95 เซนติเมตร สารท่ตี องการทดสอบมาทาลงบนผวิ หนัง จากน้ันปดดวย occlusive tape ซ่ึงจะทําการ ทดสอบเปนระยะเวลา 24 ชั่วโมง ในสภาวะที่ปด สนิทดวย occlusive tape ซ่ึงจะกําหนดระดับการ ใหคะแนนดังน้ี 5. การวเิ คราะหข อมลู ทําการวิเคราะหขอมูลเพ่ือหาคารอยละ, เกณฑก ารใหคะแนนการทดสอบความ คะแนน คาเฉล่ีย (Mean) ดวยโปรแกรม SPSS Statistics เปนพิษและ/หรือความระคายเคือง แลวทําการเปรียบเทียบความแตกตางระหวางตํารับ โดยใชสถิติ (One-Way ANOVA) ที่ระดับนัยสําคัญ ไมเ ห็นปฏกิ ริ ิยาเกิดขน้ึ 0 (p<0.05) เกดิ ผ่ืนแดงเลก็ นอยกระจายตัวเปน หยอ มๆ 1 ผลการศึกษา 1. การทดสอบลกั ษณะทางกายภาพ เกิดผน่ื แดงปานกลางท่อี ยบู รเิ วณลําตวั และ 2 ทําการทดสอบลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ รวมกนั เปน ปน 3 เจล โดยทดสอบการเปล่ียนแปลงของลักษณะสี กล่ิน และความหนืด จากการทดสอบลักษณะทางกายภาพ เกิดผ่ืนแดงเหน็ ไดช ัดเจนและเกดิ การบวม ของเจลกรงุ เขมาพบวาตาํ รับท่ี 1 ถงึ 8 มีสีเขียวออน บริเวณผวิ หนัง ไปจนถึงเขม เน้ือเนียน หนืดเล็กนอย สวนเจลตํารับ control มีสใี ส เน้ือเนียน หนืดเล็กนอ ย การทดสอบ 4. การทดสอบความพึงพอใจโดยรวมของผลติ ภณั ฑ ความคงสภาพแบบสภาวะเรง โดยวิธี Heating ไดผานการขอจริยธรรมในมนุษย จากโรงพยาบาล cooling cycle พบวาตํารับที่ 5 มีความคงสภาพดี สมเด็จพระยุพราชสวางแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่สี ดุ เมอ่ื เทยี บกับทุกตาํ รบั ดังตารางท่ี 1 เลขท่ี SWOCPH 2018-018 คือ ลักษณะความนาใช ของเจล การซึมสูผิว ความเหนอะของครีมกลิ่นของ เจล จะใชลักษณะคาํ ถามจะเปนการใหค ะแนนแบบ Likert Scale โดยมีสเกลอยู 5 ระดบั ดังนี้ 5 คะแนน เทา กบั ดมี าก 4 คะแนน เทากับ ดี 3 คะแนน เทา กับ ปานกลาง 2 คะแนน เทา กบั พอใช 1 คะแนน เทา กับ ควรปรับปรงุ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
96 ตารางท่ี 1 แสดงผลการทดสอบลกั ษณะทางกายภาพ กล่ิน ความหนดื ตาํ รับ สี Control ไมมกี ล่นิ เน้ือเนียน หนืด สีใส 1 ไมม ีกลน่ิ เน้ือเนยี น หนืดเลก็ นอ ย สีเหลอื งเขียวออ น 2 ไมม ีกล่ิน เน้ือเนียน หนืดเล็กนอย สเี หลอื งเขียวออน ตาํ รบั สี กลิ่น ความหนืด 3 ไมม กี ลน่ิ เน้อื เนียน หนืดเล็กนอย สีเหลืองเขียว ไมมกี ลิน่ เนอ้ื เนียน หนดื เล็กนอย 4 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
97 สีเหลอื งเขยี ว 5 ไมมกี ล่ิน เนื้อเนยี น หนดื เลก็ นอ ย สีเหลืองเขยี ว 6 ไมมีกล่นิ เนื้อเนียน หนืดเลก็ นอย สเี หลืองเขียว 7 ไมม ีกลิ่น เนอ้ื เนยี น หนืดเลก็ นอ ย สีเขยี วออน 8 ไมม ีกลิ่น เนอ้ื เนียน หนืดเล็กนอ ย สเี ขยี วเขม 2. การทดสอบการปนเปอนของจุลินทรียและเชื้อ 3. ทดสอบอาการแพ/ระคายเคืองตาม OECD ราตามที่ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา Guideline (ดัดแปลงจาก สํานักงานคณะกรรมการ (อย.) กําหนด อาหารและยา) จากผลการทดลองตรวจหาเชื้อจุลินทรีย โดยใช อาสาสมัครทั้ง 30 คนไมพบอาการแพและระคาย เทคนิคทางจลุ ชวี วทิ ยา พบวา เจลกรงุ เขมา ไมพ บการ เคือง โดยมีคะแนนอยูใ นระดบั 0 4. ความพงึ พอใจโดยรวมของผลิตภณั ฑ เจริญเตบิ โตของเช้ือ Pseudomonas aeruginosa, ผลการทดลองพบวาอาสาสมัครสวนใหญประเมิน Staphylococcus aureus, Candida albicans แ ล ะ Total plate count น อ ย ก ว า 10 cfu/g, ลกั ษณะความนาใชของผลติ ภณั ฑ มีความพึงพอใจตอ Yeast and mold นอยกวา 10 cfu/g ตามที่ อ.ย. ลักษณะความนาใชของเจลอยูในระดับดี 21 คน รอ ย กาํ หนด ละ 70 สวนการซมึ สูผ วิ มคี วามพึงพอใจในระดับดี 19 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
98 คน รอยละ 63.33 ความเหนอะมีความพงึ พอใจอยใู น ผลิตภัณฑเพ่ิมความชุมชื่นจากกรุงเขมามากอน 27 ระดับดี 14 คน รอ ยละ 46.67 กล่ินความพึงพอใจอยู คน รอยละ90 รวมท้ังเคยใชผลติ ภัณฑในรปู แบบครีม ในระดับปานกลาง 12 คน รอยละ 40 ไมเคยใช มากที่สุด รอ ยละ 73.33 ดงั ตารางท่ี 2 ตารางท่ี 2 แสดงความพึงพอใจโดยรวมของผลติ ภณั ฑ ความพึงพอใจของผลติ ภัณฑ 5 จาํ นวน รอยละ ลกั ษณะความนา ใชข องเจล ดีมาก 6 20 ดี 21 70 ปานกลาง 3 10 พอใช 0 0.00 ปรบั ปรงุ 0 0.00 การซึมสูผิวของเจล ดมี าก 6 20 ดี 19 63.33 ปานกลาง 5 16.67 พอใช 0 0.00 ปรับปรุง 0 0.00 ความเหนอะของเจล ดมี าก 14 16.67 ดี 8 46.67 ปานกลาง 3 26.67 พอใช 0 10.00 ปรบั ปรุง 0.00 7 กลนิ่ ของเจล 8 23.33 12 26.67 ดีมาก 2 40.00 ดี 1 6.67 ปานกลาง 3.33 พอใช ปรับปรงุ สรปุ ผล ตามมาตรฐานที่ อย. กําหนด นอกจากนีย้ งั นําผลิตภัณฑ ผลการทดลองหลังการทดสอบความคงสภาพในสภาวะ มาทดสอบในอาสาสมัครท้ังหมด 30 ราย พบวา อาสาสมัครไมมีความผิดปกติใด ๆ ที่บริเวณผิวหนัง เรง พบวา ตํารับที่ 5 มีความคงสภาพดีท่ีสุดเมื่อเทียบ กับทุกตํารับ และไมพบเช้ือจุลินทรียในผลิตภัณฑ ได การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
99 รวมท้ังผลการทดสอบความพึงพอใจของอาสาสมัคร ตาํ รับท่ี 5 ดที ่ีสุดทั้งทางดานคุณภาพและประสิทธิภาพ สวนใหญมีความพงึ พอใจอยใู นระดับดี ทม่ี าจากใบกรุงเขมาซึ่งสามารถพฒั นาเปนผลิตภัณฑใน กลมุ เวชสําอางทไี่ ดของสารสกัดจากธรรมชาตทิ ีส่ ามารถ อภปิ รายผล เพม่ิ ความชุมชน้ื ใหกบั ผวิ หนังได จากการศกึ ษาเจลเพ่ิมความชมุ ชื่นจากสารสกดั กรุงเขมา มีความปลอดภัยในการใช ไมกอใหเกดิ การระคายเคือง เอกสารอา งอิง และอาสาสมัครมีความพึงพอใจอยูในระดับดี โดย ราตรี พระนคร. “กรุงเขมา พืชปามหัศจรรย ณ แดน งานวิจยั ที่ผานมา พบวาใบกรุงเขมามีสารเพกตินสูง ซึ่ง เ พ ค ติ น ( Pectin) เ ป น พ อ ลิ แ ซ็ ก ค า ไ ร ด ถิ่นอีสาน,” วารสารมติชน เทคโนโลยีการเกษตร. (Polysaccharide) ประเภทโฮโมพอลิแซ็กคาไรด 20, 417, 2550. (Homopolysaccharide) มี ป ร ะ มา ณ 65% โ ด ย กมรัตน ณ หนองคาย. “เครือหมานอย พืชพื้นบานสู น้ําหนัก และเมทิลกาแล็กทูโรเนต และนํ้าตาลหลาย เพ็กติน เพื่อความงาม”, หนังสือพิมพบานเมือง. ชนิด เชน Rhamnose, Galactose, Arabinose พบ 2549 ตามธรรมชาติในผนังเซลลของพืชและรอยตอระหวาง รัชฏาพร อุนศิวิไลย. “ฤทธ์ิทางชีวภาพและคุณสมบัติ ผนังเซลลโดยรวมตัวอยูกับเซลลูโลส (Cellulose) ทํา เชิงหนาท่ีของสารสกัดยานาง เครือหมานอย และ หนาท่ียึดเกาะผนังเซลลใหติดกันคลายเปนซีเมนต รางจืด,” รายงานการวจิ ยั . คณะวิชาการเทคโนโลยี (พิมพเพญ็ พรเฉลิมพงศ, 2553) จึงทําใหตํารับเจลของ อาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี, 2554. สารสกัดใบกรุงเขมาทุกตํารับไมมีการเปลี่ยนแปลงหรือ อรลักษณา แพรัตกุล. รอบรูเร่ืองยาและผลิตภัณฑ แยกช้นั เนอื่ งจากเพคตนิ เปน พอลแิ ซคคาไรดและเสน ใย สุขภาพ. นครนายก: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ อาหาร ซ่ึงเปนสารธรรมชาติที่มีการนํามาใชใน โรฒ. 2554. สํานักหอสมุดและศูนยสารสนเทศ ผลิตภัณฑอาหารอยางแพรหลาย เชน ใชเปนสารทําให วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, กรุงเขมา. 2552 เ กิ ด เ จ ล ( Gelling agent) ส า ร ใ ห ค ว า ม ข น ห นื ด https://www.dss.go.th/index.php/departme (Thickener) สารใหความคงตัว (Stabilizer) สารที่ใช nts/b/bst ในการปรับปรุงลักษณะทางเน้ือสัมผัส รวมท้ังยังมีการ ใชในผลิตภัณฑเคร่ืองสําอาง (พันธุเลิศ พรหมสาขา ณ พิมพเ พ็ญ พรเฉลิมพงศแ ละนิธิยา รัตนาปนนท. 2555. สกลนคร, 2554) นอกจากนี้ในสวนคุณสมบัติของ เพ “tannin แทนนิน.” ค ติ น ต อ ผิ ว ห นั ง น้ั น คื อ มิ ว โ ค พ อ ลิ แ ซ็ ก ค า ไ ร ด http://www.foodnetworksolution.com/voca (Mucopolysaccharide) ที่ทําใหผิวหนังชุมช้ืนและเร b/word/2376/tannin- แทนนิน งกระบวนการหายของแผลไดโ ดยเพมิ่ การไหลเวยี นของ เสนเลือด สงเสริมการเพ่ิมคอลลาเจนและเสนใยอีลา พันธุเลิศ พรหมสาขา ณ สกลนคร. “การพัฒนา สตินในเน้ือเยื่อเกี่ยวพัน และเพ่ิมความสามารถในการ กระบวนการผลิตเพคตินจากใบเครือหมานอย,” ใหความชุมช้ืนตอผิวหนัง โดยเพิ่มปริมาณของกรดไฮ รายงานการวิจัย. คณะอุตสาหกรรมเกษตร ยาลูรอนิค และลดอาการบวมและอกั เสบของผวิ หนงั ได มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, 2552 (ชวนฏิ ฐ สิทธดิ ิลกรัตน และคณะ, 2548) ทําใหตํารับเจ ลจากสารสกัดกรุงเขมามีความคงสภาพ และไมพบ ชวนิฏฐ สิทธิดิลกรัตน, พิลาณี ไวถนอมสัตย, จิราพร เช้ือจุลินทรียท่ี อย. กําหนด เม่ือนํามาใชในอาสาสมัคร เช้ือกูล และ ปริศนา สิริอาชา. 2548. การผลิตเพ ไมกอใหเกิดการแพหรือระคายเคือง เพ่ือใชในการเพิ่ม คตินจากเปลือกและกากสมเหลือทิ้ง. 469-480 ความชุมชื่นใหกับผิวหนังเมื่อเทียบกับ control พบวา ใ น : ป ร ะ ชุ ม ท า ง วิ ช า ก า ร ค รั้ ง ท่ี 4 3 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
100 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 1-4 กุมภาพันธ 2458. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
101 ผลของการเพาะงอกตอ ปริมาณโปรตนี และฤทธ์ติ านออกซเิ ดชัน ในถวั่ เขียว (Vigna radiata (L.) R. Wilczek) และถั่วลิสง (Arachis hypogaea L.) EFFECT OF GERMINATION ON PROTEIN CONTENT AND ANTIOXIDANT ACTIVITIES OF MUNG BEAN (Vigna radiata (L.) R. Wilczek) AND PEANUT (Arachis hypogaea L.) เสกสรร วงศศ ริ ิ1, อารญั สารโภคา2, ณฐั กฤตา บญุ ทวี2 และ กนกอร นักบุญ2* Seksan Wongsiri1, Arran Sanpoka2, Natkritta Boontawee2 and Kanok-on Nugboon2* 1สถาบนั วจิ ยั เทคโนโลยเี กษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลานนา ลาํ ปาง 52000 2คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร สกลนคร 47160 1Agricultural Technology Research Institute, Rajamangala University of Technology Lanna, Lampang 52000 2Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan Sakonnakhon Campus, Sakonnakhon 47160 บทคดั ยอ ศกึ ษาผลของการเพาะงอกถั่วเขียวและถว่ั ลสิ งตอ ปรมิ าณโปรตีนและฤทธ์ติ านออกซเิ ดชนั โดยศกึ ษาวธิ ีการเพาะงอกที่แตกตางกัน 3 วธิ ี ไดแก วิธีปกติ วิธีการบมและการใชโพแทสเซียมไนเตรต และระยะเวลาในการเพาะงอก 5 ชวงเวลา ไดแก 0, 6, 12, 18 และ 24 ชั่วโมง พบวาในถ่ัวเขียววิธีการและระยะเวลาในการเพาะไมมีผลตอปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดและปริมาณโปรตีนทั้งหมด (p> 0.05) แตมีผลตอปริมาณโปรตีนไนโตรเจนและไนโตรเจนท่ีไมใชโปรตีน (p≤0.05) ปริมาณโปรตีนไนโตรเจนในถ่ัวเขียวมีคาสูงสุด เม่ือเพาะงอกดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรตเปนเวลา 18 ชว่ั โมง โดยมคี าเทากับ 2.52 g/100 g db. และปริมาณไนโตรเจนท่ี ไมใชโปรตีนมีคา สูงสุดเม่ือเพาะดวยวิธีการปกติเปนเวลา 6 ชั่วโมง โดยมีคาเทากับ 3.17 g/100 g db. ในถ่ัวลิสงวิธีการเพาะงอก และระยะเวลาไมมีผลตอปรมิ าณไนโตรเจนทั้งหมด ปรมิ าณโปรตนี ทั้งหมดและปริมาณไนโตรเจนท่ไี มใชโปรตนี (p>0.05) แตมีผล ตอปริมาณโปรตีนไนโตรเจน (p≤0.05) ซึ่งจะมีปริมาณสูงสุดเมื่อเพาะงอกดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรตเปนเวลา 18 ชั่วโมง โดยมีคาเทากับ 2.27 g/100 g db. วิธีการและระยะเวลาในการเพาะมีผลตอปริมาณสารประกอบฟนอลิค ความสามารถในการ รีดิวซและความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระของ DPPH ท้ังในถั่วเขียวและถ่ัวลิสง โดยในถั่วเขียวงอกจะมีปริมาณ สารประกอบฟนอลิกท้ังหมดสูงที่สุด 2,244.74 mg GAE/100 g db. เมื่อทําการเพาะถ่ัวดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรตเปน เวลา 24 ช่ัวโมง มีความสามารถในการรีดิวซส ูงสดุ 353.92 mg TE/100 g db. เม่ือเพาะดวยวิธีการบม เปน เวลา 24 ช่ัวโมง และ ความสามารถในการกาํ จัดอนุมูลอิสระของ DPPH สูงสุด 18.13 mg ascorbic acid/100 g db. เม่อื เพาะดวยวธิ ปี กตเิ ปน เวลา 18 ช่ัวโมง ในสวนของถั่วลิสงจะมีปริมาณสารประกอบฟนอลิคท้ังหมดสูงที่สุด 1,580.83 mg GAE/100 g db. เมื่อเพาะดวยการใช โพแทสเซียมไนเตรตเปน เวลา 18 ช่ัวโมง ในขณะท่ีจะมีความสามารถในการรีดวิ ซ และความสามารถในการกาํ จัดอนมุ ูลอสิ ระของ DPPH สูงสุดเม่ือทําการเพาะดวยวิธีการบมเปนเวลา 0 ชั่วโมง โดยมีคาเทากับ 239.21 mg TE/100 g db. และ 14.74 mg ascorbic acid/100 g db. ตามลาํ ดบั Abstract The effect of germination methods (traditional method, aging method and using of potassium nitrate) and germination periods (0, 6, 12, 18 and 24 hr) on protein content and antioxidant activities in mung bean (Vigna radiata (L.) R.Wilczek) and peanut (Arachis hypogaea L.) were investigated. The results showed that germination การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
102 methods and germination periods did not significantly affect a total nitrogen content and crude protein content of germinated mung bean (p>0.05). While protein nitrogen and non-protein nitrogen of germinated mung bean were affected by germination methods and germination periods (p≤0.05). Germinated mung bean by using potassium nitrate for 18 hr had the highest protein nitrogen content (2.52 g/100 g db.) whereas application of traditional method for 6 hr had the highest non-protein nitrogen content (3.17 g/100 g db.). For peanut, germination methods and germination periods did not affect the total nitrogen content, crude protein content and non-protein nitrogen content (p>0.05). Protein nitrogen content was significantly affected by germination methods and germination periods (p≤0.05). Germinated peanut by using potassium nitrate for 18 hr gave the highest protein nitrogen content (2.27 g/100 g db.). Germination methods and germination periods also affect total phenolic compounds content (TPC), ferric reducing antioxidant power (FRAP) and DPPH radical scavenging activity of germinated mung bean and germinated peanut. Germinated mung bean had the highest TPC (2,244.74 mg GAE/100 g db.) when germination with potassium nitrate for 24 hr. Whereas FRAP had the highest value at 353.92 mg TE/100 g db., after aging germination method for 24 hr and DPPH radical scavenging had the highest activity at 18.13 mg ascorbic acid equivalent/100 g db., after traditional germination method for 18 hr. For germinated peanut, it had the highest TPC (1,580.83 mg GAE/100 g db.) after germination with potassium nitrate for 18 hr. While FRAP and DPPH radical scavenging activity had the highest value at 239.21 mg TE/100 g db. and 14.74 mg ascorbic acid equivalent/100 g db., respectively after aging germination method for 0 hr. คาํ สาํ คัญ: ถัว่ เขยี ว, ถวั่ ลิสง, การเพาะงอก, ปรมิ าณโปรตีน, ฤทธิ์ตา นออกซิเดชัน Keywords: Mung bean, Peanut, Germination, Protein content, Antioxidant *ติดตอ นักวจิ ัย: กนกอร นักบุญ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Kanok-on Nugboon (E-mail: [email protected]) บทนํา ฟน อลคิ วติ ามินซี และวิตามนิ อี จัดเปนกลมุ สารออกฤทธิ์ เมลด็ ถวั่ เปนแหลง ของโปรตีนที่สาํ คัญ ซึ่งสามารถใชท ดแทน ทางชวี ภาพในอาหารและยงั ชวยปอ งกันโรคตา ง ๆ เชน โรค โปรตีนจากเนื้อสตั วไดเ ปน อยา งดี ถวั่ เมล็ดแหงมโี ปรตนี จากระบบภูมคิ มุ กันและโรคมะเรง็ (Gharachorloo et al., ประมาณรอยละ 20-40 (พมิ พเ พ็ญ พรเฉลิมพงศ และนิธิยา 2012) ในถั่วที่ยงั ดิบจะมีสารตา นโภชนะ (antinutrient) เชน รัตนาปนนท, 2558) นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรสั แคลเซยี ม trypsin inhibitor และ phytic acid การบรโิ ภคถั่วดิบจงึ ทํา และวิตามนิ จึงมกี ารใชเปนอาหารเสรมิ พวกธัญพชื และพืช ใหร างกายยอ ยและใชประโยชนจากโปรตีนในถวั่ ไมได ซงึ่ แปงตาง ๆ ซง่ึ ในถัว่ เขียวมีโปรตนี รอยละ 25-28 (Jansen, สารตา นโภชนะดังกลาวสามารถกําจดั ใหห มดไดโ ดยการนํา Charnnarongkul and Kim, 1996) ขณะทถ่ี วั่ ลสิ งมโี ปรตนี ถวั่ ไปผานกระบวนการแปรรูปกอนนาํ ไปบรโิ ภค ซงึ่ การเพาะ รอยละ 25-30 โดยโปรตีนในถั่วลสิ งมปี ริมาณเทยี บเทา กบั ถ่วั งอกเปน กระบวนการหนึง่ ทีส่ ามารถลดสารตานโภชนะ เขียว ถว่ั แดง และ ถ่ัวดาํ (พิมพเพ็ญ พรเฉลิมพงศ และนิธิยา ดังกลาวลงได (Savelkoul et al., 1992; Kirby and รตั นาปนนท, 2558) นอกจากนีใ้ นพชื ตระกูลถว่ั ยงั พบวามี Nelson, 1988) สารทมี่ ฤี ทธ์ิตา นออกซเิ ดชนั หลายชนดิ เชน สารประกอบ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
103 เ ม่ื อ นํ า ถ่ั ว ม า เ พ า ะ ใ น ส ภ า ว ะ ที่ มี ป ริ ม า ณ ค ว า ม ชื้ น อุปกรณแ ละวธิ ีการทดลอง เหมาะสมจะกระตุนการทํางานของเอนไซมที่มีอยูในเมล็ด ศึกษาผลของวิธีการเพาะงอกในถั่วเขียว (Vigna radiata ทาํ ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีข้ึนภายในเมล็ด มีการ (L.) R.Wilczek) และถว่ั ลสิ ง (Arachis hypogaea L.) ยอยสลายสารอาหารท่ีเก็บสะสมในใบเล้ียงและสังเคราะห 1.การเตรียมตัวอยางถ่ัวงอก นําถั่วเขียวและถ่ัวลิสงมาทํา สารตาง ๆ ที่มีความจําเปนตอการเจริญเติบโตของถ่วั ไดแก การเพาะงอกดว ยวิธกี ารทีแ่ ตกตา งกนั 3 วธิ ี ดงั ตอ ไปน้ี เอนไซม DNA และ RNA เปนตน (เพลินใจ ตังคณะกุล, 2544; Ghavidel and Prakash, 2007; Megat Rusydi et 1.1 การเพาะที่สภาวะปกติ (Traditional method) al., 2011) นอกจากน้ีในระหวางการเพาะถ่ัวยังมีการ นาํ ถวั่ ตัวอยางมาแชน้ําในอัตราสวน 1:10 (w/v) เปนเวลา 6 สังเคราะหส ารประกอบทุติยภมู ิ (secondary metabolites) ชวั่ โมงสําหรบั ถ่วั เขยี วและ 24 ชวั่ โมง สาํ หรับถ่วั ลิสง จากนั้น เชน สารประกอบฟนอลิคและสารอ่ืน ๆ ออกมาเพื่อจะใช เทน้ําท้ิงแลวนํามาเพาะในตะกราท่ีรองดวยผาเปยกแลวปด ปองกันสวนท่ีงอกออกมาจากเมล็ด ซ่ึงสารดังกลาวมีฤทธิ์ ทับดวยผาเปยกอีกครั้ง กอนนําไปเพาะในท่ีมืด ท่ี ตานออกซิเดชัน ทําใหถ่ัวงอกมีฤทธิ์ตานออกซิเดชันเพิ่มข้ึน อุณหภูมิหอง (30±1 องศาเซลเซียส) โดยใหน้ําเปนระยะ (Huang, Cai, and Xu, 2013; Chai et al., 2013; Azrina เพือ่ ใหผ าเปย กตลอดเวลา et al., 2014) ดั ง น้ั น ก ร ะ บ ว น ก า ร เ พ า ะ ง อ ก จึ ง เ ป น กระบวนการท่ีสามารถเพ่มิ คณุ คาทางอาหารใหก ับถ่ัวได 1.2 การเพาะโดยใชวธิ กี ารบม (Aging method) นําถั่วตัวอยางมาแชน้ําในอัตรสวน 1:10 (W/V) เปนเวลา 6 การเรงกระบวนการเพาะงอกของถ่ัวใหเกิดเร็วข้ึน ชั่วโมง สําหรับถ่ัวเขียวและ 24 ชั่วโมง สําหรับถั่วลิสง สามารถทาํ ไดโดย ใชวิธีการบม (Aging) ซ่ึงเปนกระบวนการ จากน้ันเทน้ําท้ิงและนํามาเพาะในที่มืดท่ีอุณหภูมิ 41 องศา ที่นําเมล็ดถ่ัวมาเพาะภายใตสภาวะเรงที่อุณหภูมิ 40-45 เซลเซียส ซึ่งเปน อณุ หภูมิท่ที ําใหเมล็ดไดร ับสภาพแวดลอ มที่ องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธป ร ะ ม า ณ รอ ย ล ะ ไมเหมาะสมและความชนื้ สัมพทั ธรอยละ 100 100 ซ่ึงจะเปนการเรงการทํางานของเอนไซมภายในเมล็ด ถั่ว (จวงจันทร ดวงพัตรา, 2529) และวิธีการแชดวย 1.3 การเพาะโดยใชโ พแทสเซยี มไนเตรต นําถ่วั ตวั อยา ง สารละลายโพแทสเซยี มไนเตรต (KNO3) ซึ่งเปน กระบวนการ มาแชดวยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรตความเขมขนรอย ท่ีสารละลายโพแทสเซียมไนเตรตท่ีใชในการแชถ่ัวจะ ละ 0.2 (W/V) ในอัตราสวน 1:10 (W/V) เปน เวลา 6 ช่วั โมง ปลดปลอ ยออกซิเจนออกมาเพ่ือเพ่ิมปริมาณออกซเิ จนใหก ับ สําหรับถั่วเขียวและ 24 ชั่วโมง สําหรับถั่วลิสง จากน้ันเท ระบบทําใหถั่วเกิดกระบวนการหายใจมากขึ้น (วัลลภ สันติ สารละลายท้ิงและนํามาเพาะในตะกราที่รองดวยผาที่ทําให ประชา, 2540) ซ่ึงปจจุบันมีงานวิจัยตาง ๆ ท่ีแสดงใหเห็น เปยกดวยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรตความเขมขนรอย วาการเพาะงอกทําใหถั่วเขียวและถั่วลิสงมีปริมาณโปรตีน ละ 0.2 แล ว ปด ทั บด ว ยผ า ที่เ ป ยก ด วย ส าร ล ะล า ย และฤทธิ์ตานออกซิเดชันเพิ่มขึ้น แตยังไมมีรายงานท่ีแสดง โพแทสเซียมไนเตรตความเขมขนรอยละ 0.2 เชนกัน กอน ใหเห็นถึงผลของการเพาะในสภาวะเรงตอการเปลี่ยนแปลง นําไปเพาะในที่มืดที่อุณหภูมิหอง (30±1 องศาเซลเซยี ส) ให ของปริมาณโปรตีนและฤทธิ์ตานออกซิเดชันในถ่ัวดังกลาว โพแทสเซียมไนเตรตความเขมขนรอยละ 0.2 เปนระยะ โดยการเพาะงอกภายใตส ภาวะเรงนาจะชวยลดระยะเวลาที่ เพ่ือใหผาเปยกตลอดเวลา ใ ช ใ น ก า ร เ พ า ะ เ พื่ อ เ พิ่ ม ป ริ ม า ณ โ ป ร ตี น แ ล ะ ฤ ท ธิ์ ต า น ออกซเิ ดชันในถ่ัวลงได หลังจากเพาะงอกเปน เวลา 0, 6, 12, 18 และ 24 ชัว่ โมง ทาํ การสุมตัวอยางแลวนําถั่วทไี่ ดมาตีปนใหเปนเนื้อเดียวกัน กอนนาํ มาวิเคราะหคุณภาพ ดังตอไปนี้ 2. การวิเคราะหองคประกอบทางเคมี 2.1 ปริมาณความชื้น (Moisture content) ตามวิธีการ ของ A.O.A.C (2000) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
104 2.2 ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (Total nitrogen โดยใชอัตราสวนของตัวอยางตอเอทานอลในอัตราสวน 1:2 content) ดว ยวธิ ี Kjeldahl (A.O.A.C, 2000) (w/v) ตามวิธีการของ Azrina et al. (2014) จากนัน้ นาํ ของ ผสมท่ีไดไปปนเหวี่ยงดวยเคร่ืองปนเหวี่ยงหนีศูนยกลาง ท่ี 2.3 ปรมิ าณโปรตนี ท้ังหมด (Crude protein content) 6,000 x g เปนเวลา 5 นาที เพ่ือแยกสวนใส นําสวนใสที่ โดยนําปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดที่ไดจากขอ 2.2 มาคํานวณ ไดมาวเิ คราะหฤทธ์ติ า นออกซิเดชันตามวธิ กี ารดงั ตอไปน้ี โดยใช Conversion factor สําหรับถั่วเขียวและถั่วลิสงซ่ึงมี คาเทากับ 5.71 และ 5.41 ตามลําดับ (พิมพเพ็ญ พรเฉลิม 3.1 ปริมาณสารประกอบฟนอลิคทั้งหมด (Total phenolic พงศ และนิธิยา รัตนาปนนท, 2558) compound) โดยใชวิธี Folin-Ciocalteau reagent ตามวิธีการ ของ Waterhouse (2005) 2.4 ปรมิ าณโปรตนี ไนโตรเจน (Protein nitrogen) ตาม วิธีการของ Periago et al. (1996) โดยนําถ่ัวที่เพาะงอก 3.2 ความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระ (DPPH radical มา ตี ป นให เ ปน เ นื้ อ เดี ย ว กัน 15 ก รั ม เ ติ ม Sodium scavenging activity) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ Xu and hydroxide ความเขมขนรอยละ 40 ปริมาตร 90 ml ท้ิงไว Chang (2007) และ Chan et al. (2007) ที่อุณหภูมิหอง 2 ช่ัวโมง โดยคนเปนระยะทุก ๆ 15 นาที นํ า ไ ป ป น เ ห วี่ ย ง ด ว ย เ ค ร่ื อ ง ป น เ ห ว่ี ย ง ห นี ศู น ย ก ล า ง 3.3 ความสามารถในการรีดิวซ (Ferric reducing (Centrifuge) ที่ 6,000 x g เปน เวลา 5 นาที จากน้นั เทสว น antioxidant power) โดยดัดแปลงวิธีการของ Binsan et al. ใสออก เก็บไว แลวนํ าตะกอ นท่ีไดไ ปเติม Sodium (2008) hydroxide ความเขมขนรอยละ 40 ปริมาตร 45 ml นําไป 4 การวางแผนการทดลอง วางแผนการทดลองแบบ 3x5 ปนเหว่ียงดวยเครื่องปนเหว่ียงหนีศูนยกลาง ที่ 6,000 x g Factorial in CRD โดยมีปจจัยที่เก่ียวของ 2 ปจจัย ไดแก เปน เวลา 5 นาที อกี คร้งั นาํ สว นใสท่ไี ดไปรวมกบั สวนใสท่ีได วธิ กี ารเพาะงอก 3 วิธี และระยะเวลาท่ีใชใ นการเพาะงอก 5 จากการสกัดในรอบแรกเติม Trichloroacetic acid ความ ระดับ วิเคราะหความแปรปรวนดวยวิธี ANOVA และ เขมขนรอยละ 70 ปริมาณรอยละ 10 ทิ้งไวเปนเวลา 1 เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยดวยวิธี Duncan’s ช่ัวโมง นําไปปนเหว่ียงดวยเคร่ืองปนเหว่ียงหนีศูนยกลางท่ี new multiple range test (DMRT) 6,000 x g เปนเวลา 5 นาที เทสวนใสทิ้งนําตะกอนที่ไดไป อบดวยตูอบลมรอน ท่ีอุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส ท้ิงให ผลและวิจารณผลการทดลอง เย็นในโถดูดความชื้นนาน 30 นาที ชั่งน้ําหนักที่แนนอน นํา 1. องคป ระกอบทางเคมีของถวั่ เพาะงอก ตัวอยางที่ไดไปวิเคราะหปริมาณโปรตีนไนโตรเจน ตาม วธิ กี ารในขอ 2.3 1.1 ปริมาณความชื้น เม่ือนําตัวอยางถั่วเขียวและถั่ว ลิสงมาแชนํ้าเปนเวลา 6 และ 24 ช่ัวโมง พบวาถั่วท่ีไดจะมี 2.5 ปริมาณไนโตรเจนท่ีไมใชโปรตีน (Non-protein ความช้ืนประมาณรอยละ 47.63 และ 32.38 ตามลําดับ ซึ่ง nitrogen) โดยนําปริมาณโปรตีนไนโตรเจนท่ีไดจากขอ 2.4 จวงจันทร ดวงพัตรา (2529) กลาววาเมล็ดพืชทั่วไปจะเริ่ม มาลบออกจากปริมาณโปรตีนทั้งหมดท่ีไดจากขอ 2.3 ตาม งอกเม่ือมีความช้ืนรอยละ 30-60 แสดงวาการแชน้ําใน วิธกี ารของ Periago et al. (1996) ชวงเวลาดังกลาวทําใหมีปริมาณความชื้นที่เพียงพอสําหรับ 3. การวิเคราะหฤทธ์ิตานออกซิเดชัน (Antioxidant การงอกของถ่วั ทงั้ 2 ชนดิ แลว activities) นาํ ตัวอยางถั่วท่ผี านการเพาะงอกดวยวิธีการตาง ๆ ทั้ง 3 วิธี ในเวลาท่แี ตกตา งกนั ตามขอ 1 มาทําการตีปนให เม่ือนําถ่ัวเขียวและถ่ัวลิสงมาผานการเพาะงอกด ว ย วิ ธี เปนเนื้อเดียวกัน นําตัวอยางที่ไดจากแตละสิ่งทดลองมาทํา ป ก ต ิ (Traditional) ก าร บ ม (Aging) แ ละ ก า ร ใช การสกัดดวยสารละลายเอทานอลความเขมขนรอยละ 95 โพแทสเซียมไนเตรต (Potassium nitrate) พบวาปริมาณ ความช้ืนในถ่ัวท้ังสองชนิดมีปริมาณเพิ่มขึ้นอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อระยะเวลาในการเพาะเพิ่มข้ึน ดัง การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
105 แสดงในตารางท่ี 1 และ 2 โดยวธิ กี ารเพาะไมมีผลตอ ปรมิ าณ ความช้ืนท่ีเหมาะสมแลว น้ําจะไปกระตุนการทํางานของ ความช้นื ในถว่ั เขียว (p>0.05) แตระยะเวลาในการเพาะมีผล เอนไซมตาง ๆ ภายในเมล็ดทําใหมีการยอยสลายและ ตอปริมาณความชื้น (p≤0.05) โดยเมื่อระยะเวลานานขึ้น สังเคราะหสารประกอบไนโตรเจนเพ่ือใชในการเจริญเติบโต ความชื้นก็เพ่ิมขึ้นในทุกวิธีการเพาะงอก สวนในถั่วลิสง ของถั่ว (วันชัย จันทรประเสริฐ, 2538) จากผลการทดลอง วธิ กี ารเพาะและระยะเวลามีผลตอการเปลย่ี นแปลงความช้ืน ดังกลาวแสดงใหเ หน็ วา เมอ่ื เวลาในการเพาะงอกเพิม่ ขึน้ จะมี โดยในชวงตนของการเพาะงอกถั่วจะมีปริมาณความชื้นท่ี การยอยสลายและสังเคราะหสารประกอบไนโตรเจนใน ใกลเคยี งกนั แตเ มอ่ื ระยะเวลาผานไปจะพบวาถ่ัวท่เี พาะดว ย ปริมาณท่ีสมดุลกันสงผลใหปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดที่ วิธีการบมจะมีปริมาณความชื้นสูงที่สุดรองลงมาไดแกการ วเิ คราะหไ ดไมม ีความแตกตางกนั ทางสถิติ ซึ่งผลการทดลอง เพาะดวยวิธกี ารใชโพแทสเซยี มไนเตรตและการเพาะดวยวิธี ที่ไดขัดแยงกับการทดลองของ Gloria Urbano et al. ปกติ โดยเม่อื เพาะถวั่ ครบ 24 ช่วั โมง ท่ไี ดจ ากการเพาะท้ัง 3 (2005) ท่ีนําถ่ัวเมล็ดกลม (Pisum sativum L.) มาเพาะใน วิธีมีปริมาณความช้ืนรอยละ 36.16, 35.01 และ 34.18 ท่ีมดื ท่อี ุณหภูมิหอง 20 องศาเซลเซียส ความชืน้ สัมพทั ธรอ ย ตามลําดบั ท้ังน้ีเน่อื งจากในระหวางการเพาะงอกถ่ัวมกี ารดูด ละ 99 เปนเวลา 3 และ 6 วันแลวพบวาปริมาณไนโตรเจน ความช้นื เขาไปในเมล็ด จึงสงผลใหเ มือ่ ทําการเพาะงอกถว่ั ใน ท้ังหมดเพิ่มข้ึนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) ซ่ึงเพ่ิม ระยะเวลาท่นี านข้ึนถั่วก็จะมีปริมาณความช้นื เพ่มิ ขนึ้ โดยใน จาก 4.05 เปน 4.31 และ 4.50 กรัมตอ 100 กรัมน้ําหนัก ถ่ัวเขียวการเพ่ิมขึ้นของปริมาณความชื้นมีความสัมพันธเชิง แหง ตามลําดับ เทยี บกบั ถวั่ ท่ไี มผ านการเพาะงอก เสน ตรงกับเวลาท่ีใชในการเพาะ (R2=0.989) สวนในถ่วั ลิสง พบวาปริมาณความช้ืนไมมีความสัมพันธเชิงเสนตรงกับ 1.3 ปริมาณโปรตีนทั้งหมด (Crude protein ระยะเวลาในการเพาะงอก ซ่ึงผลการทดลองที่ไดสอดคลอง content) ในกระบวนการเพาะงอกภายในเมล็ดมีการยอย กับรายงานผลของ Noor, Bressani and Elias (1980) ทีน่ าํ สลายสารอาหารตาง ๆ และการสังเคราะหโปรตีนที่มีความ ถั่วเขียวมาเพาะเปนเวลา 0, 2 และ 4 วัน แลวพบวาเม่ือ จําเปนตอการงอกของเมล็ด เมื่อนําถั่วเขียวและถ่ัวลิสงมา เวลาในการเพาะงอกเพ่มิ ข้นึ ปริมาณความชนื้ ในถัว่ จะเพม่ิ ข้ึน ผา นกระบวนการเพาะงอก ดวยวิธีและระยะเวลาที่แตกตาง โดยเพ่มิ ขน้ึ จากรอ ยละ 7.8 เปน 82.5 และ 91.6 โดยนาํ้ หนกั กันแลวนํามาวิเคราะหเปนปริมาณโปรตีนท้ังหมด ผลของ สด และผลการทดลองของ Azrina et al. (2014) ท่ีทําการ การทดลองที่ไดพบวาวิธีการและระยะเวลาที่ใชในการเพาะ เพาะงอกถ่ัวเขียวและถั่วลิสงจนงอกสูงสุด 5 มิลลิเมตร ไมม ีผลตอปรมิ าณโปรตนี ทั้งหมดในถ่ัวทง้ั สองชนิด (p>0.05) พบวาถั่วทั้งสองที่ผานการเพาะงอกมีปริมาณความช้ืน ดังแสดงในตารางที่ 1 และ 2 แตในถ่ัวเขียวปริมาณโปรตีน เพิ่มขน้ึ อยางมนี ัยสําคัญทางสถิติ ทั้งหมดมีแนวโนมที่จะเพ่ิมข้ึนเมื่อระยะเวลาในการเพาะ เพิ่มข้ึนในทุกวิธีการเพาะ ผลการทดลองท่ีไดสอดคลองกับ 1.2 ปริ ม าณ ไ นโ ต รเ จ นท้ั งหม ด (Total nitrogen ผลการทดลองของ Ghavidel and Prakash (2007) ที่ content) วิธีการเพาะและระยะเวลาในการเพาะงอกไมมี ศึกษาโดยการนําถั่วเขียว (Phaseolus aureus) มาเพาะ ผลตอปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในถั่วทง้ั สองชนิดและไมพบ งอก ภายในหองปฏิบัติการที่อุณหภูมิหอง เปนเวลา 24 ความสัมพันธระหวางวิธีการเพาะกับระยะเวลาผลตอ ชั่วโมง แลวพบวาถั่วเขียวมีปริมาณโปรตีนท้ังหมดเพ่ิมขึ้น ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (p>0.05) ดังแสดงในตารางที่ 1 จาก 27.7 เปน 29.1 กรัมโดยน้ําหนักแหง 100 กรัม เมื่อ และ 2 โดยไนโตรเจนท่ีมีอยูในเมล็ดถ่วั มอี ยูในหลายรูป เชน เปรียบเทียบกับเมล็ดถั่วดิบท่ีไมผานการเพาะงอก ในขณะที่ โปรตีน เพปไทด กรดอะมิโน นอกจากนี้ยังมีสารประกอบ Megat Rusydi et al. (2011) ศึกษาปริมาณโปรตีนทั้งหมด ไนโตรเจนอ่ืน ๆ ท่ีไมใชโปรตีน เชน alkaloids กรดอะมิโน ในถัว่ เขยี วและถ่วั ลสิ ง โดยเพาะงอกทอ่ี ณุ หภูมหิ อง 28 องศา อิสระ กรดนิวคลีอิค และ amides เมื่อเมล็ดถ่ัวไดรับ เซลเซียส ในที่มืดเปนเวลา 48 ชั่วโมง พบวาหลังจากการ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
106 เพาะถ่ัวเขียวและถ่ัวลิสงมีปริมาณโปรตีนลดลง จากรอยละ เมื่อทําการเพาะ 18 ช่ัวโมง และเม่ือทําการเพาะท่ีเวลา 24 22.32 และ 20.06 เปน รอยละ 15.28 และ 16.42 ตามลาํ ดบั ชั่วโมงการเพาะท้ัง 3 วิธีมีปริมาณโปรตีนไนโตรเจนที่ เม่อื เปรียบเทยี บกบั ถว่ั ที่ไมผ านกระบวนการเพาะงอก ใกลเคียงกัน ผลการทดลองที่ไดสอดคลอ งกับผลการทดลอง การวิเคราะหปริมาณโปรตีนท้ังหมดโดยการคูณปริมาณ ของ El-Shimi and Damir (1984) ท่ีเพาะเมล็ดฟนูกรีก ไนโตรเจนทั้งหมดที่วิเคราะหไดดวย Conversion factor (Fenugreek seeds) ท่ีอุณหภูมิหอง 25-28 องศาเซลเซียส คาท่ีไดออกมาเปนเพียงปริมาณโปรตีนคราว ๆ เทาน้ัน โดยใชแสงในชวงของวัน เปนเวลา 2 และ 4 วัน แลวพบวา เ น่ื อ ง จ า ก ป ริ ม า ณ ไ น โ ต ร เ จ น ท่ี นํ า ม า คู ณ ไ ม ไ ด ม า จ า ก ปริมาณโปรตีนไนโตรเจนลดลงรอยละ 22.9 หลังการแชถ่ัว ไนโตรเจนที่ไดจากโปรตีนเพียงอยางเดียวเทานั้น แตอาจ และมปี ริมาณเพิ่มขน้ึ เมือ่ ผานการงอกเปนเวลา 2 และ 4 วัน ไดมาจากสารประกอบไนโตรเจนอ่ืน ๆ เชน กรดนิวคลีอิค โดยมีปริมาณรอยละ 23.6 และ 24.1 โดยน้ําหนักแหง amides และ alkaloids (วันชัย จันทรประเสริฐ, 2538) ทํา ตามลาํ ดบั ใหป ริมาณโปรตีนท่ีวิเคราะหไ ดดังวิธนี ี้ไมถูกตอง การทดลอง 1.5 ปริมาณไนโตรเจนท่ีไมใชโปรตีน (Non-protein น้ีจึงทําการวิเคราะหปริมาณโปรตีนไนโตรเจนในถ่ัวท้ังสอง nitrogen content) สารประกอบไนโตรเจนอ่ืน ๆ ที่ไมใช ชนดิ โปรตีน เชน alkaloids กรดอะมิโนอิสระ และ amides มี 1.4 ปริมาณโปรตีนไนโตรเจน (Protein nitrogen) วิธีการ ความสําคัญมากตอการงอกของตนกลา โดยจะพบในเมล็ด ในการเพาะงอกมผี ลตอปริมาณโปรตีนไนโตรเจนในถั่วเขียว ในปริมาณท่ีสูงและจะลดลงเมอื่ ตนกลาเติบโต สารเหลาน้ี (p≤0.05) โดยการเพาะดวยวิธีการบมมีแนวโนมท่ีจะให จะทําหนาท่คี ลายกบั เปน แหลง ไนโตรเจนและคารบอนใหต น ปรมิ าณโปรตนี ไนโตรเจนในถ่ัวเขยี วมากกวา การเพาะดวยวิธี ออนขณะงอก (วันชัย จันทรประเสริฐ, 2538) เ มื่อ อ่ืน แตวิธกี ารเพาะไมมผี ลตอปรมิ าณโปรตีนไนโตรเจนในถั่ว พิ จ า ร ณ า ป ริ ม า ณ ไ น โ ต ร เ จ น ที่ ไ ม ใ ช โ ป ร ตี น ใ น ถ่ั ว ลิสง (p>0.05) สวนระยะเวลาในการเพาะงอกมีผลตอ ปริมาณโปรตีนไนโตรเจนในถ่ัวทั้งสองชนิด (p≤0.05) ในถ่ัว เขียวเมื่อระยะเวลาในการเพาะงอกเพิ่มข้ึนปริมาณโปรตีน ไนโตรเจนก็จะเพ่ิมข้ึนในทุกวิธกี ารเพะ สวนในถ่ัวลิสงพบวา เมือ่ ระยะเวลาในการเพาะเพิ่มขึน้ ปรมิ าณโปรตีนไนโตรเจนท่ี ไดจากการเพาะท้ัง 3 วิธีมีแนวโนมเพิ่มข้ึน นอกจากน้ียังพบ ความสัมพันธระหวางวิธีการเพาะกับระยะเวลาตอปริมาณ โปรตีนไนโตรเจนในถ่ัวเขียวแตไมพบความสัมพันธระหวาง วิธีการเพาะกับระยะเวลาตอปริมาณโปรตีนไนโตรเจนใน ระหวางการเพาะถวั่ ลิสง โดยในถ่ัวเขยี วการเพาะดว ยวิธปี กติ ท่ีเวลา 6 ชั่วโมงมีปริมาณโปรตีนไนโตรเจนลดลง และ เพ่ิมขึ้นเมื่อระยะเวลาการเพาะเพ่ิมขึ้น สวนวิธีการบมและ การใชโพแทสเซียมไนเตรตที่เวลา 6 ช่ัวโมง ปริมาณโปรตีน ไนโตรเจนเพ่ิมขึน้ และลดลงเม่ือเพาะที่เวลา 12 ชั่วโมง โดย การเพาะดวยวิธีปกติจะใหปริมาณโปรตีนไนโตรเจนสูงสุด เม่ือเพาะท่ี 12 ชั่วโมงแตการเพาะดวยวิธีการบมและการใช โพแทสเซียมไนเตรตจะใหปริมาณโปรตีนไนโตรเจนสูงที่สุด การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
10 ตารางท่ี 1 องคป ระกอบทางเคมขี องถ่ัวเขียวเพาะงอก Germination method Germination period Moisture content Total n (hr) (%) (g/10 Traditional 0 48.65abc±0.15 4.14 6 51.81def±1.05 4.11 12 54.35f±1.78 4.15 18 57.44g±1.10 4.08 24 60.70hi±2.08 4.30 Aging 0 48.05ab±0.94 4.15 6 50.84cde±0.63 4.08 12 52.83ef±0.61 4.13 18 58.66gh±0.68 4.11 24 61.22i±0.58 4.34 Potassium nitrate 0 46.18a±0.99 4.12 6 49.83bcd±1.16 4.22 12 52.82ef±1.65 4.11 18 57.04g±2.65 4.18 24 61.61i±0.45 4.34 หมายเหตุ: a,b,c…ตวั เลขทีอ่ ยใู นแนวต้ังเดียวกนั ท่มี ีอกั ษรกาํ กับตางกนั มคี วามแตกตา งกนั อยา ns ไมแตกตา งกันอยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ิ (p>0.05) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส
07 nitrogenns Crude proteinns Protein Non-protein nitrogen 00 g db.) (g/100 g db.) nitrogen (g/100 g db.) 4±0.07 23.64±0.39 (g/100 g db.) 2.66e±0.13 3.10f±0.14 1±0.07 23.49±0.43 1.48b±0.11 1.85ab±0.24 1.01a±0.08 1.78ab±0.34 5±0.12 23.67±0.71 2.30efg±0.12 2.20cd±0.11 2.30efg±0.17 2.71e±0.09 8±0.17 23.30±0.98 2.10cd±0.06 1.93abc±0.03 1.44b±0.04 2.03bc±0.02 0±0.05 24.56±0.29 2.15cde±0.07 1.66a±0.30 2.10cd±0.02 2.07bcd±0.03 5±0.06 23.70±0.32 2.45gh±0.04 2.73e±0.09 2.27def±0.05 1.83ab±0.25 8±0.07 23.32±0.41 1.39b±0.11 1.99bc±0.03 2.39fgh±0.08 1.66a±0.03 3±0.01 23.59±0.06 2.10cd±0.02 2.34d±0.20 2.52h±0.01 1±0.34 23.48±0.32 1.99c±0.20 4±0.04 24.76±0.25 2±0.02 23.52±0.12 2±0.18 24.10±1.05 1±0.05 23.47±0.28 8±0.05 23.49±0.27 4±0.10 24.76±0.59 างมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (p≤0.05) สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
10 ตารางท่ี 2 องคป ระกอบทางเคมขี องถ่วั ลสิ งเพาะงอก Germination method Germination period Moisture content Total (hr) (%) (g/1 Traditional 0 30.28a±0.90 4.6 6 32.37bcd±0.83 4.4 12 32.77cde±0.68 4.5 18 32.06bc±0.86 4.4 24 34.18fg±0.68 4.5 Aging 0 33.00cdef±0.68 4.6 6 32.64bcde±0.66 4.6 12 32.60bcde±0.49 4.5 18 33.48def±0.38 4.4 24 36.16h±0.61 4.6 Potassium nitrate 0 33.86efg±0.89 4.5 6 32.70bcde±0.35 4.4 12 31.45b±0.67 4.5 18 33.00cdef±0.68 4.5 24 35.01g±0.45 4.6 หมายเหต:ุ a,b,c…ตวั เลขท่ีอยใู นแนวต้งั เดยี วกนั ท่ีมอี ักษรกาํ กบั ตา งกันมคี วามแตกตางกันอยางมนี ยั สําคญั ทา ns ไมแ ตกตา งกนั อยางมนี ยั สําคญั ทางสถติ ิ (p>0.05) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.ส
08 l nitrogenns Crude proteinns Protein nitrogen Non-protein nitrogenns 100 g db.) (g/100 g db.) (g/100 g db.) (g/100 g db.) 64±0.08 25.11±0.43 2.70±0.05 42±0.07 23.89±0.38 1.94a±0.03 2.46±0.09 50±0.20 24.34±1.09 1.96a±0.04 2.29±0.26 47±0.19 24.17±1.02 2.21bc±0.09 2.22±0.05 50±0.03 24.34±0.15 2.25c±0.15 2.39±0.11 65±0.06 25.16±0.32 2.11abc±0.08 2.45±0.15 61±0.10 24.94±0.56 2.20bc±0.11 2.57±0.13 54±0.10 24.57±0.52 2.04ab±0.03 2.36±0.19 43±0.12 23.99±0.68 2.18bc±0.10 2.28±0.22 67±0.15 25.24±0.82 2.15bc±0.11 2.44±0.31 56±0.07 24.66±0.39 2.22bc±0.18 2.44±0.12 43±0.10 23.95±0.02 2.12abc±0.11 2.26±0.16 56±0.14 24.67±0.76 2.16bc±0.09 2.47±0.25 51±0.18 24.41±0.95 2.09abc±0.12 2.24±0.12 62±0.13 25.02±0.28 2.27c±0.06 2.53±0.11 2.10abc±0.03 างสถิติ (p≤0.05) สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
109 เขียวและถั่วลิสงที่ผานกระบวนการเพาะงอกดวยวิธกี าร (p≤0.05) โ ด ย วิธีก า ร เ พ า ะ ดวยการใชโพแทสเซียมไน และระยะเวลาในการเพาะงอกท่ีแตกตางกันพบวาวิธีการ เตรตใหป ริมาณสารประกอบฟนอลิคสูงสุด รองลงมาคอื การ เพาะงอกมีผลตอปริมาณไนโตรเจนที่ไมใชโปรตีนในถั่วเขียว เพาะวิธีปกติและการบมตามลําดับ โดยวิธีการเพาะดวย (p≤0.05) โดยในชวงแรกการเพาะดวยวิธีปกติมีปริมาณ วิธีการใชโ พแทสเซียมไนเตรตจะใหปรมิ าณสารประกอบ ฟ ไนโตรเจนที่ไมใชโปรตีนลดลง แตวิธีการบมและการใช นอลคิ มากกวาวิธอี ื่นเพราะการเพาะดวยวิธีนี้โพแทสเซียมไน โพแทสเซียมในเตรตมีปริมาณเพิ่มข้ึน และในวิธีการงอกท้ัง เตรตจะปลดปลอยออกซเิ จนออกมาเรง 3 วิธี เม่ือเวลาในการเพาะผานไป 24 ชั่วโมง ปริมาณ ใหถ่ัวหายใจมากขึ้นและสภาวะแวดลอมในการเพาะมี ไนโตรเจนท่ีไมใ ชโ ปรตีนเพ่ิมขึ้นเม่ือเทียบกบั ถัว่ ทีเ่ พาะงอก 0 ออกซเิ จนอยูสูง ถัว่ จงึ สรา งสารประกอบฟน อลิค ออกมาเพื่อ ช่ัวโมง และมีปริมาณท่ีใกลเคียงกันในทั้ง 3 วิธี แตวิธีการ ลดออกซิเจนท่ีเปนสวนเกิน แตวิธีการเพาะงอกไมมีผลตอ เพาะงอกไมมีผลตอปริมาณไนโตรเจนท่ีไมใชโปรตีนในถั่ว การเปลี่ยนแปลงปริมาณสารประกอบฟนอลิคท้ังหมดในถั่ว ลิสง (p>0.05) สวนเวลาในการเพาะงอกมีผลตอปริมาณ ลิสง (p>0.05) สวนระยะเวลาท่ีใชในการเพาะงอกมีผลตอ ไนโตรเจนท่ีไมใชโปรตีนในถ่ัวท้ังสองชนิด (p≤0.05) ในถั่ว การเปลยี่ นแปลงของปริมาณสารประกอบฟน อลคิ ท้งั หมดใน เขยี วพบวา เมื่อระยะเวลาการเพาะเพ่ิมขึ้นปริมาณไนโตรเจน ถั่วทั้งสองชนิดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) ในถ่ัว ทีไ่ มใชโปรตีนจะเพิ่มขึ้น ในขณะท่ีถั่วลิสงเมื่อระยะเวลาการ เ ขี ย ว พ บ ว า เ มื่ อ ร ะ ย ะ เ ว ล า ก า ร เ พ า ะ เ พ่ิ ม ขึ้ น ป ริ ม า ณ เพาะเพ่มิ ข้ึนปรมิ าณไนโตรเจนทไ่ี มใ ชโปรตนี มแี นวโนม ลดลง สารประกอบฟนอลิคก็จะเพิ่มขึ้นในทุกวิธีการเพาะ สวนใน และพบความสมั พนั ธระหวางวธิ กี ารเพาะและระยะเวลามผี ล ถั่วลิสงเมื่อเพาะงอกที่เวลา 6 และ 12 ช่ัวโมง ปริมาณ ตอปรมิ าณไนโตรเจนท่ีไมใชโปรตนี ในถ่ัวเขียว (p≤0.05) โดย สารประกอบฟนอลิคลดลง แลวจะเพิ่มขึ้นเม่ือเพาะท่ีเวลา พบวาการเพาะดวยวิธีปกติท่ีเวลา 6 ช่ัวโมง มีปริมาณ 18 ชวั่ โมง และมีปรมิ าณทีใ่ กลเคยี งกันเมอ่ื เพาะที่ 24 ชวั่ โมง ไนโตรเจนที่ไมใชโปรตีนลดลง สวนวิธีการบมและการใช นอกจากน้ียังพบความสัมพันธระหวางวิธีการเพาะกับ โพแทสเซียมไนเตรตมีปริมาณไนโตรเจนที่ไมใชโปรตีน ระยะเวลาในการเพาะตอปริมาณสารประกอบ ฟนอลิค เพิ่มข้ึน และการเพาะท้ัง 3 วิธีเมื่อเพาะเปนเวลา 24 ช่ัวโมง ทั้งหมดในถ่ัวท้ังสองชนิด อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ มปี ริมาณเพม่ิ ขน้ึ เมอ่ื เทียบกบั ถัว่ ทเี่ พาะงอก 0 ชั่วโมง แตไ ม (p≤0.05) ในถ่ัวเขียวในทุกวิธีการเพาะงอกพบวาเมื่อ พบความสัมพันธระหวางวิธีการเพาะกับระยะเวลาท่ีใชใน ระยะเวลาเพ่ิมขึ้นสารประกอบฟนอลิคก็จะเพิ่มข้ึน โดยทั้ง การเพาะในถ่ัวลิสง (p>0.05) ผลการทดลองที่ไดสอดคลอง สามวิธีมีปริมาณที่ใกลเคียงกัน ซ่ึงมีปริมาณสูงสุดโดยการ กับผลการทดลองของ El-Shimi and Damir (1984) ที่ เพาะดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรต ในถั่วลิสงการเพาะ ศึกษาการเพาะงอก ฟนกู รีก (Fenugreek seeds) โดยนํามา งอกในชวงแรก การเพาะดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรต แชนํ้า 14 ชั่วโมง นําไปเพาะที่อุณหภูมิหอง 25-28 องศา ให ปริมาณสารประกอบฟนอลิคสูงสุด รองลงมาคือวิธีปกติ เซลเซียส เปน เวลา 2 และ 4 วัน ใชแ สงในชว งของวัน พบวา และวธิ ีการบม แตเมื่อเพาะทเี่ วลา 18 ชวั่ โมงพบวา วธิ ีการใช ปริมาณไนโตรเจนที่ไมใชโปรตีนไมมีการเปล่ียนแปลงอยาง โพแทสเซียมไนเตรตกลับใหปริมาณสารประกอบฟนอลิคสูง เหน็ ไดชดั แตมแี นวโนมเพ่มิ ข้นึ เมอ่ื ระยะเวลาในการงอกนาน สุด รองลงมาคือวิธีการบมและปกติตามลําดับ สุดทายเมื่อ ขน้ึ โดยมีปรมิ าณรอยละ 0.38 โดยนํา้ หนักแหง เพาะงอกที่เวลา 24 ช่ัวโมง ทุก ๆ วิธีการเพาะมีปริมาณ 2. ฤทธต์ิ านออกซิเดชันของถว่ั เพาะงอก สารประกอบฟนอลิคที่ใกลเคียงกัน ดังแสดงในตารางท่ี 3 2.1 ปรมิ าณสารประกอบฟนอลิคท้งั หมด (Total phenolic และ 4 ซึ่งสาเหตุท่ีปริมาณสารประกอบฟนอลิคมีการเพ่ิม content) วิธกี ารเพาะงอกมีผลตอ ปริมาณสารประกอบฟน อ และลดลงบางชวงเวลาของการเพาะในถ่วั ลสิ งนัน้ นาจะเปน ลิคทั้งหมดในถั่วเขียวอ ยา ง มีนัย สํา คัญ ท า ง ส ถิติ เพราะขณะที่เกิดกระบวนการเพาะงอก ภายในเมล็ดมีการ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
110 สังเคราะหสารประกอบฟน อลคิ ขึ้นมาแลว ถูกนําไปใชในการ 145.07, 60.57 และ 91.31 mg TAE/mg d.w. ตามลําดับ เจริญของตนออนตอไป จึงทําใหปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อมีการ เม่ือเทยี บกบั ถ่ัวทไี่ มผา นการเพาะงอก สังเคราะหขึ้นมา และลดลงเม่ือถูกใชไปในการเจริญ 2.2 ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร รี ดิ ว ซ (Ferric reducing Gharachorloo et al. (2012) กลาววาเมื่อนําถ่ัวมาเพาะ antioxidant power; FRAP) วิธีการเพาะงอกไมมีผลตอ งอกจ ะ เ ก ิด การสังเคราะหสารประกอบทุติยภูมิ ความสามารถในการรีดิวซในถั่วเขียว (p>0.05) แตวิธีการ (secondary metabolites) เชน ฟนอลิคและสารอ่ืน ๆ เพาะมีผลตอความสามารถในการรีดิวซในถ่ัวลิสง (p≤0.05) ออกมาเพ่อื จะใชป อ งกันสวนท่ีงอกออกมาจากเมลด็ โดยเมื่อ ดังแสดงในตารางที่ 3 และ 4 โดยการเพาะดวยวิธีปกติมี เริ่มการงอกสารฟนอลิคซง่ึ เปนสารท่ีมีฤทธิ์ตานออกซิเดชนั ท่ี ความสามารถในการรีดิวซสูงสุด และวิธีการบมกับการใช มีประสิทธภิ าพจะมีปรมิ าณสงู เมือ่ เวลาผานไปสารเหลา น้ีจะ โพแทสเซียมไนเตรตมีคาที่ใกลเคียงกัน สวนระยะเวลาท่ีใช กลายเปนสวนหนึ่งของโครงสรางของถั่วท่ีเจริญเติบโต และ ในการเพาะงอกมีผลตอความสามารถในการรีดิวซในถั่วท้ัง ประสิทธิภาพในการตานออกซเิ ดชันจะลดลง ผลการทดลอง สองชนิด (p≤0.05) โดยในถ่ัวเขียวพบวาเมื่อเพาะงอกเปน ที่ไดสอดคลองกับผลการทดลองของ Huang, Cai, and Xu เวลา 6 และ 18 ชั่วโมง ความสามารถในการรีดิวซจะลดลง (2013) ที่ศึกษาปริมาณสารประกอบฟนอลิคท้ังหมดในถั่ว แตท่ีเวลา 12 และ 24 ชั่วโมง ความสามารถในการรีดิวซ เขียวและถั่วเหลืองท่ีทําการเพาะงอกท่ีอุณหภูมิ 25 องศา เพิ่มขึ้นและเพิ่มข้ึนสูงสุดเม่ือเพาะงอกเปนเวลา 24 ช่ัวโมง เซลเซียส เก็บตัวอยางที่ระยะเวลา 1, 2, 3, 4 และ 5 วัน ในถั่วลิสงการเพาะชวงแรกความสามารถในการรีดิวซลดลง แลวพบวาถั่วเขียวงอกที่ไดมีปริมาณสารประกอบฟนอลิค และจะเพ่ิมขึ้นเม่ือเพาะงอกเปนเวลา 18 และ 24 ช่ัวโมง ท้ังหมดเพ่ิมข้ึน โดยปริมาณสารประกอบฟนอลิคท้ังหมดที่ แ ล ะ พ บ ว า ค ว า ม สั ม พั น ธ ร ะ ห ว า ง วิ ธี ก า ร เ พ า ะ ง อ ก กั บ เพิ่มข้ึนไมไดมีความสัมพันธเชิงเสนตรงกับระยะเวลาท่ีใชใน ระยะเวลาก็มีผลตอความสามารถในการรีดิวซในถ่ัวท้ังสอง การงอกและ ปริมาณสารประกอบฟนอลิคทั้งหมดเพิ่มขึ้น ชนิด อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) ในถ่ัวเขียวพบวา สูงสุดในวันแรกของการเพาะโดยมีปริมาณเพ่ิมขึ้นรอยละ การเพาะงอกในชวงแรกมีความสามารถในการรดี ิวซล ดลงใน 103.7 เมือ่ เทียบกับถั่วเขียวที่ยงั ไมงอก หลงั จากน้ันจะลดลง ทุกๆวิธีการเพาะ แตเม่ือเพาะเปนเวลา 24 ช่ัวโมง เมื่อเวลาในการงอกเพ่ิมข้ึน ในทํานองเดียวกันการงอก ความสามารถในการรีดิวซเพ่ิมข้ึน โดยการเพาะดวยวิธีบม สามารถเพิ่มปริมาณสารประกอบฟนอลิคทั้งหมดในถั่ว เพ่ิมขึ้นสูงสุด รองลงมาคือการเพาะดวยวิธีปกติและการใช เหลือง โดยสารประกอบฟนอลิคทง้ั หมดจะมีปริมาณเพ่มิ ข้ึน โพแทสเซียมไนเตรต โดยมีคาเทากับ 353.92, 312.68 และ สูงสุดในวันท่ี 4 ของการงอก ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นรอยละ 309.66 mg Trolox equivalent/100 g db. ตามลาํ ดับ ใน 330 เม่ือเทียบกับถั่วเหลืองที่ยังไมงอก นอกจากนี้ Azrina ถวั่ ลิสงการเพาะงอกในชวงแรกการเพาะดวยวิธีการปกติและ et al. (2014) ไดทําการทดลองโดยนําถ่ัว Kidney beans, วิธีการบมมีความสามารถในการรีดิวซลดลง แตการเพาะ ถั่วเขียว, ถ่ัวเหลือง และถ่ัวลิสง เพาะงอกจนงอกสูงสุด 5 ดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรตมีความสามารถในการ มิลลิเมตร แลวก็พบเชนกันวาการเพาะงอกทําใหปริมาณ รีดิวซเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพ่ิมข้ึนในทุกวิธีการเพาะเม่ือเพาะงอกท่ี สารประกอบฟนอลิคทั้งหมดในถ่ัวเขียวเพ่ิมขึ้นอยางมี 18 ช่ัวโมง ความสามารถในการรีดิวซที่เพิ่มขึ้นยังมีคานอย นยั สําคญั ทางสถิติ (p≤0.05) จาก 115.65 เปน 144.54 mg กวาการเพาะที่ 0 ชั่วโมง ซึ่งความสามารถในการรีดิวซของ TAE/mg d.w. สวนถั่ว Kidney beans, ถั่วเหลือง และถ่ัว ถ่ัวงอกนาจะเปนผลมาจากสารประกอบฟนอลิคท่ีถูก ลิสงมีปริมาณสารประกอบฟนอลิคทั้งหมดลดลงอยางมี สังเคราะหข้ึนระหวางการเพาะงอก เน่ืองจากระหวาง นัยสําคัญ (p≤0.05) จาก 206.86, 71.11 และ 296.52 เปน กระบวนการเพาะงอกมีการสังเคราะหส ารประกอบทุติยภูมิ ซ่ึงสารเหลานี้จะประกอบไปดวยสารประกอบฟนอลิค การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
111 วิตามินซี วิตามินอี และสารอ่ืน ๆ ที่เปนสารที่ออกฤทธ์ิทาง ชีวภาพมีฤทธิ์ตานออกซิเดชัน ที่แตกตางกันออกไปตาม โค รงส รา งขอ งสา ร จ า กผ ลก า รทด ลอ งถ่ัว เ ขีย ว มี ความสามารถในการรีดิวซเพ่ิมขึ้น สวนในถ่ัวลิสงแนวโนมท่ี จะลดลงจึงแสดงใหเห็นวาสารประกอบทุติยภูมิที่มีการ สั ง เ ค ร า ะ ห ใ น ร ะ ห ว า ง ก า ร เ พ า ะ ง อ ก ข อ ง ถั่ ว ลิ ส ง ไ ม มี ความสามารถในการรีดิวซ ผลการทดลองทไี่ ดสอดคลองกับ ผลการทดลอง Azrina et al. (2014) ท่ีนําถั่วเขียว และถั่ว ลสิ ง เพาะงอกจนงอกสูงสุด 5 มลิ ลิเมตร แลวพบวาการเพาะ งอกทําใหความสามารถในการรีดิวซในถั่วลิสงลดลงอยางมี นัยสําคัญ (p≤0.05) จาก 0.0345 ไมโครโมลา เปน 0.0244 ไมโครโมลา เม่ือเปรียบเทียบกับถั่วที่ไมเพาะงอก ในขณะที่ ถั่วเขียวเพ่ิมข้ึนอยางมีนัยสําคัญ (p≤0.05) จาก 0.0221 ไม โครโมลา เปน 0.0256 ไมโครโมลา เม่อื เปรียบเทยี บกับถั่วท่ี ไมเพาะงอก แสดงใหเห็นวาเม่ือเวลาในการเพาะนานข้ึน ความสามารถในการรีดิวซในถั่วเขียวจะเพ่ิมและในถ่ัวลิงสง จะลดลง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
11 ตารางท่ี 3 ฤทธิ์ตา นออกซิเดชนั ในถัว่ เขียวเพาะงอก Ferric r Germination method Germination period Total phenolic (mg Tr (hr) content (mg GAE/100 g db.) Traditional 0 1,011.74a±8.07 2 6 1,060.59ab±21.94 1 12 1,178.54bc±24.15 2 18 1,752.25e±93.25 2 24 2,143.33fg±88.14 Aging 0 1,077.96abc±31.73 2 6 1,002.90a±21.91 12 1,,070.04abc±41.65 21 18 1,329.28d±104.18 24 2,037.83f±158.79 3 Potassium nitrate 0 1,015.48a±96.84 21 6 1,067.55abc±73.38 12 1,206.30cd±12.43 22 18 1,757.47e±113.17 22 24 2,244.77fg±37.44 3 หมายเหตุ: a,b,c…ตวั เลขที่อยูใ นแนวตัง้ เดยี วกนั ท่ีมอี กั ษรกาํ กับตางกนั มคี วามแตกตา งกันอยา ns ไมแตกตา งกันอยา งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p>0.05) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส
12 Antioxidant activities reducing antioxidant power DPPH free radical scavenging rolox equivalent/100 g db.) EC50 Ascorbic acid equivalent (mg db./ml) antioxidant capacity (mg ascorbic acid/100 g db.) 236.57de±6.60 68.24de±5.29 12.42bcd±0.96 199.18ab±5.14 58.97bcd±1.47 14.33def±0.36 243.52e±11.49 53.27ab±2.92 15.90fg±0.90 211.02bc±8.64 46.67a±2.51 18.13h±0.97 312.68f±6.33 54.65abc±6.77 15.58ef±1.93 220.53bcd±9.00 61.82bcd±0.59 13.67de±0.13 187.01a±4.85 76.69ef±6.36 11.06ab±0.92 18.38bcd±12.03 63.31bcd±2.53 13.36cd±0.53 178.53a±8.04 57.92abcd±3.93 14.63def±0.95 353.92g±16.11 53.26ab±3.74 15.90fg±1.12 11.61bc±13.10 83.69f±6.28 10.13a±0.76 188.28a±8.27 65.33cd±4.68 12.98bcd±0.92 27.49cde±13.62 63.44bcd±5.08 13.36cd±1.07 25.40cde±17.13 47.10a±0.79 17.94gh±0.30 309.66f±15.25 76.30ef±11.17 11.22abc±1.52 างมนี ัยสาํ คัญทางสถติ ิ (p≤0.05) สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
11 ตารางท่ี 4 ฤทธิต์ า นออกซิเดชันในถ่วั ลิสงเพาะงอก Total phenolic Ferric r Germination method Germination period content (mg Tr (hr) (mg GAE/100 g db.) Traditional 0 1,455.54ef±24.58 6 1,186.70bcd±212.60 18 12 1,019.05ab±5.87 15 18 1,209.95cd±72.87 15 24 1,450.31ef±15.37 Aging 0 1,496.94ef±126.50 2 6 1,011.24a±99.18 18 12 1,090.61abc±4.79 18 1,375.73e±75.91 1 24 1,352.87de±13.40 15 Potassium nitrate 0 1,185.29bcd± 31.03 16 6 1,333.64de±79.85 18 12 1,072.93abc±84.04 18 1,580.83f±67.82 1 24 1,392.70e±70.35 15 หมายเหตุ: a,b,c…ตวั เลขที่อยใู นแนวตัง้ เดียวกันทม่ี ีอกั ษรกาํ กับตา งกันมีความแตกตางกันอยา ns ไมแ ตกตา งกนั อยา งมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ (p>0.05) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส
13 Antioxidant activities reducing antioxidant power DPPH free radical scavenging rolox equivalent/100 g db.) EC50 Ascorbic acid equivalent (mg db./ml) antioxidant capacity (mg ascorbic acid/100 g db.) 235.97d±6.51 62.22ab±2.57 13.60e±0.57 81.43bc±29.44 84.87c±19.29 10.22c±2.31 54.60ab±14.91 144.71e±2.70 5.84a±0.11 59.91ab±11.69 90.87c±3.54 9.30bc±0.36 192.90c±1.45 63.88ab±1.23 13.23de±0.25 239.21d±27.09 57.46a±4.37 14.74e±1.12 80.45bc±16.50 78.23bc±17.41 11.07c±2.46 145.30a±6.67 110.04d±6.37 7.69ab±0.44 149.90a±12.89 83.31c±4.34 10.15c±0.53 54.76ab±11.36 90.91c±0.95 9.29bc±0.09 65.08ab±15.14 83.57c±7.14 10.14c±0.87 81.14bc±11.99 75.12bc±5.06 11.28cd±0.76 149.90a±2.02 108.30d±4.27 7.81ab±0.31 179.75bc±3.93 80.60c±0.90 10.48c±0.12 54.76ab±11.36 81.32c±3.63 10.40c±0.46 างมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p≤0.05) สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
114 2.3 ความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระ (DPPH เพาะงอก สารเหลานั้นมีหลากหลายชนิดและปริมาณ radical scavenging activity) ความสามารถในการ ซ่ึงสารป ระกอบฟ นอลิคแต ละชนิดมี ฤทธิ์ตา น กําจัดอนุมูลอิสระของตัวอยางสามารถแสดงในรูปของ ออกซิเดชันที่แตกตางกันออกไป สารที่ถูกสังเคราะห คา EC50 ซึ่งเปนคาที่แสดงถึงความเ ขม ขน ขอ งส า ร ขน้ึ มาและถูกนําไปใชในการเจริญของตนออน สงผลให ตัวอยางที่สาม ารถ กําจัดอนุมูล อิสระของ DPPH คว า มส า มา ร ถใน กา ร กํา จั ดอ นุ มูล อิ สร ะ มีก า ร ไดรอยละ 50 หรือลดลงไดครึ่งหน่ึง ซ่ึงการรายงานผล เปล่ียนแปลงเกิดข้ึนตลอดระยะเวลาการเพาะ ผลการ เม่ือคา EC50 คาท่ีมีคานอยนั้นแสดงใหเห็นวาสาร ทดลองที่ไดสอดคลองกับผลการทดลองของ Lopez- ตัวอยางนั้น มีความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระ Amoros, Hernandez, and Estrella (2013) ท่ี นํ า ของ DPPH ไดมากกวา สารที่มีคา EC50 ท่ีมากกวา เมล็ดถ่ัว Beans, Lentils และ Peas เพาะในที่ วิธีการเพาะงอกมีผลตอความสามารถในการกําจัด มืด ท่ีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และมีความชื้น อนุมูลอิสระในถ่ัวเขียว โดยการเพาะดวยวิธีปกติให สัมพัทธรอยละ 99 เปนเวลา 2, 4 และ 6 วัน ทําการ ความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระสูงสุด สวนการ วิเคราะหความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระของ เพาะดวยวิธีการบมและการใชโ พแทสเซียมไนเตรตมคี า DPPH โดยคํานวณออกมาในรูปของ EC50 ท่ีพบวาหลัง ความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระท่ีใกลเคียงกัน จ า ก า ร ง อ ก เ ป น เ ว ล า 4 แ ล ะ 6 วั น Beans มี แตว ธิ ีการเพาะงอกไมม ีผลตอความสามารถในการกําจัด ความสามารถในการตานอนุมูลอิสระสูงกวาเมล็ดสด อนุมูลอิสระในถั่วลิสง (p>0.05) สวนระยะเวลาในการ โดยมีความสามารถในการตานอนุมูลอิสระของถั่วจะ เพาะงอกมีผลตอความสามารถในการกําจัดอนุมลู อสิ ระ สูงสุดคือหลังจากการงอก 6 วัน ในสวนของ lentils ในถั่วทั้งสองชนิด (p≤0.05) โดยในถ่ัวเขียวเมื่อ เม่ือทําการเพาะงอกแลวพบวา ฤทธก์ิ ารตา นอนมุ ูลอิสระ ระยะเวลาในการเพาะเพมิ่ ข้ึนความสามารถในการกาํ จดั ลดลง แสดงใหเห็นวาถ่ัวตางชนิดกันเมื่อระยะเวลาใน อนุมูลอิสระมีแนวโนมที่จะเพิ่มขึ้น ซ่ึงในถั่วลิสงการ การเพาะงอกนานข้ึนสงผลตอความสามารถในการ เพาะชวงแรกความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระ กําจัดอนุมูลอิสระท่ีแตกตางกัน โดยถั่วบางชนิดอาจทํา ลดลง และจะเพมิ่ ข้นึ เมอ่ื เพาะงอกเปนเวลา 18 และ 24 ใหความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น แต ชั่วโมง และยังพบวาความสัมพันธระหวางวิธีการและ บางชนิดกลับลดลง ท้ังน้ีอาจเนื่องมาจากองคประกอบ ระยะเวลาในการเพาะงอกมีผลตอ ความสามารถในการ ของถั่วแตละชนิดแตกตางกันออกไปจึงสงผลตอการ กําจัดอนุมูลอิสระในถ่ัวทั้งสองชนิด อยางมีนัยสําคัญ เปล่ียนแปลงไปของความสามารถในการกําจัดอนุมูล ทางสถิติ (p≤0.05) ซ่ึงในถั่วเขียวที่เพาะงอกในชวงแรก อิสระในถั่วชนิดนัน้ ๆ การเพาะดว ยวิธีปกตมิ ีความสามารถในการกําจัดอนุมูล อิสระสูงสดุ ตามดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรตและ เม่ือนําคา EC50 ของตัวอยางมาเทียบกับคา วธิ กี ารบม ตามลําดบั และเมื่อเพาะเปน เวลา 24 ชัว่ โมง ความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระของวิตามินซี พบวาการเพาะดวยวิธีปกติและการใชโพแทสเซียมไน ดวยสมการเปรียบเทียบกับคา EC50 ของวิตามินซีตาม เตรตความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระลดลง แต วิธีการของ Chan et al. (2007) พบวาวิธกี ารเพาะงอก การเพาะดวยวิธีการบมยังคงเพิ่มข้ึน โดยถั่วลิสงใน มีผลตอความสามารถในการกาํ จัดอนุมูลอิสระเทียบเทา ชวงแรกของการเพาะความสามารถในการกําจัดอนุมูล วิตามินซีของถ่ัวเขียว (p≤0.05) โดยการเพาะดวย อิสระลดลง ในทุกวิธีการเพาะและจะเพิ่มขึ้นเมื่อเพาะ วิธีการปกติใหความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระ งอกเปนเวลา 18 และ 24 ชั่วโมง ความสามารถในการ เทียบเทาวิตามินซีสูงสุด ซึ่งวิธีการบมและการใช กําจัดอนุมูลอิสระของ DPPH ในถั่วเพาะงอกเปนผลมา โพแทสเซียมไนเตรตมีคาที่ใกลเคียงกัน แตวิธีการเพาะ จากสารประกอบทุติยภูมิที่สังเคราะหขึ้นระหวางการ ไมมีผลตอความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระ เทยี บเทาวิตามนิ ซขี องถ่วั ลิสง (p>0.05) สว นระยะเวลา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
115 ในการเพาะงอกมีผลตอความสามารถในการกําจัด เทียบเทาวิตามินซีลดลง และจะเพ่ิมขึ้นเมื่อเพาะงอก อ นุ มู ล อิ ส ร ะ เ ที ย บ เ ท า วิ ต า มิ น ซี ใ น ถ่ั ว ท้ั ง ส อ ง ช นิ ด เปนเวลา 18 และ 24 ชัว่ โมง และยงั พบวา ความสัมพันธ (p≤0.05) โดยในถั่วเขียวเมื่อระยะเวลาในการเพาะ ระหวางวิธีการและระยะเวลาในการเพาะงอกมีผลตอ เพิ่มขึ้นความสามารถในการกําจัดอนุมูลอสิ ระเทยี บเทา ความสามารถในการกําจัดอนุมลู อสิ ระเทียบเทาวิตามิน วิตามินซีมีแนวโนมที่จะเพ่ิมข้ึน ซ่ึงในถ่ัวลิสงการเพาะ ซใี นถ่ัวท้ังสองชนิด อยางมีนยั สําคัญทางสถิติ (p≤0.05) ช ว ง แ ร ก ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร กํ า จั ด อ นุ มู ล อิ ส ร ะ ซง่ึ ในถัว่ เขยี วที่เพาะงอกในชวงแรก การเพาะดวยวธิ ี ปกติมีความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระเทียบเทา พิจารณาจากปริมาณสารประกอบฟน อลิคทง้ั หมด ตอง วิตามินซีสูงสุด ตามดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรต เพาะดวยวิธีการใชโพแทสเซียมไนเตรต เปนเวลา 18 และวิธีการบม ตามลําดับ และเมื่อเพาะเปนเวลา 24 ช่วั โมง ชั่วโมง พบวาการเพาะดวยวิธีปกติและการใช โพแทสเซียมไนเตรตความสามารถในการกําจัดอนุมูล เอกสารอางองิ อิสระเทียบเทาวิตามินซีลดลง แตการเพาะดวยวิธีการ พิมพเ พญ็ พรเฉลิมพงศ และ นธิ ยิ า รตั นาปนนท. บมยังคงเพ่ิมข้ึน โดยถั่วลิสงในชวงแรกของการเพาะ ความสามารถในการกําจัดอนุมลู อสิ ระเทียบเทาวิตามิน 2556. ถว่ั เขยี ว คน เมือ่ 9 พฤศจกิ ายน 2556, ซีลดลง ในทุกวิธีการเพาะและจะเพ่ิมข้ึนเมื่อเพาะงอก จาก เปน เวลา 18 และ 24 ชวั่ โมง http://www.foodnetworksolution.com/wiki/ word/2889/mung-bean-ถว่ั เขยี ว สรุปผลการทดลอง พมิ พเพ็ญ พรเฉลมิ พงศ และนิธิยา รัตนาปนนท 2558. ในถั่วเขียววิธีการและระยะเวลาในการเพาะไมมีผลตอ Legume / ถั่วเมล็ดแหง คน เมือ่ 17 มกราคม ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดและปริมาณโปรตีนท้ังหมด 2558. จาก (p>0.05) แตมีผลตอปริมาณโปรตีนไนโตเจนและ http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word ไนโตรเจนที่ไมใชโปรตีน (p≤0.05) ในถั่วลิสงวิธีการ /1358/legume-ถั่วเมลด็ แหง เพาะงอกและระยะเวลาไมมีผลตอปริมาณไนโตรเจน สุพัตรา ปรสุพัฒนา. 2553. สารตา นอนมุ ลู อสิ ระ. ทั้งหมด ปริมาณโปรตีนทั้งหมดและปรมิ าณไนโตรเจนที่ หนา 45-48. การประชมุ ฝก อบรมปฏบิ ตั ิการสาร ไมใชโปรตีน (p>0.05) แตมีผลตอปริมาณโปรตีน ตานอนมุ ูลอสิ ระ ครงั้ ท่ี 2. ขอนแกน: ภาควชิ า ไนโตรเจน (p≤0.05) และในถั่วเขียวและถ่ัวลิสงวิธีการ เภสชั วิทยา คณะแพทยศ าสตร แ ล ะ ร ะ ย ะ เ ว ล า ใ น ก า ร เ พ า ะ มี ผ ล ต อ ป ริ ม า ณ มหาวิทยาลยั ขอนแกน. สารประกอบฟนอลิค ความสามารถในการรีดิวซและ Aguilera, Y., Diaz, M.F., Jimenez, T., Benítez V., ความสามารถในการกําจัดอนุมูลอิสระของ DPPH Herrera T., Cuadrado, C., MartinPedrosa, M., (p≤0.05) ในการเพาะงอกถ่ัวเขียวถาตองการใหได and Martin-Cabrejas, M.A. 2013. Changes ปริมาณโปรตีนไนโตรเจนสูงสุด ตองเพาะดวยการใช in nonnutritional factors and antioxidant โพแทสเซียมไน-เตรต เปนเวลา 18 ช่ัวโมง และเพื่อให activity during germination of ไดฤทธิ์ตานออกซิเดชันสูงสุดเม่ือพิจารณาจากปริมาณ nonconventional legumes. Journal of สารประกอบฟนอลิคท้ังหมด ตองเพาะดวยวิธีการใช ricultural and food chemistry, 61, โพแทสเซียมไนเตรต เปนเวลา 24 ชั่วโมง สวนในถั่ว 8120−8125. Doi:org/10.1021/jf4022652. ลิสงถาตองการใหไดปริมาณโปรตีนไนโตรเจนสูงสุด AOAC, 2000. Official Methods of Analysis, ตองเพาะดวยการใชโพแทสเซียมไนเตรต เปนเวลา 18 Association of Official Analytical ชั่วโมง และเพื่อใหไดฤทธ์ิตานออกซิเดชันสูงสุดเม่ือ Chemists. Arlington. VA. Azrina, A., Megat Rusydi, M.R., Norhaizan, M.E., and Amin, I. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
116 2014. Proceeding of the 2014 seeds. LWT-Food Scince and Technology. Internationnal Conference on Food 40: 1292–1299. Properties (ICFP2014). Kuala Lumpur : np. Binsan, W., Benjakul, S., Visessanguan, W., Gloria, U., Maria, L.J., Stawomir, F., Elena, G.V., Roytrakul, S., Tanaka, M., and Kishimura, H. Gomez, V., Jesus, M. P., Juana, F., 2008. Antioxidative activity of Concepcion, V. V. and Pilar, A. 2005. Mungoong, an extract paste, from the cephalothorax of white shrimp Nutritional assessment of raw and (Litopenaeus vannamei). Food germinated pea (Pisum sativum L.) Chemistry, 106: 185–193. protein and carbohydrate by in vitro techniques. Nutrition. 21: 230-239. Chan, K.M.A., Robert, M., Pringlg, Rangathan, J., Huang X, Cai W, and Xu B. 2013. Kinetic changes of nutrients and antioxidant Boggs, C.L., Yvonne, L. C., Paul. R.,Ehrlich, capacities of germinated soybean (Glycine max L.) and mung bean (Vigna Peter, K., HAFF, NicoleI, E., Heller, Karim. a- radiata L.) with germination time. Jounal homepage, 143, 268-276. Retrieved khafaji, and Dena, P., Macmynowski. 2007. from When Agendas Collide: Human Welfare and Biological Conservation. Society for http://dx.doi.org/10.1016/j.foodchem. Conservation Biology DOI: 1523-1739. 2013.07.080. Copeland, L.O. and M.B. McDonald. Jansen, H.G.P., Charnnarongkul, S. and Kim, 1995. Principles of Seeก Science D.H. 1996. The economic of mungbean and Technology. 3rd ed. Thomson publishing Company, Mexico. 409 p. cultivation in Thailand pp. 6-23. In A. N. El-Shimi, N.M. and Damir, A.A. 1984. Changes Asthana and D.H. Kim (eds), Proceedings in Some Nutrients of Fenugreek Seeds of Recent Advances in Mungbean During Germination. Food Chemistry, 14: Research. IndiaSociety of Pulses Research. 11-19. Kanpur, India. Gharachorloo, M., Tarzi, B.G., Baharinia, M., and Kirby, L. K., and Nelson. T. S. 1988. Total and phytate phosphorus content of some Hemaci, A.H. 2012. Antioxidant activity food ingredients derived from grains. and phenolic content of germinated Nutr Rep Int. 37: 277-290. lentil (Lens culinaris). Journal of Medicinal Plants Research. 6(30), Lopez-Amoros M.L, Hernandez T., and Estrella pp. 4562-4566. Doi:10.5897/JMPR12.248. I. 2013. Effect of germination on legume phenolic compounds and their Ghavidel, R. A., and Prakas, J. 2007. The antioxidant activity. Journal of Food impact of germination and dehulling on Composition and Analysis, 19, 277–283. nutrients, antinutrients, in vitro iron and calcium bioavailability and in vitro starch doi:10.1016/j.jfca.2004.06.012. and protein digestibility of some legume Martin-Cabrejas, M. A., Diaz, M. F., Aguilera, Y., การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
117 Benitez, V., Molla, E., and Esteban, R. M. digestibility of germinated legumes. Journal of Food Science and Technol. 49: 2007. Influence of germination on the soluble carbohydratesand dietary fibre 184–191. fractions in non-conventional legumes. Food Chemistry. 107: 1045–1052. Waterhouse, A.L. Polyphenolics In Wrolstad, Megat Rusydi, M.R.,Noraliza, C.W.,Azrina, A., Ced, R.E. 2005. Hanodbook of Food Analytical Chemistry pp. 461-470 London: and Zulkhairi, A. 2011. Nutritional Wiley Intescience. changes in germinated legumes and rice varieties. International Food Research Xu, B.J., and Chang, S.K.C. 2007. A Journal 18: 705-713. comparative study on phenolic profiles and antioxidant activities of legumes as Miliauskas, G., P.R. Venskutonis and Van Beek affected by extraction solvents. Food Scince. 72: 159-166. T.A. 2004. Screening of radical scavenging activity of some medicinal and aromatic plant extracts. Journal of food chem. 85: 231-237. Noor, I., Bressani, R., Elias, L.G. 1980. Changes in chemical and selected biochemical components, protein quality, and digestibility of mung bean (Vigna radiata) during gemination and cooking. Qual Plant Plant Foods Hum Nurt. 30: 135- 144. Periago, M.J., Ros, G., Martinez, C., Rincon, F. 1996. Variations of non-protein nitrogen in six Spanish legumes according to the extraction method used. Food Research International. 29: 489-494. Savelkoul, F.H.M.G., Boer, H., Tamminga, S., Schepers, A., J,Elburg, L. 1992. In vitro enzymatic hydrolysis of protein and protein pattern change of soya and faba beans during germination. Qual Plant Plant Foods Hum Nutr. 42: 275-284. Uppal, V., and Bains, K. 2011. Effect of germination periods and hydrothermal treatments on in vitro protein and starch การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
118 องคประกอบทางเคมแี ละปริมาณธาตอุ าหารของขาวพืน้ เมืองจงั หวัดเพชรบุรี PROXIMATE AND SOME MINERAL COMPOSITION OF INDIGENOUS RICE VARIETY IN PHETCHABURI PROVINCE สมุ ติ านันท จันทะบรุ ี*, บุญสนอง ชว ยแกว , ญาณพัฒน พรมประสิทธ, วฒุ ชิ ยั ฤทธิ, ไกรฤกษ ทวเี ชื้อ, ประดิพันธ ทองแถม ณ อยธุ ยา, สุนิสา สนิ ประเสรฐิ , โสภติ า เนยี มศรี และ อารรี ตั น ชูชื่น Sumitahnun Chunthaburee*, Boonsanong Chourykaew, Yanaphat Promprasit, Wuttichai Ritti, Krailerk Taweechue, Pradipunt Thongtam na Ayudhaya, Sunisa Sinprasert, Sopita Niemsri and Areerat Chochuen สาขาวชิ าชีววทิ ยา คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฎั เพชรบรุ ี เพชรบุรี 76000 Department of Biology, Faculty of Science and Technology, Phetchaburi Rajabhat University, Phetchaburi 76000 บทคดั ยอ โครงการอนรุ ักษพนั ธุกรรมพชื อันเนอื่ งมาจากพระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) ได รวบรวมพนั ธขุ า วพ้ืนเมืองจังหวัดเพชรบุรจี าํ นวน 17 พนั ธุเพอื่ ศกึ ษาองคประกอบทางเคมีและปริมาณแรธ าตุท่สี าํ คญั 6 ธาตุ คอื แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ทองแดง โซเดียม โพแทสเซียม ผลการทดลองพบวาขาวพ้ืนเมอื งทงั้ 17 พันธุ มีองคป ระกอบ ทางเคมีดังน้ี ปริมาณความช้ืนมีคาอยูในชวง 9.63-13.02% ปริมาณเถา 1.39-2.00 % ปริมาณโปรตีน 6.25-10.39% ปริมาณไขมัน 0.07-0.46% และปริมาณเสนใย 1.09-4.14% สว นปริมาณแรธาตุพบวา ขาวพนั ธขุ าวกระดกู ชาง มีปริมาณ สังกะสีและทองแดง มากท่ีสุด เทากับ 4.30 และ 0.52 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม ตามลําดับ สวนปริมาณแคลเซียม เหล็ก โซเดียม และโพแทสเซียม พบมากท่ีสุดในขา วพันธุ เหลอื งทอง เหลอื งตาปลื้ม เหลืองแตงโม และ ขาวเหนียวหอมกระเหรี่ ยง มีคาเทากับ 12.81, 1.69, 5.40 และ 258.66 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม ตามลําดับ จากการศึกษาครั้งน้ีทําใหเห็นวาขาว พน้ื เมอื งในจังหวัดเพชรบุรมี ีปรมิ าณธาตอุ าหารคอนขางสงู ซ่ึงขอมลู พนื้ ฐานเหลา นีส้ ามารถนําไปใชใ นการปรบั ปรุงพันธุขา ว เพอ่ื พฒั นาตอยอดเปน ผลิตภัณฑต อไป อีกท้งั ยังเปนการสงเสรมิ เกษตรกรใหห นั มาปลูกขา วพืน้ เมืองเพม่ิ มากขึน้ อกี ดวย Abstract Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) has collected of traditional rice in Phetchaburi Province. The proximate composition and six essential minerals are calcium, iron, zinc, copper, sodium and potassium were evaluated in 17 local rice. The proximate composition of all 17 rice varieties was as follows: 9.63-13.02% of moisture, 1.39-2.00% of ash, 6.25-10.39% of crude protein, 0.07-0.46% of crude fat, and 1.09-4.14% of crude fiber. The mineral content showed the Kaw-kra-dook-chang had the most zinc and copper content with 4.30 and 0.52 mg/100 g, respectively. While the amount of calcium, iron, sodium and potassium most commonly found in Leaung-tong, Leaung-ta-pleum, Leaung-tang-mo and Niew-hom-kra-rieng rice with 12.81, 1.69, 5.40 and 258.66 mg/100 g, respectively. This study indicated that indigenous rice in Phetchaburi Province had relatively high mineral elements which current information could be used for rice breeding and further product development. It also encourages farmers to grow traditional rice. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
119 คําสําคญั : แรธาตอุ าหารท่ีจําเปน , ขาวพื้นเมอื ง, องคประกอบหลัก Keywords: essential minerals, traditional rice, proximate composition *ตดิ ตอนกั วจิ ยั : สุมติ านนั ท จันทะบุรี (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Sumitahnun Chunthaburee (E-mail: [email protected] บทนํา สนใจศึกษาปริมาณองคประกอบทางเคมี เชน ปริมาณ ขาวเปนพืชท่ีมคี วามสําคัญตอ เศรษฐกิจเปนพืชทท่ี ํา เถา เสนใย โปรตีน ไขมัน คารโบไฮเดรต ความช้ืน และ แรธ าตุหลักทสี่ าํ คญั เชน โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม รายไดใหกับประเทศไทยเปนอยางมากและยังเปน เหล็ก สังกะสี ทองแดง ในขาวพื้นเมืองจังหวัดเพชรบุรี อาหารหลักในการบริโภคของคนไทย เนื่องจากประเทศ เพื่อใหไดความรูเบ้ืองตนในการนําขาวที่มีคุณคาทาง ไทยเปนประเทศเกษตรกรรม มีสภาพภูมิประเทศและ โภชนาการสูงมาพัฒนาใหผูบริโภคไดรับคุณประโยชน สภาพอากาศท่เี หมาะสมตอการปลูกขาว นอกจากน้ีขาว จากขาวตามความตองการ และเพื่อเปนขอมูลทาง ยังเปนแหลงรวมของคุณคาทางอาหารหลาย ๆ อยาง วชิ าการเพิ่มเติมใหแกขาวสายพันธุพื้นเมืองในการนําไป เชน คารโบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน ใยอาหาร แรธาตุ พิจารณาสง เสรมิ การปลูกแกเกษตรกรในลาํ ดับตอ ไป อีก โซเดียม โพแทสเซยี ม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ทั้งยังนําไปสูแนวทางในการจัดการอนุรักษพันธุขาว เหล็ก สังกะสี ทองแดง เปนตน โดยเฉพาะในขาว พ้นื เมอื งไดอยางถกู ตองและเหมาะสมอีกดว ย พื้นเมืองซึ่งเปน แหลงพันธุกรรมท่ีสาํ คัญเน่ืองจากมคี วาม อปุ กรณและวธิ กี ารทดลอง แ ป ร ป ร ว น ทา งพั น ธุ ก ร ร ม สู ง มี ก า ร ป รั บ ตั ว ต อ เก็บรวบรวมตัวอยา งขาวพ้ืนเมอื ง สภาพแวดลอมท่ีเปลี่ยนแปลงไดดี เชน ทนแลง ทนนํ้า ทวม ตานทานโรคและแมลง และความสามารถในการ ทําการเก็บตัวอยา งขา วพ้ืนเมืองจงั หวัดเพชรบุรจี าก แขงขันกับวัชพืชได (Chang, 1976) อยางไรก็ตาม เกษตรกรอําเภอตาง ๆ ในจังหวัดเพชรบรุ ี และศูนยวิจัย ปจ จุบนั พบวาขา วพ้ืนเมอื งไดสูญหายไปจากไรนาจํานวน ขาวปทุมธานี จํานวน 17 พันธุ คือ เข็มทอง เหลืองทอง มากทั้งในพื้นที่ราบ และพ้ืนที่สูง (วราพงษ บุญมา และ บงึ บาง นํ้ามนต ขาวแดง นาสาว เหนียวหอมกระเหร่ียง คณะ, 2546) เน่อื งจากเกษตรกรสวนใหญไดป รบั เปลี่ยน กันตัง กาบแกว ขาวกระดูกชาง เหลืองตาโม เหลืองตา ระบบการผลิตขาวเพ่ือการคามากขึ้นจึงมีแนวโนมลด ปลื้ม เหลืองชะออม เหลอื งแตงโม เหลอื งเมอื งชล เหลือง การปลูกขาวพนั ธุพื้นเมอื งโดยหนั ไปปลกู ขา วพันธุรับรอง รอดหนี้ หอมชอ งสะแก ใหมๆ มากขึ้น (Salih et al., 2013) พันธุขาวพื้นเมือง การเตรยี มตวั อยางขาวเพื่อการวิเคราะห ทั่วประเทศมีมากกวา 200 สายพันธุ ท่ีมีคุณคาทาง โภชนาการสูง ทั้งวติ ามิน และแรธาตทุ ี่เปนประโยชนตอ นาขาวทั้ง 17 พันธุ ในรูปของขาวกลองและบดให รางกาย ซ่ึงขาวแตละสายพันธุจะใหปริมาณคุณคาทาง เปนผงละเอียด รอนผา นตะแกรงขนาด 100 ไมโครเมตร อาหารมากนอยแตกตางกันไป เก็บตัวอยางท่ีไดใสถุงพลาสติกและเก็บท่ีอุณหภูมิ 4 จังหวดั เพชรบรุ ีเปนจังหวัดหน่ึงที่มคี วามหลากหลายของ องศาเซลเซียส กอนที่จะนําไปทําการวิเคราะหในลําดับ ขาวพื้นเมืองคอ นขางมาก แตยังมีรายงานขอมูลการวิจัย ตอ ไป อยูนอยมากโดยเฉพาะในขอมูลดานโภชนาการหรือ วิเคราะหอ งคประกอบทางเคมขี องขาวพืน้ เมือง องคประกอบทางดานเคมีที่สําคัญซึ่งขอมูลเหลาน้ี สามารถนํามาตอยอดเพ่ือพัฒนาพันธุขาวพื้นเมืองใหมี ทําการวิเคราะหองคประกอบทางเคมี(proximate ลักษณะดีตามตองการของผูบริโภคได ผูวิจัยจึงมีความ analysis) ของตัวอยางขาวทั้ง 17 พันธุ โดยใชวิธีการ ของ AOAC (2000) ตามขน้ั ตอนดังนี้ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
120 1. ปริมาณความชนื้ เซลเซียส นาน 45 นาที จากน้ันปรับเพ่ิมอุณหภูมิเปน ช่ังนํ้าหนักตัวอยางขาวกลองพ้ืนเมืองท่ีบดละเอียด 380 องศาเซลเซียส ยอยตอไปอีก 2 ช่ัวโมง จนได สารละลายใส ท้ิงใหเย็นท่ีอุณหภูมิหองและเติมนํ้ากล่ัน แลวปรมิ าณ 5 กรมั ลงในครซู ิเบิลบนั ทึกนา้ํ หนักครซู เิ บิล 150 มิลลิลิตร จากนั้นนําตัวอยางท่ีผานการยอยเขา พรอมฝาและตัวอยาง จากน้ันนําตัวอยางเขาตูอบท่ี เคร่อื งกลั่น Kjeltec System ใชกรดบอรกิ 2 เปอรเซน็ ต อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส นานประมาณ 3 ชั่วโมง ปริมาตร 25 มิลลิลิตร และหยดมิกซอินดิเคเตอร 2-3 นําออกใสในโถดูดความชื้นหลงั จากนั้นชั่งหาน้ําหนัก อบ หยด ลงในขวดรูปชมพูขนาด 250 มิลลิลิตร กลั่นดวย ซ้ําอีกคร้ังคร้ังละประมาณ 30 นาที คํานวณปริมาณ ระบบ Auto ใชเวลา 3 นาที ไตเตรตตัวอยางดวย 0.10 ความชน้ื ของขาว นอรมอล สารละลายมาตรฐานกรดไฮโดรคลอริคความ 2. ปริมาณเถา เขม ขน คาํ นวณหาปรมิ าณโปรตีนของขา วพืน้ เมอื ง 5. ปรมิ าณเสนใย ชง่ั ตวั อยางขาวท่บี ดละเอียดปริมาณ 2 กรมั ใสในครู ซิเบิล บันทึกนํ้าหนักตัวอยาง นําไปเผาในเตาเผา ที่ นําตัวอยางขาวท่ีบดละเอียด มาอบใหแหงที่ อุณหภูมิ 550 องศาเซลเซียส เปนเวลา 3 ช่ัวโมง เผาซ้ํา อุณหภูมิ 105-110 องศาเซลเซียส 2-3 ชั่วโมง และชั่ง อีกครั้งครั้งละประมาณ 30 นาที และทําเชนเดิม จนได สารตัวอยาง 1 กรัม นําเขาเครื่องวิเคราะหเสนใยแลว ผลตางของนาํ้ หนักที่ชั่งทัง้ สองครัง้ ทต่ี ิดตอ กันไมเกนิ 1-3 นําไปเผาในเตา (Furnace) ที่อุณหภูมิ 500 องศา มิลลิกรัม นําออกจากเตาเผาและใสในโถดูดความช้ืนชั่ง เซลเซียส เปนเวลา 3 ช่ัวโมง ปลอยใหเย็น และชั่ง น้ําหนักที่แนนอน คํานวณปรมิ าณเถา ของขาว นํา้ หนัก แลวนําไปคาํ นวณหาคา ปรมิ าณเสนใย 3. ปริมาณไขมัน วเิ คราะหธ าตุอาหารของขา วพนื้ เมอื ง ช่ังตัวอยางขาวท่ีบดละเอียดแลวลงบนกระดาษ โดยสงตัวอยางขาวพื้นเมืองทั้ง 17 พันธุเพื่อ กรองปริมาณ 5 กรัม ใสลงในทิมเบิล และนําไปใสในชุด วิเคราะหปริมาณธาตุอาหารหลักท่ีสําคัญ 6 ธาตุ คือ Soxhlet เติมปโตรเลียมอีเธอรลงในขวดกนกลม โซเดียม โพแทสเซยี ม แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ทองแดง ประมาณ 150 มิลลิลิตร แลววางบนเตา ประกอบชุด ณ สถาบันคนควาและพัฒนาผลิตภัณฑอาหาร สกัดไขมัน พรอมทั้งเปดน้ําหลออุปกรณควบแนน และ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร กรุงเทพฯ เปดสวิทซใหความรอน ใชเวลาในการสกัดไขมันนาน 4 ช่ัวโมง เม่ือครบแลวนําทิมเบิลออกจากชุด Soxhlet ทิ้ง ผลและวจิ ารณผลการทดลอง ใหตัวทําละลายไหลออกจาก ชุด Soxhlet ลงในขวดกน จากการวิเคราะหองคป ระกอบทางเคมี เชน ปรมิ าณ กลมจนหมด ระเหยตัวทําละลายออกดวยเคร่ืองระเหย แบบสุญญากาศ นําขวดกนกลมไปอบท่ีอุณหภูมิ 100 ความชน้ื เถา ไขมนั โปรตนี และเสน ใย ในขาวพ้ืนเมอื ง องศาเซลเซียส จนแหงใชเวลาประมาณ 30 นาทีทิ้งให จังหวัดเพชรบุรีทงั้ 17 พันธุ ใหผลการทดลองดังแสดงใน เย็นในโถดูดความชื้น ช่ังนํ้าหนักขวดกนกลมและ ตารางท่ี 1 ดงั นี้ คาํ นวณหาปรมิ าณไขมนั ของขา ว 1. ปริมาณความช้นื 4. ปรมิ าณโปรตนี จากการวิเคราะหปริมาณความช้ืนในขาวพื้นเมือง ช่ังตัวอยางขาวกลองท่ีบดละเอียดแลวปริมาณ 0.5 จังหวัดเพชรบุรีท้ัง 17 พันธุ พบวามีคาเฉลี่ยอยูในชวง กรมั ใสหลอดยอยและทํา blank ควบคูไปดวย ใสค ะตะ 9.63-13.02% ซ่ึงความช้ืนของขาวอยูในชวงท่ีใกลเคียง ลิสตผสมและกรดซัลฟูริคเขมขน 20 มิลลิลิตร ในทุก กนั ขาวท่ีมปี ริมาณความชื้นสูงสุดคอื ขาวเหลืองชะออม หลอดตัวอยางท่ีทําการศึกษา นําตัวอยางไปยอยดวย มปี รมิ าณความช้ืนเทากับ 13.02% สวนขา วเหลืองทอง เ ค รื่ อ ง Digestion System ที่ อุ ณ ห ภู มิ 280 อ ง ศ า มีปริมาณความช้ืนนอยท่ีสุดเทากับ 9.63% ซึ่งใหผล การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
121 สอดคลองกับรายงานการศึกษาของ เชาวนีพร ชีพ เ พ ช ร บุ รี ค อ น ข า ง มี ป ริ ม า ณ ไ ข มั น สู ง เ มื่ อ เ ที ย บ กั บ ประสพ และคณะ (2559) พบวาปริมาณความชื้นของ การศึกษาของ ประวีณา มณีรัตนรุงโรจน และคณะ ขาวพันธพุ ื้นเมืองจังหวัดพทั ลงุ อยรู ะหวาง 10-14% ซึ่ง (2555) โดยวิเคราะหปริมาณไขมันของเมล็ดขาว ปริมาณความช้ืนของขาวนั้นเปนผลมาจากสภาวะการ พ้ืนเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางชนิดจํานวน เพาะปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิต ระดับความช้ืนของขาว 15 พันธุพบวาปริมาณไขมันมีคาอยูในชวง 0.33-1.89% ท่ียอมรบั วาปลอดภัยตอ การเกบ็ รกั ษาขาวท่ีเหมาะสมคอื ซ่งึ ไขมนั ท่อี ยใู นขา วสว นใหญใหญค ือ กลมุ ของไตรกลีเซอ 13% ซึ่งจะเก็บไดดีภายใน 6 เดือน (Deepa et al., ไรดฟอสฟอลิพิด ไกลโคลิพิด และเทอรพีนอยด จัดเปน 2008) อยา งไรก็ตามการตากขาวเปลอื กเพือ่ ลดความช้ืน ไขมันที่มีคุณภาพดีเน่ืองจากมีปริมาณกรด ไขมันที่ไม ลงใหอยูในเกณฑท่ีปลอดภัยตอการเก็บรักษา (ความชื้น อิ่ ม ตั ว สู ง มี ส า ร แ ก ม ม า อ อ ไ ร ซ า น อ ล (Gamma ไมสูงกวา 14%) จนถึงเวลาการสีขา วเปลือกที่มคี วามช้ืน Oryzanol) ชวยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลใน เหมาะสมก็จะทําใหไดขาวเต็มเมล็ดสูง และขาวหักนอย เสน เลอื ด ชว ยในการเจรญิ เติบโตของทารกในครรภ เด็ก (Juliano, 1985) แรกเกดิ และเด็กเลก็ (Henry and Kettlewell, 1996) 2. ปริมาณเถา 4. ปริมาณโปรตีน จากการวิเคราะหปริมาณเถาในขาวพื้นเมืองจังหวัด ปริมาณโปรตีนในขาวพื้นเมืองจังหวัดเพชรบุรีทุก เพชรบุรีทั้ง 17 พันธุ พบวามีคาเฉล่ียอยูระหวาง 1.40- พันธุ พบวามีคาเฉล่ียอยูระหวาง 6.25-10.39% 2.00% ขาวท่ีมีปริมาณเถามากท่ีสุดคือ ขาวหอมชอง โดยเฉพาะขาวพันธุน้ํามนต (10.39%) มีปริมาณโปรตีน สะแก มีปริมาณเถาเทากับ 2.00% สวนขาวพันธุขาว คอ นขางสูงมาก เม่อื เทียบกับรายงานของ เชาวนีพร ชีพ กระดูกชาง มีปริมาณเถา นอยที่สุดเพียง 1.40% ผลจาก ประสพ และคณะ (2559) ที่พบปริมาณโปรตีนในขาว การศึกษาคร้ังมีปริมาณเถาใกลเคียงกับปริมาณเถาใน เพยี ง 7.56% และมีปรมิ าณโปรตนี มากกวา ขา วทปี่ ลูกใน ขาวเหนียว RD-6 ซึ่งเปนที่นิยมรับประทานทาง ประเทศอินเดียซึ่งมีปริมาณโปรตีนประมาณ 7.97% ภาคเหนือของประเทศไทย มีปริมาณเถา 1.96% (Deepa et al., 2008) ซ่งึ ปริมาณโปรตีนในขา วอาจข้นึ (Moongngarm and Saetung, 2010) และมีปริมาณ เ ถ า ท่ี ใ ก ล เ คี ย ง กั บ ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ป ริ ม า ณ เ ถ า ข อ ง อยูกับระยะการปลูกท่ีสั้น สภาพอากาศท่ีมีเมฆปกคลุม Yodmanee et al. (2011) ซึ่งทําการวิเคราะหปริมาณ มากในขณะท่ีสรางเมล็ด เชน ฤดูฝน จะมีผลทําให เถาในตัวอยางขาวทางภาคใต จํานวน 8 สายพันธุซึ่งมี ปริมาณโปรตีนในเมล็ดขาวสูงข้ึน สภาพแวดลอมที่ ปริมาณเถาอยูในชวง 1.35-2.15% ซ่ึงปริมาณเถาของ ผิดปกติบางชวง เชน มีเกลือหรือเบสในดินสูง อุณหภูมิ ขาวสามารถใชเปนเครื่องชี้คุณภาพของขาวไดเนื่องจาก สูงหรือต่ํามากจะทําใหเมล็ดขาวมีโปรตีนสูงข้ึนได ปริมาณเถา เปน สารประกอบอนนิ ทรียทีเ่ หลืออยหู ลังจาก (Juliano, 1993) จะเห็นไดวาในการศึกษาครั้งน้ีมีขาว ทเี่ ผาใหสารประกอบอนิ ทรยี สลายไปหมดแลว ซง่ึ อาจจะ พืน้ เมืองเพชรบุรีท่ีนาสนใจเนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูง บงชี้ไดวามีแรธาตุในขาวมากนอยเทาไร (Oko and เมื่อเทียบขาวท่ีอื่น โดยเฉพาะขาวพันธุน้ํามนต Ugwu, 2011) (10.93%) เหลืองทอง (9.46%) และขาวแดง (9.44%) 3. ปริมาณไขมัน อาจเปนทางเลือกใหมใหผูบริโภคไดบริโภคขาวท่ีมี โปรตีนสูงมากขึน้ จากการวิเคราะหปริมาณไขมันในขาวพื้นเมืองทุก 5. การวิเคราะหห าปรมิ าณเสนใย พันธุ พบวามีคาเฉล่ียอยูระหวาง 0.3-0.46% ขาวที่มี ปริมาณไขมันมากที่สุดคือ ขาวเหลืองทองมีปริมาณ ปริมาณเสนใยของขาวพันธุพื้นเมืองจังหวัดเพชรบุรี ไขมันเทากบั 0.46% ซง่ึ จะเหน็ ไดว าขา วพ้ืนเมืองจังหวัด ทั้ง 17 พันธุ มีคาอยูระหวาง 1.09-4.14% โดยขาวที่มี การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
122 ปริมาณเสนใยสูงสุดคือ ขาวเหนียวหอมกระเหร่ียง มี ขาวที่ศึกษาทั้งหมดมีปริมาณเสนใยอยูในชวง 0.19- ตารางท่ี 1 ปริมาณความช้นื โปรตนี ไขมัน เถา และเสนใย ของขา วพื้นเมืองจงั หวดั เพชรบุรี จาํ นวน 17 พันธุ พนั ธุขา ว ความชน้ื (%) โปรตนี (%) ไขมัน (%) เถา (%) เสน ใย (%) เข็มทอง 12.29 8.22 0.26 1.67 2.24 เหลืองทอง 9.63 9.46 0.46 1.74 3.29 บึงบา ง 11.48 9.22 0.35 1.72 2.13 น้ํามนต 11.85 10.39 0.40 1.69 3.59 ขาวแดง 11.51 9.44 0.29 1.59 3.50 นาสาว 11.42 8.26 0.32 1.52 2.19 เหนียวหอมกระเหร่ยี ง 10.88 8.20 0.30 1.59 4.14 กนั ตัง 11.82 6.30 0.07 1.51 2.22 กาบแกว 11.53 8.45 0.30 1.46 3.33 ขาวกระดกู ชา ง 11.40 8.00 0.34 1.40 3.12 เหลืองตาโม 11.48 8.29 0.36 1.88 2.22 เหลืองตาปล้ืม 12.89 7.03 0.22 1.56 1.82 เหลืองชะออม 13.02 7.37 0.33 1.55 2.37 เหลอื งแตงโม 9.78 6.25 0.13 1.86 1.09 เหลืองเมอื งชล 12.89 7.58 0.30 1.58 3.86 เหลืองรอดหน้ี 12.89 6.44 0.41 1.39 1.11 หอมชอ งสะแก 12.36 8.41 0.37 2.00 2.48 ปริมาณเสนใยเทากับ 4.14% สวนขาวเหลืองแตงโมมี 4.67% ซ่ึงขาวท่ีมีเสนใยเยอะจะชวยเพิ่มความตานทาน ปริมาณเสนใยนอยท่ีสุด (1.09%) ซึ่งใกลเคียงกับ โรคใหกบั รางกาย และยงั ชว ยปองกนั การเกิดโรคหวั ใจ งานวจิ ัยของ รักษิกา แชม โตนด และคณะ (2561) พบวา ปรมิ าณธาตอุ าหารของขา วพ้ืนเมือง ขาวปาจากรัฐกาดูนา ในภาคกลาง ประเทศไนจีเรีย มี จากการวิเคราะหปริมาณแรธาตุทั้ง 6 ธาตุ คือ ปริมาณแคลเซียมสูงถึง 18.33 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ทองแดง โซเดียม และ (Umar et al., 2013) ซึ่งขาวท่ีมีแคลเซียมจะชวยการ โพแทสเซียม ในขาวพื้นเมืองจังหวัดเพชรบุรีทั้ง 17 สรางกระดูก ซึ่งกระดูกทําหนาที่เปนโครงสรางของ พันธุ พบวามีปริมาณแคลเซียมอยูในชวง 9.67–12.81 รางกายและเก่ียวของกับการทํางานของกลามเน้ือและ มิลลิกรัมตอ 100 กรัม โดยพบมากท่ีสุดในขาว พันธุ เสน ประสาท ชว ยใหการทํางานของกลา มเนื้อหวั ใจปกติ เหลืองทอง (12.81 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) รองลงมา และการสงสัญญาณประสาทที่ถูกตอง รักษาความ คือขาวพันธุ เหลืองแตงโม และหอมชองสะแก มี สมดุลของกรดดางในเลือดและความดันโลหิตใหปกติ ปริมาณแคลเซยี มเทา กับ 12.04 และ 11.6 มลิ ลกิ รมั ตอ (จันทรทิพย ลมิ้ ทองกลุ , 2531) 100 กรัม ตามลําดับ ซ่ึงมากกวาขาวไรพื้นเมืองใน สวนปริมาณธาตุเหล็กในขาวพ้ืนเมืองท่ีศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี มีปริมาณแคลเซียมเทากับ 8.01 ครั้งน้ีอยูในชวง 1.21-1.69 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม พบ มิลลิกรัมตอ 100 กรัม (ชลธิรา แสงศิริ และคณะ, มากในขาวพันธุ เหลืองตาปล้ืม (1.69 มิลลิกรัมตอ 100 2556) แตมีนอยกวาเมื่อเทียบกับปริมาณแคลเซียมใน กรมั ) รองลงมาคือขา วพันธุนํ้ามนต และขาวกระดกู ชา ง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
123 มีปริมาณเหล็ก เทากับ 1.56 และ 1.47 มิลลิกรัมตอ พันธุนํ้ามนตมีปริมาณทองแดงนอยสุดเทากับ 0.22 100 กรัม ตามลําดับ ซึ่งคาที่ไดใกลเคียงกับขาวของ มิลลิกรัมตอ 100 กรัม ซึ่งมีสอดคลองกับรายงานของ จงั หวัดอุบลราชธานี อยูในชวง 0.82-1.92 มิลลกิ รัมตอ รัชนี คงคาฉุยฉาย และริญ เจริญศิริ (2553) ท่ีรายงาน 100 กรัม (ผาณิต รุจิรพิสิฐ และคณะ, 2555) และขาว วาปริมาณทองแดงในขาวพื้นเมืองของจังหวัดยโสธร มี พ้ืนเมืองของจังหวัดยโสธร อยูในชวง 0.04-1.78 คาอยูในชวง 0.13–0.55 มิลลิกรัม ตอ 100 กรัม มิลลิกรัมตอ 100 กรัม (รัชนี คงคาฉุยฉาย และริญ อยางไรกต็ ามพบวา ปริมาณทองแดงในขา วพน้ื เมืองตอน เจริญศิริ, 2553) อยางไรก็ตามมีรายงานพบวาในขาว เหนอื ของจังหวัดนครราชสมี า มีปรมิ าณทองแดงสูงมาก ปาจากรฐั กาดูนาในภาคกลาง ประเทศไนจีเรียมีปรมิ าณ ถึง 2.00 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม (กัญญา มานอก และ ธาตุเหล็กสูงมาก มีคาอยูในชวง 3.07-11.21 มิลลิกรัม กันยรัตน แฉกกระโทก, 2557) ซึ่ง จันทรทิพย ลิ้มทอง ตอ 100 กรัม (Umar et al, 2013) ซ่ึงขาวที่มีปริมาณ กุล (2531) รายงานวา ธาตุทองแดงสามารถชวยในการ เหล็กสงู จะชว ยเสริมความตา นทานตอ การเจบ็ ปวยและ สรางฮโี มโกลบินได รักษาภาวะโลหิตจางได (จนั ทรทพิ ย ลิ้มทองกุล, 2531) ธาตุโซเดียมชวยปองกันอาการออนเพลียจาก จากการวิเคราะหปริมาณสังกะสีในขาวพ้ืนเมือง ความรอนหรือการเปนลมแดด จากการวิเคราะห เพชรบุรีทุกพันธุ พบวามีคาอยูในชวง 2.33-4.30 ปริมาณโซเดียมในขาวพ้ืนเมืองจังหวัดเพชรบุรี มีคาอยู มิลลิกรัมตอ 100 กรัม โดยเฉพาะในขาวพันธุขาว ในชวง 0.23-5.40 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม ขาวที่มี กระดูกชาง (4.09 มลิ ลิกรัมตอ 100 กรัม) รองลงมาคือ ปริมาณโซเดียมมากท่ีสุด คือขาวพันธุเหลืองแตงโม มี ขาวพันธุ เหลืองรอดหนี้ และ น้ํามนต มปี รมิ าณสงั กะสี คา เทา กบั 5.4 มิลลกิ รัมตอ 100 กรัม รองลงมาคอื พนั ธุ เทากับ 4.09 และ 3.87 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม เหลืองเมืองชล และ เหลอื งทอง มคี า เทากับ 2.24 และ ตามลําดบั นอยทส่ี ุด พบในขา วพนั ธเุ หลอื งแตงโม (2.33 1.93 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม ตามลําดับ จะเห็นไดวา มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) ซึ่งจะเห็นไดวาขาวพ้ืนเมือง ขาวพืน้ เมอื งเพชรบุรมี ีปริมาณโซเดยี มคอนขางนอยเม่ือ จังหวัดเพชรบุรีมีปริมาณธาตุสังกะสีคอนขางสูงเมื่อ เทียบกับ รายงานของ สุนันท พงษสามารถ (2531) ท่ี เทียบกับขาวพื้นเมืองของจังหวัดยโสธรท่ีรายงานวา พบปริมาณโซเดยี มในขา วมากถึง 6.0-10.0 มิลลกิ รมั ตอ ปริมาณสังกะสีอยูในชวง 1.660–3.040 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม สวนปริมาณโพแทสเซียมในขาวพ้ืนเมืองอยู 100 กรัม (รัชนี คงคาฉุยฉาย และริญ เจริญศิริ, 2553) ในชว ง 183.82-273.96 มิลลิกรมั ตอ 100 กรมั พันธทุ ี่มี และยังมากกวาขาวปาจากรัฐกาดูนา ในภาคกลาง ปริมาณโพแทสเซียมมากที่สุด พบในขาวพันธุเหนียว ประเทศไนจีเรีย ซ่ึงพบวามีปริมาณสังกะสีมากที่สุด หอมกระเหรี่ยง มีคาเทากับ 273.96 มิลลิกรัมตอ 100 เทากับ 3.67 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม (Umar et al., กรัม รองลงมาคือ ขาวพันธุหอมชองสะแก และ เหลือง 2013) ซ่ึงธาตุสังกะสีมีความสําคัญในการชวยเพิ่ม ทอง มีคาเทากับ 258.66 และ 257.78 มิลลิกรัมตอ ความรสู ึกทางเพศ ชวยรักษา และปองกันการเปนหมัน 100 กรัม ตามลําดับ สวนพันธุเข็มทอง มีปริมาณ ในเพศชาย และสังกะสียังมีสวนสําคัญในการสราง โพแทสเซียมนอยท่ีสุดเทากับ 183.82 มิลลกิ รัมตอ 100 สเปรม อีกดวย (จันทรทิพย ลิม้ ทองกุล, 2531) กรัม ซ่ึงปริมาณโพแทสเซียมมีประโยชนชวยในการ นํากระแสประสาททําใหกลามเนื้อหดตัว ชวยควบคุม ผลการวิเคราะหปริมาณทองแดงในขาวพันธุ การเตนของหัวใจและความดันเลือด จะเห็นไดวาขาว พื้นเมืองเพชรบุรี พบวา มีคาอยูในชวง 0.22–0.52 พ้ื น เ มื อ ง ส ว น ใ ห ญ มี โ พ แ ท ส เ ซี ย ม สู ง เ ม่ื อ เ ที ย บ กั บ มลิ ลิกรัมตอ 100 กรัม มากท่ีสดุ ในขาวพันธุขาวกระดูก รายงานของ กมลชนก วงศสุขสิน (2560) พบปริมาณ ชาง (0.52 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) รองลงมาคือ พันธุ โพแทสเซียมในขาวเพียง 204.30 มิลลิกรัมตอ 100 เข็มทอง และ นาสาว มีปริมาณทองแดงเทากับ 0.41 กรัม และ 0.39 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม ตามลําดับ สวนใน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
124 ตารางท่ี 2 ปรมิ าณแรธ าตขุ องขาวพืน้ เมืองจังหวัดเพชรบรุ ี จํานวน 17 พนั ธุ พนั ธขุ า ว Calcium Iron Zinc Copper Sodium Potassium (mg/100 g) (mg/100 g) (mg/100 g) (mg/100 g) (mg/100 g) (mg/100 g) 3.03 0.41 0.37 183.82 เข็มทอง 11.54 1.27 2.98 0.27 1.93 257.78 3.10 0.36 0.23 253.29 เหลืองทอง 12.81 1.44 3.87 0.22 1.48 254.58 3.49 0.29 1.85 252.81 บงึ บา ง 9.74 1.42 3.13 0.39 0.72 201.59 3.31 0.28 1.38 273.96 นา้ํ มนต 10.52 1.56 2.44 0.37 1.27 224.38 2.73 0.32 1.42 234.99 ขาวแดง 9.98 1.42 4.30 0.52 0.57 235.27 2.50 0.27 5.40 224.92 นาสาว 10.50 1.35 3.03 0.27 0.76 217.85 2.41 0.26 1.15 236.15 เหนยี วหอมกระเหร่ยี ง 11.56 1.24 2.33 0.29 1.46 239.64 3.91 0.25 2.24 227.91 กนั ตัง 9.92 1.44 4.09 0.24 1.48 216.73 3.57 0.23 1.67 258.66 กาบแกว 11.15 1.43 มีปริมาณแคลเซียมสูงสุด 12.81 มิลลิกรัม ขาวเหลือง ขาวกระดกู ชาง 10.45 1.47 ตาปล้ืม มีปริมาณเหล็กสูงสุด 1.69 มิลลิกรัม ขาวขาว กระดูกชาง มีปริมาณสังกะสีและทองแดง มากที่สุด เหลืองตาโม 9.91 1.30 เทากับ 4.3 มิลลิกรัม และ 0.52 มิลลิกรัม ตามลําดับ สวนขาวเหลืองตาโม มีปริมาณโซเดียมสูงสุด 5.40 เหลอื งตาปลม้ื 10.31 1.69 มิลลกิ รัมตอ 100 กรมั แลวยงั มีขาวเหนียวหอมกระเหรี่ ยงมปี รมิ าณโพแทสเซียมมากที่สุด 258.66 มิลลกิ รมั ตอ เหลอื งชะออม 9.97 1.21 100 กรัม จากผลการศกึ ษาคร้งั น้ี จะเหน็ ไดขาวพ้ืนเมือง เหลืองแตงโม 12.04 1.26 จงั หวดั เพชรบุรีมพี นั ธทุ ่ีนาสนใจ เชน ขา วพันธุขาว กระดกู ชาง เหลืองทอง เหลอื งตาปล้ืม เหลอื งตาโม และ เหลืองเมอื งชล 9.67 1.30 เหนียวหอมกระเหรี่ยง เน่ืองจากขาวพันธุดังกลาว มี ปริมาณทองแดง สังกะสี แคลเซียม เหล็ก รวมถึง เหลืองรอดหน้ี 10.27 1.32 โซเดียมและโพแทสเซียม ที่มากพอสมควรเม่ือ เปรียบเทียบกับขาวอีกหลาย ๆ สายพันธุที่ทําการ หอมชอ งสะแก 11.60 1.38 วิเคราะห ซึ่งขาวท่ีมีปริมาณธาตุอาหารสูง เหลานี้ สามารถนําขอมูลไปใชในการปรับปรุงพันธุขาว และ สรปุ ผลการทดลอง พฒั นาตอยอดเปนผลิตภัณฑต อ ไป อกี ท้งั ขอ มูลที่ไดจ าก การวิเคราะหองคประกอบทางเคมีและปริมาณแร ธาตุในขาว 17 พันธุ มีปริมาณความชื้น 9.63-13.02% ขาวท่ีมีปริมาณความชื้นสูงสุด คือขาวเหลืองชะออม (13.02%) พันธุหอมชองสะแกมีปริมาณเถาสูงสุด (2.00%) ขา วท่มี ปี รมิ าณไขมันสงู สุดคือ ขา วพนั ธุเหลอื ง ทอง (0.46%) ปริมาณโปรตีนมากที่สุดในพันธุนํ้ามนต (10.39%) สว นปริมาณเสนใยพบมากในขาวเหนียวหอม กระเหร่ียง (4.14%) จากการศึกษาน้ีเห็นไดวาขาว พน้ื เมืองจังหวัดเพชรบุรี ทั้ง 17 พันธุ มีคุณสมบัติทีด่ ีใน ดานขององคประกอบทางเคมี พบวามีพันธุที่นาสนใจ เชน ขาวพันธุนํ้ามนต ซ่ึงมีปริมาณโปรตีนคอนสูงมาก (10.39%) เม่ือเทยี บขา วท่ีอ่ืนๆ ท่ีมรี ายงานมา และขาว พันธุเหลืองที่มีปริมาณไขมันคอนขางสูง และยังมี ปริมาณโปรตีนและเสน ใยท่ีมากพอสมควร สวนปริมาณแรธาตุในเมล็ดขาวพื้นเมืองของ จังหวัดเพชรบุรีพบวา ในขาว 100 กรัม ขาวเหลอื งทอง การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
125 การวิจัยในคร้ังน้ีถือเปนขอมูลพ้ืนฐานในการเลือกและ ประวีณา มณีรัตนรุงโรจน มัลลิกา จันทรังษี และ เปนประโยชนกบั ผูบริโภคขา วรวมทั้งยังเปน การสงเสริม การปลกู ขาวพืน้ เมอื งอกี ดวย พิทักษพงษ มณีรัตนรุงโรจน. 2555. การวิเคราะห ลักษณะทางกายภาพและคุณภาพทางเคมีบาง คาํ ขอบคุณ ป ร ะ ก า ร ข อ ง เ ม ล็ ด ข า ว พ้ื น เ มื อ ง ภ า ค โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการ ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย. ในการ ประชุมวิชาการขาวแหงชาติ คร้ังที่ 2 (น.637). อนรุ ักษพ นั ธุกรรมพชื อนั เนือ่ งมาจากพระราชดําริฯ และ สํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องคการมหาชน) กรุงเทพฯ:มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. และขอขอบคุณศูนยวิจัยขาวปทุมธานี ท่ีใหความ อนุเคราะหเมล็ดพันธุขาวพ้ืนเมืองจังหวัดเพชรบุรี และ ผาณิต รุจิรพิสิฐ วิชชุดา สังขแกว และ เสาวนีย เอ้ียว นายบรรพต มามาก ที่เอ้ือเฟอสถานที่ในการปลูก ตลอดจนชวยเหลือในการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุขาว สกุลรัตน. 2555. คุณคาทางโภชนาการของขาว 9 พื้นเมืองจังหวัดเพชรบุรีท่ีใชในการศึกษาครั้งนี้ ผูวิจัย สายพันธุ. วารสารวิทยาศาสตรเกษตร. 43(2) ขอขอบคุณมา ณ ทีน่ ้ีดวย (พิเศษ): 173-176. เอกสารอา งอิง รักษิกา แชมโตนด ธารารัตน เอ่ียมคลาย ปรียาภรณ กมลชนก วงศสุขสิน. 2560. การวิเคราะหปริมาณ ม ณี ทู ล แ ล ะ ศุ ภ วั ฒ น วิ สิ ฐ ศิ ริ กุ ล . 2 56 1 . แมกนีเซยี ม ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม ทองแดง และ สงั กะสี ของขาวหอมมะลิ ขาวหอมมะลดิ ํา และขาว การวิเคราะหปริมาณโปรตีนและปริมาณเสนใย สังขหยดโคราช ในพื้นที่อําเภอหวยแถลง จังหวัด ของขาวพื้นเมือง บานเมืองนอย อําเภอปาย นครราชสมี า. วารสารวิชาการขา ว. 2: 33-39. จังหวัดแมฮ องสอน. การประชุมวิชาการระดับชาติ กัญญา มานอก และ กันยรัตน แฉกกระโทก. 2557. คร้งั ที่ 2 . 636-639. การวิเคราะหปริมาณแรธาตุในเมล็ดขาวพ้ืนเมือง บรเิ วณตอนเหนอื ของจังหวัดนครราชสีมา. รัชนี คงคาฉุยฉาย และ ริญ เจริญศิริ. 2553. ศึกษา จันทรทิพย ล้ิมทองกลุ . 2531. หลักการเลือกอาหารใน คุณคาโภชนาการของขาวพื้นเมืองในเขตปฏิรูป เอกสารการสอนชุดวิชาโภชนาการกับชีวิตมนุษย ท่ีดิน อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร. กรุงเทพฯ : ห น ว ย ที่ 11–15. ( พิ ม พ ค ร้ั ง ท่ี 6) . น น ท บุ รี : สํานกั งานการปฏริ ปู ทดี่ ินเพอื่ การเกษตรกรรม. มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. ชลธิรา แสงศิริ อังควรา จิระมงคล บุรินทร แสงสุข ธีร วราพงษ บุญมา อโณทัย ศิรบรรจงกราน นริศ ยิ้มแยม ยุทธ ดลเย่ียม และ ธนพล ขจรผล. 2556. ความ หลากหลายทางพันธุกรรมของพันธุขาวไรพ้ืนเมือง และ กนก ฤกษเกษม. 2546. การจัดการขาวท่ีสูง ในจังหวัดกาญจนบุรี โดยคุณคาทางโภชนาการ. ของเกษตรกรเพอื่ การสรา งความม่ันคงของระบบ วิทยาศาสตรเกษตร. 44(2): 285-288. การผลิตอาหารและการอนุรักษพันธุขาวในระดับ เชาวนีพร ชีพประสพ ฤทัยทิพย อโนมุณี และ หาสันต ไ ร น า ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ ใ ห ค ง อ ยู ใ น ส ภ า พ เ ดิ ม . สาเหล็ม. 2559. องคประกอบทางเคมีและ เชียงใหม:มหาวิทยาลัยเชียงใหม และสํานักงาน ปริมาณอะไมโลสในขาวพันธพุ ้ืนเมือง จงั หวดั พทั ลงุ . รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ. มหาวิทยาลัยราชภัฎ กองทุนสนบั สนุนการวิจยั . 306-319. สงขลา. สุนันท พงษสามารถ. 2531. การวิเคราะหคุณคาทาง โภชนาการจากขาวพันธุใหม. ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ AOAC. 2000. Official methods of analysis. Association of Official Analytical Chemists International. Maryland, USA. Chang, T.T. 1976. The origin, evolution, cultivation, dissemination and diversification การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
126 of Asia and Africa rice. Euphytica. 25: 425- Oko, O.A. and Ugwu, S.I. 2011. The proximate 441. and mineral composition of five major rice Deepa, G., Singh, G. and Naidu, K.A. 2008. varieties in abakaliki, south-eastern Nigeria. Nutrient composition and physicochemical International Journal of Plant Physiology and Biochemistry. 3(2): 25-27. properties of Indian medicinal rice– Salih, A., Sreewongchai, T., Sripichitt, P. and Njavara. Food Chemistry. 106: 165-171. Parinthawong, N. 2013. Identification of Henry, R.J. and Kettlewell, R.S. 1996. Cereal blast-resistant varieties from landrace Grain Quality. Chapman & Hall. USA. Juliano, B.O. 1985. Rice: Chemistry and Improved and wild species of rice. Kasetsart Journal (Natural Science). 47: 1-7. Technology. 2nd ed. The American Umar, M.A., Ugonor, R., Akin-Osanaiye, C.B. and Association Cereal chemists.Inc, st. Paul Kolawole, S.A. 2013. Evaluation Of Minnesota. Nutritional Value Of Wild Rice From Kaduna Juliano, B.O. and Villareal, C.P. 1993. Grain quality evaluation of world rice. State, Central Nigeria. International Journal International Rice Research Institute. Manila. of scientific & Technology research volume 2 Nigeria. 205 p. Yodmanee, S., Karrila, T.T. and Pakdeechanuan, Moongngarm, A. and Saetung, N. 2010. P. 2011. Physical, chemical and antioxidant Comparison of chemical compositions and properties of pigmented rice grown in bioactive compounds of germinate drought Southern Thailand. International Food Research Journal. 18(3): 901-906. rice and brown rice. Food Chemistry. 122: 782-788. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
127 สมบตั ิทางเคมี กายภาพ ของแปงเทายายมอม และสมบัตทิ างประสาทสัมผสั ของผลิตภัณฑ PHYSIO-CHEMICAL PROPERTIES OF TAO YAI MOM FLOUR AND SENSORY PROPERTIES OF PRODUCT พชั ราภรณ แสงโยจารย, จันทรเฉดิ ฉาย สังเกตกจิ *, ภูวิพัฒน เกยี รตส์ิ าคเรศ, ธนภทั ร นมสั ไธสง, ณชิ าภา สารธิยากลุ และ จกั รนิ ทร สนกุ แสน Pacharaporn Sangyojarn, Chancherdchai Sangketkit*, Puwipat Kiatsakared, Thanaphat Namasthisong, Nichapa Sarthiyakul and Jakkarin Sanuksan มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสุรินทร Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus บทคัดยอ จากการศึกษาสมบัติทางเคมีและกายภาพของหัวเทายายมอมและแปงเทายายมอม และการพัฒนาผลิตภัณฑอาหารจาก แปงเทายายมอม พบวา หัวเทายายมอมที่ปอกเปลือกและแปงเทายายมอมมีความช้ืน ไขมัน โปรตีน เยื่อใย เถา คารโบไฮเดรตทีร่ างกายยอยได คารโบไฮเดรตทั้งหมด และสตารชทั้งหมด 65.79, 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34, 22.22 และ 6.83 เปอรเซ็นตตามลําดับ และ 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39,85.18 และ 80.56 เปอรเซ็นตตามลําดับ แปงเทายายมอมมีปริมาณอะไมโลส 18.69 เปอรเซ็นต คาวอเตอรแอกติวติ ี 0.29 คาสี N 9/0.5 สีขาว ออกซาเลทท่ีมีใน หัวเทายายมอมและแปงเทายายมอมสวนใหญอยูในรูปของออกซาเลทท่ีละลายน้ําได ปริมาณออกซาเลทท้ังหมดในหัว เทายายมอมท่ีมเี ปลือกมีคามากกวา หวั เทายายมอ มทีป่ อกเปลอื ก 3.17 และ 1.70 เปอรเ ซน็ ตโดยนาํ้ หนกั สดตามลาํ ดับ แปง เทายายมอมมีปริมาณออกซาเลทท้ังหมด 0.16 เปอรเซ็นต พฤติกรรมความหนดื ของแปงเทายายมอมมีลักษณะคลา ยกับ แปงมันสาํ ปะหลัง มคี าความหนืดสูงสุด (peak) เบรกดาวน (breakdown) ความหนดื สุดทายของชวงการทาํ ใหเ ย็น (final viscosity) และเชตแบคก (setback) มคี า1718.70, 1040.30, 1093.00 และ 409.33 BU และอุณหภูมิเรมิ่ เกิดเพสท คือ 69.83 องศาเซลเซียส อยางไรก็ตามแปงเทายายมอมมีความคงตัวของเจลดีกวาแปงมันสําปะหลัง ซ่ึงมีเปอรเซ็นตความ หยอนโคง 25.11 และ 55.94 เปอรเซ็นตต ามลําดับ จากการทดลองผลติ ขนมบัวหิมะจากแปงเทา ยายมอ มโดยการทดแทน แปงขาวเจา 30, 40, 50 และ 60 เปอรเซ็นตของปริมาณแปง ขา วเจา การประเมินทางประสาทสมั ผสั โดยใชผทู ดสอบชิมท่ี ไมไดผานการฝกทั้งหมด 30 คน ใชวิธีทดสอบแบบ 9 - point hedonic scale พบวา ขนมบัวหิมะจากแปงเทายายมอม ไดร บั การยอมรับในดา นกลน่ิ รสชาติ เน้ือสมั ผสั ลักษณะภายนอก และความชอบโดยรวม ไมแตกตางกนั ทางสถิติ (p>0.05) กับขนมบวั หิมะทใี่ ชเฉพาะแปง ขาวเจา โดยมคี วามชอบอยูระหวาง 6.50 – 7.56 ซ่งึ หมายถึงชอบปานกลางถงึ ชอบมาก Abstract Physio-chemical properties of tubers and flour of Tao Yai Mom (Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze) and food development of the flour were studied and found that the contents of moisture, fat, protein, fiber, ash, digestible carbohydrate, total carbohydrate and total starch in peeled tubers and flour were 65.79, 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34, 22.22 and 6.83 percentages respectively and 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39, 85.18 and 80.56 percentages respectively. The content of amylose in flour was 18.69 percentages, the values of water activity and color were 0.29 and N 9/0.5. Oxalates in tubers and flour were mostly การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
128 found in the form of water soluble oxalates. Total oxalates in whole tubers were higher than peeled tubers with the values of 3.17 and 1.7 percentages respectively. The flour contained only 0.16 percentages. Pasting rheology of Tao Yai Mom flour was similar to tapioca flour. The values of the peak, breakdown, final viscosity and setback were 1718.7, 1040.3, 1093.0and409.33 BU respectively. The pasting temperature was 69.3 ºC. However, the stability of gel of Tao Yai Mom flour was better than tapioca flour with percentages of sag of 25.11 and 55.94 respectively. Food product called “Bua Hima” was developed by replacing rice flour with Tao Yai Mom flour of 30, 40, 50 and 60 percentages. Sensory evaluation using 9 - point hedonic scale test by 30 untrained panelists showed that “Bua Hima” from Tao Yai Mom flour were accepted in oder flavour, texture, appearance and overall preference not significantly different from that made from whole rice flour. The liking scores were 6.50 – 7.56, meaning moderate to most preference. คําสาํ คัญ: เทา ยายมอ ม, แปง, ออกซาเลท, ความหนดื , เจล Keywords: Tacca leontopetaloides, flour, oxalate, viscosity, gel *ตดิ ตอ นักวจิ ยั : จันทรเ ฉดิ ฉาย สังเกตุกิจ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Chancherdchai Sangketkit (E-mail: [email protected]) บทนํา ตุลาคม และชวงพักตัวประมาณเดือนพฤศจิกายน เปน เทายายมอมเดิมจัดในวงศเ นระพูสีไทย(Taccaceae) แต ตนไป เจรญิ เตบิ โตไดด ใี นสภาพรมเงาตน ไมในปา โปรง ที่ ปจจุบันจัดรวมในวงศกลอย ( Dioscoreaceae ) มีช่ือ เปนดินทรายหรือดินรวนทราย ท่ีมีระบบระบายน้ําดี วิ ท ย า ศ า ส ต ร ว า Tacca leontopetaloides (L.) และคอนขางทนแลง ไมมีลําตน เหงาใตดินเปนหัวกลม Kuntze เปนพืชที่มีหัว มีชื่อเรียกอื่นๆ วา ไมเทาฤาษี แบนหรือรีกวาง เปลือกหัวบาง ผิวเรียบ เมื่อออนสีขาว (ภาคกลาง) บุกรอ (ตรัง) และสงิ โตดาํ (กรุงเทพ) พืชชนิด แกแลวเปนสีเทาหรือสีนํ้าตาล เน้ือหัวสีขาว ฉ่ําน้ํา นี้คาดวามีถิ่นกําเนิดในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต กระจาย เล็กนอย ดอกสีเหลืองหรือเขียวแกมมวงเขม ผลสีสม พันธุต้ังแตแอฟริกา เอเชีย โอเชียเนียจนถึงเกาะใน ออน มีเมล็ดมาก เนื้อผลหามๆ เมล็ดแบน หัวสด มหาสมุทรแปซิฟก จนเปนพืชทองถ่ินในทวีปแอฟริกา รับประทานไมได มีรสขม แตสามารถสกัดแปงมาใช เอเชียใต เอเชียตะวันออกเฉียงใต ออสเตรเลียเหนือ ประโยชนได (พชั ราภรณ, 2543) นิวกินี ซามัว หมูเกาะไมโครนีเซีย และฟจิ เทายายมอม สุมาลี และเสกสรร (2547) พบวาหัวเทายายมอมมี เปนไมลมลุกอายุยืน พืชใบเลี้ยงเดี่ยวท่ีเปนพืชลมลุก ความชื้น ไขมัน โปรตีน เย่ือใย เถา และคารโบไฮเดรต หลายป มีลําตนใตดินสะสมอาหาร ในประเทศไทยพบ 2 ท่ีรางกายยอยได 65.56, 0.20, 3.50, 6.30, 9.01 และ สายพนั ธุ คือ พนั ธุสเี ขียวและพันธุส ีมวง พบเทา ยายมอ ม 21.73 เปอรเซ็นต ตามลําดับ แปงเทายายมอมมีโปรตีน ค อ น ข า ง ห น า แ น น ใ น ป า บ ริ เ ว ณ ช า ย ฝ ง ท ะ เ ล ภ า ค ไขมัน คารโบไฮเดรต เถา เสนใยและความช้ืน 5.1, ตะวนั ออกและภาคใตแ ละพบอยูอ ยางกระจดั กระจายใน 0.143, 73.96, 8.8, 0.3 และ 12 เปอรเซ็นต ตามลําดับ ปาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไมมีรายงานวามีการปลูก Flach and Rumawas (1996) พบวา แปงเทา ยายมอม เพ่ือการคามีการเจริญเติบโตเปน 2 ชวง คือชวง มีปรมิ าณคารโ บไฮเดรต โปรตนี ไขมนั ไฟเบอร เถา และ เจรญิ เตบิ โตทางตน ประมาณเดอื นพฤษภาคม ถงึ เดอื น เซลลโู ลส 89.4, 5.1, 0.2, 8.8, 3.2 และ 2.1 เปอรเ ซน็ ต การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
129 ตามลําดับ ปติพร (2546) พบวาแปงเทายายมอมมี ไดแ ก ความช้ืน โปรตีน ไขมนั เถา เย่ือใย คารโบไฮเดรต องคประกอบทางเคมี ไดแก ไขมัน เสนใยหยาบ โปรตีน และสตารช (AOAC, 2005) วิเคราะหหาสารประกอบ เถา และคารโบไฮเดรต 0.03, 0.41, 0.05, 0.15 และ ออกซาเลต (Oxalate) ทล่ี ะลายนา้ํ และไมละลายนํ้า โดย 99.36 เปอรเซ็นตโดยนํ้าหนักแหง ตามลําดับ ปติพร วิธีการไตเตรทกับสารละลายมาตรฐาน โปแทสเซียม (2546) สุมาลี และเสกสรร (2547) และ Flach and เปอรแมงกะเนต (KMnO4) ดัดแปลงจากวิธีการของ Rumawas (1996) พบวา แปงเทา ยายมอ มมีปริมาณอะ Abaza et al. (1986) ไมโลส 28, 22 และ 20 -30 เปอรเซ็นต ตามลําดับ ปติ 2. ศกึ ษาสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของแปง พร (2546) พบวา อุณหภูมิเริ่มตนในการเกิดเจลาติไนซ เทายายมอม ของแปงเทายายมอมเทากับ 68 องศาเซียลเซียส เจ 2.1 การเตรียมแปงเทายายมอม นําหัวเทายายมอมมา ลแปงเทายายมอมและเจลแปงมันสําปะหลังมีลักษณะ ลา งทําความสะอาด ปอกเปลอื กและหัน่ เปนชิ้นเลก็ ๆ ช่ัง คลายกัน โดยที่เจลแปงเทายายมอมมีคาYoung’s หัวเทายายมอม 1 กิโลกรัม นํ้า 3 ลิตร ทําการปน modulus ที่ชวงคาความเครียดนอยกวา 0.2 เทากับ ละเอียดนาน 3 นาที กรองดวยผา ขาวบาง 2 รอบ ท้ิงให 3.94 kPa และ มีคาระดับความสามารถในการคืนตัวสู แปงตกตะกอนนาน 3 ช่ัวโมง แลวเปลี่ยนน้ําใหม โดยใช สภาพเดิม 67.36 เปอรเ ซ็นต นํ้า 3 ลิตร หมักท่ีอุณหภูมิหอง 24 ชั่วโมง รินน้ําออก นิยมนําแปง เทายายมอ มผสมกบั แปงชนิดอืน่ ๆ เชน ผสม แลวเตมิ นา้ํ 3 ลติ ร หมักไวใหตกตะกอน 3 ชัว่ โมงแลวเท กับแปงมันสําปะหลัง แปงขาวโพด และแปงขาวเจา นํ้าท้ิง แปงท่ีไดนําไปอบในตูอบลมรอนที่อุณหภูมิ 65 เพ่ือใหไดอ าหารทม่ี ีความเขมเหนียวและเปนมนั วาว เชน องศาเซลเซียส นาน 24 ช่ัวโมง แลวบดใหละเอียด รอน ขนมช้ัน ขนมกลวย ขนมชอมวง ขนมวุนกรอบ ขนม ผานตะแกรงขนาด 80เมซ บรรจุในถุงฟอยดสภาวะ ฟกทอง ขนมถวยหนากะทิ ลอดชองกะทิ กะละแม ขาว สุญญากาศ เกรียบปากหมอ ครองแครงกะทิ เตาสวน ทับทิมกรอบ 2.2 การตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพของแปง บวั ลอย ใชผสมกับแปงถวั่ เขียวเพ่ือทาํ ซาหริม่ หรือนํามา เทายายมอ ม โดยเปรียบเทียบกับแปงขาวโพด และแปง ผสมกับแปงเผือกและแปงสาลีเพ่ือทําขนมเคก ขนมพุด มันสําปะหลัง ดังน้ี วัดคาสี โดยใชหนังสือมันเซลล ดง้ิ และขนมปง สําหรับอาหารคาวนํามาใชเปนสว นผสม (Munshell book) และคาวอเตอรแอกติวิต้ี (Water ใน ร าด ห น า ก ร ะเ พา ะป ล า ห อ ย ทอ ด เป น ต น activity, Aw) ตรวจสอบเม็ดสตารชโดยใชกลอง เทายายมอม เปนพืชชนิดหนึ่งที่เสี่ยงตอการสูญพันธุ จุลทรรศน (Microcopic examination) วัดความคงตัว คณะผูวิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาสมบัติทางเคมี ของเจลโดยการวัดเปอรเซ็นตความหยอนโคงโดย และกายภาพ ความสามารถในการยอยของแปง ดัดแปลงจากวิธีการของ ศิริลักษณ (2522) และ เทายายมอ ม และพัฒนาผลิตภัณฑจากแปงเทายายมอม พฤติกรรมความหนืดของแปงโดยใชเคร่ือง Brabender เ พื่ อ เ ป น แ น ว ท า ง ใ น ก า ร นํ า แ ป ง เ ท า ย า ย ม อ ม ไ ป ใ ช amylograph ประโยชนต อไป งานวิจัยน้ีเปนงานสนองพระราชดําริใน 2.3 การตรวจสอบคุณภาพของแปงทางเคมี ดังนี้ โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก วิเคราะหองคประกอบหลักทางเคมี ไดแก ความช้ืน พระราชดาํ รฯิ โปรตีน ไขมัน เถา เย่ือใย คารโบไฮเดรต และสตารช (AOAC, 2005) ปริมาณอะไมโลส (Amylose) โดย อปุ กรณและวิธกี ารทดลอง ดัดแปลงจากวิธีการของ Julaino (1971) สารประกอบ 1. ศกึ ษาสมบตั ิทางเคมีของหัวเทา ยายมอมทงั้ มเี ปลือก ออกซาเลต (Oxalates) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ และไมมีเปลือก วิเคราะหองคประกอบหลักทางเคมี Abaza et al. (1986) ปริมาณสตารชท้ังหมด (Total การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
130 Starch) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ AOAC Official แตกตางของคาเฉล่ียโดยวิธี Dancan’s New Multiple Method 996.11 (2005) Range Test (DMRT) 3. พฒั นาผลิตภณั ฑอ าหารจากแปง เทายายมอ ม ผลและวจิ ารณผ ลการทดลอง คัดเลือกสูตรในการผลิตขนมบัวหิมะโดยใช 1. ผลการศกึ ษาสมบัติทางเคมขี องหวั เทายายมอมและ สูตรอางอิงจํานวน 3 สูตร วัตถุดิบที่ใชในการผลิตขนม แปงเทายายมอ ม บัวหิมะ ไดแก แปงขา วเจา แปงขาวเหนียว แปงตราวาว จากการศึกษาองคประกอบหลักทางเคมีของหัวเทา นมสด นมขนหวาน นํ้าตาลทราย และน้ํามันพืช แลว เทายายมอมทั้งมีและไมมีเปลือกเปรียบเทียบกับแปง ศึกษาการใชแปงเทายายมอมทดแทนแปงขาวเจา ใน เทายายมอมพบวาหัวเทายายมอมมีความช้ืนสูง หัวมี ปริมาณ 0, 30, 40, 50และ 60เปอรเซ็นตโดยน้ําหนัก เปลือกและไมมีเปลือกมีปริมาณความชื้น68.89 และ ของแปงขาวเจา ทดสอบคุณภาพทางดานกล่ิน รสชาติ 65.79 เปอรเซ็นต ตามลําดับ มีปริมาณไขมัน0.63 เนื้อสัมผัส ลักษณะภายนอกและความชอบโดยรวม โดย เปอรเซ็นตไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ใชวิธี ทดสอ บแบบ 9 - point hedonic scale ใช ผู (p>0.05) หวั เทายายมอ มรวมท้ังเปลือกมีปรมิ าณเย่ือใย ทดสอบชิมท่ีไมไดผานการฝก 30 คน มีเกณฑการให มากกวาหัวเทายายมอมที่ปอกเปลือกและแปง หัว คะแนนคือ 1 = ไมชอบมากที่สุด, 2 =ไมชอบมาก, 3 = เทายายมอมที่ปอกเปลือกแลวมีความชื้น ไขมัน โปรตีน ไมชอบปานกลาง, 4 = ไมชอบเล็กนอย, 5 = เฉย, 6 = เย่ือใย เถา คารโบไฮเดรตที่รางกายยอยได และ ชอบเล็กนอย, 7 = ชอบปานกลาง, 8 = ชอบมากและ คารโบไฮเดรตท้ังหมด 65.79, 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 9 = ชอบมากทสี่ ดุ 4. การวิเคราะหทางสถิติ โดยวางแผนการทดลองแบบ 17.34 และ 22.22 เปอรเซ็นต ตามลําดับ สวนแปง แบบสุมอยางสมบูรณ (Completely Randomized เทายายมอมมี12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39 Design: CRD) สําหรับสมบัติทางกายภาพและทางเคมี และ 85.18เปอรเซน็ ต ตามลาํ ดบั ปริมาณสตารช ทั้งหมด ส ว น ก า ร ว า ง แ ผ น ท ด ล อ ง แ บ แ บ บ บ ล็ อ ก สุ ม ของหัวเทายายมอมที่มีและไมมีเปลือกมีคา 7.50 และ (Randomized Completely Block Design: RCBD) ใช 6.83 เปอรเซ็นตโดยนํ้าหนักสด ตามลําดับ สวนแปง สําหรับการทดสอบทางประสาทสัมผัส วิเคราะหขอมูล เทายายมอมมีสตารชท้ังหมด 80.56 เปอรเซ็นต (ตาราง เพื่อหาความแตกตางทางสถิติ โดยวิเคราะหความ ที่ 1) แปรปรวน (Analysis of Variance, ANOVA) ที่ระดับ ความเชื่อม่ันรอยละ 95 (p<0.5) และเปรียบเทียบความ ตารางท่ี 1 องคประกอบหลักทางเคมขี องหวั เทายายมอมและแปงเทา ยายมอม เปอรเซน็ ตโ ดยนํา้ หนักสด องคประกอบทางเคมี หวั เทา ยายมอมมี หวั เทา ยายมอมไมม ี แปง เทายายมอม ความช้นื เปลือก เปลอื ก ไขมัน โปรตนี 68.89±0.46a 65.79±0.46b 12.85±0.16c เย่ือใย 0.63±0.05a 0.63±0.21a 0.55±0.03b 4.69±0.64a 4.23±0.37b 0.81±0.10c 6.59±0.49a 4.88±0.14b 2.79±0.03c การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
131 เถา 7.45±0.76a 7.13±0.18a 0.61±0.15b คารโบไฮเดรตทร่ี างกายยอยได 12.95±0.70c 17.34±0.22b 82.39±0.26a คารโบไฮเดรตทง้ั หมด 18.64±0.92c 22.22±0.12b 85.18±0.27a สตารชทง้ั หมด 7.50±0.04b 6.83±0.36c 80.56±0.29a อะมโิ ลส - - 18.69±1.50 หมายเหตคุ าเฉลยี่ ในแถวเดียวกันท่ีมีตัวอักษรตางกัน แสดงวา มีความแตกตางกันอยา งมนี ัยสาํ คญั ทางสถิติ (p ≤0.05) ปริมาณออกซาเลตท่ีมีในหัวเทายายมอมและแปง ปริมาณออกซาเลตลดลงมากกวา 80 เปอรเซ็นต ทําให เทายายมอมสวนใหญอยูในรูปของออกซาเลตที่ละลาย ไวนไมมีรสเฝอน หรือคันระคายคอเหมือนการ นํ้าได ปริมาณออกซาเลตท้ังหมดในหัวเทายายมอมที่มี รบั ประทานผลองนุ ปา สดทม่ี ปี ริมาณออกซาเลตสงู เปลือกมีคามากกวาหัวเทายายมอมท่ีปอกเปลือก คือ ออกซาเลทพบไดท่ัวไปในพืช อาจพบในลักษณะที่เปน 3.17 และ 1.70 เปอรเซ็นต (3170 และ 1700 มลิ ลกิ รัม ผลึกไมละลายนํ้าในรูปของแคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ตอ 100 กรัม) และมีปริมาณออกซาเลตที่ละลายน้ําได ออกซาเลท(Calcium or Magnesium oxalate) และ 2.62 และ 1.45 เปอรเซ็นตโดยน้ําหนักสด ตามลําดับ ในรูปของกรดออกซาลิกโปตัสเซียมแอมโมเนียม หรือ (2620และ 1450 มลิ ลิกรมั ตอ 100 กรัม)ปรมิ าณออกซา โ ซ เ ดี ย ม อ อ ก ซ า เ ล ท (Potassium, Ammonium or เลตลดลงมากเมื่อปอกเปลือกออก และแปรรูปเปนแปง Sodium oxalates) ท่ีละลายนํ้าได (Bradburyand โดยปริมาณออกซาเลตลดลง 46.37 เปอรเซ็นต และ Halloway, 1988; Libert and Franceschi, 1987 ; 94.95 เปอรเ ซน็ ต ตามลําดับ แปงเทายายมอ มมีปริมาณ Concon, 1988) พืชแตละชนิดมีปริมาณออกซาเลท ออกซาเลตทั้งหมดประมาณ 0.16 เปอรเซ็นต (160 แตกตางกัน พืชที่มีปริมาณออกซาเลทสูง ไดแก ใน มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) และอยูในรปู ออกซาเลตที่ละลาย 100 กรัม ของน้ําหนักสด ผักขม (Spinach) มี ออกซา นํ้าได และไมละลายนํ้า 0.11 และ 0.05 เปอรเซ็นต เลท 320 – 1260 มิลลิกรัมนิวซีแลนดแยมมี 80 –194 ตามลําดับ (110 และ 50 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) คิด มลิ ลิกรมั ใบชา (Tea) มี 375 – 1450 มิลลิกรัมชอกโก เปน 68.75 และ 31.25 เปอรเซ็นตของออกซาเลต แลต มี 117 – 124 มิลลิกรัม และเผือก (Taro) มี 60 ทั้งหมด (ตารางที่ 2) ซ่ึงหัวเทายายมอมจัดเปนพืชที่มี – 65 มิลลิกรัมเปนตน สวนพืชท่ีมีปริมาณออกซาเลท ปริมาณออกซาเลตสูงมาก อาจเปนอันตรายถึงชีวิตถา นอ ย ไดแกพ วกธัญพืชและผลไมตางๆ เชน ใน 100 กรัม รับประทานสด (Fassett, D.W. 1973; Hodgkinson, ของนํ้าหนักสด พบออกซาเลทในกลวย 0.7 มิลลิกรัม 1977) อยางไรก็ตามการปอกเปลือกทําใหปริมาณออก แอปเปล 1.5 มิลลกิ รมั และ ขา วโพด 9.1มิลลกิ รมั (Libert ซาเลทลดลง เพราะออกซาเลตมีในเปลือกมาก (Libert and Franceschi, 1987 ; Concon, 1988 ; Sangketkit and Franceschi, 1987 ; Concon, 1988) การแปรรูป et al., 2001) ซึ่งในพืชแตละชนิดมีปริมาณออกซาเลท เปนแปงทําใหปริมาณออกซาเลตลดลงมาก ในชวงการ ท่ีละลายนํ้าไดและไมละลายน้ําในสัดสวนที่แตกตางกัน หมกั นาํ้ แปงและลา งแปง ทําใหออกซาเลตท่ลี ะลายนํ้าได ไป เชน ในแยม (Dioscorea spp.) มีออกซาเลทที่ ละลายออกมา และในชวงการหมักจุลิยทรีย ไดแ ก ยีสต ละลายนาํ้ ได เพียง 11 –24 เปอรเซ็นต ในขณะท่ีมันเทศ สามารถใชออกซาเลตเปนแหลง ของคารบอนชวยในการ มีถึง 64 เปอรเซ็นต ในมันฝรั่งมี 50 เปอรเซ็นต เจริญเติบโตและสรางพลังงาน Sangketkit (2010) (Holloway et al., 1989 ;Jiru and Urga, 1995) พบวา การหมักองุนปาเพ่ือผลิตเปนไวนองุนปา ทําให การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
132 ตารางที่ 2 ปรมิ าณออกซาเลตของหวั เทา ยายมอมและแปงเทา ยายมอม เปอรเซ็นตออกซาเลตโดยนํ้าหนกั สด สิ่งทท่ี ดลอง ของแข็งทงั้ หมด ออกซาเลตทั้งหมด ออกซาเลต ออกซาเลต (%) ทีล่ ะลายนํา้ ได ท่ีไมละลายนาํ้ หวั เทา ยายมอ มมี เปลือก 31.11±0.46c 3.17±0.02a 2.62±0.01a 0.55±0.03a หวั เทา ยายมอมไมม ี เปลอื ก 34.21±0.46b 1.70±0.01b 1.45±0.03b 0.25±0.02b แปงเทายายมอม 87.15±0.16a 0.16±0.01c 0.11±0.01c 0.03±0.02c หมายเหตุ คา เฉล่ียในคอลัมนเดียวกันที่มีตัวอักษรตางกัน แสดงวามคี วามแตกตางกนั อยางมนี ยั สําคญั ทางสถติ ิ (p≤0.05) 2. ผลการศึกษาสมบตั ทิ างกายภาพของในแปง เบรกดาวน (breakdown) ไมแตกตางกันอยางมี เทา ยายมอม นัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) และมีคามากกวาแปง คาวอเตอรแอกติวิตีของแปงเทายายมอมมีคาต่ําสุด คือ ขาวโพด คือ 1040.30, 1022.30 และ 409.00BU 0.29 สวนแปงมนั สําปะหลัง และแปงขาวโพดมคี า 0.52 ตามลําดับ แปงขาวโพดมีคาอุณหภูมิเริ่มเกิดเพสทมาก และ 0.54 ตามลําดับ แปง ทั้งสามชนิดทีคาสี N 9/0.5 สี ที่สุด คือ 69.83ºC สูงกวาแปงมันสําปะหลัง แตไม ขาว จากการติดตามพฤติกรรมความหนืดของแปง แตกตางอยางมีนยั สําคัญทางสถิติ (p>0.05) กับแปงเทา ตลอดชวงการใหความรอนและการทําใหเย็นพบวา ยายมอม 63.83ºC และ 69.83ºC ตามลําดับ (ตารางที่ คุณสมบัติแปงเปยก (Pasting properties) แตละชนิด 3) คาความคงตัวของเจล โดยวัดเปนเปอรเซ็นตความ พบวา คาความหนืดสูงสุด (Peak) คาเบรกดาวน ห ย อ น โ ค ง (Percentage of sag) ข อ ง เ จ ล แ ป ง (Breakdown) ความหนืดสุดทายของชวงการทําใหเย็น เทายายมอมเปรียบเทียบกับแปงขาวโพดและแปงมัน ( Final viscosity) ค ว า ม ห นื ด ที่ ก ลั บ สู ง ขึ้ น ม า อี ก สําปะหลัง พบวาเปอรเซ็นตความหยอนโคง มีความ ( Setback) แ ล ะ อุ ณ ห ภู มิ เ ร่ิ ม เ กิ ด เ พ ส ท ( Pasting แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) แปงที่มี temperature) แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ เปอรเซน็ ตความหยอ นโคงนอยแสดงถึงการมีความคงตัว (p≤0.05) แปงมนั สําปะหลังมคี าความหนดื สูงสุด (Peak) ของเจลสูง ซ่ึงแปงขาวโพดมีเจลที่มีความคงตัวดีที่สุด ความหนืดสุดทายของชวงการทําใหเย็น (Final รองลงมาคือแปง เทา ยายมอม สวนแปงมันสาํ ปะหลังเจล viscosity) และความหนดื ที่กลับสูงข้ึนมาอีก (Setback) ไมมีความคงตัว ไมสามารถคงรูปได เปอรเซ็นตความ มากท่ีสุดคือ1791.30, 1022.30, 1358.30 และ 581.67 หยอ นโคง มคี า 5.46, 25.11 และ 55.94 ตามลาํ ดบั Brabender Unit (BU) ตามลําดับ สวนแปงขาวโพดมี คาต่ําที่สุด คือ 985.67, 409.00, 940, และ 358.00 BU ตามลําดับ แปงเทายายมอมและแปงมันสําปะหลังมีคา ตารางที่ 3 คณุ สมบัติแปงเปยกของแปงขาวโพด แปง มันสําปะหลัง และแปง เทายายมอม การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
133 สิ่งทีท่ ดลอง Peak Breakdown Final viscosity Setback Pastingtemperature แปง ขาวโพด (BU) (BU) (BU) (BU) (ºC) 985.67±17.89c 409.00±18.68b 940.00±13.20c 358.00±13.11c 69.83±3.58a แปงมนั 1791.30±25.42a 1022.30±22.94a 1358.30±17.24a 581.67±14.50a 63.83±0.15b สาํ ปะหลงั 1718.70±7.77b 1040.30±5.86a 1093.00±34.07b 409.33±30.27b 66.96±0.15ab แปง เทา ยายมอม หมายเหตุ คาเฉล่ียในคอลมั นเดยี วกนั ทม่ี ีตัวอักษรตา งกัน แสดงวามคี วามแตกตางกันอยา งมีนยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (p≤0.05) แปงขาวโพดมีความคงตัวของเจลดีท่ีสุด เพราะมี จับกันใหมได จึงพบวาแปงประเภท waxy มีอัตราการ ปริมาณอะไมโลสสูง (38 เปอรเซ็นต) สวนแปงมัน คืนตัวของนํ้าแปงสุกนอยกวาแปงชนิดอ่ืนขนาดโมเลกุล สาํ ปะหลังมอี ะไมโลสตํ่า (ประมาณ 17 – 19 เปอรเ ซ็นต) ของอะไมโลสในแปงแตล ะชนิดมีผลในการเกดิ การคนื ตัว ดุษฎี และนองนุช (ม.ป.ป.) กลาววาการคืนตัวของแปง ของนํ้าแปงสุกดวยโมเลกุลอะไมโลสที่มีขนาดพอเหมาะ สุกเปนปรากฎการณที่เกิดขึ้นเมื่อน้ําแปงสุกซึ่งรอนมี ในการเคลื่อนท่ีมาจับกัน คือ ในชวง 100-200 หนวย อุณหภูมิลดตํ่าลงขณะท่ีอุณหภูมิลดลงโมเลกุลอิสระ กลูโคส ถาโมเลกุลใหญ เชน แปงมันฝร่ังมีอะไมโลสข ของอะไมโลสซ่ึงอยูใกลกันจะเคล่ือนทเี่ ขามาใกลกันและ นาดใหญประมาณ 1,000-6,000 หนวยกลูโคส จะ จับตัวกันดวยพันธะไฮโดรเจนทําใหเกิดสภาพการ เคลอ่ื นทีเ่ ขามาจับกนั ไดยากและถาโมเลกุลส้ันเกินไปจะ จดั เรียงตัวของโมเลกลุ ข้ึนใหมแปงแตล ะชนิดมีอัตราการ เคล่ือนไหวอยูตลอดเวลา (Brownian movement) ทํา คืนตัวของนํ้าแปงสุกแตกตางกัน โดยทั่วไปแปงจากราก ใหจ ับกันยากเชน กัน หัวมีอัตราการคืนตัวชากวาแปงจากธัญพืช ทั้งนี้เปน เม็ดแปงของแปงขาวโพดแปงมันสําปะหลัง และแปง เพราะแปงจากราก/หัวเมื่อไดรับความรอนจะพองตัว เทา ยายมอมมลี ักษณะ เปนเมด็ แปงเดี่ยว กระจาย ไมจ ับ มากและเร็ว และเม็ดแปงแตกงายทําใหโมเลกุลแปง กันเปนกลุมกอน เม็ดแปงของแปงมันสําปะหลัง และ ท้ังหมดกระจายอยูท่วั ไปในนาํ้ แปงยากท่โี มเลกุลอะไมโล แปง เทายายมอมมลี กั ษณะที่คลา ยคลงึ กัน คือ มีลักษณะ สจะมาจดั เรียงตวั กนั ไดใหม แตแ ปงจากธญั พืชเม่ือไดร ับ กลม หรือวงรี สวนแปงขาวโพดเปนรูปเหลี่ยม และ ความรอนจะพองตัวนอยกวา เม็ดแปงแตกนอยโมเลกุล มไี ฮลัมตรงกลาง ท่ีคลายตัวยังอยูใกลชิดกันจึงเคล่ือนท่ีจับกันใหมไดงาย ซ่ึงอาจจับตัวกันระหวางเม็ดแปงท่ีพองตัวซ่ึงอยูใกลกัน ภาพท่ี 1 ลกั ษณะเมด็ แปงของแปงขา วโพด หรือระหวางชนิ้ สวนของเม็ดแปง หรอื โมเลกุลอะไมโลสอิ กําลังขยาย 400 X สระท่ีหลุดออกมาทําใหเกิดสภาพเปน matrix ซ่ึงยึดอยู ดว ยกันดวยพันธะไฮโดรเจนและสามารถเก็บกักนํ้าไวได การมีอะไมโลเพคตนิ อยูดวยทําใหอตั ราการคืนตัวของนํ้า แปงสุกชาลงเนื่องจากโมเลกุลของอะไมโลเพคตินมี ก่งิ กานสาขาทําใหเ กะกะยากทโ่ี มเลกลุ จะเคลอ่ื นทีเ่ ขามา การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
134 ภาพที่ 2 ลักษณะเมด็ แปง ของแปง มันสําปะหลงั สรุปผลการทดลอง กาํ ลังขยาย 400 X แปงเทายายมอมมีความชื้น ไขมัน โปรตีน เย่ือใย เถา คารโบไฮเดรตท่ีรางกายยอยได คารโบไฮเดรตท้ังหมด ภาพท่ี 3 ลกั ษณะเมด็ แปง ของแปง เทา ยายมอม และสตารชท้ังหมด 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, กาํ ลงั ขยาย 400 X 82.39,85.18 และ 80.56 เปอรเซ็นตตามลําดับ แปง เทา ยายมอ มมปี รมิ าณอะไมโลส18.69 เปอรเซน็ ต คา 3. ผลการพฒั นาผลติ ภัณฑจากแปง เทายายมอม วอเตอรแอกติวติ ี 0.29 สีขาว (N 9/0.5) หัวเทายายมอม สูตรอางอิงในการผลิตขนมบัวหิมะท่ีไดรับการคัดเลือก จัดเปนพืชที่มีปริมาณออกซาเลตสูงมาก (3.17 ประกอบดวย แปงขาวเจา แปงขาวเหนยี ว นาํ้ ตาลทราย เปอรเซ็นต) ออกซาเลทท่ีมีในหัวเทายายมอมและแปง น้ํามันพืช และนํ้า 300, 100, 480, 50 และ 560 กรัม เทายายมอมสวนใหญอยูในรูปของออกซาเลทที่ละลาย ตามลําดับ ขนมบวั หมิ ะจากแปงเทา ยายมอมโดยทดแทน น้ําได ปริมาณออกซาเลตลดลง เม่ือปอกเปลือกออก แปงขาวเจาปริมาณ 30, 40, 50 และ 60 เปอรเซ็นต หรือแปรรูปเปนแปง โดยปริมาณออกซาเลตลดลง ไดรับการยอมรบั ในดานกลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส ลกั ษณะ 46.37 เปอรเซ็นต และ 94.95 เปอรเซ็นต ตามลําดับ ภายนอก และความชอบโดยรวม ไมแ ตกตางกนั ทางสถติ ิ พฤติกรรมความหนืดของแปงเทายายมอมมีลักษณะ (p>0.05) กับขนมบัวหิมะเฉพาะแปงขาวเจาและแปง คลายกับแปงมันสําปะหลัง อุณหภูมิเริ่มเกิดเพสท คือ ขาวเหนียวโดยมีความชอบอยูระหวาง 6.50 – 7.56 ซึ่ง 69.83 องศาเซียลเซียส อยางไรก็ตามแปง เทายายมอมมี หมายถงึ ชอบปานกลางถงึ ชอบมาก (ตารางที่ 4) ความคงตัวของเจลดีกวาแปงมันสําปะหลัง ซ่ึงมี เปอรเซ็นตความหยอนโคง 25.11 และ 55.94 เปอรเซ็นตตามลําดับ จากประเมินทางประสาทสัมผัส ขนมบัวหิมะจากแปงเทายายมอมโดยการทดแทนแปง ขาวเจาสูงถึง 60 เปอรเซ็นตของปริมาณแปงขาวเจา พบวา ขนมบัวหิมะจากแปงเทายายมอมไดรับการ ยอมรับในดานกลน่ิ รสชาติ เนื้อสมั ผัส ลักษณะภายนอก และความชอบโดยรวม ไมแตกตางกันกับสูตรอางอิง มี ความชอบในระดับชอบมาก ภาพท่ี 4 หวั เทา ยายมอ มมเี ปลอื กและทีป่ อกเปลอื ก การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
135 ตารางที่ 4 คะแนนความชอบดานประสาทสมั ผสั ของขนมบวั หิมะ คุณลักษณะ A B C D E กลน่ิ ns 6.50 ± 1.43 6.66 ± 1.29 6.70 ± 1.51 6.53 ± 1.71 6.63 ± 1.32 รสชาตnิ s 7.06 ± 1.59 7.03 ± 1.27 7.06 ± 1.46 7.20 ± 1.09 7.33 ± 0.99 เนือ้ สัมผสั ns 7.03 ± 1.54 6.80 ± 1.68 7.10 ± 1.44 7.06 ± 1.52 7.36 ± 1.09 ลักษณะภายนอกns 7.46 ± 1.59 7.13 ± 1.50 6.93 ± 1.61 7.30 ± 1.34 7.10 ± 1.72 ความชอบโดยรวมns 7.46 ± 0.81 7.53 ± 0.93 7.56 ± 0.97 7.36 ± 1.21 7.70 ± 0.83 หมายเหต:ุ ns = non significant difference คาเฉลีย่ ± สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (n=30) A = ขนมบัวหิมะทดแทนแปง ขาวเจาดวยแปงเทายายมอม 0 เปอรเ ซน็ ต B = ขนมบัวหมิ ะทดแทนแปงขาวเจาดว ยแปงเทา ยายมอม 30 เปอรเ ซน็ ต C = ขนมบัวหมิ ะทดแทนแปง ขา วเจา ดวยแปงเทายายมอม 40 เปอรเ ซน็ ต D = ขนมบวั หมิ ะทดแทนแปงขาวเจาดวยแปง เทายายมอ ม 50 เปอรเซ็นต E = ขนมบัวหิมะทดแทนแปง ขา วเจา ดวยแปง เทายายมอ ม 60 เปอรเซน็ ต ภาพที่ 5 แปงเทายายมอ ม ภาพท่ี 6 ขนมบัวหมิ ะ คําขอบคณุ http://eu.lib.kmutt.ac.th/elearning/Courseware/ โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนบั สนนุ จากโครงการ อนรุ ักษ BCT611. วันท่สี บื คนขอ มูล 15 สิงหาคม2558. พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ ผูวิจัย ปต พิ ร ฤทธเ์ิ รืองเดช. 2546. คุณสมบตั ิทางกายภาพและ ขอขอบคณุ มา ณ ท่ีนีด้ วย ทางเคมขี องแปง เทายายมอ มและการนําไปใช เอกสารอางอิง ประโยชนในขนมชนั้ .วทิ ยานพิ นธ ระดับปริญญาโท. ดษุ ฎี อตุ ภาพ และนอ งนชุ เจริญกลุ . มปป. เทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. 305 หนา. ของคารโ บไฮเดรต. [ออนไลน] .แหลง ทม่ี า: การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
136 พชั ราภรณ แสงโยจารย. 2543. ผกั พืน้ บานและพชื stone disease. World Journal of Urology 15: สมนุ ไพรโครงการอนุรกั ษทรพั ยากรพันธุพชื . สถาบนั 165 - 171. เทคโนโลยีราชมงคลวทิ ยาเขตสุรนิ ทร. Hodgkinson, A. 1977. Oxalic acid in biology and medicine. Academic Press, New York. สุมาลี สมบรู ณ และเสกสรร สขุ เมอื ง. 2547. การศกึ ษา Holloway, W. D., Argall, M. E., Jealous, W. T., กระบวนการสกดั แปง เทายายมอมและพฒั นาอาหาร Lee, J. A., and Bradbury, J. H. (1989).Organic จากแปงเทา ยายมอ ม. ปรญิ ญานิพนธร ะดับปริญญา acids and calcium oxalate in tropical root ตรี. สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล วทิ ยาเขตสรุ ินทร. crops. Journal of Agricultural Food Chemistry.37 : 337 – 341 Abaza, R.H., J.T. Blake and E.J. Fisher. 1968. Jiru, K. and Urga, K. 1995. Form and content of Oxalate determination: Analytical problems oxalate and calcium in some vegetable in encountered with certain plant species. Ethiopia. Ethiopian Journal of Health 9 (1) : Journal of Official Analytical Chemists 68 13 – 18. (1) : 108 – 11. Juliano, B. O., & Goddard, M. Y. 1986. Cause of varietal difference in insulin and glucose AOAC Official Method of Analysis. 2005. response to ingested rice. Plant Foods in Bradbury, S. and Vale, A. 2007. Plants. Human Nutrition, 36, 35–41. Medicine 35: 649 - 651. Miller, D.D. 1998. Food chemistry: A laboratory manual. John Wiley & Sons, Inc.. New York. Bradbury, J.H. and W.D. Halloway, 1988. Libert B. and Franceschi V.R. Franceschi. 1987. Chemistry of tropical root crops: significance Oxalate in crop plants. Journal of for nutrition and agriculture in the Pacific. Agricultural Food Chemistry.35 : 926 – 938. Australian Centre for International Sangketkit, C., Savage, G.P., Martin, R.J. and Agricultural Research, Canberra, Australia. Mason, S.L. 2001. Oxalate content of raw and cooked oca (Oxalis tuberosa). Journal Concon, J. M. 1988. Food Toxicology - of Food Composition and Analysis14 : 389 – Principle and Concepts. Marcel Dekker, New 397. York. pp 416 – 419 Sangketkit, C. 2010. Oxalates in Wild Grape (Ampelocissus martinii Planch) and the Fassett, D.W. 1973. Oxalates. In Toxicants Effect of Processing on Oxalate Contents. occurring naturally in foods.National 6th Thailand-Taiwan Academic Cooperation Academic of science, 2nd ed., Washington. Conference on “Food and Agricultural pp. 84 – 108. Innovation: Going Global” 15 November 2010, Kasetsart University, Bangkok, Franceschi, V.R. and Horner, H.T. 1980. Calcium Thailand. oxalate crystals in plants. The BotanicalReview, 46 : 361 – 427. Flanch M. and F. Rumawas. 1996. Plant Resource of South-East-Asia No.9 Plant Yielding Non-Seed Carbohydrates. Backhuys Publishers, Netherland. 157p. Hesse, A. and Siener, R. 1997. Current aspects of epidemiology and nutrition in urinary การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
137 การพัฒนาผลติ ภณั ฑขนมปง มันเทศ อําเภอบางปะหนั จังหวดั พระนครศรีอยุธยา PRODUCT DEVELOPMENT OF SWEET POTATO BREAD FROM BANG PAHAN DISTRICT PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE วรรภา วงศแ สงธรรม* และ สุภาพร จาตุวรรณ Wanpa Wongsaengtham* and Supaporn Jatuwan สาขาวชิ าวิทยาศาสตรและเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะเทคโนโลยกี ารเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล สวุ รรณภูมิ ศูนยพระนครศรีอยุธยา หนั ตรา Department of Food Science and Technology, Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Phra Nakhon Si Ayutthaya Huntra บทคดั ยอ งานวิจยั นมี้ ีวตั ถปุ ระสงคเพ่อื ศกึ ษาสูตรที่เหมาะสมในการผลติ ขนมปงเสรมิ มันเทศ 2 ชนิด คือ พนั ธไุ ขและพันธุกะปแท โดย มีการเสริมเน้ือมันเทศสุกลงในขนมปงในปริมาณ 150, 180 และ 210 กรัม นําผลิตภัณฑท่ีไดมาวิเคราะหปริมาตรและ ปริมาตรจําเพาะ พบวา การเสริมมันเทศทั้ง 2 ชนิดลงในขนมปง มผี ลตอ ปริมาตรและปริมาตรจาํ เพาะ โดยขนมปง เสริมมัน เทศพันธไุ ขม ีปริมาตรและปริมาตรจาํ เพาะลดลง สวนขนมปง เสริมมันเทศพนั ธกุ ะปแ ทม ีคาเพมิ่ ขึ้น เม่อื เสรมิ ปริมาณเนอ้ื มัน เทศสุกเพ่ิมมากขึ้น คาความสวาง (L*) และคาสีเหลือง (b*) ของผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขมีคาเพ่ิมมากข้ึน ในขณะท่ผี ลิตภณั ฑข นมปง เสรมิ มันเทศพันธกุ ะปม คี าความสวางและคา สเี หลืองลดลง และคาสีแดง (a*) ของผลติ ภณั ฑข นม ปงเสริมมันเทศท้งั 2 ชนิด มีคาเพม่ิ มากขึ้น การเสริมมันเทศท้งั 2 ชนดิ ลงในสวนผสมของขนมปง สงผลตอ คาความแนนเนื้อ ท่ีลดลงของผลิตภัณฑเมื่อเทียบกับตัวอยางควบคุม ผลการวิเคราะหความช้ืนของขนมปงท่ีเสริมมันเทศท้ัง 2 ชนิด มีคา ความช้นื ลดลงเมอ่ื มปี ริมาณมันเทศเพิม่ ขึ้น จากการประเมินคณุ ภาพทางประสาทสัมผสั ของขนมปง เสริมมันเทศจากพันธุไ ข และพันธกะปแท ขนมปงเสริมมันเทศสูตรที่ 3 ซงึ่ เสริมเนอื้ มันเทศนงึ่ 210 กรัม ไดรบั คะแนนการยอมรับในทุกคุณลักษณะ ทีต่ รวจสอบมากที่สดุ Abstract The objective of this research was to study the optimal formula of the bread added sweet potato, Kai and Kapi varieties. The contents of steamed sweet potato (Kai and Kapi varieties) were varies into 150, 180 and 210 grams. The volume and specific volume of the developed product was analyzed. It was found that the volume and specific volume of bread added Kai sweet potato was decreased, whereas the volume and specific volume of bread added Kapi sweet potato was increased. The color analysis shown that the brightness value (L*) and the yellow value (b*) of Kai sweet potato bread product was increased, while Kapi sweet potato bread product was decreased. The red value (a*) of all sweet potato breads was increased. The adding of sweet potato affects the decrease of firmness value of bread compare to the control. The moisture content of both products was decreased with increasing of amount of steamed sweet potato. The result of sensory evaluation was found that formulas 3 (steamed sweet potato 210 grams) received the highest score in all attribute by the panelists. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
138 คาํ สําคัญ: ขนมปง , มันเทศพนั ธุไข, มนั เทศพันธกุ ะป Keywords: bread, Kai sweet potato, Kapi sweet potato *ติดตอนกั วจิ ยั : วรรภา วงศแสงธรรม (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Wanpa Wongsaengtham (E-mail: [email protected]) บทนาํ ดํารงชีวิตมากขึ้น ตัวอยางเชน อาหารม้ือเชา ปจจุบันน้ี มนั เทศ เปน พืชลม ลกุ มีรากท่ีสะสมอาหาร แลวขยายตัว คนไทยนิยมรับประทานขนมปงกับเครื่องด่ืมเปนอาหาร ออกเปนหัว อยูใตดิน มีลักษณะทรงกรวย ทรงกลมรี มื้อเชามากขึ้น หรือการรับประทานขนมปงในม้ืออื่นๆ ทรงกระบอก ยาวรี หัวเรียวทายเรียว กลางปองออก มี เนอ่ื งจากความสะดวกในการรับประทาน เปน ตน เปลือกบางเรียบหรอื ขรุขระ มีสีน้าํ ตาล หรือสมี ว ง อาจมี ดังนั้น ผูวิจัยจึงทําการพัฒนาผลิตภัณฑ ขนมปงมัน รากเล็ก ๆ อยดู วย มีเนื้อขางในสีเหลือง สีสม สีขาวนวล เทศ เพื่อเปนการเพ่ิมคุณคาทางโภชนาการ เปน สมี วง สีแดงมวง ตามสายพันธุ มีรสชาติหวานมัน อรอย ทางเลือกใหแกผ บู ริโภค และเพ่มิ มลู คา ใหแกม นั เทศ และมีคุณคาทางโภชนาการสูง ใหพลังงาน วิตามิน แร ธาตุ เยื่อใย คารโบไฮเดรต นํ้าตาล รวมท้ังมีสารตาน อปุ กรณและวิธีการทดลอง อนมุ ูลอิสระ ท่ีชว ยในการชะลอการความเส่ือมของเซลล ศึกษาสูตรท่ีเหมาะสมในการผลิตขนมปงเสริมมันเทศ ที่มีคุณประโยชนตอรางกาย มันเทศเปนพืชท่ีมีกากใย มาก ทําใหอิ่มเร็วอยูทองซึ่งชวยในการลดน้ําหนัก บํารุง โดยทําการผลติ ขนมปงเสรมิ มันเทศ 2 ชนดิ คือ ขนมปง สายตา ผวิ พรรณ ทําใหรา งกายแข็งแรง บา นทับนํ้า อําเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา เสริมมนั เทศพนั ธุไขแ ละขนมปงเสรมิ มนั เทศพนั ธุก ะปแ ท ประ ชาก รโด ยส วนใหญป ระก อบ อาชี พกา รทํ า เกษตรกรรม พนื้ ท่ีของบา นทับนํ้าเปนทรี่ าบลมุ นํา้ ทว มถงึ 1. การศึกษาปริมาณเน้ือมันเทศสุกท่ีเหมาะสมในการ มีสภาพดินรวนปนทรายเหมาะแกการเพาะปลูก อาชีพ ผลติ ขนมปงเสริมมันเทศ หลักของชุมชนไดแก การทํานา ปลูกเผือก ปลูกมันเทศ นําสูตรพ้ืนฐานในการทําขนมปงดังตารางที่ 1 มาศึกษา และจาํ หนายหัวมนั เทศสด และมีหัวมันเทศท่ีไมไ ดขนาด ปริมาณเนอ้ื มันเทศน่งึ ทีเ่ สริมลงในสวนผสมท่แี ตกตา งกัน จึงมีการคัดทิ้งหรือจําหนายเปนอาหารสัตวในราคาถูก 4 ระดับ คือ 0 (สูตรพ้ืนฐาน), 150, 180 และ 210 กรัม การนําความรูทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมาใชเพ่ือ และทําการตรวจสอบคุณภาพของขนมปงกอน (dough) แกปญหาชุมชน จึงเปนแนวทางหนึ่งในการลดการ และหลงั การอบ ดงั นี้ สูญเสียผลผลิต ดวยการนํามาแปรรูปเปนผลิตภัณฑ อาหาร เพ่ือเปนการเพ่ิมมูลคา ลดการสูญเสีย และลด ตารางที่ 1 สตู รพ้ืนฐานท่ใี ชใ นการผลติ ขนมปง ปญหาส่งิ แวดลอมอีกดวย ขนมปงเปนขนมอบที่ชาวตางประเทศนิยมรับประทาน แปงขนมปง 280 กรมั เปนอาหารหลกั เปนอาหารทม่ี คี ุณคาทางโภชนาการ อีก 1 ชอ นชา ท้ังมีกลิ่นหอมและรสชาติที่อรอย ในปจจุบันนี้นิยมกัน ยสี ต 1 2 อยางกวางขวาง สมัยกอนคนไทยยังไมนิยมบริโภค นาํ้ ตาลทราย กรมั ผลิตภัณฑท่ีทําจากแปงสาลีมากเทาไหรนัก ซ่ึงตางจาก 50 ชอนชา ปจ จุบนั ทีพ่ บวา อาหารจากแปงสาลมี ีอทิ ธพิ ลตอการ 1 เกลือ 2 กรัม ฟอง เนย 50 กรัม ไขไก 1 นมสดระเหย 150 วิเคราะหป ริมาตรและปรมิ าตรจาํ เพาะของ Doughและ ขนมปง โดยวธิ กี ารแทนท่ดี วยงา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
139 ทําการชั่งนํ้าหนักของ Dough กอนและหลังการขึ้นฟู W1 = น้าํ หนกั ถว ยอลูมเิ นียมและน้ําหนัก และน้ําหนักของขนมปงหลังจากอบแลว นําตัวอยางใส ตัวอยางกอนการอบ (กรัม) ลงในภาชนะที่ทราบปริมาตร และเติมเมล็ดงาใหเต็ม W2 = นา้ํ หนักถวยอลูมเิ นียมและนํ้าหนัก ภาชนะ จากนั้นวัดปริมาตรเมล็ดงาท่ีเติมลงไปท้ังหมด ตัวอยางหลังการอบ (กรมั ) ดวยกระบอกตวงและคํานวณหาปริมาตรของขนมปง ปริมาตรและปริมาตรจําเพาะขนมปง ดังสมการท่ี (1) การวิเคราะหปริมาณน้ําอิสระ (aW) ดวยเคร่ือง water และ (2) ตามลาํ ดับ activity โดยทาํ การวเิ คราะหต ัวอยางละ 3 ซํ้า ปรมิ าตรของขนมปง (������������������������3) = 2. การทดสอบดา นประสาทสมั ผสั นําตัวอยางผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศ มาทดสอบ ปรมิ าตรของภาชนะ- ปรมิ าตรของเมล็ดงาท่เี ติมในภาชนะ (1) การยอมรับของผูบริโภค จํานวน 30 คน ดานลักษณะ ปรากฏ สี กล่ินรส รสชาติ ลักษณะเน้ือสัมผัส และการ ปริมาตรจําเพาะของขนมปง (������������������������3/g) = (2) ยอมรับโดยรวม ดวยวิธีการใหคะแนนความชอบ 9 ระดับ (9-points hedonic scale) ปรมิ าตรของขนมปง นาํ้ หนกั ของขนมปง 3. วิเคราะหข อมูลทางสถติ ิ โดยโปรแกรมสถิติสําเร็จรูป (SPSS) และเปรียบเทียบ วิเคราะหคาสี ของขนมปงเสริมมันเทศดวยเครื่อง ความแตกตางของคาเฉล่ียโดยวิธี Duncan’s new Hunter Lab Ultra Scan VIS คาท่ีวัด ไดแก คาความ multiple range test โดยใชแผนการทดลองแบบสุม สวา ง (L*), คาสีแดง (a*) และคาสเี หลอื ง (b*) อยางสมบูรณ (completely randomize design, CRD) วิเคราะหเนื้อสัมผัสของ Dough และขนมปง โดยใช และการทดสอบคุณภาพภาพทางประสาทสัมผัส เคร่ือง texture analyzer ตัดขนมปงขนาด 25x25x25 ใชแผนการทดลองแบบสุมในบลอคสมบูรณ mm3 โดยวัดจากกึ่งกลางของขนมปง ทําการกด 2 คร้ัง (randomize complete block design, RCBD) ดวยหัววัดทรงกระบอกขนาดเสนผาน ศูนยกลาง 100 ทีร่ ะดบั ความเชื่อมน่ั 95% (p<0.05) mm กําหนดสภาวะในการทํางานของเครื่อง Texture Analyzer ไดแ ก pre-test speed 1.00 mm/sec, test ผลและวิจารณผ ลการทดลอง speed 1.00 mm/sec, post-test speed 1.00 1. ผลการศึกษาปรมิ าณเน้ือมันเทศสุกทเ่ี หมาะสมในการ mm/sec, distance 40% โดยทําการวิเคราะห ลักษณะ ผลิตขนมปง เสรมิ มันเทศ เนื้อสัมผัสของขนมปงดานคาความแนนเนื้อ(firmness) และคา การยดึ ตดิ (adhesiveness) ผลการวิเคราะหปริมาตรและปริมาตรจําเพาะของ การวิเคราะหความช้ืน ท่ีอุณหภูมิ 135 องศาเซลเซียส Dough และขนมปงเสริมมันเทศโดยการทดแทน จนน้ําหนักคงท่ี ทิ้งใหเย็นในโถดูดความชื้น นํามาช่ัง ปรมิ าตรเมล็ดงา ไดผลดังแสดงในตารางที่ 2 พบวา การ เ ส ริ ม มั น เ ท ศ ล ง ใ น ข น ม ป ง มี ผ ล ทํ า ใ ห ป ริ ม า ต ร แ ล ะ บันทึกนํ้าหนักไว (AOAC (2005) 925.10) คํานวณหา ปริมาตรจาํ เพาะมีคาสูงขึน้ อยางมีนัยสําคัญ เมอ่ื เทยี บกับ ข น ม ป ง สู ต ร พื้ น ฐ า น ( 197.40±082 cm3) เ ม่ื อ ปรมิ าณความชน้ื ตามสมการ เปรียบเทียบปริมาตรและปริมาตรจําเพาะของขนมปง เสริมมนั เทศพนั ธไุ ข เมื่อมกี ารเสริมมนั เทศลงในสว นผสม ความชนื้ (เปอรเซน็ ต) = (WW11--WW2) × 100 W = น้าํ หนกั ของถวยอลูมิเนยี ม (กรมั ) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
140 มากขึ้นมีผลทําใหปริมาตรและปริมาตรจําเพาะมี การการวัดสีของขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขและพันธุ แนวโนมลดลงเล็กนอย (193.73±0.70 - 178.60±0.41 กะปแ ท ดวยเครอื่ ง Hunter Lab Ultra Scan VIS ไดผล cm3 และ 4.66±0.02- 4.30±0.01 cm3/g ตามลําดับ) ดงั ตารางท่ี 3 พบวา คาความสวาง (L*) และคาสีเหลือง สวนการเสริมมันเทศพันธุกะปแทลงในขนมปงใน (b*) ของผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขมีคาเพ่ิม ปริมาณที่มากขึ้นมีแนวโนมใหปริมาตรและปริมาตร มากขนึ้ เม่อื มีการเตมิ มันเทศในปริมาณท่ีมากขน้ึ ในขณะ จํ า เ พ า ะ ข อ ง ข น ม ป ง เ พิ่ ม ข้ึ น ( 188.13±1.40 - ที่ผลิตภัณฑขนมปง เสริมมนั เทศพนั ธุก ะปมีคา ความสวาง 202.34±0.74 cm3 แ ล ะ 4.56±0.03 -4.91±0.02 และคาสีเหลอื งลดลง คาสีแดง (a*) ของผลิตภัณฑขนม cm3/g ตามลําดับ) ทั้งนี้อาจเปนผลเน่ืองจากการเสริม ปงเสริมมันเทศท้ัง 2 ชนิด มีคาเพิ่มมากขึ้น ท้ังน้ีเปนผล เ นื้ อ มั น เ ท ศ ล ง ใ น ส ว น ผ ส ม ข อ ง ข น ม ป ง ส ง ผ ล ต อ เนื่องจากสขี องมันเทศที่ใชใ นการผลติ ความสามารถในการกักเก็บกาซและรบกวนโครงสราง ของกลูเตน จากการศึกษาของ Xing-li et al. (2016) ซ่ึงศึกษาอิทธิพลของแปงมันฝรั่งตอคุณสมบัติการไหล ของโดและคุณภาพของขนมปงน่ึง พบวา การเติมแปง มันฝรั่งสงผลใหโครงสรางกลูเตนหยุดชะงักซึ่งทําให ความหนืดของแปงเปลี่ยนไป มีผลทําใหความตานทาน แ ล ะ ก า ร ข ย า ย ตั ว ข อ ง แ ป ง ถู ก ร บ ก ว น ซ่ึ ง อ า จ ทํ า ใ ห เสถียรภาพของแปงไมดี และมีอทิ ธิพลตอคุณสมบัติของ เน้อื สัมผัสของขนมปงนึ่ง ตารางที่ 2 ปริมาตรและปรมิ าตรจําเพาะของผลติ ภณั ฑข นมปงเสรมิ มันเทศ ตัวอยาง Dough กอน ปรมิ าตร (cm3) ปริมาตรจาํ เพาะ(cm3/g) Dough หลงั ขนมปง หลงั อบ Dough กอน Dough หลงั ขนมปงหลงั อบ ขน้ึ ฟู ข้ึนฟู ขนึ้ ฟู ข้นึ ฟู Control 75.05±1.02a 140.92±1.28b 197.40±082a 1.96±0.03a 3.67±0.03a 5.15±0.02a Y150 71.61±1.72b 141.36±0.38b 193.73±0.70b 1.72±0.04c 3.40±0.01c 4.66±0.02c Y180 73.41±2.63ab 146.63±2.66a 196.74±1.34a 1.77±0.06bc 3.53±0.06b 4.73±0.03b Y210 75.46±1.05a 143.63±1.27b 178.60±0.41c 1.82±0.03b 3.45±0.03c 4.30±0.01d P150 69.23±1.67c 139.65±1.72c 188.13±1.40c 1.68±0.01c 3.39±0.01c 4.56±0.03c P180 70.93±0.61bc 153.87±1.38a 200.00±1.96a 1.72±0.01bc 3.73±0.03a 4.85±0.05b P210 72.59±1.87ab 148.90±1.59b 202.34±0.74a 1.76±0.05b 3.61±0.01b 4.91±0.02b หมายเหตุ : Control คอื ขนมปงสตู รพ้ืนฐาน, Y คือ ขนมปง เสรมิ มนั เทศพันธุไ ข, P คือ ขนมปงเสริมมนั เทศพนั ธุกะป, 150 180 210 คือปรมิ าณเนือ้ มนั เทศสกุ (กรัม) ตัวอักษรท่แี ตกตางในแนวตั้งมคี วามแตกตา งทร่ี ะดับความเชือ่ มน่ั รอยละ 95 (p<0.05) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: