473 เอกสารอา งองิ บุญศรี เลศิ วริ ยิ จติ ต. 2554. คลังภมู ิปญ ญาหมอพ้ืนบา นกบั กรมปาไม กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอม. สมนุ ไพรชุมชนภาคอสี าน. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวน สุนนั ทา. (บรรดิษฐ หงษท อง). ไมย างนา (Dipterocarpus alatus Roxb. ex G. Don). [ออนไลน] .เขา ถึงไดจาก: บุษราคัม ศรีทาเวช. 2556. ภมู ิปญ ญาการแพทยพ นื้ บา นของ www.forest.go.th. [14 ก.ย. 2018]. กลมุ ชาตพิ นั ธุบรบู า นทาลง ตาํ บลหว ยไผ อาํ เภอโขง โครงการเผยแพรข อมลู ทรัพยากรชีวภาพและภมู ิปญญา เจียม จังหวดั อุบลราชธานี ทองถิ่นบนพ้นื ที่สูง, สถาบันวิจยั และพฒั นาที่สูง (องคกรมหาชน). “ยางนา”. อา งอิงใน: หนงั สอื ชอ่ื เบญญาภา กาลเขวา และประทีป กาลเขวา . 2551. พรรณไมแหง ประเทศไทย (เตม็ สมติ ินันทน) . การศกึ ษาภูมปิ ญ ญาแพทยพ ้นื บา น กรณีศึกษาอาํ เภอ [ออนไลน] . เขาถึงไดจาก: eherb.hrdi.or.th. [27 เม.ย. ชมุ แพ จงั หวดั ขอนแกน ป 2550. วทิ ยาลัยการ 2018]. สาธารณสุขสิรนิ ธรขอนแกน:ขอนแกน . ฐานขอ มูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธาน.ี “ยางนา”. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก: พนั ธุไมมงคลพระราชทาน กรมอทุ ยานแหงชาติ สตั วปา และ www.phargarden.com. [14 ก.ย. 2018]. พันธพุ ืช. “ยางนา”. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก: เต็ม สมิตินนั ทน. 2544. ชอ่ื พรรณไมแหง ประเทศไทย. สวน www.dnp.go.th. [14 ก.ย. 2018]. พฤกษศาสตรปา ไม สาํ นักวชิ าการปา ไม กรมปาไม, กรงุ เทพฯ. ศูนยปฏิบตั กิ ารพืชเศรษฐกจิ , กรมอทุ ยานแหง ชาติ สัตวปา ธวชั ชยั เทยี นงาม. 2552. การศกึ ษาองคความรทู าง และพันธพุ ชื กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ การแพทยพนื้ บานลา นนา กรณศี กึ ษาหมอปน แกว ตนั ส่งิ แวดลอม. “ยางนา” [ออนไลน] . เขาถึงไดจ าก: นวล. วทิ ยานพิ นธม หาบณั ฑิต.มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล. www.dnp.go.th. [14 ก.ย. 2018]. นนั ทพร นิลวเิ ศษ. 2553. เภสชั วิทยาของยาระบบประสาท แอดรเี นอรจิกและเภสัชวิทยาของผูสงู อายุ โรงพยาบาล สวนพฤกษศาสตรคลองไผ, สํานกั งานโครงการอนุรักษ แพร จงั หวัดแพร. พันธกุ รรมพชื อนั เน่อื งมาจากพระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี. “ยางนา”. [ออนไลน] . เขาถึงไดจาก: www.rspg.or.th/plants_ data/kp_bot_garden/kpb.htm. [14 ก.ย. 2018]. สาํ นักงานจังหวดั ยโสธร. “ไมยางนา”. [ออนไลน] . เขาถึงได จาก: www.yasothon.go.th. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
474 “ตน เทา ยายมอม” กับการใชประโยชนตามภูมปิ ญญาทองถิน่ จังหวัดสรุ นิ ทร THE BENEFITS OF “THAO YAI MOM” (Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze) FROM SURIN LOCAL WISDOM สมชญา ศรธี รรม* และ วสา วงศสขุ แสวง Somchaya Sritram* and Vasa Wongsuksaweang สาขาวิชาเทคโนโลยีและการออกแบบภมู ทิ ัศน คณะเกษตรศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรนิ ทร Department of Landscape Technology and Design, Faculty of Agriculture and Technology, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus บทคดั ยอ โครงการรวบรวมองคความรูและภูมิปญญาทองถ่ินจังหวัดสุรินทรที่เก่ียวกับตนเทายายมอม มีวัตถุประสงคเพื่อสํารวจและ รวบรวมองคความรูและภมู ิปญญาทองถ่ินจังหวัดสุรินทรที่เกี่ยวกับตนเทายายมอ ม และสงเสริมใหชุมชนเห็นความสําคัญของ ตนเทายายมอม มีวิธีการดําเนินงานโดยการลงพ้ืนท่ีสํารวจและสัมภาษณชุมชนที่มีตนเทายายมอมอยูในชุมชนหรือในปาใกล ชุมชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร และจัดกิจกรรมเสวนาองคความรูและภูมิปญญาทองถิ่นเกี่ยวกับเทายายมอม เพ่ือเปนการ แลกเปล่ยี นเรยี นรรู ะหวางชมุ ชนและผูด ําเนินโครงการ มชี มุ ชนกลมุ เปาหมายในเขตอาํ เภอเมอื งสุรินทร 2 ตาํ บล 4 หมบู า น ใน เขตอําเภอจอมพระ 2 ตําบล 4 หมูบาน และจํานวนผูเขารวมกิจกรรมเสวนาฯ 60 คน โดยมีหัวขอการสัมภาษณแ ละเสวนา ดงั นี้ (1) ชมุ ชนรูจักและเหน็ ความสําคัญของตน เทายายมอ ม (2) ลกั ษณะของตนเทา ยายมอม (3) บริเวณทีพ่ บตนเทา ยายมอ ม และ (4) การใชประโยชนจากตนเทายายมอม ผลการศึกษาพบวา ชุมชนสวนใหญไมรูจักตนเทายายมอมและไมเห็นความ สาํ คญั เนือ่ งจากไมไ ดน ํามาใชประโยชนในปจจุบนั พบตน เทา ยายมอ มในบริเวณชายปา หรือบริเวณปา ทีแ่ ดดสอ งถึง โดยพบองค ความรูและภูมิปญญาทองถิ่นเก่ียวกับตนเทายายมอมเม่ืออดีตดังน้ี (1) ดานอาหาร คือ การรับประทานเมล็ดจากผลสุกของ เทายายมอม และการนาํ ใบออนหรือยอดออนมาลวกรบั ประทานกับน้ําพริก (2) ดานสมุนไพร เปนสมุนไพรดา นทาสมานแผล ตามรา งกาย และรักษาอาการปวดทอ ง และ (3) ดา นการใชป ระโยชนอ ืน่ ๆ ใชเ ปนยาเมา-เบือ่ ปลา ใชเปนท่ลี บกระดานชนวน และนาํ ไปปลูกประดบั บริเวณท่พี ักอาศัย ซง่ึ ในปจ จบุ นั ไมพบการนาํ มาใชประโยชนดังกลาว โครงการนี้จึงชว ยสง เสรมิ ใหชุมชน ไดตระหนักถงึ ความสําคัญ และรื้อฟน องคความรูและภูมปิ ญญาทองถิ่นทเ่ี ก่ียวขอ งกบั ตนเทา ยายมอ มใหคงอยสู ืบไป Abstract The aims of the study were 1) to investigate the knowledge and Surin local wisdom that it was related the Thao Yai Mom, 2) to gather the knowledge and Surin local wisdom that it was related the Thao Yai Mom, 3) to encourage people attention in value of Thao Yai Mom. The method used in the study were surveying, interviewing the local people who has the Thao Yai Mom nearby their village or the forest nearby village in Surin province and attending forum to exchange the knowledge and local wisdom of Thao Yai Mom between organizer and community. The participants were people in Mueang area, there was 2 sub-districts and 4 villages, in Chom Phra area, there was 2 sub-districts and 4 villages and 60 attendees. The topics of forum are as follows, 1) community knows and pay attention in value of Thao Yai Mom, 2) the appearance of the Thao Yai Mom, 3) the area where found the Thao Yai Mom, 4) the benefits of Thao Yai Mom. The findings of research showed that most of communities did not know the Thao Yai Mom and did not interest in value of the Thao Yai Mom due to it was not to be useful at the moment and found the Thao Yai Mom in the forest area by discovering the knowledge and local wisdom relating to the Thao Yai Mom in the past as following, 1) as foods by eating the seed of ripe fruits and taking young leaves to scald after that eat with chili dip, 2) as herbs was help to heal a wound and cure a stomachache, and 3) other benefits were used to be a poison drug to fish, a slate eraser, and a ornamental plant. However, the present days, it was not used anymore. This project can help the communities realized that they should pay attention to Thao Yai Mom and resurrect knowledge and local wisdom relating the Thao Yai Mom. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
475 คาํ สําคญั : เทา ยายมอ ม, การใชประโยชน, ภมู ิปญญาทอ งถน่ิ , จงั หวัดสุรนิ ทร Keywords: Tacca leontopetaloides, use, local wisdom, Surin province *ตดิ ตอ นกั วิจัย: สมชญา ศรธี รรม (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Somchaya Sritram (E-mail: [email protected]) บทนํา พฒั นาและถายทอดสืบตอกันมา เพอ่ื ใชแกป ญญาและพัฒนา “ตนเทายายมอม” (Tacca leontopetaloides (L.) ชีวิตของคนไทยใหสมดลุ กับสภาพแวดลอมและเหมาะสมกับ ยุคสมยั (ประภาศิริ, ม.ป.ป.) Kuntze) มี ชื่ อ ส า มั ญ ว า “ Thahiti arrowroot” ห รื อ “ Polynesian arrowroot” ห รื อ “ Tacca” อ ยู ใ น ว ง ศ ดังน้ัน โครงการรวบรวมองคความรูและภูมิปญญา DIOSCOREACEAE (เต็ม, 2557) เปนไมลมลุก หัวมีแปง ใบ ทองถ่ินจังหวัดสุรินทรที่เก่ียวกับตนเทายายมอม จึงเปน รปู ฝามือมี 3 แฉก กา นใบยาว 0.20-1.70 เมตร ชอดอกแบบ โครงการท่ีลงพื้นท่ีสํารวจชุมชนในจังหวัดสุรินทร ที่มีการนํา ชอซี่รมยาวไดถึง 2 เมตร ใบประดับยอยรูปเสนดาย ยาว เทายายมอมมาประกอบกิจกรรมตางๆ ตามภูมิปญญาของ 0.10-0.25 เมตร ดอกสีเขยี วอมเหลือง ผลเปนสันนนู จากขว้ั ทองถ่ินน้ันๆ เพ่ือรวบรวมองคความรูและภูมิปญญาทองถ่ิน ผลลงทายผลมีเมล็ดเปนจํานวนมาก (สารานุกรมพืชใน ของชุมชนในจังหวัดสุรินทรท่ีเกี่ยวของกับเทายายมอม และ ประเทศไทย (ฉบับยอ), 2559) “ตนเทายายมอม” เปนพืช ชวยสงเสริมใหชุมชนไดตระหนักถึงความสําคัญ และร้ือฟน หัวสะสมแปงทปี่ ระชาชนทั่วไปไมร ูจกั เพราะเปน พันธไุ มทห่ี า อ ง ค ค ว า ม รู แ ล ะ ภู มิ ป ญ ญ า ท อ ง ถ่ิ น ท่ี เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ ต น ยาก สามารถข้ึนทั่วไปในสภาพปาด้ังเดิม และวิธีการ เทายายมอมใหคงอยูสืบไป “งานวิจัยน้ีเปนงานสนอง แพรกระจายของเทายายมอมโดยเมล็ด เจริญทางตนในชวง พระราชดาํ ริในโครงการอนรุ กั ษพนั ธกุ รรมพชื อนั เนื่องมาจาก ฤดูฝน สามารถเก็บหัวใตดินไดในชวงหนาแลง การบริโภค พระราชดํารฯิ ” เทา ยายมอ มคอ นขางยงุ ยากโดยวธิ ีการสกัดแปง จากหัวใตดิน อุปกรณแ ละวิธกี ารสาํ รวจ สวนกานใบออนรบั ประทานเปนผักได ดวยเหตนุ ี้จึงทําใหค น 1. อุปกรณ ในทองถ่ินไมใหความสนใจ บางก็ตัดตนท้ิงหรือขุดหัวใตดิน ท้ิงไป (พัชราภรณ, 2557) ท้ังนี้ในการนําตน เทายายมอมมา 1.1) กลองบันทกึ ภาพ ใชประโยชนดานภูมิปญญาทองถ่ินในภูมิภาคอื่น เชน ภาค 1.2) สายวัด/เทปวัด ตะวันออกในจังหวัดชลบุรีน้ันนิยมนําหัวเทายายมอมมาทํา 1.3) เคร่อื งเขยี นและสมุดบนั ทึก แปงเรียกวา “แปงเทายายมอม” เปนแปงที่ใหคุณภาพดี 1.4) เครือ่ งบันทึกเสยี ง เหนียวนุมแตกตางจากแปงชนิดอื่นๆ และ นํามาทําอาหาร 2. วธิ กี ารดาํ เนนิ การ ตางๆ โดย สมิทธิชัย สุกปลั่ง , (2560) กลาววา บานคน 2.1) สํารวจชุมชนจังหวัดสุรินทรท่ีมีองคความรูและภูมิ เกาแกยุคกอนๆ มักจะมีแปงเทายายมอมติดครัวไวเสมอ ปญญาทอ งถนิ่ เกี่ยวกบั เทายายมอ ม สําหรับละลายน้ํารอนเปยกทําวุน ทําขนมใหคนชราหรือ 2.2) สัมภาษณและเก็บขอมูลองคความรูและภูมิปญญา ผูปวยกินเชื่อวาใหพลังงานดี กระชุมกระชวย ชวยสราง ทองถ่ินท่ีเกยี่ วกบั เทา ยายมอ ม สมดุลรางกาย ลดอาการซึมเศรา ยอดออนนํามาผัดกับกะทิ 2.3) จัดกิจกรรมเสวนาองคความรูและภมู ิปญญาทองถนิ่ สดกินกับนํ้าพริกกะป มีรสชาติกลมกลอม รวมท้ังนําแปงมา ทเ่ี ก่ียวกับเทายายมอ ม พอกแผลหามเลือด พอกฝ หนอง ลดอาการคันระคายเคือง 2.4) ถายภาพสวนตางๆ ของตนเทายายมอม และ ผสมน้ํามะนาวทาบรรเทาพิษแมงกะพรุนไฟ แมลงสัตวกัด กิจกรรมการดําเนินการตา งๆ ตอยไดเปนอยางดี ซึ่งเปนภูมิปญญาทองถ่ินที่มีเฉพาะถ่ิน 2.5) วิเคราะหแ ละเรียบเรียงขอมูลจากการสมั ภาษณแ ละ เทาน้ันยังไมเปนท่ีรูจักอยางแพรหลาย การรวบรวมภูมิ การเสวนาฯ ปญญาที่เกี่ยวกับเทายายมอมมีจํานวนนอย มีเฉพาะท่ี 2.6) สรุปขอมลู และอภปิ รายผลการศึกษา เกี่ยวของกบั อาหารและสมุนไพรเทานัน้ โดยโครงการอนรุ กั ษ 3. สถานทีด่ าํ เนนิ การ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ใหความสําคัญ สํารวจเทายายมอ มในพื้นที่จงั หวัดสรุ ินทร โดยการสาํ รวจปา และมีแนวปฏิบัติมาโดยตลอด ถือเปนองคความรู และหมูบานที่พบตนเทายายมอ มและรูจกั ตนเทายายมอม 4 ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสม พ้นื ที่ ดงั น้ี ประสบการณท่ีผานกระบวนการเรียนรู เลือกสรร ปรุงแตง 3.1) ชุมชนตําบลจอมพระ อําเภอจอมพระ จังหวัด สรุ ินทร (ปา หนองมะโปง) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
476 3.2) ชมุ ชนตาํ บลบานผอื อําเภอจอมพระ จังหวัดสรุ นิ ทร 3) ปายางชุม ตําบลทาสวาง อําเภอเมืองสุรินทร มี (ปาสริ ิกติ ติ)์ ลักษณะปาเปนปาเบญจพรรณ ผสมปาเต็งรัง พบตน เทายายมอมบริเวณชายปาบริเวณท่ีแดดสองถึงและมี 3.3) ชุมชนตําบลนอกเมือง อําเภอเมอื ง จังหวัดสุรินทร ลักษณะเปนดินทราย และขึ้นบริเวณริมทางเดินภายในปา (ปาสกร็อม) พบการกระจายตวั อยูหลายจดุ (ภาพท่ี 3) 3.4) ชุมชนตําบลทาสวาง อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร ภาพท่ี 3 ตน เทายายมอมบรเิ วณปายางชมุ (ปายางชุม) 4) ปาสกรอ็ ม ตําบลนอกเมือง ดาํ เนินการสาํ รวจปา สกร็ อม ตําบลนอกเมือง อําเภอเมืองสุรินทร พบบริเวณชายปา จัดกิจกรรมเสวนาองคความรูและภูมิปญญาทองถ่ิน บางสวนที่แดดสองถึง เปนตนเทายายมอ มที่มสี ภาพสมบูรณ เกี่ยวกับเทายายมอม บานปลาเข็ง ตําบลจอมพระ อําเภอ และตนใหญเน่ืองจากดินสมบูรณมีสภาพชื้นและอยูภายใน จอมพระ จงั หวดั สุรนิ ทร บรเิ วณวดั (ภาพที่ 4) ผลการศกึ ษา 1. การสาํ รวจตนเทา ยายมอ มในพื้นทป่ี าชมุ ชน ผลการลงพนื้ ท่ีสํารวจเทายายมอมในปา ชุมชนจํานวน 4 พ้ืนที่ ดังนี้ 1) ปา หนองมะโปง ตําบลจอมพระ อําเภอจอมพระ พบ ตนเทายายมอมบริเวณพ้ืนท่ีดินท่ีเปนดินทรายปนรวน เล็กนอย และขึ้นริมชายปาท่ีแสงสองถึง และริมทางเดินท่ี เปนทางน้ําไหลในหนาฝนตามฤดูกาล เมื่อหนาแลงจะแหง เปนดินทรายชัดเจน ปาหนองมะโปง พบตนเทายายมอมมาก ทีส่ ดุ (ภาพท่ี 1) ภาพท่ี 1 เทายายมอมบริเวณปาหนองมะโปง ภาพท่ี 4 ตนเทายายมอมบรเิ วณปาสกรอ็ ม 2) ปาสิริกิตติ์ ตําบลบานผือ อําเภอจอมพระ พบตน 2. การลงพ้ืนท่ีสัมภาษณชมุ ชน เทายายมอมบริเวณริมทางน้ําไหลภายในปาหนาแลงมาก ที่สุด ซ่ึงมีสภาพเปนดินทรายปนรวนเล็กนอย และพบท่ี โดยการสัมภาษณและเก็บขอมูลองคความรูและภูมิ บริเวณชายปาบางสวน พบตนเทายายมอมไมมากนัก มี ปญญาทองถิ่นที่เกี่ยวกับเทายายมอม 4 ตําบล 8 ชุมชน คือ จํานวนนอยกวาปามะโปง เนื่องจากปาสิริกิตตมตี นไมยนื ตน ตําบลจอมพระ มี 2 ชุมชน คือบานปลาเข็งและบานกระทมุ หนาแนน กวาปา มะโปงทําใหแดดสอ งถงึ นอยกวา (ภาพท่ี 2) ตําบลบานผือ 2 ชุมชนคือ บานสามัคคี และบานโนนกลาง ตําบลนอกเมือง 1 ชุมชน คือ บานตะตึงไถง และ ตําบลทา ภาพที่ 2 ตน เทา ยายมอมบรเิ วณปาสิรกิ ติ ต สวาง 3 ชุมชน คือ บานโคกสวาย บานเขวานอย และบาน ทาสวาง (โดยสัมภาษณเปนภาษาทองถิ่น คือ ภาษากูย และ ภาษาเขมร) สรุปผลการสมั ภาษณต ามหวั ขอ ดังนี้ 1) คําถามขอที่ 1 “ทานรูจักตนเทายายมอมหรือไม” พบวา คําวา “ตนเทายายมอม” ในภาษาไทย เปนช่ือท่ีไมมี ผูใดรูจกั เลย เมือ่ นํารูปภาพมาแสดงใหเหน็ จึงรจู กั เปน ชื่อใน ภาษาถ่ินโดยตําบลจอมพระและตาํ บลบานผือเปน ชุมชนชาว การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
477 กูย มีภาษาพูดเปนภาษากูย จึงเรียกวา “อาบุกโขะ“ สวน หายไปกับผูรูท่ีสูงวัยและไมมีการบันทึกความรูไวเปนลาย ตําบลนอกเมืองและตําบลทาสวางเปนชุมชนชาวเขมร มี ลักษณอ ักษร จงึ หายไปพรอมกบั ผรู ทู ่ีเสียชวี ิตนั้นเอง ภาษาพดู เปนภาษาเขมรสุรินทร จงึ เรยี กวา “กาํ พลั้วะ“ ซง่ึ ผู ท่ีรูจักเปนผูสูงอายุ เปนหมอยาสมุนไพรพ้ืนบานและเปนผูท่ี 4) คําถามขอที่ 4 “มีการนาํ ตนเทา ยายมอ มมาใชใ นดา น เดินหาของปา แตสวนใหญประชาชนท่ัวไปทั้ง 4 ตําบลไม คติ ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม หรือไม” พบวา ไมมี คติ รู จั ก ท้ั ง ชื่ อ แ ล ะ ไ ม เ ค ย เ ห็ น ต น จ ริ ง ข อ ง ต น เ ท า ย า ย ม อ ม ความเชื่อ หรือประเพณีทองถิ่นใด ท่ีนําเอาตนเทายายมอม เน่ืองจากเปนไมหัวลมลุกตามฤดูกาลและหายากในชุมชน มาประกอบพธิ ีดวย และหลายคนยังเขาใจวาคือตนไมชนิดเดียวกันกับตนบุกปา และเชื่อวาจะทําใหคันเหมือนตนบุกปานั้นเอง จึงไมคอยมี 5) คําถามขอที่ 5 “มีการนําไปเปนอาชีพหรือปลูกขาย ผูใดใหความสนใจ เพราะไมเห็นการใชประโยชนและบอก หรือไม พบวา ไมมีการนําตนเทายายมอมไปเปนอาชีพหรือ ตอมาจากบรรพบุรุษ ปลกู ขายแตอยางใด” 2) คําถามขอท่ี 2 “บริเวณที่พบเทายายมอมอยูบริเวณ 6) คําถามขอท่ี 6 “มีการนําตนเทายายมอมไปใช ใด” ทุกชุมชนกลาววา พบตนเทายายมอมในบริเวณปาใกล ประโยชนดานอื่นๆ หรือไม” พบวามีการนําไปใชประโยชน ชุมชน โดยพบตนเทายายมอมกระจายตัวเปนกลุมบริเวณ ดานอน่ื 2 ประการ คือ ชายปาที่เปนดินทรายปนรวนและท่ีแดดสองถึงรวมท้ัง บริเวณริมทางเดินภายในปา บางชุมชนพบในสวนหลังบาน 6.1) ทาํ เปน ท่ีลบกระดานชนวน จากการสมั ภาษณ แตม ีเปน สว นนอยและไมไดเหน็ ความสาํ คัญแตอ ยา งใด ผูสงู อายุ กลา ววา เมื่อสมยั กอ นมกี ารเขยี นหนังสอื ดวยดินสอ พองกับกระดานชนวน วิธีการลบกระดานฉนวนคือตัดสวน 3) คําถามขอที่ 3 มีการนําตนเทายายมอมมาใช ตนของเทายายมอมห่ันขวางลําตน แลวเอามาลบกระดาน ประโยชนในชุมชนอยางไรบาง ชนวน เนอื่ งจากตนเทายายมอมเปนไมอ วบนํ้าและลําตน ของ เทา ยายมอมเมอ่ื ตัดแลวจะมีนํ้าอยทู ําใหลบดินสอพองออกได 3.1) ดานอาหาร พบวา มีประชาชนสวนนอยที่ทราบวา และเมื่อกอนมีปาอยูจํานวนมากทําใหมีตนเทายายมอม ตนเทายายมอมรับประทานได โดยทานเมล็ดขางในผลของ ข้ึนอยูจํานวนมากเชนกัน แตปจจุบันไมไดใชแลวเน่ืองจาก ตนเทายายมอมที่เปนเมล็ดสุก สามารถรบั ประทานได ซ่ึงจะ วิธกี ารเขียนหนังสอื เปลีย่ นไปวธิ ีการลบจงึ เปล่ยี นไปดวย มีรสเย็น ถาผลสุกมากจะรสหวาน ถายังไมสุกมากจะออกรส หวานอมเปรี้ยว ทานเวลาเดินเขาปาทําใหมีแรง กระปร้ี- 6.2) ทาํ เปนยาเมาปลาหรอื เบื่อปลา เปนวธิ กี ารหา กระเปรา โดยสวนใหญ กลาววา ไมทราบวารับประทานได ปลา โดยใชหัวตนเทายายมอมทั้งเปลือกมาตําใหละเอียด เพราะคิดวาจะมีความคันเหมือนตนบุกปา จึงไมกลานํามา พอประมาณ แลวนําไปหวานลงในบอน้ําหรือบริเวณท่ี รับประทาน ตองการจะเบื่อปลา ทิ้งไวสักพักปลาจะมีอาการมึนเมายา หรือเบื่อยา แลวลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ําเปนจํานวนมาก โดย 3.2) ดานสมุนไพร จากการสัมภาษณภูมิปญญาดาน ปลาจะไมตายเพียงแคสลบเทานน้ั จากน้นั จึงตกั ปลาข้ึนมาได สมุนไพรและหมอยาสมุนไพรพื้นบานของตําบลทาสวาง โดยงาย ถือเปนวิธีการหาปลาในสมัยกอนท่ีงายและเร็ว แต พบวา มีการนําหัวตนเทายายมอมไปเปนสวนผสมเขายากับ ปจจุบันไมน ิยมแลว สมุนไพรชนิดอ่ืนๆ ใชรักษาอาการปวดทอง และนําใบตน เทายายมอ มมาตมกับนํา้ ใหเดือด และนาํ เฉพาะน้าํ มาดม่ื เพื่อ สัมภาษณช ุมชนอําเภอเมอื งสุรินทร (พดู ภาษาเขมรสุรินทร) รักษาอาการปวดทองเชนเดียวกัน แตตอนน้ีไมนิยมนํามาใช แลว เนื่องจากเปนตนไมหายากไมคอยพบในชุมชน ข้ึน เฉพาะบริเวณในปาและเปนไมหัวลมลุกตามฤดูกาล มี ผลผลิตนอยจึงไมมีการนํามาเปนสวนประกอบเขายาและ เลือกใชสมนุ ไพรชนดิ อ่ืนแทน ทง้ั น้เี มื่อสัมภาษณชมุ ชนตําบล จอมพระ ไดบอกวา เคยพบบรรพบุรุษที่เปนหมอยา นําไป เปนสมุนไพรเขายาดวย แตทานน้ันไมยอมถายทอดองค ความรูใ ห เนอ่ื งจากมีความเชอื่ วา เมื่อบอกกลาวไปแลว ถาผู ที่ไดรับการถายทอดไมสามารถปฏิบัติได ก็จะทําใหผูท่ี ถายทอดเกิดอาการเจ็บปวยโดยไมทราบสาเหตุ ซึ่งน้ีคือ สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งทําใหองคความรูด้ังเดิมสูญ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
478 สัมภาษณชุมชนอําเภอจอมพระ (พดู ภาษากยู ) 1) การใชประโยชนจากตนเทายายมอ มดานอาหาร มี 2 ประเภท ดังน้ี ภาพท่ี 5 ลงพืน้ ทีส่ ัมภาษณช ุมชน 7) คําถามขอที่ 7 “มีการถายทอดองคความรูและภูมิ 1.1) รับประทานเมล็ดจากผลสุกของเทายายมอม ปญญาทองถ่ินเก่ียวกับเทายายมอมหรือไม” พบวา ไมมีการ เม่ือเวลาเดินเขาไปในปา จะเด็ดผลท่ีสุกแลวบิผลออก ถายทอดบอกตอกันจากบรรพบุรุษเลย มีเพียงการสังเกต รับประทานเฉพาะเมลด็ มีรสหวานเยน็ ๆ อมเปรย้ี วเล็กนอย และปฏิบัติตามกนั เทาน้ัน เชน การรับประทานเมล็ดจากผล ทานแลวรูสึกสดช่ืน แตไมกลาทานมากนักเน่ืองจากมีความ สุก ก็สังเกตและปฏิบัติตามกันวารับประทานได เปนตน ทํา เช่อื วาทานมากแลวจะเกดิ อาการเมาเบือ่ ใหภูมิปญญาทองถ่ินหรือองคความรูตางๆ เก่ียวกับเทายาย- มอ มในชุมชนดงั กลา วมนี อ ยมาก 1.2) รับประทานโดยการนําใบออนหรือยอดออน 3. การเสวนาองคความรูแ ละภูมปิ ญ ญาทอ งถน่ิ เก่ียวกบั ตน ของตนเทายายมอม มาลวกกับนํ้ารอนพอประมาณแลว เทายายมอ ม นํามารับประทานกับนํ้าพริกปลาทูหรือนํ้าพริกปลาสด มี การจัดกิจกรรมเสวนาเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู รสชาติขมเล็กนอย ระหวางชุมชนและผดู ําเนินโครงการ ทต่ี ําบลจอมพระ อาํ เภอ จอมพระ จงั หวดั สุรนิ ทร โดยมีชุมชนเขา รวมกิจกรรม 60 คน 2) การใชประโยชนจากตนเทายายมอมดานสมุนไพร จาก 4 ชมุ ชน ผลจากการเสวนา มดี ังนี้ โดยนําตนเทายายมอมมาใชเปนสมุนไพรดานทาสมานแผล การใชประโยชนของตนเทายายมอม ดานอาหารและ ตามรางกาย นําหัวเทายายมอมมาลางใหสะอาดหรือปอก ดานสมุนไพรดงั นี้ เปลือกทําความสะอาดแลวฝานเปนซีกหรือผาหัวออกเปน สวนๆ นําสวนดานในหัวมาถูบริเวณบาดแผล หรือนําหัว ภาพท่ี 6 กิจกรรมเสวนาแลกเปลยี่ นเรียนรู เทายายมอมไปฝนกับหินผสมน้ําเล็กนอยใหเปนเน้ือละเอียด นํามาทาบริเวณแผล ซ่ึงชวยรักษาบาดแผลใหหายเร็วข้ึน และมกี ารนําสว นของเทา ยายมอมไปเขาตํารับยา แตไ มมีใคร ทราบรายละเอียดเน่ืองจากผูรูไมยอมเปดเผยหรือบอกตอ สวนใหญเปนผูสูงอายุและมีความเชื่อวาถาบอกตอจะทําให เกดิ การเจ็บปว ยโดยไมท ราบสาเหตไุ ด 3) การใชประโยชนจากตนเทายายมอมดานการประดับ ตกแตง นอกจากน้ีบางบานมีการนํามาใชตกแตงประดับ เน่ืองจากมีรปู ลกั ษณทส่ี วยงาม โดยการนาํ มาปลูกใสก ระถาง ประดับบาน แตพ บเปน สว นนอย 4. สรปุ ขอมลู องคค วามรูและภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ินเกีย่ วกับตน เทายายมอ ม จากการสัมภาษณช มุ ชนและการจดั กิจกรรม เสวนาฯ ดงั น้ี (ตารางที่ 1) สรปุ ผลการศกึ ษา จากการลงพ้ืนท่ีสํารวจตนเทายายมอมพบวา สวนใหญ ตนเทายายมอมจะข้ึนอยูในบริเวณชายปา พบในชุมชน จํานวนนอยมาก ชุมชนสวนใหญไมรูจักตนเทายายมอม พบ การใชประโยชนตามภมู ิปญญาทองถิ่น ดังน้ี (1) ดานอาหาร คือ นําเมล็ดจากผลสุกมารับประทานและนําใบยอดออนมา ลวกรับประทาน โดยมีวิธีการรับประทานแบบงาย (2) ดาน สมุนไพรคือ รักษาอาการปวดทอง โดยเอาหัวไปเขายากับ สมุนไพรชนิดอื่น และนําใบตนเทายายมอมไปตมเอาเฉพาะ น้ํามาด่ืม และการรักษาบาดแผลโดยการนําสวนหวั ใตดนิ มา ใชเปนสมุนไพรรักษาแผล หรือพอกแผล (3) สวนดานอ่ืน ๆ คือนําสวนตน เทายายมอมมาเปนท่ีลบกระดานชนวนและนํา สวนหัวมาตําแลวทําเปนยาเบ่ือปลา และนํามาปลูกเปนไม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
479 ประดับ โดยชุมชนสวนใหญไมคอยเห็นความสําคัญและไม 3) ขาดการถายทอดภูมิปญญาและนําไปใชประโยชนใน ทราบประโยชนท ีห่ ลากหลายของตน เทา ยายมอม ทองถิ่น ทําใหองคความรูหรือภูมิปญญาเกี่ยวกับตน สรปุ ปญหาและอุปสรรค เทายายมอ มสูญหายไปกบั ผูรูซึ่งสว นใหญเ ปน ผสู ูงอายุ 1) ชมุ ชนสว นใหญไมร จู กั ตน เทา ยายมอม 4) ตนเทายายมอมลดจํานวนลงอยางรวดเร็ว ไมพบเห็น 2) ชุมชนมีการนําไปใชประโยชนนอยมาก ชุมชนสวน ในชุมชน พบเฉพาะในปา เทาน้ัน ใหญไมไดประโยชนจากตนเทายายมอมสงผลใหไมเห็น คุณคา ของตนเทายายมอ ม 5) ขอจํากัดของตนเทายายมอม ที่เปนพืชหัวลมลุก ขึ้น ตามฤดูกาล และสวนหวั ใตด ินทีใ่ ชประโยชนตองใชเวลา 2-3 ป ทําใหไมนิยมนํามาใชประโยชน ชุมชนจึงหันไปใชพืชชนิด อ่นื ทดแทน ตารางท่ี 1 ขอมูลองคความรูและภมู ิปญ ญาทองถน่ิ เก่ียวกับตนเทา ยายมอ ม ภูมปิ ญญาทองถ่ิน วธิ กี ารนาํ ไปใช รปู ภาพประกอบ 1. ดา นอาหาร ดงั นี้ 1.1 รบั ประทานผลสุก รั บ ป ร ะ ท า น เ ม ล็ ด ผ ล สุ ก ข อ ง ต น - เปน ภมู ิปญ ญาทองถนิ่ เทายายมอม มีรสหวาน หรือหวานอม ทใ่ี ชท้ังเมื่ออดตี และปจ จุบัน เปรี้ยว เย็นสดช่ืน 1.2 ลวกรับประทาน นํ า ใ บ อ อ น ห รื อ ย อ ด อ อ น ข อ ง ต น ผลสกุ ของตนเทายายมอม - เปนภูมิปญญาทองถิ่น เทายายมอมมาลวกกับน้ํารอน แลว ทใ่ี ชทั้งเม่อื อดีตและปจ จุบัน นํามารับประทานกับนํ้าพริกปลาทูหรือ ปลาสด 2. ดา นสมุนไพร ดงั นี้ ใบออนหรือยอดออนของตนเทายายมอม 2.1 สมนุ ไพรรักษาแผล -นําหัวใตดินมาตํา หรือฝนกับหินให หวั ใตด ินของตนเทายายมอม ละเอียดมาพอกทาแผล หรือ ฝานผาซีก ลาํ ตน ของตนเทา ยายมอ ม ทาแผล 2.2 สมนุ ไพรรกั ษาอาการปวด -นําหัวใตดินไปผสมเขายากับสมุนไพร การปลูกในภาชนะปลูกเพอื่ ประดับท่ีพักอาศัย ทอง ชนิดอืน่ หรือนาํ ใบไปตมใหเดอื ดแลวนํา น้ําทต่ี ม มาด่มื 3. ดานอน่ื ๆ ดงั น้ี - นําหัวใตดินมาตําใหละเอียด แลวไป 3.1 ทาํ เปนยาเบื่อปลา หวานที่เปน บอ สระ หวย ทําใหปลาเกิดอาการมึนเมาหรือเบ่ือ ยาจนสลบแลว ลอยตัวข้นึ มา 3.2 ทําเปนที่ลบกระดาน - นําตนเทายายมอมมาตัดขวางสวนลํา ชนวน ตนเปนทอน ลําตนมีน้ําอยูเปนจํานวน มาก สามารถนําไปลบกระดานชนวนได - นาํ มาปลูกใสกระถางหรอื ภาชนะปลูก 3.3 ทําเปน ไมป ระดับ นําไปประดับในบริเวณบานหรือที่พัก อาศัย ท่ีมา: สมั ภาษณและเสวนาภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
480 ขอ เสนอแนะ ตาํ บลทาสวาง. สมั ภาษณ. 1) ควรมีการสงเสริมและใหความรูเรื่องตนเทายายมอมแก นิลุบล สมหวัง. 2559, 20 มิถุนายน. ภูมิปญ ญาทองถิ่น ชมุ ชน ตาํ บลผอื . สัมภาษณ. 2) ควรมีการสนับสนุนใหชุมชนเกิดการอนุรักษ การปลูก บังอร บุตรงาม. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ิปญ ญา การนําไปใชป ระโยชนและเหน็ คณุ คาของตนเทายายมอ ม ทอ งถ่นิ ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. 3) ควรมีการรวบรวม จัดเก็บและบันทึกองคความรูและภูมิ บญุ เจริญ แสงพา. 2561, 9 กรกฎาคม. ภมู ิปญญา ปญญาทองถิ่นเกี่ยวกบั ตน เทา ยายมอมในชมุ ชนอ่ืนๆ ดวย ทอ งถ่ินตาํ บลทาสวาง. สัมภาษณ. 4) ควรมีการจัดฝกอบรมดานการแปรรูปผลิตภัณฑตางๆ ผวย แสงทับทิม. 2561, 8 มิถนุ ายน. ภมู ิปญญาทองถนิ่ จากตน เทา ยายมอ ม ตําบลทา สวาง. สัมภาษณ. คําขอบคณุ พนวล บญุ ทัน. 2561, 20 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญา โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ ทองถิ่นตําบลนอกเมอื ง. สัมภาษณ. พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจัย ขอขอบคุณมา ภัทรภร สรอ ยจติ ร. 2561, 20 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญา ณ ทนี่ ีด้ วย เอกสารอางอิง ทองถิน่ ตาํ บลนอกเมอื ง. สัมภาษณ. เต็ม สมติ ินนั ทน. (2557). ชือ่ พรรณไมแหงประเทศไทย ฉบบั มวย แสงทับทิม. 2561, 8 มิถุนายน. ภูมปิ ญ ญาทองถิ่น ปรบั ปรงุ 2557. เทายายมอม. สบื คนเม่ือ 15 กันยายน ตําบลทา สวาง. สมั ภาษณ. 2560, จาก http://www.dnp.go.th/botany/mplant มอญ แจมใส. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญาทองถ่ิน /index.aspx. ประภาศริ ิ กลางพอน. (2558). ภูมิปญญาไทยและสขุ ภาพ (Thai ตาํ บลผอื . สมั ภาษณ. Wisdom and Health). สืบคนเมอ่ื 20 กรกฎาคม 2558, ระทม ทองแมน. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญา จาก http://www.ipesp.ac.th/ learning /thaistory/index.html ทองถิ่นตําบลผือ. สัมภาษณ. พชั ราภรณ แสงโยจารย. (2557). ศึกษาการเจริญเติบโตและ รชั นี บรู ณะ. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ิน การอนรุ ักษของเทายายมอ ม. รายงานผลการดําเนินงาน โครงการ อพ.สธ. มทร.อีสาน วข.สุรนิ ทร. ตําบลจอมพระ. สัมภาษณ. สมิทธิชยั สกุ ปล่งั . ( 2560 ). เทา ยายมอ ม แปงจากพชื ท่ี รําพึง ถาพรผาด. 2561, 20 กรกฎาคม. ภูมิปญญา เหมาะกับมนุษยท ีส่ ุด. สบื คนเม่อื 22 มีนาคม 2561, จาก https://www.technologychaoban.com /thai-local- ทองถนิ่ ตาํ บลนอกเมือง. สมั ภาษณ. wisdom/article_28959 ลาวลั ย ทองแมน. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมิปญ ญา สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบบั ยอ ). ( 2559 ).เทายายมอ ม. สืบคนเมอื่ 22 มนี าคม 2561, จากhttp:// ทองถิน่ ตําบลผือ. สัมภาษณ. www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words Linkno ลําไพ บรู ณะ. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ิปญ ญาทองถ่ิน =2770&words=ทา ยายมอ ม&typeword =word. อางองิ การสัมภาษณภ ูมปิ ญ ญาทอ งถิ่น ตําบลจอมพระ. สัมภาษณ. คาํ นาง บุตรงาม. 2560, 20 มถิ ุนายน. ภูมปิ ญญาทองถ่ินตําบล วอน แยม ศรี. 2561, 9 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ผอื . สัมภาษณ. จนั ทร บูรณะ. 2560, 12 มถิ ุนายน. ภมู ิปญญาทองถ่ินตําบลผือ. ตําบลทา สวาง. สมั ภาษณ. สมั ภาษณ. วิรฬุ สุดใจ. 2561, 9 กรกฎาคม. ภูมปิ ญญาทอ งถิน่ ไชยา สขุ ไสว. 2560, 25 ตุลาคม. ภมู ิปญ ญาทองถ่นิ ตําบลนอกเมือง. สมั ภาษณ. ตําบลทาสวาง. สมั ภาษณ. ซา ศรีเพชร. 2561, 20 มถิ นุ ายน. ภมู ปิ ญ ญาทองถิ่น สงวน บงั ทอง. 2561, 8 มิถนุ ายน. ภมู ปิ ญ ญาทองถ่นิ ตาํ บลผอื . สัมภาษณ. ทองมน สุขแสวง. 2561, 16 พฤษภาคม. ภูมิปญญา ตาํ บลทา สวาง. สัมภาษณ. ทอ งถ่นิ ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. สมจิต มโี ชค. 2561, 8 มิถนุ ายน. ภูมปิ ญญาทอ งถิ่น นอย มณอี อ น. 2561, 9 กรกฎาคม. ภมู ปิ ญญาทอ งถ่ิน ตําบลทา สวาง. สมั ภาษณ. สวงิ สขุ แสวง. 2561, 16 พฤษภาคม. ภูมิปญญาทอ งถ่ิน ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. สุต๋มิ เพง พิศ. 2561, 22 กรกฎาคม. ภมู ิปญญาทอ งถิน่ ตําบลผอื . สัมภาษณ. สํารอง เงางาม. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ิปญ ญา ทอ งถ่นิ ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. ออ น ศรเี พชร. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมปิ ญญาทองถ่ิน ตําบลผือ. สมั ภาษณ. อยั สุดใจ. 2561, 9 กรกฎาคม. ภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ ตําบลทาสวาง. สมั ภาษณ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
481 องคประกอบภูมิทศั นวัฒนธรรมดา นการปลกู หมอ นเลย้ี งไหมของชุมชนชาวกูย ในพนื้ ทตี่ าํ บลบานผอื อําเภอจอมพระ จังหวดั สรุ ินทร CULTURAL LANDSCAPE ELEMENTS IN SILK CULTURE OF KUI COMMUNITY IN THE AREA OF BAN PHUE SUB-DISTRICT, CHOMPHRA DISTRICT, SURIN PROVINCE วสา วงศส ขุ แสวง* และ สมชญา ศรธี รรม Vasa Wongsukweang* and Somchaya Sritram สาขาวชิ าเทคโนโลยีและการออกแบบภมู ทิ ศั น คณะเกษตรศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร จ. สรุ ินทร 32000 Department of Landscape Technology and Design, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus, Surin 32000 บทคัดยอ โครงการศึกษาองคประกอบภูมิทัศนวัฒนธรรมดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชนชาวกูย ในพ้ืนที่ตําบลบานผือ อําเภอ จอมพระ จังหวัดสุรินทร เปนสวนหนึ่งของโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพ รัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี จากการศึกษาองคประกอบภมู ิทัศนวัฒนธรรมดา นการปลกู หมอ นเลย้ี งไหมของชุมชนชาว กูย จากภูมิปญญา วิถีชีวิต และความศรัทธาที่เปนสายใยผูกพัน ที่กอเกิดองคประกอบภูมิทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูก หมอนเลีย้ งไหมของชมุ ชนชาวกูย ทีเ่ ปน อตั ลักษณเ ฉพาะสบื ทอดตอ กนั มาของชาวกูย ซง่ึ สะทอนถงึ วถิ ีการดําเนนิ ชีวิต ความเช่ือ ความคิด จารีต ประเพณี พิธีกรรม คานิยมและภมู ิปญญาทองถน่ิ ซึ่งเปนการบงบอกถึงอัตลกั ษณท่ีสะทอนถึงวิถีชีวิตที่ดําเนนิ ตามคุณธรรม จริยธรรม ท้ังยังเปนการดํารงความเปนชาวกูย จากการสํารวจการใชประโยชนจากภูมิปญญาการปลกู หมอ น เล้ียงไหมรวบรวมขอมูล สัมภาษณปราชญชาวกูยแตละหมูบานในตําบล สามารถแบงได 2 ปจจัย คือ 1) ปจจัยดานรูปธรรม ไดแก องคประกอบทางภูมิทัศนวัฒนธรรม ลักษณะทางกายภาพกิจกรรมในการปลูกหมอนเล้ียงไหม เครื่องมืออุปกรณและ ดา นการใชพ ื้นท่ี 2) ปจ จัยดานนามธรรม ไดแ ก คติความเชือ่ ประเพณี วัฒนธรรม หรือความคดิ อืน่ ๆ ท่ีเกีย่ วเนอ่ื งกบั การปลกู หมอนเล้ยี งไหม และพบวาในตาํ บลบา นผอื มีทง้ั หมด 11 หมูบาน จากการสํารวจพบวามีหมูบานที่เปน ชาวกูย ส่อื สารเปน ภาษา กูยจํานวน 5 หมูบาน ไดแก บานสามัคคี บานโนนกลาง บานมวง บานหมอสวน บานจบก และพบวามีผูปลูกหมอนเลี้ยง ไหมท่ีเปนชาวกูยนอยราย มีเพียง 3 หมูบาน คือบานสามัคคี 4 ราย บานโนนกลาง 5 ราย และบานจบก 6 ราย ท่ียังคงมีองค ความรูและสืบทอดการเล้ยี งไหมในแบบฉบับชาวกูยจนถึงปจจุบันและยังสามารถนาํ องคค วามรูทางดานภูมิทศั นวัฒนธรรมมา บูรณาการการเรยี นการสอนกับงานบรกิ ารวชิ าการไดอยา งเปนเอกลกั ษณเฉพาะถน่ิ ไดอ ยา งเหมาะสม Abstract Cultural landscape elements in Silk culture of Kui community In the area of Ban Phue Sub District, Chompra District, Surin province Project. As part of the conservation of plant genetic project the Royal Intiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG). Study of cultural landscape in the sericulture of Kui community the area of Ban Phue Sub-district, Chom Phra District, Surin province. From the intellectual life and faith is a commitment. The generating elements of cultural landscape the sericulture of Kui community. A specific identity, inherited each of Kui. Which reflects the lifestyle, beliefs, thoughts, traditional culture, rituals, values, and wisdom. which is indicative of the identity reflects the lifestyle that follow the moral is maintain the Kui. The use of the wisdom of sericulture information collection by interviewed each philosopher Kui village in the sub-district can be divided into 2 factors: 1) concrete factors namely landscape elements, culture, physical characteristics, activities for growing mulberry silk. tools, equipment and areas of use 2) abstract factors such as beliefs, traditions, cultures or other ideas Related to growing mulberry silk there are 11 villages in Ban Phue Sub-district Among these. there are 5 villages thatcommunicated in Kui language, namely Ban Samakkhi, Ban Non Klang, Ban Muang, Ban MoSuan, and Ban Cha Bok, and found that there were only a few people who raised the silk mulberry cultivar. that still have knowledge and inherit การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
482 silk culture in the traditional Kui people up to the present and can also integrate the knowledge in the cultural landscape learning teaching and academic services appropriately unique. คาํ สาํ คญั : กูย, ภมู ิทัศนว ฒั นธรรม, เล้ียงไหม, จอมพระ Keywords: Kui, Cultural Landscape, Silk culture, Chomphra *ตดิ ตอนกั วจิ ัย: วสา วงศส ขุ แสวง (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Vasa Wongsuksaweang (E-mail: [email protected]) บทนาํ 3) วิเคราะหถึงสถานการณ ศักยภาพ ปจจัยและ จังหวัดสุรินทรมีการผสมผสานของชาติพั นธุท่ี องคประกอบท่ีเก่ียวของทางภูมิทัศนวัฒนธรรมการปลูก หมอนเล้ยี งไหมของชาวกูยตําบลบานผือ หลากหลาย มีลักษณะเฉพาะทางภูมิทัศนวัฒนธรรมท่ีมี คุณคาทางวัฒนธรรม นับเปนสิ่งที่สะทอนถึงวิถีชีวิตและภมู ิ ภาพท่ี 1 แผนทตี่ าํ บลบานผือ ปญญารวมทัง้ การแกปญหาทีส่ อดคลองกบั สภาพแวดลอ มทั้ง ผลและวิจารณผลการทดลอง ทางกายภาพและทางสังคม เน่ืองจากในพื้นท่ีมีความ หลากหลายดานตางๆ สงผลใหภูมิทัศนวัฒนธรรมของแตละ การศึกษาภูมิปญญาทองถ่ินเก่ียวกับองคประกอบภูมิ พื้นที่มีลักษณะที่ตางกันออกไป ทั้งนี้ในการศึกษาจะลงพื้นที่ ทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชน เขตตําบลบานผือ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร ซึ่งมีชาว ชาวกูย ในพืน้ ที่ตาํ บลบานผือ อาํ เภอจอมพระ จังหวดั สรุ นิ ทร กูยอาศัยอยูในตําบล โดยมีวิถีการปลูกหมอนเล้ียงไหมทีเ่ ปน สามารถสรุปรายละเอียดไดดังน้ี ชาวกูยเปนกลุมชาติพันธุ แบบเฉพาะมีองคประกอบภูมิทัศนที่เกี่ยวของหลายปจจัย หนึ่งในอีสานที่พูดภาษาตระกูลมอญ- เขมร เรียกตัวเองตาม การศึกษาทางดาน “ภูมิทัศนวัฒนธรรมการปลูกหมอนเลี้ยง สําเนียงหรือกลุมท่ีพูดวา “กูย หรือ กวย แปลวา คน” ชาว ไหม” จึงเปน การศกึ ษาถึงปรากฏการณว ิถีการดาํ รงชวี ิตที่พึ่ง กูยน้ีสืบเช้ือสายจากคนรุนแรกๆ อาศัยอยูในพ้ืนที่ทางตอน พึงธรรมชาติ สิ่งแวดลอมและวัฒนธรรมที่มีอยูและเกิดขึ้น เหนอื ของประเทศกัมพชู า และอีสานตอนใตของประเทศไทย รวมทั้งศกึ ษาถงึ ปจจัยดานตางๆ ทเ่ี กีย่ วขอ งและสงผลตอการ กอนทีก่ ัมพูชา จาม และไทยเขา มาตั้งถ่นิ ฐานอาศัยอยู ตอมา จัดการและเสนอแนะแนวทางการรักษาภูมิทัศนวัฒนธรรม ชาวกูยมีความสัมพันธดานการแตงงานระหวางชาติพันธุกูย ดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชนชาวกูยในพ้ืนท่ีอยาง กับชาติพันธุอื่นๆ ท่ีเขามาอาศัยอยูในถิ่นเดียวกันและ ยั่งยืนตอไป ใกลเคียงกันจึงเปนปจจัยหน่ึงที่ทําใหเกิดการปรับตัวทาง จดุ ประสงค สังคม มวี ัฒนธรรมทห่ี ลากหลาย จากการมคี วามสัมพนั ธดวย การแตงงานกับกลุมชาติพันธุอื่นๆ สงผลตอลักษณะทาง การศึกษาภูมิปญญาทองถิ่นเก่ียวกับองคประกอบภูมิ ชีวภาพและกายภาพของชาวกูยแตกตางกัน เชนมีรูปรางสูง ทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชน บางมีแขนขายาวจมูกใหญ บางก็มีผิวพรรณสวย (วิลาศ โพธิ ชาวกูย เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ ศาล อางจาก เฟเกีย วาน เดอรฮาก และบริกิตาวอยคอส. พันธกุ รรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ รฯิ 2533 : 42) อุปกรณและวธิ ีการทดลอง อุปกรณในการสํารวจมีดังน้ี 1) แผนผังสํารวจและสมุด บนั ทกึ 2) กลองถา ยรปู 3) แบบสัมภาษณ วิธกี ารสํารวจ 1) ศึกษาขอมูลปฐมภูมิ เพื่อทําการรวบรวมขอมูลภาคสนาม สํารวจนํารอง ประสานงานและสํารวจพ้ืนท่ีภาพรวมของ ชุมชนชาวกูย กําหนดขอมูลลงในพ้ืนท่ีตําบลบานผือ อําเภอ จอมพระ จังหวัดสุรนิ ทร 2) รวบรวมสัมภาษณ ผูรูและสํารวจการใชประโยชนจากภูมิ ปญญาการปลกู หมอนเลีย้ งไหมของชาวกยู การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
483 จะตองดูแลการแตงกายของแมท่ีสูงอายุใหดี ใหแมไดนุงผา ไหมทอมือเปน ตน ภาพท่ี 2 การตั้งถนิ่ ฐานชาวกยู (รจุ พิ นั ธ ดอกงา 2512) ภาพท่ี 3 วถิ ีชาวกยู จอมพระ ชาวกูยจะอยู รวมกันเปนกลุมโดยตั้งบานเรือนอยูเปน จากวิถีการดําเนินชีวิตของชาวกูยทําใหเกิดการปลูก หมอนเล้ียงไหมเพ่ือเอาไวใชในครัวเรือนและมีรูปแบบของ หยอมๆ ตามหมูบานตางๆ ซ่ึงมีลําธารและแนวปาอยูใกลๆ ภูมิทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมที่เปน ลักษณะบานเรือนสวนใหญย กเปนเรือนสงู เรอื นไมข นาดใหญ รูปแบบเฉพาะ จากการลงพ้ืนท่ีสํารวจขอมูล ดวยสถาน- สวนใหญจะอยูร วมกันเปนครอบครัวใหญแตจะมขี นาดชมุ ชน การณปจจุบันวิถีการดําเนินชีวิตของชาวกูยเปล่ียนแปลงไป ท่ีจํากัดไมใหญมากเกินไปและใหความเคารพนับถือผูอาวุโส จากอดีตมากซึง่ ปจจยั ตา งมาจากสภาพแวดลอมภายนอกทาํ สวนผูนอยจะอยูในโอวาทของผูใ หญ ปรนนิบัติเล้ยี งดูผเู ฒา ผู ใหสงผลตอการปลกู หมอนเลย้ี งไหมของชาวกยู ในตําบลบา น แกเปนอยางดี มีความรักใครกลมเกลยี วกัน ดํารงชีวิตดวย ผือ สงผลใหชาวกูยสวนใหญไดยกเลิกการปลูกหมอนเลี้ยง การพึ่งพาตัวเองและธรรมชาติเปนหลัก ขยัน รักพวกพอง ไหมหันไปประกอบอาชีพอ่ืนเปนจํานวนมาก ในตําบลบาน และมีน้ําใจใหความรวมมือรวมใจอยูรวมกันฉันทพ่ีนอง ผือ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร ต้ังอยูทางทิศเหนือของ แบงปนตามที่มี ชาวกูยสวนใหญนอกเหนือการเลี้ยงชางจะ ตวั จังหวัดสรุ ินทร อยหู างจากตวั จงั หวดั สรุ นิ ทร 35 กิโลเมตร เปนการทําไร ทํานา หาของปา และบางสวนท่ีอยูบานวาง มีพ้ืนที่ทั้งหมดประมาณ 30,376 ตารางเมตรตําบลบานผือ เวนจากการทํานาตางจะเลี้ยงไหม ทอผาไหม ทุกครอบครัว แตเดิมขึ้นอยูกับตําบลบุแกรง อําเภอจอมพระ ตอมาเมื่อป จะปลูกหมอนเพื่อไวเลี้ยงไหม ไวเปนเครื่องนุงหมภายใน พ.ศ.2522 ไดแยกออกมาตั้งเปนตําบลบานผือ โดยมีลําหวย ครัวเรือน โดยไมตองซื้อหา การทอผาสวนใหญเปนงานของ ลึกเปนเสนแบงเขตตําบล มีลําหวยแคนเปนแหลงน้ําสําคัญ ผูหญิงเปนงานท่ีผูเปนแมสอนใหบุตรสาวจะไดทํางานอยูใน ไหลผานกึ่งกลางของตําบล แบง เขตการปกครองออกเปน 11 บานคอยดูแลและปรนนิบัติผูเฒาผแู กในบาน และสาวๆชาว หมูบาน ไดแก บานสามัคคี บานโนนกลาง บานมวง บาน กูยจะมีฝม ือในการทอผาที่ประณตี ละเอยี ดลออ และมีศิลปะ หมอสวน บานเปอย บานอาทึก บานผือ บานผือนอ ย บานบุ ในการทําลวดลายของผาไดสวยงามซ่ึงเปนงานที่ภาคภูมิใจ อาไร บานหนองเหล็ก บานจบก ซึ่งท้ัง 11 หมูบานจากการ ผาไหมชาวกูยจะถูกทําข้ึนในแบบเฉพาะสามารถดูไดจาก สํารวจพบวามี 6 หมูบานท่ีส่ือสารภาษาลาวอีสาน ดังนั้นจะ ลวดลายทเ่ี ปนเอกลกั ษณท ่ีแสดงถึงความเปนชาวกูย ผา ท่ที อ มีหมูบานท่ีเปนชาวกูย สื่อสารเปนภาษากูยจํานวน 5 ข้ึนนอกจากใชนุงหมและของใชในครัวเรือนแลวยังไวใชใน หมูบาน ไดแก บานสามัคคี บานโนนกลาง บานมวง บาน งานประเพณี พิธกี รรมตา งๆ ทส่ี ําคัญ หมอสวน บานจบกและจากการสํารวจพบวามีเพียง 3 การแตง กาย ชาวกยู จะแตงกายดว ยผา ไหมในชีวิตประจําวัน หมูบานท่ียังคงรักษาภูมิทัศนวัฒนธรรมในการปลูกหมอน และจะนิยมแตงกายตามประเพณีนิยมโดยเฉพาะผูหญิงชาว เลี้ยงไหมไดตามรูปแบบเดิมของชาวกูยนั่นคือชาวกูยบาน กูยมักนิยมใชผาท่ีทอข้ึนเอง เสื้อแขนกระบอก ผาอก สวมใส สามัคคี (เซราะอาเผลียง) บานโนนกลาง (เซราะกาง) และ เม็ดเงิน นุงผาท่ีไดผานการมัดหม่ีลวดลายสวยงาม หญิง บานจบก (เซราะละกาย) ซึ่งยังดํารงตามวิถีชีวิตในรูปแบบ สูงอายุจะนุงผาที่มีลายใสเส้ือคอกระเชา ใสสรอยคอลูกปด การปลูกหมอนเลี้ยงไหมของภูมิทัศนวัฒนธรรมชาวกูย จาก เงิน ชาวกูยนิยมทอผาไหมท่ีเปนผาท่ีมีลักษณะคลาย การสํารวจพบวาชาวกูย ตําบลบานผือไดดําเนินวิถีชีวิตที่ ผาหางกระรอกมีสเี ดียวเปนผา สาํ หรับผูชายนุงในพิธีสาํ คัญๆ เก่ียวของทางดานการปลกู หมอ นเล้ยี งไหม ท้ัง 3 หมูบานดังน้ี ลักษณะการนุงจะนุงพับจีบดานหนา เชิงผาเหล่ือมกัน 1. บานสามัคคี(เซราะอาเผลียง) หมูท่ี 5 มกี ารปลกู เหมือนการนุงโสรง นิยมใสใบเนียมหอมหรือดอกสเลเตไวที่ หมอน 30 หลัง เล้ยี งไหม จํานวน 4 หลัง ติ่งหู ทรงผมนิยมตัดส้นั ปลอยจอนหยู าวไวทัดหู สวนผูชาย จะนยิ มนุงโสรง ไหม มผี า ขาวมา พาดบา หรือผูกเอวในงานพิธี สําคัญ และนงุ ผา ขาวมา ในการทํางาน ชาวกยู มธี รรมเนียมวา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
484 ภาพท่ี 4 ลงพ้นื ทส่ี าํ รวจและสัมภาษณภูมปิ ญ ญาบานสามคั คี ที่ทางราชการสงเสริม เชน พันธุบุรีรัมย 60 พันธุ นครราชสีมา 60 ซ่ึงมีลักษณะที่เก็บงาย ใบใหญ ทนตอ ภาพที่ 5 ลงพ้ืนทีส่ ํารวจและสมั ภาษณภ ูมิปญ ญาบานโนน สภาพอากาศไดด ี ผลใิ บเรว็ ตวั ไหมกินแลว โตเรว็ เปนท่ีนยิ ม กลาง แพรหลาย ภาพท่ี 6 ลงพ้ืนท่สี ํารวจและสัมภาษณภูมิปญ ญาบานจบก (2) การปลูกและการดูแลรักษาแปลงหมอนชาวกูยจะ นอกเหนือจากนั้นยังมีชาวกูยในพื้นที่จะมีบางรายที่ยัง นิยมปลูกหมอนเพ่ือเล้ียงไหมโดยใชพื้นท่ีวางหลังบาน รั้ว เปนแปลงปลูกหมอนไวเลี้ยงไหม การปฏิบัติการดูแลรักษา ปลูกหมอนไว แตไมไดเลี้ยงไหม กลุมที่ปลูกตนหมอนและ แปลงเพ่ือใหไดใบหมอนท่ีมีคุณภาพดีและเพียงพอสําหรับ อุปกรณในการเล้ียงไหมในครัวเรือน เพียงแตไมไดเลี้ยงไหม การเล้ียงไหมแตล ะรนุ จงึ เปน แนวทางปฏิบตั ิท่เี หมาะสมและ ในเวลาปจจุบัน สะทอนถึงวิถีการดําเนินชีวิต วิถีของความ ถูกตอง โดยท่ัวไปแลวชาวกูยจะแบงวิธีการปลูกหมอน 2 เช่ือ ความคิด จารีต ประเพณี พิธีกรรม คานิยมและภูมิ แบบ คือการปลูกหมอ นเปนแถว และการปลกู หมอ นตามรั้ว ปญญาทองถิ่น ซึ่งเปนการบงบอกถึงอัตลักษณท่ีสะทอนถึง ซึ่งขอดีของการปลูกหมอนเปนแถวคือการกําจัดวัชพืชและ วิถีชีวติ ทเี่ รียบงายในแบบอยา งของชาวกยู มอี งคป ระกอบภมู ิ สะดวกตอ การเกบ็ เกยี่ ว ประหยดั เวลา ทัศนวัฒนธรรมที่แยกได 2 ปจจัย คือ ปจจัยดานรูปธรรม และปจจัยดา นนามธรรม (3) ใบหมอ นทเ่ี หมาะสมกบั การเลยี้ งไหม 1) ปจจัยดานรูปธรรม ไดแกองคประกอบทางภูมิทัศน - ใบหมอนสําหรบั ไหมแรกฟก ใชห มอนใบที่ 1 – 2 หั่น วัฒนธรรมลักษณะทางกายภาพ กิจกรรมการปลูกหมอน ละเอียด เลี้ยงไหม อุปกรณเคร่ืองมือและการใชพ้ืนที่กิจกรรมและ - ใบหมอนสาํ หรบั ไหมวยั 1 ใชใบหมอนใบที่ 1 – 3 ห่ัน กระบวนการปลูกหมอนเลีย้ งไหมของชาวกูย ทม่ี ีรปู แบบและ ละเอยี ดกอนนําไปเลี้ยงหนอนไหม เอกลักษณเ ฉพาะถ่ินสามารถแบง ได ดงั นี้ - ใบหมอ นสําหรบั ไหมวัย 2 ใชใ บหมอนใบท่ี 4 – 6 จะ ใชส วนนีข้ ึน้ ไปถงึ ยอดอาจเก็บโดยการตดั หรือเดด็ ใบนํามาหนั่ (1) พันธุหมอน การเล้ียงไหมจะประสบความสําเร็จได ขนาดประมาณ 1 ซม. กอ นนําไปเลย้ี ง หมอนจะเปนปจจัยท่ีสําคัญที่สุด เพราะหมอนเปนอาหาร - ใบหมอ นสาํ หรบั ไหมวยั 3 ใบหมอนบริเวณรอยตอ ของหนอนไหม ในประเทศไทยมีหมอนหลากหลายสายพันธุ เปนใบหมอนทเ่ี หมาะสมท่สี ดุ ในการเลยี้ งไหมวยั 3 ประมาณ ซงึ่ ในแตล ะพันธจุ ะมีลกั ษณะทแ่ี ตกตางกันไป ซง่ึ สามารถแบง ใบที่ 7 – 10 นาํ มาห่ันขนาดประมาณ 1 ซม. กอนนําไปเลี้ยง ไดเปน 2 กลุมคือ กลุม1หมอนพันธุพื้นเมือง คือหมอนนอย - ใบหมอ นสําหรบั วัยที่ 4-5 เปนใบแกต ั้งแตใ บท่ี5 ลงมา ซ่งึ สว นใหญช าวกูยจะนิยมปลูกหมอนนอยซึ่งเปนพันธุด ัง้ เดิม ยกเวน ใบออน ทม่ี ีใบเลก็ ทม่ี ีความทนตอสภาพแวดลอ ม กลุม 2 พนั ธุห มอ น ภาพท่ี 7 ตนหมอนปลกู ริมรว้ั ภาพที่ 8 ลักษณะใบหมอนทเ่ี หมาะแกก ารเลยี้ งไหม (4) พันธุไหม การเลี้ยงไหม พันธุไหมที่ชาวกูยเลี้ยงนั้น จะแบงได 2 กลุม คือเปนพันธุไหมพื้นเมืองท่ีสืบทอดกันมาที่ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
485 มีความคงทนตอสภาพแวดลอมและแข็งแรงใหเสนใยเหลอื ง 5.5) กระดาษหรือผาขาวบาง ถวยครอบ และขนไก เหนียวสวย และพันธุสงเสริมจากหนวยงานราชการท่ีเปน กระดาษรองเพ่ือใหตัวผเี สื้อไหมวางไข ฟกไขและเมือ่ ยา ยตัว พันธุลูกผสม ตัวใหญใหใยสีขาว เสนใยยาว ไขไหมท่ีชาวกูย ไหมจะไมใชมือสมั ผสั โดยตรงจะใชข นไกปดตวั หนอนแรกเกดิ เ ลี้ ย ง ห น อ น ไ ห ม เ ป น พั น ธุ พ้ื น เ มื อ ง ที่ มี ค ว า ม ค ง ท น ต อ สภาพแวดลอมดี ใหเสนใยเหนียว เสนไหมสวยและสาวเสน ใยไหมไดปริมาณมาก ภาพท่ี 9 พันธุไหมพื้นเมือง ภาพที่ 11 เขียง มีดสาํ หรับห่นั ใบหมอ นและการเกบ็ ใบ (5) อุปกรณการเลี้ยงไหม เปนอุปกรณท่ีสามารถหาได หมอน ในพ้ืนถิ่นและสามารถใชไดซ้ําหลายป เชน กระดงไมไผ ช้ัน วาง มีด เขยี ง ผา คลมุ ตะกรา เกบ็ ใบหมอ น จอ 5.6) ตะกราเก็บหมอน ปกติชาวกูยจะนิยมใชตะกรา 5.1) กระดงเล้ียงไหม ลักษณะ เปนไมไผสาน เก็บหมอนซ่ึงเปนตะกราไผสานที่มีความโปรงลมถายเท เสนผาศูนยกลาง 120 เซนติเมตร ทําความสะอาดและขัด สะดวก สามารถห้ิวสะดวกไมหนักมาก เม่ือเก็บไดเยอะแลว ดวยใบกลวยใหสะอาดอยูเ สมอ จะนํามาใสถ ุงพลาสติกพรมน้าํ เพ่ือปอ งกันการเหี่ยวเฉา 5.2) ช้นั วางกระดง ชาวกยู จะทําชัน้ วางกระดงจากไมไผ เหลา หรือทาํ จากตนหมาก ทาํ เปนช้ันๆ หา งกนั ประมาณ 25 5.7) กาบกลวย ตนกลวยชาวกูยจะใสไวในกระดงไหม เซนติเมตร เพ่ือสอดกระดง วางใหมีการถายเทอากาศ และ เพ่ือเพิ่มความช้ืนเย็นใหกับตัวหนอนไหม เพ่ือไมใหอุณหภูมิ วางกระดงไดส ะดวก มุมขาช้ันวางชาวกูยจะใสท่ีรองขา แลว สูงเกนิ ไป อัตราการรอดสงู ใสนาํ้ และเติมเกลือลงไป เพ่อื ปอ งกนั มดและแมลง 5.3) ผาคลุมกระดงปองกันแมลง ชาวกูยจะเลี้ยงหนอน 5.8) การเล้ียงไหมวัยแก คือการเลี้ยงไหมนับต้ังแต ไหมแบบธรรมชาติและใชวัสดุตามทองถิ่นเพ่ืออากาศที่ หนอนไหมต่ืนจากนอนวัย 3 จนถึงไหมสุกทํารัง ซ่ึงจะใช ถายเทสะดวก ชวยรักษาความชื้นไมใหใ บหมอนเหย่ี วงา ย จะ ระยะเวลา 11 – 13 วัน หนอนไหมวัยแกจะกินใบหมอน นิยมผาซ่ินท่ีใชแลวมาทําความสะอาดแลวตัดออกใหเปนผืน ปริมาณมากจึงตองเตรียมใบหมอนไวปริมาณมาก กอนการ ใหญ ขมวดมุมที่ปลาย 2 มมุ แลว นํามาคลุมกระดงสว นปลาย เล้ยี งไหมทกุ ครั้งคดั และเกบ็ หนอนไหมท่ีผดิ ปกติ เปนโรค ตัว ผา ทีเ่ หลอื หมนุ ผาแลว ขมวดใหแนน เพือ่ ปองกนั แมลงวันลาย ดํา เปอย แคระแกรน หรือไมสมบูรณ เพื่อปองกันโรค ซ่ึงเปน แมลงวนั ท่ีวางไขบ นหนอนไหม รวมท้ังขยายพื้นทีเ่ ลีย้ งใหก ับหนอนไหมอยางเหมาะสม ภาพท่ี 10 อปุ กรณแ ละบรเิ วณพน้ื ทเี่ ลี้ยงไหม 5.9) การเก็บไหมสุก หนอนไหมวัย 5 ที่กินใบหมอน 5.4) เขียงและมีดสําหรับหั่นใบหมอน ชาวกูยจะมีเขียง เต็มท่แี ลวจะเร่มิ สุก พรอ มท่จี ะสรา งเสนใย ไหมจะหยุดกินใบ และมีดท่ีใชห่ันใบหมอนสวนใหญจะเปนอุปกรณเฉพาะท่ีใช หมอน เปลี่ยนเปนสีเหลืองใส พรอมสรางใยไหมออกมาเพื่อ สําหรับการเล้ียงไหมออน ซึ่งเขียงจะใชเปนเขียงไมหรือต่ัง หอหุมตัว เรียกวา ไหมทํารัง แลวหนอนไหมก็จะพัฒนาไป ขนาดเล็กและมีดทีค่ ม เปน ดักแดอ ยูภายในจอหรอื รังท่เี ตรียมไว การเกบ็ ไหมสุกเขา จอ จํานวนหนอนไหมตอจอจะตองไมแนนจนเกินไป เพื่อ หลีกเลี่ยงการเกิดรังไหมแฝด การเก็บไหมสุกเขาจอจะตอง ทําการเก็บใหทันเวลา คือ จะตองเก็บไหมสุกเขาจอกอนท่ี ไหมสุกจะสรางเสนใยทํารังปองกันความเสียหาย ระยะเวลา หนอนไหมทํารังอยูในจอประมาณ 5-6 วัน จึงจะเก็บเกยี่ วรงั ไหม ทาํ ความสะอาด แลว จึงนาํ ไปสาวเอาเสนใยไหม 5.10) จอ อุปกรณที่ใหไหมทํารังมี 2 แบบ ดังน้ี แบบท่ี 1 จอไหมโบราณ คือ จอหมุนจากไมพมุ ชนิดหนึ่ง ตน พะเยยี ะ ซึ่งจะเปนแบบโบราณท่ีสืบทอดกันมา ยังมีหลงเหลืออยูบาง ตามบานไมกห่ี ลังเมื่อไมใชจะตากแดดและแขวนไวใตช ายคา บา นและฉางขา ว เมื่อจะนาํ มาใช จะจดุ ไฟแลว นาํ จอไปลนไฟ เพื่อใหไยเกาและมดแมลงท่ีอยูในจอตายกอน จึงนํามาใชได แบบท่ี 2 จอแบบกระดง อุปกรณท่ีจักสานดวยไมไผ ขนาด 3x5 เซนติเมตร เปนแผง ซ่ึงเปนอุปกรณเ ลี้ยงไหม ทําจากไม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
486 ไผสานเปนรูปวงกลมขนาดใหญ ภายในแบงเปนชองเพ่ือให นามธรรม ไดแก คติความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม หรือ ไหมตัวแกท คี่ ัดมาใสจอ ทาํ ฝกและทํารังจนเต็มกอ นเกบ็ ไปทาํ ความคิดอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวเนื่องกับการปลูกหมอนเล้ียงไหม 1) เสน ไหมตอ ไป ชาวกยู จะเก็บไวใ ตหลังคา ความเช่ือในการปลูกหมอนและเลีย้ งไหมตน หมอน เปนพชื คู บานท่ีตองปลกู ประจําบา น 2) ตน หมอนทีม่ ีตนกาฝากทเ่ี กาะ ภาพท่ี 12 จอ ไหมโบราณชาวกยู สามารถนาํ กาฝากไปตม แกโรคเบาหวานได 3) รากตน หมอ น ภาพท่ี 13 จอไหมแบบกระดง นําไปตม แกอาการเมาตางๆ 4) ยอด นําไปตมกบั แกงไก ทํา ใหไกนุมเร็วรสชาติดี5) หามทักวา สวยงาม นากลัว ขยะแขยง 6) หามคนอื่นที่ไมใชคนเลี้ยงจับหรือชวยเล้ียง เพราะจะทําใหตวั ไหมเสียหายไมไ ดผลผลติ 7) การเปา เหลาสี่ สิบดกี รี ตอนตวั ไหมตนื่ จะชว ยใหต ัวไหมสดชน่ื 8) เปา ยาสูบ ในจอเพื่อไลแมลง 9) กรณีท่ีคัดพันธไหมแลวตัวผูมีจํานวน นอยจะใหผูชายเดินขามไขไหม เพื่อใหตัวเมียออกไข 10) หลังจากที่เปนตัวไหม 1 วัน จะเอาไปตากน้ําคาง ประมาณ ชวงเวลาตี 4 เพื่อใหตัวไหมสดชื่น ภาพที่ 14 การทาํ ความสะอาดและเก็บรงั ไหม ภาพที่ 16 ความเชอ่ื ในการเลย้ี งไหมของชาวกูย 5.11) พื้นที่เลี้ยงไหม ชาวกูยสวนใหญจะเลี้ยงไวใตถุน การบรู ณาการการเรียนการสอนกบั งานบรกิ ารวชิ าการ บานมีอากาศถายเทไดสะดวก และคลุมดวยผาถุงเกาเพื่อ ปองกันแมลง และเวลาเปดผาใหใบหมอน จะกางมุงเพ่ือ กิจกรรมการเรียนการสอนนอกหองเรียนในวิชาวัสดุ ปอ งกนั แมลงอีกชน้ั หนง่ึ ตกแตงในงานภูมิทัศน โดยการดึงศักยภาพ จุดเดน อัต 5.12) อุปกรณและเคร่ืองมือการสาวไหม เมื่อตัวไหม ลักษณและองคป ระกอบหลักการใชองคประกอบศิลปเ พอ่ื จัด ส้นิ สุดการพกั ตัวและพนใยเปนรังไหมขดตวั ในจอแลว ภายใน วางรูปแบบ โดยดึงแนวคิดความเปนภูมิทัศนวัฒนธรรมของ สามวันตองนํารังไหมมาทําความสะอาดโดยการเอาเสนใย ชาวกูยมาเปนวัสดุตกแตงในงานภูมิทัศน ภายใตโครงการ ภายนอกท่ีติดก่ิงไมออกแลวนําไปตากแดด เพ่ือใหตัวดักแด อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริสมเด็จ ตายปองกันการเปนผีเส้ือ กัดรังไหม หลังจากน้ันจะเตรยี มท่ี พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อฝกปฏิบัติ สําหรับสาวไหม โดยมีอุปกรณดังน้ี กระดงใสไหม เตาฟน ใ ห นั ก ศึ ก ษ า ไ ด เ รี ย น รู เ กี่ ย ว กั บ อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ภู มิ ทั ศ น หมอสาวไหม โรงสาวไหม ไมพาย ถงั ใสนา้ํ ตะกราใสเ สน ไหม วัฒนธรรมชาวกูย และเพ่ือเปนการเผยแพรผลงานการนํา ทัพพแี ละชอ นตักดักแด และหมอใสดกั แด วัสดุตกแตงมาใชในการออกแบบจัดสวน จากกิจกรรม ดังกลาว นักศึกษามีความตั้งใจ เขาใจ และสํานึกรักในภูมิ ปญญาและเรียนรูภูมิทัศนวัฒนธรรมชาวกูย ในจังหวัด สุรินทรและสามารถถายทอดออกมาเปนผลงานไดอยาง สวยงาม ภาพที่ 15 บรรยากาศการสาวไหม ภาพท่ี 17 ผลงานการออกแบบ 2. ปจจัยดานนามธรรม ไดแก คติความเช่ือ ประเพณี วัฒนธรรม หรือความคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ ปจจัยดาน การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
487 ภาพท่ี 18 ผลงานการจัดสรา งงานภมู ิทัศน 1 ใหญยกเลิกการปลูกหมอนและเลี้ยงไหม ไปประกอบอาชีพ อ่ืนๆเปนจํานวนมาก ชาวกูยในตําบลบานผือ มีท้ังหมด 11 ภาพท่ี 19 ผลงานการจดั สรา งงานภมู ิทัศน 2 หมูบาน จากการสํารวจพบวามหี มูบ านที่เปนชาวกูย ส่ือสาร สรปุ ผลการทดลอง เปน ภาษากยู จํานวน 5 หมูบ า น ไดแก บา นสามัคคี บา นโนน กลาง บานมวง บานหมอสวน บา นจบก และพบวามผี ปู ลกู จากการศึกษาองคประกอบภูมิทัศนวัฒนธรรมดานการ หมอนเล้ียงไหมท่ีเปนชาวกูยนอยราย มีเพียง 3 หมูบาน คือ ปลูกหมอนเลย้ี งไหมของชมุ ชนชาวกูย จากภมู ิปญญา วถิ ชี ีวติ บานสามัคคี 4 ราย บานโนนกลาง 5 ราย และบานจบก 6 และความศรัทธาท่ีเปนสายใยผูกพัน ท่ีกอเกิดองคประกอบ ราย ที่ยังคงมีองคความรูและสืบทอดการเล้ียงไหมในแบบ ภูมิทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเลี้ยงไหมของ ฉบับชาวกูยจนถึงปจจุบันนอกเหนือจากน้ัน ชาวกูยที่มีการ ชมุ ชนชาวกยู ท่เี ปน อัตลักษณเ ฉพะสบื ทอดตอ กันมาของชาว ป ลู ก ต น ห ม อ น ใ น บ ริ เ ว ณ บ า น แ ท บ ทุ ก ห ลั ง ค า เ รื อ น มี กูย ซ่ึงสะทอนถึงวิถีการดําเนินชีวิต วิถีของความเช่ือ ประสบการณในการเลี้ยงไหมและยังมีอุปกรณในการเลี้ยง ความคิด จารีต ประเพณี พิธีกรรม คานิยมและภูมิปญญา ไหมในครอบครอง เพียงแตไมไดเล้ียงไหมในเวลาปจจุบัน ทองถ่ิน ซึ่งเปนการบงบอกถึงอัตลกั ษณท ่ีสะทอนถึงวิถีชีวติ ท่ี และยังสามารถนําองคความรูทางดานภูมิทัศนวัฒนธรรมมา ดําเนนิ ตามคุณธรรม จริยธรรม ทง้ั ยังเปน การดํารงความเปน บูรณาการการเรียนการสอนกับงานบริการวิชาการไดอยาง ชาวกูย จากการสํารวจการใชประโยชนจากภูมิปญญาการ เปนเอกลกั ษณเ ฉพาะถน่ิ ไดอ ยา งเหมาะสม ปลูกหมอนเลี้ยงไหมและรวบรวมขอมูล ในพื้นที่ท่ีกําหนด คาํ ขอบคณุ สามารถแบงได 2 ปจจัย คือ 1) ปจจัยดานรูปธรรม ไดแก องคประกอบทางภูมิทัศนวัฒนธรรม ลักษณะทางกายภาพ โครงการวจิ ัยนไ้ี ดร ับการสนับสนนุ จากโครงการ อนุรักษ กิจกรรมในการปลูกหมอนเล้ียงไหม เครื่องมืออุปกรณและ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากรพระราชดําริฯ ผูวิจัย ดานการใชพื้นท่ี 2) ปจจัยดานนามธรรม ไดแก คติความ ขอขอบพระคุณเปน อยางสูง เชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม หรือความคิดอื่นๆ ที่เก่ียวเนื่องกับ เอกสารอา งอิง การปลูกหมอนเลี้ยงไหม และพบวามีผูปลูกหมอนเลี้ยงไหม กรมศลิ ปากร.พิพิธภัณฑสถานแหง ชาติสรุ ินทร. สรุ นิ ทร : นอยราย ในปจจุบันดวยสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพ สังคม เศรษฐกิจ สงผลใหเกิดการเปล่ียนแปลงทางภูมิทัศน รงุ ธนเกยี รติออฟเซ็ท, ม.ป.ป.,2538. วัฒนธรรมในการปลูกหมอนเลี้ยงไหม สงผลใหชาวกูยสวน เกรยี งไกร เกิดศริ ิ.ชมุ ชนกับภมู ิทศั นวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ: อุษาคเนย, 2551. คณะกรรมการดาํ เนนิ การจดั ทาํ หนังสือวัฒนธรรมพฒั นาการ ทางประวตั ิศาสตรฯ จังหวัดสุรนิ ทร. วฒั นธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตรเอกลกั ษณแ ละภูมิ ปญญาจังหวัดสุรนิ ทร.กรงุ เทพฯ: โรงพิมพคุรสุ ภา ลาดพรา ว,2544. จติ ร ภมู ิศกั ด.ิ์ ความเปน มาของสยาม ไทย ลาวและขอม และลกั ษณะทางสงั คมของช่อื ชนชาต.ิ กรงุ เทพฯ: เรือนแกวการพมิ พ, 2540. ไทยตําบล ดอทคอม 2556. ตําบลบา นผือ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรนิ ทร. คน เมื่อ 5 กรกฏาคม 2560, www.chomphra.go.th/mainpage.html. รจุ ิพันธ ดอกงา.การคลอ งชา งของชนเผา สว ย.วิทยานพิ นธ ปรญิ ญาศิลปบณั ฑติ (โบราณคดี) คณะโบราณคดี: มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2512. วลิ าศ โพธิสาร.การปรับตัวทางสังคมของชาวกยู ในบริบท พหวุ ฒั นธรรมเขตอีสานใต. วทิ ยานพิ นธป รัชญดษุ ฏี บัณฑิต สาขาไทศกึ ษา: บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2552. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
488 องคก ารบรหิ ารสวนตําบลบา นผือ.แผนพฒั นาสามป 2558- องคการบรหิ ารสวนจงั หวดั สรุ ินทร. 2552.ปราชญช าวบา น 2560.งานนโยบายและแผนสํานักงานองคก ารบรหิ าร จงั หวัดสุรนิ ทร.คน เม่ือ 7 กรกฏาคม 2560,จาก สวนตาํ บลบา นผอื อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรนิ ทร. http://www.surinpao.org/index.php?action=rea 2555. d&mod=menu&Id=65#.VqcQn_l97IU. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
489 ภูมิปญ ญาการใชสมนุ ไพรดแู ลรักษาชา ง พนื้ ท่ีหมบู านชา งบา นตากลาง ตําบลกระโพ อําเภอทา ตูม จังหวดั สรุ นิ ทร LOCAL WISDOM OF HERBAL TREATMENT IN THE ELEPHANT IN BAN TA-KLANG ELEPHANT VILLAGE, KRA-PO SUB-DISTRICT, THA-TOM DISTRICT, SURIN PROVINCE สขุ ใจ รัตนยุวกร1*, อัษฎางค ชมดี2 และ สายฝน เอยี่ มเอก2 Sukjai Rattanayuvakorn1*, Ausadang Chomdee2 and Saifon Aimaig2 1สาขาวทิ ยาศาสตรแ ละคณิตศาสตร คณะเกษตรศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วิทยาเขตสรุ ินทร อาํ เภอเมือง จงั หวดั สุรนิ ทร 32000 2สมาคมสรุ นิ ทรสโมสร 28/7 ถนนเทพสรุ ินทร อําเภอเมือง จังหวัดสรุ ินทร 32000 1Science and Mathmatic Department, Agriculture and Technology Faculty, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus, Muang District, Surin 32000 2Surin Samosorn Association 28/7 Tapsurin Road, Muang District, Surin 32000 บทคัดยอ การศกึ ษาภมู ปิ ญ ญาการใชสมุนไพรดแู ลรักษาชา งในพ้ืนทห่ี มูบานชา งบานตากลาง ตาํ บลกระโพ อําเภอทา ตูม จงั หวดั สุรนิ ทร ซ่ึงเปนพื้นท่ีศูนยกลางของการเลี้ยงชางจังหวัดสุรินทร และมีพ้ืนท่ีขางเคียงประกอบดวยตําบลนาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และตําบลทามวง อําเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย พบวามีการใชองคความรูเร่ืองการใชสมุนไพรในการรักษาชาง โดยจําแนกไดต ามลกั ษณะอาการที่พบได 12 อาการดังน้ี การใชสมุนไพรรกั ษาแผล รกั ษาอาการตาเจ็บ ตาอักเสบ รกั ษาอาการ เทาเปอย เล็บเปอย รักษาอาการขาแข็ง ตัวแข็ง รักษาอาการเคล็ด ปวดบวม รักษาอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร รกั ษาอาการสัตวมีพษิ กดั ตอย รักษาผิวหนัง รักษาพยาธใิ นรา งกาย รกั ษาอาการผดิ สําแดง ลางพษิ รวมท้งั การใชส มุนไพรบาํ รุง รางกายชาง และการใชสมุนไพรเรงการตกมันของชาง จากผลการวิจัยโดยการสาํ รวจพืชสมุนไพรท่ีนํามาใชกับชาง พบวาพืช สมุนไพรสวนใหญอยูในผืนปา 2 แหงคือ ปาดงภูดินและปาดงสายทอ ซ่ึงอยูในพื้นท่ีตําบลกระโพ ตําบลบะ อําเภอทาตูม จงั หวัดสรุ ินทร พชื สมนุ ไพรมจี ํานวนลดลงอยางมาก พืชสมุนไพรสาํ คญั ทคี่ วาญชา งเคยใชร ักษาอาการเจ็บปวยของชางบางชนิด เชน ตนกลญั จอ ตน ลําพแุ ดง ตน ตมู กา อยูในภาวะวกิ ฤติใกลสูญพันธุ Abstract A study on local wisdom of herbal treatment in the elephant in Ban Ta- Klang elephant village, Kra-Po sub- district, Tha-Tum district, Surin province. The Surin's central elephant culture community is nearby area of Na-Nong-Phai sub-district, Chumphon Buri district, Surin province. and Tha-Muoang sub-district, Sa-Tuk district of Buri Ram province. It has been found that the knowledge of herbal treatment has been used to cure elephant in twelve symptoms; wound healing, conjunctivitis, foot and nail diseases, strained muscles, swelling, gastrointestinal diseases, neutralize venom, skin diseases, parasites in the alimentary tract , detoxing, also as supplement diet and to stimulate elephant into musth state. Researched showed most herbs used in herbal treatment in elephant can be found in Phu-Dhin and Sai-Thor jungle in Kra-Po sub- district and Ba sub-district area of Surin province. As dramatically decreasing numbers of the primary herb such as; Glan-Jaw, Lam-Pu-Daeng, Tum-Ka. Leads mahout to gradually cured the elephant with herbs. คาํ สาํ คัญ: ชา ง, สมนุ ไพรชา ง, การใชส มุนไพรในชา ง, ภมู ิปญญา, หมบู า นชา งบา นตากลาง ตาํ บลกระโพ อาํ เภอทา ตมู จงั หวัดสรุ นิ ทร Keywords: Elephant, Elephant herbs, Herbal treatment in elephant, The wisdom, Ban Ta-Klang elephant village, Kra-Po sub-district, Tha-Tum district, Surin province *ติดตอนักวิจัย: สขุ ใจ รตั นยวุ กร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Sukjai Rattanayuvakorn (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
490 บทนาํ สูญพันธุ แมควาญชางจะมีองคความรูหรือภูมิปญญาการใช การศึกษาภูมิปญญาการใชสมุนไพรดูแลรักษาชางใน สมุนไพรในชาง แตในอนาคตอันใกล หากไมมีพืชสมุนไพร ชนดิ นัน้ องคความรทู ม่ี อี ยูกไ็ มม ีประโยชนอ นั ใด พื้นที่หมูบานชาง ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนพ้ืนท่ีศูนยกลางของการเล้ียงชางของจังหวัดสุรินทร จุดประสงคในการศึกษาคร้ังนี้จึงไมเพียงศึกษาภูมิ และมีพ้ืนท่ีขางเคียงประกอบดว ย ตําบลนาหนองไผ อําเภอ ปญญาการใชสมุนไพรในชางในพ้ืนท่ีตําบลกระโพ อําเภอทา ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และตําบลทามวง อําเภอสตึก ตูม ตําบลนาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และ จังหวัดบุรีรัมย พบวามีการใชสมุนไพรในชาง เพื่อการดูแล ตําบลทามวง อําเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมยเทานั้น หากยัง สุขภาพชาง ท้ังการรักษาอาการเจ็บปวย การบํารุงกําลังชาง ศึกษาแนวทางและการดําเนนิ การขยายพันธุพืชสมนุ ไพรท่ีใช เมื่อออนเพลีย หรือการบํารุงชางในภาวะปกติ สิ่งเหลานเ้ี ปน ในชา ง และการถายทอดภมู ิปญญาการใชส มนุ ไพรในชา งเพ่ือ ภูมิปญญาที่มีการสบื ทอดกันมาแตโบราณของชุมชนชาวชาง การดูแลสุขภาพชา งท่ีดตี อไปในอนาคต โดยควาญชา งจะไดรบั การถายทอดตาํ รบั สมนุ ไพรและวธิ กี าร อปุ กรณแ ละวิธกี ารศึกษา รักษาจากบรรพบรุ ษุ ในสายตระกลู หรือควาญชางอาวุโสผูท่ีมี 1. การศึกษาภูมิปญญาการใชสมุนไพรดูแลรักษาชาง มี ความรแู ละประสบการณ เม่อื ชา งเจ็บปวยหรือออนเพลียจาก เนื้อหาครอบคลุมเร่ืองภูมิปญญาการใชสมุนไพรในชางและ การทํางาน หรือจากสาเหตุอื่นใดก็ตาม ก็สามารถทําการ การสํารวจพชื สมนุ ไพรในปาดงภดู ินและปาดงสายทอ รักษาไดดวยตัวเองหรือขอคําแนะนําจากผูมีประสบการณ 2. ขอบเขตประชากรในการศกึ ษา ไดแ ก หมอชา งและควาญ หรือควาญชางอาวุโสท่ีคุนเคย เม่ือราว 30-40 ปกอน การ ชางท่ีเล้ียงชางอยูในพ้ืนที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ตําบล เลี้ยงชางในพ้ืนที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร นาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และตําบลทา เปน การเล้ียงชา งแบบปลอ ยชา งไวใ นปา ดง 2 แหง คอื ปาดงภู มว ง อาํ เภอสตกึ จงั หวัดบุรรี ัมย โดยวธิ กี ารเลอื กกลุมตวั อยา ง ดนิ มีพืน้ ที่ 6,350 ไร และปาดงสายทอ มพี ้นื ที่ 8,880 ไร ซง่ึ แบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยเฉพาะควาญชาง เปนผืนปากวางใหญและอุดมสมบูรณ โดยปลอยใหชางหา และชางในโครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร ในพื้นที่ พืชอาหารกินเอง ทําใหชางอยูในสภาพแวดลอมที่เปน ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร ดําเนินงานโดย ธรรมชาติ ประกอบกับพืชอาหารท่ีชางกิน มีความ องคการสวนสัตว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ หลากหลาย ทําใหชางมีสุขภาพแข็งแรงไมเจ็บปวยงาย หรือ สิ่งแวดลอม ซ่ึงมีชางอยูในสังกัดประมาณ 180 เชือก ควาญ หากชางมีอาการเจ็บปวย ชางจะรักษาตัวเองโดยการเลือก ชางและชางในโครงการศูนยคชศึกษา จังหวัดสุรินทร ใน กินพืชอาหารตามธรรมชาติที่ชางรูวาเปนยารักษาอาการ พื้นที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร ดําเนินงาน เจ็บปวย เชน หากชา งมีอาการทอ งเสียหรือทองรว ง ชา งกจ็ ะ โดยองคการบริหารสวนจังหวัดสุรินทร ซ่ึงมีชางอยูในสังกัด กินใบ ก่ิงกาน และเปลือกของตนกระโดน หรือหากชางมี ประมาณ 60 เชือก อาการเจ็บปวยที่ควาญสังเกตเห็น การรักษาก็จะเปนการ 3. ขอบเขตพ้ืนที่ในการเก็บขอมูล ไดแก พ้ืนท่ีที่มีการเลี้ยง รกั ษาดว ยพชื สมุนไพรทม่ี อี ยูใ นทอ งถ่ิน แตใ นชว งระยะ 20 ป ชางในตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ตําบลนาหนองไผ อําเภอ ที่ผา นมา ผืนปา ดงภูดนิ และปาดงสายทอทีเ่ คยเปนพื้นท่ีเลี้ยง ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และพ้ืนท่ีที่มีการเลี้ยงชางในตําบล ชางขนาดใหญอันอุดมสมบูรณถูกบุกรุกทําลายอยางหนัก ทา มว ง อําเภอสตกึ จังหวัดบรุ รี มั ย พ้ืนท่ีหลายแหงกลับกลายเปนพื้นที่เกษตรกรรม สวน 4. วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ มูล ประกอบดว ย ยางพารา และสวนยคู าลปิ ตสั พืชอาหารชางและพชื สมนุ ไพร ที่ใชในการรกั ษาอาการเจบ็ ปวยของชา งจึงลดนอยลงอยา งนา 4.1. การสัมภาษณ (Interview) เปนหวง และเปนสาเหตุสาํ คัญที่ทําใหก ารใชสมุนไพรในชาง 4.1.1 การสมั ภาษณแ บบไมเปน ทางการ (Informal ทั้งการรักษาอาการเจ็บปวยหรือการบํารุงรางกายชางลด นอยตามไปดวย นอกจากนั้น อาหารของชางในปจจุบัน Interview) กลายเปนพืชผักท่ีปลูกในเชิงเศรษฐกิจ เชน ออย สับปะรด 4.1.2 การสัมภาษณแบบมีประเด็น (Focus แตงโม หรือหญาเนเปยร ซึ่งไมสามารถตรวจสอบคุณภาพ ของพืชไดว า มสี ารเคมีปนเปอ นตกคางในพชื ชนิดนั้นมากนอย Interview) เพียงใด การกินอาหารที่มีสารเคมีปนเปอนนับเปนสาเหตุ 4.1.3 การสัมภาษณผูใหขอมูลสําคัญ (Key สําคัญที่ทําใหชางลมปวยเปนจํานวนมาก ในขณะที่พืช สมุนไพรท่ีใชในชางในผืนปาท้ัง 2 แหงก็ลดจํานวนลง พืช Information Interview) สมุนไพรสาํ คัญที่นยิ มใชใ นชางบางชนิดอยูในภาวะวิกฤตใกล 4.2. การสังเกต (observation) เปนการสังเกตแบบมี สวนรวม (Participant Observation) โดยการเขารวมใน กิจกรรมตางๆ เชน การปลูกพืชอาหารชาง การสํารวจพืช การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
491 สมุนไพรในปาดงภูดินและปาดงสายทอ การถายทอดภูมิ หมอชาง และควาญชางในพื้นที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ปญ ญาการใชสมนุ ไพรในชา ง เปนตน ตาํ บลนาหนองไผ อําเภอชมุ พลบุรี จงั หวัดสุรินทร และตําบล ทา มวง อําเภอสตกึ จงั หวัดบุรรี ัมย พบการใชสมนุ ไพรในชาง 4.3. การทดลองปฏิบัติ และการปฏิบัติจริง เชน การ จําแนกเปน 3 ลักษณะ จําแนกตามลักษณะอาการได 12 ปรงุ ยาตามตํารบั เพื่อรกั ษาอาการเจบ็ ปวยของชา ง อาการ ไดแก 1) การใชสมุนไพรลักษณะรักษาอาการ ผลการศกึ ษาและวจิ ารณ เจ็บปวยของชาง พบ 10 อาการ 2) การใชสมุนไพรลกั ษณะ 1. ภมู ิปญญาการใชสมุนไพรในชา ง บํารุงรางกายชาง 1 อาการ และ 3) การใชสมุนไพรลักษณะ เรง อาการตกมันของชา ง 1 อาการ จากการศึกษาภูมปิ ญ ญาการใชส มนุ ไพรในชางของ ก ขค ภาพที่ 1 แสดงชนดิ พืชสมนุ ไพรท่ีใชรักษาชา ง ประกอบดว ย ก. ตน ลําพุแดง ข. ตนตูมกา ค. ตน กระสัง 1.1 การใชสมุนไพรรักษาอาการเจ็บปวยของชาง จําแนก พบตํารับการรักษา 12 ตํารับ มีท้ังการใชพืชสมุนไพร ตามลกั ษณะอาการเจ็บปวยได ดังนี้ เชน ตนขวาว ตนกระโดน และการใชสัตว เชน คราบงูสิง 1.1.1 การใชส มนุ ไพรรกั ษาอาการเกิดแผล เปลือกหอย การเกิดแผลในชาง หากไมนับแผลเล็กนอยที่ชางถูกกิ่ง การใชสมุนไพรรักษาอาการตาเจ็บ ตาอักเสบ มี ไมขีดขวนจําแนกไดเปน 4 สาเหตุคือ (1) แผลที่เกิดจากการ ขอ สงั เกต 4 ประการคอื ฝกชางใหรูตะขอ (2) แผลท่ีเกิดจากชางตกมัน ชางด้ือดึงอา วะวาด ควาญตองทําใหชางหยุดอาละวาดดวยการใชตะขอ (1) ตํารับการรักษาบางตํารับเปนพืชสมุนไพรชนิด ฟนจนเกิดแผล (3) แผลจากอุบัติเหตุโดยไมคาดหมาย เชน เดียวกัน เชน ตนขวาว ตนกระโดน หรือคราบงูท่ีลอกคราบ ถูกสิ่งของมีคมทิ่มแทงผิวหนัง เชน มีด ตะปู ลวด เศษแกว เพียงแตวิธีการรักษามีรายละเอียดแตกตางกันบางเล็กนอย มกั พบบอยบริเวณฝาเทา (4) แผลจากถูกชา งงาอาละวาดท่ิม เชน บางตํารับผสมเกลือ บางตํารับไมตองผสมเกลือ การที่ แทงใส ตํารับการรักษาเหมือนกันแมจะตางสายตระกูล สะทอนถึง การไดรับการถายทอดองคความรูสืบตอมาในบริบทชุมชน พบตํารับการรักษา 8 ตํารับ โดยสวนใหญเปนการใช เดยี วกนั สมุนไพรหลายชนิดตมแลวนํายาสมุนไพรท่ีไดจากการตมไป ราดรักษาแผล พืชสมุนไพรสําคัญคือ ตนกลัญจอ ตนลําพุ (2) วิธีการเปารักษาตาชางทุกตํารับมีขอพึงระวัง แดง และตน แดง เหมอื นกันคอื ตอ งเปาใหก ระจายทัว่ ตาชาง หา มเปาใสต าชาง 1.1.2 การใชส มุนไพรรกั ษาอาการตาเจ็บ ตาอักเสบ โดยตรง เพราะอาจทําใหชางตาบอดได หรืออาจใชผาขาว บางก้ันตาชางแลวจึงทําการเปา เพื่อไมใหตาชางโดนตัวยา อาการตาเจ็บ ตาอกั เสบเกดิ จากการแพ เชน แพอากาศ โดยตรง ฝุนผงตางๆ เขาตา ทําใหเกิดการระคายเคือง หรือนํ้าบนใบ หญาที่ชางกินกระเด็นเขาตา หรือเกิดจากการถูก (3) บางตํารับมีเคล็ดในการรักษา เชน หามพูดคุยกับ กระทบกระเทือนที่ตา เชน ถูกกิ่งไมดีดตาหรือโดนสิ่งแหลม ผคู นกอ นทาํ การรักษา การเก็บพชื สมนุ ไพรบางชนิดตองกลั้น คมเกีย่ วตา ลมหายใจเก็บ หรือการเก็บพืชสมุนไพรบางชนิดตองอยาทับ เงา (หามเงาของผูเก็บทับพืชสมุนไพรท่ีเก็บ) เพราะมีความ เชอื่ วาจะทําใหพ ืชสมุนไพรเส่อื มสรรพคุณทางยา การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
492 (4) บางตํารับตองทองนะโม 3 จบกอนเปารักษาตาชาง 1.1.6 การใชสมุนไพรรักษาอาการผิดปกติในระบบทางเดิน เปนความเชื่อทางพุทธศาสนา แตบางตํารับตองบริกรรม อาหาร คาถากอ น เปน ความเช่ือทางไสยศาสตร 1.1.3 การใชสมุนไพรรกั ษาอาการเทาเปอ ย เลบ็ เปอ ย อาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหารแบงเปน 2 ลักษณะคอื อาการทองรว งหรอื ทองเสีย และอาการทอ งผกู อาการเทาเปอย เล็บเปอยมกั เกิดในชวงฤดูฝน เพราะท่ี ผูกมัดชางเปยกชื้นแฉะมีนํ้าขัง และมักเกิดกับชางที่ตกมัน (1) อาการทอ งรวงหรอื ทองเสีย โดยมากมักเกิดจากการ เปนระยะเวลานาน 2-3 เดือน ทําใหควาญไมสามารถเขาไป กินอาหารที่มสี ารปนเปอ นจํานวนมาก ทําความสะอาดลานผูกมัดชางได ชางตองยืนเหยียบยํ่า ปสสาวะและอุจจาระเปนเวลานาน ทําใหเกิดการติดเช้ือ พบตํารับการรักษา 10 ตํารับ สวนใหญเปนการใหชาง แบคทีเรียทเี่ ทา กินพืชสมุนไพรเพียงชนิดเดียว เชน ตนกระโดน ตนขอย ตน สมปอย และตนรัง พืชดังกลาวเปนพืชที่มีอยูในปาตาม พบตํารับการรักษา 4 ตํารับ มีทั้งตํารับท่ีตองตมยา ธรรมชาติ ในสมัยกอนชางไมคอยเปนโรคทองเสียหรือ สมุนไพร เชน ตนกระสัง ตนแดง ตนกลัญจอ แลวนํายา ทองรวง เน่ืองจากเปนการเลี้ยงชางแบบปลอยชางไวในปา สมุนไพรท่ีตมไปราดรักษาเทาชาง และที่ไมตองตมยา เม่ือชางเจ็บปวยหรือมีอาการทองเสียชางก็จะไปกินพืชแก สมุนไพร เชน การใหช า งกนิ ผาขาวชบุ นํา้ คราม อาการทองเสียเอง แตในปจจุบันชางกินพืชที่ปลูกในเชิง 1.1.4 การใชส มนุ ไพรรักษาอาการขาแข็ง ตวั แขง็ เศรษฐกิจซ่งึ ไมส ามารถตรวจสอบคุณภาพได อาการขาแข็ง ตัวแข็งมักเกิดจากการที่ชางทํางานหนัก (2) อาการทองอืด เปนอาการท่ีควาญตองเฝาระวังเปน หรือการใหชางแสดงผาดโผนผิดธรรมชาติ บางครั้งควาญให พิเศษ เพราะเปนอาการเจบ็ ปวยทอ่ี นั ตราย สังเกตไดจ ากการ ชางเดิน 2 ขา โดยเฉพาะการเดิน 2 ขาหลัง ทําใหเกิด ท่ีชางไมถายทองใน 1 วัน หนังทองมีขนาดใหญผิดปกติ กิน อันตรายจากขอสะโพกอักเสบได หรือบางคร้ังชางยืนอยูทา อาหารและนํ้าไดนอยลง มีอาการซึม ควาญตองรีบทําการ เดียวเปนเวลานานก็ทําใหขาแข็งได เนื่องจากชางมีน้ําหนัก รกั ษา หากปลอ ยไวไ มเกิน 3 วัน ชา งมโี อกาสลม เสยี ชวี ิตได ตัวมาก เปน ความผดิ ปกติของระบบกลา มเนือ้ และขอ เขา พบตํารับการรักษา 22 ตํารับ การใชสมุนไพรในการ พบตํารับการรักษา 8 ตํารับ การใชสมุนไพรรักษามี รักษาอาการทองอืดมีความหลากหลาย คือ นอกจากใหชาง ตงั้ แตก ารตมยาสมุนไพรท่ใี ชสมุนไพรหลายชนิดและคอ นขาง กินพืชชนิดเดียวเพ่ือรักษาแลว บางตํารับใชวธิ ีการรกั ษาดวย หายาก เชน ตนกลัญจอ ตนลําพุแดง และตํารับที่ไมซ ับซอ น การเปาและมคี าถากํากบั เชน ตํารบั ของควาญชางลุน ศาลา คือใชสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่หาไดในครัวเรือน เชน งาม (เหลาและคาถากํากับ) ตํารับของควาญชางพุฒ อินทร กระเทียม หอมแดง สาํ ราญ (กระเทยี มและคาถากํากบั ) และตํารบั ของควาญชาง เภา ศาลางาม (ตนกระถิน หมากแหง และคาถากํากับ) บางตํารับ นอกจากการใชพืชสมุนไพรแลว ยังแฝงไว นอกจากน้ันระหวางการบริกรรมคาถายังตองกลาวคํา ดวยคติความเชื่อบางอยาง เชน ความเช่ือเรื่องเทพารักษ อธิษฐานถึงบรรพบุรุษท่ีลวงลับไปแลวเพ่ือใหชวยรักษา ประจําตนไม กอนการเก็บหรือตัดพืชสมุนไพรจะตองบอก คมุ ครองชา งใหหายจากการเจ็บปวย เปนความเช่ือวา ชางทุก กลาวตอเทพารักษประจําตนไมทุกคร้ังเพ่ือใหเทพารักษได เชือกมผี ีบรรพบรุ ุษคอยปกปกคุมครอง ชวยรักษาชาง หรือความเช่ือในเร่ืองของ “ตนกระสังอก 1.1.7 การใชสมุนไพรแกสตั วมีพษิ กัดตอย เกวียน” หมายถึงตนกระสังที่ข้ึนอยูกลางทางเกวียน เพราะ เชื่อวามีสรรพคุณทางยาดีกวาตนกระสังทั่วไป หรือการเก็บ สมัยกอนเปนการเลี้ยงชางในปาที่มีงูชุกชุม เปนสาเหตุ พชื สมนุ ไพรในวันอังคารเน่อื งจากเปนวันครู หน่ึงท่ีทําใหชางเสียชีวิต การวินิจฉัยเบ้ืองตนวาชางถูกงูกัด 1.1.5 การใชสมุนไพรรักษาอาการเคลด็ ปวดบวม หรือไม ใหดูขนหางที่หลุดรวง โดยมากมักเกิดจากงูพิษ รายแรง ทําใหชางลม ภายใน 2-3 ช่ัวโมง สวนงูอีกกลมุ หนงึ่ มี อาการเคล็ด ปวดบวมมักเกิดกับชางแกหรือชางที่อวน ผลตอ โลหติ ไดแก งกู ะปะ งแู มวเซา และงูเขียวหางไหม ชา ง มากเกินไป สังเกตไดจากการเดิน ชางบางเชือกถึงกับเดิน จะไมลมในทันที แตจะทําใหมีอาการจ้ําเลือดตามผิวหนัง ไมได ปสสาวะและถายมูลเปนเลือด เสียเลือดและเกิดเน้ือตาย บริเวณท่ีถูกกัด แตการเล้ียงชางในปจจุบันแตกตางจากใน พบตาํ รับการรักษา 6 ตํารับ การรกั ษาดวยสมนุ ไพรตอ ง อดีต เน่ืองจากเปนการเลี้ยงชางในโรงเรือน หรือการเลี้ยง ทําการรักษาในชวงเชา เนื่องจากเสนตามรางกายชาง ชางในบานใกลชิดกับผูคน โอกาสท่ีชางจะถูกงูพิษกัดทําราย ขยายตัว ทําใหชางหายจากอาการเคลด็ หรือปวดบวมเรว็ ขน้ึ เสียชีวิตมีนอ ยมาก แตชางก็อาจถูกสัตวมีพิษชนิดอ่ืนกัดตอย การรักษาเปนการตมยาตามตํารับแลวนํายาสมุนไพรราด เชน แมงปอง ตะขาบ แตน ตอ แตก็ไมไดเปนอันตรายถึง รักษาบริเวณที่ชางมีอาการเคล็ดปวดบวมราว 3-5 วัน พืช สมนุ ไพรสาํ คัญคือ ตนลาํ พุแดง ตนแดง และตน ตะแบง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
493 ขนาดทําใหชางลมเสียชีวิต ยกเวนวาถูกกัดตอยเปนจํานวน การใชสมุนไพรบํารุงรางกายชางจากภาวะออนเพลีย มาก พบตํารบั การรกั ษา 4 ตาํ รบั เปน การใหช างกินสมนุ ไพรบํารุง รางกายทําใหชางอยากกนิ อาหารมากขึ้น เชน การใหชางกิน พบตํารับการรักษา 4 ตํารับ บางตํารับมีคาถากํากับ ขโี้ พนเมน หรือการใหช างกนิ ครัง่ เชน ตํารับของควาญชางสู เพชรศรี ท่ีเค้ียวหมากแหง 7 ช้ิน แลวบริกรรมคาถาเปาใสแผลชา ง การใชสมุนไพรบํารุงกาํ ลังแมชาง และแมช างมนี ้ํานมไม 1.1.8 การใชสมนุ ไพรรกั ษาผิวหนงั เพียงพอ พบตํารับการรักษา 6 ตํารับ เปนการใหแมชางกิน พืชสมุนไพรเพ่ือบํารุงกําลัง และทําใหแมชางมีนํ้านมใหลูก อาการทางผิวหนังแบงเปน 2 ลกั ษณะคือ อาการผิวหนัง มากขน้ึ เชน หวั ปลกี ลวย แหง และการพบปรสิ ติ ภายนอกบริเวณผวิ หนงั เชน เหบ็ เหา 1.3 สมุนไพรลักษณะเรงการตกมันของชา ง ไร หมดั อาการผิวหนงั แหงมกั เกิดจากการขาดนาํ้ หรอื ชา งยนื ตากแดดนานเกินไป การตกมันเปนธรรมชาติของชาง ไมมีวิธีใดปองกันไมใ ห ชางตกมัน มีเพียงการยนระยะเวลาของการตกมันใหส้ันลง พบตํารับการรักษา 2 ตํารับ เปนพืชสมุนไพรท่ีทําให หรือการเรงใหช างตกมันมากข้ึนหรอื เร็วขึ้น พบตํารับการเรง ผวิ หนังชา งมีความชุมชน้ื การตกมันชา ง 4 ตํารบั เปน การใหช างกนิ พืชสมุนไพรเพื่อให ชางมีอาการตกมันมากขึ้น โดยเปนพืชสมุนไพรที่ใหพลงั งาน สําหรับการพบปริสิตภายนอกบริเวณผิวหนังชาง ชาง ต่าํ ทกุ เชือกจะมีเหบ็ เหา โดยมากมักเปนบรเิ วณหางและหลงั ใบ หู ถาไมทําการรักษาชางจะเกาจนเปนแผลและออนเพลีย การรักษาหรือดูแลสุขภาพชางดวยสมุนไพรตามภูมิ บางเชอื กใชหางถแู ละฟาดกับหลกั หรอื ตนไมจ นหางขาด บาง ปญญาโบราณ ไมเพียงพ่งึ พาพืชสมนุ ไพรตามธรรมชาตใิ นปา เชอื กเกาจนไมไดนอนทั้งคนื ดงเปนตัวยาเจาตํารับ หากยังยึดถือกฎเกณฑและขอปฏิบัติ อีกหลายประการ เชน วิธีการเก็บพืช ลักษณะเฉพาะของพืช พบตํารับการรักษา 9 ตํารบั การใชส มุนไพรในการรกั ษา วันตองหาม ขอหามและขอพึงปฏิบัติในการรักษา ที่สําคัญ ไมไดมคี วามยงุ ยากซบั ซอนอนั ใด เปน การใชพ ชื สมนุ ไพรที่หา คือ การรักษาบางตํารับของบางสายตระกูลตองกํากับดวย ไดงายและมีอยูในธรรมชาติ เชน ตนสะเดา ตนนอยหนา ตน มนตคาถาท่ีไมเปนที่เปดเผย ถายทอดเฉพาะคนในสาย มะเขือขื่น ขัดถูลําตัวชางราว 2-3 วัน เห็บและเหาก็จะฝอ ตระกูล หาก “คนนอก” จะเรียนเปน การเฉพาะจะตองทาํ พธิ ี และรวงตาย ยกครตู ามขนบ แตน ั่นก็ขึ้นอยกู ับผถู ายทอดเปนสาํ คัญ แตใ น 1.1.9 การใชส มุนไพรรักษาพยาธิในรางกาย ปจ จบุ ันขอหามดงั กลา วผอ นคลายลงมากแลว 2. การสํารวจพชื สมุนไพรในปา ดงสายทอและปาดงภดู ิน ปกติชางจะถายพยาธิเอง โดยชางจะกินดินและตนไม บางชนิด แลวชางจะถายทองมีพยาธิออกมาตามธรรมชาตปิ คณะวิจัยรวมกับหมอชางและควาญชางหลายทานได ละครงั้ รวมกันเดินสํารวจพืชสมุนไพรในการรักษาและดูแลสุขภาพ ชางในปาดงสายทอและปาดงภูดิน ซึ่งอยูในพื้นที่ตําบลกระ พบตํารับการรักษา 3 ตํารับ เปนการใหชางกินพืช โพ อาํ เภอทา ตูม จงั หวดั สรุ นิ ทร พบขอ สังเกต 2 ประการคือ สมนุ ไพรเพ่ือใหช างถา ยพยาธิ เชน มะขามเปย กคลกุ เกลือ 1.1.10 การใชส มนุ ไพรรกั ษาอาการผิดสําแดง ลา งพษิ 1) พืชสมุนไพรในผืนปาท้ัง 2 แหงลดจํานวนลงอยาง มาก (เปนขอมูลท่ีไดจากการเดินสํารวจและคําบอกเลาจาก ส า เ ห ตุ สํ า คั ญ เ น่ื อ ง จ า ก ช า ง กิ น อ า ห า ร ที่ มี ส า ร เ ค มี หมอชางและควาญชาง) กลาวไววา พืชสมุนไพรสําคัญบาง ปนเปอนมากเกินไป กินอาหารแลวไมยอย หรือชางเกิด ชนิด เชน ตนกลัญจอ ตนลําพุแดง ตนตูมกา อยูในภาวะ อาการเครียดจากอากาศรอน ทํางานหนัก โดยชางมีอาการ วกิ ฤตใกลส ูญพันธุ พบเจอไดยากมากขนึ้ ซมึ นอนกลางวนั กินอาหารนอ ย บางคร้ังลกุ ข้ึนยืนไมไ ด บาง เชือกมีอาการหงุดหงิดไมฟงคําสั่งควาญ และอาจทําลาย 2) พืชสมุนไพรบางชนิด (เปนขอมูลจากคาํ บอกเลา ของ สิ่งของ หมอชางและควาญชาง) ท่ีพบเห็นไดบอยๆ เชน ตนพเนยา ตนโมกมัน ตนพิมาน ตนกอกกัน ตนสะเดาชาง แมพบ พบตํารับการรักษา 7 ตํารับ สมุนไพรสําคัญคือตนยาง กระจายอยูห ลายแหงในดงปา กม็ ีจํานวนนอ ยลงอยา งเห็นได จืด บางตํารับมีคาถากํากับ เชน ตํารับของควาญชางหนู ชัด และพืชสมุนไพรที่เคยพบทั่วไป เชน ตนกระโดน ตนแต ศาลางาม รักษาโดยการเคี้ยวเปลือกตนทองหลางและหมาก กม็ ีจาํ นวนลดลงเชนกัน แหง แลว บรกิ รรมคาถาเปา จากหวั ไหลช างไปทางทายชาง 1.2 การใชส มุนไพรลักษณะบํารุงรา งกายชาง สาเหตุสําคัญท่ีทําใหพ ืชสมุนไพรลดจํานวนลงอยางมาก เนื่องจากผืนปาดงภดู ินและปาดงสายทอท่ีเคยเปนพ้ืนท่เี ลยี้ ง แบงออกเปน 2 สวนคือ การใชสมุนไพรบํารุงรางกาย ชางจากภาวะออนเพลีย และการใชสมุนไพรบํารุงกําลังแม ชา ง และแมช า งมนี า้ํ นมไมเ พียงพอ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
494 ชางขนาดใหญอันอุดมสมบูรณถูกบุกรุกทําลายอยางหนัก 3. การใชส มนุ ไพรในชางเปน การประหยัดและรกั ษาชา ง ในชวง 20 ปท่ีผานมา พื้นท่ีหลายแหงกลับกลายเปนพื้นที่ ไดทันที โดยไมตองรอสัตวแพทย เพราะอาการบางอยาง เกษตรกรรม สวนยางพาราและสวนยูคาลปิ ตสั ขณะเดียวกนั ตองทําการรักษาอยางเรงดวน เพราะอาจจะไมทัน เชน ฤดูกาลที่เปล่ียนแปลงไปของโลก อากาศท่ีรอนระอุ รวมถึง อาการทองอืด หากไมร ีบรักษาอาจเปน เหตุใหช างเสียชวี ิตได ความแหงแลงท่ีเกิดขึ้นอยางตอเน่ือง อันเปนสาเหตุสําคัญท่ี นอกจากนั้น จํานวนชางในพื้นที่มีมากเกินกวาสัตวแพทยจะ ทําใหการใชสมุนไพรในชางลดนอยตามไปดวย ดังนั้น ดูแลไดท ่วั ถึง การพาชา งไปโรงพยาบาลจงึ ยุง ยากลําบากและ ค ณ ะ ผู วิ จั ย จึ ง มี ค ว า ม ส น ใ จ เ พ่ิ ม เ ติ ม ถึ ง ก า ร ศึ ก ษ า ก า ร สิ้นเปลืองคาใชจายมากขึ้น ขยายพันธุพืชสมุนไพรที่อยใู นภาวะวิกฤตใกลสญู พันธุ ใหกับ ชุมชนหมูบานชาง เพ่ือไมใหภูมิปญญาเร่ืองการใชสมุนไพร 4. เปนการอนุรกั ษและสบื สานภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ อันเปน ของชางสญู หายไปจากชมุ ชนคนเลี้ยงชาง มรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural สรปุ ผลการศึกษาและขอเสนอแนะ Heritage) ใหด ํารงคงอยูสบื ตอไป การศึกษาภูมิปญญาการใชสมุนไพรดูแลรักษาชางใน ในระยะ 20 ปท่ีผานมา ผืนปาดงภูดนิ และปาดงสายทอ พื้นที่หมูบานชางบานตากลาง ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ถูกบุกรุกทําลายอยางหนัก พืชสมุนไพรที่ใชในการรักษา จังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนพื้นที่ ท่ีเปนจุดศูนยกลางของการเลี้ยง อาการเจ็บปวยของชางนับวันยิ่งเหลือนอยลงอยางนาเปน ชางของจังหวัดสุรินทร และมีพ้ืนท่ีขางเคียงประกอบดวย หวง และเปนสาเหตุสําคัญท่ีทําใหการใชสมุนไพรในชางทั้ง ตําบลนาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และ การรักษาอาการเจ็บปวยหรือการบํารุงรางกายลดนอยตาม ตําบลทามวง อําเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย พบวามีการใชองค ไปดว ย ความรูเร่ืองการใชสมุนไพรในการรักษาชาง การใชสมุนไพร เอกสารอา งองิ ในชา งมปี ระโยชนหลายประการ ดังนี้ เฉลิมชาติ สมเกิด,วรางคณา ลังกาพินธุ,สาริศา กลิ่นหอม, 1. ควาญชางสามารถทําการรักษาชางที่เจ็บปวยหรือ ศรันย จันทรสิทธิเวช และอรจิรา ชาวพงษ. 2560. โรค บํารุงรา งกายชางใหม สี ขุ ภาพแข็งแรงไดดว ยตวั เอง ไวรัสเฮอรป สใ นชาง. ใน “โครงการประชุมชางแหง ชาติ 2560” วนั ที่ 10-11 สิงหาคม 2560 ณ ศนู ยก ารเรยี นรู 2. การใชสมุนไพรในชา งไมม ีผลขางเคียงทําใหช างดื้อยา เพราะสมุนไพรแทบทัง้ หมดเปน พชื ท่ีชางกิน พฒุ อินทรส ําราญ. สมั ภาษณ. 2561. คชศาสตร อาคารกัลยานิวัฒนาการุณย สถาบันคชบาล เพชรธิศักด์ิ สมบัติภูธร และฐิติพร กีรติมโนชญ. 2554. เทา แหงชาตใิ นพระอปุ ถมั ภฯ จ.ลําปาง. 148 หนา . และเล็บชาง. ในตํารับการดูแลชาง. สถาบันคชบาล ชยั อนิ ทรส าํ ราญ. สัมภาษณ. 2561. แหงชาติในพระอุปถัมภฯ จังหวัดลําปาง. ศิลปะการ ทองคํา เพชรศรี. สัมภาษณ. 2561. พมิ พ, 228 หนา. ทองคาํ จงใจงาม. สมั ภาษณ. 2561. ภัทร เชื้อพลายเวช, วีระศักด์ิ ปนตาวงศและวิชิต ประไวย. ทา แสนด.ี สัมภาษณ. 2561. 2552. การศึกษายอนหลังของความผิดปกติในระบบ ทา ศาลางาม. สัมภาษณ. 2561. ทางเดินอาหารโดยสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพชาง นิกร ทองทิพย, พรชยั สัญฐิตเิ สรี, วฒุ ิวงศ ธีระพนั ธุ และนนั ท แหงชาติ ในป พ.ศ.2542-2551. วารสารสตั วแพทย ปท ่ี 19 ฉบบั ที่ 1 หนา 31-41. วัน ญาติบรรทุง. 2544. กระบวนการคลอดตาม มังกร สุขรัตน. สัมภาษณ. 2561. รณชิต รุงศรี. การดูแลชาง ธรรมชาติของชางเอเชีย. การประชุมทางวิชาการ ชรา. ใน “โครงการประชุมชางแหงชาติ 2560” วันท่ี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 39 สาขาสัตวแพทย 10-11 สิงหาคม 2560 ณ ศูนยการเรียนรูดา นคชศาสตร ศาสตร มหาวิทยาลัยยเกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. หนา อาคารกลั ยานวิ ัฒนาการณุ ย สถาบนั คชบาล แหงชาติ 332-335. ในพระอปุ ถมั ภฯ จ.ลาํ ปาง. 148 หนา. บรร จงใจงาม. สัมภาษณ. 2561. ลุน ศาลางาม. สัมภาษณ. 2561. วีระศักด์ิ ปนตาวงศ, ภัทร บุญชว ย แสนดี. สมั ภาษณ. 2561. เจริญพันธ, เบญจมาศ บุญศาสตร, สัญญา คิดอยู, วิชิต ประสทิ ธิ์ บุญสะอาด. 2561. ประไวย, จุฑามาศ รัตนคุณูประการ, สไบ อุนศิริ, ปรีชา พวงคํา, ริชารด ซ.ี แลร และทวีโภค อังควานชิ . 2548. เบญจพล หลอสญั ลักษณ, พรชัย สัญฐิตเิ สรี, สถาพร จติ โรคภายในตัวชาง. คูมือการดูแลชางสําหรับควาญชาง ตปาลพงศ, วรวิทย วัชชวัลคุและนิกร ทองทิพย. 2557. และผูจัดการปางชาง. ลําปางบรรณกิจพริ้นต้ิง. 152 หนา . การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
495 โครงสรางประชากรและสุขภาพชางเล้ียงในประเทศ ไทย. วารสาร สตั วแพทย. ปท่ี 24 ฉบับท่ี 1, หนา 16- 24. สมบัติ บุญสะอาด. สมั ภาษณ. 2561. สมพงษ โยนก. สัมภาษณ. 2561. สวสั ด์ิ งามพลิ า. สมั ภาษณ.2561. สขุ รืน่ เรงิ . สมั ภาษณ. 2561. สุภิมล ศาลางาม. สัมภาษณ. 2561. สู เพชรศรี. สมั ภาษณ. 2561. เสมยี น แสนดี. สัมภาษณ. 2561. สวสั ด์ิ งามพลิ า. สัมภาษณ. 2561. หนู ศาลางาม. สมั ภาษณ. 2561. หนูชนุ ศาลางาม. สมั ภาษณ. 2561. เหมา ทรัพยม าก. สัมภาษณ. 2561. อภวิ ฒั น มะลิงาม. สัมภาษณ. 2561. อินทร แสนดี. สมั ภาษณ. 2561. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
496 การศกึ ษา สํารวจ และรวบรวมภูมิปญ ญาทองถนิ่ และวัฒนธรรมในพน้ื ทอ่ี งคการบริหารสว นตาํ บลหนอง ยายโตะ รอบบริเวณวิทยาลัยชยั บาดาลพิพัฒน มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร A STUDY, SURVEY AND COLLECTION OF LOCAL WISDOM AND CULTURE IN THE AREA OF NONG YAI TO, CHAI BADAN PIPHAT COLLEGE, PHRANAKHON RAJABHAT UNIVERSITY นฐั พงศ สงเนียม1*, ศภุ วรรณ เล็กวิไล3, สุนี โชติดิลก1, องั คณา จารพุ นิ ทุโสภณ1, กานตณฏั ฐา เนอ่ื งหนนุ 1, สอ่ื กญั ญา จารุพินทโุ สภณ1, กิตติวรรณ สนิ ธุนาวา2, อภศิ ักด์ิ คูก ระสังข2, ฝนทิพย หอมรื่น1, ศรที วน คําวัตร1, หน่ึงฤทัย ขยนั 1, มรกต ศรสี มทรง1 และ อารยี รอดดํารงค1 Nattapong Songneam1*, Supawan Lekwilai3, Sunee Chotedelok1, Angkana Jarupinthusophon1, Kannatha Nuengnoon1, Suekanya Jarupinthusophon1, Kittiwan Sinthunava2, Apisak Kookrasang2, Fonthip Homraruen1, Sreethuan Kamwat1, Nungruthai Kahyan1, Morakod Srisomsong1 and Ari Roddumrong1 1โครงการอนรุ ักษพนั ธกุ รรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร 2โครงการอนรุ ักษพ นั ธกุ รรมพืชอนั เน่อื งมาจากพระราชดําริฯ คณะวิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนคร 3โครงการอนุรกั ษพนั ธกุ รรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริฯ วทิ ยาลยั ฝก หัดครู มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร 1The Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, Faculty of Science and Technology, Phranakhon Rajabhat University 2The Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, Faculty of Management Science, Phranakhon Rajabhat University 3The Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, College of Teacher Education, Phranakhon Rajabhat University บทคัดยอ งานหัตถกรรมจักสานเปนสิ่งที่สะทอนใหเห็นคุณคาทางประวัติศาสตรวัฒนธรรมและภูมิปญญาท่ีสําคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะอยางยิ่งภูมิปญญาเก่ียวกับการนําวัสดุจากธรรมชาติมาประยุกตใชในวิถีชีวิตไดอยางผสมกลมกลืน ตลอดจนภูมิ ปญญาที่ปรากฏชัดในกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑท่ีนําเอารูปแบบทางวัฒนธรรมพ้ืนบานกับวิธีคิดเก่ียวกับ ประโยชนใชสอยกลายเปนรูปแบบที่สะทอนความเปนเอกลักษณไดอยางชัดเจน งานวิจัยนี้ดําเนินการภายใตการสนับสนุน งบประมาณจากโครงการอนุรกั ษพ นั ธกุ รรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) โดยไดท าํ การศกึ ษา สาํ รวจ และรวบรวมภูมิปญญาทอ งถ่ินและวฒั นธรรมในพนื้ ที่องคการบรหิ ารสว นตําบลหนองยาย โตะ รอบบริเวณวทิ ยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนคร โดยมีวัตถุประสงค 1) ศึกษา สํารวจ และรวบรวม ภูมิปญญาทองถิ่นและวัฒนธรรมในพ้ืนท่ีองคการบริหารสวนตําบลหนองยายโตะ รอบบริเวณวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 2) ทําการเปรียบเทียบ สังเคราะหภูมิปญญาทองถ่ินกับแหลงขอมูลอ่ืน ผลการวิจัยในการเกบ็ รวบรวมภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ งานจักสานของลงุ เอือย แชม ขุนทด ชาวบาน หมทู ี่ 2 ตาํ บลหนองยายโตะ อําเภอชยั บาดาล จงั หวัด ลพบุรี โดยใชวิธีการสัมภาษณเชิงลึก พบวางานจักสานของลุงเอือย มี 2 ชนิด ไดแก ตะแกรง และ กะโล เม่ือทําการ เปรียบเทียบโดยตรวจสอบขอมูลแบบสามเสาแสดงใหเ ห็นวางานจักสานของลงุ เออื ยมจี ุดเดน คอื ตะแกรงมีความแตกตางจาก แหลงขอมูลอื่นตรงท่ีขอบของตะแกรงจะทําเปน 2 ขอบซอนกันและมัดดวยลวด สวนลายของตะแกรงมีท้ังแบบลายสองและ ลายสาม เปนงานฝมือที่ตองใชค วามละเอยี ด โดยใชวัสดุจากไมไผรวกมาเหลาตอกเปนเสนกลมจงึ ทําใหต ะแกรงมคี วามแขง็ แรง มรี ปู ทรงเปนเอกลกั ษณ ซงึ่ มีความแตกตา งจากภูมิปญญาทอี่ ่นื Abstract Wickerwork is a reflection of important historical, cultural, and Thai wisdom. Especially the wisdom about the use of natural materials to be applied in a harmonious way of life. As well as the wisdom that is evident in the production process and product design that takes the folk culture pattern and the way of thinking about utility into a form that clearly reflects its uniqueness. This research was conducted under supporting by the Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Princess Maha Chakri การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
497 Sirindhorn. The study of survey and collecting local wisdom and culture in the area of Nong Yai To Subdistrict Administrative Organization around the college area Chaibadan Phiphat College, Phranakhon Rajabhat University. The research was aim to : 1) study, survey and collect local wisdom and culture in the area of Nong Yai To Subdistrict Administrative Organization around Chai Badan Phiphat College, Phranakhon Rajabhat University, 2) Making comparisons Synthesis of local wisdom and other data sources. Research findings in collecting local wisdom of wickerwork by Aoi Chamkhunthot, Moo 2, Nong Yai To, Chai Badan Pi Phat, Lopburi. In-depth interview technique was using in this research. It was found that there are 2 types of wickerwork of Lung Aoi, which are sieve and threshing basket. When comparing by checking the triangular data, it shows that Lung Aoi's wickerwork has outstanding features which are the sieve is different from other sources, in which the edges of the sieve are made into 2 overlapping edges and tied with wire. The pattern of the sieve has both stripes and triple patterns. Is a craft that requires resolution by using the Ruak bamboo material to sharpen and hammer into circular lines, which makes the sieve to be strong. And it has a unique shape which is different from other wisdom. คําสําคญั : โครงการอนรุ ักษพ นั ธกุ รรมพชื ภูมปิ ญญาทองถนิ่ งานหตั ถกรรม จักสาน Keywords: Plant Genetic Conservation Project, local knowledge, Handmade, Basketry *ตดิ ตอนักวิจยั : นัฐพงศ สงเนียม (อีเมล: [email protected]) *Corresponding author: Nattapong Songneam (E-mail: [email protected]) บทนํา วตั ถุประสงค งานจักสานไมไผเปนศิลปะหัตกรรมพื้นเมืองที่พบไดใน 1. ศึกษา สํารวจ และรวบรวมภูมิปญญาทองถ่นิ และ แหลงชมุ ชนตางๆ โดยจัดทําเปนเคร่อื งมอื เครื่องใชข องคนใน วัฒนธรรมในพ้ืนที่องคการบริหารสวนตําบลหนองยายโตะ ชุมชน เชน เครื่องใชในครัวเรือน ไดแก ตะแกรง กระบุง รอบบริเวณวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน มหาวิทยาลัยราชภัฏ กระดง เปนตน ซ่ึงเปนงานแสดงฝมือ สวนเคร่ืองจักสาน พระนคร หมายถึง เคร่อื งใชที่ทําดวยไมไผหรือหวายจากฝมือ ความคดิ ภมู ปิ ญ ญาของชาวบา น โดยมลี ักษณะรปู ทรงทแ่ี ตกตา งกันไป 2. ทําการเปรยี บเทยี บ และสงั เคราะหภูมิปญ ญาทอ งถนิ่ ตามแตละทองถิ่นทั้งนี้ข้ึนอยูกับภูมิประเทศ วัสดุอุปกรณ กับแหลง ขอมูลอ่นื คตินิยม และอาชีพของคนในทองถ่ินนั้นๆ งานจักสานเปน ข้ันตอนดาํ เนนิ งานวิจยั หนึ่งในภูมิปญญาทองถิ่นของไทยที่มีความสําคัญตอการ ดําเนินชีวิตประจําวันของคนไทย ท้ังในดานของการอํานวย ในงานวิจัยน้ีไดแ บงขน้ั ตอนการวิจยั ออกเปน 4 ขั้นตอน ความสะดวกในการดําเนินชีวิตและดานคุณคาทางจิตใจ ดงั นี้ จากความงาม ความประณีตและความเปนทองถิ่น อันจะ นํ า ไ ป สู ค ว า ม ภ า ค ภู มิ ใ จ ใ น ค ว า ม เ ป น ไ ท ย แ ล ะ พั ฒ น า 1. สํารวจภมู ิปญ หาทองถนิ่ สรางสรรคงานในวงกวางขึ้น สามารถสรางเปนอาชีพ 2. เกบ็ รวบรวมขอ มูล ดวยการสมั ภาษณเชงิ ลึก เสริมสรางรายไดใหแกชุมชนทองถ่ิน (วิบูลย ลี้สุวรรณ, 3. วเิ คราะหเ ปรียบเทยี บดวยตารางสามเสา 2532: 129) โดยคําวา “จักสาน” มาจากคําวา “จัก” คือ 4. การทวนสอบขอ มลู โดยผูเชย่ี วชาญ การทําใหเปนแฉก หรือ เปนหยักๆ ดวยฟนเล่ือยหรืออีก 1. สํารวจภมู ปิ ญ หาทองถิ่น วิธีการหนึ่งคือการท่ีชาวบานใชคมมีดผาไมไผแลวทําใหเปน การสํารวจภูมิปญญาทองถิ่นโดยการลงพื้นท่ีวิจัย เสนบางๆ วิธีการอยางน้ี ก็เรียกวา “จัก” เชนกัน สวนไมไผ บริเวณรอบวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒนของมหาวิทยาลัยราช หรือหวายที่จักออกมาเปนเสนบางๆ น้ัน เรียกวา ตอก โดย ภัฏพระนคร โดยคณะผูวิจัยไดเขาพบผูนําชุมชน ผูใหญบาน ชาวบานจะนําตอกมาขัดกันจนเกิดลวดลายที่ตองการนั้น และนายกองคการบริหารสวนตําบลหนองยายโตะ อ. ชัย เรียกวา “สาน” ตอจากนั้นจะนําไปสรางสรรคใหเ กิดรูปทรง บาลพิพัฒน จ. ลพบุรี พบวามีขอมูลภูมิปญญาทองถ่ินสาขา ตางๆ จนทายท่ีสุดเปนภาชนะสามารถนําไปใชสอยไดตาม อุตสาหกรรมและหัตถกรรมหลายอยางที่ตองการอนุรักษ ตอ งการ อยางเรงดว นเพ่ือไมใหสญู หายไปจากทองถิ่น โดยเฉพาะงาน จักสานของคุณลุงเอือย แชมขุนทด ชาวบานหมูที่ 2 ตําบล หนองยายโตะ อําเภอชยั บาดาล จังหวดั ลพบรุ ี การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
498 2. เกบ็ รวบรวมขอมลู ดว ยการสมั ภาษณเ ชิงลกึ 4. การทวนสอบขอ มูลโดยผูเ ชยี่ วชาญ จากการสัมภาษณเชิงลึก (In-depth interview) ลุง หลังจากผูวิจัยไดทําการสํารวจและเก็บรวบรวมขอมูล เอือย แชมขุนทด ชาวบาน หมูท่ี 2 ตําบลหนองยายโตะ ภูมิปญญาทองถิ่น งานจักสานของลุงเอือย แชมขุนทด อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 18 ธนวาคม 2561 จากนั้นนํามาเปรียบเทียบกับภูมิปญญาทองถ่ินอื่น และนํา ไดใหขอมูลวาไดจักสานตะแกรงและกะโลเปนงานอดิเรก กลับไปใหผูเชี่ยวชาญในพ้ืนท่ีสองทาน คือ ลุงเอือย แชมขุน เ พ่ื อ ค ว า ม เ พ ลิ ด เ พ ลิ น แ ล ะ เ ป น ก า ร ใ ช เ ว ล า ว า ง ใ ห เ กิ ด ทด และนายต๋ี นึกอุนจิตร เปนผูทวนสอบขอมูลเพ่ือความ ประโยชน ซึ่งงานจักสานของลุงเอือยเปนงานละเอียด โดย ถูกตองแลวจากน้ันทําการปรับปรุงขอมูลใหถูกตองตาม จักตอกเปนเสนกลม ที่มีลวดลาย ลายสอง ลายสาม สําหรับ ขอเสนอแนะ งานสานตะแกรงคุณลุงจะใชเวลาสานในชวงบายๆ ของแต ผลการวิจยั ละวัน เพื่อแกเหงา ซึ่งไมไดกําหนดวาตองสานใหไดปริมาณ จํานวนเทาไร แตจะสานประดิดประดอยไปเรอ่ื ยๆ โดยจะใช จากการสมั ภาษณเชิงลึกลุงเอือยไดใหขอ มลู งานจักสาน เวลาประมาณ 3 วันตอตะแกรง 1 ใบ ในสวนราคาลุงเอือย ของโดยมรี ายละเอียดดงั ตอ ไปนี้ ไมไดมีการกําหนดราคาท่ีแนนอนตายตัวแลวแตผูซ้ือจะให ลักษณะของภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ ราคา โดยดูคุณภาพของงานเปนหลัก โดยสวนใหญที่ไดรับ ใบละ 200 บาท วัสดุที่ใชในในการจักสาน ไดแก ไมไผลํา จุดเดนของงานจักสานของลุงเอือย คือ ตะแกรงท่ีสาน ขนาดกลาง อายุ 2 ถงึ 3 ป เพราะเปนไมทม่ี ีขนาดกาํ ลังพอดี มี 2 ขอบ โดยจะมัดดว ยลวด ตะแกรงมีทั้งแบบลายสองลาย ไมแ กหรอื ไมอ อ นจนเกนิ ไป โดยนํามาเหลาเปนตอกเพอื่ สาน สาม ตะแกรงมีความแข็งแรง ทนทาน และมีรูปทรงท่ีเปน เปน ตะแกรง โดยจะใชไมไผในหมูบาน ทป่ี ลูกขน้ึ เอง สําหรับ เอกลักษณ ซ่ึงจะแตกตางจากภูมิปญญาทองถ่ินอ่ืน ๆ (ภาพ ลวดเสนเล็กท่ีนํามาผูกกับขอบตะแกรงที่มี 2 ช้ันนั้นตองซื้อ ท่ี 4) เปนงานจักสานท่ีคอนขางละเอียด เนื่องจากใชตอกที่ การใชลวดผูกขอบตะแกรง ลุงเอือยเลาวาจะชวยใหทนทาน เปนเสนกลม มากกวาการใชห วายผกู ซ่ึงปจจบุ ันไมห วายน้นั จะหายากและ ขน้ั ตอนในการจักสาน ราคาสูง ในการจักสานตะแกรง และกะโลของลุงเอือย จะแบง (ก) (ข) ออกเปน 4 ขนั้ ตอนหลกั ๆ ดงั นี้ ภาพท่ี 1 (ก) ตะแกรง (ข) กะโล 1. ขั้นเตรยี มการ 3. วิเคราะหเปรียบเทียบดวยตารางสามเสา 2. ข้ันตอนการจกั สาน ในการดําเนินงานวิจัยนี้ไดใชเทคนิคการตรวจสอบสาม 3. ข้ันตอนการข้ึนรูป 4. ขั้นการตกแตงใหส วยงาม เสา ดานวธิ ีการเกบ็ ขอมูล (Method triangulation) เปน การ ข้ันตอนท่ี 1 ข้นั เตรียมการ เปรียบเทยี บขอ มลู ทไี่ ดมาจากวิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ มูลหลาย 1.1 เตรียมไมไผขนาดความยาว 2 ปลองเพื่อแบงเปน วิธีการที่แตกตางกัน แลวนํามาพิจารณาวาขอมูลท่ีได ไมซกี ขนาดความกวา ง 1 เซนตเิ มตร ยาวประมาณ 2 ฟุต สอดคลองกันหรือไม ซึ่งในงานวิจัยนี้ไดสืบคนขอมูลจาก 1.2 จากน้ันนําไปเหลาเปนไมสําหรับสาน เปนซี่ขนาด เว็บไซตค ลัง แลว นาํ มาเปรียบเทียบกับภูมปิ ญญาทองถิ่นของ เล็กๆ โดย 1 ไมซ ีกจะแบง เปนไมส านหรอื ไมตอก ไดป ระมาณ ลงุ เอือย ซึ่งไดข อ มูลจากการสมั ภาษณเ ชิงลึก และการสังเกต 4 ถึง 6 เสน ในการสานจะตอกดวยไมตอกเพ่ือใหถี่ หรือการเปรียบเทียบขอมูลที่เก็บจากวิธีการเชิงปริมาณกับ ระยะเวลา 1 วันก็ประมาณไดเกือบ 1 ชิ้นงานโดยใชไมไผ วิธีการเชิงคุณภาพ เพื่อดูลักษณะและความสอดคลองของ บานที่ปลูกเอง อายุตนไผประมาณ 3 ถึง 4 ป ตนไผยิ่งอายุ ขอมลู ผลการวจิ ยั แสดงในตารางที่ 1 เยอะจะย่ิงดีจะทําใหไมขึ้นรา จํานวนไมตอกท่ีใชประมาณ 172 ถงึ 200 เสน ตอ การทําช้นิ งาน 1 ชนิ้ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
499 (ก) หลังจากข้ึนรปู เสรจ็ แลวจงึ นําตะแกรง กะโลมาทาแชล็ค (ข) เพ่ือปอ งกนั ไมใ หขน้ึ รา และเพอ่ื ใหเ กิดความเงางาม ภาพท่ี 2 (ก) ไมซ กี (ข) ไมตอก วัตถุดบิ /อุปกรณทใี่ ช ขน้ั ตอนที่ 2 ข้ันตอนการจักสาน ในการจักสานลุงเอือยจะนําไมไผมาสานเปนโครงตาม วัตถุดิบและอุปกรณท่ีลุงเอือยใชสวนใหญจะหาไดจาก ลาย โดยจะใชรูปแบบการสานแบบลายขัดลายสองหรือลาย ในทองถน่ิ หรือชุมชนโดยมรี ายละเอียด ดงั นี้ ขัดสามตามตองการ สวนการสานตะแกรงแบบลายขัดลาย วตั ถุดิบทใ่ี ช คอื ไมไ ผบ า น สามบนสามลายสามโดยใชล ิม่ ตอกเพ่ือใหแ นน อปุ กรณทีใ่ ช มีดังนี้ 1. เลื่อย 2. มดี อโี ต 3. คีมจบั ล็อก 4. คีมปากแหลม 5. ลมิ่ 6. ถงั นาํ้ 7. ตวั แบบสําหรับขนึ้ รูป 8. ลวดเสน เล็ก ภาพท่ี 3 การจักสาน ภาพท่ี 5 อุปกรณที่ใชจ กั สาน ขั้นตอนท่ี 3 ขน้ั ตอนการข้ึนรูป 3.1 นําถงั มาเพือ่ ขึ้นรปู ของตะแกรง โดยนาํ ลายทส่ี านไว ขนาดพอดีมาวางบนถังเพ่ือครอบ แลวจากนั้นนํายางเสน แบบวงกลมมาครอบทบั แลว ก็กดใหแ นน (ดังภาพท่ี 6) 3.2 ตรงขอบกระโล และขอบตะแกรงจักสานเปนลาย เดยี วกนั ท้งั หมด แตต อกถขี่ น้ึ เพอื่ จะข้ึนลายถ่ี ตอนขึ้นรปู ดว ย แมแ บบ เพื่อทาํ วงขอบใสเ ขาไป แตตองแชน า้ํ ใหน่ิมกอ น 3.3 ในขั้นตอนการทําขอบของตะแกรง เริ่มตนดวยทํา ขอบดานในและตามดวยขอบนอก โดยใชคีมจับจากน้ันใช ลวด โดยใชเหล็กแหลมทมิ่ เพ่อื นําทางกอ น (ดงั ภาพที่ 4) ภาพท่ี 4 การมัดขอบตะแกรงดวยเสน ลวด ภาพท่ี 6 การขึ้นรปู ขน้ั ตอนที่ 4 ข้นั การตกแตง ใหส วยงาม การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
500 วิเคราะหเปรยี บเทียบดวยตารางสามเสา ตารางที่ 1 เปรียบเทยี บการจกั สานของลงุ เอือยกบั แหลง ขอ มูลจากเว็บไซตคลงั ทรพั ยากรการศกึ ษาแบบเปด ประเดน็ การศึกษาและสืบคน การสัมภาษณ 1. ช่ือภูมิปญญาทองถ่ิน(สาขา การทาํ เครอื่ งจกั สาน การทาํ เครือ่ งจกั สาน กองทุนและธรุ กจิ ชุมชน) - กระดง - ตะแกรง และกระโล 2. เจา ของภมู ปิ ญญาทองถิน่ นายสาย กระบัตรทอง อายุ 70 ป ท่ีอยู 38 นายเอือย แชมขุนทด อายุ 76 ป (สาขากองทุนและธรุ กิจชุมชน) หมู 1 ตําบลบานไผ อําเภอบานไผ จังหวัด อาศัยอยูหมูที่ 2 อบต. หนองยาย ขอนแกน โตะ อําเภอ ชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี 3. ประเภทของภมู ปิ ญญาทองถิ่น ภูมปิ ญ ญาทองถ่ิน ภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่นสาขาอตุ สาหกรรม (สาขากองทุนและธรุ กจิ ชุมชน) สาขาอตุ สาหกรรมและหัตถกรรม และหัตถกรรม 4. จุดเดนของภูมิปญญาทองถ่ิน - มีลักษณะเหมือนตะแกรงท่ีสามารถพบได ขอแตกตางจากท่ีอ่ืนของลุงเอือยจะ ทว่ั ๆ ไป มีขอบ 2 ช้ันทําใหตางจากที่อื่นและ ความถี่ที่ใช ตรงขอบจะแนนขึ้น เพอื่ ใหแ ข็งแรง 5. การประชาสมั พันธแ ละเผยแพร เผยแพรผ านทางเว็บไซต และ อนิ เตอรเ นต็ เผยแพรเ ฉพาะในชุมชน โดยวธิ บี อก ภมู ิปญ ญาทอ งถิน่ ที่มา : ตอ ปากตอ ปาก 1. https://sites.google.com/site/ karsuksak heruxngcaksan/kheruxng- caksan-chi-san-xari-di-bang/san-kradng 2. https://oer.kku.ac.th/index.php /search_ detail/result/16075 (แหลง ขอมลู เว็บไซตค ลงั ทรพั ยากรการศึกษาแบบเปด ผูสรา งสรรค/ผแู ตง/เจา ของผลงาน: สาย กระบัตรทอง และ นายภัทร พล พลปอง, ปที่ศึกษา 2560, สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ 111 อุทยานวิทยาศาสตรประเทศไทย ถนนพหลโยธนิ ตาํ บลคลองหนึง่ อาํ เภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120) สรปุ ผลการวิจยั ลายสองและลายสาม ดแู ข็งแรง และมรี ปู ทรงเปน เอกลักษณ จากการศึกษา เก็บรวบรวม สังเคราะหภูมิปญญา ท่ีแตกตางจากภมู ิปญ ญาที่อ่ืนๆ โดยเปนงานละเอียด และใช ตอกเสนแบบกลม ทําใหแตกตางจากท่ีอื่นและความถี่ที่ใช ทองถิ่นงานจักสานของลุงเอือย แชมขุนทด ชาวบาน หมู 2 ตรงขอบจะแนนข้ึน เพื่อใหแข็งแรง สําหรับการเผยแพรง าน ตําบลหนองยายโตะ อําเภอ ชัยบาดาล จงั หวดั ลพบรุ ี พบวา จักสานของลุงเอือยจะใชวิธีบอกตอปากตอปาก ไมได งานจักสานของลุงเอือยมีจุดเดนท่ีแตกตางจากแหลงขอมูล ประชาสัมพันธผา นเวบ็ ไซตเหมอื นภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ อน่ื อื่น คือ ตะแกรงท่ีลุงสานมี 2 ขอบ มัดดวยลวด ตะแกรงมี การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
501 คําขอบคุณ ศลิ ปประยุกตและการออกแบบ มหาวิทยาลยั งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุน จากโครงการอนุรักษ อุบลราชธานี. เจษฎา พตั รานนท. การพฒั นารูปแบบผลิตภัณฑ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ คณะผูวิจัย หัตถกรรมจกั สานทอ งถน่ิ โดยใชว ธิ กี ารวิจยั ปฏิบัติการ ขอขอบคุณมา ณ ทน่ี ้ีดว ย แบบมีสวนรวม กรณศี ึกษากลมุ จักสานใบกะพอ เอกสารอางองิ ตาํ บลทุง โพธ์ิ อาํ เภอ จุฬาภรณ จงั หวดั กรมศิลปากร. 2532. ศลิ ปะและหตั ถกรรมไทย. กรุงเทพฯ: นครศรธี รรมราช. ปริญญานิพนธก ารศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาศลิ ปศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนคริ อมรนิ ทรพ ร้นิ ตง้ิ กรพุ . นทรวิโรฒ, 2553. วิบลู ย ลส้ี วุ รรณ. 2539. พจนานกุ รมหัตถกรรมและ ชอบ เข็มกลัด และโกวิทย พวงงาม. 2547. การวิจยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารอยา งมสี วนรวมเชิงประยุกต. กรุงเทพฯ : อตุ สาหกรรมพน้ื บาน. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพรนิ้ สํานักพมิ พเ สมาธรรม. ต้ิงกรพุ . สิทธณิ ฐั ประพทุ ธนิติศาสตร. 2547. การวจิ ยั เชิง กรมสง เสรมิ อตุ สาหกรรม. 2539. ไมไ ผก บั งานหัตถกรรม. ปฏบิ ตั ิการแบบมีสว นรวม:แนวคดิ และแนวปฏบิ ัต.ิ กรุงเทพมหานคร: ไมป รากฏสํานักพมิ พ. พมิ พครงั้ ท่ี 3. กรงุ เทพ ฯ : สํานกั งานกองทนุ สนบั สนุน กรมเศรษฐกจิ การพาณชิ ย. 2545. เครือ่ งจักสาน (หวายและ การวิจัย (สกว.). อ่นื ๆ). [ สืบคนเม่ือ 20 กนั ยายน 2562] เขา ถงึ ไดจ าก การณุ ี วิบูลชยั . การพัฒนารปู แบบผลติ ภณั ฑห ตั ถกรรมจกั http://www.sme.go.th/cms/c/journal_articles/v สานใบลานโดยใชวธิ กี ารวิจัยปฏบิ ตั กิ ารแบบมีสวน iew_article_content?article_id=ISIC032-C02& รวมกรณีศึกษานกั เรียน นกั ศึกษา สาขาวิชาคหกร article_version=1.0 รมศาสตรว ิทยาลัยอาชีวศกึ ษาสุรนิ ทร.ปริญญา เจนจบ ยิ่งสุมล. 2540. ตน ไผ พันธพุ ืชมหัศจรรยของโลก. การศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวิชาศลิ ปศกึ ษา กรุงเทพมหานคร: ตนออ แกรมม.ี่ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, 2553 ศักด์ิชาย สกิ ขา. 2548. แนวทางการพัฒนางานหตั ถกรรม ไมไ ผในวถิ ชี วี ติ คนอีสาน. วทิ ยานพิ นธศ ิลปประยกุ ต ดษุ ฎบี ณั ฑติ . สาขาวชิ าการออกแบบผลติ ภณั ฑ คณะ . การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
502 ฤทธ์ิการกระตนุ เซลลร ากผมและฤทธ์ยิ ับย้งั เอนไซม 5α-reductase ของสารสกดั บัวผนั สายพันธุขาวมงคล EFFECT OF STIMULATING DERMAL PAPILLA CELL AND 5α-REDUCTASE INHIBITION ACTIVITIES OF Nymphaea ‘Khao Mongkol’ EXTRACT กรวินทวิชญ บุญพิสทุ ธนิ นั ท*, สรนิ พร อดุ มพงษ, วิรนิ ดา ชมพู, จณิ าภา แสงส,ี เกศนยี สารมานติ ย, รตั ติกาล รักแกว และ รตั ตญิ า บญุ ใบ Korawinwich Boonpisuttinant*, Sarinporn Udompong, Wirinda Chomphoo, Jinapa Sangsee, Ketsani Sammanit, Rattikarl Rakkaew and Rattiya Boonbai วิทยาลยั การแพทยแ ผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี ปทุมธานี 12130 ประเทศไทย Thai Traditional Medicine College (TMC), Rajamangala University of Technology Thanyaburi (RMUTT), Pathumthani 12130, Thailand บทคัดยอ ขาวมงคล เปนบัวสายพันธุ บัวผัน มีลักษณะเดน คือ ดอกมีสีขาว เกสรสีเหลอื ง ดึงดูดความสนใจ มีกล่ินหอมมาก ขยายพันธุ งาย และกานดอกมีความแข็งแรง ในการศึกษาวิจัยน้ีไดทําการศกึ ษาฤทธ์ิการกระตนุ เซลลร ากผมและฤทธ์ิยบั ย้งั เอนไซม 5α- reductase ของสารสกัดจากบัวผนั สายพันธุขาวมงคล พบวา สารสกัดเอทานอลจากเหงาของบัวสายพันธุขาวมงคล (K3-E) มี ฤทธ์ิกระตุนเซลลรากผมดีท่ีสุด (22.94±0.07 เปอรเซ็นต) นอกจากนี้การทดสอบฤทธ์ิยับย้ังเอนไซม 5α-reductase พบวา สารสกัดเอทานอลจากกานใบของบัวสายพันธุขาวมงคล (K5-E) ใหฤทธิ์ดีที่สุด (88.30 เปอรเซ็นต) จากผลงานวิจัยน้ีแสดงให เห็นวาสารสกดั จากบัวผนั สายพันธุขาวมงคล มศี กั ยภาพในการพัฒนาเปนผลติ ภัณฑส ําหรับบํารุงเสน ผมตอ ไปในอนาคต Abstract The water lily (Khao Mongkol) or Nymphaea ‘Khao Mongkol’ are white flowers, yellow pollen, good scent, strong stem and easy propagation. This study showed that the effect of stimulating dermal papilla cell and 5α-reductase inhibition activities of Nymphaea 'Khao Mongkol' extract found that the ethanolic extracts from rhizomes (K3-E) gave the highest stimulate dermal papilla cell (22.94±0.07%). Whereas only the ethanolic extracts from leaf stalk (K5-E) showed the highest 5α-reductase inhibition activities (88.30%). This study has suggested that the extracts from Nymphaea ‘Khao Mongkol’ has a potential to be further developed as hair care products, which by the ethanolic extracts from Khao Mongkol gave activity. คําสําคญั : บัวผันสายพันธุ ขาวมงคล, ฤทธิก์ ระตนุ เซลลรากผม, ฤทธย์ิ บั ยัง้ เอนไซม 5α-reductase Keywords: Brachyceras ‘Khao Mongkol’, Antioxidant activity, Tyrosinase inhibition activity *ตดิ ตอ นักวจิ ัย: กรวินทวิชญ บุญพิสทุ ธนิ ันท (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Korawinwich Boonpisuttinant (E-mail: [email protected]) บทนํา สินคาในกลุมผลิตภณั ฑส มนุ ไพรเพื่อสุขภาพ เชน ครีม เซรั่ม จากกระแสความตองการของผูบริโภคในปจจุบัน ท่ีให เจล สเปรย เครื่องด่ืมเพ่ือสุขภาพ และผลิตภัณฑบํารุง รางกาย เปนตน อยา งไรก็ตาม สารสกดั จากพชื และสมนุ ไพร ความสนใจตอการดูแลสุขภาพโดยการเลือกอุปโภคและ ธรรมชาติท่ีนํามาใชเปนสวนผสมในผลิตภัณฑธรรมชาติ บริโภคผลิตภัณฑเพื่อสุขภาพที่มาจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ มักจะนําเขาจากตางประเทศ ซึ่งจะทําใหต นทุนการผลิตของ และการใชบริการดานสุขภาพที่มีการผสมผสานทางดาน ผลิตภัณฑธรรมชาติสูงขึ้น อยางไรก็ตาม ประเทศไทยมี การแพทยแบบองครวมซ่ึงกําลังเปนท่ีนิยมอยางมากใน จุดเดนในดา นทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่อุดมสมบูรณและมีความ สังคมไทยและทั่วโลก โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางดาน หลากหลายทางชีวภาพสูง ซ่ึงจะสามารถใชวิทยาศาสตร เศรษฐกิจมากข้ึนเม่ือเทียบกับปกอนๆ โดยเฉพาะอยางย่ิง การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
503 เทคโนโลยี และนวัตกรรมเปนฐานความรูในการสรางสรรค นําไปใชเปนวัตถุดิบเพอื่ ผลิตเคร่อื งสาํ อาง งานวิจัยนี้เปนงาน สารออกฤทธิ์ชนิดใหมๆ ท่ีมีประสิทธิภาพสูง ซ่ึงสามารถ สนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน นําไปใชเปนสารออกฤทธ์ิทางชีวภาพในผลิตภัณฑธรรมชาติ เน่อื งมาจากพระราชดํารฯิ รวมไปถึงการพัฒนาเปนผลิตภัณฑธรรมชาติในรูปแบบใหม อปุ กรณและวิธีการทดลอง เพื่อใหมีมูลคาเพิ่มขึ้นได ซึ่งจะทําใหผลิตภัณฑธรรมชาติของ 1. การเตรยี มและการสกัด ไทยมีความแปลกใหม ลดการนําเขาวัตถดุ ิบจากตางประเทศ และสามารถแขงขันไดในตลาดตางประเทศ และมีความ การเตรียมตัวอยางจากทุกสวนของบัวมาลางทําความ สอดคลอ งกบั นโยบายของรัฐบาลในการสงเสริมเศรษฐกิจเชิง สะอาด แลวอบใหแหง จากน้ันนําไปบดใหเปนผงละเอียด สรา งสรรคท่มี ีนวัตกรรมเปนตัวขบั เคลื่อนที่สําคญั แลว นาํ ไปสกดั ดวยวิธตี างๆ ดงั น้ี บัวผันสายพันธุ ขาวมงคล น้ี มีชื่อวิทยาศาสตร คือ 1.1 การสกัดดว ยวิธกี ารตม Nymphaea 'Khao Mongkol' แ ล ะ อ ยู ใ น ส กุ ล ย อ ย ช่ังผงมา 30 g เติมน้ํากล่ันปรมิ าตร 300 ml นําไปตม Brachyceras (รัตนากร และรัตติกาล, 2559) เปนพืชท่ีอยู ในวงศ Nymphaeaceae (Akinjogunla et. al., 2010) มี บน Hot plate เปน เวลา 2 ชั่วโมง ถ่ินกําเนิดอยูในประเทศไทย ซ่ึงเปนบัวผันลูกผสมปลอย ไม 1.2 การสกัดดวย 95 % เอทานอล ปรากฏปก ารคน พบ โดยมีลักษณะเดน คือ ดอกมสี ีขาว เกสร ช่งั แตละสวนของบวั อยา งละ 3 กรัม ลงในขวดรปู ชมพู สีเหลือง ดึงดูดความสนใจ มีกลิ่นหอมมาก ขยายพันธุดวย เหงา ไหล และเมล็ดบวั (รปู ท่ี 1) จึงนา จะสามารถขยายพนั ธุ เติมเอทานอล 95 % ปริมาตร 300 มิลลิลิตร นําไปเขยาให เพ่ือเปนพืชเศรษฐกิจไดเปนอยางดี อยางไรก็ตามยังไมมี เขากันดวยเครื่องเขยาที่มีความเร็วเทากับ 200 rpm เปน รายงานเก่ียวกับองคประกอบทางดานฤทธิ์การกระตุนเซลล ระยะเวลา 2 วนั รากผมและฤทธ์ิยับยั้งเอนไซม 5α-reductase ของบัวสาย พนั ธุนี้มากอ น เม่ือครบระยะเวลาของท้ังสองวิธีการสกัดใหน ํามากรอง ดวยเครื่องสุญญากาศ ดวยกระดาษกรอง Whatman เบอร รูปที่ 1 บวั ผันสายพันธุ ขาวมงคล 1 จากน้ันนําสารสกัดที่ไดมาระเหยดวยเครื่อง Rotary ดังน้ันทางผูวิจัยจึงมีวัตถุประสงคทีจ่ ะทําการศึกษาฤทธ์ิ evaporator โดยทอ่ี ณุ หภมู ิ 45 องศาเซลเซียส ความดัน 70- การกระตุนเซลลรากผมและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม 5α- 90 mbar และเก็บสารสกดั ไวใ นขวดสชี าท่อี ณุ หภูมิ 4 องศา reductase ของสารสกัดจากบัวผนั สายพันธุ ขาวมงคล เพื่อ เซลเซยี ส เปนองคความรูดานเภสัชวิทยาของบัวสายพันธุนี้ ในการ 2.การทดสอบการกระตุน การเจริญเติบโตของเซลลรากผม มนษุ ย เซลลรากผมมนุษย (Follicle Dermal Papilla cells) ซอ้ื มาจาก บรษิ ัท ATCC ประเทศสหรัฐอเมรกิ า นาํ มาศึกษา ผลของสารสกดั นํ้าและสารสกดั เอทานอลจากบัว ดว ยวธิ ี MTT มขี ัน้ ตอนดังน้ี ทําการแบงเซลลรากผมใหมีความเขมขน 1x104 เซลล ตอหลุม ในเพลท 96 well ปรับปริมาตรทง้ั หมดใหเปน 180 µl ตอหลุมดวยอาหารเล้ียงเซลล Follicle Dermal Papilla Media นําไปบมไวในตเู พาะเล้ียงเซลลท ี่อุณหภูมิ 37 ºC ที่มี ปริมาตรคารบอนไดออกไซด 5% เปนเวลา 24 ช่ัวโมง จากน้ันเติมสารจากบัวขาวมงคล จํานวนปริมาตร 20 µl ตอ หลุม ใหม คี วามเขม ขนสุดทาย 0.0001- 1 mg/ml ตามลําดบั จากน้ันทําการบมตอในตูเพาะเล้ียงเซลลท่ีอุณหภูมิ 37 ºC เปนเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาใหดูดอาหารเลีย้ งเซลลท ิง้ และลาง PBS 1 คร้ัง แลวเติม 100 µl ของสารละลาย MTT ที่มีความเขมขน 0.5 mg/ml แลวทําการบมตอในตู เพาะเลี้ยงเซลล เปนเวลา 4 ช่ัวโมง หลังจากน้ันดูด สารละลายทิ้ง แลวเติม DMSO จํานวน 100 µl เขยาใหเขา กันประมาณ 15 นาที แลวนําไปตรวจวัดดวยเคร่ือง microplate reader ท่ีความยาวคลื่น 560 nm ซ่ึงความ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
504 เขมขนของสีที่เกิดขึ้นจะสัมพันธกับจํานวนเซลลท่ียังมีชีวิต หลอดละ 29 µl แลวเติม 1 µg ของ RNA และปรับปริมาตร โดยใหการเจริญเติบโตของเซลลรากผมมีกลุมควบคุมเปน ดวยน้ํา ใหมีปริมาตรสุดทายของแตละหลอดเทากับ 50 µl 100% ทําการทดสอบ 4 ซ้ํา หาคารอยละของการ นําตัวอยางไปวิเคราะห ดวยเคร่ือง PCR จากน้ันนํา PCR เจรญิ เตบิ โตของเซลลร ากผม ไดจ ากสมการดังตอไปนี้ product ท่ีไดทําการวิเคราะหระดับการแสดงออกของ mRNA โดย 2%Agarose gel electrophoresis ใน 1x TBE โดยที่ A560Sample = คาการดูดกลืนแสงของ สารทดสอบ buffer และทําการวิเคราะหความเขมของแบน DNA ดวย A560Control = คา การดูดกลนื แสงของ กลมุ ควบคุม โปรแกรม Quantity One ผลและวจิ ารณผลการทดลอง 3. การทดสอบฤทธ์ิตา นเอนไซม 5α-reductase ใน 1. ฤทธก์ิ ารกระตุนเซลลรากผมมนุษยของสารสกัดบวั เซลลม ะเร็งตอ มลกู หมากมนษุ ย จากการทดสอบการกระตุนการเจริญเติบโตเซลลราก แบงเซลลมะเร็งตอมลูกหมากมนุษย (DU-145 cells ผมของสารสกัดจากบัว ดวยวิธี MTT พบวา ท่ีความเขมขน ซ้ือมาจาก บริษัท ATCC ประเทศสหรัฐอเมริกา) ใหมีความ สารสกัด 1 mg/ml ของสารสกดั จากเอทานอลจากเหงาของ เขมขน 5x105 เซลลตอหลุม ลงในเพลท 6 well ปรับ บวั ผันสายพนั ธขุ าวมงคล (K3-E) มฤี ทธ์กิ ระตุนเซลลรากผมดี ปรมิ าตรของสารสะลายเซลลใ หเ ทากบั 1,800 µl ดวยอาหาร ทสี่ ุด (22.94±0.07 เปอรเซน็ ต) เมื่อเทยี บกับกลมุ ควบคุม ซง่ึ 10% DMEM บมเซลลในตูเพาะเล้ียงเซลลท่ีอุณหภูมิ 37 ºC จะเห็นไดวา สารสกัดมีความนาสนใจที่จะนําไปพัฒนาเปน ในสภาวะอากาศท่ีมี 5% คารบอนไดออกไซค เปนเวลา 24 หนงึ่ ในสว นประกอบของผลิตภัณฑด แู ลเสนผมได ชัว่ โมง (Ruksiriwanich et al., 2011) จากนน้ั เตมิ สารละลาย 2. ฤทธติ์ า นเอนไซม 5α-reductase ตัวอยางปริมาตร 200 µl ท่ีความเขมขนสารสกัด 1 mg/ml บมท้ิงไวท่ีอุณหภูมิ 37 ºC เปนเวลา 24 ช่ัวโมง แลวทําการ จากผลการทดลองพบวา ในเซลล DU-145 จะมีการ สกัด RNA ดว ยชุด Total RNA Extraction Kit Maxi สําหรบั แสดงออกของ 5α-reductase mRNA สูง แตเม่ือใหเซลล Cultured Cells and Tissue (Cat.No. YRBM25) ทําการ DU-145 สัมผัสกับยาฟแนสเทอไรด พบวา ยาฟแนสเทอไรด วัดปริมาณ RNA ท่ีได ดวย Qubit™ RNA BR Assay Kit สามารถลดการแสดงออกของยีน 5α-reductase เมื่อเทียบ (Cat.No. Q10210) ดวยเครื่องวัดแสงฟลูออเรสเซนซ กับเซลล DU-145 ท่ีไมไดสัมผัสกับยา ไดอยางมีนัยสําคัญ Qubit® 2.0 จากนั้นนํา RNA ท่ีไดมาวิเคราะหระดับการ ทางสถิติ (p < 0.05 และ p < 0.001) ดังแสดงในรูปที่ 2 แสดงออกของ 5α-reductase mRNA ดวยปฏิกิริยา RT- นอกจากน้ันยังพบวา ท้ังสารสกดั เอทานอลและสารสกัดดวย PCR โดยใชเครื่อง TProfessional Basic Gradient 070- วิธีตมน้ําจากบัวผัน สายพันธุขาวมงคล สามารถยับยั้งการ 601 โดยชุดน้ํายา SuperScript™ III One-Step RT-PCR แสดงออกของ 5α-reductase mRNA ได โดยพบวา สาร System with Platinum™ Taq DNA Polymerase ทําการ สกัดเอทานอลจากทุกสวนของบัวผันสายพันธุขาวมงคล (K- ผสมสารในแตละหลอด PCR ตัวอยาง โดยใชลําดับเบสของ E) มีฤทธใ์ิ นการลดการแสดงของ 5α-reductase mRNA ได ไพรเมอรข อง 5α-reductase primer สําหรับ forward 5’- เทยี บเทากบั ยาฟแนสเทอไรด ทีร่ ะดับนยั สําคัญทางสถติ ิ p < CCA TGT TCC TCG TCC ACT AC-3’ แ ล ะ reverse 5’- 0.001 ในขณะที่ สารสกัดดวยวิธีตมนํ้า มีฤทธิ์ในการลดการ TTC AAC CTC CAT TTC AGC GT-3’, ข น า ด แ ถ บ ข อ ง แสดงของ 5α-reductase mRNA ไดดีเทียบเทากับยาฟแน ผลผลิต PCR เทากับ 707 bp (Manosroi et. al., 2015) สเทอไรด ท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ p < 0.05 ยกเวน สาร และลําดับเบสของไพรเมอรของ ᵦ- actin สําหรับ forward สกัดจากกลีบดอกและเกสรของบัวผันสายพันธุขาวมงคล 5’-TCA TGC AGT GTG ACG TTG ACA TCC GT-3’ แ ล ะ (K2-W และ K4-W) จากผลการทดลองนั้นแสดงใหเห็นวา ท้งั reverse 5’-CCT AGA AGC ATT TGC GGT GCA CGA TG สารสกัดน้ําและสารสกัดเอทานอลจากบัวผัน นั้นอาจจะถูก -3’, ขนาดแถบของผลผลิต PCR เทากับ 310 bp จากน้ัน นาํ มาใชในการผลิตเครื่องสําอางหรอื ผลิตภณั ฑท่ีเก่ียวกับการ แบงสารผสม (master mix) ของแตละยีนลงในหลอด PCR รักษาภาวะผมบางจากฮอรโมนเพศชายได อีกทั้งนี้ยังเปน รายงานวิจัยฉบับแรกท่ี พบวา สารสกัดจากบัวผันมีฤทธิ์ใน การยบั ย้ังการทาํ งานของเอนไซม 5α-reductase การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
505 ตารางท่ี 1 รอ ยละการกระตนุ การเจรญิ เติบโตของเซลลรากผมมนษุ ยท ที่ ดสอบกับสารสกดั บัวผนั ความเขมขน (mg/ml) สาร 0.0001 0.001 0.01 0.1 1 สกดั EW EW EW EWEW K1 5.75 ± 0.41 N.A. 9.62 ± 0.38 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. K2 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 1.72 ± 0.22 K3 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 22.94 ± 0.07 N.A. K4 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 3.25 ± 0.26 N.A. N.A. N.A. N.A. K5 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 3.68 ± 0.18 N.A. 2.43 ± 0.13 หมายเหตุ : N.A. คือ ไมส ามารถกระตนุ การเจริญเตบิ โตของเซลลร ากผมมนุษย E คือ สารสกดั เอทานอล, W คือ การสกดั ดว ยวิธตี มน้าํ C คือ บัวผนั พนั ธฉุ ลองขวญั , K คอื บวั ผนั พันธขุ าวมงคล และ P คอื บัวผันพนั ธชุ มพูมะเหมย่ี ว 1 คอื ใบ, 2 คอื กลบี ดอก, 3 คอื เหงา, 4 คอื เกสร, 5 คอื กา นใบ รูปที่ 2 รูปแสดงการยับยัง้ การแสดงออกของ 5α-reductase mRNAของสารสกดั เอทานอล (E) และสารสกดั ดวยนํา้ (W) สรุปผลการทดลอง คาํ ขอบคณุ การศึกษาฤทธิ์การกระตุน เซลลรากผมและฤทธ์ิยับยั้ง โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการ เอนไซม 5α-reductase ของสารสกัดจากบวั ผนั สายพนั ธุ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจัย ขาวมงคล พบวา สารสกัดเอทานอลจากเหงาของบัวผัน ขอขอบคุณมา ณ ทน่ี ดี้ วย สายพันธุขาวมงคล (K3-E) มีฤทธิ์กระตุนเซลลรากผมดี เอกสารอา งองิ ท่ีสุด และมีฤทธ์ิในการลดการแสดงของ 5α-reductase รัตนากร กฤษณชาญดี และ รตั ตกิ าล เสนนอ ย. 2559. mRNA ดังนั้น จากผลการทดลองจึงสรุปไดวาสารสกัดเอ ทานอลจากเหงาของบัวผันสายพันธุขาวมงคล (K3-E) มี “การคัดเลอื กพันธบุ วั สายเขตรอนและบัวสายเขต ฤทธ์ิดีกวาทุกสวนสกัด ซึ่งสามารถนําไปประยุกตใ ชในการ หนาวเพื่อการตดั ดอกใชเชงิ พานิชย” มหาวทิ ยาลัย เปนสารออกฤทธ์ิในผลิตภัณฑเคร่ืองสําอางและผลิตภัณฑ เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กนั ยายน 2559 เพ่ือสุขภาพได รวมไปถึงการพัฒนาเปนผลิตภัณฑ ภาควชิ าเทคโนโลยีการผลติ พืช คณะเกษตรศาสตร ธรรมชาตใิ นรปู แบบใหมได และทรพั ยากรธรรมชาต.ิ Akinjogunla O.J., Yah, C.S., Eghafona N.O., and Ogbemudia F.O. (2010). Antibacterial activity of leave extracts of Nymphaea lotus การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
506 (Nymphaeaceae) on Methicillin resistant Staphylococcus aureus (MRSA) and Vancomycin Resistant Staphylococcus aureus (VRSA) isolated from clinical samples. Annals of Biological Research, 1(2), 174-184. Akanda, M.R., Kim, H.Y., Park, M., Kim, I.S., Ahn, D., Tae, H.J. & Park, B.Y. (2017). Hair growth promoting activity of discarded biocomposite keratin extract. Journal of biomaterials applications, [Epub ahead of print]. Manosroi, J., Jantrawut, P., Manosroi, W., Kongtawelert, P. & Manosroi, A. (2015). 5α- reductase inhibition and melanogenesis activity of sesamin from sesame seeds for hair cosmetics. Chiang Mai journal of sciences, 42(3), 669-680. Ruksiriwanicha W., Jiradej M., Abe M., Manosroi W. (2011). 5α-reductase type 1 inhibition of Oryza sativa bran extract prepared by supercritical carbon dioxide fluid. The Journal of Supercritical Fluids, 59(1), 61–71 Aranya Manosroi aZhu, M.Z., Wu, W., Jiao, L.L., Yang, P.F. & Guo, M.Q. (2015). Analysis of Flavonoids in Lotus (Nelumbo nucifera) Leaves and Their Antioxidant Activity Using Macroporous Resin Chromatography Coupled with LC-MS/MS and Antioxidant Biochemical Assays. Molecules, 20(6), 10553- 10565. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
507 การทดสอบพฤกษเคมีเบ้ืองตน การแยกสารสกัดใหบ รสิ ุทธิ์ และการพิสจู นเ อกลกั ษณ จากเนือ้ และเมลด็ เมา สายพันธุเทพนมิ ิต PHYTOCHEMICALS SCEENING, PURIFICATION AND CHARACTERIZATION OF PULP AND SEEDS BASED OF MAO; THEPNIMITH CULTIVAR พงศธร ทองกระสี1*, พชิ าพชั ร ธิตธิ นอภิพงษ1 และ ปาลิตา ชาระ2 Pongsathorn Tongkasee1*, Pichapat Thititanaapipong1 and Palita Chara2 1สาขาวชิ าการแพทยแ ผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร สกลนคร 47160 2สาขาวิชาวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร สกลนคร 47160 1Department of Thai Traditional Medicine, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology-Isan, Sakon Nakhon Campus, Sakon Nakhon, 47160 2Department of Science and Mathematics, Faculty of Industry and Technology, Rajamangala University of Technology-Isan, Sakon Nakhon Campus, Sakon Nakhon, 47160 บทคัดยอ การสกัดสารสําคัญจากเมล็ดและเนื้อเมาสายพันธุเทพนมิ ิต ดวยกระบวนการแชสกัดดว ยตัวทําละลาย เพ่ือศึกษาสารประกอบ ที่มฤี ทธทิ์ างชีวภาพ (ตวั อยา ง:เอทานอลรอ ยละ 95; อัตราสวน 1:3 โดยมวลตอปรมิ าตร) การทดสอบชนิดของสารประกอบที่มี ฤทธ์ิทางชีวภาพจากสารสกัดหยาบของเมลด็ และเน้ือเมาดวยเทคนคิ แกสโครมาโทกราฟฟ ทดสอบพฤกษเคมีเบื้องตนของสาร สกดั หยาบพบสารสาํ คญั 5 กลุม คอื ฟลาโวนอยด แทนนิน คูมารนิ อลั คาลอยด และซาโปนนิ ตามลําดับ ทําการทดสอบความ เสถียรทางความรอนดวยการหาจดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธิ์ ทําการแยกสารใหบรสิ ทุ ธิ์ดว ยเทคนิคโครมาโทกราฟชนิดฟลม บาง ระบบตัวทําละลาย เอทานอล : คลอโรฟอรม ท่ี 2:3 โดยปริมาตร แยกองคประกอบของสารบริสุทธิ์จากเนื้อเมา 6 ชนิด และระบบตวั ทําละลาย เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน ที่ 1:1:1 โดยปริมาตร แยกองคประกอบบริสุทธ์เิ มล็ดเมา 7 ชนิด ตามลําดับ และพบวามเี สถยี รภาพทางความรอ นสูง คือ 112 องศาเซลเซยี ส ถงึ 152 เซลเซยี ส การทดสอบหมดู าํ เนนิ การของ สารบริสุทธ์ิดวยเทคนิค IR-spectroscopy สามารถแสดงเอกลักษณของสารสกัดได เน่ืองจากลักษณะการส่ันพองของหมู ดําเนินการท่ีแตกตางกัน การวิเคราะหองคประกอบของสารสกัดหยาบจากเน้ือและเมล็ดเมา ดวยเทคนิค GC-MS พบวา สาร สกัดหยาบจากเนอ้ื เมา พบสารสําคัญ 87 ชนิด และ 38 ชนิดจากเมลด็ เมา โดยสารประกอบ 20 ชนิดมีฤทธิ์สอดคลอ งฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยา คือ ฤทธ์ิตานมะเรง็ (anticancer), ฤทธ์ิตานการอักเสบ (anti-inflammatory), ฤทธิ์ตานจุลชีพ (antimicrobial), ฤทธต์ิ า นอนมุ ลู อสิ ระ (antioxidant), ฤทธ์ิตา นเชื้อรา (antifungal), ฤทธ์ติ านเชื้อแบคทีเรีย (antibacterial) และ ปอ งกันการ ติดเชือ้ (anti-infection) ตามลาํ ดบั จากขอ มลู ของ GCMS สามารถใชป ระโยชนในการทําผลติ ภณั ฑยาได Abstract The seeds and pulp of Mao, the cultivar of Thepnimith are to extract to determine major bioactive compound from the extracts using qualitative analysis based on maceration process (Sample: 95% ethyl alcohol; 1:3 w/v). Gas chromatography mass spectrometry (GC/MS) was used to analyse the bioactive compound in the seeds and pulp extract. Phytochemical screening of the extract showed the presence of 5 main groups as flavonoids, Tannin, Curmarine, Saponin and Alkaloid, respectively. The thermal stability test of pure substance was determined by the melting point techniques (Tm). The separation for pure compound by thin layer chromatography techniques (TLC), The 6 pure compound were separated by Ethanol: chloroform (2:3 v/v) and 7 pure compounds for Ethanol: chloroform: hexane (1:1:1 v/v), can be shown 112oC – 152oC, represents, a high thermal stability. The functional moiety of pure compounds were characterized by IR-spectroscopy technique, showed the uniqueness of the extract because of resonance amongst the different action. Based on the GCMS data, present for the 87 compounds from pulp and 38 compounds from seed. The presence of 20 compounds corresponding to bioactive compounds to การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
508 pharmacological action. Dried seeds and pulp of Mao (Thepnimith cultivar) extract are a complex with many bioactive components which can show significant as anti-inflammatory, anticancer, antimicrobial, antioxidant, antifungal, antibacterial and anti-infection respectively. The GCMS data will be useful to the new pharmaceutical product. คําสาํ คัญ: เมา , สารพฤกษเคม,ี ฤทธ์ทิ างเภสัชวทิ ยา Keywords: Mao, Phytochemicals, Pharmacological *ตดิ ตอนกั วจิ ัย: พงศธร ทองกระสี (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Pongsathorn Tongkasee (E-mail: [email protected]) บทนาํ โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคมะเรง็ และการตานการอกั เสบ การเกิดโรคเรื้อรังภายในมนุษย ไดแก โรคหลอดเลือด เปนตน (Middleton, 2000) และหัวใจ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุหน่ึงมา การศึกษาความสามารถของการลดภาวะความดันโลหิต จากสภาวะถูกออกซิไดซเกินสมดุล (Oxidative stress) สูง และประสิทธิภาพการยับย้ังอนุมูลอิสระ ดวยกากเมาใน (Lijiao, 2016) สาเหตุท่ีกอใหเกิดสภาวะไมสมดลุ มีอยูหลาย หนูท่ีมีภาวะความดันโลหิตสูง โดยใหกากเมาทุกวันใน ประการ คือ ดานสภาพจิตใจ เชน ความกลัว ความคาดหวงั ปริมาณ 100 และ 300 mg/kg ผลการยับย้ังความดันโลหิต กลัวความลมเหลว วิตกกังวล เปนตน สาเหตุจากการ สูงของกากเมา สัมพันธกับ สารประกอบเปอรรอกไซดที่ได เปล่ียนแปลงในชีวิต เชน การเปลี่ยนวัย การเปล่ียนสถานที่ จ า ก carotid strips แ ล ะ มี ผ ล ใ น ก า ร เ พ่ิ ม โ ป ร ตี น อยู การรับประทานอาหาร การเปลี่ยนแปลงทางดาน endothelialnitri-coxidesynthas (eNOS) แ ล ะ nitric สิ่งแวดลอมทไ่ี มคุนเคย อกี ทง้ั สามารถเกดิ ไดจากการเจ็บปว ย oxide ซึ่งไปยับย้ังความดันโลหิตสูง และกากเมาถูกนํามาใช ทางกายไดเชนกนั (สภุ าภัทร, 2554) เปนอาหารเสริม เพ่ือลดอาการเสี่ยงตอการเปนความดัน โลหิตสูง มีการศึกษาผลการทําลายเซลลและประสิทธิภาพ อาหาร และเคร่ืองด่ืมเปนปจจัยที่สําคัญของชีวิตมนุษย การตานอนุมูลอิสระของผลและกากเมาโดยใชสารเคมีและ เนือ่ งจากชวยเสริมสรา งใหรา งกายเจรญิ เติบโต แขง็ แรง และ การทดสอบเซลลพ บวา การสกัดเมาสด และเมาแหงดวยตวั ซอมแซมอวัยวะสวนที่สึกหรอ ใหสามารถทํางานไดตอยาง ทําละลายเอทธิลแอลกอฮอลมีผลตอการยับยั้งการทําลาย ปกติ (วิไลวรรณ, 2548) ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารท่ีมี เซลล และการตานอนุมูลอิสระ และมีศักยภาพในการนําไป ประโยชนจะสงผลใหรางกายลดความเส่ียงในการเกิดโรค พัฒนาเปนอาหารเสรมิ เพอ่ื ลดการเหนยี่ วนําใหเ กดิ โรคได ใน เชน เคร่ืองดื่มเพื่อสุขภาพ น้ํามะเขือเทศ น้ําแครอท น้ําเมา ตําราแพทยแผนโบราณท่ัวไป สาขาเภสัชกรรมใชตน และ น้ําแตงกวา น้ํามะละกอ เปนตน (Stroke, 2014) รากเมาตมกรองเอานํ้าดื่ม บํารุงไต ขับปสสาวะ แกมดลูก พกิ าร และอาการตกขาว เมา เปนผลไมทองถิ่นชนิดหน่ึง พบไดทั่วไปในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย (จารุวรรณ, จากสรรพคุณของ เมา ท่ีมีสารสําคัญอันมีประโยชน 2561) โดยพบวามีสารสําคัญท่ีมีปริมาณสูงอยู 3 ชนิด คือ หลากหลาย และมกี ารทดสอบฤทธท์ิ างชวี ภาพ วัตถปุ ระสงค สารแอนโทไซยานิน ฟลาโวนอยด และกรดฟนอลิก ของงานวิจัยนี้ จึงมีความสนใจนําสวนของเมาที่ประกอบไป ( Jorjong, 2015) แ ล ะ ส า ร ส กั ด จ า ก เ ม ล็ ด เ ม า ยั ง มี ดวยเน้ือ และเมล็ด มาทําการศึกษา สกัดสารสําคัญจากเนือ้ ประสิทธิภาพในการตา นอนุมูลอิสระไดเชนเดียวกับสารสกัด และเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต การตรวจสอบพกฤษเคมี จากเมลด็ องุน และมีประสทิ ธิภาพยับยั้งการเจริญเซลลเย่ือบุ เบื้องตนจากสารสกัด การแยกสารสกัดใหบริสุทธ์ิ และการ ผวิ ของเตา นมที่ผดิ ปกติได (Kukongviriyapan, 2015) พิสูจนเอกลักษณสารบริสุทธ์ิ รวมถึงการตรวจสอบฤทธิ์ทาง เภสชั วทิ ยาของสารสกัด เพ่อื เปน ขอมลู เบื้องตนในการนาํ ไปสู แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เปนสารสําคัญกลุม การพัฒนาเปนผลติ ภัณฑไ ดอ ยางเหมาะสม หน่ึงท่ีพบจากหมากเมา โดยเปนรงควัตถุท่ีพบในพืช ทั้งใน อปุ กรณแ ละวิธีการทดลอง ดอก และผล มีลักษณะเปนสีแดง น้ําเงิน หรือมวง เปนตน (อรุษา, 2554) องคประกอบของแอนโทไซยานินที่พบในเมา การสกัด และการศึกษาพฤกษเคมีเบือ้ งตน การแยกสาร มี อ ยู ทั้ ง ห ม ด 4 อ นุ พั น ธุ คื อ Cyanidin Malvidin สกัดใหบริสุทธิ์ การพิสูจนเอกลักษณของสารบริสุทธิ์ และ Pelargonidin และ Delphinidin ตามลําดับ (Pan, 2011) โดยมคี ุณสมบัติในการลดความเสย่ี งในการเกิดโรคเรอื้ รงั เชน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
509 การศึกษาองคประกอบของสารสาํ คัญทแ่ี ยกไดจ าก เน้อื และ 3. การทดสอบพฤกษเคมเี บื้องตน(Phytochemical เมลด็ เมา สายพนั ธุเทพนิมติ (ภาพที่1) ดงั ข้ันตอนตอ ไปน้ี Screening) 1. การเตรยี มตวั อยาง (Sample Preparation) การตรวจสอบสารพฤกษเคมี (KumariSita & Nirmala ลางผลเมาสายพันธุเทพนิมิต โดยเลือกผลที่มีลักษณะ Babu, 2015; Ayoola et. al., 2008) โดยเตรียมสารสกัด สมบูรณ สีมวงอมแดง ไมมีรอยดาง ไมเนา ในนํ้านาน 30 หยาบเมาที่ความเขมขน 0.2 กรัม/มล. แบงการทดสอบสาร นาที แลวนําไปผง่ึ ใหสะเด็ดนํ้า ทําการแยกเนื้อและเมลด็ ทํา ออกเปน 11 กลุม ไดแก คารดิแอคไกลโคไซด ฟลาโวนอยด การอบทอ่ี ณุ หภูมิ 40 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 48 ช่วั โมง ซาโปนิน แทนนิน เทอรปนอยด แอนทราควิโนน คูมาริน 2. การสกัดสารสาํ คัญจากพชื ตวั อยา ง (Maceration โฟลบาแทนนนิ สเตียรอยด อัลคาลอยด และไกลโคไซด โดย อาศยั ปฏิกริ ยิ า สังเกตการณเกิดสหี รือตะกอนดงั นี้ Process) นําเนือ้ และเมลด็ เมาอบแหง สายพันธเุ ทพนิมิต บรรจลุ ง 1. การตรวจสอบคารดิแอค ไกลโคไซด (Cardiac glycosides) ขวดสีชา แลวทําการสกัดภายใตก ระบวนการแชสกัดดว ยตัว ทําละลาย 95% เอทานอล ในอัตราสวน 1:3 โดยมวลตอ 1.1 นําสารสกัด 0.5 มล.ละลายดวยคลอโรฟอรม ปริมาตร เปนระยะเวลา 148 ช่ัวโมง ทําการกรองสารสกัด ปริมาตร 0.5 มล. เขยากรองสวน ท่ีไมละลายออก นํา จากผงเนื้อเมาอบแหง และผงเมล็ดเมาอบแหงเพ่ือแยก ของเหลวท่ีไดจากการกรอง และคอยๆเติมกรดซัลฟวริก ตะกอน ทําการกรองดวยสําลี 1 คร้ัง และกระดาษกรอง 1 เขมขนปริมาตร 0.5 มล. ลงไป ถาปรากฏวงแหวนสีน้ําตาล ครั้ง ทําการกําจัดตัวทําละลายเอทานอล ดวยเครื่องกลั่น ตรงรอยตอ ระหวางชน้ั ของสารสกดั กับกรดซลั ฟว ริกแสดงวา ระเหยสารแบบหมุน (Rotary evaporator) ท่ีอุณหภูมิ 60 พบสารประกอบคารด ิแอคไกลโคไซด องศาเซลเซียส ภายใตความดัน 110 mmHg. อัตราการ หมุน 70 รอบตอนาที คํานวณคาผลผลิตรอยละ (% Yield) 1.2 นําสารสกัด 0.5 มล.ละลายดวยคลอโรฟอรม ของสารสกดั หยาบโดยสามารถคํานวณได ดังสมการที่ 1 ปริมาตร 0.5 มล. เขยากรองสวน ที่ไมละลายออก นํา ของเหลวที่ไดจากการกรอง เติมสารละลายเฟอริกคลอไรด ผลผลิตรอยละ= น้ําหนักของสารสกดั ทไี่ ด (กรัม) ×100 (1) (1%FeCl3) จํานวน 3 หยด เขยาเติมกรดแกลเชียลแอซีติก นํา้ หนกั แหงของสารทใี่ ชในการสกดั (กรัม) (Glacial acetic acid) จํานวน 2-3 หยด เขยา และคอยๆ เติม กรดซัลฟวริกเขมขน (conc.H2SO4) ปริมาตร 0.5 มล. ภาพที่ 1 กระบวนการดําเนินงานวจิ ยั ลงไป ถา ปรากฏวงแหวนสีนํา้ ตาลตรงรอยตอ ระหวางชน้ั ของ สารสกัดกับกรดซัลฟวริกแสดงวาพบสารประกอบคารดิแอ คไกลโคไซด 2. การตรวจสอบฟลาโวนอยด (Flavonoids) 2.1 นําสารสกัด 0.5 มล.เติมสารละลายตะก่ัวอะซิ เตด (Lead acetate) 10% ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถา สารละลายเปลี่ยนเปนสีเหลืองอมเขียว แสดงวาพบ ประกอบฟลาโวนอยด 2.2 นาํ สารสกัด 0.5 มล. ละลายดว ย 50% เอทานอล ปริมาตร 0.5 มล. เขยากรองสวนที่ไมละลายออก นํา ของเหลวที่ไดจากการกรอง ใสลวดแมกนีเซียมชิ้นเล็ก ๆ ลง ไป 1 ช้ิน และหยดกรดไฮโดรคลอริกเขมขน (conc. HCl) จํานวน 3 หยด เขยา แลวนําไปอุนบนเครื่องอังนํ้า 5 นาที ถาสารละลายเปล่ยี นเปน สีเหลอื งเขม แสดงวาพบประกอบฟ ลาโวนอยด 3. การตรวจสอบซาโปนิน (Saponins) 3.1 นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวยสารละลาย เบเนดิกท ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถาสารละลายเปล่ียนเปน สนี ํ้าเงนิ แสดงวา พบสารประกอบซาโปนนิ 3.2 ใชการทดสอบแบบการเกิดฟอง โดยชั่งสาร สกัด 0.5 กรัม เติมน้ํากลั่น ปริมาตร 0.5 มล. นําไปอุนบน การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
510 เคร่ืองอังน้ํา 5 นาที เขยาอยางแรง ถาปรากฏฟองถาวร ไซด (6M NaOH) ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถาสารละลาย เกดิ ขนึ้ ในหลอดทดลอง แสดงวา พบประกอบซาโปนิน เปลี่ยนเปน สเี หลืองเขม แสดงวา พบสารประกอบคมู ารนิ 4. การตรวจสอบแทนนิน (Tanins) 9. การตรวจสอบสเตียรอยด (Steroids) 4.1 นําสารสกัด 0.5 มล. เติมสารละลายเฟอรกิ คลอ- นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวยคลอโรฟอรม ปริมาตร 0.5 มล. เขยาแลวกรองสวนท่ีไมละลายออก นําของเหลวที่ ไรด (Ferric chloride) 0.1% จํานวน 2-3 หยด ถาปรากฏ ไดจากการกรอง เติมกรดแกลเชียลแอซีติก (Glacial acetic สารละลายเปนสีนํ้าตาลออนอมเขียวแสดงวาพบประกอบ acid) ปริมาตร 0.5 มล. เขยา แลวเติมกรดซัลฟวริกเขมขน แทนนิน (conc.H2SO4) จาํ นวน 2-3 หยด ถาปรากฏสารละลายเปน สี นาํ้ เงินหรอื น้าํ เงนิ เขียว แสดงวา พบสารประกอบสเตยี รอยด 4.2 นําสารสกัด 0.5 มล. เติมนํ้ากลั่น ปริมาตร 0.5 10. การทดสอบอลั คาลอยด (Alkaloids) มิลลิลิตร นําไปอุนบนเคร่ืองอังน้ํา 5 นาที กรองสวนท่ีไม นําสารสกัด 0.5 มิลลิลิตร เติม wagner’s reagent ละลายออก นาํ ของเหลวทไี่ ดจากการกรอง เติมสารละลายเฟ ปริมาตร 0.5 มล.ถาปรากฏตะกอนสีน้ําตาลแสดงวาพบ อริกคลอไรด (Ferric chloride) 0.1% จํานวน 2-3 หยด สารประกอบอลั คาลอยด เขยา ถาปรากฏสารละลายเปน สเี ขียวดําหรือนํ้าเงินดําแสดง 11. การทดสอบไกลโคไซด (Glycoside) วาพบสารประกอบแทนนนิ นําสารสกัด 0.5 กรัม ละลายดวยนํ้าเดือด 10 มล. แลวทําการกรองนําสารท่ีผานการกรอง 2 มล.การไฮโดรไล- 5. การตรวจสอบเทอรป น อยด (Terpenoides) ซิสดวยกรดไฮโดรคอลริค แลวทําใหเปนอัลคาไลนดวย นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวยคลอโรฟอรม ปริมาตร สารละลายแอมโมเนยี จากน้ันนํามา 5 หยด แลวทําการเตมิ 0.5 มล. เขยา แลว กรองสวน ที่ไมละลายออก นาํ ของเหลวที่ สารละลายเบเนดิค ทําการตมจนเดือด หากปรากฏพบ ไดจากการกรอง คอยๆ เติมกรดซัลฟวริกเขมขน ตะกอนสีแดงอมนํ้าตาล แสดงวาพบสารประกอบไกลโคไซด (conc.H2SO4) ปริมาตร 0.5 มล. ลงไป ถาปรากฏวงแหวนสี 4. การแยกสารสกัดใหบริสุทธิ์ดวยตัวทําละลายท่ีเหมาะสม น้ําตาลตรงรอยตอระหวางชั้นของสารสกัดกับกรดซัลฟวริก ดวยเทคนิคการแยกสารแบบฟลมบาง (Thin-layer แสดงวาพบสารประกอบเทอรป นอยด Chromatography:TLC) 6. การตรวจสอบแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ตัดแผนทินเลเยอรโครมาโทกราฟ (TLC) ชนิด silica gel 60 F254 ใหไดขนาดความกางและความยาวเทากับ 2 6.1 นําสารสกัด 0.5 มล. นําไปอุนบนเครื่องอังนํ้า 5 ซม. และ 5 ซม. ตามลําดับ ขีดเสนจากปลายขอบบนและ นาที และหยดกรดไฮโดรคลอริก 10% จํานวน 2-3 หยด ขอบลางของแผน TLC ประมาณ 1 เซนติเมตร (เพื่อกําหนด ปลอยใหสารละลายเย็นลงท่ีอุณหภูมิหอง นําของเหลวท่ีได ระยะทางท่ีตัวทําละลายพาสารท่ีตองการแยกเคล่ือนท่ีไป) เติมสารละลายคลอโรฟอรม จํานวน 2-3 หยด และเติม จากน้ันใช capillary ท่ีมีปลายเรียวเล็กจุมลงในสารละลาย แอมโมเนีย 10% จํานวน 2-3 หยด และใหความรอนถา แลวแตะลงบนตําแหนงท่ีทําไวบนแผน TLC (หยดสารซ้ํา 2- สารละลายเปล่ียนสีเปนสีแดงชมพูแสดงวาพบสารประกอบ 3 ครั้ง ) ปลอยใหสารแหงที่อุณหภูมิหองหรือใชเครื่องเปา แอนทราควิโนน วางแผน TLC ใสลงใน mobile phase โดยระบบตัวทํา ละลายสองระบบท่ีเลือกใช คือ เอทานอล : คลอโรฟอรม ท่ี 6.2 นําสารสกัด 0.5 มล. เตมิ สารละลายกรดซัลฟว รกิ ปริมาณ 2:3 v/v และ เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน (H2SO4) 2% ปริมาตร 0.5 มล. เขยา นําไปอุนบนเคร่ืองอัง ท่ีปริมาณ 1:1:1 v/v จนกระท่ังตัวทําละลายเคลื่อนท่ีมาถึง น้ํา 5 นาที กรองสวนท่ีไมละลายออก แลวปลอยให เสนดานบนที่ขีดไว นําแผน TLC ท่ีแหงแลวมาหาตําแหนง สารละลายเย็นลงที่อุณหภูมิหอง นําของเหลวที่ไดจากการ ของสารดวยการฉายแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ในกรณที สี่ าร กรอง (Filtrate) ไปเติมสารละลายแอมโมเนีย (10% NH3) นั้นสามารถดูดกลืนรังสี UV ได จะปรากฏสีภายใตรังสี UV ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถาปรากฏสารละลายเปน สชี มพูแดง (ความยาวคลื่นแสง 254 นาโนเมตร) การหาคา Rf (rate of เกดิ ขึน้ แสดงวาพบสารประกอบแอนทราควโิ นน flow) ของสาร โดยสารหนึ่งๆจะมีคา Rf คงท่ีเสมอ คํานวณ ไดจากสมการท่ี 2 7. การตรวจสอบโฟลบาแทนนิน (Phobatanins) ละลายสารสกัด 0.5 มล. ดวยนํ้ากล่ัน กรองสวนท่ีไม ละลายออก และตมดวยสารละลายไฮโดรคลอรกิ 2 มล. ถา ปรากฏตะกอนสีแดงแสดงวาพบสารประกอบโฟลบาแทนนิน 8. การตรวจสอบคมู ารนิ (Coumarin) นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวย 50% เอทานอล ปริมาตร 0.5 มล.เขยาแลวกรองสวนท่ีไมละลายออก นํา ของเหลวท่ีไดจากการกรอง เติมสารละลายโซเดียมไฮดรอก การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
511 Rf= ระยะทางทส่ี ารเคล่อื นที่ (2) ในรูปแบบของรอยละของการสองผานในชวงเลขคลื่นที่ ระยะทางทต่ี วั ทาํ ละลายเคลือ่ นท่ี 4000 cm-1 ถงึ 550 cm-1 6. การวิเคาะหองคประกอบของสารสกัดหยาบดวยเทคนิค (ภทั ราพร ผกู คลาย และธญั ญรัตน เชอื้ สะอาด, 2553) Gas Chromatography–Mass Spectrometry (GC-MS) 5. การพิสจู นเ อกลกั ษณ (Characterizatio) เตรียมสารละลายตัวอยาง 2 มก./มล. แลวทําการเติม 1) ก า ร ห า จุ ด ห ล อ ม เ ห ล ว ( Melting point โซเดียมซัลเฟต 2 กรัม เพ่ือกําจัดน้ําและสิ่งตกคางใน สารละลายตัวอยาง ทําการกรองดวยกระดาษกรองเบอร 1 determination) บรรจุสารลงในหลอดแคปลารี(Capillary แลวนําสารที่ผานการกรองเขาสูการวิเคราะหดวย GC-MS melting point tube) ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร จาก (GCMS-QP2020; SHiMADZU) กําหนดใหพลังงานในการ ปลายหลอดแคปลลารี และมัดติดกับเทอรโมมิเตอรดวย แตกตัว (Ionization energy) คือ 70 eV และใช 99.99% เสนดาย เสียบเทอรโมมิเตอรเขากับจุกคอรก และยึดติดกับ ของแกสฮเี ลยี ม เปนแกส ตวั พา ดวยอัตราการไหลคงที่ คือ 1 แคลมพ (Clamp) เทนํ้ามันพาราฟนลงในบีกเกอร (Beaker) มล./นาที ปริมาณในการฉีดสารตัวอยาง 3 มล. (split ratio และจุมปลายเทอรโมมิเตอรลงในบีกเกอร อยาใหปลาย คือ 10:1) อุณภูมิของการฉีด คือ 250 องศาเซลเซียส และ กระเปาะเทอรโมมิเตอรอยูติดกับผนังบีกเกอร ใหความรอน อณุ หภมู ิที่ทาํ ใหเ กดิ ไอออน คือ 280 องศาเซลเซียส อณุ หภูมิ อยางชาๆ บันทึกอุณหภูมิเมื่อสังเกตุพบสารในหลอดแคปล เร่ิมจาก 110 องศาเซลเซียส (คงไว 2 นาที) แลวเพิ่มข้ึน 10 ลารเี รมิ่ หลอมเหลว จนกระทง้ั สารตวั อยา งหลอมละลายหมด องศาเซลเซียส/นาที จนกระทั้งถึงอุณหภูมิ 200 องศา นั้ น คื อ ช ว ง อุ ณ ห ภู มิ ใ น ก า ร ห ล อ ม เ ห ล ว (Melting เซลเซียส แลวจึงเพ่ิมเปน 5 องศาเซลเซียส/นาที จนถึง Temperature) อุณหภูมิ 280 องศาเซลเซียส คงไวเปนระยะเวลา 9 นาที การวิเคราะหมวลของสารบริสุทธิ์ทําไดโดย ใชพลังงาน 70 2) การทดสอบทํานายหมูดําเนินการของสารบริสุทธ์ิดวย eV อัตราในการวิเคราะห 0.5 วินาที และแยกองคประกอบ เทคนิคการสั่นพองกับแสงอินฟราเรด (ATR-FTIR) ทํานาย ท่ี 45 Da ถึง 450 Da แลวทําการเปรยี บเทียบโครงสรางของ การส่ันพองของหมูดําเนินการภายในโครงสรางสารบริสุทธิ์ สารทีส่ ามรถแยกองคป ระกอบไดจ ากฐานขอมูล สามารถทํานายไดโดยการใช เคร่ือง Fourier Transform Infrared Spectrophotometer (UATR TWO, Perkin Elmer) ดําเนินการโดยวิเคราะหการส่ันพองของสารตัวอยาง ตารางท่ี 1 ปรมิ าณรอ ยละของสารสกัดเนอื้ และเมล็ดเมา สายพันธเุ ทพนิมิต ดว ยเอทานอล 95% ตวั อยาง สว นประกอบ อตั ราสว น ผลผลิตรอยละ นาํ้ หนกั เฉลยี่ สารสกัดหยาบ เมาสายพนั ธุเทพ เนอื้ 500g / 1500 ml (%yield) (Mean±SD) (กรัม) เมลด็ 9.80 49.07±0.16 นมิ ิต 3.80 19.43±0.02 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง น้ําหนักเฉลี่ยสารกัดหยาบ เทากับ19.43±0.02 กรัม มีคา 1. ผลการสกัดสําสําคัญจากเน้ือ และเมล็ดเมาสายพันธุเทพ ความคลาดเคล่ือนของเน้อื และเมลด็ เมา สายพันธุจดุ เทพนมิ ติ นิมิต มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับความ เช่ือม่ันรอยละ 95 (≤0.05) โดยพิจารณาจากผลผลิตรอยละ การเตรียมสารสกัดตัวอยาง โดยการนําเน้ือและเมล็ด ของสารสกัดท่ีทดลองในสภาวะเดียวกันและปรมิ าณนํา้ หนัก เมา สายพันธุเทพนิมิต ท่ีตัวทําละลาย เอทานอล 95% ดวย แหงท่ีเทา กัน อัตราสวน 1 กรัม : 3 มล. และทาํ การกําจดั ตัวทําละลายดว ย 2. ผลการตรวจสอบสารพฤกษเคมีเบ้ืองตนของสารสกัด การเทคนคิ การระเหยแบบสุญญากาศ(Rotary evaporator) ห ย า บ จ า ก เ น้ื อ แ ล ะ เ ม ล็ ด เ ม า ส า ย พั น ธุ เ ท พ นิ มิ ต ณ อณุ หภูมิ 60 องศาเซลเซียส พบวา สารสกัดที่ไดมลี ักษณะ (Phytochemical Screening) เหนียวขน สีเขียวเขมแกมน้ําตาล ทําการคํานวณรอยละ ผลผลิต(%yield) ของสารสกัด แสดงผลดงั ตารางท่ี 1 พบวา จากการตรวจสอบพฤกษเคมีเบื้องตนของสารสกัดจาก ปริมาณผลผลติ รอยละของสารสกัด พบมากที่สุดในสารสกัด เนื้อ และเมล็ดเมา สายพันธุเทพนิมติ ที่ผานกระบวนการสกัด จากเนื้อเมา คือ 9.80 มีนํ้าหนักเฉลยี่ สารสกัดหยาบ เทากบั ดวยตัวทําละลาย 95% เอทธลิ แอลกอฮอล 11 กลมุ คอื คาร 49.07±0.16 กรัม และสารสกัดจากเมล็ดเมา คือ 3.80 มี ดิแอคกลัยโคไซด, ฟลาโวนอยด, ซาโปนิน, แทนนิน, เทอร การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
512 ปนอยด, กลัยโคไซด, แอนทราควิโนน, โฟบาแทนนิน, คูมา (% yield) ท่ีพบมากที่สุด คือ 10.30 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ ริน, สเตยี รอยด และอัลคาลอยด ตามลําดับ สารบริสุทธิ์มากที่สุด เทากับ 8.20 มก ปริมาณการสกัดสาร จากเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต พบวารอยละของสารสกัด พบวาสารสําคัญที่สามารถตรวจพบไดจากสารสกัดของ (% yield) ท่ีพบมากท่ีสุด คือ 10.30 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ เนือ้ และเมลด็ เมาสายพนั ธุเทพนิมติ 5 กลุม คอื ฟลาโวนอยด สารบริสุทธิ์มากท่ีสุด เทากับ 8.20 มก รอยละของสารสกัด , แทนนิน, ซาโปนิน, คูมาริน และอัลคาลอยดผลดังแสดงใน (% yield) ท่ีพบนอยที่สุด คือ 2.20 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ ตารางที่ 2 สารบริสุทธม์ิ ากท่ีสุด เทากบั 1.30 มก. และนาํ้ หนักเฉล่ียสาร สกัดหยาบ เทากับ 19.43±0.02 กรัม ตารางที่ 2 ผลการตรวสอบพฤกษเคมีเบ้ืองตนของสารสกัด จากเน้ือและเมล็ดเมา สานพันธเุ ทพนิมิต สารพฤกษเคมี เนอื้ เมล็ด ตารางที่ 3 ปริมาณรอยละของสารสกัดบริสุทธิ์ของเนื้อและ ฟลาโวนอยด ++ เมลด็ เมา สายพนั ธุเทพนิมติ ท่ีแยกไดด วยระบบตัวทาํ ละลายท่ี แทนนิน ++ เหมาะสม เทอรีปนอยด -- แอนทราควโี น -- สาร นํา้ หนกั เฉล่ีย ลําดบั นา้ํ หนกั ผลผลิต สกดั สารสกดั หยาบ สาร เฉลีย่ ของ รอ ยละ โฟบาแทนนิน -- (Mean±SD) สารบริสุทธิ์ (%yield) คูมาริน + + (g) (mg) F1 3.40 2.90 อัลคาลอยด ++ F2 5.10 4.30 สเตยี รอยด -- ใกลโคไซด -- F3 2.10 1.80 คาดแี อคใกลโคโซด -- เนอ้ื 49.07±0.16 F4 4.10 3.50 ขาโปนนิ ++ F5 3.10 2.60 F6 3.40 2.90 *** หมายเหตุ + คือ พบสารสําคญั F1 3.30 6.90 - คอื ไมพบสารสําคัญ F2 4.00 8.60 3. ผลการแยกองคป ระกอบทางเคมี โดยเทคนคิ Thin Layer F3 8.20 10.30 Chromatography เมลด็ 19.43±0.02 F4 5.50 6.90 F5 3.20 5.20 การแยกสารสกัดหยาบจากเน้ือและเมล็ดเมาสายพันธุ F6 3.50 5.70 เทพนมิ ิตดวยเทคนคิ โครมาโตกราฟแบบผวิ บาง (Thin Layer F7 1.30 2.20 Chromatography, TLC) ในระบบตัวทําละลาย 2 ระบบ ไดแก เอทานอล : คลอโรฟอรม ที่ปริมาณ 2:3 v/v และ 4. การพิสูจนเอกลักษณสารสะกดบริสุทธ์ิท่ีสกัดไดจาก เนื้อ เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน ท่ีปริมาณ 1:1:1 v/v และเมล็ดเมาสายพันธุเ ทพนิมิต ตามลําดบั ผลดงั แสดงในตารางท่ี 3 1. ผลการพิสูจนจุดหลอมเหลว (Melting point) ของ จากการนําสารสกัดหยาบจากเนื้อ และเมล็ดเมาสาย สารสกัดบริสุทธิ์ท่ีแยกไดจากสารสกัดหยาบจากเน้ือและ พนั ธุเ ทพนิมิต ไปแยกองคประกอบทางเคมีใหบรสิ ทุ ธิ์ โดยใช เมล็ดเมา สายพนั ธเุ ทพนิมติ ระบบตัวทําละลาย 2 ระบบ ไดแกเอทานอล : คลอโรฟอรม ท่ีปริมาณ 2:3 v/v และ เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน การศึกษาความสเถียรทางความรอนของสารสกัด ที่ปรมิ าณ 1:1:1 v/v จากน้ันนําสารบรสิ ุทธไ์ิ ปหาผลผลติ รอย บริสุทธิ์ไดผลดังตารางท่ี 4 พบวาคุณสมบัติทางความรอน ละ (%yield) แสดงผลดังตารางที่ 3 แสดงปริมาณการสกัด ของสารสกัดจากเน้ือและเมลด็ เมา สายพันธุเทพนิมิต แสดง สารจากเน้อื เมาสายพนั ธุเทพนิมิต พบวา รอ ยละของสารสกัด ชวงอุณหภูมิจุดหลอมเหลวอยูใน คือ 112 oC - 152 oC จาก (% yield) ท่ีพบมากท่ีสุด คือ 4.30 % มีน้ําหนักเฉลี่ยของ ผลการทดลอง แสดงถึงความเสถียรภาพทางความรอนของ สารบริสุทธ์ิมากท่ีสุด เทากับ 5.10 มก. รอยละของสารสกัด สารสกดั บรสิ ุทธ์ิ และสามารถใชเปน ขอมูลพน้ื ฐานในการเก็บ (% yield) ที่พบนอยที่สุด คือ 1.80 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ รักษา และนาํ ไปใชท าํ ผลิตภัณฑท่ีเหมาะสมของสารสาํ คญั แต สารบรสิ ทุ ธ์ิมากท่ีสดุ เทากบั 2.10 มก. และนํ้าหนกั เฉล่ยี สาร ละชนดิ ได สกัดหยาบ เทากับ 49.07±0.16 กรัม ปริมาณการสกัดสาร จากเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต พบวารอยละของสารสกัด 2. ผลการวิเคราะหหมูดําเนนิ การของสารบรสิ ุทธ์ทิ ่ีสกดั ไดจาก สารสกัดหยาบจากเน้ือ และเมล็ดเมาสายพันธุเทพ นิมิตดว ยเทคนคิ FT-IR spectroscopy การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
513 การหาหมูดําเนินการของสารบริสุทธ์ิท่ีแยกไดจากสาร ได ตารางท่ี 6 แสดงชนิดขององคประกอบของสารสกัดจาก สกัดจากเนื้อและเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต เพื่อพิสูจน เน้ือเมา สายพันธุเทพนิมิต ดวยเทคนิค GC-MS พบวา มี เอกลักษณของสารสําคัญบริสุทธ์ิ และความสอดคลองของ สารพฤกษเคมี 87 ชนิด สามารถเทียบเคียงฤทธ์ิทางเภสัช สารสกดั จากองคป ระกอบทัง้ สองสวนของผลเมา (ภาพที่ 3) วิทยาจากวารสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วขอ งได2 0 องคป ระกอบ โดยแบงฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาออกเปน 8 กลุม ไดแก การวิเคราะหสารสกัดเน้ือ และเมล็ดเมาสายพันธุดวย anticancer 5 อ ง ค ป ร ะ ก อ บ , anti-inflammatory 7 เทคนิค IR-spectroscopy เพ่ือยืนยันโครงสรางแสดง IR- องคประกอบ, antimicrobial 4 องคป ระกอบ, antioxidant spectrum ของสารสกัดเมล็ดเมา พบวาท่ีเลขคล่ืน 2920 2 องคป ระกอบ, antifungal 1 องคประกอบ, antibacterial cm-1 และ 2855 cm-1 พบการสั่นพองท่ีความเขมตํา่ ของหมู 1 องคประกอบ, anti-infection 3 องคประกอบ ตามลําดับ ดําเนินการ C-H (Stretching) สามารถทํานายไดวานา จะมา ดังน้ัน สามารถนําเน้ือเมา สายพันธุเทพนิมิต ไปแปรรูปเปน จากหมูดําเนินการ C=O (Stretching) ของสารประกอบเอส ผลติ ภัณฑ และวตั ถดุ บิ ท่ฤี ทธ์ทิ างเภสัชวิทยาในการรกั ษาโรค เทอร ที่เลขคล่ืน 1736 cm-1 ให พีคท่ีมีความเขมสูงซ่ึงเปน ได ลักษณะการสัน่ ของพันธะ C-H (Bending) ของสารประกอบ ตารางท่ี 4 การศึกษาความเสถียรภาพทางความรอน ไฮโดรคารบอน ที่ เลขคลื่น 1452 cm-1 ใหพีคท่ีมีความเขม (Melting point) ของสารสกัดบริสุทธิ์จากเนื้อและเมล็ดเมา สูงซ่ึงเปนลักษณะเฉพาะของการสั่นของพันธะ C-O สายพันธุเทพนิมติ (Stretching) ของสารประกอบเอสเทอร ท่ีเลขคลื่น 1089 จุดหลอมเหลว cm-1 ใหพีคทีม่ ีความเขม สงู ซึ่งเปน ลกั ษณะการสนั่ ของพันธะ องคป ระกอบ สารบรสิ ทุ ธ์ิ (Melting poing=Tm oC) C-H (Bending) ของสารประกอบ เบนซีน (หมูแทนท่ี 2 หมู แบบ พารา) ท่ี เลขคล่ืน 806 cm-1 ดังนั้น จากขอมูลของ F1 118 oC - 128 oC IR-spectroscopy ทําใหสามารถยืนยันไดวา สารสกัดเมล็ด F2 121 oC - 124 oC เมา สายพันธเุ ทพนมิ ติ จากลาํ ดับองคป ระกอบท่ี คาดวาจะมี F3 112 oC - 118 oC สารประกอบอัลเคน สารประกอบแอลดีไฮด สารประกอบ เมล็ด F4 112 oC - 128 oC เอสเทอร สารประกอบไฮโดรคารบอน สารประกอบ F5 144 oC - 152 oC แอลกอฮอล และสารประกอบเบนซีน (หมแู ทนที่ 2 หมู แบบ F6 128 oC - 130 oC พารา) เปนสวนประกอบ หลักในโครงสรางของสารสกัด F7 122 oC - 142 oC บรสิ ุทธิ์ F1 118 oC - 126 oC 5. ผลการวิเคราะหชนิดสารองคประกออบจากสารสกัด F2 120 oC - 124 oC หยาบจากเนื้อและเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิตดวยเทคนิค F3 142 oC - 146 oC (Gas Chromatograph / Mass Spectrometer) เนือ้ F4 126 oC - 132 oC การวิเคราะหหาองคประกอบสารสําคัญจากสารสกัด F5 124 oC - 128 oC หยาบของเน้ือและเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต ทําโดยการ F6 142 oC - 152 oC เติม Na2SO4 2 มก./มล. เพ่ือกําจัดความชื้นและตะกอนท่ีมี ผลตอการวิเคราะห โดยตรวจสอบชนิดขององคประกอบของ จากผลการทดลองพบวาสารสกัดจากเนื้อและเมล็ดเมา สารสกัดหยาบเน้ือและเมล็ดเมา สายพันธุเทพนิมิตในตัวทํา สายพันธุเทพนิมิตมีฤทธิ์ทางเภสชั วิทยาที่สามารถนาํ ไปใชท าํ ละลายเอทานอล 95% ดวยเทคนิค GC-MS ผลดงั ตารางท่ี 5 ผลิตภณั ฑเ พื่อสขุ ภาพได พบวา มีสารพฤกษเคมี 38 ชนิด สามารถเทียบเคยี งฤทธ์ิทาง เภสัชวิทยาจากวารสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของได 21 องคประกอบ โดยแบงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาออกเปน 8 กลุม ไดแก anticancer 5 องคประกอบ, anti-inflammatory 7 องคประกอบ, antimicrobial 4 องคประกอบ, antioxidant 2 องคป ระกอบ, antifungal 1 องคประกอบ, antibacterial 1 องคประกอบ, anti-infection 3 องคประกอบ ตามลําดบั ดงั น้นั สามารถนาํ เมลด็ เมา สายพนั ธุเทพนมิ ติ ไปแปรรูปเปน ผลติ ภัณฑ และวตั ถุดบิ ที่ฤทธท์ิ างเภสัชวทิ ยาในการรักษาโรค การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
514 ภาพที่ 3 สเปกโตรแกรมของสารบริสทุ ธิท์ แ่ี ยกไดจ ากสกดั ของสารบริสุทธิ์ พบวาสกัดบริสุทธ์ิจากเน้ือและเมล็ดเมา หยาบจาก (ก) เน้อื เมา และ (ข) เมล็ดเมา (ตอ ) แสดงชวงอุณหภูมิในการหลอมเหลวคือ 112 oC - 152 oC สรปุ ผลการทดลอง การทดสอบหมูดําเนินการของสารสกัดบริสุทธ์ิ สามารถ แสดงเอกลักษณของสารสกัดได เนื่องจากมีลักษณะการสัน การสกัดสารบริสุทธิ์และพิสูจนเอกลักษณของสารสกัด พองของหมูดําเนินการที่แตกตางกัน และทําการวิเคราะห จากเมล็ด และเนือ้ เมาสายพนั ธเุ ทพนมิ ติ ทําการสกดั เมาดว ย องคประกอบของสารสกัดหยาบดวยเทคนิค GC-MS ของ ตัวทําละลาย 95% เอทธิลแอลกอฮอล ดวยกระบวนการ สารสกัดจากเนื้อและเมล็ดเมา พบวา สารสกัดจากเนื้อพบ หมัก 148 ชั่วโมง ไดสารสกัดหยาบจากเนื้อ และเมล็ดเมา สารสําคัญ 87 ชนิด สามารถหาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ คือ 49.07±0.16 กรัม และ 19.43±0.02 กรัม ตามลําดับ สามารถเทียบเคียงเมาได 20 ชนิด และสารสกัดจากเมล็ด ทดสอบพฤกษเคมีเบื้องตนของสารสกัดหยาบพบ สาร 5 พบสารสําคัญ 38 ชนิด สามารถหาฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาท่ี กลุม จากทั้งหมด 11 กลุม ไดแก ฟลาโวนอยด แทนนิน คู สามารถเทียบเคียงเมาได 21 ชนิด โดยสามารถจัดกลุมตาม มาลิน อัลคาลอยด และซาโปนิน ตามลําดับ โดยพบ ฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาของเน้ือและเมล็ดเมา คือ anticancer, สารสําคัญทั้ง 5 กลุมไดท้ังเน้ือและเมล็ดเมา ที่ปริมาณ anti-inflammatory, antimicrobial, antioxidant, แตกตางกัน จากน้ันทําการแยกสารใหบริสุทธิ์ดวยเทคนิค antifungal, antibacterial, anti-infection ตามลาํ ดบั จาก TLC โดยระบบตัวทําละลาย 2 ระบบ ไดแก เอทานอล : ผลการทดลองจึงสามารถใชเปนขอมูลในการนําสารสกัดจาก คลอโรฟอรม ที่ปริมาณ 2:3 v/v สามารถแยกองคประกอบ เมาไปประยุกตเพื่อทําผลิตภัณฑท่ีออกฤทธ์ิไดอยางมี ของสารใหบริสุทธ์ิได 6 ชนิดแทนนิน คูมาลิน อัลคาลอยด ประสิทธิภาพ และซาโปนิน ตามลําดับ โดยพบสารสําคัญท้ัง 5 กลุมไดทั้ง คําขอบคณุ เนื้อและเมล็ดเมา ที่ปริมาณแตกตางกัน จากนั้นทําการแยก สารใหบริสุทธิ์ดวยเทคนิค TLC โดยระบบตัวทําละลาย 2 โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรกั ษ ระบบ คือ เอทานอล : คลอโรฟอรม ทปี่ รมิ าณ 2:3 v/v และ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ ผูวิจัย ระบบที่ 2 คอื เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน ทปี่ รมิ าณ ขอขอบคณุ มา ณ ทนี่ ด้ี วย 1:1:1 v/v สามารถแยกองคประกอบของสารใหบรสิ ุทธ์ิได 6 ชนิดจากเน้ือเมา และ 7 ชนิดจากเมล็ด ตามลําดับ การ ทดสอบความเสถียรทางความรอ นดวยการหาจุดหลอมเหลว การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
515 ตารางท่ี 5 การวิเคราะหองคประกอบของสารสกัดหยาบ ตารางท่ี 6 การวิเคราะหองคประกอบของสารสกัดหยาบจากเนื้อเมา จากเมล็ดเมาสายพนั ธเุ ทพนิมติ ดว ยเทคนคิ GC-MS สายพนั ธเุ ทพนิมติ ดว ยเทคนิค GC-MS Retention Retention Formula Phytochemicals Index Mol weight Formula weightrmacological act Refference Phytochemicals Index Mol weight weight rmacological act Refference anticancer, anticancer, 2-Trifluoroacetoxydodecan 1350 282 C14H25F3O2 antimicrobial, Ameera, 2015 2-Trifluoroacetoxy 1350 282 C14H25F3O2 antimicrobial, Ameera, 2015 anti- anti- inflammatory inflammatory antimicrobial, 3-Trifluoroacetoxytridecan 450 296 C15H27F3O2 antiinflammat Ameera, 2015 4H-Pyran-4-one, 2,3-dihydro-3,5- 5- ory dihydroxy-6- 1269 144 C6H8O4 anti-inflammatoFDA 2018 Cyclopropylcarbonyloxy methyl 2015 296 C19H36O2 anti-infective Dr. Duke’s, pentadecane anti- 2016 inflammatory Benzoic acid 1150 122 C7H6O2 anti-inflammatoJohn H, 2004 126 C6H6O3 anticancer Abraham, 2011 3-Decyn-2-ol 1195 154 C10H18O energy Hugh C, 2016 5-Hydroxymethylf 1163 2413 resources Spiro[androst-5-ene-17,1'- Estrogenic, cyclobutan]-2'-one, 3- https://www.table hydroxy-, 328 C22H32O2 progesterogen Ameera, 2015 twise.com/medici (3.beta.,17.beta.) anti- 144 C8H16O2 Dysbiosis ne-th/octanoic- acid/uses-benefits- inflammatory Octanoic acid 1173 working Anti- Ethyl iso-allocholate 3094 436 C26H44O5 inflammatory Ameera, 2016 activity and anti-infective 7-Oxabicyclo[4.1.0] https://webbo Nonanoic acid 1272 158 C9H18O2 Antimicrobial Krishnaveni, 2014 heptane,1-methyl-4- 3-Acetoxydodecan 1516 228 C14H28O2 Antibacterial Jehad, 2015 (2-methyloxiranyl) 1128 168 C10H16O2 anticancer ok.nist.gov/cgi/ Cyclopropane 1705 cbook.cgi?ID=C 1011 Cholestane, 4,5-epoxy-, 238 C16H30O nourish the Hugh C, 2016 Spiro[androst-5- Estrogenic, (4.alpha.,5.alpha.) brain ene-17,1'- cyclobutan]-2'- 386 C27H46O anticancer J.N. Losso, one, 3-hydroxy-, progesterogen 2004 (3.beta.,17.beta.) 2413 328 C22H32O2 ic and Ameera, 2015 anti- antiinflammat inflammatory, ory effects reduce alpha.-Bisabolol 1625 222 C15H26O pruritus, ChEMBL,2009 ameliorate https://www.drugs 236 C6H8N2O8 prevent attacksi.dcoem-d/inmittrmat/eis.hotsmorlb, skin texture, Isosorbide Dinitrat 1678 2018 anti- mycobacterial, 1H-Cycloprop[e]azulen- 1530 222 C15H26O anti- Lucas, 2016 Pseudodiosgenin 2956 414 C27H42O3 Antioxidation G. G. Malanina,1978 4-ol, decahydro-1,1,4,7- inflammatory d-Glycero-d-ido-he 1960 reaction tetramethyl and 210 C7H14O7 MonosaccharidePaul, 2010 antioxidant Antioxidant activity. and immunomodu antifungal, Stevioside 6530 804 C38H60O18 Sael, 2019 toxic latory activity sesquiterpenoi energy resources d, which http://www.ch 3-Decyn-2-ol 1195 154 C10H18O Hugh C, 2016 2582 Ledol 1530 222 C15H26O exhibits emspider.com 9-Octadecenoic acid (Z)-, hexyl expectorant /Default.aspx ester and 366 C24H46O2 Anticancer R.W.K.Wu, 2019 antitussive effects Trans-Z-.alpha.- 1531 220 C15H24O anti-bacterial, A. NEZHADALI, Antimicrobial, Bisabolene epoxide 1471 anti-infectious 2008 https://pubch 3-Trifluoroacetoxy 1350 282 C14H25F3O2 anti- Ameera, 2015 2,6-Octadiene-1,8-diol, monoterpene em.ncbi.nlm.ni 2,6-dimethyl100 170 C10H18O2 inflammatory biosynthesis h.gov/ 10-Undecyn-1-ol 1355 168 C11H20O Antifungal Herman, 1985 13-Tetradece-11-y 1663 bioactive 208 C14H24O Antibacterial Sathish, 2012 compounds antioxidant Beta. Carotene 3978 536 C40H56 of natural v,2018 Cyclooctaneacet 1647 184 C10H16O3 and anti- Durdana, 2019 origin reveal ic acid, 2-oxo proliferative higher efficacy bioaccessibility Oleic Acid 2175 282 C18H34O2 Anticancer David E, 2007 Linoelaidic acid 2183 decrease 280 C18H32O2 Biosynthesis K.C.Srivastava,1982 Urs-12-en-28-ol 2928 426 C30H50O endothelial Ameera, 2016 เอกสารอา งองิ leukocyte- กมั มาล และคณะ. (2546). การศกึ ษาฤทธิ์ตา นเชอื้ HIV เช้ือ Pseudodiosgenin 2956 Oleic Acid 2175 adhension รา เชื้อแบคทเี รยี ของสมุนไพรมะเมา และพชื สมนุ ไพร Nonadecanoic acid 2266 ไทย 4 ชนดิ . กรุงเทพฯ : สํานักงานคณะกรรมการวจิ ัย 414 C27H42O3 Autoxidation G. G. Malanina, แหง ชาติ. Pentadecanoic acid 1869 เกยี รตคิ ณุ และนนั ทวัน บณุ ยะประภัศร. (2555). สารพฤกษ reaction 1978 เคมี (Phytochemicals). สบื คน 28 พฤศจิกายน 282 C18H34O2 anticancer David E, 2007 298 C19H38O2 Antimicrobial Krishnaveni, 2014 reduce risk of 242 C15H30O2 Coronary Rajiv, 2016 Heart Disease treatment of Caryophyllene oxide 1507 220 C15H24O pain, Da ChengHao, anti- 2015 inflammatory การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
516 2561. จากhttp://www.greenclinic.in.th and Klaus E. (2011). Toxicology and risk /phytochemica ls.html กอง บ.ก.ชีวจติ . (2549). assessment of 5-Hydroxymethylfurfural in food. แคโรทีน. นิตยสารชีวจติ . 2549(436). 28. Molecular Nutrition & Food Research. 667-678. แมน อมรสิทธ์ิ และอมร เพชรสม. (2539). หลกั การและ Amin S, Din A, Bekhita P, Adnan A and AliKhadem เทคนิคการวิเคราะหเ ชงิ เครื่องมอื . ชวนพิมพ. 2539. H. (2018). Polyphenol uses in biomaterials 33-107. engineering. Biomaterials. Volume 167. 91-106. จารวุ รรณ ดรเถ่ือน, อมั พร ภศู รีฐาน และ พเิ ชษฐ เทพบํารุง. A. NEZHADALI, M. AKBARPOUR and B. ZARRABI (2561). การวเิ คราะหฤ ทธต์ิ านอนมุ ลู อสิ ระและปรมิ าณ SHIRVAN. (2018). Chemical Composition of the สารกลมุ ฟนอลกิ ในผลเมา . สกลนคร มหาวทิ ยาลยั Essential Oil From the Aerial Parts of Artemisia เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร. Herbal. E-Journal of Chemistry, 557-561. ภทั ราพร ผกู คลา ย และธญั ญรตั น เช้ือสะอาด. (2553). Akhisa, T.; Kokke, W. (1991). Naturally occurring การศึกษาคุณสมบตั ิของสารตา นอนมุ ูลอิสระใน sterols and related compounds from plants. พรอพอลิส. รายงานผลการวจิ ยั . เชยี งใหม: In Patterson, G. W.; Nes, W. D. Physiology and มหาวทิ ยาลยั แมโจ Biochemistry of Sterols. Champaign, IL: รัชฎาพร อุนศวิ ิไลย. (2554). ฤทธ์ิทางชีวภาพและคุณสมบตั ิ American Oil Chemists' Society. 172-228. เชิงหนาทข่ี องสารสกัดยา นาง เครอื หมานอ ยและ Bhanuz D, ArunpornItharat P, Phuaklee J, รางจืด. รายงานผลการวจิ ัย. นครราชสมี า : สํานักวชิ า Chunthorng-Orn T, Nuntika P, Nitra N, And เทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี รุ นาร.ี Pintusorn H. (2017). Antioxidant activities and วไิ ลวรรณ คงกจิ . (2548). พฤติกรรมการบริโภคอาหารจาน phytochemical constituents of Antidesma ดวนของเดก็ วยั รนุ ในกรุงเทพมหานคร. (วทิ ยานพิ นธ thwaitesianum Müll. Arg. leaf extract. วิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ ). กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรี Integrative Medicine. Volume 15. 310-319. นครนิ ทรวิโรฒ Burcu G, Gulay O, Gizem C, Fatma D, CeylanIpek E สารานุกรมไทยสําหรับเยาวชนฯ. (2542). เรือ่ งที่ ๗ and Yalcinkaya E. (2018). Phytochemicals of พฤกษศาสตรพ้นื บาน. สืบคน 28 พฤศจกิ ายน 2561. herbs and spices: Health versus toxicological จากhttp://kanchanapisek.or.th. effects. Food and Chemical Toxicology. สุภกาญจน พรหมขันธ, ชนิษฎา วงศบาสก และอาทติ ยา Volume 119. 37-49. คาํ ปต ะ. (2561). การใชประโยชนส ารสกดั จากกากเมา Charles Owens Wilson, Ole Gisvold and John H. ดําในผลติ ภณั ฑเจลทาํ ความสะอาดมือ. รายงาน (2004). Wilson and Gisvold's Textbook of ผลการวจิ ัย. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช Organic Medicinal and Pharmaceutical. มงคลธญั บรุ .ี Lippincott Williams & Wilkins. p. 234. ISBN 978- สภุ าภัทร ทนเถอ่ื น, (2553). การศกึ ษาความเครยี ดและวธิ ี 0-7817-3481-3. Cornell University. (2008). เผชญิ ความเครยี ดของนักเรยี นมธั ยมศึกษาตอนปลาย. Saponins. Retrieved 28 November 2018. From (วิทยานิพนธวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต). กรงุ เทพฯ : https://en.wikipedia.org/ wiki/Saponin. มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ Croí Heart & Stroke Centre. (2014). Look after สุดารตั น สกลุ คู และ เมวิกา ชยั ฤทธ. (2557). สารตาน yourself - be healthy!. The Balanced Guide to อนุมลู อสิ ระในใบและดอกเมาหลวงตวั ผ.ู รายงาน Healthy Eating. 2014. 2-3. ผลการวจิ ยั . สกลนคร : มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช Cynthia M, Ricardo M, José A, Pereira, Paula G and มงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร. Paula B. (2017). Antimicrobial activity of อรษุ า เชาวนลขิ ติ . (2554). การสกดั และวธิ กี ารวิเคราะห endophytic fungi from olive tree leaves, World แอนโทไซยานิน. (วิทยานพิ นธวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต). J Microbiol Biotechnol. 33-46. คณะเทคโนโลยีและนวตั กรรมผลติ ภณั ฑการเกษตร. Da Cheng Hao, Xiao-JieGu and Pei GenXiao. (2015). กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ Phytochemical and biological research of Abraham, Klaus Gürtler, Rainer, Berg, Katharina, Cannabis pharmaceutical resources Chemistry. Heinemeyer, Gerhard, Lampen, Alfonso, Appel Biology and Omics. 431-464. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
517 David E. Thurston. (2007). Pharmaceutical Krishnaveni Marimuthu. Nandhini Nagaraj and Chemistry Journal. Chemistry and Dhanalakshmi Rav. (2014). GC-MS Analysis of Pharmacology of Anticancer Drugs. Volume Phytochemicals, Fatty acids and Antimicrobial 12. 371–373 Potency of Dry Christmas Lima Bean. Fahey J, Zalcmann A and Talalay P. (2001). The Kumari Sita O. and Nirmala Babu Rao. (2015). chemical diversity and distribution of Phytochemical analysis of piper betel leaf glucosinolates and isothiocyanates among extract. World. journal of pharmacy and plants, Phytochemistry, Volume 56.5-51 pharmaceutical sciences, 4 (1), 699-703. G. G. Malanina and et al. (1978). Autoxidation L. Bogacz-Radomska and J.Harasym, (2018). “β- reaction of pseudodiosgenin diacetate”, Carotene-properties and production Pharmaceutical Chemistry Journal. Volume 12, methods”, Food Quality and Safety, 1-6. 371–386. Lijiao Kan, Shaoping Nie, Jielun Hu, Zhouyilin Liu, Herr I and Buchler M. (2010). Dietary constituents Mingyong Xie. (2016). Antioxidant activities of broccoli and other cruciferous vegetables: and anthocyanins composition of seed coats implications for prevention and therapy of from twenty-six kidney bean cultivars. cancer. Cancer Treat Rev. 377-383. Functional Foods. 622-631. Hostettmann K and A. Marston. Manfred Eggersdorfer. (2018). Carotenoids in (1995). Saponins. Cambridge: Cambridge human nutrition and health, Archives of University Press. p.3ff. ISBN 978-0-521-32970-5. Biochemistry and Biophysics Volume 652. 18- 26. Jorjong S, Butkhup L and Samappito S. (2015). Phytochemicals and antioxidant capacities of Marais, J. P. J., Deavours, B., dixon, R. A., and Mao-Luang (Antidesma bunius L.) cultivars Fereria, D. (2007). The Stereochemistry of from Northeastern Thailand. Food Chem. Flavonoids, 1-35, in E. Grotewold (ed.), The 2015; 181: 248-255. Science of Flavonoids. Springer Press, New York. Kukongviriyapan U, Kukongviriyapan V, Pannangpetch P, Donpunha W, Sripui J, Sae- Michelle Mostrom Tim J.Evans Veterinary Eaw A, Boonla O. (2015). Mamao pomace Toxicology (Third Edition). (2018). extract alleviates hypertension and oxidative Phytoestrogens, Author links open overlay stress in nitric oxide deficient rats. Nutrients. panel. Basic and Clinical Principles. 2018. 817- 2015; 7(8): 6179–6194. 833 American Society of Pharmacognosy, San Diego, Middleton, E., Jr., Kandaswami, C., and Theoharides, CA. T. C. (2000). The effects of Plant and cancer. Pharmacological Reviews, 52, 673-751. Papas, A.M. (1999). CRC Press. London: New York, Washington. 211-231. Paul Gates, (2018). Gas Milda E.Embuscado. (2015). Spices and herbs: chromatography mass spectrometry (GC/MS). Natural sources of antioxidants – a min review. Techniques. Search 28 November 2018. From Journal of Functional Foods, Volume 18, Part B, http://www.bris.ac.uk/nerclsmsf/techniques/gc 811-819. ms.html. Pan, L, Matthew, S., Chai, H.-B., Ninh, T. N., Kleinholz, Patterson. (2006). Phytosterols and stanols: Topic N. M., Green-Church, K. B. Soejarto, D. D., 10075E (PDF). Agriculture and Agri-Food Carcache de Blanco, E. J., & Kinghorn, A. D. Canada, Government : Canada. (2011). Isolation and analysis of aristolochic acid I and other compounds from the roots and other plant parts of Antidesma bunius. In Presentation at the 52nd Annual Meeting of the การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
518 สมบตั ิทางเคมี กายภาพ ของแปงเทา ยายมอม และสมบัตทิ างประสาทสมั ผัสของผลิตภัณฑ PHYSIO-CHEMICAL PROPERTIES OF TAO YAI MOM FLOUR AND SENSORY PROPERTIES OF PRODUCT พัชราภรณ แสงโยจารย, จนั ทรเ ฉดิ ฉาย สังเกตกจิ *, ภวู พิ ฒั น เกยี รตสิ์ าคเรศ, ธนภัทร นมสั ไธสง, ณชิ าภา สารธยิ ากลุ และ จักรนิ ทร สนุกแสน Pacharaporn Sangyojarn, Chancherdchai Sangketkit*, Puwipat Kiatsakared, Thanaphat Namasthisong, Nichapa Sarthiyakul and Jakkarin Sanuksan มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสรุ ินทร Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus บทคดั ยอ จากการศึกษาสมบัติทางเคมีและกายภาพของหัวเทายายมอมและแปงเทายายมอม และการพัฒนาผลติ ภณั ฑอาหารจากแปง เทายายมอม พบวา หัวเทายายมอมท่ีปอกเปลือกและแปงเทายายมอมมีความช้ืน ไขมัน โปรตีน เย่ือใย เถา คารโบไฮเดรตท่ี รางกายยอยได คารโบไฮเดรตทั้งหมด และสตารชทั้งหมด 65.79, 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34, 22.22 และ 6.83 เปอรเซ็นตตามลําดับ และ 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39,85.18 และ 80.56 เปอรเซน็ ตต ามลําดบั แปงเทา ยายมอ ม มีปริมาณอะไมโลส 18.69 เปอรเซ็นต คาวอเตอรแอกติวิตี 0.29 คาสี N 9/0.5 สีขาว ออกซาเลทท่ีมีในหัวเทายายมอมและ แปงเทายายมอมสว นใหญอ ยใู นรปู ของออกซาเลทท่ีละลายนา้ํ ได ปริมาณออกซาเลททั้งหมดในหัวเทายายมอมท่ีมเี ปลือกมีคา มากกวา หวั เทายายมอมท่ีปอกเปลือก 3.17 และ 1.70 เปอรเ ซ็นตโ ดยนาํ้ หนกั สดตามลาํ ดับ แปง เทา ยายมอ มมีปรมิ าณออกซา เลทท้ังหมด 0.16 เปอรเซ็นต พฤติกรรมความหนืดของแปงเทายายมอมมีลกั ษณะคลายกบั แปงมันสําปะหลงั มีคาความหนดื สงู สุด (peak) เบรกดาวน (breakdown) ความหนืดสุดทา ยของชว งการทาํ ใหเย็น (final viscosity) และเชตแบคก (setback) มีคา1718.70, 1040.30, 1093.00 และ 409.33 BU และอุณหภูมเิ รม่ิ เกิดเพสท คือ 69.83 องศาเซลเซียส อยางไรก็ตามแปง เทายายมอมมีความคงตัวของเจลดีกวาแปงมันสําปะหลัง ซึ่งมีเปอรเซ็นตความหยอนโคง 25.11 และ 55.94 เปอรเซ็นต ตามลาํ ดบั จากการทดลองผลติ ขนมบัวหมิ ะจากแปงเทายายมอมโดยการทดแทนแปงขาวเจา 30, 40, 50 และ 60 เปอรเ ซ็นต ของปริมาณแปงขาวเจา การประเมินทางประสาทสัมผัสโดยใชผูทดสอบชิมท่ีไมไดผานการฝกท้ังหมด 30 คน ใชวิธีทดสอบ แบบ 9 - point hedonic scale พบวา ขนมบัวหิมะจากแปงเทายายมอมไดรับการยอมรับในดานกลิ่น รสชาติ เน้ือสัมผัส ลักษณะภายนอก และความชอบโดยรวม ไมแตกตางกันทางสถิติ (p>0.05) กับขนมบัวหิมะท่ีใชเฉพาะแปงขาวเจาโดยมี ความชอบอยูระหวาง 6.50 – 7.56 ซง่ึ หมายถงึ ชอบปานกลางถึงชอบมาก Abstract Physio-chemical properties of tubers and flour of Tao Yai Mom (Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze) and food development of the flour were studied and found that the contents of moisture, fat, protein, fiber, ash, digestible carbohydrate, total carbohydrate and total starch in peeled tubers and flour were 65.79, 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34, 22.22 and 6.83 percentages respectively and 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39, 85.18 and 80.56 percentages respectively. The content of amylose in flour was 18.69 percentages, the values of water activity and color were 0.29 and N 9/0.5. Oxalates in tubers and flour were mostly found in the form of water soluble oxalates. Total oxalates in whole tubers were higher than peeled tubers with the values of 3.17 and 1.7 percentages respectively. The flour contained only 0.16 percentages. Pasting rheology of Tao Yai Mom flour was similar to tapioca flour. The values of the peak, breakdown, final viscosity and setback were 1718.7, 1040.3, 1093.0and409.33 BU respectively. The pasting temperature was 69.3 ºC. However, the stability of gel of Tao Yai Mom flour was better than tapioca flour with percentages of sag of 25.11 and 55.94 respectively. Food product called “Bua Hima” was developed by replacing rice flour with Tao Yai Mom flour of 30, 40, 50 and 60 percentages. Sensory evaluation using 9 - point hedonic scale test by 30 untrained panelists showed that “Bua Hima” from Tao Yai Mom flour were accepted in oder flavour, การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
519 texture, appearance and overall preference not significantly different from that made from whole rice flour. The liking scores were 6.50 – 7.56, meaning moderate to most preference. คาํ สาํ คัญ: เทา ยายมอ ม, แปง , ออกซาเลท, ความหนืด, เจล Keywords: Tacca leontopetaloides, flour, oxalate, viscosity, gel *ตดิ ตอนักวจิ ยั : จันทรเฉดิ ฉาย สงั เกตุกจิ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Chancherdchai Sangketkit (E-mail: [email protected]) บทนาํ พร (2546) พบวาแปงเทายายมอมมีองคประกอบทางเคมี เทายายมอมเดิมจัดในวงศเนระพูสีไทย(Taccaceae) ไดแก ไขมัน เสนใยหยาบ โปรตีน เถา และคารโบไฮเดรต 0.03, 0.41, 0.05, 0.15 และ 99.36 เปอรเซ็นตโดยนํ้าหนัก แตปจจุบันจัดรวมในวงศกลอย ( Dioscoreaceae ) มีช่ือ แหง ตามลําดับ ปติพร (2546) สุมาลี และเสกสรร (2547) วิทยาศาสตรวา Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze และ Flach and Rumawas (1996) พบวา แปงเทายายมอม เปนพชื ท่ีมหี วั มีชอ่ื เรยี กอน่ื ๆ วา ไมเทาฤาษี (ภาคกลาง) บุก มีปริมาณอะไมโลส 28, 22 และ 20 -30 เปอรเซ็นต รอ (ตรัง) และสิงโตดํา (กรุงเทพ) พืชชนิดนี้คาดวามีถ่ิน ตามลําดับ ปตพิ ร (2546) พบวา อณุ หภมู ิเริม่ ตน ในการเกิดเจ กําเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต กระจายพันธุตั้งแต ลาติไนซของแปงเทายายมอมเทากับ 68 องศาเซียลเซียส เจ แอฟริกา เอเชีย โอเชียเนียจนถึงเกาะในมหาสมุทรแปซิฟก ลแปงเทายายมอมและเจลแปงมันสําปะหลังมีลักษณะ จนเปนพืชทองถ่ินในทวีปแอฟริกา เอเชียใต เอเชีย คลายกนั โดยทีเ่ จลแปง เทายายมอมมคี าYoung’s modulus ตะวันออกเฉียงใต ออสเตรเลียเหนือ นิวกินี ซามัว หมูเกาะ ท่ีชวงคาความเครียดนอยกวา 0.2 เทากับ 3.94 kPa และ มี ไมโครนเี ซีย และฟจ ิ เทายายมอมเปนไมล ม ลุกอายยุ นื พืชใบ คาระดับความสามารถในการคืนตัวสูสภาพเดิม 67.36 เลย้ี งเดีย่ วทเ่ี ปน พืชลมลุกหลายป มลี ําตน ใตดนิ สะสมอาหาร เปอรเซน็ ต ในประเทศไทยพบ 2 สายพันธุ คือ พันธุสีเขียวและพันธุสี มวง พบเทายายมอม คอนขางหนาแนนในปาบริเวณชายฝง นยิ มนาํ แปง เทา ยายมอมผสมกับแปง ชนิดอ่นื ๆ เชน ผสม ทะเลภาคตะวันออกและภาคใตและพบอยูอยางกระจัด กับแปงมันสาํ ปะหลัง แปงขาวโพด และแปงขาวเจา เพ่ือให กระจายในปาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไมมีรายงานวามี ไดอาหารที่มีความเขมเหนียวและเปนมันวาว เชน ขนมชั้น การปลูกเพ่ือการคามีการเจริญเติบโตเปน 2 ชวง คือชวง ขนมกลวย ขนมชอมวง ขนมวุนกรอบ ขนมฟกทอง ขนมถวย เจริญเติบโตทางตน ประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือน หนากะทิ ลอดชองกะทิ กะละแม ขาวเกรียบปากหมอ ตุลาคม และชวงพักตัวประมาณเดือนพฤศจิกายน เปนตน ครองแครงกะทิ เตา สวน ทบั ทิมกรอบ บัวลอย ใชผ สมกับแปง ไป เจริญเติบโตไดดีในสภาพรมเงาตนไมในปาโปรงท่ีเปน ถ่ัวเขียวเพื่อทําซาหริ่ม หรือนํามาผสมกับแปงเผือกและแปง ดินทรายหรือดินรวนทราย ท่ีมีระบบระบายน้ําดี และ สาลีเพื่อทําขนมเคก ขนมพุดด้ิง และขนมปง สําหรับอาหาร คอนขางทนแลง ไมมีลําตน เหงาใตดินเปนหัวกลมแบนหรือ คาวนาํ มาใชเ ปนสว นผสมในราดหนา กระเพาะปลา หอยทอด รีกวาง เปลือกหัวบาง ผิวเรียบ เมื่อออนสีขาว แกแลวเปนสี เปนตน เทายายมอม เปนพืชชนิดหนึ่งที่เสี่ยงตอการสูญ เทาหรือสีน้ําตาล เน้ือหัวสีขาว ฉ่ําน้ําเล็กนอย ดอกสีเหลือง พันธุ คณะผูวิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาสมบัติทางเคมี หรือเขียวแกมมวงเขม ผลสีสมออน มีเมล็ดมาก เนื้อผล และกายภาพ ความสามารถในการยอยของแปงเทายายมอ ม หามๆ เมล็ดแบน หัวสดรับประทานไมได มีรสขม แต และพัฒนาผลิตภัณฑจากแปงเทายายมอม เพื่อเปนแนวทาง สามารถสกดั แปง มาใชประโยชนไ ด (พชั ราภรณ, 2543) ในการนําแปงเทายายมอมไปใชประโยชนตอไป งานวิจัยน้ี เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช สุมาลี และเสกสรร (2547) พบวาหัวเทายายมอมมี อันเน่ืองมาจากพระราชดาํ รฯิ ความช้ืน ไขมัน โปรตีน เย่ือใย เถา และคารโบไฮเดรตที่ อุปกรณแ ละวิธกี ารทดลอง รางกายยอยได 65.56, 0.20, 3.50, 6.30, 9.01 และ 21.73 1. ศึกษาสมบตั ทิ างเคมขี องหวั เทายายมอมท้ังมเี ปลือกและ เปอรเซ็นต ตามลําดับ แปงเทายายมอมมีโปรตีน ไขมัน ไมมีเปลือก วิเคราะหองคประกอบหลักทางเคมี ไดแก คารโบไฮเดรต เถา เสนใยและความช้ืน 5.1, 0.143, 73.96, ความชนื้ โปรตนี ไขมัน เถา เยือ่ ใย คารโ บไฮเดรต และสตารช 8.8, 0.3 และ 12 เปอรเซ็นต ตามลําดับ Flach and (AOAC, 2005) วิเคราะหหาสารประกอบออกซาเลต Rumawas (1996) พบวา แปงเทายายมอมมีปริมาณ (Oxalate) ท่ีละลายน้ําและไมละลายน้ํา โดยวิธีการไตเตรท คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ไฟเบอร เถา และเซลลูโลส 89.4, 5.1, 0.2, 8.8, 3.2 และ 2.1 เปอรเ ซ็นตต ามลาํ ดบั ปต ิ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
520 กับสารละลายมาตรฐาน โปแทสเซียมเปอรแมงกะเนต คุณภาพทางดานกลิ่น รสชาติ เน้ือสัมผัส ลักษณะภายนอก (KMnO4) ดดั แปลงจากวธิ ีการของ Abaza et. al. (1986) และความชอบโดยรวม โดยใชวิธีทดสอบแบบ 9 - point 2. ศึกษาสมบัตทิ างกายภาพและทางเคมขี องแปง hedonic scale ใชผูทดสอบชิมที่ไมไดผานการฝก 30 คน มี เทายายมอม เกณฑการใหคะแนนคือ 1 = ไมชอบมากที่สุด, 2 =ไมชอบ มาก, 3 = ไมชอบปานกลาง, 4 = ไมชอบเล็กนอย, 5 = เฉย, 2.1 การเตรยี มแปง เทา ยายมอม นาํ หัวเทายายมอมมา 6 = ชอบเล็กนอย, 7 = ชอบปานกลาง, 8 = ชอบมากและ 9 ลางทําความสะอาด ปอกเปลือกและห่ันเปนชิ้นเล็กๆ ช่ังหวั = ชอบมากที่สดุ เทายายมอม 1 กิโลกรัม น้ํา 3 ลิตร ทําการปนละเอียดนาน 4. การวิเคราะหทางสถิติ โดยวางแผนการทดลองแบบแบบ 3 นาที กรองดวยผาขาวบาง 2 รอบ ท้ิงใหแปงตกตะกอน สุมอยางสมบูรณ (Completely Randomized Design: นาน 3 ช่ัวโมง แลวเปลี่ยนนํ้าใหม โดยใชน้ํา 3 ลิตร หมักท่ี CRD) สําหรับสมบัติทางกายภาพและทางเคมี สวนการวาง อุณหภูมิหอง 24 ช่ัวโมง รินน้ําออกแลวเติมน้ํา 3 ลิตร หมัก แผนทดลองแบแบบบล็อกสุม (Randomized Completely ไวใหตกตะกอน 3 ชั่วโมงแลวเทนํ้าทิ้ง แปงท่ีไดนําไปอบใน Block Design: RCBD) ใชสําหรับการทดสอบทางประสาท ตูอบลมรอนท่ีอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส นาน 24 ช่ัวโมง สัมผัส วิเคราะหขอมูลเพื่อหาความแตกตางทางสถิติ โดย แลวบดใหละเอียด รอนผานตะแกรงขนาด 80เมซ บรรจุใน วิเคราะหความแปรปรวน (Analysis of Variance, ANOVA) ถุงฟอยดสภาวะสญุ ญากาศ ที่ระดับความเช่ือม่ันรอยละ 95 (p<0.5) และเปรียบเทียบ ความแตกตา งของคา เฉลย่ี โดยวธิ ี Dancan’s New Multiple 2.2 การตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพของแปง Range Test (DMRT) เทายายมอม โดยเปรียบเทียบกับแปงขาวโพด และแปงมัน ผลและวจิ ารณผลการทดลอง สําปะหลัง ดังน้ี วัดคาสี โดยใชหนังสือมันเซลล (Munshell 1. ผลการศึกษาสมบตั ทิ างเคมขี องหัวเทายายมอมและแปง book) และคาวอเตอรแอกติวิตี้ (Water activity, Aw) เทา ยายมอ ม ตรวจสอบเม็ดสตารชโดยใชกลองจุลทรรศน (Microcopic examination) วัดความคงตวั ของเจลโดยการวัดเปอรเซน็ ต จากการศึกษาองคประกอบหลักทางเคมีของหัวเทา ความหยอนโคงโดยดัดแปลงจากวิธีการของ ศิริลักษณ เ ท า ย า ย ม อ ม ท้ั ง มี แ ล ะ ไ ม มี เ ป ลื อ ก เ ป รี ย บ เ ที ย บ กั บ แ ป ง (2522) และพฤติกรรมความหนืดของแปงโดยใชเคร่ือง เทายายมอมพบวาหัวเทายายมอมมีความช้ืนสูง หัวมีเปลือก Brabender amylograph และไมมีเปลือกมีปริมาณความชื้น68.89 และ 65.79 เปอรเซ็นต ตามลําดับ มีปริมาณไขมัน0.63 เปอรเซ็นตไม 2.3 การตรวจสอบคุณภาพของแปงทางเคมี ดังน้ี แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) หัว วิเคราะหองคประกอบหลักทางเคมี ไดแก ความชื้น โปรตนี เทายายมอมรวมทั้งเปลือกมีปริมาณเย่ือใยมากกวาหัว ไขมัน เถา เยือ่ ใย คารโ บไฮเดรต และสตารช (AOAC, 2005) เทายายมอมท่ีปอกเปลือกและแปง หัวเทายายมอมที่ปอก ปริมาณอะไมโลส (Amylose) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ เ ป ลื อ ก แ ล ว มี ค ว า มช้ื น ไ ข มั น โ ป ร ตี น เ ยื่ อ ใย เ ถ า Julaino (1971) สารประกอบออกซาเลต (Oxalates) โดย คารโบไฮเดรตท่ีรางกายยอยได และคารโบไฮเดรตท้ังหมด ดัดแปลงจากวิธีการของAbaza et al. (1986) ปริมาณ 6 5 . 7 9 , 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34 แ ล ะ 2 2 . 2 2 สตารชท้ังหมด (Total Starch) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ เปอรเซ็นต ตามลําดับ สวนแปงเทายายมอมมี12.85, 0.55, AOAC Official Method 996.11 (2005) 0.81, 2.79, 0.61, 82.39 และ 85.18เปอรเซ็นต ตามลําดับ 3. พฒั นาผลติ ภณั ฑอ าหารจากแปงเทา ยายมอ ม ปรมิ าณสตารช ทง้ั หมดของหวั เทา ยายมอมทมี่ ีและไมม ีเปลือก มีคา 7.50 และ 6.83 เปอรเซ็นตโดยนํ้าหนักสด ตามลําดับ คัดเลือกสูตรในการผลิตขนมบัวหิมะโดยใชสูตรอางอิง สวนแปงเทายายมอมมีสตารชทั้งหมด 80.56 เปอรเซ็นต จํานวน 3 สูตร วัตถุดิบท่ีใชในการผลิตขนมบัวหิมะ ไดแก (ตารางที่ 1) แปงขาวเจา แปงขาวเหนียว แปงตราวาว นมสด นมขน หวาน นํ้าตาลทราย และนํ้ามันพืช แลวศึกษาการใชแปง เทายายมอมทดแทนแปงขาวเจา ในปริมาณ 0, 30, 40, 50 และ 60เปอรเซ็นตโดยน้ําหนักของแปงขาวเจา ทดสอบ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
521 ตารางที่ 1 องคป ระกอบหลักทางเคมขี องหวั เทายายมอ มและแปงเทา ยายมอ ม เปอรเซน็ ตโ ดยน้าํ หนกั สด องคประกอบทางเคมี หัวเทา ยายมอ มมี หัวเทายายมอมไมม ี แปงเทายายมอม เปลือก เปลือก 12.85±0.16c ความชน้ื 68.89±0.46a 65.79±0.46b 0.55±0.03b ไขมัน 0.63±0.05a 0.63±0.21a 0.81±0.10c โปรตีน 4.69±0.64a 4.23±0.37b 2.79±0.03c เยื่อใย 6.59±0.49a 4.88±0.14b 0.61±0.15b เถา 7.45±0.76a 7.13±0.18a 82.39±0.26a คารโ บไฮเดรตที่รางกายยอยได 12.95±0.70c 17.34±0.22b 85.18±0.27a คารโบไฮเดรตทัง้ หมด 18.64±0.92c 22.22±0.12b 80.56±0.29a สตารช ท้งั หมด 7.50±0.04b 6.83±0.36c 18.69±1.50 อะมิโลส -- หมายเหตุ คา เฉลี่ยในแถวเดียวกนั ที่มตี วั อกั ษรตางกนั แสดงวา มคี วามแตกตางกันอยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ิ (p ≤0.05) ปริมาณออกซาเลตที่มีในหัวเทายายมอมและแปง องุนปา ทําใหปริมาณออกซาเลตลดลงมากกวา 80 เทายายมอมสวนใหญอ ยูในรปู ของออกซาเลตท่ีละลายนํ้าได เปอรเซ็นต ทําใหไวนไมมีรสเฝอน หรือคันระคายคอเหมือน ปริมาณออกซาเลตท้ังหมดในหัวเทายายมอมท่ีมีเปลือกมีคา การรบั ประทานผลองนุ ปา สดทีม่ ีปริมาณออกซาเลตสงู มากกวาหัวเทายายมอมที่ปอกเปลือก คือ 3.17 และ 1.70 เปอรเซ็นต (3170 และ 1700 มลิ ลิกรมั ตอ 100 กรัม) และมี ออกซาเลทพบไดท่ัวไปในพืช อาจพบในลักษณะที่เปน ปริมาณออกซาเลตที่ละลายน้ําได 2.62 และ 1.45 ผลึกไมละลายนํ้าในรูปของแคลเซียม หรือ แมกนีเซียมออก เปอรเซ็นตโดยน้ําหนักสด ตามลําดับ (2620และ 1450 ซาเลท(Calcium or Magnesium oxalate) และในรูปของ มิลลกิ รมั ตอ 100 กรัม)ปรมิ าณออกซาเลตลดลงมากเม่อื ปอก กรดออกซาลิกโปตัสเซียมแอมโมเนียม หรือโซเดียมออกซา เปลือกออก และแปรรูปเปนแปง โดยปริมาณออกซาเลต เ ล ท (Potassium, Ammonium or Sodium oxalates) ท่ี ลดลง 46.37 เปอรเซ็นต และ 94.95 เปอรเซ็นต ตามลําดบั ละลายน้ําได (Bradburyand Halloway, 1988; Libert แปงเทายายมอมมีปรมิ าณออกซาเลตทั้งหมดประมาณ 0.16 and Franceschi, 1987 ; Concon, 1988) พืชแตละชนิด เปอรเซ็นต (160 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) และอยูในรูปออก มีปริมาณออกซาเลทแตกตา งกัน พืชท่ีมีปริมาณออกซาเลท ซาเลตที่ละลายน้ําได และไมละลายนํ้า 0.11 และ 0.05 สูง ไดแก ใน 100 กรัม ของนํ้าหนักสด ผักขม (Spinach) เปอรเซ็นตตามลําดบั (110 และ 50 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) มี ออกซาเลท 320 – 1260 มิลลิกรัมนวิ ซีแลนดแ ยมมี 80 – คิดเปน 68.75 และ 31.25 เปอรเซ็นตของออกซาเลต 194 มิลลิกรัม ใบชา (Tea) มี 375 – 1450 มิลลิกรัมชอก ทั้งหมด (ตารางท่ี 2) ซึ่งหัวเทา ยายมอมจดั เปน พืชทีม่ ปี ริมาณ โกแลต มี 117 – 124 มิลลิกรัม และเผือก (Taro) มี 60 – ออกซาเลตสงู มาก อาจเปน อนั ตรายถึงชวี ติ ถารับประทานสด 65 มิลลิกรัมเปนตน สวนพืชที่มีปริมาณออกซาเลทนอย (Fassett, D.W. 1973; Hodgkinson, 1977) อยางไรก็ตาม ไดแกพวกธัญพืชและผลไมตางๆ เชน ใน 100 กรัม ของ การปอกเปลือกทาํ ใหป ริมาณออกซาเลทลดลง เพราะออกซา น้ําหนักสด พบออกซาเลทในกลวย 0.7 มิลลิกรัม แอปเปล เ ล ต มี ใน เ ป ลื อ ก ม าก (Libert and Franceschi, 1987 ; 1.5 มิลลิกรัมและ ขาวโพด 9.1มิลลิกรัม(Libert and Concon, 1988) การแปรรูปเปนแปงทําใหปริมาณออกซา Franceschi, 1987 ; Concon, 1988 ; Sangketkit et. al., เลตลดลงมาก ในชว งการหมกั น้ําแปงและลา งแปง ทาํ ใหออก 2001) ซ่ึงในพืชแตละชนิดมีปริมาณออกซาเลทที่ละลายนํ้า ซาเลตที่ละลายนํ้าไดละลายออกมา และในชวงการหมักจุ ไดและไมละลายน้ําในสัดสวนที่แตกตางกันไป เชน ในแยม ลิยทรีย ไดแก ยีสตสามารถใชออกซาเลตเปนแหลงของ (Dioscorea spp.) มีออกซาเลทที่ละลายน้ําได เพียง 11 – ค า ร บ อ น ช ว ย ใ น ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต แ ล ะ ส ร า ง พ ลั ง ง า น 24 เปอรเซ็นต ในขณะที่มันเทศมีถึง 64 เปอรเซ็นต ในมัน Sangketkit (2010) พบวา การหมักองุนปาเพ่ือผลิตเปนไวน ฝร่ังมี 50 เปอรเซ็นต (Holloway et. al., 1989; Jiru and Urga, 1995) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
522 ตารางที่ 2 ปรมิ าณออกซาเลตของหวั เทายายมอ มและแปงเทายายมอม เปอรเ ซน็ ตอ อกซาเลตโดยนาํ้ หนักสด สงิ่ ท่ที ดลอง ของแข็งทั้งหมด ออกซาเลตทัง้ หมด ออกซาเลต ออกซาเลต (%) ท่ีละลายน้าํ ได ท่ไี มละลายนํ้า หัวเทายายมอมมีเปลือก 31.11±0.46c 3.17±0.02a 2.62±0.01a 0.55±0.03a หวั เทายายมอ มไมม ี 34.21±0.46b 1.70±0.01b 1.45±0.03b 0.25±0.02b เปลือก แปง เทา ยายมอ ม 87.15±0.16a 0.16±0.01c 0.11±0.01c 0.03±0.02c หมายเหตุ คา เฉลยี่ ในคอลัมนเ ดยี วกนั ทีม่ ีตัวอกั ษรตางกัน แสดงวา มคี วามแตกตางกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถิติ (p≤0.05) 2. ผลการศกึ ษาสมบตั ิทางกายภาพของในแปง เ ท า ย า ย ม อ ม แ ล ะ แ ป ง มั น สํ า ป ะ ห ลั ง มี ค า เ บ ร ก ด า ว น เทา ยายมอ ม (breakdown) ไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) และมีคามากกวาแปงขาวโพด คือ 1040.30, คาวอเตอรแอกติวิตีของแปงเทายายมอ มมีคาตํา่ สดุ คือ 1022.30 และ 409.00BUตามลําดับ แปงขาวโพดมีคา 0.29 สวนแปง มันสําปะหลงั และแปงขา วโพดมีคา 0.52 และ อุณหภูมิเร่ิมเกิดเพสทมากท่ีสุด คือ 69.83ºC สูงกวาแปงมัน 0.54 ตามลําดับ แปงทั้งสามชนิดทีคาสี N 9/0.5 สีขาว จาก สาํ ปะหลงั แตไ มแ ตกตา งอยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ (p>0.05) การติดตามพฤติกรรมความหนืดของแปง ตลอดชวงการให กับแปงเทา ยายมอม 63.83ºC และ 69.83ºC ตามลําดับ ความรอนและการทําใหเย็นพบวาคุณสมบัติแปงเปยก (ตารางท่ี 3) คาความคงตัวของเจล โดยวัดเปนเปอรเซ็นต (Pasting properties) แตละชนิด พบวา คาความหนืดสูงสุด ค ว า ม ห ย อ น โ ค ง (Percentage of sag) ข อ ง เ จ ล แ ป ง (Peak) คาเบรกดาวน (Breakdown) ความหนืดสุดทายของ เทายายมอมเปรียบเทียบกับแปงขาวโพดและแปงมัน ชวงการทําใหเย็น (Final viscosity) ความหนืดที่กลับสูง สําปะหลงั พบวาเปอรเซน็ ตความหยอนโคง มีความแตกตา ง ขึ้นมาอีก (Setback) และอุณหภูมิเร่ิมเกิดเพสท (Pasting กันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) แปงท่ีมีเปอรเซ็นต temperature) แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ความหยอนโคงนอยแสดงถึงการมีความคงตัวของเจลสูง ซึ่ง (p≤0.05) แปงมันสําปะหลังมีคาความหนืดสูงสุด (Peak) แปงขาวโพดมีเจลที่มีความคงตัวดีที่สุด รองลงมาคือแปง ความหนืดสุดทายของชวงการทําใหเย็น (Final viscosity) เทายายมอม สวนแปงมันสําปะหลังเจลไมมีความคงตัว ไม และความหนืดที่กลับสูงขึ้นมาอีก (Setback) มากที่สุดคือ สามารถคงรูปได เปอรเซ็นตความหยอนโคง มีคา 5.46, 1791.30, 1022.30, 1358.30 แ ล ะ 581.67 Brabender 25.11 และ 55.94 ตามลําดบั Unit (BU) ตามลําดับ สวนแปงขาวโพดมีคาตํ่าที่สุด คือ 985.67, 409.00, 940, และ 358.00 BU ตามลําดับ แปง ตารางที่ 3 คุณสมบตั แิ ปงเปย กของแปง ขา วโพด แปง มันสําปะหลัง และแปง เทา ยายมอ ม สง่ิ ท่ีทดลอง Peak Breakdown Final viscosity Setback Pasting temperature (BU) (BU) (BU) (BU) (ºC) แปงขาวโพด 985.67±17.89c 409.00±18.68b 940.00±13.20c 358.00±13.11c 69.83±3.58a แปง มันสําปะหลงั 1791.30±25.42a 1022.30±22.94a 1358.30±17.24a 581.67±14.50a 63.83±0.15b แปง เทา ยายมอม 1718.70±7.77b 1040.30±5.86a 1093.00±34.07b 409.33±30.27b 66.96±0.15ab หมายเหตุ คาเฉล่ียในคอลมั นเดยี วกนั ทมี่ ตี ัวอกั ษรตางกัน แสดงวา มคี วามแตกตา งกันอยางมีนยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p≤0.05) แปงขาวโพดมีความคงตัวของเจลดีท่ีสุด เพราะมี ไฮโดรเจนทําใหเกิดสภาพการจดั เรียงตัวของโมเลกุลข้ึนใหม ปริมาณอะไมโลสสูง (38 เปอรเซ็นต) สวนแปงมันสําปะหลัง แปงแตละชนิดมีอัตราการคืนตัวของนํ้าแปงสุกแตกตางกัน มีอะไมโลสตํ่า (ประมาณ 17 – 19 เปอรเซ็นต) ดุษฎี และ โดยทั่วไปแปงจากราก หัวมีอัตราการคืนตัวชากวาแปงจาก นองนุช (ม.ป.ป.) กลาววาการคืนตัวของแปงสุกเปน ธัญพืช ท้ังนี้เปนเพราะแปงจากราก/หัวเมื่อไดรับความรอน ปรากฎการณท่ีเกิดขึ้นเมื่อนํ้าแปงสุกซ่ึงรอนมีอุณหภูมิลด จะพองตัวมากและเร็ว และเม็ดแปงแตกงายทําใหโมเลกุล ตํ่าลงขณะที่อุณหภูมิลดลงโมเลกุลอิสระของอะไมโลสซึ่งอยู แปง ทัง้ หมดกระจายอยูทั่วไปในนาํ้ แปงยากท่ีโมเลกลุ อะไมโล ใกลกันจะเคล่ือนที่เขามาใกลกันและจับตัวกันดวยพันธะ สจะมาจัดเรียงตัวกันไดใหม แตแปงจากธัญพืชเมื่อไดรับ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: