Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

282 ธวชั ชัย สันติสขุ . 2543. พชื ถ่ินเดียวและพืชหายากของ Khumgratok, S., Wongpakam, K. and Kanchanama- ประเทศไทย. สํานักงานเสรมิ สรางเอกลกั ษณของชาติ. yoon. W. 2010. Edible Plants in Cultural Forest กรุงเทพฯ. of Northeastern Thailand. Secretariat of the Convention on Biological Diversity (2005). ธวชั ชัย สันติสุข. 2548. พืชถิ่นเดยี วและพชื หายากของ WORKING TOGETHER FOR BIODIVERSITY: ประเทศไทย. โครงการบรหิ ารจดั การความหลากหลาย REGIONAL AND INTERNATIONAL INITIATIVES ทางชวี ภาพ ดา นปาไมและสตั วปา แบบบรู ณาการเพื่อ CONTRIBUTING TO ACHIEVING AND MEASURING การอนรุ ักษแ ละพัฒนาการใชป ระโยชนอ ยา งยั่งยนื . PROGRESS TOWARDS THE 2010 TARGET. กรมอุทยานแหงชาติสตั วป า และพนั ธพุ ืช. กรงเทพฯ. Abstracts of Poster Presentations at the tenth meeting of the Subsidiary Body on Scientific, สาํ นกั หอพรรณไม. 2551. สํานักวจิ ยั การอนรุ กั ษปาไมแ ละ Technical and Technological Advice of the พันธพุ ชื กรมอุทยานแหงชาติสัตวป าและพันธุพชื .ชุมนมุ Convention on Biological Diversity. Montreal, สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย, กรุงเทพฯ. SCBD, (CBD Technical Series no 17). 136 p. สาํ นกั งานหอพรรณไม. 2557. ช่อื พรรณไมแหงประเทศไทย Maniu, A.I and Dragan, I.M. 2013. Snowball เตม็ สมิตินนั ท ฉบบั แกไ ขเพ่ิมเตมิ พ.ศ. 2557. Sampling Completion. Journal of Studies in กรงุ เทพฯ: สาํ นักงานหอพรรณไม สาํ นกั วจิ ยั การ Social Sciences, 5(2); 160-177. อนุรกั ษปา ไมและพันธุพชื กรมอทุ ยานแหงชาติ สัตวป า และพนั ธุพืช. Nguyen, H.T. 2010. Cycas siamensis. The IUCN Red List of Threatened Species 2010: e.T42066A10 สุทธริ า ขมุ กระโทก คมกรชิ วงศภาคํา วรรณา กาญจน-มยรู 641954. http://dx.doi.org/10.2305/IUCN.UK. และอุษา กลน่ิ หอม. 2548. การพฒั นาพชื ผกั พ้นื บา น 2010-3.RLTS.T42066A10641954.en. เพื่อเศรษฐกจิ ชุมชน. วิทยาศาสตรเ กษตร, 36; 5-6 Downloaded.on 31 March 2019. (พิเศษ): 1231-1233. United Nations Environment Programme. 1995. อุษา กลนิ่ หอม. 2556. ภมู ปิ ญ ญาอสี าน คมู ือการจดั เก็บ Global Biodiversity Assessment: Summary for ความรสู ูการใชป ระโยชน มูลนธิ สิ ขุ ภาพไทย. อุษาการ Policy-Maker. Cambridge University Press, พิมพ, กรงุ เทพฯ. Cambridge, UK Bernard, H.R 1988. Research Methods in Anthropology; Qualitative and Quantitative Approaches. AltaMira Press. Oxford, UK. pp. 210-250. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

283 โครงสรา งของสังคมพืชไมตนในปานาสีนวน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม TREE COMMUNITY STRUCTURE IN NASRINUAN FOREST, KANTARAWICHAI DISTRICT, MAHA SARAKHAM PROVINCE อิสราภรณ สมบญุ วัฒนกุล1*, ชฎาพร เสนาคณุ 2, ธรี ะพันธ จําเริญพฒั น3 และ จไุ รรตั น ครุ โุ คตร4 Issaraporn Somboonwatthanakul1*, Chadaporn Senakun2, Theeraphan Chumroenphat3 and Jurairat Kurukodt4 1ภาควิชาเทคโนโลยชี วี ภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรยี ง อ.กนั ทรวิชัย จ.มหาสารคาม 44150 2สถาบันวจิ ยั วลัยรกุ ขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรยี ง อ.กันทรวชิ ัย จ.มหาสารคาม 44150 3ศูนยเคร่อื งมือกลาง มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ต.ขามเรยี ง อ.กนั ทรวชิ ัย จ.มหาสารคาม 44150 4คณะสง่ิ แวดลอมและทรัพยากรศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ต.ขามเรียง อ.กนั ทรวิชยั จ.มหาสารคาม 44150 1Department of Biotechnology, Faculty of Technology, Mahasarakham University, Khamrieng Subdistrict, Kantarawichai District, Maha Sarakham 44150 2Walai Rukhavej Botanical Research Institute, Mahasarakham University, Khamrieng Subdistrict, Kantarawichai District, Maha Sarakham, 44150 3Laboratory Equipment Center, Mahasarakham University, Khamrieng Subdistrict, Kantarawichai District, Maha Sarakham, 44150 4Faculty of Environment and Resource Studies, Mahasarakham University, Khamrieng Subdistrict, Kantarawichai District, Maha Sarakham, 44150 บทคดั ยอ ศึกษาโครงสรางสังคมพืชไมตนในปาชุมชนนาสีนวน อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน เน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เน้ือท่ี 60 ไร ศึกษาสังคมพืชโดยวาง แปลงตวั อยา ง ขนาด 40 x 40 เมตร จาํ นวน 10 แปลง ศึกษาความหลากหลายของชนดิ พชื ไมตน พบจํานวน 79 ชนิด คาดัชนี ความหลากชนิดโดยวิธี Shannon-Wiener index (H’) เทากับ 3.648 พบไมตนที่มีดัชนีคาความสําคัญ (IVI) สูงสุดของปา 5 ลําดับแรก ไดแก ยางเหียง (Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq.) แดง (Xylia xylocarpa (Roxb.) W. Theob. var. kerrii (Craib & Hutch.) I.C. Nielsen) หนามแทง (Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng.) ตานกกด (Ellipanthus tomentosus Kurz) และหมักหมอ (Rothmannia wittii (Craib) Bremek.) มีคาเทากบั 38.5947, 20.7150, 9.1841, 9.1365 และ 8.3350 ตามลําดับ Abstract Tree community structure in Nasrinuan community forest, Kantarawichai district, Maha Sarakham province, under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) was studied. The studied area was 60 rai. Assessment on plant community structure using plot size 40 m x 40 m in 10 areas was carried out. Seventy-nine tree species diversity measuring by Shannon-Wiener index (H’) was 3.648. The top five with the highest importance value index (IVI) are Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq. (38.5947), Xylia xylocarpa (Roxb.) W. Theob. var. kerrii (Craib & Hutch.) I.C. Nielsen (20.7150), Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng. (9.1841), Ellipanthus tomentosus Kurz (9.1365) and Rothmannia wittii (Craib) Bremek. (8.3350) respectively. คําสําคัญ: ปา นาสนี วน, ดัชนคี า ความสาํ คญั , สงั คมพชื Keywords: nasrinuan forest, importance value index, plant community *ตดิ ตอ นกั วิจยั : อิสราภรณ สมบุญวัฒนกุล (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Issaraporn Somboonwatthanakul (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

284 บทนํา ภาพที่ 1 แปลงตัวอยา ง จํานวน 10 แปลง ที่ทําการศกึ ษา ปาชุมชนบานนาสีนวน เปนพ้ืนที่สวนหนึ่งในเขต สังคมพชื 2. การเก็บขอมูลของไมตน (trees) โดยใชแ ปลงตวั อยา ง วาง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต้ังอยูที่ อ.กันทรวิชัย จ. แปลงตัวอยางช่ัวคราวขนาด 40 x 40 เมตร ในบริเวณ มหาสารคาม เปนพื้นที่ภายใตโ ครงการอนุรกั ษพ ันธุกรรมพืช บริเวณปาสาธารณะประโยชนบานนาสีนวน จํานวน 10 อันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แปลง ซ่ึงแตละแปลงมรี ะยะหางเทาๆ กันอยางเปนระบบดงั สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มเี นื้อที่มากกวา ประมาณ 120 ภาพที่ 1 บันทึกชนิดและจํานวนตนของพืชแตละชนิดท่ีมี ไร ซ่ึงพ้ืนท่ีปาชุมชนนี้ถือเปนแหลงอาหารท่ีสาํ คัญของชุมชน ขนาดเสน รอบวงมากกวา 14 เซนติเมตร ท่คี วามสูงกวา 1.30 ท่ีอยูโดยรอบมหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม เปนทั้งแหลงอาหาร เมตร ยารักษาโรค และการใชประโยชนดานอื่น ๆ จากปา 3. การวิเคราะหขอมูล การวิเคราะหขอมูลของสังคมพืชจาก ประชาชนในพื้นท่ีจึงหวงแหนและมีการใชประโยชนจาก การวางแปลงตัวอยางทําการวิเคราะหหาการกระจาย ความ ทรัพยากรเหลาน้ีอยางคุมคา ทําใหสามารถพึ่งพาตัวเองและ หนาแนน ความเดนและดัชนีคุณคาความสําคัญ (Impor- ดํารงชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงได อยางไรก็ตามปรมิ าณ tance Value Index, IVI) โดยการคํานวณหาคาตางๆ มี พืชในปาลดลงเรื่อย ๆ สาเหตุสําคัญคือไมมีการจัดการดูแล วธิ กี ารดังนี้ (ดอกรกั มารอด, 2542) พื้นท่ีปาอยางจริงจัง ประกอบกับการขยายพันธุพืช โดยเฉพาะอยางย่ิงพืชสมุนไพร หรือพืชที่มีความสัมพันธกับ 3.1 ความถี่ (frequency, F) การวิเคราะหการกระจาย การเกิดของเห็ดปายังไมไดมีการจัดการท่ีดี ถาปลอยให โดยการหาคาความถ่ีของชนิดพืชที่พบในแปลง เปนการบง สถานการณเปนเชนน้ตี อไปโดยไมมีการจดั การท่ีดกี ็จะสงผล บอกถึงการกระจายของพรรณพืชในพ้ืนที่ มีสูตรในการ ใหไมมีเห็ดหรือยารักษาโรคในปาใหเก็บอีกตอไป ดังน้ันจึงมี คาํ นวณดงั น้ี ความจําเปนอยางย่ิงในการสํารวจความหลากหลาย และให ขอมูลพืชในผืนปาแกชุมชน เพ่ือรวมกันอนุรักษและใช ความถขี่ องไม A = จาํ นวนแปลงตวั อยา งทไ่ี ม A ปรากฏ ประโยชนอ ยา งย่งั ยืน ซึ่งเปนอีกแนวทางการจัดการปาทดี่ ใี น จํานวนแปลงตวั อยา งท้ังหมด เบ้ืองตน ดังรายงานการศึกษาในพื้นท่ีปาชุมชนท่ีผานมา (พันธวัศ สัมพันธพานิช, 2543. สมชญา ศรีธรรม, 2559. ความถีส่ มั พทั ธ (relative frequency, RF) เปนคา สุธีรา สุรทรารักษ, 2560. สุภาวดี ศรฐิติการและอภิญญา เปรียบเทียบคาความถี่ของพืชชนิดน้ัน ๆ ในสังคมพืชกับ ระเบียบ, 2557. สุภาวรรณ วงศคําจันทร, 2555. สุรชาติ ความถ่ีท้ังหมดของพืชท่ีพบในพื้นท่ี ท่ีศึกษานิยมวัดเปน สนิ วรณแ ละณฐั บดี วิริยาวฒั น, 2557) เปอรเ ซ็นตม สี ตู รคาํ นวณดงั น้ี วัตถุประสงคของการทําวิจัยในคร้ังน้ีเพื่อศึกษา และ ความถ่สี ัมพทั ธข องไม A = คา ความถ่ีของไม A x 100 รวบรวมขอมูลความหลากหลายของชนิดพืชและสงั คมพชื ไม (%) ผลรวมของคา ความถ่ีของไมท กุ ชนดิ ตน ในพ้ืนที่ปาชุมชนบานนาสีนวนงานวิจัยนี้เปนงานสนอง พระราชดํารใิ นโครงการอนุรกั ษพันธุกรรมพืชอนั เนื่องมาจาก 3.2 ความหนาแนน (density, D) จํานวนตนของชนิด พระราชดําริฯ พืชตอหนวยพ้ืนท่ีท่ีทําการศึกษาท้ังหมด มีหนวยเปน ตนตอ อปุ กรณและวิธกี ารทดลอง ตารางเมตร หาไดจ ากสตู ร การศึกษาสังคมพชื ในบรเิ วณปา ชมุ ชนซง่ึ เปน ปา สาธารณะประโยชนบ า นนาสนี วน มวี ิธีการดําเนินการดงั น้ี 1. การวางแปลงสุมตัวอยาง วางแปลงตัวอยาง โดยใช ภาพถายจาก Google map ประกอบเพื่อหาการวางแปลง สุมตัวอยางที่เหมาะสมโดยการแบงพ้ืนท่ีออกเปน 2 สวน (zone) โดยแตละสวนสามารถวางแปลงตัวอยางได 10 แปลง แตละแปลงตัวอยางจะหางทางดานแกน x เปนระยะ 60 เมตร และดานแกน Y เปนระยะ 60 เมตร โดยจะยดึ แถว แปลงท่ี 1-5 เปน หลกั ดังแสดงในภาพที่ 1 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

285 ความหนาแนน ของไม A = จาํ นวนตน ไมท ัง้ หมดทป่ี รากฏ สังคมเพยี งแคชนิดเดียว อยางไรก็ตามในทางปฏบิ ตั ิพบวา คา (ตน/ตร.ม.) พ้ืนทแ่ี ปลงตัวอยา งทัง้ หมดทที่ าํ การศึกษา H/ มคี าไดไ มเ กนิ 5 ความหนาแนนสัมพัทธ (relative density, RD) ������������ เปนคาเปรยี บเทียบทางดานความหนาแนนของพืชชนดิ นัน้ ๆ กับความหนาแนน ของพืชท้ังหมดท่ีพบในแปลงท่ศี ึกษา นิยม ������������′ = − � ������������������������ ������������������������ ������������������������ วดั เปนเปอรเ ซน็ ตมสี ตู รคํานวณดังน้ี ������������=1 ความหนาแนนสัมพทั ธไม A = ความหนาแนนของไม A x 100 เม่อื H’ = ดัชนีความหลากหลายของ Shanon-Weiner (%) ความหนาแนน รวมของพืชทกุ ชนิด Pi = สดั สวนของความมากมายของจาํ นวนตัวชนิดที่ i เทยี บกับจาํ นวนทงั้ หมด (N) โดย 3.3 ความเดน (Dominance, DO) เปนการหาพืชที่มี Pi = ni/N อิทธิพลตอสังคมพืชในดานใดดานหนึ่ง เปนพืชท่ีมีความเดน ในสังคมนั้น เชน ปกคลุมพื้นท่ีบริเวณนั้นเปนสวนใหญ โดย เม่อื i = 1, 2, 3,…, S คํานวณหาพืน้ ท่ีหนา ตดั ของไมท กุ ชนิดท่ีพบในแปลง ตวั อยา ง S = จํานวนชนดิ ทีพ่ บในสงั คม จากสูตร 3.6 ดัชนคี วามสมา่ํ เสมอของชนิด (evenness indices) ความเดน ของไม A = พืน้ ท่ีหนา ตดั ของไม A ดัชนีความสมํ่าเสมอจะมีคามากท่ีสุดเม่ือทุกชนิดในสังคมมี พนื้ ที่แปลงตวั อยางทัง้ หมดทท่ี าํ การศึกษา จํานวนตัวหรือตนของประชากรเทากันท้ังหมด (Hurlbert 1971) โดยมสี มการพื้นฐานดงั น้ี ความเดนสัมพัทธ (relative dominance, RDO) ������������ = ������������′ เปนคาเปรียบเทียบทางดานความเดนของพืชชนิดน้ัน ๆ กับ ������������������������������������������������ ความความเดนของพืชท้ังหมดทพ่ี บในแปลงท่ีศึกษา นิยมวัด เปนเปอรเซ็นตม ีสตู รคาํ นวณดงั น้ี เมื่อ H = ดัชนีความหลากชนดิ ของ Shanon-Weiner HMax = คา ดชั นคี วามหลากหลายสงู สดุ ทสี่ ามารถหา ได จากจํานวนชนิดและตัวทง้ั หมดในสงั คม ความเดน สมั พัทธของไม A = ความเดนของไมช นดิ A x 100 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง (%) ความเดน รวมของไมท กุ ชนิด ผลการศึกษาความหลากหลายของชนิดพืชและสังคม 3.4 ดัชนีคาความสําคัญ (importance value index, พืชไมตนในปานาสีนวน พบ ไมตน จํานวน 79 ชนิด มีคา IVI) เปนคาเชิงปริมาณที่แสดงใหเห็นภาพรวมของ ดัชนีความหลากชนิด (H’) เทากับ 3.648 และสังคมพืชมีคา ความสําคัญทางนิเวศของพืชชนิดนั้นๆ ซ่ึงหาไดจาก ดัชนีความสมาํ่ เสมอของชนิด (E) เทากับ 0.8349 ดังแสดงใน คาความถี่สัมพัทธ ความหนาแนนสัมพัทธ และความเดน ตารางท่ี 2 ไมตนท่ีมีความสําคัญสูงสุดของปา 5 ลําดับแรก สัมพัทธ ผลรวมเขาดวยกัน ซ่ึงคา IVI ของพืชแตละชนดิ จะมี ไดแก ยางเหียง (Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex คา ตั้งแต 0-300 คา IVI หาไดจ ากสตู รดงั นี้ Miq.) แดง (Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub.) หนามแทง ( Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng.) IVI = ความถ่ีสมั พทั ธ+ความหนาแนนสมั พทั ธ+ ความเดน สมั พทั ธ ตานกกด (Ellipanthus tomentosus Kurz) และหมักหมอ ( Rothmannia wittii (Craib) Bremek.) มี ดั ชนี ค า ค วา ม 3.5 ดชั นีความหลากชนิด (species diversity) เปนการ สําคัญเทากับ 38.5947, 20.7150, 9.1841, 9.1365 และ นับจํานวนพรรณไม แลวนํามาหาคาไดจากสูตร ของ 8.3350 ตามลาํ ดบั และพรรณไมตน ที่มีความสําคัญนอยทส่ี ดุ แชนนอน-เวียรเนอร (Shannon-Weaver, 1949) เพ่ือ ของปา 5 ลําดับแรก ไดแก ราชดัด (Brucea javanica (L.) เปรียบสังคมพืชในแตละพ้ืนที่ โดยหลักการแลว ดัชนีความ Merr.) ขาวสารปา (Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.) หลากหลายของ Shanon-Weiner จะเพม่ิ สูงขึ้นเม่ือมีจํานวน เมาสรอย(Antidesma ghae-sembilla Gaertn) ราชพฤกษ ชนดิ ในสังคมเพ่มิ ข้นึ และมีความสมํา่ เสมอในการกระจายของ ( Cassia fistula L.) แ ล ะ ม ะ ข า ม ป อ ม ( Phyllanthus จํานวนตัวหรือตนในแตละชนิด ก็สามารถใหคา H/ สามารถ emblica L.) มคี าดัชนคี วามสําคัญเทากับ 0.3862, 0.3860, มีคาไดสูงสุด และคา H/ มีคาเทากับ 0 เมื่อมีจํานวนชนิดใน 0.3574, 0.3516 และ 0.3392 ตามลําดับ สวนชนิดอื่นๆ แสดงดังในตารางที่ 1 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

286 สรุปผลการทดลอง เกษตรศาสตร. กรงุ เทพมหานคร: หจก. อักษรสยาม จากการศึกษาความหลากชนิดและสังคมพืชในปานาสี การพมิ พ. พันธวศั สมั พันธพานิช. 2543. การสาํ รวจความ นวน พบไมตน จํานวน 79 ชนิด มีคาดัชนีความหลากชนิด หลากหลายทางชวี ภาพของสังคมพืช บรเิ วณสถานวี จิ ยั (H’) เทากับ 3.648 และสังคมพืชมีคาดัชนีความสมํ่าเสมอ ส่ิงแวดลอ มสะแกราช จงั หวดั นครราชสมี า. รายงาน ของชนิด (E) เทากับ 0.8349 พบไมต น ท่มี คี วามสาํ คัญสูงสดุ ผลการวจิ ยั จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั . ของปา 5 ลําดับแรก ไดแก ยางเหียง แดง หนามแทง ตาน สมชญา ศรีธรรม. 2559. ความหลากชนิดของไมต นและ กกด และหมกั หมอ ลักษณะของปานาสนี วนเปน ระบบนเิ วศ การใชป ระโยชนในทอ งถ่นิ ปา ระหาร อําเภอเมอื ง ปาเต็งรัง ซ่ึงเปนปาผลัดใบที่มีไมวงศยาง เปนไมเดนในสงั คม สรุ นิ ทร จังหวดั สรุ ินทร. วารสารเกษตรพระจอมเกลา พืช ในที่นี่คือ ตนยางเหียง ซึ่งพบวามีความหนาแนนมาก 34(3): 96-105. ท่ีสุด ในพ้ืนที่ 60 ไร รองลงมาคือไมแดง คิดเปนเปอรเซ็นต สุธรี า สรุ ทรารักษ. 2560. ความหลากชนดิ ของพรรณไม ความหนาแนนสัมพัทธเทากับ 11.731 และ 10.323 และมลู คา ทางเศรษฐกิจกับการใชป ระโยชนในพน้ื ทป่ี า ตามลําดับ แสดงใหเห็นวา ยางเหียงและแดง สามารถ ธรรมชาติ บริเวณศูนยปฏิบตั ิการอุดมศกึ ษาเพื่อพฒั นา เจริญเติบโตไดดีในสภาพแวดลอมของปานาสีนวน ชนิด ทองถนิ่ มหาวิทยาลัยราชภฏั บุรรี มั ย ศนู ยห นองขวาง ของพันธุไมที่มีความถ่ีสัมพัทธมากท่ีสุด คือ ยางเหียง แดง ตาํ บลพรสําราญ อําเภอคเู มือง จงั หวดั บุรรี มั ย. การ หมกั หมอ เหมอื ดแอ ต้วิ เกลี้ยง ขาเปย กรวยปา มะมวงหวั ประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. แมงวัน กอกกัน ตะขบปา ตามลําดับ ซึ่งแสดงใหเห็นวาพชื ครั้งท่ี 8 “ทรัพยากรไทย : ศักยภาพมากลนใหเห็น” เหลาน้มี ีการกระจายตัวโดยทั่วไปในพืน้ ทป่ี านาสีนวน ศูนยเครอื ขายการเรียนรเู พ่ือภูมภิ าค จฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลยั จังหวดั สระบรุ ี วนั ท่ี 29 พฤศจกิ ายน -1 โครงสรางของปาสามารถแบงเรือนยอดออกเปน 3 ช้ัน ธันวาคม 2560. ในพื้นท่ีดินเลวจะพบตนไมในปาเล็กแคระ และมีช้ันเรือน สภุ าวดี ศรฐติ กิ าร และอภิญญา ระเบยี บ. 2557. ความ ยอด 2 ช้ัน พันธุไมชั้นเรือนยอดจะเปนไมในวงศยาง ไดแก หลากหลายของพรรณไมย ืนตนในอทุ ยานแหงชาติภู เต็ง รัง ยางเหียง ยางกราด เปนไมดัชนีสําคัญ สวนไมชั้น แลนคา จงั หวดั ชัยภมู .ิ ปญ หาพิเศษทางชวี วทิ ยา รองสว นใหญจะเปน ไมพ ุม เชน เหมอื ดแอ หมกั หมอ มะหวด หลกั สตู รครุศาสตรบณั ฑติ สาขาชวี วทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ลําบิดดง สวนพันธไมพ ื้นลา ง จะเปนพชื ที่ปรับตัวในสภาพที่ ราชภัฎนครราชสมี า. มีไฟปาไดดี คือจะสืบพันธุดวยหวั เมลด็ หรือหนอใตดิน ไดแ ก สุภาวรรณ วงศคําจนั ทร. 2555. ความหลากหลายทาง เพก็ โจด กระเจยี ว อลี อก เปนตน ชวี ภาพในปา ชุมชน ตําบลสวนเมยี่ ง อําเภอชาติตระการ คําขอบคณุ จงั หวัดพษิ ณุโลก. สํานักงานปลดั กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม. โครงการวิจยั น้ไี ดรบั การสนบั สนนุ จากโครงการ อนรุ ักษ สรุ ชาติ สนิ วรณ และณัฐบดี วิรยิ าวฒั น. 2014. ความ พันธุกรรมพชื อันเน่ืองมาจากพระราชดําริฯ ผวู ิจยั ขอขอบคุณ หลากหลายของสมนุ ไพรและการใชป ระโยชนใ นพ้ืนที่ มา ณ ที่นดี้ วย เขาพระ อําเภอเดิมบางนางบวช จงั หวัดสพุ รรณบรุ ี. เอกสารอา งองิ คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฎั ดอกรัก มารอดและอุทิศ กุฏอนิ ทร. 2552. นิเวศวทิ ยาปาไม. สวนดสุ ติ . SDU Res. J. 7 (1). กองทุนจัดพิมพต ําราคณะวนศาสตร มหาวิทยาลัย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

28 ตารางท่ี 1 คาความเดน ความเดนสมั พัทธ ความหนาแนน ความหนาแนน สัมพทั ธ ความถี่ ความถ ลาํ ดับ ชื่อสามญั ชือ่ วทิ ยาศาสตร จาํ นวน แ ที่ ตน 1 ยางเหยี ง Dipterocarpus obtusifolius Teijsm.ex Miq. 250 2 แดง Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. var. kerrii 220 (Craib & Hutch.) I.C. Nielsen 3 หนามแทง Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) 90 Tirveng. 4 ตานกกด Ellipanthus tomentosus Kurz 93 5 หมักหมอ Rothmannia wittii (Craib) Bremek. 78 6 ขอ ย Streblus asper Lour. 51 7 มะคา แต Sindora siamensis Miq 63 8 ติว้ เกล้ยี ง Cratoxylum cochinchinense (Lour.) Blume 79 9 ยางกราด Dipterocarpus intricatus Dyer 35 10 ตว้ิ ขาว Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. & 69 Hook. f. ex Dyer 11 ขาเปย Hymenopyramis brachiata Wall. ex Griff. 63 12 กรวยปา Casearia grewiifolia Vent. 60 13 เต็ง Shorea obtuse Wall. ex Blume 69 14 มะมวงหัวแมงวนั Buchanania cochinchinensis (Lour.) M.R. 45 Almeida 15 กอกกนั Lannae coromandelica (Houtt.) Merr. 35 16 ประดปู า Pterocarpus macrocarpus Kurz 27 17 มะหวด Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh. 70 18 มะพอก Parinari anamensis Hance 39 19 ตะแบก Lagerstroemia floribunda Jack 55 20 ตูมตงั Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson 32 21 เหมอื ดแอ Memecylon edule Roxb. 35 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.ส

87 ถ่สี ัมพัทธ และ คาดัชนคี วามสําคัญของพรรณไมท่ีเปนไมตนในแปลงทีศ่ ึกษาของโซนท่ี 1 IVI แปลง ความ ความเดน ความ ความหนาแนน ความถี่ ความถ่ี 38.5947 ทีพ่ บ เดน สัมพทั ธ หนาแนน สมั พัทธ สมั พัทธ 20.7150 10 3.4019 24.0541 0.01563 11.7316 1 2.8090 10 1.0723 7.5822 0.01375 10.3238 1 2.8090 7 0.4235 2.9944 0.00563 4.2234 0.7 1.9663 9.1841 8 0.3571 2.5251 0.00581 4.3641 0.8 2.2472 9.1365 10 0.2639 1.8658 0.00488 3.6603 1 2.8090 8.3350 6 0.5932 4.1947 0.00319 2.3932 0.6 1.6854 8.2733 8 0.4095 2.8951 0.00394 2.9564 0.8 2.2472 8.0987 9 0.2197 1.5534 0.00494 3.7072 0.9 2.5281 7.7887 5 0.6225 4.4017 0.00219 1.6424 0.5 1.4045 7.4487 8 0.2616 1.8500 0.00431 3.2379 0.8 2.2472 7.3351 9 0.2039 1.4416 0.00394 2.9564 0.9 2.5281 6.9260 9 0.2160 1.5273 0.00375 2.8156 0.9 2.5281 6.8710 7 0.2168 1.5327 0.00431 3.2379 0.7 1.9663 6.7369 9 0.2495 1.7641 0.00281 2.1117 0.9 2.5281 6.4039 9 0.2984 2.1096 0.00219 1.6424 0.9 2.5281 6.2801 8 0.3754 2.6543 0.00169 1.2670 0.8 2.2472 6.1685 4 0.2234 1.5793 0.00438 3.2848 0.4 1.1236 5.9877 5 0.3776 2.6699 0.00244 1.8301 0.5 1.4045 5.9045 7 0.1268 0.8962 0.00344 2.5809 0.7 1.9663 5.4435 5 0.3298 2.3317 0.00200 1.5016 0.5 1.4045 5.2378 10 0.0484 0.3421 0.00219 1.6424 1 2.8090 4.7936 สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

28 ลาํ ดบั ชอ่ื สามญั ชอ่ื วิทยาศาสตร จํานวน แ ที่ Peltophorum dasyrrhachis (Miq.) Kurz ตน 22 อะราง Flacourtia indica (Burm. f.) Merr. 16 23 ตะขบปา Ziziphus cambodiana Pierre 28 24 หนามคอม Morinda coreia Buch.-Ham. 33 25 ยอปา Mitragyna diversifolia (Wall. ex G. Don) Havil 25 26 กระทมุ นา Diospyros filipendula Pierre ex Lecomte 23 27 ลาํ บดิ ดง Microcos paniculata L. 44 28 ลอมคอม Acacia comosa Gagnep. 20 29 หนามหนั Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. 25 30 ขนั ทองพยาบาท Irvingia malayana Oliv. ex A.W. Benn. 24 31 กระบก Bombax anceps Pierre 22 32 งิ้วปา Ficus subpisocarpa Gagnep. 9 33 ไฮ Shorea roxburghii G. Don 2 34 พะยอม Erythrophleum succirubrum Gagnep. 12 35 พันซาด Diospyros castanea Fletcher 20 36 ตะโกพนม Salacia chinensis L. 12 37 กําแพงเจ็ดชน้ั Schleichera oleosa (Lour.) Merr. 11 38 ตะครอ Polyalthia cerasoides Bedd. 18 39 กระเจยี น Senna garrettiana (Craib) H.S. Irwin & 16 40 ขเ้ี หลก็ สาร Barneby 16 41 สะเดา Azadirachta indica A.Juss. 42 หมเี หม็น Litsea glutinosa (Lour.) C.B. Rob. 6 43 โมกปา Holarrhena pubescens Wall. ex G. Don 9 44 พะยูง Dalbergia cochinchinensis Pierre 9 45 คํามอกหลวง Gardenia sootepensis Hutch. 11 46 มะกอกเกลอ้ื น Canarium subulatum Guillaumin 11 6 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส

88 แปลง ความ ความเดน ความ ความหนาแนน ความถี่ ความถี่ IVI ทีพ่ บ เดน สัมพทั ธ หนาแนน สมั พัทธ สัมพทั ธ 4.5086 6 0.2931 2.0724 0.00100 0.7508 0.6 1.6854 4.4948 9 0.0923 0.6528 0.00175 1.3139 0.9 2.5281 4.4389 7 0.1307 0.9240 0.00206 1.5486 0.7 1.9663 4.4199 7 0.1811 1.2804 0.00156 1.1732 0.7 1.9663 4.3445 7 0.1837 1.2989 0.00144 1.0793 0.7 1.9663 3.9273 4 0.1045 0.7390 0.00275 2.0648 0.4 1.1236 3.9154 7 0.1429 1.0106 0.00125 0.9385 0.7 1.9663 3.8480 7 0.1002 0.7085 0.00156 1.1732 0.7 1.9663 3.7681 7 0.0955 0.6756 0.00150 1.1262 0.7 1.9663 3.3431 6 0.0884 0.6254 0.00138 1.0324 0.6 1.6854 3.0131 4 0.2075 1.4672 0.00056 0.4223 0.4 1.1236 2.9643 2 0.3265 2.3086 0.00013 0.0939 0.2 0.5618 2.9003 5 0.1319 0.9327 0.00075 0.5631 0.5 1.4045 2.8789 5 0.0758 0.5359 0.00125 0.9385 0.5 1.4045 2.7871 6 0.0762 0.5386 0.00075 0.5631 0.6 1.6854 2.6718 6 0.0665 0.4702 0.00069 0.5162 0.6 1.6854 2.5976 5 0.0493 0.3485 0.00113 0.8447 0.5 1.4045 2.5818 5 0.0603 0.4265 0.00100 0.7508 0.5 1.4045 2.3507 4 0.0674 0.4762 0.00100 0.7508 0.4 1.1236 2 0.2048 1.4478 0.00038 0.2816 0.2 0.5618 2.2912 5 0.0626 0.4429 0.00056 0.4223 0.5 1.4045 2.2697 5 0.0473 0.3345 0.00056 0.4223 0.5 1.4045 2.1613 4 0.0601 0.4249 0.00069 0.5162 0.4 1.1236 2.0646 4 0.0568 0.4015 0.00069 0.5162 0.4 1.1236 2.0413 2 0.1614 1.1412 0.00038 0.2816 0.2 0.5618 1.9846 สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

28 ลําดบั ช่ือสามญั ชื่อวทิ ยาศาสตร จํานวน แ ท่ี Syzygium cumini (L.) Skeels ตน 47 หวา Senna siamea (Lam.) H.S. Irwin & Barneby 5 48 ขีเ้ หลก็ Dioecrescis erythroclada (Kurz) Tirveng. 10 49 มะคงั แดง Strychnos nux-blanda A.W. Hill 9 50 ตูมกา Trema orientalis (L.) Blume. 11 51 พงั แหร Diospyros ehretioides Wall. ex G.Don 11 52 ตับเตา ตน Grewia eriocarpa Juss. 4 53 ปอแกนเทา Bauhinia saccocalyx Pierre 8 54 เส้ยี วปา Tamarindus indica L. 9 55 มะขาม Ochna integerrima (Lour.) Merr. 2 56 กระแจะ Albizia lebbeck (L.) Benth. 5 57 พฤกษ Careya arborea Roxb. 3 58 กระโดน Aporosa villosa (Lindl.) Baill. 6 59 เหมือดโลด Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit 6 60 กระถนิ Artocarpus lacucha Roxb. ex Buch.-Ham. 5 61 มะหาด Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. & 4 62 ติ้วขน Hook. f. ex Dyer subsp. pruniflorum (Kurz) 4 Gogel. 63 ตนี นก Vitex pinnata L. 5 64 พลองแกม อน Rhodamnia dumetorum (DC.) Merr. & 5 65 ระงับพษิ L.M.Perry 4 66 ปป Breynia glauca Craib. 3 67 กระถนิ ณรงค Millingtonia hortensis L.f. 2 68 รัง Acacia auriculiformis Benth. 3 69 สานใบเล็ก Shorea siamensis Miq. 1 Dillenia ovata Wall. ex Hook. f. & Thomson การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.ส

89 แปลง ความ ความเดน ความ ความหนาแนน ความถี่ ความถี่ IVI ท่พี บ เดน สัมพัทธ หนาแนน สมั พทั ธ สมั พัทธ 2 0.1535 1.0851 0.00031 0.2346 0.2 0.5618 1.8815 4 0.0407 0.2880 0.00063 0.4693 0.4 1.1236 1.8809 4 0.0365 0.2578 0.00056 0.4223 0.4 1.1236 1.8038 3 0.0455 0.3218 0.00069 0.5162 0.3 0.8427 1.6807 3 0.0118 0.0831 0.00069 0.5162 0.3 0.8427 1.4420 4 0.0142 0.1007 0.00025 0.1877 0.4 1.1236 1.4120 3 0.0219 0.1546 0.00050 0.3754 0.3 0.8427 1.3727 1 0.0853 0.6033 0.00056 0.4223 0.1 0.2809 1.3065 1 0.1291 0.9126 0.00013 0.0939 0.1 0.2809 1.2873 3 0.0153 0.1082 0.00031 0.2346 0.3 0.8427 1.1855 3 0.0169 0.1197 0.00019 0.1408 0.3 0.8427 1.1031 2 0.0201 0.1419 0.00038 0.2816 0.2 0.5618 0.9852 2 0.0163 0.1155 0.00038 0.2816 0.2 0.5618 0.9588 2 0.0184 0.1303 0.00031 0.2346 0.2 0.5618 0.9267 2 0.0227 0.1608 0.00025 0.1877 0.2 0.5618 0.9103 2 0.0224 0.1582 0.00025 0.1877 0.2 0.5618 0.9077 2 0.0081 0.0570 0.00031 0.2346 0.2 0.5618 0.8534 2 0.0033 0.0233 0.00031 0.2346 0.2 0.5618 0.8197 2 0.0051 0.0363 0.00025 0.1877 0.2 0.5618 0.7858 2 0.0084 0.0597 0.00019 0.1408 0.2 0.5618 0.7623 1 0.0278 0.1969 0.00013 0.0939 0.1 0.2809 0.5716 1 0.0074 0.0525 0.00019 0.1408 0.1 0.2809 0.4742 1 0.0185 0.1308 0.00006 0.0469 0.1 0.2809 0.4586 สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

29 ลาํ ดับ ชอ่ื สามญั ชอื่ วิทยาศาสตร จํานวน แ ท่ี ตน 70 มะกอก Mangifera coloneura Kurz 3 71 กระพ้ีออ น Dalbergia foliacea Wall. ex Benth. 2 72 สม กบ Hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb. 3 73 คอ หนาม Sisyrolepis muricate (Pierre) Leenh. 3 74 ซอนปา Prismatomeris tetrandra K.Schum 2 75 ราชดัด Brucea javanica (L.) Merr. 2 76 ขา วสารปา Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. 2 77 เมาสรอ ย Antidesma ghaesembilla Gaertn 1 78 ราชพฤกษ Cassia fistula L. 1 79 มะขามปอ ม Phyllanthus emblica L. 1 ตารางที่ 2 ดัชนีความหลากชนิด และดัชนีความสม่ําเสมอของชนดิ ของพรรณไมทเี่ ปน ไมต น ในแปล ลาํ ดบั ที่ ช่ือสามัญ ชอ่ื วทิ ยาศาสตร 1 มะมวงหวั แมงวนั Buchanania cochinchinensis (Lour.) M.R. Almeida 2 กอกกัน Lannae coromandelica (Houtt.) Merr. 3 มะกอก Mangifera coloneura Kurz 4 กระเจยี น Polyalthia cerasoides Bedd. 5 โมกปา Holarrhena pubescens Wall. ex G. Don 6 ปป Millingtonia hortensis L.f. 7 มะกอกเกลื้อน Canarium subulatum Guillaumin 8 พงั แหร Trema orientalis (L.) Blume. 9 กําแพงเจ็ดชนั้ Salacia chinensis L. 10 มะพอก Parinari anamensis Hance 11 ตานกกด Ellipanthus tomentosus Kurz 12 สา นใบเล็ก Dillenia ovata Wall. ex Hook. f. & Thomson 13 ยางกราด Dipterocarpus intricatus Dyer 14 ยางเหยี ง Dipterocarpus obtusifolius Teijsm.ex Miq. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.ส

90 แปลง ความ ความเดน ความ ความหนาแนน ความถ่ี ความถ่ี IVI ท่พี บ เดน สัมพัทธ หนาแนน สมั พัทธ 0.1 สัมพัทธ 0.4506 0.00019 0.1408 0.1 0.2809 0.4502 1 0.0041 0.0289 0.00013 0.0939 0.1 0.2809 0.4492 1 0.0107 0.0754 0.00019 0.1408 0.1 0.2809 0.4391 1 0.0039 0.0276 0.00019 0.1408 0.1 0.2809 0.3900 1 0.0025 0.0174 0.00013 0.0939 0.1 0.2809 0.3862 1 0.0022 0.0152 0.00013 0.0939 0.1 0.2809 0.3860 1 0.0016 0.0114 0.00013 0.0939 0.1 0.2809 0.3574 1 0.0016 0.0112 0.00006 0.0469 0.1 0.2809 0.3516 1 0.0042 0.0296 0.00006 0.0469 0.1 0.2809 0.3392 1 0.0034 0.0238 0.00006 0.0469 0.2809 1 0.0016 0.0114 ลงที่ศึกษา Pi lnPi PilnPi 0.0211 -3.8577 -0.0815 จาํ นวนตน 0.0164 -4.1090 -0.0675 45 0.0014 -6.5657 -0.0092 35 0.0075 -4.8918 -0.0367 3 0.0042 -5.4671 -0.0231 16 0.0014 -6.5657 -0.0092 9 0.0028 -5.8726 -0.0165 3 0.0052 -5.2665 -0.0272 6 0.0052 -5.2665 -0.0272 11 0.0183 -4.0008 -0.0732 11 0.0436 -3.1317 -0.1367 39 0.0005 -7.6643 -0.0036 93 0.0164 -4.1090 -0.0675 1 0.1173 -2.1429 -0.2514 35 250 สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

ลาํ ดบั ท่ี ชือ่ สามัญ 29 15 เตง็ 16 รัง ช่อื วิทยาศาสตร 17 พะยอม Shorea obtuse Wall. ex Blume 18 ตบั เตา ตน Shorea siamensis Miq. 19 ตะโกพนม Shorea roxburghii G. Don 20 ลําบิดดง Diospyros ehretioides Wall. ex G.Don 21 เหมอื ดโลด Diospyros castanea Fletcher 22 ระงับพิษ Diospyros filipendula Pierre ex Lecomte 23 ขันทองพยาบาท Aporosa villosa (Lindl.) Baill. 24 เสย้ี วปา Breynia glauca Craib. 25 ราชพฤกษ Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. 26 พันซาด Bauhinia saccocalyx Pierre 27 อะราง Cassia fistula L. 28 ขี้เหล็กสาร Erythrophleum succirubrum Gagnep. 29 ขเ้ี หลก็ Peltophorum dasyrrhachis (Miq.) Kurz 30 มะคา แต Senna garrettiana (Craib) H.S. Irwin & Barneby 31 มะขาม Senna siamea (Lam.) H.S. Irwin & Barneby 32 หนามหนั Sindora siamensis Miq 33 กระถนิ ณรงค Tamarindus indica L. 34 พฤกษ Acacia comosa Gagnep. 35 กระถิน Acacia auriculiformis Benth. 36 แดง Albizia lebbeck (L.) Benth. Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit 37 พะยงู Xylia xylocarpa (Roxb.) Taub. var. kerrii (Craib & H 38 กระพ้ีออน I.C. Nielsen 39 ประดปู า Dalbergia cochinchinensis Pierre Dalbergia foliacea Wall. ex Benth. Pterocarpus macrocarpus Kurz การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.ส

91 Hutch.) จาํ นวนตน Pi lnPi PilnPi 69 0.0324 -3.4302 -0.1111 3 0.0014 -6.5657 -0.0092 12 0.0056 -5.1794 -0.0292 4 0.0019 -6.2781 -0.0118 12 0.0056 -5.1794 -0.0292 44 0.0206 -3.8802 -0.0801 6 0.0028 -5.8726 -0.0165 4 0.0019 -6.2781 -0.0118 24 0.0113 -4.4863 -0.0505 9 0.0042 -5.4671 -0.0231 1 0.0005 -7.6643 -0.0036 20 0.0094 -4.6686 -0.0438 16 0.0075 -4.8918 -0.0367 16 0.0075 -4.8918 -0.0367 10 0.0047 -5.3618 -0.0252 63 0.0296 -3.5212 -0.1041 2 0.0009 -6.9712 -0.0065 25 0.0117 -4.4455 -0.0522 2 0.0009 -6.9712 -0.0065 3 0.0014 -6.5657 -0.0092 5 0.0023 -6.0549 -0.0142 220 0.1032 -2.2707 -0.2344 -0.0272 11 0.0052 -5.2665 -0.0065 2 0.0009 -6.9712 -0.0553 27 0.0127 -4.3685 สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

ลาํ ดบั ท่ี ชือ่ สามัญ 29 40 ติ้วเกลี้ยง 41 ต้ิวขาว ชื่อวทิ ยาศาสตร 42 ต้วิ ขน Cratoxylum cochinchinense (Lour.) Blume Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. & Hook. f. ex 43 กระบก Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. & Hook. f. ex 44 ขาเปย subsp. pruniflorum (Kurz) Gogel. 45 ตีนนก Irvingia malayana Oliv. Ex A.W. Benn. 46 หมเี หมน็ Hymenopyramis brachiata Wall. ex Griff. 47 กระโดน Vitex pinnata L. 48 ตูมกา Litsea glutinosa (Lour.) C.B. Rob. 49 ตะแบก Careya arborea Roxb. 50 งวิ้ ปา Strychnos nux-blanda A.W. Hill 51 ปอแกน เทา Lagerstroemia floribunda Jack 52 ลอมคอม Bombax anceps Pierre 53 สะเดา Grewia eriocarpa Juss. 54 เหมือดแอ Microcos paniculata L. 55 มะหาด Azadirachta indica A.Juss. 56 ขอ ย Memecylon edule Roxb. 57 ไฮ Artocarpus lacucha Roxb. ex Buch.-Ham. 58 พลองแกมอน Streblus asper Lour. 59 หวา Ficus subpisocarpa Gagnep. 60 กระแจะ Rhodamnia dumetorum (DC.) Merr. & L.M.Perry 61 หนามคอม Syzygium cumini (L.) Skeels 62 เมาสรอย Ochna integerrima (Lour.) Merr. 63 มะขามปอ ม Ziziphus cambodiana Pierre 64 หนามแทง Antidesma ghaesembilla Gaertn Phyllanthus emblica L. Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Tirveng. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.ส

92 จํานวนตน Pi lnPi PilnPi 79 0.0371 -3.2949 -0.1221 0.0324 -3.4302 -0.1111 x Dyer 69 0.0019 -6.2781 -0.0118 x Dyer 4 -0.0472 -0.1041 22 0.0103 -4.5733 -0.0142 63 0.0296 -3.5212 -0.0231 5 0.0023 -6.0549 -0.0165 9 0.0042 -5.4671 -0.0272 6 0.0028 -5.8726 -0.0944 11 0.0052 -5.2665 -0.0231 55 0.0258 -3.6570 -0.0210 9 0.0042 -5.4671 -0.0438 8 0.0038 -5.5849 -0.0165 20 0.0094 -4.6686 -0.0675 6 0.0028 -5.8726 -0.0118 35 0.0164 -4.1090 -0.0893 4 0.0019 -6.2781 -0.0065 51 0.0239 -3.7325 -0.0142 2 0.0009 -6.9712 -0.0142 5 0.0023 -6.0549 -0.0142 5 0.0023 -6.0549 -0.0645 5 0.0023 -6.0549 -0.0036 33 0.0155 -4.1678 -0.0036 1 0.0005 -7.6643 -0.1337 1 0.0005 -7.6643 90 0.0422 -3.1645 สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

ลาํ ดบั ท่ี ชอ่ื สามญั 29 65 มะคงั แดง 66 คํามอกหลวง ช่ือวิทยาศาสตร 67 สม กบ Dioecrescis erythroclada (Kurz) Tirveng. 68 กระทมุ นา Gardenia sootepensis Hutch. 69 ยอปา Hymenodictyon orixense (Roxb.) Mabb. 70 ขา วสารปา Mitragyna diversifolia (Wall. ex G. Don) Havil 71 ซอ นปา Morinda coreia Buch.-Ham. 72 หมกั หมอ Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. 73 มะสัง Prismatomeris tetrandra K.Schum 74 มะหวด Rothmannia wittii (Craib) Bremek. 75 ตะครอ Feroniella lucida (Scheff.) Swingle 76 คอหนาม Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh. 77 กรวยปา Schleichera oleosa (Lour.) Merr. 78 ตะขบปา Sisyrolepis muricate (Pierre) Leenh. 79 ราชดดั Casearia grewiifolia Vent. Flacourtia indica (Burm. f.) Merr. Brucea javanica (L.) Merr. ดัชนคี วามหลากชนดิ ดัชนคี วามสมา่ํ เสมอของช การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.ส

93 จาํ นวนตน Pi lnPi PilnPi 9 0.0042 -5.4671 -0.0231 11 0.0052 -5.2665 -0.0272 3 0.0014 -6.5657 -0.0092 23 0.0108 -4.5289 -0.0489 25 0.0117 -4.4455 -0.0522 2 0.0009 -6.9712 -0.0065 2 0.0009 -6.9712 -0.0065 78 0.0366 -3.3076 -0.1211 32 0.0150 -4.1986 -0.0630 70 0.0328 -3.4159 -0.1122 18 0.0084 -4.7740 -0.0403 3 0.0014 -6.5657 -0.0092 60 0.0282 -3.5700 -0.1005 28 0.0131 -4.3321 -0.0569 2 0.0009 -6.9712 -0.0065 -3.6481 2,131 3.6481 0.8349 ชนิด สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

294 ความอดุ มสมบรู ณของดินปา นาสนี วนในจงั หวดั มหาสารคาม SOIL FERTILITY OF NASINUAN FOREST IN MAHA SARAKHAM PROVINCE เบ็ญจพร กลุ นิตย1 *, ลักษณนารา ขวญั ชุม2 และ ดารกิ าร บุญพนั ธ1 Benjapon Kunlanit1*, Laksanara Khwanchum2 and Darika Bunphan1 1ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม 44150 2สาํ นักวชิ าวศิ วกรรมศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยวลัยลักษณ 80160 1Department of Agriculture, Faculty of Technology, Mahasarakham University, 44150 2School of Engineering and Technology, Walailak University, 80160 บทคัดยอ วตั ถปุ ระสงคของการวจิ ัยน้ีเพื่อศึกษาสมบตั ิทางเคมบี างประการในหนาตัดดินในพ้ืนที่ปา นาสีนวน ต.นาสีนวน อ.กันทรวิชยั จ. มหาสารคาม โดยไดสุม เก็บตวั อยา งดนิ จํานวน 27 จดุ ท่ี 5 ระดบั ความลึก ไดแก 0-20 20-40 40-60 60-80 และ 80-100 ซม. จากนั้นนําตัวอยางดินมาผึ่งในรมใหแหง แลวนํามาวิเคราะหหาคาความเปนกรด-ดาง (pH) และการนําไฟฟาของดิน (electrical conductivity, EC) ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน (soil organic matter, SOM) ไนโตรเจน (nitrogen, N) ท้ังหมด ฟอสฟอรสั (phosphorus, P) ทเี่ ปน ประโยชน และโพแทสเซียม (potassium, K) ท่แี ลกเปลี่ยนได ผลการศกึ ษา พบวา ดินช้นั บน (0-20 ซม.) มีคา pH เทากับ 4.50-6.80 และ EC เทากับ 0.007-0.031 เดซิซีเมน/ม. โดยดินชั้นลาง (20-100 ซม.) มีคา pH เทากับ 5.04-5.09 และ EC เทากับ 0.008-0.011 เดซิซีเมน/ม. สําหรับปริมาณ SOM ในดินชั้นบนเทากับ 40.8-418.1 ตัน/เฮกตาร N เทากับ 2.1-14.7 ตัน/เฮกตาร P เทากับ 12.6-17.0 กก./เฮกตาร และ K เทากับ 241.0-642.3 กก./เฮกตาร ซึ่งสงู กวาดนิ ช้นั ลางทม่ี ปี ริมาณ SOM เทา กบั 22.0-70.5 ตนั /เฮกตาร N เทากบั 1.1-8.5 ตนั /เฮกตาร P เทา กับ 3.8-27.0 กก./ เฮกตาร และ K เทา กับ 180.9-554.0 กก./เฮกตาร ซงึ่ จากผลการศกึ ษาช้ีใหเห็นวาดนิ ชัน้ บนมีความอดุ มสมบรู ณสูงกวาดินชั้น ลา ง และขอ มูลท่ไี ดส ามารถใชใ นการประเมินการเจรญิ เตบิ โตและความหนาแนน ของพชื พรรณในปาแหง น้ไี ด Abstract The objective of this study was to investigate some chemical properties in soil profile of Nasinuan forest, Nasinuan sub-district, Kantarawichai district, Maha Sarakham province. Twenty-seven soil samples were collected at five soil depths, including 0-20, 20-40, 40-60, 60-80 and 80-100 cm. The soil samples were then air-dried to analyze soil pH and electrical conductivity (EC) and contents of soil organic matter (SOM), total nitrogen (TN), available phosphorus (P) and exchangeable potassium (K). The results showed that soil pH and EC at topsoil (0-20 cm) were 4.50-6.80 and 0.007-0.031 dS/m, respectively and at subsoil (20-100 cm) were 5.04-5.09 and 0.008-0.011 dS/m, respectively. SOM (40.8-418.1 ton/ha), TN (2.1-14.7 ton/ha), available P (12.6-17.0 kg/ha) and exchangeable K (241.0-642.3 kg/ha) contents in the topsoil were higher than in the subsoil, which contained 22.0-70.5 ton/ha, 1.1-8.5 ton/ha, 3.8-27.0 kg/ha and 180.9-554.0 kg/ha for SOM, TN, available P and exchangeable K, respectively. This study pointed out that the topsoil had higher soil fertility than the subsoil. Also, the finding of the study can be used to evaluate growth and density of vegetation grown in the Nasinuan forest. คําสําคญั : สมบตั ิทางเคมีของดิน, หนาตดั ดิน, ดนิ ปา, ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ Keywords: soil chemical properties, soil profile, forest soil, northeastern region *ตดิ ตอนักวจิ ยั : เบญ็ จพร กลุ นิตย (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Benjapon Kunlanit (E-mail: [email protected]) บทนาํ เทากับ 102,156,351 ไร คิดเปน 31.6% ของพ้ืนท่ีประเทศ ประเทศไทยมีพ้ืนที่ท้ังหมด 320,700,000 ไร ในป ไทย (กรมปาไม, 2561) และในปเดียวกันพ้ืนที่ปาของภาค 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ปาครอบคลุมพ้ืนท่ีทั้งประเทศ ตะวันออกเฉียงเหนือ พบวา มีพ้ืนท่ีปาจํานวน 15,655,554 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

295 ไร คิดเปน 14.9% ของพ้นื ทีท่ ัง้ หมดของภาคตะวนั ออก เฉยี ง เทา กับ 1.5 มก./กก. สูงกวา ดนิ ชัน้ ลา ง (P อยูในชว ง 1.2-0.7 เหนอื (กรมปาไม, 2561) มก./กก.) และมีปริมาณ K ที่แลกเปล่ียนไดในดินช้ันบน เทากับ 34.7 มก./กก. สูงกวาดินช้ันลาง (K ในชวง 1.2-0.6 ปาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดเปนปาผลัดใบ มก./กก.) อยางไรก็ตาม สมบัติทางเคมีของดินนั้นมี (deciduous forest) หรือปาเต็งรัง (deciduous diptero- ความสําคัญตอการเจริญเติบโตและความหนาแนนของพืช carp forest) มีลักษณะเปนปาโปรงมีตนไมขนาดเล็ก และ พรรณที่ขึ้นในปา และในบริเวณพ้ืนท่ีปานาสีนวนยังไมไดมี ขนาดกลางข้นึ อยกู ระจัดกระจาย พ้นื ปา ไมร กทบึ มีหญาชนดิ การศึกษาเกี่ยวกับสมบัติดังกลา วของดิน ดังนั้น การศึกษานี้ ตางๆ และไมไผขึ้นอยูโดยท่ัวไป พันธุไมในปา ประกอบดวย จึงมีวตั ถุประสงคเพอ่ื ศกึ ษาสมบตั ิทางเคมี ไดแ ก pH EC และ เต็ง รัง พะยอม มะขามปอม เหยี ง พลวง และยางกราด เปน ปรมิ าณของ SOM N P และ K ในดินพื้นท่ปี า นาสีนวน ตน โดยทั่วไปความหนาแนนของตนไมในปาเต็งรังจะนอย อปุ กรณแ ละวิธกี ารทดลอง กวาปาเบญจพรรณ เพราะดินต้ืนกักเก็บนํ้าไดนอย มีหินบน 1. พื้นท่ีศึกษา ทําการศึกษาการเปล่ียนแปลงสมบัติทางเคมี ผิวดินมาก กอใหเกิดความแหงแลง ปาชนิดน้ีมีอยูทั่วไปท้ังท่ี บางประการในหนาตัดดินในพื้นที่ปานาสีนวน ตําบลนาสีน ราบ และที่เขาสูง ดินมักเปนทราย และลูกรัง ซึ่งจะมีสี วน อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีพ้ืนท่ีศึกษา คอนขางแดง ในบางแหงจึงเรียกวาปาแดง สวนในภาค ประมาณ 141 ไร ซ่ึงปาในพ้ืนท่ีน้ีเปนปาเต็งรัง พันธุไมที่ข้ึน ตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปาขึ้นตามเนินท่ีเรียกวาโคก จึง ในปา ไดแก เต็ง รัง เหียง พลวง เพ็ก และยางกราด เปนตน เรียกวาปา โคก (อณศุ ร, 2559) ซง่ึ ดนิ ปา นาสีนวนเปนชุดดินยางตลาด (Yang Talat series, Yl) มีสมบัติทางกายภาพ ไดแก ความชื้นของดินอยูในชวง สมบัติทางกายภาพ เชน ความหนาแนนรวมของดิน 8.1-10.2% ความหนาแนนของดินอยูในชวง 1.5-1.9 ก./ ความชื้นในดิน และเนือ้ ดนิ สวนสมบตั ิทางเคมขี องดิน ไดแ ก ลบ.ซม. มีเนื้อดินเปนดินทรายปนรวนไปจนถึงดินเหนียว ใน คาความเปนกรด-ดาง (pH) และการนําไฟฟาของดิน พ้ืนท่ีปาน้ีมีสภาพพ้ืนที่คอนขางแหงแลง สําหรับปริมาณ (electrical conductivity, EC) และปริมาณอินทรียวัตถุ น้ําฝนและอณุ หภูมิเฉล่ยี ของพ้ืนที่ที่ทาํ การศึกษาในชวงเดือน ( organic matter, SOM) ไ น โ ต ร เ จ น (nitrogen, N) ก.ค. 2560-มิ.ย. 2561 โดยปริมาณน้ําฝนสูงในเดือน ก.ค.– ฟ อ ส ฟ อ รั ส ( phosphorus, P) แ ล ะ โ พ แ ท ส เ ซี ย ม ต.ค. 2560 และลดลงในเดือน พ.ย. 2560–ก.พ. 2561 (potassium, K) ซ่ึงจะเปนตัวช้ีถึงความอุดมสมบูรณของดิน หลังจากน้ันปริมาณน้ําฝนเพิ่มสูงข้ึนในเดือน มี.ค.–มิ.ย. พรอ มทงั้ ความเปน ประโยชนของธาตุอาหารพืชทพ่ี ืชสามารถ 2561 และปริมาณน้าํ ฝนสูงทีส่ ุดในเดอื น ก.ค. 2560 สําหรบั นําไปใชได ตัวอยางการศึกษาสมบัติของดินปา โดย อุณหภูมิเฉล่ียอยูท่ี 29oC และลดต่ําท่ีสุดในชวงเดือน ธ.ค. ของวรนันท และคณะ (2555) พบวา ปาดิบแลงท่ีไมถูก 2560–ก.พ. 2561(ภาพที่ 1) รบกวนมีปริมาณ N ลดลงตามความลึก (0.2-1.8 ก./กก.) 2. การเก็บตวั อยางดิน โดยวัดพิกัดของพนื้ ที่กอ นการสมุ เกบ็ ในขณะที่ปริมาณ P ที่เปนประโยชนอยูในระดับที่ตํ่ามาก ตัวอยางดิน โดยใชออเกอรเก็บตัวอยางดินในพื้นที่ปานาสีน (0.006-0.17 มก./กก.) และจากการศึกษาของเบ็ญจพร และ วน ซึ่งไดทําการสุมเก็บตัวอยางดินโดยเก็บดินที่ 5 ระดับ คณะ (2559) และสดุ ารัตน (2560) ไดศกึ ษาสมบัติของดินใน ความลกึ ไดแ ก 0-20 20-40 40-60 60-80 และ80-100 ซม. พื้นที่ปาสงวนของ ตําบลดอนหวาน อําเภอเมือง จังหวัด จาํ นวน 27 จุด เปน รูป W (Guimarães et. al., 2013; Kiflu มหาสารคาม ท่ีระดับความลึก 5 ระดับ ไดแก 0-15 15-30 and Beyene, 2013; Takele et al., 2014) เ พื่ อ ให ไ ด 30-60 60-80 และ 80-100 ซม. พบวา ดินชั้นบน (0-15 ประชากรดนิ ทีเ่ ปนตัวแทนของพนื้ ทด่ี นิ ปานาสนี วน และแบง ซม.) มีคา pH เทากับ 5.21 ในขณะที่ดินช้ันลาง (15-100 ดินออกเปน 2 ช้ันดิน คือดินช้ันบน (0-20 ซม.) และดินชั้น ซม.) มีคา pH อยูในชวง 5.20-5.24 คา EC ในดินช้ันบนมี ลา ง (20-100 ซม.) (ภาพท่ี 2) คาเทากับ 0.03 เดซิซีเมน/ม. สูงกวาดินช้ันลาง (0.01 เดซิซี 3. การวิเคราะหสมบตั ิทางเคมีของดิน นําตัวอยางดนิ มาผ่ึง เมน/ม.) ดนิ เปน ดินท่ีมคี วามเค็มนอ ยมาก สวนปรมิ าณ SOM ลมในท่ีรมจนแหง แลวจึงนําไปรอนผานตะแกรงรอนดินเสน ในดินช้ันบนเทากับ 7.2 ก./กก. ซึ่งสูงกวาดินชั้นลาง (อยู ผา นศนู ยกลางขนาด 2 มม. เพ่อื นํามาวิเคราะหหาคา pH EC ในชวง 0.9-3.1 ก./กก.) ซึ่งดินมีปริมาณ SOM อยูในระดับ และปรมิ าณ SOM N P และK ในดิน (เบ็ญจพร, 2559) ดงั น้ี ตํ่าถึงต่ํามาก และในพื้นท่ีเดียวกัน วชิราภรณ (2560) ได ศึกษาการเปล่ียนแปลง N ในหนาตัดดิน พบวา ปริมาณ N 1) การวิเคราะหหาคา pH (ดิน: น้ํา, 1: 2.5) โดยใช ท้ังหมดในดินช้ันบนเทากับ 3.9 ก./กก. สูงกวาดินช้ันลางมี เคร่อื ง pH meter ปริมาณ N อยูในชวง 1.6-1.1 ก./กก. ขณะท่ีจริยา (2560) และรัชนีกร (2560) ไดศึกษาการเปลี่ยนแปลง P และ K ใน หนาตัดดิน พบวา ปริมาณ P ท่ีเปนประโยชนในดินช้ันบน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

296 2) การวิเคราะหหาคา EC (ดิน: น้ํา, 1: 2.5) โดยใช pH และ EC และปริมาณ SOM N P และ K ในดิน พบวา เครือ่ ง EC meter ดินชั้นบนที่ระดับความลึก 0-20 ซม. มีคา pH อยูในชวง 4.50-6.80 และ EC อยูในชวง 0.007-0.031 เดซิซีเมน/ม. 3) การวิเคราะหหาปรมิ าณ SOM ท้ังหมดในดิน โดยวธิ ี และปริมาณ SOM อยูใ นชวง 40.8-418.6 ตนั /เฮกตาร N อยู สันดาปเปย ก (wet oxidation) ของ Walkley and Black ในชวง 2.4-14.7 ตัน/เฮกตาร P อยูในชวง 5.7-36.5 กก./ เฮกตาร และ K อยูในชวง 230.0-642.3 กก./เฮกตาร 4) วิเคราะหหาปริมาณ N ทั้งหมดในดินโดยวิธีของ ในขณะท่ีระดับความลึก 20-40 ซม. มีคา pH อยูในชวง Kjeldahl มี 3 ขั้นตอน คือ การยอย (digestion) การกลั่น 4.51-7.11 และ EC อยูในชวง 0.006-0.026 เดซิซีเมน/ม. (distillation) และการไตเตรท (titration) และปริมาณ SOM อยูในชวง 19.9-128.5 ตัน/เฮกตาร N 1.5-5.2 ตัน/เฮกตาร P อยูในชวง 3.8-25.1 กก./เฮกตาร 5) การวิเคราะหหาปรมิ าณ P ทีเ่ ปนประโยชนในดินโดย และ K อยูในชวง 143.1-527.0 กก./เฮกตาร แตท่ีระดับ ใชสารสกัด Bray II วิธีของ Murphy and Riley จากน้ันนํา ความลกึ 40-60 ซม. มคี า pH อยูในชว ง 4.49-6.37 และ EC สารละลายไปพัฒนาสี และนําไปวัดหาความเขมขนสีของ อยูในชวง 0.005-0.022 เดซิซีเมน/ม. และปริมาณ SOM สารละลายดวยเคร่ือง UV-VIS spectrophotometer ชวง อยูในชวง 21.8-99.5 ตัน/เฮกตาร N อยูในชวง 4.2-15.5 คลนื่ 820 นาโนเมตร กก./เฮกตาร P อยูในชวง 4.2-15.5 กก./เฮกตาร และ K อยู ในชวง 148-8-527.0 กก./เฮกตาร ในระดบั ความลึก 60-80 6) การวเิ คราะหหาปรมิ าณ K ท่แี ลกเปลย่ี นไดในดินโดย ซม. มีคา pH อยูในชวง 4.57-6.13 และ EC อยูในชวง ใชสารสกัด 1 N ammonium acetate (NH4OAc) pH 7.0 0.004-0.021 เดซิซีเมน/ม. และปริมาณ SOM อยูในชวง จากนนั้ นาํ มาวเิ คราะหห าปรมิ าณ K ทีแ่ ลกเปลย่ี นไดด ว ยการ 20.0-97.4 ตนั /เฮกตาร N อยใู นชวง 0.7-7.9 ตัน/เฮกตาร P ส อ บ เ ที ย บ เ ค รื่ อ ง Atomic Absorption Spectropho- อยูในชวง 3.2-26.2 กก./เฮกตาร และ K อยูในชวง 129.9- tometer (AAS) กบั สารละลายมาตรฐาน K 398.5 กก./เฮกตาร และท่ีระดับความลึก 80-100 ซม. มีคา 4. การวิเคราะหขอมูลทางสถิติ วิเคราะหหาคาความแปร pH อยูในชวง 4.85-5.84 และ EC อยูในชวง 0.004-0.022 ปรวน (analysis of variance, ANOVA)ของขอมูลแบบ เดซิซีเมน/ม. และปริมาณ SOM อยูในชวง 24.5-76.4 ตัน/ completely randomized design แ ล ะ เ ป รี ย บ เ ที ย บ เฮกตาร N อยใู นชว ง 1.0-7.1 ตัน/เฮกตาร P อยใู นชว ง 2.5- คาเฉล่ียดว ยวิธี Least Significant Difference ใชโปรแกรม 22.9 กก./เฮกตาร และ K อยูในชวง 138-9-597.6 กก./ สําเรจ็ รปู Statistix 9 เฮกตาร (ตารางท่ี 1) ผลและวิจารณผ ลการทดลอง 1. สมบัติทางเคมีบางประการในหนาตัดดินของพื้นท่ีปา นาสีนวน เมื่อพิจารณาตามการเปล่ียนแปลงของสมบัติทาง เคมีบางประการในหนาตัดดนิ ของพืน้ ทปี่ า นาสีนวน ไดแก คา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

297 ภาพท่ี 1 ปรมิ าณนา้ํ ฝนและอณุ หภมู ิเฉล่ยี ในชว งทเี่ ก็บตัวอยา งดินในป 2560-2561 ภาพที่ 2 แผนท่ีแสดงการสมุ เก็บตวั อยา งดนิ ในบรเิ วณพ้ืนท่ีปา นาสนี วน ตารางท่ี 1 สมบตั ิทางเคมบี างประการในหนาตัดดนิ ของดินปานาสีนวน โพแทสเซยี มท่ี จุดเกบ็ ระดับความลกึ คา การนําไฟฟา คา ความเปน กรด-ดา ง อนิ ทรยี วตั ถุ ไนโตรเจนทง้ั หมด ฟอสฟอรัสทเ่ี ปน แลกเปลย่ี นได ตวั อยาง (ซม.) (เดซซิ ีเมน/ม.) (ดนิ : นา้ํ , 1: 2.5) (ตัน/เฮกตาร) (ตัน/เฮกตาร) ประโยชน (กก./เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) 329.0 249.8 0-20 0.018 6.80 71.0 2.1 15.9 251.8 20-40 0.013 7.11 52.8 2.1 15.7 269.8 1 40-60 0.010 6.37 21.8 1.9 8.2 138.9 60-80 0.011 6.13 27.2 1.5 7.7 241.0 80-100 0.013 5.84 26.9 1.5 8.6 248.3 0-20 0.023 5.31 123.8 7.4 24.6 195.7 20-40 0.018 5.24 60.8 3.4 11.0 162.0 251.8 2 40-60 0.013 5.20 58.8 4.2 10.1 275.0 60-80 0.011 5.35 44.2 2.4 5.6 175.2 229.3 80-100 0.011 5.23 37.0 1.9 2.5 135.5 212.9 0-20 0.024 5.20 145.0 6.5 29.6 20-40 0.013 5.32 56.0 2.9 8.3 3 40-60 0.012 5.13 47.0 2.2 8.1 60-80 0.012 5.17 44.2 2.9 5.8 80-100 0.011 5.16 40.3 2.9 8.4 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

298 0-20 0.021 5.49 159.4 6.6 21.4 242.6 20-40 0.013 5.15 39.1 2.6 7.5 187.3 4 40-60 0.012 5.16 55.1 2.3 8.0 301.4 60-80 0.010 5.03 39.1 1.9 5.6 129.9 80-100 0.011 4.99 43.0 1.8 5.0 158.1 0-20 0.016 4.99 61.7 3.3 5.7 239.4 20-40 0.010 4.87 35.8 2.0 4.7 203.7 5 40-60 0.010 4.92 35.0 1.6 3.5 213.0 60-80 0.009 4.94 30.4 1.5 4.2 211.3 80-100 0.009 4.87 26.1 1.0 2.9 211.7 0-20 0.020 5.25 122.2 5.8 9.2 346.8 20-40 0.018 4.94 71.6 4.1 5.0 315.6 6 40-60 0.016 4.97 49.0 2.8 3.7 302.4 60-80 0.016 4.94 47.3 2.9 3.7 262.5 80-100 0.013 4.98 32.6 2.0 2.6 328.3 0-20 0.023 4.91 79.4 3.7 16.6 242.4 20-40 0.008 5.09 43.0 2.3 12.4 232.3 7 40-60 0.008 5.07 29.8 1.9 8.8 209.3 60-80 0.008 5.11 23.7 2.2 7.4 233.1 80-100 0.008 5.10 24.5 2.3 7.7 188.6 0-20 0.047 4.59 418.6 14.7 36.1 478.7 8 20-40 0.026 4.51 128.5 5.2 8.4 265.2 40-60 0.012 4.80 67.1 3.4 7.2 219.5 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

299 ตารางที่ 1 สมบตั ทิ างเคมบี างประการในหนา ตัดดินของดนิ ปานาสีนวน (ตอ) จดุ เก็บ ระดบั ความลกึ คาการนาํ ไฟฟา คา ความเปน กรด-ดา ง อนิ ทรยี วัตถุ ไนโตรเจนทั้งหมด ฟอสฟอรัสทีเ่ ปน โพแทสเซยี มที่ ตัวอยาง (ซม.) (เดซิซเี มน/ม.) (ดนิ : นาํ้ , 1: 2.5) (ตนั /เฮกตาร) (ตัน/เฮกตาร) ประโยชน แลกเปลยี่ นได (กก./เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) 60-80 0.012 4.90 51.8 3.0 7.4 8 80-100 0.011 4.98 27.9 3.3 6.4 184.9 225.2 0-20 0.009 5.18 51.5 2.9 15.6 289.0 20-40 0.008 5.04 19.9 1.5 7.8 143.1 9 40-60 0.007 5.00 25.8 2.4 9.3 205.2 60-80 0.006 5.02 20.0 1.8 8.0 223.1 80-100 0.005 5.03 13.1 2.0 8.4 183.4 0-20 0.031 5.30 114.3 5.3 32.2 322.3 20-40 0.009 5.29 30.6 1.7 10.0 197.4 10 40-60 0.007 5.21 36.1 1.7 9.6 228.4 60-80 0.007 5.19 21.7 1.8 8.7 196.1 80-100 0.011 4.94 47.6 1.8 9.2 316.4 0-20 0.022 4.88 80.5 3.7 19.5 287.2 20-40 0.010 4.98 24.5 1.4 8.3 224.9 11 40-60 0.007 5.14 25.8 1.4 8.9 228.4 60-80 0.006 5.16 33.4 1.8 7.5 220.3 80-100 0.009 5.12 32.8 2.0 7.7 230.4 0-20 0.022 4.89 103.0 4.5 19.5 250.2 20-40 0.010 5.07 33.7 2.0 8.3 180.2 12 40-60 0.006 5.25 27.5 1.6 8.9 169.4 60-80 0.006 5.21 30.1 2.2 7.5 174.0 80-100 0.009 5.14 31.2 2.1 7.7 253.1 0-20 0.015 5.33 45.1 2.9 16.9 365.6 20-40 0.009 5.04 23.0 1.8 6.4 239.0 13 40-60 0.006 5.08 22.4 2.1 5.2 322.5 60-80 0.006 5.03 26.7 2.2 4.5 254.0 80-100 0.006 5.13 18.0 1.5 6.4 193.9 0-20 0.024 4.87 95.0 4.2 14.8 407.2 20-40 0.012 4.83 53.6 2.1 6.1 327.0 14 40-60 0.008 4.96 34.4 1.7 3.8 254.9 60-80 0.008 5.09 30.1 1.8 3.2 256.7 80-100 0.010 5.01 24.6 1.6 3.6 251.9 0-20 0.019 4.68 133.7 10.3 39.3 411.4 20-40 0.018 4.60 121.7 9.8 33.3 386.9 15 40-60 0.014 4.71 99.5 8.5 25.1 385.7 60-80 0.011 4.72 97.4 7.9 26.2 398.5 80-100 0.009 4.84 76.4 7.1 22.9 458.3 0-20 0.029 4.92 114.1 5.2 28.5 345.7 16 20-40 0.012 4.99 64.8 3.3 8.2 230.1 40-60 0.009 5.02 45.8 2.2 6.8 181.2 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

300 ตารางที่ 1 สมบัติทางเคมบี างประการในหนา ตัดดนิ ของดินปานาสนี วน (ตอ) โพแทสเซียมที่ จดุ เก็บ ระดับความลึก คาการนาํ ไฟฟา คา ความเปน กรด-ดา ง อนิ ทรียวัตถุ ไนโตรเจนท้งั หมด ฟอสฟอรสั ท่เี ปน แลกเปลยี่ นได ตวั อยาง (ซม.) (เดซิซีเมน/ม.) (ดิน: นา้ํ , 1: 2.5) (ตนั /เฮกตาร) (ตนั /เฮกตาร) ประโยชน (กก./เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) 60-80 0.006 5.16 33.6 1.9 7.9 178.9 16 80-100 0.008 5.18 38.2 2.0 4.3 169.7 397.4 0-20 0.020 5.38 79.9 4.1 34.6 290.4 20-40 0.011 5.12 41.1 1.7 16.3 206.5 17 40-60 0.006 5.10 26.9 1.3 10.7 224.5 60-80 0.005 5.17 20.2 1.0 10.1 267.4 80-100 0.006 5.12 19.9 1.3 9.3 304.3 0-20 0.023 4.90 96.2 3.8 26.6 198.0 20-40 0.013 4.98 47.4 1.7 9.6 161.6 18 40-60 0.006 5.16 20.5 0.6 4.0 159.1 60-80 0.006 5.13 23.5 0.7 4.5 215.3 80-100 0.008 5.11 26.6 1.2 3.8 270.3 0-20 0.014 4.99 79.9 4.1 40.8 180.4 20-40 0.009 5.16 41.1 2.1 13.0 172.4 19 40-60 0.008 5.00 26.9 1.7 10.1 192.2 60-80 0.005 5.06 23.5 1.2 14.5 178.5 80-100 0.005 5.32 16.6 1.2 14.3 230.0 0-20 0.019 4.75 110.8 5.2 30.5 156.4 20-40 0.013 4.70 69.5 3.2 15.6 148.8 20 40-60 0.006 4.80 39.5 1.9 6.0 308.6 60-80 0.005 5.01 25.2 1.7 4.4 321.7 513.4 80-100 0.006 5.07 23.2 1.7 5.2 527.0 0-20 0.014 4.66 73.1 2.7 11.6 561.2 20-40 0.015 4.96 33.6 2.4 11.2 530.7 21 40-60 0.021 5.07 35.9 2.7 13.2 597.6 60-80 0.026 5.28 35.5 3.0 8.8 333.0 80-100 0.022 5.31 37.2 2.8 11.3 305.4 0-20 0.007 5.22 40.8 2.4 10.0 212.9 20-40 0.012 4.60 27.2 1.8 5.1 259.8 243.2 22 40-60 0.007 4.74 23.9 1.7 5.5 642.3 60-80 0.004 4.92 20.3 1.7 7.3 317.6 80-100 0.005 4.90 17.7 1.6 7.4 353.6 0-20 0.022 4.50 52.7 4.8 24.1 246.7 20-40 0.011 4.65 40.0 2.1 7.8 314.7 23 40-60 0.008 4.76 29.1 1.9 4.6 615.9 60-80 0.006 4.89 23.7 1.7 6.3 331.8 80-100 0.005 4.93 23.0 2.0 6.4 0-20 0.015 4.60 72.2 3.5 24.5 24 20-40 0.006 4.81 28.8 2.4 15.0 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

301 ตารางท่ี 1 สมบตั ิทางเคมบี างประการในหนา ตดั ดินของดินปานาสีนวน (ตอ) จดุ เก็บ ระดบั ความลกึ คาการนาํ ไฟฟา คาความเปนกรด-ดา ง อนิ ทรียวตั ถุ ไนโตรเจนทั้งหมด ฟอสฟอรัสที่เปน โพแทสเซยี มที่ ตัวอยาง (ซม.) (เดซซิ เี มน/ม.) (ดิน: น้ํา, 1: 2.5) (ตัน/เฮกตาร) (ตนั /เฮกตาร) ประโยชน แลกเปลยี่ นได (กก./เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) 40-60 0.006 4.81 28.2 2.3 15.1 24 60-80 0.005 4.81 21.7 2.2 16.8 310.6 80-100 0.006 4.83 27.8 2.0 15.9 390.1 0-20 0.012 4.92 52.1 3.2 21.0 378.7 20-40 0.006 5.03 28.8 2.1 10.7 597.4 25 40-60 0.005 5.18 29.9 2.5 10.4 339.8 60-80 0.005 5.09 30.8 2.4 10.7 405.7 80-100 0.004 5.07 27.8 2.2 12.4 372.9 0-20 0.009 5.09 63.8 4.0 13.3 338.4 20-40 0.006 5.11 40.0 2.9 9.4 466.5 26 40-60 0.011 4.93 37.0 3.7 7.2 324.2 60-80 0.006 4.99 27.2 3.6 7.6 403.4 80-100 0.006 4.98 40.7 3.5 10.9 378.7 0-20 0.026 4.71 81.5 5.4 36.5 412.4 20-40 0.019 4.64 32.2 3.1 20.8 335.6 27 40-60 0.022 4.49 28.4 3.2 15.5 186.4 60-80 0.021 4.57 56.4 3.8 13.3 180.4 80-100 0.017 4.85 35.2 3.0 11.4 207.4 193.4 2. สมบัติทางเคมีบางประการของดินบนและดินลางของ คณะ (2559) ท่ีพบวาดินปาสงวนของ ตําบลดอนหวาน ดินปานาสนี วน ปริมาณของ SOM N P และ K ในดินช้นั บน อําเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ไมใชดินเค็ม (EC < 2 เดซิ (0-20 ซม.) และดินช้ันลาง (20-100 ซม.) ของพืน้ ท่ีปานาสีน ซีเมน/ม.) และ Kumar et. al. (2017) ไดรายงานวาปาใน วน พบวา ในดินช้ันบนมีความอุดมสมบรู ณสงู กวาดินช้ันลาง ประเทศอนิ เดยี ไมใ ชดินเคม็ โดยปรมิ าณของ SOM ในดินชน้ั บนเทากับ 73.2 ตัน/เฮกตาร ในสวนของดินชั้นลางเทากับ 30.5 ตัน/เฮกตาร ในขณะท่ี ดินปานาสีนวนจัดเปนดินที่มีความอุดมสมบูรณที่ ปรมิ าณของ N ในดินชนั้ บน (3.7 ตัน/เฮกตาร) สูงกวาดนิ ชั้น คอนขางตํ่ามาก เนื่องจากมีปริมาณของ SOM N P และ K ลาง (2.0 ตัน/เฮกตาร) ในขณะเดียวกันดินช้ันบนมีปริมาณ ในดินปานาสีนวนพบในปริมาณท่ีตํ่ามาก ซึ่งปริมาณของ ของ P มปี ระมาณ 15.9 กก./เฮกตาร สูงกวาดินชน้ั ลาง (8.5 SOM อยูในชวง 0.1-1.0% ปริมาณ N ท้ังหมดในดินอยู กก./เฮกตาร) เชนเดียวกันกับปริมาณของ K ในดินช้ันบน ในชวง 0.007-0.091% ปรมิ าณของ P ทเ่ี ปน ประโยชนในดิน (330.2 กก./เฮกตาร) สงู กวาดินช้ันลา ง (248.9 กก./เฮกตาร) อยูในชวง 0.2-2.2 มก./กก. และปริมาณ K ท่ีแลกเปลี่ยนได (ตารางที่ 2 และภาพท่ี 3 และ 4) อยใู นชว ง 7.6-37.8 มก./กก. (กรมการขาว, ม.ป.ป.) อยา งไร ก็ตาม ปริมาณของ SOM N P และ K ในดินบนมีสูงกวาดิน จากการศึกษาน้ี พบวา ดินปานาสีนวนมีคา pH อยู ลาง ซึ่งสอดคลองกับการศึกษาของ Chemeda et. al. ในชวง 4.49-7.11 ซง่ึ นบั ไดว าดนิ เปนกรดจดั -เปน กลาง (บญุ (2017) ไดทําการศึกษาผลกระทบของการใชประโยชนท่ีดิน แสน, 2548) ซึ่งแตกตางกับรายงานของจริยา (2560) ท่ีแตกตางกันและความลึกของดินท่ีมีผลตอสมบัติกับความ รายงานวาดินปาสงวนของ ตําบลดอนหวาน อําเภอเมือง อุดมสมบรู ณข องดนิ พบวา ในพน้ื ที่ปาท่รี ะดับความลกึ 0-20 จังหวัดมหาสารคาม มีคา pH เปนกรดออน แตการศึกษานี้ ซม. มี SOM สูงกวาที่ระดับความลึก 20-40 ซม. และใน สอดคลองกับ Emiru and Gebrekidan (2013) ท่ีรายงาน ป ร ะ เ ท ศ เ อ ธิ โ อ เ ป ย Abate and Kibret (2016) ไ ด วา ดินปา ในฝงตะวนั ตกของประเทศเอธิโอเปย มคี า pH เปน ทําการศึกษาอิทธิพลของการใชประโยชนท่ีดินท่ีระดับความ กลาง ลึกของดินตางกันและลักษณะภูมิประเทศที่มีผลตอสมบัติ ทางเคมี พบวา ในพนื้ ทป่ี า ในดนิ ช้ันบน (0-20 ซม.) มปี รมิ าณ คา EC อยใู นชวง 0.004-0.031 เดซซิ ีเมน/ม. ซงึ่ จดั เปน SOM สูงกวาดินช้ันลาง (20-60 ซม.) และในประเทศ ดินท่ีไมเค็มและไมมีผลกระทบตอการเจริญเติบโตของพืช เอธิโอเปย Selassie and Ayanna (2013) พบวา ปริมาณ (บุญแสน, 2548) ซ่ึงสอดคลองกับรายงานของเบ็ญจพร และ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

302 ของ N ในดินช้ันบน (0-15 ซม.) ในพื้นท่ีปาของเขต สรปุ ผลการทดลอง Abechikeli Mariam และเขต Aferfida Georgis สูงกวาดิน การศึกษา พบวา ดินชั้นบน (0-20 ซม.) มีคา pH ชั้นลาง (15-30 ซม.) และ Majaliwa et al. (2010) ได ทําการศึกษาในพ้ืนที่ปาธรรมชาติที่ทิศตะวันตกเฉียงใต เทากบั 4.50-6.80 และ EC เทา กับ 0.007-0.031 เดซิซีเมน/ ยูกันดาท่ี 2 ระดับความลึก คือ 0-15 ซม. และ 15-30 ซม. ม. โดยดินชัน้ ลา ง (20-100 ซม.) มคี า pH เทา กับ 5.04-5.09 พบวา ปริมาณ P และK ในดินชั้นบน (0-15 ซม.) สูงกวาดิน และ EC เทากับ 0.008-0.011 เดซิซีเมน/ม. สําหรับปรมิ าณ ชั้นลาง (15-30 ซม.) SOM ในดินชั้นบนเทากับ 40.8-418.1 ตัน/เฮกตาร N เทากับ 2.1-14.7 ตัน/เฮกตาร P เทากับ 12.6-17.0 กก./ ปรมิ าณของ SOM N ทง้ั หมด P ทเี่ ปน ประโยชน และ K เฮกตาร และ K เทา กับ 241.0-642.3 กก./เฮกตาร ซงึ่ สงู กวา ที่แลกเปล่ียนไดในดินตลอดความลึก 0-100 ซม. พบวา ดินชั้นลางท่ีมีปริมาณ SOM เทากับ 22.0-70.5 ตัน/เฮกตาร ปริมาณของ SOM ในพ้ืนท่ีปานาสีนวนเทากับ 139 ตัน/ N เทากับ 1.1-8.5 ตัน/เฮกตาร P เทากับ 3.8-27.0 กก./ เฮกตาร ในสวนของปริมาณ N เทากบั 10 ตนั /เฮกตาร (ภาพ เฮกตาร และK เทา กับ 180.9-554.0 กก./เฮกตาร ซ่งึ จากผล ที่ 5ก) ในขณะที่ปริมาณ P เทากับ 32 กก./เฮกตาร และ การศกึ ษาชีใ้ หเห็นวา ดนิ ชั้นบนมคี วามอุดมสมบรู ณสงู กวาดิน ปริมาณของ K เทากับ 650 กก./เฮกตาร (ภาพที่ 5ข) ชั้นลาง และขอมูลที่ไดสามารถใชในการประเมินการ เจริญเตบิ โตและความหนาแนน ของพชื พรรณในปาแหง น้ไี ด ตารางที่ 2 สมบตั ทิ างเคมบี างประการในดนิ บนและดนิ ลางของดนิ ปานาสีนวน จดุ เกบ็ อินทรียวตั ถุ ไนโตรเจนท้งั หมด ฟอสฟอรสั ทเ่ี ปน ประโยชน โพแทสเซยี มทแ่ี ลกเปลยี่ นได ตวั อยา งดนิ (ตนั /เฮกตาร) (ตัน/เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) ระดบั ความลึก (ซม.) 0-20 20-100 0-20 20-100 0-20 20-100 0-20 20-100 1 71.0 33.3 2.1 1.8 15.1 10.2 329.0 227.9 2 123.8 50.0 7.4 3.0 15.1 7.3 241.0 215.1 3 145.0 46.6 6.5 2.7 15.1 7.7 275.0 188.3 4 159.4 44.1 6.6 2.2 16.1 6.6 242.6 195.2 5 61.7 32.6 3.3 1.5 12.6 3.8 239.4 210.3 6 122.2 49.7 5.8 2.9 12.6 3.8 346.8 302.7 7 79.4 30.9 3.7 2.2 12.6 9.1 242.4 215.8 8 418.6 70.5 14.7 3.8 16.1 7.4 478.7 225.0 9 51.5 19.7 2.9 2.0 16.1 8.4 289.0 187.9 10 114.3 34.4 5.3 1.8 16.1 9.4 322.3 234.5 11 80.5 29.5 3.7 1.6 16.1 8.2 287.2 226.5 12 103.0 31.2 4.5 2.0 16.1 8.2 250.2 194.7 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

303 ตารางท่ี 2 สมบตั ทิ างเคมีบางประการในดินบนและดนิ ลางของดินปานาสีนวน (ตอ) จุดเก็บ อินทรียวัตถุ ไนโตรเจนท้งั หมด ฟอสฟอรสั ทเี่ ปน ประโยชน โพแทสเซียมท่แี ลกเปลีย่ นได ตัวอยา งดนิ (ตัน/เฮกตาร) (ตัน/เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) (กก./เฮกตาร) ระดบั ความลกึ (ซม.) 0-20 20-100 0-20 20-100 0-20 20-100 0-20 13 45.1 23.0 2.9 2.0 16.1 5.7 365.6 251.7 14 95.0 36.1 4.2 1.8 16.1 4.3 407.2 274.4 15 133.7 99.1 10.3 8.5 16.3 27.0 411.4 407.2 16 114.1 45.5 5.2 2.4 16.3 6.8 345.7 190.6 17 79.9 27.6 4.1 1.3 16.3 11.7 397.4 247.5 18 96.2 29.3 3.8 1.1 16.3 5.5 304.3 183.6 19 79.9 27.6 4.1 1.6 16.3 13.0 270.3 180.9 20 110.8 40.6 5.2 2.1 16.3 8.0 230.0 231.9 21 73.1 35.5 2.7 2.7 17.0 11.2 513.4 554.0 22 40.8 22.0 2.4 1.7 17.0 6.3 333.0 256.6 23 52.7 28.8 4.8 1.9 17.0 6.3 642.3 308.5 24 72.2 26.3 3.5 2.3 16.8 15.8 615.9 352.8 25 52.1 29.8 3.2 2.3 16.8 11.1 597.4 365.0 26 63.8 36.9 4.0 3.5 16.8 8.8 466.5 379.1 27 81.5 38.8 5.4 3.2 16.3 15.4 335.6 192.0 ภาพท่ี 3 สมบตั ทิ างเคมีบางประการในดินชนั้ บน (0-20 ซม.) และดินชัน้ ลาง (20-100 ซม.) ในดนิ ปา นาสีนวน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

304 ภาพท่ี 4 แผนทแี่ สดงการกระจายตวั ของความสมบตั ิทางเคมีบางประการในดนิ ชั้นบน (0-20 ซม.) ของปา นาสีนวน การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

305 ภาพที่ 5 สมบัตทิ างเคมบี างประการของดิน (0-100 ซม.) ในพนื้ ทีป่ านาสีนวน คําขอบคุณ th/web_elearning/soil/learnplan. php, 3 โครงการวจิ ัยนไี้ ดร ับการสนับสนุนจากโครงการอนรุ ักษ สิงหาคม 2560. เบญ็ จพร กลุ นติ ย. 2559. การวเิ คราะหดนิ . เอกสาร พันธกุ รรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริฯ ผวู ิจยั ขอขอบคุณ ประกอบ การสอนความอดุ มสมบรู ณของดินและปุย. มา ณ ที่น้ีดวย ภาควชิ าเทคโนโลยกี ารเกษตร คณะเทคโนโลยี เอกสารอา งอิง มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. กรมปาไม. 2561. เนื้อทป่ี าไมของประเทศไทย ป พ.ศ. เบญ็ จพร กลุ นติ ย สดุ ารตั น จมู ลี วชิราภรณ ศรีวรรณา รัชนกี ร อุนารตั น และ จรยิ า ทาํ บุญ. 2559. การ 2516-2559. แหลงทีม่ า: http://forestinfo.for- เปลี่ยนแปลงและองคประกอบทางเคมขี องอินทรียวตั ถุ est.go.th/55/Content.aspx?id=72, 25 มนี าคม ในดินภายใตอ ทิ ธิพลของการใชป ระโยชนท ่ีดินแตกตา ง 2562. กนั . โครงการวิจัยงบประมาณแผนดิน. มหาวิทยาลัย กรมการขา ว. ม.ป.ป. องคความรเู รอื่ งขา ว. แหลงทีม่ า: มหาสารคาม. http://www.ricethailand.go.th/Rkb/managemen รชั นกี ร อนุ ารตั น. 2560. การเปล่ียนแปลงคาการนําไฟฟา t/index.phpfile =content.php&id=19.htm, 25 และโพแทสเซยี มในในหนา ตดั ดินภายใตเปล่ยี นแปลง มีนาคม 2562. การใชประโยชนท ่ดี ิน. ปญหาพเิ ศษระดับปรญิ ญาตรี กติ ติพงษ พงษบ ุญ พิณทพิ ย ธิตโิ รจนะวฒั น พงษศกั ด์ิ วิทวสั ภาควชิ าเทคโนโลยี การเกษตร คณะเทคโนโลยี ชตุ ิกลุ วารินทร จริ ะสุขทวีกลุ เอกชยั ล่ิมถาวรศริ พิ งศ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. และประภา คลา ยม.ุ 2531. คุณสมบตั ขิ องดินในปา วชิราภรณ ศรวี รรณนา. 2560. การเปลย่ี นแปลงไนโตรเจน ธรรมชาติ บริเวณลมุ น้ําหวยไร ทีศ่ นู ยศกึ ษาการ และแมกนเี ซียมในหนา ตดั ดินภายใตการเปลยี่ นแปลง พฒั นาภพู านอันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริ จังหวัด การใชป ระโยชนที่ดนิ . ปญหาพิเศษระดบั ปริญญาตรี สกลนคร. ฝา ยวจิ ยั กองอนรุ ักษตนนาํ้ กรมปาไม ภาควชิ าเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ, กรงุ เทพฯ. 20 น. มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. จริยา ทาํ บุญ. 2560. การเปลยี่ นแปลงความเปน กรด-ดาง วรนนั ท สนกนั หา สมชยั อนสุ นธ์ิพรเพมิ่ ศุภิฌา ธนะจติ ต และฟอสฟอรสั ในในหนา ตดั ดนิ ภายในเปล่ยี นแปลง เอิบ เขยี วรื่นรมณ และทักษณิ อาชวาคม. 2555. การใชป ระโยชนท ดี่ นิ . ปญ หาพิเศษระดบั ปริญญา ลักษณะดนิ ภายใตสภาพปาตา งชนดิ บริเวณสถานีวจิ ยั ภาควิชาเทคโนโลยี การเกษตร คณะเทคโนโลยี สิง่ แวดลอมสะแกราช. วารสารแกน เกษตร. 40: 7-18. มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. ศูนยศ กึ ษาการพฒั นาอา วคงุ กระเบน อันเนอื่ งมาจาก บุญแสน เตียวนุกลู ธรรม. 2548. ปฐพีวิทยา: เอกสาร พระราชดาํ ริ อําเภอทา ใหม จังหวดั จันทบุรี. 2556. การ ประกอบการเรยี นการสอนวชิ า 5011101 อนรุ ักษท รพั ยากรณธรรมชาตปิ าไมแ ละสตั วปา. การ ปฐพีวิทยา. ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตรและ อนุรักษทรพั ยากรธรรมชาตปิ า ไมแ ละสตั วปาในประเทศ เทคโนโลยอี ุตสาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏ ไทย: 1-21. แหลงทมี่ า: http://www.fish-eries.go.th นครสวรรค. แหลงที่มา: http://elearning.nsru.ac. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

306 /cfkung_kra-baen/knowledge_3.pdf, 10 สงิ หาคม Emiru, N. and H. Gebrekidan. 2013. Effect of Land 2560. Use Changes and soil Depth on Soil Organic สดุ ารตั น จูมล.ี 2560. การเปล่ยี นแปลงของอินทรยี วัตถุ Matter, total Nitrogen and Available และกรดฮิวมกิ ในหนาตัดดินภายใตเ ปลีย่ นแปลงการ Phosphorus Contents of Soils in Senbat ใชป ระโยชนท ดี่ นิ . ปญ พเิ ศษระดบั ปริญญาตรี ภาควชิ า Watershed, Western Ethiopia. Journal of เทคโนโลยี การเกษตรคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั Agricultural and Biological Science 8: 206- มหาสารคาม. 212. อนศุ ร พมุ พวง. 2559. รจู กั ประเภทของปา ไมในไทยหรือ ยงั . แหลง ทมี่ า: Guimarães, D. V., M. I. S. Gonzaga, T. O. Silva, T. L. http://geo2gis.cSOM/index.php/geogra Silva, N. S. Dias and M. I. Silva Matias. 2013. phy/2016-01-29-05-48-12/221-thai-forest. 10 Soil organic matter pools and carbon fractions ตลุ าคม 2560. in soil under different land uses. Soil and Abate, N. and K. Kibret. 2016. Effects of land use, Tillage Research 126: 177-182. soil depth and topography on soil physicochemical properties along the Kiflu, A. and S. Beyene. 2013. Effect of different toposequence at the Wadla Delanta Massif, land use systems on selected soil properties Northcentral Highlands of Ethiopia. in South Ethiopia. Journal of Soil Science Environment and Pollution 5(2): 57-71. Environmental Management 4(5): 100-107. Chemeda, M., K. Kibret and T. Fite. 2017. Influence of different land use types and soil depth on Kumar, A., Y. K. Sing, A. Sah, and A. Kumar. 2017. selected soil properties related to soil fertility Effects of land use on soil properties of Banka in Warandhab Area, Horo Guduru Wallaga district,Bihar Ecology 5: 328-330. Zone, Oromiya, Ethiopia. Environmental Sciences & Natural Resources 4(2): 01-011. Majaliwa, J.G.M., R. Twongyirwe, R. Nyenje, M. Barasa. 2010. The Effect of Land Cover Change on Oluka, B. Ongom, J. Sirike, D. Mfitumukiza, E. Soil Properties around Kibale National Park in Azanga, R. Natumanya, R.Mwerera and B. SouthWestern Uganda. Hindawi Publishing west Showa zone, Gindeberet district, Ethiopia. Corporation Applied and Environmental Agriculture, Forestry and Fisheries 3(6): 489- Soil Science Volume 2010: 7. 494. Selassie, Y. G. and G. Ayanna. 2013. Effect of different land use systems on selected physio- chemical properties of soil in Northeastern Ethiopia. Agriculture Science 5: 112-120. Takele, L., A. Chimdi and A. Abebaw. 2014. Dynamics of soil fertility as influenced by different land use systems and soil depth in การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

307 ความหลากชนดิ ของแมลงในอันดับไฮเมนนอพเทอรา (Hymenoptera) ในพืน้ ที่วทิ ยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี SPECIES DIVERSITY OF ORDER HYMENOPTERA IN CHAIBADANPIPHAT COLLEGE, CHAIBADAN DISTRICT, LOP BURI PROVINCE วชิราภรณ ฟูนนั 1*, นราศกั ด์ิ บญุ ม2ี , อญั ชลี นิลสุวรรณ1, จักรพงษ หรงั่ เจรญิ 3, ธนภูมิ ศริ งิ าม2, วฤชา ประจงศักด์ิ1 และ กิตติพงษ แกว ประเสรฐิ 4 Wachiraporn Phoonan1*, Narasak Boonme2, Unchalee Ninsuwan1, Chakrapong Rangjaroen3, Thanapoom Siringam2, Warucha Prajongsak1 and Gittipong Geawprasert4 1สาขาวิชาชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนคร กรงุ เทพ 10220 2สาขาวิชาเกษตรศาสตร คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนคร กรงุ เทพ 10220 3สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารเกษตร คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนคร กรุงเทพ 10220 4สาขาวิชาคอมพิวเตอรแ อนิเมชันและมลั ติมเี ดีย คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร กรงุ เทพ 10220 1Program in Biology, Faculty of Science and Technology, Phranakhon Rajabhat University, Bangkok 10220 2Program in Agriculture, Faculty of Science and Technology, Phranakhon Rajabhat University, Bangkok 10220 3Program in Agriculture Technology, Faculty of Science and Technology, Phranakhon Rajabhat University, Bangkok 10220 4Program in Computer Animation and Multimedia, Faculty of Science and Technology, Phranakhon Rajabhat University, Bangkok 10220 บทคัดยอ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาความหลากชนิดของแมลงในอันดับ Hymenoptera ท่ีพบในระบบนิเวศที่แตกตางกัน ของพื้นท่ีวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน จังหวัดลพบุรี โดยทําการแบงพ้ืนที่ศึกษาออกเปน 3 พ้ืนท่ี คือ พ้ืนท่ีทุงหญา พื้นท่ีสวน สมนุ ไพร และพื้นทีแ่ ปลงนา ทําการเกบ็ ตัวอยา งแมลงในอันดับ Hymenoptera โดยใชสวงิ โฉบแมลง กบั ดักจานเหลือง กับดัก หลุม และกับดักแสงไฟ เก็บรักษาตัวอยางแมลงในแอลกอฮอล 70% หรือนํามาปกเข็มจัดรูปรางเพ่ือจําแนกดวยคูมือจําแนก แมลง คํานวณหาคาดัชนีความหลากหลายและหาความชุกชุมทางชนิดของแมลงที่พบในแตละพื้นท่ี ผลการศึกษาพบแมลงใน อันดับ Hymenoptera ทัง้ หมด 219 ตัวอยา ง 11 วงศ โดยพบแมลงสว นใหญอยูใ นวงศ Formicidae Apidae และ Vespidae ตามลําดับ เมื่อวิเคราะหคาดัชนีความหลากหลาย (H’) และคาความชุกชุมทางชนิด (R) ของทั้ง 3 พ้ืนที่ พบวาพ้ืนท่ีสวน สมนุ ไพรมีคาดชั นคี วามหลากหลายและคา ความชุกชมุ มากทีส่ ดุ ท่ี 1.81 และ 2.33 ตามลาํ ดับ Abstract This research aimed to study the species diversity of insect in order Hymenoptera found in the different ecosystem of Chaibadanpiphat college, Lop Buri province. The three study areas were grassland, herb garden and rice field. The Hymenoptera insect was collected by sweep net, yellow trap, pitfall trap and light trap and then the insect was preserved in 70% ethanol. The insect specimens were pinned in natural position, identified by insect guide book and then calculated the diversity index and species richness index. The result showed the 219 insect specimens belong to 11 families, mostly in Formicidae, Apidae and Vespidae, respectively. The diversity index (H’) and species richness index indicated that the herb garden area has the highest diversity and species richness at 1.81 and 2.33, respectively. คาํ สาํ คญั : ความหลากชนิด, แมลง, อาํ เภอชัยบาดาล, จงั หวัดลพบุรี Keywords: Species diversity, Insect, Chaibadan district, Lop Buri province *ตดิ ตอนกั วจิ ัย: วชริ าภรณ ฟูนนั (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Wachiraporn Phoonan (E-mail: [email protected]) บทนาํ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

308 แมลงเปนสัตวกลมุ ทีม่ จี ํานวนและความหลากหลายมาก ชี้วัดความอุดมสมบูรณใ นพ้ืนท่ีไดเปนอยางดี และยังเปนการ ท่ีสุดในโลกและมีความสําคัญอยางมากตอระบบนิเวศ ชวย อนรุ กั ษชนดิ ของแมลงท่ีหายากใหค งอยตู ลอดไป ใหระบบนิเวศเกิดความอุดมสมบูรณทั้งพืชผล และ อุปกรณแ ละวิธกี ารทดลอง ธัญญาหารตางๆ แมลงบางชนิดมีศักยภาพสามารถนํามาใช 1. พ้ืนท่ีศึกษา: งานวิจัยน้ีทําการศึกษาในเขตพ้ืนท่ีวิทยาลัย ประโยชนไดในอนาคต เชน แมลงสามารถนํามาเพาะเลี้ยง ชัยบาดาลพิพัฒน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ตําบลชัย เพื่อเปนแหลงอาหารที่มโี ปรตนี สงู แมลงบางกลมุ มีศักยภาพ บาดาล อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี โดยแบงพ้ืนท่ีศึกษา ในการยอยสลายขยะของเสีย และการใชแมลงเปนตัวหํ้าตัว ออกเปนพื้นท่ียอยเพื่อดูความสัมพันธของความหลากชนิด เบียนเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี เปนตน แมลงใน แมลงกับระบบนิเวศท่ีแตกตางกัน จํานวน 3 พ้ืนที่ คือ 1) อันดับ Hymenoptera ไดแก แมลงในกลุมผ้ึง มด ตอ และ พื้นท่ีทุงหญา – มีลักษณะระบบนิเวศมีพืชชนิดเดนเปนพืช แตน จัดเปนแมลงกลุมหลักท่ีมีความสัมพันธกับพืชในการ กลุมหญาตลอดท้ังป 2) พื้นที่สวนสมุนไพร – มีลักษณะ ชวยผสมเกสร หรือควบคุมตวั ออนของแมลงศัตรพู ืช เปน ตน ระบบนิเวศเปนพืชปลูกผสมเหมือนกันตลอดท้ังป และ 3) นอกจากน้ี แมลงในอันดับนี้ยังเปนท่ีรูจักกันดีและนํามาใช พื้นที่แปลงนา – มีลักษณะระบบนิเวศเปนพื้นท่ีเพาะปลูก ประโยชนอยางกวางขวาง เชน การเลี้ยงผ้ึงและชันโรง เพื่อ ขา วแบบหมุนเวยี น มแี หลง นา้ํ ลอมรอบ ประโยชนในการผสมเกสรไมผล อีกท้ังยังมีผลพลอยได คือ น้ําผ้ึง ไขผ้ึง พรอพอลิส เกสรผ้ึง และนมผ้ึง ท่ีมีคุณคาทาง ภาพท่ี 1 แผนท่ีแสดงพืน้ ทีบ่ ริเวณวทิ ยาลัยชยั บาดาลพิพฒั น อาหารและมีประโยชนทางยา สวนมด ตอ และแตน มี จงั หวดั ลพบรุ ี (บรเิ วณท่ี 1-8, 10) ความสําคัญในระบบนิเวศโดยมีบทบาทเปนผูบริโภค ชวย 2. การสํารวจและเก็บตัวอยา งแมลง: ทําการสํารวจและเกบ็ ควบคมุ แมลงศตั รูพืช มปี ระโยชนอ ยางมากในทางการเกษตร ตัวอยางแมลงในอันดับ Hymenoptera โดยใชวิธีการโฉบ โดยเฉพาะแตนเบียน สามารถนํามาใชในการกําจัดแมลง ดวยสวิง กับดักจานเหลือง กับดักหลุม และกับดกั แสงไฟ ใน ศั ต รู พื ช แ บ บ ชี ว วิ ธี โ ด ย ไ ม พ่ึ ง ส า ร เ ค มี ค ว บ คุ ม ศั ต รู พื ช พ้ืนที่ศึกษาท้ัง 3 พื้นท่ีตามแนว line transect บันทึกชนิด นอกจากนี้ แมลงในกลุมนี้หลายชนิดสามารถนํามาเปน จํานวน ภาพถายของแมลง พืชอาศัยหรือพืชอาหาร อาหารท่ีมีโปรตีนสูง เชน แมเปงหรือมดที่อยูในชวงเจริญ พฤตกิ รรมของแมลง พรอมท้ังขอ มูลทางดานกายภาพของแต พันธุ ไขแ ละตวั ของมดแดง ตวั ออ นผงึ้ ตอ และแตน เปนตน ละพ้ืนที่ ไดแก อุณหภูมิและความชื้นของอากาศ พิกัดทาง ภูมศิ าสตร โดยทําการเก็บขอ มูลใน 2 ชว งฤดูกาล คอื ชวงฤดู วิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน เปนอีกพ้ืนท่ีหนึ่งของ ฝน (พฤษภาคมถึงสิงหาคม) และชวงฤดูแลง (ธันวาคมถึง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ตั้งอยูในพ้ืนท่ีตําบลชัยบาดาล มีนาคม) อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี มีพื้นท่ีประมาณ 300 ไร 3. การเก็บรักษาตัวอยางและการจําแนกแมลง: แมลงท่ีเก็บ ลักษณะพื้นที่เปนรูปเกือกมาลอมรอบแนวเชิงเขาพลวงซ่ึง รวบรวมไดจะนํามาแยกกลุม และจัดรูปรางแมลงโดยวิธีปก เปนปาอนุรักษของชุมชน ขอบพ้ืนที่ดานนอกเปนพ้ืนที่ เข็ม ใหอยูในลักษณะทาทางธรรมชาติและเหมาะสมสําหรับ เกษตรกรรมโดยรอบ ผลผลิตในทองถ่ินที่ปลูก ไดแก ออย การนําไปจําแนกภายหลัง ทําการจําแนกตัวอยางแมลงจาก ขาวนาป ขาวโพด สวนการทําปศุสัตว ไดแก การเลี้ยงไก ลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยา ถ่ินทอี่ ยอู าศยั และพฤติกรรม สุกร โคเน้ือ และโคนม การสํารวจความหลากหลายทาง 4. การวิเคราะหขอมูล: วิเคราะหขอมูลคาดัชนีความ ชีวภาพในพ้ืนท่ีที่มีส่ิงปลูกสราง หรือเปนพ้ืนท่ีท่ีมีการใชสอย หลากหลายและคาความชุกชุมทางชนิดของแมลงในอันดับ รอบเขาพลวงที่เปนปาอนุรักษ ซ่ึงยังไมมีการสํารวจความ Hymenoptera ดังน้ี หลากหลายทางชีวภาพมากอน จะทําใหทราบชนิด จํานวน ของสิ่งมีชีวิต และรูปแบบการใชป ระโยชนจากส่ิงมชี ีวติ ตางๆ ท่ีพบในพ้ืนที่นั้น โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตท่ีอยูประจําถ่ินหรือพบ เฉพาะพื้นถน่ิ น้ัน งานวิจัยนี้เปน งานสนองพระราชดาํ รใิ นโครงการอนุรักษ พันธุกรรมพชื อนั เนือ่ งมาจากพระราชดาริฯ มจี ุดประสงคเ พอ่ื ก า ร สํ า ร ว จ ค ว า ม ห ล า ก ช นิ ด ข อ ง แ ม ล ง ใ น อั น ดั บ Hymenoptera ท่ีพบในพื้นที่ของวิทยาลัยชัยบาดาลพพิ ัฒน อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบรุ ี ซ่ึงเปนพ้ืนท่ีท่ียังไมเ คยมีการ สํารวจความหลากหลายทางชีวภาพมากอน อีกทั้งแมลงใน อันดับน้ียังเปนแมลงที่มีความสัมพันธกับพืชดอกซึ่งเปนดัชนี การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

309 (1) คา ดัชนคี วามหลากหลาย (Diversity Index) ใชสูตร ท่ีสดุ คอื Evaniidae และ Scoliidae ท่รี อยละ 0.46 (ตาราง ของ Shannon-Wiener Diversity Index ดงั นี้ ท่ี 1) โดยมดถือเปนสัตวขาขอที่มีจํานวนมากที่สุดในระบบ นิเวศบก มีหนาท่ีเชิงนิเวศที่หลากหลาย มีการแพรกระจาย s กวางขวางท้ังพื้นท่ีปาธรรมชาติ พื้นที่ปาทุติยภูมิ พ้ืนท่ี เกษตรกรรม และพ้นื ที่ทถี่ ูกรบกวนโดยมนุษย นอกจากน้ี มด H′ = − � ������������������������ (ln ������������������������) ยังสามารถตอบสนองตอการเปลยี่ นแปลงทางสิ่งแวดลอมได ดี (อนงคนาฏ, 2560) สําหรบั แมลงในกลุมผ้งึ ซงึ่ เปนแมลงที่ i=1 มีความสาํ คัญในการผสมเกสรใหแกพ ชื จึงมคี วามสัมพันธกับ การออกดอกของพืช หากมีดอกไม จะสามารถพบแมลงกลุม โดยที่ H’ คือ คา ดัชนคี วามหลากหลาย นี้ไดทั่วไป ซ่ึงสอดคลองกับรายงานกอนหนานี้ที่ศึกษาความ pi คือ สัดสวนความหนาแนนของวงศที่พบใน หลากหลายของแมลงท่ีพบในสวนแตงโมในพื้นท่ีตําบลหวย แกว อําเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ระหวางเดือนมิถุนายน พืน้ ที่ศึกษานั้น คํานวณไดจากสตู ร pi = ni/N ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 พบแมลงในพื้นท่ีศึกษาจํานวน โดยท่ี N คือ ผลรวมจํานวนตัวท้ังหมดของทุกวงศที่ 19 วงศ 6 อันดับ ไดแก Hymenoptera (6 วงศ, รอยละ 59.69), Coleoptera (6 วงศ, รอ ยละ 14.06), Lepidoptera พบในพน้ื ทีศ่ ึกษาน้นั คํานวณไดจ ากสูตร (3 วงศ, รอยละ 10.63), Diptera (2 วงศ, รอยละ 8.13), N = ∑is=1 ������������������������ Odonata (1 วงศ, รอยละ 4.06) และ Hemiptera (1 วงศ, รอ ยละ 3.44) โดยพบแมลงในวงศ Apidae (Hymenoptera) โดยท่ี ni คือ จาํ นวนตัวของวงศท่ี i (i = 1, …, s) มากท่ีสุด คิดเปนรอยละ 48.13 (ธัชคณิน และคณะ, 2559) k คอื จํานวนวงศท พี่ บในแตละสถานี และ ปย ธดิ า และคณะ (2561) ซงึ่ ศึกษาความหลากชนดิ ของ แมลงในสวนมะขาม อําเภอวังทอง จังหวัดพิษณโุ ลกระหวาง (2) ความชุกชุมทางชนิด (Species Richness หรือ เดอื นมิถนุ ายนถึงเดอื นสงิ หาคม พ.ศ. 2560 พบแมลงในพนื้ ท่ี Richness Index) ใชวิธีการคํานวณของ Margalef’s index ศึกษาจาํ นวนท้งั ส้นิ 30 วงศ 8 อันดับ ไดแ ก อันดับ Araneae ดังน้ี (1 วงศ, รอยละ 1.01) Coleoptera (6 วงศ, รอยละ 25.77), Diptera (4 วงศ, รอยละ3.43), Homoptera (7 วงศ, รอย R= (S−1) ละ 26.76), Hymenoptera (5 วงศ, รอยละ 27.8), ln(N) Lepidoptera (5 วงศ, รอยละ 8.10) Odonata (1 วงศ, รอยละ 4.87) และ Orthoptera (1 วงศ, รอ ยละ 4.06) โดย โดยที่ R คอื คาดชั นีมารก าเลฟ พบแมลงในวงศ Apidae อันดับ Hymenoptera มากท่ีสุด S คือ จํานวนวงศทั้งหมดทพี่ บในพ้นื ที่นั้น เชน เดียวกัน N คอื จาํ นวนตัวอยางท้งั หมดในพนื้ ท่ีนน้ั 2. ความหลากหลายและความชุกชุมของแมลงในอันดับ Hymenoptera ในระบบนิเวศท่ีแตกตางกันของพื้นท่ี หลังจากนั้น นําขอมูลที่ไดมาทําการวิเคราะหผลโดยใช วิทยาลัยชัยบาดาลพพิ ฒั น จังหวัดลพบุรี สถิติทดสอบเปรียบเทียบความแปรปรวนทางเดียว (one way ANOVA) และหาความแตกตางของคาเฉลี่ยโดยวิธี จากตารางที่ 2 แมลงในอันดับ Hymenoptera ที่พบ Duncan multiple range test (DMRT) ที่ ร ะ ดั บ ค ว า ม ท้ังหมด 219 ตัวอยางอยูใน 11 วงศ โดยในพื้นที่ทุงหญาพบ เชือ่ มน่ั รอ ยละ 95 (p ≤ 0.05) จํานวนตวั อยา งมากทีส่ ดุ 118 ตวั อยาง ในพืน้ ทส่ี วนสมุนไพร พบแมลงจํานวน 73 ตัวอยาง ซึ่งพบวงศของแมลงมากท่ีสุด ผลและวิจารณผ ลการทดลอง อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สวนพื้นที่แปลงนาพบตัวอยาง 1. ความหลากชนิดของแมลงในอนั ดับ Hymenoptera ท่พี บ จํานวน 28 ตัวอยาง ซึ่งสกุลของแมลงในอันดับ Hyme- ในพ้ืนที่วิทยาลัยชัยบาดาลพพิ ัฒน จังหวัดลพบุรี noptera ทพี่ บวามกี ารกระจายของตัวอยางมากทส่ี ุดทัง้ สาม พ้ืนท่ี เมื่อวิเคราะหคาดัชนีความหลากหลาย (H’) และคา ผลการศึกษาความหลากชนิดของแมลงในอันดับ ความชกุ ชุมทางชนิด (R) ของท้งั 3 พื้นที่ พบวา คา ดัชนคี วาม Hymenoptera ที่สํารวจพบในพ้ืนที่วิทยาลัยชัยบาดาล หลากหลายและคาความชุกชุมทางชนิดของทั้ง 3 พื้นที่มี พิพัฒน จังหวัดลพบุรี พบแมลงในอันดับนี้ท้ังส้ิน 11 วงศ ความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยที่พ้ืนท่ีสวน ไ ด แ ก Apidae, Braconidae, Evaniidae, Formicidae, Ichnumonidae, Megachilidae, Pompilidae, Scoliidae, Sphecidae, Tiphiidae และ Vespidae โดยพบวามีแมลง อยูในวงศ Formicidae มากที่สุดถึงรอยละ 41.10 ซึ่งเปน วงศของมดทัง้ หมด รองลงมาคอื วงศ Apidae ซง่ึ เปน วงศของ ผึ้ง มีอยูรอยละ 24.66 และ วงศ Vespidae เปนวงศของตอ และแตน รอยละ 13.24 สวนวงศท่ีพบจํานวนตัวอยางนอย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

310 สมุนไพรมีคาดัชนีความหลากหลายมากท่ีสุดท่ี 1.81 ในชวงท่ีทําการสํารวจอยูในชวงเพาะปลูกขาว ขาวอยูใน รองลงมา คือ พื้นที่แปลงนา และพ้ืนท่ีทุงหญา มีคาดัชนี ระยะกอนออกดอก จึงมักพบแมลงในกลุมอ่ืน เชน มวน ความหลากหลายเทา กบั 1.53 และ 1.29 ตามลาํ ดบั สําหรบั ตั๊กแตน มากกวากลมุ Hymenoptera สวนระยะการสาํ รวจ คาความชุกชุมทางชนิด พบวาพ้ืนท่ีสวนสมุนไพรมีความ หลังเปนระยะหลังเก็บเก่ียวขาว ทําใหมีพืชอาหารลดลง จึง ความชุกชุมทางชนิดมากท่ีสุด รองลงมาคือ พ้ืนท่ีแปลงนา สงผลใหแมลงทําการยายที่อยูอาศัยไปหาแหลงอาหารใหม และพื้นที่ทุงหญา มีคาความชุกชุมเทากับ 2.33 1.50 และ ตรงกับการสํารวจของ วัฒนชัย และคณะ (2556) ศึกษา 1.05 ตามลําดับ (ตารางที่ 2) อาจเนื่องมาจากในพื้นท่ีสวน ความหลากชนิดของแมลงผสมเกสรในพืน้ ที่การใชประโยชน สมุนไพรของวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒนเปนพื้นท่ีที่รวบรวม ตางกนั ในพนื้ ทอี่ าํ เภอเชียงดาว จงั หวัดเชยี งใหม พบแมลงลง สมุนไพรหลายชนิด พื้นท่ีแปลงเกษตรตัวอยาง และพืชตาม ตอมดอกพืชทั้งหมด 228 ชนดิ 32 วงศ ใน 5 อนั ดับ โดยพบ ธรรมชาติ เชน สะเดา ผักหวาน ตะขบ ตะโก มะนาว ชนิดแมลงในอันดับ Hymenoptera มากที่สุด คิดเปนรอย สาบเสอื พรกิ กระถิน หญา ตีนตกุ แก ฯลฯ ซึง่ หมุนเวยี นออก ละ 50 ของชนิดที่พบทั้งหมด รองลงมาคือ อันดับ ดอกไดตลอดท้ังป เปนแหลงอาหารใหแกแมลงตาง ๆ Lepidoptera, Diptera, Coleoptera แ ล ะ Hemiptera โดยเฉพาะแมลงในอันดับ Hymenoptera ซึ่งเปนกลุมหลัก ตามลําดับ พบวาชนิดของแมลงที่ลงตอมดอกพืชในพ้ืนท่ี ของแมลงที่ชวยผสมเกสรใหแกพืช มีความหลากหลายของ เกษตรระดบั ตํา่ มีมากทส่ี ดุ คดิ เปนรอ ยละ 66.67 ของแมลงท่ี พืชสูง ทําใหมีชนิดของพืชอาหารมาก จึงสงผลใหมีแมลง พบท้ังหมด ซ่ึงสัมพันธกับชนิดพืชและการออกดอก โดยใน หลายชนิดมาอยูอาศัย สวนพ้ืนท่ีทุงหญาพบวามีความ พ้ืนท่ีเกษตรระดับตํ่ามีพันธุพืชที่ออกดอกและเปนอาหาร หลากหลายของสกลุ แมลงรองลงมา อาจเน่อื งมาจากในพื้นท่ี แมลงมากท่ีสดุ ทง้ั หมด 206 ชนิด 148 สกลุ จาก 44 วงศ คิด มีวัชพืชปริมาณมากทําใหพบปริมาณของแมลงมากแตพบ เปนรอยละ 48.53 ของจํานวนพืชท่ีพบแมลงตอมดอก ความหลากชนิดของแมลงนอยกวาสวนสมุนไพร สวนพ้ืนที่ ทัง้ หมด ซึง่ สวนใหญเ ปน ไมพ น้ื ลา งในวงศ Asteraceae แปลงนาพบความหลากหลายของแมลงนอยที่สุด เน่ืองจาก ตารางท่ี 1 จาํ นวนและรอ ยละของตวั อยางแมลงท่จี ําแนกไดใ นแตล ะวงศ ลาํ ดบั วงศ (Family) จํานวนตัวอยาง รอยละ 24.66 1 Apidae 54 4.11 2 Braconidae 9 0.46 41.10 3 Evaniidae 1 2.28 5.02 4 Formicidae 90 4.11 5 Ichnumonidae 5 0.46 6 Megachilidae 11 1.83 7 Pompilidae 9 2.74 8 Scoliidae 1 13.24 9 Sphecidae 4 10 Tiphiidae 6 100 11 Vespidae 29 จาํ นวนรวม 219 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

311 13% Apidae 25% Braconidae 3% 2% Evaniidae 0% Formicidae Ichnumonidae 4% 5% Megachilidae 2% 4% Pompilidae 1% Scoliidae Sphecidae Tiphiidae Vespidae 41% ภาพที่ 2 รอ ยละของตัวอยา งแมลงท่จี ําแนกไดในแตล ะวงศ ตารางท่ี 2 จํานวนแมลงในแตละวงศท ี่พบในแตละพนื้ ทศี่ ึกษาของวิทยาลัยชัยบาดาลพิพฒั น จํานวนตัวอยางแมลงทพ่ี บในแตล ะพนื้ ท่ี ลาํ ดับ วงศ ทุง หญา สวนสมนุ ไพร แปลงนา ผลรวม 54 1 Apidae 22 27 5 9 2 Braconidae 41 4 1 3 Evaniidae 01 0 90 4 Formicidae 69 17 4 5 5 Ichnumonidae 0 4 1 11 6 Megachilidae 9 2 0 9 7 Pompilidae 07 2 1 8 Scoliidae 01 0 4 9 Sphecidae 13 0 6 10 Tiphiidae 51 0 29 11 Vespidae 8 9 12 219 จํานวนตวั อยางทง้ั หมด (N) 118 73 28 - จาํ นวนวงศท ่พี บทงั้ หมด (S) 6 11 6 - คา ดัชนีความหลากหลาย (H') 1.29c 1.81a 1.53b - คาความชุกชมุ (R) 1.05c 2.33a 1.50b * คาเฉลีย่ ทก่ี าํ กับดว ยอักษรตางกันในแถวเดียวกันมีความแตกตา งกันทางสถิติ (p < 0.05) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

312 ภาพท่ี 3 แมลงในอนั ดบั Hymenoptera วงศ Apidae ทีพ่ บในพ้ืนทวี่ ิทยาลัยชัยบาดาลพพิ ัฒน จ.ลพบุรี (bar = 1 ซม.) ภาพที่ 4 แมลงในอันดบั Hymenoptera วงศ Formicidae ท่ีพบในพื้นทีว่ ทิ ยาลัยชยั บาดาลพพิ ัฒน จ.ลพบรุ ี (bar = 1 ซม.) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

313 ภาพที่ 5 แมลงในอนั ดบั Hymenoptera วงศ Vespidae ทีพ่ บในพื้นท่ีวทิ ยาลยั ชัยบาดาลพพิ ฒั น จ.ลพบุรี (bar = 1 ซม.) สรุปผลการทดลอง จากการศึกษาความหลากชนิดของแมลงในอันดับ Hymenoptera ในพ้ืนท่ีวิทยาลัยชัยบาดาลพิพัฒน อําเภอ ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี พบจํานวนตัวอยางแมลงท้ังหมด 219 ตัวอยาง สามารถจําแนกออกไดเปน 11 วงศ พบแมลง อยใู นวงศ Formicidae (วงศมด) มากทีส่ ุด สวนการวิเคราะหคาดัชนีความหลากหลาย (H’) และ ความชุกชุมทางชนิด (R’) พบวาพื้นที่สวนสมุนไพรมีคาดัชนี ความหลากหลายและคาความชุกชุมทางชนิดของแมลงมาก ที่สุด รองลงมาคือ พื้นที่ทุงหญา และพื้นท่ีแปลงนา ตามลําดับ เนื่องมาจากชนิดของพืชอาหารท่ีมีความหลาก หลายแตกตางกัน โดยพบวาวงศ Apidae Formicidae Vespidae และ Braconidae มีการแพรกระจายในทุกพนื้ ที่ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

314 คําขอบคณุ งานวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจัยจึง ขอขอบคุณมา ณ ท่ีน้ี และขอขอบคุณคณะวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครและวิทยาลัยชัย บาดาลพิพัฒนท่ีอํานวยความสะดวกดา นหองปฏบิ ัตกิ ารวิจัย และพื้นทใี่ นการวิจัย เอกสารอา งองิ ธชั คณนิ จงจติ วิมล, ศิริประภา สามัคค,ี รัตนา นาคสงิ ห และ วันดี วฒั นชัยยง่ิ เจริญ. 2559. ความหลากหลายของ แมลงในสวนแตงโม เขตพื้นทีต่ าํ บลหว ยแกว อาํ เภอบึง นาราง จังหวดั พิจติ ร. PSRU Journal of Science and Technology 1(3): 27 – 35. ปย ธิดา ฟองสังข, รัตนา นาคสงิ ห. วนั ดี วฒั นชัยยิ่งเจริญ, และธชั คณิน จงจติ วมิ ล. 2561. ความหลากชนดิ ของ แมลงในสวนมะขาม อาํ เภอวงั ทอง จังหวดั พษิ ณุโลก. PSRU Journal of Science and Technology 3(1): 9 – 17. วฒั นชัย ตาเสน และสาวติ รี มาไลยพนั ธุ. 2556. ความหลาก ชนิดของแมลงผสมเกสรในพน้ื ที่การใชประโยชนทีด่ ิน ตางกันบริเวณ จงั หวดั เชยี งใหม, น. 347-358. ใน การ ประชุมวิชาการและนาํ เสนอผลงานวิชาการเครือขาย งานวิจัยนิเวศวิทยาปาไมประเทศไทย ครง้ั ที่ 2, 24- 26 มกราคม พ.ศ. 2556 ณ มหาวทิ ยาลัยแมโ จ จังหวัด เชยี งใหม. อนงคน าฏ เชง็ สทุ ธา. 2560. ความหลากชนิดและความชุก ชุมของมดในพน้ื ที่ท่ีใชป ระโยชนโ ดยมนษุ ยในอาํ เภอ เวียงสา จงั หวัดนาน. วทิ ยานพิ นธวิทยาศาสตร มหาบณั ฑิต คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวทิ ยาลยั . การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

315 การศึกษาความหลากชนิดของหอยทะเลจ๋ิวและหอยทะเลฝาเดยี วขนาดเล็ก บรเิ วณเกาะคราม จังหวดั ชลบุรี DIVERSITY OF MARINE MICRO- AND MINI- GASTROPOD AT KHRAM ISLAND, CHON BURI PROVINCE ศรุตยา จรูญพงศสวสั ด1ิ์ รชั นีวรรณ สมุ ติ รากิจ2 สชุ าย วรชนะนันท1 และ พงษร ตั น ดํารงโรจนว ัฒนา3* Saruttaya Jaroonpongsawat1 Rachneewarn Sumitrakij2 Suchai Worachananant1 and Pongrat Dumrongrojwattana3* 1ภาควชิ าวิทยาศาสตรท างทะเล คณะประมง มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร 50 ถ.งามวงศวาน ลาดยาว จตจุ ักร กรุงเทพฯ 10900 2พพิ ธิ ภัณฑธ รรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20180 3ภาควชิ าชวี วทิ ยา คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยบูรพา 169 ถ.ลงหาดบางแสน อ. เมอื ง จ. ชลบุรี 20131 1Department of Marine science, Faculty of Fisheries Kasetsart University 50 Ngamwongwan Road, Ladyao Chatuchark, Bangkok Thailand 10900 2Thai Island and Sea Natural History Museum, Sattahip, Chon Buri, Thailand 20180 3Department of Biology, Faculty of Science, Burapha University, 169 Longhaad Bangsaen Road, Mueang, Chon Buri 20131 บทคัดยอ ทําการศึกษาความหลากชนิดของหอยทะเลจิ๋วและหอยทะเลขนาดเล็ก บริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี โดยการสุมเก็บ ตัวอยา งหอยบรเิ วณแนวนาํ้ ข้ึน-นาํ้ ลงของชายหาดเกาะคราม จาํ นวน 3 สถานี ไดแก หาดหนาบาน, อา วพุดซาวนั และหาดตน เลียบ พบหอยทะเลจิ๋วและหอยทะเลขนาดเล็กรวมท้ังหมด 6 อันดับ (Orders) 19 วงศ (Families) 53 สกุล (Genera) 83 ชนิด (Species) พบวา บริเวณท่ีมคี วามหลากชนิดมากที่สุดคือ หาดหนาบาน 44 ชนิด ลําดับถัดมาคอื หาดตนเลียบ 42 ชนดิ และบริเวณที่มีความหลากชนิดตํ่าที่สุดคือ อาวพุดซาวัน 19 ชนิด โดยตัวอยางหอยที่พบในการสํารวจครั้งนี้ วงศ Pyramdellidae, วงศ Triphoridae และวงศ Rissoidae มีความหลากชนิดมากที่สุดบรเิ วณเกาะคราม คอื 13 ชนดิ , 12 ชนิด และ 11 ชนดิ ตามลาํ ดบั Abstract Diversity of marine micro- and mini molluscs at Khram Island, Chon Buri Province has been investigated. Samples were randomly collected from 3 areas, Na Ban Beach, Ton Liap Beach and Phut Sa Wan Bay, in the intertidal zone. From this survey, a total of 6 orders, 19 families, 53 genera and 83 species were recorded. The most molluscs diversity study areas belong to Na Ban Beach 44 species, Ton Liap Beach 42 species and Phut Sa Wan Bay 19 species respectively. Pyramdellidae, Triphoridae and Rissoidae were the most abundant families which were 13 species, 12 species and 11 species respectively. คาํ สาํ คญั : ความหลากหลาย, หอยทะเลจว๋ิ , เกาะคราม Keywords: Diversity, Gastropoda, Marine Micromollucs, Khram Island *ติดตอนกั วิจยั : ศรุตยา จรูญพงศส วสั ด์ิ (อีเมล [email protected]), พงษร ตั น ดํารงโรจนว ัฒนา (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Saruttaya Jaroonpongsawat (E-mail: [email protected]), Pongrat Dumrongrojwattana (E-mail: [email protected]) การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

316 บทนํา เปลือกหอยบริเวณแนวนํ้าขึ้น-นํ้าลงของชายหาดเกาะคราม หอยทะเลจวิ๋ และหอยทะเลขนาดเลก็ (marine micro- จํานวน 3 สถานี ไดแก หาดหนาบาน, อาวพุดซาวัน และ หาดตนเลียบ (ภาพที่ 1) โดยสํารวจตามพ้ืนทราย ซอกหิน and mini molluscs) คือหอยทะเลขนาดเล็กท่ีสามารถ และบนตัวสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน อาทิ ฟองนํ้าทะเล และ มองเห็นดวยตาเปลาได โดยมีขนาดเล็กกวา 5 มิลลิเมตร ปลิงทะเล เปนตน นําตัวอยางหอยทะเลจิ๋วมาเก็บรักษา (Geiger et. al., 2007) มีความหลากชนิดมากแตเนื่องจาก สภาพตวั อยา งดวยแอลกอฮอลทีค่ วามเขมขน 70% ขนาดเล็กทําใหเปนท่ีสังเกตไดยากและมีขอมูลการศึกษาท่ี ผานมาคอนขางนอย ซ่ึงแหลงที่อยูอาศยั ของหอยทะเลจวิ๋ จะ ตวั อยา งท่ีไดจ ากการสํารวจและสมุ เกบ็ ตัวอยาง พบไดทั่วไป ทั้งในระบบนิเวศปาชายเลน ระบบนิเวศหญา ภาคสนาม นํามาศึกษาตอ ในหอ งปฏิบตั ิการสตั ววทิ ยา คณะ ทะเล ระบบนิเวศปะการัง และระบบนเิ วศชายหาด ซงึ่ ระบบ วทิ ยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยบรู พา ภายใตกลองจลุ ทรรศนสเต นิเวศเหลานี้เปนแหลงที่อยูอาศัย หลบภัย และหาอาหารท่ี อริโอ Olympus SZ30 และภาควิชาวทิ ยาศาสตรท างทะเล สําคัญของส่ิงมีชีวิต หอยทะเลจิ๋วมักจะอาศัยอยูบริเวณพื้น คณะประมง มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร การจดั จาํ แนกชนดิ ทราย หลบซอนตามซอกหิน หรือเกาะอยูบนสัตวชนิดอื่น หอยทะเลจ๋วิ ใชลักษณะทางสณั ฐานวิทยาของเปลือกเปน อยางฟองน้ําทะเลและปลิงทะเล โดยหอยทะเลจิ๋วจะมีแผง หลักโดยใชเ อกสารจดั จําแนกของ Chen & Lee (2007), ฟน (radula) ใชในการขูดกินอาหาร อาทิ สาหรายทะเล Okutani (2000), Guido (2008a; 2008b; 2008c), และ ขนาดเล็ก นอกจากนี้เปลือกหอยประกอบดวยแคลเซียม Robin (2008) Cecalupo & Perugia (2011) พรอ มทง้ั เกบ็ คารบ อเนตรอ ยละ 95-99 (Kaplan, 1998) มีขนาดเลก็ ทาํ ให บันทึกภาพตัวอยา งโดยใชก ลอง Canon MPE-65 แตกหักไดงาย ซึ่งมีความสัมพันธกับวฏั จกั รคารบอนในทะเล ผลการทดลองและวิจารณผ ล และการเกิดทรายละเอียดของชายหาด จากการศึกษาความหลากชนิดของหอยทะเลจ๋ิว และ รายงานชิ้นนเี้ ปนรายงานผลการสํารวจความหลากชนดิ หอยทะเลขนาดเล็ก บริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี พบ ของหอยทะเลจ๋ิวท่ีพบบริเวณเกาะคราม ซึ่งเปนการสํารวจ หอยทะเลรวมทั้งหมด 6 อนั ดับ (orders) 19 วงศ (families) ใหญเกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพ ภายใตโครงการอนุรักษ 53 สกุล (genera) และ 83 ชนิด (species) (ภาพที่ 2-7) พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ และจากการสํารวจทั้ง 3 สถานีพบวา บริเวณ หาดหนาบา น รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ซึง่ กองทพั เรอื โดยหนวย พบความหลากหลายมากท่ีสุด คือ 44 ชนิด ถัดมาคือ หาด บัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร) กองเรือยุทธการ ตนเลียบ 42 ชนิด และบริเวณที่มีความหลากชนิดของหอย รวมกับนกั วิจยั จากสถาบนั ตา งๆ สนองพระราชดาํ ริ โดยเกาะ ตํ่าที่สุดคือ อาวพุดซาวัน 19 ชนิด (ตารางที่ 1) หอยท่ีพบใน คราม เปนเกาะขนาดใหญต้ังอยูบริเวณชายฝงทะเล การสํารวจคร้ังน้ี พบวาหอยในวงศ Pyramdellidae, วงศ ตะวันออกของอําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยอยูหางจาก Triphoridae และวงศ Rissoidae มีความหลากชนิดมาก ชายฝง ทะเลประมาณ 5 กโิ ลเมตร มีพืน้ ท่ี 12 ตารางกิโลเมตร ทีส่ ุด คือ 13 ชนดิ , 12 ชนิด และ 11 ชนิด ตามลาํ ดบั อยูภายใตการดูแลของหนวยบัญชาการตอสูอากาศยานและ รกั ษาฝง กองทพั เรือ (ไพลิน และธรี พงศ, 2548) จึงเปน พน้ื ที่ บริเวณหาดหนาบานและหาดตนเลียบมีความหลาก หวงหา มไมใ หม ีการทําประมงและการทองเทย่ี ว มกี ารสาํ รวจ ชนิดของหอยท่ีใกลเคียงกัน อาจเน่ืองมาจากเปนหาดท่ีอยู ทรัพยากรส่ิงมีชีวิตคอนขางนอยและไมพบมีงานสํารวจ ติดกันทางดานทิศเหนือ และทิศตะวันออกของเกาะคราม เก่ียวกับหอยทะเลจิ๋วและหอยทะเลขนาดเล็กมากอน ทําให (ไพลิน และธีรพงศ, 2548) มีลักษณะหาดทรายผสมหาดหิน พื้นท่ีเกาะครามเปนพ้ืนท่ีนาสนใจในการศึกษาเก็บรวบรวม ที่มีความชันของหาดนอย ซ่ึงเปนที่อยูอาศัยหลักของหอย ขอมูลหอยทะเลจิ๋วเพ่ือจัดทําขอมูลพื้นฐานในการจัดการ ทะเลจิ๋วและหอยทะเลขนาดเล็ก (Sasaki, 2008) โดย ทรพั ยากรทางทะเลตอไป สามารถใชบริเวณใตกอนหิน ซอกหิน หรือรอยแตกของหิน วธิ กี ารศกึ ษา เปนทีห่ ลบซอ นตวั จากผูล าและปจจัยทางกายภาพ อาทิ คล่นื ลม และอุณหภูมิท่ีสูงเม่ือนํ้าลง ในขณะท่ีอาวพุดซาวันมี ทําการสํารวจและเก็บตัวอยางหอยทะเลจ๋ิวและหอย ความหลากชนิดตํ่าท่ีสุด อาจเนื่องมาจากมีลักษณะอาวเปน ทะเลขนาดเล็ก บริเวณพ้ืนที่เกาะคราม จังหวัดชลบุรี แนวชายฝงก่ึงเปดอยูทางตอนเหนือของเกาะ มีลักษณะหาด ระหวางเสนละติจูดท่ี 12°40’N - 12°43’N และลองติจูดท่ี ทรายละเอยี ด ทาํ ใหมีบรเิ วณหลบซอนนอ ย 100°40’E - 100°47’E ระหวางวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ทําการสํารวจและสุมเก็บตวั อยางท้ังที่มชี วี ิตและ จากการศึกษาความหลากชนิดของหอยทะเลจ๋ิวและ หอยทะเลขนาดเล็ก บริเวณเกาะครามพบวามีความ หลากหลายคอนขางมากเมือ่ เปรยี บเทียบกบั งานวิจยั หอยจวิ๋ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

317 บริเวณเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี โดย ศรารัตนและพงษรัตน การศึกษาความหลากชนิดของหอยทะเลจิ๋วและหอย (2554) ซ่ึงพบหอยทะเลจ๋ิว 45 ชนิด ท้ังนี้อาจเน่ืองจากเกาะ ทะเลบริเวณเกาะครามในคร้ังนี้จึงเปน ขอมลู พื้นฐานท่สี าํ คัญ ครามเปนพื้นท่ีในการดูแลของหนวยบัญชาการตอสูอากาศ ในการศึกษาความหลากชนิดของหอยทะเลจ๋ิวเพ่ือนําไปตอ ยานและรกั ษาฝง กองทพั เรือ ซ่งึ หามไมใ หม กี ารใชประโยชน ยอดและศึกษาเพิ่มเติม ดานนิเวศวิทยา ความ สัมพันธของ ดานการประมงและการทองเท่ียวซึง่ แตกตา งจากเกาะสชี ังซ่ึง กระแสนาํ้ ทีม่ ีผลตอ การแพรก ระจายเพ่ิมเตมิ เพอ่ื การจัดการ เปนแหลงทอ งเทีย่ วของจงั หวัดชลบุรี ทรพั ยากรทางทะเลท่ีเหมาะสมตอไป ภาพท่ี 1 แผนทแี่ สดงสถานเี ก็บตวั อยาง บริเวณเกาะคราม จงั หวดั ชลบุรี ตารางที่ 1 ชนิดของหอยทะเลจว๋ิ และหอยทะเลขนาดเลก็ ท่ีพบบริเวณเกาะคราม จงั หวดั ชลบรุ ี ลาํ ดบั อนกุ รมวิธาน ชื่อวทิ ยาศาสตร N PT Phylum Mollusca Class Gastropoda Order Vetigastropoda Family Trochidae Clanculus sp.1 √ Clanculus sp.2 √ Monodonta sp. √ Pseudostomatella decolorata (Gould, 1848) √ Stomatella cf. asperulata (A.Adams, 1850) √ Trochus sp. √ Family Skeneidae Pseudoliotia asteriscus (Gould, 1859) √ ตารางท่ี 1 ชนดิ ของหอยทะเลจิว๋ และหอยทะเลขนาดเล็กที่พบบรเิ วณเกาะคราม จังหวดั ชลบรุ ี ลําดับอนุกรมวธิ าน ชือ่ วทิ ยาศาสตร N PT Woodringilla solita (C.F. Laseron, 1954) √ Family Turbinidae Turbo bruneus (Röding, 1798) √ Order Discopoda Family Cerithiidae Cerithium alutaceum (Gould, 1861) √ √√ Cerithium sp. √ √√ Cerithium stigmosum Gould, 1861 √ Ittibittium parcum (Gould, 1861) √ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

318 ลาํ ดบั อนกุ รมวิธาน ชอื่ วิทยาศาสตร NP T Family Dialidae Diala albugo (R. B. Watson, 1886) √√ √ Family Planxidae Diala cf. sulcifera (A. Adams, 1862) √√ √ Family Scaliolidae Diala semistriata (Philippi, 1849) √√ √ Family Littorinidae Hinea inepta (Gould, 1861) √ √ Family Rissoidae Finella pupoides A. Adams, 1860 √ √ Finella purpureoapicata Preston, 1905 Family Fossaridae Finella rufocincta (A. Adams, 1861) √ √ Family Caecidae Finella sp. √ Order Ptenoglossa Peasiella roepstorffiana (Nevill, 1885) √ Family Cerithiopsidae Alvania ogasawarana (Pilsbry, 1904) √√ √ Family Triphoridae Alvania sp. √ √ Family Triphoridae (cont.) Lucidestea matusimana (Nomura, 1940) √ Rissoina dunkerina (Kuroda & Habe in Habe, 1961) √ √ Rissoina materinsulae Pilsbry, 1904 √ Rissoina pura (Gould, 1861) √√ √ Rissoina sp.1 √ Rissoina sp.2 √ Rissoina tornatilis Gould, 1861 √ √ Schwartziella subulata (Laseron, 1956) √ Stosicia cf. annulata (Dunker, 1859) √ √ Fossaus trochleris √√ √ Caecum sp. √ √ Cerithiopsis sp. √ Horologica sp. √ √ Jaculator marileutes (Melvill. & Standen, 1896) √ √ Jaculator sp. √ Notoseila morishimai (Habe, 1970) √ √ Tubereliopsis sp. √ √ Coriophora fusca (Dunker, 1860) √ Coriophora sp.1 Coriophora sp.2 √ Iniforis albogranosa (Kosuge, 1961) Mastonia sp. Nanaphora tritacea (W.H. Pease, 1861) Opimaphora cf. sarcira Laseron, 1958 Tetraphora iniqua (Jousseaume, 1898) Unidentified1 Unidentified2 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

319 ตารางที่ 1 ชนิดของหอยทะเลจว๋ิ และหอยทะเลขนาดเลก็ ทีพ่ บบริเวณเกาะคราม จังหวดั ชลบรุ ี ลําดับอนกุ รมวธิ าน ชื่อวทิ ยาศาสตร N PT Unidentified3 √ Unidentified4 √ Family Eulimidae Colsyrnola brunnea (A. Adams, 1854) √ Melanella bovicornu (Pilsbry, 1905) √ Melanella peronellicola (Kuroda & Habe, 1950) √ Stricteulima lentiginosa (Adams, 1861) √ Order Neogastropoda Family Columbellidae Euplica scripta (Lamarck, 1822) √√ Zefra pumila (Dunker, 1858) √√ Zefra succinea (Hervier, 1899) √ Zefra troglodytes (Souverbie,in Souverbie, & Montrouzier, 1866) √ Family Nassariidae Nassarius crenulicostatus (Shuto, 1969) √ Nassarius cf. mamillatus (Linnaeus, 1758) √ Family Turridae Kermia bernardi (Brazier, 1876) √ √√ Kermia sp. √ Lienardia calathiscus (Melvill & Standen, 1896) √ Veprecula gracilispira (Smith E. A., 1879) √ Order Heterostropha Family Pyramdellidae Babella gloria (Nomura, 1938) √ Chrysallida consimilis (A. Adams, 1861) √ Chrysallida piscatorum (Saurin, E., 1959) √ Chrysallida sp. Colsyrnola brunnea (A. Adams, 1854) √ Herviera gliriella (Melvill & Standen, 1896) √ Odostomia goniostoma A. Adams, 1860 √ Odostomia opace (Jeffreys, 1848) √ Pyrgulina shigeeyasui (Yokoyama, 1927) √ Pyrgulina sp.1 √ Pyrgulina sp.2 √ Turbonilla cf. icela Melvill, 1910 √ Turbonilla sp. √ Order Cephalaspida Family Cylichnidae Acteocina fusiformis (A. Adams, 1850) √ Acteocina gordonis (Yokoyama, 1927) √ Acteocina sp. √ หมายเหตุ : N=หาดหนา บาน, P=อา วพดุ ซาวนั และ T=อาวตนเลยี บ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

320 ภาพที่ 2 หอยทะเลจว๋ิ ที่พบบรเิ วณเกาะคราม จงั หวดั ชลบรุ ี 1: Clanculus sp.1, 2: Clanculus sp.2, 3: Monodonta sp., 4: Pseudostomatella decolorate, 5: Stomatella cf. asperulata, 6: Trochus sp., 7: Pseudoliotia asteriscus, 8: Woodringilla solita, 9: Turbo bruneus, 10-11: Cerithium alutaceum, 12: Cerithium stigmosum, 13: Cerithium sp., และ 14: Ittibittium parcum การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

321 ภาพที่ 3 หอยทะเลจ๋วิ ท่พี บบรเิ วณเกาะคราม จงั หวดั ชลบุร:ี 15: Diala albugo, 16: Diala cf. Sulcifera, 17: Diala semistriata, 18: Hinea inepta, 19: Finella pupoides, 20: Finella purpureoapicata, 21: Finella rufocincta, 22: Finella sp., 23: Peasiella roepstorffiana, 24: Alvania ogasawarana, 25: Alvania sp., 26: Lucidestea matusimana, 27: Rissoina dunkerina, 28: Rissoina materinsulae, 29: Rissoina pura การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

322 ภาพที่ 4 หอยทะเลจ๋ิวทพ่ี บบรเิ วณเกาะคราม จงั หวดั ชลบุร:ี 30: Rissoina sp.1, 31:, Rissoina sp.2, 32: Rissoina tornatilis,33: Schwartziella subulata,34: Stosicia cf. annulata,35: Fossaus trochleris, 36: Caecum sp., 37: Cerithiopsis sp., 38: Horologica sp., 39: Jaculator marileutes, 40: Jaculator sp., 41: Notoseila morishimai, 42: Tubereliopsis sp., 43: Coriophora fusca, 44: Coriophora sp.1 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

323 ภาพท่ี 5 หอยทะเลจิ๋วที่พบบริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี: 45: Coriophora sp.2, 46: Iniforis albogranosa, 47: Mastonia sp., 48: Nanaphora tritacea, 49: Opimaphora cf. sarcira, 50: Tetraphora iniqua, 51: Unidentified1, 52: Unidentified2, 53: Unidentified3, 54: Unidentified4, 55: Colsyrnola brunnea, 56: Melanella bovicornu, 57: Melanella peronellicola, 58: Stricteulima lentiginosa, การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

324 ภาพที่ 6 หอยทะเลจ๋ิวท่ีพบบรเิ วณเกาะคราม จังหวดั ชลบุรี : 59-61: Euplica scripta, 62: Zefra pumila, 63: Zefra troglodyte, 64: Zefra succinea, 65: Nassarius crenulicostatus, 66: Nassarius cf. mamillatus, 67: Kermia bernardi, 68: Kermia sp., 69: Lienardia calathiscus, 70: Veprecula gracilispira, 71: Babella gloria, 72: Chrysallida consimilis การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”