523 ความรอนจะพองตัวนอยกวา เม็ดแปงแตกนอยโมเลกุลที่ ภาพท่ี 3 ลักษณะเมด็ แปงของแปง เทายายมอ ม กาํ ลงั ขยาย คลายตัวยังอยูใกลชิดกันจึงเคล่ือนท่ีจับกันใหมไดงายซึ่งอาจ 400X จับตัวกันระหวางเม็ดแปงท่ีพองตัวซ่ึงอยูใกลกันหรือระหวาง ชิ้นสวนของเม็ดแปงหรือโมเลกุลอะไมโลสอิสระที่หลุด 3. ผลการพัฒนาผลิตภณั ฑจากแปง เทา ยายมอ ม ออกมาทําใหเกิดสภาพเปน matrix ซ่ึงยึดอยูดวยกันดวย สูตรอางอิงในการผลิตขนมบัวหิมะท่ีไดรับการคัดเลือก พันธะไฮโดรเจนและสามารถเก็บกักน้ําไวไดการมีอะไมโลเพ คตินอยูดวยทําใหอัตราการคืนตัวของนํ้าแปงสุกชาลง ประกอบดวย แปงขาวเจา แปงขาวเหนียว นํ้าตาลทราย เน่ืองจากโมเลกุลของอะไมโลเพคตินมีก่ิงกานสาขาทําให นํ้ามันพืช และน้ํา 300, 100, 480, 50 และ 560 กรัม เกะกะยากที่โมเลกลุ จะเคลื่อนท่เี ขามาจบั กันใหมไ ด จงึ พบวา ตามลาํ ดับ ขนมบวั หิมะจากแปงเทา ยายมอ มโดยทดแทนแปง แปงประเภท waxy มีอัตราการคนื ตัวของนา้ํ แปงสุกนอยกวา ขาวเจาปริมาณ 30, 40, 50 และ 60 เปอรเซ็นต ไดรับการ แปงชนิดอื่นขนาดโมเลกุลของอะไมโลสในแปงแตละชนิดมี ยอมรับในดานกลิ่น รสชาติ เน้ือสัมผัส ลักษณะภายนอก ผลในการเกิดการคืนตัวของนํ้าแปงสุกดวยโมเลกุลอะไมโล และความชอบโดยรวม ไมแ ตกตางกันทางสถติ ิ (p>0.05) กับ สที่มีขนาดพอเหมาะในการเคลื่อนท่ีมาจับกัน คือ ในชวง ขนมบัวหิมะเฉพาะแปงขาวเจาและแปงขาวเหนียวโดยมี 100-200 หนวยกลโู คส ถาโมเลกลุ ใหญ เชน แปงมนั ฝรัง่ มอี ะ ความชอบอยูระหวาง 6.50 – 7.56 ซึ่งหมายถึงชอบปาน ไมโลสขนาดใหญประมาณ 1,000-6,000 หนวยกลูโคส จะ กลางถึงชอบมาก (ตารางที่ 4) เคลื่อนท่ีเขามาจับกันไดยากและถาโมเลกุลสั้นเกินไปจะ สรปุ ผลการทดลอง เคลื่อนไหวอยูตลอดเวลา (Brownian movement) ทําให แปงเทายายมอมมีความชื้น ไขมัน โปรตีน เยื่อใย เถา จบั กนั ยากเชนกัน คารโบไฮเดรตท่ีรางกายยอยได คารโบไฮเดรตท้ังหมดและ สตารช ทั้งหมด 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39,85.18 เม็ดแปงของแปงขาวโพดแปงมันสําปะหลัง และแปง และ 80.56 เปอรเซ็นตตามลําดับ แปงเทายายมอมมี เทายายมอมมีลักษณะ เปนเม็ดแปงเด่ียว กระจาย ไมจับกัน ปริมาณอะไมโลส18.69 เปอรเซ็นต คาวอเตอรแอกติวติ ี เปนกลุมกอน เม็ดแปงของแปงมันสําปะหลัง และแปง 0.29 สีขาว (N 9/0.5) หัวเทายายมอมจัดเปนพืชท่ีมีปริมาณ เทายายมอมมีลักษณะท่ีคลายคลึงกัน คือ มีลักษณะกลม ออกซาเลตสูงมาก (3.17 เปอรเซ็นต) ออกซาเลทท่ีมีในหัว หรือวงรี สวนแปงขาวโพดเปนรูปเหลี่ยม และมีไฮลัมตรง เทายายมอมและแปงเทายายมอมสว นใหญอยใู นรูปของออก กลาง ซาเลทที่ละลายนํ้าได ปริมาณออกซาเลตลดลง เมื่อปอก ภาพที่ 1 ลกั ษณะเมด็ แปง ของแปง ขา วโพดกําลงั ขยาย 400X เปลือกออก หรือแปรรูปเปนแปง โดยปริมาณออกซาเลต ภาพที่ 2 ลักษณะเมด็ แปง ของแปงมนั สาํ ปะหลัง กําลงั ขยาย ลดลง 46.37 เปอรเซ็นต และ 94.95 เปอรเซ็นต ตามลําดับ พฤติกรรมความหนืดของแปงเทายายมอ มมีลักษณะคลา ยกบั 400X แปงมันสําปะหลัง อุณหภูมิเร่ิมเกิดเพสท คือ 69.83 องศา เซียลเซียส อยางไรก็ตามแปงเทายายมอมมีความคงตัวของ เจลดีกวาแปงมันสําปะหลัง ซ่ึงมีเปอรเซ็นตความหยอนโคง 25.11 และ 55.94 เปอรเซ็นตตามลําดับ จากประเมินทาง ประสาทสัมผัสขนมบัวหิมะจากแปงเทายายมอมโดยการ ทดแทนแปงขา วเจา สงู ถงึ 60 เปอรเซน็ ตข องปริมาณแปงขา ว เจา พบวา ขนมบัวหิมะจากแปงเทายายมอมไดรับการ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
524 ยอมรับในดานกล่ิน รสชาติ เนื้อสัมผัส ลักษณะภายนอก และความชอบโดยรวม ไมแตกตางกันกับสูตรอางอิง มี ความชอบในระดับชอบมาก ตารางท่ี 4 คะแนนความชอบดานประสาทสมั ผสั ของขนมบัวหิมะ ภาพท่ี 4 หัวเทา ยายมอมมเี ปลอื กและทปี่ อกเปลอื ก คณุ ลกั ษณะ ABCDE กล่นิ ns 6.50 ± 1.43 6.66 ± 1.29 6.70 ± 1.51 6.53 ± 1.71 6.63 ± 1.32 รสชาตnิ s 7.06 ± 1.59 7.03 ± 1.27 7.06 ± 1.46 7.20 ± 1.09 7.33 ± 0.99 เน้อื สัมผัสns 7.03 ± 1.54 6.80 ± 1.68 7.10 ± 1.44 7.06 ± 1.52 7.36 ± 1.09 ลักษณะภายนอกns 7.46 ± 1.59 7.13 ± 1.50 6.93 ± 1.61 7.30 ± 1.34 7.10 ± 1.72 ความชอบโดยรวมns 7.46 ± 0.81 7.53 ± 0.93 7.56 ± 0.97 7.36 ± 1.21 7.70 ± 0.83 หมายเหต:ุ ns = non significant difference คาเฉลยี่ ± สว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (n=30) A = ขนมบวั หิมะทดแทนแปง ขาวเจาดวยแปงเทา ยายมอ ม 0 เปอรเ ซ็นต B = ขนมบวั หมิ ะทดแทนแปงขาวเจาดวยแปง เทายายมอ ม 30 เปอรเ ซ็นต C = ขนมบวั หมิ ะทดแทนแปง ขา วเจาดว ยแปงเทายายมอ ม 40 เปอรเซน็ ต D = ขนมบัวหมิ ะทดแทนแปงขา วเจาดว ยแปงเทายายมอ ม 50 เปอรเซน็ ต E = ขนมบวั หิมะทดแทนแปงขาวเจา ดวยแปงเทา ยายมอม 60 เปอรเซน็ ต ภาพท่ี 5 แปง เทา ยายมอม ภาพที่ 6 ขนมบวั หิมะ คําขอบคุณ พชั ราภรณ แสงโยจารย. 2543. ผกั พ้นื บานและพชื สมนุ ไพร โครงการวิจยั นไี้ ดร ับการสนบั สนนุ จากโครงการ อนุรกั ษ โครงการอนุรักษทรพั ยากรพนั ธุพชื . สถาบนั เทคโนโลยี พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ ผูวิจัย ราชมงคลวิทยาเขตสรุ นิ ทร. ขอขอบคุณมา ณ ที่น้ีดว ย สมุ าลี สมบรู ณ และเสกสรร สุขเมอื ง. 2547. การศึกษา เอกสารอางอิง กระบวนการสกัดแปงเทา ยายมอ มและพัฒนาอาหาร ดษุ ฎี อตุ ภาพ และนองนุช เจรญิ กลุ . มปป. เทคโนโลยขี อง จากแปง เทายายมอม. ปรญิ ญานิพนธร ะดบั ปริญญาตร.ี สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล วิทยาเขตสรุ ินทร. คารโ บไฮเดรต. [ออนไลน] .แหลง ทม่ี า: http://eu.lib. Abaza, R.H., J.T. Blake and E.J. Fisher. 1968. Oxalate kmutt.ac.th/elearning/Courseware/BCT611. determination: Analytical problems วนั ทสี่ บื คนขอมูล 15 สงิ หาคม2558. encountered with certain plant species. ปต ิพร ฤทธิเ์ รืองเดช. 2546. คุณสมบตั ทิ างกายภาพและทาง Journal of Official Analytical Chemists 68 (1) : เคมขี องแปงเทายายมอ มและการนาํ ไปใชประโยชนใน 108 – 11. ขนมชั้น.วิทยานพิ นธ ระดบั ปรญิ ญาโท. มหาวิทยาลยั AOAC Official Method of Analysis. 2005. เกษตรศาสตร. 305 หนา. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
525 Bradbury, S. and Vale, A. 2007. Plants. Medicine 35: calcium oxalate in tropical root crops. Journal 649 - 651. of Agricultural Food Chemistry. 37: 337 – 341 Jiru, K. and Urga, K. 1995. Form and content of Bradbury, J.H. and W.D. Halloway, 1988. Chemistry oxalate and calcium in some vegetable in of tropical root crops: significance for nutrition Ethiopia. Ethiopian Journal of Health 9 (1): 13 and agriculture in the Pacific. Australian Centre – 18. for International Agricultural Research, Juliano, B. O., & Goddard, M. Y. 1986. Cause of Canberra, Australia. varietal difference in insulin and glucose response to ingested rice. Plant Foods in Concon, J. M. 1988. Food Toxicology - Principle Human Nutrition, 36, 35–41. and Concepts. Marcel Dekker, New York. pp Miller, D.D. 1998. Food chemistry: A laboratory 416 – 419 manual. John Wiley & Sons, Inc.. New York. Libert B. and Franceschi V.R. Franceschi. 1987. Fassett, D.W. 1973. Oxalates. In Toxicants occurring Oxalate in crop plants. Journal of Agricultural naturally in foods.National Academic of Food Chemistry. 35: 926 – 938. science, 2nd ed., Washington. pp. 84 – 108. Sangketkit, C., Savage, G.P., Martin, R.J. and Mason, S.L. 2001. Oxalate content of raw and cooked Franceschi, V.R. and Horner, H.T. 1980. Calcium oca (Oxalis tuberosa). Journal of Food oxalate crystals in plants. The Composition and Analysis 14: 389 – 397. BotanicalReview, 46 : 361 – 427. Sangketkit, C. 2010. Oxalates in Wild Grape (Ampelocissus martinii Planch) and the Effect Flanch M. and F. Rumawas. 1996. Plant Resource of Processing on Oxalate Contents. 6th of South-East-Asia No.9 Plant Yielding Non- Thailand-Taiwan Academic Cooperation Seed Carbohydrates. Backhuys Publishers, Conference on “Food and Agricultural Netherland. 157p. Innovation: Going Global” 15 November 2010, Kasetsart University, Bangkok, Thailand. Hesse, A. and Siener, R. 1997. Current aspects of epidemiology and nutrition in urinary stone disease. World Journal of Urology 15: 165 - 171. Hodgkinson, A. 1977. Oxalic acid in biology and medicine. Academic Press, New York. Holloway, W. D., Argall, M. E., Jealous, W. T., Lee, J. A., and Bradbury, J. H. (1989).Organic acids and การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
526 การศกึ ษาคุณลักษณะทางกายภาพและเคมขี องน้าํ ผึ้งชันโรงชนิดขนเงนิ (Tetragonula pagdeni Schwarz) ในแหลง ตางๆ INVESTIGATION OF PHYSICAL AND CHEMICAL CHARACTERISTIC OF STINGLESS BEES HONEY IN DIFFERENT LOCATIONS ศศภิ าวรรณ มาชะนา1*, กาญจนา ธรรมน2ู , สมุ ิตร คณุ เจตน3, ยศนนั ท วีระพล1, ทอแสง วรี ะกุล1, บญุ ดศิ ย วงศศักด์ิ1 และ ชํานาญ ภตั รพานชิ 4 Sasipawan Machana1*, Kanjana Thammanu2, Sumit Khunjet3, Yotsanan Weerapol1, Thorsaeng Weerakul1, Boonyadist Vongsak1 and Chamnan Pattarapanich4 1คณะเภสชั ศาสตร มหาวิทยาลยั บรู พา จังหวดั ชลบุรี 20131 2สถาบันวิจยั แสงซนิ โครตรอน (องคก ารมหาชน) นครราชสีมา 30000 3คณะวทิ ยาศาสตรแ ละศลิ ปศาสตร มหาวทิ ยาลยั บรู พา จนั ทบรุ ี 22170 4คณะเภสชั ศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ปทมุ ธานี 12120 1Faculty of Pharmaceutical Sciences, Burapha University, Chonburi, 20131 2Synchrotron Light Research Institute (Public Organization), Nakhon Ratchasima, 30000 3Faculty of Science and Art, Burapha University, Chantaburi, 22170 4Faculty of Pharmaceutical Sciences, Thammasat University, Pathum Thani, 12120 บทคัดยอ การศึกษาคุณลักษณะทางกายภาพและเคมีของน้ําผึ้งชันโรงสายพันธุขนเงิน (Tetragonula pagdeni Schwarz) ในแหลง ตางๆ ภายใตการสนบั สนุนจากโครงการอนรุ ักษพนั ธกุ รรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ไดทําการศกึ ษาน้ําผง้ึ ชันโรงจากผ้ึงชันโรงขนเงิน ที่เลี้ยงใน 5 แหลง ไดแก แหลงเลี้ยงผึ้งชันโรงระบบ เปดจากปาชายเลน สวนผลไม สวนสมุนไพร นาขาวระบบเปด และโรงเพาะเลี้ยงผ้ึงชันโรงระบบปดจากนาขาวสายพันธุ ปทุมธานี 1 โดยจากการศึกษาลักษณะของสีน้ําผ้ึงที่เก็บจากแหลงตางๆ สังเกตสีที่ตางกัน ซึ่งสีของน้ําผึ้งชันโรงที่เก็บจากนา ขาวระบบปดมีสเี หลืองใสกวา นาํ้ ผง้ึ จากแหลง อื่น ๆ สวนนาํ้ ผึ้งชันโรงท่เี ก็บจากปา ชายเลนและสวนผลไมม สี ีนาํ้ ตาลเขม โดยจาก การศึกษาพบวา สนี ้ําตาลของนาํ้ ผ้ึงมีความสอดคลองกับปริมาณสารฟน อลกิ และฤทธ์ิตา นอนุมลู อิสระทีเ่ พ่มิ ข้ึน ซง่ึ การวิเคราะห ปริมาณสาร 5-ไฮดรอกซีเมทิล-2- เฟอรฟวราลดีไฮด (HMF) และนํ้าตาลในนํา้ ผ้งึ ชันโรงจากท้ัง 5 แหลงดวยวิธโี ครมาโตกราฟ แบบของเหลวแรงดันสูง (HPLC) พบวาสาร HMF ในนํ้าผึ้งชันโรงจากทั้ง 5 แหลงมีปริมาณไมเกินมาตรฐานกําหนด ซึ่งอยู ในชว ง 0.12-0.38 มิลลิกรัมตอกโิ ลกรมั และจากการวิเคราะหพบวา มปี ริมาณน้ําตาลท่พี บในนา้ํ ผึ้งชนั โรงจากท้งั 5 แหลงไดแก น้ําตาลกลูโคส ฟรุกโตส และมอลโตส โดยจากการวิเคราะหไมพบน้ําตาลซูโครสในน้ําผ้ึงชันโรง การวิเคราะหสารประกอบฟ นอลิกและสารประกอบฟลาโวนอยดในน้ําผ้ึงชันโรงจากทั้ง 5 แหลง พบวานํ้าผ้ึงชันโรงจากปาชายเลนมีปริมาณสารฟนอลิก และฟลาโวนอยดม ากที่สดุ ท่ี 2.66 g GAE/100 g ของน้ําผง้ึ และ 0.99 g QAE/ 100 g ของนาํ้ ผ้งึ ตามลาํ ดบั โดยจากการศกึ ษา พบวาปริมาณสารฟนอลิกและฟลาโวนอยดในน้ําผึ้งชันโรงสอดคลองกับฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระ โดยพบวานํ้าผ้ึงชันโรงท่ี 1000 มิลลิกรมั ตอมิลลลิ ติ ร มฤี ทธิ์ยบั ยงั้ อนมุ ูลอิสระท่ีชวง 75.88-87.53 % (ดว ยวิธี DPPH) และ 80.68 – 88.20% (ดวยวิธี ABTS) โดยน้าํ ผงึ้ ชนั โรงสายพนั ธขุ นเงนิ จากปาชายเลนและจากนาขา วระบบปด มีฤทธติ์ านอนุมูลอิสระท่สี ูงกวา น้าํ ผ้งึ จากแหลง อ่นื ๆ Abstract The study of physical and chemical characteristic of stingless bee honey (Tetragonula pagdeni Schwarz) was evaluated under Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG). The stingless bee honey of T. pagdeni were collected from different five locations, e.g. mangrove forest, fruit garden, herbal garden, rice farm in open system and rice farm in closed system. The results of different color of stingless bee honey were observed. Stingless bee honey การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
527 from rice farm in closed system presented yellow clearer color than other locations, while the stingless bee honey from mangrove forest and fruit garden showed dark brown color which related to high total phenolic and antioxidant activity. The High Performance Liquid Chromatography (HPLC) was used to analyze content of 5-hydroxymethyl-2-furaldehyde (HMF) and sugars in stingless bee honey from five different locations. The results showed all stingless bee honey to have HMF not more than standard specification in range 0.12-0.38 mg/kg. Moreover, stingless bee honey composed of different sugar such as glucose, fructose and maltose, but all off stingless bee honey were not comprised of sucrose content. Furthermore, this study investigated all of stingless bee honey comprised of total phenolic and total flavonoid content, the stingless bee honey from mangrove forest exhibited the highest content as 2.66 g GAE/100 g honey and 0.99 g QAE/100 g of honey. Total phenolic and total flavonoid content were related to antioxidant activity at 1000 mg/ml of all stingless bee honey, represented percentage of inhibition of free radical at range of 75.88-87.53 % (DPPH assay) and 80.68 – 88.20% (ABTS assay). The stingless bee honey from mangrove forest and rice in closed system presented the highest antioxidant activity. คาํ สาํ คัญ: ผ้ึงชนั โรง, สายพันธุขนเงนิ , น้าํ ผึ้ง Keywords: stingless bee honey, Tetragonula pagdeni Schwarz, Honey *ตดิ ตอ นักวิจัย: ศศภิ าวรรณ มาชะนา (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Sasipawan Machana (E-mail: [email protected]) บทนาํ จําเปนตองมีการกําหนดมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ ผ้ึงชันโรง (stingless bees) เปนผึ้งที่มีพฤติกรรม นํ้าผึ้ง เพื่อความถูกตองและเปนธรรมในการซ้ือขายและเปน ประโยชนตอผูบริโภค มีการกําหนดมาตรฐานน้ําผ้ึงข้ึนทั่ว คลายคลึงกับผึ้งรวง ตัวผ้ึงชันโรงมีขนาดเล็กกวาและไมมี โลกโดยองคก รท่ี เหล็กใน ผึ้งชันโรงเปนหนึ่งในชนิดผ้ึงท่ีใหท้ังนํ้าผ้ึงและเกสร ได โดยใหน้ําผึ้งในปริมาณที่นอยกวาผึ้งรวง แตนํ้าผ้ึงชันโรง ผ้ึงชันโรง (stingless bees) เปนผ้ึงที่มีพฤติกรรม หายากและมีราคาแพงกวานํ้าผึ้งธรรมดาท่ัวไป ท้ังน้ีเพราะ คลายคลึงกับผ้ึงรวง ตัวผึ้งชันโรงมีขนาดเล็กกวาและไมมี เช่ือวามีคุณคาทางโภชนาการและทางยาสูงกวาน้ําผึ้งชนิด เหล็กใน ผ้ึงชันโรงเปนหน่ึงในชนิดผ้ึงท่ีใหทั้งนํ้าผึ้งและเกสร อื่นๆ (สมนึก บุญเกิด และ ธนานิธ เสือวรรณศรี, 2544) อีก ได โดยใหนํ้าผ้ึงในปริมาณท่ีนอยกวาผ้ึงรวง แตน้ําผ้ึงชันโรง ท้ังเกษตรกรชาวสวนยังนิยมเลี้ยงชันโรงเพื่อชวยในการผสม หายากและมีราคาแพงกวานํ้าผึ้งธรรมดาทั่วไป ท้ังน้ีเพราะ พันธุเกสรดอกไมเพ่ือชวยเพิ่มผลผลิตใหแกพื้นที่เพาะปลูก เชื่อวามีคุณคาทางโภชนาการและทางยาสูงกวาน้ําผึ้งชนิด รวมท้ังมีการอนุรักษและขยายพันธุชันโรงในธรรมชาติเพื่อ อ่ืนๆ (สมนึก บุญเกิด และธนานิธ เสือวรรณศรี, 2544) อีก กอใหเกิดความสมดุลทางระบบนิเวศวิทยา อาหารของผึ้ง ท้ังเกษตรกรชาวสวนยังนิยมเลี้ยงชันโรงเพ่ือชวยในการผสม ชันโรง ไดแกน้ําหวานและเกสรจากดอกไม นอกจากนี้ผ้ึง พันธุเกสรดอกไมเพ่ือชวยเพิ่มผลผลิตใหแกพื้นท่ีเพาะปลูก ชันโรงยังตองการชันหรือยางจากพืชมาใชในการทํารัง และ รวมท้ังมีการอนุรักษและขยายพันธุชันโรงในธรรมชาติเพื่อ สวนตางๆ ภายในรัง ดังน้ัน ส่ิงแวดลอมแหลงอาหารของผึ้ง กอใหเกิดความสมดุลทางระบบนิเวศวิทยา อาหารของผ้ึง ชันโรงจึงมีผลตอลักษณะทางเคมีและกายภาพของน้ําผึ้ง ชันโรง ไดแกนํ้าหวานและเกสรจากดอกไม นอกจากน้ีผึ้ง ป จ จุ บั น น้ํ า ผ้ึ ง เ ป น ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก ธ ร ร ม ช า ติ ที่ ม นุ ษ ย ใ ช ชันโรงยังตองการชันหรือยางจากพืชมาใชในการทํารัง และ ประโยชนทั้งอาหาร ยา และเครื่องสําอาง จึงทําใหความ สวนตางๆ ภายในรัง ดังน้ันสิ่งแวดลอมแหลงอาหารของผ้ึง ตอ งการนาํ้ ผ้ึงมปี รมิ าณเพ่ิมขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งในปจ จุบัน ชันโรงจึงมีผลตอลักษณะทางเคมีและกายภาพของนํ้าผ้ึง มีความตองการน้ําผ้ึงเปนจํานวนมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ ป จ จุ บั น นํ้ า ผ้ึ ง เ ป น ผ ลิ ต ภั ณ ฑ จ า ก ธ ร ร ม ช า ติ ท่ี ม นุ ษ ย ใ ช ชนิดตางๆ ไดพัฒนาผลิตภัณฑโดยนํานํ้าผึ้งเขาไปเปน ประโยชนท้ังอาหาร ยา และเครื่องสําอาง จึงทําใหความ สวนประกอบ เชน เคร่ืองด่ืมพรอมด่ืม นมผงเด็ก ฯลฯ ตอ งการนาํ้ ผงึ้ มปี รมิ าณเพ่มิ ข้ึน โดยเฉพาะอยางยิ่งในปจจุบัน (อัญชลี สวาสดิ์ธรรม และคณะ, 2552; Michener and มีความตองการนํ้าผึ้งเปนจํานวนมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ Boongird, 2004; Guerrini et. al., 2009) ทําใหคุณภาพ ชนิดตางๆ ไดพัฒนาผลิตภัณฑโดยนําน้ําผ้ึงเขาไปเปน นํ้าผ้ึงจากธรรมชาติเดิมเร่ิมมีการเปล่ียนแปลงไป จึง สว นประกอบ เชน เครื่องด่มื พรอ มดม่ื นมผงเดก็ ฯลฯ (อัญชลี การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
528 สวาสดิ์ธรรม และคณะ, 2552; Michener and Boongird, น้ําผ้ึงและผลิตภัณฑจากผึ้งชันโรงรวมท้ังเปนการสงเสริมให 2004; Guerrini et. al., 2009) ทําใหคุณภาพน้ําผ้ึงจาก เกษตรกรเลีย้ งผึ้งชันโรงเพื่อเพ่ิมรายไดน อกเหนือจากการทาํ ธรรมชาติเดิมเริ่มมีการเปล่ียนแปลงไป จึงจําเปนตองมีการ เกษตรกรรม รวมท้ังทําใหเกิดการอนุรักษและขยายพันธุ กําหนดมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑน้ําผ้ึง เพื่อความ ชันโรงเพื่อกอใหเกิดความสมดุลทางระบบนิเวศวิทยา และ ถูกตองและเปนธรรมในการซ้ือขายและเปนประโยชนตอ รักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มคี า ไดอยา งย่ังยนื ผบู รโิ ภค มกี ารกาํ หนดมาตรฐานนาํ้ ผึ้งขนึ้ ทัว่ โลกโดยองคก รที่ อปุ กรณแ ละวิธีการทดลอง รับผิดชอบในการกําหนดคามาตรฐานของผลิตภัณฑตางๆ ทาง ประเทศกลุมยุโรป ไดแก มาตรฐาน CODEX หรือ นํ้าผ้ึงชันโรงระบบเปด เก็บรวบรวมจากน้ําผ้ึงชันโรง ประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งมาตรฐานดังกลาวได ท้ังหมด 4 แหลง ไดแก 1) สวนผลไม สวนผลไมจันทรฟารม กลายเปนแนวปฏิบัติแกประเทศตางๆ รวมถึงประเทศไทย อําเภอมะขามจังหวัดจันทบุรี 2) สวนสมุนไพร อําเภอ ดวยในการผลติ น้ําผง้ึ เพ่ือใหไดน ํ้าผึง้ คุณภาพดี เพ่ือขายและ มะขาม จังหวัดจันทบุรี 3) ปาชายเลน ณ อาวคุงกระเบน สงออกในมาตรฐานที่กําหนดข้ึน มีการแบงออกเปน 2 สวน จังหวัดจันทบุรี) 4) นาขาวสายพันธุขาวหอมปทุมธานี 1 ใหญ ไดแก ดานคุณภาพ และดานความปลอดภัย (Codex ระบบเปด (มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี) และ 5) Committee on Sugar, 2001; Bogdanov et. al., 2004; นํ้าผ้ึงชันโรงระบบปด นาขาวสายพันธุขาวหอมปทุมธานี 1 Souza et. al., 2006) นอกจากน้ผี ลติ ภัณฑจากนาํ้ ผ้ึงมีความ ระบบปด ทําการเล้ียงผงึ้ แหลง ละ 3 รงั เมอ่ื ครบกําหนดทํา แปรปรวนที่คอนขางสูงเนื่องจากคุณภาพนํ้าผึ้งนั้นจะข้ึนอยู การเก็บนํ้าผึ้งชันโรง (Tetragonula pagdeni) ตามวิธีการ กับแหลงพรรณไมที่ผึ้งอาศัยอยู สภาพแวดลอมโดยรอบและ ของเกษตรกร สมุ ตวั อยา งนาํ้ ผงึ้ แหลงละ 3 ตัวอยาง สําหรบั ฤดูกาล ความแตกตางในสัดสวนของน้ําตอย (nectar) ที่ สงวิเคราะห รวมเขากันกับนํ้าผึ้งจะข้ึนอยูกับสภาพทางภูมิศาสตร, ชนิด การวิเคราะหห าปรมิ าณสารไฮดรอกซีเมททลิ เฟอรฟวรัล -5) ของพืช รวมถึงระยะเวลาหรือฤดูกาลของพรรณไมท่ีออก Hydroxymethyl--2furfural) ดอกในชวงที่ทําการเก็บน้ําผ้ึง (Wille, A. 1983; สมนึก บุญ เกิด, 2541) จากความแตกตางของสวนประกอบในนํ้าผึ้งจึง นําตัวอยางนํ้าผ้ึงชันโรงจากแหลงตางๆ ไปวิเคราะหหา สงผลตอการบริโภค ในการระบุคุณสมบัติของน้ําผ้ึง เพื่อ ปริมาณ 5-Hydroxymethyl-2-furfural (5-HMF) ดัดแปลง ควบคุมและประเมินคุณภาพของแหลงอาหารของน้ําผ้ึงใน จากวธิ ขี อง Licht and others (1992c) โดยใชเ คร่อื ง High การเพิ่มความเช่ือใจและม่ันใจตอผูบริโภค โดยท่ัวไปวิธีการ Performance Liquid Chromatography (HPLC) ยี่ ห อ ประเมินคุณภาพจากแหลงอาหารของนํ้าผึ้งน้ันคอนขางยาก Agilent Technology 1260 infinity โ ด ย ส ร า งก ร า ฟ และมีความซับซอน ปกติแลวตองใชการวิเคราะหทั้ง มาตรฐาน (calibration curve) ของสารไฮดรอกซีเมททิล คุ ณ ส ม บั ติ ท า ง เ ค มี แ ล ะ ก า ย ภ า พ ข อ ง นํ้ า ผึ้ ง เ พ่ื อ พิ สู จ น เฟอรฟ ว รัล ในตัวทาํ ละลาย เมทานอลทคี่ วามเขมขน 0.5, 1, เอกลักษณถึงแหลงอาหารของนํา้ ผ้ึงชนดิ นั้นๆ จึงจะเพียงพอ 2, 4, 6, 8, 10, 20 และ 30 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร นําสาร จากความหลากหลายและความแปรปรวนของสวนประกอบ ตั ว อ ย า ง ม า ต ร ฐ า น แ ล ะ ส า ร ตั ว อ ย า ง น้ํ า ผึ้ ง ก ร อ ง ผ า น ในนา้ํ ผึ้งจงึ จําเปน ตองใชการวิเคราะหทีเ่ ปนสากลและท่ัวโลก membrane filter ขนาด 0.45 µm แลวทําการฉีดตัวอยาง ยอมรบั ไดเ สมือนการสรา งลายพมิ พนวิ้ มอื (fingerprint) และ เขาสูระบบโครมาโตกราฟเพ่ือทําการวิเคราะห โดยแตละ การรวบรวมขอมลู อ่ืนๆ ท่ีเปนประโยชนของวิธีการวิเคราะห ตัวอยางทําการทดลองซํ้าจํานวน 3 ครั้ง สภาวะของเฟส นํ้าผ้ึง (Michener and Boongird, 2004) ดังน้ันคณะผูวิจัย เคล่ือนท่ี (mobile phase) ในอัตราสวนของอะซีโตนไนไตร จึงไดท าํ การศกึ ษาน้ขี ้นึ เพ่อื ศกึ ษาสมบตั ิทางกายภาพและทาง : น้ํา (80:20) อัตราการไหล (flow rate) ท่ี 1.0 ml/min เคมีของนา้ํ ผ้งึ ชันโรงในแหลง เพาะเลย้ี งผ้ึงตางๆ เนื่องจากชนั ปริมาณสารที่ใชฉีด ตัวอยางท่ี 20 µl ดวยคอลัมน RP-C18 (propolis) ของผ้ึงชันโรงมีรายงานฤทธ์ิทางเภสชั วิทยาตางๆ (HPLC Column Thermo Scientific Hypersil) ข น า ด 5 เชน กระตุนภูมิคุมกัน ตานอนุมูลอิสระ ตานการอักเสบ µm 4.6 x 250 mm ทําการตรวจวัดท่ีความยาวคลื่น 284 (Wille, 1983; Perez et. al., 2006; Ranneh et. al., 2018) นาโนเมตร คํานวณหาปริมาณสาร HMF ในนํ้าผ้ึ ง จึงควรนํามาใชเพ่ือเพ่ิมมูลคาใหกับผลิตภัณฑอีกทางหน่ึง เปรยี บเทียบกบั กราฟของสารละลายมาตรฐาน น อ ก จ า ก น้ี น้ํ า ผึ้ ง ชั น โ ร ง จั ด เ ป น วั ต ถุ ดิ บ ท่ี ไ ด จ า ก แ ห ล ง ธรรมชาติในทองถ่นิ ของชาวสวนในจังหวัดจันทบุรี และมีการ การวิเคราะหหาองคประกอบ มาตรฐานของน้าํ ผงึ้ (นํ้าตาล ขายเพ่ือเปนอาหารเพ่ือสุขภาพ ขอมูลดังกลาวจากงานวิจัย เซลลโู ลส นํ้าตาลกลโู คส (D-Glucoses) นํ้าตาลฟรกุ โตส จะเปนขอมูลพื้นฐานในการวิจัยอื่นๆ และพัฒนาการผลิต และนํ้าตาลมอลโตส) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
529 เตรียมสารละลายมาตรฐานน้ําตาลซูโครส กลูโคส (D- ของสารสกัดไปเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐาน quercetin Glucoses) ฟรุกโตส และนํ้าตาลมอลโตส ในนํ้าบริสุทธิ์ท่ี solution (1‐1000 µg/ml) ที่ ไ ด โ ด ย แ ส ด ง ป ริ ม า ณ ความเขมขน 20, 40, 60, 80 และ 100 mg/ml จากนั้น quercetin เปน quercetin equivalent (QE) ตอกรัมของ กรองสารละลายน้ําผึ้งชันโรงและสารละลายมาตรฐาน ตวั อยา ง น้ําตาลผานเมมเบรน ขนาด 0.45 µm เก็บในขวด vial สีชา การทดสอบดว ยวธิ ีการ DPPH Radical Scavenging Assay วิเคราะหหาปริมาณนํ้าตาลมาตรฐานในนํ้าผึ้งชันโรงแตละ ตามวิธขี อง Vongsak et. al. (2015) แหลงดวยเครื่อง High Performance Liquid Chromato- graphy (HPLC) ท่ีตอกับตัวตรวจวัดมาตรดัชนีหักเห (RI) การวัดความสามารถของ free radical scavenger โดยสรางกราฟมาตรฐาน (calibration curve) ดวยการฉีด ของสารทดสอบ ไดแก สารเคมี อาหาร เคร่ืองด่ืม เปนตน สารละลายมาตรฐานนํ้าตาลท่ีความเขมขนตางๆ และ โดยใช stable radical DPPH ทําปฏิกิริยากับสารทดสอบ สารละลายน้ําผึ้งชันโรง ท่ีผานการกรองดวย membrane สารทดสอบท่ีมีคุณสมบัตสิ ามารถรบั hydrogen atom (H•) filter ขนาด 0.45 µm ปริมาตร 20 µl ผา น HPLC column ทําให DPPH• กลายเปน non-radical พรอมกับสีทหี่ ายไปท่ี Luna® 5µm NH2 100Ao ขนาด 250 x 4.6 mm โดยใช absorbance 520 nm โ ด ย ใช 1 mM 2, 2-diphenyl-1- mobile phase ในอัตราสวนของอะซีโตน ไนไตร น้ํา picryhydrazyl (DPPH) ในสารละลายเอธานอลเปนสาร (8:0:20) อัตราการไหล (flow rate) ท่ี 2.0 ml/min เพ่ือ ทดสอบและใชวิตามินซีเปนสารมาตรฐาน เตรียมสารสกัด แยกองคประกอบน้ําตาลของนํ้าผึ้งชันโรงจากแหลงตางๆ หยาบจากงวงตาลตัวผูท่ีความเขมขนตางๆ กัน และ คํ า น ว ณ ห า ป ริ ม า ณ น้ํ า ต า ล แ ต ล ะ ช นิ ด ใ น น้ํ า ผึ้ ง ชั น โ ร ง สารละลายอนุพันธของวิตามินซี หรือ trolox) 10-1000 เปรยี บเทยี บกบั กราฟของสารละลายมาตรฐานนาํ้ ตาล µg/ml) ผสม 20 µl ของสารละลายมาตรฐาน trolox หรือ การหาปรมิ าณสารประกอบฟน อลกิ ในนํ้าผึ้ง สารสกัดหยาบจากงวงตาลตัวผูกับ 180 µL ของ 1.0 mM DPPH ใน methanol solution ลงใน 96-well plate ท้ิงไว ก า ร ห า total phenolic content ด ว ย วิ ธี Folin- ที่อุณภูมิหองเปนเวลา 30 นาที จากน้ันนําไปวัดคาการ Ciocalteu (ดั ด แ ป ล งจ า ก Vonsak et. al. (2013) นํ า ดูดกลนื แสงท่ีความยาวคล่ืน 520 nm และนาํ คาการดูดกลืน ตัวอยาง 20 ไมโครลิตร ผสมกับ Folin-Ciocalteu reagent แสงท่ีไดไปคํานวณหา %radical scavenging activity ปริมาตร 50 ไมโครลิตร ผสมใหเขากันและท้ิงไว 1 นาที เทียบกับกราฟสารละลายมาตรฐานเพื่อหาความเขมขนที่ จากนั้นเติม 7.5% (w/v) Na2CO3 ปริมาตร 80 ไมโครลิตร ยบั ยง้ั การเกิดปฏิกิรยิ าออกซเิ ดช่ันได 50% (IC50) ตามสมการ ผสมใหเขากันท้ิง ไวใหเกิดปฏิกิริยาท่ีอุณหภูมิหองนาน 30 นาที วัดคาการดูดกลืนแสงโดยใช Microplate reader ท่ี Absorbance control - Absorbance Test sample x 100 ความยาวคล่ืน 765 นาโนเมตร ทําการทดลอง 3 ซ้ํา Absorbancecontrol เปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานความเขมขนของ Gallic acid (ดงั รปู ท่ี 4) นาํ คา การดดู กลนื แสงท่วี ดั ไดในแตละความ การทดสอบดวยวธิ ี ABTS assay ตามวิธขี อง Vongsak et. เขมขนของสารละลายนํ้าผ้ึงชันโรงไปเปรียบเทียบกับกราฟ al.(2015) มาตรฐาน gallic acid ท่ีไดโดยแสดงปริมาณ ฟนอลิกเปน gallic acid equivalent (mg GAE/g dry weight ส า ร เตรียมสารละลาย ABTS (2,2'-azino-bis (3-ethyl ตัวอยาง) benzothiazoline-6-sulfonic acid)) โดยผสม 7mM ABTS การหาปรมิ าณสารประกอบฟลาโวนอยดใ นนํ้าผึง้ กบั 2.45mM K2S2O) 8Dipotassium peroxodisulphate) ใหเขากันแลวเจือจางดวยสารละลายเมทานอล ในอัตราสว น การหา total flavonoid content ดวย aluminum ABTS :สารละลายเมทานอล เทากับ 1 ตอ 4 วัดคาการ chloride colorimetric method มาจากการศึกษาของ ดูดกลืนแสงท่ีความยาวคล่ืน 734 nm อยูในชวง 7-9 และ Chang et. al. (2002) เตรียมสารตัวอยางนํ้าผ้ึงชันโรงที่ เตรียมสารสกัดตัวอยางใหไ ดความเขมขน 1mg/ml ดวยตัว ความเขมขน 1000 µg/ml ปริมาตร 100 µl ผสมกับ 100 ทําละลาย ผสมสารละลาย ABTS ท่ีเจือจางแลวกับสารสกัด µl ข อ ง aluminum chloride (AlCl3) solution ทิ้ ง ไ ว ที่ ตัวอยางผสมใหเขากัน โดยใหปริมาตรสุดทายเทากับ 20 µl อุณหภูมิหองเปนเวลา 30 นาที จากน้ันนําไปวัดคาการ วัดคาการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 734 nm ทําการ ดูดกลืนแสงที่ 405 nm ดวยเคร่ือง spectrophotometer ทดลองโดยใชซํ้า Trolox เปนสารมาตรฐานในการ จากนั้นนําคาการดูดกลืนแสงท่ีวัดไดในแตละความเขมขน เปรียบเทียบ คํานวณหาปริมาณ Trolox equivalent antioxidant capacity (TEAC) จากกราฟ มาตรฐานที่แสดง ความสัมพันธระหวางความเขมขนของสารสกัดกับคา การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
530 absorbance ของ Trolox และนําคาการดูดกลืนแสงทไ่ี ดไ ป มิลลิลิตรตอรัง) ตามลําดับ ทั้งนี้ปริมาณและคุณภาพของ คํานวณหา %radical scavenging activity เทียบกับกราฟ น้ําผึ้งที่ไดข้ึนอยูกับสภาพแวดลอม และฤดูกาลการออกดอก สารละลายมาตรฐานเพื่อหาความเขมขนที่ยับย้ังการ ของตนไมในบริเวณที่ทําการเพาะเล้ียงผ้ึงชันโรง นอกจากน้ี เกดิ ปฏกิ ริ ิยาออกซิเดชั่นได 50% (IC50) ตามสมการ คณะผูวิจัยพบวาฤดูกาลสงผลตอคุณภาพและการเก็บ Absorbance control - Absorbance Test samples x 100 ตวั อยา งนํ้าผ้งึ ชนั โรง ซ่ึงเปนผลมาจากอุณหภูมิ ความช้นื และ สภาพอากาศสงผลตอผ้ึงชันโรงและน้ําผึ้งท่ีเก็บ (Issaro et. Absorbancecontrol al., 2014 และ Machana et. al., 2014) ดังนั้นการพัฒนา ผลและวิจารณผลการทดลอง โรงเล้ียงระบบปดเพอื่ ควบคุมปจจยั แวดลอ มตา งๆ และศกึ ษา ลักษณะตัวอยา งน้าํ ผ้งึ ชนั โรง (Tetragonula pagdeni) คุณภาพ รวมถึงประสิทธิภาพของน้ําผึ้งจากผ้ึงชันโรง จาก ลักษณะทางกายภาพอ่ืนที่สังเกตได เชน สีของนํ้าผึ้ง แสดง แหลงนํ้าผึ้งระบบเปดไดทําการศึกษาในสวนผลไม ปา ดังรูปที่ 2 น้ําผ้ึงชันโรงจากปาชายเลน สวนผลไม มีสีนํ้าตาล ชายเลน สวนสมุนไพร และนาขาว โดยทําการตั้งรังชันโรง และนํ้าผึ้งชันโรงจากสวนสมุนไพร นาขาวระบบเปด และ และเก็บตัวอยางพื้นที่ละ 3 รัง ตามพ้ืนท่ีตางๆ (รูปท่ี 4) ระบบปดมีสีเหลืองออน โดยสีของนํ้าผ้ึงชันโรงจากนาปดมี ไดแก 1. พื้นท่ีสวนผลไม ณ อําเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ความใสและหอมหวาน รสชาติดีกวา น้าํ ผึ้งชันโรงอ่ืนดังแสดง (ชวงเดือนกันยายน 2560 -เดือนกุมภาพันธ 2561) 2. พ้ืนท่ี ในรูปท่ี 2 ปาชายเลน ณ ศูนยศึกษาการพัฒนาอาวคุงกระเบน อัน เนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริ อําเภอทา ใหม จังหวดั จนั ทบุรี (ชว ง รปู ท่ี 2 ลักษณะนาํ้ ผ้งึ ชันโรงท่ีเก็บไดจากแหลงตางๆ ทงั้ 5 เดอื นมถิ นุ ายน – เดอื นกันยายน 2561) 3. พน้ื ท่สี วนสมนุ ไพร แหลง ณ อําเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี (ชวงเดือนเมษายน – กันยายน 2561) 4. พื้นท่ีนาขาวขาวสายพันธุขาวหอม จากการเปรียบเทียบลักษณะของน้ําผ้ึงชันโรงระบบปด ป ทุ ม ธ า นี 1ร ะ บ บ เ ป ด แ ล ะ ร ะ บ บ เ ล้ี ย งแ บ บ ป ด ณ และระบบเปด พบวาน้ําผ้งึ ท่ีไดม ีความใส กล่ิน และรสชาติท่ี มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (ชวงเดือนเมษายน – แตกตางกันอยางเห็นไดชัด จากลักษณะทางกายภาพอ่ืนที่ พฤศจิกายน 2561) การเล้ียงชันโรงในโรงเรือนแบบปด สังเกตได เชน สีของนํ้าผ้ึง แสดงดังรูปท่ี 2 น้ําผ้ึงชันโรงจาก จํานวน 3 โรงเรือนนําขาวสายพันธุขาวหอมปทุมธานี 1 ไป ปาชายเลน สวนผลไม มีสีน้ําตาล และนํ้าผ้ึงชันโรงจากสวน วางไวในโรงเรอื น จํานวน 8 กระถางตอหนึ่งโรงเรอื น และนาํ สมนุ ไพร นาขาวระบบเปด และระบบปด มสี เี หลืองออ น โดย กลอ งชันโรงไปวางไวในโรงเรอื นจํานวน 1 กลอ งในระยะขาว สีของน้ําผง้ึ ชนั โรงจากนาปดมคี วามใสและหอมหวาน รสชาติ เรม่ิ ออกรวง และทําการเก็บตัวอยา งน้ําผง้ึ ชันโรงในระยะขาว ดีกวาน้ําผึ้งชันโรงจากแหลงอื่น ซึ่งจากการศึกษาของ เรม่ิ ตดิ เมลด็ (ดังรปู ท่ี 1) Mohamed และคณะ (2018) และ Khalil และคณะ (2011) พบวาสีของน้ําผึ้งนั้นมีความสอดคลองกับฤทธ์ิตานอนุมูล รูปที่ 1 ตวั อยางนํ้าผง้ึ ชนั โรง ในนาขา วสายพนั ธุขาวหอม อิสระและสารประกอบฟนอลิกในน้ําผึง้ ซึ่งจากผลการศึกษา ปทมุ ธานี 1 คร้ังนี้ใหผลการทดสอบฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระที่สอดคลองกัน ในนํ้าผึ้งที่ไดจากระบบเปด แตใหผลที่แตกตางกันในน้ําผ้ึง จากผลการศึกษาการเก็บนํ้าผึ้งชันโรง T. pagdeni ใน ระบบปดจากนาขา วสายพันธหอมปทุม 1 ซง่ึ จะกลา วตอไป ระบบเปดพบวาปริมาณน้ําผ้ึงจากสวนผลไมใหผลผลิตตอรงั ปรมิ าณสารไฮดรอกซเี มททลิ เฟอรฟ วรัล (5-hydroxy มากท่ีสดุ ถึงประมาณ 700 มลิ ลิลิตรตอ รัง ตามดว ยน้าํ ผงึ้ จาก methyl-2-furaldehyde; HMF) ดวยเทคนคิ HPLC ปาชายเลน (300-500 มิลลิลิตรตอรัง) และนาขาว (< 100 คุณสมบัติของนํ้าผึ้งจะมีสีเขมมากข้ึนเม่ือเก็บไวระยะ หน่ึง ทั้งนี้เกิดจากปฏิกิริยาเมลลารด ซ่งึ เปน ปฏิกิรยิ าระหวาง หมูอะมิโนของกรดอะมิโนกับหมูคารบอนิลของนํ้าตาล การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
531 ปฏิกิริยาน้ีใหสารผลิตภัณฑมากมายหลายชนิด โดย สาร 5- สาร HMF ในนํ้าผ้ึงชันโรงแตละแหลง ไมเกินมาตรฐาน hydroxymethyl-2-furaldehyde (HMF) จัดเปนสารพิษ กําหนด โดยปริมาณสาร HMF ในนํ้าผึ้งชันโรงจะทําการ ชนดิ หนึ่ง ซึ่ง HMF จะทาํ ใหนํา้ ผึง้ มสี ดี ําคลา้ํ และยังมีรายงาน วิเคราะหดวยเทคนิค HPLC ในนํ้าผ้ึงจากแหลงตางๆ ไดแก วา HMF เปนสารกอมะเร็งอีกดวย (Chuttong et. al., ปาชายเลน, สวนผลไม, นาขาวระบบเปดและนาขาวระบบ 2016) ตามมาตรฐานน้ําผ้ึงรวงระบุสารไฮดรอกซีเมททิล ปด มีคาเปน 3.8 ±0.01 mg/kg, 2.4 ± 0.20 mg/kg, 0.35 เฟอรฟวรัล (Hydroxymethylfurfural; HMF) ในน้ําผึ้งไม ± 0.06 mg/kg และ 0.12 ± 0.01 mg/kg ตามลําดับ ตาราง เกิน 80 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม โดยจากผลการทดลองพบวา มี ท่ี 1 ตารางท่ี 1 ปริมาณสาร HMF ทีพ่ บในน้าํ ผึง้ จากแหลงตา งๆ นํา้ ผึง้ ปา ชายเลน นํา้ ผ้งึ สวนผลไม นํา้ ผงึ้ นาขา ว (เปด ) นาํ้ ผ้งึ นาขา ว (ปด ) HFM (mg/kg) 3.8 ±0.01 2.4 ± 0.20 0.35 ± 0.06 0.12 ± 0.01 ปริมาณนํา้ ตาลในนํา้ ผงึ้ ชันโรงดวยเทคนิค HPLC นํ้าตาลฟรกุ โทส (RT เทากับ 3.25 min) และนํา้ ตาล จากการวิเคราะหน้ําตาลในนํ้าผ้งึ ชันโรงทัง้ 4 แหลง มอลโทส (RT เทา กบั 5.97 min) เปนสวนประกอบท่ีความ เขม ขน ไมเ กินมาตรฐานกําหนด ดงั แสดงในตารางท่ี 2 พบวานํา้ ผ้ึงชันโรงจากปา ชายเลน, สวนผลไม, และนาขาว ระบบปด มปี รมิ าณนา้ํ ตาลกลูโคส (RT เทากบั 3.85 min) ตารางท่ี 2 ปรมิ าณนา้ํ ตาลในสารละลายนาํ้ ผ้งึ จากแหลง ตางๆ ชนิดน้ําตาลตาม นํ้าผงึ้ ปา ชายเลน นํ้าผึง้ สวน นาํ้ ผ้ึงนาขาว นํา้ ผงึ้ นาขาว นํา้ ผึ้งมาตรฐาน มาตรฐาน ผลไม (เปด ) (ปด) 31.21% Glucose 30.47% 29.61% 31.60% 29.70% 38.19% Fructose 26.61% 26.24% 26.34% 21.87% 1.31% Sucrose NF NF NF NF 7.35% Maltose 1.81% 2.35% 1.92% 1.83% NF หมายถงึ ไมพบน้ําตาลมาตรฐาน Sucrose จากตารางท่ี 2 พบวาน้ําผ้ึงจากนาขาวระบบเปด พบวา จากการวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟน อลิกและฟลา มีปริมาณนํ้าตาลกลูโคสเกินมาตรฐาน 0.39% สวนนํ้าตาล โวนอยดในนํ้าผ้ึงชันโรงจากแหลงตางๆ พบวามีความ ชนิดอื่นๆ ไมเกินมาตรฐานกําหนด โดยน้ําผึ้งทุกชนิดไมพบ แตกตางกันโดยนํา้ ผง้ึ ชันโรงจากปา ชายเลนมีคา สารประกอบ สว นประกอบของน้าํ ตาลซูโครส (RT เทากบั 5.00 min) โดย ฟนอลิกและฟลาโวนอยดสูงที่สุด เทากับ 2.66±0.13 g มีเพียงนํ้าผึ้งจากนาขาวระบบเปดท่ีมีปริมาณกลูโคสที่สูง GAE/ 100 g Honey แ ล ะ 0.91±0.01 g QAE/ 100 g เล็กนอย นอกจากน้ียังพบวาน้ําผ้ึงชันโรงไมมีปริมาณนาํ้ ตาล Honey ตามลําดับน้ําผึ้งชันโรงครั้งนี้มีคาปริมาณสาร ซูโครสเปนสวนประกอบ ซึ่งสอดคลองกับการศึกษา ประกอบฟนอลิกและฟลาโวนอยดสูงกวาน้ําผ้ึงชันโรงจาก อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ข อ ง นํ้ า ต า ล ใ น น้ํ า ผ้ึ ง ชั น โ ร ง ก อ น น้ี ข อ ง มาเลเซียถึง 10 เทา โดยจากการศึกษากอนน้ีในนาํ้ ผึ้งชันโรง Chuttong และคณะ (2016) อยางไรก็ตามจากผลการศึกษา จากประเทศมาเลเซียพบวามีสารประกอบฟนอลิกเทากับ ดังกลาวยังพบรายงานน้ําผ้ึงชันโรงมีปริมาณของนํ้าตาลมอล 0.235 g GAE/100 g ของนํ้าผึ้งและสารประกอบฟลาโว โตสที่สูง ซง่ึ แตกตางจากการศกึ ษานที้ ี่พบปรมิ าณน้ําตาลมอล นอยดเ ทา กบั 0.097 g QAE/ 100 g (Ranneh et. al., 2018; โตสเพียง 1.81-2.35% ท้ังน้ีอาจเกิดจากความแตกตางของ Kek et. al., 2014) ทั้งนี้อาจเกิดจากแหลงอาหารของผึ้ง นํ้าผึ้งท่ีเล้ียงในแตละแหลงมีความแตกตางกัน โดยปริมาณ ชันโรงที่ทําการศึกษามีความอุดมสมบูรณดวยตนไมท่ีมี น้ําตาลมอลโตสท่ีพบในน้ําผึ้งชันโรงที่เล้ียงในระบบเปดและ องคประกอบของสารฟนอลิกและฟลาโวนอยดที่แตกตา งกัน ระบบปด มคี าไมเ กนิ นา้ํ ผ้งึ มาตรฐานที่กาํ หนด และจากการศึกษาครั้งนี้ยังใหผลสอดคลองกับสีความเขม ปรมิ าณสารประกอบฟนอลิกและฟลาโวนอยดใ นน้าํ ผึ้ง ของน้ําผึ้งชันโรงจากปาชายเลนท่ีมีความเขมกวานํ้าผ้ึงสวน สมุนไพรและนาขาว จึงมีสารประกอบฟนอลิกและฤทธ์ิตาน อนุมูลอิสระท่ีดีกวาน้ําผ้ึงชนิดอ่ืน ซ่ึงใหผลสอดคลองกับผล การศึกษาของ Mohamed et. al. (2018) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
532 การทดสอบฤทธ์ยิ บั ยง้ั อนุมลู อสิ ระดว ยวิธี DPPH และ ABTS นํ้าผ้งึ ชนั โรงจากปาชายเลนมีความสามารถในการยบั ย้ังการ เพ่ือศกึ ษาฤทธิต์ านอนุมูลอิสระของนาํ้ ผึ้งชันโรง จาก เกดิ อนุมลู อสิ ระทคี่ วามเขมขน 1000 mg/ml ไดม ากถึง 87.53±0.9 % และ 86.46±0.3 % เม่อื ทําการทดสอบดวย การศกึ ษาฤทธติ์ า นอนุมลู อสิ ระในนา้ํ ผง้ึ ท้ัง 4 แหลงพบวา วิธี DPPH และ ABTS ตามลาํ ดับ ดงั แสดงในตารางท่ี 3 ตารางท่ี 3 การยับยั้งอนุมลู อสิ ระของสารละลายนา้ํ ผึ้งท่ีความเขม ขน 1000 mg % inhibition @ 1000 mg นา้ํ ผง้ึ ปาชายเลน DPPH assay ABTS assay 87.53±0.9 86.46±0.3 น้ําผึ้งสวนผลไม 75.88±0.9 80.91±0.8 น้ําผง้ึ นาขา ว (ระบบเปด ) 66.64±1.6 86.58±0.4 นาํ้ ผงึ้ นาขาว (ระบบปด) 87.18±1.5 88.20±0.4 น้ําผึ้งสวนสมนุ ไพร 81.95±1.6 80.68±0.4 องคป ระกอบของสารประกอบฟน อลิก ฟลาโวนอยด ใน คณะผูวิจัยพบวานํ้าผึ้งชันโรงที่เล้ียงในสภาพแวดลอมท่ี น้ําผ้ึงชันโรงยังใหผลสอดคลองกับฤทธิ์ยับย้ังอนุมูลอิสระท่ี แตกตางกันมีผลตอคุณลักษณะทางกายภาพของนํ้าผึ้งท่ี ความเขม ขน 1000 mg ของน้ําผ้ึงปาชายเลน สามารถยับย้ัง ตางกันทั้งรสชาติ สี และปริมาณน้ําตาล ท่ีพบในนํ้าผึ้ง โดย อนุมูลอิสระไดมากถึง 87.53±0.9% (DPPH assay) และ นํ้าผึ้งชันโรงเม่ือทําการเก็บรักษาที่อุณหภูมิหองเปนเวลา 1 86.46±0.3% (ABTS assay) โดยมีคาการยบั ยั้งอนุมูลอสิ ระ เดือนพบวามีปริมาณของสาร HMF ท่ีไมเกินมาตรฐาน แต ไมตางจากนาํ้ ผง้ึ นาขาวอยางมนี ัยสาํ คญั ทางสถิติ (p < 0.05) ทั้งน้ียังไมสามารถสรุปสภาวะท่ีเหมาะสมในการเก็บรักษา โดยความสัมพันธระหวางการยับยั้งอนุมูลอิสระแปรผันตรง น้าํ ผึง้ ได อีกทั้งสภาพแวดลอมทท่ี ําการเลีย้ งผึ้งชันโรงยงั สง ผล กับปริมาณสารประกอบฟนอลิกและฟลาโวนอยดท่ีพบใน ตอปริมาณสารประกอบฟนอลิกและฟลาโวนอยดในนํ้าผ้ึง น้ําผ้ึงชันโรงเชนเดียวกับการศึกษากอนน้ี (Guerrini et. al., ชันโรงดวย โดยพบวานํ้าผึ้งชันโรงที่เล้ียงในปาชายเลนมี 2009; Kek et. al., 2014) โดยเมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติ ปริมาณสารประกอบฟนอลิกและฟลาโวนอยดท่ีสูงที่สุด ระหวางนํ้าผ้ึงชันโรงระบบปดและระบบเปดพบวานํ้าผ้ึงใน อยางไรก็ตามผลตา นอนุมูลอิสระของนํ้าผ้ึงชันโรงจากปาชาย ระบบปดมีสารประกอบฟนอลิกที่ไมแตกตางกัน แตมี เลนและนาขาวสายพันธุหอมปทุมธานี 1. มีฤทธ์ิตานอนุมูล ปรมิ าณของสารประกอบฟลาโวนอยดทแี่ ตกตา งกนั โดยนา้ํ ผงึ้ อิสระที่ไมแตกตางกัน เม่ือทําการเปรียบเทียบคุณภาพ นาขาวระบบปดมีฟลาโวนอยดที่ 0.45 g QAE/ 100 g และ ระหวางน้ําผ้ึงชันโรงที่เลี้ยงในโรงปดและโรงเล้ียงแบบปดยัง นํ้าผึ้งนาขาวระบบปด ที่ 0.34±0.01 g QAE/ 100 g ซ่ึงมี พบวามีองคประกอบที่แตกตางกันทั้งลักษณะทางกายภาพ ความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) และ และเคมี โดยเฉพาะปริมาณนํ้าตาล สารประกอบฟลาโว ยังพบวาฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระของนํ้าผ้ึงในระบบปดมีคาสูง นอยดและฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระท่ีแตกตางกันไปดวย ทั้งนี้ กวานํ้าผ้ึงชันโรงท่ีเล้ียงในระบบเปด ทั้งน้ีอาจเกิดจาก ทางคณะผูวิจยั มีความเห็นวาควรมีการจัดทํามาตรฐานน้ําผง้ึ สภาพแวดลอมของแหลงเล้ียงผึ้งและการเลี้ยงผ้ึงชันโรงใน ชันโรง เพอื่ เปน การควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล และ โรงเล้ียงระบบปดยังมีฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระที่สูงไมตางจาก ควรมีการทําการศึกษาตอไปเพ่ือสนับสนุนใหเกษตรกรใช น้ําผ้ึงชันโรงจากปาชายเลน ซึ่งเปนท่ีนาสังเกตและ ประโยชนจากผึง้ ชันโรงไดอ ยางมปี ระสทิ ธิภาพทั้งในการชว ย ทําการศึกษาตอไปในน้ําผ้ึงชันโรงระบบปด ในพืชหลายๆ ผสมเกสรและนาํ นํา้ ผ้งึ ชันโรงหรอื ผลิตภัณฑจากชันผึ้งชนั โรง ชนิด เนื่องจากรสชาติน้ําผึ้งมีรสชาติท่ีหอมหวานจากขาว ไปใชป ระโยชนตอ ไป พันธุหอมปทุมธานี และจะเปนแนวทางในการศึกษาในโรง คาํ ขอบคุณ เล้ียงระบบปด ของพืชชนดิ อื่นๆ ตอ ไป สรปุ ผลการศึกษา โครงการวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุนโครงการวิจัยสนอง พระราชดําริโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก จากผลการศึกษาคุณลักษณะทางกายภาพและเคมีของ พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช นํ้าผึ้งชันโรงในแหลงตางๆ และการพัฒนาเปนผลิตภัณฑ กมุ ารี (อพ.สธ.) ทนุ งบประมาณแผนดนิ ประจําปง บประมาณ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
533 พ.ศ. 2560 มหาวิทยาลัยบูรพา รหัสโครงการ 2560 Chuttong B, Chanbanga Y, Sringarm K and Burgett A10803006 คณะผวู จิ ยั ขอขอบพระคุณมา ณ ทนี่ ีด้ ว ย M. 2016. Physicochemical profiles of Stingless เอกสารอา งองิ bee (Apidae: Meliponini) Honey from South สมนกึ บุญเกดิ .2541 .การดํารงชวี ติ ของชนั โรง. วารสาร East Asia (Thailand). Food Chem. 192, 149- 155. เทคโนโลยีชาวบา น 10 (188): 47-49 สมนกึ บญุ เกดิ และ ธนานธิ เสอื วรรณศร.ี 2544. ผ้งึ แมลงท่ี Codex Committee on Sugars, Revised Codex Standard forHoney. Stand. Stand. Methods มีแตให กรงุ เทพฯ : สํานักพิมพม ตชิ น. 2001, 11, 1-7. สํานกั งานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหงชาติ Guerrini, A., Bruni, R., Maietti, S., Poli, F., Rossi, D., กระทรวงเกษตรและสหกรณ เร่อื งประกาศกระทรวง Paganetto, G., Muzzoli, M., Scalvenzi, L., เกษตรและสหกรณ. เลม 131 ตอนพเิ ศษ 31 ง. Sacchetti, G., 2009. Ecuadorian Stingless Bee พระราชบญั ญตั มิ าตรฐานสนิ คา เกษตร พ.ศ. 2551. (Meliponinae) Honey: A Chemical and นา้ํ ผ้ึง:มาตรฐานสนิ คาเกษตร. มกษ. 8003-255: 4 น. Functional Profile of an Ancient Health อญั ชลี สวาสดิ์ธรรม, พิลานี ไวถนอมสัตย, และสุคนั ธรส Product. Food Chemistry 114, 1413-1420. ธาดากติ ตสิ าร. การเปรยี บเทียบองคประกอบของนา้ํ ผึ้ง ชันโรงและนํา้ ผ้งึ จากผ้งึ พนั ธุ ) Apismellifera Khalil M.I., Mahaneem M., Sahil J.S.M., Alam N., L.).Comparative composition of honey from Sulaiman S.A. 2011. Evaluation of radical Thai stingless bee and European honeybee scavenging activity and colour intensity of nine (Apismellifera L.).การประชุมทางวิชาการของ Malaysian honeys of different origin. J. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร คร้งั ท่ี 47 : สาขาพืช . ApiProd. ApiMed. Sci., 3(1): 04 -11. 2552. AOAC.Official methods of analysis of AOAC Kek S.P, Chin NL,Yusof YA, Tan SW, Chua LS. 2014. International. 18th ed. Maryland: AOAC Total Phenolic Contents and Colour Intensity International, 2005. of Malaysian Honeys from the Apis spp. and Boontop Y., Malaipan S, Chareansom K, Trigona spp. Bees. Agriculture and Wiwatwittaya D. 2008. Diversity of Stingless Agricultural Science Procedia, 2: 150 – 155 Bees (Apidae: Meliponini) in Thong Pha Phum District, Kanchanaburi Province, Thailand. Issaro, N., Weerakul, T., Machana, S., Ornnim, P., Kasetsart J. Nat. Sci. 42 : 444 - 456. Phanudulkitti, C., Srijan, T., Laiwattanaphaisal, Bogdanov, S. 2002. Harmonized Methods of the J., Pattarapanich, C. 2014. Stingless Bee Honey European Honey Commission. International Ii: Qualitative And Quantitative Studies On Honey Commission. Apidology, ISSN 0044- Honey Produced By Three Stingless Bee 8435. Species Collected From A Mangosteen Garden Biluca, F. C., Bernal, J., Valverde, S., Ares, A. M., In Chantaburi Province, Thailand. Thai Journal Gonzaga, L. V., Costa, A. C. O., and Fett, R. of Pharmaceutical Sciences, Supplement, 2019. Determination of Free Amino Acids in 38:16 Stingless Bee (Meliponinae) Honey. Food Analytical Methods. 12(4): 902–907 Machana S., Ornnim P., Weerakul T., Ninsanthea C., Chuan, L.S., Rahaman, N.L.A., Adnan, N.A., Tan, Phanudulkitti, C., Srijan T., Pattarapanich, C., T.T.E., 2013. Antioxidant Activity of Three Thumanu K., Tanthanuch W. 2012. The study Honey Samples in Relation with Their of application for discrimination of royal honey Biochemical Components. Journal of bee from three Thai stingless honey bees Analytical Methods in Chemistry 1-8. (Trigona Spp.) using FTIR-microspectroscopy. Thai Journal of Pharmaceutical Sciences, 36, p193 Michener, D. C. and S. Boongird. 2004. A New Species of Trigona from Peninsular Thailand (Hymenoptera: Apidae: Meliponini). Journal of การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
534 The Kansas Entomologycal Society. 77(2): characterization of total antioxidant capacity 143-146. and phenolic profile using liquid Mohamed AF, Abeer AA, Sharifa AB. 2018. Color, chromatography-mass spectrometry. LWT, 89, flavonoids, phenolics and antioxidants of 1–9. Omani honey. Heliyon. 4(10): e00874. Schwarz, H.F. 1939. The Indo-Malayan species of Moniruzzaman, M., Khalil, M.I., Sulaiman, S.A., Gan, Trigona.Bulletin of the American Museum of S.H., 2013a. Physicochemical and Antioxidant National History. Vol 76, 111: 83-141. Properties of Malaysian Honeys Produced by Souza, B; Roubik, D; Barth, O. 2006. Composition of Apis cerana, Apis dorsata and Apis mellifera. stingless bee honey: setting quality standards. BMC Complementary and Alternative Interciancia., 31)12 (:867-75. Medicine 13, 1-12. Vongsak, B., Gritsanapan, W., Wongkrajang, Y., Moniruzzaman, M., Sulaiman, S.A., Khalil, M.I., Gan, Jantan, I., 2013. In vitro inhibitory effects of S.H., 2013b. Evaluation of Physicochemical Moringa oleifera leaf extract and its major and Antioxidant Properties of Sourwood and components on chemiluminescence and Other Malaysian Honeys: A Comparison with chemotactic activity of phagocytes. Nat. Prod. Manuka Honey. Chemistry Central Journal 7, Commun. 8, 1559-1561. 138. Vongsak B, Kongkiatpaiboon S, Jaisamut S, Perez E, Rodriguez-Malaver AJ, Vit P. 2006. Machana S, Pattarapanich C. 2015. In vitro Antioxidant capacity of Venezuelan honey in alpha glucosidase inhibition and free radical wistar rat homogenates. J. Med. Food, 9(4): scavenging activity of propolis from Thai 510-516. stingless bees in mangosteen orchard. Rev Ranneh, Y., Ali, F., Zarei, M., Akim, A. M., Hamid, H. BrasFarmacogn.25(5):445-50. A., & Khazaai, H. 2018. Malaysian stingless bee Wille, A. 1983.Biology of the stingless Bee. Ann. and Tualang honeys: A comparative Rev. Entomol., 28: 4-64. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
535 ผลของอณุ หภูมแิ ละระยะเวลาทม่ี ตี อคุณภาพและปริมาณแอนโธไซยานินในมนั เทศกวน THE EFFECT OF HEAT TEMPERATURE AND TIME ON ANTHOCYANIN IN CHEWY CANDIED SWEET POTATO พาขวัญ ทองรักษ* , ปรานอม สขุ เกอื้ และ เพ็ญนภา บญุ ลอื Phakhwan Thongrak*, Pranom Sukkour and Pennapa Boonlue มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภมู ิ ตาํ บลหนั ตรา อําเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000 Rajamangala Suvarnabhumi Institute of Technology University Han Tra, Phra Nakhon Si Ayutthaya District, Phra Nakhon Si Ayutthaya 13000 บทคดั ยอ การใชอุณหภูมิและระยะเวลาที่แตกตางกันในการกวนขนมมันเทศสีมวงมีผลตอคุณลักษณะของผลิตภัณฑ ในดานความแข็ง (hardness) สี (L* a* b* ) ปริมาณน้ําอิสระ (water activity) คะแนนทางประสาทสัมผัส ปริมาณฟนอลกิ รวม และแอนโธไซ ยานิน การใชอ ุณหภมู สิ ูงและเวลานานในการกวนขนมมนั เทศสีมวงมีความสมั พนั ธก บั คา ความแข็ง และคาความเปนสแี ดง (a*) ท่ีเพิ่มข้ึน ขณะท่ีคาความสวาง (L*) คาความเปนสีเหลือง (b*) ฟนอลิกรวมและแอนโธไซยานินในผลิตภัณฑลดลงอยางมี นัยสําคัญ (P>0.5) การใชอุณหภูมิในการกวนมันเทศ 70 °C นาน 45 นาที ผลิตภัณฑมีคะแนนความชอบรวมสูงสุดที่ 8.20 คะแนน (ชอบมาก) ผลิตภัณฑมีเน้ือสัมผัสเหนียวนุม สีมวงสด หอมกลิ่นมนั เทศและกะทิ มีคา aw เทากับ 0.61 คา hardness เทา กับ 5.20 N คาสี L* a* b* เทา กบั 32.69, 4.59 และ -1.30 ตามลาํ ดบั พบฟน อลิกรวม 8.150 mg/100 g แอนโธไซยานนิ 3.389 mg/100 g ซ่ึงสูงกวามันเทศที่กวนท่ีอุณหภูมิ 85 °C นาน 20 นาที และ 30 นาที โดยพบฟนอลิกรวมเทากับ 7.980 และ 7.930 mg /100 g และพบแอนโธไซยานิน 2.905 และ 1.770 mg /100 g ตามลําดับ ขณะท่ีมันเทศกวนท่ีอณุ หภูมิต่ํา เวลานอย ท่ี 70 °C นาน 30 นาที พบฟนอลิกรวมและแอนโธไซยานิน เทากับ 8.510 และ 3.740 mg /100 g ผลิตภัณฑมี คะแนนความชอบรวมอยูในระดับชอบปานกลางทั้ง 3 สิ่งทดลอง และในทุกส่ิงทดลอง ไมพบการเจริญของจุลินทรียทั้งหมด ยสี ต รา อี โคไล และสแตฟโลคอคคสั ออเรียส Abstract Different usage of temperatures and durations in candied (scrambled) purple sweet potato snacks can affect its properties including hardness, colors (L* a* b*), water activity, sensory evaluation, total phenolic and anthocyanin value. Usage of high temperature and long duration will result in increased hardness and red pigment value (a*), while lightness value (L*), red pigment value (b*), total phenolic and anthocyanin value significantly decreased (P>0.5). Scrambling sweet potato at 70 °C for 45 minutes results in the highest total acceptance score at 8.20 (very pleased). The product poses pleasant sticky and mellow texture, bright purple color, pleasant mellow coconut juice and sweet potato fragrance, aw of 0.61, hardness value of 5.20 N, color as L* a* b* of 32.69 4.59 and -1.30 respectively, total phenolic content of 8.150 mg /100 g, anthocyanin 3.89 mg /100 g. Which deemed higher than those scrambled at 85 °C for 20 and 30 minutes those contain total phenolic value of 7.980 and 7.930 mg /100 g and anthocyanin of 2.905 and 1.770 mg /100 g respectively. Also, the product that is scrambled at low temperature and duration, at 70 °C for 30 minutes, contains total phenolic value and anthocyanin of 8.510 and 3.740 mg /100 g respectively. These three products (85 °C for 20 minutes, 85 °C for 30 minutes, and 70 °C for 30 minutes) scored at average level in total evaluation. Furthermore, every product tested found no microbial growth, including yeast mould, E. coli and Staphylococcus aureus. คาํ สําคญั : มนั เทศสมี ว ง การกวน ขนมหวาน แอนโธไซยานิน Keywords: purple sweet potato, scrambling, candied, anthocyanin การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
536 *ตดิ ตอนักวิจยั : พาขวญั ทองรักษ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Phakhwan Thongrak (E-mail: [email protected]) บทนํา สวนผสมท่ีอุณหภูมิ 70 °C นาน 45 นาที ส่ิงทดลองที่ 3 แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) เปนสารใหสีมวง ที่พบ กวนสวนผสมท่ีอุณหภูมิ 85°C นาน 20 นาที สิ่งทดลองท่ี 4 กวนสว นผสมทีอ่ ุณหภูมิ 85 °C นาน 30 นาที ไดท่ัวไปในผักผลไม และพืชหัว เชน มันเทศ สีท่ีปรากฏมผี ล การวิเคราะหค ุณภาพผลติ ภณั ฑ ตอการยอมรับในดานสีของผลิตภัณฑ นอกจากน้ี ยังมีฤทธ์ิ เปนสารตานอนุมูลอิสระ ชวยลดความเส่ียงในการเกิดโรคที่ 1) การประเมินคณภาพทางประสาทสัมผัส โดยผูชิมท่ี เก่ียวกับระบบประสาทและหลอดเลือด มะเร็งและบาหวาน ไดรับการฝกจํานวน 15 คน ใชแบบทดสอบผลิตภัณฑสเกล ในการแปรรูปอาหาร ปริมาณแอนโธไซยานนิ อาจมีความไม ความชอบ (9 point hedonic scale) วางแผนการทดลอง คงตวั ขึน้ อยูก ับอุณหภมู ิ ความรอ น และสภาพแวดลอ ม อาทิ แบบ Randomized Completely Block Design เปรียบ แสง ความรอน ออกซิเจน มันเทศสีมวง มีสารใหสีแอนโธไซ เทยี บความแตกตา งของสิ่งทดลองโดย Duncan’s Multiple ยานิน นิยมนําไปเปนวัตถุดิบเพ่ือแปรรูปเปนอาหาร Range Test ท่ีระดับความเชื่อมั่นรอยละ 95 (ไพโรจน, หลากหลาย อาทิ มันเผา มันนึ่ง มันเชื่อม มันกวน มันทอด 2545) ขา วเกรียบ เครือ่ งดื่ม และขนมขบเค้ียวตา งๆ ในกระบวนการ แปรรปู อาหาร อาจใชวธิ ีการทห่ี ลากหลายรวมกัน เชน ความ 2) วิเคราะหคุณภาพผลิตภัณฑดานกายภาพ เคมี และ รอนสูง การใชนํ้าตาล กรด และการเติมออกซิเจน เพ่ือยืด จลุ ินทรีย อายุการเก็บรักษาและความนารับประทาน สนองความ ตองการผบู ริโภค และเพิม่ มูลคา มันเทศท่มี รี าคาตกตาํ่ 2.1) คาสี L* a* b* ดวยเครื่องวดั สี Colorimeter (Hunter Lab, Ultra Scan V15, USA) การแปรรูปมันเทศโดยการนํามากวน สวนผสม ประกอบดวยนํ้าตาล กะทิ เกลือ มันเทศและแบะแซ นํา 2.2) ความเหนียว (N) ดวยเคร่ือง texture สวนผสมใสกระทะทองเหลือง ต้ังไฟ กวนดวยไฟกลาง นาน analyzer stable micro systems, รุนTA.XT PLUS หัววัด ประมาณ 2 ช่ัวโมง เพื่อลดความช้ืนในผลิตภัณฑและเพ่ิม flat plate compression test sms p/100 ความเหนยี ว มันเทศกวนจะมีลกั ษณะเหนียวหนึบ สีมวงเขม ในการกวนมันเทศ ซ่ึงใชเวลานาน อาจมีผลตอปริมาณ 2.3) ปรมิ าณนา้ํ อิสระ (Water activity, aw) ดว ย แอนโธไซยานินและคา Water activity ซึ่งมีผลตอายุการ เครอื่ งวดั คา Water activity เก็บและคุณภาพทางประสาทสัมผัสในการยอมรับผลิตภณั ฑ ดังนั้นการวิจัยเพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิและระยะเวลาใน 2.4) วิเคราะหคุณภาพผลิตภัณฑดานจุลินทรีย การกวน ตอปริมาณแอนโธไซยานินในมันเทศจึงมีความ วิเคราะหปริมาณ Total variable count, Yeast and จําเปน เพื่อใชเปนขอมูลในการแปรรูป ยืดอายุการเก็บมัน mould ตามเกณฑในมาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน มผช. เทศกวน และเปนขอมูลในการสงเสริมการบริโภคผลติ ภัณฑ 35/2548 ผลไมกวน จากมันเทศ นําไปถายทอดสชู ุมชนตอ ไป วัตถปุ ระสงค 2.5) วิเคราะหปริมาณแอนโธไซยานิน ดัดแปลง ตามวธิ ีการของ Mohan (2011) และ Teow et. al., (2007) เพ่ือศึกษาผลของอุณหภูมิสูง และระยะเวลา ท่ีมีผลตอ วิเคราะหปริมาณ Phenolic compounds ตามวิธี Folin- ปริมาณแอนโธไซยานนิ ในมนั เทศกวน Ciocalteu Colorimatric ว า ง แ ผ น ก า ร ท ด ล อ ง แ บ บ วสั ดุอุปกรณแ ละวธิ ีการ Completely Randomized Design เปรียบเทียบความ แตกตางของส่ิงทดลองโดย Duncan’s Multiple Range ศึกษาผลของอุณหภูมิและเวลาในการกวนมันเทศ ท่ีมี Test ท่รี ะดบั ความเชื่อม่ันรอ ยละ 95 (ไพโรจน, 2545) ผลตอปริมาณแอนโธไซยานิน สูตรมันเทศกวน (เพ็ญนภา, การวเิ คราะหท างสถติ ิ 256) ประกอบดวย มันเทศนึ่งบด 250 กรัม น้ําตาลทราย ตรามติ รผล 150 กรมั น้าํ กะทติ ราชาวเกาะ 250 กรมั ในการ การวิเคราะหคุณภาพผลิตภณั ฑด านกายภาพ เคมแี ละ กวนมันเทศ กําหนดอุณหภูมิและเวลาในการกวนแบง จุ ลิ น ท รี ย ว า ง แ ผ น ก า ร ท ด ล อ ง แ บ บ Completely ออกเปน 4 สิ่งทดลอง ประกอบดวย สิ่งทดลองท่ี 1 กวน Randomized Design เปรียบเทียบความแตกตางของส่ิง สว นผสมทีอ่ ุณหภมู ิ 70°C นาน 30 นาที ส่งิ ทดลองท่ี 2 กวน ทดลองโดย Duncan’s Multiple Range Test ที่ระดับ ความเชื่อมั่นรอ ยละ 95 (ไพโรจน, 2545) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
537 ผลและวิจารณ รสชาติเทากับ 7.20 คะแนน สวนสิ่งทดลองที่ 3 มันเทศกวน ในการกวนมันเทศ เปรียบเทียบอุณหภูมิและเวลาใน ที่ 80°C นาน 20 min มีคะแนนความชอบดา นรสชาตติ าํ่ สดุ เทา กบั 6.13 คะแนน (ชอบเลก็ นอ ย) การกวนมันเทศ 4 สภาวะ ไดแก กวนมันเทศท่ีอุณหภูมิ 70 °C นาน 30 นาที และนาน 45 นาที อุณหภูมิ 80 °C นาน 1.4 คะแนนความชอบดานเน้ือสัมผัส พบวามันเทศ 20 นาที และ 30 นาที ทําการทดสอบคุณภาพดานตางๆ กวน ส่ิงทดลองที่ 2 กวนท่ีอุณหภูมิ 70°C นาน 45 min มี ดังนี้ คะแนนความชอบดานเน้ือสัมผัสสูงสุดเทากับ 8.13 คะแนน 1. การประเมินคุณภาพดานความชอบทางประสาทสัมผัส (ชอบมาก) ซ่ึงแตกตางทางสถิติอยางมีนัยสําคัญกับมันเทศ การทดสอบความชอบผลิตภัณฑโดยผูชิมที่ผานการฝก กวนท่ีส่ิงทดลองท่ี 1 มันเทศที่กวนที่อุณหภูมิ 70°C นาน จํานวน 15 คน โดยใชแบบชิม 9 point hedonic scale (9 30 นาที และส่ิงทดลองที่ 3 และ 4 มันเทศท่ีกวนที่อุณหภูมิ คะแนนหมายถึง ชอบมากท่ีสุด 1 คะแนนหมายถึง ไมชอบ 80°C นาน 20 นาที และ 30 นาที มากท่ีสุด) (ไพโรจน, 2545) ผลการทดสอบความชอบดาน ประสาท มดี ังนี้ 1.5 คะแนนความชอบโดยรวม พบวา มันเทศกวนสิ่ง ทดลองท่ี 2 ใชอุณหภูมิในการกวน 70°C นาน 45 นาที มี 1.1 คะแนนความชอบดานสี ผูชิมชอบสีของมันเทศท่ี คะแนนความชอบโดยรวมสูงสุดเทากับ 8.20 คะแนน (ชอบ กวนที่อุณหภมู ิ 80 °C นาน 20 นาที ในส่งิ ทดลองท่ี 3 ดวย มาก) ซึ่งไมมีความแตกตางทางสถิติกับส่ิงทดลองท่ี 1 มี คะแนนความชอบสูงสุด เทากับ 8.20 คะแนน (ชอบมาก) คะแนนดานความชอบโดยรวมเทากับ 7.53 คะแนน (ชอบ โดยไมมีความแตกตางทางสถิติอยางมีนัยสําคัญจากมันเทศ ปานกลาง) แตมีความแตกตางทางสถิติกับสิ่งทดลองท่ี 3 กวนในส่ิงทดลองท่ี 1 ที่กวนที่ 70°C นาน 30 นาที มี และ 4 ซึงมีคะแนนความชอบรวมเทากับ 7.00 และ 7.07 คะแนนความชอบดานสีเทากับ 7.60 คะแนน (ชอบปาน คะแนน ตามลาํ ดับ กลาง) แตมีความแตกตางทางสถิติอยางมีนัยสําคัญจากส่ิง ทดลองท่ี 2 และส่ิงทดลองท่ี 4 มี คะแนนความชอบดานสี การทดสอบความชอบของผบู รโิ ภค ท่ีมตี อผลติ ภณั ฑม นั เทากับ 7.47 และ 7.33 คะแนน (ชอบปานกลาง) ตามลําดับ เทศกวน พบวา ในสงิ่ ทดลองท่ี 2 การใชอ ณุ หภมู ใิ นการกวนที่ ท้ังน้ีเน่ืองจาก มันเทศท่ีกวนในสภาวะที่ใชอุณหภูมิในการ 70°C นาน 45 นาที ผูชิมใหคะแนนความชอบในเกือบทุก กวนสูงที่ 80 °C ใชเวลาส้ันในการกวนท่ี 20 นาที แอนโธไซ ลักษณะสูงกวาสิ่งทดลองอ่ืน ยกเวนคุณลักษณะดานสี ซึ่งมี ยานนิ ยงั ไมถกู ทาํ ลายลงไปมาก เชน เดยี วกบั มันเทศทกี่ วนใน ความแตกตางทางสถิติอยางมีนัยสําคัญ (P≤0.05) กับสีของ สิ่งทดลองที่ 1 ใชอุณหภูมิในการกวน 70°C นาน 30 min ส่ิงทดลองที่ 1 โดยผลิตภัณฑมีคะแนนความชอบดานกลิ่น จะมสี ีมวงออ นรองลงมา สว นมันเทศที่กวนโดยใชเ วลานาน สี เทากับ 7.67 คะแนน รสชาติเทากับ 8.00 คะแนน และเนือ้ ของผลิตภัณฑจะมีสีมวงคลํ้าลง และออกสีน้ําตาลออน สัมผัสเทากับ 8.13 คะแนน และความชอบโดยรวมสูงสุด เล็กนอย ทั้งน้ี เนื่องจากใชความรอนสูง และเวลานาน มีผล เทากับ 8.20 คะแนน ซึ่งอยูในระดับชอบมาก ผลิตภัณฑมีสี ตอการลดลงของแอนโธไซยานินและเกิดจากปฏิกิริยาสี มวงสด มีกลิ่นหอมมนั เทศและกะทิ มีความเหนียวปานกลาง นา้ํ ตาลของน้าํ ตาลในระหวางใหความรอนในการกวน และรสชาติหวานปานกลาง คะแนนเฉลี่ยการทดสอบทาง ประสาทสัมผัส แสดงในตารางท่ี 1 1.2 คะแนนความชอบดานกลิ่นและเน้ือสัมผัส พบวา 2. คณุ ภาพดานกายภาพ มนั เทศกวน ทั้ง 4 ส่งิ ทดลอง มีคะแนนความชอบดานกลิน่ ไม แตกตางกัน (P≤ 0.05) ซึ่งมีคะแนนความชอบดานกลิ่น 2.1 คาสีของผลิตภัณฑ มันเทศกวนในส่ิงทดลองที่ 3 มี เทากับ 7.04 7.67 6.93 และ 7.33 คะแนน ตามลําดับ โดย คาความสวาง (L*) สงู สดุ เทา กบั 35.84 ซ่ึงไมมีความแตกตา ง มันเทศกวนในสิ่งทดลองท่ี 3 จะมีคะแนนดานกล่ินต่ําสุดคือ อยา งมีนัยสําคัญมันเทศกวนในส่ิงทดลองที่ 2 มีคา L *เทา กบั 6.93 คะแนน (ชอบเล็กนอย) เนื่องจากการใชความรอนสูง 32.69 สวนมันเทศกวนในสิ่งทดลองท่ี 4 มีคาความสวาง ทําใหเกิดปฏิกิริยาคาราเมลไรเซช่ันของนํ้าตาลไดเร็วกวา ตํ่าสดุ โดยมคี า L* เทา กับ 23.95 (ตารางที่ 2) เนื่องจากการ สง ผลตอ สี และผลิตภณั ฑมกี ลนิ่ ไหมเ ล็กนอ ย ใชเวลาในการกวนนานข้ึนและการใชอุณหภูมิในการกวนสูง ทําใหสีของผลิตภัณฑคล้ําลง คาความสวางจึงลดลง 1.3 คะแนนความชอบดานรสชาติ มันเทศกวนสูตรท่ีมี นอกจากน้ี อุณหภูมิสูงมีผลตอความไมคงตัวของแอนโธไซ คะแนนความชอบสูงสุดคือสิ่งทดลองท่ี 2 กวนที่อุณหภูมิ ยานินซึ่งสอดคลองกับ กรมวิทยาศาสตรบริการ (2553) 70°C นาน 45 min มีคะแนนความชอบดานรสชาติเทากับ กลาวถึงแอนโธไซยานินในผลองุนแหงท่ีอบแหงซ่ึงนําไป 8.13 คะแนน (ชอบมาก) ตามดวยสิ่งทดลองที่ 1 มันเทศท่ี อบแหงอุณหภูมิสูงข้ึนทําใหแอนโธไซยานินลดลง สวน s กวนท่อี ณุ หภมู ิ 70°C นาน 30 min มคี ะแนนความชอบดาน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
538 สูงสุดเทากับ 10.44 N ตามดวยส่ิงทดลองท่ี 2 (70°C ที่ 45 2.3 การวิเคราะหปริมาณน้ําที่จุลินทรียใชประโยชนใน min.) มีคา Hardness เทากับ 8.05 N และสิ่งทดลองท่ี 1 การเจริญ (Water activity, aw) พบวามันเทศกวน ในส่ิง และ สิ่งทดลองที่ 2 ไมมีความแตกตางกันทางสถิติ มีคา ทดลองที่ 1 มีคา aw สูงสุดเทากับ 0.66 ซึ่งไมแตกตางทาง Hardness เทากบั 5.19 N 5.20 N (ตารางที่ 2) สถติ ิกับมันเทศกวนสงิ่ ทดลองที่ 3 มีคา aw เทากบั 0.65 สว น คา aw สิ่งทดลองที่ 2 และส่ิงทดลองท่ี 4 ไมมีความแตกตาง 2.2 คาเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ วัดคาความแข็ง กันทางสถิติ โดยมีคา aw เทากับ 0.61 และ 0.60 ตามลําดับ (Hardness) ดวยเครื่อง Texture analyser รุน TA-Xt 2 โดยการกวนมันเทศที่อณุ หภมู สิ ูงเวลานาน มีผลตอการลดลง หัววัด flat plate compression test sms p/100 ระยะ ของคา aw อยา งมนี ัยสําคัญ 40 มิลลิเมตร (N) พบวามันเทศกวนสิ่งทดลองที่ 4 (80°C นาน 30 min) มีคา Hardness สูงสุดเทากับ 10.44 N ตาม การใชความรอนสูง และเวลานาน มีผลตอคาความ ดวยส่ิงทดลองที่ 2 (70°C นาน 45 min) มีคา Hardness สวาง (L*) และความแข็ง (Hardness) ท่ีเพิ่มขึ้น คาความ เทากับ 8.05 N โดย คา Hardness ท้ัง 2 ส่ิงทดลองท่ี ไมมี เปนสีเหลือง สีนํ้าเงิน (b*) คาความเปนสีแดง สีเขียว (a*) ความแตกตา งกนั อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (ตารางที่ 2) ลดลง ผลิตภัณฑมีสีแดงมวงสดใส สวนคา aw พบระหวาง 0.6-0.65 ซ่ึงไมเหมาะสมตอการเจริญของจลุ นิ ทรยี Table 1 Average of sensory score test of chewy candies sweet potato sensory evaluation score Treatment (T) total Temp/time colour odor taste texture acceptance 7.53±0.64ab T 1 : 70°C, 30 min 7.60±0.74ab 7.04±0.83 7.20±0.77b 7.07±0.59b 8.20±0.56a T 2 : 70°C, 45 min 7.47±0.74b 7.67±0.82 8.00±0.76a 8.13±0.64a 7.00±1.65b 8.20±0.8a 6.93±1.28 6.13±1.73c 7.13±1.06b 7.07±1.03b T 3 : 80°C, 20 min 7.33±1.11b 7.00±1.25 6.93±1.33b 6.80±0.68b T 4 : 80°C, 30 min * DMRT. (P≤0.05) * ns * * หมายเหตุ รายงานผลเปน คา เฉล่ยี (±SD) โดยเปรียบเทยี บคา เฉลยี่ ตามแนวตง้ั a, b, c หมายถึง มคี วามแตกตา งทางสถติ อิ ยางมีนยั สาํ คญั (P≤0.05) * หมายถงึ มคี วามแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถติ ิ (P≤0.05) ns (non significantly) หมายถงึ ไมม ีความแตกตา งทางสถิติอยา งมนี ัยสําคญั ทางสถติ ิ (P≤0.05) 40 30 20 10 0 70°C,45 min 80°C,20 min 80°C,30 min 70°C,30 min -10 L* a* b* Hardness (N) water activity Picture 1 The color change of chewy candied purple sweet potato at different temperatures and times การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
539 Table 2 Analysis of physical value of chewy candies sweet potato Treatment (T) Physical property Temp/time L* a* b* Hardness (N) aw T 1 : 70°C, 30 min 32.15±0.15b 4.77±0.68a -1.83±0.07a 5.19±1.15 C 0.66a T 2 : 70°C, 45 min 32.69±1.00ab 4.59±1.26 a -1.30±0.38a 5.20±2.70 C 0.61b T 3 : 80°C, 20 min 35.84±1.36a 5.04±2.00 a -1.22±1.06a 8.05±2.12 b 0.65a T 4 : 80°C, 30 min 23.95±3.19c 4.56±1.24a -0.72±0.22a 10.44±2.12 a 0.60b DMRT. (P≤0.05) * ns ns Note : Reported by ±SD on column * * a, b, c on column : significantly (P≤0.05) * : significantly (P≤0.05) Table 3 Microbial analysis of chewy candied 3. การวิเคราะหคุณภาพทางดา นจลุ นิ ทรยี sweet potato ตรวจสอบคุณภาพทางจุลินทรียของผลิตภัณฑหลังทํา Microbial (10 cfu/g) การผลิต ตาม มผช. 35/2558 ผักผลไมกวน ในดานปริมาณ จุลินทรียท ้ังหมด (Total bacteria count) ยีสต รา (Yeast Treatment (T) Total Yeast Stap. E. coli and Mould) สตาฟโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus Temp/time Plate and aureus aureus) และเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) พบวา Count Mould ผลติ ภณั ฑม ันเทศกวน มีความปลอดภัยตอ การบรโิ ภค ไมพบ จุลินทรียท้ังหมด ยีสต รา สตาฟโลคอคคัส ออเรียส และ เอ T 1 : 70°C, 30 ND ND ND ND สเชอรเิ ชยี โคไล ทั้ง 4 ส่งิ ทดลอง ดงั แสดงในตารางที่ 3 min 4. การวิเคราะหปริมาณฟนอลิกและแอนโธไซยานิน (Total phenolic content and anthocyanin) T 2 : 70°C, 45 ND ND ND ND min ปริมาณฟนอลิกของมันเทศกวนในสิ่งทดลองที่ 1 มีคา เทากับ 8.51 mg ส่ิงทดลองท่ี 2 มีคาเทากับ 8.15 mg ส่ิง T 3 : 80°C, 20 ND ND ND ND ทดลองท่ี 3 มีคาเทากับ 7.98 mg และส่ิงทดลองท่ี 4 มีคา min เทากับ 7.93 mg ปริมาณแอนโธไซยานินในส่ิงทดลองที่ 1 มีคาเทากับ 3.740 mg ส่ิงทดลองท่ี 2 มีคาเทากับ 3.389 T 4 : 80°C, 30 ND ND ND ND mg สิ่งทดลองที่ 3 มีคาเทากับ 2.905 mg และ ส่ิงทดลองที่ min 4 มีคาเทากับ 1.77 mg ซ่ึงเปนไปในทิศทางเดียวกัน เม่ือใช อุณหภูมิในการกวน 70 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที มัน Note: ND : Not detected เทศกวนแอนโธไซยานินสูงสุดเทากับ 3.74 mg/100 g ตวั อยาง และเมือ่ ใชอณุ หภมู ิในการกวนเพิ่มข้นึ เปน 80 องศา Table 4 Total phenolic content and Anthocyanin เซลเซยี ส นาน 30 นาที ปริมาณแอนโธไซยานนิ ลดลงอยางมี (mg/100 g) นัยสําคัญ โดยพบเทากับ 1.77 mg/100 g ซึ่งลดลงมากกวา Treatment (T) Total phenolic รอยละ 50 ของมันเทศกวนในส่ิงทดลองที่ 1 เนื่องจาก Temp/time content Anthocyanin อุณหภูมิในการกวนและเวลามีผลตอความไมคงตัวของ แอนโธไซยานิน ซึ่งสอดคลองกับกรมวิทยาศาสตรบริการ T 1 : 70°C, 30 min 8.51a 3.74a (2553) รายงานการลดลงของแอนโธไซยานินในผลองุนแหง ท่ีผานการสกัดแอนโธไซยานินดวยเทคนิคของไหลแรงดันสูง T 2 : 70°C, 45 min 8.15a 3.389a หรือวิธี PLE อุณหภูมิ 20-140 องศาเซลเซยี ส พบวา การใช อุณหภูมิสูงในการสกัด ทําใหแอนโธไซยานินลดลง การ T 3 : 80°C, 20 min 7.98b 2.905b T 4 : 80°C, 30 min 7.93b 1.77c DMRT. (P≤0.05) * * Note : Reported by ±SD on column a, b, c on column : significantly (P≤0.05) * : significantly (P≤0.05) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
540 เปลี่ยนแปลงปริมาณฟนอลิกรวมและแอนโธไซยานินแสดง ไพโรจน วิรยิ จารี. 2545. การประเมินทางประสาท สมั ผสั ตารางที่ 4 และภาพที่ 2 (Sensory Evaluation). คณะอตุ สาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลยั เชยี งใหม. เชยี งใหม: 189. หนา Total phenolic content (mg/100g) Anthocyanin (mg/100g) สํานักงานโครงการอนุรักษพ ันธุกรรมพืชอนั เน่อื งมาจาก พระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรม 70°C, 30 70°C, 45 80°C, 20 80°C, 30 ราชกุมาร.ี “มันเทศ”. พืชใหแ ปง หรือน้ําตาล, min min min min [ออนไลน] . Picture 2 Changes of phenolic and anthocyanin content in สาํ นกั งานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม. 2558. chewy candied sweet potato มาตรฐานผลติ ภณั ฑช ุมชน มผช. 35/2558 ผกั และ ผลไมก วน. สรุปผลการทดลอง การใชความรอ นสูงเปนเวลานานในการกวนมันเทศกวน อจั ฉรา ดลวทิ ยาคณุ . 2544. การพัฒนาผลิตภัณฑขนมขบ เคย้ี วจากแปง มนั เทศ เคลือบปรุงแตงกล่ินรส. สีมวง มผี ลตอการลดลงของปรมิ าณฟนอลกิ และแอนโทไซยา วิทยานพิ นธ มหาบณั ฑิต. คหกรรมศาสตร นินอยา งมนี ัยสาํ คญั จากการศกึ ษาในครงั้ น้ี ปริมาณสว นผสม มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร บางเขน กรงุ เทพ ,106 ตอครั้งในการกวนประกอบดวย มันเทศน่ึงบด 250 กรัม หนา น้ําตาลทราย 150 กรัม กระทิกลอง 250 กรัม ควรใช อุณหภูมิในการกวนต่ํา เวลานานท่ี 70 องศาเซลเซียส นาน อตุ สาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคณุ ทหาร 45 นาที ผลิตภัณฑมคี ะแนนความชอบรวมในระดับชอบมาก ลาดกระบงั . วารสารครศุ าสตรอตุ สาหกรรม ปท่ี 11 โดยมีคา Hardness 5.20 N คา สี L* 32.69 คา aw 0.61 ฉบบั ที่ 2: 167-172. ปริมาณฟนอลิก รวม 8.150 mg/100g และแอนโทไซยา นิน 3.389 mg/100g และไมพบการเจริญของจุลิทรียทุก Ahn YO, Kim SH, Kim CY, Lee JS, Kwak SS and Lee ชนิดในผลติ ภัณฑ HS. 2010. Exogeneous Sucrose Utilization and เอกสารอา งองิ Starch Biosynthesis among Sweet potato พาขวญั ทองรกั ษ และคณะ. 2559. การพัฒนาผลิตภณั ฑ Cultivars. Carbohydrate Research. 345, 55-60. อาหารจากมันเทศท่ปี ลกู ในชมุ ชนทบั นาํ้ อําเภอบางปะ Anthoney Swamy, T. and Omwenga, J. 2014. หัน จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา. รายงานวจิ ยั ฉบบั Analysis of Phytochemical Composition of สมบูรณ งบประมาณสนบั สนุนโดยสาํ นักงานกองทนุ White and Purple Sweet potato (Ipomoea สง เสรมิ การวจิ ยั และมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล batatas [L.] Lam) root. Indian J. of Advances สุวรรณภมู ิ. พระนครศรีอยธุ ยา in Plant Research (IJAPR). Vol.1 (3): 19-22. พรประภา ชุนถนอม รวีพร ศรสี ําราญ และอรนชุ สหี ามาลา. 2556. ผลของวิธีการอบแหงตอสมบัตขิ องเมา. RMUTP Arry Maturin (ret.) and James T. Peeler (ret). 2001. Research Journal Special Issue. The 5th Bacteriological Analytical Manual Chapter 3 Rajamangala University of Technology National Aerobic Plate Count. (Online) https://www.fda Conference. .gov/food/3 July 2017 Cho. S.A. and Yoo B. 2010. Comparison of the Effect of Sugars on the Viscoelastic Properties of Sweet potato Starch Paste. Int. J. Food Sci and Technology. 45, 410- 414. Hiemori, M., Koh, E., and Mitchell, AE. 2009. Influence of Cooking on Anthocyanins in Black Rice (Oryza sativa L. japonicar. SBR). J. Agric. Food Chem, Vol. 57, p. 1908-1914 Sun H, Mu T, Xi L, Zhang M, Chen J. 2014. Sweet potato (Ipomoea batatas L.) leaves as nutritional and functional foods. Food Chemistry. 156, 380-389 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
541 Mohan, C. 2011. Tropical tuber crops. In H.P. Singh carotene Contents of Sweet potatoes & V.A Parthasarathy (eds). Advances in Genotypes with Varying flesh colours. Food Horticulture Biotechnology. Molecular Chemistry 103, 829-838. http://ndb.nal.usda markers and marker assisted section- gov/(Online) 2 February 2015 vegetables, ornamentals and tuber crops Vandana panda and Madhav Sonkamble. 2012. (pp.187-230). India: Westville Publishing House, Phytochemical Constituents and New Delhi Pharmacological Activities of Ipomeea batatas L. (Lam)-A review.Int .J.Res. Phytochem. Niamh. H, Jean. C Jacquier. Desmond. J.M., Pharmaco., 2(1): 25-34 Jame.G.L. 2008. Determination of the Valerie Tournas, Michael E. Stack, Philip B. Degradation Kinetics of Anthocyanins in a Mislivec, Herbert A. Koch and Ruth Bandler. Model Juice System using Isothermal and Non- 2001. Bacteriological Analytical Manual Isothermal Methods. Food Chemistry. Chapter 18 Yeasts, Molds and Mycotoxins Volume. 111, Issue 1, 1 November 2008, Pages (Online) https://www.fda.gov/food/foodscien 204-208 (Online) https://doi.org/10.1016 ceresearch/laboratorymethods. 3 July 2017 /j.foodchem. Whistler and Daniel. 1990. Function of polysaccharides In Food additives (pp. 399- Raab, C. and Oehle, N. 2001. Making Dried Fruit 406) New York: Dekkar Leather. [Online]. Available: http://eesc.orst. edu/agcomwebfile/3 January 2018 Teow, C.C., Truong, VD., Mc Feeter.RF., and Craig., Y 2007. Antioxidant Activities, Phenolic and β- การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
542 การศกึ ษาการตา นอนุมลู อิสระของสารสกดั หยาบจากมนั เทศ อําเภอบางปะหนั จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา STUDY OF ANTIOXIDANT ACTIVITY OF SWEET POTATO CRUDE EXTRACT FROM BANG PAHAN DISTRICT, PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE วชริ ญา เหลยี วตระกลู 1*, วรรภา วงศแสงธรรม1, วิจิตรา เหลียวตระกูล1 และ ยุพนิ พนู ด2ี Vachiraya Liaotrakoon1*, Wanpa Wongsanengthum1, Wijitra Liaotrakoon1 and Yupin Phoondee2 1สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภูมิ ศนู ยพ ระนครศรอี ยุธยา หนั ตรา 2สาขาวิชาวิทยาศาสตรก ารประมง คณะเทคโนโลยกี ารเกษตรและอตุ สาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสุวรรณภูมิ ศนู ยพ ระนครศรอี ยธุ ยา หันตรา 1Department of Food Science and Technology, Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Phra Nakhon Si Ayutthaya Huntra 2Department of Fisheries Science, Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Phra Nakhon Si Ayutthaya Huntra บทคัดยอ การศึกษาการตา นอนุมลู อิสระของสารสกดั หยาบจากมนั เทศ อําเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงคเพ่อื ศึกษาวิธีการสกัดสารสําคัญและสมบัตใิ นการตานอนุมูลอิสระจาก มันเทศพันธุไข (สีเหลือง) และมันเทศพันธุกะปแท (สีมวง) โดยใชตัวทําละลาย 2 ชนิด คือ เอทานอลและโพรพลิ นี ไกลคอล ทาํ การสกัดดว ยวธิ กี ารหมกั (Maceration) ท่อี ุณหภมู ิหองเปน ระยะเวลา 7 วัน จากการศึกษา พบวา สารสกัดมันเทศพันธุกะปแทม ีปริมาณผลผลิตมากกวาพันธุไขจ ากการใชสารสกัดเอทา นอลและโพรพิลีนไกลคอล เทากับรอยละ 10.20 และ 8.80 เม่ือนํามาวิเคราะหปริมาณฟนอลิกและกิจกรรมการตา นอนมุ ลู อิสระ พบวา สารสกัดหยาบพันธุไขที่สกัดดวยโพรพิลีนไกลคอล และสารสกัดหยาบพันธุกะปแทที่สกัดดวยเอทานอล มี ปริมาณฟน อลิกทงั้ หมดมากท่ีสดุ อยา งมนี ัยสาํ คัญทางสถติ ิ (P<0.05) เทา กบั 308.65 และ 478.28 mg GA/ 100 g ตามลําดบั นอกจากน้ียังพบวาสารสกัดหยาบมันเทศพันธุกะปแทจากโพรพิลีนไกลคอล มีความสามารถในการตานอนุมูลอิสระมากทส่ี ุด อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) เทากับ 46.35 mg GA/ 100 g ผลการวิจัยน้ีสามารถใชเปนขอมูลพื้นฐานในการใช ประโยชนข องมนั เทศเพ่ือประยกุ ตใชใ นอุตสาหกรรมอาหารเพอื่ สขุ ภาพตอไป Abstract The study aimed to examine the antioxidant activity of sweet potato crude extract from Bang Pahan district, Phra Nakhon Si Ayutthaya province, and to study the methods for extraction of important substances and antioxidant properties from sweet potato Mun Kai (yellow) and sweet potato Kapi Taa (purple), by using 2 types of solvents: ethanol and propylene glycol. Extraction by fermentation (Maceration) at room temperature was performed for 7 days. The study was found that Kapi Taa has higher yield (%) than the Mun Kai from the use of ethanol and propylene glycol extracts (10.20 % and 8.80 %, respectively). For analyzing of phenolic content and antioxidant activity, it was found that crude extracts of Mun Kai extracted with propylene glycol and Kapi Taa extracted with ethanol had a high amount of phenolic content, and it was the most significant (P≤0.05), as 308.65 and 478.28 mg GA / 100 g, respectively. In addition, it was found that the crude extract of sweet potato Kapi Taa from propylene glycol had the highest antioxidant ability (P≤0.05), as 46.35 mg GA / 100 g. The results of this research can be used as basic information on the utilization of sweet potato for further application in the health food industry. คาํ สําคัญ: มนั เทศ, อาํ เภอบางปะหัน, เอทานอล, สารประกอบโพลีฟนอล, กิจกรรมการตา นอนมุ ูลอิสระ Keywords: sweet potato, Bang Pahan district, ethanol, total polyphenol content, antioxidant activity การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
543 *ติดตอ นกั วจิ ยั : วชิรญา เหลยี วตระกูล (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Vachiraya Liaotrakoon (E-mail: [email protected]) บทนํา กข มันเทศ (Ipomoea batatas (L.) Lam.) เปนอาหารที่ ภาพที่ 1 มันเทศ ก) พนั ธกุ ะปแ ท และ ข) พันธุมนั ไข 1. การศกึ ษาวธิ กี ารสกดั สารสําคัญจากมันเทศ สําคัญท่ัวโลก (Wu et. al., 2008) ไดรับการยอมรับวาเปน การศึกษาสารละลายในการสกัดสารสําคัญจากมันเทศ อาหารเพ่ือสุขภาพเพราะมีปริมาณที่สําคัญของเบตา-แคโร โดยทําการศึกษาสารละลายในการสกัด 2 ชนิด คือ เอ ทีน กรดฟนอล แอนโธไซยานิน และใยอาหารสูง เปนพืชท่ี ทานอลและโพรพิลีนไกลคอล นํามันเทศทั้ง 2 สายพันธุ มา สามารถใชป ระโยชนไดท ุกสวน ไมว าจะเปน หวั ใบ ราก และ บดใหละเอียด โดยใชอัตราสวนเนื้อมันเทศตอตัวทําละลาย สามารถนาํ มาประกอบอาหารไดหลากหลาย เชน แกงมสั ม่ัน 1:1.5 สกัดดวยวิธีการหมัก (Maceration) ที่ อุณหภูมิหอง มันทอด ซุปมันเทศ มันเชื่อม กวยเตี๋ยว เฟรนชฟรายส และ เปนเวลา 7 วัน หลังจากนั้นนํามากรองและหมุนเหว่ียงโดย ใชในการสกัดแปงและสตารช สารใหความหวาน หมัก เคร่ืองเหวี่ยง (Centrifuge) ทําการระเหยดวยเคร่ืองระเหย แอลกอฮอล เปน ตน (Guoquan and Qianxin, 2011) เนอ่ื ง (evaporator) จะไดเปนสวนสกัดหยาบ แลวช่ังน้ําหนักของ จากมันเทศมีรสชาติอรอยและมีคุณคาทางโภชนาการสูง ให สารสกัดหยาบแตล ะตัวอยางท่ีได นํามาศึกษาปริมาณทส่ี กดั พลังงาน วิตามิน แรธาตุ ไฟเบอร คารโบไฮเดรต น้ําตาล ได (%Yield) ของสารสกัดหยาบ และเก็บตัวอยางสารสกัด (กรรณกิ าร, 2557) หยาบจากมันเทศทั้ง 2 สายพันธุไวในขวดสีชาปดสนิทเพื่อ ทาํ การศึกษาฤทธ์ิตานอนมุ ูลอสิ ระตอไป มันเทศมีการพัฒนาสายพันธุมันเทศ ซึ่งมีทั้งสีสม สี เหลือง และสีมวง เปนตน สีของมันเทศเปนแหลงของ เตรยี มมนั เทศ 1000 กรัม สารพฤกษเคมี (phytochemicals) ที่สําคัญหลายชนิด จะ เตรียมเอทานอลและโพรพิลีนไกลคอล อยา งละ 1500 แตกตางกัน ไปตามสีของเน้ือมันเทศ เปนแหลงอาหาร สุขภาพและไดรับความสนใจในปจจุบัน (วารสารเกษตร- มลิ ลลิ ติ ร กรรมธรรมชาติ, 2553) แอนโธไซยานินที่มีอยูในมันเทศสี นาํ มาใสในขวดสชี า มว งมคี ณุ สมบัติตา นปฏิกิรยิ าออกซิเดชนั่ ของไขมนั โดยจะทาํ หมักทง้ิ ไว 3, 5 และ 7 วนั หนาท่ียับยั้งการรวมตัวระหวางออกซิเจนกับคอเลสเตอรอล จากน้นั นํามากรอง มีคุณสมบตั ิชว ยดดู ซบั อนมุ ูลอสิ ระ ชวยชะลอความเสอ่ื มของ แลว นําไปหมนุ เหวยี่ ง เซลลในรางกาย อีกทั้งสารตานอนุมูลอิสระเหลาน้ียังมีฤทธ์ิ ระเหยสญุ ญากาศ ตานรังสียูวี ชวยใหผิวพรรณไมโดนรังสียูวีทําราย ชวยชะลอ ความแก และมีคุณสมบัติปองกันมะเร็งได สารสกัดจาก หัวมันเทศดวยแอลกอฮอลมีฤทธ์ิในการตานเช้ือแบคทีเรีย เช้ือรา และยับยั้งการสรางเมลานิน นอกจากนี้มันเทศยังให ผลผลิตสงู และเปน แหลงอาหารทีด่ ี (Martin, 2000) ดังน้ันจึงทําการศึกษาวิธีการสกัดและคุณสมบัติในการ ตานอนุมูลอิสระของสารสกัดจากมันเทศพันธุไขและพันธุ กะปแท เพ่ือใชเปนแนวทางในการเลอื กรับประทานและการ ใชประโยชนจากมันเทศ และนอกจากนี้ยังใชเปนขอมูล พ้ืนฐานในการประยุกตใชเพื่อเปนอาหารเพ่ือสุขภาพหรือ การแปรรูปมันเทศตอไป และงานวิจัยน้ีเปนงานสนอง พระราชดํารใิ นโครงการอนรุ ักษพนั ธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจาก พระราชดาํ รฯิ อุปกรณและวิธกี ารทดลอง สารสกดั หยาบจากมนั เทศ งานวจิ ัยนี้ใชม นั เทศ 2 สายพนั ธุ ไดแก พันธุไข และ ภาพที่ 2 การศึกษาวิธีการสกดั สาระสําคญั จากมนั เทศ พันธกุ ะปแท จากอําเภอบางปะหนั จงั หวัดพระนคร 2. การศกึ ษากจิ กรรมการตา นอนุมูลอิสระของมันเทศ ศรีอยธุ ยา การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
544 2.1 การสกัดสารตัวอยางจากมันเทศ ดัดแปลงวิธีจาก 2 ชนิด คือ เอทานอลและโพรพิลีนไกลคอล ทําการสกัดดวย Mahattanatawee et. al., 2006 แ ล ะ Wu et. al., 2006 วิธีการหมัก (Maceration) ท่ี อุณหภูมิหอง เปนเวลา 7 วัน โดยการนําสารสกัดหยาบของมันเทศท้ัง 2 สายพันธุมาทํา เมื่อนําสารละลายท่ีสกัดไดไปหมุนเหวี่ยงดวยเคร่ืองเหวี่ยง การวิเคราะหกิจกรรมการตานอนุมูลอิสระอยางละ 3 ซํ้า (Centrifuge) ไประเหยดวยเคร่ืองระเหย ทําการวัดปริมาณ สกัดตัวอยาง โดยช่ังตัวอยาง 20 กรัม เติมอะซิโตนความ ผลผลิตของสารสกัด พบวา มันเทศพันธุกะปแทใหผลผลิต เขมขนรอยละ 80 ปริมาตร 80 มิลลิลิตร ผสมเปนเวลา 10 ของสารสกัดหยาบมากกวาพันธุไขของตัวทําละลายท้ังเอทา นาที แลวนํามากรอง นําสารท่ีสกัดไดใสขวดสีชาเก็บที่ นอลและโพรพิลีนไกลคอล เน่ืองจากมันเทศพันธุกะปแทมีสี อณุ หภมู ิ -20 องศาเซลเซยี ส มวงท่ีเขมมากกวาพันธุไขที่เปนสีเหลืองสม ผลดังแสดงใน ตารางท่ี 1 2.2 การวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิกท้ังหมด โดยวิธี Folin-Ciocalteu’s reagent (Lim et. al., 2007) ตารางที่ 1 การศึกษาปริมาณท่ีสกดั ได (Yield) ของสารสกดั ใชสารสกัด 0.3 มิลลิลิตร เติมสารละลาย Folin-Ciocalteu หยาบมันเทศ reagent ปริมาตร 1.5 มิลลิลิตร และสารละลายโซเดียม พันธุ ตวั ทําละลาย Yield (%) คารบอเนต (Na2CO3) ความเขมขน รอ ยละ 7.5 ปริมาตร 1.2 เอทานอล 3.36 มิลลิลิตร แลวผสมใหเขากัน ต้ังท้ิงไวท่ีอุณหภูมิหองในท่ีมืด มันไข โพรพิลนี ไกลคอล 3.55 เปนเวลา 30 นาที นําตัวอยางไปวัดคาการดูดกลืนแสงท่ี ความยาวคลนื่ 765 นาโนเมตร ทาํ การคาํ นวณปริมาณสารฟ กะปแ ท เอทานอล 10.20 นอลิกทั้งหมดเทียบกับกราฟมาตรฐานแลวรายงานผลอยูใน โพรพิลนี ไกลคอล 8.81 หนวยของมิลลิกรัมกรดแกลลิคตอน้ําหนักของตัวอยาง 100 กรัม (mg gallic acid equivalent (GA)/100 g ของตวั อยาง) ปริมาณสารประกอบฟนอลิกท้ังหมดและกิจกรรมการเปน สารตา นอนมุ ูลอิสระ 2.3 การวิเคราะหความสามารถในการเปนสารตาน อนุมูลอิสระ โดยวิธี DPPH radical scavenging activity, การวิเคราะหสารตานอนุมูลอิสระและกิจกรรมตาน DPPH ดัดแปลงวิธีจาก Wu et al., 2006 สารสกัด 1 อนุมูลอิสระของสารสกัดหยาบมันเทศนํามาศึกษาปริมาณ มลิ ลิลิตร เตมิ สารละลาย 2,2-diphenyl-1 picryl-hydrazyl สารประกอบฟนอลกิ ท้ังหมดและความสามารถในการจบั สาร (DPPH) ท่ีมีความเขมขน 0.6 มิลลิโมลาร ปริมาตร 4 อนุมูลอิสระ โดยวิธี DPPH พบวา สารสกัดหยาบมันเทศสี มิลลิลิตร แลวผสมเปนเวลา 15 วินาที ต้ังท้ิงไวในที่มืดท่ี มวงท่ีสกัดดวยตัวทําละลายเอทานอลมีปริมาณสารประกอบ อุณหภูมิหองนาน 3 ชั่วโมง นําไปวัดคาการดูดกลืนแสงท่ี ฟนอลิกทั้งหมดมากกวาสารสกดั หยาบมนั เทศสีเหลอื งที่สกดั ความยาวคล่นื 515 นาโนเมตร โดยคํานวณหาความสามารถ ดวยตัวทําละลายเอทานอลอยางมนี ัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ในการเปนสารตานอนุมูลอิสระเทียบกับกราฟมาตรฐานแลว ความเชื่อม่ันรอยละ 95 (P≤0.05) เทากับ 478.28 และ รายงานผลเปน mg GA/ 100 g ของตัวอยาง 215.28 mg GA/ 100 g ตามลําดับ และ สารสกัดหยาบมัน 3. การวิเคราะหท างสถิติ เทศสีมวงที่สกัดดวยตัวทําละลายโพรพิลีนไกลคอล มี กจิ กรรมตานอนุมูลอิสระมากกวาสารสกดั หยาบมันเทศสมี ว ง วิเคราะหขอมูลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกตา ง ท่ีสกัดดวยตัวทําละลายเอทานอลอยางมีนัยสําคัญ โดยมีคา อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ จากการวิเคราะหความแปรปรวน DPPH เปน 46.35 mg GA/ 100 g และ 34.12 mg GA/ (analysis of variance, ANOVA) และเปรียบเทียบคาเฉลี่ย 100 g ตามลําดับ ซี่งสารพฤกษเคมีของมันเทศพันธุไขและ โดยวธิ ีDuncan’s new multiple range test ท่รี ะดบั ความ กะปแ ทมคี ุณสมบัติในการละลายท่ีแตกตางกนั และสารเคมีท่ี เช่ือม่นั รอ ยละ 95 ใชในการสกดั มคี ณุ สมบัตคิ วามเปนขว้ั ทแี่ ตกตา งกัน โดยสวน ผลและวิจารณผลการทดลอง ใหญส ารประกอบฟนอลิกและสารตา นอนมุ ูลอสิ ระจะละลาย การศกึ ษาวธิ กี ารสกดั สารสําคัญจากมันเทศ ไดดีในตัวทําละลายอินทรียท่ีมีสภาพขั้วสูง และจะละลายได ดีขึน้ เม่อื อณุ หภมู สิ ูงขนึ้ (Walter และ Purcell, 1979) การศึกษาการสกัดสารสําคัญจากมันเทศ 2 สายพันธุ คือ มันเทศพันธุไขและมนั เทศพันธกุ ะปแท ดว ยตวั ทําละลาย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
545 ตารางท่ี 2 การศกึ ษาปริมาณสารประกอบฟนอลกิ ทง้ั หมดและกิจกรรมการเปนสารตานอนมุ ลู อิสระของสารสกดั หยาบมันเทศ Total Phenol content DPPH พันธุ ตวั ทาํ ละลาย (mg GA/100 g) (mg GA/100 g) มันไข เอทานอล 215.28 ± 28.81Bb 44.61 ± 0.04Aa โพรพิลนี ไกลคอล 308.65 ± 3.31Ab 41.64 ± 0.28Bb เอทานอล 478.28 ± 7.01Aa 34.12 ± 0.12Bb กะปแท โพรพิลนี ไกลคอล 412.28 ± 19.84Ba 46.35 ± 0.08Aa หมายเหตุ a, b, c, ….. หมายถึง มีความแตกตางอยา งมนี ัยสาํ คญั ทางสถิติทรี่ ะดบั ความเชอื่ ม่ันรอ ยละ 95 (p≤0.05) สรุปผลการทดลอง Guoquan, L. and G., Qainxin. 2011. Use of sweet การศึกษาการสกัดสารสําคัญจากมันเทศพันธุไขแ ละมนั potato in bread and flour fortification, pp. 407- 416. In V., Preedy, R.R., Watson and V.B., เทศพันธุกะปแท ดวยตัวทําละลาย 2 ชนิด คือ เอทานอล Patel, eds. Flour and breads and their และโพรพิลีนไกลคอล ดวยวิธีการหมัก (Maceration) ท่ี fortification in health and disease prevention. อุณหภูมิหอง พบวามันเทศพันธุกะปแทใหผลผลิตของสาร Academic Press, UK. สกดั หยาบมากกวาพนั ธไุ ขของตวั ทาํ ละลายทงั้ เอทานอลและ โพรพิลีนไกลคอล และพบวา สารสกัดหยาบมันเทศพันธุไข Lim, Y.Y., Lim, T.T. and Tee, J.J. 2007. Antioxidant จากโพรพิลีนไกลคอลและสารสกดั หยาบมนั เทศพันธุกะปแท properties of several tropical fruits: a จากเอทานอลมีปริมาณฟนอลิกท้ังหมดมากที่สุด สวน comparative study. Food Chem. 103: 1003- กิจกรรมการตานอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาบจากมันเทศ 1008. พนั ธกุ ะปแทท่สี กดั ดวยเอทานอลและโพรพลิ ีนไกลคอลมีฤทธ์ิ การตา นอนมุ ูลอิสระมากทีส่ ดุ ซงึ่ สามารถนําไปประยุกตใ ชใ น Mahattanatawee, K., J.A. Manthey, G. Luzio, S.T. การแปรรูปผลิตภัณฑมันเทศและนําไปใชในอุตสาหกรรม Talcott, K. Goodner and E.A. Baldwin. 2006. อาหารเพ่อื สุขภาพของมนุษยและสัตวตอ ไป Total antioxidant activity and fiber content of คาํ ขอบคุณ select Florida-grown tropical fruits. J. Agric. Food Chem. 54: 7355-7363. โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ Martin, F. 2000. “Sweet potato”. Root and Tuber รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดําริโดย Crops Availble http://www.xc.org/: echo/azillus มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภมู ิ /azch3roo.htm, January 19, 2000. เอกสารอา งอิง กรรณิการ กุลยะณี. 2557. มันเทศสีมวง มีดีกวาที่คุณเห็น. Walter, W. and Purcell, A.E. 1979. Evaluation of several methods for analysis of sweet potato วารสารวิทยาลัยดสุ ิตธานี. 8(2): 211-219. phenolics. J. Agri. Food Chem. 27: 942-964. วารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ. 2553. มันพื้นบาน มันเทศ Wu, L.C., Hsu, H.W., Chen, Y.C., Chiu, C.C., Lin, Y.I. หลากสี คลังอาหารเพ่ือสุขภาพ. รุงเรืองสาสนการ and Ho, J.A.A.. 2006. Antioxidant and พิมพ. กรุงเทพฯ. 3/2553. 80 หนา . antiproliferative activities of red pitaya. Food Chem. 95: 319-327. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
546 ปริมาณสารประกอบฟน อลกิ สารประกอบฟลาโวนอยดทั้งหมด และฤทธกิ์ ารตา นอนุมูลอสิ ระ ในขาวสพี นั ธพุ นื้ เมือง 15 สายพันธุ TOTAL PHENOLIC CONTENTS, TOTAL FLAVONOID CONTENTS AND ANTIOXIDANT ACTIVITIES OF LOCAL COLOUR RICE 15 VARIETIES สุจติ รา เจาะจง*, วรรณวภิ า พินธะ, ชยตุ ศรฮี ากณ ู, อินทรธ ชั ว ศรบี ุตต และ วาสนา แผลตติ ะ Sujitar Jorjong*, Wanwipa Pinta, Chayut Sriharnoo, Indhus Sributta and Wassana Phlaetita สาขาวชิ าพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร อําเภอพงั โคน จงั หวัดสกลนคร 47160 Division of Plant Science, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิก สารประกอบฟลาโวนอยดท้ังหมด และฤทธิ์การตาน อนุมูลอิสระในขาวสีพันธุพื้นเมืองในเขตภาคอีสานตอนบน เพ่ือหาสายพันธุท่ีมีศักยภาพ พัฒนาสูการใชประโยชนในอนาคต โดยนําขาวสีพันธุพื้นเมือง จํานวน 15 สายพันธุ ปลูกในพ้ืนที่แปลงนาคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (Completely Randomized Design) นํามาวิเคราะห องคป ระกอบทางเคมี และฤทธิก์ ารตานอนุมลู อสิ ระ พบวาปริมาณสารประกอบฟนอลิกทั้งหมดพบในชวง 85.97–310.87 mg GAE/100g นํ้าหนักแหง มีปริมาณสูงสุดในขาวพันธุหลอกแขก เทากับ 310.87 mg GAE/100g นํ้าหนักแหง ปริมาณ สารประกอบฟลาโวนอยดท้ังหมด พบในชวง 19.63 – 132.83 mg CE/100g มีปริมาณสูงสุดในขาวพันธุเมล็ดฝาย เทากับ 132.83 mg CE/100g นา้ํ หนักแหง สว นฤทธกิ์ ารตา นอนมุ ลู อสิ ระ พบในชวง 77.29 - 98.06 เปอรเ ซน็ ต ขา วเหนยี วแดงมีฤทธิ์ ตานอนุมูลอิสระสูงสุด 98.06 เปอรเซ็นต จะเห็นไดวาขาวพ้ืนเมืองเปนแหลงความหลากหลายทางชีวภาพ อุดมไปดวยสาร กลุมฟนอลิกและสารตานอนุมูลอิสระแลวยังเปนแหลงพันธุกรรมท่ีสําคัญสามารถนํามาใชประโยชนในดานการปรับปรุงพันธุ ขา วตอ ไปในอนาคต Abstract This study was conducted to analyze the total phenolic contents, total flavonoid contents and antioxidant activity of pigmented rice landraces in upper Northeast Thailand in order to seek for the landraces of high potential to be developed for use in the future. A total of 15 pigmented rice landraces were planted in the rice fields of the Faculty of Natural Resources of Rajamangala University of Technology Isan (RMUTI) Sakon Nakhon Campus, Sakon Nakhon, Thailand. This study was arranged in a completely randomized design. At a given timepoint, rice plants were determined for the chemical composition and antioxidant activity. The results revealed that the total phenolic contents range from 85.97–310.87 mg GAE/100 g dry weight (DW) with the highest value seen in Lohk Khaek. The total flavonoid contents were in a range of 19.63 – 132.83 mg CE/100 g DW with the maximum content detected in Maled Phai. The antioxidant activity of the studied rice landraces was in a range of 77.29 - 98.06 % with the highest activity observed in Niew Daeng. The indigenous rice as a source of biodiversity with phenolic compounds, antioxidants and is also a major source of genetic inheritance can be used on rice breeding program in the future. คาํ สาํ คัญ: ขา วพน้ื เมือง ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม ปริมาณสารประกอบฟนอลกิ ทงั้ หมด ปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยดทั้งหมด สารตาน อนุมลู อิสระ Keywords: indigenous rice, genetic diversity, total phenolic contents, total flavonoid contents, antioxidants *ติดตอ นักวิจัย: สุจติ รา เจาะจง (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Sujitar Jorjong (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
547 บทนํา วธิ ีการศึกษา ประเทศไทยเปนศูนยกลางความหลากหลายทาง 1. การวางแผนการทดลอง พันธุกรรมขาว ซ่ึงอดีตที่ผานมามีการปลูกขาวหลากหลาย ขาวพันธุพื้นเมืองที่ใชในการทดลองจํานวน 15 สาย กวา 20,000 สายพันธุ ในจํานวนน้ีพบวาขาวพันธุพ้ืนเมืองมี พั น ธุ โ ด ย ว า ง แ ผ น ก า ร ท ด ล อ ง แ บ บ Completely ความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงที่สุด ความแปรปรวน Randomized Design (CRD) จํานวน 3 ซา้ํ ภายในลักษณะตางๆ ที่พบในพันธุพื้นเมือง เปนผลมาจาก 2. วิธีการสกัดตวั อยาง การปรับตัวทเี่ ฉพาะเจาะจงตอ สภาพแวดลอมในทองถิ่นนั้นๆ และรวมไปถึงคณุ ภาพอ่นื ๆ ทถ่ี ูกคดั เลือกไวใ นชมุ ชน (Power เพ่ือวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด และ and McSorley, 2000) จากความแปรปรวนทางพันธุกรรม สารประกอบฟนอลกิ ทั้งหมด ดดั แปลงวธิ ีของ Oszmianski ของขาวพ้ืนเมือง นาจะมีคุณสมบัติหรือลักษณะอื่นๆ ท่ีเปน et. al. (2009) โดยแกะเปลือกเมล็ดขาวท้ัง 15 สายพันธุ ประโยชน เชน คณุ คา ทางโภชนาการทน่ี าจะพบในพนั ธกุ รรม แลวนําไปบดใหละเอียด กรองดวยตะแกรงรอนขนาด 35 ขาวพื้นเมือง (วราภรณ กันทะวงค และคณะ, 2558) สิ่งบง mesh แลวช่ังตัวอยางขาว 1 g เติม methanol 6 ml บอกความหลากหลายทางชีวภาพของขาวอีกอยาหน่ึงคือ จากนั้นนําไปสกัดดวยเคร่ือง Ultrasonic ท่ีอุณหภูมิ 37 ๐C รงควัตถุ มีความสําคญั ทาํ ใหเ กิดสีในพชื แบง ออกเปน 3 กลุม เปนเวลา 20 นาที แลวนํามาปนเหวี่ยงดวยเ ครื่อ ง ใหญๆ ไดแก คลอโรฟลด (chlorophyll) ใหสีเขียว แคโรที centrifuge ที่ความเร็ว 19,000 รอบตอนาที เปนเวลา 10 นอยด (carotennoid) มีสีเหลืองจนถึงแดง และฟลาโว นาที แยกเอาสวนท่ีใสกรองดวยกระดาษกรองขนาด 0.45 นอยด (flavonoid) โดยมีรงควัตถุท่ีสําคัญคือ แอนโทไซยา µm กอนนาํ ไปวเิ คราะห นิน (anthocyanin) มีตั้งแตสีแดงจนถึงมวง หรือสีนํ้าเงิน 3. การวิเคราะหปริมาณของสารประกอบฟนอลิกท้ังหมด สวนใหญเปนขาวพันธุพ้ืนเมืองที่ปลูกโดยท่ัวไป ในทุกภาค (Total Phenolic Content) ข อ งป ร ะ เ ทศ ไ ทย โ ด ย เ ฉ พา ะ ภ า ค เ ห นื อ แ ล ะ ภ า ค ตะวันออกเฉียงเหนือ ความหลากหลายทางพันธุกรรมของ ตรวจวัดโดยใชวิธี Folin-Ciocalteau assay ตามวิธีการ ขาวพื้นเมือง แสดงถึงลักษณะที่ดีหลายประการ เชน ความ ข อ ง Singlaton แ ล ะ Rossi (1965) โ ด ย ก า ร เ ต รี ย ม ตานทานโรคและแมลง ความทนทานตอสภาพแวดลอม สารละลายมาตรฐาน Gallic acid จํานวน 10 ความเขมขน คุณภาพเมล็ดและผลผลิต คุณคาทางโภชนาการสูง ปองกัน ( 1,000, 500, 250, 125, 62.5, 31.25, 15.63, 7.81, 3.91 และรักษาโรคบางชนิดได ขาวพันธุพื้นเมืองตางสายพันธุกัน และ 1.95 ppm.) ความเขมขนละ 10 ml ใช methanol จะมีคุณคาทางโภชนาการหรือมีสารอาหารท่ีเปนประโยชน เปนตัวทําละลาย วิธีการทดสอบโดยการเติมตัวอยาง/ แตกตางกันออกไป (ฉวีวรรณ วุฒิญาโณ, 2543) ส า ร ล ะ ล า ย ม า ต ร ฐ า น (gallic acid) 0.1 ml, Folin- Ciocalteau 0.5 ml และ น้ํากลั่น 1 ml นําไปบมในที่มืดท่ี อยางไรก็ตาม ปจจุบันความหลากหลายของพันธุขาว อุณหภมู หิ อ ง 6 นาที หลงั จากนั้นเติม Na2CO3 ความเขมขน พ้ืนเมืองไดลดลง เนื่องมาจากการเปล่ียนแปลงของ 7 % จํานวน 1.5 ml นําไปบมท่ีมืดท่ีอุณหภูมิหอง 90 นาที สภาพแวดลอม และการที่เกษตรกรนิยมใชขาวพันธุดีปลูก จากนนั้ วดั คา ดดู กลืนแสงที่ 760 nm แทนพันธุพื้นเมือง ดังน้ันการศึกษาในครงั้ น้ีจงึ มีวัตถุประสงค เพ่ือวิเคราะหหาปริมาณสารประกอบฟนอลิกท้ังหมด (total การคาํ นวณ นาํ คา ดูดกลืนแสงของสารละลายมาตรฐาน phenolic contents) สารประกอบฟลาโวนอยดท้ังหมด Gallic acid มาสรางกราฟความสัมพันธระหวาคาดูดกลืน (total flavonoid contents) และฤทธิ์การตานอนุมูลอสิ ระ แสงกับความเขมขนที่ระดับตางๆ และหาความสัมพันธของ (antioxidant activities) ของขาวสีพื้นเมือง 15 สายพันธุ สมการในการคํานวณหาปริมาณสารประกอบฟนอลิก ที่มาจากการรวบรวมสายพันธุ และนํามาปลูกในแปลงนา ทัง้ หมด จากกราฟแสดงเสน ตรงทีไ่ ดดังนี้ สาขาวิชาพชื ศาสตร เพ่ือหาสายพนั ธทุ ่ีมีศักยภาพเปนขอ มลู พ้นื ฐานในการปรบั ปรงุ พนั ธุ และ พัฒนาสกู ารใชป ระโยชนใ น y = mx + c ดานอื่นตอ ไป x = (y-c)/m โดย x คือ ความเขม ขน ของสสารละลายตวั อยาง y คือ คา การดดู กลืนแสงของสารละลายตวั อยา ง โดยคา y = OD sample – OD blank m คอื คาความชันของกราฟ c คือ คาจุดตดั แกน y การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
548 นาํ คา ตา งๆ แทนในสมการ แลวคาํ นวณหาปรมิ าณ เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉล่ียดวยวิธี LSD โดยใช สารประกอบฟน อลกิ ทัง้ หมดของตวั อยา งรายงานผลเปน mg โปรแกรมสําเรจ็ รูป GAE/100 g นํ้าหนักแหง ผลการศึกษา 4. การวิเคราะหปริมาณของสารฟลาโวนอยดท้ังหมด 1. ปริมาณของสารประกอบฟนอลิกท้ังหมด (Total (Total Flavonoid Content) Phenolic Content) โดยใช catechin เปนสารมาตรฐาน เตรียม stock จากการทดลองหาปริมาณสารฟนอลิกทั้งหมดในขาวสี standard solutions จํานวน 10 ความเขมขน (1,000, 500, พ้ืนเมืองจํานวน 15 สายพันธุ แทนคาในสมการเสนตรง 250, 125, 62.5, 31.25, 15.63, 7.81, 3.91 แ ล ะ 1.95 y=0.0024x+0.035 คา R2=0.9996 ท่ีมาจากนําสาร ppm.) ความเขมขนละ 10 ml ใช methanol เปนตัวทํา มาตรฐาน Gallic acid มาสรางกราฟความสัมพนั ธระหวาคา ละลาย เติมตัวอยาง/สารละลายมาตรฐาน (catechin) 0.5 ดูดกลืนแสงกับความเขม ขน ที่ระดบั ตางๆ (ภาพที่ 1 ก ) แลว ml ใน น้ํากล่ัน 2.25 ml และ NaOH ความเขมขน 5% คํานวณหาปริมาณสารประกอบฟนอลิกทั้งหมดดังแสดงใน จํานวน 0.15 ml นําไปบมในท่ีมืดท่ีอุณหภูมิหอง 6 นาที ตารางท่ี1 พบวาปริมาณสารประกอบฟนอลิกท้ังหมด ท้ัง15 แลวเติม AlCl3 ความเขมขน 5 % จํานวน 0.3 ml นําไปบม สายพันธุมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติ ในท่ีมืดท่ีอุณหภูมิหอ ง 5 นาทีเติม NaOH ความเขมขน 1 โม (P≤0.01) ปริมาณสารประกอบฟนอลิกทั้งหมดอยูในชวง ลาร จํานวน 1 ml นาํ ไปวดั คา ดูดกลนื แสงที่ 510 nm 85.97–310.87 mg GAE /100g นํา้ หนักแหง โดยสายพนั ธุที่ 5. ทดสอบฤทธิ์การตา นอนุมลู อสิ ระ โดยวิธี DPPH มปี ริมาณสารประกอบฟน อลิกท้ังหมดสูงทสี่ ดุ คอื พันธหุ ลอก แขก (No.236) เปนขาวกลุมสีแดง (ภาพท่ี 2) รองลงมาคือ ทดสอบฤทธิ์การตานอนุมูลอิสระของสารสกัดจาก สายพันธุเมล็ดฝาย (No.200) และแดงสกลนคร (No.255) ตัวอยางดวยสาร 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) ซ่ึงมีปริมาณสารฟนอลิกท้ังหมดเทากับ 310.87, 264.56 ตามวิธีของ Akowuah, Ismail, Norhayati, และ Sadikul และ 248.62 mg GAE/100g นํ้าหนักแหง ตามลําดับ สวน (2005) โดยการเตรียมสารละลาย DPPH ใน methanol ให พันธุที่มีปริมาณนอยที่สุดคือ พันธุไรซเบอรร่ี (No.91) เปน มีความเขมขน 0.2 มิลลิโมลาร ปริมาณ 50 ml โดยช่ัง กลุมขาวสีดาํ ซึ่งมีปริมาณฟนอลกิ ทงั้ หมดเทากบั 85.97 mg นาํ้ หนัก DPPH 0.0039 กรัม ละลายดว ย methanol จากนนั้ GAE/100g นํ้าหนักแหง เนื่องจากปริมาณสารสําคญั ที่พบใน กวนตอเนอ่ื งเปน เวลา 30 นาที แลวปรับปรมิ าตรเปน 50 ml พืชมีลักษณะทางพันธุกรรม สภาพแวดลอม การจัดการดแู ล เตรียมตัวอยางโดยเจือจางตัวอยางท่ีจะทําการทดลอง 15 รักษากอนการเก็บเกี่ยวตลอดจนวิทยาการหลงั การเก็บเกยี่ ว เทา โดยใช methanol เปนตัวทําละลาย ทดสอบโดยใช และวิธีการแปรรูปมีบทบาทสําคัญตอปริมาณสารออกฤทธิ์ ตัวอยาง 1.5 ml เติม DPPH 1.5 ml นําไปบมในที่มืดที่ ทางชีวภาพบางชนดิ ในขาว อุณหภูมิหอง 1 ชั่วโมง จากน้ันวัดคาดูดกลนื แสงท่ี 520 nm 2. ปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยดทั้งหมด (Total แ ล ว คํ า น ว ณ ห า ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ก า ร ต า น อ นุ มู ล อิ ส ร ะ Flavonoid Content) (%scavenging) โดยใชสูตรดงั นี้ Scavenging (%) = (Acontrol - Atest) x 100 จากการวิเคราะหปริมาณฟลาโวนอยดทั้งหมดในขาวสี พื้ น เ มื อ ง 15 ส า ย พั น ธุ แ ทน ค า ใน ส มก ารเสนตรง Acontrol y=0.0032x+0.1694 คา R2=0.9947 (ภาพท่ี 1 ข) พบวา มี Acontrol = คาการดูดกลืนแสงของสารละลาย DPPH ปริมาณฟลาโวนอยดทั้งหมดอยูในชวง 19.63 – 132.83 mg CE/100g นา้ํ หนกั แหง (ตารางที่ 1) ซง่ึ สายพันธุที่มีปริมาณฟ ทไี่ มไดเตมิ ตวั อยาง ลาโวนอยดทั้งหมดสูงสุดคือ สายพันธุเมล็ดฝาย (No.200) Atest = คาการดูดกลนื แสงของตัวอยางหลงั ทาํ (ภาพที่ 3) รองลงมาคือสายพันธุก่ําเกล้ียง (No.19) ซ่ึงมี ปริมาณสารฟลาโวนอยดท้ังหมดเทากับ 132.83 และ ปฏิกิริยากับสารละลาย DPPH 108.04 mg CE/100g นา้ํ หนกั แหง สวนสายพนั ธุเหนยี วแดง 6. การวิเคราะหขอ มูล (No.280) มีปริมาณสารฟลาโวนอยดทั้งหมดตํ่าท่ีสุดคือ 19.63 mg CE/100g น้ําหนักแหง วิ เ ค ร า ะ ห ผ ล ข อ มู ล ท่ี ไ ด จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ป ริ ม า ณ 3. ฤทธกิ์ ารยับยัง้ อนมุ ูลอสิ ระ สารประกอบฟนอลิก ปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด ทั้งหมด และฤทธิ์การตานอนุมูลอิสระ โดยวิเคราะหความ การทดสอบฤทธิ์การยับยั้งอนุมูลอิสระในขาว พบวา แ ป ร ป ร ว น One-Way Analysis of Variance (ANOVA) ขาวสีพื้นเมืองท้ัง 15 สายพันธุมีความสามารถในการยับย้ัง การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
549 อยูระหวาง 77.29-98.06% (ตารางท่ี1) สายพันธุท่ีมี กรัมนํ้าหนักแหง สวนในขาวกลองงอกพบสูงสุดในขาวขาว ความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระสูงสุด 2 อันดับแรก เหนียวดํามีปริมาณฟนอลิกรวมเทากับ 36±0.05 มิลลิกรัม เปนสายพันธุขาวสแี ดง ไดแก ขาวเหนียวแดง (No.90 ยับยั้ง เทียบเทา gallic acid ตอ 100 กรัมนํ้าหนักแหง และในขาว อนุมูลอิสระได 98.06 %) (ภาพที่4 ) ขาวเหนียวแดง กลองพบวา มีปริมาณสารฟนอลิกสูงสุดในขาวหอมแดง ใน (No.280) ยับยั้งอนุมูลอิสระได 96.78% สวนสายพันธุที่มี ปริมาณ 85±0.04 มิลลิกรัม เทียบเทา gallic acid ตอ 100 ความสามารถในการยับย้ังไดนอยที่สุดคือ ไรซเบอรรรี่ กรัมน้ําหนักแหง จากการทดลองพบวาปริมาณสาร (No.91) ประกอบฟนอลิกท้ังหมด ทัง้ 15 สายพนั ธุม ีความแตกตางกัน สรุปผล อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ เน่ืองจากปริมาณสารสําคัญท่ีพบ ในพชื ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม สภาพแวดลอม การจัดการดูแล จากการศึกษาองคประกอบทางเคมีและฤทธิ์การตาน รักษากอนการเก็บเกยี่ วตลอดจนวิทยาการหลังการเก็บเกยี่ ว อนุมูลอิสระในขา วสพี ันธพุ ้ืนเมอื งทไ่ี ดจากการรวบรวมในเขต และวิธีการแปรรูปมีบทบาทสําคัญตอปริมาณสารออกฤทธิ์ พื้ น ท่ี อี ส า น ต อ น บ น แ ล ว นํ า ม า ป ลู ก ใ น แ ป ล ง น า ค ณ ะ ทางชวี ภาพบางชนดิ ในขาว ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จากนั้นนํามาวิเคราะหองคประกอบทาง ป จ จุ บั น ไ ด มี ก า ร แ ย ก ฟ ล า โ ว น อ ย ด อ อ ก จ า ก พื ช ไ ด เคมีจาํ นวน 15 สายพนั ธุ สรุปไดว า มากกวา 9,000 ชนิด ฟลาโวนอยดในธรรมชาติจะอยูในรูป 1. ปริมาณสารประกอบฟนอลิกทั้งหมดพบในชวง 85.97– ของไกลโคไซดการรับประทานพืชผักและผลไมถือเปนการ 310.87 mg GAE /100g นํ้าหนักแหง พบปริมาณสูงสุดใน รับฟลาโวนอยดจากธรรมชาติ ฟลาโวนอยดมีสรรพคณุ หลาย ขาว No.249 สายพันธุหลอกแขก (398.34 mg GAE/100g ดาน เชน ฤทธ์ิตานมะเร็ง โรคหัวใจและระบบไหลเวียนของ น้ําหนกั แหง ) เปน ขาวสีแดง โลหิต ปองกันการเกิดโรคเบาหวาน และโรคสมองเสื่อมท้ัง 2. ปริมาณสารสารประกอบฟลาโวนอยดรวมพบ ในชวง ความจําและการเคล่ือนไหว (ฉันทนา อารมณด,ี 2556) จาก 19.63 – 132.83 mg CE/100g นํ้าหนักแหง พบปริมาณ การวิเคราะหปริมาณฟลาโวนอยดทั้งหมดในขาวสีพ้ืนเมือง สูงสุดในขาวพันธุเมล็ดฝาย (No.48) เปนขาวสีดํามีปริมาณ 15 สายพนั ธุ พบวา สายพันธเุ มลด็ ฝา ยมปี รมิ าณฟลาโวนอยด เทากบั 132.83 mg CE/100g ท้ังหมดสูงสุดคือ 132.83 mg CE/100g นํ้าหนักแหง ซึ่งเปน 3. ฤทธิ์การยับย้ังอนุมูลอิสระพบ ในชวง 77.29 - 98.06 % ขา วสดี ํา Choi et. al. (2007) และ Shen et. al. (2009) ได ขาวสายพันธุเหนียวแดง (No.90) ซ่ึงเปนขาวสีแดง มีฤทธ์ิ ร า ย ง า น ถึ ง ค ว า ม ห ล า ก ห ล า ย ข อ ง ส า ร ฟ น อ ล ท่ี เ ป น การยบั ย้งั อนมุ ูลอิสระมากทีส่ ดุ องคประกอบฟลาโวนอยดและความสามารถในการตาน 4. ขาวทุกสายพันธุมีศักยภาพและสามารถใชเปนฐานขอมูล อนมุ ูลอสิ ระในธญั พชื ชนดิ ตา งๆ เชน ขา วท่มี สี ดี าํ สีนา้ํ ตาล สี ในการปรับปรงุ พันธุแ ละพฒั นาสูการใชป ระโยชนในดา นอ่ืนๆ ขาว และขา วฟา งสแี ดง โดยแอนโทไซยานิน(anthocyanins) ไดเ ชน เดยี วกัน เปนฟลาโวนอยดกลุมที่พบมากในธัญพืชที่มีสี โดยเฉพาะ อภปิ รายผล cyanidin-3 - D-β-glucoside แ ล ะ peonidin-3 - D-β- glucoside ซ่ึงขาวกลุมที่มีสีดํา-แดง จะมีปริมาณฟลาโว สารประกอบฟนอลิก (phenolic compounds) หรือ นอยดและฟนอลทีเ่ ปนองคประกอบในปริมาณท่ีมากกวาขาว สารประกอบฟนอล เปนสารที่พบตามธรรมชาติในพืชหลาย ขาวหรอื ขา วทีไ่ มม สี ี เน่ืองจากรงควตั ถุที่ทาํ ใหเกิดสใี นเย่ือหุม ชนิด เชน ผัก ผลไม เครื่องเทศ สมุนไพร ถ่ัวเมล็ดแหง เมลด็ เมล็ดขาวเปนสารในกลุมของฟลาโวนอยดและฟนอลจึงพบ ธัญพืช ซึ่งถูกสรางขึ้นเพื่อประโยชนในการเจริญเติบโต มากในกลุม ของขาวสีดาํ สารประกอบฟนอล มีสรรพคุณท่ีดีตอสุขภาพคือ มีสมบัติ เปนสารตานอนุมูลิสระ (antioxidant) ปริมาณโดยเฉล่ียที่ โดยทั่วไปแลวเมล็ดขาวที่มีเม็ดสีจะมีความสามารถใน คนไดรับตอวันอยูในชวงต้ังแต 20 มิลลิกรัม–1 กรัม (พิมพ การยับย้ังอนุมูลอิสระไดสูงกวาขาวที่ไมมีสี (Vichapong et. เพ็ญ พรเฉลิมพงศ และ นิธิยารัตนาปนนท, 2559) จากการ al., 2010 Shen et. al., 2009) จากรายงานการวิจัยของ ทดลองพบวาปริมาณสารประกอบฟนอลิกรวมมีปริมาณ สุภาภรณ ญะเมืองมอญ และชนากานต เทโบลต พรมอุทัย สูงสุดคือ 310.87 mg/100g นํ้าหนักแหง ซึ่งสอดคลองกับ (2559) ไดทําการประเมินความแปรปรวนของผลผลิต จาก การทดลองของ ปวีณา รัตนเสนา และประภัสสน บุษหม่ัน ปริมาณแอนโทไซยานิน ซ่ึงเปนสารในกลุมของสารฟลาโว- (2556) รายงานวา ในขาวเหนียว ขาวหอมมะลิ ขาวเหนียว นอยด กับความสามารถในการตานอนุมลู อิสระในขาวเหนยี ว ดําและขาวหอมแดง มีปริมาณฟนอลิกท้ังหมดมีปริมาณ ก่ําพันธุพ้ืนเมือง 19 พันธุ พบวา มีความแตกตางของ สูงสดุ คือ 142±1.10 มลิ ลิกรัมเทียบเทา gallic acid ตอ 100 ความสามารถในการตานอนุมูลอิสระระหวางขาวเหนียวกํ่า ทั้ง 19 พันธุ จากการทดลอง ขาวท่มี เี ย่ือหุม เมล็ดสีแดงมีฤทธิ์ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
550 การยับย้ังอนุมูลอิสระสงู ที่สดุ ในขา วสายพันธุขาวเหนียวแดง เปล่ียนแปลงขององคประกอบทางชีวภาพที่จะสงผลตอ ซึ่งสามารถยับย้ังอนุมูลอิสระไดถึง 98.06% Pereira-Caro ความสามารถในการตานอนุมูลอิสระแตกตางกันในขาวแต et. al. (2013) รายงานวาแอนโทไซยานินทําใหเกิดสีดําใน ละพันธุดวย (สุภาภรณ ญะเมืองมอญ และชนากานต เท ขาวเหนียวกํา่ แตอ าจจะไมใ ชอ งคประกอบหลกั ของสารออก โบลต พรมอุทัย, 2559) จึงเปนอีกสาเหตุหน่ึงที่ทําใหขาวสี ฤทธิ์ทางชีวภาพเพียงตวั เดียวในการตานอนุมูลอิสระที่พบใน แดงมีฤทธิ์ในการยับยั้งอนุมูลอิสระสูงกวาขาวสีดําบางสาย ขาวเหนียวกํ่าที่เปนขาวกลอง นาจะมีสารชนิดอื่นๆ ที่ออก พนั ธุ จะเห็นไดวานอกจากขา วพื้นเมืองจะมีความหลากหลาย ฤทธ์ิในการตานอนุมูลอิสระอีกที่มีบทบาทสําคัญและทํา ทางชีวภาพ เปนแหลงของสารอาหาร อุดมไปดวย หนาท่ีรวมกัน สารตานอนุมูลอิสระอ่ืนๆ ที่พบในขาวที่มีสี คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เสนใยอาหาร สารกา ไดแก ฟลาโวน ฟลาโวนอยด แคโรทีนอยด แกมมาโอไรซา บา และสารกลุมฟนอลิกสงู แลว (สําราญ พิมราช และคณะ, นอล เปนตน ซึ่งสารท่ีออกฤทธิ์ทางชีวภาพในการตานอนุมลู 2558) ยังเปนแหลงพันธุกรรมที่สําคัญสามารถนํามาใช อิสระในขาวแตละกลุมพันธุ อาจจะมีความเหมือนหรือ ประโยชนในดานการปรับปรุงพันธขุ า วตอ ไปในอนาคต (พิชัย แตกตางกันก็เปนไปได นอกจากน้ีปจจัยภายนอกอื่น ๆ เชน บุตรสีภมู ิ และอนุพงศ วงคตาม,ี 2560) สภาพและอายุการเก็บรักษาก็อาจสงผลทาใหเกิดความ ตารางที่ 1 แสดงผลการวิเคราะหปรมิ าณสารสาํ คัญในขาวสีพ้ืนเมอื ง คดั เลือก 15 สายพันธุ TPC (mg TFC (mg CE/100g DPPH No. สายพนั ธุ ชนิดขาว สี GAE/100g DW) DW) (%) 96.02 bc No.3 กลํา่ เฟอ ง เหนยี ว ดํา 110.69 g 92.36 cd 94.17 f No.19 ก่าํ เกลยี้ ง เหนียว ดาํ 159.01 de 108.04 b 94.98 de No.82 มะลดิ าํ เจา ดํา 183.36 c 82.00 d 94.62 ef No.86 เหนียวมะลิแดง เหนยี ว แดง 162.27 c-e 26.66 jk 98.06 a No.90 เหนียวแดง เหนยี ว แดง 174.70 cd 34.12 ij 77.29 k No.91 ไรซเบอรร ่ี เจา ดาํ 85.97 h 55.02 fg 87.56 j No.200 เมลด็ ฝาย เจา ดํา 264.56 b 132.83 a 95.75 cd No.236 หลอกแขก เจา แดง 310.87 a 61.42 e-g 93.26 g No.255 แดงสกลนคร เหนยี ว แดง 248.62 b 49.56 gh 94.84 ef No.262 กา่ํ ลืมผัว เหนยี ว ดาํ 130.90 fg 42.60 hi 91.59 h No.264 หอมมะลิแดง เจา แดง 173.32 cd 67.82 e 94.21 ef No.266 มะลดิ าํ เจา ดาํ 163.65 cd 98.95 bc 90.32 i No.267 กํ่า เหนยี ว ดาํ 132.91 f 80.50 d 96.79 b No.280 เหนียวแดง เหนียว แดง 141.57 ef 19.63 k 96.26 bc No.283 หอมภูเขียว เหนียว ดํา 169.55 cd 64.43 ef 93.05 เฉล่ีย 174.13 67.73 77.29 นอ ยทสี่ ุด 85.97 19.63 98.06 มากทส่ี ุด 310.87 132.83 ** F - Test ** ** 0.51 CV% 7.36 10.83 หมายเหตุ ** = มีความแตกตางทางสถิติ ทรี่ ะดบั ความเช่อื มนั่ 99% (p<0.01) ± = คาเบยี่ งเบนมาตรฐาน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
551 Gallic ก 1.2 Catechin ข y = 0.0032x + 0.1694 3.000 y = 0.0024x + 0.0535 1 R² = 0.9947 250 300 2.500 R² = 0.9996 0.8 2.000 1.500 200 400 600 800 1000 1200 0.6 1.000 0.500 conc.(ppm.) 0.4 คา ูดดกลืนแสง0.000 คา ูดดกลืนแสง 0.2 0 0 ภาพท่ี 1 กราฟมาตรฐาน (ก) ปรมิ าณฟน อลกิ ทัง้ หมด 0 50 100 150 200 conc.(ppm.) (ข) ปริมาณฟลาโวนอยดท ้ังหมด ภาพที่ 2 No. 236 หลอกแขก ภาพท่ี 3 No.200 เมล็ดฝา ย ภาพท่ี 4 No.90 เหนียวแดง กติ ตกิ รรมประกาศ เอกสารอา งองิ งานวิจัยน้ีไดรับงบประมาณจากโครงการอนุรักษ ฉววี รรณ วฒุ ญิ าโณ. 2543. พันธุขาวพ้นื เมืองไทย. เอกสาร พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ วชิ าการ. ศนู ยวจิ ยั ขาวปทมุ ธานี สถาบันวจิ ัยขาว กรม รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจําปงบประมาณ วิชาการเกษตร. พ.ศ.2560 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
552 ฉันทนา อารมณด .ี 2556. เภสชั จลนศาสตรข องฟลาโว free radical-scavenging activity. Food chemistry นอยด. วารสารอาหารและยา คณะเภสชั ศาสตร 93(2): 311-317 มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน . Choi, Y., Jeong, H.S. and Lee, J. 2007. อางโดยนวล อนงค เสมสงั ข, ณกมล แกวลงั การ และวีรพงษ จันทะ ปวีณา รัตนเสนา และประภสั สน บษุ หม่ัน. 2556. กิจกรรม ชยั . มปป. ปรมิ าณฟลาโวนอย สารประกอบฟน อล การตา นอนมุ ลู อสิ ระ สารประกอบฟนอลิกทั้งหมด และ ทง้ั หมดและฤทธิก์ ารตา นอนมุ ลู อสิ ระของสารสกัดจาก ปริมาณกรดแกมมาอะมิโนบิวทิรกิ ในสารสกดั จากขา ว ขา วไทย. ภาควิชาชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตรแ ละ กลองงอกและขาวฮางงอกของไทย. บทความวิจัย : เทคโนโลยี. มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชยี งใหม. วารสารวทิ ยาศาสตร มศว. ปท่ี 29 ฉบับที่ 1. Pereira-Caro, G., G. Cros, T. Yokota and A. Crozier. 2013. อา งโดยสภุ าภรณ ญะเมอื งมอญ และชนากานต พิชัย บุตรสภี มู ิ และอนุพงศ วงคต ามี. 2560. ความ เทโบลต พรมอทุ ยั . 2559. ความแปรปรวนของปริมาณ หลากหลายลกั ษณะทางสัณฐานวทิ ยาและการจัดกลุม แอนโทไซยานนิ และความสามารถในการตา นอนุมลู ความสัมพันธของขา วพ้นื เมืองจากภาคเหนอื ตอนลาง. อิสระของขา วเหนียวกา่ํ พันธพุ ้นื เมอื งของไทย. วารสาร นเรศวรวิจยั ครง้ั ที่ 13: วจิ ยั และนวัตกรรม ขับเคล่ือน เกษตร 32(2). หนา 191 – 199. เศรษฐกิจและสงั คม Power, L.E. and R. McSorley. 2000. อา งโดยพิชยั บุตรสี ภูมิ และอนพุ งศ วงคตามี. 2560. ความหลากหลาย พมิ พเพ็ญ พรเฉลิมพงศ และ นิธยิ า รตั นาปนนท. มปป. ศูนย ลกั ษณะทางสัณฐานวิทยาและการจดั กลมุ ความสมั พันธ เครือขายขอมลู อาหารครบวงจร: สารประกอบฟนอล. ของขา วพ้ืนเมอื งจากภาคเหนือตอนลาง. นเรศวรวิจัย [ระบบออนไลน] . แหลงท่ีมา http://www.foodnet ครัง้ ที่ 13: วิจยั และนวัตกรรม ขับเคล่ือนเศรษฐกจิ และ worksolution.com/wiki/word/2585/phenolic- สงั คม compound. (3 พฤศจกิ ายน 2560) Vichapong, J. Sookserm, M. Srijesdaruk, V. Swatsitang, P. & Srijaranai, S. (2010). อาง วราภรณ กันทะวงค, ศันสนีย จําจด, นรศิ ย้มิ แยม และ ชนา โดยปวณี า รัตนเสนา และ ประภสั สร บษุ หม่ัน. 2555. กานต เทโบลต พรมอุทัย. 2558. ความแปรปรวนของ กจิ กรรมตา นอนุมลู อิสระและปรมิ าณสารประกอบฟ คณุ ภาพการหุงตม ในขาวพนั ธพุ ้ืนเมอื งจากจงั หวัด นอลิกท้ังหมดในขา วกลอ ง ขา วกลอ งงอก และขาวฮางง เชียงใหม เชียงราย และแมฮ อ งสอน. แกนเกษตร 43 อกของขา วไทยบางสายพนั ธุ. การประชมุ วิชาการขาว (4). หนา 687-698. แหงชาติ ครง้ั ท่ี 2. Singleton, V. L. and J. A. Rossi. 1965. “Colorimetry สําราญ พิมราช, สุนันท บุตรศาสตร, ธีระรัตน ชิณแสน และ of Total Phenolics with Phosphomolybdic- ถวลั ย เกตมาลา. 2558. ปรมิ าณกาบาและกิจกรรมตา น Phosphotungstic acid Reagents,” American อนุมูลอิสระของขาวกลอ งงอกพันธุพ น้ื เมือง 5 สายพนั ธ.ุ Journal of Enology and Viticulture. 16 : 144– วารสารเกษตรพระวรณุ . ปท ่ี 12 ฉบบั ที่ 1. 158. Oszmianski, J., Wojdy,A, and Kolniak,J. 2009. Effect สภุ าภรณ ญะเมอื งมอญ และชนากานต เทโบลต พรมอุทยั . of L-ascorbic acid, sugar, pectin and freeze– 2559. ความแปรปรวนของปรมิ าณแอนโทไซยานินและ thaw treatment on polyphenol content of ความสามารถในการตานอนมุ ลู อิสระของขา วเหนยี วก่าํ frozenstrawberries LWT – Food Science and พนั ธพุ ื้นเมืองของไทย. วารสารเกษตร 32(2). หนา 191 Technology 42: 581–586 – 199 Akowuah, Z. Ismail, I. Norhayati, A. Sadikun. 2005. The effects of different extraction solvents of varying polarities on polyphenols of Orthosiphon stamineus and evaluation of the การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
553 เปรยี บเทยี บฤทธติ์ า นอนมุ ูลอสิ ระและปริมาณฟนอลิกรวมของวัชพืช สําหรับการบรโิ ภคในจังหวัดนครศรธี รรมราช COMPARISONS OF ANTIOXIDANT ACTIVITIES AND TOTAL PHENOLIC CONTENT OF WEEDS FOR CONSUMPTION IN NAKHON SI THAMMARAT ประกิต ไชยธาดา*, สนุ ิศา หลาจ,ิ อารยิ า สนุ ทรา และ จฑุ ามาศ ศภุ พนั ธ Prakit Chathada, Sunisa Laji, Ariya Suntara and Juthamas Supapan สาขาวทิ ยาศาสตรท ่วั ไป คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช ตาํ บลทา งิ้ว อาํ เภอเมือง จังหวดั นครศรีธรรมราช 80280 General Science, Faculty of Education, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, Tha-ngiw, Muang, Nakhon Si Thammarat 80280 บทคดั ยอ งานวิจัยน้ีมีวตั ถุประสงค 1) เพ่ือสนองพระราชดํารโิ ครงการอนุรกั ษพ ันธกุ รรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ (อพ.สธ.) และ 2) เพ่ือเปรียบเทียบฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระและปริมาณฟนอลิกรวมของวัชพืชที่นํามาจําหนายเพ่ือการบริโภคในจังหวัด นครศรีธรรมราช ตัวอยางพชื ทีน่ ํามาสกดั มที ั้งหมด 6 ชนิด ไดแ ก หญา ดอกขาว ผกั กระสัง ผกั เสีย้ นผี ผกั ตบชวา ผักหนาม และ ผักเปด โดยสารสกัดหยาบท่ีใชในการศึกษาเตรียมดวยวิธีการสกัดแบบ Soxhlet โดยใชเอทานอลเปนตัวทําละลาย จากการ วิเคราะหปริมาณฟนอลิกรวมดวยวิธี Folin-Ciocalteu colorimetric assay พบวา สารสกัดเอทานอลจากผักหนามมี ปริมาณฟน อลกิ รวมมากท่ีสุด คอื 185.58±8.42 mgGAE/g sample และจากการวิเคราะหฤ ทธ์ติ า นอนุมลู อสิ ระดว ยวิธี DPPH scavenging assay พบวา สารสกัดจากวัชพืชท่ีมคี า IC50 นอยที่สดุ ซง่ึ มีฤทธิ์ยับย้งั อนมุ ลู อิสระไดด ีทีส่ ุด ไดแ ก หญา ดอกขาว มี คา IC50 เทากับ 52.19 ppm ซ่ึงมีคา IC50 นอยกวาสารมาตรฐานวิตามินซีและ Trolox ซ่ึงมีคา IC50 เทากับ 60.68 ppm และ 75.68 ppm ตามลําดบั Abstract The objectives of this research are 1) to fulfill the royal initiative of Plant Genetic Conservation Project under the Royal Intiative of Her Royal Htighness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) and 2) to compare antioxidant activity and total phenolic content of weeds for consumption in Nakhon Si Thammarat. There are six types of plants that are extracted, including Cyanthillium cinereum (L.) H.Rob (Purple-flowered fleabane), Peperomia pellucida (L.) Kunth (Peperomia), Cleome viscosa L. (Asian spider flower), Eichhornia crassipes (Mart.) Solms (Water Hyacinth), Lasia spinosa (L.) Thwaites (Phak nam) and Alternanthera paronichyoides St. Hil (Sessile joyweed). The crude extract used in the study was prepared using the Soxhlet extraction method using ethanol as a solvent. Total phenolic content analysis by Folin-Ciocalteu colorimetric assay found that the ethanol extract from Phak nam had the highest total phenolic content of 185.58 ± 8.42 mgGAE/g sample. The analysis of antioxidant activity by DPPH scavenging assay was found that the extracts from the weeds with the lowest IC50 values, which had the best antioxidant activity, were Purple-flowered fleabane with the IC50 value of 52.19 ppm, which has less IC50 than standard vitamin C and Trolox, which has IC50 equal to 60.68 ppm and 75.68 ppm, respectively. คาํ สําคญั : ปริมาณฟน อลิกรวม, ฤทธติ์ า นอนมุ ูลอสิ ระ, วชั พืชสําหรบั บริโภค Keywords: Total phenolic content, Antioxidant activity, weeds for consumption *ตดิ ตอ นักวิจยั : ประกิต ไชยธาดา (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Prakit Chaithada (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
554 บทนํา ผักเสี้ยนผี ผักตบชวา ผักหนามและผักเปด เพื่อเปนขอมูล อนุมูลอิสระเปนตัวทําลายภูมิคุมกันและเซลลตางๆ ทํา เบอ้ื งตนทางเภสัชวิทยา วิธกี ารวิจยั ใหเกิดการเสื่อมถอยของรางกาย ซ่ึงจะแสดงออกมาใน การเตรยี มตวั อยางพืช รูปแบบของร้ิวรอย การแกกอนวัย และโรคความเสื่อมของ อวัยวะตางๆ หรืออาจกอตัวเปนเนื้อราย หรือ เซลลมะเร็ง นาํ สว นใบของพืชท้ัง 6 ชนิด หนั่ เปนช้นิ เลก็ ๆ แลว นําไป รางกายคนเรามีสารอนุมูลอิสระมาตั้งแตเกิด แตในชวงวัย ตากแดดใหแหง จากน้นั นําไปบดใหละเอียด ช่งั ตัวอยางพืชท่ี เด็กและวัยรุน รางกายยังสามารถกําจัดตัวอนุมูลอิสระไดดี บดละเอียดปริมาณ 50 กรัม หอดวยผาขาวบางแลวนําไป แตเมื่ออายุมากขึ้นหรือรางกายออนแอ มีความเครียด สกัดดวยวิธีการสกัดแบบ Soxhlet โดยใชเอทานอลเปนตัว ภูมิคมุ กันจะไมสามารถตอสกู บั อนมุ ลู อิสระได อนุมูลอสิ ระจงึ ทําละลายจากนั้นนําไประเหยตัวทําละลายออกดวยเคร่ือง ทําลายเยื่อหุมเซลลทําใหเซลลทํางานผิดปกติ (บุหรัน พันธุ Rotary Evaporator สวรรค, 2556) โดยทั่วไปแลวคนเราจะมีกลไกการกําจัด การหาปริมาณฟนอลิกรวม (ดัดแปลงวิธีจาก อรชร ไอ อนุมูลอิสระท่ีเกิดขึ้นในรางกาย โดยสารท่ีเรียกวา สารตาน สนั เทียะ และ กาญจนา วงศก ระจา ง, 2558) อนุมูลอิสระ ซึ่งรางกายสามารถสรางข้ึนเองได แตดวยอายุท่ี มากข้ึน ความเครียด และวิถีชีวิตในปจจุบัน ทําใหสารตาน นําสารสกัดหยาบจากพืชทั้ง 6 ชนิด ความเขมขน 1 อนุมูลอิสระที่รางกายสามารถสรางเองไดลดนอยลง จึงไม mg/ml ปริมาตร 0.5 ml ในหลอดทดลอง เติมสารละลาย เพียงพอตอการตานอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในแตละวัน สาร Folic Ciocalteu’s reagent ปริมาตร 2.5 ml ต้ังไว 5 นาที ตานอนุมูลอิสระนอกจากท่ีรางกายสามารถสรางเองได เติมสารละลาย Na2CO3 ท่ีเตรียมไวใสในหลอดทดลอง แลว รางกายยังสามารถรับสารตานอนุมูลอิสระไดจากการ หลอดละ 2 ml นําหลอดทดลองไปเขยาสารใหเขากันดวย รับประทานผักและผลไมที่มี วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เครื่อง Vortex mixture ตั้งสารไวในที่มืด 1 ช่ัวโมง แลวนํา และเบตา แคโรทีน สวนใหญสามารถพบสารตานอนุมูลอิสระ สารในหลอดทดลองที่ต้งั ไวใ นทม่ี ืดครบ 1 ชวั่ โมงไปวัดคา การ ไดในพืชเกอื บทุกชนิดอาจพบในรูปของสารประกอบฟนอลกิ ดูดกลืนแสงดวยเครื่อง UV-visible spectrophoto meter สารประกอบฟลาโวนอยดหรือสารประกอบอ่ืนๆ ท่ีสามารถ ท่ีความยาวคลื่น 765 nm นําไปคํานวณเทียบกับกราฟ ยับยัง้ อนมุ ลู อิสระได ดังนนั้ ในการทาํ ยารกั ษาโรคสวนใหญจึง มาตรฐานของกรดแกลลกิ ตองมีการใชสารสกัดจากพืชเปนสวนประกอบเพื่อยับย้ัง การหาฤทธิ์ตานอนมุ ลู อสิ ระ (ดดั แปลงวธิ จี าก สุธริ า มณีฉาย อนมุ ูลอสิ ระที่ทาํ ใหเ กดิ โรค (ธัชชัย ตระกูลเลศิ ยศ, 2560) และ ประสบอร รนิ ทอง, 2559) ในทองถิ่นท่ีเราอาศัยอยูนั้นนอกจากจะมีพืชผักผลไม เตรียม 0.3 mM DPPH โดยช่ังสาร 0.0059 g ละลาย ตางๆ ท่ีเปนเอกลักษณประจําทองถิ่นแลว ยังมีพืชประเภท ดวยเมทานอลในบีกเกอรแลวนําไปใสขวดวัดปริมาตรขนาด หนึ่งท่ีมีอยูเปนจํานวนมากและไมมีการใชประโยชนจากพืช 50 ml ปรบั ปริมาตรดวยเมทานอล ประเภทนี้ นั่นก็คือ วัชพืช และจากการศึกษาขอมูลเบ้ืองตน ของวัชพืชบางชนิดพบวามีสรรพคุณทางยา เชน ผักเส้ียนผี เตรียม stock solution โดยช่ังสารสกัดหยาบจากพืช ซึง่ เมื่อนํารากมาผสมกบั เมลด็ สามารถใชเปนยาแกเ ลือดออก ท้ัง 6 ขนิด 0.1 g ใสขวดวัดปริมาตรขนาด 10 ml ปรับ ตามไรฟนได เมล็ดสามารถนํามาตม หรือชงเปนชาใชดื่มชวย ปริมาตรดวยเมทานอล จะไดความเขมขน 10,000 ppm ขับเสมหะได ลําตนใชเปนยาทาภายนอกชวยแกโรคผิวหนัง เตรียมสารสกัดหยาบจากใบโทงเทงท่ีความเขมขน 1,000 ในประเทศจีนและอินเดียใชผักเส้ียนผีเปนสมุนไพร พอกแก ppm, 500 ppm, 200 ppm และ 100 ppm โดยเจือจาง อาการปวดศีรษะและปวดตามขอ หรือบดเกลอื ทาแกอาการ จาก stock solution โดยคํานวณจากสตู ร C1V1 = C2V2 ปวดหลัง ลดอาการหอู ้ือ ดวยการใชใบผกั เสยี้ นผีประมาณ 3 – 4 ใบ มาขย้ีใหพอช้ํา แลวใชอุดหู จะทําใหอาการก็จะดขี ้นึ เตรียมสารละลายกอ นนาํ ไปวัดคาการดูดกลืนแสงโดยป เปน ตน (จารยุ า ขอพลอยกลาง, 2552) เปตตสารตัวอยางปริมาตร 1 ml ในหลอดทดลอง 3 หลอด เติมเมทานอลปริมาตร 0.8 ml และสารละลาย DPPH ดวยเหตุน้ีผูวิจัยจึงอยากทราบวาในผักเสี้ยนผี และ ปริมาตร 0.2 ml ในหลอดทดลอง นําหลอดทดลองไปเขยา วัชพืชอ่ืนๆ ท่ีเราพบเห็นอยูทั่วไปจะมีสารสําคัญที่สามารถ สารใหเขากันดวยเครื่อง Vortex Mixture ต้ังสารไวในท่ีมืด ยับย้ังอนุมูลอิสระไดหรือไม เพ่ือเปนการนําวัชพืชเหลาน้ีมา 1 ชั่วโมง แลวนําไปวัดคาการดูดกลืนแสงดวยเครื่อง UV- ใชใ หเ กดิ ประโยชน โดยผูว ิจัยเลอื กศึกษาปริมาณฟน อลกิ รวม visible spectrophotometer ที่ความยาวคล่ืน 517 nm และฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระ ในสารสกัดจากวัชพืชท่ีมีอยูท่ัวไป นาํ คา การดดู กลืนแสงทค่ี วามเขมขน ตางๆ ไปเขยี นกราฟแลว ในทองถ่ินจํานวน 6 ชนิด ไดแก หญาดอกขาว ผักกระสัง หาคา IC50 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
555 ผลและวจิ ารณผลการวิจัย สกัดแบบ Soxhlet โดยใชเอทานอลเปนตวั ทําละลาย พบวา ในการเตรียมสารสกัดหยาบจากวัชพืชทั้ง 6 ชนิด โดย ตัวอยางพืชที่สามารถสกัดดวยเอทานอลไดดีที่สุดไดแก ผัก กระสงั รองลงมา คือ ผักตบชวา ผกั เส้ียนผี ผกั เปด ผักหนาม หนั่ ตวั อยางพชื เปน ชิ้นเลก็ ๆ นาํ ไปตากแหง แลว บดใหละเอยี ด และหญา ดอกขาว ตามลําดบั ดังแสดงในตารางท่ี 1 แลวจึงนําตัวอยางพืชปริมาณ 50 กรัม ไปสกัดดวยวิธีการ ตารางที่ 1 นา้ํ หนกั พืชตัวอยา ง นํ้าหนักสารสกัดหยาบ และ % yield ของวัชพชื ชนิดตางๆ ชนดิ วัชพชื นาํ้ หนักพชื ตวั อยาง (กรัม) นา้ํ หนกั สารสกัดหยาบ (กรัม) % yield ผกั กระสงั 50.11 10.42 20.79 % ผักตบชวา 50.30 9.72 19.32 % 15.31 % หญา ดอกขาว 50.11 7.67 16.22 % ผักหนาม 50.91 8.26 17.90 % ผักเปด 50.88 9.11 18.13 % ผกั เสยี้ นผี 50.08 9.08 จากการวิเคราะหปริมาณฟนอลิกรวมดวยวิธี Folin- รปู ท่ี 1 กราฟมาตรฐานของกรดแกลลิก Ciocalteu colorimetric assay เ ม่ื อ นํ า ไ ป วั ด ค า ก า ร ดูดกลืนแสงที่ความยาวคล่ืน 765 นาโนเมตร แลวนําไป คํานวณหาคาปรมิ าณฟน อลกิ รวมโดยเปรยี บเทียบกบั กราฟ มาตรฐานกรดแกลลิก ดังรูปท่ี 1 เมื่อนําสารสกัดจากวัชพชื ตางๆ มาวัดคา การดดู กลนื แสงและเทียบกบั กราฟมาตรฐาน พบวา พบวา วัชพืชท่ีมีปริมาณฟนอลิกรวมมากท่ีสุด ไดแก ผักหนาม (185.58±8.42 mgGAE/g sample) รองลงมา คือ หญาดอกขาว (173.77±12.86 mgGAE/g sample), ผักเส้ียนผี (132.54±7.80 mgGAE/g sample), ผักกระสัง (63.24±1.01 mgGAE/g sample), ผักเปด (36.33±0.89 mgGAE/g sample) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า ( 2 4 . 5 3 ±2 . 3 5 mgGAE/g sample) ตามลําดับ ดังตารางที่ 2 ตารางท่ี 2 ปริมาณฟน อลิกรวมของสารสกดั จากวัชพชื ชนิด วัชพืชท่ีมีเปอรเซ็นตการยับย้ังสูงสุด ไดแก ผักเส้ียนผี ตา งๆ ( 9 2 . 4 1 ±1 . 5 4 %) ร อ ง ล ง ม า คื อ ห ญ า ด อ ก ข า ว สารสกัดจากวชั พชื ปริมาณฟน อลิกรวม (91.35±0.39%), ผักหนาม(80.35±0.87%), ผักเปด (mgGAE/g sample) (58.22±3.24%), ผักกระสงั (23.88±3.04%) และผักตบชวา ผกั เปด 36.33±0.89 (19.20±0.20%) ตามลําดับ และเมื่อเปรียบเทียบกับสาร หญาดอกขาว 173.77±12.86 มาตรฐานวติ ามนิ ซีและ Trolox พบวา สารสกดั จากวชั พืชท้ัง ผักหนาม 185.58±8.42 6 ชนิด มีคาเปอรเซ็นตการยับย้ังนอยกวาวิตามินซีและ ผักเสยี้ นผี 132.54±7.80 Trolox ซึ่งมีคาเปอรเซ็นตการยับย้ังเทากับ 96.04±0.14% ผักตบชวา 24.53±2.35 และ 95.83±0.16% ตามลําดับ ดังรูปที่ 2 เมื่อนํากราฟท่ี ผักกระสัง 63.24±1.01 ไดมาคํานวณหาคาความเขมขนของสารท่ีสามารถยับย้ัง อนุมูลอิสระไดรอยละ 50 (Inhibitory concentration) จากการวิเคราะหฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระดวยวิธี DPPH พบวา สารสกัดจากวัชพืชท่ีมีคา IC50 นอยที่สุดซึ่งมีฤทธิ์ Scavenging Assay เม่ือนําไปวัดคาการดูดกลืนแสงท่ีความ ยับย้ังอนุมูลอิสระไดดีที่สุด ไดแก หญาดอกขาว (52.19 ยาวคล่ืน 517 นาโนเมตร แลวนําไปคํานวณหาเปอรเซ็นต ppm)รองลงมา คือ ผักเส้ียนผี (273.52 ppm), ผักหนาม การยับยั้ง พบวา พบวา สารสกัดจากวัชพืชทุกชนิดจะมี (409.07 ppm), ผักเปด (466.16 ppm), ผักกระสัง เปอรเซ็นตการยับย้ังสูงสุดท่ีความเขมขน 1,000 ppm โดย (2,535.19 ppm) และผักตบชวา (4,441.01 ppm) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
556 ตามลําดับ ดังตารางท่ี 3 เม่ือเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน ไดดีกวาวิตามินซีและ Trolox สวนผักกระสังและผักตบชวา วิตามินซีและ Trolox พบวา ไมยราบและหญา ดอกขาวมคี า ซ่ึงมีคา IC50 สูงกวา 1,000 ppm จึงแสดงวาวัชพืชทั้งสอง IC50 นอยกวาวิตามินซีและ Trolox ซ่ึงมีคา IC50 เทากับ ชนิดน้ียับย้ังอนุมูลอิสระไดนอยมากๆหรืออาจถือไดวาไมมี 60.68 ppm และ 75.68 ppm ตามลาํ ดบั (ตารางที่ 4.7) ซง่ึ ฤทธ์ิในการยบั ย้งั อนมุ ลู อสิ ระเลย แสดงวาไมยราบและหญาดอกขาว มีฤทธ์ิยับยั้งอนุมูลอิสระ รอยละการ ัยบ ้ัยงอ ุนมูลอิสระ 120 สารสกัดหยาบจากหญา ดอกขาว 100 สารสกดั หยาบจากผกั เปด 80 สารสกดั หยาบจากผักหนาม 60 สารสกดั หยาบจากผักเส้ยี นผี 40 สารสกัดหยาบจากผักตบชวา 20 สารสกัดหยาบจากผักกระสงั วิตามนิ ซี 0 Trolox 0 200 400 600 800 1000 1200 ความเขม ขน (ppm) รปู ที่ 2 กราฟเปรยี บเทียบรอ ยละของการยับยงั้ อนมุ ลู อสิ ระของสารสกัดหยาบจากวัชพืชทง้ั 6 ชนิด วติ ามนิ ซี และ Trolox ตารางที่ 3 คา IC50 ของสารสกดั จากวชั พืชชนดิ ตางๆ 2556) ในการวดั คาการยบั ยงั้ (IC50) คา IC50 ท่ีมีคา นอ ยท่ีสุด วิตามินซีและ Trolox จะมฤี ทธ์ิในการตานอนุมูลอสิ ระท่ดี ี ซึ่งในการทดลองนี้พบวา สารสกดั จากวชั พชื IC50 (ppm) เปอรเซ็นตการยับยั้งจะแปรผันตรงกับความเขมขนของสาร ผักเปด 466.16 สกดั ทีน่ ํามาทดสอบ จากการศกึ ษาคา IC50 ของสารสกดั จาก หญาดอกขาว 52.19 วัชพืชทั้ง 8 ชนิด ยังพบอีกวามีฤทธ์ิตานอนมุ ูลอิสระท่ีสงู กวา ผักหนาม 409.07 พืชชนิดอ่ืนที่ไดศ กึ ษาจากงานวิจัย เชน งานวจิ ยั ของ (นิภาพร ผกั เสยี้ นผี 273.52 ยลสวัสด,์ิ มณทินี ธีรารักษ และ จาํ รูญ เลาสนิ วัฒนา, 2557) ผักตบชวา 4,441.01 พบวา สารสกัดเอทานอลจากใบออนทุเรียนพันธุกบเจาคุณ ผกั กระสัง 2,535.19 ซึ่งมีความสามารถในการตานอนุมูลอิสระไดดีท่ีสุดมีคา IC50 วิตามินซี 60.68 เทากับ 381.07 ppm จะเห็นไดวาวัชพืชบางชนิด ไดแก Trolox 75.68 ไมยราบ, หญาดอกขาว, โทงเทง และผักเสี้ยนผี ใหผลการ ตานอนุมูลอิสระท่ีดีกวาพืชอื่นบางชนิด และจากผลการวิจัย เม่อื นํากราฟท่ีไดมาคาํ นวณหาคาความเขม ขน ของสารท่ี ยังพบอกี วาวชั พืชทีม่ ปี รมิ าณฟน อลกิ รวมสงู มแี นวโนม ท่ีจะมี สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระไดรอยละ 50 (Inhibitory ฤทธ์ใิ นการยบั ย้ังอนุมลู อสิ ระไดด อี ีกดว ย concentration) พบวาสกัดหยาบจากใบโทงเทงมีคา IC50 สรปุ ผลการวจิ ัย เทากับ 158.11 ppm การวิเคราะหฤทธ์ิตานอนุมูลอิสระ ทดสอบดว ยวิธี DPPH ซ่งึ อนมุ ูล DPPH เปน อนุมูลไนโตรเจน จากการศึกษาปริมาณฟนอลิกรวม และฤทธิ์ตานอนุมูล ท่ีคงตัวมีสีมวงอยูในรูปอนุมูลอยูแลวโดยไมตองทําปฏิกิริยา อิสระในสารสกัดจากวัชพืช 6 ชนิด พบวา ปริมาณฟนอลิก เพื่อใหเกิดอนุมูล อนุมูล DPPH เม่ืออยูในสารละลายจะมีสี รวมในสารสกัดเอทานอล พบมากที่สุดในผักหนาม มวงและเม่ือมีสารตานอนุมูลอิสระใหหรือรับอิเล็กตรอนแก (185.58±8.42 mgGAE/g sample) รองลงมา คือ หญา ดอก อนุมูล DPPH จะไดเปนสารสีเหลือง (บุหรัน พันธุสวรรค, ขาว (173.77±12.86 mgGAE/g sample), ผักเส้ียนผี การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
557 ( 1 3 2 . 5 4 ±7 . 8 0 mgGAE/g sample), ผั ก ก ร ะ สั ง เอกสารอางองิ (63.24±1.01 mgGAE/g sample), ผักเปด (36.33±0.89 ธัชชยั ตระกูลเลศิ ยศ. (2560). สารตานอนุมลู อสิ ระ คอื mgGAE/g sample) แ ล ะ ผั ก ต บ ช ว า ( 2 4 . 5 3 ±2 . 3 5 mgGAE/g sample) ตามลําดับ และการวิเคราะหฤ ทธิ์ตา น อะไรแน. คนเม่อื 11 เมษายน 2561, จากhttp://www อนุมูลอิสระทดสอบดวยวิธี DPPH ซ่ึงในการวัดคาความ .scimath.org/article-biology/item/6903-2017- เขมขนในการยับยั้งอนุมูลอิสระท่ีรอยละ 50 (IC50) โดยคา 05-14-06-44-33 IC50 ที่นอยที่สุดซ่ึงมีฤทธิ์ยับย้ังอนุมูลอิสระไดดีท่ีสุดพบใน นิภาพร ยลสวัสดิ์, มณทินี ธีรารักษ และ จํารูญ เลาสิน หญาดอกขาว (52.19 ppm) รองลงมา คือ ผักเสี้ยนผี วัฒนา. (2557). การประเมินความสามารถในการกําจัด (273.52 ppm), ผักหนาม (409.07 ppm), ผักเปด (466.16 อนุมูลอิสระ และการจับโลหะและปริมาณฟนอลิคจาก ppm), ผักกระสัง (2,535.19 ppm) และผักตบชวา ใบทุเรยี น 10 พนั ธุ. แกน เกษตร, 42 (3), 88-93. (4,441.01 ppm) ตามลําดับ โดยหญาดอกขาวมีคา IC50 บหุ รนั พันธสุ วรรค. (2556). อนมุ ลู อสิ ระสารตา นอนมุ ูล นอยกวาวิตามินซีและ Trolox ซ่ึงมีคา IC50 เทากับ 60.68 อสิ ระและการวิเคราะหฤทธิต์ า นอนมุ ูลอิสระ. วารสาร ppm และ 75.68 ppm ตามลําดับ แสดงใหเห็นวาหญาดอก วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลย,ี 21(3), 275-286. ขาวมีฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระไดดีกวาวิตามินซีและ Trolox สุธิรา มณีฉาย และ ประสบอร รินทอง. (2559). ปรมิ าณ สวนผักกระสังและผักตบชวาซ่ึงมีคา IC50 สูงกวา 1,000 สารประกอบฟนอลกิ และฟลาโวนอยดฤทธิ์ตา นอนมุ ลู ppm แสดงใหเห็นวาวัชพืชท้ังสองชนิดยับย้ังอนุมูลอิสระได อิสระและฤทธิ์ยบั ยัง้ เอนไซมไ ทโรซเิ นสของสารสกดั เม นอยมากหรืออาจถือไดวาไมมีฤทธ์ิในการยับย้ังอนุมูลอิสระ ทานอลจากดอกถ่วั แระและดอกสม ปอย. วารสาร เลย วิทยาศาสตรม หาวทิ ยาลัย ขอนแกน, 44(1), 142-152 คําขอบคุณ อรชร ไอสนั เทยี ะ และ กาญจนา วงศก ระจา ง. (2558). การศกึ ษาระบบตวั ทาํ ละลายของการสกัด โครงการวิจัยนไ้ี ดร บั การสนบั สนนุ จากโครงการอนรุ กั ษ สารประกอบฟน อลิก สารประกอบฟลาโวนอยดแ ละ พนั ธกุ รรมพืชอันเนือ่ งมาจากพระราชดํารฯิ ผวู จิ ยั ฤทธ์ติ า นอนมุ ูลอิสระท่ดี ีทส่ี ดุ จากดอกดาวเรืองสด. ขอขอบคณุ มา ณ ท่ีนด้ี วย วารสารวิชาการวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค, 7, 29-40. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
558 สารสกดั ฟนอลิกจากเหด็ ปา บา นนาสีนวน จงั หวดั มหาสารคาม PHENOLIC EXTRACT OF WILD MUSHROOMS FROM NASRINUAL DISTRICT MAHA SARAKHAM PROVINCE ฒาลิศา ยุวอมรพทิ กั ษ* , ลอื ชัย บุตคุป และ พะงา ยืนยาว ภาควชิ าเทคโนโลยชี วี ภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ต.ขามเรียง อ.กนั ทรวิชยั จ.มหาสารคาม 44150 Biotechnology, Faculty of Technology, Mahasarakham University, Khamrieng, Kantarawichai, Maha Sarakham 44150 บทคัดยอ ภายใตโครงการอนุรักษพ ันธกุ รรมพืชอันเนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ. สธ.) ไดเก็บรวบรวมเห็ดปาบานนาสีนวนซึ่งอยูในความดูแลของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบเห็ดปาทั้งกินไดและไมนิยม รับประทานทั้งส้ิน 25 สายพันธุ เปนเห็ดกินไดและนิยมรับประทานของคนทองถิ่น 22 สายพันธุ และเปนเห็ดที่ไมนิยม รับประทาน 3 สายพันธุ ไดแก เห็ดตีนตุกแก เห็ดหลินจือ เห็ดทรัฟเฟล (Tuber sp.) จุดประสงคของการวิจัยน้ีตองการ วิเคราะหป รมิ าณกรดฟนอลิกจากสารสกัดเห็ดปา เหลานี้เปรียบเทียบกับเห็ดเยื่อไผ (Dictyophora indusiata) พบวาเหด็ ปา กินเหลา นม้ี ปี รมิ าณกรดฟน อลิกหลากหลายชนิด โดยเฉพาะกลุม เหด็ ผึง้ (Boletus sp.) ไดแก เห็ดผ้งึ ขม เห็ดผึ้ง No1 และเหด็ ผึ้ง No2 มีปริมาณสารฟนอลิกทั้งหมดสูงที่สุดอยูในชวง 700-850 mg/100 g เห็ดแหง รองลงมาเปนเห็ดปลวก (ปลวกตาบ และปลวกจิก) เหด็ เผาะ เหด็ ไคล (เห็ดไคลหนา เหลอื ง และเหด็ ไคลหนาเขยี ว) มีปรมิ าณกรดฟนอลิกทงั้ หมดสูงใกลเคยี งกับเห็ด เยอ่ื ไผ (ดอกออ น) ซ่งึ มปี รมิ าณอยูในชวง 300-450 mg/100 g เหด็ แหง Abstract Plant Genetic Conservation Project under the Royal Intiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) has collected wild mushrooms from Bann Nasrinual community forest under Mahasarakham University. Totally 25 species of wild mushrooms that both edible and unfavorable eating mushrooms were found. The most 22 species of mushrooms were edible and 3 species were unfavorable eating. They were Hed Tein-Took-kae, Hed Lingzhi, and truffle (Tuber sp.). The aim of this study was to analyze phenolic acids from mushrooms extract compared with bamboo mushroom (Dictyophora indusiata). It was found that various phenolic acids were found from all of wild mushrooms extract. Especially, the highest value of total phenolic acids at 700-850 mg/100 g dw from the extracts of Boletus sp. as hed-peung-khom, hed-peung-No1 and hed-peung No2. Next, total phenolic acids content between 300-450 mg/100 g dw from Termitomyces sp. (hed-pluak-jig, and hed-pluak-tab), hed-poa, hed-kai (hed-kai- na-kao, and hed-kai-na-kaew). คาํ สาํ คัญ: ปา ชมุ ชน, เห็ดปา กินได, กรดฟน อลกิ Keywords: community forest, wild edible mushroom, phenolic acid *ตดิ ตอ นกั วิจยั : ฒาลิศา ยวุ อมรพิทกั ษ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Thalisa Yuwa-amornpitak (E-mail: [email protected]) บทนํา อิสระ (antioxidants) ตานการเกิดออกซิเดชั่นไมใหเซลล สารประกอบฟนอลิกที่พบในพืชสวนใหญเปนสารทุตย- ถูกทาํ ลาเนอื่ งจากการปว ยเรื้อรัง (Bravo, 1998) มีศกั ยภาพ ในการตอตานมะเร็ง (Harris et. al., 2007; Huang et. al., ภูมิ (secondary metabolites) ซึ่งพืชสรางขึ้นโดยไม 2010; Liu, 2004) สารฟนอลิกจึงดีตอสุขภาพ (Ozean et. เก่ียวของกับการเจริญ แตมีความสําคัญตอพืชในกิจกรรม al., 2014) โครงสรางของสารฟนอลิกประกอบดวยวง ตางๆ เชน การสรางรงควัตถุ โครงสรางของพืช การสราง แหวนอโรแมติกที่มีวงแหวนฟนอล 1 วง หรือมีหมูไฮดรอก ลิกนินและอื่นๆ สารประกอบฟนอลิกมีคุณสมบัติตานอนุมลู การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
559 ซิลมากกวา 1 กลุม ปริมาณวงแหวนอาจแตกตางกันรวมถึง 60oC จนแหงสนทิ บดใหละเอยี ด แลวเก็บในถุงพลาสตกิ ทม่ี ี โครงสรางที่เชื่อมตอวงแหวนดวยเชนกัน อาจเรียกสาร ซิปล็อก และแชในตูเย็นจนกวาจะสกัดสารดวยนํ้าและ ประกอบฟนอลิกอีกชื่อหนึ่งวาโพลีฟนอล ซึ่งประกอบดวย แอลกอฮอล สาร 4 กลุม ไดแก กรดฟนอลิก (phenolic acids) ฟลาเวอ การสกดั สาร นอยด (flavonoids) แทนนิน (Tannins) และ สตีลบีนีน (Stilbenes) สารประกอบเหลานี้พบไดใน พืช ผัก ผลไม ชั่งน้ําหนักเห็ดท่ีบดละเอียด 0.1-0.5 g (ทศนิยม 4 ธัญพืช เปลือก ใบ ดอก เมล็ด และลําตนพืช นอกจากน้ียัง ตําแหนง) ใสหลอดที่มีฝาเกลียวปดสนิท เติมสารสกัดดวย พบในเห็ดดวยเชนกัน (Palacios et. al., 2011; Yidiz et. เมทานอลรอยละ 60 จํานวน 5 ml สกัดดวยเคร่ือง al., 2015) เน่ืองจากกรดฟนอลิกมีมากมายหลายชนิด sonicator เปน เวลา 1 ชั่วโมง ปน แยกตะกอนท้งิ ไป เกบ็ สว น สามารถแบงออกเปน 2 กลุมตามโครงสรางทางเคมี ไดแก ใสในหลอดใหม แชแขง็ ท่ี -20oC จนกวา จะวิเคราะหปรมิ าณ อนุพันธของกรดไฮดรอกซีซินนามิก (hydroxycinnamic กรดฟน อลิก acids; caffeic acid, chlorogenic acid, ferulic acid, p- การวิเคราะหปริมาณกรดฟนอลิก coumaricacid และ sinapic acid) กลุมท่ี 2 เปนอนุพันธ ของไฮดรอกซีเบนโซอิก (hydroxylbenzoic acids; gallic วิเคราะหปริมาณกรดฟนอลิกดวยเคร่ือง High acid, vanillic acid, p-hydroxybenzoic acid, proto- performance liquid chromatography (HPLC) คอลัมน catechuic acid, และ syringic acid) C-18 (250x4.6 nm) อณุ หภมู คิ อลมั น 38°C อตั ราไหลของ เฟสเคล่ือนท่ี 0.8 ml/min (สารละลาย A ไดแก 1% ปาชุมชนบานนาสีนวนบางสวนอยูในพ้ืนที่มหาวิทยาลัย Phosphoric acid pH 2.58 แ ล ะ ส า ร ล ะ ล า ย B ไ ด แ ก มหาสารคาม ปาบริเวณนี้มีไมยืนตนหลากหลายชนิด Acetonitrile และปรับใหไ ดสดั สวนตามเวลาตา งๆ ดงั ตาราง โดยเฉพาะพืชตระกูลไมยาง ไดแก ไมยางนา เต็ง รัง เหียง ท่ี 1 สารมาตรฐานกรดฟโนลิก 10 ชนิด ไดแก gallic acid, พะยอม เปนตน ซ่ึงเปนพืชเจาบาน (host) ท่ีเห็ดปาทั้งชนิด dihydroxybenzoic acid, 4-hydroxybenzoic acid, กินไดและไมนิยมรับประทานอาศัยอยูที่รากพืชเหลานี้และ chloroginic acid, vanilic acid, caffeic acid, syrigic พัฒนาเปนดอกเห็ด ไดแ ก เหด็ กอหนาแดง เหด็ ไคล เห็ดเผาะ acid, p-coumaric acid, ferulic acid, sinapinic acid เห็ดระโงก เปนตน ซ่ึงนิยมรับประทาน นอกจากนี้ยังมีเห็ด ปาท่ไี มนยิ มรับประทาน ไดแก เห็ดปะการัง เห็ดหลินจอื เห็ด ตารางท่ี 1 เกรเดยี นสําหรบั การวเิ คราะหก รดฟนอลกิ ทูเบอร (Tuber) อยางไรก็ตามเปนท่ีทราบกันดีวาเห็ดเปน เวลา สารละลาย ความ เวลา สารละลาย ความ แหลงของโปรตีนที่มีคุณภาพดีเทียบเทาโปรตีนจากเน้ือสัตว (นาที) เขม ขน (นาที) เขม ขน แตมีขอดีกวาคือมีทั้งไวตามิน แรธาตุ เห็ดบางชนิดยังมีสาร (%) (%) ทีด่ ตี อ สุขภาพจงึ สามารถใชเปน ยาได เชนเห็ดหลนิ จือ สารท่ี 0.01 B 5 45.00 B 30 เปนประโยชนตอสุขภาพไดแ ก เบตากลแู คน อดีโนซาย คอดี 0.01 A 95 45.00 A 70 ซีบิน และกรดฟนอลิกซงึ่ มีมากมายหลายชนดิ 5.00 B 9 46.00 B 80 5.00 A 91 46.00 A 20 จุดประสงคของงานวิจัยนี้เพื่อหาปริมาณและชนิดของ 15.00 B 9 55.00 B 80 กรดฟนอลิกจากสารสกัดจากเห็ดปาดวย เมทานอล 15.00 A 91 55.00 A 20 งานวิจัยนี้เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ 22.00 B 11 60.00 B 5 พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็พระเทพ 22.00 A 89 60.00 A 95 รตั นราชสดุ าสยามบรมราชกมุ ารี 38.00 B 18 65.00 B 5 อุปกรณและวิธกี ารทดลอง 38.00 A 82 65.00 A 95 ตวั อยา งเห็ด 43.00 B 23 65.01 หยุด 43.00 A 77 เห็ดปาเก็บจากปาชุมชนบานนาสีนวน ในความดูของ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ต. บานนาสนี วน อ. กันทรวิขยั จ. ผลการทดลอง มหาสารคาม ทําการเก็บในชวง ฤดูฝน เดือน กรกฏาคม- ผลการวิเคราะหปริมาณและชนิดของกรดฟนอลิกจาก ตุลาคม 2561 บงช้ีชนิดของเห็ดที่เก็บไดจากรูปรางลักษณะ (เกษม สรอยทอง, 2537;ราชบัณฑิตยสถาน, 2550; อนงค สารสกัดจากเห็ด 28 ตัวอยาง ซ่ึงเปนเห็ดจากปาบานนาสีน จันทรศรีกุล และคณะ, 2551) อบแหงเห็ดที่อุณหภูมิ 50- วน 25 สายพันธุ เปรียบเทียบกับเห็ดเย่ือไผที่เพาะไดทาง การคาแลว (ดอกออนและดอกแก) แสดงดังตารางที่ 2 จาก ตารางดังกลาวจะเห็นไดวาทุกตัวอยางสารสกัดเห็ดพบ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
560 sinapic acid สําหรับ gallic acid และ cinnamic acid ที่มี 2005) พืชหลายชนิด เชน ทับทิม สมอไทย พืชสกุลโอค เพียงเหด็ หหู นแู ละเห็ดตีนตกุ แกเทานน้ั ตามลําดบั ทไี่ มพ บสาร เชน Quercus alba และ Quercus robur และเห็ดราชนิด ดังกลาว โดยท่ีเห็ดผ้ึงขมมีปริมาณ sinapic acid สูงท่ีสุด โดยเฉพาะอยางย่ิงเห็ดพิมาน (Phellinus linteus) (Pirjo เปน 337.88 mg/100 g เห็ดแหง เห็ดไคลหนาเขียวมี et al., 2000) ในรายงานวิจัยนี้เห็ดที่มีกรดเอลลาจิกมาก ปริมาณกรด gallic acid สูงที่สุดเปน 28.44 mg/100 g ที่สุดพบในกลุมเห็ดผ้ึง ไดแก เห็ดผ้ึง NO.1 และเห็ดผึ้งขมมี เห็ดแหง และเหด็ เผาะสว นเปลือกนอกมีปริมาณ cinnamic ป ริ ม า ณ เ ท า กั บ 106.72 แ ล ะ 46.91 mg/100g dw acid สูงท่ีสุดเปน 251.71 mg/100 g เห็ดแหง ในธรรมชาติ ตามลําดับ ขณะที่เห็ดเยื่อไผดอกกลมก็พบสูงเชนกัน 63.55 พบกรดแกลลิกเปนองคประกอบของแทนนินในพืช gallic mg/100g dw นอกจากนี้เห็ดตระกูลเห็ดทรับเฟล (Tuber acid มีสมบัติเปนสารตานออกซิเดชั่น sinapic acid มีฤทธ์ิ sp) ก็มีปริมาณสูงเชนกันอยูท่ี 26.57 mg/100g dw ซ่ึง ตานการติดเช้ือ ตานออกซิเดช่ัน ตานการอักเสบ ตานมะเรง็ ปริมาณท่ีพบอยูในชวงเดียวกันกับเห็ดล้ินกวางจากรายงาน และตา นเบาหวาน คุณสมบัตขิ อง hydroxycinnamic acid ของ Ribeiro และคณะ (2007) ตานการอักเสบ ตานมะเร็ง ตานการกลายพันธุ ลดความดนั บํ า รุ ง ป ร ะ ส า ท แ ล ะ ต า น แ บ ค ที เ รี ย ( Chen, 2016) กรดพาราคิวมาริก (p-coumaric acid) พบในเห็ดปา นอกจากน้ียังพบวาเห็ดปาสวนใหญไมพบสาร gentistic เพียง 3 ชนิด คือ เห็ดผึ้งขม เห็ดผึ้ง NO.1 และเห็ดปะการัง acid (17 ชนิดไมพ บ) ellagic acid (18 ชนดิ ไมพบ) syringic NO.1 ปริมาณเทากับ 3.63, 0.13 และ 2.51 mg/100g dw acid (23 ชนิดไมพบ) และ p-coumaric acid (25 ชนิดไม ตามลําดับ ซึ่งปริมาณที่พบมีนอยกวาเม่ือเทียบกับเห็ดลิ้น พบ) กวางจากรายงานของ Ribeiro และคณะ (2007) ที่พบวา เห็ดลิ้นกวาง (Fistulina hepatica) ซ่ึงเก็บจากปาท่ีมีตน Gentistic acid มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเกิดออกซิ เกาลดั (Castanea sativa Mill.) ในประเทศโปรตเุ กตมีกรด เดชั่นของไขมัน LDL ยับย้ังการเกิดคลอเรสเตอรอลเอส พาราคิวมาริกในชวง 9.48-16.23 mg/100g dw จาก เทอรไฮโดรเปอรออกไซดในพลาสมา และยังสามารถคีเลท ตารางท่ี 1 จะเห็นไดว า เหด็ ผึง้ ขมมสี ารท้งั 4 ชนดิ นคี้ รบไดแก โลหะได (Markus et al., 2000) รายงานวิจัยนพี้ บวาเห็ดปา gentisic acid, syrinic acid, ellagic acid แ ล ะ p- หลายชนิดตรวจพบกรดจินทีสิกในปริมาณสูง ไดแก เห็ดผ้ึง coumaric acid จึงเปน เห็ดทน่ี าสนใจ NO.2 (435.26 mg/100g dw) เ ห็ ด ผึ้ ง NO.1 (133.72 mg/100g dw) เหด็ ปลวกตาบ (100.19 mg/100g dw) เห็ด รูปที่ 1 แสดงผลรวมของปริมาณกรดฟนอลิกในกลุม เยื่อไผ (ดอกกลม) (97.71 mg/100g dw) เห็ดไคลหนาเขียว hydroxybenzoic acid ซ่ึ ง ป ร ะ ก อ บ ด ว ย gallic acid, (64.72 mg/100g dw) เห็ดผึ้งขม (63.17 mg/100g dw) protocatechuic acid, vanillic acid และ syningic acid เห็ดถานเล็ก (54.44 mg/100g dw) เห็ดไคลหนาเหลือง จากรูปจะเห็นไดวาเห็ดผ้ึง No2 มีปริมาณกรด ฟนอลิกใน (39.05 mg/100g dw) และเหด็ ตะปู (32.95 mg/100g dw) กลุมนี้รวมกันสงู ท่ีสดุ รองลงมาเปนเห็ดปลวกตาบ เหด็ ตะปู เมื่อเปรียบเทียบจากรายงานของ Sułkowska-Ziaja และ และเห็ดเยื่อไผ ลดหลั่นกันตามลําดับ แตเห็ดหูหนูมีปริมาณ คณะ, 2015) พบวาเห็ดปากินได 2 ชนิด คือ Hydnum กรดฟนอลิกในกลุมน้ีรวมกันต่ําที่สุด รูปที่ 2 แสดงผลรวม repandum L. (Hydnaceae) แ ล ะ Sparassis crispa ของปริมาณกรดฟนอลิกกลุม hydroxycinnamic acid (Wulf.) Fr. (Sparassidaceae) ซงึ่ เกบ็ ไดจ ากปาของประเทศ (ellagic acid, gentistic acid, p-Hydroxy benzoic acid, โปแลนดพบกรดจินทีสิกในปริมาณ 4.03 และ 0.10 chlorogenic acid, caffeic acid, p-coumaric acid, mg/100g dw มีปริมาณที่ต่าํ กวามากเม่อื เทียบกับเหด็ ปากิน ferulic acid, sinapinic acid แ ล ะ CN: cinnamic acid) ไดกับรายงานวจิ ัยน้ี จากสารสกัดเหด็ ปา พบวาเห็ดผงึ้ ขม เห็ดผึ้ง No1 เหด็ ปลวก จิก เห็ดเผาะ (สวนเปลือกนอกไมรวมสปอร) และ กรดเอลลาจิก (ellagic acid) เปนกรดฟโนลิกธรรมชาติ เห็ดทรัฟเฟล (Tuber) มีปริมาณกรดฟนอลิกกกลุม ชนิดหน่ึง พืชสังเคราะหกรดเอลลาจิกจากกระบวนการ hydroxycinnamic acid สูงท่ีสุดและลดหลั่นกันามลําดับ ไฮโดรไลซิสสารกลมุ แทนนิน เชน เอลลาจแิ ทนนิน และเจรา ขณะเดียวกันเห็ดตีนตุกแกมปี ริมาณกรดฟนอลิกในกลุมนี้ต่าํ นิอิน (Ascacio-Valdés et. al., 2011) กรดเอลลาจิกมีฤทธิ์ ที่สุด ตานการแบงตัวของเซลลที่กอมะเร็งและเปนสารตานอนุมูล อิสระ ชวยลดภาวะเครียด ออกซิเดชัน (Narayanana et. รูปท่ี 3 แสดงปริมาณกรดฟนอลิกท้ังหมดรวมปริมาณ al., 1999; Seeram et. al., 2005) กรดเอลลาจิกพบไดใน กรดฟนอลิกท้ังสองกลุมขางตนของสารสกัดจากเห็ดปาบาน ทับทิม วอลนัต เกาก่ี แบล็กเบอรรี แครนเบอรรี แรสเบอร นาสีนวน พบวากุมเห็ดผึ้ง ไดแก เห็ดผึ้งขม เห็ดผึ้ง No1 รี สตรอวเบอรรี องุน และลูกทอ (Vattem and Shetty, และเหด็ ผง้ึ No2 มปี รมิ าณกรดฟนอลิกท้งั หมดสูงท่ีสดุ เปน อันดบั สองและและอนั ดับสามตามลาํ ดับ อยใู นชว ง 700-850 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
561 mg/100 g เห็ดแหง กลุมท่ีสองมปี รมิ าณฟนอลกิ ทัง้ หมดอยู เหลือง แตเห็ดตีนตุกแกมีปริมาณมีปริมาณกรดฟนอลิก ในชวง 400-500 mg/100 g เห็ดแหง ไดแก เห็ดปลวกจิก ท้ังหมดตา่ํ ท่ีสดุ ในปริมาณตํ่ากวา 100 mg/100 g เห็ดแหง เห็ดไคลหนาเขียว เห็ดเยื่อไผ (ดอกออน) และเห็ดไคลหนา รปู ที่ 1 ผลรวมปรมิ าณกรดฟนอลกิ กลุม hydroxybenzolic acid (gallic acid, protocatechuic acid, vanillic acid และ syningic acid) ของสารสกัดเหด็ ปาบานนาสีนวน รูปที่ 2 ผลรวมปริมาณกรดฟนอลกิ กลมุ hydroxycinnamic acid (ellagic acid, gentistic acid, p-Hydroxy benzoic acid, chlorogenic acid, caffeic acid, p-coumaric acid, ferulic acid, sinapinic acid และ CN: cinnamic acid) จากสารสกัดเหด็ ปา บา นนาสีนวน วน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
56 ตารางที่ 2 ปริมาณกรดฟโ นลกิ (mg/100 g DW) ของตัวอยา งเห็ดกนิ ปา ชนิดตางๆ ท่เี ก็บไดจากป hydroxybenzoic acid ชนิดเห็ด GA PT GT PH VN SG เหด็ กอ หนาแดง 16.87 16.55 nd 16.16 7.29 nd เห็ดไคลหนา ขาว 4.51 nd nd nd nd nd เห็ดไคลหนาเหลอื ง 26.35 14.31 39.05 nd 9.37 nd เห็ดไคลหนา เขียว 28.44 15.19 64.72 nd 10.32 nd เหด็ ถา นเลก็ 2.24 7.44 54.44 0.18 12.97 nd เห็ดหนา ขาว 9.86 4.56 nd nd 6.37 nd เห็ดแดงกหุ ลาบ 13.45 4.67 nd 32.15 6.11 nd เห็ดหาด 1.53 nd nd 3.18 nd nd เหด็ ระโงกเหลือง 6.84 nd nd nd 6.48 nd เห็ดไสเดอื น 5.17 2.62 nd nd nd nd เห็ดปลวกจกิ 4.85 4.19 nd nd 7.34 3.09 เห็ดปลวกตาบ 19.14 13.38 100.19 55.81 12.02 nd เห็ดตะปู 6.53 11.22 32.95 23.20 13.01 nd เหด็ ปะการัง No.1 2.58 nd nd nd 5.58 nd เหด็ ตีนตุกแก 0.91 nd nd 3.91 nd nd เหด็ หลนิ จือ 0.89 0.22 5.36 nd nd nd เหด็ หหู นู nd nd nd nd nd nd เหด็ ผงึ้ ขม 7.55 10.36 63.17 nd 48.91 30.22 เห็ดผง้ึ No.1 6.80 12.32 133.72 nd 9.73 4.22 เหด็ ผึง้ No.2 5.16 55.49 435.26 23.90 6.21 nd การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.ส
62 ปาบา นนาสีนวน (อพ.สธ.) อ.กนั ทรวิชยั จ.มหาสารคาม SN CN total hydroxycinnamic acids 112.38 81.76 262.41 65.61 80.78 154.97 EG CH CF PC FR 111.29 191.82 405.05 nd 4.12 4.80 nd 2.48 133.36 179.41 445.00 nd 4.07 nd nd nd 89.05 68.80 239.88 nd 5.23 5.28 nd 2.35 95.50 185.55 313.48 nd 5.99 7.57 nd nd 85.50 81.02 225.22 nd 4.76 nd nd nd 59.48 90.28 157.43 nd 4.02 5.27 nd 2.35 66.21 88.96 177.69 nd nd nd nd 2.32 70.89 95.68 195.02 nd nd nd nd 2.96 274.13 199.70 498.74 nd 3.54 5.66 nd nd 79.49 81.77 366.02 16.98 nd nd nd 3.68 167.65 86.32 367.07 1.84 3.60 nd nd nd 111.33 176.38 311.39 nd 4.22 nd nd nd 63.59 nd 76.64 2.45 3.61 13.83 nd 6.30 57.03 173.74 241.99 7.50 nd nd 2.51 5.51 62.34 92.26 154.60 nd 4.71 nd nd 3.52 337.88 160.87 866.66 nd nd 4.75 nd nd 342.23 159.73 806.00 nd nd nd nd nd 116.78 62.36 719.36 46.91 96.65 13.50 3.63 47.01 106.72 4.89 nd 0.13 25.51 1.29 6.82 6.09 nd nd สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
56 ตารางท่ี 2 ปริมาณกรดฟโ นลิก (mg/100 g DW) ของตัวอยางเหด็ กนิ ปา ชนิดตา งๆ ทเี่ ก็บไดจ ากป hydroxybenzoic acid ชนดิ เห็ด GA PT GT PH VN SG เหด็ ผ้งึ No.3 3.71 51.51 nd nd nd nd เห็ดผงึ้ No.5 2.18 7.10 nd 13.44 nd nd เห็ดขลาํ หมา 12.00 4.28 nd 16.03 8.27 nd เหด็ เผาะ (spore) 2.95 0.05 nd 6.90 6.35 nd เหด็ เผาะ (เปลือก) 4.37 nd nd 22.57 nd nd Tuber sp. 22.73 1.76 nd 10.89 nd nd เหด็ เย่ือไผ (ดอกออ น) 5.63 1.36 97.71 nd nd 0.88 เหด็ เยอ่ื ไผ (ดอกแก) 3.71 0.44 3.97 nd 7.06 nd หมายเหต:ุ nd: not detected, GA: gallic acid, PT: protocatechuic acid, GT: gentisic acid, PH: p-Hydro caffeic acid, PC: p-coumaric acid, FR: ferulic acid, SN: sinapic acid และ CN: cinnamic acid การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.ส
63 ปา บา นนาสนี วน (อพ.สธ.) อ.กนั ทรวิชยั จ.มหาสารคาม (ตอ) hydroxycinnamic acids EG CH CF PC FR SN CN total nd nd nd nd 2.95 93.49 158.18 309.84 nd 7.46 4.70 nd nd 47.26 92.34 174.48 nd 9.05 5.00 nd 7.22 61.23 142.34 265.42 1.28 9.03 7.05 nd 4.07 77.07 97.86 212.61 nd 8.49 nd nd nd 64.49 251.71 351.63 26.57 26.23 5.15 nd 2.98 98.52 163.21 358.04 63.55 nd 5.44 nd nd 31.12 224.27 429.96 nd nd nd nd nd 57.88 151.73 224.79 oxybenzoic acid, VN: vanillic acid, SG: syringic acid, EG: ellagic acid, CH: chlorogenic acid, CF: สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
564 รูปที่ 3 ผลรวมปรมิ าณกรดฟโนลกิ ท้งั สองกลมุ hydroxybenzolic acid และ hydroxycinnamic acid (mg/100 g dw) จากสารสกดั เหด็ ปา บา นนาสีน สรปุ ผลการทดลอง อนงค จันทรศ รกี ลุ , พูนพไิ ล สุวรรณฤทธ์,ิ อุทยั วรรณ แสง เน่ืองดวยสารประกอบฟนอลิกเปนสารที่มีประโยชนต อ วณชิ . 2551. ความหลากหลายของเหด็ และราขนาด ใหญในประเทศไทย. สาํ นกั พมิ พ สุขภาพ ซึ่งพบทั้งในพืช ผกั ผลไมหลากหลายชนดิ นอกจากนี้ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ ยังพบวาเห็ดปาหลายชนิดสวนใหญที่เก็บจากปาบานนาสีน วนมีปริมาณกรดฟนอลิกหลากหลายชนิดในปริมาณสูง เห็ด Ascacio-Valdés, J.A., Buenrostro-Figueroa, J.J., ปาเหลานี้สวนใหญเปนที่นิยมรับประทานท้ังส้ินของคน Aguilera-Carbo, A., Prado-Barragán, ทองถ่ิน ยกเวนเห็ดปะการัง เห็ดตีนตุกแก เห็ดทรัฟเฟล A.,Rodríguez-Herrera, R., and Aguilar, C.N. 2011. (Tuber sp.) และเห็ดหลินจือ อยางไรก็ตามพบวาเห็ดกลุม Ellagitannins: Biosynthesis, biodegradation and เห็ดไคล ไดแก เห็ดไคลหนาขาว เห็ดไคลหนาเหลือง และ biological properties. Journal of Medicinal เห็ดไคลหนาเขียวเปนเห็ดท่ีพบตลอดชวงฤดูฝน และยังเปน Plants Research, 5: 4696-4703. เห็ดท่ีนิยมรับประทานเปนอยางยิ่ง หากสามารถเพาะได เชนเดียวกับเห็ดเยื่อไผจ ะเปนเห็ดเศรษฐกิจอีกชนิดหน่ึงท่ีนา Bravo, L. 1998. Polyphenols: Chemistry, dietary สนใย แตยังตอ งมกี ารศึกษาตอไป sources, metabolism, and nutritional คาํ ขอบคุณ significance. Nutritional Reviews 56: 317-333. โครงการนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ Harris, C.S., F. Mo, L. Migahed, L. Chepelev, P.S. พนั ธุกรรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ผูวจิ ัยขอขอบคณุ Haddad, J.S. Wright, W.G. Willmore, J.T. มา ณ โอกาสน้ี และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยมหาสารคาม Arnason, and S.A.L. Bennett. 2007. Plant และคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคามท่ีสนับสนุน phenolics regulate neoplastic cell growth and ทนุ วิจยั survival: aquantitative structure-activity เอกสารอา งองิ เกษม สรอยทอง. 2537. เหด็ และราขนาดใหญในประเทศ and biochemical analysis. Canadian Journal of Physiology Phamocology 85: 1124-1138. ไทย. โรงพมิ พศ ิริธรรม ออฟเซท็ . อบุ ลราชธานี ราชบณั ฑติ ยสภาน. 2550. เห็ดในประเทศไทย ฉบับ Chen, C. 2016. Sinapic acid and its derivatives as medicine in oxidative stress-induced diseases ราชบณั ฑิตยสถาน. พิมพค รงั้ ที่ 2. บริษัท ทีฟลม and aging. Oxidative Medicine and Cellular จาํ กดั . นนทบุรี Longevity. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
565 Huang, W.Y., Y.Z. Cai and Y.B. Zhang. 2010. Natural Markus, E., Marcela, H., Roland, H., Stylianos, K., Phenolic Compounds From Medicinal Herbs Wolfgang, S., Irmtraud, H. 2000. The salicylate and Dietary metabolite gentisic acid, but not the parent drug, inhibits glucose autoxidation-mediated Plants: Potential Use for Cancer Prevention. atherogenic modi¢cation of low density Nutrition and Cancer 62: 1-20. lipoprotein. FEBS Letters, 470: 47-50. Liu, R.H. 2004. Potential synergy of Seeram, N.P., Adams, L.S., Henning, S.M., Niu, phytochemicals in cancer prevention: Y., Zhang, Y., Nair, M.G., Heber, D. 2005. In vitro Mechanism of action. The Journal of antiproliferative, apoptotic and antioxidant Nutrition 134: 3479S-3485S. activities of punicalagin, ellagic acid and a total pomegranate tannin extract are Narayanana, B.A., Geoffroya, O., Willingham, M.C., enhanced in combination with other Re, G.G., Nixon, D.W. 1999. polyphenols as found in pomegranate p53/p21(WAF1/CIP1) expression and its juice. Journal of Nutritional Biochemistry 16: possible role in G1 arrest and apoptosis in 360–367. ellagic acid treated cancer cells. Cancer Letters, 136: 215-221. Sułkowska-Ziaja, K., Muszynska, B., and Szewczyk, A. 2015. Antioxidant components of selected Pirjo, M., Heikki, S., Lasse, L., Juhani, K., Terttu, V. indigenous 2000. Analysis of oak tannins by liquid chromatography-electrospray ionisation mass edible mushrooms of the obsolete order spectrometry. Journal of Chromatography Aphyllophorales. Revista Iberoamericana de A, 891: 75–83. Micología. 32: 99– 102. Ribeiro, B., Valentao, P., Baptista, P., Seabra, R.M. Vattem, D.A., Shetty, K. 2005. Biological function of Andrade, P.B. 2007. Phenolic compounds, ellagic acid: a review. Journal of Food organic acids Biochemistry, 29: 234–266. profiles and antioxidative properties of beefsteak Yidiz, O., Can, Z., Laghari, A.Q., Sahin, H. and fungus (Fistulina hepatica). Food and Malkoc M. 2015. Wild edible mushrooms as a Chemical Toxicology, 45: 1805–1813. natural source of phenolics and antioxidants. Journal of Food Biochemistry 39: 148-154. Ozcan, T., A. Akpinar-Bayizit, L. Yilmaz-Ersan and B. Delikanli. 2014. Phenolics in human health. International Journal of Chemical Engineering and Applications 5: 393-396. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
566 การพัฒนาผลติ ภัณฑจากสาหรายทะเลสีนาํ้ ตาล (ทนุ ) สกุลซากสั ซัม PRODUCTIVITY DEVELOPMENT FROM BROWN SEAWEEDS (Sargassum spp.) สภุ าพร สุทิน Supaporn Sutin คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครศรธี รรมราช จังหวดั นครศรธี รรมราช 80280 Faculty of Science and Technology Nakhon Si thammarat Rajabhat University, Nakhon Si Thammarat 80280 บทคดั ยอ การพัฒนาผลิตภัณฑอาหารจากสาหรายทุน มีวัตถุประสงคเพ่ือนําสาหรายทุนไปใชประโยชนทางดานอาหารทองถิ่น โดย รวบรวมอาหารไทยในทองถิ่นจากสาหรายทุน และประเมินคุณคาทางโภชนาการและคุณสมบัติอ่ืนๆ ท่ีศูนยวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช ในระหวางเดือนกนั ยายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2561 ผลการวเิ คราะหคณุ คา ทางโภชนาการ พบวา สาหรายทุนมีปริมาณ โปรตีนมากที่สุด (10.40%) รองลงมาเย่ือใยมีปริมาณ (9.6 %) และ มีปริมาณไขมัน (0.50%) สว นแรธ าตทุ พี่ บมาก ไดแ ก ธาตเุ หล็ก แคลเซียม โพแทสเซยี ม ไนโตรเจน แมกนีเซียม และฟอสฟอรสั มปี ริมาณ 4.10, 3.80, 2.30, 1.78, 0.20 และ 0.10 % ตามลําดับ และจากการสมั ภาษณชาวบานเพ่ือนําสาหรายทุนไปใชประโยชนทางดานอาหาร ทอ งถ่ิน พบวาสวนใหญส ามารถนาํ ไปประกอบอาหาร ประเภท ยาํ สาหราย สาหรายลวกจมิ้ นา้ํ พรกิ แกงกะทสิ าหรายกบั กงุ สด และแกงสม สาหรายกับกุงสด Abstract This study investigated (1) the productivity development and nutritional values of brown seaweed Sargassum spp., as well as (2) traditional food menus of Sargassum spp., in Nakhon Si Thammarat province, southern Thailand. These brown seaweeds were collected from Thasala sea beach, Nakhon Si Thammarat from September-December, 2018. Afterwards their nutritional values were assessed. The results show that Sargassum spp. is a good source of protein (10.40%), crude fiber (9.6 %) and crude fat (0.50%). Sargassum spp. also contains several types of minerals (Fe (4.10%), Ca (3.80%), K (2.30%), N (1.78%), Mg (0.20%), and P (0.10%)). These results indicate that Sargassum spp. is a good source of protein, dietary fibers, and minerals. In Nakhon Si Thammarat, these brown seaweeds are mainly boiled and are eaten with spicy chili dip that is known as brown seaweed salad, but sometimes they are cooked with coconut milk and fresh shrimp that is known as coconut curry with brown seaweed. In future research can be conducted on extension of nutritious Sargassum food menus in other parts of Thailand. It will be cost-effective (as Sargassum is very cheap) and healthy food items for the people in Thailand. คาํ สาํ คัญ: ผลิตภณั ฑ, คณุ คา ทางโภชนาการ, สาหรา ยสีนาํ้ ตาล, สาหรา ยสกลุ Sargassum Keywords: Product, Brown seaweed, Nutritional values, Genus Sargassum ติดตอ นกั วจิ ัย: สุภาพร สุทิน (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Supaporn Sutin (E-mail: [email protected]) บทนาํ สาหราย (algae) เปนทรัพยากรท่ีมีความสําคัญมี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพ บทบาทอยางมากเปนผูผลิตในระบบนิเวศ นํามาใช ประโยชนไดหลายรปู แบบ ตัวอยางเชน ใชบริโภคเปน อาหาร รตั นราชสุดา เจาฟา มหาจกั รีสริ ินธร มหาวชริ าลงกรณวรราช (Chinnadurai and Kalyanasundaram , 2013) ใชในการ ภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปยชาติ สยาม ปศุสัตว ใชเปนปุย ใชบําบัดนํ้าเสีย (กาญจนภาชน ล่ิวมโน บรมราชกุมารี ทรงเห็นวาทรัพยากรของประเทศไทยน้ันมี มนต, 2527) และใชเ ปน ยา เปนตน (Farvin and Jacobsen หลากหลาย ทรงมีพระราชดําริท่จี ะใหมีการสํารวจทรพั ยากร , 2013) โดยท่ัวโลกมีการบริโภคสาหรายสาหรายสีนํ้าตาล ตา งๆตั้งแตย อดเขาถงึ ทะเล การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
567 มากท่ีสุด คิดเปนสัดสวนโดยประมาณ 66.5% รองลงมา สิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณในการกําจัดอีกดวย จาก สาหรายสีแดง 33% และสาหรา ยสเี ขยี ว 5% โดยทวีปเอเซีย ปญหาที่ไดกลา วมาจึงเกดิ แนวคิดท่ีจะนําสาหรา ยทะเลที่เกย มีการบริโภคสาหรายมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศญ่ีปุน จีน ต้ืนซึ่งไดแกสาหรายทุนมาใชใหเกิดประโยชนมากท่ีสุดโดยมี และเกาหลี (Anantharaman et. al., 2010) นอกจากนี้ วตั ถปุ ระสงคเพอ่ื ศกึ ษาคณุ คาทางโภชนาการจากสาหรายทุน สาหรายยังมีสารประกอบที่มีคณุ สมบัตเิ ปนสารออกฤทธิ์ทาง และนําสาหรายทุนไปใชประโยชนทางดานอาหารทองถ่ิน ชวี ภาพ (bioactive compounds) ทสี่ ําคญั คอื มสี มบัตเิ ปน ตลอดจนพัฒนาเปนผลิตภัณฑเพื่อเพื่อเพ่ิมมูลคาใหกับ ส า ร แ อ น ติ อ อ ก ซิ แ ด น ท ห รื อ ส า ร ต า น อ นุ มู ล อิ ส ร ะ ทองถิ่นและชุมชนท้ังน้ีเนื่องจากมีรายงานเก่ียวกับสาหราย (antioxidants) สารออกฤทธติ์ า นเนื้องอก (antitumor) สาร ทุ น ที่ พ บ บ ริ เ ว ณ นี้ อ ยู น อ ย ม า ก ทั้ ง ที่ ส า ห ร า ย ทุ น ส กุ ล ออกฤทธิ์ตานการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) สาร Sargassum เหลาน้ีมีประโยชนเ ชน เปนอาหารของมนุษย ออกฤทธิ์ลดไขมันในเลือด (antihyperlipidemic) และสาร ใชท ําอาหารเสริมสขุ ภาพ ทําเครอื่ งสําอาง (กาญจนภาชน ลิว่ ออกฤทธิ์ตา นไวรสั (antiviral) เปน ตน (Silva, et. al, 2012) มโนมนต, 2527) อุปกรณและวธิ กี าร สาหรายทะเลสกุล Sargassum เปนสาหรายสีนํ้าตาล ขนาดใหญมีประมาณ 400 ชนดิ พบแพรก ระจายไดท วั่ โลกท้ัง เก็บตัวอยางสาหรายทุนสกุลSargassum ที่เกยต้ืน เขตรอนและเขตอบอุนโดยเฉพาะในเขตอินโด-แปซิฟกและ (ภาพที2) บริเวณชายหาดสัปดาหละ 1 คร้ัง เปนเวลา 4 ออสเตรเลยี (Tseng et al., 1985) สาหรา ยชนิดน้มี ชี ่อื เรียก เดือน เก็บสาหรายทั้งหมดโดยเก็บรวบรวมสาหรา ยที่เกยตื้น ตามทองถิน่ ในไทยวาสาหรายทุน สาหรายใบโดยสาหรา ยสกุล จากบริเวณชายฝงทะเลบนหาดทราย อ.ทาศาลา จ. นี้สามารถพบแพรกระจายไดทัง้ ในบรเิ วณชายฝง อาวไทยและ นครศรีธรรมราชในระหวางเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม ชายฝงทะเลอันดามัน (กาญจนภาชน ลิ่วมโนมนต, 2527) 2561 เก็บตัวอยางสาหรายท้ังทัลลัสพรอม holdfast บริเวณอาวไทยมีรายงานพบสาหรายสกุลนี้ในจังหวัดชลบุรี ตัวอยางสาหรายทุนทั้งหมดที่เก็บไดใสในถุงพลาสติกเพื่อ ระยอง จันทบุรีและตราดโดยพบสาหรายสีน้ําตาลชนิด รกั ษาสภาพของตวั อยา งใหอยูในสภาพทสี่ มบูรณห ลงั จากนั้น Sargassum polycystumไดทั้ง 4 จังหวัด (ธิดารัตน นอย นําสาหรายทุนมาลางทําความสะอาดแยกเศษตะกอน และ รักษา และคณะ, 2559 ) Sargassum เปนสาหรายท่ีมี สาหรายชนิดอ่ืนท่ีเกาะอยูบนตัวอยางออกใหหมดจําแนก ความสําคัญทางเศรษฐกิจกลุมหนึ่ง ปจจุบันมีการศึกษา ชนิด ชั่งน้ําหนักสด นําไปผ่ึงแดดใหแหงเปนเวลา 5 วันแลว สาหรายสีน้ําตาลมากข้ึนสวนใหญมีการศึกษาดานศึกษา นําไปอบในตูอบท่ีอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียสเปนเวลา 48 ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและความผันแปรทางสัณฐาน ช่ัวโมงชัง่ น้ําหนักแหงกอนนําตวั อยา งสาหรา ยทนุ จํานวนหนึ่ง วิทยาของสาหราย (สุเมธ เชิงสะอาดและอนงค จีรภัทร, ไปวิเคราะหคุณคาทางโภชนาการ โดยวิเคราะหปริมาณ 2559) แตการพัฒนาผลิตภัณฑจากสาหรายทุนยังไมมีใน โปรตีน ความชื้น ไขมัน และใยอาหาร เถา ตามวิธีมาตรฐาน ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย โ ด ย เ ฉ พ า ะ พ้ื น ที่ ช า ย ฝ ง ท ะ เ ล ข อ ง จั ง ห วั ด ของ AOAC. (2016) และการวิเคราะหธาตุอาหารทั้งหมด นครศรธี รรมราช เปน พ้ืนทีม่ ีลกั ษณะครอบคลุมเปน เทือกเขา ไดแก ไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม เหล็ก นครศรีธรรมราชตอนกลาง ประกอบดวยเทือกเขาสูง ทองแดง แมกนีเซยี ม และแมงกานสี โดยเครื่อง Inductively สลับซับซอนทอดยาวเหนือจรดใตขนานไปกับชายฝงทะเล couple plasma-optical emission spectrometer (ICP- ดานตะวันออกชาวบานเรียกทะเล บริเวณ อ.ทาศาลา จ. OES) ตามวิธีมาตรฐานของ AOAC. (2016) และนําสาหราย นครศรีธรรมราช วา‘อาวทองคํา พบมีการเกยต้ืนของ ทุนท่ีเหลือท้ังหมด ไปพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลคาเปนผลิตภัณฑ สาหรายสกุลซากัสซัม บริเวณชายฝงทะเล อาวทองคําเปน ตางๆ จํานวนมาก การเกยต้ืนของสาหรายทะเลถือวาเปนปรากฎการณ ธรรมชาตพิ บไดในชว งเดอื นกันยายน-เดือนธันวาคมของทุกป ดังเชนท่ีเคยเกิดขึ้นบริเวณชายหาดบางแสนซ่ึงเปนสถานท่ี ทองเที่ยวที่สําคัญของจังหวัดชลบุรี การเกยตื้นของสาหราย ทะเลเหลานี้สงผลกระทบตอสภาพแวดลอมและทัศนียภาพ บริเวณชายฝงทะเล การทับถมกันของสาหรายทะเลท่ีมี จํานวนมาก ทําใหสงกลิ่นเนาเหม็นเปนบริเวณกวาง และ สงผลใหนักทองเที่ยวลดจํานวนลง ซึ่งสาหรายทะเลเหลาน้ี จะถูกนําไปท้ิงโดยไมไดนําไปใชประโยชนแตอยางใด ทําให การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
568 ปริมาณเปอรเ ซน็ ตโ ปรตนี ของสาหรา ยทุน มีปริมาณ 10 . 40 ซึ่งมีปริมาณเปอรเซนตสงู เมอ่ื เทียบกับเปอรเซ็นตธ าตอุ าหาร อ่ืนๆ (%dwt) ซ่ึงจากการศึกษาของ สุธาสินี มนูญปรัชญา ภรณ และคณะ ท่ีศึกษาคุณคาทางโภชนาการ สาหราย ซากัสซัมในแตละฤดูกาลมปี ริมาณ 6.09-8.78% ของนาํ้ หนัก แหง โดยพบปริมาณสูงสุดในฤดูมรสุม(กันยายน-ธันวาคม) การเปล่ียนแปลงของโปรตีนจะแปรผันตามกับปริมาณไนเต รทที่เพิ่มขึ้น สอดคลองกับการศึกษาของ Harnedy and ภาพท่ี 1 สาหรา ยทะเลสนี า้ํ ตาล สกลุ Sarrgussum FitzGerald (2011) ซ่ึงกลาววา ปริมาณไนโตรเจนในน้ํา ทะเลจะมีความสัมพันธในเชิงบวกกับปริมาณโปรตีนใน ทีม่ า ดัดแปลงจาก ธดิ ารตั น นอ ยรกั ษา, 2559 สาหรา ย ตารางที่ 1 คณุ คา ทางโภชนาการ และธาตอุ าหารท่ีพบใน ภาพที่ 2 สาหรา ยทนุ ทเ่ี กยต้ืนบริเวณชายฝง ทะเล สาหรายทนุ (%dwt) คณุ คาทางโภชนาการ ผลการวิเคราะห ที่มา Sargassum on a Caribbean beach, June 2015, Photo ความชื้น 15.30 Credit: Horst Vogel, Head of Programme of CATS โปรตีน 10.40 ไขมนั 0.50 ผลการศึกษาและวิจารณ เยอ่ื ใยอาหาร 9.60 1. ปริมาณคุณคาทางอาหารโดยประมาณ (Proximate เถา 13.80 composition) ไนโตรเจน(N) 1.78 โพแทสเซยี ม(K) 2.30 จากการเก็บตัวอยางสาหรา ยทุนท่ีเกยต้ืนบริเวณชายฝง ฟอสฟอรัส(P) 0.10 ทะเลมาวิเคราะหชนิด ตามรายงานการวิจัยของ ธิดารัตน แคลเซยี ม(Ca) 3.80 นอยรักษาและคณะ, 2559 ระหวางเดือนกันยายนถึงเดือน เหล็ก(Fe) 4.10 ธันวาคม 2561 พบสาหรายสกุล Sargassum 2 ชนิดไดแก ทองแดง (Cu) ไมพบ S. oligocystum, S. polycystumโ ด ย ส า ห ร า ย S. แมกนีเซยี ม (Mg) 0.20 Polycystum เปนชนิดเดนมีการแพรกระจายมากกวาชนิด แมงกานสี (Mn) นอยกวา0.01 อื่นเนื่องจากสาหรายชนิดน้ีมีลักษณะพิเศษคือก่ิงของ สาหรายสามารถพัฒนาทอดนอนยึดเกาะกับพ้ืนและเกิดเปน สาหรายทุนมีปริมาณไขมันต่ํา ใหพลังงานนอย แตมี ตนใหมได (Noiraksar and Ajisaka, 2008) จากรายงาน คุณคาทางอาหารสูง จึงมีประโยชนตอสุขภาพและชวยให การศึกษาของธิดารัตน และคณะ, 2559 พบวาสาหรายทุน อายุยืน เหมาะสําหรับผูปวยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสงู (Sargassum polycystum)ชนิดน้ีสามารถพบทุกเดือนที่ทํา และโรคหัวใจ (กาญจนภาชน ล่ิวมโนมนต, 2548) จาก การสํารวจซึ่งเปนพืชหลายฤดู (perennial plant) สวน การศึกษาคร้ังน้ีสาหรายทุนมีปริมาณเปอรเซนตไขมัน สาหราย S. oligocystumi เปนพชื ฤดูเดยี ว (annual plant) 0.50% สอดคลองกับผลจากผลการศึกษา ของMarinho- และ สอดคลองกับการศึกษาของ (Kumar, Sahoo & Sariano et. al., 2006 รายงานวาวาฤดูกาลไมมีผลตอ Levine, 2015) รายงานวาพบสาหรายสีนํ้าตาลกระจายไป ปริมาณ ไขมัน และใยอาหาร นอกจากน้ียังพบวาไขมันเปน ท่ัวโลกในประเทศไทยพบสาหรายชนิดนี้ท้ังฝงอันดามันและ สารอาหารท่ีพบในปริมาณนอยท่ีสุดเมื่อเปรียบเทียบกับ อาวไทย (Noiraksar&Ajisaka, 2008) ผลการวิเคราะห องคป ระกอบชนดิ อื่นๆ ในสาหรา ย ปริมาณคุณคาทางคุณคาทางโภชนาการ โดยประมาณ (Proximate composition) ดังแสดงในตารางท่ี1 พบวา ผลจากการศึกษาแรธาตุในสาหรายทุนพบวาแรธาตุที่มี ปริมาณมาก ไดแก Fe, Ca, และ K ซึ่งธาตุเหล็ก เปนธาตุ หน่ึงที่จําเปนสําหรับคุณแมตั้งครรภ เพราะชวยใหทารกใน ครรภมีรางกายท่ีแข็งแรง ชวยเสริมสรา งเมด็ เลอื ดและสมอง เพราะหากคุณแมขาดธาตุเหล็กแลว นอกจากคุณแมจะเกิด ภาวะเลือดจาง ยังจะสงผลไปถึงกระบวนการสรางอวัยวะ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
569 ตาง ๆ ของเด็ก(Syad et. al ., 2013) และการเจรญิ เตบิ โต ภาพที่ 4 การพัฒนาสาหรายทุนเปนอาหารและผลิตภัณฑ ท้งั ทางรางกายและสมองของทารกดว ย (Murck, 2002) ตาง เชนสาหรายทุนชุบแปงทอดกรอบแหนมปลานิลผสม สาหรา ยทุนไขเ จียวสาหรา ยทนุ และชาสาหรายทนุ สอดคลอ ง สว นธาตุท่พี บ นอย ไดแ ก Mg และ P ไมพ บธาตุ กับรายงานบทความจากhttp://www.eattheweeds.com ทองแดง (Cu) ในการวิเคราะหธ าตอุ าหารในครัง้ นี้ (ตารางที่ /Sargassum-not-just-for-breakfast-any-more-2/ 1) สอดคลอ งกับการศึกษาของ Matanjun et. al. (2009) รายงานวาแรธ าตทุ พ่ี บมาก ในสาหรา ยสีนํา้ ตาลประกอบดว ย ชาวจีนมีประวัติการนําสาหรายทะเลมาใชเปนยาและ แรธ าตชุ นดิ หลัก ไดแ ก K, Ca และ Na เปนอาหารมานานกวา 2 พันปมาแลว โดยใชสาหรายทุน 2. ผลการนําสาหรายทุนไปใชป ระโยชน รักษาโรคคอพอก สําหรับคนไทยยังไมคอยนิยมบริโภค สาหรายกนั เทาใดนัก นิยมเฉพาะชาวบานท่ีอยตู ามเกาะและ ผลจากการสัมภาษณชาวประมงพ้นื บานเพ่ือนาํ สาหราย บริเวณใกลทะเลท่ีรูจักนําสาหรายมาประกอบอาหารใน ทุนไปพัฒนาทางดานอาหารพบวา ชาวบานนิยมนําสาหราย ชีวิตประจําวัน เชนชาวบานบริเวณอําเภอเกาะกูด จังหวัด ทุนไปบรโิ ภคโดยนําไป ปรุงเปนอาหาร ไดแก ยําสาหรายทนุ ตราด นําสาหรายทุนไปลางในน้ําใหสะอาดลวกใหสุก ชุบ สาหรายทุนลวกจิ้มน้ําพริก แกงสมสาหรา ยทนุ กับกุงสด แกง แปงโกกิ แลวนําไปทอดในนํ้ามัน สวนชาวบานท่ี อําเภอทาย กะทิกบั กงุ สด (ภาพท่ี6) ซึง่ สอดคลอ งกับ Win&Saing, 2008 เหมอื ง จงั หวดั พงั งา นํามาลวกจิ้มน้ําพรกิ (ภาพที่ 5) รายงานวามีการศึกษาเพื่อนําสาหรายทุนมาใชประโยชนใน ดานตางๆเชนดานอาหารดานเครื่องสําอางรวมไปถึงดาน การเกษตรเนื่องจากสาหรายชนิดน้ีมีสารเคมีท่ีสําคัญหลาย ชนิดเชนฟูคอยแดน ไซโลส คารโบไฮเดรตและซัลเฟต (Sugiono and Soehono, 2014) จึงไดมีการศึกษาเพ่ือ นํามาใชประโยชนในดานตางๆ เชนดานอาหารดาน เครื่องสําอางรวมไปถึงดานการเกษตรเชนนํามาใชเปนปุย อินทรียเพื่อเพ่ิมการเจริญของตนขาว (Win and Saing, 2008) หรือเพิ่มการเจริญเติบโตของตนถ่ัวแระ (Erulan et. al., 2009) และใชเปนตัวกระตุนทางชีวภาพเพื่อลดความ รุนแรงจากการเขาทําลายของเชื้อรา น้ําคางและราแปงใน ม ะ เ ขื อ เ ท ศ (Sbaihat, Takeyama, Koga, Takemoto &Kawakita, 2015) ภาพท่ี 3 ทอดมนั กุงสาหรายทนุ สาหรายลวกจ้ิมนา้ํ พริก แกงสม สาหรา ยทุนกบั กงุ ภาพที่ 5 เมนูอาหารพื้นบานจากสาหรายทุน ทีมา พิเชษฐ จันทรพรหม, 2561 สรปุ ผลการศกึ ษา การพัฒนาผลิตภาพและผลิตภัณฑอาหารจากสาหราย ทนุ มวี ตั ถปุ ระสงคเ พ่ือนําสาหรายทุน ไปใชป ระโยชนท างดา น อาหารทองถิ่น โดยรวบรวมอาหารไทยในทองถิ่นจาก สาหรายทุน และประเมินคุณคาทางโภชนาการ พบวา สาหรายทุนมีโปรตีน (10.40%)และแรธาตุแรธาตุที่พบมาก ไดแก ธาตุเหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียมไนโตรเจน แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส มีปริมาณ 4.10, 3.80, 2.30, การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
570 1.78, 0.20 และ 0.10 % ตามลาํ ดับ และสามารถพัฒนาเปน Erulan, V., Soundarapandian, P., Thirumaran, G. ผลิตภณั ฑอาหารคาวได 10 เมนู ไดแ ก ทอดมันกุงสาหราย &Ananthan, G. 2009. Studies on the effect of ทนุ สาหรายทนุ ชุบแปง ทอดกรอบแหนมปลานิลผสมสาหรา ย Sargassum polycystum (C. Agardh, 1824) ทุน ไขเจียวสาหรายทุนสาหรายลวกจ้ิมนํ้าพริก แกงสม extract on the growth and biochemical สาหรายทุนกับกุง แกงกะทิสาหรายกับกุง ยําสาหรายทุน composition of Cajanuscajan(L.)Mill sp. และชาสาหรายทุนสวนผลิตภัณฑท่ีเปนขนม 2 เมนูไดแก American-Eurasian Journal of Agricultural & คุกกส้ี าหรา ยทนุ และบราวนีก่ รอบสาหรายทุนในการวจิ ัยคร้ัง Environmental Sciences, 6, 392-399. ตอ ไป กิตตกิ รรมประกาศ Farvin, K.H.S. and Jacobsen C. (2013). Phenolic compounds and antioxidant activities of โครงการวิจยั นไี้ ดร บั การสนบั สนนุ จากโครงการอนรุ กั ษ selected species of seaweeds from Danish พันธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดํารสิ มเด็จพระเทพ Coast. Food Chemistry. 138: 1670-1681. รัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกมุ ารผี วู จิ ัยขอขอบคุณมา ณ ทีน่ ดี้ วย Harnedy,P. A. and R.J. FitzGerald. 2011. Bioactive เอกสารอา งอิง Proteins, Peptides, and Amino acid from กาญจนภาชน ลิ่วมโนมนต. 2527. สาหราย. จลุ สาร Macroalgae. J. Phycol. 47:218-232. กรงุ เทพมหานคร: คณะประมง มหาวทิ ยาลยั Kumar, S., Sahoo, D. and Levine, I. 2015. เกษตรศาสตร. Assessment of nutritional value in a brown กาญจนภาชน ลว่ิ มโนมนต. 2548. บรโิ ภคสาหรา ยได seaweed Sargassumwightiiand their ประโยชนอะไร. จลุ สารชมรมคณะปฏิบตั ิงานวิทยาการ seasonal variations. Algal Research, 9, 117- อพ. สธ. ป ที่ 1 ฉบบั ที่ 2/2548 125. ธิดารตั น นอยรกั ษา, วภิ ษู ติ มณั ฑะจิตรและกาญจนภาชนล่ิว มโนมนต. 2559. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะ Murck, H., 2002. Magnesium and affective ปฏิบัติงานวิทยาการอพ.สธ. คร้ังที่ 7 “ทรัพยากรไทย : disorders. Nutritional Neuroscience: An หวนดทู รพั ยส ่ิงสินตน” (ภาคบรรยายหนา 209-214) International Journal Nutrition, Diet and สเุ มธ เชิงสะอาดและอนงค จีรภัทร. 2559. ความผนั แปร Nervous System, 5, 375-389 ทางลกั ษณะสณั ฐานวิทยาของสาหรายสีนํา้ ตาล. วารสารวทิ ยาศาสตร มข. ปท่ี 40 ฉบับที่ 1 Noiraksar, T. and Ajisaka, T. (2008). Taxonomy and Anantharaman, P., Karthikaidevi, G., Manivannan, K., distribution of Sargassum (Phaeophyceae) Thirumaran, G. and Balasubramanian, T. (2010). in the Gulf ofThailand. Journal of Applied Mineral composition of marine macroalgae Phycology, 20, 963. from Mandapam Coastal Regions; Southeast Coast of India. Recent Research in Science and Silva, P. C., E. G. Meñez & R. L. Moe, 1987. Catalog Technology. 2: 66-71. of the benthic marine algae of the AOAC. 2016. Official Methods of analysis. 13th ed., Philippines. Smithsonian Contributions to Association of Official Analytical Chemists. Marine Sciences, 27: 1–179. Verginia. 1018p. Chin Cnadurai, S. and Kalyanasundaram, G. 2013. Sugiono, W.S.B. &Soehono, L.A. 2014. Extraction Estimation of major pigment content in optimization by response surface seaweeds collected from Pondicherry methodology and characterization of Coast. International Journal of Science and fucoidan from brown seaweed Sargassum Technology. 9(1): 522-525. polycystum. International Journal of ChemTech Research, 6, 195-205. Syad, A.N., Shunmugiah, K.P. and Kasi, P.D., 2013. Seaweeds as nutritional supplements: Analtsis of nutritional profile, physicochemical properties and proximate composition of G. acerosa and S. wightii, Journal of Biomedicine and Preventive Nutrition, 3 139-144 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: