47 ควรมีการปองกันการตัดไม ทําลาย และเผาปา ไมควรมี http://wrcmislab.eng.kps.ku.ac.th/dams/Srinak กจิ กรรมใดๆ ทีจ่ ะรบกวนวงชีวิตตามธรรมชาติของปา ท้ัง arin%20dam1.html. การปลูกปา การสรา งฝาย การขดุ รอ งน้ํา ทง้ั น้กี ารฟนฟูปา ประเสริฐ อนิ ทบั ม.ม.ป. โรงไฟฟา พลงั น้ําเข่อื นศรีนครนิ ทร อาจทําไดโดยการนําพืชหายากบางชนิดมาขยายพันธุโดย ศูนยเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เข่ือนศรีนครนิ ทร เขา ถึง การเพาะเมล็ด ปกชํา หรือเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือใน เมอื่ วนั ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562 จาก หองปฏิบัติการ แลวนํากลับเขาไปปลูกในพ้ืนท่ีซ่ึงคณะ http://snr.egat.com/index.php/2016-01-06-02- สํารวจกําลังดําเนินการ แมวาจะประสบผลสําเร็จไมมาก 25-10. นัก แตก็อาจเปนสวนหนึ่งที่ชวยฟนฟูจํานวนประชากรพืช หายากบางชนดิ ปองกันการสูญพันธุไ ปจากพ้ืนท่ีได ปาไม, กรม. ม.ม.ป. สาํ นักงานความหลากหลายทาง ชวี ภาพดา นปาไม. เขาถึงเม่อื วันท่ี 15 กนั ยายน พ.ศ. กติ ตกิ รรมประกาศ 2562 จาก http://biodiversity.forest.go.th/index. php?option=com_dofplant&view=showone&id โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการ =1400. อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) การ โพสตทูเดย. 2557. กาญจนแลง จดั เกิดไฟปา หลายอําเภอ. ไฟฟาฝายผลติ และมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล ขอขอบคุณ แผนที่ วนั ที่ 5 มนี าคม พ.ศ. 2557 เขาถงึ เมอื่ วนั ที่ 15 เสนทางสาํ รวจ โดยคณุ ภาคภมู ิ สดายุรัตน ผูชวยเลขานุการ กนั ยายน พ.ศ. 2562 จาก https://www.posttoday. คณะทํางานประสานงาน โครงการ อพ.สธ. – การไฟฟา ฝาย com/social/local/281779. ผลิตแหงประเทศไทย ผศ.เกษม กุลประดิษฐ คณะ สงิ่ แวดลอมและทรัพยากรศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล และ มโนชญ บุณยานันต. 2554. การสงเสริมการมีสวนรวมของ คุณสมบัติ ศรีวรรณงาม ภาควิชาพฤกษศาสตร คณะ ชุมชนในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ.แบบบูรณา วิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ขอขอบคุณ คุณวิรัช ปาน การ จังหวัดกาญจนบุรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ เจริญ สําหรับภาพถาย และขอขอบคุณนักศึกษา และ และสิง่ แวดลอ ม, กาญจนบุร.ี 146 หนา . ผูชวยวิจัยทุกคนที่รวมคณะสํารวจในป พ.ศ. 2552 และ 2562 ยอดหญิง สอนสุภาพ และสมุ าลี ทองดอนแอ. 2560. พืช อนรุ ักษต ามพระราชบัญญัติพันธุพ ชื พ.ศ. 2518 ฉบับ เอกสารอา งอิง ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560 พมิ พค รง้ั ที่ 1. กลุมวิจยั อนสุ ญั ญา การทอ งเที่ยวและกฬี า, กระทรวง. 2562. อุทยานแหง ชาติ ไซเตสดานพืช สาํ นกั คมุ ครองพนั ธพชื กรมวิชาการ เกษตร, กรงุ เทพฯ. เข่ือนศรนี ครนิ ทร. เขาถึงเม่อื วนั ท่ี 15 กนั ยายน พ.ศ. 2562 จาก https://thailandtourismdirectory.go. ราชันย ภมู า. 2551. พืชหายากของประเทศไทย. th/th/info/attraction/detail/itemid/1330. สํานักงานหอพรรณไม, สํานกั วจิ ัยการอนรุ กั ษป า ไม ธวัชชัย สันติสุข. 2548. พืชถ่ินเดียวและพืชหายากของ และพนั ธพุ ชื กรมอทุ ยานแหงชาติ สัตวป า และพันธุ ประเทศไทย. โครงการบริหารจัดการความหลากหลาย พชื . กรงุ เทพฯ. 221 หนา. ทางชีวภาพ ดานปาไมและสตั วป าแบบบรู ณาการ เพื่อ การอนุรักษและพัฒนาการใชประโยชนอยางยั่งยืน. ศศิน เฉลมิ ลาภ และวรรโณบล ควรอาจ. 2543. รายงาน กรมอุทยานแหงชาติสัตวปาและพันธุพืช. กรงเทพฯ. ฉบบั สมบรู ณ การสรปุ สถานการณค วามหลากหลาย 179 หนา. ทางชวี ภาพระบบนิเวศปาไมป ระเทศไทย เน่อื งในป ณัชชารีย วทิ ติ กีรติ และจารวุ รรณ สิงหส งู . ม.ม.ป. เขือ่ นศรี สากลแหงความหลากหลายทางชีวภาพ (2010). มูลนิธิ นครนิ ทร การไฟฟา ฝายผลิตแหงประเทศไทย เขาถึง สบื นาคะเสถียร, กรงุ เทพ. 107 หนา . เมอ่ื วันท่ี 15 กันยายน พ.ศ. 2562 จาก วทิ ยุโทรทศั นไทยทีวีสชี อ ง 3, สถาน.ี 2562. ไฟไหมบ นเขา ที่ อ.ศรสี วสั ด์ิ คล่ีคลายแลว คาดฝมอื มนุษย. วนั ท่ี 19 กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. 2562 เขาถึงเมือ่ วันท่ี 15 กนั ยายน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
48 พ.ศ. 2562 จาก http://news.ch3thailand.com/ and Cambridge, UK: IUCN. Available at www.iucn local/88338. redlist.org/technical-documents/categories-and- แสงจนั ทร มานอย. 2556. การดําเนนิ งานของประเทศไทย criteria ในการเขา รว มเปนภาคสี มาชิกภายใตอ นสุ ัญญา “ไซ IUCN Standards and Petitions Subcommittee. 2014. เตส” บทความวิชาการ ปท ่ี 3 ฉบบั ท่ี 21. สาํ นกั Guidelines for Using the IUCN Red List Categories วิชาการ สาํ นักงานเลขาธิการวุฒิสภา, กรุงเทพฯ and Criteria. Version 11. Prepared by the ทรัพยากรธรณีเขต 3 (ปทมุ ธาน)ี , สาํ นักงาน, กรม Standards and Petitions Subcommittee. ทรัพยากรธรณี. 2557. การสาํ รวจและประเมินแหลง Downloadable from www.iucnredlist.org/docu ธรณีวทิ ยา จังหวดั กาญจนบุรี รายงานวชิ าการ สทข.3 ments/RedListGuidelines.pdf. (ปทมุ ธาน)ี 1/2557. ปทุมธาน.ี 11 หนา . IUCN Standards and Petitions Committee. 2019. อทุ ยานแหงชาติ สัตวปา และพนั ธุพชื , กรม. 2560. เรง ดบั Guidelines for Using the IUCN Red List ไฟปา กาญจนบุรี คาดเหตุจากชาวบานจดุ หาของปา . Categories and Criteria. Version 14. Prepared วันท่ี 9 กุมภาพนั ธ พ.ศ. 2560 เขาถึงเมอ่ื วันท่ี 15 by the Standards and Petitions Committee. กันยายน พ.ศ. 2562 จาก Downloadable from http://www.iucnredlist. https://www.facebook.com/DNP org/documents/RedListGuidelines.pdf. 1362/posts/1747005575614343/. Kurzweil, H. (2009). The genus Habenaria อุทยานแหง ชาติ สตั วป า และพันธุพืช, กรม. ม.ม.ป. อุทยาน (Orchidaceae) in Thailand. Thai Forest Bulletin แหง ชาต:ิ อุทยานแหงชาติเขื่อนศรนี ครนิ ทร. เขา ถึงเม่ือ (Botany), Special Issue: 7–105. วนั ที่ 15 กนั ยายน พ.ศ. 2562 จาก http://chm- Phokhama B, Wongsuwana P, Picheansoonthon C. thai.onep.go.th/chm/data_province/kanchanab 2013. Three New Species of Kaempferia uri/Nationpark.html. (Zingiberaceae) from Thailand and Laos. J. Boyce, P. C., Sookchaloem, D., Hetterscheid, W. L. Japan. Bot. 88: 297-308. A., Gusman, G., Jacobsen, N., Idei, T., Du, N. V. Puglisi, C., Middleton, D. J. 2017. A revision of 2012. Araceae. Flora of Thailand 11 (2): 1-221. Dorcoceras (Gesneriaceae) in Thailand. Thai Chamchumroon, V., Suphuntee, N., Tetsana, N., Forest Bulletin, Botany 45(1): 10–17. Poopath, M. and Tanikkool, S. 2017. Threatened Royal Botanic Gardens, Kew. 2019. Plants of the plants in Thailand. Bangkok: Department of World Online. Retreived 15 September 2019 National Parks, Wildlife and Plant Conservation. from http://www.plantsoftheworldonline.org/. Harwood, B. 2015. Homalium grandiflorum Benth. Thaithong, O., Kidyoo, A. and Kidyoo, M. 2018. Salicaceae. Flora of Thailand 13(1): 44-45. Handbook of Asclepiads of Thailand. Amarin IUCN. 1994. IUCN Red List Criteria: versions 2.3. IUCN Printing and Publishing, Bangkok, 326 pp. Species Survival Commission. IUCN, Gland, Traiperm, P. and Staples, G. W. 2014. A New Endemic Switzerland. Thai Species of Argyreia (Convolvulaceae). IUCN. 2001. IUCN Red List Categories and Criteria: Phytotaxa 164 (4): 281–285. Version 3.1. IUCN Species Survival Commission. Santisuk T., Chayamarit K., Pooma R. and Suddee IUCN, Gland, Switzerland and Cambridge, U.K. S. 2006. Thailand Red Data: Plants. Office of IUCN. 2012. IUCN Red List Categories and Criteria: Natural Resource and Environmental Policy Version 3.1. Second edition. Gland, Switzerland and Planning, Bangkok, Thailand. 256 p. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
49 Swangpol, S. C., Traiperm, P., Somana, J., Walter, K. S. and Gillett, H. J., eds. (1998). 1997 Sukkaewmanee, N., Srisanga, P. and Suksathan, IUCN red list of threatened plants. Gland, P. 2015. Musa nanensis, a New Banana Switzerland: International Union for (Musaceae) Species from Northern Thailand. Conservation of Nature and Natural Resources Systematic Botany. 40(2): 426-432. Species Survival Commission. van Do, T., Neinhuis, C. and Wanke, S. 2014. New synonyms of Aristolochia cambodiana Pierre ex Lecomte (Aristolochiaceae) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
5 ตารางที่ 1 ชนดิ พชื ทม่ี สี ถานะถูกคุกคามในระดบั ตา งๆ ทส่ี ํารวจพบในพ้นื ท่ปี กปกพันธกุ รรมพชื โค ราชกุมารี เขอ่ื นศรีนครินทร จงั หวดั กาญจนบรุ ี ในป พ.ศ. 2552 และสถานะใน ป พ.ศ. 2562 ลําดบั กลุม ชอื่ ไทย ช่ือวทิ ยาศาสตร ท่ี พชื 1 Cycas siamensis Miq. 1 G มะพราวเตา Amorphophallus maxwellii Hett. Habenaria hosseusii Schltr. 2 M บุกแมก็ ซเวลล Iphegenia indica (L.) A.Grey ex Kunth Kaempferia udonensis Picheans. & Phokham 3 M อั้วคางยาว Acalypha pleiogyne Airy Shaw Argyreia suddeeana Traiperm & Staples 4 M สัตฤาษี Aristolochia cambodiana Pierre ex Lecomte Bauhinia viridescens Desv. var. hirsuta K. Larsen & S. S. Larse 5 M เปราะหชู า ง Dorcoceras brunneum C. Puglisi Duplipetala hexagona (Kerr) Thiv) 6 E ขางปอยเอราวัณ Heterostemma siamicum Craib Homalium grandiflorum Benth. 7 E เครอื พสู ดุ ดี Jasminum siamense Craib Lysiphyllum winitii (Craib) de Wit 8 E กระเชาปากเปด Paraboea brunnescens B. L. Burtt Plectranthus albicalyx S. Suddee 9 E กาหลงเขา Schrebera swieteoides Roxb. Spondias bipinnata Airy Shaw & Forman 10 E จอกหนิ ตะนาวศรี 11 E โหมหดั 12 E เครือเขาขมนอ ย 13 E เปอยหนิ 14 E มะลวิ ลั ยเถา 15 E อรพิม 16 E ผกั กาดหนิ 17 E กะเพราหินปูน 18 E มะกอกดอน 19 E มะกกั 1 กลุมพชื ; G = Gymnosperm, M = Monocot, E = Eudicot; 2 สถานภาพ ไดแก sp. = ไมท ราบชนดิ , sp. n Thailand, (–) = Non Endemic to Thailand และสถานะการถกู คุกคามตามเกณฑก อน พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994 VU = Vulnerable, NT = Near Threatened, LC = Least Concern, n/a = ไมปรากฏขอมูล; 3 สํารวจ 2562 4 สถานะในบญั ชี CITES, C2 = ชนดิ พันธุท อี่ ยใู นบญั ชี 2, -C = ชนิดพันธุท ่ไี มอ ยใู นบญั ชี CITE , กรม ม.ม.ป., ย&ส = ยอดหญิง สอนสุภาพ และสุมาลี ทองดอนแอ 2560, ร = ราชันย ภมู า 2551, B = Boyce การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส
50 ครงการอนรุ ักษพนั ธุกรรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรม ชือ่ วงศ สถานภาพ สาํ รวจ สถานภาพ 25622 CITES4 เอกสารอา งองิ 5 25522 25623 Cycadaceae ย&ส, C, Po, T Araceae –VU D2 3.1 –VU C2 ย&ส, B, Po, S Orchidaceae – ย&ส, K, Po, S Colchicaceae – +R -C ป, ย&ส, ร, C, Po, S Zingiberaceae –RT Euphorbiaceae sp. –VU C2 P Convolvulaceae ย&ส, C, Po, S Aristolochiaceae +(SWT)R – -C en Fabaceae sp. T&S Gesneriaceae +VU6 sp. nov. + n/a ร, C, Po, S, T, V Gentianaceae ย&ส, C, Po, S Apocynaceae +(SWT)R +R -C Salicaceae Po, P&M, S Oleaceae – sp. nov. + n/a ย&ส, ร, C, Po, S Fabaceae +R ย&ส, C, Po, S Gesneriaceae – –RT6 -C ย&ส, C, H, Po, R, S Lamiaceae +VU7 ย&ส, C, Po, S Oleaceae + +R -C ย&ส, C, Po, S Anacardiaceae – ย&ส, C, Po, S +(SWT)VU +EN B1 a b(iii) -C ย&ส, ร, C, Po, S +R ย&ส, C, Po, S –R +VU -C ย&ส, C, Po, S + +R -C –VU7 -C +LC -C +NT -C +VU -C +R -C –R -C +R -C nov. = ตพี มิ พช ื่อชนิดใหม, Endemicity; (+) = Endemic to Thailand, +(SWT) = Endemic to Southwest 4); R = Rare (Global), RT = Rare (Thailand) และตามเกณฑ IUCN version 3.1-2001; EN = Endangered, ไดแก พบในการสํารวจป พ.ศ. 2552 และ 2562, พบในการสาํ รวจป พ.ศ. 2552 แตไ มพ บในป พ.ศ. 2562; ES, n/a = ชนิดพันธุทเี่ พิง่ ถูกคน พบ ยังไมม ีสถานะในบญั ชี CITES; 5 เอกสารอา งอิง ป = ปาไม et al. 2012, C = Chamchumroon et al 2017, H = Harwood 2015, K = Kurzweil 2009, P = Phokhama สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
5 et al. 2013, Po = Pooma et al 2005, P&M = Pulglisi & Middleton, 2017, R = RBG Kew, 2019, S = Sant รายงานสถานภาพในชอ่ื Aristolochia kerrii Craib ซึง่ เปนชอ่ื พอง; 7 รายงานสถานภาพในช่อื Homalium glabrifo การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส
51 tisuk et al 2006, T = Thaithong et al 2018, T&S = Traiperm & Staples 2014, V = van Do et al 2014; 6 olium E. T. Geddes ซ่งึ เปนชอ่ื พอ ง สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
52 กข คง จฉ ชซ ภาพท่ี 2 พืชทม่ี ีสถานะถูกคุกคามที่พบในพื้นท่ีปกปกพนั ธกุ รรมพชื โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนือ่ งมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เขื่อนศรีนครินทร จังหวัดกาญจนบุรี ในการสํารวจ พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2562 ก. มะพราวเตา (Cycas siamensis) ข. สตั ฤาษี (Iphegenia indica) ค. เปราะหูชา ง (Kaempferia udonensis) ง. ขางปอยเอราวณั (Acalypha pleiogyne) จ. เครือพสู ุดดี (Argyreia suddeeana) ฉ. กาหลงเขา (Bauhinia viridescens var. hirsuta) ช. จอกหินตะนาวศรี (Dorcoceras brunneum) ซ. โหมหัด (Duplipetala hexagona) ภาพถา ยโดย สาโรจน รจุ สิ รรคสกลุ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
53 ฌญ ฎฏ ฐฑ ฒณ ภาพท่ี (ตอ ) พชื ท่ีมีสถานะถกู คุกคามท่พี บในพื้นท่ปี กปกพันธกุ รรมพชื โครงการอนุรกั ษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เขื่อนศรีนครินทร จงั หวัดกาญจนบุรี ในการสํารวจ พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2562 ฌ. อ้ัวคางยาว (Habenaria hosseusii) ญ. เครอื เขาขมนอ ย (Heterostemma siamicum) ฎ. เปอยหิน Homalium grandiflorum ฏ. มะลิวัลย เถา (Jasminum siamense) ฐ. ผักกาดหนิ (Paraboea brunnescens) ฑ. อรพมิ (Lysiphyllum winitii) ฒ. มะกอกดอน (Schrebera swieteoides) ณ. มะกกั (Spondias bipinnata) ภาพถายโดย สาโรจน รจุ ิสรรคสกุล ยกเวน ฌ. ฎ.และ ณ. โดย วิรชั ปาน เจริญ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
54 พรรณไมน้ําบรเิ วณตาํ บลบางปะหนั อําเภอบางปะหนั จังหวดั พระนครศรีอยุธยา และแนวทางการใชประโยชน AQUATIC PLANTS IN BANG PAHAN, BANG PAHAN DISTRICT, PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE AND GUIDELINES FOR THEIR APPLICATION ณฐั กิตทิ์ โตออ น Natthakitt To-orn คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภูมิ ศูนยห นั ตรา อําเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา 13000 Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Huntra Centre, Phra Nakhon Si Ayutthaya 13000 บทคัดยอ ศึกษาความหลากหลายของพรรณไมน้ําบริเวณตาํ บลบางปะหนั อาํ เภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา พบพรรณไม นา้ํ ท้ังส้ิน 12 วงศ 16 ชนิด จําแนกออกเปนพืชลอยน้ํา 2 ชนิด พืชโผลเหนือน้ํา 1 ชนิด และพืชชายนํ้าและพืชขึ้นในที่ช้ืน 13 ชนิด พืชลอยนาํ้ กลุมผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) พบตลอดลําน้ํา สวนพืชชายนํ้าและพืชขน้ึ ใน ที่ช้ืนท่ีพบตลอดลํานํ้าไดแก ลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) โสน (Sesbania javanica Miq.) กางปลา (Bridelia affinis Craib) เอื้องเพ็ดมา (Polygonum tomentosum Willd.) หญาขน (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) ตี น ตุ ก แ ก ( Tridax procumbens L.) ผั ก เ ป ด น้ํ า ( Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ม ะ ก อ ก นํ้ า (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) กะทกรก (Passiflora foetida L.) การจําแนกพรรณไมน้ําออกตามลักษณะการใช ประโยชนพบกลุมที่สามารถใชเปนอาหารของมนษุ ย 3 ชนดิ กลมุ ท่ีสามารถใชเปน ยาสมุนไพรรกั ษาโรค 9 ชนดิ กลุมพันธุ ไมนํ้าประดับ 1 ชนดิ กลุมพชื อาหารสตั ว 1 ชนิด และกลมุ วชั พชื 3 ชนดิ Abstract The species diversity of aquatic plants in Bang Pahan, Amphoe Bang Pahan, Phra Nakhon Si Ayutthaya province was studied. Sixteen species of 12 families were found including 2 species of floating plants, 1 species of emerged plants and 13 species of marginal plants. Common water hyacinth (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) was the widely distributed floating plants in the canal. The widely distributed marginal plants were aquatic Job's tears (Coix aquatica Roxb.) sesbania (Sesbania javanica Miq.) kang pla (Bridelia affinis Craib) knotweed (Polygonum tomentosum Willd.) paragrass (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) wild daisy (Tridax procumbens L.) alligator weed (Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ma kok nam (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) wild maracuja (Passiflora foetida L.). Aquatic plants that used for food, medicine, decoration, forage crop and weed were 3, 9, 1, 1 and 3 species, respectively. คาํ สาํ คัญ: พรรณพชื น้าํ , ตําบลบางปะหนั , อําเภอบางปะหัน, จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา Keywords: aquatic plants, Bang Pahan, Bang Pahan district, Phra Nakhon Si Ayutthaya province การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
55 ตดิ ตอ นักวจิ ัย: ณัฐกติ ทิ์ โตออน (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Natthakitt To-orn (E-mail: [email protected]) บทนาํ ตน เปนแหลงวางไขและอนุบาลตัวออนของสัตวนํ้า พรรณไมนํ้า (aquatic plants) มีบทบาทสําคัญตอ พรรณไมนํ้าหลายชนิดใชเปนอาหารของมนุษยและ แหลงนํ้าในหลายดานเปนอาหารของสัตวนํ้า เปนท่ี สัตวเชน บวั ผกั บุง ผักกระเฉด พรรณไมน้ําชวยดดู หลบภัยของสัตวนํ้าพวกลูกปลา กบ เขียด เตา เปน ที่ไหลผา นพืน้ ที่บรเิ วณน้ีไดแ ก แมนาํ้ ลพบรุ ีและคลอง ซึมแรธาตุท่ีละลายในนํ้าและเพ่ิมปริมาณออกซิเจน เกาะเล่ิงซึ่งเปนลําคลองท่ีไหลผานตําบลบางปะหัน ใหกับแหลงนํ้า และยังสามารถใชบงชี้ความอุดม และตําบลบางเดื่อ (ภาพที่ 1) โดยกําหนดจุดเก็บ สมบูรณของแหลงนํ้าและบงชี้สภาวะมลพิษทางนํ้า ตัวอยางออกเปน 4 สถานี ประกอบดวยสถานีท่ี 1 (สุชาดา ศรีเพ็ญ, 2530; ยุพา วรยศ, 2544; สุญาณี บริเวณสะพานขามแมน้ําลพบรุ ีเกาะพงษเ พชร ตาํ บล เ ว ส ส บุ ต ร , 2543; พ ง ศ เ ช ฏ ฐ พิ ชิ ต กุ ล , 2557) โพธิ์สามตน (14°25'40.4508\"N 100°33'20.7894\"E) การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณ สถานีท่ี 2 คลองเกาะเล่ิงบริเวณประตูระบายน้ําวัด ตําบลบางปะหัน อําเภอบางปะหัน จังหวัด พระงาม ตําบลบางปะหัน (14°26'12.3648\"N พระนครศรีอยุธยา ซ่ึงเปนพ้ืนท่ีโครงการอนุรักษ 100°33'43.041\"E) สถานีท่ี 3 คลองเกาะเลิ่งบริเวณ พนั ธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ จะทําให สะพานบางปะหันวัดเกาะเล่ิง ตําบลบางปะหัน ทราบขอมูลพ้ืนฐานทรัพยากรชีวภาพภายในพ้ืนที่ (14°26'33.666\"N 100°33'58.7124\"E) และสถานีท่ี และเปนแนวทางการจัดการเพ่ือการใชป ระโยชนจาก 4 คลองเกาะเล่ิงบรเิ วณหมบู า นไพพันธุ ตําบลบางปะ ทรัพยากรอยางคุมคาตอไป งานวิจัยน้ีเปนงานสนอง หัน (14°28'16.5972\"N 100°33'53.9994\"E) โดยทํา พระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน การเก็บตัวอยางและบันทึกชนิดของพรรณไมน้ํา เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ ในชวงเดอื นธนั วาคม 2561 ทําการจาํ แนกชนิดพรรณ ไมนํ้าตามเอกสารของ สุชาดา ศรีเพ็ญ (2530) อุปกรณและวธิ ีการ ประมุข ฤาแกวมา (2543) ยุพา วรยศ (2544) และ การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมน้ําในพ้ืนท่ี อรณุ ี รอดลอย และคณะ (2555) ตําบลบางปะหัน อําเภอบางปะหัน จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ดาํ เนินการในบริเวณลํานํ้าสําคัญ ภาพท่ี 1 จุดสาํ รวจพรรณไมนํ้าบรเิ วณตําบลบางปะหนั อําเภอบางปะหนั จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
56 ผลการทดลองและวจิ ารณ Roxb.) โ ส น (Sesbania javanica Miq.) แ ล ะ ความหลากหลายของพรรณไมน้ําในพื้นที่ศึกษาพบ กางปลา (Bridelia affinis Craib) สวนพืชท่ีพบได ทั้งส้ิน 12 วงศ 16 ชนิด (ตารางท่ี 1) แบงออกตาม บอยตามลํานํ้าไดแกเอ้ืองเพ็ดมา (Polygonum ถิ่นท่ีอยูเปน 3 ประเภทไดแก พืชลอยน้ํา (2 ชนิด) tomentosum Willd.) ห ญ า ข น (Brachiaria พืชโผลเหนือนํ้า (1 ชนิด) และพืชชายน้ําและพืชข้ึน mutica (Forssk.) Stapf) ตี น ตุ ก แ ก (Tridax ในทช่ี ้ืน (13 ชนิด) คิดเปน 12.50, 6.25 และ 81.25% procumbens L.) ผั ก เ ป ด น้ํ า (Alternathera ตามลําดับ พืชลอยนํ้าพวกผักตบชวา (Eichornia philoxeroides (Mart.) Griseb.) ม ะ ก อ ก นํ้ า crassipes (Mart.) Solms.) พบมากตลอดลํานํ้าท้ัง (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) ก ะ ท ก ร ก ในคลองเกาะเลิ่งและแมน้ําลพบุรี ผักบุง (Ipomoea (Passiflora foetida L.) ความหลากหลายของชนิด aquatic Forssk.) พบเฉพาะสถานีท่ี 2 คลองเกาะ พรรณไมน้ําท่ีพบระหวางสถานีพบในชวง 9-12 ชนิด เลิ่งบริเวณประตรู ะบายนํา้ วัดพระงามและในสถานีที่ 3 คลองเกาะเล่ิงบรเิ วณสะพานบางปะหันวัดเกาะเลิ่ง ความแตกตางของชนิดพรรณไมน้ําที่พบระหวาง พืชโผลเหนือน้ําพบเพียง 1 ชนิดคือบัวเผื่อน (Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.)) สถานีข้ึนกับลักษณะสภาพทางกายภาพของบริเวณ พบเฉพาะสถานีที่ 3 คลองเกาะเลิ่งบริเวณสะพาน บางปะหันวัดเกาะเลิ่งซึ่งเปนบริเวณดานในติดริม ลํานํ้าและลักษณะภูมิประเทศ (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, คลองที่น้ําคอนขางน่ิง กลุมพืชชายนํ้าและพืชข้ึนในที่ ช้นื ท่พี บตลอดลาํ นา้ํ ไดแก ลําเอยี ก (Coix aquatica 2557) บริเวณคลองเกาะเล่ิงพบพรรณไมน ํ้าสวนมาก เปนพวกพืชชายน้ําและพืชขึ้นในที่ชื้น (6-10 ชนิด) ซ่ึงพืชกลุมน้ีจะพบข้ึนอยูตามบริเวณริมชายน้ําและ บนฝง ตารางท่ี 1 พรรณไมนา้ํ ท่พี บบริเวณตําบลบางปะหัน อาํ เภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา วงศ ช่ือวทิ ยาศาสตร ชือ่ สามญั สถานี 1234 พชื ลอยน้ํา (Floating plants) 1. CONVOLACEAE Ipomoea aquatica Forssk. ผักบงุ ผักตบชวา 2. PONTEDERIACEAE Eichornia crassipes (Mart.) Solms. บวั เผื่อน พืชโผลเ หนือนํ้า (Emerged plants) เอ้ืองเพ็ดมา 3. NYMPHAEACEAE Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.) ลําเอยี ก หญา ขน พืชชายน้าํ และพืชขน้ึ ในท่ชี ืน้ (Marginal plants) ตนี ตุกแก โสน 4. POLYGONACEAE Polygonum tomentosum Willd. โสนคางคก ไมยราบยกั ษ 5. POACEAE Coix aquatica Roxb. บานไมรโู รยดอกขาว ผักเปดนํ้า Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf 6. ASTERACEAE Tridax procumbens L. 7. FABACEAE Sesbania javanica Miq. Aeschynomene aspera L. 8. MIMOSACEAE Mimosa pigra L. 9. AMARANTHACEAE Gomphrena globosa L. Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
57 10. EUPHORBIACEAE Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC. ผักเปด แดง ผักเปด ไทย 11. ELAEOCARPACEAE Bridelia affinis Craib กางปลา 12.PASSIFLORACEAE Elaeocarpus hygrophilus Kurz มะกอกนา้ํ Passiflora foetida L. กะทกรก การจาํ แนกชนิดพรรณไมน ํา้ ออกตามการใชป ระโยชน javanica Miq.) แ ล ะ ม ะ ก อ ก น้ํ า (Elaeocarpus (ตารางท่ี 2) พบวาสวนใหญสามารถใชประโยชน hygrophilus Kurz) พืชจําพวกหญาจัดเปนพืช ทางดานยาสมุนไพรรักษาโรคมีมากถึง 9 ชนิด อาหารสัตวที่สําคัญของประชาชนในพ้ืนที่ เชน หญา (52.94%) รองลงมาคือเปนอาหารของประชาชน 3 ขน (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) เปนหญา ชนิด (17.65%) พันธุไมนํ้าประดับ 1 ชนิด (5.88%) อาหารสตั วท่นี าํ มาใชเ ล้ียงโค กระบอื เปนหญา ที่นยิ ม พืชอาหารสัตว 1 ชนิด (5.88%) และวัชพืช 3 ชนิด ปลูกเน่ืองจากมีคุณคาทางโภชนาการสูง สามารถ (17.65%) พันธไุ มนา้ํ บางชนิดสามารถใชประโยชนท ั้ง เติบโตไดดีทั้งพื้นท่ีดอนและชุมนํ้าและยังเปนหญาท่ี ในดานเปนยาสมุนไพรและอาหารเชน ผักบุง ใหผลผลิตตอไรสูง รวมถึงไมเปนหญาท่ีแพรกระจาย ( Ipomoea aquatica Forssk.) โ ส น (Sesbania กลายเปน วัชพชื ไดร วดเร็วเหมอื นกับหญา ชนิดอนื่ ตารางที่ 2 การจําแนกพรรณไมนา้ํ บริเวณตาํ บลบางปะหัน อาํ เภอบางปะหัน จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา ออกตามการใชป ระโยชน การใชป ระโยชน ชอื่ ไทย ช่ือวิทยาศาสตร อาหาร สมนุ ไพร พนั ธไุ มน ํา้ อืน่ ๆ ประดบั ผกั บงุ Ipomoea aquatica Forssk. ผักตบชวา Eichornia crassipes (Mart.) Solms. วัชพืชลอยนาํ้ บัวเผ่อื น Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.) เอ้ืองเพ็ดมา Polygonum tomentosum Willd. ลาํ เอียก Coix aquatica Roxb. วชั พชื ชายน้ํา หญาขน Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf พชื อาหารสัตว ตีนตกุ แก Tridax procumbens L. โสน Sesbania javanica Miq. โสนคางคก Aeschynomene aspera L. ทําปยุ พชื สด ไมยราบยักษ Mimosa pigra L. วัชพืชชายนา้ํ ชนิดรายแรง, อาหารเลย้ี งผ้ึง บาน ไมรูโรย Gomphrena globosa L. ดอกขาว ผกั เปด น้ํา Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb. ผกั เปด ไทย Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC. กา งปลา Bridelia affinis Craib มะกอกนาํ้ Elaeocarpus hygrophilus Kurz กะทกรก Passiflora foetida L. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
58 พรรณไมนํ้าหลายชนิดมีคุณคาและประโยชนอยาง มะกอกน้ํา (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) เปน มากตอมนุษยดังเชนกลุมพรรณไมนํ้าที่สามารถ ไมยืนตนที่ข้ึนบริเวณชายน้ํา ผลมะกอกน้ํามีรสฝาด นาํ มาใชเ ปน อาหารพวกผกั บงุ (Ipomoea aquatica อมเปรย้ี วหวาน นํามาดอง เชอ่ื ม แชอ ม่ิ หรือนาํ ผลดิบ Forssk.) เปนอาหารของประชาชนที่อาศัยอยูตาม มาจิม้ กับน้าํ ปลาหวาน ผลแกน ํามาดองเปนผลไมแ ปร ชนบทโดยสามารถนํามาประกอบอาหารประเภทผัด รูปใชรับประทานเปนอาหารวาง เมล็ดอาจนํามากลั่น แกงหรือดองเชนผัดผกั บุงไฟแดง สมตํา แกงสม แกง นาํ้ มนั คลายกบั นาํ้ มันโอลีฟ (Olive oil) ชาวสวนภาค เทโพ ยําผักบุงกรอบ เปนตน ผักบุงยังใชเปนอาหาร กลางนยิ มปลูกตน มะกอกนาํ้ ไวต ามรมิ รองสวนเพอื่ ให สัตวเชนหมู เปด ไกและปลา รวมท้ังมีสรรพคุณเปน รากชวยยึดดินเพ่ือปองกันการพังทลายของหนาดิน ยาสมุนไพรรักษาโรคหลายชนิดเชนบํารุงผิวพรรณ ตามริมรองสวน ปจจุบันนยิ มปลูกไวเปนไมผลยืนตน ตานอนุมลู อสิ ระชว ยในการชะลอวยั ลดอตั ราการเกิด ทางเศรษฐกจิ เพราะมีผลผลิตท่ีสูงอยางสมาํ่ เสมอและ ของโรคมะเรง็ บํารงุ สายตา เปนยาดบั รอ น แกอาการ ขายไดราคาดี แตมีบางท่ีใชป ลูกเปนไมประดับเพราะ รอนใน บํารุงโลหิต ชวยแกโรคประสาทและชวย ปลูกงายโตเร็ว สรรพคุณทางดานยาสมุนไพรของ ปองกันการเกิดโรคกระเพาะอาหาร เปนตน ดวย มะกอกนํ้าคือดอกเปนยาบํารุงธาตุในรางกาย ยาแก คุณคาทางอาหารและคุณประโยชนหลายประการ พิษโลหิต กําเดาและแกริดสีดวงในลําคอ (อาการคัน ของผักบุงในปจจุบันมีการนําผักบุงมาแปรรูปเปน เหมือนมีตัวไตอยู) ผลมะกอกน้ํานํามาดองกับ ผลิตภัณฑตางๆ เชนผักบุงแคปซูล ผงผักบุง เปนตน นํ้าเกลือรับประทานชวยแกอาการกระหายนํ้าและ (puechkaset, 2558) ชวยทําใหชุมคอ ผลมีรสฝาดเปรี้ยวอมหวาน รบั ประทานแกเสมหะในลาํ คอ ผลมะกอกนาํ้ ดองหรือ โสน (Sesbania javanica Miq.) นิยมนํามาปรุง เชื่อมรับประทานจะชวยในการระบาย เปลือกตน อาหาร ดอกโสนมีวิตามินเอสูงนําไปลวกกินกับ แหงมีรสเฝอนนํามาชงกับน้ํารับประทานเปนยาฟอก นํ้าพริกหรือดองกับน้ําซาวขาวกินกับน้ําพริกปลาทู เลือดหลังการคลอดบตุ รของสตรี (Medthai, 2560) นําไปชุบไขทอด แกงสมหรือแกงใสไขมดแดง นอกจากนี้ยังใชทําขนมดอกโสนที่มีลักษณะคลาย ไมยราบยกั ษ (Mimosa pigra L.) จัดเปนวัชพชื ชนิด ขนมข้ีหนูแตเอาดอกโสนมาคลุกเพิ่มเปนอาหารชาว รายแรง เน่ืองจากแพรระบาดในแหลงนํ้าอยาง วงั เรียกขนมนี้วาขนมโสนนอยเรือนงาม ในใบมีสารสี รวดเร็วและกําจัดไดยากมาก (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, เหลืองกลุมแคโรทีนอยดใชแตงสีเหลืองในขนมหลาย 2554; 2557) พชื ชนิดน้ีทาํ ลายความหลากหลายทาง ชนิดเชน ขนมดอกโสน ขนมขี้หนู ขนมบัวลอย โดยนํา ชีวภาพโดยการเขาไปแทนที่พ้ืนที่ชุมนํ้าและรุกล้ํา ดอกโสนมาบดหรือโมผสมกับแปง เปนตน นอกจาก พื้นท่ีปศุสัตวและพื้นท่ีของชนพ้ืนเมือง อีกทั้งยังบด ประโยชนทางดา นอาหารแลวสรรพคุณทางดา น บังทัศนียภาพของแหลงทองเที่ยวตางๆ และเปน สมุนไพรของโสนคือดอกของโสนเปนยาแกพิษรอน วัชพืชที่มีการเจริญเติบโตอยางรวดเร็วแตกําจัดได ถอนพิษไข แกอาการปวดมวนทอง ยาสมานลําไส ยากจึงแยงท่ีอยูและอาหารของพืชพ้ืนเมืองทําใหพืช และเปนยาถอนพิษจากแมลงสัตวกัดตอย รากของ พ้นื เมอื งมจี ํานวนลดนอ ยลง อยางไรก็ตามแมไมยราบ โสนมีสรรพคุณเปนยาแกรอนในกระหายนํ้า ตนโสน ยักษจะเปนวัชพืชที่สําคัญแตหากมีการจัดการพืช นํามาเผาใหเกรียมแลวแชน้ําใหเปนดางใชด่ืมเปนยา ชนิดนี้เพ่ือไมใหแพรขยายรุกรานพืชอ่ืนแลวยัง ขับปสสาวะ ใบนํามาตําเปนยาพอกแผลและหาก สามารถนํามาใชประโยชนไดโดยเฉพาะการเลี้ยงผ้ึง นํามาผสมกับดินประสิวและดินสอพองสามารถใช (สัมฤทธิ์ มากสง, 2559; ปยมาศ นานอก โสภา เปน ยาพอกแกป วดฝ ชวยถอนพษิ (Medthai, 2560) ลดาวัลย และอรจิรา ภิญโย, 2561) ดอกไมยราบ ยักษเปนแหลงพืชอาหารสําคัญท่ีใหเกสรในปริมาณ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
59 มากในการผลิตรอลยัลเยลลีทางภาคเหนือของ พืชเชนพวกลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) และ ประเทศไทย (พิชัย คงพิทักษ และคณะ, 2533) พวกโสนคางคก (Aeschynomene aspera L.) แต รวมท้ังยังสามารถใชก่ิงแหงเปน เชื้อเพลิง หรือการใช พื ช เ ห ล า น้ี มี ป ร ะ โ ย ช น ใ น ก า ร เ ป น พื ช ค ลุ ม ดิ น เปนยาสมุนไพรชูกําลัง แกโรคทองรวง โรคหนองใน โดยเฉพาะบริเวณริมตล่ิงสามารถปองกันและควบคุม และเลือดเปนพิษ โรคเร้ือนและปญหาโรคฟน การกัดเซาะตลิ่งริมน้ําไมใหดินพังทลายรวมท้ัง (Medthai, 2560) สามารถใชเ ปนปุยพชื สดบํารงุ ดิน เปนตน ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) สรปุ เปนวัชพืชชนิดรายแรงอีกชนิดหน่ึงท่ีมีการแพร การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมน้ําบริเวณ ระบาดในแหลงนํ้าไดอยางรวดเร็วและการกําจัดทํา บ า ง ป ะ หั น อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ หั น จั ง ห วั ด ไดยาก (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, 2554; 2557) พืชชนิดน้ี พระนครศรีอยุธยา พบจํานวนทั้งสิ้น 12 วงศ 16 ข้ึนปกคลุมลํานํ้าโดยเฉพาะบริเวณแหลงชุมชน ชนิด แบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก พืชลอยน้ํา (2 หนาแนน สามารถใชบง ช้ีการเพิ่มธาตุอาหารปริมาณ ชนิด) พืชโผลเหนือนํ้า (1 ชนิด) และพืชชายนํ้าและ มากและขอเสียจากกิจกรรมของชุมชนที่อาศัยอยูริม พืชข้ึนในท่ีชื้น (13 ชนิด) พรรณไมน้ําท่ีพบเปนชนิด คลองลงสแู หลงนํา้ และสามารถเติบโตอยา งรวดเรว็ ใน เดนไดแก กลุมผักตบชวา ((Eichornia crassipes ระยะเวลาอันส้ัน อยางไรก็ตามแมผักตบชวา (E. (Mart.) Solms.) ลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) crassipes) จะเปนวัชพืชสําคัญที่กําจัดไดยาก แต โสน (Sesbania javanica Miq.) กางปลา (Bridelia หากมีการจัดการท่ีดีก็สามารถนํามาใชประโยชนใน affinis Craib) เ อื้ อ ง เ พ็ ด ม า (Polygonum การบําบัดคุณภาพนํ้าไดและไมสงผลกระทบตอ tomentosum Willd.) ห ญ า ข น (Brachiaria ส่ิงแวดลอมตลอดจนการใชประโยชนแหลงน้ําของ mutica (Forssk.) Stapf) ตี น ตุ ก แ ก (Tridax ประชาชน เชน การลอมกรอบจํากัดพื้นที่เพ่ือให procumbens L.) ผั ก เ ป ด น้ํ า (Alternathera ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) philoxeroides (Mart.) Griseb.) ม ะ ก อ ก นํ้ า ไมแพรขยายออกไปจนกีดขวางลําน้ํา หากพืชชนิดน้ี (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) ก ะ ท ก ร ก มีการเติบโตมากจนหนาแนนก็ยังสามารถนํามาใช (Passiflora foetida L.) โดยพบพรรณไมนํ้ากลุมที่ เปนปุยบํารุงดิน เคร่ืองจักรสานและหัตถกรรมจาก ใชเปนอาหารของมนุษย 3 ชนิด กลุมท่ีใชเปนยา ผักตบชวา (ภูริพงษ แสงใบ และณัฐกิติ์ โตออน, สมุนไพรรักษาโรค 9 ชนิด กลุมพันธุไมนํ้าประดับ 1 2561) ผกั ตบชวา (E. crassipes) ยงั สามารถนาํ มาใช ชนิด กลุมพืชอาหารสัตว 1 ชนิด และกลุมวัชพืช 3 เปนอาหารของประชาชนในชนบท ซึ่งสวนของยอด ชนดิ ออน ใบออน และดอกออน สามารถนํามาลวกจ้ิม นํ้าพริกหรือทําแกงสม รวมท้ังใชยังนํามาใชเปน คาํ นยิ ม อาหารเล้ยี งสตั วเชนสุกรและไก โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ พนั ธุไ มนา้ํ หลายชนิดอาจไมม ีคุณคาและประโยชนใน ผูวจิ ยั ขอขอบคณุ มา ณ ทีน่ ี้ดวย ด า น อ า ห า ร ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ห รื อ ยั ง ไ ม มี ร า ย ง า น การศึกษาคุณคาทางดานสมุนไพรในสวนตางๆของ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
60 เอกสารอา งอิง สัมฤทธิ์ มากสง. 2559. ความหลากหลายของพืช ประมุข ฤาแกวมา. 2543. ชนิด ปริมาณ และการ อาหารของผ้ึงในหมูบานทิพุเย ตําบลชะแล อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี. วารสาร แพรกระจายของพรรณไมน้ําใน หนองหาร วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 24(1): 76-86. จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม สุชาดา ศรีเพ็ญ. 2530. พรรณไมนํ้า. ภาควิชา พ ฤ ก ษ ศ า ส ต ร ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. 233 น. พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2554. พรรณไมน้ําในจังหวัด สุญาณี เวสสบุตร. 2543. พรรณไมนํ้าบึงบอระเพ็ด. โอ. เอส พริน้ ติง้ เฮา ส, กรงุ เทพฯ. นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล, น. อรุณี รอดลอย สุจินต หนูขวัญ และยุพเยาว สาย 140-149. ใน เอกสารการประชุมทางวิชาการ จันทร. 2555. ชนิดและการกระจายพันธุของ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 49: สาขา พรรณไมน้ําในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ของประเทศไทย. สถาบันวิจัยสัตวนํ้าสวยงาม ประมง, 1-4 ก.พ. 2554, กรุงเทพฯ และพรรณไมน้ํา สํานักวิจัยและพัฒนาประมงน้ํา จืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ, พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2557. พรรณไมนํ้าในจังหวัด กรงุ เทพฯ. 316 น. เชียงราย, น. 63-70. ใน เอกสารการประชุมทาง Medthai. 2560. มะกอกน้าํ สรรพคณุ และประโยชน วิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ ของมะกอกนา้ํ 10 ขอ . วันทค่ี น ขอ มูล 21 มนี าคม 2562, เขาถึงไดจากhttps://medthai.com 52: สาขาประมง, สาขาสงเสริมการเกษตรและค หกรรมศาสตร. 4-7 ก.พ. 2557, กรงุ เทพฯ. Medthai. 2560. ไมยราบยักษ สรรพคุณและ ประโยชนของตนไมยราบยักษ 13 ขอ. วันที่คน พิชัย คงพิทักษ พงศเทพ อัครธนกุล และวีรวรรณ ขอมูล 15 มีนาค ม 2562, เข าถึงไ ดจา ก https://medthai.com อมรศักดิ.์ 2533. การศึกษาความสัมพนั ธร ะหวาง Medthai. 2560. โสน สรรพคุณและประโยชนของ การใชเทคโนโลยีการผลติ . และปรมิ าณของเกสร ดอกโสน 15 (โสนกินดอก). วันที่คนขอมูล 21 กับปริมาณรอยัลเยลลี. ว.เกษตรศาสตร (วิทย) มี น า ค ม 2 5 6 2 , เ ข า ถึ ง ไ ด จ า ก 24ซ 268-277. https://medthai.com ภูริพงษ แสงใบ และณัฐกิตท์ิ โตออน. 2561. ความ ปยมาศ นานอก โสภาลดาวัลย และอรจิรา ภิญโย. หลากหลายของพรรณพืชน้าํ บรเิ วณคลองขา วเมา 2561. ความหลากหลายของพืชอาหารของผ้ึง อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสาร พันธุ (Apis mellifera). ในพ้ืนที่จังหวัดเลยโดย วิทยาศาสตรบ รู พา 23(1): 471-479. วิเคราะหจากกอนเรณูของผ้ึง. วารสารกาวทัน ยุพา วรยศ. 2544. พันธุไมนํ้า. ภาควิชาชีววิทยา โลกวิทยาศาสตร 18(2): 128-139. คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง. กรุงเทพฯ. 489 น. Puechkaset. 2558. ผักบุงไทย สรรพคุณ และการ ปลูกผักบุงไทย. วันท่คี นขอมูล 25 มนี าคม 2562, เขาถงึ ไดจากhttps://puechkaset.com การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
61 ความหลากหลายของพรรณไมนํา้ บรเิ วณตําบลตล่ิงชัน อําเภอบางปะอนิ จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา AQUATIC PLANT DIVERSITY IN TALING CHAN, BANG PA-IN DISTRICT, PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE ณัฐกติ ท์ิ โตออ น Natthakitt To-orn คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภมู ิ ศนู ยห ันตรา อําเภอพระนครศรีอยธุ ยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000 Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Huntra Centre, Phra Nakhon Si Ayutthaya 13000 บทคดั ยอ ศกึ ษาความหลากหลายของพรรณไมน ้ําบริเวณตําบลตลิ่งชัน อาํ เภอบางปะอิน จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา พบพรรณ ไมน้ําทั้งสิ้น 25 วงศ 38 ชนิด จาํ แนกออกเปนพืชลอยนํา้ 3 ชนิด พืชโผลเหนือนํ้า 3 ชนิด และพืชชายนาํ้ และพืชขึ้น ในที่ช้ืน 32 ชนิด พืชลอยน้ํากลุมผักบุง (Ipomoea aquatica Forssk.) และผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) เปนชนิดเดนท่ีพบตลอดลํานํ้า สวนพืชชายนํ้าและพืชขึ้นในที่ชื้นท่ีพบตลอดลําน้ําไดแก กะเม็ง (Eclipta prostata L.) โสน (Sesbania javanica Miq.) เทียนนา (Jussiaea linifolia Vahl.) และกางปลา (Bridelia affinis Craib) การจําแนกพรรณไมน้ําออกตามลักษณะการใชประโยชนพบกลุมท่ีสามารถใชเปนอาหาร ของมนุษย 9 ชนิด กลุมที่สามารถใชเปนยาสมุนไพรรักษาโรค 24 ชนิด กลุมพันธุไมน้ําประดับ 5 ชนิด กลุมพืช อาหารสตั ว 2 ชนดิ และกลุมวชั พืช 3 ชนิด Abstract The species diversity of aquatic plants in Taling Chan, Bang Pa-in district, Phra Nakhon Si Ayutthaya province was studied. Thirty eight species of 25 families were found including 3 species of floating plants, 3 species of emerged plants and 32 species of marginal plants. Swamp morning glory (Ipomoea aquatica Forssk.) and water hyacinth (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) were the widely distributed floating plants in the canal. The widely distributed marginal plants were white head (Eclipta prostata L.), sesbania (Sesbania javanica Miq.), water primrose (Jussiaea linifolia Vahl.) and kang pla (Bridelia affinis Craib) were marginal plants. Aquatic plants that used for food, medicine, decoration, forage crop and weed were 9, 24, 5, 2 and 3 species, respectively. คาํ สําคญั : พรรณไมนํ้า, ความหลากหลาย, ตาํ บลตล่งิ ชนั , อําเภอบางปะอิน, จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา Keywords: aquatic plants, species diversity, Taling Chan, Bang Pa-in district, Phra Nakhon Si Ayutthaya province ตดิ ตอ นกั วิจยั : ณฐั กติ ทิ์ โตออ น (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Natthakitt To-orn (E-mail: [email protected]) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
62 คํานํา สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในนํ้า เปนแหลงวางไขและ พรรณไมน้ํา (aquatic plants) เปนพืชที่ขึ้นอยูในนํ้า อนุบาลตวั ออนของสัตวน ํ้า พรรณไมนํา้ หลายชนิดใช ซ่ึงอาจจมอยูใตน้ําทั้งหมดหรือโผลบางสวนข้ึนมาอยู เปนอาหารของมนุษยและสัตว นอกจากน้ียังมี เหนือผิวน้ํา ลอยอยูท่ีผิวน้ําหรือเปนพืชท่ีขึ้นอยู คุณสมบัติชวยดูดซึมแรธาตุที่ละลายอยูในนํ้า และ บริเวณริมน้ําชายตล่ิง ทั้งน้ีตองมีชวงระยะหนึ่งของ เพิ่มปริมาณออกซิเจนใหกับแหลงนํ้า พรรณไมนํ้ายัง ชวี ติ อยใู นนา้ํ พรรณไมนาํ้ มีบทบาทสําคัญตอ แหลงน้ํา สามารถใชเปนตวั บง ชี้ความอดุ มสมบูรณของแหลง ในแงเปนอาหารของสัตวนํ้า เปนท่ีหลบภัยของ น้ําและภาวะมลพิษทางนํ้า (ยุพา วรยศ, 2544; เจาพระยาท่ีตําบลบานโพธิ์ แลวไหลผานตําบลตลิ่ง สุญาณี เวสสบตุ ร, 2543; พงศเชฏฐ พชิ ติ กลุ , 2557) ชัน และ (2) บึงหลวงซึ่งเปนบึงนํ้าขนาดใหญใ นพื้นที่ การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณ โดยจุดสํารวจบริเวณคลองโพธ์ิมีจํานวน 4 สถานี ตํ า บ ล ต ล่ิ ง ชั น อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ อิ น จั ง ห วั ด ไดแก สถานีที่ 1 ตําบลสามเรือน (14°17'2.119\"N พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเปนพื้นที่โครงการอนุรักษ 100°38'7.008\"E) เปนลําคลองรอยตอกับพื้นที่เขต พนั ธุกรรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ จะทําให ตําบลตลิ่งชัน สถานีท่ี 2 บริเวณตําบลตล่ิงชัน ทราบขอมูลพื้นฐานทรัพยากรชีวภาพภายในพ้ืนท่ี (14°17'9.02\"N 100°37'26.699\"E) สถานีท่ี 3 ตําบล และเปนแนวทางการจัดการเพื่อการใชประโยชนจาก ตลิ่งชัน (14°16'59.704\"N 100°37'10.423\"E) และ ทรัพยากรอยางคุมคาตอไป งานวิจัยน้ีเปนงานสนอง สถานีท่ี 4 บริเวณตําบลบานหวา (14°17'6.18\"N พระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน 100°36'49.579\"E) สวนบึงหลวงมี 1 จุดสํารวจคือ เนอื่ งมาจากพระราชดําริ สถานีท่ี 5 บึงหลวง ตําบลตลิ่งชัน (14°16'33.416\"N 100°37'7.781\"E) (ภาพท่ี 1) โดยทําการเก็บตัวอยาง อุปกรณและวธิ กี าร และบนั ทกึ ชนิดของพรรณไมน ํ้าในชว งเดือนมถิ นุ ายน ศกึ ษาความหลากหลายของพรรณไมน ํ้าบริเวณตําบล 2561 ทําการจําแนกชนิดพรรณไมน้ําตามเอกสาร ตลิ่งชัน อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของ สุชาดา ศรีเพ็ญ (2530) ประมุข ฤาแกวมา ในบริเวณแหลงนํ้าท่ีสําคัญของพ้ืนที่น้ีประกอบดวย (2543) ยุพา วรยศ (2544) และอรุณี รอดลอย และ (1) บริเวณคลองโพธ์ิ ซ่ึงเปนคลองแยกมาจากแมนํ้า คณะ (2555) ภาพท่ี 1 พ้นื ทส่ี าํ รวจพรรณไมน ํา้ ในบรเิ วณตําบลตลิ่งชนั อําเภอบางปะอนิ จังหวดั พระนครศรีอยุธยา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
63 ผลการทดลองและวจิ ารณ aquatica Forssk.) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า ( Eichornia ความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณตําบลตล่ิง crassipes (Mart.) Solms.) ที่ขึ้นหนาแนนบริเวณ ริมฝงเปนสิ่งกีดขวางการไหลของนํ้าในคลองโพธิ์ ชนั อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบ ทั้งส้ิน 25 วงศ 38 ชนิด (ตารางท่ี 1) แบงออกตาม พ ว ก พื ช โ ผ ล เ ห นื อ น้ํ า ท้ั ง ห ม ด พ บ เ ป น ก ลุ ม บั ว ลักษณะแหลงอาศยั เปน 3 ประเภท ไดแ กพืชลอยนํา้ (Nymphaea spp.) ซ่ึงพบเฉพาะในบึงหลวงแหลง นํ้านิ่งเทาน้ัน (สถานีท่ี 5) สวนพืชชายน้ําและพืชขึ้น (3 ชนิด) พืชโผลเหนือน้ํา (3 ชนิด) และพืชชายน้ํา ในที่ช้ืนที่พบบริเวณคลองโพธิ์ตลอดลํานํ้า ไดแก และพืชขึ้นในที่ชื้น (32 ชนิด) คิดเปน 7.89, 7.89 ก ะ เ ม็ ง (Eclipta prostata L.) โ ส น ( Sesbania และ 84.21% ตามลําดับ โดยกลุมผักบุง (Ipomoea javanica Miq.) เ ที ย น น า (Jussiaea linifolia aquatica Forssk.) แ ล ะ ผั ก ต บ ชว า (Eichornia Vahl.) แ ล ะ ก า ง ป ล า (Bridelia affinis Craib) crassipes (Mart.) Solms.) เปนพืชลอยน้ําท่ีพบใน น อ ก จ า ก น้ี พ บ เ อื้ อ ง เ พ็ ด ม า (Polygonum คลองโพธิต์ ลอดลําน้ํา (สถานที ี่ 1-4) รวมท้ังยังพบใน tomentosum Willd.) ห ญ า ข น (Brachiaria mutica (Forsk.) Stapf) ก ก ส า ม เ ห ลี่ ย ม เ ล็ ก บริเวณบึงหลวง (สถานีที่ 5) ซึ่งเปนแหลงนํ้าน่ิงดวย (Cyperus imbricatus Retz) ผั ก เ ป ด นํ้ า เชนกัน พืชลอยนํ้ากลุมจอก (Pistia stratiotes L.) (Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ผกั เปนอีกชนิดหนึ่งท่ีพบในบึงน้ําแหงนี้และบางสถานี เปดแดงหรือผักเปดไทย (Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC.) ผั ก กู ด เ ข า ก ว า ง (Ceratopteris บริเวณคลองโพธ์ิเชนกัน พงศเชฏฐ พิชิตกุล (2557) thalictroides (L.) Brongn.) ม ะ ก อ ก น้ํ า รายงานวาจอก (Pistia stratiotes L.) แหนแดง (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) และขี้กวงหรือ (Azolla pinnata R.Br.) แ หน เป ดเ ล็ก ( Lemna ผกั ขวง (Glinus oppositifolius (L.) A. DC.) ยังเปน perpusilla Torrey) แ ล ะ จ อ ก หู ห นู (Salvinia พชื ชายนํ้าและพืชขึ้นในท่ีช้ืนท่พี บมากเกือบตลอดลํา cucullata Roxb.ex Bory) สามารถบงบอกไดวา เปนแหลงนาํ้ ที่คอ นขางหรือเปนแหลงนํ้าน่งิ การพบ นํา้ จอก (Pistia stratiotes L.) ในคลองโพธ์ิจึงเปนสิ่งท่ี แสดงใหเห็นวาการไหลของนํ้าในคลองโพธิ์คอนขาง ชา มีลักษณะคอนขางนิ่ง ซงึ่ อาจมีผลมาจากพรรณไม นํ้ า พว ก พื ชล อ ย น้ํ า พว ก ก อผั ก บุ ง ( Ipomoea ตารางท่ี 1 ชนดิ และการกระจายของพรรณไมน ํา้ บรเิ วณตาํ บลตลิ่งชนั อําเภอบางปะอิน จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา วงศ ชือ่ วทิ ยาศาสตร ช่ือสามญั สถานี 12345 พืชลอยนา้ํ (Floating plants) 1. ARACEAE Pistia stratiotes L. จอก 2. CONVOLACEAE Ipomoea aquatica Forssk. ผักบงุ 3. PONTEDERIACEAE Eichornia crassipes (Mart.) Solms. ผักตบชวา พืชโผลเหนือน้าํ (Emerged plants) 4. NYMPHAEACEAE Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.) บัวเผ่ือน Nelumbo nucifera Gaertn. บวั หลวง Nymphaea lotus L. บวั สาย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
64 ตารางที่ 1 (ตอ) ช่ือสามญั สถานี 12345 วงศ ชือ่ วทิ ยาศาสตร เอื้องเพ็ดมา ผกั ปลาบใบแคบ พืชชายนา้ํ และพืชขน้ึ ในทชี่ ืน้ (Marginal plants) ผกั ปราบนา 5. POLYGONACEAE Polygonum tomentosum Willd. ลําเอยี ก หญาปลอ ง 6. COMMELINACEAE Commelina diffusa Burm.f. หญาขน หญา งวงชาง Cyanotis axillaris Roem & Schult กกสามเหล่ียมเลก็ กกสามเหลี่ยม 7. POACEAE Coix aquatica Roxb. ธปู ฤาษี ลูกใตใบ Hymenachne amplexicaulis (Rudge) Nees ตีนตกุ แก กะเม็ง Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf พญามตุ ติ หญา จาม 8. HELIOTROPIUM Heliotropium indicum (Linn.) R.Br. โสน โสนคางคก 9. CYPERACEAE Cyperus imbricatus Retz ไมยราบยกั ษ ผกั โขม Cyperus pilosus Vahl ผักเปดน้ํา ผักเปด แดง ผักเปดไทย 10. TYPHACEAE Typha angustifolia L. กมุ นํ้า เทยี นนา 11. PHYLLANTHACEAE Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn. แพงพวยนาํ้ พญารากดาํ หญา รกั นา 12. ASTERACEAE Tridax procumbens L. ผักกดู เขากวาง กา งปลา Eclipta prostata L. มะกอกนาํ้ กะทกรก Grangea maderaspatana (L.) Poir. ขี้กวง ผกั ขวง กระทุมนาํ้ กานเหลือง 13. FABACEAE Sesbania javanica Miq. ผกั ปอด Aeschynomene aspera Linn. ผกั เส้ยี น 14. MIMOSACEAE Mimosa pigra L. 15. AMARANTHACEAE Amaranthus viridis L. Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb. 16. CAPPARACEAE Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC. 17. ONAGRACEAE Crateva magna (Lour.) DC. Jussiaea linifolia Vahl. 18. PARKERIACEAE Ludwigia adscendens (L.) H.Hara 19. EUPHORBIACEAE Jussiaea suffruticosa L. 20. ELAEOCARPACEAE Ceratopteris thalictroides (L.) Brongn. 21.PASSIFLORACEAE Bridelia affinis Craib 22. AIZOACEAE Elaeocarpus hygrophilus Kurz 23. RUBIACEAE Passiflora foetida L. 24. SPHENOCLEACEAE Glinus oppositifolius (L.) A. DC. 25. CAPPARIDACEAE Nauclea orientalis (L.) L. Sphenoclea zeylanica Gaertn. Cleome gynandra L. ความหลากหลายของชนิดพรรณไมนํ้าท่ีพบระหวาง พื้นท่ีทางกายภาพของบริเวณลําน้ําและลักษณะภูมิ สถานีมีความแตกตางกันซ่ึงขึ้นอยูกับลักษณะสภาพ ประเทศ (พงศเชฏฐ พิชิตกุล, 2557) บริเวณคลอง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
65 โพธิ์พบพรรณไมนํ้าสวนมากเปนพวกพืชชายนํ้าและ adscendens (L.) H.Hara) และผักกูดเขากวาง พชื ขึ้นในที่ชื้น (9-26 ชนิด) ซ่ึงพืชกลุมน้ีจะพบข้ึนอยู (Ceratopteris thalictroides (L.) Brongn.) ตามบริเวณริมชายนํ้าและบนฝง สวนการพบพืชชาย น อ ก จ า ก น้ี พ ว ก จ อ ก (Pistia stratiotes L.) ยั ง นํ้าและพืชขึ้นในท่ีชื้นบริเวณบึงหลวง (สถานีท่ี 5) สามารถใชเปนยาสมุนไพรรักษาโรคดวยเชนกัน โสน เพียง 5 ชนิด เน่ืองจากมีตนธูปฤาษี (Typha คางคก (Aeschynomen aspera L.) นอกจากใช angustifolia L.) และหญา ขน (Brachiaria mutica ประโยชนดานยาสมุนไพรยังสามารถใชทําปุยพืชสด (Forssk.) Stapf) ขึ้นหนาแนนบริเวณริมตล่ิงจนพืช กลุมวัชพืชท่ีสําคัญในบริเวณนี้คือ ผักตบชวา อืน่ ไมส ามารถขึ้นได ( Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) ซ่ึ ง เ ป น วัชพชื ลอยนาํ้ ลําเอียก (Coix aquatica Roxb.) เปน การจําแนกพรรณไมน้ําออกตามลักษณะการใช พวกวัชพืชชายนํา้ และไมยราบยักษ (Mimosa pigra ประโยชน (ตารางที่ 2) พบวาสามารถแบงออกเปน L.) เปนพวกวัชพืชชายน้ํา ท้ังนี้ ไมยราบยักษ 1) กลุมที่สามารถใชประโยชนดานอาหารของมนุษย (Mimosa pigra L.) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า (Eichornia 9 ชนิด 2) กลุมท่ีเปนยาสมุนไพรรักษาโรค 24 ชนิด crassipes (Mart.) Solms.) จั ด เ ป น วั ช พื ช ช นิ ด 3) กลุมพันธุไมน้ําประดับ 5 ชนิด 4) กลุมพืชอาหาร รายแรงเนื่องจากมีการแพรระบาดในแหลงนํ้าได สัตว 2 ชนิด และ 5) กลุมวัชพืช 3 ชนิด คิดเปน อยางรวดเร็วและการกําจัดทําไดยากมาก (พงศเ ชฏฐ สัดสวน 20.93, 55.81, 11.63, 4.65 และ 6.98% พิชิตกลุ , 2554; 2557) อยางไรกต็ ามแมไมยราบยักษ ตามลําดับ พรรณไมนํ้าหลายชนิดสามารถใช (Mimosa pigra L.) เปนวัชพืชชายนํ้าแตหากมีการ ประโยชนทั้งเปนอาหารและยาสมุนไพร เชน ผักบุง จัดการพืชชนิดนี้ไมใหขยายจนรุกรานพืชอื่นแลวยัง ( Ipomoea aquatica Forssk.) โ ส น (Sesbania สามารถนํามาใชประโยชนเปนอาหารสาํ หรับเล้ียงผ้ึง javanica Miq.) ผักปลาบใบแคบ (Commelina ส ว น ผั ก ต บ ช ว า ( Eichornia crassipes (Mart.) diffusa Burm.f.) ผักปราบนา (Cyanotis axillaris Solms.) สามารถใชประโยชนในการบําบัดคุณภาพ Roem & Schult) ผักโขม (Amaranthus viridis L.) น้ําในคลองสาธารณะ โดยไมใหสงผลกระทบตอ กุ ม นํ้ า (Crateva magna (Lour.) DC.) แ ล ะ สิ่งแวดลอม และการใชประโยชนแหลงนํ้าของ มะกอกนา้ํ (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) หญา ประชาชนเชนการลอมกรอบจํากัดพ้ืนท่ีเพ่ือให พืชอาหารสัตวท่ีสําคัญท่ีพบในบริเวณน้ี ไดแก หญา ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) ป ล อ ง (Hymenachne amplexicaulis (Rudge) ไมแพรขยายออกไปจนขวางลํานํ้า และหากมีการ Nees) และหญาขน (Brachiaria mutica (Forssk.) เติบโตมากจนหนาแนนยงั สามารถนาํ มาใชประโยชน Stapf) พนั ธุไมน้ําประดับที่สาํ คัญ ไดแ ก จอก (Pistia ในการทําปยุ บาํ รุงดิน เครื่องจักรสาน และหัตถกรรม stratiotes L.) บั ว เ ผ่ื อ น (Nymphaea nouchali จากผักตบชวา เปนตน (ภรู ิพงษ แสงใบ และณฐั กติ ทิ์ var. versicolor (Sims.)) บั ว ห ล ว ง (Nelumbo โตออน, 2561) nucifera Gaertn.) แ พ ง พ ว ย น้ํ า (Ludwigia การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
66 ตารางท่ี 2 พรรณไมน้ําในบรเิ วณตาํ บลตลง่ิ ชนั อาํ เภอบางปะอนิ จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา จาํ แนกออกตามการใชป ระโยชน ชนิดของพรรณไมน ้ํา อาหาร ผกั บงุ (Ipomoea aquatica Forssk.) บวั สาย (Nymphaea lotus L.) ผักปลาบใบ แคบ (Commelina diffusa Burm.f.) ผกั ปราบนา (Cyanotis axillaris Roem & Schult) โสน (Sesbania javanica Miq.) ผกั โขม (Amaranthus viridis L.) กมุ นาํ้ (Crateva magna (Lour.) DC.) มะกอกนาํ้ (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) ขีก้ ว ง/ผกั ขวง (Glinus oppositifolius (L.) A. DC.) สมุนไพร ผักบุง (Ipomoea aquatica Forssk.) จอก (Pistia stratiotes L.) ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) เอื้องเพด็ มา (Polygonum tomentosum Willd.) ผกั ปลาบใบแคบ (Commelina diffusa Burm.f.) ผกั ปราบนา (Cyanotis axillaris Roem & Schult) หญางวงชาง (Heliotropium indicum (L.) R.Br.) กก สามเหลยี่ มเล็ก (Cyperus imbricatus Retz) กกสามเหล่ยี ม (Cyperus pilosus Vahl) ธูปฤาษี (Typha angustifolia L.) ลูกใตใบ (Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.) ตนี ตุกแก (Tridax procumbens L.) กะเมง็ (Eclipta prostata L.) พญามุตติ (Grangea maderaspatana (L.) Poir.) โสน (Sesbania javanica Miq.) โสนคางคก (Aeschynomene aspera L.) ไมยราบยักษ (Mimosa pigra L.) ผกั โขม (Amaranthus viridis L.) ผกั เปด น้ํา (Alternathera philoxeroides (Mart.) Griseb.) ผกั เปดไทย (Alternanthera sessilis (L.) R.Br. DC.) กมุ นํ้า (Crateva magna (Lour.) DC.) เทยี นนา (Jussiaea linifolia Vahl.) พญารากดํา/หญารกั นา (Jussiaea suffruticosa L.) กางปลา (Bridelia affinis Craib) มะกอกนา้ํ (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) กะทกรก (Passiflora foetida L.) กระทมุ นํ้า/กานเหลอื ง (Nauclea orientalis (L.) L.) ผกั ปอด (Sphenoclea zeylanica Gaertn.) ผักเส้ียน (Cleome gynandra L.) พันธุไมน้าํ ประดบั จอก ((Pistia stratiotes L.) บัวเผอื่ น (Nymphaea nouchali var. versicolor (Sims.)) บัวหลวง (Nelumbo nucifera Gaertn.) แพงพวยนาํ้ (Ludwigia adscendens (L.) H.Hara) ผักกดู เขากวาง (Ceratopteris thalictroides (L.) Brongn.) พืชอาหารสัตว หญาปลอง (Hymenachne amplexicaulis (Rudge) Nees) หญาขน (Brachiaria mutica (Forssk.) Stapf) วัชพชื ผักตบชวา (Eichornia crassipes (Mart.) Solms.) ลําเอียก (Coix aquatica Roxb) ไมยราบยกั ษ (Mimosa pigra L.) สรปุ ชนิด แบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก พืชลอยน้ํา (3 การศึกษาความหลากหลายของพรรณไมนํ้าบริเวณ ชนิด) พืชโผลเหนือนํ้า (3 ชนิด) และพืชชายนํ้าและ พื ช ข้ึ น ใ น ที่ ชื้ น ( 32 ช นิ ด ) ผั ก บุ ง ( Ipomoea ตํ า บ ล ต ล่ิ ง ชั น อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ อิ น จั ง ห วั ด aquatica Forssk.) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า ( Eichornia พระนครศรีอยุธยา พบจํานวนทั้งสิ้น 25 วงศ 38 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
67 crassipes (Mart.) Solms.) เปนพืชลอยน้ําชนิดเดน ในท่ีช้ืนชนิดเดนที่พบตลอดลําน้ําดวยเชนกัน พรรณ ที่พบตลอดลําน้ํา สวนพวกกะเม็ง (Eclipta ไมน้ํากลุมที่สามารถใชประโยชนดานเปนอาหาร prostata L.) โ ส น ( Sesbania javanica Miq.) มนษุ ย 9 ชนดิ พรรณไมนํา้ ทเี่ ปนยาสมนุ ไพร 24 ชนดิ เทียนนา (Jussiaea linifolia Vahl.) และกางปลา พันธุไมน้ําประดับ 5 ชนิด พืชอาหารสัตว 2 ชนิด (Bridelia affinis Craib) เปนพืชชายน้ําและพืชขึ้น และวัชพชื 3 ชนิด คาํ นิยม โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ ผวู ิจยั ขอขอบคณุ มา ณ ทน่ี ้ีดวย เอกสารอางองิ อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสาร ประมุข ฤาแกวมา. 2543. ชนิด ปริมาณ และการ วทิ ยาศาสตรบรู พา 23(1): 471-479. ยุพา วรยศ. 2544. พันธุไมนํ้า. ภาควิชาชีววิทยา แพรกระจายของพรรณไมน้ําใน หนองหาร คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง. จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม กรงุ เทพฯ. 489 น. บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. สุชาดา ศรีเพ็ญ. 2530. พรรณไมน้ํา. ภาควิชา พ ฤ ก ษ ศ า ส ต ร ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2554. พรรณไมน้ําในจังหวัด มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ. 233 น. นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล, น. สุญาณี เวสสบุตร. 2543. พรรณไมนํ้าบึงบอระเพ็ด. 140-149. ใน เอกสารการประชุมทางวิชาการ โอ. เอส พรน้ิ ต้งิ เฮาส, กรุงเทพฯ. ของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 49: สาขา ประมง, 1-4 ก.พ. 2554, กรุงเทพฯ อรุณี รอดลอย สุจินต หนูขวัญ และยุพเยาว สาย พงศเชฏฐ พิชิตกุล. 2557. พรรณไมนํ้าในจังหวัด จันทร. 2555. ชนิดและการกระจายพันธุของ พ ร ร ณ ไ ม นํ้ า ใ น ภ า ค ต ะ ว น อ อ ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ เชียงราย, น. 63-70. ใน เอกสารการประชุมทาง ตอนบนของประเทศไทย. สถาบันวิจัยสัตวน้ํา วิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คร้ังที่ สวยงามและพรรณไมน้ํา สํานักวิจัยและพัฒนา 52: สาขาประมง, สาขาสงเสริมการเกษตรและค ประมงน้ําจืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและ หกรรมศาสตร. 4-7 ก.พ. 2557, กรุงเทพฯ สหกรณ, กรงุ เทพฯ . 316 น. ภูริพงษ แสงใบ และณัฐกิตท์ิ โตออน. 2561. ความ หลากหลายของพรรณพืชนํ้าบริเวณคลองขาวเมา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
68 ความหลากหลายของกลวยไมในศูนยก ารศกึ ษาสามพราว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี DIVERSITY OF ORCHIDS IN SAMPRAW CAMPUS, UDON THANI RAJABHAT UNIVERSITY ทัศนยั ปญจนั ทรส งิ ห1* และ วิบลู เปน สุข2 Tasanai Punjansing1* and Viboon Pensuk2 1สาขาวิชาชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 64 ถนนทหาร อําเภอเมือง จงั หวดั อุดรธานี 41000 2สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารผลติ พชื คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี 64 ถนนทหาร อาํ เภอเมอื ง จังหวัดอดุ รธานี 41000 1Department of Biology, Faculty of Science, Udon Thani Rajabhat University, 64 Thahan Road, Mak Khaeng, Mueang, Udon Thani 41000 2Department of Plant Product Technology, Udon Thani Rajabhat University, 64 Thahan Road, Mak Khaeng, Mueang, Udon Thani 41000 บทคัดยอ สํารวจกลวยไมปาในศูนยการศึกษาสามพราว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยสํารวจและเก็บตัวอยาง ระหวางเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ในเขตพื้นท่ีเตรียมเปนพ้ืนที่ปกปกพันธุกรรมพืช 3 เสนทาง การศกึ ษาและจัดจําแนกตามหลักอนุกรมวิธาน ผลการศึกษาพบกลว ยไมท้งั หมด 2 วงศย อย 13 สกลุ 21 ชนดิ ไดแ ก วงศ ยอ ย Orchidiodeae พบ 3 สกลุ 8 ชนิด สกลุ ท่ีพบมากทีส่ ุดคือ สกลุ สังหิน Habenaria พบ 5 ชนดิ ไมสามารถระบชุ นิด ได 1 ชนิด และวงศยอย Epidendroideae พบ 10 สกุล 13 ชนิด สกุลท่ีพบมากที่สุดคือ สกุลหมูกล้ิง Eulophia พบ 4 ชนิด แบงเปนกลวยไมตามลักษณะวิสัยแบงออกเปน 2 ประเภท คือ กลวยไมอิงอาศัย และ กลวยไมดิน นอกจากนี้ยัง พบวากลวยไม 2 ชนิดท่ีสํารวจพบเปนกลวยไมที่เสี่ยงตอการสูญพันธุคือ อ้ัวสาคริก Pecteilis hawkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar และ อั้วตีนกบ P. susannae (L.) Raf. และกลวยไมท่ีอยูสภาวะท่ีถูกคุกคามคือกลวยไมเขาแกะ Rhynchostylis coelestis (Rchb.f.) A. H. Kent และชางกระ R. gigantea (Lindl.) Ridl. กลวยไมชนิดเดนในพื้นที่ ศึกษา คือ เอื้องดอกมะขาม Dendrobium delacourii Guillaumin ขอมูลท่ีไดจากการสํารวจจะนํามาเปนขอมูล เบ้อื งตน ในการอนรุ กั ษและใชประโยชนอ ยางยงั่ ยนื ตอไป Abstract Field surveys and specimen collection of wild orchids were conducted at three trails of plant genetic protection area in Sampraw campus, Udon Thani Rajabhat University during November, 2014 to October 2015. All samples were then taxonomic classified. A total of 21 orchid species from 13 genera under two subfamilies were recorded. The subfamily Orchidiodeae contained eight species from three genera in which the genus Habenaria held the greatest number of species (five known species and one unknown species). Meanwhile, there were 13 species from 10 genera of the Epidendroideae in which the genus Eulophia contained the highest number of species (four recorded species). Based on habitat identification, the orchids could be divided into two main types, namely terrestrial orchids and epithetic orchids. Additionally, Pecteilis hawkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar and P. susannae (L.) Raf. demonstrated as risk of extinction whereas Rhynchostylis coelestis (Rchb.f.) A. H. Kent and R. gigantea (Lindl.) Ridl. were recorded as threatened species. It was also found that Dendrobium delacourii การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
69 Guillaumin was dominant species in this study site. These obtained results would be basic data for orchid conservation and sustainable utilization in the next future. คําสาํ คัญ: ความหลากหลายของกลว ยไม, ศนู ยการศกึ ษาสามพราว มหาวิทยาลัยราชภฎั อดุ รธานี Keywords: Orchids diversity, Sampraw campus Udon Thani Rajabhat University *ติดตอนกั วจิ ัย: ทศั นัย ปญจันทรส งิ ห (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Tasanai Punjansing (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
70 บทนํา ประชากรและชนิดของกลวยไมที่สํารวจพบแตกตางกัน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับพื้นที่ลักษณะภูมิประเทศ ความสูงจาก กลวยไมพืชเปนใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะเดนของพืชวงศน้ีคือ ระดับน้าํ ทะเล และลักษณะของปา และมีการใชเกณฑใน ดอกมีลักษณะแตกตางจากพชื วงศอ ่ืนคือ มีลักษณะกลีบปาก การจัดจําแนกตามหลักอนุกรมวิธานรวมทั้งลักษณะวิสัย ท่ีเดนชัด เกสรเพศผูและเกสรเพศเมียเชื่อมติดกันเปนเสา ป จ จ ุบ ัน ศู น ย ก า ร ศึ ก ษ า ส า ม พ ร า ว ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฎ เกสร เม่อื ฝกแกจ ะแหง แตก จึงทาํ ใหส ามารถกระจายพันธไุ ด อดุ รธานีซ่ึงตั้งอยูในพื้นท่ีปาโคกขุมปูนโดยสภาพปาเปนปา ในทุกภูมิภาคของโลกโดยทั่วโลกพบประมาณ 796 สกุล เสื่อมโทรมมากอนตอมาทางชุมชนบานสามพราวไดมอบ 19,000 ชนิด (อบฉันท, 2549) จัดเปนพืชวงศใหญ มีจํานวน พื้นที่แหงนี้เปนที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ชนิดมากท่ีสุดในโลก ประเทศไทยมีประมาณ 177 สกุล ช า ว บ า น ใ น พื ้น ที ่ใ ช ป า แ ห ง นี ้เ ป น ที ่เ ก ็บ ห า ข อ ง ป า เ ช น 1,333 ชนิด (Thaithong, 1999) การสํารวจกลวยไมใน ผักหวาน ดอกกระเจียว รวมทั้งเห็ดปา ในชวงฤดูฝน แต ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาและออกสํารวจเปนเวลา ในชวงฤดูแลงพื้นที่ปาบางสวนถูกเผาไหม ดังนั้นสาเหตุ ย า ว น า น โ ด ย ม ีน ัก พ ฤ ก ษ ศ า ส ต ร ทั ้ง ช า ว ไ ท ย แ ล ะ ช า ว ดังกลาวอาจจะเปนเหตุทําใหพืชพรรณบางชนิดอาจสูญ ตางประเทศ ซ่ึงไดรับการระบุช่ือทางพฤกษศาสตรโดย หาย ไป โด ยเ ฉพ าะพืชในว งศกลวยไ ม โ ดย ทา ง Dr. Gunnar Seidenfaden และในตอมาไดมีการสํารวจ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีไดเขารวม สนองพระราชดาํ ริ ความหลากหลายของกลวยไมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช ไดเริ่มดําเนินงานโครงการ ไทยในอุทยานแหงชาติ และวนอุทยานรวมทั้งเขตรักษา ศึกษาความหลากหลายของพืชทองถิ่นที่ขึ้นอยูบริเวณปา พันธุสัตวปาโดยมีการสํารวจในอุทยานแหงชาติดอยผาหม ปกปกของมหาวิทยาลัยกลวยไมเปนพืชวงศหนึ่งที่อยูใน ปก (เสถียรและคณะ, 2551) อุทยานแหงชาติแกงกระจาน โครงการศึกษาปจจุบันพื้นที่ปาของมหาวิทยาลัยบางสวน (นพรัตนและคณะ, 2556) และสํารวจในอุทยานแหงชาติ ถูกใชเปนพื้นที่ในปลูกสรางอาคารตางๆซึ่งจากการศึกษา แมวงก (วัชรศักด์ิและคณะ, 2555) รวมทั้งมีการสํารวจใน เบื้องตนพบวาพบกลวยไมหลายชนิดที่เคยสํารวจพบไดมี อุทยานแหงชาติน้ําหนาว (วรชาติ และประนอม, 2552) จํานวนลดนอยลงและมีกลวยไมบางชนิดอาจมีการสูญ สวนในพ้ืนที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไดมีการสาํ รวจหลาย หายไปจากพื้นที่ดังนั้นผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะสํารวจ พื้นที่เชนทางพื้นที่ตอนบนตั้งแตอุทยานแหงชาติภูเรือ ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ข อ งช นิด ก ลว ย ไ ม ใน พื้น ที่ข อ ง ( อ น ุพ ัน ธ แ ล ะ ค ณ ะ , 255 0 ) แ ล ะ ภ ูก ร ะ ด ึง มหาวิทยาลัย ขอมูลท่ีไดจากการศึกษาสํารวจจะเปนขอมูล (กรกช และคณะ, 2559) รวมทั้งเขตรักษาพันธุสัตวปาภู เบื้องตนเปนแนวทางในการรักษาอนุรักษและนํามาใช หลวง ไปจนถึงสุดแผนดินที่ราบสูงอุทยานแหงชาติปาหิน ประโยชนในอนาคตอีกตอไป งาม (สมราน, 2546) รวมทั้งอุทยานแหงชาติแหงชาติเขา ใหญ (อมรรัตน, 2448) สวนการสํารวจความหลากหลาย อปุ กรณและวิธีการทดลอง ใ น พื ้น ที ่ภ า ค ต ะ ว ัน อ อ ก เ ฉ ีย ง เ ห น ือ ต อ น บ น แ ล ะ พื ้น ท่ี ใกลเคียงในจังหวัดอุดรธานี ผูวิจัยไดเริ่มศึกษาสํารวจ 1. การสํารวจและเก็บตัวอยางกลวยไม ออกเก็บตัวอยาง ความหลากหลายของกลวยไมในอุทยานแหงชาติภูลังกา กลวยไม 12 คร้ัง โดยออก เดือนละคร้ังในเดือนท่ีมีกลวยไม จังหวัดนครพนมและตามเทือกเขาภูพานไดแก ภูหินลาด ออกดอกจํานวนมากเพม่ิ ความถี่ในการออกเก็บตวั อยางมาก ชอฟา จังหวัดหนองบัวลําภู วนอุทยานภูฝอยลม และ ขน้ึ โดยแบงพ้ืนทศ่ี ึกษาออกเปน 3 เสนทางไดแก ปา ทางทิศ อุทยานประวัติศาสตรภูพระบาท (ทัศนัยและคณะ, 2559) เหนือ ทิศตะวันออก และทางทิศใตของมหาวิทยาลัย จากรายงานผลการศึกษาพบวาแตละพื้นที่ มีจํานวน (ภาพท่ี 1) บันทึกสภาพแวดลอมที่กลวยไมเกิดลักษณะทาง กายภาพไดแก อุณหภูมิ ความช้ืน ความเขมของแสง พิกัด การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
71 ทางภูมิศาสตรและความสูงจากระดับนํ้าทะเล เลือกเก็บ 2. ผลการศึกษาความหลากหลายของกลวยไมในศูนย ตัวอยางกลวยไมที่มีสวนประกอบท่ีสมบูรณ กอนเก็บ ตัวอยางตองถายภาพกลวยไมในธรรมชาติ การเก็บตัวอยาง การศึกษาสามพราวมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีระหวาง กลวยไมท่ีสํารวจพบ รวมท้ังศึกษาลักษณะโครงสรางภายใน หอ งปฏบิ ัตกิ าร นํามาอัด อบแหง เย็บติดกระดาษเปน พรรณ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2558 ไมแหง ตัวอยางพรรณไมบางช้ินนําไปดองในแอลกอฮอล จัดระบบการจัดจําแนกวงศของ K.W. Dixon, et al (1993) 70 % การตรวจสอบพรรณไมจาํ แนกกลวยไม ตรวจสอบชื่อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร โ ด ย เ ป รี ย บ เ ที ย บ จ า ก เ อ ก ส า ร ท า ง พ ฤ ก ษ พบกลวยไมทั้งหมด 2 วงศยอย 10 สกุล 21 ชนิด ไดแก อนุกรมวิธานเชน Orchid Genera in Thailand II,III, V, VIII, XII พ ร ร ณ พ ฤ ก ษ ช า ติ แ ห ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย วงศยอย Orchidioideae พบ 3 สกุล สกุลที่พบจํานวนชนิด (Flora of Thailand) และใชรูปวิธานของ Seidenfaden มากท่ีสุดคือ สกุลสังหินพบ 5 ชนิด ไดแก นางอ้ัวนอย หลังจากนั้นจึงนําตัวอยางกลวยไมไปเปรียบเทียบพรรณไม Habenaria dentata (Sw.) Schltr., เ อื้ อ ง แ ม ง มุ ม อางอิง พิพิธภัณฑพืชหอพรรณไม กรมอุทยานแหง ชาติ สัตว H. amplexicaulis Rolfe , เออ้ื งหอมเตย H. lucida Wall. ปา และ พรรณพืช (BKF) สวนพฤกษศาสตรสมเด็จพระนาง ex Lindl. ex Downie, อ้ัวทุง H. khasiana Hook. f. และ เจาสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ (QSBG) อําเภอแมริม จังหวัด ไมสามารถระบุชนิดได Habenaria sp. สวนสกุลอั้วสาคริก เชยี งใหม Pecteilis พบ 2 ชนิดคือ อ้ัวสาคริก Pecteilis awkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar และอ้ัวตีนกบ P. susannae ผลและวิจารณผลการทดลอง (L.) Raf. สวน สกุลกะเรกะรอน Cymbidium พบเพียงชนิด เดียวคือ กะเรกะรอน Cymbidium aloifolium (L.) Sw. 1. ขอมูลทางกายภาพของพ้ืนท่ีศึกษา จากการออกสํารวจ ในวงศยอย Epidendroideae พบ 7 สกุล โดยสกุลที่พบ และเก็บตัวอยางในระหวางเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2558 ตามเสนทางการศึกษา มากที่สกุลคือสกุลหมูกล้ิง Eulophia พบ 4 ชนิด ไดแก ธรรมชาติ จากการสํารวจและบันทึกขอมูลทางกายภาพ หมูกลงิ้ Eulophia andamanensis Rchb.f, หวั ขา วเหนยี ว พบวา ความเขมแสง สูงสุดคือเดือนเมษายน มีคาความเขม E. graminea Lindl., วา นอ่ึงนวล E. herbacea Lindl. และ แสง 9,000 ลักซ และต่ําสุดคือ ในเดือนกรกฎาคม มีคา ว า น อึ่ ง E. macrobulbon (C. S. P. Parish & Rchb. f.) ความเขมแสงเฉล่ีย 240.1 ลักซ อุณหภูมิสูงสุดคือเดือน Hook.f. รองลงมาคือ สกุลชาง Rhynchostylis พบ 3 ชนิด เมษายน อุณหภมู ิ 35.2 องศาเซลเซียส และตํ่าสดุ คอื เดือน ไดแก เขาแกะ Rhynchostylis coelestis (Rchb.f.) A.H. พฤศจิกายน อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และความช้ืน Kent, เอ้ืองไอยเรศ R. retusa (L.) Blume, ชางกระ R. สัมพัทธสูงสุดคือพฤศจิกายน ความช้ืนสัมพัทธมีคาเฉล่ีย gigantea (Lindl.) Ridl. สกุลวานจงู นาง Geodorum พบ 2 เทากับ 83.5 % พบวาคาความชื้นสัมพัทธต่ําสุดเทากับ 75 ชนดิ คือวา นจูงนาง Geodorum recurvum (Roxb.) Alston % ความช้ืนสัมพัทธสูงสุดเทากับ 89 % ความสูงจาก และวานจูงนาง G. siamense Rolfeex Downie สวนสกุล ระดับนํ้าทะเลเฉล่ีย โดยประมาณ 230 เมตรจาก ที่พบอยางละชนิดไดแก สกุลเอื้องหมาก Coelogyne คือ ระดับน้ําทะเล นอกจากนี้ยังพบวาในชวงฤดูแลงตั้งแตเดือน เอ้ืองหมาก Coelogyne trinervis Lindl., สกุลเอื้องผ้ึง มีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม พ้ืนที่ปาดังกลาวโดน Dendrobium เ อ้ื อ ง ด อ ก ม ะ ข า ม D. ทําลายจากไฟปาซึ่งเกิดจากการจุดของชาวบานท่ีอาศัยอยู delacourii Guillaumin, สกุลนางตาย Peristylus คือ นาง ในชุมชนรอบมหาวทิ ยาลัยแลวลกุ ลามมายังพนื้ ทีด่ ังกลา ว ตาย Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. และสกุล สาม ปอย Vanda คือเข็มขาว Vanda lilacina Teijsm.& Binn (ตารางที่ 1) แบงประเภทของกลวยไมตามลักษณะวิสัยแบง ออกเปน 2 ประเภทดังน้ี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
72 1. กลว ยไมดนิ (terrestrial orchid) พบ 14 ชนดิ ไดแก นาง และ Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. นอกจากน้ียัง อ้ั ว น อ ย H. dentata (Sw.) Schltr., เ อื้ อ ง แ ม ง มุ ม พบวากลวยไมดินที่พบในพ้ืนที่ศึกษามีลักษณะนิเวศวิทยาที่ H. amplexicaulis Rolfe, เอ้ืองหอมเตย H. lucida Wall. แตกตางจากพ้ืนท่ีศึกษาอื่นๆคือพบ กลวยไม 3 ชนิดมีการ ex Lindl. ex Downie, อัว้ ทุง H. khasiana Hook. f., นาง เจริญเติบโตไดตามบริเวณจอมปลวกไดแก นางอั้วสาคริก อั้ ว ส า ค ริ ก Pecteilis awkesiana (King & Pantl.) C. S. Pecteilis awkesiana (King & Pantl.) C. S. Kumar วาน Kumar, เ อื้ อ ง ตี น ก บ P. susannae (L.) Raf. ห มู ก ลิ้ ง จูงนาง Geodorum recurvum (Roxb.) Alston และหมู Eulophia andamanensis Rchb.f, เ อื้ อ ง ข า ว เ ห นี ย ว กล้ิง Eulophia andamanensis Rchb.f, นอกจากน้ียัง E. graminea Lindl, วา นอึ่งนวล E. herbacea Lindl.และ พบวา กลวยไมอั้วทุงสามารถเจริญเติบโตในพื้นที่ชื้นแฉะ ว า น อ่ึ ง E. macrobulbon (C. S. P. Parish & Rchb. f.) โดยเฉพาะซ่ึงเปนทุงหญาโลงกวางและมีนํ้าไหลผานพ้ืนท่ี Hook.f., ว า น จู ง น า ง Geodorum recurvum (Roxb.) ในชวงปลายฤดูฝนสูตนฤดูหนาวกลวยไมบานตามลานหญา Alston. ว า น จู ง น า ง G. siamense Rolfeex Downie 2. กลวยไมอ งิ อาศัย (epiphytic orchid) พบ 7 ชนดิ ไดแ ก กะเรกะรอ น Cymbidium aloifolium (L.) Sw., เอ้ืองหมาก Blume, ชางกระ R. gigantea (Lindl.) Ridl และกลวยไม Coelogyne trinervis Lindl., เ อื้ อ ง ด อ ก ม ะ ข า ม D. เข็มขาว Vanda lilacina Teijsm. & Binn การศึกษาครงั้ นี้ delacourii Guillaumin, เ ข า แ ก ะ Rhynchostylis จากการสํารวจไมพบกลวยไมท ี่อาศัยอยูบนหิน และกลวยไม coelestis (Rchb. f.) A.H. Kent, ไ อ ย เ ร ศ R. retusa (L.) กนิ ซากหรือกลวยไมนา้ํ ตารางที่ 1 แสดงขอมูลสรุปจํานวนชนดิ กลว ยไมทีพ่ บในพ้ืนที่ศึกษา ลาํ ดบั วงศยอ ย สกุล ชนิด (Subfamily) (Genus) (Species) 1 Orchidoideae 3 8 2 Epidendroideae 10 13 รวม 2 13 21 หมายเหตุ: จดั จาํ แนกตามระบบของ K.W. Dixon, et al (1993) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวขทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
73 กข ค ภาพที่ 1 เสน ทางการสาํ รวจและเก็บตวั อยา ง (ก) ปาทางดานทศิ เหนอื ) (ข) ปาทางดา นทิศตะวนั ออก (ค) ปาทางดา นทิศใต กข ค การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
74 ก ข คง จ ชซ ฉ ชซ ฌญ ฎ ฏ ฐฑ ฒ ณ ด ตถ ท ภาพท่ี 2 กลว ยไมท ่สี ํารวจพบในศนู ยการศกึ ษาสามพรา ว มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี (ก) Habenaria .dsepn.t(aจt)aH(.Skwh.a) sSiธcahnlatr.H(oขo) kH..fa. m(ฉ)pPleexcicteaนiulilsishRaowlkfeeseiaxnDao(wKninieg (ค) H. lucida Wall. ex Lindl. (ง) Habenaria & Pantl.) C. S. Kumar (ช) P. susannae (L.) Raf. (ซ) Coelogyne trinervis Lindl. (ฌ) Dendrobium delacourii Guillaumin (ญ) Eulophia andamanensis Rchb.f (ฎ) E. graminea Lindl. (ฏ) E. herbacea Lindl. (ฐ) E. macrobulbon (C. S. P. Parish & Rchb. f.) Hook. f. (ฑ) Geodorum recurvum (Roxb.) Alston (ฒ) G. siamense Rolfe ex Downie (ณ) Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. (ด) R. coelestis (Rchb. f.) A.H. Kent (ต) R. retusa (L.) Blume (ถ) R. gigantea (Lindl.) Ridl. (ท) Vanda lilacina Teijsm. & Binn. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
75 ตารางที่ 2 ผลการศึกษากลว ยไม ศูนยการศึกษาสามพรา ว มหาวทิ ยาลัยราชภัฎอดุ รธานี วงศยอ ย /สกุล ชือ่ วทิ ยาศาสตร ชอื่ ไทย ลกั ษณะวิสัย ลกั ษณะ ระยะเวลาออก ของปา ดอก Subfamily Orchidoideae เอื้องแมงมมุ TTO MDF, DDF ก.ค. สกลุ สงั หิน 1. Habenaria amplexicaulis Habenaria Rolfe ex Downie นางอั้วนอ ย TTO DDF ก.ย.-ต.ค. 2. H. dentata (Sw.) อ้วั ทงุ TTO MDF, DDF มิ.ย.-ก.ย. Schltr. เอื้องหอมเตย, TTO MDF, DDF ก.ค. ทา วคลู ู 3. H. khasiana Hook. f. - TTO MDF, DDF ก.ค. 4. H. lucida Wall. ex Lindl. นางอ้วั สาครกิ TTO DEF ก.ค.-ก.ย. 5. Habenaria .sp. นางอัว้ TTO DEF ก.ค.-ก.ย. สกลุ อว้ั สาคริก 6. Pecteilis hawkesiana อั้วตีนกบ Pecteilis (King & Pantl.) C. S. Kumar กะเรกะรอน EPO DDF ม.ี ค.-พ.ค. 7. P. susannae (L.) Raf. สกลุ 8. Cymbidium กะเรกะรอน aloifolium (L.) Sw. Cymbidium Subfamily Epidendroideae เอื้องหมาก EPO DEF, MDF ก.ย.-พ.ย. เอ้ืองดอกมะขาม EPO DEF, MDF เม.ย.-ม.ิ ย. สกลุ เอือ้ งหมาก 9. Coelogyne เลือ่ ม trinervis Lindl. Coelogyne สกุลเอ้อื งผ้ึง 10. Dendrobium Dendrobium delacourii Guillaumin การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
76 วงศยอ ย /สกลุ ชอื่ วิทยาศาสตร ชอื่ ไทย ลกั ษณะวสิ ัย ลกั ษณะของ ระยะเวลาออก ปา ดอก สกลุ หมูกลง้ิ 11. Eulophia หมกู ล้ิง TTO MDF มี.ค.-พ.ค. Eulophia andamanensis Rchb.f หัวขา วตม 12. E. graminea Lindl. TTO MDF ธ.ค.-เม.ย. สกุลวา น 13. E. herbacea Lindl. วา นอง่ึ นวล TTO MDF มี.ค.-พ.ค. จูงนาง วา นอึ่ง TTO MDF ม.ี ค.-พ.ค. Geodorum 14. E. macrobulbon (C. S. P. Parish & วา นจูงนาง TTO MDF เม.ย.-มิ.ย. สกลุ นางตาย Rchb. f.) Hook. f. วา นจูงนาง TTO MDF เม.ย.-มิ.ย. Peristylus นางตาย TTO MDF เม.ย.-มิ.ย. 15. Geodorum recuvum (Roxb.) Alston 16. G. siamense Rolfe ex Downie 17. Peristylus affinis (D. Don) Seidenf. สกุลเขาแกะ 18. R. coelestis (Rchb. f.) A. เขาแกะ EPO DEF,MDF เม.ย.-ม.ิ ย. Rhynchostylis H. Kent 20. R. gigantea (Lindl.) Ridl. ชา งกระ EPO DEF,MDF เม.ย.-มิ.ย. 19. R. retusa (L.) Blume เอ้อื งไอยเรศ EPO DEF,MDF เม.ย.-พ.ค. สกลุ สามปอย 21. Vanda lilacina Teijsm. & เข็มขาว EPO DEF,MDF ม.ค.-เม.ย. Vanda Binn. หมายเหตุ: ประเภท/วสิ ัย กลว ยไมอ ิงอาศัย (epiphytic orchid: EPO) กลวยไมด นิ (terrestrial orchid : TTO) กลวยไมบ นหิน (lithophyte orchid : LPO) ประเภทปา/Habitat ปาผลดั ใบ/ปา เบญจพรรณ (mixed deciduous forest: MDF) ปา ดิบแลง (dry evergreen forest: DEF) ปา เต็งรงั (deciduous dipterocarp forest: DDF) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
77 สรุปผลการทดลอง สภาพภูมิประเทศที่เหมือนกัน แตกลุมกลวยไมอิงอาศัยใน พื้นท่ีศึกษาจะพบนอยมากเม่ือเปรียบเทียบผลศึกษาความ ผลการศกึ ษาความหลากหลายของกลวยไมใ นศูนย หลากหลายของกลวยไมในพ้ืนท่ีอื่น เชน อุทยานแหงชาติ การศึกษาสามพราวมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีระหวาง ภูลังกา จังหวัดนครพนม (ทัศนัย, 2556) ท่ีสํารวจพบ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2558 กลวยไมท้ังหมด 53 ชนิด เน่ืองจากลักษณะทางภูมิประเทศ จัดจําแนกตามหลักอนุกรมวิธานตามระบบการจัดจําแนก ของอุทยานแหงชาติภูลังกา ซ่ึงมีระดับความสูงจากนํ้าทะเล ของ K.W. Dixon, et al (1993) พบกลวยไมทั้งหมด 2 สูงกวา ในพ้ืนที่ศึกษา ซ่ึงระดับความสูงทแ่ี ตกตา งกัน มีผลตอ วงศยอย 10 สกุล 21 ชนิด และไมสามารถระบุระดับชนิด การเจริญและการกระจายพันธุชนิดกลวยไมท่ีแตกตางกัน ได คือ Habenaria sp. การที่ไมสามารถระบุชนิดของ แตอยางไรก็พบวากลวยไมบางชนิดท่ีพบเชนเดียวกับ กลวยไมในสกุลนี้ไดเน่ืองจาก ตัวอยางท่ีพบดอกไมมีความ การศึกษาครั้งน้ี ไดแก เขาแกะ ชางผสมโขลง และเอ้ือง สมบูรณและพบนอยมาก ควรมกี ารเกบ็ ตัวอยางเพิม่ เตมิ และ หมาก ผลการศึกษาครั้งนี้พบกลว ยไมดินเปน สวนมากถงึ 12 การใชลักษณะทางสัณฐานวิทยาอยางเดียวไมเพียงพอตอ ชนิด นอกจากนี้ยังพบวา อั้วสาคริก เปนกลวยไมเดน มี การจัดจําแนก ดังน้ันอาจจะตองใชงานทางดาน ชีวโมเลกุล จํานวนประชากรมากในชวงฤดูฝนตลอดท้ัง สวนเอื้องแมง มาชวยเปนขอมูลเพิ่มเติม การศึกษาครั้งน้ีพบกลวยไมสกุล มมุ ซ่งึ เปน กลว ยไมด ินในสกลุ สังหิน พบจํานวนประชากรมาก หมูกลิ้ง 4 ชนิด จากรายงานการศึกษาพรรณพฤกษชาตแิ หง อกี เชนกนั โดยมกี ารกระจายตวั อยูทกุ พื้นท่ี การศึกษาสํารวจ ประเทศไทยมีการสํารวจพบ E. chaunanthe Seidenf ใน คร้งั นี้ยงั มีการพบ อ้วั ทุง เปนกลว ยไมท มี่ รี ายงานการกระจาย จังหวัดอุดรธานี ในพ้ืนท่ีศึกษาไมพบ และกลวยไมในสกุล พนั ธุอยูทวั่ ทุกภูมภิ าคของประเทศไทยพบตามทุงหญาทมี่ ดี ิน เดียวกันคือวานหัวคู E. spectabillis (Dennst.) Suresh ปนทรายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบ ไดในจังหวัดเลย ซึ่งกลวยไมชนิดน้ีมีการกระจายพันธุอยูทั่วทุกภาคของ สกลนคร กระจายพันธุไปถึงจังหวัดอุบลราชธานีและพบท่ี ประเทศไทย ดังรายงานการศึกษาของ (ออพรและคณะ, ระดับความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ําทะเล ซึ่งการศึกษา 2554) ท่สี ํารวจพบกลวยไมชนดิ นี้ ในอุทยานแหงชาติซึ่งทุง คร้ังนี้เปนรายงานคร้ังแรกท่ีพบในเขตจังหวัดอุดรธานีที่ แสลงหลวง ครอบคลุมสังคมพืชที่หลากหลายซึ่งกลวยไม ระดับความสูงเฉลี่ยประมาณ 230 เมตรจากระดับนํ้าทะเล ดินสกุลหมูกลิ้งพบเพียงชนิดเดียวที่รายงานพบในพื้นที่ สว นกลวยไมองิ อาศัย ไดแก เอ้อื งดอกมะขาม Dendrobium ดังกลาว ยังพบวากลวยไมสกุลนี้มีหลายชนิดที่พบกันกับ delacourii และ เขาแกะ Rhynchostylis coelestis, เปน พื้นทีใ่ กลเ คยี ง เปน กลมุ กลว ยไมด ินสกลุ อืน่ ๆ เชน สกลุ สังหิน กลวยไมอิงอาศัยชนิดเดนอีกเชนกัน การศึกษาครั้งนี้ไมพบ สกุลหมูกลิ้ง สกุลวานจูงนาง และ สกุลนางอั้วสาคริก จาก กลว ยไมบ นหนิ (Lithophyte) และกลว ยไมกนิ ซาก พจิ ารณา รายงานการศึกษาของ วรญั ญาและทัศนัย ท่สี ํารวจกลวยไม จากสถานการณในการอนุรักษกลวยไม พบวากลวยไมทีอยู ในภูหินลาดชอฟาและในอุทยานประวัติศาสตรภูพระบาท ในสภาวะถกู คกุ คาม (Chamchumroon, et al, 2017 ) พืช อาํ เภอบา นผือ จังหวัดอดุ รธานี (ทศั นยั , 2556) แตทัง้ นกี้ เ็ ปน ในวงศกลวยไม 103 ชนิดเปนกลวยไมท่ีพบในพ้ืนท่ีศึกษา 2 เฉพาะกลุมกลวยไมดิน สวนที่พบแตกตางคือกลวยไมอิง สกุล 4 ชนิด คอื อ้วั สาครกิ และอ้วั ตนี กบ รวมถึงเขาแกะและ อาศัย โดยเฉพาะกลวยไมสกุลหวาย เชน เอ้ืองผ้ึง ชา งกระ อีกทั้งอางอิงตามการประเมินสภาพของ Thailand Dendrobium lindleyi เ อ้ื อ ง คํ า ก่ิ ว D. signatum red Data: Plants (Santisuk et al.,2006) กลวยไมสกุลอ้ัว Rchb.f และ เอื้องจําปา D. moschatum (Buch – Ham.) สาครกิ ทง้ั 2 ชนิด เปนกลวยไมที่อยูในสถานภาพพืชหายาก Sw. ซ่ึงชนิดของกลวยไมจะพบชนิดที่ใกลเคียงกันเน่ืองจาก วานอ่ึงนวล ในพื้นที่ศึกษาจากการสํารวจเปนเวลาหลายป พ้นื ท่ีทั้งสองแหงตง้ั อยูในเทือกเขาภูพานและมีสภาพปาและ พบวามีจํานวนลดนอยลง กลวยไมชนิดน้ีควรไดรับการ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
78 อนุรักษพันธุกรรมและการศึกษาคร้ังน้ีไดสนับสนุน การ อุดรธานี อนุรักษและเพ่ิมจํานวนในธรรมชาติโดยวิธีการขยายพันธุ ดว ยวิธีการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือกลวยไมบางชนิดมีศกั ยภาพใน ------------------------- 2557 รายงานวิจยั ฉบับสมบูรณ การปรับปรุงพันธุเพ่ือพัฒนาเปน ไมตัดดอก การศึกษาขอมูล ความหลากหลายของกลวยไมในวนอทุ ยาน พันธุศาสตรเชิงประชากรในบางสกุล อีกท้ังควรมีการศึกษา ภูฝอยลมจังหวดั อดุ รธานี มหาวิทยาลัยราชภฏั ชีววิทยาทางโมเลกุล ความหลากหลายทางพันธุกรรม เพื่อ อุดรธานี เปนขอมลู สนับสนุนในการจัดจําแนก จากรายงานการศึกษา คณะผูวิจัยไดพัฒนาเปนหนังเลมเล็กเรื่องความหลากหลาย --------------------------2558 รายงานวิจยั ฉบับสมบูรณ ของกลวยไมในศูนยการศึกษาสามพราว รวมทั้งเปนขอมูล ความหลากหลายของกลวยไมใน ทางพนั ธกุ รรมท่ใี ชใ นการอนุรักษต ลอดจนพฒั นาตอยอดเพ่ือ อุทยานประวัตศิ าสตรภพู ระบาทอาํ เภอบานผือ ใชประโยชนจากกลว ยไมอ ยา งย่งั ยืนอีกตอ ไป จังหวัดอดุ รธานี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี สลลิ คําขอบคุณ วัชรศกั ด์ิ มาเกดิ .2555. การศึกษาอนุกรมวธิ านของ กลวยไม บริเวณอุทยานแหงชาติแมวงก งานวิจัยคร้ังนี้ไดรับทุนสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ จังหวดั นครสวรรคและจงั หวัดกําแพงเพชร พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต รัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2558 ขอขอบคุณ สาขาวชิ าวิทยาศาสตรช ีวภาพ คณาจารย เจาหนาท่ี และนักศึกษาสาขาวิชาชีววิทยา คณะ วิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่ชวยออกเก็บ มหาวิทยาลยั นเรศวร ตัวอยา ง วรชาติ โตแกว และ ประนอม จันทรโณทยั . 2552. เอกสารอางองิ กรกช ดวงด.ี 2559 ความหลากหลายของกลวยไมตาม ความหลากหลายของพชื วงศกลว ยไมใน อทุ ยานแหงชาตินํา้ หนาว จงั หวดั เพชรบูรณ. เสนทางข้นึ ยอดภอู ุทยานแหงชาติภกู ระดงึ วารสารพฤกษศาสตรไ ทย 1:49-59 จงั หวัดเลย วทิ ยานิพนธปริญญา วิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาพฤกษศาสตร วรัญญา จรี ะวิพูลวรรณและทศั นัย ปญ จนั ทรส ิงห. จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย. นพรตั น ทูลมาลย และคณะ.2557 การศกึ ษาทาง 2551.รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณความหลากหลาย อนุกรมวิธานของพืชวงศก ลวยไมในอุทยาน ของกลวยไมในภหู นิ ลาดชอ ฟา จังหวัด แหง ชาติแกง กระจาน จงั หวัดเพชรบรุ ี ปรญิ ญา หนองบัวลาํ ภู มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี วิทยาศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าชวี วิทยาปา ไม วรี ะชยั ณ นคร และ สันติ วัฒฐานะ .2551สวน มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร พฤกษศาสตรพระนางเจาสิรกิ ิต์ิ กลว ยไมไ ทย1. ทัศนัย ปญ จนั ทรส งิ ห. 2557 รายงานวิจัยฉบับสมบรู ณ เชียงใหม: วนดิ าการพมิ พ. ความหลากหลายของกลวยไมใ นอุยานแหงชาติ ภูลงั กา จังหวัดนครพนม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั -------------------------------------------2551. สวน พฤกษศาสตรพระนางเจาสริ กิ ติ ์ิ กลวยไมไ ทย 2. เชยี งใหม: วนดิ าการพมิ พ. สวนพฤกษศาสตรปาไม สาํ นกั วชิ าการปา ไม กรมปาไม. 2544. ช่อื พรรณไมแหงประเทศไทย เตม็ สมิตนิ นั ทน. ครงั้ ที่ 2 (ฉบบั แกไขเพ่มิ เตมิ ). บรษิ ัทประชาชน จํากัด, กรงุ เทพฯ. สิทธิสัจธรรม. 2549. กลวยไมปา เมอื งไทย. กรุงเทพฯ: อัมรนิ ทรพ รน้ิ ตงิ้ แอนพับลชิ ชงิ . การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
79 สมราน สดุ ด.ี 2546. การศกึ ษาอนุกรมวธิ านของพชื วงษ Polocyand Planning (ONEP), Thailand. กลวยไม บริเวณอุทยานแหงชาตปิ า หนิ งาม จังหวดั ชยั ภูมิ. กลุมพฤกษศาสตรป าไม Seidenfaden, G. & Smitinand, T. 1959-1965. ฝายวนวฒั นวจิ ัยและพฤกษศาสตร The Orchids of Thailand. A Preliminary กรมอทุ ยานแหงชาติ สตั วปา และพันธพ ืช List. The Siamsociety. Bangkok. ------------. 1975. Orchid Genera in Thailand III. กรุงเทพฯ. Coelogyne Lindl. Dansk BotaniskArkiv 29(4). สํานักงานหอพรรณไม .2559 ลกั ษณะประจาํ วงศพรรณไม ------------. 1977. Orchid Genera in Thailand V. (ฉบบั ปรับปรุง) กรมอทุ ยานแหง ชาติ สตั วปาและ Orchidoideae. Dansk BotaniskArkiv ,31(3). พันธพุ ืช. กรงุ เทพฯ. 320 ------------. G. 1985. Orchid Genera in Thailand XII. เสถยี ร ดามาพงศ. 2551. การศกึ ษาอนกุ รมวธิ านพชื วงศ Dendrobium Sw. Opera Botanica 83. กลวยไม บริเวณดอยผาหมปก อุทยานแหงชาติ ------------. 1992. The Orchids of Indochina. Opera ดอยผาหมปก จังหวดั เชียงใหม ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต Botanica 114. สาขาวิชาวิทยาศาสตรชวี ภาพ Chamchumroon, V. Suphuntee, N. Tetsana, N. มหาวิทยาลัยนเรศวร Poopath, M. and Tanikkool, S. (2017) อนพุ นั ธ กงบงั เกิดและคณะ.2550อนุกรมวธิ านและการ Threatened Plants in Thailand.--Bangkok: สํารวจกลว ยไมบ รเิ วณอุทยานแหงชาติ ภูเรอื จังหวัดเลย วารสารวทิ ยาศาสตร Department of National Parks, Wildlife and มหาวิทยาลัยนเรศวร 2550, 4(1),53-66. Plant Conservation, 2017. 224 p. อมรรัตน บัวคลาย. 2548. ความหลากหลายของกลว ยไม Soon, T. E. 1995. Orchids of Asia.Times Book บริเวณเขาเขียว อุทยานแหงชาตเิ ขาใหญ. International, Singapore. 317 pp. วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา Thaithong, O. 1999. Orchids of Thailand. Bangkok: พฤกษศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั . Office of Environmental Policy and ออพร เผอื กคลายและคณะ .2552. ความหลากหลายของ Planning. กลวยไมใ นอทุ ยานแหง ชาติทงุ แสลงหลวง. วารสารพฤกษศาสตรไ ทย 3.(2), 147-16 อบฉนั ท ไทยทอง. 2549. กลวยไมเ มืองไทย. พมิ พคร้ังที่ 12. กรุงเทพฯ : บานและสวน K.W. Dixon, S.P. Kell, R.L. Barrett and P.J. Cribb (ads)2003. Orchid Conservation.. Natural History Publications, Kota Kinabalu, Sabah., 1-24 Santisuk, T., Chayamarit, K., Pooma, R. & Suddee, S. 2006 Thailand red data: plants.Office of Natural Resources and Environmental การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
80 ฤทธิ์ตา นอนมุ ลู อิสระและปริมาณสารประกอบฟน อลิกรวมของผลิตภัณฑ ผงพอกหนา กรงุ เขมา 3 ตาํ รับ ANTIOXIDANT ACTIVITY AND TOTAL PHENOLIC COMPOUND OF THREE RECIPE OF KRUNG KHA MAO (Cyclea barbata Miers) FACIAL MASK กวินนา หัดประกอบ, นันธดิ า จนั ทรลาวงค และ ราตรี พระนคร* Kawina Hudprakob, Nuntida Junlawong and Ratree Pranakhon* สาขาวชิ าแพทยแ ผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร อําเภอพงั โคน จงั หวดั สกลนคร 47160 Division of Thai Traditional Medicine, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ งานวจิ ยั นม้ี ีวัตถปุ ระสงคเพือ่ ศกึ ษา ฤทธ์ิตานอนมุ ูลอสิ ระ และปริมาณสารประกอบฟน อลิกรวมของผลิตภัณฑผงพอก กรุงเขมา 3 สูตร ประกอบดวย 1) ตาํ รับผงพอกหนากรุงเขมาสาํ หรับผูท ่มี ีสวิ 2) ตํารบั ผงพอกหนากรุงเขมาสําหรบั ผู ท่มี ีริ้วรอยแหงวัย 3) ตํารบั ผงพอกหนา กรุงเขมาสําหรับผูท่มี ีร้ิวรอยดางดํา ดวยวิธี DPPH assay พบวาผลิตภัณฑ 1 กรัมมีความสามารถในการยับย้ังสารอนุมูลอิสระรอยละ 73.35, 67.82 และ 72.68 ตามลําดับ มีปริมาณสารตาน อนุมูลอิสระ 5.80, 4.63 และ 5.64 mg/g ตามลําดับ และมีปริมาณฟนอลิกรวมท้ังหมดดวยวิธี Folin-Ciocalteu method เทากับ 9.66, 9.15 และ 12.54 mg/g ตามลาํ ดับ สรุปการศกึ ษาในครั้งนี้ พบวา ตาํ รับพอกหนากรุงเขมาท้งั 3 ตํารับมฤี ทธ์ติ า นอนมุ ูลอสิ ระท่จี ะชว ยในการชะลอความเสอื่ มของผิวพรรณได Abstract The aims of this reaches to study antioxidant activity and total phenolic compound of 3 Cyclea barbata Miers facial mask.Three of powder mask contain with 1) anti-acne Krung Kha Mao powder mask 2.) anti-aging Krung Kha Mao powder mask 3) whitening Krung Kha Mao powder mask. DPPH assay and Folin-Ciocalteu methods were performed. The result showed that % radical scavenging activity were 73.35, 67.82 and 72.68 %, respectively. Antioxidant activity were 5.80, 4.63 and 5.64 mg/g, respectively and finally, Folin-Ciocalteu method was tested. The result showed that total phenolic compound were 9.66, 9.15 and 12.54 mg/g. Conclusion: This study showed that 3 recipe of Cyclea barbata Miers facial mask has antioxidant activity that delay skin deteriorate. คาํ สําคญั : กรุงเขมา, ฤทธิ์การตา นอนุมลู อสิ ระ, สารประกอบฟน อลกิ รวม Keywords: Krung Kha Mao, Cyclea barbata Miers, Antioxidant, total phenolic compounds *ตดิ ตอนักวจิ ยั : ราตรี พระนคร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Ratree Pranakhon (E-mail: [email protected] การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
81 บทนาํ 2) ผงพอกกรุงเขมาตํารับสําหรับผูท่ีมีริ้วรอยแหงวัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต สกลนคร ไดศ กึ ษาและพัฒนาพืชทอ งถนิ่ เพือ่ ถายทอด ประกอบดวย (กรุงเขมา, พญายา, รากสามสิบ, องคความรูสูชุมชนภายใตโครงการ อพ.สธ. มาโดย ตลอด และไดกําหนดใหกรุงเขมาเปนพืชหลักชนิด กวาวเครือขาว, วานชักมดลูก, ยานาง, วานนางคํา, หนึ่งของหนวยงานที่ศึกษาเชิงลึก ในท่ีนี้ไดมี การศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑทั้งในรูปของเคร่ืองดื่ม ดินสอพอง, เกสรทั้ง 5) และ 3) ผงพอกกรุงเขมาสูตร และผลิตภัณฑเสริมความงาม ในสวนของผลิตภัณฑ เสริมความงามมีการผลิตเปนสบู มารคพอกหนา สําหรับผูท่ีมีรอยดางดํา ประกอบดวย (กรุงเขมา, สํ า ห รั บ ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ค รั้ ง นี้ ไ ด มี ก า ร พั ฒ น า เ ป น ผลิตภัณฑพอกหนาจากกรุงเขมา เพ่ือบํารุงผิวหนา พญายา, ชะเอมเทศ, หมอน, วานนางคํา, วานสาก จาํ นวน 3 ตํารับ ประกบดว ย 1) ตาํ รบั สาํ หรับผทู ี่มีสวิ ผิวแพงาย 2) ตํารับสําหรับผูท่ีมีร้ิวรอยแหงวัย และ เหลก็ , ดินสอพอง, ทา วยายมอม และเกสร ทง้ั 5) 3) ตํารับชวยใหหนาขาวใสลดความหมองคลํ้า ที่ได ทดสอบความพึงพอใจในผูบริโภคพบวาผูบริโภคมี 2. การเตรียมสารสกัดหยาบสําหรับทดสอบฤทธิ์ตาน ความพึงพอใจในผลิตภัณฑ เพ่ือหาขอมูลอางอิง อนุมลู อสิ ระ ชง่ั สมนุ ไพรตัวอยา งที่บดละเอียด 5 g ใส สรรพคุณของผลิตภัณฑท้ัง 3 ตํารับ ฤธิ์ตานอนุมูล ลงในขวดรูปชมพู เติมเอทานอล 80 % ปริมาตร 50 อิสระ และปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวม เปน ml จากนั้นนําไปเขยาเปนเวลา 30 นาที นําสารสกัด ขอมูลท่ีใชในการเชื่อมโยงสรรพคุณของสมุนไพร ท่ไี ด ไปปน เหว่ียงท่ี 6,000 rpm นาน 10 นาที กรอง เพราะอนุมูลอิสระเปนปจจัยที่กอใหเกิดความเสื่อม ดวยกระดาษกรอง Whatman® No.1 เก็บตัวอยาง ของรางกายรวมถึงผิวพรรณ ใสขวดปดสนิท เก็บท่ีอุณหภูมิ -20 ๐C จนกวาจะ ดังนั้นจึงไดทําการศึกษาครั้งน้ีเพ่ือศึกษาฤทธิ์ตาน วเิ คราะห อนุมูลอิสระ และปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวม 3. การวิเคราะหฤทธ์ิตานอนุมลู อิสระดว ยวิธี DPPH ในตํารับผงพอกหนาจากกรุงเขมา 3 ตํารับ เพื่อใช (2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) (ดดั แปลงจาก อางอิงถึงสรรพคุณของตํารับสมุนไพรทั้ง 3 ตํารับ Prapairat, S et al., 2554) โดยเตรียมสารละลาย เพื่อเพิ่มความเชื่อถือใหกับผูบริโภค และ งานวิจัยใน DPPH ใน Ethanol 80% ความเขมขน 0.2 mM เติม คร้ังนี้เปนงานท่สี นองพระราชดําริในโครงการอนรุ ักษ สารละลาย DPPH ปริมาตร 100 µl ลงในสารละลาย พนั ธกุ รรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ ตวั อยาง ปรมิ าตร 100 µl เขยา ใหเขากันและตง้ั ท้ิงไว ในที่มืด 30 นาที วัดคาดูดกลืนแสงท่ีความยาวคลื่น วิธีการศึกษา 517 nm โ ด ย เ ป รี ย บ เ ที ย บ กั บ ส า ร ม า ต ร ฐ า น เตรียมตํารับผงพอกหนาจากกรุงเขมา 3 ตํารับ คือ แอสคอรบิก (Ascorbic acid) นําคาที่วัดไดแตละ ความเขมขน คํานวณหา % Radical Scavenging 1) สารสกัดผลิตภัณฑผงพอกกรงุ เขมาตาํ รับสาํ หรับผู Activity จากสมการ เ%มือ่ RadAicsaaml pSlecav=enคgiาnดg ูดAกctลivนื itขyอ=งสAาcรonตtArัวoclอo-nยtArาosงlample ×100 ทเ่ี ปนสวิ ผิวแพงา ย ซึ่งมีสวนประกอบดังนี้ (กรุงเขมา Acontrol = คาดดู กลนื แสงของสาร DPPH , วานมหากาฬ, ทองพันช่ัง, บัวบก, พญายา, 6. การวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิก เปราะหอม, ขม้ิน, ดินสอพอง, ทา วยายมอ ม) (ดัดแปลงจาก Hou et al., 2546) โดยเตรีย ม สารละลาย Folin-Ciocalteu ความเขมขน 50% การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
82 และสารละลายโซเดียมคารบ อเนท ความเขม ขน 7% 72.66±0.59 ซ่ึงสูงกวาตํารับท่ี 2 ตํารับพอกหนา เตมิ สารละลาย Folin-Ciocalteu ความเขม ขน 50% ปริมาตร 50 µl และเติมสารละลายโซเดียมคาร สาํ หรับผูท่ีมีรว้ิ รอยแหง วยั ท่มี รี อ ยละการจับกบั อนมุ ูล บอเนท ความเขมขน 7% ปริมาตร 100 µl ลงใน สารละลายตัวอยาง ปริมาตร 50 µl เขยาใหเขากัน อิสระไดรอยละ 67.82±1.03 (ตารางท่ี 1) เมื่อ และต้ังทิ้งไวใ นที่มดื 30 นาที วัดคา การดูดกลืนแสงท่ี ความยาวคลื่น 750 nm โดยเปรียบเทียบกับสาร พิจารณาถงึ ปริมาณสารตา นอนมุ ูลอสิ ระในผลติ ภัณฑ มาตรฐานแอสคอรบกิ (Ascorbic Acid) 1 กรัม พบวามผี ลไปแนวเดียวกันกับความสามารถใน 7.การวเิ คราะหขอมูล วิเคราะหผ ลขอ มูลทไ่ี ดจากการศึกษาปรมิ าณฤทธิ์การ การจับกับสารอนุมูลอสิ ระ คือ ตํารับท่ี 1 และตาํ รับที่ ตานอนุมูลอิสระและปริมาณสารประกอบฟนอลิก รวม โดยวิเคราะหความแปรปรวน One-Way 3 มีปริมาณสารตานอนุมูลอิสระไมแตกตางกันทาง Analysis of Variance (ANOVA) เปรยี บเทียบความ แตกตางของคาเฉลี่ยดวยวิธี LSD โดยใชโปรแกรม สถิติ โดยมีประมาณสารตานอนุมูลอิสระเทากับ Probit analysis, SPSS 16.0 5.80±0.36 และ 5.64±0.12 มิลลิกรัมใน 1 กรัม ผลการศึกษา การวิเคราะหหาปริมาณสารตานอนุมูลอิสระของ ผลิตภัณฑ ซึ่งสูงกวาปริมาณสารตานอนุมูลอิสระใน ผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา ทั้ง 3 สูตร ตามวิธี DPPH assay พบวา ผงพอกหนากรุงเขมาท้ัง 3 ตํารับ เมื่อ ตํารับท่ี 2 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับความ พิจารณา จาก % Radical Scavenging Activity พบวาท้ัง ตํารับที่ 1 ผงพอกหนาตํารับสาํ หรับผูที่มีสิว เชอื่ มัน่ 95 % ซ่งึ มีคา เทากับ 4.63±0.26 มลิ ลกิ รมั ใน และผิวแพงาย และ ตาํ รับท่ี 3 ตาํ รับพอกหนาสําหรับ ผูท่ีมีริ้วรอยดางดํา สามารถจับกับอนุมูลอิสระไดไม 1 กรัมผลิตภัณฑ (ตารางที่ 1) แตกตางกันทางสถิติคือ รอยละ 73.35±1.19 และ การวิเคราะหหาปริมาณสารประกอบฟ นอลกิ รวมตามวธิ ีท่ดี ดั แปลงจาก Hou et al., (2546) วิเคราะหโดยใช Folin-Ciocalteu Method โดยใช Ascorbic Acid เป นส าร มา ตร ฐ าน สร างกร า ฟ มาตรฐาน พบวาปริมาณสารประกอบฟนอลิกของ ผลิตภัณฑผงพอกกรงุ เขมาสูตรที่ 1 และ 3 มีปริมาณ สารประกอบฟนอลิกไมแตกตางกันทางสถิติ คือ 9.66±0.54 และ 12.54±0.59 mg/g ตามลาํ ดบั และ มีปริมาณสงู กวา ตาํ รับที่ 2 อยางมีนยั สาํ คัญทางสถติ ที่ ระดับความเชื่อมมั่น 95 % โดยตํารับท่ี 2 มีปริมาณ สารประกอบฟน อลิกรวมเปน 9.15±0.55 mg/g ดัง ตารางที่ 1 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
83 ตารางที่ 1 คา % Radical Scavenging Activity ปรมิ านสารตานอนมุ ลู อสิ ระ และปริมาณ สารประกอบฟนอลกิ ของผลติ ภณั ฑผ งพอกกรงุ เขมา ทง้ั 3 สูตร ผงพอกหนา % Radical Anti-oxidant Phenolic Scavenging Activity (mg/g) compound (mg/g) สาํ หรับผูทมี่ ีสิว สาํ หรบั ผทู ี่มีริว้ รอยแหงวัย 73.35±1.19a 5.80±0.36a 9.66±0.54a สําหรับผูทม่ี รี อยดา งดํา 67.82±1.03b 4.63±0.26b 9.15±0.55b 72.66±0.59a 5.64±0.12a 12.54±0.59a (P<0.05) : อักษรที่ตางกันในคอลมั นเ ดยี วกนั หมานถึงมีความแตกตา งกนั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั ความเช่ือมัน่ รอยละ 95 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
84 สรปุ ผล (ม ป ป . ) ไ ด ศึ ก ษา ศึ ก ษ า ป ร ะ สิ ทธิผ ล ข อ งย า ทา ท่ี มี ฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระจากผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา โดยวิธี สวนประกอบของสารสกัดกวาวเครือขาวรอยละ 4 ในการ ลดรวิ้ รอยรอบดวงตา พบวาสารสกัดกวาวเครือขาวรอ ยละ 4 DPPH (2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) พบวา ตํารับ สามารถลดการเกดิ ริ้วรอยบริเวณใตต าได และนอกจากน้ีใน สูตรผงพอกกรุงเขมาสูตรสําหรับผูมีร้ิวรอยแหงวัยยังมี พอกหนาสมุนไพร 3 ตํารับมีคาความสามารถในการจับกับ สวนประกอบของสมุนไพรพญายา (กระแจะ) Joo SH, Lee SC, and Kim SK, (2547) รายงานวากระแจะ (พยาญา) มี สารตานอนุมูลอิระ (% Radical Scavenging Activity) อยู สารสาํ คัญชื่อ marmesin เปนสารกรองแสงอัลตรา ไวโอเลต ที่กอใหเกิดการเสื่อมของเซลลผิวหนังโดยกระตุนการ ระหวางรอยละ 67 ถึง 73 และมีปริมาณสารตานอนุมูล สังเคราะหเอนไซมแมทริกซ-เมทัลโลโปรตีเนส-1 (Matrix- Metalloproteinase-1, MMP-1) ซึ่งจะไปตัดเสนใยโปรตีน อิสระใน 1 กรมั ผลิตภณั ฑอ ยูร ะหวา ง 4.6-5.8 มิลลิกรมั ใน 1 คอลลาเจนที่ชวยคงความแข็งแรงและยืดหยุนของเนื้อเยื่อ ผิวหนังและลดการสังเคราะหโปรคอลลาเจนได นอกจาก กรมั ผลติ ภณั ฑ วานนางคําจะชวยเร่ืองร้ิวรอยดางดําแลว อุไรวรรณ เกศ สวัสดส์ิ กลุ และคณะ (2009) ไดรายงานถงึ ฤทธขิ์ องสารสกัด ปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวมของผลิตภัณฑทั้ง 3 ตํารับ จากวานนางคําสามารถยังย้ังการสรางเม็ดสีเมลานินของ เซลลที่ถูกกระตุนดวยรังสีอัตราไวโอเลต นอกจากน้ันใน อยรู ะหวาง 9.15-12.54 มิลลิกรมั ใน 1 กรมั ผลิตภณั ฑ ผลิตภณั ฑตํารับผงพอกกรุงเขมาสูตรสาํ หรับผูทม่ี ีรอยดางดํา มีสวนประกอบของชะเอมเทศ ที่มีรายงานวิจัยของ ทัศนีย อภปิ รายผล พาณิชยกลุ และคณะ (2561) ที่รายงานถงึ ฤทธิ์ของ ชะเอม อนุมลู อิสระเปนปจจัยหลกั ท่ีมีผลตอการเสื่อมของระบบตาง เทศตอการยับยั้งการสรา งเมด็ สี ๆ ในรางกายมนุษย รวมท้ังผิวพรรณ อนุมูลอิสระมีผลมาก ทั้งร้ิวรอย จุดดา งดาํ ความหยาบกระดาง ดงั นน้ั ในการศกึ ษา เอกสารอางอิง ฤทธ์ิตานอนุมลู อสิ ระ และประมาณสารประกอบฟน อลิกรวม กนกวรรณ สารพัดวทิ ยา, พรรณวภิ า กฤษฏาพงษ, จะเปนตัวเช่ือมโยงถึงความสามารถในการยับยั้งสารอนุมูล อิสระของสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ หรือปริมาณของสารตาน และ วิภาเพ็ญ โชคดีสัมฤทธิ์. (มมป). การศึกษา อนุมูลอสิ ระทจ่ี ะไปจับตัวกนั กับสารตานอนุมูลอิสระ รวมถึง ประสิทธิผลของยาทาที่มีสวนประกอบของสารสกัด มกี ารศึกษาถึงฤทธ์ิของสมุนไพรบางชนิดที่เปน สวนประกอบ กวาวเครือขาว 4% ในการลดร้ิวรอยรอบดวงตา. สาขา ในตํารับ เชน วานนางคําที่มีสาร Antioxidant Phenolics วชิ าตจวิทยา มหาวทิ ยาลยั แมฟ าหลวง ตอการสรางเม็ดสีผิวเมลานินของเซลลที่ถูกกระตุนดวยรังสี อุไรวรรณ เกศสวสั ด์สิ กลุ . (2552). ฤทธ์ิของสารสกัดจากขา อัลตราไวโอเลต ดังรายงานวิจัยของ อุไรวรรณ เกศสวัสดิ์ และวานนางคําทม่ี สี าร antioxidant phenolics ตอ สกุล และคณะ (2009) ที่พบวาวานนางคํามีฤทธ์ิตานการ การสรางเมด็ สีผิวเมลานนิ ของเซลลท ี่ถกู กระตุนดว ยรงั สี ทาํ งานของ Tyrosinase นอกจากน้ันในผลติ ภัณฑตํารับยังมี อัลตราไวโอเลต. สํานักงานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ัย สมุนไพรกวาวเครอื ขาวเปน สว นประกอบ ซ่งึ กวาวเครอื ขาวมี Hou, W.C., R.D. Lin, K.T. Cheng, Y.T. Hung, รายงานวา มีสารประกอบท่ีออกฤทธ์ิเปนไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ท่ีมีผลตอกลไกการเกิดร้ิวรอยไดแก ผล ตอเสนใยคอลาเจน ทําใหเพ่ิมความหนาตัวของช้ันผิวหนัง และผลตอ เสน ใยอลี าสตนิ (Elastin) ทําใหล ดรวิ้ รอยและเพม่ิ ความยืดหยุนของผิวหนัง และเพิ่มความชุมชื้นใหกับผิวหนัง ซึ่งจากรายงานของ กนกวรรณ สารพัดวิทยา และคณะ, การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
85 C.H. Cho, C.H. Chen, S.Y. Hwang, and M.H. Lee. (2546). Free radical-scavenging activity of Taiwanese nativeplants. Phytomedicine. 10: 170. Joo SH, Lee SC, Kim SK (2004). UV absorbent, marmesin, from the bark of Thanakha, Hesperethusa crenulata L.J Plant Biol2004;47(2):163-5. Prapairat, S., S. Samchai, A. Thongsom, S. Sunaart, B.Kiemsanmuang, and K. Chakuton. (2554). DPPH Radical Scavenging Activity and Total Phenolics of Phellinus Mushroom Extracts Collected from Northeast of Thailand. 9(6): 0441- 0445 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
86 การศกึ ษาเอกลักษณท างเคมีของผงพอกสมนุ ไพรกรงุ เขมา 3 ตาํ รับดวยเทคนิค TLC THE STUDY OF THE CHEMICAL IDENTITY OF 3 HERBAL FORMULAS OF KRUNG KHA MAO MASK POWDER BY THIN LAYER CHROMATOGRAPHY (TLC) ยศวดี ใจหาญ, ลดั ดาวัลย ราชาชยั และ ราตรี พระนคร* Yotsawadee Jaihan, Laddawan Rachachai and Ratree Pranakhon* สาขาวิชาแพทยแผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร อาํ เภอพังโคน จงั หวัด สกลนคร 47160 Division of Thai Traditional Medicine, Faculty Of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ งานวจิ ัยนีม้ ีวตั ถปุ ระสงคเ พื่อศกึ ษาเอกลกั ษณท างเคมี ดว ยเทคนคิ TLC ของผงพอกหนา กรงุ เขมา (Cyclea barbata Miers) 3 ตํารบั ประกอบดวย 1) ตํารับผงพอกหนา กรงุ เขมาสําหรับผูท ่ีมีสิว 2) ตาํ รบั ผงพอกหนา กรุงเขมาสาํ หรบั ผูที่ มีร้ิวรอยแหงวัย 3) ตํารับผงพอกหนากรุงเขมาสําหรับผูที่มีร้ิวรอยดางดาํ ผลจากการศึกษาพบวา รูปแบบโครมาโต แกรมจากเทคนิค TLC ของทั้ง 3 ตํารบั มีรูปแบบเปนเอกลักษณ เอกลักษณทางเคมีของตํารับจะใชเปนมาตรฐานใน การผลติ ผงพอกหนาทั้ง 3 ตํารบั ใหไดส รรพคณุ เหมอื นกนั ในแตละรอบการผลิตได Abstract This research aims to study the chemical identity of Cyclea barbata Miers (Krung Kha Mao) mask powder by TLC technique. Three of powder mask contain with 1) anti-acne Krung Kha Mao powder mask 2) anti-aging Krung Kha Mao powder mask 3) whitening Krung Kha Mao powder mask. The results showed that the chromatogram format from TLC technique of Krung Kha Mao mask powder has a chemical identity. Chemical identity of recipe to be used as a standard in the production. All of 3 recipes have the same indications on each production cycle. คําสาํ คญั : ทแี อลซีโครมาโตกราฟ, กรงุ เขมา, เอกลักษณท างเคมี Keywords: Thin-Layer Chromatography, Krung Kha Mao, Cyclea barbata Miers, chemical identity *ตดิ ตอนักวจิ ยั : ราตรี พระนคร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Ratree Pranakhon (E-mail: [email protected]) บทนํา หนึ่งของหนวยงานที่ศึกษาเชิงลึก ในท่ีน้ีไดมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต การศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑทั้งในรูปของเครื่องด่ืม และผลิตภัณฑเสริมความงาม ในสวนของผลิตภัณฑ สกลนคร ไดศ ึกษาและพัฒนาพืชทอ งถิน่ เพือ่ ถายทอด เสริมความงามมีการผลิตเปนสบู มารคพอกหนา องคความรูสูชุมชนภายใตโครงการ อพ.สธ. มาโดย ตลอด และไดกําหนดใหกรุงเขมาเปนพืชหลักชนิด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
87 สํ า ห รั บ ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ค รั้ ง นี้ ไ ด มี ก า ร พั ฒ น า เ ป น วิธกี าร ผลิตภัณฑพอกหนาจากกรุงเขมา เพื่อบํารุงผิวหนา การศึกษาการหาเอกลักษณทางเคมีของตํารบั ผงพอก จํานวน 3 ตาํ รบั ประกบดวย 1) ตาํ รับสําหรบั ผทู ีม่ สี ิว หนากรุงเขมาสําหรับผูท่ีมีริ้วรอยแหงวัย ดําเนินการ ผิวแพงาย 2) ตํารับสําหรับผูท่ีมีร้ิวรอยแหงวัย และ หาเอกลักษณทางเคมีโดยใชเทคนิค Thin Layer 3) ตํารับชวยใหหนาขาวใสลดความหมองคล้ํา ท่ีได Chromatography (TLC) โดยมีขั้นตอนการศึกษา ทดสอบความพึงพอใจในผูบริโภคพบวาผูบริโภคมี ดังตอไปนี้ ความพึงพอใจในผลิตภัณฑ แตเน่ืองจากผลิตภัณฑมี 1. การเตรียมสารสกัดหยาบ โดยชั่งตัวอยางตํารับ สวนประกอบของสมุนไพรหลายชนิด ที่มีตองนํา สมุนไพรพอกหนาท้ัง 3 ตํารับ ที่บดละเอียดตัวอยาง วัตถุดิบมาจากหลายแหลง หลายชวงเวลา ซึ่งจะ ละ 1 g ใสลงในขวดรูปชมพู (flask) ขนาด 25 ml. สงผลถึงความสม่ําเสมอของผลิตภัณฑในแตละคร้ัง เติมเอทานอล 95% ลงไปในขวด ปริมาตร 20 ml การผลติ หมักท้ิงไวท่ีอุณหภูมิหองเปนเวลา 24 ช่ัวโมง กรอง ดว ยกระดาษกรอง Whatman® No.1 นําสารสกดั ที่ ดังนัน้ การศกึ ษาคร้ังนี้จึงมวี ตั ถุประสงคใ น ไดไประเหยเอาตัวทําละลายออกดวยเครื่องระเหย การศึกษาเอกลักษณของสารสําคัญในตํารับผงพอก แบบหมุน (Rotary Evaporator) ท่ีอุณหภูมิ 40 ๐C หนาจากกรุงเขมา 3 ตํารับ เพ่ือใชเปนมาตรฐานใน จนไดสารที่มีลักษณะแหง นําตัวอยางไปใชใน การผลิตตํารับสมุนไพรทั้ง 3 ตํารับใหมีมาตรฐาน การศึกษา เดียวกับการผลิตในครั้งแรก โดยใชเทคนิค TLC ที่ 2. การคัดเลือกวัฏภาคเคลื่อนที่ (Mobile phase) ที่ เปนเทคนิคท่ีสะดวก ประหยัด และเชื่อถือได เหมาะสม โดยคัดเลือกจากเอกสารอางอิง (นพมาศ งานวิจัยในคร้ังนี้เปนงานท่ีสนองพระราชดําริใน สุนทรเจริญนนท และคณะ, 2551) มา 5 ระบบ แลว โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก ทดสอบและเลือกระบบท่ีใหรูปแบบโครมาโตแกรม พระราชดาํ รฯิ ชดั เจนท่ีสุดมา 3 ระบบ 3. เตรียมวัฏภาคเคล่ือนที่ๆ คัดเลือกใสในแทงค ให อปุ กรณแ ละวิธกี ารศกึ ษา สูงไมเกิน 1 cm. ปดฝาแทงครอใหวัฏภาคเคลื่อนท่ี อปุ กรณในการศกึ ษา ประกอบดวย อิ่มตวั เตรียมตํารบั ผงพอกหนา จากกรงุ เขมา 3 ตํารับ คือ 1) 4. ฉีดสารสกัดหยาบของตาํ รบั สมุนไพรท้ัง 3 ตาํ รบั ลง บนแผน TLC (Silica gel 60F254, Merck) ขนาด สารสกัดผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมาตํารับสําหรับผูที่ 10x10 cm2ดวยเคร่ืองหย ดสารก่ึงอัตโนมัติ (LINOMAT 5, CAMAG) โดยใหมแี ถบความกวางของ เปน สิวผิวแพงาย 2) ผงพอกกรุงเขมาตํารบั สาํ หรับผูที่ แถบเทา กบั 5 mm . 5. นําแผน TLC ที่ฉีดดวยสารสกัดแลวจุมลงในวัฎ มรี ว้ิ รอยแหง วัย และ 3) ผงพอกกรุงเขมาสตู รสาํ หรับผทู ี่มี ภาคเคลื่อนท่ีที่เตรียมไว แลวปลอยใหวัฏภาค เคลอ่ื นที่ เคลื่อนทีพ่ าสารสกัดเคล่ือนทผี่ านวัฏภาคนิ่ง รอยดางดํา จนวัฏภาคเคล่ือนที่ เคล่ือนท่ีไปจนถึงตําแหนง Solvent Front แลวนําแผน TLC ออกจากวัฎภาค อุปกรณสําหรับศกึ ษาดวยเทคนคิ TLC เคล่อื นที่ ปลอ ยไวใ หแ ผน TLC แหง 2.1 วัฎภาคนิง่ (Silica gel 60F254 , Merck) 2.2 วัฏภาคเคล่อื นที่ 3 ระบบ ท่คี ัดเลือก 2.3 เครื่องมือตรวจสอบ ตู UV cabinet 2.4 spraying reagent การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
88 6. นาํ แผน TLC ไปตรวจสอบตําแหนงของสารสําคัญ %v/v) ใหรูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกดั ผงพอก ที่เกิดขึ้น ภายใตแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ที่ความ หนาตํารับท่ี 1 2 และ 3 ท่ีตรวจสอบภายใตแสง UV ยาวคลื่น 254 และ 366 nm บันทึกภาพ และหาคา ความยาวคลืน่ 254 nm ดังนี้ Rf ตํารับที่ 1 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม ท่ีตรวจสอบ 7. พนดวยสารละลาย Sulfuric Acid 5% ในเอทา ภายใตแสง UV ความยาวคลื่น 254 nm. ดังนี้ พบ แถบสารสําคัญหลัก 9 แถบ ที่ Rf = 0.05, 0.13, นอล 10 ml ปลอยใหแผนแหง จากน้ันพนตามดวย 0.30, 0.35, 0.50 และ 0.53 และเมื่อตรวจสอบ ภายใตแสงท่ีมีความยาวคลื่น 366 นาโนเมตร พบ สารละลาย Vanillin 1 % ในเอทานอล 5-10 ml แถบสารสําคัญหลัก 1 แถบ ที่ Rf = 0.13 และเม่ือ พนดวย Vanillin/Sulfuric acid พบวาใหสารสําคัญ ปลอยแผน TLC ใหแหง นํา ไปใหความรอนท่ี แถบหลัก 6 แถบ ท่ี Rf = 0.10, 0.20, 0.30, 0.50, 0.90 และ 0.95 ดังภาพที่ 1 อุณหภูมิ 110 ๐C เปนเวลา 5-10 นาที บนั ทกึ ภาพ ตํารับท่ี 2 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม ที่ตรวจสอบ ภายใตแสง UV ความยาวคลื่น 254 nm ดังน้ี พบ 8. คํานวณหาคารีเลทฟี ฟรอนต (Relative front, Rf) แถบสารสําคัญหลัก 9 แถบ ที่ Rf = 0.05, 0.08, (Wagner H. et al., 1984) จากสมการน้ี 0.11, 0.20, 0.30, 0.40, 0.50, 0.52 และ 0.95 และ เมื่อตรวจสอบภายใตแสงที่มีความยาวคล่ืน 366 นา Rf = ระยะท่สี ารตวั อยางเคลอื่ นที่ โนเมตร พบแถบสารสําคัญหลัก 2 แถบ ที่ Rf = 0.13 ระยะทตี่ วั ทาํ ละลายเคลอื่ นท่ี และ 0.90 และเมื่อพนดวย Vanillin/Sulfuric acid พบวาใหสารสําคัญแถบหลัก 6 แถบ ท่ี Rf = 0.10, ผลและวิจารณผ ลการศึกษา 0.20, 0.30, 0.50, 0.80 และ 0.93 ดังภาพที่ 1 การศึกษาเอกลักษณทางเคมีของสารสกัดหยาบของ ตํารับที่ 3 เม่ือตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคลื่น ผงพอกกรงุ เขมาตาํ รบั สาํ หรบั ผูทมี่ ีร้วิ รอยแหง วยั โดย 254 nm. พบแถบสารสําคัญ 1 แถบ คือ Rf =0.07 ใชเ ทคนคิ TLC พบวา ตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 366 nm. พบแถบ วฏั ภาคเคล่อื นที่ 3 ระบบ ที่คัดเลือกสาํ หรบั การศกึ ษา สารสําคญั 1 แถบ คือ Rf = 0.16 และตรวจสอบภายใตแ สง ธรรมชาติ โดยพนน้ํายา Vanillin Sulfuric พบแถบ คือ ร ะ บบ ที่ 1 Hexane: Ethyl Acetate ( 90:5:5 สารสําคญั 3 แถบ คือ Rf = 0.07, 0.10 และ 0.20 ดังแสดงในภาพท่ี 1 %v/v) ระบบที่ 2 Chloroform: Methanol (95:5 %v/v) ระบบท่ี 3 Hexane : Ethyl Acetate (80:20 %v/v) รูปแบบโครมาโตแกรมที่เกิดขึ้นจากการทดสอบสาร สกัดหยาบโดยใชวัฎภาคเคลื่อนท่ี ทั้ง 3 ระบบ มี ดงั ตอ ไปน้ี วั ฏ ภ า ค เ ค ล่ื อ น ท่ี ร ะ บ บ ท่ี 1 Hexane: Dichloromethane: Ethyl Acetate ( 90: 5: 5 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
89 ภาพที่ 1 ทแี อลซีโครมาโตแกรมของสารสกดั ผลติ ภัณฑผงพอกกรุงเขมา 3 ตาํ รบั (A=ตาํ รับที่ 1 B = ตํารบั ท่ี 2 และ C= ตํารับท่ี 3) ในวัฏภาคเคล่ือนท่ี ระบบท่ี 1 Hexane:Dichloromethane:EthylAcetate (90 :5:5%v/v)ตรวจสอบ ภายใต: (A1) UV 254 nm; (A2) UV 365 nm; (A3) น้าํ ยาพน Vanillin Sulfuric วฏั ภาคเคลื่อนทร่ี ะบบที่ 2 Chloroform: Methanol สารสําคัญหลกั 5 แถบ คอื Rf =0.20, 0.40, 0.70, 0.90 และ 0.95 ท่ีความยาวคล่ืน 366 nm ให (95:5 %v/v) ใหรูปแบบรูปแบบโครมาโตแกรมของ แถบสารสําคัญหลัก 5 แถบ คือ Rf =0.30, 0.40, 0.50, 0.70 และ 0.93 และพนดวย Vanillin/Sulfuric สารสาํ คัญ ดังนี้ Acid ใหแถบสารสําคัญหลัก 8 แถบ คือ Rf =0.05, 0.20, 0.40, 0.43, 0.50, 0.70, 0.90 แ ล ะ 0.98 ดั ง ตํารับท่ี 1 รูปแบบโครมาโตแกรมของสารสําคัญ ท่ี ภาพที่ 2 ตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 254 nm ตํารับที่ 3 รูปแบบรูปแบบโครมาโตแกรมของ พบแถบสารสําคัญ 6 แถบ คือ Rf = 0.10, 0.20, 0.48, สารสําคัญ ตรวจสอบภายใตแสง UVความยาวคลื่น 254 0.65, 0.74 และ 0.93 ตรวจสอบภายใตแ สง UV ความยาว nm.พบแถบสารสําคญั 6 แถบ คือ Rf = 0.10, 0.20, 0.48, คลื่น 366 nm. พบแถบสารสําคัญ 8 แถบ คือ Rf = 0.14, 0.65, 0.74 และ 0.93 ตรวจสอบภายใตแ สง UV ความยาว 0.25, 0.30, 0.39, 0.49, 0.65, 0.87 แล ะ 0.93 แ ล ะ คลื่น 366 nm. พบแถบสารสําคัญ 8 แถบ คือ Rf = 0.14, ตรวจสอบภายใตแสงธรรมชาติ โดยพนนํ้ายา Vanillin 0.25, 0.30, 0.39, 0.49, 0.65, 0.87 แล ะ 0.93 แ ล ะ Sulfuric พบแถบสารสําคัญ 7 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.19, ตรวจสอบภายใตแสงธรรมชาติ โดยพนน้ํายา Vanillin 0.43, 0.51, 0.71, 0.83 และ 0.93) fy’ดงั ภาพท่ี 2 Sulfuric พบแถบสารสําคัญ 7 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.19, ตํารับที่ 2 ใหรูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกัด 0.43, 0.51, 0.71, 0.83 และ 0.93 ดังภาพที่ 2 ผลิตภัณฑ ทต่ี รวจสอบภายใตแ สง UV ความยาวคลน่ื 254 nm ดังนี้ พบแถบ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
90 ภาพที่ 2 ทีแอลซีโครมาโตแกรมของสารสกัดผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา 3 ตาํ รบั (A=ตํารับที่ 1 B = ตาํ รบั ท่ี 2 และ C= ตํารับท่ี 3) ในวัฏภาคเคล่ือนท่ี ระบบที่ 2 Chloroform: Methanol (95:5 %v/v) ตรวจสอบภายใต: (A1) UV 254 nm; (A2) UV 365 nm; (A3) น้ํายาพน Vanillin Sulfuric 2.3 วัฏภาคเคลื่อนท่ีระบบท่ี 3 Hexane: Ethyl และ 0.95 ท่ีความยาวคลื่น 366 nm ใหแถบสําคัญ Acetate (80: 20 %v/v) ใหรูปแบบโครมาโตแกรม หลัก 4 แถบ คือ Rf = 0.30, 0.40, 0.50 และ 0.90 ของสารสกัดหยาบของผงพอกหนาทงั้ 3 ตํารับ ดงั น้ี แ ล ะ พ น ด ว ย Vanillin/Sulfuric acid ใ ห แ ถ บ ตํารับท่ี 1 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม เมื่อตรวจสอบ สารสําคัญหลัก 9 แถบ คือ Rf =0.05, 0.20, 0.30, ภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 254 nm. ดังนี้ พบวา 0.40, 0.44, 0.60, 0.70, 0.80 และ 0.90 ดังภาพท่ี 3 ใหแถบสารสําคัญหลัก 6 แถบท่ี Rf =0.05, 0.12, ตํารับที่ 3 ใหรูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกัด 0.32, 0.40, 0.62 และ 0.81 ที่ความยาวคล่ืน 366 ตรวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน 254 nm. นาโนเมตร ใหแถบสารสําคัญหลัก 4 แถบ คือ Rf พบแถบสารสําคัญ 7 แถบ คอื Rf =0.06, 0.10, 0.31, =0.08, 0.31, 0.41 และ 0.50 และหลังจากพนดวย 0.39, 0.49, 0.54 และ 0.60 ตรวจสอบภายใตแสง Vanillin/Sulfuric acid ใหแถบสารสําคัญหลัก 6 UV ความยาวคล่ืน 366 nm. พบแถบสารสําคัญ 11 แถบ ท่ี Rf =0.12, 0.25, 0.31, 0.40, 0.56 และ 0.93 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.10, 0.16, 0.31, 0.39, 0.49, ดงั ภาพท่ี 3 0.54, 0.60, 0.69, 0.86 และ 0.91 และตรวจสอบ ตํารับที่ 2 ใหรูปแบบโครมาโตแกรม ของสารสกัด ภายใตแสงธรรมชาติ โดยพนน้ํายา Vanillin Sulfuric ผลิตภัณฑ ทต่ี รวจสอบภายใตแสง UV ความยาวคล่ืน พบแถบสารสําคัญ 11 แถบ คือ Rf = 0.06, 0.10, 254 nm ดังนี้ พบแถบสารสําคัญหลักหลัก 8 แถบ 0.16, 0.31, 0.39, 0.49, 0.54, 0.60, 0.69, 0.86 คือ Rf =0.05, 0.20, 0.30, 0.50, 0.60, 0.80, 0.90 และ 0.91 ดังภาพที่ 3 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
91 ภาพที่ 3 ทีแอลซีโครมาโตแกรมของสารสกดั ผลิตภัณฑผงพอกกรุงเขมา 3 ตํารับ (A=ตํารบั ท่ี 1 B = ตาํ รบั ท่ี 2 และ C= ตาํ รบั ท่ี 3) ในวฏั ภาคเคลอื่ นที่ ระบบท่ี 3 Hexane: Ethyl Acetate (80: 20 %v/v) ตรวจสอบภายใต: (A1) UV 254 nm; (A2) UV 365 nm; (A3) นา้ํ ยาพน Vanillin Sulfuric สรุปผลการศกึ ษา สามารถใชในการหาเอกลกั ษณทางเคมีของผลิตภณั ฑ จากการศึกษารูปแบบโครมาโตแกรมของสารสกัด เพื่อที่จะใชเปน มาตรฐานในการผลิตผลิตภณั ฑเพ่อื ให หยาบของสมนุ ไพรพอกหนา จากกรงุ เขมาทงั้ 3 ตํารับ ไดคุณภาพหรือสรรพคุณเชนเดียวกับผลิตภัณฑ พบวาวัฎภาคเคล่ือนท่ีท้ัง 3 ระบบ ใหรูปแบบโครมา ตนแบบ ซึ่งสามารถนําไปประยุกตใชในการพัฒนา โตแกรมท่ีเปนเอกลักษณที่สามารถใชในการเปน มาตรฐานผลิตภัณฑจากสมุนไพรโดยไมยุงยาก มาตรฐานสําหรับการเปรียบเทียบในการผลิตครั้ง ประหยัด และเชื่อถือได ดังที่การทํามาตรฐาน ตอๆไป เพื่อใหผลิตภัณฑมีสรรพคุณเชนเดียวกันใน สมนุ ไพรรปู แบบโครมาโตแกรมจากเทคนิค TLC เปน การผลิตทุกคร้ัง เน่ืองจากสรรพคุณของผลิตภัณฑ วิธีการหน่ึงท่ีใชในการความคุมคุณภาพสารสกัดจาก ขึ้นอยูกับสารสําคัญทีมีอยูในตํารับ ดังน้ันในผลิตแต สมนุ ไพร (ปยพร พยัฆพรม, 2558) ละรอบเชื่อวาสารมารถควบคุมใหไดสรรพคุณที่ เหมือนกันไดโดยใชรูปแบบโครมาโตแกรมของสาร เอกสารอางองิ สกัดหยาบของตาํ รับในการเปรยี บเทียบ จะชวยการนั กฤษณา พูลพานิชอุปถัมป. (2551). การศึกษา ตีไดถึงผลิตภัณฑที่ผลิตแตละคร้ังมีคุณภาพเดียวกับ การผลิตตน แบบ เทคนิคทางโครมาโตกราฟในการควบคุมคุณภาพ วัตถุดิบและผลิตภัณฑเคร่ืองสําอางจากพืชใน อภิปรายผล สกุลเคอรคูมา.วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต จากการศึกษาพบวารูปแบบโครมาโตแกรมของสาร สาขาวิชาวิทยาศาสตรเภสัชกรรม บัณฑิต สกัดหยาบท่ีเกิดขึ้นของทั้ง 3 ตํารับใน 3 วัฎภาค วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม เคล่ือนที่มีความเฉพาะตัวสามารถใชเปนเอกลักษณ ปย พร พยัฆพรม. (2558). การควบคุมคุณภาพของ ในการผลิตเพื่อใหผลิตภัณฑท่ีออกมาแตละรอบการ ผลิตภัณฑสมุนไพร. R&D NEWSLETTER, ปท่ี ผลิตมีคุณภาพเหมือนกัน ซึ่งมีความสอดคลองกับ 22, (ฉบับท่ี 4). การศกึ ษาของ กฤษณา พลู พานิชอปุ ถมั ป (2551)และ อุไรวรรณ เกศสวัสดิ์สกุล. (2552). ฤทธิ์ของสารสกัด อุไรวรรณ เกศสวัสด์ิสกุล และคณะ (2009) ท่ีใช จากขาและวานนางคําที่มีสาร antioxidant เทคนิค TLC ในการหาเอกลักษณของวัตถุดิบ phenolics ตอการสรางเม็ดสีผิวเมลานินของ สมุนไพรในกลุมของพืชในสกลุเคอรคูมา และ เ ซ ล ล ท่ี ถู ก ก ร ะ ตุ น ด ว ย รั ง สี อั ล ต ร า ไ ว โ อ เ ล ต . สารสําคัญของพืชในกลุมน้ี ดังนั้นเทคนิค TLC จึง สํานักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจยั การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
92 เจลเพิม่ ความชุม ชน่ื จากสารสกัดกรงุ เขมา GEL FOR MOISTURIZING SKIN FROM KRUNG KHA MAO ภานิชา พงศนราทร*, ศริ นนั ท วเิ ศษการ, ทนั ฑกิ า แกวสงู เนนิ , เพญ็ ศริ ิ จันทรแ อ, ฉัตรชนก นุกูลกิจ, จรินยา ขุนทะวาด, นฤวัตร ภักดี และ ปราณี ศรีราช Panicha Pongnaratorn*, Siranan Wisedkarn, Thanthika Kaewsoongnern, Pensiri Chan-ae, Chatchanok Nukulkit, Jarinya Khoontawad, Naruwat Pakdee and Pranee Sriraj สาขาวชิ าแพทยแผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร จังหวดั สกลนคร 47160 Division of Thai Traditional Medicine, Faculty of Natural Resource, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus, Sakon Nakhon 47160 บทคัดยอ กรุงเขมามีเพคตินในปริมาณท่ีสูง มีประโยชนในการใหความชุมช้ืน และกรุงเขมายังมีสารฟนอลิกสูงซึ่งมีฤทธิ์ตาน อนุมูลอิสระท่ีดี งานวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาเจลเพ่ิมความชุมชื่นจากสารสกัดกรุงเขมา โดยพัฒนาสูตร ตาํ รบั ทัง้ หมด 8 ตาํ รับ เพื่อเปรยี บเทยี บกบั ตํารบั ควบคมุ (Negative control) จากการทดสอบลักษณะทางกายภาพ ของเจลกรงุ เขมาพบวา ตํารับที่ 1 ถึง 8 มสี ีเขียวออนไปจนถงึ เขม เนอ้ื เนยี น หนืดเลก็ นอย สว นเจลตํารับ control มี สีใสเนื้อเนียน หนืดเล็กนอ ย การทดสอบความคงสภาพแบบสภาวะเรง โดยวธิ ี Heating cooling cycle พบวาตํารับ ที่ 5 มีความคงสภาพดีท่ีสุดเม่ือเทียบกับทุกตํารับ และไมพบเชื้อจุลินทรียในผลิตภัณฑ ไดแก Pseudomonas aeruginosa, Staphylococcus aureus, Candida albicans, Clostridium perfringens, total plate count, yeast และ mold นอกจากนี้ยังนําผลิตภัณฑมาทดสอบในอาสาสมัครท้ังหมด 30 ราย พบวาอาสาสมัครไมมีความ ผิดปกติใด ๆ ท่ีบริเวณผวิ หนัง โดยอาสาสมัครมีคะแนนอยูในระดับ 0 คอื ไมเห็นปฏิกิรยิ าแพหรือระคายเคอื งเกดิ ข้ึน ผลการทดสอบความพึงพอใจของอาสาสมัครสวนใหญประเมินลักษณะความนาใชของผลิตภัณฑ มีความพึงพอใจ ลกั ษณะความนาใชของเจลอยูในระดับดี รอยละ 70 สวนมากการซึมสูผิวมีความพึงพอใจในระดับดี รอยละ 63.33 ความเหนอะมีความพึงพอใจอยูในระดับดี รอยละ 46.67 กล่ินความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง รอยละ 40.00 จากการศึกษาครั้งนส้ี รปุ ไดว าเจลจากสารสกัดกรุงเขมาสามารถเพิม่ ความชุมชื่นไดด ี และมคี วามปลอดภัยในอนาคต ควรนาํ มาพฒั นาตอ ในเรอ่ื งกล่นิ ของผลิตภณั ฑใหมีความนา ใชมากยิง่ ข้นึ เพื่อนาํ มาตอ ยอดในธุรกิจความงามในอนาคต Abstract Krung Kha Mao has a high amount of pectin that benefit for moisturizing. Moreover, Krung Kha Mao showed high phenolic compounds caused more potent antioxidant activities. The purposed of this research was to study gel from Krung Kha Mao extract to increase moisture by developing all 8 formulas for comparison with the negative control. The physical properties of Krung Kha Mao gel found that the formulas 1 to 8 were light green to dark colors, smooth, slightly viscous, while the control gel has clear color, smooth, slightly viscous. The stability test in accelerated condition used the heating cooling cycle method. The result showed that the formula 5 has the best stability compared to all formulations. In addition, microorganisms were not found in products such as การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
93 Pseudomonas aeruginosa, Staphylococcus aureus, Candida albicans, Clostridium perfringens, total plate count, yeast and mold. Furthermore, the products were tested in 30 volunteers. It was found that volunteers had no abnormalities in the skin. The volunteers have a score of 0, not allergic reaction or irritation. The results of the satisfaction test of volunteers were assessed physical appearance of products. The results showed that characteristics of the gel use as a good level as 70%. Moreover, most volunteers had a good level of satisfaction of the absorption to the skin as 63.33%, the skin feel sticky was good satisfaction as 46.67%, the smell was moderate satisfaction as 40.00%. The conclusion in this study showed gel from Krung Kha Mao extract can increase moisture in skin and safe to use. In the future, it should be improve the smell of the product to increase satisfaction to use and development for cosmetic industry in the future. คาํ สาํ คญั : กรุงเขมา, เจล, ความชุมช่ืน Keywords: Krung Kha Mao, Gel, moisturizing *ติดตอนกั วจิ ยั : ภานชิ า พงศนราทร (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Panicha Pongnaratorn (E-mail: [email protected]) บทนํา เคือง และเปนสัญญาณของผิวออนแอ เม่ือผิวหนังมี การมผี วิ ทีแ่ หงเปนอีกหนงึ่ สาเหตทุ ่ีอาจจะ ความชุมช้ืนสามารถชวยแกปญหาผิวไดหลายอยาง ประการ ทําใหมีโอกาสเกิดโรคผิวหนังชนิดอ่ืน ๆ ตามมาได นอกจากน้ีภาวะผิวแหงเกิดไดจากหลากหลายปจจัย ดังน้ันจึงไดมีการพัฒนาสารเพ่ิมความชุม โดยสามารถแบงออกเปน 2 ปจจัยหลัก ๆ ดังตอไปน้ี ช้ืน เพ่ือนํามาใชกับผิวหนัง สารเพิ่มความชุมชื้นสวน คือเกิดจากปจจัยภายใน ไดแก พันธุกรรม อายุ โดย ใหญท่ีไดมกั จะไดจากการสังเคราะหขึน้ มา พบวา ทํา พบวาเมื่ออายุมากขึ้นจะมีผลตอการทํางานของ ใหเกิดการระคายเคือง หรือแพคอนขางงาย หาก ฮอรโ มนทเี่ ปลย่ี นไป สงผลใหผ วิ สญู เสยี ความชุม ชนื้ ได เปนสารสกัดที่มาจากธรรมชาติสวนมากจะมีราคาสูง อยางรวดเร็วกวาปกติ ซึ่งสวนมากมักจะพบใน ปจจุบันนักวิจัยจึงไดหันมาคิดคนนวัตกรรมที่มาจาก ผูสูงอายุที่มีอายุต้ังแต 60 ปข้ึนไป สวนปจจัย สมุนไพร หรือพืชทองถ่ิน โดยเฉพาะอยางยิ่งจังหวัด ภายนอก ไดแก สภาพอากาศ เมื่อตองอยูในสภาพ สกลนครมีสมุนไพรทค่ี อ นขางหลากหลาย อากาศเย็นหรือมีความชื้นตํ่า จะทําใหผิวเกิดอาการ แหงกรานมากกวาปกติ คัน หากมีการเกาอาจจะทํา กรุงเขมา หรือ หมานอย มีช่ือทาง ใหเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจนเกิดการอักเสบของ วิ ท ย า ศ า ส ต ร ว า Cissampelos pareira L. var. ผิวหนังไดดวย เพราะวาพอผิวไมมีความชุมชื้น ตอม hirsuta (Buch. ex DC.) Forman เปน ไมเ ถา ทั้งเถา ไขมันก็จะผลิตความมันออกมามากข้ึน เพ่ือปรับ กิ่ง ใบ และชอดอก มีขนออนนุมปกคลุมอยูอยาง สมดุลผิวไมใหผิวขาดนํ้าเกนิ ไป ปญหาผวิ แหง หยาบ หนาแนน ใบมีลักษณะคลายรูปหัวใจ สีเขียวอม กราน ลอกเปนขุยกจ็ ะคอยๆ หายไป เพราะความชุม เหลืองหรือสีเหลืองออน เปนพืชพ้ืนเมืองแถบภาค ช้ืนจะทําใหผิวอิ่มน้ํา ลดอาการหนาแหง นอกจากน้ี ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ซึง่ แถบจังหวัดสกลนคร มกี าร ผิวที่ขาดความชุมชื้นจะทําใหผิวงายตอการระคาย นํามาบริโภคเปนอาหารวาง ที่ช่ือวา วุนหมานอย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
94 (ราตรี พระนคร, 2550) และยังเปนสมุนไพรท่ีใหรส วิธกี ารศกึ ษา เย็น มสี ารเพคตินสงู ซง่ึ จะชว ยสรางมอยสเจอไรเซอร ใหความชุมชื้น ระคายเคืองนอยและลดผดผื่นคันบน 1. การทดสอบลักษณะทางกายภาพและ ผิวหนาได (กมลรัตน ณ หนองคาย, 2549) ทดสอบสภาวะเรง ของตํารับเจลกรุงเขมาท้ังหมด 8 นอกจากน้ีไดมีการศึกษาทดลองหาสารฟนอลิคใน ตํารบั และตาํ รับควบคุม (Negative control) โดยใช เครือกรุงเขมา ซึ่งเปนสารตานอนุมูลอิสระ พบวาใน วิธี Heating cooling cycle การทดสอบความคง กรุงเขมามีสารฟนอลิคสูง (รัชฎาพร อุนศิวิไลย, สภาพแบบสภาวะเรง เปนการรนระยะเวลาการ 2554) จากงานวจิ ัยที่ผา นมาพืชหรอื ผลไมหลายชนิด ทดสอบตํารับเจล โดยนําผลิตภัณฑเขาตูเย็นท่ีมี ชวยในการปองกันหรือชะลอความเส่ือมของเซลล อณุ หภูมิ 4 องศาเซลเซียสสลับกับการนําเขาตูอบท่ีมี ตางๆ ของรางกาย เนื่องจากตานอนุมูลอิสระไดดี อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส สลับอยางละ 24 ชั่วโมง และยังสามารถยับยั้งเอนไซมไทโรซเิ นส ชว ยทาํ ใหผ ิว ซ่ึงนับเปน 1 Cycle รวมเปนระยะเวลา 48 ชั่วโมง ขาว (อรลักษณา แพรัตกุล, 2554) นอกจากน้ียังมี ทั้งหมดจํานวน 6 รอบ หลังจากน้ันเลือกตํารับเจล ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเช้ือแบคทีเรีย และ กรุงเขมาเพื่อเพิ่มความชุมชื่นใหผิวที่ดีที่สุดเพื่อ พบวา คุณสมบตั ิของเพคตนิ ที่มีความหนืดสูง สามารถ ทําการศกึ ษาในขัน้ ตอนตอ ไป ดูดซับน้ําไดดีทําใหเกิดแผนฟลมท่ีติดบนผิวหนังไดดี และมีสมบัติเปนมิวโคพอลิแซกคาไรดที่ใหผิวหนัง 2. การทดสอบการปนเปอ นของจุลินทรยี ชุมช้นื และชวยเรงกระบวนการหายของแผลได โดย และเชือ้ ราตามที่ สํานักงานคณะกรรมการอาหาร เ พ่ิ ม ก า ร ไ ห ล เ วี ย น ข อ ง เ ส น เ ลื อ ด ใ น บ ริ เ ว ณ ท่ี ท า และยา (อย.) กําหนด นาํ เจลกรุงเขมาตํารับที่ดีที่สดุ สงเสริมการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนและเสนใยอีลา ไปตรวจหาเช้อื จลุ ินทรียโ ดยใชเ ทคนิค ทางจลุ สตินในเนื้อเยื่อเก่ียวพัน และเพิ่มความสามารถใน ชีววทิ ยาโดยตรวจเชื้อดงั ตอไปน้ี การใหความชุมชื้นตอผิวหนัง โดยเพ่ิมปริมาณของ กรดไฮยาลูรอนิกและลดอาการบวมและอักเสบของ - ตองไมพ บเช้ื อ Pseudomonas aeruginosa, ผิวหนังได (สํานักหอสมุดและศูนยสารสนเทศ Staphylococcus aureus, Candida albicans วิทยาศาสตรและเทคโนโลย,ี 2552) - Total plate count ตอ ง < 10 cfu/g - Yeast and mold ตอ ง < 10 cfu/g จ า ก ข อ มู ล ดั ง ก ล า ว พ บ ว า ก รุ ง เ ข ม า มี หมายเหตุ : อางอิงวิธีทดสอบจาก In-house เพคตินในปริมาณท่ีสูง ซึ่งมีประโยชนในการใหความ method on USP 36/NF 31: 2013 และอางอิง ชุมชื้น และยังมีสารฟนอลิคเปนสารตานอนุมูลอิสระ จ า ก In-house method on FDA BAM online, รวมท้ังชวยทําใหผ ิวขาวไดอีกดวย ดงั นั้นทางผูวิจัยจึง 2001 (Chapter 18) ตองการศึกษาการทําผลิตภัณฑเจลเพิ่มความชุมชื้น 3. ทดสอบอาการแพ/ระคายเคืองตาม OECD แกผิวหนังจากสมุนไพรท่ีมีอยูในทองถิ่นของจังหวัด Guideline (ดัดแปลงจากสํานักงานคณะกรรมการ สกลนครมาใชใหเกิดประโยชนมากขึ้น อีกทั้ง อาหารและยา) สมุนไพรยังปลอดภัยตอการใช จึงมีความสนใจนําใบ การทดสอบน้ีจะใชตรวจสอบความไวในการกระตุน กรุงเขมา มาเปนสวนประกอบในการทําผลิตภัณฑ ตอส่ิงที่สัมผัสจําพวกสารหรือผลิตภัณฑ โดยจะทํา เจลเพ่ิมความชมุ ช้ืน เพ่ือนํามาพัฒนาตอยอดในธุรกิจ ความสะอาดบริเวณผิวหนัง แลวนํายาท่ีตองการ ความงามในอนาคต ทดสอบ ขนาด 0.5 กรัมตอตารางเซนติเมตร มาทา ลงบนผิวหนังบริเวณทองแขน ขนาด 6 ตาราง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: