Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

375 significantly relied on kinds of basal media used. MS medium was significantly different compared to other treatments, with the highest shoot formation (90 %), and the highest number of shoot per explant of 4.30±0.62 shoots per explant. In this medium, average number of leaves of 12.80±2.21 leaves per shoot, an average leaf length of 23.90±0.84 mm, an average leaf width of 5.43±0.18 mm, root formation at 90 %, the highest number of root per explant of 10.80±2.96 roots per explant and root length at 30.40±1.22 mm after 8 weeks of culture period. Plantlets with well-developed shoots and roots were subsequently hardened, acclimatized and successfully established in green house with 95 % survival rate after 30 days of acclimatization. คําสําคัญ: การอนุบาล, Cryptocoryne walkeri, พรรณไมน ํ้า Keywords: acclimatization, Cryptocoryne walkeri, aquatic plant *ตดิ ตอ นกั วจิ ัย: สุพัตร ฤทธริ ตั น (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Suphat Rittirat (E-mail: [email protected]) บทนาํ วัสดุพืชและการฟอกฆา เช้อื Cryptocoryne เปนพืชสกุลท่ีสําคัญของวงศ Araceae นํายอดของพรรณไมน้ําใบพาย C. walkerlii มาลางดว ย เรียกสนั้ ๆ วา คริปประกอบดว ยพรรณไมนาํ้ ประมาณ 50-60 น้ําประปาใหสะอาด ฟอกฆาเชื้อดวยคลอร็อกซความเขมขน ชนดิ Cryptocoryne จัดเปน พชื มีดอก ใบเลี้ยงเดย่ี ว กานเปน 4 เปอรเซ็นต (โซเดียมไฮโปคลอไรท 5.25 เปอรเซ็นต) เปน สีเขียวอมแดง ลักษณะใบยาวเรียวปลายและโคนใบแหลม เวลา 10 นาที ลางดวยนํ้ากล่ันที่ผานการน่ึงฆาเชื้อแลว 3 ขอบใบเปนรอยหยัก เปนพืชลมลุก ข้ึนในน้ําจืด มีการ คร้ัง นํามาฟอกฆาเช้ืออีกคร้ังดวยคลอร็อกซความเขมขน 2 กระจายตามธรรมชาติในพื้นท่ีเขตรอ น สวนใหญมีถิ่นกําเนดิ เปอรเซ็นต และหยด Tween-20 ตอสารละลาย 100 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใตและเติบโตในสภาพท่ีจมอยูในน้ํา มลิ ลิลิตร จํานวน 2-3 หยด ฟอกฆาเช้อื เปนเวลา 5 นาที ลาง หรือโผลขึ้นเหนือนาํ้ (Windeiov, 1987) ปจ จบุ ันพรรณไมนาํ้ ดวยนํ้ากลั่นที่ผานการน่ึงฆาเช้ือแลว 3 คร้ัง จากนั้นตัดใหมี ไดร บั ความนยิ มมากข้นึ ทาํ ใหธ ุรกจิ พรรณไมน า้ํ มคี วามสําคญั ขนาด 1.0 เซนตเิ มตร ท้ังในและนอกประเทศ พรรณไมนํ้า Cryptocoryne ไดรับ การเตรยี มอาหารเพาะเลย้ี งเนือ้ เย่ือพชื ความนิยมแพรหลาย ทําใหมีราคาแพง และเปนพืชที่ไดรับ ความนิยมในการตกแตงตูปลา (Rataj and Horemam, อาหารสตู ร VW (Vacin and Went, 1949) เติมนา้ํ ตาล 1977) การขยายพันธตุ ามธรรมชาติของพรรณไมนา้ํ ชนิดนี้ยัง 20 กรัมตอลิตร และวนุ 7.6 กรัมตอ ลติ ร ปรับคา pH ใหม ีคา เพ่ิมจํานวนไดนอย เน่ืองจากเปนพืชที่โตชา และตองการ เทากับ 5.7 สวนอาหารสูตร MS (Murashige and Skoog, พนื้ ท่ีขนาดใหญ สาํ หรบั การขยายพันธุในธรรมชาติจะเกิดตน 1962) และอาหารสูตร ½ MS เติมนํ้าตาล 30 กรัมตอลิตร ออนขึ้นปละ 1-3 ตนเทาน้ัน ดังน้ันจึงไดมีการนําเทคนิคการ และวุน 7.6 กรัมตอลติ ร และ ปรบั คา pH ใหมีคา เทา กับ 5.7 เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเขามาชวยในการขยายพรรณไมน้ําซ่ึงมี โดยอาหารสังเคราะหทั้ง 3 ชนิด ปรับคาความเปนกรด-เบส ความเหมาะสมสําหรับการผลิตพันธุไมน้ําท่ียั่งยืน (Saini (pH) ดวย NaOH และ HCl เขมขน 0.1 หรือ 1 นอรมอล และ Jaiwal, 2005) ลักษณะท่ัวไปของใบพาย C. walkerlii จากน้ันทําใหปลอดเชื้อโดยการนึ่งฆาเชื้อดวยหมอน่ึงความ คลายไมน้ําสกุล Crytocoryne อื่นๆ แตชนิดนี้มีใบแตก ดนั ไอ ที่อณุ หภูมิ 121 องศาเซลเซยี ส ความดนั 15 ปอนดตอ ออกเปนกอโคนกานใบแผกวางเปนแผนหุมประกอบกัน ตารางนิ้ว เปนเวลา 15 นาที ลักษณะใบเปนรูปหอก สีของแผนใบมีสีเขียว ขอบใบเรียบ การออกแบบการทดลองและการวิเคราะหผลทางสถติ ิ ปลายใบแหลม กานใบกลม สามารถขยายพันธุโดยการแยก ตนออ นทเ่ี กดิ จากตนเดมิ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (CRD) วิเคราะห ความแปรปรวน (ANOVA) และเปรียบเทียบความแตกตาง วัตถุประสงคของงานวิจัยครั้งนี้เพ่ือศึกษาผลของสูตร ของคาเฉล่ียโดยวิธีของ Duncan’s Multiple Range Test อ า ห า ร ต อ ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ข อ ง พ ร ร ณ ไ ม น้ํ า ใ บ พ า ย (DMRT) ท่ีระดับความเช่ือมั่น 95 เปอรเซ็นต ดวยโปรแกรม Cryptocoryne walkerlii ในสภาพปลอดเช้ือ และเพ่ือ SPSS (version-20) ศึกษาการอนุบาลพรรณไมน้ําใบพาย Cryptocoryne walkerlii การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

376 วธิ กี ารทดลอง การเกิดรากสูงสุด 90 เปอรเซ็นต จํานวนรากเฉลี่ย 10.80 1. ผลของสูตรอาหารตอการเจริญเติบโตของพรรณไมนํ้าใบ รากตอตน และความยาวรากเฉลี่ยสูงสุด 30.40 มิลลิเมตร พาย C. walkerlii ในสภาพปลอดเช้ือ หลังการเพาะเล้ียง ในทางตรงกันขามอาหารสูตร VW มีอัตราการเพิ่มจํานวน เปนเวลา 8 สัปดาห นาํ ชิน้ สว นปลายยอดพรรณไมน า้ํ ใบพาย ยอด และการเกดิ รากตาํ่ ทส่ี ุด (ตารางท่ี 2) ดังนน้ั อาหารสตู ร C. walkerlii ท่ีปลอดเชื้อแลว (ขนาด 1.0 เซนติเมตร) วาง MS มีความเหมาะสมตอ การเพาะเลยี้ งชิ้นสวนปลายยอดของ เลี้ยงในขวดที่มีอาหารสังเคราะหสูตร VW (Vacin and พรรณไมนาํ้ ใบพาย C. walkerlii มากกวาอาหารสูตร ½ MS Went, 1949) อาหารสูตร MS (Murashige and Skoog, และอาหารสตู ร VW 1962) และอาหารสูตร ½ MS วางเล้ียงในสภาพใหแสง ที่ 2. การอนบุ าลตนกลาในสภาพแวดลอ มปกติ ความเขมแสง 3,000 ลักซ เปนเวลา 16 ช่ัวโมงตอวัน ท่ี อณุ หภูมิ 25 ± 2 องศาเซลเซียส แตละสูตรอาหาร ทดลอง 4 หลังจากเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือพรรณไมนํ้าใบพาย C. ซํ้าๆ ละ 25 ขวดๆ 1 ชิ้นสวน หลังวางเล้ียงเปนเวลา 8 walkerlii เปน เวลา 8 สัปดาห นําตน กลาพรรณไมนาํ้ ใบพาย สัปดาห บันทึกเปอรเซ็นตการเกิดยอด จํานวนยอดตอตน C. walkerlii ท่ีมีรากสมบูรณแลวออกมาจากขวด ลางดวย จํานวนใบ ความยาวใบ (มิลลิเมตร) ความกวางใบ น้ําประปาเพ่ือเอาวุนท่ีติดอยูออกจากตนพืช จากนั้นนํามา (มิลลิเมตร) เปอรเซ็นตของการเกิดราก จํานวนของรากตอ ปลูกลงในกระถางพลาสติกวางไวในนํ้า บันทึกอัตราการรอด ตน และความยาวราก (มิลลิเมตร) ชีวติ ของพรรณไมน าํ้ ใบพาย C. walkerlii หลังจากอนบุ าลใน 2. การอนบุ าลตนกลาในโรงเรอื น หลังจากเพาะเลยี้ งเน้ือเยื่อ โรงเรอื นเปนเวลา 30 วนั พรรณไมนาํ้ ใบพาย C. walkerlii มี พรรณไมน ้ําใบพาย C. walkerlii เปนเวลา 8 สัปดาห นําตน อตั ราการรอดชวี ิต 95 เปอรเ ซ็นต และตนกลา มีความสงู 10- กลาพรรณไมน้ําใบพาย C. walkerlii ออกมาจากขวด 14 เซนติเมตร ตนกลาของพรรณไมนํ้าใบพาย C. walkerlii เพาะเลี้ยง ลา งเศษวนุ ใหส ะอาด จากนัน้ นาํ มาปลูกในกระถาง ไมแสดงลักษณะความผิดปกติทางสัณฐานวิทยาใดๆ เมื่อ พลาสติกที่มีสวนผสมของดนิ และทรายในอัตราสวน 1:1 วาง เทยี บกับพืชตนแม (ภาพที่ 2) ไวในนํ้า บันทึกอัตราการรอดชีวิตของพรรณไมนํ้าใบพาย C. การอภิปรายผลการทดลอง walkerlii หลังจากอนบุ าลในโรงเรือนเปน เวลา 30 วัน ผลการวจิ ัย ผลการศึกษาคร้ังน้ีแสดงใหเห็นวา สูตรอาหาร 1. ผลของสูตรอาหารตอการเจริญเติบโตของพรรณไมนํ้าใบ สงั เคราะหส ําคัญสาํ หรับการเพาะเลย้ี งพรรณไมน ํา้ ใบพาย C. พาย C. walkerlii ในสภาพปลอดเชอ้ื walkerlii โดยอาหารสูตร MS มีความเหมาะสมตอการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของพรรณไมน้ําใบพาย C. walkerlii หลังจากนําชิ้นสวนปลายยอดท่ีปลอดเช้ือแลวของ อาหารสูตร MS มีผลดีในการชักนําใหเกิดยอด และการ พรรณไมน้ําใบพาย C. walkerlii (ขนาด 1.0 เซนติเมตร) พัฒนาของตนกลา (ตารางที่ 1, 2) อาหารเพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อ วางเล้ียงในขวดที่มีอาหารสังเคราะหสูตร VW (Vacin and สูตร ½ MS และสูตร VW มีผลตอการเจริญเติบโตของตน Went, 1949) อาหารสูตร MS (Murashige and Skoog, พรรณไมนํ้าใบพายคอนขางตํ่า ความแตกตางในการสราง 1962) และอาหารสูตร ½ MS เปนเวลา 8 สัปดาห พบวา ยอด และการเจริญเติบโตของตนพรรณไมนํ้าที่แตกตางกัน การเจรญิ เตบิ โตของชิ้นสว นปลายยอดพรรณไมน้ําใบพาย C. อาจเปนผลมาจากองคป ระกอบในสตู รอาหาร เน่ืองจากสตู ร walkerlii ข้ึนอยูกับสูตรอาหารสังเคราะหท่ีใชเพาะเลี้ยง ซึ่ง อาหารทั้งสองมีปริมาณแรธาตุและองคประกอบธาตุอาหาร อาหารสูตร MS มีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ของอาหารคอนขางต่ําเมื่อเทียบกับอาหารสูตร MS (p≤0.05) เม่ือเทียบกับอาหารสูตร VW และอาหารสูตร ½ เนื้อเย่ือพรรณไมนํ้าใบพาย C. walkerlii ท่ีวางเลี้ยงบน MS โดยอาหารสตู ร MS มีการสรางยอดสูงสดุ 90 เปอรเ ซ็นต อาหารสูตร VW อาหารสูตร MS และอาหารสูตร ½ MS มี จํานวนยอดเฉลี่ยสูงที่สุด 4.30 ตอตน จํานวนใบเฉลี่ยมาก การเจริญเติบโตเปนตนกลาไดในอาหารท้ัง 3 สูตร หลังจาก ท่ีสดุ 12.80 ใบ ความยาวใบเฉลยี่ มากทสี่ ดุ 23.90 มลิ ลิเมตร อนุบาลในโรงเรือนเปนเวลา 30 วัน พรรณไมนํ้าใบพาย C. และความกวางใบเฉลี่ยมากที่สุด 5.43 มิลลิเมตร ซ่ึงพบวามี walkerlii มีอัตราการรอดชีวิต 95 เปอรเซ็นต และตนกลามี คาใกลเคียงกันกับยอดท่ีเพาะเลี้ยงบนอาหาร ½ MS (5.25 ความสูง 10-14 เซนติเมตร การอนุบาลตนกลาพรรณไมน้ํา มิลลิเมตร) (ตารางที่ 1) ไมมีการเกิดแคลลัสในทุกสวนของ สง ผลใหพ ืชมีชีวิตรอดมากข้นึ ดังมรี ายงานในพรรณไมนํ้าชนิด ปลายยอดที่เพาะเล้ียงบนอาหารทุกชนิด (ภาพที่ 1 A-D) อ่ื น ๆ เ ช น Nymphoides indica (Jenks et. al., 2000); นอกจากน้ียังพบวาการเพาะเลี้ยงชิ้นสวนปลายยอดของ Cryptocoryne wendtii แ ล ะ Echinodorus cordifolius พรรณไมน้ําใบพาย C. walkerlii อาหารสูตร MS สงเสริม (Dissanayake et. al.,2007); Cryptocoryne wendtii และ Cryptocoryne becketti (Stanly et. al., 2011) and การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

377 Cryptocoryne beckettii แ ล ะ Cryptocoryne bognerii (Herath et. al., 2008) ตารางที่ 1 ผลของสูตรอาหารตอการเจริญเติบโตของพรรณไมน้ําใบพาย Cryptocoryne walkerlii ในสภาพปลอดเชื้อ หลงั จากเพาะเลีย้ ง 8 สัปดาห สูตร การเกดิ ยอด จํานวนยอด จาํ นวนใบ ความยาวใบ ความกวางใบ อาหาร (เปอรเ ซน็ ต) ตอ ตน (มลิ ลิเมตร) (มิลลเิ มตร) VW 40.00c 2.10±0.69c 6.50±2.550b 15.14±0.83b 3.79±0.19b MS 90.00a 4.30±0.62a 12.80±2.21a 23.90±0.84a 5.43±0.18a ½ MS 60.00b 3.00±0.62b 11.60±3.47a 16.56±0.53b 5.25±0.15a คาเฉลี่ยตวั เลขในคอลมั นเ ดยี วกนั ที่กํากบั ดวยอักษรทแ่ี ตกตา งกัน มคี วามแตกตา งกนั ทางสถติ ิ ท่รี ะดบั ความเชือ่ ม่นั 95 เปอรเ ซ็นต (p ≤ 0.05) ตารางที่ 2 ผลของสูตรอาหารตอการเจริญเติบโตของรากพรรณไมนํ้าใบพาย Cryptocoryne walkerlii ในสภาพปลอดเชื้อ หลงั จากเพาะเลี้ยง 8 สัปดาห สูตรอาหาร การเกิดราก (เปอรเซน็ ต) จาํ นวนรากตอตน ความยาวราก (มิลลเิ มตร) 50.00b 6.70±3.06b 16.69±1.24b VW 90.00a 10.80±2.96a 30.40±1.22a MS 90.00a 10.10±1.66a 19.76±1.06b ½ MS คาเฉล่ยี ตวั เลขในคอลมั นเ ดยี วกนั ทกี่ าํ กบั ดวยอกั ษรท่แี ตกตางกนั มคี วามแตกตางกนั ทางสถติ ิ ทร่ี ะดบั ความเช่อื มั่น 95 เปอรเ ซ็นต (p ≤ 0.05) ภาพที่ 1 ผลของสตู รอาหารทแี่ ตกตา งกันตอการเกิดยอดของพรรณไมน้ําใบพาย Cryptocryne walkerlii ในสภาพปลอดเช้อื หลังจากเพาะเล้ียง 8 สัปดาห (A); อาหารสูตร VW, (B); อาหารสูตร MS, (C); อาหารสูตร ½ MS และ (D); การเกิดรากของ พรรณไมน ้ําใบพาย Cryptocryne walkerlii บนอาหารสตู ร MS หลงั จากเพาะเลี้ยง 8 สปั ดาห (สเกลบาร = 1 เซนติเมตร) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

378 ภาพที่ 2 ตน พรรณไมน า้ํ ใบพาย Cryptocoryne walkerlii หลงั จากอนบุ าลในโรงเรือนเปนเวลา 30 วัน สรุปผลการทดลอง endemic threatened Cryptocoryne species of 1. อาหารสูตร MS สงเสริมการสรางยอดของพรรณไม Sri Lanka. Tropical Agricultural Research & Extension, 11, 19-24. น้าํ ใบพาย Cryptocoryne walkerlii สงู สดุ (90 เปอรเซน็ ต) Jenks, M.A., Kane, M.E. and McConnell, D.B. (2000). จํานวนยอดเฉลยี่ 4.30±0.62 ยอดตอตน จํานวนใบเฉล่ียตอ Shoot organogenesis from petiole explants in ยอด 12.80±2.21 ใบ ความยาวใบเฉลี่ย 23.90±0.84 the aquatic plant Nymphoides indica. Plant มิลลิเมตร และความกวา งของใบเฉล่ยี 5.43±0.18 มิลลิเมตร Cell, Tissue and Organ Culture, 63, 1-8. หลงั จากเพาะเล้ยี ง 8 สัปดาห Murashige, T and Skoog, F. (1962). A revised medium for rapid growth and bioassays with 2. อาหารสูตร MS สงเสริมการเกิดรากที่สูงสุด (90 tobacco tissue cultures. Physiologia Plantarum, เปอรเซ็นต) จํานวนรากเฉลี่ย 10.80±2.96 ราก และความ 15, 473-497. ยาวรากเฉล่ยี สงู สุด 30.40±1.22 มิลลิเมตร Rataj, R. and Horeman, T.J. (1977). Aquarium Plants. T.F.H. Publications, Neptune City. 3. พรรณไมน้ําใบพาย Cryptocoryne walkerlii มี Saini, R. and Jaiwal, P. (2005). Transformation of a อัตราการรอดชวี ติ 95 เปอรเซ็นต และตน กลามีความสงู 10- recalcitrant grain legume, Vigna mungo L. 14 เซนติเมตร หลังจากอนุบาลในโรงเรอื นเปน เวลา 30 วัน Hepper, using Agrobacterium tumefaciens- คาํ ขอบคุณ mediated gene transfer to shoot apical meristem cultures. Plant Cell Rep., 24, 164- โครงการวจิ ัยน้ี ไดร บั การสนบั สนุนจากโครงการอนุรักษ 171. พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ ปงบประมาณ Stanly, C., Bhatt, A. and Keng, C.L. (2011). An พ.ศ. 2562 ผวู จิ ัยขอขอบคุณมา ณ ท่ีน้ดี วย efficient in vitro plantlet regeneration of เอกสารอา งองิ Cryptocoryne wendtii and Cryptocoryne Dissanayake, C., Hettiarachchi, M. and Iqbal, M.C.M. becketti through shoot tip culture. Acta Physiol Plant., 33, 619-624. (2007). Sustainable use of Cryptocoryne Vacin, E. and Went, F.W. (1949). Some pH changes wendtii and Echinodorus cordifolius in the in nutrient solutions. Bot. Gaz., 110, 605-661. aquaculture industry of Sri Lanka by Windelov, H. (1987). Aquarium plants. T.F.H. micropropagation. Sri Lanka J. Aquat. Sci., 12, Publications, Neptune City. 89-101. Herath, H.M.I., Krishnarajah, S.A. and Wijesundara, D.S.A. (2008). Micropropagation of two การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

379 ผลของสารควบคุมการเจรญิ เตบิ โตตอการขยายพันธุเทา ยายมอม EFFECT OF PLANT GROWTH REGULATORS ON MICROPROPAGATION OF Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze นภิ าวรรณ จิตโสภากลุ Nipawan Jitsopakul สาขาวชิ าอตุ สาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรนิ ทร ตําบลนอกเมอื ง อาํ เภอ เมืองสรุ นิ ทร จงั หวัดสุรินทร 32000 Department of Agro-Industry, Faculty of Agriculture and Technology, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus, Tambon Nok Mueang, Amphoe Mueng Surin, Surin Province 32000 บทคัดยอ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ได ขยายพันธพุ ชื เทายายมอมดว ยวธิ ีการเพาะเลยี้ งเมลด็ บนอาหารแขง็ สตู ร MS (1962) ทีแ่ ปรผนั ความเขมขน ของสารควบคมุ การ เจรญิ เติบโต เพาะเลี้ยงที่อณุ หภมู ิ 25±2 องศาเซลเซียส ใหแ สงเปน เวลา 10 ช่วั โมงตอวัน พบวา เมลด็ เทา ยายมอ มที่เพาะเลี้ยง บนอาหารแข็งสูตร MS เติม BA ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ NAA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร เปนเวลา 75 วัน มกี ารงอกเฉลีย่ สงู สุด คอื รอยละ 86.67 เมือ่ นาํ เมลด็ มาเพาะเล้ยี งเมลด็ บนอาหารแข็งสตู ร MS ท่ีเตมิ BA ความเขม ขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร ใหแสง 10 ช่ัวโมงตอวัน เปนเวลา 240 วัน พบวา ใหจํานวนยอดเฉลี่ยสูงสุด 11.2 ยอดตอเมล็ด ยอดมี ความยาวเฉล่ยี 11.82 เซนติเมตรและมีการสรา งหัว โดยหวั มขี นาดใหญทสี่ ุดเฉลย่ี 5.62 เซนตเิ มตร และเมื่อนําชิน้ สว นรากของ เทา ยายมอมท่งี อกจากเมลด็ มาเพาะเล้ยี งบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติม 2,4-D ความเขม ขน 1.0 มลิ ลิกรมั ตอลิตร รว มกบั NAA ความเขม ขน 0.5 มิลลิกรมั ตอ ลติ ร เปนเวลา 60 วนั พบวา ช้นิ สว นรากสามารถสรางแคลลัสขนาดใหญท่ีสุดเฉลย่ี 1.91 x 1.40 เซนติเมตร และเม่ือนําชิ้นสวนรากมาเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติม NAA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร สามารถชักนําใหแคลลัสใหเกิดยอดไดม ากทสี่ ุดเฉลีย่ 2 ยอดตอแคลลสั ความยาวยอดเฉลย่ี สูงสุด 2.26 เซนติเมตร และจาํ นวน รากเฉล่ียมากทสี่ ุด 3.27 รากตอแคลลสั Abstract Plant Genetic Conservation Project under the Royal Intiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) has propagated of Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze seeds from brown fruits using plant tissue culture on MS agar (1962) medium supplemented with various of plant growth regulators cultured at 25±2 ๐C under 10 h light photoperiod provided by cool-white fluorescent lamps. Results showed that seeds from brown fruits were cultured on MS agar medium supplemented with 1.0 mg/L BA combination with 0.5 mg/L NAA gave the highest germination (86.67%) after 75 days of sowing. Seeds were cultured on MS agar medium supplemented with 1 mg/L BA gave the highest number of shoots (11.20 shoots/seed), tuber formation and gave the largest of tuber (5.62 cm) after 240 days of culture. Pieces of root germinated from seeds were cultured on MS agar medium supplemented with 1 mg/L 2,4-D combination with 0.5 mg/L NAA gave the largest of callus (1.91 x 1.40 cm) and cultured on MS agar medium supplemented with 0.5 mg/L NAA gave the highest of shoot formation from callus (2 shoots/callus), shoot length (2.26 cm) and number of roots (3.27 roots/callus) after 60 days of culture. คาํ สําคญั : เทา ยายมอ ม เมล็ด ไซโตไคนนิ ออกซนิ Keywords: Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze, seed, cytokinin, auxin ติดตอ นักวจิ ัย: นภิ าวรรณ จิตโสภากุล (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Nipawan Jitsopakul (E-mail: [email protected]) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

380 บทนาํ เจรญิ เติบโตในกลุมออกซนิ และไซโตไคนนิ ถือไดวาเปนสวน เ ท า ย า ย ม อ ม ( Tacca leontopetaloides (L.) ท่ีสําคัญในการชักนํา หรือกระตุนใหชิ้นสวนของพืชท่ีนํามา ขยายพันธุเพิ่มจํานวนมากขึ้น มีรายงานการขยายพันธุ Kuntze.) เปน ไมลมลุก จัดอยใู นวงศ Taccaceae (Caddick เทายายมอมโดยการเพาะเล้ียงเนื้อเยื่อ ไดแก การเพาะเล้ยี ง et. al., 2002) มีถิ่นกําเนิดในแอฟริกาตะวันตก เอเชียตะวัน โคนกานใบบนอาหารสูตร Murashige and Skoog (MS, ออกเฉียงเหนอื และตอนเหนือของออสเตรียเลีย (Ubwa et. 1962) ที่เติม 2,4-D ความเขมขน 0.05 มิลลิกรัมตอลิตร al., 2011) มีหัวอยูใตดินลักษณะกลมแบนสําหรับสะสม สามารถเกิดยอดได (กนิษฐิกา และพิมพใจ, 2542) การ อาหาร (ภาพที่ 1a) เทายายมอมมีความสูงถึง 1.5 เมตร เพาะเล้ียงเนื้อเย่ือสวนราก สามารถพัฒนาเปนตนไดดีที่สุด (ภาพท่ี 1b และ 1c) ใบเดีย่ วขนาดใหญร ปู ฝา มอื (ภาพที่ 1d) เม่ือเพาะเล้ียงบนอาหารสูตร MS ท่ีเติม 6-benzyl amino ปลายใบแยกเปน 3 แฉก แตละแฉกขอบเวาลกึ ใบเรียงสลับ purine (BA) ความเขมขน 2 มลิ ลิกรัมตอ ลติ ร (สาโรจน และ เวียนออกเปนแนวรัศมี ออกดอกท่ีปลายยอด ในชวงเดือน มาโนชญ , 2545) พัชราวดี และคณะ (2545) พบวา อาหาร ตุลาคมถงึ มกราคม ดอกแทงชอ สงู ออกมาจากหัวใตด นิ ไดถงึ ท่ีเหมาะสมในการเพ่ิมปริมาณยอดเทายายมอม คือสูตร MS 170 เซนตเิ มตร ดอกออกทีป่ ลายยอด กา นดอกยาวสีมวงอม ที่เติม BA ความเขมขนเขมขน 1 และ 2 มิลลิกรัมตอลิตร เขียวมีลาย ชอดอกมี 1-2 ชอ แตละชอมี 20-40 ดอก ผลสี และยอดที่เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ท่ีเติม indole เขียวมีเน้ือ รูปเกือบกลมหรือเปนรปู ทรงรี ปลายแหลมเรียว butyric acid (IBA) ความเขมขน 2 มิลลิกรัมตอลิตร มีการ ผลหอยลง (ภาพท่ี 1e) เม่ือผลแกจะเปล่ียนเปนสีเหลือง เกิดรากสูงสุดคอื รอยละ100 การเพาะเมลด็ เทายายมอ มบน (ภาพที่ 1f -g) และแตก (ภาพที่ 1h) ในที่สุด ภายในผลมี อาหารสูตร MS สามารถงอกไดรอ ยละ 57 และชักนําใหเกิด เมล็ดจาํ นวนมาก ขนาดประมาณ 5-8 x 4-6 มิลลิเมตร ท่ีผิว ยอดมากท่ีสุดบนอาหารสูตร MS ทเี่ ตมิ BA ความเขมขน 0.1 เมล็ดมลี าย (ภาพที่ 1i) เม่ือเขาสูเดือนตลุ าคม (ฤดูหนาว) ใบ มิลลกิ รัมตอ ลิตร รวมกับ naphthalene acetic acid (NAA) จะเหลือง และตน จะยบุ ตัวลง เปน ชว งที่เกบ็ หัวเทายายมอม ความเขมขน 0.01 มิลลิกรัมตอลิตร และสามารถชักนําให มาทําแปง ซึ่งแปงที่สกัดจากหัวเทายายมอมเรียกวา แปง เกิดรากไดม ากที่สดุ เมื่อเพาะเลี้ยงยอดบนอาหารสูตร MS ที่ เทายายมอม มีขอดีกวาแปงชนิดอ่ืน คือ มีความมัน ล่ืน เติม IBA ความเขมขน 0.1 มิลลิกรัมตอลิตร (Borokini et ละเอียด สีขาว และมีความคงตัวไดนานกวาแปงชนิดอ่ืนเมือ่ al., 2011) การเพาะเล้ียงช้ินสวนใบของเทายายมอมจาก ถกู ความรอน นยิ มนํามาใชเ ปนสวนประกอบในการทําอาหาร การเพาะเล้ียงเมล็ดบนอาหารสูตร MS ท่ีเติม zeatin ความ และขนม (สุพินญา และปาริฉัตร, 2018) แปงเทายายมอม เขมขน 0.1 มิลลิกรัมตอลติ ร สามารถชักนําใหเกิดยอด และ เปนสมุนไพรที่ใชสําหรับคนไขท่ีออนเพลีย และเบื่ออาหาร เกิดรากไดมากท่สี ุด เมอ่ื เพาะเลี้ยงยอดบนอาหารสูตร MS ที่ (สนุ ทร,ี 2536) นอกจากน้ีแปง จากเทา ยายมอ มสามารถใชใน เติม zeatin ความเขม ขน 0.1 มิลลกิ รัมตอ ลิตร รว มกับ NAA การผลิตพลาสติกที่ยอยสลายได (biodegradable plastic) ความเขมขน 0.05 มิลลิกรัมตอลิตร (Cepkova et al., (Makhtar et al., 2013) แตหัวเทายายมอมที่สามารถนํามา 2015) การเพาะเมลด็ บนอาหารสตู ร MS สามารถงอกไดร อย ผลิตแปงไดตองมีอายุ 3 ป (สุพินญา และปาริฉัตร, 2018) ละ 62 และบริเวณพ้ืนท่ีใบสามารถชักนําใหเกิดยอดไดมาก สารท่ีพบในเทายายมอมมีที่สาํ คญั คือ ซาโปนิน (saponins) ที่สุด เมื่อเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BA ความ โดยสาร steroidal saponins ที่สกัดจากใบเทายายมอมมี เขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ 2,4-D ความเขมขน ฤทธ์ิฆาหอยไดอยางมีประสิทธิภาพสูง (สุภาภรณ, 2543) 0.05 มิลลิกรัมตอลิตร (สุพินญา และปาริฉัตร, 2018) แตยัง การขยายพนั ธเุ ทายายมอมทาํ ไดโ ดยการเพาะเมลด็ และการ ไมมีรายงานการชักนําใหเมล็ดเทายายมอมเกิดหัว จากการ ใชหัวเล็ก แตขอจํากัด และปญหา คือ สามารถขยายพันธุได เพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อในอาหารสตู รเดียว เพียงปละคร้ัง อัตราการงอกของเมล็ดตํ่า สวนหัวสามารถ ปลูกไดเพียงในชวงฤดูฝน ไมสามารถขยายพันธุไดจํานวน จุดประสงคของการวิจัยครั้งน้ีเพ่ืออนุรักษพันธุกรรม มาก นอกจากนี้หัวเทา ยายมอ มถูกนําไปใชในการสกดั แปงอีก เทายายมอมดวยวิธีการเพาะเลยี้ งเนื้อเยอ่ื พืชโดยศึกษาการ ดวย (Spenn, 1994, Borokini et al., 2011) จากปญหา งอกของเมล็ดเทายายมอมจากผลระยะ ตา ง ๆ และศึกษา ดังกลาวจึงไดมีการนําเทคนิคการเพาะเลย้ี งเน้ือเยื่อพืชมาใช ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโต คือ BA 2,4-D และ ในการขยายพันธุ เนื่องจากเปนเทคนิคที่สามารถขยายพันธุ NAA ตอ การกระตนุ การงอกของเมล็ด การชกั นาํ ใหเ กดิ ยอด พืชไดจํานวนมากในระยะเวลาอันสั้น (Engelmann, 2011) หัว แคลลัส และราก งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริ โดยไมข้ึนอยูกับฤดูกาล สิ่งที่สําคัญในการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือ ใ น โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก พืชนอกจากสูตรอาหารที่เหมาะสมแลว สารควบคุมการ พระราชดาํ รฯิ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

381 ภาพท่ี 1 เทา ยายมอมทสี่ วนไมห อม โครงการอนรุ ักษพันธุกรรมพืชอนั เนอื่ งจากพระราชดาํ รสิ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสรุ นิ ทร (a) หวั เทายายมอ ม (f) ผลสีเหลือง (b) ตนเทา ยายมอ ม (g) ผลสนี า้ํ ตาล (c) กา นเทายายมอ ม (h) ผลแตก (d) ใบเทายายมอ ม (i) เมล็ดเทา ยายมอ ม (e) ผลเทายายมอ ม (Scale = 1 เซนติเมตร) อุปกรณและวิธีการทดลอง ใหแสงเปนเวลา 10 ช่ัวโมงตอวัน เลี้ยงเปนเวลา 75 วัน ทํา 1. การฆาเชือ้ เมล็ดเทายายมอ ม การบันทกึ รอยละการงอกของเมล็ดเทายายมอม 3. การศึกษาผลของ BA และ NAA ตอการชักนําใหเมล็ด นําผลเทายายมอมสีนํ้าตาล (ภาพท่ี 1g) จากสวนไม เทา ยายมอ มเกิดยอด และหวั หอม โครงการอนุรักษพนั ธกุ รรมพชื อนั เน่ืองจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นําเมล็ดเทายายมอม (ขอ 2) เพาะเลี้ยงบนอาหารแข็ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร สูตร MS (1962) ท่ีแปรผันสารควบคุมการเจริญเติบโต คือ ลา งดวยน้าํ ประปา เปนเวลา 3 นาที แลว นาํ ผลเทายายมอม BA ความเขมขน 0 0.5 1 และ 2 มิลลิกรัมตอลติ ร รวม และ เขาตูปลอดเชื้อ จุมแอลกอฮอล 95% เปนเวลา 1 นาที นํา ไมรวมกับ NAA ความเขมขน 0 0.5 และ 1 มิลลิกรมั ตอลิตร ผลลนผานเปลวไฟ จนกระทัง่ ไฟดบั จากนนั้ ทําการผา ผลของ ทําการเติมน้ําตาล 30 กรัมตอลิตร วุนเจลไรท 4 กรัมตอ เทายายมอม แลวนําเมล็ดออกจากผล แลวใชมีดกรีดเปลือก ลิตร ปรับ pH 5.8 เพาะเลี้ยงท่ีอุณหภูมิ 25 ± 2 องศา หมุ เมล็ด นําเมล็ดไปใชในการทดสอบการงอกตอ ไป เซลเซียส ใหแสงเปนเวลา 10 ชั่วโมงตอวัน โดยทําการยาย 2. การศึกษาผลของ BA และNAA ตอการงอกของเมล็ด ลงอาหารใหมทุก ๆ 4 สัปดาห เพาะเล้ียงเปนเวลา 240 วัน เทา ยายมอม ทําการบันทึกจํานวนยอดตอเมล็ด ขนาดหัว และความสูง ของตนเทา ยายมอมเพาะเลย้ี ง นาํ เมล็ดเทา ยายมอ มทป่ี ราศจากเชอื้ (ขอ 1) เลี้ยงลงบน 4. การศึกษาผลของ 2,4-D และ NAA ตอการชักนําให อ า ห า ร แ ข็ งสู ต ร MS (1962) ที่ เ ติ ม ส า ร ค ว บ คุ ม ก า ร ชิ้นสวนรากของเทา ยายมอมเกิดแคลลัส ยอด และราก เจริญเติบโต คือ BA ความเขมขน 0 0.5 1 และ 2 มลิ ลิกรมั ตอลิตร รวม และไมรวมกับ NAA ความเขมขน 0.5 และ 1 นาํ สวนรากของเทายายมอมที่งอกจากเมล็ดทเ่ี พาะเลี้ยง มิลลิกรัมตอลิตร เพาะเล้ียงท่ีอุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส (ขอ 2) ตัดใหมีขนาด 0.5 เซนตเิ มตร เลย้ี งบนอาหารแขง็ สตู ร การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

382 MS ท่ีเติม 2,4-D ความเขมขน 0 0.5 และ 1 มิลลิกรัมตอ –3l) พบวา การเพาะเล้ียงเมล็ดบนอาหารท่ีเติม BA ความ ลติ ร รวม และไมรว มกับ NAA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรมั ตอ เขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร ใหจํานวนยอดเฉล่ียสูงสุด คือ ลิตร เติมน้ําตาล 30 กรัมตอลิตร วุน เจลไรท 4 กรัมตอลติ ร 11.2 ยอดตอเมล็ด ความยาวยอดเฉลี่ย 11.82 เซนติเมตร ปรับ pH 5.7 เพาะเล้ียงที่อุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ให และสามารถชักนําใหเมล็ดเกิดหัว และเกิดรากฝอยเล็ก ๆ แสงเปนเวลา 10 ช่ัวโมงตอวัน เปนเวลา 60 วัน ทําการ บนหัวเทายายมอม ขนาดของหัวใหญท่ีสุดเฉล่ีย 5.62 บันทึกขนาดของแคลลัส จํานวนยอดเฉล่ีย ความสูงเฉล่ีย เซนติเมตร (ภาพที่ 3c) ซ่ึงใหจํานวนยอดมากกวารายงาน และจํานวนรากเฉลย่ี ของ พัชราวดี และคณะ (2545) ท่ีพบวาอาหารสูตร MS ท่ี เติม BA ความเขมขน 1 และ 2 มิลลิกรมั ตอ ลติ ร สามารถชกั ในการทาํ วิจัยแตละการทดลอง ทําการทดลอง 10 ซ้าํ ๆ นําใหเกิดยอดเฉลย่ี สูงสดุ คือ 8.7 และ 6.7 ยอด ตามลาํ ดบั ละ 10 เมลด็ ขอมลู ที่ไดท ําการวิเคราะหค วามแปรปรวนของ การใชค วามเขม ขนของ BA สูง คอื 2 มลิ ลิกรมั ตอ ลติ ร (ภาพ ขอ มลู (ANOVA) และวิเคราะหความแปรปรวนของคาเฉลี่ย ที่ 3d) สงผลใหยอดเทายายมอมท่ีงอกจากเมล็ดมีลักษณะ ดว ยวิธี Duncan’s test ที่ระดับความเชอ่ื ม่ัน 95 เปอรเซน็ ต ผิดปกติ คือ ใบหงิก หนา การแทงยอดไดนอย ยอดมีความ ผลการทดลองและวจิ ารณ สูงเฉล่ียนอยกวาเมล็ดท่ีเพาะเล้ียงบนอาหารที่ไมเติม BA 1. ผลของ BA และNAA ตอการงอกของเมลด็ เทา ยายมอม (ชุดควบคุม) (ภาพที่ 3a) สอดคลองกับรายงานของ Cepkova et al. (2015) ทีพ่ บวา การใช BA ความเขมขนสงู เมื่อนําเมล็ดจากผลสีน้ําตาล โดยไมตองฟอกฆาเชื้อ สง ผลใหต นโตชา ใบผิดปกติ กานใบหนาสเี ขยี วเขม และเกดิ เมล็ด และไมตองลางเย่ือหุมเมล็ดออก แตใชวิธีการนําผลจุม แคลลัสแทนการเกิดยอด แอลกอฮอล 95 % แลวนําผานไฟ ทําการกรีดเมล็ด แลว เพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS มีเติม BA ความเขมขน 4 เม่อื เปรยี บเทยี บความเขม ขน ของ NAA 2 ระดบั คือ 0.5 ระดับ คือ 0 0.5 1 และ 2 มิลลิกรัมลิตรรวม และไมรวมกับ และ 1 มิลลิกรัมตอลิตร พบวา อาหารท่ีเติม NAA ความ NAA ความเขม ขน 2 ระดับ คือ 0.5 และ 1 มิลลกิ รมั ตอ ลติ ร เขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร ใหจํานวนยอดเฉลี่ย และความ เพาะเลี้ยงเปนเวลา 75 วัน (ตารางที่ 1) พบวา เมล็ดท่ี ยาวยอดเฉล่ีย มากกวาอาหารที่เติม NAA ความเขมขน 0.5 เพาะเล้ียงบนอาหารทุกสูตรมีการงอกเฉลี่ยสูงกวา รอยละ มิลลิกรัมตอลิตร และสง ผลใหยอดมคี วามสูงมากกวาอาหาร 20 (ภาพที่ 2a - 2c) โดยอาหารที่เติม BA ความเขมขน 1 ท่ีเติม BA ความเขมขน 2 มิลลิกรัมตอลิตร แตใหขนาดของ มิลลิกรัมตอลิตร รว มกบั NAA ความเขม ขน 0.5 มิลลกิ รมั ตอ หัวจะเล็กกวา ซึ่งขนาดของหัวไมแตกตางจากเมล็ดที่ ลิตร มีรอยละการงอกเฉล่ียสูงสุดคือ 86.67 รองลงมา คือ เพาะเล้ียงบนอาหารท่ีไมเติม BA และ NAA (ชุดควบคุม) เพาะเล้ยี งเมล็ดบนอาหารทเ่ี ติม BA ความเขม ขน 1 มิลลกิ รมั อาหารท่ีเติม NAA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร จะ ตอลิตร และ BA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ สนับสนุนใหเกิดการสรางรากฝอย (ภาพท่ี 3e) แตอาหารท่ี NAA ความเขม ขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร มกี ารงอกเฉล่ียรอยละ เติม NAA ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร จะสนับสนุนให 73.3 และ 66.7 ตามลําดับ การเพาะเมล็ดเทายายมอมจาก เกิดการสรางแคลลัสมากกวาการสรางราก สอดคลองกับ ผลสีนํ้าตาลใหการงอกสูงกวาการทดลองของ Borokini et. รายงานของ Charoensub et. al. (2008) พบวา NAA จะ al. (2011) ท่ีรายงานการฟอกฆาเช้ือเมล็ดเทายายมอม โดย สนับสนนุ การเกดิ รากของคางคาวดาํ และ Cepkova et. al. แชเมล็ดในแอลกอฮอล 70 % เปนเวลา 5 นาที ตามดวย (2015) พบวา เมื่อเพาะเล้ียงยอดบนอาหารสูตร MS ที่เติม โซเดียมไฮโปคลอไรดความเขมขนรอยละ 20 เปนเวลา 20 zeatin ความเขมขน 0.1 มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ NAA นาที เมล็ดงอกรอยละ 57 และ สุพินญา และปาริฉัตร ความเขมขน 0.05 มิลลิกรัมตอลิตร สามารถชักนํายอดให (2018) พบวา เมลด็ เทายายมอ มปราศจากเช้ือสามารถงอกได เกิดรากไดมากท่ีสุด แตถาใช NAA ความเขมขนสูงจะยับยั้ง รอ ยละ 62 เมื่อเพาะเมล็ดบนอาหารสตู ร MS การเกิดรากของเทายายมอม หรือใหจํานวนรากลดลง เมื่อ 2. ผลของ BA และ NAA ตอการเกิดยอด และหัว จากการ ศึกษาผลของการใช BA รว มกบั NAA ตอการเพาะเล้ียงเมลด็ เพาะเลี้ยงเมลด็ เทายายมอ ม เทายายมอม พบวา การเติม BA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรมั ตอลิตร รวมกับ NAA ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร ใน เม่ือนําเมล็ดเทายายมอมท่ีปราศจากเชื้อ เลี้ยงบน อาหารแข็งสูตร MS ไมมีการสรางหัวเกิดข้ึน แตสามารถชัก อาหารแข็งสูตร MS ท่ีเติม BA ความเขมขน 0 0.5 1 และ 2 นําใหเกิดยอดเฉล่ียสูงสุด 9 ยอดตอเมล็ด เกิดรากฝอย มิลลิกรัมตอ ลิตร รวม และไมรว มกบั NAA ความเขมขน 0.5 จํานวนมาก และยอดมีความยาวเฉล่ียสูงที่สุด คือ 17.14 และ 1 มิลลิกรมั ตอลติ ร โดยยา ยเมล็ดลงอาหารใหมท ุกๆ 4 เซนติเมตร (ภาพท่ี 3h) ซึ่งสูงกวาการเติม NAA หรือ BA สัปดาห เพาะเลี้ยงเปนเวลา 240 วัน ที่อุณหภูมิ 25±2 เพยี งอยา งเดยี ว แตจ าํ นวนยอดยังนอยกวาการเติม BA ความ องศาเซลเซยี ส ใหแสง 10 ชั่วโมงตอ วนั ทาํ การเปรยี บเทียบ ความเขมขนของ BA ตอการเกิดยอด (ตารางท่ี 2 ภาพท่ี 3a การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

383 เขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร เพียงอยางเดียว ในการทดลอง ความเขม ขน 1 มิลลิกรมั ตอลิตร รวมกบั NAA ความเขม ขน ใช BA รวมกับ NAA สามารถใหยอดจํานวนมาก สอดคลอง 1 มิลลิกรัมตอลิตร ยับย้ังการสรางราก ซ่ึงผลสอดคลองกับ กับรายงานของ Borokini et. al. (2011) พบวา การใช BA การเพาะเลี้ยงเมล็ดเทายายมอม ที่แสดงใหเห็นวา การใช รวมกับ NAA จะสงเสริมการเกิดยอด โดยสามารถชักนําให NAA ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร จะกระตุนการสราง เมล็ดเกิดยอดมากที่สุด 6 ยอด เมื่อเพาะเล้ยี งบนอาหารสตู ร แคลลัสมากกวาการสรางราก และกระตุนใหยอดเทายอมมี MS ที่เติม BA ความเขมขน 0.1 มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ ความยาวเพิ่มขึ้น สาโรจน และมาโนชญ (2545) รายงาน NAA ความเขม ขน 0.01 มลิ ลิกรมั ตอ ลิตร และสามารถชกั นาํ การเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อสวนราก สามารถพัฒนาเปนตนไดดี ใหเ กิดรากไดมากที่สดุ เมอ่ื เพาะเล้ียงยอดบนอาหารสตู ร MS ที่สุดเม่ือเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BA ความ ทเี่ ติม IBA ความเขม ขน 0.1 มิลลิกรัมตอ ลิตร เขมขน 2 มิลลิกรัมตอลิตร มีการนํา BA เพื่อใชในการ 3. ผลของ 2,4-D รวมกบั NAA ตอเพาะเลย้ี งชน้ิ สวนรากของ ขยายพันธุพืชสกุลกลอย (Dioscoreaceae) (de Souza et. เทายายมอ ม al., 2011; Chen et. al., 2003; and Yan et. al., 2011) สรปุ ผลการทดลอง เมื่อนําช้ินสวนรากของเทายายมอมขนาด 0.5 เซนติเมตร ที่งอกจากการเมล็ดมาเล้ียงบนอาหารแข็งสูตร การอนรุ กั ษพนั ธุกรรมเทายายมอมโดยวธิ ีการเพาะเล้ียง MS ที่เติม 2,4-D ความเขมขน 2 ระดับ คือ 0.5 และ 1 เมล็ดเพื่ออนุรักษพันธุกรรม เมล็ดมีรอยละการงอกสูงถึง มิลลิกรัมตอ ลิตร รวม และไมรว มกบั NAA ความเขมขน 0.5 86.67 การเติบสารควบคุมการเจริญเติบโตในอาหาร มิลลิกรัมตอลิตร (ตารางท่ี 3) เพาะเล้ียงเปนเวลา 60 วัน ที่ เพาะเลี้ยง คือ BA ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร ให อุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ใหแสง 10 ช่ัวโมงตอวัน จํานวนยอดเฉล่ียสูงสุด 11.2 ยอดตอเมล็ด และสามารถชัก พบวา การเพาะเล้ยี งชนิ้ สวนรากบนอาหารเพาะเล้ยี งทุกสูตร นําใหเมล็ดงอกและสรางหัว การเติม BA ความเขมขน 0.5 สามารถชักนาํ ใหเกิดแคลลสั ได (ภาพท่ี 4a -4j) อาหารท่เี ติม มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ NAA ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอ NAA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตรเพียงอยางเดียว ลิตร ใหยอดท่ีมีความยาวมากท่ีสุด 17.14 เซนติเมตร สวน พบวา แคลลัสสามารถพัฒนาเปนยอดไดเฉลี่ยสูงสุด คือ 2 อาหารท่เี ติม 2,4-D ความเขมขน 1 มิลลกิ รัมตอลติ ร รว มกบั ยอดตอช้ินสวนราก ยอดมีความยาวเฉล่ียสูงสุด คือ 2.26 NAA ความเขม ขน 0.5 มิลลิกรมั ตอลติ ร ชกั นาํ ใหชนิ้ สว นราก เซนติเมตร มีจํานวนรากเฉล่ยี มากที่สุด คือ 3.27 เซนติเมตร เกิดแคลลัสขนาดใหญที่สุดเฉลี่ย 1.91x1.40 เซนติเมตร (ภาพที่ 4c) ซึ่งสูงกวาอาหารที่เติม 2,4-D เพียงอยางเดียว และอาหารที่เติม NAA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร และอาหารท่ีเติม 2,4-D รวมกับ NAA เมื่อเปรียบเทียบ ชักนําแคลลัสใหเกิดยอด และเกิดราก ซึ่งในการอนุรักษ ความเขมขนของ 2,4-D ตอการชักนําใหเกิดแคลลัส พบวา พันธุกรรมพืชดวยวิธีการเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือเทายายมอม การใช 2,4-D ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร กระตุนให สามารถนาํ ไปประยกุ ตใชในการขยายพนั ธุพชื ทองถิ่นชนดิ อ่ืน ขนาดของแคลลัสใหญกวาการใช 2,4-D ความเขมขน 1 ตอไป มิลลิกรัมตอลิตร แตจํานวนยอด และความยาวของยอดจะ นอยกวา แตแคลลัสที่เกิดจากการใช 2,4-D ทั้ง 2 ความ เขมขน ไมสามารถสรางรากได สอดคลองกับรายงานของ กนิษฐิกา และพิมพใจ (2542) พบวาการเพาะเลี้ยงโคนกาน ใบบนอาหารสูตร MS ท่ีเติม 2,4-D ความเขมขน 0.05 มิลลิกรัมตอลติ ร สามารถเกิดยอดได สุพินญา และปาริฉัตร (2018) พบวา บรเิ วณพื้นทีใ่ บสามารถชักนําใหเกดิ ยอดไดมาก ที่สุด บนอาหารสูตร MS ที่เติม BA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรมั ตอลิตร รวมกับ 2,4-D ความเขมขน 0.05 มิลลกิ รมั ตอลิตร การใช 2,4-D ความเขมขน 1 มิลลิกรัมตอลิตร รวมกับ NAA ความเขมขน 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร สามารถ ชักนําใหชิ้นสวนรากสรางแคลลัสขนาดใหญที่สุดเฉลี่ย 1.91 x 1.40 เซนติเมตร (ภาพท่ี 4g) ซึ่งใหญกวาการใช 2,4-D เพียงอยางเดียว แตการใช 2,4-D ความเขมขน 0.5 และ 1 มลิ ลกิ รัมตอ ลติ ร รว มกับ NAA ความเขมขน 0.5 มลิ ลิกรมั ตอ ลิตร สามารถกระตุนใหแคลลสั สรางรากได แตการใช 2,4-D การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

384 ตารางท่ี 1 รอ ยละการงอกของเมลด็ เทา ยายมอมจากผลสนี ํ้าตาล เม่อื เพาะเล้ียงบนอาหารสูตร MS ท่เี ตมิ BA และ NAA ความ เขมขน ตางๆ เปนเวลา 75 วนั ทอี่ ุณหภมู ิ 25±2 องศาเซลเซียส ใหแสง 10 ช่วั โมงตอวัน สารควบคุมเจรญิ การเตบิ โต (มิลลิกรัมตอลติ ร) รอ ยละการงอก BA NAA 0 0 46.67abcd 0.5 0 40.00bcd 1 0 73.33ab 2 0 33.33bcd 0 0.5 46.67abcd 0 1 53.33abcd 0.5 0.5 46.67abcd 1 0.5 86.67a 2 0.5 20.00d 0.5 1 66.67abc 1 1 60.00abcd 2 1 26.67cd หมายเหต:ุ ตัวอักษรท่เี หมือนกันทอ่ี ยูในสดมภเดยี วกันแสดงถึงความแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถิติท่รี ะดบั 0.05 วเิ คราะหความแตกตา งโดยวิธี Duncan’s Test ภาพที่ 2 การงอกของเมลด็ เทายายมอ มเมอื่ เพาะเลยี้ งบนอาหารแข็งสตู ร MS ทเ่ี ตมิ BA ความเขม ขน ตา งๆ กัน เพาะเล้ียงเปน เวลา 75 วัน ท่ีอุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ใหแสง 10 ช่ัวโมงตอวัน (a) MS, (b) MS + BA 1 มิลลิกรัมตอลิตร, (c) MS + BA 2 มลิ ลิกรัมตอ ลิตร การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

385 ตารางท่ี 2 ผลของ BA และ NAA ตอการเกิดยอด ขนาดของหัว และความสูงของตนเทายายมอม เม่ือเพาะเล้ียงเมล็ดบน อาหารแข็งสตู ร MS ทเ่ี ติม เพาะเลย้ี งตอเน่อื งเปนเวลา 240 วัน ทีอ่ ณุ หภมู ิ 25±2 องศาเซลเซยี ส ใหแสง 10 ชว่ั โมง ตอวัน สารควบคุมเจรญิ การเติบโต จาํ นวนยอดตอ ความยาวของ ขนาดหัว หมายเหตุ (มลิ ลกิ รมั ตอลิตร) เมล็ด ยอด (เซนตเิ มตร) (เซนติเมตร) BA NAA 0 - 5.00fg 1.80g 0.44ef ไมเ กดิ แคลลสั 0.5 - 6.10f 5.80d 2.62b แคลลสั สเี ขยี ว 1 - 11.82c 11.20a 5.62a ไมเ กดิ แคลลสั 2 - 3.34hi 3.20ef 0.80de ตนผิดปกตไิ มแทงยอด - 0.5 10.94cd 7.20c 0.64ef รากเล็กยาว - 1 14.30b 7.80c 0.54ef เกดิ แคลลัส 0.5 0.5 4.38gh 4.00e 1.48cd รากยาว 1 0.5 9.36e 3.60e 1.82c รากฝอยจํานวนมาก 2 0.5 1.54j 2.80efg 0.20ef เกิดแคลลัส 0.5 1 17.14a 9.00b 0.00f เกิดรากฝอย แตไมส รา งหวั 1 1 10.08de 5.80d 0.66ef เกิดแคลลสั 2 1 2.36ij 2.20fg 0.94de เกิดแคลลัส หมายเหต:ุ ตวั อักษรท่ีเหมอื นกนั ที่อยูในสดมภเดียวกันแสดงถึงความแตกตา งอยางมีนยั สาํ คัญทางสถิติทรี่ ะดบั 0.05 วิเคราะหค วามแตกตางโดยวิธี Duncan’s Test ตารางท่ี 3 ขนาดของแคลลัส จํานวนยอด ความสูงยอด และจํานวนรากของเทายายมอมจากการเพาะเล้ียงช้ินสวนรากของ เทายายมอมบนอาหารแข็งสูตร MS ท่ีเติมสารควบคุมการเจริญเติบโต เพาะเลี้ยงเปนเวลา 60 วัน ท่ีอุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซยี ส ใหแสง 10 ช่ัวโมงตอ วนั ขนาดแคลลสั จาํ นวนยอด ความยาวยอด จํานวนราก สูตรอาหาร เฉลีย่ เฉลี่ย เฉลีย่ เฉล่ยี (เซนติเมตร) (ยอด/แคลลัส) (เซนติเมตร) (ราก/แคลลัส) MS 0.74 x 0.61d 2.00b 1.35c 2.17b MS + 0.5 mg/L NAA 1.05 x 0.89c 2.00b 2.26a 3.27a MS + 0.5 mg/L 2,4-D 1.63 x 1.23b 0.13e 0.75d 0.00e MS + 1 mg/L 2,4-D 0.84 x 0.69d 0.56d 1.88b 0.00e MS + 0.5 mg/L 2,4-D + 0.5 mg/L NAA 1.18 x 0.94c 0.90c 1.31c 2.70b MS + 1 mg/L 2,4-D + 0.5 mg/L NAA 1.91 x 1.40a 0.38d 0.28e 1.63c MS + 0.5 mg/L 2,4-D + 1 mg/L NAA 1.50 x 1.10b 0.67d 1.87b 1.33c MS + 1 mg/L 2,4-D + 1 mg/L NAA 1.10 x 0.74c 0.60d 1.35c 0.00e หมายเหต:ุ ตัวอักษรทเี่ หมอื นกันทอ่ี ยใู นสดมภเดยี วกันแสดงถึงความแตกตา งอยา งมีนัยสาํ คัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05 วิเคราะหความแตกตางโดยวิธี Duncan’s Test การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

386 ภาพที่ 3 การเจริญของตนเทายายมอมเม่ือเพาะเล้ียงเมล็ดบนอาหารแข็งสูตร MS ท่ีเติม BA และ NAA ความเขมขนตางๆ เพาะเลี้ยงเปนเวลา 240 วนั ทีอ่ ุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ใหแ สง 10 ชวั่ โมงตอ วนั (a) MS (g) MS + BA 0.5 มิลลกิ รมั ตอลติ ร + NAA 0.5 มลิ ลกิ รัมตอลิตร (b) MS + BA 0.5 มิลลิกรัมตอ ลิตร (h) MS + BA 0.5 มิลลกิ รัมตอลติ ร + NAA 1 มลิ ลิกรมั ตอ ลติ ร (c) MS + BA 1 มลิ ลิกรมั ตอลติ ร (i) MS + BA 1 มิลลิกรมั ตอ ลติ ร + NAA 0.5 มลิ ลกิ รัมตอลติ ร (d) MS + BA 2 มลิ ลิกรมั ตอ ลติ ร (j) MS + BA 1 มลิ ลกิ รัมตอลิตร + NAA 1 มลิ ลิกรมั ตอ ลติ ร (e) MS + NAA 0.5 มลิ ลกิ รมั ตอลติ ร (k) MS + BA 2 มลิ ลกิ รัมตอลติ ร + NAA 0.5 มลิ ลกิ รัมตอลติ ร (f) MS + NAA 1 มลิ ลกิ รมั ตอลติ ร (l) MS + BA 2 มิลลกิ รัมตอ ลติ ร + NAA 1 มิลลิกรมั ตอ ลติ ร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

387 ภาพที่ 4 การเกิดงอกของเมล็ด การเกิดแคลลัส ยอด และรากเม่ือเพาะเลย้ี งช้ินสวนรากจากเมลด็ เทายายมอมเพาะเลี้ยงบน อาหารแข็งสูตร MS ท่ีเติม 2,4-D และ NAA ความเขมขนตางเพาะเลี้ยง เปนเวลา 60 วัน ท่ีอุณหภูมิ 25±2 องศา เซลเซียส ใหแสง 10 ช่วั โมงตอวัน (a) การงอกของเมล็ดบนอาหารสตู ร MS (b) การเกดิ แคลลสั จากช้ินสวนรากเพาะเลย้ี งบนอาหารสูตร MS (c) MS + NAA 0.5 มิลลิกรัมตอ ลิตร (d) MS + 2,4-D 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร (e) MS + 2,4-D 1 มิลลิกรัมตอลติ ร (f) MS + 2,4-D 0.5 มลิ ลิกรมั ตอลติ ร + NAA 0.5 มลิ ลิกรัมตอลิตร (g) MS + 2,4-D 1 มลิ ลิกรมั ตอลิตร + NAA 0.5 มลิ ลกิ รมั ตอลติ ร (h) MS + 2,4-D 0.5 มลิ ลกิ รมั ตอ ลติ ร + NAA 1 มิลลกิ รมั ตอลิตร (i) MS + 2,4-D 1 มลิ ลกิ รมั ตอ ลติ ร + NAA 1 มิลลิกรัมตอ ลิตร คาํ ขอบคุณ โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ เอกสารอางองิ กนิษฐกิ า ตันตสิ ุนทร และพมิ พใจ อาภาวชั รตุ ม. 2542. ผล พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ผูวิจัย ของการเลี้ยงกา นใบของตน เทายายมอมตอ การพฒั นา ขอขอบคุณมา ณ ทนี่ ีด้ ว ย เปน ตน ใหม. วารสารเกษตร 15(2): 156–163. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

388 สภุ าภรณ ภัทรสุทธิ, นพรัตน หยีดจนั ทร, ดวงจนั ทร ภูเขียว chantrieri Andre. Kasetsartz J. (Nat. Sci.). 42: 7- ศกั ด์ิ และ ธรี ะ วงษเ จรญิ . 2543. ศกึ ษาการ 12. เจริญเตบิ โตและการใหผ ลผลติ ของ เทา ยายมอ ม. การ Chen, Y., J. Fan, F. Yi, Z. Luo and Y. Fu. (2003). ประชุมวชิ าการกองพฤกษศาสตรแ ละวชั พืช เรือ่ ง Rapid clonal propagation of Dioscorea ความกาวหนา งานวิจัย ดา นความหลากหลายทาง zingiberensis. Plant Cell Tissue Organ Cult. 73: ชวี ภาพ สมุนไพร และ วัชพชื : 14–16 มีนาคม 2543. 75-80. กรงุ เทพฯ. De Souza, A. V., B. W. Bertoni, S., S. C. Franca and A. M. S. Pereira. 2011. Micropropagation of สุนทรี สิงหบตุ รา. 2536. สรรพคณุ สมุนไพร 200 ชนดิ . Dioscorea multiflora grised. Cienc. Agrotec. 35: พิมพค ร้ังท่ี 1. โอเอสพร้ินติ้งเฮา ส. กรงุ เทพฯ. หนา 99. 92-98. Engelmann, F. 2011. Use of biotechnologies for the สุพนิ ญา บุญมานพ และ ปารฉิ ตั ร สงั ขส ะอาด. 2018. การ conservation of plant biodiversity. in vitro Cell. ขยายพันธเุ ทายายมอ มเพื่อการอนรุ ักษ. การประชุม Dev. Biol. Plant. 47: 5-16. วิชาการการบรหิ ารจดั การความหลากหลายทางชวี ภาพ Makhtar, N. S. M., M. F. M. Rais, M. N. M. Rodhi, N. แหงชาติ ครัง้ ที่ 5 (2018): 82 – 90. Bujang, M. Musa and K. H. K. Hamid. 2013. Tacca leontopetaloides starch: New sources สาโรจน ประเสรญิ ศริ วิ ัฒน และมาโนชญ กูลพฤกษ.ี 2545. starch for biodegradable plastics. Int. Tribol. พฒั นาการของเนอื้ เยอ่ื และแคลลสั เทา ยายมอมบน Conf. Malays. 68: 385-391. อาหารสงั เคราะห. รายงานการ ประชมุ สัมมนาทาง Murashige, T. and F. Skoog. 1962. A revised วชิ าการ สถาบันเทคโนโลยรี าชมงคล ครงั้ ท่ี 19 เลม 2 medium for rapid growth and bioassays with กลุมเกษตรศาสตร: 22–27 มกราคม 2545. ปทุมธาน.ี tobacco tissue cultures. Physiol. Plant. 15: 473- 497. Borokini, T. I., E. F. Lawyer and A. E. Ayodele. 2011. Spennemann, D. H. R. 1994. Traditional arrowroot In vitro propagation of Tacca leontopetaloides production and utilization in the Marshall (L.) Kuntze in Nigeria. Egypt. J. Biol. 13: 51-56. Islands. J. Ethnobiol. 14: 211-234. Ubwa, S. T., B. A. Anhwange and J. T. Chia. 2011. Caddick RL, Wilkin P, Rudall PJ, Hedderson AJ & Chemical analysis of Tacca leontopetaloides Chase MW (2002) Yams reclassified: A peels. Am. J. Food Technol. 6: 932- 938. recircumscription of Dioscoreaceae and Yan, H., L. Yang and Y. Li. 2011. Axillary shoot Dioscoreales. Taxon 51: 103–114. proliferation and tuberization of Dioscorea fordii Prain et Burk. Plant Cell Tissue Organ Cepkova, PH., Vitamvas, J., Viehmannova, I., Cult. 104: 193-198. Kisilova, J., Cusimamani, E.F., and Milella, L. 2015. Simplified in vitro propagation protocol for Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze. and assessment of genetic uniformity of regenerated plantlets. Emirates Journal of Food and Agriculture. 27(10): 736-743. Charoensub, R., D. Thiantong and S. Phansiri. 2008. Micropropagation of bat flower plant, Tacca การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

389 RAPD SCREENING FOR SEX IDENTIFICATION OF PALMYRA PALM IN PHETCHABURI PROVINCE Pimporn Wanawongsa, Prangtip Thuankhonrak, Chadaporn Aodton, Wuttichai Ritti, Sumitanun Janthaburi, Yanapat Promprasit, Krairerk Taweechue, Boonsanong Chuykeaw and Pradipunt Thongtam na Ayudhaya* Biology Program, Faculty of Science and Technology, Phetchaburi Rajabhat University, Mueang, Phetchaburi, 76000 บทคดั ยอ ในพืชหลายๆ ชนดิ เพศของพชื มีผลตอ คณุ คาทางเศรษฐกจิ ไมว าจะเปน การเพาะปลกู และชว งเวลาที่เหมาะสมในการเกบ็ เก่ียว วธิ ีการเชงิ โมเลกลุ จึงถกู นําเขามาใชใ นการตรวจสอบเพศของพชื ใบเลย้ี งเดี่ยว ซง่ึ วัตถุประสงคในการศึกษานเี้ พื่อทําการระบุเพศ ของตาลโตนด (Borassus flabellifer L.) ในจังหวัดเพชรบุรี โดยใชตัวอยางพืช 3 สายพันธุ ไดแก ตาลหมอ ตาลไข และตาล ลูกผสม สายพันธุละ 3 ตัวอยาง ที่เก็บจากสวนตาลในอําเภอบานลาด ดีเอ็นเอที่สกัดจากใบตาลทั้ง 3 สายพันธุ ไดถูกนํามา รวมกันโดยแยกเพศระหวางเพศผแู ละเพศเมยี เพื่อนํามาทําปฏิกริ ิยาลูกโซโพลเี มอเรส (พีซีอาร) โดยใชไพรเมอรชนิดอารเ อพดี ี จาํ นวน 100 เสน ผลจากการทําพซี ีอารพ บวา ไพรเมอร OPD-04 ทาํ ใหเ กดิ แถบดเี อ็นเอที่แตกตา งกันในตวั อยา งตาลทั้ง 2 เพศ จากผลการทดลองนีส้ ามารถนาํ ไปใชป ระโยชนใ นการลดเวลาและลดการสน้ิ เปลืองทรพั ยากรในการปลกู ตาลตอไป Abstract In many plants, gender impacts economic value, breeding schemes and opportunities for commercial harvest. Molecular methodology has been used to determine the sexuality of monoecious plants. The goal of this study is to identify sex of Palmyra palm (Borassus flabellifer L.) in Phetchaburi province. Three cultivars of B. flabellifer (Tanmor, TanKhai and Hybrid) were collected from Ban lad district. DNA was extracted from young leaves of male and female and the sex-pooled DNA samples were prepared by mixing equal amounts of the DNA of 9 male individuals and 9 female individuals. Random Amplified Polymorphic DNA (RAPD) was performed via Polymerase Chain Reaction (PCR) with 100 RAPD primers. The results show that only primer OPD-04 primer was expressed 1 kilobase of polymorphic band which is specific in males. Thus, primer OPD-04 can use to specify sex of Palmyra palm, before the onset of reproductive maturity thereby saving time and economic resources when cultivating these specimens. คาํ สําคญั : อารเอพดี ี ตาล การระบุเพศในพืช Keywords: RAPD, Palmyra palm, Sex identification ติดตอนกั วิจัย: ประดพิ ันธ ทองแถม ณ อยุธยา (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Pradipunt Thongtam na Ayudhaya (E-mail: [email protected]) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

390 Introduction Ban Lad district. Samples were collected and Palmyra palm (Borassus flabellifer L.), a placed in zip lock bag and transported to the laboratory in an icebox where they were kept at 4°C versatile tree with great benefit belonging to prior to DNA extraction. Total genomic DNA was Arecaceae which is believed to be a native of isolated by CTAB method, thereby 2 g of young leaf tropical Africa, although it grows extensively in the was ground in liquid nitrogen and transferred to 500 different parts of Indo-Pacific region (David and µl extraction buffer containing 1% cethyl trimethyl Johnson, 1987). Palmyra palm is a dioecious ammonium bromide (CTAB), 0.7 M NaCl, 10 mM monocot plant its single trunk with 1-3 m spanning ethylenediamine tetraacetic acid (EDTA) and 50 mM leaves (Morton, 1988). There are three of important Tris-HCl pH 8.0. The mixture was incubated at 65°C economic species B. aethiopum Mart, appearing in for 1 h, and cooled and extracted twice with an Africa, B. flabellifer L, found in coastal areas of equal volume of and 25 : 24 : 1 Phenol : chloroform Southeast Asia along to India, and B. : isoamyl alcohol mixture. The supernatant was sundaicus Becc. occurring in Indonesia (Davis and transferred to a new tube and DNA was gently Johnson, 1987). Palmyra palms provide the precipitated with equal volume of ice-cold significant value to folks in some of these isopropanol. The DNA-containing tube was geographical areas such as the flower sap has been centrifuged at 3,000 rpm for 1 min, the isopropanol used for palm sugar production and the fruit is was removed and the DNA pellet was rinsed twice either broadly consumed or processing for with cold 70% ethanol. The DNA pellet was air dried hundreds of years (Hazarika et al., 2016). Nowadays, for 10 min and then suspended in 200 µl TE buffer B. flabellifer is currently in hasty decrease since it (pH 8.0) and stored at 4°C overnight to dissolve it required 12-20 years to reach maturity and produce completely. RNAse A (0.05 µg/ml) was added to 100 the first inflorescence (Davis and Johnson, 1987) µl of crude DNA and incubated at 37°C for 1 h. The which mean the sex determination still unknown solution was extracted with equal volume of until the expression of ripeness (George et al., chloroform : isoamyl alcohol (24 : 1) and 2007). centrifuged at 12,000 rpm for 15 min. The supernatant was transferred to a fresh tube to Molecular markers can be utilized to identify which 2.5 volume of icecold ethanol and 0.1 and select traits based on linked DNA markers. This volume of 3 M sodium acetate (pH 5.2) were added. is principally important in palmyra palm, which The contents were mixed by inverting and consumes a long juvenile period. Random amplified incubated at –20°C for 1 h. DNA was precipitated by polymorphic DNA (RAPD) markers have been used centrifuging at 12,000 rpm for 30 min at 4°C and for determining sex in various dioecious plants such washed with cold 70% ethanol twice. The pellet as pistachio (Hormaza et al., 1994), Cannabis was air-dried and dissolved in 200 µl of TE buffer (Sakamoto et al., 1995; Mandolino et al., 1999), red (pH 8.0) and stored at 4 °C. campion (Di Stilio et al., 1998), asparagus (Jiang and Sink 1997), papaya (Urasaki et al., 2002) and sea RAPD reactions were performed with 100 buckthorn (Zhou et al., 2018). In this investigation, random decamer oligonucleotide primers of the we report a RAPD marker specific to male plants series OPA 1-20, OPB1-20, OPC1-20, OPD1-20 and from 100 of RAPD primers which able to develop OPE1-20 (Operon, USA). The sex-pooled DNA into a SCAR (sequence characterized amplified samples were prepared by mixing equal amounts of region) marker in further study. the DNA of 9 male individuals and 9 female Materials and Methods individuals. The amplification reaction was carried out in 25 µl total volume containing 1x PCR buffer, The material for this study comprised of 9 male 1.5 mM MgCl2, 2 mM dNTPs, 2.5 U Taq DNA and 9 female young leaf samples collected from การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

391 polymerase (all reagents from Biotechrabbit GmbH., gel loading dye (6X dye: 0.25% bromophenol blue, Germany), 10mM primer and 25 ng template DNA. 0.25% xylene cyanol FF, 30% glycerol in water). The The amplification was programmed at 94°C for 5 PCR products were determined by electrophoresis min as an initial denaturation cycle, followed by 30 in a 1.5% agarose gel in 1X TBE buffer at 95 volts. cycles comprised of denaturation step at 94°C for 1 PCR products were strained with ethidium bromide min, an annealing step at 36°C for 1min, then an (0.5µg/ml) and visualized on UV light and extension step at 72°C for 1min, the primer photographed using a gel documentation system extension step was extended to 7 min at 72°C in (Syngene UK). the final cycle. PCR products were mixed with 5 µl bp 1,500 1,000 500 Figure 1 RAPD polymorphism of B. flabellifer. 1–10 represent female (F) and male (M) bands from primer OPD-1 to OPD-10, respectively. The DNA band indicated by a white box represents the unique female sex-linked band. Results and Discussion six female specific and two male specific RAPD To obtain a marker linked to a gene or genomic markers in Actinida deliciosa. Generation of sex- specific bands has not been restricted to RAPD region through RAPD analysis depends on a large primers, as male-specific bands were generated extent of prospect, since random sequences are using AFLP primers in Ficus fulva and Rumex nivalis used as PCR primers. From 100 of RAPD primers (Parrish et al. 2004; Stehlik and Blattner, 2004). The screened, only one (OPD-04, 5'-TCTGGTGAGG-3') sex identification report of closely related species displayed 1 kb male specific polymorphic band of B. flabellifer from Dhawan et al. (2013) in date between male and female sex pools of B. flabellifer palm, only OPA-02 was generated 1 kb of male (fig. 1). The male bulk was prepared by mixing 9 specific band. male samples each from Khai, Mor and hybrid and the female bulk was also prepared. The information The results of the present work would be contains many reports focusing of the use of helpful to ascertain the sexuality of B. flabellifer at molecular markers such as RAPD, RFLP, AFLP, SSR, the early seedling stage as well as in formulating SCAR for gender identification in higher plants. future breeding strategies. The approach adopted Hormaza et al. (1994) reported a 945 bp band during this investigation could be applied to other unique to females of Pistachio vera, on Borassus species. Further studies are proceeding to amplification with OPA-08. In Piper longum, two develop SCAR (Sequence Characterized Amplified RAPD bands of 905 and 757 bp generated by OPA- Regions) markers using more species of B. flabellifer 10 and OPC-12, respectively were male-specific from various geographical regions as well as a wide (Banerjee et al. 1999). Shirkot et al. (2002) reported range of Borassus species. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

392 Acknowledgements Mandolino, G, A. Carboni, S. Forapani, V. Faeti and Financial support was provided by the National P. Ranalli. 1999. Identification of DNA markers linked to the male sex in dioecious hemp Research Council of Thailand (NRCT) and Mr. (Cannabis sativa L.) Theor. Appl. Genet. 98: Umnart Bhu-ngern are thanked for identifying and 86-92. providing plant material. References Morton, J.F. 1988. Notes on distribution, Ambastha, K., S. A. Hussain and R. Badola. 2007. propagation and products of Borassus palms (Arecaceae). Econ. Bot. 2: 420-421. Resource dependence and attitudes of local people toward conservation of Kabartal Parrish T.L., H.P. Koelewijn and P.J. van Dijk. 2004. wetland: A case study from the Indo-Gangetic Identification of a male-specific AFLP marker in plains. Wetl. Ecol. And Manag. 15: 287-302. a functionally dioecious fig, Ficus fulva Reinw. Banerjee, N.S., P. Manoj and M.R. Das. 1999. Male ex Bl. (Moraceae). Sex Plant Reprod. 17: 17– sex associate RAPD markers in Piper longum L. 22. Curr. Sci. 77: 693-695. Davis, T.A. and D.V. Johnson. 1987. Current Sakamoto K., K. Shimomura, Y. Komeda, H. utilization and further development of the Kamada and S. Satoh. 1995. A male-associated Palmyra Palm (Borassus flabellifer L., DNA sequence in a dioecious plant, Cannabis Arecaceae) in Tamilnadu state. India Econ. sativa L. Plant Cell Physiol. 36: 1549-1554. Bot. 41: 247-266. Dhawan, C., P. Kharb, R. Sharma, S. Uppal and R. K. Shirkot P., D.R. Sharma and T. Mohapatra. 2002. Aggarwal. 2013. Development of male-specific Molecular identification of sex in Actinidia SCAR marker in date palm (Phoenix dactylifera deliciosa var deliciosa by RAPD markers. Sci. L.). Tree Genetics & Genomes. 9: 1143-1150. Hort. 94: 33-39. Di Stilio, V.S., R.V. Kesseli and D.L. Mulcahy. 1998. A pseudoautosomal random amplified Stehlik I. and F.R. Blattner. 2004. Sex-specific SCAR polymorphic DNA marker for the sex markers in the dioecious plant Rumex nivalis chromosomes of Silene dioca. Genetics 149: (Polygonacae) and implications for the 2057-2062. evolution of sex chromosomes. Theor. Appl. Hazarika, T., S. Marak, D. Mandal, K. Upadhaya, B. Genet. 108: 238-242. Nautiyal and A. Shukla. 2016. Underutilized and unexploited fruits of Indo-Burma hot spot, Urasaki, N., M. Tokumoto, K. Tarora, Y. Ban, T. Meghalaya, north-east India: ethno-medical Kayano, H. Oku, I. Chinen and R. Terauchi. evaluation, socio-economic importance and 2002. A male and hermaphrodite specific conservation strategies. Genet. Resour. Crop. RAPD marker for papaya (Carica papaya L.) Evol. 63: 289-304. Theor. Appl. Genet. 104: 281-285. Hormaza, J.I., L. Dollo and V.S. Polito. 1994. Identification of a RAPD marker linked to sex Zhou, W., Y. Wang, G. Zhang, G. Luan, S. Chen, J. determination in Pistacia vera using bulked Meng, H. Wang, N. Hu and Y. Suo. 2018. segregant analysis. Theor. Appl. Genet. 89: 9- Molecular Sex Identification in 13. Dioecious Hippophae rhamnoides L. via RAPD Jiang, C. and K.C. Sink. 1997. RAPD and SCAR and SCAR Markers. Molecules 23: 1048. markers linked to the sex expression locus M in asparagus. Euphytica 94: 329-333. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

393 ความหลากหลายและความสัมพันธทางพันธกุ รรมของเชื้อไรโซเบยี มที่เขา สรางปมกบั พืชตระกูลถ่ัว ในพ้ืนทป่ี าปกปกพันธกุ รรมพืช ศนู ยหนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา DIVERSITY AND GENETIC RELATIONSHIP OF LEGUME ROOT NODULE RHIZOBIA AT RSPG–NONGRAWIANG CONSERVE FOREST, NAKHON RATCHASIMA PROVINCE, THAILAND จันทรเ พญ็ ประกาํ แหง1*, สชุ นมา สุขรักษาวงศ1, Luis Ernesto Garcia Garcia2 Janpen Prakamhang1*, Suchonma Sookruksawong1, Luis Ernesto Garcia Garcia2 1คณะวิทยาศาสตรแ ละศลิ ปศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน อาํ เภอเมอื ง จังหวดั นครราชสมี า 30000 2ศนู ยอ นุรกั ษและพัฒนาทรพั ยากรภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนกลาง ภายใต โครงการอนุรักษพ ันธกุ รรมพชื อันเนอื่ งมาจากพระราชดํารสิ มเด็จ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี อาํ เภอเมือง จงั หวดั นครราชสีมา 30000 1Faculty of Science and Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Isan, Maung District, Nakhon Ratchasima Province, 30000, Thailand 2Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, Nongrawiang Center, Maung District, Nakhon Ratchasima Province, 30000, Thailand บทคดั ยอ งานวิจยั นม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเพ่ือศึกษาความหลากหลายและความสมั พันธท างพันธกุ รรมของไรโซเบียมท่เี ขาสรา งปมกบั พืชตระกูล ถ่วั ในพืน้ ท่ีศนู ยอ นรุ กั ษและพฒั นาทรพั ยากรภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนกลาง ศูนยหนองระเวยี ง จ.นครราชสมี า โดยสํารวจ 6 แปลง ตามลักษณะปา 2 ประเภทคือปาเต็งรังและปาเบญจพรรณ พบพืชตระกูลถั่ว 18 สปช่ีส โดยพบตนพันชาด (Erythrophleum succirubrum Gagnep.) และตนหนามหัน (Acacia comosa Gagnep.) มากที่สุด เม่ือนําดินบริเวณรอบ รากพชื ตระกูลถวั่ แตล ะชนิดมาทดสอบการเขาสรา งปมในพชื ดชั นี (ถั่วซริ าโตร, Macroptilium atropurpureum (DC.) Urb.) แลว แยกไรโซเบยี มจากปมและตรวจสอบลายพิมพดเี อน็ เอดว ยเทคนคิ BOX PCR พบวาสามารถแยกไรโซเบยี มได 28 ไอโซเลต แตมีลายพิมพดีเอ็นเอแตกตางกันจํานวน 18 ไอโซเลต แสดงใหเห็นถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมของไรโซเบียม เม่ือ วิเคราะหลําดับเบสของยีน 16S rRNA พบวามีความคลายคลึงกับแบคทีเรียในจีนัส Bradyrhizobium, Rhizobium และ Mesorhizobium เม่ือวิเคราะหแผนภูมิวิวัฒนาการของยีน 16S rRNA พบวาแตละไอโซเลตมีการกระจาย ไมข้ึนอยูกับพืช ตระกูลถั่วที่แยกหรือลักษณะปา จากผลการทดลองสรุปไดวาไรโซเบียมที่พบในปาหนองระเวียงมคี วามจําเพาะกับพืชเจาบา น ตํ่า สรางปมกบั พชื ตระกลู ถัว่ อืน่ ได สามารถนาํ ไปประยุกตเ ปนหัวเช้อื ปยุ ชีวภาพสําหรับการฟนฟปู า หรือเพิ่มความอดุ มสมบูรณ ของดนิ เพอื่ ใชใ นการเกษตรได Abstract The aim of this study is to determine the diversity and genetic relationship of legume root nodule rhizobia in various forest ecosystems at RSPG-Nongrawiang Center, Nakhon Ratchasima province, Thailand. The survey was performed in 6 sampling sites of 2 different forest types, deciduous dipterocarp forest and mixed deciduous forest in those of conserved forests. Total of 18 species of leguminous plants have been found and identified. Erythrophleum succirubrum Gagnep. and Acacia comosa Gagnep. were the most abundant legume in both forest types. The rhizosphere soil from each legume plants were used for nodulation test with index plant, Siratro (Macroptilium atropurpureum (DC.) Urb.). Then, Rhizobia were isolated from root nodules, and the DNA fingerprint of each rhizobial isolate was determined using BOX-PCR based. Among examined 28 isolates there were distinguished 18 different DNA fingerprinting pattern, which showed a high genetic diversity among the rhizobia studied. The 16S rRNA gene was partially sequenced presented similarity with sequences of diverse genera such as Bradyrhizobium, Rhizobium and Mesorhizobium. Phylogenetic tree analysis of 16S rRNA revealed that rhizobial isolate was neither dependent on the host of isolation nor forest type. The results demonstrate that there are native rhizobia in the soils of at RSPG- Nongrawiang center forest that have low host specificity and able to induce nodulation in several host การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

394 legume species. Thus, these rhizobia can be further developed as biofertilizer for reforestation or increase soil fertility for agriculture application. คําสําคญั : ไรโซเบยี ม พชื ตระกูลถวั่ ความหลากหลาย ปา Keywords: Rhizobia, Leguminous Plants, Diversity, Forest *ติดตอนักวิจัย: จนั ทรเ พญ็ ประกําแหง (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Janpen Prakamhang (E-mail: [email protected]) บทนํา แหลงขอมลู พื้นฐานเพอื่ นําไปใชประโยชนในการอนุรกั ษและ พืชตระกูลถ่ัว (วงศ Leguminosae) มีประมาณ 550 นาํ ไปใชประโยชนตอ ไป สกุล 18,000 สปชีส พบกระจายไปทั่วโลก เปนพืชท่ีให ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาความ ประโยชนหลากหลาย เปนพืชอาหาร พืชพลังงานทดแทน หลากหลายของพืชตระกลู ถ่ัวและไรโซเบยี มทเ่ี ขา สรา งปมกับ และใชในการปรบั ปรงุ บํารงุ ดนิ พืชตระกูลถ่ัวมีความสัมพันธ พชื ตระกลู ถั่วน้ันๆ ในพนื้ ทศ่ี นู ยอ นุรักษและพัฒนาทรัพยากร ใกลชิดกับไรโซเบียม (Rhizobium) ซึ่งเปนแบคทีเรียแกรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ศูนยหนองระเวียง จ. ลบท่ีพบในดินรวมท้ังภายในปมรากพืชตระกูลถ่ัว โดยมี นครราชสมี า ความสัมพันธแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน (Symbiosis) โดย อปุ กรณแ ละวธิ ีการทดลอง เมื่อไรโซเบียมเขาสรางปมกับพืชตระกูลถ่ัวที่จําเพาะเจาะจง 1. การกําหนดพ้ืนท่ีสํารวจ โดยสํารวจในพ้ืนท่ีปาปกปก และพัฒนาตัวเองใหอยูในรูปของแบคทรี อยด (Bacteroid) มี พันธุกรรมพืช ศูนยอนุรักษและพัฒนาทรัพยากรภาค ความสามารถในการตรึงไนโตรเจนโดยชีววิธี เปลี่ยนกาซ ตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง ศนู ยหนองระเวยี ง จาํ นวน 6 ไนโตรเจนไปเปน สารประกอบอิทรยี ไนโตรเจน ทพี่ ชื สามารถ แปลงทสี่ มุ ตวั อยาง ขนาด 25 ตารางเมตร (5 x 5 เมตร) โดย นําไปใชไดโดยตรง เชื้อไรโซเบียมเองก็ไดแหลงอาหารตางๆ แปลงที่ 1-3 เปนตัวแทนของปาเตง็ รัง สวนแปลงที่ 4-6 เปน จากพืช (Sprent, J.I., 1994) ไรโซเบียมจึงถูกนํามาใชในการ ตัวแทนของปา เบญจพรรณ สาํ รวจแปลงละ 2 ครง้ั ผลิตปุยชีวภาพ (biofertilizer) โดยนําไปคลุกกับพืชตระกูล 2. การสํารวจความหลากหลายของพืชตระกูลถั่ว โดยเก็บ ถั่วกอนปลูก สามารถชวยอนุรักษธาตุอาหารในดินและเพ่ิม ขอมูลโดยทําการบันทึกภาพของลักษณะตน ใบ ฝก เมล็ด ความอุดมสมบูรณใหกับดิน ชวยใหเกษตรกรลดการใช และบันทึกช่ือทองถ่ินของพืชน้ัน และเปรียบเทียบกับ ปยุ เคมีไนโตรเจน สารเคมี และตนทุนในการผลติ ได ฐานขอมูลพืชตระกูลถั่ว จากน้ันคํานวณหาคาความ หลากหลายของชนิดพันธุ (species diversity) โดยคํานวณ อยางไรก็ตาม เน่ืองจากไรโซเบียมมีอยูหลายสายพันธุ จากจาํ นวนชนิดพันธทุ ่พี บตอพน้ื ทีท่ ีส่ าํ รวจ แตละสายพนั ธจุ ะเขา สรา งปมและตรงึ ไนโตรเจนไดก บั ถัว่ บาง 3. ทดสอบการเขาสรางปมกับพืชดัชนี (ถ่ัวชิราโตร, Macro- พันธุเทาน้ัน อีกท้ังประสิทธิภาพของแบคทีเรียชนิดเดียวกัน ptilium atropurpureum) กําจัดเช้ือปนเปอนที่ผิวเมล็ดถั่ว จะตางกันไปตามสภาพสิ่งแวดลอมของดิน (Manassila et. ซิราโตรโดยแชเมลด็ ในกรดซลั ฟว รกิ เขมขน 10 นาที ลางดว ย al. 2007) อกี ทงั้ ยงั ขาดขอมูลในสวนของพนื้ ทีท่ ไี่ มถ ูกรบกวน น้ํากล่ันฆาเช้ือ 5 รอบ แลวแชเมล็ดในน้ํากล่ันปลอดเชื้อ 1 โดยเฉพาะพ้ืนท่ีปา สําหรับพ้ืนที่ปาปกปกพันธุกรรมพืช คืน จากน้ันนําเมล็ดไปเพาะลงบนจานเพาะปลอดเชื้อ เมื่อ อพ.สธ.มีความหลากหลายทางชีวภาพสงู (สุรศกั ด์ิ และคณะ, เมล็ดงอก จึงนําไปปลูกในกระถางท่ีมีดินท่ีไดมาจากบริเวณ 2554) จึงนาจะเปนแหลงสําคัญของจุลินทรียทองถิ่น รอบรากของพืชตระกูลถั่ว รดตนพืชดวยสารละลายธาตุ โดยเฉพาะจุลินทรียกลุมไรโซเบียม การเก็บรักษาและ อาหารพืชที่ไมมีไนโตรเจน (Somasegaran P. and Hoben รวบรวมจุลินทรียต รึงไนโตรเจนในดนิ รวมท้ังขอมูลในระดับ H.J., 1994) สัณฐานวิทยา อณูชีววิทยา และคุณสมบัติของจุลินทรีย จึงมี 4. การแยกเช้ือไรโซเบียมจากปม เม่ือถั่วซิราโตรอายุครบ 1 ความจําเปนอยางย่ิงเพราะสามารถนําไปใชเปนขอมูล เดือน แยกปมจากราก แลวนําปมถ่ัวมาลางในน้ํา และแชใน พ้ืนฐานในการจัดจําแนกและคัดเลือก รวมทั้งเก็บรวบรวม 95% Ethanol นาน 10 วินาที จากนั้นลางในสารละลาย สายพันธุไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมกับ 3% NaClO นาน 5 นาทีแลวลางดวยนํ้ากล่ันฆาเช้ือ 5 ครั้ง พันธุพืชตระกูลถ่ัว และมีประสิทธิภาพสูงในการตรึง แลวบดปมใน microcentrifuge tube ใหปมแตก จนมีนํ้าสี ไนโตรเจนท่ีมีศักยภาพเหมาะสมท่ีจะนําไปผลิตเปนปุย ชมพูของ leghaemoglobin ออกมา แลวเขี่ยเชื้อบนอาหาร ชีวภาพ ท้ังยังมีประโยชนตอการศึกษาวิจัยตอยอดเพื่อเปน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

395 YMA ที่ผสม Congo red บมเชื้อที่ 30oC เปนเวลา 7 วัน แปลงสํารวจ พืชตระกูลถั่วท่ีพบมีทั้งไมยืนตน และไมเล้ือย บันทึกลักษณะโคโลนี สวนวงศยอยที่พบมากท่ีสุด คือ วงศ Mimosoideae รองมา 5. การตรวจสอบลายพิมพดีเอ็นเอ (DNA fingerprint) โดย คือ Caesalpinioideae และ Papilionoideae ตามลําดับ เล้ียงไรโซเบียมแตละไอโซเลตในอาหารเหลว YM แลวสกัด ความหลากหลายของชนิดพันธุพืชตระกูลถั่วในแตละแปลง genomic DNA ดวยวิธีมาตรฐาน (phenol/ chloroform มีคาความหลากหลายของชนิดพันธุตอพื้นที่ (25 ตาราง extraction) จากน้ันตรวจสอบลายพิมพดีเอ็นเอ โดยเทคนิค เมตร) เทากับ 0.24, 0.32, 0.28, 0.24, 0.24 และ 0.36 ใน BOX-PCR ดว ยไพรเมอร BOX A1R (5'-CTACGGCAAGGCG แปลงที่ 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 ตามลาํ ดับ แสดงใหเหน็ มคี วาม ACGCTGACG-3') 10 pmol, dNTP 2.5 มิลลิโมลาร MgCl2 หลากหลายของพืชตระกูลถั่วในระดับหนึ่ง โดยชนิดของพืช 25 มิลลิโมลาร Taq DNA Polymerase 0.5 U และบฟั เฟอร ตระกูลถ่ัวท่ีพบแตกตางกันไปตามแตล ะเสนทางท่ีสาํ รวจ ซ่ึง 1X ซึ่งสภาวะท่ีใชในการทํา PCR ดังนี้ Denaturation ที่ มีทง้ั ปาเต็งรงั และปาเบญจพรรณ อยา งไรกต็ ามพชื ตระกลู ถั่ว 95oC 5 นาท,ี Annealing ที่ 56 oC 8 นาที และ Extension หลายชนิดอาจยังสํารวจไดไมครบถวน เนื่องจากเปนการ ท่ี 65 oC 16 นาที จํานวน 35 รอบ แลวนําผลผลิต PCR ไป สํารวจเพียงชวงฤดูเดียว อาจไมพบพืชตระกูลถั่วประเภทไม ทํา gel electrophoresis จากนั้นหาความสัมพันธโดยการ เลื้อย หรือพืชลมลุกได การสํารวจในหลายๆ ฤดูอาจทําให สรา ง Dendrogram ดวยโปรแกรม UVIbandmap (Uvitec, เหน็ ถึงความสัมพนั ธร ะหวางชนดิ ของพืชตระกลู ถ่ัว และชนิด Cambridge, UK) เพ่ือตัดไรโซเบียมท่ีมีลายพิมพดีเอ็นเอซํ้า ของไรโซเบียมไดมากข้ึน ทั้งน้ีการศึกษาความหลากหลาย กัน ของพชื ตระกูลถวั่ ปาหรอื ถว่ั พื้นเมืองท่เี ปนถัว่ ขนาดเลก็ ยงั ไม 6. การวิเคราะหลําดับนิวคลีโอไทดเพ่ือระบุสายพันธุของไร มีขอมูลมากนัก เนื่องจากการวิจัยท่ีผานมาสวนใหญ จะเปน โซเบียม นําดีเอ็นของไอโซเลตที่ไมซํ้ากันท่ีไดไปเพ่ิมปริมาณ การศกึ ษาพชื ตระกลู ถัว่ ไมย ืนตน เชน การศกึ ษาของพงษศักด์ิ ยีน16S rRNA ดวยวิธี PCR โดยใชไพรเมอร fD1 (5’ AGA (2542) ไดทําการสํารวจพืชตระกูลถ่ัวไมยืนตนในปาเต็งรัง GTT TGATCC TGG CTC AG 3’) และ rP2 (5’ ACG GCT บริเวณปาสะแกราช โดยพบวามีพันธุไมยืนตนตระกูลถั่ว 8 ACC TTG TTA CGA CTT 3 ’ ) ( Macrogen, Korea) แ ล ว ชนิด คือ ตั้งข้ีมอด เสี้ยวปา เก็ดดํา ประดู มะคาแต แดง ตรวจสอบผลผลิตดวย Agarose gel Electrophoresis ชงโคดาํ และกระพี้เขาควาย จากน้ันทําใหบริสุทธ์ิดวยชุด GeneJET Gel Extraction Kit 2. ความหลากหลายของเชื้อไรโซเบียมที่เขาสรางปมกับพืช (Thermo Scientific, USA) ตามวิธีที่ระบุไวในคูมือ จากน้ัน ตระกลู ถว่ั เมื่อทดสอบการสรา งปมของไรโซเบียมกับถ่ัวซิรา- นําชิ้นสวนดีเอ็นเอวิเคราะหลําดับนิวคลโี อไทด (Macrogen, โตร พบวามีการสรา งปมจากดินบรเิ วณรอบรากพืช 12 ชนิด Korea) และนําลําดับท่ีไดมาเปรียบเทียบกับฐานขอมูลดวย ไดไรโซเบียมท้ังหมด 28 ไอโซเลต ดังตารางที่ 1 เมื่อนําไร โปรแกรม BLAST (http://blast.ncbi.nlm.nih.gov/Blast โซเบียมท้ังหมด 28 ไอโซเลตมาสรางลายพิมพดีเอ็นเอดวย .cgi) เทคนิค BOX-PCR (ภาพที่ 1) และเมื่อวิเคราะหลายพิมพดี 7. วิเคราะหความสัมพันธทางพันธุกรรม นําลําดับนิวคลีโอ เอ็นเอดวย Dendrogram พบวามีลายพิมพดีเอ็นเอแตกตา ง ไ ท ด ข อ ง แ ต ล ะ ไ อ โ ซ เ ล ต ม า เ ป รี ย บ เ ที ย บ ก า ร จั ด เ รี ย ง กันจํานวน 18 ไอโซเลต แสดงใหเห็นถึงความหลากหลาย (multiple alignment) ดวยโปรแกรม MUSCLE (http:// ทางพันธุกรรมของไรโซเบียม wwwebi.ac.uk/Tools/msa/muscle) และวิเคราะหหา 3. สายพันธุและความสัมพันธทางพันธุกรรมของไรโซเบียม ความสัมพันธุเชิงวิวัฒนาการดวยวิธี neighbor-joining โดย เมื่อเปรียบเทียบลําดับนิวคลีโอไทดของยีน 16S rRNA กับ โ ป ร แ ก ร ม MEGA-X (http://www.megasoftware.net) ฐานขอมูลพบวา ไรโซเบียมที่แยกไดมีความคลายคลึงกับ โดยทําซํา้ 1,000 ครั้ง (boot strap) แบคทีเรียในจีนัส Bradyrhizobium Rhizobium, Meso- ผลและวจิ ารณผ ลการทดลอง rhizobium (ตารางท่ี 2) 1. ความหลากหลายของพืชตระกูลถ่วั จากการสาํ รวจพบพืช ตระกูลถั่ว 18 ชนิด โดยพบตนพันชาด (Erythrophleum จากการวิเคราะหความสัมพันธจากแผนภูมิวิวัฒนาการ succirubrum Gagnep) แ ล ะ ต น ห น า ม หั น ( Acacia ของยีน 16S rRNA (ภาพท่ี 2) พบวาสามารถแยกความ comosa Gagnep.) มีความหนาแนนมากที่สุด โดยพบทุก แตกตางของไอโซเลตไดดี แตละไอโซเลตมีการกระจายและ ไมข ึน้ อยูกบั พืชตระกลู ถั่วทแี่ ยกหรือลักษณะปา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

396 ตารางที่ 1 ไอโซเลตไรโซเบียมทแ่ี ยกไดจ ากปมรากของถ่วั ซิราโตร ท่ีปลูกในดินทีไ่ ดจากบรเิ วณรอบรากของพืชตระกลู ถัว่ ไอโซเลตท่แี ยกได พืชตระกลู ถั่ว ชอื่ วิทยาศาสตร แปลง 1-Ac1 หนามหนั Acacia comosa Gagnep. 1-DDF 1-Ss1, 1-Ss2, 1-Ss3 มะคาแต Sindora siamensis Teijsm. ex. Miq. 1-DDF 1-Pe1, 1-Pe2, 1-Pe3 เกล็ดปลาหมอ Phyllodium elegans (Lour.) Desv. 1-DDF 2-Ss1, 2-Ss2, 2-Ss3 มะคาแต Sindora siamensis Teijsm. ex. Miq. 2-DDF 2-Cm1 อญั ชนั ปา Clitoria macrophylla Wall. 2-DDF 2-Ao1 มะขามโคก Albizia odoratissima (L.f.)Benth. 2-DDF 2-Pm1 ประดู Pterocarpus macrocarpus Kurz 2-DDF 3-Xx1 แดง Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. var. kerrii 3-DDF 3-Ap1, 3-Ap2 มะกลํ่าตน Adenanthera pavonina L. 3-DDF 4-Dc1, 4-Dc2 มะเคง็ Dialium cochinchinense Pierre 4-MDF 4-Ap1, 4-Ap2 มะกล่ําตน Adenanthera pavonina L. 4-MDF 5-Es1 พนั ชาด Erythrophleum succirubrum Gagnep. 5-MDF 5-Ao1, 5-Ao2 มะขามโคก Albizia odoratissima (L.f.)Benth. 5-MDF 5-Bs1 เส้ียวปา Bauhinia saccocalyx Pierre 5-MDF 5-Dv1 เครือคางควาย Dalbergia velutina benth 5-MDF 6-Dv1 เครือคางควาย Dalbergia velutina benth 6-MDF 6-Dc1 มะเคง็ Dialium cochinchinense Pierre 6-MDF 6-Pm1 ประดู Pterocarpus macrocarpus Kurz 6-MDF หมายเหตุ : รหัสของไอโซเลตที่แยกได ตัวเลขแรกคือแปลงท่สี ํารวจ อักษรภาษาอังกฤษคือ ชื่อยอวิทยาศาสตรของพืช ตัวเลขสุดทายคือลําดับปมทใี่ ชแยกไรโซเบยี มได, DDF: Deciduous Dipterocarp Forest (ปาเต็งรัง), MDF: Mixed Deciduous Forest (ปาเบญจพรรณ) ภาพท่ี 1 ลายพมิ พดเี อ็นเอดวยเทคนิค BOX-PCR ของไรโซเบยี มท่ีแยกจากปมถวั่ ซิราโตร การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

397 ตารางที่ 2 การระบุสายพันธุไรโซเบยี มดว ยลําดับนิวคลีโอไทดของยีน 16S rRNA ไอโซเลต % ความคลา ยคลึง 1-Ss1 99% Rhizobium leguminosarum strain RMCC TP4442 4-Ap1 99% Bradyrhizobium sp. strain PZG_S14 2-Ss2 98% Bradyrhizobium elkanii strain PV1.14 1-Ac1 98% Bradyrhizobium sp. strain BRUESC1003 1-Pe1 97% Bradyrhizobium elkanii strain CCBAU 53142 2-Ss3 96% Bradyrhizobium sp. strain BRUESC1003 6-Dc1 99% Bradyrhizobium sp. AM49 4-Dc1 95% Uncultured bacterium isolate 3E 3-Ap1 99% Rhizobium leguminosarum strain 99A1 2-Ao1 98% Rhizobium etli strain 1002 2-Cm1 97% Rhizobium sp. RITF 1492 1-Pe3 96% Rhizobium tropici 5-Dv1 97% Rhizobium etli CFN 42 2-Ss1 99% Rhizobium leguminosarum bv. viciae 2-Pm1 99% Mesorhizobium loti 5-Bs1 97% Bradyrhizobium sp. DX38 5-Ao1 97% Bradyrhizobium sp. PT36 6-Pm1 98% Bradyrhizobium sp. PT59 6-Dv1 99% Bradyrhizobium sp. ML70 5-Ao2 99% Bradyrhizobium sp. ML37 4-Ap3 99% Bradyrhizobium sp. strain CSAZ637 ภาพท่ี 2 แผนภูมวิ ิวัฒนาการของไรโซเบียมท่ีสรางจากลาํ ดับนิวคลโี อไทดของยนี 16S rRNA ดวยวิธี Maximum Likelihood คา Bootstrap เทากบั 1,000 ซํ้า การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

398 ในการศกึ ษาความหลากหลายของไรโซเบียม ทีส่ ามารถ คาํ ขอบคุณ เขา สรา งปมกับพืชตระกลู ถว่ั ทพ่ี บบริเวณปา ปกปก ฯ พบวามี งานวจิ ัยน้เี ปน งานสนองพระราชดาํ รใิ นโครงการอนุรักษ ความหลากหลายมาก สามารถเขาสรางปมกับพืชตระกูลถ่ัว ไมยืนตนและไมเลื้อยได ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ สนอง Noisangiam, R. et. al. (2012) ที่พบวา เชื้อ Bradyrhizo- พระราชดําริโดยมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน bium sp. จากปมโสนขน (Aeschynomene americana) เอกสารอางอิง ท่ีมักพบเจริญเติบโตไดท่ัวไปในนาขาว สามารถเขาสรางปม พงษศักด์ิ สหุนาฬุ (2542) การศึกษาดานนเิ วศวิทยาของ กับถ่ัวในหลายกลุม คราม (Indigofera tintoria) ถ่วั ฮามาตา (Stylosanthes hamato) ถั่วชิราโตร ถ่ัวโลตัส (Lotus พรรณไมย ืนตน ตระกลู ถ่วั ในปา เต็งรงั IV. การขน้ึ รว มกัน japonicus) แ ล ะ ถ่ั ว เ ขี ย ว ( Vigna radiata) ไ ด แ ล ว ยั ง และความผนั แปรรว มกันของพรรณไมต า งชนดิ ในถิน่ สามารถเขาอยูอาศัยในเนื้อเยื่อรากของขาวในลักษณะของ ฐานเดียวกัน. วารสารวนศาสตร. 18: 149-166. endophyte ไดซึ่งแสดงใหเห็นถึงความหลากหลายทาง สุรศักดิ์ ราตร,ี นิคม เรไร, ศิรนิ ภา ขนั ตโิ กมล และ ณฐั พงศ พันธุกรรมระหวาง ไรโซเบียมและไมขึ้นกับชนิดของพืช สุดวสิ ยั . (2554). พรรณไมห นองระเวยี ง. โครงการ อาศัยหรือดินของแตละประเภทปา และเม่ือพิจารณา อนรุ กั ษพ ันธกุ รรมพืชอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดําริ ความสัมพันธของไรโซเบียมกับพืชตระกูลถ่ัวอาศัย พบวาพืช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ตระกูลถั่วบางชนิดอาจสามารถเกิดปมรากไดกับเชื้อไร สนองพระราชดาํ ริโดยมหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล โซเบียมหลายสกุล หรือไรโซเบียมอาจสามารถเขาสรางปม อีสาน กับพืชตระกูลถ่ัวไดหลายสายพันธุเชนกัน สอดคลองกับ Andrews, M., and Andrews, M. E. (2017). Specificity งานวิจัยของ Andrew, M. (2017) ท่ีพบวาพืชตระกูลถั่วใน in legume-rhizobia symbioses. International วงศยอย Papilionoideae ยอมใหไรโซเบียมเขาสรางปมได Journal of Molecular Sciences, 18(4), 705. หลายแบบ นอกจากนี้ การท่ีไรโซเบียมสามารถเขาพืชได Clúa, J., Roda, C., Zanetti, M., and Blanco, F. (2018). หลากหลายหรอื จาํ เพาะเจาะจงนั้น เปน การพัฒนาเพื่อความ Compatibility between legumes and rhizobia อยูร อด และเปนวิวัฒนาการรว มระหวา งพืชตระกูลถั่วและไร for the establishment of a successful nitrogen- โซเบียมในการเลือก symbiont ที่เหมาะสม (Clúa, J., et. fixing symbiosis. Genes, 9(3), 125. al, 2018) จากการการระบสุ ายพันธุไรโซเบียมพบวามหี ลาย Manassila, M., Nuntagij, A., Kotepong, S., Boonkerd, สายพันธุทีม่ คี วามคลายคลงึ กบั สายพันธุการคา Bradyrhizo- N. and Teaumroong, N. (2007). Characterization bium diazoefficiens USDA110 ท่ีสามารถเขาสรางปม and monitoring of selected rhizobial strains ตรึงไนโตรเจนและเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองได (Prakamhang, isolated from tree legumes in Thailand. African J. et. al., 2015) ซ่ึงไรโซเบียมในการทดลองนี้ มีศักยภาพ Journal of Biotechnology 6(12): 1393-1402. ในการพัฒนาเปน ปยุ ชวี ภาพได Noisangiam, R., Teamtisong, K., Tittabutr, P., สรปุ ผลการทดลอง Boonkerd, N., Toshiki, U., Minamisawa, K., and Teaumroong, N. (2012). Genetic diversity, งานวิจัยนี้พบวา บริเวณพ้ืนที่ปาปกปกพันธุกรรมพืช symbiotic evolution, and proposed infection ศูนยอนุรักษและพัฒนาทรัพยากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ process of Bradyrhizobium strains isolated ตอนกลาง จังหวัดนครราชสีมา มีความหลากหลายของพืช from root nodules of Aeschynomene ตระกูลถ่ัว ท้ังท่ีเปนไมยืนตนขนาดใหญ ขนาดเล็ก และพืช americana L. in Thailand. Appl. Environ. ตระกูลถั่วชนิดเถาเลื้อย ซึ่งพบความหลากหลายของไร Microbiol., 78(17), 6236-6250. โซเบียม มีความจําเพาะกับพืชเจาบานต่ํา สามารถสรางปม Prakamhang, J., Tittabutr, P., Boonkerd, N., กับพืชตระกูลถั่วอื่นได ดังน้ันขอมูลท่ีไดจากงานวิจัยนี้ Teamtisong, K., Uchiumi, T., Abe, M., and สามารถใชเปนแหลงขอมูลที่สําคัญ สําหรับผูสนใจศึกษาพืช Teaumroong, N. (2015). Proposed some ตระกูลถั่ว และความสัมพันธกับไรโซเบียมท่ีเขาสรางปม ซึ่ง interactions at molecular level of PGPR ในอนาคตสามารถนําไปพัฒนาใหอยูในรูปของปุยชีวภาพ coinoculated with Bradyrhizobium เพื่อใชสําหรับการฟนฟูปาไม หรือเพื่อการบํารุงดินที่ขาด diazoefficiens USDA110 and B. japonicum ไนโตรเจนใหเกิดความอุดมสมบรู ณสําหรับการเกษตรตอ ไป THA6 on soybean symbiosis and its potential การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

399 of field application. Applied soil ecology, 85, 38-49. Somasegaran P. and Hoben H.J. (1994) Handbook for rhizobia – methods in legume-rhizobium Technology. Springer-Ver- lag, New York Sprent, J. I. (1994). Evolution and diversity in the legume-rhizobium symbiosis: chaos theory? Plant and Soil 161(1): 1-10. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

400 การศึกษาลายพิมพดีเอ็นเอเหด็ ปา กนิ ไดในพืน้ ท่ีปาปกปก พันธกุ รรมพชื อพ.สธ. - มทร. อีสาน จังหวัดนครราชสมี า THE STUDY OF DNA FINGERPRINT ON EDIBLE MUSHROOMS IN PLANT GENETIC PROTECTION AREA OF RSPG, RAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY ISAN, NAKHON RATCHASIMA PROVINCE ศศธิ ร อนิ ทรน อก1*, อภริ กั ษ ยินมะเรงิ 2 และ ธรี ะวฒุ ิ มลู อาษา2 Sasidhorn Innok1*, Apirak Yinmaroeng2 and Teerawut Munarsa2 1สาขาชีววิทยาประยุกต คณะวทิ ยาศาสตรแ ละศลิ ปศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน อ.เมือง จ.นครราชสมี า 30000 2ศนู ยอนุรักษแ ละพฒั นาทรัพยากรภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนกลาง มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน อ.เมอื ง จ.นครราชสีมา 30000 1Department of Applied Biology, Faculty of Sciences and Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Isan, Muang, Nakhon Ratchasima 30000 2Resource Conservation and Development Center for the Middle Northeastern Region, Rajamangala University of Technology Isan, Muang, Nakhon Ratchasima, 30000 บทคดั ยอ การศึกษาลายพิมพดีเอ็นเอเห็ดปากินไดในพื้นที่ปาปกปกพันธุกรรมพืช อพ.สธ.-มทร.อีสาน จังหวัดนครราชสีมา เปนการ ดาํ เนนิ งานตอเน่อื งจากการศกึ ษาความหลากหลายของเหด็ กินไดในพน้ื ที่ปกปก พนั ธุกรรมพืช มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล อสี าน จงั หวัดนครราชสมี า ซึ่งพบเหด็ กนิ ไดจ ํานวน 45 ชนดิ จัดอยูใน 23 สกลุ 18 วงศ เกบ็ ตัวอยา งเหด็ ตามพกิ ัดตาํ แหนงที่ได บันทึกไว ซ่งึ สามารถเกบ็ ตวั อยางได 33 ตัวอยา ง นํามาสกดั ดีเอน็ เอ และศกึ ษาลายพิมพด เี อ็นเอเพื่อจําแนกชนิดดว ยวิธีทางชีว โมเลกุล โดยใช RAPD-PCR ดวยไพรเมอร OPL11 เมอ่ื นาํ มาศึกษาความสัมพนั ธท างพนั ธุกรรม พบวามเี ห็ดท่ีไมมีความสัมพนั ธ ใกลช ิดกบั เห็ดอืน่ ไดแก เห็ดนกยงู (วงศ Agaricaceae) เห็ดจาวตาล (วงศ Agaricaceae) เหด็ เพ็ก (วงศ Pleurotaceae) เห็ด ระโงกขาว (วงศ Amanitaceae) เห็ดโคนดํา 07 (Lyophyllaceae) เห็ดบด (วงศ Polyporaceae) และเห็ดน้ําแปง (วงศ Russulaceae) และเห็ดที่มีความสัมพันธใกลชิดกับเห็ดชนิดอื่นต้ังแตรอยละ 40-100 ซ่ึงอยูในวงศ Amanitaceae วงศ Lyophyllaceae วงศ Auriculariales วงศ Russulaceae และวงศ Pyronemataceae อยางไรก็ตามงานวิจัยน้ียังตอง ทาํ การศึกษาลายพมิ พด เี อ็นเอเพ่มิ เตมิ โดยใชไพรเมอรช นดิ อน่ื ๆ เพอื่ ยนื ยนั ผลการทดลองตอไป Abstract The study of DNA fingerprint on edible mushrooms in Plant Genetic Protection Area of RSPG, Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima province was continued from study on biodiversity of edible mushrooms DNA fingerprint in Plant Genetic Protection Area of RSPG, Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima. There were 45 species of edible mushrooms, which classified as 23 genera and 18 families. Thirty-three mushroom samples were collected according to the location recorded. DNA was extracted and RAPD-PCR using primer OPL11 was performed to identify DNA samples. It was found that some mushrooms were not genetically related when compared with others such as Macrolepiota gracilenta (Krombh) Wasser (Family Agaricaceae), Calvatia candida (Rostk.) Hollós. (Family Agaricaceae), Pleurotus cornucopiae (Paulet) Rolland (Family Pleurotaceae), Amanita princeps Corner & Bas (Family Amanitaceae), Termitomyces sp. (Family Lyophyllaceae), Lentinus polychrous Lév. (Family Polyporaceae) and Russula alboareolata Hongo (Family Russulaceae). While some mushroom samples showed 40-100% genetically related to mushrooms in Family Amanitaceae, Family Lyophyllaceae, Family Auriculariales, Family Russulaceae and Family Pyronemataceae. However, extensive DNA fingerprints is needed to study using different primers in order to confirm the results. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

401 คําสําคัญ: เหด็ , พน้ื ที่ปกปก พนั ธกุ รรมพชื , ลายพมิ พดเี อน็ เอ, เทคนิค RAPD-PCR Keywords: mushrooms, Plant Genetic Conservation Project Area, DNA fingerprint, RAPD-PCR technique *ตดิ ตอ นักวจิ ัย: ศศธิ ร อนิ ทรนอก (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Sasidhorn Innok (E-mail: [email protected]) บทนํา มีการจําแนกชนิดของส่ิงมีชีวิตดวยวิธีทางชีวโมเลกุลซ่ึงมี เห็ดและราขนาดใหญ (mushroom and macrofungi) ความแมนยําสูง ควบคูกับการจําแนกตามลักษณะทาง สัณฐานวทิ ยา ทาํ ใหไดขอมลู ท่ีมคี วามนา เชอื่ ถือ งานวจิ ยั นีจ้ งึ คือ กลุมราท่ีมีเสนใยซ่ึงสามารถรวมตัวกันเกิดเปนโครงสรา ง มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาลายพิมพดีเอ็นเอเห็ดปากินไดใน หรือดอก (fruiting body) ขนาดใหญมองเหน็ ไดด ว ยตาเปลา พื้นท่ีปาปกปกฯ โดย RAPD-PCR เพ่ือสรางฐานขอมูลลาย อนั เปนทเี่ กดิ ของเซลลส ืบพันธหุ รอื สปอร (spore) โครงสรา ง พมิ พด ีเอน็ เอตอ ไป หรือดอกน้ีมีรูปรางและลักษณะแตกตางกันมากมายหลาย อุปกรณแ ละวิธกี ารทดลอง แบบ เห็ดราขนาดใหญจัดจําแนกไวใน 2 Phylum คือ Basidiomycota และ Ascomycota ดอกเห็ดมีชีวิตอยูไม 1. การเก็บตัวอยางเห็ด ดําเนินการเก็บตัวอยางเห็ดปา นานก็ตาย แตเสนใยของเห็ดท่ีเจริญอยูในดิน เศษซากพืช กินไดในพื้นท่ีปาปกปกพันธุกรรมพืช อพ.สธ.-มทร.อีสาน ซากสัตว หรือในเซลลข องสง่ิ มีชีวิตตาง ๆ เชน พืชและแมลง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการสํารวจความหลากหลายของ สามารถมีชีวติ อยูไดน านเปน ปห รือหลายป และสามารถสรา ง เห็ดกินไดในพื้นที่ฯ โดยสํารวจดวยวิธีการสุมตัวอยางแบบ ดอกเห็ดใหมไดอีกเมื่อสภาพแวดลอมเหมาะสม (อนงค ง า ย ( simple random sampling) ร ว ม กั บ ศึ ก ษ า ต า ม จันทรศรีกุล และคณะ, 2551) เห็ดมีประโยชนในการยอย เสนทางศึกษาธรรมชาติ (Krebs, 1999) จํานวน 12 แปลง สลายซากส่ิงมีชีวิตที่ผุพังนําสารอาหารคืนสูระบบนิเวศ เห็ด ตัวอยาง แตละแปลงมีขนาด 40 x 40 เมตรและทําการ ยอยสลายส่ิงมีชีวิตอ่ืนไดเพราะมีเอนไซมท่ีสามารถยอย บันทึกพิกัดตําแหนงของเห็ดที่พบซ่ึงพบเห็ดกินได จํานวน โครงสรา งของสารอาหารทซี่ ับซอน เชน เซลลโู ลสและลิกนิน 45 ชนิด จัดอยูใน 23 สกุล 18 วงศ วงศเห็ดที่พบมากท่ีสุด ในเน้ือไมได จากนิเวศวิทยาและสภาพการเพาะเลี้ยงเห็ด คือ วงศ Russulaceae รองลงมา คือ วงศ Lyophyllaceae สามารถแบงไดเ ปน 3 กลมุ (Stamets, 1993) ไดแก โดยพบมากในปาเต็งรัง ชวงท่ีฝนตกชุกในเดือนสิงหาคมและ เดือนกันยายน นําขอมูลพิกัดตําแหนงของเห็ดท่ีพบมาใชใน 1. เห็ดราที่อาศัยอยูกับสิ่งมีชีวิตอ่ืน เรียกวา เห็ดปรสิต การเก็บตัวอยาง ในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน 2561 หรอื เห็ดทที่ าํ ใหเกดิ โรค (parasitic หรือ pathogenic fungi) ซ่ึงเก็บตัวอยางไดท้ังหมด 33 ตัวอยาง โดยจําแนกชนิดจาก และเมอื่ ส่งิ มชี ีวติ นั้นตายไป ยังสามารถอาศยั ซากสงิ่ มชี ีวติ นัน้ ลักษณะสัณฐานวิทยาตามหนังสือเหด็ ปาหนองระเวียง (ธีระ ตอไปอีกได เรียกวา พวกปรสิตตามโอกาส (facultative วุฒิ มูลอาษา, 2561) และหนังสือ Index Fungorum parasite) เชน เห็ดกระดาง นอกจากอาศัยบนสิ่งมีชีวิตแลว (Hoffmann, 2019) โดยดองตัวอยางเห็ดไวในแอลกอฮอล บางคร้งั ยังทาํ อันตรายสงิ่ มีชวี ิตที่อาศัยอยูนนั้ จนถงึ ตายได ความเขม ขน 70% เพอ่ื เกบ็ รกั ษาตวั อยา ง (ตารางท่ี 1) 2. เห็ดราท่ีอาศัยสิ่งมีชีวิตอ่ืนในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน 2. การสกัดดีเอ็นเอจากเห็ด นําดอกเห็ดปากินไดที่ดอง กับพืชและสัตวและไมเกิดความเสียหาย (symbiotic fungi) ดวยแอลกอฮอลความเขมขน 70% ท้ัง 33 ตัวอยางๆ ละ โดยอาศัยบริเวณรากพืชและจะไดรับอาหารจากพืชและรา 100 มิลลิกรัมมาห่ันใหเปนช้ินเลก็ ๆ ใสลงในหลอดปนเหวีย่ ง แลกกบั การผลติ สารปฏิชวี นะใหแ กพืช เรยี กเหด็ พวกน้ีวา ไม ขนาด 2.0 มิลลิลิตรที่มีเม็ดบีทอยูภายใน โดยนําไปบดให คอรไรซา (mycorrhiza) เชน เห็ดไคล เห็ดแดง เห็ดขม้ิน ล ะ เ อี ย ด โ ด ย ใช เ ค ร่ื อ ง TissueLyser (QIAGEN Hiden, เหด็ ตับเตา เห็ดโคน เหด็ เผาะ เหด็ ระโงก Tissue Lyse LT, Germany) ท่ี 50 Hz เปนเวลา 2-5 นาที (ข้ึนอยูกับชนิดของเห็ด) แลวนํามาสกัด DNA โดยใช Plant 3. เห็ดราท่ีอาศัยซากส่ิงมีชีวิตที่ตายแลว หรือเกิดตาม Genomic DNA Purification kit (GeneMark, Taiwan) ผิวดินท่ีมีอาหารเห็ดอยู เรียกวา เห็ดราแซบโปรไฟท (saprophytic fungi) จะพบบนตอไมหรือทอนไมท่ีตายแลว 3. การศึกษาลายพิมพดีเอ็นเอดวยเทคนิค RAPD-PCR มีประโยชนในการยอยสลายสารอินทรียของสิ่งมีชีวิตตาง ๆ นํา DNA ที่สกัดไดมาเพิ่มจํานวน DNA โดยใช 0.5 pmol ท่หี มดสภาพแลว ไพรเมอร OPL11 (5’-ACGATGAGCC-3’) จากบริษัท Macrogen ในปฏิกิริยา PCR ปริมาตร 25 ไมโครลิตร ซ่ึง จากการสํารวจเห็ดในพื้นที่ปกปก พนั ธุกรรมพชื อพ.สธ.- ประกอบดวย 1X PCR Master mix (0.75 U Taq DNA มทร.อีสาน เพ่ือจําแนกความหลากหลายของเห็ดปากินได โดยใชลักษณะทางสัณฐานวิทยา ไดแก รูปราง ขนาด สี ผิว ครีบ กาน วงแหวน และนิสัยการเจรญิ ของดอกเห็ด ปจจบุ ัน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

402 polymerase, 1X PCR buffer, 2 mM MgCl2 และ 250 การศึกษาความสัมพันธทางพันธุกรรมของเหด็ ปากนิ ได µM of each dNTP; GeneMark, Taiwan) และ 10 ng/ml โดยใชลายพิมพดีเอ็นเอ (รูปที่ 2) พบวาสามารถจําแนก DNA โดยข้ันตอน Pre-denaturation ใชอุณหภูมิ 94 องศา ความสัมพันธของเห็ดปาที่ทําการศึกษาไดเปน 2 ลักษณะ เซลเซียส 3 นาที จํานวน 1 รอบ จากนั้น Denaturation ท่ี นั่นคือ ลักษณะท่ี 1 เห็ดที่ไมมีความสัมพันธใกลชิดกับเห็ด อณุ หภูมิ 94 องศาเซลเซียส 40 วินาที Annealing ทอี่ ุณหภมู ิ ชนิดอื่น ไดแก เห็ดนกยูง เห็ดจาวตาล เห็ดเพ็ก เห็ดระโงก 37 องศาเซลเซียส 1 นาที และ Extension ท่ีอุณหภูมิ 72 ขาว เห็ดโคนดํา 07 เห็ดบด และเห็ดนํ้าแปง สวนลักษณะที่ องศาเซลเซียส 1 นาที จํานวน 40 รอบ สําหรับ Final- 2 เปนเห็ดที่มีความสัมพันธใกลชิดกับเห็ดชนิดอื่น โดย extension ใชอ ณุ หภมู ิ 72 องศาเซลเซียส เปนเวลา 10 นาที แบงเปน 2 กลุมใหญ ๆ คือ กลุมที่มีความสัมพันธใกลชิดกัน จํานวน 1 รอบดวยเครื่อง Thermal Cycler (BLUE-RAY รอยละ 40 เชน เห็ดไสเ ดือนกับเหด็ ตะไคลขาว เปนตน และ BIOTECH, TurboCycler LITE, Taiwan) นํามาตรวจสอบ กลุมท่ีมีความสัมพันธใกลชิดกันตั้งแตรอยละ 50 ข้ึนไป โดย ผลิตภัณฑ RAPD-PCR ดวยเทคนิคอิเล็คโตรโฟเร-ซสิ โดยใช เหด็ ทีแ่ สดงความสมั พันธด ังกลา ว บางชนดิ อยูใ นวงศเ ดยี วกัน 1.5% Agarose gel ท่ีกระแสไฟฟา 100 โวลต เปนเวลา 30 บางชนิดอยูตางวงศ ซ่ึงในกลุมน้ีมีตัวอยางเห็ดบางชนิดมี นาที (Cosmo Bio Co. Ltd., MyRunnc, Japan) โดยนํา ความสัมพันธใกลชิดกันรอยละ 100 ไดแก เห็ดโคนดํา 02 เ จ ล ไ ป ย อ ม ด ว ย Safeview DNA stain (GeneMark, กับเหด็ โคนดาํ 03 (หมายเลข 10 กับ 11) เหด็ โคนดํา 06 กบั Taiwan) นําไปสองเจลภายใตแสงอัลตราไวโอ-เลตและ เห็ดโคนดํา 09 (หมายเลข 17 กับ 20) เห็ดหูหนูรวงผ้ึงกับ ถ า ย ภ า พ ด ว ย เ ค รื่ อ ง Gel documentation (UVTEC เห็ดหูหนูชาง (หมายเลข 22 กับ 23) และเห็ดตะไคลเขียวกบั Cambridge, United Kingdom) เห็ดตะไคลเหลือง (หมายเลข 29 กับ 32) และเนื่องจาก การศึกษาน้ีใชไพรเมอรเพียงชนิดเดียว จึงพบผลการทดลอง 4. การสราง Dendrogram จากลายพิมพดีเอ็นเอ การ ที่ไมสัมพันธกันระหวางการจําแนกทางสัณฐานวิทยา และ วิเคราะหข อมูลความสมั พันธทางพันธุกรรมของเห็ดปากนิ ได การใชลายพิมพดีเอ็นเอ ดังจะเห็นไดจากเห็ดท่ีอยูในวงศ ในพ้ืนที่ปาปกปกฯ ดวยวิธี UPGMA (Unweighted pair เดียวกันจากการจําแนกดวยลักษณะทางสัณฐานวิทยาไมมี group method with arithmetic mean) ของ Dice และ ความสัมพันธใกลชิดกันทางพันธุกรรม (เห็ดโคนดํา 04 และ สราง Dendrogram โดยใชโปรแกรม UVIbandmap ของ เห็ดโคนปลวกสม) นอกจากน้ียังพบเห็ดบางชนิดท่ีอยูในวงศ บรษิ ทั UVTEC Cambridge ตางกนั แตม คี วามสัมพนั ธใกลชิดกันมากกวา 60% (เห็ดโคน ผลและวิจารณผลการทดลอง กับเห็ดแดงนํ้าหมาก) แสดงใหเห็นวาการใชไพรเมอรเพียง 1. ลายพิมพดีเอน็ เอ ช นิ ด เ ดี ย ว ไ ม เ พี ย ง พ อ ต อ ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม สั ม พั น ธ ท า ง พันธุกรรมของเห็ดปา ดังน้ันการศึกษาน้ีจึงจะทําการศึกษา RAPD-PCR ของเห็ดปาจากพื้นที่ปกปกฯ ท้ัง 33 เพิ่มเติมโดยใช ไพรเมอรหลายหลายชนิดเพื่อยืนยันผลการ ตัวอยาง ใหลายพิมพดีเอ็นเอจากการใชไพรเมอร OPL11 ทดลองท่ีได (จารุวรรณ จันทรา และคณะ, 2550; Khan et. โ ด ย พบ แ ถ บ ดี เ อ็ น เ อ จํ า น ว น 54 แ ถ บ ( รู ป ที่ 1) มี al., 2011; Yadav et. al., 2017) polymorphic band 23 แถบ คิดเปน 59.26% polymer- สรุปผลการทดลอง phic band ซง่ึ Khan และคณะ (2011) รายงานวาการสรา ง ลายพิมพดีเอ็นเอจากไพรเมอร OPL11 ในเห็ดนางรม การใชลายพิมพดีเอ็นเอจาก RAPD-PCR โดยใชไพร ( Pleurotus ssp.) พ บ แ ถ บ ดี เ อ็ น เ อ 1 0 แ ถ บ ซ่ึ ง มี เมอรเพียงชนิดเดียวสามารถศึกษาความหลากหลายทาง polymorphic band 7 แถบ น้ันคือมี 70% polymorphic พั น ธุ ก ร ร ม เ บ้ื อ ง ต น ข อ ง เ ห็ ด ป า กิ น ไ ด ใ น พ้ื น ที่ ป ก ป ก ฯ band ความแตกตางของเปอรเซ็นต polymorphic band พนั ธุกรรมพืช อพ.สธ. มทร.อสี านได อยางไรกต็ ามการวิจยั นี้ อาจข้นึ อยกู บั ชนิดของเห็ดที่นํามาศกึ ษา ควรเพิ่มจํานวนชนิดของไพรเมอรเพื่อยืนยันผลการทดลอง 2. ความสมั พนั ธทางพันธุกรรมของเห็ดปา กินได ตอ ไป การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

403 ตารางที่ 1 ตัวอยา งเห็ดปากินไดที่เกบ็ ในเดือนสงิ หาคมและกันยายน 2561 ลําดับที่ ชอ่ื ไทย ชื่อวทิ ยาศาสตร วงศ 1 นกยงู Macrolepiota gracilenta (Krombh) Wasser Agaricaceae 2 จาวตาล Calvatia candida (Rostk.) Hollós Agaricaceae 3 เพก็ Pleurotus cornucopiae (Paulet) Rolland Pleurotaceae 4 ระโงกขาว Amanita princeps Corner & Bas Amanitaceae 5 ไสเดือน Amanita vaginata (Bull.) Lam. Amanitaceae 6 แครง Schizophyllum commune Fr. Schizophyllaceae 7 ตนี แรด Macrocybe crassa (Sacc.) Pegler & Lodge Tricholomataceae 8 โคนดํา 01 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 9 โคนปลวกสม Termitomyce saurantiacus (R.Heim) Lyophyllaceae R. Heim 10 โคนดํา 02 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 11 โคนดาํ 03 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 12 โคนปลวกเนอ้ื ไก Termitomyces eurrhizus (Berk.) R. Heim Lyophyllaceae 13 โคนขาวตอก 01 Termitomyces microcarpus (Berk. & Broome) R. Heim Lyophyllaceae 14 โคนขา วตอก 02 Termitomyces microcarpus (Berk. & Broome) R. Heim Lyophyllaceae 15 โคนดาํ 04 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 16 โคนดาํ 05 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 17 โคนดาํ 06 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 18 โคนดํา 07 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 19 โคนดาํ 08 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 20 โคนดาํ 09 Termitomyces sp. Lyophyllaceae 21 หหู นู Auricularia auricula-judae (Bull.) Quél. Auriculariales 22 หูหนรู วงผ้ึง Auricularia delicata (Mont. ex Fr.) Henn. Auriculariales 23 หหู นูชา ง Auricularia nigricans(Sw.) Birkebak, Looney & Sánchez- Auriculariales García 24 มนั ปูใหญ Cantharellus cibarius Fr. Hydnaceae 25 บด Lentinus polychrous Lév. Polyporaceae 26 นา้ํ แปง Russula alboareolataHongo Russulaceae 27 ตะไคลขาว Russula delica Fr. Russulaceae 28 แดงนาํ้ หมาก Russula emetica (Schaeff.) Pers. Russulaceae 29 ตะไคลเขยี ว Russula virescens (Schaeff.) Fr. Russulaceae 30 หหู นขู าว Tremella fuciformisBerk. Tremellaceae 31 ปากหม/ู จมกู หมู Trichaleurina javanica(Rehm) M. Carbone, Agnello& P. Pyronemataceae Alvarado 32 ตะไคลเหลือง Russula virescens (Schaeff.) Fr. Russulaceae 33 - Tricholomopsis rutilans Tricholomataceae การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

404 M 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 รปู ท่ี 1 ลายพมิ พดีเอ็นเอจากเห็ดปา Lane M = VC DNA Ladder mix Marker, Lane 1 = เหด็ นกยงู , Lane 2 = เหด็ จาวตาล, Lane 3 = เห็ดเพ็ก, Lane 4 = เห็ดระโงกขาว, Lane 5 = เห็ดไสเดือน, Lane 6 = เห็ดแครง, Lane 7 = เห็ดตีนแรด, Lane 8 = เห็ดโคนดาํ 01, Lane 9 = เห็ดโคนปลวกสม , Lane 10 = เหด็ โคนดํา 02, Lane 11 = เหด็ โคนดาํ 03, Lane 12 = เหด็ โคนปลวกเน้ือไก, Lane 13 = เหด็ โคนขาวตอก 01, Lane 14 = เห็ดโคนขา วตอก 02, Lane 15 = เหด็ โคนดํา 04, Lane 16 = เหด็ โคนดํา 05, Lane 17 = เหด็ โคน ดํา 06, Lane 18 = เหด็ โคนดาํ 07, Lane 19 = เหด็ โคนดํา 08, Lane 20 = เห็ดโคนดํา 09, Lane 21 = เหด็ หูหนู, Lane 22 = เห็ดหู หนูรวงผงึ้ , Lane 23 = เห็ดหหู นูชา ง, Lane 24 = เหด็ มนั ปูใหญ, Lane 25 = เห็ดบด, Lane 26= เห็ดนํา้ แปง, Lane 27 = เหด็ ตะไคล ขาว, Lane 28 = เห็ดแดงนํ้าหมาก, Lane 29 = เห็ดตะไคลเขียว, Lane 30 = เห็ดหูหนูขาว, Lane 31 = เห็ดปากหมู/จมูกหมู, Lane 32 = เห็ดตะไคลเหลือง, Lane 33 Trichoromopsis rutilans และ Lane 34 = negative control รปู ท่ี 2 Dendrogram แสดงความสัมพนั ธทางพันธกุ รรมของเหด็ ปา โดยหมายเลข 1 = เหด็ นกยูง, หมายเลข 2 = เห็ดจาวตาล, หมายเลข 3 = เห็ด เพ็ก, หมายเลข 4 = เหด็ ระโงกขาว, หมายเลข 5 = เหด็ ไสเดอื น, หมายเลข 6 = เหด็ แครง, หมายเลข 7 = เหด็ ตนี แรด, หมายเลข 8 = เหด็ โคนดํา 01, หมายเลข 9 = เห็ดโคนปลวกสม, หมายเลข 10 = เห็ดโคนดํา 02, หมายเลข 11 = เห็ดโคนดํา 03, หมายเลข 12 = เห็ดโคนปลวกเนื้อไก, หมายเลข 13 = เห็ดโคนขาวตอก 01, หมายเลข 14 = เห็ดโคนขาวตอก 02, หมายเลข 15 = เห็ดโคนดํา 04, หมายเลข 16 = เห็ดโคนดํา 05, หมายเลข 17 = เหด็ โคนดํา 06, หมายเลข 18 = เหด็ โคนดาํ 07, หมายเลข 19 = เหด็ โคนดาํ จ8, หมายเลข 20 = เห็ดโคนดาํ 09, หมายเลข 21 = เหด็ หูหนู, หมายเลข 22 = เห็ดหูหนูรวงผึ้ง, หมายเลข 23 = เหด็ หูหนูชา ง, หมายเลข 24 = เห็ดมันปใู หญ, หมายเลข 25 = เห็ดบด, หมายเลข 26= เห็ดนํา้ แปง , หมายเลข 27 = เห็ดตะไคลขาว, หมายเลข 28 = เหด็ แดงน้าํ หมาก, หมายเลข 29 = เหด็ ตะไคลเขยี ว, 30 = เห็ดหูหนูขาว, หมายเลข 31 = เหด็ ปากหม/ู จมูกหม,ู หมายเลข 32 = เหด็ ตะไคลเหลือง และหมายเลข 33 = Trichoromopsis rutilans การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

405 คําขอบคุณ Hoffmann, H. 2019. Index Fungorum: Sistens Icones โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนรุ กั ษ Et Specimina Sicca Nuperis Temporibus Edita... (Latin Edition). Sydney : Wentworth Press. พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ คณะผูวิจัย ขอขอบคุณมา ณ ท่ีนดี้ วย Khan, S.M. et al. 2011. Morphological and เอกสารอางองิ molecular characterization of Oyster จารุวรรณ จนั ทรา จริ าพร ตยตุ วิ ฒุ ิกลุ อังสนา อัครพศิ าล mushroom (Pleurotus spp.). African Journal of Biotechnology 10(14): 2638-2643. ทิพรรณี เสนะวงศ และวรี เทพ วงศป ระเสรฐิ . 2550. การวเิ คราะหพันธุกรรมของไหมพนื้ เมืองพนั ธนุ างนอ ย Krebs, C.J. 1999. Ecology Methodology (2nded.) ศรสี ะเกษ 1 โดยเทคนคิ RAPD-PCR. วารสารเกษตร University of British Columbia. An Imprint 23(1): 39-47. ธรี ะวุฒิ มูลอาษา. 2561. เห็ดปา หนองระเวียง: ความ of Addison Wesley Longman, Inc. 607 p. หลากหลายและการใชป ระโยชนท ค่ี วรคาแกก าร Stamets, P. 1993. Growing gourmet and medicinal อนุรกั ษ.-นครราชสมี า: โครงการอนุรักษพ นั ธกุ รรมพชื อันเนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริ สมเดจ็ พระเทพ mushrooms, 3rd, pp. 301-304. Ten speed รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. 246 หนา. Press, California, USA อนงค จนั ทรศรีกลุ พูนพไิ ล สุวรรณฤทธิ์ และอทุ ัยวรรณ Yadav, M.K. et al. 2017. Genetic Diversity Characterization of Pleurotus strains by แสงวณิช. 2551.ความหลากหลายของเห็ดและ Random Amplified Polymorphic DNA ราขนาดใหญใ นประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สาํ นกั Fingerprinting. International Journal of พิมพมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. 514 หนา. Current Microbiology and Applied Sciences 6(5): 1260-1267. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

406 ศึกษาวิจยั ลักษณะทางพนั ธุกรรม ลกั ษณะประจําพนั ธุ และพฤกษเคมีของสตั ฤาษี (ตีนฮุง ดอย) (Paris polyphylla Sm.) ในถิน่ ทีอ่ ยู เพ่ือการใชประโยชนดา นการเกษตร RESEARCH AND STUDY ON PLANT GENETIC CHARACTERISTICS AND PHYTOCHEMICALS OF Paris polyphylla Sm. IN THE HABITAT FOR AGRICULTURAL สพุ ัฒธณกจิ โพธ์ิสวา ง1*, ปย รัษฎ ปริญญาพงษ เจรญิ ทรัพย2, วินยั แสงแกว 3, เกษม ทองขาว1, ลดั ดาวลั ย อนิ ทรส ังข4 , จันทรเพญ็ แสนพรหม1 และ พจิ ิตร ศรีปน ตา1 1ศูนยว จิ ัยเกษตรหลวงเชียงใหม 313 หมู 12 ต. หนองควาย อ. หางดง จ. เชยี งใหม 50230 โทรศพั ท (053) 114133-36, 114070-71 โทรสาร (053) 114072 อีเมล [email protected] 2โครงการอนรุ กั ษพ ันธกุ รรมพืชอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) สวนจติ รลดาพระราชวัง ดุสติ ถ.ราชวิถี เขตดุสติ กทม. 10303 โทรศัพท 02-282-1850 โทรสาร 02-282-0665 e-mail: [email protected] 3สาขาวิชาวทิ ยาการสมนุ ไพร คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลยั แมโจ 63 หมู 4 ตําบลหนองหาร อาํ เภอสนั ทราย จงั หวดั เชยี งใหม 50290 โทร. 053 - 873646 โทรสาร 053 873628 อีเมล [email protected] 4สถาบนั วจิ ยั พืชสวน กรมวชิ าการเกษตร เขตจตุจกั ร กรงุ เทพฯ 10900 โทรศัพท (02) 940 5484-5 โทรสาร (02) 5614667 อีเมล [email protected] บทคัดยอ สัตฤาษีเปนพืชลมลุก สูง 0.5-1.0 เมตร มีเหงาอยูใตดิน ใบเปนใบเด่ียวออกเวียนรอบขอ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ฐานใบมน ปลายใบแหลม พบ 5-10 ใบ/ตน กานใบสีนํ้าตาล ดอกเด่ียวออกที่ปลายยอด มีใบประดับ 4-6 ใบใตฐานรองดอก ผลแบบ แคปซูลทรงกลม ผิวเรียบ เมลด็ สีแดงอมสมพบกระจายตวั บนพน้ื ทีส่ งู ประมาณ 900–1,900 เมตร เจริญเตบิ โตในชว งปลายฤดู รอน-ปลายฤดูฝน พักตัวในฤดูหนาว – ฤดูรอน มีการนํามาใชประโยชนดานยาบํารุงกําลัง สมานแผล รักษาอาการชํ้าใน ประเทศจีนใชเปนสวนผสมหลักในยารักษาโรคในหลายอาการ ปจจุบันอยูในภาวะเสี่ยงตอการสูญพันธุเน่ืองจากการลักลอบ จําหนายกลุมสารสําคัญท่ีพบคือสารซาโปนินและสารกลุมฟนอล จากการสํารวจพบสัตฤาษีจํานวน 10 กลุมตัวอยางในพื้นท่ี ภาคเหนือตอนบน คือ จ. เชียงใหม (อ. ดอยสะเก็ด อ. สะเมิง อ. แมวาง (ขุนวาง) อ. แมแจม (แมจอนหลวง) อ. เชียงดาว อ. จอมทอง (บ. ขุนแตะ และ บ. แมแดด) จ. เชียงราย อ. เวียงปาเปา (บ. ขุนแมลาว) อ. เมือง (บ. ปางขอน) และ จ. นาน (อ. แมจริม) จากผลวิเคราะหความสมั พันธทางพันธุกรรมของสัตฤาษี จํานวน 7 ตัวอยางจากแหลง ดอยสะเก็ด (S1) สะเมิง (S2) แมจอนหลวง (S3) ขุนวาง (S4) ขุนแมลาว (S5) เชียงดาว (S6) และนาน (S7) พบวาท้ัง 7 ตัวอยางมีความแตกตางทาง พนั ธุกรรม โดยถูกแบงออกเปน 3 กลุม กลุมแรกไดแก ดอยสะเกด็ (S1) สะเมิง (S2) ขนุ แมล าว (S5) และเชยี งดาว (S6) กลุมท่ี สอง ไดแก แมจ อนหลวง (S3) ขุนวาง (S4) และกลมุ ท่สี ามไดแก นาน (S7) จากการวเิ คราะหสารสําคญั จากสวนหัวใตด นิ พบวา ขนุ แมลาว (S5) มีสารประกอบฟน อลกิ ท้ังหมดสูงสดุ เทากับ 0.009 มลิ ลิกรัมตอ กรมั กรดแกลลคิ เม่ือวเิ คราะหความสามารถใน การตานอนุมูลอิสระ พบวาสัตฤาษีที่สํารวจจากเขต อ. สะเมิง (S2) มีคาการตานอนุมูลอิสระสูงท่ีสุด คือ 23.63 ± 0.03 % และการวิเคราะหป ริมาณสารซาโปนินทั้งหมด (Total saponin) พบวาสัตฤาษีที่สาํ รวจจากเขต อ. แมแจม (แมจอนหลวง) มี ปรมิ าณสารซาโปนินท้งั หมดมากทสี่ ุด คอื 32.26 ± 0.65 mg/g Abstract Paris polyphylla Sm. is a biennial with rhizome, 0.5-1.0 m high, simple leaves with broadly oval shape and parallel edge round slender and sharp, 5 to 10 leaves/plant, petiole are brown. Solitary flower, the shoot tip is yellow or orange, 4-6 green bracts, Fruit is capsule and round shape with smooth surface. Seeds are red or orange. Plants distributed in highland area about 900 - 1,900 meters, growing in late summer - late rainy season and break in winter to summer. The utilization of plants are tonic medication, healing wounds, healing wounds, healing in the bruise. At present, Paris polyphylla Sm. is risk extinction due to illegal distribution. The main ingredients saponins and polyphenol. The Survey found the source of Paris polyphylla Sm. in 10 group sample from Chiangmai (Doi Saket, Samoeng, Mae Wang (Khun Wang), Mae Chaem (Mae Jon Luang), Chiang Dao, Chom Thong (Khun Tae and Mae Dad), Chiang Rai (Wiang Pa Pao and การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

407 Pang Khon) and Nan (Mae Charim), The result of Genetic correlation analyzed in the year 2017 , for 7 samples from Doi Saket (S1) Samoeng (S2), Mae Jon Luang (S3), Khun Wang (S4), Khun Mae Lao (S5), Chiang Dao (S6) and Nan (S7), 3 groups: The first group Doi Saket (S1), Samoeng (S2), Khun Mae Lao (S5) and Chiang Dao (S6). The second group are Mae Jon Luang (S3) and Khun Wang (S4). The third group are Nan (S7). Khun Mae Lao showed highest of total phenolic compounds of 0.009 mg / g gallic acid. Samoeng has showed the highest antioxidant of 23.63 ± 0.03 %. Mae Jon Luang showed the highest of total saponins substance as 32.26 ± 0.65 mg / g. คําสําคัญ: สตั ฤาษี ตีนฮุงดอย สารซาโปนินทั้งหมด สารตา นอนุมูลอสิ ระ สารฟน อลิก Keywords: Paris polyphylla Sm., total saponins, antioxidant, phenolic compound *ติดตอ นกั วิจัย: สพุ ัฒธณกิจ โพธิ์สวา ง (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: (E-mail: [email protected]) บทนาํ var. yunnanensis ซึ่งมีเขตการกระจายพันธุตั้งแตแถบ สัตฤาษี (Paris polyphyllaSm.) ช่ือทองถ่ิน เล็บฮุง, ตง หิมาลัยไปยังประเทศจีน ทิเบต เนปาล เทือกเขาหิมาลัย จีน ไตห วนั พมา ลาว และเวียดนาม (eMonocot, 2011) และสวน (คนเมือง), ตองลุงจอ (ไทใหญ) ยาประดงรอยเอ็ด (ลั้วะ) เล็บ ใหญอยูในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตและแถบ ฮงุ เปน พชื ลมลุก มีเหงาอยใู ตด นิ ใบเดีย่ วออกเวียนรอบขอ 5-9 ตะวันตกเฉียงใตของประเทศจีน โดยเฉพาะอยางยิ่งในมณฑล ใบ รูปรีแกมรูปขอบขนาน โคนใบมนหรือสอบ ปลายใบแหลม ยูนนาน มณฑลเสฉวน และมณฑลกุยโจว (CNC-DIVERSITAS, กานใบสีนํ้าตาล ดอกเด่ียวสีเหลืองหรือสีสม ออกท่ีปลายยอด 2012) ในไทยพบเฉพาะสายพันธุ chinensis พบเฉพาะทาง มีใบประดับ 4-6 ใบรองรับ ผลแบบแคปซูล ทรงกลม ผิวเรียบ ภาคเหนือแถบจังหวัดเชียงใหม เชียงราย แพร นาน ข้ึนในปา เมล็ดสีแดงอมสม ลาํ ตน ใตด ิน ชอบข้นึ ตามพืน้ ในปาสนเขา ทีม่ ี ดิบเขา ระดับความสูง 900-1,900 เมตร ในตางประเทศพบใน เรือนยอดโปรง ความสูงต้ังแต 1,000 เมตรจากระดับน้ําทะเล ระดับความสูงจนถึง 3,000 เมตร ทรัพยากรของสมุนไพรนี้ มี (เกรียงไกรและคณะ, 2551) ลาํ ตน ใตด นิ กนิ สดหรอื ตม ดื่มนา้ํ ปริมาณลดลงอยางมาก การเจริญเติบโตของเหงาชามาก รกั ษาอาการบาดเจ็บ และเอาไปดองเหลา กินเปนยาบํารุงกําลัง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลติ หลังจากปลูกไปแลวเม่ือมีอายุ 5-7 ป (สํานักงานโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก ข้ึนไป ในประเทศจีนเกิดปญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในชวง พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช ปลายป ค.ศ. 1990 การผลติ มปี ริมาณนอ ยกวา 1,000 ตันตอ ป กุมารี, 2544) สวนของเหงานิยมนําไปใชประโยชนกันอยาง ในขณะท่ีความตองการประมาณ 2,000 ตันตอ ป (Wen et al., แพรหลายในประเทศตางๆ เชน เนปาลและจีน ในประเทศ 2012) รัฐมณีปุระ ของประเทศอินเดีย มีการสงออกไปยัง เนปาลใชเปน ยายอยเสมหะ รกั ษาพษิ ไข พษิ จากอาหาร แกพ ษิ ประเทศจีนและประเทศอ่ืนๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต งูกัด พิษแมลงกัด เปนยาบรรเทาผลกระทบจากยาเสพติด ผานไปทางประเทศพมาอยางผิดกฎหมาย (Shah et al., เคี้ยวรากรักษาแผลภายในคอ รักษาบาดแผลภายนอก ใชเปน 2012) ท้ั ง น้ี International Union for Conservation of ยาแกปวด ตมรากรักษาแผลคอตีบ โรคตอมนํ้าเหลือง ตอม Nature and Natural Resources (IUCN) สัตฤาษีเปนหน่ึงใน ทอนซิล คางทูม โรคเตานมอักเสบ โรคไขขอ บรรเทาฝ พืชสมุนไพรท่ีระบุวาเปนความเสี่ยงภายใตภัยการคุกคาม ประเทศจีนใชเปนสวนผสมหลกั ในยารักษาตับ ทอง จมูก ปอด (Madhu et al., 2010) การศึกษาสารประกอบ สามารถแยก คอ และมะเร็งเตานม (Madhu et al., 2010) และใชรักษาเนื้อ สารประกอบได 8 ชนิด คือ Falcarindiol, β-ecdysterone งอก หามเลือด ตอตานการอักเสบ ลดอาการปวดบวม มะเร็ง และ saponins 6 ชนดิ ซ่งึ มีฤทธิ์ตอ ตา นมะเรง็ อยา งมนี ยั สําคัญ ปอด และมะเร็งกลองเสียง และเปนสวนประกอบที่สาํ คัญของ โดยโครงสรางของ saponins มฤี ทธติ์ านเน้ืองอกได นอกจากน้ี สิทธิบัตรยาจีน เชน แคปซูล \" Gongxuening\" \"Jidesheng ยังสามารถบรรเทาอาการบวมน้ําที่ปอดและกลามเนื้อหัวใจ Sheyao\" \"Biyan Qingdu Keli\" (Wen et al., 2012; Shah (Shah et al., 2012) et al., 2012; Qin et al., 2013) CNC-DIVERSITAS (2012) ไดรายงานสายพันธุไววาพบ Paris polyphyllaSm. 12 สาย สํานักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย (2555) จัด พันธุทั่วโลก Qin et al., (2013) รายงานวา P. polyphylla สัตฤาษีไวเปนสมนุ ไพรท่อี าจจะสญู พันธุและมคี วามสําคัญทาง Smith. แบงออกไดมากกวา 10 สายพันธุ มี 2 สายพันธุท่ี เศรษฐกิจ ในพื้นที่เขตอนุรักษปาดอยมอนฤๅษี ในเขตปาสงวน สาํ คัญ คือ P. polyphylla var. chinensisและ P. polyphylla แหงชาติปาขุนแมกวง ตําบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

408 จังหวัดเชียงใหม สํานักงานสวนสาธารณะ (2552) จัดสัตฤาษี 6.1 วเิ คราะหค วามหลากหลายทางพนั ธกุ รรม ดังนี้ เปนไมพืน้ เมอื งของไทยทีค่ วรคาแกก ารอนรุ ักษพนั ธุกรรม 6.1.1 วเิ คราะหความหลากหลายทางพันธกุ รรม 6.1.1.1 การสกดั ดเี อ็นเอ อปุ กรณและวิธกี ารทดลอง นําใบออนหรือยอดออนของสัตฤาษี มาทําการสกัดดี 1. วัสดุและอุปกรณใ นการดาํ เนนิ การทดลอง 1.1 ตน สัตฤาษี จากแหลง สํารวจแตล ะแหลง เอ็นเอโดยนํามาช่ังใหได 0.2 กรัม แลวบดในโกรงที่มี 1.2 วัสดกุ ารเกษตร ไดแ ก ปูนขาว ปยุ คอก ปยุ เคมี โรงเรอื น ไนโตรเจนเหลวใหละเอียด เสร็จแลวเทใสหลอดทดลอง จากน้ันเติม 2XCTAB buffer จํานวน600 ไมโครลิตร ลงใน ตาขาย หลอดที่เตรียมไว แลวนําไปบม ที่อุณหภมู ิ 60 องศาเซลเซยี ส พรางแสง ไมไ ผ ลวด และอน่ื ๆ เปนเวลา 30 นาที เติมคลอโรฟอรม (chloroform): ไอโซเอ 1.3 อปุ กรณบันทกึ ขอมูล ไดแ ก กลองถา ยรูป แบบบนั ทึก มิลแอลกอฮอล (isoamyl alcohol) อัตราสวน 24 : 1 ขอมลู จํานวน 800 ไมโครลิตร เขยาเบาๆ ใหเขากัน แลวนําไป 1.4 อปุ กรณในการเก็บตวั อยางดนิ ไดแ ก ตะกรา เหว่ียง (centrifuge) ท่ีระดับความเร็ว 12,000 g ท่ีอุณหภูมิ ถงุ พลาสตกิ จอบ เสยี มกระสอบ 4 องศาเซลเซียส เปนเวลา 5 - 10 นาที จากนั้นดดู เฉพาะนาํ้ 1.5 อปุ กรณเกบ็ เกีย่ ว ไดแก ถงุ ตาขาย เครอื่ งชัง่ ถุงพลาสติก ท่ใี สสวนบนลงในหลอดทดลองใหม แลว เติมไอโซโพรพานอล 2. วิธปี ฏบิ ัติการทดลอง (isopropanol) ที่เย็นจัด จํานวน 600 ไมโครลิตร เพ่ือ 1.ศึกษาขอมูลเบื้องตนดานความหลากหลายทางพันธุกรรม ตกตะกอนดีเอ็นเอ เขยาเบาๆ ใหเขากัน นําไปแชไวท่ี การจําแนกชนิด นิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ การใช อุณหภูมิ - 20 องศาเซลเซียส เปนเวลา 10 - 20 นาที แลว ประโยชนในดานตา งๆ ขอมูลดานพฤกษเคมีของสตั ฤาษีจาก นําไปเหวี่ยง(centrifuge) ท่ีความเร็วและอุณหภูมิเทาเดิม เอกสาร ตําราทางวิชาการและขอมูลที่บันทึกในตัวอยาง เปนเวลา 5 - 10 นาที จากนั้นเทไอโซโพรพานอลท้ิงไป แลว พรรณไมอ างอิงทเี่ ก็บรักษาในพพิ ิธภณั ฑพ ืชตางๆ เติมแอลกอฮอล 80 % จํานวน 800 ไมโครลิตร แลวนําไป 2. สํารวจและเก็บรวบรวมภาคสนาม รวบรวมขอมูลความรู เหวี่ยง (centrifuge) ที่ความเร็วและอุณหภูมิเทาเดิม เปน ดานการใชประโยชนของตีฮุงดอย ในถิ่นท่ีอยู ซึ่ง เวลา 5 - 10 นาที แลวเทแอลกอฮอล 80 % ทิ้งไป และ ประกอบดวย ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ลักษณะประจํา ทําซํ้าข้ันตอนน้ีอีก 2 ครั้ง ปลอยใหตะกอนแหงโดยการเปด พันธุ นเิ วศวทิ ยา ชื่อเรียกในทอ งถิ่น สวนที่นํามาใชประโยชน ฝาท้ิงไว เปนเวลา 20 - 30 นาที จากน้ันนํามาละลายใน TE และวิธีการใชประโยชน buffer จํานวน 50 - 100 ไมโครลิตร เกบ็ รกั ษาสารละลายดี 3. จาํ แนกชนิดของสัตฤาษโี ดยอาศัยความรดู า นอนกุ รมวธิ าน เอ็นเอท่ีไดท่ีอุณหภูมิ - 20 องศาเซลเซียส และทําการวัด พืช การใชตําราดานอนุกรมวิธานพืช รวมกับการเทียบเคียง คุณภาพและปริมาณสารละลายดีเอ็นเอโดยวิธีอะกาโรส กับตัวอยางพรรณไมอางอิงในพิพิธภัณฑพืช และบรรยาย เจลอิเลก็ โตรโฟรซิ สี (agarose gel electrophoresis) ความ ลักษณะทางพฤกษศาสตรโดยอาศยั ขอมลู การศกึ ษาลักษณะ เขมขนของเจล0.8 % ใน 1XTAE buffer เปรียบเทียบกับ ทางสัณฐานวิทยา ความเขมขนของดเี อน็ เอมาตรฐาน 4. คัดเลอื กตัวอยา งพรรณไมแ หงหรอื ตัวอยางพรรณไมดองที่ สมบรู ณเก็บรักษาตวั อยา งพรรณไมใ นพพิ ธิ ภัณฑพชื กรงุ เทพ การบันทึกขอมลู 5. ปลูกและรวบรวมสัตฤาษีโดยใชสวนหัวพันธุที่ไดจากการ โดยใชแบบสัมภาษณแ ละแบบบนั ทึกขอมูลดังนี้ สํารวจในแตละแหลง ปลูกลงในกระบะเพาะที่ใชข้ีเถาแกลบ เปนวัสดเุ พาะ เม่ือตน กลา งอกรากไดขนาดเหมะสมจงึ ยา ยลง - บันทึกขอมูลดา นความหลากหลายทางพันธุกรรมชนิด ปลูกในแปลงปลูกขนาด 1* 3 เมตร/ ระยะปลูก 30 x 30 นิเวศวทิ ยา และการกระจายพนั ธุ เซนติเมตร ขุดหลุมปลกู ลึก 10 เซนตเิ มตร จาํ นวน 1 แปลง/ -บันทึกการใชประโยชนดานตางๆของสัตฤาษีลักษณะ 1 สายตน เตรียมวัสดุ ปลูกดวยการผสมปุยคอกกับดินอัตรา ประจําพันธุ ชื่อเรียกทองถิ่น สวนที่นํามาใชประโยชน 5 กิโลกรัม/ดิน 1 ตารางเมตร ปลูกภายใตโรงเรือนหลังคา โดยใชแ บบสอบถาม พลาสตกิ บันทึกขอ มลู ทกุ ระยะ 30 วนั -บันทึกขอมูลดานพฤกษเคมีของสัตฤาษีจากเอกสาร 6. นําตัวอยางพืชในแปลงรวบรวมพันธุ และ/หรือถ่ินท่ีอยู ตําราวิชาการและขอมลู อา งองิ ทเี่ กย่ี วของ วิเคราะหความหลากหลายทางพันธุกรรม และพฤกษเคมี -บันทึกการเจรญิ เตบิ โตของตนสตั ฤาษีทนี่ าํ มาเพาะปลกู ดงั น้ี บันทึกลักษณะประจําพันธุ ประเมินคุณลักษณะทาง การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

409 พันธุกรรม จําแนกพันธุโดยใชลักษณะทางสัณฐาน สัตฤาษีท่ีไดจาก ต. ขุนแมลาว อ. ดอยสะเก็ดมี Total วิทยา phenolic compounds เฉลี่ยสูงสดุ เทากบั 0.009 มิลลกิ รมั ตอกรมั กรดแกลลิค (ตารางท่ี 1) ผลและวจิ ารณผ ลการทดลอง ในป 2559 จากการศึกษาตนสัตฤาษีจากแตละแหลงมี จากการวิเคราะหความสามารถในการตานอนุมูลอิสระ เปรียบเทียบจากแตละแหลงในสวนหัวท่ีพักตัวขนาดและ การเจริญเติบโตที่ขยายพันธุโดยการใชหัวพันธุ ป 2560 ได นาํ้ หนักใกลเคยี งกันพบวาสตั ฤาษจี ากเขต อ. สะเมิง มคี าการ นําสวนใบสัต-ฤาษีไปตรวจหาวิเคราะห DNA พบวา สัตฤาษี ตานอนุมูลอิสระเฉลี่ยมากท่ีสุด คือ 23.63±0.03 % (ตาราง ท่ีไดมาจากการสํารวจ พบวามีความแตกตางทางพันธุกรรม ท่ี 2) ไมมากนักและมีความหลากหลายทางพันธุกรรมนอย ดําเนินการดูแลตนสัตฤาษีท่ีไดรวบรวมไวจากการสํารวจ เม่ือวิเคราะหปริมาณสารซาโปนินท้ังหมดเปรียบเทียบ บันทึกขอมูลการเจริญเติบโต โดยพบวาตนสัตฤาษี จากแตละแหลงในสวนหัวพักตวั ท่ีขนาดและนํา้ หนักใกลเคยี ง เจริญเตบิ โตในชวงการเจรญิ เตบิ โตทางลาํ ตนในฤดูฝน โดยมี กัน พบวา สัตฤาษีท่ีสํารวจจากเขต บ. แมจอนหลวง ต. ขุน การพัฒนาดอกแตยังไมพบการติดเมล็ด ตนสัตฤาษีที่ไดจาก แมวาก อ. แมแจม มีปริมาณซาโปนินเฉลี่ยมากท่ีสุด คือ การสํารวจในป 2559-2560 มีการเจริญเตบิ โตทางลําตนชวง 32.26±0.65 mg/g (ตารางที่ 3) ฤดูฝนเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และการเจริญดานสวน ขยายพันธุ (reproductive growth) ต้ังแตเดือน กรกฎาคม จากการวิเคราะหดวยเครื่องหมายโมเลกุลชนิด RAPD ไปจนถึงเดือนธันวาคมกอนจะเขาสูระยะพักตัวในชวงเดือน จํานวน 5 ตัว และเครื่องหมายโมเลกุลชนิด ISSR จํานวน 5 มกราคมเปนตนไป พบวาการเจริญเติบโตทางลําตนของตน ตัว ไดแถบดีเอ็นเอจํานวน 48 แถบ เมื่อนํามาวิเคราะห สัตฤาษีจะข้ึนอยูกับการสะสมอาหารภายในหัว ซึ่งแตละหัว ค ว า ม สั ม พั น ธ แ บ บ Agglomerative hierarchical จึงเจริญเติบโตไมพรอมกันแตจะอยูในชวงระยะเวลา clustering (AHC) พบวาสามารถจําแนกความแตกตางทาง ใกลเ คยี งกัน พันธุกรรมแบงออกเปน 3 กลุม กลุมแรกไดแก ดอยสะเก็ด (S1) สะเมิง (S2) ขุนแมลาว (S5) เชียงดาว (S6) กลุมท่ีสอง ป 2561 ไดดําเนินการออกสํารวจแหลง ท่ีอยูของตนสตั ไดแก แมจอนหลวง (S3) ขุนวาง (S4) และกลุมท่ีสามไดแก ฤาษใี นเขตภาคเหนอื ในชวงการเจริญเติบโตทางลําตนในชวง นาน (S7) (ภาพท่ี 3) ลักษณะทางพฤษศาสตร และสัณฐาน เดือน พฤษภาคม-มถิ ุนายน จาํ นวน 9 แหลง ไดแก อ.ปาย จ. วิทยาของสัตฤาษีจากแตละแหลง มีความหลากหลายทาง แมฮองสอน, บ. กิ่วโปง, บ. หวยฮอม,บ. สบแมแดด อ. กัล สัณฐานวิทยาจึงไมสามารถจําแนกความแตกตางในแตละ ยาณิวัฒนา, โครงการฟารมตัวอยางตามพระราชดําริ บาน แหลงที่ไดทําการสํารวจโดยสังเกตจากลักษณะภายนอกได ขุนแตะ จ. เชียงใหม, สวนรุกขชาติแมฟาหลวง, สถานี (ภาพท่ี 1, 2) พัฒนาการเกษตรท่ีสูงตามพระราชดําริบานปางขอน จ. เชียงราย, โครงการบา นเลก็ ในปาใหญตามพระราชดาํ ริ บาน ลักษณะการติดเมลด็ ของตน ตนี ฮงุ ดอยจะเกาะเปน กลุม หนองหา ต. รมเย็น อ. เชียงคํา จ. พะเยา และสํารวจ กันแนนภายในฝก เม่ือสุกแกเต็มที่ฝกที่หุมเมล็ดจะแตกออก เพ่ิมเติมในเขตศูนยวิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม หนวยยอยแม จะมีเมล็ดเฉลี่ยในฝกประมาณ 20-35 เมล็ด/ฝก มีลักษณะ จอนหลวง พบวามีราคาซื้อขายประมาณ 400-5,000 บาท/ เมล็ดกลม มีสีสมแดงและจะมีเมล็ดภายในหรือเมล็ดจริง กิโลกรัมสด บางพื้นที่มีการซื้อขายเปนเวลาหลายป จนพบ คอ นขางแขง็ สีขาวครมี อยูภายในเปลือกสีสม แดง (ภาพที่ 3) ตนสัตฤาษีนอยมากหรือไมพบในพื้นที่สภาพปาธรรมชาติ แลว ภาพท่ี 1 การเจริญเติบโตทางลําตน ในชว งฤดฝู น เม่ือวิเคราะหหาปริมาณสารสําคัญท่ีมีในแตละแหลงที่ พบโดยวิเคราะหปริมาณฟนอลรวม (Total phenolic compounds) ด ว ย วิ ธี Folin-Ciocalteu reagent แ ล ะ วิ เ ค ร า ะ ห ป ริ ม า ณ ส า ร ซ า โ ป นิ น ( Total Saponin Colourimetry Assay) จํานวน 7 ตัวอยางพบวาปริมาณฟ น อ ล ร ว ม ( Total phenolic compounds) ต า ม วิ ธี ที่ ดดั แปลงจากวิธีการของ Tsai et al. (2005) รายงานผลเปน มิ ล ลิ ก รั ม ต อ ก รั ม ก ร ด แ ก ล ลิ ค ( mg/g Gallic acid equivalent, GAE) จากการวิเคราะหพบวาหัวท่ีพักตัวของ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

410 ตารางท่ี 1 การวิเคราะหปรมิ าณฟนอลิกทง้ั หมด แหลง คา เฉล่ีย (หนวย mg galic/g sample) ดอยสะเกด็ 0.0044 ขนุ แมล าว 0.0090 ขุนแมล าว 2 0.0042 เชยี งดาว 0.0044 ขนุ วาง 0.0050 ภาพท่ี 2 ลกั ษณะหัว (Rhizome) สตั ฤาษีที่ไดจ ากการ สะเมงิ 0.0066 สาํ รวจ แมจ อนหลวง 0.0035 นาน 0.0039 ภาพที่ 3 ลกั ษณะเมลด็ สัตฤาษีท่ีไดจ ากการเก็บเก่ียว ภาพที่ 4 ลกั ษณะการงอกเปน ตนกลาของสัตฤาษี ตารางที่ 2 การวิเคราะหค วามสามารถในการตา นอนมุ ูล อิสระ แหลง คา เฉลย่ี ± S.E. หนว ย ดอยสะเกด็ 15.33±0.07 ขนุ แมล าว 12.43±0.15 ขนุ แมล าว 2 13.73±0.09 เชียงดาว 13.87±0.28 % (รอ ยละ) ขุนวาง 18.97±0.27 สะเมงิ 23.63±0.03 แมจ อนหลวง 11.67±0.15 นาน 8.53±0.20 ตารางที่ 3 การวิเคราะหปรมิ าณสารซาโปนินทง้ั หมด แหลง คาเฉล่ยี ± S.E หนว ย ดอยสะเกด็ 28.20±0.20 ขุนแมลาว 17.15±2.14 เชียงดาว 27.36±0.47 mg/g. ตัวอยาง ขนุ วาง 22.68±2.18 สะเมิง 23.55±0.96 แมจ อน 32.26±0.65 หลวง นา น 15.47±1.87 ภาพท่ี 5 ตัวอยา งพรรณไมแ หง (herbarium) สตั ฤาษี การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

411 ภาพท่ี 6 ความสมั พนั ธทางพันธุกรรมจากใบตนสตั ฤาษี สํานักงานโครงการอนุรกั ษพ นั ธกุ รรมพืชอันเนอื่ งมาจาก สรปุ ผลการทดลอง พระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมาร.ี 2544. พืชถิ่นเดยี วและพชื หายากของ สัตฤาษีจากแตละแหลงมีสัณฐานวิทยาท่ีหลากหลาย ประเทศไทย. [ระบบออนไลน] . แหลงทม่ี า และแตกตางกัน การพิจารณาความแตกตางจากลักษณะ http://www.rspg.or.th/plants_data/rare_plants ภายนอกทาํ ได ยากสอดคลองกับ Jin et al. 2011 ท่รี ายงาน /scien_name_p9.htm (13 สงิ หาคม 2556). ผลการสํารวจสัตฤาษี24 ชนิดจากจีนและเวียดนาม วามี ลักษณะถึง 27 ลักษณะจาก 196 สายตน 8 กลุมประชากร สํานกั งานหอพรรณไม สาํ นกั วจิ ัยการอนุรกั ษปาไมแ ละพันธุ และจากการสํารวจในป 2559-2561 สามารถจําแนกกลุม พืช กรมอทุ ยานแหง ชาติ สัตวป า และพันธพุ ืช. 2550. ของสัตฤาษีโดยใชวิธีวิเคราะห ความสัม พัน ธ แ บ บ สัตฤาษี สารานกุ รมพชื ในประเทศไทย. [ระบบ Agglomerative hierarchical clustering (AHC) สามารถ ออนไลน]. แหลง ทมี่ า แบงสัตฤาษีออกเปน 3 กลุม คือกลุมที่ 1 ประกอบดวยดอย http://web3dnp.go.th/botany/detail.aspx?word สะเกด็ (S1) สะเมิง (S2) ขนุ แมลาว (S5) เชยี งดาว (S6) กลุม snamesci=Paris0polyphylla0Smith0var.0chinen ท่ีสอง ไดแกแมจอนหลวง (S3) ขุนวาง (S4) และกลุมที่สาม sis0(Franchet)0H.0Hara (13 สงิ หาคม 2556). ไดแกนาน (S7) เมื่อวิเคราะหสารสําคัญ พบวาตัวอยางจาก อ. สะเมิง มีคาเฉลี่ยสาร total saponins และฤทธ์ิการตาน CNC-DIVERSITAS. 2012. Catalogue of Life China อนุมูลอิสระสูงสุด และสัตฤาษีจากแหลง อ.ดอยสะเก็ดมี 2012 Annual Checklist.[online].Available คา เฉล่ียสารประกอบฟน อลลิกปรมิ าณสูงสดุ http://data.sp2000.cn/2012_cnnode_e/show_s คาํ ขอบคุณ pecies_details.php? name_code=e21cc83d- 5c35-4ba5-afe2-69a3830c74c9 (21 August โครงการวิจัยน้ไี ดรบั การสนับสนนุ จากโครงการ อนุรกั ษ 2013). พันธุกรรมพืชอันเนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ (อพ.สธ.) ผูวิจัย ขอขอบคณุ มา ณ ท่ีนดี้ วย eMonocot. 2011. Daiswa polyphylla Sm. [online]. เอกสารอางอิง Available http://e-monocot.org/taxon ธวชั ชยั สันติสุข. มปป. พันธุพืชหายากและถูกคุกคามของ /urn:kew.org:wcs:taxon:283892 (13 August 2013). ดอยเชยี งดาว ภูเขาหินปูนในจังหวัดเชยี งใหม ภาคเหนอื ของประเทศไทย ความหลากหลายทาง Madhu, K.C., S. Phoboo and P. K. Jha. 2010. ชวี ภาพของระบบนเิ วศภเู ขา. รายงานการประชุม วัน Ecological study of Daiswa polyphylla Sm. สากลแหงความหลากหลายทางชวี ภาพ, กรงุ เทพฯ. ECOS 17: 87-93. หนา 53-64. Qin, X., C. Chen, W. Ni, H. Yan and H. Liu. 2013. C22-steroidal lactone glycosides from stems and leaves of Paris polyphylla var. yunnanensis. Fitoterapia84: 248–251. Shah, S. A., P.B. Mazumder and M. D. Choudhury. 2012. Medicinal properties of Paris polyphylla Smith: A review. Journal of Herbal Medicine and Toxicology 6(1):27-33. Wen, F., H. Yin, C. Chen, X. Liu, D. Xue, T. Chen, J. He and H. Zhang. 2012. Chemical characteristics of saponins from Paris fargesii var. brevipetala and cytotoxic activity of its main ingredient, parissaponin H. Fitoterapia83: 627–635. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

412 800-1900 m. Rhizome ภาคผนวก not good ตารางท่ี 4 ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรโ ดยทัว่ ไปของสัตฤาษี Mountainous Evaluation environment (สภาพแวดลอ มที่เจรญิ เติบโต) Higher-level landform Type of planting (ชนิด/รูปแบบการปลกู ) Perennial field cropping Vigor of the plant (ความแขง็ แรงของพชื ) Slightly moist (เปยกเล็กนอ ย) - Topography (ลกั ษณะภมู ิประเทศ) - Country of characterization and / or evaluation (สภาพพ้ืนท่)ี Moderate - Crop agriculture (ลกั ษณะพชื ) sunny - Soil moisture (ลกั ษณะดนิ ) oval - Soil fertility (ความอุดมสมบูรณของดิน) - Light (สภาพแสง) Dark green - Blade shape of mature leaf (ลักษณะใบโตเต็มที)่ Present - Leaf colour (สใี บ) - Leaf colour variegation (การเปล่ียนแปลงของสใี บ) few - Number of lobes in mature leaf (จาํ นวนเสนใบในใบหลกั ) whorled - Foliation density (การแตกใบ) Semi-erect - Leaf growth habit (attitude) (การเจรญิ ของใบ) simple - Leaf type (รปู แบบใบ) - leaf margin colour (สีขอบใบ) green - vein colour (สเี สนกลางใบ) green - leaf density (ความหนาแนน ใบ) intermediate - stem branching (การแตกแขนง) Erect ตง้ั ตรง - Plant growth habit (ลกั ษณะทรงพุม) Erect ตั้งตรง - Stem growth habit (การเจริญเติบโตลําตน ) Erect ต้งั ตรง - Plant height (ความสูงของพืช) 10-100 cm. - Crown number per plant (จาํ นวนกอ) no - stem colour (สตี น) purplish green - Type of material received (สวนที่ใชขยายพนั ธุ) tuber - Flower colour (สดี อก) light green - Intensity of flower colour (ความเขม สดี อก) light - Length of peduncle (ความยาวชอดอก) 11-15 cm. - Number of inflorescences per plant (ชอดอก/ตน ) ≤ 10 - Time of flowering (ชว งเวลาที่ออกดอก) June - July - Type of flower (ประเภทดอก) spatulate, 4 linear acute ones - flowering - flowering (การออกดอก) flowering in some years - days to flowering after emergence (จาํ นวนวันดอกบาน) 120 - sex (เพศของดอก) bisexual flower - calyx (กลีบดอก) 4-10 lanceolate green leaves - Length of picking season (ระยะเกบ็ เก่ียว) after flowering การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

413 การทดสอบผลผลติ และคัดเลอื กสายพนั ธขุ าวสพี ้นื เมืองผลผลติ สงู YIELD TRIAL AND NATIVE RICE COLOR RICE VARIETIES SELECTION ชยุต ศรฮี ากณ ู Chayut Srihanoo สาขาวชิ าพืชศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร อาํ เภอพังโคน จงั หวัดสกลนคร 47160 Plant Science Faculty of Natural Resources Rajamangala University of Technology Isan Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ ขาวเปนพืชที่มีความเกี่ยวของกับชีวิตของไทยมาชานาน ปจจุบันเกษตรกรสวนใหญนิยมปลูกขาวพันธุปรับปรุงกันอยาง แพรหลายสงผลใหการเก็บรวบรวมขาวพันธุพ้ืนเมืองลดลง การศึกษาคร้ังนี้มี วัตถุประสงค เพ่ือเปรียบเทียบผลผลิตและ คัดเลือกสายพันธุข า วสีพื้นเมือง จาํ นวน 49 สายพนั ธุ โดยวางแผนการทดลองแบบสมุ สมบรู ณภ ายในบล็อก (RCBD) จาํ นวน 4 ซาํ้ และทาํ การเปรียบเทียบลกั ษณะทางการเกษตร ลกั ษณะองคประกอบผลผลิตและผลผลติ ผลการวเิ คราะหความแปรปรวน ทางสถิติ พบวา ทุกลักษณะที่ทําการเปรียบเทียบมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญย่ิงทางสถิติ (p < 0.01) และจากการ ประเมินผลผลติ ของขา วพื้นเมอื งท้ัง 49 สายพนั ธแุ ละพันธเุ ปรียบเทยี บ 2 พนั ธุ (พนั ธุหอมสกลนครและพันธุไรซเบอรี)่ สามารถ คัดเลือกสายพันธุขา วไดท้ังหมด 12 สายพันธุ โดยมีผลผลติ ตอ พื้นท่ี (4 ตร.ม.) อยูระหวาง 853.33-1,140 กรัม ซ่ึงใชเปนสาย พนั ธทุ ดสอบในระดับทส่ี งู ขึ้นตอ ไป Abstract Rice has been associated with Thai life for a long time. Currently, most farmers prefer to grow hybrid rice varieties widely, resulting in the collection of native rice varieties were decreasing. The purpose of this study was to compare the yield and selection of 49 varieties of native color rice varieties by planning a randomized complete experiment within the block (RCBD) of 4 replications and comparing the characteristics of agronomic characteristics, yield components, and productivity. The statistical analysis of variance showed that every comparison was significantly different (p <0.01) and from the evaluation of the yield of 49 native color rice varieties and 2 comparison varieties (Horm Sakon Nakhon and Riceberry) can be selected for 12 varieties, with production per area (4 sqm.) between 853.33-1,140 grams which is used as a line to the purpose of the test proliferated in the next higher level. คําสําคัญ: ขาวส,ี การเปรยี บเทยี บผลผลติ , ลกั ษณะทางการเกษตร Keywords: color rice, yield comparison, agronomic trait ตดิ ตอ นกั วจิ ยั : ชยุต ศรฮี ากณ ู (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Chayut Srihanoo (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

414 บทนาํ ภาพที่ 1 ขัน้ ตอนการเกบ็ รวบรวมเช้อื พนั ธุกรรมและการ ขาวเปนอาหารที่คนไทยใชบริโภคเปนอาหารหลัก และ เตรยี มเมลด็ พันธุ นอกจากนีย้ ังเปน พืชอีกชนิดหนึ่งทส่ี ามารถสรางรายไดใหก บั การปลกู ประเทศเปนอยา งมาก ปจจุบันผูค นเริ่มหนั มาใหค วามสําคญั ทาํ การยา ยปลกู ลงแปลงเม่อื ขาวมีอายุ 15 วัน โดยพ้นื ที่ กับสุขภาพมากขึ้นการรับประทานอาหารท่ีมีประโยชนและ ปลอดภัยยอมสงผลดีใหกับรางกายไดอีกทางหน่ึง การ ท่ีใชปลูกขาวแตละพันธุ มีขนาด 2x2 เมตร ใชระยะในการ รับประทานขาวสีจึงเปนอีกทางเลอื กหน่ึงที่ผบู ริโภคใหความ ปลูก 30x30 เซนติเมตร ในขาวแตละพันธุจะปลูกได 2 แถว สนใจ อีกท้ังความหลากหลายของสีที่มีอยูในเมล็ดขาวยังมี ในแตละแถวจะมีอยู 16 หลุม โดยวางแผนการทดลองแบบ สารสําคัญท่ีใหประโยชนตอรางกาย ไมวาจะเปนสีดํา สีมวง สุม สมบูรณภ ายในบล็อก (RCBD) 4 ซ้าํ (ภาพที่ 2) ดํา หรือสีแดง ลวนแตใหคุณประโยชนที่ตางกันออกไป จึง สงผลใหความตองการในการผลิตขาวสีเพ่ิมข้ึนตามมา แต ภาพที่ 2 การเตรียมพื้นทแ่ี ละการยา ยกลา เม่ือพิจารณาไปท่ีสายพันธุที่จะนํามาใชปลกู เพ่ือผลิตพบวามี การดูแลรกั ษา จํานวนขาวเพียงไมกี่สายพันธุ จากขาวพ้ืนเมืองท่ีเคยมีความ หลากหลายลดลงเหลือเพียงไมกี่สายพันธุ สงผลกระทบตอ ทําการกําจัดวัชพืชพรอมกับใสปุยคร้งั ท่ี 1 หลังจากขาว แหลงพันธุกรรมขาวที่สําคัญในที่สุด (สุรีพร เกตุงาม, 2553) มีอายุ 30 วัน โดยใสปุยชีวภาพ อัตรา 100 กิโลกรัมตอไร การขาดความหลากหลายในการเลือกรับประทานขาวสี และใสปยุ คร้งั ที่ 2 เมอ่ื ขา วเขา สูร ะยะแตกกอเตม็ ท่ี โดยใชปยุ อาจจะสง ผลตอแรงจูงใจในกลุมผูบริโภคในอนาคตได และอัตราการใสปุยเชนเดียวกับครั้งที่ 1 ในกรณีที่มีการ ระบาดของโรคและแมลงใหใชวิธีการกําจัดอยางเหมาะสม ดังนั้นการพัฒนาสายพันธุขาวสีจึงมีความสําคัญท่ีตอง โดยเล่ยี งการใชส ารเคมใี หม ากทส่ี ดุ (ภาพที่ 3) ปรับปรุงหรือคัดเลือกสายพันธุ เพื่อตอบสนองและสราง แรงจูงใจตอ กลุมผูบริโภคในอนาคต และสิ่งสาํ คัญท่เี ปน หัวใจ หลักในการปรับปรุงพันธุนั้นคือ เช้ือพันธุกรรมขาวเพราะ หากมีสายพันธุขาวที่หลากหลายแลวโอกาสท่ีจะประสบ ผลสําเร็จน้ันยิ่งมีเพ่ิมมากขึ้นและในปจจุบันมีการพยายาม พัฒนาขาวเพ่ือเปนแหลงอาหารสขุ ภาพ (functional food) มากขึน้ (มาโนชและคณะ, 2562) ดวยเหตนุ สี้ าขาพืชศาสตร คณะมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี ราชมงคลอีสานวิทยาเขตสกลนคร ไดตระหนักและเล็งเห็น ความสําคัญ จึงไดมีการเก็บรวบรวมขาวพ้ืนเมืองเอาไว จึงมี ความสนใจท่ีจะนําสายพันธุขาวสีมาทดสอบศักยภาพการ ใหผลผลิต โดยระยะที่ 1 ทําการเปรียบเทียบผลผลิตข้ันตน เพื่อคัดเลือกสายพันธุขาวท่ีเหมาสมที่จะทําการปลกู ทดสอบ ในระดับท่ีสูงข้นึ ตอ ไป วิธกี ารดาํ เนินการวิจยั ภาพท่ี 3 การดูแลรักษา การเก็บรวบรวมและเตรียมเมล็ดพันธุ การเก็บบนั ทึกขอ มูลและการวเิ คราะหขอมูล ทาํ การบันทึกลกั ษณะโดยแยกเปน 2 กลุม คือ ทําการสํารวจและเก็บรวบรวมพันธุกรรมขาวพื้นเมือง จากเกษตรกร และพ้ืนที่ท่ีปลูกขาวพื้นเมือง โดยมีพันธุ ลกั ษณะทางการเกษตร ประกอบดวย ความสูงตน (ซม.) จํานวน 50 สายพันธุ (ตารางท่ี 1) และทําการบันทึกขอมูล เสนผาศูนยกลางลําตน (มม.) ความกวางใบธง (ซม.) ความ เบื้องตนท่ีไดจากเกษตรกร เมล็ดพันธุขาวที่นําไปใชในการ ยาวใบธง (ซม.) ความยาวรวง (ซม.) ความยาวเมล็ด ปลูกทําการคัดเมล็ดขาวของแตละพันธุออกมาอยางละ 10 ขาวเปลือก (มม.) ความกวางเมล็ดขาวเปลือก (มม.) ความ กรัม เพ่ือนําไปเพาะเปน ตนกลาตอไป (ภาพที่ 1) ยาวเมล็ดขาวกลอง (มม.) ความกวางเมล็ดขาวกลอง (มม.) และจํานวนเมลด็ ดี-ลีบตอรวง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

415 ลักษณะองคประกอบผลผลิตและผลผลิต จํานวนหนอ จากการเปรียบเทียบคาเฉล่ียของลักษณะองคประกอบ ตอกอ จํานวนรวงตอกอ เมล็ดตอรวง น้ําหนัก 100 เมล็ด ผลผลิต พบวา ลักษณะจํานวนหนอตอกอ มีจํานวนหนอตอ ขา วเปลอื ก และ ผลผลติ /พืน้ ท่ี กอระหวาง 11-19 หนอ และมีจํานวนหนอตอ กอเฉลีย่ ที่ 17 หนอ ลักษณะจํานวนรวงตอกอ พบวา มีจํานวนรวงตอกอ เมื่อไดขอมูลแลวทําการวิเคราะหความแปรปรวนและ ระหวาง 10-18 รวง และมีจํานวนรวงตอกอเฉล่ียท่ี 17 รวง ความตางทางสถติ ิ (Gomez, 1984) ลักษณะจํานวนเมล็ดตอรวง พบวา มีจํานวนเมล็ดตอรวง ผลการศึกษา ระหวาง 132-160 เมล็ด และมีจํานวนเมล็ดตอรวงเฉลี่ยท่ี 192 เมลด็ ลกั ษณะน้าํ หนกั 100 เมลด็ พบวา มีนํ้าหนกั 100 จากการวิเคราะหความแปรปรวนทางสถิติเกี่ยวกับ เมล็ดระหวาง 2.13-3.29 กรัม และมีนํ้าหนัก 100 เมล็ด ลักษณะทางปริมาณจํานวน 15 ลักษณะ ไดแก ความสูงของ เฉลย่ี ที่ 2.41 กรัม ซ่ึงแสดงไวใ นตารางท่ี 3 ตนขา ว เสนผาศนู ยก ลางลําตน ความกวางใบธง ความยาวใบ 3. ผลผลติ ธง จํานวนหนอตอกอ จํานวนรวงตอกอ ความยาวรวง จํานวนเมล็ดตอรวง จํานวนเมล็ดดี-ลีบตอรวง ความยาว การศึกษาในครั้งน้ีทําการทดลองในพันธุขาวประณีต เมล็ดขาวเปลือก ความกวางเมล็ดขาวเปลือก น้ําหนัก 100 จํานวน 48 สายพันธุ นอกจากนี้ยังมีพันธุทดสอบมาตรฐาน เมล็ดและ ผลผลิตตอพ้ืนที่ พบวาลักษณะทางปริมาณที่ 2 พันธุ (พันธหุ อมสกลและไรซเ บอรี)่ จากการวิเคราะหความ ศึกษามีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติ แปรปรวนทางสถิติของผลผลิตขาวประณีต พบวา มีผลผลิต (p<0.01)เชนเดียวกับอัญชลีและคณะ (2550)ไดประเมิน ตอแปลงยอย (4 ตารางเมตร) ระหวาง 0.85-1.15 กิโลกรัม ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและการใหผลผลิตของขาวเหนยี ว ซ่ึงมีเพียง 12 สายพันธุท่ีมีผลผลิตดีกวาคาเฉล่ียของการ ดําพันธุพ้ืนเมือง โดยการปลูกประเมินลักษณะประจําพันธุ ทดสอบในคร้งั น้ที มี่ ีผลผลิตที่ 757.05 กรัมตอ พน้ื ท่ี ขาวเหนียวดํา จํานวน 60 พันธุพบวา ขาวเหนียวดําท่ี ทดสอบ แสดงความแตกตางกันทางสถิติในทุกลักษณะท่ี โดยพันธุทีใ่ หผลผลิตสงู ไดแก พันธุเหนียวแดง พันธุกลา่ํ ทําการศึกษาและในทุกแหลงปลูก ซ่ึงแสดงใหเห็นวา เฟอง พันธุเหนียวดํา1 พันธุหอมภูเขียว พันธุเจามะลิแดง สภาพแวดลอมมผี ลตอ การใหผลผลิตของขา ว พันธุกํ่า พันธุมะลินิลจักรพรรดิ พันธุเจาแดงพันธุแดง 1. ลักษณะทางการเกษตร สกลนคร พันธุเม็ดมะขาม พันธุเจามะลิแดง และพันธุก่ําลืม ผัว ซึ่งใหผลผลิตตอพื้นที่ 4 ตารางเมตร อยูที่ 1140., จากการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยลักษณะทางการเกษตร 1166.66, 1112.66, 1060.00, 1040.00, 1026.66, พบวาตนขาวมีความสูงระหวาง 84.66-145.30 เซนติเมตร 986.66, 986.66, 940.00, 920.00, . 900.00 และ 853.33 และมีความสูงของตนขาวเฉลี่ยท่ี 126.13 เซนติเมตร กรัมตามลําดบั ซึ่งสูงกวาพันธุหอมสกลนครและใกลเ คียงกบั ลักษณะเสนผาศูนยกลางลําตน พบวามีเสนผาศูนยกลางลํา พันธุไรซเบอรี่ ซึ่งใชเปนสายพันธุเปรียบเทียบมาตรฐานมี ตนระหวาง 0.35-0.56 มิลลิเมตร และมีเสนผาศูนยกลาง ผลผลิตที่ 540 และ 1460 กรัม คิดเปน 344 และ 464 เฉลี่ยท่ี 0.51 มิลลิเมตร ลักษณะความกวางใบธง พบวามี กโิ ลกรมั ตอ ไร ตามลําดับ (ตารางท่ี 3) ความกวางใบธงระหวาง 1.27-1.51 เซนติเมตร และมีความ สรปุ ผล กวางของใบธงเฉลีย่ ที่ 1.45 เซนติเมตร ลักษณะความยาวใบ ธง พบวามีความยาวใบธงระหวาง 29.66-45.75 เซนติเมตร จากการประเมินผลผลิตของขาวพื้นเมือง 48 สายพันธุ และมีความยาวของใบธงเฉลยี่ ที่ 36.65 เซนติเมตร ลักษณะ และพันธุเปรียบเทียบ 2 พันธุ พบขาวที่สามารถใหผลผลิตที่ ความยาวรวง พบวามีความยาวรวงระหวาง 17.83-29.41 สูงกวาพันธุเปรียบท้ังหมด 12 สายพันธุ ท่ีมากกวาคาเฉล่ีย เซนติเมตร และมีความยาวรวงเฉลี่ยท่ี 27.14 เซนติเมตร ในคร้ังนี้ เมื่อคิดเปนผลผลิตตอไร มีผลผลิตอยูระหวาง341- ลักษณะความกวางของเมล็ดขาวเปลือก พบวามีความกวาง 466 กิโลกรัมตอไร ซึ่งปญหาหนึ่งในการผลิตขาวคือสภาวะ ของเมล็ดขาวเปลือกระหวาง 0.24-0.35 เซนติเมตร และมี ความแหงแลง (drought) หรือขาวขาดนํ้าซ่ึงจะสง ผลตอการ ความกวางของเมล็ดขาวเปลือกเฉล่ียท่ี 0.28 เซนติเมตร เจริญเติบโตและผลผลิตของขาว ทําใหการเจริญเติบโตและ ลกั ษณะความยาวของเมลด็ ขา วเปลอื ก พบวามคี วามยาวของ ผลผลิตของขาวลดลง (Kumar et. al., 2008) แตยังมี เมล็ดขาวเปลือกระหวาง 0.66-1.00 เซนติเมตรและมีความ ผลผลิตใกลเ คยี งกบั พนั ธไุ รซเ บอร่ี ซงึ่ เปน พันธุขา วสที ีน่ ยิ มกนั ยาวของเมลด็ ขา วเปลอื กเฉลี่ยที่ 0.71 เซนติเมตร ซงึ่ แสดงไว ท่ัวไป ซง่ึ มีผลผลิตเฉล่ียที่ 464 กโิ ลกรมั ตอไร แสดงใหเ ห็นวา ในตารางที่ 2 และตารางท่ี 3 ยังมีขาวพ้ืนเมืองท่ีสามารถนํามาพัฒนาและปรับปรุงใหมี 2. ลกั ษณะองคประกอบผลผลิต ศักยภาพท่ดี ตี อไปได การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

416 ตารางท่ี 1 รหสั ช่ือสายพนั ธุ และแหลงรวบรวมของเช้ือพันธุกรรมขา ว รหัส ช่อื สายพันธุ แหลง รวบรวม รหสั ชื่อสายพันธุ แหลง รวบรวม PSRR 3 ก่ําเฟอง จงั หวดั เลย PSRR 195 เมด็ โบราณขาว จังหวัดสรุ นิ ทร PSRR 13 ขาวแปดรวง จังหวดั นครราชสมี า PSRR 196 เมลด็ เล็กแดงโบราณ จังหวัดสุรินทร PSRR 19 กา่ํ เกล้ียง จงั หวัดหนองบัวลาํ ภู PSRR 197 ลืมผัวเมลด็ ดํา จงั หวัดสรุ ินทร PSRR 24 ก่าํ เฟอ ง จงั หวัดสกลนคร PSRR 198 เจามะลิแดง จงั หวัดสกลนคร PSRR 31 เม็ดมะขาม จังหวดั กาฬสินธุ PSRR 199 จังหวัดขอนแกน PSRR 35 มะลิดํา จังหวัดกาฬสินธุ PSRR 200 เจาแดง จังหวัดขอนแกน PSRR 36 กาํ่ นอย จังหวัดกาฬสินธุ PSRR 210 เมล็ดฝาย จังหวัดมุกดาหาร PSRR 47 มะลิดํา 2 จังหวดั กาฬสินธุ PSRR 220 เหนยี วดํา จงั หวดั ขอนแกน PSRR 50 กํ่าลมื ผวั จังหวัดกาฬสินธุ PSRR 224 จิระขจร จงั หวดั สกลนคร PSRR 59 กํ่ากาดํา จงั หวัดกาฬสินธุ PSRR 232 เหนียวดํา 1 จังหวดั นครปฐม PSRR 60 ก่ําตนเขยี ว จังหวัดกาฬสินธุ PSRR 236 ลืมเมยี จงั หวัดนครปฐม PSRR 69 มะลนิ ลิ จังหวัดกาฬสินธุ PSRR 248 หลอกแขก จังหวดั นครปฐม PSRR 76 สงั ขห ยด จังหวัดพัทลงุ PSRR 249 จังหวดั นครปฐม PSRR 80 ชอ ขิงแดง จงั หวดั พัทลุง PSRR 250 ชอ ลุง จังหวดั สกลนคร PSRR 82 มะลดิ าํ จงั หวัดกาฬสินธุ PSRR 252 เขยี วหางมา จงั หวดั อดุ รธานี PSRR 85 เจามะลแิ ดง จงั หวดั กาฬสินธุ PSRR 255 เจาแดงปน จังหวดั อุดรธานี PSRR 86 ขา วเหนียวแดง จงั หวดั กาฬสินธุ PSRR 256 กาํ่ ลมื ผัว จงั หวัดอดุ รธานี PSRR 90 เหนียวแดง จังหวดั กาฬสินธุ PSRR 262 แดงสกลนคร จงั หวดั อุดรธานี PSRR 91 ไรซเบอรร ่ี จังหวดั กาฬสินธุ PSRR 264 จงั หวดั อดุ รธานี PSRR 96 กา่ํ นอ ย 2 จังหวัดกาฬสินธุ PSRR 266 ก่ําออย จงั หวดั อดุ รธานี PSRR 97 เจามะลดิ าํ จงั หวดั กาฬสินธุ PSRR 267 กาํ่ ลมื ผวั จงั หวัดอดุ รธานี PSRR 136 ดําดาง จงั หวดั สกลนคร PSRR 276 หอมมะลิแดง จงั หวัดอุบลราชธานี PSRR 184 เหนยี วแดงปน จงั หวัดสกลนคร PSRR 280 มะลดิ าํ จังหวดั ขอนแกน PSRR 193 มะลนิ ลิ จกั รพรรดิ จงั หวดั สรุ นิ ทร PSRR 281 จงั หวัดขอนแกน PSRR 194 มะลนิ ิลโบราณ จงั หวดั สรุ ินทร PSRR 282 กํ่า จังหวัดขอนแกน ก่าํ ตนมวง เหนยี วแดง หอมภเู ขยี ว ลมื ผัว การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

41 ตารางที่ 2 รหัส ชื่อพันธุ ความสูงตน เสนผาศูนยกลางลาํ ตน ความกวางใบธง ความยาวใบธง จํา และพนั ธเุ ปรยี บเทยี บ 2 พนั ธทุ ท่ี ําการปลกู ทดสอบ ณ แปลงทดลองสาขาพืชศาสตร คณ ลําดบั พนั ธุ รหัส ชอื่ พันธุ ความสงู ตน เสนผาศูนยก ลาง ความกวา งใบธง ค (ซม.) ลาํ ตน (มม.) (ซม.) 1 PSRR90 เหนียวแดง 145.33 a-d 5.65 a-f 1.48 c-k 3 2 PSRR3 กลํ่าเฟอ ง 140.00 a-e 6.02 abc 1.43 c-l 4 3 PSRR224 เหนยี วดาํ 1 124.91 c-g 5.12 b-h 1.46 c-l 3 4 PSRR281 หอมภูเขยี ว 84.91 h 3.51 jk 1.27 h-m 3 5 PSRR198 เจามะลแิ ดง 127.25 b-g 4.41 d-k 1.40 e-m 3 6 PSRR267 ก่ํา 137.00 a-e 5.27 a-h 1.53 c-j 4 7 PSRR193 มะลนิ ิลจักรพรรดิ 126.16 b-g 4.99 b-i 1.27 h-m 2 8 PSRR199 เจา แดง 141.25 a-e 5.39 a-g 1.34 f-m 3 9 PSRR255 แดงสกลนคร 127.83 a-g 4.76 c-j 1.51 c-j 3 10 PSRR31 เม็ดมะขาม 129.25 a-g 5.06 b-i 1.22 j-m 3 11 PSRR85 เจามะลิแดง 136.16 a-f 5.07 b-i 1.39 e-m 3 12 PSRR50 กํ่าลืมผัว 135.33 a-f 5.28 a-h 1.32 g-m 3 ไรซเ บอรี/1 84.66 h 3.72 ijk 1.33 f-m 3 หอมสกล/2 105.62 g 4.21 g-k 1.50 c-j 4 คาเฉล่ีย (49สายพันธุ) 126.13 5.07 1.45 3 CV. 7.62 10.50 8.05 1 หมายเหตุ :-/1และ/2 พนั ธุเปรยี บเทยี บ -คาเฉลี่ยทแ่ี สดงออกในคอลมั นเ ดียวกนั ทไี่ มม ตี ัวอักษรรว มกนั มคี วามแตกตา งอยา งมีนัยสาํ คัญทางสถติ ตารางที่ 3 รหัส ช่ือพนั ธุ เมล็ด/รวง เมล็ดลีบ/รวง ความยาวเมล็ดขา วเปลือก ความกวางเมล็ดขา ว พ้นื ท่ี ของขา วสพี ืน้ เมือง 12 สายพนั ธทุ ี่ใหผลผลติ สงู และพนั ธุเปรียบเทียบ 2 พันธุที่ทาํ ก เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชา

17 านวนหนอ/กอ จํานวนรวง/กอ และความยาวรวง ของขาวสีพื้นเมือง 12 สายพันธุที่ใหผลผลติ สงู ณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร ความยาวใบธง จํานวนหนอ /กอ จาํ นวนรวง/กอ ความยาวรวง (ซม.) (ซม.) 32.25 g-m 19.33 a-d 18.75 abc 29.29 ab 45.75 abc 18.08 a-g 17.75 a-d 26.66 a-d 38.16 c-l 15.58 c-i 15.58 b-f 29.41 ab 31.17 j-n 19.25 a-e 16.41 a-e 26.96 a-d 38.41 c-l 19.50 abc 19.33 ab 28.66 ab 42.75 a-h 16.50 a-h 17.25 a-e 28.75 ab 29.66 lmn 16.75 a-h 18.41 a-d 26.96 a-d 33.16 g-m 18.16 a-g 18.25 a-d 27.87 ab 34.25 e-m 17.66 a-h 16.33 a-e 28.00 ab 32.46 i-m 10.66 a 10.08 a 27.50 a-d 35.16 d-l 18.83 a-f 18.41 a-d 26.66 a-d 35.58 a-e 18.16 a-g 17.50 a-e 27.41 a-d 34.42 e-l 16.66 a-h 15.83 b-f 28.33 ab 43.25 a-g 16.08 b-i 15.50 c-f 17.83 f 36.65 17.05 16.75 27.14 10.53 23.21 21.39 7.28 ติ (p<0.05) และ ** มีความแตกตา งกันอยา งมีนัยสาํ คญั ยิง่ ทางสถิติ (p>0.01) วเปลอื ก ความยาวเมลด็ ขา วกลอ ง ความกวา งเมลด็ ขาวกลอง น้ําหนกั 100 เมลด็ ดี และผลผลติ / การปลกู ทดสอบ ณ แปลงทดลองสาขาพืชศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั าวบานไทยไดป ระโยชน”

41 ลาํ ดับ รหัส ช่ือพันธุ เมลด็ /รวง เมลด็ ลีบ/รวง ความยาวเมล็ด ค พนั ธุ ขา วเปลอื ก (มม.) ขา 1 PSRR90 เหนียวแดง 252.83 abc 4.01 a 8.01 b-e 2. 2 PSRR3 กลาํ่ เฟอ ง 169.58 e-i 5.91 p-s 10.04 b-g 3. 3 PSRR224 เหนยี วดาํ 1 135.00 g-j 2.58 t 6.58 c-n 2. 4 PSRR281 หอมภเู ขียว 131.66 hij 4.91 h-l 8.91 b-m 2. 5 PSRR198 เจามะลแิ ดง 163.50 e-i 6.45 bc 8.45 k-r 2. 6 PSRR267 ก่ํา 180.50 c-i 6.16 p-s 7.16 j-r 3. 7 PSRR193 มะลนิ ลิ จกั รพรรดิ 229.75 a-e 6.58 c 6.58 r 2. 8 PSRR199 เจา แดง 167.50 e-i 6.83 o-s 6.83 e-r 3. 9 PSRR255 แดงสกลนคร 206.33 a-h 6.33 j-p 7.33 b-f 2. 10 PSRR31 เมด็ มะขาม 224.25 a-e 6.16 p-s 8.17 o-r 2. 11 PSRR85 เจา มะลแิ ดง 212.75 a-h 8.16 bc 8.16 b-i 2. 12 PSRR50 กํา่ ลืมผวั 198.58 b-i 7.66 l-r 8.79 h-r 2. ไรซเบอรี/1 139.00 f-j 6.91 p-s 10.23 b-e 2. หอมสกล/2 168.00 e-i 6.41 f-i 10.43 bc 2. คาเฉลย่ี (49สายพันธุ) 191.82 6.35 7.11 2. CV. 16.12 17.17 5.03 7. หมายเหตุ :-/1และ/2 พนั ธุเปรียบเทยี บ -คา เฉลยี่ ทแี่ สดงออกในคอลัมนเดียวกนั ทีไ่ มมตี ัวอกั ษรรวมกนั มคี วามแตกตา งอยางมีนัยสาํ คญั ทางสถิต การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชา

18 ความกวางเมล็ด ความยาวเมล็ดขา ว ความกวางเมล็ด น้ําหนกั ผลผลิต/พื้นที่ าวเปลอื ก (มม.) กลอง (มม.) ขาวกลอ ง (มม.) 100 เมลด็ (กรัม) .56 k-o 7.57 a-e 2.09 e-h 2.55 b-i .47 a 6.91 a-j 2.74 abc 3.29 abc 1,140.00 abc .74 e-n 6.28 e-k 2.43 b-f 2.62 b-i 1,166.66 ab .52 k-o 7.49 a-g 2.00 fgh 2.45 d-j 1,112.66 a-d .50 l-o 7.56 a-e 2.22 b-h 2.88 a-f 1,060.00 a-d .25 a-g 6.32 d-k 2.38 b-g 2.71 b-h 1,040.00 a-e .57 j-o 5.68 jk 2.15 d-h 2.06 f-j 1,026.66 a-f .14 a-j 6.37 d-k 2.41 b-f 2.74 b-h 986.66 a-f .43 mno 7.09 a-i 2.10 e-h 2.78 b-h 986.66 a-f .42 mno 5.87 ijk 2.17 c-h 2.13 e-j 940.00 a-g 2.40 d-j 920.00 b-g .41 no 7.06 a-i 2.04 fgh 2.66 b-h 900.00 b-g .90 b-n 6.14 h-k 2.33 b-h 2.41 d-j 853.33 b-g .68 h-n 6.79 b-k 2.38 b-g 2.00 g-j 1460.00 a .41 no 7.17 a-i 2.23 b-h 2.47 540.00 d-g 12.87 757.05 .78 6.69 2.29 28.61 .89 7.65 9.43 ติ (p<0.01) าวบา นไทยไดป ระโยชน”

419 เอกสารอา งอิง หนาว ประจาํ ป 2550. การประชมุ วชิ าการขา วและ มาโนช คุมพนาลยั สถิต, กัญญณชั ศิริธัญญา, นพิ นธ บญุ มี ธญั พืชเมอื งหนาว ประจําป กรุงเทพฯ, 2550, หนา 68- 74. และ สรุ พล ใจวงศษ า. ขาหนี่ (STPC04005) ขา ว Gomez, K.A. and A.A. Gomez, (1984). Statistical พน้ื เมืองทมี ีศกั ยภาพและคณุ คา ทางโภชนาการสงู ใน procedures for agricultural research (2 ed.). การประชมุ วชิ าการขาวและธญั พชื เมอื งหนาว ประจาํ ป John wiley and sons, NewYork, 680p. 2562. นครราชสีมา.หนา 107-114 Kumar, A., Bernier, J., Verulkar, S., Lafitte, H.R. and สุรีพร เกตงุ าม. 2553. รายงานผลการดาํ เนินงานโครงการ Atlin, G.N. 2008. Breeding for drought ทาํ นบุ าํ รงุ ศลิ ปวฒั นธรรม การสาํ รวจการอนรุ กั ษพันธุ tolerance: direct selection for yield, response ขา วพ้นื เมอื งเพอื่ การแปรรปู ผลติ ภณั ฑท อ งถ่นิ . คณะ to selection and uses of drought-tolerant เกษตรศาสตร.มหาวิทยาลัยอบุ ลราชธานี. donors in upland and lowland-adapted อัญชลี ชาวนา, บุญรัตน จงด,ี ปรเมศ บรรเทิง และ population. Field Crops Research 107 : 221- ประสทิ ธ์ิ ใจศลิ . 2550. การประเมินลักษณะทาง 231. สณั ฐานวทิ ยาและการใหผ ลผลิตของขา วเหนยี วดาํ พนั ธุ พ้ืนเมืองในการประชมุ วิชาการขา วและธญั พืชเมอื ง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

420 ผลของการใหน ํา้ ตอการเจรญิ เตบิ โตของผักในพน้ื ทงี่ านเกษตรกรรมแบบประณีต ศนู ยศ ึกษาการพฒั นาหว ยฮองไครอ ันเนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริ THE EFFECT OF WATERING ON GROWTH OF VEGETABLES AT INTENSIVE FARMING AREA HUAI HONG KHRAI ROYAL DEVELOPMENT STUDY CENTRE จุฑามาส คุม ชยั 1,2*, เอ้ืองชนั ไชยธง2, ธีรภทั ร จันทรเขียว2 และ นพดล โควสวุ รรณ2 Jutamas Kumchai1,2*, Auengchan Chaithong2, Teerapat Jankhiao2 and Noppadon Khowsuwan2 1ภาควิชาพชื ศาสตรแ ละปฐพศี าสตร คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม จ.เชยี งใหม 50200 2ศูนยศ ึกษาการพัฒนาหว ยฮองไครอ นั เน่อื งมาจากพระราชดาํ ริ ดอยสะเก็ด เชียงใหม 50220 1Department of Plant and Soil Sciences, Faculty of Agriculture, Chiang Mai University, Chiang Mai 50200 2Huai Hong Khrai Royal Development Study Centre, Doi Saket, Chiang Mai 50220 บทคัดยอ งานวิจัยนี้ไดศึกษาการใหน้ําท่ีมปี ระสทิ ธิภาพสงู สุดในถั่วฝก ยาวและแตงกวา เพื่อถายทอดเทคโนโลยีและรูปแบบการใหน ํ้าใน แปลงสาธิตการปลูกผักในกลุมงานเกษตรกรรมประณีต ศูนยศึกษาการพัฒนาหวยฮองไครอันเนื่องมาจากพระราชดําริ วาง แผนการทดลองแบบสุมสมบูรณในบล็อก 4 กรรมวิธี ตอพืช (ถ่ัวฝกยาว และแตงกวา) ไดแก ระบบมินิสปริงเกอร ระบบนํ้า หยด บัวรดน้ํา และสายยาง โดยบันทึกการเจรญิ เติบโต ลักษณะทางพืชสวน คุณภาพผลผลิต และหาจุดคุมทุนของระบบนํา้ แบบตางๆ ผลการทดลองพบวา ความสูงตน และน้าํ หนกั ผลผลติ ของถ่ัวฝก ยาว ความสงู ของแตงกวาภายใตระบบน้าํ หยด บัวรด นํา้ และระบบสายยาง มคี าสูงกวาการใหนํ้าแบบมินิสปรงิ เกอรอยางมีนยั สําคัญทางสถิติ อยางไรกต็ ามความยาวผล ความกวา ง ผลและความหนาเนื้อของถ่ัวฝก ยาวและแตงกวา ไมแตกตางกนั ทางสถิติ ทางดานนํ้าหนักผลผลติ ของแตงกวานั้นพบวาการให นา้ํ แบบ บัวรดน้าํ และสายยางรดนํ้ามีคา มากกวา การใหน้าํ แบบมินสิ ปริงเกอร สาํ หรับจุดคมุ ทนุ การใหนา้ํ แบบ สายยางและบวั รดนํ้าจะประหยัดตนทุนในการผลติ กวา แตปริมาณน้ําท่ีใชคอ นขางสงู รองลงมาคอื การใหน ้ําแบบระบบน้ําหยดมกี ารลงทนุ สูง ครั้งแรกแตใชนํ้านอย จากการทดลองนี้ช้ีใหเห็นวา การใหน้ําท่ีมีประสิทธิภาพตอการเจริญเติบโตและผลผลิตของถ่ัวฝกยาว และแตงกวาคอื การใหน้าํ แบบระบบนํา้ หยด Abstract This research studied the most efficient water system in yard-long bean and cucumber for technology transfer and water system on vegetable field demonstration at the Intensive Agriculture Division, Huai Hongkhrai Royal Development Study Centre. The experimental design was a randomized complete block design with four treatments per plant (yard-long bean and cucumber). There was a mini springer system, watering can, hose system and drip irrigation system. The data collection was growth, horticultural characteristics, yield and break-even point of water systems. The result found that plant height and yield weight of yard-long bean and plant height of cucumber under drip irrigation, watering can and hose system was higher than mini springer with significantly different. However, fruit length, fruit width and fresh thick of yard-long bean and cucumber were not significantly different. Fruit weight of cucumber under the watering can and hose system showed higher than mini springer. Break-even point of a watering can, hose system saved cost production, but they used a high volume of water while drip irrigation was a high cost for the first time but used less water. It indicated that the suitable water system and used less water, but highly effective on the growth was a drip irrigation system. คําสําคญั : ระบบการใหน า้ํ , ถัว่ ฝก ยาว, แตงกวา Keywords: irrigation system, yard-long bean, cucumber *ตดิ ตอ นักวิจัย: จุฑามาส คมุ ชัย (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Jutamas Kumchai (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

421 บทนํา กรัมตอตน และใสปุยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัมตอ ในปจจุบันน้ํามีความสําคัญมากข้ึนเปน ลําดบั ทั้งการใช ไร และฉีดพนสารชีวภัณฑปองกันกําจัดแมลงทุก 4-5 วัน เก็บเก่ียวผลผลิตถ่ัวฝกยาวไดเมื่อมีอายุ 55-60 วัน และ จากชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม การเลี้ยงสตั ว และการปลกู แตงกวา 35-40 วัน บันทึกผลการทดลองโดยบันทึกลักษณะ พืช แตการกระจายของปริมาณนํ้าฝนที่ตกในทั่วทุกภาคของ ทางพืชสวน ไดแก ความสูงของตน ความยาวของผล ความ ประเทศไทยไมพอดี ทําใหบางระยะฝนตกมากจนน้ําทวม กวา งของผล ความหนาเนื้อของผล และนํ้าหนกั ผลผลิต และ ตอมาจึงเกิดการขาดแคลนนํ้าในฤดูแลง ในภาคการเกษตร บันทึกปริมาณการใหน้ําแกพืช 4 กรรมวิธี แลวนํามา น้ันควรจัดการกักเก็บน้ําโดยวิธีใดวิธีหน่ึง หรือหาแหลงนํ้าที่ วเิ คราะหขอมลู ทางสถิติ ตนทุนต่ํา เชน ไดมาจากแมนํ้า ลําคลอง หรือน้ําใตดิน แลว ผลการทดลอง หาวิธีใชนํ้านั้นอยางมีประสิทธิภาพ (ดีพรอม, 2535) พืชทุก ชนิดตองการน้ําเพียงจํานวนหน่ึง เพื่อการเจริญเติบโตและ การปลูกทดสอบเพ่ือเปรียบเทียบคุณภาพของผัก ใหผลผลิตสูง หากขาดแคลนน้ําจะทําใหพืชเติบโตไมเต็มที่ พื้นบานในแปลงสาธิตจากการใหนํ้า 4 กรรมวิธี แกพืช ในระยะที่พืชออกดอกติดผล และเก็บเมล็ดแลว การขาด ทดลองมีการเจริญเติบโตของถั่วฝกยาวดังน้ี ความยาวของ แคลนน้ําจะทําใหขนาดของผลหรือเมลด็ เล็กลง ปริมาณการ ถั่วฝกยาวท่ีทดสอบ พบวาไมมีความแตกตางกันทางสถิติ เก็บเกี่ยวลดลงตามไปดวย (มนตรี, 2550) ระบบใหนํ้าที่มี โดยมีความยาวตั้งแต 42.25-44.36 เซนติเมตร (ตารางท่ี 1) ประสิทธิภาพจะชวยใหมีการพัฒนาผลผลิตในดานปริมาณ ความกวางของถั่วฝกยาวที่ทดสอบ พบวาไมมีความแตกตา ง และคุณภาพเชิงพาณิชยไดมาก ระบบใหนํ้าที่เหมาะสมควร กันทางสถิติ โดยมีความกวางต้ังแต 0.83-0.87 เซนติเมตร เปน ระบบน้ําที่ประสทิ ธิภาพสงู หรือเปนระบบทีม่ กี ารสญู เสยี (ตารางท่ี 1) ความหนาเน้ือของถ่ัวฝก ยาวที่ทดสอบ พบวาไม นํ้านอย นํ้าที่จายออกไปจะเปนประโยชนตอพืชมากท่ีสุด มคี วามแตกตา งกนั ทางสถิติ โดยมคี วามหนาเนอ้ื ต้ังแต 0.20- สามารถควบคุมปริมาณและการกระจายน้ําได การรูจักการ 0.41 เซนติเมตร (ตารางที่ 1) ความสูงของตนถั่วฝกยาวที่ จัดการใหน าํ้ ที่เหมาะสมกจ็ ะชวยใหมีการใชน้าํ อยา งประหยัด ทดสอบ มีคาตั้งแต 388.71-520.71 เซนติเมตร ซ่ึงมีความ สอดคลองกับความตองการน้ําของพืช เปนการประหยัด แตกตางกันทางสถิติ โดยระบบน้ําที่ใหความสูงของตนมาก พลังงานและอนรุ ักษนา้ํ (นาวี, 2548) ไดแก สายยาง, ระบบน้ําหยด, บัวรดนํ้า ซ่ึงไมแตกตางกัน ทางสถิติ แตแตกตางทางสถิติกับการใหนํ้าแบบระบบมินิ การศึกษาคร้ังนีม้ จี ดุ ประสงคเพ่ือ ศึกษาระบบการใหน ้าํ สปริงเกอรซ่ึงมีความสูงนอยที่สุด (ตารางที่ 1) ทางดาน ทีเ่ หมาะสมตอการเจรญิ เตบิ โตและผลผลิตในผักพนื้ บา น ผลผลิตสดของถวั่ ฝก ยาวทท่ี ดสอบ พบวามคี า ต้ังแต 390.49- ถ่วั ฝก ยาว และแตงกวา 629.26 กิโลกรัมตอไร ซ่ึงมีความแตกตางกันทางสถิติ โดย อุปกรณแ ละวิธกี ารทดลอง ระบบนํ้าท่ีใหนํ้าหนักผลผลิตของฝกมากไดแก สายยาง, ระบบนํ้าหยด และบัวรดนํ้า ซึ่งไมแตกตางกันทางสถิติ แต ปลูกทดสอบเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของผักพื้นบาน แตกตางทางสถิติกับการใหนํ้าแบบระบบมินิสปริงเกอรซงึ่ ให ไดแก ถัว่ ฝก ยาวและแตงกวา ในแปลงสาธิต จากการใหนํา้ 4 นํ้าหนักผลผลิตนอยที่สุด (ตารางที่ 1) ปริมาณการใหนํ้าแก กรรมวิธี ไดแก ระบบมินิสปริงเกอร(T1) ระบบน้ําหยด (T2) พืชถั่วฝกยาวที่ทดสอบ พบวาระบบมินสิ ปริงเกอร, ระบบนํ้า บัวรดนํ้า(T3) และสายยาง(T4) กําหนดปริมาณการใหน้ําแก หยด, บัวรดนํ้า, สายยาง ใหปริมาณน้ํา 793.540, 173.600, พืชคือ ใหนํ้าแกพืชทดลองวันละ 2 ครั้ง ไดแก ชวงเชาและ 333.525 และ 339.790 ลูกบาศกเ มตร ตามลําดับ (ตารางที่ ชวงบา ย โดยระยะแรกของการเจรญิ เติบโตใหน้าํ พืชเปน เวลา 2) 20 และ 10 นาที ตามลําดับ และการเจริญเติบโตระยะหลัง ใหนํ้าพืชเปนเวลา 30 และ 10 นาที ตามลําดบั วางแผนการ การปลกู ทดสอบเพอ่ื เปรยี บเทยี บคุณภาพของแตงกวามี ทดลองแบบสุมสมบรู ณภ ายในบล็อก จํานวน 3 ซํา้ โดยเพาะ การเจริญเติบโตดังนี้ ความยาวของผลแตงกวาที่ทดสอบ เมล็ดใหงอกในกระดาษทิชชู แลวยายปลูกลงในถาดหลุม พบวาไมมีความแตกตางกันทางสถิติ โดยมีคาตั้งแต 10.52- เม่ือตนกลาถั่วฝกยาวอายุ 14 วัน และแตงกวาอายุ 10 วัน 11.42 เซนติเมตร (ตารางที่ 3) ความกวางของผลแตงกวาที่ จึงยายลงแปลงปลูก ปลูกกรรมวิธีละ 12 ตน โดยมีขนาด ทดสอบ พบวาไมม ีความแตกตางกันทางสถิติ โดยระบบนา้ํ ที่ แปลงกวาง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ระยะหางระหวางตน 50 ใหความกวางของผลมากไดแก ระบบมินิสปริงเกอร, ระบบ เซนติเมตร และระยะหางระหวางแถว 70 เซนตเิ มตร ในการ นํ้าหยด, บัวรดนํ้า และสายยาง ซ่ึงมีความยาวเทากับ 4.61, เตรียมแปลงปลกู ใส ปุยคอกรองพื้น อัตรา 20 กิโลกรัมตอไร 4.57, 4.48 และ 4.43 เซนติเมตร ตามลําดับ (ตารางท่ี 3) หลังจากปลูกได 1 สัปดาห จะใสปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

422 ความหนาเน้ือของผลแตงกวาที่ทดสอบ พบวาไมมีความ 934.80 กิโลกรัม ตามลําดับ (ตารางที่ 3) ปริมาณการใหน้ํา แตกตางกันทางสถิติ โดยระบบนํ้าที่ใหความหนาเน้ือของผล แกพืชแตงกวาท่ีทดสอบ พบวาระบบมินิสปริงเกอร, ระบบ มากไดแก ระบบมินิสปรงิ เกอร ระบบนํ้าหยด บัวรดน้ํา และ น้ําหยด, บัวรดน้ํา, สายยาง ใหปริมาณนํ้า 852.230, สายยาง ซ่ึงมีความหนาเน้ือเทากับ 0.98, 0.98, 0.97 และ 108.830, 319.280 และ 321.370 ลูกบาศกเ มตร ตามลาํ ดบั 0.86 เซนติเมตร ตามลําดับ (ตารางท่ี 3) ความสูงของตน (ตารางท่ี 4) แตงกวาท่ีทดสอบ พบวามีความแตกตางกันทางสถิติ โดย ระบบนํ้าที่ใหความสูงของตนมากไดแก สายยาง, บัวรดน้ํา, จากการศกึ ษาระยะเวลาท่ีใชตง้ั แตลงทนุ จนถงึ จดุ คมุ ทุน ระบบนํ้าหยด และ ระบบมินิสปริงเกอร ซ่ึงมีความสงู เทา กบั ทําการติดตั้งระบบ 4 แบบ ไดแก ระบบมินิสปริงเกอร, 812.54, 642.00, 594.21 และ373.71 เซนตเิ มตร ตามลาํ ดบั ระบบน้ําหยด, บัวรดนํ้า และ สายยาง โดยลงทุนทําระบบ (ตารางที่ 3) ผลผลิตสดของแตงกวาที่ทดสอบ พบวามีความ 18,507.84, 15,304.00, 11,138.52 และ 14,108.53 บาท/ แตกตางกันทางสถติ ิ โดยระบบน้ําทีใ่ หน ้ําหนกั ผลผลติ สดมาก ไร ตามลําดับ เม่ือคํานวณหาจุดคุมทุน ระบบนํ้าที่ถึง ไดแ ก สายยาง, บวั รดนํา้ , ระบบนาํ้ หยด และ ระบบมินสิ ปริง จุดคุมทุนกอนไดแก บัวรดนํ้า, สายยาง, ระบบน้ําหยด และ เกอร ซง่ึ มีนา้ํ หนักเทา กบั 1910.60, 1894.30, 1426.30 และ ระบบมนิ ิสปรงิ เกอร ตามลาํ ดับ (ภาพที่ 3) ตารางท่ี 1 แสดงความสูง ผลผลติ และลกั ษณะฝก ของถ่ัวฝก ยาว ความสูง นํ้าหนักผลผลติ ลกั ษณะผล กรรมวิธี (ซม.) (กก./ไร) ความยาว (ซม.) ความกวา ง (ซม.) ความหนาเน้อื (ซม.) 0.41 T1 388.71b 390.49b 42.25 0.83 0.23 0.21 T2 500.13a 629.26a 43.16 0.87 T3 498.38a 528.08a 0.20 43.33 0.86 ns 43.80 T4 520.71a 610.20a 44.36 0.85 F-test * * ns ns %CV 10.08 16.50 5.87 4.66 * คาเฉลย่ี ทต่ี ามดว ยอกั ษรเหมือนกนั ในแนวตง้ั เดียวกัน ไมมีความแตกตา งกนั ทางสถิติ ทีร่ ะดบั ความเช่ือมนั่ 95% ภาพท่ี 1 แสดงผลผลติ ถ่ัวฝกยาวทงั้ 4 กรรมวิธกี ารใหน้าํ T1 = ระบบมนิ สิ ปรงิ เกอร T2 = ระบบนํ้าหยด T3 = บัวรดนํา้ T4 = สายยาง ตารางที่ 2 ปรมิ าณการใหน ํา้ แกพ ชื ถ่ัวฝกยาว ปริมาณการใหนาํ้ แกพืช (ลกู บาศกเมตร) ระยะเวลา การใหนาํ้ แกพชื ระบบการใหน้าํ T1 (มนิ สิ ปรงิ เกอร) T2 (นํ้าหยด) T3 (บัวรดนํา้ ) T4 (สายยาง) 2/5/61 - 5/8/61 793.540 173.600 333.525 339.790 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”