงาน, กรม Standards and Petitions Subcommittee. ทรัพยากรธรณี. 2557. การสาํ รวจและประเมินแหลง Downloadable from www.iucnredlist.org/docu ธรณีวทิ ยา จังหวดั กาญจนบุรี รายงานวชิ าการ สทข.3 ments/RedListGuidelines.pdf. (ปทมุ ธาน)ี 1/2557. ปทุมธาน.ี 11 หนา . IUCN Standards and Petitions Committee. 2019. อทุ ยานแหงชาติ สัตวปา และพนั ธุพชื , กรม. 2560. เรง ดบั Guidelines for Using the IUCN Red List ไฟปา กาญจนบุรี คาดเหตุจากชาวบานจดุ หาของปา . Categories and Criteria. Version 14. Prepared วันท่ี 9 กุมภาพนั ธ พ.ศ. 2560 เขาถึงเมอ่ื วันท่ี 15 by the Standards and Petitions Committee. กันยายน พ.ศ. 2562 จาก Downloadable from http://www.iucnredlist. https://www.facebook.com/DNP org/documents/RedListGuidelines.pdf. 1362/posts/1747005575614343/. Kurzweil, H. (2009). The genus Habenaria อุทยานแหง ชาติ สตั วป า และพันธุพืช, กรม. ม.ม.ป. อุทยาน (Orchidaceae) in Thailand. Thai Forest Bulletin แหง ชาต:ิ อุทยานแหงชาติเขื่อนศรนี ครนิ ทร. เขา ถึงเม่ือ (Botany), Special Issue: 7–105. วนั ที่ 15 กนั ยายน พ.ศ. 2562 จาก http://chm- Phokhama B, Wongsuwana P, Picheansoonthon C. thai.onep.go.th/chm/data_province/kanchanab 2013. Three New Species of Kaempferia uri/Nationpark.html. (Zingiberaceae) from Thailand and Laos. J. Boyce, P. C., Sookchaloem, D., Hetterscheid, W. L. Japan. Bot. 88: 297-308. A., Gusman, G., Jacobsen, N., Idei, T., Du, N. V. Puglisi, C., Middleton, D. J. 2017. A revision of 2012. Araceae. Flora of Thailand 11 (2): 1-221. Dorcoceras (Gesneriaceae) in Thailand. Thai Chamchumroon, V., Suphuntee, N., Tetsana, N., Forest Bulletin, Botany 45(1): 10–17. Poopath, M. and Tanikkool, S. 2017. Threatened Royal Botanic Gardens, Kew. 2019. Plants of the plants in Thailand. Bangkok: Department of World Online. Retreived 15 September 2019 National Parks, Wildlife and Plant Conservation. from http://www.plantsoftheworldonline.org/. Harwood, B. 2015. Homalium grandiflorum Benth. Thaithong, O., Kidyoo, A. and Kidyoo, M. 2018. Salicaceae. Flora of Thailand 13(1): 44-45. Handbook of Asclepiads of Thailand. Amarin IUCN. 1994. IUCN Red List Criteria: versions 2.3. IUCN Printing and Publishing, Bangkok, 326 pp. Species Survival Commission. IUCN, Gland, Traiperm, P. and Staples, G. W. 2014. A New Endemic Switzerland. Thai Species of Argyreia (Convolvulaceae). IUCN. 2001. IUCN Red List Categories and Criteria: Phytotaxa 164 (4): 281–285. Version 3.1. IUCN Species Survival Commission. Santisuk T., Chayamarit K., Pooma R. and Suddee IUCN, Gland, Switzerland and Cambridge, U.K. S. 2006. Thailand Red Data: Plants. Office of IUCN. 2012. IUCN Red List Categories and Criteria: Natural Resource and Environmental Policy Version 3.1. Second edition. Gland, Switzerland and Planning, Bangkok, Thailand. 256 p. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

49 Swangpol, S. C., Traiperm, P., Somana, J., Walter, K. S. and Gillett, H. J., eds. (1998). 1997 Sukkaewmanee, N., Srisanga, P. and Suksathan, IUCN red list of threatened plants. Gland, P. 2015. Musa nanensis, a New Banana Switzerland: International Union for (Musaceae) Species from Northern Thailand. Conservation of Nature and Natural Resources Systematic Botany. 40(2): 426-432. Species Survival Commission. van Do, T., Neinhuis, C. and Wanke, S. 2014. New synonyms of Aristolochia cambodiana Pierre ex Lecomte (Aristolochiaceae) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

5 ตารางที่ 1 ชนดิ พชื ทม่ี สี ถานะถูกคุกคามในระดบั ตา งๆ ทส่ี ํารวจพบในพ้นื ท่ปี กปกพันธกุ รรมพชื โค ราชกุมารี เขอ่ื นศรีนครินทร จงั หวดั กาญจนบรุ ี ในป พ.ศ. 2552 และสถานะใน ป พ.ศ. 2562 ลําดบั กลุม ชอื่ ไทย ช่ือวทิ ยาศาสตร ท่ี พชื 1 Cycas siamensis Miq. 1 G มะพราวเตา Amorphophallus maxwellii Hett. Habenaria hosseusii Schltr. 2 M บุกแมก็ ซเวลล Iphegenia indica (L.) A.Grey ex Kunth Kaempferia udonensis Picheans. & Phokham 3 M อั้วคางยาว Acalypha pleiogyne Airy Shaw Argyreia suddeeana Traiperm & Staples 4 M สัตฤาษี Aristolochia cambodiana Pierre ex Lecomte Bauhinia viridescens Desv. var. hirsuta K. Larsen & S. S. Larse 5 M เปราะหชู า ง Dorcoceras brunneum C. Puglisi Duplipetala hexagona (Kerr) Thiv) 6 E ขางปอยเอราวัณ Heterostemma siamicum Craib Homalium grandiflorum Benth. 7 E เครอื พสู ดุ ดี Jasminum siamense Craib Lysiphyllum winitii (Craib) de Wit 8 E กระเชาปากเปด Paraboea brunnescens B. L. Burtt Plectranthus albicalyx S. Suddee 9 E กาหลงเขา Schrebera swieteoides Roxb. Spondias bipinnata Airy Shaw & Forman 10 E จอกหนิ ตะนาวศรี 11 E โหมหดั 12 E เครือเขาขมนอ ย 13 E เปอยหนิ 14 E มะลวิ ลั ยเถา 15 E อรพิม 16 E ผกั กาดหนิ 17 E กะเพราหินปูน 18 E มะกอกดอน 19 E มะกกั 1 กลุมพชื ; G = Gymnosperm, M = Monocot, E = Eudicot; 2 สถานภาพ ไดแก sp. = ไมท ราบชนดิ , sp. n Thailand, (–) = Non Endemic to Thailand และสถานะการถกู คุกคามตามเกณฑก อน พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994 VU = Vulnerable, NT = Near Threatened, LC = Least Concern, n/a = ไมปรากฏขอมูล; 3 สํารวจ 2562 4 สถานะในบญั ชี CITES, C2 = ชนดิ พันธุท อี่ ยใู นบญั ชี 2, -C = ชนิดพันธุท ่ไี มอ ยใู นบญั ชี CITE , กรม ม.ม.ป., ย&ส = ยอดหญิง สอนสุภาพ และสุมาลี ทองดอนแอ 2560, ร = ราชันย ภมู า 2551, B = Boyce การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส

50 ครงการอนรุ ักษพนั ธุกรรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรม ชือ่ วงศ สถานภาพ สาํ รวจ สถานภาพ 25622 CITES4 เอกสารอา งองิ 5 25522 25623 Cycadaceae ย&ส, C, Po, T Araceae –VU D2 3.1  –VU C2 ย&ส, B, Po, S Orchidaceae – ย&ส, K, Po, S Colchicaceae –  +R -C ป, ย&ส, ร, C, Po, S Zingiberaceae –RT Euphorbiaceae sp.  –VU C2 P Convolvulaceae ย&ส, C, Po, S Aristolochiaceae +(SWT)R  – -C en Fabaceae sp. T&S Gesneriaceae +VU6  sp. nov. + n/a ร, C, Po, S, T, V Gentianaceae ย&ส, C, Po, S Apocynaceae +(SWT)R  +R -C Salicaceae Po, P&M, S Oleaceae –  sp. nov. + n/a ย&ส, ร, C, Po, S Fabaceae +R ย&ส, C, Po, S Gesneriaceae –  –RT6 -C ย&ส, C, H, Po, R, S Lamiaceae +VU7 ย&ส, C, Po, S Oleaceae +  +R -C ย&ส, C, Po, S Anacardiaceae – ย&ส, C, Po, S +(SWT)VU  +EN B1 a b(iii) -C ย&ส, ร, C, Po, S +R ย&ส, C, Po, S –R  +VU -C ย&ส, C, Po, S +  +R -C  –VU7 -C  +LC -C  +NT -C  +VU -C  +R -C  –R -C  +R -C nov. = ตพี มิ พช ื่อชนิดใหม, Endemicity; (+) = Endemic to Thailand, +(SWT) = Endemic to Southwest 4); R = Rare (Global), RT = Rare (Thailand) และตามเกณฑ IUCN version 3.1-2001; EN = Endangered, ไดแก พบในการสํารวจป พ.ศ. 2552 และ 2562,  พบในการสาํ รวจป พ.ศ. 2552 แตไ มพ บในป พ.ศ. 2562; ES, n/a = ชนิดพันธุทเี่ พิง่ ถูกคน พบ ยังไมม ีสถานะในบญั ชี CITES; 5 เอกสารอา งอิง ป = ปาไม et al. 2012, C = Chamchumroon et al 2017, H = Harwood 2015, K = Kurzweil 2009, P = Phokhama สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

5 et al. 2013, Po = Pooma et al 2005, P&M = Pulglisi & Middleton, 2017, R = RBG Kew, 2019, S = Sant รายงานสถานภาพในชอ่ื Aristolochia kerrii Craib ซึง่ เปนชอ่ื พอง; 7 รายงานสถานภาพในช่อื Homalium glabrifo การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส

51 tisuk et al 2006, T = Thaithong et al 2018, T&S = Traiperm & Staples 2014, V = van Do et al 2014; 6 olium E. T. Geddes ซ่งึ เปนชอ่ื พอ ง สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

52 กข คง จฉ ชซ ภาพท่ี 2 พืชทม่ี ีสถานะถูกคุกคามที่พบในพื้นท่ีปกปกพนั ธกุ รรมพชื โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนือ่ งมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เขื่อนศรีนครินทร จังหวัดกาญจนบุรี ในการสํารวจ พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2562 ก. มะพราวเตา (Cycas siamensis) ข. สตั ฤาษี (Iphegenia indica) ค. เปราะหูชา ง (Kaempferia udonensis) ง. ขางปอยเอราวณั (Acalypha pleiogyne) จ. เครือพสู ุดดี (Argyreia suddeeana) ฉ. กาหลงเขา (Bauhinia viridescens var. hirsuta) ช. จอกหินตะนาวศรี (Dorcoceras brunneum) ซ. โหมหัด (Duplipetala hexagona) ภาพถา ยโดย สาโรจน รจุ สิ รรคสกลุ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

53 ฌญ ฎฏ ฐฑ ฒณ ภาพท่ี (ตอ ) พชื ท่ีมีสถานะถกู คุกคามท่พี บในพื้นท่ปี กปกพันธกุ รรมพชื โครงการอนุรกั ษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เขื่อนศรีนครินทร จงั หวัดกาญจนบุรี ในการสํารวจ พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2562 ฌ. อ้ัวคางยาว (Habenaria hosseusii) ญ. เครอื เขาขมนอ ย (Heterostemma siamicum) ฎ. เปอยหิน Homalium grandiflorum ฏ. มะลิวัลย เถา (Jasminum siamense) ฐ. ผักกาดหนิ (Paraboea brunnescens) ฑ. อรพมิ (Lysiphyllum winitii) ฒ. มะกอกดอน (Schrebera swieteoides) ณ. มะกกั (Spondias bipinnata) ภาพถายโดย สาโรจน รจุ ิสรรคสกุล ยกเวน ฌ. ฎ.และ ณ. โดย วิรชั ปาน เจริญ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

54 พรรณไมน้ําบรเิ วณตาํ บลบางปะหนั อําเภอบางปะหนั จังหวดั พระนครศรีอยุธยา และแนวทางการใชประโยชน AQUATIC PLANTS IN BANG PAHAN, BANG PAHAN DISTRICT, PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE AND GUIDELINES FOR THEIR APPLICATION ณฐั กิตทิ์ โตออ น Natthakitt To-orn คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภูมิ ศูนยห นั ตรา อําเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา 13000 Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Huntra Centre, Phra Nakhon Si Ayutthaya 13000 บทคัดยอ ศึกษาความหลากหลายของพรรณไมน้ําบริเวณตาํ บลบางปะหนั อาํ เภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา พบพรรณไม นา้ํ ท้ังส้ิน 12 วงศ 16 ชนิด จําแนกออกเปนพืชลอยน้ํา 2 ชนิด พืชโผลเหนือน้ํา 1 ชนิด และพืชชายนํ้าและพืชขึ้นในที่ช้ืน 13 ชนิด พืชลอยนาํ้ กลุมผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) พบตลอดลําน้ํา สวนพืชชายนํ้าและพืชขน้ึ ใน ที่ช้ืนท่ีพบตลอดลํานํ้าไดแก ลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) โสน (Sesbania javanica Miq.) กางปลา (Bridelia affinis Craib) เอื้องเพ็ดมา (Polygonum tomentosum Willd.) หญาขน (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) ตี น ตุ ก แ ก ( Tridax procumbens L.) ผั ก เ ป ด น้ํ า ( Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ม ะ ก อ ก นํ้ า (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) กะทกรก (Passiflora foetida L.) การจําแนกพรรณไมน้ําออกตามลักษณะการใช ประโยชนพบกลุมที่สามารถใชเปนอาหารของมนษุ ย 3 ชนดิ กลมุ ท่ีสามารถใชเปน ยาสมุนไพรรกั ษาโรค 9 ชนดิ กลุมพันธุ ไมนํ้าประดับ 1 ชนดิ กลุมพชื อาหารสตั ว 1 ชนิด และกลมุ วชั พชื 3 ชนดิ Abstract The species diversity of aquatic plants in Bang Pahan, Amphoe Bang Pahan, Phra Nakhon Si Ayutthaya province was studied. Sixteen species of 12 families were found including 2 species of floating plants, 1 species of emerged plants and 13 species of marginal plants. Common water hyacinth (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) was the widely distributed floating plants in the canal. The widely distributed marginal plants were aquatic Job's tears (Coix aquatica Roxb.) sesbania (Sesbania javanica Miq.) kang pla (Bridelia affinis Craib) knotweed (Polygonum tomentosum Willd.) paragrass (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) wild daisy (Tridax procumbens L.) alligator weed (Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ma kok nam (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) wild maracuja (Passiflora foetida L.). Aquatic plants that used for food, medicine, decoration, forage crop and weed were 3, 9, 1, 1 and 3 species, respectively. คาํ สาํ คัญ: พรรณพชื น้าํ , ตําบลบางปะหนั , อําเภอบางปะหัน, จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา Keywords: aquatic plants, Bang Pahan, Bang Pahan district, Phra Nakhon Si Ayutthaya province การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

55 ตดิ ตอ นักวจิ ัย: ณัฐกติ ทิ์ โตออน (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Natthakitt To-orn (E-mail: [email protected]) บทนาํ ตน เปนแหลงวางไขและอนุบาลตัวออนของสัตวนํ้า พรรณไมนํ้า (aquatic plants) มีบทบาทสําคัญตอ พรรณไมนํ้าหลายชนิดใชเปนอาหารของมนุษยและ แหลงนํ้าในหลายดานเปนอาหารของสัตวนํ้า เปนท่ี สัตวเชน บวั ผกั บุง ผักกระเฉด พรรณไมน้ําชวยดดู หลบภัยของสัตวนํ้าพวกลูกปลา กบ เขียด เตา เปน ที่ไหลผา นพืน้ ที่บรเิ วณน้ีไดแ ก แมนาํ้ ลพบรุ ีและคลอง ซึมแรธาตุท่ีละลายในนํ้าและเพ่ิมปริมาณออกซิเจน เกาะเล่ิงซึ่งเปนลําคลองท่ีไหลผานตําบลบางปะหัน ใหกับแหลงนํ้า และยังสามารถใชบงชี้ความอุดม และตําบลบางเดื่อ (ภาพที่ 1) โดยกําหนดจุดเก็บ สมบูรณของแหลงนํ้าและบงชี้สภาวะมลพิษทางนํ้า ตัวอยางออกเปน 4 สถานี ประกอบดวยสถานีท่ี 1 (สุชาดา ศรีเพ็ญ, 2530; ยุพา วรยศ, 2544; สุญาณี บริเวณสะพานขามแมน้ําลพบรุ ีเกาะพงษเ พชร ตาํ บล เ ว ส ส บุ ต ร , 2543; พ ง ศ เ ช ฏ ฐ พิ ชิ ต กุ ล , 2557) โพธิ์สามตน (14°25'40.4508\"N 100°33'20.7894\"E) การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณ สถานีท่ี 2 คลองเกาะเล่ิงบริเวณประตูระบายน้ําวัด ตําบลบางปะหัน อําเภอบางปะหัน จังหวัด พระงาม ตําบลบางปะหัน (14°26'12.3648\"N พระนครศรีอยุธยา ซ่ึงเปนพ้ืนท่ีโครงการอนุรักษ 100°33'43.041\"E) สถานีท่ี 3 คลองเกาะเลิ่งบริเวณ พนั ธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ จะทําให สะพานบางปะหันวัดเกาะเล่ิง ตําบลบางปะหัน ทราบขอมูลพ้ืนฐานทรัพยากรชีวภาพภายในพ้ืนที่ (14°26'33.666\"N 100°33'58.7124\"E) และสถานีท่ี และเปนแนวทางการจัดการเพ่ือการใชป ระโยชนจาก 4 คลองเกาะเล่ิงบรเิ วณหมบู า นไพพันธุ ตําบลบางปะ ทรัพยากรอยางคุมคาตอไป งานวิจัยน้ีเปนงานสนอง หัน (14°28'16.5972\"N 100°33'53.9994\"E) โดยทํา พระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน การเก็บตัวอยางและบันทึกชนิดของพรรณไมน้ํา เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ ในชวงเดอื นธนั วาคม 2561 ทําการจาํ แนกชนิดพรรณ ไมนํ้าตามเอกสารของ สุชาดา ศรีเพ็ญ (2530) อุปกรณและวธิ ีการ ประมุข ฤาแกวมา (2543) ยุพา วรยศ (2544) และ การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมน้ําในพ้ืนท่ี อรณุ ี รอดลอย และคณะ (2555) ตําบลบางปะหัน อําเภอบางปะหัน จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ดาํ เนินการในบริเวณลํานํ้าสําคัญ ภาพท่ี 1 จุดสาํ รวจพรรณไมนํ้าบรเิ วณตําบลบางปะหนั อําเภอบางปะหนั จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

56 ผลการทดลองและวจิ ารณ Roxb.) โ ส น (Sesbania javanica Miq.) แ ล ะ ความหลากหลายของพรรณไมน้ําในพื้นที่ศึกษาพบ กางปลา (Bridelia affinis Craib) สวนพืชท่ีพบได ทั้งส้ิน 12 วงศ 16 ชนิด (ตารางท่ี 1) แบงออกตาม บอยตามลํานํ้าไดแกเอ้ืองเพ็ดมา (Polygonum ถิ่นท่ีอยูเปน 3 ประเภทไดแก พืชลอยน้ํา (2 ชนิด) tomentosum Willd.) ห ญ า ข น (Brachiaria พืชโผลเหนือนํ้า (1 ชนิด) และพืชชายน้ําและพืชข้ึน mutica (Forssk.) Stapf) ตี น ตุ ก แ ก (Tridax ในทช่ี ้ืน (13 ชนิด) คิดเปน 12.50, 6.25 และ 81.25% procumbens L.) ผั ก เ ป ด น้ํ า (Alternathera ตามลําดับ พืชลอยนํ้าพวกผักตบชวา (Eichornia philoxeroides (Mart.) Griseb.) ม ะ ก อ ก นํ้ า crassipes (Mart.) Solms.) พบมากตลอดลํานํ้าท้ัง (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) ก ะ ท ก ร ก ในคลองเกาะเลิ่งและแมน้ําลพบุรี ผักบุง (Ipomoea (Passiflora foetida L.) ความหลากหลายของชนิด aquatic Forssk.) พบเฉพาะสถานีท่ี 2 คลองเกาะ พรรณไมน้ําท่ีพบระหวางสถานีพบในชวง 9-12 ชนิด เลิ่งบริเวณประตรู ะบายนํา้ วัดพระงามและในสถานีที่ 3 คลองเกาะเล่ิงบรเิ วณสะพานบางปะหันวัดเกาะเลิ่ง ความแตกตางของชนิดพรรณไมน้ําที่พบระหวาง พืชโผลเหนือน้ําพบเพียง 1 ชนิดคือบัวเผื่อน (Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.)) สถานีข้ึนกับลักษณะสภาพทางกายภาพของบริเวณ พบเฉพาะสถานีที่ 3 คลองเกาะเลิ่งบริเวณสะพาน บางปะหันวัดเกาะเลิ่งซึ่งเปนบริเวณดานในติดริม ลํานํ้าและลักษณะภูมิประเทศ (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, คลองที่น้ําคอนขางน่ิง กลุมพืชชายนํ้าและพืชข้ึนในที่ ช้นื ท่พี บตลอดลาํ นา้ํ ไดแก ลําเอยี ก (Coix aquatica 2557) บริเวณคลองเกาะเล่ิงพบพรรณไมน ํ้าสวนมาก เปนพวกพืชชายน้ําและพืชขึ้นในที่ชื้น (6-10 ชนิด) ซ่ึงพืชกลุมน้ีจะพบข้ึนอยูตามบริเวณริมชายน้ําและ บนฝง ตารางท่ี 1 พรรณไมนา้ํ ท่พี บบริเวณตําบลบางปะหัน อาํ เภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา วงศ ช่ือวทิ ยาศาสตร ชือ่ สามญั สถานี 1234 พชื ลอยน้ํา (Floating plants)  1. CONVOLACEAE Ipomoea aquatica Forssk. ผักบงุ  ผักตบชวา 2. PONTEDERIACEAE Eichornia crassipes (Mart.) Solms.  บวั เผื่อน พืชโผลเ หนือนํ้า (Emerged plants)  เอ้ืองเพ็ดมา  3. NYMPHAEACEAE Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.) ลําเอยี ก   หญา ขน   พืชชายน้าํ และพืชขน้ึ ในท่ชี ืน้ (Marginal plants) ตนี ตุกแก  โสน 4. POLYGONACEAE Polygonum tomentosum Willd. โสนคางคก  ไมยราบยกั ษ  5. POACEAE Coix aquatica Roxb. บานไมรโู รยดอกขาว ผักเปดนํ้า  Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf   6. ASTERACEAE Tridax procumbens L. 7. FABACEAE Sesbania javanica Miq. Aeschynomene aspera L. 8. MIMOSACEAE Mimosa pigra L. 9. AMARANTHACEAE Gomphrena globosa L. Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

57 10. EUPHORBIACEAE Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC. ผักเปด แดง ผักเปด ไทย  11. ELAEOCARPACEAE Bridelia affinis Craib กางปลา  12.PASSIFLORACEAE Elaeocarpus hygrophilus Kurz มะกอกนา้ํ  Passiflora foetida L. กะทกรก   การจาํ แนกชนิดพรรณไมน ํา้ ออกตามการใชป ระโยชน javanica Miq.) แ ล ะ ม ะ ก อ ก น้ํ า (Elaeocarpus (ตารางท่ี 2) พบวาสวนใหญสามารถใชประโยชน hygrophilus Kurz) พืชจําพวกหญาจัดเปนพืช ทางดานยาสมุนไพรรักษาโรคมีมากถึง 9 ชนิด อาหารสัตวที่สําคัญของประชาชนในพ้ืนที่ เชน หญา (52.94%) รองลงมาคือเปนอาหารของประชาชน 3 ขน (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) เปนหญา ชนิด (17.65%) พันธุไมนํ้าประดับ 1 ชนิด (5.88%) อาหารสตั วท่นี าํ มาใชเ ล้ียงโค กระบอื เปนหญา ที่นยิ ม พืชอาหารสัตว 1 ชนิด (5.88%) และวัชพืช 3 ชนิด ปลูกเน่ืองจากมีคุณคาทางโภชนาการสูง สามารถ (17.65%) พันธไุ มนา้ํ บางชนิดสามารถใชประโยชนท ั้ง เติบโตไดดีทั้งพื้นท่ีดอนและชุมนํ้าและยังเปนหญาท่ี ในดานเปนยาสมุนไพรและอาหารเชน ผักบุง ใหผลผลิตตอไรสูง รวมถึงไมเปนหญาท่ีแพรกระจาย ( Ipomoea aquatica Forssk.) โ ส น (Sesbania กลายเปน วัชพชื ไดร วดเร็วเหมอื นกับหญา ชนิดอนื่ ตารางที่ 2 การจําแนกพรรณไมนา้ํ บริเวณตาํ บลบางปะหัน อาํ เภอบางปะหัน จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา ออกตามการใชป ระโยชน การใชป ระโยชน ชอื่ ไทย ช่ือวิทยาศาสตร อาหาร สมนุ ไพร พนั ธไุ มน ํา้ อืน่ ๆ ประดบั ผกั บงุ Ipomoea aquatica Forssk.  ผักตบชวา Eichornia crassipes (Mart.) Solms.  วัชพืชลอยนาํ้ บัวเผ่อื น Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.)  เอ้ืองเพ็ดมา Polygonum tomentosum Willd.  ลาํ เอียก Coix aquatica Roxb. วชั พชื ชายน้ํา หญาขน Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf พชื อาหารสัตว ตีนตกุ แก Tridax procumbens L.  โสน Sesbania javanica Miq.  โสนคางคก Aeschynomene aspera L. ทําปยุ พชื สด ไมยราบยักษ Mimosa pigra L.  วัชพืชชายนา้ํ ชนิดรายแรง, อาหารเลย้ี งผ้ึง บาน ไมรูโรย Gomphrena globosa L.  ดอกขาว ผกั เปด น้ํา Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.  ผกั เปด ไทย Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC.  กา งปลา Bridelia affinis Craib  มะกอกนาํ้ Elaeocarpus hygrophilus Kurz  กะทกรก Passiflora foetida L.  การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

58 พรรณไมนํ้าหลายชนิดมีคุณคาและประโยชนอยาง มะกอกน้ํา (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) เปน มากตอมนุษยดังเชนกลุมพรรณไมนํ้าที่สามารถ ไมยืนตนที่ข้ึนบริเวณชายน้ํา ผลมะกอกน้ํามีรสฝาด นาํ มาใชเ ปน อาหารพวกผกั บงุ (Ipomoea aquatica อมเปรย้ี วหวาน นํามาดอง เชอ่ื ม แชอ ม่ิ หรือนาํ ผลดิบ Forssk.) เปนอาหารของประชาชนที่อาศัยอยูตาม มาจิม้ กับน้าํ ปลาหวาน ผลแกน ํามาดองเปนผลไมแ ปร ชนบทโดยสามารถนํามาประกอบอาหารประเภทผัด รูปใชรับประทานเปนอาหารวาง เมล็ดอาจนํามากลั่น แกงหรือดองเชนผัดผกั บุงไฟแดง สมตํา แกงสม แกง นาํ้ มนั คลายกบั นาํ้ มันโอลีฟ (Olive oil) ชาวสวนภาค เทโพ ยําผักบุงกรอบ เปนตน ผักบุงยังใชเปนอาหาร กลางนยิ มปลูกตน มะกอกนาํ้ ไวต ามรมิ รองสวนเพอื่ ให สัตวเชนหมู เปด ไกและปลา รวมท้ังมีสรรพคุณเปน รากชวยยึดดินเพ่ือปองกันการพังทลายของหนาดิน ยาสมุนไพรรักษาโรคหลายชนิดเชนบํารุงผิวพรรณ ตามริมรองสวน ปจจุบันนยิ มปลูกไวเปนไมผลยืนตน ตานอนุมลู อสิ ระชว ยในการชะลอวยั ลดอตั ราการเกิด ทางเศรษฐกจิ เพราะมีผลผลิตท่ีสูงอยางสมาํ่ เสมอและ ของโรคมะเรง็ บํารงุ สายตา เปนยาดบั รอ น แกอาการ ขายไดราคาดี แตมีบางท่ีใชป ลูกเปนไมประดับเพราะ รอนใน บํารุงโลหิต ชวยแกโรคประสาทและชวย ปลูกงายโตเร็ว สรรพคุณทางดานยาสมุนไพรของ ปองกันการเกิดโรคกระเพาะอาหาร เปนตน ดวย มะกอกนํ้าคือดอกเปนยาบํารุงธาตุในรางกาย ยาแก คุณคาทางอาหารและคุณประโยชนหลายประการ พิษโลหิต กําเดาและแกริดสีดวงในลําคอ (อาการคัน ของผักบุงในปจจุบันมีการนําผักบุงมาแปรรูปเปน เหมือนมีตัวไตอยู) ผลมะกอกน้ํานํามาดองกับ ผลิตภัณฑตางๆ เชนผักบุงแคปซูล ผงผักบุง เปนตน นํ้าเกลือรับประทานชวยแกอาการกระหายนํ้าและ (puechkaset, 2558) ชวยทําใหชุมคอ ผลมีรสฝาดเปรี้ยวอมหวาน รบั ประทานแกเสมหะในลาํ คอ ผลมะกอกนาํ้ ดองหรือ โสน (Sesbania javanica Miq.) นิยมนํามาปรุง เชื่อมรับประทานจะชวยในการระบาย เปลือกตน อาหาร ดอกโสนมีวิตามินเอสูงนําไปลวกกินกับ แหงมีรสเฝอนนํามาชงกับน้ํารับประทานเปนยาฟอก นํ้าพริกหรือดองกับน้ําซาวขาวกินกับน้ําพริกปลาทู เลือดหลังการคลอดบตุ รของสตรี (Medthai, 2560) นําไปชุบไขทอด แกงสมหรือแกงใสไขมดแดง นอกจากนี้ยังใชทําขนมดอกโสนที่มีลักษณะคลาย ไมยราบยกั ษ (Mimosa pigra L.) จัดเปนวัชพชื ชนิด ขนมข้ีหนูแตเอาดอกโสนมาคลุกเพิ่มเปนอาหารชาว รายแรง เน่ืองจากแพรระบาดในแหลงนํ้าอยาง วงั เรียกขนมนี้วาขนมโสนนอยเรือนงาม ในใบมีสารสี รวดเร็วและกําจัดไดยากมาก (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, เหลืองกลุมแคโรทีนอยดใชแตงสีเหลืองในขนมหลาย 2554; 2557) พชื ชนิดน้ีทาํ ลายความหลากหลายทาง ชนิดเชน ขนมดอกโสน ขนมขี้หนู ขนมบัวลอย โดยนํา ชีวภาพโดยการเขาไปแทนที่พ้ืนที่ชุมนํ้าและรุกล้ํา ดอกโสนมาบดหรือโมผสมกับแปง เปนตน นอกจาก พื้นท่ีปศุสัตวและพื้นท่ีของชนพ้ืนเมือง อีกทั้งยังบด ประโยชนทางดา นอาหารแลวสรรพคุณทางดา น บังทัศนียภาพของแหลงทองเที่ยวตางๆ และเปน สมุนไพรของโสนคือดอกของโสนเปนยาแกพิษรอน วัชพืชที่มีการเจริญเติบโตอยางรวดเร็วแตกําจัดได ถอนพิษไข แกอาการปวดมวนทอง ยาสมานลําไส ยากจึงแยงท่ีอยูและอาหารของพืชพ้ืนเมืองทําใหพืช และเปนยาถอนพิษจากแมลงสัตวกัดตอย รากของ พ้นื เมอื งมจี ํานวนลดนอ ยลง อยางไรก็ตามแมไมยราบ โสนมีสรรพคุณเปนยาแกรอนในกระหายนํ้า ตนโสน ยักษจะเปนวัชพืชที่สําคัญแตหากมีการจัดการพืช นํามาเผาใหเกรียมแลวแชน้ําใหเปนดางใชด่ืมเปนยา ชนิดนี้เพ่ือไมใหแพรขยายรุกรานพืชอ่ืนแลวยัง ขับปสสาวะ ใบนํามาตําเปนยาพอกแผลและหาก สามารถนํามาใชประโยชนไดโดยเฉพาะการเลี้ยงผ้ึง นํามาผสมกับดินประสิวและดินสอพองสามารถใช (สัมฤทธิ์ มากสง, 2559; ปยมาศ นานอก โสภา เปน ยาพอกแกป วดฝ ชวยถอนพษิ (Medthai, 2560) ลดาวัลย และอรจิรา ภิญโย, 2561) ดอกไมยราบ ยักษเปนแหลงพืชอาหารสําคัญท่ีใหเกสรในปริมาณ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

59 มากในการผลิตรอลยัลเยลลีทางภาคเหนือของ พืชเชนพวกลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) และ ประเทศไทย (พิชัย คงพิทักษ และคณะ, 2533) พวกโสนคางคก (Aeschynomene aspera L.) แต รวมท้ังยังสามารถใชก่ิงแหงเปน เชื้อเพลิง หรือการใช พื ช เ ห ล า น้ี มี ป ร ะ โ ย ช น ใ น ก า ร เ ป น พื ช ค ลุ ม ดิ น เปนยาสมุนไพรชูกําลัง แกโรคทองรวง โรคหนองใน โดยเฉพาะบริเวณริมตล่ิงสามารถปองกันและควบคุม และเลือดเปนพิษ โรคเร้ือนและปญหาโรคฟน การกัดเซาะตลิ่งริมน้ําไมใหดินพังทลายรวมท้ัง (Medthai, 2560) สามารถใชเ ปนปุยพชื สดบํารงุ ดิน เปนตน ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) สรปุ เปนวัชพืชชนิดรายแรงอีกชนิดหน่ึงท่ีมีการแพร การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมน้ําบริเวณ ระบาดในแหลงนํ้าไดอยางรวดเร็วและการกําจัดทํา บ า ง ป ะ หั น อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ หั น จั ง ห วั ด ไดยาก (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, 2554; 2557) พืชชนิดน้ี พระนครศรีอยุธยา พบจํานวนทั้งสิ้น 12 วงศ 16 ข้ึนปกคลุมลํานํ้าโดยเฉพาะบริเวณแหลงชุมชน ชนิด แบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก พืชลอยน้ํา (2 หนาแนน สามารถใชบง ช้ีการเพิ่มธาตุอาหารปริมาณ ชนิด) พืชโผลเหนือนํ้า (1 ชนิด) และพืชชายนํ้าและ มากและขอเสียจากกิจกรรมของชุมชนที่อาศัยอยูริม พืชข้ึนในท่ีชื้น (13 ชนิด) พรรณไมน้ําท่ีพบเปนชนิด คลองลงสแู หลงนํา้ และสามารถเติบโตอยา งรวดเรว็ ใน เดนไดแก กลุมผักตบชวา ((Eichornia crassipes ระยะเวลาอันส้ัน อยางไรก็ตามแมผักตบชวา (E. (Mart.) Solms.) ลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) crassipes) จะเปนวัชพืชสําคัญที่กําจัดไดยาก แต โสน (Sesbania javanica Miq.) กางปลา (Bridelia หากมีการจัดการท่ีดีก็สามารถนํามาใชประโยชนใน affinis Craib) เ อื้ อ ง เ พ็ ด ม า (Polygonum การบําบัดคุณภาพนํ้าไดและไมสงผลกระทบตอ tomentosum Willd.) ห ญ า ข น (Brachiaria ส่ิงแวดลอมตลอดจนการใชประโยชนแหลงน้ําของ mutica (Forssk.) Stapf) ตี น ตุ ก แ ก (Tridax ประชาชน เชน การลอมกรอบจํากัดพื้นที่เพ่ือให procumbens L.) ผั ก เ ป ด น้ํ า (Alternathera ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) philoxeroides (Mart.) Griseb.) ม ะ ก อ ก นํ้ า ไมแพรขยายออกไปจนกีดขวางลําน้ํา หากพืชชนิดน้ี (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) ก ะ ท ก ร ก มีการเติบโตมากจนหนาแนนก็ยังสามารถนํามาใช (Passiflora foetida L.) โดยพบพรรณไมนํ้ากลุมที่ เปนปุยบํารุงดิน เคร่ืองจักรสานและหัตถกรรมจาก ใชเปนอาหารของมนุษย 3 ชนิด กลุมท่ีใชเปนยา ผักตบชวา (ภูริพงษ แสงใบ และณัฐกิติ์ โตออน, สมุนไพรรักษาโรค 9 ชนิด กลุมพันธุไมนํ้าประดับ 1 2561) ผกั ตบชวา (E. crassipes) ยงั สามารถนาํ มาใช ชนิด กลุมพืชอาหารสัตว 1 ชนิด และกลุมวัชพืช 3 เปนอาหารของประชาชนในชนบท ซึ่งสวนของยอด ชนดิ ออน ใบออน และดอกออน สามารถนํามาลวกจ้ิม นํ้าพริกหรือทําแกงสม รวมท้ังใชยังนํามาใชเปน คาํ นยิ ม อาหารเล้ยี งสตั วเชนสุกรและไก โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ พนั ธุไ มนา้ํ หลายชนิดอาจไมม ีคุณคาและประโยชนใน ผูวจิ ยั ขอขอบคณุ มา ณ ทีน่ ี้ดวย ด า น อ า ห า ร ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ห รื อ ยั ง ไ ม มี ร า ย ง า น การศึกษาคุณคาทางดานสมุนไพรในสวนตางๆของ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

60 เอกสารอา งอิง สัมฤทธิ์ มากสง. 2559. ความหลากหลายของพืช ประมุข ฤาแกวมา. 2543. ชนิด ปริมาณ และการ อาหารของผ้ึงในหมูบานทิพุเย ตําบลชะแล อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี. วารสาร แพรกระจายของพรรณไมน้ําใน หนองหาร วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 24(1): 76-86. จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม สุชาดา ศรีเพ็ญ. 2530. พรรณไมนํ้า. ภาควิชา พ ฤ ก ษ ศ า ส ต ร ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. 233 น. พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2554. พรรณไมน้ําในจังหวัด สุญาณี เวสสบุตร. 2543. พรรณไมนํ้าบึงบอระเพ็ด. โอ. เอส พริน้ ติง้ เฮา ส, กรงุ เทพฯ. นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล, น. อรุณี รอดลอย สุจินต หนูขวัญ และยุพเยาว สาย 140-149. ใน เอกสารการประชุมทางวิชาการ จันทร. 2555. ชนิดและการกระจายพันธุของ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 49: สาขา พรรณไมน้ําในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ของประเทศไทย. สถาบันวิจัยสัตวนํ้าสวยงาม ประมง, 1-4 ก.พ. 2554, กรุงเทพฯ และพรรณไมน้ํา สํานักวิจัยและพัฒนาประมงน้ํา จืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ, พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2557. พรรณไมนํ้าในจังหวัด กรงุ เทพฯ. 316 น. เชียงราย, น. 63-70. ใน เอกสารการประชุมทาง Medthai. 2560. มะกอกน้าํ สรรพคณุ และประโยชน วิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ ของมะกอกนา้ํ 10 ขอ . วันทค่ี น ขอ มูล 21 มนี าคม 2562, เขาถึงไดจากhttps://medthai.com 52: สาขาประมง, สาขาสงเสริมการเกษตรและค หกรรมศาสตร. 4-7 ก.พ. 2557, กรงุ เทพฯ. Medthai. 2560. ไมยราบยักษ สรรพคุณและ ประโยชนของตนไมยราบยักษ 13 ขอ. วันที่คน พิชัย คงพิทักษ พงศเทพ อัครธนกุล และวีรวรรณ ขอมูล 15 มีนาค ม 2562, เข าถึงไ ดจา ก https://medthai.com อมรศักดิ.์ 2533. การศึกษาความสัมพนั ธร ะหวาง Medthai. 2560. โสน สรรพคุณและประโยชนของ การใชเทคโนโลยีการผลติ . และปรมิ าณของเกสร ดอกโสน 15 (โสนกินดอก). วันที่คนขอมูล 21 กับปริมาณรอยัลเยลลี. ว.เกษตรศาสตร (วิทย) มี น า ค ม 2 5 6 2 , เ ข า ถึ ง ไ ด จ า ก 24ซ 268-277. https://medthai.com ภูริพงษ แสงใบ และณัฐกิตท์ิ โตออน. 2561. ความ ปยมาศ นานอก โสภาลดาวัลย และอรจิรา ภิญโย. หลากหลายของพรรณพืชน้าํ บรเิ วณคลองขา วเมา 2561. ความหลากหลายของพืชอาหารของผ้ึง อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสาร พันธุ (Apis mellifera). ในพ้ืนที่จังหวัดเลยโดย วิทยาศาสตรบ รู พา 23(1): 471-479. วิเคราะหจากกอนเรณูของผ้ึง. วารสารกาวทัน ยุพา วรยศ. 2544. พันธุไมนํ้า. ภาควิชาชีววิทยา โลกวิทยาศาสตร 18(2): 128-139. คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง. กรุงเทพฯ. 489 น. Puechkaset. 2558. ผักบุงไทย สรรพคุณ และการ ปลูกผักบุงไทย. วันท่คี นขอมูล 25 มนี าคม 2562, เขาถงึ ไดจากhttps://puechkaset.com การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

61 ความหลากหลายของพรรณไมนํา้ บรเิ วณตําบลตล่ิงชัน อําเภอบางปะอนิ จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา AQUATIC PLANT DIVERSITY IN TALING CHAN, BANG PA-IN DISTRICT, PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE ณัฐกติ ท์ิ โตออ น Natthakitt To-orn คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภมู ิ ศนู ยห ันตรา อําเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000 Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Huntra Centre, Phra Nakhon Si Ayutthaya 13000 บทคดั ยอ ศกึ ษาความหลากหลายของพรรณไมน ้ําบริเวณตําบลตลิ่งชัน อาํ เภอบางปะอิน จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา พบพรรณ ไมน้ําทั้งสิ้น 25 วงศ 38 ชนิด จาํ แนกออกเปนพืชลอยนํา้ 3 ชนิด พืชโผลเหนือนํ้า 3 ชนิด และพืชชายนาํ้ และพืชขึ้น ในที่ช้ืน 32 ชนิด พืชลอยน้ํากลุมผักบุง (Ipomoea aquatica Forssk.) และผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) เปนชนิดเดนท่ีพบตลอดลํานํ้า สวนพืชชายนํ้าและพืชขึ้นในที่ชื้นท่ีพบตลอดลําน้ําไดแก กะเม็ง (Eclipta prostata L.) โสน (Sesbania javanica Miq.) เทียนนา (Jussiaea linifolia Vahl.) และกางปลา (Bridelia affinis Craib) การจําแนกพรรณไมน้ําออกตามลักษณะการใชประโยชนพบกลุมท่ีสามารถใชเปนอาหาร ของมนุษย 9 ชนิด กลุมที่สามารถใชเปนยาสมุนไพรรักษาโรค 24 ชนิด กลุมพันธุไมน้ําประดับ 5 ชนิด กลุมพืช อาหารสตั ว 2 ชนดิ และกลุมวชั พืช 3 ชนิด Abstract The species diversity of aquatic plants in Taling Chan, Bang Pa-in district, Phra Nakhon Si Ayutthaya province was studied. Thirty eight species of 25 families were found including 3 species of floating plants, 3 species of emerged plants and 32 species of marginal plants. Swamp morning glory (Ipomoea aquatica Forssk.) and water hyacinth (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) were the widely distributed floating plants in the canal. The widely distributed marginal plants were white head (Eclipta prostata L.), sesbania (Sesbania javanica Miq.), water primrose (Jussiaea linifolia Vahl.) and kang pla (Bridelia affinis Craib) were marginal plants. Aquatic plants that used for food, medicine, decoration, forage crop and weed were 9, 24, 5, 2 and 3 species, respectively. คาํ สําคญั : พรรณไมนํ้า, ความหลากหลาย, ตาํ บลตล่งิ ชนั , อําเภอบางปะอิน, จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา Keywords: aquatic plants, species diversity, Taling Chan, Bang Pa-in district, Phra Nakhon Si Ayutthaya province ตดิ ตอ นกั วิจยั : ณฐั กติ ทิ์ โตออ น (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Natthakitt To-orn (E-mail: [email protected]) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

62 คํานํา สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในนํ้า เปนแหลงวางไขและ พรรณไมน้ํา (aquatic plants) เปนพืชที่ขึ้นอยูในนํ้า อนุบาลตวั ออนของสัตวน ํ้า พรรณไมนํา้ หลายชนิดใช ซ่ึงอาจจมอยูใตน้ําทั้งหมดหรือโผลบางสวนข้ึนมาอยู เปนอาหารของมนุษยและสัตว นอกจากน้ียังมี เหนือผิวน้ํา ลอยอยูท่ีผิวน้ําหรือเปนพืชท่ีขึ้นอยู คุณสมบัติชวยดูดซึมแรธาตุที่ละลายอยูในนํ้า และ บริเวณริมน้ําชายตล่ิง ทั้งน้ีตองมีชวงระยะหนึ่งของ เพิ่มปริมาณออกซิเจนใหกับแหลงนํ้า พรรณไมนํ้ายัง ชวี ติ อยใู นนา้ํ พรรณไมนาํ้ มีบทบาทสําคัญตอ แหลงน้ํา สามารถใชเปนตวั บง ชี้ความอดุ มสมบูรณของแหลง ในแงเปนอาหารของสัตวนํ้า เปนท่ีหลบภัยของ น้ําและภาวะมลพิษทางนํ้า (ยุพา วรยศ, 2544; เจาพระยาท่ีตําบลบานโพธิ์ แลวไหลผานตําบลตลิ่ง สุญาณี เวสสบตุ ร, 2543; พงศเชฏฐ พชิ ติ กลุ , 2557) ชัน และ (2) บึงหลวงซึ่งเปนบึงนํ้าขนาดใหญใ นพื้นที่ การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณ โดยจุดสํารวจบริเวณคลองโพธ์ิมีจํานวน 4 สถานี ตํ า บ ล ต ล่ิ ง ชั น อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ อิ น จั ง ห วั ด ไดแก สถานีที่ 1 ตําบลสามเรือน (14°17'2.119\"N พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเปนพื้นที่โครงการอนุรักษ 100°38'7.008\"E) เปนลําคลองรอยตอกับพื้นที่เขต พนั ธุกรรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ จะทําให ตําบลตลิ่งชัน สถานีท่ี 2 บริเวณตําบลตล่ิงชัน ทราบขอมูลพื้นฐานทรัพยากรชีวภาพภายในพ้ืนท่ี (14°17'9.02\"N 100°37'26.699\"E) สถานีท่ี 3 ตําบล และเปนแนวทางการจัดการเพื่อการใชประโยชนจาก ตลิ่งชัน (14°16'59.704\"N 100°37'10.423\"E) และ ทรัพยากรอยางคุมคาตอไป งานวิจัยน้ีเปนงานสนอง สถานีท่ี 4 บริเวณตําบลบานหวา (14°17'6.18\"N พระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน 100°36'49.579\"E) สวนบึงหลวงมี 1 จุดสํารวจคือ เนอื่ งมาจากพระราชดําริ สถานีท่ี 5 บึงหลวง ตําบลตลิ่งชัน (14°16'33.416\"N 100°37'7.781\"E) (ภาพท่ี 1) โดยทําการเก็บตัวอยาง อุปกรณและวธิ กี าร และบนั ทกึ ชนิดของพรรณไมน ํ้าในชว งเดือนมถิ นุ ายน ศกึ ษาความหลากหลายของพรรณไมน ํ้าบริเวณตําบล 2561 ทําการจําแนกชนิดพรรณไมน้ําตามเอกสาร ตลิ่งชัน อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของ สุชาดา ศรีเพ็ญ (2530) ประมุข ฤาแกวมา ในบริเวณแหลงนํ้าท่ีสําคัญของพ้ืนที่น้ีประกอบดวย (2543) ยุพา วรยศ (2544) และอรุณี รอดลอย และ (1) บริเวณคลองโพธ์ิ ซ่ึงเปนคลองแยกมาจากแมนํ้า คณะ (2555) ภาพท่ี 1 พ้นื ทส่ี าํ รวจพรรณไมน ํา้ ในบรเิ วณตําบลตลิ่งชนั อําเภอบางปะอนิ จังหวดั พระนครศรีอยุธยา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

63 ผลการทดลองและวจิ ารณ aquatica Forssk.) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า ( Eichornia ความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณตําบลตล่ิง crassipes (Mart.) Solms.) ที่ขึ้นหนาแนนบริเวณ ริมฝงเปนสิ่งกีดขวางการไหลของนํ้าในคลองโพธิ์ ชนั อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบ ทั้งส้ิน 25 วงศ 38 ชนิด (ตารางท่ี 1) แบงออกตาม พ ว ก พื ช โ ผ ล เ ห นื อ น้ํ า ท้ั ง ห ม ด พ บ เ ป น ก ลุ ม บั ว ลักษณะแหลงอาศยั เปน 3 ประเภท ไดแ กพืชลอยนํา้ (Nymphaea spp.) ซ่ึงพบเฉพาะในบึงหลวงแหลง นํ้านิ่งเทาน้ัน (สถานีท่ี 5) สวนพืชชายน้ําและพืชขึ้น (3 ชนิด) พืชโผลเหนือน้ํา (3 ชนิด) และพืชชายน้ํา ในที่ช้ืนที่พบบริเวณคลองโพธิ์ตลอดลํานํ้า ไดแก และพืชขึ้นในที่ชื้น (32 ชนิด) คิดเปน 7.89, 7.89 ก ะ เ ม็ ง (Eclipta prostata L.) โ ส น ( Sesbania และ 84.21% ตามลําดับ โดยกลุมผักบุง (Ipomoea javanica Miq.) เ ที ย น น า (Jussiaea linifolia aquatica Forssk.) แ ล ะ ผั ก ต บ ชว า (Eichornia Vahl.) แ ล ะ ก า ง ป ล า (Bridelia affinis Craib) crassipes (Mart.) Solms.) เปนพืชลอยน้ําท่ีพบใน น อ ก จ า ก น้ี พ บ เ อื้ อ ง เ พ็ ด ม า (Polygonum คลองโพธิต์ ลอดลําน้ํา (สถานที ี่ 1-4) รวมท้ังยังพบใน tomentosum Willd.) ห ญ า ข น (Brachiaria mutica (Forsk.) Stapf) ก ก ส า ม เ ห ลี่ ย ม เ ล็ ก บริเวณบึงหลวง (สถานีที่ 5) ซึ่งเปนแหลงนํ้าน่ิงดวย (Cyperus imbricatus Retz) ผั ก เ ป ด นํ้ า เชนกัน พืชลอยนํ้ากลุมจอก (Pistia stratiotes L.) (Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ผกั เปนอีกชนิดหนึ่งท่ีพบในบึงน้ําแหงนี้และบางสถานี เปดแดงหรือผักเปดไทย (Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC.) ผั ก กู ด เ ข า ก ว า ง (Ceratopteris บริเวณคลองโพธ์ิเชนกัน พงศเชฏฐ พิชิตกุล (2557) thalictroides (L.) Brongn.) ม ะ ก อ ก น้ํ า รายงานวาจอก (Pistia stratiotes L.) แหนแดง (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) และขี้กวงหรือ (Azolla pinnata R.Br.) แ หน เป ดเ ล็ก ( Lemna ผกั ขวง (Glinus oppositifolius (L.) A. DC.) ยังเปน perpusilla Torrey) แ ล ะ จ อ ก หู ห นู (Salvinia พชื ชายนํ้าและพืชขึ้นในท่ีช้ืนท่พี บมากเกือบตลอดลํา cucullata Roxb.ex Bory) สามารถบงบอกไดวา เปนแหลงนาํ้ ที่คอ นขางหรือเปนแหลงนํ้าน่งิ การพบ นํา้ จอก (Pistia stratiotes L.) ในคลองโพธ์ิจึงเปนสิ่งท่ี แสดงใหเห็นวาการไหลของนํ้าในคลองโพธิ์คอนขาง ชา มีลักษณะคอนขางนิ่ง ซงึ่ อาจมีผลมาจากพรรณไม นํ้ า พว ก พื ชล อ ย น้ํ า พว ก ก อผั ก บุ ง ( Ipomoea ตารางท่ี 1 ชนดิ และการกระจายของพรรณไมน ํา้ บรเิ วณตาํ บลตลิ่งชนั อําเภอบางปะอิน จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา วงศ ชือ่ วทิ ยาศาสตร ช่ือสามญั สถานี 12345 พืชลอยนา้ํ (Floating plants) 1. ARACEAE Pistia stratiotes L. จอก   2. CONVOLACEAE Ipomoea aquatica Forssk. ผักบงุ      3. PONTEDERIACEAE Eichornia crassipes (Mart.) Solms. ผักตบชวา  พืชโผลเหนือน้าํ (Emerged plants) 4. NYMPHAEACEAE Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.) บัวเผ่ือน  Nelumbo nucifera Gaertn. บวั หลวง  Nymphaea lotus L. บวั สาย  การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

64 ตารางที่ 1 (ตอ) ช่ือสามญั สถานี 12345 วงศ ชือ่ วทิ ยาศาสตร เอื้องเพ็ดมา ผกั ปลาบใบแคบ   พืชชายนา้ํ และพืชขน้ึ ในทชี่ ืน้ (Marginal plants) ผกั ปราบนา  5. POLYGONACEAE Polygonum tomentosum Willd. ลําเอยี ก  หญาปลอ ง 6. COMMELINACEAE Commelina diffusa Burm.f. หญาขน  หญา งวงชาง  Cyanotis axillaris Roem & Schult กกสามเหล่ียมเลก็   กกสามเหลี่ยม 7. POACEAE Coix aquatica Roxb. ธปู ฤาษี  ลูกใตใบ  Hymenachne amplexicaulis (Rudge) Nees ตีนตกุ แก กะเม็ง  Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf พญามตุ ติ หญา จาม  8. HELIOTROPIUM Heliotropium indicum (Linn.) R.Br. โสน  โสนคางคก  9. CYPERACEAE Cyperus imbricatus Retz ไมยราบยกั ษ ผกั โขม  Cyperus pilosus Vahl ผักเปดน้ํา  ผักเปด แดง ผักเปดไทย 10. TYPHACEAE Typha angustifolia L. กมุ นํ้า  เทยี นนา  11. PHYLLANTHACEAE Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn. แพงพวยนาํ้  พญารากดาํ หญา รกั นา 12. ASTERACEAE Tridax procumbens L. ผักกดู เขากวาง  กา งปลา   Eclipta prostata L. มะกอกนาํ้  กะทกรก Grangea maderaspatana (L.) Poir. ขี้กวง ผกั ขวง  กระทุมนาํ้ กานเหลือง  13. FABACEAE Sesbania javanica Miq. ผกั ปอด Aeschynomene aspera Linn. ผกั เส้ยี น  14. MIMOSACEAE Mimosa pigra L.  15. AMARANTHACEAE Amaranthus viridis L.   Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.  16. CAPPARACEAE Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC.   17. ONAGRACEAE Crateva magna (Lour.) DC.  Jussiaea linifolia Vahl.  18. PARKERIACEAE Ludwigia adscendens (L.) H.Hara 19. EUPHORBIACEAE Jussiaea suffruticosa L.  20. ELAEOCARPACEAE Ceratopteris thalictroides (L.) Brongn.  21.PASSIFLORACEAE Bridelia affinis Craib  22. AIZOACEAE Elaeocarpus hygrophilus Kurz 23. RUBIACEAE Passiflora foetida L. 24. SPHENOCLEACEAE Glinus oppositifolius (L.) A. DC. 25. CAPPARIDACEAE Nauclea orientalis (L.) L. Sphenoclea zeylanica Gaertn. Cleome gynandra L. ความหลากหลายของชนิดพรรณไมนํ้าท่ีพบระหวาง พื้นท่ีทางกายภาพของบริเวณลําน้ําและลักษณะภูมิ สถานีมีความแตกตางกันซ่ึงขึ้นอยูกับลักษณะสภาพ ประเทศ (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, 2557) บริเวณคลอง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

65 โพธิ์พบพรรณไมนํ้าสวนมากเปนพวกพืชชายนํ้าและ adscendens (L.) H.Hara) และผักกูดเขากวาง พชื ขึ้นในที่ชื้น (9-26 ชนิด) ซ่ึงพืชกลุมน้ีจะพบข้ึนอยู (Ceratopteris thalictroides (L.) Brongn.) ตามบริเวณริมชายนํ้าและบนฝง สวนการพบพืชชาย น อ ก จ า ก น้ี พ ว ก จ อ ก (Pistia stratiotes L.) ยั ง นํ้าและพืชขึ้นในท่ีชื้นบริเวณบึงหลวง (สถานีท่ี 5) สามารถใชเปนยาสมุนไพรรักษาโรคดวยเชนกัน โสน เพียง 5 ชนิด เน่ืองจากมีตนธูปฤาษี (Typha คางคก (Aeschynomen aspera L.) นอกจากใช angustifolia L.) และหญา ขน (Brachiaria mutica ประโยชนดานยาสมุนไพรยังสามารถใชทําปุยพืชสด (Forssk.) Stapf) ขึ้นหนาแนนบริเวณริมตล่ิงจนพืช กลุมวัชพืชท่ีสําคัญในบริเวณนี้คือ ผักตบชวา อืน่ ไมส ามารถขึ้นได ( Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) ซ่ึ ง เ ป น วัชพชื ลอยนาํ้ ลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) เปน การจําแนกพรรณไมน้ําออกตามลักษณะการใช พวกวัชพืชชายนํา้ และไมยราบยักษ (Mimosa pigra ประโยชน (ตารางที่ 2) พบวาสามารถแบงออกเปน L.) เปนพวกวัชพืชชายน้ํา ท้ังนี้ ไมยราบยักษ 1) กลุมที่สามารถใชประโยชนดานอาหารของมนุษย (Mimosa pigra L.) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า (Eichornia 9 ชนิด 2) กลุมท่ีเปนยาสมุนไพรรักษาโรค 24 ชนิด crassipes (Mart.) Solms.) จั ด เ ป น วั ช พื ช ช นิ ด 3) กลุมพันธุไมน้ําประดับ 5 ชนิด 4) กลุมพืชอาหาร รายแรงเนื่องจากมีการแพรระบาดในแหลงนํ้าได สัตว 2 ชนิด และ 5) กลุมวัชพืช 3 ชนิด คิดเปน อยางรวดเร็วและการกําจัดทําไดยากมาก (พงศเ ชฏฐ สัดสวน 20.93, 55.81, 11.63, 4.65 และ 6.98% พิชิตกลุ , 2554; 2557) อยางไรกต็ ามแมไมยราบยักษ ตามลําดับ พรรณไมนํ้าหลายชนิดสามารถใช (Mimosa pigra L.) เปนวัชพืชชายนํ้าแตหากมีการ ประโยชนทั้งเปนอาหารและยาสมุนไพร เชน ผักบุง จัดการพืชชนิดนี้ไมใหขยายจนรุกรานพืชอื่นแลวยัง ( Ipomoea aquatica Forssk.) โ ส น (Sesbania สามารถนํามาใชประโยชนเปนอาหารสาํ หรับเล้ียงผ้ึง javanica Miq.) ผักปลาบใบแคบ (Commelina ส ว น ผั ก ต บ ช ว า ( Eichornia crassipes (Mart.) diffusa Burm.f.) ผักปราบนา (Cyanotis axillaris Solms.) สามารถใชประโยชนในการบําบัดคุณภาพ Roem & Schult) ผักโขม (Amaranthus viridis L.) น้ําในคลองสาธารณะ โดยไมใหสงผลกระทบตอ กุ ม นํ้ า (Crateva magna (Lour.) DC.) แ ล ะ สิ่งแวดลอม และการใชประโยชนแหลงนํ้าของ มะกอกนา้ํ (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) หญา ประชาชนเชนการลอมกรอบจํากัดพ้ืนท่ีเพ่ือให พืชอาหารสัตวท่ีสําคัญท่ีพบในบริเวณน้ี ไดแก หญา ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) ป ล อ ง (Hymenachne amplexicaulis (Rudge) ไมแพรขยายออกไปจนขวางลํานํ้า และหากมีการ Nees) และหญาขน (Brachiaria mutica (Forssk.) เติบโตมากจนหนาแนนยงั สามารถนาํ มาใชประโยชน Stapf) พนั ธุไมน้ําประดับที่สาํ คัญ ไดแ ก จอก (Pistia ในการทําปยุ บาํ รุงดิน เครื่องจักรสาน และหัตถกรรม stratiotes L.) บั ว เ ผ่ื อ น (Nymphaea nouchali จากผักตบชวา เปนตน (ภรู ิพงษ แสงใบ และณฐั กติ ทิ์ var. versicolor (Sims.)) บั ว ห ล ว ง (Nelumbo โตออน, 2561) nucifera Gaertn.) แ พ ง พ ว ย น้ํ า (Ludwigia การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

66 ตารางท่ี 2 พรรณไมน้ําในบรเิ วณตาํ บลตลง่ิ ชนั อาํ เภอบางปะอนิ จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา จาํ แนกออกตามการใชป ระโยชน ชนิดของพรรณไมน ้ํา อาหาร ผกั บงุ (Ipomoea aquatica Forssk.) บวั สาย (Nymphaea lotus L.) ผักปลาบใบ แคบ (Commelina diffusa Burm.f.) ผกั ปราบนา (Cyanotis axillaris Roem & Schult) โสน (Sesbania javanica Miq.) ผกั โขม (Amaranthus viridis L.) กมุ นาํ้ (Crateva magna (Lour.) DC.) มะกอกนาํ้ (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) ขีก้ ว ง/ผกั ขวง (Glinus oppositifolius (L.) A. DC.) สมุนไพร ผักบุง (Ipomoea aquatica Forssk.) จอก (Pistia stratiotes L.) ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) เอื้องเพด็ มา (Polygonum tomentosum Willd.) ผกั ปลาบใบแคบ (Commelina diffusa Burm.f.) ผกั ปราบนา (Cyanotis axillaris Roem & Schult) หญางวงชาง (Heliotropium indicum (L.) R.Br.) กก สามเหลยี่ มเล็ก (Cyperus imbricatus Retz) กกสามเหล่ยี ม (Cyperus pilosus Vahl) ธูปฤาษี (Typha angustifolia L.) ลูกใตใบ (Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.) ตนี ตุกแก (Tridax procumbens L.) กะเมง็ (Eclipta prostata L.) พญามุตติ (Grangea maderaspatana (L.) Poir.) โสน (Sesbania javanica Miq.) โสนคางคก (Aeschynomene aspera L.) ไมยราบยักษ (Mimosa pigra L.) ผกั โขม (Amaranthus viridis L.) ผกั เปด น้ํา (Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ผกั เปดไทย (Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC.) กมุ นํ้า (Crateva magna (Lour.) DC.) เทยี นนา (Jussiaea linifolia Vahl.) พญารากดํา/หญารกั นา (Jussiaea suffruticosa L.) กางปลา (Bridelia affinis Craib) มะกอกนา้ํ (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) กะทกรก (Passiflora foetida L.) กระทมุ นํ้า/กานเหลอื ง (Nauclea orientalis (L.) L.) ผกั ปอด (Sphenoclea zeylanica Gaertn.) ผักเส้ียน (Cleome gynandra L.) พันธุไมน้าํ ประดบั จอก ((Pistia stratiotes L.) บัวเผอื่ น (Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.)) บัวหลวง (Nelumbo nucifera Gaertn.) แพงพวยนาํ้ (Ludwigia adscendens (L.) H.Hara) ผักกดู เขากวาง (Ceratopteris thalictroides (L.) Brongn.) พืชอาหารสัตว หญาปลอง (Hymenachne amplexicaulis (Rudge) Nees) หญาขน (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) วัชพชื ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) ลําเอียก (Coix aquatica Roxb) ไมยราบยกั ษ (Mimosa pigra L.) สรปุ ชนิด แบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก พืชลอยน้ํา (3 การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณ ชนิด) พืชโผลเหนือนํ้า (3 ชนิด) และพืชชายนํ้าและ พื ช ข้ึ น ใ น ที่ ชื้ น ( 32 ช นิ ด ) ผั ก บุ ง ( Ipomoea ตํ า บ ล ต ล่ิ ง ชั น อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ อิ น จั ง ห วั ด aquatica Forssk.) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า ( Eichornia พระนครศรีอยุธยา พบจํานวนทั้งสิ้น 25 วงศ 38 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

67 crassipes (Mart.) Solms.) เปนพืชลอยน้ําชนิดเดน ในท่ีช้ืนชนิดเดนที่พบตลอดลําน้ําดวยเชนกัน พรรณ ที่พบตลอดลําน้ํา สวนพวกกะเม็ง (Eclipta ไมน้ํากลุมที่สามารถใชประโยชนดานเปนอาหาร prostata L.) โ ส น ( Sesbania javanica Miq.) มนษุ ย 9 ชนดิ พรรณไมนํา้ ทเี่ ปนยาสมนุ ไพร 24 ชนดิ เทียนนา (Jussiaea linifolia Vahl.) และกางปลา พันธุไมน้ําประดับ 5 ชนิด พืชอาหารสัตว 2 ชนิด (Bridelia affinis Craib) เปนพืชชายน้ําและพืชขึ้น และวัชพชื 3 ชนิด คาํ นิยม โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ ผวู ิจยั ขอขอบคณุ มา ณ ทน่ี ้ีดวย เอกสารอางองิ อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสาร ประมุข ฤาแกวมา. 2543. ชนิด ปริมาณ และการ วทิ ยาศาสตรบรู พา 23(1): 471-479. ยุพา วรยศ. 2544. พันธุไมนํ้า. ภาควิชาชีววิทยา แพรกระจายของพรรณไมน้ําใน หนองหาร คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง. จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม กรงุ เทพฯ. 489 น. บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. สุชาดา ศรีเพ็ญ. 2530. พรรณไมน้ํา. ภาควิชา พ ฤ ก ษ ศ า ส ต ร ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2554. พรรณไมน้ําในจังหวัด มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ. 233 น. นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล, น. สุญาณี เวสสบุตร. 2543. พรรณไมนํ้าบึงบอระเพ็ด. 140-149. ใน เอกสารการประชุมทางวิชาการ โอ. เอส พรน้ิ ต้งิ เฮาส, กรุงเทพฯ. ของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 49: สาขา ประมง, 1-4 ก.พ. 2554, กรุงเทพฯ อรุณี รอดลอย สุจินต หนูขวัญ และยุพเยาว สาย พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2557. พรรณไมนํ้าในจังหวัด จันทร. 2555. ชนิดและการกระจายพันธุของ พ ร ร ณ ไ ม นํ้ า ใ น ภ า ค ต ะ ว น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ เชียงราย, น. 63-70. ใน เอกสารการประชุมทาง ตอนบนของประเทศไทย. สถาบันวิจัยสัตวน้ํา วิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คร้ังที่ สวยงามและพรรณไมน้ํา สํานักวิจัยและพัฒนา 52: สาขาประมง, สาขาสงเสริมการเกษตรและค ประมงน้ําจืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและ หกรรมศาสตร. 4-7 ก.พ. 2557, กรุงเทพฯ สหกรณ, กรงุ เทพฯ . 316 น. ภูริพงษ แสงใบ และณัฐกิตท์ิ โตออน. 2561. ความ หลากหลายของพรรณพืชนํ้าบริเวณคลองขาวเมา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

68 ความหลากหลายของกลวยไมในศูนยก ารศกึ ษาสามพราว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี DIVERSITY OF ORCHIDS IN SAMPRAW CAMPUS, UDON THANI RAJABHAT UNIVERSITY ทัศนยั ปญจนั ทรส งิ ห1* และ วิบลู เปน สุข2 Tasanai Punjansing1* and Viboon Pensuk2 1สาขาวิชาชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 64 ถนนทหาร อําเภอเมือง จงั หวดั อุดรธานี 41000 2สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารผลติ พชื คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี 64 ถนนทหาร อาํ เภอเมอื ง จังหวัดอดุ รธานี 41000 1Department of Biology, Faculty of Science, Udon Thani Rajabhat University, 64 Thahan Road, Mak Khaeng, Mueang, Udon Thani 41000 2Department of Plant Product Technology, Udon Thani Rajabhat University, 64 Thahan Road, Mak Khaeng, Mueang, Udon Thani 41000 บทคัดยอ สํารวจกลวยไมปาในศูนยการศึกษาสามพราว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยสํารวจและเก็บตัวอยาง ระหวางเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ในเขตพื้นท่ีเตรียมเปนพ้ืนที่ปกปกพันธุกรรมพืช 3 เสนทาง การศกึ ษาและจัดจําแนกตามหลักอนุกรมวิธาน ผลการศึกษาพบกลว ยไมท้งั หมด 2 วงศย อย 13 สกลุ 21 ชนดิ ไดแ ก วงศ ยอ ย Orchidiodeae พบ 3 สกลุ 8 ชนิด สกลุ ท่ีพบมากทีส่ ุดคือ สกลุ สังหิน Habenaria พบ 5 ชนดิ ไมสามารถระบชุ นิด ได 1 ชนิด และวงศยอย Epidendroideae พบ 10 สกุล 13 ชนิด สกุลท่ีพบมากที่สุดคือ สกุลหมูกล้ิง Eulophia พบ 4 ชนิด แบงเปนกลวยไมตามลักษณะวิสัยแบงออกเปน 2 ประเภท คือ กลวยไมอิงอาศัย และ กลวยไมดิน นอกจากนี้ยัง พบวากลวยไม 2 ชนิดท่ีสํารวจพบเปนกลวยไมที่เสี่ยงตอการสูญพันธุคือ อ้ัวสาคริก Pecteilis hawkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar และ อั้วตีนกบ P. susannae (L.) Raf. และกลวยไมท่ีอยูสภาวะท่ีถูกคุกคามคือกลวยไมเขาแกะ Rhynchostylis coelestis (Rchb.f.) A. H. Kent และชางกระ R. gigantea (Lindl.) Ridl. กลวยไมชนิดเดนในพื้นที่ ศึกษา คือ เอื้องดอกมะขาม Dendrobium delacourii Guillaumin ขอมูลท่ีไดจากการสํารวจจะนํามาเปนขอมูล เบ้อื งตน ในการอนรุ กั ษและใชประโยชนอ ยางยงั่ ยนื ตอไป Abstract Field surveys and specimen collection of wild orchids were conducted at three trails of plant genetic protection area in Sampraw campus, Udon Thani Rajabhat University during November, 2014 to October 2015. All samples were then taxonomic classified. A total of 21 orchid species from 13 genera under two subfamilies were recorded. The subfamily Orchidiodeae contained eight species from three genera in which the genus Habenaria held the greatest number of species (five known species and one unknown species). Meanwhile, there were 13 species from 10 genera of the Epidendroideae in which the genus Eulophia contained the highest number of species (four recorded species). Based on habitat identification, the orchids could be divided into two main types, namely terrestrial orchids and epithetic orchids. Additionally, Pecteilis hawkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar and P. susannae (L.) Raf. demonstrated as risk of extinction whereas Rhynchostylis coelestis (Rchb.f.) A. H. Kent and R. gigantea (Lindl.) Ridl. were recorded as threatened species. It was also found that Dendrobium delacourii การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

69 Guillaumin was dominant species in this study site. These obtained results would be basic data for orchid conservation and sustainable utilization in the next future. คําสาํ คัญ: ความหลากหลายของกลว ยไม, ศนู ยการศกึ ษาสามพราว มหาวิทยาลัยราชภฎั อดุ รธานี Keywords: Orchids diversity, Sampraw campus Udon Thani Rajabhat University *ติดตอนกั วจิ ัย: ทศั นัย ปญจันทรส งิ ห (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Tasanai Punjansing (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

70 บทนํา ประชากรและชนิดของกลวยไมที่สํารวจพบแตกตางกัน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับพื้นที่ลักษณะภูมิประเทศ ความสูงจาก กลวยไมพืชเปนใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะเดนของพืชวงศน้ีคือ ระดับน้าํ ทะเล และลักษณะของปา และมีการใชเกณฑใน ดอกมีลักษณะแตกตางจากพชื วงศอ ่ืนคือ มีลักษณะกลีบปาก การจัดจําแนกตามหลักอนุกรมวิธานรวมทั้งลักษณะวิสัย ท่ีเดนชัด เกสรเพศผูและเกสรเพศเมียเชื่อมติดกันเปนเสา ป จ จ ุบ ัน ศู น ย ก า ร ศึ ก ษ า ส า ม พ ร า ว ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฎ เกสร เม่อื ฝกแกจ ะแหง แตก จึงทาํ ใหส ามารถกระจายพันธไุ ด อดุ รธานีซ่ึงตั้งอยูในพื้นท่ีปาโคกขุมปูนโดยสภาพปาเปนปา ในทุกภูมิภาคของโลกโดยทั่วโลกพบประมาณ 796 สกุล เสื่อมโทรมมากอนตอมาทางชุมชนบานสามพราวไดมอบ 19,000 ชนิด (อบฉันท, 2549) จัดเปนพืชวงศใหญ มีจํานวน พื้นที่แหงนี้เปนที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ชนิดมากท่ีสุดในโลก ประเทศไทยมีประมาณ 177 สกุล ช า ว บ า น ใ น พื ้น ที ่ใ ช ป า แ ห ง นี ้เ ป น ที ่เ ก ็บ ห า ข อ ง ป า เ ช น 1,333 ชนิด (Thaithong, 1999) การสํารวจกลวยไมใน ผักหวาน ดอกกระเจียว รวมทั้งเห็ดปา ในชวงฤดูฝน แต ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาและออกสํารวจเปนเวลา ในชวงฤดูแลงพื้นที่ปาบางสวนถูกเผาไหม ดังนั้นสาเหตุ ย า ว น า น โ ด ย ม ีน ัก พ ฤ ก ษ ศ า ส ต ร ทั ้ง ช า ว ไ ท ย แ ล ะ ช า ว ดังกลาวอาจจะเปนเหตุทําใหพืชพรรณบางชนิดอาจสูญ ตางประเทศ ซ่ึงไดรับการระบุช่ือทางพฤกษศาสตรโดย หาย ไป โด ยเ ฉพ าะพืชในว งศกลวยไ ม โ ดย ทา ง Dr. Gunnar Seidenfaden และในตอมาไดมีการสํารวจ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีไดเขารวม สนองพระราชดาํ ริ ความหลากหลายของกลวยไมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช ไดเริ่มดําเนินงานโครงการ ไทยในอุทยานแหงชาติ และวนอุทยานรวมทั้งเขตรักษา ศึกษาความหลากหลายของพืชทองถิ่นที่ขึ้นอยูบริเวณปา พันธุสัตวปาโดยมีการสํารวจในอุทยานแหงชาติดอยผาหม ปกปกของมหาวิทยาลัยกลวยไมเปนพืชวงศหนึ่งที่อยูใน ปก (เสถียรและคณะ, 2551) อุทยานแหงชาติแกงกระจาน โครงการศึกษาปจจุบันพื้นที่ปาของมหาวิทยาลัยบางสวน (นพรัตนและคณะ, 2556) และสํารวจในอุทยานแหงชาติ ถูกใชเปนพื้นที่ในปลูกสรางอาคารตางๆซึ่งจากการศึกษา แมวงก (วัชรศักด์ิและคณะ, 2555) รวมทั้งมีการสํารวจใน เบื้องตนพบวาพบกลวยไมหลายชนิดที่เคยสํารวจพบไดมี อุทยานแหงชาติน้ําหนาว (วรชาติ และประนอม, 2552) จํานวนลดนอยลงและมีกลวยไมบางชนิดอาจมีการสูญ สวนในพ้ืนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไดมีการสาํ รวจหลาย หายไปจากพื้นที่ดังนั้นผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะสํารวจ พื้นที่เชนทางพื้นที่ตอนบนตั้งแตอุทยานแหงชาติภูเรือ ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ข อ งช นิด ก ลว ย ไ ม ใน พื้น ที่ข อ ง ( อ น ุพ ัน ธ แ ล ะ ค ณ ะ , 255 0 ) แ ล ะ ภ ูก ร ะ ด ึง มหาวิทยาลัย ขอมูลท่ีไดจากการศึกษาสํารวจจะเปนขอมูล (กรกช และคณะ, 2559) รวมทั้งเขตรักษาพันธุสัตวปาภู เบื้องตนเปนแนวทางในการรักษาอนุรักษและนํามาใช หลวง ไปจนถึงสุดแผนดินที่ราบสูงอุทยานแหงชาติปาหิน ประโยชนในอนาคตอีกตอไป งาม (สมราน, 2546) รวมทั้งอุทยานแหงชาติแหงชาติเขา ใหญ (อมรรัตน, 2448) สวนการสํารวจความหลากหลาย อปุ กรณและวิธีการทดลอง ใ น พื ้น ที ่ภ า ค ต ะ ว ัน อ อ ก เ ฉ ีย ง เ ห น ือ ต อ น บ น แ ล ะ พื ้น ท่ี ใกลเคียงในจังหวัดอุดรธานี ผูวิจัยไดเริ่มศึกษาสํารวจ 1. การสํารวจและเก็บตัวอยางกลวยไม ออกเก็บตัวอยาง ความหลากหลายของกลวยไมในอุทยานแหงชาติภูลังกา กลวยไม 12 คร้ัง โดยออก เดือนละคร้ังในเดือนท่ีมีกลวยไม จังหวัดนครพนมและตามเทือกเขาภูพานไดแก ภูหินลาด ออกดอกจํานวนมากเพม่ิ ความถี่ในการออกเก็บตวั อยางมาก ชอฟา จังหวัดหนองบัวลําภู วนอุทยานภูฝอยลม และ ขน้ึ โดยแบงพ้ืนทศ่ี ึกษาออกเปน 3 เสนทางไดแก ปา ทางทิศ อุทยานประวัติศาสตรภูพระบาท (ทัศนัยและคณะ, 2559) เหนือ ทิศตะวันออก และทางทิศใตของมหาวิทยาลัย จากรายงานผลการศึกษาพบวาแตละพื้นที่ มีจํานวน (ภาพท่ี 1) บันทึกสภาพแวดลอมที่กลวยไมเกิดลักษณะทาง กายภาพไดแก อุณหภูมิ ความช้ืน ความเขมของแสง พิกัด การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

71 ทางภูมิศาสตรและความสูงจากระดับนํ้าทะเล เลือกเก็บ 2. ผลการศึกษาความหลากหลายของกลวยไมในศูนย ตัวอยางกลวยไมที่มีสวนประกอบท่ีสมบูรณ กอนเก็บ ตัวอยางตองถายภาพกลวยไมในธรรมชาติ การเก็บตัวอยาง การศึกษาสามพราวมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีระหวาง กลวยไมท่ีสํารวจพบ รวมท้ังศึกษาลักษณะโครงสรางภายใน หอ งปฏบิ ัตกิ าร นํามาอัด อบแหง เย็บติดกระดาษเปน พรรณ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2558 ไมแหง ตัวอยางพรรณไมบางช้ินนําไปดองในแอลกอฮอล จัดระบบการจัดจําแนกวงศของ K.W. Dixon, et al (1993) 70 % การตรวจสอบพรรณไมจาํ แนกกลวยไม ตรวจสอบชื่อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร โ ด ย เ ป รี ย บ เ ที ย บ จ า ก เ อ ก ส า ร ท า ง พ ฤ ก ษ พบกลวยไมทั้งหมด 2 วงศยอย 10 สกุล 21 ชนิด ไดแก อนุกรมวิธานเชน Orchid Genera in Thailand II,III, V, VIII, XII พ ร ร ณ พ ฤ ก ษ ช า ติ แ ห ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย วงศยอย Orchidioideae พบ 3 สกุล สกุลที่พบจํานวนชนิด (Flora of Thailand) และใชรูปวิธานของ Seidenfaden มากท่ีสุดคือ สกุลสังหินพบ 5 ชนิด ไดแก นางอ้ัวนอย หลังจากนั้นจึงนําตัวอยางกลวยไมไปเปรียบเทียบพรรณไม Habenaria dentata (Sw.) Schltr., เ อื้ อ ง แ ม ง มุ ม อางอิง พิพิธภัณฑพืชหอพรรณไม กรมอุทยานแหง ชาติ สัตว H. amplexicaulis Rolfe , เออ้ื งหอมเตย H. lucida Wall. ปา และ พรรณพืช (BKF) สวนพฤกษศาสตรสมเด็จพระนาง ex Lindl. ex Downie, อ้ัวทุง H. khasiana Hook. f. และ เจาสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ (QSBG) อําเภอแมริม จังหวัด ไมสามารถระบุชนิดได Habenaria sp. สวนสกุลอั้วสาคริก เชยี งใหม Pecteilis พบ 2 ชนิดคือ อ้ัวสาคริก Pecteilis awkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar และอ้ัวตีนกบ P. susannae ผลและวิจารณผลการทดลอง (L.) Raf. สวน สกุลกะเรกะรอน Cymbidium พบเพียงชนิด เดียวคือ กะเรกะรอน Cymbidium aloifolium (L.) Sw. 1. ขอมูลทางกายภาพของพ้ืนท่ีศึกษา จากการออกสํารวจ ในวงศยอย Epidendroideae พบ 7 สกุล โดยสกุลที่พบ และเก็บตัวอยางในระหวางเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2558 ตามเสนทางการศึกษา มากที่สกุลคือสกุลหมูกล้ิง Eulophia พบ 4 ชนิด ไดแก ธรรมชาติ จากการสํารวจและบันทึกขอมูลทางกายภาพ หมูกลงิ้ Eulophia andamanensis Rchb.f, หวั ขา วเหนยี ว พบวา ความเขมแสง สูงสุดคือเดือนเมษายน มีคาความเขม E. graminea Lindl., วา นอ่ึงนวล E. herbacea Lindl. และ แสง 9,000 ลักซ และต่ําสุดคือ ในเดือนกรกฎาคม มีคา ว า น อึ่ ง E. macrobulbon (C. S. P. Parish & Rchb. f.) ความเขมแสงเฉล่ีย 240.1 ลักซ อุณหภูมิสูงสุดคือเดือน Hook.f. รองลงมาคือ สกุลชาง Rhynchostylis พบ 3 ชนิด เมษายน อุณหภมู ิ 35.2 องศาเซลเซียส และตํ่าสดุ คอื เดือน ไดแก เขาแกะ Rhynchostylis coelestis (Rchb.f.) A.H. พฤศจิกายน อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และความช้ืน Kent, เอ้ืองไอยเรศ R. retusa (L.) Blume, ชางกระ R. สัมพัทธสูงสุดคือพฤศจิกายน ความช้ืนสัมพัทธมีคาเฉล่ีย gigantea (Lindl.) Ridl. สกุลวานจงู นาง Geodorum พบ 2 เทากับ 83.5 % พบวาคาความชื้นสัมพัทธต่ําสุดเทากับ 75 ชนดิ คือวา นจูงนาง Geodorum recurvum (Roxb.) Alston % ความช้ืนสัมพัทธสูงสุดเทากับ 89 % ความสูงจาก และวานจูงนาง G. siamense Rolfeex Downie สวนสกุล ระดับนํ้าทะเลเฉล่ีย โดยประมาณ 230 เมตรจาก ที่พบอยางละชนิดไดแก สกุลเอื้องหมาก Coelogyne คือ ระดับน้ําทะเล นอกจากนี้ยังพบวาในชวงฤดูแลงตั้งแตเดือน เอ้ืองหมาก Coelogyne trinervis Lindl., สกุลเอื้องผ้ึง มีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พ้ืนที่ปาดังกลาวโดน Dendrobium เ อ้ื อ ง ด อ ก ม ะ ข า ม D. ทําลายจากไฟปาซึ่งเกิดจากการจุดของชาวบานท่ีอาศัยอยู delacourii Guillaumin, สกุลนางตาย Peristylus คือ นาง ในชุมชนรอบมหาวทิ ยาลัยแลวลกุ ลามมายังพนื้ ทีด่ ังกลา ว ตาย Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. และสกุล สาม ปอย Vanda คือเข็มขาว Vanda lilacina Teijsm.& Binn (ตารางที่ 1) แบงประเภทของกลวยไมตามลักษณะวิสัยแบง ออกเปน 2 ประเภทดังน้ี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

72 1. กลว ยไมดนิ (terrestrial orchid) พบ 14 ชนดิ ไดแก นาง และ Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. นอกจากน้ียัง อ้ั ว น อ ย H. dentata (Sw.) Schltr., เ อื้ อ ง แ ม ง มุ ม พบวากลวยไมดินที่พบในพ้ืนที่ศึกษามีลักษณะนิเวศวิทยาที่ H. amplexicaulis Rolfe, เอ้ืองหอมเตย H. lucida Wall. แตกตางจากพ้ืนท่ีศึกษาอื่นๆคือพบ กลวยไม 3 ชนิดมีการ ex Lindl. ex Downie, อัว้ ทุง H. khasiana Hook. f., นาง เจริญเติบโตไดตามบริเวณจอมปลวกไดแก นางอั้วสาคริก อั้ ว ส า ค ริ ก Pecteilis awkesiana (King & Pantl.) C. S. Pecteilis awkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar วาน Kumar, เ อื้ อ ง ตี น ก บ P. susannae (L.) Raf. ห มู ก ลิ้ ง จูงนาง Geodorum recurvum (Roxb.) Alston และหมู Eulophia andamanensis Rchb.f, เ อื้ อ ง ข า ว เ ห นี ย ว กล้ิง Eulophia andamanensis Rchb.f, นอกจากน้ียัง E. graminea Lindl, วา นอึ่งนวล E. herbacea Lindl.และ พบวา กลวยไมอั้วทุงสามารถเจริญเติบโตในพื้นที่ชื้นแฉะ ว า น อ่ึ ง E. macrobulbon (C. S. P. Parish & Rchb. f.) โดยเฉพาะซ่ึงเปนทุงหญาโลงกวางและมีนํ้าไหลผานพ้ืนท่ี Hook.f., ว า น จู ง น า ง Geodorum recurvum (Roxb.) ในชวงปลายฤดูฝนสูตนฤดูหนาวกลวยไมบานตามลานหญา Alston. ว า น จู ง น า ง G. siamense Rolfeex Downie 2. กลวยไมอ งิ อาศัย (epiphytic orchid) พบ 7 ชนดิ ไดแ ก กะเรกะรอ น Cymbidium aloifolium (L.) Sw., เอ้ืองหมาก Blume, ชางกระ R. gigantea (Lindl.) Ridl และกลวยไม Coelogyne trinervis Lindl., เ อื้ อ ง ด อ ก ม ะ ข า ม D. เข็มขาว Vanda lilacina Teijsm. & Binn การศึกษาครงั้ นี้ delacourii Guillaumin, เ ข า แ ก ะ Rhynchostylis จากการสํารวจไมพบกลวยไมท ี่อาศัยอยูบนหิน และกลวยไม coelestis (Rchb. f.) A.H. Kent, ไ อ ย เ ร ศ R. retusa (L.) กนิ ซากหรือกลวยไมนา้ํ ตารางที่ 1 แสดงขอมูลสรุปจํานวนชนดิ กลว ยไมทีพ่ บในพ้ืนที่ศึกษา ลาํ ดบั วงศยอ ย สกุล ชนิด (Subfamily) (Genus) (Species) 1 Orchidoideae 3 8 2 Epidendroideae 10 13 รวม 2 13 21 หมายเหตุ: จดั จาํ แนกตามระบบของ K.W. Dixon, et al (1993) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวขทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

73 กข ค ภาพที่ 1 เสน ทางการสาํ รวจและเก็บตวั อยา ง (ก) ปาทางดานทศิ เหนอื ) (ข) ปาทางดา นทิศตะวนั ออก (ค) ปาทางดา นทิศใต กข ค การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

74 ก ข คง จ ชซ ฉ ชซ ฌญ ฎ ฏ ฐฑ ฒ ณ ด ตถ ท ภาพท่ี 2 กลว ยไมท ่สี ํารวจพบในศนู ยการศกึ ษาสามพรา ว มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี (ก) Habenaria .dsepn.t(aจt)aH(.Skwh.a) sSiธcahnlatr.H(oขo) kH..fa. m(ฉ)pPleexcicteaนiulilsishRaowlkfeeseiaxnDao(wKninieg (ค) H. lucida Wall. ex Lindl. (ง) Habenaria & Pantl.) C. S. Kumar (ช) P. susannae (L.) Raf. (ซ) Coelogyne trinervis Lindl. (ฌ) Dendrobium delacourii Guillaumin (ญ) Eulophia andamanensis Rchb.f (ฎ) E. graminea Lindl. (ฏ) E. herbacea Lindl. (ฐ) E. macrobulbon (C. S. P. Parish & Rchb. f.) Hook. f. (ฑ) Geodorum recurvum (Roxb.) Alston (ฒ) G. siamense Rolfe ex Downie (ณ) Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. (ด) R. coelestis (Rchb. f.) A.H. Kent (ต) R. retusa (L.) Blume (ถ) R. gigantea (Lindl.) Ridl. (ท) Vanda lilacina Teijsm. & Binn. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

75 ตารางที่ 2 ผลการศึกษากลว ยไม ศูนยการศึกษาสามพรา ว มหาวทิ ยาลัยราชภัฎอดุ รธานี วงศยอ ย /สกุล ชือ่ วทิ ยาศาสตร ชอื่ ไทย ลกั ษณะวิสัย ลกั ษณะ ระยะเวลาออก ของปา ดอก Subfamily Orchidoideae เอื้องแมงมมุ TTO MDF, DDF ก.ค. สกลุ สงั หิน 1. Habenaria amplexicaulis Habenaria Rolfe ex Downie นางอั้วนอ ย TTO DDF ก.ย.-ต.ค. 2. H. dentata (Sw.) อ้วั ทงุ TTO MDF, DDF มิ.ย.-ก.ย. Schltr. เอื้องหอมเตย, TTO MDF, DDF ก.ค. ทา วคลู ู 3. H. khasiana Hook. f. - TTO MDF, DDF ก.ค. 4. H. lucida Wall. ex Lindl. นางอ้วั สาครกิ TTO DEF ก.ค.-ก.ย. 5. Habenaria .sp. นางอัว้ TTO DEF ก.ค.-ก.ย. สกลุ อว้ั สาคริก 6. Pecteilis hawkesiana อั้วตีนกบ Pecteilis (King & Pantl.) C. S. Kumar กะเรกะรอน EPO DDF ม.ี ค.-พ.ค. 7. P. susannae (L.) Raf. สกลุ 8. Cymbidium กะเรกะรอน aloifolium (L.) Sw. Cymbidium Subfamily Epidendroideae เอื้องหมาก EPO DEF, MDF ก.ย.-พ.ย. เอ้ืองดอกมะขาม EPO DEF, MDF เม.ย.-ม.ิ ย. สกลุ เอือ้ งหมาก 9. Coelogyne เลือ่ ม trinervis Lindl. Coelogyne สกุลเอ้อื งผ้ึง 10. Dendrobium Dendrobium delacourii Guillaumin การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

76 วงศยอ ย /สกลุ ชอื่ วิทยาศาสตร ชอื่ ไทย ลกั ษณะวสิ ัย ลกั ษณะของ ระยะเวลาออก ปา ดอก สกลุ หมูกลง้ิ 11. Eulophia หมกู ล้ิง TTO MDF มี.ค.-พ.ค. Eulophia andamanensis Rchb.f หัวขา วตม 12. E. graminea Lindl. TTO MDF ธ.ค.-เม.ย. สกุลวา น 13. E. herbacea Lindl. วา นอง่ึ นวล TTO MDF มี.ค.-พ.ค. จูงนาง วา นอึ่ง TTO MDF ม.ี ค.-พ.ค. Geodorum 14. E. macrobulbon (C. S. P. Parish & วา นจูงนาง TTO MDF เม.ย.-มิ.ย. สกลุ นางตาย Rchb. f.) Hook. f. วา นจูงนาง TTO MDF เม.ย.-มิ.ย. Peristylus นางตาย TTO MDF เม.ย.-มิ.ย. 15. Geodorum recuvum (Roxb.) Alston 16. G. siamense Rolfe ex Downie 17. Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. สกุลเขาแกะ 18. R. coelestis (Rchb. f.) A. เขาแกะ EPO DEF,MDF เม.ย.-ม.ิ ย. Rhynchostylis H. Kent 20. R. gigantea (Lindl.) Ridl. ชา งกระ EPO DEF,MDF เม.ย.-มิ.ย. 19. R. retusa (L.) Blume เอ้อื งไอยเรศ EPO DEF,MDF เม.ย.-พ.ค. สกลุ สามปอย 21. Vanda lilacina Teijsm. & เข็มขาว EPO DEF,MDF ม.ค.-เม.ย. Vanda Binn. หมายเหตุ: ประเภท/วสิ ัย กลว ยไมอ ิงอาศัย (epiphytic orchid: EPO) กลวยไมด นิ (terrestrial orchid : TTO) กลวยไมบ นหิน (lithophyte orchid : LPO) ประเภทปา/Habitat ปาผลดั ใบ/ปา เบญจพรรณ (mixed deciduous forest: MDF) ปา ดิบแลง (dry evergreen forest: DEF) ปา เต็งรงั (deciduous dipterocarp forest: DDF) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

77 สรุปผลการทดลอง สภาพภูมิประเทศที่เหมือนกัน แตกลุมกลวยไมอิงอาศัยใน พื้นท่ีศึกษาจะพบนอยมากเม่ือเปรียบเทียบผลศึกษาความ ผลการศกึ ษาความหลากหลายของกลวยไมใ นศูนย หลากหลายของกลวยไมในพ้ืนท่ีอื่น เชน อุทยานแหงชาติ การศึกษาสามพราวมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีระหวาง ภูลังกา จังหวัดนครพนม (ทัศนัย, 2556) ท่ีสํารวจพบ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2558 กลวยไมท้ังหมด 53 ชนิด เน่ืองจากลักษณะทางภูมิประเทศ จัดจําแนกตามหลักอนุกรมวิธานตามระบบการจัดจําแนก ของอุทยานแหงชาติภูลังกา ซ่ึงมีระดับความสูงจากนํ้าทะเล ของ K.W. Dixon, et al (1993) พบกลวยไมทั้งหมด 2 สูงกวา ในพ้ืนที่ศึกษา ซ่ึงระดับความสูงทแ่ี ตกตา งกัน มีผลตอ วงศยอย 10 สกุล 21 ชนิด และไมสามารถระบุระดับชนิด การเจริญและการกระจายพันธุชนิดกลวยไมท่ีแตกตางกัน ได คือ Habenaria sp. การที่ไมสามารถระบุชนิดของ แตอยางไรก็พบวากลวยไมบางชนิดท่ีพบเชนเดียวกับ กลวยไมในสกุลนี้ไดเน่ืองจาก ตัวอยางท่ีพบดอกไมมีความ การศึกษาครั้งน้ี ไดแก เขาแกะ ชางผสมโขลง และเอ้ือง สมบูรณและพบนอยมาก ควรมกี ารเกบ็ ตัวอยางเพิม่ เตมิ และ หมาก ผลการศึกษาครั้งนี้พบกลว ยไมดินเปน สวนมากถงึ 12 การใชลักษณะทางสัณฐานวิทยาอยางเดียวไมเพียงพอตอ ชนิด นอกจากนี้ยังพบวา อั้วสาคริก เปนกลวยไมเดน มี การจัดจําแนก ดังน้ันอาจจะตองใชงานทางดาน ชีวโมเลกุล จํานวนประชากรมากในชวงฤดูฝนตลอดท้ัง สวนเอื้องแมง มาชวยเปนขอมูลเพิ่มเติม การศึกษาครั้งน้ีพบกลวยไมสกุล มมุ ซ่งึ เปน กลว ยไมด ินในสกลุ สังหิน พบจํานวนประชากรมาก หมูกลิ้ง 4 ชนิด จากรายงานการศึกษาพรรณพฤกษชาตแิ หง อกี เชนกนั โดยมกี ารกระจายตวั อยูทกุ พื้นท่ี การศึกษาสํารวจ ประเทศไทยมีการสํารวจพบ E. chaunanthe Seidenf ใน คร้งั นี้ยงั มีการพบ อ้วั ทุง เปนกลว ยไมท มี่ รี ายงานการกระจาย จังหวัดอุดรธานี ในพ้ืนท่ีศึกษาไมพบ และกลวยไมในสกุล พนั ธุอยูทวั่ ทุกภูมภิ าคของประเทศไทยพบตามทุงหญาทมี่ ดี ิน เดียวกันคือวานหัวคู E. spectabillis (Dennst.) Suresh ปนทรายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบ ไดในจังหวัดเลย ซึ่งกลวยไมชนิดน้ีมีการกระจายพันธุอยูทั่วทุกภาคของ สกลนคร กระจายพันธุไปถึงจังหวัดอุบลราชธานีและพบท่ี ประเทศไทย ดังรายงานการศึกษาของ (ออพรและคณะ, ระดับความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ําทะเล ซึ่งการศึกษา 2554) ท่สี ํารวจพบกลวยไมชนดิ นี้ ในอุทยานแหงชาติซึ่งทุง คร้ังนี้เปนรายงานคร้ังแรกท่ีพบในเขตจังหวัดอุดรธานีที่ แสลงหลวง ครอบคลุมสังคมพืชที่หลากหลายซึ่งกลวยไม ระดับความสูงเฉลี่ยประมาณ 230 เมตรจากระดับนํ้าทะเล ดินสกุลหมูกลิ้งพบเพียงชนิดเดียวที่รายงานพบในพื้นที่ สว นกลวยไมองิ อาศัย ไดแก เอ้อื งดอกมะขาม Dendrobium ดังกลาว ยังพบวากลวยไมสกุลนี้มีหลายชนิดที่พบกันกับ delacourii และ เขาแกะ Rhynchostylis coelestis, เปน พื้นทีใ่ กลเ คยี ง เปน กลมุ กลว ยไมด ินสกลุ อืน่ ๆ เชน สกลุ สังหิน กลวยไมอิงอาศัยชนิดเดนอีกเชนกัน การศึกษาครั้งนี้ไมพบ สกุลหมูกลิ้ง สกุลวานจูงนาง และ สกุลนางอั้วสาคริก จาก กลว ยไมบ นหนิ (Lithophyte) และกลว ยไมกนิ ซาก พจิ ารณา รายงานการศึกษาของ วรญั ญาและทัศนัย ท่สี ํารวจกลวยไม จากสถานการณในการอนุรักษกลวยไม พบวากลวยไมทีอยู ในภูหินลาดชอฟาและในอุทยานประวัติศาสตรภูพระบาท ในสภาวะถกู คกุ คาม (Chamchumroon, et al, 2017 ) พืช อาํ เภอบา นผือ จังหวัดอดุ รธานี (ทศั นยั , 2556) แตทัง้ นกี้ เ็ ปน ในวงศกลวยไม 103 ชนิดเปนกลวยไมท่ีพบในพ้ืนท่ีศึกษา 2 เฉพาะกลุมกลวยไมดิน สวนที่พบแตกตางคือกลวยไมอิง สกุล 4 ชนิด คอื อ้วั สาครกิ และอ้วั ตนี กบ รวมถึงเขาแกะและ อาศัย โดยเฉพาะกลวยไมสกุลหวาย เชน เอ้ืองผ้ึง ชา งกระ อีกทั้งอางอิงตามการประเมินสภาพของ Thailand Dendrobium lindleyi เ อ้ื อ ง คํ า ก่ิ ว D. signatum red Data: Plants (Santisuk et al.,2006) กลวยไมสกุลอ้ัว Rchb.f และ เอื้องจําปา D. moschatum (Buch – Ham.) สาครกิ ทง้ั 2 ชนิด เปนกลวยไมที่อยูในสถานภาพพืชหายาก Sw. ซ่ึงชนิดของกลวยไมจะพบชนิดที่ใกลเคียงกันเน่ืองจาก วานอ่ึงนวล ในพื้นที่ศึกษาจากการสํารวจเปนเวลาหลายป พ้นื ท่ีทั้งสองแหงตง้ั อยูในเทือกเขาภูพานและมีสภาพปาและ พบวามีจํานวนลดนอยลง กลวยไมชนิดน้ีควรไดรับการ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

78 อนุรักษพันธุกรรมและการศึกษาคร้ังน้ีไดสนับสนุน การ อุดรธานี อนุรักษและเพ่ิมจํานวนในธรรมชาติโดยวิธีการขยายพันธุ ดว ยวิธีการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือกลวยไมบางชนิดมีศกั ยภาพใน ------------------------- 2557 รายงานวิจยั ฉบับสมบูรณ การปรับปรุงพันธุเพ่ือพัฒนาเปน ไมตัดดอก การศึกษาขอมูล ความหลากหลายของกลวยไมในวนอทุ ยาน พันธุศาสตรเชิงประชากรในบางสกุล อีกท้ังควรมีการศึกษา ภูฝอยลมจังหวดั อดุ รธานี มหาวิทยาลัยราชภฏั ชีววิทยาทางโมเลกุล ความหลากหลายทางพันธุกรรม เพื่อ อุดรธานี เปนขอมลู สนับสนุนในการจัดจําแนก จากรายงานการศึกษา คณะผูวิจัยไดพัฒนาเปนหนังเลมเล็กเรื่องความหลากหลาย --------------------------2558 รายงานวิจยั ฉบับสมบูรณ ของกลวยไมในศูนยการศึกษาสามพราว รวมทั้งเปนขอมูล ความหลากหลายของกลวยไมใน ทางพนั ธกุ รรมท่ใี ชใ นการอนุรักษต ลอดจนพฒั นาตอยอดเพ่ือ อุทยานประวัตศิ าสตรภพู ระบาทอาํ เภอบานผือ ใชประโยชนจากกลว ยไมอ ยา งย่งั ยืนอีกตอ ไป จังหวัดอดุ รธานี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี สลลิ คําขอบคุณ วัชรศกั ด์ิ มาเกดิ .2555. การศึกษาอนุกรมวธิ านของ กลวยไม บริเวณอุทยานแหงชาติแมวงก งานวิจัยคร้ังนี้ไดรับทุนสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ จังหวดั นครสวรรคและจงั หวัดกําแพงเพชร พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต รัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2558 ขอขอบคุณ สาขาวชิ าวิทยาศาสตรช ีวภาพ คณาจารย เจาหนาท่ี และนักศึกษาสาขาวิชาชีววิทยา คณะ วิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่ชวยออกเก็บ มหาวิทยาลยั นเรศวร ตัวอยา ง วรชาติ โตแกว และ ประนอม จันทรโณทยั . 2552. เอกสารอางองิ กรกช ดวงด.ี 2559 ความหลากหลายของกลวยไมตาม ความหลากหลายของพชื วงศกลว ยไมใน อทุ ยานแหงชาตินํา้ หนาว จงั หวดั เพชรบูรณ. เสนทางข้นึ ยอดภอู ุทยานแหงชาติภกู ระดงึ วารสารพฤกษศาสตรไ ทย 1:49-59 จงั หวัดเลย วทิ ยานิพนธปริญญา วิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาพฤกษศาสตร วรัญญา จรี ะวิพูลวรรณและทศั นัย ปญ จนั ทรส ิงห. จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย. นพรตั น ทูลมาลย และคณะ.2557 การศกึ ษาทาง 2551.รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณความหลากหลาย อนุกรมวิธานของพืชวงศก ลวยไมในอุทยาน ของกลวยไมในภหู นิ ลาดชอ ฟา จังหวัด แหง ชาติแกง กระจาน จงั หวัดเพชรบรุ ี ปรญิ ญา หนองบัวลาํ ภู มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี วิทยาศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าชวี วิทยาปา ไม วรี ะชยั ณ นคร และ สันติ วัฒฐานะ .2551สวน มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร พฤกษศาสตรพระนางเจาสิรกิ ิต์ิ กลว ยไมไ ทย1. ทัศนัย ปญ จนั ทรส งิ ห. 2557 รายงานวิจัยฉบับสมบรู ณ เชียงใหม: วนดิ าการพมิ พ. ความหลากหลายของกลวยไมใ นอุยานแหงชาติ ภูลงั กา จังหวัดนครพนม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั -------------------------------------------2551. สวน พฤกษศาสตรพระนางเจาสริ กิ ติ ์ิ กลวยไมไ ทย 2. เชยี งใหม: วนดิ าการพมิ พ. สวนพฤกษศาสตรปาไม สาํ นกั วชิ าการปา ไม กรมปาไม. 2544. ช่อื พรรณไมแหงประเทศไทย เตม็ สมิตนิ นั ทน. ครงั้ ที่ 2 (ฉบบั แกไขเพ่มิ เตมิ ). บรษิ ัทประชาชน จํากัด, กรงุ เทพฯ. สิทธิสัจธรรม. 2549. กลวยไมปา เมอื งไทย. กรุงเทพฯ: อัมรนิ ทรพ รน้ิ ตงิ้ แอนพับลชิ ชงิ . การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

79 สมราน สดุ ด.ี 2546. การศกึ ษาอนุกรมวธิ านของพชื วงษ Polocyand Planning (ONEP), Thailand. กลวยไม บริเวณอุทยานแหงชาตปิ า หนิ งาม จังหวดั ชยั ภูมิ. กลุมพฤกษศาสตรป าไม Seidenfaden, G. & Smitinand, T. 1959-1965. ฝายวนวฒั นวจิ ัยและพฤกษศาสตร The Orchids of Thailand. A Preliminary กรมอทุ ยานแหงชาติ สตั วปา และพันธพ ืช List. The Siamsociety. Bangkok. ------------. 1975. Orchid Genera in Thailand III. กรุงเทพฯ. Coelogyne Lindl. Dansk BotaniskArkiv 29(4). สํานักงานหอพรรณไม .2559 ลกั ษณะประจาํ วงศพรรณไม ------------. 1977. Orchid Genera in Thailand V. (ฉบบั ปรับปรุง) กรมอทุ ยานแหง ชาติ สตั วปาและ Orchidoideae. Dansk BotaniskArkiv ,31(3). พันธพุ ืช. กรงุ เทพฯ. 320 ------------. G. 1985. Orchid Genera in Thailand XII. เสถยี ร ดามาพงศ. 2551. การศกึ ษาอนกุ รมวธิ านพชื วงศ Dendrobium Sw. Opera Botanica 83. กลวยไม บริเวณดอยผาหมปก อุทยานแหงชาติ ------------. 1992. The Orchids of Indochina. Opera ดอยผาหมปก จังหวดั เชียงใหม ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต Botanica 114. สาขาวิชาวิทยาศาสตรชวี ภาพ Chamchumroon, V. Suphuntee, N. Tetsana, N. มหาวิทยาลัยนเรศวร Poopath, M. and Tanikkool, S. (2017) อนพุ นั ธ กงบงั เกิดและคณะ.2550อนุกรมวธิ านและการ Threatened Plants in Thailand.--Bangkok: สํารวจกลว ยไมบ รเิ วณอุทยานแหงชาติ ภูเรอื จังหวัดเลย วารสารวทิ ยาศาสตร Department of National Parks, Wildlife and มหาวิทยาลัยนเรศวร 2550, 4(1),53-66. Plant Conservation, 2017. 224 p. อมรรัตน บัวคลาย. 2548. ความหลากหลายของกลว ยไม Soon, T. E. 1995. Orchids of Asia.Times Book บริเวณเขาเขียว อุทยานแหงชาตเิ ขาใหญ. International, Singapore. 317 pp. วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา Thaithong, O. 1999. Orchids of Thailand. Bangkok: พฤกษศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั . Office of Environmental Policy and ออพร เผอื กคลายและคณะ .2552. ความหลากหลายของ Planning. กลวยไมใ นอทุ ยานแหง ชาติทงุ แสลงหลวง. วารสารพฤกษศาสตรไ ทย 3.(2), 147-16 อบฉนั ท ไทยทอง. 2549. กลวยไมเ มืองไทย. พมิ พคร้ังที่ 12. กรุงเทพฯ : บานและสวน K.W. Dixon, S.P. Kell, R.L. Barrett and P.J. Cribb (ads)2003. Orchid Conservation.. Natural History Publications, Kota Kinabalu, Sabah., 1-24 Santisuk, T., Chayamarit, K., Pooma, R. & Suddee, S. 2006 Thailand red data: plants.Office of Natural Resources and Environmental การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

80 ฤทธิ์ตา นอนมุ ลู อิสระและปริมาณสารประกอบฟน อลิกรวมของผลิตภัณฑ ผงพอกหนา กรงุ เขมา 3 ตาํ รับ ANTIOXIDANT ACTIVITY AND TOTAL PHENOLIC COMPOUND OF THREE RECIPE OF KRUNG KHA MAO (Cyclea barbata Miers) FACIAL MASK กวินนา หัดประกอบ, นันธดิ า จนั ทรลาวงค และ ราตรี พระนคร* Kawina Hudprakob, Nuntida Junlawong and Ratree Pranakhon* สาขาวชิ าแพทยแ ผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร อําเภอพงั โคน จงั หวดั สกลนคร 47160 Division of Thai Traditional Medicine, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ งานวจิ ยั นม้ี ีวัตถปุ ระสงคเพือ่ ศกึ ษา ฤทธ์ิตานอนมุ ูลอสิ ระ และปริมาณสารประกอบฟน อลิกรวมของผลิตภัณฑผงพอก กรุงเขมา 3 สูตร ประกอบดวย 1) ตาํ รับผงพอกหนากรุงเขมาสาํ หรับผูท ่มี ีสวิ 2) ตํารบั ผงพอกหนากรุงเขมาสําหรบั ผู ท่มี ีริ้วรอยแหงวัย 3) ตํารบั ผงพอกหนา กรุงเขมาสําหรับผูท่มี ีร้ิวรอยดางดํา ดวยวิธี DPPH assay พบวาผลิตภัณฑ 1 กรัมมีความสามารถในการยับย้ังสารอนุมูลอิสระรอยละ 73.35, 67.82 และ 72.68 ตามลําดับ มีปริมาณสารตาน อนุมูลอิสระ 5.80, 4.63 และ 5.64 mg/g ตามลําดับ และมีปริมาณฟนอลิกรวมท้ังหมดดวยวิธี Folin-Ciocalteu method เทากับ 9.66, 9.15 และ 12.54 mg/g ตามลาํ ดับ สรุปการศกึ ษาในครั้งนี้ พบวา ตาํ รับพอกหนากรุงเขมาท้งั 3 ตํารับมฤี ทธ์ติ า นอนมุ ูลอสิ ระท่จี ะชว ยในการชะลอความเสอื่ มของผิวพรรณได Abstract The aims of this reaches to study antioxidant activity and total phenolic compound of 3 Cyclea barbata Miers facial mask.Three of powder mask contain with 1) anti-acne Krung Kha Mao powder mask 2.) anti-aging Krung Kha Mao powder mask 3) whitening Krung Kha Mao powder mask. DPPH assay and Folin-Ciocalteu methods were performed. The result showed that % radical scavenging activity were 73.35, 67.82 and 72.68 %, respectively. Antioxidant activity were 5.80, 4.63 and 5.64 mg/g, respectively and finally, Folin-Ciocalteu method was tested. The result showed that total phenolic compound were 9.66, 9.15 and 12.54 mg/g. Conclusion: This study showed that 3 recipe of Cyclea barbata Miers facial mask has antioxidant activity that delay skin deteriorate. คาํ สําคญั : กรุงเขมา, ฤทธิ์การตา นอนุมลู อสิ ระ, สารประกอบฟน อลกิ รวม Keywords: Krung Kha Mao, Cyclea barbata Miers, Antioxidant, total phenolic compounds *ตดิ ตอนักวจิ ยั : ราตรี พระนคร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Ratree Pranakhon (E-mail: [email protected] การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

81 บทนาํ 2) ผงพอกกรุงเขมาตํารับสําหรับผูท่ีมีริ้วรอยแหงวัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต สกลนคร ไดศ กึ ษาและพัฒนาพืชทอ งถนิ่ เพือ่ ถายทอด ประกอบดวย (กรุงเขมา, พญายา, รากสามสิบ, องคความรูสูชุมชนภายใตโครงการ อพ.สธ. มาโดย ตลอด และไดกําหนดใหกรุงเขมาเปนพืชหลักชนิด กวาวเครือขาว, วานชักมดลูก, ยานาง, วานนางคํา, หนึ่งของหนวยงานที่ศึกษาเชิงลึก ในท่ีนี้ไดมี การศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑทั้งในรูปของเคร่ืองดื่ม ดินสอพอง, เกสรทั้ง 5) และ 3) ผงพอกกรุงเขมาสูตร และผลิตภัณฑเสริมความงาม ในสวนของผลิตภัณฑ เสริมความงามมีการผลิตเปนสบู มารคพอกหนา สําหรับผูท่ีมีรอยดางดํา ประกอบดวย (กรุงเขมา, สํ า ห รั บ ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ค รั้ ง นี้ ไ ด มี ก า ร พั ฒ น า เ ป น ผลิตภัณฑพอกหนาจากกรุงเขมา เพ่ือบํารุงผิวหนา พญายา, ชะเอมเทศ, หมอน, วานนางคํา, วานสาก จาํ นวน 3 ตํารับ ประกบดว ย 1) ตาํ รบั สาํ หรับผทู ี่มีสวิ ผิวแพงาย 2) ตํารับสําหรับผูท่ีมีร้ิวรอยแหงวัย และ เหลก็ , ดินสอพอง, ทา วยายมอม และเกสร ทง้ั 5) 3) ตํารับชวยใหหนาขาวใสลดความหมองคลํ้า ที่ได ทดสอบความพึงพอใจในผูบริโภคพบวาผูบริโภคมี 2. การเตรียมสารสกัดหยาบสําหรับทดสอบฤทธิ์ตาน ความพึงพอใจในผลิตภัณฑ เพ่ือหาขอมูลอางอิง อนุมลู อสิ ระ ชง่ั สมนุ ไพรตัวอยา งที่บดละเอียด 5 g ใส สรรพคุณของผลิตภัณฑท้ัง 3 ตํารับ ฤธิ์ตานอนุมูล ลงในขวดรูปชมพู เติมเอทานอล 80 % ปริมาตร 50 อิสระ และปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวม เปน ml จากนั้นนําไปเขยาเปนเวลา 30 นาที นําสารสกัด ขอมูลท่ีใชในการเชื่อมโยงสรรพคุณของสมุนไพร ท่ไี ด ไปปน เหว่ียงท่ี 6,000 rpm นาน 10 นาที กรอง เพราะอนุมูลอิสระเปนปจจัยที่กอใหเกิดความเสื่อม ดวยกระดาษกรอง Whatman® No.1 เก็บตัวอยาง ของรางกายรวมถึงผิวพรรณ ใสขวดปดสนิท เก็บท่ีอุณหภูมิ -20 ๐C จนกวาจะ ดังนั้นจึงไดทําการศึกษาครั้งน้ีเพ่ือศึกษาฤทธิ์ตาน วเิ คราะห อนุมูลอิสระ และปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวม 3. การวิเคราะหฤทธ์ิตานอนุมลู อิสระดว ยวิธี DPPH ในตํารับผงพอกหนาจากกรุงเขมา 3 ตํารับ เพื่อใช (2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) (ดดั แปลงจาก อางอิงถึงสรรพคุณของตํารับสมุนไพรทั้ง 3 ตํารับ Prapairat, S et al., 2554) โดยเตรียมสารละลาย เพื่อเพิ่มความเชื่อถือใหกับผูบริโภค และ งานวิจัยใน DPPH ใน Ethanol 80% ความเขมขน 0.2 mM เติม คร้ังนี้เปนงานท่สี นองพระราชดําริในโครงการอนรุ ักษ สารละลาย DPPH ปริมาตร 100 µl ลงในสารละลาย พนั ธกุ รรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ ตวั อยาง ปรมิ าตร 100 µl เขยา ใหเขากันและตง้ั ท้ิงไว ในที่มืด 30 นาที วัดคาดูดกลืนแสงท่ีความยาวคลื่น วิธีการศึกษา 517 nm โ ด ย เ ป รี ย บ เ ที ย บ กั บ ส า ร ม า ต ร ฐ า น เตรียมตํารับผงพอกหนาจากกรุงเขมา 3 ตํารับ คือ แอสคอรบิก (Ascorbic acid) นําคาที่วัดไดแตละ ความเขมขน คํานวณหา % Radical Scavenging 1) สารสกัดผลิตภัณฑผงพอกกรงุ เขมาตาํ รับสาํ หรับผู Activity จากสมการ เ%มือ่ RadAicsaaml pSlecav=enคgiาnดg ูดAกctลivนื itขyอ=งสAาcรonตtArัวoclอo-nยtArาosงlample ×100 ทเ่ี ปนสวิ ผิวแพงา ย ซึ่งมีสวนประกอบดังนี้ (กรุงเขมา Acontrol = คาดดู กลนื แสงของสาร DPPH , วานมหากาฬ, ทองพันช่ัง, บัวบก, พญายา, 6. การวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิก เปราะหอม, ขม้ิน, ดินสอพอง, ทา วยายมอ ม) (ดัดแปลงจาก Hou et al., 2546) โดยเตรีย ม สารละลาย Folin-Ciocalteu ความเขมขน 50% การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

82 และสารละลายโซเดียมคารบ อเนท ความเขม ขน 7% 72.66±0.59 ซ่ึงสูงกวาตํารับท่ี 2 ตํารับพอกหนา เตมิ สารละลาย Folin-Ciocalteu ความเขม ขน 50% ปริมาตร 50 µl และเติมสารละลายโซเดียมคาร สาํ หรับผูท่ีมีรว้ิ รอยแหง วยั ท่มี รี อ ยละการจับกบั อนมุ ูล บอเนท ความเขมขน 7% ปริมาตร 100 µl ลงใน สารละลายตัวอยาง ปริมาตร 50 µl เขยาใหเขากัน อิสระไดรอยละ 67.82±1.03 (ตารางท่ี 1) เมื่อ และต้ังทิ้งไวใ นที่มดื 30 นาที วัดคา การดูดกลืนแสงท่ี ความยาวคลื่น 750 nm โดยเปรียบเทียบกับสาร พิจารณาถงึ ปริมาณสารตา นอนมุ ูลอสิ ระในผลติ ภัณฑ มาตรฐานแอสคอรบกิ (Ascorbic Acid) 1 กรัม พบวามผี ลไปแนวเดียวกันกับความสามารถใน 7.การวเิ คราะหขอมูล วิเคราะหผ ลขอ มูลทไ่ี ดจากการศึกษาปรมิ าณฤทธิ์การ การจับกับสารอนุมูลอสิ ระ คือ ตํารับท่ี 1 และตาํ รับที่ ตานอนุมูลอิสระและปริมาณสารประกอบฟนอลิก รวม โดยวิเคราะหความแปรปรวน One-Way 3 มีปริมาณสารตานอนุมูลอิสระไมแตกตางกันทาง Analysis of Variance (ANOVA) เปรยี บเทียบความ แตกตางของคาเฉลี่ยดวยวิธี LSD โดยใชโปรแกรม สถิติ โดยมีประมาณสารตานอนุมูลอิสระเทากับ Probit analysis, SPSS 16.0 5.80±0.36 และ 5.64±0.12 มิลลิกรัมใน 1 กรัม ผลการศึกษา การวิเคราะหหาปริมาณสารตานอนุมูลอิสระของ ผลิตภัณฑ ซึ่งสูงกวาปริมาณสารตานอนุมูลอิสระใน ผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา ทั้ง 3 สูตร ตามวิธี DPPH assay พบวา ผงพอกหนากรุงเขมาท้ัง 3 ตํารับ เมื่อ ตํารับท่ี 2 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับความ พิจารณา จาก % Radical Scavenging Activity พบวาท้ัง ตํารับที่ 1 ผงพอกหนาตํารับสาํ หรับผูที่มีสิว เชอื่ มัน่ 95 % ซ่งึ มีคา เทากับ 4.63±0.26 มลิ ลกิ รมั ใน และผิวแพงาย และ ตาํ รับท่ี 3 ตาํ รับพอกหนาสําหรับ ผูท่ีมีริ้วรอยดางดํา สามารถจับกับอนุมูลอิสระไดไม 1 กรัมผลิตภัณฑ (ตารางที่ 1) แตกตางกันทางสถิติคือ รอยละ 73.35±1.19 และ การวิเคราะหหาปริมาณสารประกอบฟ นอลกิ รวมตามวธิ ีท่ดี ดั แปลงจาก Hou et al., (2546) วิเคราะหโดยใช Folin-Ciocalteu Method โดยใช Ascorbic Acid เป นส าร มา ตร ฐ าน สร างกร า ฟ มาตรฐาน พบวาปริมาณสารประกอบฟนอลิกของ ผลิตภัณฑผงพอกกรงุ เขมาสูตรที่ 1 และ 3 มีปริมาณ สารประกอบฟนอลิกไมแตกตางกันทางสถิติ คือ 9.66±0.54 และ 12.54±0.59 mg/g ตามลาํ ดบั และ มีปริมาณสงู กวา ตาํ รับที่ 2 อยางมีนยั สาํ คัญทางสถติ ที่ ระดับความเชื่อมมั่น 95 % โดยตํารับท่ี 2 มีปริมาณ สารประกอบฟน อลิกรวมเปน 9.15±0.55 mg/g ดัง ตารางที่ 1 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

83 ตารางที่ 1 คา % Radical Scavenging Activity ปรมิ านสารตานอนมุ ลู อสิ ระ และปริมาณ สารประกอบฟนอลกิ ของผลติ ภณั ฑผ งพอกกรงุ เขมา ทง้ั 3 สูตร ผงพอกหนา % Radical Anti-oxidant Phenolic Scavenging Activity (mg/g) compound (mg/g) สาํ หรับผูทมี่ ีสิว สาํ หรบั ผทู ี่มีริว้ รอยแหงวัย 73.35±1.19a 5.80±0.36a 9.66±0.54a สําหรับผูทม่ี รี อยดา งดํา 67.82±1.03b 4.63±0.26b 9.15±0.55b 72.66±0.59a 5.64±0.12a 12.54±0.59a (P<0.05) : อักษรที่ตางกันในคอลมั นเ ดยี วกนั หมานถึงมีความแตกตา งกนั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั ความเช่ือมัน่ รอยละ 95 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

84 สรปุ ผล (ม ป ป . ) ไ ด ศึ ก ษา ศึ ก ษ า ป ร ะ สิ ทธิผ ล ข อ งย า ทา ท่ี มี ฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระจากผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา โดยวิธี สวนประกอบของสารสกัดกวาวเครือขาวรอยละ 4 ในการ ลดรวิ้ รอยรอบดวงตา พบวาสารสกัดกวาวเครือขาวรอ ยละ 4 DPPH (2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) พบวา ตํารับ สามารถลดการเกดิ ริ้วรอยบริเวณใตต าได และนอกจากน้ีใน สูตรผงพอกกรุงเขมาสูตรสําหรับผูมีร้ิวรอยแหงวัยยังมี พอกหนาสมุนไพร 3 ตํารับมีคาความสามารถในการจับกับ สวนประกอบของสมุนไพรพญายา (กระแจะ) Joo SH, Lee SC, and Kim SK, (2547) รายงานวากระแจะ (พยาญา) มี สารตานอนุมูลอิระ (% Radical Scavenging Activity) อยู สารสาํ คัญชื่อ marmesin เปนสารกรองแสงอัลตรา ไวโอเลต ที่กอใหเกิดการเสื่อมของเซลลผิวหนังโดยกระตุนการ ระหวางรอยละ 67 ถึง 73 และมีปริมาณสารตานอนุมูล สังเคราะหเอนไซมแมทริกซ-เมทัลโลโปรตีเนส-1 (Matrix- Metalloproteinase-1, MMP-1) ซึ่งจะไปตัดเสนใยโปรตีน อิสระใน 1 กรมั ผลิตภณั ฑอ ยูร ะหวา ง 4.6-5.8 มิลลิกรมั ใน 1 คอลลาเจนที่ชวยคงความแข็งแรงและยืดหยุนของเนื้อเยื่อ ผิวหนังและลดการสังเคราะหโปรคอลลาเจนได นอกจาก กรมั ผลติ ภณั ฑ วานนางคําจะชวยเร่ืองร้ิวรอยดางดําแลว อุไรวรรณ เกศ สวัสดส์ิ กลุ และคณะ (2009) ไดรายงานถงึ ฤทธขิ์ องสารสกัด ปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวมของผลิตภัณฑทั้ง 3 ตํารับ จากวานนางคําสามารถยังย้ังการสรางเม็ดสีเมลานินของ เซลลที่ถูกกระตุนดวยรังสีอัตราไวโอเลต นอกจากน้ันใน อยรู ะหวาง 9.15-12.54 มิลลิกรมั ใน 1 กรมั ผลิตภณั ฑ ผลิตภณั ฑตํารับผงพอกกรุงเขมาสูตรสาํ หรับผูทม่ี ีรอยดางดํา มีสวนประกอบของชะเอมเทศ ที่มีรายงานวิจัยของ ทัศนีย อภปิ รายผล พาณิชยกลุ และคณะ (2561) ที่รายงานถงึ ฤทธิ์ของ ชะเอม อนุมลู อิสระเปนปจจัยหลกั ท่ีมีผลตอการเสื่อมของระบบตาง เทศตอการยับยั้งการสรา งเมด็ สี ๆ ในรางกายมนุษย รวมท้ังผิวพรรณ อนุมูลอิสระมีผลมาก ทั้งร้ิวรอย จุดดา งดาํ ความหยาบกระดาง ดงั นน้ั ในการศกึ ษา เอกสารอางอิง ฤทธ์ิตานอนุมลู อสิ ระ และประมาณสารประกอบฟน อลิกรวม กนกวรรณ สารพัดวทิ ยา, พรรณวภิ า กฤษฏาพงษ, จะเปนตัวเช่ือมโยงถึงความสามารถในการยับยั้งสารอนุมูล อิสระของสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ หรือปริมาณของสารตาน และ วิภาเพ็ญ โชคดีสัมฤทธิ์. (มมป). การศึกษา อนุมูลอสิ ระทจ่ี ะไปจับตัวกนั กับสารตานอนุมูลอิสระ รวมถึง ประสิทธิผลของยาทาที่มีสวนประกอบของสารสกัด มกี ารศึกษาถึงฤทธ์ิของสมุนไพรบางชนิดที่เปน สวนประกอบ กวาวเครือขาว 4% ในการลดร้ิวรอยรอบดวงตา. สาขา ในตํารับ เชน วานนางคําที่มีสาร Antioxidant Phenolics วชิ าตจวิทยา มหาวทิ ยาลยั แมฟ าหลวง ตอการสรางเม็ดสีผิวเมลานินของเซลลที่ถูกกระตุนดวยรังสี อุไรวรรณ เกศสวสั ด์สิ กลุ . (2552). ฤทธ์ิของสารสกัดจากขา อัลตราไวโอเลต ดังรายงานวิจัยของ อุไรวรรณ เกศสวัสดิ์ และวานนางคําทม่ี สี าร antioxidant phenolics ตอ สกุล และคณะ (2009) ที่พบวาวานนางคํามีฤทธ์ิตานการ การสรางเมด็ สีผิวเมลานนิ ของเซลลท ี่ถกู กระตุนดว ยรงั สี ทาํ งานของ Tyrosinase นอกจากน้ันในผลติ ภัณฑตํารับยังมี อัลตราไวโอเลต. สํานักงานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ัย สมุนไพรกวาวเครอื ขาวเปน สว นประกอบ ซ่งึ กวาวเครอื ขาวมี Hou, W.C., R.D. Lin, K.T. Cheng, Y.T. Hung, รายงานวา มีสารประกอบท่ีออกฤทธ์ิเปนไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ท่ีมีผลตอกลไกการเกิดร้ิวรอยไดแก ผล ตอเสนใยคอลาเจน ทําใหเพ่ิมความหนาตัวของช้ันผิวหนัง และผลตอ เสน ใยอลี าสตนิ (Elastin) ทําใหล ดรวิ้ รอยและเพม่ิ ความยืดหยุนของผิวหนัง และเพิ่มความชุมชื้นใหกับผิวหนัง ซึ่งจากรายงานของ กนกวรรณ สารพัดวิทยา และคณะ, การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

85 C.H. Cho, C.H. Chen, S.Y. Hwang, and M.H. Lee. (2546). Free radical-scavenging activity of Taiwanese nativeplants. Phytomedicine. 10: 170. Joo SH, Lee SC, Kim SK (2004). UV absorbent, marmesin, from the bark of Thanakha, Hesperethusa crenulata L.J Plant Biol2004;47(2):163-5. Prapairat, S., S. Samchai, A. Thongsom, S. Sunaart, B.Kiemsanmuang, and K. Chakuton. (2554). DPPH Radical Scavenging Activity and Total Phenolics of Phellinus Mushroom Extracts Collected from Northeast of Thailand. 9(6): 0441- 0445 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

86 การศกึ ษาเอกลักษณท างเคมีของผงพอกสมนุ ไพรกรงุ เขมา 3 ตาํ รับดวยเทคนิค TLC THE STUDY OF THE CHEMICAL IDENTITY OF 3 HERBAL FORMULAS OF KRUNG KHA MAO MASK POWDER BY THIN LAYER CHROMATOGRAPHY (TLC) ยศวดี ใจหาญ, ลดั ดาวัลย ราชาชยั และ ราตรี พระนคร* Yotsawadee Jaihan, Laddawan Rachachai and Ratree Pranakhon* สาขาวิชาแพทยแผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร อาํ เภอพังโคน จงั หวัด สกลนคร 47160 Division of Thai Traditional Medicine, Faculty Of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ งานวจิ ัยนีม้ ีวตั ถปุ ระสงคเ พื่อศกึ ษาเอกลกั ษณท างเคมี ดว ยเทคนคิ TLC ของผงพอกหนา กรงุ เขมา (Cyclea barbata Miers) 3 ตํารบั ประกอบดวย 1) ตํารับผงพอกหนา กรงุ เขมาสําหรับผูท ่ีมีสิว 2) ตาํ รบั ผงพอกหนา กรุงเขมาสาํ หรบั ผูที่ มีร้ิวรอยแหงวัย 3) ตํารับผงพอกหนากรุงเขมาสําหรับผูที่มีร้ิวรอยดางดาํ ผลจากการศึกษาพบวา รูปแบบโครมาโต แกรมจากเทคนิค TLC ของทั้ง 3 ตํารบั มีรูปแบบเปนเอกลักษณ เอกลักษณทางเคมีของตํารับจะใชเปนมาตรฐานใน การผลติ ผงพอกหนาทั้ง 3 ตํารบั ใหไดส รรพคณุ เหมอื นกนั ในแตละรอบการผลิตได Abstract This research aims to study the chemical identity of Cyclea barbata Miers (Krung Kha Mao) mask powder by TLC technique. Three of powder mask contain with 1) anti-acne Krung Kha Mao powder mask 2) anti-aging Krung Kha Mao powder mask 3) whitening Krung Kha Mao powder mask. The results showed that the chromatogram format from TLC technique of Krung Kha Mao mask powder has a chemical identity. Chemical identity of recipe to be used as a standard in the production. All of 3 recipes have the same indications on each production cycle. คําสาํ คญั : ทแี อลซีโครมาโตกราฟ, กรงุ เขมา, เอกลักษณท างเคมี Keywords: Thin-Layer Chromatography, Krung Kha Mao, Cyclea barbata Miers, chemical identity *ตดิ ตอนักวจิ ยั : ราตรี พระนคร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Ratree Pranakhon (E-mail: [email protected]) บทนํา หนึ่งของหนวยงานที่ศึกษาเชิงลึก ในท่ีน้ีไดมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต การศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑทั้งในรูปของเครื่องด่ืม และผลิตภัณฑเสริมความงาม ในสวนของผลิตภัณฑ สกลนคร ไดศ ึกษาและพัฒนาพืชทอ งถิน่ เพือ่ ถายทอด เสริมความงามมีการผลิตเปนสบู มารคพอกหนา องคความรูสูชุมชนภายใตโครงการ อพ.สธ. มาโดย ตลอด และไดกําหนดใหกรุงเขมาเปนพืชหลักชนิด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

87 สํ า ห รั บ ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ค รั้ ง นี้ ไ ด มี ก า ร พั ฒ น า เ ป น วิธกี าร ผลิตภัณฑพอกหนาจากกรุงเขมา เพื่อบํารุงผิวหนา การศึกษาการหาเอกลักษณทางเคมีของตํารบั ผงพอก จํานวน 3 ตาํ รบั ประกบดวย 1) ตาํ รับสําหรบั ผทู ีม่ สี ิว หนากรุงเขมาสําหรับผูท่ีมีริ้วรอยแหงวัย ดําเนินการ ผิวแพงาย 2) ตํารับสําหรับผูท่ีมีร้ิวรอยแหงวัย และ หาเอกลักษณทางเคมีโดยใชเทคนิค Thin Layer 3) ตํารับชวยใหหนาขาวใสลดความหมองคล้ํา ท่ีได Chromatography (TLC) โดยมีขั้นตอนการศึกษา ทดสอบความพึงพอใจในผูบริโภคพบวาผูบริโภคมี ดังตอไปนี้ ความพึงพอใจในผลิตภัณฑ แตเน่ืองจากผลิตภัณฑมี 1. การเตรียมสารสกัดหยาบ โดยชั่งตัวอยางตํารับ สวนประกอบของสมุนไพรหลายชนิด ที่มีตองนํา สมุนไพรพอกหนาท้ัง 3 ตํารับ ที่บดละเอียดตัวอยาง วัตถุดิบมาจากหลายแหลง หลายชวงเวลา ซึ่งจะ ละ 1 g ใสลงในขวดรูปชมพู (flask) ขนาด 25 ml. สงผลถึงความสม่ําเสมอของผลิตภัณฑในแตละคร้ัง เติมเอทานอล 95% ลงไปในขวด ปริมาตร 20 ml การผลติ หมักท้ิงไวท่ีอุณหภูมิหองเปนเวลา 24 ช่ัวโมง กรอง ดว ยกระดาษกรอง Whatman® No.1 นําสารสกดั ที่ ดังนัน้ การศกึ ษาคร้ังนี้จึงมวี ตั ถุประสงคใ น ไดไประเหยเอาตัวทําละลายออกดวยเครื่องระเหย การศึกษาเอกลักษณของสารสําคัญในตํารับผงพอก แบบหมุน (Rotary Evaporator) ท่ีอุณหภูมิ 40 ๐C หนาจากกรุงเขมา 3 ตํารับ เพ่ือใชเปนมาตรฐานใน จนไดสารที่มีลักษณะแหง นําตัวอยางไปใชใน การผลิตตํารับสมุนไพรทั้ง 3 ตํารับใหมีมาตรฐาน การศึกษา เดียวกับการผลิตในครั้งแรก โดยใชเทคนิค TLC ที่ 2. การคัดเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ (Mobile phase) ที่ เปนเทคนิคท่ีสะดวก ประหยัด และเชื่อถือได เหมาะสม โดยคัดเลือกจากเอกสารอางอิง (นพมาศ งานวิจัยในคร้ังนี้เปนงานท่ีสนองพระราชดําริใน สุนทรเจริญนนท และคณะ, 2551) มา 5 ระบบ แลว โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก ทดสอบและเลือกระบบท่ีใหรูปแบบโครมาโตแกรม พระราชดาํ รฯิ ชดั เจนท่ีสุดมา 3 ระบบ 3. เตรียมวัฏภาคเคล่ือนที่ๆ คัดเลือกใสในแทงค ให อปุ กรณแ ละวิธกี ารศกึ ษา สูงไมเกิน 1 cm. ปดฝาแทงครอใหวัฏภาคเคลื่อนท่ี อปุ กรณในการศกึ ษา ประกอบดวย อิ่มตวั เตรียมตํารบั ผงพอกหนา จากกรงุ เขมา 3 ตํารับ คือ 1) 4. ฉีดสารสกัดหยาบของตาํ รบั สมุนไพรท้ัง 3 ตาํ รบั ลง บนแผน TLC (Silica gel 60F254, Merck) ขนาด สารสกัดผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมาตํารับสําหรับผูที่ 10x10 cm2ดวยเคร่ืองหย ดสารก่ึงอัตโนมัติ (LINOMAT 5, CAMAG) โดยใหมแี ถบความกวางของ เปน สิวผิวแพงาย 2) ผงพอกกรุงเขมาตํารบั สาํ หรับผูที่ แถบเทา กบั 5 mm . 5. นําแผน TLC ที่ฉีดดวยสารสกัดแลวจุมลงในวัฎ มรี ว้ิ รอยแหง วัย และ 3) ผงพอกกรุงเขมาสตู รสาํ หรับผทู ี่มี ภาคเคลื่อนท่ีที่เตรียมไว แลวปลอยใหวัฏภาค เคลอ่ื นที่ เคลื่อนทีพ่ าสารสกัดเคล่ือนทผี่ านวัฏภาคนิ่ง รอยดางดํา จนวัฏภาคเคล่ือนที่ เคล่ือนท่ีไปจนถึงตําแหนง Solvent Front แลวนําแผน TLC ออกจากวัฎภาค อุปกรณสําหรับศกึ ษาดวยเทคนคิ TLC เคล่อื นที่ ปลอ ยไวใ หแ ผน TLC แหง 2.1 วัฎภาคนิง่ (Silica gel 60F254 , Merck) 2.2 วัฏภาคเคล่อื นที่ 3 ระบบ ท่คี ัดเลือก 2.3 เครื่องมือตรวจสอบ ตู UV cabinet 2.4 spraying reagent การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

88 6. นาํ แผน TLC ไปตรวจสอบตําแหนงของสารสําคัญ %v/v) ใหรูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกดั ผงพอก ที่เกิดขึ้น ภายใตแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ที่ความ หนาตํารับท่ี 1 2 และ 3 ท่ีตรวจสอบภายใตแสง UV ยาวคลื่น 254 และ 366 nm บันทึกภาพ และหาคา ความยาวคลืน่ 254 nm ดังนี้ Rf ตํารับที่ 1 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม ท่ีตรวจสอบ 7. พนดวยสารละลาย Sulfuric Acid 5% ในเอทา ภายใตแสง UV ความยาวคลื่น 254 nm. ดังนี้ พบ แถบสารสําคัญหลัก 9 แถบ ที่ Rf = 0.05, 0.13, นอล 10 ml ปลอยใหแผนแหง จากน้ันพนตามดวย 0.30, 0.35, 0.50 และ 0.53 และเมื่อตรวจสอบ ภายใตแสงท่ีมีความยาวคลื่น 366 นาโนเมตร พบ สารละลาย Vanillin 1 % ในเอทานอล 5-10 ml แถบสารสําคัญหลัก 1 แถบ ที่ Rf = 0.13 และเม่ือ พนดวย Vanillin/Sulfuric acid พบวาใหสารสําคัญ ปลอยแผน TLC ใหแหง นํา ไปใหความรอนท่ี แถบหลัก 6 แถบ ท่ี Rf = 0.10, 0.20, 0.30, 0.50, 0.90 และ 0.95 ดังภาพที่ 1 อุณหภูมิ 110 ๐C เปนเวลา 5-10 นาที บนั ทกึ ภาพ ตํารับท่ี 2 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม ที่ตรวจสอบ ภายใตแสง UV ความยาวคลื่น 254 nm ดังน้ี พบ 8. คํานวณหาคารีเลทฟี ฟรอนต (Relative front, Rf) แถบสารสําคัญหลัก 9 แถบ ที่ Rf = 0.05, 0.08, (Wagner H. et al., 1984) จากสมการน้ี 0.11, 0.20, 0.30, 0.40, 0.50, 0.52 และ 0.95 และ เมื่อตรวจสอบภายใตแสงที่มีความยาวคล่ืน 366 นา Rf = ระยะท่สี ารตวั อยางเคลอื่ นที่ โนเมตร พบแถบสารสําคัญหลัก 2 แถบ ที่ Rf = 0.13 ระยะทตี่ วั ทาํ ละลายเคลอื่ นท่ี และ 0.90 และเมื่อพนดวย Vanillin/Sulfuric acid พบวาใหสารสําคัญแถบหลัก 6 แถบ ท่ี Rf = 0.10, ผลและวิจารณผ ลการศึกษา 0.20, 0.30, 0.50, 0.80 และ 0.93 ดังภาพที่ 1 การศึกษาเอกลักษณทางเคมีของสารสกัดหยาบของ ตํารับที่ 3 เม่ือตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคลื่น ผงพอกกรงุ เขมาตาํ รบั สาํ หรบั ผูทมี่ ีร้วิ รอยแหง วยั โดย 254 nm. พบแถบสารสําคัญ 1 แถบ คือ Rf =0.07 ใชเ ทคนคิ TLC พบวา ตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 366 nm. พบแถบ วฏั ภาคเคล่อื นที่ 3 ระบบ ที่คัดเลือกสาํ หรบั การศกึ ษา สารสําคญั 1 แถบ คือ Rf = 0.16 และตรวจสอบภายใตแ สง ธรรมชาติ โดยพนน้ํายา Vanillin Sulfuric พบแถบ คือ ร ะ บบ ที่ 1 Hexane: Ethyl Acetate ( 90:5:5 สารสําคญั 3 แถบ คือ Rf = 0.07, 0.10 และ 0.20 ดังแสดงในภาพท่ี 1 %v/v) ระบบที่ 2 Chloroform: Methanol (95:5 %v/v) ระบบท่ี 3 Hexane : Ethyl Acetate (80:20 %v/v) รูปแบบโครมาโตแกรมที่เกิดขึ้นจากการทดสอบสาร สกัดหยาบโดยใชวัฎภาคเคลื่อนท่ี ทั้ง 3 ระบบ มี ดงั ตอ ไปน้ี วั ฏ ภ า ค เ ค ล่ื อ น ท่ี ร ะ บ บ ท่ี 1 Hexane: Dichloromethane: Ethyl Acetate ( 90: 5: 5 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

89 ภาพที่ 1 ทแี อลซีโครมาโตแกรมของสารสกดั ผลติ ภัณฑผงพอกกรุงเขมา 3 ตาํ รบั (A=ตาํ รับที่ 1 B = ตํารบั ท่ี 2 และ C= ตํารับท่ี 3) ในวัฏภาคเคล่ือนท่ี ระบบท่ี 1 Hexane:Dichloromethane:EthylAcetate (90 :5:5%v/v)ตรวจสอบ ภายใต: (A1) UV 254 nm; (A2) UV 365 nm; (A3) น้าํ ยาพน Vanillin Sulfuric วฏั ภาคเคลื่อนทร่ี ะบบที่ 2 Chloroform: Methanol สารสําคัญหลกั 5 แถบ คอื Rf =0.20, 0.40, 0.70, 0.90 และ 0.95 ท่ีความยาวคล่ืน 366 nm ให (95:5 %v/v) ใหรูปแบบรูปแบบโครมาโตแกรมของ แถบสารสําคัญหลัก 5 แถบ คือ Rf =0.30, 0.40, 0.50, 0.70 และ 0.93 และพนดวย Vanillin/Sulfuric สารสาํ คัญ ดังนี้ Acid ใหแถบสารสําคัญหลัก 8 แถบ คือ Rf =0.05, 0.20, 0.40, 0.43, 0.50, 0.70, 0.90 แ ล ะ 0.98 ดั ง ตํารับท่ี 1 รูปแบบโครมาโตแกรมของสารสําคัญ ท่ี ภาพที่ 2 ตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 254 nm ตํารับที่ 3 รูปแบบรูปแบบโครมาโตแกรมของ พบแถบสารสําคัญ 6 แถบ คือ Rf = 0.10, 0.20, 0.48, สารสําคัญ ตรวจสอบภายใตแสง UVความยาวคลื่น 254 0.65, 0.74 และ 0.93 ตรวจสอบภายใตแ สง UV ความยาว nm.พบแถบสารสําคญั 6 แถบ คือ Rf = 0.10, 0.20, 0.48, คลื่น 366 nm. พบแถบสารสําคัญ 8 แถบ คือ Rf = 0.14, 0.65, 0.74 และ 0.93 ตรวจสอบภายใตแ สง UV ความยาว 0.25, 0.30, 0.39, 0.49, 0.65, 0.87 แล ะ 0.93 แ ล ะ คลื่น 366 nm. พบแถบสารสําคัญ 8 แถบ คือ Rf = 0.14, ตรวจสอบภายใตแสงธรรมชาติ โดยพนนํ้ายา Vanillin 0.25, 0.30, 0.39, 0.49, 0.65, 0.87 แล ะ 0.93 แ ล ะ Sulfuric พบแถบสารสําคัญ 7 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.19, ตรวจสอบภายใตแสงธรรมชาติ โดยพนน้ํายา Vanillin 0.43, 0.51, 0.71, 0.83 และ 0.93) fy’ดงั ภาพท่ี 2 Sulfuric พบแถบสารสําคัญ 7 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.19, ตํารับที่ 2 ใหรูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกัด 0.43, 0.51, 0.71, 0.83 และ 0.93 ดังภาพที่ 2 ผลิตภัณฑ ทต่ี รวจสอบภายใตแ สง UV ความยาวคลน่ื 254 nm ดังนี้ พบแถบ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

90 ภาพที่ 2 ทีแอลซีโครมาโตแกรมของสารสกัดผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา 3 ตาํ รบั (A=ตํารับที่ 1 B = ตาํ รบั ท่ี 2 และ C= ตํารับท่ี 3) ในวัฏภาคเคล่ือนท่ี ระบบที่ 2 Chloroform: Methanol (95:5 %v/v) ตรวจสอบภายใต: (A1) UV 254 nm; (A2) UV 365 nm; (A3) น้ํายาพน Vanillin Sulfuric 2.3 วัฏภาคเคลื่อนท่ีระบบท่ี 3 Hexane: Ethyl และ 0.95 ท่ีความยาวคลื่น 366 nm ใหแถบสําคัญ Acetate (80: 20 %v/v) ใหรูปแบบโครมาโตแกรม หลัก 4 แถบ คือ Rf = 0.30, 0.40, 0.50 และ 0.90 ของสารสกัดหยาบของผงพอกหนาทงั้ 3 ตํารับ ดงั น้ี แ ล ะ พ น ด ว ย Vanillin/Sulfuric acid ใ ห แ ถ บ ตํารับท่ี 1 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม เมื่อตรวจสอบ สารสําคัญหลัก 9 แถบ คือ Rf =0.05, 0.20, 0.30, ภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 254 nm. ดังนี้ พบวา 0.40, 0.44, 0.60, 0.70, 0.80 และ 0.90 ดังภาพท่ี 3 ใหแถบสารสําคัญหลัก 6 แถบท่ี Rf =0.05, 0.12, ตํารับที่ 3 ใหรูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกัด 0.32, 0.40, 0.62 และ 0.81 ที่ความยาวคล่ืน 366 ตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 254 nm. นาโนเมตร ใหแถบสารสําคัญหลัก 4 แถบ คือ Rf พบแถบสารสําคัญ 7 แถบ คอื Rf =0.06, 0.10, 0.31, =0.08, 0.31, 0.41 และ 0.50 และหลังจากพนดวย 0.39, 0.49, 0.54 และ 0.60 ตรวจสอบภายใตแสง Vanillin/Sulfuric acid ใหแถบสารสําคัญหลัก 6 UV ความยาวคล่ืน 366 nm. พบแถบสารสําคัญ 11 แถบ ท่ี Rf =0.12, 0.25, 0.31, 0.40, 0.56 และ 0.93 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.10, 0.16, 0.31, 0.39, 0.49, ดงั ภาพท่ี 3 0.54, 0.60, 0.69, 0.86 และ 0.91 และตรวจสอบ ตํารับที่ 2 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม ของสารสกัด ภายใตแสงธรรมชาติ โดยพนน้ํายา Vanillin Sulfuric ผลิตภัณฑ ทต่ี รวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน พบแถบสารสําคัญ 11 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.10, 254 nm ดังนี้ พบแถบสารสําคัญหลักหลัก 8 แถบ 0.16, 0.31, 0.39, 0.49, 0.54, 0.60, 0.69, 0.86 คือ Rf =0.05, 0.20, 0.30, 0.50, 0.60, 0.80, 0.90 และ 0.91 ดังภาพที่ 3 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

91 ภาพที่ 3 ทีแอลซีโครมาโตแกรมของสารสกดั ผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา 3 ตํารับ (A=ตํารบั ท่ี 1 B = ตาํ รบั ท่ี 2 และ C= ตาํ รบั ท่ี 3) ในวฏั ภาคเคลอื่ นที่ ระบบท่ี 3 Hexane: Ethyl Acetate (80: 20 %v/v) ตรวจสอบภายใต: (A1) UV 254 nm; (A2) UV 365 nm; (A3) นา้ํ ยาพน Vanillin Sulfuric สรุปผลการศกึ ษา สามารถใชในการหาเอกลกั ษณทางเคมีของผลิตภณั ฑ จากการศึกษารูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกัด เพื่อที่จะใชเปน มาตรฐานในการผลิตผลิตภณั ฑเพ่อื ให หยาบของสมนุ ไพรพอกหนา จากกรงุ เขมาทงั้ 3 ตํารับ ไดคุณภาพหรือสรรพคุณเชนเดียวกับผลิตภัณฑ พบวาวัฎภาคเคล่ือนท่ีท้ัง 3 ระบบ ใหรูปแบบโครมา ตนแบบ ซึ่งสามารถนําไปประยุกตใชในการพัฒนา โตแกรมท่ีเปนเอกลักษณที่สามารถใชในการเปน มาตรฐานผลิตภัณฑจากสมุนไพรโดยไมยุงยาก มาตรฐานสําหรับการเปรียบเทียบในการผลิตครั้ง ประหยัด และเชื่อถือได ดังที่การทํามาตรฐาน ตอๆไป เพื่อใหผลิตภัณฑมีสรรพคุณเชนเดียวกันใน สมนุ ไพรรปู แบบโครมาโตแกรมจากเทคนิค TLC เปน การผลิตทุกคร้ัง เน่ืองจากสรรพคุณของผลิตภัณฑ วิธีการหน่ึงท่ีใชในการความคุมคุณภาพสารสกัดจาก ขึ้นอยูกับสารสําคัญทีมีอยูในตํารับ ดังน้ันในผลิตแต สมนุ ไพร (ปยพร พยัฆพรม, 2558) ละรอบเชื่อวาสารมารถควบคุมใหไดสรรพคุณที่ เหมือนกันไดโดยใชรูปแบบโครมาโตแกรมของสาร เอกสารอางองิ สกัดหยาบของตาํ รับในการเปรยี บเทียบ จะชวยการนั กฤษณา พูลพานิชอุปถัมป. (2551). การศึกษา ตีไดถึงผลิตภัณฑที่ผลิตแตละคร้ังมีคุณภาพเดียวกับ การผลิตตน แบบ เทคนิคทางโครมาโตกราฟในการควบคุมคุณภาพ วัตถุดิบและผลิตภัณฑเคร่ืองสําอางจากพืชใน อภิปรายผล สกุลเคอรคูมา.วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต จากการศึกษาพบวารูปแบบโครมาโตแกรมของสาร สาขาวิชาวิทยาศาสตรเภสัชกรรม บัณฑิต สกัดหยาบท่ีเกิดขึ้นของทั้ง 3 ตํารับใน 3 วัฎภาค วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม เคล่ือนที่มีความเฉพาะตัวสามารถใชเปนเอกลักษณ ปย พร พยัฆพรม. (2558). การควบคุมคุณภาพของ ในการผลิตเพื่อใหผลิตภัณฑท่ีออกมาแตละรอบการ ผลิตภัณฑสมุนไพร. R&D NEWSLETTER, ปท่ี ผลิตมีคุณภาพเหมือนกัน ซึ่งมีความสอดคลองกับ 22, (ฉบับท่ี 4). การศกึ ษาของ กฤษณา พลู พานิชอปุ ถมั ป (2551)และ อุไรวรรณ เกศสวัสดิ์สกุล. (2552). ฤทธิ์ของสารสกัด อุไรวรรณ เกศสวัสด์ิสกุล และคณะ (2009) ท่ีใช จากขาและวานนางคําที่มีสาร antioxidant เทคนิค TLC ในการหาเอกลักษณของวัตถุดิบ phenolics ตอการสรางเม็ดสีผิวเมลานินของ สมุนไพรในกลุมของพืชในสกลุเคอรคูมา และ เ ซ ล ล ท่ี ถู ก ก ร ะ ตุ น ด ว ย รั ง สี อั ล ต ร า ไ ว โ อ เ ล ต . สารสําคัญของพืชในกลุมน้ี ดังนั้นเทคนิค TLC จึง สํานักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจยั การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

92 เจลเพิม่ ความชุม ชน่ื จากสารสกัดกรงุ เขมา GEL FOR MOISTURIZING SKIN FROM KRUNG KHA MAO ภานิชา พงศนราทร*, ศริ นนั ท วเิ ศษการ, ทนั ฑกิ า แกวสงู เนนิ , เพญ็ ศริ ิ จันทรแ อ, ฉัตรชนก นุกูลกิจ, จรินยา ขุนทะวาด, นฤวัตร ภักดี และ ปราณี ศรีราช Panicha Pongnaratorn*, Siranan Wisedkarn, Thanthika Kaewsoongnern, Pensiri Chan-ae, Chatchanok Nukulkit, Jarinya Khoontawad, Naruwat Pakdee and Pranee Sriraj สาขาวชิ าแพทยแผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร จังหวดั สกลนคร 47160 Division of Thai Traditional Medicine, Faculty of Natural Resource, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus, Sakon Nakhon 47160 บทคัดยอ กรุงเขมามีเพคตินในปริมาณท่ีสูง มีประโยชนในการใหความชุมช้ืน และกรุงเขมายังมีสารฟนอลิกสูงซึ่งมีฤทธิ์ตาน อนุมูลอิสระท่ีดี งานวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาเจลเพ่ิมความชุมชื่นจากสารสกัดกรุงเขมา โดยพัฒนาสูตร ตาํ รบั ทัง้ หมด 8 ตาํ รับ เพื่อเปรยี บเทยี บกบั ตํารบั ควบคมุ (Negative control) จากการทดสอบลักษณะทางกายภาพ ของเจลกรงุ เขมาพบวา ตํารับที่ 1 ถึง 8 มสี ีเขียวออนไปจนถงึ เขม เนอ้ื เนยี น หนืดเลก็ นอย สว นเจลตํารับ control มี สีใสเนื้อเนียน หนืดเล็กนอ ย การทดสอบความคงสภาพแบบสภาวะเรง โดยวธิ ี Heating cooling cycle พบวาตํารับ ที่ 5 มีความคงสภาพดีท่ีสุดเม่ือเทียบกับทุกตํารับ และไมพบเชื้อจุลินทรียในผลิตภัณฑ ไดแก Pseudomonas aeruginosa, Staphylococcus aureus, Candida albicans, Clostridium perfringens, total plate count, yeast และ mold นอกจากนี้ยังนําผลิตภัณฑมาทดสอบในอาสาสมัครท้ังหมด 30 ราย พบวาอาสาสมัครไมมีความ ผิดปกติใด ๆ ท่ีบริเวณผวิ หนัง โดยอาสาสมัครมีคะแนนอยูในระดับ 0 คอื ไมเห็นปฏิกิรยิ าแพหรือระคายเคอื งเกดิ ข้ึน ผลการทดสอบความพึงพอใจของอาสาสมัครสวนใหญประเมินลักษณะความนาใชของผลิตภัณฑ มีความพึงพอใจ ลกั ษณะความนาใชของเจลอยูในระดับดี รอยละ 70 สวนมากการซึมสูผิวมีความพึงพอใจในระดับดี รอยละ 63.33 ความเหนอะมีความพึงพอใจอยูในระดับดี รอยละ 46.67 กล่ินความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง รอยละ 40.00 จากการศึกษาครั้งนส้ี รปุ ไดว าเจลจากสารสกัดกรุงเขมาสามารถเพิม่ ความชุมชื่นไดด ี และมคี วามปลอดภัยในอนาคต ควรนาํ มาพฒั นาตอ ในเรอ่ื งกล่นิ ของผลิตภณั ฑใหมีความนา ใชมากยิง่ ข้นึ เพื่อนาํ มาตอ ยอดในธุรกิจความงามในอนาคต Abstract Krung Kha Mao has a high amount of pectin that benefit for moisturizing. Moreover, Krung Kha Mao showed high phenolic compounds caused more potent antioxidant activities. The purposed of this research was to study gel from Krung Kha Mao extract to increase moisture by developing all 8 formulas for comparison with the negative control. The physical properties of Krung Kha Mao gel found that the formulas 1 to 8 were light green to dark colors, smooth, slightly viscous, while the control gel has clear color, smooth, slightly viscous. The stability test in accelerated condition used the heating cooling cycle method. The result showed that the formula 5 has the best stability compared to all formulations. In addition, microorganisms were not found in products such as การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

93 Pseudomonas aeruginosa, Staphylococcus aureus, Candida albicans, Clostridium perfringens, total plate count, yeast and mold. Furthermore, the products were tested in 30 volunteers. It was found that volunteers had no abnormalities in the skin. The volunteers have a score of 0, not allergic reaction or irritation. The results of the satisfaction test of volunteers were assessed physical appearance of products. The results showed that characteristics of the gel use as a good level as 70%. Moreover, most volunteers had a good level of satisfaction of the absorption to the skin as 63.33%, the skin feel sticky was good satisfaction as 46.67%, the smell was moderate satisfaction as 40.00%. The conclusion in this study showed gel from Krung Kha Mao extract can increase moisture in skin and safe to use. In the future, it should be improve the smell of the product to increase satisfaction to use and development for cosmetic industry in the future. คาํ สาํ คญั : กรุงเขมา, เจล, ความชุมช่ืน Keywords: Krung Kha Mao, Gel, moisturizing *ติดตอนกั วจิ ยั : ภานชิ า พงศนราทร (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Panicha Pongnaratorn (E-mail: [email protected]) บทนํา เคือง และเปนสัญญาณของผิวออนแอ เม่ือผิวหนังมี การมผี วิ ทีแ่ หงเปนอีกหนงึ่ สาเหตทุ ่ีอาจจะ ความชุมช้ืนสามารถชวยแกปญหาผิวไดหลายอยาง ประการ ทําใหมีโอกาสเกิดโรคผิวหนังชนิดอ่ืน ๆ ตามมาได นอกจากน้ีภาวะผิวแหงเกิดไดจากหลากหลายปจจัย ดังน้ันจึงไดมีการพัฒนาสารเพ่ิมความชุม โดยสามารถแบงออกเปน 2 ปจจัยหลัก ๆ ดังตอไปน้ี ช้ืน เพ่ือนํามาใชกับผิวหนัง สารเพิ่มความชุมชื้นสวน คือเกิดจากปจจัยภายใน ไดแก พันธุกรรม อายุ โดย ใหญท่ีไดมกั จะไดจากการสังเคราะหขึน้ มา พบวา ทํา พบวาเมื่ออายุมากขึ้นจะมีผลตอการทํางานของ ใหเกิดการระคายเคือง หรือแพคอนขางงาย หาก ฮอรโ มนทเี่ ปลย่ี นไป สงผลใหผ วิ สญู เสยี ความชุม ชนื้ ได เปนสารสกัดที่มาจากธรรมชาติสวนมากจะมีราคาสูง อยางรวดเร็วกวาปกติ ซึ่งสวนมากมักจะพบใน ปจจุบันนักวิจัยจึงไดหันมาคิดคนนวัตกรรมที่มาจาก ผูสูงอายุที่มีอายุต้ังแต 60 ปข้ึนไป สวนปจจัย สมุนไพร หรือพืชทองถ่ิน โดยเฉพาะอยางยิ่งจังหวัด ภายนอก ไดแก สภาพอากาศ เมื่อตองอยูในสภาพ สกลนครมีสมุนไพรทค่ี อ นขางหลากหลาย อากาศเย็นหรือมีความชื้นตํ่า จะทําใหผิวเกิดอาการ แหงกรานมากกวาปกติ คัน หากมีการเกาอาจจะทํา กรุงเขมา หรือ หมานอย มีช่ือทาง ใหเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจนเกิดการอักเสบของ วิ ท ย า ศ า ส ต ร ว า Cissampelos pareira L. var. ผิวหนังไดดวย เพราะวาพอผิวไมมีความชุมชื้น ตอม hirsuta (Buch. ex DC.) Forman เปน ไมเ ถา ทั้งเถา ไขมันก็จะผลิตความมันออกมามากข้ึน เพ่ือปรับ กิ่ง ใบ และชอดอก มีขนออนนุมปกคลุมอยูอยาง สมดุลผิวไมใหผิวขาดนํ้าเกนิ ไป ปญหาผวิ แหง หยาบ หนาแนน ใบมีลักษณะคลายรูปหัวใจ สีเขียวอม กราน ลอกเปนขุยกจ็ ะคอยๆ หายไป เพราะความชุม เหลืองหรือสีเหลืองออน เปนพืชพ้ืนเมืองแถบภาค ช้ืนจะทําใหผิวอิ่มน้ํา ลดอาการหนาแหง นอกจากน้ี ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ซึง่ แถบจังหวัดสกลนคร มกี าร ผิวที่ขาดความชุมชื้นจะทําใหผิวงายตอการระคาย นํามาบริโภคเปนอาหารวาง ที่ช่ือวา วุนหมานอย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

94 (ราตรี พระนคร, 2550) และยังเปนสมุนไพรท่ีใหรส วิธกี ารศกึ ษา เย็น มสี ารเพคตินสงู ซง่ึ จะชว ยสรางมอยสเจอไรเซอร ใหความชุมชื้น ระคายเคืองนอยและลดผดผื่นคันบน 1. การทดสอบลักษณะทางกายภาพและ ผิวหนาได (กมลรัตน ณ หนองคาย, 2549) ทดสอบสภาวะเรง ของตํารับเจลกรุงเขมาท้ังหมด 8 นอกจากน้ีไดมีการศึกษาทดลองหาสารฟนอลิคใน ตํารบั และตาํ รับควบคุม (Negative control) โดยใช เครือกรุงเขมา ซึ่งเปนสารตานอนุมูลอิสระ พบวาใน วิธี Heating cooling cycle การทดสอบความคง กรุงเขมามีสารฟนอลิคสูง (รัชฎาพร อุนศิวิไลย, สภาพแบบสภาวะเรง เปนการรนระยะเวลาการ 2554) จากงานวจิ ัยที่ผา นมาพืชหรอื ผลไมหลายชนิด ทดสอบตํารับเจล โดยนําผลิตภัณฑเขาตูเย็นท่ีมี ชวยในการปองกันหรือชะลอความเส่ือมของเซลล อณุ หภูมิ 4 องศาเซลเซียสสลับกับการนําเขาตูอบท่ีมี ตางๆ ของรางกาย เนื่องจากตานอนุมูลอิสระไดดี อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส สลับอยางละ 24 ชั่วโมง และยังสามารถยับยั้งเอนไซมไทโรซเิ นส ชว ยทาํ ใหผ ิว ซ่ึงนับเปน 1 Cycle รวมเปนระยะเวลา 48 ชั่วโมง ขาว (อรลักษณา แพรัตกุล, 2554) นอกจากน้ียังมี ทั้งหมดจํานวน 6 รอบ หลังจากน้ันเลือกตํารับเจล ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเช้ือแบคทีเรีย และ กรุงเขมาเพื่อเพิ่มความชุมชื่นใหผิวที่ดีที่สุดเพื่อ พบวา คุณสมบตั ิของเพคตนิ ที่มีความหนืดสูง สามารถ ทําการศกึ ษาในขัน้ ตอนตอ ไป ดูดซับน้ําไดดีทําใหเกิดแผนฟลมท่ีติดบนผิวหนังไดดี และมีสมบัติเปนมิวโคพอลิแซกคาไรดที่ใหผิวหนัง 2. การทดสอบการปนเปอ นของจุลินทรยี  ชุมช้นื และชวยเรงกระบวนการหายของแผลได โดย และเชือ้ ราตามที่ สํานักงานคณะกรรมการอาหาร เ พ่ิ ม ก า ร ไ ห ล เ วี ย น ข อ ง เ ส น เ ลื อ ด ใ น บ ริ เ ว ณ ท่ี ท า และยา (อย.) กําหนด นาํ เจลกรุงเขมาตํารับที่ดีที่สดุ สงเสริมการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนและเสนใยอีลา ไปตรวจหาเช้อื จลุ ินทรียโ ดยใชเ ทคนิค ทางจลุ สตินในเนื้อเยื่อเก่ียวพัน และเพิ่มความสามารถใน ชีววทิ ยาโดยตรวจเชื้อดงั ตอไปน้ี การใหความชุมชื้นตอผิวหนัง โดยเพ่ิมปริมาณของ กรดไฮยาลูรอนิกและลดอาการบวมและอักเสบของ - ตองไมพ บเช้ื อ Pseudomonas aeruginosa, ผิวหนังได (สํานักหอสมุดและศูนยสารสนเทศ Staphylococcus aureus, Candida albicans วิทยาศาสตรและเทคโนโลย,ี 2552) - Total plate count ตอ ง < 10 cfu/g - Yeast and mold ตอ ง < 10 cfu/g จ า ก ข อ มู ล ดั ง ก ล า ว พ บ ว า ก รุ ง เ ข ม า มี หมายเหตุ : อางอิงวิธีทดสอบจาก In-house เพคตินในปริมาณท่ีสูง ซึ่งมีประโยชนในการใหความ method on USP 36/NF 31: 2013 และอางอิง ชุมชื้น และยังมีสารฟนอลิคเปนสารตานอนุมูลอิสระ จ า ก In-house method on FDA BAM online, รวมท้ังชวยทําใหผ ิวขาวไดอีกดวย ดงั นั้นทางผูวิจัยจึง 2001 (Chapter 18) ตองการศึกษาการทําผลิตภัณฑเจลเพิ่มความชุมชื้น 3. ทดสอบอาการแพ/ระคายเคืองตาม OECD แกผิวหนังจากสมุนไพรท่ีมีอยูในทองถิ่นของจังหวัด Guideline (ดัดแปลงจากสํานักงานคณะกรรมการ สกลนครมาใชใหเกิดประโยชนมากขึ้น อีกทั้ง อาหารและยา) สมุนไพรยังปลอดภัยตอการใช จึงมีความสนใจนําใบ การทดสอบน้ีจะใชตรวจสอบความไวในการกระตุน กรุงเขมา มาเปนสวนประกอบในการทําผลิตภัณฑ ตอส่ิงที่สัมผัสจําพวกสารหรือผลิตภัณฑ โดยจะทํา เจลเพ่ิมความชมุ ช้ืน เพ่ือนํามาพัฒนาตอยอดในธุรกิจ ความสะอาดบริเวณผิวหนัง แลวนํายาท่ีตองการ ความงามในอนาคต ทดสอบ ขนาด 0.5 กรัมตอตารางเซนติเมตร มาทา ลงบนผิวหนังบริเวณทองแขน ขนาด 6 ตาราง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”