190 Lam VV ( eds) . 2014. Status and trends of Caribbean coral reefs: 1970– 2012. Global Coral Reef Monitoring Network, IUCN, Gland Satapoomin, U. 2000. A Primary Checklist of Coral Reef Fishes of the Gulf of Thailand, South China Sea. The Raffles Bulletin of Zoology. 48 (1): 31-53 Van der Laan, R., Eschmeyer, W. N. and Fricke, R. 2014. Family-group names of Recent fishes. Zootaxa Monograph. 3882 (1): 1-230. DOI 10.11646/zootaxa.3882.1.1 Vincent, I.V., Hincksman, C. M., Tibbetts, I.R. and Harris, A. 2011. Biomass and Abundance of Herbivorous Fishes on Coral Reefs off Andavadoaka, Western Madagascar. Western Indian Ocean J. Mar. Sci. 10, 1: 83-99. Yves L., Jean-Claude G., Durbec, J.P. and Jessu, M.E. 2008. Effects of geomorphological zones, reefs and seasons on coral reef fish communities of Re´union Island, Mascarene Archipelago, SW Indian Ocean. Estuarine, Coastal and Shelf Science 77: 697-709 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
191 กระแสน้ําขึ้นนํา้ ลงและอตั ราการตกตะกอนบรเิ วณพื้นที่วางบา นปลา เกาะแสมสาร จังหวดั ชลบรุ ี TIDAL CURRENT AND SEDIMENTATION RATE AT THE FISH SHELTER AREA, SAMAE SAN ISLAND, CHON BURI PROVINCE อนุกูล บูรณประทปี รตั น1 , ศริ าพร ทองอุดม1*, ศุภชยั ยนื ยง1, อศลย มนี าภา1, วิภษู ิต มัณฑะจติ ร1 และ ธดิ ารตั น นอ ยรักษา2 Anukul Buranapratheprat1, Siraporn Tong-u-dom1*, Supachai Yuenyong1, Ason Meenapha1, Vipoosit Manthachitra1 and Thidarat Noiraksar2 1ภาควชิ าวาริชศาสตร คณวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยบรู พา ชลบรุ ี 20131 2สถาบันวิทยาศาสตรท างทะเล มหาวิทยาลยั บูรพา ชลบุรี 20131 1Department of Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Chonburi 20131 2Institute of Marine Science, Burapha University Chonburi 20131 บทคดั ยอ คณะผูวิจัยไดทําการศึกษาลักษณะกระแสนํ้าในวัฏจักรนํ้าขึ้นนํ้าลงและอัตราการตกตะกอนในทะเลบริเวณที่ติดต้ังบาน ปลาดานตะวันออกของเกาะแสมสาร ตั้งแตเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 ถงึ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 พบวากระแสนํ้าขึ้น น้ําลงมีทิศทางการไหลในแนวเหนือ – ใตท่ีเบนไปทิศตะวันตกเปนหลัก โดยมีอัตราเร็วเฉล่ียตลอดท้ังปประมาณ 4.5 เซนติเมตร/วินาที อัตราเร็วเฉล่ียสูงสุดและต่ําสุดมีคาเทากับ 6.2 และ 2.8 เซนติเมตร/วินาที ในเดือนพฤศจิกายนและ ตุลาคม ตามลําดับ สวนอัตราเร็วของกระแสนํ้าขึ้นนํ้าลงสูงสุดมีคาประมาณ 16.0 เซนติเมตร/วินาที ในเดือนเมษายน พฤษภาคมและพฤศจิกายน และจากกราฟ Progressive vector diagram แสดงใหเห็นวากระแสน้ําขึ้นนํ้าลงมีความ ปน ปวนและแตกตา งกันในแตละเดอื น กระแสน้ําสุทธมิ ีการเปลย่ี นแปลงทิศทางตามฤดูกาล เนอื่ งจากความผนั ผวนของลม และลักษณะทางกายภาพของพนื้ ทศี่ ึกษา สวนอัตราการตกตะกอนในรอบปพ บวามีคาเฉล่ียอยูในชวง 50 – 1,435 กรัม/ ตารางเมตร/วนั โดยคา เฉลยี่ สูงสุดพบในเดอื นมกราคม รองลงมาคือเดือนธนั วาคมและเดอื นมิถุนายน (1,435.01, 183.67 และ 168.77 กรมั /ตารางเมตร/วัน ตามลําดบั ) อัตราการตกตะกอนมีแนวโนม ความสมั พนั ธก ับความเรว็ ลมเฉลีย่ รายเดอื น โดยพบวา อตั ราการตกตะกอนมีคา สงู ในชวงท่คี วามเรว็ ลมคอนขางแรง Abstract The researchers investigate tidal current and sedimentation rate at the fish shelter area, installed in the eastern part of Samae San Island, Chon Buri in each month during April 2018 – March 2019. The results showed that the direction of tidal current mainly directed north – southward with westward trend. Annual average velocity was 4.5 cm/s, while the highest and the lowest average velocities were 6.2 and 2.8 cm/s in November and October, respectively. The maximum instantaneous velocity was approximately 16 cm/s in April, May and November. Progressive vector diagrams revealed turbulence generated by tidal current which varied month by month. The seasonal variations of residual current were ambiguous due to the influences of wind variation and coastal morphology. The sedimentation rate ranged between 50 – 1,435 g/m2/day. The highest rate was found in January followed by December การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
192 and June for 1,435.01, 183.67 and 168.77 g/m2/day, respectively. The variations of sedimentation rate were related to monthly average wind, sedimentation rate increases with increasing of wind magnitude. คําสําคญั : กระแสนาํ้ ขนึ้ นาํ้ ลง, อัตราการตกตะกอน, บานปลา, เกาะแสมสาร Keywords: tidal currents, sedimentation rates, fish home, Samae San island *ติดตอ นักวิจัย: ศริ าพร ทองอุดม (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Siraporn Tong-u-dom (E-mail: [email protected]) บทนํา การศึกษาความหลากหลายของปลาแนวปะการัง (วิภูษิต การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอมและสภาพ และคณะ, 2559) ไดพบปลารวมท้ังสิ้น 94 ชนิด จาก 29 วงศ โดยปลากินพืชขนาดเล็กในวงศปลาสลิดหินเปนกลุม อากาศในปจจุบัน รวมทั้งการใชประโยชนในดานตาง ๆ ท่ีมีความหลากหลายและชุกชุมมากท่ีสุด และการศึกษา ไมวาจะเปนการทําประมง การเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา หรือ ความหลากหลายของหอยทะเล (ธีระพงศ และ กิติธร, แมแตการทองเท่ียวลวนสงผลกระทบตอระบบนิเวศใน 2559) พบหอยทะเลท้ังส้ิน 21 ครอบครัว 31 สกุล 34 ทะเลทําใหเ กิดการเปล่ียนแปลงและเสื่อมโทรมโดยเฉพาะ ชนิด โดยมีคาเฉลี่ยความชุกชมุ ทางชนิดของหอยท่ีพบจาก ระบบนเิ วศแนวปะการัง ซ่ึงเปน แหลงทีอ่ ยอู าศัยและแหลง พื้นที่ศึกษาเปน 8.2±1.4 ชนิด/ม2 นอกจากน้ีหมูเกาะ อาหารท่ีสําคัญของสิ่งมีชีวิตในทะเล เม่ือระบบนิเวศแนว แสมสารยังไดรบั ความสนใจในการศกึ ษาทางดา นกายภาพ ปะรงั เสื่อมโทรมสง ผลใหสิ่งมชี ีวติ ในแนวปะการังมจี ํานวน ไดแก การศึกษาการไหลเวียนของกระแสนํ้า (อนุกูล และ ลดนอยลง จึงเปนที่มาของการสรางแนวปะการังเทียม คณะ, 2558; 2559) และการตรวจวัดคลื่น (อนุกูล และ หรอื บานปลาข้นึ เพื่อเปน การเพ่ิมพ้ืนที่ในการยึดเกาะของ คณะ, 2559) เปน ตน สิ่งมีชวี ิตเกาะตดิ เชน ปะการัง สาหรายทะเล เปน ตน เปน การฟน ฟูและเพิ่มพ้ืนท่ีอยูอ าศยั ใหกบั สิ่งมชี ีวิตในทะเล การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษา กระแสนํ้าขึน้ นา้ํ ลงและอตั ราการตกตะกอนในบริเวณพน้ื ที่ หมูเกาะแสมสารประกอบดวยเกาะขนาดเล็ก ติ ด ตั้ ง บ า น ป ล า ที่ ด า น ต ะ วั น อ อ ก ข อ ง เ ก า ะ แ ส ม ส า ร และขนาดใหญรวมทั้งหมด 9 เกาะ และมีเกาะแสมสาร เนื่องจากกระแสนํ้าบริเวณชายฝงทะเลมีความสําคัญตอ เปนเกาะที่มีขนาดใหญที่สุด หมูเกาะแสมสารเปนพื้นที่ การพัดพาของมวลสารและการแพรกระจายของสิ่งมีชีวิต ภายใตการดูแลของกองทัพเรือและยังเปนพื้นที่ภายใต ในทะเล สวนอัตราการตกตะกอนมีความสําคัญตอ การทับ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดําริ ถมของดินตะกอนบริเวณพ้ืนทองทะเล ซ่ึงขอมูลเหลานี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซ่ึง สามารถนําไปใชเปนพ้ืนฐานประกอบการศึกษาเกี่ยวกับ ไ ด รั บ ค ว า ม ส น ใ จ ใ น ก า ร ดํ า เ นิ น ก า ร ศึ ก ษ า ท า ง ด า น ระบบนเิ วศบรเิ วณบา นปลา และการทับถมของดินตะกอน ทรัพยากรชีวภาพทั้งบนบกและในทะเล เปนพ้ืนท่ีที่มี บนโครงสรางบานปลาและพ้ืนที่โดยรอบ งานวิจัยนี้เปน ความอดุ มสมบูรณของระบบนิเวศและมีความหลากหลาย การสนองพระราชดําริในโครงการอนุรกั ษพ นั ธกุ รรมพืชอัน ทางชีวภาพสูง เชน การศึกษาความหลากหลายของ เน่ืองมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สาหรายทะเล (กาญจนภาชน และคณะ, 2550) พบ สยามบรมราชกมุ ารี สาหรา ยทั้งสนิ้ 32 วงศ 61 สกลุ 98 ชนดิ โดยมสี าหรายที่ เปนการรายงานการพบครั้งแรกในประเทศไทย 16 ชนิด วิธีการศึกษา จุด C (ภาพท่ี 1) ดวยเครื่องตรวจวัดกระแสนํ้า Infinity- ทําการตรวจวัดกระแสน้ําและระดับนํ้าบริเวณ EM AEM-USB (2-D electro-magnetic current meter) บานปลาท่ีบริเวณดา นตะวันออกของเกาะแสมสารใกลก ับ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
193 และเครื่องตรวจวัดระดับนํ้า (Solinst Levelogger) ท่ีถูก Centre for Medium-Range Weather Forecasts ต้ังโปรแกรมใหบันทึกขอมูลทุก 1 นาทีตอเนื่องเปนเวลา (ECMWF) เพื่อใชประกอบการอธิบายลักษณะกระแสนํ้า 25 ชั่วโมง เพ่ือใหครอบคลุมรอบนํ้าข้ึนน้าํ ลง เครื่องมอื ถูก ขนึ้ น้ําลง ในสว นของการวิเคราะหอ ัตราการตกตะกอนนั้น ติดต้ังไวท่ีระดับความลึก 2 เมตรเหนือพื้นทะเล พรอมท้ัง ทําโดยการกรองตะกอนจากขวดดักตะกอนดวยกระดาษ ติดต้ังขวดดักตะกอน (Sediment trap) บริเวณพื้นทอง กรองเบอร 1 (Whatman No.1) ท่ีมีเสนผานศูนยกลาง ทะเลในจุด A – E (ภาพท่ี 2) ท่ีความลึกน้ํามีคาอยูในชวง 12.5 เซนตเิ มตร ความละเอียด 11 ไมโครเมตร จากนน้ั นํา 7 – 9 เมตร ทําการตรวจวัดกระแสน้ําข้ึนนํ้าลง ระดับนํ้า กระดาษกรองไปอบที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส เปน และเกบ็ ขวดดกั ตะกอนทุกเดือนตามเวลาท่ีแสดงในตาราง เวลา 12 ช่ัวโมงขึ้นไปหรือจนกวาตะกอนแหง จากน้ันจึง ท่ี 1 นํามาช่ังน้ําหนักเพ่ือหาปริมาณตะกอนและคํานวณหา อัตราการตกตะกอนดังสมการ ขอมูลทิศทางและความเร็วกระแสน้ําที่ตรวจวัด ไดถูกนํามาทําการเฉล่ียทุก ๆ 15 นาที เพ่ือศึกษาการ ������������������������������������������������������������ = ������������ เม่ือ ������������ = ������������������������2 ไหลเวียนกระแสนํ้าโดยการสรางกราฟแบบ Progressive ������������ ∗ ������������ vector diagram เพ่ืออธิบายการเคล่ือนตัวของมวลน้ํา จากจุดตรวจวัด โดยมีสมมตฐิ านวามวลนาํ้ มีการเคลื่อนตัว โดย ������������������������������������������������������������ คืออัตราการตกตะกอน (กรัม/ตารางเมตร/ ในลักษณะเดยี วกันทง้ั พ้ืนท่ี และทําการเฉล่ียกระแสนํ้าใน วัน) ������������ น้ําหนักแหงของตะกอน (กรัม) ������������ พื้นท่ีหนาตัด รอบวัฏจักรน้ําขึ้นน้ําลง เพื่อศึกษากระแสน้ําสุทธิในรอบ ของขวดดักตะกอน (ตารางเมตร) ������������ เวลา (วัน) และ ������������ 25 ช่ัวโมง นอกจากน้ีไดมีการใชขอมูลลมราย 3 ชั่วโมง รศั มีของปากขวดดกั ตะกอน (0.0235 เมตร) จากแบบจําลองการคาดการณสภาพอากาศ European ภาพท่ี 1 แผนท่เี กาะแสมสารและพ้ืนทว่ี างบานปลาดา นตะวนั ออกของเกาะแสมสาร (ซาย) โดย A – E แสดงถงึ ตาํ แหนงการ วางบานปลา (ขวาบน) และการวางขวดดักตะกอน (ขวาลา ง) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
194 ภาพที่ 2 รูปแบบการวางตวั ของบานปลา A – E บรเิ วณดา นตะวันออกของเกาะแสมสาร สามเหล่ยี มสแี ดงแสดงตําแหนง ของ ขวดดักตะกอนในแตล ะจดุ ตารางที่ 1 ชว งเวลาที่ทาํ การตรวจวัดกระแสน้ําและตรวจวดั การตกตะกอนในบริเวณบา นปลา เกาะแสมสาร วนั ทตี่ รวจวดั กระแสนาํ้ วันทว่ี างขวดดักตะกอน 17 - 18 เม.ย. 2561 ขนึ้ 3 - 4 คํา่ 12 ม.ี ค. - 17 เม.ย. 2561 16 - 17 พ.ค. 2561 ขึ้น 2 - 3 คา่ํ 17 เม.ย. - 16 พ.ค. 2561 26 - 27 ม.ิ ย. 2561 ขน้ึ 14 - 15 คํ่า 16 พ.ค. - 26 มิ.ย. 2561 25 - 26 ก.ค. 2561 ขึ้น 13 - 14 ค่ํา 26 ม.ิ ย. - 25 ก.ค. 2561 15 - 16 ส.ค. 2561 ขน้ึ 4 - 5 ค่ํา 25 ก.ค. - 15 ส.ค. 2561 19 - 20 ก.ย. 2561 ข้นึ 10 - 11 ค่ํา 15 ส.ค. - 19 ก.ย. 2561 17 - 18 ต.ค. 2561 ขน้ึ 8 - 9 คํ่า 19 ก.ย. - 17 ต.ค. 2561 22 - 23 พ.ย. 2561 ข้นึ 15 คาํ่ - แรม 1 คา่ํ 17 ต.ค. - 22 พ.ย. 2561 19 - 20 ธ.ค. 2561 ข้ึน 12 - 13 ค่ํา 22 พ.ย. - 19 ธ.ค. 2561 16 - 17 ม.ค. 2562 ขึ้น 11 - 12 ค่ํา 19 ธ.ค. 2561 - 16 ม.ค. 2562 13 - 14 ก.พ. 2562 ข้ึน 9 - 10 ค่ํา 16 ม.ค. - 13 ก.พ. 2562 13 - 14 มี.ค. 2562 ขึ้น 8 - 9 ค่ํา 13 ก.ย. - 13 มี.ค. 2562 ผลและวิจารณผลการศึกษา คานอยกวา (ตารางท่ี 1 และ 2) กระแสนํ้าในรอบน้ําขึ้น 1. กระแสนํา้ ขนึ้ นํา้ ลงและระดับนา้ํ นาํ้ ลงทไ่ี ดจากการตรวจวดั พบวา อตั ราเรว็ เฉลยี่ ตลอดทงั้ ป จากการตรวจวัดกระแสนํ้าและระดับน้ําในรอบ มีคาประมาณ 4.5 เซนติเมตร/วินาที โดยอัตราเร็วเฉลี่ย นํ้าข้ึนนํ้าลงในบริเวณบานปลาในรอบปพบวามีลักษณะ สงู สุดมีคาประมาณ 6 เซนติเมตร/วินาที ในเดือนเมษายน แตกตางกันในแตละเดือน โดยพบวาพิสัยนํ้าข้ึนนํ้าลง และเดือนพฤศจิกายน สวนอัตราเร็วเฉล่ียต่ําสุดเทากับ (ความแตกตางระหวางน้ําข้ึนสูงสุดและน้ําลงตํ่าสุด) มีคา 2.79 เซนติเมตร/วินาที ตรวจวัดไดในเดือนตุลาคม อยูในชวงต้ังแต 0.80 – 1.83 (เฉล่ีย 1.30) เมตร ข้ึนอยู สวนอัตราเร็วสูงสุดของกระแสนํ้ามีคาประมาณ 16 กับชวงวันที่ทําการตรวจวัด น่ันคือชวงน้ําเกิด (Spring เซนติเมตร/วินาที ในเดือนเมษายน พฤษภาคมและ tide) หรือชวงใกลขางขึ้นและขางแรม 15 ค่ํา พิสัยน้ําขึ้น พฤศจิกายน (ตารางท่ี 2) และพบวาอัตราเร็วของ นํ้าลงจะมีคาสูง และชวงน้ําตาย (Neap tide) หรือชวง กระแสนํ้าขึ้นนํ้าลงแสดงความสัมพันธกับพิสัยของระดับ ใกลข างข้นึ และขา งแรม 7 – 8 ค่ํา คาพสิ ัยน้ําขึน้ นา้ํ ลงจะมี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
195 นํ้าข้ึนน้ําลงในชวงน้ําเกิดและน้ําตาย แตไมแสดง คณะ, 2559) พบวากระแสนาํ้ ข้ึนนํา้ ลงในบริเวณดงั กลาวมี ความสัมพันธในชวงเปลี่ยนเฟสจากนาํ้ เกดิ เปนนํา้ ตายหรือ อัตราเร็วสูงกวากระแสนํ้าข้ึนนํ้าลงในบริเวณบานปลา นํา้ ตายเปนนํา้ เกิด อาจเนอ่ื งมาจากลกั ษณะสันฐานวิทยาท่ี เน่ืองจากจุดตรวจวัดบริเวณดังกลาวอยูในบริเวณรองน้ํา เปนหมูเกาะประกอบดวยเกาะเล็กเกาะใหญอ่ืน ๆ และ กระแสนํ้าข้นึ นํา้ ลงท่ีไหลผานจึงแรง สวนดา นตะวนั ตกของ เปนทะเลรอยตอระหวางอาวไทยตอนในกับอาวไทย เกาะแสมสารซงึ่ เปนบริเวณที่เชื่อมตอกบั ทะเลดานนอกจึง ตอนกลางฝง ตะวนั ออก (อนกุ ูล และคณะ, 2558) สงผลให ไดรับอิทธิพลจากกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลงโดยตรงสงผลให กระแสนา้ํ ข้นึ นา้ํ ลงและระดบั นา้ํ มคี วามซบั ซอ น กระแสน้ําขึ้นนํ้าลงมีความแรงเชนกัน ในขณะท่ีบริเวณ บานปลาอยูหางจากบริเวณรองนํ้าและเปนชายฝงท่ีมี เ ม่ื อ เ ป รี ย บ เ ที ย บ ผ ล ท่ี ไ ด กั บ ก า ร ต ร ว จ วั ด ลักษณะเวาเปนอาวขนาดเล็กสงผลใหกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลง กระแสน้ําในบริเวณทาเรือเขาหมาจอและเกาะแรดดาน ในบริเวณน้ีมคี วามเร็วตา่ํ กวา ในบรเิ วณอนื่ ทก่ี ลาวมา ตะวันตก (อนุกูล และคณะ, 2558) และบริเวณดาน ตะวันตกและตะวันออกของเกาะแสมสาร (อนุกูล และ ตารางท่ี 2 อัตราเร็วของกระแสนา้ํ และพิสยั นา้ํ ขึน้ นํ้าลงท่ีไดจ ากการตรวจบรเิ วณบานปลาในชวงเวลาตา ง ๆ วันทตี่ รวจวัด อตั ราเร็วกระแสนํ้า [เซนตเิ มตร/วินาท]ี พิสัยนํา้ ขึ้นนาํ้ ลง [เมตร] ต่าํ สดุ สงู สุด เฉลย่ี 17 - 18 เม.ย. 2561 0.40 16.51 6.01 1.26 16 - 17 พ.ค. 2561 0.11 16.44 4.84 1.83 26 - 27 ม.ิ ย. 2561 0.43 14.17 4.05 1.67 25 - 26 ก.ค. 2561 0.41 11.68 4.63 1.64 15 - 16 ส.ค. 2561 0.37 12.38 5.21 1.26 19 - 20 ก.ย. 2561 0.16 11.96 4.51 1.23 17 - 18 ต.ค. 2561 0.05 8.19 2.79 1.49 22 - 23 พ.ย. 2561 0.54 16.48 6.19 1.46 19 - 20 ธ.ค. 2561 0.37 8.16 3.33 1.05 16 - 17 ม.ค. 2562 0.12 10.28 3.04 1.06 13 - 14 ก.พ. 2562 0.51 13.69 5.30 0.80 13 - 14 ม.ี ค. 2562 0.74 11.80 4.37 1.19 2. Progressive vector diagram ในชวงเดอื นเมษายน – เดือนมิถนุ ายน และเดอื นกันยายน พ.ศ. 2561 และเดอื นมกราคม – เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2562 กราฟ Progressive vector diagram (ภาพที่ 3 ระยะทางสุทธิมีคามากกวา 1,000 เมตร เนื่องจาก และ 4) เปนการนําความเร็วกระแสนํ้าตั้งแตเริ่มตรวจวัด กระแสน้ําข้ึนนาํ้ ลงมคี วามแรงและไหลในทิศทางตะวันตก จนครบรอบน้ําขึ้นน้ําลงมาหาระยะทาง แสดงใหเห็นการ เฉยี งเหนือ – ตะวนั ตกเฉียงใต หรือทิศเหนอื – ใตเ ปน หลกั เคลื่อนตัวของมวลนํา้ ในบริเวณบานปลาในชวงเวลาตาง ๆ ตามลําดับ ในขณะที่เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม และ โดยพบวากระแสนํ้าบริเวณน้ีมีความปนปวนและมีการ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 กระแสน้ําข้ึนน้ําลงมีความ เคล่ือนตัวในแนวเหนือ – ใตที่เบนไปทางทิศตะวันตกเปน แรงเชนเดียวกัน แตมีการไหลเวียนในหลายทิศทางสงผล หลัก ซงึ่ มีคาการกระจดั หรือระยะทางสุทธิ (ระยะเสนตรง ใหกระแสนํ้ามีการไหลวนจึงทําใหระยะทางสุทธิมีคานอย จากจุดเริ่มตนไปจนถึงจุดสุดทาย) ของการเคล่ือนตัวของ กวา (350 – 600 เมตร) สวนในเดือนตุลาคมและเดือน มวลนํ้าอยูในชวง 350 เมตร ถึง 1,450 เมตร (เฉลี่ย 900 ธันวาคม พ.ศ. 2561 กระแสน้ําข้ึนน้ําลงเบาและมี เมตร) ในทิศทางท่ีแตกตางกันในแตละเดือน โดยพบวา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
196 อัตราเร็วที่ใกลเคียงกัน แตระยะทางสุทธิมีคาแตกตางกัน เคล่ือนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต ในขณะที่เดือน (เดือนตุลาคม 800 เมตร และเดือนธันวาคม 600 เมตร) ธันวาคมกระแสน้ําข้ึนน้ําลงไหลในหลายทิศทางทําให เน่ืองจากในเดือนตุลาคมกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลงเคล่ือนที่ใน 2 เกดิ ลษั ณะการไหลวนของกระแสนํา้ สงผลใหระยะทางสทุ ธิ ทิศทางคือเคล่ือนตัวไปทางทิศเหนือในชวงแรกจากนั้น มคี า นอยกวา ในเดือนตลุ าคม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
197 May 2018 Apr 2018 Jun 2018 Jul 2018 Aug 2018 Sep 2018 ภาพท่ี 3 Progressive vector diagram ของคากระแสนํา้ ท่ีตรวจวดั ไดในรอบนาํ้ ขึน้ น้ําลงบรเิ วณบานปลา เกาะแสมสาร ในเดอื นเมษายน พ.ศ. 2561 – เดอื นกันยายน พ.ศ. 2561 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
198 Nov 2018 Dec 2018 Jan 2019 Feb 2019 Mar 2019 ภาพที่ 4 Progressive vector diagram ของคากระแสนํ้าทต่ี รวจวดั ไดใ นรอบนา้ํ ขนึ้ น้ําลงบรเิ วณบา นปลา เกาะแสมสาร ในเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2561 – เดือนมนี าคม พ.ศ. 2562 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
199 3. กระแสนาํ้ สุทธิ ชายฝง สว นในเดือนสงิ หาคมและเดือนกันยายนทล่ี มเฉล่ีย เบาและมีทิศทางท่ีไมแนนอน กระแสนํ้าสุทธิไหลไปทาง กระแสน้ําสุทธิ (Residual current) จากการ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งอาจไดรับอิทธิพลจากน้ําขึ้นนํ้า เฉล่ียกระแสน้ําข้ึนน้ําลงท่ีตรวจวัดไดในรอบ 25 ช่ัวโมง ลงที่เคล่ือนตัวเขาสูบริเวณเกาะแสมสารจากทางทิศใต แสดงแนวโนม ที่มีความสมั พนั ธกบั ลมเฉลี่ยรายเดอื น (ภาพ มากกวาอิทธิพลจากลมมรสุม และในชวงของการเปลี่ยน ที่ 5) ในชวงของการเปลี่ยนฤดูกาลคร้ังที่ 1 (เดือน ฤดูกาลครั้งท่ี 2 (เดือนตุลาคม) กระแสน้ําสุทธิไหลไปทาง กุมภาพันธ – เดือนพฤษภาคม) กระแสนํ้าสุทธิไหลขึ้นไป ทศิ ตะวันเฉียงเหนือคลายคลงึ กับเดือนสิงหาคมและเดือน ทางทิศเหนือ ซ่ึงสอดคลองกับทิศทางของลมเฉลี่ยราย กันยายน เนื่องจากลมเบาและมีทิศทางท่ีไมแนนอน เดือนที่พัดมาจากทางทิศใตเปนหลักในฤดูกาลนี้ สวน เชนเดียวกัน สวนในชวงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในชว งฤดูมรสมุ ตะวันตกเฉียงใตท ่คี วามเรว็ ลมคอนขา งแรง (เดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม) กระแสน้ําสุทธิไหล (เดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม) กระแสนํ้าสุทธิไหล ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใตที่สอดคลองกับทิศทางของลม ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต เกิดจากอิทธิพลของกระแสน้ํา เฉลี่ยรายเดือน โดยพบวาอัตราเร็วกระแสน้ําในฤดูกาลน้ี จากภายนอกที่ไหลเขาสูบริเวณรองน้ําเขาหมาจอดวย จะมีคาเพ่ิมขึ้นเม่ือเขาสูชวงปลายฤดู ซึ่งอาจจะเปนผลมา ความแรงตามอิทธิพลของลมมรสุมและไหลลงมาทางทิศ จากอิทธิพลของการไหลเวียนกระแสน้ําจากภายนอกที่มี ใตตามแนวรองน้ําเกาะแสมสารกับเกาะแรด (อนุกูล และ ความแรงข้นึ ตามฤดูกาล คณะ, 2559) สงผลใหกระแสน้ําบรเิ วณบานปลาไหลลงไป ทางใตและเบนไปทางทิศตะวันตกตามลักษณะของแนว ภาพที่ 5 ลมเฉลีย่ รายเดือนจากขอ มลู ECMWF (บน) และกระแสนา้ํ สุทธใิ นรอบน้ําข้ึนน้ําลงท่ีไดจากการตรวจวดั (ลา ง) โดย ทศิ ทางและความยาวของลูกศรแสดงถึงทิศทางและอตั ราเรว็ ของลมท่พี ดั มา และกระแสนํ้าที่พดั ไป 4. อตั ราการตกตะกอน เดอื นธนั วาคมและมถิ ุนายน พ.ศ. 2561 (183.67±162.76 และ 168.77±15.49 กรัม/ตารางเมตร/วัน ตามลําดับ) จากการหาอัตราการตกตะกอนบรเิ วณพ้ืนท่ีวาง แ ล ะ มี ค า ต่ํ า สุ ด ใน เ ดื อ น กุ ม ภ า พั น ธ พ. ศ . 2562 บานปลาในรอบป พบวาอัตราการตกตะกอนเฉลี่ยราย (56.98±24.23 กรัม/ตารางเมตร/วัน) และพบวาเดือน เ ดื อ น มี ค า สู ง สุ ด ใ น เ ดื อ น ม ก ร า ค ม พ . ศ . 2 5 6 2 พฤษภาคมและเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 (58.64±15.12 (1435.01±1312.14 กรัม/ตารางเมตร/วัน) รองลงมาคือ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
200 และ 60.95±10.12 กรัม/ตารางเมตร/วันตามลาํ ดับ) มีคา สัมพันธกับอัตราการตกตะกอน โดยในชวงที่ลมเฉล่ียราย ต่ําใกลเคียงกับเดือนกุมภาพันธ แตอัตราการตกตะกอน เดือนมีความเร็วคอนขางแรงอัตราการตกตะกอนจะมีคา เฉลี่ยรายเดือนโดยรวมมีคาใกลเคียงกันและใกลเคียงกับ สงู กวา ชวงท่ีลมเบา ซึง่ จะสังเกตไดช ัดเจนในเดอื นมกราคม คา เฉลยี่ ของทง้ั ป (92.69 กรมั /ตารางเมตร/วนั ) (ภาพท่ี 6) พ.ศ. 2562 ทอ่ี ัตราการตกตะกอนมีคาสงู กวาคาเฉล่ียท้ังป ประมาณ 15 เทา เนื่องมาจากอทิ ธพิ ลของพายุโซนรอนปา เม่ือพิจารณาความสัมพันธระหวางอัตราการ บึก (Tropical Storm Pabuk) ท่กี อ ตวั ข้นึ บริเวณนอกอา ว ตกตะกอน ลมมรสุม และกระแสนํ้าข้ึนนํ้าลง พบวาอัตรา ไทยและเคล่ือนตัวเขาสูอาวไทยในชวงตนเดือนมกราคม การตกตะกอนไมแ สดงความสมั พนั ธท ชี่ ดั เจนกับกระแสนาํ้ ทําใหเกิดการฟงุ กระจายที่ทองทะเลเพิ่มมากข้ึนในบรเิ วณ ข้ึนนํ้าลงท่ีไดจากการตรวจวัด เน่ืองจากอัตราการ ชายฝงดานตะวันออกของอาวไทยจากอิทธิพลของคลื่น ตกตะกอนทําการศึกษาตลอดชวงเวลาประมาณ 1 เดือน และลม แตอยางไรก็ตามอัตราการตกตะกอนท่ีมีคา ในขณะท่ีกระแสน้ําขึ้นน้ําลงไดมาจากการตรวจวัดใน คอนขา งสงู ไมก อใหเ กิดการทบถมของตะกอนในพนื้ ท่ีบา น รอบวัฏจักรนํ้าขน้ึ น้าํ ลง (25 ชั่วโมง) ซง่ึ กระแสนํ้าข้ึนนํ้าลง ปลาเนือ่ งจากมกี ารฟงุ กระจายและการพดั พาโดยคลน่ื และ ในขณะน้ันอาจเกิดจากความแปรปรวนของลมและปจจัย กระแสนํ้าข้นึ นา้ํ ลงอยูตลอดเวลา อ่ืน ๆ ในชวงเวลาน้ัน สวนลมมรสุมพบวามีแนวโนม Sedimentation rate [g/m2/day] 10000 Monthly average 1000 Annual average 100 10 1 ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE ABCDE Apr-18 May-18 Jun-18 Jul-18 Aug-18 Sep-18 Oct-18 Nov-18 Dec-18 Jan-19 Feb-19 Mar-19 ภาพที่ 6 อตั ราการตกตะกอนในบรเิ วณพนื้ ทีว่ างบา นปลาดา นตะวันออกของเกาะแสมสารในจุด A – E ในชวงเวลาตา ง ๆ โดย เสน สดี ําแสดงถึงคาเฉลยี่ ในแตล ะเดือน สรปุ ผลการศกึ ษา กับพื้นท่ีใกลเคียงท่ีเคยมีการศึกษาไว กระแสนํ้าสุทธิมี ผลการตรวจวัดกระแสนํ้าขึ้นนํ้าลงบริเวณพื้นท่ี แนวโนมความสัมพันธกับลมเฉลี่ยรายเดือนและมีการ วางบานปลาดา นตะวันออกของเกาะแสมสารแสดงใหเห็น ถึงความสัมคัญของลกั ษณะชายฝงท่สี ง ผลตอการไหลเวียน เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลท่ีชัดเจน สวนอัตราการ กระแสนา้ํ นอกจากน้คี วามผันผวนของลมและระดับนํ้าขึน้ ตกตะกอนไมแสดงความสอดคลองกับกระแสน้ําขึ้นน้ําลง น้ําลงยังสงผลตอกระแสนํ้าขึ้นน้ําลง กระแสน้ําขึ้นน้ําลง ที่ไดจากการตรวจวัดเนื่องจากการตรวจวัดขอมูลไม และกระแสน้ําสุทธิท่ีตรวจวัดไดในบริเวณพ้ืนที่วางบาน เพียงพอ แตมีแนวโนมการเปลี่ยนแปลงท่ีสัมพันธกับ ปลามีความปนปวนและมีอัตราเร็วคอนขางต่ําเมื่อเทียบ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
201 อัตราเร็วลมน่ันคืออัตราการตกตะกอนจะมีคาสูงในชวงที่ พิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ สําหรับการ อัตราเร็วลมคอนขา งแรง อํานวยความสะดวกในการออกเก็บขอมูลภาคสนาม ขอบคุณภาควิชาวาริชศาสตร คณะวิทยาศาสตร คําขอบคุณ มหาวิทยาลัยบูรพา สําหรับอุปกรณในการเก็บขอมูล งานวิจัยนี้เปนสวนหนึ่งของการจัดทําบานปลาและศึกษา รวมถึงหองปฏิบัติการในการวิเคราะหขอมูล ขอขอบคุณ ทรัพยากรชีวภาพบริเวณบานปลา เกาะแสมสาร ซ่ึงอยู บริษัทนํ้ามันอพอลโล (ประเทศไทย) จํากัด ที่ใหทุน ภายใตการทํางานในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน สนับสนุนในการจัดทําบานปลาและศึกษาทรัพยากร เนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ชีวภาพบริเวณบานปลา เกาะแสมสาร สยามบรมราชกุมารี ขอขอบคุณหนวยบัญชาการสงคราม เอกสารอา งองิ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพยส่ิงสินตน”. หนา กาญจนภาชน ลวิ่ มโนมนต, ธิดารตั น นอยรกั ษา และชัช 136-147. อนุกูล บูรณประทีปรัตน, ธิดารัตน นอยรักษา, ศิราพร รี แกวสุรลิขิต. 2550. ความหลากหลายของ ทองอุดม และวริษฐา ขาววิเศษ. 2559. การ สาหรา ยทะเลบริเวณหมูเ กาะแสมสาร. การประชมุ ตรวจวัดคลื่นท่ีบริเวณเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี วิชาการการทรัพยากรไทย : ประโยชนแทแก ในป พ.ศ. 2557. การประชุมวิชาการชมรมคณะ มหาชน, พิพิธภัณฑธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเล ปฏิบัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 7 “ทรัพยากร ไทย : หวนดูทรพั ยส่ิงสนิ ตน”. หนา 148-155. ไทย, จังหวัดชลบุรี, 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน อนุกูล บูรณประทีปรัตน, ศิราพร ทองอุดม และธิดา รัตน นอยรักษา. 2558. กระแสนํ้าบริเวณเกาะ 2550, หนา 148–160. แสมสาร จังหวัดชลบุรี ระหวางเดือนกรกฎาคมถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2554. วารสารวิทยาศาสตร ธีระพงศ ดวงดี และกิติธร สรรพานิช. 2559. การ บูรพา, 20(1), 199-208 ประเมินความหลากหลายของหอยทะเลบริเวณ แหลงสาหรายสีน้ําตาล (Sargassum sp.) เกาะ แสมสาร อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี. การประชุม วิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 7 “ทรพั ยากรไทย : หวนดทู รัพยสิ่งสินตน”. หนา 686–696. วิภษู ติ มัณฑะจิตร, สชุ า มั่นคงสมบรู ณ และสืบสิน สนธิ รัตน. 2559. ความหลากหลายของปลาแนว ปะการังบรเิ วณพ้ืนท่ีปกปกพันธุกรรมพชื ทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุม วิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 7 “ทรัพยากรไทย : หวนดทู รัพยส ิ่งสินตน”. หนา 156–164. อนุกูล บูรณประทีปรัตน, ธิดารัตน นอยรักษา, ศิราพร ทองอุดม และเพ็ชรลดา พรหมเจริญ. 2559. การ ไหลเวียนกระแสนํ้าบริเวณเกาะแสมสาร จังหวัด ชลบุรี ในป พ.ศ. 2557. การประชุมวชิ าการชมรม คณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 7 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
202 ความสมั พนั ธร ะหวางการครอบคลมุ พ้นื ทขี่ ององคป ระกอบหลักบนแนวปะการงั กบั ปลากนิ พืชในแนวปะการงั บริเวณหมูเกาะแสมสาร THE RELATIONSHIP BETWEEN THE AREA COVER OF MAJOR LIFEFORM ON CORAL REEFS AND HERBIVORE FISHES IN CORAL REEFS AT SAMAE SARN ISLANDS อศลย มนี าภา1*, ธดิ ารตั น นอยรักษา2 และ วภิ ษู ิต มณั ฑะจิตร1* Ason Meenapha1*, Thidarat Noiraksar2 and Vipoosit Manthachitra1* 1ภาควิชาวารชิ ศาสตร คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยบรู พา ชลบุรี 20131 2สถาบันวทิ ยาศาสตรท างทะเล มหาวทิ ยาลัยบรู พา ชลบรุ ี 20131 1Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Chon Buri 20131 2Institute of Marine Science, Burapha University, Chon Buri 20131 บทคดั ยอ การตรวจสอบความสัมพันธของสถานภาพของแนวปะการัง ที่มีตอปลากินพืชในแนวปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร พบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของสาหรายคลุมพ้ืน (Turf algae) มีความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสาํ คัญกับ กับความหลาก ชนดิ ของปลากนิ พืช (r2 = 0.40, P< 0.05) คือเมอ่ื การครอบคลมุ พ้นื ท่ขี องสาหรายคลุมพื้น (Turf algae) เพิ่มข้ึนสงผลให ความหลากชนิดของปลากินพืชในแนวปะการังเพิ่มข้ึนเชนกัน และพบวาการครอบคลุมพ้ืนท่ีของสาหรายขนาดใหญ (Macro algae) มีความความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญกับ (r2 = 0.39, P< 0.05) กับปลานกแกว (Scarus ghobban) คือเมอ่ื การครอบคลมุ พื้นที่ของสาหรายขนาดใหญเพิม่ ขึ้นจะพบปลานกแกวเพม่ิ ขึน้ ดว ยเชนเดยี วกนั อยางไรก็ ตามความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวติ หลักบนแนวปะการัง กับชนิดปลากินพืชในแนวปะการังมคี วามซับซอนและยากที่ จะระบุถึงความสัมพันธที่เฉพาะเจาะจงไดอยางชัดเจน ดังน้ันการศึกษาการกินอาหารของปลากินพืชในแนวปะการัง (Stomach contents) เปนเร่ืองท่ีควรตองทําการศึกษาตอไป เพ่ือใหเขาใจถึงความสัมพันธ และบทบาทของปลากินพืช ในแนวปะการังตอการเปลีย่ นแปลงโครงสรา งชุมชนบนแนวปะการงั ใหช ดั เจนมากขนึ้ Abstract The relationship between the area cover of major lifeform on coral reefs and herbivore fishes in coral reefs was investigated at Samae Sarn islands. The result showed positive correlations between turf algae cover and the diversity of herbivore fishes (r2 = 0.40, P< 0.05). Turf algae increasing then the diversity of herbivore fishes increase, a strong positive relation between macro algae cover and parrotfish (Scarus ghobban) was detected (r2 = 0.39, P< 0.05). Increasing of macro algae cover will increase the abundance of parrotfish. However, the relationship between area cover of major lifeform on coral reefs with herbivore fishes was still unclear. Therefore, the stomach contents of herbivore fishes on the coral habitats should be study in more detail to understand the role of herbivore fishes on the changing of coral reef community. คําสาํ คัญ: ความสมั พนั ธ, แนวปะการงั , ปลาแนวปะการัง, ปลากินพชื Keywords: relationship, coral reef, coral reef fishes, herbivore fishes การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
203 *ติดตอนกั วจิ ยั : อศลย มีนาภา และ วภิ ษู ิต มัณฑะจิตร (อเี มล [email protected] และ [email protected]) *Corresponding author: Ason Meenapha and Vipoosit Manthachitra (E-mail: [email protected] and [email protected]) บทนาํ ปริมาณและการควบคุมสาหรายโดยธรรมชาติจากปลา แนวปะการังเปนระบบนิเวศท่ีมีความอุดมสมบูรณ กินพืชในแนวปะการังมีผลตอความสมบูรณของแนว ปะการัง (Jeremiah et al., 2015; Vincent et al., เน่ืองจากมีความหลากหลายของส่ิงมีชีวิตสูงมากท้ังพืช 2011) ดังเชนการศึกษาของ Bellwood et al. (2004) และสัตว สิ่งมีชีวิตในแนวปะการังมีความสัมพันธท่ีมี ท่พี บวากลุมปลากินพืชสามารถควบคุมปริมาณสาหราย ความซับซอน นอกจากนี้หลายประเทศท่ัวโลกให ขนาดใหญไมใ หม ีมากจนเกนิ ไป เนอื่ งจากปลาจะสามารถ ความสําคัญตอการอนุรักษแนวปะการังเปนอยางย่ิง กินสาหรายไดในชวงทเี่ ปนตนออนเทานน้ั เม่ือผา นชวงที่ เนื่องจากแนวปะการังถูกใชเปนแหลงอาหารและแหลง เปนตนออนปลาจะไมสามารถกินได นอกจากน้ีการพบ สันทนาการซึ่งกอใหเกิดรายไดสูงของหลาย ๆ ประเทศ ปลากินพืชในปริมาณที่นอย สงผลใหพบการครอบคลุม ทวั่ โลก ปจ จุบันปญหาการลดลงของแนวปะการงั ถือเปน ของสาหรายขนาดใหญในแนวปะการังเพิ่มขึ้นดวยเชนกัน ปญหาที่มีความสําคัญ และใหความสนใจของท่ัวโลก (Smith et al., 2010) จากความสัมพันธดังกลาวจึง การลดลงของแนวปะการังสามารถเกิดไดหลายสาเหตุ นิยมใชความชุกชุมของปลากินพืชเปนเครื่องมือในการ อาทิ การเกิดพายุพัดทําลายแนวปะการัง การระบาด ติดตามความสามารถในการฟนตัวของแนวปะการัง ของดาวมงกุฎหนาม (Acanthaster planci) และภาวะ (Putra et al., 2018; jeremiah et al., 2015; Heenan โลกรอน (Climate change) รวมไปถึงปญหาขยะใน and Williams, 2013; Vincent et al., 2011; Smith et ทะเล การทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในทะเลโดยตรงโดยไมผาน al., 2010) กระบวนการบําบัด (Vincent et al., 2011; Jackson et al., 2001) ซ่ึงเปนปจจัยท่ีสงผลตอการเส่ือมโทรม หมูเกาะแสมสารเดิมเปนแหลงชุมชนชาวประมง ของระบบนเิ วศแนวปะการังทง้ั ส้ิน การทง้ิ ส่งิ ปฏิกลู ลงใน ขนาดใหญ มีการทําประมงและจอดเรือรวมถึงการ ทะเลโดยตรงโดยไมผานกระบวนการบําบัด เปนการนํา เดินเรือในพื้นท่ีท่ีมีแนวปะการังมาเปนเวลานาน รวมถึง ธาตุอาหารลงสใู นทะเล สงผลทาํ ใหสาหรายเตบิ โตอยา ง กิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ของกองทัพเรือในอตีด ทําให รวดเรว็ เกิดการแขง ขันพ้ืนที่ลงเกาะของตัวออ นปะการัง แนวปะการังบริเวณหมูเกาะแสมสารสวนใหญมีสภาพ (สํานักอนุรักษทรัพยากรทางทะเลและชายฝง, 2556) คอนขางเสื่อมโทรม (หรรษา และคณะ, 2542) ปจจุบัน นอกจากน้ัน สาหรา ยท่เี ตบิ โตอยางรวดเร็วจะเขาไปบดบัง กองทัพเรือไดถวายพ้นื ทห่ี มเู กาะแสมสารเขา เปน พ้ืนทใ่ี น แสงทีจ่ ําเปนตอการเจริญเติบโตของปะการัง (jeremiah โครงการอนรุ ักษพนั ธกุ รรมพชื อนั เนื่องมาจากพระราชดําริ et al., 2015) อีกท้ังมีการศึกษา และรายงานจาก สมเด็จพระพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานวิจัยทั่วโลกที่พบวาแนวปะการังหลายแหงมีการ เปนผลทําใหแนวปะการังเร่ิมมีสภาพสมบูรณข้ึน ดวย ครอบคลุมของสาหรายขนาดใหญเพ่ิมมากข้ึน (Graham ความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ฐาน et al., 2006) โดยเฉพาะแนวปะการังในเขตรอน ทัพเรือสัตหีบไดเปดใหมีการทองเท่ียวทางทะเลบริเวณ (Heenan and Williams, 2013; Hamza et al., 2016; ภายในหมูเกาะแสมสาร ท้ังจัดใหมีกิจกรรมดําน้ําแบบ Hughes, 1994; Noiraksar and Ajisaka, 2008) ปญ หา ผิวน้ํา (Snorkeling) ชมปะการัง (อาภากร, 2553) การเพิ่มข้ึนอยางรวดเร็วของสาหรายขนาดใหญในแนว อยางไรก็ตามกิจกรรมดํานํ้าแบบผิวน้ําอาจมีผลกระทบ ปะการังอีกประการหน่ึง คือการลดจํานวนปลากินพืช ท้ังทางตรง และทางออมตอแนวปะการัง ซ่ึงการลดลง จากการทําการประมง (Putra et al., 2018) การจํากดั การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
204 ของพื้นท่ีปะการังน่ันยอมหมายถึงการเพิ่มข้ึนของ Myers (2001), และฐานขอ มูล Fishbase (Froses and สาหรา ยในแนวปะการงั Pauly, 2009) 2. วิ ธี ก า ร เ ก็ บ ข อ มู ล ก า ร ค ร อ บ ค ลุ ม พื้ น ท่ี ข อ ง การติดตามความสัมพันธของปลากินพืชท่ีมีอิทธิพล องคประกอบหลกั บนแนวปะการงั (Lifeform) ตอการการเปลี่ยนแปลงของแนวปะการัง จึงเปนเร่ืองท่ี มีความจําเปนในการศึกษา เพื่อใหมีความเขาใจถึง เ ก็ บ ข อ มู ล โ ด ย วิ ธี Line Intercept transect บทบาทของปลากินพืชในแนวปะการังกับระบบนิเวศแนว (English et al., 1994) จดบันทึกอัตราการครอบคลุม ปะการัง การศึกษาครั้งน้ีจึงมีวัตถุประสงคเพื่อ สนอง พื้นที่ของขององคประกอบส่ิงมีชีวิตบนแนวปะการัง พระราชดาํ รขิ องสมเด็จพระกนิษฐาธริ าชเจา กรมสมเดจ็ ไดแก ปะการังมีชีวิต (Live coral) สาหรายคลุมพื้น (Turf พระเทพรัตนฯ สยามบรมราชกุมารี และเพอื่ ตรวจสอบ algae) สาหรายขนาดใหญ (Macro algae) และทราย ความสัมพันธระหวางโครงสรางชุมชนของปะการัง กับ (Sand) ตามแนวเสนสํารวจผาดผานเปนระยะทาง 100 ชนิดของปลากินพืชบนแนวปะการัง เพื่อใชเปนขอมูลใน เมตร เพ่ือคิดเปน รอ ยละ (%) การครอบคลุมพื้นที่ การประกอบการบริหารจัดการอนุรักษแนวปะการังของ หมเู กาะแสมสารตอไป อปุ กรณและวธิ กี ารศกึ ษา ภาพท่ี 1 แผนทข่ี องสถานีศกึ ษาท้งั 4 สถานี ทําการศึกษาโดยการดํานํ้า SCUBA เก็บขอมูลชนิด (ดดั แปลงจาก Google map) และความชุกชุมของปลาแนวปะการัง และอัตราการ 3. การวิเคราะหขอมลู ครอบคลุมพื้นที่ขององคประกอบหลักบนแนวปะการัง นาํ ขอมูลความชกุ ชมุ ของปลาแตละชนิดที่พบ มาทํา บริเวณหมูเกาะแสมสาร จํานวน 3 คร้ัง ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 และ การวิเคราะหความชุกชุมของชนิด (Species richness) เดือนเมษายน พ.ศ. 2559 จํานวน 4 สถานีไดแก เกาะ ความหลากหลายของชนิด (Species diversity) ดวย ปลาหมึก (MN) หาดเตย (SW) เกาะจาน (CN) และหาด Shannon- Wiener Diversity index ( H’ ) ( Krebs, เทียน (SE) (ภาพท่ี 1) แบงเปนการเก็บขอมูลอัตราการ 2009) จากน้นั นําขอมูลปลากินพืชในแนวปะการัง และ ครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการัง และส่ิงปกคลุมอื่น ๆ อัตราการครอบคลุมพื้นท่ีขององคประกอบหลกั บนแนว กบั ชนิด และความชุกชุมของปลากนิ พชื บนแนวปะการัง ปะการัง (Lifeform) ทําการวิเคราะหค วามสัมพันธ โดย ดังนี้ ใชก ารวเิ คราะหสหสมั พนั ธ และการวิเคราะหถดถอย ใน 1. วิธีการเกบ็ ขอ มลู ปลากินพืชในแนวปะการัง เก็บขอมูลโดยวิธี บันทึกภาพปลากินพืชในแนว ปะการังดวยกลองถายวีดีโอใตนํ้า (Video Census) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ Hill and Wilkinson (2004) ทําการบันทึกภาพวีดีโอบนแนวสํารวจยาว 100 เมตร ครอบคลุมดานขางสายวัดขางละ 2.5 เมตร คิด เปนพื้นท่ี 500 ตารางเมตร จําแนกชนิดและนับจํานวน ตวั ของปลาทําในหองปฏิบัตกิ าร การจําแนกชนิดปลาใช การเปรียบเทียบรูปถายกบั เอกสารของ Burgess et al. ( 1988) , Allen ( 1991) , Allen ( 1999) , Liseke and การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
205 การแสดงใหเ ห็นถงึ ความสมั พนั ธเชิงเสนของคูต ัวแปรท่มี ี (41.9±1.1% (SE)) และพบนอยที่สุดในเกาะจาน (CN) ความสัมพนั ธกนั (13.7±3.1% (SE)) ในขณะท่ีสาหรายขนาดใหญพบได เฉพาะบริเวณหาดเตย (SW) เทาน้ัน (24.4 ±12.2% ผลและการวิจารณผ ลการศกึ ษา (SE)) (ภาพท่ี 3) เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของแตละ 1. ปลากินพืชในแนวปะการังบริเวณหมูเกาะแสมสาร สถานี พบวารูปแบบของชีวิตของแตละสถานีมีการ เปล่ียนแปลงแตกตางกัน ข้ึนอยูกับระยะเวลาที่สํารวจ ผลการศึกษาปลากินพืชในแนวปะการังบริเวณหมู โดยพบวาอัตราการครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการังมีชีวิต เกาะแสมสารท้งั 4 สถานี จากการเกบ็ ขอมูล 3 ครั้ง พบ บริเวณเกาะปลาหมึก (MN) และหาดเตย (SW) มีการ ปลาปลากนิ พชื ในแนวปะการังท้งั สิ้น 1,350 ตวั จาก 15 เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน ซ่ึงในสภาวะปกติ ชนิด 4 วงศ โดยพบวาปลาในวงศปลาสลิดหิน แนวปะการังจะมีการเปลี่ยนแปลงนอย ยกเวนมีการ (Pomacentridae) เปน วงศเดนท่ีพบในการศึกษาครง้ั นี้ รบกวนอยางรุนแรง เชน พายุ หรือการระเบิดแนว พบจํานวน 9 ชนิด รองลงมาคือปลาในวงศปลาสลิด ปะการัง แตจากผลการเก็บขอมูลเมื่อเดือนพฤษภาคม ทะเล (Siganidae) พบจํานวน 4 ชนิด เมื่อพิจารณาถึง 2558 ท้ัง 2 สถานี มีการครอบคลุมของปะการังมีชีวิต ความชุกชุม และความหลากหลายชนิดของปลากินพืชใน นอยกวา การการเก็บขอมูลในเดอื นตลุ าคม 2558 (ครง้ั ที่ แนวปะการัง พบวาปลาสลิดหินเทา (Pomacentrus 2) และผลการเก็บขอมูลในเดือนเมษายน 2559 (คร้ังที่ cuneatus) เปนปลาชนิดเดนที่พบในการศึกษาคร้ังนี้ 3) พบวาการครอบคลุมพื้นท่ีของปะการังมีชีวิตบริเวณ พบจํานวน 768 ตัว (56.9%) รองลงมาคือ ปลาสลิด เกาะปลาหมึกลดลงจาก 57.89% เปน 44.24% และ หินเบงกอล (Abudefduf bengalensis) พบจํานวน หาดเตยลดลงจาก 10.55% เปน 7.51% ในขณะท่ีแนว 151 ตัว (11.2%) ซ่ึงสอดคลองกับการศึกษาปลาแนว ปะการังบริเวณเกาะจาน (CN) พบปะการังมีชีวิตสูงสุด ปะการังท่ีพบในบริเวณหมูเกาะแสมสาร และพ้ืนท่ี ในการเกบ็ ขอ มูลในเดือนพฤษภาคม 2558 เมือ่ พิจารณา ใกลเคียงของ เสธ และคณะ, (2549) วิภูษิต และคณะ, ในรายละเอียดพบวาในเดือนตุลาคม 2558 การ (2554), วิภูษิต, (2559) อธิป, (2559) และอศลย และ ครอบคลุมพื้นท่ีของปะการังมีชีวิตลดลงจากเดือน คณะ, (2560) ที่พบวาปลาในวงศ Pomacemtridae พฤษภาคม 2558 และจะมีอัตราการครอบคลุมพื้นท่ี และปลาสลิดหนิ เทา (P. cuneatus) เปนปลาทีม่ คี วามชุก ของปะการังมีชีวิตเพ่ิมข้ึนในเดือนเมษายน 2559 ชมุ มากของหมูเกาะแสมสารและพ้ืนท่ีใกลเคียง (ภาพท่ี 2) เนื่องจากเกาะจานเปนเกาะท่ีไมไดมีการใชประโยชน แสดงใหเห็นถึงประชาคมปลาแนวปะการังยังคงมีสภาพ จากกิจกรรมการทองเที่ยว และลักษณะการพัฒนาของ เชน เดมิ ไมมกี ารเปลี่ยนแปลง แนวปะการังท่ีศึกษาอยูท างทศิ เหนอื ของเกาะจาน โดยมี เกาะจวงเปนแนวบังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต อาจจะ 2. การครอบคลุมพ้ืนท่ีของรูปทรงชีวิตหลักบนแนว สง ผลใหแนวปะการังมกี ารพืน้ ตัวไดเร็วกวาแนวปะการัง ปะการัง (Lifeform) บริเวณอื่น ๆ ของหมูเกาะแสมสาร อีกทั้งยังพบวา สถานหี าดเตย (SW) มีการครอบบคลมุ พนื้ ท่ีของสาหรา ย อัตราการครอบคลุมพ้ืนท่ีของรูปทรงชีวิตหลักใน 4 ขนาดใหญ (Macro algae) สูงขึ้นถึง 40% ในขณะที่ สถานีบริเวณแนวปะการังของหมูเกาะแสมสารพบวามี สถานีหาดเทียน (SE) จากการเก็บขอมูลทั้ง 3 ครั้ง พบมี ปะการังมีชีวิตปกคลุมอยูในเกณฑปานกลาง (30.5 – การครอบคลมุ พน้ื ท่ขี องปะการงั มชี วี ิตลดลงอยางตอ เนอื่ ง 49.9 % ) โดยเกาะปลาหมึก (MN) พบมกี ารครอบคลุม ซึ่งแตกตางจากสถานีอ่ืน ๆ (ภาพท่ี 3) ทั้งนี้เปนผลมาจาก พืน้ ที่ของปะการงั มีชีวิตสูงท่ีสุด (49.9±4.1% (SE)) และ อิทธิพลจากความแตกตางของพ้ืนที่ และอิทธิพลจากลม ต่ําสุดท่ีสถานีหาดเตย (SW) (8.3±1.1% (SE)) เม่ือ มรสุม (นรินรัตน, 2542) อยางไรก็ตามจากผลการศึกษา พิจารณาการครอบคลุมพืน้ ท่ีของสาหรายคลุมพื้น (Turf algal) พบสูงสุดบรเิ วณเกาะปลาหมกึ (MN) เชน เดียวกนั การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
206 ในเดือนตุลาคม 2558 จะพบวาอัตราการครอบคลุม ของการทองเท่ียวทางทะเลบนเกาะแสมสาร แต พ้ืนที่ของปะการังมีชีวิตสวนใหญจะลดลง ซ่ึงเปนผลมา เน่อื งจากเกาะปลาหมกึ ไดร ับความนิยมจากนกั ทอ งเทย่ี ว จ า ก ก า ร ค ล่ื น ล ม แ ร ง ใ น ฤ ดู ม ร สุ ม ต ะ วั น ต ก เ ฉี ย ง ใ ต มากกวาหาดเทยี น เพราะไดรบั อทิ ธพิ ลของคล่ืนลมนอ ย (พฤษภาคม - ตุลาคม) ในชวงเดือนดงั กลาวพบวามีคล่ืน กวาหาดเทียน สามารถทํากิจกรรมดําน้ําไดตลอดท้ังวัน ลมแรง เปนผลใหปะการังไดรับความเสียหายลมลงเปน ผูดูแลพื้นท่ีจึงทําการฟนฟูแนวปะการังบริเวณเกาะ จํานวนมาก สงผลใหการครอบคลุมพ้ืนท่ีของปะการังมี ปลาหมึกโดยการนําปะการงั ท่ีลมมาจัดกองไวใ หเปนแนว ชวี ติ ลดลง ยกเวนแนวปะการังเกาะปลาหมึก (MN) และ ที่นักทองเที่ยวจะสามรถดําน้ําชมปะการังได (จากการ หาดเตย (SW) ที่มีการครอบคลุมพื้นที่ของปะการังมี สาํ รวจ และสอบถาม) เปนผลทําใหพบปะการังมีชีวิตสงู ข้ึน ชวี ิตเพิม่ ข้นึ 10% และ 5% ตามลาํ ดบั ทัง้ นแ้ี นวปะการงั ในเดือนตุลาคม 2558 และจากการเก็บขอมูลในเดือน บริเวณเกาะปลาหมึก (MN) และแนวปะการังบริเวณ เมษายน 2559 (ครงั้ ที่ 3) พบวา หาดเทยี น (SE) เปนแนวปะการงั ที่ใชทาํ กิจกรรมดาํ นํ้าต้ืน ภาพที่ 2 ความชุกชุมของปลากนิ พชื ในแนวปะการงั บรเิ วณหมเู กาะเกาะแสมสาร ก. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
207 ค. ง. ข. ภาพที่ 3 การครอบคลุมพ้ืนที่ขององคประกอบหลักบนแนวปะการังใน 4 สถานบี รเิ วณหมูเ กาะแสมสาร 3 ครั้ง ไดแ ก เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2558 เดือนตลุ าคม พ.ศ. 2558 และเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 (ก. สถานีเกาะปลาหมกึ , ข. สถานหี าดเตย, ค. สถานเี กาะจาน และ ง. สถานหี าดเทยี น) การครอบคลุมพื้นที่ของปะการังมชี ีวิตลดลง แตกลบั พบ ควบคุม ดูแลกิจกรรมดําน้ําต้ืนของนักทองเท่ียวอยาง การครอบคลุมพ้ืนท่ีของสาหรายขนาดเล็กเพ่ิมข้ึน ใกลช ิด สําหรับสถานีหาดเทียน (SE) ไดรับอิทธิพลของคลื่นที่ 3. ความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวิตหลักบนแนว รุนแรงตั้งแตเดือนกันยายนไปตลอดจนส้ินสุดการเก็บ ปะการัง (Lifeform) กับปลากินพืชในแนวปะการังของ ขอมูล ในเดือนเมษายน 2559 (ครั้งที่ 3) รวมท้ังมีคล่ืน หมูเกาะแสมสาร ใตนํ้าที่รุนแรง สงผลใหมีการฟุงของตะกอนทราย และ เกิดการแตกหักของปะการังมากข้ึน รวมไปถึงมวลน้ําที่ จากการทดสอบความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวิต รุนแรงน้ีพัดพาเศษซากปะการังมาทับถมบริเวณแนว หลักบนแนวปะการัง ไดแก ปะการงั มีชีวติ (Hard coral) ปะการังเพ่ิมมากขึ้น ทําใหในการเก็บขอมูลในเดือน สาหรายคลุมพื้น (Turf algae) สาหรายขนาดใหญ เมษายน พ.ศ. 2559 (คร้ังที่ 3) บริเวณหาดเทียน (SE) พบ (Macro algae) และทราย (Sand) กบั ความชุกชุม และ การครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการังมีชีวิตลดลง และสาหราย ดชั นีความหลากหลาย (Diversity index) ของปลากินพืช ขนาดเล็กลดลง แตพบวาพ้ืนที่องคประกอบหลักบนแนว ในแนวปะการังของหมูเกาะแสมสาร พบวา การ ปะการังนน้ั เปน พ้นื ทรายเขามาแทนท่ีองคประกอบหลักบน ครอบคลุมพ้ืนที่ของสาหรายคลุมพื้น (Turf algae) มี แนวปะการังเดิม สําหรับการเปลี่ยนแปลงหรือความ ความสัมพันธอยางมีนัยสําคัญ (P < 0.05) กับความ เสียหายจากกิจกรรมการทองเที่ยวนั้น พบไดนอยมาก หลากหลายของชนิดปลากินพืชในแนวปะการัง เมื่อ เนื่องจากบริเวณที่จัดใหบริการดําน้ําตื้นนั้น นํ้ามีระดับ นํ า ม า ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม สั ม พั น ธ เ ชิ ง เ ส น พ บ ว า ความลกึ เมอ่ื นํ้าลงตาํ่ สุดประมาณ 2 – 3 เมตร โอกาสที่จะ ความสมั พนั ธท เ่ี กิดข้นึ เปน ไปในทศิ ทางเดยี วกนั (ภาพที่ 4) วายนํ้าถูกปะการังเกิดขึ้นไดนอย รวมถึงมีเจาหนาที่ผู คือเม่ือการครอบคลมุ พ้ืนท่ขี องสาหรา ยขนาดเล็กเพมิ่ ขนึ้ พบวาความหลากหลายของชนิดปลากินพืชในแนว การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
208 ปะการังจะเพ่ิมขึ้นเชนกัน (r2 = 0.40*) นอกจากนี้ยัง มีชีวิตเพ่ิมข้ึน ความชุกชุม และความหลากหลายชนิด พบวา ความชุกชุม และความหลากชนิดของปลากินพืช ของปลากนิ พชื บนแนวปะการงั สูงจะสูงข้นึ (ตารางที่ 1) บ น แ น ว ป ะ ก า รั ง มี ค ว า ม สั ม พั น ธ เ ชิ ง ผ ก ผั น อ ย า ง มี ตลอดจนอาหารของปลากินพชื คอื สาหราย การพบ นัยสําคัญกับการครอบคลุมพ้ืนท่ีของทราย (ภาพท่ี 5) แนวโนมความสัมพันธในทิศทางตามกัน กับการ นั่นคือเมื่อการครอบคลุมพื้นท่ีของทรายเพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ของปะการังมีชีวิต หมายถึงปลากินพืช สง ผลใหความชุกชุมและความหลากหลายของชนิดปลา ในแนวปะการังเปนตัวควบคุมและจํากัดปริมาณของ กินพืชบนแนวปะการังลดลง ความสัมพันธท่ีพบนาจะ สาหรายที่พบในแนวปะการัง เมื่อปริมาณสาหรายถูก เปนผลมาจากอาหาร ในขณะทีก่ ารครอบคลุมพ้ืนที่ของ ควบคุม โดยปลากินพืชกินที่กินสาหรายเปนอาหาร จะ ปะการังมีชีวิตไมมีความสัมพันธทางสถิติกับความชุกชุม เปนการเพ่ิมโอกาสท่ีตัวออนของปะการังสามารถลง และความหลากหลายของชนิดปลากินพืชบนแนวปะการัง เกาะได รวมไปถึงการขยายพื้นท่ีการครอบคลุมของ อย าง ไ ร ก็ ต าม จ า ก ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า พ บ แ น ว โ น ม ข อ ง ปะการังมีชีวิตท่ีมีอยูเดิมใหมีขนาดโคโลนีที่ใหญมากข้ึน ความสัมพันธระหวางปะการังมีชีวติกับ ความชุกชุม และ ซ่ึงสอดคลองกับผลการศึกษาของ Vincent et al. ความหลากชนิดของปลากินพืชในแนวปะการังเปนไปใน (2011) และ Heenan and Williams (2013) ที่พบวา ทิศทางตามกัน คือเม่ือการครอบคลมุ พืน้ ท่ีของปะการัง การเพ่ิมขึ้นของปลากินพืช น้ันสงผลใหปะการังชีวิต เพ่ิมขึน้ ดวยเชน เดยี วกนั ภาพที่ 4 ความสมั พนั ธระหวางอัตราการครอบคลมุ พนื้ ท่ีของสาหรายขนาดเล็ก (Turf algae) กับความหลากหลายของชนิดปลากินพชื ในแนวปะการัง บริเวณหมเู กาะแสมสาร การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
209 ภาพท่ี 5 ความสมั พันธระหวา งการครอบคลุมพนื้ ทีข่ องทรายกับความชุกชุม และความหลากหลายของชนิดปลากินพืช ในแนวปะการงั บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร ผลการทดสอบความสัมพันธรูปแบบชีวิตหลักบนแนว สาหรายบริเวณที่ข้ึนบนปะการังตายหรือหินในแนว ปะการงั (Lifeform) และชนดิ ปลากินพชื ในแนวปะการงั ปะการังเปนอาหาร จึงมีผลตอการลดลงของสาหราย พบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของทราย มีความสัมพันธอยาง และการเพ่ิมข้ึนของปะการังมีชีวิต อยางไรก็ตามจาก มีนัยสําคัญ (P < 0.05) กับชนิดของปลาแนวปะการัง การศึกษาของ Vincent et al. (2011) พบวาการ จํ านวน 3 ชนิ ด ได แก ปลาการ ตู นอิ นเดี ยแดง ครอบคลุมพ้ืนท่ขี องปะการังมชี วี ิตมีความสมั พันธกบั เชิง (Amphiprion akallopisos) ป ล า ส ลิ ด หิ น ห า ง ข า ว บว กป ลา ในว งศ ปล า สลิ ดหิ น ( Pomacentridae) (Pomacentrus chrysurus) และปลานกแกวสีเพลิง สอดคลองกับผลการศึกษาในครัง้ น้ี ท่พี บปลาในวงศป ลา (Scarus ghobban) โดยความสัมพันธทั้งหมดที่พบนั้น สลิดหิน (Pomacentridae) มีความสัมพันธกับรูปแบบ เปนความสัมพันธแบบผกผัน คือเม่ือการครอบคลุมพ้ืนที่ ชีวิตหลักบนแนวปะการัง 3 ชนิดจากที่พบทั้งหมด 9 ชนิด ของทรายเพมิ่ มากขึ้นสงผลใหพ บปลาทัง้ 3 ชนดิ ดังทีก่ ลาว อกี ทง้ั ยังพบวา ปลาสลิดหินเบงกอล (A. bengalensis) มาลดลง (ตารางที่ 2) ทั้งน้เี ปนผลมาจากอาหารและการ มีความสัมพันธเชิงบวกกับการครอบคลุมพื้นที่ของ ใชแนวปะการังเปนที่อยูอาศัยลดลง (Munday et al., ปะการังมีชีวิต ทั้งน้ีกลุมปลาสลิดหินเปนกลุมปลาที่มี 2008) นอกจากนี้ยังพบวาการครอบคลุมพื้นท่ีของ ความชุกชุมมากท่ีสุดในแนวปะการัง โดยปกติแลว สาหรายขนาดใหญ (Macro algae) มีความสัมพันธเชิง ปลาในวงศ Pomacentridae จะกินอาหารที่มีความ บวกกับปลานกแกว (r2 = 0.39, P< 0.05) ซ่ึงสอดคลองกับ หลากหลาย ตั้งแตพ ้นื ทะเล สาหรายไปจนถึงกินแพลงกตอน การศึกษาของ Russ et al. (2015) ท่ีพบวาเม่ือการ ในมวลน้ํา (Green and Bellwood, 2009) อีกทั้งปลา ครอบคลุมพื้นท่ีของปะการังมีชีวิตลดลง และถูกแทนที่ ในกลมุ Abudefduf sp. มกี ารปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการ ดวยสาหราย จะพบวาประชากรปลานกแกวจะเพิ่มขึ้น กินอาหาร โดยเปลี่ยนจากปลาท่ีหากินบริเวณพ้ืนทะเล ท้ังน้ีเปนผลมาจากอาหารของปลานกแกวคือสาหราย เปนปลาท่ีกินแพลงกตอนในมวลน้ํา (Aguilar-Medrano ดังนั้นจึงพบความสัมพันธเชิงบวกกับการเพ่ิมขึ้นของ and Barber, 2015) การพบความสัมพันธของปลาสลิด สาหรายในแนวปะการัง นอกจากน้ี Russ et al. (2015) หินเบงกอล (A. bengalensis) น้ันจึงเปนผลมาจาก และ Heenan and Williams (2013) ยังพบความสัมพนั ธ แหลงอาหาร และท่ีอยูอาศัยเปนสําคัญ (Kerry, 2011) เชิงบวกระหวาง การเพ่ิมขึ้นของปะการังมชี ีวติ และการ นอกจากนั้นปลาสลิดหินบางชนิดมีอุปนิสัยหวงถ่ิน และ ลดลงของสาหราย กับปลานกแกวขนาดใหญ เน่ืองจาก ดูแลสาหรายท่ีเปนอาหาร (Gardening) เชน ปลาสลิดหิน พฤติกรรมการกินอาหารของปลานกแกวจะขูดแทะกิน Stegastes planifrons (Vermeij et al., 2015) Stegastes การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
210 nigricans, Hemiglyphidodon plagiometopon แ ล ะ บนแนวปะการัง ซ่ึงแตกตางกับการศึกษาที่ผานมาของ Dischistodus perspicillatus(WilsonandBellwood,1997) Munday et al. (2008) ที่ระบุวาปลาในแนวปะการัง ท่ีสามารถควบคุมปริมาณการครอบคลุมพื้นท่ีของ จะใชแนวปะการังเปน แหลงทีอ่ ยูอาศัย และแหลง อาหาร สาหรายในแนวปะการัง และเพ่ิมพื้นที่ในการลงเกาะ นอกจากนั้นยังพบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของปะการังมี ของตวั ออนปะการังไดอยา งชัดเจน อกี ท้งั การศึกษาของ ชีวิตมีแนวโนมความสัมพันธเชิงบวกกับชนิดและความ Vincent et al. (2011) ยังพบความสัมพันธเชิงบวก ชุกชุมของปลากินพืชในแนวปะการังอีกดวย จากผล ระหวางปลาสลิดทะเล (Siganidae) กับอัตราการ การศึกษาคร้ังน้ีแสดงใหเห็นวาความสัมพันธระหวาง ครอบคลุมพื้นท่ีของสาหรายคลุมพื้น (Turf algal) แต รูปแบบชีวิตหลักบนแนวปะการัง กับชนิดปลากินพืชใน เมอื่ พจิ ารณาจากผลของการศึกษาความสัมพนั ธในครั้งน้ี แนวปะการังนั้น มีความซับซอนและยากที่จะระบุถึง (ตารางที่ 2) ไมพ บความสัมพันธระหวางปลาในวงศปลา ความสัมพันธที่เฉพาะเจาะจงไดอยางชัดเจน สอดคลอง สลิดทะเล (Siganidae) กับอัตราการครอบคลุมพ้ืนที่ กับการศึกษาของ อศลย และคณะ (2561); Ogden ของสาหรายขนาดใหญ (Micro algae) และสาหราย and Ebersole ( 1 9 8 1 ) ท่ี พ บ ว า ก า ร จ ะ ร ะ บุ ถึ ง คลุมพื้น (Turf algal) ในแนวปะการัง ท้ังน้ีนา จะเปนผล ความสัมพันธและแนวโนมการเปล่ียนแปลงของระบบ มาจากพบปลาในวงศ Siganidae มีปริมาณนอย จึงทํา นิเวศแนวปะการังโดยใชชนิดของปลากลุมใดกลุมหน่ึง ใหผลการศึกษาความสัมพันธท่ีไดมีความแตกตางกับ เปนดัชนีชี้วัดน้ันทําไดยาก และบอกถึงความสัมพันธได การศึกษาของ ของ Vincent et al. (2011) อยางไรก็ ไมชัดเจน จึงนิยมใชความชุกชุม และความหลากหลาย ตามอาหารของปลากินพืชน้ันคือสาหรา ยทะเล จึงนาจะ ของปลาแนวปะการังเปนดัชนีช้ีวัดถงึ ความสมบูรณของ พบความสัมพันธระหวางการครอบคลุมพื้นท่ีของ แนวปะการัง (วิภูษิต, 2541; อศลย และคณะ, 2560; สาหรายกับชนิดปลากินพืชในแนวปะการัง เนื่องจาก Komyakova et al., 2013) ดังนั้นการศึกษารูปแบบ สภาพถ่ินท่ีอยูอาศัยบนแนวปะการังจะเปนตัวกําหนด การกินอาหารของปลากินพืชในแนวปะการังแตละชนิด รูปแบบของประชาคมปลาแนวปะการัง โดยการใชเปน เปนเร่ืองที่ควรตองทําการศึกษาตอไป เพื่อตรวจสอบ แหลงที่อยูอาศัย และเปนแหลงอาหาร (Munday et ความหลากหลายของอาหารที่ปลากนิ และเพือ่ ใหเ ขาใจ al., 2008) แตเมื่อพิจารณาจากตารางท่ี 2 พบวาการ ถึงบทบาทของปลากินพืชในแนวปะการังที่มีตอการ ค ร อ บ ค ลุ ม พ้ื น ที่ ข อ ง ส า ห ร า ย ใ น แ น ว ป ะ ก า รั ง ไ ม มี เปลีย่ นแปลงโครงสรา งชุมชนบนแนวปะการังใหช ัดเจนมากข้ึน ความสัมพันธกับชนิด และความชุกชุมของปลากินพืช ตารางที่ 1 ความสมั พันธ Pearson Correlation ระหวา ง โครงสรา งชุมชนบนแนวปะการงั ดัชนคี วามหลากหลาย และความชุกชมุ ของปลากนิ พืชในแนวปะการัง Index Living coral Macro algae Turf algae Sand 0.64 * -0.81* Diversity 0.49ns -0.08ns 0.31ns -0.81* Richness 0.53ns 0.02ns *. r2 significant P < 0.05 (2-tailed). ns = Not significant., n = 12 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
211 ตารางท่ี 2 ความสมั พนั ธ Pearson Correlation ระหวา งรปู แบบชีวติ หลักบนแนวปะการงั กับชนิดปลากนิ พชื ในแนวปะการงั Species / Life form Food item* Living coral Macro algae Turf algae Sand Abudefduf bengalensis Zoobenthos/plants 0.66* -0.33ns 0.00ns -0.35ns Amphiprion akallopisos Plants/zooplankton 0.49ns -0.23ns 0.49ns -0.69* Pomacentrus chrysurus Plants/zooplankton 0.29ns -0.06ns 0.53ns -0.64* Scarus ghobban Plants -0.18ns 0.63* 0.40ns -0.68* *. r2 significant P < 0.05 (2-tailed). ns = Not significant., n = 12, Food item reference: Fishbase (Froses and Pauly, 2009) สรุปผลการศึกษา แนวปะการงั (Stomach contents) เปน เร่ืองทคี่ วรตอ ง การตรวจสอบความสัมพันธของสถานภาพของแนว ทําการศึกษาตอไป เพื่อใหเขาใจถึงความสัมพันธ และ บ ท บ า ท ข อ ง ป ล า กิ น พื ช ใ น แ น ว ป ะ ก า รั ง ต อ ก า ร ปะการัง ที่มีตอปลากินพืชในแนวปะการัง บริเวณหมู เปลย่ี นแปลงโครงสรา งชุมชนบนแนวปะการังใหชดั เจน เกาะแสมสาร พบวาการครอบคลุมพ้ืนที่ของสาหราย คลุมพื้น (Turf algae) มีความสัมพันธเชิงบวกอยางมี คําขอบคณุ นัยสําคัญกับความหลากหลายชนิดของปลากินพืชใน งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ แนวแปะการัง เม่ือพิจารณาถึงความสัมพันธระหวาง ชนิดของปลากินพืชในแนวปะการัง พบวา การ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ครอบคลุมพ้ืนท่ีของสาหรายขนาดใหญ (Macro algae) ขอขอบพระคุณโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน มีความความสัมพันธเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญ กับปลา เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ และขอขอบพระคุณ หนวย นกแกว แตกลับไมพบความสัมพันธระหวางการ สงครามพเิ ศษทางเรอื กองเรือยุทธการ กองทพั เรอื ทีใ่ ห ครอบคลุมพื้นท่ีของสาหราย กับปลาสลิดทะเล การสนบั สนุนในการสาํ รวจภาคสนามอยางเตม็ ท่ีทกุ ครั้ง (Siganidae) จากผลการศึกษาคร้ังนี้แสดงใหเห็นวา งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุนจากงบประมาณเงินรายได ความสัมพันธระหวางรูปแบบชีวิตหลักบนแนวปะการัง จากเงินอุด หนุนรัฐบาล (งบแผนดิน ) ประจํา ป กับชนิดปลากินพืชในแนวปะการังนั้น มีความซับซอน งบประมาณ พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยบูรพา ผาน และยากท่ีจะระบุถึงความสัมพันธที่เฉพาะเจาะจงได สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ เลขท่ีสัญญา ดั ง น้ั น ก า ร ศึ ก ษ า ก า ร กิ น อ า ห า ร ข อ ง ป ล า กิ น พื ช ใ น อพ.สธ.13/2557 เอกสารอา งองิ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก นรินทรรัตน คงจันทรตรี. 2542. ชนิดและการ พระราชดําริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แพรกระจายของปะการังแข็งวงศ Faviidae (Cnidarai : Sclerectinai) ในจังหวัดชลบุรี และ สยามบรมราชกมุ าร.ี ระยอง. วทิ ยานิพนธวิทยาศาสตรบัณฑิต, สาขาวิชา วาริชศาสตร, คณะวทิ ยาศาสตร, มหาวทิ ยาลัยบรู พา. สํานักอนรุ กั ษทรพยากรทางทะเลและชายฝง. 2556. อาภากร อยูคงแกว. 2553. จากยอดเขาถึงใตทะเล 3 ทรัพยากรไทย ภูมิปญญาไทย ผันสูวิถีใหมในฐาน คมู ือการทาํ กิจกรรมเรียนรูระบบนิเวศทางทะเลและ ไทย สูเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพฯ: สํานักงาน ชายฝง : ระบบนิเวศแนว ปะการังเกาะเตา จังหวัด สุราษฎรธานี. เอกสารเผยแพรสํานักอนุรักษ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง ฉบับท่ี 63.กรม ทรัพยากรทางทะเลและ ชายฝง กระทรวง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
212 ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ สิ่ ง แ ว ด ล อ ม . จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร ครง้ั ที่ 55, เลมที่ 1 หนา 567-574. กรงุ เทพมหานคร. 130 หนา (หนา 81). อศลย มนี าภา, นงนุช ต้ังเกริกโอฬาร, ธดิ ารัตน นอยรักษา และวิภูษิต มัณฑะจิตร. 2561. ความสัมพันธระหวาง วภิ ูษิต มณัฑะจิตร. 2541. ความสัมพันธระหวางประชาคม โครงสรางประชาคมปะการังกับประชาคมปลาแนว ปลากับโครงสรางถิ่นท่ีอยูอาศัยในแนวปะการัง ภาค ปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี. รายงานสืบเน่ืองจากการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร ตะวันออก : อิทธิพลจากถิ่นที่อยูถูกทําลาย. รายงาน ทางทะเล คร้งั ที่ 6 มหาวิทยาลยบั รู พา. หนา 190-199. Aguilar- Medrano, R. and Barber, P. H. 2015. วจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ ชลบรุ ี: มหาวทิ ยาลยั บูรพา Ecomorphological diversification in reef fish of the genus Abudefduf (Percifomes, Pomacentridae) . วิภูษติ มัณฑะจติ ร, สุชา มนั่ คงสมบูรณ และ สบื สนิ สนธิรตั น. Zoomorphology. DOI 10.1007/s00435-015- 0291-6. 2554. ปลาในแนวปะการังในพ้ืนที่ปกปกพันธุกรรม Allen G.R. 1991. Damsel fishes of the World. พืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวดั ชลบรุ .ี รายงาน Aquarium Systems, Publisher of Natural History วิจยั ฉบับสมบรู ณ. ชลบุรี: มหาวิทยาลยั บูรพา. and Pet Books, Germany. วภิ ษู ติ มณั ฑะจติ ร. 2559. ประชาคมปลาในแนวปะการงั Allen G.R. 1999. Marine fishes of Southeast Asia. Published by Periplus Editions (HK) Ltd, Hong กบั ความแปรผันของสภาพภูมิอากาศในพ้ืนที่ปกปก Kong. Burgess, W.E., Axelrod, H.R. and Hunziker III, R.E. พันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัด 1988. Atlas of Marine Aquarium fishes. ชลบุ รี . รายงานวิ จั ยฉบั บสมบู รณ . ชลบุ รี : Published by T.F.H. Publication, Inc. United มหาวทิ ยาลัยบรู พา States. เสธ ทรงพลอย, สุชนา ชวนิชย, วรณพ วิยกาญจน และ Bellwood, D. R. , Hughes, T. P. , Folke, C. and Nystrom, M. 2004. Confronting the coral reef วิมล เหมะจันทร. 2549. ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการัง crisis. Nature. 429: 827-833. English, S. , Wilkinson C. and Baker V. 1994. บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร อําเภอสัตหีบ จงั หวัดชลบุรี: Survey Manual for Tropical Marine Resources. Australian Institute of Marine ความหลากหลายของประชากรปลาในแนวปะการัง. Science ในการประชุมวิชาการทรัพยากรไทย : สรรพสิ่ง Froese, R. and Pauly, D. 2009. FishBase. World ลวนพันเกี่ยว (หนา 111-116). กรุงเทพฯ : Wide Web electronic publication. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั . www.fishbase.org, version (08/2009) Google Maps. 2019. เ กา ะ แ ส มส า ร . ภ า พถ า ย หรรษา จนั ทรแ สง, อุกฤต สตภูมินทร และสมบัติ ภูวชิรานนท. ด า ว เ ที ย ม ห มู เ ก า ะ แสมสาร. เขาถึ งได จาก https://www.google.co.th/maps/@12.564993 2542. แผนที่แนวปะการังในนานนาไทย เลมที่ 1: 3,100.9499566,593m/data=!3m1!1e3?hl=th อาวไทย. โครงการจัดการทรัพยากรปะการัง, กรม ประมง. อธิป พ่ึงสมบุญ, วิภูษิต มัณฑะจิตร และธิดารัตน นอย รักษา. 2559. ความหลากหลายในรอบปของชนิด ปลาบนแนวปะการังบริเวณเกาะแรด หมูเกาะ แสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพยสิ่งสินตน” ณ มหาวิทยาลัยขอนแกน อศลย มนี าภา, นงนุช ต้ังเกริกโอฬาร, ธิดารัตน นอ ยรักษา และวิภูษิต มัณฑะจิตร. 2560. ความสัมพันธ ระหวางปลาแนวปะการัง กับสถานภาพของแนว ปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร อําเภอสัตหีบ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
213 Graham, N. A. J. , Wilson, S. K. , Jennings, S. , C.H., Steneck, R.S., Tegner, M.J. and Warner, Polunin, N.V.C., Bijoux, J.P. and Robinson, J. R. R. ( 2001) Historical overfishing and the 2006. Dynamic fragility of oceanic coral reef recent collapse of coastal ecosystems. systems. Proceedings of the National Science. 293: 629-638. Academy of Science of the United States Jeremiah G.P.J., Sebastian, C.A.F., Jamaluddin, of America. 103: 8425-8429. Hamza, W. , Bogardus, R. , Ahmadani, A. , Al J., Christian Wild and Mirta Teichberg. 2015. Meskari, R. , Al Hashmi, A. 2016. Effects of Fish herbivory as key ecological function in temperature and substrate variations on a heavily degraded coral reef system. vegetative growth of spores of the brown Limnol. Oceanogr. 60: 1382–1391 Kerry, J. 2011. Relationship between corals and alga Sargassum echinocarpum J. Agardh under laboratory conditions. Journal of fishes on the Great Barrier Reef. World Wide Applied Phycology, 28 (3): 1827-1833. Heenan, A. and Williams, I.D. 2013. Monitoring Web electronic publication. Herbivorous Fishes as Indicators of Coral https://eatlas.org.au/node/167. Reef Resilience in American Samoa. PLoS ONE. 8; 11. Komyakova V., Munday P.L., and Jones G.P. Heenan, A. and Williams, I.D. 2013. Monitoring 2013. Relative Importance of Coral Cover, Herbivorous Fishes as Indicators of Coral Habitat Complexity and Diver. PLoS ONE. 8; 12 Reef Resilience in American Samoa. PLoS Krebs, C.J. 2009. Ecology: The experimental ONE. 8; 11. In: Green, A. and Bellwood, D.R. analysis of distribution and abundance. (eds).2009. Monitoring functional groups of (6th ed.). San Francisco: Benjamin Cummings. herbivorous reef fishes as indicators of coral Lieske, E., & Myers, R. 2001. Coral Reef Fishes: reef resilience - a practical guide for coral Indo-Pacific and Caribbean. Princeton, New reef managers in the Asia Pacific region. Jersey: Princeton University Press. Gland, Switzerland. 70 p. McGarigal, K. , Cushman, S. A. and Stafford, S. Hill J. and Wilkinson C. 2004. Methods for 2000. Multivariate Statistics for Wildlife and Ecological Monitoring of Coral Reefs. V1. Ecology Research. Published by Springer- Australian Institute of Marine Science. Verlag New York. Hughes, T. P. 1994. Catastrophes, phase shifts, Munday P. L. , Jones G. P. , Pratchett M. S. , and and large-scale degradation of a Caribbean Williams A.J. 2008. Climate change and the coral reef. Science. 265: 1547–1551. future for coral reef fishes. Fish and Jackson, J. B. C. , Kirby, M. X. , Berger, W. H. , Fisheries. 9: 261–285. Bjorndal, K.A., Botsford, L.W., Bourque, B.J., Noiraksar, T. and Ajisaka, T. 2008. Taxonomy and Bradbusy, R. H. , Cooke, R. , Erlandson, J. , distribution of Sargassum (Phaeophyceae) in the Gulf of Thailand. J Appl Phycol. 20: Estes, J.A., Hughes, T.P., Kidewell, S., Lange, 963–977. C.B., Lenihan, H.S., Pandolfi, J.M., Peterson, Ogden, J. C., & Ebersole, J. P. (1981). Scale and Community Structure of Coral Reef Fishes: A การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
214 Long- Term Study of a Large Artificial Reef. Negative effects of gardening damselfish Marine Ecology. 4: 97-103. Putra, R.D., Suryanti, A., Kurniawan, D., Pratomo, Stegastes planifrons on coral health depend A. , Irawan, H. , Said Raja’ I, T. , Kurniawan, R. on predator abundance. Mar Ecol Prog Ser. 528: 289–296. Pratama, G. and Jumsurizal. 2018. Responses Vincent, I.V., Hincksman, C. M., Tibbetts, I.R. and of Herbivorous Fishes on Coral Reef Cover in Harris, A. 2011. Biomass and Abundance of Outer Island Indonesia (Study Case: Natuna Island). SCiFiMaS. 47, 04009. Herbivorous Fishes on Coral Reefs off Russ, G.R., Sarah-Lee A., Queste, Rizzari, J.R. and Alcala, Andavadoaka, Western Madagascar. Western A.C. 2015. The parrotfish - coral relationship: Indian Ocean J. Mar. Sci. 10, 1: 83-99. Smith, J.E., Hunter, C.L. and Smith, C.M. 2010. refuting the ubiquity of a prevailing paradigm. Mar Biol. DOI 10. 1007/s00227-015- 2728-3. The effects of top- down versus bottom- up In: Jackson JBC, Donovan MK, Cramer KL, Lam VV ( eds) . 2014. Status and trends of control on benthic coral reef community structure. Oecologia. 163: 497–507. Caribbean coral reefs: 1970– 2012. Global Wilson, S. and Bellwood, D. R. 1997. Cryptic Coral Reef Monitoring Network, IUCN, Gland dietary components of territorial Vermeij, M. J. A., DeBey, H., Grimsditch, G., Brown, J., damselfishes ( Pomacentridae, Labroidei) . Obura, D., DeLeon, R. and Sandin, S. A. 2015. Mar Ecol Prog Ser. 153: 299-310. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
215 ผลของสภาพแวดลอมตออตั ราสวนเพศของสาหรา ย Sargassum polycystum C. Agardh บรเิ วณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี THE EFFECT OF ENVIRONMENTAL CONDITIONS ON THE SEX RATIO OF Sargassum polycystum C. Agardh IN SAMAESARN ISLAND, CHON BURI PROVINCE ธิดารัตน นอยรกั ษา1*, วิภษู ิต มัณฑะจติ ร2 อนุกูล บรู ณประทปี รัตน2 และ กาญจนภาชน ลิว่ มโนมนต3 Thidarat Noiraksar1*, Vipoosit Manthachitra2, Anukul Buranapratheprat2 and Khanjanapaj Lewmanomont3 1สถาบันวิทยาศาสตรทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน ชลบรุ ี 20131 2ภาควิชาวารชิ ศาสตร คณะวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั บรู พา บางแสน ชลบุรี 20131 3คณะประมง มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร จตุจกั ร กรงุ เทพมหานคร 10900 1Institute of Marine Science, Burapha University, Bangsaen, Chon Buri 20131 2Department of Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Bangsaen, Chon Buri 20131 3Faculty of Fisheries, Kasetsart University, Chatujak, Bangkok 10900 บทคดั ยอ สาหราย Sargassum polycystum มีการแพรกระจายสูงบริเวณชายฝงอาวไทย นับวามีความสําคัญอยางย่ิงตอระบบ นิเวศชายฝง ซึ่งเปนที่อยูอาศัย หลบซอนศัตรู แหลงอาหาร และเปนท่ีวางไขของสัตวน้ําหลายชนิด การศึกษาผลของ สภาพแวดลอมตออัตราสวนเพศของสาหราย S. polycystum บริเวณชายฝงดานทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร โดย เก็บขอ มูลทุกเดือนเปน เวลา 24 เดอื น ระหวางเดอื นมกราคม 2557 ถงึ เดอื นธนั วาคม 2558 พบวา เดอื นท่ที ําการสํารวจมี ผลตออัตราสวนเพศของสาหราย S. polycystum อยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) ระยะการเจริญพันธุของสาหราย S. polycystum มีคาสูงในเดือนกุมภาพันธ 2557 และเดือนธันวาคม 2558 ตนเพศผูตอตนเพศเมีย 1:4.59 (2.43±0.85 เปอรเซ็นต:11.16±4.50 เปอรเซ็นต) และ 1:44.44 (0.25±0.25 เปอรเซ็นต:11.11±9.0 เปอรเซ็นต) ตามลําดับ การ วเิ คราะหสัมประสิทธส์ิ หสัมพนั ธระหวา งสภาพแวดลอมกับตนเพศผูและตนเพศเมียของสาหราย S. polycystum พบวา อุณหภูมิเปนตัวแปรทางสิ่งแวดลอมที่มีสวนสําคัญตออัตราสวนตนเพศผูและตนเพศเมียของสาหราย S. polycystum โดยมคี วาสัมพนั ธเชงิ ผกผนั กนั สวนปริมาณออกซิเจนละลายนํา้ มีความสัมพันธแบบตามกนั อยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) Abstract Sargassum polycystum distributed throughout in the Gulf of Thailand and plays a significant role in the marine ecosystem, providing a variety of habitats that include resting, feeding and breeding areas for many species. The sex ratios of S. polycystum were investigated on the reef flats at the east coast of Samaesarn Island. A monthly field surveys were carried out, 24 months, during January 2014-December 2015. The result indicated that the male to female ratios are significantly different among months (P<0.05). S. polycystum had a peak of the percentage of male to female plants 1:4.59 (2.43±0.85%: 11.16±4.50%) in February 2014 and 1:44.44 (0.25±0.25%:11.11±9.0%) in December 2015, respectively. They showed a significant negative correlation with water temperature (P<0.05) and significant positive correlation with DO. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
216 คําสําคัญ: สาหราย Sargassum polycystum, อัตราสวนเพศ, เกาะแสมสาร Keywords: Sargassum polycystum, sex ratio, Samaesarn Island *ตดิ ตอ นกั วิจัย: ธดิ ารัตน นอยรกั ษา (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Thidarat Noiraksar (E-mail: [email protected]) บทนาํ polycystum บรเิ วณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบุรี งานวจิ ยั สาหรา ย S. polycystum ไมเพยี งเปน ผูผ ลิตเบื้องตน นีเ้ ปนงานสนองพระราชดํารใิ นโครงการอนุรกั ษพันธกุ รรม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ ท พ เทาน้ัน ยังชวยดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด ดูดซึม รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี สารอาหาร เปนตัวปรับสภาพนํ้าใหมีคุณภาพดีขึ้น รักษา สมดุลของระบบนิเวศทางทะเล นํามาสกัดสารออกฤทธิ์ อุปกรณแ ละวิธกี ารสาํ รวจ ทางชีวภาพไดแก ฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระ (antioxidant) การศึกษาในภาคสนาม ฤทธ์ิตานเซลลมะเร็ง (anticancer) (ณิษา สิรนนทธนา และคณะ, 2560; Palanisamy et al., 2017) สารสกัดฟู กําหนดสถานีเก็บตัวอยางรวม 3 สถานี (สถานี คอยแดน (fucoidan) สามารถสรางภูมิคุมกันลด 1-3) มีสาหราย S. polycystum แพรกระจายมาก ดาน ผลกระทบของการตดิ เชื้อไวรัส White Spot Syndrome ทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร (ภาพท่ี 1) ทําการ (WSSV) ใน กุ งก า ดํ า (Chotigeata et al., 2008) แ ล ะ การศึกษาโดยการดํานํ้าแบบ SCUBA เก็บขอมูลจาก นาํ มาปุยเพ่ิมอัตรางอกของเมล็ดพันธและการรอดของตน ภาคสนามดวยวิธี Line Intercept Transect ใชเสนเทป อ อ น (Erulan et al., 2009) ป จ จุ บั น ส า ห ร า ย S. ความยาว 30 เมตร จํานวน 3 เสน (ซ้ํา) วางแนวเสน polycystum มีปริมาณลดลงจากหลายสาเหตุ ทั้งจาก สาํ รวจเหนือพน้ื แหลง สาหรา ยเปน เสน ตรงในแนวขนานกบั การกระทําของมนุษยและจากภัยธรรมชาติ สําหรับ ชายหาด แตละเสนหางกันประมาณ 5 เมตร บันทึกพิกัด ประเทศไทยการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศของ ทางภูมิศาสตร ณ ตําแหนงท่ีทําการสํารวจ ใชตารางสุม สาหรายสกุล Sargassum ยังมีนอย (Noiraksar et al, (Quadrat) ขนาด 50×50 เซนติเมตร วางบนแหลง 2014; 2017) สว นใหญเ ปนการศึกษาในประเทศใกลเคียง สาหรายเพื่อเก็บตัวอยางสาหราย S. polycystum ทุก ๆ ประเทศไทย ไดแก ประเทศฟลิปปนส (Ang, 1985; 10 เมตร (ดัดแปลงจาก English et al., 1994) พรอมท้ัง Trono and Lluisma, 1990; Trono and Tolentino, ถายภาพดวยกลองถายภาพใตนํ้า เก็บสาหรายในตาราง 1993; Largo et al., 1994; Ohno et al. 1995; สุมรักษาสภาพตัวอยางดวยเกลือแกงเพื่อนํามาศึกษาใน Calumpong et al., 1999; Ortiz and Trono, 2000) หอ งปฏิบตั ิการ ประเทศมาเลเซีย (Wong and Phang, 2004; Yeong and Wong 2012; 2013) ประเทศไตหวัน (Hwang et ตรวจวัดพารามิเตอรคุณภาพน้ําทางกายภาพ al., 2004) ประเทศฮองกง (Ang, 2006; Leung et al., และเคมี ไดแ ก อณุ หภูมิ ความเคม็ และปริมาณออกซิเจน 2014) ขอมูลทางดานนิเวศวิทยานับวามีความสําคัญตอ ละลายน้ํา ดวยเคร่ืองวัดคุณภาพนํ้าแบบหลายตัวแปร การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติใหไดรับ (YSI 556 MPS, Ohio, USA) ทําการตรวจวัดกระแสนํ้า ผลประโยชนทางดานการอนรุ ักษและดานเศรษฐกิจอยาง ด ว ย เ ค ร่ื อ ง วั ด ก ร ะ แ ส น้ํ า (Valeport Model-105, ผสมผสานกัน ทั้งนี้เพื่อใหเกิดความสมดุลของธรรมชาติ Valeport Limited, UK) เก็บตัวอยางน้ําเพ่ือศึกษา และมที รพั ยากรธรรมชาติไวอ ยา งยงั่ ยืนตอไปในอนาคต คุณภาพนํ้าทางเคมีไดแก ไนเตรท ฟอสเฟต และซิลิเกต เกบ็ ขอ มลู เดือนละ 1 คร้งั ตง้ั แตเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 จุดประสงคของการศึกษาคร้ังนี้เพื่อศึกษาผลของ ถึงเดือนธนั วาคม พ.ศ. 2558 เปน เวลา 24 เดือน สภาพแวดลอมตออตั ราสวนเพศของสาหรา ย S. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
217 การศึกษาในหอ งปฏบิ ตั กิ าร การวิเคราะหขอ มูล นําตัวอยางสาหราย S. polycystum กลับมาท่ี วิเคราะหความแปรปรวนของปแ ละเดือนที่ทําการศึกษาที่ มีผลตออัตราสวนเพศของสาหราย S. polycystum ดวย สถาบันวิทยาศาสตรท างทะเล มหาวทิ ยาลยั บรู พา โดยนับ วิ ธี Two-way analysis of variance (Two-way จํานวนตน ศึกษาการพัฒนาอวัยวะสืบพันธุ (ภาพที่ 2) ANOVA) และหาความสัมพันธของอัตราสวนเพศของ โดยใชเอกสารประกอบในการศึกษา ไดแก Noro et al. สาหราย S. polycystum กับปจจัยสภาพแวดลอมตาง ๆ ( 1994) ; Noiraksar and Ajisaka (2008) วิ เ ค ร า ะ ห ดวยการวิเคราะหหาคาสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธแบบ คุณภาพนํ้าทางเคมี ไดแก ไนเตรท ฟอสเฟต และซิลิเกต Spearman's rank correlation analysis ดวยวธิ ีของ Strickland and Parsons (1972) ภาพที่ 1 พน้ื ท่ีศึกษาสาหรา ย Sargassum polycystum อัตราสวนตนเพศผูตอตนเพศเมีย 1:4.59 และ รองลงมา บรเิ วณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี คอื เดือนธันวาคม 2558 มีตน เพศผู 0.25±0.25 เปอรเ ซน็ ต ตนเพศเมีย 11.11±9.0 เปอรเซ็นต มีอัตราสวนตนเพศผู ผลและวจิ ารณผลการสํารวจ ตอตนเพศเมีย 1:44.44 (ภาพท่ี 3; ตารางท่ี 1) จาก การเก็บขอมลู ระหวางเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถงึ เดือน รายงานการศึกษาในกลุมประเทศใกลเคียงประเทศไทย ธันวาคม พ.ศ. 2558 การวิเคราะหความแปรปรวนของป พบวา ระยะการเจริญพันธสุ าหราย S. polycystum ของ และเดือนท่ีทําการศึกษาตออัตราสวนเพศของสาหราย S. เ ก า ะ แ ส ม ส า ร ส อ ด ค ล อ ง กั บ ป ร ะ เ ทศ ฟ ลิ ป ป น ส polycystum พ บ ว า เ ดื อ น ท่ี ทํ า ก า ร ศึ ก ษ า มี ผ ล ต อ (Calumpong et al., 1999) อัตราสวนเพศอยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) กลาวคือ อัตราสว นเพศของสาหราย S. polycystum มีคา สูงสุดใน จากการวิเคราะหความสัมพันธของอัตราสวน เดือนกุมภาพันธ พ.ศ. 2557 โดยมีตนเพศผู 2.43±0.85 เ พ ศ ข อ ง ส า ห ร า ย S. polycystum กั บ ป จ จั ย เปอรเซ็นต ตนเพศเมีย 11.16±4.50 เปอรเซ็นต มี สภาพแวดลอมตาง ๆ จากคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบ Spearman's rank correlation analysis พบวาอณุ หภูมิ เปนตัวแปรทางส่ิงแวดลอมท่ีมีสวนสําคัญตอสาหราย S. polycystum โดยมีควาสมั พันธเชิงผกผนั กับตนเพศผแู ละ ตนเพศเมียอยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) กลาวคือเมื่อ อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจะสงผลกระทบตอการสืบพันธุใหมีคา ลดลง สวนปริมาณออกซิเจนละลายน้ํามีความสัมพันธ แบบตามกันกับการสืบพันธุอยางมีนัยสําคัญ (P<0.05) (ภาพที่ 4; ตารางท่ี 2) จากการเก็บขอมูลปริมาณ ออกซิเจนละลายนํ้าไดเก็บเฉพาะในเวลากลางวันท้ังนี้ สามารถอธิบายผลของความสัมพันธท่ีอยูในระยะสืบพันธุ พบวาขนาดของตน จะมคี วามสูงและแตกแขนงจาํ นวนมาก จึงสงผลใหปริมาณออกซิเจนละลายนํ้ามีคาสูง ซึ่งรูปแบบ อัตราสวนเพศของสาหรายสกุล Sargassum ขึ้นอยูกับ ปจ จัยตางๆ ไดแก ชนิดของสาหราย Sargassum บรเิ วณ และพื้นท่ีการแพรกระจายของสาหราย ปจจัยแวดลอม ทางกายภาพและทางเคมี โดยเฉพาะอยางยิ่งคืออุณหภูมิ (Nelson, 2005; Oppliger et al., 2011) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
218 สรปุ ผลการสาํ รวจ พฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมซ่ึงเปนชวงฤดูแลง อุณหภูมิ สาหราย S. polycystum บริเวณดานทิศตะวันออกของ แ ล ะ ป ริ ม า ณ อ อ ก ซิ เ จ น ล ะ ล า ย น้ํ า ค ว า ม สั ม พั น ธ ต อ เกาะแสมสารพบวา เดือนทีท่ ําการสาํ รวจมผี ลตอการเจริญ อัตราสว นเพศของสาหรา ย S. polycystum พันธุอยางมีนัยสาํ คัญ (P<0.05) ฤดกู าลของการเจรญิ พันธุ ข อ ง ส า ห ร า ย ส กุ ล Sargassum อ ยู ใ น ช ว ง เ ดื อ น การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
219 ภาพที่ 2 สาหรา ย Sargassum polycystum บรเิ วณเกาะแสมสาร; (a) ตนออ น, (b) ตน ท่ียงั ไมสรา งอวัยวะสบื พันธ,ุ (c) ตน ที่ สรางอวยั วะสบื พนั ธ,ุ (d) อวยั วะสบื พนั ธุเพศผ,ู (e) ภาคตดั ขวางของอวยั วะสืบพนั ธเุ พศผ,ู (f) อวัยวะสบื พันธุเพศเมยี , (g) ภาคตัดขวางของอวยั วะสืบพันธุเพศเมีย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
220 ภาพท่ี 3 รอ ยละของตน เพศผู ตน เพศเมยี และอตั ราสว นระหวางตน เพศผูตอ ตนเพศเมยี ของสาหรา ย Sargassum polycystum บริเวณเกาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี (คา เฉลี่ย± standard error) ตารางท่ี 1 ผลการวเิ คราะหความแปรปรวน ANOVA ของปแ ละเดอื นตอรอ ยละของตน เพศผูและตนเพศเมียของสาหราย Sargassum polycystum Source of Male Female variation Year (Y) df MS Fp df MS F p Month (M) 1 2.299E- .164 .686 1 .002 .003 .954 YXM 005 Error term 11 .001 8.418 .000 11 .018 2.086 .023 11 .014 1.240 .263 11 3.916E- .279 .989 005 192 .000 163 .013 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
221 ตารางท่ี 2 ผลการวิเคราะหส มั ประสิทธ์สิ หสัมพันธแบบ Spearman's rank correlation analysis ระหวางปจจัย สิง่ แวดลอ มของนํา้ ทะเลและรอ ยละของตน เพศผูและตน เพศเมยี ของสาหรา ย Sargassum polycystum S. Temperature DO polycystum (°C) (mg l-1) Male rs p rs p Female -0.753 0.000** 0.579 0.003** ** p = 0.01 -0.701 0.000** 0.575 0.003** ภาพที่ 4 ปจ จยั สิง่ แวดลอ มของนา้ํ ทะเล บรเิ วณเกาะแสมสารฝง ตะวนั ออก ระหวางเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถงึ เดอื น ธนั วาคม พ.ศ. 2558 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
222 คาํ ขอบคณุ on Disease Resistance of Black Tiger Shrimp. โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนงบประมาณวิจัยจาก Aquaculture 233 : 23–30. สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ English, S., C. Wilkinson, and V. Baker, 1994. ขอขอบคุณโครงการอนุรักษพันธกุ รรมพชื อนั เน่ืองมาจาก พระราชดาํ ริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช Survey manual for tropical marine กุมารี และหนวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กอง เรือยุทธการ กองทัพเรือ ใหการสนับสนุนในการศึกษา resources. ASEAN-Australia Marine Science ภาคสนาม Project: Living Coastal Resources, Australian เอกสารอา งองิ ณษิ า สริ นนทธนา รววิ รรณ วัฒนดิลก พัฒน ศลิ ปชัย และ Institute of Marine Science, PMB No. 3, Townsville Mail Centre, Australia. ธิดารัตน นอยรักษา. 2560. ปริมาณโปรตีนหยาบ และฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระของแทลลัสสาหราย Erulan, V., P. Soundarapandian, G. Thirumaran Sargassum polycystum C. Agardh บรเิ วณเกาะ แสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการชมรม and G. Ananthan. 2009. Studies on the คณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 8 “ทรัพยากรไทย: ศักยภาพมากลนมีใหเห็น” ณ Effect of Sargassum polycystum (C.Agardh, ศูนยเครือขายการเรียนรูเพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ 1824) Extract on the Growth and มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี ระหวางวันที่ 29 พฤศจิกายน–1 ธันวาคม พ.ศ. 2560 หนา 767- Biochemical Composition of Cajanus cajan 776. (L.) Mill sp. American-Eurasian J. Agric. & Ang, P.O. Jr. 1985. Study on the recruitment of Environ. Sci., 6 (4): 392-399. Sargassum spp. (Fucales: Phaeophyta) in Hwang, R.L., C.C. Tsai and T.M. Lee. 2004. Balibago, Calatagan, Philippines. J Exp Mar Biol Ecol 9: 293-301. Assessment of temperature and nutrient Ang, P.O. Jr. 2006. Phenology of Sargassum spp. in Tung Ping Chau Marine Park, Hong Kong limitation on seasonal dynamics among SAR, China. J appl Phycol 18: 629-636. Calumpong, H.P., A.P. Maypa and M. Magbanua. species of Sargassum from a coral reef in 1999. Population and alginate yield and Southern Taiwan. J Phycol 40: 463-473. quality assessment of four Sargassum Largo, D.B., M. Ohno and A.T. Critchley. 1994. species in Negros Island, Central Philippines. Hydrobiologia 398/399:211-215. Seasonal changes in the growth and Chotigeata, W., S. Tongsupab, K. Supamatayac and A. Phongdara. 2008. Effect of Fucoidan reproduction of Sargassum polycystum C. Ag. And Sargassum siliquosum J. Ag. (Sargassaceae, Fucales) from Liloan, Cebu, in Central Philippines. The Japanese Journal of Phycology 42 (1): 53-61. Leung, Y.H., C.W. Yeung and P.O. Ang Jr. 2014. Assessing the potential for recovery of a Sargassum siliquastrum community in Hong Kong. J appl Phycol 26:1097-1106. Nelson, W.A. 2005. Life history and growth in culture of the endemic New Zealand kelp Lessonia variegata J. Agardh in response to differing regimes of temperature, การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
223 photoperiod and light. J. Appl. Phycol. 17: 2011. Sex ratio variation in the Lessonia 23–28. nigrescens complex (Laminariales, Noiraksar T., S. Sawayama, S. Phauk and T. Phaeophyceae): effect of latitude, Komatsu. 2014. Mapping Sargassum beds temperature and marginality. J. Phycol. 47: off the coast of Chon Buri Province, 5–12. Thailand, using ALOS AVNIR-2 satellite imagery. Bot Mar 57 (5): 367–377. Ortiz T.O. and G.C.Jr. Trono. 2000. Growth and Noiraksar, T and T. Ajisaka. 2008. Taxonomy and distribution of Sargassum (Phaeophyceae) reproductive pattern of intertidal and in the Gulf of Thailand. J appl Phycol 20: 963-977. subtidal Sargassum (Sargassaceae, Phaeophyta) populations in Bolinao, Noiraksar T., V. Manthachitra , A. Pangasinan. Science Diliman 12 (2): 45-50. Buranapratheprat and T. Komatsu. 2017. Palanisamy, S., M. Vinosha, T. Marudhupandi, P. Growth and reproductive seasonal pattern Rajasekar and N. MarimuthuPrabh. 2017. of Sargassum polycystum C. Agardh( Isolation of fucoidan from Sargassum Sargassaceae, Phaeophyceae)population polycystum brown algae: Structural in Samaesarn Island, Chon Buri Province, characterization, in vitro antioxidant and Thailand. La mer 55 : 11-23. anticancer activity. International Journal Noro, T., T. Ajisaka and T. Yoshida. 1994. Species of Biological Macromolecules 102; 405- of Sargassum subgenus Sargassum 412. (Fucales) with compressed primary branches. In: (I.A. Abbott, ed) Taxonomy of Strickland, J.D.H. and T.R. Parsons. 1972. A economic seaweeds. Vol.4, La Jolla: California Sea Grant College Program. pp. practical handbook of seawater analysis. 23-31. Second Edition, Bulletin 167. Fisheries Ohno, M., D.B. Largo and G.C.Jr. Trono. 1995. A survey of standing crop, lengths of primary Research Board of Canada, Ottawa. lateral branches and reproductive states of Sargassum communities on the reefs of the Trono, G.C.Jr. and A.O. Lluisma. 1990. Seasonality Philippine Islands. Bulletin of Marine Sciences and Fisheries, Kochi University of standing crop of a Sargassum (Fucales: 15: 67-78. Phaeophyta) bed in Bolinao, Pangasinan, Oppliger, V.L., Correa, J.A., Faugeron, S., Beltran, Philippines. Hydrobiologia 204/205: 331- J., Tellier, F., Valero, M. and Destombe, C. 338. Trono, G.C.Jr. and G.L. Tolentino. 1993. Studies on the Management of Sargassum (Fucales: Phaeophyta) bed in Bolinao, Pangasinan, Philippines. The Korean Journal of Phycology 8 (2): 249-257. Wong, C.L. and S.M. Phang. 2004. Biomass production of two species at Cape Rachado, Malaysia. Hydrobiologia 512: 79-88. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
224 Yeong, B.M.L. and C.L. Wong. 2012. Three months’s monitoring of environmental factors, biomass, length and size classes variation of Sargassum species at Cape Rachado, Port Dickson. Pertanika J Trop Agric Sci 35 (3): 623-630. Yeong, B.M.L. and C.L. Wong. 2013. Seasonal growth rate of Sargassum species at Teluk Kemang, Port Dickson, Malaysia. J appl Phycol 25: 805–814. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”
การประชมุ วชิ าการ ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน ภาคโปสเตอร 33
225 การสํารวจพืชวงศข งิ ขา และเครอื ญาติ ไลเคน สัตวม ีกระดูกสันหลัง และสัตวไ มมกี ระดูกสนั หลัง บางชนดิ ในพ้ืนท่ีปกปก ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอ่ื นจุฬาภรณ จงั หวดั ชัยภูมิ THE SURVEY OF ZINGIBERACEAE AND RELATIVES, LICHENS, SOME VERTEBRATES AND INVERTEBRATES IN NATURAL RESOURCES PROTECTION AREA OF RSPG - THE ELECTRICITY GENERATING AUTHORITY OF THAILAND, CHULABHORN DAM, CHAIYAPHUM PROVINCE พงศเทพ สวุ รรณวารี1*, หนเู ดอื น เมืองแสน1, นันทศักดิ์ ปน แกว2, สรุ พล แสนสขุ 3, พฒั นา สมนิยาม4, ศศิธร หาสนิ 5, สันติ วฒั ฐานะ1, วณชิ ยา จรูญพงษ6 , เวชศาสตร พลเยยี่ ม1, สุกัญญา ลาภกระโทก7 และ กวสิ รา เฮงธนารฐั 1 Pongthep Suwanwaree1*, Nooduan Muangsan1, Nantasak Pinkaew2, Surapon Saensouk3, Pattana Somniyam4, Sasitorn Hasin5, Santi Wattana1, Wanichaya Charoonphong6, Wetchasart Polyiam1, Sukanya Lapkratok7 and Kawisara Hengtanarat1 1สาขาวิชาชวี วิทยา สาํ นกั วิชาวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา 30000 2ภาควิชากฏี วิทยา คณะเกษตร กําแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วทิ ยาเขตกาํ แพงแสน จ.นครปฐม 73140 3สถาบนั วิจยั วลยั รกุ ขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม 44150 4คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ จ.อตุ รดิตถ 53000 5สาขาวิชานวัตกรรมการจดั การสิ่งแวดลอ ม วิทยาลัยนวัตกรรมการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ ในพระบรมราชูปถมั ภ จ.ปทมุ ธานี 13180 6สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรส ิง่ แวดลอ ม คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี จ.อดุ รธานี 41000 7คณะวทิ ยาศาสตรและศลิ ปะศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน จ.นครราชสมี า 30000 1School of Biology, Institute of Science, Suranaree University of Technology, Nakhon Ratchasima 30000 2Department of Entomology, Faculty of Agriculture at Kamphaeng Saen, Kasetsart University, Kamphaeng Saen Campus, Nakhon Pathom 73140 3Walairukhavej Botanical Research Institute, Mahasarakham University, Mahasarakham 44150 4Faculty of Agriculture, Uttaradit Rajabhat University, Uttaradit 53000 5Innovation of Environmental Management, College of Innovative Management, Valaya Alongkorn Rajabhat University under the Royal Patronage, Pathumthani 13180 6Department of Environmental Science, Faculty of Science, Udon Thani Rajabhat University, Udon Thani 41000 7Faculty of Sciences and Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima 30000 บทคดั ยอ การสํารวจพืชวงศขิงขาและเครือญาติ ไลเคน สัตวมีกระดูกสันหลัง และสัตวไมมีกระดูกสันหลังบางชนิด ในพื้นที่ปกปก ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขือ่ นจฬุ าภรณ จงั หวดั ชยั ภูมิ ไดท าํ การสาํ รวจเสน ทางศึกษาธรรมชาติ 4 เสน ทาง ที่เปน ปาดิบแลง และปาดิบเขา ในพ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ ระหวางเดอื นธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึง กันยายน พ.ศ. 2560 พบพืชวงศขิงขา (วงศ Zingiberaceae) พบจํานวน 14 ชนิด สวนวงศเอื้องหมายนา (วงศ Costaceae) พบ 1 ชนิด พบพืชอยูในสถานะกําลังถูกคุกคาม 1 ชนิด คือ ดอกเขาพรรษา Globba laeta K. Larsen ปรงชัยภูมิ Cycas elephantipes A. Lindstr. & K.D. Hill สํารวจพบท้งั หมด 419 ตน มกี ารแพรก ระจายทงั้ ในแปลงศึกษาธรรมชาติที่ 3 และ 4 และพื้นที่อ่ืน ๆ ในเข่ือนจุฬาภรณ โดยพบมากท่ีสุดบริเวณหลงั วัดปาเขื่อนจุฬาภรณ รองลงมาคือมอยาว ปรงชัยภูมิที่พบรอย ละ 78 เปนตนออน ไลเคน มี 172 ชนิด โดยสวนมากเปนกลุมครัสโตส (140 ชนิด) สกุล Graphis และ Pyrenula มีจํานวน ชนิดมากท่ีสุด (13 ชนิด) แมลงในดินพบทั้งสิ้น 110 ชนิด แมลงท่ีพบมากที่สุดคือ ปลวก Macrotermes annandalei (Silvestri) รองลงไปคือ มดชนิด Odontoponera denticulata (Smith) การสํารวจในคร้ังน้ีพบปลวก 7 ชนิด ท่ีจัดอยูใน กลุมปลวกเล้ียงราเห็ดโคน ผีเส้ือกลางคืนพบทั้งหมด 237 ชนิด โดยสามารถจําแนกชนิดได 177 ชนิด วงศท่ีมีความ หลากหลายมากท่ีสดุ คอื วงศ Tortricidae มผี ีเส้ือกลางคนื เพยี ง 2 ชนดิ ทพ่ี บในการสํารวจทกุ ครงั้ คอื Pelagodes falsaria (Prout) และ Sympis rufibasis Guenée ไสเดือนดินพบทั้งหมด 22 ชนิด โดยเสนทางศึกษาธรรมชาติที่ 1 และ 4 พบมาก ที่สุด 12 ชนิด ไสเดือนดินที่พบแพรหลายมากท่ีสุด คือ Pontoscolex corethrurus (Müller) รองลงมาคือ Metaphire การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
226 bipora (Beddard) และ Metaphire grandularis Michaelsen เดือนกันยายน พ.ศ. 2560 พบไสเดือนมากท่ีสุดและสวน ใหญเปน ไสเดือนโตเต็มวยั แลวท่สี ามารถจําแนกชนดิ ได Abstract The survey of Zingiberaceae and relatives, lichens, some vertebrates and invertebrates in Natural Resources Protection Area of RSPG-The Electricity Generating Authority of Thailand, Chulabhorn Dam, Chaiyaphum Province. We conducted the survey of four natural study trails in dry evergreen forest and hill evergreen forest of RSPG-EGAT Chulabhorn Dam, Chaiyaphum province between November 2016 and September 2017, we found 14 species of Zingiberaceae and one species of Costaceae. Among them, Globba laeta K. Larsen is endangered status of IUCN Red List. We also found 419 trees of Cycas elephantipes A. Lindstr. & K.D. Hill distributed in natural study trail number 3 and 4 and many places in Chulabhorn Dam. The highest density was behind Chulabhorn Dam Forest Temple, followed by Mo Yao respectively. Approximately 78% of this cycad was still young. For lichen, we found 172 species and most of them (140 species) are crustose. Graphis and Pyrenula were the most diverse genus (13 species). For soil insect, we found 107 species. The most common species was Macrotermes annandalei (Silvestri), followed by Odontoponera denticulata (Smith) respectively. In this study, we found seven species of fungus growing termites. The survey of moth revealed 237 species of which 177 species were identified. The most diverse family was Tortricidae. Only two species, Pelagodes falsaria (Prout) and Sympis rufibasis Guenée, were found in every survey. Finally, we found 22 species of earthworm. The natural study trail number 1 and 4 had the most of them (12 species). The most common was Pontoscolex corethrurus (Müller), followed by Metaphire bipora (Beddard) and Metaphire grandularis Michaelsen. We found most earthworms in September 2017. Most of them were mature enough to be identified into species. คําสาํ คัญ: พืช, สัตวไ มม ีกระดูกสนั หลัง, ความหลากหลายทางชวี ภาพ, ปา เขตรอน, การอนุรกั ษ Keywords: plant, invertebrate, biodiversity, tropical forest, conservation *ติดตอ นกั วจิ ัย: พงศเ ทพ สุวรรณวารี (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Pongthep Suwanwaree (E-mail: [email protected]) บทนาํ ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2560 ดําเนินงานโดยโครงการ เขื่อนจุฬาภรณตั้งอยูบนเทือกเขาขุนพาย อยูในเขต อนุรักษพ นั ธกุ รรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ (อพ.สธ.) การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) มหาวิทยาลัย รักษาพันธุสัตวปาภูเขียว ซ่ึงอยูในพ้ืนท่ีคาบเกี่ยว 3 อําเภอ ขอนแกน มหาวิทยาลยั นเรศวร และมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี คอื อําเภอภเู ขยี ว อาํ เภอคอนสาร และอําเภอเกษตรสมบรู ณ สุรนารี เพ่ือรวบรวมขอมูลดานพรรณพืชและสัตวเพิ่มเติม เปนสวนหนึ่งของผืนปาของภาคอีสานดานตะวันตก มีพ้ืนท่ี จากที่ไดมีการสํารวจไวเม่ือ 10 ปท่ีแลว แตยังไมครบถวน ประมาณ 1,125,000 ไร สรางขึน้ มาเพอ่ื ปดกั้นลํานาํ้ พรมบน และเพอื่ ตรวจสอบการเปล่ียนแปลงในชวงเวลา 10 ป ทผี่ า น เทือกเขาขุนพายเพ่ือผลิตกระแสไฟฟา และการชลประทาน มา เพ่ือใชในการจัดทําฐานขอมูลดานความหลากหลายทาง อาณาเขตติดตอกับเขตรักษาพันธุสัตวปาภูเขียว มีสภาพปา ชีวภาพในระดับชุมชนและระดับประเทศ และเพื่อการ เปนปา ดบิ แลง ปา ผลดั ใบ ปาเต็งรงั สลบั กับปา เบญจพรรณซง่ึ อนุรักษแ ละนําไปใชประโยชนอยา งย่ังยืนตอไป ยังคงสภาพความอดุ มสมบรู ณเต็มไปดว ยพรรณไมช นิดตา ง ๆ สัตวปานานาชนดิ รวมทั้งนกหลากหลายพันธุท้ังท่ปี ระจาํ ถ่ิน โครงการวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือสนองพระราชดําริ และท่ีอพยพตามฤดูกาล โดยสัตวท่ีมักพบเห็นไดมากท่ีสุด โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ ไดแ ก เกง กวาง กระรอก และชาง (พิชญร ตั น แสนไชยสรุ ิยา สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) และคณะ, 2555) ในพ้ืนที่ปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จงั หวัดชยั ภูมิ และเพ่ือสาํ รวจและรวบรวมรายชือ่ ของพืชวงศ การสํารวจทรพั ยากรกายภาพและชวี ภาพในพ้นื ท่ีปกปก ขิงขาและเครือญาติ ปรงชัยภูมิ ไลเคน แมลงในดิน ผีเส้ือ ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
227 กลางคืน และไสเดือนดิน ที่แพรกระจายในพ้ืนท่ีปกปก ชัยภูมิ ไลเคน แมลงในดิน ผีเสื้อกลางคืน และไสเดือนดิน ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ ดงั น้ี งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ 1. พืชวงศขิงขา และเครือญาติ พนั ธกุ รรมพชื อันเน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ ฯ อุปกรณและวธิ กี ารวจิ ัย เดินสํารวจเสนทางศึกษาธรรมขาติที่ 1-4 (ภาพท่ี 2) พ้ืนท่ีศึกษา คือพื้นท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขื่อน และเก็บตัวอยางพืชท่ีครบสมบูรณทุกสวนโดยใชเสียมขุด จุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ มีทั้งหมด 814 ไร 2 งาน 86 ตาราง ข้ึนมาท้ังราก บันทึกขอมูล บันทึกภาพพืชและสภาพแหลงที่ วา ซ่ึงมีอยูจํานวน 4 แปลง (ภาพที่ 1) แตละแปลงมีเสนทาง พบ ตัวอยางพืชท่ีไดเก็บแลว จัดทําเปนตัวอยางแหง ดอก ศึกษาธรรมชาติอยูดว ย โดยทเ่ี สน ทางศึกษาธรรมชาตขิ องทั้ง ของพืชในวงศขิงเก็บรักษาไวในขวดท่ีบรรจุ ethyl alcohol 4 เสน ทาง คอื ความเขมขนรอยละ 70 ศึกษาลักษณะทางอนุกรมวิธานของ ตัวอยางพืช โดยใชรูปวิธานจากหนังสือทางพฤกษอนุกรม 1) เสนทางศึกษาธรรมชาติท่ี 1 อยูในแปลงท่ี 1 มีเน้ือท่ี เปรียบเทียบตัวอยางพืชกับตัวอยางพืชท่ีเก็บรักษาไวใน 108 ไร 2 งาน 64 ตารางวา เสนทางสํารวจยาว 680 เมตร พิพิธภัณฑพืชท่ีกรุงเทพฯ (BKF) และขอนแกน (KKU) และ อยูดานทิศตะวันออกของท่ีทําการเข่ือนจุฬาภรณ ลักษณะ ภาพของตวั อยางพืชทีพ่ ิพิธภณั ฑพ ชื ท่ี Paris New York และ สังคมปาเปนปา ดิบแลง ที่อ่ืนที่พบไดทาง online สําหรับช่ือของวงศใชระบบของ APG III (Angiosperm Phylogeny Group, 2 0 0 9 ) แ ล ะ 2) เสนทางศึกษาธรรมชาติที่ 2 อยูในแปลงที่ 2 มีเน้อื ที่ Tropicos (2012) 266 ไร 22 ตารางวา เสนทางสํารวจยาว 1,110 เมตร อยู ดานทิศเหนือของท่ีทําการเขื่อนจุฬาภรณ ลักษณะสังคมปา ภาพที่ 2 การบันทึกลักษณะ ถายภาพพืช และการเก็บ เปน ปา ดบิ แลง ตวั อยางพชื วงศข ิงขาและเครือญาติ 3) เสนทางศึกษาธรรมชาติท่ี 3 อยูในแปลงท่ี 3 มีเนอ้ื ท่ี 2. ปรงชัยภูมิ 130 ไร 3 งาน 34 ตารางวา เสนทางสาํ รวจยาว 1,075 เมตร สํารวจปรงชัยภูมิท้ังในพื้นที่ปกปกทรพั ยากร อพ.สธ. – อยูดานทิศตะวันตกของท่ีทําการเขื่อนจุฬาภรณ ลักษณะ สงั คมปาเปนปาดิบแลง กฟผ. เขือ่ นจฬุ าภรณ จงั หวดั ชัยภูมิ และบริเวณอนื่ ๆ ท่ีมีการ พบการแพรกระจายพันธุของปรงชัยภูมิในพ้ืนท่ีเข่ือนจุฬา- 4) เสนทางศึกษาธรรมชาติท่ี 4 อยูในแปลงท่ี 4 มีเนอ้ื ท่ี ภรณจํานวน 2 คร้ัง ไดแก คร้ังที่ 1 วันท่ี 20-23 ธันวาคม 309 ไร 66 ตารางวา เสนทางสํารวจยาว 1,800 เมตร อยู 2559 และครัง้ ท่ี 2 วนั ท่ี 7-11 มนี าคม 2560 การนับจาํ นวน ดานทิศตะวันตก ของท่ีทําการเข่ือนจฬุ าภรณ ลักษณะสังคม ประชากรตน ปรงชยั ภูมิแยกเปน ตน ออ น ตนหนุม และตนโต ปา เปนปาดบิ เขา เต็มวัย (ตนเพศผู ตนเพศเมีย และตนที่ไมทราบเพศ) วัดคา พกิ ัดทางภมู ศิ าสตรของตนปรงแตละตน ท่พี บ จากน้นั ทาํ แผน ภาพท่ี 1 พ้นื ทป่ี กปก ทรพั ยากร อพ.สธ. – กฟผ. ท่ีการแพรกระจายของตนปรง ดวยโปรแกรม ArcGIS เข่ือนจุฬาภรณ จังหวดั ชยั ภูมิ เวอรชัน 10.3 ตนโตเต็มวัย วัดเสนรอบวงของลําตนท่สี งู จาก พ้ืน 1.3 เมตรดวยสายวัด เพ่ือนํามาคํานวณหาเสนผาน วธิ ศี กึ ษา ศูนยกลางของลําตน วัดความสูงของลําตน รัศมีของทรงพุม ชวงเวลาการสํารวจ จาํ นวน 4 ครง้ั ครัง้ ละ 4 วัน ในชวง และความสูงของเรือนยอดเพ่ือคํานวณหาขนาดทรงพุมของ ตนที่โตเต็มวัย ท้ังตนเพศผู ตนเพศเมีย และตนไมทราบเพศ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 เดือนมีนาคม กรกฎาคม และ สําหรับตนหนุม วัดความยาวใบที่ยาวท่ีสุด 3 ใบ และหา กันยายน พ.ศ. 2560 โดยแบงการสํารวจออกเปน 6 สวน คาเฉลี่ย จากนั้นคํานวณหาคาสัดสวนตนเพศผูและตนเพศ ตามกลุมส่ิงมีชีวิตท่ีศึกษา พืชวงศขิงขาและเครือญาติ ปรง เมีย และหาความหนาแนนของตนปรง (ทั้งตนออน ตนหนมุ และตนโตเตม็ วัย) ตอพ้ืนท่ี (ภาพที่ 3) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
228 and White (1970), Triplehorn and Johnson (2005) และ Aoki (2015) คูมือการจําแนกปลวกของจารุณี และ คณะ(2548), Thapa (1981), Tho (1992) และ Sornnuwat et. al. (2004) และการจัดจําแนกชนิดจากคูมือการจัด จําแนกมดของ Bolton (1994, 2003) ภาพท่ี 3 การสาํ รวจปรงชัยภมู ใิ นพ้นื ท่ีเขื่อนจุฬาภรณ ภาพท่ี 5 การขดุ หาแมลงในดนิ และเกบ็ แมลงในดินใสในขวด 3. ไลเคน เก็บตวั อยาง ดําเนินการสํารวจไลเคนระหวาง วันท่ี 12-14 สิงหาคม 5. ผีเสื้อกลางคนื 2560 บริเวณเสนทางศึกษาธรรมชาตทิ ่ี 1-4 (ภาพท่ี 4) การ ติดต้ังกับดักแสงไฟโดยใชจอผาสีขาวขนาด 2x2 เมตร เก็บตัวอยางไลเคนในคร้ังนี้เปนการสุมเก็บตัวอยางไลเคน โดยเลือกเก็บไลเคนบนตนไม (บางแหงมีการเก็บไลเคนบน และใชแสงไฟจากหลอด mercury vapor ขนาด 125 วัตต ใบไมดวย) ที่ระดับความสูงไมเกิน 2 เมตร จากพ้ืนดินเลือก ดึงดูดผีเส้ือใหบินมาเลนไฟบนจอผาสีขาว ทําการเก็บ เก็บไลเคนบนตนไมจากหลายตนในรศั มี ประมาณ 10 เมตร ตัวอยางจํานวน 4 ครั้ง คร้ังละ 3 คืน แตละคืนมีจุดเก็บ การจําแนกไลเคนในระดับสกุลดวยเอกสาร ดังนี้ Rogers ตัวอยางจํานวน 2 จุด และเปดไฟเพ่ือดงึ ดดู ผเี สอื้ กลางคนื ใน (1992) สําหรับไลเคนขนาดเล็ก (macrolichens) และ ชวงเวลาระหวาง 18.00-06.00 น. ทําการเก็บตัวอยางผีเสอ้ื Swinscow and Krog (1988) สําหรับไลเคนขนาดใหญ กลางคืนท่ีบินเขามาเกาะท่ีจอผาสีขาว โดยใชขวดฆาแมลงที่ (macrolichens) มีโพแทสเซียมไซยาไนดเปนสารฆา สําหรับผีเสื้อกลางคืน ขนาดกลางและขนาดใหญนํามาใสไวในซองเก็บแมลง ภาพที่ 4 กจิ กรรมการสาํ รวจไลเคน ช่ัวคราว แลวนําไปใสรวมกันในถุงพลาสติกอีกชั้นกอนจะ 4. แมลงในดนิ นําไปเก็บรักษาไวในตูเย็นเพ่ือเปนการรักษาสภาพ สําหรับ ผีเส้ือกลางคืนขนาดเล็กเก็บใสในกลองช้ืน (relaxing box) กําหนดจุดสํารวจในแตละเสนทางศึกษาธรรมชาติ ทําการจัดรูปรางบนแทนจัดรูปรางที่ใชเฉพาะสําหรับผีเส้ือ จํานวน 10 จุดสํารวจ โดยแตละจุดหางกันประมาณ 10-15 ขนาดเล็กทันทีในอีกวันถัดไป (ภาพท่ี 6) สวนผีเสื้อขนาด เมตร ในแตละจดุ สาํ รวจยอ ย ทาํ การเกบ็ ตัวอยา งแมลงในดิน กลางและขนาดใหญจะนาํ จดั รูปรา งอีกครั้งในหองปฏิบัติการ ขนาดใหญภายในรัศมี 1 เมตรจากจุดสํารวจการเก็บแมลงท่ี นําผีเสื้อทั้งหมดไปอบแหงในตูอบแมลงท่ีอุณหภูมิ 50 องศา อาศัยในดิน (soil sample) ขุดตัวอยางดินขนาด 30 x 30 เซลเซียส เปนเวลาอยางนอย 2 สัปดาห ติดปายบันทึก ตารางเซนติเมตร ลึก 5 เซนติเมตร จํานวน 3 แปลง ในแต ประจําตัวผีเสื้อแตละตัวโดยมีรายละเอียดคือ สถานท่ีเก็บ ละเสนทางการศึกษา และจากซากพืชท่ีอยูบนผิวดินจํานวน ตัวอยาง วันท่ี พิกัดภูมิศาสตร ความสูงจากระดับน้ําทะเล 5 จดุ ในแตล ะจุดสํารวจ นาํ ตวั อยา งดินและใบไมที่ไดม ารอน ช่ือผูเก็บ และหมายเลขรหัส (code number) และเก็บ เก็บตัวอยางในขวดท่ีบรรจุแอลกอฮอลความเขมขนรอยละ รักษาตัวอยางในกลองเก็บตัวอยางแมลง ทําการวิเคราะห 70 ผสมกับกลีเซอรอล อัตราสวน 9:1 พรอมทั้งเขียนชื่อ แ ล ะ จํ า แ น ก ช นิ ด ผี เ ส้ื อ ก ล า ง คื น ท่ี ไ ด ด ว ย ห นั ง สื อ แ ล ะ แปลงตัวอยางและวันเดือนปท่ีเก็บตัวอยาง (ภาพท่ี 5) นํา วารสารวิชาการทั้งในและตางประเทศ ผีเสื้อกลางคืนบาง ตัวอยางแมลงในดินท่ีไดจากการเก็บในภาคสนาม มาจัด ชนิดท่ีไมสามารถจําแนกชนิดไดก ็จะทําการสง ใหผูเช่ียวชาญ รูปรางใหอยูในแบบมาตรฐานเพื่อการจัดจําแนกกลุม ใน ชวยในการตรวจสอบ การเก็บรักษาตัวอยางผีเสื้อจะทําการ ระดับ ช้ัน (class) อันดับ (order) วงศ (family) และชนิด เก็บรักษาไวที่หองเก็บแมลงของภาควิชากีฏวิทยา คณะ (species) โดยใชคูมือการจัดจําแนกสัตวในดินของ Borror เกษตร กําแพงแสน มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
229 แมลงในดิน 4 คลาส 10 อนั ดบั 110 ชนิด ผีเส้อื กลางคนื 20 วงศ 179 สกลุ 237 ชนิด ไสเดือนดนิ 4 วงศ 5 สกุล 22 ชนิด สําหรับรายละเอียดเกย่ี วกับผลการสํารวจท้ังหมดนีศ้ ึกษาเพ่ิมเติมไดใ น รายงานการวิจัยของพงศเทพ สุวรรณวารี, หนูเดือน เมืองแสน และ กวิสรา เฮงธนารฐั (2561) ภาพท่ี 6 การถายภาพและบันทึกขอมูลผีเสื้อกลางคืนและ การจัดรูปรา งผีเสื้อขนาดเลก็ บนแทนจัดรูปราง 1. พืชวงศขิงขา ในพ้ืนที่ปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. 6. ไสเ ดือนดิน เขือ่ นจุฬาภรณ จังหวดั ชยั ภมู ิมีจํานวน 6 สกลุ 14 ชนิด (ภาพ ท่ี8) ซง่ึ เม่อื เทียบกบั ที่ Larsen and Larsen (2008) รายงาน ทําการเก็บตัวอยางดวยมือ (hand sorting) โดยใชปาก วาในประเทศไทยมีพืชวงศขิงประมาณ 26 สกุล 300 ชนิด คบี พล่ัว และมือคยุ หาไสเดือนดนิ บริเวณผิวดินท่มี องเหน็ ได เม่ือเปรียบกับการศึกษาสํารวจพืชวงศขิงในพ้ืนท่ีปกปก ดว ยตาเปลา จากนน้ั ใชจ อบหรือพลวั่ ทาํ การขดุ ดิน โดยขุดลกึ ทรัพยากร อพ.สธ. เข่ือนนํ้าพุง จังหวัดสกลนคร สํารวจพบ ลงไปประมาณ 10-15 เซนตเิ มตร จบั ไสเ ดอื นใสในขวดแกว ท่ี พชื วงศขงิ ทัง้ หมด 8 สกลุ 19 ชนดิ (พอล เจ โกรดิ และคณะ บรรจุเอทิลแอลกอฮอลความเขมขนรอยละ 70 จากน้ันนํา , 2556) ซ่ึงมีความหลากชนิดมากกวาพืชวงศขิงในพื้นที่ปก ออกมาวางบนกระดาษซับแลวคลึงใหไสเดือนอยูในสภาพ ปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภมู ิ ตรง แลวนําไปแชในสารละลายฟอรมาลีน ความเขมขนรอย ซึ่งพบ 6 สกลุ 14 ชนิด ความแตกตา งดา นความหลากชนิดน้ี ละ 4-10 อยางนอย 24 ช่ัวโมง (ภาพท่ี 7) ติดฉลาก (ชื่อ อาจเน่ืองจากการมีสภาพปาที่แตกตางกันระหวางสองพื้นท่ี สถานทเ่ี ก็บ ผูเก็บ ตาํ แหนง และรายละเอียดอน่ื ๆ ทจี่ าํ เปน ) โดยพื้นที่ปกปกพันธุกรรมพืช อพ.สธ. เขื่อนนํ้าพุง จังหวัด นํ า ตั ว อ ย า ง ท่ี ไ ด ม า ทํ า ก า ร จํ า แ น ก อ อ ก เ ป น ว ง ศ ย อ ย สกลนคร ซ่ึงมีสภาพเปนปาเต็งรังและปาเบญจพรรณ (subfamilies) สกุล (genus) และชนิด (species) โดยใช ในขณะที่พ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขื่อนจุฬา เอกสารของสมศักด์ิ ปญหา (2550); Gates (1972) และ ภรณ จังหวัดชัยภูมิมีสภาพปาสมบูรณเปนปาดิบแลงและปา Sims and Easton (1972) ดิบช้ืน จึงทําใหพบความหลากชนิดต่ํากวา นอกจากน้ียัง พบวาพืชวงศขิงที่สํารวจพบมากท่ีสุดในเขื่อนนํ้าพุง จังหวัด ภาพท่ี 7 การขุดหาไสเ ดือนดนิ และตัวอยา งไสเดอื นท่ีคลึงให สกลนคร อยูในสกุลเปราะ Kaempferia และสกุลขม้ิน ตรงกอ นแชใ นสารละลายฟอรมาลนี Curcuma ในขณะท่ีในพ้ืนท่ีเขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ พบสกุลกระวาน Amomum และสกุลขิง Zingiber สวน ผลการวจิ ยั และวิจารณ วงศเอื้องหมายนา Costaceae พบเพียง 1 สกุล 1 ชนิด คือ ผลการสํารวจส่ิงมีชีวิต 6 กลุม ไดแก พืชวงศขิงขาและ Cheilocostus speciosus (J. Konig) C. Specht (ภาพที่ 1a) พบเหมอื นกนั ทงั้ สองพนื้ ท่ี นอกจากน้ี กมลทิพย สวุ รรณ เครือญาติ ไลเคน แมลงในดิน ไสเดือนดิน ปรงชัยภูมิ และ เดช และดวงใจ ศุขเฉลิม (2550) ไดรายงานผลการสํารวจ ผีเส้ือกลางคืนในพื้นท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. พืชวงศขิงในพ้ืนท่ีปาทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบพืช เขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ ระหวางเดือนธันวาคม พ.ศ. วงศขิงทั้งหมด 10 สกุล 36 ชนิด พบในปาเบญจพรรณของ 2559 ถงึ กนั ยายน พ.ศ. 2560 เปนดงั ตารางท่ี 1 ภูเขาหินปูน บริเวณปาดิบเขาและพื้นที่แปลงปลูกตนสัก สกุลที่พบจํานวนชนิดมากที่สุด คือ สกุลขม้ิน (Curcuma) ตารางที่ 1 ผลการสํารวจส่ิงมีชีวิต 6 กลุม ในพ้ืนท่ีปกปก จํานวนชนดิ 7 ชนดิ รองลงมา คอื สกุลขา ลงิ (Globba) และ ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ สกลุ กระชาย (Boesenbergia) มี 6 ชนิด สกลุ ขงิ (Zingiber) ระหวา งเดือนธนั วาคม พ.ศ. 2559 ถึงกันยายน พ.ศ. 2560 มี 5 ชนดิ ผลการศึกษาเหลานแ้ี สดงใหเ ห็นวาพชื วงศข งิ มกี าร พืชวงศขิงขาและ วงศขิงขา 14 ชนิด เจริญเติบโตในสภาพปาท่ีหลากหลาย อยางไรก็ตามในการ เครือญาติ วงศเออ้ื งหมายนา 1 ชนิด ออกสํารวจพืชวงศขิง จะตองคํานึงถึงระยะเวลาท่ีเหมาะสม ปรงชยั ภูมิ 419 ตน ท่ีสุดในการสํารวจ ซึ่งสวนมากพบในชวงฤดูฝน สถานภาพ ไลเคน 28 วงศ 60 สกลุ 172 ชนดิ การอนุรักษของพืชท่ีศึกษาคร้ังนี้พบ 4 ชนิดท่ีปรากฏใน IUCN red list ( 2016) ไ ด แ ก Amomum schmidtii ( K. Schum.) Gagnep., A. koenigii J.F. Gmel., Amomum การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
230 villosum var. xantoides (Wall ex. Baker) T.L. Wu & ปรงตนออน จํานวน 331 ตน ความแตกตางดานนี้ อาจ S.J. Chen และ Globba laeta K. Larsen (ภาพที่ 1b) การ เน่ืองจากการมีสภาพปาที่แตกตางกันระหวางสองพื้นท่ี โดย ใชประโยชนของทั้งพืชวงศขิงและวงศเอื้องหมายนาโดยการ พื้นที่เทือกเขาภูคี อุทยานแหงชาติภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิมี สอบถามจากเจาหนาท่ีในพื้นท่ีศึกษา พบวา พืชวงศขิงขามี สภาพเปนปาเต็งรังผสมปาไผ ในขณะที่พื้นท่ีปาเขื่อนจุฬา- การใชประโยชน 10 ชนิด ไมมีการรายงานการใชประโยชน ภรณ จังหวัดชัยภูมิมีความสูงจากระดับน้ําทะเล 763.23 4 ชนิด พืชวงศเอื้องหมายนามีการใชประโยชน 1 ชนิด โดย ±36.49 เมตร สภาพปาสมบรู ณเปน ปาดิบแลงและปาดบิ ช้ืน รูปแบบของการใชประโยชนสวนมากเปนดานนํามาเปน แตท้ังสองพื้นที่น้ีตนปรงชัยภูมิมีความสูงของลําตนและเสน อาหาร ดา นสมุนไพร ดา นเปน ไมป ระดับ ผานศูนยกลางของลําตนใกลเคียงกันมาก เมื่อเปรียบเทียบ ระหวางประชากรตนปรงเพศเมีย กลาวคือ ปรงเพศเมียใน a พืน้ ที่เข่อื นจฬุ าภรณ มคี าเฉลีย่ ของความสูงของลาํ ตนสงู ท่ีสุด b คือ 232.0±181.2 เซนติเมตร คาเฉล่ียขนาดเสนผาน ศูนยกลางของลําตนเฉลีย่ 19.69±6.71เซนตเิ มตร ในขณะที่ ภาพท่ี 8 ตวั อยางพชื วงศขิงขา (a) Cheilocostus ประชากรปรงเพศเมียในอุทยานแหงชาติภูแลนคา จังหวัด speciosus (J. Konig) C. Specht, (b) Globba ชัยภูมิ มีความสูงของลําตนคือ 218.53±105.27 เซนติเมตร laeta K. Larsen คาเฉล่ียขนาดเสนผานศูนยกลางของลําตน 23.34±7.97 ตารางเซนตเิ มตร 2. ปรงชัยภูมิ การสํารวจในเสนทางศึกษาธรรมชาติและ บริเวณอ่ืนของเขอื่ นจุฬาภรณจ าํ นวน 8 แปลง พบปรงชัยภูมิ ab จํานวน 419 ตน แพรกระจายอยูนั้นมีความสูงจาก ระดับนํ้าทะเล ตั้งแต 718-801 เมตร แปลงที่พบปรงชัยภูมิ ภาพที่ 9 ปรงชัยภมู ิ (a) ตนเพศผู (b) ตนเพศเมยี มากที่สุดคือ พ้ืนที่บริเวณวัดปาเขื่อนจุฬาภรณ จํานวน 190 3. ไลเคน ในการสํารวจไลเคนจากเสน ทางศึกษาธรรมชาตทิ ง้ั ตน รองลงมาคือมอยาว จํานวน 116 ตนประชากรตนปรง 4 เสนทาง พบความหลากหลายของไลเคนมากท่ีสุดใน ชัยภูมิท่ีสํารวจพบ ประกอบดวย ตนออน 329 ตน (รอยละ เสนทางท่ี 4 (72 ชนิด) รองลงมาคือเสนทางท่ี 1 (62 ชนิด) 80) ตนหนุม 41 ตน (รอยละ 10) ตนที่โตเต็มวัย 49 ตน เสนทางที่ 2 (52 ชนิด) และพบนอยท่ีสุดในเสนทางที่ 3 (37 (รอยละ 10) ซึ่งตนโตเต็มวัยที่พบเปนตนเพศผูเพียง 1 ตน ชนิด) การจัดจําแนกไลเคนในเบ้ืองตน พบไลเคนทั้งสิ้น 60 (ภาพท่ี 9a) ตนเพศเมีย 6 ตน (ภาพท่ี 9b) และตนไมทราบ สกุล จัดอยูใน 28 วงศ และมีการประเมินจํานวนชนิดพันธุ เพศ 42 ตน การพบตนท่ีไมทราบเพศจํานวนมากเนื่องจาก จากการศึกษาลักษณะทางสณั ฐานวิทยา ไดทั้งส้ิน 172 ชนิด ในชวงท่ีสํารวจไมพบเห็นรองรอยของโคน (cone) ทั้งโคน ท้ังน้ีหากมีการศึกษาท่ีละเอียดข้ึนดานกายวิภาควิทยาและ เพศผแู ละโคนเพศเมยี จงึ ไมส ามารถระบเุ พศได ปรงชยั ภูมติ น สารเคมีไลเคน อาจมีการเปลี่ยนแปลงจํานวนชนิดท่ีพบไล- โตเต็มวัยมีความสูงของลําตนเฉลี่ย 117.05±117.96 เคนที่พบครั้งน้ีแบงเปนกลุมตามรูปแบบการเติบโตท่ีมี เซนติเมตร ขนาดเสนผานศูนยกลางของลําตนเฉล่ีย จํานวนชนิดพันธมุ ากทีส่ ุดคือ ครัสโตส (พบ 140 ชนดิ ) (ภาพ 19.69±6.71เซนติเมตร ความสูงของทรงพุมเฉลี่ย ท่ี 10) รองลงมาคือ กลุมโฟลิโอส (foliose) กลุมสแควมโู ลส 114.39±46.57 เซนติเมตร และขนาดเสนผา นศูนยกลางของ (squamulose) กลุมบิสซอยด (byssoid) กลุมฟรูทิโคส ทรงพุมเฉล่ีย 250.11±81.26 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับ (fruticose) และกลุมฟลาเมนโตส (filamentose) (พบเพียง Saeheng and Suwanwaree (2017) ศึ ก ษ า ลั ก ษ ณ ะ 22, 6, 2, 1 และ 1 ชนิด ตามลาํ ดบั ) ไลเคนสกลุ ท่ีพบจํานวน ประชากรปรงชัยภูมิ ในอุทยานแหงชาติภูแลนคา จังหวัด ชนิดไดมากที่สุด ไดแก Graphis และ Pyrenula (สกุลละ ชัยภมู ิ พบวามตี น ปรงชัยภมู กิ ระจายอยใู นระดบั ความสูงจาก 13 ชนดิ ) ระดับน้ําทะเล เฉล่ีย 930.99±25.54 เมตร พบปรงทั้งหมด จํานวน 1,159 ตน เปนปรงเพศเมีย จํานวน 324 ตน ปรง ภาพรวมแลวพื้นที่ศึกษาไลเคนในเขื่อนจุฬาภรณมี เพศผู จํานวน 218 ตน ปรงตนเต็มวัยท่ีจําแนกเพศไมได สภาพเปนปาดิบช้ืน มีเรือนยอดหนาแนน และแมวาจะมี จํานวน 260 ตน ปรงท่ียังไมโตเต็มวัย จํานวน 26 ตน และ การศึกษาในพื้นที่ปาโปรง (กอนเดินเขาสูเสนทางศึกษา ธรรมชาติท่ี 1 และ 2) สภาพแวดลอ มโดยท่ัวไปยังคงมีความ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
231 คลายคลึงกับสภาพปาดิบช้ืน คือ สภาพอากาศมีความชืน้ สงู mensis Ahmad และ Microcerotermes crassus Snyder อุณหภูมิอากาศไมสูงนัก อยางไรก็ตาม อาจมีความแตกตาง มีคาเปอรเ ซน็ ตก ารปรากฏในพนื้ ที่ศึกษา เทากบั 50 % กันของแสงท่ีระดับพ้ืนลางของปา ซึ่งปจจัยเหลานี้ สงเสริม ใหม ีไลเคนกลมุ ท่ชี อบสภาพอากาศทีม่ คี วามชื้นสูง และความ ab เขมแสงต่ําเติบโตอยูไดเปนอยางดี เชน ไลเคนวงศ Graphidaceae, Trichotheliaceae, Pyrenulaceae แ ล ะ ภาพที่ 11 ตัวอยางแมลงในดิน Phyllopsoraceae เปนตน ลักษณะของสภาพแวดลอ มดงั ที่ (a) มดชนดิ Odontoponera denticulata (Smith) กลาวมานี้ อาจกลาวไดวามีความคลายคลึงกับพื้นท่ีปาใน (b) มดชนดิ Carebara diversa (Jerdon) อุทยานแหงชาติเขาใหญ ดังน้ันจึงมีไลเคนสวนใหญ (ชนิด และสกุล) ท่ีพบในพ้ืนท่ีนี้มีความคลายคลึงกับที่พบจาก 5. ผเี สือ้ กลางคืน พบผเี สือ้ กลางคนื ทัง้ หมด 237 ชนดิ ใน 20 รายงานการสาํ รวจในอุทยานแหง ชาติเขาใหญ (หนวยวิจัยไล วงศ 179 สกุล สามารถจําแนกชนิด 177 ชนิด จําแนกได เคน มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, 2547) อยา งไรกต็ าม มีไลเคน เพียงระดบั สกุล 60 ชนิด มี 5 วงศ ท่ีมคี วามหลากหลายมาก หลายสกุลที่ไมเคยมีรายงานไวในการสํารวจในพ้ืนท่ีปาเขา ท่สี ดุ คอื วงศ Tortricidae 43 ชนิด วงศ Geometridae 37 ใหญ เชน สกุล Bactrospora, Dichosporidium, Sphinc- ชนิด วงศ Noctuidae 33 ชนดิ วงศ Arctiidae 30 ชนดิ วงศ trina และ Tylophoron เปนตน การพบไลเคนเหลานี้จึง Sphingidae 22 ชนิด (ภาพที่ 12) เดือนมีนาคม 2560 มี เปนการรายงานการพบไลเคนบางสกุลท่ีดํารงชีวิตอยูใน ความหลากหลายของผีเสื้อกลางคืนมากที่สุด พบ 16 วงศ สภาพปาดบิ ชน้ื เพ่ิมขึ้น 121 ชนิด รองลงมาคือเดือนกรกฎาคม 2560 โดยพบ 16 วงศ 102 ชนิด เดือนธันวาคม 2559 พบ 14 วงศ 88 ชนิด ab และเดือนกันยายน 2560 พบนอยท่ีสุดคือ 12 วงศ 43 ชนิด จากขอมูลการเก็บตัวอยางท้ังหมด 4 คร้ัง พบวาการสํารวจ ภาพท่ี 10 ตัวอยางไลเคนกลมุ ครสั โตส (a) Crysothrix ในคร้ังที่ 2 พบผีเสื้อกลางคนื มากที่สดุ รองลงมาคือ ครั้งท่ี 3 xanthine, (b) Haematomma sp.2 คร้ังท่ี 1 และคร้ังท่ี 4 ตามลําดับ เนื่องการสํารวจในคร้ังท่ี 4 ซึ่งตรงกับชวงที่มีแสงสวางของดวงจันทรมากทําใหพบชนิด 4. แมลงในดนิ พบแมลงในดนิ ทั้งสิ้น 110 ชนดิ จาก 2 Class ของผเี สอ้ื กลางคืนนอยที่สดุ ทั้งน้ีจากขอมูลพบวา ผีเส้ือหลาย และ 10 Order (Araneae, Opiliones, Pseudoscorpio- ชนิดพบเพียง 1-2 คร้ังเทานั้นตลอดระยะเวลาในการสํารวจ nes, Blattodea, Coleoptera, Hemiptera, Hymenop- แตมีเพียงสองชนิด คือ Sympis rufibasis Guenée ในวงศ tera, Isoptera, Neuroptera และ Orthoptera) โดยทเ่ี สน Noctuidae แ ล ะ Pelagodes falsaria (Prout) ใ น ว งศ ทางศึกษาธรรมชาติที่ 4 พบจํานวนชนิดมากที่สุด คือ 68 Geometridae ท่ีสามารถพบในทุกคร้ังของการสํารวจและ ชนิด รองลงไปคือ เสนทางศึกษาธรรมชาติที่ 1, 2 และ 3 เปนชนดิ ที่พบไดท ่วั ไป ผเี สอ้ื กลางคนื หลายชนดิ ทพ่ี บสามารถ ตามลําดับ โดยมีจํานวนชนิดเทากับ 64 ชนิด 51 ชนิด และ จําแนกไดเพียงระดบั สกุลเทาน้ัน เพราะมีขอมูลเปรียบเทยี บ 57 ชนิด ตามลําดับ แมลงในดิน 4 ชนิด ท่ีมีคาเปอรเซ็นต คอนขางนอย และหลายชนิดมีโอกาสเปน new species การปรากฏ (F) ในพ้ืนท่ีศึกษามากที่สุดคือ ปลวกชนิด โดยเฉพาะวงศ Tortricidae Macrotermes annandalei (Silvestri) มีคาเปอรเซ็นต การปรากฏในพื้นที่ศึกษา เทากับ 75 % รองลงไปคือ มด ab ชนิด Odontoponera denticulata (Smith) (ภาพท่ี 11a) มีคาเปอรเซ็นตการปรากฏในพื้นที่ศึกษา เทากับ 56.25 % ภาพที่ 12 ตัวอยา งผีเสื้อกลางคนื วงศ Tortricidae และมดชนิด Carebara diversa (Jerdon) (ภาพท่ี 11b), (a) Loboschiza koenigiana Leptogenys diminuta (Smith), Diacamma sp.1 และ (b) Ophiorrhabda philocompsa Paratrechina longicornis Latreille มีคาเปอรเซ็นตการ ปรากฏในพื้นที่ศึกษา เทากับ 50 % และปลวกชนิด Globi- termes sulphureus Haviland, Hypotermes makha- การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
232 6. ไสเดือนดิน การสํารวจไสเดือนดินท่ีพบในเสนทางศึกษา เคยมีรายงานการสํารวจมากอ น เชน ท่ีสถานีวิจัยสง่ิ แวดลอ ม ธรรมชาติ พืน้ ท่ปี กปก ทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอื่ นจุฬา- สะแกราช พบจํานวน 10 ชนิด ท่ีอุทยานแหงชาติทับลาน ภรณ จังหวัดชัยภมู คิ ร้งั นี้พบทั้งส้นิ 4 วงศ 22 ชนิด ไดแกวงศ พบจํานวน 14 ชนิด และที่อุทยานแหงชาติภูสอยดาวพบ Glossoscolecidae, Megascolecidea, Moniligastridae จํานวน 9 ชนิด ทั้งนี้อาจเนื่องจากพื้นที่ปานี้ถือวาเปนปา และ Octochaetidae ขณะที่ชนิดของไสเดือน ไดแก ธรรมชาติด้ังเดิมที่ไมมีการบุกรุก ไมมีการบกวนมาก ทําให Pontoscolex corethrurus (Müller) ในวงศ Glossosco- ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศยังคงมีความอุดม lecidae (ภาพท่ี 13a) ไสเดือนสกุล Amynthas และสกุล สมบูรณอ ยสู ูง Metaphire (ภาพท่ี 13b) เปนไสเดือนที่พบมากท่ีสุด ใน วงศ Megascolecidae สวนไสเดือน 2 วงศหลังคือ วงศ ab Moniligastridae และ Octochaetidae มีจาํ นวนนอยในทกุ พ้ืนท่ีท่ีทําการสํารวจ ซ่ึงทั้งหมดนี้สอดคลองกับการศึกษา ภาพท่ี 13 ตัวอยา งไสเ ดอื นดนิ ทีพ่ บ สํารวจพบในพื้นที่อื่นๆ เชน ที่สถานีวิจัยส่ิงแวดลอมสะแก (a) Pontoscolex corethrurus (Müller) ราช จังหวัดนครราชสีมา พ้ืนที่อุทยานแหงชาติทับลาน ใน (b) Metaphire planata (Gates) สวนของจังหวัดนครราชสีมา พ้ืนท่ีเข่ือนน้ําพุง จังหวัด สกลนครและพื้นท่ีอุทยานแหงชาติภูสอยดาว ในจังหวัด สรุปผลการวิจยั อุตรดิตถ (พงศเทพ สุวรรณวารี และ พัฒนา สมนิยาม. จากการสาํ รวจสิ่งมีชวี ิต 6 กลมุ ไดแก พืชวงศขงิ ขาและ 2555; พัฒนา สมนิยาม และพงศเทพ สุวรรณวารี, 2556; Pattana and Pongthep, 2009; Somniyam and เครือญาติ ไลเคน แมลงในดิน และไสเดือนดินในเสนทาง Pongthep, 2010; Pongthep and Pattana, 2010) โดย ศึกษาธรรมชาติ 4 เสนทาง พ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – พบไสเดือนมากชนิดที่สุดที่เสนทางสํารวจท่ี 1 และ 4 กฟผ. เข่ือนจุฬาภรณ การสํารวจปรงชัยภูมิ และผีเสื้อ ไสเดือนท้ัง 4 วงศนี้ มีรายงานพบโดยท่ัวไปในประเทศไทย กลางคนื ในพื้นทีป่ กปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอื่ นจุฬา และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต โดยเฉพาะวงศ ภรณ จังหวัดชัยภูมิ ระหวางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึง Glossoscolecidae โดยที่ไสเดือนดินชนิด Pontoscolex กันยายน พ.ศ. 2560 ไดคนพบสิ่งมีชีวิตกลุมดังกลาว corethrurus (Müller) สามารถพบไดทั่วไปในทุกพื้นท่ีทั่ว ดังตอ ไปนี้ โลก เนอื่ งจากชนดิ นส้ี ามารถปรับตัวไดดแี ละมรี ายงานวา เปน Parthenogenesis จึงพบไสเดือนชนิดน้ีตลอดป แมเพียง 1) พืชวงศขิงขาและเครือญาติ 15 ชนิด 7 สกุล เปนพืช ความช้ืนเล็กนอยก็ตาม สวนวงศ Megascolecidae ซึ่งพบ วงศข งิ ขา (วงศ Zingiberaceae) พบจํานวน 14 ชนิด 6 สกุล จํานวน 19 ชนิด ไสเดือนวงศนี้มีถ่ินกําเนิดในแถบเอเชีย วงศเอ้ืองหมายนา (Costaceae) พบ 1 ชนิด คือ เอ้ืองหมาย ตะวันออกเฉียงใต ดังนั้นจึงพบความหลากหลายชนิดของ นา Cheilocostus speciosus (J. Konig) C.Specht วงศน้ีในประเทศไทยได สวนวงศ Moniligastridae ชนิด Drawida sp.1 ถึงแมวามีรายงานวามีถ่ินกําเนิดในแถบน้ีก็ 2) ป ร งชั ย ภู มิ Cycas elephantipes A.Lindstr. & ตาม แตการสํารวจครั้งน้ี พบจํานวนนอยมาก ขณะที่วงศ K.D.Hill สํารวจพบทั้งหมด 419 ตน แพรกระจายอยู 12 Octochaetidae ชนิด Dichogaster sp.1 กพ็ บจาํ นวนนอ ย พ้ืนที่ในเข่ือนจฬุ าภรณ ปรงตนโตเตม็ วัยมขี นาดพนื้ ทห่ี นา ตดั มากเชน กนั ทง้ั น้ีอาจเนือ่ งจากเหตุปจจยั อ่นื ๆ เชน เนอื่ งจาก ของลาํ ตน เฉลี่ย 272.07±189.04 ตารางเซนตเิ มตร ความสูง ไสเดือนทั้ง 2 ชนิดนี้มีขนาดคอนขางเล็กยากที่จะเก็บ ของลําตนเฉล่ีย 110.0±115.3 เซนติเมตร ความสูงของทรง ตวั อยา งไดอยางครอบคลมุ หรอื เนอ่ื งจากสภาพแวดลอมทาง พุมเฉลี่ย 112.7±45.8 เซนติเมตร และปริมาตรทรงพมุ เฉล่ีย ภูมิศาสตรท่ีมีความลาดชันสูงงายตอการถูกพัดพา หรือ 2,661.69±2,001 ลูกบาศกเซนตเิ มตร เน่ืองจากศัตรูธรรมชาติ โดยพบวาพ้ืนท่ีปกปกทรัพยากร อพ.สธ. – กฟผ. เขอื่ นจฬุ าภรณ แหง นี้ มีรอ งรอยสัตวป า เชน 3) ไลเคน 281 ตัวอยาง การจําแนกเบื้องตนพบไลเคน หมู หนู ตุน นกและไกปา ซึ่งสัตวเหลานี้จะกินไสเดือนเปน 172 ชนดิ จดั อยใู น 60 สกลุ 28 วงศ อาหารท้ังส้ิน สภาพพ้ืนท่ีระบบนิเวศในเขื่อนจุฬาภรณ ใน ภาพรวมประกอบดวยปาดิบแลงและปาดิบเขาจากการ 4) แมลงในดนิ 110 ชนิด จาก 2 Class และ 10 Order สํารวจปาดบิ แลง (เสนทางสํารวจท่ี1, 2 และ 3) พบไสเดอื น แมลงท่ีมีคาเปอรเซ็นตก ารปรากฏในพ้ืนที่ศึกษามากที่สดุ คือ ดินจํานวนมากถึง 17 ชนิด ซึ่งถือวามากกวาพ้ืนท่ีอื่น ๆ ที่ ปลวกชนิด Macrotermes annandalei (Silvestri) นอก การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
233 จากนี้ปลวกที่พบในการสาํ รวจครั้งนีจ้ ัดอยูในกลมุ ปลวกเลยี้ ง มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี จ.นครราชสมี า. รายงาน ราเหด็ โคนทั้งสนิ้ วิจยั . มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสรุ นาร,ี นครราชสมี า. พัฒนา สมนิยาม และพงศเทพ สวุ รรณวารี. 2556. 5) ผเี ส้ือกลางคนื ตวั เตม็ วัย สาํ รวจพบทงั้ หมด 237 ชนดิ การศกึ ษาความหลากหลายของไสเ ดอื นดนิ ในพน้ื ที่ปก ใน 20 วงศ 179 สกลุ สามารถจําแนกชนดิ 177 ชนดิ จาํ แนก ปกพนั ธุกรรมพืช อพ.สธ. เขอ่ื นน้าํ พงุ จงั หวัดสกลนคร. ไดเพียงระดับสกลุ 60 ชนิด การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 6 “ทรพั ยากรไทย:นาํ สิง่ ดีงามสตู าโลก” 6) ไสเ ดอื นดนิ สํารวจพบทงั้ หมด 22 ชนิด 4 วงศ วันท่ี 21-23 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ณ หอ งประชุม คําขอบคณุ วิชาการ เขือ่ นศรี หนว ยวจิ ัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง. 2547. ความหลากหลายชนดิ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ การไฟฟาฝาย ของไลเคน ณ อุทยานแหงชาตเิ ขาใหญ. สํานักงาน ผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหนวยงานรวมสนอง นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม. พระราชดําริ และทุนวิจยั จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นารี กรุงเทพฯ. 114 หนา. ผวู จิ ัยขอขอบคณุ มา ณ ทนี่ ี้ดวย Angiosperm Phylogeny Group. 2009. An update of เอกสารอา งองิ the Angiosperm Phylogeny Group classification กมลทิพย สุวรรณเดช และดวงใจ ศขุ เฉลิม. 2550. for the orders and families of flowering plants: APG III. Botanical Journal of the Linnean การศกึ ษาอนุกรมวิธานของพืชวงศขิง Society. 161: 105-121. (Zingiberaceae) ในพื้นทป่ี าทองผาภูมิ จังหวดั Aoki, J.C. 2015. Pictorial keys to soil animals of กาญจนบุรี. รายงานการวิจยั ในโครงการ BRT 2550: Japan. Tokai University Press, Hadano. ชุดโครงการทองผาภมู ิตะวันตก. บริษัท ปตท. จาํ กัด Bolton, B. 1994. Identification guide to the ant (มหาชน); สาํ นกั งานกองทุนสนับสนุนการวจิ ัย; genera of the world, Harvard University Press, สาํ นกั งานพัฒนาวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีแหง ชาติ Massachusetts. ศูนยพ ันธุวศิ วกรรมและเทคโนโลยชี วี ภาพแหงชาติ, Bolton, B. 2003. Synopsis and classification of กรงุ เทพฯ. 197-198. Formicidae. Memorial American Institute จารุณี วงศข าหลวง, ยพุ าพร สรนวุ ตั ร, ขวัญชัย เจริญกรุง Entomology. 71: 1–370. และศจษิ ฐ ชุตภิ าปภรณ. 2548. ความหลากหลายของ Gates, G.E. 1972. Burmese earthworms: an ปลวกในประเทศไทย. คร้ังท่ีพมิ พ 1. อักษรสยาม, introduction to the systematics and biology of กรงุ เทพฯ. 48 หนา . Megadrile oligochaetes with special reference พงศเทพ สุวรรณวารี และพฒั นา สมนยิ าม. 2555. ความ to Southeast Asia. Transactions of the หลากหลายของไสเ ดือนดนิ ในอุทยานแหงชาตทิ บั ลาน. American Philosophical Society. 62: 326. รายงานวจิ ัย. มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี รุ นาร,ี Larsen, K. and Larsen, S.S. 2006. Gingers of นครราชสมี า. Thailand. Thailand. Queen Sirikit Botanic พงศเทพ สวุ รรณวาร,ี หนูเดอื น เมอื งแสน และกวสิ รา เฮงธ Garden, Chiangmai. นารฐั . 2561. การสํารวจพืชวงศขงิ ขา และเครอื ญาติ ไล Rogers, R.W. 1992. Key to Australian lichen genera. เคน สตั วม ีกระดูกสันหลัง และสตั วไ มมกี ระดูกสันหลัง Flora of Australia. 54: 65-94. บางชนดิ ในพ้นื ทป่ี กปกพนั ธกุ รรมพืชเขือ่ นจฬุ าภรณ Saeheng, K and Suwanwaree, P. 2017. Age and จงั หวดั ชัยภมู .ิ รายงานวิจัย. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี gender structure of Cycas elephantipes in Phu สรุ นาร,ี นครราชสมี า. Laen Kha National Park. (p. 55-56) The 4th พอล เจ โกรด,ิ หนเู ดอื น เมอื งแสน, พงศเ ทพ สุวรรณวาร,ี National Meeting on Biodiversity Management กติ ติมา เมฆโกมล และสรุ พล แสนสขุ . 2556. ความ in Thailand. June 21-23, Udon Thani, Thailand. หลากหลายของพรรณพืช โครงสรา งปา และปรมิ าณ Somniyam, P. and Suwanwaree, P. 2009. The คารบอนเหนอื พืน้ ดนิ ในพ้ืนทปี่ กปกพนั ธกุ รรมพืช Diversity and distribution of terrestrial อพ.สธ. เขอื่ นนา้ํ พงุ จ.สกลนคร และในพื้นที่ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
234 earthworms in Sakaerat Environmental Suwanwaree, P and Somniyam, P. 2010. Research Station and adjacent areas, Nakhon Earthworm diversity in Tab Lan National Park, Ratchasima, Thailand. World Applied Sciences Thailand. (p. 12-13) The 2010 International Journal. 6(2): 221-226. Meeting of the Association for Tropical Biology Somniyam, P. and Suwanwaree, P. 2010. The and Conservation, 19–23 July 2010, Sanur– Comparison of earthworm diversity and their Denpasar, Bali, Indonesia. dynamics between dry evergreen and dry dipterocarp forest at SERS, Nakhon Swinscow, T.D.V. and Krog, H. 1988. Macrolichens Ratchasima, Thailand. (p. 10-11) The 2010 of East Africa. British Museum, London. International Meeting of the Association for Tropical Biology and Conservation, 19–23 July Tropicos. 2012. Missouri Botanical Garden. 2010, Sanur–Denpasar, Bali, Indonesia. http://www.tropicos.org การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
235 ความหลากหลายของกลวยไมป าในพ้นื ทป่ี กปกทรพั ยากร เข่อื นจุฬาภรณ จังหวดั ชัยภูมิ DIVERSITY OF WILD ORCHIDS IN RESOURCES PROTECTION AREA CHULABHORN DAM, CHAIYAPHUM PROVINCE ฐติ ิพร พทิ ยาวธุ วนิ จิ 1, วิไลลักษณ ชนิ ะจิตร1, พัทรภรณ โชคสวัสด์ิ1, พรพิศ ชสู อน1 และ วรชาติ โตแกว 2 Thitiporn Pithayawutwinit1, Wilailak Chinachit1, Pattaraporn Choksawat1, Pornpis Chusorn1 and Worachat Tokaew2 1คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน อ.เมือง จ.ขอนแกน 40002 2คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม อ.เมอื ง จ.มหาสารคาม 44000 1Faculty of Agriculture, Khon Kaen University, Amphoe Muang, Khon Kaen 40002 2Faculty of Science and Technology, Rajabhat Maha Sarakham University, Amphoe Muang, Maha Sarakham 44000 บทคดั ยอ ศึกษาความหลากหลายของกลวยไมปาในพ้ืนที่ปกปกทรัพยากร เขื่อนจุฬาภรณ จังหวัดชัยภูมิ พื้นท่ีดําเนินงานแหงหนึ่งใน โครงการอนรุ กั ษพนั ธุกรรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยการสํารวจ พืชวงศกลวยไมในสภาพธรรมชาติ โดยวิธีกําหนดเสนทางสํารวจ ซ่ึงเปนตัวแทนของพื้นท่ี จํานวน 4 เสนทาง ระยะทาง 680, 1,100, 1,075 และ 1,800 เมตร ดําเนินการสํารวจระหวางเดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2560 พบกลวยไมปา จํานวน 57 ชนิด ใน 22 สกุล จําแนกเปนกลวยไมอิงอาศัย 54 ชนิด กลวยไมดิน 3 ชนิด กลวยไมสกุลหวาย (Dendrobium) เปนสกุลที่พบมากทีส่ ุด กลวยไมท่ีสาํ รวจพบ 3 ชนิด อยูในบัญชีพืชท่ีมีความเสยี่ งตอการสญู พันธุ เปนพืชใกลสูญพันธุ 1 ชนดิ ไดแก เสือชมพู (Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi) และพืชหายาก 2 ชนิด ไดแก กุหลาบกระเปา เปด (Aerides falcata Lindl. ex Paxton) และกุหลาบกระเปาปด (Aerides odorata Lour.) การเปรียบเทียบกับผลการ สาํ รวจในป 2551 พบวามีจํานวนชนดิ กลวยไมท ส่ี ํารวจพบใกลเคยี งกัน แตม ีความแตกตางของชนิดทีพ่ บและรายงานชนิดที่พบ ใหมในพื้นท่ี จํานวน 12 ชนิด ความหลากหลายของชนิดกลวยไมปา แสดงถึงความอุดมสมบูรณของผืนปาในพ้ืนที่เข่ือนจุฬา ภรณ Abstract Diversity of wild orchids in Plant Genetic Conservation Project Under The Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn : Chulabhorn dam, Chaiyaphum province was carried out during December 2016 to September 2017. Four route surveys that have distance 680, 1,100, 1,075 and 1,800 meters were representative of the protection area. Fifty – seven species from 22 genera of wild orchids were found. There were 54 species of epiphytic orchids and 3 species of terrestrial orchids. Dendrobium is the most common genus. Three species are threatened species, Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi is endangered species, Aerides falcata Lindl. ex Paxton and Aerides odorata Lour. are rare species. Comparison of survey results with those found in 2008 showed that the number of species found was nearly the same but the species of orchids observed were different and there were 12 new species reported. The rich diversity of wild orchids represent the abundant forest resources of Chulabhorn dam. คาํ สาํ คญั : พรรณไมปา , ความหลากหลายชนดิ Keywords: wild plants , species diversity ติดตอ นกั วจิ ัย: ฐติ ิพร พทิ ยาวธุ วนิ ิจ (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Thitiporn Pithayawutwinit (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
236 บทนาํ 3. แปลงท่ี 3 สภาพสงั คมพชื เปนปา ดิบแลง มีพนื้ ที กลวยไม (Orchidaceae) พบกระจายพันธุอยูทั่วโลก 130–3–34 ไร เสนทางสํารวจ 1,075 เมตร ประมาณ 25,000 ชนิด มีการสํารวจพบในประเทศไทย 4. แปลงท่ี 4 สภาพสงั คมพชื เปนปา เต็งรังผสมสน มีพืน้ ท่ี ประมาณ 1,200 ชนิด หลายชนิดสูญพันธุไปจากพ้ืนที่ปา 309–0–66 ไร เสนทางสํารวจ 1,800 เมตร ธรรมชาติ (สันต,ิ 2556) การอนรุ กั ษก ลวยไมไวในพ้ืนทท่ี ่ีเปน แหลงกําเนิด จงึ เปน สิง่ จาํ เปน การสาํ รวจชนดิ ของกลวยไมท ี่ เก็บขอมูลชนิดกลวยไมทั้งประเภทอิงอาศัยและกลวยไม มีในพ้ืนท่ี การศึกษาวิธีการขยายพันธุกลวยไมชนิดตางๆ ท่ี ดนิ จดบันทึกลกั ษณะตน และดอกกลว ยไม จาํ นวนที่พบ ขอ มลู พบ รวมทงั้ หาวธิ กี ารนําออกปลกู ในธรรมชาติอยางเหมาะสม ทางนิเวศวิทยา บันทึกภาพ รวมท้ังเก็บตัวอยางตนและดอก จะชวยใหกลวยไมปานานาชนิดคงอยูเปนสีสัน และความ เพอ่ื นํามาจําแนกชนิดตามหลกั อนกุ รมวิธาน งดงามตามธรรมชาติในพ้ืนท่ีที่เปนแหลงกําเนิดตอไป และ ผลและวจิ ารณผลการทดลอง กลวยไมชนิดตาง ๆ ที่อนุรักษไว ยังเปนประโยชนตอการ พฒั นาพนั ธุกลวยไมใ หม ีศักยภาพทางการคาได สํารวจพบกลวยไมปา 57 ชนิด เปนกลวยไมอิงอาศัย 54 ชนิด กลวยไมด ิน 3 ชนดิ สามารถระบชุ นดิ ได จํานวน 35 พน้ื ทีป่ กปกทรัพยากร เขื่อนจุฬาภรณ อาํ เภอคอนสาร ชนิด ใน 22 สกุล (กิตติ และนฤมล, 2550; อบฉันทและชุม จังหวัดชัยภูมิ เปนพ้ืนท่ีดําเนินงานแหงหน่ึง ในจํานวน 13 พล, 2543; Brummitt and Powell,1992; Seidenfaden, เขื่อน ที่การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย เขารวมสนอง 1978, 1986, 1988, 1995, 1997; Seidenfaden and พระราชดาํ รใิ นโครงการอนรุ ักษพ ันธกุ รรมพืชอนั เนื่องมาจาก Pederson, 2003) (ตารางที่ 1) เปนกลวยไมสกุลหวาย พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช (Dendrobium) มากท่ีสดุ จํานวน 7 ชนดิ รองลงมาเปนสกลุ กุมารี สภาพพื้นที่ปาสวนใหญเปนปาดิบแลง และปาเบญจ- สิงโต (Bulbophyllum) จํานวน 4 ชนิด และสกุล Cleisos- พรรณผสมสนสามใบ ระดับความสูง 750 – 850 เมตร จาก toma, Cymbidium และ Gastrochilus สกุลละ 3 ชนิด ระดับนํ้าทะเลปานกลาง มีไมเดน คือ ตะเคียนหิน ตะแบก ทราบเฉพาะชื่อสกุล 6 ชนิด และยังไมสามารถจําแนกได แดง แลนงอ ฯลฯ การสํารวจกลว ยไมปา ในป 2551 บริเวณ จํานวน 16 ชนิด การสํารวจในป 2551 พบกลวยไมปา เสนทางสํารวจ 4 เสนทาง ซ่ึงเปนตัวแทนของพื้นท่ีปกปก จาํ นวน 55 ชนิด เปนกลว ยไมอ ิงอาศยั 46 ชนดิ กลว ยไมดนิ พันธุกรรมพืช พบกลวยไมปา จํานวน 55 ชนิด เปนกลวยไม 9 ชนิด จัดจําแนกอยูใน 31 สกุล (ฐิติพรและคณะ, 2552) อิงอาศัย 46 ชนิด กลวยไมดิน 9 ชนิด จัดจําแนกอยูใน 31 ผลการสํารวจในป 2551 และในป 2560 พบจํานวนชนิด สกุล (ฐิติพรและคณะ, 2552) นับวาเปนพื้นท่ีท่ีมีความ กลวยไมใกลเคียงกัน แตมีความตางของชนิดและสกุลของ หลากหลายของชนิดกลวยไม และมีกลวยไมหลายชนิดที่มี กลวยไมท่ีพบ นอกจากการเปลยี่ นแปลงของสภาพธรรมชาติ ความเสยี่ งตอการสญู พนั ธุ ตามระยะเวลา ยังอาจเกิดจากการปรับเปล่ียนเสนทาง สํารวจในแปลงที่ 2 และการสํารวจเพ่ิมเติมบริเวณใกลเคียง การศึกษาความหลากหลายของกลวยไมปาในพ้ืนที่ปก เสนทางสํารวจ กลวยไมท่ีสํารวจพบในป 2560 พบจํานวน ปกทรัพยากร เข่ือนจุฬาภรณ เพ่ือเปรียบเทียบชนิดและ ชนดิ มากกวาใน ป 2551 แตม คี วามหลากหลายของสกุลนอ ย จํานวนท่ีพบหลังจากการสํารวจในคร้ังแรกเปนระยะเวลา กวาและมีความตางชนิดของกลวยไมท่ีพบจํานวนมาก มี ประมาณ 10 ป งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริใน กลวยไม จํานวน 23 ชนิดที่พบในการสาํ รวจท้ัง 2 ครั้ง ในป โครงการอนุรักษพันธกุ รรมพชื อันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ รฯิ 2560 มีจํานวนกลวยไมท่ีพบใหม จํานวน 12 ชนิด และมี อปุ กรณแ ละวธิ กี ารทดลอง กลวยไมจํานวน 17 ชนิดท่ีพบในป 2551 แตไมพบในการ สํารวจป 2560 ซ่ึงกลวยไมบางชนิดอาจหายไปจากพื้นท่ี สํารวจกลวยไมปาในพื้นที่ปกปกทรัพยากร เข่ือนจุฬา หรือ อาจยังมีอยูแตไมพบในการสํารวจในครั้งน้ี จากการ ภรณ จังหวัดชัยภูมิ จํานวน 4 คร้ัง ครั้งที่ 1 วันที่ 21-22 สํารวจในระยะเวลาตางกันประมาณ 10 ป ยังคงพบความ ธันวาคม 2559 คร้ังที่ 2 วันที่ 8-9 มีนาคม 2560 ครั้งที่ 3 หลากหลายของกลวยไมปาในพื้นท่ีจํานวนมาก กลวยไม 3 วันที่ 19-20 กรกฎาคม 2560 และคร้ังที่ 4 วันที่ 6-7 ช นิ ด ท่ี พ บ อ ยู ใ น บั ญ ชี พื ช ท่ี มี เ ส่ี ย ง ต อ ก า ร สู ญ พั น ธุ กันยายน 2560 บริเวณแปลงสํารวจ จํานวน 4 แปลง แปลง (Threatened species) เปน พืชใกลสญู พันธ(ุ endangered) ละ 1 เสน ทาง เพอื่ เปน ตัวแทนของพื้นทีโ่ ดยรวม ดงั น้ี 1 ชนิด ไดแก เสือชมพู (Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi) และพืชหายาก (rare) 2 ชนิด 1. แปลงท่ี 1 สภาพสังคมพืชเปนปาดิบแลงบางสวนเปน ไดแก กุหลาบกระเปาเปด (Aerides falcata Lindl. ex สงั คมพืชปา ผสมผลัดใบ มีพืน้ ท่ี 108-2-64 ไร เสน ทางสํารวจ 680 เมตร 2. แปลงที่ 2 สภาพสงั คมพืชเปน ปา ดิบแลง มีพ้นื ที่ 266–0–22 ไร เสน ทางสาํ รวจ 1,100 เมตร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
237 Paxton) และกหุ ลาบกระเปาปด (Aerides odorata Laur.) (Chamchumroon, et al., 2017) ตารางที่ 1 กลวยไมปาท่สี ํารวจพบในพืน้ ท่ีปกปกทรัพยากร เข่อื นจฬุ าภรณ จ.ชัยภมู ิ ในป 2560 ชื่อวทิ ยาศาสตร ชอ่ื พื้นเมอื ง ชวงเวลาดอกบาน 1. Acampe rigida (Buch.-Ham.ex J.E.Sm.) Hunt. ชา งสารภี ต.ค.-ม.ค. เม.ย.-พ.ค. 2. Aerides falcata Lindl. ex Paxton กุหลาบกระเปา เปด มิ.ย.-ก.ค. พ.ค.-มิ.ย. 3. Aerides odorata Laur. กหุ ลาบกระเปาปด ม.ิ ย.-ก.ค. เม.ย.-พ.ค. 4. Apostasia nuda R.Br. ตานขโมย ส.ค.-ก.ย. พ.ค.-มิ.ย. 5. Bulbophyllum forrestii Seidenf. สิงโตหลอดทอง ต.ค.-พ.ย. ก.พ.-เม.ย. 6. Calanthe triplicata (Willemet) Ames เอ้อื งขา วตอก ส.ค.-ต.ค. ก.ค.-ก.ย. 7. Cleisostoma fuerstenbergianum Kraenzl. กางปลา ก.พ.-ม.ี ค. เม.ย.-พ.ค. 8. Cleisostoma linearilobatum (Seidenf. & Smitinand) Garay เออ้ื งใบแคบ มี.ค.-พ.ค. ธ.ค.-ม.ค. 9. Cleisostoma subulatum Bl. เอ้อื งพวงพลอย ม.ี ค.-เม.ย. 10. Cymbidium aloifolium (L.) Sw. กะเรกะรอน เม.ย.-พ.ค. ต.ค.-ธ.ค. 11. Cymbidium dayanum Rchb.f. กะเรกะรอนเขา ต.ค.-ธ.ค. ก.พ.-ม.ี ค. 12. Cymbidium ensifolium (L.) Sw. จุหลนั ก.ค.-ส.ค. พ.ค.-มิ.ย. 13. Dendrobium acerosum Lindl. กลวยไมมอื นาง เม.ย.-พ.ค. 14. Dendrobium delacourii Guillemin เอื้องดอกมะขามลาํ ส้ัน เม.ย.-พ.ค. ก.ค.-ก.ย. 15. Dendrobium puchellum Roxb. ex Lindl. ชางนา ว ก.ย.-ต.ค. 16. Dendrobium salaccense (Blume) Lindl. เอ้อื งใบไผ ก.ค.-ก.ย. ตลอดป 17. Eria discolor Lindl. เออื้ งตาลหนิ เม.ย.-พ.ค. พ.ค.-ก.ค. 18. Eria pannea Lindl. เออ้ื งนว้ิ นาง ก.พ.-มี.ค. มี.ค.-เม.ย. 19. Gastrochilus obliquus (Lindl.) Kze. เสอื เหลือง ก.ค.-ส.ค. พ.ค.-มิ.ย. 20. Gastrochilus obliquus var. suavis (Seidenf.) Z.H.Tsi เสือชมพู 21. Gastrochilus patinatus (Ridl.) Schltr. - 22. Grosourdya appendiculata (Blume) Rchb.f. เอื้องเลนลม 23. Kingidium deliciosum (Rchb.f.) H.R.Sweet กาตาฉอ 24. Luisia zollingeri Rchb.f. งเู ขียวนอ ย 25. Micropera pallida (Roxb.) Lindl. แมลงปอทอง 26. Oberonia acaulis Griff. เอ้ืองแพนใบโคง 27. Oberonia iridifolia (Roxb.) Lindl. - 28. Pteroceras teres (Blume) Holttum เออ้ื งเสอื ดาว 29. Phalaenopsis cornucervi (Breda) Bl.& Rchb.f. เขากวางออน 30. Rhynchostylis retusa (L.) Blume ไอยเรศ 31. Robiquetia insectifera (J.J.Sm.) Kocyan & Schuit. - 32. Sarcoglyphis mirabilis (Rchb.f.) Garay เออ้ื งพวงพลอย 33. Seidenfadenia mitrata (Rchb.f.) Garay หนวดพราหมณ 34. Thrixspermum acuminatissimum (Blume) Rchb.f. เออ้ื งกลบี เข็ม 35. Thrixspermum centipeda Lour. เอ้อื งตะขาบเหลือง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: