Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

จํานวนเรื่องทนี่ าํ เสนอในการประชมุ วชิ าการ ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน 1) การนาํ เสนอภาคบรรยาย (oral presentation) จํานวน 23 เร่ือง แยกเปน 4 เร่อื ง การบรรยายเรอ่ื งทางความหลากหลายทางชีวภาพดา นพืช และนเิ วศวิทยาปา ไม จาํ นวน 3 เร่ือง การบรรยายเรอ่ื งทางพนั ธุศาสตร/เทคโนโลยชี ีวภาพ จํานวน 3 เรื่อง การบรรยายเรอ่ื งทางเภสชั วทิ ยา/เคมีวเิ คราะห จํานวน 1 เรื่อง การบรรยายเรอื่ งทางเกษตรศาสตร/ภูมิปญ ญา จาํ นวน 5 เรื่อง การบรรยายเรื่องทางวทิ ยาศาสตรก ารอาหาร/โภชนาการ จํานวน 1 เรื่อง การนาํ เสนอเรอื่ งทางกฏี วทิ ยา จํานวน 2 เรื่อง การบรรยายเรื่องทางจุลชีววิทยา จํานวน 4 เรอ่ื ง การบรรยายเรอ่ื งทางวทิ ยาศาสตรท างทะเล จํานวน 2) การนําเสนอภาคโปสเตอร (poster presentation) จํานวน 64 เรื่อง แยกเปน 9 เรื่อง การนาํ เสนอเรือ่ งความหลากหลายทางชวี ภาพดา นพชื และนเิ วศวทิ ยาปา ไม จาํ นวน 13 เรื่อง การนําเสนอเรื่องทางพนั ธุศาสตร/เทคโนโลยชี ีวภาพ จํานวน 1 เรอ่ื ง การนาํ เสนอเร่ืองทางเภสชั วทิ ยา/เคมีวิเคราะห จาํ นวน 14 เรอ่ื ง การนาํ เสนอเรอ่ื งทางเกษตรศาสตร/ ภมู ิปญ ญา จาํ นวน 9 เรอ่ื ง การนําเสนอเรื่องทางวทิ ยาศาสตรก ารอาหาร/โภชนาการ จาํ นวน 2 เรอ่ื ง การนําเสนอเรื่องทางความหลากหลายทางชวี ภาพดานสตั ว จาํ นวน 2 เรอ่ื ง การนาํ เสนอเรือ่ งทางประมง จาํ นวน 13 เรอ่ื ง การนําเสนอเรือ่ งทางจลุ ชีววทิ ยา จาํ นวน 1 เรอ่ื ง การนําเสนอเร่ืองทางวทิ ยาศาสตรทางทะเล จาํ นวน จาํ นวนเรือ่ งทนี่ าํ เสนอในการประชุมวิชาการ แยกเปน 13 เรอ่ื ง เรือ่ งทางความหลากหลายทางชวี ภาพดานพชื และนเิ วศวิทยาปา ไม จาํ นวน 16 เรอ่ื ง เรอ่ื งทางพนั ธศุ าสตร/ เทคโนโลยีชีวภาพ จาํ นวน 4 เรื่อง เรอ่ื งทางเภสชั วทิ ยา/เคมีวิเคราะห จํานวน 15 เรื่อง เรือ่ งทางเกษตรศาสตร/ ภมู ปิ ญญา จํานวน 13 เรื่อง เรื่องทางวิทยาศาสตรการอาหาร/โภชนาการ จาํ นวน 2 เรื่อง เรื่องทางความหลากหลายทางชวี ภาพดานสัตว จาํ นวน 15 เรอ่ื ง เรื่องทางจลุ ชวี วทิ ยา จาํ นวน 5 เรื่อง เรอ่ื งทางวทิ ยาศาสตรทางทะเล จาํ นวน 1 เรอ่ื ง เรื่องทางกฏี วิทยา จํานวน 2 เรอ่ื ง เรื่องทางประมง จาํ นวน 86 เรื่อง รวมทงั้ หมด ฉฉ



การประชมุ วชิ าการ ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน ภาคบรรยาย 1



1 ความหลากหลายของเห็ดโคนในพนื้ ที่ศูนยอ นุรักษพ นั ธุกรรมพชื ฯ คลองไผ จังหวดั นครราชสมี า และมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล วทิ ยาเขตกาญจนบุรี BIODIVERSITY OF TERMITE MUSHROOM AT PLANT GENETIC CONSERVATION PROJECT UNDER THE ROYAL INITIATIVE OF HER ROYAL HIGHNESS PRINCESS MAHA CHAKRI SIRINDHORN, KHLONG PHAI CENTER, NAKHON RATCHASIMA PROVINCE AND MAHIDOL UNIVERSITY KANCHANABURI CAMPUS ประภาพรรณ ซอหะซนั จฑุ ามาศ1*, มณีรตั น พบความสุข2, ณัฐวิภา อัครพทิ ักษพงศ1 และ ธติ ิยา บญุ ประเทอื ง2 Prapapan Sawhasan Chuthamas1*, Maneerat Pobkwamsuk2, Nuttavipa Akkarapitakpong1 and Thitiya Boonpratuang2 1สาขาวิชาวิทยาศาสตรก ารเกษตร มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล วทิ ยาเขตกาญจนบรุ ี ไทรโยค กาญจนบรุ ี 71150 2ศนู ยพ นั ธวุ ิศวกรรมและเทคโนโลยีชวี ภาพแหง ชาติ (ไบโอเทค) สํานักงานพัฒนาวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยแี หงชาติ (สวทช.) คลองหลวง ปทุมธานี 10210 1Division of Agricultural Science, Mahidol University Kanchanaburi Campus, Sai Yok, Kanchanaburi 71150 2National Center for Genetic Engineering and Biotechnology (BIOTEC), National Science and Technology Development Agency (NSTDA), Khlong Luang, Pathum Thani 12120 บทคดั ยอ เห็ดโคนเปน เห็ดที่มีรสชาติอรอย เปนที่ตอ งการของผูบริโภค มีราคาแพงเน่ืองจากยงั ไมสามารถเพาะเลี้ยงได และมีโอกาสพบ ในธรรมชาติไดเพียงปละ 1 คร้ัง งานวิจัยน้ีศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของเห็ดโคน ในพ้ืนท่ีอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คลองไผ จังหวัดนครราชสีมา และ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยสํารวจและรวบรวมตัวอยางเห็ดโคน ทําการจําแนกโดย การศกึ ษาลักษณะทางสัณฐานวทิ ยาทีม่ องเหน็ ไดด ว ยตาเปลา และลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยาภายใตกลองจุลทรรศน รวมกบั การ วิเคราะหผลดวยวิธีทางชีวโมเลกุล โดยการวิเคราะหลําดับเบสนิวคลีโอไทดในตําแหนง internal transcribed spacer (ITS) เพ่ือความถูกตองแมนยําในการจําแนกชนิดเห็ด จากตัวอยางเห็ดโคนที่สํารวจพบจํานวน 6 ตัวอยาง สามารถจําแนกตัวอยาง เห็ดโคนออกเปน 2 ชนิด ไดแก Termitomyces entolomoides จากพ้ืนที่ศูนยอนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ จังหวัด นครราชสีมา และ T. clypeatus จากพ้ืนที่มหาวิทยาลยั มหิดล วิทยาเขตกาญจนบรุ ี เห็ดโคนท้งั สองพ้ืนท่ีมีความแตกตางทาง พนั ธุกรรมและชนดิ พนั ธเุ ดนทีแ่ ตกตางกนั Abstract Termitomyces sp. or Termite mushrooms are delicious mushrooms that are preferred by consumers. This kind of mushrooms are expensive because they are unculturable and have found in nature only once a year. The objectives of this research were to identify Termite mushroom at Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG), Khlong Phai Center, Nakhon Ratchasima province and Mahidol University Kanchanaburi Campus. Six samples of Termite mushrooms were collected and classified using morphological characteristics (gross morphological characters and microscopic data) together with results of nucleotide sequences of internal transcribed spacer (ITS) regions for accuracy of mushroom identification. The results of molecular phylogeny showed การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

2 that these mushrooms were identified into 2 species; Termitomyces entolomoides from RSPG Khlong Phai Center and T. clypeatus from Mahidol University Kanchanaburi Campus. Termite mushrooms in 2 areas have a different genetic diversity and dominant species. คําสาํ คญั : เห็ดโคน, ความหลากหลาย, อพ.สธ. คลองไผ, นครราชสมี า, มหาวทิ ยาลยั มหิดล วทิ ยาเขตกาญจนบรุ ี Keywords: Termitomyces sp., Biodiversity, RSPG Khlong Phai, Nakhon Ratchasima, Mahidol University Kanchanaburi Campus *ติดตอนกั วิจยั : ประภาพรรณ ซอหะซนั จุฑามาศ (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Prapapan Sawhasan Chuthamas (E-mail: [email protected]) บทนํา ตลาดอยางมาก อีกทั้งโอกาสท่ีจะหาเห็ดโคนบริโภคได มีเพียงปละหนเทาน้ัน ชวงเวลาออกดอกของเห็ดโคนจะ เห็ดโคนหรือเห็ดปลวก (Termite mushroom) มีชื่อ เปนชวงเวลาท่ีประชากรปลวกในรังมีจํานวนลดลง มีฝน วิทยาศาสตรคือ Termitomyces sp. เปนเห็ดในช้ัน ตกสลับกับแดดออก มีความช้ืนในอากาศสูง จะเปน (class) Agaricomycetes ท่ีถูกจัดอยูในอันดับ (order) สภาวะท่ีเหมาะสมตอการเจริญของเห็ดโคน มีรายงาน Agaricales แ ล ะ ว ง ศ ( family) Lyophyllaceae สภาวะแวดลอมขณะเห็ดโคนออกดอก คือ อุณหภูมิเฉล่ีย แหลงของเห็ดโคนมีเพียงไมกี่ทวีปบนโลก มีรายงานการ 23.74 องศาเซลเซียส ปริมาณนํา้ ฝนประจําปเฉลี่ยเทากับ พบเห็ดโคนท่ีบริเวณเสนศูนยสูตรทางตอนใตของทวีป 2354 มิลลิเมตร ความช้ืนสัมพัทธ (%RH) เทากับ 66.72 แอฟริกา และพบมากทางตะวันออกเฉียงใตของทวีป เก็บขอมูล ณ อําเภอวังดง จ.กาญจนบุรี (Sa-uangsub เอเชีย (Pegler and Vanhaecke 1994) เหด็ โคนเปน เหด็ 2003) ชว งเวลาที่จะสามารถพบเหด็ โคนได คือ ชว งฤดฝู น ท่ีมีชื่อเสียงโดงดังของจังหวัดกาญจนบุรี แตก็สามารถพบ เห็ดโคนไดในหลายจังหวัดของประเทศไทย เชน เพชรบุรี เดือนมิถุนายนจนถึงธันวาคม โดยเห็ดโคนกาญจนบุรีจะ จันทบุรี นครปฐม เชียงใหม อุบลราชธานี และ ออกมากที่สุดในชวงเดือนกันยายนและตุลาคม การศกึ ษา นครราชสีมา ฯลฯ เห็ดโคนเปนเห็ดท่ีมีราคาสูงถึง 300- เห็ดโคนยังมีไมมากนัก เห็ดโคนของประเทศไทยในหลาย 700 บาทตอกิโลกรัม (สํารวจระหวางเดือนตลุ าคม 2555 พ้นื ทย่ี งั ไมไดมกี ารศึกษาความหลากหลายอยางชดั เจน จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2561 ณ จังหวัดกาญจนบุรี) สาเหตุที่ทําใหเห็ดโคนมีราคาแพงเน่ืองจากเห็ดโคนเปน มีรายงานการพบเห็ดโคนจํานวน 30 ชนิด (Frøslev เห็ดที่มีความสัมพันธแบบพึ่งพาอาศัย (mutualistic 2003) และพบเห็ดโคนจํานวน 12 ชนิดจากเอเชีย symbiosis) กั บ ป ล ว ก ป ลู ก เ ห็ ด ( fungus-growing ตะวันออกเฉียงใต (Pegler and Vanhaecke, 1994) termites) ในวงศยอย (subfamily) Macrotermitinae ในจังหวัดกาญจนบุรีพบเห็ดโคนจํานวน 8 ชนิด (Isoptera) (Heim 1977) อีกท้ังยังมีความสัมพันธกับ (Sawhasan et al. 2011) โดยเห็ดโคนเปนเห็ดท่ีมีรูปราง จุลินทรียอืน่ ๆ ภายในรงั ปลวก กลไกการเกดิ ดอกเห็ดโคน ลัก ษ ณ ะ ห ลา ย ห ล า ย บ า งชนิด มี ข น า ดให ญ ม า ก ในปจจุบันก็ยังไมเปนที่ทราบแนชัด (Sawhasan et al. เสนผาศูนยกลางประมาณ 1 เมตร บางชนิดมีขนาดเล็ก 2012) สงผลใหยังไมมีผูใดสามารถทําการเพาะเล้ียง มากเสนผาศูนยกลางเพียง 2 เซนตเิ มตร เน่ืองจากรูปราง เหด็ โคนในเชิงการคาได และเน่อื งดว ยเหด็ โคนเปนเห็ดที่มี ท่ีหลากหลายของเห็ดโคน การจําแนกเห็ดโคนโดยอาศัย รสชาตอิ รอ ย มีเนอ้ื สมั ผัสกรุบกรอบ จึงเปนทีต่ อ งการของ ลักษณะสัณฐานวิทยาเพียงอยางเดียวจึงเปนเร่ืองยาก การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

3 เห็ดโคน T. clypeatus หนึ่งชนิดมีสีของหมวกดอกและ เก่ียวของ เชน ลักษณะการเจริญของดอกเห็ด ภาพถาย รูปรางลักษณะที่หลากหลาย (Sawhasan et al. 2011) ถิน่ อาศัยท่ีพบการเจรญิ ของเห็ดตามธรรมชาติ ซงึ่ การใชลักษณะสัณฐานวิทยาเพียงอยา งเดียว อาจทาํ ให การจําแนกผิดพลาด ในปจจุบันไดมีการนําเทคนิค ทําการเก็บรักษาคุณภาพเห็ดโคนในรูปแบบตัวอยางแหง ทางดานชวี โมเลกุล ซงึ่ เปนการศึกษาระดบั ดีเอ็นเอมาปรับ เพ่ือการศึกษาทางอนุกรมวิธาน ตามวธิ ีของ Bridson and ใชใ นการจาํ แนกชนิดเหด็ รา โดยการศึกษาระดบั ดีเอ็นเอนี้ Forman (1998) และฝากเก็บท่ีพพิ ิธภัณฑเห็ดราแหงชาติ มีความสําคัญในแงของการยืนยันความถูกตองของชนิด (BIOTEC Bangkok Herbarium) เห็ดและการศึกษาวิวฒั นาการ (taxonomic placement) ท้งั น้ีขอ มูลดีเอ็นเอ ยังมีความสาํ คัญในแงของการอางสิทธิ 2. การศึกษาลกั ษณะทางสัณฐานวิทยาของเห็ดโคน ในการเปนเจา ของทรัพยากรทองถ่ิน ตามอนุสัญญาความ หลากหลายทางชีวภาพและพิธีสารนาโงยา อันจะชวย นําตัวอยางเห็ดโคนที่สํารวจพบมาทําการศึกษาลักษณะ ปอ งกันปญหาการสญู เสียทรพั ยากรของประเทศ สัณฐานวิทยาที่มองเห็นไดดวยตาเปลา (macro- morphology) และลักษณะสัณฐานวิทยาภายใตกลอง งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ จลุ ทรรศน (micro-morphology) พันธกุ รรมพชื อนั เน่อื งมาจากพระราชดาํ ริฯ มีวัตถุประสงค เพ่ือศึกษาความหลากหลายของเห็ดโคนในพื้นที่อนุรักษ การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาท่ีมองเห็นไดดวยตา พนั ธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาํ ริสมเด็จพระเทพ เปลา โดยทําการบันทึกลักษณะรูปราง พ้ืนผิว สี และวัด รัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี (อพสธ.) อําเภอคลอง ขนาดของหมวกดอก ครบี และกานดอก ในขณะท่ีเห็ดยัง ไผ จังหวัดนครราชสมี า และมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล วิทยาเขต สด ตามวิธีการของ Largent et. al. (1986) และบันทึกสี กาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยจะประกอบดวยขอมูล ตามวิธีการของ Kornerup and Wanscher (1963) ทางสณั ฐานวิทยาและขอมลู ระดบั ชนิดทางชวี โมเลกลุ พรอ มวาดภาพประกอบ อปุ กรณแ ละวิธกี ารทดลอง ก า ร ศึ ก ษ า ลั ก ษ ณ ะ ท า ง สั ณ ฐ า น วิ ท ย า ภ า ย ใ ต ก ล อ ง จุลทรรศน เชน โครงสรางเนอ้ื เยื่อ, สปอร, ฐานสรางสปอร 1. การสํารวจและเก็บตวั อยา งเหด็ โคน (Basidia), เซลพิเศษตางๆ (Cystidia) โดยใชเ ทคนิคแบบ มือเปลาตัดตรวจสอบโครงสรางภายในของ หมวก ครีบ ทําการสํารวจและเก็บรวบรวมตัวอยางเห็ดโคนในพื้นที่ และกาน พรอมวาดภาพผานกระบอกวาดภาพ (camera ศูนยอนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ ตําบลคลองไผ lucida) ที่กําลังขยาย 1000x นําขอมูลทางสัณฐานวิทยา อําเภอสีค้ิว จังหวัดนครราชสีมา ในชวงเดือนธันวาคม ท้ังสองประกอบกันเปนรายละเอียดของตัวอยางเห็ดโคน พ.ศ.2558 และพื้นท่ีมหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขต น้นั ๆ และทําการวิเคราะหเปรียบเทียบความเหมอื นและ กาญจนบรุ ี อําเภอไทรโยค จงั หวัดกาญจนบรุ ี ในชว งเดือน ความตา งของแตละตัวอยาง ตุลาคม พ.ศ.2557 บันทึกภาพลักษณะของดอกเห็ด ที่ชดั เจน ภาพรายละเอียดในสวนตาง ๆ ใหรหัสหมายเลข 3. การจําแนกชนิดเห็ดโคนโดยการวิเคราะหทางชีว กํากับ สังเกตและจดบันทึกลักษณะทางสัณฐานวิทยา โมเลกุล ตางๆ เชน รูปรางลักษณะ สี พื้นผิว ของหมวก กานดอก และครบี บนั ทกึ ขอมูลบรเิ วณทพ่ี บและขอ มลู อื่น ๆ ท่ี ทําการศึกษาทางดานชีวโมเลกุลเพ่ือจําแนกชนิดเห็ดโคน โดยการเปรียบเทียบลําดับนิวคลีโอไทดบริเวณ ITS (Internal transcribed spacer sequence) นํ า ด อ ก เห็ดโคนแตละตัวอยางมาทําการสกัด DNA โดยใชวิธีการ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

4 ของ Lee and Taylor (1990) เพม่ิ ปรมิ าณดีเอ็นเอบรเิ วณ และกานดอก จากน้ันทําการศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยา ITS ดว ยปฏิกิริยาลูกโซพอลเิ มอเรส (polymerase chain reaction; PCR) ต า ม วิ ธี ก า ร ข อ ง Sawhasan et. al. ภายใตก ลอ งจุลทรรศน (2011) สงผลผลติ ของ PCR ที่สามารถเพม่ิ จํานวนไดไ ปยัง บริษัท Macrogen ประเทศเกาหลีใต เพ่ือวิเคราะหข อมูล 2. การจําแนกเหด็ โคนโดยใชก ารวเิ คราะหทาง ลําดับนิวคลีโอไทด เมื่อไดรับขอมูลทําการเปรียบเทียบ ชวี โมเลกลุ รวมกบั ลกั ษณะทางสัณฐานวิทยา ลําดับนิวคลีโอไทดระหวางเห็ดโคนจากการศึกษาน้ีกับ จากการศกึ ษาลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยาของเห็ดโคนท้ัง 6 ลาํ ดับนิวคลีโอไทดของเหด็ ตางๆ ทีม่ ีในโลกจากฐานขอมูล ตัวอยางเปรียบเทียบกับรูปวิธาน (Key) เห็ดโคนจาก ส า ก ล ( Genbank) ข อ ง National Center for หนังสือ Pegler and Vanhaecke (1994) และ Heim Biotechnology Information (NCBI) ด ว ย โ ป ร แ ก ร ม (1977) พบวาตัวอยางเห็ดโคนทั้ง 6 ตัวอยาง จัดอยูใน NCBI Basic Local Alignment Search Tool (BLAST) สกุล Termitomyces R. Heim (1942) และอยูในกลุม ทาํ การเปรยี บเทยี บลาํ ดบั นิวคลโี อไทดดวยโปรแกรม Eu-Termitomyces ซ่ึงมีความสัมพันธกับปลวกอยาง MUSCLE และวิเคราะหความสัมพนั ธทางววิ ัฒนาการโดย แทจริง โดยจะมี pseudorhiza ปรากฏใหเห็นอยาง การสรางแผนภูมิแสดงความสัมพันธทางวิวัฒนาการ ชัดเจน สอดคลองกับการเปรียบเทียบลําดับนิวคลีโอไทด (Phylogenetic tree) ดวยวิธี Maximum Likelihood บริเวณ ITS ของเห็ดโคนทง้ั 6 ตัวอยางกับลําดับนิวคลีโอ- โดยการใชโปรแกรม RAxML-HPC2 on XSEDE ในระบบ ไทดในฐานขอมูลสากล (Genbank) ของ NCBI ดวย CIPRES (Stamatakis, 2014) โปรแกรม BLAST พบวามีความเหมือนกับเห็ดโคนสกุล Termitomyces รอ ยละ 99-100 ผลและวิจารณผ ลการทดลอง การวิเคราะหลําดับนิวคลีโอไทดบริเวณ ITS เพ่ือจัด จําแนกชนิดและหาความสัมพันธเชิงวิวัฒนาการดวยการ 1. การสํารวจและเกบ็ ตัวอยา งเห็ดโคน วิเคราะหแบบ Maximum Likelihood ของเห็ดโคน 6 ตัวอยางจากงานวิจัยน้ี รวมกับลําดับนิวคลีโอไทดของ จากการศกึ ษาความหลากหลายของเห็ดโคน ในพื้นท่ศี ูนย เหด็ โคน 9 ตวั อยางจากฐานขอ มลู ใน NCBI ไดแ ก เห็ดโคน อนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ จังหวัดนครราชสีมา จ า ก ท วี ป แ อ ฟ ริ ก า 2 ตั ว อ ย า ง ไ ด แ ก T. heimii ใ น ช ว ง เ ดื อ น ธั น ว า ค ม พ . ศ . 2 5 5 8 แ ล ะ พ้ื น ท่ี (AF357022) แ ล ะ T. microcarpus (AF357023) มหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตกาญจนบุรี จังหวัด (Hofstetter et al., 2002) เห็ดโคนจากประเทศไทย กาญจนบุรี ในชวงเดือนตุลาคม พ.ศ.2557 พบตัวอยาง จังหวัดกาญจนบุรี 6 ตัวอยาง ไดแก T. entolomoides เห็ดโคนท้ังส้ินจํานวน 6 ตัวอยางแบงออกเปน ตัวอยาง (EF091679), T. entolomoides (EF091683), T. เห็ดโคนจากพื้นที่ศูนยอนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ clypeatus (GU573958), T. clypeatus (HQ702552), จํานวน 3 ตัวอยาง ไดแก KP01/58 KP04/58 KP05/58 T. heimii (HM230662), T. microcarpus (HM230661) และตัวอยางเห็ดโคนจากพื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดลวิทยา (Sawhasan et. al., 2011) และเห็ดโคนจากประเทศ เขตกาญจนบุรีจํานวน 3 ตัวอยาง ไดแก KA08/57 ไตหวนั T. microcarpus (LC425109) KA09/57 KA20/57 ทําการศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยา ผลการวิเคราะหแสดงใหเห็นถึงวิวัฒนาการและการแยก ที่มองเห็นไดดวยตาเปลาของดอกเห็ด โดยการบันทึก กลุมของเห็ดโคนสกุล Termitomyces ดังแสดงในภาพท่ี ลักษณะรูปราง พ้ืนผิว สี และวดั ขนาดของหมวกดอก ครีบ 1 พบวาเหด็ โคนในงานวิจยั นี้ แบงออกเปน 2 กลุม โดยใน แตละกลุมมีคาความเหมือนของลําดับนิวคลีโอไทด ไมต่ํา กวารอยละ 99-100 จึงสามารถยืนยันไดวาเปนเห็ดโคน ชนดิ เดยี วกนั การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

5 การแบงกลุมตามขอมูลลําดับนิวคลีโอไทดบริเวณ ITS พ้ืนที่ศึกษามีชนิดพันธเดนที่แตกตางกัน ซึ่งมีความ และลักษณะทางสณั ฐานวิทยามีรายละเอยี ด ดงั น้ี สอดคลองกับ Sawhasan et. al. (2011) ท่สี ํารวจเห็ดโคน กลมุ ที่ 1 กลุมตวั อยา งเหด็ โคนทีม่ ลี าํ ดับนิวคลีโอไทดคลาย ในจังหวัดกาญจนบุรีในป พ.ศ. 2546 – 2551 พบ กั บ Termitomyces entolomoides R. Heim T. clypeatus จํานวน 18 ตัวอยาง จากเห็ดโคนท่ีสํารวจ (EF091679) รอยละ 99.66 จํานวน 3 ตัวอยาง ไดแก พบท้ังส้ิน 28 ตัวอยาง ซึ่งสามารถคาดการณไดวา KP01/58, KP04/58 และ KP05/58 โดยเห็ดโคนท้ังหมด T. clypeatus คือ ชนิดพันธุเดนของเห็ดโคนในพื้นท่ี ในกลุมนี้เปนตัวอยางเห็ดโคนจากพื้นท่ีศูนยอนุรักษ กาญจนบุรี อีกทั้งยังเปนชนิดเห็ดโคนที่พบมากในแถบ พันธุกรรมพชื ฯ คลองไผ จังหวัดนครราชสมี า ลักษณะเดน ภาคกลางและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ (ยพุ าพรและคณะ ของเห็ดโคนชนิดน้ีในรปู วธิ าน คอื ลักษณะของสหี มวกดอก , 2547) ทั้งนี้เห็ดโคนท้ัง 2 ชนิดน้ีมีรายงานการพบใน ท่เี ปนสีเขมออกสีน้ําเงินดํา (bluish black tints) และมัก ป ร ะ เ ทศ ไ ท ย โ ด ย พ บ T. clypeatus จ า ก จั งห วั ด มียอดแหลม (perforatorium) กลางหมวกดอก โดย นครราชสีมา และ T. entolomoides จากจังหวัดราชบุรี เหด็ โคนในการทดลองนี้ไมพบ cheilocystidia (ลีลา และอภชิ ัย, 2552) กลมุ ที่ 2 กลุมตวั อยา งเหด็ โคนท่มี ีลําดับนิวคลโี อไทดคลาย โดยปจจัยที่ทําใหชนิดพันธุเดนของเห็ดโคนใน 2 พื้นที่ กับ T. clypeatus R. Heim (HQ702552) รอยละ 99.46- ศึกษามีความแตกตางกัน อาจเนื่องมาจากความแตกตาง 100 จํานวน 3 ตัวอยาง ไดแก KA08/57, KA09/57 และ ของชนิดปลวกปลูกเหด็ (fungus-growing termites) ท่ีมี KA20/57 โดยเห็ดโคนท้ังหมดในกลุมนี้เปนตัวอยาง ความสัมพันธแบบพง่ึ พาอาศัยกับเห็ดโคน ในพ้ืนที่จังหวัด เหด็ โคนจากพื้นทม่ี หาวิทยาลัยมหิดล วทิ ยาเขตกาญจนบุรี กาญจนบุรีมีรายงานการพบปลวกปลูกเห็ด 2 ชนิด ไดแก จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเปรียบเทียบกับ T. clypeatus Hypotermes makhamensis Ahmad แ ล ะ จากรปู วิธานของ Pegler and Vanhaecke (1994) พบวา Macrotermes gilvus Hagen (Sawhasan et. al., มคี วามสอดคลองกัน ตัวอยาง KA08/57 มีของรูปรา งของ 2011; ส โ ร ช า , 2 5 5 7 ) โ ด ย พ บ Hypotermes pleurocystidia แบบ pyrifrom หรือผลแพรเหมือน makhamensis ความถ่ีสูงสุดในบรรดาปลวกปลูกเห็ดท่ี ขอมูลรูปวิธาน แตพบวา ตัวอยาง KA09/57 และ พบ และในพื้นท่มี หาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี KA20/57 มีรูปรางของ pleurocystidia ที่เปนทรงยาว พ บ เ ห็ ด โ ค น T. clypeatus ข้ึ น จ า ก รั ง ป ล ว ก กวา โดยจะมีรูปทรงแบบ digitate และ ventricose- H. makhamensis จํานวน 8 ตัวอยาง จากการสํารวจ rostrate (ภาพท่ี 1) และเห็ดโคนในการทดลองนี้ไมพบ ต้งั แตป พ.ศ. 2549-2551 (Sawhasan et. al., 2011) ใน cheilocystidia บริเวณปลายครีบ โดยลักษณะเดนของ พ้ืนท่ีจังหวัดนครราชสีมา ปาสงวนแหงชาติปาวังน้ําเขียว เห็ดโคนชนิดน้ีในรูปวิธาน คือ มียอดแหลมกลางหมวก มีรายงานการพบปลวกปลูกเห็ด Microtermes obesi คอนขางแหลมและยาว สีของยอดแหลมจะมีสีเขมกวา Holmgren, Odontotermes feae Wasmann แ ล ะ หมวกดอกสวนอื่น ตอนดอกออนจะยอดแหลมเห็นไดชัด Ancistrotermes pakistanicus Ahmad โ ด ย พ บ กา นดอกสีออ น ดอกใหญปานกลาง Microtermes obesi Holmgren ความถ่ีสูงสุดในบรรดา เห็ดโคนในฐานขอมูลท่ีมีลําดับนิวคลีโอไทดคลายกับ ปลวกปลกู เหด็ ทพี่ บ (ธนาภรณ, 2558) เ ห็ ด โ ค น ใ น ก า ร ท ด ล อ ง นี้ Termitomyces entolomoides R. Heim (EF091679) คือเห็ดโคนจาก ( ร า ย ล ะ เ อี ย ด คํ า บ ร ร ย า ย ลั ก ษ ณ ะ โ ด ย ล ะ เ อี ย ด ข อ ง อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และ T. clypeatus R. Termitomyces entolomoides ตัวอย างที่ KP01/58 Heim (HQ702552) คือเห็ดโคนจาก อ.ไทรโยค จังหวัด และ T. clypeatus ตัวอยางท่ี KA08/57 จะแสดงไวใน กาญจนบุรี จากผลการทดลองจะพบวาเห็ดโคนจาก 2 ตอนทายของงานวิจยั นี้ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

6 AB C ภาพที่ 1 ลักษณะโครงสรางใตกลองจุลทรรศน pleurocystidia บริเวณครีบ (gill) ของ Termitomyces clypeatus; (A) KA08/57, (B) KA09/57 และ (C) KA20/57 ภาพที่ 2 แผนภูมิแสดงความสัมพันธทางวิวัฒนาการ (Maximum likelihood Phylogenetic tree) จากลําดับนิวคลีโอไทด บริเวณ ITS1-5.8S-ITS2 ของเห็ดโคนในสกุล Termitomyces จํานวน 6 ตัวอยางจากงานวิจัยน้ี รหัส KA คือเห็ดโคนจาก มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี และรหัส KP คือเห็ดโคนจากพ้ืนท่ีศูนยอนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ และลําดับ นิวคลีโอไทดของเห็ดโคน 9 ตัวอยางจากฐานขอมูลใน NCBI แผนภูมิน้ีกําหนดให Tricholoma portentosum (AF241517) and Clitocybe lateritia (U66431) เปน outgroup ภาพแผนภูมิวิวัฒนาการนี้ไดจากการวิเคราะหแบบ Maximum Likelihood โดยการใชโปรแกรม RAxML-HPC2 on XSEDE ในระบบ CIPRES (Stamatakis, 2014) คา bootstrap consensus มีการคํานวณซา้ํ ที่ 1,000 รอบ คาท่ไี ดต ่ํากวา 50% จะไมน าํ มาแสดงในแผนภมู ิวิวัฒนาการ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

7 สรปุ ผลการทดลอง อันเน่อื งมากจากสภาพแวดลอม เชน T. clypeatus ทพ่ี บ ในพื้นท่ีกาญจนบุรีมรี ูปรางที่หลากหลายมาก (Sawhasan จากตัวอยางเห็ดโคนท่ีสํารวจพบ 6 ตัวอยาง สามารถ et. al., 2011) ซึ่งการจําแนกเห็ดโคนโดยใชลักษณะทาง จําแนกออกเปน 2 ชนิด โดยใชวิธีทางชีวโมเลกุลรวมกับ สัณฐานวิทยาเพียงอยางเดียวอาจทําใหการจําแนกเกิด ลักษณะทางสณั ฐานวิทยา โดยเหด็ โคน 3 ตวั อยา งทพี่ บใน ความผิดพลาด แตก ารใชว ิธที างชวี โมเลกลุ เพียงอยา งเดียว พื้นท่ีศูนยอนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ จังหวัด ก็อาจไมสามารถจําแนกชนิดเห็ดโคนไดเชนกัน เน่ืองจาก นครราชสีมา คือ Termitomyces entolomoides และ ลําดับ นิวคลีโอไทดของเห็ดโคนในฐานขอมูลสวนใหญ เห็ดโคน 3 ตัวอยา งทพ่ี บในพ้นื ท่ีมหาวิทยาลัยมหดิ ล วิทยา ระบุเพียงระดับจีนัส มีการระบุชนิดในระดับชนิดหรือสป เขตกาญจนบุรี คือ T. clypeatus ซ่ึงเห็ดโคนใน 2 พ้ืนท่ี ชีส่ นอ ยมาก เน่ืองจากในบางงานวจิ ัยเก็บตัวอยางเห็ดโคน ที่ทําการสํารวจมีความแตกตางทางพันธุกรรมและชนิด ในระยะตุมดอกหรือระยะเสนใยในรังปลวก ทําใหไมมี พนั ธุเ ดนที่แตกตา งกัน ขอมูลลักษณะทางสัณฐานวิทยาของดอกเหด็ โคน อีกทง้ั ยัง ทง้ั นใ้ี นการจาํ แนกเหด็ โคน จาํ เปนตองใชว ิธีทางชีวโมเลกุล มีความหลากหลายของยีนในฐานขอมูลที่ใชศึกษาทางชีว รว มกับลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยา เนอ่ื งจากการจดั จําแนก โมเลกุล เชน Nuclear large subunit rDNA (LSU), RNA เห็ดโคนโดยลักษณะทางสัณฐานวทิ ยา ตอ งอาศัยรูปวธิ าน polymerase II (RPB2) ห รื อ mitochondrial small (key) ซ่ึงจะพบวามีขอจํากัด เชน รูปวิธานสวนใหญใชตัว subunit rDNA (mtSSU) ดังน้ันการศึกษาเห็ดโคนจึงควร ยางเห็ดโคนจากทวีปแอฟริกาซ่ึงมีความแตกตางกับ ศกึ ษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาควบคูไปกบั การศึกษาทาง เห็ดโคนของประเทศไทยคอนขางมาก มีรูปวิธานที่ใช ชีวโมเลกุล เพอ่ื เปนการสะสมขอ มลู ทง้ั ขอมูลสัณฐานวิทยา ตัวอยางจากทวีปเอเชียไมมากนัก และรูปวิธานสวนใหญ และลําดับนิวคลีโอไทดของเห็ดโคน ซึ่งจะสามารถใชเปน จําแนกชนิดเห็ดโคนโดยใชลักษณะภายนอกที่สามารถ ขอมูลในการจําแนกอยางถูกตอง เพื่อท่ีจะทราบถึงความ มองเห็นไดดวยตาเปลาเปนสําคัญ เริ่มจากขนาดของดอก หลากหลายของเห็ดโคนในประเทศไทยและเพ่ือการสราง เห็ด การปรากฏของรากเทยี ม สีของรากเทียม ความกลวง ฐานขอ มลู เหด็ โคนของประเทศไทยตอ ไปในอนาคต หรือตันของกานดอก การปรากฏของวงแหวนรอบกาน สีและรูปรางของหมวกดอก ลักษณะของยอดนูนกลาง หมวกดอก รวมถึงลักษณะพ้ืนผิวของหมวกดอกและกาน ดอก เชน เศษของเนื้อเย่ือ ที่ติดอยูหรือหมวกดอกท่ีมี ลักษณะไมเรียบเปนคล่ืน โดยมีการใชลักษณะสัณฐาน วิทยาภายใตกลองจุลทรรศนนอยหรือไมมีการระบุเลย เชน รูปวิธานของ Karan and Sridhar (2013) ไมมีการ ระบุสัณฐานวิทยาภายใตก ลองจุลทรรศน และ ขอ มูลทาง สณั ฐานวิทยาของเห็ดโคนในหนังสือของสุมาลี พิชญางกูร (2547) ขาดขอมูลสัณฐานวิทยาภายใตกลองจุลทรรศน บางประการ เชน องคประกอบเซลลของผิวหมวก ลักษณะเซลลพิเศษบริเวณหมวกและกาน ท้ังนี้การจัด จําแนกชนิดเห็ดโคนโดยใชลักษณะรูปรางภายนอกทําได คอนขางยาก เนื่องจากลักษณะเหลาน้ีมีความแปรผัน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

8 เห็ดโคนชนิดที่ 1 Termitomyces entolomoides R. margin split, color range from brownish grey (7E2) Heim KP01/58 at disc toward to gray (6B1) at margin; Lamellae free, remote, Narrow (breadth), crowded, with Macro-characters: Pileus 49-60 mm diam., lamellulae; Stipe 13-16 mm diamater, cylindrical x cylindriter tapering, central, fibrous, color range convex with reflex margin, fibrillose, brown and from white (7A1); Odour none; Substrate on soil. Micro-characters: Basidiospores 4-5 x 6-8 µm, dark brown, pointed perforatorium, margin split, Elliptical Thin-walled, hyaline, inamyloid; Basidia 7-9 x 23-25 µm, bearing 4 sterigmata; incurved; Lamellae free, crowded, crenate, with Pleurocystidia 12-19 x 32-36 µm, Pyrifrom, hyaline, inamyloid; Hymenophoral parallel; lamellulae; Stipe 6-7 mm diam., high 105-165 Cheilocystidia absent. Subhymenial layer inflated-ramose; Pilepipellis 18 µm diam, mm, cylindrical, fibrilose, firm; Odour none; comprising 3 layers, hyphae measuring 5 µm, one layered Pileiopellis with inflated hyphae of the Substrate on Termite soil. Habitat terrestrial pileus trama, hyaline; Stipe trama hyaline, inamyloid; Stipitipellis 4-7 µm, hyaline, Micro-character- Basidiospore 5-6 x 6-10 µm, 7- inamyloid. 10 x 5-6(-7) µm [x = 8.64 ±0.95 x 5.68 ±0.56, Q= ขอมูลตัวอยาง: ตัวอยางเห็ดโคนรหัส KP01/58 พบที่ ศูนยอนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ ตําบลคลองไผ 1.17-2.00, Qm= 1.43 ±0.24, n=25 spores], Eillpical, อําเภอสีค้ิว จังหวัดนครราชสีมา เก็บตัวอยางวันท่ี 13 เดือนธันวาคม พ.ศ.2558 และตัวอยางเห็ดโคนรหัส thin–walled, white, hyaline and inamyloid,; KA08/57 พบที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี อําเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เก็บตัวอยางวันท่ี 28 Basidia 3-9 x 24-45 µm, 4 spores basidia, เดือนตุลาคม พ.ศ.2557 พบโดย ประภาพรรณ ซอหะซัน จฑุ ามาศ smooth, clavate, thin-walled, hyaline and inamyloid; Pleurocystidia 12-55 x 38-111 µm, smooth, pyriform, thin-walled, hyaline and inamyloid; Cheilocystidia absent. Hymenophoral trama parallel; Subhymenial layer inflated-ramose; Pilepiplis comprising 3 layers; Pilocystidia 3-6 x 15-20 µm, smooth, clavate, thin-walled, hyaline and inamyloid; Upper layer hyphae 9-12 µm, smooth, clavate, thin-walled, hyaline and inamyloid; Lower layer 8-11 µm, smooth, clavate, thin-walled, hyaline and inamyloid; Hypodermiun 45-72 x 20-34 µm, smooth, broadly clavate, thin-walled, hyaline and inamyloid; Stipe trama parallel, hyaline and inamyloid; Stipitipellis hyphae 10-15 µm, smooth, inflated, thin-walled, hyaline and inamyloid เห็ ดโค น ช นิ ดท่ี 2 Termitomyces clypeatus R. Heim KA08/57 Macro-characters: Pileus 160-130 mm diam., 25- 40 mm height, young convex, old Plane- convex, dark spiniform perforatorium, texture fibrillose, การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

9 ภาพท่ี 3 Termitomyces clypeatus KA08/57 ดอกเห็ด (A) และโครงสรางใตกลองจุลทรรศน (B-F); (A) ดอกเห็ด (B) โครงสรางชั้นหมวกดอก 3 ช้ัน (Hymenial 3 layer) (C) basidia with basidioles บริเวณครีบ (gill) (D) pleurocystidia บริเวณครีบ (gill) (E) basidiospores และ (F) ช้ันเนือ้ เยอื่ บริเวณกาน (stipe trama) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

10 ภาพที่ 4 Termitomyces entolomoides KP01/58 ดอกเห็ด (A) และโครงสรางใตกลองจุลทรรศน (B-F); (A) ดอกเห็ด; (B) basidiospore; (C) basidioles บริเวณครีบ (gill); (D) basidia บริเวณครีบ (gill); (E) pleurocystidia บริเวณครีบ (gill); (F) โครงสรางช้ันหมวกดอก 3 ชั้น (Hymenial 3 layer); (G) โครงสรางช้ัน กานดอก (Stipe trama) คาํ ขอบคุณ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

11 งานวจิ ยั นไี้ ดร ับทุนอุดหนนุ การวจิ ยั จากโครงการอนรุ กั ษ Heim, R., 1977. Termites et. Champignons. พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ และ Sociệté Nouvelle des Éditions Boubée. 200 มหาวทิ ยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ขอขอบคุณ pp. คุณพรชัย จฑุ ามาศ และคณุ อนิ ทริ า จารุเพ็ง โครงการ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ Hofstetter, V., Clemencon, H., Vilgalys, R., สวนจิตรลดา และขอขอบคุณ คุณผุสดี ทันจิตต ศูนย Moncalvo, J.M. 2002. Phylogenetic analyses อนุรักษพันธุกรรมพืชฯ คลองไผ ทส่ี นับสนุนใหงานวิจัย of the Lyophylleae (Agaricales, นีส้ ําเรจ็ ไดด ว ยดี Basidiomycota) based on nuclear and mitochondrial rDNA sequences. Mycol. Res. เอกสารอา งองิ 106: 1043-1059. ธนาภรณ เฮยี งโฮม. 2558. การศึกษาความหลากหลาย Karun N.C., Sridhar K.R. 2013. Occurrence and ของปลวกใตด นิ บรเิ วณปาสงวนแหงชาติ ปาวังนาํ้ distribution of Termitomyces. เขยี ว จังหวดั นครราชสมี า. จากเวบ็ ไซต: (Basidiomycota, Agaricales) in the Western http://bioff.forest.ku.ac.th/PDF_FILE/APIRL_ Ghats and on the west coast of India. 2016/18.pdf Czech Mycology, 2013; 65:233-54. ลีลา กญกิ นนั ท และอภชิ ัย หมูก อ น. 2552. เห็ดโคนกับ Kornerup, A., Wanscher, J.H. 1963. Methuen ปลวกและการเพาะเลยี้ งเห็ดโคน. Handbook of colour. Shenval Press Ltd, กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั วิจยั และพัฒนาการปาไม. London, Hertford and Harlow. 54 หนา Largent, D.L., 1986. How to identify สุมาลี พิชญางกูร. 2547. เหด็ โคนและลกู ผสมฟวแสนท mushrooms to genus I: Macroscopic , กรุงเทพมหานคร: องคก ารสงเคราะหท หาร ผา น Features, California, Mad River Press Inc. ศึก. 166 หนา 166 pp. สโรชา ชูชว ย 2557: ศึกษาความหลากหลายและการ Lee, S. B., Taylor, J.W. 1990. Isolation of DNA แพรก ระจายของเห็ดโคน (Termitomyces from fungal mycelia and single spores. PCR spp.) ท่อี ยแู บบพ่ึงพาอาศยั กบั ปลวกเลี้ยงราใน protocols: a guide to methods and ประเทศไทยโดยใชเทคนคิ ทางโมเลกลุ . วทิ ยานพิ นธ applications. M. Innis, D. H. Gelfand, J. J. วทิ ยาศาสตรม หาบณั ฑติ Sninsky and T. J. White. San Diego, มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. Academic Press: 282-287. Bridson, D., Forman, L., 1998. The herbarium Pegler, D.N., Vanhaecke, M. 1994. handbook (3rd edition) Royal Botanic Termitomyces of Southeast Asia. Kew Gardens Kew. Whitstable Litho Printers Ltd. Bulletin, 49, 717-736. 334 pp. Sa-uangsub, S. 2003. Ecological studies of termites and mushroom growing termites การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

12 in lower mixed deciduous forest at research and development institute of agricultural system under adverses conditions, Kanchanaburi, (Master' s thesis) Department of Entomology, Kasetsart University, Bangkok. Sawhasan, P., Worapong, J., Vinijsanun, T., 2011. Morphological and molecular studies of selected Termitomyces species collected from 8 districts of Kanchanaburi Province, Thailand. Thai Journal of Agricultural Science 44(3) 183-196. Stamatakis, A. 2014. RAxML Version 8: A tool for Phylogenetic Analysis and Post-Analysis of Large Phylogenies. Bioinformatics 10.1093/bioinformatics/btu033 Sawhasan P, Worapong J, Flegel TW, Vinijsanun T. 2012. Fungal partnerships stimulating growth of Termitomyces clypeatus stalk mycelium in vitro. World Journal of Microbiology and Biotechnology 28(6): 2311-8. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

13 ประสิทธิภาพของ Neosartorya hiratsukae ในการเปน สารควบคุมทางชวี ภาพ ตอโรครากและโคนเนา ในทเุ รียน EFFICACY OF Neosartorya hiratsukae AS A BIOLOGICAL CONTROL AGENT AGAINST ROOT AND STEM ROT IN DURIAN สพุ ตั รา โพธเิ์ อยี่ ม1*, สภุ านนั สขุ ศริ ิ1, นฤมล ต้งั ธีระสนุ ันท1 และ เกษม สรอยทอง2 Supattra Poeaim1*, Supanan Suksiri2, Narumon Tangthirasunun1 and Kasem Soytong2 1ภาควิชาชวี วิทยา คณะวิทยาศาสตร สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกลา เจา คณุ ทหารลาดกระบัง เขตลาดกระบงั กรงุ เทพมหานคร 10520 2ภาควิชาการจัดการศตั รูพืช คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจา คุณทหารลาดกระบงั เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร 10520 1Department of Biology, Faculty of Science, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang, Bangkok 10520 2Department of Plant Production Technology, Faculty of Agricultural Technology, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang, Bangkok 10520 บทคัดยอ คดั แยกเชื้อราจากตัวอยางดินและเปลือกไมของตนทุเรียนที่เปนโรครากและโคนเนาในสวนทุเรียน จังหวัดชุมพร สามารถ แยกเชื้อไดจํานวน 3 สกุลหลัก ไดแก สกุล Phytophthora, Pythium และ Mortierella จํานวน 8 สปชีส ไดแก Phytophthora palmivora, Pythium cucurbitacearum, P. splendens, P. deliense, P. acanthicum, Mortierella capitata, M. chlamydospora และ M. hyalina เมือ่ ทดสอบความสามารถในการเกิดโรคพบวาเฉพาะ P. palmivora, P. cucurbitacearum และ P. splendens มีความสามารถทําใหใ บทเุ รยี นพันธหุ มอนทองเกดิ รอยแผลเนา สี นํา้ ตาล รวมท้ังคัดแยกเช้ือราสกุล Neosartorya และ Talaromyces จากดิน และศึกษาประสิทธิภาพของเชื้อราตอตาน จาํ นวน 6 สปชีส ไดแก Neosartorya aureola, N. fenneliae, N. spinosa, N. hiratsukae, N. pseudofischeri และ Talaromyces muroii ที่มีตอการควบคุมเชื้อรากอโรคดวยวิธี dual culture พบวาเชื้อรา N. hiratsukae EU06 มี ประสิทธิภาพในการยับยั้งการสรางสปอรของเช้ือรากอโรค P. palmivora, P. cucurbitacearum และ P. splendens ไดดีท่ีสุด รวมทั้งสารสกัดจากเชื้อรา N. hiratsukae EU06 มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการสรางสปอรของเชื้อรา P. palmivora ดวยคา ED50 ของสารสกัดช้ันเฮกเซน เอทิลอะซิเตท และเมทานอลท่ีระดับความเขมขน 7.44, 6.33 และ 10.42 ppm ในไอโซเลต CHP34-S14 และที่ระดับความเขมขน 6.35, 5.57 และ 15.43 ppm ในไอโซเลต CHP38-S22 ตามลาํ ดบั ซง่ึ ผลจากการศกึ ษาในครงั้ น้ีนาํ ไปสูการพฒั นาสารชีวภณั ฑตอไป Abstract Isolation of genus Phytophthora and Pythium from soil and bark planted to durian which root and stem rot disease in Chumphon province which found 3 main genera: Phytophthora, Pythium and Mortierella. Identification of fungi correspond to 8 species, P. palmivora, P. cucurbitacearum, P. splendens, P. deliense, P. acanthicum, M. capitata, M. chlamydospora and M. hyalina. The pathogenicity test found that P. palmivora, P. cucurbitacearum and P. splendens have the ability to brown rot wound on Monthong durian leaf. In addition, isolation and identification of genus Neosartorya and Talaromyces การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

14 from soil. Three isolates of pathogen were tested against six species of antagonistic fungi (Neosartorya aureola, N. fenneliae, N. spinosa, N. hiratsukae, N. pseudofischeri and Talaromyces muroii). The efficacy of N. hiratsukae EU06 is the highest inhibit the formation spore of P. palmivora, P. cucurbitacearum and P. splendens by dual culture technique. Including, the extract of N. hiratsukae EU06 have the most effective on controlling of P. palmivora by poison plate method. The ED50 value of the hexane, ethyl acetate and methanol extract were 7.44, 6.33 and 10.42 ppm for isolate CHP34-S14 and 6.35, 5.57 and 15.43 ppm for isolate CHP38-S22, respectively. These results are promising for development of the biological control agent. คาํ สาํ คัญ: โรครากและโคนเนา , สกลุ Neosartorya, สกุล Phytophthora, สกลุ Pythium Keywords: Root and stem rot disease, Genus Neosartorya, Genus Phytophthora, Genus Pythium *ตดิ ตอ นักวิจัย: สพุ ตั รา โพธิ์เอยี่ ม (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Supattra Poeaim (E-mail: [email protected]) บทนาํ cucurbitacearum, P. vexan และ P. deliense (Lin and Sangchote, 2003; Vawdrey, 2005; Santoso et เน่ืองจากราคาทุเรียนอยูในเกณฑดีติดตอกันมาหลายป al., 2015) ซ่ึงการแกป ญหานยิ มการใชส ารเคมีแกปญหา ในป 2561 ท่ัวประเทศมีจํานวนเนื้อที่ยืนตนของทุเรียน ดังกลาว แตการใชสารเคมีในปริมาณมากและระยะ จํานวน 323,205 ไร เน้ือท่ีใหผลผลิตจํานวน 268,867 ไร เมื่อเทียบกบั ป 2560 เพมิ่ ขึ้นรอยละ 2.69 และ 4.33 เวลานานจะทําใหเช้ือราตานทานตอสารเคมี รวมท้ังมี ตามลําดับ จังหวัดชุมพรมีการปลูกทุเรียนเปนลําดับท่ี ผลกระทบตอสภาพแวดลอม และสุขภาพของเกษตรกร สองรองจากจังหวัดจันทบุรี ในป 2558 ทั่วประเทศมี ผลผลิตจํานวน 615,592 ตัน โดยภาคใตมีผลผลิตของ และผูบริโภค จงึ มกี ารนําเชื้อจุลนิ ทรยี ท ี่มีประโยชนมาใช ทเุ รียนจาํ นวน 257,293 ตัน คดิ เปน รอ ยละ 42 และเมื่อ จําแนกรายจังหวัดในภาคใต พบวาจังหวัดชุมพรมี ท้ังควบคุมโรคและสงเสริมการเจริญของพืช โดยมี ผลผลิตทุเรียนมากถึง 131,741 ตัน โดยมีพ้ืนท่ีปลูก ทุเรียนในทุกอําเภอ แตพื้นท่ีใหผลผลิตมากที่สุดคือ รายงานการศึกษาเช้ือรา Trichoderma harzianum อําเภอหลังสวน แตอยางไรก็ตามสภาพภูมิอากาศของ มาควบคุมโรคผลเนา รากและโคนเนาของทุเรียน (วาริน จังหวัดชุมพรมีความช้ืนสูง โดยมีความช้ืนสัมพัทธเฉล่ีย ทั้งปถึงรอยละ 81 ซึ่งเหมาะแกการเจริญของเชื้อรา และคณะ, 2550) และเชื้อราในสกุล Neosartorya ท่ี Phytophthora palmivora ที่เปนสาเหตุโรครากและ สามารถยับย้ังการเจริญของเช้ือรา Bipolaris maydis, โคนเนา (Root and stem rot) ของทุเรียน ซ่ึงมีผลตอ Colletotrichum capsici, C. gloeosporioides แ ล ะ คุณภาพการปลูกทุเรียน นอกจาก P. palmivora เปน Fusarium oxysporum (Eamvijan et al., 2013) สาเหตุของโรครากและโคนเนาของทุเรียนแลว ยังมี น อ ก จ า ก น้ั น ยั ง มี ร า ย ง า น ก า ร ศึ ก ษ า ถึ ง เ ช้ื อ ร า ส กุ ล รายงานวาเกดิ จากเชอ้ื รา P. cinnamomi (Santoso et al., 2015) ร ว ม ทั้ ง เ ชื้ อ ร า ส กุ ล Pythium เ ช น P. Neosartorya มาใชในการควบคุมโรคพืชหลายชนิด เชน โรคแอนแทรคโนสในกาแฟที่เกิดจากเชื้อ Colletotrichum coffeanum ( เ ม อ ม ร , 2558) โ ร ค เห่ยี วท่ีเกดิ จากเชือ้ Verticillium alboatrum ในมะเขอื เ ท ศ ( Naraghi et al., 2010) โ ร ค ลํ า ต น ไ ห ม ข อ ง การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

15 หนอไมฝร่ังท่ีเกิดจากเชื้อรา Phomopsis asparagi เก็บตัวอยางดินจากบริเวณโคนตนทุเรียนสุขภาพดี ไม (Mangkalad et al., 2018) โรคแอนแทรคโนสในกลวย เคยปรากฏอาการของโรครากและโคนเนา เพ่ือคัดแยก ที่เกดิ จากเชอ้ื C. musae (Pattarasaikul et al., 2018) เช้ือราตอตานสกุล Neosartorya และ Talaromyces และโรคใบจดุ ของคะนา ทมี่ สี าเหตุจากเชือ้ รา Alternaria โดยคัดแยกเชื้อราตอตานจํานวน 3 วิธี ไดแก วิธี Soil brassicicola (Punyanobpharat et al., 2018) dilution plate (ดัดแปลงจากเมอมร, 2558) วิธี Heat รวมท้ังมีรายงานการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัด treatment และวิธี Alcohol treatment (ดัดแปลงจาก ห ย า บ จ า ก เ ช้ื อ ร า N. pseudofischeri, N. ธิดา และคณะ, 2550 และเลขา และคณะ, 2553) quadricincta, N. multiplicate สามารถยับย้ังการ 3. การบง ชีเ้ ชอื้ ดวยลักษณะทางสัณฐานวทิ ยา เจ ริ ญ ข อ งเ ชื้ อ ร า กอ โ ร ค P. palmivora แ ล ะ P. aphanidermatum ไ ด ( Boonsang et al., 2014) สําหรับเช้ือรากอโรคสกุล Phytophthora และ ดงั นนั้ วตั ถุประสงคของการศึกษาในครงั้ น้ี คือคดั แยกเชื้อ Pythium เลี้ยงเชื้อบนจานอาหาร PDA เปนเวลา 7-10 ราจากดิน ท่ีมีประสิทธิภาพในการควบคุมเชื้อราสาเหตุ วัน ท่ีอุณหภูมิหอง สังเกตลักษณะโคโลนี โดยบันทึก โรครากและโคนเนาในทุเรียน ซึ่งจะเปนอีกทางเลือก รูปแบบการเรียงตัวของเสน ใย พรอมศึกษาสปอรภายใต หน่ึงในการใชประโยชนจากจุลินทรียในการควบคุมโรค กลองจุลทรรศน บันทึกรูปราง วัดความยาวและความ พืชโดยชีววิธี เพ่ือนําไปสูการทําการเกษตรแบบยั่งยืน กวางของ sporangia และการมีหรือไมมี papilla ของ เปน การตอยอดทางความรูเพ่ือนํามาพฒั นาประเทศชาติ sporangia โดยคัดแยกตามหลักของ Domsch et al. ใหเจริญกาวหนาตอไป โดยงานวิจัยนี้เปนงานสนอง (1993), Drenth and Sendall (2001) แ ล ะ Burgess พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ ใ น โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น (2008) สําหรับเช้ือราตอตานสกุล Neosartorya และ เน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ Talaromyces เลี้ยงเชื้อบนจานอาหาร PDA เปนเวลา สยามบรมราชกุมารี 10 วัน ท่ีอุณหภูมหิ องเชนกนั บนั ทึกสีของโคโลนี พรอม ศึกษาลักษณะและขนาดของ ascocarp, ascus และ อปุ กรณแ ละวธิ ีการทดลอง ascospores ภายใตกลองจุลทรรศน โดยคัดแยกตาม 1. ตวั อยางดนิ และการคัดแยกเชอื้ รากอโรค หลกั ของ Domsch et al. (1993) เก็บตัวอยางดินจากสวนทุเรียนในจังหวัดชุมพร โดยขุด 4. การสกัดดีเอ็นเอ และการเพ่ิมปริมาณดีเอ็นเอดวย ดนิ บริเวณรอบรากขนาดใหญท่ีหางจากโคนตนทุเรียนที่ เทคนิคปฏิกริ ยิ าลูกโซ เกิดโรครากและโคนเนาประมาณ 15 เซนตเิ มตร และลึก ประมาณ 10 เซนตเิ มตร นาํ ดนิ มาคดั แยกเชอื้ กอ โรคดวย เลี้ยงเชอ้ื ราบนแผน เซลโลเฟนที่วางบนจานอาหาร วิธี Baiting (ดดั แปลงจาก Martin et al., 2012) และวธิ ี PDA บม ท่ีอุณหภมู ิหอง เมือ่ โคโลนีเจริญเต็มจานอาหาร Soil plate (ดดั แปลงจาก Ivors, 2008) และเกบ็ เปลือก ใชชอนตักสารขูดเสนใยราออกจากแผนเซลโลเฟน นํา ไมจากตนทุเรียนที่เปนโรค โดยขูดผิวหนาของเปลือกไม เสนใยมาบดดวยไนโตรเจนเหลว จากนั้นสกัดดีเอ็นเอ ออกกอนแลวจึงเก็บเน้ือไมดา นใน เพ่อื คัดแยกเชื้อรากอ ดว ยวิธี CTAB (ดัดแปลงจาก Doyle และ Doyle, 1987) โรคดวยวิธี Tissue transplanting (ดดั แปลงจาก สนชัย ละลายตะกอนดีเอ็นเอดวย TE buffer กอนนําดีเอ็นเอ , 2540) โดยเก็บตวั อยา งระหวา งเดอื นมิถุนายน ถงึ เดอื น ท่ีไดไปตรวจสอบดวยวิธีอะกาโรสเจลอิเล็กโตรโฟริซีส ตุลาคม พ.ศ.2559 และชวงเดือนกรกฎาคม ถึงเดือน และวัดปริมาณดีเอ็นเอดวยเคร่ืองวัดคาการดูดกลืนแสง ธันวาคม พ.ศ.2560 ที่ความยาวคล่ืน 260 และ 280 นาโนเมตร การเพ่ิม 2. ตัวอยางดนิ และการคดั แยกเช้ือราตอตาน ป ริ ม า ณ ดี เ อ็ น เ อ ด ว ย เ ท ค นิ ค ป ฏิ กิ ริ ย า ลู ก โ ซ (Polymerase chain reaction: PCR) สําหรับเชื้อกอ โรคสกุล Phytophthora และ Pythium ใชสภาวะใน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

16 การเพ่ิมปริมาณดีเอ็นเอบรเิ วณ ITS (Grunwald et al., ทด ส อ บ ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ข อ ง เ ช้ื อ ร า ต อ ต า น ส กุ ล 2013) สําหรับเช้ือราตอตานสกุล Neosartorya และ Neosartorya และ Talaromyces ที่แยกไดจากดินใน Talaromyces ใชการเพ่ิมปริมาณดีเอ็นเอบริเวณ ß- การควบคุมเช้ือรากอโรคสกุล Phytophthora และ tubulin (เมอมร, 2558) Pythium สาเหตุโรครากและโคนเนาในทุเรียน ดวยวิธี 5. การศึกษาความหลากหลายทางพนั ธกุ รรมของเชื้อรา dual culture ทํ า ก า ร ท ด ส อ บ แ บ บ Complete Randomized Design (CRD) จํานวน 4 ซาํ้ โดยใช cork นําผลิตภัณฑพีซีอารที่ไดมาตรวจสอบขนาด borer ที่มีเสนผานศูนยกลางขนาด 0.5 มิลลิเมตร ตัด ชิ้นสวนดีเอ็นเอดวยวิธีอะกาโรสเจลอิเล็กโตรโฟริซีส เสนใยเชื้อพรอมช้ินวุน วางดานที่มีเสนใยเชื้อลงบนจาน เทียบขนาดกับดีเอ็นเอมาตรฐานขนาด 100 คูเบส อาหาร PDA โดยวางเช้อื กอโรคและเช้ือตอ ตานดานตรง จากนั้นสงผลิตภัณฑพีซีอารไปวิเคราะหลําดับนิวคลีโอ ขามกัน ใหมีระยะหางประมาณ 4.5 เซนติเมตร บมที่ ไทดท บ่ี ริษัท Bioneer Corporation ประเทศเกาหลี นาํ อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เปนระยะเวลา 30 วัน เมื่อ ลําดับนิวคลีโอไทดไปเปรียบเทียบโดยใช Basic Local ครบเวลา นับจํานวนสปอรของเชื้อรากอโรคดวยฮีมาไซ Alignment Search Tool (BLAST) ใ น ฐ า น ข อ มู ล โตมิเตอร เปรียบเทียบกับจานอาหารควบคุมของเชื้อรา National Center for Biotechnology Information กอโรค นํามาคํานวณเปอรเซ็นตการยับย้ังการ (NCBI) เพื่อระบุสปชีส และนําลําดับนิวคลีโอไทดมา เจรญิ เตบิ โต (Growth Inhibition; GI) ดวยสมการ เปรียบเทียบแบบ multiple alignment ดวยโปรแกรม Bioedit จากนั้นวิเคราะหความสัมพันธของเชื้อราโดย Growth Inhibition (GI) = R1 − R2 × 100 สรางแผนภูมิแสดงความสัมพันธดวยโปรแกรม MEGA6 โดยใชวิธีวิเคราะหแ บบ Tamura-Nei และ Maximum- R1 likelihood 6. การทดสอบความสามารถในการเกดิ โรคของเช้ือรากอ R1 คอื จาํ นวนสปอรข องเชอื้ รากอ โรคในจานอาหารควบคุม โรค R2 คือ จาํ นวนสปอรข องเชอ้ื รากอโรคในจานอาหาร bi-culture ก า ร ท ด ส อ บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร เ กิ ด โ ร ค คัดเลือกเชื้อราตอตา นท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพมากที่สดุ (Pathogenicity test) บนใบทุเรยี นพนั ธุห มอนทองดวย ในการยับยั้งการสรา งสปอรของเชอื้ รากอโรค โดย วธิ ี detached leaf (ธิตยิ า และคณะ, 2556) โดยตดั เชือ้ วเิ คราะหค วามแปรปรวน (ANOVA) เปรียบเทียบขอ มลู ราท่ีเจริญบนชิ้นวุนวางลงบนใบที่ทําใหเกิดแผล นําไป แบบ Duncan Multiple Range Test (DMRT) ที่ระดบั บม ในสภาพ moist chamber ที่อุณหภูมิหอ ง เปนเวลา ความเชื่อมั่น P=0.05 3 วัน วัดความกวางของรอยแผลเนาสีนํ้าตาลท่ีเกิดข้ึน 8. การทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดของเช้ือราตอตาน เปรียบเทียบกับชุดควบคุมท่ีมีเฉพาะชิ้นวุน และทําการ ในการควบคุมเช้อื รากอโรค คัดแยกเช้ือกลับมาอีกคร้ัง (re-isolate) ดวยวิธี Tissue transplanting พรอมกับบงช้ีเชื้ออีกคร้ัง เพ่ือยืนยันวา คัดเลือกเช้ือราตอตานจากการทดสอบในขอ 7 มา แผลเนาเกิดจากเชื้อราไอโซเลตที่ทดสอบ และนําเช้ือที่ เพิ่มปริมาณเสนใย โดยเพาะเล้ียงดวยอาหาร PDB เปน ไดนี้ไปใชในการศึกษาประสิทธิภาพของเชื้อตอตานใน เวลา 30 วัน จากน้นั นําเสนใยไปอบทอ่ี ุณหภูมิ 45 องศา การควบคุมเช้อื รากอโรคตอ ไป เซลเซียส เม่ือเสนใยแหง นํามาปนดวยเคร่ืองปน และ 7. การทดสอบประสิทธิภาพของเช้ือราตอตานในการ นําไปแชกับตัวทําละลายเฮกเซนในปริมาณ 1 : 1 (W/V) ควบคุมเช้ือรากอโรค เปนเวลา 7 วัน เมื่อครบเวลานําไปกรองดวยกระดาษ Whatman เบอร1 แลวนําสวนสารละลายไประเหยตัว ทําละลายดวยเคร่ือง rotary vacuum evaporator จะ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

17 ไดสารสกัดช้ันเฮกเซน นํากากที่ไดไปแชตอในตัวทํา Phytophthora รวมท้ัง sporangia ไมมี papilla การ ละลายเอทิลอะซิเตท และเมทานอล ตามลําดับ จะได ปลอย zoospores จะมีการสรางทอยื่นออกมาจาก สารสกัดจากตวั ทําละลายเฮกเซน เอทลิ อะซิเตท และเม sporangia และปลายทอจะมีลักษณะเปนถุง (vesicle) ทานอล นําไปเตรียมสารละลายรวมกับอาหารเล้ียงเช้ือ เมื่อการปลอย zoospores เสร็จสมบูรณจะไมพบผนัง พรอมกับใช cork borer ตัดบริเวณขอบโคโลนีของเช้ือ ของ sporangia เหลืออยู เนื่องมาจากแรงดันท่ีทําให รากอโรควางลงบนอาหารที่ผสมสารละลายสารสกัด vesicle แตกออก สอดคลองกับรายงานของ Burgess เรียบรอยแลว บมเปนระยะเวลา 30 วัน นับจํานวน และคณะ (2008) ซ่ึงในการศกึ ษาคร้ังนส้ี ามารถแบง สกุล สปอรของเช้ือกอโรคดวยฮีมาไซโตมิเตอร เปรียบเทียบ Pythium เปน 3 กลุมยอย รวมทั้งสกุล Mortierella ท่ี กับจานอาหารควบคุม คํานวณหาเปอรเซ็นตการยับยั้ง มีการเจริญเติบโตของโคโลนีแบบดอกกุหลาบ (rose) การสรางสปอร โดยทําการทดลองแบบ 3X6 factorial จากลักษณะของโคโลนีสามารถแบงออกไดเปน 3 กลุม experiment ใน CRD จํานวน 4 ซ้ํา ตามลกั ษณะการจดั เรยี งของเสนใยทแ่ี ตกตา งกนั ผลและวจิ ารณผ ลการทดลอง เมื่อคัดเลือกตัวแทนในแตละกลุมจํานวน 18 ไอโซ 1. ผลการคดั แยก และบงชเ้ี ชอ้ื รากอโรค เลต เพื่อบงช้ีสปชีสดวยลําดับนิวคลีโอไทดในบริเวณ Internal transcribed spacer (ITS) พบวาผลิตภัณฑ เก็บตวั อยา งดินและเปลอื กไมสาํ หรับคดั แยกเชื้อรา พีซีอารของเชื้อราสกุล Phytophthora และ Pythium ไดจาก 7 ตําบล ใน 3 อําเภอ ของจังหวัดชุมพร ไดแก มีขนาดใกลเคียงกัน คือขนาดช้ินดีเอ็นเอประมาณ 900 ตาํ บลชุมโคและตาํ บลทะเลทรัพย ในอาํ เภอปะทิว ตาํ บล คเู บส แตเชอ้ื ราสกุล Mortierella ใหผ ลิตภัณฑพ ซี ีอารท่ี หินแกว ตําบลทาแซะและตําบลรับรอ อําเภอทาแซะ มีขนาดเล็กกวา คือประมาณ 700-900 คูเบส เม่ือ และตําบลขุนกระทิงและตําบลบานนา อําเภอเมือง วิเคราะหลําดับนิวคลีโอไทดจากฐานขอมูล NCBI ดวย ชุมพร จํานวน 47 ตัวอยาง (CHP01-CHP47) โดย โปรแกรม BLAST สามารถแบงเช้ือราท่ีกอโรคในทุเรียน สามารถคัดแยกเชื้อรากอโรคไดจํานวน 33 ไอโซเลต เ ป น 8 ส ป ชี ส ไ ด แ ก Phytophthora palmivora, แบงไดเปน 3 กลุมใหญ ตามลักษณะการเจริญของ Pythium cucurbitacearum, P. splendens, P. โคโลนี ระยะเวลาที่โคโลนเี จริญเต็มจานอาหารเลี้ยงเช้ือ delicense, P. acanthicum, Mortierella capitata, รูปรางของ sporangia การปลอย zoospores ไดแก M. chlamydospora และ M. hyalina โดยทุกไอโซ สกลุ Phytophthora จํานวน 8 ไอโซเลต สกุล Pythium เลตมีคา รอยละความเหมือน (Identity) อยรู ะหวาง 96- จาํ นวน 12 ไอโซเลต และสกุล Mortierella จํานวน 13 99 ยกเวน M. hyalina ท่ีมีคาความเหมือนเพียงรอยละ ไอโซเลต 85 ซึ่งไอโซเลตน้ีควรมีการศึกษาลําดับนิวคลีโอไทดใน ตาํ แหนง อนื่ เพ่มิ เติม โดยในสกุล Phytophthora มี sporangia รูปราง 2. ผลการทดสอบความสามารถในการเกดิ โรคของเชอ้ื รา ovoid มี ข น า ด ค ว า ม ก ว า ง ตั้ ง แ ต 19.23-53.44 กอ โรค ไมโครเมตร และความยาว 25.62-78.15 ไมโครเมตร ซง่ึ sporangia มีการสราง papilla ย่ืนออกมาอยางชัดเจน ทดสอบความสามารถในการเกิดโรคในระดับ เพื่อใชในการปลอย zoospores ผานชอง papilla หองปฏิบัติการของเชื้อราท่ีคัดแยกไดจากดินบริเวณตน ภายหลั งการ ปลอย จะเหลื อไวเ พียง sporangia ทุเรียนท่ีแสดงอาการโรครากและโคนเนา โดยปลูกเช้ือ สอดคลองกับงานวิจัยของ Santoso และคณะ (2015) ลงบนใบทุเรียนพันธุหมอนทองดวยวิธี detached leaf และ Das และคณะ (2016) สําหรับสกุล Pythium น้ีมี เพื่อคัดเลือกไอโซเลตที่มีประสิทธิภาพในการทําใหใบ ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ท่ี ร ว ด เ ร็ ว เ ม่ื อ เ ที ย บ กั บ ส กุ ล ทุเรียนเกิดรอยแผลเนารุนแรง แบงเปน P. palmivora การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

18 และ P. cucurbitacearum อยางละ 8 ไอโซเลต P. เมอื่ บงชีส้ ปช สี ดวยลําดบั นิวคลีโอไทดในบรเิ วณ ß- splendens จํานวน 2 ไอโซเลต P. deliense และ P. tubulin ดวยคูไพรเมอร Bt2a/Bt2b พบวาผลิตภัณฑ acanthicum อยางละ 1 ไอโซเลต M. capitata จาํ นวน พี ซี อ า ร ข อ ง เ ช้ื อ ร า ส กุ ล Neosartorya แ ล ะ 3 ไอโซเลต M. chlamydospora จํานวน 9 ไอโซเลต Talaromyces มีขนาดช้ินดีเอ็นเอประมาณ 600 และ และ M. hyalina จํานวน 1 ไอโซเลต รวมจํานวน 33 500 คูเบส ตามลําดับ เมื่อวิเคราะหลําดับนิวคลีโอไทด ไอโซเลต หลังปลูกเช้อื เปนระยะเวลา 4 วัน พบวา เชอื้ P. palmivora, P. cucurbitacearum แ ล ะ P. ดวยโปรแกรม BLAST ในฐานขอมูล NCBI สามารถ splendens บริเวณทที่ ําใหเกิดรอยแผลสีน้าํ ตาลถงึ สีดํา บงช้ีสปชีสได 4 สปชีส ไดแก N. aureola (CHA01- โดยมีขนาดแผลแตกตางกัน รวมทั้งแผลจะลุกลามไป A01) T. muroii (CHA03-A03) N. fenneliae (CHA03- ตามเสนใบจนเนาท้ังใบ เมื่อปลอยทิ้งไวมากกวา 4 วัน A11) และ N. spinosa (CHA09-A01) โดยทุกไอโซเลต สํ า ห รั บ เ ช้ื อ P. deliense, P. acanthicum, M. มคี า รอยละความเหมือนอยรู ะหวา ง 98-100 capitata, M. chlamydospora และ M. hyaline ไม ทําใหเกิดรอยแผลเนาบนใบทุเรยี น 4. ผลการทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อราตอตานในการ 3. ผลการคดั แยก และบง ช้เี ชอื้ ราตอ ตาน ควบคมุ เชือ้ รากอโรค คัดแยกเช้ือราตอตานสกุล Neosartorya และ Talaromyces จากตัวอยา งดนิ ทเี่ กบ็ จากตน ทเุ รยี นที่ไม นอกจากการคัดแยกและบงช้ีเชื้อจํานวน 4 ไอโซ แสดงอาการของโรครากและโคนเนาจากตําบลรับรอ และตําบลทาแซะ อําเภอทาแซะ จังหวัดชุมพร ศึกษา เ ล ต ไ ด แ ก N. aureola (CHA01-A01) T. muroii การสราง ascocarp แบบ cleistothecia ท่ีมีรูปราง (CHA03-A03) N. fenneliae (CHA03-A11) แ ล ะ N. แบบ globose ถึง subglobose สามารถคัดแยกเช้ือได spinosa (CHA09-A01) แลว ไดนําเชื้อท่ีคัดแยกกอน จาํ นวน 4 ไอโซเลต สามารถแบงออกเปน 2 กลมุ ตามสี หนา น้ี ไดแ ก N. hiratsukae EU06, N. pseudofisheri ของโคโลนีและขนาดของ ascus และ ascospore โดย EU13 และ T. muroii EU18 รวมเปน 7 ไอโซเลต นํามา กลมุ ท่ี 1 มโี คโลนสี ีขาวถงึ ครมี (รปู ท่ี 1ก-ข) มี ascocarp ทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมเช้ือรากอโรคสกุล ขนาด 89.34-148.92 x 91.50-168.24 ไมโครเมตร (รูป ท่ี 1ค-ง) ภายใน ascus (รูปท่ี 1จ) มี ascospores ที่มี Phytophthora และ Pythium สาเหตุโรครากและโคน รูปราง subglobose และ ellipsoidal ขนาด 7.62- เนาในทุเรียน โดยแบง เปน สปช สี ล ะ 2 ไอโซเลต ไดแก P. 8.04 x 9.90-12.38 ไ ม โ ค ร เ ม ต ร แ ล ะ มี ridge ที่ มี palmivora (CHP34-S14 แ ล ะ CHP38-S22) P. ลั ก ษ ณ ะ เ ป น ว ง แ ห ว น บ ง ช้ี ว า เ ป น เ ช้ื อ ร า ส กุ ล cucurbitacearum (CHP22-S05 แ ล ะ CHP45-S02) Neosartorya ไดแก ไอโซเลต CHA01-A01, CHA03- และ P. splendens (CHP17-N05 และ CHP18-N03) A11 และ CHA09-A01 สําหรับกลุมที่ 2 มีโคโลนีสี โดยการเลี้ยงเชอ้ื รวมกนั (dual culture) บนจานอาหาร เหลืองถึงสม มี ascocarp ขนาด 230.61-245.94 x 240.34-265.18 ไมโครเมตร ascospores ขนาด 8.85- PDA เปน ระยะเวลา 30 วัน เมือ่ วเิ คราะหเปอรเซ็นตก าร 8.92 x 9.20-9.93 ไมโครเมตร รวมทั้ง ascospores ไม ยับยั้งการสรางสปอรของเช้ือรากอโรค P. palmivora มี ridge บงชวี้ าเปน เชอื้ ราสกุล Talaromyces ไดแ ก ไอ พบวาเช้ือรา N. hiratsukae EU06 สามารถยับยั้งการ โซเลต CHA03-A03 สรางสป อรของเ ชื้อรา P. palmivora ไ ดอยางมี ประสิทธิภาพมากที่สุดท้ัง 2 ไอโซเลต โดยมีจํานวน สปอรของเช้ือรา P. palmivora ไอโซเลต CHP34-S14 และ CHP38-S22 บนจานอาหารเพาะเลี้ยงรวมเทากับ 1.38 x 105 แ ล ะ 2.20 x 1 0 5 ส ป อ ร ต อ มิ ล ลิ ลิ ต ร ตามลาํ ดับ เมือ่ เปรยี บเทียบจํานวนสปอรของเช้ือกอ โรค กับจานอาหารควบคุมของเช้อื รากอ โรคท่ีมจี ํานวนสปอร 7.70 x 105 และ 6.90 x 105 สปอรตอมิลลิลิตร โดยคิด การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

19 เปนเปอรเซ็นตการยับย้ังสปอรเทากับ 82.14 และ EU06 และ T. muroii EU18 มีประสิทธิภาพสูงที่สุด 2 อันดับแรกในการยับยั้งการสรางสปอรของเชื้อรา P. 68.12 เปอรเซ็นต ตามลําดับ (รูปท่ี 2ก) ประสิทธิภาพ palmivora น อ ก จ า ก น้ี N. hiratsukae EU06 ยั ง มี ของเช้ือตอตานในการควบคุมเช้ือกอโรครองลงมาไดแก ประสิทธิภาพในการยับย้ังการสรางสปอรของเชื้อ P. cucurbitacearum สูงท่ีสุด เชนเดียวกับ T. muroii T. muroii EU18 (รูปท่ี 2ข) ที่สามารถยับย้ังการสราง EU18 ท่ีแสดงประสิทธิภาพในการยับย้ังการสรางสปอร สปอรของเชื้อรา P. palmivora CHP34-S14 บนจาน อาหารเพาะเลี้ยงรวมได 71.98 เปอรเซ็นต นอกจากน้ี ของเช้ือรากอโรค P. splendens สูงเชนกัน จึงกลาวได วา เช้ือราตอตา น N. hiratsukae EU06 และ T. muroii เช้ือ N. spinosa CHA09-A01 ยังสามารถยับย้ังการ EU18 มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พใ น ก า ร ค ว บ คุ ม เ ช้ื อ ร า P. สรางสปอรของเชื้อรากอโรค P. palmivora CHP34- palmivora, P. cucurbitacearum แ ล ะ P. S14 และ CHP38-S22 ได 55.52 และ 49.28 เปอรเซน็ ต splendens ไดดี ดังแสดงเปอรเซ็นตการยับย้งั การสราง สปอรของเช้ือราตอตานตอเชื้อรากอโรคสาเหตุโรคราก ตามลําดับ ซ่ึงมีคาใกลเคียงกับรายงานการวิจัยของ Eamvijarn (2013) ท่ีแสดงประสิทธิภาพของเช้ือรา N. และโคนเนาในทุเรยี นในตารางท่ี 1 spinosa ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม P. palmivora ไ ด 56.1 เปอรเซ็นต จากการศึกษาเช้ือตอตาน N. hiratsukae รูปท่ี 1 ลักษณะสณั ฐานวิทยาของเชือ้ ราสกุล Neosartorya ไอโซเลต CHA01-A01 ท่ีเพาะเล้ยี งบนจานอาหาร PDA เปน ระยะเวลา 20 วัน (ก) ลักษณะโคโลนีดานหนา (ข) โคโลนีดานหลัง (ค) ลักษณะ ascocarp (ง) ascocarp ที่แตก (จ) ลกั ษณะ ascus และ (ง) ลักษณะ ascospores การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

20 รปู ที่ 2 แสดงประสทิ ธิภาพของเชอื้ ตอตา นในการควบคุมเชื้อกอโรค (ก) N. hiratsukae EU06 ตอ P. palmivora CHP34- S14 (ข) T. muroii EU18 ตอ P. palmivora CHP38-S22 ท่ีทดสอบดวยวิธีเล้ียงเช้ือรวมกันบนอาหาร PDA เปน ระยะเวลา 30 วัน ตารางท่ี 1 เปอรเ ซน็ ตก ารยับยงั้ การสรา งสปอรของเช้ือราตอตา นตอ เชื้อรากอโรคสาเหตโุ รครากและโคนเนา ในทเุ รียน โดย ทดสอบดว ยวิธีเล้ยี งเช้อื รว มกันบนอาหาร PDA เปน ระยะเวลา 30 วนั การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

21 5. ผลการทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดของเชื้อรา palmivora ทง้ั 2 ไอโซเลต ไมแ ตกตางกันในทุกตัวทาํ ละลาย แตอ ยางไรกต็ ามเฉพาะสารสกัดจากตวั ทําละลาย ตอ ตา นในการควบคมุ เช้ือรากอ โรค เอทลิ อะซิเตทของเชื้อราตอตาน T. muroii EU18 ที่ แสดงประสิทธิภาพในการควบคมุ การเจรญิ ของเชื้อรา P. จากการที่เชอื้ ราตอตาน N. hiratsukae EU06 และ T. palmivora เม่ือพิจารณาการยบั ยัง้ การสรางสปอร พบวา สารสกดั ชน้ั muroii EU18 มปี ระสิทธิภาพในการควบคุมเชือ้ รากอ เฮกเซน เอทลิ อะซิเตท และเมทานอลของสารสกัดจาก เชอ้ื ราตอ ตา น N. hiratsukae EU06 สามารถยบั ยั้งการ โรค P. palmivora, P. cucurbitacearum และ P. สรา งสปอรของเชอ้ื P. palmivora ไดด ที ้ัง 2 ไอโซเลต โดยไอโซเลต CHP34-S14 แสดงคา ความสามารถ หรอื splendens ท่เี ปนสาเหตุรากและโคนเนาในทุเรียนไดดี ประสทิ ธภิ าพการยบั ยัง้ การสรา งสปอรไ ด 50 เปอรเ ซน็ ต (effective dose: ED50) ที่ระดบั ความเขม ขนเพยี ง 7.44, ทส่ี ุด จงึ นําเชื้อราตอตาน N. hiratsukae EU06 และ T. 6.33 และ 10.42 ppm ตามลําดบั เชน เดียวกับไอโซเลต CHP38-S22 ทีแ่ สดงคา ED50 ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 6.35, muroii EU18 ไปสกัดสารดวยตัวทําละลาย 3 ชนดิ 5.57 และ 15.43 ppm ตามลาํ ดบั รวมท้ังสารสกดั ชัน้ เอทิลอะซิเตทของสารสกดั จากเชอ้ื ราตอ ตาน T. muroii ไดแก เฮกเซน เอทิลอะซเิ ตท และเมทานอล เพอ่ื ศึกษา EU18 ที่สามารถยบั ยงั้ การสรา งสปอรข องเช้อื P. palmivora ไดด ีท้งั ไอโซเลต CHP34-S14 และ CHP38- ประสิทธภิ าพของสารสกัดที่ไดจากตัวทําละลายแตล ะ S22 โดยแสดงคา ED50 ที่ระดบั ความเขมขน 15.36 และ 15.84 ppm ตามลาํ ดับ ดังแสดงคา ในตารางท่ี 2 ช้ันในการควบคมุ เชอ้ื รากอ โรค P. palmivora จาํ นวน 2 สรปุ ผลการทดลอง ไอโซเลต ไดแก CHP34-S14 และ CHP38-S22 ดวยวธิ ี คัดแยกเช้ือรากอโรคสกุล Phytophthora และ poison plate บนอาหารเพาะเลยี้ ง PDA ท่ผี สมสารสกดั Pythium สาเหตุโรครากและโคนเนาในทุเรียน ใน จังหวัดชมุ พร จากตวั อยางดินและเปลือกไม สามารถคัด หยาบทีร่ ะดบั ความเขม ขน 0 (ชุดควบคุม), 10, 50, 100, แยกเชือ้ ดว ยลักษณะทางสณั ฐานวิทยาไดเปน 3 สกลุ คือ ส กุ ล Phytophthora ส กุ ล Pythium แ ล ะ ส กุ ล 500 และ 1,000 ppm พบวาโคโลนีของเช้ือรา P. Mortierella เม่ือบงชี้ในระดับโมเลกุลดวยคูไพรเมอร ITS6/ITS4 บงชี้เชื้อราขางตนไดจํานวน 8 สปชีส ไดแก palmivora ท้ัง 2 ไอโซเลต ท่ีเพาะเลีย้ งบนอาหารทีม่ ี Phytophthora palmivora, Pythium cucurbitacearum, P. splendens, P. deliense, P. สารสกัดเชอ้ื ราตอ ตาน N. hiratsukae EU06 หรือ T. acanthicum, Mortierella capitata, M. hyaline แ ล ะ M. chlamydospora เ ม่ื อ นํ า ไ ป ท ด ส อ บ muroii EU18 ในแตละตัวทําละลาย และในแตละความ ความสามารถในการเกิดโรคบนใบทุเรียนสายพันธุ ห ม อ น ท อ ง พ บ ว า เ ฉ พ า ะ P. palmivora P. เขมขน มกี ารเจรญิ ของโคโลนีนอ ยกวา ชุดควบคมุ หรือชุด ท่ีไมไดใ สส ารสกัดลงในอาหาร แตอ ยางไรกต็ ามพบวา สารสกดั ของเชอื้ ราตอ ตา น N. hiratsukae EU06 สามารถยบั ย้งั การเจรญิ ของโคโลนขี องเช้อื P. palmivora ทั้งสองไอโซเลตไดด กี วาสารสกัดจากเชอื้ รา T. muroii EU18 ดังแสดงประสิทธภิ าพของสารสกดั จาก เชื้อราตอ ตา น N. hiratsukae EU06 ในการควบคุมเชอ้ื รากอ โรค P. palmivora ไอโซเลต CHP34-S14 ในรปู ท่ี 3 สําหรบั สารสกดั จากเช้ือรา T. muroii EU18 ทสี่ กดั ดว ยตัวทําละลายช้ันเฮกเซนและเมทานอล พบวา โคโลนี ของเชอื้ รา P. palmivora ทั้ง 2 ไอโซเลต มีการเจรญิ ของโคโลนใี กลเ คียงกับชดุ ควบคุม แตส ารสกัดทสี่ กดั ดว ย เอทลิ อะซเิ ตทท่ีความเขม ขน มากกวา 100 ppm สามารถยับยง้ั การเจรญิ ของโคโลนไี ด เมอ่ื คํานวณ เปอรเซน็ ตการยับยง้ั การเจรญิ เตบิ โตของเสน ใย พบวา สารสกัดจากเช้ือราตอ ตาน N. hiratsukae EU06 แสดง ประสิทธภิ าพในการควบคมุ การเจริญของเชอ้ื รา P. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

22 cucurbitacearum P. splendens สามารถทําใหเกิด ประสิทธิภาพในการยับยั้งการสรางสปอรของเชื้อรากอ รอยแผลบนใบทุเรียน รวมทั้งการคัดแยกเชื้อราตอตาน โรค รวมทั้งสารสกัดจากเชื้อราตอตาน N. hiratsukae สกุล Neosartorya และ Talaromyces จากตัวอยาง EU06 สามารถยับยั้งการสรางสปอรของเช้ือ P. ดินในสวนทุเรียน คัดแยกเช้ือดวยลักษณะทางสัณฐาน palmivora ไ ด ดี ทั้ ง 2 ไ อ โ ซ เ ล ต โ ด ย แ ส ด ง ค า ความสามารถ หรือประสิทธิภาพการยับยั้งการสราง วิทยาและลําดับนวิ คลโี อไทดบ รเิ วณ ß-tubulin สามารถ สปอรได 50 เปอรเซ็นต (effective dose: ED50) ที่ บงชี้ไดเปนจํานวน 4 สปชีส ไดแก Neosartorya ระดับความเขมขน ตาํ่ จึงมีแนวโนมในการพฒั นาเปน สาร aureola, N. fennelliae, N. spinosa และ T. muroii ชีวภัณทในการควบคุมโรครากและโคนเนาในทุเรียน และเมือ่ นํามาทดสอบประสิทธภิ าพในการควบคุมเชื้อรา ตอไป แตอยางไรก็ตามไมสามารถควบคุมเช้ือรากอโรค ส กุ ล Phytophthora แ ล ะ Pythium ใ น ส ภ า พ สกลุ Pythium ได หองปฏิบั ติกา ร ดวย วิธี dual culture พบว า N. hiratsukae EU06 แ ล ะ T. muroii EU18 มี รูปท่ี 3 สารสกดั หยาบชนั้ เฮกเซน เอทลิ อะซิเตท และเมทานอล จากเชอื้ N. hiratsukae EU06 ท่มี ีผลตอการควบคุมเชื้อ กอ โรค P. palmivora CHP34-S14 ท่รี ะดบั ความเขมขน 0, 10, 50, 100, 500 และ 1,000 ppm จํานวน 4 ซํ้า การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

23 ตารางที่ 2 แสดงประสิทธิภาพการยบั ย้ังการเจริญของเสนใย และการสรางสปอรของสารสกัดหยาบจากเช้ือราตอ ตาน N. hiratsukae EU06 และ T. muroii EU18 ตอการควบคุมเชื้อรากอโรค P. palmivora ไอโซเลต CHP34-S14 และ CHP38-S22 คาํ ขอบคุณ ธติ ยิ า สารพัฒน ศิริพร วรกุลดํารงชยั และมาลยั พร เช้ือ งานวิจัยน้ีไดรับเงินสนับสนุนการวิจัยจากสถาบัน บัณฑิต. 2556. การคัดเลือกตนตอทุเรียนพันธุ พ้ื น เ มื อ งที่ ท น ท า น ห รื อ ต า น ท า น ต อ เ ชื้ อ ร า เทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง Phytophthora สาเหตุโรครากเนาโคนเนาทุเรียน. ประเภทเงินงบประมาณแผนดิน ประจําปงบประมาณ หนา 250-258. ในรายงานผลการวิจัยประจําป 2560-2561 และเปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ 2556 สาํ นักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช. กรุงเทพฯ : อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ กรมวชิ าการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผูวิจัยขอขอบคณุ มา ณ ทนี่ ี้ วาริน อินทนา, มนตรี อิสรไกรศีล, ศุภลักษณ เศรษฐ สกุลชัย, ประคอง เย็นจิตต, และทักษิณ สุวรรณโน. เอกสารอา งองิ 2550. ประสิทธิภาพของเชื้อราไตรโคเดอรมา ฮาซิ ธิดา เดชฮวบ, เลขา มาโนช, นิพนธ วิสารทานนท, จิระ เอน่ัม สายพันธุกลายในการยับย้ังการเจริญของเสน ใยและการลดปริมาณเชอ้ื ราไฟทอพทอรา พาลมมโิ ว เดช แจมสวาง, ศรีเมฆ ชาวโพงพาง, เสถียรพงศ โต รา ในสวนทเุ รียน. วิทยาสารกาํ แพงแสน. 5(3): 1-9. อนันต และเอนก กจิ เจา. 2550. ความหลากหลาย ของรา Talaromyces จากดินและผลตอราสาเหตุ เมอมร สรอยทอง. 2558. การคัดแยกและบงช้ีของเชื้อ โรคพืชในหองปฏิบัติการ. หนา 563-570. ในการ ราสกุล Talaromyces และ Neosartorya จากดิน ประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร และประสิทธิภาพในการควบคุมโรคแอนแทรคโนส ครง้ั ที่ 45. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. ในกาแฟ. วิทยานิพนธวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ ภาควิชาชีววิทยา คณะ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

24 วิทยาศาสตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจา Domsch, K.H., Gams, W. and Anderson, T.H. คุณทหารลาดกระบงั . 1993. Compendium of soil fungi. เลขา มาโนช อรอุมา เพียซาย ธิดา เดชฮวบ จิตรา เกตุ Berchtesgaden: IHW-Verlag. แกว อาํ นาจ เอยี่ มวจิ ารณ มะโนรัตน สดุ สงวน วิรัตน ลิ้มธนาวานิชย เสียงแจว พิริยพฤนต และสุวรรณา Doyle, J. J. and Doyle, J. L. 1990. Isolation of ก ลิ่ น ภู . 2553. ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ข อ ง ร า plant DNA from fresh tissue. Focus. 12: 13- Emericella, Eurotium และ Neosartorya จาก 15. ดิน. กรุงเทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนนุ การวิจัย. สนชัย เพ็ชรพรหม. 2540. การควบคุมโรครากเนาโคน Eamvijarn, A. 2013. Neosartorya species: เ น า ทุ เ รี ย น ท่ี เ กิ ด จ า ก เ ช้ื อ ร า Phytophthora diversity, morphology, phylogeny, antagonist palmivora (Butler) butler โ ด ย ชี ว วิ ธี แ บ บ tests against plant pathogenic fungi and ผสมผสาน. วิทยานิพนธวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต secondary metabolites of N. pseudofischeri. สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืช คณะ Ph.D. Thesis of Kasetsart university. เทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกลาเจา คุณทหารลาดกระบงั . Grunwald, N.J. Martin, F.N. and Larsen, M.M. Boonsang, N. Dethoup, T. Singburaudom, N. 2013. Protocols Internal transcribed spacer Gomes, N.G.M. and Kijjoa, A. 2014. In vitro region ( ITS) region. [Online]. Available: antifungal activity screening of crude extracts http://phytophthoraid.org/files/Phytophthor of soil fungi against plant pathogenic fungal. a-ID%20sequencing%20protocols.pdf Journal of Biopesticides. 7(2): 156-166. Burgess, L.W. Knight, T.E. Tesoriero, L. and Phan, Ivors, K. 2008. Methods for isolating H.T. 2008. Diagnostic manual for plant Phytophthora from different substrates. diseases in Vietnam. Vietnam: Goanna Print [Slide]. United state: North Carolina State Pty Ltd. University Fletcher. Das, A.K., Nerkar, S., Kumar, A. and Bawage, S. 2016. Detection, identification and Lin, T.K. and Sangchote, S. 2003. Diseases of characterization of Phytophthora spp. durian. in 241-252 in Ploetz, R.C. Diseases of Infecting citrus in INDIA. Journal of Plant tropical fruit crops. Florida: Tropical Pathology. 98(1): 55-69. Research and Education Center Homestead, Drenth, A. and Sendall, B. 2001. Practical guide United Kingdom. to detection and identification of Phytophthora. [Online]. Available: Mangkalad, T., Soytong, K., Tangthirasunun, N. https://www.researchgate.net/file.-PostFile- and Poeaim, S. 2018.Effective of Neosatorya Loader.html to control Phomopsis asparagi causing stem blight of asparagus. International Journal of Agricultural Technology. 14 (7): 1423-1432. Martin, F.N., Abad, Z.G., Balci, Y. and Ivos, K. 2012. Identification and detection of Phytophthora: reviewing our progress, identifying our needs. Plant disease. 96(8): 1080-1103. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

25 Naraghi, L., Heydari, A., Rezaee, S., Razavi, M., Jahanifar, H. and Khaledi, E.M. 2010. Biological control of tomato verticillium wilt disease by Talaromyces flavus. 50(3): 360- 365. Pattarasaikul, W., Soytong, K. and Poeaim, S. 2 0 1 8 . Biological control of anthracnose disease on banana var ‘Namwa Mali-Ong’ by Neosartorya species. International Journal of Agricultural Technology. 14 (7): 1589-1598. Punyanobpharat, A., Soytong, K. and Poeaim, S. 2 0 1 8 . Effective of Neosartorya and Talaromyces to control Alternaria brassicicola causing leaf spot of kale. International Journal of Agricultural Technology. 14 (7): 1709-1718. Santoso, P.S. Aryantha, I.N.P. Pancoro, A. and Suhandono, S. 2015. Identification of Pythium and Phytophthora associated with durian (Durio sp.) in Indonesia: their molecular and morphological characteristics and distribution. Asian Journal of Plant Pathology. 9(2): 59-71. Suksiri, S., Laipasu, P., Soytong, K. and Poeaim, S. 2 0 1 8 . Isolation and identification of Phytophthora sp. and Pythium sp. from durian orchard in Chumphon province, Thailand. International Journal of Agricultural Technology. 14(3): 389-402. Vawdrey, L.L. Langdon, P. and Martin T. 2005. Incidence and pathogenicity of Phytophthora palmivora and Pythium vexans associated with durian decline in far northern Queensland. Australasian Plant Pathology. 34(1): 127-128. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

26 มะพราวพน้ื ถ่นิ เกาะสมุยและแนวทางการอนรุ กั ษเพ่ือสงเสรมิ สัญลักษณการทองเที่ยวเกาะสมุย LOCAL COCONUT VARIETIES AND GUIDELINES FOR CONSERVATION IN ORDER TO PROMOTE KOH SAMUI TOURISM SYMBOLS ศนั สนีย วงศสวัสดิ์*, จนั ทรพร ชวงโชติ, จารีย พรหมณะ, มนั ฑนนันท ขุนฤทธ์ิ, นิศารัตน ไทยทอง, จิตรี ไทรทอง และ นลวัชร ขนุ ลา Sunsanee Wongsawat*, Chanphorn Chuangchot, Jaree Phrommana, Mantanan Khunrit, Nisarat Thaithong, Jittree Saithong and Nonlawat Khunla โครงการอนุรกั ษพ นั ธกุ รรมพืชอนั เนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ วิทยาลยั นานาชาตกิ ารทองเทีย่ ว มหาวิทยาลยั ราชภฎั สรุ าษฎรธานี อาคารวิทยาลยั นานาชาติการทองเทยี่ ว ต.บอ ผุด อ.เกาะสมยุ จ.สรุ าษฎรธานี 84320 Plant Genetic Conservation Project, International School of Tourism, Suratthani Rajabhat University, Bophut, Koh Samui, Suratthani 84320 บทคัดยอ บทความฉบับนี้นําเสนอผลจากการดําเนินงานโครงการอนุรักษพันธุมะพราวพ้ืนถิ่นและภูมิปญญามะพราวเกาะสมุย ใน การศึกษากิจกรรมยอยท่ี 1 การศึกษารวบรวมเรื่องราวพันธุมะพราวพ้ืนถ่ินและภูมิปญญามะพราวชาวเกาะสมุย โดย วิทยาลัยนานาชาติการทองเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎรธานี เปนหนวยงานท่ีรับผิดชอบในการดําเนินงานโครงการ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กิจกรรมภายใต โครงการดังกลาวไดมีการลงพ้ืนท่ีเพื่อสํารวจกิจกรรมที่เก่ียวของกับมะพราวในพื้นท่ีเกาะสมุยในปจจุบัน มีการสัมภาษณ ชาวบานและชุมชนท่ีเกี่ยวของ มีการจัดประชมุ กลุม (Focus Group) โดยใชเ ครอ่ื งมอื ชุมชน (ชว งเวลาและแผนที่) จากการ จัดกิจกรรมพบวาพันธุมะพราวท่ีพบเห็นไดจากการเพาะปลูกในพื้นที่เกาะสมุยท่ีมีมากที่สุดประกอบดวย 3 สายพันธุคือ พันธุเขยี วใหญ พันธุเขียวเล็ก และพันธุนาเกหรือนาฬิเก ดานการลดลงของมะพรา วเกาะสมุยมีสาเหตุจากปจจัยหลาย ๆ ดา น ทง้ั ดานราคา ดา นการขยายตัวของการทอ งเท่ียว การขยายตัวของสิ่งกอ สราง การอพยพยา ยถิ่นฐานของคนเกาะสมุย บทบาทของเจาของสวน และปญหาเรื่องแมลงศัตรูพืช สําหรับแนวทางในการอนุรักษและฟนฟูพันธุมะพราวสมุย จําเปนตองเริ่มจากเจาของสวนเปนอันดับแรก รวมถึงการสรางความรวมมือกันในระดับเครือขาย และการรวมมือจาก หนวยงานท่ีเกี่ยวของ Abstract This article presents the results of the project to conserve the local coconut varieties and coconut wisdom of Koh Samui. This sub-activity is to study on the story of local coconut varieties and coconut wisdom of Koh Samui conducted by the International School of Tourism, Suratthani Rajabhat University. The university is managing the activities under the Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) which exploring the current activities related to coconut in Koh Samui together with Interviewing the villagers, and focus group discussion by using community tools (Timeline and maps). Three most coconut varieties that can be seen from the cultivation in the Koh Samui area are Khiao Yai, Khiao Lek and Naka or Nali Ke. The decline of Koh Samui coconut comes from many factors; low price, tourism growth, buildings and infrastructure การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

27 expansion, immigration of local people, change in role of land owners and pests. Coconut conservation need to start from entering the land owner itself together with community network and cooperation from related agencies. คาํ สาํ คญั : พันธุม ะพรา วพนื้ ถ่นิ , การอนรุ ักษ Keywords: Local coconut varieties, Conservation *ติดตอนกั วจิ ัย: ศันสนีย วงศส วสั ด์ิ (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Sunsanee Wongsawat (E-mail: [email protected]) บทนํา ปริมาณมากข้ึนจนลนตลาด มีการพัฒนาระบบขนสงที่ มะพร าว มี ชื่อ วิ ทย าศ าส ตร วา Cocos สะดวกสบายกวาการขนสงทางเรือ ท่ีเกิดข้ึนพรอมกับ นโยบายสนับสนุนการบริโภคน้ํามันพืชชนิดอ่ืนทดแทน nucifera L. จัดเปนพืชตระกูลปาลม ประเทศท่ีผลิต ทําใหความตองการมะพราวในตลาดจึงลดนอยลง มะพราวไดมากท่ีสุดในโลก ไดแก อินโดนีเชีย ธุรกิจมะพราวบนเกาะสมุยจึงเร่ิมหายไปสงผลให ฟลิปปนส และอินเดีย ตามลําดับ สําหรับประเทศไทย มะพราวในเกาะสมุยไดรับผลกระทบไปดวย เมื่อราคา สามารถผลิตมะพราวไดเปนอันดับ 6 ของโลก โดย มะพราวตกลงไมคุมคากับการลงทุน ชาวสวนมะพราว แหลงที่มีการปลูกมากท่ีสุดน้ันอยูในภาคใต ไดแก จงึ ไดเปล่ียนไปปลกู ไมผ ลชนิดอน่ื ๆ ทดแทน เชน ทเุ รียน จังหวัดสุราษฎรธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราช มังคุด เปนตน ในขณะท่ีการทองเที่ยวเกาะสมุยย่ิงขยับ มะพราวถูกนํามาใชประโยชนโดยอุตสาหกรรมหลักๆ โตข้ึนเร่ือย ๆ สวนมะพราวในเกาะสมุยไดผันเปล่ียน ของประเทศ ไดแก ผลิตภัณฑมะพราวแปรรูปเพ่ือการ กลายเปนโรงแรมหรู รีสอรทตาง ๆ มากมาย คนตางถิ่น บรโิ ภค เชน มะพราวแหง น้ํามนั มะพราว กะทเิ ขมขน กเ็ ขามาประกอบอาชีพทางการทองเท่ยี วมากย่ิงขึ้น เมื่อ มะพรา วขูดแหง นํา้ ตาลมะพราว เปน ตน และผลติ ภณั ฑ คนเริ่มเปล่ียนไปประกอบอาชีพอ่ืน อาชีพทําสวน เพื่ออุตสาหกรรมและอุปโภค เชน เสนใยมะพราว แทง มะพราวจึงมีความสําคัญลดนอยถอยลงไปตามลําดับ เพาะชํา ถานจากกะลามะพราว เคร่ืองใชและ (อังคณา สุวรรณกฏู , ม.ป.ป) เฟอรนิเจอรจากมะพราว เปนตน (อังคณา สุวรรณกูฏ, ม.ป.ป) รั ฐ บ า ล ไ ท ย โ ด ย ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร น โ ย บ า ย ท อ ง เ ท่ี ย ว แ ห ง ช า ติ เ น น ย้ํ า ใ ห ก า ร ท อ ง เ ที่ ย ว เ ป น อาํ เภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎรธานี ถอื เปน อุตสาหกรรมที่เกือ้ กูลเรอ่ื งความม่ันคง เศรษฐกิจ สงั คม แหลงทองเที่ยวระดับนานาชาติอนั เปนที่รจู ักในดานการ จิตวิทยาและการตางประเทศ ซ่ึงเปนอุตสาหกรรมที่ เปนเกาะมะพราวที่สวยงามติดอันดับโลก เปนเกาะที่มี ตองบูรณาการทุกภาคสวนเพื่อนําประเทศไทยไปสูการ การปลูกมะพราวมากท่ีสุดติดอันดับของประเทศไทย เปนแหลงทองเที่ยวคุณภาพท่ีเจริญเติบโตอยางมีดุลย ในการซื้อขายมะพราวของเกาะสมุย จะมีการขนสง ภาพบนพื้นฐานของความเปนไทยสงเสริมกิจกรรมการ ออกไปขายบนฝงแผนดินใหญโดยทางเรือเรียกวา เรือ ทอ งเที่ยวท่ีมีศักยภาพและมคี วามพรอมบนพื้นฐานของ ภาณุรังสี และเรือหริณ ซ่ึงเปนเรือท่ีลองมาจากจังหวัด เอกลักษณไทย ซึ่งสอดคลองกับกระแสความตองการ สงขลาเพื่อนําสินคาไปสงในกรุงเทพฯ และจะมีการแวะ ของประชากรโลก (การทองเท่ียวแหงประเทศไทย, พักที่เกาะสมุยเพ่ือรับผูโดยสารและรับซื้อมะพราวเพ่ือ 2560) เอาไปขายตอ ในเวลาตอมามีการสงเสริมการปลูก มะพราวบนฝงแผนดินใหญ ประชาชนไดขยายพ้ืนที่ มะพราวพันธุพื้นถ่ินของอําเภอเกาะสมุยควร ปลูกมะพราวเพิ่มมากข้ึน ทําใหจํานวนมะพราวมี ไดร ับการผลักดนั ใหเปนเอกลกั ษณของพนื้ ท่ี รวมถึงการ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

28 อนุรักษและฟนฟูวิถีภูมิปญญาจากมะพราวเกาะสมุย สําคัญท่ีจะนําไปสูการสงเสรมิ การอนุรักษมะพราวพ้ืนถ่ิน ซ่ึงเปนวิถีไทยพื้นถิ่นใหคงอยู กระตุนใหคนในชุมชน เกาะสมุยในอนาคต ประกอบดวย สถานการณและการ ทอ งถิ่นเห็นคณุ คาของพืชทองถนิ่ และเกิดกระบวนการ เปล่ียนแปลงของมะพราวบนเกาะสมุยจากอดีตจน เรียนรูวิถีภูมิปญญา ตลอดจนสามารถนํามาตอยอดใน ปจจุบัน และแนวทางในการสงเสริมและอนุรักษพันธ ดา นการสงเสริมการทองเที่ยวเชิงวิถีชุมชนใหกับเกาะส มะพราวพื้นถ่ินเกาะสมุย จากการลงพ้ืนที่และการประชุม มยุ ในอนาคต รวมท้ังตอบสนองกรอบการดําเนินงานใน ดังกลาวมีผูรูจํานวน 15 คน ซ่ึงเปนคนเกาะสมุยท่ีเห็น กิจกรรมท่ี 7 กิจกรรมสรางจิตสํานึกในการอนุรักษ การเปลี่ยนแปลงของมะพราวบนเกาะสมุยมาตลอดชวง ทรพั ยากรโครงการอนรุ ักษพันธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจาก อายุ พระราชดําริฯ (อพ.สธ.) วิทยาลัยนานาชาติการ ทองเท่ียว มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎรธานี จึงจัด ภาพที่ 1 ลงพื้นที่สํารวจกิจกรรมท่เี ก่ียวของกับมะพราว โครงการอนุรักษพันธุมะพราวพ้ืนถิ่นและภูมิปญญา มะพราวชาวเกาะสมุย อําเภอเกาะสมุย จังหวัด สุ ราษฎรธานี โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือสํารวจเร่ืองราว มะพราวพื้นถ่ินเกาะสมุย รวบรวมภูมิปญญาทองถ่ินท่ี เก่ียวของกับมะพราวเกาะสมุย ตลอดจนจัดทําชุด ความรูเกี่ยวกับมะพราวพ้ืนถิ่นและภูมิปญญามะพราว ชาวเกาะเพ่ือสงเสริมจิตสํานึกในการอนุรักษมะพราว แ ล ะ ภู มิ ป ญ ญ า ม ะ พ ร า ว เ ก า ะ ส มุ ย ใ ห กั บ เ ย า ว ช น นักทองเท่ียวตลอดจนผูท่ีเก่ียวของ โดยมีเปาหมาย เพ่ือใหเกิดการอนุรักษพืชชนิดน้ีใหคงอยูเปนสัญลักษณ ของเกาะสมยุ ตอ ไป โครงการอนุรักษพันธุมะพราวพื้นถิ่นและภูมิ ปญญามะพราวเกาะสมุยประกอบดวย 2 กิจกรรมยอย คือ กิจกรรมยอยท่ี 1 ศึกษารวบรวมเร่ืองราวพันธุ มะพราวพ้ืนถิ่นและภูมิปญญามะพราวชาวเกาะสมุย และกิจกรรมยอยท่ี 2 พัฒนาชุดความรูและจัดกิจกรรม อนุรักษพันธุมะพราวพ้ืนถิ่นและภูมิปญญามะพราวชาว เกาะสมุย วิธกี ารดําเนินการ ภาพท่ี 2 เตายา งมะพราวในพื้นท่ี อ.เกาะสมุย ในกิจกรรมยอยที่ 1 การรวบรวมเร่ืองราวพันธุ มะพรา วพ้ืนถ่ินและภูมิปญ ญามะพราวชาวเกาะสมยุ ใน ระยะแรก ผูศึกษาไดใชการสํารวจเชิงพื้นที่และการ สัมภาษณ มีการลงพื้นที่เพ่ือสํารวจกิจกรรมท่ีเกี่ยวของ กับมะพราวในพ้ืนท่ีอําเภอเกาะสมุย หลังจากนั้นไดมี การจัดการประชุมกลุม (Focus Group) โดยใช เคร่ืองมือชุมชน (ชวงเวลาและแผนที่) กับกลุมผูรู ปราชญชุมชนเก่ียวกับมะพราว โดยไดกําหนดประเด็นท่ี การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

29 ภาพที่ 3 การประชุมกลมุ ผูรแู ละปราชญช าวบา น จุดเดนของมะพราวสมุยคือ เน้ือหนา เน้ือสอง ชั้น ผิววาวมัน คนสมุยใชประโยชนจากมะพราว ใน ผลจากการดําเนนิ โครงการ การประกอบอาหารคาว หวาน เชน ใชนํ้ามัน กะทิ จากการลงพ้ืนที่ในกิจกรรมยอยท่ี 1 การ เหมงพราวหรือกะลามะพราวออน ๆ หรือใชกินสดจาก ลูก รากใชเปนยาสมุนไพร เปนตน มะพราวเปนพืชท่ี รวบรวมเร่ืองราวพันธุมะพราวพ้ืนถิ่นและภูมิปญญา กอใหเกิดรายไดหลัก เชน การขายผลมะพราว การทํา มะพราว และ การประชมุ กลุมผรู แู ละปราชญชมุ ชนได มะพราวยางแหง การทําถานจากกะลามะพราว (พรก) มีการนําขอมูลไปสูการสืบคนขอมูล ทําใหพบปจจัยที่ ใชมะพราวเปนเคร่อื งใชสอย เชน ไมกวาดกานมะพราว เกยี่ วขอ งกบั มะพรา วเกาะสมุยดังนี้ ไมม ุงหลงั คา อุปกรณทําอาหาร ขนม เปนตน นอกจากน้ี ยังพบวามีการปลูกตนมะพราวเพ่ือเปนแนวกันลม โดยเฉพาะมรสุมที่ประจาํ ถิ่น พนั ธมุ ะพราวพ้ืนถน่ิ บนเกาะสมุย ภาพท่ี 4 มะพรา วพันธเุ ขยี วใหญ พันธมุ ะพราวทพ่ี บเหน็ ไดจ ากการเพาะปลกู ใน พ้ืนที่เกาะสมุยไดมากท่ีสุดประกอบดวย 3 สายพันธุคือ พนั ธุเขียวใหญ พันธเุ ขยี วเลก็ และพนั ธนุ าเกหรือนาฬเิ ก จากเวทีการประชุมกลุมยอยสามารถสรุปพันธุมะพราว ท่พี บไดใ นเกาะสมยุ ดังตารางท่ี 1 ตารางท่ี 1 สายพันธุมะพรา วท่ีพบบนเกาะสมยุ สายพันธุ ลกั ษณะของพนั ธุ (ลูก ใบ ทาง ตน) ภาพท่ี 5 มะพราวพนั ธเุ ขยี วเลก็ พรา วหวาน เปลือกออ นตรงขั้วหัวมรี สหวานกินได พรา วนาเก เปลือกเหลอื งแดง เขยี วใหญ ผลใหญ กน เหลย่ี ม ตน อวบใหญ ทางใบยาว พราวหมูสี เอวก่ิว เขยี วเล็ก ผลดก ผลออกตลอดป สม่าํ เสมอ พรา วนกคุม ผลเลก็ นาํ้ มีรสหวาน มะแพรว ไมมขี ั้ว พราวกะทิ เน้ือน่มิ แฉะ พรา วไฟ เปลือกเขียวแตข ้ัวแดงอมชมพู การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

30 ภาพท่ี 6 มะพราวพนั ธนุ าเก ใหกับโรงงานหีบน้ํามันมะพราวบนเกาะ (บนเกาะมี 3 โรง) หรือขายใหลงมะพราวเพ่ือรวบรวมสงขาย หรือมี สถานการณมะพราวเกาะสมุย การขายใหกับเรือจีน ลักษณะของมะพราวท่ีเก็บไวขาย ชวงกอนป พ.ศ. 2500 สถานการณมะพราว น้ัน จะเลือกเฉพาะลูกท่ีมีขนาดใหญ สวนลูกขนาดเล็ก จะเกบ็ ไวก นิ เอง และทาํ เปนมะพราวยางแหง ขาย ในขณะนั้นยังไมมีขอมูลแนชัด พบแคการเริ่มเขามาตั้ง ถิ่นฐานของชาวจีนบนเกาะสมุย และในชวงเวลาท่ี ในป พ.ศ.2510 การทําสวนมะพราวเร่ิม รัชกาลท่ี 5 เสด็จมาทรงตรวจราชการ ในชวงอายุของ เปล่ียนไปในลักษณะของการจางทํา โดยบางสวน ผใู หข อมูลระหวาง 70 – 40 ป เจาของสวนสอยผล เก็บเอง แตบางสวนเจาของสวน ส อ ย เ อ ง แ ล ะ จ า ง ลู ก จ า ง เ ก็ บ ลู ก เ พ ร า ะ แ ร ง ง า น ใ น ในชวงป พ.ศ. 2500 ชาวบานที่ใชชีวิตใน ครัวเรือนเพียงอยางเดียวไมเพียงพอ ภายหลังยังเกิด ชวงเวลาน้ันเห็นวามีตนมะพราวขึ้นอยูเต็มเกาะสมุย วิกฤตดานราคาขาย ซ่ึงราคามะพราวในขณะนั้นตก แลว ดังน้ันอาชีพหลกั และรายไดห ลักของครอบครัวชาว ตํา่ ลง ทาํ ใหช าวสวนหนั ไปทาํ สวนทุเรียนทดแทน เพราะ เกาะสมยุ คอื การทาํ สวนมะพราว ในชวงเวลาเดียวกนั มี ไมคุมกับการลงทุน เกาะสมุยเริ่มเปนที่รูจักมากขึ้นใน การขยายพืน้ ท่ที าํ กินไปท่ีฝงแผนดนิ ในชวงของ “ยุคการ กลุมชาวตางชาติ โดยเริ่มมีชาวเยอรมันที่เปนกลุมคน จัดสรรท่ีดิน” ชาวเกาะสมุยเร่ิมมีกาอพยพยายถ่ินฐาน อาสาสมัครเขามาในสมุย ชวยประชาสัมพันธสมุยให ไปอําเภอนิคม และอําเภอละแม จังหวัดชุมพร สําหรับ เปนที่รูจัก ถือเปนกลุมคนตางชาติกลุมแรกท่ีเขามาบน การคาขายมะพราวบนเกาะสมุยน้ัน เกิดระบบการคา เกาะ แตเกาะสมยุ ในขณะน้ันยังไมม บี ังกะโลเกิดขึ้น ขายผานพอคาคนกลาง ที่ทําหนาที่รวบรวมมะพราว จากชาวสวน หรือเรียกวา “ลงมะพราว” ราคาการซ้ีอ ในป พ.ศ.2515 คนเกาะสมุยเร่ิมอพยพยาย ขายมะพราวในชวงนั้นทําใหชาวสวนมะพราวมีรายได ถ่นิ ออกจากนอกพ้ืนท่ี โดยยายถิ่นฐานไปท่ีอําเภอละแม เพียงพอตอการขยายพื้นที่ทํากินและสงลูก หลาน อําเภอหลังสวน เน่ืองจากสถานการณราคามะพราว ออกไปเรียนทีแ่ ผน ดนิ ตกต่ํา ประกอบกับมีการแบงสรรที่ดินทําใหขนาดพ้ืนที่ และรายไดไมเพียงพอในการดาํ รงชีพของครอบครัว ในป พ.ศ. 2506 แตเ ดมิ มีการปลูกมะพราวใน บริเวณใกล ๆ ตัวบาน เพ่ือเปนใชแนวเขตท่ีดิน อาชีพ ในป พ.ศ.2516 เร่ิมมวี ิวัฒนาการของสารเคมี ของคน เกาะ สมุยในขณะนั้นคือ การทําประมงเรือ กําจัดศัตรูพืชเขามา เจาของสวนเริ่มมีการใชสารเคมี มี เล็กและทําสวนมะพราว ซึ่งการทําสวนมะพราวทําให การจางฉีดยาในสวนมะพราว มีการจางถางสวนและ เกิดเปนอาชพี อื่นตามมา ไดแก การรบั จา งสอยมะพราว จา งแรงงานมากข้นึ เนอื่ งจากไมมีแรงงานในครวั เรือน การบรรทุกมะพราวจากสวน การทํามะพราวยางแหง การเผาถานกะลามะพราว (คนบนเกาะใชเตาถาน ใน ป พ . ศ . 2519 มี ชา วต า ง ชา ติ เ ข า ม า 100%) เปนตน ลักษณะการขายมะพราวมีทั้งการขาย ทอ งเทีย่ วในพื้นทเ่ี กาะสมุยมากข้ึน มีอาชีพเกิดใหม เร่ิม มีการกอสรางที่พักสําหรับนักทองเท่ียว มีแรงงาน กอสรางเขามา ที่หาดเฉวง มีโรงแรมเฟรสบังกะโล (ด่ัง เดิม) เปนโรงแรมแรกของเกาะสมุย และในบริเวณหาด ละไม มีท่ีพักแหงแรกคือปาลมบังกะโล และ พาราไดน ลักษณะท่ีพักขณะนั้นเปนแบบเรียบงาย ใชหลังคามุง จาก นกั ทอ งเท่ียงบางสว นยังมกี ารกางเตนทนอนเพราะ มีจาํ นวนหองพกั ไมเพยี งพอ ในป พ.ศ.2520 มีการปรบั เปลี่ยนลกั ษณะการ ขายมะพราวเปน 2 แบบ คือ การขายแบบเปนลูก ลูก ละ 1 บาทและการขายแบบยา ง กิโลกรมั ละ 3 – 9 บาท การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

31 นอกจากนี้มีการสงมะพราวเปนสินคาแลกเปลี่ยน แรดมะพราวกระจายไปท่ัวท้ังเกาะโดยเฉพาะบริเวณท่ี กับขาวกับอําเภอ ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล้ียงชาง และเรม่ิ มีการใชเ ตาแกสในครวั เรอื น ด ว ง ง ว ง ม ะ พ ร า ว เ ป น แ ม ล ง ป ก แ ข็ ง ในป พ.ศ.2523 มีการใชเรือเฟอรร่ีในการ เชนเดียวกับดวงแรดมะพราวแตมีขนาดเล็กกวา ลําตัวสี ขนสงระหวางเกาะสมุยกับแผนดนิ (ผูรูเลาวา) ทําใหคา น้ําตาลแดง สวนหัวมีอวัยวะคลายงวงย่ืนออกมา โดย ขนสงสินคามรี าคาสูงขึ้น และเร่ิมมสี ินคาอ่ืนๆ เขามาใน จะขยายพันธุอยูภายในคอมะพราว บางครั้งอาจพบ เกาะสมยุ ราคาสินคา เริม่ สูงขนึ้ บริเวณโคนลําตน เมื่อเขาทําลายจะทําใหยอดมะพราว หักพับ ยืนตนตาย และหากมีการเขาทําลายของดวง ในป พ.ศ.2527 ไมมกี ารปลูกมะพราวเพ่มิ แรดมะพราว ดวงงวงมะพราวจะเขาไปวางไขได ดวงมี ในป พ.ศ.2528 มีการพัฒนาการขนสง มี วงจรชีวิตประมาณ 171-229 วัน ดังน้ัน หากมีการ โครงการกอ สรางสนามบนิ แตยังไมไ ดเ ปด ใช ทาํ ลายของดวงแรดมะพราวก็จะพบกับดวงงวงมะพราว ในป พ.ศ. 2530 สนามบินสมุยสรางเสร็จ ตามมา ภายใน การเปดใชสนามบินสมุยเริ่มมีการกอสราง โรงแรม กอสรางบานเชา ซึ่งการกอสรางใชไมมะพราว แมลงดําหนามมะพราวเปนแมลงตางถ่ินมี เปนวัสดุหลัก จึงมีการโคนตนมะพราวเพื่อมาทํา ถนิ่ กําเนิดในอนิ โดนีเชยี และปาปว นิวกีนีแพรระบาดเขา โรงเรือนกอสรา ง เอาไมมะพราวมาทํา รสี อรท บังกะโล ไปในหลายประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟกและเอเชีย โรงแรม ชวงนี้จึงเปนชวงที่มีการโคนมะพราวเปน ตะวันออกเฉียงใตซึ่งรวมท้ังประเทศไทยและเกาะสมุย จาํ นวนมาก ดวยเชนกัน การเขาทําลายตนมะพราวของแมลงดํา ในป พ.ศ.2532 การทองเท่ียวเริ่มเกิดข้ึน มี หนาม จะแทะใบยอดออนของมะพราวที่ยังไมคล่ีและ โรงแรมท่ีไดมาตรฐานเปดใหบ ริการ ในดานการกอสราง เมื่อใบคล่ีออกมา ใบจะเปนสีนํ้าตาล มองไกลๆ จะเห็น ก็ขยายข้ึนเร่ือย ๆ ซึ่งสวนทางกับพ้ืนที่ปลูกมะพราวท่ี เปนสีขาวโพลนชาวสวนจะเรียกมะพราวที่โดนแมลงดํา เร่มิ ลดลง หนามเขา ทําลายวา “โรคหัวหงอก” ในป พ.ศ.2545 เร่ิมมีการระบาดของศัตรูพืช มะพรา ว เชน แมลงดาํ หนาม ดวง ภาพที่ 7 มะพราวท่เี ปน โรคหัวหงอกใบแหง ขาวติดตน กรมวิชาการเกษตรไดอธิบายไววาเกาะสมุย เผชิญแมลงศัตรูที่สําคัญ 4 ชนิดคือ ดวงแรดมะพราว ขอมูลที่ไดจากการลงพื้นที่และการประชุม ดวงงวงมะพราว แมลงดําหนามมะพราว และหนอน กลุมทําใหทราบจากชุมชนวา ศัตรูพืชเหลาน้ีนาจะเขา หวั ดํามะพรา ว (องั คณา สวุ รรณกฏู , ม.ป.ป). มาพรอมกับชางท่ีถูกนํามาใชในกิจกรรมการทองเท่ียว ดวงแรดมะพราวเปนแมลงปกแข็งขนาด ซึ่งเดิมชางไมไดเปนสัตวประจําเกาะ สันนิษฐานวามีไข คอนขางใหญ มีขนาดลําตัวยาวประมาณ 3 - 5 ของแมลงติดปนมากับมูลชางแลวมากระจายขยายพันธุ เซนติเมตร วงจรชีวิตประมาณ 4 – 9 เดือน อายุเฉลี่ย ในพ้ืนที่ นอกจากน้ีเช่ือวานาจะมากับตนไมประเภท ประมาณ 6 เดือน ดังน้ันในหนึ่งปดวงแรดจึงมีได 2 รุน โดยตัวเต็มวัยจะเปนวัยที่ทําลายมะพราว ดวยการบิน ไปกัดเจาะโคนทางมะพราว ทาํ ใหทางใบหักงา ย และกัด เจาะทําลายยอดออนทําใหทางใบเกิดใหมไมสมบูรณ มี รอยแหวงเปนร้ิวๆ คลายรูปสามเหลี่ยม ถาถูกทําลาย มากใบเกิดใหมจะแคระแกรน รอยแผลที่ดวงแรดกัด น่ี เ อ ง จ ะ เ ป น ช อ ง ท า ง ท่ี ใ ห ด ว ง ง ว ง ม ะ พ ร า ว เ ข า ม า วางไข หรือทําใหเกิดโรคยอดเนาได ซึ่งปจจุบันพบดวง การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

32 ปาลมท่ีนํามาปลูกในโรงแรมเปนตน ยิ่งมีการตัดตน ประชุมกลุม ไดใชกระบวนการกลุม ผานการพูดคุย มะพราว ขี้เล่ือยตาง ๆ ลวนเปนอาหารของศัตรูพืช เสนอแนะแลวจําแนกขอเสนอแนะออกเปน 3 กลุม เหลา นั้น ยิ่งทาํ ใหยากตอ การควบคุม ประกอบดวย ฉันทําเอง ฉันรวมกับเพื่อน ฉันรวมกับ เพอื่ นและหนวยงานทีเ่ กยี่ วของ พบวา ภาพท่ี 8 บรรยากาศการพูดคุยปญ หาวกิ ฤติมะพราว ขอสรุปเก่ียวกับสถานการณของมะพราวบน ส่ิงท่ีชุมชนสามารถทําไดดวยตัวเอง (ฉันทํา เอง) คอื การลงทนุ ปลูกเพม่ิ ปลูกทดแทนตนทีเ่ สยี ไป เกาะสมุยจากการประชุมกลุมพบวา การลดลงของ มะพราวมาจากปจจัยหลาย ๆ ดาน ท้ังดานราคา ส่ิงท่ีชุมชนสามารถทํารวมกันกับเครือขาย มะพราวมีราคาตกต่ําลงเร่ือย ๆ ดานการขยายตัวของ ชุมชน(ฉันรวมกับเพ่ือน) ประกอบดวย ดูแลตนที่มีอยู การทองเทยี่ วบนเกาะสมยุ การขยายตัวของส่ิงกอสราง แลวปลูกมะพราวพ้ืนถ่ิน (พราวนกคุม) เพราะมีขอดี การอพยพยายถ่ินฐานของคนบนเกาะ แรงงานใน ทนทานตอโรค แมลงศัตรูพืช, ตนเล็กเต้ีย ปลูกรวมกับ ครัวเรือนเปล่ียนบทบาทจากเจาของพื้นท่ีจากชาวสวน ไมผลอ่ืนๆ ได รวมกันสรางแปลงตนแบบเพ่ือสรางแรง มา เ ป น ผู จั ดก า ร ส ว น ที่ ใช ก า ร จ า ง แ ร ง ง า น ทุ ก บันดาลใจในการปลูกทดแทน ใหมีการจัดกิจกรรมที่ กระบวนการ และปญหาท่ียังคงเห็นไดชัดในปจ จุบันคือ เกยี่ วกับมะพราว เพือ่ ใหเ ด็กและเยาวชนตลอดจนคนใน ปญหาแมลงศตั รูพชื ชุมชนเกดิ ความรักและหวงแหนมะพราว ภาพที่ 10 กระบวนการกลุม เพื่อหาแนวทางการ อนรุ ักษ ภาพท่ี 9 ระบุพน้ื ท่ที ย่ี ังมีมะพรา วบนแผนทเ่ี กาะสมุย สิ่งที่ชุมชนทํารวมกับเครือขายและหนวยงาน ท่ีเกี่ยวของ (ฉันรวมกับเพ่ือนและหนวยงานเก่ียวของ) แนวทางการอนุรักษ รกั ษา ฟน ฟพู นั ธุมะพรา วสมุย ใหขอเสนอแนะวา ใหรวมกันรณรงคใหมีการปลูก จากการพูดคุยเกยี่ วกับแนวทางในการอนุรักษ ทดแทนให ขอความรวมมือจากเจาหนาที่ผูเกี่ยวของ ชว ยติดตามและอนรุ กั ษอ ยางตอเนอื่ งจากปลกู ผล รักษา ฟนฟู สายพันธุมะพราวและมะพราวสมยุ จากเวที นอกจากนี้จากการประชุมกลุมยอยยงั สะทอน ถึงความตองการตอยอดเรื่องมะพราวในพื้นท่ีเกาะสมุย โดยชุมชนอยากใหมีการรวบรวมหลักฐานหรือเร่ืองราว ในพ้ืนท่ีเก่ียวกับมะพราวใหมีพิพิธภัณฑวิถีชีวิตมะพราว ชาวสมุย สงเสริมจิตสํานึกสรางความตระหนักใน เยาวชนใหมีความรักในมะพราวบนเกาะ ปลูกฝงคนรุน ใหมใหเห็นคา นําเสนอคุณคามะพราวบนเกาะแก การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

33 นักทองเที่ยวใหตระหนักถึงคุณคาของมะพราวบนเกาะ ในดานการทองเที่ยว เสนอใหมีการเก็บคา ใหมกี ารรวมมือกนั อนรุ ักษพ ันธุมะพราวพ้ืนถ่ินดง้ั เดิมให มองตนมะพราว นั่นคือการสงเสริมสนับสนุนคาใชจาย คงอยูคูเกาะสมุย หาแนวทางการดูแลรักษาและการตอ ในการดูแลตนมะพราวที่ยังมีอยูผานภาษีนักทองเท่ียว ยอดเพิ่มมูลคาผลติ ผล เปน ตน ภาพท่ี 11 มะพราวพ้นื ถ่ินเกาะสมุย ภาพที่ 12 นักทอ งเทยี่ วเรยี นรรู สชาตนิ ้ํามะพรา วพ้ืนถ่ิน การรวมมือกันจัดตั้งศูนยกลางสินคามะพราว สรปุ ชุมชนท่ีมีนวัตกรรมผลิตสินคาจากมะพราวดวยตัวเอง ทรัพยากรมะพราวเกาะสมุยยังคงเปนพืชท่ีมี มีการนํานวัตกรรมมาใชใหเกิดประโยชนเพื่อเพิ่มมูลคา สินคามะพราวเกาะสมุยใหมีมาตรฐานเปนที่ยอมรบั ทํา การใชประโยชนอยา งตอ เนื่องสําหรับคนในพื้นทแ่ี ตดว ย ใหมะพราวมีมูลคาเพิ่มขึ้นเปนท่ีตองการอันจะสงผลตอ ระบบเศรษฐกิจที่เปล่ียนแปลงไป ราคาผลผลิต กลไก การรักษาพืน้ ที่มะพรา วในอนาคต ตลาด การเติบโตของการทองเที่ยวในพื้นที่ เทคโนโลยี ความกาวหนาทางการผลิต การกระจายของศัตรูพืช ชุมชนอยากใหมีการสงเสริมจากภาครัฐใน อยางรวดเร็วจนเกินควบคุม ระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลง การออกมาตรการการควบคุมการกอสรางเพ่ือรักษา ไป ทําใหความสําคัญของมะพราวเปนพืชประจําเกาะท่ี พื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุมชน รักษาพื้นที่ความเปนทองถิ่น เคยมีคุณคาสําหรับคนทองถ่ินเริ่มหายไป หากไมมีการ เกษตรกรรม และมกี ฎหมายคมุ ครองอยา งจริงจงั ฟนฟูคุณคาของมะพราวเกาะสมุยในภายหนามะพราว อาจจะหมดไปและถูกทดแทนดวยพืชประเภทอ่ืนและ ยังมีการเสนอใหลดการนําเขาผลิตภัณฑ สูญเสียความเปน เกาะมะพรา วไปในทีส่ ุด มะพราวจากภายนอกและสนับสนุนผลิตภัณฑมะพราว ในพ้ืนท่ี สงเสริมการปลูก และสงเสริมการแปรรูป โครงการอนุรักษพันธุมะพราวพ้ืนถิ่นและภูมิ ผลิตผลใหมมี ูลคา ปญญามะพราวเกาะสมุย วิทยาลัยนานาชาติการ ทอ งเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎรธานี มีแนวทาง ในการสงเสริมการสรางจิตสํานึกดานการอนุรักษ มะพราวเกาะสมุยโดยมีแนวทางในการนําเร่ืองราวท่ีได จากการศึกษาในครั้งนี้ ไปใชในกิจกรรมยอย 2 พัฒนา ชุดความรูและจัดกิจกรรมอนุรักษพันธุมะพราวพื้นถิ่น และภมู ิปญญามะพราวชาวเกาะสมุย การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

34 http://www.doa.go.th/pibai/pibai/n13/v_6- july/ceaksong.html ภาพที่ 13 ความรวมมือจากผูรูและปราชญชุมชนใน การรวบรวมเรือ่ งราวมะพราวพ้ืนถิ่นเกาะสมุย คาํ ขอบคุณ ในการดําเนินงานโครงการอนุรกั ษพ ันธุมะพราว พื้นถิ่นและภูมิปญญามะพราวเกาะสมุย ภายใต โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี ไดรับการ สนับสนุนและการประสานงานจากเกษตรอําเภอเกาะส มยุ เทศบาลนครเกาะสมุย โรงแรมแฟรเฮาสบีชรีสอรท ในการเอื้อเฟอสถานท่ีในการประชุมกลุม ตลอดจน ขอขอบคุณตัวแทนภาคชุมชนที่ใหความรวมมือ จึง ขอขอบคุณมา ณ ทีน่ ี้ เอกสารอางอิง กจิ กรรมโครงการ. [ม.ป.ป.]. ใน โครงการอนรุ ักษ พนั ธุกรรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี. สืบคน เมื่อ 3 เมษายน 2560. จาก http://www.rspg.or.th/activities/index.htm เทคโนโลยีชาวบา น. (2560).ความหลากหลายของ พนั ธุมะพรา ว. สืบคนเม่อื 28 มีนาคม 2562 สืบคน จาก https://www.technologychaoban.com/agric ultural-technology/article_24564 อังคณา สุวรรณกูฏ. (ม.ป.ป). มะพราว ณ สมยุ . สืบคนเมื่อ 28 มนี าคม 2562 สืบคนจาก การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

35 ชนิดหนอนผีเสอ้ื ศัตรพู ืชสมนุ ไพรตอการพฒั นาการเจรญิ เติบโต และการวางไขข องมวนพิฆาต, Eocanthecona furcellata Wolff SPECIES OF CATERPILLAR HERBAL PLANT PESTS ON DEVELOPMENT AND OVIPOSITION OF THE STINK BUG, Eocanthecona furcellata Wolff อโนทยั วงิ สระนอย Anothai Wingsanoi สาขาวิชาพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร อาํ เภอพังโคน จงั หวัด สกลนคร 47160 Division of Plant Science, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University Of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus, Phangkon, Sakon Nakhon 47160 บทคัดยอ การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคศึกษาการเจริญเติบโตและอัตราการวางไขของมวนพิฆาต Eocanthecona furcellata Wolff ที่เลี้ยงดวยหนอนผีเสื้อ 2 ชนิด คือ หนอนปลอก Nymphula depuctalis Guence และหนอนบุง Eupterote tetacea Walker ซ่ึงทําลายพืชสมุนไพร จากการวิจัยพบวา ชนิดของเหยอ่ื สง ผลตอการเจริญเติบโตของ มวนพิฆาต โดยหนอนบุงทําใหมวนพิฆาตมอี ายุส้ันและมีขนาดลําตัวโตกวาเลี้ยงดวยหนอนปลอกในทุกระยะของการ เจริญเติบโต การเล้ียงมวนพิฆาตดวยหนอนปลอกทําใหมีการวางไขมากครั้งกวาเล้ียงดวยหนอนบุงถึง 15 ครั้ง แต การเลี้ยงมวนพฆิ าตดวยหนอนบงุ ทาํ ใหม ีจาํ นวนไขท่ีวางสงู กวา เลย้ี งดวยหนอนปลอกถงึ 1-2 เทาตวั Abstract The objective of this research is to the growth, development, and oviposition of the stink bug, Eocanthecona furcellata Wolff. Two caterpillars, caseworm, Nymphula depuctalis Guence and hairy caterpillar, Eupterote tetacea Walker, which infested herbal plants were used to rear sting bugs. The results showed that prey type effect on the growth of stink bug. The age of stink bug reared by hairy caterpillar was shorter and the body size was bigger than reared by caseworm at all stage. The rearing of stink bug by caseworm has the lay egg times more than reared by hairy caterpillar, 15 times but the number of egg was high on the stink bug reared by hairy caterpillar more than 1-2 folds of oviposition. คําสาํ คญั : การห้ํา, มวนพฆิ าต, ศตั รธู รรมชาติ, การควบคุมโดยชวี วิธี Keywords: predation, stink bug, natural enemies, biological control ติดตอนักวิจัย: อโนทัย วิงสระนอ ย (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Anothai Wingsanoi (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

36 บทนํา ศึกษาชนิดหนอนผีเสื้อศัตรูพืชสมุนไพรตอการ การเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติเพ่ือใชในการดําเนินงาน พัฒนาการเจริญเติบโตและการวางไขของมวนพิฆาต การควบคมุ ศัตรพู ืชโดยชวี วิธีจะประสบความสําเร็จได E. furcellata เพ่ือนําขอ มลู ที่ไดไปประยกุ ตใ ชใ นการ นั้น จะตองเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติใหมีปริมาณมาก ควบคมุ แมลงศตั รพู ชื สมุนไพรโดยชีววิธีตอ ไป เพยี งพอสําหรับนําไปปลดปลอ ยในพืน้ ทเ่ี ปาหมาย แต ตองคํานึงถึงตนทุนในการผลิตท่ีจะสามารถประหยัด วิธีการศึกษา มากท่สี ุด ศัตรูธรรมชาติท่นี ํามาใชประโยชนมี 3 กลุม การเพาะเลี้ยงหนอนปลอกและหนอนบุง คือ แมลงหํ้ า ( Insect Predators) แมล งเ บีย น (Insect Parasitoids) เชื้อจุลินทรียสาเหตุโรคแมลง เก็บรวบรวมตัวหนอนและดักแดของผีเส้ือหนอน (Pathogen) และไสเดือนฝอย (Nematodes) ซึ่ง ปลอกที่พบระบาดในพืชสมุนไพร มาเลี้ยงใน เปนการนําปจจัยจากธรรมชาติมาควบคุมประชากร หองปฏิบัติการ โดยนํามาเล้ียงภายในกลองพลาสติก ศัตรูพืชใหมีปริมาณตํ่ากวาระดับความเสียหายทาง ขนาด 13x18x7 ซม. ซ่ึงฝากลองเจาะชองส่ีเหลี่ยมบุ เศรษฐกิจ (นุชรีย, 2546) ดังนั้นการเพาะเล้ียงศัตรู ดวยผาไนลอน ใหพืชสมุนไพรเปนอาหารและใหนํ้า ธรรมชาติจึงเปนเร่ืองสําคัญยิ่ง สําหรับการศึกษาคร้ัง โดยใชสําลีชุบนํ้าพอหมาดๆ วางบนถาดพลาสติก นี้เปนงานตอยอดจากการดําเนินโครงการ “การ ขนาดเล็กแลววางภายในกลองเลี้ยง เปลี่ยนอาหาร สํารวจและรวบรวมศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช และนํ้าสัปดาหละ 3 คร้ัง เลี้ยงจนกระทั่งเปนตัวเต็ม สมนุ ไพร” ซึ่งเปนงานท่ีสนองพระราชดาํ รใิ นโครงการ วัย เมื่อตัวเต็มวัยเพศผูและเพศเมียผสมพันธุ และตัว อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ เต็มวัยเพศเมียวางไข จึงรวบรวมกลุมไขที่ไดในแตวัน ระ ห ว า ง ป ง บ ป ร ะ ม า ณ พ . ศ . 2558-2559 ม า ใสกลอ งพลาสติก รอจนกระท่ังไขฟกเปนตวั หนอนจึง ดําเนินการวิจัยภายใตชื่อโครงการ “การเพาะเลี้ยง เล้ียงตามขั้นตอนที่กลาวมาขางตน เพื่อใหไดตัว ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชสมุนไพร” โดยป หนอนเพียงพอสําหรับนําไปใชในการทดลองตอไป 2559 การสํารวจศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติในพืช สาํ หรบั หนอนบงุ เล้ียงเชนเดียวกบั หนอนปลอก สมุนไพร ณ สวนผักพื้นบานและสมุนไพร คณะ 2. การเพาะเลี้ยงมวนพิฆาต ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช นํามวนพฆิ าตมาเลยี้ งภายในหอ งปฏบิ ัตกิ าร เนอ่ื งจาก มงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ต.แร อ.พังโคน เปนแมลงหํ้าที่มีประสิทธิภาพดีและมีการนํามาใชใน จังห วัด สก ลน คร พบแมลง ศัตรูพื ชในอั นดั บ การควบคุมหนอนผีเส้ือ อีกท้ังยังสามารถเพาะเลี้ยง Lepidoptera ซึ่งเปนพวกหนอนผีเส้ือ ระบาดกัดกิน ไดงาย โดยนํามวนพิฆาตมาเล้ียงภายในกลอง ใบพืชสมุนไพรรุนแรง มีผลทําใหพื้นท่ีสีเขียวในการ พลาสติกขนาด 13x18x7 ซม. ซึ่งฝากลองเจาะชอง สังเคราะหของพืชสมุนไพรลดลง สงผลกระทบตอ สี่เหล่ียมบุดวยผาไนลอน ใหหนอนนกเปนอาหาร การเจริญเติบโตของพืชสมุนไพร โดย พบวา หนอน และใหนํ้าโดยใชสําลีชุบนํ้าพอหมาดๆ วางบนถาด ปลอก Nymphula depuctalis Guence และหนอน พลาสติกขนาดเล็กแลววางภายในกลองเล้ียง ใสใบ บุง Eupterote tetacea Walker เปนหนอนผีเส้ือที่ พืชในกลองเลี้ยงเพื่อใหมวนพิฆาตไดมีท่ีหลบพัก มีความสําคัญมากกวาชนิดอ่ืน ดังนั้นจึงนําหนอน เปลี่ยนอาหารและน้ําสัปดาหละ 3 ครั้ง เลี้ยง ผีเสื้อท้ัง 2 ชนิดมาเพาะเลี้ยงและนํามวนพิฆาต จนกระทั่งเปนตัวเต็มวัย เม่ือตัวเต็มวัยเพศผูและเพศ Eocanthecona furcellata Wolff ซง่ึ จัดเปน แมลง เมียผสมพันธุ และตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข จึง ห้ํา ศัตรูธรรมชาติท่ีสําคัญของหนอนผีเสื้อ มาใช รวบรวมกลุมไขท่ีไดในแตวันใสกลองพลาสติกขนาด การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

37 7x10x5 ซม. ภายในมีกอนสําลีชุบน้ําหมาดๆ เพื่อให วัน ในหนอนบุงและหนอนปลอก ตามลําดับ แตเมื่อ มวนเจริญเติบโตเปนวัย 5 มวนพิฆาตที่เลี้ยงดวย ความชื้น รอจนกระท่ังไขฟกเปนตัวออนวัย 1 จึง หนอนปลอกจะมีระยะเวลาการเจริญเติบโตนานถึง 6.95 วนั ในขณะท่เี ล้ียงดวยหนอนบงุ มีระยะเวลาการ นําไปใชในการทดลองตอ ไป เจริญเติบโต 5.30 วัน ซ่ึงมีความแตกตางกันในทาง 3. การศึกษาชนดิ ของเหย่ือตอ การเจริญเติบโตของ สถิติ ระยะตัวเต็มวัยพบ ตัวเต็มวัยเพศผูมวนพิฆาตที่ มวนพฆิ าต เล้ียงดวยหนอนปลอกมีระยะเวลาการเจริญเติบโต การศึกษาชนิดของเหย่ือตอการเจริญเติบโตของมวน นานกวาเล้ียงดวยหนอนบุง มีความแตกตางกัน ในทางสถติ ิ โดยมอี ายุ 1.65 และ 1.45 วนั ตามลําดับ พิฆาต โดยมวนพิฆาตที่ใชในการศึกษา มวนพิฆาตวัย ในขณะท่ีตัวเต็มวัยเพศเมีย เมื่อเลี้ยงดวยดวยหนอน บุงจะมีระยะเวลาการเจริญเติบโตนานกวาเล้ียงดวย 3 และเหย่ือท่ีใชในการศึกษาครั้งน้ีมี 2 ชนิด คือ หนอนปลอก มีความแตกตางกันในทางสถิติ โดยมี อายุ 5.90 และ 5.50 วัน ตามลําดับ ซึ่งจากขอมูลจะ หนอนปลอกและหนอนบุง โดยนําเหย่ือแตละชนิดมา เห็นวา การเล้ียงมวนพิฆาตดวยหนอนบุงจะทําให เล้ียงมวนพิฆาต แลวบันทึกการเจริญเติบโตของมวน มวนพิฆาตมีอายุส้ันกวาการเล้ียงดวยหนอนปลอก พิฆาต ประกอบดวยระยะเวลาการเจริญเติบโตและ (ตารางที่ 1) นอกจากน้ียังพบวา ชนิดของเหยื่อมีผล ตอขนาดของมวนพิฆาต พบวา มวนพิฆาตที่เลี้ยงดว ย การวัดขนาดความยาวฟเมอรของขาคูหลัง ทดลอง หนอนบุงจะมีขนาดโตกวามวนพิฆาตที่เลี้ยงดวย หนอนปลอกในทุกระยะของการเจริญเติบโต การ ชนิดเหย่อื ละจํานวน 20 ซ้าํ วางแผนการทดลองแบบ เลี้ยงมวนพิฆาตดวยหนอนบุง จะทําใหมวนพิฆาตมี ความยาวฟเมอรของขาคูหลังมากกวาการเลี้ยงดวย สุมส มบูรณ (completely randomized design; หนอนปลอก เทากับ 0.86 3.30 3.40 3.68 และ 3.65 มม. ในมวนพิฆาตวัย 3 วัย 4 วัย 5 ตัวเต็มวัย CRD) เพศผู และตัวเต็มวัยเพศเมีย ตามลําดับ ในขณะท่ี 4. การศกึ ษาชนดิ ของเหยือ่ ตอ อัตราการวางไขข อง การเล้ียงดวยหนอนปลอกมวนพิฆาตมีความยาวฟ มวนพิฆาต เมอรของขาคูหลังในมวนพิฆาตวัย 3 วัย 4 วัย 5 ตัว การศึกษาชนิดของเหยื่อตออัตราการวางไขของมวน เต็มวัยเพศผูและตัวเต็มวัยเพศเมียเทากับ 0.86 0.81 2.40 2.90 3.00 และ 3.50 มม. ตามลําดับ นั้นแสดง พิฆาต โดยเล้ียงมวนพิฆาตดวยหนอน 2 ชนิด คือ วา หนอนบุงมีแนวโนมเปนเหย่ือที่เหมาะสมท่ีจะ นํามาเปนอาหารในการเล้ียงมวนพิฆาตมากกวา หนอนปลอกและหนอนบุง เพ่ือเปรียบเทียบอัตราการ หนอนปลอก เพราะมวนพิฆาตกินแลวเจริญเติบโตได ดี มขี นาดลําตัวใหญก วา กนิ หนอนปลอก (ตารางท่ี 2) วางไขของมวนพิฆาตเมื่อใหเหยื่อตางชนิดกัน การ ทดลองทําโดยนําเหยื่อแตละชนิดมาเลี้ยงมวนพิฆาต วัย 2 เลี้ยงจนกระม่ังมวนพฆิ าตเปน ตัวเต็มวยั จึงจบั คู ผสมพันธเพ่ือใหวางไข เมื่อวางไขจึงตรวจนับจํานวน ไขท ี่วาง ทดลองชนดิ เหยื่อละจาํ นวน 20 ซ้ํา ผลการศกึ ษา 1. การศกึ ษาชนิดของเหยื่อตอการเจริญเติบโตของ มวนพิฆาต ชนิดเหยื่อมีผลตอระยะเวลาการเจริญเติบโตและ สงผลตอการเจริญเติบโตของมวนพิฆาตเมื่อมวน พิฆาตเขาวัย 4 โดยมวนพิฆาตเล้ียงดวยหนอนบุงจะ ทําใหมีระยะเวลาการเจริญเติบโตนานกวาเล้ียงดวย หนอนปลอก ซึ่งมีความแตกตางกันทางสถิติ มี ระยะเวลาการเจริญเติบโตเทากับ 3.40 และ 3.05 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

38 ตารางท่ี 1 การเปรียบเทียบระยะเวลาการเจริญเติบโตของมวนพิฆาตทเี่ ล้ียงดวยเหยอ่ื 2 ชนดิ ระยะการ จาํ นวน (ตัว) คา เฉล่ยี (±SD) (วัน)1/2/ พิสัย (วนั )1/ เจรญิ เติบโต 1/ หนอนบงุ หนอนปลอก หนอนบุง หนอนปลอก ตัวออ น วัย 3 20 1.00±0.00a 1.00±0.00a 1.00-1.00 1.00-1.00 วยั 4 20 3.40±0.50a 3.05±0.22b 3.00-4.00 3.00-4.00 วยั 5 20 5.30±0.98b 6.95±0.89a 4.00-6.00 6.00-9.00 ตัวเต็มวยั เพศผู 20 1.45±2.98b 1.65±2.94a 0.00-8.00 0.00-7.00 เพศเมีย 20 5.90±3.06a 5.50±3.44b 0.00-8.00 0.00-9.01 1/คา เฉลี่ย (±SD) จาก 20 ซาํ้ 2/คา เฉลยี่ ในแนวนอนทม่ี ีตัวอกั ษรเดียวกนั ไมมคี วามแตกตา งในทางสถติ ทิ ี่ระดับความเช่ือม่ัน 95% (P<0.05) โดยวิธี DMRT ตารางที่ 2 การเปรียบเทยี บความยาวฟเ มอรของขาคูห ลังมวนพิฆาตที่เลีย้ งดว ยเหยือ่ 2 ชนดิ ความยาวฟเมอรของขาคูห ลงั (มม.)1/2/ ระยะการ จาํ นวน (ตัว) คา เฉลยี่ (±SD) พสิ ยั เจริญเตบิ โต 1/ หนอนบุง หนอนปลอก หนอนบุง หนอนปลอก ตัวออ น วัย 3 20 0.86+0.08a 0.81+0.06a 0.73-0.97 0.73-0.91 วัย4 20 3.30+0.30a 2.40+0.21b 2.50-3.50 2.00-2.50 วยั 5 20 3.40+0.21a 2.90+0.21b 3.00-3.50 2.50-3.00 ตัวเต็มวัย เพศผู 20 3.68+0.37a 3.00+0.00b 3.00-4.00 3.00-3.00 เพศเมีย 20 3.65+0.37a 3.50+0.00a 3.00-4.00 3.50-3.50 1/คา เฉล่ยี (+SD) จาก 20 ซ้ํา 2/คา เฉลย่ี ในแนวนอนที่มีตัวอักษรเดียวกันไมมคี วามแตกตางในทางสถิตทิ ่ีระดบั ความเชือ่ มัน่ 95% (P<0.05) โดยวิธี DMRT 2.การศึกษาชนิดของเหยื่อตอ อตั ราการวางไขข อง หนอนบุงมีการวางไขเพยี งแค 6 ครั้ง แตจ ํานวนไขท่ี มวนพิฆาต วางในแตล ะคร้ังพบสูงในมวนพิฆาตท่เี ล้ยี งดว ยหนอน ชนดิ เหย่อื มีผลตออตั ราการวางไขข องมวนพิฆาต บงุ มากกวา มวนพิฆาตทีเ่ ลีย้ งดวยหนอนปลอกถงึ 1-2 มวนพฆิ าตท่เี ลีย้ งดวยหนอนปลอกจะมีการวางไขม าก เทาตัว ในครง้ั ท่ี 1-5 ของการวางไข (ภาพท่ี 1) จาก คร้งั กวามวนพฆิ าตทเ่ี ลีย้ งดวยหนอนบุง โดยมกี าร ขอมูลจะเหน็ วา มวนพฆิ าตทีเ่ ล้ียงดว ยหนอนบุงจะ วางไขถึง 15 ครั้ง ในขณะท่ีมวนพฆิ าตทเ่ี ลย้ี งดวย วางไขไดม ากกวา เลีย้ งดวยหนอนปลอกอยา งชัดเจน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดประโยชน”

39 จํานวนไ ข ่ีทวาง ตอครั้ง (ฟอง) 50 หนอนบงุ 40 หนอนปลอก 30 20 10 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ครัง้ ทข่ี องวางไข ภาพท่ี 1 การเปรียบเทียบชนดิ ของเหยื่อตออัตราการวางไขข องมวนพิฆาต ดังน้นั หนอนบุงจึงเหมาะท่ีจะนาํ มาใชเ ปนอาหารสําหรับ มีขนาดลําตัวใหญกวาหนอนปลอก และภายในลาํ ตัวยัง เลีย้ งมวนพฆิ าตมากกวา หนอนปลอก มปี รมิ าณของเหลวท่ีเยอะกวา จึงทําใหมีปริมาณอาหาร อภิปรายผล ภายในลําตัวมากกวา และเม่ือมวนพิฆาตใชสวนปาก ชนิดเหยื่อมีผลตอระยะเวลาการเจริญเติบโต การ แทงเขาไปในลําตัวเพื่อดูดกินของเหลวภายใน จึงไดรับ เจริญเติบโต และอัตราการวางไขของมวนพิฆาต โดย ปริมาณอาหารตอตัวหนอนท่ีมากกวา ทําใหมวนพิฆาต มวนพิฆาตเล้ียงดวยหนอนบุงจะทําใหมีระยะเวลาการ ท่ีเล้ียงดวยหนอนบุงมีขนาดลําตัวและความยาวฟเมอร เจริญเติบโตนานกวาเลี้ยงดวยหนอนปลอก การเล้ียง ของขาคูหลังมากกวาเล้ียงดวยหนอนปลอก ในขณะที่ มวนพิฆาตดวยหนอนบุงจะทําใหมีขนาดลําตัวโตกวา การดูดกินหนอนปลอก ซึ่งลําตัวมีขนาดเล็กและ เลี้ยงดวยหนอนปลอกในทุกระยะของการเจริญเติบโต ของเหลวภายในลําตัวนอย มวนพิฆาตจึงไดรับปริมาณ และยังทําใหมวนพิฆาตมีความยาวฟเมอรของขาคูหลัง อาหารตอตัวหนอนที่ดูดกินนอยกวาหนอนบุง และ มากกวาการเลี้ยงดวยหนอนปลอก แตมวนพิฆาตท่ีเลี้ยง จะตองดูดกินหนอนปลอกจํานวนหลายตัวเมื่อเทียบกับ ดวยหนอนปลอกพบวา มีการวางไขมากครั้งกวามวน หนอนบุง จึงจะเพียงพอตอความตองการในแตละคร้ัง พิฆาตท่ีเลี้ยงดวยหนอนบุง แตจํานวนไขท่ีวางในแตละ โดยขนาดของเหย่ือเปนปจจัยท่ีมีบทบาทสําคัญในหวง คร้ังพบสูงในมวนพิฆาตที่เล้ียงดวยหนอนบุงมากกวา โซอาหารระหวางเหย่ือกับตัวหํ้า ตัวหํ้าใชขนาดลําตัว มวนพิฆาตที่เลี้ยงดวยหนอนปลอกถึง 1-2 เทาตัว ข อ ง เ ห ยื่ อ เ ป น ตั ว กํ า ห น ด ใ น ก า ร คั ด เ ลื อ ก เ ห ย่ื อ สาเหตุอาจเพราะปริมาณและคุณภาพของอาหารท่ีมวน (Downes, 2002) เชน หนอน Chaoborus กินเหยื่อที่ พิฆาตไดรับจากหนอนบุง มากกวาไดจากหนอนปลอก ที่ มีขนาดกลาง เชนเดียวกับตัวออนของ Stonefly ที่ เปนดังกลา วมาขางตน ทั้งน้ีอาจเปนเพราะวา หนอนบุง คัดเลือกเหยื่อโดยอาศัยขนาดของเหย่ือ (Klečka, 2010) ซ่ึงสัมพันธกับการสังเกตพฤติกรรมการเขา การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏิบตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดประโยชน”

40 ทําลายหนอนของมวนพิฆาตในระหวางการทดลอง การเล้ียงมวนพิฆาตดวยหนอนบุง ทําใหมวนพิฆาตมี พบวา เม่ือปลอยมวนพิฆาตเขาหนอนบุงและหนอน อายุสั้นและมีขนาดตัวโตกวามวนพิฆาตที่เล้ียงดวย ปลอก มวนพิฆาตจะเขาทําลายหนอนบงุ ทันที ในขณะที่ หนอนปลอกในทุกระยะของการเจริญเติบโต การเขาหนอนปลอกจะเดินรอบๆ ตัวหนอนปลอกแลว การเล้ียงมวนพิฆาตดวยหนอนบุง ทําใหมวนพิฆาตมี คอยเขาทําลาย และ Eubanks and Robert (2000) จํานวนไขท่ีวางในแตละครั้งสูงกวาดวยหนอนปลอกถึง กลาววา ในชวงชีวิตหน่ึงของตัวหํ้าสามารถเขาทําลาย 1-2 เทาตัว เหย่ือไดหลายชนิด แตคุณภาพของเหย่ือมีความสําคัญ เอกสารอางองิ นุชรีย ศริ ิ. 2546. การควบคุมแมลงศตั รูพชื โดยชวี วธิ ี. ท่ีสุดที่ตัวหํ้าใชในการเลือกเหยื่อ โดยแมลงตัวหํ้าหลาย ภาควชิ ากฏี วทิ ยา คณะเกษตรศาสตร ชนิดเลือกเหย่ือดวยคุณคาอาหาร โดยเลือกกินเหย่ือท่ี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน . 142 หนา. Downes, S. J., 2002. Size-dependent predation ทําใหการรอดชีวิตเพ่ิมขึ้น การผลิตลูกหลานเพ่ิม เชน by snakes: selective foraging or differ หลายงานวิจัยพบวา แมลงห้ํากินไขผีเสื้อหรือไขดวง vulnerability?. Behavioral Ecology, 13: 551- แลว มกี ารรอดชวี ติ สงู ขนึ้ ระยะเวลาการเจริญเติบโตเร็ว 560. ข้ึน และผลิตไขสูงกวาเม่ือกินเหย่ือชนิดอื่น ซึ่ง Eubanks, D. M. and D. F. Robert. 2000. Health สนับสนุนการศึกษานี้วา ทําไมมวนพิฆาตกินหนอนบุง food versus fast food: the effects of prey quality and mobility on prey selection by a แลว จงึ มกี ารเจริญเติบโตทด่ี ี และอัตราการวางไขสงู กวา generalist predator and indirect interactions among prey species. Ecological กินหนอนปลอก เพราะหนอนบงุ มีปริมาณคุณคาอาหาร Entomology. 25: 140-146. ทีด่ เี หมาะสาํ หรับมวนพฆิ าตกวา หนอนปลอก Klečka, J. 2010. Predation by aquatic insects: species traits and habitat structure mediate ซ่ึงจากการศึกษาครั้งน้ี พบวา หนอนทั้งสองชนิด predator-prey interactions. MSc. Thesis, in สามารถนํามาใชเลี้ยงมวนพิฆาตได เพราะมวนพิฆาต English-36pp., Faculty of Science, University สามารถเจริญเติบโตสมบูรณแขง็ แรงและผลิตลูกหลาน ได การเล้ียงมวนพิฆาตดวยหนอนบุง อีกทั้งการนํา of South Bohemia, České Budějovice, หนอนทั้งสองชนิดที่พบระบาดเขาทําลายพืชสมุนไพร มาใชเลี้ยงมวนพิฆาต ยังเปนการชวยลดปริมาณของ Czech Republic. หนอนดังกลาวไปในตัวดวย แตหากตองการเลี้ยงเพ่ิม ปริมาณมวนพิฆาตใหมีปริมาณมากและคุณภาพดีควร เลี้ยงดวยหนอนบุง เพราะทําใหมวนพิฆาตมีลําตัวโต ความยาวฟเมอรของขาคูหลังยาว และวางไขปริมาณ มาก หนอนบุงจึงเหมาะสมท่ีจะพิจารณานํามาใชเปน เหยื่อสาํ หรับเล้ียงมวนพิฆาตมากกวาหนอนปลอก สรุปผล การเพาะเลี้ยงมวนพิฆาต ควรใหอาหารเปนหนอนบุง มากกวา ทจ่ี ะเปนหนอนปลอกเพราะ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

41 พชื หายากในบริเวณภาคตะวนั ตกของประเทศไทย กรณศี ึกษาพน้ื ทีเ่ ข่อื นศรนี ครินทร จังหวดั กาญจนบุรี RARE PLANTS IN WESTERN REGION OF THAILAND: A CASE STUDY IN SRINAGARIND DAM AREA, CHANGWAT KANCHANABURI ศศวิ มิ ล โฉมเฉลา แสวงผล1, สาโรจน รุจิสรรคส กุล1, วงศส ถติ ย ฉั่วกลุ 2 และ ทยา เจนจติ ติกลุ 1* Sasivimon Chomchalow Swangpol1, Saroj Ruchisansakun1, Wongsatit Chuakul2 and Thaya Jenjittikul1* 1ภาควชิ าพฤกษศาสตร คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหิดล ราชเทวี กทม. 10400 2ภาควิชาเภสชั พฤกษศาสตร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลยั มหดิ ล ราชเทวี กทม. 10400 1Department of Plant Science, Faculty of Science, Mahidol University, Ratchathewi, Bangkok 10400, Thailand 2Department of Pharmaceutical Botany, Faculty of Pharmacy, Mahidol University, Ratchathewi, Bangkok 10400, Thailand บทคดั ยอ กาญจนบรุ ีเปนจงั หวดั ที่อยรู มิ เขตแดนดา นตะวนั ตกของประเทศไทย เปน พ้ืนทีเ่ งาฝน มอี ากาศรอนแลงในฤดรู อน และหนาวใน ฤดูหนาว จากการสํารวจพืน้ ท่ปี กปกพันธุกรรมพชื โครงการอนรุ ักษพนั ธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เขื่อนศรีนครินทร จังหวัดกาญจนบุรี ครั้งแรกในระหวางป พ.ศ. 2551-2552 และ ดาํ เนินการสาํ รวจซํ้าในระหวา งเดือนมกราคม ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2562 เพ่ือเกบ็ ขอมูลพืขทพ่ี บตามเสน ทางเดนิ ศกึ ษาธรรมชาติ 5 เสนทาง และประเมินสถานภาพโดยอางองิ จากรายช่อื พชื ในบัญชชี นิดพันธทุ ีถ่ กู คกุ คามของประเทศไทย พบพืชในสถานภาพ ถูกคุกคามระดับตาง ๆ จํานวน 19 ชนิด ในจํานวนน้ีมีสถานะเปนพืชถิ่นเดียว พบเฉพาะในประเทศไทยเทาน้ัน จํานวน 13 ชนดิ พชื ทีอ่ ยูใ นภาวะเสี่ยงตอ การสญู พนั ธุในระดบั สงู สุด คือระดับ EN ไดแ ก จอกหนิ ตะนาวศรี (Dorcoceras brunneum C. Puglisi) และมีพืชในสถานภาพถูกคุกคามท่ีไมพบซํ้าในการสํารวจในป พ.ศ. 2562 จํานวน 4 ชนิด ไดแก บุกแม็กซเวลล (Amorphophallus maxwellii Hett.) อ้ัวคางยาว (Habenaria hosseusii Schltr.) สตั ฤาษี (Iphigenia indica (L.) A.Grey ex Kunth) และ กะเพราหินปูน (Plectranthus albicalyx S. Suddee) ทั้งน้ีพ้ืนท่ีสํารวจเปนสังคมพืชภูเขาหินปูนซึ่งเปน ระบบนิเวศทีเ่ ปราะบาง อกี ทงั้ มีความเสีย่ งตอ ไฟไหมป า และชว งฝนแลง ยาวนาน จึงเปนเร่อื งนากังวลวา พชื หายากบางชนิดโดย เฉพาะทอี่ ยูในบัญชีฯ อาจสูญพันธุไปจากพ้ืนท่ี อยางไรก็ตาม เพ่ือยนื ยนั ขอสังเกตนี้ จําเปนตอ งมีการสํารวจเพ่ิมเตมิ อยางนอ ย ใหค รบรอบ 1 ป และในชว งฤดูฝนซึง่ เปน ระยะท่พี ชื ในบรเิ วณน้มี กี ารเจรญิ เตบิ โตเตม็ ทตี่ อไป Abstract Kanchanaburi, a changwat at the western border of Thailand, lies in a rain shadow; the area is hot and dry in summer and cool in winter. From the survey of Plant Genetic Protected Area, Plant Genetic Conservation Project at Srinagarind Dam, Changwat Kanchanaburi in 2008-2009 and repeated during January to August 2019 in order to collect data of plants along five nature trails and assess their threatening status appeared in Thailand official list, it was found that 19 species were recorded as threatened at different levels. Among these, 13 species are endemic (found only in Thailand) and the most endangered species, EN, is Dorcoceras brunneum C. Puglisi. In this recent investigation, four species collected previously were not found, namely Amorphophallus maxwellii Hett., Habenaria hosseusii Schltr., Iphegenia indica (L.) A.Grey ex Kunth and Plectranthus albicalyx S. Suddee. Since the surveyed area is a fragile limestone habitat and also often exposes to forest fires and lengthy drought periods, it is under concerned that some rare plants, especially การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

42 those in the list may have gone extinct from the vicinity. However, to confirm this remark, it is necessary to complete at least one year round of study which cover rainy season, the growing period of plants in this area. คําสาํ คญั : ชนดิ พนั ธมุ ีแนวโนม ใกลส ญู พนั ธุ, ไซเตส, บญั ชีชนดิ พนั ธทุ ถ่ี ูกคกุ คามขององคก ารระหวา งประเทศเพอ่ื การอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาต,ิ ประเทศไทย, พืชหายาก, พืชถน่ิ เดยี ว, พืชถกู คุกคาม, พ้ืนที่ปกปก พนั ธกุ รรมพชื เขอ่ื นศรนี ครินทร, อนุสัญญาวา ดว ยการคาระหวา งประเทศซึ่งชนิด สตั วปา และพชื ปา ท่ีใกลจ ะสญู พันธุ Keywords: CITES, Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora, endemic plants, the IUCN Red List of Threatened Species, rare plants, threatened plants, Srinagarind Dam Plant Genetic Protected Area, Thailand, vulnerable species *ตดิ ตอ นกั วิจัย: ทยา เจนจิตตกิ ลุ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Thaya Jenjittikul (E-mail: [email protected]) บทนํา ระหวางประเทศเพ่ือการสงวนทรัพยากรธรรมชาติ หรือ International Union for Conservation of Nature กาญจนบุรีเปนจังหวัดที่อยูริมเขตแดนดาน and Natural Resources) เปนหนวยงานเจาภาพหลัก ตะวันตกของประเทศไทย ติดตอกับประเทศเมียนมาร IUCN เปนองคการระหวางประเทศที่ทํางานดานการ เปนพื้นท่ีเงาฝน มีอากาศรอ นแลงในฤดูรอน และหนาวใน อนุรักษธรรมชาติ เพื่อการใชทรัพยากรธรรมชาติอยาง ฤดูหนาว ปริมาณน้ําฝนเฉล่ียตอป 1,300 มิลลิเมตร มีปา ย่ังยืน โดยมีสวนรวมในการรวบรวมและวิเคราะหขอมูล 3 ประเภท ไดแ ก ปาเบญจพรรณ ปาเตง็ รัง และปา ดบิ แลง วิจัย ทําโครงการภาคสนาม ใหการสนับสนุน และจัดการ สําหรับเข่ือนศรีนครินทร เปนเข่ือนหินทิ้งแบบมีแกนดิน ศึกษา ภายใตภารกิจ \"โนมนาว สงเสริม และชวยเหลือ เหนียว สรางข้ึนขวางแมนํ้าแควใหญ บริเวณบานเจาเณร สังคมทั่วโลกเพ่ือใหอนุรักษธรรมชาติ และสรางความ ตําบลทากระดาน อําเภอศรีสวัสด์ิ จังหวัดกาญจนบุรี เชอ่ื ม่ันวา การใชทรัพยากรธรรมชาติดวยประการใด ๆ จะ (ประเสริฐ อินทับ ม.ม.ป.; การทองเที่ยวและกีฬา, เปนไปอยางเสมอภาคและมคี วามยั่งยืนทางนิเวศ\" (IUCN กระทรวง 2562; ณัชชารีย วิทิตกีรติ และจารุวรรณ สิงห 2012) สูง ม.ม.ป.) ในอดีต จังหวัดกาญจนบุรีเคยมีปาไมปกคลุม มากกวา 70% แตพื้นท่ีปามีแนวโนมลดลง ขอมูลราย เกณฑการพิจารณาสถานภาพชนิดพันธุถูก จังหวัดป พ.ศ. 2543 รายงานพื้นท่ีปาดิบมากกวา 2,000 คุกคามที่ใชเปนมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกตีพิมพข้ึนเปน ตารางกิโลเมตร และปาเบญจพรรณ ราว 7,770 ตาราง คร้ังแรกในป ค.ศ. 1964 หลังจากน้ันมีการปรับปรุงและ กโิ ลเมตร (ศศนิ เฉลมิ ลาภ และวรรโณบล ควรอาจ 2543) ตีพมิ พใ นนาม IUCN เปนคร้งั แรกในป ค.ศ. 1994 เรยี กวา ในป พ.ศ. 2554 พ้ืนที่ปาลดลงเหลือ 61.14% (11,872 IUCN Red List Categories version 2. 3 ( IUCN 1994) ตารางกิโลเมตร) มีการลกั ลอบปลกู ยางพารา ปาลมน้ํามัน และปรบั ปรงุ ใหมใ นป ค.ศ. 2001 เรียกวา IUCN Red List พืชไร และตัดไมอยางตอเนื่อง (มโนชญ บุณยานันต Categories and Criteria: Version 3.1 ฉบับตีพิมพคร้ัง 2554) ที่ 1 (IUCN 2001) และตีพิมพครั้งที่ 2 ในป ค.ศ. 2012 (IUCN 2012) ฉบับลาสุดตีพิมพในป ค.ศ. 2019 เรียกวา ประเทศไทยเปน 1 ใน 193 ประเทศที่เขารวม Guidelines for Using the IUCN Red List Categories เปน ภาคีอนุสญั ญาวาดว ยความหลากหลายทางชีวภาพ ซ่ึง and Criteria Version 14 (IUCN 2019) จําแนกสิง่ มีชีวิต มี ส ห ภ า พ ส า ก ล ว า ด ว ย ก า ร อ นุ รั ก ษ ( The World ออกเปน 9 กลุม โดยใชเกณฑ เชน อัตราการลดลงของ Conservation Union) หรอื IUCN (เดมิ ใชช ื่อวา องคก าร จํานวนประชากร ขนาดประชากร ขนาดพ้ืนท่ีกระจาย การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

43 พนั ธุทางภูมศิ าสตร และการมีประชากรในพื้นที่ท่ีแยกโดด ท้ังนี้พืชถิ่นเดียว (endemic plants) คือ พืชชนิดที่ เดี่ยวจากกัน เปนตน กลุมประชากรท่ีจําแนกตามเกณฑ พบข้ึนตามธรรมชาติในบริเวณเขตภูมิศาสตรเขตใดเขต ตงั้ แต ค.ศ. 1994 เปน ตนมา ไดแ ก หนึ่งของโลก และมีเขตกระจายพันธุทางภูมิศาสตร คอนขางจํากัด โดยมักพบบนพ้ืนที่ที่มีขอจํากัดทางระบบ • สญู พนั ธุ (Extinct: EX) นิเวศ เชน บนเกาะ ยอดเขา หนาผาภูเขาหินปูน แองพรุ เปนตน ถ่ินท่ีอยูดังกลาวมีสภาพอากาศเฉพาะท่ี • สูญพันธุในธรรมชาติ (Extinct in the wild: (microclimate) ท่ีแตกตางจากบริเวณอื่น พืชถ่ินเดียว EW) ของไทยหลายชนิด พบขึ้นเฉพาะบนภูเขาหนิ ปูน เชน กว ม เชยี งดาว และกันภัยมหิดล เปน ตน • ใกลสูญพันธุอยางยิ่ง (Critically Endangered: CR) สําหรับ พืชหายาก (rare plants) คือ พืชชนิดท่ีมี ประชากรนอย ซ่ึงยังไมอยูในสถานภาพใกลสูญพันธุ • ใกลส ญู พันธุ (Endangered: EN) (endangered) แตมีความเส่ียงที่จะเปนพืชที่ใกลจะสูญ พันธุได สวนใหญมีจํานวนนอยเมื่อเทียบกับพืชชนิดอ่ืนๆ • มีแนวโนม ใกลสูญพันธุ (Vulnerable: VU) ซ่ึงพืชชนิดหน่ึงอาจเปนพืชหายากในทองถิ่นหนึ่ง แตอีก ทองถิ่นหนึ่งกลับมีการกระจายพันธุอยางกวางขวางก็ • ใกลถ ูกคกุ คาม (Near Threatened: NT) เปนได (ธวัชชัย สนั ตสิ ุข, 2548) • เปนกังวลนอ ยทส่ี ดุ (Least Concern: LC) นอกจากนั้น ประเทศไทยยังไดใหสัตยาบันเมื่อวันท่ี 21 มกราคม 2526 นับเปนสมาชิกลําดับท่ี 78 ใน • ขอ มลู ไมเ พยี งพอ (Data Deficient: DD) อนุสัญญาวาดวยการคาระหวางประเทศซึ่งชนิดสัตวปา แ ล ะ พื ช ป า ท่ี ใ ก ล จ ะ สู ญ พั น ธุ ห รื อ ไ ซ เ ต ส ( The • ยงั ไมม กี ารประเมิน (Not evaluated: NE) Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora หรือ CITES) ซึ่งได โดย IUCN ใหสถานะ “ถูกคุกคาม” กับชนิดพันธุท่ี ถูกยกรางขึ้นในการประชุม IUCN เพื่อควบคุมการ อยใู นสถานภาพ CR, EN และ VU “สงออก (export) สงกลับออกไป (re-export) นําเขา (import) และ นาํ เขา จากทะเล (introduction from the ทั้งนี้ในการรายงานกอนป ค.ศ. 1994 มีการจัด sea)” ซ่ึงสัตวปา พืชปา และผลิตภัณฑท่ีระบุไวในบัญชี สถานภาพพืชท่ีถูกคุกคามตาม Walter and Gillett หมายเลข 1, 2, 3 (Appendix I, II, III) ของอนุสัญญาฯ ท่ี (1998) แตกตางจากรายงานภายหลัง ค.ศ. 1994 โดยใช อยูในสภาวะเส่ียงใกลสูญพันธุ หรืออาจไดรับผลกระทบ สญั ลักษณดงั นี้ ตอ การอยูรอดของชนิดพันธุ หรือตอ งมีการปองกันการใช ประโยชนท่ีไมย่ังยืน หรือการใชประโยชนในทางที่ผิด • พชื ถิน่ เดียว (Endemic: +) กฎหมาย (แสงจันทร มานอย. 2556) โดยระบุไวในบัญชี พืชอนุรักษตามพระราชบัญญัติพันธุพืช เชน ฉบับป พ.ศ. • พืชกึ่งถิน่ เดยี ว (Semi Endemic: *) 2518 และฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 (ยอดหญิง สอน สุภาพ และสมุ าลี ทองดอนแอ 2560) • พชื ที่ไมใ ชพชื ถ่ินเดียว (Non Endemic: -) • พืชหายาก (Rare (Global) = R) สําหรับในประเทศไทย นอกจากการรายงาน สถานภาพชนดิ พันธพุ ชื ท่ีถูกคุกคามพรอ มกบั การตีพมิ พก าร ค น พ บ เ ช น Traiperm and Staples ( 2014) แ ล ะ Swangpol และคณะ (2015) แลว ยังไดมีการจัดทํา ท ะ เ บี ย น ร า ย ก า ร พื ช ที่ ถู ก คุ ก ค า ม ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย (Thailand Red Data) เชน รายงานของ Santisook และ คณะ (2006) ราชันย ภูมา (2551) และ Chamchumroon และคณะ (2017) ซึ่งมีการเพ่ิมสถานะพืชในประเทศไทย อีก 1 ระดบั ไดแก • พืชหายากในประเทศไทย (Rare (Thailand) = RT) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

44 500 m 500 m 1 2 3 4 5 ภาพท่ี 1 แผนที่เสนทางศึกษาธรรมชาติ เสนที่ 1 ถึง 5 ในพื้นที่ปกปกพันธุกรรมพืช โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข่ือนศรีนครินทร บานเจาเณร ต. ทากระดาน อ. ศรสี วัสด์ิ (แรเงาทบึ สีดํา) จ. กาญจนบุรี (สขี าวในกรอบแรเงาทบึ สเี ทา) ดูรายละเอยี ดเสนทาง 1 ถึง 5 ในวิธกี ารศกึ ษา ในก าร สํา รวจ พ้ืน ที่ป กป กพัน ธุก รร มพื ช ธรรมชาติ บันทึกสรรพคุณและ/หรือประโยชน (หากมี) โครงการอนุรักษพ นั ธกุ รรมพืชอนั เนื่องมาจากพระราชดาํ ริ จากความรขู องชาวบา น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี เข่ือน ศรีนครินทร จังหวัดกาญจนบุรี ในป พ.ศ. 2562 นี้ ได ในการสํารวจ ไดเก็บตัวอยางดอกและ/หรือผล ดําเนินการเพ่ือสนองพระราชดําริ ในโอกาสครบรอบ 10 จํานวนอยางนอย 2 ช้ินเพื่อเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑพืช ปน บั จากการสาํ รวจครงั้ แรกในป พ.ศ. 2552 โดยคาดหวัง อทุ ยานสิรรี ุกขชาติ มหาวิทยาลยั มหดิ ล วิทยาเขตศาลายา วาจะจัดทําทะเบียนชนิดพันธุพืชหายากในพื้นท่ี ตาม ตําบลศาลายา อําเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และ เกณฑของ IUCN และในบัญชี CITES เพื่อนําเสนอ หอพฤกษศาสตร สวนหลวง ร.9 แขวงหนองบอน เขต ประกอบการตัดสนิ ใจในระดบั นโยบายเพื่อการอนุรักษท้ัง ประเวศ กรุงเทพมหานคร ชนิดพนั ธุและพ้ืนท่ีอาศัยแหง น้ตี อ ไป สําหรับเสน ทางศึกษาธรรมชาติที่เขาสาํ รวจเปน วิธกี ารศกึ ษา พ้ืนที่ทายเขื่อนศรีนครินทร 5 เสนทางมีระยะทางดังนี้ คณะสํารวจจากภาควิชาพฤกษศาสตร คณะ เสนทางที่ 1 ระยะทาง 1,800 เมตร เสนทางท่ี 2 ระยะทาง 1,600 เมตร เสนทางที่ 3 ระยะทาง 1,050 เมตร เสน ทาง วิทยาศาสตร และภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร คณะเภสัช ที่ 4 ระยะทาง 2,000 เมตร เสน ทางท่ี 5 ระยะทาง 1,000 ศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดลรวมกับเจาหนาท่ีการไฟฟา เมตร (สมั ภาษณ นายภาคภูมิ สดายุรัตน, สิงหาคม 2562; ฝายผลิต และชาวบา นในพื้นที่ เร่ิมการสํารวจพื้นท่ีปกปกฯ ภาพที่ 1) นํ้าในทะเลสาบเหนือเขื่อนศรีนครินทรมีระดับ บริเวณบานเจาเณร ตําบลทากระดาน อําเภอศรีสวัสดิ์ ความสูงสุดประมาณ 180 เมตรจากระดับนํ้าทะเลปาน จังหวัดกาญจนบุรี (ภาพท่ี 1) คร้ังแรกในป พ.ศ. 2552 กลาง (อุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช, กรม ม. และในป พ.ศ. 2562 ดําเนินการสํารวจแลว 4 คร้ัง ม.ป.) พื้นที่สูงท่ีสุดในบริเวณน้สี ูงประมาณ 250 เมตรจาก ระหวางเดือนมกราคม ถึงเดือนสิงหาคม ไดบันทึกภาพ ระดับนํา้ ทะเล (ขอมลู จากแผนท่ใี นภาพท่ี 1) ดอกและ/หรอื ผลของพนั ธไุ ม ตามเสนทางเดินศึกษา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

45 ในการระบุสถานภาพพืชที่พบจากการสํารวจใน และมะกัก (Spondias bipinnata Airy Shaw & Forman) ป พ.ศ. 2552 ใชขอมูลจากการรวบรวมของ Santisuk เปนพืชถิ่นเดียวท่ีอยูในสถานะท่ีมีแนวโนมใกลสูญพันธุ และคณะ (2006) และราชันย ภูม า (2551) สว นในป พ.ศ. (vulnerable-VU) 2 ชนิด ไดแก โหมหัด (Duplipetala 2562 ใชขอมูลของ Chamchumroon และคณะ (2017) hexagona (Kerr) Thiv) และผักกาดหิน (Paraboea และขอมูลชนิดพันธุพืชอนุรักษตามอนุสัญญา CITES brunnescens B. L. Burtt) สําหรับพืชในพื้นที่ปกปก ฯ ท่ี รวบรวมโดย ยอดหญงิ สอนสุภาพ และสุมาลี ทองดอนแอ มีความเสี่ยงถูกคุกคามในระดับสูงสุด คือ ระดับ +EN B1 (2560) ประกอบกบั ขอ มูลพืชท่ตี พี ิมพโดยนักวิจัยซึ่งศึกษา a b(iii) ตามเกณฑของ IUCN ไดแก จอกหินตะนาวศรี พืชชนิดนั้นๆ (ตารางที่ 1) ( Dorcoceras brunneum C. Puglisi) ซ่ึ ง Pulglisi & Middleton (2017) รายงานวาพืชชนิดน้ีมีขอบเขตท่ีพบ ผล และวจิ ารณผ ลการศึกษา การกระจายพันธุ (extent of occurrence - EOO) นอย กวา 130 ตารางกิโลเมตร พิกัดท่ีพบหลายแหงไมอยูใน ในการสาํ รวจพนื้ ทปี่ กปกพันธกุ รรมพชื โครงการ พืน้ ทคี่ มุ ครอง และถกู คกุ คามโดยกิจกรรมของมนุษย อนุรักษพนั ธกุ รรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี เข่อื นศรี พืช 2 ชนิดท่ีพบในพ้ืนที่ปกปกฯ ในการสํารวจ นครินทร จังหวัดกาญจนบรุ ี ในป พ.ศ. 2552 พบพชื ท่ี เม่ือป พ.ศ. 2552 ซึ่งเพ่ิงไดรับการตั้งช่ือในป พ.ศ. 2556 ไดร ับการประเมินสถานะการถกู คกุ คาม จํานวน 19 ชนิด แ ล ะ พ. ศ . 2557 ต า ม ลํ า ดั บ ไ ด แ ก Kaempferia (ตารางที่ 1 และภาพที่ 2) ในจาํ นวนน้ีเปน พืชเมลด็ เปลอื ย udonensis Picheans. & Phokham พืชในสกุลเปราะ 1 ชนิด ไดแก มะพรา วเตา (Cycas siamensis Miq.) วงศขิง (Phokhama และคณะ 2013) และ Argyreia นอกนนั้ เปนพืชดอก คือพืชใบเลยี้ งเด่ยี ว 4 ชนดิ ไดแก บุก suddeeana Traiperm & Staples พืชในสกุลเครือพู แมก็ ซเวลล (Amorphophallus maxwellii Hett.) อั้วคาง วงศผักบุง (Traiperm & Staples, 2014) โดยในป พ.ศ. ยาว (Habenaria hosseu-sii Schltr.) สตั ฤาษี 2556 Phokhama และคณะ (2013) รายงานวาพบเปราะ (Iphegenia indica (L.) A.Grey ex Kunth) และเปราะหู หชู างชนดิ น้ใี นจังหวดั อุดรธานเี ทา น้ัน แตคณะสํารวจพบท่ี ชา ง (Kaempferia udonensis Picheans. & Phokham) จังหวัดกาญจนบุรีในพ้ืนท่ีศึกษาดวย จึงอาจกลาวไดวา และพชื ใบเล้ยี งคูแ ท 14 ชนิด โดยเปน พชื ในวงศ เปราะชนิดนี้เปนพืชถ่ินเดียวของประเทศไทย ยังไมพบใน Fabaceae, Gesneriaceae และ Oleaceae วงศล ะ 2 ในประเทศอ่ืน และในกรณีใกลเคียงกัน ในป พ.ศ. 2557 ชนดิ นอกจากน้ันอยใู นวงศ Anacardiaceae, Traiperm & Staples (2014) ตีพิมพการคนพบพืชชนิด Apocynaceae, Aristolochiaceae, Convolvulaceae, ใหมทีจ่ ังหวดั ราชบุรี และต้งั ชื่อวา เครือพูสุดดี ซึ่งพืชชนิด Gentianaceae, Lamiaceae และ Salicaceae วงศล ะ 1 ใหมนี้เปนชนิดเดียวกับท่ีคณะสํารวจพบในพื้นที่ปกปกฯ ชนดิ โดยไมมีรายงานการพบในประเทศอื่น ขณะนี้จึงมีสถานะ เปนพชื ถ่ินเดยี วของประเทศไทยเชนเดยี วกัน ในจํานวนพืชท่ีไดรับการประเมินสถานะการถูก คุกคามทั้ง 19 ชนิดนั้น เปนพืชถ่ินเดียว 13 ชนิด โดยไดรับ พชื 2 ชนิดในพื้นที่ปกปกฯ (ตารางท่ี 1) ปรากฏ การประเมินตามเกณฑในป พ.ศ. 2537 (IUCN 1994; ใน Chamchumroon และคณะ (2017) วาไดรับการ Chamchumroon และคณะ 2017) เปนพชื ถิ่นเดยี วและหา ประเมินตามเกณฑ IUCN (2001) ป พ.ศ. 2544 ไดแก ยาก จํานวน 6 ชนิด ไดแก บุกแม็กซเวลล ขางปอยเอราวัณ อรพิม (Lysiphyllum winitii (Craib) de Wit) อยูใน (Acalypha pleiogyne Airy Shaw) กาหลงเขา (Bauhinia สถานะพืชท่ีเปนกังวลนอยท่ีสุด (least concern-LC) viridescens Desv. var. hirsuta K. Larsen & S. S. Larsen) และ มะลิวัลยเถา (Jasminum siamense Craib) อยู เครือเขาขมนอย (Heterostemma siamicum Craib) ในกลุมพืชท่ีใกลถูกคุกคาม (near threatened-NT) แต กะเพราหินปูน (Plectranthus albicalyx S. Suddee) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

46 พืชท้ังสองชนิดเปนพืชถ่ินเดียวของประเทศไทยจึงควร ชนิดท่ีคณะสํารวจพบในป พ.ศ. 2552 แตยังไมพบในป ไดรับการอนุรกั ษเชน เดียวกับพืชชนดิ อ่ืนในรายงานนี้ พ.ศ. 2562 ซ่ึงอีก 3 ชนิดท่ียังไมพบเชนกัน ไดแก บุก แม็กซเวลล อั้วคางยาว และกะเพราหินปูน ท้ังนี้คณะ van Do และคณะ รายงานในป พ.ศ. 2557 สาํ รวจจะไดติดตามหาพืชเหลาน้ีในพ้ืนท่ปี กปกฯ เพ่มิ เติม (2014) วา Aristolochia kerrii Craib เปนช่ือพองของ อยางนอยใหครบรอบ 1 ป โดยเฉพาะในชวงฤดูฝนซึ่งเปน กระเชาปากเปด A. cambodiana Pierre ex Lecomte ระยะทพี่ ืชในบริเวณน้มี กี ารเจรญิ เติบโตเตม็ ท่ี ซึ่งพบไดในกัมพูชา ประเทศไทย และเวียดนาม อยางไรก็ ตาม Chamchumroon และคณะ ยังคงรายงานในป พ.ศ. เนื่องจากพื้นที่ปกปกฯ เปนปาเบญจพรรณ ปา 2560 (2017) วา A. kerrii Craib เปนพืชถ่ินเดียวหายาก เต็งรงั และปาดิบแลง มีชวงฝนแลงยาวนาน ท้ังยังมคี วาม (+R) ดังนั้นตามขอมูลในปจจุบันกระเชาปากเปดจึงเปน เสี่ยงตอการเผาปา ซ่ึงทําใหเกิดไฟไหมปาที่รุนแรงและ พชื หายากของประเทศไทย แตไ มใ ชพ ืชถน่ิ เดยี ว (-RT) ยาวนาน เนื่องจากมีใบไมแหงสะสมจํานวนมาก เปน เช้ือเพลิงอยา งดี (โพสตทูเดย 2557, อทุ ยานแหงชาติ สตั ว ในกรณีคลายกัน Chamchamroon และคณะ ปา และพันธุพืช, กรม 2560 และวิทยุโทรทัศนไทยทีวีสี (2017) รายงานวา เปอยหิน (Homalium glabrifolium ชอง 3, สถานี 2562) ท่ีสําคญั กวานั้น กรมทรัพยากรธรณี E. T. Geddes) เปนพืชถิ่นเดียวและอยูในสถานะท่ีมี (ทรัพยากรธรณีเขต 3 (ปทุมธานี), สํานักงาน 2557) แนวโนมใกลสูญพันธุ แต Harwood (2015) รายงานวา รายงานวาพบหินปูนยุคออรโดวิเชียน มีลักษณะเปนดาน H. glabrifolium เปนชื่อพองของ H. grandiflorum หินปนู (lapie limestone) ในพ้ืนท่ี ต. ทากระดาน อ. ศรี Benth. ซึ่งมีถ่ินกระจายพันธุในอินโดจีน เมียนมาร สวัสด์ิ จ. กาญจนบุรี ซ่ึงธวัชชัย สันติสุข (2548) รายงาน ตอนลา ง คาบสมุทรมาเลเซีย และอินโดนเี ซีย เปอ ยหินจึง ว า ป า หิ น ปู น เ ป น ห นึ่ ง ใ น ถิ่ น ท่ี อ ยู  ท่ี มี ร ะ บ บ นิ เ ว ศ อั น ไมจัดเปน พืชถ่ินเดียว แตยังคงสถานะท่ีมีแนวโนมใกลสูญ เปราะบาง (fragile habitat) เม่ือพื้นท่ีถูกรบกวน สังคม พนั ธุ (-VU) อยา งนอ ยในพืน้ ที่ประเทศไทย พืชภูเขาหินปูน (limestone vegetation) เปลี่ยนสภาพ ไดง า ยจนเกดิ การเปล่ยี นแปลงของจาํ นวนประชากรพรรณ มะพราวเตา และอั้วคางยาว อยูในสถานะท่ีมี พืช จึงเปนท่ีนากังวลวาพืชหายาก และพืชอ่ืนๆ หลาย แนวโนมใกลสูญพันธุ ตามเกณฑของ IUCN และ ชนิด อาจสูญพันธุไปจากพ้ืนท่ีปกปกฯ หรือชะงักการ ขณะเดียวกันก็ถูกจัดอยูในบัญชี 2 (Appendix II) ของ เจรญิ เติบโต และอาจมีผลกระทบตอ การกระจายพนั ธุ CITES (เชนเดียวกับกลว ยไมทกุ ชนิดในประเทศไทย; ยอด หญิง สอนสุภาพ และสุมาลี ทองดอนแอ 2560) ซ่ึง สรปุ ผลการศกึ ษา สามารถดําเนินการคาไดโดยมีระบบการควบคุม เพ่ือ ปอ งกันไมใหม ีการใชประโยชนทมี่ ากเกินไป จนสงกระทบ พ้ืนที่ปกปกพันธุกรรมพืช โครงการอนุรักษ ตอการอยูรอดของชนิดพันธุ โดยตองไดรับใบอนุญาต พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ สงออกเพ่ือเปนการรับรองวาการสงออกนั้นไมกระทบตอ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เขื่อนศรีนครินทร การดํารงอยูของชนิดพันธุตามธรรมชาติ (แสงจันทร มา จังหวัดกาญจนบุรี เปนพื้นท่ีปาหินปูนที่มีระบบนิเวศ นอ ย 2556) เปราะบาง อีกทัง้ ในแตละปยังผา นชวงแลงยาวนานและมี การเผาปา ชนิดพันธุพืชในพื้นที่จงึ มีความเส่ียงตอการสูญ ในจํานวนพืชในพนื้ ท่ีปกปกฯ ท่ีไดรับการประเมิน พันธุหากไมไดรับการอนุรักษอยางเรงดวน ทั้งน้ี คณะ สถานะ 19 ชนิด มี 1 ชนดิ คือ สตั ฤาษี ที่เดมิ มีสถานะ “หา สาํ รวจพบวามีพืชหายากใกลสูญพันธุ โดยเปนพืชถ่ินเดียว ยากในประเทศไทย (–RT)” (ราชันย ภูมา 2551; Pooma ของประเทศไทย ไมพบในประเทศอ่ืนถึง 12 ชนิด และ et al 2005; Santisuk et al 2006) แตในป จจุ บัน ไม มี ชนิดที่มีสถานะถูกคุกคามในระดับสูงสุด ไดแก จอกหิน สถานะถกู คกุ คาม (ปา ไม, กรม ม.ม.ป., Chamchumroon ตะนาวศรี รวมท้ังมีพืช 2 ชนิดรวมท้ังกลวยไมทุกชนิดใน และคณะ 2017) อยางไรก็ตาม สัตฤาษีเปนพืช 1 ใน 4 พื้นท่ีปกปกฯ อยูในบัญชี 2 ในบญั ชี CITES อีกดวย ซ่ึงทํา ใหพื้นท่ีแหงนี้เปนพื้นที่ท่ีควรไดรับการดูแลอยางใกลชิด การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”