Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

325 ภาพที่ 7 หอยทะเลจิ๋วที่พบบรเิ วณเกาะคราม จังหวดั ชลบุร:ี 73: Chrysallida piscatorum, 74: Chrysallida sp., 75: Colsyrnola brunnea, 76: Herviera gliriella, 77: Odostomia goniostoma, 78: Odostomia opace, 79: Pyrgulina shigeeyasui, 80: Pyrgulina sp.1, 81: Pyrgulina sp.2, 82: Turbonilla cf. icela, 83: Turbonilla sp., 84: Acteocina fusiformis, 85: Acteocina gordonis, 86: Acteocina sp. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

326 สรปุ ผลการศกึ ษา Triphoroidea). Quaderni della Civica Stazione หอยทะเลจ๋ิวและหอยทะเลขนาดเลก็ ท่ีพบบริเวณเกาะ Idrobiologica di Milano. 262 pp. Chen, W.D. and Lee, Y.J. (2007). Mini-shells and คราม จังหวัดชลบุรี รวมท้ังหมด 6 อันดับ (orders) 19 วงศ Small Shells of Hengchun Peninsula, Taiwan. (families) 53 สกุล (genera) 83 ชนิด (species) บริเวณ Pindong Xian 293 pp. หาดหนาบาน มีความหลากชนิดของหอยมากท่ีสุดคือ 44 Geiger, D. L., Marshall, B., Ponder, W., Sasaki, T. and ชนิด ลําดับถัดมาคือ หาดตนเรียบ 42 ชนิด และอาวพุดซา Waren, A. (2007). Techniques for collecting, วัน ซ่ึงพบความหลากชนิดของหอยต่ําท่ีสุดคือ 19 ชนิด โดย handling, and preparing small molluscan วงศของหอยทะเลจ๋ิวและหอยทะเลขนาดเล็ก ท่ีพบใน specimens. Molluscan Research, 27 (Special ก า ร ศึ ก ษ า ม า ก ท่ี สุ ด คื อ ว งศ Pyramdellidae, ว งศ Issue), 1-50. Triphoridae และวงศ Rissoidae ซึ่งพบจํานวน 13 ชนิด, Kaplan, D.L. (1998). Mollusk shell structures: Novel 12 ชนดิ และ 11 ชนิด ตามลาํ ดบั ซึ่งลกั ษณะพืน้ ทท่ี ่ีแตกตาง design strategies for synthetic materials. กนั มีผลตอ ชนิดของหอยทะเลจิว๋ Current Opinion in Solid State and Material. กิตตกิ รรมประกาศ Science. 3: 232-236. Okutani, T. (2000). Marine Mollousks in Japan. งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุนจากงบประมาณรายไดเ งนิ Tokai University Press. 1173 pp. อุดหนุนรัฐบาล (งบประมาณแผนดิน) ประจําปงบประมาณ Poppe, G.T. (2008a). Philippine Marine Mollusks: พ.ศ. 2560 มหาวทิ ยาลัยบูรพา ผานสํานกั งานคณะกรรมการ Volume I (Gastropoda-Part I). ConchBooks. 758 วิจัยแหงชาติ เลขที่สัญญา 185/2560 ทางผูวิจัยใคร pp. ขอขอบพระคุณมา ณ ท่ีน้ี ขอขอบพระคุณ โครงการอนุรักษ Poppe, G.T. (2008b). Philippine Marine Mollusks: พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ Volume II (Gastropoda-Part II). ConchBooks. รัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี หนว ยบัญชาการสงคราม 665 pp. พิเศษทางเรอื (นสร.) กองเรือยุทธการ ท่ีใหความอนเุ คราะห Poppe, G.T. (2008c). Philippine Marine Mollusks: ในการเขาถึงพื้นที่และการเก็บตัวอยาง นางสาวรัตนาวดี Volume III (Gastropoda-Part III). ConchBooks. ฑีฆะวงษ รวมถึงนิสิตภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร 488 pp. มหาวิทยาลัยบูรพาใหการชวยเหลือในการเก็บตัวยาง Robin A. (2008). Encyclopedia of Marine ตลอดจนภาควิชาวิทยาศาสตรทางทะเล คณะประมง Gastropods. ConchBooks. 480 pp. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร จนงานวิจัยน้ีสําเร็จลุลวงไปได Sasaki, T. (2008). Micromollucs in Japan: ดวยดี Taxonomic composition, habitats, and future เอกสารอา งอิง topics. Zoosymposia, 1: 147-232 ไพลิน จติ รชมุ และ ธรี พงศ ดวงดี (2548). ความหลากหลาย ของชนิดหอยทะเลและการแพรกระจายในแนวปะการัง บริเวณเกาะครามและเกาะครามนอ ย จ. ชลบรุ .ี การ ประชุมวชิ าการมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ครง้ั ท่ี 43. กรงุ เทพฯ, มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. ศรารตั น ทานะมัย, พงษร ตั น ดํารงโรจนว ฒั นา (2554). หอยจิ๋วบรเิ วณเกาะสีชังจงั หวดั ชลบรุ ี. เรื่องเตม็ การ ประชมุ วิชาการ ครง้ั ท่ี 49 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร เลมท่ี 5 สาขาวิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ, มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. หนา 538-544. Cecalupo A. and Perugia I. (2011). Family Cerithiopsidae H. Adam & A. adams, 1853 in the Central Philipines (Caenogastropoda: การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

327 ความหลากหลายทางพันธุกรรมของขา ววชั พืชจากลักษณะทางสัณฐานวิทยา GENETIC DIVERSITY OF WEEDY RICE FROM MORPHOLOGICAL CHARACTERS กฤติกา แกวจํานง1*, เสาวภา ดวงปาน2, จรสั ศรี นวลศร2ี และ ขวัญ นวลเจรญิ 1 Krittika Kaewchumnong1*, Saowapa Duangpan2, Charassri Nualsri2 and Kwan Nualcharoen1 1ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร อ.หาดใหญ จ.สงขลา 90112 2ภาควิชาพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร อ.หาดใหญ จ.สงขลา 90112 1Department of Biology, Faculty of Science, Prince of Songkla University, Hat Yai, Songkhla 90112 2Department of Plant Science, Faculty of Natural Resources, Prince of Songkla University, Hat Yai, Songkhla 90112 บทคัดยอ ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของขาววัชพืชจากแปลงนาใน 4 จังหวัดภาคใต ไดแก สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี โดยศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา 24 ลักษณะ แบงเปนลักษณะทางคุณภาพและปริมาณอยางละ 12 ลักษณะ ทําการวิเคราะหความหลากหลายทางพันธุกรรมระหวางแปลงของขาววัชพืชและขาวปลูกดวยวิธี holistic parsimony โดยใชขาวปา (Oryza rufipogon Griff.) เปน out-group พบวา ในภาพรวมขา ววชั พืชจากแปลงนาท้งั 4 จงั หวัด มีความใกลชิดกันและจัดเปนกลุมอยูภายในขาวปลูก และเม่ือทําการวิเคราะหความหลากหลายทางพันธุกรรมของขาววัชพืช ภายในแปลงของ จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี พบวา ในภาพรวมขาววัชพชื มีความผันแปรสงู และอาจมีขา ว วชั พืชหลายรุน ขนึ้ ในแปลงเดียวกัน โดยขาววชั พชื จากแปลงใน จ. สุราษฎรธ านี มคี วามใกลชดิ กนั ภายในแปลงมากกวา ขา ววัชพืชจาก จ.พทั ลุง และนครศรธี รรมราช ประมาณ 1 ใน 3 Abstract Genetic diversity of weedy rice from rice fields in four provinces of southern Thailand, i.e. Songkhla, Phatthalung, Nakhon Sri Thammarat and Surat Thani was studied. Twenty-four morphological characters were recorded, dividing into 12 qualitative and 12 quantitative characters. Genetic diversity of weedy and cultivated rice in different rice fields was analyzed by holistic parsimony method using wild rice (Oryza rufipogon Griff.) as an out-group. Overall result shows that weedy rice from the four provinces form a related group nested within cultivated rice. Genetic diversity analyses of weedy rice within the same field in Phatthalung, Nakhon Sri Thammarat and Surat Thani provinces show that there is high genetic variation in general and there can be many generations of weedy rice growing together in the same field. Furthermore, weedy rice in the same field from Surat Thani province is more closely related to each other than weedy rice in the same field from Phatthalung and Nakhon Sri Thammarat provinces for approximately one-third in proportion. คาํ สาํ คัญ: ความหลากหลายทางพันธกุ รรม, ขา ววชั พชื , ภาคใตข องไทย, ลกั ษณะทางสัณฐานวทิ ยา, holistic parsimony Keywords: genetic diversity, weedy rice, southern Thailand, morphological characters, holistic parsimony *ตดิ ตอ นกั วิจยั : กฤติกา แกว จาํ นง (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Krittika Kaewchumnong (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

328 บทนาํ 2. การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมจากลักษณะ ขาววัชพืช (weedy rice, Oryza sativa f. sponta- ทางสัณฐานวิทยา ศึกษาลักษณะเมล็ดและลักษณะของตน ขาวโดยทําการเก็บขอมูลลักษณะทางคุณภาพ 12 ลักษณะ nea) เกิดจากการผสมขามระหวางขาวปลูก (crop rice, ไดแก สีกาบใบ สีแผนใบ สขี อ ตอ ใบ สีหใู บ สีล้ินใบ รูปรางลน้ิ Oryza sativa L.) และขา วปาสามัญ (common wild rice, ใบ สีปลอง สีเปลือกเมล็ด ลักษณะขนบนเปลือก สีหางเมลด็ Oryza rufipogon Griff.) (จรรยา และคณะ, 2553) โดยมี ขาว รูปรางเมล็ดขาวกลองและสีเมล็ดขาวกลอง และ อัตราการผสมขามระหวางขาวปลกู กับขาวปาระหวาง 2-3% ลักษณะทางปริมาณ 12 ลักษณะ ไดแก ความยาวลิ้นใบ มีชื่อเรียกแตกตางกันในแตละทองถ่ินวา “ขาวหาง ขาวดีด ความกวางใบ ความสูงลําตน เสนผาศูนยกลางลําตน ความ ขาวเดง ขาวนก ขาวลายหรือขาวแดง” (จรรยา, 2547) เคย ยาวเมล็ดขาวเปลือก ความกวางเมล็ดขาวเปลอื ก อัตราสวน ระบาดในประเทศไทยที่ จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช ความยาวตอความกวางเมล็ดขาวเปลือก ความยาวหาง ปราจนี บุรี และพษิ ณโุ ลกในป พ.ศ. 2518 และพบการระบาด ขาวเปลือก ความยาวเมล็ดขาวกลอง ความกวางเมล็ดขาว รุนแรงอกี คร้งั เมื่อป พ.ศ. 2544 ท่ี จังหวัดกาญจนบุรี และได กลอง อัตราสวนความยาวตอความกวา งเมลด็ ขาวกลองและ ขยายวงกวางของการระบาดออกไปเรื่อยๆ (กรมการขาว, นาํ้ หนัก 100 เมลด็ 2562) จากการศึกษาผลผลติ ขาวจากแปลงเกษตร 4 ภาคใน 3. การวิเคราะหขอมูลและสรางเดนโดรแกรม นําขอมูลท่ี ป พ.ศ. 2546-2548 พบระดับการปนของขาววัชพืชท่ีมีเย่ือ ไดมาวเิ คราะหโดยใชโ ปรแกรม Mesquite version 3.6 โดย หุมเมล็ดสีแดงมากกวา 0.2% มากท่ีสุดในเขตภาคกลาง แปลงลักษณะทางคุณภาพเปนตัวเลขใหแตละลักษณะมี (65.79%) และภาคใต (65.93%) ซึ่งเมล็ดเหลาน้ีไมสมควร คะแนนหางกัน 1 หนวย หากลักษณะมคี วามใกลเคยี งกันจะ นําไปใชทําพันธุตอ (อัญชลี และคณะ, 2550) นอกจากน้ี ใหคะแนนหางกัน 0.5 หนวย เชน สีเขียวใหค ะแนนเปน 1 สี ยังพบ ขาววัชพืชในหลายประเทศท่ัวโลก ทั้งในทวีปอเมรกิ า เขียวออนใหคะแนนเปน 1.5 เปนตน ทําการวิเคราะหความ เหนือและใต ยุโรปตอนใต รวมท้ังเอเชียใตและเอเชีย หลากหลายทางพันธุกรรมโดยใชวิธี holistic parsimony ตะวันออกเฉียงใต (He et. al., 2017) ลักษณะของขาว และสรางเดนโดรแกรมแสดงความสัมพันธระหวางขาวปลูก วัชพืชน้ันมักมีลําตนสูง เมล็ดรวงงาย มีระยะพักตัวนานและ และขาววัชพืชจากท้ัง 4 จังหวัดโดยใชขาวปาเปน out- มีเยื่อหุมเมล็ดสีแดง (Nadir et. al., 2017) การที่เมล็ด group และเดนโดรแกรมแสดงความหลากหลายทาง ขาวสารมีสีแดงเม่ือข้ึนปนกับขาวปลูกจึงทําใหขาวที่ไดมี พันธุกรรมของขาววัชพืชภายในแปลงเดียวกันจาก จังหวัด คุณภาพต่ําและขายไดในราคาที่ตํ่าลง นับวาเปนภัยเงียบท่ี พทั ลุง นครศรธี รรมราช และสรุ าษฎรธานี คุกคามผลผลิตของชาวนา เน่ืองจากเร่ิมตนเขามาเพียงไมกี่ ผลและวจิ ารณผลการทดลอง ตนแตสามารถขยายพันธุเพ่ิมขึ้นมากในเวลาเพียง 2-3 ป 1. ความสมั พนั ธระหวางขา วปลูกและขา ววชั พืช เทาน้ัน และในบางทองที่อาจทําใหผลผลิตเสียหายไดถึง 100% (จรรยา, 2547) ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของขาวปลูก ขาววัชพืชและ ขาวปา แสดงไดดังตารางที่ 1-3 สวนลักษณะอ่ืนๆ พบวา การทดลองน้ีมีจุดประสงคเพื่อประเมินความหลาก ขาวปลูกและขาววัชพืชจากทุกจังหวัดมีสีกาบใบและสีแผน หลายทางพนั ธุกรรมของขาววัชพืชจากแปลงนาใน 4 จงั หวดั ใบเปนสีเขียว สีขอตอใบและสีหูใบสีเขียวออน สีล้ินใบเปน สี ภาคใต ไดแก สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร ขาว และรูปรางล้ินใบมี 2 ยอดท้ังหมด สวนขาวปาพบวามีสี ธานี เพือ่ ใชเ ปน ขอมูลพ้ืนฐานในการจัดการขาววชั พืชตอไป กาบใบเปน สีมวง สีแผน ใบเปน สเี ขียว สขี อ ตอใบสมี วงออน สี อปุ กรณแ ละวธิ กี ารทดลอง หูใบสีมวง สีล้ินใบมีลักษณะเสนมวง และรูปรางล้ินใบมี 2 1. การเก็บตวั อยางขา ว ทําการเกบ็ ตวั อยางขา วปลูกและขาว ยอด สวนลักษณะอ่ืนๆ ของขา วเปลือกจากขาวปลกู และขาว วั ช พื ช จ า ก แ ป ล ง น า ใ น เ ข ต จั ง ห วั ด ส ง ข ล า พั ท ลุ ง วัชพืชพบวา ขนบนเปลือกเปนขนส้ันทั้งหมด ยกเวนขนบน นครศรธี รรมราช และสรุ าษฎรธ านี จังหวัดละ 5 แปลง แปลง เปลือกของขาววัชพืชแปลงที่ 4 และ 5 ของ จังหวัดสงขลา ละ 5 ตน เพ่ือใชศึกษาความสัมพันธระหวางขาวปลูกและ ซ่ึงมีขนยาว และสีหางหากมีหางเปนสีฟางทั้งหมด สวน ขาววัชพืช และเก็บตัวอยางขาววัชพืชจาก จังหวัดพัทลุง ลกั ษณะขาวเปลือกของขาวปา พบวาขนบนเปลอื กเปนขนส้ัน นครศรีธรรมราชและสุราษฎรธานี จังหวัดละ 1 แปลงๆ ละ และสีหางเปนสีฟางเชน เดียวกนั 30 ตน เพอ่ื ใชศ ึกษาความหลากหลายทางพนั ธุกรรมของขาว วัชพืชภายในแปลงเดียวกัน และไดรบั ความอนุเคราะหเ มลด็ เม่ือทําการวิเคราะหขอมลู ทางพันธกุ รรม สามารถสรา ง พนั ธุขา วปาสามญั จากศนู ยวิจยั ขา วปราจนี บรุ ี เดนโดรแกรมแสดงความสัมพันธระหวางขาวปลูกและขาว วัชพชื จากท้งั 4 จงั หวดั ไดดงั ภาพท่ี 1 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

329 เมื่อเปรียบเทียบการศึกษาในคร้ังน้ีกับการศึกษาของ ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของขาววัชพืชภายในแปลง อัญชลี และคณะ (2550) ที่ศึกษาลักษณะของขาววัชพืชที่มี เดียวกนั ของจงั หวัดพัทลงุ นครศรธี รรมราชและสรุ าษฎรธานี เย่ือหุมเมลด็ สีแดงในประเทศไทย พบวา ความกวางใบ ความ แสดงไดดังตารางท่ี 4 เม่ือนําขอมูลมาทําการวิเคราะหจะได ยาวเมล็ดขาวเปลือกและความยาวเมล็ดขาวกลองของ เดนโดรแกรมแสดงความหลากหลายทางพันธุกรรมของขาว การศึกษาในคร้ังน้ีอยูในชวงของผลที่ไดจากการศึกษาของ วัชพืชภายในแปลงเดยี วกันของทัง้ 3 จังหวัด ดังภาพท่ี 2-4 อัญชลี และคณะ (2550) คือ ความกวางใบอยูระหวาง 0.5- 2.8 ซม. ความยาวเมล็ดขาวเปลือกอยูระหวาง 7.19-10.89 จากเดนโดรแกรมพบวาขาววัชพืชจากท้ัง 3 จังหวัดมี ซม. และความยาวเมล็ดขา วกลองอยูระหวา ง 5.09-8.94 ซม. ความผันแปรทางพันธุกรรมภายในแปลงสูง ซึ่งสังเกตไดจ าก สวนความสูงลําตนซ่ึงในงานของอัญชลี และคณะ (2550) เดนโดรแกรมทไี่ มสามารถจดั เปน กลมุ ไดอยางชดั เจน ซ่ึงอาจ พบวาอยูระหวาง 82-239 ซม. เมื่อเปรียบเทียบกับผลที่ได เกิดจากการมีขาววัชพืชหลายรุนท่ีเจริญเติบโตพรอมกัน จากการศึกษาในครัง้ น้พี บวาความสูงลําตนขาวจากบางแปลง ภ า ย ใน แ ป ล งเ ดี ย ว กั น โ ด ย ข า ว วั ชพื ชจ า ก จั งห วั ด ของขาววัชพืชจาก จังหวัดสงขลา มีคานอยกวา 82 ซม. ซึ่ง นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี ที่จับกลุมเปน 2-4 กลุม อาจเกิดจากการเก็บตัวอยางขาวในชวงท่ีตนขาววัชพืชยัง ยอยอาจเกิดจากการเก็บตัวอยางในบริเวณที่ใกลๆ กัน เจริญเติบโตไมเ ต็มท่ี ภายในแปลง แสดงใหเห็นวาขาววัชพืชตนท่ีขึ้นอยูใกลเคียง กันจะมีความใกลชิดทางพันธุกรรมมากกวาตนท่ีข้ึนอยูหาง จากภาพที่ 1 เม่ือวิเคราะหความสัมพันธระหวางขาว กัน ซึ่งอาจเกิดจากเมล็ดขาววัชพืชจากตนแมเดียวกันตกลง ปลูกและขาววัชพืชจากท้ัง 4 จังหวัด พบวา ขาววัชพืชจาก ในดินจึงทําใหเกิดเปนขาววัชพืชรุนถัดมาท่ีข้ึนอยูใกลชิดกัน ท้ัง 4 จังหวัดเกาะกลุมกัน แสดงถึงความใกลชิดกันทาง นอกจากน้ีจากการเปรียบเทียบมาตรวัดความยาวของเสน พันธุกรรมท่ีมีความใกลชิดกันเองมากกวาระหวางขาววัชพืช เดนโดรแกรมพบวา ขาววัชพืชจากแปลงใน จังหวัดสุราษฎร และขาวปลูกภายในแปลงเดียวกัน ซ่ึงแสดงใหเห็นวาขาว ธานี มีความใกลชิดทางพันธุกรรมกันภายในแปลงมากกวา วัชพืชจากทั้ง 4 จังหวัดซ่ึงเกิดจากการผสมขามระหวางขาว ขา ววชั พืชจาก จังหวดั พทั ลงุ และนครศรีธรรมราช ประมาณ ปาและขา วปลกู ยงั มพี นั ธกุ รรมที่คลา ยคลงึ กบั ขา วปามากกวา 1 ใน 3 ซ่ึงแสดงใหเห็นถงึ การเริ่มระบาดของขา ววัชพืชจึงทํา ขาวปลูกที่พบในนา นอกจากน้ีเมล็ดขาววัชพืชจากนาบาง ใหยังมพี ันธกุ รรมทใี่ กลเคยี งกัน ซ่งึ อาจเกิดหลังการระบาดใน แปลงใน จังหวัดสงขลา และนครศรีธรรมราช ยังมีหาง จงั หวดั พัทลุงและนครศรธี รรมราช คอนขางยาว ซึ่งเปนลักษณะท่ีพบไดในขาวปาอีกดวย เม่ือ เมล็ดขาววัชพืชที่ข้ึนในนาตกลงในนาขาวและงอกเปนตน สาเหตุหน่ึงของการระบาดของขาววัชพืชคือการทํานา ใหมแลวเกิดการผสมขามกับขาวปลูกในนาไปหลายๆ รุน หวา น (direct seeding) การทีไ่ มมีการขงั นํ้าใหท วมวชั พชื ซง่ึ ขาววัชพืชในรุนหลังๆ จะมีลักษณะท่ีคลายคลึงกับขาวปลูก อาจงอกกอนหรือพรอมๆ กับขาวทําใหขาวปลูกและขาว มากข้นึ เชน เมลด็ ไมม หี าง ลําตน เปน สีเขยี วออนและเปลือก วัชพืชงอกพรอมกัน และไมสามารถแยกความแตกตางจาก หุม เมลด็ เปน สฟี าง เปน ตน กันไดในระยะตนกลา โดยตนกลาขาวปลูกสามารถแขงขัน กับวัชพืชไดนอยกวา และขาววัชพืชสามารถปรับตัวและ Wongtomee และคณะ (2017) รายงานวาความผัน ทนทานตอสภาพแวดลอมที่หลากหลายไดดีกวาขาวปลูก แปรทางพนั ธุกรรมและลักษณะท่แี สดงออกรวมถึงโครงสราง (Nadir et. al., 2017; Olajumoke et. al., 2016) ก า ร ประชากรของขาววชั พืชมกี ารเปลย่ี นแปลงไปตามระยะเวลา ปองกันกําจัดขาววัชพืชทําไดโดยการเลือกใชเมล็ดพันธุ เมื่อเวลาผานไป 5 ปขาววัชพืชจะมีลักษณะคลายกับขาว มาตรฐานท่ีไมมีขาววัชพืชปลอมปน การทําความสะอาด ปลูกท่ีข้ึนอยูดวยกันมากข้ึน ในแถบเอเชียใกลเสนศูนยสูตร เคร่ืองจักรกลการเกษตร การลอ ใหขา ววัชพชื งอกแลว ไถกลบ ขาววัชพืชเกิดจากการผสมขามจากขาวปา ในขณะที่ใน การปลูกขาวโดยวิธีปกดําและโยนกลา การตรวจตัดขาว ประเทศจีนและสหรฐั อเมรกิ าขาววชั พืชเกิดจากการกระจาย วัชพืช การเล้ียงเปดไลทุงใหกินเมล็ดขาววัชพืช และการใช ตัวของขา วปลูกเขา ไปในธรรมชาติ (de-domestication) ซงึ่ สารกําจัดวัชพืช (กรมการขาว, 2562) อยางไรก็ตามขาว เกิดรวมกับกระบวนการ genetic bottleneck และพบวา วัชพืชมีความใกลชิดทางพันธุกรรมกับขาวปลูกและมีความ ขาววัชพืชในสหรัฐอเมริกามคี วามหลากหลายทางพันธกุ รรม หลากหลายทางพันธุกรรมสงู มาก จึงไมสามารถใชวิธีการใด ต่ํา (Sun et. al., 2019; Vigueira et. al., 2019) วิธีการหนึ่งในการควบคุมขาววัชพืชได (จรรยา และคณะ, 2. ความหลากหลายทางพันธุกรรมของขาววัชพืชภายใน 2553) ตองใชหลายวิธีการผสมผสานกันจึงจะทําใหการ แปลงเดียวกัน ปอ งกันกาํ จัดไดผ ล นอกจากน้ี การที่ขาววัชพืชเปนลูกผสมระหวางขาวปา และขาวปลูกจึงเปนแหลงพันธุกรรมของลักษณะตางๆ จาก การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

330 ขา วปาทส่ี ามารถใชใ นการปรับปรงุ พนั ธุขา วปลกู ได เชน การ ธานี จากลักษณะทางสัณฐานวิทยา พบความหลากหลาย ทนตอสภาพแวดลอมที่ไมเหมาะสม การตานทานศัตรูพืช ทางพันธุกรรมใน 18 ลักษณะจาก 24 ลักษณะ โดยขาว และการเพ่ิมผลผลิต (Jia and Gealy, 2018; Nadir et. al., วัชพืชจากทั้ง 4 จังหวัดมีความใกลชิดกันเองทางพันธุกรรม 2017) โดย Liu และคณะ (2015) ไดมีการคนพบยีน มากกวา ระหวา งขา ววชั พืชและขา วปลูกภายในแปลงเดียวกนั ตา นทานโรคไหม (rice blast disease) ในขาววชั พืช และจากการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของขาว สรปุ ผลการทดลอง วชั พชื ภายในแปลงเดยี วกนั พบวามีความผันแปรสูง โดยขา ว วัชพืชจากจังหวัดสุราษฎรธานี มีความใกลชิดกันภายใน จากการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของขาว แ ป ล ง ม า ก ก ว า ข า ว วั ช พื ช จ า ก จั ง ห วั ด พั ท ลุ ง แ ล ะ วชั พืชใน จงั หวดั สงขลา พทั ลุง นครศรธี รรมราชและสุราษฎร นครศรธี รรมราช ประมาณ 1 ใน 3 ตารางท่ี 1 ลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยาของตนขาวจากขาวปลกู ขาววัชพชื และขาวปา จงั หวัด แปลงท่ี พนั ธขุ าว สีปลอ ง ความยาวล้นิ ความกวาง ความสงู ลาํ เสนผา ศนู ยกลาง ใบ (ซม.) ใบ (ซม.) ตน (ซม.) ลาํ ตน (ซม.) สงขลา 1 เฉ้ียงพทั ลงุ เขียวออ น 2.60 1.18 85.60 0.44 ขา ววชั พชื เขยี ว 1.92 0.88 58.10 0.58 2 เหมระ เขยี วออ น 2.30 1.06 84.80 0.38 ขา ววัชพชื เขียว 1.88 0.83 49.50 0.70 3 ปทุมธานี 1 เขยี วออ น 2.20 0.88 60.30 0.29 ขา ววัชพชื เขยี ว 1.50 1.00 56.80 0.42 4 ปทุมธานี 1 เขยี วออ น 1.54 0.73 64.60 0.42 ขาววัชพชื เขยี วออ น 1.98 0.77 79.14 0.36 5 พิษณุโลก เขียวออ น 1.96 0.74 64.32 0.48 ขา ววัชพชื เขยี วออ น 1.90 0.88 82.64 0.48 ตารางที่ 1 ลักษณะทางสัณฐานวทิ ยาของตนขา วจากขา วปลกู ขา ววชั พชื และขา วปา (ตอ ) จงั หวัด แปลงที่ พนั ธขุ าว สปี ลอง ความยาวลนิ้ ความกวาง ความสงู ลํา เสนผา ศนู ยก ลาง ใบ (ซม.) ใบ (ซม.) ตน (ซม.) ลําตน (ซม.) พัทลงุ 1 ชยั นาท เขยี วออ น 1.38 0.84 40.40 0.26 ขา ววชั พชื เขยี ว 2.50 0.80 92.04 0.42 2 กข57 เขยี ว 1.44 0.62 76.04 0.44 ขาววชั พชื เขยี ว 1.58 0.66 97.00 0.40 3 กข29 เขยี ว 2.02 0.98 89.70 0.50 ขา ววชั พชื เขยี วออ น 1.64 1.00 117.00 0.54 4 กข55 เขยี ว 1.70 0.76 68.20 0.50 ขา ววชั พชื เขียว 1.38 0.96 98.60 0.42 5 กข49 เขียว 1.58 1.02 71.96 0.50 ขา ววัชพชื เขียว 1.82 0.80 115.22 0.46 นครศรธี รรมราช 1 กข49 เขียวออ น 1.94 1.26 87.20 0.25 ขา ววัชพชื เขยี ว 1.92 1.12 128.4 0.48 2 กข61 เขียวออ น 2.08 0.94 75.20 0.20 ขา ววัชพชื เขียว 1.56 0.90 98.40 0.25 3 กข47 เขยี วออ น 1.62 0.98 64.40 0.20 ขา ววชั พชื เขียวออ น 2.18 0.76 104.60 0.20 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

331 4 กข41 เขยี วออ น 1.82 0.94 60.00 0.20 ขาววชั พชื เขยี ว 1.62 0.78 107.50 0.20 1.48 1.12 74.20 0.20 5 กข61 เขยี วออ น 1.58 0.94 108.20 0.21 ขาววัชพชื เขียว 2.16 0.78 76.80 0.46 1.84 3.12 102.30 0.42 สรุ าษฎรธานี 1 ปทมุ ธานี 1 เขยี ว 2.32 0.70 75.74 0.32 ขาววัชพชื เขียวออ น 1.92 1.12 117.80 0.46 2.12 0.78 82.00 0.38 2 กข41 เขยี วออ น 1.76 0.85 102.80 0.34 ขา ววชั พชื เขยี ว 1.56 0.87 81.50 0.31 1.98 0.73 107.30 0.45 3 ปทมุ ธานี 1 เขยี ว 1.94 0.82 76.70 0.30 ขาววัชพชื เขียว 1.54 1.00 93.58 0.37 1.02 0.88 19.84 0.35 4 กข41 เขยี ว ขาววชั พชื เขียว 5 ปทมุ ธานี 1 เขยี ว ขา ววัชพชื เขียว ขา วปา มวง หมายเหตุ ลกั ษณะทางปริมาณเปนคา เฉล่ียของตน ขาว 5 ตน ตารางที่ 2 ลกั ษณะทางสัณฐานวทิ ยาของขา วเปลือกจากขา วปลูก ขาววัชพชื และขา วปา น้าํ หนกั ความยาว จงั หวดั แปลง พนั ธขุ า ว สีเปลอื ก ความยาว ความ อตั ราสว น 100 เมล็ด หาง ที่ (มม.) กวา ง ความยาวตอ (ซม.) (มม.) ความกวา ง (กรมั ) ไมม หี าง สงขลา 1 เฉย้ี งพัทลุง ฟางกระนา้ํ ตาล 9.50 2.49 3.82 1.91 12.20 ขาววัชพืช น้ําตาล 7.48 2.74 2.73 2.10 ไมม หี าง 2 เหมระ ฟางกระนาํ้ ตาล 7.66 2.71 2.83 2.01 15.00 ขาววชั พืช น้ําตาล 7.53 2.82 2.67 1.80 ไมมีหาง 3 ปทมุ ธานี 1 ฟาง 11.29 2.55 4.43 2.52 13.74 ขา ววัชพืช นาํ้ ตาล 7.91 2.79 2.84 1.90 ไมม ีหาง 4 ปทมุ ธานี 1 ฟาง 10.89 2.25 4.84 2.80 11.04 ขาววัชพืช นํ้าตาลเขม 8.52 2.84 3.00 2.65 ไมมีหาง 5 พิษณโุ ลก ฟาง 10.86 2.75 3.95 3.02 9.06 ขาววชั พืช นา้ํ ตาลเขม 7.93 2.65 2.99 1.84 ไมม ีหาง พทั ลงุ 1 ชยั นาท ฟาง 10.10 2.44 4.14 3.08 ไมมหี าง ขาววัชพืช ฟางกระนา้ํ ตาล 9.14 2.86 3.20 2.10 ไมมีหาง 2 กข57 ฟาง 10.01 2.64 3.79 3.00 ไมม หี าง ขา ววชั พืช น้ําตาล 9.84 3.04 3.24 1.20 ไมม ีหาง 3 กข29 ฟางกระนํา้ ตาล 10.06 2.50 4.02 2.97 ไมม หี าง ขา ววชั พืช ฟาง 9.08 2.60 3.49 2.53 ไมม หี าง พทั ลงุ 4 กข55 ฟาง 10.02 2.18 4.60 2.49 ไมมหี าง ขาววชั พืช ฟาง 9.70 2.28 4.25 1.80 ไมม หี าง 5 กข49 ฟาง 10.04 2.64 3.80 2.90 ไมม ีหาง ขาววัชพืช ฟางกระนํา้ ตาล 10.05 2.76 3.64 1.40 ไมมีหาง นครศรีธรรม 1 กข49 ฟาง 10.77 2.66 4.05 3.50 ไมมีหาง ราช ขา ววัชพืช น้าํ ตาล 9.44 2.92 3.23 3.52 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

2 กข61 ฟาง 332 3.97 3.34 ไมมีหาง ขาววัชพืช น้าํ ตาล 10.99 2.77 3.37 3.25 ไมมีหาง ฟาง 9.65 2.86 3.95 2.90 ไมม ีหาง 3 กข47 นํา้ ตาล 10.59 2.68 3.57 2.95 5.8 ขา ววัชพืช ฟาง 10.14 2.84 4.11 3.22 ไมม หี าง นา้ํ ตาล 10.47 2.55 2.97 3.12 5.9 4 กข41 ฟาง 8.67 2.92 4.01 3.80 ไมม หี าง ขาววชั พืช น้ําตาล 10.75 2.68 3.55 3.00 ไมม หี าง ฟาง 9.86 2.78 4.45 3.20 ไมมหี าง 5 กข61 ฟาง 10.78 2.42 3.65 2.92 ไมมีหาง ขาววัชพืช ฟาง 10.00 2.74 4.16 3.40 ไมมหี าง ฟาง 10.70 2.57 3.74 2.44 ไมม หี าง สุราษฎรธ านี 1 ปทมุ ธานี 1 9.35 2.50 ขาววัชพืช 2 กข41 ขา ววชั พืช ตารางที่ 2 ลักษณะทางสัณฐานวทิ ยาของขาวเปลอื กจากขาวปลูก ขา ววชั พชื และขาวปา (ตอ ) จงั หวัด แปลง พันธุข าว สเี ปลือก ความ ความกวาง อัตราสว น นํ้าหนกั ความ ที่ ยาว (มม.) ความยาวตอ 100 เมล็ด ยาวหาง (มม.) ความกวา ง (ซม.) สรุ าษฎร 3 ปทมุ ธานี 1 ฟางกระน้าํ ตาล 10.64 2.68 3.97 (กรัม) ไมมีหาง ธานี ขาววชั พืช ฟาง 9.27 2.67 3.47 3.70 ไมมีหาง 4 กข41 ฟาง 10.99 2.68 4.10 2.57 ไมม ีหาง ขาววชั พืช ฟางกระนา้ํ ตาล 10.12 2.67 3.79 4.16 ไมมีหาง 5 ปทุมธานี 1 ฟาง 10.43 2.57 4.06 2.74 ไมม หี าง ขา ววัชพืช ฟางกระนาํ้ ตาล 9.93 2.70 3.68 3.62 ไมมหี าง ขา วปา น้าํ ตาล 9.11 2.12 4.29 2.80 8.10 หมายเหตุ ลกั ษณะทางปริมาณเปนคา เฉล่ียของเมล็ดขาว 5 เมล็ด ยกเวน นํา้ หนกั 100 เมลด็ 1.70 ตารางที่ 3 ลักษณะทางสัณฐานวทิ ยาของขาวกลอ งจากขา วปลกู ขาววชั พืชและขา วปา จังหวัด แปลง พันธุขาว สเี มลด็ รูปรางเมล็ด ความยาว ความกวา ง อัตราสว นความยาว ที่ (มม.) (มม.) ตอความกวาง สงขลา 1 เฉี้ยงพทั ลุง ขาว เรียว 6.60 2.11 3.13 ขา ววชั พืช แดง คอ นขา งปอ ม 5.57 2.38 2.34 2 เหมระ ขาว คอ นขางปอ ม 5.47 2.28 2.40 ขา ววชั พืช แดง คอนขางปอม 5.74 2.34 2.45 3 ปทมุ ธานี 1 ขาว เรียว 7.68 2.21 3.48 ขาววชั พืช แดง คอ นขา งปอม 5.39 2.02 2.67 4 ปทมุ ธานี 1 ขาว เรียว 7.76 2.23 3.48 ขาววัชพืช นํา้ ตาลแดง คอนขางปอม 6.24 2.39 2.61 5 พษิ ณุโลก ขาว เรียว 8.18 2.27 3.60 ขาววชั พืช นา้ํ ตาลแดง คอนขา งปอม 6.12 2.38 2.57 พทั ลุง 1 ชยั นาท ขาว เรียว 7.90 2.00 3.95 ขา ววชั พืช นาํ้ ตาล เรยี ว 6.60 2.00 3.30 2 กข57 ขาว เรียว 7.30 2.00 3.65 ขาววชั พืช นํ้าตาล เรยี ว 5.96 1.90 3.14 3 กข29 ขาว เรียว 7.46 2.00 3.73 ขา ววัชพืช นาํ้ ตาลแดง เรียว 6.68 2.00 3.34 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

333 นครศรีธรรม 4 กข55 ขาว เรยี ว 7.16 2.00 3.58 ราช 5 ขาววชั พืช ขาว เรยี ว 7.02 1.80 3.90 1 ขาว เรียว 7.32 2.00 3.66 2 กข49 นา้ํ ตาล เรยี ว 5.50 1.50 3.67 ขาววชั พืช ขาว เรยี ว 8.20 2.29 3.58 แดง คอ นขางปอ ม 6.88 2.46 2.80 กข49 ขาว เรียว 8.28 2.34 3.54 ขา ววชั พืช แดง คอนขางปอ ม 6.90 2.35 2.94 กข61 ขา ววัชพืช ตารางท่ี 3 ลักษณะทางสัณฐานวทิ ยาของขา วกลองจากขาวปลกู ขา ววชั พืชและขา วปา (ตอ) จังหวดั แปลงท่ี พนั ธขุ าว สีเมล็ด รปู รางเมล็ด ความยาว ความกวาง อตั ราสวนความ (มม.) (มม.) ยาวตอความกวาง นครศรธี รรมราช 3 กข47 ขาว เรยี ว 7.89 2.34 ขาววชั พืช แดง เรียว 7.80 2.41 3.37 4 กข41 ขาว เรยี ว 7.75 2.19 3.24 ขา ววัชพืช แดง คอ นขา งปอ ม 8.67 2.92 3.54 5 กข61 ขาว เรยี ว 7.87 2.26 2.97 ขา ววัชพืช แดง เรยี ว 7.50 2.39 3.48 สรุ าษฎรธานี 1 ปทุมธานี 1 ขาว เรยี ว 7.83 1.94 3.14 ขา ววัชพืช แดง เรยี ว 7.41 2.36 4.04 2 กข41 ขาว เรยี ว 8.23 2.27 3.14 ขา ววชั พืช แดง เรียว 6.93 2.05 3.63 3 ปทุมธานี 1 ขาว เรยี ว 7.47 2.14 3.38 ขา ววัชพืช แดง คอ นขา งปอม 6.69 2.27 3.49 4 กข41 ขาว เรียว 7.65 2.23 2.95 ขาววัชพืช แดง เรียว 7.26 2.27 3.49 5 ปทมุ ธานี 1 ขาว เรยี ว 7.34 2.08 3.20 ขาววชั พืช แดง เรียว 7.00 2.25 3.53 ขาวปา น้าํ ตาลแดง เรยี ว 6.70 1.66 3.11 หมายเหตุ ลักษณะทางปริมาณเปนคาเฉลีย่ ของเมล็ดขา ว 5 เมล็ด 4.04 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

334 ภาพที่ 1 เดนโดรแกรมแสดงความสมั พันธร ะหวา งขาวปลกู และขาววชั พืช SKG: สงขลา; PTT: พทั ลงุ ; NKN: นครศรธี รรมราช; SRT: สุราษฎรธานี; C1-C5: ขา วปลกู จากแปลงที่ 1-5; W1-W5: ขาววัชพืชจากแปลงท่ี 1-5; WILD: ขาวปา ตารางท่ี 4 ลกั ษณะทางสัณฐานวทิ ยาของขา ววัชพืชภายในแปลงเดียวกนั ลกั ษณะ จังหวดั พัทลงุ นครศรีธรรมราช สรุ าษฎรธานี ตนขา ว สีปลอ ง เขียวทง้ั หมด เขยี วท้ังหมด เขียวออ นท้ังหมด ขา วเปลอื ก ความยาวล้นิ ใบ (ซม.) 1.86 ± 0.60 2.06 ± 0.37 ความกวา งใบ (ซม.) 0.84 ± 0.18 1.01 ± 0.10 1.83 ± 0.36 ความสงู ลําตน (ซม.) 85.50 ± 17.07 128.94 ± 3.51 0.91 ± 0.16 เสนผาศนู ยก ลางลาํ ตน (ซม.) 0.39 ± 0.07 0.44 ± 0.09 97.38 ± 10.77 สีเปลือกเมล็ด ฟางกระนํา้ ตาลทง้ั หมด น้ําตาลเขม ทง้ั หมด 0.41 ± 0.05 นํา้ ตาล 28 เมลด็ ความยาวเมล็ดขาวเปลอื ก (มม.) 9.44 ± 0.65 9.44 ± 0.41 นํ้าตาลเขม 2 เมล็ด ความกวา งเมลด็ ขาวเปลอื ก (มม.) 2.86 ± 0.26 2.92 ± 0.13 10.00 ± 0.57 อัตราสวนความยาวตอความกวา ง 3.33 ± 0.42 3.24 ± 0.19 2.74 ± 0.13 ขา วกลอง สีเมลด็ ขาวกลอ ง น้าํ ตาล 20 เมล็ด แดงทัง้ หมด 3.65 ± 0.24 น้ําตาลแดง 10 เมลด็ 6.88 ± 0.30 แดง 23 เมลด็ ความยาวเมลด็ ขาวกลอ ง (มม.) 6.59 ± 0.55 2.46 ± 0.12 น้าํ ตาลออ น 7 เมล็ด ความกวา งเมล็ดขา วกลอ ง (มม.) 2.00 ± 0.02 2.81 ± 0.17 7.41 ± 0.45 อัตราสวนความยาวตอความกวา ง 3.29 ± 0.28 2.36 ± 0.14 หมายเหตุ ลกั ษณะทางปริมาณเปนคา เฉลยี่ ของ 30 ตน/เมลด็ (means ± SD) 3.15 ± 0.20 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

335 ภาพท่ี 2 เดนโดรแกรมแสดงความหลากหลายทางพนั ธกุ รรมของขา ววัชพชื ภายในแปลงเดยี วกนั ใน จงั หวัดพัทลุง ภาพท่ี 3 เดนโดรแกรมแสดงความหลากหลายทางพนั ธุกรรมของขาววัชพชื ภายในแปลงเดยี วกันใน จงั หวดั นครศรีธรรมราช การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

336 ภาพท่ี 4 เดนโดรแกรมแสดงความหลากหลายทางพนั ธกุ รรมของขาววัชพชื ภายในแปลงเดียวกนั ใน จงั หวดั สรุ าษฎรธานี คําขอบคณุ ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของขาว โครงการวิจัยน้ีไดรับการ คณะผูวิจัยขอขอบคุณ คุณซากียะ มอลอ และคุณซากีนะห สนับสนุนจากโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก มอลอ ที่ไดชวยในการออกเก็บตัวอยางและเก็บขอมูล พระราชดาํ ริฯ จึงขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี เอกสารอางอิง กรมการขาว. 2562. ขา ววัชพชื . http://www.ricethailand selection of Korean weedy rice. Plant Biotechnol J. 15: 357-366. .go.th/rkb3/title-index.php-file=content.php&id Jia, Y. and D. Gealy. 2018. Weedy red rice has =43-2.htm (1 กันยายน 2562). novel sources of resistance to biotic stress. จรรยา มณโี ชติ. 2547. “ขา ววชั พืช...ภัยคุกคามของ The Crop Journal 6: 443-450. ชาวนา”. จดหมายขา วผลิใบ กาวใหมก ารวิจัยและ Liu, Y., X. Qi., D.R. Gealy, K.M. Olsen, A.L. Caicedo พัฒนาการเกษตร. กรมวชิ าการเกษตร. 7: 9-11. and Y. Jia. 2015. QTL analysis for resistance to จรรยา มณโี ชติ, พนมวัน บุญชวย, อริยา เผา เครอ่ื ง และ blast disease in US weedy rice. Mol Plant- ศนั สนยี  จําจด. 2553. การพัฒนาวิธกี ารแบบผสมผสาน Microbe Interact. 28: 834-844. เพื่อกําจัดขา ววัชพืชในนาขา วชลประทานแบบเกษตรกร Nadir, S., H.-B. Xiong, Q. Zhu, X.-L. Zhang, H.-Y. Xu, มสี ว นรว ม. รายงานผลงานวจิ ยั และพัฒนา. กรม J. Li, W. Dongchen, D. Henry, X.-Q. Guo, S, วชิ าการเกษตร. หนา 2768-2796. Khan, H.-S. Suh, D.S. Lee and L.-J. Chen. 2017. อัญชลี ประเสริฐศักด,์ิ อว ม คงชู, ศิรวิ รรณ ตัง้ สุทธวิ จิ ติ ร, สุ Weedy rice in sustainable rice production. A รพล จตั ุพร, อมรรตั น อินทรมนั่ , จติ รกร นวลแกว, อร review. Agron Sustain Dev. 37: 46. สา วงษเ กษม, ประทาย เคนเหล่อื ม และ ปรชั ญา จูฑา https://doi.org/10 .1007/s13593-017-0456-4 มาตย. 2550. การจัดเก็บ รวบรวมขอ มลู ลกั ษณะขาว Olajumoke, B., A.S. Juraimi, Md.K. Uddin, M.H.A. วัชพืชท่ีมเี ย่ือหุมเมลด็ สแี ดงในประเทศไทย. Husni and Md.A. Alam. 2016. Competitive วารสารวชิ าการเกษตร 25(1): 18-30. ability of cultivated rice against weedy rice He, Q., K.-W. Kim and Y.-J. Park. 2017. Population biotypes – A review. Chil J Agr Res. 76: 243- genomics identifies the origin and signatures of 252. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

337 Sun, J., D. Ma, L. Tang, M. Zhao, G. Zhang, W. Wang, J. Song, X. Li, Z. Liu, W. Zhang, Q. Xu., Y. Zhou, J. Wu., T. Yamamoto, F. Dai, Y. Lei, S. Li, G. Zhou, H. Zheng, Z. Ku and W. Chen. 2019. Population genomic analysis and de novo assembly reveal the origin of weedy rice as an evolutionary game. Mol Plant 12: 632-647. Vigueira, C.C., X. Qi, B.-K. Song, L.-F. Li, A.L. Caicedo, Y. Jia and K.M. Olsen. 2019. Call of the wild rice: Oryza rufipogon shapes weedy rice evolution in Southeast Asia. Evol Appl. 12: 93-104. Wongtamee, A., C. Maneechote, T. Pusadee, B. Rerkasem and S. Jamjod. 2017. The dynamics of spatial and temporal population genetic structure of weedy rice (Oryza sativa f. spontanea Baker). Genet Resour Crop Evol. 64: 23-39. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

338 ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรมของตน นาคบุตร (Mesua ferrea L.) ในจังหวัดนครศรธี รรมราช GENETIC DIVERSITY OF Mesua ferrea L. IN NAKHON SI THAMMARAT PROVINCE จุฑามาศ ศภุ พนั ธ1*, วรางคณา ทรพั ยสิน1, นันทพร ขันทพร1, วีระเกยี รติ ทรัพยม ี2, วรวิทู มีสขุ 2 และ สพุ ัตร ฤทธิรัตน3 Juthamas Suppapan1*, Warangkana Sapsin1, Nanthaporn Khanthaporn1, Verakiat Supmee2, Worawitoo Meesook2 and Suphat Rittirat3 1คณะครุศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรีธรรมราช จ.นครศรธี รรมราช 80280 2คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชัย วทิ ยาเขตนครศรธี รรมราช จ.นครศรธี รรมราช 80110 3คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช จ.นครศรธี รรมราช 80280 1Faculty of Education, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, Nakhon Si Thammarat, 80280 2Faculty of Science and Technology, Rajamangala University of technology Srivijaya, Nakhon Si Thammarat Campus, Nakhon Si Thammarat, 80110 3Faculty of Science and Technology, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, Nakhon Si Thammarat, 80280 บทคดั ยอ ตนนาคบตุ ร (Mesua ferrea L.) เปน พรรณไมปา และเปนตนไมป ระจํามหาวิทยาลัยราชภฏั นครศรธี รรมราช ปจ จบุ นั มจี ํานวน ลดลงเนื่องจากการตดั ไมทําลายปา ดังน้ันจึงควรมขี อมูลทางพันธกุ รรมเพื่อใชในการวางแผนการจดั การ โดยการวิจัยคร้งั น้ีมี วัตถุประสงค (1) เพ่ือวิเคราะหความหลากหลายของลําดับนิวคลีโอไทดจากยีน rpoB ในคลอโรพลาสตดีเอ็นเอของตนนาค บุตร (2) เพอ่ื วิเคราะหค วามสมั พันธทางววิ ัฒนาการของตนนาคบตุ รในจงั หวดั นครศรธี รรมราช โดยเก็บตัวอยางตน นาคบุตรตน ด้ังเดิมท่ีมีอายุมากกวา 30 ปจาก 3 อําเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราชคือ อําเภอเมือง อําเภอรอนพิบูลย และอําเภอทาศาลา รวมท้ังหมด 22 ตน ผลการศึกษาพบแฮโพลไทปท้ังหมด 10 แฮโพลไทป โดยมีคา haplotype diversity อยูในชวง 0.600- 0.722 และคา nucleotide diversity อยูในชวง 0.003-0.004 แผนผงั ความสัมพนั ธท างววิ ฒั นาการพบการแบง กลมุ ประชากร ออกเปน สองกลมุ โดยประชากรตน นาคบุตรจากอาํ เภอทา ศาลาและอําเภอเมอื งมีแนวโนม ท่จี ะแยกกลุม จากกลุมประชากรจาก อําเภอรอนพิบูลย ผลการศึกษาครั้งนี้บงบอกวาตนนาคบุตรจากอําเภอรอนพิบูลยนาจะเปนตนเกาแกและมีการแยกกลุม ออกไปตามอําเภอทอ่ี ยใู กลเคยี ง Abstract Mesua ferrea L. is a forest tree and a tree symbol of Nakhon Si Thammarat Rajabhat University. Currently, the number of M. ferrea. has decreased from deforestation, so there should be genetic information to forest management. This research aims to (1) to analyze the diversity of nucleotide sequences of rpoB genes in chloroplasts DNA of M. ferrea. (2) to analyze the phylogenetic tree of Mesua ferrea in Nakhon Si Thammarat province. The total of 22 samples (traditional varieties: age > 30 years old) was collected from three localities in Nakhon Si Thammarat province (Mueang district, Ron Phibun district and Tha Sala district). The result showed 10 haplotypes. The haplotype diversity was in the range of 0.600-0.722 and the nucleotide diversity was in the range of 0.003-0.004. The phylogenetic tree revealed two clades of a population which the clade of M. ferrea population from Mueang district, and Tha Sala district trend to separate from Ron Phibun population. The results of this study indicated that M. ferrea from Ron Phibun district is probably the old breed and there are separate groups according to the nearby district. คําสําคัญ: นาคบตุ ร, ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม, นครศรธี รรมราช Keywords: Mesua ferrea, genetic diversity, Nakhon Si Thammarat *ติดตอ นกั วจิ ยั : จุฑามาศ ศภุ พันธ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Juthamas Suppapan (E-mail: [email protected]) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

339 บทนํา ตัดใบออนใหไ ดขนาด 1×1 มลิ ลิเมตร แลวมาสกดั ดีเอ็น จังหวัดนครศรีธรรมราชต้ังอยูในเขตรอนชื้นบนคาบ เ อ ด ว ย ชุ ด ส กั ด Thermo Scientific Phire Plant Direct PCR Kit ตามวธิ ีการที่บริษัทแนะนํา สมทุ รมลายทู างภาคใตข องประเทศไทย เปนจงั หวัดที่มคี วาม 3. การออกแบบไพรเมอร หลากหลายของพืชพันธไุ มห ลายชนิด มีการนําพันธุไมต า งๆ มาใชประโยชนโดยเฉพาะตนนาคบุตรซ่ึงเปนพรรณไมปาที่ ออกแบบไพรเมอรเ พ่ือเพ่ิมปริมาณดเี อ็นเอโดยใชขอ มลู สามารถนําสวนตางๆ มาใชประโยชนไดหลายอยาง เชน นํา ลําดับนิวคลีโอไทดของตน Mesua ferrea จากยีน rpoB ไมมาทําเปนฐานรองพานดอกไมไหวพระเน่ืองจากเปนพืช จากฐานขอมูล National Center for Biotechnology มงคล นําดอกมากล่ันเปนนํ้ามันหอมระเหย หรือนําเปลือก Information รหัส assession number JN114895.1 ซ่ึงได มาบดเปนผงใชแตงกลิ่นธูป เปนตน (ปุณริศา ทองเพ็ญ, ไพรเมอรดังน้ี NS_rpoB_F 5'- AGT TCG AGC CTG ATT 2549) อีกท้ังยังเปนตนไมประจํามหาวิทยาลัยราชภัฏ ATC CC -3' และNS_rpoB_R 5'- GCA TGC CGC CAG CGT นครศรีธรรมราชอีกดว ย ปจ จบุ นั พบวา ตนนาคบุตรในจงั หวัด TCA TC -3' นครศรีธรรมราชมีจํานวนลดลงและหาไดยาก เนื่องจากการ 4. การเพิ่มปรมิ าณดีเอน็ เอ บุกรุกปาเพื่อการทําเกษตรกรรมซ่ึงเสี่ยงตอการหายไปใน พ้ืนที่ จึงไดม ีการอนุรักษโดยการนาํ ตน นาคบตุ รจากแหลงอื่น เพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเปา หมายดวยการทําปฏกิ ิริยาลูกโซ มาปลูกในพ้ืนท่ีจังหวัดนครศรีธรรมราชทําใหมีการผสมกับ (PCR) โดยใชไพรเมอรท ไ่ี ดจ ากการออกแบบในหลอดพีซีอาร ตนพันธุดั้งเดิม ดังนั้นจึงควรมีขอมูลทางพันธุกรรมของตน ซง่ึ ประกอบดว ย Water, nuclease- free 19.5 ไมโครลิตร, นาคบุตรดั้งเดิมในจังหวัดนครศรีธรรมราชเอาไว โดย 2x Phire Plant Direct PCR Master Mix 25 ไมโครลิตร, เคร่ืองหมายพันธุกรรมท่ีใชศึกษาควรจะสามารถใชระบุตน forward primer 2 ไมโครลิตร และ reverse primer 2 พันธุประจําถ่ินได เชน ขอมูลลําดับนิวคลีโอไทดในคลอโร- ไมโครลิตร ดวยเคร่ือง PCR MS Major Science Major พลาสตดีเอ็นเอ สําหรับการศึกษาลําดับนิวคลีโอไทดในคลอ cycler เร่ิมตนการแยกสายดีเอ็นเอ (initial denaturation) โรพลาสตดีเอ็นของตนนาคบุตรน้ันมีปรากฏอยูในฐานขอ มลู ทอ่ี ุณหภมู ิ 98 องศาเซลเซยี ส 5 นาที จากนนั้ แยกสายดีเอ็น- National Center for Biotechnology Information เอ (denaturation) ท่ีอุณหภูมิ 98 องศาเซลเซียส 5 วินาที (GenBank) แตเปนขอมูลของตนนาคบุตรในตางประเทศ ล ด อุ ณ ห ภู มิ เ พื่ อ ใ ห ไ พ ร เ ม อ ร เ ข า คู กั บ ดี เ อ็ น เ อ ต น แ บ บ เชน ประเทศมาเลเซยี ประเทศอินเดีย และประเทศจนี ซึง่ ไม (annealing) ที่อุณหภูมิ 54 องศาเซลเซียส 5 วินาที และ ป ร า ก ฏ ข อ มู ล ดั งก ล า ว ข อ งต น น า ค บุ ต ร ใน จั ง ห วั ด เพิ่มอุณหภูมิเพื่อตอสังเคราะหดีเอ็นเอ (extension) ที่ นครศรีธรรมราช ดังนนั้ การศกึ ษาคร้ังนจี้ ึงมีวัตถุประสงคเพ่ือ อณุ หภมู ิ 72 องศาเซลเซยี ส 20 วินาที รวมเปน 40 รอบ และ (1) เพ่ือวิเคราะหความหลากหลายทางพันธุกรรมของลําดับ ใชอุณหภูมิสุดทายเพ่ือสังเคราะหสายดีเอ็นเอ (final นิวคลีโอไทดจากยีน rpoB ในคลอโรพลาสตดีเอ็นเอของตน extension) ทอ่ี ุณหภมู ิ 72 องศาเซลเซยี ส 1 นาที นาคบุตรตนดั้งเดิม (2) เพื่อวิเคราะหความสัมพันธทาง 5. การหาลําดับนวิ คลีโอไทด วิ วั ฒ น า ก า ร ข อ ง ต น น า ค บุ ต ร ต น ดั้ ง เ ดิ ม ใ น จั งห วั ด นครศรีธรรมราช ขอมูลดังกลาวสามารถนําไปใชในการ นําผลการทําปฏิกิริยาพีซีอารไปตรวจสอบดวยเทคนิค จัดการวางแผนอนุรักษสายพันธุตนนาคบุตรในจังหวัด agarose gel electrophoresis แลวนําผลผลิตพีซีอารที่ได นครศรีธรรมราชได ทําใหบ รสิ ุทธิ์ดว ย Gel/PCR Purification Mini Kit (FAVOR- อุปกรณแ ละวิธีการทดลอง GEN, BIOTECHCORP.) จากนั้นสงดีเอ็นเอบริสุทธ์ิไปหา 1. ตัวอยางตนนาคบุตร ลําดับนิวคลีโอไทดที่หนวยบริการ (1st Base Laboratory, Malaysia) เก็บตัวอยางใบสดของตนนาคบุตรท่ีมีอายุเกิน 30 ป 6. การจัดการขอมูลและวิเคราะหความหลากหลายทาง โดยการสอบถามจากผูที่ทราบประวัติของตนนาคบุตรใน พันธกุ รรม พื้นที่ โดยเก็บตัวอยางจากอําเภอทาศาลา จํานวน 6 ตน อําเภอเมืองจํานวน 9 ตน และ อําเภอรอนพิบูลยจํานวน 7 6.1 การจัดการขอมลู ลําดับนวิ คลโี อไทด ตน (ภาพที่ 1) จากน้ันสงตัวอยางเขาหองปฏิบัติการเพ่ือทํา เม่ือไดผลลําดับนิวคลีโอไทดทําการตรวจสอบความ การสกัดดเี อ็นเอ ถูกตองของลําดบั นิวคลีโอไทดท ่ไี ด โดยนําไปเปรยี บเทยี บกบั 2. การสกดั ดีเอ็นเอ ลําดับนิวคลีโอไทดจากฐานขอมูล National Center for Biotechnology Information จากนั้นนําลําดับนิวคลีโอ ไทดมาเรียงลําดับโดยการ alignment ดวยโปรแกรม ClustalW version 2.0.12 ( Larkin et. al., 2007) แ ล ว ตรวจสอบความถูกตอ งดว ยสายตาอีกคร้ัง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

340 6.2 การวเิ คราะหความหลากหลายทางพนั ธุกรรม สามารถใชแฮโพลไทปท่ีพบเฉพาะถิ่นระบุแหลงท่ีมาของสาย วิ เ ค ร า ะ ห ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม ไ ด แ ก พันธุหรือแหลงทางพันธุกรรม (genetic stock) ได (Xu et. nucleotide diversity ( π; Nei, 1987) , haplotype al., 2009) ผลการศึกษาพบวาคา haplotype diversity มี diversity (h; Nei, 1987) และคา polymorphic site ดวย คาอยูในชวง 0.600-0.722 สวนคา nucleotide diversity โปรแกรม DnaSP version 5 (Librado and Rozas, 2009) มีคา อยใู นชว ง 0.003-0.004 (ตารางที่ 2) โดยจะเหน็ ไดว าทกุ 6.3 การวิเคราะหความสัมพันธเชิงวิวัฒนาการ กลุมประชากรมีความสัมพันธของคา haplotype diversity (phylogenetic tree) และ nucleotide diversity เหมือนกัน คอื มีคา haplotype สรางตนไมววิ ฒั นาการจากลําดบั นิวคลโี อไทดข องแตละ diversity มากกวา nucleotide diversity ซึ่งสาเหตุเกิด ตัวอยางโดยใชลําดับนิวคลีโอไทดของตน Ternstroemia จากมีการกลายพันธุและมีการสะสมแฮโพลไทปแบบใหม gymnanthera เปน outgroup ใชวิธี Neighbor-joining อยางรวดเร็ว และพบไดในประชากรที่เคยมีการขยายขนาด ตามโมเดลของkimura -2-parameter โดยใชคา bootstrap ประชากร (Watterson,1984) สําหรับคาความหลากหลาย 1,000 ครั้ง ดวยโปรแกรม MEGA version 4 (Tamura et. ทางพันธุกรรมของแตละอําเภอ ไดแก จํานวน แฮโพลไทป, al., 2007) จํ า น ว น polymorphic sites, haplotype diversity (h) ผลและวจิ ารณผลการทดลอง และ nucleotide diversity (π) แสดงในตารางที่ 2 1. ความหลากหลายทางพันธกุ รรม 2. ความสมั พันธเ ชงิ วิวฒั นาการ ลําดับนิวคลีโอไทดของยีน rpoB บริเวณคลอโรพลาสต ดีเอ็นเอของตนนาคบุตรท่ีทําการวิเคราะหขนาด 312 คูเบส การวิเคราะหความสมั พันธเชิงวิวัฒนาการโดยวิเคราะห มีตําแหนง polymorphic sites 9 ตําแหนง พบแฮโพลไทป จากลําดับนิวคลีโอไทดพบวาสามารถแบงกลุมไดเปนสองเค ทั้งหมด 10 แฮโพลไทป ประกอบดวยแฮโพลไทปที่เปน ลด (ภาพท่ี 2) โดยเคลดท่ี 1 ประกอบดวยตนนาคบุตรจาก shared haplotype จํานวน 1 แฮโพลไทป ไดแก H02 พบ อําเภอรอนพิบูลทั้งหมดจํานวน 7 ตน อําเภอเมืองจํานวน 6 rare haplotype จํานวน 9 แฮโพลไทป โดยอําเภอทา ศาลา ตน และอําเภอทาศาลาจํานวน 4 ตน สวนเคลดท่ี 2 มี 2 แฮโพลไทป อําเภอเมือง 4 แฮโพลไทป และอําเภอรอ น ประกอบดวยตน นาคบตุ รจากอําเภอเมืองจาํ นวน 3 ตน และ พบิ ูลย 3 แฮโพลไทป (ตารางที1่ ) และจากแฮโพลไทปจาํ นวน อําเภอทาศาลาจํานวน 2 ตน โดยมีความเชื่อม่ันในการแยก 10 แฮโพลไทป พบวามี rare haplotype ซง่ึ เปนแฮโพลไทป ระหวางเคลด 64 เปอรเซ็นต ซงึ่ จากแผนผังความสมั พันธเ ชิง ท่ีมีเพียงแฮโพลไทปเดียวในแตละอําเภอจํานวน 9 แฮโพล- วิวัฒนาการท่ีพบการแบงกลุมออกเปนสองกลุมจะเห็นไดวา ไทป แสดงวาตนนาคบุตรในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความ ตนนาคบุตรจากอําเภอทาศาลาและอําเภอเมืองมีแนวโนม ที่ หลากหลายทางพันธุกรรมสูงและมีความสามารถในการ จะแยกกลุมออกจากตนนาคบุตรจากอําเภอรอ นพิบูลย จาก ขยายพันธุเปนจํานวนมากจึงทําใหมีจํานวนแฮโพลไทปที่มี ผลการศกึ ษาครง้ั นแี้ สดงวา ตน นาคบตุ รจากอาํ เภอรอนพิบลู ย ความแตกตางกันเปนจํานวนมาก (Lewontin, 1974) ซ่ึง นาจะเปนตนพันธุด้ังเดิมและมีการแยกกลุมออกไปตาม อําเภอทีอ่ ยูใกลเคยี ง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

341 ภาพที่ 1 สถานทเ่ี ก็บตัวอยา งตนนาคบุตรในแตล ะอาํ เภอของจังหวดั นครศรีธรรมราช : สญั ลักษณร ูปดาวคือแหลง เกบ็ ตัวอยา ง ตารางที่ 1 การกระจายของรปู แบบคลอโรพลาสตแ ฮโพลไทป และกลุมพันธุกรรมในตน นาคบตุ รจากแตล ะอําเภอในจงั หวัด นครศรีธรรมราช Haplotype Tha Sala Mueang Ron Phibun Total H01 1 1 H02 4 5 4 13 H03 1 1 H04 1 1 H05 1 1 H06 1 1 H07 1 1 H08 1 1 H09 1 1 H10 1 1 Total 6 9 7 22 ตารางท่ี 2 คาความหลากหลายทางพนั ธกุ รรมของลําดบั นิวคลโี อไทดบรเิ วณคลอโรพลาสตด ีเอ็นเอจากยนี rpoB Locality NO. NO. haplotypes NO. Polymorphic Haplotype Nucleotide diversity (π) sites diversity (h) (mean±SD) (mean±SD) ThaSala 63 3 0.600±0.215 0.004±0.001 Mueang 95 4 0.722±0.159 0.004±0.001 Ron Phibun 7 4 3 0.714±0.181 0.003±0.001 Total 22 10 9 0.662 ±0.116 0.004 ± 0.001 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

342 ภาพที่ 2 แผนภาพววิ ัฒนาการของลําดบั นวิ คลโี อไทดท่ีพบในตนนาคบุตร สรา งข้นึ ดวยวิธกี าร Neighbor-joining โดยอาศยั ขอมลู คลอโรพลาสตด ีเอ็นเอจากยนี rpoB: TSMF คอื ตวั อยางจากอาํ เภอทา ศาลา, RBMF คอื ตวั อยางจากอําเภอ รอนพิบลู ยแ ละ MUMF คือตัวอยา งจากอําเภอเมอื ง สรุปผลการทดลอง เคยมีการขยายขนาดประชากร จากแผนผงั ความสัมพันธเชิง การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของตนนาค วิวัฒนาการพบการแบง กลุมประชากรออกเปนสองกลมุ และ มแี นวโนมวา ตนนาคบตุ รจากอําเภอรอนพบิ ูลยน าจะตนพันธุ บุตรโดยวิเคราะหจากลําดับนิวคลีโอไทดในคลอโรพลาสตดี เกาแกในจังหวัดนครศรีธรรมราช จากน้ันจึงมีการแยกกลุม เอ็นเอของยีน rpoB ขนาด 312 คูเบส ผลการศึกษาพบวา ออกไปตามอาํ เภอทอ่ี ยูใกลเ คยี ง ประชากรตนนาคบุตรตนด้ังเดิมในจังหวัดนครศรีธรรมราชมี ขอเสนอแนะ ความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงและมี rare haplotype เปนจํานวนมากซึ่งสามารถใช rare haplotype ท่ีพบ ควรมีการศึกษาเพ่ิมเติมโดยการเก็บตัวอยางใหครบทุก เ ฉ พ า ะ ถิ่ น ร ะ บุ แ ห ล ง ที่ ม า ข อ ง ส า ย พั น ธุ ห รื อ แ ห ล ง ท า ง อําเภอ และตรวจสอบจากยีนอื่นเพิ่มเติม รวมถึงใช พันธุกรรมได ผลการเปรียบเทียบคา haplotype diversity เครื่องหมายพันธุกรรมอื่นเพ่ือเปรียบเทียบ ซ่ึงจะทําใหไดผล และ nucleotide diversity พบวาประชากรตนนาคบุตร การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

343 ที่แมนยํามากข้ึน และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบกับตน Lewontin, R.C. 1974. The genetic basis of พันธุท่ีนําเขาจากแหลงอ่ืนเพ่ือทราบถึงความแตกตางกับตน evolutionary change. Columbia University พันธดุ ัง้ เดมิ Press. New York. คาํ ขอบคณุ Librado, P. and J. Rozas. 2009. DnaSP v5: a โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนรุ กั ษ software for comprehensive analysis of DNA พันธกุ รรมพืชอนั เนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ ผูวจิ ยั ขอขอบคณุ polymorphism data. Bioinformatics. 25: 1451- มา ณ ทีน่ ีด้ วย 1452. เอกสารอา งอิง ปุณรศิ า ทองเพ็ญ. 2549. การแยกและการหาสตู รโครงสราง Tamura, K., Dudley, J., Nei, M. and Kumar, S. 2007. MEGA4: Molecular evolutionary genetics ของสารออกฤทธ์ทิ างชีวภาพจากดอกบนุ นาค. analysis (MEGA) software version 4.0. วทิ ยานพิ นธป ริญญามหาบณั ฑติ . มหาวิทยาลยั Molecular Biology and Evolution. 24:1596- เชียงใหม, เชยี งใหม. 1599. Larkin, M.A., G. Blackshields, N.P. Brown, R. Chenna, P.A. McGettigan, H. McWilliam, F. Valentin, I.M. Watterson, G.A. 1984. Allele frequencies after a Wallace, A. Wilm, R. Lopez, J.D. Thompson, T.J. bottleneck. Theor. Populat. Biol. 26: 387- Gibson and D.G. Higgins. 2007. Sequence 407. analysis Clustal W and Clustal X version 2.0. Bioinformatics Applications Note. 23(21): Xu, Q., R. Liu and Liu, Y. 2009. Genetic population 2947-2948. structure of the swimming crab, Portunus Nei, M. 1987. Molecular Evolutionary Genetics. trituberculatus in the East China Sea based on Columbia University Press. New York. mtDNA 16S rRNA sequences. Journal of Experimental Marine Biology and Ecology. 371: 121-129. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

344 ผลของสภาพแสงและความเขม ขนของน้ําตาลตอการงอกและการพัฒนาของเมลด็ วา นเพชรหึง ในสภาพปลอดเช้อื EFFECT OF LIGHT CONDITION AND SUGAR CONCENTRATION ON GERMINATION AND DEVELOPMENT OF Grammatophyllum speciosum Blume SEED IN VITRO กาญจนา รงุ รัชกานนท* , เยาวลกั ษณ ฉัตรสวุ รรณ และ ภาคภมู ิ สบื นกุ ารณ Karnchana Rungruchkanont*, Yaowalak Chatsuwan and Parkpoom Subnugarn คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี 34190 Faculty of Agriculture, Ubon Ratchathani University, Warinchamrap, Ubon Ratchathani 34190 บทคัดยอ การเพิ่มประสทิ ธิภาพการขยายพนั ธวุ า นเพชรหงึ โดยการเพาะเมล็ดจะทาํ ใหสามารถผลิตตน ไดเ พยี งพอตอความตองการ การวจิ ัยน้ี มีวตั ถุประสงคเพ่อื ศึกษาสภาพแสงและความเขม ขนของนํ้าตาลตอ การงอกและพัฒนาของเมลด็ วา นเพชรหึงในสภาพปลอดเชอ้ื โดย นําเมล็ดเพาะลงบนอาหาร Vacin and Went (VW) ดัดแปลง ที่เติมน้ําตาลซโู ครส 5 ระดับ คือ 0 10 20 30 และ 40 กรัมตอลติ ร นําไปแยกเล้ียงในสภาพแสง 2 แบบ คือ (1) ไดรับแสง 16 ชั่วโมงตอวัน (แสง) (2) เก็บในท่ีมืด 10 สัปดาหแลวนํามาใหแสง 16 ชั่วโมงตอวัน (มืด/แสง) ทําการเพาะเล้ียงเปนเวลา 5 เดือน พบวา เมล็ดที่เพาะเลี้ยงบนอาหารที่เติมนํ้าตาลซูโครสระดับความ เขมขนที่ 0-20 กรัมตอลิตร ในสภาพมืด/แสง มีเปอรเซ็นตการงอกสงู 95-97% และอาหารทีเ่ ติมน้ําตาลซูโครส 0-10 กรัมตอลติ ร ในสภาพมืด/แสง สงเสรมิ ใหโปรโตคอรมมีการพัฒนาเปนโปรโตคอรมมใี บ 2 ใบ มากถงึ 33% Abstract Increasing the efficiency of propagation by seed culture of Grammatophyllum speciosum Blume would produce enough plants to meet the demand. The objectives of this research were to study the effect of light condition and sugar concentration on germination and development of G. speciosum seed in vitro. Seeds were cultured on modified Vacin and Went (VW) medium with five different concentration of sucrose; 0, 10, 20, 30 and 40 g/L. All seeds were kept in two light conditions; 10 weeks in dark then 16 h./d light (D/L) and 16 h./d light (L). After 5 months of culture, the result showed that VW medium with 0-20 g/L sucrose and kept in D/L condition presented high percentage of seed germination (95-97%). The VW medium with 0-10 g/L sucrose and kept in D/L condition presented high percentage of protocorm development with 2 leaf (33%) คําสาํ คัญ: กลว ยไม, การเพาะเมล็ด, การพัฒนาเปน โปรโตคอรม Keywords: Orchid, Seed culture, Protocorm development *ตดิ ตอ นักวจิ ยั : กาญจนา รุงรัชกานนท (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Karnchana Rungruchkanont (E-mail: [email protected] บทนํา สูตร พบวา อาหารสูตรที่เติมซโู ครส 20 กรัมตอลิตร รวมกบั ว า น เ พ ช ร หึ ง (Grammatophyllum speciosum กลวยหอม มันฝร่ัง อยางละ 50 กรัมหรือเติมมันฝรั่งอยาง เดียวและเติมผงถาน 1.5 กรัมตอลิตร ทําใหตนออนมีการ Blume) เปนกลว ยไมท ่ีมีขนาดใหญที่สุดในโลก มลี กั ษณะตน เจรญิ เตบิ โตดีทสี่ ดุ Khampa et. al. (2010) ศกึ ษาการเพาะ และดอกท่ีสวยงาม โดดเดน และมีสรรพคุณทางยา จึงเปนท่ี เมล็ด โดยเปรียบเทียบอาหาร 5 สูตร คือ Murashige and สนใจของคนท่ัวไป การเพาะเมล็ดกลวยไมในสภาพปลอด Skoog (MS), quarter of MS (1/4 MS), Gamborg B5 เช้ือเปนวิธีการเพ่ิมจํานวนกลวยไมสายพันธุแทที่มีประสิทธ-ิ (B5), VW and Knodson C (KC) โดยเติมและไมเ ติมผงถา น ภาพและนิยมทําในเชิงการคา มีงานวิจัยเก่ียวกับการเพาะ 0.5 กรัมตอลิตร เม่ือเพาะเลี้ยงเปนเวลา 12 สัปดาห พบวา เมล็ดวานเพชรหึง เชน บุญสนอง และจีรณัฐ (2553) ได อาหารสูตร KC ท่ีไมเติมผงถาน มีเมล็ดงอกเปนโปรโตคอรม ศึกษาสูตรอาหารท่ีเหมะสมตอการเจริญเติบโตของตนออน ขนาดใหญกวา 1 มิลลิเมตรสูงสุด Samala et. al. (2014) วานหางชางอายุ 12 เดือน บนอาหารดัดแปลงสูตร VW 12 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

345 ศกึ ษาการเพาะเมล็ดโดยเปรียบ เทยี บอาหาร 3 สูตร คอื half ลางฝกใหสะอาดดวยสบูเหลว จากนั้นเช็ดผิวฝกโดยใชสําลี strength Gamborg’s B-5 (1/2 B5), New Dogashima จุมแอลกอฮอล 70 เปอรเซ็นต ถูรอบๆ ฝกใหท่ัว นําฝกเขา ตู (ND), 1/2 MS ทุกสูตรเติมถาน 0.1 เปอรเซ็นต เมื่อเพาะ ปลอดเชื้อใชปากคีบ คีบฝกกลวยไมจุมลงในแอลกอฮอล 95 เลี้ยงเปนเวลา 30 วัน พบวา อาหารสูตร ½ B5 สามารถชัก เปอรเซ็นต นําไปผานเปลวไฟใหเปลวไฟลุกทวมฝกเพ่ือฆา นําใหเมล็ดงอกไดดีที่สุด คือ 96.9% โดยเมล็ดมีเอ็มบริโอ เชื้อที่ผิวฝก นําฝกวางลงบนจานแกวผาฝกตามความยาว ใช ขนาดใหญข้ึน เยาวลักษณ และกาญจนา (2561) ศึกษา ปากคีบคีบเอาเมลด็ ใสลงในขวดนาํ้ กลั่นทเ่ี ตรียมไวใ นปรมิ าณ องคประกอบอาหารและสภาพแสงตอการงอกและพัฒนา 10 มิลลิลิตร ปรับปริมาณเมล็ดกลวยไมใหได 150 - 200 ของเมล็ด พบวา อาหารที่เติมผงมันฝรั่งรวมกับน้ํามะพราว เมล็ดตอ 20 ไมโครลิตร ใชไมโครปเปตดูดเมล็ด 20 และเพาะในสภาพมืด 10 สัปดาห แลวนํามาใหแสง 16 ไมโครลติ ร โดยเพาะลงบนอาหาร VW ดัดแปลง ที่เติมกลว ย ช่ัวโมง/วัน ทําใหเมล็ดมีเปอรเซ็นตการงอกท่ีดีและทําให หอมบด 100 กรัมตอลิตร ผงมันฝรั่ง 5 กรัมตอลิตร และน้ํา เมล็ดมีการพัฒนาเปนโปรโตคอรม ระยะมี 2 ใบมากที่สุด ใน มะพราว 150 มิลลิลิตรตอ ลติ ร ผงวุน 6 กรัมตอลิตร ผงถาน ระยะเวลา 5 เดือน จากงานวิจัยที่ผานมาจะเหน็ วาการเพาะ 1 กรัมตอลิตร และเติมนํ้าตาลซูโครสโดยแบงระดับความ เมล็ดวานเพชรหึงตองใชระยะเวลานานกวาเมลด็ จะงอกและ เขมขนของนํ้าตาลซโู ครส 5 ระดับ คือ 0 10 20 30 และ 40 พัฒนาเปนโปรโตคอรม โดยใชเวลา 2-3 เดือน ซึ่งตางจาก กรัมตอลิตร นําไปแยกเลี้ยงในสภาพแสง 2 แบบ คือ (1) กลวยไมช นดิ อน่ื ๆ ที่ใชเวลา 2 สัปดาห – 1 เดือนในการงอก ไดรับแสง 16 ชว่ั โมงตอ วนั (แสง) (2) เก็บในทีม่ ืด 10 สปั ดาห และพัฒนาเปนโปรโตคอรม ดังน้ันผูวิจัยจึงศึกษาปจจัยอ่ืนๆ แลวนํามาใหแสง 16 ช่ัวโมงตอวัน (มืด/แสง) วางแผนการ ที่ มี ผ ล ต อ ก า ร ง อ ก แ ล ะ พั ฒ น า ข อ ง เ ม ล็ ด ว า น เ พ ช ร หึ ง ทดลองแบบ 2x5 Factorial in Completely Randomized จุดประสงคของการทดลองน้ีเพ่ือศึกษาสภาพแสงและความ Design โดยปจจัย A คือสภาพการใหแสง และปจจัย B คือ เขมขนของนํ้าตาลท่ีเหมาะสม ตอการงอกและการพัฒนา ระดับความเขมขนน้ําตาลซูโครส มี 10 ทรีทเมนตๆ ละ 10 ข อ งเ ม ล็ ด เ พ่ื อ ให ก า รข ยาย พัน ธุ โดยเพาะเมล็ดมี ซ้ํา เปรียบเทียบคาเฉลี่ยดวยวิธี Duncan’s Multiple ประสทิ ธิภาพมากข้นึ งานวิจัยนเ้ี ปนงานสนองพระราชดาํ รใิ น Range Test (DMRT) จากน้ันนําไปเล้ียงในหองเพาะเลี้ยง โครงการอนุรกั ษพ ันธุกรรมพืชอนั เนื่องมาจากพระราชดาํ ริฯ เนื้อเยอ่ื อณุ หภมู ิ 25±2 องศาเซลเซียส ทําการเพาะเล้ยี งเปน วิธีการทดลอง เวลา 5 เดือน การเก็บขอมูลใชกลองจุลทรรศน Stereo นับ จํานวนการงอกของเมล็ดและระยะการพัฒนาของเมล็ดวาน นําฝกวานเพชรหึงอายุ 8 เดือน มาทําความสะอาด ตัด เพชรหึงโดยแบงเปน 5 ระยะ (ภาพที่ 1) กลีบดอกแหงและปลายเสาเกสรที่ติดอยูออกใหหมด แลว AB C DE ภาพท่ี 1 ระยะโปรโตคอรม ทพ่ี ฒั นาจากการเพาะเมล็ดของวา นเพชรหึง หลังจากการเพาะเมล็ดเปนเวลา 5 เดือน (A) ระยะท่ี 1 เมลด็ ไมง อก, S1 (B) ระยะที่ 2 โปรโตคอรมที่มลี กั ษณะบวมสขี าว, S2 (C) ระยะที่ 3 โปรโตคอรมทมี่ กี ารพฒั นาเปน สีเขยี ว, S3 (D) ระยะที่ 4 โปรโตคอรม มียอดแหลม, S4 (E) ระยะท่ี 5 โปรโตคอรม มใี บ 2 ใบ, S5 สเกล = 200 µM การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

346 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง ไดถาขาดน้ําตาล ปจจัยความเขมขนของน้ําตาลมีผลตอการ ปจจัยแสงมีผลตอการงอกของเมล็ดวานเพชรหึง พบวา พัฒนาเปนโปรโตคอรม พบวา ระดับน้ําตาล 0-20 กรัมตอ ลิตร ทําให โปรโตคอรมพัฒนาในระยะ โปรโตคอรมมียอด เมล็ดที่เพาะเลี้ยงในที่มืด 10 สัปดาห แลวนําออกมาใหแสง แหลม (S4) 9.85-11.81% และ โปรโตคอรมมีใบ 2 ใบ (S5) (มืด/แสง) มีการงอก 87.05 % มากกวาเมล็ดท่ีเพาะโดยให 10.70-17.19% ซ่ึงมากกวาระดับนํ้าตาล 40 กรัมตอลิตร แสง 16 ช่ัวโมง/วัน (แสง) มีการงอก 23.38 % อยางมี อยางมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติ (ตารางท่ี 2) ดังนั้นปริมาณ นัยสําคัญย่ิงทางสถิติ (ตารางท่ี 1) ในดานการพัฒนาของ นํ้าตาลที่สูงเกินไปมีผลยับย้ังตอการงอกและพัฒนาของ เมล็ด พบวา เมล็ดที่เพาะเลี้ยงในที่มืด 10 สัปดาห แลวนํา โ ป ร โ ต ค อ ร ม ไ ด ซ่ึ ง ส อ ด ค ล อ ง กั บ Pimsen and ออกมาใหแสง (มืด/แสง) มีการพัฒนาเปนโปรโตคอรมใน Kanchanapoom (2011) ที่ทําการเพาะเล้ียงโปรโตคอรม ระยะ โปรโตคอรมท่ีมีการพัฒนาเปนสีเขียว (S3) โปรโต กลวยไม Grammatophyllum speciosum Blume พบวา คอรมมียอดแหลม (S4) โปรโตคอรมมีใบ 2 ใบ (S5) มากกวา เม่ือทําการเพาะเล้ียงบนอาหารที่เติมน้ําตาลกลูโคสที่ความ เมล็ดท่ีเพาะโดยใหแสง 16 ชั่วโมง/วัน (แสง) อยางมี เขมขน 8 เปอรเซ็นต โปรโตคอรมมีการรอดชีวิตนอยที่สุด นัยสําคัญยิ่งทางสถิติ (ตารางท่ี 2) ซึ่งสอดคลองและเปน การ เพียง 30 เปอรเซ็นต และพบวาน้ําตาลทุกชนิดถาใสใน ยืนยันผลการทดลองกอนหนาน้ี โดยเยาวลักษณและ ปริมาณที่สูงสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตได น้ําตาลเปน กาญจนา (2561) ท่ีรายงานวา เมล็ดวานเพชรหึงควรเพาะ แหลงคารโบไฮเดรตที่สําคัญของการพัฒนา เนื่องจากเมล็ด เพาะเลี้ยงในที่มืด 10 สัปดาห แลวนําออกมาใหแสง (มืด/ กลวยไมมีปริมาณคารโบไฮเดรตนอยมาก จึงตองการแหลง แสง) ปจจัยแสงมีผลตอการพัฒนาเปนโปรโตคอรม โดย คารโ บไฮเดรตจากภายนอกเพ่ือใชใ นการงอก (Kauth et. al. เมล็ดท่ีเพาะในที่มืด/แสง มีการพัฒนาเปนโปรโตคอรมมาก 2008) แตการทดลองน้ีทรีทเมนตที่ไมไดใสนํ้าตาลแตเมล็ด กวาเมล็ดท่ีเพาะในสภาพแสง เน่ืองจากเมลด็ ทเ่ี พาะในสภาพ ยังสามารถงอกและพัฒนาได เนื่องจากการทดลองนี้ไดใส มืด/แสง มีเปอรเซ็นตการงอกท่ีสูงกวาเมล็ดที่เพาะในสภาพ สารประกอบอนิ ทรยี  เชน กลวยหอมบดและมันฝรัง่ ผง ซง่ึ ถือ แสง และเมล็ดที่เพาะในสภาพมืด/แสง มีการงอกเร็วกวาจึง เปนแหลง คารโบไฮเดรตของเมล็ดกลว ยไมเ พือ่ ใชใ นการงอก มีการพฒั นาเปน โปรโตคอรมไดเรว็ กวา สวนปจจัยรวมสภาพแสงและระดับความเขมขนของ ปจจัยความเขมขนของน้ําตาลซูโครสมีผลตอการงอก น้ําตาลตอการงอก พบวา ระดับความเขมขนของน้ําตาล และพัฒนาของเมล็ดวานเพชรหึง พบวาการไมเติมนํ้าตาล ซโู ครสที่ 0 - 20 กรัมตอ ลิตร ท่เี พาะเลี้ยงในสภาพมืด/แสง มี ซูโครส (0 กรัม) เมล็ดมีเปอรเซ็นตการงอกมากกวาเมล็ดที่ เปอรเซ็นตงอกสูงที่สุด 95.31-97.22% ซึ่งมีความแตกตาง เพาะเลี้ยงในอาหารทเี่ ติมน้าํ ตาลความเขมขน 20-40 กรมั ตอ อยางมนี ยั สําคัญย่งิ ทางสถิติกบั ระดับปจจยั อ่ืนๆ (ตารางที่ 1) ลิตร ซ่ึงมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติ แตไมมี ปจจัยรวมระหวางสภาพแสงและความเขมขนของน้ําตาลมี ความแตกตางทางสถิติกับอาหารท่ีเติมน้ําตาล 10 กรัมตอ ผลตอการพัฒนาเปนโปรโตคอรม พบวา เมล็ดท่ีเพาะเล้ียง ลิตร (ตารางท่ี 1) ดังน้ันการเติมน้ําตาลซูโครสท่ีระดับความ บนอาหารที่เติมน้ําตาลซูโครสท่ี 0-10 กรัมตอลิตร ท่ี เขมขน 0-20 กรัมตอลิตร ทําใหเมล็ดงอกไดดีแตเม่ือเติม เพาะเลี้ยงในสภาพมืด/แสง มีการพัฒนาเปนโปรโตคอรม น้ําตาลที่ 30-40 กรัมตอลิตร ทําใหเปอรเซ็นตการงอกของ ระยะ S5 มากท่ีสุด 33.16-33.48% รองลงมาคือ ระดับ เมล็ดลดลง สอดคลองกับ Peirik et. al. (1988) รายงานวา นํ้าตาล 20 กรัมตอลิตร ในสภาพมืด/แสง มีคา 21.40% ปริมาณน้ําตาลท่ีเพิ่มสูงข้ึนสงผลใหการงอกของเมล็ด สวนเมล็ดท่ีเพาะในสภาพแสงทุกระดับความเขมขนของ กลวยไม Paphiopedilum ciliolare ลดลง จากการทดลอง นํ้าตาลมีการพัฒนาโปรโตคอรมระยะ S4 และ S5 นอยมาก น้ีการเพาะเมล็ดวานเพชรหึงในอาหารท่ีไมเติมนํ้าตาลก็ รวมถึงเมล็ดท่ีเพาะเล้ียงบนอาหารที่เติมนํ้าตาลซูโครสที่ 40 สามารถงอกได ซึ่งแตกตางจาก Ernst and Arditti (1990) กรมั ตอ ลิตรในสภาพมืด/แสงดว ย (ตารางท่ี 2 และภาพที่ 2) ท่ีพบวากลวยไม Phalaenopsis ไมสามารถงอกและพัฒนา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

347 100% 90% 80% 70% 60% 50% 40% 30% 20% 10% 0% L D/L L D/L L D/L L D/L L D/L S0 S10 S20 S30 S40 S1 non germination S2 enlarged seed, white S3 enlarged seed, green S4 protocorm with green point shoot S5 protocorm with 2 leaf ภาพท่ี 2 เปอรเซน็ ตการพัฒนาของเมล็ดและโปรโตคอรม จากการเพาะเมล็ดบนอาหารสตู ร VW ดัดแปลง ท่ีเตมิ นํา้ ตาล ซูโครสที่ระดับความเขม ขนตา งๆ และเลีย้ งในสภาพแสงท่ีแตกตา งกนั หลังจากเพาะเล้ียงเปน เวลา 5 เดอื น (D/L) เพาะเลย้ี งในทม่ี ืด 10 สัปดาห แลว ยา ยออกในสภาพแสง (L) เพาะเล้ียงในสภาพแสง (S0) ไมเติมนาํ้ ตาลซโู ครส (S10) นาํ้ ตาลซูโครส 10 ก./ล. (S20) น้ําตาลซูโครส 20 ก./ล. (S30) นํ้าตาลซโู ครส 30 ก./ล. (S40) นาํ้ ตาลซโู ครส 40 ก./ล. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

348 ตารางที่ 1 เปอรเ ซ็นตง อกของการงอกเมลด็ วา นเพชรหึง บนอาหารสตู ร VW ดดั แปลง ทเ่ี ตมิ นํ้าตาลซโู ครสทร่ี ะดบั ความ เขมขนตา งๆ ภายใตสภาพแสงที่แตกตางกนั หลังเพาะเล้ียงเปน เวลา 5 เดือน นาํ้ ตาล(ก/ล) 0 10 20 30 40 คาเฉลยี่ สภาพแสง สภาพแสง มืด/แสง 97.22a 95.96a 95.31a 89.50b 57.24c 87.05A แสง 39.69d 29.98e 23.37f 14.54g 9.33h 23.38B คาเฉลยี่ นาํ้ ตาล 68.46A 62.97AB 59.34B 52.02C 33.29D คาเฉล่ยี ท่ีตามดวยตวั อักษรตวั พมิ พเ ล็กทเ่ี หมอื นกันไมมคี วามแตกตางทางสถติ ิ โดยวิธี DMRT P=0.05 คาเฉลีย่ สภาพแสงท่ีตามดว ยตัวอกั ษรตัวพมิ พใ หญท ่เี หมือนกนั ไมมคี วามแตกตางทางสถิติ โดยวิธี DMRT P=0.05 คา เฉลีย่ นํ้าตาลท่ตี ามดว ยตวั อักษรตัวพมิ พใหญท่ีเหมือนกันไมมคี วามแตกตางทางสถิติ โดยวธิ ี DMRT P=0.05 ตารางท่ี 2 เปอรเ ซ็นตการพัฒนาของเมลด็ และโปรโตคอรม จากการเพาะเมล็ดบนอาหารสตู ร VW ดดั แปลงท่เี ตมิ นาํ้ ตาล ซโู ครสความเขม ขน ตา งๆ หลังจากเพาะเลยี้ งเปน เวลา 5 เดือน ปจจยั ระดบั ปจจัย ระยะการพัฒนาของเมลด็ และโปรโตคอรม สภาพแสง มดื /แสง S1 S2 S3 S4 S5 12.95b 5.12b 46.46a 15.80a 19.67a แสง 76.62a 13.50a 9.21b 0.40b 0.27b T-test ** ** ** ** ** 31.54d 32.05 10.01ab 17.19a ความเขม ขนนํา้ ตาล 0 37.03cd 9.20 26.90 9.85ab 16.81a ซโู ครส 40.66c 26.91 11.81a 10.70ab (กรัม/ลิตร) 10 9.42 20 9.92 30 47.98b 8.90 31.22 6.82b 5.08bc 40 66.71a 9.11 22.10 2.01c 0.07c F-test ** ns ns ** ** 2.78h 2.32d 42.00c 19.42b 33.48a สภาพแสง*ความ มดื /แสง * 0 4.04h 3.38d 40.42c 19.00b 33.16a เขมขนนํา้ ตาลซโู ครส มืด/แสง * 10 4.69h 3.13d 47.62b 23.16a 21.40b (กรัม/ลิตร) มืด/แสง * 20 มืด/แสง * 30 10.50g 6.72c 59.09a 13.54c 10.15c มดื /แสง * 40 42.76f 10.07b 43.17bc 3.88d 0.12d แสง * 0 60.31e 16.08a 22.11d 0.60e 0.90d 70.02d 15.46a 13.38e 0.69e 0.45d แสง * 10 แสง * 20 76.63c 16.70a 6.20f 0.47e 0.00d แสง * 30 85.46b 11.09b 3.35f 0.10e 0.00d แสง * 40 90.67a 8.15c 1.03f 0.15e 0.00d F-test ** ** ** ** ** ns= ไมมีความแตกตา งทางสถติ ิ **มีความแตกตา งทางสถติ ิทรี่ ะดับความเชอ่ื มน่ั 99% คา เฉลยี่ ท่ีตามดวยตวั อกั ษรท่ีเหมือนกันในคอลมั นไมมีความแตกตา งทางสถิติ โดยวธิ ี DMRT P=0.05 S1 เมล็ดไมง อก, S2 โปรโตคอรมท่ีมีลกั ษณะบวมสีขาว, S3 โปรโตคอรมทีม่ ีการพัฒนาเปนสเี ขียว, S4 โปรโตคอรม มยี อดแหลม, S5 โปรโตคอรมมใี บ 2 ใบ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

349 สรุป maltooligosac-charides by Phalaenopsis ปจจัยสภาพแสงมีอิทธิพลตอการงอกและพัฒนาของ (Orchidaceae) seedlings. American Journal of Botany. 77(2): 188–195. เมล็ดมากกวาปจจัยระดับน้ําตาล และทั้งสองปจจัยมี Kauth, P.J., D. Dutra, T.R. Johnson, S.L. Stewart, ปฏสิ ัมพนั ธร วมระหวา งกนั เมล็ดท่เี พาะเลย้ี งบนอาหารที่เติม M.E. Kane and W. Vendrame. 2008. Techniques นํ้าตาลซูโครสระดับความเขมขนท่ี 0-20 กรัมตอลิตร ใน and application of in vitro orchid seed สภาพมืด/แสง มีเปอรเซ็นตการงอกสงู โดยมีเปอรเซ็นตการ germination. pp. 375-391. In Floriculture, งอก 95-97 เปอรเซ็นต และอาหารที่เติมน้ําตาลซูโครสที่ 0- Ornamental and Plant Biotechnology Vol. 5. 10 กรัมตอลิตร ในสภาพมืด/แสง สงเสริมใหโปรโตคอรม มี Global Science Books: UK. การพัฒนาเปนโปรโตคอรมระยะ S5 มากท่ีสุด โดยมีการ Khampa, S., P. Wangsomnuk and P. Wangsomnuk. พฒั นาที่ 33 เปอรเซ็นต 2010. Factors affecting seed germination of กิตติกรรมประกาศ Grammatophylum speciosum cultured in vitro. AsPac J. Mol. Biol. Biotechnol. 18(1): 193- ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีท่ีไดสนับสนุนทุน 197. วจิ ัย และคณะเกษตรศาสตรส ําหรับสถานที่ในการทําวิจัย Pierik, R.L.M., P.A. Sprenkels, B. Van Der Harst and เอกสารอา งองิ Q.G. Van Der Meys. 1988. Seed germination บุญสนอง ชว ยแกว และจีรณฐั ทางมีศร.ี 2553. การพฒั นา and further development of plantlets of Paphiopedilum ciliolare Pfitz. in vitro. สตู รอาหารเพื่อเพาะเล้ียงเมล็ดวานหางชา งในสภาพ Scientia Horticulturae 34(2): 139-153. ปลอดเชอื้ . น. 1-6. ใน การประชุมวชิ าการ Pimsen, M. and K. Kanchanapoom. 2011. Effect of พฤกษศาสตรแ หง ประเทศไทย ครง้ั ที่ 5. กรงุ เทพฯ: basal media and sugar types on in vitro มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. regeneration of Grammatophyllum speciosum เยาวลักษณ ฉัตรสุวรรณ และ กาญจนา รุงรชั กานนท. Blume. Notulae Scientia Biologicae. 3(3): 101- 2561. ผลขององคประกอบอาหารและสภาพแสงตอ 104. การงอกและการพฒั นาของเมล็ดกลว ยไมเพชรหงึ ใน Samala, S., S. Te-chato, S. Yenchon and K. สภาพปลอดเชอื้ . น 487-494. ใน การประชมุ วชิ าการ Thammasiri. 2014. Protocorm-like body การเสนอผลงานวิจัยระดับบณั ฑติ ศกึ ษาแหง ชาติ ครั้ง proliferation of Grammatophyllum speciosum ท่ี 19 ขอนแกน : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน . through asymbiotic seed germination. Ernst, R. and J. Arditti. 1990. Carbohydrate ScienceAsia. 40: 379-383 physiology of orchid seedlings III: Hydrolysis of การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

350 ผลของอุณหภูมิและระยะเวลาตอ การเก็บรักษาฝก วานเพชรหงึ EFFECT OF TEMPERATURE AND DURATION TIME ON CAPSULE PRESEVATION OF Grammatophyllum speciosum Blume กาญจนา รงุ รชั กานนท* , เยาวลักษณ ฉัตรสุวรรณ และ ภาคภมู ิ สบื นกุ ารณ Karnchana Rungruchkanont*, Yaowalak Chatsuwan and Parkpoom Subnugarn คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลยั อุบลราชธานี อ.วารนิ ชําราบ จ.อุบลราชธานี 34190 Faculty of Agriculture, Ubon Ratchathani University, Warinchamrap, Ubon Ratchathani 34190 บทคดั ยอ วานเพชรหึงเปนกลวยไมท่ีมีความสวยงามและโดดเดนท้ังตนและดอก สามารถนํามาใชประโยชนทางยา การวิจัยครั้งน้ีมี วัตถุประสงคเพ่ือ ศึกษาอุณหภูมิและระยะเวลาการเก็บรักษาฝกวานเพชรหึง โดยนําฝกอายุ 8 เดือน มาเก็บรักษาท่ีอุณหภูมิ 10 และ 25 องศาเซลเซียส เปนเวลา 7 14 21 และ 30 วัน หลังจากนั้นนําเมล็ดมาทดสอบความมีชีวิตและเพาะเมล็ดบน อาหารในสภาพปลอดเชื้อ ผลการทดลองพบวา เมล็ดจากฝก ที่เก็บรักษาในอุณหภูมิ 10 และ 25 องศาเซลเซียส มีเปอรเซน็ ต ความมีชีวติ สงู 90-95% และเมล็ดมีการพฒั นาเปน โปรโตคอรมในระยะมยี อดแหลมหรือโปรโตคอรมมีใบ 2 ใบ (S4) 66-77% ระยะเวลาการเก็บรักษา 7-21 วัน เมล็ดมีชีวิต 95-97% และเมล็ดสามารถพัฒนาเปนโปรโตคอรมระยะ S4 มีคา 76-79% ความมีชีวิตและการพัฒนาของโปรโตคอรมลดลงเมอื่ เก็บรักษาฝกเปนเวลา 30 วัน ดังน้ันปจจัยระยะเวลามีอิทธิพลมากกวา ปจจัยอุณหภูมใิ นการเก็บรักษาฝก และมีปฏสิ ัมพันธรวมระหวางปจ จยั ทั้งสอง สรุปไดวาการเก็บรกั ษาฝก วา นเพชรหึงสามารถ เกบ็ รกั ษาทอ่ี ณุ หภมู ิ 25 องศาเซลเซยี ส ไดนาน 30 วัน และเกบ็ รกั ษาทอี่ ณุ หภูมิ 10 องศาเซลเซียส ไดน าน 21 วัน Abstract Grammatophyllum speciosum Blume has beautiful and distinctive trees and flowers. It also possesses medicinal property. The objectives of this research were to study the effect of temperature and duration time on capsule preservation of G. speciosum. The 8-month age capsules were stored at 10 and 25ºC on duration time of 7, 14, 21 and 30 days. Seeds in capsules were tested for viability and cultured on medium in vitro. The results showed that the seeds from capsules stored at 10 and 25ºC presented high viability (90-95%) and 66-77% of them developed to protocorms with green pointed shoot or protocorms with 2 leaves (S4). The storage duration of 7-21 days resulted in high seed viability (95-97%) and large quantity of S4 protocorms (76-79%). The viability of seed and numbers of S4 protocorm decreased when capsules stored for 30 days. Therefore, duration time had more influence than temperature and there was interaction between the two factors. It concluded that capsule of G. speciosum could be stored at 25ºC for 30 days and 10ºC for 21 days. คาํ สาํ คัญ: กลว ยไม การเพาะเมลด็ การพัฒนาเปนโปรโตคอรม ความมชี ีวติ ของเมล็ด Keywords: Orchid, Seed culture, Protocorm development, Seed viability *ตดิ ตอ นกั วจิ ัย: กาญจนา รุงรชั กานนท (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Karnchana Rungruchkanont (E-mail: [email protected]) บทนาํ เดน และมีสรรพคุณทางยา จึงเปนท่ีสนใจของคนท่ัวไป จาก ว า น เ พ ช ร หึ ง (Grammatophyllum speciosum ปริมาณความตองการวานเพชรหึงท่ีมากข้ึน ประกอบกับใน ธรรมชาติมีจํานวนท่ีนอยลง จึงจําเปนตองขยายพันธุวาน Blume) มีการกระจายพันธุตามปาดิบแลงและปาโกงกาง เพชรหึงเพื่ออนุรักษพันธุกรรมไว และสามารถนําไปใช ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต และ ประโยชนไดอยางยั่งยืน เน่ืองจากวานเพชรหึงเปนกลวยไม ภาคใต ของประเทศไทย (พัชรียา, 2553) จัดเปนกลว ยไมท ่ีมี เมล็ดกลวยไมไมสามารถงอกไดเองตามธรรมชาติตองอาศัย ขนาดใหญท่ีสุดในโลก มีลักษณะตน และดอกท่ีสวยงาม โดด การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

351 เชื้อราไมคอรไรซาชวยเปนแหลงอาหารในการงอกและ เครอ่ื งเขยาสาร โดยใชความเรว็ รอบ 5 รอบตอ นาที นาน 30 เจริญเติบโต นอกจากน้ันเมล็ดกลวยไมสามารถงอกไดใน นาที แลวบมในทีม่ ดื ที่อณุ หภมู ิ 40 องศาเซลเซียส เปน เวลา อาหารสังเคราะหท่ีมีสภาพปลอดเช้ือ (กาญจนา, 2555) ซ่ึง 24 ช่ัวโมง บนั ทึกผลความมชี วี ิต โดยการนบั เมลด็ ท่ีเอ็มบรโิ อ วธิ ีการนี้สามารถขยายพันธุกลวยไมไ ดในปริมาณมาก และใช ติดสีแดงสวย และติดสีแดงปานกลาง ดังในภาพท่ี 2 ภายใต ระยะเวลาส้ันกวาการขยายพันธุแบบอ่ืนๆ การเพาะเมล็ด กลองจุลทรรศน สวนที่ 2 นําเมล็ดมาเพาะเล้ียงบนอาหาร วานเพชรหึงเปนวิธีการอนุรักษและเพ่ิมจํานวนอยางมี สูตร VW ดัดแปลง ท่ีเติมนํ้ามะพราว 150 มิลลิลิตรตอลิตร ประสิทธิภาพ (Yam et. al., 2010) ข้ันตอนการขยายพันธุ มันฝร่ังผง 5 กรัมตอลิตร น้ําตาลซูโครส 10 กรัมตอลิตร ผง กลวยไมดวยเมล็ดจําเปนตองเก็บฝกแกหรือฝกออน (อายุ 2 วุน 6 กรัมตอลิตร และผงถาน 1 กรัมตอลิตร บันทึกระยะ ใน 3 ของฝกแก) จากตนกลว ยไม จากน้ันทําความสะอาดผวิ การพัฒนาของเมลด็ โดยแบงเปน 4 ระยะ ดงั ภาพท่ี 3 ฝกและฆาเช้ือผิวฝก และนําเมล็ดภายในฝกมาเพาะเลี้ยงใน อาหารวิทยาศาสตรในสภาพปลอดเชื้อ ดังน้ันการเก็บรักษา วางแผนการทดลองแบบ 2×4 Factorial in ฝกเพื่อใหเมล็ดมีคุณภาพทดี่ ีจึงเปนปจจัยสาํ คัญประการหน่งึ Completely Randomized Design (CRD) โดยปจ จัยแรก ทําใหสามารถสงฝกกลวยไม หรือเก็บรักษาฝก เพ่ือการ คอื ปจ จัยอณุ หภมู ิที่เกบ็ รกั ษา มี 2 ระดับ 10 และ 25 องศา แลกเปลยี่ นภายในประเทศหรือตางประเทศ จุดประสงคของ เซลเซยี ส ปจจัยทีส่ อง คอื ปจ จยั เวลาท่ีเกบ็ รกั ษา มี 4 ระดบั การทดลองนเี้ พอ่ื ศึกษาอุณหภูมิและระยะเวลาการเก็บรักษา 7 14 21 และ 30 วนั แตละทรที เมน ตมี 5 ซ้าํ เปรียบเทยี บ ฝก ท่เี หมาะสม เพือ่ ใหเ มล็ดภายในฝก สามารถงอกและพัฒนา คา เฉล่ียดว ยวิธี Duncan’s Multiple Range Test (DMRT) เปนตนที่สมบูรณได งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริใน โครงการอนุรักษพ ันธกุ รรมพชื อันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ วิธีการทดลอง ภาพที่ 1 การบรรจฝุ ก ในถุงกอ นทําการเกบ็ รกั ษาในอณุ หภมู ิ นําฝกวานเพชรหึงอายุ 8 เดือน มาทําการเก็บรักษา และระยะเวลาตางๆ โดยหอหุมดวยกระดาษทิชชู และหอหุมดวยกระดาษ หนังสือพิมพ เพื่อเปนการดูดซับความช้ืนภายนอกฝก และ บรรจุในถุงซิปล็อค PE (Polyethylene) (ภาพที่ 1) จากนั้น นําไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 และ 25 องศาเซลเซียส เปน ระยะเวลา 7 14 21 30 วัน เม่ือครบกําหนดเวลา นําฝกมา ทําความสะอาดผิวฝกโดยเช็ดดวยแอลกอฮอล 70% แลวจึง นําเขาไปในตูปลอดเชื้อ ทําการฆาเชื้อผิวรอบนอกฝกดวย เปลวไฟ ทําการผาฝกและนําเมล็ดท่ีอยูภายในแบงเปน 2 สวน สวนที่ 1 นําเมล็ดมายอมดวย 2,3,5-triphenyl tetrazolium chloride (TTC) 1 เปอรเซ็นต นําไปเขยาใน เมล็ดตดิ สแี ดงเขม ; เมลด็ ติดสแี ดงสวย; เมล็ดตดิ สแี ดงปานกลาง; เมลด็ ติดสีแดงเล็กนอ ย; เมลด็ ไมต ิดสี; ไมม ีชวี ิต มีชีวิต มชี ีวติ ไมม ชี ีวิต ไมม ชี ีวิต ภาพที่ 2 ระดบั การตดิ สีของเอ็มบริโอภายในเมลด็ กลวยไมเ พ่อื ประเมนิ ความมชี วี ิตดว ยสาร TTC ที่ความ เขม ขน 1 เปอรเซ็นต การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

352 AB C DE ภาพที่ 3 ระยะโปรโตคอรม ทพ่ี ฒั นาจากการเพาะเมลด็ ของวานเพชรหงึ หลังจากการเพาะเมลด็ เปน เวลา 5 เดอื น (A) เมล็ดไมง อก (S1) (B) โปรโตคอรม ทมี่ ลี กั ษณะบวมสีขาว (S2) (C) โปรโตคอรม ทมี่ กี ารพฒั นาเปน สีเขยี ว (S3) (D) โปรโตคอรม มยี อดแหลม (E) โปรโตคอรม มใี บ 2 ใบ (S4) สเกล = 200 µm ผลและวิจารณผ ลการทดลอง – 99.20 % (ตารางท่ี 1) จากผลการทดลองแสดงใหเห็นวา ฝกท่ีเก็บในอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เปลือกมีการ ความมีชีวิตของเมล็ดภายในฝกวานเพชรหึงลดลงเมื่อเก็บ รักษาฝกเปนเวลานาน 30 วัน โดยเฉพาะเมื่อเก็บรกั ษาฝกที่ เปลี่ยนเปนสีนํ้าตาล (ภาพท่ี 4) เกิดอาการสะทานหนาว อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส การท่ีเก็บรักษาฝกกลวยไมท้ัง (chilling injury) อาการสะทานหนาวสามารถเกิดไดกับพืช ฝก สามารถเก็บรักษาในระยะเวลาส้ันกวาการเก็บรักษา หรือสวนของพืช เม่ืออยูในสภาพที่มีอุณหภูมิตํ่าแตเหนือจุด เมล็ดกลวยไม เนื่องจากภายในฝกมีสภาพความชื้นสูง เยือกแข็งจนเกิดความผิดปกติข้ึนและแสดงออกเปนอาการ มากกวา 90% สภาพความช้ืนสูงมีผลทําใหความมีชีวิตของ ใหเห็นและตายในที่สุด (จริงแท, 2549) แตเม่ือนําเมล็ด เมล็ดกลวยไมลดลง การเก็บรักษาเมล็ดท่ีอุณหภูมิต่ําตอง ภายในฝกมาทดสอบความมีชีวิต เมล็ดมีเปอรเซ็นตความมี คํานึงถึงการลดความชื้นอยางถูกตอง (Seaton and Hailes, ชีวิตสูง คาเฉลี่ย 90.34 % ซึ่งไมมีความแตกตางทางสถิติ 1989; Kauth et al., 2008) ดานการพฒั นาของเมล็ดเมอ่ื นาํ จากเมล็ดในฝกท่ีเก็บรักษาอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส มี เมล็ดเพาะเล้ียงบนอาหาร พบวา เมล็ดท่ีเก็บรักษาใน คาเฉลีย่ 95.06 % (ตารางท่ี 1) แสดงวา อาการสะทา นหนาว อุณหภูมิ 10 และ 25 องศาเซลเซียส สามารถพัฒนาไดเปน มีผลตอผิวเปลือกเทาน้ัน ซ่ึงเปลือกฝกวานเพชรหึงมีความ ปกติจนถึงระยะโปรโตคอรมมียอดแหลม หรือโปรโตคอรม มี หนาถงึ 0.5 เซนติเมตร จงึ ปอ งกันความเย็นเขา สเู มลด็ ภายใน ใบ 2 ใบ (S4) ซึ่งคาเฉล่ียของเมล็ดที่เก็บในอุณหภูมิ 25 ฝกได และสวนเมล็ดกลวยไมเองก็สามารถเก็บรักษาไวที่ องศาเซลเซียส มีการพัฒนาถึงระยะ S4 77.28 % ซ่ึง อณุ หภูมิ 5 องศาเซลเซยี ส ในสภาพความช้ืนที่เหมาะสมเปน มากกวาคาเฉล่ียของเมล็ดที่เก็บในอุณหภูมิ 10 องศา เวลาหลายป (Seaton, 2007) ปจจัยระยะเวลาเก็บรักษามี เซลเซียส มีการพัฒนาถึงระยะ S4 66.84 % (ตารางที่ 2) ผลตอความมีชีวิตของเมล็ด โดยระยะเวลาการเก็บฝกนาน ปจจัยดานระยะเวลาเก็บรักษา การเก็บรกั ษาเปนเวลา 7-21 7-21 วนั เมล็ดมเี ปอรเซ็นตความชีวติ ไมแ ตกตางกันทางสถิติ วัน เมลด็ มกี ารพัฒนาถงึ ระยะ S4 ไมแตกตางกันทางสถติ ิโดย โดยมีคาเฉล่ีย 95.24 – 97.05 % แตเม่ือเก็บรักษาฝกเปน มีคา 76-79 % สวนการเก็บรักษาระยะเวลานานถึง 30 วัน เวลา 30 วัน เปอรเซ็นตความมีชีวิตของเมล็ดเร่ิมลดลงมี มีผลทําใหการพัฒนาของเมล็ดในระยะ S4 มีคาลดลง โดยมี คาเฉลี่ย 81.55 % ความมีชีวิตของเมล็ดยังมีผลเน่ืองจาก คาเฉล่ีย 56.10 % ปจจัยรวมระหวางอุณหภูมิและ ปจจัยรวมระหวางอุณหภูมิและระยะเวลาการเก็บฝก โดย ระยะเวลาการเกบ็ รักษามผี ลตอ การพัฒนาของเมลด็ โดยการ เปอรเ ซ็นตความมีชวี ิตของเมลด็ นอยทส่ี ดุ 65.75 % เม่ือเก็บ เก็บท่ีอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 21 วัน มีคาการ รักษาเมล็ดท่ีอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เปนเวลา 30 วัน พัฒนาในระยะ S4 มากท่ีสดุ 82.04 % แตไ มม คี วามแตกตาง สวนทรีทเมนตอื่นๆ มีคาเปอรเซ็นตความมีชีวิตเฉลี่ย 91.29 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

353 ทางสถิติจากทรีทเมนตท่ีเก็บรักษาท่ีอุณหภูมิ 25 องศา ภาพที่ 4 การเปล่ียนแปลงสีเปลือกของฝกวานเพชรหึง เซลเซียส ระยะเวลา 7-30 วัน และการเก็บที่อุณหภูมิ 10 หลงั จากการเกบ็ รกั ษาทีอ่ ุณหภูมิ 10 องศาซลเซียส องศาเซลเซียส เปนเวลา 30 วัน มีคาการพัฒนาในระยะ S4 (ซา ย) อณุ หภมู ิ 25 องศาเซลเซียส (ขวา) เปน เวลา นอยท่ีสุด 36.41 % (ตารางที่ 2) ซึ่งการพัฒนาของเมล็ด 7 วนั กลวยไมมีความสัมพันธไปในทิศทางเดียวกันกับความมีชีวิต ของเมล็ดกลว ยไม สรุป การเก็บรักษาฝกวานเพชรหึงสามารถเก็บรักษาที่ อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ไดนาน 30 วัน และเก็บรักษาท่ี อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ไดนาน 21 วัน เมล็ดภายในฝก สามารถนําไปเพาะในสภาพปลอดเช้ือ มีการงอกและพัฒนา เปนโปรโตคอรม มียอดแหลมหรอื โปรโตคอรมมีใบ 2 ใบ 74- 82% ตารางที่ 1 เปอรเ ซน็ ตความมีชวี ิตของเมลด็ วา นเพชรหึง หลังทําการเก็บรักษาฝกในอณุ หภูมแิ ละระยะเวลาตางๆ โดยวธิ ีการ ยอมดว ยสาร TTC ความเขมขน 1 เปอรเ ซน็ ต เวลา (วัน) 7 14 21 30 คา เฉลย่ี อุณหภมู (ิ °C) อณุ หภมู ิ 10 99.20±0.18a 97.42±2.28ab 99.00±0.88a 65.75±8.66c 90.34±15.16 25 91.29±2.48b 96.48±2.21ab 95.09±3.95ab 97.35±2.41ab 95.06±3.53 คาเฉล่ียเวลา 95.24±4.48A 96.95±2.17A 97.05±3.40A 81.55±17.70B คา ตัวเลข±SE ทตี่ ามดวยตวั อกั ษรท่เี หมอื นกันไมม ีความแตกตา งทางสถติ ทิ ่รี ะดับความเชือ่ ม่นั 95% โดยวิธี DMRT คา เฉลี่ยเวลา±SE ทต่ี ามดวยตวั อักษรทีเ่ หมือนกนั ไมม ีความแตกตา งทางสถติ ิท่ีระดบั ความเช่ือมนั่ 95% โดยวธิ ี DMRT ตารางท่ี 2 เปอรเ ซน็ ตการพัฒนาของเมล็ดวานเพชรหึง หลังทําการเกบ็ รักษาฝกในอณุ หภมู ิและระยะเวลาตา งๆ และนํามา เพาะเลยี้ งเปนเวลา 5 เดือน ระยะการพฒั นา ปจจยั ระดบั ปจ จัย S1 S2 S3 S4 อณุ หภูมิ 10 9.92±16.21 2.87±3.56 20.37±8.77 66.84±19.45b (°C) 25 2.18±2.51 0.98±0.85 19.56±6.86 77.28±6.28a T-test ns ns ns * 0.56±0.63b 0.70±0.37b 76.06±7.82a ระยะเวลา (วนั ) 7 22.69±7.64 14 1.61±1.09b 0.97±0.64b 20.59±3.63 76.83±3.78a 21 2.59±3.25b 1.67±3.59b 16.47±5.52 79.27±5.12a 30 19.44±18.84a 4.35±3.09a 20.11±11.74 56.10±22.76b F-test ** ** ns ** อุณหภมู ิ*ระยะเวลา 10*7 0.80±0.81de 0.74±0.25b 24.13±8.65 74.33±8.45b 10*14 1.71±1.47cd 1.17±0.62b 22.56±3.82 74.56±4.00b 10*21 1.10±0.74de 2.57±5.14b 14.29±3.14 82.04±4.98a 10*30 36.08±10.21a 6.99±1.65a 20.52±13.99 36.41±9.74c 25*7 0.32±0.29e 0.66±0.50b 21.25±7.16 77.77±7.66ab 25*14 1.50±0.71cd 0.77±0.67b 18.63±2.33 79.10±1.82ab การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

354 25*21 4.09±4.21b 0.76±0.71b 18.65±6.85 76.50±3.87ab 25*30 2.80±1.31bc 1.71±1.14b 19.70±10.68 75.79±10.11ab F-test ** ** ns ** คาเฉล่ยี ±SE ตามดว ยอักษรทเี่ หมอื นกนั ไมม คี วามแตกตางทางสถติ ิทร่ี ะดบั ความเชอื่ มนั่ 95% โดยวธิ ี DMRT ns ไมมีความแตกตางทางสถติ ิ, * แตกตา งทีร่ ะดับความเชอ่ื มน่ั 95%, ** แตกตางทร่ี ะดบั ความเชอ่ื มนั่ 99% S1 เมล็ดไมง อก, S2 โปรโตคอรม ทม่ี ีลกั ษณะบวมสีขาว, S3 โปรโตคอรม ทม่ี กี ารพัฒนาเปนสเี ขยี ว, S4 โปรโตคอรม มียอดแหลมหรอื โปรโตคอรม มีใบ 2 ใบ กติ ตกิ รรมประกาศ pp. 375-391 In Floriculture, Ornamental and ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ไดสนับสนุนทุน Plant Biotechnology Vol. 5. Global Science Books, UK. วิจัย และคณะเกษตรศาสตรสําหรบั สถานที่ในการทาํ วิจยั Seaton, P.T. 2007. Establishing a global network of เอกสารอา งอิง orchid seed banks. LANKESTERIANA 7(1-2): กาญจนา รุงรัชกานนท. 2555. กลว ยไม: เทคโนโลยแี ละการ 371-375. Seaton, P.T. and N.S.J. Hailes. 1989. Effect of ประยกุ ตใ ชงาน. โรงพมิ พมหาวิทยาลยั อุบลราชธานี, temperature and moisture content on the อุบลราชธานี. viability of Catteya aurantiaca. pp. 17-29 In จรงิ แท ศิริพานิช. 2549. ชีววทิ ยาหลงั การเกบ็ เกี่ยวและการ H.W. Pritchard (ed.), Modern methods in orchid วายของพืช. โรงพิมพศ ูนยสงเสรมิ และฝกอบรม conservation: The role of physiology, ecology การเกษตรแหง ชาต,ิ นครปฐม. and management. Cambridge University Press, พัชรยี า บุญกอแกว . 2553. บญั ชรี ายการทรพั ยส ินชีวภาพ Cambridge. กลวยไมไ ทย. สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ Yam, T.W., J. Chua, F. Tay and P. Ang. 2010. (องคการมหาชน). Conservation of the native orchids through Kauth, P.J., D. Dutra, T.R. Johnson, S.L. Stewart, M.E. seedling culture and reintroduction -a Singapore Kane and W. Vendrame. 2008. Techniques and experience. Bot. Rev. 76: 263-274. application of in vitro orchid seed germination. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

355 เทคนคิ การเพาะเลี้ยงเน้ือเย่อื พชื อยา งงา ยและตน ทุนต่าํ เพื่อการอนรุ กั ษพ ันธกุ รรมพรมมิ SIMPLIFIED AND LOW-COST PLANT TISSUE CULTURE TECHNIQUE FOR Bacopa monnieri (L.) Wettst. GENETIC CONSERVATION กิตตศิ กั ด์ิ โชติกเดชาณรงค Kittisak Chotikadachanarong ศนู ยความเปน เลศิ ดา นเทคโนโลยีชวี ภาพพืช คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชยี งใหม เชียงใหม 50300 Center of Excellence in Plant Biotechnology, Faculty of Science and Technology, Chiang Mai Rajabhat University, Chiang Mai 50300 บทคดั ยอ การศึกษาผลของเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือพืชอยางงาย และตนทุนต่ําตอการเพาะเล้ียงชิ้นสวนขอของพรมมิ โดยนํา ชิ้นสวนขอมาทําการฟอกฆาเช้ือดวยสารละลาย Haiter (6% sodium hypochlorite, NaOCl) ความเขมขน 10% เปนเวลา 5 นาที แลวเลี้ยงบนอาหารเพาะเลยี้ งเนื้อเย่ือพืชอยางงายสตู รกิตติศักด์ิ (KS, 2558) ความเขมขนตางๆ ดังนี้ 1/5KS, 2/5KS, 3/5KS, 4/5KS และ KS เปรียบเทียบกับอาหารวุนสูตร Murashige and Skoog (MS, 1962) เติมนํ้าตาลทราย 30 กรัมตอ ลิตร ปรับ pH เปน 5.7 เติมผงวนุ 7 กรัมตอลติ ร เติมน้ํายาฟอกผาขาว Haiter 0.5 มิลลิลิตรตอลิตร นําไปเพาะเลี้ยงสภาพให แสงเปน เวลา 16 ชั่วโมงตอ วัน ในหอ งควบคมุ อณุ หภมู ิ 25±2°C เปรยี บเทียบกับการเพาะเลยี้ งในหองทไ่ี มควบคมุ อณุ หภมู ิ เปน เวลา 5 สัปดาห พบวาอาหารวุนสูตร MS และ KS ท่ีเพาะเล้ยี งในหองควบคมุ อุณหภูมิ 25±2°C และหองที่ไมควบคุมอณุ หภูมิ มีการเจริญเติบโตไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับนัยสําคัญ 0.05 และเมื่อทําการยายออกเปน เวลา 4 สัปดาห พบวา มีอตั ราการรอดชวี ิตของตนออ น 100% Abstract To study the effects of simplified and low-cost plant tissue culture technique on tissue culture of Bacopa monnieri (L.) Wettst. Nodal explants were sterilized with 10% Haiter (6% sodium hypochlorite, NaoCl) for 5 min. Sterilized explants were cultured on Kittisak (KS, 2015) medium at the 1/5KS, 2/5KS, 3/5KS, 4/5KS and KS compared with Murashige and Skoog (MS, 1962) medium associated with 30 g/L sugar, 7 g/L agar and pH was adjusted to 5.7 which were sterilized with 0.5 mL/L Haiter supplementation. They were incubated in 16 h photoperiod at 25±2ºC compared with room temperature for 5 weeks. It was found that MS and KS media at 25±2ºC and room temperature showed growth and development non -significant differences at the 0.05 level and then all plantlets were transplanted for 4 weeks. It was showed 100% survival rate of plantlet. คาํ สาํ คญั : การเพาะเลีย้ งทอ่ี ุณหภูมหิ อง, อาหารเพาะเลยี้ งเนือ้ เยือ่ พชื อยา งงาย, การเพาะเล้ียงเนื้อเย่อื พชื ตน ทนุ ต่าํ Keywords: room temperature cultures, simplified plant tissue culture medium, low-cost plant tissue cultures ติดตอนกั วิจยั : กิตตศิ กั ดิ์ โชตกิ เดชาณรงค (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Kittisak Chotikadachanarong (E-mail: [email protected]) บทนาํ บํารุงหัวใจ นอกจากน้ียังพบวาพรมมิมีสาร ซาโปนิน พรมมิ (Bacopa monnieri) เปนพืชอายุหลายป อยูใน (saponin) ซึ่งเปนสารออกฤทธ์ิชนิดเดียวกับท่ีพบไดในโสม และแปะกวย สารชนิดน้ีมีฤทธิ์ชวยในการเรียนรู และการ วงศเทียนเกล็ดหอย (Scrophulariaceae) พบขึ้นตามริมนํ้า จดจํา ลดอาการวิตกกังกล ลดอาการซึมเศรา และปองกัน และท่ีชื้นแฉะ มีตนกําเนิดมาจากอินเดีย และเนปาล มี การเกิดอาการลมชัก (ชาญชัย, 2556) คุณสมบัติดังกลาว สรรพคุณแกปวดประสาท ดับไขฝดาษ แกไข แกรอนใน เหมาะสมกับสังคมไทย เพราะประเทศไทยกําลังเขาสูสังคม กระหายนํ้า ขับปสสาวะ ขับพยาธิ ขับเสบหะ แกหืด และ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

356 สูงวัย ซ่ึงผูสูงวัยมักจะมีอาการหลงลืม หรือโรคอัลไซเมอร พันธุกรรมพืชในโรงเรียน และเพ่ือสนองพระราชดําริใน ดังน้ันในปจจบุ ันจึงมีการนําพรมมมิ าแปรรปู เปนอาหารเสริม โครงการอนรุ กั ษพ ันธุกรรมพืชอันเนอ่ื งมาจากพระราชดําริฯ ประเภทตางๆ เชน องคการเภสัชกรรมไดนําสารสกัดจาก อุปกรณและวธิ ีการทดลอง พรมมิมาอัดเม็ดเปนอาหารเสริมเพื่อบํารุงสมอง ชวยเรื่อง การเตรียมอาหารเพาะเลี้ยงเน้อื เยอ่ื พืช ความจํา และปองกันอาการสมองเสื่อมตามวัย พรมมิจึงเปน พืชท่มี คี วามตองการในตลาดเพ่มิ สงู ขน้ึ ในปจ จุบัน เตรียมอาหารเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อพืชอยางงายสูตรกิตติ ศักด์ิ (KS, 2558) ความเขมขนตางๆ ดังนี้ 1/5KS, 2/5KS, พรมมินิยมทําการขยายพันธุโดยวิธีการปกชํา ซ่ึงตองใช 3/5KS, 4/5KS และ KS โดยเติมนํ้าประปา 300 มิลลลิ ติ ร ใน เวลานาน และมีโอกาสท่ีเชื้อจุลินทรียกอโรคในดินจะเขาสู บกี เกอรขนาด 1 ลิตร จากนนั้ เติมสารละลายธาตอุ าหารสูตร ระบบทอลําเลียงของพืชไดงาย ทําใหพืชที่ไดมีลักษณะ KS ของศูนยความเปนเลิศดานเทคโนโลยีชีวภาพพืช คณะ ออนแอ ดังน้ันวิธีการขยายพันธุโดยใชการเพาะเล้ียงเน้ือเยอื่ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม จงึ เปนอีกหนง่ึ ทางเลอื กท่มี คี วามเหมาะสม เนือ่ งจากสามารถ Stock A และ B ความเขมขนอยางละเทาๆ กันคือ 1, 2, 3, ขยายพันธุไดจํานวนมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว และไดตน 4 และ 5 มิลลิลิตรตอลิตร เติมน้ําตาล 30 กรัมตอลิตร ปรับ พันธุท่ีปลอดโรค โดยมีการรายงานการเพาะเลี้ยงยอดออน ปริมาตรดวยน้ําประปาเปน 1 ลิตร ปรับคา pH เปน 5.7 ของพรมมิบนอาหารวุนสูตร Murashige and Skoog (MS, ดวย 1 M KOH หรือ 1 M HCl เติมผงวุน (ตรานางเงือก) 7 1962) ในชุดการทดลองท่ีไมเติมสารควบคุมการเจริญเติบโต กรัมตอ ลิตร นําไปตม จนวนุ ละลาย รอใหอุณหภมู ิของอาหาร สามารถชักนําใหเกิดจํานวนยอดเฉลี่ย 1.5 ยอดตอช้ิน ลดลงถงึ 60°C จงึ เตมิ นํา้ ยาฟอกผา ขาว Haiter 0.5 มลิ ลลิ ติ ร เนื้อเยื่อ (ยงศักด์ิ และอัญชลี, 2557) อยางไรก็ตาม เทคนิค ตอลิตร(Chotikadachanarong, 2013) เพ่ือฆาเช้ือจลุ นิ ทรยี  การเพาะเล้ียงเนื้อเยื่อพืชน้ันมีขั้นตอนที่ยุงยาก และการ ในอาหาร เทใสแ กวพลาสตกิ ขนาด 4 ออนซ ปดฝา รอจนวุน ลงทุนสูงทง้ั ในสว นของสารเคมที ใี่ ชในการเตรียมอาหาร และ แข็งตัวแลวจึงนําไปใชในการทดลอง สําหรับชุดควบคุม คือ เคร่ืองมือตางๆ เชน เคร่ืองช่ังทศนิยม 4 ตําแหนง เครื่องทํา อ า ห า ร วุ น สู ต ร Murashige and Skoog (MS, 1962) ท่ี นํ้ากลั่น หมอนึ่งความดันไอ ตูตัดเน้ือเยื่อ และหองควบคุม เตรียมโดยใชนํ้าประปา เติมน้ําตาล 30 กรัมตอลิตร ปรับคา อุณหภูมิ เปนตน ดังนั้นหากมีการใชเทคนิคการเพาะเล้ียง pH เปน 5.7 ดวย 1 M KOH หรอื 1 M HCl เตมิ ผงวุน (ตรา เน้ือเยื่อพืชอยางงาย โดยใชอาหารเพาะเลยี้ งเนื้อเยื่อพชื สูตร นางเงือก) 7 กรัมตอลิตร และฆาเช้ือจุลินทรียในอาหารดวย กิตติศักดิ์ (KS, 2558) ซึ่งผลิตโดยศูนยความเปนเลิศดาน วธิ กี ารเดยี วกนั เทคโนโลยีชีวภาพพืช มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม ซึ่งมี การเตรียมนํ้าสําหรับการฟอกฆาเช้ือชิ้นสวนพืช และ ราคาถูกทดแทนอาหารสูตร MS อีกทั้งการเตรียมอาหาร อปุ กรณใ นการตัดเน้ือเย่ือพชื ดังกลาวยังสามารถเตรียมไดงาย และสามารถประยุกตใช อุปกรณท่ีมีราคาถูก สามารถหาซื้อไดงาย เชน การใชชอน เตรียมนํ้าประปาปรมิ าตร 1 ลิตร เติมนํายาฟอกผาขาว ตวงแทนเคร่ืองช่ังได โดยน้ําตาลทราย 30 กรัม เทากับ 2 0.5 มล. คนใหเขา กันกอนเทใสข วดขนาด 8 ออนซ จํานวน 4 ชอนโตะ และผงวุน 7 กรัม เทากับ 2 ชอนชา และสามารถ ขวด ขวดท่ี 1 ปริมาตร 90 มล. ขวดที่ 2-4 ปริมาตร ขวดละ ฆาเชื้อจุลินทรียในอาหารโดยการเติม Haiter แทนการใช 100 มล. ปด ฝาแลว ตั้งท้งิ ไวเ ปนเวลา 1 ชั่วโมง จากนนั้ นําน้ํา หมอน่งึ ความดนั ไอได นอกจากนก้ี ารเพาะเลย้ี งเน้อื เยอ่ื พืชใน ขวดที่ 1 มาเติมนํา้ ยาฟอกผา ขาว 10 มล. และน้ํายาลา งจาน หองควบคุมอุณหภูมิ 25±2°C ตลอด 24 ช่ัวโมงตอวัน 2 หยด เพ่อื ใชส าํ หรบั การฟอกฆาเชือ้ ช้นิ สวนพืช สวนนํา้ ขวด จําเปนตองใชงบประมาณลงทุนสูง อีกท้ังยังเปนการสิ้น ที่ 2-4 ใชส าํ หรบั การลา งชิ้นสว นพชื หลงั การฟอกฆาเชื้อ เปลื้องพลังงานไฟฟา และเพิ่มคาใชจายในการดําเนินงาน อยางมาก อุปกรณที่ใชในการตัดเนื้อเยื่อพืช ไดแก มีดผาตัด และ ปากคีบ กอ นใชใ หล า งทําความสะอาด เช็ดใหแหง แลว นาํ ไป งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลของการ แชในแอลกอฮอล 70% กอนตัดและหลังการตัดเน้ือเย่ือ เพาะเล้ียงชิ้นสวนขอของพรมมิบนอาหารเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือ ตลอดเวลา สําหรับถาดสแตนเลสสําหรับรองตัดเนื้อเย่ือพืช พืชอยางงาย และเพื่อเปรียบเทียบผลของการเพาะเลี้ยง ใหพนดวยแอลกอฮอล 70% ใหชุมตลอดเวลาระหวางท่ีตัด ช้ินสวนขอของพรมมิในหองควบคุมอุณหภูมิ 25±2°C กับ เน้ือเย่ือพืช สําหรับตูตัดเนื้อเยื่อในงานวิจัยนี้ใชตูปลาขนาด การเพาะเลย้ี งในอุณหภูมิหอ งตอ การเจรญิ เตบิ โตของช้ินสวน กวางxยาวxสูง เทากับ 23x40x29 ซม. กอนใชงานใหพน ขอของลานไพลินในสภาพปลอดเช้ือ เพื่อเปนแนวทางในการ ดว ยแอลกอฮอล 70% จนทัว่ แลวเช็ดดวยผาสะอาด ลดตนทุนสําหรับการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อพืชเพื่อการอนุรักษ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

357 การฟอกฆา เชื้อ และการเพาะเลยี้ งชน้ิ สว นขอของพรมมิ ผลและวจิ ารณผ ลการทดลอง ตัดแยกช้ินสวนขอของพรมมิขนาดประมาณ 1 ซม. มา การเพาะเลี้ยงชิ้นสวนขอของพรมมิดวยเทคนิคการ ทําการลางใหสะอาดแลวนําไปฟอกดวยน้ํายาฟอกฆาเช้ือที่ เพาะเล้ียงเนื้อเย่ือพืชอยางงายบนอาหารวุนสูตร MS และ เตรียมไวเปน เวลา 5 นาที แลวลางดวยนํ้าสะอาดท่ีเตรยี มไว KS ความเขมขนตางๆ ในหองควบคุมอุณหภูมิ 25 องศา 3 ครัง้ ๆ ละ 5 นาที จากน้ันใชปากคบี นําช้นิ สว นพชื ขนึ้ มาวาง เซลเซียส และอุณหภูมิหองเฉลี่ย 28.2 องศาเซลเซียส รวม ในถาดสแตนเลส พนดวยแอลกอฮอล 70% จนชมุ ตดั สวนท่ี 12 ชดุ การทดลอง โดยเลย้ี งในสภาพใหแ สง 16 ชว่ั โมงตอวัน โดนนาํ้ ยาฟอกฆา เชื้อทําลา งออก กอนนําชิน้ สวนไปปกลงบน เปนเวลา 5 สัปดาห พบวามีอัตราการปนเปอนเชื้อจุลินทรีย อาหารวุนท่ีเตรียมไวทั้ง 6 สูตร แลวนําไปเลี้ยงบนช้ันวาง เฉลี่ย 28.95% และพบวาจํานวนยอดเฉล่ียของพรมมิท่ีเล้ยี ง เนื้อเย่อื ซง่ึ มกี ารใหแสงเปน เวลา 16 ชั่วโมงตอวัน ในอุณภูมทิ ่ี บนอาหารวนุ สตู ร MS และ KS ทเี่ พาะเลี้ยงในท้ัง 2 อณุ หภูมิ แตกตางกัน 2 อุณหภูมิ คือ เพาะเลี้ยงหองท่ีไมมกี ารควบคุม มีคาเฉลี่ยจํานวนไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญที่ระดับ อุณหภูมิของคณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย นัยสําคัญ 0.05 โดยมีคาเฉลี่ยต้ังแต 2.10 ถึง 2.80 ยอดตอ ราชภัฏเชียงใหม ระหวางเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม ช้ินเนื้อเยื่อ อีกทั่งชุดการทดลองดังกลาวยังใหจํานวนยอด 2561 ซ่ึงมีอุณหภูมิเฉล่ียในระหวางท่ีทําการทดลองเทากัน เฉลี่ยมากกวาชุดการทดลองอ่ืนๆ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ 28.2 องศาเซลเซียส เปรียบเทียบกับหองเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือ ดงั ตารางที่ 1 พืชที่ควบคุมอุณหภูมิท่ี 25 องศาเซลเซียสของคณะ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม ในขณะที่ความยาวยอดเฉล่ียของพรมมิที่เล้ียงบน ทําการเพาะเล้ียงเปนเวลา 5 สัปดาห บันทึกอัตราการ อาหารวุนสูตร KS ที่เพาะเลี้ยงท่ีอุณหภูมิ 25±2°C และ ปนเปอน จํานวนยอด ความยาวยอด จํานวนใบ และจํานวน 28.2°C มีความยาวยอดเฉล่ีย 3.43±0.30 และ 3.04±0.25 รากของตนออนพรมมิภายหลังการเพาะเล้ียงเปนเวลา 4 ซม. ตามลาํ ดบั ซึ่งไมแ ตกตางจากความยาวยอดเฉลีย่ ของตน สัปดาห ออนที่เล้ียงบนอาหารวุนสูตร MS ท่ีอุณหภูมิ 25±2°C (2.75 การยา ยตนออ นออกปลกู ±0.50 ซม.) อยางมนี ยั สาํ คัญทางสถิติที่ระดบั นัยสําคญั 0.05 (ตารางที่ 1) นําตนออนท่ีพรมมิไดจากการเพาะเลี้ยงเปนเวลา 5 สัปดาห มาลางสวนที่มีวุนติดอยูออกจนหมด แลวนําไปปลกู สําหรับชุดการทดลองที่ชักนําใหเกิดจํานวนใบเฉลี่ยมาก ในวสั ดปุ ลูกคือ มอสแหง ซ่งึ ลางนาํ้ 3 คร้งั และแชนํา้ ไวแลว 1 ที่สุดไมแ ตกตา งกนั อยางมนี ัยสําคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั นัยสาํ คญั คืน ปลูกในแกวพลาสติกใสขนาด 7 ออนซ ปดฝา แลวนําไป 0.05 มี 4 ชุดการทดลอง ไดแก อาหารวุนสูตร MS ที่ ไวในท่ีมีแสงแดดรําไรเปนเวลา 2 สัปดาห ทําการเปดฝาแลว อุณหภูมิ 25±2°C และ 28.2°C และอาหารสูตร KS ท้ังที่ ปลูกตอ ไปอกี 2 สปั ดาห โดยรดนาํ้ วันละ 1 ครงั้ บันทกึ อัตรา อุณหภูมิ 25±2°C และ 28.2°C โดยมีจํานวนใบเฉล่ียเทากับ การรอดชีวิต 2.75±0.50, 20.71±6.01, 20.83±2.48 และ 21.00±5.32 การวเิ คราะหข อ มูล ใบตอช้ินเนื้อเยื่อ ตามลําดับ ซ่ึงมากกวาชุดการทดลองอื่น อยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถิติท่ีระดบั นยั สําคัญ 0.05 (ตารางที่ 1) การทดลองทั้งหมดใชแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (Complete randomize design) โดยนาํ ชนิ้ สวนพืชไปเลยี้ ง นอกจากน้ียังพบวาทุกชุดการทดลองมาสามารถชักนํา บนอาหารวนุ 6 สูตร คอื 1/5KS, 2/5KS, 3/5KS, 4/5KS, KS ใหเ กดิ รากได และใหจ าํ นวนรากเฉลย่ี ทไ่ี มแตกตา งกันอยางมี และ MS จากน้ันนําไปเล้ียงในอุณหภูมิที่แตกตางกัน 2 นัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับนัยสําคัญ 0.05 (ตารางท่ี 1) และ อณุ หภมู ิ รวม 12 ชดุ การทดลอง ทําการทดลองชุดละ 15 ซา้ํ เมื่อพิจารณาจากลักษณะภายนอกของตนออนพรมมิท่ี โดยผลการทดลองจะถูกแสดงเปนคาเฉล่ีย±คาเบ่ียงเบน เพาะเล้ียงบนอาหารวุนสูตร MS และ KS ท่ีทั้ง 2 อุณหภูมิ มาตรฐาน และวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว (One แสดงในภาพที่ 1 พบวามีลักษณะภายนอกใกลเคยี งกนั คือใบ way ANOVA) จากนั้นทดสอบความแตกตางของคาเฉล่ีย สีเขียวสด ลักษณะตนแข็งแรง แตตนออนท่ีเพาะเลี้ยงบน โดยวิธี Duncan’s Multiple Range Test (DMRT) ท่ีระดับ อาหารวุนสูตร KS จะมีการแตกรากฝอยมากกวาการ นยั สําคญั 0.05 เพาะเลย้ี งบนอาหารวนุ สูตร MS สําหรับการยายตนออนออกปลูกนําตนออนท่ีพรมมิได จากการเพาะเลีย้ งเปนเวลา 5 สปั ดาห มามาปลกู ในวสั ดปุ ลกู เปนเวลา 4 สัปดาห พบวา ตนออนทั้งหมดมีอัตราการรอด ชีวิต 100% ลักษณะตนแข็งแรงมีการแตกยอดใหมจํานวน มาก ดงั ภาพท่ี 2 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

358 ผลการทดลองแสดงใหเห็นวาการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือ สําหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือพรมมิทั้งในอุณหภูมิ พรมมิโดยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชอยางงายดวย 25±2°C และที่อุณหภูมิหองน้ันมีการเจริญเติบโตของตน อาหารสูตร KS ท่ีอุณหภูมิหองเฉลี่ย 28.2°C นั้น สามารถใช ออนในสภาพปลอดเช้ือที่ไมแตกตางกัน โดยมีรายงานวาพืช ทดแทนการเพาะเลี้ยงบนอาหารวุนสูตร MS ท่ีหองควบคุม ที่เพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อหลายชนิดสามารถทนตอ อุณหภูมิ 25±2°C ได เน่ืองจากใหการเจริญเติบโตที่ไม อุณหภูมิสูงในชวงกลางวันไดถึง 30 องศาเซลเซียส และ แตกตางกัน เม่ือเปรียบเทียบกับรายงานของ ยงศักดิ์ และ ต่ําสุดในชวงกลางคืนไดถึง 10 องศาเซลเซียส โดยไมทําให อญั ชลี (2557) ซ่ึงทาํ การเพาะเลย้ี งเน้ือเย่อื พรมมดิ วยเทคนิค ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ข อ ง พื ช ล ด ล ง ( Ahloowalia and มาตรฐานบนอาหารวุนสูตร MS ที่อุณหภูมิ 25±2 องศา Savangikar, 2002) ในทางตรงกันขาม Kodym et. al. เซลเซียส ใหแสงเปนเวลา 16 ชั่วโมงตอวัน เปนเวลา 6 (2001) รายงานวากลว ยและมันฝรั่ง ซ่ึงเพาะเลย้ี งโดยใชแ สง สัปดาห พบวา สามารถชกั นาํ ใหพรมมเิ กิดยอดไดจ าํ นวนเฉลย่ี ธรรมชาติในอุณหภูมิชวง 16-41 องศาเซลเซียส มีการ 1.5 ยอดตอชิ้นเน้ือเย่ือ ซ่ึงนอยกวาจํานวนยอดเฉลี่ยของ เจริญเติบโตสูงกวาการเพาะเลี้ยงในหองควบคุมอุณหภูมิ เน้ือเย่ือพรมมิที่เพาะเล้ียงบนอาหาร KS ทั้ง 2 อุณหภูมิใน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ดังนั้นการเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือพืชใน งานวิจัยนี้ แตมีความยาวยอดเฉล่ีย 3.5 ซม. ใกลเคียงกัน หองที่ไมควบคุมอุณหภูมิจึงเปนท่ีหน่ึงทางเลือกสําหรับการ ในขณะท่ีงานวิจัยของ Kaur (2013) รายงานวาการเพาะเลีย้ ง ประหยัดตน ทุนในการตดิ ตงั้ เครื่องปรับอากาศ และลดการใช ช้ินสวนขอของพรมมิดวยเทคนิคมาตรฐานบนอาหารวนุ สูตร พลงั งานไฟฟา ได MS ที่อุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ใหแสงเปนเวลา 16 ดังนั้น หากเปรียบเทียบในดานของงบประมาณในการ ช่ัวโมงตอวัน เปนเวลา 4 สัปดาห พบวาเนื้อเยื่อไมสามารถ ลงทนุ สาํ หรับเทคนิคการเพาะเลยี้ งเนอ้ื เยื่อพืชแบบมาตรฐาน เจริญเปนยอดได นอกจากน้ียังพบวาเทคนิคการเพาะเลี้ยง น้ันตองใชเงินลงทุนประมาณ 300,000-500,000 บาท เนื้อเย่ือพืชอยางงายยังสามารถใชทดแทนการเพาะเลี้ยง ในขณะทเ่ี ทคนิคการเพาะเล้ยี งเนื้อเย่ือพืชอยางงายนนั้ ใชเงิน เนื้อเย่ือพืชดวยเทคนิคมาตรฐานเพ่ือขยายพันธุ ลานไพลิน ลงทุนเพียง 4,000-6,000 บาท เทาน้ัน เทคนิคดังกลาวจึง (กติ ติศกั ดิ์, 2561ก) และกุหลาบหนู (กิตติศักด์,ิ 2561ข) เปนเหมาะท่ีนํามาสงเสริมใหโรงเรียนตางๆ นํามาใชเพ่ือการ อนุรกั ษพ นั ธกุ รรมพืชตอไป ตารางที่ 1 จํานวนยอด ความยาวยอด จํานวนใบ และจํานวนรากเฉลี่ย±คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของตนออนพรมมิภายหลังการ เพาะเลยี้ งเปน เวลา 5 สปั ดาห ชดุ การทดลอง จํานวนยอดเฉล่ีย ความยาวยอด จาํ นวนใบ จาํ นวนราก (ยอด/ช้นิ เนอื้ เยอื่ ) เฉลี่ย (ซม) (ใบ/ชนิ้ เนอื้ เยอื่ ) (ราก/ชิน้ เน้อื เยือ่ ) MS 25±2°C 2.12±0.80a 2.75±0.50a 22.68±6.60a 3.81±0.98a 1/5 KS 25±2°C 1.50±0.30bc 1.76±0.70b 15.00±0.42bc 4.00±1.41a 2/5 KS 25±2°C 1.21±0.42cd 1.15±0.73b 7.57±1.22d 2.42±1.94a 3/5 KS 25±2°C 1.16±0.38cd 0.89±0.60c 14.00±2.44cd 2.20±0.83a 4/5 KS 25±2°C 1.00±0.10d 1.55±0.42b 7.25±1.50d 2.50±1.29a KS 25±2°C 2.80±0.83a 3.43±0.30a 20.83±2.48a 4.00±0.95a MS 28.2°C 2.28±0.75a 2.03±0.59b 20.71±6.01a 3.57±0.97a 1/5 KS 28.2°C 1.25±0.50cd 2.14±0.37b 12.00±4.00cd 2.75±0.50a 2/5 KS 28.2°C 1.25±0.45cd 1.50±0.58b 9.08±2.39d 3.58±1.31a 3/5 KS 28.2°C 1.12±0.35cd 1.83±0.40b 9.75±1.98cd 3.87±2.23a 4/5 KS 28.2°C 1.00±0.00d 1.73±0.30b 7.66±0.57d 3.00±0.00a KS 28.2°C 2.10±0.25a 3.04±0.25a 21.00±5.32a 3.85±0.69a หมายเหตุ อักษรท่ีแตกตางในคอลัมนเดียวกัน หมายถึง มีความแตกตางอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.05 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

ชดุ การทดลอง 359 อณุ หภูมิหอ งเฉลีย่ 28.2 องศาเซลเซยี ส อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส MS KS ภาพที่ 1 ลกั ษณะของตนออนพรมมิทีเ่ พาะเล้ียงบนอาหารวนุ สตู ร MS และ KS ทอ่ี ุณหภมู ิ 25±2°C และ 28.2°C ภายหลงั การ เพาะเล้ียงเปนเวลา 5 สัปดาห ภาพท่ี 2 ตนออนพรมมภิ ายหลงั การยายออกปลูกเปนเวลา ลติ ร ปรับคา pH เปน 5.7 เติมผงวุน 7 กรัมตอ ลิตร นาํ ไปตม 4 สปั ดาห จนวุนละลาย แลวรอใหอุณหภูมิของอาหารลดลงถึง 60°C สรุปผลการทดลอง จงึ เติมนาํ้ ยาฟอกผา ขาว Haiter 0.5 มลิ ลิลิตรตอ ลติ ร จากนนั้ นําไปเลี้ยงในสภาวะใหแสงเปนเวลา 16 ช่ัวโมงตอวัน ความ การเพาะเล้ียงช้ินสวนขอของพรมมิดวยเทคนิคการ เขมแสง 2,000 ลักซ โดยการเล้ียงท่ีอุณหภมู หิ องสามารถชกั เพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือพืชอยางงายโดยตนทุนต่ําสามารถทําได นําใหพรมมิมีการเจริญเติบโตไดไมแตกตางจากเทคนิค โดยการนําชิ้นสวนขอมาทําการฟอกฆาเช้ือสามารถนําไป มาตรฐาน วิธีการดังกลาวจึงเปนทางเลือกในการเพาะเลี้ยง เลี้ยงบนอาหารวุนสูตร KS รวมกับน้ําตาลทราย 30 กรัมตอ เนื้อเยื่อพืชดวยตนทุนต่ํา เหมาะสมการกิจกรรมอนุรักษ พันธุกรรมพืชในโรงเรียน และเปนแนวทางในการสงเสริมให เกษตรกรสามารถนําไปประยุกตใชกับพืชชนิดอ่ืนๆ ไดใน อนาคต คําขอบคุณ งานวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนทุนการวิจัยจากโครงการ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) งบประมาณแผนดิน ปงบประมาณ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ ผูวิจัยตองขอขอบพระคุณศูนยประสานงาน อพ.สธ. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม และคณะวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงใหม ที่สนับสนุนในการ วิจัยคร้งั นี้ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

360 เอกสารอา งองิ Ahloowalia, B. S. and Savangikar, V. A. 2002. Low กติ ติศกั ด์ิ โชติกเดชาณรงค. 2558. อาหารอยา งงา ยจาก cost options for tissue culture technology in developing countries. In Proc. Technical สารละลายธาตุอาหารสาํ หรับปลูกพืชโดยไมใ ชด นิ เพ่ือ Meeting Organized by The Joint FAO/IAEA การเพาะเล้ยี งเน้ือเยอื้ มวงเทพรัตนแ ละหญาหวาน. Division of Nuclear Techniques in Food and วารสารมหาวทิ ยาลัยนเรศวร: วิทยาศาสตรแ ละ Agriculture and held, 26– 30 August 2002. p. เทคโนโลยี 23(1): 74-81. 41-43. กิตตศิ กั ดิ์ โชติกเดชาณรงค. 2561ก. ผลของอาหารจาก สารละลายสาํ หรับปลกู พืชโดยไมใชดินและอุณหภูมใิ น Chotikadachanarong K. 2013. Influence of การเพาะเลีย้ งตอ การเพาะเลย้ี งเนอื้ เยอ่ื ลานไพลิน. commercial bleach on sterilization of Persian วารสารวิทยาศาสตรเกษตร 49(1): 88-95. violet (Exacum affine Balf. f. ex Regel) tissue กิตติศกั ด์ิ โชติกเดชาณรงค. 2561ข. การใชเทคนิคการ culture media. Rajabhat Journal of Science, เพาะเล้ยี งเนื้อเยอ่ื พืชอยางงายเพ่ือสง เสริมการ Humanities & Social Science 14(2): 34-43. อนรุ กั ษพ ันธกุ รรมพชื ทอ งถน่ิ ในโรงเรยี นปา ซาง จงั หวดั ลาํ พูน. การประชมุ วชิ าการระดับชาติพบิ ลู Kaur, J., Nautiyal, K. and Pant, M. 2013. In vitro สงครามวจิ ยั ครั้งที่ 4 “Thailand 4.0 นวัตกรรมและ propagation of Bacopa monnieri (L.) Wettst A การวจิ ยั เพือ่ การพฒั นาอยา งยัง่ ยืน” เลม ที่ 2 กลุม medicinally priced herb International Journal วิทยาศาสตรและเทคโนโลย:ี 202-208. of Current Microbiology and Applied ชาญชยั สาดแสงจันทร. 2556. พรมมิ สมุนไพรเพอื่ สุขภาพ Sciences 2(8): 131 – 138. สมอง. ธรรมาศาสตรเ วชสาร 13(4): 554-560. ยงศักดิ์ ขจรผดงุ กิตติ และอัญชลี จาละ. 2557. อิทธพิ ลของ Kodym, A., Hollenthoner, S. and Zapata-Arias, F. A. BA และ NAA ตอ การเพ่มิ จาํ นวนยอดตนพรมมโิ ดยการ 2001. Cost reduction in the micropropagation เพาะเลีย้ งเนื้อเย่ือพืช. Thai Journal of Science of banana by using tubular skylights as source and Technology 3(1): 7-14. for natural lighting. In Vitro Cellular and Development Biology. 37(2), 237 – 242. Murashige T. and Skoog F. 1962. A revised medium for rapid growth and bioassays with tobacco cultures. Physiol. Plantarum 15: 473 – 497. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

361 การขยายพนั ธแุ ละเก็บรกั ษาพนั ธุกรรมในหลอดทดลองของพืชวงศขิงบางชนิดในภาคใต MICROPROPAGATION AND IN VITRO CONSERVATION OF SOME ZINGIBERACEAE FROM SOUTHERN THAILAND ทัศนี ขาวเนียม1*, กมลทิพย ไหลไผทอง1, วฒุ ิชยั ศรีชวย2 และ สมปอง เตชะโต1 Tassanee Khawniam1*, Kamoltip Laipaitong1, Wuttichai Srichuay2 and Sompong Te-chato1 1ภาควชิ าพชื ศาสตร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร อ.หาดใหญ จ.สงขลา 90112 2คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั นราธวิ าสราชนครนิ ทร ต.โคกเคียน อ.เมอื ง จ.นราธวิ าส 96000 1Department of Plant Science, Faculty of Natural Resources, Prince of Songkla University, Hatyai District, Songkhla Province, 90112 2Faculty of Science and Technology, Princess of Naradhiwas University, Muang, Narathiwat 96000 บทคัดยอ พืชวงศขิง (Zingiberaceae) มีประโยชนมากมายหลายประการ การปลูกในภาคใตสวนใหญเปนการปลูกเพ่ือใชประกอบ อาหาร และการสงเสรมิ ใหม กี ารปลกู พชื วงศข ิงเพอื่ เปนการอนุรักษม ีนอ ย อาจสงผลใหความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืช วงศขิงในภาคใตลดนอยลง ดังนั้นการศกึ ษาครั้งนจ้ี ึงสนใจวิธีการขยายพนั ธุและเก็บรักษาพันธุกรรมของพืชตระกูลขงิ ในหลอด ทดลอง จากการศึกษาการเพิ่มปริมาณยอดและรากหลังจากการเพาะเล้ียงบนอาหารสูตร MS เติม BA ความเขมขน 3 มิลลิกรัมตอลิตร เปนเวลา 1 เดือน พบวา พืชตระกูลขิงท้ัง 3 ชนิด คือ เปราะหอม ขม้ินชัน และขมิ้นขาว ใหเปอรเซ็นตการ แตกยอดและความยาวยอดเฉลี่ย ทไี่ มม ีความแตกตางกันทางสถติ ิ โดยใหก ารแตกยอดอยทู ี่ 95-100 เปอรเซ็นต และความยาว ยอดเฉล่ียของทั้งสามชนิด 2.49-3.15 เซนติเมตร แตสําหรับจํานวนยอด พบวา เปราะหอมใหจํานวนยอดเฉล่ียสงู ที่สุด 3.33 ยอดตอช้นิ สว น นอกจากน้ี ท้งั เปราะหอมและขมิ้นชันใหเปอรเ ซ็นตการเกดิ รากสูงสดุ ถงึ 100 เปอรเซน็ ต ในขณะที่ ขมิ้นขาวให จํานวนรากสูงสุดถึง 7.38 รากตอตน แตมีความยาวรากเฉลี่ยเพียง 1.17 เซนติเมตร แตกตางกันทางสถิติกับพืชชนิดอ่ืน ๆ สําหรับการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชในหลอดทดลอง พบวา การเพาะเล้ียงชิ้นสวนยอดของเปราะหอมบนอาหารสูตร MS เติม น้ําตาลแมนนิทอล 2 เปอรเซ็นต เปนเวลา 9 เดือน โดยไมทําการเปลี่ยนอาหารใหม ใหการชะลอการเจริญเติบโตเหมาะสม ท่สี ุด โดยใหจ ํานวนยอดเฉลีย่ 7.38 ยอดตอ กอ และความยาวยอดเฉลีย่ 7.38 เซนติเมตร Abstract Zingiberaceae has many benefits. The cultivation of the Southern region is used for mainly cooking, but encouraging the cultivation of Zingiberaceae in order to be less conservation. This reason decreased in genetic diversity of some Zingiberaceae in Southern region. So, the objectives of this study were to develop method of propagation and in vitro conservation. For shoot and root induction on MS medium supplemented with 3 mg/L BA after 1 month of culture, the result showed that 3 species (Kaempferia galanga L., Curcuma longa L. and Curcuma mangga Valeton & Zijp) of Zingiberaceae gave the best results in shoots induction at 95-100 % and shoot length of all three species range at 2.49-3.15 cm. But the highest shoot induction found that K. galanga gave the highest number of shoot at 3.33 shoots/explant. In addition, K. galanga and C. mangga gave the highest percentage of root induction (100). While C. mangga gave the highest number of roots at 7.38 roots/explant and root length at 1.17 cm. For in vitro conservation of K. galanga, the result found that shoots cultured on MS medium supplemented with 2% mannitol for 9 months without subculture gave the suitable result in slow growth on shoot induction at 7.38 shoots/clump and shoot length at 7.38 cm. คาํ สําคัญ: การเพาะเล้ยี งเน้อื เย่ือพชื , การเก็บรักษาพันธุกรรม, พชื วงศข งิ Keywords: plant tissue culture, slow growth condition, family Zingiberaceae การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

362 *ตดิ ตอ นกั วจิ ยั : ทัศนี ขาวเนยี ม (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Tassanee Khawniam (E-mail: [email protected]) บทนํา เขมขน 11.4 ไมโครโมลาร ใหจํานวนราก 3 รากตอตน พืชวงศขิง (Zingiberaceae) เปนพืชใบเล้ียงเดี่ยวท่ีมี นอกจากน้ียังมีรายงานผลสําเร็จจากการเพาะเลี้ยงช้ินสวน ของหนองอกของขม้ินชนั โดยนกั วจิ ัยอน่ื ๆ อกี หลายทาน สว น การใชประโยชนมาชานาน เน่ืองจากความพิเศษของทุกสว น ใหญเปนการเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS รวมกับ BA ของตนที่มีกลิ่นของนํ้ามันหอมระเหย โดยนํามาประกอบ และ NAA ความเขมขนตางๆ (Anchalee, 2012; Sharma อ า ห า ร เ ช น ขิ ง ( Zingiber officinale) ข า ( Alpinia et. al., 2013) สําหรับการเก็บรักษาพันธุพืชน้นั มดี ว ยกัน 2 galanga) กระวาน(Amomum testaceum) เปราะหอม วิธี คือ in situ และ ex situ ท้ังนี้ข้ึนอยูกับธรรมชาติของพืช (Kaempferia galanga Linn.) มีสรรพคุณเปนสมุนไพร น้ันๆ (จรัสศรี, 2548) การเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืชใน บํารุงรักษาโรค เชน ขม้ินชัน (Curcuma longa L.) วานชัก ระยะยาว (long term storage) สามารถทําไดทั้งในและ มดลูก (Curcuma zanthorhiza) ขม้ินขาว (Curcuma นอกหลอดทดลอง ซ่ึงการเก็บรักษาในสภาพนอกหลอด mangga Valeton & Zijp) ม ห า ห ง ส ( Hedychium ทดลองมีขอจํากัดในเร่ืองคาใชจายในการดูแลรักษา การ coronarium Koen.) และนํามาใชเ ปนไมด อกและไมป ระดบั เปล่ียนแปลงของสภาพอากาศ และพื้นท่ีเก็บรักษาตองมี เชน ดาหลา [Etlingera littoralis (Koenig) Giseke] ปทุม ขนาดใหญ จากเหตุผลดังกลาวทําใหการเก็บรักษาในหลอด มา (Curcuma alismati-folia Gagnap.) และกระเจียว ท ด ล อ ง จึ ง เ ป น วิ ธี ก า ร เ ก็ บ ที่ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ อี ก ห นึ่ ง วิ ธี (Curcuma parviflora Wall.) เปนตน โดยผลติ ออกสตู ลาด เนอื่ งจากไมมขี อจํากัดในเร่ืองดงั กลาว สามารถใชชิน้ สวนพืช เพื่อเปนสินคาใชภายในและสงออกนอกประเทศได จาก หลากหลายชนิด ไดแก หนองอก (sprout rhizome) ตรวจสอบการกระจายพนั ธขุ องพืชวงศน ี้ พบวา ประเทศไทย แคลลัส เอ็มบริโอเจนิคแคลลสั โซมาติก- เอ็มบริโอ เซลลซสั เปนประเทศท่ีมีความหลากหลายของชนิดสูงมาก โดยมี เพนชัน และเนื้อเย่ือเจริญปลายยอดหรือปลายราก เปนตน ประมาณ 25 สกุล 270 ชนิด (Larsen, 2002) สามารถพบ Bekheet และคณะ (2002) ศึกษาการเก็บรักษาปลายยอด ไดบริเวณกวางตั้งแตความสูงระดับตํ่าสุดจนถึงระดับสูง ในหลอดทดลองของอินทผลัมในอาหารสูตร MS ไมเติมสาร 2,000 เมตร จากระดับน้ําทะเล แตเนื่องจากหลกั ฐานการใช ควบคุมการเจริญเติบโต ในสภาพมืด ท่ีอุณหภูมิ 5 องศา ประโยชนจํากดั อยใู นบางชนิดท่ีใชในชีวติ ประจาํ วนั และการ เซลเซียส สามารถเก็บรักษาชิ้นสวนพืชไดนาน 12 เดือน ให ปลูกในภาคใตสวนใหญเปนการปลูกเพื่อใชประกอบอาหาร อัตราการรอดชีวิตของชิ้นสวนสูง 70 เปอรเซ็นต และการ เชน ขา ขม้ินเหลือง ขมิ้นแกง เปนตน ประกอบกับการ เจริญเติบโตของยอดท่ีดี 50 เปอรเซ็นต สําหรับพืชวงศขิง สงเสริมใหมีการปลูกเพื่อเปนการอนุรักษเช้ือพันธุกรรมมี Mohanty และคณะ (2014) รายงานวา การอนุรักษ นอย อาจสงผลใหความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืช พันธุกรรมพืชวงศขิงจํานวน 9 ชนิดท่ีเก็บรวบรวมในบริเวณ วงศขิงในภาคใตลดนอยลง ทั้งนี้ความหลากหลายทาง ภาคตะวันออกของประเทศอินเดีย ไดแก Z. rubens Z. พันธุกรรมของพืชเปนส่ิงสําคัญในการพัฒนาและปรับปรุง zerumbet C. aromatica C. amada C. caesia K. พันธุพืช เน่ืองจากในปจจุบันนี้โลกมีการเปล่ียนแปลงอยาง galanga A. galanga H. coronarium แ ล ะ G. รวดเร็ว ทําใหส่ิงแวดลอมถูกทําลายมากขึ้น สงผลใหพืชวงศ marantina เก็บรักษาโดยการเพาะเล้ียงบนอาหารสตู ร MS นี้ท้ังที่ใชประโยชนและยังไมมีการประโยชน อาจเกิดการ และที่ลดองคประกอบของสูตรอาหารลงคร่ึงหน่ึง รวมกับ ละเลยและสญู หายได ดังน้ันการตระหนักถงึ ความสําคัญของ การเพ่ิมหรือลดความเขมขนของน้ําตาลซูโครสและแมนนิ การขยายพันธุและเก็บรักษาพันธุพืชจึงเปนสิ่งจําเปน การ ทอล สามารถเก็บรักษาชน้ิ สวนพืชโดยไมมกี ารเปล่ยี นอาหาร ขยายพันธุพืชวงศขิงสวนใหญนิยมขยายพันธุโดยใชสวนของ ใหมไดนานถึง 8-12 เดือน และใหอัตราการรอดชีวิตของ ลําตนใตดินท่ีเรียกวา rhizome นอกจากน้ีมีรายงานการนํา ชนิ้ สวนอยูในชวง 50-90 เปอรเ ซน็ ต เทคนคิ การเพาะเลย้ี งเนื้อเยอื่ เพื่อเปนการเพม่ิ ปริมาณตน กลา พันธุและการผลิตตนพันธุปลอดโรค โดย Abdelmageed ดังนั้นการศึกษาในคร้ังนี้จึงสนใจวิธีการขยายพันธุและ และคณะ (2011) ศึกษา การขยายพันธุ Etlingera elatior เก็บรักษาพันธุกรรมพืชในหลอดทดลอง โดยศึกษาถึงปจจัย ในหลอดทดลอง โดยนําชิ้นสวนของตาขาง มาฟอกฆาเชื้อ ตางๆ และวิธีการเก็บที่เหมาะสม เพื่อเปนแหลงพันธุกรรม และเพาะเล้ียงบนอาหารแข็งสูตร Murashige and Skoog พืชในการศึกษาทางดานปรับปรุงพันธุ และการใชประโยชน (MS) เติม BA ความเขมขน 22.2 ไมโครโมลาร ใหจํานวน ทางดา นเภสัชวทิ ยาตอไปในอนาคต ยอดสูงสุด 3.67 ยอดตอชิ้นสวน และการเติม IAA ความ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

363 อุปกรณและวธิ กี ารทดลอง แตกยอดอยูที่ 95-100 เปอรเซ็นต และความยาวยอดเฉล่ีย 1. ผลของชนิดพืชตอการเพ่ิมปริมาณยอดและรากในหลอด ของทั้งสามชนิด 2.49-3.15 เซนติเมตร แตสําหรับจํานวน ทดลอง ยอด พบวา เปราะหอมใหจํานวนยอดเฉลี่ยสูงท่ีสุด 3.33 ยอดตอช้ินสวน รองลงมาคือ ขม้ินขาวใหจํานวนยอด 2.33 นําหนอออน ขมิ้นชัน ขม้ินขาว และเปราะหอม มาผาน ยอดตอช้ินสวน และขมิ้นชันใหจํานวนยอด 1.68 ยอดตอ กระบวนการฟอกฆาเชื้อ โดยการลา งดวยทีโพลแลว ตามดวย ชน้ิ สว น นอกจากน้ี ท้งั เปราะหอมและขมนิ้ ขาวใหเ ปอรเซ็นต นํ้าประปาไหลผานเปนเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นจุมใน การเกิดรากสูงสุดถึง 100 เปอรเซ็นต นอกจากน้ีขม้ินขาวให แอลกอฮอล 70 เปอรเซ็นต เปนเวลา 1 นาที แชใน จํานวนรากสงู สดุ ถงึ 7.38 รากตอ ตน แตมีความยากรากเฉลยี่ สารละลายคลอรอ็ กซเขมขน 25 เปอรเซ็นต รวมกบั Tween เพียง 1.17 เซนติเมตรแตกตางกันทางสถิติกับพืชชนิดอื่นๆ 20 เปนเวลา 5 นาที จากนัน้ ลางดวยนํ้ากลัน่ ท่ีผา นการน่ึงฆา (ตารางท่ี 2 ภาพท่ี 2) เชน เดียวกบั การทดลองของ กมลทิพย เชื้อแลว 3 คร้ัง ภายในตูปลอดเช้ือ จากนั้นฟอกฆาเชื้อดวย และคณะ (2561) ศึกษาการชักนํายอดของกระชายดํา บน สารละลายคลอร็อกซเขมขน 20 เปอรเซ็นต เปนเวลา 20 อาหารสูตร MS เติม BA เขม ขน 3 มลิ ลิกรมั ตอ ลิตร ใหอ ตั รา นาที ลางดวยน้ํากลั่นทีผ่ านการนึ่งฆา เชื้อแลว 3 ครั้ง ภายใน การเกิดยอดสูงสุด 95 เปอรเซ็นต จํานวนยอดสูงสุด 3.75 ตูปลอดเชื้อ แลวนําชิ้นสวนหนอมาตัดแตงใหมีขนาด 0.5 ยอดตอชิ้นสวน และความสูงยอด 4.78 เซนติเมตร ตารางเซนตเิ มตร กอ นเพาะเลย้ี งบนอาหารสูตร MS เติม BA นอกจากน้ี Shukla และคณะ (2007) พบวา การวางเลี้ยง เขม ขน 3 มิลลิกรมั ตอ ลิตร น้าํ ตาลซโู ครส 3 เปอรเซน็ ต ปรบั ช้ินสวนปลายยอดของ Curcuma angustifolia Roxb. บน ความเปน กรดดา ง 5.7 และผงวนุ 0.7 เปอรเซน็ ต เพาะเล้ียง อาหารสูตร MS รวมกับ BA เขมขน 3 มิลลิกรัมตอ ลิตร เปน ที่อุณหภูมิ 26±2 องศาเซลเซียส ใหแสง 14 ช่ัวโมงตอวัน เวลา 6 สัปดาห ใหอัตราการเกิดยอดสูงสุด 80 เปอรเซ็นต หลังเพาะเลยี้ งเปน เวลา 1 เดือน นํายอดที่ไดจ ากสูตรอาหาร และมีจํานวนยอดเฉล่ียสูงสุด 6.9 ยอดตอชิ้นสวน จาก ยายเลี้ยงบนอาหารสตู รเดมิ เปน เวลาอกี 1 เดอื น แลวบนั ทกึ การศกึ ษาเหน็ ไดว า พืชตา งชนิด ใหก ารตอบสนองในการเกิด อัตราการเกิดยอด จํานวนยอด ความยาวยอด อัตราการเกดิ ยอดและรากทตี่ างกนั ราก จาํ นวนราก และความยาวราก วางแผนการทดลองแบบ 2. ผลของความเขม ขนของสูตรอาหารและน้าํ ตาลแมนนทิ อล สมุ สมบรู ณ (Completely randomized design: CRD) ตอการชะลอการเตบิ โตของเปราะหอม 2. ผลของความเขม ขนของสตู รอาหารและน้าํ ตาลแมนนิทอล ตอ การชะลอการเตบิ โตของเปราะหอม จากการศึกษาพบวา ทุกทรีตเมนทใหการเกิดยอด 100 เปอรเซ็นต หลังจากเพาะเลี้ยงเปนเวลา 9 เดือน โดยไม ตัดปลายยอดเปราะหอมขนาด 0.5 เซนติเมตร เปลี่ยนถายอาหาร เมื่อตรวจสอบจํานวนยอดพบวา อาหาร เพาะเล้ียงบนอาหารสูตร MS หรือ MS ที่ลดองคประกอบ สูตร ¼ MS ใหจํานวนยอดและความสูงเฉลีย่ นอยที่สุด 5.27 ของธาตุอาหารลงหน่ึงในสอง (1/2) และหนึ่งในสี่ (1/4) ยอดตอกอ และ 5.71 เซนติเมตร ตามลําดบั สว นอาหารสตู ร รวมกับการเติมน้ําตาลแมนนิทอลความเขมขน 0 1 2 และ MS ใหจํานวนยอด (6.33 ยอดตอกอ) และความยาวยอด 3 เปอรเ ซน็ ต เติมน้ําตาลซโู ครส 3 เปอรเ ซ็นต ปรับความเปน สูงสุด (9.17 เซนติเมตร) แตกตางทางสถิติอยางมีนัยสําคัญ กรดดาง 5.7 และผงวุน 0.7 เปอรเซน็ ต เพาะเลีย้ งที่อณุ หภูมิ ย่ิง สําหรับปจจัยดานความเขมขนของนํ้าตาลแมนนิทอล 26±2 องศาเซลเซียส ใหแสง 14 ชั่วโมงตอวัน หลังจาก พบวา การเติมน้ําตาลแมนนิทอลที่ความเขม ขนสูงขนึ้ ชว ยให เพาะเลี้ยงเปนเวลา 9 เดือน บันทึกอัตราการสรางยอด เปราะหอมมีจํานวนยอดเพิ่มข้ึน แตความยอดนอยลง โดยมี จํานวนยอด และความยาวยอด วางแผนการทดลองแบบ จํานวนยอดสูงสุดที่น้ําตาลแมนนิทอลความเขมขน 2 4*3 แฟคทอเรยี ลใน CRD มี 2 ปจ จยั คอื ความเขม ขน ของ เปอรเ ซ็นต (6.72 ยอดตอ กอ) (ตารางท่ี 3, ภาพที่ 3) ในขณะ นา้ํ ตาลซโู ครส และ ความเขมขนของสูตรอาหาร ที่ความยาวยอดตํ่าสุดที่เมื่อเติมน้ําตาลแมนนิ-ทอลที่ 3 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง เปอรเซ็นต (4.30 เซนติเมตร) (ตารางที่ 4, ภาพที่ 4) 1. ผลของชนิดพืชตอการเพิ่มปริมาณยอดและรากในหลอด นอกจากน้ีพบวา ปจจัยดานความเขมขนของสูตรอาหารมี ทดลอง ปฏิสัมพันธกับความเขมขนของนํ้าตาล แมนนิทอล จาก การศึกษาขางตนเห็นไดวา อาหารสูตร MS และเติมน้ําตาล จากการศึกษา พบวา การเพ่ิมปริมาณยอดและรากบน แมนนิทอลเพียงความเขม ขน 2 เปอรเ ซ็นต มีความเหมาะสม อาหารสูตร MS เติม BA ความเขมขน 3 มิลลิกรัมตอลิตร ในการชะลอการเจริญเติบโตสงู สดุ ท้ังน้ีเนอ่ื งจากนา้ํ ตาลแมน เปนเวลา 1 เดือน พืชวงศขิงท้ัง 3 ชนิดคือ เปราะหอม นิทอลเปนหนึ่งในน้าํ ตาลแอลกอฮอลช วยสรา งสภาวะเครียด ขมิ้นชัน และขม้ินขาว ใหเปอรเซ็นตการแตกยอดและความ กับพืช สงผลใหชิ้นสวนพืชคอยๆ ดูดธาตุอาหารไดทีละนอย ยาวยอดเฉลี่ย ที่ไมมีความแตกตางกันทางสถิติ โดยใหการ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

364 จากการศึกษาสอดคลองกับ Mohanty และคณะ (2014) รอดชีวิตของช้ินสวนอยูในชวง 50-90 เปอรเซน็ ต นอกจากน้ี รายงานวา การอนุรกั ษพันธุกรรมพืชวงศขิงจาํ นวน 9 ชนิดที่ Parida และคณะ (2018) ศึกษาการเก็บรักษาพืชวงศขิง เก็บรวบรวมในบริเวณภาคตะวันออกของประเทศอินเดีย Clobba marantina โดยการลดความเขมขนของธาตุ ไ ด แ ก Z. rubens Z. zerumbet C. aromatica C. อาหารลงรวมกับการเติมน้ําตาลแมนนิทอล 1 เปอรเซ็นต amada C. caesia K. galanga A. galanga H. สามารถเก็บรักษา C. marantina ไดถึง 220 วัน และให coronarium แ ล ะ G. marantina เ ก็ บ รั ก ษ า โ ด ย ก า ร อัตราการรอดชีวติ ถงึ 70 เปอรเ ซ็นต นอกจากน้ยี งั พบวา การ เพาะเลย้ี งบนอาหารสตู ร MS และท่ีลดองคป ระกอบของสตู ร ใชน้ําตาลแมนนิทอลในการอนุรักษพันธุกรรมในหลอด อาหารลงคร่ึงหนึ่งรวมกับการเพ่ิมหรือลดความเขมขนของ ทดลอง เชน มันฝร่ัง (Gopal et al., 2010) และผลบัวหิมะ นํ้าตาลซูโครสและแมนนิทอล สามารถเก็บรักษาชิ้นสวนพืช (Skalova et. al., 2012) โดยไมม ีการยา ยเล้ยี งไดนานถงึ 8-12 เดอื น และใหอัตราการ ตารางที่ 2 ผลของชนิดพชื ตอการเพิ่มปริมาณยอดและราก บนอาหารสูตร MS เติม BA เขม ขน 3 มลิ ลิกรมั ตอ ลิตร หลงั วาง เลย้ี งเปนเวลา 1 เดอื น ชนดิ พชื การเกดิ ยอด จาํ นวนยอด/ ความยาวยอด การชักนําราก จาํ นวนราก/ยอด ความยาวราก (%) ชน้ิ สว น (ซม) (%) (รากตอ ยอด) (ซม) เปราะหอม 100.00 3.33a 2.49 100.00a 3.25b 1.67a ขมน้ิ ชัน 95.83 1.68b 2.78 33.33b 1.67b 1.60a ขมน้ิ ขาว 100.00 2.33b 3.15 100.00a 7.38a 1.17b F-test ns ** ns ** ** * C.V. (%) 5.98 22.83 18.96 32.5 23.04 18.31 ns ไมมคี วามแตกตางทางสถิติ *,** แตกตางทางสถติ อิ ยา งมีนยั สําคัญทร่ี ะดบั p≤0.05 และ p≤0.01 ตามลาํ ดบั กขค ภาพท่ี 2 ผลของชนดิ พืชตอ การเพม่ิ ปรมิ าณยอดและราก บนอาหารสตู ร MS เตมิ BA เขม ขน 3 มลิ ลิกรัมตอลติ ร หลังวางเลย้ี ง เปน เวลา 1 เดือน (บาร = 1 ซม.) (ก) เปราะหอม (ข) ขมนิ้ ชนั (ค) ขม้ินขาว ตารางท่ี 3 ผลของความเขม ขนของสูตรอาหารและน้ําตาลแมนนิทอลตอ จาํ นวนยอดของเปราะหอมหลังการวางเลยี้ งเปนเวลา 9 เดือน ความเขม ขน ของ จาํ นวนยอดตอกอ (ยอดตอ กอ) คา เฉลีย่ ความเขมขน สูตรอาหาร สตู รอาหาร ความเขมขน ของแมนนิทอล (เปอรเซน็ ต) 012 3 ¼ MS 4.17±0.42de 6.42±0.29abc 5.38±0.19bcd 5.13±0.42cd 5.27±0.23B ½ MS 4.46±0.23de 6.33±0.29abc 6.96±0.54a 6.83±0.56ab 6.15±0.29AB Full MS 3.38±0.19e 6.67±0.93ab 7.38±0.52a 7.46±0.63a 6.33±0.47A คาเฉล่ีย ความเขม ขนแมนนทิ อล 4.00±0.19C 6.47±0.34B 6.72±0.35A 6.47±0.38B แมนนิทอล ** สูตรอาหาร ** แมนนิทอล x สตู รอาหาร * C.V. (%) 20.02 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

365 *,** แตกตา งทางสถิติอยางมีนัยสาํ คญั ที่ระดบั p≤0.05 และ p≤0.01 ตามลําดบั คาเฉลี่ยท่กี ํากับดว ยตวั อกั ษรตางกนั ในสดมภและแถวเดยี วกันมีความแตกตา งทางสถิตเิ ม่ือเปรียบเทยี บดว ยวธิ ี DMRT ตารางท่ี 4 ผลของความเขมขนของสูตรอาหารและนํ้าตาลแมนนทิ อลตอความสูงยอดของเปราะหอม หลงั การวางเลย้ี งเปนเวลา 9 เดือน ความเขม ขน ของ ความสูง (เซนติเมตร/กอ) คา เฉลยี่ ความเขมขนสูตรอาหาร สตู รอาหาร ความเขมขนแมนนทิ อล (เปอรเซน็ ต) 01 2 3 ¼ MS 8.44±0.28c 6.54±0.28de 4.63±0.47fg 3.25±0.28g 5.71±0.44C ½ MS 10.17±0.29b 7.83±0.39cd 5.54±0.28ef 4.21±0.24fg 6.94±0.50B Full MS 13.79±0.67a 10.04±0.14b 7.38±0.35cd 5.46±0.28ef 9.17±0.70A คาเฉล่ีย ความเขม ขน แมนนิทอล 10.80±0.60A 8.14±0.40B 5.85±0.34B 4.30±0.30C แมนนิทอล ** สตู รอาหาร ** แมนนิทอล x สตู รอาหาร ** C.V. (%) 11.93 ** แตกตางทางสถติ ิอยา งมนี ยั สาํ คญั ยง่ิ (p≤0.01) คาเฉลย่ี ท่ีกํากบั ดวยตัวอักษรตา งกนั ในสดมภแ ละแถวเดยี วกันมคี วามแตกตา งทางสถิติเมอ่ื เปรยี บเทียบดวยวธิ ี DMRT 0% แมนนทิ อล 1% แมนนทิ อล 2% แมนนทิ อล 3% แมนนิทอล ¼ MS กขคง ½ MS จ ฉชซ Full MS ฌญฎ ฏ ภาพท่ี 3 ผลของความเขมขน ของสูตรอาหารและนํา้ ตาลแมนนทิ อลตอ จํานวนยอดของเปราะหอมหลงั การวาง เลี้ยงเปนเวลา 9 เดือน (บาร = 1 เซนตเิ มตร) (ก) ¼ MS (ข) ¼ MS + 1 % แมนนทิ อล (ค) ¼ MS + 2 % แมนนทิ อล (ง) ¼ MS + 3 % แมนนิทอล (จ) ½ MS (ฉ) ½ MS + 1 % แมนนิทอล (ช) ½ MS + 2 % แมนนิทอล (ซ) ½ MS + 3 % แมนนทิ อล (ฌ) MS (ญ) MS + 1 % แมนนิทอล (ฎ) MS + 2 % แมนนทิ อล (ฏ) MS + 3 % แมนนิทอล การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

0% แมนนิทอล 366 2% แมนนิทอล 3% แมนนทิ อล 1% แมนนิทอล ¼ MS กข ค ง ½ MS จ ฉชซ Full MS ฌ ญฎ ฏ ภาพท่ี 4 ผลของความเขมขน ของสตู รอาหารและน้ําตาลแมนนิทอลตอ ความสูงยอดของเปราะหอมหลงั การวาง เลย้ี งเปนเวลา 9 เดือน (ก) ¼ MS (ข) ¼ MS + 1 % แมนนทิ อล (ค) ¼ MS + 2 % แมนนทิ อล (ง) ¼ MS + 3 % แมนนทิ อล (จ) ½ MS (ฉ) ½ MS + 1 % แมนนิทอล (ช) ½ MS + 2 % แมนนิทอล (ซ) ½ MS + 3 % แมนนทิ อล (ฌ) MS (ญ) MS + 1 % แมนนิทอล (ฎ) MS + 2 % แมนนทิ อล (ฏ) MS + 3 % แมนนิทอล สรปุ ผลการทดลอง คําขอบคณุ การเพ่ิมปรมิ าณยอดและรากหลังจากการเพาะเลี้ยงบน โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ อาหารสูตร MS เติม BA ความเขมขน 3 มิลลิกรัมตอลิตร พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากรพระราชดําริฯ และภาควิชา เปนเวลา 1 เดือน พบวา พืชตระกูลขิงท้ัง 3 ชนิดคือ พืชศาสตร คณะทรัพยากรธรรมชาติ ผูวิจัยขอขอบคุณมา ณ เปราะหอม ขม้ินชัน และขมิ้นขาว สามารถเกิดยอดและราก ที่นด้ี วย ไดดีท่ีสุดในอาหารสูตรนี้ สําหรับการเก็บรกั ษาพนั ธุกรรมพืช เอกสารอา งอิง ในหลอดทดลอง พบวา อาหารสูตร MS เติมน้ําตาลแมนนิ- กมลทพิ ย ไหลไผทอง, สมปอง เตชะโต และ ทศั นี ขาว ทอล 2 เปอรเซ็นต สามารถชะลอการเจริญเติบโตของ เปราะหอมไดดีท่ีสดุ เนียม. 2561. การพัฒนาเปน พืชตนใหมจากการ เพาะเลีย้ งช้นิ สว นยอดของกระชายดําในหลอดทดลอง. วารสารพืชศาสตรสงขลานครนิ ทร 5: 13-18. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

367 จรัสศรี นวลศร.ี 2548. การปรบั ปรุงพันธพุ ืชสวน. สงขลา: Zingiberaceae from Eastern India. Proceedings ภาควิชาพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ of the National Academy of Sciences, India มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร. Section B: Biological Sciences 84: 799–803. Parida, R., Mohanty, S. and Nayak, S. 2018. In vitro ปริญา สคุ นธรตั น. 2558. การขยายพนั ธุขมน้ิ ชนั โดยวธิ กี าร plant regeneration potential of genetically เพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือจากหนอ งอกนอกหลอดทดลอง. stable Globba marantina L., zingiberaceous วิทยานพิ นธวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัย species and its conservation. Proceedings of สงขลานครินทร. the National Academy of Sciences, India Section B: Biological Sciences 88: 321–327. ภพเกา พุทธรักษ และ วารตุ อยูคง. 2554. การอนรุ ักษ และ Rahman, M.Z., Sharoar, M.G., Matin, M.N., Rahman, การขยายพนั ธุมะคังขาว และผกั หวานบา นดวยเทคนิค M.H., Rahman, M. M. and Islam, M.R. 2006. การเพาะเลีย้ งเน้อื เยือ่ . วารสารมหาวทิ ยาลยั นเรศวร High frequency plant regeneration of a dessert 19: 78-84. banana cv. Mehersagar for commercial exploitation. Biotechnology 5: 296-300. Abdelmageed, A.H.A., Faridah, Z.Q., Norhana, Sharma, K.S., Sharma, M. and Raina, V. 2013. In A.M.F., Julia, A.A. and Kadir, A.M. 2011. vitro protocol standardization for turmeric in Micropropagation of Etlingera elatior Jammu division. Journal of Biotechnology (Zingiberaceae) by using axillary bud explants. Research Center 8: 55-57. Journal of Medicinal Plants Research 51: Shukla, K.S., Susmita, S., Vijaya, K. and Mishra, K.S. 4465-4469. 2007. In vitro propagation of tikhur (Curcuma angustifolia Roxb.): A starch yield plant. Indian Anchalee, J. 2012. Effects of NAA and sucrose on Journal of Biotechnology 6: 274-276. shoot induction and rapid micropropagation Skalova, I., Viehmannova, I. and Vitamvas, J. 2012. by trimming shoot of Curcuma longa L. In vitro Conservation of Smallanthus Thammasat International Journal of Science sonchifolius under slow-growth conditions. and Technology 4: 54-60. Agricultura Tropica Et Subtropica 45: 147- 150. Gopal, J. and Chauhan, N.S. 2010. Slow growth in Zhang, S., Liu, N., Sheng, A., Ma, G. and Wu, G. vitro conservation of potato germplasm at low 2011. Direct and callus-mediated regeneration temperature. Potato Research 53:141–149. of Curcuma soloensis Valeton (Zingiberaceae) and ex vitro performance of regenerated Goyal, K.A., Ganguly, K., Mishra, T. and Sen, A. plants. Scientia Horticulturae 130: 899-905. 2010. In vitro multiplication of Curcuma longa Linn. an important medicinal zingiber. NBU Journal of Plant Sciences 4: 21-24. Larsen, K. 2002. The Zingiberaceae in flora of Thailand. In the 3 rd Symposium on the Family Zingiberaceae. Khon Kaen, Thailand. Mohanty, S., Parida, R., Sahoo, S. and Nayak, S. 2014. In vitro conservation of nine medicinally and economically important species of การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

368 ปจจัยท่ีมีผลตอการเพาะเลีย้ งเนอื้ เยือ่ มะหาดในสภาพปลอดเชอ้ื EFFECTS ON Artocarpus lakoocha Roxb. IN VITRO CULTURE ปยนันท ชมนาวงั *, ฐิตยิ าพร บญุ วิวฒั นไชย และ ชาญณรงค ชมนาวงั Piyanan Chomnawang*, Thitiyaporn Boonwiwatchai and Channarong Chomnawang สาขาวิชาเทคโนโลยชี วี ภาพ คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสนิ ธุ จ.กาฬสินธุ 46000 Department of Biotechnology, Faculty of Agricultural Technology, Kalasin University, Kalasin 46000 บทนํา การศกึ ษาปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ การเพาะเลีย้ งเนอ้ื เยอ่ื มะหาดในสภาพปลอดเชือ้ มวี ตั ถุประสงคเพื่อหาสภาวะทเี่ หมาะสมในการฟอก ชิ้นสวนมะหาด และศึกษาชนิดและปริมาณสารควบคุมการเจริญเติบโตที่มีผลตอการเกิดแคลลัสมะหาด การทดลองนี้ไดใช ชิ้นสวนมะหาดเร่ิมตนจากตนมะหาดในมหาวิทยาลยั กาฬสนิ ธุ โดยแบงการทดลองออกเปน 2 การทดลองคือ การทดลองท่ี 1 ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการฟอกชิ้นสวนมะหาด และการทดลองท่ี 2 ศึกษาผลของสูตรอาหารท่ีมีผลตอการชักนําใหเกิด แคลลัสมะหาด ผลท่ีไดจากการทดลองพบวา สภาวะท่ีเหมาะสมในการฟอกช้ินสวนมะหาดใหปลอดเช้ือจุลินทรียคือ การแช ชิ้นสวนใบมะหาดในคลอร็อกซร อยละ 20 นาน 20 นาที จากน้ันแชในสารฆา เช้อื รา 100 มิลลิกรมั ตอลติ รผสมสเตรป็ โตมัยซิน 200 มิลลิกรัมตอ ลติ ร นาน 30 นาที โดยมีรอยละความปลอดเช้ือรอยละ 83 สภาวะท่ีเหมาะสมในการชักนําใบมะหาดใหเกิด แคลลสั คอื เพาะเลยี้ งบนอาหารสูตร WPM ทีม่ ี NAA 1 มลิ ลกิ รมั ตอ ลติ ร และ อาหารสูตร WPM ทม่ี ี 2,4-D 1 มิลลิกรัมตอ ลติ ร ภายใตสภาวะมืด โดยอาหารเพาะเลย้ี งทัง้ สองสูตรนี้สามารถชักนําใหใ บมะหาดเกดิ แคลลสั มากที่สดุ ท่ีรอ ยละ 76 Abstract Studied on the effects of Artocarpus lakoocha Roxb. in vitro culture were investigated. The objective of this study were established the suitable sterilized explants, type and quantity of plant growth regulators on initiation culture of Artocarpus lakoocha in Kalasin University. This study was divided to 2 experiments such as I: method of surface sterilized of young leaf, and II: effect of media on callus induction of Artocarpus lakoocha explants. These experiment shown that the appropriate technique for Artocarpus lakoocha tissue culture was sterilized by dipped in 20 percentages Clorox 20 min followed by fungicide 100 mg/l+ streptomycin 200 mg/l solution 30 min for aseptic young leaf at 83 percentages. The optimum condition for callus induction was cultured Artocarpus lakoocha leaf on WPM supplemented NAA 1 mg/l and WPM supplemented 2,4-D 1 mg/l under dark condition. The result showed the highest callus induction were found 76 percentages. คาํ สาํ คญั : การเพาะเลีย้ งเน้อื เย่ือพืช, มะหาด, แคลลสั Keywords: plant tissue culture, Artocarpus lakoocha, callus *ตดิ ตอ นักวจิ ยั : ปยนันท ชมนาวงั (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Piyanan Chomnawang (E-mail: [email protected]) บทนาํ ไทย พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ มะหาดมีช่ือวิทยาศาสตรวา Artocarpus lakoocha ลักษณะท่ัวไป เปนพรรณไมขนาดใหญ ลําตนมีความสูง ประมาณ 15-20 เมตร มะหาดถือไดวาเปนพืชที่มีมาแต Roxb. อยูในวงค Moraceae ตระกูล Artocarpus มีช่ือ โบราณนํามาใชเปนยา มีบันทึกตํารับยาไทย ซึ่งชาวบานจะ เรียกตามทองถ่ิน กาแย ตาแป ตาแปง มะหาดใบใหญ หาด นําเน้ือไมรวมท้ังแกนมะหาดมาตมกับนํ้าจนเดือด เคี่ยวไฟ เปนไมยืนตนเขตรอน พบไดท่ัวไปในประเทศอินเดีย นานๆ จนเกิดฟองข้ึน แลวชอนเอาฟองที่เกิดขึ้นใสบนผา ปากีสถาน พมา จีน มาเลเซีย หมูเกาะโซโลมอน ประเทศ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

369 กรองจะไดฟองสีนวลและจับกันเปนกอน เม่ือบีบนํ้าออกให เพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อพืช นอกจากเปนประโยชนในเชิง แหงนําไปยางไฟออนๆ จนมีสีเหลืองเรียกวาปวกหาด ปวก เกษตรกรรมแลว ยังมีการประยุกตใชการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือ หาดท่ีไดใหมๆ จะมีสีเหลืองออนเม่ือทิ้งใหถูกแสงนานๆจะ พืชเพ่ือผลิตสารทุติยภูมิที่มีประโยชนทางอุตสาหกรรม หรือ กลายเปนสีน้ําตาลแกมเขียว และนําปวกหาดมาใชเปนยา การเลีย้ งเน้อื เย่อื พชื สมนุ ไพรเพอื่ ผลิตสารทม่ี ีฤทธท์ิ างยา โดย ถายพยาธิตัวตืด สารออกฤทธ์ิที่เปนยาตานพยาธิ คือ เร่ิมจากการเล้ียงเนื้อเยื่อพืชสมุนไพรในอาหารกึ่งแข็งหรือ oxyresveratrol แ ล ะ 2,4,3' 5' tetrahydroxystilbene อาหารเหลวแลวหาวิธีการหรือเทคนิคตางๆไปกระตุนให สารสําคัญที่ออกฤทธ์ิในมะหาดคือสารประกอบกลุม ฟลาโว เซลลพืชผลิตสารใหมากข้ึน ไดแก การปรับเปล่ียนสูตร นอยด ไดแก flavone, norcycloartocarpin กลุมสตีลบีล อาหาร การปรับเปล่ียนสภาวะแวดลอมที่มีผลตอสารสําคัญ ไดแก resveratrol, oxyresveratrol และกลุมเบนซินนอยด นั้นๆ การเติมสารตงั้ ตน ของขบวนการสงั เคราะหลงในอาหาร ไดแก resorcinol (Apirak et al., 2004) ซึ่งสารประกอบ เลี้ยงเซลล และการเหน่ียวนําเซลลพืชใหเกิดความเครียด ทางเคมีชนิดตางๆ ของมะหาดมีฤทธ์ิทางชีวภาพที่แตกตาง เปน ตน (บุญยนื , 2528; รงั สฤษด,ิ์ 2540) กัน มีประโยชนมากมายเชน ตานเชื้อแบคทีเรีย ตานเช้ือรา ยับย้ังการทํางานของเอ็นไซมไทโรซิเนส (บุญชู, 2541; กิตติ งานวิจัยท่ีเก่ียวกับมะหาดสวนใหญจะเปนการศึกษา ศักด์ิ, 2549: ไฉน และคณะ, 2505; นิชนันท และ นภพร, ดานการนํามาใชประโยชนไมวาจะเปน เพ็ญพรรณ (2537) 2548) มะหาดเปนพืชที่เจริญเติบโตไดดีในดินเกือบทุก ไดวิจัยสารประกอบเคมีจากแกนของตนมะหาด บุญชู ศรี ประเภท สามารถเจริญเติบโตไดดีในดินทราย ดินรวนปน ตุลารักษ (2541) ไดวิจัยองคประกอบทางเคมีของมะหาด ทราย ดินรวนและดินเหนียว มีความทนทานตอความแหง และหาดหนุน ผลการวิจัยพบวาการศึกษาพฤกษเคมีของ แลงไดดีมาก มีความตองการนาํ้ และความช้ืนในปริมาณปาน แกนมะหาด โดยวิธีทางโครมาโทรกราฟฟ สามารถแยก กลาง แสงแดดเขาถึงไดนอ ย มักขึ้นกระจายตามปาดิบท่ัวไป องคประกอบทางเคมีจากสิ่งสกัดไดสาร 2 ชนิด เปนสารใน ขยายพันธุดวยการตอนก่ิง หรือการใชเมล็ดเพาะ (วิทย, กลุม stilbene คือ oxyresveratrol และ resveratrol และ 2536) การขยายพันธุพชื เปนการเพิ่มจํานวนตนพืชและพนั ธุ การศึกษาฤทธิ์ของพืชในสกุลเดียวกับมะหาดคือ สกุล ท่มี อี ยูใหเ พิ่มมากยิ่งข้ึนโดยไมไ ดนํามาจากที่อ่ืน ยงั คงพันธุใน Artocarpus ไมวาจะเปนขนุน จําปาดะ หรือสาเก ไดแก ดานลักษณะ คุณสมบัตแิ ละคุณภาพที่ดีไวใหเหมือนเดมิ หรือ Khan, Omoloso และ Kihara (2003) ไดสกัดสารจากลํา ใหดียิ่งข้ึนไปดวย การเพาะปลูกและการเก็บเก่ียวนิยมปลูก ตนแกน ใบและ รากของขนุน Artocarpus heterophyllus โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง ขึ้นไดในดินแทบทุกชนิด สกัดโดยใช เมธานอลหลังจากนั้นนํามาทดสอบฤทธ์ิเบื้องตน วิธีปลูกจะตองเพาะตนกอน แลวจึงนําเอามาปลูกในหลมุ ท่ีมี ในการยับยั้งแบคทีเรีย ยับย้ังเชื้อรา Yana และคณะ (2004) ปุย คอก หรอื ปยุ หมักรองกน หลุม ระยะแรกดใู หน ํา้ และกาํ จัด ไดทําการแยกสกัดสารจากแกนจําปาดะ (Artocarpus วัชพืช มะหาดที่เจริญเติบโตดี จะใหผลเมื่ออายุได 5 ปแลว champeden) พบวา เปนสารในกลุม isoprenylated สวนชวงเวลาท่ีเก็บเปนยาคือชวงอายุตนมะหาด 5 ปข้ึนไป flavonoids 5 ชนิด Bai – Luh และคณะ (2005) ไดวิจัย แลว (ชยันต, 2536; นิจศิริและพะยอม, 2534) การ สารสกดั ทม่ี ีผลยับยง้ั แผลอกั เสบจากขนนุ และสาเก สารท่พี บ เพาะเล้ียงเน้ือเย่ือพืช เปนเทคโนโลยีที่นิยมใชในการ ในขนุนและสาเกเปนสารในกลุม flavonoids Ah-Reum ขยายพันธุและปรับปรุงพันธุพืชวิธีการหน่ึง ทําโดยการนํา และคณะ (2006) ไดสกัดสารจากแกนของตนสาเก เซลลเน้ือเย่ือ หรืออวัยวะสวนที่เปนเนื้อเย่ือเจริญของพืชมา Artocarpus communis นําแกน ของตน สาเกบดละเอยี ดให เล้ียงในอาหารสังเคราะหในสภาพปราศจากเช้ือ ภายใตการ เปนผง จํานวน 500 กรัม หมักแชด วยสาร MeOH จํานวน 2 ควบคุมสภาวะแวดลอมที่เหมาะสม ไดแก อุณหภมู ิ แสงสวา ง ลิตร หมักแช 3 ครง้ั ๆ ละ 7 วนั หมกั แชทิ้งไวใ นอณุ หภูมิหอง และความชื้น เปนตน (Drew, 1997; Farsworth and หลังจากน้ันกรองเอาสารละลายไประเหยดวยเครื่องระเหย Bunyapraphatsara, 1992) โดยทวั่ ไปการเพาะเลยี้ งเนือ้ เยอ่ื แหงสุญญากาศ ไดสารสกัดหยาบ crude extract จํานวน นยิ มใชช้นิ สวนพชื จากเนอ้ื เยือ่ ตนออนทไี่ ดจ ากการเพาะเมลด็ 11.3 กรัม หลังจากน้ันนําสารสกัดหยาบไปละลายดวยน้ํา แบบปราศจากเช้ือ เพราะทุกชิ้นสวนของตนออนสามารถ กลั่นปริมาณ 200 ml. พบสารในกลุม flavonoids 10 ชนิด นํามาใชเปนเนื้อเย่ือตั้งตนในการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อได มีฤทธติ์ า นเชอื้ แบคทเี รีย ยบั ยั้งเอ็นไซมไ ทโรซเิ นส ช้ินสวนพืชที่ใชจะตองนํามาฆาเช้ือที่บริเวณผิว กอนนําไปใช ในการเพาะเล้ียงเนอื้ เยือ่ พืช การเพาะเลี้ยงสามารถทําไดบน ดงั นั้นในงานวจิ ัยน้ีจงึ มีวัตถุประสงคเ พื่อการหาสภาวะท่ี อาหารวุนกงึ่ แข็งและในอาหารเหลว หลงั จากเลย้ี งเนอื้ เย่อื ไป เหมาะสมในการฟอกชิ้นสวนใบมะหาดใหปลอดเช้ือและ ไดสักระยะหน่ึงตองมีการถายเน้ือเยื่อลงอาหารใหม การ สภาวะท่ีเหมาะสมในการเหน่ียวนําช้ินสวนใบมะหาดใหเกิด แคลลัส งานวิจัยน้ีเปนงานสนองพระราชดําริในโครงการ อนุรักษพนั ธกุ รรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริฯ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

370 อปุ กรณแ ละวิธีการทดลอง พอหมาดๆ ตัดแตงชิ้นสวนพืช ขนาด 1 ตารางเซนติเมตร 1. ชิ้นสวนมะหาดท่ใี ชใ นการวจิ ยั นํามาเพาะเล้ียงบนอาหารแข็ง WPM ท่ีมีนํ้าตาลซูโครส 30 กรัมตอลิตร วุน รอยละ 0.7 ในสภาวะที่มืด อุณหภูมิ 25 ช้นิ สวนมะหาดทใ่ี ชใ นการทดลองไดจ ากสว นใบออนของ องศาเซลเซียส นาน 1 เดือน ทําการทดลองสูตรละ 5 ซํ้าๆ ตนมะหาดท่ีมหาวทิ ยาลัยกาฬสินธุ ทดลองที่หอง ปฏิบัตกิ าร ละ 10 ขวดเพาะเลี้ยง บันทึกผลการทดลอง โดยนับจํานวน เพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือพืช สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะ ขวดเพาะเลีย้ งที่ปลอดเช้ือและท่ีตายนาํ มาคํานวณหารอยละ เทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวทิ ยาลยั กาฬสนิ ธุ ปลอดเชอื้ และ รอยละการตาย 4. การศึกษาหาสูตรอาหารที่เหมาะสมในการชักนําให ภาพท่ี 1 ใบออ นของตนมะหาดทใ่ี ชใ นการทดลอง มะหาดเกิดเปนแคลลัส (ดัดแปลงจากวิธีของเกศสุคนธ, 2. อาหารเพาะเลี้ยงทใ่ี ชใ นการวจิ ัย 2550) 4.1 นําช้ินสวนของมะหาดท่ีปลอดเช้ือ มาเพาะเลี้ยงบน ในการวจิ ัยนีใ้ ชอ าหารเพาะเลย้ี งสาํ เร็จรูป WPM (Woody อาหารสูตรดัดแปลง ที่มีการเติมนํ้าตาลซูโครส 30 กรัมตอ Plant Medium, 1980) (HiMedia Laboratories, India) ลติ ร วนุ รอ ยละ 0.7 และมกี ารแปรผนั สูตรอาหารดงั ตอไปนี้ 3. การศึกษาหาสภาวะท่ีเหมาะสมในการฟอกฆาเช้ือช้ินสวน ก = WPM มะหาด (ดดั แปลงจากวธิ ขี องเกศสุคนธ, 2550) ข = WPM + casein hydrolysate 500 mg/l 3.1 นําช้ินสวนใบมะหาดมาลางในน้ําสะอาด นํ้าสบู หรือ ค = WPM + NAA 1 mg/l น้ํายาลางจาน ตามดวยนํ้าประปา จนช้ินสวนพืชสะอาด ตัด ง = WPM+casein hydrolysate 500 mg/l แตงช้ินสวนใหมีขนาดพอเหมาะในการใสขวดเพ่ือฟอกทํา ความสะอาดชนิ้ สวนพืช +NAA 1 mg/l 3.2 แบงช้นิ สวนพชื เปน 4 ชุดการทดลอง จ = WPM + 2,4-D 1 mg/l ชุดการทดลองที่ 1 = แชช ิน้ สวนพชื ใน สารฆา เชือ้ รา 100 ฉ = WPM+casein hydrolysate 500 mg/l+2,4-D 1 mg/l มิลลกิ รัมตอ ลิตร ผสม สเตรป็ โตมยั ซิน 4.2 นาํ ไปเพาะเล้ยี งที่ใหแสง 1,500 ลกั ซ เปนเวลา 16 ชัว่ โมง 200 มิลลิกรมั ตอ ลิตร นาน 30 นาที ตอวัน และในทีม่ ดื อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส นาน 1 เดอื น ชดุ การทดลองที่ 2 = แชชิน้ สวนพชื ใน คลอรอ็ กซ รอ ยละ 20 ทาํ การทดลองสตู รละ 5 ซํา้ ๆละ 10 ขวดเพาะเลีย้ ง บนั ทึกผล น า น 2 0 น า ที แ ล ะ นํ า ม า แ ช ใน การทดลอง โดยคํานวณรอ ยละการเกดิ แคลลสั สารละลายท่ีมี สารฆาเชื้อรา 100 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง มิลลิกรัมตอลิตร ผสม สเตร็ปโตมัยซิน 1. ผลสภาวะทเ่ี หมาะสมในการฟอกชิน้ สวนใบมะหาด 200 มิลลกิ รมั ตอ ลติ ร นาน 30 นาที ชุดการทดลองที่ 3 = แชช้นิ สว นพืชใน คลอรอ็ กซ รอยละ 20 สภาวะทเี่ หมาะสมในการฟอกชิน้ สวนใบมะหาดให นาน 20 นาที นํามาจุมแอลกอฮอล ปลอดเช้อื คอื การแชชิน้ สวนใบมะหาดในคลอร็อกซร อ ยละ รอ ยละ 90 แลวลนไฟ 20 นาน 20 นาที จากนน้ั แชในสารฆา เช้อื รา 100 มลิ ลิกรัม ชดุ การทดลองท่ี 4 = แชช ิน้ สวนพืชใน คลอร็อกซ รอยละ 20 ตอลิตรผสมสเตร็ปโตมัยซิน 200 มิลลกิ รมั ตอลิตร นาน 30 น า น 2 0 น า ที แ ล ะ นํ า ม า แ ช ใน นาที โดยมีรอยละความปลอดเชอ้ื รอยละ 83 รองลงมาคือ สารละลายท่ีมีสารฆาเชื้อรา 100 การแชชิ้นสว นใบมะหาดในสารฆาเชื้อรา 100 มลิ ลิกรัมตอ มิลลิกรัมตอลิตร ผสม สเตร็ปโตมัยซนิ ลิตรผสมสเตรป็ โตมยั ซิน 200 มลิ ลกิ รมั ตอลิตร นาน 30 200 มิลลิกรัมตอลิตร นาน 30 นาที นาที โดยมีรอ ยละความปลอดเช้ือรอยละ 80 ในขณะท่กี าร นํามาจุมแอลกอฮอล รอยละ 90 แลว แชช ิน้ สว นมะหาดในคลอรอ็ กซรอ ยละ 20 นาน 20 นาที ลนไฟ แลว แชในสารฆา เชอ้ื รา 100 มิลลกิ รมั ตอลติ รผสมสเตร็ปโต จากนั้นนําลางดวยน้ํากลั่นท่ีน่ึงฆาเช้ือแลว 3 คร้ังๆ ละ มัยซนิ 200 มิลลกิ รมั ตอ ลติ ร นาน 30 นาที และนํามาจุม ประมาณ 5 นาที ยายตัวอยางไปวางผึ่งบนจานแกวใหแหง แอลกอฮอลร อ ยละ 90 แลว ลนไฟ ใหร อ ยละความปลอดเชื้อ นอยทส่ี ดุ ทร่ี อ ยละ 66 (ภาพที่ 2 และ ตารางท่ี 1) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

371 ภาพท่ี 2 ตวั อยางการปลอดเชอื้ ของใบมะหาด ในการทดลองใช อาหาร WPM ท่ีมี NAA 1 มิลลิกรมั ตอลติ ร และ อาหาร WPM ท่ีมี 2,4-D 1 มิลลิกรัมตอลิตร สามารถ มะหาดเปน พืชสมุนไพรที่มีปญหาในการขยายพันธุ โดย ชักนําใบมะหาดเกดิ แคลลัสมากทสี่ ุดถงึ รอยละ 76 มีรายงานวามะหาดลดประชากรลงเนอ่ื งจากเมล็ดมะหาดไม (http://www.scs.unr.edu/dbastola/abstract.htm) สมบูรณ มีอัตราการรอดชีวิตและงอกเปนตนในอัตราที่ตํ่า 2. ผลสตู รอาหารทเ่ี หมาะสมในการชกั นาํ ใหมะหาดเกิดเปน ก า ร เ พ า ะ เ ลี้ ย ง เ นื้ อ เ ย่ื อ จึ ง เ ป น วิ ธี ท่ี มี ป ร ะ โ ย ช น วิ ธี ห นึ่ ง แคลลสั (Joshee et. al., 2002) ผลการทดลองเพาะเล้ยี งใบมะหาดบนอาหาร 6 สูตรทาํ ตารางที่ 1 ผลการฟอกชนิ้ สวนใบมะหาด การทดลองสูตรละ 5 ซ้าํ ๆ ละ 10 ขวด เก็บผลโดยนับจาํ นวน จาํ นวน จาํ นวนขวดเพาะเลี้ยงปลอดเชื้อ ขวดท่ีพบการเกิดแคลลัส หาคาเฉลี่ยการเกิด ผลการทดลอง ชุดการ ขวด แสดงในตารางที่ 10 พบวา เม่ือเพาะเลี้ยงในท่ีมืดนั้นสูตร ทดลอง เพาะเลี้ยง รอ ยละปลอดเชอ้ื รอยละการตาย อาหารท่ีเหมาะสมในการชักนําใหเกิดแคลลัสมะหาดไดแก (คาเฉลี่ย± SD) (คา เฉลี่ย± SD) สูตรอาหาร ค = WPM + NAA 1 mg/l และ จ = WPM + 2,4-D 1 mg/l ซึ่งมีคารอยละการเกิดเทากันที่ รอยละ 76 และเมือ่ เพาะเลยี้ งในท่ีมกี ารใหแสงพบวา สตู รท่ีเหมาะสมคอื ข = WPM + casein hydrolysate 500 mg/l จ = WPM + 2,4-D 1 mg/l และ ฉ = WPM + casein hydrolysate 500 mg/l + 2,4-D 1 mg/l ผลการทดลองแสดงในตารางที่ 2 และ ภาพที่ 3 1 30 80.00±10.00 20.00±10.00 ตารางที่ 2 ผลการเกิดแคลลสั จากชน้ิ สว นใบมะหาด รอ ยละการเกดิ แคลลสั 2 30 83.33±5.77 16.67±5.770 สูตร จํานวนขวด (คา เฉล่ีย± SD) 3 30 70.00±10.00 30.00±10.00 อาหาร เพาะเลย้ี ง 4 30 66.67±10.00 33.33±10.00 ท่ีมดื ใหแ สงสวาง ก 50 70.00±10.00 72.00±13.04 ข 50 72.00±8.37 74.00±8.94 มีขอมูลเก่ียวกับการการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือมะหาดของ ค 50 76.00±11.40 70.00±10.00 Joshee และคณะ (2012) ที่ไดทําการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อ ง 50 74.00±11.40 68.00±8.37 มะหาด โดยเพาะเลี้ยงเมล็ดมะหาด บนทรายท่ีฆาเช้ือ จ 50 76.00±11.40 72.00±8.37 หลังจากน้ันเพาะเล้ยี งตนออนมะหาดใหม ีอายุ 6 สัปดาห นํา ฉ 50 74.00±11.40 72.00±8.37 ชนิ้ สวน ใบ ตาขาง และยอด มาเพาะเลีย้ งบนอาหารดดั แปลง MS พบวา สามารถชักนําใหใบของตนออนมะหาดท่ี ภาพท่ี 3 ตวั อยา งการเกดิ แคลลสั บนใบมะหาด เพาะเล้ียงเกิดเปนแคลลัสได และสามารถชักนําใหเกิดยอด มีรายงานของ เกศสุคนธ (2550) ศึกษาการชักนํา บนอาหาร MS ดัดแปลงท่ีมี BA 1-2 มิลลิกรัมตอลิตร และ ใหคัพภะมะหาดเกิดเปนแคลลัสในอาหารสูตร MS ท่ีมีการ ชักนาํ ใหอ อกรากบนอาหาร MS ดัดแปลงทม่ี ี IBA 2 มลิ ลิกรมั เติม casein hydrolysate 500 mg/l จะชวยสงเสริมให ตอลิตร ภายในเวลา 2-3 สัปดาห และยังมีรายงานการ เน้อื เยื่อมะหาดเจรญิ เปนแคลลสั ไดดี ซง่ึ ในผลการชกั นําใหใ บ เพาะเล้ียงเนื้อเย่ือมะหาด โดยการนําชิ้นสวนขอของตนที่ เพาะเล้ียงเปนเวลา 1-2 เดือน มาเพาะเลี้ยงบนอาหาร MS ดัดแปลงที่มี NAA 0.2-0.5 มิลลิกรัมตอลิตร สามารถชักนํา ใหเกิดแคลลัสภายใน 2-3 สัปดาห ชักนําใหเกิดยอดบน อาหาร MS ดัดแปลงท่ีมี BAP 1-2 มิลลิกรัมตอลิตร และชัก นําให ออกรากบนอาหาร MS ดัดแปลงท่ีมี IBA 2 มิลลิกรัม ตอลิตร หรือ รอยละ 0.5 activated charcoal โดยสภาวะ ที่ใชในการชักนําใหเกิดแคลลัสและชักนําใหเกิดเปนตน ภายใตสภาวะที่ใหแสง 16 ชั่วโมงตอวัน อุณหภูมิ 26 องศา เซลเซยี ส ซง่ึ ผลการศกึ ษาท่ีไดม ีสอดคลองไปทางเดียวกันโดย การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

372 มะหาดเกิดเปน แคลลสั นั้นพบวาอาหารเพาะเลย้ี งสตู ร WPM ไฉน สมั พันธารกั ษ, พยอม ตนั ตวิ วิ ัฒน และธงชัย รัตนชัย. ใหผลไมแตกตางกันกับสูตรเพาะเล้ียงท่ีไมมีการเติม casein 2505. การศึกษาทางเภสชั วทิ ยาและพฤกษเคมีของตน hydrolysate 500 mg/l แตพบวาสารควบคุมการเจริญ มะหาด. วารสารสภาวิจยั แหง ชาต.ิ 1(4) : 245-255. เติบโตกลุมออกซินมีความสําคัญ เนื่องจากเปนสารทีส่ งเสริม ใหมกี ารเจริญและแบง ตัวของเซลลพ ชื จากการทดลองพบวา นิจศริ ิ เรืองรงั สี และพะยอม ตนั ติวฒั น. 2534. พืชสมุนไพร. ในการเพาะเล้ียงใบมะหาดในอาหารสูตร WPM ในที่มืดนั้น กรุงเทพฯ:สํานกั พิมพโ อเดียนสโตร. นิชนันท ธีรวฒั ทั้ง NAA และ 2,4-D มีผลชักนําใบมะหาดใหเกิดเปนแคลลัส โนดม และนภพร นิโครธานนท. 2548. การสกดั ไดดีพอๆกัน แตเมื่อมีการใหแสงสวางพบวา อาหารสูตร สารสําคัญจากมะหาด. กรงุ เทพฯ : คณะเภสัชศาสตร WPM ที่มีการเติม 2,4-D มีผลชวยใหใบมะหาดใหเกิดเปน มหาวทิ ยาลยั หัวเฉยี วเฉลิมพระเกยี รต.ิ แคลลัสไดดีกวา NAA จากผลการศึกษาของ Joshee และ คณะ (2002) พบวา อาหารสตู ร MS ท่มี กี ารเติม NAA รวมกบั บุญชู ศรีตลุ ารักษ. 2541. องคประกอบทางเคมีของมะหาด การมีหรือไมมี BA เหมาะสมในการชักนํามะหาดเกิดเปน และหาดหนนุ . วิทยานพิ นธ ภส.ม. กรงุ เทพฯ : แคลลสั จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย. สรุปผลการทดลอง เพ็ญพรรณ เวชวทิ ยาขลงั . 2537. สารประกอบเคมีจากแกน ในการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการฟอกชิ้นสวน ของตนมะหาด. วทิ ยานิพนธ ภส.ม. กรุงเทพฯ : มะหาดใหปลอดเช้ือพบวาการฆา เชื้อที่ผิวดว ยวิธกี ารเขยาใน จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั . สารละลายคลอร็อกซร วมกบั ยาฆาเชอ้ื ราและยาปฏิชวี นะ ทาํ ใหการฆาเชื้อมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เม่ือไดเน้ือเย่ือท่ีปลอด บุญยืน กจิ วิจารณ. 2528. การเพาะเลย้ี งเนื้อเยอ่ื พืช. เชื้อมาเพาะเลี้ยงเพื่อศึกษาสูตรอาหารท่ีเหมาะสมตอการชัก มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน. ขอนแกน. รงั สฤษด์ิ กาวตี ะ . นําใหเ กดิ แคลลสั เม่ือเพาะเลย้ี งในสภาวะทีม่ ืดพบวาอาหารที่ 2540. การเพาะเลีย้ งเน้ือเยื่อพชื : หลักการและเทคนคิ . มีการเติม 2,4-D และ NAA สามารถชักนําใหเกิดแคลลัสสูง สาํ นักพิมพหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. กรงุ เทพมหานคร. ที่สุดโดยไมตองใส casein hydrolysate แตเมื่อนํามา เพาะเลี้ยงโดยการใหแสงสวางพบวาอาหาร ที่มี casein วิทย บูรณเทีย่ งธรรม. 2536. พจนานุกรมสมนุ ไพรไทย. hydrolysate จะสามารถชักนําใหใบมะหาดเกิดแคลัสไดสูง กรงุ เทพฯ: สํานักพมิ พส รุ ิยบรรณโพรดกั ส จาํ กดั . ทส่ี ุด คาํ ขอบคณุ Ah-Reum, H. and others. 2006. Prenylated Flavonoids from the Heartwood of Artocarpus โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ communis with Inhibitory Activity on พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ ผูวิจัย Lipopolysaccharide-Induced Nitric Oxide ขอขอบคุณมา ณ ท่ีนีด้ ว ย Production. American Chemical Society and เอกสารอา งอิง American Society of Pharmacognosy. 67 : กิตตศิ ักด์ิ ลิขิตวทิ ยาวฒุ ิ และภาคภมู ิ เต็งอํานวย. 2549. ผิว 719-721. ขาวสวยดวยแกนมะหาดมหัศจรรยส มนุ ไพรไทย. Apirak, P. and others. 2004. Lakoochins A and B, วารสารวงการยา. 36(2):60-62. New Antimycobacterial Stilbene Derivatives เกศสคุ นธ มณีวรรณ. 2550. การเพาะเลี้ยงเนอื้ เยื่อพืช from Artocarpus Lakoocha. American สมนุ ไพร : มะหาด. งบประมาณสนับสนนุ การวิจยั ป Chemical Society and American Society of 2550 มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. Pharmacognosy. 67 : 485-489. ชยนั ต พิเชียรสมทุ ร. 2536. สมุนไพรกบั ยาแผนปจจุบนั . เอกสารประกอบการบรรยายพิเศษในการสมั มนาเชงิ Bai – Luh, W. and others. 2005. Antiinflammatory ปฏบิ ัตกิ าร เรื่องสมนุ ไพรกับการพง่ึ ตนเอง ในระหวาง Flavonoids from Artocarpus hrterophyllus and วันท่ี 20-22 สงิ หาคม 2536 ณ หอ งประชุมอาคาร Artocarpus communis. Journal Agricultural อเนกประสงค มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ Food Chemistry. 53(10) : 3867-3871. มหาสารคาม. Drew, R. A. 1997. The Application of Biotechnology to the Conservation and Improvement of Tropical and Subtropical Fruit Species. FAO. 1 : 1–77. Farsworth, N. R. and N. Bunyapraphatsara. 1992. Thai Medicinal Plants Recommended For Primary Health Care System. Bangkok : Faculty of Pharmacy, Mahidol University. 67-69. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

373 Joshee, N.,D.R. Bastola, V.P.Agrawal, and A.K. Yana, M. 2004. Two new Cytotoxic Isoprenylated Yadav. 2002. Lakoocha: A multipurpose tree Flavones, Artoindonesianins U and V, from of warm climate. P 405-406. In: J . Janick and the Heartwood of Artocarpus champeden. A.Whipkey (eds.), Trend in new crops and new Fitoterapia. 75 : 134–140. uses. ASUS Press. Alexandria, VA. Khan, M. R., A. D. Omoloso and M. Kihara. 2003. Antibacterial Activity of Artocarpus Heterophyllus. Fitoterapia. 74 : 501-505. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

374 การศกึ ษาผลของสูตรอาหารตอ การเจริญเตบิ โตของพรรณไมน า้ํ ใบพาย Cryptocoryne walkeri Schott ในสภาพปลอดเช้ือ EFFECT OF CULTURE MEDIA ON PLANTLET GROWTH OF AQUATIC PLANT, Cryptocoryne walkeri Schott IN VITRO สุพตั ร ฤทธริ ตั น1 *, ครรชิต ธรรมศริ 2ิ , สุนทรียา กาละวงศ3, จุฑามาศ ศุภพันธ4, ประกติ ไชยธาดา4 และ สุธา เกลาฉดี 5 Suphat Rittirat1*, Kanchit Thammasiri2, Soontreeya Kalawong3, Juthamas Suppapan4, Prakit Chaithada4 and Sutha Klaocheed5 1คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช เลขที่ 1 หมู 4 อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช 80280 2ภาควชิ าพฤกษศาสตร คณะวทิ ยาศาสตร มหาวิทยาลยั มหดิ ล ถนนพระรามท่ี 6 แขวงพญาไท กรุงเทพฯ 10400 3ภาควชิ าเกษตรศาสตร คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บานสมเด็จเจาพระยา กรุงเทพฯ 10600 4คณะครุศาสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช เลขที่ 1 หมู 4 อาํ เภอเมอื ง จงั หวัดนครศรีธรรมราช 80280 5ภาควิชาเทคโนโลยีและการอตุ สาหกรรม คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร วิทยาเขตปตตานี เลขที่ 181 หมู 6 อําเภอเมอื ง จังหวดั ปตตานี 94000 1Faculty of Science and Technology, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, 1 Moo 4, Mueang District, Nakhon Si Thammarat, 80280, Thailand 2Department of Plant Science, Faculty of Science, Mahidol University, Rama VI Road, Phayathai, Bangkok, 10400, Thailand 3Department of Agriculture, Faculty of Science and Technology, Bansomdejchaopraya Rajabhat University, Bangkok, 10600, Thailand 4Faculty of Education, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, 1 Moo 4, Mueang District, Nakhon Si Thammarat, 80280, Thailand 5Department of Technology and Industries, Faculty of Science and Technology, Prince of Songkla University, 181 Moo 6, Mueang District, Pattani, 94000, Thailand บทคัดยอ การประยุกตใชเทคโนโลยีชีวภาพสําหรับการอนุรักษพันธุกรรมพืชที่เสี่ยงตอการสูญพันธุมีความจําเปนตองใชการเพาะเลี้ยง เน้ือเย่ือพืชท่ีมีประสทิ ธิภาพ การนําช้ินสวนปลายยอดของพรรณไมนํ้าใบพาย Cryptocoryne walkeri Schott มาเพาะเลยี้ ง เพ่ือชักนําการเกิดยอด และการเติบโตของพรรณไมนํ้าใบพาย Cryptocoryne walkeri ไดมีการศึกษาข้ึน การชักนําการเกิด ยอดดวยสูตรอาหารทั้ง 3 ชนิด พบวา อาหารสตู ร MS ไดผ ลดที ่สี ดุ ตามดวยอาหารสตู ร ½ MS และอาหารสตู ร VW โดยอาหาร สูตร MS มีความเหมาะสมตอ การชักนําการเกิดยอด และการเติบโตของพรรณไมนํ้าใบพาย Cryptocoryne walkeri ความถี่ ของการเกิดยอดมีความแตกตางกันทางสถิติ ข้ึนอยูกับชนิดของสตู รอาหารที่ใช โดยอาหารสูตร MS มีความแตกตา งกนั อยางมี นัยสําคัญทางสถิติเม่ือเทียบกับชุดการทดลองอื่นๆ อาหารสูตร MS สงเสริมการสรางยอดของพรรณไมนํ้าใบพาย Cryptocoryne walkerlii สูงสุด (90 เปอรเซ็นต) จํานวนยอดเฉลี่ยสูงสุด 4.30±0.62 ยอดตอตน จํานวนใบเฉล่ียตอยอด 12.80±2.21 ใบ ความยาวใบเฉลย่ี 23.90±0.84 มิลลเิ มตร และความกวางของใบเฉล่ยี 5.43±0.18 มิลลเิ มตร สงเสริมการเกดิ รากท่ีสูงสุด (90 เปอรเซ็นต) จํานวนรากเฉล่ีย 10.80±2.96 ราก และความยาวรากเฉล่ียสูงสุด 30.40±1.22 มิลลิเมตร หลังจากเพาะเลี้ยงเปนเวลา 8 สัปดาห พรรณไมนํ้าใบพาย Cryptocoryne walkeri มีอัตราการรอดชีวิต 95 เปอรเซ็นต หลังจากอนุบาลในโรงเรอื นเปนเวลา 30 วนั Abstract The application of modern biotechnology for conservation of endangered plants requires an efficient in vitro regeneration protocol. An efficient micropropagation protocol via shoot regeneration and response of plantlet growth to basal media was established for Cryptocoryne walkeri Schott using shoot tip explants, highly valued as aquarium plants. Among the three basal media evaluated for shoot regeneration, MS medium was found to be the best followed by ½ MS and VW medium. MS medium was also found good for shoot regeneration and response of plantlet growth of C. walkeri. The frequency of shoot regeneration การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”