571 Win, L.L. &Saing, K.M. (2008). Effectiveness of http://www.eattheweeds.com/Sargassum Myanmar brown seaweed (Sargassum spp.) http://www.eattheweeds.com/Sargassum-not-just- extract as organicfertilizer in pot trial of rice. for-breakfast-any-more-2/ GMSARN International Conference on http://www.facebook.com /public/พเิ ชษฐ จันทร Sustainable Development: Issuesand Prospects พรหม for the GMS, 1-4. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
572 ประสทิ ธภิ าพของเทายายมอมในการยบั ย้ังเช้ือกอโรคในระบบทางเดินอาหารบางชนิด EFFICACY OF ARROWROOT FOR INHIBITING OF SOME GASTROINTESTINAL PATHOGENIC BACTERIA อรลัดา เจอื จนั ทร* และ พัชราภรณ แสงโยจารย Onladda Juajun* and Pacharaporn Sangyojarn คณะเกษตรศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วิทยาเขตสรุ นิ ทร จงั หวัดสรุ นิ ทร 32000 Faculty of Agriculture and Technology, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus, Surin 32000 บทคดั ยอ เทา ยายมอม (Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze) เปนพชื พนื้ ถ่ินทถ่ี ูกนํามาใชเ ปน ตาํ รับยารักษาโรคแบบพน้ื บา นมานาน แลวในประเทศไทย ตัวอยางเทายายมอมในงานวิจัยน้ีเก็บจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร ระหวางเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนมีนาคม 2561 โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือศกึ ษาประสิทธภิ าพของสารสกัดหยาบจากสวนใบ กา น และเปลือกของหวั เทา ยายมอ มท่มี ีผลตอ การยับยงั้ แบคทเี รียกอโรคในระบบทางเดนิ อาหาร ไดแ ก แบคทีเรีย Escherichia coli TISTR074, Bacillus cereus TISTR1449, Pseudomonas aeruginosa TISTR1287 และ Staphylococcus aureus TISTR2329 โดยใชตัวทําละลายอะซิโตน เมทานอล เอทานอล 50 และ 95 เปอรเซ็นต พบวา การใชสารสกัดหยาบจากสว น เปลอื กของหัวเทายายมอมท่ีทําการสกัดดว ยเมทานอลทรี่ ะดับความเขมขน 500 มิลลกิ รมั ตอมลิ ลลิ ติ ร สามารถยับยั้งการเจรญิ ของแบคทีเรีย E. coli ไดดีท่ีสุด โดยมีขนาดเสนผานศูนยกลางของบริเวณใสหรือบริเวณยับย้ังมีคาเทากับ 10 มิลลิเมตร คา ต่ําสุดในการยับย้ังแบคทีเรีย (Minimum inhibitory concentration; MIC) และคาตํ่าสุดในการฆาแบคทีเรีย (Minimum bactericidal concentration; MBC) เทากับ 62.5 และมากกวา 500 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร ตามลําดับ และควรทําการ วเิ คราะหส ารชนดิ อ่ืน ๆ เพอ่ื การประยกุ ตใชตอไป Abstract Arrowroot (Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze) is a native plant that has been used as a remedy in folk medicinal preparation for a long time in Thailand. The samples were collected in Rajamangala University of Technology Isan, Surin campus during December 2017 to March 2018. The objective of this research was to investigate the efficacy of crude extracts from leaves, stalks and tuber peels of arrowroot affecting the gastrointestinal pathogenic bacteria such as Escherichia coli TISTR074, Bacillus cereus TISTR1449, Pseudomonas aeruginosa TISTR1287 and Staphylococcus aureus TISTR2329 using solvents; acetone, methanol, ethanol 50 and 95%. The extracts of tuber peels of arrowroot with methanol at a concentration of 500 mg/ml processed the most potential antimicrobial activity against E. coli with the diameter of the clear zone or inhibitory area of 10 mm. The minimum inhibitory concentration (MIC) and the minimum bactericidal concentration (MBC) were 62.5 and > 500 mg/ml, respectively. The other substances should be analyzed for the further application. คาํ สาํ คญั : สารสกัดหยาบ, เทายายมอม, บริเวณใส, คาต่าํ สดุ ในการฆา แบคทีเรีย (MBC) Keywords: crude extracts, arrowroot, clear zone, Minimum bactericidal concentration (MBC) *ตดิ ตอนักวิจัย: อรลดั า เจือจันทร (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Onladda Juajun (E-mail: [email protected]) บทนาํ ออสเตรเลียเหนือ นิวกินี ซามัว ไมโครนีเซีย และฟจิมีการใช เทายายมอม (Tacca leontopetaloides L. Kuntze) พืชชนิดน้ีในการรักษาอาการปวดทอง ทองเสีย สามารถชว ย หยดุ อาการตกเลือดและเลอื ดออกในกระเพาะอาหารได สวน จัดอยูในวงศ Taccaceae เปนพืชพ้ืนถิ่นเขตรอน พบใน ของหัวเทา ยายมอ มมีแปงท่ีใชเปนอาหารทีส่ ําคัญของชาวหมู ประเทศแถบอัฟริกา เอเซียใต เอเซียตะวันตกเฉียงใต การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
573 เกาะแปซิฟก (Habila et. al., 2011) แปงท่ีไดจากหัว Cuminum cyminum ใหผลในการยับย้ัง S. aureus ไดดี เทายายมอมใชรักษาโรคบิดและใชเปนอาหารของเด็กทารก ตามลําดับ สวนสารสกัดหยาบจาก P. granatum และ S. (Ukpabi et. al., 2009) ซาโปนินท่ีพบในสวนเปลอื กของหัว aromaticum มีประสิทธิภาพดีในการยับยั้งและทําลายเชื้อ เทายายมอมมีคาประมาณ 32.6 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม มี ก อ โ ร ค S. aureus แ ล ะ P. aeruginosa โ ด ย มี ค า MIC ประโยชนในการชวยลดการเสีย่ งตอ การเกดิ มะเรง็ ยบั ย้งั การ ระหวาง 2.5-5.0 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร และมีคา MBC เกิดเนื้องอกและการกลายพันธุ (Radostits et. al., 1997) ร ะ ห ว า ง 5.0-10 มิ ล ลิ ก รั ม ต อ มิ ล ลิ ลิ ต ร แ ต เ ช้ื อ P. สารละลายที่ใชในการสกัดสารสกัดหยาบจากพืช มีหลาย aeruginosa มีคาความไวตอสารสกัดนอยมากและมีคา ชนิด ตัวอยางการใชสารละลายชนิดตางๆ ในการสกัดสาร MBC เทากับ 12.5 มิลลิกรัมตอมิลลลิ ิตร แสดงใหเห็นวาสาร สกัดหยาบจากพืช ไดแก Ahmad et. al. (1998) ไดศึกษา สกัดจากพืชมีศักยภาพในการปองกันเชื้อกอโรคในระบบ สารสกดั จากสมนุ ไพรพื้นบา นของประเทศอินเดียทําการสกัด ทางเดินอาหารได ซึ่งสามารถนํามาประยุกตใชในการถนอม สารสกัดหยาบโดยใชน้ํา เฮกเซนละแอลกอฮอลในการยับยง้ั อาหาร และสารสกัดที่ไดจากพืชกอใหเกิดผลดีตอสุขภาพ การเจริญของเช้ือจุลินทรีย ไดแก Bacillus subtilis ATCC มากกวา การใชส ารเคมใี นการเกบ็ รกั ษาอาหาร (Mostafa et. 6051, Proteus vulgaris ATCC 6380, Salmonella al., 2018) สวนขอมูลการใชสารสกัดหยาบจากสวนตางๆ typhimurium ATCC 23564, Pseudomonas ของเทายายมอมในการยับย้ังแบคทีเรียกอโรคในระบบ aeruginosa ATCC 25619, Escherichia coli K-12 ทางเดินอาหารยังมีคอนขางนอย ดังนั้นจุดประสงคของการ และ Staphylococcus aureus ที่ระดับความเขมขน 200 ทดลองครั้งน้ีเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใชสารสกัด มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร พบวามีสารสกัดหยาบจากพืชทดสอบ หยาบจากสวนใบ กาน และเปลือกของหัวเทายายมอมใน สามารถยับย้ังเชื้อจุลินทรียไดหลายชนิด และพบวามีพืช 5 การยับย้ังแบคทีเรียกอโรคในระบบทางเดินอาหาร ซ่ึง ชนิด ไดแก Emblica officinalis, Terminalia chebula, งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ Terminalia belerica, Plumbago zeylanica แ ล ะ พันธกุ รรมพชื อันเนอื่ งมาจากพระราชดํารฯิ Holarrhena antidysenterica สามารถยับยั้งแบคทีเรีย อุปกรณและวธิ ีการทดลอง ไดมากทสี่ ุด มีขนาดเสน ผานศูนยกลางของการยบั ย้ังมากกวา วัตถุดบิ 20 มิลลิเมตร ที่ทําการสกัดดวยแอลกอฮอล โดยสามารถ ยับย้ังเช้ือท่ีใชทดสอบไดดีกวาสารสกัดดวยนํ้าและเฮกเซน ใบ กาน และสวนเปลือกของหัวเทายายมอม 3 สาย Lozano et. al. (2013) ไดศึกษาสารสกัดจากพืชที่ทําการ พันธุ ไดแก พนั ธเุ ทา ยายมอ มสเี ขียวใบใหญ พนั ธุเทายายมอ ม สกัดดวยแอลกอฮอลจํานวน 50 ชนดิ โดยทดสอบการยับยง้ั สีเขียวใบเล็ก และพันธุเทายายมอมสีมวง เก็บตัวอยาง แบคทีเรียท่ีมักมีปญหาการติดเช้ือ ไดแก Escherichia coli, ระหวางเดือนธันวาคม 2560 ถึงมีนาคม 2561 ภายใน Klebsiella pneumoniae, Staphylococcus aureus, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร Pseudomonas aeruginosa และยีสตCandida albicans อาํ เภอเมือง จังหวัดสรุ ินทร โดยใชวิธีทดสอบการยับยั้งเช้ือแบบ disc diffusion พบวา แบคทเี รียที่ใชทดสอบ สารสกัดจากพืชจํานวน 44 ชนิด สามารถยับย้ังการเจริญ ของเชอื้ จลุ นิ ทรยี ไ ดม ากกวา หน่ึงชนิดท่รี ะดับความเขม ขน 35 งานวิจัยนี้ใชแบคทีเรียสําหรับทดสอบจากสถาบันวิจัย ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร สารสกัดจากพืชท่ีใชในการควบคุม วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีแหงประเทศไทยแบคทเี รยี แกรม โรคอาหารเปนพิษและเพื่อการเก็บรักษาอาหาร โดยการใช บวก (Gram-positive) ไดแ ก Bacillus cereus TISTR1449 สารสกัดหยาบจากพืช 5 ชนิดทําการสกัดดวยเอทานอล และ Staphylococcus aureus TISTR2329 และแบคทีเรยี ส า ม า ร ถ ยั บ ย้ั ง แ บ ค ที เ รี ย Bacillus cereus, แ ก ร ม ล บ (Gram-negative) ไ ด แ ก Pseudomonas Staphylococcus aureus, Escherichia coli, aeruginosa TISTR1287 และ Escherichai coli TISTR074 Pseudomonas aeruginosa แ ล ะ Salmonella typhi ศึกษาการใชสารสกัดหยาบจากใบ กาน และเปลือกของ ดว ยวธิ ี agar disc diffusion technique พบวาการสกดั สาร หัวเทายายมอมในการยับย้ังแบคทีเรียกอโรคในระบบ สกัดหยาบจากตัวอยางพืชดวยเอทานอลมี Punica ทางเดนิ อาหารบางชนดิ granatum, Syzygium aromaticum, Zingiber 1. การเตรียมผงตัวอยางจากสวนใบ กา น และเปลอื กของหัว officinales แ ล ะ Thymus vulgaris ส า ม า ร ถ ใ ห เทายายมอ ม โดยการนาํ สวนของใบ กาน และเปลือกของหวั ประสิทธิภาพในการยับย้ังเชื้อไดดีที่สุดที่ระดับความเขมขน เทายายมอมมาลางใหสะอาด ห่ันเปนช้ินเล็กๆ ทําการ 10 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร ขณะท่ีสารสกัดหยาบจาก อบแหงดวยเคร่ืองอบแหงทอ่ี ุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
574 24 ชั่วโมง แลวบรรจุลงในถุงพลาสติก เมื่อจะใชจึงนํา ศึกษาคาความเขมขนตํ่าสุดในการยับยั้งแบคทีเรีย โดยวิธี ตัวอยา งมาบดใหละเอยี ด Minimum inhibitory concentration (MIC) แ ล ะ 2. การเตรียมสารสกัดหยาบจากใบ กาน และเปลือกของหัว ความเขมขนตํ่าสุดในการฆาแบคทีเรีย Minimum เทายายมอม โดยทําการสกัดสารสกัดหยาบจากสวนใบ กาน bactericidal concentration (MBC) และเปลือกของหัวเทายายมอมดวยตัวทําละลาย 4 ชนิด 1. การเตรียมแบคทีเรีย B. cereus, E. coli, S. aureus และ ไดแ ก เอทานอล 50 และ 95 เปอรเ ซน็ ต เมทานอล และอะซิ P. aeruginosa ทําการเขี่ยเชื้อทดสอบ 4-5 โคโลนี ลงใน โตน โดยชั่งผงจากสวนใบ กาน และเปลือกของหัว อาหารเหลว NB แลวเขยาเพื่อใหเช้ือกระจายในหลอด เทายายมอ มอยางละ 10 กรัม ผสมกับสารละลายแตละชนดิ ทดสอบ บม ทอ่ี ุณหภมู ิ 37 องศาเซลเซยี ส นานประมาณ 3-4 90 มิลลิลิตร (อัตราสวน 1 : 10 หรือความเขมขน 100 ชั่วโมง เจือจางดวยอาหารเล้ียงเชื้อเหลว NB แลวนํามานับ มิลลิกรัมตอมลิ ลลิ ิตร) เขยาในที่มดื โดยใชเครือ่ งเขยา ที่ 200 จํานวนเซลลดวย haemacytometer (ใหมีจํานวนเซลล รอบตอนาที นาน 24 ชั่วโมง นําสารสกัดมากรองเอากาก ประมาณ 105-107 เซลลตอมิลลิลิตร) หรือใชวิธีวัดคา OD ออกดวยกระดาษกรอง ถามีตะกอนละเอียดใหนําไปหมุน 600 ใหม ีคา การดูดกลนื คลน่ื แสงเทา กับ 0.1 เหวี่ยงดวยความเร็วรอบ 3000 รอบตอนาที นาน 15 นาที 2. การศึกษาความไวของแบคทีเรียตอสารสกัดหยาบจาก นําสวนใสไประเหยดวยเครื่อง rotary evaporator ท่ี จากใบ กาน และเปลือกของหัวเทายายมอม โดยวิธี Macro อณุ หภูมิ 60 องศาเซลเซียส เมื่อสารละลายระเหยออกไปจน broth dilution technique โดยการใชปเปตดูดอาหารเลยี้ ง เหลือปริมาตร 10 มิลลิลิตร จะไดความเขมขนสุดทายของ เช้ือเหลว ใสลงในหลอดที่ 1-12 หลอดละ 1 มิลลิลิตร ดูด สารสกัดหยาบเปน 1000 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร (เตรียมสาร สารสกดั หยาบจากสวนตางๆ ที่มีความเขมขน 500 มลิ ลิกรมั สกัดหยาบใหมีความเขมขนเปน 100, 200, 300, 400 และ ตอมิลลิลติ ร ใสลงในหลอดท่ี 1 และ 2 หลอดละ 1 มิลลลิ ิตร 500 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร) แลวเก็บในขวดสีชาท่ีอุณหภูมิ 4 ผสมสารแตละหลอดใหเขากัน ดูดสารในหลอดท่ี 2 จํานวน องศาเซลเซียส จนกวาจะทดลอง (ดัดแปลงจาก Abdullah 1 มิลลิลิตร ใสลงในหลอดที่ 3 ไปจนถึงหลอดที่ 11 ผสมให et. al., 2011) เขากันไดดีแลว ดูดสารละลายทิ้งไป 1 มิลลิลิตร หลอดท่ี 12 3. การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากจากใบ จะมีแตอาหารเลี้ยงเช้ือเพียงอยางเดียวไมมีสารสกัดหยาบ กาน และเปลือกของหัวเทายายมอม โดยการเปรียบเทียบ จึงใชเปน positive control (สําหรับความเขมขนของสาร ฤทธ์กิ ารตา นแบคทเี รยี B. cereus, E. coli, S. aureus และ สกัดหยาบจากหลอดที่ 1-11 มีลําดับความเขมขนเปน 500, P. aeroginosa โดยวิธี Disc Diffusion ทําการเพาะเลี้ยง 250, 125, 62.5, 31.25, 15.63, 7.82, 3.91 แ ล ะ 1.96 แ บ ค ที เ รี ย B. cereus, E. coli, S. aureus แ ล ะ P. มิลลิกรมั ตอ มิลลลิ ติ ร ตามลาํ ดบั ) เติมเช้ือจุลินทรยี ท เ่ี ตรยี มไว aeruginosa ในหลอดทดสอบท่บี รรจุอาหารเหลว Nutrient ลงไปทุกหลอดๆ ละ 1 มิลลิลิตร นําไปบมท่ีอุณหภูมิ 37 broth (NB) จํานวน 4 หลอด บมที่อุณหภูมิ 37 องศา องศาเซลเซียส นาน 16-18 ชว่ั โมง เซลเซียส เปนเวลา 24 ชั่วโมง เจือจางแบคทีเรียที่เล้ียงใน การอา นคา Minimum inhibitory concentration อาหารเหลวใหไดระดับความเจือจาง 10-2 เทา ปเปตเช้ือท้ัง (MIC) 4 ชนิด อยางละ 0.1 มิลลิลิตร เล้ียงบนอาหาร NA โดยการ spread plate นํ า ส า ร ส กั ด ที่ ก ร อ งด ว ย syringe filter เมื่อบมเช้ือจนครบ 16-18 ชั่วโมง ใหสังเกตหลอดสุดทาย ปราศจากเชื้อ หยดลงบนกระดาษกรองรูปวงกลมปราศจาก ที่ไมมีเช้ือจุลินทรียเจริญหรืออาหารเล้ียงเช้ือในหลอดไมขุน เชื้อขนาดเสนผานศูนยกลาง 5 มิลลิเมตร ครั้งละ 20 อานปริมาณของสารทดสอบของหลอดนี้เปนคา MIC บันทึก ไมโครลิตร รอใหแผนกระดาษตาปลาแหงและทําซํ้าอีก 2 หนว ยเปนมลิ ลกิ รมั ตอมิลลลิ ิตร คร้ัง วางแผนกระดาษตาปลาที่ความเขมขนของสารสกัด การอานคา Minimum bactericidal concentration ตางๆ ลงบนจานเพาะเช้ือ ใชยาปฏิชีวนะเพนนิซิลนิ แอมพิซิ (MBC) ลิน และอะมอกซิซิลิน ปริมาณละ 10 ไมโครกรัม เปนตัว ควบคุม (positive control) ทุกตัวอยางทดลองอยางละ 3 จากคาความเขมขนตํ่าสุดท่ีไมมีเชื้อจุลินทรียเจริญใน ซ้ํา นําไปบมที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เปนเวลา 24 อาหารเหลว (MIC) นํามาหาคา MBC โดยการนําหลอด ช่ัวโมง วัดขนาดเสนผานศูนยกลางของบริเวณใส (clear อาหารเลี้ยงเชื้อที่ทําการทดสอบคา MIC ท่ีไมมีความขุนของ zone) บันทึกผลการทดลอง นําคาท่ีมากท่ีสุดไปทดสอบใน ทุกหลอดไปเล้ียงเชื้อโดยวิธี spread plate บนอาหาร ขัน้ ตอนตอไป Nutrient agar ถาที่ระดับความเขมขนของสารสกัดท่ี สามารถฆาเช้ือจุลินทรียได จะไมพบการเจริญของ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
575 เชื้อจุลินทรียบนอาหารเลี้ยงเชื้อ อานคาความเขมขนที่ตํ่า ท่ีสุดท่ีสามารถฆาเชื้อจุลินทรียไดเปนคา MBC บันทึกหนวย เปนมลิ ลิกรมั ตอ มิลลลิ ติ ร กข ค ภาพท่ี 1 ลักษณะใบเทา ยายมอม ก.) พันธสุ ีมว ง ข.) พันธุส ีเขยี วใบเลก็ ค.) พันธุส ีเขียวใบใหญ กข ค ง จ ภาพท่ี 2 ลักษณะเทายายมอม ก.) กา นพนั ธสุ มี ว ง ข.) กา นพันธสุ เี ขียวใบเลก็ ค.) กา นพนั ธสุ ีเขยี วใบใหญ ง.) หัวเทา ยายมอ ม จ.) เปลอื กจากหวั เทา ยายมอ ม ผลและวจิ ารณผลการทดลอง เปลือกของหัวเทายายมอมท่ีไดทําการสกัดดวยตัวทํา 1. ผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากใบ ละลาย 4 ชนิด ไดแก เอทานอล 50 และ 95 เปอรเซน็ ต เม กาน และเปลือกของหัวเทายายมอมในการยับย้ังเชื้อ E. ทานอล และอะซิโตน ทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้ง coli, B. cereus, S. aureus และ P. aeruginosa โดยวิธี เชื้อ E. coli, B. cereus, S. aureus และ P. aeruginosa Disc Diffusion โดยวิธี Disc Diffusion พบวาสารสกัดหยาบจากใบ กาน และเปลือกของหัวเทายายมอม สามารถยับย้ังการเจริญ จากการศึกษาการใชสารสกัดหยาบจากใบ กาน และ ของแบคทีเรียไดแตกตางกัน โดยเปรียบเทียบจากขนาด เปลือกของหัวเทายายมอมในการยับย้ังแบคทีเรีย โดยเก็บ เสนผานศนู ยกลางของบรเิ วณใสของการยับยง้ั (ตารางท่ี 1) ตวั อยางจากภายในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร โดยการนําผงตัวอยางจากใบ กาน และ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
576 ตารางที่ 1 ประสิทธภิ าพของสารสกัดหยาบจากเทา ยายมอ มในการยบั ยั้งแบคทีเรยี สารสกดั หยาบ ชนดิ ของแบคทเี รียทถ่ี กู ยับยั้งมากท่ีสุด สารละลาย ขนาดบรเิ วณใส (มม.) ใบเทายายมอ มสเี ขียวใบเล็ก E. coli เอทานอล 50% 9 9 ใบเทายายมอมสเี ขียวใบใหญ B. cereus เอทานอล 50% 8 ใบเทา ยายมอมสีมวง E. coli, B. cereus เอทานอล 50% 8 กานเทายายมอ มสเี ขยี วใบเล็ก E. coli, P. aeruginosa เอทานอล 95% 9 กานเทายายมอมสีเขียวใบใหญ B. cereus เอทานอล 50% 7 กา นเทา ยายมอ มสมี ว ง E. coli, B. cereus, เอทานอล 50% S. aureus, P. aeruginosa 10 เปลอื กของหัวเทายายมอม E. coli เมทานอล หมายเหต:ุ สารสกดั หยาบจากเทา ยายมอ มเขมขน 500 มลิ ลิกรมั ตอมลิ ลลิ ติ ร จากผลการทดลองนี้จะเห็นไดวาสารสกดั หยาบทไ่ี ดจาก ยับย้ังแบคทีเรียของสารสกัดหยาบจากเทายายมอมดวยวิธี ใบและกานของเทายายมอมสกัดดวยเอทานอล 50 Disc diffusion เปนการตรวจสอบเบือ้ งตน จงึ ไดนําสารสกัด เปอรเซ็นต ใหผลในการยับยั้งแบคทีเรียที่ใชทดสอบไดดี หยาบไปทดสอบความเขมขนต่ําสุดในการยับยั้งแบคทีเรีย แตกตางกันในเชื้อแตละสายพันธุ ซ่ึงมีขนาดเสนผาน (Minimum inhibitory concentration; MIC) แ ล ะ ค ว า ม ศูนยกลางของบริเวณใสอยูในชวง 7-9 มิลลิเมตร แตพบวา เขมขนต่ําสุดในการฆาแบคทีเรีย (Minimum bactericidal สารสกัดหยาบจากสวนเปลอื กของหวั เทา ยายมอมทสี่ กดั ดวย concentration; MBC) ข้นั ตอนตอ ไป เมทานอลท่ีระดับความเขมขน 500 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร 2. ผลของความเขมขนต่ําสุดในการยับย้ังเช้ือ (MIC) และ สามารถยับย้ังการเจริญของเช้ือ E. coli ไดดีกวาแบคทีเรีย ความเขมขนตา่ํ สุดในการฆาแบคทเี รีย (MBC) ชนิดอ่ืน โดยวัดขนาดเสนผานศูนยกลางของบริเวณใสได เทากับ 10 มิลลิเมตร และสามารถยับย้ังแบคทีเรียไดดีท่ีสุด จากการทดสอบสารสกัดหยาบจากสวนตางๆ ของ เมื่อเทียบกับสารสกัดหยาบจากเทายายมอมสวนอื่น ซึ่ง เ ท า ย า ย ม อ ม ที่ ผ า น ก า ร ท ด ส อ บ เ บื้ อ ง ต น ใ น ก า ร ยั บ ย้ั ง สอดคลองกับการทดลองของ Vu et al. (2018) ที่พบวา สาร แบคทีเรียดวยวิธี Disc diffusion โดยคัดเลือกจากผลของ สกัดจากสวนเปลือกของหัวเทายายมอมท่ีทําการสกัดดวยเม การยับย้ังแบคทีเรียบนจานอาหารแข็งที่ใหขนาดเสนผาน ทานอล ท่ีระดับความเขมขน 250 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร ใช ศูนยกลางของบริเวณใสของการยับยั้งสูงที่สุดคือ สารสกัด วิธีทดสอบแบบ agar well diffusion มีขนาดเสนผาน หยาบจากสวนเปลือกของหัวเทายายมอมที่สกัดดวยเมทา ศูนยกลางของการยับยั้งเทากับ 8 มิลลิเมตร สามารถยับยั้ง นอล โดยสามารถยับย้ังการเจริญของ E. coli ไดดีท่ีสุด การเจรญิ เติบโตไดทงั้ แบคทเี รยี นแกรมบวก ไดแกS . aureus ทดสอบคาความเขมขนต่ําสุดในการยับยั้งแบคทีเรีย (MIC) และ Enterococcus faecalis และแบคทีเรียแกรมลบ โดยการเจือจางระดับความเขมขนของสารสกัดหยาบจาก ไดแก E. coli และ P. aeruginosa นอกจากน้ียังพบวา สาร เปลือกของหัวทายายมอมเปน 500, 250, 125, 62.50, สกัดหยาบจากสวนใบของเทายายมอมไมสามารถยับย้ังการ 31.25, 15.63, 7.82, 3.91 และ 1.96 มิลลิกรัมตอมิลลิลิตร เจริญของแบคทีเรียท่ีใชทดสอบได ซ่ึงสอดคลองกับการ และทดสอบหาคาความเขมขนตํ่าสุดในการฆาแบคทีเรีย ทดลองน้ีที่พบวาสารสกัดหยาบจากใบของเทายายมอมสี พบวา สารสกัดหยาบจากสวนเปลือกของหัวเทายายมอมท่ี เขียวใบเล็กไมสามารถยบั ยั้งการเจริญของแบคทีเรยี ทุกชนิด คัดเลอื กสามารถยบั ยั้งการเจริญของแบคทีเรยี ทใ่ี ชทดสอบได ท่ีทําการทดสอบเชนกัน แตที่แตกตางจากการทดสอบของ Vu et. al. (2018) คอื สารสกดั หยาบจากสว นเปลอื กของหวั ตารางที่ 2 ความเขมขนต่ําสุดในการยับยั้งเชื้อ (MIC) และ เทายายมอมที่สกัดดวยเมทานอลสามารถยับย้ังเช้ือ S. ความเขมขนต่ําสุดในการฆาแบคทีเรีย (MBC) E. coli ของ aureus ไดดีกวาเชื้อ E. coli จะเห็นไดวา การใชแอลกอฮอล สารสกัดหยาบจากเปลือกของหัวเทายายมอมที่สกัดดวยเม ในการสกัดสารสกดั หยาบจากเทา ยายมอมใหผ ลดีกวาการใช ทานอล สารละลายอะซิโตน เชนเดียวกับงานวิจัยของ Ahmad et. al. (1998) ที่พบวาการใชแอลกอฮอลในการสกัดสารสกัด ระดบั ความเขมขน ของสาร MIC MBC หยาบจากพืชตัวอยางสามารถยบั ย้ังเชื้อท่ีใชทดสอบไดดกี วา สกัดหยาบ(มก./มล.) สารสกดั ดวยน้าํ และเฮกเซน ในการทดสอบประสทิ ธภิ าพการ 500 - + 250 - + 125 - + การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
577 ระดับความเขม ขน ของสาร MIC MBC เอกสารอางองิ สกดั หยาบ(มก./มล.) Ahmad, I., Mehmood, Z. and Mohammad, F. 1998. 62.50 - + Screening of some Indian medicinal plants for 31.25 + + their antimicrobial properties. Journal of 15.63 + + Ethnopharmacology. 7.82 + + 62(2): 183-193. 3.91 + + Habila, J.D., Bello, I.A., Dzikwe, A.A., Ladan, Z., and 1.96 + + Sabiu, M. 2011. Comparative evaluation of หมายเหต:ุ - ไมพบการเจริญของแบคทเี รีย, + พบการเจริญของ phytochemicals, antioxidant and antimicrobial แบคทเี รีย activity of four medicinal plants native to northern Nigeria. Australian Journal of Basic จากตารางท่ี 2 แสดงผลของการทดสอบความเขมขน and Applied Sciences. 5(5): 537-543. ต่ําสุดในการยับยั้งเชื้อ (MIC) และความเขมขนต่ําสุดในการ Lozano, C.M., Vasquez-Tineo, M.A., Ramirez, M. and ฆาแบคทีเรีย (MBC) ของสารสกัดหยาบจากเปลือกของหัว Jimenez, F. 2013. In vitro antimicrobial activity เทายายมอมท่ีสกัดดวยเมทานอลตอแบคทีเรีย E. coli screening of tropical medicinal plants used in พบวาคา MIC ของแบคทีเรีย E. coli เทากับ 62.5 มิลลิกรมั Santo Domingo, Dominican Republic. Part I. ตอมิลลิลิตร ซึ่งเปนระดับความเขมขนของสารสกัดหยาบท่ี Pharmacognosy Communications. 3(2): 64- ไมพบการเจริญของแบคทีเรีย E. coli แตที่ระดับความ 69. เขมขน 31.25, 15.63, 7.82, 3.91 และ 1.96 มิลลิกรัมตอ Mostafa, A.A., Al-Askar, A.A., Almaary, K.S., Dawoud, มิลลิลิตร พบวา มีการเจริญของแบคทีเรียดังกลาว และ T.M. and Sholkamy, E.N., Bakri, M.M. 2018. พบวาคา MBC ของแบคทีเรีย E. coli มีคามากกวา 500 Antimicrobial activity of some plant extracts มิลลิกรมั ตอมลิ ลิลติ ร จงึ จะสามารถฆาแบคทีเรยี E. coli ได against bacterial strains causing food poisoning diseases. Saudi Journal of สรุปผลการทดลอง Biological Sciences. 25: 361-366. การใชสารสกัดหยาบจากใบ กาน และเปลือกของหัว Radostits, O.M., Blood, D.C. and Gay, C.C. 1997. Veterinary Medicine: A Textbook of the เทายายมอมในการยับย้ังแบคทีเรียที่สกัดดวยตัวทําละลาย diseases of cattle, sheep, pigs, goats and ตางชนิดกัน สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย E. horses. 8th edition, W.B. Saunders, London, coli, S. aureus, B. cereus แ ล ะ P. aeruginosa ไ ด England, pp. 207-278. โดยสารสกัดหยาบจากสวนเปลือกของหวั เทายายมอมทส่ี กดั Ukpabi, U.J., Ukenye, E. and Olojede, A.O. 2009. ดวยเมทานอล สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ E. coli ได Raw-material potentials of Nigerian wild ดีกวาสารสกัดหยาบจากสวนกานและใบของเทายายมอมที่ polynesian arrowroot (Tacca ใชทดสอบ สวนการนําไปใชประโยชนอ่ืน ควรทําการศึกษา leontopetaloides) tubers and starch. Journal สารทเ่ี ปนองคป ระกอบในสวนตา งๆ ของเทายายมอมตอ ไป of Food Technology. 7: 135-138. Vu, Q.T.H., Le, P.T.K., Vo, H.P.H., Nguyen, T.T., and คาํ ขอบคุณ Nguyen, T.K.M. 2017. Characteristics of Tacca โ ค ร ง ก า ร วิ จั ย น้ี ไ ด รั บ ก า ร ส นั บ ส นุ น แ ห ล ง ทุ น จ า ก leontopetaloides L. Kuntze collected from An Giang in Vietnam. International โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ Conference on Chemical Engineering, Food และไดรับความเอ้ือเฟอสถานที่และอุปกรณตลอดจน and Biotechnology (ICCFB2017) doi: เครื่องมือตางๆ ในการทํางานวิจัยนี้จากมหาวิทยาลัย 10.1063/1.5000190 เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร คณะผูวิจัยจึง ขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
578 การสํารวจความหลากหลายของแบคทเี รียในดนิ ปาสาธารณะ บรเิ วณตาํ บลนาสนี วน อาํ เภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม A SURVEY OF BACTERIAL DIVERSITY IN PUBLIC FOREST SOIL AT NA SI NUAN SUBDISTRICT, KANTARAWICHAI DISTRICT, MAHA SARAKHAM PROVINCE กรรณิการ ชเู กียรติวฒั นา* และ ฒาลศิ า ยวุ อมรพทิ กั ษ Kannika Chookietwattana* and Thalisa Yuwa-amornpitak ภาควชิ าเทคโนโลยีชวี ภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อ. กันทรวชิ ัย จ. มหาสารคาม 44150 Biotechnology, Faculty of Technology, Mahasarakham University, Kantarawichai, Maha Sarakham 44150 บทคัดยอ งานวิจัยนี้เปนการสํารวจความหลากหลายของแบคทีเรียในดินปาสาธารณะบริเวณตําบลนาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัด มหาสารคาม เก็บตัวอยางดิน 3 คร้ังตามฤดูกาลคือ รอน ฝน และหนาว แยกแบคทีเรียจากตัวอยางดินดวยอาหาร halobacteria medium ที่มีปริมาณเกลอื NaCl 0 3 และ 6% เลือกเกบ็ ทุกโคโลนีที่มีลกั ษณะแตกตา งกัน นําไปทําใหไดเช้อื บริสุทธิ์ ศึกษาคุณสมบัติของแตละไอโซเลทดานการติดสีแกรมและการเจริญที่ความเค็ม pH และอุณหภูมิตาง ๆ สายพันธุ แบคทเี รยี ทั้งหมดที่แยกไดจากตัวอยา งดินมจี ํานวน 56 ไอโซเลท แบคทเี รียสว นใหญเปนพวกแกรมบวก มรี ะดับความเค็มของ เกลือ NaCl ท่ีเหมาะสมตอการเจริญคือ 0% และมีชวงระดับความเค็มของเกลือ NaCl ท่ีสามารถเจริญไดคือ 0-3% pH ท่ี เหมาะสมตอการเจริญและชวง pH ท่ีสามารถเจริญไดของแบคทีเรียสวนใหญคือ 7 และ 5-9 ตามลําดับ สําหรับอุณหภูมิท่ี เหมาะสมตอการเจริญและชวงอุณหภูมิท่ีสามารถเจริญไดของแบคทีเรียสวนใหญคือ 37 °C และ 25-50 °C ตามลําดับ แบคทเี รยี เหลา นม้ี ศี ักยภาพสงู ในการนําไปใชป ระโยชนท างเทคโนโลยชี ีวภาพ เนื่องจากมชี ว ง pH และอุณหภมู ิที่สามารถเจรญิ ไดคอ นขา งกวา ง Abstract This research is a survey of bacterial diversity in a public forest soil at Na Si Nuan Subdistric, Kantarawichai District, Maha Sarakham Province. Soil samples were collected 3 times in hot, rainy, and winter seasons. Bacteria were isolated from soil samples using halobacteria medium containing NaCl at 0, 3, and 6%. All colonies with different morphologies were picked up and obtained for pure cultures. Characteristics of bacterial isolates in Gram staining and ability to grow in various salinities, pH and temperatures were determined. The 56 bacterial isolates were isolated from soil samples. Most bacterial isolates were Gram- positive bacteria. An optimum and range of salinity (NaCl) level for growth of most bacterial isolates were 0% and 0-3%, respectively. An optimum and range of pH for growth of most bacterial isolates were pH 7 and 5-9, respectively. An optimum and range of temperature for growth of most bacterial isolates were 37 °C and 25-50 °C, respectively. All bacterial isolates provide a high potential in biotechnological applications due to their abilities to grow in a wide range of pH and temperatures. คําสําคัญ: จลุ ินทรียสรางสารส,ี สารสี, การสกดั Keywords: pigment producing microorganism, pigment, extraction *ตดิ ตอ นักวิจัย: กรรณิการ ชเู กยี รติวัฒนา (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Kannika Chookietwattana (E-mail: [email protected]) บทนํา ท่ีดินเค็มสวนใหญเปนแบคทีเรียทนเค็มและแบคทีเรียชอบ ความเค็มของดินเปนหน่ึงในปญหาที่สําคัญท่ีสุดที่มีผล เ จ ริ ญ ใ น ท่ี เ ค็ ม (Ramos-Cormenzana, 1993) นั ก จุ ล - ชวี วิทยาหลายทานไดก ําหนดเกณฑใ นการแบงกลมุ แบคทเี รยี ตอการเจรญิ เตบิ โตของพืชและระบบนิเวศของพื้นท่ีแหงแลง ที่เจริญในท่ีเค็ม แตเกณฑท่ีไดรับการยอมรับมากที่สุดคือ และก่ึงแหงแลง (Chhabra, 1996) แบคทีเรียท่ีพบในพื้น การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
579 เกณฑท่ีเสนอโดย Kushner (1985) ซ่ึงแบงกลุมของจุลินทรยี ปาสาธารณะบริเวณตําบลนาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย ตามระดับเกลือ NaCl ท่ีเจริญไดดีท่ีสุดเปน 5 กลุม คือ (1) จังหวัดมหาสารคาม มีเนื้อที่ 120 ไร แบงออกเปนแปลงเก็บ จุลินทรียไมชอบเค็ม (non-halophile) เจริญไดดีที่สุดใน ตัวอยางดิน 14 แปลง (ภาพที่ 1) ตามฤดูกาลคือ รอน (6 อาหารที่ไมมีเกลือหรือมีเกลือ NaCl <0.2 M (∼1%) (2) พฤษภาคม 2560) ฝน (27 กันยายน 2560) และหนาว (6 จุลินทรียชอบเค็มระดับต่ํา (slight halophiles) เจริญไดดี กุมภาพันธ 2561) ในแตล ะแปลงทาํ การเก็บตัวอยางดินแบบ ที่สุดในอาหารที่มีเกลือ NaCl 0.2-0.5 M (∼1-3%) (3) สุม 3 หลุม ในลักษณะสามเหล่ียมดานเทาที่ระดับความลึก จุลนิ ทรียชอบเคม็ ระดับปานกลาง (moderate halophiles) จากผิวดิน 30 เซนติเมตร โดยใช hand auger แตละหลุม เจริญไดดีท่ีสุดใน อาหารที่มีเกลือ NaCl 0.5-2.5 M (∼3- หางกันประมาณ 10 เมตร นําตัวอยางดินจากแตละแปลงที่ 15%) (4) จุลินทรียชอบความเค็มระดับคอนขางสูง สุมเก็บ 3 หลุม ผสมใหเขากันดีและใชเปนตัวแทนตัวอยาง (borderline extreme halophiles) เ จ ริ ญ ไ ด ดี ที่ สุ ด ใน ดินของแตละแปลง อาหารท่ีมีเกลือ NaCl 1.5-4.0 M (∼9-23%) (5) จุลินทรีย 2. การวิเคราะหตวั อยา งดินทางจลุ ชวี วิทยา ชอบความเค็มระดับสูง (extreme halophiles) เจริญไดดี ในอาหารท่ีมีเกลือ NaCl 2.5-5.2 M (∼15-32%) สําหรับ ภายในเวลา 24 ช่ัวโมงหลังจากเก็บตัวอยางดิน ทําการ จุลินทรียท่ีเจริญไดดีที่สุดในอาหารที่ไมมีเกลือหรือมีเกลือ แยกแบคทีเรียจากตวั อยางดินดว ยเทคนิคเกล่ียเช้ือ (spread NaCl <0.2 M และสามารถเจรญิ ไดในอาหารที่มีเกลอื NaCl plate technique) โดยใชอาหาร halo-bacteria medium สูงกวา 0.2 M ดว ย เรียกวา จุลินทรียท นเคม็ (halotolerant) (Atlas, 1997) ที่มีความเค็มจากเกลือ NaCl 0 3 และ 6% ในระบบนิเวศปาไม แบคทีเรียเปนกลุมจุลินทรียท่ีมีบทบาท สําหรับการแยกเชื้อแบคทีเรียกลุม non-halophiles, slight สําคัญย่ิง เพราะเปนจุลินทรียกลุมหลักท่ีมีบทบาทสําคัญใน halophiles และmoderate halo-philes ตามลําดับ บม การหมุนเวียนของคารบอน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส จานเพาะเชื้อท่ีอุณหภูมิ 37°C เปนเวลา 48 ช่ัวโมง ตรวจดู บทบาทเหลานี้เกิดขึ้นจากการท่ีแบคทีเรียมีเอนไซมท่ี และจดบันทึกลักษณะปรากฏท่ีแตกตางกันของแตละโคโลนี หลากหลาย ซ่ึงเอ้ือประโยชนตอส่ิงมีชีวิตตางๆ ในปา ไมวา หลังจากน้ันจึงคัดเลือกเชื้อท่ีมีลักษณะโคโลนีแตกตางกันไป จะเปนพชื หรือสัตว (Lladó et. al., 2017) มหาสารคามเปน ทาํ ใหบรสิ ุทธ์ิ และใชในการ ศึกษาความสามารถในการเจริญ จังหวัดท่ีประสบปญหาดินเค็มกระจายอยูทุกอําเภอ (นเรศ ที่ความเค็มของเกลือ NaCl ตางๆ (0 3 8 15 20 25 และ สัตยารักษ และคณะ, 2542) แตดินบริเวณปาชุมชนที่ตําบล 32%) ที่ pH ตางๆ (pH 4 5 7 9 และ 11) และท่ีอุณหภูมิ นาสนี วน อําเภอกนั ทรวิชัย จงั หวัดมหาสารคาม ซึง่ เปนพืน้ ที่ ตางๆ (10 25 35 45 และ 50°C) ดว ยอาหาร halobacteria ศึกษาน้ันเปนดินที่ไมมีปญหาความเค็ม เนื่องจากปาไมชวย medium ทม่ี กี ารเตมิ เกลอื NaCl หรือปรบั pH หรอื อุณหภูมิ ควบคุมไมใหความเค็มของชั้นหินเกลือแพรกระจายสูดินช้ัน ในการบมเชื้อตามแตละวัตถุประสงคของการศึกษา การ บน การที่แบคทีเรียในดินมีอันตรกิริยากับส่ิงมีชีวิตตางๆ ใน ตรวจสอบความสามารถในการเจรญิ อาศัยการวดั คาความขุน ปาไม องคความรูดานความหลากหลายของแบคทีเรียในดิน เซลล (optical density) ท่ีความยาวคล่ืน 600 นาโนเมตร จึงเปนขอมูลที่จําเปนอยางยิ่งสําหรับการจัดการพื้นที่ปา และคาความขนุ เซลลที่ต่าํ กวา 0.05 ถอื วา เช้อื ไมมีการเจริญ ชุมชนใหส ามารถยงั ประโยชนไดอยางย่ังยนื ภาพที่ 1 แปลงเกบ็ ตวั อยางดนิ ของพ้ืนทศี่ กึ ษา การวิจัยนม้ี ีวัตถปุ ระสงคเ พ่อื สาํ รวจความหลากหลายของ แบคทีเรียในดินบริเวณปาชุมชนท่ีตําบลนาสีนวน อําเภอ กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และเพื่อแยกสาย-พันธุ แบคทีเรียทนเค็มหรือแบคทีเรียชอบเจริญในท่ีเค็มสาํ หรับใช เปนแหลงพันธุกรรมในการศึกษาแนวทางการนําไปใช ประโยชนทางเทคโนโลยชี ีวภาพตอไปในอนาคต “งานวิจัยน้ี เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ” อปุ กรณและวิธีการทดลอง 1. การเกบ็ ตัวอยา งดิน การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
580 3. การเก็บรักษาสายพันธุเชอื้ จลุ นิ ทรีย โดยเก็บรกั ษาไวใ น เค็มน้ันสอดคลองกับการศึกษาของ Rodriguez-Valera et. กลเี ซอรอลเหลวท่ีอุณหภมู ิ -20°C al. (1981) Quesada, et. al. (1982) และ Zahran et. al. ผลและวิจารณผลการทดลอง (1992) 1. การศกึ ษาความหลากหลายของแบคทีเรยี ในดนิ จากการเก็บตัวอยางดินจากบริเวณพ้ืนท่ีปาสาธารณะ ตําบลนาสนี วน อาํ เภอกันทรวิชัย จงั หวัดมหาสารคาม ในแต ละฤดูกาลของปคือ รอน ฝน และหนาว เมื่อนํามาแยก แบคทีเรียดวยอาหารเลี้ยงเช้ือ halobacterium medium ท่ีมีความเขมขนของเกลือ NaCl 0 3 และ 6% สามารถแยก แบคทีเรียท่ีมีลักษณะโคโลนีแตกตางกันไดท้ังหมด 56 ไอโซ เลท ตัวอยา งโคโลนีแสดงดงั ภาพที่ 2 ภาพที่ 3 สัดสว นเปนรอยละของแบคทเี รยี ทีพ่ บดานการตดิ สี แกรมและรปู รา งของเซลล ภาพที่ 2 ตัวอยางลกั ษณะโคโลนขี องแบคทเี รยี ท่ีแยกจากดิน ภาพที่ 4 สดั สวนเปนรอยละของแบคทเี รยี ท่ีพบจาํ แนกตาม ดวยอาหาร halobacteria medium ทีม่ เี กลอื NaCl ความ ระดบั เกลือ NaCl ท่เี จรญิ ไดด ี เขมขนระดบั ตา งๆ ต้งั แต 0-6% ภาพที่ 5 สดั สว นเปนรอยละของแบคทีเรียดา นระดบั ความ เคม็ ทีเ่ หมาะสมตอการเจรญิ ตา งๆ จากการศึกษาคุณสมบัติดานการติดสีแกรมและรูปราง ของเซลลพบวา แบคทีเรียสวนใหญเปนแบคทีเรียแกรมบวก รูปรางแทง (ภาพที่ 3) ที่มีการสรางสปอร ความสามารถใน การสรางสปอรชวยใหแบคทีเรียกลุมน้ีทนทานและรอดชีวิต ในสภาพแวดลอมท่ีแหงแลงและมีธาตุอาหารสําหรับการ เจริญตาํ่ ไดด ี (Reynolds and Pepper, 2000) ผลการศกึ ษา ความสามารถในการเจรญิ ทคี่ วามเค็มของเกลือ NaCl ระดับ ตา งๆ พบวา แบคทีเรียสว นใหญเปน กลุมทนเค็ม รองลงไปคือ กลมุ ทชี่ อบเค็มระดบั ต่าํ และกลมุ ไมชอบเค็มตามลาํ ดับ (ภาพ ท่ี 4) ชวงความเค็มท่ีแบคทีเรียสวนใหญสามารถเจริญไดคือ 0-3% (ไมไดแสดงขอมูลไวในท่ีน้ี) และมีสัดสวนของ แบคทีเรียสูงถึงรอยละ 14.3 ที่มีระดับความเค็มของเกลือ NaCl ที่เหมาะสมตอการเจริญคือ 3% (ภาพที่ 5) การพบ แบคทีเรียกลุมที่ชอบเค็มระดับต่ําแมวาดินในพื้นที่ปา สาธารณะนี้เปน ดนิ ไมเคม็ อาจเน่ืองจากธรรมชาติของดินเคม็ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะท่ีเค็มเปนหยอม และ ในพ้ืนท่ีจังหวัดมหาสารคามเปนดินเค็ม แบคทีเรียทนเค็ม หรือชอบเค็มในพื้นท่ีใกลเคยี งจึงสามารถแพรก ระจายสพู ้นื ที่ ปาสาธารณะนี้ ทั้งโดยปจจัยทางธรรมชาติ เชน ลม หรือ ปจจัยจากการกระทําของมนุษย เชน การเกษตรกรรม นอกจากน้ี การที่พบวาแบคทีเรียสวนใหญเปนแบคทีเรียทน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
581 ผลการศึกษาความสามารถของแบคทีเรยี ในการเจริญที่ สรปุ ผลการทดลอง pH และอุณหภูมิตางๆ แสดงดังภาพที่ 6 และ 7 ตามลําดับ จากการสํารวจความหลากหลายของแบคทีเรียในดนิ ปา โดยพบวาแบคทีเรยี สว นใหญเจริญไดด ที ่ี pH 7 และอุณหภูมิ 35°C สําหรับชวง pH และอุณหภูมิท่ีแบคทีเรียสวนใหญ สาธารณะบริเวณตําบลนาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัด สามารถเจริญไดค ือ 5-9 และ 25-50°C ตามลาํ ดบั มหาสารคาม โดยแยกแบคทีเรียจากตัวอยางดินดวยอาหาร halobacteria medium ท่ีมีปริมาณเกลือ NaCl 0 3 และ ภาพท่ี 6 สดั สว นเปนรอยละของแบคทีเรียท่พี บดา น pH ท่ี 6% ไดสายพันธุแบคทีเรียท้ังหมดจํานวน 56 ไอโซเลท เหมาะสมตอ การเจรญิ แบคทีเรียสวนใหญเปนพวกแกรมบวก รูปรางแทง สราง สปอร มีระดับความเค็มของเกลือ NaCl ท่ีเหมาะสมตอการ ภาพท่ี 7 สดั สว นเปน รอยละของแบคทีเรียท่ีพบดานอณุ หภมู ิ เจริญคือ 0% นอกจากนี้ แบคทีเรียสวนใหญมีชวงระดับ ท่เี หมาะสมตอ การเจรญิ ความเค็มของเกลือ NaCl ที่สามารถเจริญได คือ 0-3% มี ชวง pH ที่สามารถเจริญได คือ 5-9 และมีชวงอุณหภูมิที่ โดยท่ัวไปแบคทีเรียในดินปาไมมีการผลิตเอนไซมได สามารถเจริญได คือ 25-50°C จากผลการศึกษาวิจัยของ หลากหลายและการที่แบคทีเรียทนเค็มและชอบเจริญในท่ี คณะนักวิจัยตางๆ ท่ีพบวาแบคทีเรียทนเค็มและชอบเค็ม เค็มมีความสามารถผลิตสารตางๆ เชน สารตานจุลชีพ สาร ส า ม า ร ถ ผ ลิ ต ส า ร สํ า คั ญ ที่ มี ป ร ะ โ ย ช น ต อ ก า ร แ พ ท ย ออกฤทธ์ิทางชีวภาพ พอลิเมอรชีวภาพ และสารใหกล่ินรส เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม สายพันธุแบคทีเรียที่แยกได ฯลฯ ท่ีมีประโยชนตอการแพทย การเกษตร และ จากการศึกษาน้ีจึงมีคุณคายิ่งสําหรับการนําไปใชประโยชน อุตสาหกรรม (Ramos-Cormenzana, 1990; Oren, 2002) ทางเทคโนโลยีชีวภาพตอไปในอนาคต ตลอดจนการท่ีแบคทีเรียท่ีแยกไดมีชวง pH และอุณหภูมิใน คําขอบคณุ การเจริญท่ีกวางเชนน้ี ทําใหสายพันธุแบคทีเรียที่ไดเปน แหลงพันธุกรรมท่ีมีคุณคาอยางย่ิงตอการนําไปใชประโยชน โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากเงินทุนอุดหนุน ทางเทคโนโลยชี วี ภาพในอนาคต การวิจัยจากงบประมาณแผนดิน ประจําป 2561 มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ผูว จิ ยั ขอขอบคุณมา ณ ทนี่ ้ดี ว ย เอกสารอา งองิ นเรศ สตั ยารักษ, สมเกยี รติ จันทรม หา, เจตต จุลวงษ, ปกรณ สุวานิช, และ ธวชั จาปะเกษตร. 2542. อิทธพิ ล ของช้ันเกลือหินท่ตี อ นา้ํ ใตด ินในภาคอสี าน, นน. 145- 173. ใน : กรมพฒั นาทด่ี นิ เอกสารคมู ือเจาหนา ทขี่ อง รัฐเรอื่ งดินเคม็ .กระทรวงเกษตรและสหกรณ, กรุงเทพฯ. Atlas, M. 1997. Handbook of Microbiological Media. 2nd ed. CRC Press, Boca Raton. Chhabra, R. 1996. Soil Salinity and Water Quality. A.A. Balkema Publishers, Brookfield. Kushner, D.J. 1993. The Biology of Halophilic Bacteria. CRC Press, Boca Raton. Lladó, S., López-Mondéjar, R. and P. Baldrian. 2017. Forest soil bacteria: diversity, involvement in ecosystem processes, and response to global change. Microbiol Mol Biol Rev 81(2): e00063-16. Oren, A. 2002. Diversity of halophilic micro- organisms, environments, phylogeny, physiology, and applications. J Ind Microbiol Biotechnol 28(1): 56-63. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
582 Quesada, E., Ventosa, A., Rodriguez-Valera, F. Rodriguez-Valera, F., Ruiz-Berraquero, F. and A. and A. Ramos-Cormenzana. 1982. Types and Ramos-Cormenzana. 1981. Characteristics of properties of some bacteria isolated from the heterotrophic bacterial populations in hypersaline soils. J Appl Microbiol 53: 155- hypersaline environments of different salt 161. concentrations. Microb Ecol. 7: 235-243. Ramos-Cormenzana, A. 1990. Biotechnology Zahran, H.H., Moharram, A.M. and H.A. applications of the halophilic bacteria. Eur Mohammad. 1992. Some ecological and Congr Biotechnol 5: 600-603. physiological studies on bacteria isolated from salt-affected soils of Egypt. J Basic Microbiol Ramos-Cormenzana, A. (1993). Ecology of 32(6): 405-413. moderately halophilic bacteria. pp. 55-86. In: Vreeland R.H. and Hochstein L.I. (eds.). The Biology of Halophilic Bacteria. Boca Raton: CRC Press. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
583 การคดั เลอื กและจาํ แนกแบคทเี รยี ท่ีมคี ุณสมบัติละลายฟอสเฟต จากดนิ ในปา อนุรกั ษน าสนี วน จังหวดั มหาสารคาม SCREENING AND IDENTIFICATION OF PHOSPHATE SOLUBILIZING BACTERIA FROM SOIL IN NA SI NUAN FOREST, MAHA SARAKHAM, THAILAND เกศรา สุวรรณภักด*ี , ศริ ิรัตน ดศี ลี ธรรม, วจิ ติ รา หลวงอิน และ เกศสคุ นธ มณวี รรณ Ketsara Suwunnapukdee*, Sirirat Deeseenthum, Vijitra Luang-In and Kedsukon Maneewan หนวยวิจยั นวตั กรรมสารตา นอนมุ ูลอิสระจากธรรมชาติ ภาควิชาเทคโนโลยชี วี ภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม ตาํ บลขามเรยี ง อําเภอกันทรวิชยั จังหวัดมหาสารคาม 44150 Natural Antioxidant Innovation Research Unit, Department of Biotechnology, Faculty of Technology, Mahasarakham University, Khamriang, Kantarawichai, Maha Sarakham 44150 บทคดั ยอ งานวิจยั นี้เปน การคัดแยกแบคทเี รียทีม่ คี ณุ สมบัตลิ ะลายฟอสเฟตจากดนิ ในปา สาธารณะนาสีนวน ตั้งอยูท ี่ ต.นาสีนวน อ.กนั ทร วิชัย จ.มหาสารคาม ซ่ึงเปนปา อนุรกั ษใ นโครงการสนองพระราชดาํ ริ อพ.สธ. มเี น้อื ท่ีประมาณ 120 ไร โดยคดั แยกแบคทีเรยี ท่ี เลี้ยงในอาหาร NBRIP agar (National Botanical Research Institute's phosphate growth) และทดสอบความสามารถ ในการยอยสลายฟอสเฟตโดยวิธี Spread ตัวอยางดนิ ท่ลี ะลายนํ้าลงบนจานอาหารเลยี้ งเช้ือแข็งแลว นํามา streak plate แลว ศึกษาลักษณะของโคโลนี ทําการศึกษาสัณฐานวิทยาของแบคทีเรีย และการจําแนกสายพันธุแบคทีเรียโดยวิธี PCR-based 16S rRNA จากผลการทดลองสามารถแยกแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติละลายฟอสเฟตไดท้ังหมด 8 ไอโซเลท โดยแบคทีเรียท่ีคัด แยกไดสามารถยอ ยสลายฟอสเฟตไดด โี ดยใหค า Halo : colony ratio สูง มจี าํ นวน 4 ไอโซเลท ไดแ ก Serratia marcescens ZCL-01, Serratia marcescens C3, Escherichia coli 042 และ Serratia sp. XT-1 (3.39, 2.0, 1.85 และ1.74 ตามลําดบั ) Abstract This research aimed to screen the phosphate solubilizing bacteria from soil in Na Si Nuan Forest, Maha Sarakham. The forest conservation project in response to Plant Genetic Conservation Project Under The Royal initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn has occupied 120 rai. Isolation of bacteria from soil by NBRIP agar (National Botanical Research Institute's phosphate growth) and test the phosphate solubilizing bacteria by spread sample of dissolved soil onto plate then bring streak plate for test the morphology of bacteria and bacterial species classification by PCR-based 16S rRNA gene. The results showed that 8 isolates select with the highest Halo: colony ration 4 isolates is Serratia marcescens ZCL-01, Serratia marcescens C3, Escherichia coli 042 and Serratia sp. XT-1. Halo : ratio colony is equal to 3.39, 2.0, 1.85 and 1.74 respectively. คําสําคญั : แบคทีเรยี ละลายฟอสเฟต, ปา อนรุ ักษนาสีนวน Keywords: phosphate solubilizing bacteria, Na Si Nuan Forest *ติดตอนกั วจิ ยั : เกศรา สุวรรณภกั ดี (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Ketsara Suwunnapukdee (E-mail: [email protected]) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
584 บทนาํ คุณสมบัติทางกายภาพของดินโดยการวัดการนําไฟฟา คา พ้ืนท่ีปาอนุรักษนาสีนวนซึ่งเปนปาชุมชนเขตตําบล ความเปนกรด-ดาง ปริมาณไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส (Mendpara et. al., 2013) นาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เปนปา 2. การคดั แยกจลุ นิ ทรียจากตัวอยา งดนิ อนุรักษในโครงการสนองพระราชดําริ อพ.สธ. มีเน้ือที่ ประมาณ 120 ไร ลักษณะของดินในพ้ืนที่ปาแหงน้ีเปนดิน ช่งั ดินมา 10 กรมั ละลายใน 0.85% NaCl ปลอดเชื้อ 90 เคม็ ปานกลางและเคม็ มาก (กรมทรัพยากรธรณี, 2557) พบ มลิ ลลิ ิตร เขยา ใหเขากันโดยเคร่ือง vortex จากนัน้ นาํ มาเจือ ดินเค็มบริเวณในแองท่ีลุมหรือตามเชิงเนินพ้ืนที่ตอเนื่อง จางดวย 0.85% NaCl ปลอดเชื้อใหไดสารละลายเจือจาง ระหวางพื้นทแ่ี บบลูกคลื่น โดยพน้ื ที่ดินในปาอนรุ ักษนาสนี วน หลายระดับ 10-2- 10-6 กอนท่ีจะปเปต 0.1 มิลลิลิตรลงบน น้ีจัดเปนดินเค็มบก คือดินที่มีเกลือละลายอยูในดินมาก อาหารเล้ียงเช้ือแข็งแตละชนิดตามคุณสมบัติของจุลินทรียท ่ี เกินไป แหลงเกลือที่ละลายในดินมาจากหินเกลือใตพื้นดิน ตองการศึกษา โคโลนีทีเ่ จริญบนจานเลี้ยงเช้อื นาํ ไปทําใหเปน น้ําในดินเค็มหรือหินทราย หินดินดานท่ีอมเกลืออยู โดย เชื้อบรสิ ุทธ์บิ นจานอาหารเลย้ี งเชือ้ แข็งจานวน 5 รอบ ศึกษา ลักษณะดินมีปริมาณความเค็มแตกตางออกไปในแตละ ลักษณะทางสัณฐานวทิ ยา ลกั ษณะของโคโลนี สณั ฐานรูปราง ระดับชั้นความลึกของดิน ซึ่งมีผลกระทบตอ การเจรญิ เตบิ โต การจัดเรียงตัวและชนิดของแกรมแบคทีเรียภายใตกลอง ของพืช แตมีพืชบางบางชนิดก็สามารถทนเค็มไดและ จุลทรรศน (กําลังขยาย 1,000 เทา) และทดสอบคุณสมบัติ สามารถใหผลผลิตไดดี นอกจากน้ียังพบเห็ดท้ังชนิดท่ีกินได ทางชวี เคมีของแตล ะเชือ้ และกินไมไดอยูหลายสายพันธุ จึงมีประชาชนในเขตพ้ืนท่ี ใกลเคียงเขามาใชประโยชนในปาแหงน้ี การคัดเลือก คัดแยกเช้ือจุลินทรียท่ีเปนประโยชนตอการเกษตร แบคทีเรียจากดินในปานาสีนวนเน่ืองจากปาสาธารณะ ข้ันตอนแรกในอาหารแข็ง (Primary screening) โดยช่ังดิน ประโยชนนาสีนวนแหงนี้ มีความหลากหลายทางชีวภาพและ มา 10 กรัมละลายใน 0.85% NaCl ปลอดเชื้อ 90 มิลลิลิตร ยังมีรายงานวาปาแหงนี้เปนพ้ืนท่ีดินเค็มแตภายในปามีพืช เขยาใหเขากันโดยเครื่อง vortex จากน้ันนํามาเจือจางดวย หลายชนิดท่ีเจริญเติบโตไดอยางดีและยังพบเห็นหลาย 0.85% NaCl ปลอดเช้ือใหไดสารละลายเจอื จางหลายระดบั ประเภททั้งกินไดและกินไปได จึงสนใจที่จะศึกษาแบคทีเรีย 10-2-10-6 เพื่อทําการทดสอบแยกแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติ ในดนิ ท่ีเปนประโยชนดานการเกษตร อกี ทงั้ พน้ื ทปี่ า นาสีนวน ละลายฟอสเฟต จังหวัดมหาสารคามยังไมมีรายงานความหลากหลายของ 3. แยกจลุ ินทรยี ล ะลายฟอสเฟต (Phosphate เอนไซมจากจุลินทรีย ดังนั้นจึงตองการที่จะคัดแยกและ solubilization) จํ า แ น ก แ บ ค ที เ รี ย ท่ี พ บ ใ น พื้ น ท่ี ป า น า สี น ว น แ ล ะ ศึ ก ษ า คุณสมบัติทางชีวเคมีของแบคทีเรียเหลานี้เพื่อนําไปใช Spread เชื้อแบคทีเรียลงบนจานอาหารเล้ียงเชื้อแข็ง ประโยชนทางการเกษตรตอไปในอนาคต ปจจุบันจึงมี NBRIP ( National Botanical Research Institute's การศึกษาคุณสมบัติตางๆ ของแบคทีเรียเพื่อนํามาใช phosphate growthagar ) (Nautiyal, 1999) นําไปบมที่ ประโยชนในดานตางๆ เนื่องจากแบคทีเรียมีชวงการเจริญที่ 37 องศาเซลเซียส เปนเวลา 7 วัน สังเกตเคลียรโซนรอบๆ รวดเรว็ สะดวกตอการเลีย้ ง สามารถผลิตสารปฐมภมู แิ ละสาร โคโลนีท่ีสามารถละลายฟอสเฟตได จากนั้น เก็บโคโลนีของ ทุติยภูมิไดเร็ว ด้ังน้ันงานวิจัยนี้จึงเลือกท่ีจะศึกษาคุณสมบัติ แบคทีเรียท่ีมีคุณสมบัติละลายฟอสเฟตมาทําใหเปนเช้ือ ตางๆของแบคทีเรียท่ีมีประโยชนทางการเกษตรและศึกษา บริสุทธ์ิบนจานอาหารเลี้ยงเช้ือ LB agar ดวยวิธี streak หาแบคทีเรียท่ีสามารถละลายฟอสเฟตเปนหนึ่งในธาตุท่ี plate แลวศึกษาลักษณะของโคโลนี ลักษณะทางสัณฐาน สําคัญตอพืช ถาพืชไมไมไดรับธาตุฟอสฟอรัสพืชก็จะไม วิทยาของเซลล สัณฐานรูปรางการจัดเรียงตัวและชนิดของ สามารถเจรญิ เติบโตและไมสามารถใหผลผลิตได แกรมแบคทีเรียภายใตกลองจุลทรรศน (กําลังขยาย 1,000 อุปกรณแ ละวิธีการทดลอง เทา ) และ ใชไ มจ ม้ิ ฟน แตะเช้อื มาทํา point inoculation บน 1. การเกบ็ ตวั อยางดินจากพื้นทดี่ นิ เค็ม อาหารเล้ยี งเช้ือแขง็ บม ที่ 37 องศาเซลเซียส เปน เวลา 2 วัน สังเกตเคลียรโซนรอบๆ โคโลนี แลวทําการวัดรัศมีของ สถานท่ีเก็บขอมูล : ปาสาธารณะประโยชนนาสนี วน ต. บริเวณใสและรศั มีของโคโลนี เพ่ือนํามาคํานวณหาคา Halo: นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ประเทศไทย เก็บ Colony ดงั สตู รตอไปนี้ Halo : Colony ratio = รัศมีบรเิ วณ ตัวอยางดิน ท่ีความลึก 10-15 เซนติเมตรจากผิวหนาดิน วงใสรอบโคโลนี/รัศมีโคโลนี Halo : Colony ratio สูงสุด บริเวณ rhizosphere ในถุง polythene ที่ปลอดเช้ือและ แสดงวามีกิจกรรมเอนไซมนี้ดีที่สุด (Edi Premono et. al., เก็บไวท่ีอุณหภูมิหองจนกวาจะวิเคราะห ทําการวิเคราะห 1996) เก็บเชื้อไวทําการทดลองโดยการคดั เลือกแบคทีเรยี ท่ี การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
585 มีคา Halo : Colony ratio สูงสุดมาทํากราฟมาตรฐานการ นาที และเก็บ PCR product ไวที่ -20 องศาเซลเซียส เจริญของเชื้อท่ีคัดเลือกเพ่ือทําใหแบคทีเรียท่ีคัดเลือกมี จากน้ันตรวจสอบดีเอ็นเอดวยเทคนิคอะกาโรสเจลอิเล็กโทร จาํ นวนเซลลใ กลเ คียงกันเพอื่ ทาํ การทดลองตอ ไป โฟรีซีส โดยเตรียม 0.8% Agarose gel ละลายใน1X TBE 4. การจําแนกสายพันธุแบคทีเรียโดยวิธี PCR-based 16S bufferpH 8.0 ปริมาตร 40 หรือ 100 มิลลิลิตร ดวยความ rRNA gene รอนจากนั้นทําใหเย็นท่ีอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียสเติมสี SYBR Safe dye (Invitrogen) ในอัตราสวน 0.5ไมโครลติ ร/ เลี้ยงเชื้อแบคทีเรียบริสุทธ์ิจาก 20% glycerol stock สารละลายเจล 40 มิลลิลิตร เขยาใหผสมในสารละลายเจล ในอาหารเล้ยี งเชื้อเหลว 1 มลิ ลิลิตร ขา มคนื เพอ่ื การสกดั จโี น โดยทั่วแลวเทเจลลงในถาดเจล (gel chamber) ทิ้งใหเจ มิกดีเอ็นเอ โดยใช Bacterial Genomic DNA extraction ลแข็งตัวที่อุณหภูมิหองผสมสารละลายจีโนมิกดีเอ็นเอ 1 kit (Vivantis, Malaysia) เพิ่มปริมาณชิ้นสวนดีเอ็นเอ ไมโครกรัม กับ 6X Loading dye ในอัตราสวน 2:1 โดย เปาหมาย 16S rRNA gene จากจีโนมิกดีเอ็นเอดวยเทคนิค ปริมาตร ใช lambda DNA 100 นาโนกรัม เปนดีเอ็นเอ PCR โดยใชไพรเมอรสากลที่จําเพาะกับแบคทีเรีย (Wang มาตรฐานเม่ือเทียบขนาดดีเอ็นเอใชกระแสไฟฟาที่มีความ et. al. , 1996) Forward primer คื อ AmpF 5’ -GAGA ตางศักยไฟฟา 80 โวลตเปน เวลา 30 นาทีตรวจแถบดีเอน็ เอ GTTTGATYCTGGCTCAG- 3’ และReverse primer คือ ผ า น เ ค รื่ อ ง Gel documation ( SYNGENE) ส กั ด PCR AmpR5’-AAGGAGGTGATCCARCCGCA -3’เทคนคิ PCR 1 product บริสุทธ์ิโดยใช PCR purification kit (Vivantis, ปฏิกิรยิ ามีปริมาตรรวม 25 ไมโครลิตร ประกอบดว ย จโี นมิก Malaysia) จากน้ันสง PCR product ไปวิเคราะหลําดับนิว- ดีเอ็นเอความเขมขน 0.5 นาโนกรัม สารละลาย 1X Master คลีโอไทดที่ บริษัท Macrogen วิเคราะหความเหมือนของ Mix Buffer A 500 mM KCl, 100 mM Tris-HCl (pH 9.1), ลําดับนิวคลีโอไทดกับฐานขอมูลวามีคาความเหมือนหรือ 0.1% Triton TMX-100, 200 mM dNTP, 1.5 mM MgCl2 คลายคลึงกับดีเอ็นเอของแบคทีเรียชนิดใดในฐานขอมูลโดย 0 . 2 µM forwaed and reverse primer, 0 . 0 0 5 U Taq ใชโปรแกรม BLASTN (Basic Local Alignment Search DNA Polymerase และปรับปริมาตรดวยน้ํากลั่นท่ีผานการ Tools) จากฐานขอมลู NCBI (Altschul et. al., 1990) เพอ่ื ฆาเช้ือแลวจนไดปริมาตร 25 ไมโครลิตร ใชเครื่อง PCR ใชในการหาคาเปอรเซ็นตความคลายคลึงหรือเหมือน (% thermocycler (ThermoScientific Hybaid Px2) ในการ Identity) โดยเลอื กเชื้อทมี่ คี า Max score สงู สุด ผลของการ เพ่ิมจํานวน 16S rRNA gene ซึ่งมีสภาวะดังนี้ ข้ันตอนการ จัดลําดับเบส partial 16S rRNA จะถูกสงไปเก็บไวท่ีฐาน แยกสาย DNA สายคูออกจากกัน (denaturation) ท่ี ขอมูลสากล NCBI สรางแผนภมู ิวิวัฒนาการ (Phylogenetic อุณหภูมิ 94 องศาเซลเซียส 2 นาที 1 รอบ ตั้งจํานวนรอบ tree) ดวยวิธี Neighbour-joining method ของ Tamura- 32 รอบ อุณหภูมิ 94 องศาเซลเซียส 45 วินาที ขั้นตอนไพ Nei model (Tamura and Nei, 1993) โดยใชโปรแกรม เมอรจับดีเอ็นเอที่อุณหภมู ิ 54 องศาเซลเซยี ส 45 วินาที การ MEGA7 (www.megasoftware.net) Bootstrap จํานวน สงั เคราะหดเี อน็ เอท่ีอุณหภูมิ 72 องศาเซลเซียส 1 นาที และ 1,000 ซํ้า เพิม่ จาํ นวนลาํ ดับนิวคลีโอไทดสุดทา ยท่ี 72 องศาเซลเซียส 7 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
58 ตารางที่ 1 แหลงท่ีมาของดนิ และการวเิ คราะหคณุ สมบัติทางกายภาพของดนิ Longitude/Latitude Soil descript Area พกิ ดั ลักษณะดิน สีด 1.1 N 16 20 17.945, E 103 12 14.731 ใตต น สะเดา มตี น ข้ีเหลก็ อยใู กล 1.2 N 16 20 17.945, E 103 12 14.731 ใตตนสมอไทย ตน ตอง และโคน 1.3 N 16 20 6.619, E 103 11 0.985 Unknown (ปา) 1.4 N 16 20 23.547, E 103 12 35.244 ตระกลู สัก พบปลวก 2.1 N 16 20 36.882, E 103 12 32.315 ดินโลง แจง พบตนสาบแรง สาบ 2.2 N 16 20 36.863, E 103 12 32.416 ปา สะแบง 2.3 N 16 19 39.152, E 103 12 33.655 ใตตนยูคาลปิ ตสั ใกลต นทบั ทมิ 2.4 N 16 20 37.157, E 103 12 33.579 ใตตน หมากผีผวน 3.1 N 16 20 36.44, E 103 12 34.072 ใตต นไมยราบ ลกั ษณะเปนดนิ เ 3.2 N 16 20 35.406, E 103 12 35.157 หนามแทง (ลกั ษณะ : หนามให 3.3 N 16 20 35.405, E 103 12 35.154 ใกลต นพอก 3.4 N 16 20 35.425, E 103 12 35.178 ใตต นครก 3.5 N 16 20 36, E 103 12 36 บรเิ วณเห็ดไคลเกดิ (ขดุ ลึก 15 3.6 N 16 20 36, E 103 12 36 ผิวดินทพ่ี บเหด็ ไคลเจรญิ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส
86 EC (µS) Temperature (°C) pH 36.2 31.6 8.69 tion/Surrounding 19.9 31.0 7.72 ดนิ ตน ไม สิง่ แวดลอ ม 22.3 31.0 7.06 ลๆ 20.9 31.0 6.40 นปลวก 28.8 31.0 6.27 27.7 30.9 5.77 บกาเจริญอยรู อบๆ 184 31.0 4.49 ม 24.1 31.0 5.39 เหนยี ว ในเว้งิ นาํ้ เกา 23.4 31.0 5.66 หญ) ตดิ ทางเดิน 22.4 31.4 5.46 26.3 32.0 5.40 cm) 24.2 33.8 5.26 23.5 32.5 5.39 30.2 31.3 5.25 สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
587 ผลและวิจารณผลการทดลอง 2.2 PS1 (G-, rod shaped) 1. การเกบ็ ตัวอยางดินจากพื้นทดี่ นิ เค็ม Halo : Colony ratio = 3.39 จากตัวอยางดินที่เก็บจากพ้ืนท่ีปาอนุรักษนาสีนวนซ่ึง 2.3 PS2 (G-, rod shaped) เปนปาชุมชนเขตตําบลนาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัด Halo : Colony ratio = 2.0 มหาสารคาม มาทําการวิเคราะหคุณสมบัติทางกายภาพของ ดนิ โดยการวดั การนาํ ไฟฟา คาความเปนกรด-ดา ง 2.4 PS1 (G-,rod shaped) Halo : Colony ratio = 1.85 2. แยกจลุ ินทรยี ล ะลายฟอสเฟต (Phosphate solubilization) 2.4 PS3 (G-, rod shaped) Halo : Colony ratio = 1.74 การคัดแยกคัดแยกแบคทีเรียละลายฟอสเฟต ที่ละลาย 3. การจําแนกสายพันธุแบคทีเรียโดยวิธี PCR-based 16S ฟอสเฟสจากดินบริเวณปาอนุรักษนาสีนวนซ่ึงเปนปาชุมชน rRNA gene เขตตําบลนาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม การจําแนกสายพันธุของแบคทีเรียท่ีมีคุณสมบัติละลาย โดยวิธี Spread เช้ือแบคทีเรียลงบนจานอาหาร เลี้ยงเชื้อ ฟอสเฟตตามวิธี PCR-based 16S rRNA gene จากน้ันสง แ ข็ ง NBRIP (National Botanical Research Institute's PCR product ไปวิเคราะหลาดับนิวคลีโอไทดที่ บริษัท phosphate growth) agar พบวามี แบคทเี รยี 8 ไอโซเลทที่ Macrogen วิเคราะหความเหมือนของลําดบั นิวคลีโอไทดกับ สามารถละลายฟอสเฟตไดโดยสังเกตจากวงใสที่เกิดข้ึน ดัง ฐานขอมูลวามีคาความเหมือนหรือคลายคลึงกับดเี อ็นเอของ ตารางท่ี 2 แบคทีเรียชนิดใดในฐานขอมูลโดยใชโปรแกรม BLASTN (Basic Local Alignment Search Tools) จากฐานขอมูล ตารางที่ 2 ดินในพื้นที่ปานาสีนวนและจํานวนไอโซเลทของ NCBI (Altschul et. al., 1 9 9 0 ) เ พื่ อ ใ ช ใ น ก า ร ห า ค า แบคทีเรยี ละลายฟอสเฟต เปอรเซ็นตความคลายคลึงหรือเหมือน (% Identity) ไดผล จุดที่ บรเิ วณท่ีเก็บดิน จาํ นวนไอโซเลท ดงั ตารางท่ี 3 2.2 ปา สะแบง 2 2.3 ใตต นยูคาลิปตัส ใกลต นทับทิม 2 2.4 ใตต นนมควาย (หมากผผี วน) 3 3.2 หนามแทง ตดิ ทางเดิน 1 รวม 8 ศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของเช้ือแบคทีเรียที่ละลาย ฟอสเฟตท่ีแยกได โดยเก็บโคโลนีของ แบคทีเรียท่ีได มาทํา ใหเปนเชื้อบริสุทธิ์บนจานอาหารเล้ียงเช้ือ LB agar ดวยวิธี streak plate แลว ศึกษาลักษณะของโคโลนี ลักษณะทาง สัณฐานวิทยาของเซลล สัณฐานรูปรางการจัดเรียงตัวและ ชนิดของ แกรมแบคทเี รียภายใตกลอ งจลุ ทรรศน (กาํ ลงั ขยาย 1,000 เทา) แลวนําแบคทีเรียที่ไดมาจุดบนอาหาร NBRIP แลวสังเกตเคลียรโซนรอบๆ โคโลนี แลวทําการวัดรัศมีของ บริเวณใสและรัศมีของโคโลนี เพ่ือ นํามาหาคา Halo: Colony แบคทีเรียที่มีคา Halo : Colony ratio สูงสุด คือ 3.39 จากเชื้อ 2.2 PS1 (2.2 คือ ดินจุดท่ี2.2, PS คือ phosphate solubilizing, 1 คอื แบคทเี รียตัวที่ 1) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
588 ตารางที่ 3 สายพันธุแ บคทเี รยี ทม่ี คี ณุ สมบตั ลิ ะลายฟอสเฟสจากดนิ ในปา นาสีนวน Accession No. Closest speciesa no.b % identityc Origin of closest relatived MF179549.1 Serratia marcescens, 2.2PS1 Serratia marcescens ZCL-01 MH251251 99% fermented tofu whey, China KY287771.1 Serratia marcescens, 2.3PS1 Serratia marcescens C3 KX002010 85% fermentation of Mezcal in Oaxaca, Italy 2.4PS1 Escherichia coli 042 X81423 98% KX424632. Escherichia coli 042, 99% palm sap, Germany 2.4PS2 Serratia sp. XT-1 KR063532 96% AB906418.1 Serratia sp., santol, China 2.4PS3 Serratia marcescens XG1S-1 MF716676 KX424631.1 Serratia marcescens, palm sap, China 3.2PS1 Bacillus stratosphericus KF477155 98% KU892402.1 Pediococcus TY0340 pentosaceus PPOF134, traditional cereal-based fermented food, Nigeria สรุปผลการทดลอง 2.4 PS3 คื อ Serratia marcescens XG1S-1 แ ล ะ ดินในปาอนุรักษนาสีนวนมีลักษณะของดินในพ้ืนที่ปา แบคทเี รีย 3.2 PS1 คอื Bacillus stratosphericus TY0340 กิตติกรรมประกาศ แหงน้ีเปนดนิ เคม็ ปานกลางและเคม็ พบดินเค็มบรเิ วณในแอง ที่ลุมหรือตามเชิงเนินพ้ืนที่ตอเนื่องระหวางพื้นท่ีแบบลูกคลนื่ คณะผูวิจัย ขอขอบคุณ กํานัน ผูใหญบาน ผูนําชุมชน แตภายในปายังอุดมสมบูรณของพืช พืชมีการผลิตสารทุติย และชาวบาน ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ท่ีให ภูมิเพ่ือปองกันความเครียดมากเพ่อื การอยูรอด การคัดแยก ความรวมมือในการนําเดินปา ติดตอประสานงาน จน แบคทีเรียท่ีมีคุณสมบัติละลายฟอสเฟตคัดแยกไดท้ังหมด 8 งานวจิ ัยนีส้ ําเรจ็ ลลุ วง ไอโซเลท คอื ดินในจดุ ที่ 2.2 บรเิ วณปา สะแบงได 2 ไอโซเลท ดินในจุดที่ 2.3 บริเวณใตตนยูคาลิปตัส ใกลตนทับทิมได 2 งานวิจัยน้ี ไดรับทุนจากมหาวิทยาลยั มหาสารคาม ท่ีให ไอโซเลท ดินในจุดท่ี 2.4 บริเวณใตตนนมควาย (หมากผี ทุนอุดหนุนการวิจัยงบประมาณเงินแผนดิน (อพ.สธ.) ผวน)ได 3 ไอโซเลทและดนิ ในจดุ ที่ 3.2 บรเิ วณหนามแทง ติด ประจาํ ปง บประมาณ 2561 ทางเดินได 1 ไอโซเลท การศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของ เอกสารอา งองิ เชื้อแบคทีเรียท่ีละลายฟอสเฟตที่แยกไดและวัดคา Halo : กรมทรัพยากรธรณ.ี (2557), สถานการณธ รณีวิทยาและ Colony ratio คือ แบคทีเรีย 2.2 PS1 (G-, rod shaped) คา Halo : Colony ratio = 3.39, แบคทีเรีย 2.3 PS2 (G-, ทรัพยากรธรณ.ี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ rod shaped) คา Halo : Colony ratio = 2.0 , แบคทีเรยี ส่งิ แวดลอ ม, น.47-105 2 . 4 PS1 ( G-,rod shaped) ค า Halo : Colony ratio = กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ ม. (2546). การ 1.85 และแบคทีเรยี 2.4 PS3 (G-, rod shaped) คา Halo : จดั การสงิ่ แวดลอม. กรงุ เทพฯ:กระทรวงทรพั ยากร Colony ratio = 1.74 และสายพันธุแบคทีเรียท่ีมีคุณสมบตั ิ ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอม ละลายฟอสเฟสไดผลดังน้ี แบคทีเรีย 2.2 PS1 คือ Serratia เกตนณ นภิ า วนั ชยั และ สมาพร เรอื งสงั ฃ, 2557, ผลของ marcescens ZCL-01, แบคทีเรีย 2.3 PS1 คือ Serratia แบคทเี รียละลายฟอสเฟตท่ีตรึงอยูบ นข้เี ถา แกลบตอ marcescens C3, แบคทเี รีย 2.4 PS1 คอื Escherichia coli การเจรญิ เติบโตของขาวพันธุ กข47, วารสาร 042, แบคทีเรีย 2.4 PS2 คือ Serratia sp. XT-1 แบคทีเรีย วทิ ยาศาสตรเ กษตร, 513-516. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
589 จิตมา ยถาภธู านนธแ ละคณะ. (2545). Development on Resources Profite. Oxford University Press. Analytical System of Agricultural Production Oxford, New York, 431 pp. Inputs. กรมวิชาการเกษตร, 26-39 Arnoldus, H.M.J. (1977).Predicting Soil Loss Due to Sheet and Rill Erosion. Food and Agriculture จรุ ยี รตั น ลสี มทิ ธ์.ิ (2548), ปฏิบตั กิ ารจลุ ชีววิทยาท่วั ไป. Organization ( FAO ) Conservation Guide (พมิ พครง้ั ที1่ ).กรุงเทพ: สํานักพมิ พ มหาวทิ ยาลยั Volume I, p.88-98 เกษตรศาสตร, น.142 Edi Premono M., Moawad A. M., and Vlek P. L. G. (1996), Effect of phosphate solubilizing ไตรธานี เยย่ี มออน, นันทวัน ฤทธ์เิ ดช, โสภณ บุญลือและ Pseudomonas putidaon the growth of maize คณะ. (2555). การสงเสรมิ การเจริญเตบิ โตของออย and its survival in the rhizosphere. Indones. J. ดว ยแบคทเี รยี ละลายฟอสเฟตในสภาพเรือนทดลอง. Crop Sci. 11,13-23. [ฉบบั พิเศษ] แกนเกษตร. 185-193 Lowry O. H., Rosebrough N. J., Farr A. L., and Randall R. J. (1998), “Protein measurement นงลักษณ สุวรรณพานิจและปรชี า สุวรรณพานิจ. (2550). with the Folin phenol reagent,” The Journal of จลุ ชีววทิ ยาทั่วไป. ครง้ั ท่ี 6. สํานกั พิมพแ หง Biological Chemistry, vol. 193, no. 1, pp. 265– จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย, กรงุ เทพ. 735 น. 275, 1951. Mendpara J., Parekh V., Vaghela S., Makasana A., ปานใจ สารพันโชตวิ ิทยา และคณะ. (2556). พัฒนาพน้ื ท่ีดนิ Kunjadia P.D., Sanghvi G., Vaishnav D. and เค็มในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื จงั หวดั รอ ยเอ็ด.สํานัก ‘Dave G.S. (2013), Isolation and ทรพั ยากรแร กรมทรัพยากรธรณี , น. 8-13. characterization of high salt tolerant bacteria from agricultural soil. European Journal of สมศกั ดิ์ วังใน. (2524), จุลินทรยี และกจิ กรรมในดนิ . Experimental Biology, 3(6):351-358. ภาควิชาปฐพวี ทิ ย, มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, Murphy, J. and J.P. Riley. (1985). A single solution กรงุ เทพฯ, 119 น. method for the determination of soluble phosphate in sea water. J. Mar. Biol. Assoc. UK. สพุ ตั รา รกั ษว งษ. (2558). การคดั เลือกเชือ้ แบคทเี รยี ละลาย 37:9-14. ฟอสเฟตประสทิ ธิภาพสงู จากดนิ รอบรากขา วไรที่ปลกู Nautiyal C. S. (1999), An efficient microbiological ในตําบลปรงั เผล อาํ เภอสังขละบุรี จงั หวดั กาญจนบรุ ี. growth medium for screening phosphate 4-61 solubilizing microorganisms. FEMS Microbiol, Lett.170, 265-270. สภุ าพร จนั รุง เร่อื ง เบญจมาส รสโสภา และกรรณกิ าร สจั จา Rodríguez H, Fraga R. (1999), Phosphate solubilizing พันธ. (2553). ผลของแบคทเี รยี ละลายฟอสเฟต bacteria and their role in plant growth Burkholderia sp. สายพันธุ Rs01 ตอ การเจรญิ เติบโต prootion. Biotechnol Adv;17:319. ของขาวโพดหวานพนั ธอุ นิ ทรยี 2. วทิ ยาสาร Norman, B.W. (1984), Report on the Comparison กําแพงแสน. 8: 1-14. of New and Old Development Areas.Thai- Australia-World Bank Land Development องคการบรหิ ารสว นตาํ บลนาสีนวน. (2554), สภาพและ Project, Chiang Mai, Thailand 339. ขอ มลู พนื้ ฐานของตาํ บลนาสนี วน. องคก ารบรหิ ารสวน Smith, R.F and R. van den Bosch . (1967), ตําบลนาสนี วน จังหวัดมหาสารคาม Integrated ontrol. Pest Control. Edited by W. Kilgoreand R. doutte. Academic Prees, 298-299 อานัฐ ตันโช. 2550, เกษตรธรรมชาตปิ ระยกุ ต บทบาทและ p. ความสาํ คญั ของจลุ ินทรียในการเกษตร. ศนู ยขอมลู Tamura, K., Nei, M. (1993). Estimation of the เกษตรธรรมชาติแมโจ มหาวิทยาลัยแมโจ number of nucleotide substitutions in the control region of mitochondrial DNA in Altschul, S.F., Gish, W., Miller, W., Myers, E.W. & Lipman, D.J. (1990). Basic local alignment search tool. Journal of Molecular Biology, 215, 403–410. APHA-AWWA-WEF (1995) Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater. 19th Edition, Washington DC. Arbhabhirama, A., D, Phantunvanit, J.Elklngton, Phaitoon Jngkasuwan. (1988). Thailand Natural การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
590 humans and chimpanzees. Molecular Biology predominant anaerobic bacteria in human and and Evolution, 10, 512-526. animal fecal samples. Appl. Environ. Microbiol, Wang, R.F., Cao, W.W., and Cerniglia, C.E. (1996), 62: 1242-1247. PCR detection and quantitation of การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
591 การคัดเลอื กและการหาสภาวะที่เหมาะสมตอการผลิตเอนไซมอะไมเลสของแบคทีเรยี ที่แยกจากดนิ ในปา นาสีนวน ตําบลนาสีนวน อาํ เภอกนั ทรวิชยั จังหวดั มหาสารคาม SCREENING AND OPTIMIZATION OF AMYLASE PRODUCING BACTERIA ISOLATED FROM SOIL IN NASINUAN FOREST, KANTARAWICHAI DISTRICT, MAHA SARAKHAM PROVINCE มนัสชนก โยชนช ยั สาร*, ศิริรตั น ดีศลี ธรรม, เกศสคุ นธ มณวี รรณ และ วจิ ิตรา หลวงอนิ ทร Manatchanok Yotchaisarn*, Sirirat Deeseenthum, Kedsukon Maneewan and Vijitra Luang-In หนวยวิจยั นวัตกรรมสารตานอนมุ ูลอิสระจากธรรมชาติ ภาควชิ าเทคโนโลยีชวี ภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ตําบลขามเรยี ง อําเภอกันทรวชิ ัย จังหวัดมหาสารคาม 44150 Natural Antioxidant Innovation Research Unit, Department of Biotechnology, Faculty of Technology, Mahasarakham University, Khamriang, Kantarawichai, Maha Sarakham 44150 บทคดั ยอ อัลฟา-อะไมเลส (α-amylase, E.C. 3.2.1.1) พบไดทั้งในพืช สัตวและจุลินทรีย เปนเอนไซมที่ทําหนาท่ียอยโมเลกุลแปงที่มี ขนาดใหญบริเวณตําแหนงพันธะ α-1,4-glycosidic เพ่ือใหไดน้ําตาลโมเลกุลขนาดเล็ก จัดเปนหน่ึงในกลุมเอนไซมท่ีทาง อุตสาหกรรมมักนํามาใชอยางแพรหลาย เชน อุตสาหกรรมอาหาร เคร่ืองด่ืม ผลิตลูกกวาด ผลิตเวชสําอาง เปนตน ปา สาธารณะนาสีนวนเปนปาท่ีสภาพดนิ คอนขางเค็มแตม ีความอุดมสมบูรณท างพืชพรรณจึงทําใหสามารถพบความหลากหลาย ของจุลนิ ทรยี ท่ีสามารถผลิตเอนไซมชนดิ ตางๆ ไดรวมถึงเอนไซมอะไมเลสท่ีจะศกึ ษาคร้ังนี้ งานวจิ ัยครง้ั น้จี ึงมงุ ศึกษาแบคทีเรีย ท่ีผลิตเอนไซมอะไมเลสและสภาวะที่เหมาะสมตอการผลิตเอนไซมอะไมเลสจากดินที่แยกไดจากปานาสีนวน ผลการคัดเลอื ก แบคทีเรียที่ผลติ เอนไซมอะไมเลสไดบนอาหาร Starch agar และระบสุ ายพันธแุ บคทีเรียทั้งหมด 32 สายพันธุ โดยสังเกตจาก บริเวณสวนใสรอบโคโลนี ที่พบไดแก Bacillus cereus 3.5AL2 > Bacillus thuringiensis 3.4AL4 > Bacillus cereus 1.4AL3 ตามลําดับ ผลการศึกษาสัณฐานวิทยาของแบคทีเรียทั้ง 3 โอโซเลท คือ แกรมบวกและมีรูปรางทอน ผลการศึกษา ลําดับนิวคลิโอไทดแบคทีเรียทั้ง 3 ไอโซเลทดวยเทคนิคยีน 16S rRNA ใกลเคียงกับ Bacillus cereus และ Bacillus thuringiensis การทดสอบกิจกรรมเอนไซมจากแบคทีเรียท้ัง 3 ไอโซเลท พบวา Bacillus cereus 3.5AL2 มีคากิจกรรม เอนไซมอะไมเลสสงู ท่ีสุด และสภาวะทเ่ี หมาะสมตอการผลิตและการทํางานของเอนไซมอะไมเลส คือ pH 7.0 อณุ หภมู ิ 65 °C มีคา กจิ กรรมเอนไซมอ ะไมเลสสงู ทีส่ ดุ เทากบั 47.15 ± 0.82U/mL Abstract Alpha-amylase (α-amylase, E.C. 3.2.1.1) found in both plants, animals and microorganisms, is an enzyme that acts as a large starch digestion in the α-1,4-glycosidic bond to small molecules of sugar. This enzyme is one of the most widely used in the industry such as food industry, beverages, candy, cosmetic production etc. Nasinuan Forest is a quite salinity but has abundant of vegetation and several of bacteria that can be amylase production. This research aimed to study the amylase producing bacteria and the appropriate conditions for enzyme production of amylase isolated from the soil in Nasinuan Forest. The results of the selection of amylase-producing bacteria on starch agar and identified 32 strains of bacteria found that 3 isolates with the highest Halo : colony ratios by visualized degrading zone around colony including Bacillus cereus 3.5AL2 > Bacillus thuringiensis 3.4AL4 > Bacillus cereus 1.4AL3, respectively. The morphology of all 3 bacterial isolates were gram positive and rod-shaped. Our results of nucleotide sequencing of all 3 isolates with 16S rRNA gene analysis were closest to Bacillus cereus and Bacillus thuringiensis. In this study, Bacillus cereus 3.5AL2 was exhibited highest amylase activity with the optimum conditions for the production and of amylase were pH 7.0 at 65 °C and show highest amylase activity value of 47.15±0.82 U/mL. คาํ สาํ คัญ: แบคทีเรยี ปานาสนี วน ยีน 16S rRNA อะไมเลส อุตสาหกรรม Keywords: Bacteria, Nasinuan Forest, 16S rRNA gene, Amylase, Industry การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
592 *ติดตอ นักวจิ ยั : มนสั ชนก โยชนชัยสาร (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Manatchanok Yotchaisarn (E-mail: [email protected]) บทนํา ไมเลสที่แยกจากแหลงดินบริเวณปานาสีนวนและศึกษาหา แปงประกอบดวยโมเลกุลของอะไมโลสและพอลิเมอร สภาวะทีเ่ หมาะสมตอการผลิตและการทํางานของเอนไซมอะ ไมเลสเพื่อนําไปประยุกตใชในเชิงอุตสาหกรรมตอไป และ ของอะไมโลเพคติน โดยอะไมโลสประกอบดวยสายนํ้าตาล งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ กลูโคสท่ีเช่ือมกันดวยพันธะไกลโคไซดท่ี α-(1 → 4) พนั ธกุ รรมพืชอนั เนื่องมาจากพระราชดาํ รฯิ ในขณะท่ีอะไมโลเพคตินมี α- (1 → 4) glycosidic bond อุปกรณและวิธีการทดลอง และยงั มี α- (1 → 6) glycosidic branch ซงึ่ อะไมเลสเปน 1. การเกบ็ ตวั อยา งดิน หน่ึงในเอนไซมหลักที่ใชในอุตสาหกรรม โดย α-อะไมเลส (E.C.3.2.1.1) เปนเอนไซมที่ทําหนาที่เรงปฏิกิริยาการยอย เก็บตัวอยางบริเวณปานาสนี วน ตําบลนาสีนวน อําเภอ แปงภายในตําแหนง α-1,4-glycosidic linkages และให กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ประเทศไทย โดยเก็บ โมเลกุลน้ําตาลท่ีมีขนาดเล็กลง คือ นํ้าตาลกลูโคส มอลโตส รวบรวมตัวอยางดินแบบสุมท่ีไดจากพื้นที่ 60 ไร ภาพที่ 1 และมอลโตไตรโอสเปนผลผลิตหลัก (Goyal et. al., 2005) ทําการศึกษาหาคา pH และคาการนําไฟฟาซึ่งสัมพันธกับ เอนไซมอะไมเลสพบไดทั้งในพืช สัตว และจุลินทรีย ความเค็มของดิน โดยละลายตวั อยา งดิน 10 กรัม ในนํ้ากลั่น (Kandra, 2003) เชน แบคทีเรีย และรา (Tanyildiz et. al., ปลอดเชอ้ื ปริมาตร 90 มิลลลิ ิตร 2005) แบคทีเรียสามารถผลติ เอนไซมอะไมเลสท่ีปลดปลอ ย ภายในเซลลหรือปลดปลอยออกนอกเซลลขณะเจริญเติบโต ภาพที่ 1 ตําแหนงเก็บตวั อยา งดิน (A) แผนท่ีตําบลนาสนี วน ทําหนาท่ีเปล่ียนแปงหรือไกลโคเจนใหเปนน้ําตาลซึ่งเปน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม (B) ตําแหนงเก็บ แหลงพลังงานและคารบอนท่ีเซลลนําไปใชไดงาย (Mojsov, ตัวอยางดินในเฟสท่ี 1 ซึ่งมพี ้นื ท่ี 60 ไร 2012) เ ช น Bacillus sp. ไ ด แ ก B. subtilis, B. amyloli- 2. การคดั แยกและคัดกรองแบคทเี รยี ที่ผลิตเอนไซมอะไมเลส quefaciens, B. licheniformis, B. coagulans, B. poly- myxa, B. mesentericus, B. vulgaris, B. megaterium, ละลายตัวอยางดิน 10 g ใน 0.85% NaCl ปลอดเช้ือ B. cereus, B. halodurans, และ Bacillus sp. ปริมาตร 90 ml ทํา serial dilution แลวปเปตสารละลาย ดินปริมาตร 100 µL เกลี่ยลงบนอาหาร starch agar เอนไซมอะไมเลสแบง ออกเปน 2 ประเภท ไดแ ก endo- ประกอบดวย (g/L) 3.0 Beef extract, 10.0 Soluble amylases และ exo-amylases โดย endo-amylases เรง Starch, 15.0 Agar บมที่อุณหภูมิ 37 °C เปนเวลา 72 ปฏิกิริยาไฮโดรไลซแบบสุมบริเวณภายในของโมเลกุลแปง ชั่วโมง จากนั้นเติม 0.3% I2 ที่ผสม 0.6% KI solution ให สงผลใหไดน้ําตาลกลุม oligosaccharides ประกอบดวย ทวมจานเพาะเชื้อและสังเกตบริเวณสวนใสรอบๆ โคโลนี โมเลกุลของนํ้าตาลประมาณ 2-10 หนวย สวน exo- amylases จะเรงปฏิกริ ิยาไฮโดรไลซบ ริเวณ non-reducing sugar จงึ ทาํ ใหไ ดน ้ําตาลที่มีโมเลกุลหนวยเล็กๆ (Naidu and Saranraj, 2013) เอนไซมอะไมเลสเปนหน่ึงในเอนไซมท่ี สําคัญที่สดุ และบทบาททางเทคโนโลยชี วี ภาพประมาณ 25% ของตลาดเอนไซมทั่วโลก (Rao and Satyanarayana, 2007) ซึ่งการประยุกตใชเอนไซมอะไมเลสสามารถนําไปใช ในทางอุตสาหกรรมอาหารสามารถนาํ ไปผลติ ขนมหวาน การ ผลติ ลูกกวาด การผลติ เคก น้ําผลไมและนาํ้ เช่อื ม เปนตน ปาสาธารณนาสีนวน ตั้งอยูท่ีตําบลนาสีนวน อําเภอ กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ประเทศไทย เปนปาท่ี คอนขางมีความอุดมสมบูรณทางพรรณไมแตบริเวณดิน ดังกลา วเปน ดินคอนขา งเคม็ เพราะมีคา ความเค็มอยูประมาณ 1-1.15 % NaCl เร่ิมสงผลตอการเจริญของพืชท่ีเจริญใน บริเวณดังกลาว (กรมชลประทาน, 2554) ดังนั้น งานวิจัยนี้ จึงมุงศกึ ษาแบคทเี รียทมี่ ีความสามารถในการผลติ เอนไซมอะ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
593 จากนน้ั ทําการวัดคา Halo : colony ratio ตามวธิ ีของ Haq มาตรฐาน ผลการทดลองมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญ et. al. (2003) คดั เลอื กโคโลนีทมี่ ีคา Halo : colony ratios เม่ือ p<0.05 สูงที่สุดเปน 3 อันดับแรก มาทําใหบริสุทธ์ิและเพาะเลี้ยง 6. การจําแนกสายพันธุแบคทีเรียโดยวิธี PCR-based 16S แบคทีเรียไอโซเลทในอาหารแข็ง (g/L) 10.0 yeast rRNA gene extract, 5.0 tryptone, 5.0 NaCl แ ล ะ 15.0 agar บ ม ท่ี อุณหภูมิ 37 °C เปนเวลา 18 ช่ัวโมง บันทึกคุณสมบัติทาง เล้ียงเช้ือแบคทีเรียบริสุทธ์ิจาก 20% glycerol stock สัณฐานวิทยาของแตละไอโซเลท ไดแก สี รูปราง ผิวสัมผัส ในอาหารเลย้ี งเชอื้ เหลว 1 มิลลลิ ิตร ขา มคืนเพือ่ การสกัดจีโน ความนูน ขอบของโคโลนี และผลการยอ มแกรม มิกดีเอ็นเอ โดยใช Bacterial Genomic DNA extraction 3. การศึกษาหาสภาวะท่ีเหมาะสมตอการผลิตเอนไซมอะ kit (Vivantis, Malaysia) ทาํ การเพิ่มปริมาณช้ินสว นดเี อน็ เอ ไมเลส เปาหมาย 16S rRNA gene จากจีโนมิกดีเอ็นเอดวยเทคนิค 3.1 การเตรียมหวั เช้ือและการคัดกรองแบคทีเรีย PCR โดยใชไพรเมอรสากล Forward primer คือ 27F 5’- GAGAGTTTGATTCTGGCTCAG- 3’ และ Reverse primer ปรับเช้ือดวยอาหารเหลวใหมีเชื้อเรม่ิ ตน 108 CFU/mL คือ 1524R 5’-AAGGAGGTGATCCAGCCGCA -3’ เทคนิค เ ที ย บ กั บ 0.5 McFarland (Franklin et. al., 2012) PCR 1 ปฏกิ ริ ยิ ามีปรมิ าตรรวม 25 µL ประกอบดวย จีโนมกิ เพาะเล้ียงแบคทีเรียท้ัง 3 ไอโซเลท ในอาหารเหลว starch ดีเอ็นเอความเขมขน 0.5 ng สารละลาย 1X Master Mix soluble อิงวิธีการของ Bhaskar et. al. (2011) บมเปน Buffer A 500 mM KCl, 100 mM Tris-HCl (pH 9.1), 0.1% เวลา 24 48 และ 72 ช่วั โมง จากนน้ั ทดสอบหากจิ กรรมของ TritonTMX-100, 200 mM dNTP, 1.5 mM MgCl2 0.2 µM เอนไซมตามวิธีของ คํานวณกิจกรรมของเอนไซมอะไมเลส forward and reverse primer, 0.005 U Taq DNA โดยอางองิ วิธขี อง Haq et. al. (2003) Polymerase และปรับปริมาตรดวยนํ้ากลั่นปลอดเชื้อจนได 3.2 การหาสภาวะที่เหมาะสมตอการทํางานของเอนไซมอะ ปริมาตร 25 µL ใชเครื่อง PCR thermocycler (Thermo ไมเลส Scientific Hybaid Px2) ในการเพิ่มจํานวน 16S rRNA gene ซึง่ มสี ภาวะดังน้ี ขน้ั ตอนการแยกสาย DNA สายคอู อก นํ า crude extract จ า ก ส ภ า ว ะ ท่ี มีกิ จ กร รม ของ จากกัน (denaturation) ที่อุณหภูมิ 94 °C 2 นาที 1 รอบ เอนไซมอะไมเลสสูงที่สุดมาหาสภาวะท่ีเหมาะสมตอการ จากนั้นต้ังจํานวนรอบ 32 รอบ อุณหภูมิ 94 °C 45 วินาที ทํางานของเอนไซมอ ะไมเลส ข้ันตอนไพรเมอรจ บั ดเี อน็ เอที่อณุ หภูมิ 54 °C 45 วนิ าที การ สังเคราะหด ีเอ็นเอท่ีอุณหภูมิ 72 °C 1 นาที และเพิ่มจาํ นวน 1) ผลของ pH ตอ การทาํ งานของเอนไซมอ ะไมเลส ลําดับนิวคลิโอไทดสุดทายที่ 72 °C 7 นาที และเก็บ PCR นํา crude extract ของแบคทเี รยี ท่ีคัดเลอื กไวแลว จาก product ไวท่ี-20 °C จากนั้นตรวจสอบดีเอ็นเอดวย ขอ 3.2 แปรผัน pH ของบัฟเฟอรเปน 3.0, 4.0, 5.0, 6.0, เทคนิคอะกาโรสเจลอิเล็กโทรโฟรีซีส โดยเตรียม 0.8% 7.0, 8.0, 9.0 และ 10.0 บมที่อุณหภูมิ 37 °C เปนเวลา 30 agarose gel ละลายใน 1X TBE buffer pH 8.0 ปริมาตร นาที จากนน้ั วิเคราะหกจิ กรรมของเอนไซมอ ะไมเลส 40 หรอื 100 ml ดวยความรอ นจากนนั้ ทําใหเ ยน็ ทีอ่ ุณหภูมิ 2) อุณหภมู ติ อ การทาํ งานของเอนไซมอะไมเลส 55 °C เติมสี SYBR Safe dye (Invitrogen) ในอัตราสวน นําสวนใสของแบคทีเรียที่คัดเลือกไดแลวใน pH ที่ 0.5 µl/สารละลายเจล 40 ml เขยาและผสมในสารละลาย เหมาะสมจากขอ 1) บมแปรผันอุณหภูมิตั้งแต 4, 25, 35, เจลโดยทั่วแลวเทเจลลงในถาดเจล (gel chamber) ท้ิงใหเจ 45, 55, 65, 75, 85 และ 95 °C เปนเวลา 30 นาที จากนั้น ลแข็งตัวที่อุณหภูมิหองผสมสารละลายจีโนมิกดีเอ็นเอ 1 µg วเิ คราะหกิจกรรมของเอนไซมอะไมเลส กับ 6X Loading dye ในอัตราสวน 2:1 โดยปริมาตร ใช 4. การวเิ คราะหหาปรมิ าณโปรตีน lambda DNA 100 ng เปนดีเอ็นเอมาตรฐานเมื่อเทียบ วิเคราะหหาปริมาณโปรตีนดวยวิธี Lowry’s method ขนาดดีเอ็นเอใชกระแสไฟฟาท่ีมีความตางศักยไฟฟา 80 (Lowry et. al., 1951) โดยอาศัยกราฟมาตรฐาน ขอ ง โวลต เปนเวลา 30 นาที ตรวจแถบดีเอ็นเอผานเคร่ือง Gel Bovine Serum Albumin (BSA) documation (SYNGENE) สกัด PCR product บริสุทธ์ิโดย 5. การวิเคราะหทางสถิติ ใช PCR purification kit (Vivantis, Malaysia) จากนั้นสง ทําการทดลองซํ้า 3 ครั้ง และวิเคราะหขอมูลทางสถิติ PCR product ไปวเิ คราะหล ําดับ นวิ คลโี อไทดท บ่ี ริษัท First โดยดําเนินการในรูปแบบของการวิเคราะห One-Way BASE Co. Ltd. (ประเทศมาเลเซีย) วิเคราะหความเหมือน Analysis Of Variance (One-way ANOVA) ต า ม วิ ธี ของลาํ ดับนิวคลโี อไทดก ับฐานขอ มลู วามคี าความเหมือนหรือ Duncan Multiple Range’s Test อาศัยโปรแกรม SPSS คลายคลึงกับดีเอ็นเอของแบคทีเรียชนิดใดในฐานขอมูลโดย Statistics Ver. 17.0 แสดงผลในคาเฉลี่ย ± สวนเบ่ียงเบน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
594 ใ ช โ ป ร แ ก ร ม BLAST (Basic Local Alignment Search phoresis (1,500 bp) ผลการทดลองพบวา Bacillus Tools) จากฐานขอมูล NCBI (Altschul et. al., 1990) โดย cereus 1.4AL3 ใ ก ล เ คี ย ง กั บ Bacillus cereus B1 9 เลือกเชือ้ ที่มีคาเปอรเซน็ ตค วามเหมือนสงู ทส่ี ุด (% Identity) (accession no. MK229038.1) รอยละ 99 จากธัญพืชใน และคา Max score สูงที่สุด ผลของการจัดลาํ ดบั เบส partial ประเทศอิสราเอล Bacillus thuringiensis 3.4AL4 ใกลเคียง 16S rRNA sequence จะนําไปสรางแผนภูมิวิวัฒนาการ กับ Bacillus thuringiensis BD17-E12 (accession no. ( Phylogenetic tree) ด ว ย วิ ธี Maximum Likelihood HF584771.1) รอยละ 99 จากรากพืชในประเทศอติ าลี และ method ข อ ง Tamura-Nei model (Tamura and Nei, Bacillus cereus 3.5AL2 ใกลเคียงกับ Bacillus cereus 1993) โ ด ย ใ ช โ ป ร แ ก ร ม MEGA 7.0 (www.megasoft SP1-AB4 (accession no. MH013307.1) รอยละ 99 จาก ware.net) โดยใช Bootstrap จํานวน 1,000 ซ้ํา ฟองนาํ้ ในประเทศแอฟรกิ าใต (ตารางที่ 3) ผลและวจิ ารณผลการทดลอง 1. ขอมูลตัวอยางดินที่เก็บจากบริเวณปานาสีนวน ตําบล เทคนิคการแยกสารประเภทโปรตีนดวย Agarose gel นาสนี วน อาํ เภอกันทรวิชยั จงั หวดั มหาสารคาม electrophoresis เปนวิธีที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการแยกกรดนิวคลีอิก โดยทั่วไปยิ่งความเขมขนของ ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า ค า pH แ ล ะ ค า ก า ร นํ า ไ ฟ ฟ า ท่ี มี agarose สูงมากเทาใดขนาดของรูพรุนก็จะยิ่งเล็กลงเทาน้ัน ความสัมพันธกับความเค็มของตัวอยางดินท่ีเก็บมาจาก อะกาโรสเจลแบบด้ังเดิมนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อแยก บริเวณปา นาสนี วน ตําบลนาสีนวน อาํ เภอกันทรวชิ ยั จงั หวัด ช้ินสวนดีเอ็นเอระหวาง 100 bp และ 25 kb สวนช้ินสวนดี มหาสารคาม พบวา แบคทีเรียท่ีคัดเลือกไดทั้ง 3 สายพันธุ เอ็นเอที่มีขนาดเล็กกวา 100 bp จะถูกแยกออกไดอยางมี มาจากจุดดินที่ 1.4 3.4 และ 3.5 ซ่ึงมีคา pH ประมาณ 5-6 ประสิทธิภาพยิ่งข้ึนโดยใช polyacrylamide gel electro- ถือวาคอนขางมีความเปนกรดคอนมาทางดาง สงผลใหมีคา phoresis (Lee et. al., 2012) การนําไฟฟา 2-3 µS/m และมีคาความเค็มประมาณ 0.1 % NaCl ถือวาดนิ ทเ่ี กบ็ จากจุดดนิ ดังกลาวดงั กลาวมีระดบั ความ แผนภูมิวิวัฒนาการของส่ิงมชี ีวิต (Phylogenetic tree) เคม็ เลก็ นอ ย แตเ ร่ิมมีผลตอ พืชไมท นเคม็ ตารางที่ 1 ที่แสดงความสัมพันธระหวางยีน 16S rRNA เนื่องจากยีน 16S rRNA เปนยีนท่ีมีขนาดใหญและมีการเปลี่ยนแปลงของ ดิน เปนแหลงอาศัยและมีความหลากหลายของ วิวัฒนาการในแตละชวงนอยมากจึงทําใหเปนที่นิยมในการ จุลินทรียที่สามารถผลิตเอนไซมตางๆ ปาสาธารณนาสีนวน นํามาระบุสายพันธุของสิ่งมีชีวิตและสามารถนําไปเชื่อมโยง ตําบลนาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม หาวิวัฒนาการของสง่ิ มชี ีวิตได (Janda and Abbott, 2007) จัดเปนพ้ืนที่ปาท่ีดินคอนขางเค็ม (คา EC ต่ํากวา 0.2 % ผลการหาวิวัฒนาการของเชื้อทั้ง 3 ไอโซเลท กับเชื้อ NaCl) แตมีความอุดมสมบูรณ โดยปกติคาการนําไฟฟาของ แบคทีเรีย Bacillus sp. อีก 3 สายพันธุ โดยใชโปรแกรม ดิน (Electrical Conductivity : EC) มีคาตํ่ากวา 2 กระท่ัง MEGA 7.0 พบวาทั้ง 3 ไอโซเลท มีวิวัฒนาการใกลเคียงกับ มากกวา 16 µS/m เปนตนไป (กรมชลประทาน, 2554) คา แบคทีเรียท่ีผลิตเอนไซมอะไมเลสทั้งสิ้น 3 สายพันธุ (ภาพท่ี การนําไฟฟาของดินต้ังแต 2 ขึ้นไป เร่ิมสงผลตอพืชที่เจริญ 2) โดย Bacillus cereus 1.4AL3 มีวิวัฒนาการใกลเ คียงกับ รอบๆ เพราะจะทําใหพืชดูดซึมและเกิดการสะสมแรธาตุทํา Bacillus cereus gp-8 (NCBI accession no.MK6428 ใหพชื ขาดนาํ้ และสรางความเสยี หายตอ การเกษตร 86.1) จ า ก ดิ น ใ น ป ร ะ เ ท ศ จี น Bacillus thuringiensis 2. การคดั แยกแบคทเี รยี ท่ีผลติ เอนไซมอ ะไมเลส 3.4AL4 มีวิวัฒนาการใกลเคียงกับ Bacillus thuringiensis BD17-E12 (NCBI accession no. HF584771.1) จากราก จากการคัดแยกแบคทีเรียที่ผลิตเอนไซมอะไมเลสบน องุนในประเทศอิตาลี และ Bacillus cereus 3.5AL2 มี อาหารแข็ง Starch agar บมเปน เวลา 3 วัน พบแบคทเี รีย 3 วิวัฒนาการใกลเคียงกับ Bacillus cereus 20.SH.1 (NCBI ไอโซเลท ไดแก 1.4AL3 3.4AL4 และ 3.5AL2 มีคา Halo: accession no. MG776355.1) จากรากพืชในปร ะ เ ท ศ colony ratio สูงที่สุดเปน 3 อันดับแรก สังเกตจากบริเวณ อิหราน สวนใสรอบโคโลนีหลังทดสอบดวยการหยดสารละลาย I2-KI โดย 3.5AL2 > 3.4AL4 > 1.4AL3 ตามลําดับ และทดสอบ ลกั ษณะสัณฐานวทิ ยาของโคโลนีเบ้ืองตนที่คดั เลอื กได พบวา ทั้ง 3 ไอโซเลท (1.4AL3 3.4AL4 และ 3.5AL2) มีรูปราง ทอนและติดสีแกรมบวกตารางท่ี 2 ผลการระบุสายพันธุของ แบคทีเรียท้ัง 3 ไอโซเลท โดยอาศัยเทคนิคยีน 16S rRNA และวิเคราะหgene product บน agarose gel electro- การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
595 B. cereus 1.4AL3 B. cereus gp-8 6 2 B. cereus 20.SH.1 B. thuringiensis BD17-E12 B. cereus 3.5AL2 B. thuringiensis 3.4AL4 0.00050 ภาพท่ี 2 แผนภูมิวิวฒั นาการของแบคทีเรียทงั้ 6 สายพนั ธุ ตารางที่ 1 ขอ มูลตวั อยางดนิ ทีเ่ กบ็ จากบรเิ วณปา นาสนี วน ตาํ บลนาสีนวน อาํ เภอกนั ทรวิชยั จังหวดั มหาสารคาม สภาพแวดลอมบรเิ วณ คา การนําไฟฟาของดนิ ตาํ แหนงทเี่ กบ็ ตัวอยางดนิ ตาํ แหนง ท่ีเก็บตัวอยา งดิน (โมโครซเี มนส/เซนติเมตร) 1.4 ตระกลู สัก พบปลวก 2.09 (N 16 20 23.547, E 103 12 35.244) เค็มเลก็ นอย (0.1% NaCl) 3.4 ใตต นครก 2.42 (N 16 20 35.425, E 103 12 35.178) เค็มเล็กนอย (0.1% NaCl) 3.5 บริเวณเหด็ ไคลเกดิ 2.35 (N 16 20 36, E 103 12 36) (ขดุ ลกึ 15 cm) เคม็ เลก็ นอ ย (0.1% NaCl) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
596 ตารางที่ 2 สณั ฐานวทิ ยาของแบคทีเรยี ท่ผี ลติ เอนไซมอ ะไมเลส 3 ไอโซเลท สณั ฐานวิทยาของเชอ้ื ไอโซเลท สัณฐานวทิ ยาโคโลนี Halo : colony ratio 1.4AL3 Filamentous Effuse Contoured Entire Dull 1.60 แกรมบวก ทอนสัน้ 3.4AL4 Irregular Flat 1.78 แกรมบวก ทอนสัน้ Smooth Erose Opaque Irregular Pulvinate 3.5AL2 Rougose Erose Dull 1.86 แกรมบวก ทอน ตารางที่ 3 สายพันธุข องแบคทีเรยี ทผ่ี ลติ เอนไซมอ ะไมเลส 3 ไอโซเลท ไอโซเลท Closest relative* Accession No.* %Identity* แหลง ทพี่ บ 1.4AL3 Bacillus cereus B19 MK229038.1 99 Wheat grain, Israel 3.4AL4 Bacillus thuringiensis HF584771.1 99 Grapevine root system, BD17-E12 3.5AL2 Bacillus cereus MH013307.1 99 Italy SP1-AB4 Unidentified marine หมายเหตุ * BLAST search บนฐานขอ มูล NCBI (https://www.ncbi.nlm.nih.gov) sponge 1, South Africa 3. สภาวะทเ่ี หมาะสมตอการทํางานของเอนไซมอ ะไมเลส ทํางานของเอนไซมอะไมเลส พบวา pH ที่เหมาะสมตอการ จากการศึกษาหาสภาวะท่ีเหมาะสมตอการทํางานของ ผลิตเอนไซมอะไมเลสและมีคากิจกรรมของเอนไซมอะไมเล สสูงที่สุดคือ pH 7.0 เทากับ 35.84±0.33 U/mL และ เอนไซมอะไมเลสท่ีใหคากิจกรรมของเอนไซมอะไมเลสสูง อุณหภูมิท่ีเหมาะสม คือ 65 °C มีคา กิจกรรมเอนไซมอะไมเล ท่ีสุด โดยเหน่ียวนําการผลิตเอนไซมอะไมเลสดวยสารตั้งตน สสูงท่สี ุดเทา กับ 47.15±0.82 U/mL หลังบม crude extract 1% สารละลายแปงบมท่ีอุณหภูมิ 37 °C ท่ีระยะเวลาตางๆ กับสารต้ังตน 1% สารละลายแปงเปนเวลา 30 นาที เพื่อ ไดแก 24 48 และ 72 ช่ัวโมง ตามลําดับ พบวา Bacillus กระตุนใหเอนไซมอะไมเลสเรงปฏิกิริยายอ ยสลายสารตั้งตน cereus 3.5AL2 ใหคากิจกรรมเอนไซมอะไมเลสสูงที่สุด 1% สารละลายแปง (ภาพท่ี 3B) แหลงท่ีพบเอนไซม อะ เทากับ 38.98 ± 3.11 U/mL หลังบมท่ีอุณหภมู ิ 37 °C เปน ไมเลสนั้นสามารถพบไดท้ังใน พืช สัตว หรือจุลินทรีย จาก เวลา 72 ช่ัวโมง (ภาพท่ี 3A) เม่ือนํา crude extract ของ บริเวณแหลงดินจุดท่ี 3.5 (N 16 20 36, E 103 12 36) ซ่ึง Bacillus cereus 3.5AL2 ไปหาสภาวะท่ีเหมาะสมตอการ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
597 เปนบรเิ วณทพี่ บเห็ดไคลเกดิ (ขุดลึก 15 cm) คา pH เทา กบั sp. นี้มักนิยมใชกันท่ัวไปในการผลิตอะไมเลสท่ีอุณหภูมิ 37- 5.39 ซ่ึงเอื้อตอการเจริญและผลิตเอนไซมข องจุลินทรียกลมุ 65 °C (Asghar et. al., 2007) และใชกันอยางแพรหลายใน แบคทเี รีย เชิงพาณิชย และทางอุตสาหกรรม ไดแก อุตสาหกรรมผลิต เคร่ืองด่ืมท่ีมีแอลกอฮอล อุตสาหกรรมผลิตช็อคโกแลต จากการรายงานกอนหนานี้ของ Gebreyohannes อุตสาหกรรมผลิตส่ิงทอ เปนตน (Naidu and Saranraj, (2015) ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมของแบคทีเรียท่ีแยกไดจาก 2013) นอกจากนี้อัตราการกวน กระบวนการหมักท่ี ดินบริเวณมหาวิทยาลัย โดยเพาะเล้ียง Bacillus spp. ใน เหมาะสม แหลงพลังงานท่ีเหมาะสม หรือแมกระท่ัง อาหารเหลวที่มี 0.1% สารละลายแปง บมที่อุณหภูมิตางๆ กระบวนการทําใหเอนไซมบริสุทธ์ิก็จะยิ่งสงเสริมใหเกิดการ ตั้งแต 25-45 พบวา Bacillus spp. มีกิจกรรมของเอนไซม กระตุนการผลิตเอนไซมอะไมเลสทีม่ ี ประสิทธิภาพได สูงท่ีสุดเทากับ 3.5 U/mL ที่อุณหภูมิ 40 °C คา pH 7 สรุปผลการทดลอง ทํานองเดียวกับการรายงานของ Vaidya and Rathore (2015) รายงานถึงสภาวะท่ีเหมาะสมของแบคทเี รยี ทค่ี ัดแยก งานวิจัยคร้ังนี้เปนการรายงานคร้ังแรกที่ศึกษาการคัด ไดจากดิน โดยสภาวะที่เหมาะสมคืออุณหภูมิ 40 °C คา pH แยกและหาสภาวะที่เหมาะสมของแบคทีเรียท่ีผลิตเอนไซม 7 ซึ่งผลการศึกษาครงั้ นี้กลับใหคา ที่มากกวา ณ อุณหภูมิ 65 อะไมเลสจากตัวอยางดินในพน้ื ที่ปา สาธารณนาสีนวน ตําบล °C pH 7.0 เทากับ 47.15±0.82 U/mL จะเห็นไดวาความ นาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ประเทศ เขมขนของสารตั้งตน pH และอุณหภูมิมักมีอิทธิพลตอการ ไทย แบคทีเรียท่ีคัดแยกไดมีท้ังหมด 3 ไอโซเลท หลังศึกษา เจรญิ ของเชือ้ แบคทีเรยี ที่ผลิตเอนไซมอ ะไมเลส หากยิง่ มีสาร สัณฐานวิทยาของโคโลนีท้ัง 3 ไอโซเลท พบวามีรูปรางทอน ตง้ั ตน จาํ นวนมากเทา ไรกย็ ง่ิ เรงใหเ อนไซมสามารถเขาไปยอย แกรมบวกทั้งหมด และผลวิเคราะหลําดับนิวคลีโอไทดของ สลายสารตั้งตนไดดีมากเทาน้ันสงผลใหคากิจกรรมของ แบคทีเรียท่ีผลิตเอนไซมอะไมเลสเหลาน้ันพบวาสวนใหญมี เอนไซมอะไมเลสสูงข้ึนตามไปดวย รวมถึงการเพาะเลี้ยง สายพันธุใกลเคียงกับ Bacillus sp. โดย Bacillus cereus แบคทีเรยี ในสภาวะท่เี ออ้ื ตอการเจรญิ 3.5AL3 มคี ากจิ กรรมของเอนไซมอ ะไมเลสหลังคดั กรองผาน อาหารเหลว และจากการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมตอการ ปจจุบันจึงนิยมศึกษาสภาวะท่ีเหมาะของการผลิตและ ทํางานของเอนไซม อะไมเลสพบวา สภาวะท่ีเหมาะสมตอ การทํางานของเอนไซมอะไมเลสควบคูกันไป เนื่องจากหาก การทาํ งานของเอนไซมอ ะไมเลสคือ pH 7.0 อณุ หภมู ิ 65 °C ตองนําไปประยุกตใชในงานดานอุตสาหกรรมตางๆ มักจะ เพราะฉะนั้นเอนไซมอะไมเลสที่ไดจากแบคทีเรียเหลาน้ี ตองทราบขอมูลที่ถูกตองและสามารถนําไปใชไดจริงเพื่อ สามารถนําไปใชในการผลิตเครื่องด่ืมที่มีแอลกอฮอลโดย ปอ งกนั มใิ หเกิดการสูญเสียมลู คา หรอื ตน ทนุ การผลิต อาศัยการเปลยี่ นโมเลกุลแปงที่มขี นาดใหญใหไดเปน โมเลกลุ ของน้าํ ตาลท่ีมีขนาดเล็กทีเ่ ปนสารตั้งตน ในการผลติ เครื่องดื่ม ขอไดเปรียบของการนําแบคทีเรียมาเหนี่ยวนําใหผลิต การนําไปใชในทางอุตสาหกรรมผลิตขนมเคกเพื่อเพ่ิมความ เอนไซมอะไมเลส คือ สามารถเพาะเล้ียงไดในอาหารท่ีมี หวาน การผลิตนํ้าเช่ือมหรือไซรัปท่ีไดจากผลไม แมกระท่ัง ตนทุนต่ํา การนําวัสดุเหลือท้ิงทางการเกษตร เชน ชานออย สามารถนําไปใชในทางการแพทยเพื่อผลิตเวชสําอางสําอาง กากนํ้าตาล มาใชเปนสารต้ังตน ในการผลิตเอนไซมอะไมเลส ตา งๆ ตวั อยางเชอื้ แบคทเี รียทางการคาทนี่ ิยมนํามาผลติ เอนไซมอะ ไมเลส เชน Bacillus amyloliquefaciens B. subtilis B. licheniformis และ B. stearothermophilus ซ่งึ Bacillus การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
598 A Amylase activity (U/ml) 24 h 48 h 50 72 h 40 30 20 10 0 1.4AL3 B. cereus 3.5AL2 3.4AL4 B. cereus thuringiensis B B. 40Amylase activity (U/ml) 30Amylase activity (U/ml) 20 10 0 3 4 5 6 7 8 9 10 pH C 80 60 40 20 0 4 25 35 45 55 65 75 85 95 Temperature (°C) ภาพท่ี 3 กิจกรรมของเอนไซมอ ะไมเลสจากแบคทีเรยี ทค่ี ัดเลอื กได (A) กิจกรรมของเอนไซมไลเปสของแบคทีเรีย 3 ไอโซเลท ท่ีบมในระยะเวลา 24 48 และ 72 ช่ัวโมง ตามลําดับ (B) กิจกรรมของเอนไซมอะไมเลสของ B. cereus 3.5AL2 บมในสารละลายบัฟเฟอรท่ี pH ตางๆ และ (C) กิจกรรมของเอนไซมอะไมเลสของ B. cereus 3.5AL2 บมในอุณหภมู ติ างๆ ในสารละลายฟอสเฟตบัฟเฟอรทม่ี ี 1% สารละลายแปง ท่ี pH 7.0 คําขอบคณุ Altschul, S.F., Gish, W., Miller, W., Myers, E.W. and โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรกั ษ Lipman, D.J. (1990). Basic local alignment search tool. Journal of Molecular Biology, พนั ธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจยั ขอขอบคุณ 215(3), 403–410. มา ณ ทน่ี ดี้ วย อางองิ Naiduand, M. A. and Saranraj, P. (2013). Bacterial กรมชลประทาน (2554). EC : คาการนําไฟฟาของดิน. Amylase: A Review. International Journal of Pharmaceutical & Biological Archives 2013, สืบคน เมอ่ื วันที่ 15 กุมภาพันธ 2562, จาก 4(2), 274 -287. http://www.ilab.asia/print.aspx?content=00413. Asghar, M., M.J. Asad, S.U. Rahman and R.L. Legge Lee, P.Y., Costumbrado, J., Hsu, C.Y. and Kim, Y.H. (2007). A thermostable α-amylase from a (2012). Agarose Gel Electrophoresis for the moderately thermophilic Bacillus subtilis strain Separation of DNA Fragments. Journal of for starch processing. J. Food. Eng., 79: 950– visualized experiments, 62, 3923. 955. Haq, I.U., Ashraf, H., Iqbal, J. and Qadeer, M.A. (2003). Production of alpha amylase by การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
599 Bacillus licheniformis using an economical methodology. Process Biochemistry, 40(7), medium. Bioresource Technology, 87(1), 57– 2291–2296. 61. Mojsov, K. (2012). Microbial α-amylases and their Tamura, K. and Nei, M. (1993). Estimation of the industrial applications: a review. International number of nucleotide substitutions in the Journal of Management, IT and Engineering, control region of mitochondrial DNA in 2(10), 583-609. humans and chimpanzees. Molecular Biology Gebreselema, G. (2015). Isolation and optimization and Evolution, 10(3), 512–526. of amylase producing bacteria and Janda, J.M. and Abbott, S.L. (2007). 16S rRNA gene actinomycetes from soil samples of Maraki sequencing for bacterial identification in the and Tewedros campus, University of Gondar, diagnostic laboratory: Pluses, perils, and North West Ethiopia. African Journal of pitfalls. Journal of Clinical Microbiology, 45(9), Microbiology Research, 9(31), 1877–1882. 2761–2764. Bhaskar, R., Gaurav, K. and Ashwini, K. (2011). Franklin, R. Cockerill III, Wikler, M.A., Alder, J., Optimization, production and partial Dudley, M.N., Eliopoulos, G.M., Ferraro, M.J., purification of extracellular α-amylase from Hardy, D.J., Hecht, D.W., Hindler, J.A., Patel, Bacillus sp. Marini. Archives of Applied Science J.B., Powell, M., Swenson, J.M., Thomson, R.B., Research, 2011, 3(1), 33-42. Traczewski, M.M., Turnidge, J.D., Weinstein, Lowry, O.H., Rosebrough, N.J., Farr, L. and Randall, M.P. and Zimmer, B.L. (2012). Methods for R.J. (1951). The folin by oliver. The Journal of Dilution Antimicrobial Susceptibility Tests for Biological Chemistry, 193(1), 265–275. Bacteria That Grow Aerobically; Approved Vaidya, S., and Rathore, P. (2015). Isolation, Standard—Ninth Edition. Clinical and Screening and Characterization of Amylase Laboratory Standards Institute, 12, 1-88. Producing Bacteria From Soil of Potato Dump Goyal, N., Gupta, J. K., and Soni, S. K. (2005). A Sites From Different Regions of Madhya novel raw starch digesting thermostable α- Pradesh, Life Science International research amylase from Bacillus sp. I-3 and its use in the journal, International conference on recent direct hydrolysis of raw potato starch. Enzyme trends in agriculture, veterinary and life and Microbial Technology, 37(7), 723–734. sciences, 1-7. Kandra, L. (2003). α-Amylases of medical and Rao, J.L.U.M. and Satyanarayana, T. (2007). industrial importance. Journal of Molecular Improving production of hyperthermostable Structure: THEOCHEM, 666–667, 487–498. and high maltose-forming α-amylase by an Tanyildizi, M. S., Özer, D. and Elibol, M. (2005). extreme thermophile Geobacillus Optimization of α-amylase production by thermoleovorans using response surface Bacillus sp. using response surface methodology and its applications. Bioresource Technology, 2007(98), 345–352. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
600 การคดั เลือกจุลนิ ทรียที่มปี ระโยชนใ นพื้นทปี่ กปก พนั ธกุ รรมพืช อพ.สธ. – หนองระเวียง : แบคทเี รยี สรางสารพิษฆาแมลง SCREENING OF BENEFICIAL MICROORGANISMS FROM CONSERVE FORESTS, RSPG - NONGRAWIANG CENTER : INSECTICIDAL PROTEIN PRODUCING BACTERIA รสาภริ ส สมวัชรจติ * และ จดิ าภา สงิ สาธร Rasapirose Somwatcharajit* and Jidapa Singsathorn สาขาชวี วิทยาประยกุ ต คณะวิทยาศาสตรและศลิ ปศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน จังหวดั นครราชสมี า 30000 Department of Applied Biology, Faculty of Science and Liberal Art, Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima, 30000 บทคดั ยอ ไดแบคทีเรียสรางสปอรจากพ้ืนท่ีปาปกปกพันธุกรรมพืช มทร. อีสาน ภายใตโครงการโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ต. หนองระเวียง จ. นครราชสีมา โดยนําตัวอยา งมาเพิม่ ปริมาณแบคทเี รียในอาหารกระตนุ การสรางสปอร (NYSM) เปน เวลา 2-3 วัน ใหค วามรอ นเพื่อกําจดั เช้ือท่ีไมสรางสปอร คัดเลือกเชื้อได 364 ไอโซเลต ตรวจหา crystal และ cytotoxic toxin gene (cry และ cyt) ดวยวิธี PCR โดยใชไพรเมอร 7 คู ตรวจสอบยีน 8 ยีน (ไพรเมอรท่ีจําเพาะตอยีน cry1 cry2 cry3 cry4 cry7-8 cry11 และ cyt1A) พบวา มี 4 ไอโซเลตท่ีพบยีน cry1 และ cry2 (IP001 IP002 IP003 และ IP007) มี 10 ไอโซเลตท่ีพบยีน cry3 (II015 II017 II018 II099 และ IR035) และ cyt1A (IS009 IR033 IR040 II014 และ II020) จากการสังเกตภายใตกลอง จลุ ทรรศน พบวา มเี พยี งไอโซเลต IP001 IP002 IP003 และ IP007 ที่แสดงลักษณะผลึกรูปพรี ะมิดคแู ละสเี่ หลีย่ มลกู บาศก ท่ีชัดเจน จากลําดับนิวคลีโอไทดของ 16s rDNA พบวา ไอโซเลตที่ตรวจพบยีนสรางสารพิษเหมือนกับ Bacillus sp. B. cereus B. thuringiensis Lysinibacillus fusiformis L. xylanilyticus L. sphaericus แ ล ะ Brevibacillus brevis นอกจากน้ี จากการวิเคราะหรูปแบบโปรตีนท้ังหมดของไอโซเลต IP001 ดวยวิธี SDS-PAGE พบ โปรตีนขนาด 130 kDa และ 65-70 kDa ซ่ึงตรงกับขนาดของโปรตีนฆาแมลง Cry1 และ Cry2 แสดงใหเห็นวา มีความเปนไปไดท่ีไอโซเลต IP001 จะสรา งสารพษิ ฆา แมลงท้ัง 2 ชนิดนี้ Abstract Spore forming bacteria were isolated from conserve forests belonging to the Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG), Nongrawiang subdistrict, Nakhon Ratchasima province. The samples were enrich in sporulation medium (NYSM) for 2-3 days. Non-spore forming bacteria were killed by heating. The 364 bacterial isolates were selected. Crystal and cytotoxic toxin gene (cry and cyt) were detected by PCR. Seven pairs of primers specific to 8 IP genes were used (cry1, cry2, cry3, cry4, cry7-8, cry11 and cyt1A gene specific primers). The result showed that cry1 and cry2 were detected in 4 isolates (IP001, IP002, IP003 and IP007). Ten isolates showed PCR products amplified with cry3 (II015, II017, II018, II099 and IR035) and cyt1A (IS009, IR033, IR040, II014 and II020) specific primer, respectively. Crystal toxin production was observed under light compound microscope (1,000X). IP001, IP002, IP003 and IP007 clearly presented crystal toxin with bipyramidal and cuboidal shape. According to 16s rDNA nucleotide sequence, the isolates harboring IP genes had high homology with Bacillus sp., B. cereus, B. thuringiensis, Lysinibacillus fusiformis, L. xylanilyticus, L. sphaericus and Brevibacillus brevis. Moreover, total protein profile of IP001 was analyzed by SDS-PAGE. The 130 kDa and 65-70 kDa protein bands corresponding to 2 insecticidal proteins (Cry1 and Cry2) were detected. The result indicated that this isolate may produce both insecticidal proteins. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
601 *ติดตอนักวิจัย: รสาภิรส สมวตั รจติ (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Rasapirose Somwatcharajit (E-mail: [email protected]) บทนํา อุปกรณและวธิ กี ารทดลอง ในยุคท่ีมีการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคม 1) การแยกเช้อื แบคทีเรยี ที่สรา งสปอร อยางตอเน่ือง จํานวนประชากรโลกเพิ่มข้ึนอยางรวดเร็ว ทํา สมุ เกบ็ ตวั อยางแหลงแบคทีเรียในพื้นที่ปกปกพันธุกรรม ใหค วามตอ งการในการใชสาธารณูปโภคเพง่ิ สงู ขึ้นตามไปดว ย พืช มทร. อีสาน ตําบลหนองระเวียง อําเภอเมือง จังหวัด ประกอบกับความสามารถทางการผลิตที่ไมสมดุลตอความ นครราชสีมา ไดแก ตัวอยางดิน ซากพืช และซากแมลง คัด ตองการของมนุษย จุลินทรียไดเขามามีบทบาทท่ีสําคัญใน แยกเชื้อแบคทีเรียโดยนําตัวอยางที่เก็บมาจํานวน 1 g เลี้ยง การตอบสนองความตองการของมนุษย โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในอาหารเหลว NYSM (Nutrient broth medium 13 g/l, ในดานการเกษตรกรรม เน่ืองจากความตองการในการเพ่ิม MgCl26H2O 203.3 mg/l, MnCl2 9.9 mg/l, CaCl22H2O ผลผลิตทางการเกษตรมีมากขน้ึ ทาํ ใหมกี ารใชสารเคมใี นการ 10.3 g/l) ใหเขา สูชว งสรา งสปอร (ประมาณ 2-3 วนั ) จากนน้ั ควบคุมแมลงศัตรูพืชมีปริมาณเพิ่มขึ้นไปดวย ซึ่งสงผล ใหความรอนในอางนํ้าควบคุมอุณหภูมิ 80°C เปนเวลา 15 กระทบอยางมากตอสิง่ แวดลอม ดังน้ันการลดการใชส ารเคมี นาที เพื่อทําลายเชื้อที่ไมสรางสปอร จากนั้นนําเชื้อมาเจือ จึงเปนสิ่งที่สําคญั ท่ีตองคํานงึ ถึง การนําเชื้อจลุ ินทรยี มาใชใ น จางดวย 0.85% NaCl ปลอดเช้ือและเกลี่ยบนอาหารแข็ง การควบคุมทางชีวภาพเปนอีกทางเลือกหน่ึงท่ีมีการใชอยาง NYSM ที่เติมยาปฏิชีวนะ cycloheximide เพ่ือยับยั้งการ แพรหลาย เนื่องจากเชื้อจุลินทรียเปนส่ิงมีชีวิตท่ีพบไดทั่วไป เจริญของเช้ือรา นําไปบมท่ีอุณหภูมิ 30°C เปนเวลา 24 ในสิ่งแวดลอม จึงไมสงผลกระทบตอสุขภาพและสงิ่ แวดลอ ม ชว่ั โมง คัดแยกโคโลนีทข่ี นึ้ นํามาทําใหบ ริสุทธิ์และจัดเกบ็ เชอ้ื เชน การนําเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis ควบคุม เพ่ือนํามาทดสอบตอไป แมลงศัตรูพืชจําพวกหนอนผีเส้ือ ไร หรือแมแต ไสเดือฝอย (de Maagd et. al., 2003; Arthurs and Dara, 2018) การ 2) การเตรียมดีเอ็นเอและการตรวจหายีนสรางผลึกสารพิษ นําเช้ือรา Beauveria bassiana มาใชในการควบคุมแมลง ดว ยปฏิกิรยิ าลูกโซพ อลเิ มอรเรส หรือ พีซอี าร (Polymerase ศัตรูพืชจําพวกเพล้ยี และหนอนเจาะสมอฝาย (Ruiu et. al., chain reaction, PCR) 2013; Bamisile et. al., 2018) เลี้ยงเช้ือบริสุทธ์ิในอาหารเหลว NYSM 5 ml ที่ 30°C อ ย า ง ไ ร ก็ ต า ม ข อ จํ า กั ด ใ น ก า ร ใ ช จุ ลิ น ท รี ย ยั ง มี อ ยู เปนเวลา 24 ช่ัวโมง นําเช้ือ 1 ml ใสหลอดปนเหว่ียงขนาด โดยเฉพาะอยางยิ่งในดานประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ 1.7 ml นําไปปนเหวี่ยงที่ความเร็วรอบ 8,000 rpm เปน ควบคุมยังมีนอยกวาเม่ือเปรียบเทียบกับสารเคมี ดังนั้นการ เวลา 10 นาที ดดู สว นใสทิง้ แลวนาํ ตะกอนเซลลไปสกัดดีเอ็น ใชจุลินทรียในการควบคุมทางชีวภาพจึงตองคํานึงถึง ตามวิธีของชุดสกัดดีเอ็นเอ เม่ือไดดเี อ็นเอ นําดีเอ็นเอท่ีไดไป ประสิทธภิ าพของจุลินทรียนน้ั ๆ เปน หลกั จลุ นิ ทรียท ่ีนาํ มาใช วัดปริมาณและความบริสุทธ์ิดวยเคร่ืองนาโนดรอปตรวจหา ในการควบคุมทางชีวภาพควรเปนสายพันธุที่สามารถ ยีนสรางผลึกสารพิษ 8 ยีน ไดแก ยีน cry1, cry2, cry3, เจริญเติบโตไดดีในสิ่งแวดลอมและสภาพภูมิอากาศของแต cry4, cry7, cry8, cry11 และ cyt1a โดยใชไพรเมอร 7 คู ละทองถิ่นเพราะจะสง ผลตอโดยตรงตอ ความสามารถในการ (Ben-Dov et. al., 1997) ดังแสดงในตารางที่ 1 เตรียม สรางสารออกฤทธ์ิ ทั้งยังตองเปนเชื้อที่ไมกอโรคในมนุษย ปฏิกิริยาพีซีอารปริมาณ 50 µl โดยผสมสารตางๆ ใหได และสัตว งานวิจัยน้ีจึงมีวัตถุประสงคเพื่อการคัดเลือกสาย ความเขม ขนสดุ ทายดงั น้ี 1X PCR buffer, 0.1 mg/ml BSA, พันธุจุลินทรียท่ีสรางสารพิษฆาแมลงศัตรูพืชไดจากพื้นที่ปา 0.1 mM dNTP, 1.25 U Taq DNA polymerase, 0.2 µm ปกปกพันธุกรรมพืช มทร. อีสาน โดยแยกเช้ือแบคทีเรียท่ี forward และ reverse primers เติมดีเอ็นเอแมแบบ 5 µl สรางสปอรจากแหลงธรรมชาติ ตรวจหายีนท่ีสรา งสารพิษฆา นาํ ไปทําปฏิกริ ิยาดว ยเครือ่ ง Thermal cycler โดยใชส ภาวะ แ ม ล ง ไ ด crystal toxin gene (cry1, cry2, cry3, cry4, ดั ง น้ี Initial denaturation 95°C เ ป น เ ว ล า 5 น า ที , cry7, cry8 แ ล ะ cry11) แ ล ะ cytolytic toxin (cyt1a) Denaturation 95°C เ ป น เ ว ล า 60 วิ น า ที , Annealing สังเกตลักษณะสารพิษผลึกของไอโซเลตท่ีนาสนใจภายใต 55°C เปนเวลา 45 วินาที, Extension 72°C เปนเวลา 60 กลองจลุ ทรรศนแ ละเจลอิเลคโตรโฟรซี ีส วินาที และ Final extension 72°C 5 นาที ท้ังหมด 30 รอบ จากน้ันตรวจสอบผลิตภัณฑพีซีอารดวยวิธีอะกาโรส เจลอเิ ล็กโตรโฟรซิ สิ โดยใชอะกาโรสเจล 1.5% การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
602 ตารางท่ี 1 รายละเอยี ดของไพรเมอรท ใี่ ชในการตรวจสอบหายนี ทสี่ รา งผลึกสารพิษ Tm (°C) ขนาดผลติ ภณั ฑ (bp) ยนี ชอ่ื ไพรเมอร ลาํ ดับนวิ คลีโอไทด cry1 Un1(F) 5’ CAT GAT TCA TGC GGC AGA TAA AC 3’ 61.1 274 หรอื 277 Un1(R) 5’ TTG TGA CAC TTC TGC TTC CCA TT 3’ 61.1 cry2 Un2(F) 5’ GTT ATT CTT AAT GCA GAT GAA TGG G 3’ 60.9 689 หรอื 701 Un2(R) 5’ CGG ATA AAA TAA TCT GGG AAA TAG T 3’ 59.2 cry3 Un3(F) 5’ CGT TAT CGC AGA GAG ATG ACA TTA AC 3’ 61.1 589 595 หรอื 604 Un3(R) 5’ CAT CTG TTG TTT CTG GAG GCA AT 3’ 64.7 cry4 Un4(F) 5’ GCA TAT GAT GTA GCG AAA CAA GCC 3’ 63.5 439 Un4(R) 5’ GCG TGA CAT ACC CAT TTC CAG GTC C 3’ 69.1 cry7-8 Un7,8(F) 5’ AAG CAG TGA ATG CCT TGT TTA C 3’ 58.4 420 หรือ 423 Un7,8(R) 5’ CTT CTA AAC CTT GAC TAC TT 3’ 52.3 cry11 EE-11A(F) 5’ CCG AAC CTA CTA TTG CGC CA 3’ 60.5 445 EE-11A(R) 5’ CTC CCT GCT AGG ATT CCG TC 3’ 62.5 cyt1a Gral-cyt(d) 5’ AAC CCC TCA ATC AAC AGC AAG G 3’ 62.1 522 หรอื 525 Gral-cyt(r) 5’ GGT ACA CAA TAC ATA ACG CCA CC 3’ 62.9 3) การศกึ ษาลักษณะของแบคทีเรยี ภายใตกลอ งจลุ ทรรศน เทคนิค SDS–PAGE โดยใช 10% separating gel และ 4% สังเกตลักษณะผลึกสารพิษ โดยเล้ียงเชื้อจนเขาสูชวงที่ stacking gel (Laemmli, 1970) โดยใหกระแสไฟฟา 80 โ ว ล ต ด ว ย omniPAGE Mini Vertical Protein Electro- สรางสปอร เกลี่ยและตรึงเชื้อบนสไลดแกว หยดสี phoresis System(Cleaver Scientific, United Kingdom) coomassie brilliant blue (coomassie brilliant blue R- ยอ มดว ย coomassie brilliant blue R-250 250 0.133%, acetic acid 50%) ท้ิงไว 10 วินาที ลางออก ผลและวิจารณผ ลการทดลอง ดวยน้ําสะอาดแลวทิ้งไวใหแหง สังเกตลักษณะดวยกลอง 1) การแยกเช้อื แบคทเี รยี ทส่ี รางสปอร จลุ ทรรศนท ่กี ําลงั ขยายรวม 1,000 เทา ไดคัดแยกเชื้อจุลินทรียจากแหลงจุลินทรียทั้งหมด 20 4) การสกัดโปรตีนและการแยกโปรตีนดวยเทคนิค SDS ตัวอยาง (ดิน 5 ตัวอยาง ดินบริเวณรอบรากพืช 6 ตัวอยาง Polyacrylamide Gel Electrophoresis (SDS-PAGE) ซากแมลง 7 ตัวอยาง และ ซากพืช 2 ตัวอยาง พบวาในแต ละตัวอยางมีปริมาณแบคทีเรียอยูในชวง 6.25x104 ถึง 7.00 เก็บตัวอยางเช้ือจุลินทรีย 1 มิลลิลิตร นํามาปนเหวี่ยง x106 cfu/g ของดิน ไดเช้ือแบคทีเรียที่สรางสปอรท้ังหมด และนําตะกอนที่ไดละลายดวย lysis buffer 200 µl (8 M 364 ไอโซเลต โดยแสดงในตารางที่ 2 เมอ่ื สังเกตภายใตกลอง urea, 2% CHAPS, 0.2% DTT, 0.002% bromophenol จุลทรรศนดวยวิธียอมแกรม พบวา แบคทีเรียท้ังหมดเปน blue) กระจายเช้ือใหเขากับสารละลาย ทําใหเ ซลลแตกดวย แบคทีเรียแกรมบวก จํานวนไอโซเลตท่ีแยกไดจากแตละ เครื่อง TissueLyser LT (QIAGEN, Netherlands) นําไปให ตัวอยางแสดงในตารางที่ 2 ความรอนในน้ําเดือด 10 นาที แลวแชนํ้าแข็งทันที ปน เหวี่ยงท่ี 10,000 rpm นําสวนใส 10 ไมโครลติ รมาแยกโดย ตารางท่ี 2 ตารางแสดงแหลงแบคทีเรียและจํานวนแบคทเี รยี ทแ่ี ยกได ตวั อยาง จํานวนไอโซเลต ตวั อยา ง จํานวนไอโซเลต รหัสไอโซเลต 25 รหัสไอโซเลต ซากแมลง 1 25 II001-025 ดนิ รอบรากตนรัง 16 IR003-027 ซากแมลง 2 25 II026-050 ดินรอบรากตน มะคา แต 34 IR028-043 ซากแมลง 3 8 II051-058 ดนิ รอบรากตน นมวัว 24 IR044-077 ซากแมลง 4 11 II059-069 ดนิ รอบรากตนมะเค็ง 25 IR078-101 ซากแมลง 5 25 II070-094 ดินรอบรากตนพนั ชาด 7 IR102-126 ซากแมลง 6 10 II094-104 ตัวอยางดนิ 1 2 IS001-007 ซากแมลง 7 25 II105-129 ตัวอยางดนิ 2 IS008-009 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
603 ตวั อยา ง จาํ นวนไอโซเลต รหัสไอโซเลต ตวั อยาง จํานวนไอโซเลต รหัสไอโซเลต เปลอื กไม 1 16 IP001-016 ตวั อยางดิน 3 14 IS010-023 เปลอื กไม 2 20 IP017-036 ตัวอยางดนิ 4 25 IS024-048 ดินรอบรากตน หนามหนั 2 IR001-002 ตวั อยางดิน 5 25 IS049-073 2) การตรวจหายีนสรางผลึกสารพิษฆาแมลงจากไอโซเลต al., 2012) พบวา มีเชื้อท่มี ียีน cry1 และ cry2 จํานวน 4 ไอ และการบง ช้ีเชอื้ ดว ยลําดับนิวคลโี อไทดของ 16s rDNA โซเลต (IP001, IP002, IP003 และ IP007) เชื้อทม่ี ยี นี cry3 จํานวน 5 ไอโซเลต (II015 II017 II018 II099 และ IR035) เมื่อตรวจหายีนทสี่ รา งสารพษิ ฆาแมลงดวยวิธีพซี อี าร เช้อื ทีม่ ยี นี cyt1a จาํ นวน 5 ไอโซเลต ไดแก (IS009 IR033 ทําการตรวจสอบทง้ั หมด 8 ยีน ไดแก cry1, cry2, cry3, IR040 II014 และ II020) ผลิตภณั ฑพ ซี ีอารแสดงในรปู ที่ 1 cry4, cry7, cry8, cry11 และ cyt1A ซึ่งเปน ยีนควบคมุ การ สรา งโปรตีนสารพิษ Cry1, Cry2, Cry3, Cry4, Cry7, Cry8, เมื่อบงช้ีสายพันธุเชื้อดวยลําดับนิวคลีโอไทดของ 16s Cry11 และ Cyt1A ทพี่ บในเช้ือ Bacillus thuringiensis rDNA โดยเปรียบเทียบกับฐานขอมูล NCBI (https://www. และ Bacillus sphaericus โดย Cry1 และ Cry2 จะทาํ ลาย ncbi.nlm.nih.gov) พบวา 14 ไอโซเลตท่ีตรวจพบยีนสราง ตวั ออ นแมลงในอันดับ Lepidoptera (จาํ พวกผเี สื้อ) Cry3, สารพษิ เหมือนกบั Bacillus sp. B. cereus B. thuringiensis Cry7และCry8จะทําลายตัวออ นแมลงในอันดับ Coleoptera Lysinibacillus fusiformis L.xylanilyticus L. sphaericus (จําพวกดวง เตาทอง) Cry11 และ Cyt1a จะทาํ ลายตัวออ น และ Brevibacillus brevis โดยมีเปอรเซ็นตความเหมือน แมลงในอันดบั Diptera (จําพวกยุง แมลงวนั ) (Bravo, et อยูในชว ง 90-100% (ตารางที่ 4) รปู ที่ 1 แถบดีเอ็นเอของผลติ ภัณฑพีซีอาร (ลูกศร) ท่ีเพิม่ จาํ นวนดว ยไพรเมอรท ีจ่ าํ เพาะตอยนี cry1 (A) cry2 (B) cyt1a (C) และ cry3 (D) โดย (A) และ (B) เลน M และ 1-5 คือ DNA marker, ผลิตภณั ฑพ ีซีอารจ าก positive control IP001 IP002 IP003 และ IP007 ตามลาํ ดบั ; (C) เลน M และ 1-5 คือ DNA marker, ผลติ ภัณฑพีซีอารจาก IS009 IR033 IR040 II014 และ II020; (D) เลน M และ 1-5 คือ DNA marker, ผลิตภณั ฑพีซอี ารจาก II015 II017 II018 II099 และ IR035 ตารางที่ 4 ความเหมอื นของลาํ ดบั นวิ คลโี อไทดข องยีน 16s rDNA ของไอโซเลตท่ีแยกได ไอโซเลต ยีนที่พบ % Identity Microorganisms GenBank No. IP001 cry1, cry2 95 Bacillus sp. KM875437.1 IP002 cry1, cry2 98 Bacillus cereus MH542323.1 IP003 cry1, cry2 99 Bacillus cereus MF360078.1 IP007 cry1, cry2 98 Bacillus thuringiensis MF079334.1 IS009 cyt1A 100 Lysinibacillus fusiformis MF614909.1 IR033 cyt1A 99 Lysinibacillus xylanilyticus KY038681.1 IR040 cyt1A 100 Lysinibacillus sphaericus KF598850.1 II014 cyt1A 94 Bacillus sp. LC412926.1 II020 cyt1A 90 Bacillus cereus KX950685.1 II015 cry3 97 Bacillus thuringiensis JF899289.1 II017 cry3 97 Bacillus thuringiensis MF581432.1 II018 cry3 98 Bacillus sp. MH536252.1 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
604 II099 cry3 99 Bacillus sp. MG025784.1 IR035 cry3 99 Brevibacillus brevis CP030117.1 3) การศึกษาลกั ษณะทางสัณฐานวิทยาและความสามารถใน ส่ีเหล่ียมลกู บาศกส าํ หรับไอโซเลตทีไ่ มสามารถสงั เกตลกั ษณะ การสรา งผลึกสารพษิ ของไอโซเลต ผลึกสารพิษไดนั้น เปนไปไดวาเช้ือสรางโปรตีนสารพิษไดใน ปริมาณนอย จึงทําใหผลึกสารพิษมีขนาดเล็กมากจนไม พบวาเช้ือทีต่ รวจพบยีนสรา งสารพิษที่ไดท ้ังหมดทเ่ี จริญ สามารถสังเกตไดดว ยกลอ งจลุ ทรรศนเ ลนสป ระกอบ บนอาหาร NYSM แสดงลักษณะโคโลนีดังรูปที่ 2 หลังจาก เล้ียงเชื้อประมาณ 2-3 วัน เม่ือยอมดวยสี coomassie เม่ือนําไอโซเลต IP001 มาวิเคราะหรูปแบบโปรตีน brilliant blue พบวา ทุกไอโซเลต สามารถสรางสปอรได ท้ังหมดดวยวิธี SDS-PAGE พบ แถบโปรตีนขนาด 130 kDa แตม ีเพยี งไอโซเลต IP001, IP002, IP003 และ IP007 ท่ีสรา ง และ 65-70 kDa (รูปที่ 4) ซึ่งตรงกับขนาดของโปรตีนฆา ผลึกสารพิษใหญจ นสามารถสังเกตไดภ ายใตกลอ งจลุ ทรรศน แมลง Cry1 และ Cry2 ซึ่งมีปริมาณเพิ่มข้ึนชัดเจนในวันท่ี 2 กําลังขยาย 1,000 เทา (ภาพที่ 3) ลักษณะผลึกสารพิษของ และ 3 ตามลําดับ ท้ังนี้เนื่องจาก โปรตีน Cry1 และ Cry2 ทั้ง 4 ไอโซเลต เปนแบบพีระมิดคูท้ังหมด แตมีความแหลม จะถูกสรา งจากยีนท่คี วบคุมดวยโปรโมเตอรที่ทาํ งานในชวงที่ ความกวาง และความยาวของผลึกตางกันเล็กนอย จงึ เปน ไป เช้ือสรางสปอร เมื่อเล้ียงเชอ้ื จนเขา สูช วงที่สรา งสปอรจ ึงเหน็ ไดวาท้งั 4 ไอโซเลต จะมคี วามสามารถในการสรา งสารพษิ ได โปรตนี ทั้งสองชนดิ ชัดเจนขนึ้ (Deng, et al., 2014) แสดงให แตกตางกัน โดยปกติโปรตีน Cry1 จะสรางผลึกสารพิษ เหน็ วา มีความเปน ไปไดทไ่ี อโซเลต IP001 จะสรา งสารพิษฆา รูปรางพีระมิดคูและโปรตีน Cry2 สรางผลึกสารพิษรูปราง แมลงทั้ง 2 ชนดิ น้ี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
605 รูปที่ 2 ลกั ษณะโคโลนีของไอโซเลตที่ตรวจพบยนี ทส่ี รา งผลกึ สารพษิ ท่เี จรญิ บนอาหารแขง็ NYSM การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
606 รปู ที่ 3 แสดงลักษณะของผลึกสารพษิ ของไอโซเลต IP001 IP002 IP003 และ IP007 ภายใตก ลอ งจลุ ทรรศนเลนสป ระกอบ กาํ ลงั ขยาย 100X สัญลกั ษณล กู ศรช้ี ผลกึ สารพิษ (C) สปอร (S) และ เซลลแ บคทเี รีย (V) ไอโซเลต (IS009 IR033 IR040 II014 และ II020) ท่ีพบยีน cyt1a ทั้ง 10 ไอโซเลตไมสามารถสังเกตเห็นผลึกสารพิษได ภายใตก ลอ งจุลทรรศน อยา งไรกต็ าม ไอโซเลต IP001 IP002 IP003 และ IP007 พบยีน cry1 และ cry2 ท้ัง 4 ไอโซเลต สรางผลึกสารพิษขนาดใหญที่สังเกตไดชัดเจนภายใตกลอง จุลทรรศน แสดงใหเห็นวาท้ัง 4 ไอโซเลต อาจนําไป ประยกุ ตใชในการควบคมุ แมลงศตั รพู ชื ที่มปี ระสิทธิภาพสูงได เน่ืองจากขนาดของผลึกสารพิษที่ใหญจะสะทอนปริมาณ โปรตีนสารพิษทเี่ ช้อื สรางได รูปที่ 4 รปู แบบโปรตีนท้งั หมดวิเคราะหด วยวิธี SDS-PAGE คําขอบคุณ ของเชอ้ื IP001 ทเี่ จรญิ ในอาหาร NYSM เปน เวลา 1 วัน (D1) งานวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ 2 วัน (D2) และ 3 วนั (D3) ตามลาํ ดับ สรุปผลการทดลอง พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผูวิจัยขอขอบคุณมา ณ สามารถแยกแบคทีเรียที่สรางสปอรไดจากพ้ืนท่ีปกปก ที่น้ดี ว ย พันธุกรรมพืช มทร.อีสาน จํานวน 364 ไอโซเลต พบวา 14 เอกสารอา งองิ ไอโซเลต ที่ตรวจพบยีนสรางผลกึ สารพิษ โดย มี 5 ไอโซเลต Arthurs, S. and Dara, S. K. 2018. Microbial (II015 II017 II018 II099 และ IR035) ท่ีพบยีน cry3 และ 5 biopesticides for invertebrate pests and their การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
607 markets in the United States. J. Invertbr. M., 2012. Evolution of Bacillus thuringiensis Cry Pathol. 106: 13-21. toxins insecticidal activity. Microb. Biotechnol. Bamisile, B. S., Dash, C. K., Akutse, K. S., Keppanan, 6: 17–26. R., Afolabi, O. G., Hussain, M., Qasim, M. and de Maagd, R. A., Bravo, A., Berry, C., Crickmore, N., Wang, L. 2018. Prospects of endophytic fungal and Schnepf, H. E. 2003. Structure, diversity, entomopathogens as biocontrol and plant and evolution of protein toxins from spore- growth promoting agents: An insight on how forming entomopathogenic bacteria. Annu. Rev. artificial inoculation methods affect Genet. 37: 409-433. endophytic colonization of host plants. Deng, C., Peng Q., Song F., and Lereclus D. 2014. Microbiol. Res. 217: 34-50. Regulation of cry Gene Expression in Bacillus Ben-Dov, E., Zaritsky, A., Dahan, E., Barak, Z., Sinai thuringiensis. Toxins. 6: 2194-2209. R., Manasherob, R., Khamraev, A., Troitskaya, Laemmli, U. K. 1970. Cleavage of structural E., Dubitsky, A., Berezina, N., and Margalith, Y. proteins during the assembly of the head of 1997. Extended screening by PCR for seven bacteriophage T4. Nature 227: 680-685. cry-group genes from field-collected strains of Ruiu, L., Satta, A., and Floris, I. 2013. Emerging Bacillus thuringiensis. Appl. Environ. Microbiol. entomopathogenic bacteria for insect pest 63: 4883–4890. management. Bull. Insectology. 66: 181-186. Bravo, A., Gómez, I., Porta H., García-Gómez B. I., Rodriguez-Almazan, C., Pardo, L., and Soberón การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
608 ความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคนในพ้ืนทีเ่ กาะกูด จังหวัดตราด BIODIVERSITY OF LICHENS ON KUD ISLANDS, TRAD PROVINCE กวนิ นาถ บวั เรือง*, เวชศาสตร พลเยี่ยม, สัญญา มสี มิ , วสนั ต เพิงสูงเนิน, พมิ พศิ า พระภจู ํานงค, สภุ ัทรา โพธิแ์ กว , พิมพา นริ งคบุตร, ภมุ รนิ ท โพนทอง, เสรี นาคนลิ ทอง, พชร มงคลสขุ และ กัณฑรยี บญุ ประกอบ Kawinnat Buaruang*, Wetchasart Polyiam, Sanya Meesim, Vasan Poengsungnoen, Phimpisa Phraphuchamnong, Supattara Phokaeo, Phimpha Nirongbut, Pumarin Ponthong, Seree Naknilthong, Pachara Mongkolsuk and Kansri Boonpragob หนวยวิจยั ไลเคน ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง บางกะป กรงุ เทพฯ 10240 Lichen Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University, Bangkok, 10240 บทคดั ยอ ความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคนในเกาะกูด จังหวัดตราด จากการเก็บตัวอยางระหวางวันท่ี 2-4 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ได 434 ตัวอยาง นํามาวิเคราะหชนิดตามหลักอนุกรมวิธาน โดยการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา กายวิภาควิทยา และ สารไลเคน สามารถระบุชนิดได 246 ตัวอยาง ได 116 ชนิด จาก 30 สกุล โดยจัดเปนไลเคนแบบครัสโตส รอยละ 86 ประกอบดวย 100 ชนิด 26 สกุล (Anomomorpha Anthracothecium Arthopyrenia Bacidia Carbacanthographis Chapsa Cresponea Diorygma Dyplolabia Fissurina Graphis Hemithecium Laurera Lecanora Malmidea Myriotrema Ocellularia Opgrapha Pallidogramme Phaeographa Platygramme Porina Pyrenula Sarcographa Thelotrema Trypethelium) และไลเคนแบบแผนใบ รอยละ 14 ประกอบดวย 16 ชนิด จาก 4 สกุล (Bulbothrix Coccocarpia Dirinaria Pyxine) จัดเปนไลเคนท่ีรายงานคร้งั แรกในประเทศไทย 11 ชนดิ และ 58 ชนดิ คาดวา จะเปนชนิดใหม Abstract Biodiversity of lichen in the area of Kud islands, Trad province was explored and 434 specimens were collected from bark and rock during 2-4 December 2006. All 434 samples were identified by morphological, anatomical and chemical characters into 116 species from 30 genera. Eighty-six percent were crustose lichen comprised of 100 species with 26 genera (Anomomorpha Anthracothecium Arthopyrenia Bacidia Carbacanthographis Chapsa Cresponea Diorygma Dyplolabia Fissurina Graphis Hemithecium Laurera Lecanora Malmidea Myriotrema Ocellularia Opgrapha Pallidogramme Phaeographa Platygramme Porina Pyrenula Sarcographa Thelotrema Trypethelium). Fourteen percent were foliose lichen with 16 species and 4 genera (Bulbothrix Coccocarpia Dirinaria Pyxine). Eleven species were new record to Thailand and 58 species were expected to be new species. คําสาํ คญั : ไลเคน, ความหลากหลายทางชีวภาพ, เกาะกูด Keywords: Lichen, biodiversity, a group of Kud Islands *ติดตอ นักวิจยั : กวนิ นาถ บวั เรือง (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Kawinnat Buaruang (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
609 บทนํา แ ล ะ Upreti (2005), Homchantara (1999), McCarthy โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก (2001), Purvis et. al. (1992), Rogers (1992), Swinscow and Krog (1988), Thrower (1998) และ Vongshewarat พระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราช (2000) เปน ตน กุมารี ดําเนินการศึกษาทรัพยากรธรรมชาติรวมท้ังไลเคนใน ผลและวิจารณผลการศึกษา พ้ืนท่ีเกาะตางๆในประเทศไทย ซึ่งเปนพ้ืนท่ีอนุรักษ มี การศึกษาทรัพยากรไลเคนมาอยางตอเนื่อง โดยการสํารวจ จากการสํารวจและรวบรวมไลเคน บนเกาะกูด จังหวัด แ ล ะ เ ก็ บ ตั ว อ ย า ง จ า ก ย อ ด เ ข า ถึ ง ช า ย ฝ ง ท ะ เ ล ข อ ง เ ก า ะ ตราด พบตวั อยาง 434 ตัวอยาง ทร่ี วบรวมจากบนเปลือกไม แสมสารระหวางมกราคม 2548 – มีนาคม 2549 พบไลเคน และบนหิน จาก 2 สภาพปา คอื ปาดิบและ และปา ชายหาด 40 สกุล 92 ชนิด (กัณฑรีย บุญประกอบ และกวินนาถ บัว วิเคราะหชนิดตามหลักอนุกรมวิธาน โดยการศึกษาลักษณะ เรือง, 2550) จากรายงานการศึกษาไลเคนเริ่มมีการศึกษา ทางสัณฐานวิทยา กายวิภาควิทยา และสารไลเคน ดวยวิธี โดยนักไลเคนชาวตา งประเทศตงั้ แตป พ.ศ. 2452 ถึง ป พ.ศ. ห ย ด สี ( spot test) แ ล ะ ร ง ค เ ล ข ผิ ว บ า ง ( thin layer 2540 สว นการศึกษาไลเคนโดยนกั วจิ ัยชาวไทย สว นใหญ จะ chromatography, TLC) สามารถจําแนกได 116 ชนิด จาก ศึกษาในพ้ืนที่ศึกษาในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออก 30 สกุล (ตารางที่ 1) เมื่อเปรียบเทียบจากรายงานใน เฉียงเหนือ ตั้งแตป พ.ศ. 2537-2545 ปจจุบันพบรายงานไล ประเทศไทย (Buaruang, K. et. al., 2017) โดยจัดเปนไล เคนรวม 1,292 ชนิด (Buaruang et. al., 2017) ดังน้ัน เคนที่คนพบเปนคร้ังแรกในประเทศไทย 11 ชนิด และคาด รายงานการศึกษาในคร้ังนี้ จึงเปนการทบทวนขอมูลชนิด วานาจะเปนการคนพบชนิดใหมทางวิทยาศาสตร 58 ชนิด ของไลเคนและเพ่ิมองคความรูท ่ีสาํ คญั ดา นความหลากหลาย จากขอมูลขางตนหากมีการศึกษาดานการศึกษาประชากร ทางชวี ภาพของไลเคนในประเทศไทย และสังคมของไลเคนเพมิ่ เตมิ จะทาํ ใหส ามารถคาดการณก าร อปุ กรณและวิธกี ารศกึ ษา เปลี่ยนแปลงของประชากร และการเปล่ียนแปลงของ ส่งิ แวดลอมในอนาคต สํารวจและเก็บตัวอยางไลเคนบนเปลือกไมและบนหิน สรปุ ผลการศึกษา จากพ้ืนท่ีเกาะกูด จังหวัดตราด ระหวางระหวางวันที่ 2-4 ธันวาคม พ.ศ. 2549 นํามาวิเคราะหชนิดตามหลัก ความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคน บนเกาะกูด อนุกรมวิธาน โดยการศึกษาทางสัณฐานวิทยา กายวิภาค จังหวัดตราด วิเคราะหชนิดตามหลักอนุกรมวิธาน โดย วิทยา และศึกษาสวนประกอบทางเคมีเบื้องตน ดวยการ การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา กายวิภาควิทยา และ ทดสอบแบบหยดสี (spot test) (Elix, 1994) และวธิ กี ารรงค สารไลเคน สามารถจําแนกได 116 ชนิด จาก 30 สกุล เลขผิวบาง (Thin Layer Chromatography: TLC) (White จัดเปนไลเคนที่คนพบเปนครั้งแรกในประเทศไทย 11 ชนิด and James, 1985) นําขอมูลดังกลาว มาวิเคราะหและระบุ และคาดวานาจะเปนการคนพบชนิดใหมทางวิทยาศาสตร ชนดิ โดยใชร ูปวธิ านของ กณั ฑรยี บญุ ประกอบ และกวนิ นาถ 58 ชนิด บวั เรอื ง (2550), Archer (2006), Awasthi (1991), Divakar การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
610 ตารางที่ 1 แสดงชนิดของไลเคน สกุลตา งๆ ที่พบในพื้นทีเ่ กาะกูด CACAFDCCBBADDiสuannrharoyiisorteกplcsiaotcrhnbrsbhuicลุlypmodpaooarrogsapiiorlt(oancmcaiahGcynaamaaborraeenerixitopanatnhhriuaiepaoschg)iauramphis TADCACBFFDCCBASHGGGGHDSSTPmPMMLLLPPOPOMOPOmPMP.ia.aeearuahyyohoylannrhaoryi..r.ie.pccpsaayyroayaatearrxscptrrupleasc.rlioatcldsrmz.eh.r.ep.en.lbccrrtlisemxubhipuaciitcanrlmtlneiiymppliyoodtpgpoosnideacvopoeooplebarrihrnomagalogtercusiyaiptioiesoutggorartlilltgttpoaahnccimorcardrurhilgoaoasrlhrrrocyrsaaanilemgozadaectamepaaeuaaarriaeteacsobrraccaariaa,aemmaonnnenacsmhrernimcppoaahcluuaxtiobicp,auOnpcliciauctaattenaihhhodujmueamsbgpuireaharGuiicabrfhbgnlcr,tatpiepaiunaemimpreoaoamrxainaoul,onrb.ydmi.egaaafPeacabhasolfdstlmeifeauaPegsagoesildpiduckyialaccze,*sia,bupufecprtrbhccynrdblentriuueeerec,aaa*e*nGagfOoieiamr.uiiuruonnlnrefprnslsnnyllcGelnpc,.sit.noinoemieovpdyhucn,ae,lalihcaleusscPs.ohliocseartcpsisdn.ibOiasn,M,touttna,mclaa,yd,siiaausnuunuaahosveiPtsFnabcppcOxiBsDcuato,lelimdli,iitpr.ot.t.scgarzesmouaea.paac..GrunoiCi,rc,ia.actd,rqrnmrdi,ts.cedplssem.vpiaoaoPoSaiinpsOiusLaoemciissiiarchds,gyl.*,.acn,,dos.ea,euunrp*a,itrtToihGdunapHsnirzcbMn.,utmama.deCao.eraimso.laaoช.eArsmsihlasry,cc,zatob,s*silt,riน.li.feme*.itiaaaeaPtGeettGoriaBpasiิดnrtapmalhn,pl,gc.oru..pnellr,aamh,taa.Poior(gvcbsriltCah*naPnSiody,ari,lxlecni,d,aeoiiusopr,sisGetPtzanme.Fe,Cn.,raapt.Ooeny.tti.xusuMsmooP,,ourIaxccdducanedilmy.sGS.cromiaut.raab*t,eaueraoo.ec.lem.l.,irmTsna,,manorIiscsrDnkLd)y.OHsan,,tntepau.atteuirrdGisM.ksprheeegrrcsspi,icgazi.crll.bret,ymylaaiaeGoiiearnomianliP.,u,ntnnox.npnamsnhmaPFsysodscisisltme.tst,yl.iai,azaiyciuis*isicr,Pd,anrSrmi,,r,.cmtapigCouP.mtouOPGeli,reaao.ynm,lpymni.cabcrxlm.aTrossd.uaab..i,p.etc.rmecpnvsayHoaatlcitserlrsud,ia.oil,aqoid,onmlrMarsOra,ucgePiotasdiaitGahapshvdacplae,rli..ma.o.ulcipisdoMgrIipslal,nna.eeauanury,Fftl,sromngblur.a.ScaPiosudccr.erotyeiuamii,ansdvrdcbtu.O,sia,aledi*bugc,,a,etis.n,rnuiocsmosa,sa, , Graphis Hemithecium LLLMeeaacpulatrmeonrigodaiureama Myriotrema Ocellularia Opegrapha PPPPolhaaarltlineiydaogorgagrramapmmhmies e Pyrenula SPayxrcinoegrapha TSTarhyrepcloeotgthrreaemplihuaimna *แสดงชนดิ ท่ีไมเ คยมีรายงานการพบในประเทศไทยมากอ น คาํ ขอบคณุ เอกสารอางองิ งานวิจัยนี้เปนสวนหนึ่งของการสํารวจท่ีรวมสนอง กณั ฑรยี บญุ ประกอบ และกวินนาถ บวั เรอื ง. 2550. ไลเคน พระราชดํารใิ นโครงการอนุรักษพนั ธกุ รรมพืชอนั เนื่องมาจาก แหงเกาะแสมสารจากยอดเขาถึงชายทะเล. สาํ นกั พิมพ พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง. กรุงเทพฯ. กุมารี (อพ.สธ.) ซ่ึงไดรับการสนับสนุนในการสํารวจจาก Archer, A.W. 2002. The Lichen Family Graphidaceae หนวยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (กองทัพเรือ) in Australia. Bibliotheca Lichenologica 94: 1– คณะผวู จิ ยั ขอขอบคุณทุกทานทใ่ี หก ารสนบั สนนุ 191. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
611 Awasthi, D.D. 1991 Key to microlichen. Bibliotheca McCarthy, P.M. 2001. Trichotheliaceae. Flora of Lichenologica 40: 66-75. Australia Vol. 58A: 105-152. Buaruang, K., Boonpragob, K., Mongkolsuk, P., Purvis, O.W., Coppins, B.J., Hawksworth, D.L. and Sangvichien, E., Vongshewarat, K., Polyiam, W., Moore, D.M. 1992. The Lichen Flora of Great Rangsiruji, A., Saipunkaew, W., Naksuwankul, K., Britain and Ireland. London, Natural History Kalb, J., Parnmen, S., Kraichak, E., Museum. Phraphuchamnong, P., Meesim, S., Luangsuphabool, T., Nirongbut, P., Rogers, R.W. 1992. Key to Australian Lichen Genera. Poengsungnoen, V., Duangphui, N., Sodamuk, Flora of Australia Vol.54: 65-94. M., Phokaeo, S., Molsil, M., Aptroot, A., Kalb, K., Lücking, R. and H. T. Lumbsch. 2017 A new Swinscow T.D.V. and Krog H. 1988 Macrolichen of checklist of lichenized fungi occurring in East Africa. British Museum, London. Thailand. MycoKeys 23: 1-91. Thrower, S.L. 1998. Hong Kong Lichens. Department Divakar, P. K. and D. K. Upreti 2005. Parmelioid of Biology, The Chinese University of Hong lichens in India (A revisionary study). Dehra Kong, 61 pp. Dun, India, Bishen Singh Mahendra Pal Singh. Vongshewarat, K. 2000. Study on Taxonomy and Elix, J. A. 1994. Lichen chemistry and simple Ecology of the Lichens Family Trypetheliaceae procedures for its application in the in Thailand. Master’s Thesis, Ramkhamhaeng Parmeliaceae. Flora of Australia 55: 2-3. University, Bangkok, Thailand. 216 pp. Homchantara N, Coppins BJ 2002 New species of White, F. J. and P. W. James 1985. A new guide to the lichen family Thelotremataceae in SE Asia. microchemical techniques for the Lichenologist 34: 113–140. identification of lichen substances. Bull. Brit. Lichen Soc. 57: 1-41. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
612 ความหลากหลายของไลเคนบนตนเต็ง (Shorea obtusa Wall.) และตนรงั (Shorea siamensis Miq.) รอบพื้นที่มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง สาขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกยี รติ จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู DIVERSITY OF LICHEN ON Shorea obtusa Wall. AND Shorea siamensis Miq. AROUND RAMKHAMHAENG UNIVERSITY REGIONAL CAMPUS IN HONOUR OF HIS MAJESTY THE KING, NONGBUALAMPHU PROVINCE ขจรศักดิ์ วงศช วี รตั น*, กวินนาถ บัวเรือง, วสนั ต เพงิ สงู เนนิ , สัญญา มสี มิ , สุภทั รา โพธิ์แกว และ จฑุ ามาศ พระภูจํานงค Kajonsak Vongshewarat*, Kawinnat Buaruang, Vasun Poengsungnoen, Sanya Meesim, Supattara Phokaeo and Chutamas Praphuchamnong หนวยวจิ ยั ไลเคน ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง บางกะป กรุงเทพมหานคร 10240 Lichen Research Unit, Biology Department, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University, Bangkapi, Bangkok 10240 บทคดั ยอ การสํารวจและรวบรวมตัวอยางไลเคนบนตนเต็ง (Shorea obtusa Wall.) และตนรัง (Shorea siamensis Miq.) จาก 20 พ้ืนท่ีศึกษา รอบมหาวิทยาลยั รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดหนองบัวลาํ ภู ระหวางเดือนตลุ าคม 2559 ถงึ เดอื นกรกฎาคม 2560 พบไลเคน 136 ตัวอยา ง จําแนกได 17 วงศ 28 สกลุ โดยอาศยั ลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยา กายวภิ าค วิภาค และสารเคมี ไดแก Acarospora, Arthonia, Bacidia, Bulbothrix, Chapsa, Chrysothrix, Coccocarpia, Collema, Diorygma, Diplotomma, Dirinaria, Eschatogonia, Glyphis, Graphis, Heterodermia, Lecanora, Leptogium, Letrouitia, Opegrapha,Parmotrema, Pertusaria, Phaeographis, Physcia, Pyrenula, Pyxine, Sarcogyne, Thelotrema และ Trypethelium พบไลเคน 8 ชนิด บนพรรณไมท้ังสอง ไดแก Bulbothrix isidiza (Nyl.) Hale, Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flot., Dirinaria papillulifera (Nyl.) D. D. Awasthi, D. picta (Sw.) Schaer. ex Clem, Heterodermia flabellate (Fée) D. D. Awasthi, Lecanora argentata (Ach.) Malme., Parmotrema tinctorum (Despr. ex Nyl.) Hale และ Pertusaria pertusa (Weigel) Tuck. Abstract The survey of lichens on Shorea obtusa Wall. and Shorea siamensis Miq. around 7 study sites at Nongbua Lumphu Regional Campus in Honour of His Majesty the King of Ramkhamhaeng University was done during September 2016 to June 2017 and 136 specimens were collected. They were classified into seventeen families, twenty eight genera based on morphological, anatomical and chemical chracteristics, which consisted of Acarospora, Arthonia, Bacidia, Bulbothrix, Chapsa, Chrysothrix, Coccocarpia, Collema, Diorygma, Diplotomma, Dirinaria, Eschatogonia, Glyphis, Graphis, Heterodermia, Lecanora, Leptogium, Letrouitia, Opegrapha, Parmotrema, Pertusaria, Phaeographis, Physcia, Pyrenula, Pyxine, Sarcogyne, Thelotrema and Trypethelium. In addition, eight species of lichens, Bulbothrix isidiza (Nyl.) Hale, Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flot., Dirinaria papillulifera (Nyl.) D. D. Awasthi, D. picta (Sw.) Schaer. ex Clem, Heterodermia flabellate (Fée) D. D. Awasthi, Lecanora argentata (Ach.) Malme., Parmotrema tinctorum (Despr. ex Nyl.) Hale and Pertusaria pertusa (Weigel) Tuck, were found on both Shorea species. คําสําคญั : ไลเคน, จงั หวัดหนองบวั ลําภ,ู มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง Keywords: Lichen, Nongbualamphu province, Ramkhamhaeng University *ตดิ ตอ นกั วิจยั : ขจรศักด์ิ วงศชีวรัตน (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Kajonsak Vongshewarat (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
613 บทนาํ อปุ กรณและวธิ กี ารศึกษา หนวยวิจัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร ขั้นตอนการศึกษา ประกอบดว ย 1. พนื้ ทศ่ี กึ ษา มหาวิทยาลยั รามคําแหง เร่ิมทําการสํารวจความหลากหลาย ทางชีวภาพของไลเคน ตั้งแตป พ.ศ. 2537-ปจจุบัน จาก กําหนดพื้นท่ีศึกษาภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย พ้ืนท่ีตางๆ ท่ัวประเทศไทย เชน สวนพฤกษศาสตรสมเด็จ รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ อําเภอเมือง พระนางเจาสริ ิกิต์ิ ปาภูตีนสวนทราย ในเขตอุทยานแหง ชาติ จังหวัดหนองบัวลําภู โดยมีขอบเขตพื้นที่ศึกษารัศมี 50 นาแหว อุทยานแหงชาติเขาใหญ อุทยานแหงชาติภูหินรอง กิโลเมตร จากศูนยกลาง ระหวา งเดือนตุลาคม 2559 - เดือน กลา เขตรักษาพันธุสัตวปาภูหลวง เปนตน (กัณฑรีย บุญ กรกฏาคม 2560 โดยวิธีการสุมพ้ืนที่ศึกษา ครอบคลุมทุก ประกอบ และ กวินนาถ บัวเรือง. 2550; พิบูลย มงคลสุข อําเภอในจงั หวัดหนองบัวลําภู และพน้ื ทีใ่ กลเ คียง และคณะ 2539, 2540; หนวยวิจัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา 2. การสํารวจและรวบรวมตัวอยางไลเคน คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2545, 2446, 2547) ปจจุบันพบสายพันธุไลเคนในประเทศไทย มากกวา สํารวจและเกบ็ รวบรวมตัวอยางไลเคนจากแหลงที่เกาะ 1,20 0 ช นิ ด (Boonpragob, Kotphab, and Pornprom, อาศัยตางๆ เชน เปลือกไม หิน หรือวัสดุอื่นๆ เชน พลาสตกิ 2003; Homchantara, and Coppins, 2002; Papong, ขวดแกว สายไฟ คอนกรีต เปนตน ตามวิธีการของ กัณฑรีย Boonpragob, and Lucking, 2007). บุญประกอบ และ กวินนาถ บัวเรือง (2550) พรอมบันทึก ขอมูลพื้นฐานที่เกี่ยวขอ งกับสภาพพนื้ ทท่ี ่พี บไลเคน เชน ชนิด สําหรับในปงบประมาณ 2560 คณะนักวิจัย ไดสํารวจ พรรณไม ชนิดปาไม ความสูงจากระดับนํ้าทะเล พิกัด และรวบรวมตัวอยางไลเคน ในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย ภูมศิ าสตร สภาพพื้นท่ี สภาพภมู อิ ากาศ เปนตน รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัด 3. การจัดเตรยี มตวั อยา งไลเคนเขา หองปฏบิ ตั ิการ หนองบัวลําภู ซึ่งพ้ืนท่ีสวนใหญเปนพื้นท่ีปาธรรมชาติที่มี อาณาเขตติดตอกับชุมชน โดยพื้นที่เหลาน้ีอยูทามกลางการ นําตัวอยางไลเคนท้ังหมดท่ีรวบรวมจากพื้นท่ีศึกษา มา เปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอมและการพัฒนาพื้นที่ของ ผ่ึงใหแหงประมาณ 1-2 สัปดาห ณ หองปฏิบัติการ หนวย ชุมชน ประกอบกับการสํารวจและศึกษาความหลากหลาย วิจัยไลเคน คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง ทางชีวภาพของไลเคนในพ้ืนที่ดังกลาวซ่ึงอยูในพ้ืนที่ติดตอ จากนั้นแยกกลุมตัวอยางไลเคนเบ้ืองตน จากลักษณะ หรืออยูกลางแหลงชุมชนยังมีนอยมาก จึงยังไมมีองคความรู ภายนอกที่สามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา เพ่ือความสะดวก ทจี่ ะเช่อื มโยงความสัมพนั ธของมนุษยก บั ทรัพยากรธรรมชาติ ในการจําแนกสายพันธุในหองปฏิบัติการ ตามวิธีการของ เหลานี้ การเขา ไปศึกษาในพ้นื ท่ีเหลา นี้จะกอใหเกิดประโยชน พชร มงคลสุข และสัญญา มสี มิ (2555) เปนแหลงศึกษาและเรียนรูทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณคาตอ 4. การศึกษาขอ มลู เพ่ือการจําแนกสายพนั ธุไลเคน ชุมชนและพ้ืนท่ีใกลเคียง และชวยกันปกปองทรัพยากร ธรรมชาติเหลาน้ี อีกทั้งเปนการสํารวจทรัพยากรในพื้นท่ีๆ แบงไดเปน 3 ข้ันตอน ถูกรบกวนโดยกิจกรรมของมนุษยม ากอน เปนขอมูลพ้ืนฐาน 4.1 ก า ร ศึ ก ษ า ลั ก ษ ณ ะ ท า ง สั ณ ฐ า น วิ ท ย า เพ่ือศึกษาการฟนตัวของธรรมชาติและส่ิงมีชีวิตในระยะยาว โดยตอไปอาจสํารวจซาํ้ ทกุ 5-10 ป (Morphological characteristics) ตรวจสอบลักษณะทาง สณั ฐานของไลเคน เชน รปู แบบและสีของ แทลลัส โครงสรา ง ก า ร ศึ ก ษ า ค ร้ั งนี้ มี วั ต ถุ ปร ะส งค เพื่ อ 1) ส น อง สืบพันธุแบบอาศัยเพศและไมอาศัยเพศ เชน เเอโพทิเซีย พระราชดําริ ในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมา (apothecia) พิกนิเดีย (pycnidia) เปนตน ดวยกลอง จากพระราชดําริฯ (อพ.สธ.) 2) สํารวจและรวบรวมตัวอยาง จุลทรรศนแบบ stereo ตามวิธีของ พชร มงคลสุข และ ไลเคนรอบพ้ืนท่ีศึกษา มหาวิทยาลัยรามคําแหง วิทยบริการ วสันต เพิงสูงเนิน (2555) พรอมทั้งบันทึกภาพและขอมูลท่ี เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดหนองบัวลําภู 3) รวบรวมตัวอยาง เกยี่ วของ ของไลเคนจากพ้ืนที่ศึกษา ในระบบการเก็บตัวอยางที่เปน มาตรฐานสากล 4) วิเคราะหความหลากหลายทางชีวภาพ 4.2 การศึกษาลักษณะทางกายวิภาค (Anatomical และการแพรกระจายของไลเคนที่พบในพ้ืนที่ศึกษา และ 5) characteristics) โดยตรวจสอบลักษณะทางกายวิภาค คน หาไลเคนชนิดใหม (New species) หรอื ชนดิ ท่ียังไมเ คยมี ของไลเคน ดวยการตัดชิ้นสวนตัวอยางไลเคน แบบ free รายงานในประเทศไทย (New record) เพ่ือเปนขอมูล hand section เชน สวนประกอบของแทลลัส สวนสืบพันธุ พ้ืนฐานในการศึกษาไลเคนขั้นตอ ไป แบบอาศัยเพศและไมอาศัยเพศ รวมท้ังจํานวน และรูปราง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
614 ของสปอร (spore) ดวยกลองจุลทรรศน ตามวิธีของ เคนวงศที่มีความหลากหลายชนิดมากบนตนไมทั้งสองชนิด Vongshewarat (2000) โดยไลเคนวงศ Graphidaceae พบ 12 ชนิดประกอบดวย Chapsa leprocarpoides (Hale) M. Cáceres & Lücking, 4.3 การศึกษาสวนประกอบทางเคมี (Chemical Diorygma junghuhnii (Mont. & Bosch) Kalb, Staiger & characteristics) โดยตรวจสอบสารเคมีหรือสารธรรมชาตทิ ี่ Elix., Diorygma sp. 1, Glyphis scyphulifera (Ach.) พบในไลเคนดวยวิธีหยดสี (spot test) และวิธรี งคเลขผวิ บาง Staiger, Graphis filiformis Adaw. & Makhija, G. librata (Thin layer chromatography) ตามวิธีของ White และ C. Knight., G. pinicola Zahlbr., G. subinsulana V. James (1895) Poengsungnoen & K. Kalb., G. tenuirima ( Shirley) 5. การจําแนกและวเิ คราะหสายพนั ธไุ ลเคน A.W.Archer., G. upretii S. Joshi & Hur, Phaeographis sp. แ ล ะ Thelotrema mongkolsukii Homchant. & นําขอมูลจากการศึกษาท้ังหมด ใชประกอบในการ Coppins. แ ล ะ ไ ล เ ค น ว ง ศ Physciaceae 9 ช นิ ด วิเคราะหและจําแนกสายพันธุไลเคน โดยใชคูมือการจัด ประกอบดวย Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flot., จําแนกชนิดไลเคนของ Awasthi (1991), Homchantara Dirinaria aegialita (Afzel.) B.J. Moore, D. papillalifera (1999), Makhija and Patwardhan (1988), Makhija and (Nyl.) D. D. Awasthi., D. picta (Swartz) Clem. & Shear, Patwardhan (1993), Purvis et. al. (1992), Rogers Heterodermia flabellate ( Fée) D.D. Awasthi., (1992), Thrower (1998), Vongshewarat et. al., (1999) Physcia undulate Moberg, Pyxine coccifera ( Fée) และ Vongshewarat (2000) พรอมท้ังเทียบเคีย งกั บ Nyl., P. cocoes ( Sw.) Nyl.แ ล ะ P. retirugella Nyl. ตัวอยางไลเคนที่จําแนกอยางถูกตองตามหลักอนุกรมวิธาน ตามลําดับ โดยไลเคน Dirinaria picta (Swartz) Clem. & แลวในพพิ ิธภณั ฑไลเคน ภาควชิ าชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตร Shear เปนไลเคนท่ีพบการแพรกระจายสงู สุด 5 พื้นที่ศึกษา มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง จากทงั้ หมด 8 พืน้ ท่ีศกึ ษาที่พบไลเคนเจรญิ บนตน เต็งและรัง ผลและวจิ ารณผลการศกึ ษา 1. พ้นื ท่ศี ึกษา ไลเคนที่สามารถเจริญบนพรรณไมท้ังสอง จํานวน 8 ชนดิ ไดแ ก Bulbothrix isidiza (Nyl.) Hale, Diplotomma สํารวจพ้ืนท่ีศึกษา โดยรอบมหาวิทยาลัยรามคําแหง alboatrum ( Hoffm.) Flot., Dirinaria papillulifera สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ อําเภอเมือง จังหวัด ( Nyl.) D. D. Awasthi, D. picta ( Sw.) Schaer. ex Clem, หนองบัวลําภู (17°16'21.92\" N, 102°19'52.32\" E) Heterodermia flabellate ( Fée) D. D. Awasthi, ขอบเขตพื้นที่ศึกษารัศมี 50 กิโลเมตร จํานวนทั้งส้ิน 20 Lecanora argentata ( Ach.) Malme., Parmotrema พ้ืนที่ศึกษา ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ไดแก 1) จังหวัด tinctorum ( Despr. ex Nyl.) Hale แ ล ะ Pertusaria หนองบัวลําภู จํานวน 4 อําเภอ ประกอบดวย อําเภอเมือง pertusa (Weigel) Tuck. ซึ่งสวนใหญเปนโฟลิโอสไลเคน อําเภอนากลาง อําเภอโนนสัง และอําเภอสุวรรณคูหา 2) (foiliose) จํานวน 5 ชนิด ซ่ึงมีลักษณะแบบคลายใบไม ยึด จังหวัดอุดรธานี จํานวน 3 อําเภอ ไดแก อําเภอหนองวัวซอ เกาะบนผิวของเปลือกไมเทาน้ัน ไมไดแทรกเสนใยราเขาไป อําเภอกมุ ภวาป และอาํ เภอบา นผอื และ 3) จงั หวัดขอนแกน ในเปลอื กไมเหมือนกับครสั โตสไลเคน (crustose) จํานวน 1 อําเภอ คือ อําเภออุบลรัตน โดยพ้ืนที่สํารวจและ รวบรวมตัวอยางไลเคนเปนปาเต็งรัง (Dry dipterocarp เ มื่ อ เ ป รี ย บ เ ที ย บ ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร forest) และปาดิบแลง (Dry evergreen forest) ท่ีระดับ แพรกระจายพันธุของไลเคนบนตนเต็งและรังในพื้นท่ีอ่ืน ความสูงจากระดับน้ําทะเลระหวาง 190 - 500 เมตร และ (ขจรศักดิ์ วงศชีวรัตน และคณะ, 2560) พบวาไลเคน พบไลเคนท่ีเจริญบนตนเต็งและตนรัง จํานวน 8 พื้นที่ศึกษา Dirinaria picta (Sw.) Schaer. ex Clem และ Lecanora ประกอบดวย อําเภอเมือง, อําเภอนากลาง, อําเภอสุวรรณ argentata (Ach.) Malme เปนไลเคนที่มีความสามารถใน คูหา จังหวัดหนองบัวลําภู และ อําเภอหนองวัวซอ จังหวัด การแพรกระจายสูงมาก เพราะพบในจังหวัดนครพนม ซ่ึง อดุ รธานี ระยะทางระหวา งท้งั สองจังหวดั มีมากกวา 300 กิโลเมตร ซึง่ 2. การจําแนกสายพันธุไลเคน ในอนาคตหากมีการศึกษาเพิ่มมากข้ึน อาจพบประสิทธิภาพ ในการดํารงเผาพันธุของไลเคนทง้ั สองชนิดนี้ รวบรวมตัวอยางไลเคนจากตนเต็ง (Shorea obtusa Wall.) และตนรัง (S. siamensis Miq.) จาํ นวน 136 ตวั อยาง สําหรับพ้ืนท่ีศึกษาท่ีไดรับการดูแลรักษาอยางดีจาก จําแนกชนิดไลเคน ได 17 วงศ 28 สกุล 51 ชนิด (ตารางที่ ชุมชนและหนวยงานภาครัฐ พบความหลากหลายทาง 1) ไลเคนวงศ Graphidaceae และ Physciaceae เปนไล ชีวภาพชนิดของไลเคนสูง เชน แหลงทองเที่ยวเชิงนิเวศภู พานนอย ตําบลหนองบัว อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
615 และภูหินลาดชอฟา ตําบลน้ําพน อําเภอหนองวัวซอ จังหวัด เคนเพียง 1 ชนิด เน่ืองจากในอดีตพ้ืนที่ปาไมดังกลาว มีการ อุดรธานี พบไลเคน 21 และ 20 ชนิด ตามลําดับ ซ่ึงพ้ืนท่ี เขาไปใชประโยชนเปนจํานวนมาก เชน การตัดไม การหา ดังกลาวมีสภาพปาไมที่มีความอุดมสมบูรณ และถูกรบกวน ของปา ทําใหระบบนิเวศปาไมถูกรบกวน จนกระทั่ง จากมนุษยคอนขางนอย เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ท่ีถูก ประชาชนในพื้นทม่ี องเห็นความสําคัญ จึงจัดตงั้ เปนปาชุมชน รบกวนจากมนุษยอยางตอเนื่อง เชน ปาชุมชนโคกโนนเสา ในป พ.ศ. 2559 เฮือน ตาํ บลนาคําไฮ อาํ เภอเมือง จงั หวดั หนองบวั ลําภู พบไล ภาพท่ี 1 พนื้ ทศ่ี กึ ษาความหลากหลายทางชวี ภาพของไลเคน บริเวณรอบพ้นื ท่มี หาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง สาขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกยี รติ จงั หวัดหนองบัวลาํ ภู ภาพท่ี 2 การสํารวจและการรวบรวมตัวอยางไลเคน บริเวณรอบพนื้ ท่มี หาวทิ ยาลัยรามคาํ แหง สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวดั หนองบัวลาํ ภู การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
616 ตารางที่ 1 ความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคนทพี่ บบนตนเต็งและรัง รอบพ้ืนทม่ี หาวทิ ยาลยั รามคําแหง สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระเกยี รติ จังหวดั หนองบวั ลําภู และพนื้ ที่ใกลเคยี ง จํานวนไลเคน ลําดับ ชนิดไลเคน วงศไ ลเคน ตนเตง็ ตนรงั รหสั พนื้ ที่ศกึ ษา 1 Acarospora sp.1 Acarosporaceae 1 - 11 2 Arthonia ilicinella Nyl. Arthoniaceae -1 11 3 Bacidia rubella (Hoffm.) A. Massal Bacidiaceae 2- 19 4 Bulbothrix isidiza (Nyl.) Hale Parmeliaceae 11 15 5 B. queenslandica (Elix & G.N. Stevens) Elix Parmeliaceae 1 15 6 Chapsa leprocarpoides (Hale) M. Cáceres & Graphidaceae -2 2, 11 Lücking 7 Chrysothrix candelaris (L.) Laundon Chrysothricaceae - 1 8 8 Coccocarpia dissecta Swinscow & Krog Coccocarpiaceae 3 - 15, 19 9 C. pellita (Ach.) Müll.Arg. Coccocarpiaceae 1 - 19 10 Collema coilocarpum (Müll.Arg.) Zahlbr Collemataceae 2 - 15, 19 11 C. kauaiense H. Magn. Collemataceae - 2 1 12 Diorygma junghuhnii (Mont. & Bosch) Kalb, Graphidaceae -9 1, 11, 15 Staiger & Elix. 13 Diorygma sp. 1 Graphidaceae 1- 15 14 Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flot. Physciaceae 12 1, 3, 15 15 Dirinaria aegialita (Afzel.) B.J. Moore Physciaceae -4 1 16 D. papillulifera (Nyl.) D. D. Awasthi. Physciaceae 13 1, 2, 15 17 D. picta (Swartz) Clem. & Shear Physciaceae 4 3 2, 11, 14, 15, 19 18 Eschatogonia prolifera (Mont.) R. Sant. Ramalinaceae 2 - 19 19 Glyphis scyphulifera (Ach.) Staiger Graphidaceae -1 11 20 Graphis filiformis Adaw. & Makhija Graphidaceae -1 11 21 G. librata C. Knight. Graphidaceae -2 1 22 G. pinicola Zahlbr. Graphidaceae -1 3 23 G. subinsulana V. Poengsungnoen & K. Kalb. Graphidaceae -5 1, 15 24 G. tenuirima (Shirley) A.W.Archer. Graphidaceae -2 1, 2 25 G. upretii S. Joshi & Hur Graphidaceae 4- 15, 19 26 Heterodermia flabellate (Fée) D.D. Awasthi. Physciaceae 14 1, 15 27 Lecanora achroa Nyl. Lecanoraceae -- 2 2, 11 28 L. argentata (Ach.) Malme. Lecanoraceae 2 4 1, 2, 11, 15 29 L. helva Stizenb. Lecanoraceae - 1 2 30 L. tropica Zahlbr. Lecanoraceae 1 1 31 Lecanora sp.1 Lecanoraceae - 1 1 32 Leptogium cyanescens (Rabenh.) Körb. Collemataceae 3 - 19 33 L. gelatinosum (With.) J.R. Laundon Collemataceae 2 - 15 34 Letrouitia leprolytoides S.Y.Kondr. Letrouitiaceae 1 - 19 35 L. transgressa (Malme) Hafellner & Bellem. Letrouitiaceae 1 - 19 36 Opegrapha vulgate (Ach.) Ach. Opegraphaceae - 1 2 37 Parmotrema praesorediosum (Nyl.) Hale Parmeliaceae 1- 19 38 P. saccatilobum (Taylor) Hale. Parmeliaceae -1 1 39 P. tinctorum (Despr. ex Nyl.) Hale. Parmeliaceae 24 1, 15, 19 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
617 ลําดบั ชนดิ ไลเคน วงศไลเคน จํานวนไลเคน รหสั พื้นที่ศึกษา ตนเตง็ ตน รงั 40 Pertusaria cicatricose Müll. Arg., Pertusariaceae - 3 1 41 P. nahaeoensis Jariangpr. & A.W. Archer Pertusariaceae - 2 11, 15 42 P. pertusa (Weigel) Tuck. Pertusariaceae 2 10 1, 2, 15 43 Phaeographis sp. Graphidaceae -4 1, 2 44 Physcia undulate Moberg Physciaceae 1- 15 45 Pyrenula immissa (Stirt.) Zahlbr. Pyrenulaceae -1 14 46 Pyxine coccifera (Fée) Nyl. Physciaceae -2 15 47 P. cocoes (Sw.) Nyl. Physciaceae 1 3 48 P. retirugella Nyl. Physciaceae -3 1, 3, 15 49 Sarcogyne sp1 Acarosporaceae - 1 1 50 Thelotrema mongkolsukii Homchant. & Graphidaceae -1 1 Coppins. 51 Trypethelium tropicum (Ach.) Müll.Arg. Trypetheliaceae - 1 1 52 ไมส ามารถระบุสกลุ หรือชนิด 3 5 1, 11, 14, 15 รวม 45 91 หมายเหตุ : 1* : แหลงทองเท่ียวเชิงนิเวศภูพานนอย ต.หนองบัว อ.เมือง จ.หนองบัวลําภู, 2* : ปาหลังสํานักสงฆวรพจนปรีดา ต.หนองบัว อ.เมือง จ. หนองบัวลําภู, 3* : ปาชาบานสนามชัย ต.กุดแห อ.นากลาง จ.หนองบัวลําภู, 4 : ปาขางทาง ถนนหมายเลข 2146 ต.บานดง อ.อุบลรัตน จ. ขอนแกน, 5 : ปาขางทาง ถนนหมายเลข 2146 ต.บานคอ อ.โนนสัง, 6 : วัดปาถํ้าพระภูเกา ต.หัวนา อ.เมือง จ.หนองบัวลําภู, 7 : ปาดานหลัง มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง สาขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกียรติ จ.หนองบวั ลาํ ภู ต.นาคาํ ไฮ อ.เมือง จ.หนองบัวลาํ ภู, 8* : ปาชมุ ชนโคกโนนเสาเฮอื น ต. นาคาํ ไฮ อ.เมือง จ.หนองบัวลาํ ภ,ู 9 : วนอุทยานน้าํ ตกเฒาโต ต.ลําภู อ.เมอื ง จ.หนองบวั ลําภู, 10 : ปา ตรงขาม สาํ นกั งานโครงการปฏบิ ตั กิ ารคันคู น้ําที่ 5 ต.โนนทัน อ.เมือง จ. หนองบัวลําภู, 11* : ปาหลังอางเก็บน้ํา สวนสาธารณะภูพานทอง ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลําภู, 12 : ปา ภายใน มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติฯ จ.หนองบัวลําภู ต.นาคําไฮ อ.เมือง จ.หนองบัวลําภู, 13 : ปาภายใน มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติฯ จ.อุดรธานี ต.ปะโค อ.กุมภวาป จ.อุดรธานี, 14* : สวนพฤกษศาสตรโรงเรียน โรงเรียนบานหวยขาโนนสมบรู ณ ต.นาคําไฮ อ.เมอื ง จ.หนองบวั ลําภู, 15* : ภหู ินลาดชอฟา จดุ 1 ต.นํ้าพน อ.หนองววั ซอ จ.อุดรธานี, 16 : ภู หนิ ลาดชอ ฟา จดุ 2 ต.น้าํ พน อ.หนองววั ซอ จ.อดุ รธาน,ี 17 : ภูหินลาดชอฟา จดุ 3 ต.นา้ํ พน อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี, 18 : ปา หลงั วดั ปารองนาํ้ ใส ต.กุดดนิ จี่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลําภ,ู 19* : ปาชมุ ชนบา นพิทักษพัฒนา ต.นาสี อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลาํ ภู, 20 : ปาขางทาง ถนนหมายเลข 2097 ต.หนองแวง อ.บา นผอื จ.อุดรธานี หมายเลขทมี่ ี * = พน้ื ท่ที ่ีพบไลเคนเจรญิ บนตน เต็งและรงั สรปุ ผลการทดลอง หนวยงานรฐั พบวา มีความหลากหลายทางชวี ภาพของไลเคน การสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคนบน สงู เชน แหลงทอ งเท่ียวเชิงนเิ วศภพู านนอย และภูหินลาดชอ ฟา ตนเต็งและรัง โดยรอบพ้ืนที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขา คาํ นิยม วิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดหนองบัวลําภู รัศมี 50 งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ กิโลเมตร จํานวน 20 พื้นท่ีศึกษา รวบรวมตัวอยาง ไลเคน พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพ จํานวนท้ังสิ้น 136 ตัวอยาง จําแนกชนิดไลเคน ได 17 วงศ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยไดรับการสนับสนุน 28 สกุล 51 ชนิด พบไลเคนท่ีเจริญบนตนเต็งและตนรัง 8 เงินวิจัยจากงบประมาณแผนดิน ประจําป 2560 คณะผูวิจัย พ้ืนท่ีศึกษา สําหรับไลเคนวงศ Graphidaceae และ ขอขอบคุณมา ณ ที่น้ีดวย และขอขอบคุณ คุณฤทธิเกียรติ์ Physciaceae เปนไลเคนวงศที่มีความหลากหลายชนิดมาก ไชยแสง คุณพิมพา นิรงคบุตร และคุณสัมฤทธ์ิ เส็งเล็ก และ ที่พบบนตนไมท้ังสองชนิด และไลเคน Dirinaria picta ผูที่มีสวนเก่ยี วของทุกทาน ท่ีเสียสละเวลาในการสาํ รวจ เก็บ (Swartz) Clem. & Shear เปนไลเคนท่ีพบการแพรก ระจาย สูงสุด 5 พ้ืนท่ีศึกษา จากทั้งหมด 8 พื้นท่ีศึกษา สําหรับไล เคนท่ีสามารถเจริญบนพรรณไมทั้งสอง พบจํานวน 8 ชนิด ซึ่งสวนใหญเปนโฟลิโอสไลเคน (foiliose) จํานวน 5 ชนิด นอกจากน้ีพ้ืนที่ปาไมที่ไดรับการดูแลอยางดีจากชุมชนและ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
618 ขอมูลและรวบรวมตัวอยางไลเคนในพ้ืนท่ีศึกษาดังกลาวโดย Makhija, U. and P. G. Patwardhan. 1988. The lichen ดียิ่งตลอดเวลาระยะการศึกษาวจิ ัย genus Laurera (family Trypetheliaceae) in เอกสารอา งองิ India. Mycotaxon. 31: 565-590. กณั ฑรยี บญุ ประกอบ และ กวินนาถ บัวเรือง. 2550. ไล Makhija, U. and P. G. Patwardhan. 1993. A เคนแหง เกาะแสมสาร: จากยอดเขาถงึ ชายทะเล. distribution to our knowledge of the lichen สํานักพมิ พม หาวิทยาลัยรามคาํ แหง, กรงุ เทพมหานคร. genus Trypethelium (family Trypetheliaceae). ขจรศกั ดิ์ วงศช วี รตั น และคณะ. 2560. ความหลากชนดิ Journal of the Hattori Botanical Laboratory. ของไลเคนบนตน เตง็ (Shorea obtusa Wall.) และ 73: 183-219. ตนรัง (S. siamensis Miq.) รอบพ้นื ที่มหาวทิ ยาลัย รามคําแหง สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวดั Mongkolsuk, P., Boonpragob, B., Buaruang, K., นครพนม. การประชมุ อนุกรมวิธานและซสี เทมาตคิ ส Polyiam, W., Vongshewarat, K. and Sangwisut, แหง ประเทศไทย ครัง้ ท่ี 7 มหาวิทยาลัยรามคําแหง T. 2011. Lichen in Mangrove forest at Trat กรุงเทพมหานคร province, Thailand. พบิ ูลย มงคลสุข ณฐั สุรางค หอมจนั ทร และ กัณฑรีย บญุ ประกอบ. 2539. รายงานโครงการวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ Pomphueak, K. 2005. Use of lichens as เรื่อง “การเก็บรวบรวมและจาํ แนกสายพันธุไ ลเคน bioindicator for air quality monitoring in ในปาภตู ีนสวนทราย อําเภอนาแหว จงั หวัดเลย”. Amphoe Mueang Lampang. M.S. thesis, ภาควิชาชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลัย Chiang Mai University. Thailand. รามคาํ แหง. พบิ ูลย มงคลสุข ณัฐสุรางค หอมจนั ทร และ กณั ฑรยี บญุ Purvis, O. W., B. J. Coppin, D. L. Hawksworth, P. W. ประกอบ. 2540. รายงานโครงการวิจัยฉบบั สมบูรณ James, and D. M. Moore. 1992. The Lichen เรอ่ื ง “ความหลากหลายของสายพนั ธุไ ลเคน ณ สวน Flora of Great Britain and Ireland. London: พฤกษศาสตรสมเดจ็ พระนางเจาสิรกิ ิติ์ อาํ เภอแมริม Natural History Museum Publications. จงั หวดั เชยี งใหม”. ภาควชิ าชีววิทยา คณะ วทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยรามคาํ แหง. Roger, R. W. 1992. Key to Australian Lichen Genera. พชร มงคลสุข และ วสนั ต เพงิ สูงเนิน. 2555. ไลเคนวงศก Flora of Australia Vol. 54 : 65-94. ราฟด าซอิ ิ : ศิลปกรรมตามธรรมชาต.ิ โนเบ้ิล พร้ินต. กรงุ เทพมหานคร. Subsri, P. 2001. Lichens as bioindicators for air พชร มงคลสุข และ สัญญา มสี มิ . 2555. ไลเคนวงศฟ ส เซีย pollution monitoring in urban and ซอิ ใิ นประเทศไทย. โนเบลิ้ พริน้ ต. กรุงเทพมหานคร. suburban of Chiang Mai City in 2001. M.S. Awasthi, D. D. 1991. A key to the microlichen of thesis, Chiang Mai University. Thailand. India, Napal and Sri Lanka. Bibliotheca Lichenologica. 40: 1-360. Swinscow, T.D.V. and H. Krog. 1988. Macrolichens Boonpeng, C. 2011. Using transplanted lichen as of East Africa. British Museum. London. bioindicator of air quality of public parks in Bangkok. M.S. thesis, Ramkhamhaeng Thrower, S. L. 1998. Hong Kong Lichens. University. Thailand. Department of Botany, The Chinese University Homchantara, N. 1999. The taxonomic and of Hong Kong. ecological aspects of the Thelotremataceae in Southeast Asia. Ph.D. Vongshewarat, K., McCarthy, P.M., Mongkolsuk, P. & Thesis, Liverpool John Moores University, UK. Boonpragob, K. 1999. Additions to the Lichen Flora of Thailand. Mycotaxon. Vol70:227-236. Vongshewarat, K. 2000. Study in taxonomy and ecology of the lichens family Trypetheliaceae in Thailand. M.S. thesis, Ramkhamhaeng University. Thailand. White, F. J. and James, P. W. (1985). A new guide to microchemical techniques for the identification of lichen substances. British Lichen Society Bulletin. 54 (suppl.): 1-41. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
619 ความหลากหลายของไพรีโนไลเคนในพน้ื ทโี่ ดยรอบมหาวิทยาลัยรามคาํ แหง สาขาวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ จงั หวัดแพร BIODIVERSITY OF THE PYRENOLICHENS IN RAMKHAMHAENG UNIVERSITY REGIONAL CAMPUS IN HONOUR OF HIS MAJESTY THE KING, PHRAE PROVINCE สุภทั รา โพธิแ์ กว *, ขจรศักด์ิ วงศชีวรตั น, สมั ฤทธิ์ เสง็ เลก็ , สัญญา มสี มิ , พมิ พา นิรงคบ ุตร, วสันต เพงิ สงู เนิน และ กวินนาถ บัวเรอื ง Supattara Phokaeo*, Kajonhsak Vongshewarat, Sumrit Senglek, Sanya Meesim, Phimpha Nirongbut, Vasun Poengsungnoen and Kawinnat Buaruang หนวยวจิ ยั ไลเคน ภาควิชาชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง บางกะป กรุงเทพฯ 10240 Lichen Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University, Bangkok, 10240 บทคดั ยอ จากการสํารวจความหลากหลายและเก็บตัวอยางของไพรีโนไลเคน (Pyrenolichens) บริเวณรอบพ้ืนท่ีของมหาวิทยาลัย รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดแพร ภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี ในเดือนตลุ าคม ป พ.ศ. 2560 จาํ นวน 185 ตวั อยาง สามารถจัดจําแนกได 5 ว งศ 11 ส กุ ล 15 ชนิ ด ป ร ะ ก อบ ด ว ยสกุ ล Anisomeridium, Bathelium, Campylothelium, Celothelium, Lithothelium, Laurera, Marcelaria, Nigrovothelium, Porina, Pyrenula และ Trypethelium โดยใชลักษณะทาง สัณฐานวิทยา และกายวิภาควิทยา เชน ลักษณะของแทลลัส ขนาด สปอรสีใส สีนํ้าตาลเทาถึงนํ้าตาลเขม แบบมีผนังก้ันตาม ขวาง ถึงแบบมูริฟอรม รูปรางทรงรี กระสวยถึงเสนดาย ไลเคนที่พบไดทั่วไปคือชนิด Marcelaria benguelensis และ Pyrenula anomala Abstract Pyrenolichens was surveyed on biodiversity and samples were collected at Phrae Regional Campus in Honour of His Majesty the King of Ramkhamhaeng University during on October 2017. One hundred and eighty-five specimens of lichens were identified which comprised of 5 family 11 genera 15 species including genus Anisomeridium, Bathelium, Campylothelium, Celothelium, Lithothelium, Laurera, Marcelaria, Nigrovothelium, Porina, Pyrenula and Trypethelium based on morphological and anatomical character as thallus, spore color (hyaline or grey brown to dark brown), spore shape (ellipsoidal or fusiform to filiform), transeptate to muriform types. Common lichen in this study were Marcelaria benguelensis and Pyrenula anomala. คําสําคญั : ไพรโี นไลเคน, จังหวดั แพร, สัณฐานวทิ ยา Keywords: Pyrenolichens, Phrae province, morphological *ติดตอ นักวิจยั : สภุ ทั รา โพธแิ์ กว (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Supattara Phokaeo (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: