Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

620 บทนํา โนไลเคนในพ้ืนท่ีอ่ืนๆ ในประเทศไทย จุดประสงคของ ไพรีโนไลเคน (Pyrenolichens) คือไลเคนกลุมครสั โตส งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาความหลากหลาย ทางชีวภาพและการ แพรกระจายของไพรีโนไลเคน ในพ้ืนที่รัศมี 50 กิโลเมตร (Crustose) เกิดจากการอยูรวมกันแบบพ่ึงพาอาศัย รอบมหาวิทยาลัยรามคาแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ (symbiosis) ระหวางเชื้อรากลุม Ascomycetes กบั สาหรา ย เกียรติ จังหวดั แพร โดยงานวิจยั นเ้ี ปนงานสนองพระราชดําริ สีเขียวสกุล Trentepohlia ยึดติดแนนกับท่ีเกาะอาศัย ไม ในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจาก สามารถลอกออกไดโดยงา ย โดยสรางโครงสรา งสบื พันธุแบบ พระราชดาํ รฯิ มี เ พ ศ ( Sexual reproduction) เ รี ย ก เ พ อ ริ ที เ ซี ย อปุ กรณแ ละวธิ กี าร (Perithecia) ลักษณะคลายรูปคนโฑ (flask shape) มีชอง เปดเรียก ออสติโอล (Ostiole) อยูเดี่ยวๆหรือเปนกลุมโดยมี สํารวจและเก็บรวบรวมตัวอยางไพไรีโนไลเคนโดยรอบ เสนใยราเปนตวั ประสานกันอยา งหนาแนน เรียกวา ซูโดสโตร พื้นท่ีมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ มา (Pseudostroma) เจริญแทรกในช้ันเพอริเดียม ภายในมี เกียรติ จังหวัดแพร ในเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2560 ในรัศมีพื้นที่ เสน ใยพาราไฟซสี (Paraphysis) แบบตา งๆและ ถุงหมุ สปอร ศกึ ษา 50 กโิ ลเมตร ครอบคลุมพ้นื ท่ี 2 จังหวดั ไดแ ก จงั หวัด บรรจสุ ปอรแ บบตางๆ และหยดน้าํ มนั (Oil drop) (Orange, แพร และนาน รวมจํานวนทั้งสิ้น 14 พื้นท่ีศึกษา (ภาพท่ี1) 2008) ซ่ึงท้ังหมดใชเปนหลักเกณฑสาคัญในการจําแนก ไล บนพรรณไม 34 ชนิด (ตารางท่ี 2) จํานวน 185 ตัวอยาง เคนในกลุมน้ี โดยพิจารณาจากขนาดของสปอร รูปรางทรงรี จากปาเต็งรัง (dry dipterocarp forest) ความสูงของ กระสวยถึงเสน ดาย แบบมีผนังกั้นตามขวางถึงแบบมรู ิฟอรม ระดับนํ้าทะเล 169-410 เมตร นํามาวิเคราะหชนิดตามหลัก สปอรสีใส สีน้ําตาลเทาถึงนํ้าตาลเขม จํานวน 8 สปอรตอ 1 อนุกรมวิธาน โดยศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา ถุ งหุ ม ส ป อ ร ( ascus) แ ล ะ ส า ร ทุ ติ ย ภู มิ ( secondary (morphology) กายวิภาควิทยา (anatomy) และการสราง metabolites) ไดแก parietin (Aptroot et. al., 2008) ส า ร ทุ ติ ย ภ มิ (secondary metabolites) ด ว ย วิ ธี ก า ร ทดสอบแบบหยดสี (spot-test) และวิธีทางรงคเลขผิวบาง ไ พ รี โ น ไ ล เ ค น เ ป น ไ ล เ ค น ท่ี ส า ม า ร ถ พ บ ไ ด ทั่ ว โ ล ก (Thin Layer Chromatography: TLC) และระบุชนดิ โดยใช (cosmopolitan) ที่มีความหลากหลายของสายพันธุมาก รูปวิธาน (กัณฑรีย บุญประกอบ และกวินนาถ บัวเรือง. กลุมหน่ึง เจริญและเติบโตในพ้ืนที่ๆ มีอากาศถายเทไดดี 2550; Aptroot 2002; 2006; 2007; 2009, 2012; Aptroot ความเขมของแสงสูง (Komposch & Hafellner, 2002) ท่ัว et. al., 2012a & 2012b; Awasthi, 1 9 9 1 ; Gueidan et. โลกพบ 12 วงศ 100 สกุล 2,125 ชนิด (Kirk et. al., 2008; al., 2014 & 2016; Harris, 1 9 8 9 ; Kajonhsak Lumbsch & Huhndorf, 2010) ในประเทศไทยพบ 9 วงศ Vongshewarat et. al., 1999; Schumm & Aptroot, 24 สกุล 157 ชนิด (Buaruang et. al., 2017) ซึ่งจังหวัด 2010). แพร เปนจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของ ผลและวิจารณ สิ่งมีชีวิต ตั้งอยูทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ท่ี ละติจูด 18° 4' 60\" N ลองติจูด 100° 0' 0\" E มีลักษณะภูมิ จากการสํารวจและเก็บรวบรวมตัวอยางไพรีโนไลเคน ประเทศเปนที่ราบระหวางภูเขา โดยมีทิวเขาลอมรอบและมี โดยรอบพื้นท่ีมหาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาขาวิทยบริการเฉลมิ บางสวนถูกปกคลุมดวยปาไม พ้ืนที่ราบสวนใหญเปนท่ีอยู พระเกียรติ จงั หวัดแพร ในรัศมีพืน้ ทศี่ กึ ษา 50 กโิ ลเมตร รวม อาศัยของชุมชนและประกอบอาชีพในทางการเกษตรกรรม 14 พื้นที่ (ภาพท่ี1) จํานวน 185 ตัวอยาง บนพรรณไม 34 อาจทําใหความหลากหลายทางชีวภาพของส่ิงมีชีวิต ปาไม ชนิด (ตารางที่ 2) จากปาเต็งรัง (Dry dipterocarp forest) พนั ธุพ ืชรวมถึงไลเคนมกี ารเปล่ียนแปลงหรือเสอื่ มโทรมลง นํามาวิเคราะหชนิดตามหลักอนุกรมวิธาน สามารถจัด จําแนกได 5 วงศ 11 สกุล 15 ชนิด (ภาพที่ 2) โดยกลุมไล สําหรับการสํารวจและรวบรวมตัวอยางไพรีโนไลเคน เ ค น ที่ มี ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ม า ก ท่ี สุ ด คื อ ว ง ศ โดยรอบพน้ื ท่มี หาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ Trypetheliaceae พบถึง 6 สกุล 7 ชนิด รองลงมาคือ วงศ พระเกียรติจังหวัดแพร เปนสวนหน่ึงของโครงการความ Pyrenulaceae พบ 2 สกุล 5 ชนิด (ตารางที่ 1) ทั้งน้ีอาจ หลากหลายทางชีวภาพของไลเคน ในพ้ืนท่ีมหาวิทยาลัย เนื่องมาจากไลเคนมีความหลากหลายมากและสามารถ รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสนอง เจริญเติบโตไดดใี นสภาวะท่ีรอนช้ืน แดดจัด อากาศถายเทดี พระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก และเปน ไลเคนที่ทนตอสภาวะอากาศรุนแรงไดจ งึ ทาํ ใหพบได พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช มากและกลุมไลคนที่พบไดนอยที่สุดคือ วงศ Celotheli- กุมารี ดังนั้นการศึกษาคร้ังนี้จึงเปนการเพิ่มองคความรูท่ีจะ เชื่อมโยงความสัมพันธระหวางทรัพยากรไลเคนกับชุมชน นอกจากน้ียังเปนขอมูลพ้ืนฐานและเปรียบเทียบของไพรี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

621 aceae และ Monoblastiaceae พบวงศละ 1 สกุล 1 ชนิด ขอขอบคุณโครงการความหลากหลายทางชีวภาพและ พรรณไมที่มีไลเคนเกาะอาศัยมากท่ีสุดคือ กระพ้ีจ่ัน ก า ร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก ไ ล เ ค น ใ น พื้ น ท่ี ม ห า วิ ท ย า ลั ย (Millettia brandisiana Kurz.) และตนออยชาง (Lannea รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัด coromandelica (Houtt.) Merr.) พบถึง 7 ชนิดรองลงมา นครศรีธรรมราช แพร หนองบัวลําภู และอุทัยธานี สนอง คือตนรักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) พบ 5 พระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก ชนิด (ตารางที่ 2) ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากเปนพรรณไมยืนตน พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช ขนาดกลางถึงขนาดใหญ เรือนยอดเปนทรงกลมถึงเปนพุม กุมารี สนับสนุนการทําวิจัย โดยงานวิจัยนี้เปนงานสนอง โปรง เปลือกตนเรียบถึงแตกเปนสะเก็ด สีเทาอมเขียว ออก พระราชดําริภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน นํ้าตาล หนา ความชื้นของเปลือกคอ นขางสงู จึงทําใหไลเคน เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กลุมนี้ยึดเกาะอาศัยไดดี มียางเหนียวใส มีผลตอการ สยามบรมราชกมุ ารี สนับสนุนการเจริญของไลเคนไดดีและบริเวณที่มีความ หลากหลายของไลเคนมากที่สุดคือ ปาหลังท่ีทําการ หนวย ปองกันรักษาปา พร.5 (แมตาตอนใต) ตําบลตาผามอก อําเภอลอง จังหวัดแพร และวนอุทยานแหงชาติแพะเมืองผี ตําบลน้ําชํา อําเภอเมือง จังหวัดแพร พบ 7 ชนิด (ตารางท่ี 3) เน่ืองจากพ้ืนทด่ี ังกลา ว มสี ภาพปา เปนปา เต็งรังทคี่ อ นขาง สมบูรณ โดยมีหนวยงานของรัฐท่ีปฏิบัติงานดานการ ควบคมุ ดแู ลทรพั ยากรธรรมชาตขิ องปา เฝา ระวงั และปองกัน การเกิดไฟปา สงเสริมสรางการมีสวนรว มระหวางหนวยงาน และชมุ ชน รวมถงึ ประชาสมั พันธ และรณรงคทุกรปู แบบเพ่อื ปองกันภัยจากธรรมชาติและการเหลื่อมล้ําของเกษตรกรใน การประกอบเกษตรกรรม รวมถึงไลเคนท่ีสามารถพบได ท่ัวไปคือชนิด Marcelaria benguelensis และ Pyrenula anomala สรุป ไ พ รี โ น ไ ล เ ค น ท่ี พ บ โ ด ย ร อ บ พื้ น ท่ี ม ห า วิ ท ย า ลั ย รามคําแหง สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติ จังหวัดแพร มี ความหลากหลายทั้งสิ้น 5 วงศ 11 สกุล 15 ชนิด โดยไลเคน ท่ีพบมากที่สุด คือ วงศ Trypetheliaceae พบถึง 6 สกุล 7 ชนิด รองลงมาคือ วงศ Pyrenulaceae พบ 2 สกุล 5 ชนิด และกลุมไลเคนท่ีพบไดนอยท่ีสุดคือ วงศ Celotheliaceae และ Monoblastiaceae พบวงศละ 1 สกุล 1 ชนิด พรรณ ไมท ่มี จี าํ นวนชนดิ ของไลเคนเกาะอาศยั มากทสี่ ุดคือตนกระพี้ จ่ั น (Millettia brandisiana Kurz.) แ ล ะ ต น อ อ ย ช า ง (Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) พบ 7 ชนิด รองลงมาคือตน รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) พบ 5 ชนิด พื้นที่ที่พบไลเคนมากท่ีสุดคือ ปาหลังที่ทําการ หนว ยปองกันรักษาปา พร.5 (แมตาตอนใต) ตําบลตา ผามอก อําเภอลอง และวนอุทยานแหงชาติแพะเมืองผี ตําบลน้ําชํา อําเภอเมือง พบมากถึง 7 ชนิด ไลเคนท่ีพบไดทั่วไปคือชนิด Marcelaria benguelensis และ Pyrenula anomala กิตตกิ รรมประกาศ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

62 ภาพท่ี 1 พื้นทศ่ี กึ ษาความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคน บรเิ วณรอบพื้นทม่ี หาวิทยาลัยรามคาํ ตารางที่ 1 ไพรโี นไลเคนทีพ่ บรอบพื้นท่มี หาวทิ ยาลัยรามคาํ แหง สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รต วงศ (Family) สกุล (Genus) CELOTHELIACEAE Celothelium MONOBLASTIACEAE Anisomeridium PORINACEAE Porina PYRENULACEAE Lithothelium Pyrenula TRYPETHELIACEAE Bathelium Campylothelium Laurera Marcelaria Nigrovothelium Trypethelium การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส

22 าแหง สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกยี รติ จงั หวดั แพร ิ จงั หวัดแพร ชนดิ (Species) Celothelium longisporum Anisomeridium polypori Porina bellendenica, P. nuculastrum Lithothelium illotum Pyrenula anomala, P. aspistea, P. immissa, P. mastophoriza Bathelium madreporiforme Campylothelium nitidum Laurera subdiscreta Marcelaria benguelensis Nigrovothelium tropicum Trypethelium eluteriae, T. nigroporum สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

62 ภาพที่ 2 ไพรีโนไลเคนท่พี บบริเวณรอบพื้นทมี่ หาวทิ ยาลัยรามคาํ แหงสาขา วทิ ยบรกิ ารเฉลมิ พระเก ก. Anisomeridium polypori (Elli & Everhart) M.E. Barr, ข. Bathelium madreporiforme K.H. Moon & Aptroot, จ. Laurera subdiscreta (Nyl.) Zahlbr., ฉ. Lithothelium illotum ช. Nigrovothelium tropicum (Ach.) Lücking, M.P. Nelsen & Aptroot, Spreng., ซ. Porina anomala (Ach.) Vain., ฎ. Pyrenula aspistea (Afzel. ex Ach.) Ach., ฏ. Pyrenula immiss Spreng., ฒ. Trypethelium nigroporum Makhija & Patw. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.ส

23 กียรติ จังหวดั แพร (Eschw.) Trevis., ค. Campylothelium nitidum Müll. Arg., ง. Celothelium longisporum (Vain.) Aptroot, ช. Marcelaria benguelensis (Müll. Arg.) Aptroot, Nelsen & Parnmen, a bellendenica Müll. Arg., ฌ. Porina nuculastrum (Müll. Arg.) R.C. Harris, ญ. Pyrenula sa (Stirt.) Zahlbr., ฐ. Pyrenula mastophoriza (Nyl.) Zahlbr., ฑ. Trypethelium eluteriae สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

62 ตารางท่ี 2 รายช่ือพรรณไมที่พบไพรีโนไลเคนรอบพ้ืนทีม่ หาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาขาวิทยบริการเ รายชื่อพรรณไม (Phorophyte) 1. กระพีจ้ ัน่ (Millettia brandisiana Kurz.) Bathelium madreporifo Pyrenula anomala, P. a 2. กอแพะ (Quercus kerrii Craib) Porina nuculastrum 3. กะบก (Irvingia malayana Oliv. ex a. Benn.) Pyrenula anomala 4. กัดลิน้ (Walsura trichostemon Miq.) Celothelium longisporu 5. กาสามปก (Vitex peduncularis Wall. ex Schauer) Pyrenula anomala 6. ออ ยชาง (Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) Anisomeridium polypor Pyrenula anomala, Pyr 7. ขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.) Marcelaria benguelens 8. ขอยหนาม (Streblus ilicifolius (Vidal) Corner) Pyrenula aspistea 9. ขันทองพยาบาท (Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.) Campylothelium nitidu 10. คํามอกหลวง (Gardenia sootepensis Hutch.) Campylothelium nitidu 11. ฉนวน (Dalbergia nigrescens Kurz.) Pyrenula anomala 12. ชงิ ชัน (Dalbergia oliveri Gamble) Marcelaria benguelens 13. แดง (Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub.) Marcelaria benguelens 14. ตะครอ (Schleichera oleosa (Lour.) Merr) Pyrenula anomala 15. เตง็ (Shorea obtuse Wall. ex Blume) Marcelaria benguelens 16. นนทรี (Peltophorum pterocarpum (DC.) K.Heyne) Pyrenula anomala, Pyr 17. ประดปู า (Pterocarpus macrocarpus Kurz.) Pyrenula anomala, Try 18. ปอแกน เทา (Grewia eriocarpa Juss.) Marcelaria benguelens 19. พยุง (Dalbergia cochinchinensis Pierra.) Pyrenula anomala 20. พะยอม (Shorea roxburghii G.Don) Marcelaria benguelens การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส

24 เฉลมิ พระเกยี รติ จังหวัดแพร ชนดิ ไลเคน (Species) orme, Lithothelium illotum, Marcelaria benguelensis, aspistea, P. immissa, Trypethelium eluteriae um, Marcelaria benguelensis, Pyrenula immissa ri, Campylothelium nitidum, Marcelaria benguelensis, renula immissa, Trypethelium eluteriae, Trypethelium nigroporum sis, Pyrenula anomala um um, Marcelaria benguelensis, Pyrenula anomala sis, Pyrenula anomala, Pyrenula immissa sis sis renula immissa, Trypethelium eluteriae ypethelium eluteriae sis, Pyrenula anomala sis สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

รายชอ่ื พรรณไม (Phorophyte) 62 21. พนั จาํ (Vatica odorata (Griff.)) Marcelaria benguelens 22. มะกอก (Spondias pinnata (L. f.) Kurz) Trypethelium eluteriae 23. มะกอกเกล้ือน (Canarium subulatum Guill.) Pyrenula immissa Anisomeridium polypor 24. มะกอกปา (Spondias pinnata (L. f.) Kurz) Trypethelium nigroporu 25. มะคา โมง (Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib.) Campylothelium nitidu 26. มะมวงหวั แมงวัน (Buchanania lanzan Spreng.) Campylothelium nitidu 27. โมกใหญ (Holarrhena pubescens Wall. ex G.Don) Marcelaria benguelens 28. รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) Marcelaria benguelens Bathelium madreporifo 29. รัง (Shorea siamensis Miq.) Trypethelium eluteriae 30. สองสลึง (Lophopetalum duperreanum Pierre.) Pyrenula immissa 31. สกั (Tectona grandis Linn.f.) Pyrenula anomala 32. แสลงใจ (Strychnos nux-blanda A.W. Hill) Trypethelium eluteriae 33. หางนกยูงฝรงั่ (Delonix regia (Hook.) Raf.) Pyrenula immissa 34. หูกวาง (Terminalia catappa L.) Marcelaria benguelens Pyrenula anomala, Try การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.ส

25 ชนดิ ไลเคน (Species) sis, Nigrovothelium tropicum, Pyrenula anomala, e, Trypethelium nigroporum ri, Campylothelium nitidum, Pyrenula anomala, um um, Pyrenula immissa, Trypethelium nigroporum um, Trypethelium eluteriae sis sis, Porina nuculastrum, Pyrenula anomala orme, Marcelaria benguelensis, Pyrenula anomala, e, Trypethelium nigroporum e sis ypethelium eluteriae สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

62 ตารางท่ี 3 การแพรก ระจายของไพรโี นไลเคน 14 แหงโดยรอบพ้นื ท่ีมหาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาข species PR1 PR2 PR3 PR4 PR6 PR7 Anisomeridium polypori 11 Bathelium madreporiforme 3 Campylothelium nitidum 2 Celothelium longisporum 1 1 Laurera subdiscreta Lithothelium illotum Marcelaria benguelensis 3 389 Nigrovothelium tropicum Porina bellendenica 1 Porina nuculastrum 1 Pyrenula anomala 4211 22 Pyrenula aspistea 1 Pyrenula immissa 14 35 Pyrenula mastophoriza 1 Trypethelium eluteriae 1 1 Trypethelium nigroporum 1 Total specimens 25 2 3 7 16 37 Total species 713446 หมายเหต:ุ PR1=ปาหลังที่ทาํ การ หนวยปอ งกันรักษาปา พร.5 (แมต าตอนใต) ตาํ บลตาผามอก อําเภอลอง จงั หว PR3= ปาใกล สวนปาผาลายคาํ ตําบลเวยี งตา อาํ เภอลอง จงั หวดั แพร, PR4= ปาหลงั ศาลเจา พอมือเหลก็ รมิ ถนนส แพร, PR7= ปาตรงขา ม หนว ยปอ งกันรกั ษาปา พร.21 (แมปาน) ตําบลไทรยอย อาํ เภอเดนชยั จังหวดั แพร, PR8= ปาหลังตรงขาม หนวยปอ งกนั รักษาปา พร.17 (รองกวาง) ตําบลรองกวาง อําเภอรองกวาง จังหวัดแพร, PR10= ป เมืองผี ตําบลนํ้าชํา อําเภอเมือง จังหวัดแพร, PR13= ปาชุมชนบานอัมพวัน หมูท่ี 8 ตําบลเตาปูน อําเภอสอง จัง PR16= ดอยปจู าลอน ตาํ บลถมี ตอง อาํ เภอเมอื ง จังหวดั นาน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.ส

26 ขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกยี รติ จังหวดั แพร PR8 PR9 PR10 PR11 PR13 PR14 PR16 total 2 114 341 10 2 11 11 41277 4 48 66 1 23 6 5 7 1 2 51 3 14 2 5 2 1 32 1 15 4 12 31 5 15 1 9 30 22 8 9 185 4147654 วดั แพร, PR2= ปา ดา นเหนอื หนว ยปองกันรักษาปา พร.5 (แมต าตอนใต) ตําบลตา ผามอก อาํ เภอลอง จงั หวดั แพร, สาย 1023 ตาํ บลตา ผามอก อําเภอลอง จังหวดั แพร, PR6= ริมถนนสาย 11 ตาํ บลไทรยอ ย อําเภอเดนชยั จังหวัด = ปาหลงั สํานกั งาน หนวยปองกนั รักษาปา พร.17 (รองกวาง) ตาํ บลรองกวาง อําเภอรอ งกวาง จังหวดั แพร, PR9= ปาดานหลัง วัดผาหมูสามัคคีธรรม ตําบลรองกวาง อําเภอรอ งกวาง จังหวัดแพร, PR11= วนอุทยานแหงชาติแพะ งหวัดแพร, PR14= ปาตรงขามสํานักงานหนวยจัดการปาแมยมตะวนั ออก ตําบลเตาปูน อําเภอสอง จังหวัดแพร, สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

627 เอกสารอางองิ Aptroot, A., Schumm, F., & Cáceres, E. S. 2012a. Six กัณฑรยี  บญุ ประกอบ และกวนิ นาถ บัวเรอื ง. 2550. ไลเคน new species of Pyrenula from the tropics. The Lichenologist, 44(5), 611-618. แหง เกาะแสมสารจากยอดเขาถึงชายทะเล. สาํ นกั พมิ พ มหาวิทยาลยั รามคําแหง. กรงุ เทพมหานคร Aptroot, A., Valadbeigi, T., & Sipman, H. J. M.2012b. Aptroot, A. 2002. Genus Pyrenula. In T. H. Nash III, A new species and new records of the lichen B. D. Rayan, C. Gries, & F. Bungartz, (Eds.), genus Pyrenula from Iran. The Lichenologist, Lichen flora of the greater Sonoran desert 44(4), 445-448. region 1 (pp. 435-437). Tempe, Az: Thomson- Shore. Awasthi, D. D. 1991. A key to the microlichens of Aptroot, A. 2006. Three new species of India Nepal and Sri Lanka. Bibliotheca Lithothelium (Pyrenulaceae) from China and Lichenologica, 40, 1-337. Thailand, with a revised world key and annotated list of species. The Lichenologist, Buaruang, K., Boonpragob, K., Pachara, M., Ek, S., 38, 541-548. Kajonhsak, V., Wetchasart, P., Achariya, R., Aptroot, A. 2007. New species, combinations, Wanaruk, S., Khwanruan, N., Jutarat, K., lectoty pifications and synonyms in Australian Sittiporn, P., Ekaphan, K., Phimpisa, P., Sanya, Pyrenulaceae. Australian Lichenology, 60, 34- M., Theerapat, L., Phimpha, N., Vasun, P., 41. Natwida, D., Mattika, S., Supatra, P., Muthita, Aptroot, A. 2009. Pyrenulaceae. In P. M. McCarthy M., André, A., Klaus, K., Robert, L., & H. (Ed.), Flora of Australia 57 (pp. 449-480). Thorsten, L. 2017. A new checklist of Canberra, Australia: CSIRO. lichenized fungi occurring in Thailand. Aptroot, A. 2012. A world key to the species of Mycokeys 23: 1–91 Anthracothecium and Pyrenula. The lichenologist, 44(1), 5-53. Gueidan, C., Aptroot, A., Cáceres, M. E. S., Badali, Aptroot, A., Diederich, P., Serusiaux, E., & Sipman, H., & Stenroos, S. 2014. A reappraisal of orders H. J. M. 1997. Lichens and lichenicolous fungi and families within the subclass from New Guinea. Bibliotheca Lichenologica, Chaetothyriomycetidae (Eurotiomycetes, 64, 152-169. Ascomycota). Mycological Progress, 13, 1027- Aptroot, A., Lücking, R., Sipman, K. J. M., Umaña, L., 1039. & Chaves, J. L. 2008. Pyrenocarpous lichens with bitunicate asci a first assessment of the Gueidan, C., Aptroot, A., Cáceres, M. E. S., & Binh, lichen biodiversity inventory in Costa Rica. N. Q. 2016. Molecular Phylogeny of the Bibliotheca tropical lichen family Pyrenulaceae: Lichenologica, 97, 1-162. contribution from dried herbarium specimens Aptroot, A., Saipunkaew, W., Sipman, H. J. M., and FTA card samples. Mycology Progress, Sparrius, L. B., & Wolseley, P. A. 2007. New 15(7), 1-21. Lichen from Thailand, mainly microlichens from Chiang Mai. Fungal Diversity, 24, 75-134. Harris, R. C. 1989. A sketch of the family Kajonhsak Vongshewarat, McCarthy, P. M., Pachara Pyrenulaceae (Melanommatales) in eastern Mongkolsuk, & Kansri Boonprakob. 1999. North America. Memories of the New York Additions to the lichen flora of Thailand. Botanical Garden, 49, 74-107. Mycotaxon, 70, 227-236. lowland rainforest. Bibliotheca Lichenologica, Komposch, H., & Hafellner, J. 2002. Life form 82, 311-326. diversity of lichenized fungi in an Amazon Kirk, P. M., Cannon, P. F., Minter, D. W., & Stalpers, J. A. 2008. Dictionary of the fungi. Trowbridge, United Kingdom: Cromwell Press. 260 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

628 Lumbsch, H. T., & Huhndorf, S. M. 2010. Fieldiana: Schumm, F., & Aptroot, A. 2010. Seychelles Lichen Life and Earth Sciences. Myconet, 14, 1-64. Guide. Süssen, Germany: Beck.263 Orange, A. 2008. British Pyrenocarpous Lichens. Cardiff, Wales: National Museum of Wales. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

629 ความหลากหลายของไลเคนวงศฟสเซียในพืน้ ที่โดยรอบมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ จงั หวัดแพร BIODIVERSITY OF THE LICHENS PHYSCIACEAE IN RAMKHAMHAENG UNIVERSITY REGIONAL CAMPUS IN HONOUR OF HIS MAJESTY THE KING, PHRAE PROVINCE สัญญา มีสมิ 1*, สภุ ทั รา โพธิ์แกว2, สัมฤทธ์ิ เสง็ เลก็ 2, พมิ พา นิรงคบ ตุ ร2, ณัฐนันท รอดสา1, วสนั ต เพงิ สูงเนนิ 2, กวินนาถ บัวเรอื ง2, ขจรศักดิ์ วงศช ีวรตั น2 และ เอก แสงวิเชียร2 Sanya Meesim1*, Supattara Phokaeo2, Sumrit Senglek2, Phimpha Nirongbut2, Nuttanun Rodsa1, Vasun Poengsungnoen2, Kawinnat Buaruang2, Kajonhsak Vongshewarat2 and Ek Sangvichien2 1ศูนยเ ครอ่ื งมือวทิ ยาศาสตร คณะวทิ ยาศาสตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา เจาคณุ ทหารลาดกระบัง กรงุ เทพฯ 10520 2หนวยวจิ ยั ไลเคน ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง บางกะป กรงุ เทพฯ 10240 1Scientific Instruments Centre, Faculty of Science, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang, Bangkok 10520 2Lichen Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University, Bangkok 10240 บทคดั ยอ จากการสํารวจและรวบรวมตัวอยางไลเคนของวงศฟสเซีย บริเวณรอบพื้นท่ีของมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการ เฉลิมพระเกียรติ จังหวดั แพร รวบรวมได 113 ตวั อยา ง สามารถจําแนกได 8 สกลุ 16 ชนิด ประกอบดวย ไลเคนท่ีสรางแทลลสั เ ป น ฝุ น ผ ง ( crustose) ส กุ ล Baculifera remensa (Stirt.) Marbach, Buellia desertica (Marbach) Bungartz., Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Gassicurtia omiae Kalb, แทลลัสแบบแผนใบ (foliose) สกุล Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore., Dirinaria applanata (Fee) D. D. Awasthi., Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear., Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt, Physcia jackii Moberg., Physcia tribacioides Nyl., Pyxine asiatica Vain., Pyxine coccifera (Fée) Nyl., Pyxine cocoes (Sw.) Nyl., Pyxine meissnerina Nyl. และ Pyxine retirugella Nyl. โดยใชลักษณะทางสัณฐานวิทยา และกายวิภาควิทยา เชน ลกั ษณะของแทลลสั สรางซอรเี ดีย (soredia) ไอซเิ ดีย (Isidia) และการสรา ง แอโพทเี ซียม (apothecium) รูปจาน (disc) ขอบ ไมมีสาหราย (lecideine apothecia) และขอบมีสาหราย (lecanorine apothecium) ภายในบรรจุสปอรส ีนํ้าตาลถงึ นา้ํ ตาล เขม มีผนังกั้นตามขวาง (septate) 1-3 ผนัง จากการสาํ รวจไลเคนที่พบไดท ั่วไป คือ Dirinaria confluens, Dirinaria picta, Pyxine retirugella โดยพบชนิดของไลเคนมากคอื ตนกระพี้จ่นั และตน ออยชาง เปน ตน Abstract A survey of lichens family Physciaceae was conducted at Phrae Regional Campuses in Honour of His Majesty the King of Ramkhamhaeng University. One hundred and thirteen specimens of lichens were identified 8 genera 16 species. Thallus crustose were Baculifera remensa (Stirt.) Marbach, Buellia desertica (Marbach) Bungartz., Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Gassicurtia omiae Kalb, while thallus foliose were Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore. Dirinaria applanata (Fr.) D. D. Awasthi. Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear., Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt, Physcia jackii Moberg., Physcia tribacioides Nyl. Pyxine asiatica Vain., Pyxine coccifera (Fée) Nyl., Pyxine cocoes (Sw.) Nyl., Pyxine meissnerina Nyl. and Pyxine retirugella Nyl. Sixteen species were identified using morphological and anatomical characters as soredia, isidia and lecideine apothecium or lecanorine apothecium, ascospore brown 1-3 septate, wall thickening. The common lichen in this study were Dirinaria confluens, Dirinaria picta, and Pyxine retirugella. The most diversity of lichen was found on Millettia brandisiana Kurz and Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) คาํ สาํ คัญ: โฟลโิ อส ไลเคน, ครัสโตส ไลเคน, แอสโคสปอร, การจัดจาํ แนก, อนกุ รมวธิ าน Keywords: foliose lichens, crustose lichens, ascospores, classifications, taxonomy การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

630 *ติดตอ นักวจิ ยั : สญั ญา มีสิม (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Sanya Meesim (E-mail: [email protected]) บทนาํ ตลอดจนเปนการเพ่ิมประสบการณและความเช่ียวชาญ จังหวัดแพร เปนจังหวัดที่มีความหลากหลายทาง เฉพาะดานของผูทําวจิ ยั ชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ตั้งอยูทางภาคเหนือตอนบนของ สําหรบั การสาํ รวจและเกบ็ รวบรวมไลเคน เปน สว นหนึ่ง ประเทศไทย ที่ละติจูด 18° 4' 60\" N ลองติจดู 100° 0' 0\" E ของแผนแมบทโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช อัน มีลักษณะภูมิประเทศเปนท่ีราบระหวางภูเขา โดยมีทิวเขา เนื่องมาจากพระราชดําริฯ (อพ. สธ.) เปนสวนหนึ่งของ ลอมรอบและมีบางสวนถูกปกคลุมดวยปาไม ทําใหความ โครงการความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคน ในพื้นท่ี หลากหลายทางชวี ภาพของสิ่งมชี วี ิต ปาไม พันธพุ ืช รวมถึงไล มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ เคนอยูหลายชนิดมาก ที่ยังไมเคยมนี ักวิจยั กลมุ ใดศกึ ษาอยา ง เพ่ือสนองพระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน จริงจังและตอเน่ืองมากอน โดยเฉพาะ ไลเคนวงศฟสเซีย ซ่ึง เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เปนไลเคนที่สามารถพบไดทั่วไป เจริญเติบโต ในพื้นที่ ที่มี สยามบรมราชกุมารี ซึ่งหนวยวิจัยไลเคน มหาวิทยาลัย อากาศถายเทไดด ี แสงแดดจา สภาพความช้ืนสูง โดยเฉพาะ รามคําแหง ไดรับพระราชทานพระราชานุญาตใหรวมสนอง แถบชายฝงทะเล พบเกาะอาศัยบนตนพืชและหิน (Görts- พระราชดําริฯ เพื่อการวิจัยพัฒนาองคความรูใหม และ van Rijn, 1987, พิบูลย 2546) ท่ัวโลกมี รายงานการพบไล นําไปใชประโยชนในพื้นท่ีประกอบกับพ้ืนที่โดยรอบของ เคนนี้รวม 1,190 ชนิด (Kirk et al., 2008) และประเทศไทย มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มีรายงาน พบท้ังหมด 158 ชนิด โดยสรางแทลลัสแบบโฟลิ โดยมีระยะทางหางออกไป ประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งยังไม โอส (Foliose) แบบครัสโตส (crustose) และแบบพลา เคยมขี อ มลู การรายงานการพบของไลเคนมากอ น โดยเฉพาะ คอยด (placoid) ลักษณะสีเทาถึงสีเขียว บนแทลลัสของไล วงศฟสเซีย และประกอบกับพื้นที่เปนอาณาเขตติดตอกับ เคน สามารถพบ ซอรีเดีย (soredia) ไอซิเดีย (isidia) แอโพ ชุมชน มีความเสี่ยงตอการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดลอม ทีเซียม (apothecium) รูปจาน (disc) ที่ขอบมีสาหราย ท้ังนี้พ้ืนท่ีโดยรอบของสาขาวิทยบริการฯ จึงมีความนาสนใจ (lecanorine) และ ไมมีสาหราย (lecideine) ภายในบรรจุ และเหมาะสมที่จะนํามาใชประโยชนใหเปนแหลง ศึกษาและ สปอรสีนํ้าตาล ท่มี ีผนังกน้ั ตามขวาง (septate) ปกติผนังของ เรียนรูทรัพยากรธรรมชาติท่ียังหลงเหลืออยูภายในชุมชน สปอร (spore wall) จะหนา (Hensent & Jahns, 1973) และพ้นื ที่ใกลเคียงสาขาวทิ ยบริการฯ สําหรับความรูเก่ียวกับไลเคนวงศนี้ ในประเทศไทยมีนอย มาก (Mongkolsuk et al, 2012) เนื่องจากการศึกษาไลเคน จดุ ประสงคของการวจิ ยั นม้ี งุ เนน สาํ รวจเกบ็ รวบรวมสาย ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ใ น อ ดี ต ดํ า เ นิ น ก า ร โ ด ย นั ก วิ ย า ศ า ส ต ร พันธุไลเคนวงศฟสเซิย พรอ มท้ังวิเคราะหและจาํ แนกชนดิ ไล ตางประเทศ Vainio, 1909; Wolseley, 1997; Wolseley เคนท่ีพบในพ้ืนท่ีธรรมชาติ และเปนขอมูลพ้ืนฐานทาง et al, 1991; 1997a; 1997b และ Yoshimura, 1978 วิทยาศาสตรธรรมชาติ (natural history) เพื่อเปนหลักฐาน ในการตรวจสอบชนิดของไลเคนท่ีเคยเติบโตอยูในพ้ืนท่ี ดังนั้นการที่นักวิทยาศาสตรชาวไทยไมไดรวบรวมและ เหลาน้ี รวมทั้งประกอบการศึกษาเปรียบเทียบกับไลเคนวงศ ศึกษาตัวอยางไลเคนดวยตนเองทําใหขาดประสบ การณแ ละ ฟสเซียในพืน้ ที่อนื่ ๆ ท่ีเคยศึกษาในประเทศไทยมากอน (ขจร ความเชี่ยวชาญในเรื่องแหลงท่ีมาและเรื่องอ่ืนๆท่ีเก่ียวของ ศักด์ิและคณะ, 2559) โดยงานวิจัยนี้เปนงานส นอ ง กับตัวอยางไลเคน และการที่นําตัวอยางสายพันธุไลเคน พระราชดาํ ริในโครงการอนุรักษพ ันธกุ รรมพชื อนั เนื่องมาจาก โดยเฉพาะวงศฟสเซีย ที่รวบรวมจากบริเวณพ้ืนท่ีโดยรอบ พระราชดํารฯิ (อพ.สธ.) ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกรี อุปกรณและวธิ กี ารทดลอง ยติ จังหวัดแพร นาํ มาศกึ ษาถึงคณุ สมบัตทิ างเคมแี ละสณั ฐาน วิทยาเบ้ืองตนอยางจริงจังและตอเน่ือง จึงมีความสําคัญ เก็บรวบรวมตัวอยางไลเคนจากสาขาวิทยบริการเฉลิม สําหรับการศึกษาขอมูลพื้นฐาน อันจะนําสูการบอกถึงสกุล พระเกียรติของมหาวิทยาลัยรามคําแหง จังหวัดแพร นํา และชนิดของ ทรัพยากรชีวภาพ กลมุ นข้ี องประเทศไทย วา มี ตัวอยางเขามาในหองปฏิบัตกิ าร และศกึ ษาทางอนกุ รมวิธาน จํานวนชนิดมากนอยเพียงไร เพื่อกาวสูการใชป ระโยชน การ ดานสัณฐานวิทยา กายวิภาควิทยา และการตรวจสอบ อนุรักษ และการขยายสายพันธุท่ีมีนอยอยางเหมาะสมและ สารเคมี ของแทลลัสไลเคน (Meesim, 2012) โดยใชวิธีรงค ย่ังยืนทําใหประเทศมีขอมูลพ้ืนฐานอยูในความครอบครอง เลขผิวบาง (Thin Layer Chroma tography) ตามวิธีของ White และ Jame (1985) และ พิเคราะหชนิดตัวอยางไล การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

631 เคนของวงศฟ ส เซีย เพื่อจําแนกชือ่ สกุล-ชนิดของไลเคน จาก retirugella ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากไลเคน มีความหลากหลาย คูมือการตรวจสอบของ Elix, (2009), Jungbluth et. al. อยูมาก และสามารถเจริญเติบโตไดดีในสภาวะท่ีรอนชื้น (2010, 2011), Kalb, (2004, 1994, 1987), Swinscow & แดดจัด อากาศถายเทดี และเปนไลเคน ที่ทนตอสภาวะ Krog, (1988), Sipman, (2003), Moberg 2004, อากาศรุนแรงไดจึงทําใหพบไดม าก และชนิดของไลคนท่ีพบ Mongkolsuk et. al., 2012). ไดนอยท่ีสุดคือ ชนิดของ ไลเคนที่เปนแทลลัสแบบ ฝุนผง ผลและวจิ ารณก ารทดลอง ก ลุ ม (Crustose) ไ ด แ ก Baculifera remensa แ ล ะ Gassicurtia omiae อยางละ 1 ชนิด พรรณไมที่มี ไลเคน จากการรวบรวมตัวอยางไลเคน ท้ังหมด 114 ตัวอยาง เกาะอาศัยมากที่สุดคือ กระพี้จั่น (Millettia brandisiana บนพรรณพืช ใบไม และบนหิน จากบริเวณพื้นที่โดยรอบ Kurz.) ซ่ึงเปนไมตน ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 8-20 เมตร ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ ผลัดใบ เรือนยอดทรงกลม โคนตนเปนพูพอน เปลือกสี เกยี รติ จังหวัดแพร จาํ แนกและพเิ คราะหไ ด 8 สกลุ 16 ชนดิ น้ําตาล หรือน้ําตาลเทาแตกเปนสะเก็ดเล็กๆ ตามก่ิงมีรอย (ตารางที่ 1) จากผลการศึกษาไลเคนที่รวบรวมได ซึ่งไลเคน แผลทวั่ ไป พบถึง 6 ชนิด รองลงมาคือตน กกุ (ออ ยชา ง) เปน วงศฟสเซีย สรางแทลลัส แบบครัสโตส (crustose) และ ไมตน สูง 8-15 เมตร ลําตนเปลา (เกลย้ี ง) ตรง เปลือกนอกสี แบบแผนใบ (foliose) ลักษณะสีเทา เทาอมขาวถึงสีเขียว น้ําตาลปนเทา หนา ความชื้นของเปลือกคอนขางสูง จึงทํา บางครั้งบนแทลลัสพบฝุนผงสีขาว (pruina) ของผลึกสาร ใหไลเคนกลุมนี้ยึดเกาะอาศัยไดดี มีผลตอการสนับสนุนการ โซเดียมหรือแคลเซียมออกซาเลท (sodium or calcium เจริญของไลเคนไดดีพบทั้งหมด 6 ชนิด (ตารางท่ี 2) และ oxalate), กลุมของ ซอลาเรีย ท่ีสรางซอรีเดีย (soredia) สี บริเวณพื้นที่มีความหลากหลายของไลเคนมากท่ีสุดคือ แดง หรือ เทาอมขาว บางครั้งพบ โครงสราง ไอซิเดยี (isidia) บริเวณปาดานหลัง วัดผาหมูสามัคคีธรรม ตําบลรองกวาง หรอื แดคทิล (dactly) หรอื สราง ซูโดซายฟล เล (pseudocy อําเภอรองกวาง จังหวัดแพร พบ 9 ชนิด และวนอุทยาน phyllae) บ ริ เ ว ณ ต ร ง ก ล า ง แ ผ น (lamina) แ ล ะ ข อบ แหงชาติแพะเมืองผี ตําบลนํ้าชํา อําเภอเมือง จังหวัดแพร (margin) โ ล บ แ ล ะ แ อ โ พ ที เ ซี ย ม รู ป จ า น (disc พบ 12 ชนิด (ตารางที่ 3) ไลเคน ท่ีสามารถพบไดทั่วไปคือ apothecium) ที่ขอบมีสาหราย (lecanorine) และขอบไมมี ชนิด Dirinaria confluens, Dirinaria picta และ Pyxine สาหราย (lecideine) เมื่อผาแอโพทีเซียมพบชั้นอิพิทีเซียม cocoes เน่ืองจากพื้นท่ีดังกลาว มีสภาพปาเปนปาเต็งรังท่ี (epithecium) หรือช้ันอิพิไฮเมเนียม (epihy menium) ซึ่ง คอนขางสมบูรณ เกดิ จากการรวมของปลายเสน ใยราที่เปนหมนั (paraphysis) และมีการสะสมรงควัตถุ (pigment) ตางๆ เชน สีเขียว ดํา จากการสํารวจครั้งน้ีพบวาชนิดของไลเคนสวนใหญพบ หรือนํ้าตาล ชั้นไฮเมเนียม (hymenium) เกิดจากการเรียง ในบรเิ วณปาเต็งรงั ของจงั หวดั แพร จากการรายงานปา เต็งรัง ตัวของถุงหุมสปอร (ascus) และเสนใยที่เปนหมัน ถุงหุม พบมากท่ีสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธวัชชัย, 2549) สปอรมีผนังช้ันเดียวตรงปลายหนา เปนชนิดอะมายลอยด เปนปาลักษณะโปรง ประกอบดวยตนไมผลัดใบขนาดกลาง (amyloid) ภายในถุงหุมสปอรบรรจสุ นี ํา้ ตาล ทีม่ ีผนังกนั้ ตาม และขนาดเลก็ ขึ้นหางๆ กระจัดกระจายไมคอยแนนทึบ ทุกป ขวางก้ัน (transeptate) 1-3 แหง ปกติผนังของสปอร จะมีไฟปาเกิดเปนประจํา ทั้งนี้ในการสํารวจพบ Pyxine (spore wall) จะหนา (Meesim, 2012). coccifera ซ่ึงปกติพบในปาเต็งรังทางภาคเหนือและภาค ตะวันออกเฉียง เหนือของไทย แสดงใหเห็นวาพื้นท่ีเหลาน้ี จากการสํารวจและเก็บรวบรวมตัวอยางไลเคน วงศฟส อาจมีสภาพอากาศที่คลายคลึงกัน หรือเกิดเนื่องจากการบุก เซยี โดยรอบพ้นื ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวทิ ยบริการ รุกทาํ ใหกลายสภาพเปนปา โปรง (กัณฑรีย และคณะ 2552) เฉลิมพระเกียรติ จงั หวัดแพร ในรัศมพี น้ื ท่ีศึกษา 50 กโิ ลเมตร นอกจากนี้การ ดําเนินการปองกันและอนุรักษทรัพยากรปา รวม 8 พน้ื ทีศ่ ึกษาไลเคนวงศฟ ส เซยี (ตารางท่ี 3) จากทั้งหมด ไมท่ีมีอยูมิไดถูกบุกรุกทําลายพรอมท้ังเรงฟนฟูสภาพปาไมท ่ี 14 พื้นท่ี (ภาพที่1) จํานวน 113 ตัวอยาง บนพรรณไม 21 ถูกบุกรุกทําลายใหฟนคืนสภาพเปนปาโดยเร็ว ควบคูไปกับ ชนิด (ตารางที่ 2) บนหินและอ่ืนๆ ตัวอยางไลเคน สวนใหญ การประชาสัมพันธส รางความเขาใจและสงเสรมิ สนับสนุนให มาจาก ปาเต็งรัง (Dry dipterocarp forest) ไดนํามา ประชาชน องคก รเอกชน องคกรปกครองสวนทองถิน่ ใหเขา วิเคราะหชนิดตามหลัก อนุกรม วิธาน สามารถจัดจําแนกได มามีบทบาทและสวนรวม ในการปองกันรักษาปา เพื่อให 1 วงศ 8 สกุล 16 ชนิด (ภาพที่ 2) โดยกลุมไลเคนที่มีความ ทรัพยากรปาไมและสตั วปาของประเทศเอื้ออํานวยประโยชน หลากหลายมากท่ีสุด คือ สกุล Dirinaria พบ 4 ชนิด และ อยา งยัง่ ยนื (พื้นท่ีโดยรอบของ มหาวิทยาลยั รามคําแหง สาขา สกลุ Pyxine 5 ชนดิ (ตารางที่ 1) โดย ชนดิ ของไลเคน ทีพ่ บ วิทยบริการฯ จงั หวัดแพร) นอกจากน้ลี กั ษณะสภาพแวดลอ ม ไดทั่วไป คือ Dirinaria confluens, D. picta และ Pyxine ไมวา จะเปน แสงแดด ความช้ืน และบริเวณที่มีอากาศทาย การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

632 เทไดดี พื้นท่ีผิว (substrate) เชน เปลือกไม ไมที่ตาย และ บนหิน เปนตน ก็มีสวนสําคัญที่ทําใหไลเคนใชเปนแหลงท่ี เกาะอาศัย สําหรับการเจริญโดยเฉพาะไลเคนวงศฟสเซีย เปน ตน สรปุ ผลการศกึ ษา ไลเคนวงศฟสเซีย ที่พบโดยรอบพ้ืนท่ีมหาวิทยาลัย รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดแพร พบ 1 วงศ 8 สกุล 14 ชนิด โดยไลเคนท่ีพบมากท่ีสุด คือ สกุล สกุล Dirinaria พบ 4 ชนิด และ สกุล Pyxine 5 ชนิด ไลเคนที่พบไดนอยท่ีสุดคือ ชนิดของที่แทลลัสเปน แบบ ฝุนผง (thallus crustose) ไดแก Baculifera remensa และ Gassicurtia omiae พบอยา งละ 1 ชนดิ สวนพรรณไม ที่มีไลเคนเกาะอาศัยมากท่ีสุดคือ ตนกระพ้ีจั่น (Millettia brandisiana Kurz.) แ ล ะ ต น อ อ ย ช า ง (Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) พบ 6 ชนิด ตามลําดับ พื้นที่ท่ีพบไลเคนมากที่สุดคือ ปาหลังท่ีทําการหนวยปองกัน รักษาปา พร.5 (แมตาตอนใต) ตําบลตาผามอก อําเภอลอง พบมากถึง 9 ชนดิ และวนอุทยานแหงชาติแพะเมืองผี ตําบล น้ําชํา อําเภอเมือง และ 11 ชนิด และไลเคนท่ีพบไดเกือบ ทั่ ว ไ ป คื อ Dirinaria confluens, Dirinaria picta แ ล ะ Pyxine retirugella คําขอบคณุ ขอขอบคุณโครงการความหลากหลายทางชีวภาพและ ก า ร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก ไ ล เ ค น ใ น พื้ น ท่ี ม ห า วิ ท ย า ลั ย รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัด นครศรีธรรมราช แพร หนองบัวลําภู และอุทัยธานี สนอง พระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี สนับสนุนการทําวิจัย โดยงานวิจัยน้ีเปนงานสนอง พระราชดําริภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

63 ภาพท่ี 1 พ้นื ทศ่ี กึ ษาความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคน บรเิ วณรอบพ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.ส

33 พื้นทม่ี หาวิทยาลยั รามคําแหง สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวดั แพร สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

63 ตารางท่ี 1 ไลเคนวงศฟส เซียท่พี บรอบพืน้ ที่มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเก วงศ (Family) สกุล (Genus) Physciaceae Baculifera Buellia Diplotomma Dirinaria Gassicurtia Hyperphyscia Physcia Pyxine การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.ส

34 กยี รติ จงั หวดั แพร ชนิด (Species) Baculifera remensa (Stirt.) Marbach Buellia desertica (Marbach) Bungartz. Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore., Dirinaria applanata (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear. Gassicurtia omiae Kalb Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt. Physcia jackii Moberg., Physcia tribacioides Nyl. Pyxine asiatica Vain., Pyxine coccifera (Fée) Nyl., Pyxine cocoes (Sw.) Nyl., Pyxine meissnerina Nyl., Pyxine retirugella Nyl. สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

63 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.ส

35 สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

63 ตารางที่ 2 รายชอื่ พรรณไมท่พี บไลเคนวงศฟ สเซยี รอบพ้นื ท่มี หาวทิ ยาลยั รามคําแหง สาขาวิทยบร รายชอื่ ตน ไม 1. กระพ้จี น่ั (Millettia brandisiana Kurz.) Dirinaria c Pyxine co 2. กระมอบ Gardenia obtusifolia Roxb. ex Hook. f. Dirinaria p 3. กุก (ออ ยชา ง) Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) Dirinaria a Physcia t 4. ขนั ทองพยาบาท (Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.) Dirinaria a 5. ขี้อา ย Terminalia nigrovenulosa Pierre Physcia t 6. คาํ มอกหลวง (Gardenia sootepensis Hutch.) Physcia t 7. งิว้ ปา Bombax anceps Pierre. Diplotom 8. ตะครอ Schleichera oleosa (Lour.) Merr) Dirinaria a 9. เต็ง (Shorea obtuse Wall. ex Blume) Dirinaria p 10. ทองหลางปา Erythrina subumbrans (Hassk.) Merr. Dirinaria c 11. ไผซ าง Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees Dirinaria a 12. นนทรี Peltophorum pterocarpum (DC.) Back. ex Heyne. Dirinaria p 13. ประดปู า Pterocarpus macrocarpus Kurz. Pyxine re 14. ปอแกนเทา Grewia eriocarpa Juss. Pyxine m 15. พันจาํ (Vatica odorata (Griff.)) Dirinaria a 16 มะกอกเกลอื้ น (Canarium subulatum Guill.) Baculifera 17. มะกอกปา (Spondias pinnata (L. f.) Kurz) Dirinaria p 18. รัง (Shorea siamensis Miq.) Dirinaria p 19. รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) Buellia de 20. สกั (Tectona grandis Linn.f.) Dirinaria p 21. แสลงใจ (Strychnos nux-blanda A.W. Hill) Dirinaria p การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.ส

36 ริการเฉลมิ พระเกยี รติ จังหวัดแพร สกุล-ชนิด confluens, Dirinaria picta, Hyperphyscia adglutinata, Pyxine asiatica, ocoes, Pyxine meissnerina picta applanata, Dirinaria confluens, Dirinaria picta, Hyperphyscia adglutinata, tribacioides, Pyxine retirugella aegialita, Dirinaria confluens, Dirinaria picta tribacioides tribacioide mma albaatrum, Pyxine retirugella applanata, Dirinaria picta, Hyperphyscia adglutinata picta, Pyxine retirugella confluens. applanata picta, etirugella meissnerina applanata, Dirinaria picta a remensa, Dirinaria applanata, Dirinaria picta picta, Pyxine cocoes picta, Pyxine retirugella esertica, Dirinaria picta picta, Physcia tribacioides picta สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

63 ตารางที่ 3 การแพรกระจายของไพรโี นไลเคน 14 แหง โดยรอบพน้ื ท่มี หาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาข สกลุ -ชนดิ PR1 Baculifera remensa (Stirt.) Marbach Buellia desertica (Marbach) Bungartz. Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore. Dirinaria applanata (Fee) D. D. Awasthi. Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi. Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear. 3 Gassicurtia omiae Kalb Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt. Physcia jackii Moberg. Physcia tribacioides Nyl. 1 Pyxine asiatica Vain. Pyxine coccifera (Fée) Nyl. Pyxine cocoes (Sw.) Nyl. Pyxine meissnerina Nyl. Pyxine retirugella Nyl. Total species 4 หมายเหต:ุ PR1=ปาหลังท่ที ําการ หนว ยปอ งกันรักษาปา พร.5 (แมต า ตอนใต) ตําบลตา ผามอก อาํ เภอลอง จังหว PR4= ปา หลงั ศาลเจาพอ มอื เหลก็ รมิ ถนนสาย 1023 ตําบลตาผามอก อาํ เภอลอง จงั หวัดแพร, PR7= ปา ตรงขาม หนว ยปอ งกนั รกั ษาปา พร.17 (รอ งกวาง) ตาํ บลรองกวาง อําเภอรอ งกวาง จงั หวัดแพร PR10= ปา ดา นหลัง วัดผาห อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั แพร, PR13= ปา ชุมชนบา นอัมพวนั หมทู ่ี 8 ตําบลเตาปนู อําเภอสอง จังหวัดแพร การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส

37 ขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวัดแพร พน้ื ทีศ่ กึ ษา PR2 PR4 PR7 PR8 PR10 PR11 PR13 จาํ นวน 11 11 11 2 13 1 2 25 10 11112 6 7 10 8 14 1 43 41 1 11 6 11 45 11 11 16 7 3 11 1 15 1 5 41 11 9 3 19 9 35 33 1 113 วดั แพร, PR2= ปาดา นเหนือ หนวยปอ งกนั รกั ษาปา พร.5 (แมต าตอนใต) ตําบลตา ผามอก อาํ เภอลอง จงั หวัดแพร, หนว ยปองกันรกั ษาปา พร.21 (แมป าน) ตาํ บลไทรยอ ย อาํ เภอเดน ชยั จงั หวัดแพร, PR8= ปาหลงั สาํ นักงาน หมสู ามัคคธี รรม ตําบลรอ งกวาง อาํ เภอรองกวาง จังหวัดแพร, PR11= วนอทุ ยานแหงชาติแพะเมืองผี ตาํ บลนาํ้ ชํา สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

638 เอกสารอา งองิ Mongkolsuk, P., Meesim S., Poengsungnoen and กัณฑรีย บุญประกอบ และคณะ. 2552. ความหลากหลาย Kalb, K., 2012. The Lichen Physciaceae in Thailand - I. The genus Pyxine. Phytotaxa 59: 32- ทางชีวภาพของไลเคนในอุทยานแหงชาติหมูเกาะตะรุ 54. เตา, การประชุมวิชาการทรัพยากรไทย: ผันสูวิถีใหม ฐานไทย (ภาคบรรยาย หนา 320-324) Sipman, H., 2003. Artificial key to Marbach’s ขจรศักดิ์ วงศชีวรัตน และคณะ. 2559. ความหลากหลาย tropical Buellia s.l. with short diagnoses: ทางชีวภาพของไลเคนวงศทริพพิทิเลียซิอิในพื้นท่ี Retrieved February 3, 2003, fromhttp://www. มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ bgbm.org/sipman/keys/Javagenera.htm. เกียรติ จังหวัดกาญจณบุรีและสุรินทร, การประชุม วิชาการ ทรัพยากรไทย: หวนดูทรัพยสิ่งสิตน (ภาค Swinscow, T. D. V., Krog. 1988. Macrolichens of east โปสเตอร หนา 626-631) Africa, British Museum (Natural history) พิบูลย มงคลสุข, 2546. การศึกษาคุณสมบัติทางเคมี และ London.10-273. สัณฐานวิทยาของไลเคนวงศฟสเซีย ที่รวบรวมไดจาก แหลง ตา งๆในประเทศไทย. วารสารวจิ ยั 6 (1), 91-112 Vainio, E.A. 1909. Lichenes. In: Schmidt, J. (ed.), ธวัชชัย สันติสุข, 2549. ปาของประเทศไทย. สํานักงานหอ Flora of Koh Chang. Contributions to the พรรณไม กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช: knowledge of the vegetation in the Gulf of หนา 81-99 Siam. Botanisk Tidsskrift 29 (2): 104–151. Elix, J. A. 2009b. Physciaceae. In P. M. McCarthy (Ed.), Flora of Australia (pp. 494-533). Melbourne, Wolseley, P.A. & Aguirre-Hudson, B. 1991. Lichens as Australia: ABRS/CSIRO. indicators of environmental change in the GÖrts-Van Rijn, A.R.A. 1987. Flora of The Guianas. tropical forest of Thailand. Global Ecology and Koeltz Scientific Books, The Netherland. Biogeography Letters 1, 170-175. Henssen, A., & Jahns, H. M. 1974. Lichenes. Eine Einführung in die Flechtenkunde. Stuttgart, Wolseley, P.A. & Aguirre-Hudson, B. 1997a. The Germany: Thieme Verlage. ecology and distribution of lichens in tropic Jungbluth, P. & Marcelli, M. P. 2012. Identificação de deciduous and evergreen forests in Thailand. Physciaceae s. l. foliosas brasileiras. Glalia 4: Journal of Biogeography 24, 327-343. 65–101. Kalb, K. 2004. New or otherwise interesting lichens Wolseley, P.A. & Aguirre-Hudson, B. 1997b. Fire in II. Bibliotheca Lichenologica 88: 301–329. tropical dry forests: corticalous lichens as Kalb, K. 1987. Brasilianische Flechten. 1. Die Gattung indicators of recent ecological changes in Pyxine. Bibliotheca Lichenolo gica 24: 1–89. Thailand. Journal of Biogeo graphy 24, 345- Kalb, K. 1994. Pyxine species from Australia. 362. Herzogia 10: 61–69. Kirk, P. M., Cannon, P. F., Minter, D. W., & Stalpers, J. Yoshimura, I. 1978. Some lichens of Thailand A. 2008. Ainsworth and Bisby's Dictionary of the collected by Danish botanists, 1958-68. Bulletin Fungi (10th ed.). Wallingford, United Kingdom: of the Kochi Gakuen Junior College 9, 35-40. CAB International Press. Meesim, S 2012. Studies on crustose Physciaceae (Lichenized Ascomycota) In Thailand. Master’s thesis, Ramkham haeng University, Bangkok. Moberg, 2004. Note on foliose species of the lichen family Physciaceae in Southern Africa. Acta Univ. Ups. Symp. Bot. Ups. 34:1, 257-288 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

639 การศกึ ษาสภาวะทเี่ หมาะสมตอ การเกิดสยี อมออรช ิลจากไลเคน Parmotrema tinctorum Hale STUDY ON APPROPRIATE CONDITION FOR ORCHIL DYE FROM LICHEN Parmotrema tinctorum Hale วิภาวรรณ เหล็กเพชร*, เวชศาสตร พลเย่ยี ม, กวนิ นาถ บัวเรอื ง, กัณฑรยี  บญุ ประกอบ และ เอก แสงวเิ ชยี ร Wipawan Laekpet*, Wetchasart Polyiam, Kawinnat Buaruang, Kansri Boonpragob and Ek Sangvichien หนวยวิจยั ไลเคน ภาควชิ าชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง แขวงหวั หมาก เขตบางกะป กทม. 10240 Lichen Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University, Bangkapi, Bankok 10240 บทคดั ยอ สอี อรชิล เปนสีโทนมว ง-แดง ท่มี ีเอกลกั ษณแ ตกตา งจากสีทีไ่ ดจากพชื อื่น ๆ แตสามารถสกดั ไดจ ากไลเคนบางชนิด งานวจิ ยั นี้มี วัตถปุ ระสงคเ พอื่ ศกึ ษาปรมิ าณของไลเคน ความเขม ขน ของสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) และเวลาที่เหมาะสมในการสกดั สีออรชิล จากไลเคน Parmotrema tinctorum Hale โดยประกอบดว ย 3 การทดลอง คือ 1) ความเขมขนของแอมโมเนียท่ี เหมาะสมตอการใชหมกั ไลเคน ทําโดย ใชไลเคน 2 กรัม สกัดดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3 : H2O) ในอัตราสวนตาง ๆ 11 อัตราสวน ไดแก 0:10, 1:9, 2:8, 3:7, 4:6, 1:1, 6:4, 7:3, 8:2, 9:1 และ 10:0 ใชเวลาในการหมัก 30 วัน ณ อุณหภูมิหอง 2) สัดสวนของปริมาณไลเคนท่ีนอยที่สุดในสารละลายแอมโมเนียที่ใชหมักใหสีออรชิลได โดยใชไลเคน 1, 2, 3, 4 และ 5 กรัม สกัดดวยสารละลายแอมโมเนีย อัตราสวน 1:1 ปริมาณ 50 มิลลิลิตร หมักเปนเวลา 30 วัน ณ อุณหภูมิหอง 3) เวลาที่ เหมาะสมในการหมักฯ โดยใชไลเคน 2 กรัม สกัดดวยสารละลายแอมโมเนีย อัตราสวน 1:1 ปริมาณ 50 มิลลิลิตร หมักเปน เวลาตางกัน 15, 30, 45, และ 60 วัน ที่อุณหภูมิหอง เมื่อไดน้ําสีตามการสกัดดว ยวิธีการตาง ๆ แลว วัดคา pH ของนํ้าสีกอน ยอมผาไหม ทําการยอมผาไหมแบบรอน และวิเคราะหคาเฉดสีบนผาไหมดวยภาพถาย และโปรแกรม Adobe Photoshop CC ระบบ L* a* b* (CIELAB) Scale ผลการศกึ ษาพบวา อัตราสวนสารละลายแอมโมเนีย ตั้งแต 3:7 ถึง 10:0 ปรมิ าณไลเคน ต้ังแต 1-5 กรมั และหมักเปนเวลา 15-45 วัน สามารถใชส กดั สีออรช ิลจากไลเคนชนดิ น้ไี ด โดยความเขมของเฉดสอี าจมีความ แตกตางกัน คือ (คา L* = 29-38, a* = 20-28, b* =-1- -7) เพื่อความคุมคาทางเศรษฐกิจและทรัพยากรจึงควรใชไลเคน 2 กรัม หมักในสารละลายแอมโมเนียอัตราสวน 1:1 เปนเวลา 45 วัน น้ําสีออรชิลท่ีไดมีคา pH อยูระหวาง 7.5-8.2 สามารถใช ยอมผาไหมไดเ ปนอยางดี นอกจากน้ยี งั สามารถปรับเฉดสีใหห ลากหลายข้ึน โดยการปรับคา pH ของนํ้าสยี อมกอนการยอมผา ไหมได ขอ มูลเบื้องตนเหลา นี้จึงเปนทางเลือกในการพัฒนาและใชส ียอมจากไลเคนแทนสียอมเคมีได Abstract Orchil dye is a unique purple-red color that is exceptional from other colors derived from plants. However, it can be extracted from a few lichens. The objective of this study was to discover the appropriate condition for extracting orchil dye from the lichen Parmotrema tinctorum Hale by varying the quantity of lichen mass, concentration of ammonia solution (NH3:H2O), and times of extraction. The research was performed in three experiments. The first one was to observe the proper concentration of ammonia solution. This experiment was conducted by immersed 2 grams of lichen with ammonia solution in 11 different concentrations comprising of 0:10, 1:9, 2:8, 3:7, 4:6, 5:5, 6:4, 7:3, 8:2, 9:1 and 10:0, and fermented for 30 days at room temperature. The second experiment was finding the proper amount of lichen for extraction dye. This one was done by using 1, 2, 3, 4 and 5 grams of lichens extracted with 50 ml of ammonia solution concentration 1:1 for 30 days at room temperature. The third test was times of dye extraction. This investigation was carried out by extracting 2 grams of lichen with 50 ml of ammonia solution at concentration 1:1 for 15, 30, 45 and 60 days at room temperature. After color developed, the solutions were measured for pH before they were used for dyeing silks. Then, color shades of silks were analyzed by photos using Adobe Photoshop CC system L*a*b* (CIELAB) Scale. This study revealed that the concentration of ammonia solution at 3:7 to 10:0, the amount of lichen 1-5 grams and fermenting periods of 15-45 days can be used to extract the orchil from this lichen. The color shade intensities varied as L * = 29-38, a * = 20-28, b * = -1 to -7. In order การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

640 to achieve appropriate economic and resource managements, we recommend using 2 g. lichen, 50 ml ammonia solution. concentration 1:1, and 45 days fermentation time for orchil dye extraction. The dye solutions had pH 7.5-8.2. In addition, different shades of orchil dyes can be made by adjusting pH of the dye solutions before coloring silk. Intensive information derived from this study can be used for developing dyes from lichens, which can be replaces chemical dyes that pollute the environment. คาํ สาํ คญั : สีธรรมชาติจากไลเคน, สีมว ง-แดง, ระบบวัดคาสี L* a* b* (CIELAB) scale Keywords: natural dye from lichen, purple-red, L* a* b* (CIELAB) scale system *ตดิ ตอนักวจิ ยั : วิภาวรรณ เหล็กเพชร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Wipawan Laekpet (E-mail: [email protected]) บทนาํ จากคุณสมบัติดังกลาวผูวิจัยจึงมีความสนใจศึกษาการ ผลิตภัณฑผาทอและผายอมสีธรรมชาติในประเทศไทย ใชประโยชนจากไลเคนสําหรับการทําสียอมผาไหม แต เน่ืองจากไลเคนมีผลผลิตมวลรวมนอย (Lange and Green, เปนหนึ่งในผลิตภัณฑ OTOP ที่สรางรายไดใหกับประเทศ 1986., Pangpet and Boonpragob, 2007) ดั ง นั้ น เปนอยางมาก เปนมรดกทางศิลปะที่งดงามและมีคาอยูคกู บั การศึกษาวิธีการ สกัดสียอมจากไลคนอยางถูกตองและ วัฒนธรรมไทยมาอยางยาวนาน ประกอบกับในปจจุบันมี เหมาะสมจะทําใหประหยัดทรัพยากร เปนการใชทรัพยากร ค ว า ม นิ ย ม ใ ช ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก วั ส ดุ ธ ร ร ม ช า ติ ม า ก ย่ิ ง ข้ึ น อยางคุมคา นอกจากน้ียังตองมีการศึกษาวิธีการเพ่ิมผลผลิต เนื่องจากมีความตระหนักถึงปญหามลพิษตอส่ิงแวดลอม ของไลเคนเพือ่ นํามาผลิตสียอ มดวย เพอื่ ใหมวี ัตถุดบิ เพียงพอ โดยเฉพาะปญหามลพิษทางนํ้าจากกระบวนการยอมผาดวย และเปนการอนุรักษไลเคนไมใหสูญพันธุ การศึกษาในคร้ังน้ี สีสังเคราะห (ปาเจรา พัฒนถาบัตร, 2551) ดังนั้นจึงเร่ิมหา เนนประเด็น การศึกษาปริมาณไลเคน อัตราสวนของ ทางเลือก เพ่ือการมีชีวิตอยางปลอดภัยและยั่งยืนโดยไม สารละลาย (แอมโมเนียตอนํ้า) และเวลาที่เหมาะสมในการ ทําลายส่ิงแวดลอม สียอมจากธรรมชาติในปจจุบันไดมาจาก หมักไลเคนเพื่อใหไดสียอมที่ตองการเพื่อทําใหมีขอมูลและ พชื และสตั ว สว นไลเคนเปนอกี ทางเลอื กหน่งึ ท่สี ามารถนํามา องคความรูพื้นฐาน นําไปสูการพัฒนาใชประโยชน ทําเปน สียอมผาได แตยงั ไมมีการนํามาใชอยางจริงจงั ไลเคน P. tinctorum ในการทําสียอ มออรชิลอยางเหมาะสม และคุมคา สวนการเพิ่มผลผลิตไลเคนซ่ึงไดมีการวิจัยควบคู ไลเคน เปนสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการอยูรวมกันแบบเอ้ือ กันไป จะนําเสนอในโอกาสตอไป ประโยชนซึ่งกัน ระหวางรากับสาหราย ศักยภาพในการ วธิ ีการศึกษา นํามาใชป ระโยชนของไลเคนเปน ท่รี ูจกั กันมานาน เชน นํามา 1. ตัวอยางไลเคน และการเตรียมตัวอยางไลเคนเพ่ือผลิตสี ประกอบอาหาร ใชในดานการแพทย (Devokotu et. al., ยอมออรชลิ 1999) ผสมในเคร่ืองสําอาง ไปจนถึงนํามาทําเปนสียอมผา ไลเคน Parmotrema tinctorum เปนไลเคนอีกชนิดท่ีนิยม เก็บรวบรวม Parmotrema tinctorum (ภาพท่ี 1 ก) นํามาศึกษาและพัฒนาเพื่อการใชประโยชน มีลักษณะเปน จากหลายแหลง เน่ืองจากไลเคนชนิดนี้พบไดท่ัวไปตามปา แผนใบ มีอัตราการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไลเคนชนิดอื่นๆ ธรรมชาติ หรือพ้ืนที่เกษตรบนภูเขาสูง นําไลเคนท่ีเก็บ พบไดในทุกภูมิภาคของประเทศไทย (พิบูลย มงคลสุข, รวบรวมได มาผ่ึงลมใหแหงและทําความสะอาดฝนุ หรือเศษ 2548, Pooprang, 2001) ไ ล เ ค น P. tinctorum มี ส า ร ไมที่ติดมาตามผิวลา งของแทลลัส ดวยแปรงขนออน จากนั้น ธรรมชาติ (lichen substance) คือ lecanoric acid ซ่ึงมี ตัดหรือบดไลเคนเปนชิ้นเล็กๆ ขนาด 5-10 มิลลิเมตร ศักยภาพสามารถใหสยี อ มผา ที่เรียกวา ออรชิล (orchil) โดย ชิ้นสวนไลเคนท่ีเก็บในท่ีแหงนี้สามารถเก็บไวไดนานโดยไม สีออรชิลน้ีเกิดจากปฏิกิริยาออกซิไดซสาร lecanoric acid เสยี คุณสมบัตขิ องสียอ ม ใหเปนสาร orcinol เม่ือ orcinol ทําปฏิกิริยากบั แอมโมเนยี 2. การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมตอการเกิดสียอมออรชิล น้ําและออกซิเจนในอากาศ จะเกิดเปนสารสี orchil มี ของไลเคน Parmotrema tinctorum ลักษณะสีมวงอมแดง มีเอกลักษณเฉพาะตัวในดานการให เฉดสีที่หลากหลายแตกตางไปตามสภาพกรด-ดา งของสียอม 2.1 ศึกษาอัตราสวนของสารละลายแอมโมเนีย (NH3) (วันวิสาข เพาะเจริญ, ขอมูลไมตีพิมพ, Eastaugh et. al., และนํ้า (H2O) ท่ีใชเปนสารสกัดสีออรชิล จากไลเคน P. 2004, Casselman, 2001, Laning et. al., 2013, Allen, tinctorum กําหนดอตั ราสวนของแอมโมเนยี ตอ นํ้า จํานวน 2014, Shukla et. al., 2014) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

641 11 อัตราสวน คือ 0:10, 1:9, 2:8, 3:7, 4:6, 5:5, 6:4, 7:3, - เน่ืองจากสียอมออรชิลเปน สปี ระเภท สีเบสิก (basic 8:2, 9:1 และ 10:0 นําตัวอยางไลเคนท่ีบดแลว ใสในขวดรูป or cationic dye) สีชนิดนี้เปนเกลือของเบสอินทรยี  ชมพู ขนาด 250 มิลลิลิตร ขวดละ 2 กรัม แลวเติม (organic base) ใหประจุลบ ละลายนํ้าได นิยมใช สารละลายแอมโมเนียความเขมขนตางๆ (50 มิลลิลิตร โดย ยอมเสนใยโปรตีน (อภิชาต สนธิสมบัติ, 2545) แตละความเขมขน ประกอบดวย 3 ซํ้า) ทําการเขยาใหเกิด วิธีการยอมจึงสามารถใชสียอมไดโดยไมตอ งผานการ ฟองอากาศ (เปดฝา) ประมาณ 30 นาที และหมักทิ้งไวเปน เติมกรดหรือเบสใดๆ โดยมีวธิ ีการดังน้ี นาํ สารละลาย เวลา 30 วัน โดยใหเปดฝาเขยาเปนเวลา 30 นาที ทุกวัน สียอมที่สกัดไดจากไลเคนแตละการทดลองใสในบีก (ภาพที่ 1 ข ค) เม่ือครบ 30 วัน ใชผาขาวบางกรองกากไล เกอร ปริมาตร 50 มิลลิลิตร และทําการยอมแบบ เคนออก และนาํ สารสะลายสยี อ มทไี่ ดม าวัดคากรด-ดาง และ รอน โดยใชผาไหมดิบขนาดประมาณ 50 ตาราง ทาํ การยอ มผา ไหมแบบยอ มรอนตอ ไป เซนติเมตร ตมรวมกันในน้ํา ท่ีอุณหภูมิ 80 องศา เซลเซียส เปนเวลา 5 นาที เพื่อกําจัดไขมันและส่ิง 2.2 ศึกษาปริมาณไลเคนที่เหมาะสมตอการเกิดสียอม ปนเปอนบนผา จากน้ันทําการยอมผาดวยสียอมที่ ออรชิล จากไลเคน Parmotrema tinctorum นําไลเคน อุณหภมู ิ 75 องศาเซลเซียส เปน เวลา 3 วนั วันละ 1 (ในขอ 1) ปรมิ าณ 1, 2, 3, 4, และ 5 กรัม มาบด นําไลเคน ชั่วโมง (อัจฉราพร ไศละสูต, 2517, พูลทรัพย สวน ที่บดแลว ใสในขวดรูปชมพู แลวเติมสารสารละลาย เมือง ตุลาพันธุ และคณะ, 2542, ศันสนีย แวน แอมโมเนีย อัตราสวน 1:1 (25:25 มิลลิลิตร) โดยแตละ ประเสรฐิ , 2552.) ปริมาณ (ของไลเคน) ทํา 3 ซํ้า ทําการเขยา และหมัก ตัวอยางไลเคน ตามวิธีการทดลอง 2.1 จนครบ 30 วัน จึง - นําผาไหมดิบที่ยอมสีแลวมาลางดวยน้ําเย็น และผ่ึง นํามายอมผา ไหมแบบรอนตอไป ลมใหแ หง 3 วนั 2.3 ศึกษาเวลาท่ีใชในการหมักสียอมออรชิลจากไลเคน 4. การบนั ทกึ ขอ มลู และวเิ คราะหค า เฉดสี Parmotrema tinctorum - วัดสภาพกรด-ดางของนํ้าสี กอนการยอมผาไหม โดยใช pH port meter FG2-B India - นําไลเคนบด ใสลงในขวดรูปชมพูจํานวน 12 ใบ - การบันทึกคาเฉดสีทําโดยการถายภาพของผา ใบละ 2 กรัม [4 (เวลา) x 3 (ซ้าํ )] ไหมที่ยอมเสรจ็ ส้นิ และผง่ึ ใหแ หงเปน เวลา 3 วนั - วิเคราะหคาเฉดสี L, a* และ b* จากภาพผาไหม - เติมสารละลายแอมโมเนียตอนํ้า อัตราสวน 1:1 ที่ยอมแลว โดยใชโปรแกรม Photoshop CS ปรมิ าณ 50 มลิ ลิลติ ร ดัดแปลงจากวิธีการของ ไพโรจน คลายเพ็ชร (2556) - หมกั ตวั อยางไลเคนและเขยาตามวธิ ีการขอ 2.1 - หมักทิ้งไวเปนเวลา 15 30 45 และ 60 วัน (4 ชว งเวลา) - นาํ ไลเคนท่ีหมกั ครบชวงเวลาที่กาํ หนด ครั้งละ 3 ตัวอยาง (ขวด) มาทําการยอมผา ไหมแบบรอน ตอไป 3. การยอมผา ไหม ภาพท่ี 1 การสกัดสียอมออรชิลจากไลเคน (ก) ไลเคน Parmotrema tinctorum (ข) การเขยาดวยเครื่องเขยา New Brunswick Scientific Edison, N.J., U.S.A. (ค) สียอมออรชิลที่สกัดดวยสารละลายแอมโมเนียวันแรก มีลักษณะสีเขียว เหลอื ง (ง) สียอ มออรชิลทีส่ กัดดวยสารละลายแอมโมเนียเปน เวลา 3 วนั มลี กั ษณะสีแดงถึงแดงนา้ํ ตาล การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

642 ผลและวิเคราะหผ ลการศกึ ษา 6:4 7:4 และ 8:2 ความแตกตา งของเฉดสีและคา pH 1. ศึกษาอัตราสวนของสารละลายแอมโมเนีย (NH3) และนํา้ ข อ ง ตั ว อ ย า ง แ ส ด ง ใ ห เ ห็ น ว า ค ว า ม เ ข ม ข น ข อ ง (H2O) ท่ีใชเปนสารสกัดสีออรชิล จากไลเคน Parmotrema แอมโมเนียและน้ํามีผลตอการเกิดสียอมและเฉดสี tinctorum ยอ มเปน อยา งมาก 2. ศึกษาปริมาณไลเคนท่ีเหมาะสมตอการเกิดสียอมออรชิล สีออรชิล (orchil) มีโทนสีมวงอมแดง (Casselman, จากไลเคน Parmotrema tinctorum 2001) ดังน้ันตามทฤษฎขี องสแี ลว สที ีไ่ ดควรมคี า a* เปนบวก ปริมาณของไลเคนที่ใชสกัดสียอมมีผลตอการเกิดเฉดสี และ b* เปนลบ โดยมีคา L บงบอกถึงความเขมและสวาง โดยคา L และ a* มีแนวโนมลดลง เมื่อใชไลเคนปริมาณมาก ของสี ซ่งึ หากคา L นอย เฉดสีจะแสดงออกมาไดน อ ยหรือคา ขึ้น ความชัดเจนของ a* และ b* จะนอย หากคา L มาก สีมี - คาความสวาง (L) มีคาอยูที่ 29-38 โดย L มี ความสวาง คาเฉดสีหรือความชัดเจนของ a* และ b* จะมี คาสูงสุด (38) เม่ือใชไลเคนเพียง 1 กรัม และลดลง คามาก แตหากคา L มีคามากเกินไป คาเฉดสีหรือความ อยางตอเนื่องเม่ือใชปริมาณไลเคนมากขึ้น (L = 29 ชัดเจนของ a* และ b* จะลดลงอีกครั้ง ดังนั้นการศึกษาคา ที่ไลเคน 5 กรัม) สียอมบนผาไหมเฉดสีมวง-แดง ใน เฉดสีจึงจําเปนจะตองพิจารณาทั้ง 3 คารวมกันไมสามารถ ทกุ ตวั อยาง แยกพจิ ารณาคา ใดคาหน่งึ ได จากการศกึ ษาน้ี อตั ราสว นของ - คาสีเขียว (-a*) ไปจนถึงสีแดง (+a*) มีคาอยูที่ แอมโมเนียตอน้ําที่กอใหเกิดสียอมออรชิลได คือ 3:7 ถึง (21-28) (ตารางที่ 2) คาต่ําสดุ คือ ท่ีปริมาณไลเคน 5 10:0 โดย กรมั คาสงู สุดคอื ที่ปริมาณไลเคน 1 กรัม - คาสีน้ําเงิน (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) มีคาอยู - คาความสวาง (L) มีคาอยูท่ี (31-36) (ตารางท่ี 1) ที่ (-7 - -1) (ตารางที่ 2) คาตาํ่ สุดคือ ที่ปริมาณไลเคน คา ตํา่ สุดคือ อัตราสว นที่ 9:1 และ 10:0 คาสูงสุดคือ 1 กรัม คาสูงสุดคือ ท่ีปริมาณไลเคน 5 กรัม โดย อตั ราสว น 3:7 ปริมาณไลเคนท่ีมากขึ้น สงผลใหคา b* สูงขึ้น บงช้ี วาปริมาณไลเคนนอยมีคาสียอ มเปน สีน้ําเงินมากกวา - คาสีเขียว (-a*) ไปจนถึงสีแดง (+a*) มีคาอยูที่ (ตารางท่ี 2) (20-23) (ตารางท่ี 1) คาตํ่าสุดคือ อัตราสวนท่ี 1:1 - คา pH มคี าอยทู ่ี (7.4-8.0) (ตารางท่ี 2) คาตํ่าสดุ คอื 6:4 และ 7:3 คาสูงสุดคือ อัตราสวนท่ี 3:7 4:6 9:1 ปริมาณไลเคน 5 กรัม คือสูงสุดคือ ปริมาณไลเคน 2 และ 10:0 ถึง 4 กรัม ซ่ึงคาสีและ pH ในปริมาณไลเคนที่มาก นน้ั อาจเปลยี่ นแปลงไดเ มื่อหมกั ในเวลาทน่ี านข้ึน - คาสีนํ้าเงิน (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) มีคาอยู ท่ี (-1 - -7) (ตารางท่ี 1) คา ตาํ่ สุดคอื อัตราสวนที่ 1:1 และ 6:4 คาสงู สุดคือ อตั ราสวนที่ 3:7 และมีคา - pH อยูท่ี (8.0-8.2) (ตารางที่ 1) คาต่ําสุดคื อ อัตราสวนที่ 3:7 และ 10:0 คา สงู สุด คอื อัตราสวนท่ี ตารางท่ี 1 ความแตกตางของคาเฉดสีออรชิลบนผาไหม ที่ไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) ความเขมขน ตางๆ โดยใชไลเคน 2 กรมั สารละลายแอมโมเนีย 50 มิลลลิ ติ ร อัตราสวนแอมโมเนยี คาเฉดสี ตอ น้ํา L a* b* pH สขี องตัวอยา ง (0:10) 83 3 12 7.0 (1:9) 53 28 4 7.5 (2:8) 36 27 1 7.9 (3:7) 36 23 -1 8.0 (4:6) 35 23 -3 8.1 (1:1) 35 20 -7 8.1 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

643 (6:4) 32 20 -7 8.2 (7:3) 32 20 -6 8.2 (8:2) 32 21 -6 8.2 (9:1) 31 23 -5 8.1 (10:0) 31 23 -2 8.0 หมายเหต:ุ L* หมายถึงความสวาง (lightness) จากคา +L* แสดงถึงสขี าว จนไปถงึ –L* แสดงถงึ สดี ํา a* หมายถึงแกนสี จากสีเขียว (-a*) ไปจนถึงสแี ดง (+a*) b* หมายแกนสี จากนํ้าเงนิ (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) ตารางที่ 2 ความแตกตางของคาเฉดสีออรชิลบนผาไหม ท่ีไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) อตั ราสว น (1:1) ปริมาณ 50 มลิ ลิลิตร โดยใชไลเคน 1 2 3 4 และ 5 กรมั ปริมาณไลเคน คา เฉดสีและ pH (กรมั ) L a* b* pH สีของตัวอยาง 1 38 30 -7 7.9 อัตราสวน 2 35 25 -6 8.0 แอมโมเนยี 3 31 25 -4 8.0 และน้ํา (1:1) 4 29 24 -4 8.0 5 29 22 -1 7.4 หมายเหต:ุ L* หมายถึงความสวาง (lightness) จากคา +L* แสดงถงึ สีขาว จนไปถึง –L* แสดงถึงสดี ํา a* หมายถงึ แกนสี จากสเี ขียว (-a*) ไปจนถงึ สแี ดง (+a*) b* หมายแกนสี จากนํา้ เงนิ (-b*) ไปจนถงึ สเี หลือง (+b*) ตารางท่ี 3 ความแตกตางของคาเฉดสีออรชิลบนผาไหม ท่ีไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) อัตราสว น (1:1) ปรมิ าณ 50 มลิ ลิลิตร ไลเคน 2 กรมั หมกั เปน เวลา 15 30 45 และ 60 วัน คาเฉดสี ระยะเวลาในการหมกั L b* คา pH สีบนผาไหม (วัน) a* 15 32 23 -2 7.4 30 37 28 -5 7.9 45 31 28 -4 8.1 60 31 30 4.2 7.6 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

644 หมายเหตุ: L* หมายถึงความสวาง (lightness) จากคา +L* แสดงถงึ สขี าว จนไปถงึ –L* แสดงถงึ สดี าํ a* หมายถงึ แกนสี จากสเี ขยี ว (-a*) ไปจนถึงสีแดง (+a*) b* หมายแกนสี จากนํ้าเงิน (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) 3. ศึกษาเวลาที่ใชในการหมักสียอมออรชิลจากไลเคน มวง ถึงนํ้าเงินออนๆ จากการศึกษาดังกลาวน้ี แสดงใหเห็น Parmotrema tinctorum วา คา pH มีผลตอเฉดสยี อมออรช ลิ เปน อยางมาก โดยพบวา อัตราสวนของสยี อมท่ีแตกตางสง ผลใหเกิดความหลากหลาย ชวงเวลาในการหมักไลเคน ที่ใหสีออรชิลเฉดตางๆ คือ ของเฉดสแี ตกตางกนั (ภาพท่ี 3) 15 – 45 วัน (ตารางที่ 3) ดังนี้ คาความสวาง (L) มีคาอยทู ่ี (31-37) โดยคา L สูงสุดวัดไดในชวง 30 วัน สีของผาไหมท่ี ภาพท่ี 3 ความแตกตางของเฉดสีออรชิลบนผาไหมท่ียอม ยอมแลว เปน สีมว งแดง แตพ บวามีคา ความสวาง (L) ต่าํ สดุ ที่ ดวยสีท่ีไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารสกัด การหมกั เปนเวลา 60 วนั ท้ังนสี้ ีของผาไหมท่ียอ มแลว เปน สี จากแอมโมเนียตอน้ําในอัตราสวนตางกัน 3 แบบ ใชเวลา แดง คา +a* คาสีแดง และคอยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาในการ หมัก 30 วัน โดยไลเคนท่ีหมักดวยสารละลายที่ไมมี หมักนานข้ึน โดยคา a* มีคาเปนบวก (23-30) สีของผาไหม แอมโมเนีย (0:10) หรือหมักดวยนํ้า ยอมผาไหมแลวไดส จี าง ท่ียอมเปนสีมวง-แดง ถึง สีแดง คาสีนํ้าเงิน –b* มีคาสูงสุด ขาวขุน ขาวเทา ถึงชมพูออน ขณะที่ไลเคนท่ีสกัดดวย ในชวงการหมัก 30 วัน (มีคา -5) โดยคาสีนํ้าเงินวัดไดต้ังแต สารละลายแอมโมเนีย (6:4 และ 10:0) ยอมผาไหมไดเปน การหมักเปนเวลา 15 วัน (b* =-2) ขณะท่ีชวงเวลาในการ โทนสีนา้ํ ตาล แดง มวง ถึงน้าํ เงินออ นๆ หมัก 60 วัน ตรวจวัดไดเ ปนคาสีเหลอื ง (b* = 4.2) สีของผา สรปุ ผลการศึกษา ไหมทย่ี อ มอยใู นชวงสีมวง-แดง ถึง สแี ดง คา pH มีคา เพมิ่ ขึน้ ตามเวลาที่ใชในการหมักและพบวาเวลาหมัก 15-45 วัน การเปล่ียนแปลงของสียอมออรชิลมีความสัมพันธกับ สามารถกอ ใหเ กดิ สีออรช ลิ ได และที่เวลา 60 วัน คา pH ของ ความเขมขนของแอมโมเนียตอนํ้า ปริมาณไลเคน และ สียอมลดลงเลก็ นอยซง่ึ อาจเกิดจากปริมาณแอมโมเนยี ลดลง ระยะเวลาในการหมัก ซึ่งอัตราสวนสารละลายแอมโมเนีย เปนอยางมากจากเกิดการระเหย แตสาร lecanoric acid ที่ (NH3) ตอน้ํา (H2O) ต้ังแต 3:7 ถึง 10:0 ปริมาณไลเคนที่ใช แอมโมเนียสกัดไดจากไลเคนยังมีปริมาณคงเดิมจึงทําใหคา ตั้งแต 1-4 กรัม ตอน้ําหมัก 50 มิลลิลิตร และหมักเปนเวลา ความเปนเบสของสียอมลดลงและความเปนกรดของสียอม 30-45 วนั สามารถกอใหเ กดิ สอี อรช ลิ ไดเปน อยางดี เพ่ิมข้ึน 4. คา pH และสียอ มออรชลิ จากไลเคน นอกจากนี้ สภาพกรด-ดาง กม็ ีผลตอการเกิดสียอ มเฉดสี ตางไดเชนกัน โดยในสภาพกรด สียอมผาไหมที่ไดออกโทนสี คา pH เปน ปจ จัยท่สี ําคัญซึง่ มีผลตอ การเกดิ สตี างๆ โดย แดง ขณะท่ีในสภาพดา งสยี อ มท่ีไดเ ปน โทนสมี วง ทุกการทดลองพบวา สารละลายสียอมมีสภาพเปนกลางถึง ดางออน (7.4-8.1) สภาพดางของสารละลายสียอม เปนผล เน่ืองจากไลเคน P. tinctorum มีการแพรกระจายใน จากแอมโมเนียในอัตราสวนตางๆ และจากโครงสรางของสี หลายพืน้ ทข่ี องประเทศไทย การพัฒนาสยี อมจากไลเคนชนดิ ยอมออรชิลท่มี ีคณุ สมบัตเิ ปนเกลือของเบสอินทรยี  (organic น้ีจงึ มีความเปน ไปไดใ นหลายพน้ื ที่ แตอ ยางไรกต็ ามไลเคนใน base) ( Eastaugh et. al., 2004, Casselman, 2001, ธรรมชาติเติบโตไดชามาก การเก็บตวั อยางไลเคนจากปา อาจ Laning et. al., 2013,) ซึ่งสีที่มีลักษณะเชนนี้ เรียกวา สี ทําใหวัตถุดิบไมเพียงพอ ในระยะยาวไลเคนชนิดนี้จึงอาจ เบสิก ดังนั้นการเปล่ียนแปลงของปฏิกิริยาในชวงเวลาการ เสี่ยงตอการสูญพันธุได จึงควรหาวิธีการเพาะเล้ียงในพ้ืนท่ี หมัก อาจสังเกตไดจากการเปลี่ยนแปลงของคาเฉดสีและคา เกษตรกรรมใหสําเร็จดวย และนําไลเคนจากการเพาะเลี้ยง pH การเปรียบเทียบคุณสมบัติการเกิดสีของสียอมจากไล เคนท่ีสภาพ pH ตางกัน แสดงใหเห็นไดชัดเจนมากข้ึน เมื่อ หมกั ดวยสารละลายแอมโมเนยี ตอนาํ้ ในอตั ราสวนตา งๆ และ นาํ มาปรับคา pH แลวทาํ การยอมผา ไหมโดยวธิ กี ารยอ มแบบ รอน พบวา สารสกัดแอมโมเนียและน้ํา (0:10) ยอมสีผา ไหม เปนสจี างๆ ขาวขนุ ขาวเทา ถึงชมพูระเรื่อ หรือเฉดสไี มม กี าร เปลี่ยนแปลง ขณะท่ีสารสกัดสารไลเคนที่มีแอมโมเนียเปน สวนผสม (6:4 และ 10:0) ยอมผาไหมเปนโทนสีน้ําตาล แดง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

645 มาพัฒนา ผลิตเปนสียอมในระดับอุตสาหกรรม เพ่ือ อัจฉราพร ไศละสูต. 2517. คูมือการยอมสี. วิทยาลัยเทคนิค ประโยชนในดา นตางๆ ตอ ไป กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร. ขอเสนอแนะ 1. เนื่องจากสียอมไลเคนมีคุณสมบัติคลายคลึงกับ Buffer Allen, A. 2014. Getting Started with Lichen Dyes. Fungi หลังจากการยอมควรผ่ึงผาไวใ นที่อากาศถายเทดี เปนเวลา 3 7(2-3): 66-69. วนั รอใหผ า แหงสนิทและสีของผา คงที่ กอนทาํ การวดั คาสี Barber, E. J. W. 1999. The Mummies of Urumchi. 2. สียอมจะยอมติดดีหรือไมน ้ันยังขึ้นอยูกับข้ันตอนการยอม ผาอีกดวย เชน การขจัดไขมันบนผาดวยการตมกอนทําการ Norton, New York. ยอมผา Casselman. K. D. 2001. Lichen Dyes. The New Source คําขอบคณุ Book. Cheverie Nova Scotia: Studio Vista ขอขอบคุณ คณะวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยรามคําแหง Publication. สนับสนุนหองปฏิบัติการวิจัย โครงการวิจัยนี้ไดรับการ Devokota, A., Ghimire, G.P.S., and Banniya, C.B. 1999. สนับสนุนงบประมาณจากสํานักงานคณะกรรมการวิจัย Antibiotic activities of some lichen species. แหงชาติ งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ Tribhuvan University Journal 22(1): 45-51. อนรุ ักษพ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดาํ รฯิ Eastaugh N., Walsh V., Chaplin T and Siddall R. เอกสารอางอิง 20013. The Pigment Compendium: A ปาเจรา พัฒนถาบัตร. 2551. กระบวนการยอมสีธรรมชาติ. Dictionary of Historical Pigments. Elsevier. Avenue New York. ศูนยสงเสริมศิลปาชีพระหวางประเทศ (องคกรมหาชน). Shukla. P., Upreti. D. K., Nayaka. S. and Tiwari. P. มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. นครปฐม. 2014. Natural Dyes from Himalayan. Indian พลู ทรพั ย สวนเมือง ตุลาพันธุ, วารุณี พูนศิลป และสุชาดา บุญ Journal of Traditional Knowledge 13(1): 195- ชู. 2542. การยอ มสีไหมดวยวสั ดุธรรมชาติในภาคอีสาน 201. ข อ ง ไ ท ย . ส ม า ค ม เ ท ค โ น โ ล ยี ที่ เ ห ม า ะ ส ม . Lange, O.T., Kilian, E., and Ziegler, H. 1986. Water กรงุ เทพมหานคร. vapor uptake and photosynthesis of lichen: พิบูลย มงคลสุข. 2548. เรียนรูเรื่องไลเคน. วารสาร Performance differences in species with green and มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง 22(3): 9-27. blue-green algae as phycobionts. Oecologia 71(1): ไพโรจน คลา ยเพ็ชร. 2556. วธิ ีการวัดสีแผนพมิ พธนบัตรดวย 104-110 การประมวลผลภาพดิจิทัล เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการ Laning. C. 2013. Ancient dyes, natural and ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพสีพื้น. จุฬาลงกรณ synthetic: Lichen Purple. Retrieved January 19, มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร. 2018, from http://www.chriscooksey.demon วันวิสาข เพาะเจริญ. (ขอมูลไมตีพิมพ). การเตรียมสียอม .co.uk/index.html จากไลเคนในประเทศไทย. รายงานปญหาพิเศษระดับ Pooprang T. 2001. Systematic Study of The Lichens ปรญิ ญาตรมี หาวทิ ยาลยั รามคําแหง: กรุงเทพมหานคร. Family Parmeliaceae in Thailand. Unpublished ศันสนีย แวนประเสริฐ. 2552. สภาวะท่ีเหมาะสมสําหรับการ masters of thesis, Ramkhamhaeng University, ย อ ม ผ า ไ ห ม ด วย ค รา ม ธ ร ร มช าติ .มหาวิท ยาลัย Bangkok. เกษตรศาสตร. กรงุ เทพมหานคร. Pangpet, M., & Boonpragob, K. 2007. Photochemical อภชิ าต สนธสิ มบัติ. 2545. กระบวนการทางเคมสี งิ่ ทอ: สมบัติ energy utilization of the lichen Parmotrema ของเสนใยส่ิงทอ. สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล. tinctorum from three microhabitats at Khao Yai กรุงเทพมหานคร. National Park. In The 33rd Congress on Science and Techonology of Thailand. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

646 การระบุชนดิ และฤทธทิ์ างชวี ภาพของแอคติโนแบคทีเรียทนความรอนท่แี ยกไดจากไลเคน IDENTIFICATION AND BIOLOGICAL ACTIVITIES ISOLATED FROM THERMO-TOLERANT ACTINOBACTERIA FROM LICHENS กสุ มุ า บว งราบ*, ภัครพล พลู สขุ โข, วงศกร พงศโสภิตานันท และ เอก แสงวเิ ชียร Kusuma Buangrab*, Pakarapon Poonsukkho, Vongsakorn Pongsophitanan and Ek Sangvichien ภาควิชาชวี วทิ ยา คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง เขตบางกะป กรงุ เทพฯ 10240 Department of Biology, Faculty of Science at Ramkhamhaeng University, Bang Kapi, Bangkok 10240 บทคดั ยอ แอคติโนแบคทีเรีย (Actinobacteria) เปนแบคทีเรียแกรมบวก ที่มีบทบาทสําคัญในการยอยสลายและผลติ สารออกฤทธ์ิทาง ชีวภาพ จากงานวิจัยกอนหนานี้ไดทําการคัดแยกแอคติโนแบคทีเรียทนความรอนจากตัวอยางไลเคนในโครงการอนุรักษ พนั ธุกรรมพชื อันเน่ืองมาจากพระราชดาํ รฯิ (อพ.สธ.) ไดจ ํานวน 5 ไอโซเลตคอื หมายเลข 90, 940, 951, CBR11 และ CBR16 จากการจัดจําแนกเบื้องตน พบวามีลักษณะใกลเคียงกับสกุล Streptomyces และมีฤทธิ์ยับย้ังจุลินทรียทดสอบไดดี จึงนํา แบคทีเรยี ดังกลา วมาศกึ ษาตอ เพ่อื ตรวจสอบชนดิ โดยใชเ ทคนคิ ทางอณูชีววทิ ยามาชวยยืนยัน ทาํ การเพ่มิ ปริมาณลําดบั นิวคลโี อ ไทดในตําแหนงยีน 16s rRNA แลวเปรียบเทียบกับขอมูลในฐาน GenBank พบวา ไอโซเลตหมายเลข 90 และ 951 มีความ ใกลเคียงกับ Streptomyces pseudogriseolus NRRLB-3288T 98.5 % ไอโซเลตหมายเลข 940 มีความใกลเคียงกับ Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T 99.74 % ไอโซเลตหมายเลข CBR11 และ CBR16 มีความใกลเคียงกับ Streptomyces chilikensis RC 1830T 99.04 % เม่ือการทดสอบฤทธ์ิทางชีวภาพในการสรางปฎิชีวะสารดวยวิธี Minimum Inhibitory Concentration (MIC) พบวา แอคติโนแบคทีเรียท้ัง 5 ไอโซเลต สามารถยับย้ัง Escherichia coli ATCC2 5 9 2 2 , Bacillus subtilis ATCC6 6 3 3 , Staphylococcus aureus ATCC2 5 9 2 3 แ ล ะ Candida albicans TISTR5554 ไดดี แตไมสามารถยบั ยั้ง Pseudomonas aeruginosa ATCC27853 ได ในการผลติ เอนไซมยอ ยสลาย 3 ชนิด ไดแก เซลลูเลส, เพคตินเนส และไซแลนเนส พบวา แอคติโนแบคทีเรียที่แยกไดสามารถสรางเอนไซมท้ัง 3 ชนิดไดดี เมื่อ ทดสอบฤทธ์ิในการยับย้ังเอนไซม α- glucosidase พบวา สารท่ีไดจากแอคติโนแบคทีเรียทั้ง 5 ไอโซเลต ไมมีฤทธิ์ยับย้ังการ ทํางานของเอนไซม α- glucosidase สําหรับการทนความรอนของสปอรแอคติโนแบคทีเรียน้ันพบวา ท่ีสปอรของแอคติโน แบคทีเรียทง้ั 5 ไอโซเลต สามารถทนความรอ นทอี่ ุณหภมู ิ 80 ◦C เปนเวลา 2 ชวั่ โมง Abstract Actinobacteria is a group of Gram positive bacteria, which are involved in organic decomposition and in the production of bioactive compounds. In our previous report, 5 actinobacteria were isolated from lichen samples of the Plant Genetic Conservation Project Under The Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG). They are represented as code 90, 940, 951, CBR11 and CBR16 respectively, and preliminary identifications and characterizations were also preformed. The results revealed that each of the isolated were similar to the genus Streptomyces and also exhibited antimicrobial activities. Further experiments were continued in the current report. The 16s rRNA gene was amplified, sequenced and compared sequences in the GenBank database. The data showed that isolates 90 and 951 were similar to Streptomyces pseudogriseolus NRRLB-3288T 98.95 %, isolate 940 was similar to Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T 99.74 % and isolates CBR11 and CBR16 were similar to Streptomyces chilikensis RC 1830T 99.04 % respectively. Antimicrobial assay by the Minimum Inhibitory Concentration (MIC) was also performed with inhibition results against Escherichia coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 and Candida albicans TISTR5554 but none of them represented activity against Pseudomonas aeruginosa ATCC27853. It was also found that these isolated actinobacteria were good-producers of degrading enzymes such as cellulose, pectinase and xylanase but none of them การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

647 exhibited inhibition activities against the α- glucosidase enzyme. Interestingly, spores of these actinobacteria were thermo-tolerant at 80 °C for 2 hours. คําสําคญั : การสรา งปฎชิ วี นะสาร, ฤทธท์ิ างชีวภาพ, ไลเคน, แอคติโนแบคทีเรีย Keywords: Antimicrobial, Biological activity Lichen, Actinobacteria *ติดตอ นกั วิจยั : กุสุมา บวงราบ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Kusuma Buangrab (E-mail: [email protected]) บทนาํ ยับย้ัง Staphylococcus aureus และ Bacillus subtilis แอคตโิ นแบคทีเรยี (Actinobacteria) เปนแบคทีเรียแก ได รมบวก พบไดท่ัวไปในธรรมชาติ (Barka et. al., 2016) กุสุมาและคณะ (2560) ไดรายงานในงานวิจัยกอนหนา สกุลสําคัญของแอคติโนแบคทีเรียท่ีพบทั่วไป ไดแก น้ที ีไ่ ดทาํ การแยกแอคติโนแบคทีเรยี ทนรอนท่พี บในไลเคนใน Micromonospora, Nocardia, Streptomyces แ ล ะ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ Themomonospora สําหรับสกุล Streptomyces ซ่ึงพบ (อพ.สธ.) สามารถแยก Actinobacteria ได 5 สายพันธุ ได ไดม ากที่สดุ นนั้ ถูกตัง้ โดย Waksman และ Henrici ในป ค.ศ. นํามาศึกษาลักษณะโคโลนแี ละสัณฐานวิทยาเบ้ืองตนและจดั 1943 เปนสกุลที่อยูในวงศStreptomycetaceae ปจจุบันมี จําแนกชนิดเบ้ืองตน และทดสอบฤทธิ์ของสารที่แบคทีเรีย ช่ือชนิดของStreptomyces มากกวา 700 ชนิด (Euzèby, ดังกลาวสรางขึ้น งานวิจัยน้ีจึงมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 2010 สืบคนไดจ าก http://www.bacterio.cict.fr/s/strep คุณสมบัติเพ่ิมเติมของแอคติโนแบคทีเรียที่แยกไดท้ังในการ tomycesa.html) ก า ร ต้ั ง ชื่ อ ว า Streptomyces น้ั น สรางสารออกฤทธ์ิทางชีวภาพ “งานวิจัยน้ี เปนงานสนอง เน่ืองจากมลี ักษณะทางสัณฐานวิทยาบางอยา งคลา ยเสน ใยรา พระราชดําริใน โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมา และสามารถสรา งสปอรไ มอาศยั เพศทเี่ รียกวา โคนดิ โิ อสปอร จากพระราชดํารฯิ ” (conidiospore) หรือ โคนิเดีย (conidia) ทําใหเห็นโคโลนมี ี อุปกรณแ ละวธิ กี ารทดลอง ลักษณะคลายผงหรอื ฝนุ แปง บางชนิดอาจมีการสรา งรงควัตถุ สีตางๆ เชน สีสม สีครีม สีเทา (ก่ิงจันทร, 2555) เดิมเรียก งานวิจัยของกุสุมาและคณะ (2560) ไดทําการคัดแยก จุลินทรียในกลุมน้ีวา Actinomycetes แตปจจุบันใช แอคติโนแบคทีเรียทนความรอนจากตัวอยางไลเคนใน Actinobacteria แทนเพ่ือความถูกตองในระบบอนุกรม- โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ วิธาน Streptomyces จัดเปนจุลินทรียท่ีมีความสําคัญใน (อพ.สธ.) แยกแอคตโิ นแบคทเี รยี ได 5 ไอโซเลต คือ 90, 940, ดานความหลากหลายทางชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ 95, CBR11 และ CBR16 โดยทําการจําแนกขนิดเบ้ืองตน เนื่องจากสามารถผลติ สารออกฤทธทิ์ างชีวภาพไดห ลายชนิด ดวยลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทดสอบทางชีวเคมี พบวา ท้ังสารปฏิชีวนะ เอนไซมยอยสลาย สารออกฤทธ์ิทางเภสัช แอคตโิ นแบคทีเรยี แตละไอโซเลต มลี กั ษณะใกลเ คียงกบั สกลุ เวท และอ่ืนๆ Streptomyces และใหฤ ทธิ์ทางชีวภาพไดด ี ทัง้ นี้ เพ่ือยืนยนั ถึงชนดิ ของแอคตโิ นแบคทีเรยี ทแ่ี ยกได และทดสอบฤทธิ์ทาง ไลเคนเกิดจากการอยูรวมกันแบบพึ่งพาระหวางรากับ ชีวภาพดานอื่นๆ จึงดําเนินงานวิจัยตอโดยมีวิธีการศึกษา สาหรายและหรือ cyanobacteria เกิดเปน ลกั ษณะทีเ่ รยี กวา ดงั นี้ แทลลสั ข้นึ ในแทลลสั นี้ยังมีจลุ นิ ทรียอ ่นื รวมอาศยั อยดู ว ย ซ่งึ 1. การตรวจสอบชนดิ ของแอคตโิ นแบคทีเรียทแี่ ยกได 5 ไอ จุลินทรียเหลาน้ีมีบทบาทแตกตางกันไป โดยอาจเรียก โซเลต ดว ยวิธที างอณวู ิทยา จุลินทรียเหลานี้ในชื่อรวมวา “endolichenic micro- organisms” โดยที่จุลินทรียในกลุมน้ีมีท้ังท่ีเปนราเสนใย 1.1 การวิเคราะหล าํ ดบั เบสในชว ง 16S rRNA และการ ยีสตแ ละแบคทีเรีย Spribille et. al. (2016) และ Saeng-in วเิ คราะหส ายววิ ฒั นาการ และคณะ (2558) ไดรายงานการแยกและกิจกรรมการสรา ง สารปฏิชีวนะจาก Streptomyces และ Actinoplanes ท่ี แยกดีเอ็นเอและทําใหบริสุทธิ์ โดยเล้ียงเชื้อแอคติโน แยกจากตัวอยางไลเคนในจังหวัดมหาสารคาม ได แบคทีเรีย ใน Yeast extract – Malt extract agar (ISP2) Streptomyces 9 ไอโซเลตและ Antinoplanes 3 ไอโซเลต 7-14 วนั เก็บเชอ้ื ปรมิ าณ 20-50 ไมโครกรัม ใสหลอด ขนาด และพบวา Streptomyces ท่ีแยกได 4 ไอโซเลต แสดงฤทธิ์ 2.0 มิลลิลิตร ใสเม็ด stainless beads ลงในหลอดแลวเติม Cetyl trimethylammonium bromide ( CTAB) 50 ไมโครลติ ร บดใหละเอยี ด จากนนั้ เติม CTAB 300 ไมโครลติ ร การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

648 แ ล ะ 5 % Polyvinylpolypyrrolidone ( PVPP) 100 2. ทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพในการสรางปฎิชีวะสารดวยวิธี ไมโครลติ ร นาํ ไปบม ท่ีอุณหภมู ิ 70 °C 30 นาทจี ากนั้นสกดั ดี Minimum Inhibitory Concentration (MIC) เอ็นเอโดยใชChloroform: isoamyl alcohol อัตราสวน 24:1 ปริมาณ 500 ไมโครลิตร เขยาใหเขากัน ปนดวย ช่ั ง ส า ร ส กั ด ห ย า บ ข อ ง แ อ ค ติ โ น แ บ ค ที เ รี ย แ ล ะ ย า ความเร็ว 10000 G เปนเวลา 15 นาที ดดู สวนน้าํ ใสลงหลอด มาตรฐาน Chloramphenicol ปริมาณ 1 มิลลิกรัม ละลาย ใหม จากน้ันตกตะกอนดีเอ็นเอดวย Isopropanol 0.6 เทา ดวย 10% dimethyl sulfoxide (DMSO) 1 มล. ดูดอาหาร นําตัวอยางไปแชท่ีอุณหภูมิ -20 °C เปนเวลา 30 นาที แลว เล้ียงเชื้อลง 96-well plate หลุมละ 100 ไมโครลิตร และ ปนตกตะกอนดวยความเรว็ 10000 G เปนเวลา 15 นาที เท ใสยามาตรฐาน Chloramphenicol ลงใน 2 แถวแรก เพื่อ สวนน้ําออกและลางตะกอนดวย 70% ethanol ปริมาณ ใชเปนตัวควบคุม และใสสารสกัดหยาบของแอคติโน 500 ไมโครลิตร ตากตะกอนใหแหงเปนเวลาประมาณ 1 แบคทีเรีย ลงในแถวถัดมาจากนั้น ทําการเจือจางแบบ two- ชั่วโมง เติม Tris-EDTA buffer ปริมาณ 50 ไมโครลิตร และ fold serial dilution และเติมเช้ือทดสอบ Escherichia เกบ็ ดีเอ็นเอท่ไี ดไวที่อุณหภมู ิ -20 °C coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 แ ล ะ Candida 1.2 การเพ่ิมปริมาณดีเอ็นเอดวยเทคนิค Polymerase albicans TISTR5554 ปรมิ าณ 100ไมโครลติ ร บมท่ีอณุ หภมู ิ Chain Reaction (PCR) และการตรวจสอบ PCR product 37 °C เ ป น เ ว ล า 24 ช่ั ว โ ม ง จ า ก น้ั น เ ติ ม 9 5 % ดวยเทคนคิ Gel electrophoresis Iodonitrotetrazolium chloride ปริมาณ 40 ไมโครลิตร บม ที่ อณุ หภูมิ 37 °C เปนเวลา 1 ชั่วโมง ระดบั ความเขมขน นําดีเอ็นเอท่ีแยกไดมาเพ่ิมปริมาณดีเอ็นเอ ดวยเคร่ือง ท่ีใหผลยับยั้งจะใหผลเปนสีเหลือง ระดับความเขมขนท่ีสาร DNA Thermal cycler ในสวน 16S rRNA โดยใช Universal สกัดแอคติโนแบคทีเรียไมมีฤทธ์ิยับยั้งเชื้อทดสอบ 95% Primer 2 สายไดแก Primer 20F (5′‐AGAGTTTGATCAT Iodonitrotetrazolium chloride จะจับกับเชื้อทดสอบจะ GGCTCAG‐3′) และ Primer 1530 R (5'-AAGGAGATCCAG เห็นเปนสชี มพู CCGCA-3') โดยใชเอนไซม Pfu DNA polymerase และ 3. ทดสอบการสรางเอนไซมยอยสลาย 3 ชนิด ไดแก เซลลู deoxynucleotide triphosphate ( dNTP) ทํ า ป ฏิ กิ ริยา เลส เพคตนิ เนส และไซแลนเนส อุณหภูมิตางๆ ในแตละรอบ ดังนี้ pre-denaturing ที่ อณุ หภูมิ 94 °C เปน เวลา 3 นาที เรม่ิ ระยะท1่ี Denaturation ถายเชื้อลงบนอาหารเล้ียงเช้ือแข็งท่ีมีสวนประกอบของ ใชอ ุณหภูมิ 94 °C เปนเวลา 1 นาที ระยะที่ 2 Annealing ท่ี เซลลูโลส เพคตินและไซแลน ตามลําดับ บมท่ีอุณหภูมิหอง อุณหภูมิ 50 °C เปนเวลา 1 นาที ระยะที่ 3 Extension ใช เปนเวลา 7-14 วัน เม่ือเชื้อเจริญบนอาหาร เติมสารทดสอบ อุณหภูมิ 72 °C เปนเวลา 2 นาที จากขั้นตอนท่ี1-3 ซึ่ง ดังน้ี นับเปนจาํ นวน 1 รอบ (One cycle) โดยทําปฏกิ ิริยาทงั้ หมด 30 รอบและรอบสุดทายเปนระยะ final extension ใช 3.1 ทดสอบการสรางเอนไซมเ ซลลเู ลส เตมิ 1% Congo อุณหภูมิ 72 °C เปนเวลา 3 นาที นําผลิตภัณฑที่ไดมา red แลวพักไว 15 นาที แลวเทออก เติม 1 N NaCl พักไว ตรวจสอบดวยวิธี gel electrophoresisจากนั้นนํา PCR 15 นาที แลวเทออก เติม 1% HCl พักไว 15 นาที แลวเท product ของชิ้นสวน 16S rRNA ท่ีไดมาทําใหบริสุทธิ์ดวย ออก สังเกตวงใสรอบโคโลนี ชุด GEL/PCR DNA Fragments Extraction Kit (Genaid, Taiwan) สงผลิตภัณฑที่ไดไปหาลําดับนิวคลีโอไทดท่ี 1st 3.2 ทดสอบการสรางเอนไซมเพคตินเนส เท1% BASE Laboratories ประเทศมาเลเซีย hexadecyltrimethyl ammonium bromide แลว พักไว 1 ชว่ั โมง สงั เกตวงใสรอบโคโลนี 1.3 การวิเคราะหหาลําดับนิวคลีโอไทด (DNA sequencing) บนสาย 16S rRNA และ การสรางแผนภูมิ 3.3. ทดสอบการสรางเอนไซมไซแลนเนส สังเกตวงใส ววิ ัฒนาการ (Phylogenetc Tree) รอบโคโลนีไดเ ลย 4. การทดสอบฤทธย์ิ ับย้ังเอนไซม α- glucosidase นําขอมูลลําดับนิวคลีโอไทดท่ีไดจากขอ 1.2 ดวย โปรแกรม BLAST ใน (www.ncbi.nlm.nih.gov) ทําการ ใสเอนไซม α- glucosidase ความเขม ขน 0.05 u/40µl Alignment ลําดับนิวคลีโอไทดท่ีไดกับนิวคลีโอไทดที่ไดมา เติม สารสกัดหยาบของแอคติโนแบคทีเรีย ปริมาณ 40 µl จากขอมูล Genbank โดยใช alignment software และ ลงในหลอดทดลอง เขยาท่ีความเร็ว 190 rpm เปนเวลา 1 สรา ง Phylogenetic tree ดว ยโปรแกรม MEGA 7.0 นาที บมท่ีอุณหภูมิ 37◦C เปนเวลา 30 นาที เติม 0.5 mM 4-nitrophenyl-α- glucopyranoside ปรมิ าณ 40 µl เขยา 190 rpm เปนเวลา 2 นาที บมที่อุณหภูมิ 37◦C 30 นาที เติม 1M Sodium carbonate solution ปริมาณ 40 µl การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

649 นําไปอานคาดวยเคร่ือง spectrophotometer ท่ีความยาว คลื่น 405 nm 5. ทดสอบการทนความรอนของสปอรแอคติโนแบคทีเรียที่ อณุ หภูมิ 80◦ C กระจายสปอรข องแอคติโนแบคทเี รียในน้าํ 1 มล. ใสล ง ในหลอดท่ีมี Silica gel beads ปริมาณ 3 ก. ใหสปอรเกาะ บนผิวของเม็ด Silica gel บมท่ีอุณหภูมิ 80 ◦C เปนเวลา 2 ช่ัวโมง นําเม็ด Silica gel วางบนอาหารเล้ยี งเช้ือ ISP2 บมที่ อุณหภูมิ 37 ◦C เปนเวลา 7-14 วัน ตรวจดูการเจริญและ โคโลนีของจุลินทรีย ผลการศึกษา 1 . ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ห า ลํ า ดั บ นิ ว ค ลี โ อ ไ ท ด ( DNA sequencing) ในชวง 16s rRNA และการวิเคราะหสาย ววิ ฒั นาการ พบวาแอคติโนแบคทเี รยี ทแี่ ยกได 5 ไอโซเลต หมายเลข 90, 940, 951, CBR11 และ CBR16 มีความใกลเ คยี งกับ Streptomyces pseudogriseolus, Streptomyces hygroscopicus และ Streptomyces chilikensis ตามลาํ ดบั ดังแสดงในตารางที่ 1 2. ผลการหาคา Minimum Inhibitory Concentration (MIC) ดวยวิธี Microdilution 96-well plate แอคติโน แบคทีเรียท้ัง 5 ไอโซเลต สามารถยับยั้งเช้ือทดสอบ Escherichia coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 และ Candida albicans TISTR5554 แ ต ไ ม ส า ม า ร ถ ยั บ ยั้ ง Pseudomonas aeruginosa ATCC27853 ได ความเขมขน ของสารสกัดหยาบของแอคติโนแบคทีเรียหมายเลข 90, 940, 951, CBR11 CBR16 สามารถยับย้ังการเจริญของ C. albicans TISTR5554 ไดดี 3. ผลการทดสอบ การสรา งเอนไซมเซลลเู ลส, เพคตินเนส และ ไซแลนเนส พบวา แอคตโิ นแบคทเี รยี ที่แยกไดท ั้ง 5 โซ เลต สามารถสรา งเอนไซมเซลลเู ลสไดด มี าก รองลงมา คอื เอนไซมเ พคตนิ เนส ในสว นของเอนไซมไ ซแลนเนสนน้ั พบวา แอคตโิ นแบคทเี รยี สามารถสรา งไดน อ ย (ในภาพอาจสงั เกต ยาก เนือ่ งจากอาหารเลย้ี งเชอ้ื คอนขา งทบึ แสงมาก) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

650 ตารางที่ 1 การวิเคราะหหาลําดบั นวิ คลีโอไทด (DNA sequencing) บนสาย 16s rRNA สายพนั ธุทแ่ี ยกได ความเหมือน (%) สายพันธทุ ใ่ี กลเคียง 90 98.95 Streptomyces pseudogriseolus NRRL B-3288T 951 98.95 Streptomyces pseudogriseolus NRRL B-3288T 940 99.74 Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T CBR11 99.04 Streptomyces chilikensis RC 1830T CBR16 99.04 Streptomyces chilikensis RC 1830T StrepStotrmepytcoemsybciensgcahldeenrgsgoenniaseisNBRCRWL-11T8(5C1P3T00(2E0U4177)0123) 42 Streptomyces violaceusniger NBRC 13459T (AB184420) 30 8 Streptomyces yokartensis NBRC 100779T (AB249942) 98 Streptomyces javensis NBRC 100777T (AB249940) 46 Streptomyces albiflaviniger NRRL B-1356T (AJ391812) Streptomyces hygroscopicus subsp. hygroscopicus NBRC 13472T (BBOX01000593) 44 90 Streptomyces demainii NRRL B-1478T (DQ334782) 8 Streptomyces iranensis HM 35 FT (J472862) 96 Streptomyces melanosporofaciens DSM 40318T (FNST01000002) Streptomyces himastatinicus ATCC 53653 (EF408736) 40 Streptomyces sporoclivatus NBRC 100767T (AB249934) 26 Streptomyces antimycoticus NBRC 12839T (AB184185) 32 Streptomyces castelarensis DSM 40830T (AY508511) 10 56 Streptomyces mordarskii NRRL B-1346T (EF408735) 38 Streptomyces geldanamycininus NRRL B-3602T (DQ334781) 88 Streptomyces rapamycinicus NRRL B-5491T (EF408733) Streptomyces yatensis NBRC 101000T (AB249962) 92 92 Streptomyces samsunensis M1463T (EU077190) 58 Streptomyces malaysiensis NBRC 16446T (AB249918) 88 Streptomyces cangkringensis D13P3T (AJ391831) Streptomyces asiaticus A14P1T (AJ391830) 100 Streptomyces griseiniger NRRL B-1865T (AJ391818) 56 Streptomyces rhizosphaericus NBRC 100778T (AB249941) 58 Streptomyces indonesiensis DSM 41759T (DQ334783) Streptomyces cattleya NRRL 8057T (FQ859185) Streptomyces rubrisoli FXJ1.725T (KC137300) 0.002 100 ภาพที่ 1 วงศว านวิวฒั นาการ ของ ตัวอยา งหมายเลข 940 โดยใช ผลของลาํ ดบั นิวคลโี อไทดใ น ชว ง 16s rRNA การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

651 ตารางที่ 2 คา Minimal Inhibitory Concentration (MIC) ดวยเทคนคิ Microdilution 96-well plate คา Minimal Inhibitory Concentration (µg/ml) แบคทเี รยี ทีใ่ ชท ดสอบ ไอโซเลต ความเขม ขนของ E. coli สารแอคติโนแบคทีเรยี (mg/ml) ATCC25922 P. aeruginosa ATCC27853 B.subtilis ATCC6633 S.aureus ATCC25923 C.albicans TISTR5554 90 2.6 - - 81.2 1300 81.2 940 3.3 103.1 - 51.5 206.2 51.5 951 2.8 1400 - 87.5 700 21.8 CBR11 4.5 1125 - 562.5 2250 140.6 CBR16 2.4 300 - 300 1200 37.5 ตารางท่ี 3 ผลการทดสอบ การยอ ยเอนไซม เซลลูเลส เพคตเิ นส ไซแลนเนส ชนิดของเอนไซม 90 940 CBR11 CBR16 951 เซลลูเลส ++ ++ ++ ++ ++ เพคตเิ นส + ++ ++ ++ ++ ไซแลนเนส ++ + ++ ผลการทดสอบความสามารถในการยอยเอนไซมเ ซลลูเลส 90 940 CBR11 CBR16 951 ผลการทดสอบความสามารถในการยอ ยเอนไซมเ พคติเนส 90 940 CBR11 CBR16 951 ผลการทดสอบความสามารถในการยอ ยเอนไซมไ ซแลนเนส 90 940 CBR11 CBR16 951 ภาพที่ 3 ผลการทดสอบการสรา งเอนไซมเ ซลลูเลส, เพคตินเนส และ ไซแลนเนส การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

652 4. ผลการทดสอบ α- glucosidase inhibitor พบวา สารท่ี ของแอคติโนแบคทีเรียเกาะอยูไปอบที่อุณหภูมิ 80 ◦C นาน ไดแอคติโนแบคทีเรียท้ัง 5 ตัวอยาง ใหผลการยับยั้งการ 2 ชั่วโมงแลวนําไปวางบนอาหารเลี้ยงเชื้อ ISP2 บมท่ี ทํางานของเอนไซมใ นระดับท่ี α- glucosidase ไดน อย อุณหภูมิ 37 ◦C พบวา สปอรข องแอคติโนแบคทีเรยี 5 ไอโซ 5. ผลการทดสอบการทนความรอนของสปอรแอคติโน เลต สามารถงอกและเจรญิ เปนโคโลนีได แบคทีเรียที่อุณหภูมิ 80◦C เมื่อนําเม็ด Silica gel ท่ีมีสปอร A. B. C. E. D. ภาพที่ 4 โคโลนีของแอคติโนแบคทีเรียทีส่ ามารถเจรญิ ได หลงั จากอบทอ่ี ณุ หภูมิ 80◦ C A. 90 B. 940 C. 951 D. CBR11 E. CBR16 สรุปและอภปิ รายผลการศกึ ษา การสรางเอนไซมยอยสลาย 3 ชนิด ไดแก เซลลูเลส เพคติน เมอ่ื นาํ ดเี อน็ เอในชวง 16s rRNA ของแอคติโนแบคทีเรยี เนส และไซแลนเนส พบวาแอคติโนแบคทีเรียสามารถผลิต เอนไซมทั้ง 3 ชนิดไดดีในสวนการทดสอบการยับยั้งการ ทีแ่ ยกไดจ ากตัวอยา งไลเคนในโครงการอนรุ ักษพ ันธุกรรมพืช ทํางานของเอนไซม α-glucosidase พบวาสารที่ไดจากแอ อันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ (อพ.สธ.) (กุสุมา และคณะ, คติโนแบคทีเรียทั้ง 5 โซเลต ไมมีฤทธิ์ยับย้ังการทํางานของ 2560) ไปวิเคราะหหาลําดับนิวคลีโอไทดพบวา แอคติโน เอนไซม α- glucosidase ได และการศึกษาการทนความ แบคทีเรีย ไอโซเลตหมายเลข 90, 951 มีความใกลเคียงกับ รอนของสปอร สามารถยืนยันไดวาสปอรของแอคติโน Streptomyces pseudogriseolus NRRLB-3288T 98.95% แบคทีเรียท้ัง 5 ไอโซเลตสามารถทนความรอนท่ีอุณหภูมิ ไ อ โ ซ เ ล ต ห ม า ย เ ล ข 940 มี ค ว า ม ใ ก ล เ คี ย ง กั บ 80 ◦C ไดนานถึง 2 ช่ัวโมง แสดงใหเห็นวาแอคติโน Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T 99.74% แบคทีเรียเหลานี้มีศักยภาพที่จะนําไปใชงานทางดาน ไอโซเลตหมายเลข CBR11, CBR16 มีความใกลเคียงกับ เทคโนโลยีชีวภาพเน่ืองจากมีฤทธ์ิในการยับยั้งจุลินทรีย Streptomyces chilikensis RC 1830T 99.04 % ก า ร ทดสอบไดดี โดยอาจศึกษาหาโครงสรางทางเคมแี ละทดสอบ วิเคราะหคา Minimum Inhibitory Concentration (MIC) ฤทธท์ิ างชวี ภาพทางดา นอื่นตอ พบวา แอคติโนแบคทีเรีย ท้ัง 5 ไอโซเลต สามารถยับย้ัง คําขอบคุณ Escherichia coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 และ โครงการวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ Candida albicans TISTR5554 แ ต ไ ม สา มารถยับย้ัง อนรุ กั ษพ นั ธกุ รรมพืชอันเน่อื งมาจากพระราชดาํ ริฯ โดยไดรบั Pseudomonas aeruginosa ATCC27853 เ ม่ื อ ท ด ส อ บ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

653 การสนับสนุนเงินวิจัยจากงบประมาณแผนดิน ประจําป Ouhdouch, Y. 2016. Physiology and Natural 2562 Product of Actinobacteria. Microbiology and เอกสารอา งองิ Molecular Biology Reviews. 80 (1) Euzèby. ก่งิ จนั ทน มะลิซอน. 2555. ความหลากหลายของแอคติโน 2010. สบื คน ไดจ าก (http://www.bacterio.cict.fr/s/strep- แบคทีเรยี ในดนิ .หนา 11-23. มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ tomyces.html) อดุ รธานี. Saeng-in, P., Kuncharoen, N., Chamroensaksri, N., กุสุมา บวงราบ และคณะ. 2560. การแยกและฤทธต์ิ า น Tanasupawat, S. 2015. Identification and จุลนิ ทรียข องแอคติโนแบคทเี รียทนความรอนจากไล antimicrobial activity of Streptomyces and เคน. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงาน Actinoplanes strains from lichens. Journal of วทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 8 “ทรพั ยากรไทย : ศกั ยภาพ Applied Pharmaceutical Science. 5 (01), 023- มากลน มใี หเ หน็ ” (29 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม พ.ศ. 029. 2560), ณ ศนู ยเ ครอื ขายการเรยี นรูเ พื่อภูมภิ าค Spribille, T., Tuovinen, V., Resl, P., Vanderpool, D., จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั , สระบรุ .ี Wolinski, H., M. Catherine Aime, Schneider, K., สมบรู ณ ธนาศุภวฒั น และคณะ. 2549. อนุกรมวธิ านและ Stabentheiner, E., Toome-Heller, M., Thor, G., สารทุตยิ ภูมิของแอคติโนไมซีททค่ี ัดเลอื กไดจ ากดินเกาะ Mayrhofer, H., Johannesson, H., John P. เสมด็ .หนา 1-68. กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ McCutcheon. Basidiomycete yeasts in the มหาวิทยาลยั cortex of ascomycete macrolichens. Science. Barka, A, E., Vatsa, P., Sanchez, L., Gaveau-Vaillant, 353(6298), 488-492. G., Jacquard, C., Klenk, H, P., Clemént, C., การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

654 ราทะเลทแี่ ยกจากสิ่งมีชวี ิตที่เปน โรคในแนวปะการงั บริเวณหมูเกาะแสมสาร จังหวดั ชลบุรี และหมูเ กาะลันตา จังหวัดกระบี่ MARINE FUNGI ISOLATED FROM INFECTED MARINE ORGANISMS IN THE CORAL REEFS AT MU KOH SAMAESARN CHON BURI PROVINCE AND MU KOH LANTA KRABI PROVINCE กลิ่นผกา ภูถาวร1, จาํ เรญิ บัวเรือง1, อรอมุ า เพียซา ย2, มาฆมาส สทุ ธาชีพ3, และ ธรรมศกั ด์ิ ยมี นิ 3* Klinphaka Phuthaworn1, Jamrearn Buaruang1, Onuma Piasai2, Makamas Sutthacheep3 and Thamasak Yeemin3* 1หนว ยวิจัยจุลชีพในส่งิ แวดลอ มทางทะเล สาขาวิชาวิทยาศาสตรส ่งิ แวดลอ ม คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง แขวงหวั หมาก เขตบางกะป กรุงเทพมหานคร 10240 2ภาควิชาโรคพชื คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน กรุงเทพมหานคร 10900 3กลมุ วิจยั ความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววทิ ยา คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง แขวงหวั หมาก เขตบางกะป กรงุ เทพมหานคร 10240 1Marine Microbe Environment Research Unit, Division of Environmental Science, Faculty of Science Ramkhamhaeng University Huamark, Bangkok 10240, Thailand 2Department of Plant Pathology, Faculty of Agriculture, Kasetsart University, Bangkok 10900, Thailand 3Marine Biodiversity Research Group, Department of Biology Faculty of Science, Ramkhamhaeng University Huamark, Bangkok 10240, Thailand บทคดั ยอ เก็บตัวอยางสง่ิ มีชีวิตที่เปนโรคในแนวปะการงั บริเวณหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบรุ ี และ หมูเกาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ี ในชวง ระหวางเดือนพฤษภาคม 2556 ถึง เดือนพฤษภาคม 2560 เก็บจํานวนตัวอยางมาท้ังหมด 14 ตัวอยาง แยกราทะเลจาก ชนิ้ สวนที่เปน โรคโดยใชวธิ ี tissue transplanting method วางบนอาหารวนุ malt extract agar (MEA) ผสม 70 เปอรเซ็นต ของนา้ํ ทะเล ทอี่ ณุ หภูมิ 28˚C เปน เวลา 5-7 วัน แลวจําแนกชนิดโดยใชล ักษณะทางสณั ฐานวทิ ยาของราทีเ่ จริญบนอาหารเลย้ี ง เช้ือชนิดตาง ๆ ผลการศึกษาพบราทะเลจํานวน 77 สายพันธุ โดยแยกจากหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ไดจํานวน 59 สาย พันธุ สามารถจาํ แนกชนิด ไดแ ก Acremonium sp., Aspergillus japonicus, A. niger, A. parasiticus, Aspergillus spp., Cladosporium sp., Curvularia sp., Emericella sp., Nigrospora sp., Penicillium spp., Syncephalastrum sp., Trichoderma sp. และ Zygosporium sp. แยกจากหมูเกาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ไี ดจํานวน 18 สายพันธุ สามารถจาํ แนกชนดิ ไดแก Acremonium sp., Cladosporium sp. และ Penicillium sp. และ กลมุ sterile mycelium Abstract Samples of infected marine organisms were collected from Mu Koh Samaesarn Chon Buri province and Mu Koh Lanta Krabi province, between May 2013 and May 2017. All 14 samples, marine fungi from infected sea fan and coral tissue were isolated using tissue transplanting method on malt extract agar (MEA) with 70% sea water and incubated at 28˚C for 5-7 days. Marine fungi were identified based on morphological characteristics such as colony growth rate and growth pattern on standard culture media, namely malt extract agar (MEA). A total of 77 fungal samples were isolated in this study; 59 isolates from Mu Koh Samaesarn, Chon Buri were found including Acremonium sp., Aspergillus japonicus, A. niger, A. parasiticus, Aspergillus spp., Cladosporium sp., Curvularia sp., Emericella sp., Nigrospora sp., Penicillium spp., Syncephalastrum sp., Trichoderma sp. and Zygosporium sp. 18 isolates from Mu Koh Lanta Krabi including Acremonium sp., Cladosporium sp. and Penicillium sp. and sterile mycelium. คาํ สาํ คัญ: ราทะเล, โรค, สิง่ มีชวี ิตในทะเล, แนวปะการงั Keywords: marine fungi, disease, marine organisms, coral reefs การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

655 *ตดิ ตอนกั วิจยั : ธรรมศักดิ์ ยมี ิน (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Thamasak Yeemin (E-mail: [email protected]) บทนาํ เนื้อเยอื่ มาประมาณ 1 cm3 แชและเขยาเพ่ือทําความสะอาด โรคปะการังเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดสภาพความเสื่อม กับสารละลาย 0.06% sodium hypochlorite ประมาณ 1 นาที แลวนํามาลางทําความสะอาดในนํ้าทะเลหรือน้ําทะเล โ ท ร ม ข อ ง แ น ว ป ะ ก า รั ง แ ล ะ อ า จ มี ผ ล ก ร ะ ท บ ห รื อ เ พิ่ ม เทียม (artificial seawater, ASW) ทีฆ่ า เชอื้ แลว อยา งนอย 3 ผลกระทบใหเกิดสาเหตุอื่นๆ ตอแนวปะการังอีก เชน ทําให คร้ัง ซับใหแหงดวยกระดาษซับที่น่ึงฆาเชื้อแลว จากน้ันนํามา ปะการังออนแอ ทนตอการเกิดการฟอกขาวนอยลง (Green ตัดใหเปนช้ินเล็กๆ ขนาดประมาณ 5x5 mm (Morrison- and Bruckner, 2000; Lesser et. al., 2007) สถานการณ Gardiner, 2002) แลวนําไปวางบนจานอาหารเลี้ยงเช้ือ ของโรคติดเช้ือเปนปญหาท่ัวโลกและเชื่อกันวามีบทบาท malt extract agar ท่ี ผ ส ม 70 % นํ้ า ท ะ เ ล (tissue สําคัญในการลดจํานวนปะการังในแนวปะการัง การศึกษา transplanting method) และเก็บไวประมาณ 5-7 วัน ท่ี โรคของปะการังเปนเร่ืองยาก (Lesser et. al., 2007; อุณหภูมิ 28 oC เมื่อพบมีเช้ือราข้ึนบนอาหารเข่ียเสนใยของ Sweet, 2016) สาเหตุของโรคในสัตวไมมีกระดูกสันหลังใน ราไวใ น slant MEA ท่ีผสม70 % ของน้ําทะเลเพอ่ื จดั จําแนก ทะเลเกิดจาก เชน แบคทีเรีย ไวรัส เช้ือรา และ โปรโตซัว ที่ ชนดิ ตอไป เกิดจากการประมงเหมือนจะเปนกลุมท่ีมีความสําคัญและมี 3. การแยกสายพนั ธุเ ชอ้ื ราแตล ะชนดิ จําแนกชนิดเชอ้ื ราโดย การแพรกระจายของโรคมากข้ึน Sisneya et. al. (2018) เพาะเล้ียงเชื้อราบนอาหารหลากหลายชนิดขึ้นอยูกับกลุม พบวาผลกระทบจากการรบกวนการใชงานท่ีเกิดจากมนุษย สายพันธุเชื้อรา เชน malt extract agar (MEA), Czapex’s โดยตรงตอปะการังกําลังเพ่ิมข้ึน แมวาจะมีสาเหตุที่สําคัญ agar (CZA) แ ล ะ Czapex yeast autolysate agar (CYA) ของโรคปะการังในท่ัวโลก แตมีการศึกษานอยเกินไป เปนตน และตรวจ ลักษณะการเจริญ สี กลิ่น บันทึก รายงานวาการติดเชื้อโรคในแนวปะการังจะเปนปญหาท่ัว เปรียบเทียบกับงานวิจัยที่เคยมีรายงานไว เตรียมตัวอยาง โลกและเช่ือวาการเกิดโรคในแนวปะการังจะมีบทบาทสําคัญ และถายภาพ เช้ือราจากกลองจุลทรรศนแบบ compound ในการลดแนวปะการัง และโรคปะการังเปนสาเหตุรายแรง และอิเล็กตรอนแบบสองกราด (Holler et. al., 2000; อยางหน่ึงที่ทําใหเกิดสภาพความเส่ือมโทรมและหยุดการ Manoch et. al., 2004; เลขา และคณะ, 2551) พัฒนาความสมบูรณของแนวปะการัง (Bourne et al., 4. การเก็บรักษาสายพันธุบริสุทธ์ิเช้ือรา นําเช้ือบริสุทธ์ิ 2009) และสอดคลองกับรายงานวาโรคปะการังเปนหน่ึงใน (pure culture) ของราที่แยกไดมาทําการเก็บรักษาดวยวิธี สาเหตุหลักที่ทําใหเกิดสภาพเสื่อมโทรมของแนวปะการังใน ตาง ๆ ไดแก เก็บไวในกระดาษกรอง เก็บไวในดินทะเล เก็บ ทะเลแคริบเบียน (Hayes and Goreau, 1998; Harvell ไวในเมล็ดธัญพืชที่ไดแชน้ําทะเล แลวนําเชื้อไปเก็บท่ี et. al., 1999; Willis et. al., 2004) อุณหภูมิ -4 ๐C และ slant MEA ที่ผสม 70% น้ําทะเล เก็บ รักษาในตูเย็นที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส (Manoch et. จุดประสงคของการศึกษาคร้ังนี้เพ่ือแยกและจําแนก al., 2004) และไดเก็บรักษาสายพันธุบริสุทธิ์เช้ือราทะเลไว ชนิดเชื้อราจากส่ิงมีชีวิตท่ีเปนโรคในแนวปะการังบริเวณหมู ที่หองปฏิบัติการหนวยวิจัยจุลชีพในสิ่งแวดลอมทางทะเล เกาะแสมสารและหมูเกาะลันตา โดยเก็บรวบรวมสายพันธุ สาขาวิชาวิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม คณะวิทยาศาสตร เชื้อราทะเล และคัดเลือกราที่กอใหเกิดโรคตอส่ิงมีชีวิตใน มหาวิทยาลัยรามคําแหง (MMERU) แนวปะการัง งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริใน โครงการอนรุ กั ษพนั ธกุ รรมพชื อันเนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ อปุ กรณและวิธีการทดลอง ผลและวิจารณผลการทดลอง 1. การเก็บตัวอยางสิ่งมีชีวิตท่ีเปนโรคในแนวปะการัง ดํานํ้า แยกราทะเลจากตัวอยางส่ิงมีชีวิตท่ีเปนโรคในแนว แบบ SCUBA เก็บตัวอยางสิ่งมีชีวิตท่ีเปนโรคโดยสังเกตจาก ลักษณะและสีท่ีเปล่ียนไปจากเดิมของสิ่งมีชีวิตในแนว ปะการังบรเิ วณหมเู กาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี และ หมูเกาะ ปะการังบริเวณหมเู กาะแสมสาร จงั หวดั ชลบุรี และ หมเู กาะ ลันตา จังหวัดกระบี่ เก็บจํานวนตัวอยางมาทั้งหมด 14 ลันตา จังหวัดกระบี่ ในชวงเดือนพฤษภาคม 2556 ถึง เดือน ตัวอยาง จากตัวอยางท้ังหมดสามารถแยกราไดจํานวน 77 พฤษภาคม 2560 สายพันธุ โดยแยกจากหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ได 2. การแยกราจากตวั อยางส่งิ มีชีวิตที่เปนโรคในแนวปะการัง จํานวน 59 สายพันธุ สามารถจําแนกชนิดตามลักษณะทาง นําตัวอยางสิ่งมีชีวิตที่เปนโรคในแนวปะการังที่เก็บมาตัดช้ิน สั ณ ฐ า น วิ ท ย า ไ ด แ ก Acremonium sp., Aspergillus japonicus, (รูปที่ 1) A. niger, A. parasiticus, Aspergillus การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

656 spp., (รูปท่ี 2) Cladosporium sp., (รูปท่ี 3) Curvularia อิเล็กตรอนพบวา coral microbiome มีความหลากหลาย sp., (รูปที่ 4) Emericella sp., (รูปที่ 5) Nigrospora sp., และเปนแหลงที่อยูของไวรัสจํานวนมาก การศึกษาพบ (รูปท่ี 6) Penicillium spp., Syncephalastrum sp., (รูป หลักฐานท่ีเพ่ิมมากขึ้นวาการติดเช้ือไวรัสสามารถทําลาย ท่ี 7) Trichoderma sp. (รูปท่ี 8) และ Zygosporium sp. symbionts algal ภายใตความเครียดดานส่ิงแวดลอมและ (รูปท่ี 9) แยกจากหมูเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ไดจํานวน 18 อาจมีสวนรว มในการตอบสนองตอ ปะการังฟอกขาว สายพันธุ สามารถจําแนกชนิด ไดแก Acremonium sp., (รูปที1่ 0) Cladosporium sp. และ Penicillium sp. (รปู ท่ี อยา งไรกต็ ามงานวิจัยเกยี่ วกบั สงิ่ มชี ีวติ ในแนวปะการังที่ 11) และ กลมุ รา Sterile mycelium เปนโรคในประเทศไทยยังมีจํานวนนอย ดังนั้นจึงควรเรง ศึกษาวจิ ยั เพอ่ื ทจ่ี ะไดรูถ งึ ปญ หาและสาเหตุทีเ่ กิดขึ้น จะไดนํา ผลการศึกษาพบรากลุม Aspergillus spp. เปนชนิด ความรูที่ไดมาแกไขผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้นกับแนวปะการัง เดนที่แยกไดจากชิ้นเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง ของไทยจะไดม แี นวปะการงั ไวใชป ระโยชนอยา งยั่งยนื ตอไป Toledo-Hernández et. al. (2013) และ Nieves-Rivera สรปุ ผลการทดลอง (2002) ศึกษาการแพรกระจายของเช้ือ aspergillosis ใน กั ล ป งห า (Gorgonia ventalina) ที่ เ ป น โ ร ค เ ที ยบกับ จากการศกึ ษาพบราทะเลจาํ นวน 77 สายพนั ธุ โดยแยก กัลปงหาที่สุขภาพดี พบการติดเชื้อ aspergillosis ใน จากหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ไดจํานวน 59 สายพันธุ กัลปงหา เช้ือรานี้มีช่ือวา Aspergillus sydowii ซ่ึงเปนเช้ือ สามารถจาํ แนกชนิด ไดแ ก Acremonium sp., Aspergillus ราเพยี งชนิดเดียวท่ีพบ การเกิดโรคในสตั วไมม ีกระดกู สันหลงั japonicus, A. niger, A. parasiticus, Aspergillus spp., เชน ฟองน้ํา, ปะการงั ออ น, โพลีขดี , หอย, ปลาหมึก, กงุ , ปู , Cladosporium sp., Curvularia sp., Emericella sp., เมนทะเล ,ปลาดาว และ ทากทะเล เปนตน มีการรายงาน Nigrospora sp., Penicillium spp., Syncephalastrum โรคในปะการังในป 1970 คือ โรค Black-band disease sp. Trichoderma sp. และ Zygosporium sp. แยกจาก (BBD) โรค White band disease (WBD) มีสาเหตุเกิดจาก หมเู กาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ไี ดจาํ นวน 18 สายพันธุ สามารถ ไวรัส, แบคทีเรีย และเช้ือโรค อื่นๆ ในฟองนํ้าเกิดลักษณะ จําแนกชนิด ไดแก Acremonium sp., Cladosporium โกรน เปน หยอมๆ ทําใหเ น้ือเยอื่ เสอ่ื มลงและตายไปภายใน 1 sp. และ Penicillium sp. และ กลมุ รา Sterile mycelium อาทิตย บาดแผลท่ีเกิดเปนทางยาวเล็กเช่ือวาเกิดจากเสนใย ของ เชอื้ รา (Muller et. al., 2011) นอกจากนไ้ี วรัสอาจเปน คําขอบคุณ สาเหตุของโรคปะการังบางชนิดและอาจเปนเหตุใหเกิด ขอขอบคุณ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน epizootics ในแนวปะการัง แตยังไมมีขอมูลเพียงพอที่จะ ส รุ ป ไ ด ว า โ ร ค ป ะ ก า รั ง เ กิ ด จ า ก ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ไ ว รั ส ช นิ ด ใ ด เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ กองทัพเรือ และสํานักงาน (Thurber et. al., 2011) แ ล ะ Sweet et. al., ( 2017) คณะกรรมการวิจัยแหงชาติ ที่ชวยเหลือและสนับสนุน รายงานการศึกษาดวยกลองจุลทรรศนและกลองจุลทรรศน โครงการวจิ ยั นี้ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

657 รูปท่ี 1 เช้ือรา Aspergillus japonicus ที่แยกไดจาก (A) ปะการัง (Pavona decussata) จากหาดเทียน หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสีนํ้าตาลอมมวง ดานใตอาหารสีขาวครีม conidiophoreใสไมมีสี ผนังเรียบ conidia head เกิดหนา แนนรูปรางกลม Vesicle รูปรางกลมหรือเกือบกลม เปนที่เกิดของ phialide (uniseriate Aspergilla) conidium รูปรางกลมหรือรูปไข ผนัง ขรขุ ระ (D,E) conidiophore 10 µm (F) conidia 5 µm รูปท่ี 2 เช้ือรา Aspergillus sp. ท่ีแยกไดจาก (A) ปะการัง (Montipora aequituberculata) จากโรงโขน-โรงหนัง หมูเกาะ แสมสาร โคโลนีสีเขียวปนเหลืองดานนอกสีขาว ดานใตอาหารสีครีม conidiophore ใสไมมีสี ผนังเรียบ conidia head รปู รางเปน แทง เกิดรอบๆ Vesicle มี metulae และ phialide (biseriate Aspergilla) conidium รูปรางเกือบกลม ผนงั ขรุ ข ระ (D) conidiophore 10 µm (E,F) conidia 10 µm ,5 µm การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

658 รปู ที่ 3 เช้ือรา Cladosporium sp. ทแ่ี ยกไดจ าก (A) ปะการัง (Acropora sp.) จากหาดเทยี น หมูเ กาะแสมสาร โคโลนีสีเขยี ว มะกอก ดานใตอาหารสเี ขียวข้ีมาปนดํา conidiophore ใสไมมีสี ผนังเรียบ conidium เปนพวก blastospore เกิดจากการ แตกหนอ (budding) สนี ํ้าตาล มี 1-2 เซลล สวนใหญเ หน็ เซลลเ ดียว ผนังเรยี บ ขนาดแตกตา งกนั รปู ไข รูปรี จนถงึ เปนเหลยี่ ม ไมส ม่าํ เสมอ และมกั เห็นรอยแผล (scar) ทบี่ ริเวณหวั ทา ยเซลล หรอื เฉพาะสวนฐานของเซลล (D) hypha (E) conidia 5 µm รูปที่ 4 เชื้อรา Curvularia sp. ท่ีแยกไดจาก (A) ปะการัง (Pavona decussata) จากหาดเทียน หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสี ควันบุหร่ี ดานใตอาหารสีเขียวขี้มาปนดํา conidiophore ใสไมมีสี ผนังเรียบ conidium มี 3 septate รูปรางกระบอง (clavate) ตรงหรือโคงเล็กนอย ผนังเรียบ เซลลท่ีสามจากฐานจะโปงพองและใหญกวาเซลลอื่น เซลลหัวทายมีสีออนและ บริเวณตรงกลางจะมีสเี ขม (D,E) conidia 10 µm, 5 µm การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

659 AB CD รูปที่ 5 Emericella sp. ท่ีแยกไดจาก (A) กัลปงหา (Melithaea sp.) จากโรงโขน-โรงหนัง หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสีเหลอื ง ปนนํ้าตาล conidiophore, conidium ขนาด 2-3 ไมโครเมตร และ hulle cell รปู รา งกลม หรือเกือบกลม ใส ขนาดเสนผา น ศนู ยก ลาง 5-10 ไมโครเมตร (C) hulle cell; 10 µm (D) hulle cell ; 5 µm รูปท่ี 6 เช้ือรา Nigrospora sp. ท่ีแยกไดจาก (A) ปะการัง (Porites lutea) จากโรงโขน-โรงหนัง หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสี ขาวปนควนั บุหร่ี ดานใตอ าหารสีเทาปนครมี conidiogenous cell สีนาตาลออน ผนงั เรยี บ conidium รูปรา งรี หรอื คอนขา ง กลมสีดา ผนงั เรียบ เสน ผา นศนู ยกลาง 9-13 ไมโครเมตร (E,F) conidium 10µm, 5 µm การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”