Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

473 เอกสารอา งองิ บุญศรี เลศิ วริ ยิ จติ ต. 2554. คลังภมู ิปญ ญาหมอพ้ืนบา นกบั กรมปาไม กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอม. สมนุ ไพรชุมชนภาคอสี าน. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวน สุนนั ทา. (บรรดิษฐ หงษท อง). ไมย างนา (Dipterocarpus alatus Roxb. ex G. Don). [ออนไลน] .เขา ถึงไดจาก: บุษราคัม ศรีทาเวช. 2556. ภมู ิปญ ญาการแพทยพ นื้ บา นของ www.forest.go.th. [14 ก.ย. 2018]. กลมุ ชาตพิ นั ธุบรบู า นทาลง ตาํ บลหว ยไผ อาํ เภอโขง โครงการเผยแพรข อมลู ทรัพยากรชีวภาพและภมู ิปญญา เจียม จังหวดั อุบลราชธานี ทองถิ่นบนพ้นื ที่สูง, สถาบันวิจยั และพฒั นาที่สูง (องคกรมหาชน). “ยางนา”. อา งอิงใน: หนงั สอื ชอ่ื เบญญาภา กาลเขวา และประทีป กาลเขวา . 2551. พรรณไมแหง ประเทศไทย (เตม็ สมติ ินันทน) . การศกึ ษาภูมปิ ญ ญาแพทยพ ้นื บา น กรณีศึกษาอาํ เภอ [ออนไลน] . เขาถึงไดจาก: eherb.hrdi.or.th. [27 เม.ย. ชมุ แพ จงั หวดั ขอนแกน ป 2550. วทิ ยาลัยการ 2018]. สาธารณสุขสิรนิ ธรขอนแกน:ขอนแกน . ฐานขอ มูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธาน.ี “ยางนา”. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก: พนั ธุไมมงคลพระราชทาน กรมอทุ ยานแหงชาติ สตั วปา และ www.phargarden.com. [14 ก.ย. 2018]. พันธพุ ืช. “ยางนา”. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก: เต็ม สมิตินนั ทน. 2544. ชอ่ื พรรณไมแหง ประเทศไทย. สวน www.dnp.go.th. [14 ก.ย. 2018]. พฤกษศาสตรปา ไม สาํ นักวชิ าการปา ไม กรมปาไม, กรงุ เทพฯ. ศูนยปฏิบตั กิ ารพืชเศรษฐกจิ , กรมอทุ ยานแหง ชาติ สัตวปา ธวชั ชยั เทยี นงาม. 2552. การศกึ ษาองคความรทู าง และพันธพุ ชื กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ การแพทยพนื้ บานลา นนา กรณศี กึ ษาหมอปน แกว ตนั ส่งิ แวดลอม. “ยางนา” [ออนไลน] . เขาถึงไดจ าก: นวล. วทิ ยานพิ นธม หาบณั ฑิต.มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล. www.dnp.go.th. [14 ก.ย. 2018]. นนั ทพร นิลวเิ ศษ. 2553. เภสชั วิทยาของยาระบบประสาท แอดรเี นอรจิกและเภสัชวิทยาของผูสงู อายุ โรงพยาบาล สวนพฤกษศาสตรคลองไผ, สํานกั งานโครงการอนุรักษ แพร จงั หวัดแพร. พันธกุ รรมพชื อนั เน่อื งมาจากพระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี. “ยางนา”. [ออนไลน] . เขาถึงไดจาก: www.rspg.or.th/plants_ data/kp_bot_garden/kpb.htm. [14 ก.ย. 2018]. สาํ นักงานจังหวดั ยโสธร. “ไมยางนา”. [ออนไลน] . เขาถึงได จาก: www.yasothon.go.th. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

474 “ตน เทา ยายมอม” กับการใชประโยชนตามภูมปิ ญญาทองถิน่ จังหวัดสรุ นิ ทร THE BENEFITS OF “THAO YAI MOM” (Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze) FROM SURIN LOCAL WISDOM สมชญา ศรธี รรม* และ วสา วงศสขุ แสวง Somchaya Sritram* and Vasa Wongsuksaweang สาขาวิชาเทคโนโลยีและการออกแบบภมู ทิ ัศน คณะเกษตรศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรนิ ทร Department of Landscape Technology and Design, Faculty of Agriculture and Technology, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus บทคดั ยอ โครงการรวบรวมองคความรูและภูมิปญญาทองถ่ินจังหวัดสุรินทรที่เก่ียวกับตนเทายายมอม มีวัตถุประสงคเพื่อสํารวจและ รวบรวมองคความรูและภมู ิปญญาทองถ่ินจังหวัดสุรินทรที่เกี่ยวกับตนเทายายมอ ม และสงเสริมใหชุมชนเห็นความสําคัญของ ตนเทายายมอม มีวิธีการดําเนินงานโดยการลงพ้ืนท่ีสํารวจและสัมภาษณชุมชนที่มีตนเทายายมอมอยูในชุมชนหรือในปาใกล ชุมชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร และจัดกิจกรรมเสวนาองคความรูและภูมิปญญาทองถิ่นเกี่ยวกับเทายายมอม เพ่ือเปนการ แลกเปล่ยี นเรยี นรรู ะหวางชมุ ชนและผูด ําเนินโครงการ มชี มุ ชนกลมุ เปาหมายในเขตอาํ เภอเมอื งสุรินทร 2 ตาํ บล 4 หมบู า น ใน เขตอําเภอจอมพระ 2 ตําบล 4 หมูบาน และจํานวนผูเขารวมกิจกรรมเสวนาฯ 60 คน โดยมีหัวขอการสัมภาษณแ ละเสวนา ดงั นี้ (1) ชมุ ชนรูจักและเหน็ ความสําคัญของตน เทายายมอ ม (2) ลกั ษณะของตนเทา ยายมอม (3) บริเวณทีพ่ บตนเทา ยายมอ ม และ (4) การใชประโยชนจากตนเทายายมอม ผลการศึกษาพบวา ชุมชนสวนใหญไมรูจักตนเทายายมอมและไมเห็นความ สาํ คญั เนือ่ งจากไมไ ดน ํามาใชประโยชนในปจจุบนั พบตน เทา ยายมอ มในบริเวณชายปา หรือบริเวณปา ทีแ่ ดดสอ งถึง โดยพบองค ความรูและภูมิปญญาทองถิ่นเก่ียวกับตนเทายายมอมเม่ืออดีตดังน้ี (1) ดานอาหาร คือ การรับประทานเมล็ดจากผลสุกของ เทายายมอม และการนาํ ใบออนหรือยอดออนมาลวกรบั ประทานกับน้ําพริก (2) ดานสมุนไพร เปนสมุนไพรดา นทาสมานแผล ตามรา งกาย และรักษาอาการปวดทอ ง และ (3) ดา นการใชป ระโยชนอ ืน่ ๆ ใชเ ปนยาเมา-เบือ่ ปลา ใชเปนท่ลี บกระดานชนวน และนาํ ไปปลูกประดบั บริเวณท่พี ักอาศัย ซง่ึ ในปจ จบุ นั ไมพบการนาํ มาใชประโยชนดังกลาว โครงการนี้จึงชว ยสง เสรมิ ใหชุมชน ไดตระหนักถงึ ความสําคัญ และรื้อฟน องคความรูและภูมปิ ญญาทองถิ่นทเ่ี ก่ียวขอ งกบั ตนเทา ยายมอ มใหคงอยสู ืบไป Abstract The aims of the study were 1) to investigate the knowledge and Surin local wisdom that it was related the Thao Yai Mom, 2) to gather the knowledge and Surin local wisdom that it was related the Thao Yai Mom, 3) to encourage people attention in value of Thao Yai Mom. The method used in the study were surveying, interviewing the local people who has the Thao Yai Mom nearby their village or the forest nearby village in Surin province and attending forum to exchange the knowledge and local wisdom of Thao Yai Mom between organizer and community. The participants were people in Mueang area, there was 2 sub-districts and 4 villages, in Chom Phra area, there was 2 sub-districts and 4 villages and 60 attendees. The topics of forum are as follows, 1) community knows and pay attention in value of Thao Yai Mom, 2) the appearance of the Thao Yai Mom, 3) the area where found the Thao Yai Mom, 4) the benefits of Thao Yai Mom. The findings of research showed that most of communities did not know the Thao Yai Mom and did not interest in value of the Thao Yai Mom due to it was not to be useful at the moment and found the Thao Yai Mom in the forest area by discovering the knowledge and local wisdom relating to the Thao Yai Mom in the past as following, 1) as foods by eating the seed of ripe fruits and taking young leaves to scald after that eat with chili dip, 2) as herbs was help to heal a wound and cure a stomachache, and 3) other benefits were used to be a poison drug to fish, a slate eraser, and a ornamental plant. However, the present days, it was not used anymore. This project can help the communities realized that they should pay attention to Thao Yai Mom and resurrect knowledge and local wisdom relating the Thao Yai Mom. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

475 คาํ สําคญั : เทา ยายมอ ม, การใชประโยชน, ภมู ิปญญาทอ งถน่ิ , จงั หวัดสุรนิ ทร Keywords: Tacca leontopetaloides, use, local wisdom, Surin province *ตดิ ตอ นกั วิจัย: สมชญา ศรธี รรม (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Somchaya Sritram (E-mail: [email protected]) บทนํา พฒั นาและถายทอดสืบตอกันมา เพอ่ื ใชแกป ญญาและพัฒนา “ตนเทายายมอม” (Tacca leontopetaloides (L.) ชีวิตของคนไทยใหสมดลุ กับสภาพแวดลอมและเหมาะสมกับ ยุคสมยั (ประภาศิริ, ม.ป.ป.) Kuntze) มี ชื่ อ ส า มั ญ ว า “ Thahiti arrowroot” ห รื อ “ Polynesian arrowroot” ห รื อ “ Tacca” อ ยู ใ น ว ง ศ ดังน้ัน โครงการรวบรวมองคความรูและภูมิปญญา DIOSCOREACEAE (เต็ม, 2557) เปนไมลมลุก หัวมีแปง ใบ ทองถ่ินจังหวัดสุรินทรที่เก่ียวกับตนเทายายมอม จึงเปน รปู ฝามือมี 3 แฉก กา นใบยาว 0.20-1.70 เมตร ชอดอกแบบ โครงการท่ีลงพื้นท่ีสํารวจชุมชนในจังหวัดสุรินทร ที่มีการนํา ชอซี่รมยาวไดถึง 2 เมตร ใบประดับยอยรูปเสนดาย ยาว เทายายมอมมาประกอบกิจกรรมตางๆ ตามภูมิปญญาของ 0.10-0.25 เมตร ดอกสีเขยี วอมเหลือง ผลเปนสันนนู จากขว้ั ทองถ่ินน้ันๆ เพ่ือรวบรวมองคความรูและภูมิปญญาทองถ่ิน ผลลงทายผลมีเมล็ดเปนจํานวนมาก (สารานุกรมพืชใน ของชุมชนในจังหวัดสุรินทรท่ีเกี่ยวของกับเทายายมอม และ ประเทศไทย (ฉบับยอ), 2559) “ตนเทายายมอม” เปนพืช ชวยสงเสริมใหชุมชนไดตระหนักถึงความสําคัญ และร้ือฟน หัวสะสมแปงทปี่ ระชาชนทั่วไปไมร ูจกั เพราะเปน พันธไุ มทห่ี า อ ง ค ค ว า ม รู แ ล ะ ภู มิ ป ญ ญ า ท อ ง ถ่ิ น ท่ี เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ ต น ยาก สามารถข้ึนทั่วไปในสภาพปาด้ังเดิม และวิธีการ เทายายมอมใหคงอยูสืบไป “งานวิจัยน้ีเปนงานสนอง แพรกระจายของเทายายมอมโดยเมล็ด เจริญทางตนในชวง พระราชดาํ ริในโครงการอนรุ กั ษพนั ธกุ รรมพชื อนั เนื่องมาจาก ฤดูฝน สามารถเก็บหัวใตดินไดในชวงหนาแลง การบริโภค พระราชดํารฯิ ” เทา ยายมอ มคอ นขางยงุ ยากโดยวธิ ีการสกัดแปง จากหัวใตดิน อุปกรณแ ละวิธกี ารสาํ รวจ สวนกานใบออนรบั ประทานเปนผักได ดวยเหตนุ ี้จึงทําใหค น 1. อุปกรณ ในทองถ่ินไมใหความสนใจ บางก็ตัดตนท้ิงหรือขุดหัวใตดิน ท้ิงไป (พัชราภรณ, 2557) ท้ังนี้ในการนําตน เทายายมอมมา 1.1) กลองบันทกึ ภาพ ใชประโยชนดานภูมิปญญาทองถ่ินในภูมิภาคอื่น เชน ภาค 1.2) สายวัด/เทปวัด ตะวันออกในจังหวัดชลบุรีน้ันนิยมนําหัวเทายายมอมมาทํา 1.3) เคร่อื งเขยี นและสมุดบนั ทึก แปงเรียกวา “แปงเทายายมอม” เปนแปงที่ใหคุณภาพดี 1.4) เครือ่ งบันทึกเสยี ง เหนียวนุมแตกตางจากแปงชนิดอื่นๆ และ นํามาทําอาหาร 2. วธิ กี ารดาํ เนนิ การ ตางๆ โดย สมิทธิชัย สุกปลั่ง , (2560) กลาววา บานคน 2.1) สํารวจชุมชนจังหวัดสุรินทรท่ีมีองคความรูและภูมิ เกาแกยุคกอนๆ มักจะมีแปงเทายายมอมติดครัวไวเสมอ ปญญาทอ งถนิ่ เกี่ยวกบั เทายายมอ ม สําหรับละลายน้ํารอนเปยกทําวุน ทําขนมใหคนชราหรือ 2.2) สัมภาษณและเก็บขอมูลองคความรูและภูมิปญญา ผูปวยกินเชื่อวาใหพลังงานดี กระชุมกระชวย ชวยสราง ทองถ่ินท่ีเกยี่ วกบั เทา ยายมอ ม สมดุลรางกาย ลดอาการซึมเศรา ยอดออนนํามาผัดกับกะทิ 2.3) จัดกิจกรรมเสวนาองคความรูและภมู ิปญญาทองถนิ่ สดกินกับนํ้าพริกกะป มีรสชาติกลมกลอม รวมท้ังนําแปงมา ทเ่ี ก่ียวกับเทายายมอ ม พอกแผลหามเลือด พอกฝ หนอง ลดอาการคันระคายเคือง 2.4) ถายภาพสวนตางๆ ของตนเทายายมอม และ ผสมน้ํามะนาวทาบรรเทาพิษแมงกะพรุนไฟ แมลงสัตวกัด กิจกรรมการดําเนินการตา งๆ ตอยไดเปนอยางดี ซึ่งเปนภูมิปญญาทองถ่ินที่มีเฉพาะถ่ิน 2.5) วิเคราะหแ ละเรียบเรียงขอมูลจากการสมั ภาษณแ ละ เทาน้ันยังไมเปนท่ีรูจักอยางแพรหลาย การรวบรวมภูมิ การเสวนาฯ ปญญาที่เกี่ยวกับเทายายมอมมีจํานวนนอย มีเฉพาะท่ี 2.6) สรุปขอมลู และอภปิ รายผลการศึกษา เกี่ยวของกบั อาหารและสมุนไพรเทานัน้ โดยโครงการอนรุ กั ษ 3. สถานทีด่ าํ เนนิ การ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ใหความสําคัญ สํารวจเทายายมอ มในพื้นที่จงั หวัดสรุ ินทร โดยการสาํ รวจปา และมีแนวปฏิบัติมาโดยตลอด ถือเปนองคความรู และหมูบานที่พบตนเทายายมอ มและรูจกั ตนเทายายมอม 4 ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสม พ้นื ที่ ดงั น้ี ประสบการณท่ีผานกระบวนการเรียนรู เลือกสรร ปรุงแตง 3.1) ชุมชนตําบลจอมพระ อําเภอจอมพระ จังหวัด สรุ ินทร (ปา หนองมะโปง) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

476 3.2) ชมุ ชนตาํ บลบานผอื อําเภอจอมพระ จังหวัดสรุ นิ ทร 3) ปายางชุม ตําบลทาสวาง อําเภอเมืองสุรินทร มี (ปาสริ ิกติ ติ)์ ลักษณะปาเปนปาเบญจพรรณ ผสมปาเต็งรัง พบตน เทายายมอมบริเวณชายปาบริเวณท่ีแดดสองถึงและมี 3.3) ชุมชนตําบลนอกเมือง อําเภอเมอื ง จังหวัดสุรินทร ลักษณะเปนดินทราย และขึ้นบริเวณริมทางเดินภายในปา (ปาสกร็อม) พบการกระจายตวั อยูหลายจดุ (ภาพท่ี 3) 3.4) ชุมชนตําบลทาสวาง อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร ภาพท่ี 3 ตน เทายายมอมบรเิ วณปายางชมุ (ปายางชุม) 4) ปาสกรอ็ ม ตําบลนอกเมือง ดาํ เนินการสาํ รวจปา สกร็ อม ตําบลนอกเมือง อําเภอเมืองสุรินทร พบบริเวณชายปา จัดกิจกรรมเสวนาองคความรูและภูมิปญญาทองถ่ิน บางสวนที่แดดสองถึง เปนตนเทายายมอ มที่มสี ภาพสมบูรณ เกี่ยวกับเทายายมอม บานปลาเข็ง ตําบลจอมพระ อําเภอ และตนใหญเน่ืองจากดินสมบูรณมีสภาพชื้นและอยูภายใน จอมพระ จงั หวดั สุรนิ ทร บรเิ วณวดั (ภาพที่ 4) ผลการศกึ ษา 1. การสาํ รวจตนเทา ยายมอ มในพื้นทป่ี าชมุ ชน ผลการลงพนื้ ท่ีสํารวจเทายายมอมในปา ชุมชนจํานวน 4 พ้ืนที่ ดังนี้ 1) ปา หนองมะโปง ตําบลจอมพระ อําเภอจอมพระ พบ ตนเทายายมอมบริเวณพ้ืนท่ีดินท่ีเปนดินทรายปนรวน เล็กนอย และขึ้นริมชายปาท่ีแสงสองถึง และริมทางเดินท่ี เปนทางน้ําไหลในหนาฝนตามฤดูกาล เมื่อหนาแลงจะแหง เปนดินทรายชัดเจน ปาหนองมะโปง พบตนเทายายมอมมาก ทีส่ ดุ (ภาพท่ี 1) ภาพท่ี 1 เทายายมอมบริเวณปาหนองมะโปง ภาพท่ี 4 ตนเทายายมอมบรเิ วณปาสกรอ็ ม 2) ปาสิริกิตติ์ ตําบลบานผือ อําเภอจอมพระ พบตน 2. การลงพ้ืนท่ีสัมภาษณชมุ ชน เทายายมอมบริเวณริมทางน้ําไหลภายในปาหนาแลงมาก ที่สุด ซ่ึงมีสภาพเปนดินทรายปนรวนเล็กนอย และพบท่ี โดยการสัมภาษณและเก็บขอมูลองคความรูและภูมิ บริเวณชายปาบางสวน พบตนเทายายมอมไมมากนัก มี ปญญาทองถิ่นที่เกี่ยวกับเทายายมอม 4 ตําบล 8 ชุมชน คือ จํานวนนอยกวาปามะโปง เนื่องจากปาสิริกิตตมตี นไมยนื ตน ตําบลจอมพระ มี 2 ชุมชน คือบานปลาเข็งและบานกระทมุ หนาแนน กวาปา มะโปงทําใหแดดสอ งถงึ นอยกวา (ภาพท่ี 2) ตําบลบานผือ 2 ชุมชนคือ บานสามัคคี และบานโนนกลาง ตําบลนอกเมือง 1 ชุมชน คือ บานตะตึงไถง และ ตําบลทา ภาพที่ 2 ตน เทา ยายมอมบรเิ วณปาสิรกิ ติ ต สวาง 3 ชุมชน คือ บานโคกสวาย บานเขวานอย และบาน ทาสวาง (โดยสัมภาษณเปนภาษาทองถิ่น คือ ภาษากูย และ ภาษาเขมร) สรุปผลการสมั ภาษณต ามหวั ขอ ดังนี้ 1) คําถามขอที่ 1 “ทานรูจักตนเทายายมอมหรือไม” พบวา คําวา “ตนเทายายมอม” ในภาษาไทย เปนช่ือท่ีไมมี ผูใดรูจกั เลย เมือ่ นํารูปภาพมาแสดงใหเหน็ จึงรจู กั เปน ชื่อใน ภาษาถ่ินโดยตําบลจอมพระและตาํ บลบานผือเปน ชุมชนชาว การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

477 กูย มีภาษาพูดเปนภาษากูย จึงเรียกวา “อาบุกโขะ“ สวน หายไปกับผูรูท่ีสูงวัยและไมมีการบันทึกความรูไวเปนลาย ตําบลนอกเมืองและตําบลทาสวางเปนชุมชนชาวเขมร มี ลักษณอ ักษร จงึ หายไปพรอมกบั ผรู ทู ่ีเสียชวี ิตนั้นเอง ภาษาพดู เปนภาษาเขมรสุรินทร จงึ เรยี กวา “กาํ พลั้วะ“ ซง่ึ ผู ท่ีรูจักเปนผูสูงอายุ เปนหมอยาสมุนไพรพ้ืนบานและเปนผูท่ี 4) คําถามขอที่ 4 “มีการนาํ ตนเทา ยายมอ มมาใชใ นดา น เดินหาของปา แตสวนใหญประชาชนท่ัวไปทั้ง 4 ตําบลไม คติ ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม หรือไม” พบวา ไมมี คติ รู จั ก ท้ั ง ชื่ อ แ ล ะ ไ ม เ ค ย เ ห็ น ต น จ ริ ง ข อ ง ต น เ ท า ย า ย ม อ ม ความเชื่อ หรือประเพณีทองถิ่นใด ท่ีนําเอาตนเทายายมอม เน่ืองจากเปนไมหัวลมลุกตามฤดูกาลและหายากในชุมชน มาประกอบพธิ ีดวย และหลายคนยังเขาใจวาคือตนไมชนิดเดียวกันกับตนบุกปา และเชื่อวาจะทําใหคันเหมือนตนบุกปานั้นเอง จึงไมคอยมี 5) คําถามขอที่ 5 “มีการนําไปเปนอาชีพหรือปลูกขาย ผูใดใหความสนใจ เพราะไมเห็นการใชประโยชนและบอก หรือไม พบวา ไมมีการนําตนเทายายมอมไปเปนอาชีพหรือ ตอมาจากบรรพบุรุษ ปลกู ขายแตอยางใด” 2) คําถามขอท่ี 2 “บริเวณที่พบเทายายมอมอยูบริเวณ 6) คําถามขอท่ี 6 “มีการนําตนเทายายมอมไปใช ใด” ทุกชุมชนกลาววา พบตนเทายายมอมในบริเวณปาใกล ประโยชนดานอื่นๆ หรือไม” พบวามีการนําไปใชประโยชน ชุมชน โดยพบตนเทายายมอมกระจายตัวเปนกลุมบริเวณ ดานอน่ื 2 ประการ คือ ชายปาที่เปนดินทรายปนรวนและท่ีแดดสองถึงรวมท้ัง บริเวณริมทางเดินภายในปา บางชุมชนพบในสวนหลังบาน 6.1) ทาํ เปน ท่ีลบกระดานชนวน จากการสมั ภาษณ แตม ีเปน สว นนอยและไมไดเหน็ ความสาํ คัญแตอ ยา งใด ผูสงู อายุ กลา ววา เมื่อสมยั กอ นมกี ารเขยี นหนังสอื ดวยดินสอ พองกับกระดานชนวน วิธีการลบกระดานฉนวนคือตัดสวน 3) คําถามขอที่ 3 มีการนําตนเทายายมอมมาใช ตนของเทายายมอมห่ันขวางลําตน แลวเอามาลบกระดาน ประโยชนในชุมชนอยางไรบาง ชนวน เนอื่ งจากตนเทายายมอมเปนไมอ วบนํ้าและลําตน ของ เทา ยายมอมเมอ่ื ตัดแลวจะมีนํ้าอยทู ําใหลบดินสอพองออกได 3.1) ดานอาหาร พบวา มีประชาชนสวนนอยที่ทราบวา และเมื่อกอนมีปาอยูจํานวนมากทําใหมีตนเทายายมอม ตนเทายายมอมรับประทานได โดยทานเมล็ดขางในผลของ ข้ึนอยูจํานวนมากเชนกัน แตปจจุบันไมไดใชแลวเน่ืองจาก ตนเทายายมอมที่เปนเมล็ดสุก สามารถรบั ประทานได ซ่ึงจะ วิธกี ารเขียนหนังสอื เปลีย่ นไปวธิ ีการลบจงึ เปล่ยี นไปดวย มีรสเย็น ถาผลสุกมากจะรสหวาน ถายังไมสุกมากจะออกรส หวานอมเปรี้ยว ทานเวลาเดินเขาปาทําใหมีแรง กระปร้ี- 6.2) ทาํ เปนยาเมาปลาหรอื เบื่อปลา เปนวธิ กี ารหา กระเปรา โดยสวนใหญ กลาววา ไมทราบวารับประทานได ปลา โดยใชหัวตนเทายายมอมทั้งเปลือกมาตําใหละเอียด เพราะคิดวาจะมีความคันเหมือนตนบุกปา จึงไมกลานํามา พอประมาณ แลวนําไปหวานลงในบอน้ําหรือบริเวณท่ี รับประทาน ตองการจะเบื่อปลา ทิ้งไวสักพักปลาจะมีอาการมึนเมายา หรือเบื่อยา แลวลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ําเปนจํานวนมาก โดย 3.2) ดานสมุนไพร จากการสัมภาษณภูมิปญญาดาน ปลาจะไมตายเพียงแคสลบเทานน้ั จากน้นั จึงตกั ปลาข้ึนมาได สมุนไพรและหมอยาสมุนไพรพื้นบานของตําบลทาสวาง โดยงาย ถือเปนวิธีการหาปลาในสมัยกอนท่ีงายและเร็ว แต พบวา มีการนําหัวตนเทายายมอมไปเปนสวนผสมเขายากับ ปจจุบันไมน ิยมแลว สมุนไพรชนิดอ่ืนๆ ใชรักษาอาการปวดทอง และนําใบตน เทายายมอ มมาตมกับนํา้ ใหเดือด และนาํ เฉพาะน้าํ มาดม่ื เพื่อ สัมภาษณช ุมชนอําเภอเมอื งสุรินทร (พดู ภาษาเขมรสุรินทร) รักษาอาการปวดทองเชนเดียวกัน แตตอนน้ีไมนิยมนํามาใช แลว เนื่องจากเปนตนไมหายากไมคอยพบในชุมชน ข้ึน เฉพาะบริเวณในปาและเปนไมหัวลมลุกตามฤดูกาล มี ผลผลิตนอยจึงไมมีการนํามาเปนสวนประกอบเขายาและ เลือกใชสมนุ ไพรชนดิ อ่ืนแทน ทง้ั น้เี มื่อสัมภาษณชมุ ชนตําบล จอมพระ ไดบอกวา เคยพบบรรพบุรุษที่เปนหมอยา นําไป เปนสมุนไพรเขายาดวย แตทานน้ันไมยอมถายทอดองค ความรูใ ห เนอ่ื งจากมีความเชอื่ วา เมื่อบอกกลาวไปแลว ถาผู ที่ไดรับการถายทอดไมสามารถปฏิบัติได ก็จะทําใหผูท่ี ถายทอดเกิดอาการเจ็บปวยโดยไมทราบสาเหตุ ซึ่งน้ีคือ สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งทําใหองคความรูด้ังเดิมสูญ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

478 สัมภาษณชุมชนอําเภอจอมพระ (พดู ภาษากยู ) 1) การใชประโยชนจากตนเทายายมอ มดานอาหาร มี 2 ประเภท ดังน้ี ภาพท่ี 5 ลงพืน้ ทีส่ ัมภาษณช ุมชน 7) คําถามขอที่ 7 “มีการถายทอดองคความรูและภูมิ 1.1) รับประทานเมล็ดจากผลสุกของเทายายมอม ปญญาทองถ่ินเก่ียวกับเทายายมอมหรือไม” พบวา ไมมีการ เม่ือเวลาเดินเขาไปในปา จะเด็ดผลท่ีสุกแลวบิผลออก ถายทอดบอกตอกันจากบรรพบุรุษเลย มีเพียงการสังเกต รับประทานเฉพาะเมลด็ มีรสหวานเยน็ ๆ อมเปรย้ี วเล็กนอย และปฏิบัติตามกนั เทาน้ัน เชน การรับประทานเมล็ดจากผล ทานแลวรูสึกสดช่ืน แตไมกลาทานมากนักเน่ืองจากมีความ สุก ก็สังเกตและปฏิบัติตามกันวารับประทานได เปนตน ทํา เช่อื วาทานมากแลวจะเกดิ อาการเมาเบือ่ ใหภูมิปญญาทองถ่ินหรือองคความรูตางๆ เก่ียวกับเทายาย- มอ มในชุมชนดงั กลา วมนี อ ยมาก 1.2) รับประทานโดยการนําใบออนหรือยอดออน 3. การเสวนาองคความรูแ ละภูมปิ ญ ญาทอ งถน่ิ เก่ียวกบั ตน ของตนเทายายมอม มาลวกกับนํ้ารอนพอประมาณแลว เทายายมอ ม นํามารับประทานกับนํ้าพริกปลาทูหรือนํ้าพริกปลาสด มี การจัดกิจกรรมเสวนาเปนการแลกเปลี่ยนเรียนรู รสชาติขมเล็กนอย ระหวางชุมชนและผดู ําเนินโครงการ ทต่ี ําบลจอมพระ อาํ เภอ จอมพระ จงั หวดั สุรนิ ทร โดยมีชุมชนเขา รวมกิจกรรม 60 คน 2) การใชประโยชนจากตนเทายายมอมดานสมุนไพร จาก 4 ชมุ ชน ผลจากการเสวนา มดี ังนี้ โดยนําตนเทายายมอมมาใชเปนสมุนไพรดานทาสมานแผล การใชประโยชนของตนเทายายมอม ดานอาหารและ ตามรางกาย นําหัวเทายายมอมมาลางใหสะอาดหรือปอก ดานสมุนไพรดงั นี้ เปลือกทําความสะอาดแลวฝานเปนซีกหรือผาหัวออกเปน สวนๆ นําสวนดานในหัวมาถูบริเวณบาดแผล หรือนําหัว ภาพท่ี 6 กิจกรรมเสวนาแลกเปลยี่ นเรียนรู เทายายมอมไปฝนกับหินผสมน้ําเล็กนอยใหเปนเน้ือละเอียด นํามาทาบริเวณแผล ซ่ึงชวยรักษาบาดแผลใหหายเร็วข้ึน และมกี ารนําสว นของเทา ยายมอมไปเขาตํารับยา แตไ มมีใคร ทราบรายละเอียดเน่ืองจากผูรูไมยอมเปดเผยหรือบอกตอ สวนใหญเปนผูสูงอายุและมีความเชื่อวาถาบอกตอจะทําให เกดิ การเจ็บปว ยโดยไมท ราบสาเหตไุ ด 3) การใชประโยชนจากตนเทายายมอมดานการประดับ ตกแตง นอกจากน้ีบางบานมีการนํามาใชตกแตงประดับ เน่ืองจากมีรปู ลกั ษณทส่ี วยงาม โดยการนาํ มาปลูกใสก ระถาง ประดับบาน แตพ บเปน สว นนอย 4. สรปุ ขอมลู องคค วามรูและภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ินเกีย่ วกับตน เทายายมอ ม จากการสัมภาษณช มุ ชนและการจดั กิจกรรม เสวนาฯ ดงั น้ี (ตารางที่ 1) สรปุ ผลการศกึ ษา จากการลงพ้ืนท่ีสํารวจตนเทายายมอมพบวา สวนใหญ ตนเทายายมอมจะข้ึนอยูในบริเวณชายปา พบในชุมชน จํานวนนอยมาก ชุมชนสวนใหญไมรูจักตนเทายายมอม พบ การใชประโยชนตามภมู ิปญญาทองถิ่น ดังน้ี (1) ดานอาหาร คือ นําเมล็ดจากผลสุกมารับประทานและนําใบยอดออนมา ลวกรับประทาน โดยมีวิธีการรับประทานแบบงาย (2) ดาน สมุนไพรคือ รักษาอาการปวดทอง โดยเอาหัวไปเขายากับ สมุนไพรชนิดอื่น และนําใบตนเทายายมอมไปตมเอาเฉพาะ น้ํามาด่ืม และการรักษาบาดแผลโดยการนําสวนหวั ใตดนิ มา ใชเปนสมุนไพรรักษาแผล หรือพอกแผล (3) สวนดานอ่ืน ๆ คือนําสวนตน เทายายมอมมาเปนท่ีลบกระดานชนวนและนํา สวนหัวมาตําแลวทําเปนยาเบ่ือปลา และนํามาปลูกเปนไม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

479 ประดับ โดยชุมชนสวนใหญไมคอยเห็นความสําคัญและไม 3) ขาดการถายทอดภูมิปญญาและนําไปใชประโยชนใน ทราบประโยชนท ีห่ ลากหลายของตน เทา ยายมอม ทองถิ่น ทําใหองคความรูหรือภูมิปญญาเกี่ยวกับตน สรปุ ปญหาและอุปสรรค เทายายมอ มสูญหายไปกบั ผูรูซึ่งสว นใหญเ ปน ผสู ูงอายุ 1) ชมุ ชนสว นใหญไมร จู กั ตน เทา ยายมอม 4) ตนเทายายมอมลดจํานวนลงอยางรวดเร็ว ไมพบเห็น 2) ชุมชนมีการนําไปใชประโยชนนอยมาก ชุมชนสวน ในชุมชน พบเฉพาะในปา เทาน้ัน ใหญไมไดประโยชนจากตนเทายายมอมสงผลใหไมเห็น คุณคา ของตนเทายายมอ ม 5) ขอจํากัดของตนเทายายมอม ที่เปนพืชหัวลมลุก ขึ้น ตามฤดูกาล และสวนหวั ใตด ินทีใ่ ชประโยชนตองใชเวลา 2-3 ป ทําใหไมนิยมนํามาใชประโยชน ชุมชนจึงหันไปใชพืชชนิด อ่นื ทดแทน ตารางท่ี 1 ขอมูลองคความรูและภมู ิปญ ญาทองถน่ิ เก่ียวกับตนเทา ยายมอ ม ภูมปิ ญญาทองถ่ิน วธิ กี ารนาํ ไปใช รปู ภาพประกอบ 1. ดา นอาหาร ดงั นี้ 1.1 รบั ประทานผลสุก รั บ ป ร ะ ท า น เ ม ล็ ด ผ ล สุ ก ข อ ง ต น - เปน ภมู ิปญ ญาทองถนิ่ เทายายมอม มีรสหวาน หรือหวานอม ทใ่ี ชท้ังเมื่ออดตี และปจ จุบัน เปรี้ยว เย็นสดช่ืน 1.2 ลวกรับประทาน นํ า ใ บ อ อ น ห รื อ ย อ ด อ อ น ข อ ง ต น ผลสกุ ของตนเทายายมอม - เปนภูมิปญญาทองถิ่น เทายายมอมมาลวกกับน้ํารอน แลว ทใ่ี ชทั้งเม่อื อดีตและปจ จุบัน นํามารับประทานกับนํ้าพริกปลาทูหรือ ปลาสด 2. ดา นสมุนไพร ดงั นี้ ใบออนหรือยอดออนของตนเทายายมอม 2.1 สมนุ ไพรรักษาแผล -นําหัวใตดินมาตํา หรือฝนกับหินให หวั ใตด ินของตนเทายายมอม ละเอียดมาพอกทาแผล หรือ ฝานผาซีก ลาํ ตน ของตนเทา ยายมอ ม ทาแผล 2.2 สมนุ ไพรรกั ษาอาการปวด -นําหัวใตดินไปผสมเขายากับสมุนไพร การปลูกในภาชนะปลูกเพอื่ ประดับท่ีพักอาศัย ทอง ชนิดอืน่ หรือนาํ ใบไปตมใหเดอื ดแลวนํา น้ําทต่ี ม มาด่มื 3. ดานอน่ื ๆ ดงั น้ี - นําหัวใตดินมาตําใหละเอียด แลวไป 3.1 ทาํ เปนยาเบื่อปลา หวานที่เปน บอ สระ หวย ทําใหปลาเกิดอาการมึนเมาหรือเบ่ือ ยาจนสลบแลว ลอยตัวข้นึ มา 3.2 ทําเปนที่ลบกระดาน - นําตนเทายายมอมมาตัดขวางสวนลํา ชนวน ตนเปนทอน ลําตนมีน้ําอยูเปนจํานวน มาก สามารถนําไปลบกระดานชนวนได - นาํ มาปลูกใสกระถางหรอื ภาชนะปลูก 3.3 ทําเปน ไมป ระดับ นําไปประดับในบริเวณบานหรือที่พัก อาศัย ท่ีมา: สมั ภาษณและเสวนาภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

480 ขอ เสนอแนะ ตาํ บลทาสวาง. สมั ภาษณ. 1) ควรมีการสงเสริมและใหความรูเรื่องตนเทายายมอมแก นิลุบล สมหวัง. 2559, 20 มิถุนายน. ภูมิปญ ญาทองถิ่น ชมุ ชน ตาํ บลผอื . สัมภาษณ. 2) ควรมีการสนับสนุนใหชุมชนเกิดการอนุรักษ การปลูก บังอร บุตรงาม. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ิปญ ญา การนําไปใชป ระโยชนและเหน็ คณุ คาของตนเทายายมอ ม ทอ งถ่นิ ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. 3) ควรมีการรวบรวม จัดเก็บและบันทึกองคความรูและภูมิ บญุ เจริญ แสงพา. 2561, 9 กรกฎาคม. ภมู ิปญญา ปญญาทองถิ่นเกี่ยวกบั ตน เทา ยายมอมในชมุ ชนอ่ืนๆ ดวย ทอ งถ่ินตาํ บลทาสวาง. สัมภาษณ. 4) ควรมีการจัดฝกอบรมดานการแปรรูปผลิตภัณฑตางๆ ผวย แสงทับทิม. 2561, 8 มิถนุ ายน. ภมู ิปญญาทองถนิ่ จากตน เทา ยายมอ ม ตําบลทา สวาง. สัมภาษณ. คําขอบคณุ พนวล บญุ ทัน. 2561, 20 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญา โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ ทองถิ่นตําบลนอกเมอื ง. สัมภาษณ. พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจัย ขอขอบคุณมา ภัทรภร สรอ ยจติ ร. 2561, 20 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญา ณ ทนี่ ีด้ วย เอกสารอางอิง ทองถิน่ ตาํ บลนอกเมอื ง. สัมภาษณ. เต็ม สมติ ินนั ทน. (2557). ชือ่ พรรณไมแหงประเทศไทย ฉบบั มวย แสงทับทิม. 2561, 8 มิถุนายน. ภูมปิ ญ ญาทองถิ่น ปรบั ปรงุ 2557. เทายายมอม. สบื คนเม่ือ 15 กันยายน ตําบลทา สวาง. สมั ภาษณ. 2560, จาก http://www.dnp.go.th/botany/mplant มอญ แจมใส. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญาทองถ่ิน /index.aspx. ประภาศริ ิ กลางพอน. (2558). ภูมิปญญาไทยและสขุ ภาพ (Thai ตาํ บลผอื . สมั ภาษณ. Wisdom and Health). สืบคนเมอ่ื 20 กรกฎาคม 2558, ระทม ทองแมน. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญา จาก http://www.ipesp.ac.th/ learning /thaistory/index.html ทองถิ่นตําบลผือ. สัมภาษณ. พชั ราภรณ แสงโยจารย. (2557). ศึกษาการเจริญเติบโตและ รชั นี บรู ณะ. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ิน การอนรุ ักษของเทายายมอ ม. รายงานผลการดําเนินงาน โครงการ อพ.สธ. มทร.อีสาน วข.สุรนิ ทร. ตําบลจอมพระ. สัมภาษณ. สมิทธิชยั สกุ ปล่งั . ( 2560 ). เทา ยายมอ ม แปงจากพชื ท่ี รําพึง ถาพรผาด. 2561, 20 กรกฎาคม. ภูมิปญญา เหมาะกับมนุษยท ีส่ ุด. สบื คนเม่อื 22 มีนาคม 2561, จาก https://www.technologychaoban.com /thai-local- ทองถนิ่ ตาํ บลนอกเมือง. สมั ภาษณ. wisdom/article_28959 ลาวลั ย ทองแมน. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมิปญ ญา สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบบั ยอ ). ( 2559 ).เทายายมอ ม. สืบคนเมอื่ 22 มนี าคม 2561, จากhttp:// ทองถิน่ ตําบลผือ. สัมภาษณ. www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words Linkno ลําไพ บรู ณะ. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ิปญ ญาทองถ่ิน =2770&words=ทา ยายมอ ม&typeword =word. อางองิ การสัมภาษณภ ูมปิ ญ ญาทอ งถิ่น ตําบลจอมพระ. สัมภาษณ. คาํ นาง บุตรงาม. 2560, 20 มถิ ุนายน. ภูมปิ ญญาทองถ่ินตําบล วอน แยม ศรี. 2561, 9 กรกฎาคม. ภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ผอื . สัมภาษณ. จนั ทร บูรณะ. 2560, 12 มถิ ุนายน. ภมู ิปญญาทองถ่ินตําบลผือ. ตําบลทา สวาง. สมั ภาษณ. สมั ภาษณ. วิรฬุ สุดใจ. 2561, 9 กรกฎาคม. ภูมปิ ญญาทอ งถิน่ ไชยา สขุ ไสว. 2560, 25 ตุลาคม. ภมู ิปญ ญาทองถ่นิ ตําบลนอกเมือง. สมั ภาษณ. ตําบลทาสวาง. สมั ภาษณ. ซา ศรีเพชร. 2561, 20 มถิ นุ ายน. ภมู ปิ ญ ญาทองถิ่น สงวน บงั ทอง. 2561, 8 มิถนุ ายน. ภมู ปิ ญ ญาทองถ่นิ ตาํ บลผอื . สัมภาษณ. ทองมน สุขแสวง. 2561, 16 พฤษภาคม. ภูมิปญญา ตาํ บลทา สวาง. สัมภาษณ. ทอ งถ่นิ ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. สมจิต มโี ชค. 2561, 8 มิถนุ ายน. ภูมปิ ญญาทอ งถิ่น นอย มณอี อ น. 2561, 9 กรกฎาคม. ภมู ปิ ญญาทอ งถ่ิน ตําบลทา สวาง. สมั ภาษณ. สวงิ สขุ แสวง. 2561, 16 พฤษภาคม. ภูมิปญญาทอ งถ่ิน ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. สุต๋มิ เพง พิศ. 2561, 22 กรกฎาคม. ภมู ิปญญาทอ งถิน่ ตําบลผอื . สัมภาษณ. สํารอง เงางาม. 2561, 16 พฤษภาคม. ภมู ิปญ ญา ทอ งถ่นิ ตาํ บลจอมพระ. สัมภาษณ. ออ น ศรเี พชร. 2561, 22 กรกฎาคม. ภูมปิ ญญาทองถ่ิน ตําบลผือ. สมั ภาษณ. อยั สุดใจ. 2561, 9 กรกฎาคม. ภมู ิปญ ญาทอ งถน่ิ ตําบลทาสวาง. สมั ภาษณ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

481 องคประกอบภูมิทศั นวัฒนธรรมดา นการปลกู หมอ นเลย้ี งไหมของชุมชนชาวกูย ในพนื้ ทตี่ าํ บลบานผอื อําเภอจอมพระ จังหวดั สรุ ินทร CULTURAL LANDSCAPE ELEMENTS IN SILK CULTURE OF KUI COMMUNITY IN THE AREA OF BAN PHUE SUB-DISTRICT, CHOMPHRA DISTRICT, SURIN PROVINCE วสา วงศส ขุ แสวง* และ สมชญา ศรธี รรม Vasa Wongsukweang* and Somchaya Sritram สาขาวชิ าเทคโนโลยีและการออกแบบภมู ทิ ศั น คณะเกษตรศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร จ. สรุ ินทร 32000 Department of Landscape Technology and Design, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus, Surin 32000 บทคัดยอ โครงการศึกษาองคประกอบภูมิทัศนวัฒนธรรมดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชนชาวกูย ในพ้ืนที่ตําบลบานผือ อําเภอ จอมพระ จังหวัดสุรินทร เปนสวนหนึ่งของโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพ รัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี จากการศึกษาองคประกอบภมู ิทัศนวัฒนธรรมดา นการปลกู หมอ นเลย้ี งไหมของชุมชนชาว กูย จากภูมิปญญา วิถีชีวิต และความศรัทธาที่เปนสายใยผูกพัน ที่กอเกิดองคประกอบภูมิทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูก หมอนเลีย้ งไหมของชมุ ชนชาวกูย ทีเ่ ปน อตั ลักษณเ ฉพาะสบื ทอดตอ กนั มาของชาวกูย ซง่ึ สะทอนถงึ วถิ ีการดําเนนิ ชีวิต ความเช่ือ ความคิด จารีต ประเพณี พิธีกรรม คานิยมและภมู ิปญญาทองถน่ิ ซึ่งเปนการบงบอกถึงอัตลกั ษณท่ีสะทอนถึงวิถีชีวิตที่ดําเนนิ ตามคุณธรรม จริยธรรม ท้ังยังเปนการดํารงความเปนชาวกูย จากการสํารวจการใชประโยชนจากภูมิปญญาการปลกู หมอ น เล้ียงไหมรวบรวมขอมูล สัมภาษณปราชญชาวกูยแตละหมูบานในตําบล สามารถแบงได 2 ปจจัย คือ 1) ปจจัยดานรูปธรรม ไดแก องคประกอบทางภูมิทัศนวัฒนธรรม ลักษณะทางกายภาพกิจกรรมในการปลูกหมอนเล้ียงไหม เครื่องมืออุปกรณและ ดา นการใชพ ื้นท่ี 2) ปจ จัยดานนามธรรม ไดแ ก คติความเชือ่ ประเพณี วัฒนธรรม หรือความคดิ อืน่ ๆ ท่ีเกีย่ วเนอ่ื งกบั การปลกู หมอนเล้ยี งไหม และพบวาในตาํ บลบา นผอื มีทง้ั หมด 11 หมูบาน จากการสํารวจพบวามีหมูบานที่เปน ชาวกูย ส่อื สารเปน ภาษา กูยจํานวน 5 หมูบาน ไดแก บานสามัคคี บานโนนกลาง บานมวง บานหมอสวน บานจบก และพบวามีผูปลูกหมอนเลี้ยง ไหมท่ีเปนชาวกูยนอยราย มีเพียง 3 หมูบาน คือบานสามัคคี 4 ราย บานโนนกลาง 5 ราย และบานจบก 6 ราย ท่ียังคงมีองค ความรูและสืบทอดการเล้ยี งไหมในแบบฉบับชาวกูยจนถึงปจจุบันและยังสามารถนาํ องคค วามรูทางดานภูมิทศั นวัฒนธรรมมา บูรณาการการเรยี นการสอนกับงานบรกิ ารวชิ าการไดอยา งเปนเอกลกั ษณเฉพาะถน่ิ ไดอ ยา งเหมาะสม Abstract Cultural landscape elements in Silk culture of Kui community In the area of Ban Phue Sub District, Chompra District, Surin province Project. As part of the conservation of plant genetic project the Royal Intiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG). Study of cultural landscape in the sericulture of Kui community the area of Ban Phue Sub-district, Chom Phra District, Surin province. From the intellectual life and faith is a commitment. The generating elements of cultural landscape the sericulture of Kui community. A specific identity, inherited each of Kui. Which reflects the lifestyle, beliefs, thoughts, traditional culture, rituals, values, and wisdom. which is indicative of the identity reflects the lifestyle that follow the moral is maintain the Kui. The use of the wisdom of sericulture information collection by interviewed each philosopher Kui village in the sub-district can be divided into 2 factors: 1) concrete factors namely landscape elements, culture, physical characteristics, activities for growing mulberry silk. tools, equipment and areas of use 2) abstract factors such as beliefs, traditions, cultures or other ideas Related to growing mulberry silk there are 11 villages in Ban Phue Sub-district Among these. there are 5 villages thatcommunicated in Kui language, namely Ban Samakkhi, Ban Non Klang, Ban Muang, Ban MoSuan, and Ban Cha Bok, and found that there were only a few people who raised the silk mulberry cultivar. that still have knowledge and inherit การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

482 silk culture in the traditional Kui people up to the present and can also integrate the knowledge in the cultural landscape learning teaching and academic services appropriately unique. คาํ สาํ คญั : กูย, ภมู ิทัศนว ฒั นธรรม, เล้ียงไหม, จอมพระ Keywords: Kui, Cultural Landscape, Silk culture, Chomphra *ตดิ ตอนกั วจิ ัย: วสา วงศส ขุ แสวง (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Vasa Wongsuksaweang (E-mail: [email protected]) บทนาํ 3) วิเคราะหถึงสถานการณ ศักยภาพ ปจจัยและ จังหวัดสุรินทรมีการผสมผสานของชาติพั นธุท่ี องคประกอบท่ีเก่ียวของทางภูมิทัศนวัฒนธรรมการปลูก หมอนเล้ยี งไหมของชาวกูยตําบลบานผือ หลากหลาย มีลักษณะเฉพาะทางภูมิทัศนวัฒนธรรมท่ีมี คุณคาทางวัฒนธรรม นับเปนสิ่งที่สะทอนถึงวิถีชีวิตและภมู ิ ภาพท่ี 1 แผนทตี่ าํ บลบานผือ ปญญารวมทัง้ การแกปญหาทีส่ อดคลองกบั สภาพแวดลอ มทั้ง ผลและวิจารณผลการทดลอง ทางกายภาพและทางสังคม เน่ืองจากในพื้นท่ีมีความ หลากหลายดานตางๆ สงผลใหภูมิทัศนวัฒนธรรมของแตละ การศึกษาภูมิปญญาทองถ่ินเก่ียวกับองคประกอบภูมิ พื้นที่มีลักษณะที่ตางกันออกไป ทั้งนี้ในการศึกษาจะลงพื้นที่ ทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชน เขตตําบลบานผือ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร ซึ่งมีชาว ชาวกูย ในพืน้ ที่ตาํ บลบานผือ อาํ เภอจอมพระ จังหวดั สรุ นิ ทร กูยอาศัยอยูในตําบล โดยมีวิถีการปลูกหมอนเล้ียงไหมทีเ่ ปน สามารถสรุปรายละเอียดไดดังน้ี ชาวกูยเปนกลุมชาติพันธุ แบบเฉพาะมีองคประกอบภูมิทัศนที่เกี่ยวของหลายปจจัย หนึ่งในอีสานที่พูดภาษาตระกูลมอญ- เขมร เรียกตัวเองตาม การศึกษาทางดาน “ภูมิทัศนวัฒนธรรมการปลูกหมอนเลี้ยง สําเนียงหรือกลุมท่ีพูดวา “กูย หรือ กวย แปลวา คน” ชาว ไหม” จึงเปน การศกึ ษาถึงปรากฏการณว ิถีการดาํ รงชวี ิตที่พึ่ง กูยน้ีสืบเช้ือสายจากคนรุนแรกๆ อาศัยอยูในพ้ืนที่ทางตอน พึงธรรมชาติ สิ่งแวดลอมและวัฒนธรรมที่มีอยูและเกิดขึ้น เหนอื ของประเทศกัมพชู า และอีสานตอนใตของประเทศไทย รวมทั้งศกึ ษาถงึ ปจจัยดานตางๆ ทเ่ี กีย่ วขอ งและสงผลตอการ กอนทีก่ ัมพูชา จาม และไทยเขา มาตั้งถ่นิ ฐานอาศัยอยู ตอมา จัดการและเสนอแนะแนวทางการรักษาภูมิทัศนวัฒนธรรม ชาวกูยมีความสัมพันธดานการแตงงานระหวางชาติพันธุกูย ดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชนชาวกูยในพ้ืนท่ีอยาง กับชาติพันธุอื่นๆ ท่ีเขามาอาศัยอยูในถิ่นเดียวกันและ ยั่งยืนตอไป ใกลเคียงกันจึงเปนปจจัยหน่ึงที่ทําใหเกิดการปรับตัวทาง จดุ ประสงค สังคม มวี ัฒนธรรมทห่ี ลากหลาย จากการมคี วามสัมพนั ธดวย การแตงงานกับกลุมชาติพันธุอื่นๆ สงผลตอลักษณะทาง การศึกษาภูมิปญญาทองถิ่นเก่ียวกับองคประกอบภูมิ ชีวภาพและกายภาพของชาวกูยแตกตางกัน เชนมีรูปรางสูง ทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมของชุมชน บางมีแขนขายาวจมูกใหญ บางก็มีผิวพรรณสวย (วิลาศ โพธิ ชาวกูย เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ ศาล อางจาก เฟเกีย วาน เดอรฮาก และบริกิตาวอยคอส. พันธกุ รรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ รฯิ 2533 : 42) อุปกรณและวธิ ีการทดลอง อุปกรณในการสํารวจมีดังน้ี 1) แผนผังสํารวจและสมุด บนั ทกึ 2) กลองถา ยรปู 3) แบบสัมภาษณ วิธกี ารสํารวจ 1) ศึกษาขอมูลปฐมภูมิ เพื่อทําการรวบรวมขอมูลภาคสนาม สํารวจนํารอง ประสานงานและสํารวจพ้ืนท่ีภาพรวมของ ชุมชนชาวกูย กําหนดขอมูลลงในพ้ืนท่ีตําบลบานผือ อําเภอ จอมพระ จังหวัดสุรนิ ทร 2) รวบรวมสัมภาษณ ผูรูและสํารวจการใชประโยชนจากภูมิ ปญญาการปลกู หมอนเลีย้ งไหมของชาวกยู การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

483 จะตองดูแลการแตงกายของแมท่ีสูงอายุใหดี ใหแมไดนุงผา ไหมทอมือเปน ตน ภาพท่ี 2 การตั้งถนิ่ ฐานชาวกยู (รจุ พิ นั ธ ดอกงา 2512) ภาพท่ี 3 วถิ ีชาวกยู จอมพระ ชาวกูยจะอยู รวมกันเปนกลุมโดยตั้งบานเรือนอยูเปน จากวิถีการดําเนินชีวิตของชาวกูยทําใหเกิดการปลูก หมอนเล้ียงไหมเพ่ือเอาไวใชในครัวเรือนและมีรูปแบบของ หยอมๆ ตามหมูบานตางๆ ซ่ึงมีลําธารและแนวปาอยูใกลๆ ภูมิทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเล้ียงไหมที่เปน ลักษณะบานเรือนสวนใหญย กเปนเรือนสงู เรอื นไมข นาดใหญ รูปแบบเฉพาะ จากการลงพ้ืนท่ีสํารวจขอมูล ดวยสถาน- สวนใหญจะอยูร วมกันเปนครอบครัวใหญแตจะมขี นาดชมุ ชน การณปจจุบันวิถีการดําเนินชีวิตของชาวกูยเปล่ียนแปลงไป ท่ีจํากัดไมใหญมากเกินไปและใหความเคารพนับถือผูอาวุโส จากอดีตมากซึง่ ปจจยั ตา งมาจากสภาพแวดลอมภายนอกทาํ สวนผูนอยจะอยูในโอวาทของผูใ หญ ปรนนิบัติเล้ยี งดูผเู ฒา ผู ใหสงผลตอการปลกู หมอนเลย้ี งไหมของชาวกยู ในตําบลบา น แกเปนอยางดี มีความรักใครกลมเกลยี วกัน ดํารงชีวิตดวย ผือ สงผลใหชาวกูยสวนใหญไดยกเลิกการปลูกหมอนเลี้ยง การพึ่งพาตัวเองและธรรมชาติเปนหลัก ขยัน รักพวกพอง ไหมหันไปประกอบอาชีพอ่ืนเปนจํานวนมาก ในตําบลบาน และมีน้ําใจใหความรวมมือรวมใจอยูรวมกันฉันทพ่ีนอง ผือ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร ต้ังอยูทางทิศเหนือของ แบงปนตามที่มี ชาวกูยสวนใหญนอกเหนือการเลี้ยงชางจะ ตวั จังหวัดสรุ ินทร อยหู างจากตวั จงั หวดั สรุ นิ ทร 35 กิโลเมตร เปนการทําไร ทํานา หาของปา และบางสวนท่ีอยูบานวาง มีพ้ืนที่ทั้งหมดประมาณ 30,376 ตารางเมตรตําบลบานผือ เวนจากการทํานาตางจะเลี้ยงไหม ทอผาไหม ทุกครอบครัว แตเดิมขึ้นอยูกับตําบลบุแกรง อําเภอจอมพระ ตอมาเมื่อป จะปลูกหมอนเพื่อไวเลี้ยงไหม ไวเปนเครื่องนุงหมภายใน พ.ศ.2522 ไดแยกออกมาตั้งเปนตําบลบานผือ โดยมีลําหวย ครัวเรือน โดยไมตองซื้อหา การทอผาสวนใหญเปนงานของ ลึกเปนเสนแบงเขตตําบล มีลําหวยแคนเปนแหลงน้ําสําคัญ ผูหญิงเปนงานท่ีผูเปนแมสอนใหบุตรสาวจะไดทํางานอยูใน ไหลผานกึ่งกลางของตําบล แบง เขตการปกครองออกเปน 11 บานคอยดูแลและปรนนิบัติผูเฒาผแู กในบาน และสาวๆชาว หมูบาน ไดแก บานสามัคคี บานโนนกลาง บานมวง บาน กูยจะมีฝม ือในการทอผาที่ประณตี ละเอยี ดลออ และมีศิลปะ หมอสวน บานเปอย บานอาทึก บานผือ บานผือนอ ย บานบุ ในการทําลวดลายของผาไดสวยงามซ่ึงเปนงานที่ภาคภูมิใจ อาไร บานหนองเหล็ก บานจบก ซึ่งท้ัง 11 หมูบานจากการ ผาไหมชาวกูยจะถูกทําข้ึนในแบบเฉพาะสามารถดูไดจาก สํารวจพบวามี 6 หมูบานท่ีส่ือสารภาษาลาวอีสาน ดังนั้นจะ ลวดลายทเ่ี ปนเอกลกั ษณท ่ีแสดงถึงความเปนชาวกูย ผา ท่ที อ มีหมูบานท่ีเปนชาวกูย สื่อสารเปนภาษากูยจํานวน 5 ข้ึนนอกจากใชนุงหมและของใชในครัวเรือนแลวยังไวใชใน หมูบาน ไดแก บานสามัคคี บานโนนกลาง บานมวง บาน งานประเพณี พิธกี รรมตา งๆ ทส่ี ําคัญ หมอสวน บานจบกและจากการสํารวจพบวามีเพียง 3 การแตง กาย ชาวกยู จะแตงกายดว ยผา ไหมในชีวิตประจําวัน หมูบานท่ียังคงรักษาภูมิทัศนวัฒนธรรมในการปลูกหมอน และจะนิยมแตงกายตามประเพณีนิยมโดยเฉพาะผูหญิงชาว เลี้ยงไหมไดตามรูปแบบเดิมของชาวกูยนั่นคือชาวกูยบาน กูยมักนิยมใชผาท่ีทอข้ึนเอง เสื้อแขนกระบอก ผาอก สวมใส สามัคคี (เซราะอาเผลียง) บานโนนกลาง (เซราะกาง) และ เม็ดเงิน นุงผาท่ีไดผานการมัดหม่ีลวดลายสวยงาม หญิง บานจบก (เซราะละกาย) ซึ่งยังดํารงตามวิถีชีวิตในรูปแบบ สูงอายุจะนุงผาที่มีลายใสเส้ือคอกระเชา ใสสรอยคอลูกปด การปลูกหมอนเลี้ยงไหมของภูมิทัศนวัฒนธรรมชาวกูย จาก เงิน ชาวกูยนิยมทอผาไหมท่ีเปนผาท่ีมีลักษณะคลาย การสํารวจพบวาชาวกูย ตําบลบานผือไดดําเนินวิถีชีวิตที่ ผาหางกระรอกมีสเี ดียวเปนผา สาํ หรับผูชายนุงในพิธีสาํ คัญๆ เก่ียวของทางดานการปลกู หมอ นเล้ยี งไหม ท้ัง 3 หมูบานดังน้ี ลักษณะการนุงจะนุงพับจีบดานหนา เชิงผาเหล่ือมกัน 1. บานสามัคคี(เซราะอาเผลียง) หมูท่ี 5 มกี ารปลกู เหมือนการนุงโสรง นิยมใสใบเนียมหอมหรือดอกสเลเตไวที่ หมอน 30 หลัง เล้ยี งไหม จํานวน 4 หลัง ติ่งหู ทรงผมนิยมตัดส้นั ปลอยจอนหยู าวไวทัดหู สวนผูชาย จะนยิ มนุงโสรง ไหม มผี า ขาวมา พาดบา หรือผูกเอวในงานพิธี สําคัญ และนงุ ผา ขาวมา ในการทํางาน ชาวกยู มธี รรมเนียมวา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

484 ภาพท่ี 4 ลงพ้นื ทส่ี าํ รวจและสัมภาษณภูมปิ ญ ญาบานสามคั คี ที่ทางราชการสงเสริม เชน พันธุบุรีรัมย 60 พันธุ นครราชสีมา 60 ซ่ึงมีลักษณะที่เก็บงาย ใบใหญ ทนตอ ภาพที่ 5 ลงพ้ืนทีส่ ํารวจและสมั ภาษณภ ูมิปญ ญาบานโนน สภาพอากาศไดด ี ผลใิ บเรว็ ตวั ไหมกินแลว โตเรว็ เปนท่ีนยิ ม กลาง แพรหลาย ภาพท่ี 6 ลงพ้ืนท่สี ํารวจและสัมภาษณภูมิปญ ญาบานจบก (2) การปลูกและการดูแลรักษาแปลงหมอนชาวกูยจะ นอกเหนือจากนั้นยังมีชาวกูยในพื้นที่จะมีบางรายที่ยัง นิยมปลูกหมอนเพ่ือเล้ียงไหมโดยใชพื้นท่ีวางหลังบาน รั้ว เปนแปลงปลูกหมอนไวเลี้ยงไหม การปฏิบัติการดูแลรักษา ปลูกหมอนไว แตไมไดเลี้ยงไหม กลุมที่ปลูกตนหมอนและ แปลงเพ่ือใหไดใบหมอนท่ีมีคุณภาพดีและเพียงพอสําหรับ อุปกรณในการเล้ียงไหมในครัวเรือน เพียงแตไมไดเลี้ยงไหม การเล้ียงไหมแตล ะรนุ จงึ เปน แนวทางปฏิบตั ิท่เี หมาะสมและ ในเวลาปจจุบัน สะทอนถึงวิถีการดําเนินชีวิต วิถีของความ ถูกตอง โดยท่ัวไปแลวชาวกูยจะแบงวิธีการปลูกหมอน 2 เช่ือ ความคิด จารีต ประเพณี พิธีกรรม คานิยมและภูมิ แบบ คือการปลูกหมอ นเปนแถว และการปลกู หมอ นตามรั้ว ปญญาทองถิ่น ซึ่งเปนการบงบอกถึงอัตลักษณท่ีสะทอนถึง ซึ่งขอดีของการปลูกหมอนเปนแถวคือการกําจัดวัชพืชและ วิถีชีวติ ทเี่ รียบงายในแบบอยา งของชาวกยู มอี งคป ระกอบภมู ิ สะดวกตอ การเกบ็ เกยี่ ว ประหยดั เวลา ทัศนวัฒนธรรมที่แยกได 2 ปจจัย คือ ปจจัยดานรูปธรรม และปจจัยดา นนามธรรม (3) ใบหมอ นทเ่ี หมาะสมกบั การเลยี้ งไหม 1) ปจจัยดานรูปธรรม ไดแกองคประกอบทางภูมิทัศน - ใบหมอนสําหรบั ไหมแรกฟก ใชห มอนใบที่ 1 – 2 หั่น วัฒนธรรมลักษณะทางกายภาพ กิจกรรมการปลูกหมอน ละเอียด เลี้ยงไหม อุปกรณเคร่ืองมือและการใชพ้ืนที่กิจกรรมและ - ใบหมอนสาํ หรบั ไหมวยั 1 ใชใบหมอนใบที่ 1 – 3 ห่ัน กระบวนการปลูกหมอนเลีย้ งไหมของชาวกูย ทม่ี ีรปู แบบและ ละเอยี ดกอนนําไปเลี้ยงหนอนไหม เอกลักษณเ ฉพาะถ่ินสามารถแบง ได ดงั นี้ - ใบหมอ นสําหรบั ไหมวัย 2 ใชใ บหมอนใบท่ี 4 – 6 จะ ใชส วนนีข้ ึน้ ไปถงึ ยอดอาจเก็บโดยการตดั หรือเดด็ ใบนํามาหนั่ (1) พันธุหมอน การเล้ียงไหมจะประสบความสําเร็จได ขนาดประมาณ 1 ซม. กอ นนําไปเลย้ี ง หมอนจะเปนปจจัยท่ีสําคัญที่สุด เพราะหมอนเปนอาหาร - ใบหมอ นสาํ หรบั ไหมวยั 3 ใบหมอนบริเวณรอยตอ ของหนอนไหม ในประเทศไทยมีหมอนหลากหลายสายพันธุ เปนใบหมอนทเ่ี หมาะสมท่สี ดุ ในการเลยี้ งไหมวยั 3 ประมาณ ซงึ่ ในแตล ะพันธจุ ะมีลกั ษณะทแ่ี ตกตางกันไป ซง่ึ สามารถแบง ใบที่ 7 – 10 นาํ มาห่ันขนาดประมาณ 1 ซม. กอนนําไปเลี้ยง ไดเปน 2 กลุมคือ กลุม1หมอนพันธุพื้นเมือง คือหมอนนอย - ใบหมอ นสําหรบั วัยที่ 4-5 เปนใบแกต ั้งแตใ บท่ี5 ลงมา ซ่งึ สว นใหญช าวกูยจะนิยมปลูกหมอนนอยซึ่งเปนพันธุด ัง้ เดิม ยกเวน ใบออน ทม่ี ีใบเลก็ ทม่ี ีความทนตอสภาพแวดลอ ม กลุม 2 พนั ธุห มอ น ภาพท่ี 7 ตนหมอนปลกู ริมรว้ั ภาพที่ 8 ลักษณะใบหมอนทเ่ี หมาะแกก ารเลยี้ งไหม (4) พันธุไหม การเลี้ยงไหม พันธุไหมที่ชาวกูยเลี้ยงนั้น จะแบงได 2 กลุม คือเปนพันธุไหมพื้นเมืองท่ีสืบทอดกันมาที่ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

485 มีความคงทนตอสภาพแวดลอมและแข็งแรงใหเสนใยเหลอื ง 5.5) กระดาษหรือผาขาวบาง ถวยครอบ และขนไก เหนียวสวย และพันธุสงเสริมจากหนวยงานราชการท่ีเปน กระดาษรองเพ่ือใหตัวผเี สื้อไหมวางไข ฟกไขและเมือ่ ยา ยตัว พันธุลูกผสม ตัวใหญใหใยสีขาว เสนใยยาว ไขไหมท่ีชาวกูย ไหมจะไมใชมือสมั ผสั โดยตรงจะใชข นไกปดตวั หนอนแรกเกดิ เ ลี้ ย ง ห น อ น ไ ห ม เ ป น พั น ธุ พ้ื น เ มื อ ง ที่ มี ค ว า ม ค ง ท น ต อ สภาพแวดลอมดี ใหเสนใยเหนียว เสนไหมสวยและสาวเสน ใยไหมไดปริมาณมาก ภาพท่ี 9 พันธุไหมพื้นเมือง ภาพที่ 11 เขียง มีดสาํ หรับห่นั ใบหมอ นและการเกบ็ ใบ (5) อุปกรณการเลี้ยงไหม เปนอุปกรณท่ีสามารถหาได หมอน ในพ้ืนถิ่นและสามารถใชไดซ้ําหลายป เชน กระดงไมไผ ช้ัน วาง มีด เขยี ง ผา คลมุ ตะกรา เกบ็ ใบหมอ น จอ 5.6) ตะกราเก็บหมอน ปกติชาวกูยจะนิยมใชตะกรา 5.1) กระดงเล้ียงไหม ลักษณะ เปนไมไผสาน เก็บหมอนซ่ึงเปนตะกราไผสานที่มีความโปรงลมถายเท เสนผาศูนยกลาง 120 เซนติเมตร ทําความสะอาดและขัด สะดวก สามารถห้ิวสะดวกไมหนักมาก เม่ือเก็บไดเยอะแลว ดวยใบกลวยใหสะอาดอยูเ สมอ จะนํามาใสถ ุงพลาสติกพรมน้าํ เพ่ือปอ งกันการเหี่ยวเฉา 5.2) ช้นั วางกระดง ชาวกยู จะทําชัน้ วางกระดงจากไมไผ เหลา หรือทาํ จากตนหมาก ทาํ เปนช้ันๆ หา งกนั ประมาณ 25 5.7) กาบกลวย ตนกลวยชาวกูยจะใสไวในกระดงไหม เซนติเมตร เพ่ือสอดกระดง วางใหมีการถายเทอากาศ และ เพ่ือเพิ่มความช้ืนเย็นใหกับตัวหนอนไหม เพ่ือไมใหอุณหภูมิ วางกระดงไดส ะดวก มุมขาช้ันวางชาวกูยจะใสท่ีรองขา แลว สูงเกนิ ไป อัตราการรอดสงู ใสนาํ้ และเติมเกลือลงไป เพ่อื ปอ งกนั มดและแมลง 5.3) ผาคลุมกระดงปองกันแมลง ชาวกูยจะเลี้ยงหนอน 5.8) การเล้ียงไหมวัยแก คือการเลี้ยงไหมนับต้ังแต ไหมแบบธรรมชาติและใชวัสดุตามทองถิ่นเพ่ืออากาศที่ หนอนไหมต่ืนจากนอนวัย 3 จนถึงไหมสุกทํารัง ซ่ึงจะใช ถายเทสะดวก ชวยรักษาความชื้นไมใหใ บหมอนเหย่ี วงา ย จะ ระยะเวลา 11 – 13 วัน หนอนไหมวัยแกจะกินใบหมอน นิยมผาซ่ินท่ีใชแลวมาทําความสะอาดแลวตัดออกใหเปนผืน ปริมาณมากจึงตองเตรียมใบหมอนไวปริมาณมาก กอนการ ใหญ ขมวดมุมที่ปลาย 2 มมุ แลว นํามาคลุมกระดงสว นปลาย เล้ยี งไหมทกุ ครั้งคดั และเกบ็ หนอนไหมท่ีผดิ ปกติ เปนโรค ตัว ผา ทีเ่ หลอื หมนุ ผาแลว ขมวดใหแนน เพือ่ ปองกนั แมลงวันลาย ดํา เปอย แคระแกรน หรือไมสมบูรณ เพื่อปองกันโรค ซ่ึงเปน แมลงวนั ท่ีวางไขบ นหนอนไหม รวมท้ังขยายพื้นทีเ่ ลีย้ งใหก ับหนอนไหมอยางเหมาะสม ภาพท่ี 10 อปุ กรณแ ละบรเิ วณพน้ื ทเี่ ลี้ยงไหม 5.9) การเก็บไหมสุก หนอนไหมวัย 5 ที่กินใบหมอน 5.4) เขียงและมีดสําหรับหั่นใบหมอน ชาวกูยจะมีเขียง เต็มท่แี ลวจะเร่มิ สุก พรอ มท่จี ะสรา งเสนใย ไหมจะหยุดกินใบ และมีดท่ีใชห่ันใบหมอนสวนใหญจะเปนอุปกรณเฉพาะท่ีใช หมอน เปลี่ยนเปนสีเหลืองใส พรอมสรางใยไหมออกมาเพื่อ สําหรับการเล้ียงไหมออน ซึ่งเขียงจะใชเปนเขียงไมหรือต่ัง หอหุมตัว เรียกวา ไหมทํารัง แลวหนอนไหมก็จะพัฒนาไป ขนาดเล็กและมีดทีค่ ม เปน ดักแดอ ยูภายในจอหรอื รังท่เี ตรียมไว การเกบ็ ไหมสุกเขา จอ จํานวนหนอนไหมตอจอจะตองไมแนนจนเกินไป เพื่อ หลีกเลี่ยงการเกิดรังไหมแฝด การเก็บไหมสุกเขาจอจะตอง ทําการเก็บใหทันเวลา คือ จะตองเก็บไหมสุกเขาจอกอนท่ี ไหมสุกจะสรางเสนใยทํารังปองกันความเสียหาย ระยะเวลา หนอนไหมทํารังอยูในจอประมาณ 5-6 วัน จึงจะเก็บเกยี่ วรงั ไหม ทาํ ความสะอาด แลว จึงนาํ ไปสาวเอาเสนใยไหม 5.10) จอ อุปกรณที่ใหไหมทํารังมี 2 แบบ ดังน้ี แบบท่ี 1 จอไหมโบราณ คือ จอหมุนจากไมพมุ ชนิดหนึ่ง ตน พะเยยี ะ ซึ่งจะเปนแบบโบราณท่ีสืบทอดกันมา ยังมีหลงเหลืออยูบาง ตามบานไมกห่ี ลังเมื่อไมใชจะตากแดดและแขวนไวใตช ายคา บา นและฉางขา ว เมื่อจะนาํ มาใช จะจดุ ไฟแลว นาํ จอไปลนไฟ เพื่อใหไยเกาและมดแมลงท่ีอยูในจอตายกอน จึงนํามาใชได แบบท่ี 2 จอแบบกระดง อุปกรณท่ีจักสานดวยไมไผ ขนาด 3x5 เซนติเมตร เปนแผง ซ่ึงเปนอุปกรณเ ลี้ยงไหม ทําจากไม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

486 ไผสานเปนรูปวงกลมขนาดใหญ ภายในแบงเปนชองเพ่ือให นามธรรม ไดแก คติความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม หรือ ไหมตัวแกท คี่ ัดมาใสจอ ทาํ ฝกและทํารังจนเต็มกอ นเกบ็ ไปทาํ ความคิดอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวเนื่องกับการปลูกหมอนเล้ียงไหม 1) เสน ไหมตอ ไป ชาวกยู จะเก็บไวใ ตหลังคา ความเช่ือในการปลูกหมอนและเลีย้ งไหมตน หมอน เปนพชื คู บานท่ีตองปลกู ประจําบา น 2) ตน หมอนทีม่ ีตนกาฝากทเ่ี กาะ ภาพท่ี 12 จอ ไหมโบราณชาวกยู สามารถนาํ กาฝากไปตม แกโรคเบาหวานได 3) รากตน หมอ น ภาพท่ี 13 จอไหมแบบกระดง นําไปตม แกอาการเมาตางๆ 4) ยอด นําไปตมกบั แกงไก ทํา ใหไกนุมเร็วรสชาติดี5) หามทักวา สวยงาม นากลัว ขยะแขยง 6) หามคนอื่นที่ไมใชคนเลี้ยงจับหรือชวยเล้ียง เพราะจะทําใหตวั ไหมเสียหายไมไ ดผลผลติ 7) การเปา เหลาสี่ สิบดกี รี ตอนตวั ไหมตนื่ จะชว ยใหต ัวไหมสดชน่ื 8) เปา ยาสูบ ในจอเพื่อไลแมลง 9) กรณีท่ีคัดพันธไหมแลวตัวผูมีจํานวน นอยจะใหผูชายเดินขามไขไหม เพื่อใหตัวเมียออกไข 10) หลังจากที่เปนตัวไหม 1 วัน จะเอาไปตากน้ําคาง ประมาณ ชวงเวลาตี 4 เพื่อใหตัวไหมสดชื่น ภาพที่ 14 การทาํ ความสะอาดและเก็บรงั ไหม ภาพที่ 16 ความเชอ่ื ในการเลย้ี งไหมของชาวกูย 5.11) พื้นที่เลี้ยงไหม ชาวกูยสวนใหญจะเลี้ยงไวใตถุน การบรู ณาการการเรียนการสอนกบั งานบรกิ ารวชิ าการ บานมีอากาศถายเทไดสะดวก และคลุมดวยผาถุงเกาเพื่อ ปองกันแมลง และเวลาเปดผาใหใบหมอน จะกางมุงเพ่ือ กิจกรรมการเรียนการสอนนอกหองเรียนในวิชาวัสดุ ปอ งกนั แมลงอีกชน้ั หนง่ึ ตกแตงในงานภูมิทัศน โดยการดึงศักยภาพ จุดเดน อัต 5.12) อุปกรณและเคร่ืองมือการสาวไหม เมื่อตัวไหม ลักษณและองคป ระกอบหลักการใชองคประกอบศิลปเ พอ่ื จัด ส้นิ สุดการพกั ตัวและพนใยเปนรังไหมขดตวั ในจอแลว ภายใน วางรูปแบบ โดยดึงแนวคิดความเปนภูมิทัศนวัฒนธรรมของ สามวันตองนํารังไหมมาทําความสะอาดโดยการเอาเสนใย ชาวกูยมาเปนวัสดุตกแตงในงานภูมิทัศน ภายใตโครงการ ภายนอกท่ีติดก่ิงไมออกแลวนําไปตากแดด เพ่ือใหตัวดักแด อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริสมเด็จ ตายปองกันการเปนผีเส้ือ กัดรังไหม หลังจากน้ันจะเตรยี มท่ี พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อฝกปฏิบัติ สําหรับสาวไหม โดยมีอุปกรณดังน้ี กระดงใสไหม เตาฟน ใ ห นั ก ศึ ก ษ า ไ ด เ รี ย น รู เ กี่ ย ว กั บ อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ภู มิ ทั ศ น หมอสาวไหม โรงสาวไหม ไมพาย ถงั ใสนา้ํ ตะกราใสเ สน ไหม วัฒนธรรมชาวกูย และเพ่ือเปนการเผยแพรผลงานการนํา ทัพพแี ละชอ นตักดักแด และหมอใสดกั แด วัสดุตกแตงมาใชในการออกแบบจัดสวน จากกิจกรรม ดังกลาว นักศึกษามีความตั้งใจ เขาใจ และสํานึกรักในภูมิ ปญญาและเรียนรูภูมิทัศนวัฒนธรรมชาวกูย ในจังหวัด สุรินทรและสามารถถายทอดออกมาเปนผลงานไดอยาง สวยงาม ภาพที่ 15 บรรยากาศการสาวไหม ภาพท่ี 17 ผลงานการออกแบบ 2. ปจจัยดานนามธรรม ไดแก คติความเช่ือ ประเพณี วัฒนธรรม หรือความคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ ปจจัยดาน การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

487 ภาพท่ี 18 ผลงานการจัดสรา งงานภมู ิทัศน 1 ใหญยกเลิกการปลูกหมอนและเลี้ยงไหม ไปประกอบอาชีพ อ่ืนๆเปนจํานวนมาก ชาวกูยในตําบลบานผือ มีท้ังหมด 11 ภาพท่ี 19 ผลงานการจดั สรา งงานภมู ิทัศน 2 หมูบาน จากการสํารวจพบวามหี มูบ านที่เปนชาวกูย ส่ือสาร สรปุ ผลการทดลอง เปน ภาษากยู จํานวน 5 หมูบ า น ไดแก บา นสามัคคี บา นโนน กลาง บานมวง บานหมอสวน บา นจบก และพบวามผี ปู ลกู จากการศึกษาองคประกอบภูมิทัศนวัฒนธรรมดานการ หมอนเล้ียงไหมท่ีเปนชาวกูยนอยราย มีเพียง 3 หมูบาน คือ ปลูกหมอนเลย้ี งไหมของชมุ ชนชาวกูย จากภมู ิปญญา วถิ ชี ีวติ บานสามัคคี 4 ราย บานโนนกลาง 5 ราย และบานจบก 6 และความศรัทธาท่ีเปนสายใยผูกพัน ท่ีกอเกิดองคประกอบ ราย ที่ยังคงมีองคความรูและสืบทอดการเล้ียงไหมในแบบ ภูมิทัศนวัฒนธรรมทางดานการปลูกหมอนเลี้ยงไหมของ ฉบับชาวกูยจนถึงปจจุบันนอกเหนือจากน้ัน ชาวกูยที่มีการ ชมุ ชนชาวกยู ท่เี ปน อัตลักษณเ ฉพะสบื ทอดตอ กันมาของชาว ป ลู ก ต น ห ม อ น ใ น บ ริ เ ว ณ บ า น แ ท บ ทุ ก ห ลั ง ค า เ รื อ น มี กูย ซ่ึงสะทอนถึงวิถีการดําเนินชีวิต วิถีของความเช่ือ ประสบการณในการเลี้ยงไหมและยังมีอุปกรณในการเลี้ยง ความคิด จารีต ประเพณี พิธีกรรม คานิยมและภูมิปญญา ไหมในครอบครอง เพียงแตไมไดเล้ียงไหมในเวลาปจจุบัน ทองถ่ิน ซึ่งเปนการบงบอกถึงอัตลกั ษณท ่ีสะทอนถึงวิถีชีวติ ท่ี และยังสามารถนําองคความรูทางดานภูมิทัศนวัฒนธรรมมา ดําเนนิ ตามคุณธรรม จริยธรรม ทง้ั ยังเปน การดํารงความเปน บูรณาการการเรียนการสอนกับงานบริการวิชาการไดอยาง ชาวกูย จากการสํารวจการใชประโยชนจากภูมิปญญาการ เปนเอกลกั ษณเ ฉพาะถน่ิ ไดอ ยา งเหมาะสม ปลูกหมอนเลี้ยงไหมและรวบรวมขอมูล ในพื้นที่ท่ีกําหนด คาํ ขอบคณุ สามารถแบงได 2 ปจจัย คือ 1) ปจจัยดานรูปธรรม ไดแก องคประกอบทางภูมิทัศนวัฒนธรรม ลักษณะทางกายภาพ โครงการวจิ ัยนไ้ี ดร ับการสนับสนนุ จากโครงการ อนุรักษ กิจกรรมในการปลูกหมอนเล้ียงไหม เครื่องมืออุปกรณและ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากรพระราชดําริฯ ผูวิจัย ดานการใชพื้นท่ี 2) ปจจัยดานนามธรรม ไดแก คติความ ขอขอบพระคุณเปน อยางสูง เชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม หรือความคิดอื่นๆ ที่เก่ียวเนื่องกับ เอกสารอา งอิง การปลูกหมอนเลี้ยงไหม และพบวามีผูปลูกหมอนเลี้ยงไหม กรมศลิ ปากร.พิพิธภัณฑสถานแหง ชาติสรุ ินทร. สรุ นิ ทร : นอยราย ในปจจุบันดวยสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพ สังคม เศรษฐกิจ สงผลใหเกิดการเปล่ียนแปลงทางภูมิทัศน รงุ ธนเกยี รติออฟเซ็ท, ม.ป.ป.,2538. วัฒนธรรมในการปลูกหมอนเลี้ยงไหม สงผลใหชาวกูยสวน เกรยี งไกร เกิดศริ ิ.ชมุ ชนกับภมู ิทศั นวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ: อุษาคเนย, 2551. คณะกรรมการดาํ เนนิ การจดั ทาํ หนังสือวัฒนธรรมพฒั นาการ ทางประวตั ิศาสตรฯ จังหวัดสุรนิ ทร. วฒั นธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตรเอกลกั ษณแ ละภูมิ ปญญาจังหวัดสุรนิ ทร.กรงุ เทพฯ: โรงพิมพคุรสุ ภา ลาดพรา ว,2544. จติ ร ภมู ิศกั ด.ิ์ ความเปน มาของสยาม ไทย ลาวและขอม และลกั ษณะทางสงั คมของช่อื ชนชาต.ิ กรงุ เทพฯ: เรือนแกวการพมิ พ, 2540. ไทยตําบล ดอทคอม 2556. ตําบลบา นผือ อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรนิ ทร. คน เมื่อ 5 กรกฏาคม 2560, www.chomphra.go.th/mainpage.html. รจุ ิพันธ ดอกงา.การคลอ งชา งของชนเผา สว ย.วิทยานพิ นธ ปรญิ ญาศิลปบณั ฑติ (โบราณคดี) คณะโบราณคดี: มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2512. วลิ าศ โพธิสาร.การปรับตัวทางสังคมของชาวกยู ในบริบท พหวุ ฒั นธรรมเขตอีสานใต. วทิ ยานพิ นธป รัชญดษุ ฏี บัณฑิต สาขาไทศกึ ษา: บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2552. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

488 องคก ารบรหิ ารสวนตําบลบา นผือ.แผนพฒั นาสามป 2558- องคการบรหิ ารสวนจงั หวดั สรุ ินทร. 2552.ปราชญช าวบา น 2560.งานนโยบายและแผนสํานักงานองคก ารบรหิ าร จงั หวัดสุรนิ ทร.คน เม่ือ 7 กรกฏาคม 2560,จาก สวนตาํ บลบา นผอื อําเภอจอมพระ จังหวัดสุรนิ ทร. http://www.surinpao.org/index.php?action=rea 2555. d&mod=menu&Id=65#.VqcQn_l97IU. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

489 ภูมิปญ ญาการใชสมนุ ไพรดแู ลรักษาชา ง พนื้ ท่ีหมบู านชา งบา นตากลาง ตําบลกระโพ อําเภอทา ตูม จังหวดั สรุ นิ ทร LOCAL WISDOM OF HERBAL TREATMENT IN THE ELEPHANT IN BAN TA-KLANG ELEPHANT VILLAGE, KRA-PO SUB-DISTRICT, THA-TOM DISTRICT, SURIN PROVINCE สขุ ใจ รัตนยุวกร1*, อัษฎางค ชมดี2 และ สายฝน เอยี่ มเอก2 Sukjai Rattanayuvakorn1*, Ausadang Chomdee2 and Saifon Aimaig2 1สาขาวทิ ยาศาสตรแ ละคณิตศาสตร คณะเกษตรศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วิทยาเขตสรุ ินทร อาํ เภอเมือง จงั หวดั สุรนิ ทร 32000 2สมาคมสรุ นิ ทรสโมสร 28/7 ถนนเทพสรุ ินทร อําเภอเมือง จังหวัดสรุ ินทร 32000 1Science and Mathmatic Department, Agriculture and Technology Faculty, Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus, Muang District, Surin 32000 2Surin Samosorn Association 28/7 Tapsurin Road, Muang District, Surin 32000 บทคัดยอ การศกึ ษาภมู ปิ ญ ญาการใชสมุนไพรดแู ลรักษาชา งในพ้ืนทห่ี มูบานชา งบานตากลาง ตาํ บลกระโพ อําเภอทา ตูม จงั หวดั สุรนิ ทร ซ่ึงเปนพื้นท่ีศูนยกลางของการเลี้ยงชางจังหวัดสุรินทร และมีพ้ืนท่ีขางเคียงประกอบดวยตําบลนาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และตําบลทามวง อําเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย พบวามีการใชองคความรูเร่ืองการใชสมุนไพรในการรักษาชาง โดยจําแนกไดต ามลกั ษณะอาการที่พบได 12 อาการดังน้ี การใชสมุนไพรรกั ษาแผล รกั ษาอาการตาเจ็บ ตาอักเสบ รกั ษาอาการ เทาเปอย เล็บเปอย รักษาอาการขาแข็ง ตัวแข็ง รักษาอาการเคล็ด ปวดบวม รักษาอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร รกั ษาอาการสัตวมีพษิ กดั ตอย รักษาผิวหนัง รักษาพยาธใิ นรา งกาย รกั ษาอาการผดิ สําแดง ลางพษิ รวมท้งั การใชส มุนไพรบาํ รุง รางกายชาง และการใชสมุนไพรเรงการตกมันของชาง จากผลการวิจัยโดยการสาํ รวจพืชสมุนไพรท่ีนํามาใชกับชาง พบวาพืช สมุนไพรสวนใหญอยูในผืนปา 2 แหงคือ ปาดงภูดินและปาดงสายทอ ซ่ึงอยูในพื้นท่ีตําบลกระโพ ตําบลบะ อําเภอทาตูม จงั หวัดสรุ ินทร พชื สมนุ ไพรมจี ํานวนลดลงอยางมาก พืชสมุนไพรสาํ คญั ทคี่ วาญชา งเคยใชร ักษาอาการเจ็บปวยของชางบางชนิด เชน ตนกลญั จอ ตน ลําพแุ ดง ตน ตมู กา อยูในภาวะวกิ ฤติใกลสูญพันธุ Abstract A study on local wisdom of herbal treatment in the elephant in Ban Ta- Klang elephant village, Kra-Po sub- district, Tha-Tum district, Surin province. The Surin's central elephant culture community is nearby area of Na-Nong-Phai sub-district, Chumphon Buri district, Surin province. and Tha-Muoang sub-district, Sa-Tuk district of Buri Ram province. It has been found that the knowledge of herbal treatment has been used to cure elephant in twelve symptoms; wound healing, conjunctivitis, foot and nail diseases, strained muscles, swelling, gastrointestinal diseases, neutralize venom, skin diseases, parasites in the alimentary tract , detoxing, also as supplement diet and to stimulate elephant into musth state. Researched showed most herbs used in herbal treatment in elephant can be found in Phu-Dhin and Sai-Thor jungle in Kra-Po sub- district and Ba sub-district area of Surin province. As dramatically decreasing numbers of the primary herb such as; Glan-Jaw, Lam-Pu-Daeng, Tum-Ka. Leads mahout to gradually cured the elephant with herbs. คาํ สาํ คัญ: ชา ง, สมนุ ไพรชา ง, การใชส มุนไพรในชา ง, ภมู ิปญญา, หมบู า นชา งบา นตากลาง ตาํ บลกระโพ อาํ เภอทา ตมู จงั หวัดสรุ นิ ทร Keywords: Elephant, Elephant herbs, Herbal treatment in elephant, The wisdom, Ban Ta-Klang elephant village, Kra-Po sub-district, Tha-Tum district, Surin province *ติดตอนักวิจัย: สขุ ใจ รตั นยวุ กร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Sukjai Rattanayuvakorn (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

490 บทนาํ สูญพันธุ แมควาญชางจะมีองคความรูหรือภูมิปญญาการใช การศึกษาภูมิปญญาการใชสมุนไพรดูแลรักษาชางใน สมุนไพรในชาง แตในอนาคตอันใกล หากไมมีพืชสมุนไพร ชนดิ นัน้ องคความรทู ม่ี อี ยูกไ็ มม ีประโยชนอ นั ใด พื้นที่หมูบานชาง ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนพ้ืนท่ีศูนยกลางของการเล้ียงชางของจังหวัดสุรินทร จุดประสงคในการศึกษาคร้ังนี้จึงไมเพียงศึกษาภูมิ และมีพ้ืนท่ีขางเคียงประกอบดว ย ตําบลนาหนองไผ อําเภอ ปญญาการใชสมุนไพรในชางในพ้ืนท่ีตําบลกระโพ อําเภอทา ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และตําบลทามวง อําเภอสตึก ตูม ตําบลนาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และ จังหวัดบุรีรัมย พบวามีการใชสมุนไพรในชาง เพื่อการดูแล ตําบลทามวง อําเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมยเทานั้น หากยัง สุขภาพชาง ท้ังการรักษาอาการเจ็บปวย การบํารุงกําลังชาง ศึกษาแนวทางและการดําเนนิ การขยายพันธุพืชสมนุ ไพรท่ีใช เมื่อออนเพลีย หรือการบํารุงชางในภาวะปกติ สิ่งเหลานเ้ี ปน ในชา ง และการถายทอดภมู ิปญญาการใชส มนุ ไพรในชา งเพ่ือ ภูมิปญญาที่มีการสบื ทอดกันมาแตโบราณของชุมชนชาวชาง การดูแลสุขภาพชา งท่ีดตี อไปในอนาคต โดยควาญชา งจะไดรบั การถายทอดตาํ รบั สมนุ ไพรและวธิ กี าร อปุ กรณแ ละวิธกี ารศึกษา รักษาจากบรรพบรุ ษุ ในสายตระกลู หรือควาญชางอาวุโสผูท่ีมี 1. การศึกษาภูมิปญญาการใชสมุนไพรดูแลรักษาชาง มี ความรแู ละประสบการณ เม่อื ชา งเจ็บปวยหรือออนเพลียจาก เนื้อหาครอบคลุมเร่ืองภูมิปญญาการใชสมุนไพรในชางและ การทํางาน หรือจากสาเหตุอื่นใดก็ตาม ก็สามารถทําการ การสํารวจพชื สมนุ ไพรในปาดงภดู ินและปาดงสายทอ รักษาไดดวยตัวเองหรือขอคําแนะนําจากผูมีประสบการณ 2. ขอบเขตประชากรในการศกึ ษา ไดแ ก หมอชา งและควาญ หรือควาญชางอาวุโสท่ีคุนเคย เม่ือราว 30-40 ปกอน การ ชางท่ีเล้ียงชางอยูในพ้ืนที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ตําบล เลี้ยงชางในพ้ืนที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร นาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และตําบลทา เปน การเล้ียงชา งแบบปลอ ยชา งไวใ นปา ดง 2 แหง คอื ปาดงภู มว ง อาํ เภอสตกึ จงั หวัดบุรรี ัมย โดยวธิ กี ารเลอื กกลุมตวั อยา ง ดนิ มีพืน้ ที่ 6,350 ไร และปาดงสายทอ มพี ้นื ที่ 8,880 ไร ซง่ึ แบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยเฉพาะควาญชาง เปนผืนปากวางใหญและอุดมสมบูรณ โดยปลอยใหชางหา และชางในโครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร ในพื้นที่ พืชอาหารกินเอง ทําใหชางอยูในสภาพแวดลอมที่เปน ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร ดําเนินงานโดย ธรรมชาติ ประกอบกับพืชอาหารท่ีชางกิน มีความ องคการสวนสัตว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ หลากหลาย ทําใหชางมีสุขภาพแข็งแรงไมเจ็บปวยงาย หรือ สิ่งแวดลอม ซ่ึงมีชางอยูในสังกัดประมาณ 180 เชือก ควาญ หากชางมีอาการเจ็บปวย ชางจะรักษาตัวเองโดยการเลือก ชางและชางในโครงการศูนยคชศึกษา จังหวัดสุรินทร ใน กินพืชอาหารตามธรรมชาติที่ชางรูวาเปนยารักษาอาการ พื้นที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม จังหวัดสุรินทร ดําเนินงาน เจ็บปวย เชน หากชา งมีอาการทอ งเสียหรือทองรว ง ชา งกจ็ ะ โดยองคการบริหารสวนจังหวัดสุรินทร ซ่ึงมีชางอยูในสังกัด กินใบ ก่ิงกาน และเปลือกของตนกระโดน หรือหากชางมี ประมาณ 60 เชือก อาการเจ็บปวยที่ควาญสังเกตเห็น การรักษาก็จะเปนการ 3. ขอบเขตพ้ืนที่ในการเก็บขอมูล ไดแก พ้ืนท่ีที่มีการเลี้ยง รกั ษาดว ยพชื สมุนไพรทม่ี อี ยูใ นทอ งถ่ิน แตใ นชว งระยะ 20 ป ชางในตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ตําบลนาหนองไผ อําเภอ ที่ผา นมา ผืนปา ดงภูดนิ และปาดงสายทอทีเ่ คยเปนพื้นท่ีเลี้ยง ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และพ้ืนท่ีที่มีการเลี้ยงชางในตําบล ชางขนาดใหญอันอุดมสมบูรณถูกบุกรุกทําลายอยางหนัก ทา มว ง อําเภอสตกึ จังหวัดบรุ รี มั ย พ้ืนท่ีหลายแหงกลับกลายเปนพื้นที่เกษตรกรรม สวน 4. วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ มูล ประกอบดว ย ยางพารา และสวนยคู าลปิ ตสั พืชอาหารชางและพชื สมนุ ไพร ที่ใชในการรกั ษาอาการเจบ็ ปวยของชา งจึงลดนอยลงอยา งนา 4.1. การสัมภาษณ (Interview) เปนหวง และเปนสาเหตุสาํ คัญที่ทําใหก ารใชสมุนไพรในชาง 4.1.1 การสมั ภาษณแ บบไมเปน ทางการ (Informal ทั้งการรักษาอาการเจ็บปวยหรือการบํารุงรางกายชางลด นอยตามไปดวย นอกจากนั้น อาหารของชางในปจจุบัน Interview) กลายเปนพืชผักท่ีปลูกในเชิงเศรษฐกิจ เชน ออย สับปะรด 4.1.2 การสัมภาษณแบบมีประเด็น (Focus แตงโม หรือหญาเนเปยร ซึ่งไมสามารถตรวจสอบคุณภาพ ของพืชไดว า มสี ารเคมีปนเปอ นตกคางในพชื ชนิดนั้นมากนอย Interview) เพียงใด การกินอาหารที่มีสารเคมีปนเปอนนับเปนสาเหตุ 4.1.3 การสัมภาษณผูใหขอมูลสําคัญ (Key สําคัญที่ทําใหชางลมปวยเปนจํานวนมาก ในขณะที่พืช สมุนไพรท่ีใชในชางในผืนปาท้ัง 2 แหงก็ลดจํานวนลง พืช Information Interview) สมุนไพรสาํ คัญที่นยิ มใชใ นชางบางชนิดอยูในภาวะวิกฤตใกล 4.2. การสังเกต (observation) เปนการสังเกตแบบมี สวนรวม (Participant Observation) โดยการเขารวมใน กิจกรรมตางๆ เชน การปลูกพืชอาหารชาง การสํารวจพืช การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

491 สมุนไพรในปาดงภูดินและปาดงสายทอ การถายทอดภูมิ หมอชาง และควาญชางในพื้นที่ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ปญ ญาการใชสมนุ ไพรในชา ง เปนตน ตาํ บลนาหนองไผ อําเภอชมุ พลบุรี จงั หวัดสุรินทร และตําบล ทา มวง อําเภอสตกึ จงั หวัดบุรรี ัมย พบการใชสมนุ ไพรในชาง 4.3. การทดลองปฏิบัติ และการปฏิบัติจริง เชน การ จําแนกเปน 3 ลักษณะ จําแนกตามลักษณะอาการได 12 ปรงุ ยาตามตํารบั เพื่อรกั ษาอาการเจบ็ ปวยของชา ง อาการ ไดแก 1) การใชสมุนไพรลักษณะรักษาอาการ ผลการศกึ ษาและวจิ ารณ เจ็บปวยของชาง พบ 10 อาการ 2) การใชสมุนไพรลกั ษณะ 1. ภมู ิปญญาการใชสมุนไพรในชา ง บํารุงรางกายชาง 1 อาการ และ 3) การใชสมุนไพรลักษณะ เรง อาการตกมันของชา ง 1 อาการ จากการศึกษาภูมปิ ญ ญาการใชส มนุ ไพรในชางของ ก ขค ภาพที่ 1 แสดงชนดิ พืชสมนุ ไพรท่ีใชรักษาชา ง ประกอบดว ย ก. ตน ลําพุแดง ข. ตนตูมกา ค. ตน กระสัง 1.1 การใชสมุนไพรรักษาอาการเจ็บปวยของชาง จําแนก พบตํารับการรักษา 12 ตํารับ มีท้ังการใชพืชสมุนไพร ตามลกั ษณะอาการเจ็บปวยได ดังนี้ เชน ตนขวาว ตนกระโดน และการใชสัตว เชน คราบงูสิง 1.1.1 การใชส มนุ ไพรรกั ษาอาการเกิดแผล เปลือกหอย การเกิดแผลในชาง หากไมนับแผลเล็กนอยที่ชางถูกกิ่ง การใชสมุนไพรรักษาอาการตาเจ็บ ตาอักเสบ มี ไมขีดขวนจําแนกไดเปน 4 สาเหตุคือ (1) แผลที่เกิดจากการ ขอ สงั เกต 4 ประการคอื ฝกชางใหรูตะขอ (2) แผลท่ีเกิดจากชางตกมัน ชางด้ือดึงอา วะวาด ควาญตองทําใหชางหยุดอาละวาดดวยการใชตะขอ (1) ตํารับการรักษาบางตํารับเปนพืชสมุนไพรชนิด ฟนจนเกิดแผล (3) แผลจากอุบัติเหตุโดยไมคาดหมาย เชน เดียวกัน เชน ตนขวาว ตนกระโดน หรือคราบงูท่ีลอกคราบ ถูกสิ่งของมีคมทิ่มแทงผิวหนัง เชน มีด ตะปู ลวด เศษแกว เพียงแตวิธีการรักษามีรายละเอียดแตกตางกันบางเล็กนอย มกั พบบอยบริเวณฝาเทา (4) แผลจากถูกชา งงาอาละวาดท่ิม เชน บางตํารับผสมเกลือ บางตํารับไมตองผสมเกลือ การที่ แทงใส ตํารับการรักษาเหมือนกันแมจะตางสายตระกูล สะทอนถึง การไดรับการถายทอดองคความรูสืบตอมาในบริบทชุมชน พบตํารับการรักษา 8 ตํารับ โดยสวนใหญเปนการใช เดยี วกนั สมุนไพรหลายชนิดตมแลวนํายาสมุนไพรท่ีไดจากการตมไป ราดรักษาแผล พืชสมุนไพรสําคัญคือ ตนกลัญจอ ตนลําพุ (2) วิธีการเปารักษาตาชางทุกตํารับมีขอพึงระวัง แดง และตน แดง เหมอื นกันคอื ตอ งเปาใหก ระจายทัว่ ตาชาง หา มเปาใสต าชาง 1.1.2 การใชส มุนไพรรกั ษาอาการตาเจ็บ ตาอักเสบ โดยตรง เพราะอาจทําใหชางตาบอดได หรืออาจใชผาขาว บางก้ันตาชางแลวจึงทําการเปา เพื่อไมใหตาชางโดนตัวยา อาการตาเจ็บ ตาอกั เสบเกดิ จากการแพ เชน แพอากาศ โดยตรง ฝุนผงตางๆ เขาตา ทําใหเกิดการระคายเคือง หรือนํ้าบนใบ หญาที่ชางกินกระเด็นเขาตา หรือเกิดจากการถูก (3) บางตํารับมีเคล็ดในการรักษา เชน หามพูดคุยกับ กระทบกระเทือนที่ตา เชน ถูกกิ่งไมดีดตาหรือโดนสิ่งแหลม ผคู นกอ นทาํ การรักษา การเก็บพชื สมนุ ไพรบางชนิดตองกลั้น คมเกีย่ วตา ลมหายใจเก็บ หรือการเก็บพืชสมุนไพรบางชนิดตองอยาทับ เงา (หามเงาของผูเก็บทับพืชสมุนไพรท่ีเก็บ) เพราะมีความ เชอื่ วาจะทําใหพ ืชสมุนไพรเส่อื มสรรพคุณทางยา การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

492 (4) บางตํารับตองทองนะโม 3 จบกอนเปารักษาตาชาง 1.1.6 การใชสมุนไพรรักษาอาการผิดปกติในระบบทางเดิน เปนความเชื่อทางพุทธศาสนา แตบางตํารับตองบริกรรม อาหาร คาถากอ น เปน ความเช่ือทางไสยศาสตร 1.1.3 การใชสมุนไพรรกั ษาอาการเทาเปอ ย เลบ็ เปอ ย อาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหารแบงเปน 2 ลักษณะคอื อาการทองรว งหรอื ทองเสีย และอาการทอ งผกู อาการเทาเปอย เล็บเปอยมกั เกิดในชวงฤดูฝน เพราะท่ี ผูกมัดชางเปยกชื้นแฉะมีนํ้าขัง และมักเกิดกับชางที่ตกมัน (1) อาการทอ งรวงหรอื ทองเสีย โดยมากมักเกิดจากการ เปนระยะเวลานาน 2-3 เดือน ทําใหควาญไมสามารถเขาไป กินอาหารที่มสี ารปนเปอ นจํานวนมาก ทําความสะอาดลานผูกมัดชางได ชางตองยืนเหยียบยํ่า ปสสาวะและอุจจาระเปนเวลานาน ทําใหเกิดการติดเช้ือ พบตํารับการรักษา 10 ตํารับ สวนใหญเปนการใหชาง แบคทีเรียทเี่ ทา กินพืชสมุนไพรเพียงชนิดเดียว เชน ตนกระโดน ตนขอย ตน สมปอย และตนรัง พืชดังกลาวเปนพืชที่มีอยูในปาตาม พบตํารับการรักษา 4 ตํารับ มีทั้งตํารับท่ีตองตมยา ธรรมชาติ ในสมัยกอนชางไมคอยเปนโรคทองเสียหรือ สมุนไพร เชน ตนกระสัง ตนแดง ตนกลัญจอ แลวนํายา ทองรวง เน่ืองจากเปนการเลี้ยงชางแบบปลอยชางไวในปา สมุนไพรท่ีตมไปราดรักษาเทาชาง และที่ไมตองตมยา เม่ือชางเจ็บปวยหรือมีอาการทองเสียชางก็จะไปกินพืชแก สมุนไพร เชน การใหช า งกนิ ผาขาวชบุ นํา้ คราม อาการทองเสียเอง แตในปจจุบันชางกินพืชที่ปลูกในเชิง 1.1.4 การใชส มนุ ไพรรักษาอาการขาแข็ง ตวั แขง็ เศรษฐกิจซ่งึ ไมส ามารถตรวจสอบคุณภาพได อาการขาแข็ง ตัวแข็งมักเกิดจากการที่ชางทํางานหนัก (2) อาการทองอืด เปนอาการท่ีควาญตองเฝาระวังเปน หรือการใหชางแสดงผาดโผนผิดธรรมชาติ บางครั้งควาญให พิเศษ เพราะเปนอาการเจบ็ ปวยทอ่ี นั ตราย สังเกตไดจ ากการ ชางเดิน 2 ขา โดยเฉพาะการเดิน 2 ขาหลัง ทําใหเกิด ท่ีชางไมถายทองใน 1 วัน หนังทองมีขนาดใหญผิดปกติ กิน อันตรายจากขอสะโพกอักเสบได หรือบางคร้ังชางยืนอยูทา อาหารและนํ้าไดนอยลง มีอาการซึม ควาญตองรีบทําการ เดียวเปนเวลานานก็ทําใหขาแข็งได เนื่องจากชางมีน้ําหนัก รกั ษา หากปลอ ยไวไ มเกิน 3 วัน ชา งมโี อกาสลม เสยี ชวี ิตได ตัวมาก เปน ความผดิ ปกติของระบบกลา มเนือ้ และขอ เขา พบตํารับการรักษา 22 ตํารับ การใชสมุนไพรในการ พบตํารับการรักษา 8 ตํารับ การใชสมุนไพรรักษามี รักษาอาการทองอืดมีความหลากหลาย คือ นอกจากใหชาง ตงั้ แตก ารตมยาสมุนไพรท่ใี ชสมุนไพรหลายชนิดและคอ นขาง กินพืชชนิดเดียวเพ่ือรักษาแลว บางตํารับใชวธิ ีการรกั ษาดวย หายาก เชน ตนกลัญจอ ตนลําพุแดง และตํารับที่ไมซ ับซอ น การเปาและมคี าถากํากบั เชน ตํารบั ของควาญชางลุน ศาลา คือใชสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่หาไดในครัวเรือน เชน งาม (เหลาและคาถากํากับ) ตํารับของควาญชางพุฒ อินทร กระเทียม หอมแดง สาํ ราญ (กระเทยี มและคาถากํากบั ) และตํารบั ของควาญชาง เภา ศาลางาม (ตนกระถิน หมากแหง และคาถากํากับ) บางตํารับ นอกจากการใชพืชสมุนไพรแลว ยังแฝงไว นอกจากน้ันระหวางการบริกรรมคาถายังตองกลาวคํา ดวยคติความเชื่อบางอยาง เชน ความเช่ือเรื่องเทพารักษ อธิษฐานถึงบรรพบุรุษท่ีลวงลับไปแลวเพ่ือใหชวยรักษา ประจําตนไม กอนการเก็บหรือตัดพืชสมุนไพรจะตองบอก คมุ ครองชา งใหหายจากการเจ็บปวย เปนความเช่ือวา ชางทุก กลาวตอเทพารักษประจําตนไมทุกคร้ังเพ่ือใหเทพารักษได เชือกมผี ีบรรพบรุ ุษคอยปกปกคุมครอง ชวยรักษาชาง หรือความเช่ือในเร่ืองของ “ตนกระสังอก 1.1.7 การใชสมุนไพรแกสตั วมีพษิ กัดตอย เกวียน” หมายถึงตนกระสังที่ข้ึนอยูกลางทางเกวียน เพราะ เชื่อวามีสรรพคุณทางยาดีกวาตนกระสังทั่วไป หรือการเก็บ สมัยกอนเปนการเลี้ยงชางในปาที่มีงูชุกชุม เปนสาเหตุ พชื สมนุ ไพรในวันอังคารเน่อื งจากเปนวันครู หน่ึงท่ีทําใหชางเสียชีวิต การวินิจฉัยเบ้ืองตนวาชางถูกงูกัด 1.1.5 การใชสมุนไพรรักษาอาการเคลด็ ปวดบวม หรือไม ใหดูขนหางที่หลุดรวง โดยมากมักเกิดจากงูพิษ รายแรง ทําใหชางลม ภายใน 2-3 ช่ัวโมง สวนงูอีกกลมุ หนงึ่ มี อาการเคล็ด ปวดบวมมักเกิดกับชางแกหรือชางที่อวน ผลตอ โลหติ ไดแก งกู ะปะ งแู มวเซา และงูเขียวหางไหม ชา ง มากเกินไป สังเกตไดจากการเดิน ชางบางเชือกถึงกับเดิน จะไมลมในทันที แตจะทําใหมีอาการจ้ําเลือดตามผิวหนัง ไมได ปสสาวะและถายมูลเปนเลือด เสียเลือดและเกิดเน้ือตาย บริเวณท่ีถูกกัด แตการเล้ียงชางในปจจุบันแตกตางจากใน พบตาํ รับการรักษา 6 ตํารับ การรกั ษาดวยสมนุ ไพรตอ ง อดีต เน่ืองจากเปนการเลี้ยงชางในโรงเรือน หรือการเลี้ยง ทําการรักษาในชวงเชา เนื่องจากเสนตามรางกายชาง ชางในบานใกลชิดกับผูคน โอกาสท่ีชางจะถูกงูพิษกัดทําราย ขยายตัว ทําใหชางหายจากอาการเคลด็ หรือปวดบวมเรว็ ขน้ึ เสียชีวิตมีนอ ยมาก แตชางก็อาจถูกสัตวมีพิษชนิดอ่ืนกัดตอย การรักษาเปนการตมยาตามตํารับแลวนํายาสมุนไพรราด เชน แมงปอง ตะขาบ แตน ตอ แตก็ไมไดเปนอันตรายถึง รักษาบริเวณที่ชางมีอาการเคล็ดปวดบวมราว 3-5 วัน พืช สมนุ ไพรสาํ คัญคือ ตนลาํ พุแดง ตนแดง และตน ตะแบง การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

493 ขนาดทําใหชางลมเสียชีวิต ยกเวนวาถูกกัดตอยเปนจํานวน การใชสมุนไพรบํารุงรางกายชางจากภาวะออนเพลีย มาก พบตํารบั การรกั ษา 4 ตาํ รบั เปน การใหช างกินสมนุ ไพรบํารุง รางกายทําใหชางอยากกนิ อาหารมากขึ้น เชน การใหชางกิน พบตํารับการรักษา 4 ตํารับ บางตํารับมีคาถากํากับ ขโี้ พนเมน หรือการใหช างกนิ ครัง่ เชน ตํารับของควาญชางสู เพชรศรี ท่ีเค้ียวหมากแหง 7 ช้ิน แลวบริกรรมคาถาเปาใสแผลชา ง การใชสมุนไพรบํารุงกาํ ลังแมชาง และแมช างมนี ้ํานมไม 1.1.8 การใชสมนุ ไพรรกั ษาผิวหนงั เพียงพอ พบตํารับการรักษา 6 ตํารับ เปนการใหแมชางกิน พืชสมุนไพรเพ่ือบํารุงกําลัง และทําใหแมชางมีนํ้านมใหลูก อาการทางผิวหนังแบงเปน 2 ลกั ษณะคือ อาการผิวหนัง มากขน้ึ เชน หวั ปลกี ลวย แหง และการพบปรสิ ติ ภายนอกบริเวณผวิ หนงั เชน เหบ็ เหา 1.3 สมุนไพรลักษณะเรงการตกมันของชา ง ไร หมดั อาการผิวหนงั แหงมกั เกิดจากการขาดนาํ้ หรอื ชา งยนื ตากแดดนานเกินไป การตกมันเปนธรรมชาติของชาง ไมมีวิธีใดปองกันไมใ ห ชางตกมัน มีเพียงการยนระยะเวลาของการตกมันใหส้ันลง พบตํารับการรักษา 2 ตํารับ เปนพืชสมุนไพรท่ีทําให หรือการเรงใหช างตกมันมากข้ึนหรอื เร็วขึ้น พบตํารับการเรง ผวิ หนังชา งมีความชุมชน้ื การตกมันชา ง 4 ตํารบั เปน การใหช างกนิ พืชสมุนไพรเพื่อให ชางมีอาการตกมันมากขึ้น โดยเปนพืชสมุนไพรที่ใหพลงั งาน สําหรับการพบปริสิตภายนอกบริเวณผิวหนังชาง ชาง ต่าํ ทกุ เชือกจะมีเหบ็ เหา โดยมากมักเปนบรเิ วณหางและหลงั ใบ หู ถาไมทําการรักษาชางจะเกาจนเปนแผลและออนเพลีย การรักษาหรือดูแลสุขภาพชางดวยสมุนไพรตามภูมิ บางเชอื กใชหางถแู ละฟาดกับหลกั หรอื ตนไมจ นหางขาด บาง ปญญาโบราณ ไมเพียงพ่งึ พาพืชสมนุ ไพรตามธรรมชาตใิ นปา เชอื กเกาจนไมไดนอนทั้งคนื ดงเปนตัวยาเจาตํารับ หากยังยึดถือกฎเกณฑและขอปฏิบัติ อีกหลายประการ เชน วิธีการเก็บพืช ลักษณะเฉพาะของพืช พบตํารับการรักษา 9 ตํารบั การใชส มุนไพรในการรกั ษา วันตองหาม ขอหามและขอพึงปฏิบัติในการรักษา ที่สําคัญ ไมไดมคี วามยงุ ยากซบั ซอนอนั ใด เปน การใชพ ชื สมนุ ไพรที่หา คือ การรักษาบางตํารับของบางสายตระกูลตองกํากับดวย ไดงายและมีอยูในธรรมชาติ เชน ตนสะเดา ตนนอยหนา ตน มนตคาถาท่ีไมเปนที่เปดเผย ถายทอดเฉพาะคนในสาย มะเขือขื่น ขัดถูลําตัวชางราว 2-3 วัน เห็บและเหาก็จะฝอ ตระกูล หาก “คนนอก” จะเรียนเปน การเฉพาะจะตองทาํ พธิ ี และรวงตาย ยกครตู ามขนบ แตน ั่นก็ขึ้นอยกู ับผถู ายทอดเปนสาํ คัญ แตใ น 1.1.9 การใชส มุนไพรรักษาพยาธิในรางกาย ปจ จบุ ันขอหามดงั กลา วผอ นคลายลงมากแลว 2. การสํารวจพชื สมุนไพรในปา ดงสายทอและปาดงภดู ิน ปกติชางจะถายพยาธิเอง โดยชางจะกินดินและตนไม บางชนิด แลวชางจะถายทองมีพยาธิออกมาตามธรรมชาตปิ  คณะวิจัยรวมกับหมอชางและควาญชางหลายทานได ละครงั้ รวมกันเดินสํารวจพืชสมุนไพรในการรักษาและดูแลสุขภาพ ชางในปาดงสายทอและปาดงภูดิน ซึ่งอยูในพื้นที่ตําบลกระ พบตํารับการรักษา 3 ตํารับ เปนการใหชางกินพืช โพ อาํ เภอทา ตูม จงั หวดั สรุ นิ ทร พบขอ สังเกต 2 ประการคือ สมนุ ไพรเพ่ือใหช างถา ยพยาธิ เชน มะขามเปย กคลกุ เกลือ 1.1.10 การใชส มนุ ไพรรกั ษาอาการผิดสําแดง ลา งพษิ 1) พืชสมุนไพรในผืนปาท้ัง 2 แหงลดจํานวนลงอยาง มาก (เปนขอมูลท่ีไดจากการเดินสํารวจและคําบอกเลาจาก ส า เ ห ตุ สํ า คั ญ เ น่ื อ ง จ า ก ช า ง กิ น อ า ห า ร ที่ มี ส า ร เ ค มี หมอชางและควาญชาง) กลาวไววา พืชสมุนไพรสําคัญบาง ปนเปอนมากเกินไป กินอาหารแลวไมยอย หรือชางเกิด ชนิด เชน ตนกลัญจอ ตนลําพุแดง ตนตูมกา อยูในภาวะ อาการเครียดจากอากาศรอน ทํางานหนัก โดยชางมีอาการ วกิ ฤตใกลส ูญพันธุ พบเจอไดยากมากขนึ้ ซมึ นอนกลางวนั กินอาหารนอ ย บางคร้ังลกุ ข้ึนยืนไมไ ด บาง เชือกมีอาการหงุดหงิดไมฟงคําสั่งควาญ และอาจทําลาย 2) พืชสมุนไพรบางชนิด (เปนขอมูลจากคาํ บอกเลา ของ สิ่งของ หมอชางและควาญชาง) ท่ีพบเห็นไดบอยๆ เชน ตนพเนยา ตนโมกมัน ตนพิมาน ตนกอกกัน ตนสะเดาชาง แมพบ พบตํารับการรักษา 7 ตํารับ สมุนไพรสําคัญคือตนยาง กระจายอยูห ลายแหงในดงปา กม็ ีจํานวนนอ ยลงอยา งเห็นได จืด บางตํารับมีคาถากํากับ เชน ตํารับของควาญชางหนู ชัด และพืชสมุนไพรที่เคยพบทั่วไป เชน ตนกระโดน ตนแต ศาลางาม รักษาโดยการเคี้ยวเปลือกตนทองหลางและหมาก กม็ ีจาํ นวนลดลงเชนกัน แหง แลว บรกิ รรมคาถาเปา จากหวั ไหลช างไปทางทายชาง 1.2 การใชส มุนไพรลักษณะบํารุงรา งกายชาง สาเหตุสําคัญท่ีทําใหพ ืชสมุนไพรลดจํานวนลงอยางมาก เนื่องจากผืนปาดงภดู ินและปาดงสายทอท่ีเคยเปนพ้ืนท่เี ลยี้ ง แบงออกเปน 2 สวนคือ การใชสมุนไพรบํารุงรางกาย ชางจากภาวะออนเพลีย และการใชสมุนไพรบํารุงกําลังแม ชา ง และแมช า งมนี า้ํ นมไมเ พียงพอ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

494 ชางขนาดใหญอันอุดมสมบูรณถูกบุกรุกทําลายอยางหนัก 3. การใชส มนุ ไพรในชางเปน การประหยัดและรกั ษาชา ง ในชวง 20 ปท่ีผานมา พื้นท่ีหลายแหงกลับกลายเปนพื้นที่ ไดทันที โดยไมตองรอสัตวแพทย เพราะอาการบางอยาง เกษตรกรรม สวนยางพาราและสวนยูคาลปิ ตสั ขณะเดียวกนั ตองทําการรักษาอยางเรงดวน เพราะอาจจะไมทัน เชน ฤดูกาลที่เปล่ียนแปลงไปของโลก อากาศท่ีรอนระอุ รวมถึง อาการทองอืด หากไมร ีบรักษาอาจเปน เหตุใหช างเสียชวี ิตได ความแหงแลงท่ีเกิดขึ้นอยางตอเน่ือง อันเปนสาเหตุสําคัญท่ี นอกจากนั้น จํานวนชางในพื้นที่มีมากเกินกวาสัตวแพทยจะ ทําใหการใชสมุนไพรในชางลดนอยตามไปดวย ดังนั้น ดูแลไดท ่วั ถึง การพาชา งไปโรงพยาบาลจงึ ยุง ยากลําบากและ ค ณ ะ ผู วิ จั ย จึ ง มี ค ว า ม ส น ใ จ เ พ่ิ ม เ ติ ม ถึ ง ก า ร ศึ ก ษ า ก า ร สิ้นเปลืองคาใชจายมากขึ้น ขยายพันธุพืชสมุนไพรที่อยใู นภาวะวิกฤตใกลสญู พันธุ ใหกับ ชุมชนหมูบานชาง เพ่ือไมใหภูมิปญญาเร่ืองการใชสมุนไพร 4. เปนการอนุรกั ษและสบื สานภูมปิ ญ ญาทองถ่นิ อันเปน ของชางสญู หายไปจากชมุ ชนคนเลี้ยงชาง มรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural สรปุ ผลการศึกษาและขอเสนอแนะ Heritage) ใหด ํารงคงอยูสบื ตอไป การศึกษาภูมิปญญาการใชสมุนไพรดูแลรักษาชางใน ในระยะ 20 ปท่ีผานมา ผืนปาดงภูดนิ และปาดงสายทอ พื้นที่หมูบานชางบานตากลาง ตําบลกระโพ อําเภอทาตูม ถูกบุกรุกทําลายอยางหนัก พืชสมุนไพรที่ใชในการรักษา จังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนพื้นที่ ท่ีเปนจุดศูนยกลางของการเลี้ยง อาการเจ็บปวยของชางนับวันยิ่งเหลือนอยลงอยางนาเปน ชางของจังหวัดสุรินทร และมีพ้ืนท่ีขางเคียงประกอบดวย หวง และเปนสาเหตุสําคัญท่ีทําใหการใชสมุนไพรในชางทั้ง ตําบลนาหนองไผ อําเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร และ การรักษาอาการเจ็บปวยหรือการบํารุงรางกายลดนอยตาม ตําบลทามวง อําเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย พบวามีการใชองค ไปดว ย ความรูเร่ืองการใชสมุนไพรในการรักษาชาง การใชสมุนไพร เอกสารอา งองิ ในชา งมปี ระโยชนหลายประการ ดังนี้ เฉลิมชาติ สมเกิด,วรางคณา ลังกาพินธุ,สาริศา กลิ่นหอม, 1. ควาญชางสามารถทําการรักษาชางที่เจ็บปวยหรือ ศรันย จันทรสิทธิเวช และอรจิรา ชาวพงษ. 2560. โรค บํารุงรา งกายชางใหม สี ขุ ภาพแข็งแรงไดดว ยตวั เอง ไวรัสเฮอรป สใ นชาง. ใน “โครงการประชุมชางแหง ชาติ 2560” วนั ที่ 10-11 สิงหาคม 2560 ณ ศนู ยก ารเรยี นรู 2. การใชสมุนไพรในชา งไมม ีผลขางเคียงทําใหช างดื้อยา เพราะสมุนไพรแทบทัง้ หมดเปน พชื ท่ีชางกิน พฒุ อินทรส ําราญ. สมั ภาษณ. 2561. คชศาสตร อาคารกัลยานิวัฒนาการุณย สถาบันคชบาล เพชรธิศักด์ิ สมบัติภูธร และฐิติพร กีรติมโนชญ. 2554. เทา แหงชาตใิ นพระอปุ ถมั ภฯ จ.ลําปาง. 148 หนา . และเล็บชาง. ในตํารับการดูแลชาง. สถาบันคชบาล ชยั อนิ ทรส าํ ราญ. สัมภาษณ. 2561. แหงชาติในพระอุปถัมภฯ จังหวัดลําปาง. ศิลปะการ ทองคํา เพชรศรี. สัมภาษณ. 2561. พมิ พ, 228 หนา. ทองคาํ จงใจงาม. สมั ภาษณ. 2561. ภัทร เชื้อพลายเวช, วีระศักด์ิ ปนตาวงศและวิชิต ประไวย. ทา แสนด.ี สัมภาษณ. 2561. 2552. การศึกษายอนหลังของความผิดปกติในระบบ ทา ศาลางาม. สัมภาษณ. 2561. ทางเดินอาหารโดยสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพชาง นิกร ทองทิพย, พรชยั สัญฐิตเิ สรี, วฒุ ิวงศ ธีระพนั ธุ และนนั ท แหงชาติ ในป พ.ศ.2542-2551. วารสารสตั วแพทย ปท ่ี 19 ฉบบั ที่ 1 หนา 31-41. วัน ญาติบรรทุง. 2544. กระบวนการคลอดตาม มังกร สุขรัตน. สัมภาษณ. 2561. รณชิต รุงศรี. การดูแลชาง ธรรมชาติของชางเอเชีย. การประชุมทางวิชาการ ชรา. ใน “โครงการประชุมชางแหงชาติ 2560” วันท่ี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 39 สาขาสัตวแพทย 10-11 สิงหาคม 2560 ณ ศูนยการเรียนรูดา นคชศาสตร ศาสตร มหาวิทยาลัยยเกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. หนา อาคารกลั ยานวิ ัฒนาการณุ ย สถาบนั คชบาล แหงชาติ 332-335. ในพระอปุ ถมั ภฯ จ.ลาํ ปาง. 148 หนา. บรร จงใจงาม. สัมภาษณ. 2561. ลุน ศาลางาม. สัมภาษณ. 2561. วีระศักด์ิ ปนตาวงศ, ภัทร บุญชว ย แสนดี. สมั ภาษณ. 2561. เจริญพันธ, เบญจมาศ บุญศาสตร, สัญญา คิดอยู, วิชิต ประสทิ ธิ์ บุญสะอาด. 2561. ประไวย, จุฑามาศ รัตนคุณูประการ, สไบ อุนศิริ, ปรีชา พวงคํา, ริชารด ซ.ี แลร และทวีโภค อังควานชิ . 2548. เบญจพล หลอสญั ลักษณ, พรชัย สัญฐิตเิ สรี, สถาพร จติ โรคภายในตัวชาง. คูมือการดูแลชางสําหรับควาญชาง ตปาลพงศ, วรวิทย วัชชวัลคุและนิกร ทองทิพย. 2557. และผูจัดการปางชาง. ลําปางบรรณกิจพริ้นต้ิง. 152 หนา . การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

495 โครงสรางประชากรและสุขภาพชางเล้ียงในประเทศ ไทย. วารสาร สตั วแพทย. ปท่ี 24 ฉบับท่ี 1, หนา 16- 24. สมบัติ บุญสะอาด. สมั ภาษณ. 2561. สมพงษ โยนก. สัมภาษณ. 2561. สวสั ด์ิ งามพลิ า. สมั ภาษณ.2561. สขุ รืน่ เรงิ . สมั ภาษณ. 2561. สุภิมล ศาลางาม. สัมภาษณ. 2561. สู เพชรศรี. สมั ภาษณ. 2561. เสมยี น แสนดี. สัมภาษณ. 2561. สวสั ด์ิ งามพลิ า. สัมภาษณ. 2561. หนู ศาลางาม. สมั ภาษณ. 2561. หนูชนุ ศาลางาม. สมั ภาษณ. 2561. เหมา ทรัพยม าก. สัมภาษณ. 2561. อภวิ ฒั น มะลิงาม. สัมภาษณ. 2561. อินทร แสนดี. สมั ภาษณ. 2561. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

496 การศกึ ษา สํารวจ และรวบรวมภูมิปญ ญาทองถนิ่ และวัฒนธรรมในพน้ื ทอ่ี งคการบริหารสว นตาํ บลหนอง ยายโตะ รอบบริเวณวิทยาลัยชยั บาดาลพิพัฒน มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร A STUDY, SURVEY AND COLLECTION OF LOCAL WISDOM AND CULTURE IN THE AREA OF NONG YAI TO, CHAI BADAN PIPHAT COLLEGE, PHRANAKHON RAJABHAT UNIVERSITY นฐั พงศ สงเนียม1*, ศภุ วรรณ เล็กวิไล3, สุนี โชติดิลก1, องั คณา จารพุ นิ ทุโสภณ1, กานตณฏั ฐา เนอ่ื งหนนุ 1, สอ่ื กญั ญา จารุพินทโุ สภณ1, กิตติวรรณ สนิ ธุนาวา2, อภศิ ักด์ิ คูก ระสังข2, ฝนทิพย หอมรื่น1, ศรที วน คําวัตร1, หน่ึงฤทัย ขยนั 1, มรกต ศรสี มทรง1 และ อารยี  รอดดํารงค1 Nattapong Songneam1*, Supawan Lekwilai3, Sunee Chotedelok1, Angkana Jarupinthusophon1, Kannatha Nuengnoon1, Suekanya Jarupinthusophon1, Kittiwan Sinthunava2, Apisak Kookrasang2, Fonthip Homraruen1, Sreethuan Kamwat1, Nungruthai Kahyan1, Morakod Srisomsong1 and Ari Roddumrong1 1โครงการอนรุ ักษพนั ธกุ รรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร 2โครงการอนรุ ักษพ นั ธกุ รรมพืชอนั เน่อื งมาจากพระราชดําริฯ คณะวิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนคร 3โครงการอนุรกั ษพนั ธกุ รรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ ริฯ วทิ ยาลยั ฝก หัดครู มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร 1The Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, Faculty of Science and Technology, Phranakhon Rajabhat University 2The Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, Faculty of Management Science, Phranakhon Rajabhat University 3The Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, College of Teacher Education, Phranakhon Rajabhat University บทคัดยอ งานหัตถกรรมจักสานเปนสิ่งที่สะทอนใหเห็นคุณคาทางประวัติศาสตรวัฒนธรรมและภูมิปญญาท่ีสําคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะอยางยิ่งภูมิปญญาเก่ียวกับการนําวัสดุจากธรรมชาติมาประยุกตใชในวิถีชีวิตไดอยางผสมกลมกลืน ตลอดจนภูมิ ปญญาที่ปรากฏชัดในกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑท่ีนําเอารูปแบบทางวัฒนธรรมพ้ืนบานกับวิธีคิดเก่ียวกับ ประโยชนใชสอยกลายเปนรูปแบบที่สะทอนความเปนเอกลักษณไดอยางชัดเจน งานวิจัยนี้ดําเนินการภายใตการสนับสนุน งบประมาณจากโครงการอนุรกั ษพ นั ธกุ รรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) โดยไดท าํ การศกึ ษา สาํ รวจ และรวบรวมภูมิปญญาทอ งถ่ินและวฒั นธรรมในพนื้ ที่องคการบรหิ ารสว นตําบลหนองยาย โตะ รอบบริเวณวทิ ยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนคร โดยมีวัตถุประสงค 1) ศึกษา สํารวจ และรวบรวม ภูมิปญญาทองถิ่นและวัฒนธรรมในพ้ืนท่ีองคการบริหารสวนตําบลหนองยายโตะ รอบบริเวณวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 2) ทําการเปรียบเทียบ สังเคราะหภูมิปญญาทองถ่ินกับแหลงขอมูลอ่ืน ผลการวิจัยในการเกบ็ รวบรวมภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ งานจักสานของลงุ เอือย แชม ขุนทด ชาวบาน หมทู ี่ 2 ตาํ บลหนองยายโตะ อําเภอชยั บาดาล จงั หวัด ลพบุรี โดยใชวิธีการสัมภาษณเชิงลึก พบวางานจักสานของลุงเอือย มี 2 ชนิด ไดแก ตะแกรง และ กะโล เม่ือทําการ เปรียบเทียบโดยตรวจสอบขอมูลแบบสามเสาแสดงใหเ ห็นวางานจักสานของลงุ เออื ยมจี ุดเดน คอื ตะแกรงมีความแตกตางจาก แหลงขอมูลอื่นตรงท่ีขอบของตะแกรงจะทําเปน 2 ขอบซอนกันและมัดดวยลวด สวนลายของตะแกรงมีท้ังแบบลายสองและ ลายสาม เปนงานฝมือที่ตองใชค วามละเอยี ด โดยใชวัสดุจากไมไผรวกมาเหลาตอกเปนเสนกลมจงึ ทําใหต ะแกรงมคี วามแขง็ แรง มรี ปู ทรงเปนเอกลกั ษณ ซงึ่ มีความแตกตา งจากภูมิปญญาทอี่ ่นื Abstract Wickerwork is a reflection of important historical, cultural, and Thai wisdom. Especially the wisdom about the use of natural materials to be applied in a harmonious way of life. As well as the wisdom that is evident in the production process and product design that takes the folk culture pattern and the way of thinking about utility into a form that clearly reflects its uniqueness. This research was conducted under supporting by the Plant Genetic Conservation Project Under the Royal Initiative of Her Royal Princess Maha Chakri การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

497 Sirindhorn. The study of survey and collecting local wisdom and culture in the area of Nong Yai To Subdistrict Administrative Organization around the college area Chaibadan Phiphat College, Phranakhon Rajabhat University. The research was aim to : 1) study, survey and collect local wisdom and culture in the area of Nong Yai To Subdistrict Administrative Organization around Chai Badan Phiphat College, Phranakhon Rajabhat University, 2) Making comparisons Synthesis of local wisdom and other data sources. Research findings in collecting local wisdom of wickerwork by Aoi Chamkhunthot, Moo 2, Nong Yai To, Chai Badan Pi Phat, Lopburi. In-depth interview technique was using in this research. It was found that there are 2 types of wickerwork of Lung Aoi, which are sieve and threshing basket. When comparing by checking the triangular data, it shows that Lung Aoi's wickerwork has outstanding features which are the sieve is different from other sources, in which the edges of the sieve are made into 2 overlapping edges and tied with wire. The pattern of the sieve has both stripes and triple patterns. Is a craft that requires resolution by using the Ruak bamboo material to sharpen and hammer into circular lines, which makes the sieve to be strong. And it has a unique shape which is different from other wisdom. คําสําคญั : โครงการอนรุ ักษพ นั ธกุ รรมพชื ภูมปิ ญญาทองถนิ่ งานหตั ถกรรม จักสาน Keywords: Plant Genetic Conservation Project, local knowledge, Handmade, Basketry *ตดิ ตอนักวิจยั : นัฐพงศ สงเนียม (อีเมล: [email protected]) *Corresponding author: Nattapong Songneam (E-mail: [email protected]) บทนํา วตั ถุประสงค งานจักสานไมไผเปนศิลปะหัตกรรมพื้นเมืองที่พบไดใน 1. ศึกษา สํารวจ และรวบรวมภูมิปญญาทองถ่นิ และ แหลงชมุ ชนตางๆ โดยจัดทําเปนเคร่อื งมอื เครื่องใชข องคนใน วัฒนธรรมในพ้ืนที่องคการบริหารสวนตําบลหนองยายโตะ ชุมชน เชน เครื่องใชในครัวเรือน ไดแก ตะแกรง กระบุง รอบบริเวณวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน มหาวิทยาลัยราชภัฏ กระดง เปนตน ซ่ึงเปนงานแสดงฝมือ สวนเคร่ืองจักสาน พระนคร หมายถึง เคร่อื งใชที่ทําดวยไมไผหรือหวายจากฝมือ ความคดิ ภมู ปิ ญ ญาของชาวบา น โดยมลี ักษณะรปู ทรงทแ่ี ตกตา งกันไป 2. ทําการเปรยี บเทยี บ และสงั เคราะหภูมิปญ ญาทอ งถนิ่ ตามแตละทองถิ่นทั้งนี้ข้ึนอยูกับภูมิประเทศ วัสดุอุปกรณ กับแหลง ขอมูลอ่นื คตินิยม และอาชีพของคนในทองถ่ินนั้นๆ งานจักสานเปน ข้ันตอนดาํ เนนิ งานวิจยั หนึ่งในภูมิปญญาทองถิ่นของไทยที่มีความสําคัญตอการ ดําเนินชีวิตประจําวันของคนไทย ท้ังในดานของการอํานวย ในงานวิจัยน้ีไดแ บงขน้ั ตอนการวิจยั ออกเปน 4 ขั้นตอน ความสะดวกในการดําเนินชีวิตและดานคุณคาทางจิตใจ ดงั นี้ จากความงาม ความประณีตและความเปนทองถิ่น อันจะ นํ า ไ ป สู ค ว า ม ภ า ค ภู มิ ใ จ ใ น ค ว า ม เ ป น ไ ท ย แ ล ะ พั ฒ น า 1. สํารวจภมู ิปญ หาทองถนิ่ สรางสรรคงานในวงกวางขึ้น สามารถสรางเปนอาชีพ 2. เกบ็ รวบรวมขอ มูล ดวยการสมั ภาษณเชงิ ลึก เสริมสรางรายไดใหแกชุมชนทองถ่ิน (วิบูลย ลี้สุวรรณ, 3. วเิ คราะหเ ปรียบเทยี บดวยตารางสามเสา 2532: 129) โดยคําวา “จักสาน” มาจากคําวา “จัก” คือ 4. การทวนสอบขอ มลู โดยผูเชย่ี วชาญ การทําใหเปนแฉก หรือ เปนหยักๆ ดวยฟนเล่ือยหรืออีก 1. สํารวจภมู ปิ ญ หาทองถิ่น วิธีการหนึ่งคือการท่ีชาวบานใชคมมีดผาไมไผแลวทําใหเปน การสํารวจภูมิปญญาทองถิ่นโดยการลงพื้นท่ีวิจัย เสนบางๆ วิธีการอยางน้ี ก็เรียกวา “จัก” เชนกัน สวนไมไผ บริเวณรอบวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒนของมหาวิทยาลัยราช หรือหวายที่จักออกมาเปนเสนบางๆ น้ัน เรียกวา ตอก โดย ภัฏพระนคร โดยคณะผูวิจัยไดเขาพบผูนําชุมชน ผูใหญบาน ชาวบานจะนําตอกมาขัดกันจนเกิดลวดลายที่ตองการนั้น และนายกองคการบริหารสวนตําบลหนองยายโตะ อ. ชัย เรียกวา “สาน” ตอจากนั้นจะนําไปสรางสรรคใหเ กิดรูปทรง บาลพิพัฒน จ. ลพบุรี พบวามีขอมูลภูมิปญญาทองถ่ินสาขา ตางๆ จนทายท่ีสุดเปนภาชนะสามารถนําไปใชสอยไดตาม อุตสาหกรรมและหัตถกรรมหลายอยางที่ตองการอนุรักษ ตอ งการ อยางเรงดว นเพ่ือไมใหสญู หายไปจากทองถิ่น โดยเฉพาะงาน จักสานของคุณลุงเอือย แชมขุนทด ชาวบานหมูที่ 2 ตําบล หนองยายโตะ อําเภอชยั บาดาล จังหวดั ลพบรุ ี การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

498 2. เกบ็ รวบรวมขอมลู ดว ยการสมั ภาษณเ ชิงลกึ 4. การทวนสอบขอ มูลโดยผูเ ชยี่ วชาญ จากการสัมภาษณเชิงลึก (In-depth interview) ลุง หลังจากผูวิจัยไดทําการสํารวจและเก็บรวบรวมขอมูล เอือย แชมขุนทด ชาวบาน หมูท่ี 2 ตําบลหนองยายโตะ ภูมิปญญาทองถิ่น งานจักสานของลุงเอือย แชมขุนทด อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 18 ธนวาคม 2561 จากนั้นนํามาเปรียบเทียบกับภูมิปญญาทองถ่ินอื่น และนํา ไดใหขอมูลวาไดจักสานตะแกรงและกะโลเปนงานอดิเรก กลับไปใหผูเชี่ยวชาญในพ้ืนท่ีสองทาน คือ ลุงเอือย แชมขุน เ พ่ื อ ค ว า ม เ พ ลิ ด เ พ ลิ น แ ล ะ เ ป น ก า ร ใ ช เ ว ล า ว า ง ใ ห เ กิ ด ทด และนายต๋ี นึกอุนจิตร เปนผูทวนสอบขอมูลเพ่ือความ ประโยชน ซึ่งงานจักสานของลุงเอือยเปนงานละเอียด โดย ถูกตองแลวจากน้ันทําการปรับปรุงขอมูลใหถูกตองตาม จักตอกเปนเสนกลม ที่มีลวดลาย ลายสอง ลายสาม สําหรับ ขอเสนอแนะ งานสานตะแกรงคุณลุงจะใชเวลาสานในชวงบายๆ ของแต ผลการวิจยั ละวัน เพื่อแกเหงา ซึ่งไมไดกําหนดวาตองสานใหไดปริมาณ จํานวนเทาไร แตจะสานประดิดประดอยไปเรอ่ื ยๆ โดยจะใช จากการสมั ภาษณเชิงลึกลุงเอือยไดใหขอ มลู งานจักสาน เวลาประมาณ 3 วันตอตะแกรง 1 ใบ ในสวนราคาลุงเอือย ของโดยมรี ายละเอียดดงั ตอ ไปนี้ ไมไดมีการกําหนดราคาท่ีแนนอนตายตัวแลวแตผูซ้ือจะให ลักษณะของภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ ราคา โดยดูคุณภาพของงานเปนหลัก โดยสวนใหญที่ไดรับ ใบละ 200 บาท วัสดุที่ใชในในการจักสาน ไดแก ไมไผลํา จุดเดนของงานจักสานของลุงเอือย คือ ตะแกรงท่ีสาน ขนาดกลาง อายุ 2 ถงึ 3 ป เพราะเปนไมทม่ี ีขนาดกาํ ลังพอดี มี 2 ขอบ โดยจะมัดดว ยลวด ตะแกรงมีทั้งแบบลายสองลาย ไมแ กหรอื ไมอ อ นจนเกนิ ไป โดยนํามาเหลาเปนตอกเพอื่ สาน สาม ตะแกรงมีความแข็งแรง ทนทาน และมีรูปทรงท่ีเปน เปน ตะแกรง โดยจะใชไมไผในหมูบาน ทป่ี ลูกขน้ึ เอง สําหรับ เอกลักษณ ซ่ึงจะแตกตางจากภูมิปญญาทองถ่ินอ่ืน ๆ (ภาพ ลวดเสนเล็กท่ีนํามาผูกกับขอบตะแกรงที่มี 2 ช้ันนั้นตองซื้อ ท่ี 4) เปนงานจักสานท่ีคอนขางละเอียด เนื่องจากใชตอกที่ การใชลวดผูกขอบตะแกรง ลุงเอือยเลาวาจะชวยใหทนทาน เปนเสนกลม มากกวาการใชห วายผกู ซ่ึงปจจบุ ันไมห วายน้นั จะหายากและ ขน้ั ตอนในการจักสาน ราคาสูง ในการจักสานตะแกรง และกะโลของลุงเอือย จะแบง (ก) (ข) ออกเปน 4 ขนั้ ตอนหลกั ๆ ดงั นี้ ภาพท่ี 1 (ก) ตะแกรง (ข) กะโล 1. ขั้นเตรยี มการ 3. วิเคราะหเปรียบเทียบดวยตารางสามเสา 2. ข้ันตอนการจกั สาน ในการดําเนินงานวิจัยนี้ไดใชเทคนิคการตรวจสอบสาม 3. ข้ันตอนการข้ึนรูป 4. ขั้นการตกแตงใหส วยงาม เสา ดานวธิ ีการเกบ็ ขอมูล (Method triangulation) เปน การ ข้ันตอนท่ี 1 ข้นั เตรียมการ เปรียบเทยี บขอ มลู ทไี่ ดมาจากวิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ มูลหลาย 1.1 เตรียมไมไผขนาดความยาว 2 ปลองเพื่อแบงเปน วิธีการที่แตกตางกัน แลวนํามาพิจารณาวาขอมูลท่ีได ไมซกี ขนาดความกวา ง 1 เซนตเิ มตร ยาวประมาณ 2 ฟุต สอดคลองกันหรือไม ซึ่งในงานวิจัยนี้ไดสืบคนขอมูลจาก 1.2 จากน้ันนําไปเหลาเปนไมสําหรับสาน เปนซี่ขนาด เว็บไซตค ลัง แลว นาํ มาเปรียบเทียบกับภูมปิ ญญาทองถิ่นของ เล็กๆ โดย 1 ไมซ ีกจะแบง เปนไมส านหรอื ไมตอก ไดป ระมาณ ลงุ เอือย ซึ่งไดข อ มูลจากการสมั ภาษณเ ชิงลึก และการสังเกต 4 ถึง 6 เสน ในการสานจะตอกดวยไมตอกเพ่ือใหถี่ หรือการเปรียบเทียบขอมูลที่เก็บจากวิธีการเชิงปริมาณกับ ระยะเวลา 1 วันก็ประมาณไดเกือบ 1 ชิ้นงานโดยใชไมไผ วิธีการเชิงคุณภาพ เพื่อดูลักษณะและความสอดคลองของ บานที่ปลูกเอง อายุตนไผประมาณ 3 ถึง 4 ป ตนไผยิ่งอายุ ขอมลู ผลการวจิ ยั แสดงในตารางที่ 1 เยอะจะย่ิงดีจะทําใหไมขึ้นรา จํานวนไมตอกท่ีใชประมาณ 172 ถงึ 200 เสน ตอ การทําช้นิ งาน 1 ชนิ้ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

499 (ก) หลังจากข้ึนรปู เสรจ็ แลวจงึ นําตะแกรง กะโลมาทาแชล็ค (ข) เพ่ือปอ งกนั ไมใ หขน้ึ รา และเพอ่ื ใหเ กิดความเงางาม ภาพท่ี 2 (ก) ไมซ กี (ข) ไมตอก วัตถุดบิ /อุปกรณทใี่ ช ขน้ั ตอนที่ 2 ข้ันตอนการจักสาน ในการจักสานลุงเอือยจะนําไมไผมาสานเปนโครงตาม วัตถุดิบและอุปกรณท่ีลุงเอือยใชสวนใหญจะหาไดจาก ลาย โดยจะใชรูปแบบการสานแบบลายขัดลายสองหรือลาย ในทองถน่ิ หรือชุมชนโดยมรี ายละเอียด ดงั นี้ ขัดสามตามตองการ สวนการสานตะแกรงแบบลายขัดลาย วตั ถุดิบทใ่ี ช คอื ไมไ ผบ า น สามบนสามลายสามโดยใชล ิม่ ตอกเพ่ือใหแ นน อปุ กรณทีใ่ ช มีดังนี้ 1. เลื่อย 2. มดี อโี ต 3. คีมจบั ล็อก 4. คีมปากแหลม 5. ลมิ่ 6. ถงั นาํ้ 7. ตวั แบบสําหรับขนึ้ รูป 8. ลวดเสน เล็ก ภาพท่ี 3 การจักสาน ภาพท่ี 5 อุปกรณที่ใชจ กั สาน ขั้นตอนท่ี 3 ขน้ั ตอนการข้ึนรูป 3.1 นําถงั มาเพือ่ ขึ้นรปู ของตะแกรง โดยนาํ ลายทส่ี านไว ขนาดพอดีมาวางบนถังเพ่ือครอบ แลวจากนั้นนํายางเสน แบบวงกลมมาครอบทบั แลว ก็กดใหแ นน (ดังภาพท่ี 6) 3.2 ตรงขอบกระโล และขอบตะแกรงจักสานเปนลาย เดยี วกนั ท้งั หมด แตต อกถขี่ น้ึ เพอื่ จะข้ึนลายถ่ี ตอนขึ้นรปู ดว ย แมแ บบ เพื่อทาํ วงขอบใสเ ขาไป แตตองแชน า้ํ ใหน่ิมกอ น 3.3 ในขั้นตอนการทําขอบของตะแกรง เริ่มตนดวยทํา ขอบดานในและตามดวยขอบนอก โดยใชคีมจับจากน้ันใช ลวด โดยใชเหล็กแหลมทมิ่ เพ่อื นําทางกอ น (ดงั ภาพที่ 4) ภาพท่ี 4 การมัดขอบตะแกรงดวยเสน ลวด ภาพท่ี 6 การขึ้นรปู ขน้ั ตอนที่ 4 ข้นั การตกแตง ใหส วยงาม การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

500 วิเคราะหเปรยี บเทียบดวยตารางสามเสา ตารางที่ 1 เปรียบเทยี บการจกั สานของลงุ เอือยกบั แหลง ขอ มูลจากเว็บไซตคลงั ทรพั ยากรการศกึ ษาแบบเปด ประเดน็ การศึกษาและสืบคน การสัมภาษณ 1. ช่ือภูมิปญญาทองถ่ิน(สาขา การทาํ เครอื่ งจกั สาน การทาํ เครือ่ งจกั สาน กองทุนและธรุ กจิ ชุมชน) - กระดง - ตะแกรง และกระโล 2. เจา ของภมู ปิ ญญาทองถิน่ นายสาย กระบัตรทอง อายุ 70 ป ท่ีอยู 38 นายเอือย แชมขุนทด อายุ 76 ป (สาขากองทุนและธรุ กิจชุมชน) หมู 1 ตําบลบานไผ อําเภอบานไผ จังหวัด อาศัยอยูหมูที่ 2 อบต. หนองยาย ขอนแกน โตะ อําเภอ ชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี 3. ประเภทของภมู ปิ ญญาทองถิ่น ภูมปิ ญ ญาทองถ่ิน ภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่นสาขาอตุ สาหกรรม (สาขากองทุนและธรุ กจิ ชุมชน) สาขาอตุ สาหกรรมและหัตถกรรม และหัตถกรรม 4. จุดเดนของภูมิปญญาทองถ่ิน - มีลักษณะเหมือนตะแกรงท่ีสามารถพบได ขอแตกตางจากท่ีอ่ืนของลุงเอือยจะ ทว่ั ๆ ไป มีขอบ 2 ช้ันทําใหตางจากที่อื่นและ ความถี่ที่ใช ตรงขอบจะแนนขึ้น เพอื่ ใหแ ข็งแรง 5. การประชาสมั พันธแ ละเผยแพร เผยแพรผ านทางเว็บไซต และ อนิ เตอรเ นต็ เผยแพรเ ฉพาะในชุมชน โดยวธิ บี อก ภมู ิปญ ญาทอ งถิน่ ที่มา : ตอ ปากตอ ปาก 1. https://sites.google.com/site/ karsuksak heruxngcaksan/kheruxng- caksan-chi-san-xari-di-bang/san-kradng 2. https://oer.kku.ac.th/index.php /search_ detail/result/16075 (แหลง ขอมลู เว็บไซตค ลงั ทรพั ยากรการศึกษาแบบเปด ผูสรา งสรรค/ผแู ตง/เจา ของผลงาน: สาย กระบัตรทอง และ นายภัทร พล พลปอง, ปที่ศึกษา 2560, สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ 111 อุทยานวิทยาศาสตรประเทศไทย ถนนพหลโยธนิ ตาํ บลคลองหนึง่ อาํ เภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120) สรปุ ผลการวิจยั ลายสองและลายสาม ดแู ข็งแรง และมรี ปู ทรงเปน เอกลักษณ จากการศึกษา เก็บรวบรวม สังเคราะหภูมิปญญา ท่ีแตกตางจากภมู ิปญ ญาที่อ่ืนๆ โดยเปนงานละเอียด และใช ตอกเสนแบบกลม ทําใหแตกตางจากท่ีอื่นและความถี่ที่ใช ทองถิ่นงานจักสานของลุงเอือย แชมขุนทด ชาวบาน หมู 2 ตรงขอบจะแนนข้ึน เพื่อใหแข็งแรง สําหรับการเผยแพรง าน ตําบลหนองยายโตะ อําเภอ ชัยบาดาล จงั หวดั ลพบรุ ี พบวา จักสานของลุงเอือยจะใชวิธีบอกตอปากตอปาก ไมได งานจักสานของลุงเอือยมีจุดเดนท่ีแตกตางจากแหลงขอมูล ประชาสัมพันธผา นเวบ็ ไซตเหมอื นภมู ปิ ญญาทอ งถ่นิ อน่ื อื่น คือ ตะแกรงท่ีลุงสานมี 2 ขอบ มัดดวยลวด ตะแกรงมี การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

501 คําขอบคุณ ศลิ ปประยุกตและการออกแบบ มหาวิทยาลยั งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุน จากโครงการอนุรักษ อุบลราชธานี. เจษฎา พตั รานนท. การพฒั นารูปแบบผลิตภัณฑ พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ คณะผูวิจัย หัตถกรรมจกั สานทอ งถน่ิ โดยใชว ธิ กี ารวิจยั ปฏิบัติการ ขอขอบคุณมา ณ ทน่ี ้ีดว ย แบบมีสวนรวม กรณศี ึกษากลมุ จักสานใบกะพอ เอกสารอางองิ ตาํ บลทุง โพธ์ิ อาํ เภอ จุฬาภรณ จงั หวดั กรมศิลปากร. 2532. ศลิ ปะและหตั ถกรรมไทย. กรุงเทพฯ: นครศรธี รรมราช. ปริญญานิพนธก ารศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาศลิ ปศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนคริ อมรนิ ทรพ ร้นิ ตง้ิ กรพุ . นทรวิโรฒ, 2553. วิบลู ย ลส้ี วุ รรณ. 2539. พจนานกุ รมหัตถกรรมและ ชอบ เข็มกลัด และโกวิทย พวงงาม. 2547. การวิจยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารอยา งมสี วนรวมเชิงประยุกต. กรุงเทพฯ : อตุ สาหกรรมพน้ื บาน. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพรนิ้ สํานักพมิ พเ สมาธรรม. ต้ิงกรพุ . สิทธณิ ฐั ประพทุ ธนิติศาสตร. 2547. การวจิ ยั เชิง กรมสง เสรมิ อตุ สาหกรรม. 2539. ไมไ ผก บั งานหัตถกรรม. ปฏบิ ตั ิการแบบมีสว นรวม:แนวคดิ และแนวปฏบิ ัต.ิ กรุงเทพมหานคร: ไมป รากฏสํานักพมิ พ. พมิ พครงั้ ท่ี 3. กรงุ เทพ ฯ : สํานกั งานกองทนุ สนบั สนุน กรมเศรษฐกจิ การพาณชิ ย. 2545. เครือ่ งจักสาน (หวายและ การวิจัย (สกว.). อ่นื ๆ). [ สืบคนเม่ือ 20 กนั ยายน 2562] เขา ถงึ ไดจ าก การณุ ี วิบูลชยั . การพัฒนารปู แบบผลติ ภณั ฑห ตั ถกรรมจกั http://www.sme.go.th/cms/c/journal_articles/v สานใบลานโดยใชวธิ กี ารวิจัยปฏบิ ตั กิ ารแบบมีสวน iew_article_content?article_id=ISIC032-C02& รวมกรณีศึกษานกั เรียน นกั ศึกษา สาขาวิชาคหกร article_version=1.0 รมศาสตรว ิทยาลัยอาชีวศกึ ษาสุรนิ ทร.ปริญญา เจนจบ ยิ่งสุมล. 2540. ตน ไผ พันธพุ ืชมหัศจรรยของโลก. การศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวิชาศลิ ปศกึ ษา กรุงเทพมหานคร: ตนออ แกรมม.ี่ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, 2553 ศักด์ิชาย สกิ ขา. 2548. แนวทางการพัฒนางานหตั ถกรรม ไมไ ผในวถิ ชี วี ติ คนอีสาน. วทิ ยานพิ นธศ ิลปประยกุ ต ดษุ ฎบี ณั ฑติ . สาขาวชิ าการออกแบบผลติ ภณั ฑ คณะ . การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

502 ฤทธ์ิการกระตนุ เซลลร ากผมและฤทธ์ยิ ับย้งั เอนไซม 5α-reductase ของสารสกดั บัวผนั สายพันธุขาวมงคล EFFECT OF STIMULATING DERMAL PAPILLA CELL AND 5α-REDUCTASE INHIBITION ACTIVITIES OF Nymphaea ‘Khao Mongkol’ EXTRACT กรวินทวิชญ บุญพิสทุ ธนิ นั ท*, สรนิ พร อดุ มพงษ, วิรนิ ดา ชมพู, จณิ าภา แสงส,ี เกศนยี  สารมานติ ย, รตั ติกาล รักแกว และ รตั ตญิ า บญุ ใบ Korawinwich Boonpisuttinant*, Sarinporn Udompong, Wirinda Chomphoo, Jinapa Sangsee, Ketsani Sammanit, Rattikarl Rakkaew and Rattiya Boonbai วิทยาลยั การแพทยแ ผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ ี ปทุมธานี 12130 ประเทศไทย Thai Traditional Medicine College (TMC), Rajamangala University of Technology Thanyaburi (RMUTT), Pathumthani 12130, Thailand บทคัดยอ ขาวมงคล เปนบัวสายพันธุ บัวผัน มีลักษณะเดน คือ ดอกมีสีขาว เกสรสีเหลอื ง ดึงดูดความสนใจ มีกล่ินหอมมาก ขยายพันธุ งาย และกานดอกมีความแข็งแรง ในการศึกษาวิจัยน้ีไดทําการศกึ ษาฤทธ์ิการกระตนุ เซลลร ากผมและฤทธ์ิยบั ย้งั เอนไซม 5α- reductase ของสารสกัดจากบัวผนั สายพันธุขาวมงคล พบวา สารสกัดเอทานอลจากเหงาของบัวสายพันธุขาวมงคล (K3-E) มี ฤทธ์ิกระตุนเซลลรากผมดีท่ีสุด (22.94±0.07 เปอรเซ็นต) นอกจากนี้การทดสอบฤทธ์ิยับย้ังเอนไซม 5α-reductase พบวา สารสกัดเอทานอลจากกานใบของบัวสายพันธุขาวมงคล (K5-E) ใหฤทธิ์ดีที่สุด (88.30 เปอรเซ็นต) จากผลงานวิจัยน้ีแสดงให เห็นวาสารสกดั จากบัวผนั สายพันธุขาวมงคล มศี กั ยภาพในการพัฒนาเปนผลติ ภัณฑส ําหรับบํารุงเสน ผมตอ ไปในอนาคต Abstract The water lily (Khao Mongkol) or Nymphaea ‘Khao Mongkol’ are white flowers, yellow pollen, good scent, strong stem and easy propagation. This study showed that the effect of stimulating dermal papilla cell and 5α-reductase inhibition activities of Nymphaea 'Khao Mongkol' extract found that the ethanolic extracts from rhizomes (K3-E) gave the highest stimulate dermal papilla cell (22.94±0.07%). Whereas only the ethanolic extracts from leaf stalk (K5-E) showed the highest 5α-reductase inhibition activities (88.30%). This study has suggested that the extracts from Nymphaea ‘Khao Mongkol’ has a potential to be further developed as hair care products, which by the ethanolic extracts from Khao Mongkol gave activity. คําสําคญั : บัวผันสายพันธุ ขาวมงคล, ฤทธิก์ ระตนุ เซลลรากผม, ฤทธย์ิ บั ยัง้ เอนไซม 5α-reductase Keywords: Brachyceras ‘Khao Mongkol’, Antioxidant activity, Tyrosinase inhibition activity *ตดิ ตอ นักวจิ ัย: กรวินทวิชญ บุญพิสทุ ธนิ ันท (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Korawinwich Boonpisuttinant (E-mail: [email protected]) บทนํา สินคาในกลุมผลิตภณั ฑส มนุ ไพรเพื่อสุขภาพ เชน ครีม เซรั่ม จากกระแสความตองการของผูบริโภคในปจจุบัน ท่ีให เจล สเปรย เครื่องด่ืมเพ่ือสุขภาพ และผลิตภัณฑบํารุง รางกาย เปนตน อยา งไรก็ตาม สารสกดั จากพชื และสมนุ ไพร ความสนใจตอการดูแลสุขภาพโดยการเลือกอุปโภคและ ธรรมชาติท่ีนํามาใชเปนสวนผสมในผลิตภัณฑธรรมชาติ บริโภคผลิตภัณฑเพื่อสุขภาพที่มาจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ มักจะนําเขาจากตางประเทศ ซึ่งจะทําใหต นทุนการผลิตของ และการใชบริการดานสุขภาพที่มีการผสมผสานทางดาน ผลิตภัณฑธรรมชาติสูงขึ้น อยางไรก็ตาม ประเทศไทยมี การแพทยแบบองครวมซ่ึงกําลังเปนท่ีนิยมอยางมากใน จุดเดนในดา นทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่อุดมสมบูรณและมีความ สังคมไทยและทั่วโลก โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางดาน หลากหลายทางชีวภาพสูง ซ่ึงจะสามารถใชวิทยาศาสตร เศรษฐกิจมากข้ึนเม่ือเทียบกับปกอนๆ โดยเฉพาะอยางย่ิง การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

503 เทคโนโลยี และนวัตกรรมเปนฐานความรูในการสรางสรรค นําไปใชเปนวัตถุดิบเพอื่ ผลิตเคร่อื งสาํ อาง งานวิจัยนี้เปนงาน สารออกฤทธิ์ชนิดใหมๆ ท่ีมีประสิทธิภาพสูง ซ่ึงสามารถ สนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน นําไปใชเปนสารออกฤทธ์ิทางชีวภาพในผลิตภัณฑธรรมชาติ เน่อื งมาจากพระราชดํารฯิ รวมไปถึงการพัฒนาเปนผลิตภัณฑธรรมชาติในรูปแบบใหม อปุ กรณและวิธีการทดลอง เพื่อใหมีมูลคาเพิ่มขึ้นได ซึ่งจะทําใหผลิตภัณฑธรรมชาติของ 1. การเตรยี มและการสกัด ไทยมีความแปลกใหม ลดการนําเขาวัตถดุ ิบจากตางประเทศ และสามารถแขงขันไดในตลาดตางประเทศ และมีความ การเตรียมตัวอยางจากทุกสวนของบัวมาลางทําความ สอดคลอ งกบั นโยบายของรัฐบาลในการสงเสริมเศรษฐกิจเชิง สะอาด แลวอบใหแหง จากน้ันนําไปบดใหเปนผงละเอียด สรา งสรรคท่มี ีนวัตกรรมเปนตัวขบั เคลื่อนที่สําคญั แลว นาํ ไปสกดั ดวยวิธตี างๆ ดงั น้ี บัวผันสายพันธุ ขาวมงคล น้ี มีชื่อวิทยาศาสตร คือ 1.1 การสกัดดว ยวิธกี ารตม Nymphaea 'Khao Mongkol' แ ล ะ อ ยู ใ น ส กุ ล ย อ ย ช่ังผงมา 30 g เติมน้ํากล่ันปรมิ าตร 300 ml นําไปตม Brachyceras (รัตนากร และรัตติกาล, 2559) เปนพืชท่ีอยู ในวงศ Nymphaeaceae (Akinjogunla et. al., 2010) มี บน Hot plate เปน เวลา 2 ชั่วโมง ถ่ินกําเนิดอยูในประเทศไทย ซ่ึงเปนบัวผันลูกผสมปลอย ไม 1.2 การสกัดดวย 95 % เอทานอล ปรากฏปก ารคน พบ โดยมีลักษณะเดน คือ ดอกมสี ีขาว เกสร ช่งั แตละสวนของบวั อยา งละ 3 กรัม ลงในขวดรปู ชมพู สีเหลือง ดึงดูดความสนใจ มีกลิ่นหอมมาก ขยายพันธุดวย เหงา ไหล และเมล็ดบวั (รปู ท่ี 1) จึงนา จะสามารถขยายพนั ธุ เติมเอทานอล 95 % ปริมาตร 300 มิลลิลิตร นําไปเขยาให เพ่ือเปนพืชเศรษฐกิจไดเปนอยางดี อยางไรก็ตามยังไมมี เขากันดวยเครื่องเขยาที่มีความเร็วเทากับ 200 rpm เปน รายงานเก่ียวกับองคประกอบทางดานฤทธิ์การกระตุนเซลล ระยะเวลา 2 วนั รากผมและฤทธ์ิยับยั้งเอนไซม 5α-reductase ของบัวสาย พนั ธุนี้มากอ น เม่ือครบระยะเวลาของท้ังสองวิธีการสกัดใหน ํามากรอง ดวยเครื่องสุญญากาศ ดวยกระดาษกรอง Whatman เบอร รูปที่ 1 บวั ผันสายพันธุ ขาวมงคล 1 จากน้ันนําสารสกัดที่ไดมาระเหยดวยเครื่อง Rotary ดังน้ันทางผูวิจัยจึงมีวัตถุประสงคทีจ่ ะทําการศึกษาฤทธ์ิ evaporator โดยทอ่ี ณุ หภมู ิ 45 องศาเซลเซียส ความดัน 70- การกระตุนเซลลรากผมและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม 5α- 90 mbar และเก็บสารสกดั ไวใ นขวดสชี าท่อี ณุ หภูมิ 4 องศา reductase ของสารสกัดจากบัวผนั สายพันธุ ขาวมงคล เพื่อ เซลเซยี ส เปนองคความรูดานเภสัชวิทยาของบัวสายพันธุนี้ ในการ 2.การทดสอบการกระตุน การเจริญเติบโตของเซลลรากผม มนษุ ย เซลลรากผมมนุษย (Follicle Dermal Papilla cells) ซอ้ื มาจาก บรษิ ัท ATCC ประเทศสหรัฐอเมรกิ า นาํ มาศึกษา ผลของสารสกดั นํ้าและสารสกดั เอทานอลจากบัว ดว ยวธิ ี MTT มขี ัน้ ตอนดังน้ี ทําการแบงเซลลรากผมใหมีความเขมขน 1x104 เซลล ตอหลุม ในเพลท 96 well ปรับปริมาตรทง้ั หมดใหเปน 180 µl ตอหลุมดวยอาหารเล้ียงเซลล Follicle Dermal Papilla Media นําไปบมไวในตเู พาะเล้ียงเซลลท ี่อุณหภูมิ 37 ºC ที่มี ปริมาตรคารบอนไดออกไซด 5% เปนเวลา 24 ช่ัวโมง จากน้ันเติมสารจากบัวขาวมงคล จํานวนปริมาตร 20 µl ตอ หลุม ใหม คี วามเขม ขนสุดทาย 0.0001- 1 mg/ml ตามลําดบั จากน้ันทําการบมตอในตูเพาะเล้ียงเซลลท่ีอุณหภูมิ 37 ºC เปนเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาใหดูดอาหารเลีย้ งเซลลท ิง้ และลาง PBS 1 คร้ัง แลวเติม 100 µl ของสารละลาย MTT ที่มีความเขมขน 0.5 mg/ml แลวทําการบมตอในตู เพาะเลี้ยงเซลล เปนเวลา 4 ช่ัวโมง หลังจากน้ันดูด สารละลายทิ้ง แลวเติม DMSO จํานวน 100 µl เขยาใหเขา กันประมาณ 15 นาที แลวนําไปตรวจวัดดวยเคร่ือง microplate reader ท่ีความยาวคลื่น 560 nm ซ่ึงความ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

504 เขมขนของสีที่เกิดขึ้นจะสัมพันธกับจํานวนเซลลท่ียังมีชีวิต หลอดละ 29 µl แลวเติม 1 µg ของ RNA และปรับปริมาตร โดยใหการเจริญเติบโตของเซลลรากผมมีกลุมควบคุมเปน ดวยน้ํา ใหมีปริมาตรสุดทายของแตละหลอดเทากับ 50 µl 100% ทําการทดสอบ 4 ซ้ํา หาคารอยละของการ นําตัวอยางไปวิเคราะห ดวยเคร่ือง PCR จากน้ันนํา PCR เจรญิ เตบิ โตของเซลลร ากผม ไดจ ากสมการดังตอไปนี้ product ท่ีไดทําการวิเคราะหระดับการแสดงออกของ mRNA โดย 2%Agarose gel electrophoresis ใน 1x TBE โดยที่ A560Sample = คาการดูดกลืนแสงของ สารทดสอบ buffer และทําการวิเคราะหความเขมของแบน DNA ดวย A560Control = คา การดูดกลนื แสงของ กลมุ ควบคุม โปรแกรม Quantity One ผลและวจิ ารณผลการทดลอง 3. การทดสอบฤทธ์ิตา นเอนไซม 5α-reductase ใน 1. ฤทธก์ิ ารกระตุนเซลลรากผมมนุษยของสารสกัดบวั เซลลม ะเร็งตอ มลกู หมากมนษุ ย จากการทดสอบการกระตุนการเจริญเติบโตเซลลราก แบงเซลลมะเร็งตอมลูกหมากมนุษย (DU-145 cells ผมของสารสกัดจากบัว ดวยวิธี MTT พบวา ท่ีความเขมขน ซ้ือมาจาก บริษัท ATCC ประเทศสหรัฐอเมริกา) ใหมีความ สารสกัด 1 mg/ml ของสารสกดั จากเอทานอลจากเหงาของ เขมขน 5x105 เซลลตอหลุม ลงในเพลท 6 well ปรับ บวั ผันสายพนั ธขุ าวมงคล (K3-E) มฤี ทธ์กิ ระตุนเซลลรากผมดี ปรมิ าตรของสารสะลายเซลลใ หเ ทากบั 1,800 µl ดวยอาหาร ทสี่ ุด (22.94±0.07 เปอรเซน็ ต) เมื่อเทยี บกับกลมุ ควบคุม ซง่ึ 10% DMEM บมเซลลในตูเพาะเล้ียงเซลลท่ีอุณหภูมิ 37 ºC จะเห็นไดวา สารสกัดมีความนาสนใจที่จะนําไปพัฒนาเปน ในสภาวะอากาศท่ีมี 5% คารบอนไดออกไซค เปนเวลา 24 หนงึ่ ในสว นประกอบของผลิตภัณฑด แู ลเสนผมได ชัว่ โมง (Ruksiriwanich et al., 2011) จากนน้ั เตมิ สารละลาย 2. ฤทธติ์ า นเอนไซม 5α-reductase ตัวอยางปริมาตร 200 µl ท่ีความเขมขนสารสกัด 1 mg/ml บมท้ิงไวท่ีอุณหภูมิ 37 ºC เปนเวลา 24 ช่ัวโมง แลวทําการ จากผลการทดลองพบวา ในเซลล DU-145 จะมีการ สกัด RNA ดว ยชุด Total RNA Extraction Kit Maxi สําหรบั แสดงออกของ 5α-reductase mRNA สูง แตเม่ือใหเซลล Cultured Cells and Tissue (Cat.No. YRBM25) ทําการ DU-145 สัมผัสกับยาฟแนสเทอไรด พบวา ยาฟแนสเทอไรด วัดปริมาณ RNA ท่ีได ดวย Qubit™ RNA BR Assay Kit สามารถลดการแสดงออกของยีน 5α-reductase เมื่อเทียบ (Cat.No. Q10210) ดวยเครื่องวัดแสงฟลูออเรสเซนซ กับเซลล DU-145 ท่ีไมไดสัมผัสกับยา ไดอยางมีนัยสําคัญ Qubit® 2.0 จากนั้นนํา RNA ท่ีไดมาวิเคราะหระดับการ ทางสถิติ (p < 0.05 และ p < 0.001) ดังแสดงในรูปที่ 2 แสดงออกของ 5α-reductase mRNA ดวยปฏิกิริยา RT- นอกจากน้ันยังพบวา ท้ังสารสกดั เอทานอลและสารสกัดดวย PCR โดยใชเครื่อง TProfessional Basic Gradient 070- วิธีตมน้ําจากบัวผัน สายพันธุขาวมงคล สามารถยับยั้งการ 601 โดยชุดน้ํายา SuperScript™ III One-Step RT-PCR แสดงออกของ 5α-reductase mRNA ได โดยพบวา สาร System with Platinum™ Taq DNA Polymerase ทําการ สกัดเอทานอลจากทุกสวนของบัวผันสายพันธุขาวมงคล (K- ผสมสารในแตละหลอด PCR ตัวอยาง โดยใชลําดับเบสของ E) มีฤทธใ์ิ นการลดการแสดงของ 5α-reductase mRNA ได ไพรเมอรข อง 5α-reductase primer สําหรับ forward 5’- เทยี บเทากบั ยาฟแนสเทอไรด ทีร่ ะดับนยั สําคัญทางสถติ ิ p < CCA TGT TCC TCG TCC ACT AC-3’ แ ล ะ reverse 5’- 0.001 ในขณะที่ สารสกัดดวยวิธีตมนํ้า มีฤทธิ์ในการลดการ TTC AAC CTC CAT TTC AGC GT-3’, ข น า ด แ ถ บ ข อ ง แสดงของ 5α-reductase mRNA ไดดีเทียบเทากับยาฟแน ผลผลิต PCR เทากับ 707 bp (Manosroi et. al., 2015) สเทอไรด ท่ีระดับนัยสําคัญทางสถิติ p < 0.05 ยกเวน สาร และลําดับเบสของไพรเมอรของ ᵦ- actin สําหรับ forward สกัดจากกลีบดอกและเกสรของบัวผันสายพันธุขาวมงคล 5’-TCA TGC AGT GTG ACG TTG ACA TCC GT-3’ แ ล ะ (K2-W และ K4-W) จากผลการทดลองนั้นแสดงใหเห็นวา ท้งั reverse 5’-CCT AGA AGC ATT TGC GGT GCA CGA TG สารสกัดน้ําและสารสกัดเอทานอลจากบัวผัน นั้นอาจจะถูก -3’, ขนาดแถบของผลผลิต PCR เทากับ 310 bp จากน้ัน นาํ มาใชในการผลิตเครื่องสําอางหรอื ผลิตภณั ฑท่ีเก่ียวกับการ แบงสารผสม (master mix) ของแตละยีนลงในหลอด PCR รักษาภาวะผมบางจากฮอรโมนเพศชายได อีกทั้งนี้ยังเปน รายงานวิจัยฉบับแรกท่ี พบวา สารสกัดจากบัวผันมีฤทธิ์ใน การยบั ย้ังการทาํ งานของเอนไซม 5α-reductase การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

505 ตารางท่ี 1 รอ ยละการกระตนุ การเจรญิ เติบโตของเซลลรากผมมนษุ ยท ที่ ดสอบกับสารสกดั บัวผนั ความเขมขน (mg/ml) สาร 0.0001 0.001 0.01 0.1 1 สกดั EW EW EW EWEW K1 5.75 ± 0.41 N.A. 9.62 ± 0.38 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. K2 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 1.72 ± 0.22 K3 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 22.94 ± 0.07 N.A. K4 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 3.25 ± 0.26 N.A. N.A. N.A. N.A. K5 N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. N.A. 3.68 ± 0.18 N.A. 2.43 ± 0.13 หมายเหตุ : N.A. คือ ไมส ามารถกระตนุ การเจริญเตบิ โตของเซลลร ากผมมนุษย E คือ สารสกดั เอทานอล, W คือ การสกดั ดว ยวิธตี มน้าํ C คือ บัวผนั พนั ธฉุ ลองขวญั , K คอื บวั ผนั พันธขุ าวมงคล และ P คอื บัวผันพนั ธชุ มพูมะเหมย่ี ว 1 คอื ใบ, 2 คอื กลบี ดอก, 3 คอื เหงา, 4 คอื เกสร, 5 คอื กา นใบ รูปที่ 2 รูปแสดงการยับยัง้ การแสดงออกของ 5α-reductase mRNAของสารสกดั เอทานอล (E) และสารสกดั ดวยนํา้ (W) สรุปผลการทดลอง คาํ ขอบคณุ การศึกษาฤทธิ์การกระตุน เซลลรากผมและฤทธ์ิยับยั้ง โครงการวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนจากโครงการ เอนไซม 5α-reductase ของสารสกัดจากบวั ผนั สายพนั ธุ อนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจัย ขาวมงคล พบวา สารสกัดเอทานอลจากเหงาของบัวผัน ขอขอบคุณมา ณ ทน่ี ดี้ วย สายพันธุขาวมงคล (K3-E) มีฤทธิ์กระตุนเซลลรากผมดี เอกสารอา งองิ ท่ีสุด และมีฤทธ์ิในการลดการแสดงของ 5α-reductase รัตนากร กฤษณชาญดี และ รตั ตกิ าล เสนนอ ย. 2559. mRNA ดังนั้น จากผลการทดลองจึงสรุปไดวาสารสกัดเอ ทานอลจากเหงาของบัวผันสายพันธุขาวมงคล (K3-E) มี “การคัดเลอื กพันธบุ วั สายเขตรอนและบัวสายเขต ฤทธ์ิดีกวาทุกสวนสกัด ซึ่งสามารถนําไปประยุกตใ ชในการ หนาวเพื่อการตดั ดอกใชเชงิ พานิชย” มหาวทิ ยาลัย เปนสารออกฤทธ์ิในผลิตภัณฑเคร่ืองสําอางและผลิตภัณฑ เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก กนั ยายน 2559 เพ่ือสุขภาพได รวมไปถึงการพัฒนาเปนผลิตภัณฑ ภาควชิ าเทคโนโลยีการผลติ พืช คณะเกษตรศาสตร ธรรมชาตใิ นรปู แบบใหมได และทรพั ยากรธรรมชาต.ิ Akinjogunla O.J., Yah, C.S., Eghafona N.O., and Ogbemudia F.O. (2010). Antibacterial activity of leave extracts of Nymphaea lotus การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

506 (Nymphaeaceae) on Methicillin resistant Staphylococcus aureus (MRSA) and Vancomycin Resistant Staphylococcus aureus (VRSA) isolated from clinical samples. Annals of Biological Research, 1(2), 174-184. Akanda, M.R., Kim, H.Y., Park, M., Kim, I.S., Ahn, D., Tae, H.J. & Park, B.Y. (2017). Hair growth promoting activity of discarded biocomposite keratin extract. Journal of biomaterials applications, [Epub ahead of print]. Manosroi, J., Jantrawut, P., Manosroi, W., Kongtawelert, P. & Manosroi, A. (2015). 5α- reductase inhibition and melanogenesis activity of sesamin from sesame seeds for hair cosmetics. Chiang Mai journal of sciences, 42(3), 669-680. Ruksiriwanicha W., Jiradej M., Abe M., Manosroi W. (2011). 5α-reductase type 1 inhibition of Oryza sativa bran extract prepared by supercritical carbon dioxide fluid. The Journal of Supercritical Fluids, 59(1), 61–71 Aranya Manosroi aZhu, M.Z., Wu, W., Jiao, L.L., Yang, P.F. & Guo, M.Q. (2015). Analysis of Flavonoids in Lotus (Nelumbo nucifera) Leaves and Their Antioxidant Activity Using Macroporous Resin Chromatography Coupled with LC-MS/MS and Antioxidant Biochemical Assays. Molecules, 20(6), 10553- 10565. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

507 การทดสอบพฤกษเคมีเบ้ืองตน การแยกสารสกัดใหบ รสิ ุทธิ์ และการพิสจู นเ อกลกั ษณ จากเนือ้ และเมลด็ เมา สายพันธุเทพนมิ ิต PHYTOCHEMICALS SCEENING, PURIFICATION AND CHARACTERIZATION OF PULP AND SEEDS BASED OF MAO; THEPNIMITH CULTIVAR พงศธร ทองกระสี1*, พชิ าพชั ร ธิตธิ นอภิพงษ1 และ ปาลิตา ชาระ2 Pongsathorn Tongkasee1*, Pichapat Thititanaapipong1 and Palita Chara2 1สาขาวชิ าการแพทยแ ผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร สกลนคร 47160 2สาขาวิชาวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร สกลนคร 47160 1Department of Thai Traditional Medicine, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology-Isan, Sakon Nakhon Campus, Sakon Nakhon, 47160 2Department of Science and Mathematics, Faculty of Industry and Technology, Rajamangala University of Technology-Isan, Sakon Nakhon Campus, Sakon Nakhon, 47160 บทคัดยอ การสกัดสารสําคัญจากเมล็ดและเนื้อเมาสายพันธุเทพนมิ ิต ดวยกระบวนการแชสกัดดว ยตัวทําละลาย เพ่ือศึกษาสารประกอบ ที่มฤี ทธทิ์ างชีวภาพ (ตวั อยา ง:เอทานอลรอ ยละ 95; อัตราสวน 1:3 โดยมวลตอปรมิ าตร) การทดสอบชนิดของสารประกอบที่มี ฤทธ์ิทางชีวภาพจากสารสกัดหยาบของเมลด็ และเน้ือเมาดวยเทคนคิ แกสโครมาโทกราฟฟ ทดสอบพฤกษเคมีเบื้องตนของสาร สกดั หยาบพบสารสาํ คญั 5 กลุม คอื ฟลาโวนอยด แทนนิน คูมารนิ อลั คาลอยด และซาโปนนิ ตามลําดับ ทําการทดสอบความ เสถียรทางความรอนดวยการหาจดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธิ์ ทําการแยกสารใหบรสิ ทุ ธิ์ดว ยเทคนิคโครมาโทกราฟชนิดฟลม บาง ระบบตัวทําละลาย เอทานอล : คลอโรฟอรม ท่ี 2:3 โดยปริมาตร แยกองคประกอบของสารบริสุทธิ์จากเนื้อเมา 6 ชนิด และระบบตวั ทําละลาย เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน ที่ 1:1:1 โดยปริมาตร แยกองคประกอบบริสุทธ์เิ มล็ดเมา 7 ชนิด ตามลําดับ และพบวามเี สถยี รภาพทางความรอ นสูง คือ 112 องศาเซลเซยี ส ถงึ 152 เซลเซยี ส การทดสอบหมดู าํ เนนิ การของ สารบริสุทธ์ิดวยเทคนิค IR-spectroscopy สามารถแสดงเอกลักษณของสารสกัดได เน่ืองจากลักษณะการส่ันพองของหมู ดําเนินการท่ีแตกตางกัน การวิเคราะหองคประกอบของสารสกัดหยาบจากเน้ือและเมล็ดเมา ดวยเทคนิค GC-MS พบวา สาร สกัดหยาบจากเนอ้ื เมา พบสารสําคัญ 87 ชนิด และ 38 ชนิดจากเมลด็ เมา โดยสารประกอบ 20 ชนิดมีฤทธิ์สอดคลอ งฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยา คือ ฤทธ์ิตานมะเรง็ (anticancer), ฤทธ์ิตานการอักเสบ (anti-inflammatory), ฤทธิ์ตานจุลชีพ (antimicrobial), ฤทธต์ิ า นอนมุ ลู อสิ ระ (antioxidant), ฤทธ์ิตา นเชื้อรา (antifungal), ฤทธ์ติ านเชื้อแบคทีเรีย (antibacterial) และ ปอ งกันการ ติดเชือ้ (anti-infection) ตามลาํ ดบั จากขอ มลู ของ GCMS สามารถใชป ระโยชนในการทําผลติ ภณั ฑยาได Abstract The seeds and pulp of Mao, the cultivar of Thepnimith are to extract to determine major bioactive compound from the extracts using qualitative analysis based on maceration process (Sample: 95% ethyl alcohol; 1:3 w/v). Gas chromatography mass spectrometry (GC/MS) was used to analyse the bioactive compound in the seeds and pulp extract. Phytochemical screening of the extract showed the presence of 5 main groups as flavonoids, Tannin, Curmarine, Saponin and Alkaloid, respectively. The thermal stability test of pure substance was determined by the melting point techniques (Tm). The separation for pure compound by thin layer chromatography techniques (TLC), The 6 pure compound were separated by Ethanol: chloroform (2:3 v/v) and 7 pure compounds for Ethanol: chloroform: hexane (1:1:1 v/v), can be shown 112oC – 152oC, represents, a high thermal stability. The functional moiety of pure compounds were characterized by IR-spectroscopy technique, showed the uniqueness of the extract because of resonance amongst the different action. Based on the GCMS data, present for the 87 compounds from pulp and 38 compounds from seed. The presence of 20 compounds corresponding to bioactive compounds to การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

508 pharmacological action. Dried seeds and pulp of Mao (Thepnimith cultivar) extract are a complex with many bioactive components which can show significant as anti-inflammatory, anticancer, antimicrobial, antioxidant, antifungal, antibacterial and anti-infection respectively. The GCMS data will be useful to the new pharmaceutical product. คําสาํ คัญ: เมา , สารพฤกษเคม,ี ฤทธ์ทิ างเภสัชวทิ ยา Keywords: Mao, Phytochemicals, Pharmacological *ตดิ ตอนกั วจิ ัย: พงศธร ทองกระสี (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Pongsathorn Tongkasee (E-mail: [email protected]) บทนาํ โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคมะเรง็ และการตานการอกั เสบ การเกิดโรคเรื้อรังภายในมนุษย ไดแก โรคหลอดเลือด เปนตน (Middleton, 2000) และหัวใจ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุหน่ึงมา การศึกษาความสามารถของการลดภาวะความดันโลหิต จากสภาวะถูกออกซิไดซเกินสมดุล (Oxidative stress) สูง และประสิทธิภาพการยับย้ังอนุมูลอิสระ ดวยกากเมาใน (Lijiao, 2016) สาเหตุท่ีกอใหเกิดสภาวะไมสมดลุ มีอยูหลาย หนูท่ีมีภาวะความดันโลหิตสูง โดยใหกากเมาทุกวันใน ประการ คือ ดานสภาพจิตใจ เชน ความกลัว ความคาดหวงั ปริมาณ 100 และ 300 mg/kg ผลการยับย้ังความดันโลหิต กลัวความลมเหลว วิตกกังวล เปนตน สาเหตุจากการ สูงของกากเมา สัมพันธกับ สารประกอบเปอรรอกไซดที่ได เปล่ียนแปลงในชีวิต เชน การเปลี่ยนวัย การเปล่ียนสถานที่ จ า ก carotid strips แ ล ะ มี ผ ล ใ น ก า ร เ พ่ิ ม โ ป ร ตี น อยู การรับประทานอาหาร การเปลี่ยนแปลงทางดาน endothelialnitri-coxidesynthas (eNOS) แ ล ะ nitric สิ่งแวดลอมทไ่ี มคุนเคย อกี ทง้ั สามารถเกดิ ไดจากการเจ็บปว ย oxide ซึ่งไปยับย้ังความดันโลหิตสูง และกากเมาถูกนํามาใช ทางกายไดเชนกนั (สภุ าภัทร, 2554) เปนอาหารเสริม เพ่ือลดอาการเสี่ยงตอการเปนความดัน โลหิตสูง มีการศึกษาผลการทําลายเซลลและประสิทธิภาพ อาหาร และเคร่ืองด่ืมเปนปจจัยที่สําคัญของชีวิตมนุษย การตานอนุมูลอิสระของผลและกากเมาโดยใชสารเคมีและ เนือ่ งจากชวยเสริมสรา งใหรา งกายเจรญิ เติบโต แขง็ แรง และ การทดสอบเซลลพ บวา การสกัดเมาสด และเมาแหงดวยตวั ซอมแซมอวัยวะสวนที่สึกหรอ ใหสามารถทํางานไดตอยาง ทําละลายเอทธิลแอลกอฮอลมีผลตอการยับยั้งการทําลาย ปกติ (วิไลวรรณ, 2548) ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารท่ีมี เซลล และการตานอนุมูลอิสระ และมีศักยภาพในการนําไป ประโยชนจะสงผลใหรางกายลดความเส่ียงในการเกิดโรค พัฒนาเปนอาหารเสรมิ เพอ่ื ลดการเหนยี่ วนําใหเ กดิ โรคได ใน เชน เคร่ืองดื่มเพื่อสุขภาพ น้ํามะเขือเทศ น้ําแครอท น้ําเมา ตําราแพทยแผนโบราณท่ัวไป สาขาเภสัชกรรมใชตน และ น้ําแตงกวา น้ํามะละกอ เปนตน (Stroke, 2014) รากเมาตมกรองเอานํ้าดื่ม บํารุงไต ขับปสสาวะ แกมดลูก พกิ าร และอาการตกขาว เมา เปนผลไมทองถิ่นชนิดหน่ึง พบไดทั่วไปในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย (จารุวรรณ, จากสรรพคุณของ เมา ท่ีมีสารสําคัญอันมีประโยชน 2561) โดยพบวามีสารสําคัญท่ีมีปริมาณสูงอยู 3 ชนิด คือ หลากหลาย และมกี ารทดสอบฤทธท์ิ างชวี ภาพ วัตถปุ ระสงค สารแอนโทไซยานิน ฟลาโวนอยด และกรดฟนอลิก ของงานวิจัยนี้ จึงมีความสนใจนําสวนของเมาที่ประกอบไป ( Jorjong, 2015) แ ล ะ ส า ร ส กั ด จ า ก เ ม ล็ ด เ ม า ยั ง มี ดวยเน้ือ และเมล็ด มาทําการศึกษา สกัดสารสําคัญจากเนือ้ ประสิทธิภาพในการตา นอนุมูลอิสระไดเชนเดียวกับสารสกัด และเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต การตรวจสอบพกฤษเคมี จากเมลด็ องุน และมีประสทิ ธิภาพยับยั้งการเจริญเซลลเย่ือบุ เบื้องตนจากสารสกัด การแยกสารสกัดใหบริสุทธ์ิ และการ ผวิ ของเตา นมที่ผดิ ปกติได (Kukongviriyapan, 2015) พิสูจนเอกลักษณสารบริสุทธ์ิ รวมถึงการตรวจสอบฤทธิ์ทาง เภสชั วทิ ยาของสารสกัด เพ่อื เปน ขอมลู เบื้องตนในการนาํ ไปสู แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เปนสารสําคัญกลุม การพัฒนาเปนผลติ ภัณฑไ ดอ ยางเหมาะสม หน่ึงท่ีพบจากหมากเมา โดยเปนรงควัตถุท่ีพบในพืช ทั้งใน อปุ กรณแ ละวิธีการทดลอง ดอก และผล มีลักษณะเปนสีแดง น้ําเงิน หรือมวง เปนตน (อรุษา, 2554) องคประกอบของแอนโทไซยานินที่พบในเมา การสกัด และการศึกษาพฤกษเคมีเบือ้ งตน การแยกสาร มี อ ยู ทั้ ง ห ม ด 4 อ นุ พั น ธุ คื อ Cyanidin Malvidin สกัดใหบริสุทธิ์ การพิสูจนเอกลักษณของสารบริสุทธิ์ และ Pelargonidin และ Delphinidin ตามลําดับ (Pan, 2011) โดยมคี ุณสมบัติในการลดความเสย่ี งในการเกิดโรคเรอื้ รงั เชน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

509 การศึกษาองคประกอบของสารสาํ คัญทแ่ี ยกไดจ าก เน้อื และ 3. การทดสอบพฤกษเคมเี บื้องตน(Phytochemical เมลด็ เมา สายพนั ธุเทพนิมติ (ภาพที่1) ดงั ข้ันตอนตอ ไปน้ี Screening) 1. การเตรยี มตวั อยาง (Sample Preparation) การตรวจสอบสารพฤกษเคมี (KumariSita & Nirmala ลางผลเมาสายพันธุเทพนิมิต โดยเลือกผลที่มีลักษณะ Babu, 2015; Ayoola et. al., 2008) โดยเตรียมสารสกัด สมบูรณ สีมวงอมแดง ไมมีรอยดาง ไมเนา ในนํ้านาน 30 หยาบเมาที่ความเขมขน 0.2 กรัม/มล. แบงการทดสอบสาร นาที แลวนําไปผง่ึ ใหสะเด็ดนํ้า ทําการแยกเนื้อและเมลด็ ทํา ออกเปน 11 กลุม ไดแก คารดิแอคไกลโคไซด ฟลาโวนอยด การอบทอ่ี ณุ หภูมิ 40 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 48 ช่วั โมง ซาโปนิน แทนนิน เทอรปนอยด แอนทราควิโนน คูมาริน 2. การสกัดสารสาํ คัญจากพชื ตวั อยา ง (Maceration โฟลบาแทนนนิ สเตียรอยด อัลคาลอยด และไกลโคไซด โดย อาศยั ปฏิกริ ยิ า สังเกตการณเกิดสหี รือตะกอนดงั นี้ Process) นําเนือ้ และเมลด็ เมาอบแหง สายพันธเุ ทพนิมิต บรรจลุ ง 1. การตรวจสอบคารดิแอค ไกลโคไซด (Cardiac glycosides) ขวดสีชา แลวทําการสกัดภายใตก ระบวนการแชสกัดดว ยตัว ทําละลาย 95% เอทานอล ในอัตราสวน 1:3 โดยมวลตอ 1.1 นําสารสกัด 0.5 มล.ละลายดวยคลอโรฟอรม ปริมาตร เปนระยะเวลา 148 ช่ัวโมง ทําการกรองสารสกัด ปริมาตร 0.5 มล. เขยากรองสวน ท่ีไมละลายออก นํา จากผงเนื้อเมาอบแหง และผงเมล็ดเมาอบแหงเพ่ือแยก ของเหลวท่ีไดจากการกรอง และคอยๆเติมกรดซัลฟวริก ตะกอน ทําการกรองดวยสําลี 1 คร้ัง และกระดาษกรอง 1 เขมขนปริมาตร 0.5 มล. ลงไป ถาปรากฏวงแหวนสีน้ําตาล ครั้ง ทําการกําจัดตัวทําละลายเอทานอล ดวยเครื่องกลั่น ตรงรอยตอ ระหวางชน้ั ของสารสกดั กับกรดซลั ฟว ริกแสดงวา ระเหยสารแบบหมุน (Rotary evaporator) ท่ีอุณหภูมิ 60 พบสารประกอบคารด ิแอคไกลโคไซด องศาเซลเซียส ภายใตความดัน 110 mmHg. อัตราการ หมุน 70 รอบตอนาที คํานวณคาผลผลิตรอยละ (% Yield) 1.2 นําสารสกัด 0.5 มล.ละลายดวยคลอโรฟอรม ของสารสกดั หยาบโดยสามารถคํานวณได ดังสมการที่ 1 ปริมาตร 0.5 มล. เขยากรองสวน ที่ไมละลายออก นํา ของเหลวที่ไดจากการกรอง เติมสารละลายเฟอริกคลอไรด ผลผลิตรอยละ= น้ําหนักของสารสกดั ทไี่ ด (กรัม) ×100 (1) (1%FeCl3) จํานวน 3 หยด เขยาเติมกรดแกลเชียลแอซีติก นํา้ หนกั แหงของสารทใี่ ชในการสกดั (กรัม) (Glacial acetic acid) จํานวน 2-3 หยด เขยา และคอยๆ เติม กรดซัลฟวริกเขมขน (conc.H2SO4) ปริมาตร 0.5 มล. ภาพที่ 1 กระบวนการดําเนินงานวจิ ยั ลงไป ถา ปรากฏวงแหวนสีนํา้ ตาลตรงรอยตอ ระหวางชน้ั ของ สารสกัดกับกรดซัลฟวริกแสดงวาพบสารประกอบคารดิแอ คไกลโคไซด 2. การตรวจสอบฟลาโวนอยด (Flavonoids) 2.1 นําสารสกัด 0.5 มล.เติมสารละลายตะก่ัวอะซิ เตด (Lead acetate) 10% ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถา สารละลายเปลี่ยนเปนสีเหลืองอมเขียว แสดงวาพบ ประกอบฟลาโวนอยด 2.2 นาํ สารสกัด 0.5 มล. ละลายดว ย 50% เอทานอล ปริมาตร 0.5 มล. เขยากรองสวนที่ไมละลายออก นํา ของเหลวที่ไดจากการกรอง ใสลวดแมกนีเซียมชิ้นเล็ก ๆ ลง ไป 1 ช้ิน และหยดกรดไฮโดรคลอริกเขมขน (conc. HCl) จํานวน 3 หยด เขยา แลวนําไปอุนบนเครื่องอังนํ้า 5 นาที ถาสารละลายเปล่ยี นเปน สีเหลอื งเขม แสดงวาพบประกอบฟ ลาโวนอยด 3. การตรวจสอบซาโปนิน (Saponins) 3.1 นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวยสารละลาย เบเนดิกท ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถาสารละลายเปล่ียนเปน สนี ํ้าเงนิ แสดงวา พบสารประกอบซาโปนนิ 3.2 ใชการทดสอบแบบการเกิดฟอง โดยชั่งสาร สกัด 0.5 กรัม เติมน้ํากลั่น ปริมาตร 0.5 มล. นําไปอุนบน การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

510 เคร่ืองอังน้ํา 5 นาที เขยาอยางแรง ถาปรากฏฟองถาวร ไซด (6M NaOH) ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถาสารละลาย เกดิ ขนึ้ ในหลอดทดลอง แสดงวา พบประกอบซาโปนิน เปลี่ยนเปน สเี หลืองเขม แสดงวา พบสารประกอบคมู ารนิ 4. การตรวจสอบแทนนิน (Tanins) 9. การตรวจสอบสเตียรอยด (Steroids) 4.1 นําสารสกัด 0.5 มล. เติมสารละลายเฟอรกิ คลอ- นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวยคลอโรฟอรม ปริมาตร 0.5 มล. เขยาแลวกรองสวนท่ีไมละลายออก นําของเหลวที่ ไรด (Ferric chloride) 0.1% จํานวน 2-3 หยด ถาปรากฏ ไดจากการกรอง เติมกรดแกลเชียลแอซีติก (Glacial acetic สารละลายเปนสีนํ้าตาลออนอมเขียวแสดงวาพบประกอบ acid) ปริมาตร 0.5 มล. เขยา แลวเติมกรดซัลฟวริกเขมขน แทนนิน (conc.H2SO4) จาํ นวน 2-3 หยด ถาปรากฏสารละลายเปน สี นาํ้ เงินหรอื น้าํ เงนิ เขียว แสดงวา พบสารประกอบสเตยี รอยด 4.2 นําสารสกัด 0.5 มล. เติมนํ้ากลั่น ปริมาตร 0.5 10. การทดสอบอลั คาลอยด (Alkaloids) มิลลิลิตร นําไปอุนบนเคร่ืองอังน้ํา 5 นาที กรองสวนท่ีไม นําสารสกัด 0.5 มิลลิลิตร เติม wagner’s reagent ละลายออก นาํ ของเหลวทไี่ ดจากการกรอง เติมสารละลายเฟ ปริมาตร 0.5 มล.ถาปรากฏตะกอนสีน้ําตาลแสดงวาพบ อริกคลอไรด (Ferric chloride) 0.1% จํานวน 2-3 หยด สารประกอบอลั คาลอยด เขยา ถาปรากฏสารละลายเปน สเี ขียวดําหรือนํ้าเงินดําแสดง 11. การทดสอบไกลโคไซด (Glycoside) วาพบสารประกอบแทนนนิ นําสารสกัด 0.5 กรัม ละลายดวยนํ้าเดือด 10 มล. แลวทําการกรองนําสารท่ีผานการกรอง 2 มล.การไฮโดรไล- 5. การตรวจสอบเทอรป น อยด (Terpenoides) ซิสดวยกรดไฮโดรคอลริค แลวทําใหเปนอัลคาไลนดวย นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวยคลอโรฟอรม ปริมาตร สารละลายแอมโมเนยี จากน้ันนํามา 5 หยด แลวทําการเตมิ 0.5 มล. เขยา แลว กรองสวน ที่ไมละลายออก นาํ ของเหลวที่ สารละลายเบเนดิค ทําการตมจนเดือด หากปรากฏพบ ไดจากการกรอง คอยๆ เติมกรดซัลฟวริกเขมขน ตะกอนสีแดงอมนํ้าตาล แสดงวาพบสารประกอบไกลโคไซด (conc.H2SO4) ปริมาตร 0.5 มล. ลงไป ถาปรากฏวงแหวนสี 4. การแยกสารสกัดใหบริสุทธิ์ดวยตัวทําละลายท่ีเหมาะสม น้ําตาลตรงรอยตอระหวางชั้นของสารสกัดกับกรดซัลฟวริก ดวยเทคนิคการแยกสารแบบฟลมบาง (Thin-layer แสดงวาพบสารประกอบเทอรป นอยด Chromatography:TLC) 6. การตรวจสอบแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ตัดแผนทินเลเยอรโครมาโทกราฟ (TLC) ชนิด silica gel 60 F254 ใหไดขนาดความกางและความยาวเทากับ 2 6.1 นําสารสกัด 0.5 มล. นําไปอุนบนเครื่องอังนํ้า 5 ซม. และ 5 ซม. ตามลําดับ ขีดเสนจากปลายขอบบนและ นาที และหยดกรดไฮโดรคลอริก 10% จํานวน 2-3 หยด ขอบลางของแผน TLC ประมาณ 1 เซนติเมตร (เพื่อกําหนด ปลอยใหสารละลายเย็นลงท่ีอุณหภูมิหอง นําของเหลวท่ีได ระยะทางท่ีตัวทําละลายพาสารท่ีตองการแยกเคล่ือนท่ีไป) เติมสารละลายคลอโรฟอรม จํานวน 2-3 หยด และเติม จากน้ันใช capillary ท่ีมีปลายเรียวเล็กจุมลงในสารละลาย แอมโมเนีย 10% จํานวน 2-3 หยด และใหความรอนถา แลวแตะลงบนตําแหนงท่ีทําไวบนแผน TLC (หยดสารซ้ํา 2- สารละลายเปล่ียนสีเปนสีแดงชมพูแสดงวาพบสารประกอบ 3 ครั้ง ) ปลอยใหสารแหงที่อุณหภูมิหองหรือใชเครื่องเปา แอนทราควิโนน วางแผน TLC ใสลงใน mobile phase โดยระบบตัวทํา ละลายสองระบบท่ีเลือกใช คือ เอทานอล : คลอโรฟอรม ท่ี 6.2 นําสารสกัด 0.5 มล. เตมิ สารละลายกรดซัลฟว รกิ ปริมาณ 2:3 v/v และ เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน (H2SO4) 2% ปริมาตร 0.5 มล. เขยา นําไปอุนบนเคร่ืองอัง ท่ีปริมาณ 1:1:1 v/v จนกระท่ังตัวทําละลายเคลื่อนท่ีมาถึง น้ํา 5 นาที กรองสวนท่ีไมละลายออก แลวปลอยให เสนดานบนที่ขีดไว นําแผน TLC ท่ีแหงแลวมาหาตําแหนง สารละลายเย็นลงที่อุณหภูมิหอง นําของเหลวที่ไดจากการ ของสารดวยการฉายแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ในกรณที สี่ าร กรอง (Filtrate) ไปเติมสารละลายแอมโมเนีย (10% NH3) นั้นสามารถดูดกลืนรังสี UV ได จะปรากฏสีภายใตรังสี UV ปริมาตร 0.5 มล. เขยา ถาปรากฏสารละลายเปน สชี มพูแดง (ความยาวคลื่นแสง 254 นาโนเมตร) การหาคา Rf (rate of เกดิ ขึน้ แสดงวาพบสารประกอบแอนทราควโิ นน flow) ของสาร โดยสารหนึ่งๆจะมีคา Rf คงท่ีเสมอ คํานวณ ไดจากสมการท่ี 2 7. การตรวจสอบโฟลบาแทนนิน (Phobatanins) ละลายสารสกัด 0.5 มล. ดวยนํ้ากล่ัน กรองสวนท่ีไม ละลายออก และตมดวยสารละลายไฮโดรคลอรกิ 2 มล. ถา ปรากฏตะกอนสีแดงแสดงวาพบสารประกอบโฟลบาแทนนิน 8. การตรวจสอบคมู ารนิ (Coumarin) นําสารสกัด 0.5 มล. ละลายดวย 50% เอทานอล ปริมาตร 0.5 มล.เขยาแลวกรองสวนท่ีไมละลายออก นํา ของเหลวท่ีไดจากการกรอง เติมสารละลายโซเดียมไฮดรอก การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

511 Rf= ระยะทางทส่ี ารเคล่อื นที่ (2) ในรูปแบบของรอยละของการสองผานในชวงเลขคลื่นที่ ระยะทางทต่ี วั ทาํ ละลายเคลือ่ นท่ี 4000 cm-1 ถงึ 550 cm-1 6. การวิเคาะหองคประกอบของสารสกัดหยาบดวยเทคนิค (ภทั ราพร ผกู คลาย และธญั ญรัตน เชอื้ สะอาด, 2553) Gas Chromatography–Mass Spectrometry (GC-MS) 5. การพิสจู นเ อกลกั ษณ (Characterizatio) เตรียมสารละลายตัวอยาง 2 มก./มล. แลวทําการเติม 1) ก า ร ห า จุ ด ห ล อ ม เ ห ล ว ( Melting point โซเดียมซัลเฟต 2 กรัม เพ่ือกําจัดน้ําและสิ่งตกคางใน สารละลายตัวอยาง ทําการกรองดวยกระดาษกรองเบอร 1 determination) บรรจุสารลงในหลอดแคปลารี(Capillary แลวนําสารที่ผานการกรองเขาสูการวิเคราะหดวย GC-MS melting point tube) ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร จาก (GCMS-QP2020; SHiMADZU) กําหนดใหพลังงานในการ ปลายหลอดแคปลลารี และมัดติดกับเทอรโมมิเตอรดวย แตกตัว (Ionization energy) คือ 70 eV และใช 99.99% เสนดาย เสียบเทอรโมมิเตอรเขากับจุกคอรก และยึดติดกับ ของแกสฮเี ลยี ม เปนแกส ตวั พา ดวยอัตราการไหลคงที่ คือ 1 แคลมพ (Clamp) เทนํ้ามันพาราฟนลงในบีกเกอร (Beaker) มล./นาที ปริมาณในการฉีดสารตัวอยาง 3 มล. (split ratio และจุมปลายเทอรโมมิเตอรลงในบีกเกอร อยาใหปลาย คือ 10:1) อุณภูมิของการฉีด คือ 250 องศาเซลเซียส และ กระเปาะเทอรโมมิเตอรอยูติดกับผนังบีกเกอร ใหความรอน อณุ หภมู ิที่ทาํ ใหเ กดิ ไอออน คือ 280 องศาเซลเซียส อณุ หภูมิ อยางชาๆ บันทึกอุณหภูมิเมื่อสังเกตุพบสารในหลอดแคปล เร่ิมจาก 110 องศาเซลเซียส (คงไว 2 นาที) แลวเพิ่มข้ึน 10 ลารเี รมิ่ หลอมเหลว จนกระทง้ั สารตวั อยา งหลอมละลายหมด องศาเซลเซียส/นาที จนกระทั้งถึงอุณหภูมิ 200 องศา นั้ น คื อ ช ว ง อุ ณ ห ภู มิ ใ น ก า ร ห ล อ ม เ ห ล ว (Melting เซลเซียส แลวจึงเพ่ิมเปน 5 องศาเซลเซียส/นาที จนถึง Temperature) อุณหภูมิ 280 องศาเซลเซียส คงไวเปนระยะเวลา 9 นาที การวิเคราะหมวลของสารบริสุทธิ์ทําไดโดย ใชพลังงาน 70 2) การทดสอบทํานายหมูดําเนินการของสารบริสุทธ์ิดวย eV อัตราในการวิเคราะห 0.5 วินาที และแยกองคประกอบ เทคนิคการสั่นพองกับแสงอินฟราเรด (ATR-FTIR) ทํานาย ท่ี 45 Da ถึง 450 Da แลวทําการเปรยี บเทียบโครงสรางของ การส่ันพองของหมูดําเนินการภายในโครงสรางสารบริสุทธิ์ สารทีส่ ามรถแยกองคป ระกอบไดจ ากฐานขอมูล สามารถทํานายไดโดยการใช เคร่ือง Fourier Transform Infrared Spectrophotometer (UATR TWO, Perkin Elmer) ดําเนินการโดยวิเคราะหการส่ันพองของสารตัวอยาง ตารางท่ี 1 ปรมิ าณรอ ยละของสารสกัดเนอื้ และเมล็ดเมา สายพันธเุ ทพนิมิต ดว ยเอทานอล 95% ตวั อยาง สว นประกอบ อตั ราสว น ผลผลิตรอยละ นาํ้ หนกั เฉลยี่ สารสกัดหยาบ เมาสายพนั ธุเทพ เนอื้ 500g / 1500 ml (%yield) (Mean±SD) (กรัม) เมลด็ 9.80 49.07±0.16 นมิ ิต 3.80 19.43±0.02 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง น้ําหนักเฉลี่ยสารกัดหยาบ เทากับ19.43±0.02 กรัม มีคา 1. ผลการสกัดสําสําคัญจากเน้ือ และเมล็ดเมาสายพันธุเทพ ความคลาดเคล่ือนของเน้อื และเมลด็ เมา สายพันธุจดุ เทพนมิ ติ นิมิต มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับความ เช่ือม่ันรอยละ 95 (≤0.05) โดยพิจารณาจากผลผลิตรอยละ การเตรียมสารสกัดตัวอยาง โดยการนําเน้ือและเมล็ด ของสารสกัดท่ีทดลองในสภาวะเดียวกันและปรมิ าณนํา้ หนัก เมา สายพันธุเทพนิมิต ท่ีตัวทําละลาย เอทานอล 95% ดวย แหงท่ีเทา กัน อัตราสวน 1 กรัม : 3 มล. และทาํ การกําจดั ตัวทําละลายดว ย 2. ผลการตรวจสอบสารพฤกษเคมีเบ้ืองตนของสารสกัด การเทคนคิ การระเหยแบบสุญญากาศ(Rotary evaporator) ห ย า บ จ า ก เ น้ื อ แ ล ะ เ ม ล็ ด เ ม า ส า ย พั น ธุ เ ท พ นิ มิ ต ณ อณุ หภูมิ 60 องศาเซลเซียส พบวา สารสกัดที่ไดมลี ักษณะ (Phytochemical Screening) เหนียวขน สีเขียวเขมแกมน้ําตาล ทําการคํานวณรอยละ ผลผลิต(%yield) ของสารสกัด แสดงผลดงั ตารางท่ี 1 พบวา จากการตรวจสอบพฤกษเคมีเบื้องตนของสารสกัดจาก ปริมาณผลผลติ รอยละของสารสกัด พบมากที่สุดในสารสกัด เนื้อ และเมล็ดเมา สายพันธุเทพนิมติ ที่ผานกระบวนการสกัด จากเนื้อเมา คือ 9.80 มีนํ้าหนักเฉลยี่ สารสกัดหยาบ เทากบั ดวยตัวทําละลาย 95% เอทธลิ แอลกอฮอล 11 กลมุ คอื คาร 49.07±0.16 กรัม และสารสกัดจากเมล็ดเมา คือ 3.80 มี ดิแอคกลัยโคไซด, ฟลาโวนอยด, ซาโปนิน, แทนนิน, เทอร การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

512 ปนอยด, กลัยโคไซด, แอนทราควิโนน, โฟบาแทนนิน, คูมา (% yield) ท่ีพบมากที่สุด คือ 10.30 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ ริน, สเตยี รอยด และอัลคาลอยด ตามลําดับ สารบริสุทธิ์มากที่สุด เทากับ 8.20 มก ปริมาณการสกัดสาร จากเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต พบวารอยละของสารสกัด พบวาสารสําคัญที่สามารถตรวจพบไดจากสารสกัดของ (% yield) ท่ีพบมากท่ีสุด คือ 10.30 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ เนือ้ และเมลด็ เมาสายพนั ธุเทพนิมติ 5 กลุม คอื ฟลาโวนอยด สารบริสุทธิ์มากท่ีสุด เทากับ 8.20 มก รอยละของสารสกัด , แทนนิน, ซาโปนิน, คูมาริน และอัลคาลอยดผลดังแสดงใน (% yield) ท่ีพบนอยที่สุด คือ 2.20 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ ตารางที่ 2 สารบริสุทธม์ิ ากท่ีสุด เทากบั 1.30 มก. และนาํ้ หนักเฉล่ียสาร สกัดหยาบ เทากับ 19.43±0.02 กรัม ตารางที่ 2 ผลการตรวสอบพฤกษเคมีเบ้ืองตนของสารสกัด จากเน้ือและเมล็ดเมา สานพันธเุ ทพนิมิต สารพฤกษเคมี เนอื้ เมล็ด ตารางที่ 3 ปริมาณรอยละของสารสกัดบริสุทธิ์ของเนื้อและ ฟลาโวนอยด ++ เมลด็ เมา สายพนั ธุเทพนิมติ ท่ีแยกไดด วยระบบตัวทาํ ละลายท่ี แทนนิน ++ เหมาะสม เทอรีปนอยด -- แอนทราควโี น -- สาร นํา้ หนกั เฉล่ีย ลําดบั นา้ํ หนกั ผลผลิต สกดั สารสกดั หยาบ สาร เฉลีย่ ของ รอ ยละ โฟบาแทนนิน -- (Mean±SD) สารบริสุทธิ์ (%yield) คูมาริน + + (g) (mg) F1 3.40 2.90 อัลคาลอยด ++ F2 5.10 4.30 สเตยี รอยด -- ใกลโคไซด -- F3 2.10 1.80 คาดแี อคใกลโคโซด -- เนอ้ื 49.07±0.16 F4 4.10 3.50 ขาโปนนิ ++ F5 3.10 2.60 F6 3.40 2.90 *** หมายเหตุ + คือ พบสารสําคญั F1 3.30 6.90 - คอื ไมพบสารสําคัญ F2 4.00 8.60 3. ผลการแยกองคป ระกอบทางเคมี โดยเทคนคิ Thin Layer F3 8.20 10.30 Chromatography เมลด็ 19.43±0.02 F4 5.50 6.90 F5 3.20 5.20 การแยกสารสกัดหยาบจากเน้ือและเมล็ดเมาสายพันธุ F6 3.50 5.70 เทพนมิ ิตดวยเทคนคิ โครมาโตกราฟแบบผวิ บาง (Thin Layer F7 1.30 2.20 Chromatography, TLC) ในระบบตัวทําละลาย 2 ระบบ ไดแก เอทานอล : คลอโรฟอรม ที่ปริมาณ 2:3 v/v และ 4. การพิสูจนเอกลักษณสารสะกดบริสุทธ์ิท่ีสกัดไดจาก เนื้อ เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน ท่ีปริมาณ 1:1:1 v/v และเมล็ดเมาสายพันธุเ ทพนิมิต ตามลําดบั ผลดงั แสดงในตารางท่ี 3 1. ผลการพิสูจนจุดหลอมเหลว (Melting point) ของ จากการนําสารสกัดหยาบจากเนื้อ และเมล็ดเมาสาย สารสกัดบริสุทธิ์ท่ีแยกไดจากสารสกัดหยาบจากเน้ือและ พนั ธุเ ทพนิมิต ไปแยกองคประกอบทางเคมีใหบรสิ ทุ ธิ์ โดยใช เมล็ดเมา สายพนั ธเุ ทพนิมติ ระบบตัวทําละลาย 2 ระบบ ไดแกเอทานอล : คลอโรฟอรม ท่ีปริมาณ 2:3 v/v และ เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน การศึกษาความสเถียรทางความรอนของสารสกัด ที่ปรมิ าณ 1:1:1 v/v จากน้ันนําสารบรสิ ุทธไ์ิ ปหาผลผลติ รอย บริสุทธิ์ไดผลดังตารางท่ี 4 พบวาคุณสมบัติทางความรอน ละ (%yield) แสดงผลดังตารางที่ 3 แสดงปริมาณการสกัด ของสารสกัดจากเน้ือและเมลด็ เมา สายพันธุเทพนิมิต แสดง สารจากเน้อื เมาสายพนั ธุเทพนิมิต พบวา รอ ยละของสารสกัด ชวงอุณหภูมิจุดหลอมเหลวอยูใน คือ 112 oC - 152 oC จาก (% yield) ท่ีพบมากท่ีสุด คือ 4.30 % มีน้ําหนักเฉลี่ยของ ผลการทดลอง แสดงถึงความเสถียรภาพทางความรอนของ สารบริสุทธ์ิมากท่ีสุด เทากับ 5.10 มก. รอยละของสารสกัด สารสกดั บรสิ ุทธ์ิ และสามารถใชเปน ขอมูลพน้ื ฐานในการเก็บ (% yield) ที่พบนอยที่สุด คือ 1.80 % มีน้ําหนักเฉล่ียของ รักษา และนาํ ไปใชท าํ ผลิตภัณฑท่ีเหมาะสมของสารสาํ คญั แต สารบรสิ ทุ ธ์ิมากท่ีสดุ เทากบั 2.10 มก. และนํ้าหนกั เฉล่ยี สาร ละชนดิ ได สกัดหยาบ เทากับ 49.07±0.16 กรัม ปริมาณการสกัดสาร จากเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต พบวารอยละของสารสกัด 2. ผลการวิเคราะหหมูดําเนนิ การของสารบรสิ ุทธ์ทิ ่ีสกดั ไดจาก สารสกัดหยาบจากเน้ือ และเมล็ดเมาสายพันธุเทพ นิมิตดว ยเทคนคิ FT-IR spectroscopy การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

513 การหาหมูดําเนินการของสารบริสุทธ์ิท่ีแยกไดจากสาร ได ตารางท่ี 6 แสดงชนิดขององคประกอบของสารสกัดจาก สกัดจากเนื้อและเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต เพื่อพิสูจน เน้ือเมา สายพันธุเทพนิมิต ดวยเทคนิค GC-MS พบวา มี เอกลักษณของสารสําคัญบริสุทธ์ิ และความสอดคลองของ สารพฤกษเคมี 87 ชนิด สามารถเทียบเคียงฤทธ์ิทางเภสัช สารสกดั จากองคป ระกอบทัง้ สองสวนของผลเมา (ภาพที่ 3) วิทยาจากวารสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วขอ งได2 0 องคป ระกอบ โดยแบงฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาออกเปน 8 กลุม ไดแก การวิเคราะหสารสกัดเน้ือ และเมล็ดเมาสายพันธุดวย anticancer 5 อ ง ค ป ร ะ ก อ บ , anti-inflammatory 7 เทคนิค IR-spectroscopy เพ่ือยืนยันโครงสรางแสดง IR- องคประกอบ, antimicrobial 4 องคป ระกอบ, antioxidant spectrum ของสารสกัดเมล็ดเมา พบวาท่ีเลขคล่ืน 2920 2 องคป ระกอบ, antifungal 1 องคประกอบ, antibacterial cm-1 และ 2855 cm-1 พบการสั่นพองท่ีความเขมตํา่ ของหมู 1 องคประกอบ, anti-infection 3 องคประกอบ ตามลําดับ ดําเนินการ C-H (Stretching) สามารถทํานายไดวานา จะมา ดังน้ัน สามารถนําเน้ือเมา สายพันธุเทพนิมิต ไปแปรรูปเปน จากหมูดําเนินการ C=O (Stretching) ของสารประกอบเอส ผลติ ภัณฑ และวตั ถดุ บิ ท่ฤี ทธ์ทิ างเภสัชวิทยาในการรกั ษาโรค เทอร ที่เลขคล่ืน 1736 cm-1 ให พีคท่ีมีความเขมสูงซ่ึงเปน ได ลักษณะการสัน่ ของพันธะ C-H (Bending) ของสารประกอบ ตารางท่ี 4 การศึกษาความเสถียรภาพทางความรอน ไฮโดรคารบอน ที่ เลขคลื่น 1452 cm-1 ใหพีคท่ีมีความเขม (Melting point) ของสารสกัดบริสุทธิ์จากเนื้อและเมล็ดเมา สูงซ่ึงเปนลักษณะเฉพาะของการสั่นของพันธะ C-O สายพันธุเทพนิมติ (Stretching) ของสารประกอบเอสเทอร ท่ีเลขคลื่น 1089 จุดหลอมเหลว cm-1 ใหพีคทีม่ ีความเขม สงู ซึ่งเปน ลกั ษณะการสนั่ ของพันธะ องคป ระกอบ สารบรสิ ทุ ธ์ิ (Melting poing=Tm oC) C-H (Bending) ของสารประกอบ เบนซีน (หมูแทนท่ี 2 หมู แบบ พารา) ท่ี เลขคล่ืน 806 cm-1 ดังนั้น จากขอมูลของ F1 118 oC - 128 oC IR-spectroscopy ทําใหสามารถยืนยันไดวา สารสกัดเมล็ด F2 121 oC - 124 oC เมา สายพันธเุ ทพนมิ ติ จากลาํ ดับองคป ระกอบท่ี คาดวาจะมี F3 112 oC - 118 oC สารประกอบอัลเคน สารประกอบแอลดีไฮด สารประกอบ เมล็ด F4 112 oC - 128 oC เอสเทอร สารประกอบไฮโดรคารบอน สารประกอบ F5 144 oC - 152 oC แอลกอฮอล และสารประกอบเบนซีน (หมแู ทนที่ 2 หมู แบบ F6 128 oC - 130 oC พารา) เปนสวนประกอบ หลักในโครงสรางของสารสกัด F7 122 oC - 142 oC บรสิ ุทธิ์ F1 118 oC - 126 oC 5. ผลการวิเคราะหชนิดสารองคประกออบจากสารสกัด F2 120 oC - 124 oC หยาบจากเนื้อและเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิตดวยเทคนิค F3 142 oC - 146 oC (Gas Chromatograph / Mass Spectrometer) เนือ้ F4 126 oC - 132 oC การวิเคราะหหาองคประกอบสารสําคัญจากสารสกัด F5 124 oC - 128 oC หยาบของเน้ือและเมล็ดเมาสายพันธุเทพนิมิต ทําโดยการ F6 142 oC - 152 oC เติม Na2SO4 2 มก./มล. เพ่ือกําจัดความชื้นและตะกอนท่ีมี ผลตอการวิเคราะห โดยตรวจสอบชนิดขององคประกอบของ จากผลการทดลองพบวาสารสกัดจากเนื้อและเมล็ดเมา สารสกัดหยาบเน้ือและเมล็ดเมา สายพันธุเทพนิมิตในตัวทํา สายพันธุเทพนิมิตมีฤทธิ์ทางเภสชั วิทยาที่สามารถนาํ ไปใชท าํ ละลายเอทานอล 95% ดวยเทคนิค GC-MS ผลดงั ตารางท่ี 5 ผลิตภณั ฑเ พื่อสขุ ภาพได พบวา มีสารพฤกษเคมี 38 ชนิด สามารถเทียบเคยี งฤทธ์ิทาง เภสัชวิทยาจากวารสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของได 21 องคประกอบ โดยแบงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาออกเปน 8 กลุม ไดแก anticancer 5 องคประกอบ, anti-inflammatory 7 องคประกอบ, antimicrobial 4 องคประกอบ, antioxidant 2 องคป ระกอบ, antifungal 1 องคประกอบ, antibacterial 1 องคประกอบ, anti-infection 3 องคประกอบ ตามลําดบั ดงั น้นั สามารถนาํ เมลด็ เมา สายพนั ธุเทพนมิ ติ ไปแปรรูปเปน ผลติ ภัณฑ และวตั ถุดบิ ที่ฤทธท์ิ างเภสัชวทิ ยาในการรักษาโรค การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

514 ภาพที่ 3 สเปกโตรแกรมของสารบริสทุ ธิท์ แ่ี ยกไดจ ากสกดั ของสารบริสุทธิ์ พบวาสกัดบริสุทธ์ิจากเน้ือและเมล็ดเมา หยาบจาก (ก) เน้อื เมา และ (ข) เมล็ดเมา (ตอ ) แสดงชวงอุณหภูมิในการหลอมเหลวคือ 112 oC - 152 oC สรปุ ผลการทดลอง การทดสอบหมูดําเนินการของสารสกัดบริสุทธ์ิ สามารถ แสดงเอกลักษณของสารสกัดได เนื่องจากมีลักษณะการสัน การสกัดสารบริสุทธิ์และพิสูจนเอกลักษณของสารสกัด พองของหมูดําเนินการที่แตกตางกัน และทําการวิเคราะห จากเมล็ด และเนือ้ เมาสายพนั ธเุ ทพนมิ ติ ทําการสกดั เมาดว ย องคประกอบของสารสกัดหยาบดวยเทคนิค GC-MS ของ ตัวทําละลาย 95% เอทธิลแอลกอฮอล ดวยกระบวนการ สารสกัดจากเนื้อและเมล็ดเมา พบวา สารสกัดจากเนื้อพบ หมัก 148 ชั่วโมง ไดสารสกัดหยาบจากเนื้อ และเมล็ดเมา สารสําคัญ 87 ชนิด สามารถหาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ คือ 49.07±0.16 กรัม และ 19.43±0.02 กรัม ตามลําดับ สามารถเทียบเคียงเมาได 20 ชนิด และสารสกัดจากเมล็ด ทดสอบพฤกษเคมีเบื้องตนของสารสกัดหยาบพบ สาร 5 พบสารสําคัญ 38 ชนิด สามารถหาฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาท่ี กลุม จากทั้งหมด 11 กลุม ไดแก ฟลาโวนอยด แทนนิน คู สามารถเทียบเคียงเมาได 21 ชนิด โดยสามารถจัดกลุมตาม มาลิน อัลคาลอยด และซาโปนิน ตามลําดับ โดยพบ ฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาของเน้ือและเมล็ดเมา คือ anticancer, สารสําคัญทั้ง 5 กลุมไดท้ังเน้ือและเมล็ดเมา ที่ปริมาณ anti-inflammatory, antimicrobial, antioxidant, แตกตางกัน จากน้ันทําการแยกสารใหบริสุทธิ์ดวยเทคนิค antifungal, antibacterial, anti-infection ตามลาํ ดบั จาก TLC โดยระบบตัวทําละลาย 2 ระบบ ไดแก เอทานอล : ผลการทดลองจึงสามารถใชเปนขอมูลในการนําสารสกัดจาก คลอโรฟอรม ที่ปริมาณ 2:3 v/v สามารถแยกองคประกอบ เมาไปประยุกตเพื่อทําผลิตภัณฑท่ีออกฤทธ์ิไดอยางมี ของสารใหบริสุทธ์ิได 6 ชนิดแทนนิน คูมาลิน อัลคาลอยด ประสิทธิภาพ และซาโปนิน ตามลําดับ โดยพบสารสําคัญท้ัง 5 กลุมไดทั้ง คําขอบคณุ เนื้อและเมล็ดเมา ที่ปริมาณแตกตางกัน จากนั้นทําการแยก สารใหบริสุทธิ์ดวยเทคนิค TLC โดยระบบตัวทําละลาย 2 โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรกั ษ ระบบ คือ เอทานอล : คลอโรฟอรม ทปี่ รมิ าณ 2:3 v/v และ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากรพระราชดําริฯ ผูวิจัย ระบบที่ 2 คอื เอทานอล : คลอโรฟอรม : เฮกเซน ทปี่ รมิ าณ ขอขอบคณุ มา ณ ทนี่ ด้ี วย 1:1:1 v/v สามารถแยกองคประกอบของสารใหบรสิ ุทธ์ิได 6 ชนิดจากเน้ือเมา และ 7 ชนิดจากเมล็ด ตามลําดับ การ ทดสอบความเสถียรทางความรอ นดวยการหาจุดหลอมเหลว การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

515 ตารางท่ี 5 การวิเคราะหองคประกอบของสารสกัดหยาบ ตารางท่ี 6 การวิเคราะหองคประกอบของสารสกัดหยาบจากเนื้อเมา จากเมล็ดเมาสายพนั ธเุ ทพนิมติ ดว ยเทคนคิ GC-MS สายพนั ธเุ ทพนิมติ ดว ยเทคนิค GC-MS Retention Retention Formula Phytochemicals Index Mol weight Formula weightrmacological act Refference Phytochemicals Index Mol weight weight rmacological act Refference anticancer, anticancer, 2-Trifluoroacetoxydodecan 1350 282 C14H25F3O2 antimicrobial, Ameera, 2015 2-Trifluoroacetoxy 1350 282 C14H25F3O2 antimicrobial, Ameera, 2015 anti- anti- inflammatory inflammatory antimicrobial, 3-Trifluoroacetoxytridecan 450 296 C15H27F3O2 antiinflammat Ameera, 2015 4H-Pyran-4-one, 2,3-dihydro-3,5- 5- ory dihydroxy-6- 1269 144 C6H8O4 anti-inflammatoFDA 2018 Cyclopropylcarbonyloxy methyl 2015 296 C19H36O2 anti-infective Dr. Duke’s, pentadecane anti- 2016 inflammatory Benzoic acid 1150 122 C7H6O2 anti-inflammatoJohn H, 2004 126 C6H6O3 anticancer Abraham, 2011 3-Decyn-2-ol 1195 154 C10H18O energy Hugh C, 2016 5-Hydroxymethylf 1163 2413 resources Spiro[androst-5-ene-17,1'- Estrogenic, cyclobutan]-2'-one, 3- https://www.table hydroxy-, 328 C22H32O2 progesterogen Ameera, 2015 twise.com/medici (3.beta.,17.beta.) anti- 144 C8H16O2 Dysbiosis ne-th/octanoic- acid/uses-benefits- inflammatory Octanoic acid 1173 working Anti- Ethyl iso-allocholate 3094 436 C26H44O5 inflammatory Ameera, 2016 activity and anti-infective 7-Oxabicyclo[4.1.0] https://webbo Nonanoic acid 1272 158 C9H18O2 Antimicrobial  Krishnaveni, 2014 heptane,1-methyl-4- 3-Acetoxydodecan 1516 228 C14H28O2 Antibacterial Jehad, 2015 (2-methyloxiranyl) 1128 168 C10H16O2 anticancer ok.nist.gov/cgi/ Cyclopropane 1705 cbook.cgi?ID=C 1011 Cholestane, 4,5-epoxy-, 238 C16H30O nourish the Hugh C, 2016 Spiro[androst-5- Estrogenic, (4.alpha.,5.alpha.) brain ene-17,1'- cyclobutan]-2'- 386 C27H46O anticancer J.N. Losso, one, 3-hydroxy-, progesterogen 2004 (3.beta.,17.beta.) 2413 328 C22H32O2 ic and Ameera, 2015 anti- antiinflammat inflammatory, ory effects reduce alpha.-Bisabolol 1625 222 C15H26O pruritus, ChEMBL,2009 ameliorate https://www.drugs 236 C6H8N2O8 prevent attacksi.dcoem-d/inmittrmat/eis.hotsmorlb, skin texture, Isosorbide Dinitrat 1678 2018 anti- mycobacterial, 1H-Cycloprop[e]azulen- 1530 222 C15H26O anti- Lucas, 2016 Pseudodiosgenin 2956 414 C27H42O3 Antioxidation G. G. Malanina,1978 4-ol, decahydro-1,1,4,7- inflammatory d-Glycero-d-ido-he 1960 reaction tetramethyl and 210 C7H14O7 MonosaccharidePaul, 2010 antioxidant Antioxidant activity. and immunomodu antifungal, Stevioside 6530 804 C38H60O18 Sael, 2019 toxic latory activity sesquiterpenoi energy resources d, which http://www.ch 3-Decyn-2-ol 1195 154 C10H18O Hugh C, 2016 2582 Ledol 1530 222 C15H26O exhibits emspider.com 9-Octadecenoic acid (Z)-, hexyl expectorant /Default.aspx ester and 366 C24H46O2 Anticancer R.W.K.Wu, 2019 antitussive effects Trans-Z-.alpha.- 1531 220 C15H24O anti-bacterial, A. NEZHADALI, Antimicrobial, Bisabolene epoxide 1471 anti-infectious 2008 https://pubch 3-Trifluoroacetoxy 1350 282 C14H25F3O2 anti- Ameera, 2015 2,6-Octadiene-1,8-diol, monoterpene em.ncbi.nlm.ni 2,6-dimethyl100 170 C10H18O2 inflammatory biosynthesis h.gov/ 10-Undecyn-1-ol 1355 168 C11H20O Antifungal Herman, 1985 13-Tetradece-11-y 1663 bioactive 208 C14H24O Antibacterial Sathish, 2012 compounds antioxidant Beta. Carotene 3978 536 C40H56 of natural v,2018 Cyclooctaneacet 1647 184 C10H16O3 and anti- Durdana, 2019 origin reveal ic acid, 2-oxo proliferative higher efficacy bioaccessibility Oleic Acid 2175 282 C18H34O2 Anticancer David E, 2007 Linoelaidic acid 2183 decrease 280 C18H32O2 Biosynthesis K.C.Srivastava,1982 Urs-12-en-28-ol 2928 426 C30H50O endothelial Ameera, 2016 เอกสารอา งองิ leukocyte- กมั มาล และคณะ. (2546). การศกึ ษาฤทธิ์ตา นเชอื้ HIV เช้ือ Pseudodiosgenin 2956 Oleic Acid 2175 adhension รา เชื้อแบคทเี รยี ของสมุนไพรมะเมา และพชื สมนุ ไพร Nonadecanoic acid 2266 ไทย 4 ชนดิ . กรุงเทพฯ : สํานักงานคณะกรรมการวจิ ัย 414 C27H42O3 Autoxidation G. G. Malanina, แหง ชาติ. Pentadecanoic acid 1869 เกยี รตคิ ณุ และนนั ทวัน บณุ ยะประภัศร. (2555). สารพฤกษ reaction 1978 เคมี (Phytochemicals). สบื คน 28 พฤศจิกายน 282 C18H34O2 anticancer David E, 2007 298 C19H38O2 Antimicrobial  Krishnaveni, 2014 reduce risk of 242 C15H30O2 Coronary Rajiv, 2016 Heart Disease treatment of Caryophyllene oxide 1507 220 C15H24O pain, Da ChengHao, anti- 2015 inflammatory การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

516 2561. จากhttp://www.greenclinic.in.th and Klaus E. (2011). Toxicology and risk /phytochemica ls.html กอง บ.ก.ชีวจติ . (2549). assessment of 5-Hydroxymethylfurfural in food. แคโรทีน. นิตยสารชีวจติ . 2549(436). 28. Molecular Nutrition & Food Research. 667-678. แมน อมรสิทธ์ิ และอมร เพชรสม. (2539). หลกั การและ Amin S, Din A, Bekhita P, Adnan A and AliKhadem เทคนิคการวิเคราะหเ ชงิ เครื่องมอื . ชวนพิมพ. 2539. H. (2018). Polyphenol uses in biomaterials 33-107. engineering. Biomaterials. Volume 167. 91-106. จารวุ รรณ ดรเถ่ือน, อมั พร ภศู รีฐาน และ พเิ ชษฐ เทพบํารุง. A. NEZHADALI, M. AKBARPOUR and B. ZARRABI (2561). การวเิ คราะหฤ ทธต์ิ านอนมุ ลู อสิ ระและปรมิ าณ SHIRVAN. (2018). Chemical Composition of the สารกลมุ ฟนอลกิ ในผลเมา . สกลนคร มหาวทิ ยาลยั Essential Oil From the Aerial Parts of Artemisia เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร. Herbal. E-Journal of Chemistry, 557-561. ภทั ราพร ผกู คลา ย และธญั ญรตั น เช้ือสะอาด. (2553). Akhisa, T.; Kokke, W. (1991). Naturally occurring การศึกษาคุณสมบตั ิของสารตา นอนมุ ูลอิสระใน sterols and related compounds from plants. พรอพอลิส. รายงานผลการวจิ ยั . เชยี งใหม: In Patterson, G. W.; Nes, W. D. Physiology and มหาวทิ ยาลยั แมโจ Biochemistry of Sterols. Champaign, IL: รัชฎาพร อุนศวิ ิไลย. (2554). ฤทธ์ิทางชีวภาพและคุณสมบตั ิ American Oil Chemists' Society. 172-228. เชิงหนาทข่ี องสารสกัดยา นาง เครอื หมานอ ยและ Bhanuz D, ArunpornItharat P, Phuaklee J, รางจืด. รายงานผลการวจิ ัย. นครราชสมี า : สํานักวชิ า Chunthorng-Orn T, Nuntika P, Nitra N, And เทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี รุ นาร.ี Pintusorn H. (2017). Antioxidant activities and วไิ ลวรรณ คงกจิ . (2548). พฤติกรรมการบริโภคอาหารจาน phytochemical constituents of Antidesma ดวนของเดก็ วยั รนุ ในกรุงเทพมหานคร. (วทิ ยานพิ นธ thwaitesianum Müll. Arg. leaf extract. วิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ ). กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรี Integrative Medicine. Volume 15. 310-319. นครนิ ทรวิโรฒ Burcu G, Gulay O, Gizem C, Fatma D, CeylanIpek E สารานุกรมไทยสําหรับเยาวชนฯ. (2542). เรือ่ งที่ ๗ and Yalcinkaya E. (2018). Phytochemicals of พฤกษศาสตรพ้นื บาน. สืบคน 28 พฤศจกิ ายน 2561. herbs and spices: Health versus toxicological จากhttp://kanchanapisek.or.th. effects. Food and Chemical Toxicology. สุภกาญจน พรหมขันธ, ชนิษฎา วงศบาสก และอาทติ ยา Volume 119. 37-49. คาํ ปต ะ. (2561). การใชประโยชนส ารสกดั จากกากเมา Charles Owens Wilson, Ole Gisvold and John H. ดําในผลติ ภณั ฑเจลทาํ ความสะอาดมือ. รายงาน (2004). Wilson and Gisvold's Textbook of ผลการวจิ ัย. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช Organic Medicinal and Pharmaceutical. มงคลธญั บรุ .ี Lippincott Williams & Wilkins. p. 234. ISBN 978- สภุ าภัทร ทนเถอ่ื น, (2553). การศกึ ษาความเครยี ดและวธิ ี 0-7817-3481-3. Cornell University. (2008). เผชญิ ความเครยี ดของนักเรยี นมธั ยมศึกษาตอนปลาย. Saponins. Retrieved 28 November 2018. From (วิทยานิพนธวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต). กรงุ เทพฯ : https://en.wikipedia.org/ wiki/Saponin. มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ Croí Heart & Stroke Centre. (2014). Look after สุดารตั น สกลุ คู และ เมวิกา ชยั ฤทธ. (2557). สารตาน yourself - be healthy!. The Balanced Guide to อนุมลู อสิ ระในใบและดอกเมาหลวงตวั ผ.ู รายงาน Healthy Eating. 2014. 2-3. ผลการวจิ ยั . สกลนคร : มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช Cynthia M, Ricardo M, José A, Pereira, Paula G and มงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร. Paula B. (2017). Antimicrobial activity of อรษุ า เชาวนลขิ ติ . (2554). การสกดั และวธิ กี ารวิเคราะห endophytic fungi from olive tree leaves, World แอนโทไซยานิน. (วิทยานพิ นธวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต). J Microbiol Biotechnol. 33-46. คณะเทคโนโลยีและนวตั กรรมผลติ ภณั ฑการเกษตร. Da Cheng Hao, Xiao-JieGu and Pei GenXiao. (2015). กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ Phytochemical and biological research of Abraham, Klaus Gürtler, Rainer, Berg, Katharina, Cannabis pharmaceutical resources Chemistry. Heinemeyer, Gerhard, Lampen, Alfonso, Appel Biology and Omics. 431-464. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

517 David E. Thurston. (2007). Pharmaceutical Krishnaveni Marimuthu. Nandhini Nagaraj and Chemistry Journal. Chemistry and Dhanalakshmi Rav. (2014). GC-MS Analysis of Pharmacology of Anticancer Drugs. Volume Phytochemicals, Fatty acids and Antimicrobial 12. 371–373 Potency of Dry Christmas Lima Bean. Fahey J, Zalcmann A and Talalay P. (2001). The Kumari Sita O. and Nirmala Babu Rao. (2015). chemical diversity and distribution of Phytochemical analysis of piper betel leaf glucosinolates and isothiocyanates among extract. World. journal of pharmacy and plants, Phytochemistry, Volume 56.5-51 pharmaceutical sciences, 4 (1), 699-703. G. G. Malanina and et al. (1978). Autoxidation L. Bogacz-Radomska and J.Harasym, (2018). “β- reaction of pseudodiosgenin diacetate”, Carotene-properties and production Pharmaceutical Chemistry Journal. Volume 12, methods”, Food Quality and Safety, 1-6. 371–386. Lijiao Kan, Shaoping Nie, Jielun Hu, Zhouyilin Liu, Herr I and Buchler M. (2010). Dietary constituents Mingyong Xie. (2016). Antioxidant activities of broccoli and other cruciferous vegetables: and anthocyanins composition of seed coats implications for prevention and therapy of from twenty-six kidney bean cultivars. cancer. Cancer Treat Rev. 377-383. Functional Foods. 622-631. Hostettmann K and A. Marston. Manfred Eggersdorfer. (2018). Carotenoids in (1995). Saponins. Cambridge: Cambridge human nutrition and health, Archives of University Press. p.3ff. ISBN 978-0-521-32970-5. Biochemistry and Biophysics Volume 652. 18- 26. Jorjong S, Butkhup L and Samappito S. (2015). Phytochemicals and antioxidant capacities of Marais, J. P. J., Deavours, B., dixon, R. A., and Mao-Luang (Antidesma bunius L.) cultivars Fereria, D. (2007). The Stereochemistry of from Northeastern Thailand. Food Chem. Flavonoids, 1-35, in E. Grotewold (ed.), The 2015; 181: 248-255. Science of Flavonoids. Springer Press, New York. Kukongviriyapan U, Kukongviriyapan V, Pannangpetch P, Donpunha W, Sripui J, Sae- Michelle Mostrom Tim J.Evans Veterinary Eaw A, Boonla O. (2015). Mamao pomace Toxicology (Third Edition). (2018). extract alleviates hypertension and oxidative Phytoestrogens, Author links open overlay stress in nitric oxide deficient rats. Nutrients. panel. Basic and Clinical Principles. 2018. 817- 2015; 7(8): 6179–6194. 833 American Society of Pharmacognosy, San Diego, Middleton, E., Jr., Kandaswami, C., and Theoharides, CA. T. C. (2000). The effects of Plant and cancer. Pharmacological Reviews, 52, 673-751. Papas, A.M. (1999). CRC Press. London: New York, Washington. 211-231. Paul Gates, (2018). Gas Milda E.Embuscado. (2015). Spices and herbs: chromatography mass spectrometry (GC/MS). Natural sources of antioxidants – a min review. Techniques. Search 28 November 2018. From Journal of Functional Foods, Volume 18, Part B, http://www.bris.ac.uk/nerclsmsf/techniques/gc 811-819. ms.html. Pan, L, Matthew, S., Chai, H.-B., Ninh, T. N., Kleinholz, Patterson. (2006). Phytosterols and stanols: Topic N. M., Green-Church, K. B. Soejarto, D. D., 10075E (PDF). Agriculture and Agri-Food Carcache de Blanco, E. J., & Kinghorn, A. D. Canada, Government : Canada. (2011). Isolation and analysis of aristolochic acid I and other compounds from the roots and other plant parts of Antidesma bunius. In Presentation at the 52nd Annual Meeting of the การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

518 สมบตั ิทางเคมี กายภาพ ของแปงเทา ยายมอม และสมบัตทิ างประสาทสมั ผัสของผลิตภัณฑ PHYSIO-CHEMICAL PROPERTIES OF TAO YAI MOM FLOUR AND SENSORY PROPERTIES OF PRODUCT พัชราภรณ แสงโยจารย, จนั ทรเ ฉดิ ฉาย สังเกตกจิ *, ภวู พิ ฒั น เกยี รตสิ์ าคเรศ, ธนภัทร นมสั ไธสง, ณชิ าภา สารธยิ ากลุ และ จักรนิ ทร สนุกแสน Pacharaporn Sangyojarn, Chancherdchai Sangketkit*, Puwipat Kiatsakared, Thanaphat Namasthisong, Nichapa Sarthiyakul and Jakkarin Sanuksan มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสรุ ินทร Rajamangala University of Technology Isan, Surin Campus บทคดั ยอ จากการศึกษาสมบัติทางเคมีและกายภาพของหัวเทายายมอมและแปงเทายายมอม และการพัฒนาผลติ ภณั ฑอาหารจากแปง เทายายมอม พบวา หัวเทายายมอมท่ีปอกเปลือกและแปงเทายายมอมมีความช้ืน ไขมัน โปรตีน เย่ือใย เถา คารโบไฮเดรตท่ี รางกายยอยได คารโบไฮเดรตทั้งหมด และสตารชทั้งหมด 65.79, 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34, 22.22 และ 6.83 เปอรเซ็นตตามลําดับ และ 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39,85.18 และ 80.56 เปอรเซน็ ตต ามลําดบั แปงเทา ยายมอ ม มีปริมาณอะไมโลส 18.69 เปอรเซ็นต คาวอเตอรแอกติวิตี 0.29 คาสี N 9/0.5 สีขาว ออกซาเลทท่ีมีในหัวเทายายมอมและ แปงเทายายมอมสว นใหญอ ยใู นรปู ของออกซาเลทท่ีละลายนา้ํ ได ปริมาณออกซาเลททั้งหมดในหัวเทายายมอมท่ีมเี ปลือกมีคา มากกวา หวั เทายายมอมท่ีปอกเปลือก 3.17 และ 1.70 เปอรเ ซ็นตโ ดยนาํ้ หนกั สดตามลาํ ดับ แปง เทา ยายมอ มมีปรมิ าณออกซา เลทท้ังหมด 0.16 เปอรเซ็นต พฤติกรรมความหนืดของแปงเทายายมอมมีลกั ษณะคลายกบั แปงมันสําปะหลงั มีคาความหนดื สงู สุด (peak) เบรกดาวน (breakdown) ความหนืดสุดทา ยของชว งการทาํ ใหเย็น (final viscosity) และเชตแบคก (setback) มีคา1718.70, 1040.30, 1093.00 และ 409.33 BU และอุณหภูมเิ รม่ิ เกิดเพสท คือ 69.83 องศาเซลเซียส อยางไรก็ตามแปง เทายายมอมมีความคงตัวของเจลดีกวาแปงมันสําปะหลัง ซึ่งมีเปอรเซ็นตความหยอนโคง 25.11 และ 55.94 เปอรเซ็นต ตามลาํ ดบั จากการทดลองผลติ ขนมบัวหมิ ะจากแปงเทายายมอมโดยการทดแทนแปงขาวเจา 30, 40, 50 และ 60 เปอรเ ซ็นต ของปริมาณแปงขาวเจา การประเมินทางประสาทสัมผัสโดยใชผูทดสอบชิมท่ีไมไดผานการฝกท้ังหมด 30 คน ใชวิธีทดสอบ แบบ 9 - point hedonic scale พบวา ขนมบัวหิมะจากแปงเทายายมอมไดรับการยอมรับในดานกลิ่น รสชาติ เน้ือสัมผัส ลักษณะภายนอก และความชอบโดยรวม ไมแตกตางกันทางสถิติ (p>0.05) กับขนมบัวหิมะท่ีใชเฉพาะแปงขาวเจาโดยมี ความชอบอยูระหวาง 6.50 – 7.56 ซง่ึ หมายถงึ ชอบปานกลางถึงชอบมาก Abstract Physio-chemical properties of tubers and flour of Tao Yai Mom (Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze) and food development of the flour were studied and found that the contents of moisture, fat, protein, fiber, ash, digestible carbohydrate, total carbohydrate and total starch in peeled tubers and flour were 65.79, 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34, 22.22 and 6.83 percentages respectively and 12.85, 0.55, 0.81, 2.79, 0.61, 82.39, 85.18 and 80.56 percentages respectively. The content of amylose in flour was 18.69 percentages, the values of water activity and color were 0.29 and N 9/0.5. Oxalates in tubers and flour were mostly found in the form of water soluble oxalates. Total oxalates in whole tubers were higher than peeled tubers with the values of 3.17 and 1.7 percentages respectively. The flour contained only 0.16 percentages. Pasting rheology of Tao Yai Mom flour was similar to tapioca flour. The values of the peak, breakdown, final viscosity and setback were 1718.7, 1040.3, 1093.0and409.33 BU respectively. The pasting temperature was 69.3 ºC. However, the stability of gel of Tao Yai Mom flour was better than tapioca flour with percentages of sag of 25.11 and 55.94 respectively. Food product called “Bua Hima” was developed by replacing rice flour with Tao Yai Mom flour of 30, 40, 50 and 60 percentages. Sensory evaluation using 9 - point hedonic scale test by 30 untrained panelists showed that “Bua Hima” from Tao Yai Mom flour were accepted in oder flavour, การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

519 texture, appearance and overall preference not significantly different from that made from whole rice flour. The liking scores were 6.50 – 7.56, meaning moderate to most preference. คาํ สาํ คัญ: เทา ยายมอ ม, แปง , ออกซาเลท, ความหนืด, เจล Keywords: Tacca leontopetaloides, flour, oxalate, viscosity, gel *ตดิ ตอนักวจิ ยั : จันทรเฉดิ ฉาย สงั เกตุกจิ (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Chancherdchai Sangketkit (E-mail: [email protected]) บทนาํ พร (2546) พบวาแปงเทายายมอมมีองคประกอบทางเคมี เทายายมอมเดิมจัดในวงศเนระพูสีไทย(Taccaceae) ไดแก ไขมัน เสนใยหยาบ โปรตีน เถา และคารโบไฮเดรต 0.03, 0.41, 0.05, 0.15 และ 99.36 เปอรเซ็นตโดยนํ้าหนัก แตปจจุบันจัดรวมในวงศกลอย ( Dioscoreaceae ) มีช่ือ แหง ตามลําดับ ปติพร (2546) สุมาลี และเสกสรร (2547) วิทยาศาสตรวา Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze และ Flach and Rumawas (1996) พบวา แปงเทายายมอม เปนพชื ท่ีมหี วั มีชอ่ื เรยี กอน่ื ๆ วา ไมเทาฤาษี (ภาคกลาง) บุก มีปริมาณอะไมโลส 28, 22 และ 20 -30 เปอรเซ็นต รอ (ตรัง) และสิงโตดํา (กรุงเทพ) พืชชนิดนี้คาดวามีถ่ิน ตามลําดับ ปตพิ ร (2546) พบวา อณุ หภมู ิเริม่ ตน ในการเกิดเจ กําเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต กระจายพันธุตั้งแต ลาติไนซของแปงเทายายมอมเทากับ 68 องศาเซียลเซียส เจ แอฟริกา เอเชีย โอเชียเนียจนถึงเกาะในมหาสมุทรแปซิฟก ลแปงเทายายมอมและเจลแปงมันสําปะหลังมีลักษณะ จนเปนพืชทองถ่ินในทวีปแอฟริกา เอเชียใต เอเชีย คลายกนั โดยทีเ่ จลแปง เทายายมอมมคี าYoung’s modulus ตะวันออกเฉียงใต ออสเตรเลียเหนือ นิวกินี ซามัว หมูเกาะ ท่ีชวงคาความเครียดนอยกวา 0.2 เทากับ 3.94 kPa และ มี ไมโครนเี ซีย และฟจ ิ เทายายมอมเปนไมล ม ลุกอายยุ นื พืชใบ คาระดับความสามารถในการคืนตัวสูสภาพเดิม 67.36 เลย้ี งเดีย่ วทเ่ี ปน พืชลมลุกหลายป มลี ําตน ใตดนิ สะสมอาหาร เปอรเซน็ ต ในประเทศไทยพบ 2 สายพันธุ คือ พันธุสีเขียวและพันธุสี มวง พบเทายายมอม คอนขางหนาแนนในปาบริเวณชายฝง นยิ มนาํ แปง เทา ยายมอมผสมกับแปง ชนิดอ่นื ๆ เชน ผสม ทะเลภาคตะวันออกและภาคใตและพบอยูอยางกระจัด กับแปงมันสาํ ปะหลัง แปงขาวโพด และแปงขาวเจา เพ่ือให กระจายในปาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไมมีรายงานวามี ไดอาหารที่มีความเขมเหนียวและเปนมันวาว เชน ขนมชั้น การปลูกเพ่ือการคามีการเจริญเติบโตเปน 2 ชวง คือชวง ขนมกลวย ขนมชอมวง ขนมวุนกรอบ ขนมฟกทอง ขนมถวย เจริญเติบโตทางตน ประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือน หนากะทิ ลอดชองกะทิ กะละแม ขาวเกรียบปากหมอ ตุลาคม และชวงพักตัวประมาณเดือนพฤศจิกายน เปนตน ครองแครงกะทิ เตา สวน ทบั ทิมกรอบ บัวลอย ใชผ สมกับแปง ไป เจริญเติบโตไดดีในสภาพรมเงาตนไมในปาโปรงท่ีเปน ถ่ัวเขียวเพื่อทําซาหริ่ม หรือนํามาผสมกับแปงเผือกและแปง ดินทรายหรือดินรวนทราย ท่ีมีระบบระบายน้ําดี และ สาลีเพื่อทําขนมเคก ขนมพุดด้ิง และขนมปง สําหรับอาหาร คอนขางทนแลง ไมมีลําตน เหงาใตดินเปนหัวกลมแบนหรือ คาวนาํ มาใชเ ปนสว นผสมในราดหนา กระเพาะปลา หอยทอด รีกวาง เปลือกหัวบาง ผิวเรียบ เมื่อออนสีขาว แกแลวเปนสี เปนตน เทายายมอม เปนพืชชนิดหนึ่งที่เสี่ยงตอการสูญ เทาหรือสีน้ําตาล เน้ือหัวสีขาว ฉ่ําน้ําเล็กนอย ดอกสีเหลือง พันธุ คณะผูวิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาสมบัติทางเคมี หรือเขียวแกมมวงเขม ผลสีสมออน มีเมล็ดมาก เนื้อผล และกายภาพ ความสามารถในการยอยของแปงเทายายมอ ม หามๆ เมล็ดแบน หัวสดรับประทานไมได มีรสขม แต และพัฒนาผลิตภัณฑจากแปงเทายายมอม เพื่อเปนแนวทาง สามารถสกดั แปง มาใชประโยชนไ ด (พชั ราภรณ, 2543) ในการนําแปงเทายายมอมไปใชประโยชนตอไป งานวิจัยน้ี เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช สุมาลี และเสกสรร (2547) พบวาหัวเทายายมอมมี อันเน่ืองมาจากพระราชดาํ รฯิ ความช้ืน ไขมัน โปรตีน เย่ือใย เถา และคารโบไฮเดรตที่ อุปกรณแ ละวิธกี ารทดลอง รางกายยอยได 65.56, 0.20, 3.50, 6.30, 9.01 และ 21.73 1. ศึกษาสมบตั ทิ างเคมขี องหวั เทายายมอมท้ังมเี ปลือกและ เปอรเซ็นต ตามลําดับ แปงเทายายมอมมีโปรตีน ไขมัน ไมมีเปลือก วิเคราะหองคประกอบหลักทางเคมี ไดแก คารโบไฮเดรต เถา เสนใยและความช้ืน 5.1, 0.143, 73.96, ความชนื้ โปรตนี ไขมัน เถา เยือ่ ใย คารโ บไฮเดรต และสตารช 8.8, 0.3 และ 12 เปอรเซ็นต ตามลําดับ Flach and (AOAC, 2005) วิเคราะหหาสารประกอบออกซาเลต Rumawas (1996) พบวา แปงเทายายมอมมีปริมาณ (Oxalate) ท่ีละลายน้ําและไมละลายน้ํา โดยวิธีการไตเตรท คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ไฟเบอร เถา และเซลลูโลส 89.4, 5.1, 0.2, 8.8, 3.2 และ 2.1 เปอรเ ซ็นตต ามลาํ ดบั ปต ิ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

520 กับสารละลายมาตรฐาน โปแทสเซียมเปอรแมงกะเนต คุณภาพทางดานกลิ่น รสชาติ เน้ือสัมผัส ลักษณะภายนอก (KMnO4) ดดั แปลงจากวธิ ีการของ Abaza et. al. (1986) และความชอบโดยรวม โดยใชวิธีทดสอบแบบ 9 - point 2. ศึกษาสมบัตทิ างกายภาพและทางเคมขี องแปง hedonic scale ใชผูทดสอบชิมที่ไมไดผานการฝก 30 คน มี เทายายมอม เกณฑการใหคะแนนคือ 1 = ไมชอบมากที่สุด, 2 =ไมชอบ มาก, 3 = ไมชอบปานกลาง, 4 = ไมชอบเล็กนอย, 5 = เฉย, 2.1 การเตรยี มแปง เทา ยายมอม นาํ หัวเทายายมอมมา 6 = ชอบเล็กนอย, 7 = ชอบปานกลาง, 8 = ชอบมากและ 9 ลางทําความสะอาด ปอกเปลือกและห่ันเปนชิ้นเล็กๆ ช่ังหวั = ชอบมากที่สดุ เทายายมอม 1 กิโลกรัม น้ํา 3 ลิตร ทําการปนละเอียดนาน 4. การวิเคราะหทางสถิติ โดยวางแผนการทดลองแบบแบบ 3 นาที กรองดวยผาขาวบาง 2 รอบ ท้ิงใหแปงตกตะกอน สุมอยางสมบูรณ (Completely Randomized Design: นาน 3 ช่ัวโมง แลวเปลี่ยนนํ้าใหม โดยใชน้ํา 3 ลิตร หมักท่ี CRD) สําหรับสมบัติทางกายภาพและทางเคมี สวนการวาง อุณหภูมิหอง 24 ช่ัวโมง รินน้ําออกแลวเติมน้ํา 3 ลิตร หมัก แผนทดลองแบแบบบล็อกสุม (Randomized Completely ไวใหตกตะกอน 3 ชั่วโมงแลวเทนํ้าทิ้ง แปงท่ีไดนําไปอบใน Block Design: RCBD) ใชสําหรับการทดสอบทางประสาท ตูอบลมรอนท่ีอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส นาน 24 ช่ัวโมง สัมผัส วิเคราะหขอมูลเพื่อหาความแตกตางทางสถิติ โดย แลวบดใหละเอียด รอนผานตะแกรงขนาด 80เมซ บรรจุใน วิเคราะหความแปรปรวน (Analysis of Variance, ANOVA) ถุงฟอยดสภาวะสญุ ญากาศ ที่ระดับความเช่ือม่ันรอยละ 95 (p<0.5) และเปรียบเทียบ ความแตกตา งของคา เฉลย่ี โดยวธิ ี Dancan’s New Multiple 2.2 การตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพของแปง Range Test (DMRT) เทายายมอม โดยเปรียบเทียบกับแปงขาวโพด และแปงมัน ผลและวจิ ารณผลการทดลอง สําปะหลัง ดังน้ี วัดคาสี โดยใชหนังสือมันเซลล (Munshell 1. ผลการศึกษาสมบตั ทิ างเคมขี องหัวเทายายมอมและแปง book) และคาวอเตอรแอกติวิตี้ (Water activity, Aw) เทา ยายมอ ม ตรวจสอบเม็ดสตารชโดยใชกลองจุลทรรศน (Microcopic examination) วัดความคงตวั ของเจลโดยการวัดเปอรเซน็ ต จากการศึกษาองคประกอบหลักทางเคมีของหัวเทา ความหยอนโคงโดยดัดแปลงจากวิธีการของ ศิริลักษณ เ ท า ย า ย ม อ ม ท้ั ง มี แ ล ะ ไ ม มี เ ป ลื อ ก เ ป รี ย บ เ ที ย บ กั บ แ ป ง (2522) และพฤติกรรมความหนืดของแปงโดยใชเคร่ือง เทายายมอมพบวาหัวเทายายมอมมีความช้ืนสูง หัวมีเปลือก Brabender amylograph และไมมีเปลือกมีปริมาณความชื้น68.89 และ 65.79 เปอรเซ็นต ตามลําดับ มีปริมาณไขมัน0.63 เปอรเซ็นตไม 2.3 การตรวจสอบคุณภาพของแปงทางเคมี ดังน้ี แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) หัว วิเคราะหองคประกอบหลักทางเคมี ไดแก ความชื้น โปรตนี เทายายมอมรวมทั้งเปลือกมีปริมาณเย่ือใยมากกวาหัว ไขมัน เถา เยือ่ ใย คารโ บไฮเดรต และสตารช (AOAC, 2005) เทายายมอมท่ีปอกเปลือกและแปง หัวเทายายมอมที่ปอก ปริมาณอะไมโลส (Amylose) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ เ ป ลื อ ก แ ล ว มี ค ว า มช้ื น ไ ข มั น โ ป ร ตี น เ ยื่ อ ใย เ ถ า Julaino (1971) สารประกอบออกซาเลต (Oxalates) โดย คารโบไฮเดรตท่ีรางกายยอยได และคารโบไฮเดรตท้ังหมด ดัดแปลงจากวิธีการของAbaza et al. (1986) ปริมาณ 6 5 . 7 9 , 0.63, 4.23, 6.59, 7.13, 17.34 แ ล ะ 2 2 . 2 2 สตารชท้ังหมด (Total Starch) โดยดัดแปลงจากวิธีการของ เปอรเซ็นต ตามลําดับ สวนแปงเทายายมอมมี12.85, 0.55, AOAC Official Method 996.11 (2005) 0.81, 2.79, 0.61, 82.39 และ 85.18เปอรเซ็นต ตามลําดับ 3. พฒั นาผลติ ภณั ฑอ าหารจากแปงเทา ยายมอ ม ปรมิ าณสตารช ทง้ั หมดของหวั เทา ยายมอมทมี่ ีและไมม ีเปลือก มีคา 7.50 และ 6.83 เปอรเซ็นตโดยนํ้าหนักสด ตามลําดับ คัดเลือกสูตรในการผลิตขนมบัวหิมะโดยใชสูตรอางอิง สวนแปงเทายายมอมมีสตารชทั้งหมด 80.56 เปอรเซ็นต จํานวน 3 สูตร วัตถุดิบท่ีใชในการผลิตขนมบัวหิมะ ไดแก (ตารางที่ 1) แปงขาวเจา แปงขาวเหนียว แปงตราวาว นมสด นมขน หวาน นํ้าตาลทราย และนํ้ามันพืช แลวศึกษาการใชแปง เทายายมอมทดแทนแปงขาวเจา ในปริมาณ 0, 30, 40, 50 และ 60เปอรเซ็นตโดยน้ําหนักของแปงขาวเจา ทดสอบ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

521 ตารางที่ 1 องคป ระกอบหลักทางเคมขี องหวั เทายายมอ มและแปงเทา ยายมอ ม เปอรเซน็ ตโ ดยน้าํ หนกั สด องคประกอบทางเคมี หัวเทา ยายมอ มมี หัวเทายายมอมไมม ี แปงเทายายมอม เปลือก เปลือก 12.85±0.16c ความชน้ื 68.89±0.46a 65.79±0.46b 0.55±0.03b ไขมัน 0.63±0.05a 0.63±0.21a 0.81±0.10c โปรตีน 4.69±0.64a 4.23±0.37b 2.79±0.03c เยื่อใย 6.59±0.49a 4.88±0.14b 0.61±0.15b เถา 7.45±0.76a 7.13±0.18a 82.39±0.26a คารโ บไฮเดรตที่รางกายยอยได 12.95±0.70c 17.34±0.22b 85.18±0.27a คารโบไฮเดรตทัง้ หมด 18.64±0.92c 22.22±0.12b 80.56±0.29a สตารช ท้งั หมด 7.50±0.04b 6.83±0.36c 18.69±1.50 อะมิโลส -- หมายเหตุ คา เฉลี่ยในแถวเดียวกนั ที่มตี วั อกั ษรตางกนั แสดงวา มคี วามแตกตางกันอยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ิ (p ≤0.05) ปริมาณออกซาเลตที่มีในหัวเทายายมอมและแปง องุนปา ทําใหปริมาณออกซาเลตลดลงมากกวา 80 เทายายมอมสวนใหญอ ยูในรปู ของออกซาเลตท่ีละลายนํ้าได เปอรเซ็นต ทําใหไวนไมมีรสเฝอน หรือคันระคายคอเหมือน ปริมาณออกซาเลตท้ังหมดในหัวเทายายมอมท่ีมีเปลือกมีคา การรบั ประทานผลองนุ ปา สดทีม่ ีปริมาณออกซาเลตสงู มากกวาหัวเทายายมอมที่ปอกเปลือก คือ 3.17 และ 1.70 เปอรเซ็นต (3170 และ 1700 มลิ ลิกรมั ตอ 100 กรัม) และมี ออกซาเลทพบไดท่ัวไปในพืช อาจพบในลักษณะที่เปน ปริมาณออกซาเลตที่ละลายน้ําได 2.62 และ 1.45 ผลึกไมละลายนํ้าในรูปของแคลเซียม หรือ แมกนีเซียมออก เปอรเซ็นตโดยน้ําหนักสด ตามลําดับ (2620และ 1450 ซาเลท(Calcium or Magnesium oxalate) และในรูปของ มิลลกิ รมั ตอ 100 กรัม)ปรมิ าณออกซาเลตลดลงมากเม่อื ปอก กรดออกซาลิกโปตัสเซียมแอมโมเนียม หรือโซเดียมออกซา เปลือกออก และแปรรูปเปนแปง โดยปริมาณออกซาเลต เ ล ท (Potassium, Ammonium or Sodium oxalates) ท่ี ลดลง 46.37 เปอรเซ็นต และ 94.95 เปอรเซ็นต ตามลําดบั ละลายน้ําได (Bradburyand Halloway, 1988; Libert แปงเทายายมอมมีปรมิ าณออกซาเลตทั้งหมดประมาณ 0.16 and Franceschi, 1987 ; Concon, 1988) พืชแตละชนิด เปอรเซ็นต (160 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) และอยูในรูปออก มีปริมาณออกซาเลทแตกตา งกัน พืชท่ีมีปริมาณออกซาเลท ซาเลตที่ละลายน้ําได และไมละลายนํ้า 0.11 และ 0.05 สูง ไดแก ใน 100 กรัม ของนํ้าหนักสด ผักขม (Spinach) เปอรเซ็นตตามลําดบั (110 และ 50 มิลลิกรัมตอ 100 กรัม) มี ออกซาเลท 320 – 1260 มิลลิกรัมนวิ ซีแลนดแ ยมมี 80 – คิดเปน 68.75 และ 31.25 เปอรเซ็นตของออกซาเลต 194 มิลลิกรัม ใบชา (Tea) มี 375 – 1450 มิลลิกรัมชอก ทั้งหมด (ตารางท่ี 2) ซึ่งหัวเทา ยายมอมจดั เปน พืชทีม่ ปี ริมาณ โกแลต มี 117 – 124 มิลลิกรัม และเผือก (Taro) มี 60 – ออกซาเลตสงู มาก อาจเปน อนั ตรายถึงชวี ติ ถารับประทานสด 65 มิลลิกรัมเปนตน สวนพืชที่มีปริมาณออกซาเลทนอย (Fassett, D.W. 1973; Hodgkinson, 1977) อยางไรก็ตาม ไดแกพวกธัญพืชและผลไมตางๆ เชน ใน 100 กรัม ของ การปอกเปลือกทาํ ใหป ริมาณออกซาเลทลดลง เพราะออกซา น้ําหนักสด พบออกซาเลทในกลวย 0.7 มิลลิกรัม แอปเปล เ ล ต มี ใน เ ป ลื อ ก ม าก (Libert and Franceschi, 1987 ; 1.5 มิลลิกรัมและ ขาวโพด 9.1มิลลิกรัม(Libert and Concon, 1988) การแปรรูปเปนแปงทําใหปริมาณออกซา Franceschi, 1987 ; Concon, 1988 ; Sangketkit et. al., เลตลดลงมาก ในชว งการหมกั น้ําแปงและลา งแปง ทาํ ใหออก 2001) ซ่ึงในพืชแตละชนิดมีปริมาณออกซาเลทที่ละลายนํ้า ซาเลตที่ละลายนํ้าไดละลายออกมา และในชวงการหมักจุ ไดและไมละลายน้ําในสัดสวนที่แตกตางกันไป เชน ในแยม ลิยทรีย ไดแก ยีสตสามารถใชออกซาเลตเปนแหลงของ (Dioscorea spp.) มีออกซาเลทที่ละลายน้ําได เพียง 11 – ค า ร บ อ น ช ว ย ใ น ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต แ ล ะ ส ร า ง พ ลั ง ง า น 24 เปอรเซ็นต ในขณะที่มันเทศมีถึง 64 เปอรเซ็นต ในมัน Sangketkit (2010) พบวา การหมักองุนปาเพ่ือผลิตเปนไวน ฝร่ังมี 50 เปอรเซ็นต (Holloway et. al., 1989; Jiru and Urga, 1995) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

522 ตารางที่ 2 ปรมิ าณออกซาเลตของหวั เทายายมอ มและแปงเทายายมอม เปอรเ ซน็ ตอ อกซาเลตโดยนาํ้ หนักสด สงิ่ ท่ที ดลอง ของแข็งทั้งหมด ออกซาเลตทัง้ หมด ออกซาเลต ออกซาเลต (%) ท่ีละลายน้าํ ได ท่ไี มละลายนํ้า หัวเทายายมอมมีเปลือก 31.11±0.46c 3.17±0.02a 2.62±0.01a 0.55±0.03a หวั เทายายมอ มไมม ี 34.21±0.46b 1.70±0.01b 1.45±0.03b 0.25±0.02b เปลือก แปง เทา ยายมอ ม 87.15±0.16a 0.16±0.01c 0.11±0.01c 0.03±0.02c หมายเหตุ คา เฉลยี่ ในคอลัมนเ ดยี วกนั ทีม่ ีตัวอกั ษรตางกัน แสดงวา มคี วามแตกตางกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถิติ (p≤0.05) 2. ผลการศกึ ษาสมบตั ิทางกายภาพของในแปง เ ท า ย า ย ม อ ม แ ล ะ แ ป ง มั น สํ า ป ะ ห ลั ง มี ค า เ บ ร ก ด า ว น เทา ยายมอ ม (breakdown) ไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) และมีคามากกวาแปงขาวโพด คือ 1040.30, คาวอเตอรแอกติวิตีของแปงเทายายมอ มมีคาตํา่ สดุ คือ 1022.30 และ 409.00BUตามลําดับ แปงขาวโพดมีคา 0.29 สวนแปง มันสําปะหลงั และแปงขา วโพดมีคา 0.52 และ อุณหภูมิเร่ิมเกิดเพสทมากท่ีสุด คือ 69.83ºC สูงกวาแปงมัน 0.54 ตามลําดับ แปงทั้งสามชนิดทีคาสี N 9/0.5 สีขาว จาก สาํ ปะหลงั แตไ มแ ตกตา งอยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ (p>0.05) การติดตามพฤติกรรมความหนืดของแปง ตลอดชวงการให กับแปงเทา ยายมอม 63.83ºC และ 69.83ºC ตามลําดับ ความรอนและการทําใหเย็นพบวาคุณสมบัติแปงเปยก (ตารางท่ี 3) คาความคงตัวของเจล โดยวัดเปนเปอรเซ็นต (Pasting properties) แตละชนิด พบวา คาความหนืดสูงสุด ค ว า ม ห ย อ น โ ค ง (Percentage of sag) ข อ ง เ จ ล แ ป ง (Peak) คาเบรกดาวน (Breakdown) ความหนืดสุดทายของ เทายายมอมเปรียบเทียบกับแปงขาวโพดและแปงมัน ชวงการทําใหเย็น (Final viscosity) ความหนืดที่กลับสูง สําปะหลงั พบวาเปอรเซน็ ตความหยอนโคง มีความแตกตา ง ขึ้นมาอีก (Setback) และอุณหภูมิเร่ิมเกิดเพสท (Pasting กันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) แปงท่ีมีเปอรเซ็นต temperature) แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ความหยอนโคงนอยแสดงถึงการมีความคงตัวของเจลสูง ซึ่ง (p≤0.05) แปงมันสําปะหลังมีคาความหนืดสูงสุด (Peak) แปงขาวโพดมีเจลที่มีความคงตัวดีที่สุด รองลงมาคือแปง ความหนืดสุดทายของชวงการทําใหเย็น (Final viscosity) เทายายมอม สวนแปงมันสําปะหลังเจลไมมีความคงตัว ไม และความหนืดที่กลับสูงขึ้นมาอีก (Setback) มากที่สุดคือ สามารถคงรูปได เปอรเซ็นตความหยอนโคง มีคา 5.46, 1791.30, 1022.30, 1358.30 แ ล ะ 581.67 Brabender 25.11 และ 55.94 ตามลําดบั Unit (BU) ตามลําดับ สวนแปงขาวโพดมีคาตํ่าที่สุด คือ 985.67, 409.00, 940, และ 358.00 BU ตามลําดับ แปง ตารางที่ 3 คุณสมบตั แิ ปงเปย กของแปง ขา วโพด แปง มันสําปะหลัง และแปง เทา ยายมอ ม สง่ิ ท่ีทดลอง Peak Breakdown Final viscosity Setback Pasting temperature (BU) (BU) (BU) (BU) (ºC) แปงขาวโพด 985.67±17.89c 409.00±18.68b 940.00±13.20c 358.00±13.11c 69.83±3.58a แปง มันสําปะหลงั 1791.30±25.42a 1022.30±22.94a 1358.30±17.24a 581.67±14.50a 63.83±0.15b แปง เทา ยายมอม 1718.70±7.77b 1040.30±5.86a 1093.00±34.07b 409.33±30.27b 66.96±0.15ab หมายเหตุ คาเฉล่ียในคอลมั นเดยี วกนั ทมี่ ตี ัวอกั ษรตางกัน แสดงวา มคี วามแตกตา งกันอยางมีนยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p≤0.05) แปงขาวโพดมีความคงตัวของเจลดีท่ีสุด เพราะมี ไฮโดรเจนทําใหเกิดสภาพการจดั เรียงตัวของโมเลกุลข้ึนใหม ปริมาณอะไมโลสสูง (38 เปอรเซ็นต) สวนแปงมันสําปะหลัง แปงแตละชนิดมีอัตราการคืนตัวของนํ้าแปงสุกแตกตางกัน มีอะไมโลสตํ่า (ประมาณ 17 – 19 เปอรเซ็นต) ดุษฎี และ โดยทั่วไปแปงจากราก หัวมีอัตราการคืนตัวชากวาแปงจาก นองนุช (ม.ป.ป.) กลาววาการคืนตัวของแปงสุกเปน ธัญพืช ท้ังนี้เปนเพราะแปงจากราก/หัวเมื่อไดรับความรอน ปรากฎการณท่ีเกิดขึ้นเมื่อนํ้าแปงสุกซ่ึงรอนมีอุณหภูมิลด จะพองตัวมากและเร็ว และเม็ดแปงแตกงายทําใหโมเลกุล ตํ่าลงขณะที่อุณหภูมิลดลงโมเลกุลอิสระของอะไมโลสซึ่งอยู แปง ทัง้ หมดกระจายอยูทั่วไปในนาํ้ แปงยากท่ีโมเลกลุ อะไมโล ใกลกันจะเคล่ือนที่เขามาใกลกันและจับตัวกันดวยพันธะ สจะมาจัดเรียงตัวกันไดใหม แตแปงจากธัญพืชเมื่อไดรับ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”