620 บทนํา โนไลเคนในพ้ืนท่ีอ่ืนๆ ในประเทศไทย จุดประสงคของ ไพรีโนไลเคน (Pyrenolichens) คือไลเคนกลุมครสั โตส งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาความหลากหลาย ทางชีวภาพและการ แพรกระจายของไพรีโนไลเคน ในพ้ืนที่รัศมี 50 กิโลเมตร (Crustose) เกิดจากการอยูรวมกันแบบพ่ึงพาอาศัย รอบมหาวิทยาลัยรามคาแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ (symbiosis) ระหวางเชื้อรากลุม Ascomycetes กบั สาหรา ย เกียรติ จังหวดั แพร โดยงานวิจยั นเ้ี ปนงานสนองพระราชดําริ สีเขียวสกุล Trentepohlia ยึดติดแนนกับท่ีเกาะอาศัย ไม ในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจาก สามารถลอกออกไดโดยงา ย โดยสรางโครงสรา งสบื พันธุแบบ พระราชดาํ รฯิ มี เ พ ศ ( Sexual reproduction) เ รี ย ก เ พ อ ริ ที เ ซี ย อปุ กรณแ ละวธิ กี าร (Perithecia) ลักษณะคลายรูปคนโฑ (flask shape) มีชอง เปดเรียก ออสติโอล (Ostiole) อยูเดี่ยวๆหรือเปนกลุมโดยมี สํารวจและเก็บรวบรวมตัวอยางไพไรีโนไลเคนโดยรอบ เสนใยราเปนตวั ประสานกันอยา งหนาแนน เรียกวา ซูโดสโตร พื้นท่ีมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ มา (Pseudostroma) เจริญแทรกในช้ันเพอริเดียม ภายในมี เกียรติ จังหวัดแพร ในเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2560 ในรัศมีพื้นที่ เสน ใยพาราไฟซสี (Paraphysis) แบบตา งๆและ ถุงหมุ สปอร ศกึ ษา 50 กโิ ลเมตร ครอบคลุมพ้นื ท่ี 2 จังหวดั ไดแ ก จงั หวัด บรรจสุ ปอรแ บบตางๆ และหยดน้าํ มนั (Oil drop) (Orange, แพร และนาน รวมจํานวนทั้งสิ้น 14 พื้นท่ีศึกษา (ภาพท่ี1) 2008) ซ่ึงท้ังหมดใชเปนหลักเกณฑสาคัญในการจําแนก ไล บนพรรณไม 34 ชนิด (ตารางท่ี 2) จํานวน 185 ตัวอยาง เคนในกลุมน้ี โดยพิจารณาจากขนาดของสปอร รูปรางทรงรี จากปาเต็งรัง (dry dipterocarp forest) ความสูงของ กระสวยถึงเสน ดาย แบบมีผนังกั้นตามขวางถึงแบบมรู ิฟอรม ระดับนํ้าทะเล 169-410 เมตร นํามาวิเคราะหชนิดตามหลัก สปอรสีใส สีน้ําตาลเทาถึงนํ้าตาลเขม จํานวน 8 สปอรตอ 1 อนุกรมวิธาน โดยศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา ถุ งหุ ม ส ป อ ร ( ascus) แ ล ะ ส า ร ทุ ติ ย ภู มิ ( secondary (morphology) กายวิภาควิทยา (anatomy) และการสราง metabolites) ไดแก parietin (Aptroot et. al., 2008) ส า ร ทุ ติ ย ภ มิ (secondary metabolites) ด ว ย วิ ธี ก า ร ทดสอบแบบหยดสี (spot-test) และวิธีทางรงคเลขผิวบาง ไ พ รี โ น ไ ล เ ค น เ ป น ไ ล เ ค น ท่ี ส า ม า ร ถ พ บ ไ ด ทั่ ว โ ล ก (Thin Layer Chromatography: TLC) และระบุชนดิ โดยใช (cosmopolitan) ที่มีความหลากหลายของสายพันธุมาก รูปวิธาน (กัณฑรีย บุญประกอบ และกวินนาถ บัวเรือง. กลุมหน่ึง เจริญและเติบโตในพ้ืนที่ๆ มีอากาศถายเทไดดี 2550; Aptroot 2002; 2006; 2007; 2009, 2012; Aptroot ความเขมของแสงสูง (Komposch & Hafellner, 2002) ท่ัว et. al., 2012a & 2012b; Awasthi, 1 9 9 1 ; Gueidan et. โลกพบ 12 วงศ 100 สกุล 2,125 ชนิด (Kirk et. al., 2008; al., 2014 & 2016; Harris, 1 9 8 9 ; Kajonhsak Lumbsch & Huhndorf, 2010) ในประเทศไทยพบ 9 วงศ Vongshewarat et. al., 1999; Schumm & Aptroot, 24 สกุล 157 ชนิด (Buaruang et. al., 2017) ซึ่งจังหวัด 2010). แพร เปนจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของ ผลและวิจารณ สิ่งมีชีวิต ตั้งอยูทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ท่ี ละติจูด 18° 4' 60\" N ลองติจูด 100° 0' 0\" E มีลักษณะภูมิ จากการสํารวจและเก็บรวบรวมตัวอยางไพรีโนไลเคน ประเทศเปนที่ราบระหวางภูเขา โดยมีทิวเขาลอมรอบและมี โดยรอบพื้นท่ีมหาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาขาวิทยบริการเฉลมิ บางสวนถูกปกคลุมดวยปาไม พ้ืนที่ราบสวนใหญเปนท่ีอยู พระเกียรติ จงั หวัดแพร ในรัศมีพืน้ ทศี่ กึ ษา 50 กโิ ลเมตร รวม อาศัยของชุมชนและประกอบอาชีพในทางการเกษตรกรรม 14 พื้นที่ (ภาพท่ี1) จํานวน 185 ตัวอยาง บนพรรณไม 34 อาจทําใหความหลากหลายทางชีวภาพของส่ิงมีชีวิต ปาไม ชนิด (ตารางที่ 2) จากปาเต็งรัง (Dry dipterocarp forest) พนั ธุพ ืชรวมถึงไลเคนมกี ารเปล่ียนแปลงหรือเสอื่ มโทรมลง นํามาวิเคราะหชนิดตามหลักอนุกรมวิธาน สามารถจัด จําแนกได 5 วงศ 11 สกุล 15 ชนิด (ภาพที่ 2) โดยกลุมไล สําหรับการสํารวจและรวบรวมตัวอยางไพรีโนไลเคน เ ค น ที่ มี ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ม า ก ท่ี สุ ด คื อ ว ง ศ โดยรอบพน้ื ท่มี หาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ Trypetheliaceae พบถึง 6 สกุล 7 ชนิด รองลงมาคือ วงศ พระเกียรติจังหวัดแพร เปนสวนหน่ึงของโครงการความ Pyrenulaceae พบ 2 สกุล 5 ชนิด (ตารางที่ 1) ทั้งน้ีอาจ หลากหลายทางชีวภาพของไลเคน ในพ้ืนท่ีมหาวิทยาลัย เนื่องมาจากไลเคนมีความหลากหลายมากและสามารถ รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสนอง เจริญเติบโตไดดใี นสภาวะท่ีรอนช้ืน แดดจัด อากาศถายเทดี พระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก และเปน ไลเคนที่ทนตอสภาวะอากาศรุนแรงไดจ งึ ทาํ ใหพบได พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช มากและกลุมไลคนที่พบไดนอยที่สุดคือ วงศ Celotheli- กุมารี ดังนั้นการศึกษาคร้ังนี้จึงเปนการเพิ่มองคความรูท่ีจะ เชื่อมโยงความสัมพันธระหวางทรัพยากรไลเคนกับชุมชน นอกจากน้ียังเปนขอมูลพ้ืนฐานและเปรียบเทียบของไพรี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
621 aceae และ Monoblastiaceae พบวงศละ 1 สกุล 1 ชนิด ขอขอบคุณโครงการความหลากหลายทางชีวภาพและ พรรณไมที่มีไลเคนเกาะอาศัยมากท่ีสุดคือ กระพ้ีจ่ัน ก า ร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก ไ ล เ ค น ใ น พื้ น ท่ี ม ห า วิ ท ย า ลั ย (Millettia brandisiana Kurz.) และตนออยชาง (Lannea รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัด coromandelica (Houtt.) Merr.) พบถึง 7 ชนิดรองลงมา นครศรีธรรมราช แพร หนองบัวลําภู และอุทัยธานี สนอง คือตนรักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) พบ 5 พระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก ชนิด (ตารางที่ 2) ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากเปนพรรณไมยืนตน พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช ขนาดกลางถึงขนาดใหญ เรือนยอดเปนทรงกลมถึงเปนพุม กุมารี สนับสนุนการทําวิจัย โดยงานวิจัยนี้เปนงานสนอง โปรง เปลือกตนเรียบถึงแตกเปนสะเก็ด สีเทาอมเขียว ออก พระราชดําริภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน นํ้าตาล หนา ความชื้นของเปลือกคอ นขางสงู จึงทําใหไลเคน เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กลุมนี้ยึดเกาะอาศัยไดดี มียางเหนียวใส มีผลตอการ สยามบรมราชกมุ ารี สนับสนุนการเจริญของไลเคนไดดีและบริเวณที่มีความ หลากหลายของไลเคนมากที่สุดคือ ปาหลังท่ีทําการ หนวย ปองกันรักษาปา พร.5 (แมตาตอนใต) ตําบลตาผามอก อําเภอลอง จังหวัดแพร และวนอุทยานแหงชาติแพะเมืองผี ตําบลน้ําชํา อําเภอเมือง จังหวัดแพร พบ 7 ชนิด (ตารางท่ี 3) เน่ืองจากพ้ืนทด่ี ังกลา ว มสี ภาพปา เปนปา เต็งรังทคี่ อ นขาง สมบูรณ โดยมีหนวยงานของรัฐท่ีปฏิบัติงานดานการ ควบคมุ ดแู ลทรพั ยากรธรรมชาตขิ องปา เฝา ระวงั และปองกัน การเกิดไฟปา สงเสริมสรางการมีสวนรว มระหวางหนวยงาน และชมุ ชน รวมถงึ ประชาสมั พันธ และรณรงคทุกรปู แบบเพ่อื ปองกันภัยจากธรรมชาติและการเหลื่อมล้ําของเกษตรกรใน การประกอบเกษตรกรรม รวมถึงไลเคนท่ีสามารถพบได ท่ัวไปคือชนิด Marcelaria benguelensis และ Pyrenula anomala สรุป ไ พ รี โ น ไ ล เ ค น ท่ี พ บ โ ด ย ร อ บ พื้ น ท่ี ม ห า วิ ท ย า ลั ย รามคําแหง สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติ จังหวัดแพร มี ความหลากหลายทั้งสิ้น 5 วงศ 11 สกุล 15 ชนิด โดยไลเคน ท่ีพบมากที่สุด คือ วงศ Trypetheliaceae พบถึง 6 สกุล 7 ชนิด รองลงมาคือ วงศ Pyrenulaceae พบ 2 สกุล 5 ชนิด และกลุมไลเคนท่ีพบไดนอยท่ีสุดคือ วงศ Celotheliaceae และ Monoblastiaceae พบวงศละ 1 สกุล 1 ชนิด พรรณ ไมท ่มี จี าํ นวนชนดิ ของไลเคนเกาะอาศยั มากทสี่ ุดคือตนกระพี้ จ่ั น (Millettia brandisiana Kurz.) แ ล ะ ต น อ อ ย ช า ง (Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) พบ 7 ชนิด รองลงมาคือตน รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) พบ 5 ชนิด พื้นที่ที่พบไลเคนมากท่ีสุดคือ ปาหลังที่ทําการ หนว ยปองกันรักษาปา พร.5 (แมตาตอนใต) ตําบลตา ผามอก อําเภอลอง และวนอุทยานแหงชาติแพะเมืองผี ตําบลน้ําชํา อําเภอเมือง พบมากถึง 7 ชนิด ไลเคนท่ีพบไดทั่วไปคือชนิด Marcelaria benguelensis และ Pyrenula anomala กิตตกิ รรมประกาศ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
62 ภาพท่ี 1 พื้นทศ่ี กึ ษาความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคน บรเิ วณรอบพื้นทม่ี หาวิทยาลัยรามคาํ ตารางที่ 1 ไพรโี นไลเคนทีพ่ บรอบพื้นท่มี หาวทิ ยาลัยรามคาํ แหง สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รต วงศ (Family) สกุล (Genus) CELOTHELIACEAE Celothelium MONOBLASTIACEAE Anisomeridium PORINACEAE Porina PYRENULACEAE Lithothelium Pyrenula TRYPETHELIACEAE Bathelium Campylothelium Laurera Marcelaria Nigrovothelium Trypethelium การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส
22 าแหง สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกยี รติ จงั หวดั แพร ิ จงั หวัดแพร ชนดิ (Species) Celothelium longisporum Anisomeridium polypori Porina bellendenica, P. nuculastrum Lithothelium illotum Pyrenula anomala, P. aspistea, P. immissa, P. mastophoriza Bathelium madreporiforme Campylothelium nitidum Laurera subdiscreta Marcelaria benguelensis Nigrovothelium tropicum Trypethelium eluteriae, T. nigroporum สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
62 ภาพที่ 2 ไพรีโนไลเคนท่พี บบริเวณรอบพื้นทมี่ หาวทิ ยาลัยรามคาํ แหงสาขา วทิ ยบรกิ ารเฉลมิ พระเก ก. Anisomeridium polypori (Elli & Everhart) M.E. Barr, ข. Bathelium madreporiforme K.H. Moon & Aptroot, จ. Laurera subdiscreta (Nyl.) Zahlbr., ฉ. Lithothelium illotum ช. Nigrovothelium tropicum (Ach.) Lücking, M.P. Nelsen & Aptroot, Spreng., ซ. Porina anomala (Ach.) Vain., ฎ. Pyrenula aspistea (Afzel. ex Ach.) Ach., ฏ. Pyrenula immiss Spreng., ฒ. Trypethelium nigroporum Makhija & Patw. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.ส
23 กียรติ จังหวดั แพร (Eschw.) Trevis., ค. Campylothelium nitidum Müll. Arg., ง. Celothelium longisporum (Vain.) Aptroot, ช. Marcelaria benguelensis (Müll. Arg.) Aptroot, Nelsen & Parnmen, a bellendenica Müll. Arg., ฌ. Porina nuculastrum (Müll. Arg.) R.C. Harris, ญ. Pyrenula sa (Stirt.) Zahlbr., ฐ. Pyrenula mastophoriza (Nyl.) Zahlbr., ฑ. Trypethelium eluteriae สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
62 ตารางท่ี 2 รายช่ือพรรณไมที่พบไพรีโนไลเคนรอบพ้ืนทีม่ หาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาขาวิทยบริการเ รายชื่อพรรณไม (Phorophyte) 1. กระพีจ้ ัน่ (Millettia brandisiana Kurz.) Bathelium madreporifo Pyrenula anomala, P. a 2. กอแพะ (Quercus kerrii Craib) Porina nuculastrum 3. กะบก (Irvingia malayana Oliv. ex a. Benn.) Pyrenula anomala 4. กัดลิน้ (Walsura trichostemon Miq.) Celothelium longisporu 5. กาสามปก (Vitex peduncularis Wall. ex Schauer) Pyrenula anomala 6. ออ ยชาง (Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) Anisomeridium polypor Pyrenula anomala, Pyr 7. ขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.) Marcelaria benguelens 8. ขอยหนาม (Streblus ilicifolius (Vidal) Corner) Pyrenula aspistea 9. ขันทองพยาบาท (Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.) Campylothelium nitidu 10. คํามอกหลวง (Gardenia sootepensis Hutch.) Campylothelium nitidu 11. ฉนวน (Dalbergia nigrescens Kurz.) Pyrenula anomala 12. ชงิ ชัน (Dalbergia oliveri Gamble) Marcelaria benguelens 13. แดง (Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub.) Marcelaria benguelens 14. ตะครอ (Schleichera oleosa (Lour.) Merr) Pyrenula anomala 15. เตง็ (Shorea obtuse Wall. ex Blume) Marcelaria benguelens 16. นนทรี (Peltophorum pterocarpum (DC.) K.Heyne) Pyrenula anomala, Pyr 17. ประดปู า (Pterocarpus macrocarpus Kurz.) Pyrenula anomala, Try 18. ปอแกน เทา (Grewia eriocarpa Juss.) Marcelaria benguelens 19. พยุง (Dalbergia cochinchinensis Pierra.) Pyrenula anomala 20. พะยอม (Shorea roxburghii G.Don) Marcelaria benguelens การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส
24 เฉลมิ พระเกยี รติ จังหวัดแพร ชนดิ ไลเคน (Species) orme, Lithothelium illotum, Marcelaria benguelensis, aspistea, P. immissa, Trypethelium eluteriae um, Marcelaria benguelensis, Pyrenula immissa ri, Campylothelium nitidum, Marcelaria benguelensis, renula immissa, Trypethelium eluteriae, Trypethelium nigroporum sis, Pyrenula anomala um um, Marcelaria benguelensis, Pyrenula anomala sis, Pyrenula anomala, Pyrenula immissa sis sis renula immissa, Trypethelium eluteriae ypethelium eluteriae sis, Pyrenula anomala sis สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
รายชอ่ื พรรณไม (Phorophyte) 62 21. พนั จาํ (Vatica odorata (Griff.)) Marcelaria benguelens 22. มะกอก (Spondias pinnata (L. f.) Kurz) Trypethelium eluteriae 23. มะกอกเกล้ือน (Canarium subulatum Guill.) Pyrenula immissa Anisomeridium polypor 24. มะกอกปา (Spondias pinnata (L. f.) Kurz) Trypethelium nigroporu 25. มะคา โมง (Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib.) Campylothelium nitidu 26. มะมวงหวั แมงวัน (Buchanania lanzan Spreng.) Campylothelium nitidu 27. โมกใหญ (Holarrhena pubescens Wall. ex G.Don) Marcelaria benguelens 28. รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) Marcelaria benguelens Bathelium madreporifo 29. รัง (Shorea siamensis Miq.) Trypethelium eluteriae 30. สองสลึง (Lophopetalum duperreanum Pierre.) Pyrenula immissa 31. สกั (Tectona grandis Linn.f.) Pyrenula anomala 32. แสลงใจ (Strychnos nux-blanda A.W. Hill) Trypethelium eluteriae 33. หางนกยูงฝรงั่ (Delonix regia (Hook.) Raf.) Pyrenula immissa 34. หูกวาง (Terminalia catappa L.) Marcelaria benguelens Pyrenula anomala, Try การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.ส
25 ชนดิ ไลเคน (Species) sis, Nigrovothelium tropicum, Pyrenula anomala, e, Trypethelium nigroporum ri, Campylothelium nitidum, Pyrenula anomala, um um, Pyrenula immissa, Trypethelium nigroporum um, Trypethelium eluteriae sis sis, Porina nuculastrum, Pyrenula anomala orme, Marcelaria benguelensis, Pyrenula anomala, e, Trypethelium nigroporum e sis ypethelium eluteriae สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
62 ตารางท่ี 3 การแพรก ระจายของไพรโี นไลเคน 14 แหงโดยรอบพ้นื ท่ีมหาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาข species PR1 PR2 PR3 PR4 PR6 PR7 Anisomeridium polypori 11 Bathelium madreporiforme 3 Campylothelium nitidum 2 Celothelium longisporum 1 1 Laurera subdiscreta Lithothelium illotum Marcelaria benguelensis 3 389 Nigrovothelium tropicum Porina bellendenica 1 Porina nuculastrum 1 Pyrenula anomala 4211 22 Pyrenula aspistea 1 Pyrenula immissa 14 35 Pyrenula mastophoriza 1 Trypethelium eluteriae 1 1 Trypethelium nigroporum 1 Total specimens 25 2 3 7 16 37 Total species 713446 หมายเหต:ุ PR1=ปาหลังที่ทาํ การ หนวยปอ งกันรักษาปา พร.5 (แมต าตอนใต) ตาํ บลตาผามอก อําเภอลอง จงั หว PR3= ปาใกล สวนปาผาลายคาํ ตําบลเวยี งตา อาํ เภอลอง จงั หวดั แพร, PR4= ปาหลงั ศาลเจา พอมือเหลก็ รมิ ถนนส แพร, PR7= ปาตรงขา ม หนว ยปอ งกันรกั ษาปา พร.21 (แมปาน) ตําบลไทรยอย อาํ เภอเดนชยั จังหวดั แพร, PR8= ปาหลังตรงขาม หนวยปอ งกนั รักษาปา พร.17 (รองกวาง) ตําบลรองกวาง อําเภอรองกวาง จังหวัดแพร, PR10= ป เมืองผี ตําบลนํ้าชํา อําเภอเมือง จังหวัดแพร, PR13= ปาชุมชนบานอัมพวัน หมูท่ี 8 ตําบลเตาปูน อําเภอสอง จัง PR16= ดอยปจู าลอน ตาํ บลถมี ตอง อาํ เภอเมอื ง จังหวดั นาน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.ส
26 ขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกยี รติ จังหวดั แพร PR8 PR9 PR10 PR11 PR13 PR14 PR16 total 2 114 341 10 2 11 11 41277 4 48 66 1 23 6 5 7 1 2 51 3 14 2 5 2 1 32 1 15 4 12 31 5 15 1 9 30 22 8 9 185 4147654 วดั แพร, PR2= ปา ดา นเหนอื หนว ยปองกันรักษาปา พร.5 (แมต าตอนใต) ตําบลตา ผามอก อาํ เภอลอง จงั หวดั แพร, สาย 1023 ตาํ บลตา ผามอก อําเภอลอง จังหวดั แพร, PR6= ริมถนนสาย 11 ตาํ บลไทรยอ ย อําเภอเดนชยั จังหวัด = ปาหลงั สํานกั งาน หนวยปองกนั รักษาปา พร.17 (รองกวาง) ตาํ บลรองกวาง อําเภอรอ งกวาง จังหวดั แพร, PR9= ปาดานหลัง วัดผาหมูสามัคคีธรรม ตําบลรองกวาง อําเภอรอ งกวาง จังหวัดแพร, PR11= วนอุทยานแหงชาติแพะ งหวัดแพร, PR14= ปาตรงขามสํานักงานหนวยจัดการปาแมยมตะวนั ออก ตําบลเตาปูน อําเภอสอง จังหวัดแพร, สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
627 เอกสารอางองิ Aptroot, A., Schumm, F., & Cáceres, E. S. 2012a. Six กัณฑรยี บญุ ประกอบ และกวนิ นาถ บัวเรอื ง. 2550. ไลเคน new species of Pyrenula from the tropics. The Lichenologist, 44(5), 611-618. แหง เกาะแสมสารจากยอดเขาถึงชายทะเล. สาํ นกั พมิ พ มหาวิทยาลยั รามคําแหง. กรงุ เทพมหานคร Aptroot, A., Valadbeigi, T., & Sipman, H. J. M.2012b. Aptroot, A. 2002. Genus Pyrenula. In T. H. Nash III, A new species and new records of the lichen B. D. Rayan, C. Gries, & F. Bungartz, (Eds.), genus Pyrenula from Iran. The Lichenologist, Lichen flora of the greater Sonoran desert 44(4), 445-448. region 1 (pp. 435-437). Tempe, Az: Thomson- Shore. Awasthi, D. D. 1991. A key to the microlichens of Aptroot, A. 2006. Three new species of India Nepal and Sri Lanka. Bibliotheca Lithothelium (Pyrenulaceae) from China and Lichenologica, 40, 1-337. Thailand, with a revised world key and annotated list of species. The Lichenologist, Buaruang, K., Boonpragob, K., Pachara, M., Ek, S., 38, 541-548. Kajonhsak, V., Wetchasart, P., Achariya, R., Aptroot, A. 2007. New species, combinations, Wanaruk, S., Khwanruan, N., Jutarat, K., lectoty pifications and synonyms in Australian Sittiporn, P., Ekaphan, K., Phimpisa, P., Sanya, Pyrenulaceae. Australian Lichenology, 60, 34- M., Theerapat, L., Phimpha, N., Vasun, P., 41. Natwida, D., Mattika, S., Supatra, P., Muthita, Aptroot, A. 2009. Pyrenulaceae. In P. M. McCarthy M., André, A., Klaus, K., Robert, L., & H. (Ed.), Flora of Australia 57 (pp. 449-480). Thorsten, L. 2017. A new checklist of Canberra, Australia: CSIRO. lichenized fungi occurring in Thailand. Aptroot, A. 2012. A world key to the species of Mycokeys 23: 1–91 Anthracothecium and Pyrenula. The lichenologist, 44(1), 5-53. Gueidan, C., Aptroot, A., Cáceres, M. E. S., Badali, Aptroot, A., Diederich, P., Serusiaux, E., & Sipman, H., & Stenroos, S. 2014. A reappraisal of orders H. J. M. 1997. Lichens and lichenicolous fungi and families within the subclass from New Guinea. Bibliotheca Lichenologica, Chaetothyriomycetidae (Eurotiomycetes, 64, 152-169. Ascomycota). Mycological Progress, 13, 1027- Aptroot, A., Lücking, R., Sipman, K. J. M., Umaña, L., 1039. & Chaves, J. L. 2008. Pyrenocarpous lichens with bitunicate asci a first assessment of the Gueidan, C., Aptroot, A., Cáceres, M. E. S., & Binh, lichen biodiversity inventory in Costa Rica. N. Q. 2016. Molecular Phylogeny of the Bibliotheca tropical lichen family Pyrenulaceae: Lichenologica, 97, 1-162. contribution from dried herbarium specimens Aptroot, A., Saipunkaew, W., Sipman, H. J. M., and FTA card samples. Mycology Progress, Sparrius, L. B., & Wolseley, P. A. 2007. New 15(7), 1-21. Lichen from Thailand, mainly microlichens from Chiang Mai. Fungal Diversity, 24, 75-134. Harris, R. C. 1989. A sketch of the family Kajonhsak Vongshewarat, McCarthy, P. M., Pachara Pyrenulaceae (Melanommatales) in eastern Mongkolsuk, & Kansri Boonprakob. 1999. North America. Memories of the New York Additions to the lichen flora of Thailand. Botanical Garden, 49, 74-107. Mycotaxon, 70, 227-236. lowland rainforest. Bibliotheca Lichenologica, Komposch, H., & Hafellner, J. 2002. Life form 82, 311-326. diversity of lichenized fungi in an Amazon Kirk, P. M., Cannon, P. F., Minter, D. W., & Stalpers, J. A. 2008. Dictionary of the fungi. Trowbridge, United Kingdom: Cromwell Press. 260 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
628 Lumbsch, H. T., & Huhndorf, S. M. 2010. Fieldiana: Schumm, F., & Aptroot, A. 2010. Seychelles Lichen Life and Earth Sciences. Myconet, 14, 1-64. Guide. Süssen, Germany: Beck.263 Orange, A. 2008. British Pyrenocarpous Lichens. Cardiff, Wales: National Museum of Wales. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
629 ความหลากหลายของไลเคนวงศฟสเซียในพืน้ ที่โดยรอบมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยาการเฉลิมพระเกียรติ จงั หวัดแพร BIODIVERSITY OF THE LICHENS PHYSCIACEAE IN RAMKHAMHAENG UNIVERSITY REGIONAL CAMPUS IN HONOUR OF HIS MAJESTY THE KING, PHRAE PROVINCE สัญญา มีสมิ 1*, สภุ ทั รา โพธิ์แกว2, สัมฤทธ์ิ เสง็ เลก็ 2, พมิ พา นิรงคบ ตุ ร2, ณัฐนันท รอดสา1, วสนั ต เพงิ สูงเนนิ 2, กวินนาถ บัวเรอื ง2, ขจรศักดิ์ วงศช ีวรตั น2 และ เอก แสงวิเชียร2 Sanya Meesim1*, Supattara Phokaeo2, Sumrit Senglek2, Phimpha Nirongbut2, Nuttanun Rodsa1, Vasun Poengsungnoen2, Kawinnat Buaruang2, Kajonhsak Vongshewarat2 and Ek Sangvichien2 1ศูนยเ ครอ่ื งมือวทิ ยาศาสตร คณะวทิ ยาศาสตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา เจาคณุ ทหารลาดกระบัง กรงุ เทพฯ 10520 2หนวยวจิ ยั ไลเคน ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง บางกะป กรงุ เทพฯ 10240 1Scientific Instruments Centre, Faculty of Science, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang, Bangkok 10520 2Lichen Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University, Bangkok 10240 บทคดั ยอ จากการสํารวจและรวบรวมตัวอยางไลเคนของวงศฟสเซีย บริเวณรอบพื้นท่ีของมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการ เฉลิมพระเกียรติ จังหวดั แพร รวบรวมได 113 ตวั อยา ง สามารถจําแนกได 8 สกลุ 16 ชนิด ประกอบดวย ไลเคนท่ีสรางแทลลสั เ ป น ฝุ น ผ ง ( crustose) ส กุ ล Baculifera remensa (Stirt.) Marbach, Buellia desertica (Marbach) Bungartz., Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Gassicurtia omiae Kalb, แทลลัสแบบแผนใบ (foliose) สกุล Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore., Dirinaria applanata (Fee) D. D. Awasthi., Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear., Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt, Physcia jackii Moberg., Physcia tribacioides Nyl., Pyxine asiatica Vain., Pyxine coccifera (Fée) Nyl., Pyxine cocoes (Sw.) Nyl., Pyxine meissnerina Nyl. และ Pyxine retirugella Nyl. โดยใชลักษณะทางสัณฐานวิทยา และกายวิภาควิทยา เชน ลกั ษณะของแทลลสั สรางซอรเี ดีย (soredia) ไอซเิ ดีย (Isidia) และการสรา ง แอโพทเี ซียม (apothecium) รูปจาน (disc) ขอบ ไมมีสาหราย (lecideine apothecia) และขอบมีสาหราย (lecanorine apothecium) ภายในบรรจุสปอรส ีนํ้าตาลถงึ นา้ํ ตาล เขม มีผนังกั้นตามขวาง (septate) 1-3 ผนัง จากการสาํ รวจไลเคนที่พบไดท ั่วไป คือ Dirinaria confluens, Dirinaria picta, Pyxine retirugella โดยพบชนิดของไลเคนมากคอื ตนกระพี้จ่นั และตน ออยชาง เปน ตน Abstract A survey of lichens family Physciaceae was conducted at Phrae Regional Campuses in Honour of His Majesty the King of Ramkhamhaeng University. One hundred and thirteen specimens of lichens were identified 8 genera 16 species. Thallus crustose were Baculifera remensa (Stirt.) Marbach, Buellia desertica (Marbach) Bungartz., Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Gassicurtia omiae Kalb, while thallus foliose were Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore. Dirinaria applanata (Fr.) D. D. Awasthi. Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear., Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt, Physcia jackii Moberg., Physcia tribacioides Nyl. Pyxine asiatica Vain., Pyxine coccifera (Fée) Nyl., Pyxine cocoes (Sw.) Nyl., Pyxine meissnerina Nyl. and Pyxine retirugella Nyl. Sixteen species were identified using morphological and anatomical characters as soredia, isidia and lecideine apothecium or lecanorine apothecium, ascospore brown 1-3 septate, wall thickening. The common lichen in this study were Dirinaria confluens, Dirinaria picta, and Pyxine retirugella. The most diversity of lichen was found on Millettia brandisiana Kurz and Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) คาํ สาํ คัญ: โฟลโิ อส ไลเคน, ครัสโตส ไลเคน, แอสโคสปอร, การจัดจาํ แนก, อนกุ รมวธิ าน Keywords: foliose lichens, crustose lichens, ascospores, classifications, taxonomy การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
630 *ติดตอ นักวจิ ยั : สญั ญา มีสิม (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Sanya Meesim (E-mail: [email protected]) บทนาํ ตลอดจนเปนการเพ่ิมประสบการณและความเช่ียวชาญ จังหวัดแพร เปนจังหวัดที่มีความหลากหลายทาง เฉพาะดานของผูทําวจิ ยั ชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ตั้งอยูทางภาคเหนือตอนบนของ สําหรบั การสาํ รวจและเกบ็ รวบรวมไลเคน เปน สว นหนึ่ง ประเทศไทย ที่ละติจูด 18° 4' 60\" N ลองติจดู 100° 0' 0\" E ของแผนแมบทโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช อัน มีลักษณะภูมิประเทศเปนท่ีราบระหวางภูเขา โดยมีทิวเขา เนื่องมาจากพระราชดําริฯ (อพ. สธ.) เปนสวนหนึ่งของ ลอมรอบและมีบางสวนถูกปกคลุมดวยปาไม ทําใหความ โครงการความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคน ในพื้นท่ี หลากหลายทางชวี ภาพของสิ่งมชี วี ิต ปาไม พันธพุ ืช รวมถึงไล มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ เคนอยูหลายชนิดมาก ที่ยังไมเคยมนี ักวิจยั กลมุ ใดศกึ ษาอยา ง เพ่ือสนองพระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน จริงจังและตอเน่ืองมากอน โดยเฉพาะ ไลเคนวงศฟสเซีย ซ่ึง เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เปนไลเคนที่สามารถพบไดทั่วไป เจริญเติบโต ในพื้นที่ ที่มี สยามบรมราชกุมารี ซึ่งหนวยวิจัยไลเคน มหาวิทยาลัย อากาศถายเทไดด ี แสงแดดจา สภาพความช้ืนสูง โดยเฉพาะ รามคําแหง ไดรับพระราชทานพระราชานุญาตใหรวมสนอง แถบชายฝงทะเล พบเกาะอาศัยบนตนพืชและหิน (Görts- พระราชดําริฯ เพื่อการวิจัยพัฒนาองคความรูใหม และ van Rijn, 1987, พิบูลย 2546) ท่ัวโลกมี รายงานการพบไล นําไปใชประโยชนในพื้นท่ีประกอบกับพ้ืนที่โดยรอบของ เคนนี้รวม 1,190 ชนิด (Kirk et al., 2008) และประเทศไทย มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มีรายงาน พบท้ังหมด 158 ชนิด โดยสรางแทลลัสแบบโฟลิ โดยมีระยะทางหางออกไป ประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งยังไม โอส (Foliose) แบบครัสโตส (crustose) และแบบพลา เคยมขี อ มลู การรายงานการพบของไลเคนมากอ น โดยเฉพาะ คอยด (placoid) ลักษณะสีเทาถึงสีเขียว บนแทลลัสของไล วงศฟสเซีย และประกอบกับพื้นที่เปนอาณาเขตติดตอกับ เคน สามารถพบ ซอรีเดีย (soredia) ไอซิเดีย (isidia) แอโพ ชุมชน มีความเสี่ยงตอการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดลอม ทีเซียม (apothecium) รูปจาน (disc) ที่ขอบมีสาหราย ท้ังนี้พ้ืนท่ีโดยรอบของสาขาวิทยบริการฯ จึงมีความนาสนใจ (lecanorine) และ ไมมีสาหราย (lecideine) ภายในบรรจุ และเหมาะสมที่จะนํามาใชประโยชนใหเปนแหลง ศึกษาและ สปอรสีนํ้าตาล ท่มี ีผนังกน้ั ตามขวาง (septate) ปกติผนังของ เรียนรูทรัพยากรธรรมชาติท่ียังหลงเหลืออยูภายในชุมชน สปอร (spore wall) จะหนา (Hensent & Jahns, 1973) และพ้นื ที่ใกลเคียงสาขาวทิ ยบริการฯ สําหรับความรูเก่ียวกับไลเคนวงศนี้ ในประเทศไทยมีนอย มาก (Mongkolsuk et al, 2012) เนื่องจากการศึกษาไลเคน จดุ ประสงคของการวจิ ยั นม้ี งุ เนน สาํ รวจเกบ็ รวบรวมสาย ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ใ น อ ดี ต ดํ า เ นิ น ก า ร โ ด ย นั ก วิ ย า ศ า ส ต ร พันธุไลเคนวงศฟสเซิย พรอ มท้ังวิเคราะหและจาํ แนกชนดิ ไล ตางประเทศ Vainio, 1909; Wolseley, 1997; Wolseley เคนท่ีพบในพ้ืนท่ีธรรมชาติ และเปนขอมูลพ้ืนฐานทาง et al, 1991; 1997a; 1997b และ Yoshimura, 1978 วิทยาศาสตรธรรมชาติ (natural history) เพื่อเปนหลักฐาน ในการตรวจสอบชนิดของไลเคนท่ีเคยเติบโตอยูในพ้ืนท่ี ดังนั้นการที่นักวิทยาศาสตรชาวไทยไมไดรวบรวมและ เหลาน้ี รวมทั้งประกอบการศึกษาเปรียบเทียบกับไลเคนวงศ ศึกษาตัวอยางไลเคนดวยตนเองทําใหขาดประสบ การณแ ละ ฟสเซียในพืน้ ที่อนื่ ๆ ท่ีเคยศึกษาในประเทศไทยมากอน (ขจร ความเชี่ยวชาญในเรื่องแหลงท่ีมาและเรื่องอ่ืนๆท่ีเก่ียวของ ศักด์ิและคณะ, 2559) โดยงานวิจัยนี้เปนงานส นอ ง กับตัวอยางไลเคน และการที่นําตัวอยางสายพันธุไลเคน พระราชดาํ ริในโครงการอนุรักษพ ันธกุ รรมพชื อนั เนื่องมาจาก โดยเฉพาะวงศฟสเซีย ที่รวบรวมจากบริเวณพ้ืนท่ีโดยรอบ พระราชดํารฯิ (อพ.สธ.) ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกรี อุปกรณและวธิ กี ารทดลอง ยติ จังหวัดแพร นาํ มาศกึ ษาถึงคณุ สมบัตทิ างเคมแี ละสณั ฐาน วิทยาเบ้ืองตนอยางจริงจังและตอเน่ือง จึงมีความสําคัญ เก็บรวบรวมตัวอยางไลเคนจากสาขาวิทยบริการเฉลิม สําหรับการศึกษาขอมูลพื้นฐาน อันจะนําสูการบอกถึงสกุล พระเกียรติของมหาวิทยาลัยรามคําแหง จังหวัดแพร นํา และชนิดของ ทรัพยากรชีวภาพ กลมุ นข้ี องประเทศไทย วา มี ตัวอยางเขามาในหองปฏิบัตกิ าร และศกึ ษาทางอนกุ รมวิธาน จํานวนชนิดมากนอยเพียงไร เพื่อกาวสูการใชป ระโยชน การ ดานสัณฐานวิทยา กายวิภาควิทยา และการตรวจสอบ อนุรักษ และการขยายสายพันธุท่ีมีนอยอยางเหมาะสมและ สารเคมี ของแทลลัสไลเคน (Meesim, 2012) โดยใชวิธีรงค ย่ังยืนทําใหประเทศมีขอมูลพ้ืนฐานอยูในความครอบครอง เลขผิวบาง (Thin Layer Chroma tography) ตามวิธีของ White และ Jame (1985) และ พิเคราะหชนิดตัวอยางไล การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
631 เคนของวงศฟ ส เซีย เพื่อจําแนกชือ่ สกุล-ชนิดของไลเคน จาก retirugella ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากไลเคน มีความหลากหลาย คูมือการตรวจสอบของ Elix, (2009), Jungbluth et. al. อยูมาก และสามารถเจริญเติบโตไดดีในสภาวะท่ีรอนชื้น (2010, 2011), Kalb, (2004, 1994, 1987), Swinscow & แดดจัด อากาศถายเทดี และเปนไลเคน ที่ทนตอสภาวะ Krog, (1988), Sipman, (2003), Moberg 2004, อากาศรุนแรงไดจึงทําใหพบไดม าก และชนิดของไลคนท่ีพบ Mongkolsuk et. al., 2012). ไดนอยท่ีสุดคือ ชนิดของ ไลเคนที่เปนแทลลัสแบบ ฝุนผง ผลและวจิ ารณก ารทดลอง ก ลุ ม (Crustose) ไ ด แ ก Baculifera remensa แ ล ะ Gassicurtia omiae อยางละ 1 ชนิด พรรณไมที่มี ไลเคน จากการรวบรวมตัวอยางไลเคน ท้ังหมด 114 ตัวอยาง เกาะอาศัยมากที่สุดคือ กระพี้จั่น (Millettia brandisiana บนพรรณพืช ใบไม และบนหิน จากบริเวณพื้นที่โดยรอบ Kurz.) ซ่ึงเปนไมตน ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 8-20 เมตร ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ ผลัดใบ เรือนยอดทรงกลม โคนตนเปนพูพอน เปลือกสี เกยี รติ จังหวัดแพร จาํ แนกและพเิ คราะหไ ด 8 สกลุ 16 ชนดิ น้ําตาล หรือน้ําตาลเทาแตกเปนสะเก็ดเล็กๆ ตามก่ิงมีรอย (ตารางที่ 1) จากผลการศึกษาไลเคนที่รวบรวมได ซึ่งไลเคน แผลทวั่ ไป พบถึง 6 ชนิด รองลงมาคือตน กกุ (ออ ยชา ง) เปน วงศฟสเซีย สรางแทลลัส แบบครัสโตส (crustose) และ ไมตน สูง 8-15 เมตร ลําตนเปลา (เกลย้ี ง) ตรง เปลือกนอกสี แบบแผนใบ (foliose) ลักษณะสีเทา เทาอมขาวถึงสีเขียว น้ําตาลปนเทา หนา ความชื้นของเปลือกคอนขางสูง จึงทํา บางครั้งบนแทลลัสพบฝุนผงสีขาว (pruina) ของผลึกสาร ใหไลเคนกลุมนี้ยึดเกาะอาศัยไดดี มีผลตอการสนับสนุนการ โซเดียมหรือแคลเซียมออกซาเลท (sodium or calcium เจริญของไลเคนไดดีพบทั้งหมด 6 ชนิด (ตารางท่ี 2) และ oxalate), กลุมของ ซอลาเรีย ท่ีสรางซอรีเดีย (soredia) สี บริเวณพื้นที่มีความหลากหลายของไลเคนมากท่ีสุดคือ แดง หรือ เทาอมขาว บางครั้งพบ โครงสราง ไอซิเดยี (isidia) บริเวณปาดานหลัง วัดผาหมูสามัคคีธรรม ตําบลรองกวาง หรอื แดคทิล (dactly) หรอื สราง ซูโดซายฟล เล (pseudocy อําเภอรองกวาง จังหวัดแพร พบ 9 ชนิด และวนอุทยาน phyllae) บ ริ เ ว ณ ต ร ง ก ล า ง แ ผ น (lamina) แ ล ะ ข อบ แหงชาติแพะเมืองผี ตําบลนํ้าชํา อําเภอเมือง จังหวัดแพร (margin) โ ล บ แ ล ะ แ อ โ พ ที เ ซี ย ม รู ป จ า น (disc พบ 12 ชนิด (ตารางที่ 3) ไลเคน ท่ีสามารถพบไดทั่วไปคือ apothecium) ที่ขอบมีสาหราย (lecanorine) และขอบไมมี ชนิด Dirinaria confluens, Dirinaria picta และ Pyxine สาหราย (lecideine) เมื่อผาแอโพทีเซียมพบชั้นอิพิทีเซียม cocoes เน่ืองจากพื้นท่ีดังกลาว มีสภาพปาเปนปาเต็งรังท่ี (epithecium) หรือช้ันอิพิไฮเมเนียม (epihy menium) ซึ่ง คอนขางสมบูรณ เกดิ จากการรวมของปลายเสน ใยราที่เปนหมนั (paraphysis) และมีการสะสมรงควัตถุ (pigment) ตางๆ เชน สีเขียว ดํา จากการสํารวจครั้งน้ีพบวาชนิดของไลเคนสวนใหญพบ หรือนํ้าตาล ชั้นไฮเมเนียม (hymenium) เกิดจากการเรียง ในบรเิ วณปาเต็งรงั ของจงั หวดั แพร จากการรายงานปา เต็งรัง ตัวของถุงหุมสปอร (ascus) และเสนใยที่เปนหมัน ถุงหุม พบมากท่ีสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธวัชชัย, 2549) สปอรมีผนังช้ันเดียวตรงปลายหนา เปนชนิดอะมายลอยด เปนปาลักษณะโปรง ประกอบดวยตนไมผลัดใบขนาดกลาง (amyloid) ภายในถุงหุมสปอรบรรจสุ นี ํา้ ตาล ทีม่ ีผนังกนั้ ตาม และขนาดเลก็ ขึ้นหางๆ กระจัดกระจายไมคอยแนนทึบ ทุกป ขวางก้ัน (transeptate) 1-3 แหง ปกติผนังของสปอร จะมีไฟปาเกิดเปนประจํา ทั้งนี้ในการสํารวจพบ Pyxine (spore wall) จะหนา (Meesim, 2012). coccifera ซ่ึงปกติพบในปาเต็งรังทางภาคเหนือและภาค ตะวันออกเฉียง เหนือของไทย แสดงใหเห็นวาพื้นท่ีเหลาน้ี จากการสํารวจและเก็บรวบรวมตัวอยางไลเคน วงศฟส อาจมีสภาพอากาศที่คลายคลึงกัน หรือเกิดเนื่องจากการบุก เซยี โดยรอบพ้นื ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวทิ ยบริการ รุกทาํ ใหกลายสภาพเปนปา โปรง (กัณฑรีย และคณะ 2552) เฉลิมพระเกียรติ จงั หวัดแพร ในรัศมพี น้ื ท่ีศึกษา 50 กโิ ลเมตร นอกจากนี้การ ดําเนินการปองกันและอนุรักษทรัพยากรปา รวม 8 พน้ื ทีศ่ ึกษาไลเคนวงศฟ ส เซยี (ตารางท่ี 3) จากทั้งหมด ไมท่ีมีอยูมิไดถูกบุกรุกทําลายพรอมท้ังเรงฟนฟูสภาพปาไมท ่ี 14 พื้นท่ี (ภาพที่1) จํานวน 113 ตัวอยาง บนพรรณไม 21 ถูกบุกรุกทําลายใหฟนคืนสภาพเปนปาโดยเร็ว ควบคูไปกับ ชนิด (ตารางที่ 2) บนหินและอ่ืนๆ ตัวอยางไลเคน สวนใหญ การประชาสัมพันธส รางความเขาใจและสงเสรมิ สนับสนุนให มาจาก ปาเต็งรัง (Dry dipterocarp forest) ไดนํามา ประชาชน องคก รเอกชน องคกรปกครองสวนทองถิน่ ใหเขา วิเคราะหชนิดตามหลัก อนุกรม วิธาน สามารถจัดจําแนกได มามีบทบาทและสวนรวม ในการปองกันรักษาปา เพื่อให 1 วงศ 8 สกุล 16 ชนิด (ภาพที่ 2) โดยกลุมไลเคนที่มีความ ทรัพยากรปาไมและสตั วปาของประเทศเอื้ออํานวยประโยชน หลากหลายมากท่ีสุด คือ สกุล Dirinaria พบ 4 ชนิด และ อยา งยัง่ ยนื (พื้นท่ีโดยรอบของ มหาวิทยาลยั รามคําแหง สาขา สกลุ Pyxine 5 ชนดิ (ตารางที่ 1) โดย ชนดิ ของไลเคน ทีพ่ บ วิทยบริการฯ จงั หวัดแพร) นอกจากน้ลี กั ษณะสภาพแวดลอ ม ไดทั่วไป คือ Dirinaria confluens, D. picta และ Pyxine ไมวา จะเปน แสงแดด ความช้ืน และบริเวณที่มีอากาศทาย การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
632 เทไดดี พื้นท่ีผิว (substrate) เชน เปลือกไม ไมที่ตาย และ บนหิน เปนตน ก็มีสวนสําคัญที่ทําใหไลเคนใชเปนแหลงท่ี เกาะอาศัย สําหรับการเจริญโดยเฉพาะไลเคนวงศฟสเซีย เปน ตน สรปุ ผลการศกึ ษา ไลเคนวงศฟสเซีย ที่พบโดยรอบพ้ืนท่ีมหาวิทยาลัย รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดแพร พบ 1 วงศ 8 สกุล 14 ชนิด โดยไลเคนท่ีพบมากท่ีสุด คือ สกุล สกุล Dirinaria พบ 4 ชนิด และ สกุล Pyxine 5 ชนิด ไลเคนที่พบไดนอยท่ีสุดคือ ชนิดของที่แทลลัสเปน แบบ ฝุนผง (thallus crustose) ไดแก Baculifera remensa และ Gassicurtia omiae พบอยา งละ 1 ชนดิ สวนพรรณไม ที่มีไลเคนเกาะอาศัยมากท่ีสุดคือ ตนกระพ้ีจั่น (Millettia brandisiana Kurz.) แ ล ะ ต น อ อ ย ช า ง (Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) พบ 6 ชนิด ตามลําดับ พื้นที่ท่ีพบไลเคนมากที่สุดคือ ปาหลังท่ีทําการหนวยปองกัน รักษาปา พร.5 (แมตาตอนใต) ตําบลตาผามอก อําเภอลอง พบมากถึง 9 ชนดิ และวนอุทยานแหงชาติแพะเมืองผี ตําบล น้ําชํา อําเภอเมือง และ 11 ชนิด และไลเคนท่ีพบไดเกือบ ทั่ ว ไ ป คื อ Dirinaria confluens, Dirinaria picta แ ล ะ Pyxine retirugella คําขอบคณุ ขอขอบคุณโครงการความหลากหลายทางชีวภาพและ ก า ร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก ไ ล เ ค น ใ น พื้ น ท่ี ม ห า วิ ท ย า ลั ย รามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัด นครศรีธรรมราช แพร หนองบัวลําภู และอุทัยธานี สนอง พระราชดําริ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี สนับสนุนการทําวิจัย โดยงานวิจัยน้ีเปนงานสนอง พระราชดําริภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
63 ภาพท่ี 1 พ้นื ทศ่ี กึ ษาความหลากหลายทางชีวภาพของไลเคน บรเิ วณรอบพ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.ส
33 พื้นทม่ี หาวิทยาลยั รามคําแหง สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวดั แพร สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
63 ตารางท่ี 1 ไลเคนวงศฟส เซียท่พี บรอบพืน้ ที่มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเก วงศ (Family) สกุล (Genus) Physciaceae Baculifera Buellia Diplotomma Dirinaria Gassicurtia Hyperphyscia Physcia Pyxine การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.ส
34 กยี รติ จงั หวดั แพร ชนิด (Species) Baculifera remensa (Stirt.) Marbach Buellia desertica (Marbach) Bungartz. Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore., Dirinaria applanata (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi., Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear. Gassicurtia omiae Kalb Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt. Physcia jackii Moberg., Physcia tribacioides Nyl. Pyxine asiatica Vain., Pyxine coccifera (Fée) Nyl., Pyxine cocoes (Sw.) Nyl., Pyxine meissnerina Nyl., Pyxine retirugella Nyl. สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
63 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.ส
35 สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
63 ตารางที่ 2 รายชอื่ พรรณไมท่พี บไลเคนวงศฟ สเซยี รอบพ้นื ท่มี หาวทิ ยาลยั รามคําแหง สาขาวิทยบร รายชอื่ ตน ไม 1. กระพ้จี น่ั (Millettia brandisiana Kurz.) Dirinaria c Pyxine co 2. กระมอบ Gardenia obtusifolia Roxb. ex Hook. f. Dirinaria p 3. กุก (ออ ยชา ง) Lannea coromandelica (Houtt.) Merr.) Dirinaria a Physcia t 4. ขนั ทองพยาบาท (Suregada multiflora (A.Juss.) Baill.) Dirinaria a 5. ขี้อา ย Terminalia nigrovenulosa Pierre Physcia t 6. คาํ มอกหลวง (Gardenia sootepensis Hutch.) Physcia t 7. งิว้ ปา Bombax anceps Pierre. Diplotom 8. ตะครอ Schleichera oleosa (Lour.) Merr) Dirinaria a 9. เต็ง (Shorea obtuse Wall. ex Blume) Dirinaria p 10. ทองหลางปา Erythrina subumbrans (Hassk.) Merr. Dirinaria c 11. ไผซ าง Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees Dirinaria a 12. นนทรี Peltophorum pterocarpum (DC.) Back. ex Heyne. Dirinaria p 13. ประดปู า Pterocarpus macrocarpus Kurz. Pyxine re 14. ปอแกนเทา Grewia eriocarpa Juss. Pyxine m 15. พันจาํ (Vatica odorata (Griff.)) Dirinaria a 16 มะกอกเกลอื้ น (Canarium subulatum Guill.) Baculifera 17. มะกอกปา (Spondias pinnata (L. f.) Kurz) Dirinaria p 18. รัง (Shorea siamensis Miq.) Dirinaria p 19. รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) Buellia de 20. สกั (Tectona grandis Linn.f.) Dirinaria p 21. แสลงใจ (Strychnos nux-blanda A.W. Hill) Dirinaria p การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.ส
36 ริการเฉลมิ พระเกยี รติ จังหวัดแพร สกุล-ชนิด confluens, Dirinaria picta, Hyperphyscia adglutinata, Pyxine asiatica, ocoes, Pyxine meissnerina picta applanata, Dirinaria confluens, Dirinaria picta, Hyperphyscia adglutinata, tribacioides, Pyxine retirugella aegialita, Dirinaria confluens, Dirinaria picta tribacioides tribacioide mma albaatrum, Pyxine retirugella applanata, Dirinaria picta, Hyperphyscia adglutinata picta, Pyxine retirugella confluens. applanata picta, etirugella meissnerina applanata, Dirinaria picta a remensa, Dirinaria applanata, Dirinaria picta picta, Pyxine cocoes picta, Pyxine retirugella esertica, Dirinaria picta picta, Physcia tribacioides picta สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
63 ตารางที่ 3 การแพรกระจายของไพรโี นไลเคน 14 แหง โดยรอบพน้ื ท่มี หาวิทยาลยั รามคาํ แหง สาข สกลุ -ชนดิ PR1 Baculifera remensa (Stirt.) Marbach Buellia desertica (Marbach) Bungartz. Diplotomma alboatrum (Hoffm.) Flotow. Dirinaria aegialita (Afz.) B. Moore. Dirinaria applanata (Fee) D. D. Awasthi. Dirinaria confluens (Fr.) D. D. Awasthi. Dirinaria picta (Sw.) Clem. & Schear. 3 Gassicurtia omiae Kalb Hyperphyscia adglutinata (Florke) H. Mayrh. & Poelt. Physcia jackii Moberg. Physcia tribacioides Nyl. 1 Pyxine asiatica Vain. Pyxine coccifera (Fée) Nyl. Pyxine cocoes (Sw.) Nyl. Pyxine meissnerina Nyl. Pyxine retirugella Nyl. Total species 4 หมายเหต:ุ PR1=ปาหลังท่ที ําการ หนว ยปอ งกันรักษาปา พร.5 (แมต า ตอนใต) ตําบลตา ผามอก อาํ เภอลอง จังหว PR4= ปา หลงั ศาลเจาพอ มอื เหลก็ รมิ ถนนสาย 1023 ตําบลตาผามอก อาํ เภอลอง จงั หวัดแพร, PR7= ปา ตรงขาม หนว ยปอ งกนั รกั ษาปา พร.17 (รอ งกวาง) ตาํ บลรองกวาง อําเภอรอ งกวาง จงั หวัดแพร PR10= ปา ดา นหลัง วัดผาห อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั แพร, PR13= ปา ชุมชนบา นอัมพวนั หมทู ่ี 8 ตําบลเตาปนู อําเภอสอง จังหวัดแพร การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส
37 ขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวัดแพร พน้ื ทีศ่ กึ ษา PR2 PR4 PR7 PR8 PR10 PR11 PR13 จาํ นวน 11 11 11 2 13 1 2 25 10 11112 6 7 10 8 14 1 43 41 1 11 6 11 45 11 11 16 7 3 11 1 15 1 5 41 11 9 3 19 9 35 33 1 113 วดั แพร, PR2= ปาดา นเหนือ หนวยปอ งกนั รกั ษาปา พร.5 (แมต าตอนใต) ตําบลตา ผามอก อาํ เภอลอง จงั หวัดแพร, หนว ยปองกันรกั ษาปา พร.21 (แมป าน) ตาํ บลไทรยอ ย อาํ เภอเดน ชยั จงั หวัดแพร, PR8= ปาหลงั สาํ นักงาน หมสู ามัคคธี รรม ตําบลรอ งกวาง อาํ เภอรองกวาง จังหวัดแพร, PR11= วนอทุ ยานแหงชาติแพะเมืองผี ตาํ บลนาํ้ ชํา สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
638 เอกสารอา งองิ Mongkolsuk, P., Meesim S., Poengsungnoen and กัณฑรีย บุญประกอบ และคณะ. 2552. ความหลากหลาย Kalb, K., 2012. The Lichen Physciaceae in Thailand - I. The genus Pyxine. Phytotaxa 59: 32- ทางชีวภาพของไลเคนในอุทยานแหงชาติหมูเกาะตะรุ 54. เตา, การประชุมวิชาการทรัพยากรไทย: ผันสูวิถีใหม ฐานไทย (ภาคบรรยาย หนา 320-324) Sipman, H., 2003. Artificial key to Marbach’s ขจรศักดิ์ วงศชีวรัตน และคณะ. 2559. ความหลากหลาย tropical Buellia s.l. with short diagnoses: ทางชีวภาพของไลเคนวงศทริพพิทิเลียซิอิในพื้นท่ี Retrieved February 3, 2003, fromhttp://www. มหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ bgbm.org/sipman/keys/Javagenera.htm. เกียรติ จังหวัดกาญจณบุรีและสุรินทร, การประชุม วิชาการ ทรัพยากรไทย: หวนดูทรัพยสิ่งสิตน (ภาค Swinscow, T. D. V., Krog. 1988. Macrolichens of east โปสเตอร หนา 626-631) Africa, British Museum (Natural history) พิบูลย มงคลสุข, 2546. การศึกษาคุณสมบัติทางเคมี และ London.10-273. สัณฐานวิทยาของไลเคนวงศฟสเซีย ที่รวบรวมไดจาก แหลง ตา งๆในประเทศไทย. วารสารวจิ ยั 6 (1), 91-112 Vainio, E.A. 1909. Lichenes. In: Schmidt, J. (ed.), ธวัชชัย สันติสุข, 2549. ปาของประเทศไทย. สํานักงานหอ Flora of Koh Chang. Contributions to the พรรณไม กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช: knowledge of the vegetation in the Gulf of หนา 81-99 Siam. Botanisk Tidsskrift 29 (2): 104–151. Elix, J. A. 2009b. Physciaceae. In P. M. McCarthy (Ed.), Flora of Australia (pp. 494-533). Melbourne, Wolseley, P.A. & Aguirre-Hudson, B. 1991. Lichens as Australia: ABRS/CSIRO. indicators of environmental change in the GÖrts-Van Rijn, A.R.A. 1987. Flora of The Guianas. tropical forest of Thailand. Global Ecology and Koeltz Scientific Books, The Netherland. Biogeography Letters 1, 170-175. Henssen, A., & Jahns, H. M. 1974. Lichenes. Eine Einführung in die Flechtenkunde. Stuttgart, Wolseley, P.A. & Aguirre-Hudson, B. 1997a. The Germany: Thieme Verlage. ecology and distribution of lichens in tropic Jungbluth, P. & Marcelli, M. P. 2012. Identificação de deciduous and evergreen forests in Thailand. Physciaceae s. l. foliosas brasileiras. Glalia 4: Journal of Biogeography 24, 327-343. 65–101. Kalb, K. 2004. New or otherwise interesting lichens Wolseley, P.A. & Aguirre-Hudson, B. 1997b. Fire in II. Bibliotheca Lichenologica 88: 301–329. tropical dry forests: corticalous lichens as Kalb, K. 1987. Brasilianische Flechten. 1. Die Gattung indicators of recent ecological changes in Pyxine. Bibliotheca Lichenolo gica 24: 1–89. Thailand. Journal of Biogeo graphy 24, 345- Kalb, K. 1994. Pyxine species from Australia. 362. Herzogia 10: 61–69. Kirk, P. M., Cannon, P. F., Minter, D. W., & Stalpers, J. Yoshimura, I. 1978. Some lichens of Thailand A. 2008. Ainsworth and Bisby's Dictionary of the collected by Danish botanists, 1958-68. Bulletin Fungi (10th ed.). Wallingford, United Kingdom: of the Kochi Gakuen Junior College 9, 35-40. CAB International Press. Meesim, S 2012. Studies on crustose Physciaceae (Lichenized Ascomycota) In Thailand. Master’s thesis, Ramkham haeng University, Bangkok. Moberg, 2004. Note on foliose species of the lichen family Physciaceae in Southern Africa. Acta Univ. Ups. Symp. Bot. Ups. 34:1, 257-288 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
639 การศกึ ษาสภาวะทเี่ หมาะสมตอ การเกิดสยี อมออรช ิลจากไลเคน Parmotrema tinctorum Hale STUDY ON APPROPRIATE CONDITION FOR ORCHIL DYE FROM LICHEN Parmotrema tinctorum Hale วิภาวรรณ เหล็กเพชร*, เวชศาสตร พลเย่ยี ม, กวนิ นาถ บัวเรอื ง, กัณฑรยี บญุ ประกอบ และ เอก แสงวเิ ชยี ร Wipawan Laekpet*, Wetchasart Polyiam, Kawinnat Buaruang, Kansri Boonpragob and Ek Sangvichien หนวยวิจยั ไลเคน ภาควชิ าชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง แขวงหวั หมาก เขตบางกะป กทม. 10240 Lichen Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science, Ramkhamhaeng University, Bangkapi, Bankok 10240 บทคดั ยอ สอี อรชิล เปนสีโทนมว ง-แดง ท่มี ีเอกลกั ษณแ ตกตา งจากสีทีไ่ ดจากพชื อื่น ๆ แตสามารถสกดั ไดจ ากไลเคนบางชนิด งานวจิ ยั นี้มี วัตถปุ ระสงคเ พอื่ ศกึ ษาปรมิ าณของไลเคน ความเขม ขน ของสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) และเวลาที่เหมาะสมในการสกดั สีออรชิล จากไลเคน Parmotrema tinctorum Hale โดยประกอบดว ย 3 การทดลอง คือ 1) ความเขมขนของแอมโมเนียท่ี เหมาะสมตอการใชหมกั ไลเคน ทําโดย ใชไลเคน 2 กรัม สกัดดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3 : H2O) ในอัตราสวนตาง ๆ 11 อัตราสวน ไดแก 0:10, 1:9, 2:8, 3:7, 4:6, 1:1, 6:4, 7:3, 8:2, 9:1 และ 10:0 ใชเวลาในการหมัก 30 วัน ณ อุณหภูมิหอง 2) สัดสวนของปริมาณไลเคนท่ีนอยที่สุดในสารละลายแอมโมเนียที่ใชหมักใหสีออรชิลได โดยใชไลเคน 1, 2, 3, 4 และ 5 กรัม สกัดดวยสารละลายแอมโมเนีย อัตราสวน 1:1 ปริมาณ 50 มิลลิลิตร หมักเปนเวลา 30 วัน ณ อุณหภูมิหอง 3) เวลาที่ เหมาะสมในการหมักฯ โดยใชไลเคน 2 กรัม สกัดดวยสารละลายแอมโมเนีย อัตราสวน 1:1 ปริมาณ 50 มิลลิลิตร หมักเปน เวลาตางกัน 15, 30, 45, และ 60 วัน ที่อุณหภูมิหอง เมื่อไดน้ําสีตามการสกัดดว ยวิธีการตาง ๆ แลว วัดคา pH ของนํ้าสีกอน ยอมผาไหม ทําการยอมผาไหมแบบรอน และวิเคราะหคาเฉดสีบนผาไหมดวยภาพถาย และโปรแกรม Adobe Photoshop CC ระบบ L* a* b* (CIELAB) Scale ผลการศกึ ษาพบวา อัตราสวนสารละลายแอมโมเนีย ตั้งแต 3:7 ถึง 10:0 ปรมิ าณไลเคน ต้ังแต 1-5 กรมั และหมักเปนเวลา 15-45 วัน สามารถใชส กดั สีออรช ิลจากไลเคนชนดิ น้ไี ด โดยความเขมของเฉดสอี าจมีความ แตกตางกัน คือ (คา L* = 29-38, a* = 20-28, b* =-1- -7) เพื่อความคุมคาทางเศรษฐกิจและทรัพยากรจึงควรใชไลเคน 2 กรัม หมักในสารละลายแอมโมเนียอัตราสวน 1:1 เปนเวลา 45 วัน น้ําสีออรชิลท่ีไดมีคา pH อยูระหวาง 7.5-8.2 สามารถใช ยอมผาไหมไดเ ปนอยางดี นอกจากน้ยี งั สามารถปรับเฉดสีใหห ลากหลายข้ึน โดยการปรับคา pH ของนํ้าสยี อมกอนการยอมผา ไหมได ขอ มูลเบื้องตนเหลา นี้จึงเปนทางเลือกในการพัฒนาและใชส ียอมจากไลเคนแทนสียอมเคมีได Abstract Orchil dye is a unique purple-red color that is exceptional from other colors derived from plants. However, it can be extracted from a few lichens. The objective of this study was to discover the appropriate condition for extracting orchil dye from the lichen Parmotrema tinctorum Hale by varying the quantity of lichen mass, concentration of ammonia solution (NH3:H2O), and times of extraction. The research was performed in three experiments. The first one was to observe the proper concentration of ammonia solution. This experiment was conducted by immersed 2 grams of lichen with ammonia solution in 11 different concentrations comprising of 0:10, 1:9, 2:8, 3:7, 4:6, 5:5, 6:4, 7:3, 8:2, 9:1 and 10:0, and fermented for 30 days at room temperature. The second experiment was finding the proper amount of lichen for extraction dye. This one was done by using 1, 2, 3, 4 and 5 grams of lichens extracted with 50 ml of ammonia solution concentration 1:1 for 30 days at room temperature. The third test was times of dye extraction. This investigation was carried out by extracting 2 grams of lichen with 50 ml of ammonia solution at concentration 1:1 for 15, 30, 45 and 60 days at room temperature. After color developed, the solutions were measured for pH before they were used for dyeing silks. Then, color shades of silks were analyzed by photos using Adobe Photoshop CC system L*a*b* (CIELAB) Scale. This study revealed that the concentration of ammonia solution at 3:7 to 10:0, the amount of lichen 1-5 grams and fermenting periods of 15-45 days can be used to extract the orchil from this lichen. The color shade intensities varied as L * = 29-38, a * = 20-28, b * = -1 to -7. In order การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
640 to achieve appropriate economic and resource managements, we recommend using 2 g. lichen, 50 ml ammonia solution. concentration 1:1, and 45 days fermentation time for orchil dye extraction. The dye solutions had pH 7.5-8.2. In addition, different shades of orchil dyes can be made by adjusting pH of the dye solutions before coloring silk. Intensive information derived from this study can be used for developing dyes from lichens, which can be replaces chemical dyes that pollute the environment. คาํ สาํ คญั : สีธรรมชาติจากไลเคน, สีมว ง-แดง, ระบบวัดคาสี L* a* b* (CIELAB) scale Keywords: natural dye from lichen, purple-red, L* a* b* (CIELAB) scale system *ตดิ ตอนักวจิ ยั : วิภาวรรณ เหล็กเพชร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Wipawan Laekpet (E-mail: [email protected]) บทนาํ จากคุณสมบัติดังกลาวผูวิจัยจึงมีความสนใจศึกษาการ ผลิตภัณฑผาทอและผายอมสีธรรมชาติในประเทศไทย ใชประโยชนจากไลเคนสําหรับการทําสียอมผาไหม แต เน่ืองจากไลเคนมีผลผลิตมวลรวมนอย (Lange and Green, เปนหนึ่งในผลิตภัณฑ OTOP ที่สรางรายไดใหกับประเทศ 1986., Pangpet and Boonpragob, 2007) ดั ง นั้ น เปนอยางมาก เปนมรดกทางศิลปะที่งดงามและมีคาอยูคกู บั การศึกษาวิธีการ สกัดสียอมจากไลคนอยางถูกตองและ วัฒนธรรมไทยมาอยางยาวนาน ประกอบกับในปจจุบันมี เหมาะสมจะทําใหประหยัดทรัพยากร เปนการใชทรัพยากร ค ว า ม นิ ย ม ใ ช ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก วั ส ดุ ธ ร ร ม ช า ติ ม า ก ย่ิ ง ข้ึ น อยางคุมคา นอกจากน้ียังตองมีการศึกษาวิธีการเพ่ิมผลผลิต เนื่องจากมีความตระหนักถึงปญหามลพิษตอส่ิงแวดลอม ของไลเคนเพือ่ นํามาผลิตสียอ มดวย เพอื่ ใหมวี ัตถุดบิ เพียงพอ โดยเฉพาะปญหามลพิษทางนํ้าจากกระบวนการยอมผาดวย และเปนการอนุรักษไลเคนไมใหสูญพันธุ การศึกษาในคร้ังน้ี สีสังเคราะห (ปาเจรา พัฒนถาบัตร, 2551) ดังนั้นจึงเร่ิมหา เนนประเด็น การศึกษาปริมาณไลเคน อัตราสวนของ ทางเลือก เพ่ือการมีชีวิตอยางปลอดภัยและยั่งยืนโดยไม สารละลาย (แอมโมเนียตอนํ้า) และเวลาที่เหมาะสมในการ ทําลายส่ิงแวดลอม สียอมจากธรรมชาติในปจจุบันไดมาจาก หมักไลเคนเพื่อใหไดสียอมที่ตองการเพื่อทําใหมีขอมูลและ พชื และสตั ว สว นไลเคนเปนอกี ทางเลอื กหน่งึ ท่สี ามารถนํามา องคความรูพื้นฐาน นําไปสูการพัฒนาใชประโยชน ทําเปน สียอมผาได แตยงั ไมมีการนํามาใชอยางจริงจงั ไลเคน P. tinctorum ในการทําสียอ มออรชิลอยางเหมาะสม และคุมคา สวนการเพิ่มผลผลิตไลเคนซ่ึงไดมีการวิจัยควบคู ไลเคน เปนสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการอยูรวมกันแบบเอ้ือ กันไป จะนําเสนอในโอกาสตอไป ประโยชนซึ่งกัน ระหวางรากับสาหราย ศักยภาพในการ วธิ ีการศึกษา นํามาใชป ระโยชนของไลเคนเปน ท่รี ูจกั กันมานาน เชน นํามา 1. ตัวอยางไลเคน และการเตรียมตัวอยางไลเคนเพ่ือผลิตสี ประกอบอาหาร ใชในดานการแพทย (Devokotu et. al., ยอมออรชลิ 1999) ผสมในเคร่ืองสําอาง ไปจนถึงนํามาทําเปนสียอมผา ไลเคน Parmotrema tinctorum เปนไลเคนอีกชนิดท่ีนิยม เก็บรวบรวม Parmotrema tinctorum (ภาพท่ี 1 ก) นํามาศึกษาและพัฒนาเพื่อการใชประโยชน มีลักษณะเปน จากหลายแหลง เน่ืองจากไลเคนชนิดนี้พบไดท่ัวไปตามปา แผนใบ มีอัตราการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับไลเคนชนิดอื่นๆ ธรรมชาติ หรือพ้ืนที่เกษตรบนภูเขาสูง นําไลเคนท่ีเก็บ พบไดในทุกภูมิภาคของประเทศไทย (พิบูลย มงคลสุข, รวบรวมได มาผ่ึงลมใหแหงและทําความสะอาดฝนุ หรือเศษ 2548, Pooprang, 2001) ไ ล เ ค น P. tinctorum มี ส า ร ไมที่ติดมาตามผิวลา งของแทลลัส ดวยแปรงขนออน จากนั้น ธรรมชาติ (lichen substance) คือ lecanoric acid ซ่ึงมี ตัดหรือบดไลเคนเปนชิ้นเล็กๆ ขนาด 5-10 มิลลิเมตร ศักยภาพสามารถใหสยี อ มผา ที่เรียกวา ออรชิล (orchil) โดย ชิ้นสวนไลเคนท่ีเก็บในท่ีแหงนี้สามารถเก็บไวไดนานโดยไม สีออรชิลน้ีเกิดจากปฏิกิริยาออกซิไดซสาร lecanoric acid เสยี คุณสมบัตขิ องสียอ ม ใหเปนสาร orcinol เม่ือ orcinol ทําปฏิกิริยากบั แอมโมเนยี 2. การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมตอการเกิดสียอมออรชิล น้ําและออกซิเจนในอากาศ จะเกิดเปนสารสี orchil มี ของไลเคน Parmotrema tinctorum ลักษณะสีมวงอมแดง มีเอกลักษณเฉพาะตัวในดานการให เฉดสีที่หลากหลายแตกตางไปตามสภาพกรด-ดา งของสียอม 2.1 ศึกษาอัตราสวนของสารละลายแอมโมเนีย (NH3) (วันวิสาข เพาะเจริญ, ขอมูลไมตีพิมพ, Eastaugh et. al., และนํ้า (H2O) ท่ีใชเปนสารสกัดสีออรชิล จากไลเคน P. 2004, Casselman, 2001, Laning et. al., 2013, Allen, tinctorum กําหนดอตั ราสวนของแอมโมเนยี ตอ นํ้า จํานวน 2014, Shukla et. al., 2014) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
641 11 อัตราสวน คือ 0:10, 1:9, 2:8, 3:7, 4:6, 5:5, 6:4, 7:3, - เน่ืองจากสียอมออรชิลเปน สปี ระเภท สีเบสิก (basic 8:2, 9:1 และ 10:0 นําตัวอยางไลเคนท่ีบดแลว ใสในขวดรูป or cationic dye) สีชนิดนี้เปนเกลือของเบสอินทรยี ชมพู ขนาด 250 มิลลิลิตร ขวดละ 2 กรัม แลวเติม (organic base) ใหประจุลบ ละลายนํ้าได นิยมใช สารละลายแอมโมเนียความเขมขนตางๆ (50 มิลลิลิตร โดย ยอมเสนใยโปรตีน (อภิชาต สนธิสมบัติ, 2545) แตละความเขมขน ประกอบดวย 3 ซํ้า) ทําการเขยาใหเกิด วิธีการยอมจึงสามารถใชสียอมไดโดยไมตอ งผานการ ฟองอากาศ (เปดฝา) ประมาณ 30 นาที และหมักทิ้งไวเปน เติมกรดหรือเบสใดๆ โดยมีวธิ ีการดังน้ี นาํ สารละลาย เวลา 30 วัน โดยใหเปดฝาเขยาเปนเวลา 30 นาที ทุกวัน สียอมที่สกัดไดจากไลเคนแตละการทดลองใสในบีก (ภาพที่ 1 ข ค) เม่ือครบ 30 วัน ใชผาขาวบางกรองกากไล เกอร ปริมาตร 50 มิลลิลิตร และทําการยอมแบบ เคนออก และนาํ สารสะลายสยี อ มทไี่ ดม าวัดคากรด-ดาง และ รอน โดยใชผาไหมดิบขนาดประมาณ 50 ตาราง ทาํ การยอ มผา ไหมแบบยอ มรอนตอ ไป เซนติเมตร ตมรวมกันในน้ํา ท่ีอุณหภูมิ 80 องศา เซลเซียส เปนเวลา 5 นาที เพื่อกําจัดไขมันและส่ิง 2.2 ศึกษาปริมาณไลเคนที่เหมาะสมตอการเกิดสียอม ปนเปอนบนผา จากน้ันทําการยอมผาดวยสียอมที่ ออรชิล จากไลเคน Parmotrema tinctorum นําไลเคน อุณหภมู ิ 75 องศาเซลเซียส เปน เวลา 3 วนั วันละ 1 (ในขอ 1) ปรมิ าณ 1, 2, 3, 4, และ 5 กรัม มาบด นําไลเคน ชั่วโมง (อัจฉราพร ไศละสูต, 2517, พูลทรัพย สวน ที่บดแลว ใสในขวดรูปชมพู แลวเติมสารสารละลาย เมือง ตุลาพันธุ และคณะ, 2542, ศันสนีย แวน แอมโมเนีย อัตราสวน 1:1 (25:25 มิลลิลิตร) โดยแตละ ประเสรฐิ , 2552.) ปริมาณ (ของไลเคน) ทํา 3 ซํ้า ทําการเขยา และหมัก ตัวอยางไลเคน ตามวิธีการทดลอง 2.1 จนครบ 30 วัน จึง - นําผาไหมดิบที่ยอมสีแลวมาลางดวยน้ําเย็น และผ่ึง นํามายอมผา ไหมแบบรอนตอไป ลมใหแ หง 3 วนั 2.3 ศึกษาเวลาท่ีใชในการหมักสียอมออรชิลจากไลเคน 4. การบนั ทกึ ขอ มลู และวเิ คราะหค า เฉดสี Parmotrema tinctorum - วัดสภาพกรด-ดางของนํ้าสี กอนการยอมผาไหม โดยใช pH port meter FG2-B India - นําไลเคนบด ใสลงในขวดรูปชมพูจํานวน 12 ใบ - การบันทึกคาเฉดสีทําโดยการถายภาพของผา ใบละ 2 กรัม [4 (เวลา) x 3 (ซ้าํ )] ไหมที่ยอมเสรจ็ ส้นิ และผง่ึ ใหแ หงเปน เวลา 3 วนั - วิเคราะหคาเฉดสี L, a* และ b* จากภาพผาไหม - เติมสารละลายแอมโมเนียตอนํ้า อัตราสวน 1:1 ที่ยอมแลว โดยใชโปรแกรม Photoshop CS ปรมิ าณ 50 มลิ ลิลติ ร ดัดแปลงจากวิธีการของ ไพโรจน คลายเพ็ชร (2556) - หมกั ตวั อยางไลเคนและเขยาตามวธิ ีการขอ 2.1 - หมักทิ้งไวเปนเวลา 15 30 45 และ 60 วัน (4 ชว งเวลา) - นาํ ไลเคนท่ีหมกั ครบชวงเวลาที่กาํ หนด ครั้งละ 3 ตัวอยาง (ขวด) มาทําการยอมผา ไหมแบบรอน ตอไป 3. การยอมผา ไหม ภาพท่ี 1 การสกัดสียอมออรชิลจากไลเคน (ก) ไลเคน Parmotrema tinctorum (ข) การเขยาดวยเครื่องเขยา New Brunswick Scientific Edison, N.J., U.S.A. (ค) สียอมออรชิลที่สกัดดวยสารละลายแอมโมเนียวันแรก มีลักษณะสีเขียว เหลอื ง (ง) สียอ มออรชิลทีส่ กัดดวยสารละลายแอมโมเนียเปน เวลา 3 วนั มลี กั ษณะสีแดงถึงแดงนา้ํ ตาล การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
642 ผลและวิเคราะหผ ลการศกึ ษา 6:4 7:4 และ 8:2 ความแตกตา งของเฉดสีและคา pH 1. ศึกษาอัตราสวนของสารละลายแอมโมเนีย (NH3) และนํา้ ข อ ง ตั ว อ ย า ง แ ส ด ง ใ ห เ ห็ น ว า ค ว า ม เ ข ม ข น ข อ ง (H2O) ท่ีใชเปนสารสกัดสีออรชิล จากไลเคน Parmotrema แอมโมเนียและน้ํามีผลตอการเกิดสียอมและเฉดสี tinctorum ยอ มเปน อยา งมาก 2. ศึกษาปริมาณไลเคนท่ีเหมาะสมตอการเกิดสียอมออรชิล สีออรชิล (orchil) มีโทนสีมวงอมแดง (Casselman, จากไลเคน Parmotrema tinctorum 2001) ดังน้ันตามทฤษฎขี องสแี ลว สที ีไ่ ดควรมคี า a* เปนบวก ปริมาณของไลเคนที่ใชสกัดสียอมมีผลตอการเกิดเฉดสี และ b* เปนลบ โดยมีคา L บงบอกถึงความเขมและสวาง โดยคา L และ a* มีแนวโนมลดลง เมื่อใชไลเคนปริมาณมาก ของสี ซ่งึ หากคา L นอย เฉดสีจะแสดงออกมาไดน อ ยหรือคา ขึ้น ความชัดเจนของ a* และ b* จะนอย หากคา L มาก สีมี - คาความสวาง (L) มีคาอยูที่ 29-38 โดย L มี ความสวาง คาเฉดสีหรือความชัดเจนของ a* และ b* จะมี คาสูงสุด (38) เม่ือใชไลเคนเพียง 1 กรัม และลดลง คามาก แตหากคา L มีคามากเกินไป คาเฉดสีหรือความ อยางตอเนื่องเม่ือใชปริมาณไลเคนมากขึ้น (L = 29 ชัดเจนของ a* และ b* จะลดลงอีกครั้ง ดังนั้นการศึกษาคา ที่ไลเคน 5 กรัม) สียอมบนผาไหมเฉดสีมวง-แดง ใน เฉดสีจึงจําเปนจะตองพิจารณาทั้ง 3 คารวมกันไมสามารถ ทกุ ตวั อยาง แยกพจิ ารณาคา ใดคาหน่งึ ได จากการศกึ ษาน้ี อตั ราสว นของ - คาสีเขียว (-a*) ไปจนถึงสีแดง (+a*) มีคาอยูที่ แอมโมเนียตอน้ําที่กอใหเกิดสียอมออรชิลได คือ 3:7 ถึง (21-28) (ตารางที่ 2) คาต่ําสดุ คือ ท่ีปริมาณไลเคน 5 10:0 โดย กรมั คาสงู สุดคอื ที่ปริมาณไลเคน 1 กรัม - คาสีน้ําเงิน (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) มีคาอยู - คาความสวาง (L) มีคาอยูท่ี (31-36) (ตารางท่ี 1) ที่ (-7 - -1) (ตารางที่ 2) คาตาํ่ สุดคือ ที่ปริมาณไลเคน คา ตํา่ สุดคือ อัตราสว นที่ 9:1 และ 10:0 คาสูงสุดคือ 1 กรัม คาสูงสุดคือ ท่ีปริมาณไลเคน 5 กรัม โดย อตั ราสว น 3:7 ปริมาณไลเคนท่ีมากขึ้น สงผลใหคา b* สูงขึ้น บงช้ี วาปริมาณไลเคนนอยมีคาสียอ มเปน สีน้ําเงินมากกวา - คาสีเขียว (-a*) ไปจนถึงสีแดง (+a*) มีคาอยูที่ (ตารางท่ี 2) (20-23) (ตารางท่ี 1) คาตํ่าสุดคือ อัตราสวนท่ี 1:1 - คา pH มคี าอยทู ่ี (7.4-8.0) (ตารางท่ี 2) คาตํ่าสดุ คอื 6:4 และ 7:3 คาสูงสุดคือ อัตราสวนท่ี 3:7 4:6 9:1 ปริมาณไลเคน 5 กรัม คือสูงสุดคือ ปริมาณไลเคน 2 และ 10:0 ถึง 4 กรัม ซ่ึงคาสีและ pH ในปริมาณไลเคนที่มาก นน้ั อาจเปลยี่ นแปลงไดเ มื่อหมกั ในเวลาทน่ี านข้ึน - คาสีนํ้าเงิน (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) มีคาอยู ท่ี (-1 - -7) (ตารางท่ี 1) คา ตาํ่ สุดคอื อัตราสวนที่ 1:1 และ 6:4 คาสงู สุดคือ อตั ราสวนที่ 3:7 และมีคา - pH อยูท่ี (8.0-8.2) (ตารางที่ 1) คาต่ําสุดคื อ อัตราสวนที่ 3:7 และ 10:0 คา สงู สุด คอื อัตราสวนท่ี ตารางท่ี 1 ความแตกตางของคาเฉดสีออรชิลบนผาไหม ที่ไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) ความเขมขน ตางๆ โดยใชไลเคน 2 กรมั สารละลายแอมโมเนีย 50 มิลลลิ ติ ร อัตราสวนแอมโมเนยี คาเฉดสี ตอ น้ํา L a* b* pH สขี องตัวอยา ง (0:10) 83 3 12 7.0 (1:9) 53 28 4 7.5 (2:8) 36 27 1 7.9 (3:7) 36 23 -1 8.0 (4:6) 35 23 -3 8.1 (1:1) 35 20 -7 8.1 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
643 (6:4) 32 20 -7 8.2 (7:3) 32 20 -6 8.2 (8:2) 32 21 -6 8.2 (9:1) 31 23 -5 8.1 (10:0) 31 23 -2 8.0 หมายเหต:ุ L* หมายถึงความสวาง (lightness) จากคา +L* แสดงถึงสขี าว จนไปถงึ –L* แสดงถงึ สดี ํา a* หมายถึงแกนสี จากสีเขียว (-a*) ไปจนถึงสแี ดง (+a*) b* หมายแกนสี จากนํ้าเงนิ (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) ตารางที่ 2 ความแตกตางของคาเฉดสีออรชิลบนผาไหม ท่ีไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) อตั ราสว น (1:1) ปริมาณ 50 มลิ ลิลิตร โดยใชไลเคน 1 2 3 4 และ 5 กรมั ปริมาณไลเคน คา เฉดสีและ pH (กรมั ) L a* b* pH สีของตัวอยาง 1 38 30 -7 7.9 อัตราสวน 2 35 25 -6 8.0 แอมโมเนยี 3 31 25 -4 8.0 และน้ํา (1:1) 4 29 24 -4 8.0 5 29 22 -1 7.4 หมายเหต:ุ L* หมายถึงความสวาง (lightness) จากคา +L* แสดงถงึ สีขาว จนไปถึง –L* แสดงถึงสดี ํา a* หมายถงึ แกนสี จากสเี ขียว (-a*) ไปจนถงึ สแี ดง (+a*) b* หมายแกนสี จากนํา้ เงนิ (-b*) ไปจนถงึ สเี หลือง (+b*) ตารางท่ี 3 ความแตกตางของคาเฉดสีออรชิลบนผาไหม ท่ีไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารละลายแอมโมเนีย (NH3:H2O) อัตราสว น (1:1) ปรมิ าณ 50 มลิ ลิลิตร ไลเคน 2 กรมั หมกั เปน เวลา 15 30 45 และ 60 วัน คาเฉดสี ระยะเวลาในการหมกั L b* คา pH สีบนผาไหม (วัน) a* 15 32 23 -2 7.4 30 37 28 -5 7.9 45 31 28 -4 8.1 60 31 30 4.2 7.6 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
644 หมายเหตุ: L* หมายถึงความสวาง (lightness) จากคา +L* แสดงถงึ สขี าว จนไปถงึ –L* แสดงถงึ สดี าํ a* หมายถงึ แกนสี จากสเี ขยี ว (-a*) ไปจนถึงสีแดง (+a*) b* หมายแกนสี จากนํ้าเงิน (-b*) ไปจนถึงสีเหลือง (+b*) 3. ศึกษาเวลาที่ใชในการหมักสียอมออรชิลจากไลเคน มวง ถึงนํ้าเงินออนๆ จากการศึกษาดังกลาวน้ี แสดงใหเห็น Parmotrema tinctorum วา คา pH มีผลตอเฉดสยี อมออรช ลิ เปน อยางมาก โดยพบวา อัตราสวนของสยี อมท่ีแตกตางสง ผลใหเกิดความหลากหลาย ชวงเวลาในการหมักไลเคน ที่ใหสีออรชิลเฉดตางๆ คือ ของเฉดสแี ตกตางกนั (ภาพท่ี 3) 15 – 45 วัน (ตารางที่ 3) ดังนี้ คาความสวาง (L) มีคาอยทู ่ี (31-37) โดยคา L สูงสุดวัดไดในชวง 30 วัน สีของผาไหมท่ี ภาพท่ี 3 ความแตกตางของเฉดสีออรชิลบนผาไหมท่ียอม ยอมแลว เปน สีมว งแดง แตพ บวามีคา ความสวาง (L) ต่าํ สดุ ที่ ดวยสีท่ีไดจากการหมักไลเคน P. tinctorum ดวยสารสกัด การหมกั เปนเวลา 60 วนั ท้ังนสี้ ีของผาไหมท่ียอ มแลว เปน สี จากแอมโมเนียตอน้ําในอัตราสวนตางกัน 3 แบบ ใชเวลา แดง คา +a* คาสีแดง และคอยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาในการ หมัก 30 วัน โดยไลเคนท่ีหมักดวยสารละลายที่ไมมี หมักนานข้ึน โดยคา a* มีคาเปนบวก (23-30) สีของผาไหม แอมโมเนีย (0:10) หรือหมักดวยนํ้า ยอมผาไหมแลวไดส จี าง ท่ียอมเปนสีมวง-แดง ถึง สีแดง คาสีนํ้าเงิน –b* มีคาสูงสุด ขาวขุน ขาวเทา ถึงชมพูออน ขณะที่ไลเคนท่ีสกัดดวย ในชวงการหมัก 30 วัน (มีคา -5) โดยคาสีนํ้าเงินวัดไดต้ังแต สารละลายแอมโมเนีย (6:4 และ 10:0) ยอมผาไหมไดเปน การหมักเปนเวลา 15 วัน (b* =-2) ขณะท่ีชวงเวลาในการ โทนสีนา้ํ ตาล แดง มวง ถึงน้าํ เงินออ นๆ หมัก 60 วัน ตรวจวัดไดเ ปนคาสีเหลอื ง (b* = 4.2) สีของผา สรปุ ผลการศึกษา ไหมทย่ี อ มอยใู นชวงสีมวง-แดง ถึง สแี ดง คา pH มีคา เพมิ่ ขึน้ ตามเวลาที่ใชในการหมักและพบวาเวลาหมัก 15-45 วัน การเปล่ียนแปลงของสียอมออรชิลมีความสัมพันธกับ สามารถกอ ใหเ กดิ สีออรช ลิ ได และที่เวลา 60 วัน คา pH ของ ความเขมขนของแอมโมเนียตอนํ้า ปริมาณไลเคน และ สียอมลดลงเลก็ นอยซง่ึ อาจเกิดจากปริมาณแอมโมเนยี ลดลง ระยะเวลาในการหมัก ซึ่งอัตราสวนสารละลายแอมโมเนีย เปนอยางมากจากเกิดการระเหย แตสาร lecanoric acid ที่ (NH3) ตอน้ํา (H2O) ต้ังแต 3:7 ถึง 10:0 ปริมาณไลเคนที่ใช แอมโมเนียสกัดไดจากไลเคนยังมีปริมาณคงเดิมจึงทําใหคา ตั้งแต 1-4 กรัม ตอน้ําหมัก 50 มิลลิลิตร และหมักเปนเวลา ความเปนเบสของสียอมลดลงและความเปนกรดของสียอม 30-45 วนั สามารถกอใหเ กดิ สอี อรช ลิ ไดเปน อยางดี เพ่ิมข้ึน 4. คา pH และสียอ มออรชลิ จากไลเคน นอกจากนี้ สภาพกรด-ดาง กม็ ีผลตอการเกิดสียอ มเฉดสี ตางไดเชนกัน โดยในสภาพกรด สียอมผาไหมที่ไดออกโทนสี คา pH เปน ปจ จัยท่สี ําคัญซึง่ มีผลตอ การเกดิ สตี างๆ โดย แดง ขณะท่ีในสภาพดา งสยี อ มท่ีไดเ ปน โทนสมี วง ทุกการทดลองพบวา สารละลายสียอมมีสภาพเปนกลางถึง ดางออน (7.4-8.1) สภาพดางของสารละลายสียอม เปนผล เน่ืองจากไลเคน P. tinctorum มีการแพรกระจายใน จากแอมโมเนียในอัตราสวนตางๆ และจากโครงสรางของสี หลายพืน้ ทข่ี องประเทศไทย การพัฒนาสยี อมจากไลเคนชนดิ ยอมออรชิลท่มี ีคณุ สมบัตเิ ปนเกลือของเบสอินทรยี (organic น้ีจงึ มีความเปน ไปไดใ นหลายพน้ื ที่ แตอ ยางไรกต็ ามไลเคนใน base) ( Eastaugh et. al., 2004, Casselman, 2001, ธรรมชาติเติบโตไดชามาก การเก็บตวั อยางไลเคนจากปา อาจ Laning et. al., 2013,) ซึ่งสีที่มีลักษณะเชนนี้ เรียกวา สี ทําใหวัตถุดิบไมเพียงพอ ในระยะยาวไลเคนชนิดนี้จึงอาจ เบสิก ดังนั้นการเปล่ียนแปลงของปฏิกิริยาในชวงเวลาการ เสี่ยงตอการสูญพันธุได จึงควรหาวิธีการเพาะเล้ียงในพ้ืนท่ี หมัก อาจสังเกตไดจากการเปลี่ยนแปลงของคาเฉดสีและคา เกษตรกรรมใหสําเร็จดวย และนําไลเคนจากการเพาะเลี้ยง pH การเปรียบเทียบคุณสมบัติการเกิดสีของสียอมจากไล เคนท่ีสภาพ pH ตางกัน แสดงใหเห็นไดชัดเจนมากข้ึน เมื่อ หมกั ดวยสารละลายแอมโมเนยี ตอนาํ้ ในอตั ราสวนตา งๆ และ นาํ มาปรับคา pH แลวทาํ การยอมผา ไหมโดยวธิ กี ารยอ มแบบ รอน พบวา สารสกัดแอมโมเนียและน้ํา (0:10) ยอมสีผา ไหม เปนสจี างๆ ขาวขนุ ขาวเทา ถึงชมพูระเรื่อ หรือเฉดสไี มม กี าร เปลี่ยนแปลง ขณะท่ีสารสกัดสารไลเคนที่มีแอมโมเนียเปน สวนผสม (6:4 และ 10:0) ยอมผาไหมเปนโทนสีน้ําตาล แดง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
645 มาพัฒนา ผลิตเปนสียอมในระดับอุตสาหกรรม เพ่ือ อัจฉราพร ไศละสูต. 2517. คูมือการยอมสี. วิทยาลัยเทคนิค ประโยชนในดา นตางๆ ตอ ไป กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร. ขอเสนอแนะ 1. เนื่องจากสียอมไลเคนมีคุณสมบัติคลายคลึงกับ Buffer Allen, A. 2014. Getting Started with Lichen Dyes. Fungi หลังจากการยอมควรผ่ึงผาไวใ นที่อากาศถายเทดี เปนเวลา 3 7(2-3): 66-69. วนั รอใหผ า แหงสนิทและสีของผา คงที่ กอนทาํ การวดั คาสี Barber, E. J. W. 1999. The Mummies of Urumchi. 2. สียอมจะยอมติดดีหรือไมน ้ันยังขึ้นอยูกับข้ันตอนการยอม ผาอีกดวย เชน การขจัดไขมันบนผาดวยการตมกอนทําการ Norton, New York. ยอมผา Casselman. K. D. 2001. Lichen Dyes. The New Source คําขอบคณุ Book. Cheverie Nova Scotia: Studio Vista ขอขอบคุณ คณะวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยรามคําแหง Publication. สนับสนุนหองปฏิบัติการวิจัย โครงการวิจัยนี้ไดรับการ Devokota, A., Ghimire, G.P.S., and Banniya, C.B. 1999. สนับสนุนงบประมาณจากสํานักงานคณะกรรมการวิจัย Antibiotic activities of some lichen species. แหงชาติ งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ Tribhuvan University Journal 22(1): 45-51. อนรุ ักษพ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดาํ รฯิ Eastaugh N., Walsh V., Chaplin T and Siddall R. เอกสารอางอิง 20013. The Pigment Compendium: A ปาเจรา พัฒนถาบัตร. 2551. กระบวนการยอมสีธรรมชาติ. Dictionary of Historical Pigments. Elsevier. Avenue New York. ศูนยสงเสริมศิลปาชีพระหวางประเทศ (องคกรมหาชน). Shukla. P., Upreti. D. K., Nayaka. S. and Tiwari. P. มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. นครปฐม. 2014. Natural Dyes from Himalayan. Indian พลู ทรพั ย สวนเมือง ตุลาพันธุ, วารุณี พูนศิลป และสุชาดา บุญ Journal of Traditional Knowledge 13(1): 195- ชู. 2542. การยอ มสีไหมดวยวสั ดุธรรมชาติในภาคอีสาน 201. ข อ ง ไ ท ย . ส ม า ค ม เ ท ค โ น โ ล ยี ที่ เ ห ม า ะ ส ม . Lange, O.T., Kilian, E., and Ziegler, H. 1986. Water กรงุ เทพมหานคร. vapor uptake and photosynthesis of lichen: พิบูลย มงคลสุข. 2548. เรียนรูเรื่องไลเคน. วารสาร Performance differences in species with green and มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง 22(3): 9-27. blue-green algae as phycobionts. Oecologia 71(1): ไพโรจน คลา ยเพ็ชร. 2556. วธิ ีการวัดสีแผนพมิ พธนบัตรดวย 104-110 การประมวลผลภาพดิจิทัล เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการ Laning. C. 2013. Ancient dyes, natural and ตรวจสอบคุณภาพงานพิมพสีพื้น. จุฬาลงกรณ synthetic: Lichen Purple. Retrieved January 19, มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร. 2018, from http://www.chriscooksey.demon วันวิสาข เพาะเจริญ. (ขอมูลไมตีพิมพ). การเตรียมสียอม .co.uk/index.html จากไลเคนในประเทศไทย. รายงานปญหาพิเศษระดับ Pooprang T. 2001. Systematic Study of The Lichens ปรญิ ญาตรมี หาวทิ ยาลยั รามคําแหง: กรุงเทพมหานคร. Family Parmeliaceae in Thailand. Unpublished ศันสนีย แวนประเสริฐ. 2552. สภาวะท่ีเหมาะสมสําหรับการ masters of thesis, Ramkhamhaeng University, ย อ ม ผ า ไ ห ม ด วย ค รา ม ธ ร ร มช าติ .มหาวิท ยาลัย Bangkok. เกษตรศาสตร. กรงุ เทพมหานคร. Pangpet, M., & Boonpragob, K. 2007. Photochemical อภชิ าต สนธสิ มบัติ. 2545. กระบวนการทางเคมสี งิ่ ทอ: สมบัติ energy utilization of the lichen Parmotrema ของเสนใยส่ิงทอ. สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล. tinctorum from three microhabitats at Khao Yai กรุงเทพมหานคร. National Park. In The 33rd Congress on Science and Techonology of Thailand. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
646 การระบุชนดิ และฤทธทิ์ างชวี ภาพของแอคติโนแบคทีเรียทนความรอนท่แี ยกไดจากไลเคน IDENTIFICATION AND BIOLOGICAL ACTIVITIES ISOLATED FROM THERMO-TOLERANT ACTINOBACTERIA FROM LICHENS กสุ มุ า บว งราบ*, ภัครพล พลู สขุ โข, วงศกร พงศโสภิตานันท และ เอก แสงวเิ ชียร Kusuma Buangrab*, Pakarapon Poonsukkho, Vongsakorn Pongsophitanan and Ek Sangvichien ภาควิชาชวี วทิ ยา คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง เขตบางกะป กรงุ เทพฯ 10240 Department of Biology, Faculty of Science at Ramkhamhaeng University, Bang Kapi, Bangkok 10240 บทคดั ยอ แอคติโนแบคทีเรีย (Actinobacteria) เปนแบคทีเรียแกรมบวก ที่มีบทบาทสําคัญในการยอยสลายและผลติ สารออกฤทธ์ิทาง ชีวภาพ จากงานวิจัยกอนหนานี้ไดทําการคัดแยกแอคติโนแบคทีเรียทนความรอนจากตัวอยางไลเคนในโครงการอนุรักษ พนั ธุกรรมพชื อันเน่ืองมาจากพระราชดาํ รฯิ (อพ.สธ.) ไดจ ํานวน 5 ไอโซเลตคอื หมายเลข 90, 940, 951, CBR11 และ CBR16 จากการจัดจําแนกเบื้องตน พบวามีลักษณะใกลเคียงกับสกุล Streptomyces และมีฤทธิ์ยับย้ังจุลินทรียทดสอบไดดี จึงนํา แบคทีเรยี ดังกลา วมาศกึ ษาตอ เพ่อื ตรวจสอบชนดิ โดยใชเ ทคนคิ ทางอณูชีววทิ ยามาชวยยืนยัน ทาํ การเพ่มิ ปริมาณลําดบั นิวคลโี อ ไทดในตําแหนงยีน 16s rRNA แลวเปรียบเทียบกับขอมูลในฐาน GenBank พบวา ไอโซเลตหมายเลข 90 และ 951 มีความ ใกลเคียงกับ Streptomyces pseudogriseolus NRRLB-3288T 98.5 % ไอโซเลตหมายเลข 940 มีความใกลเคียงกับ Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T 99.74 % ไอโซเลตหมายเลข CBR11 และ CBR16 มีความใกลเคียงกับ Streptomyces chilikensis RC 1830T 99.04 % เม่ือการทดสอบฤทธ์ิทางชีวภาพในการสรางปฎิชีวะสารดวยวิธี Minimum Inhibitory Concentration (MIC) พบวา แอคติโนแบคทีเรียท้ัง 5 ไอโซเลต สามารถยับย้ัง Escherichia coli ATCC2 5 9 2 2 , Bacillus subtilis ATCC6 6 3 3 , Staphylococcus aureus ATCC2 5 9 2 3 แ ล ะ Candida albicans TISTR5554 ไดดี แตไมสามารถยบั ยั้ง Pseudomonas aeruginosa ATCC27853 ได ในการผลติ เอนไซมยอ ยสลาย 3 ชนิด ไดแก เซลลูเลส, เพคตินเนส และไซแลนเนส พบวา แอคติโนแบคทีเรียที่แยกไดสามารถสรางเอนไซมท้ัง 3 ชนิดไดดี เมื่อ ทดสอบฤทธ์ิในการยับย้ังเอนไซม α- glucosidase พบวา สารท่ีไดจากแอคติโนแบคทีเรียทั้ง 5 ไอโซเลต ไมมีฤทธิ์ยับย้ังการ ทํางานของเอนไซม α- glucosidase สําหรับการทนความรอนของสปอรแอคติโนแบคทีเรียน้ันพบวา ท่ีสปอรของแอคติโน แบคทีเรียทง้ั 5 ไอโซเลต สามารถทนความรอ นทอี่ ุณหภมู ิ 80 ◦C เปนเวลา 2 ชวั่ โมง Abstract Actinobacteria is a group of Gram positive bacteria, which are involved in organic decomposition and in the production of bioactive compounds. In our previous report, 5 actinobacteria were isolated from lichen samples of the Plant Genetic Conservation Project Under The Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG). They are represented as code 90, 940, 951, CBR11 and CBR16 respectively, and preliminary identifications and characterizations were also preformed. The results revealed that each of the isolated were similar to the genus Streptomyces and also exhibited antimicrobial activities. Further experiments were continued in the current report. The 16s rRNA gene was amplified, sequenced and compared sequences in the GenBank database. The data showed that isolates 90 and 951 were similar to Streptomyces pseudogriseolus NRRLB-3288T 98.95 %, isolate 940 was similar to Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T 99.74 % and isolates CBR11 and CBR16 were similar to Streptomyces chilikensis RC 1830T 99.04 % respectively. Antimicrobial assay by the Minimum Inhibitory Concentration (MIC) was also performed with inhibition results against Escherichia coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 and Candida albicans TISTR5554 but none of them represented activity against Pseudomonas aeruginosa ATCC27853. It was also found that these isolated actinobacteria were good-producers of degrading enzymes such as cellulose, pectinase and xylanase but none of them การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
647 exhibited inhibition activities against the α- glucosidase enzyme. Interestingly, spores of these actinobacteria were thermo-tolerant at 80 °C for 2 hours. คําสําคญั : การสรา งปฎชิ วี นะสาร, ฤทธท์ิ างชีวภาพ, ไลเคน, แอคติโนแบคทีเรีย Keywords: Antimicrobial, Biological activity Lichen, Actinobacteria *ติดตอ นกั วิจยั : กุสุมา บวงราบ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Kusuma Buangrab (E-mail: [email protected]) บทนาํ ยับย้ัง Staphylococcus aureus และ Bacillus subtilis แอคตโิ นแบคทีเรยี (Actinobacteria) เปนแบคทีเรียแก ได รมบวก พบไดท่ัวไปในธรรมชาติ (Barka et. al., 2016) กุสุมาและคณะ (2560) ไดรายงานในงานวิจัยกอนหนา สกุลสําคัญของแอคติโนแบคทีเรียท่ีพบทั่วไป ไดแก น้ที ีไ่ ดทาํ การแยกแอคติโนแบคทีเรยี ทนรอนท่พี บในไลเคนใน Micromonospora, Nocardia, Streptomyces แ ล ะ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ Themomonospora สําหรับสกุล Streptomyces ซ่ึงพบ (อพ.สธ.) สามารถแยก Actinobacteria ได 5 สายพันธุ ได ไดม ากที่สดุ นนั้ ถูกตัง้ โดย Waksman และ Henrici ในป ค.ศ. นํามาศึกษาลักษณะโคโลนแี ละสัณฐานวิทยาเบ้ืองตนและจดั 1943 เปนสกุลที่อยูในวงศStreptomycetaceae ปจจุบันมี จําแนกชนิดเบ้ืองตน และทดสอบฤทธิ์ของสารที่แบคทีเรีย ช่ือชนิดของStreptomyces มากกวา 700 ชนิด (Euzèby, ดังกลาวสรางขึ้น งานวิจัยน้ีจึงมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 2010 สืบคนไดจ าก http://www.bacterio.cict.fr/s/strep คุณสมบัติเพ่ิมเติมของแอคติโนแบคทีเรียที่แยกไดท้ังในการ tomycesa.html) ก า ร ต้ั ง ชื่ อ ว า Streptomyces น้ั น สรางสารออกฤทธ์ิทางชีวภาพ “งานวิจัยน้ี เปนงานสนอง เน่ืองจากมลี ักษณะทางสัณฐานวิทยาบางอยา งคลา ยเสน ใยรา พระราชดําริใน โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมา และสามารถสรา งสปอรไ มอาศยั เพศทเี่ รียกวา โคนดิ โิ อสปอร จากพระราชดํารฯิ ” (conidiospore) หรือ โคนิเดีย (conidia) ทําใหเห็นโคโลนมี ี อุปกรณแ ละวธิ กี ารทดลอง ลักษณะคลายผงหรอื ฝนุ แปง บางชนิดอาจมีการสรา งรงควัตถุ สีตางๆ เชน สีสม สีครีม สีเทา (ก่ิงจันทร, 2555) เดิมเรียก งานวิจัยของกุสุมาและคณะ (2560) ไดทําการคัดแยก จุลินทรียในกลุมน้ีวา Actinomycetes แตปจจุบันใช แอคติโนแบคทีเรียทนความรอนจากตัวอยางไลเคนใน Actinobacteria แทนเพ่ือความถูกตองในระบบอนุกรม- โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ วิธาน Streptomyces จัดเปนจุลินทรียท่ีมีความสําคัญใน (อพ.สธ.) แยกแอคตโิ นแบคทเี รยี ได 5 ไอโซเลต คือ 90, 940, ดานความหลากหลายทางชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ 95, CBR11 และ CBR16 โดยทําการจําแนกขนิดเบ้ืองตน เนื่องจากสามารถผลติ สารออกฤทธทิ์ างชีวภาพไดห ลายชนิด ดวยลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทดสอบทางชีวเคมี พบวา ท้ังสารปฏิชีวนะ เอนไซมยอยสลาย สารออกฤทธ์ิทางเภสัช แอคตโิ นแบคทีเรยี แตละไอโซเลต มลี กั ษณะใกลเ คียงกบั สกลุ เวท และอ่ืนๆ Streptomyces และใหฤ ทธิ์ทางชีวภาพไดด ี ทัง้ นี้ เพ่ือยืนยนั ถึงชนดิ ของแอคตโิ นแบคทีเรยี ทแ่ี ยกได และทดสอบฤทธิ์ทาง ไลเคนเกิดจากการอยูรวมกันแบบพึ่งพาระหวางรากับ ชีวภาพดานอื่นๆ จึงดําเนินงานวิจัยตอโดยมีวิธีการศึกษา สาหรายและหรือ cyanobacteria เกิดเปน ลกั ษณะทีเ่ รยี กวา ดงั นี้ แทลลสั ข้นึ ในแทลลสั นี้ยังมีจลุ นิ ทรียอ ่นื รวมอาศยั อยดู ว ย ซ่งึ 1. การตรวจสอบชนดิ ของแอคตโิ นแบคทีเรียทแี่ ยกได 5 ไอ จุลินทรียเหลาน้ีมีบทบาทแตกตางกันไป โดยอาจเรียก โซเลต ดว ยวิธที างอณวู ิทยา จุลินทรียเหลานี้ในชื่อรวมวา “endolichenic micro- organisms” โดยที่จุลินทรียในกลุมน้ีมีท้ังท่ีเปนราเสนใย 1.1 การวิเคราะหล าํ ดบั เบสในชว ง 16S rRNA และการ ยีสตแ ละแบคทีเรีย Spribille et. al. (2016) และ Saeng-in วเิ คราะหส ายววิ ฒั นาการ และคณะ (2558) ไดรายงานการแยกและกิจกรรมการสรา ง สารปฏิชีวนะจาก Streptomyces และ Actinoplanes ท่ี แยกดีเอ็นเอและทําใหบริสุทธิ์ โดยเล้ียงเชื้อแอคติโน แยกจากตัวอยางไลเคนในจังหวัดมหาสารคาม ได แบคทีเรีย ใน Yeast extract – Malt extract agar (ISP2) Streptomyces 9 ไอโซเลตและ Antinoplanes 3 ไอโซเลต 7-14 วนั เก็บเชอ้ื ปรมิ าณ 20-50 ไมโครกรัม ใสหลอด ขนาด และพบวา Streptomyces ท่ีแยกได 4 ไอโซเลต แสดงฤทธิ์ 2.0 มิลลิลิตร ใสเม็ด stainless beads ลงในหลอดแลวเติม Cetyl trimethylammonium bromide ( CTAB) 50 ไมโครลติ ร บดใหละเอยี ด จากนนั้ เติม CTAB 300 ไมโครลติ ร การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
648 แ ล ะ 5 % Polyvinylpolypyrrolidone ( PVPP) 100 2. ทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพในการสรางปฎิชีวะสารดวยวิธี ไมโครลติ ร นาํ ไปบม ท่ีอุณหภมู ิ 70 °C 30 นาทจี ากนั้นสกดั ดี Minimum Inhibitory Concentration (MIC) เอ็นเอโดยใชChloroform: isoamyl alcohol อัตราสวน 24:1 ปริมาณ 500 ไมโครลิตร เขยาใหเขากัน ปนดวย ช่ั ง ส า ร ส กั ด ห ย า บ ข อ ง แ อ ค ติ โ น แ บ ค ที เ รี ย แ ล ะ ย า ความเร็ว 10000 G เปนเวลา 15 นาที ดดู สวนน้าํ ใสลงหลอด มาตรฐาน Chloramphenicol ปริมาณ 1 มิลลิกรัม ละลาย ใหม จากน้ันตกตะกอนดีเอ็นเอดวย Isopropanol 0.6 เทา ดวย 10% dimethyl sulfoxide (DMSO) 1 มล. ดูดอาหาร นําตัวอยางไปแชท่ีอุณหภูมิ -20 °C เปนเวลา 30 นาที แลว เล้ียงเชื้อลง 96-well plate หลุมละ 100 ไมโครลิตร และ ปนตกตะกอนดวยความเรว็ 10000 G เปนเวลา 15 นาที เท ใสยามาตรฐาน Chloramphenicol ลงใน 2 แถวแรก เพื่อ สวนน้ําออกและลางตะกอนดวย 70% ethanol ปริมาณ ใชเปนตัวควบคุม และใสสารสกัดหยาบของแอคติโน 500 ไมโครลิตร ตากตะกอนใหแหงเปนเวลาประมาณ 1 แบคทีเรีย ลงในแถวถัดมาจากนั้น ทําการเจือจางแบบ two- ชั่วโมง เติม Tris-EDTA buffer ปริมาณ 50 ไมโครลิตร และ fold serial dilution และเติมเช้ือทดสอบ Escherichia เกบ็ ดีเอ็นเอท่ไี ดไวที่อุณหภมู ิ -20 °C coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 แ ล ะ Candida 1.2 การเพ่ิมปริมาณดีเอ็นเอดวยเทคนิค Polymerase albicans TISTR5554 ปรมิ าณ 100ไมโครลติ ร บมท่ีอณุ หภมู ิ Chain Reaction (PCR) และการตรวจสอบ PCR product 37 °C เ ป น เ ว ล า 24 ช่ั ว โ ม ง จ า ก น้ั น เ ติ ม 9 5 % ดวยเทคนคิ Gel electrophoresis Iodonitrotetrazolium chloride ปริมาณ 40 ไมโครลิตร บม ที่ อณุ หภูมิ 37 °C เปนเวลา 1 ชั่วโมง ระดบั ความเขมขน นําดีเอ็นเอท่ีแยกไดมาเพ่ิมปริมาณดีเอ็นเอ ดวยเคร่ือง ท่ีใหผลยับยั้งจะใหผลเปนสีเหลือง ระดับความเขมขนท่ีสาร DNA Thermal cycler ในสวน 16S rRNA โดยใช Universal สกัดแอคติโนแบคทีเรียไมมีฤทธ์ิยับยั้งเชื้อทดสอบ 95% Primer 2 สายไดแก Primer 20F (5′‐AGAGTTTGATCAT Iodonitrotetrazolium chloride จะจับกับเชื้อทดสอบจะ GGCTCAG‐3′) และ Primer 1530 R (5'-AAGGAGATCCAG เห็นเปนสชี มพู CCGCA-3') โดยใชเอนไซม Pfu DNA polymerase และ 3. ทดสอบการสรางเอนไซมยอยสลาย 3 ชนิด ไดแก เซลลู deoxynucleotide triphosphate ( dNTP) ทํ า ป ฏิ กิ ริยา เลส เพคตนิ เนส และไซแลนเนส อุณหภูมิตางๆ ในแตละรอบ ดังนี้ pre-denaturing ที่ อณุ หภูมิ 94 °C เปน เวลา 3 นาที เรม่ิ ระยะท1่ี Denaturation ถายเชื้อลงบนอาหารเล้ียงเช้ือแข็งท่ีมีสวนประกอบของ ใชอ ุณหภูมิ 94 °C เปนเวลา 1 นาที ระยะที่ 2 Annealing ท่ี เซลลูโลส เพคตินและไซแลน ตามลําดับ บมท่ีอุณหภูมิหอง อุณหภูมิ 50 °C เปนเวลา 1 นาที ระยะที่ 3 Extension ใช เปนเวลา 7-14 วัน เม่ือเชื้อเจริญบนอาหาร เติมสารทดสอบ อุณหภูมิ 72 °C เปนเวลา 2 นาที จากขั้นตอนท่ี1-3 ซึ่ง ดังน้ี นับเปนจาํ นวน 1 รอบ (One cycle) โดยทําปฏกิ ิริยาทงั้ หมด 30 รอบและรอบสุดทายเปนระยะ final extension ใช 3.1 ทดสอบการสรางเอนไซมเ ซลลเู ลส เตมิ 1% Congo อุณหภูมิ 72 °C เปนเวลา 3 นาที นําผลิตภัณฑที่ไดมา red แลวพักไว 15 นาที แลวเทออก เติม 1 N NaCl พักไว ตรวจสอบดวยวิธี gel electrophoresisจากนั้นนํา PCR 15 นาที แลวเทออก เติม 1% HCl พักไว 15 นาที แลวเท product ของชิ้นสวน 16S rRNA ท่ีไดมาทําใหบริสุทธิ์ดวย ออก สังเกตวงใสรอบโคโลนี ชุด GEL/PCR DNA Fragments Extraction Kit (Genaid, Taiwan) สงผลิตภัณฑที่ไดไปหาลําดับนิวคลีโอไทดท่ี 1st 3.2 ทดสอบการสรางเอนไซมเพคตินเนส เท1% BASE Laboratories ประเทศมาเลเซีย hexadecyltrimethyl ammonium bromide แลว พักไว 1 ชว่ั โมง สงั เกตวงใสรอบโคโลนี 1.3 การวิเคราะหหาลําดับนิวคลีโอไทด (DNA sequencing) บนสาย 16S rRNA และ การสรางแผนภูมิ 3.3. ทดสอบการสรางเอนไซมไซแลนเนส สังเกตวงใส ววิ ัฒนาการ (Phylogenetc Tree) รอบโคโลนีไดเ ลย 4. การทดสอบฤทธย์ิ ับย้ังเอนไซม α- glucosidase นําขอมูลลําดับนิวคลีโอไทดท่ีไดจากขอ 1.2 ดวย โปรแกรม BLAST ใน (www.ncbi.nlm.nih.gov) ทําการ ใสเอนไซม α- glucosidase ความเขม ขน 0.05 u/40µl Alignment ลําดับนิวคลีโอไทดท่ีไดกับนิวคลีโอไทดที่ไดมา เติม สารสกัดหยาบของแอคติโนแบคทีเรีย ปริมาณ 40 µl จากขอมูล Genbank โดยใช alignment software และ ลงในหลอดทดลอง เขยาท่ีความเร็ว 190 rpm เปนเวลา 1 สรา ง Phylogenetic tree ดว ยโปรแกรม MEGA 7.0 นาที บมท่ีอุณหภูมิ 37◦C เปนเวลา 30 นาที เติม 0.5 mM 4-nitrophenyl-α- glucopyranoside ปรมิ าณ 40 µl เขยา 190 rpm เปนเวลา 2 นาที บมที่อุณหภูมิ 37◦C 30 นาที เติม 1M Sodium carbonate solution ปริมาณ 40 µl การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
649 นําไปอานคาดวยเคร่ือง spectrophotometer ท่ีความยาว คลื่น 405 nm 5. ทดสอบการทนความรอนของสปอรแอคติโนแบคทีเรียที่ อณุ หภูมิ 80◦ C กระจายสปอรข องแอคติโนแบคทเี รียในน้าํ 1 มล. ใสล ง ในหลอดท่ีมี Silica gel beads ปริมาณ 3 ก. ใหสปอรเกาะ บนผิวของเม็ด Silica gel บมท่ีอุณหภูมิ 80 ◦C เปนเวลา 2 ช่ัวโมง นําเม็ด Silica gel วางบนอาหารเล้ยี งเช้ือ ISP2 บมที่ อุณหภูมิ 37 ◦C เปนเวลา 7-14 วัน ตรวจดูการเจริญและ โคโลนีของจุลินทรีย ผลการศึกษา 1 . ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ห า ลํ า ดั บ นิ ว ค ลี โ อ ไ ท ด ( DNA sequencing) ในชวง 16s rRNA และการวิเคราะหสาย ววิ ฒั นาการ พบวาแอคติโนแบคทเี รยี ทแี่ ยกได 5 ไอโซเลต หมายเลข 90, 940, 951, CBR11 และ CBR16 มีความใกลเ คยี งกับ Streptomyces pseudogriseolus, Streptomyces hygroscopicus และ Streptomyces chilikensis ตามลาํ ดบั ดังแสดงในตารางที่ 1 2. ผลการหาคา Minimum Inhibitory Concentration (MIC) ดวยวิธี Microdilution 96-well plate แอคติโน แบคทีเรียท้ัง 5 ไอโซเลต สามารถยับยั้งเช้ือทดสอบ Escherichia coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 และ Candida albicans TISTR5554 แ ต ไ ม ส า ม า ร ถ ยั บ ยั้ ง Pseudomonas aeruginosa ATCC27853 ได ความเขมขน ของสารสกัดหยาบของแอคติโนแบคทีเรียหมายเลข 90, 940, 951, CBR11 CBR16 สามารถยับย้ังการเจริญของ C. albicans TISTR5554 ไดดี 3. ผลการทดสอบ การสรา งเอนไซมเซลลเู ลส, เพคตินเนส และ ไซแลนเนส พบวา แอคตโิ นแบคทเี รยี ที่แยกไดท ั้ง 5 โซ เลต สามารถสรา งเอนไซมเซลลเู ลสไดด มี าก รองลงมา คอื เอนไซมเ พคตนิ เนส ในสว นของเอนไซมไ ซแลนเนสนน้ั พบวา แอคตโิ นแบคทเี รยี สามารถสรา งไดน อ ย (ในภาพอาจสงั เกต ยาก เนือ่ งจากอาหารเลย้ี งเชอ้ื คอนขา งทบึ แสงมาก) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
650 ตารางที่ 1 การวิเคราะหหาลําดบั นวิ คลีโอไทด (DNA sequencing) บนสาย 16s rRNA สายพนั ธุทแ่ี ยกได ความเหมือน (%) สายพันธทุ ใ่ี กลเคียง 90 98.95 Streptomyces pseudogriseolus NRRL B-3288T 951 98.95 Streptomyces pseudogriseolus NRRL B-3288T 940 99.74 Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T CBR11 99.04 Streptomyces chilikensis RC 1830T CBR16 99.04 Streptomyces chilikensis RC 1830T StrepStotrmepytcoemsybciensgcahldeenrgsgoenniaseisNBRCRWL-11T8(5C1P3T00(2E0U4177)0123) 42 Streptomyces violaceusniger NBRC 13459T (AB184420) 30 8 Streptomyces yokartensis NBRC 100779T (AB249942) 98 Streptomyces javensis NBRC 100777T (AB249940) 46 Streptomyces albiflaviniger NRRL B-1356T (AJ391812) Streptomyces hygroscopicus subsp. hygroscopicus NBRC 13472T (BBOX01000593) 44 90 Streptomyces demainii NRRL B-1478T (DQ334782) 8 Streptomyces iranensis HM 35 FT (J472862) 96 Streptomyces melanosporofaciens DSM 40318T (FNST01000002) Streptomyces himastatinicus ATCC 53653 (EF408736) 40 Streptomyces sporoclivatus NBRC 100767T (AB249934) 26 Streptomyces antimycoticus NBRC 12839T (AB184185) 32 Streptomyces castelarensis DSM 40830T (AY508511) 10 56 Streptomyces mordarskii NRRL B-1346T (EF408735) 38 Streptomyces geldanamycininus NRRL B-3602T (DQ334781) 88 Streptomyces rapamycinicus NRRL B-5491T (EF408733) Streptomyces yatensis NBRC 101000T (AB249962) 92 92 Streptomyces samsunensis M1463T (EU077190) 58 Streptomyces malaysiensis NBRC 16446T (AB249918) 88 Streptomyces cangkringensis D13P3T (AJ391831) Streptomyces asiaticus A14P1T (AJ391830) 100 Streptomyces griseiniger NRRL B-1865T (AJ391818) 56 Streptomyces rhizosphaericus NBRC 100778T (AB249941) 58 Streptomyces indonesiensis DSM 41759T (DQ334783) Streptomyces cattleya NRRL 8057T (FQ859185) Streptomyces rubrisoli FXJ1.725T (KC137300) 0.002 100 ภาพที่ 1 วงศว านวิวฒั นาการ ของ ตัวอยา งหมายเลข 940 โดยใช ผลของลาํ ดบั นิวคลโี อไทดใ น ชว ง 16s rRNA การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
651 ตารางที่ 2 คา Minimal Inhibitory Concentration (MIC) ดวยเทคนคิ Microdilution 96-well plate คา Minimal Inhibitory Concentration (µg/ml) แบคทเี รยี ทีใ่ ชท ดสอบ ไอโซเลต ความเขม ขนของ E. coli สารแอคติโนแบคทีเรยี (mg/ml) ATCC25922 P. aeruginosa ATCC27853 B.subtilis ATCC6633 S.aureus ATCC25923 C.albicans TISTR5554 90 2.6 - - 81.2 1300 81.2 940 3.3 103.1 - 51.5 206.2 51.5 951 2.8 1400 - 87.5 700 21.8 CBR11 4.5 1125 - 562.5 2250 140.6 CBR16 2.4 300 - 300 1200 37.5 ตารางท่ี 3 ผลการทดสอบ การยอ ยเอนไซม เซลลูเลส เพคตเิ นส ไซแลนเนส ชนิดของเอนไซม 90 940 CBR11 CBR16 951 เซลลูเลส ++ ++ ++ ++ ++ เพคตเิ นส + ++ ++ ++ ++ ไซแลนเนส ++ + ++ ผลการทดสอบความสามารถในการยอยเอนไซมเ ซลลูเลส 90 940 CBR11 CBR16 951 ผลการทดสอบความสามารถในการยอ ยเอนไซมเ พคติเนส 90 940 CBR11 CBR16 951 ผลการทดสอบความสามารถในการยอ ยเอนไซมไ ซแลนเนส 90 940 CBR11 CBR16 951 ภาพที่ 3 ผลการทดสอบการสรา งเอนไซมเ ซลลูเลส, เพคตินเนส และ ไซแลนเนส การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
652 4. ผลการทดสอบ α- glucosidase inhibitor พบวา สารท่ี ของแอคติโนแบคทีเรียเกาะอยูไปอบที่อุณหภูมิ 80 ◦C นาน ไดแอคติโนแบคทีเรียท้ัง 5 ตัวอยาง ใหผลการยับยั้งการ 2 ชั่วโมงแลวนําไปวางบนอาหารเลี้ยงเชื้อ ISP2 บมท่ี ทํางานของเอนไซมใ นระดับท่ี α- glucosidase ไดน อย อุณหภูมิ 37 ◦C พบวา สปอรข องแอคติโนแบคทีเรยี 5 ไอโซ 5. ผลการทดสอบการทนความรอนของสปอรแอคติโน เลต สามารถงอกและเจรญิ เปนโคโลนีได แบคทีเรียที่อุณหภูมิ 80◦C เมื่อนําเม็ด Silica gel ท่ีมีสปอร A. B. C. E. D. ภาพที่ 4 โคโลนีของแอคติโนแบคทีเรียทีส่ ามารถเจรญิ ได หลงั จากอบทอ่ี ณุ หภูมิ 80◦ C A. 90 B. 940 C. 951 D. CBR11 E. CBR16 สรุปและอภปิ รายผลการศกึ ษา การสรางเอนไซมยอยสลาย 3 ชนิด ไดแก เซลลูเลส เพคติน เมอ่ื นาํ ดเี อน็ เอในชวง 16s rRNA ของแอคติโนแบคทีเรยี เนส และไซแลนเนส พบวาแอคติโนแบคทีเรียสามารถผลิต เอนไซมทั้ง 3 ชนิดไดดีในสวนการทดสอบการยับยั้งการ ทีแ่ ยกไดจ ากตัวอยา งไลเคนในโครงการอนรุ ักษพ ันธุกรรมพืช ทํางานของเอนไซม α-glucosidase พบวาสารที่ไดจากแอ อันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ (อพ.สธ.) (กุสุมา และคณะ, คติโนแบคทีเรียทั้ง 5 โซเลต ไมมีฤทธิ์ยับย้ังการทํางานของ 2560) ไปวิเคราะหหาลําดับนิวคลีโอไทดพบวา แอคติโน เอนไซม α- glucosidase ได และการศึกษาการทนความ แบคทีเรีย ไอโซเลตหมายเลข 90, 951 มีความใกลเคียงกับ รอนของสปอร สามารถยืนยันไดวาสปอรของแอคติโน Streptomyces pseudogriseolus NRRLB-3288T 98.95% แบคทีเรียท้ัง 5 ไอโซเลตสามารถทนความรอนท่ีอุณหภูมิ ไ อ โ ซ เ ล ต ห ม า ย เ ล ข 940 มี ค ว า ม ใ ก ล เ คี ย ง กั บ 80 ◦C ไดนานถึง 2 ช่ัวโมง แสดงใหเห็นวาแอคติโน Streptomyces hygroscopicus NBRC 13472T 99.74% แบคทีเรียเหลานี้มีศักยภาพที่จะนําไปใชงานทางดาน ไอโซเลตหมายเลข CBR11, CBR16 มีความใกลเคียงกับ เทคโนโลยีชีวภาพเน่ืองจากมีฤทธ์ิในการยับยั้งจุลินทรีย Streptomyces chilikensis RC 1830T 99.04 % ก า ร ทดสอบไดดี โดยอาจศึกษาหาโครงสรางทางเคมแี ละทดสอบ วิเคราะหคา Minimum Inhibitory Concentration (MIC) ฤทธท์ิ างชวี ภาพทางดา นอื่นตอ พบวา แอคติโนแบคทีเรีย ท้ัง 5 ไอโซเลต สามารถยับย้ัง คําขอบคุณ Escherichia coli ATCC25922, Bacillus subtilis ATCC6633, Staphylococcus aureus ATCC25923 และ โครงการวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ Candida albicans TISTR5554 แ ต ไ ม สา มารถยับย้ัง อนรุ กั ษพ นั ธกุ รรมพืชอันเน่อื งมาจากพระราชดาํ ริฯ โดยไดรบั Pseudomonas aeruginosa ATCC27853 เ ม่ื อ ท ด ส อ บ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
653 การสนับสนุนเงินวิจัยจากงบประมาณแผนดิน ประจําป Ouhdouch, Y. 2016. Physiology and Natural 2562 Product of Actinobacteria. Microbiology and เอกสารอา งองิ Molecular Biology Reviews. 80 (1) Euzèby. ก่งิ จนั ทน มะลิซอน. 2555. ความหลากหลายของแอคติโน 2010. สบื คน ไดจ าก (http://www.bacterio.cict.fr/s/strep- แบคทีเรยี ในดนิ .หนา 11-23. มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ tomyces.html) อดุ รธานี. Saeng-in, P., Kuncharoen, N., Chamroensaksri, N., กุสุมา บวงราบ และคณะ. 2560. การแยกและฤทธต์ิ า น Tanasupawat, S. 2015. Identification and จุลนิ ทรียข องแอคติโนแบคทเี รียทนความรอนจากไล antimicrobial activity of Streptomyces and เคน. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงาน Actinoplanes strains from lichens. Journal of วทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 8 “ทรพั ยากรไทย : ศกั ยภาพ Applied Pharmaceutical Science. 5 (01), 023- มากลน มใี หเ หน็ ” (29 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม พ.ศ. 029. 2560), ณ ศนู ยเ ครอื ขายการเรยี นรูเ พื่อภูมภิ าค Spribille, T., Tuovinen, V., Resl, P., Vanderpool, D., จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั , สระบรุ .ี Wolinski, H., M. Catherine Aime, Schneider, K., สมบรู ณ ธนาศุภวฒั น และคณะ. 2549. อนุกรมวธิ านและ Stabentheiner, E., Toome-Heller, M., Thor, G., สารทุตยิ ภูมิของแอคติโนไมซีททค่ี ัดเลอื กไดจ ากดินเกาะ Mayrhofer, H., Johannesson, H., John P. เสมด็ .หนา 1-68. กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ McCutcheon. Basidiomycete yeasts in the มหาวิทยาลยั cortex of ascomycete macrolichens. Science. Barka, A, E., Vatsa, P., Sanchez, L., Gaveau-Vaillant, 353(6298), 488-492. G., Jacquard, C., Klenk, H, P., Clemént, C., การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
654 ราทะเลทแี่ ยกจากสิ่งมีชวี ิตที่เปน โรคในแนวปะการงั บริเวณหมูเกาะแสมสาร จังหวดั ชลบุรี และหมูเ กาะลันตา จังหวัดกระบี่ MARINE FUNGI ISOLATED FROM INFECTED MARINE ORGANISMS IN THE CORAL REEFS AT MU KOH SAMAESARN CHON BURI PROVINCE AND MU KOH LANTA KRABI PROVINCE กลิ่นผกา ภูถาวร1, จาํ เรญิ บัวเรือง1, อรอมุ า เพียซา ย2, มาฆมาส สทุ ธาชีพ3, และ ธรรมศกั ด์ิ ยมี นิ 3* Klinphaka Phuthaworn1, Jamrearn Buaruang1, Onuma Piasai2, Makamas Sutthacheep3 and Thamasak Yeemin3* 1หนว ยวิจัยจุลชีพในส่งิ แวดลอ มทางทะเล สาขาวิชาวิทยาศาสตรส ่งิ แวดลอ ม คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง แขวงหวั หมาก เขตบางกะป กรุงเทพมหานคร 10240 2ภาควิชาโรคพชื คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน กรุงเทพมหานคร 10900 3กลมุ วิจยั ความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววทิ ยา คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง แขวงหวั หมาก เขตบางกะป กรงุ เทพมหานคร 10240 1Marine Microbe Environment Research Unit, Division of Environmental Science, Faculty of Science Ramkhamhaeng University Huamark, Bangkok 10240, Thailand 2Department of Plant Pathology, Faculty of Agriculture, Kasetsart University, Bangkok 10900, Thailand 3Marine Biodiversity Research Group, Department of Biology Faculty of Science, Ramkhamhaeng University Huamark, Bangkok 10240, Thailand บทคดั ยอ เก็บตัวอยางสง่ิ มีชีวิตที่เปนโรคในแนวปะการงั บริเวณหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบรุ ี และ หมูเกาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ี ในชวง ระหวางเดือนพฤษภาคม 2556 ถึง เดือนพฤษภาคม 2560 เก็บจํานวนตัวอยางมาท้ังหมด 14 ตัวอยาง แยกราทะเลจาก ชนิ้ สวนที่เปน โรคโดยใชวธิ ี tissue transplanting method วางบนอาหารวนุ malt extract agar (MEA) ผสม 70 เปอรเซ็นต ของนา้ํ ทะเล ทอี่ ณุ หภูมิ 28˚C เปน เวลา 5-7 วัน แลวจําแนกชนิดโดยใชล ักษณะทางสณั ฐานวทิ ยาของราทีเ่ จริญบนอาหารเลย้ี ง เช้ือชนิดตาง ๆ ผลการศึกษาพบราทะเลจํานวน 77 สายพันธุ โดยแยกจากหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ไดจํานวน 59 สาย พันธุ สามารถจาํ แนกชนิด ไดแ ก Acremonium sp., Aspergillus japonicus, A. niger, A. parasiticus, Aspergillus spp., Cladosporium sp., Curvularia sp., Emericella sp., Nigrospora sp., Penicillium spp., Syncephalastrum sp., Trichoderma sp. และ Zygosporium sp. แยกจากหมูเกาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ไี ดจํานวน 18 สายพันธุ สามารถจาํ แนกชนดิ ไดแก Acremonium sp., Cladosporium sp. และ Penicillium sp. และ กลมุ sterile mycelium Abstract Samples of infected marine organisms were collected from Mu Koh Samaesarn Chon Buri province and Mu Koh Lanta Krabi province, between May 2013 and May 2017. All 14 samples, marine fungi from infected sea fan and coral tissue were isolated using tissue transplanting method on malt extract agar (MEA) with 70% sea water and incubated at 28˚C for 5-7 days. Marine fungi were identified based on morphological characteristics such as colony growth rate and growth pattern on standard culture media, namely malt extract agar (MEA). A total of 77 fungal samples were isolated in this study; 59 isolates from Mu Koh Samaesarn, Chon Buri were found including Acremonium sp., Aspergillus japonicus, A. niger, A. parasiticus, Aspergillus spp., Cladosporium sp., Curvularia sp., Emericella sp., Nigrospora sp., Penicillium spp., Syncephalastrum sp., Trichoderma sp. and Zygosporium sp. 18 isolates from Mu Koh Lanta Krabi including Acremonium sp., Cladosporium sp. and Penicillium sp. and sterile mycelium. คาํ สาํ คัญ: ราทะเล, โรค, สิง่ มีชวี ิตในทะเล, แนวปะการงั Keywords: marine fungi, disease, marine organisms, coral reefs การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
655 *ตดิ ตอนกั วิจยั : ธรรมศักดิ์ ยมี ิน (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Thamasak Yeemin (E-mail: [email protected]) บทนาํ เนื้อเยอื่ มาประมาณ 1 cm3 แชและเขยาเพ่ือทําความสะอาด โรคปะการังเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดสภาพความเสื่อม กับสารละลาย 0.06% sodium hypochlorite ประมาณ 1 นาที แลวนํามาลางทําความสะอาดในนํ้าทะเลหรือน้ําทะเล โ ท ร ม ข อ ง แ น ว ป ะ ก า รั ง แ ล ะ อ า จ มี ผ ล ก ร ะ ท บ ห รื อ เ พิ่ ม เทียม (artificial seawater, ASW) ทีฆ่ า เชอื้ แลว อยา งนอย 3 ผลกระทบใหเกิดสาเหตุอื่นๆ ตอแนวปะการังอีก เชน ทําให คร้ัง ซับใหแหงดวยกระดาษซับที่น่ึงฆาเชื้อแลว จากน้ันนํามา ปะการังออนแอ ทนตอการเกิดการฟอกขาวนอยลง (Green ตัดใหเปนช้ินเล็กๆ ขนาดประมาณ 5x5 mm (Morrison- and Bruckner, 2000; Lesser et. al., 2007) สถานการณ Gardiner, 2002) แลวนําไปวางบนจานอาหารเลี้ยงเช้ือ ของโรคติดเช้ือเปนปญหาท่ัวโลกและเชื่อกันวามีบทบาท malt extract agar ท่ี ผ ส ม 70 % นํ้ า ท ะ เ ล (tissue สําคัญในการลดจํานวนปะการังในแนวปะการัง การศึกษา transplanting method) และเก็บไวประมาณ 5-7 วัน ท่ี โรคของปะการังเปนเร่ืองยาก (Lesser et. al., 2007; อุณหภูมิ 28 oC เมื่อพบมีเช้ือราข้ึนบนอาหารเข่ียเสนใยของ Sweet, 2016) สาเหตุของโรคในสัตวไมมีกระดูกสันหลังใน ราไวใ น slant MEA ท่ีผสม70 % ของน้ําทะเลเพอ่ื จดั จําแนก ทะเลเกิดจาก เชน แบคทีเรีย ไวรัส เช้ือรา และ โปรโตซัว ที่ ชนดิ ตอไป เกิดจากการประมงเหมือนจะเปนกลุมท่ีมีความสําคัญและมี 3. การแยกสายพนั ธุเ ชอ้ื ราแตล ะชนดิ จําแนกชนิดเชอ้ื ราโดย การแพรกระจายของโรคมากข้ึน Sisneya et. al. (2018) เพาะเล้ียงเชื้อราบนอาหารหลากหลายชนิดขึ้นอยูกับกลุม พบวาผลกระทบจากการรบกวนการใชงานท่ีเกิดจากมนุษย สายพันธุเชื้อรา เชน malt extract agar (MEA), Czapex’s โดยตรงตอปะการังกําลังเพ่ิมข้ึน แมวาจะมีสาเหตุที่สําคัญ agar (CZA) แ ล ะ Czapex yeast autolysate agar (CYA) ของโรคปะการังในท่ัวโลก แตมีการศึกษานอยเกินไป เปนตน และตรวจ ลักษณะการเจริญ สี กลิ่น บันทึก รายงานวาการติดเชื้อโรคในแนวปะการังจะเปนปญหาท่ัว เปรียบเทียบกับงานวิจัยที่เคยมีรายงานไว เตรียมตัวอยาง โลกและเช่ือวาการเกิดโรคในแนวปะการังจะมีบทบาทสําคัญ และถายภาพ เช้ือราจากกลองจุลทรรศนแบบ compound ในการลดแนวปะการัง และโรคปะการังเปนสาเหตุรายแรง และอิเล็กตรอนแบบสองกราด (Holler et. al., 2000; อยางหน่ึงที่ทําใหเกิดสภาพความเส่ือมโทรมและหยุดการ Manoch et. al., 2004; เลขา และคณะ, 2551) พัฒนาความสมบูรณของแนวปะการัง (Bourne et al., 4. การเก็บรักษาสายพันธุบริสุทธ์ิเช้ือรา นําเช้ือบริสุทธ์ิ 2009) และสอดคลองกับรายงานวาโรคปะการังเปนหน่ึงใน (pure culture) ของราที่แยกไดมาทําการเก็บรักษาดวยวิธี สาเหตุหลักที่ทําใหเกิดสภาพเสื่อมโทรมของแนวปะการังใน ตาง ๆ ไดแก เก็บไวในกระดาษกรอง เก็บไวในดินทะเล เก็บ ทะเลแคริบเบียน (Hayes and Goreau, 1998; Harvell ไวในเมล็ดธัญพืชที่ไดแชน้ําทะเล แลวนําเชื้อไปเก็บท่ี et. al., 1999; Willis et. al., 2004) อุณหภูมิ -4 ๐C และ slant MEA ที่ผสม 70% น้ําทะเล เก็บ รักษาในตูเย็นที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส (Manoch et. จุดประสงคของการศึกษาคร้ังนี้เพ่ือแยกและจําแนก al., 2004) และไดเก็บรักษาสายพันธุบริสุทธิ์เช้ือราทะเลไว ชนิดเชื้อราจากส่ิงมีชีวิตท่ีเปนโรคในแนวปะการังบริเวณหมู ที่หองปฏิบัติการหนวยวิจัยจุลชีพในสิ่งแวดลอมทางทะเล เกาะแสมสารและหมูเกาะลันตา โดยเก็บรวบรวมสายพันธุ สาขาวิชาวิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม คณะวิทยาศาสตร เชื้อราทะเล และคัดเลือกราที่กอใหเกิดโรคตอส่ิงมีชีวิตใน มหาวิทยาลัยรามคําแหง (MMERU) แนวปะการัง งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริใน โครงการอนรุ กั ษพนั ธกุ รรมพชื อันเนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ อปุ กรณและวิธีการทดลอง ผลและวิจารณผลการทดลอง 1. การเก็บตัวอยางสิ่งมีชีวิตท่ีเปนโรคในแนวปะการัง ดํานํ้า แยกราทะเลจากตัวอยางส่ิงมีชีวิตท่ีเปนโรคในแนว แบบ SCUBA เก็บตัวอยางสิ่งมีชีวิตท่ีเปนโรคโดยสังเกตจาก ลักษณะและสีท่ีเปล่ียนไปจากเดิมของสิ่งมีชีวิตในแนว ปะการังบรเิ วณหมเู กาะแสมสาร จงั หวดั ชลบรุ ี และ หมูเกาะ ปะการังบริเวณหมเู กาะแสมสาร จงั หวดั ชลบุรี และ หมเู กาะ ลันตา จังหวัดกระบี่ เก็บจํานวนตัวอยางมาทั้งหมด 14 ลันตา จังหวัดกระบี่ ในชวงเดือนพฤษภาคม 2556 ถึง เดือน ตัวอยาง จากตัวอยางท้ังหมดสามารถแยกราไดจํานวน 77 พฤษภาคม 2560 สายพันธุ โดยแยกจากหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ได 2. การแยกราจากตวั อยางส่งิ มีชีวิตที่เปนโรคในแนวปะการัง จํานวน 59 สายพันธุ สามารถจําแนกชนิดตามลักษณะทาง นําตัวอยางสิ่งมีชีวิตที่เปนโรคในแนวปะการังที่เก็บมาตัดช้ิน สั ณ ฐ า น วิ ท ย า ไ ด แ ก Acremonium sp., Aspergillus japonicus, (รูปที่ 1) A. niger, A. parasiticus, Aspergillus การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
656 spp., (รูปท่ี 2) Cladosporium sp., (รูปท่ี 3) Curvularia อิเล็กตรอนพบวา coral microbiome มีความหลากหลาย sp., (รูปที่ 4) Emericella sp., (รูปที่ 5) Nigrospora sp., และเปนแหลงที่อยูของไวรัสจํานวนมาก การศึกษาพบ (รูปท่ี 6) Penicillium spp., Syncephalastrum sp., (รูป หลักฐานท่ีเพ่ิมมากขึ้นวาการติดเช้ือไวรัสสามารถทําลาย ท่ี 7) Trichoderma sp. (รูปท่ี 8) และ Zygosporium sp. symbionts algal ภายใตความเครียดดานส่ิงแวดลอมและ (รูปท่ี 9) แยกจากหมูเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ไดจํานวน 18 อาจมีสวนรว มในการตอบสนองตอ ปะการังฟอกขาว สายพันธุ สามารถจําแนกชนิด ไดแก Acremonium sp., (รูปที1่ 0) Cladosporium sp. และ Penicillium sp. (รปู ท่ี อยา งไรกต็ ามงานวิจัยเกยี่ วกบั สงิ่ มชี ีวติ ในแนวปะการังที่ 11) และ กลมุ รา Sterile mycelium เปนโรคในประเทศไทยยังมีจํานวนนอย ดังนั้นจึงควรเรง ศึกษาวจิ ยั เพอ่ื ทจ่ี ะไดรูถ งึ ปญ หาและสาเหตุทีเ่ กิดขึ้น จะไดนํา ผลการศึกษาพบรากลุม Aspergillus spp. เปนชนิด ความรูที่ไดมาแกไขผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้นกับแนวปะการัง เดนที่แยกไดจากชิ้นเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง ของไทยจะไดม แี นวปะการงั ไวใชป ระโยชนอยา งยั่งยนื ตอไป Toledo-Hernández et. al. (2013) และ Nieves-Rivera สรปุ ผลการทดลอง (2002) ศึกษาการแพรกระจายของเช้ือ aspergillosis ใน กั ล ป งห า (Gorgonia ventalina) ที่ เ ป น โ ร ค เ ที ยบกับ จากการศกึ ษาพบราทะเลจาํ นวน 77 สายพนั ธุ โดยแยก กัลปงหาที่สุขภาพดี พบการติดเชื้อ aspergillosis ใน จากหมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ไดจํานวน 59 สายพันธุ กัลปงหา เช้ือรานี้มีช่ือวา Aspergillus sydowii ซ่ึงเปนเช้ือ สามารถจาํ แนกชนิด ไดแ ก Acremonium sp., Aspergillus ราเพยี งชนิดเดียวท่ีพบ การเกิดโรคในสตั วไมม ีกระดกู สันหลงั japonicus, A. niger, A. parasiticus, Aspergillus spp., เชน ฟองน้ํา, ปะการงั ออ น, โพลีขดี , หอย, ปลาหมึก, กงุ , ปู , Cladosporium sp., Curvularia sp., Emericella sp., เมนทะเล ,ปลาดาว และ ทากทะเล เปนตน มีการรายงาน Nigrospora sp., Penicillium spp., Syncephalastrum โรคในปะการังในป 1970 คือ โรค Black-band disease sp. Trichoderma sp. และ Zygosporium sp. แยกจาก (BBD) โรค White band disease (WBD) มีสาเหตุเกิดจาก หมเู กาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ไี ดจาํ นวน 18 สายพันธุ สามารถ ไวรัส, แบคทีเรีย และเช้ือโรค อื่นๆ ในฟองนํ้าเกิดลักษณะ จําแนกชนิด ไดแก Acremonium sp., Cladosporium โกรน เปน หยอมๆ ทําใหเ น้ือเยอื่ เสอ่ื มลงและตายไปภายใน 1 sp. และ Penicillium sp. และ กลมุ รา Sterile mycelium อาทิตย บาดแผลท่ีเกิดเปนทางยาวเล็กเช่ือวาเกิดจากเสนใย ของ เชอื้ รา (Muller et. al., 2011) นอกจากนไ้ี วรัสอาจเปน คําขอบคุณ สาเหตุของโรคปะการังบางชนิดและอาจเปนเหตุใหเกิด ขอขอบคุณ โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน epizootics ในแนวปะการัง แตยังไมมีขอมูลเพียงพอที่จะ ส รุ ป ไ ด ว า โ ร ค ป ะ ก า รั ง เ กิ ด จ า ก ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ไ ว รั ส ช นิ ด ใ ด เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ กองทัพเรือ และสํานักงาน (Thurber et. al., 2011) แ ล ะ Sweet et. al., ( 2017) คณะกรรมการวิจัยแหงชาติ ที่ชวยเหลือและสนับสนุน รายงานการศึกษาดวยกลองจุลทรรศนและกลองจุลทรรศน โครงการวจิ ยั นี้ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
657 รูปท่ี 1 เช้ือรา Aspergillus japonicus ที่แยกไดจาก (A) ปะการัง (Pavona decussata) จากหาดเทียน หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสีนํ้าตาลอมมวง ดานใตอาหารสีขาวครีม conidiophoreใสไมมีสี ผนังเรียบ conidia head เกิดหนา แนนรูปรางกลม Vesicle รูปรางกลมหรือเกือบกลม เปนที่เกิดของ phialide (uniseriate Aspergilla) conidium รูปรางกลมหรือรูปไข ผนัง ขรขุ ระ (D,E) conidiophore 10 µm (F) conidia 5 µm รูปท่ี 2 เช้ือรา Aspergillus sp. ท่ีแยกไดจาก (A) ปะการัง (Montipora aequituberculata) จากโรงโขน-โรงหนัง หมูเกาะ แสมสาร โคโลนีสีเขียวปนเหลืองดานนอกสีขาว ดานใตอาหารสีครีม conidiophore ใสไมมีสี ผนังเรียบ conidia head รปู รางเปน แทง เกิดรอบๆ Vesicle มี metulae และ phialide (biseriate Aspergilla) conidium รูปรางเกือบกลม ผนงั ขรุ ข ระ (D) conidiophore 10 µm (E,F) conidia 10 µm ,5 µm การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
658 รปู ที่ 3 เช้ือรา Cladosporium sp. ทแ่ี ยกไดจ าก (A) ปะการัง (Acropora sp.) จากหาดเทยี น หมูเ กาะแสมสาร โคโลนีสีเขยี ว มะกอก ดานใตอาหารสเี ขียวข้ีมาปนดํา conidiophore ใสไมมีสี ผนังเรียบ conidium เปนพวก blastospore เกิดจากการ แตกหนอ (budding) สนี ํ้าตาล มี 1-2 เซลล สวนใหญเ หน็ เซลลเ ดียว ผนังเรยี บ ขนาดแตกตา งกนั รปู ไข รูปรี จนถงึ เปนเหลยี่ ม ไมส ม่าํ เสมอ และมกั เห็นรอยแผล (scar) ทบี่ ริเวณหวั ทา ยเซลล หรอื เฉพาะสวนฐานของเซลล (D) hypha (E) conidia 5 µm รูปที่ 4 เชื้อรา Curvularia sp. ท่ีแยกไดจาก (A) ปะการัง (Pavona decussata) จากหาดเทียน หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสี ควันบุหร่ี ดานใตอาหารสีเขียวขี้มาปนดํา conidiophore ใสไมมีสี ผนังเรียบ conidium มี 3 septate รูปรางกระบอง (clavate) ตรงหรือโคงเล็กนอย ผนังเรียบ เซลลท่ีสามจากฐานจะโปงพองและใหญกวาเซลลอื่น เซลลหัวทายมีสีออนและ บริเวณตรงกลางจะมีสเี ขม (D,E) conidia 10 µm, 5 µm การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
659 AB CD รูปที่ 5 Emericella sp. ท่ีแยกไดจาก (A) กัลปงหา (Melithaea sp.) จากโรงโขน-โรงหนัง หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสีเหลอื ง ปนนํ้าตาล conidiophore, conidium ขนาด 2-3 ไมโครเมตร และ hulle cell รปู รา งกลม หรือเกือบกลม ใส ขนาดเสนผา น ศนู ยก ลาง 5-10 ไมโครเมตร (C) hulle cell; 10 µm (D) hulle cell ; 5 µm รูปท่ี 6 เช้ือรา Nigrospora sp. ท่ีแยกไดจาก (A) ปะการัง (Porites lutea) จากโรงโขน-โรงหนัง หมูเกาะแสมสาร โคโลนีสี ขาวปนควนั บุหร่ี ดานใตอ าหารสีเทาปนครมี conidiogenous cell สีนาตาลออน ผนงั เรยี บ conidium รูปรา งรี หรอื คอนขา ง กลมสีดา ผนงั เรียบ เสน ผา นศนู ยกลาง 9-13 ไมโครเมตร (E,F) conidium 10µm, 5 µm การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: