Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

190 Lam VV ( eds) . 2014. Status and trends of Caribbean coral reefs: 1970– 2012. Global Coral Reef Monitoring Network, IUCN, Gland Satapoomin, U. 2000. A Primary Checklist of Coral Reef Fishes of the Gulf of Thailand, South China Sea. The Raffles Bulletin of Zoology. 48 (1): 31-53 Van der Laan, R., Eschmeyer, W. N. and Fricke, R. 2014. Family-group names of Recent fishes. Zootaxa Monograph. 3882 (1): 1-230. DOI 10.11646/zootaxa.3882.1.1 Vincent, I.V., Hincksman, C. M., Tibbetts, I.R. and Harris, A. 2011. Biomass and Abundance of Herbivorous Fishes on Coral Reefs off Andavadoaka, Western Madagascar. Western Indian Ocean J. Mar. Sci. 10, 1: 83-99. Yves L., Jean-Claude G., Durbec, J.P. and Jessu, M.E. 2008. Effects of geomorphological zones, reefs and seasons on coral reef fish communities of Re´union Island, Mascarene Archipelago, SW Indian Ocean. Estuarine, Coastal and Shelf Science 77: 697-709 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

191 กระแสน้ําขึ้นนํา้ ลงและอตั ราการตกตะกอนบรเิ วณพื้นที่วางบา นปลา เกาะแสมสาร จังหวดั ชลบรุ ี TIDAL CURRENT AND SEDIMENTATION RATE AT THE FISH SHELTER AREA, SAMAE SAN ISLAND, CHON BURI PROVINCE อนุกูล บูรณประทปี รตั น1 , ศริ าพร ทองอุดม1*, ศุภชยั ยนื ยง1, อศลย มนี าภา1, วิภษู ิต มัณฑะจติ ร1 และ ธดิ ารตั น นอ ยรักษา2 Anukul Buranapratheprat1, Siraporn Tong-u-dom1*, Supachai Yuenyong1, Ason Meenapha1, Vipoosit Manthachitra1 and Thidarat Noiraksar2 1ภาควชิ าวาริชศาสตร คณวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยบรู พา ชลบรุ ี 20131 2สถาบันวิทยาศาสตรท างทะเล มหาวิทยาลยั บูรพา ชลบุรี 20131 1Department of Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Chonburi 20131 2Institute of Marine Science, Burapha University Chonburi 20131 บทคดั ยอ คณะผูวิจัยไดทําการศึกษาลักษณะกระแสนํ้าในวัฏจักรนํ้าขึ้นนํ้าลงและอัตราการตกตะกอนในทะเลบริเวณที่ติดต้ังบาน ปลาดานตะวันออกของเกาะแสมสาร ตั้งแตเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 ถงึ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 พบวากระแสนํ้าขึ้น น้ําลงมีทิศทางการไหลในแนวเหนือ – ใตท่ีเบนไปทิศตะวันตกเปนหลัก โดยมีอัตราเร็วเฉล่ียตลอดท้ังปประมาณ 4.5 เซนติเมตร/วินาที อัตราเร็วเฉล่ียสูงสุดและต่ําสุดมีคาเทากับ 6.2 และ 2.8 เซนติเมตร/วินาที ในเดือนพฤศจิกายนและ ตุลาคม ตามลําดับ สวนอัตราเร็วของกระแสนํ้าขึ้นนํ้าลงสูงสุดมีคาประมาณ 16.0 เซนติเมตร/วินาที ในเดือนเมษายน พฤษภาคมและพฤศจิกายน และจากกราฟ Progressive vector diagram แสดงใหเห็นวากระแสน้ําขึ้นนํ้าลงมีความ ปน ปวนและแตกตา งกันในแตละเดอื น กระแสน้ําสุทธมิ ีการเปลย่ี นแปลงทิศทางตามฤดูกาล เนอื่ งจากความผนั ผวนของลม และลักษณะทางกายภาพของพนื้ ทศี่ ึกษา สวนอัตราการตกตะกอนในรอบปพ บวามีคาเฉล่ียอยูในชวง 50 – 1,435 กรัม/ ตารางเมตร/วนั โดยคา เฉลยี่ สูงสุดพบในเดอื นมกราคม รองลงมาคือเดือนธนั วาคมและเดอื นมิถุนายน (1,435.01, 183.67 และ 168.77 กรมั /ตารางเมตร/วัน ตามลําดบั ) อัตราการตกตะกอนมีแนวโนม ความสมั พนั ธก ับความเรว็ ลมเฉลีย่ รายเดอื น โดยพบวา อตั ราการตกตะกอนมีคา สงู ในชวงท่คี วามเรว็ ลมคอนขางแรง Abstract The researchers investigate tidal current and sedimentation rate at the fish shelter area, installed in the eastern part of Samae San Island, Chon Buri in each month during April 2018 – March 2019. The results showed that the direction of tidal current mainly directed north – southward with westward trend. Annual average velocity was 4.5 cm/s, while the highest and the lowest average velocities were 6.2 and 2.8 cm/s in November and October, respectively. The maximum instantaneous velocity was approximately 16 cm/s in April, May and November. Progressive vector diagrams revealed turbulence generated by tidal current which varied month by month. The seasonal variations of residual current were ambiguous due to the influences of wind variation and coastal morphology. The sedimentation rate ranged between 50 – 1,435 g/m2/day. The highest rate was found in January followed by December การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

192 and June for 1,435.01, 183.67 and 168.77 g/m2/day, respectively. The variations of sedimentation rate were related to monthly average wind, sedimentation rate increases with increasing of wind magnitude. คําสําคญั : กระแสนาํ้ ขนึ้ นาํ้ ลง, อัตราการตกตะกอน, บานปลา, เกาะแสมสาร Keywords: tidal currents, sedimentation rates, fish home, Samae San island *ติดตอ นักวิจัย: ศริ าพร ทองอุดม (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Siraporn Tong-u-dom (E-mail: [email protected]) บทนํา การศึกษาความหลากหลายของปลาแนวปะการัง (วิภูษิต การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอมและสภาพ และคณะ, 2559) ไดพบปลารวมท้ังสิ้น 94 ชนิด จาก 29 วงศ โดยปลากินพืชขนาดเล็กในวงศปลาสลิดหินเปนกลุม อากาศในปจจุบัน รวมทั้งการใชประโยชนในดานตาง ๆ ท่ีมีความหลากหลายและชุกชุมมากท่ีสุด และการศึกษา ไมวาจะเปนการทําประมง การเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา หรือ ความหลากหลายของหอยทะเล (ธีระพงศ และ กิติธร, แมแตการทองเท่ียวลวนสงผลกระทบตอระบบนิเวศใน 2559) พบหอยทะเลท้ังส้ิน 21 ครอบครัว 31 สกุล 34 ทะเลทําใหเ กิดการเปล่ียนแปลงและเสื่อมโทรมโดยเฉพาะ ชนิด โดยมีคาเฉลี่ยความชุกชมุ ทางชนิดของหอยท่ีพบจาก ระบบนเิ วศแนวปะการัง ซ่ึงเปน แหลงทีอ่ ยอู าศัยและแหลง พื้นที่ศึกษาเปน 8.2±1.4 ชนิด/ม2 นอกจากน้ีหมูเกาะ อาหารท่ีสําคัญของสิ่งมีชีวิตในทะเล เม่ือระบบนิเวศแนว แสมสารยังไดรบั ความสนใจในการศกึ ษาทางดา นกายภาพ ปะรงั เสื่อมโทรมสง ผลใหสิ่งมชี ีวติ ในแนวปะการังมจี ํานวน ไดแก การศึกษาการไหลเวียนของกระแสนํ้า (อนุกูล และ ลดนอยลง จึงเปนที่มาของการสรางแนวปะการังเทียม คณะ, 2558; 2559) และการตรวจวัดคลื่น (อนุกูล และ หรอื บานปลาข้นึ เพื่อเปน การเพ่ิมพ้ืนที่ในการยึดเกาะของ คณะ, 2559) เปน ตน สิ่งมีชวี ิตเกาะตดิ เชน ปะการัง สาหรายทะเล เปน ตน เปน การฟน ฟูและเพิ่มพ้ืนท่ีอยูอ าศยั ใหกบั สิ่งมชี ีวิตในทะเล การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษา กระแสนํ้าขึน้ นา้ํ ลงและอตั ราการตกตะกอนในบริเวณพน้ื ที่ หมูเกาะแสมสารประกอบดวยเกาะขนาดเล็ก ติ ด ตั้ ง บ า น ป ล า ที่ ด า น ต ะ วั น อ อ ก ข อ ง เ ก า ะ แ ส ม ส า ร และขนาดใหญรวมทั้งหมด 9 เกาะ และมีเกาะแสมสาร เนื่องจากกระแสนํ้าบริเวณชายฝงทะเลมีความสําคัญตอ เปนเกาะที่มีขนาดใหญที่สุด หมูเกาะแสมสารเปนพื้นที่ การพัดพาของมวลสารและการแพรกระจายของสิ่งมีชีวิต ภายใตการดูแลของกองทัพเรือและยังเปนพื้นที่ภายใต ในทะเล สวนอัตราการตกตะกอนมีความสําคัญตอ การทับ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดําริ ถมของดินตะกอนบริเวณพ้ืนทองทะเล ซ่ึงขอมูลเหลานี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซ่ึง สามารถนําไปใชเปนพ้ืนฐานประกอบการศึกษาเกี่ยวกับ ไ ด รั บ ค ว า ม ส น ใ จ ใ น ก า ร ดํ า เ นิ น ก า ร ศึ ก ษ า ท า ง ด า น ระบบนเิ วศบรเิ วณบา นปลา และการทับถมของดินตะกอน ทรัพยากรชีวภาพทั้งบนบกและในทะเล เปนพ้ืนท่ีที่มี บนโครงสรางบานปลาและพ้ืนที่โดยรอบ งานวิจัยนี้เปน ความอดุ มสมบูรณของระบบนิเวศและมีความหลากหลาย การสนองพระราชดําริในโครงการอนุรกั ษพ นั ธกุ รรมพืชอัน ทางชีวภาพสูง เชน การศึกษาความหลากหลายของ เน่ืองมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สาหรายทะเล (กาญจนภาชน และคณะ, 2550) พบ สยามบรมราชกมุ ารี สาหรา ยทั้งสนิ้ 32 วงศ 61 สกลุ 98 ชนดิ โดยมสี าหรายที่ เปนการรายงานการพบครั้งแรกในประเทศไทย 16 ชนิด วิธีการศึกษา จุด C (ภาพท่ี 1) ดวยเครื่องตรวจวัดกระแสนํ้า Infinity- ทําการตรวจวัดกระแสน้ําและระดับนํ้าบริเวณ EM AEM-USB (2-D electro-magnetic current meter) บานปลาท่ีบริเวณดา นตะวันออกของเกาะแสมสารใกลก ับ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

193 และเครื่องตรวจวัดระดับนํ้า (Solinst Levelogger) ท่ีถูก Centre for Medium-Range Weather Forecasts ต้ังโปรแกรมใหบันทึกขอมูลทุก 1 นาทีตอเนื่องเปนเวลา (ECMWF) เพื่อใชประกอบการอธิบายลักษณะกระแสนํ้า 25 ชั่วโมง เพ่ือใหครอบคลุมรอบนํ้าข้ึนน้าํ ลง เครื่องมอื ถูก ขนึ้ น้ําลง ในสว นของการวิเคราะหอ ัตราการตกตะกอนนั้น ติดต้ังไวท่ีระดับความลึก 2 เมตรเหนือพื้นทะเล พรอมท้ัง ทําโดยการกรองตะกอนจากขวดดักตะกอนดวยกระดาษ ติดต้ังขวดดักตะกอน (Sediment trap) บริเวณพื้นทอง กรองเบอร 1 (Whatman No.1) ท่ีมีเสนผานศูนยกลาง ทะเลในจุด A – E (ภาพท่ี 2) ท่ีความลึกน้ํามีคาอยูในชวง 12.5 เซนตเิ มตร ความละเอียด 11 ไมโครเมตร จากนน้ั นํา 7 – 9 เมตร ทําการตรวจวัดกระแสน้ําข้ึนนํ้าลง ระดับนํ้า กระดาษกรองไปอบที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส เปน และเกบ็ ขวดดกั ตะกอนทุกเดือนตามเวลาท่ีแสดงในตาราง เวลา 12 ช่ัวโมงขึ้นไปหรือจนกวาตะกอนแหง จากน้ันจึง ท่ี 1 นํามาช่ังน้ําหนักเพ่ือหาปริมาณตะกอนและคํานวณหา อัตราการตกตะกอนดังสมการ ขอมูลทิศทางและความเร็วกระแสน้ําที่ตรวจวัด ไดถูกนํามาทําการเฉล่ียทุก ๆ 15 นาที เพ่ือศึกษาการ ������������������������������������������������������������ = ������������ เม่ือ ������������ = ������������������������2 ไหลเวียนกระแสนํ้าโดยการสรางกราฟแบบ Progressive ������������ ∗ ������������ vector diagram เพ่ืออธิบายการเคล่ือนตัวของมวลน้ํา จากจุดตรวจวัด โดยมีสมมตฐิ านวามวลนาํ้ มีการเคลื่อนตัว โดย ������������������������������������������������������������ คืออัตราการตกตะกอน (กรัม/ตารางเมตร/ ในลักษณะเดยี วกันทง้ั พ้ืนท่ี และทําการเฉล่ียกระแสนํ้าใน วัน) ������������ น้ําหนักแหงของตะกอน (กรัม) ������������ พื้นท่ีหนาตัด รอบวัฏจักรน้ําขึ้นน้ําลง เพื่อศึกษากระแสน้ําสุทธิในรอบ ของขวดดักตะกอน (ตารางเมตร) ������������ เวลา (วัน) และ ������������ 25 ช่ัวโมง นอกจากน้ีไดมีการใชขอมูลลมราย 3 ชั่วโมง รศั มีของปากขวดดกั ตะกอน (0.0235 เมตร) จากแบบจําลองการคาดการณสภาพอากาศ European ภาพท่ี 1 แผนท่เี กาะแสมสารและพ้ืนทว่ี างบานปลาดา นตะวนั ออกของเกาะแสมสาร (ซาย) โดย A – E แสดงถงึ ตาํ แหนงการ วางบานปลา (ขวาบน) และการวางขวดดักตะกอน (ขวาลา ง) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

194 ภาพที่ 2 รูปแบบการวางตวั ของบานปลา A – E บรเิ วณดา นตะวันออกของเกาะแสมสาร สามเหล่ยี มสแี ดงแสดงตําแหนง ของ ขวดดักตะกอนในแตล ะจดุ ตารางที่ 1 ชว งเวลาที่ทาํ การตรวจวัดกระแสน้ําและตรวจวดั การตกตะกอนในบริเวณบา นปลา เกาะแสมสาร วนั ทตี่ รวจวดั กระแสนาํ้ วันทว่ี างขวดดักตะกอน 17 - 18 เม.ย. 2561 ขนึ้ 3 - 4 คํา่ 12 ม.ี ค. - 17 เม.ย. 2561 16 - 17 พ.ค. 2561 ขึ้น 2 - 3 คา่ํ 17 เม.ย. - 16 พ.ค. 2561 26 - 27 ม.ิ ย. 2561 ขน้ึ 14 - 15 คํ่า 16 พ.ค. - 26 มิ.ย. 2561 25 - 26 ก.ค. 2561 ขึ้น 13 - 14 ค่ํา 26 ม.ิ ย. - 25 ก.ค. 2561 15 - 16 ส.ค. 2561 ขน้ึ 4 - 5 ค่ํา 25 ก.ค. - 15 ส.ค. 2561 19 - 20 ก.ย. 2561 ข้นึ 10 - 11 ค่ํา 15 ส.ค. - 19 ก.ย. 2561 17 - 18 ต.ค. 2561 ขน้ึ 8 - 9 คํ่า 19 ก.ย. - 17 ต.ค. 2561 22 - 23 พ.ย. 2561 ข้นึ 15 คาํ่ - แรม 1 คา่ํ 17 ต.ค. - 22 พ.ย. 2561 19 - 20 ธ.ค. 2561 ข้ึน 12 - 13 ค่ํา 22 พ.ย. - 19 ธ.ค. 2561 16 - 17 ม.ค. 2562 ขึ้น 11 - 12 ค่ํา 19 ธ.ค. 2561 - 16 ม.ค. 2562 13 - 14 ก.พ. 2562 ข้ึน 9 - 10 ค่ํา 16 ม.ค. - 13 ก.พ. 2562 13 - 14 มี.ค. 2562 ขึ้น 8 - 9 ค่ํา 13 ก.ย. - 13 มี.ค. 2562 ผลและวิจารณผลการศึกษา คานอยกวา (ตารางท่ี 1 และ 2) กระแสนํ้าในรอบน้ําขึ้น 1. กระแสนํา้ ขนึ้ นํา้ ลงและระดับนา้ํ นาํ้ ลงทไ่ี ดจากการตรวจวดั พบวา อตั ราเรว็ เฉลยี่ ตลอดทงั้ ป จากการตรวจวัดกระแสนํ้าและระดับน้ําในรอบ มีคาประมาณ 4.5 เซนติเมตร/วินาที โดยอัตราเร็วเฉลี่ย นํ้าข้ึนนํ้าลงในบริเวณบานปลาในรอบปพบวามีลักษณะ สงู สุดมีคาประมาณ 6 เซนติเมตร/วินาที ในเดือนเมษายน แตกตางกันในแตละเดือน โดยพบวาพิสัยนํ้าข้ึนนํ้าลง และเดือนพฤศจิกายน สวนอัตราเร็วเฉล่ียต่ําสุดเทากับ (ความแตกตางระหวางน้ําข้ึนสูงสุดและน้ําลงตํ่าสุด) มีคา 2.79 เซนติเมตร/วินาที ตรวจวัดไดในเดือนตุลาคม อยูในชวงต้ังแต 0.80 – 1.83 (เฉล่ีย 1.30) เมตร ข้ึนอยู สวนอัตราเร็วสูงสุดของกระแสนํ้ามีคาประมาณ 16 กับชวงวันที่ทําการตรวจวัด น่ันคือชวงน้ําเกิด (Spring เซนติเมตร/วินาที ในเดือนเมษายน พฤษภาคมและ tide) หรือชวงใกลขางขึ้นและขางแรม 15 ค่ํา พิสัยน้ําขึ้น พฤศจิกายน (ตารางท่ี 2) และพบวาอัตราเร็วของ นํ้าลงจะมีคาสูง และชวงน้ําตาย (Neap tide) หรือชวง กระแสนํ้าขึ้นนํ้าลงแสดงความสัมพันธกับพิสัยของระดับ ใกลข างข้นึ และขา งแรม 7 – 8 ค่ํา คาพสิ ัยน้ําขึน้ นา้ํ ลงจะมี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

195 นํ้าข้ึนน้ําลงในชวงน้ําเกิดและน้ําตาย แตไมแสดง คณะ, 2559) พบวากระแสนาํ้ ข้ึนนํา้ ลงในบริเวณดงั กลาวมี ความสัมพันธในชวงเปลี่ยนเฟสจากนาํ้ เกดิ เปนนํา้ ตายหรือ อัตราเร็วสูงกวากระแสนํ้าข้ึนนํ้าลงในบริเวณบานปลา นํา้ ตายเปนนํา้ เกิด อาจเนอ่ื งมาจากลกั ษณะสันฐานวิทยาท่ี เน่ืองจากจุดตรวจวัดบริเวณดังกลาวอยูในบริเวณรองน้ํา เปนหมูเกาะประกอบดวยเกาะเล็กเกาะใหญอ่ืน ๆ และ กระแสนํ้าข้นึ นํา้ ลงท่ีไหลผานจึงแรง สวนดา นตะวนั ตกของ เปนทะเลรอยตอระหวางอาวไทยตอนในกับอาวไทย เกาะแสมสารซงึ่ เปนบริเวณที่เชื่อมตอกบั ทะเลดานนอกจึง ตอนกลางฝง ตะวนั ออก (อนกุ ูล และคณะ, 2558) สงผลให ไดรับอิทธิพลจากกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลงโดยตรงสงผลให กระแสนา้ํ ข้นึ นา้ํ ลงและระดบั นา้ํ มคี วามซบั ซอ น กระแสน้ําขึ้นนํ้าลงมีความแรงเชนกัน ในขณะท่ีบริเวณ บานปลาอยูหางจากบริเวณรองนํ้าและเปนชายฝงท่ีมี เ ม่ื อ เ ป รี ย บ เ ที ย บ ผ ล ท่ี ไ ด กั บ ก า ร ต ร ว จ วั ด ลักษณะเวาเปนอาวขนาดเล็กสงผลใหกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลง กระแสน้ําในบริเวณทาเรือเขาหมาจอและเกาะแรดดาน ในบริเวณน้ีมคี วามเร็วตา่ํ กวา ในบรเิ วณอนื่ ทก่ี ลาวมา ตะวันตก (อนุกูล และคณะ, 2558) และบริเวณดาน ตะวันตกและตะวันออกของเกาะแสมสาร (อนุกูล และ ตารางท่ี 2 อัตราเร็วของกระแสนา้ํ และพิสยั นา้ํ ขึน้ นํ้าลงท่ีไดจ ากการตรวจบรเิ วณบานปลาในชวงเวลาตา ง ๆ วันทตี่ รวจวัด อตั ราเร็วกระแสนํ้า [เซนตเิ มตร/วินาท]ี พิสัยนํา้ ขึ้นนาํ้ ลง [เมตร] ต่าํ สดุ สงู สุด เฉลย่ี 17 - 18 เม.ย. 2561 0.40 16.51 6.01 1.26 16 - 17 พ.ค. 2561 0.11 16.44 4.84 1.83 26 - 27 ม.ิ ย. 2561 0.43 14.17 4.05 1.67 25 - 26 ก.ค. 2561 0.41 11.68 4.63 1.64 15 - 16 ส.ค. 2561 0.37 12.38 5.21 1.26 19 - 20 ก.ย. 2561 0.16 11.96 4.51 1.23 17 - 18 ต.ค. 2561 0.05 8.19 2.79 1.49 22 - 23 พ.ย. 2561 0.54 16.48 6.19 1.46 19 - 20 ธ.ค. 2561 0.37 8.16 3.33 1.05 16 - 17 ม.ค. 2562 0.12 10.28 3.04 1.06 13 - 14 ก.พ. 2562 0.51 13.69 5.30 0.80 13 - 14 ม.ี ค. 2562 0.74 11.80 4.37 1.19 2. Progressive vector diagram ในชวงเดอื นเมษายน – เดือนมิถนุ ายน และเดอื นกันยายน พ.ศ. 2561 และเดอื นมกราคม – เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2562 กราฟ Progressive vector diagram (ภาพที่ 3 ระยะทางสุทธิมีคามากกวา 1,000 เมตร เนื่องจาก และ 4) เปนการนําความเร็วกระแสนํ้าตั้งแตเริ่มตรวจวัด กระแสน้ําข้ึนนาํ้ ลงมคี วามแรงและไหลในทิศทางตะวันตก จนครบรอบน้ําขึ้นน้ําลงมาหาระยะทาง แสดงใหเห็นการ เฉยี งเหนือ – ตะวนั ตกเฉียงใต หรือทิศเหนอื – ใตเ ปน หลกั เคลื่อนตัวของมวลนํา้ ในบริเวณบานปลาในชวงเวลาตาง ๆ ตามลําดับ ในขณะที่เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม และ โดยพบวากระแสนํ้าบริเวณน้ีมีความปนปวนและมีการ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 กระแสน้ําข้ึนน้ําลงมีความ เคล่ือนตัวในแนวเหนือ – ใตที่เบนไปทางทิศตะวันตกเปน แรงเชนเดียวกัน แตมีการไหลเวียนในหลายทิศทางสงผล หลัก ซงึ่ มีคาการกระจดั หรือระยะทางสุทธิ (ระยะเสนตรง ใหกระแสนํ้ามีการไหลวนจึงทําใหระยะทางสุทธิมีคานอย จากจุดเริ่มตนไปจนถึงจุดสุดทาย) ของการเคล่ือนตัวของ กวา (350 – 600 เมตร) สวนในเดือนตุลาคมและเดือน มวลนํ้าอยูในชวง 350 เมตร ถึง 1,450 เมตร (เฉลี่ย 900 ธันวาคม พ.ศ. 2561 กระแสน้ําข้ึนน้ําลงเบาและมี เมตร) ในทิศทางท่ีแตกตางกันในแตละเดือน โดยพบวา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

196 อัตราเร็วที่ใกลเคียงกัน แตระยะทางสุทธิมีคาแตกตางกัน เคล่ือนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต ในขณะที่เดือน (เดือนตุลาคม 800 เมตร และเดือนธันวาคม 600 เมตร) ธันวาคมกระแสน้ําข้ึนน้ําลงไหลในหลายทิศทางทําให เน่ืองจากในเดือนตุลาคมกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลงเคล่ือนที่ใน 2 เกดิ ลษั ณะการไหลวนของกระแสนํา้ สงผลใหระยะทางสทุ ธิ ทิศทางคือเคล่ือนตัวไปทางทิศเหนือในชวงแรกจากนั้น มคี า นอยกวา ในเดือนตลุ าคม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

197 May 2018 Apr 2018 Jun 2018 Jul 2018 Aug 2018 Sep 2018 ภาพท่ี 3 Progressive vector diagram ของคากระแสนํา้ ท่ีตรวจวดั ไดในรอบนาํ้ ขึน้ น้ําลงบรเิ วณบานปลา เกาะแสมสาร ในเดอื นเมษายน พ.ศ. 2561 – เดอื นกันยายน พ.ศ. 2561 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

198 Nov 2018 Dec 2018 Jan 2019 Feb 2019 Mar 2019 ภาพที่ 4 Progressive vector diagram ของคากระแสนํ้าทต่ี รวจวดั ไดใ นรอบนา้ํ ขนึ้ น้ําลงบรเิ วณบา นปลา เกาะแสมสาร ในเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2561 – เดือนมนี าคม พ.ศ. 2562 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

199 3. กระแสนาํ้ สุทธิ ชายฝง สว นในเดือนสงิ หาคมและเดือนกันยายนทล่ี มเฉล่ีย เบาและมีทิศทางท่ีไมแนนอน กระแสนํ้าสุทธิไหลไปทาง กระแสน้ําสุทธิ (Residual current) จากการ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งอาจไดรับอิทธิพลจากน้ําขึ้นนํ้า เฉล่ียกระแสน้ําข้ึนน้ําลงท่ีตรวจวัดไดในรอบ 25 ช่ัวโมง ลงที่เคล่ือนตัวเขาสูบริเวณเกาะแสมสารจากทางทิศใต แสดงแนวโนม ที่มีความสมั พนั ธกบั ลมเฉลี่ยรายเดอื น (ภาพ มากกวาอิทธิพลจากลมมรสุม และในชวงของการเปลี่ยน ที่ 5) ในชวงของการเปลี่ยนฤดูกาลคร้ังที่ 1 (เดือน ฤดูกาลครั้งท่ี 2 (เดือนตุลาคม) กระแสน้ําสุทธิไหลไปทาง กุมภาพันธ – เดือนพฤษภาคม) กระแสนํ้าสุทธิไหลขึ้นไป ทศิ ตะวันเฉียงเหนือคลายคลงึ กับเดือนสิงหาคมและเดือน ทางทิศเหนือ ซ่ึงสอดคลองกับทิศทางของลมเฉลี่ยราย กันยายน เนื่องจากลมเบาและมีทิศทางท่ีไมแนนอน เดือนที่พัดมาจากทางทิศใตเปนหลักในฤดูกาลนี้ สวน เชนเดียวกัน สวนในชวงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในชว งฤดูมรสมุ ตะวันตกเฉียงใตท ่คี วามเรว็ ลมคอนขา งแรง (เดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม) กระแสน้ําสุทธิไหล (เดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม) กระแสนํ้าสุทธิไหล ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใตที่สอดคลองกับทิศทางของลม ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต เกิดจากอิทธิพลของกระแสน้ํา เฉลี่ยรายเดือน โดยพบวาอัตราเร็วกระแสน้ําในฤดูกาลน้ี จากภายนอกที่ไหลเขาสูบริเวณรองน้ําเขาหมาจอดวย จะมีคาเพ่ิมขึ้นเม่ือเขาสูชวงปลายฤดู ซึ่งอาจจะเปนผลมา ความแรงตามอิทธิพลของลมมรสุมและไหลลงมาทางทิศ จากอิทธิพลของการไหลเวียนกระแสน้ําจากภายนอกที่มี ใตตามแนวรองน้ําเกาะแสมสารกับเกาะแรด (อนุกูล และ ความแรงข้นึ ตามฤดูกาล คณะ, 2559) สงผลใหกระแสน้ําบรเิ วณบานปลาไหลลงไป ทางใตและเบนไปทางทิศตะวันตกตามลักษณะของแนว ภาพที่ 5 ลมเฉลีย่ รายเดือนจากขอ มลู ECMWF (บน) และกระแสนา้ํ สุทธใิ นรอบน้ําข้ึนน้ําลงท่ีไดจากการตรวจวดั (ลา ง) โดย ทศิ ทางและความยาวของลูกศรแสดงถึงทิศทางและอตั ราเรว็ ของลมท่พี ดั มา และกระแสนํ้าที่พดั ไป 4. อตั ราการตกตะกอน เดอื นธนั วาคมและมถิ ุนายน พ.ศ. 2561 (183.67±162.76 และ 168.77±15.49 กรัม/ตารางเมตร/วัน ตามลําดับ) จากการหาอัตราการตกตะกอนบรเิ วณพ้ืนท่ีวาง แ ล ะ มี ค า ต่ํ า สุ ด ใน เ ดื อ น กุ ม ภ า พั น ธ พ. ศ . 2562 บานปลาในรอบป พบวาอัตราการตกตะกอนเฉลี่ยราย (56.98±24.23 กรัม/ตารางเมตร/วัน) และพบวาเดือน เ ดื อ น มี ค า สู ง สุ ด ใ น เ ดื อ น ม ก ร า ค ม พ . ศ . 2 5 6 2 พฤษภาคมและเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 (58.64±15.12 (1435.01±1312.14 กรัม/ตารางเมตร/วัน) รองลงมาคือ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

200 และ 60.95±10.12 กรัม/ตารางเมตร/วันตามลาํ ดับ) มีคา สัมพันธกับอัตราการตกตะกอน โดยในชวงที่ลมเฉล่ียราย ต่ําใกลเคียงกับเดือนกุมภาพันธ แตอัตราการตกตะกอน เดือนมีความเร็วคอนขางแรงอัตราการตกตะกอนจะมีคา เฉลี่ยรายเดือนโดยรวมมีคาใกลเคียงกันและใกลเคียงกับ สงู กวา ชวงท่ีลมเบา ซึง่ จะสังเกตไดช ัดเจนในเดอื นมกราคม คา เฉลยี่ ของทง้ั ป (92.69 กรมั /ตารางเมตร/วนั ) (ภาพท่ี 6) พ.ศ. 2562 ทอ่ี ัตราการตกตะกอนมีคาสงู กวาคาเฉล่ียท้ังป ประมาณ 15 เทา เนื่องมาจากอทิ ธพิ ลของพายุโซนรอนปา เม่ือพิจารณาความสัมพันธระหวางอัตราการ บึก (Tropical Storm Pabuk) ท่กี อ ตวั ข้นึ บริเวณนอกอา ว ตกตะกอน ลมมรสุม และกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลง พบวาอัตรา ไทยและเคล่ือนตัวเขาสูอาวไทยในชวงตนเดือนมกราคม การตกตะกอนไมแ สดงความสมั พนั ธท ชี่ ดั เจนกับกระแสนาํ้ ทําใหเกิดการฟงุ กระจายที่ทองทะเลเพิ่มมากข้ึนในบรเิ วณ ข้ึนนํ้าลงท่ีไดจากการตรวจวัด เน่ืองจากอัตราการ ชายฝงดานตะวันออกของอาวไทยจากอิทธิพลของคลื่น ตกตะกอนทําการศึกษาตลอดชวงเวลาประมาณ 1 เดือน และลม แตอยางไรก็ตามอัตราการตกตะกอนท่ีมีคา ในขณะท่ีกระแสน้ําขึ้นน้ําลงไดมาจากการตรวจวัดใน คอนขา งสงู ไมก อใหเ กิดการทบถมของตะกอนในพนื้ ท่ีบา น รอบวัฏจักรนํ้าขน้ึ น้าํ ลง (25 ชั่วโมง) ซง่ึ กระแสนํ้าข้ึนนํ้าลง ปลาเนือ่ งจากมกี ารฟงุ กระจายและการพดั พาโดยคลน่ื และ ในขณะน้ันอาจเกิดจากความแปรปรวนของลมและปจจัย กระแสนํ้าข้นึ นา้ํ ลงอยูตลอดเวลา อ่ืน ๆ ในชวงเวลาน้ัน สวนลมมรสุมพบวามีแนวโนม Sedimentation rate [g/m2/day] 10000 Monthly average 1000 Annual average 100 10 1 ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE Apr-18 May-18 Jun-18 Jul-18 Aug-18 Sep-18 Oct-18 Nov-18 Dec-18 Jan-19 Feb-19 Mar-19 ภาพที่ 6 อตั ราการตกตะกอนในบรเิ วณพนื้ ทีว่ างบา นปลาดา นตะวันออกของเกาะแสมสารในจุด A – E ในชวงเวลาตา ง ๆ โดย เสน สดี ําแสดงถึงคาเฉลยี่ ในแตล ะเดือน สรปุ ผลการศกึ ษา กับพื้นท่ีใกลเคียงท่ีเคยมีการศึกษาไว กระแสนํ้าสุทธิมี ผลการตรวจวัดกระแสนํ้าขึ้นนํ้าลงบริเวณพื้นท่ี แนวโนมความสัมพันธกับลมเฉลี่ยรายเดือนและมีการ วางบานปลาดา นตะวันออกของเกาะแสมสารแสดงใหเห็น ถึงความสัมคัญของลกั ษณะชายฝงท่สี ง ผลตอการไหลเวียน เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลท่ีชัดเจน สวนอัตราการ กระแสนา้ํ นอกจากน้คี วามผันผวนของลมและระดับนํ้าขึน้ ตกตะกอนไมแสดงความสอดคลองกับกระแสน้ําขึ้นน้ําลง น้ําลงยังสงผลตอกระแสนํ้าขึ้นน้ําลง กระแสน้ําขึ้นน้ําลง ที่ไดจากการตรวจวัดเนื่องจากการตรวจวัดขอมูลไม และกระแสน้ําสุทธิท่ีตรวจวัดไดในบริเวณพ้ืนที่วางบาน เพียงพอ แตมีแนวโนมการเปลี่ยนแปลงท่ีสัมพันธกับ ปลามีความปนปวนและมีอัตราเร็วคอนขางต่ําเมื่อเทียบ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

201 อัตราเร็วลมน่ันคืออัตราการตกตะกอนจะมีคาสูงในชวงที่ พิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ สําหรับการ อัตราเร็วลมคอนขา งแรง อํานวยความสะดวกในการออกเก็บขอมูลภาคสนาม ขอบคุณภาควิชาวาริชศาสตร คณะวิทยาศาสตร คําขอบคุณ มหาวิทยาลัยบูรพา สําหรับอุปกรณในการเก็บขอมูล งานวิจัยนี้เปนสวนหนึ่งของการจัดทําบานปลาและศึกษา รวมถึงหองปฏิบัติการในการวิเคราะหขอมูล ขอขอบคุณ ทรัพยากรชีวภาพบริเวณบานปลา เกาะแสมสาร ซ่ึงอยู บริษัทนํ้ามันอพอลโล (ประเทศไทย) จํากัด ที่ใหทุน ภายใตการทํางานในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน สนับสนุนในการจัดทําบานปลาและศึกษาทรัพยากร เนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ชีวภาพบริเวณบานปลา เกาะแสมสาร สยามบรมราชกุมารี ขอขอบคุณหนวยบัญชาการสงคราม เอกสารอา งองิ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพยส่ิงสินตน”. หนา กาญจนภาชน ลวิ่ มโนมนต, ธิดารตั น นอยรกั ษา และชัช 136-147. อนุกูล บูรณประทีปรัตน, ธิดารัตน นอยรักษา, ศิราพร รี แกวสุรลิขิต. 2550. ความหลากหลายของ ทองอุดม และวริษฐา ขาววิเศษ. 2559. การ สาหรา ยทะเลบริเวณหมูเ กาะแสมสาร. การประชมุ ตรวจวัดคลื่นท่ีบริเวณเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี วิชาการการทรัพยากรไทย : ประโยชนแทแก ในป พ.ศ. 2557. การประชุมวิชาการชมรมคณะ มหาชน, พิพิธภัณฑธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเล ปฏิบัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 7 “ทรัพยากร ไทย : หวนดูทรพั ยส่ิงสนิ ตน”. หนา 148-155. ไทย, จังหวัดชลบุรี, 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน อนุกูล บูรณประทีปรัตน, ศิราพร ทองอุดม และธิดา รัตน นอยรักษา. 2558. กระแสนํ้าบริเวณเกาะ 2550, หนา 148–160. แสมสาร จังหวัดชลบุรี ระหวางเดือนกรกฎาคมถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2554. วารสารวิทยาศาสตร ธีระพงศ ดวงดี และกิติธร สรรพานิช. 2559. การ บูรพา, 20(1), 199-208 ประเมินความหลากหลายของหอยทะเลบริเวณ แหลงสาหรายสีน้ําตาล (Sargassum sp.) เกาะ แสมสาร อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี. การประชุม วิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 7 “ทรพั ยากรไทย : หวนดทู รัพยสิ่งสินตน”. หนา 686–696. วิภษู ติ มัณฑะจิตร, สชุ า มั่นคงสมบรู ณ และสืบสิน สนธิ รัตน. 2559. ความหลากหลายของปลาแนว ปะการังบรเิ วณพ้ืนท่ีปกปกพันธุกรรมพชื ทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุม วิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 7 “ทรัพยากรไทย : หวนดทู รัพยส ิ่งสินตน”. หนา 156–164. อนุกูล บูรณประทีปรัตน, ธิดารัตน นอยรักษา, ศิราพร ทองอุดม และเพ็ชรลดา พรหมเจริญ. 2559. การ ไหลเวียนกระแสนํ้าบริเวณเกาะแสมสาร จังหวัด ชลบุรี ในป พ.ศ. 2557. การประชุมวชิ าการชมรม คณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 7 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

202 ความสมั พนั ธร ะหวางการครอบคลมุ พ้นื ทขี่ ององคป ระกอบหลักบนแนวปะการงั กบั ปลากนิ พืชในแนวปะการงั บริเวณหมูเกาะแสมสาร THE RELATIONSHIP BETWEEN THE AREA COVER OF MAJOR LIFEFORM ON CORAL REEFS AND HERBIVORE FISHES IN CORAL REEFS AT SAMAE SARN ISLANDS อศลย มนี าภา1*, ธดิ ารตั น นอยรักษา2 และ วภิ ษู ิต มณั ฑะจิตร1* Ason Meenapha1*, Thidarat Noiraksar2 and Vipoosit Manthachitra1* 1ภาควิชาวารชิ ศาสตร คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยบรู พา ชลบุรี 20131 2สถาบันวทิ ยาศาสตรท างทะเล มหาวทิ ยาลัยบรู พา ชลบรุ ี 20131 1Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Chon Buri 20131 2Institute of Marine Science, Burapha University, Chon Buri 20131 บทคดั ยอ การตรวจสอบความสัมพันธของสถานภาพของแนวปะการัง ที่มีตอปลากินพืชในแนวปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร พบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของสาหรายคลุมพ้ืน (Turf algae) มีความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสาํ คัญกับ กับความหลาก ชนดิ ของปลากนิ พืช (r2 = 0.40, P< 0.05) คือเมอ่ื การครอบคลมุ พ้นื ท่ขี องสาหรายคลุมพื้น (Turf algae) เพิ่มข้ึนสงผลให ความหลากชนิดของปลากินพืชในแนวปะการังเพิ่มข้ึนเชนกัน และพบวาการครอบคลุมพ้ืนท่ีของสาหรายขนาดใหญ (Macro algae) มีความความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญกับ (r2 = 0.39, P< 0.05) กับปลานกแกว (Scarus ghobban) คือเมอ่ื การครอบคลมุ พื้นที่ของสาหรายขนาดใหญเพิม่ ขึ้นจะพบปลานกแกวเพม่ิ ขึน้ ดว ยเชนเดยี วกนั อยางไรก็ ตามความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวติ หลักบนแนวปะการัง กับชนิดปลากินพืชในแนวปะการังมคี วามซับซอนและยากที่ จะระบุถึงความสัมพันธที่เฉพาะเจาะจงไดอยางชัดเจน ดังน้ันการศึกษาการกินอาหารของปลากินพืชในแนวปะการัง (Stomach contents) เปนเร่ืองท่ีควรตองทําการศึกษาตอไป เพ่ือใหเขาใจถึงความสัมพันธ และบทบาทของปลากินพืช ในแนวปะการังตอการเปลีย่ นแปลงโครงสรา งชุมชนบนแนวปะการงั ใหช ดั เจนมากขนึ้ Abstract The relationship between the area cover of major lifeform on coral reefs and herbivore fishes in coral reefs was investigated at Samae Sarn islands. The result showed positive correlations between turf algae cover and the diversity of herbivore fishes (r2 = 0.40, P< 0.05). Turf algae increasing then the diversity of herbivore fishes increase, a strong positive relation between macro algae cover and parrotfish (Scarus ghobban) was detected (r2 = 0.39, P< 0.05). Increasing of macro algae cover will increase the abundance of parrotfish. However, the relationship between area cover of major lifeform on coral reefs with herbivore fishes was still unclear. Therefore, the stomach contents of herbivore fishes on the coral habitats should be study in more detail to understand the role of herbivore fishes on the changing of coral reef community. คําสาํ คัญ: ความสมั พนั ธ, แนวปะการงั , ปลาแนวปะการัง, ปลากินพชื Keywords: relationship, coral reef, coral reef fishes, herbivore fishes การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

203 *ติดตอนกั วจิ ยั : อศลย มีนาภา และ วภิ ษู ิต มัณฑะจิตร (อเี มล [email protected] และ [email protected]) *Corresponding author: Ason Meenapha and Vipoosit Manthachitra (E-mail: [email protected] and [email protected]) บทนาํ ปริมาณและการควบคุมสาหรายโดยธรรมชาติจากปลา แนวปะการังเปนระบบนิเวศท่ีมีความอุดมสมบูรณ กินพืชในแนวปะการังมีผลตอความสมบูรณของแนว ปะการัง (Jeremiah et al., 2015; Vincent et al., เน่ืองจากมีความหลากหลายของส่ิงมีชีวิตสูงมากท้ังพืช 2011) ดังเชนการศึกษาของ Bellwood et al. (2004) และสัตว สิ่งมีชีวิตในแนวปะการังมีความสัมพันธท่ีมี ท่พี บวากลุมปลากินพืชสามารถควบคุมปริมาณสาหราย ความซับซอน นอกจากนี้หลายประเทศท่ัวโลกให ขนาดใหญไมใ หม ีมากจนเกนิ ไป เนอื่ งจากปลาจะสามารถ ความสําคัญตอการอนุรักษแนวปะการังเปนอยางย่ิง กินสาหรายไดในชวงทเี่ ปนตนออนเทานน้ั เม่ือผา นชวงที่ เนื่องจากแนวปะการังถูกใชเปนแหลงอาหารและแหลง เปนตนออนปลาจะไมสามารถกินได นอกจากน้ีการพบ สันทนาการซึ่งกอใหเกิดรายไดสูงของหลาย ๆ ประเทศ ปลากินพืชในปริมาณที่นอย สงผลใหพบการครอบคลุม ทวั่ โลก ปจ จุบันปญหาการลดลงของแนวปะการงั ถือเปน ของสาหรายขนาดใหญในแนวปะการังเพิ่มขึ้นดวยเชนกัน ปญหาที่มีความสําคัญ และใหความสนใจของท่ัวโลก (Smith et al., 2010) จากความสัมพันธดังกลาวจึง การลดลงของแนวปะการังสามารถเกิดไดหลายสาเหตุ นิยมใชความชุกชุมของปลากินพืชเปนเครื่องมือในการ อาทิ การเกิดพายุพัดทําลายแนวปะการัง การระบาด ติดตามความสามารถในการฟนตัวของแนวปะการัง ของดาวมงกุฎหนาม (Acanthaster planci) และภาวะ (Putra et al., 2018; jeremiah et al., 2015; Heenan โลกรอน (Climate change) รวมไปถึงปญหาขยะใน and Williams, 2013; Vincent et al., 2011; Smith et ทะเล การทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในทะเลโดยตรงโดยไมผาน al., 2010) กระบวนการบําบัด (Vincent et al., 2011; Jackson et al., 2001) ซ่ึงเปนปจจัยท่ีสงผลตอการเส่ือมโทรม หมูเกาะแสมสารเดิมเปนแหลงชุมชนชาวประมง ของระบบนเิ วศแนวปะการังทง้ั ส้ิน การทง้ิ ส่งิ ปฏิกลู ลงใน ขนาดใหญ มีการทําประมงและจอดเรือรวมถึงการ ทะเลโดยตรงโดยไมผานกระบวนการบําบัด เปนการนํา เดินเรือในพื้นท่ีท่ีมีแนวปะการังมาเปนเวลานาน รวมถึง ธาตุอาหารลงสใู นทะเล สงผลทาํ ใหสาหรายเตบิ โตอยา ง กิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ของกองทัพเรือในอตีด ทําให รวดเรว็ เกิดการแขง ขันพ้ืนที่ลงเกาะของตัวออ นปะการัง แนวปะการังบริเวณหมูเกาะแสมสารสวนใหญมีสภาพ (สํานักอนุรักษทรัพยากรทางทะเลและชายฝง, 2556) คอนขางเสื่อมโทรม (หรรษา และคณะ, 2542) ปจจุบัน นอกจากน้ัน สาหรา ยท่เี ตบิ โตอยางรวดเร็วจะเขาไปบดบัง กองทัพเรือไดถวายพ้นื ทห่ี มเู กาะแสมสารเขา เปน พ้ืนทใ่ี น แสงทีจ่ ําเปนตอการเจริญเติบโตของปะการัง (jeremiah โครงการอนรุ ักษพนั ธกุ รรมพชื อนั เนื่องมาจากพระราชดําริ et al., 2015) อีกท้ังมีการศึกษา และรายงานจาก สมเด็จพระพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานวิจัยทั่วโลกที่พบวาแนวปะการังหลายแหงมีการ เปนผลทําใหแนวปะการังเร่ิมมีสภาพสมบูรณข้ึน ดวย ครอบคลุมของสาหรายขนาดใหญเพ่ิมมากข้ึน (Graham ความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ฐาน et al., 2006) โดยเฉพาะแนวปะการังในเขตรอน ทัพเรือสัตหีบไดเปดใหมีการทองเท่ียวทางทะเลบริเวณ (Heenan and Williams, 2013; Hamza et al., 2016; ภายในหมูเกาะแสมสาร ท้ังจัดใหมีกิจกรรมดําน้ําแบบ Hughes, 1994; Noiraksar and Ajisaka, 2008) ปญ หา ผิวน้ํา (Snorkeling) ชมปะการัง (อาภากร, 2553) การเพิ่มข้ึนอยางรวดเร็วของสาหรายขนาดใหญในแนว อยางไรก็ตามกิจกรรมดํานํ้าแบบผิวน้ําอาจมีผลกระทบ ปะการังอีกประการหน่ึง คือการลดจํานวนปลากินพืช ท้ังทางตรง และทางออมตอแนวปะการัง ซ่ึงการลดลง จากการทําการประมง (Putra et al., 2018) การจํากดั การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

204 ของพื้นท่ีปะการังน่ันยอมหมายถึงการเพิ่มข้ึนของ Myers (2001), และฐานขอ มูล Fishbase (Froses and สาหรา ยในแนวปะการงั Pauly, 2009) 2. วิ ธี ก า ร เ ก็ บ ข อ มู ล ก า ร ค ร อ บ ค ลุ ม พื้ น ท่ี ข อ ง การติดตามความสัมพันธของปลากินพืชท่ีมีอิทธิพล องคประกอบหลกั บนแนวปะการงั (Lifeform) ตอการการเปลี่ยนแปลงของแนวปะการัง จึงเปนเร่ืองท่ี มีความจําเปนในการศึกษา เพื่อใหมีความเขาใจถึง เ ก็ บ ข อ มู ล โ ด ย วิ ธี Line Intercept transect บทบาทของปลากินพืชในแนวปะการังกับระบบนิเวศแนว (English et al., 1994) จดบันทึกอัตราการครอบคลุม ปะการัง การศึกษาครั้งน้ีจึงมีวัตถุประสงคเพื่อ สนอง พื้นที่ของขององคประกอบส่ิงมีชีวิตบนแนวปะการัง พระราชดาํ รขิ องสมเด็จพระกนิษฐาธริ าชเจา กรมสมเดจ็ ไดแก ปะการังมีชีวิต (Live coral) สาหรายคลุมพื้น (Turf พระเทพรัตนฯ สยามบรมราชกุมารี และเพอื่ ตรวจสอบ algae) สาหรายขนาดใหญ (Macro algae) และทราย ความสัมพันธระหวางโครงสรางชุมชนของปะการัง กับ (Sand) ตามแนวเสนสํารวจผาดผานเปนระยะทาง 100 ชนิดของปลากินพืชบนแนวปะการัง เพื่อใชเปนขอมูลใน เมตร เพ่ือคิดเปน รอ ยละ (%) การครอบคลุมพื้นที่ การประกอบการบริหารจัดการอนุรักษแนวปะการังของ หมเู กาะแสมสารตอไป อปุ กรณและวธิ กี ารศกึ ษา ภาพท่ี 1 แผนทข่ี องสถานีศกึ ษาท้งั 4 สถานี ทําการศึกษาโดยการดํานํ้า SCUBA เก็บขอมูลชนิด (ดดั แปลงจาก Google map) และความชุกชุมของปลาแนวปะการัง และอัตราการ 3. การวิเคราะหขอมลู ครอบคลุมพื้นที่ขององคประกอบหลักบนแนวปะการัง นาํ ขอมูลความชกุ ชมุ ของปลาแตละชนิดที่พบ มาทํา บริเวณหมูเกาะแสมสาร จํานวน 3 คร้ัง ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 และ การวิเคราะหความชุกชุมของชนิด (Species richness) เดือนเมษายน พ.ศ. 2559 จํานวน 4 สถานีไดแก เกาะ ความหลากหลายของชนิด (Species diversity) ดวย ปลาหมึก (MN) หาดเตย (SW) เกาะจาน (CN) และหาด Shannon- Wiener Diversity index ( H’ ) ( Krebs, เทียน (SE) (ภาพท่ี 1) แบงเปนการเก็บขอมูลอัตราการ 2009) จากน้นั นําขอมูลปลากินพืชในแนวปะการัง และ ครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการัง และส่ิงปกคลุมอื่น ๆ อัตราการครอบคลุมพื้นท่ีขององคประกอบหลกั บนแนว กบั ชนิด และความชุกชุมของปลากนิ พชื บนแนวปะการัง ปะการัง (Lifeform) ทําการวิเคราะหค วามสัมพันธ โดย ดังนี้ ใชก ารวเิ คราะหสหสมั พนั ธ และการวิเคราะหถดถอย ใน 1. วิธีการเกบ็ ขอ มลู ปลากินพืชในแนวปะการัง เก็บขอมูลโดยวิธี บันทึกภาพปลากินพืชในแนว ปะการังดวยกลองถายวีดีโอใตนํ้า (Video Census) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ Hill and Wilkinson (2004) ทําการบันทึกภาพวีดีโอบนแนวสํารวจยาว 100 เมตร ครอบคลุมดานขางสายวัดขางละ 2.5 เมตร คิด เปนพื้นท่ี 500 ตารางเมตร จําแนกชนิดและนับจํานวน ตวั ของปลาทําในหองปฏิบัตกิ าร การจําแนกชนิดปลาใช การเปรียบเทียบรูปถายกบั เอกสารของ Burgess et al. ( 1988) , Allen ( 1991) , Allen ( 1999) , Liseke and การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

205 การแสดงใหเ ห็นถงึ ความสมั พนั ธเชิงเสนของคูต ัวแปรท่มี ี (41.9±1.1% (SE)) และพบนอยที่สุดในเกาะจาน (CN) ความสัมพนั ธกนั (13.7±3.1% (SE)) ในขณะท่ีสาหรายขนาดใหญพบได เฉพาะบริเวณหาดเตย (SW) เทาน้ัน (24.4 ±12.2% ผลและการวิจารณผ ลการศกึ ษา (SE)) (ภาพท่ี 3) เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของแตละ 1. ปลากินพืชในแนวปะการังบริเวณหมูเกาะแสมสาร สถานี พบวารูปแบบของชีวิตของแตละสถานีมีการ เปล่ียนแปลงแตกตางกัน ข้ึนอยูกับระยะเวลาที่สํารวจ ผลการศึกษาปลากินพืชในแนวปะการังบริเวณหมู โดยพบวาอัตราการครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการังมีชีวิต เกาะแสมสารท้งั 4 สถานี จากการเกบ็ ขอมูล 3 ครั้ง พบ บริเวณเกาะปลาหมึก (MN) และหาดเตย (SW) มีการ ปลาปลากนิ พชื ในแนวปะการังท้งั สิ้น 1,350 ตวั จาก 15 เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน ซ่ึงในสภาวะปกติ ชนิด 4 วงศ โดยพบวาปลาในวงศปลาสลิดหิน แนวปะการังจะมีการเปลี่ยนแปลงนอย ยกเวนมีการ (Pomacentridae) เปน วงศเดนท่ีพบในการศึกษาครง้ั นี้ รบกวนอยางรุนแรง เชน พายุ หรือการระเบิดแนว พบจํานวน 9 ชนิด รองลงมาคือปลาในวงศปลาสลิด ปะการัง แตจากผลการเก็บขอมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม ทะเล (Siganidae) พบจํานวน 4 ชนิด เมื่อพิจารณาถึง 2558 ท้ัง 2 สถานี มีการครอบคลุมของปะการังมีชีวิต ความชุกชุม และความหลากหลายชนิดของปลากินพืชใน นอยกวา การการเก็บขอมูลในเดอื นตลุ าคม 2558 (ครง้ั ที่ แนวปะการัง พบวาปลาสลิดหินเทา (Pomacentrus 2) และผลการเก็บขอมูลในเดือนเมษายน 2559 (คร้ังที่ cuneatus) เปนปลาชนิดเดนที่พบในการศึกษาคร้ังนี้ 3) พบวาการครอบคลุมพื้นท่ีของปะการังมีชีวิตบริเวณ พบจํานวน 768 ตัว (56.9%) รองลงมาคือ ปลาสลิด เกาะปลาหมึกลดลงจาก 57.89% เปน 44.24% และ หินเบงกอล (Abudefduf bengalensis) พบจํานวน หาดเตยลดลงจาก 10.55% เปน 7.51% ในขณะท่ีแนว 151 ตัว (11.2%) ซ่ึงสอดคลองกับการศึกษาปลาแนว ปะการังบริเวณเกาะจาน (CN) พบปะการังมีชีวิตสูงสุด ปะการังท่ีพบในบริเวณหมูเกาะแสมสาร และพ้ืนท่ี ในการเกบ็ ขอ มูลในเดือนพฤษภาคม 2558 เมือ่ พิจารณา ใกลเคียงของ เสธ และคณะ, (2549) วิภูษิต และคณะ, ในรายละเอียดพบวาในเดือนตุลาคม 2558 การ (2554), วิภูษิต, (2559) อธิป, (2559) และอศลย และ ครอบคลุมพื้นท่ีของปะการังมีชีวิตลดลงจากเดือน คณะ, (2560) ที่พบวาปลาในวงศ Pomacemtridae พฤษภาคม 2558 และจะมีอัตราการครอบคลุมพื้นท่ี และปลาสลิดหนิ เทา (P. cuneatus) เปนปลาทีม่ คี วามชุก ของปะการังมีชีวิตเพ่ิมข้ึนในเดือนเมษายน 2559 ชมุ มากของหมูเกาะแสมสารและพ้ืนท่ีใกลเคียง (ภาพท่ี 2) เนื่องจากเกาะจานเปนเกาะท่ีไมไดมีการใชประโยชน แสดงใหเห็นถึงประชาคมปลาแนวปะการังยังคงมีสภาพ จากกิจกรรมการทองเที่ยว และลักษณะการพัฒนาของ เชน เดมิ ไมมกี ารเปลี่ยนแปลง แนวปะการังท่ีศึกษาอยูท างทศิ เหนอื ของเกาะจาน โดยมี เกาะจวงเปนแนวบังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต อาจจะ 2. การครอบคลุมพ้ืนท่ีของรูปทรงชีวิตหลักบนแนว สง ผลใหแนวปะการังมกี ารพืน้ ตัวไดเร็วกวาแนวปะการัง ปะการัง (Lifeform) บริเวณอื่น ๆ ของหมูเกาะแสมสาร อีกทั้งยังพบวา สถานหี าดเตย (SW) มีการครอบบคลมุ พนื้ ท่ีของสาหรา ย อัตราการครอบคลุมพ้ืนท่ีของรูปทรงชีวิตหลักใน 4 ขนาดใหญ (Macro algae) สูงขึ้นถึง 40% ในขณะที่ สถานีบริเวณแนวปะการังของหมูเกาะแสมสารพบวามี สถานีหาดเทียน (SE) จากการเก็บขอมูลทั้ง 3 ครั้ง พบมี ปะการังมีชีวิตปกคลุมอยูในเกณฑปานกลาง (30.5 – การครอบคลมุ พน้ื ท่ขี องปะการงั มชี วี ิตลดลงอยางตอ เนอื่ ง 49.9 % ) โดยเกาะปลาหมึก (MN) พบมกี ารครอบคลุม ซึ่งแตกตางจากสถานีอ่ืน ๆ (ภาพท่ี 3) ทั้งนี้เปนผลมาจาก พืน้ ที่ของปะการงั มีชีวิตสูงท่ีสุด (49.9±4.1% (SE)) และ อิทธิพลจากความแตกตางของพ้ืนที่ และอิทธิพลจากลม ต่ําสุดท่ีสถานีหาดเตย (SW) (8.3±1.1% (SE)) เม่ือ มรสุม (นรินรัตน, 2542) อยางไรก็ตามจากผลการศึกษา พิจารณาการครอบคลุมพืน้ ท่ีของสาหรายคลุมพื้น (Turf algal) พบสูงสุดบรเิ วณเกาะปลาหมกึ (MN) เชน เดียวกนั การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

206 ในเดือนตุลาคม 2558 จะพบวาอัตราการครอบคลุม ของการทองเท่ียวทางทะเลบนเกาะแสมสาร แต พ้ืนที่ของปะการังมีชีวิตสวนใหญจะลดลง ซ่ึงเปนผลมา เน่อื งจากเกาะปลาหมกึ ไดร ับความนิยมจากนกั ทอ งเทย่ี ว จ า ก ก า ร ค ล่ื น ล ม แ ร ง ใ น ฤ ดู ม ร สุ ม ต ะ วั น ต ก เ ฉี ย ง ใ ต มากกวาหาดเทยี น เพราะไดรบั อทิ ธพิ ลของคล่ืนลมนอ ย (พฤษภาคม - ตุลาคม) ในชวงเดือนดงั กลาวพบวามีคล่ืน กวาหาดเทียน สามารถทํากิจกรรมดําน้ําไดตลอดท้ังวัน ลมแรง เปนผลใหปะการังไดรับความเสียหายลมลงเปน ผูดูแลพื้นท่ีจึงทําการฟนฟูแนวปะการังบริเวณเกาะ จํานวนมาก สงผลใหการครอบคลุมพ้ืนท่ีของปะการังมี ปลาหมึกโดยการนําปะการงั ท่ีลมมาจัดกองไวใ หเปนแนว ชวี ติ ลดลง ยกเวนแนวปะการังเกาะปลาหมึก (MN) และ ที่นักทองเที่ยวจะสามรถดําน้ําชมปะการังได (จากการ หาดเตย (SW) ที่มีการครอบคลุมพื้นที่ของปะการังมี สาํ รวจ และสอบถาม) เปนผลทําใหพบปะการังมีชีวิตสงู ข้ึน ชวี ิตเพิม่ ข้นึ 10% และ 5% ตามลาํ ดบั ทัง้ นแ้ี นวปะการงั ในเดือนตุลาคม 2558 และจากการเก็บขอมูลในเดือน บริเวณเกาะปลาหมึก (MN) และแนวปะการังบริเวณ เมษายน 2559 (ครงั้ ที่ 3) พบวา หาดเทยี น (SE) เปนแนวปะการงั ที่ใชทาํ กิจกรรมดาํ นํ้าต้ืน ภาพที่ 2 ความชุกชุมของปลากนิ พชื ในแนวปะการงั บรเิ วณหมเู กาะเกาะแสมสาร ก. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

207 ค. ง. ข. ภาพที่ 3 การครอบคลุมพ้ืนที่ขององคประกอบหลักบนแนวปะการังใน 4 สถานบี รเิ วณหมูเ กาะแสมสาร 3 ครั้ง ไดแ ก เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2558 เดือนตลุ าคม พ.ศ. 2558 และเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 (ก. สถานีเกาะปลาหมกึ , ข. สถานหี าดเตย, ค. สถานเี กาะจาน และ ง. สถานหี าดเทยี น) การครอบคลุมพื้นที่ของปะการังมชี ีวิตลดลง แตกลบั พบ ควบคุม ดูแลกิจกรรมดําน้ําต้ืนของนักทองเท่ียวอยาง การครอบคลุมพ้ืนท่ีของสาหรายขนาดเล็กเพ่ิมข้ึน ใกลช ิด สําหรับสถานีหาดเทียน (SE) ไดรับอิทธิพลของคลื่นที่ 3. ความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวิตหลักบนแนว รุนแรงตั้งแตเดือนกันยายนไปตลอดจนส้ินสุดการเก็บ ปะการัง (Lifeform) กับปลากินพืชในแนวปะการังของ ขอมูล ในเดือนเมษายน 2559 (ครั้งที่ 3) รวมท้ังมีคล่ืน หมูเกาะแสมสาร ใตนํ้าที่รุนแรง สงผลใหมีการฟุงของตะกอนทราย และ เกิดการแตกหักของปะการังมากข้ึน รวมไปถึงมวลน้ําที่ จากการทดสอบความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวิต รุนแรงน้ีพัดพาเศษซากปะการังมาทับถมบริเวณแนว หลักบนแนวปะการัง ไดแก ปะการงั มีชีวติ (Hard coral) ปะการังเพ่ิมมากขึ้น ทําใหในการเก็บขอมูลในเดือน สาหรายคลุมพื้น (Turf algae) สาหรายขนาดใหญ เมษายน พ.ศ. 2559 (คร้ังที่ 3) บริเวณหาดเทียน (SE) พบ (Macro algae) และทราย (Sand) กบั ความชุกชุม และ การครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการังมีชีวิตลดลง และสาหราย ดชั นีความหลากหลาย (Diversity index) ของปลากินพืช ขนาดเล็กลดลง แตพบวาพ้ืนที่องคประกอบหลักบนแนว ในแนวปะการังของหมูเกาะแสมสาร พบวา การ ปะการังนน้ั เปน พ้นื ทรายเขามาแทนท่ีองคประกอบหลักบน ครอบคลุมพ้ืนที่ของสาหรายคลุมพื้น (Turf algae) มี แนวปะการังเดิม สําหรับการเปลี่ยนแปลงหรือความ ความสัมพันธอยางมีนัยสําคัญ (P < 0.05) กับความ เสียหายจากกิจกรรมการทองเที่ยวนั้น พบไดนอยมาก หลากหลายของชนิดปลากินพืชในแนวปะการัง เมื่อ เนื่องจากบริเวณที่จัดใหบริการดําน้ําตื้นนั้น นํ้ามีระดับ นํ า ม า ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม สั ม พั น ธ เ ชิ ง เ ส น พ บ ว า ความลกึ เมอ่ื นํ้าลงตาํ่ สุดประมาณ 2 – 3 เมตร โอกาสที่จะ ความสมั พนั ธท เ่ี กิดข้นึ เปน ไปในทศิ ทางเดยี วกนั (ภาพที่ 4) วายนํ้าถูกปะการังเกิดขึ้นไดนอย รวมถึงมีเจาหนาที่ผู คือเม่ือการครอบคลมุ พ้ืนท่ขี องสาหรา ยขนาดเล็กเพมิ่ ขนึ้ พบวาความหลากหลายของชนิดปลากินพืชในแนว การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

208 ปะการังจะเพ่ิมขึ้นเชนกัน (r2 = 0.40*) นอกจากนี้ยัง มีชีวิตเพ่ิมข้ึน ความชุกชุม และความหลากหลายชนิด พบวา ความชุกชุม และความหลากชนิดของปลากินพืช ของปลากนิ พชื บนแนวปะการงั สูงจะสูงข้นึ (ตารางที่ 1) บ น แ น ว ป ะ ก า รั ง มี ค ว า ม สั ม พั น ธ เ ชิ ง ผ ก ผั น อ ย า ง มี ตลอดจนอาหารของปลากินพชื คอื สาหราย การพบ นัยสําคัญกับการครอบคลุมพ้ืนท่ีของทราย (ภาพท่ี 5) แนวโนมความสัมพันธในทิศทางตามกัน กับการ นั่นคือเมื่อการครอบคลุมพื้นท่ีของทรายเพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ของปะการังมีชีวิต หมายถึงปลากินพืช สง ผลใหความชุกชุมและความหลากหลายของชนิดปลา ในแนวปะการังเปนตัวควบคุมและจํากัดปริมาณของ กินพืชบนแนวปะการังลดลง ความสัมพันธท่ีพบนาจะ สาหรายที่พบในแนวปะการัง เมื่อปริมาณสาหรายถูก เปนผลมาจากอาหาร ในขณะทีก่ ารครอบคลุมพ้ืนที่ของ ควบคุม โดยปลากินพืชกินที่กินสาหรายเปนอาหาร จะ ปะการังมีชีวิตไมมีความสัมพันธทางสถิติกับความชุกชุม เปนการเพ่ิมโอกาสท่ีตัวออนของปะการังสามารถลง และความหลากหลายของชนิดปลากินพืชบนแนวปะการัง เกาะได รวมไปถึงการขยายพื้นท่ีการครอบคลุมของ อย าง ไ ร ก็ ต าม จ า ก ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า พ บ แ น ว โ น ม ข อ ง ปะการังมีชีวิตท่ีมีอยูเดิมใหมีขนาดโคโลนีที่ใหญมากข้ึน ความสัมพันธระหวางปะการังมีชีวติกับ ความชุกชุม และ ซ่ึงสอดคลองกับผลการศึกษาของ Vincent et al. ความหลากชนิดของปลากินพืชในแนวปะการังเปนไปใน (2011) และ Heenan and Williams (2013) ที่พบวา ทิศทางตามกัน คือเม่ือการครอบคลมุ พืน้ ท่ีของปะการัง การเพ่ิมขึ้นของปลากินพืช น้ันสงผลใหปะการังชีวิต เพ่ิมขึน้ ดวยเชน เดยี วกนั ภาพที่ 4 ความสมั พนั ธระหวางอัตราการครอบคลมุ พนื้ ท่ีของสาหรายขนาดเล็ก (Turf algae) กับความหลากหลายของชนิดปลากินพชื ในแนวปะการัง บริเวณหมเู กาะแสมสาร การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

209 ภาพท่ี 5 ความสมั พันธระหวา งการครอบคลุมพนื้ ทีข่ องทรายกับความชุกชุม และความหลากหลายของชนิดปลากินพืช ในแนวปะการงั บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร ผลการทดสอบความสัมพันธรูปแบบชีวิตหลักบนแนว สาหรายบริเวณที่ข้ึนบนปะการังตายหรือหินในแนว ปะการงั (Lifeform) และชนดิ ปลากินพชื ในแนวปะการงั ปะการังเปนอาหาร จึงมีผลตอการลดลงของสาหราย พบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของทราย มีความสัมพันธอยาง และการเพ่ิมข้ึนของปะการังมีชีวิต อยางไรก็ตามจาก มีนัยสําคัญ (P < 0.05) กับชนิดของปลาแนวปะการัง การศึกษาของ Vincent et al. (2011) พบวาการ จํ านวน 3 ชนิ ด ได แก ปลาการ ตู นอิ นเดี ยแดง ครอบคลุมพ้ืนท่ขี องปะการังมชี วี ิตมีความสมั พันธกบั เชิง (Amphiprion akallopisos) ป ล า ส ลิ ด หิ น ห า ง ข า ว บว กป ลา ในว งศ ปล า สลิ ดหิ น ( Pomacentridae) (Pomacentrus chrysurus) และปลานกแกวสีเพลิง สอดคลองกับผลการศึกษาในครัง้ น้ี ท่พี บปลาในวงศป ลา (Scarus ghobban) โดยความสัมพันธทั้งหมดที่พบนั้น สลิดหิน (Pomacentridae) มีความสัมพันธกับรูปแบบ เปนความสัมพันธแบบผกผัน คือเม่ือการครอบคลุมพ้ืนที่ ชีวิตหลักบนแนวปะการัง 3 ชนิดจากที่พบทั้งหมด 9 ชนิด ของทรายเพมิ่ มากขึ้นสงผลใหพ บปลาทัง้ 3 ชนดิ ดังทีก่ ลาว อกี ทง้ั ยังพบวา ปลาสลิดหินเบงกอล (A. bengalensis) มาลดลง (ตารางที่ 2) ทั้งน้เี ปนผลมาจากอาหารและการ มีความสัมพันธเชิงบวกกับการครอบคลุมพื้นที่ของ ใชแนวปะการังเปนที่อยูอาศัยลดลง (Munday et al., ปะการังมีชีวิต ทั้งน้ีกลุมปลาสลิดหินเปนกลุมปลาที่มี 2008) นอกจากนี้ยังพบวาการครอบคลุมพื้นท่ีของ ความชุกชุมมากท่ีสุดในแนวปะการัง โดยปกติแลว สาหรายขนาดใหญ (Macro algae) มีความสัมพันธเชิง ปลาในวงศ Pomacentridae จะกินอาหารที่มีความ บวกกับปลานกแกว (r2 = 0.39, P< 0.05) ซ่ึงสอดคลองกับ หลากหลาย ตั้งแตพ ้นื ทะเล สาหรายไปจนถึงกินแพลงกตอน การศึกษาของ Russ et al. (2015) ท่ีพบวาเม่ือการ ในมวลน้ํา (Green and Bellwood, 2009) อีกทั้งปลา ครอบคลุมพื้นท่ีของปะการังมีชีวิตลดลง และถูกแทนที่ ในกลมุ Abudefduf sp. มกี ารปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการ ดวยสาหราย จะพบวาประชากรปลานกแกวจะเพิ่มขึ้น กินอาหาร โดยเปลี่ยนจากปลาท่ีหากินบริเวณพ้ืนทะเล ท้ังน้ีเปนผลมาจากอาหารของปลานกแกวคือสาหราย เปนปลาท่ีกินแพลงกตอนในมวลน้ํา (Aguilar-Medrano ดังนั้นจึงพบความสัมพันธเชิงบวกกับการเพ่ิมขึ้นของ and Barber, 2015) การพบความสัมพันธของปลาสลิด สาหรายในแนวปะการัง นอกจากน้ี Russ et al. (2015) หินเบงกอล (A. bengalensis) น้ันจึงเปนผลมาจาก และ Heenan and Williams (2013) ยังพบความสัมพนั ธ แหลงอาหาร และท่ีอยูอาศัยเปนสําคัญ (Kerry, 2011) เชิงบวกระหวาง การเพ่ิมขึ้นของปะการังมชี ีวติ และการ นอกจากนั้นปลาสลิดหินบางชนิดมีอุปนิสัยหวงถ่ิน และ ลดลงของสาหราย กับปลานกแกวขนาดใหญ เน่ืองจาก ดูแลสาหรายท่ีเปนอาหาร (Gardening) เชน ปลาสลิดหิน พฤติกรรมการกินอาหารของปลานกแกวจะขูดแทะกิน Stegastes planifrons (Vermeij et al., 2015) Stegastes การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

210 nigricans, Hemiglyphidodon plagiometopon แ ล ะ บนแนวปะการัง ซ่ึงแตกตางกับการศึกษาที่ผานมาของ Dischistodus perspicillatus(WilsonandBellwood,1997) Munday et al. (2008) ที่ระบุวาปลาในแนวปะการัง ท่ีสามารถควบคุมปริมาณการครอบคลุมพื้นท่ีของ จะใชแนวปะการังเปน แหลงทีอ่ ยูอาศัย และแหลง อาหาร สาหรายในแนวปะการัง และเพ่ิมพื้นที่ในการลงเกาะ นอกจากนั้นยังพบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการังมี ของตวั ออนปะการังไดอยา งชัดเจน อกี ท้งั การศึกษาของ ชีวิตมีแนวโนมความสัมพันธเชิงบวกกับชนิดและความ Vincent et al. (2011) ยังพบความสัมพันธเชิงบวก ชุกชุมของปลากินพืชในแนวปะการังอีกดวย จากผล ระหวางปลาสลิดทะเล (Siganidae) กับอัตราการ การศึกษาคร้ังน้ีแสดงใหเห็นวาความสัมพันธระหวาง ครอบคลุมพื้นท่ีของสาหรายคลุมพื้น (Turf algal) แต รูปแบบชีวิตหลักบนแนวปะการัง กับชนิดปลากินพืชใน เมอื่ พจิ ารณาจากผลของการศึกษาความสัมพนั ธในครั้งน้ี แนวปะการังนั้น มีความซับซอนและยากที่จะระบุถึง (ตารางที่ 2) ไมพ บความสัมพันธระหวางปลาในวงศปลา ความสัมพันธที่เฉพาะเจาะจงไดอยางชัดเจน สอดคลอง สลิดทะเล (Siganidae) กับอัตราการครอบคลุมพ้ืนที่ กับการศึกษาของ อศลย และคณะ (2561); Ogden ของสาหรายขนาดใหญ (Micro algae) และสาหราย and Ebersole ( 1 9 8 1 ) ท่ี พ บ ว า ก า ร จ ะ ร ะ บุ ถึ ง คลุมพื้น (Turf algal) ในแนวปะการัง ท้ังน้ีนา จะเปนผล ความสัมพันธและแนวโนมการเปล่ียนแปลงของระบบ มาจากพบปลาในวงศ Siganidae มีปริมาณนอย จึงทํา นิเวศแนวปะการังโดยใชชนิดของปลากลุมใดกลุมหน่ึง ใหผลการศึกษาความสัมพันธท่ีไดมีความแตกตางกับ เปนดัชนีชี้วัดน้ันทําไดยาก และบอกถึงความสัมพันธได การศึกษาของ ของ Vincent et al. (2011) อยางไรก็ ไมชัดเจน จึงนิยมใชความชุกชุม และความหลากหลาย ตามอาหารของปลากินพืชน้ันคือสาหรา ยทะเล จึงนาจะ ของปลาแนวปะการังเปนดัชนีช้ีวัดถงึ ความสมบูรณของ พบความสัมพันธระหวางการครอบคลุมพื้นท่ีของ แนวปะการัง (วิภูษิต, 2541; อศลย และคณะ, 2560; สาหรายกับชนิดปลากินพืชในแนวปะการัง เนื่องจาก Komyakova et al., 2013) ดังนั้นการศึกษารูปแบบ สภาพถ่ินท่ีอยูอาศัยบนแนวปะการังจะเปนตัวกําหนด การกินอาหารของปลากินพืชในแนวปะการังแตละชนิด รูปแบบของประชาคมปลาแนวปะการัง โดยการใชเปน เปนเร่ืองที่ควรตองทําการศึกษาตอไป เพื่อตรวจสอบ แหลงที่อยูอาศัย และเปนแหลงอาหาร (Munday et ความหลากหลายของอาหารที่ปลากนิ และเพือ่ ใหเ ขาใจ al., 2008) แตเมื่อพิจารณาจากตารางท่ี 2 พบวาการ ถึงบทบาทของปลากินพืชในแนวปะการังที่มีตอการ ค ร อ บ ค ลุ ม พ้ื น ที่ ข อ ง ส า ห ร า ย ใ น แ น ว ป ะ ก า รั ง ไ ม มี เปลีย่ นแปลงโครงสรา งชุมชนบนแนวปะการังใหช ัดเจนมากข้ึน ความสัมพันธกับชนิด และความชุกชุมของปลากินพืช ตารางที่ 1 ความสมั พันธ Pearson Correlation ระหวา ง โครงสรา งชุมชนบนแนวปะการงั ดัชนคี วามหลากหลาย และความชุกชมุ ของปลากนิ พืชในแนวปะการัง Index Living coral Macro algae Turf algae Sand 0.64 * -0.81* Diversity 0.49ns -0.08ns 0.31ns -0.81* Richness 0.53ns 0.02ns *. r2 significant P < 0.05 (2-tailed). ns = Not significant., n = 12 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

211 ตารางท่ี 2 ความสมั พนั ธ Pearson Correlation ระหวา งรปู แบบชีวติ หลักบนแนวปะการงั กับชนิดปลากนิ พชื ในแนวปะการงั Species / Life form Food item* Living coral Macro algae Turf algae Sand Abudefduf bengalensis Zoobenthos/plants 0.66* -0.33ns 0.00ns -0.35ns Amphiprion akallopisos Plants/zooplankton 0.49ns -0.23ns 0.49ns -0.69* Pomacentrus chrysurus Plants/zooplankton 0.29ns -0.06ns 0.53ns -0.64* Scarus ghobban Plants -0.18ns 0.63* 0.40ns -0.68* *. r2 significant P < 0.05 (2-tailed). ns = Not significant., n = 12, Food item reference: Fishbase (Froses and Pauly, 2009) สรุปผลการศึกษา แนวปะการงั (Stomach contents) เปน เร่ืองทคี่ วรตอ ง การตรวจสอบความสัมพันธของสถานภาพของแนว ทําการศึกษาตอไป เพื่อใหเขาใจถึงความสัมพันธ และ บ ท บ า ท ข อ ง ป ล า กิ น พื ช ใ น แ น ว ป ะ ก า รั ง ต อ ก า ร ปะการัง ที่มีตอปลากินพืชในแนวปะการัง บริเวณหมู เปลย่ี นแปลงโครงสรา งชุมชนบนแนวปะการังใหชดั เจน เกาะแสมสาร พบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของสาหราย คลุมพื้น (Turf algae) มีความสัมพันธเชิงบวกอยางมี คําขอบคณุ นัยสําคัญกับความหลากหลายชนิดของปลากินพืชใน งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ แนวแปะการัง เม่ือพิจารณาถึงความสัมพันธระหวาง ชนิดของปลากินพืชในแนวปะการัง พบวา การ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ครอบคลุมพ้ืนท่ีของสาหรายขนาดใหญ (Macro algae) ขอขอบพระคุณโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน มีความความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญ กับปลา เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ และขอขอบพระคุณ หนวย นกแกว แตกลับไมพบความสัมพันธระหวางการ สงครามพเิ ศษทางเรอื กองเรือยุทธการ กองทพั เรอื ทีใ่ ห ครอบคลุมพื้นท่ีของสาหราย กับปลาสลิดทะเล การสนบั สนุนในการสาํ รวจภาคสนามอยางเตม็ ท่ีทกุ ครั้ง (Siganidae) จากผลการศึกษาคร้ังนี้แสดงใหเห็นวา งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุนจากงบประมาณเงินรายได ความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวิตหลักบนแนวปะการัง จากเงินอุด หนุนรัฐบาล (งบแผนดิน ) ประจํา ป กับชนิดปลากินพืชในแนวปะการังนั้น มีความซับซอน งบประมาณ พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยบูรพา ผาน และยากท่ีจะระบุถึงความสัมพันธที่เฉพาะเจาะจงได สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ เลขท่ีสัญญา ดั ง น้ั น ก า ร ศึ ก ษ า ก า ร กิ น อ า ห า ร ข อ ง ป ล า กิ น พื ช ใ น อพ.สธ.13/2557 เอกสารอา งองิ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก นรินทรรัตน คงจันทรตรี. 2542. ชนิดและการ พระราชดําริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แพรกระจายของปะการังแข็งวงศ Faviidae (Cnidarai : Sclerectinai) ในจังหวัดชลบุรี และ สยามบรมราชกมุ าร.ี ระยอง. วทิ ยานิพนธวิทยาศาสตรบัณฑิต, สาขาวิชา วาริชศาสตร, คณะวทิ ยาศาสตร, มหาวทิ ยาลัยบรู พา. สํานักอนรุ กั ษทรพยากรทางทะเลและชายฝง. 2556. อาภากร อยูคงแกว. 2553. จากยอดเขาถึงใตทะเล 3 ทรัพยากรไทย ภูมิปญญาไทย ผันสูวิถีใหมในฐาน คมู ือการทาํ กิจกรรมเรียนรูระบบนิเวศทางทะเลและ ไทย สูเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพฯ: สํานักงาน ชายฝง : ระบบนิเวศแนว ปะการังเกาะเตา จังหวัด สุราษฎรธานี. เอกสารเผยแพรสํานักอนุรักษ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง ฉบับท่ี 63.กรม ทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝง กระทรวง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

212 ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ สิ่ ง แ ว ด ล อ ม . จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร ครง้ั ที่ 55, เลมที่ 1 หนา 567-574. กรงุ เทพมหานคร. 130 หนา (หนา 81). อศลย มนี าภา, นงนุช ต้ังเกริกโอฬาร, ธดิ ารัตน นอยรักษา และวิภูษิต มัณฑะจิตร. 2561. ความสัมพันธระหวาง วภิ ูษิต มณัฑะจิตร. 2541. ความสัมพันธระหวางประชาคม โครงสรางประชาคมปะการังกับประชาคมปลาแนว ปลากับโครงสรางถิ่นท่ีอยูอาศัยในแนวปะการัง ภาค ปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี. รายงานสืบเน่ืองจากการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร ตะวันออก : อิทธิพลจากถิ่นที่อยูถูกทําลาย. รายงาน ทางทะเล คร้งั ที่ 6 มหาวิทยาลยบั รู พา. หนา 190-199. Aguilar- Medrano, R. and Barber, P. H. 2015. วจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ ชลบรุ ี: มหาวทิ ยาลยั บูรพา Ecomorphological diversification in reef fish of the genus Abudefduf (Percifomes, Pomacentridae) . วิภูษติ มัณฑะจติ ร, สุชา มนั่ คงสมบูรณ และ สบื สนิ สนธิรตั น. Zoomorphology. DOI 10.1007/s00435-015- 0291-6. 2554. ปลาในแนวปะการังในพ้ืนที่ปกปกพันธุกรรม Allen G.R. 1991. Damsel fishes of the World. พืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวดั ชลบรุ .ี รายงาน Aquarium Systems, Publisher of Natural History วิจยั ฉบับสมบรู ณ. ชลบุรี: มหาวิทยาลยั บูรพา. and Pet Books, Germany. วภิ ษู ติ มณั ฑะจติ ร. 2559. ประชาคมปลาในแนวปะการงั Allen G.R. 1999. Marine fishes of Southeast Asia. Published by Periplus Editions (HK) Ltd, Hong กบั ความแปรผันของสภาพภูมิอากาศในพ้ืนที่ปกปก Kong. Burgess, W.E., Axelrod, H.R. and Hunziker III, R.E. พันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัด 1988. Atlas of Marine Aquarium fishes. ชลบุ รี . รายงานวิ จั ยฉบั บสมบู รณ . ชลบุ รี : Published by T.F.H. Publication, Inc. United มหาวทิ ยาลัยบรู พา States. เสธ ทรงพลอย, สุชนา ชวนิชย, วรณพ วิยกาญจน และ Bellwood, D. R. , Hughes, T. P. , Folke, C. and Nystrom, M. 2004. Confronting the coral reef วิมล เหมะจันทร. 2549. ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการัง crisis. Nature. 429: 827-833. English, S. , Wilkinson C. and Baker V. 1994. บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร อําเภอสัตหีบ จงั หวัดชลบุรี: Survey Manual for Tropical Marine Resources. Australian Institute of Marine ความหลากหลายของประชากรปลาในแนวปะการัง. Science ในการประชุมวิชาการทรัพยากรไทย : สรรพสิ่ง Froese, R. and Pauly, D. 2009. FishBase. World ลวนพันเกี่ยว (หนา 111-116). กรุงเทพฯ : Wide Web electronic publication. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั . www.fishbase.org, version (08/2009) Google Maps. 2019. เ กา ะ แ ส มส า ร . ภ า พถ า ย หรรษา จนั ทรแ สง, อุกฤต สตภูมินทร และสมบัติ ภูวชิรานนท. ด า ว เ ที ย ม ห มู เ ก า ะ แสมสาร. เขาถึ งได จาก https://www.google.co.th/maps/@12.564993 2542. แผนที่แนวปะการังในนานนาไทย เลมที่ 1: 3,100.9499566,593m/data=!3m1!1e3?hl=th อาวไทย. โครงการจัดการทรัพยากรปะการัง, กรม ประมง. อธิป พ่ึงสมบุญ, วิภูษิต มัณฑะจิตร และธิดารัตน นอย รักษา. 2559. ความหลากหลายในรอบปของชนิด ปลาบนแนวปะการังบริเวณเกาะแรด หมูเกาะ แสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพยสิ่งสินตน” ณ มหาวิทยาลัยขอนแกน อศลย มนี าภา, นงนุช ต้ังเกริกโอฬาร, ธิดารัตน นอ ยรักษา และวิภูษิต มัณฑะจิตร. 2560. ความสัมพันธ ระหวางปลาแนวปะการัง กับสถานภาพของแนว ปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร อําเภอสัตหีบ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

213 Graham, N. A. J. , Wilson, S. K. , Jennings, S. , C.H., Steneck, R.S., Tegner, M.J. and Warner, Polunin, N.V.C., Bijoux, J.P. and Robinson, J. R. R. ( 2001) Historical overfishing and the 2006. Dynamic fragility of oceanic coral reef recent collapse of coastal ecosystems. systems. Proceedings of the National Science. 293: 629-638. Academy of Science of the United States Jeremiah G.P.J., Sebastian, C.A.F., Jamaluddin, of America. 103: 8425-8429. Hamza, W. , Bogardus, R. , Ahmadani, A. , Al J., Christian Wild and Mirta Teichberg. 2015. Meskari, R. , Al Hashmi, A. 2016. Effects of Fish herbivory as key ecological function in temperature and substrate variations on a heavily degraded coral reef system. vegetative growth of spores of the brown Limnol. Oceanogr. 60: 1382–1391 Kerry, J. 2011. Relationship between corals and alga Sargassum echinocarpum J. Agardh under laboratory conditions. Journal of fishes on the Great Barrier Reef. World Wide Applied Phycology, 28 (3): 1827-1833. Heenan, A. and Williams, I.D. 2013. Monitoring Web electronic publication. Herbivorous Fishes as Indicators of Coral https://eatlas.org.au/node/167. Reef Resilience in American Samoa. PLoS ONE. 8; 11. Komyakova V., Munday P.L., and Jones G.P. Heenan, A. and Williams, I.D. 2013. Monitoring 2013. Relative Importance of Coral Cover, Herbivorous Fishes as Indicators of Coral Habitat Complexity and Diver. PLoS ONE. 8; 12 Reef Resilience in American Samoa. PLoS Krebs, C.J. 2009. Ecology: The experimental ONE. 8; 11. In: Green, A. and Bellwood, D.R. analysis of distribution and abundance. (eds).2009. Monitoring functional groups of (6th ed.). San Francisco: Benjamin Cummings. herbivorous reef fishes as indicators of coral Lieske, E., & Myers, R. 2001. Coral Reef Fishes: reef resilience - a practical guide for coral Indo-Pacific and Caribbean. Princeton, New reef managers in the Asia Pacific region. Jersey: Princeton University Press. Gland, Switzerland. 70 p. McGarigal, K. , Cushman, S. A. and Stafford, S. Hill J. and Wilkinson C. 2004. Methods for 2000. Multivariate Statistics for Wildlife and Ecological Monitoring of Coral Reefs. V1. Ecology Research. Published by Springer- Australian Institute of Marine Science. Verlag New York. Hughes, T. P. 1994. Catastrophes, phase shifts, Munday P. L. , Jones G. P. , Pratchett M. S. , and and large-scale degradation of a Caribbean Williams A.J. 2008. Climate change and the coral reef. Science. 265: 1547–1551. future for coral reef fishes. Fish and Jackson, J. B. C. , Kirby, M. X. , Berger, W. H. , Fisheries. 9: 261–285. Bjorndal, K.A., Botsford, L.W., Bourque, B.J., Noiraksar, T. and Ajisaka, T. 2008. Taxonomy and Bradbusy, R. H. , Cooke, R. , Erlandson, J. , distribution of Sargassum (Phaeophyceae) in the Gulf of Thailand. J Appl Phycol. 20: Estes, J.A., Hughes, T.P., Kidewell, S., Lange, 963–977. C.B., Lenihan, H.S., Pandolfi, J.M., Peterson, Ogden, J. C., & Ebersole, J. P. (1981). Scale and Community Structure of Coral Reef Fishes: A การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

214 Long- Term Study of a Large Artificial Reef. Negative effects of gardening damselfish Marine Ecology. 4: 97-103. Putra, R.D., Suryanti, A., Kurniawan, D., Pratomo, Stegastes planifrons on coral health depend A. , Irawan, H. , Said Raja’ I, T. , Kurniawan, R. on predator abundance. Mar Ecol Prog Ser. 528: 289–296. Pratama, G. and Jumsurizal. 2018. Responses Vincent, I.V., Hincksman, C. M., Tibbetts, I.R. and of Herbivorous Fishes on Coral Reef Cover in Harris, A. 2011. Biomass and Abundance of Outer Island Indonesia (Study Case: Natuna Island). SCiFiMaS. 47, 04009. Herbivorous Fishes on Coral Reefs off Russ, G.R., Sarah-Lee A., Queste, Rizzari, J.R. and Alcala, Andavadoaka, Western Madagascar. Western A.C. 2015. The parrotfish - coral relationship: Indian Ocean J. Mar. Sci. 10, 1: 83-99. Smith, J.E., Hunter, C.L. and Smith, C.M. 2010. refuting the ubiquity of a prevailing paradigm. Mar Biol. DOI 10. 1007/s00227-015- 2728-3. The effects of top- down versus bottom- up In: Jackson JBC, Donovan MK, Cramer KL, Lam VV ( eds) . 2014. Status and trends of control on benthic coral reef community structure. Oecologia. 163: 497–507. Caribbean coral reefs: 1970– 2012. Global Wilson, S. and Bellwood, D. R. 1997. Cryptic Coral Reef Monitoring Network, IUCN, Gland dietary components of territorial Vermeij, M. J. A., DeBey, H., Grimsditch, G., Brown, J., damselfishes ( Pomacentridae, Labroidei) . Obura, D., DeLeon, R. and Sandin, S. A. 2015. Mar Ecol Prog Ser. 153: 299-310. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

215 ผลของสภาพแวดลอมตออตั ราสวนเพศของสาหรา ย Sargassum polycystum C. Agardh บรเิ วณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี THE EFFECT OF ENVIRONMENTAL CONDITIONS ON THE SEX RATIO OF Sargassum polycystum C. Agardh IN SAMAESARN ISLAND, CHON BURI PROVINCE ธิดารัตน นอยรกั ษา1*, วิภษู ิต มัณฑะจติ ร2 อนุกูล บรู ณประทปี รัตน2 และ กาญจนภาชน ลิว่ มโนมนต3 Thidarat Noiraksar1*, Vipoosit Manthachitra2, Anukul Buranapratheprat2 and Khanjanapaj Lewmanomont3 1สถาบันวิทยาศาสตรทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน ชลบรุ ี 20131 2ภาควิชาวารชิ ศาสตร คณะวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั บรู พา บางแสน ชลบุรี 20131 3คณะประมง มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร จตุจกั ร กรงุ เทพมหานคร 10900 1Institute of Marine Science, Burapha University, Bangsaen, Chon Buri 20131 2Department of Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Bangsaen, Chon Buri 20131 3Faculty of Fisheries, Kasetsart University, Chatujak, Bangkok 10900 บทคดั ยอ สาหราย Sargassum polycystum มีการแพรกระจายสูงบริเวณชายฝงอาวไทย นับวามีความสําคัญอยางย่ิงตอระบบ นิเวศชายฝง ซึ่งเปนที่อยูอาศัย หลบซอนศัตรู แหลงอาหาร และเปนท่ีวางไขของสัตวน้ําหลายชนิด การศึกษาผลของ สภาพแวดลอมตออัตราสวนเพศของสาหราย S. polycystum บริเวณชายฝงดานทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร โดย เก็บขอ มูลทุกเดือนเปน เวลา 24 เดอื น ระหวางเดอื นมกราคม 2557 ถงึ เดอื นธนั วาคม 2558 พบวา เดอื นท่ที ําการสํารวจมี ผลตออัตราสวนเพศของสาหราย S. polycystum อยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) ระยะการเจริญพันธุของสาหราย S. polycystum มีคาสูงในเดือนกุมภาพันธ 2557 และเดือนธันวาคม 2558 ตนเพศผูตอตนเพศเมีย 1:4.59 (2.43±0.85 เปอรเซ็นต:11.16±4.50 เปอรเซ็นต) และ 1:44.44 (0.25±0.25 เปอรเซ็นต:11.11±9.0 เปอรเซ็นต) ตามลําดับ การ วเิ คราะหสัมประสิทธส์ิ หสัมพนั ธระหวา งสภาพแวดลอมกับตนเพศผูและตนเพศเมียของสาหราย S. polycystum พบวา อุณหภูมิเปนตัวแปรทางสิ่งแวดลอมที่มีสวนสําคัญตออัตราสวนตนเพศผูและตนเพศเมียของสาหราย S. polycystum โดยมคี วาสัมพนั ธเชงิ ผกผนั กนั สวนปริมาณออกซิเจนละลายนํา้ มีความสัมพันธแบบตามกนั อยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) Abstract Sargassum polycystum distributed throughout in the Gulf of Thailand and plays a significant role in the marine ecosystem, providing a variety of habitats that include resting, feeding and breeding areas for many species. The sex ratios of S. polycystum were investigated on the reef flats at the east coast of Samaesarn Island. A monthly field surveys were carried out, 24 months, during January 2014-December 2015. The result indicated that the male to female ratios are significantly different among months (P<0.05). S. polycystum had a peak of the percentage of male to female plants 1:4.59 (2.43±0.85%: 11.16±4.50%) in February 2014 and 1:44.44 (0.25±0.25%:11.11±9.0%) in December 2015, respectively. They showed a significant negative correlation with water temperature (P<0.05) and significant positive correlation with DO. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

216 คําสําคัญ: สาหราย Sargassum polycystum, อัตราสวนเพศ, เกาะแสมสาร Keywords: Sargassum polycystum, sex ratio, Samaesarn Island *ตดิ ตอ นกั วิจัย: ธดิ ารัตน นอยรกั ษา (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Thidarat Noiraksar (E-mail: [email protected]) บทนาํ polycystum บรเิ วณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบุรี งานวจิ ยั สาหรา ย S. polycystum ไมเพยี งเปน ผูผ ลิตเบื้องตน นีเ้ ปนงานสนองพระราชดํารใิ นโครงการอนุรกั ษพันธกุ รรม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ ท พ เทาน้ัน ยังชวยดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด ดูดซึม รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี สารอาหาร เปนตัวปรับสภาพนํ้าใหมีคุณภาพดีขึ้น รักษา สมดุลของระบบนิเวศทางทะเล นํามาสกัดสารออกฤทธิ์ อุปกรณแ ละวิธกี ารสาํ รวจ ทางชีวภาพไดแก ฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระ (antioxidant) การศึกษาในภาคสนาม ฤทธ์ิตานเซลลมะเร็ง (anticancer) (ณิษา สิรนนทธนา และคณะ, 2560; Palanisamy et al., 2017) สารสกัดฟู กําหนดสถานีเก็บตัวอยางรวม 3 สถานี (สถานี คอยแดน (fucoidan) สามารถสรางภูมิคุมกันลด 1-3) มีสาหราย S. polycystum แพรกระจายมาก ดาน ผลกระทบของการตดิ เชื้อไวรัส White Spot Syndrome ทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร (ภาพท่ี 1) ทําการ (WSSV) ใน กุ งก า ดํ า (Chotigeata et al., 2008) แ ล ะ การศึกษาโดยการดํานํ้าแบบ SCUBA เก็บขอมูลจาก นาํ มาปุยเพ่ิมอัตรางอกของเมล็ดพันธและการรอดของตน ภาคสนามดวยวิธี Line Intercept Transect ใชเสนเทป อ อ น (Erulan et al., 2009) ป จ จุ บั น ส า ห ร า ย S. ความยาว 30 เมตร จํานวน 3 เสน (ซ้ํา) วางแนวเสน polycystum มีปริมาณลดลงจากหลายสาเหตุ ทั้งจาก สาํ รวจเหนือพน้ื แหลง สาหรา ยเปน เสน ตรงในแนวขนานกบั การกระทําของมนุษยและจากภัยธรรมชาติ สําหรับ ชายหาด แตละเสนหางกันประมาณ 5 เมตร บันทึกพิกัด ประเทศไทยการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศของ ทางภูมิศาสตร ณ ตําแหนงท่ีทําการสํารวจ ใชตารางสุม สาหรายสกุล Sargassum ยังมีนอย (Noiraksar et al, (Quadrat) ขนาด 50×50 เซนติเมตร วางบนแหลง 2014; 2017) สว นใหญเ ปนการศึกษาในประเทศใกลเคียง สาหรายเพื่อเก็บตัวอยางสาหราย S. polycystum ทุก ๆ ประเทศไทย ไดแก ประเทศฟลิปปนส (Ang, 1985; 10 เมตร (ดัดแปลงจาก English et al., 1994) พรอมท้ัง Trono and Lluisma, 1990; Trono and Tolentino, ถายภาพดวยกลองถายภาพใตนํ้า เก็บสาหรายในตาราง 1993; Largo et al., 1994; Ohno et al. 1995; สุมรักษาสภาพตัวอยางดวยเกลือแกงเพื่อนํามาศึกษาใน Calumpong et al., 1999; Ortiz and Trono, 2000) หอ งปฏิบตั ิการ ประเทศมาเลเซีย (Wong and Phang, 2004; Yeong and Wong 2012; 2013) ประเทศไตหวัน (Hwang et ตรวจวัดพารามิเตอรคุณภาพน้ําทางกายภาพ al., 2004) ประเทศฮองกง (Ang, 2006; Leung et al., และเคมี ไดแ ก อณุ หภูมิ ความเคม็ และปริมาณออกซิเจน 2014) ขอมูลทางดานนิเวศวิทยานับวามีความสําคัญตอ ละลายน้ํา ดวยเคร่ืองวัดคุณภาพนํ้าแบบหลายตัวแปร การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติใหไดรับ (YSI 556 MPS, Ohio, USA) ทําการตรวจวัดกระแสนํ้า ผลประโยชนทางดานการอนรุ ักษและดานเศรษฐกิจอยาง ด ว ย เ ค ร่ื อ ง วั ด ก ร ะ แ ส น้ํ า (Valeport Model-105, ผสมผสานกัน ทั้งนี้เพื่อใหเกิดความสมดุลของธรรมชาติ Valeport Limited, UK) เก็บตัวอยางน้ําเพ่ือศึกษา และมที รพั ยากรธรรมชาติไวอ ยา งยงั่ ยืนตอไปในอนาคต คุณภาพนํ้าทางเคมีไดแก ไนเตรท ฟอสเฟต และซิลิเกต เกบ็ ขอ มลู เดือนละ 1 คร้งั ตง้ั แตเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 จุดประสงคของการศึกษาคร้ังนี้เพื่อศึกษาผลของ ถึงเดือนธนั วาคม พ.ศ. 2558 เปน เวลา 24 เดือน สภาพแวดลอมตออตั ราสวนเพศของสาหรา ย S. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

217 การศึกษาในหอ งปฏบิ ตั กิ าร การวิเคราะหขอ มูล นําตัวอยางสาหราย S. polycystum กลับมาท่ี วิเคราะหความแปรปรวนของปแ ละเดือนที่ทําการศึกษาที่ มีผลตออัตราสวนเพศของสาหราย S. polycystum ดวย สถาบันวิทยาศาสตรท างทะเล มหาวทิ ยาลยั บรู พา โดยนับ วิ ธี Two-way analysis of variance (Two-way จํานวนตน ศึกษาการพัฒนาอวัยวะสืบพันธุ (ภาพที่ 2) ANOVA) และหาความสัมพันธของอัตราสวนเพศของ โดยใชเอกสารประกอบในการศึกษา ไดแก Noro et al. สาหราย S. polycystum กับปจจัยสภาพแวดลอมตาง ๆ ( 1994) ; Noiraksar and Ajisaka (2008) วิ เ ค ร า ะ ห ดวยการวิเคราะหหาคาสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธแบบ คุณภาพนํ้าทางเคมี ไดแก ไนเตรท ฟอสเฟต และซิลิเกต Spearman's rank correlation analysis ดวยวธิ ีของ Strickland and Parsons (1972) ภาพที่ 1 พน้ื ท่ีศึกษาสาหรา ย Sargassum polycystum อัตราสวนตนเพศผูตอตนเพศเมีย 1:4.59 และ รองลงมา บรเิ วณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี คอื เดือนธันวาคม 2558 มีตน เพศผู 0.25±0.25 เปอรเ ซน็ ต ตนเพศเมีย 11.11±9.0 เปอรเซ็นต มีอัตราสวนตนเพศผู ผลและวจิ ารณผลการสํารวจ ตอตนเพศเมีย 1:44.44 (ภาพท่ี 3; ตารางท่ี 1) จาก การเก็บขอมลู ระหวางเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถงึ เดือน รายงานการศึกษาในกลุมประเทศใกลเคียงประเทศไทย ธันวาคม พ.ศ. 2558 การวิเคราะหความแปรปรวนของป พบวา ระยะการเจริญพันธสุ าหราย S. polycystum ของ และเดือนท่ีทําการศึกษาตออัตราสวนเพศของสาหราย S. เ ก า ะ แ ส ม ส า ร ส อ ด ค ล อ ง กั บ ป ร ะ เ ทศ ฟ ลิ ป ป น ส polycystum พ บ ว า เ ดื อ น ท่ี ทํ า ก า ร ศึ ก ษ า มี ผ ล ต อ (Calumpong et al., 1999) อัตราสวนเพศอยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) กลาวคือ อัตราสว นเพศของสาหราย S. polycystum มีคา สูงสุดใน จากการวิเคราะหความสัมพันธของอัตราสวน เดือนกุมภาพันธ พ.ศ. 2557 โดยมีตนเพศผู 2.43±0.85 เ พ ศ ข อ ง ส า ห ร า ย S. polycystum กั บ ป จ จั ย เปอรเซ็นต ตนเพศเมีย 11.16±4.50 เปอรเซ็นต มี สภาพแวดลอมตาง ๆ จากคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบ Spearman's rank correlation analysis พบวาอณุ หภูมิ เปนตัวแปรทางส่ิงแวดลอมท่ีมีสวนสําคัญตอสาหราย S. polycystum โดยมีควาสมั พันธเชิงผกผนั กับตนเพศผแู ละ ตนเพศเมียอยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) กลาวคือเมื่อ อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจะสงผลกระทบตอการสืบพันธุใหมีคา ลดลง สวนปริมาณออกซิเจนละลายน้ํามีความสัมพันธ แบบตามกันกับการสืบพันธุอยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) (ภาพที่ 4; ตารางท่ี 2) จากการเก็บขอมูลปริมาณ ออกซิเจนละลายนํ้าไดเก็บเฉพาะในเวลากลางวันท้ังนี้ สามารถอธิบายผลของความสัมพันธท่ีอยูในระยะสืบพันธุ พบวาขนาดของตน จะมคี วามสูงและแตกแขนงจาํ นวนมาก จึงสงผลใหปริมาณออกซิเจนละลายนํ้ามีคาสูง ซึ่งรูปแบบ อัตราสวนเพศของสาหรายสกุล Sargassum ขึ้นอยูกับ ปจ จัยตางๆ ไดแก ชนิดของสาหราย Sargassum บรเิ วณ และพื้นท่ีการแพรกระจายของสาหราย ปจจัยแวดลอม ทางกายภาพและทางเคมี โดยเฉพาะอยางยิ่งคืออุณหภูมิ (Nelson, 2005; Oppliger et al., 2011) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

218 สรปุ ผลการสาํ รวจ พฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมซ่ึงเปนชวงฤดูแลง อุณหภูมิ สาหราย S. polycystum บริเวณดานทิศตะวันออกของ แ ล ะ ป ริ ม า ณ อ อ ก ซิ เ จ น ล ะ ล า ย น้ํ า ค ว า ม สั ม พั น ธ ต อ เกาะแสมสารพบวา เดือนทีท่ ําการสาํ รวจมผี ลตอการเจริญ อัตราสว นเพศของสาหรา ย S. polycystum พันธุอยางมีนัยสาํ คัญ (P<0.05) ฤดกู าลของการเจรญิ พันธุ ข อ ง ส า ห ร า ย ส กุ ล Sargassum อ ยู ใ น ช ว ง เ ดื อ น การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

219 ภาพที่ 2 สาหรา ย Sargassum polycystum บรเิ วณเกาะแสมสาร; (a) ตนออ น, (b) ตน ท่ียงั ไมสรา งอวัยวะสบื พันธ,ุ (c) ตน ที่ สรางอวยั วะสบื พนั ธ,ุ (d) อวยั วะสบื พนั ธุเพศผ,ู (e) ภาคตดั ขวางของอวยั วะสืบพนั ธเุ พศผ,ู (f) อวัยวะสบื พันธุเพศเมยี , (g) ภาคตัดขวางของอวยั วะสืบพันธุเพศเมีย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

220 ภาพท่ี 3 รอ ยละของตน เพศผู ตน เพศเมยี และอตั ราสว นระหวางตน เพศผูตอ ตนเพศเมยี ของสาหรา ย Sargassum polycystum บริเวณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี (คา เฉลี่ย± standard error) ตารางท่ี 1 ผลการวเิ คราะหความแปรปรวน ANOVA ของปแ ละเดอื นตอรอ ยละของตน เพศผูและตนเพศเมียของสาหราย Sargassum polycystum Source of Male Female variation Year (Y) df MS Fp df MS F p Month (M) 1 2.299E- .164 .686 1 .002 .003 .954 YXM 005 Error term 11 .001 8.418 .000 11 .018 2.086 .023 11 .014 1.240 .263 11 3.916E- .279 .989 005 192 .000 163 .013 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

221 ตารางท่ี 2 ผลการวิเคราะหส มั ประสิทธ์สิ หสัมพันธแบบ Spearman's rank correlation analysis ระหวางปจจัย สิง่ แวดลอ มของนํา้ ทะเลและรอ ยละของตน เพศผูและตน เพศเมยี ของสาหรา ย Sargassum polycystum S. Temperature DO polycystum (°C) (mg l-1) Male rs p rs p Female -0.753 0.000** 0.579 0.003** ** p = 0.01 -0.701 0.000** 0.575 0.003** ภาพที่ 4 ปจ จยั สิง่ แวดลอ มของนา้ํ ทะเล บรเิ วณเกาะแสมสารฝง ตะวนั ออก ระหวางเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถงึ เดอื น ธนั วาคม พ.ศ. 2558 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

222 คาํ ขอบคณุ on Disease Resistance of Black Tiger Shrimp. โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนงบประมาณวิจัยจาก Aquaculture 233 : 23–30. สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ English, S., C. Wilkinson, and V. Baker, 1994. ขอขอบคุณโครงการอนุรักษพันธกุ รรมพชื อนั เน่ืองมาจาก พระราชดาํ ริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช Survey manual for tropical marine กุมารี และหนวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กอง เรือยุทธการ กองทัพเรือ ใหการสนับสนุนในการศึกษา resources. ASEAN-Australia Marine Science ภาคสนาม Project: Living Coastal Resources, Australian เอกสารอา งองิ ณษิ า สริ นนทธนา รววิ รรณ วัฒนดิลก พัฒน ศลิ ปชัย และ Institute of Marine Science, PMB No. 3, Townsville Mail Centre, Australia. ธิดารัตน นอยรักษา. 2560. ปริมาณโปรตีนหยาบ และฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระของแทลลัสสาหราย Erulan, V., P. Soundarapandian, G. Thirumaran Sargassum polycystum C. Agardh บรเิ วณเกาะ แสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการชมรม and G. Ananthan. 2009. Studies on the คณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 8 “ทรัพยากรไทย: ศักยภาพมากลนมีใหเห็น” ณ Effect of Sargassum polycystum (C.Agardh, ศูนยเครือขายการเรียนรูเพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ 1824) Extract on the Growth and มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี ระหวางวันที่ 29 พฤศจิกายน–1 ธันวาคม พ.ศ. 2560 หนา 767- Biochemical Composition of Cajanus cajan 776. (L.) Mill sp. American-Eurasian J. Agric. & Ang, P.O. Jr. 1985. Study on the recruitment of Environ. Sci., 6 (4): 392-399. Sargassum spp. (Fucales: Phaeophyta) in Hwang, R.L., C.C. Tsai and T.M. Lee. 2004. Balibago, Calatagan, Philippines. J Exp Mar Biol Ecol 9: 293-301. Assessment of temperature and nutrient Ang, P.O. Jr. 2006. Phenology of Sargassum spp. in Tung Ping Chau Marine Park, Hong Kong limitation on seasonal dynamics among SAR, China. J appl Phycol 18: 629-636. Calumpong, H.P., A.P. Maypa and M. Magbanua. species of Sargassum from a coral reef in 1999. Population and alginate yield and Southern Taiwan. J Phycol 40: 463-473. quality assessment of four Sargassum Largo, D.B., M. Ohno and A.T. Critchley. 1994. species in Negros Island, Central Philippines. Hydrobiologia 398/399:211-215. Seasonal changes in the growth and Chotigeata, W., S. Tongsupab, K. Supamatayac and A. Phongdara. 2008. Effect of Fucoidan reproduction of Sargassum polycystum C. Ag. And Sargassum siliquosum J. Ag. (Sargassaceae, Fucales) from Liloan, Cebu, in Central Philippines. The Japanese Journal of Phycology 42 (1): 53-61. Leung, Y.H., C.W. Yeung and P.O. Ang Jr. 2014. Assessing the potential for recovery of a Sargassum siliquastrum community in Hong Kong. J appl Phycol 26:1097-1106. Nelson, W.A. 2005. Life history and growth in culture of the endemic New Zealand kelp Lessonia variegata J. Agardh in response to differing regimes of temperature, การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

223 photoperiod and light. J. Appl. Phycol. 17: 2011. Sex ratio variation in the Lessonia 23–28. nigrescens complex (Laminariales, Noiraksar T., S. Sawayama, S. Phauk and T. Phaeophyceae): effect of latitude, Komatsu. 2014. Mapping Sargassum beds temperature and marginality. J. Phycol. 47: off the coast of Chon Buri Province, 5–12. Thailand, using ALOS AVNIR-2 satellite imagery. Bot Mar 57 (5): 367–377. Ortiz T.O. and G.C.Jr. Trono. 2000. Growth and Noiraksar, T and T. Ajisaka. 2008. Taxonomy and distribution of Sargassum (Phaeophyceae) reproductive pattern of intertidal and in the Gulf of Thailand. J appl Phycol 20: 963-977. subtidal Sargassum (Sargassaceae, Phaeophyta) populations in Bolinao, Noiraksar T., V. Manthachitra , A. Pangasinan. Science Diliman 12 (2): 45-50. Buranapratheprat and T. Komatsu. 2017. Palanisamy, S., M. Vinosha, T. Marudhupandi, P. Growth and reproductive seasonal pattern Rajasekar and N. MarimuthuPrabh. 2017. of Sargassum polycystum C. Agardh( Isolation of fucoidan from Sargassum Sargassaceae, Phaeophyceae)population polycystum brown algae: Structural in Samaesarn Island, Chon Buri Province, characterization, in vitro antioxidant and Thailand. La mer 55 : 11-23. anticancer activity. International Journal Noro, T., T. Ajisaka and T. Yoshida. 1994. Species of Biological Macromolecules 102; 405- of Sargassum subgenus Sargassum 412. (Fucales) with compressed primary branches. In: (I.A. Abbott, ed) Taxonomy of Strickland, J.D.H. and T.R. Parsons. 1972. A economic seaweeds. Vol.4, La Jolla: California Sea Grant College Program. pp. practical handbook of seawater analysis. 23-31. Second Edition, Bulletin 167. Fisheries Ohno, M., D.B. Largo and G.C.Jr. Trono. 1995. A survey of standing crop, lengths of primary Research Board of Canada, Ottawa. lateral branches and reproductive states of Sargassum communities on the reefs of the Trono, G.C.Jr. and A.O. Lluisma. 1990. Seasonality Philippine Islands. Bulletin of Marine Sciences and Fisheries, Kochi University of standing crop of a Sargassum (Fucales: 15: 67-78. Phaeophyta) bed in Bolinao, Pangasinan, Oppliger, V.L., Correa, J.A., Faugeron, S., Beltran, Philippines. Hydrobiologia 204/205: 331- J., Tellier, F., Valero, M. and Destombe, C. 338. Trono, G.C.Jr. and G.L. Tolentino. 1993. Studies on the Management of Sargassum (Fucales: Phaeophyta) bed in Bolinao, Pangasinan, Philippines. The Korean Journal of Phycology 8 (2): 249-257. Wong, C.L. and S.M. Phang. 2004. Biomass production of two species at Cape Rachado, Malaysia. Hydrobiologia 512: 79-88. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

224 Yeong, B.M.L. and C.L. Wong. 2012. Three months’s monitoring of environmental factors, biomass, length and size classes variation of Sargassum species at Cape Rachado, Port Dickson. Pertanika J Trop Agric Sci 35 (3): 623-630. Yeong, B.M.L. and C.L. Wong. 2013. Seasonal growth rate of Sargassum species at Teluk Kemang, Port Dickson, Malaysia. J appl Phycol 25: 805–814. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

การประชมุ วชิ าการ ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน ภาคโปสเตอร 33



225 การสํารวจพืชวงศข งิ ขา และเครอื ญาติ ไลเคน สัตวม ีกระดูกสันหลัง และสัตวไ มมกี ระดูกสนั หลัง บางชนดิ ในพ้ืนท่ีปกปก ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอ่ื นจุฬาภรณ จงั หวดั ชัยภูมิ THE SURVEY OF ZINGIBERACEAE AND RELATIVES, LICHENS, SOME VERTEBRATES AND INVERTEBRATES IN NATURAL RESOURCES PROTECTION AREA OF RSPG - THE ELECTRICITY GENERATING AUTHORITY OF THAILAND, CHULABHORN DAM, CHAIYAPHUM PROVINCE พงศเทพ สวุ รรณวารี1*, หนเู ดอื น เมืองแสน1, นันทศักดิ์ ปน แกว2, สรุ พล แสนสขุ 3, พฒั นา สมนิยาม4, ศศิธร หาสนิ 5, สันติ วฒั ฐานะ1, วณชิ ยา จรูญพงษ6 , เวชศาสตร พลเยยี่ ม1, สุกัญญา ลาภกระโทก7 และ กวสิ รา เฮงธนารฐั 1 Pongthep Suwanwaree1*, Nooduan Muangsan1, Nantasak Pinkaew2, Surapon Saensouk3, Pattana Somniyam4, Sasitorn Hasin5, Santi Wattana1, Wanichaya Charoonphong6, Wetchasart Polyiam1, Sukanya Lapkratok7 and Kawisara Hengtanarat1 1สาขาวิชาชวี วิทยา สาํ นกั วิชาวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา 30000 2ภาควิชากฏี วิทยา คณะเกษตร กําแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วทิ ยาเขตกาํ แพงแสน จ.นครปฐม 73140 3สถาบนั วิจยั วลยั รกุ ขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม 44150 4คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ จ.อตุ รดิตถ 53000 5สาขาวิชานวัตกรรมการจดั การสิ่งแวดลอ ม วิทยาลัยนวัตกรรมการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ ในพระบรมราชูปถมั ภ จ.ปทมุ ธานี 13180 6สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรส ิง่ แวดลอ ม คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี จ.อดุ รธานี 41000 7คณะวทิ ยาศาสตรและศลิ ปะศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน จ.นครราชสมี า 30000 1School of Biology, Institute of Science, Suranaree University of Technology, Nakhon Ratchasima 30000 2Department of Entomology, Faculty of Agriculture at Kamphaeng Saen, Kasetsart University, Kamphaeng Saen Campus, Nakhon Pathom 73140 3Walairukhavej Botanical Research Institute, Mahasarakham University, Mahasarakham 44150 4Faculty of Agriculture, Uttaradit Rajabhat University, Uttaradit 53000 5Innovation of Environmental Management, College of Innovative Management, Valaya Alongkorn Rajabhat University under the Royal Patronage, Pathumthani 13180 6Department of Environmental Science, Faculty of Science, Udon Thani Rajabhat University, Udon Thani 41000 7Faculty of Sciences and Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima 30000 บทคดั ยอ การสํารวจพืชวงศขิงขาและเครือญาติ ไลเคน สัตวมีกระดูกสันหลัง และสัตวไมมีกระดูกสันหลังบางชนิด ในพื้นที่ปกปก ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขือ่ นจฬุ าภรณ จงั หวดั ชยั ภูมิ ไดท าํ การสาํ รวจเสน ทางศึกษาธรรมชาติ 4 เสน ทาง ที่เปน ปาดิบแลง และปาดิบเขา ในพ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ ระหวางเดอื นธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึง กันยายน พ.ศ. 2560 พบพืชวงศขิงขา (วงศ Zingiberaceae) พบจํานวน 14 ชนิด สวนวงศเอื้องหมายนา (วงศ Costaceae) พบ 1 ชนิด พบพืชอยูในสถานะกําลังถูกคุกคาม 1 ชนิด คือ ดอกเขาพรรษา Globba laeta K. Larsen ปรงชัยภูมิ Cycas elephantipes A. Lindstr. & K.D. Hill สํารวจพบท้งั หมด 419 ตน มกี ารแพรก ระจายทงั้ ในแปลงศึกษาธรรมชาติที่ 3 และ 4 และพื้นที่อ่ืน ๆ ในเข่ือนจุฬาภรณ โดยพบมากท่ีสุดบริเวณหลงั วัดปาเขื่อนจุฬาภรณ รองลงมาคือมอยาว ปรงชัยภูมิที่พบรอย ละ 78 เปนตนออน ไลเคน มี 172 ชนิด โดยสวนมากเปนกลุมครัสโตส (140 ชนิด) สกุล Graphis และ Pyrenula มีจํานวน ชนิดมากท่ีสุด (13 ชนิด) แมลงในดินพบทั้งสิ้น 110 ชนิด แมลงท่ีพบมากที่สุดคือ ปลวก Macrotermes annandalei (Silvestri) รองลงไปคือ มดชนิด Odontoponera denticulata (Smith) การสํารวจในคร้ังน้ีพบปลวก 7 ชนิด ท่ีจัดอยูใน กลุมปลวกเล้ียงราเห็ดโคน ผีเส้ือกลางคืนพบทั้งหมด 237 ชนิด โดยสามารถจําแนกชนิดได 177 ชนิด วงศท่ีมีความ หลากหลายมากท่ีสดุ คอื วงศ Tortricidae มผี ีเส้ือกลางคนื เพยี ง 2 ชนดิ ทพ่ี บในการสํารวจทกุ ครงั้ คอื Pelagodes falsaria (Prout) และ Sympis rufibasis Guenée ไสเดือนดินพบทั้งหมด 22 ชนิด โดยเสนทางศึกษาธรรมชาติที่ 1 และ 4 พบมาก ที่สุด 12 ชนิด ไสเดือนดินที่พบแพรหลายมากท่ีสุด คือ Pontoscolex corethrurus (Müller) รองลงมาคือ Metaphire การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

226 bipora (Beddard) และ Metaphire grandularis Michaelsen เดือนกันยายน พ.ศ. 2560 พบไสเดือนมากท่ีสุดและสวน ใหญเปน ไสเดือนโตเต็มวยั แลวท่สี ามารถจําแนกชนดิ ได Abstract The survey of Zingiberaceae and relatives, lichens, some vertebrates and invertebrates in Natural Resources Protection Area of RSPG-The Electricity Generating Authority of Thailand, Chulabhorn Dam, Chaiyaphum Province. We conducted the survey of four natural study trails in dry evergreen forest and hill evergreen forest of RSPG-EGAT Chulabhorn Dam, Chaiyaphum province between November 2016 and September 2017, we found 14 species of Zingiberaceae and one species of Costaceae. Among them, Globba laeta K. Larsen is endangered status of IUCN Red List. We also found 419 trees of Cycas elephantipes A. Lindstr. & K.D. Hill distributed in natural study trail number 3 and 4 and many places in Chulabhorn Dam. The highest density was behind Chulabhorn Dam Forest Temple, followed by Mo Yao respectively. Approximately 78% of this cycad was still young. For lichen, we found 172 species and most of them (140 species) are crustose. Graphis and Pyrenula were the most diverse genus (13 species). For soil insect, we found 107 species. The most common species was Macrotermes annandalei (Silvestri), followed by Odontoponera denticulata (Smith) respectively. In this study, we found seven species of fungus growing termites. The survey of moth revealed 237 species of which 177 species were identified. The most diverse family was Tortricidae. Only two species, Pelagodes falsaria (Prout) and Sympis rufibasis Guenée, were found in every survey. Finally, we found 22 species of earthworm. The natural study trail number 1 and 4 had the most of them (12 species). The most common was Pontoscolex corethrurus (Müller), followed by Metaphire bipora (Beddard) and Metaphire grandularis Michaelsen. We found most earthworms in September 2017. Most of them were mature enough to be identified into species. คําสาํ คัญ: พืช, สัตวไ มม ีกระดูกสนั หลัง, ความหลากหลายทางชวี ภาพ, ปา เขตรอน, การอนุรกั ษ Keywords: plant, invertebrate, biodiversity, tropical forest, conservation *ติดตอ นกั วจิ ัย: พงศเ ทพ สุวรรณวารี (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Pongthep Suwanwaree (E-mail: [email protected]) บทนาํ ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2560 ดําเนินงานโดยโครงการ เขื่อนจุฬาภรณตั้งอยูบนเทือกเขาขุนพาย อยูในเขต อนุรักษพ นั ธกุ รรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ (อพ.สธ.) การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) มหาวิทยาลัย รักษาพันธุสัตวปาภูเขียว ซ่ึงอยูในพ้ืนท่ีคาบเกี่ยว 3 อําเภอ ขอนแกน มหาวิทยาลยั นเรศวร และมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี คอื อําเภอภเู ขยี ว อาํ เภอคอนสาร และอําเภอเกษตรสมบรู ณ สุรนารี เพ่ือรวบรวมขอมูลดานพรรณพืชและสัตวเพิ่มเติม เปนสวนหนึ่งของผืนปาของภาคอีสานดานตะวันตก มีพ้ืนท่ี จากที่ไดมีการสํารวจไวเม่ือ 10 ปท่ีแลว แตยังไมครบถวน ประมาณ 1,125,000 ไร สรางขึน้ มาเพอ่ื ปดกั้นลํานาํ้ พรมบน และเพอื่ ตรวจสอบการเปล่ียนแปลงในชวงเวลา 10 ป ทผี่ า น เทือกเขาขุนพายเพ่ือผลิตกระแสไฟฟา และการชลประทาน มา เพ่ือใชในการจัดทําฐานขอมูลดานความหลากหลายทาง อาณาเขตติดตอกับเขตรักษาพันธุสัตวปาภูเขียว มีสภาพปา ชีวภาพในระดับชุมชนและระดับประเทศ และเพื่อการ เปนปา ดบิ แลง ปา ผลดั ใบ ปาเต็งรงั สลบั กับปา เบญจพรรณซง่ึ อนุรักษแ ละนําไปใชประโยชนอยา งย่ังยืนตอไป ยังคงสภาพความอดุ มสมบรู ณเต็มไปดว ยพรรณไมช นิดตา ง ๆ สัตวปานานาชนดิ รวมทั้งนกหลากหลายพันธุท้ังท่ปี ระจาํ ถ่ิน โครงการวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือสนองพระราชดําริ และท่ีอพยพตามฤดูกาล โดยสัตวท่ีมักพบเห็นไดมากท่ีสุด โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ ไดแ ก เกง กวาง กระรอก และชาง (พิชญร ตั น แสนไชยสรุ ิยา สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) และคณะ, 2555) ในพ้ืนที่ปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จงั หวัดชยั ภูมิ และเพ่ือสาํ รวจและรวบรวมรายชือ่ ของพืชวงศ การสํารวจทรพั ยากรกายภาพและชวี ภาพในพ้นื ท่ีปกปก ขิงขาและเครือญาติ ปรงชัยภูมิ ไลเคน แมลงในดิน ผีเส้ือ ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

227 กลางคืน และไสเดือนดิน ที่แพรกระจายในพ้ืนท่ีปกปก ชัยภูมิ ไลเคน แมลงในดิน ผีเสื้อกลางคืน และไสเดือนดิน ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ ดงั น้ี งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ 1. พืชวงศขิงขา และเครือญาติ พนั ธกุ รรมพชื อันเน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ ฯ อุปกรณและวธิ กี ารวจิ ัย เดินสํารวจเสนทางศึกษาธรรมขาติที่ 1-4 (ภาพท่ี 2) พ้ืนท่ีศึกษา คือพื้นท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขื่อน และเก็บตัวอยางพืชท่ีครบสมบูรณทุกสวนโดยใชเสียมขุด จุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ มีทั้งหมด 814 ไร 2 งาน 86 ตาราง ข้ึนมาท้ังราก บันทึกขอมูล บันทึกภาพพืชและสภาพแหลงที่ วา ซ่ึงมีอยูจํานวน 4 แปลง (ภาพที่ 1) แตละแปลงมีเสนทาง พบ ตัวอยางพืชท่ีไดเก็บแลว จัดทําเปนตัวอยางแหง ดอก ศึกษาธรรมชาติอยูดว ย โดยทเ่ี สน ทางศึกษาธรรมชาตขิ องทั้ง ของพืชในวงศขิงเก็บรักษาไวในขวดท่ีบรรจุ ethyl alcohol 4 เสน ทาง คอื ความเขมขนรอยละ 70 ศึกษาลักษณะทางอนุกรมวิธานของ ตัวอยางพืช โดยใชรูปวิธานจากหนังสือทางพฤกษอนุกรม 1) เสนทางศึกษาธรรมชาติท่ี 1 อยูในแปลงท่ี 1 มีเน้ือท่ี เปรียบเทียบตัวอยางพืชกับตัวอยางพืชท่ีเก็บรักษาไวใน 108 ไร 2 งาน 64 ตารางวา เสนทางสํารวจยาว 680 เมตร พิพิธภัณฑพืชท่ีกรุงเทพฯ (BKF) และขอนแกน (KKU) และ อยูดานทิศตะวันออกของท่ีทําการเข่ือนจุฬาภรณ ลักษณะ ภาพของตวั อยางพืชทีพ่ ิพิธภณั ฑพ ชื ท่ี Paris New York และ สังคมปาเปนปา ดิบแลง ที่อ่ืนที่พบไดทาง online สําหรับช่ือของวงศใชระบบของ APG III (Angiosperm Phylogeny Group, 2 0 0 9 ) แ ล ะ 2) เสนทางศึกษาธรรมชาติที่ 2 อยูในแปลงที่ 2 มีเน้อื ที่ Tropicos (2012) 266 ไร 22 ตารางวา เสนทางสํารวจยาว 1,110 เมตร อยู ดานทิศเหนือของท่ีทําการเขื่อนจุฬาภรณ ลักษณะสังคมปา ภาพที่ 2 การบันทึกลักษณะ ถายภาพพืช และการเก็บ เปน ปา ดบิ แลง ตวั อยางพชื วงศข ิงขาและเครือญาติ 3) เสนทางศึกษาธรรมชาติท่ี 3 อยูในแปลงท่ี 3 มีเนอ้ื ท่ี 2. ปรงชัยภูมิ 130 ไร 3 งาน 34 ตารางวา เสนทางสาํ รวจยาว 1,075 เมตร สํารวจปรงชัยภูมิท้ังในพื้นที่ปกปกทรพั ยากร อพ.สธ. – อยูดานทิศตะวันตกของท่ีทําการเขื่อนจุฬาภรณ ลักษณะ สงั คมปาเปนปาดิบแลง กฟผ. เขือ่ นจฬุ าภรณ จงั หวดั ชัยภูมิ และบริเวณอนื่ ๆ ท่ีมีการ พบการแพรกระจายพันธุของปรงชัยภูมิในพ้ืนท่ีเข่ือนจุฬา- 4) เสนทางศึกษาธรรมชาติท่ี 4 อยูในแปลงท่ี 4 มีเนอ้ื ท่ี ภรณจํานวน 2 คร้ัง ไดแก คร้ังที่ 1 วันท่ี 20-23 ธันวาคม 309 ไร 66 ตารางวา เสนทางสํารวจยาว 1,800 เมตร อยู 2559 และครัง้ ท่ี 2 วนั ท่ี 7-11 มนี าคม 2560 การนับจาํ นวน ดานทิศตะวันตก ของท่ีทําการเข่ือนจฬุ าภรณ ลักษณะสังคม ประชากรตน ปรงชยั ภูมิแยกเปน ตน ออ น ตนหนุม และตนโต ปา เปนปาดบิ เขา เต็มวัย (ตนเพศผู ตนเพศเมีย และตนที่ไมทราบเพศ) วัดคา พกิ ัดทางภมู ศิ าสตรของตนปรงแตละตน ท่พี บ จากน้นั ทาํ แผน ภาพท่ี 1 พ้นื ทป่ี กปก ทรพั ยากร อพ.สธ. – กฟผ. ท่ีการแพรกระจายของตนปรง ดวยโปรแกรม ArcGIS เข่ือนจุฬาภรณ จังหวดั ชยั ภูมิ เวอรชัน 10.3 ตนโตเต็มวัย วัดเสนรอบวงของลําตนท่สี งู จาก พ้ืน 1.3 เมตรดวยสายวัด เพ่ือนํามาคํานวณหาเสนผาน วธิ ศี กึ ษา ศูนยกลางของลําตน วัดความสูงของลําตน รัศมีของทรงพุม ชวงเวลาการสํารวจ จาํ นวน 4 ครง้ั ครัง้ ละ 4 วัน ในชวง และความสูงของเรือนยอดเพ่ือคํานวณหาขนาดทรงพุมของ ตนที่โตเต็มวัย ท้ังตนเพศผู ตนเพศเมีย และตนไมทราบเพศ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 เดือนมีนาคม กรกฎาคม และ สําหรับตนหนุม วัดความยาวใบที่ยาวท่ีสุด 3 ใบ และหา กันยายน พ.ศ. 2560 โดยแบงการสํารวจออกเปน 6 สวน คาเฉลี่ย จากนั้นคํานวณหาคาสัดสวนตนเพศผูและตนเพศ ตามกลุมส่ิงมีชีวิตท่ีศึกษา พืชวงศขิงขาและเครือญาติ ปรง เมีย และหาความหนาแนนของตนปรง (ทั้งตนออน ตนหนมุ และตนโตเตม็ วัย) ตอพ้ืนท่ี (ภาพที่ 3) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

228 and White (1970), Triplehorn and Johnson (2005) และ Aoki (2015) คูมือการจําแนกปลวกของจารุณี และ คณะ(2548), Thapa (1981), Tho (1992) และ Sornnuwat et. al. (2004) และการจัดจําแนกชนิดจากคูมือการจัด จําแนกมดของ Bolton (1994, 2003) ภาพท่ี 3 การสาํ รวจปรงชัยภมู ใิ นพ้นื ท่ีเขื่อนจุฬาภรณ ภาพท่ี 5 การขดุ หาแมลงในดนิ และเกบ็ แมลงในดินใสในขวด 3. ไลเคน เก็บตวั อยาง ดําเนินการสํารวจไลเคนระหวาง วันท่ี 12-14 สิงหาคม 5. ผีเสื้อกลางคนื 2560 บริเวณเสนทางศึกษาธรรมชาตทิ ่ี 1-4 (ภาพท่ี 4) การ ติดต้ังกับดักแสงไฟโดยใชจอผาสีขาวขนาด 2x2 เมตร เก็บตัวอยางไลเคนในคร้ังนี้เปนการสุมเก็บตัวอยางไลเคน โดยเลือกเก็บไลเคนบนตนไม (บางแหงมีการเก็บไลเคนบน และใชแสงไฟจากหลอด mercury vapor ขนาด 125 วัตต ใบไมดวย) ที่ระดับความสูงไมเกิน 2 เมตร จากพ้ืนดินเลือก ดึงดูดผีเส้ือใหบินมาเลนไฟบนจอผาสีขาว ทําการเก็บ เก็บไลเคนบนตนไมจากหลายตนในรศั มี ประมาณ 10 เมตร ตัวอยางจํานวน 4 ครั้ง คร้ังละ 3 คืน แตละคืนมีจุดเก็บ การจําแนกไลเคนในระดับสกุลดวยเอกสาร ดังนี้ Rogers ตัวอยางจํานวน 2 จุด และเปดไฟเพ่ือดงึ ดดู ผเี สอื้ กลางคนื ใน (1992) สําหรับไลเคนขนาดเล็ก (macrolichens) และ ชวงเวลาระหวาง 18.00-06.00 น. ทําการเก็บตัวอยางผีเสอ้ื Swinscow and Krog (1988) สําหรับไลเคนขนาดใหญ กลางคืนท่ีบินเขามาเกาะท่ีจอผาสีขาว โดยใชขวดฆาแมลงที่ (macrolichens) มีโพแทสเซียมไซยาไนดเปนสารฆา สําหรับผีเสื้อกลางคืน ขนาดกลางและขนาดใหญนํามาใสไวในซองเก็บแมลง ภาพที่ 4 กจิ กรรมการสาํ รวจไลเคน ช่ัวคราว แลวนําไปใสรวมกันในถุงพลาสติกอีกชั้นกอนจะ 4. แมลงในดนิ นําไปเก็บรักษาไวในตูเย็นเพ่ือเปนการรักษาสภาพ สําหรับ ผีเส้ือกลางคืนขนาดเล็กเก็บใสในกลองช้ืน (relaxing box) กําหนดจุดสํารวจในแตละเสนทางศึกษาธรรมชาติ ทําการจัดรูปรางบนแทนจัดรูปรางที่ใชเฉพาะสําหรับผีเส้ือ จํานวน 10 จุดสํารวจ โดยแตละจุดหางกันประมาณ 10-15 ขนาดเล็กทันทีในอีกวันถัดไป (ภาพท่ี 6) สวนผีเสื้อขนาด เมตร ในแตละจดุ สาํ รวจยอ ย ทาํ การเกบ็ ตัวอยา งแมลงในดิน กลางและขนาดใหญจะนาํ จดั รูปรา งอีกครั้งในหองปฏิบัติการ ขนาดใหญภายในรัศมี 1 เมตรจากจุดสํารวจการเก็บแมลงท่ี นําผีเสื้อทั้งหมดไปอบแหงในตูอบแมลงท่ีอุณหภูมิ 50 องศา อาศัยในดิน (soil sample) ขุดตัวอยางดินขนาด 30 x 30 เซลเซียส เปนเวลาอยางนอย 2 สัปดาห ติดปายบันทึก ตารางเซนติเมตร ลึก 5 เซนติเมตร จํานวน 3 แปลง ในแต ประจําตัวผีเสื้อแตละตัวโดยมีรายละเอียดคือ สถานท่ีเก็บ ละเสนทางการศึกษา และจากซากพืชท่ีอยูบนผิวดินจํานวน ตัวอยาง วันท่ี พิกัดภูมิศาสตร ความสูงจากระดับน้ําทะเล 5 จดุ ในแตล ะจุดสํารวจ นาํ ตวั อยา งดินและใบไมที่ไดม ารอน ช่ือผูเก็บ และหมายเลขรหัส (code number) และเก็บ เก็บตัวอยางในขวดท่ีบรรจุแอลกอฮอลความเขมขนรอยละ รักษาตัวอยางในกลองเก็บตัวอยางแมลง ทําการวิเคราะห 70 ผสมกับกลีเซอรอล อัตราสวน 9:1 พรอมทั้งเขียนชื่อ แ ล ะ จํ า แ น ก ช นิ ด ผี เ ส้ื อ ก ล า ง คื น ท่ี ไ ด ด ว ย ห นั ง สื อ แ ล ะ แปลงตัวอยางและวันเดือนปท่ีเก็บตัวอยาง (ภาพท่ี 5) นํา วารสารวิชาการทั้งในและตางประเทศ ผีเสื้อกลางคืนบาง ตัวอยางแมลงในดินท่ีไดจากการเก็บในภาคสนาม มาจัด ชนิดท่ีไมสามารถจําแนกชนิดไดก ็จะทําการสง ใหผูเช่ียวชาญ รูปรางใหอยูในแบบมาตรฐานเพื่อการจัดจําแนกกลุม ใน ชวยในการตรวจสอบ การเก็บรักษาตัวอยางผีเสื้อจะทําการ ระดับ ช้ัน (class) อันดับ (order) วงศ (family) และชนิด เก็บรักษาไวที่หองเก็บแมลงของภาควิชากีฏวิทยา คณะ (species) โดยใชคูมือการจัดจําแนกสัตวในดินของ Borror เกษตร กําแพงแสน มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

229 แมลงในดิน 4 คลาส 10 อนั ดบั 110 ชนิด ผีเส้อื กลางคนื 20 วงศ 179 สกลุ 237 ชนิด ไสเดือนดนิ 4 วงศ 5 สกุล 22 ชนิด สําหรับรายละเอียดเกย่ี วกับผลการสํารวจท้ังหมดนีศ้ ึกษาเพ่ิมเติมไดใ น รายงานการวิจัยของพงศเทพ สุวรรณวารี, หนูเดือน เมืองแสน และ กวิสรา เฮงธนารฐั (2561) ภาพท่ี 6 การถายภาพและบันทึกขอมูลผีเสื้อกลางคืนและ การจัดรูปรา งผีเสื้อขนาดเลก็ บนแทนจัดรูปราง 1. พืชวงศขิงขา ในพ้ืนที่ปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. 6. ไสเ ดือนดิน เขือ่ นจุฬาภรณ จังหวดั ชยั ภมู ิมีจํานวน 6 สกลุ 14 ชนิด (ภาพ ท่ี8) ซง่ึ เม่อื เทียบกบั ที่ Larsen and Larsen (2008) รายงาน ทําการเก็บตัวอยางดวยมือ (hand sorting) โดยใชปาก วาในประเทศไทยมีพืชวงศขิงประมาณ 26 สกุล 300 ชนิด คบี พล่ัว และมือคยุ หาไสเดือนดนิ บริเวณผิวดินท่มี องเหน็ ได เม่ือเปรียบกับการศึกษาสํารวจพืชวงศขิงในพ้ืนท่ีปกปก ดว ยตาเปลา จากนน้ั ใชจ อบหรือพลวั่ ทาํ การขดุ ดิน โดยขุดลกึ ทรัพยากร อพ.สธ. เข่ือนนํ้าพุง จังหวัดสกลนคร สํารวจพบ ลงไปประมาณ 10-15 เซนตเิ มตร จบั ไสเ ดอื นใสในขวดแกว ท่ี พชื วงศขงิ ทัง้ หมด 8 สกลุ 19 ชนดิ (พอล เจ โกรดิ และคณะ บรรจุเอทิลแอลกอฮอลความเขมขนรอยละ 70 จากน้ันนํา , 2556) ซ่ึงมีความหลากชนิดมากกวาพืชวงศขิงในพื้นที่ปก ออกมาวางบนกระดาษซับแลวคลึงใหไสเดือนอยูในสภาพ ปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภมู ิ ตรง แลวนําไปแชในสารละลายฟอรมาลีน ความเขมขนรอย ซึ่งพบ 6 สกลุ 14 ชนิด ความแตกตา งดา นความหลากชนิดน้ี ละ 4-10 อยางนอย 24 ช่ัวโมง (ภาพท่ี 7) ติดฉลาก (ชื่อ อาจเน่ืองจากการมีสภาพปาที่แตกตางกันระหวางสองพื้นท่ี สถานทเ่ี ก็บ ผูเก็บ ตาํ แหนง และรายละเอียดอน่ื ๆ ทจี่ าํ เปน ) โดยพื้นที่ปกปกพันธุกรรมพืช อพ.สธ. เขื่อนนํ้าพุง จังหวัด นํ า ตั ว อ ย า ง ท่ี ไ ด ม า ทํ า ก า ร จํ า แ น ก อ อ ก เ ป น ว ง ศ ย อ ย สกลนคร ซ่ึงมีสภาพเปนปาเต็งรังและปาเบญจพรรณ (subfamilies) สกุล (genus) และชนิด (species) โดยใช ในขณะที่พ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขื่อนจุฬา เอกสารของสมศักด์ิ ปญหา (2550); Gates (1972) และ ภรณ จังหวัดชัยภูมิมีสภาพปาสมบูรณเปนปาดิบแลงและปา Sims and Easton (1972) ดิบช้ืน จึงทําใหพบความหลากชนิดต่ํากวา นอกจากน้ียัง พบวาพืชวงศขิงที่สํารวจพบมากท่ีสุดในเขื่อนนํ้าพุง จังหวัด ภาพท่ี 7 การขุดหาไสเ ดือนดนิ และตัวอยา งไสเดอื นท่ีคลึงให สกลนคร อยูในสกุลเปราะ Kaempferia และสกุลขม้ิน ตรงกอ นแชใ นสารละลายฟอรมาลนี Curcuma ในขณะท่ีในพ้ืนท่ีเขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ พบสกุลกระวาน Amomum และสกุลขิง Zingiber สวน ผลการวจิ ยั และวิจารณ วงศเอื้องหมายนา Costaceae พบเพียง 1 สกุล 1 ชนิด คือ ผลการสํารวจส่ิงมีชีวิต 6 กลุม ไดแก พืชวงศขิงขาและ Cheilocostus speciosus (J. Konig) C. Specht (ภาพที่ 1a) พบเหมอื นกนั ทงั้ สองพนื้ ท่ี นอกจากน้ี กมลทิพย สวุ รรณ เครือญาติ ไลเคน แมลงในดิน ไสเดือนดิน ปรงชัยภูมิ และ เดช และดวงใจ ศุขเฉลิม (2550) ไดรายงานผลการสํารวจ ผีเส้ือกลางคืนในพื้นท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. พืชวงศขิงในพ้ืนท่ีปาทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบพืช เขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ ระหวางเดือนธันวาคม พ.ศ. วงศขิงทั้งหมด 10 สกุล 36 ชนิด พบในปาเบญจพรรณของ 2559 ถงึ กนั ยายน พ.ศ. 2560 เปนดงั ตารางท่ี 1 ภูเขาหินปูน บริเวณปาดิบเขาและพื้นที่แปลงปลูกตนสัก สกุลที่พบจํานวนชนิดมากที่สุด คือ สกุลขม้ิน (Curcuma) ตารางที่ 1 ผลการสํารวจส่ิงมีชีวิต 6 กลุม ในพ้ืนท่ีปกปก จํานวนชนดิ 7 ชนดิ รองลงมา คอื สกุลขา ลงิ (Globba) และ ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ สกลุ กระชาย (Boesenbergia) มี 6 ชนิด สกลุ ขงิ (Zingiber) ระหวา งเดือนธนั วาคม พ.ศ. 2559 ถึงกันยายน พ.ศ. 2560 มี 5 ชนดิ ผลการศึกษาเหลานแ้ี สดงใหเ ห็นวาพชื วงศข งิ มกี าร พืชวงศขิงขาและ วงศขิงขา 14 ชนิด เจริญเติบโตในสภาพปาท่ีหลากหลาย อยางไรก็ตามในการ เครือญาติ วงศเออ้ื งหมายนา 1 ชนิด ออกสํารวจพืชวงศขิง จะตองคํานึงถึงระยะเวลาท่ีเหมาะสม ปรงชยั ภูมิ 419 ตน ท่ีสุดในการสํารวจ ซึ่งสวนมากพบในชวงฤดูฝน สถานภาพ ไลเคน 28 วงศ 60 สกลุ 172 ชนดิ การอนุรักษของพืชท่ีศึกษาคร้ังนี้พบ 4 ชนิดท่ีปรากฏใน IUCN red list ( 2016) ไ ด แ ก Amomum schmidtii ( K. Schum.) Gagnep., A. koenigii J.F. Gmel., Amomum การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

230 villosum var. xantoides (Wall ex. Baker) T.L. Wu & ปรงตนออน จํานวน 331 ตน ความแตกตางดานนี้ อาจ S.J. Chen และ Globba laeta K. Larsen (ภาพที่ 1b) การ เน่ืองจากการมีสภาพปาที่แตกตางกันระหวางสองพื้นท่ี โดย ใชประโยชนของทั้งพืชวงศขิงและวงศเอื้องหมายนาโดยการ พื้นที่เทือกเขาภูคี อุทยานแหงชาติภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิมี สอบถามจากเจาหนาท่ีในพื้นท่ีศึกษา พบวา พืชวงศขิงขามี สภาพเปนปาเต็งรังผสมปาไผ ในขณะที่พื้นท่ีปาเขื่อนจุฬา- การใชประโยชน 10 ชนิด ไมมีการรายงานการใชประโยชน ภรณ จังหวัดชัยภูมิมีความสูงจากระดับน้ําทะเล 763.23 4 ชนิด พืชวงศเอื้องหมายนามีการใชประโยชน 1 ชนิด โดย ±36.49 เมตร สภาพปาสมบรู ณเปน ปาดิบแลงและปาดบิ ช้ืน รูปแบบของการใชประโยชนสวนมากเปนดานนํามาเปน แตท้ังสองพื้นที่น้ีตนปรงชัยภูมิมีความสูงของลําตนและเสน อาหาร ดา นสมุนไพร ดา นเปน ไมป ระดับ ผานศูนยกลางของลําตนใกลเคียงกันมาก เมื่อเปรียบเทียบ ระหวางประชากรตนปรงเพศเมีย กลาวคือ ปรงเพศเมียใน a พืน้ ที่เข่อื นจฬุ าภรณ มคี าเฉลีย่ ของความสูงของลาํ ตนสงู ท่ีสุด b คือ 232.0±181.2 เซนติเมตร คาเฉล่ียขนาดเสนผาน ศูนยกลางของลําตนเฉลีย่ 19.69±6.71เซนตเิ มตร ในขณะที่ ภาพท่ี 8 ตวั อยางพชื วงศขิงขา (a) Cheilocostus ประชากรปรงเพศเมียในอุทยานแหงชาติภูแลนคา จังหวัด speciosus (J. Konig) C. Specht, (b) Globba ชัยภูมิ มีความสูงของลําตนคือ 218.53±105.27 เซนติเมตร laeta K. Larsen คาเฉล่ียขนาดเสนผานศูนยกลางของลําตน 23.34±7.97 ตารางเซนตเิ มตร 2. ปรงชัยภูมิ การสํารวจในเสนทางศึกษาธรรมชาติและ บริเวณอ่ืนของเขอื่ นจุฬาภรณจ าํ นวน 8 แปลง พบปรงชัยภูมิ ab จํานวน 419 ตน แพรกระจายอยูนั้นมีความสูงจาก ระดับนํ้าทะเล ตั้งแต 718-801 เมตร แปลงที่พบปรงชัยภูมิ ภาพที่ 9 ปรงชัยภมู ิ (a) ตนเพศผู (b) ตนเพศเมยี มากที่สุดคือ พ้ืนที่บริเวณวัดปาเขื่อนจุฬาภรณ จํานวน 190 3. ไลเคน ในการสํารวจไลเคนจากเสน ทางศึกษาธรรมชาตทิ ง้ั ตน รองลงมาคือมอยาว จํานวน 116 ตนประชากรตนปรง 4 เสนทาง พบความหลากหลายของไลเคนมากท่ีสุดใน ชัยภูมิท่ีสํารวจพบ ประกอบดวย ตนออน 329 ตน (รอยละ เสนทางท่ี 4 (72 ชนิด) รองลงมาคือเสนทางท่ี 1 (62 ชนิด) 80) ตนหนุม 41 ตน (รอยละ 10) ตนที่โตเต็มวัย 49 ตน เสนทางที่ 2 (52 ชนิด) และพบนอยท่ีสุดในเสนทางที่ 3 (37 (รอยละ 10) ซึ่งตนโตเต็มวัยที่พบเปนตนเพศผูเพียง 1 ตน ชนิด) การจัดจําแนกไลเคนในเบ้ืองตน พบไลเคนทั้งสิ้น 60 (ภาพท่ี 9a) ตนเพศเมีย 6 ตน (ภาพท่ี 9b) และตนไมทราบ สกุล จัดอยูใน 28 วงศ และมีการประเมินจํานวนชนิดพันธุ เพศ 42 ตน การพบตนท่ีไมทราบเพศจํานวนมากเนื่องจาก จากการศึกษาลักษณะทางสณั ฐานวิทยา ไดทั้งส้ิน 172 ชนิด ในชวงท่ีสํารวจไมพบเห็นรองรอยของโคน (cone) ทั้งโคน ท้ังน้ีหากมีการศึกษาท่ีละเอียดข้ึนดานกายวิภาควิทยาและ เพศผแู ละโคนเพศเมยี จงึ ไมส ามารถระบเุ พศได ปรงชยั ภูมติ น สารเคมีไลเคน อาจมีการเปลี่ยนแปลงจํานวนชนิดท่ีพบไล- โตเต็มวัยมีความสูงของลําตนเฉลี่ย 117.05±117.96 เคนที่พบครั้งน้ีแบงเปนกลุมตามรูปแบบการเติบโตท่ีมี เซนติเมตร ขนาดเสนผานศูนยกลางของลําตนเฉล่ีย จํานวนชนิดพันธมุ ากทีส่ ุดคือ ครัสโตส (พบ 140 ชนดิ ) (ภาพ 19.69±6.71เซนติเมตร ความสูงของทรงพุมเฉลี่ย ท่ี 10) รองลงมาคือ กลุมโฟลิโอส (foliose) กลุมสแควมโู ลส 114.39±46.57 เซนติเมตร และขนาดเสนผา นศูนยกลางของ (squamulose) กลุมบิสซอยด (byssoid) กลุมฟรูทิโคส ทรงพุมเฉล่ีย 250.11±81.26 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับ (fruticose) และกลุมฟลาเมนโตส (filamentose) (พบเพียง Saeheng and Suwanwaree (2017) ศึ ก ษ า ลั ก ษ ณ ะ 22, 6, 2, 1 และ 1 ชนิด ตามลาํ ดบั ) ไลเคนสกลุ ท่ีพบจํานวน ประชากรปรงชัยภูมิ ในอุทยานแหงชาติภูแลนคา จังหวัด ชนิดไดมากที่สุด ไดแก Graphis และ Pyrenula (สกุลละ ชัยภมู ิ พบวามตี น ปรงชัยภมู กิ ระจายอยใู นระดบั ความสูงจาก 13 ชนดิ ) ระดับน้ําทะเล เฉล่ีย 930.99±25.54 เมตร พบปรงทั้งหมด จํานวน 1,159 ตน เปนปรงเพศเมีย จํานวน 324 ตน ปรง ภาพรวมแลวพื้นที่ศึกษาไลเคนในเขื่อนจุฬาภรณมี เพศผู จํานวน 218 ตน ปรงตนเต็มวัยท่ีจําแนกเพศไมได สภาพเปนปาดิบช้ืน มีเรือนยอดหนาแนน และแมวาจะมี จํานวน 260 ตน ปรงท่ียังไมโตเต็มวัย จํานวน 26 ตน และ การศึกษาในพื้นที่ปาโปรง (กอนเดินเขาสูเสนทางศึกษา ธรรมชาติท่ี 1 และ 2) สภาพแวดลอ มโดยท่ัวไปยังคงมีความ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

231 คลายคลึงกับสภาพปาดิบช้ืน คือ สภาพอากาศมีความชืน้ สงู mensis Ahmad และ Microcerotermes crassus Snyder อุณหภูมิอากาศไมสูงนัก อยางไรก็ตาม อาจมีความแตกตาง มีคาเปอรเ ซน็ ตก ารปรากฏในพนื้ ที่ศึกษา เทากบั 50 % กันของแสงท่ีระดับพ้ืนลางของปา ซึ่งปจจัยเหลานี้ สงเสริม ใหม ีไลเคนกลมุ ท่ชี อบสภาพอากาศทีม่ คี วามชื้นสูง และความ ab เขมแสงต่ําเติบโตอยูไดเปนอยางดี เชน ไลเคนวงศ Graphidaceae, Trichotheliaceae, Pyrenulaceae แ ล ะ ภาพที่ 11 ตัวอยางแมลงในดิน Phyllopsoraceae เปนตน ลักษณะของสภาพแวดลอ มดงั ที่ (a) มดชนดิ Odontoponera denticulata (Smith) กลาวมานี้ อาจกลาวไดวามีความคลายคลึงกับพื้นท่ีปาใน (b) มดชนดิ Carebara diversa (Jerdon) อุทยานแหงชาติเขาใหญ ดังน้ันจึงมีไลเคนสวนใหญ (ชนิด และสกุล) ท่ีพบในพ้ืนท่ีนี้มีความคลายคลึงกับที่พบจาก 5. ผเี สือ้ กลางคืน พบผเี สือ้ กลางคนื ทัง้ หมด 237 ชนดิ ใน 20 รายงานการสาํ รวจในอุทยานแหง ชาติเขาใหญ (หนวยวิจัยไล วงศ 179 สกุล สามารถจําแนกชนิด 177 ชนิด จําแนกได เคน มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, 2547) อยา งไรกต็ าม มีไลเคน เพียงระดบั สกุล 60 ชนิด มี 5 วงศ ท่ีมคี วามหลากหลายมาก หลายสกุลที่ไมเคยมีรายงานไวในการสํารวจในพ้ืนท่ีปาเขา ท่สี ดุ คอื วงศ Tortricidae 43 ชนิด วงศ Geometridae 37 ใหญ เชน สกุล Bactrospora, Dichosporidium, Sphinc- ชนิด วงศ Noctuidae 33 ชนดิ วงศ Arctiidae 30 ชนดิ วงศ trina และ Tylophoron เปนตน การพบไลเคนเหลานี้จึง Sphingidae 22 ชนิด (ภาพที่ 12) เดือนมีนาคม 2560 มี เปนการรายงานการพบไลเคนบางสกุลท่ีดํารงชีวิตอยูใน ความหลากหลายของผีเสื้อกลางคืนมากที่สุด พบ 16 วงศ สภาพปาดบิ ชน้ื เพ่ิมขึ้น 121 ชนิด รองลงมาคือเดือนกรกฎาคม 2560 โดยพบ 16 วงศ 102 ชนิด เดือนธันวาคม 2559 พบ 14 วงศ 88 ชนิด ab และเดือนกันยายน 2560 พบนอยท่ีสุดคือ 12 วงศ 43 ชนิด จากขอมูลการเก็บตัวอยางท้ังหมด 4 คร้ัง พบวาการสํารวจ ภาพท่ี 10 ตัวอยางไลเคนกลมุ ครสั โตส (a) Crysothrix ในคร้ังที่ 2 พบผีเสื้อกลางคนื มากที่สดุ รองลงมาคือ ครั้งท่ี 3 xanthine, (b) Haematomma sp.2 คร้ังท่ี 1 และคร้ังท่ี 4 ตามลําดับ เนื่องการสํารวจในคร้ังท่ี 4 ซึ่งตรงกับชวงที่มีแสงสวางของดวงจันทรมากทําใหพบชนิด 4. แมลงในดนิ พบแมลงในดนิ ทั้งสิ้น 110 ชนดิ จาก 2 Class ของผเี สอ้ื กลางคืนนอยที่สดุ ทั้งน้ีจากขอมูลพบวา ผีเส้ือหลาย และ 10 Order (Araneae, Opiliones, Pseudoscorpio- ชนิดพบเพียง 1-2 คร้ังเทานั้นตลอดระยะเวลาในการสํารวจ nes, Blattodea, Coleoptera, Hemiptera, Hymenop- แตมีเพียงสองชนิด คือ Sympis rufibasis Guenée ในวงศ tera, Isoptera, Neuroptera และ Orthoptera) โดยทเ่ี สน Noctuidae แ ล ะ Pelagodes falsaria (Prout) ใ น ว งศ ทางศึกษาธรรมชาติที่ 4 พบจํานวนชนิดมากที่สุด คือ 68 Geometridae ท่ีสามารถพบในทุกคร้ังของการสํารวจและ ชนิด รองลงไปคือ เสนทางศึกษาธรรมชาติที่ 1, 2 และ 3 เปนชนดิ ที่พบไดท ่วั ไป ผเี สอ้ื กลางคนื หลายชนดิ ทพ่ี บสามารถ ตามลําดับ โดยมีจํานวนชนิดเทากับ 64 ชนิด 51 ชนิด และ จําแนกไดเพียงระดบั สกุลเทาน้ัน เพราะมีขอมูลเปรียบเทยี บ 57 ชนิด ตามลําดับ แมลงในดิน 4 ชนิด ท่ีมีคาเปอรเซ็นต คอนขางนอย และหลายชนิดมีโอกาสเปน new species การปรากฏ (F) ในพ้ืนท่ีศึกษามากที่สุดคือ ปลวกชนิด โดยเฉพาะวงศ Tortricidae Macrotermes annandalei (Silvestri) มีคาเปอรเซ็นต การปรากฏในพื้นที่ศึกษา เทากับ 75 % รองลงไปคือ มด ab ชนิด Odontoponera denticulata (Smith) (ภาพท่ี 11a) มีคาเปอรเซ็นตการปรากฏในพื้นที่ศึกษา เทากับ 56.25 % ภาพที่ 12 ตัวอยา งผีเสื้อกลางคนื วงศ Tortricidae และมดชนิด Carebara diversa (Jerdon) (ภาพท่ี 11b), (a) Loboschiza koenigiana Leptogenys diminuta (Smith), Diacamma sp.1 และ (b) Ophiorrhabda philocompsa Paratrechina longicornis Latreille มีคาเปอรเซ็นตการ ปรากฏในพื้นที่ศึกษา เทากับ 50 % และปลวกชนิด Globi- termes sulphureus Haviland, Hypotermes makha- การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

232 6. ไสเดือนดิน การสํารวจไสเดือนดินท่ีพบในเสนทางศึกษา เคยมีรายงานการสํารวจมากอ น เชน ท่ีสถานีวิจัยสง่ิ แวดลอ ม ธรรมชาติ พืน้ ท่ปี กปก ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอื่ นจุฬา- สะแกราช พบจํานวน 10 ชนิด ท่ีอุทยานแหงชาติทับลาน ภรณ จังหวัดชัยภมู คิ ร้งั นี้พบทั้งส้นิ 4 วงศ 22 ชนิด ไดแกวงศ พบจํานวน 14 ชนิด และที่อุทยานแหงชาติภูสอยดาวพบ Glossoscolecidae, Megascolecidea, Moniligastridae จํานวน 9 ชนิด ทั้งนี้อาจเนื่องจากพื้นที่ปานี้ถือวาเปนปา และ Octochaetidae ขณะที่ชนิดของไสเดือน ไดแก ธรรมชาติด้ังเดิมที่ไมมีการบุกรุก ไมมีการบกวนมาก ทําให Pontoscolex corethrurus (Müller) ในวงศ Glossosco- ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศยังคงมีความอุดม lecidae (ภาพท่ี 13a) ไสเดือนสกุล Amynthas และสกุล สมบูรณอ ยสู ูง Metaphire (ภาพท่ี 13b) เปนไสเดือนที่พบมากท่ีสุด ใน วงศ Megascolecidae สวนไสเดือน 2 วงศหลังคือ วงศ ab Moniligastridae และ Octochaetidae มีจาํ นวนนอยในทกุ พ้ืนท่ีท่ีทําการสํารวจ ซ่ึงทั้งหมดนี้สอดคลองกับการศึกษา ภาพท่ี 13 ตัวอยา งไสเ ดอื นดนิ ทีพ่ บ สํารวจพบในพื้นที่อื่นๆ เชน ที่สถานีวิจัยส่ิงแวดลอมสะแก (a) Pontoscolex corethrurus (Müller) ราช จังหวัดนครราชสีมา พ้ืนที่อุทยานแหงชาติทับลาน ใน (b) Metaphire planata (Gates) สวนของจังหวัดนครราชสีมา พ้ืนท่ีเข่ือนน้ําพุง จังหวัด สกลนครและพื้นท่ีอุทยานแหงชาติภูสอยดาว ในจังหวัด สรุปผลการวิจยั อุตรดิตถ (พงศเทพ สุวรรณวารี และ พัฒนา สมนิยาม. จากการสาํ รวจสิ่งมีชวี ิต 6 กลมุ ไดแก พืชวงศขงิ ขาและ 2555; พัฒนา สมนิยาม และพงศเทพ สุวรรณวารี, 2556; Pattana and Pongthep, 2009; Somniyam and เครือญาติ ไลเคน แมลงในดิน และไสเดือนดินในเสนทาง Pongthep, 2010; Pongthep and Pattana, 2010) โดย ศึกษาธรรมชาติ 4 เสนทาง พ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – พบไสเดือนมากชนิดที่สุดที่เสนทางสํารวจท่ี 1 และ 4 กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ การสํารวจปรงชัยภูมิ และผีเสื้อ ไสเดือนท้ัง 4 วงศนี้ มีรายงานพบโดยท่ัวไปในประเทศไทย กลางคนื ในพื้นทีป่ กปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอื่ นจุฬา และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต โดยเฉพาะวงศ ภรณ จังหวัดชัยภูมิ ระหวางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึง Glossoscolecidae โดยที่ไสเดือนดินชนิด Pontoscolex กันยายน พ.ศ. 2560 ไดคนพบสิ่งมีชีวิตกลุมดังกลาว corethrurus (Müller) สามารถพบไดทั่วไปในทุกพื้นท่ีทั่ว ดังตอ ไปนี้ โลก เนอื่ งจากชนดิ นส้ี ามารถปรับตัวไดดแี ละมรี ายงานวา เปน Parthenogenesis จึงพบไสเดือนชนิดน้ีตลอดป แมเพียง 1) พืชวงศขิงขาและเครือญาติ 15 ชนิด 7 สกุล เปนพืช ความช้ืนเล็กนอยก็ตาม สวนวงศ Megascolecidae ซึ่งพบ วงศข งิ ขา (วงศ Zingiberaceae) พบจํานวน 14 ชนิด 6 สกุล จํานวน 19 ชนิด ไสเดือนวงศนี้มีถ่ินกําเนิดในแถบเอเชีย วงศเอ้ืองหมายนา (Costaceae) พบ 1 ชนิด คือ เอ้ืองหมาย ตะวันออกเฉียงใต ดังนั้นจึงพบความหลากหลายชนิดของ นา Cheilocostus speciosus (J. Konig) C.Specht วงศน้ีในประเทศไทยได สวนวงศ Moniligastridae ชนิด Drawida sp.1 ถึงแมวามีรายงานวามีถ่ินกําเนิดในแถบน้ีก็ 2) ป ร งชั ย ภู มิ Cycas elephantipes A.Lindstr. & ตาม แตการสํารวจครั้งน้ี พบจํานวนนอยมาก ขณะที่วงศ K.D.Hill สํารวจพบทั้งหมด 419 ตน แพรกระจายอยู 12 Octochaetidae ชนิด Dichogaster sp.1 กพ็ บจาํ นวนนอ ย พ้ืนที่ในเข่ือนจฬุ าภรณ ปรงตนโตเตม็ วัยมขี นาดพนื้ ทห่ี นา ตดั มากเชน กนั ทง้ั น้ีอาจเนือ่ งจากเหตุปจจยั อ่นื ๆ เชน เนอื่ งจาก ของลาํ ตน เฉลี่ย 272.07±189.04 ตารางเซนตเิ มตร ความสูง ไสเดือนทั้ง 2 ชนิดนี้มีขนาดคอนขางเล็กยากที่จะเก็บ ของลําตนเฉล่ีย 110.0±115.3 เซนติเมตร ความสูงของทรง ตวั อยา งไดอยางครอบคลมุ หรอื เนอ่ื งจากสภาพแวดลอมทาง พุมเฉลี่ย 112.7±45.8 เซนติเมตร และปริมาตรทรงพมุ เฉล่ีย ภูมิศาสตรท่ีมีความลาดชันสูงงายตอการถูกพัดพา หรือ 2,661.69±2,001 ลูกบาศกเซนตเิ มตร เน่ืองจากศัตรูธรรมชาติ โดยพบวาพ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอื่ นจฬุ าภรณ แหง นี้ มีรอ งรอยสัตวป า เชน 3) ไลเคน 281 ตัวอยาง การจําแนกเบื้องตนพบไลเคน หมู หนู ตุน นกและไกปา ซึ่งสัตวเหลานี้จะกินไสเดือนเปน 172 ชนดิ จดั อยใู น 60 สกลุ 28 วงศ อาหารท้ังส้ิน สภาพพ้ืนท่ีระบบนิเวศในเขื่อนจุฬาภรณ ใน ภาพรวมประกอบดวยปาดิบแลงและปาดิบเขาจากการ 4) แมลงในดนิ 110 ชนิด จาก 2 Class และ 10 Order สํารวจปาดบิ แลง (เสนทางสํารวจท่ี1, 2 และ 3) พบไสเดอื น แมลงท่ีมีคาเปอรเซ็นตก ารปรากฏในพ้ืนที่ศึกษามากที่สดุ คือ ดินจํานวนมากถึง 17 ชนิด ซึ่งถือวามากกวาพ้ืนท่ีอื่น ๆ ที่ ปลวกชนิด Macrotermes annandalei (Silvestri) นอก การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

233 จากนี้ปลวกที่พบในการสาํ รวจครั้งนีจ้ ัดอยูในกลมุ ปลวกเลยี้ ง มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี จ.นครราชสมี า. รายงาน ราเหด็ โคนทั้งสนิ้ วิจยั . มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสรุ นาร,ี นครราชสมี า. พัฒนา สมนิยาม และพงศเทพ สวุ รรณวารี. 2556. 5) ผเี ส้ือกลางคนื ตวั เตม็ วัย สาํ รวจพบทงั้ หมด 237 ชนดิ การศกึ ษาความหลากหลายของไสเ ดอื นดนิ ในพน้ื ที่ปก ใน 20 วงศ 179 สกลุ สามารถจําแนกชนดิ 177 ชนดิ จาํ แนก ปกพนั ธุกรรมพืช อพ.สธ. เขอ่ื นน้าํ พงุ จงั หวัดสกลนคร. ไดเพียงระดับสกลุ 60 ชนิด การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 6 “ทรพั ยากรไทย:นาํ สิง่ ดีงามสตู าโลก” 6) ไสเ ดอื นดนิ สํารวจพบทงั้ หมด 22 ชนิด 4 วงศ วันท่ี 21-23 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ณ หอ งประชุม คําขอบคณุ วิชาการ เขือ่ นศรี หนว ยวจิ ัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง. 2547. ความหลากหลายชนดิ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ การไฟฟาฝาย ของไลเคน ณ อุทยานแหงชาตเิ ขาใหญ. สํานักงาน ผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหนวยงานรวมสนอง นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม. พระราชดําริ และทุนวิจยั จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นารี กรุงเทพฯ. 114 หนา. ผวู จิ ัยขอขอบคณุ มา ณ ทนี่ ี้ดวย Angiosperm Phylogeny Group. 2009. An update of เอกสารอา งองิ the Angiosperm Phylogeny Group classification กมลทิพย สุวรรณเดช และดวงใจ ศขุ เฉลิม. 2550. for the orders and families of flowering plants: APG III. Botanical Journal of the Linnean การศกึ ษาอนุกรมวิธานของพืชวงศขิง Society. 161: 105-121. (Zingiberaceae) ในพื้นทป่ี าทองผาภูมิ จังหวดั Aoki, J.C. 2015. Pictorial keys to soil animals of กาญจนบุรี. รายงานการวิจยั ในโครงการ BRT 2550: Japan. Tokai University Press, Hadano. ชุดโครงการทองผาภมู ิตะวันตก. บริษัท ปตท. จาํ กัด Bolton, B. 1994. Identification guide to the ant (มหาชน); สาํ นกั งานกองทุนสนับสนุนการวจิ ัย; genera of the world, Harvard University Press, สาํ นกั งานพัฒนาวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีแหง ชาติ Massachusetts. ศูนยพ ันธุวศิ วกรรมและเทคโนโลยชี วี ภาพแหงชาติ, Bolton, B. 2003. Synopsis and classification of กรงุ เทพฯ. 197-198. Formicidae. Memorial American Institute จารุณี วงศข าหลวง, ยพุ าพร สรนวุ ตั ร, ขวัญชัย เจริญกรุง Entomology. 71: 1–370. และศจษิ ฐ ชุตภิ าปภรณ. 2548. ความหลากหลายของ Gates, G.E. 1972. Burmese earthworms: an ปลวกในประเทศไทย. คร้ังท่ีพมิ พ 1. อักษรสยาม, introduction to the systematics and biology of กรงุ เทพฯ. 48 หนา . Megadrile oligochaetes with special reference พงศเทพ สุวรรณวารี และพฒั นา สมนยิ าม. 2555. ความ to Southeast Asia. Transactions of the หลากหลายของไสเ ดือนดนิ ในอุทยานแหงชาตทิ บั ลาน. American Philosophical Society. 62: 326. รายงานวจิ ัย. มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี รุ นาร,ี Larsen, K. and Larsen, S.S. 2006. Gingers of นครราชสมี า. Thailand. Thailand. Queen Sirikit Botanic พงศเทพ สวุ รรณวาร,ี หนูเดอื น เมอื งแสน และกวสิ รา เฮงธ Garden, Chiangmai. นารฐั . 2561. การสํารวจพืชวงศขงิ ขา และเครอื ญาติ ไล Rogers, R.W. 1992. Key to Australian lichen genera. เคน สตั วม ีกระดูกสันหลัง และสตั วไ มมกี ระดูกสันหลัง Flora of Australia. 54: 65-94. บางชนดิ ในพ้นื ทป่ี กปกพนั ธกุ รรมพืชเขือ่ นจฬุ าภรณ Saeheng, K and Suwanwaree, P. 2017. Age and จงั หวดั ชัยภมู .ิ รายงานวิจัย. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี gender structure of Cycas elephantipes in Phu สรุ นาร,ี นครราชสมี า. Laen Kha National Park. (p. 55-56) The 4th พอล เจ โกรด,ิ หนเู ดอื น เมอื งแสน, พงศเ ทพ สุวรรณวาร,ี National Meeting on Biodiversity Management กติ ติมา เมฆโกมล และสรุ พล แสนสขุ . 2556. ความ in Thailand. June 21-23, Udon Thani, Thailand. หลากหลายของพรรณพืช โครงสรา งปา และปรมิ าณ Somniyam, P. and Suwanwaree, P. 2009. The คารบอนเหนอื พืน้ ดนิ ในพ้ืนทปี่ กปกพนั ธกุ รรมพืช Diversity and distribution of terrestrial อพ.สธ. เขอื่ นนา้ํ พงุ จ.สกลนคร และในพื้นที่ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

234 earthworms in Sakaerat Environmental Suwanwaree, P and Somniyam, P. 2010. Research Station and adjacent areas, Nakhon Earthworm diversity in Tab Lan National Park, Ratchasima, Thailand. World Applied Sciences Thailand. (p. 12-13) The 2010 International Journal. 6(2): 221-226. Meeting of the Association for Tropical Biology Somniyam, P. and Suwanwaree, P. 2010. The and Conservation, 19–23 July 2010, Sanur– Comparison of earthworm diversity and their Denpasar, Bali, Indonesia. dynamics between dry evergreen and dry dipterocarp forest at SERS, Nakhon Swinscow, T.D.V. and Krog, H. 1988. Macrolichens Ratchasima, Thailand. (p. 10-11) The 2010 of East Africa. British Museum, London. International Meeting of the Association for Tropical Biology and Conservation, 19–23 July Tropicos. 2012. Missouri Botanical Garden. 2010, Sanur–Denpasar, Bali, Indonesia. http://www.tropicos.org การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

235 ความหลากหลายของกลวยไมป าในพ้นื ทป่ี กปกทรพั ยากร เข่อื นจุฬาภรณ จังหวดั ชัยภูมิ DIVERSITY OF WILD ORCHIDS IN RESOURCES PROTECTION AREA CHULABHORN DAM, CHAIYAPHUM PROVINCE ฐติ ิพร พทิ ยาวธุ วนิ จิ 1, วิไลลักษณ ชนิ ะจิตร1, พัทรภรณ โชคสวัสด์ิ1, พรพิศ ชสู อน1 และ วรชาติ โตแกว 2 Thitiporn Pithayawutwinit1, Wilailak Chinachit1, Pattaraporn Choksawat1, Pornpis Chusorn1 and Worachat Tokaew2 1คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน อ.เมือง จ.ขอนแกน 40002 2คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม อ.เมอื ง จ.มหาสารคาม 44000 1Faculty of Agriculture, Khon Kaen University, Amphoe Muang, Khon Kaen 40002 2Faculty of Science and Technology, Rajabhat Maha Sarakham University, Amphoe Muang, Maha Sarakham 44000 บทคดั ยอ ศึกษาความหลากหลายของกลวยไมปาในพ้ืนที่ปกปกทรัพยากร เขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ พื้นท่ีดําเนินงานแหงหนึ่งใน โครงการอนรุ กั ษพนั ธุกรรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยการสํารวจ พืชวงศกลวยไมในสภาพธรรมชาติ โดยวิธีกําหนดเสนทางสํารวจ ซ่ึงเปนตัวแทนของพื้นท่ี จํานวน 4 เสนทาง ระยะทาง 680, 1,100, 1,075 และ 1,800 เมตร ดําเนินการสํารวจระหวางเดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2560 พบกลวยไมปา จํานวน 57 ชนิด ใน 22 สกุล จําแนกเปนกลวยไมอิงอาศัย 54 ชนิด กลวยไมดิน 3 ชนิด กลวยไมสกุลหวาย (Dendrobium) เปนสกุลที่พบมากทีส่ ุด กลวยไมท่ีสาํ รวจพบ 3 ชนิด อยูในบัญชีพืชท่ีมีความเสยี่ งตอการสญู พันธุ เปนพืชใกลสูญพันธุ 1 ชนดิ ไดแก เสือชมพู (Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi) และพืชหายาก 2 ชนิด ไดแก กุหลาบกระเปา เปด (Aerides falcata Lindl. ex Paxton) และกุหลาบกระเปาปด (Aerides odorata Lour.) การเปรียบเทียบกับผลการ สาํ รวจในป 2551 พบวามีจํานวนชนดิ กลวยไมท ส่ี ํารวจพบใกลเคยี งกัน แตม ีความแตกตางของชนิดทีพ่ บและรายงานชนิดที่พบ ใหมในพื้นท่ี จํานวน 12 ชนิด ความหลากหลายของชนิดกลวยไมปา แสดงถึงความอุดมสมบูรณของผืนปาในพ้ืนที่เข่ือนจุฬา ภรณ Abstract Diversity of wild orchids in Plant Genetic Conservation Project Under The Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn : Chulabhorn dam, Chaiyaphum province was carried out during December 2016 to September 2017. Four route surveys that have distance 680, 1,100, 1,075 and 1,800 meters were representative of the protection area. Fifty – seven species from 22 genera of wild orchids were found. There were 54 species of epiphytic orchids and 3 species of terrestrial orchids. Dendrobium is the most common genus. Three species are threatened species, Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi is endangered species, Aerides falcata Lindl. ex Paxton and Aerides odorata Lour. are rare species. Comparison of survey results with those found in 2008 showed that the number of species found was nearly the same but the species of orchids observed were different and there were 12 new species reported. The rich diversity of wild orchids represent the abundant forest resources of Chulabhorn dam. คาํ สาํ คญั : พรรณไมปา , ความหลากหลายชนดิ Keywords: wild plants , species diversity ติดตอ นกั วจิ ัย: ฐติ ิพร พทิ ยาวธุ วนิ ิจ (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Thitiporn Pithayawutwinit (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

236 บทนาํ 3. แปลงท่ี 3 สภาพสงั คมพชื เปนปา ดิบแลง มีพนื้ ที กลวยไม (Orchidaceae) พบกระจายพันธุอยูทั่วโลก 130–3–34 ไร เสนทางสํารวจ 1,075 เมตร ประมาณ 25,000 ชนิด มีการสํารวจพบในประเทศไทย 4. แปลงท่ี 4 สภาพสงั คมพชื เปนปา เต็งรังผสมสน มีพืน้ ท่ี ประมาณ 1,200 ชนิด หลายชนิดสูญพันธุไปจากพ้ืนที่ปา 309–0–66 ไร เสนทางสํารวจ 1,800 เมตร ธรรมชาติ (สันต,ิ 2556) การอนรุ กั ษก ลวยไมไวในพ้ืนทท่ี ่ีเปน แหลงกําเนิด จงึ เปน สิง่ จาํ เปน การสาํ รวจชนดิ ของกลวยไมท ี่ เก็บขอมูลชนิดกลวยไมทั้งประเภทอิงอาศัยและกลวยไม มีในพ้ืนท่ี การศึกษาวิธีการขยายพันธุกลวยไมชนิดตางๆ ท่ี ดนิ จดบันทึกลกั ษณะตน และดอกกลว ยไม จาํ นวนที่พบ ขอ มลู พบ รวมทงั้ หาวธิ กี ารนําออกปลกู ในธรรมชาติอยางเหมาะสม ทางนิเวศวิทยา บันทึกภาพ รวมท้ังเก็บตัวอยางตนและดอก จะชวยใหกลวยไมปานานาชนิดคงอยูเปนสีสัน และความ เพอ่ื นํามาจําแนกชนิดตามหลกั อนกุ รมวิธาน งดงามตามธรรมชาติในพ้ืนท่ีที่เปนแหลงกําเนิดตอไป และ ผลและวจิ ารณผลการทดลอง กลวยไมชนิดตาง ๆ ที่อนุรักษไว ยังเปนประโยชนตอการ พฒั นาพนั ธุกลวยไมใ หม ีศักยภาพทางการคาได สํารวจพบกลวยไมปา 57 ชนิด เปนกลวยไมอิงอาศัย 54 ชนิด กลวยไมด ิน 3 ชนดิ สามารถระบชุ นดิ ได จํานวน 35 พน้ื ทีป่ กปกทรัพยากร เขื่อนจุฬาภรณ อาํ เภอคอนสาร ชนิด ใน 22 สกุล (กิตติ และนฤมล, 2550; อบฉันทและชุม จังหวัดชัยภูมิ เปนพ้ืนท่ีดําเนินงานแหงหน่ึง ในจํานวน 13 พล, 2543; Brummitt and Powell,1992; Seidenfaden, เขื่อน ที่การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย เขารวมสนอง 1978, 1986, 1988, 1995, 1997; Seidenfaden and พระราชดาํ รใิ นโครงการอนรุ ักษพ ันธกุ รรมพืชอนั เนื่องมาจาก Pederson, 2003) (ตารางที่ 1) เปนกลวยไมสกุลหวาย พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช (Dendrobium) มากท่ีสดุ จํานวน 7 ชนดิ รองลงมาเปนสกลุ กุมารี สภาพพื้นที่ปาสวนใหญเปนปาดิบแลง และปาเบญจ- สิงโต (Bulbophyllum) จํานวน 4 ชนิด และสกุล Cleisos- พรรณผสมสนสามใบ ระดับความสูง 750 – 850 เมตร จาก toma, Cymbidium และ Gastrochilus สกุลละ 3 ชนิด ระดับนํ้าทะเลปานกลาง มีไมเดน คือ ตะเคียนหิน ตะแบก ทราบเฉพาะชื่อสกุล 6 ชนิด และยังไมสามารถจําแนกได แดง แลนงอ ฯลฯ การสํารวจกลว ยไมปา ในป 2551 บริเวณ จํานวน 16 ชนิด การสํารวจในป 2551 พบกลวยไมปา เสนทางสํารวจ 4 เสนทาง ซ่ึงเปนตัวแทนของพื้นท่ีปกปก จาํ นวน 55 ชนิด เปนกลว ยไมอ ิงอาศยั 46 ชนดิ กลว ยไมดนิ พันธุกรรมพืช พบกลวยไมปา จํานวน 55 ชนิด เปนกลวยไม 9 ชนิด จัดจําแนกอยูใน 31 สกุล (ฐิติพรและคณะ, 2552) อิงอาศัย 46 ชนิด กลวยไมดิน 9 ชนิด จัดจําแนกอยูใน 31 ผลการสํารวจในป 2551 และในป 2560 พบจํานวนชนิด สกุล (ฐิติพรและคณะ, 2552) นับวาเปนพื้นท่ีท่ีมีความ กลวยไมใกลเคียงกัน แตมีความตางของชนิดและสกุลของ หลากหลายของชนิดกลวยไม และมีกลวยไมหลายชนิดที่มี กลวยไมท่ีพบ นอกจากการเปลยี่ นแปลงของสภาพธรรมชาติ ความเสยี่ งตอการสญู พนั ธุ ตามระยะเวลา ยังอาจเกิดจากการปรับเปล่ียนเสนทาง สํารวจในแปลงที่ 2 และการสํารวจเพ่ิมเติมบริเวณใกลเคียง การศึกษาความหลากหลายของกลวยไมปาในพ้ืนที่ปก เสนทางสํารวจ กลวยไมท่ีสํารวจพบในป 2560 พบจํานวน ปกทรัพยากร เข่ือนจุฬาภรณ เพ่ือเปรียบเทียบชนิดและ ชนดิ มากกวาใน ป 2551 แตม คี วามหลากหลายของสกุลนอ ย จํานวนท่ีพบหลังจากการสํารวจในคร้ังแรกเปนระยะเวลา กวาและมีความตางชนิดของกลวยไมท่ีพบจํานวนมาก มี ประมาณ 10 ป งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริใน กลวยไม จํานวน 23 ชนิดที่พบในการสาํ รวจท้ัง 2 ครั้ง ในป โครงการอนุรักษพันธกุ รรมพชื อันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ รฯิ 2560 มีจํานวนกลวยไมท่ีพบใหม จํานวน 12 ชนิด และมี อปุ กรณแ ละวธิ กี ารทดลอง กลวยไมจํานวน 17 ชนิดท่ีพบในป 2551 แตไมพบในการ สํารวจป 2560 ซ่ึงกลวยไมบางชนิดอาจหายไปจากพื้นท่ี สํารวจกลวยไมปาในพื้นที่ปกปกทรัพยากร เข่ือนจุฬา หรือ อาจยังมีอยูแตไมพบในการสํารวจในครั้งน้ี จากการ ภรณ จังหวัดชัยภูมิ จํานวน 4 คร้ัง ครั้งที่ 1 วันที่ 21-22 สํารวจในระยะเวลาตางกันประมาณ 10 ป ยังคงพบความ ธันวาคม 2559 คร้ังที่ 2 วันที่ 8-9 มีนาคม 2560 ครั้งที่ 3 หลากหลายของกลวยไมปาในพื้นท่ีจํานวนมาก กลวยไม 3 วันที่ 19-20 กรกฎาคม 2560 และคร้ังที่ 4 วันที่ 6-7 ช นิ ด ท่ี พ บ อ ยู ใ น บั ญ ชี พื ช ท่ี มี เ ส่ี ย ง ต อ ก า ร สู ญ พั น ธุ กันยายน 2560 บริเวณแปลงสํารวจ จํานวน 4 แปลง แปลง (Threatened species) เปน พืชใกลสญู พันธ(ุ endangered) ละ 1 เสน ทาง เพอื่ เปน ตัวแทนของพื้นทีโ่ ดยรวม ดงั น้ี 1 ชนิด ไดแก เสือชมพู (Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi) และพืชหายาก (rare) 2 ชนิด 1. แปลงท่ี 1 สภาพสังคมพืชเปนปาดิบแลงบางสวนเปน ไดแก กุหลาบกระเปาเปด (Aerides falcata Lindl. ex สงั คมพืชปา ผสมผลัดใบ มีพืน้ ท่ี 108-2-64 ไร เสน ทางสํารวจ 680 เมตร 2. แปลงที่ 2 สภาพสงั คมพืชเปน ปา ดิบแลง มีพ้นื ที่ 266–0–22 ไร เสน ทางสาํ รวจ 1,100 เมตร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

237 Paxton) และกหุ ลาบกระเปาปด (Aerides odorata Laur.) (Chamchumroon, et al., 2017) ตารางที่ 1 กลวยไมปาท่สี ํารวจพบในพืน้ ท่ีปกปกทรัพยากร เข่อื นจฬุ าภรณ จ.ชัยภมู ิ ในป 2560 ชื่อวทิ ยาศาสตร ชอ่ื พื้นเมอื ง ชวงเวลาดอกบาน 1. Acampe rigida (Buch.-Ham.ex J.E.Sm.) Hunt. ชา งสารภี ต.ค.-ม.ค. เม.ย.-พ.ค. 2. Aerides falcata Lindl. ex Paxton กุหลาบกระเปา เปด มิ.ย.-ก.ค. พ.ค.-มิ.ย. 3. Aerides odorata Laur. กหุ ลาบกระเปาปด ม.ิ ย.-ก.ค. เม.ย.-พ.ค. 4. Apostasia nuda R.Br. ตานขโมย ส.ค.-ก.ย. พ.ค.-มิ.ย. 5. Bulbophyllum forrestii Seidenf. สิงโตหลอดทอง ต.ค.-พ.ย. ก.พ.-เม.ย. 6. Calanthe triplicata (Willemet) Ames เอ้อื งขา วตอก ส.ค.-ต.ค. ก.ค.-ก.ย. 7. Cleisostoma fuerstenbergianum Kraenzl. กางปลา ก.พ.-ม.ี ค. เม.ย.-พ.ค. 8. Cleisostoma linearilobatum (Seidenf. & Smitinand) Garay เออ้ื งใบแคบ มี.ค.-พ.ค. ธ.ค.-ม.ค. 9. Cleisostoma subulatum Bl. เอ้อื งพวงพลอย ม.ี ค.-เม.ย. 10. Cymbidium aloifolium (L.) Sw. กะเรกะรอน เม.ย.-พ.ค. ต.ค.-ธ.ค. 11. Cymbidium dayanum Rchb.f. กะเรกะรอนเขา ต.ค.-ธ.ค. ก.พ.-ม.ี ค. 12. Cymbidium ensifolium (L.) Sw. จุหลนั ก.ค.-ส.ค. พ.ค.-มิ.ย. 13. Dendrobium acerosum Lindl. กลวยไมมอื นาง เม.ย.-พ.ค. 14. Dendrobium delacourii Guillemin เอื้องดอกมะขามลาํ ส้ัน เม.ย.-พ.ค. ก.ค.-ก.ย. 15. Dendrobium puchellum Roxb. ex Lindl. ชางนา ว ก.ย.-ต.ค. 16. Dendrobium salaccense (Blume) Lindl. เอ้อื งใบไผ ก.ค.-ก.ย. ตลอดป 17. Eria discolor Lindl. เออื้ งตาลหนิ เม.ย.-พ.ค. พ.ค.-ก.ค. 18. Eria pannea Lindl. เออ้ื งนว้ิ นาง ก.พ.-มี.ค. มี.ค.-เม.ย. 19. Gastrochilus obliquus (Lindl.) Kze. เสอื เหลือง ก.ค.-ส.ค. พ.ค.-มิ.ย. 20. Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi เสือชมพู 21. Gastrochilus patinatus (Ridl.) Schltr. - 22. Grosourdya appendiculata (Blume) Rchb.f. เอื้องเลนลม 23. Kingidium deliciosum (Rchb.f.) H.R.Sweet กาตาฉอ 24. Luisia zollingeri Rchb.f. งเู ขียวนอ ย 25. Micropera pallida (Roxb.) Lindl. แมลงปอทอง 26. Oberonia acaulis Griff. เอ้ืองแพนใบโคง 27. Oberonia iridifolia (Roxb.) Lindl. - 28. Pteroceras teres (Blume) Holttum เออ้ื งเสอื ดาว 29. Phalaenopsis cornucervi (Breda) Bl.& Rchb.f. เขากวางออน 30. Rhynchostylis retusa (L.) Blume ไอยเรศ 31. Robiquetia insectifera (J.J.Sm.) Kocyan & Schuit. - 32. Sarcoglyphis mirabilis (Rchb.f.) Garay เออ้ื งพวงพลอย 33. Seidenfadenia mitrata (Rchb.f.) Garay หนวดพราหมณ 34. Thrixspermum acuminatissimum (Blume) Rchb.f. เออ้ื งกลบี เข็ม 35. Thrixspermum centipeda Lour. เอ้อื งตะขาบเหลือง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”