Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

141 ตารางที่ 3 คา สีของผลติ ภณั ฑข นมปงเสรมิ มันเทศ เปรียบเทียบกับขนมปงสูตรพื้นฐาน ท้ังนี้เน่ืองจากการเติม มันเทศลงในสวนผสมสงผลตอปริมาณของแข็งท้ังหมดที่ ตวั อยาง L* คา สี เพิ่มมากข้นึ ในขนมปง ทาํ ใหค วามชืน้ ลดลง a* b* Control 63.92±1.24b -0.36±0.88b 9.22±1.04c ตารางที่ 4 ลักษณะเน้ือสัมผัสของผลิตภัณฑขนมปงเสริม Y150 58.91±1.29d 2.84±0.88a 17.41±2.15b มันเทศ Y180 60.85±0.85c 2.87±0.97a 18.09±2.78ab ตัวอยาง Dough Bread Y210 67.29±1.55a 3.70±0.51a 20.00±1.20a Control Firmness Adhesiveness Firmness Adhesiveness P150 56.18±1.27b 3.10±0.43b 3.11±1.62b Y150 (N) (N.mm) (N) (N.mm) P180 55.43±1.01b 4.27±0.59a 5.05±0.98b Y180 P210 56.63±1.44b 3.72±1.18ab 5.04±0.98b Y210 3.67±0.42a -0.30±0.47ns 4.79±0.43a 0.00±0.00ns P150 3.18±0.14b 0.00±0.00ns 5.10±0.61a 0.00±0.00ns หมายเหตุ : ตัวอกั ษรทแี่ ตกตา งในแนวต้ังมีความแตกตาง 3.47±0.08a -0.10±0.06ns 2.45±0.12c 0.01±0.02ns ที่ระดับความเช่อื มั่นรอ ยละ 95 (p<0.05) 3.59±0.05a -0.07±0.15ns 3.36±0.16b 0.00±0.00ns 3.76±0.20ab -0.59±0.35b 3.02±0.48b 0.00±0.00ns การวิเคราะหลักษณะเนื้อสัมผัสของ Dough และขนมปง P180 3.85±0.25ab 1.46±0.39a 3.69±0.90b 0.00±0.00ns เสริมมันเทศดวยเคร่ืองวัด texture analyzer โดยทําการ P210 4.04±0.17a -0.62±0.17b 3.09±0.53b 0.00±0.00ns วิเคราะหลักษณะเน้ือสัมผัส ดานคาความแนนเน้ือ หมายเหตุ : ตัวอกั ษรท่แี ตกตา งในแนวตงั้ มีความแตกตา งท่ี (firmness) และคาการยึดติด (adhesiveness) ไดผลดัง ระดบั ความเชอ่ื มั่นรอยละ 95 (p<0.05) แสดงในตาราง 4 พบวา การเสริมมันเทศท้ัง 2 ชนิด ลงใน ns หมายถึง ไมแตกตางที่ระดับความเช่ือม่ัน สวนผสมของขนมปงสง ผลตอ คาความแนนเน้อื ของ Dough รอ ยละ 95 (p>0.05) เพียงเล็กนอย แตเมื่อนําไปอบขนมปงท่ีมีการเสริมมันมัน เทศมีคาความแนนเนื้อลดลง ซึ่งเปนผลเน่ืองจากปริมาตร ตารางท่ี 5 องคป ระกอบทางดานเคมีของผลิตภัณฑข นมปง ของขนมปงเสริมมันเทศท่ีเพ่ิมขึ้นเม่ือเทียบกับขนมปงสูตร เสริมมนั เทศ พ้นื ฐาน ท้ังนี้อาจเปนผลเน่อื งจากปรมิ าณเนื้อมนั เทศน่ึงสุก Dough Bread ทีเ่ สริมลงในสว นผสม มีผลทาํ ใหค วามชื้นใน Dough เพมิ่ ขึ้น ตัวอยา ง Moisture Moisture aw เม่ือนําไปอบจึงเกิดแรงดันไอไดมากข้ึนทําใหขนมปงที่ไดมี (%) (%) ปริมาตรเพ่ิมข้ึน จากการทดลองของราชันย (2558) ซึ่ง Control 0.90±0.01b ศึกษาการทําขนมปงหวานเสริมเนื้อตาลสุก พบวา การ Y150 32.11±0.22d 17.74±0.53c 0.95±0.01a เพิ่มขึน้ ของปรมิ าตรของขนมปง มีความสัมพนั ธตอ คา ความ Y180 0.95±0.01a แนนเนือ้ ทลี่ ดลง Y210 39.16±0.17c 31.54±0.51a 0.95±0.01a P150 40.73±0.17b 31.36±1.83a 0.94±0.00a 41.71±0.16a 25.30±1.86b 39.42±0.19b 35.07±2.40a การวิเคราะหความช้ืนและการวิเคราะหปริมาณน้ําอิสระ P180 41.69±0.44ab 32.39±0.50a 0.93±0.00a P210 43.32±0.15a 27.78±0.52b 0.94±0.00a (aw) ของ Dough และขนมปง ไดผลดังท่ีแสดงในตารางท่ี 5 พบวา ความช้ืนของ Dough ทเ่ี สรมิ มันเทศทั้ง 2 ชนิด มีคา หมายเหตุ : ตวั อกั ษรทแี่ ตกตา งในแนวตั้งมคี วามแตกตาง เพิ่มมากข้ึนเมื่อมีการเติมมันเทศในปริมาณท่ีเพิ่มขึ้น สวน ท่รี ะดับความเช่อื มนั่ รอ ยละ 95 (p<0.05) คาความชื้นของขนมปงท่ีเสริมมันเทศท้ัง 2 ชนิดมีคา ความชื้นลดลงเลก็ นอย และจะเห็นความเปล่ียนแปลงแบบ ชัดเจนเม่ือปริมาณมันเทศเพิ่มข้ึนถึง 210 กรัม เม่ือ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

142 2. ผลการทดสอบดานประสาทสมั ผัส (9-points hedonic scale) ผลการทดสอบคุณภาพทาง จากการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสของขนมปง ประสาทสมั ผสั แสดงดังตารางที่ 6 ผูท ดสอบใหการยอมรับ เสริมมันเทศจากพันธุไขและพนั ธกะปแท เพอื่ คัดเลือกสูตร ผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขและพันธุกะปแทใน ท่ีเหมาะสม โดยการทดสอบการยอมรับของผูบริโภคที่ไม ดา นลักษณะปรากฏ สี รสชาติ ลกั ษณะเนอื้ สัมผัส และการ ผานการฝกฝนมากอนจํานวน 30 คน ในดานลักษณะ ยอมรับโดยรวมของทุกสูตรท่ีทําการศึกษามากกวาขนมปง ปรากฏสี กล่ินรส รสชาติ ลักษณะเน้ือสัมผัส และการ สตู รพ้ืนฐาน ยกเวน การยอมรบั ในดานกลิน่ รสทผี่ ูบริโภคให ยอมรับโดยรวม ดวยวิธีการใหคะแนนความชอบ 9 ระดับ คะแนนการยอมรบั วาไมแ ตกตา งกัน (p>0.05) ตารางท่ี 6 คุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑข นมปง เสริมมนั เทศ ตัวอยาง colour Odor Taste texture Overall 4.97±1.67 b 5.70±1.53 b Control 6.13±1.53 b 5.97±1.61 ns 5.57±2.05 b 6.80±1.16 a 6.77±1.25 a 6.43±1.72 a 6.57±1.30 a Y150 6.97±1.35 a 5.97±1.83 ns 6.30±1.53 ab 6.50±2.01 a 6.67±1.81 a Y180 6.70±1.42 a 5.93±1.78 ns 6.17±1.62 ab 5.13±1.72 b 5.70±1.62 b 6.47±1.85 a 6.67±1.27 a Y210 6.87±1.53 a 6.63±1.52 ns 6.67±1.75 a 6.37±1.67 a 6.43±1.52 a 6.83±1.62 a 6.93±1.62 a Control 6.07±1.46 b 5.83±1.58 b 5.57±1.98 b P150 6.73±1.11 a 6.57±1.22 a 6.67±1.35 a P180 6.77±1.48 a 6.57±1.36 a 6.60±1.48 a P210 6.80±1.42 a 6.63±1.19 a 6.80±1.52 a หมายเหตุ : ตัวอักษรท่แี ตกตางในแนวตัง้ ไมม คี วามแตกตา งทีร่ ะดับความเช่ือมนั่ รอ ยละ 95 (p<0.05) ns หมายถงึ ไมแตกตางทร่ี ะดับความเชอื่ มัน่ รอยละ 95 (p>0.05) โดยคะแนนทุกลักษณะที่ทําการทดสอบมีความชอบอยู ข อ ง ข น ม ป ง ส ง ผ ล ต อ ค า ค ว า ม แ น น เ นื้ อ ที่ ล ด ล ง ข อ ง ในชว งชอบเลก็ นอ ย-ปานกลาง (6.00-7.00) ผลิตภัณฑเม่ือเทียบกับขนมปงสูตรพ้ืนฐาน ผลการ วิเคราะหความชื้นของขนมปงที่เสรมิ มันเทศทง้ั 2 ชนิด มี สรปุ ผลการทดลอง คาความชื้นลดลง เม่ือมีปริมาณมันเทศเพิ่มขึ้น ผลการ จากการพัฒนาผลิตภัณฑเสริมมันเทศจากมันเทศพันธุไข ประเมนิ คณุ ภาพทางประสาทสัมผัสของขนมปงเสริม มัน และมันเทศพันธุกะปแท พบวา ปริมาตรและปริมาตร เทศจากพันธุไขแ ละพนั ธก ะปแ ท ขนมปงเสรมิ มนั เทศสูตร จําเพาะของขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขมีคาลดลง สวน ที่ 3 (เนื้อมันเทศนึ่ง 210 กรัม) ไดรับคะแนนการยอมรับ ขนมปงเสริมมันเทศพันธุกะปแทมีปริมาตรและปริมาตร ในทุกคณุ ลกั ษณะทต่ี รวจสอบมากทสี่ ุด จําเพาะของขนมปง เพิ่มขึ้น คาความสวาง (L*) และคาสี คาํ ขอบคุณ เหลือง (b*) ของผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขมี งานวิจัยนเี้ ปนงานสนองพระราชดําริใน โครงการอนุรักษ คาเพิ่มมากข้ึน ในขณะท่ีผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศ พนั ธกุ รรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาํ รฯิ โดยไดรับการ พันธุกะปมีคาความสวางและคาสีเหลืองลดลง และคาสี ส นั บ ส นุ น จ า ก โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น แดง (a*) ของผลติ ภัณฑขนมปง เสริมมันเทศทั้ง 2 ชนิด มี เน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ คาเพ่ิมมากขึน้ การเสรมิ มันเทศท้งั 2 ชนดิ ลงในสวนผสม สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดําริโดยมหาวิทยาลัย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

143 เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และกองทุนสนับสนุน ศิริลักษณ สินธวาลัย. 2522. ทฤษฎีอาหารเลม 3 งานวิจัย มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภูมิ หลักการทดลองอาหาร. บริษัทสงวนกิจการพิมพ เอกสารอางองิ กรมการฝกหัดครู. 2528. เบเกอรี. หนวยศึกษานิเทศก. จํากัด. กรงุ เทพฯ กรมการฝก หดั ครู กรงุ เทพฯ. อบเชย วงศทอง และขนิษฐา พูนผลกลุ . 2544. หลกั การ กลาณรงค ศรีรอต และเกื้อกูล ปยะจอมขวัญ. 2546. ประกอบอาหาร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, เทคโนโลยีของแปง. กระทรวงอตุ สาหกรรม. 2555. มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน กรงุ เทพฯ. ขนมปง. มผช. 747/2555. สํานักงานมาตรฐาน อรวินท เลาหรัชตนันท และคณะ. 2549. อาหารและ ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ. โภชนาการ หนว ย 8-15. มหาวทิ ลยั สโุ ขทัยธรรมธริ าช จินตนา แจมเมฆ และอรอนงค นัยวิกุล. 2539. เบเกอรี เทคโนโลยีเบ้ืองตน. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, , กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. ชวณัฐ จันทรงาม และปฏิภาณ จุนจาง. 2559. ผลของ อรอนงค นยั วิกลุ . 2538. คุณสมบตั ขิ องการเปล่ยี นแปลง ปริมาณงาขี้มอนท่ีมีอิทธิพลตอคุณสมบัติของโดและ ขนมปงหลังการอบ. คณะอุตสาหกรรมเกษตร ของวัตถุในผลิตภัณฑเบเกอรีและการคํานวนเกย่ี วกับ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม. นิธิยา รัตนาปนนท. 2548. วิทยาศาสตรการอาหารของ ผลิตภัณฑขนมอบ. คณะอุตสาหกรรมการเกษตร. ไขมนั และนํ้ามนั . O.S.พรนิ้ ติง้ เฮาส, กรุงเทพฯ ผศ.พาขวัญ ทองรักษ และคณะ. 2559. การพัฒนา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ. ผลิตภัณฑอาหารจากมันเทศท่ีปลูกในชุมชนทับนา อําเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยธุยา. Ahn et al. 2010 Exogeneous sucrose utilization มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ. ราชันย อําพันทอง. 2556. ขนมปงหวานเสริมเน้ือตาล and starch biosynthesis among sweet potato สุก. คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร. มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. cultivars. Carbohydrate Research 345, 55-60. วิชัย หฤทัยธนาสันต และคณะ. 2548. อาหารและ โภชนาการ หนวย 1-7. มหาวิทยาลัยสุโขทัย Anthoney Swamy, T. and Omwenga, J. 2014. ธรรมธิราช, กรุงเทพฯ. วรลักษณ ปญญาธติ ิพงศ และจุฑามาศ พีรพัชระ. การใช Analysis of phytochemical composition of CMC ในการปรับปรุงคุณภาพของขนมปงท่ีใชเนื้อ ตาลสุกทดแทนแปงสาลี. สาขาวิชาวิทยาศาสตรและ white and purple sweet potato (Ipomoea เทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรม ศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร batatas [L.] Lam) root. Indian Journal of Advances in Plant Research (IJAPR) Vol. 1(3): 19-22. AOAC. (2005). Official methods of Analysis of the Association of the Official Analysis Chemists. 18th edition, Washington, D.C. Hongnan Sun et al. 2014 Sweet potato (Ipomoea batatas L.) leaves as nutritional and functional foods. Food Chemistry 156, 380-389 USDA Nutrient Database. http://ndb.nal.usda.gov (Online). สบื คน วนั ท่ี 15 มกราคม 2562 Vandana panda and Madhav Sonkamble. 2012. Phytochemical constituents and pharmacological activities of Ipomeea batatas L.(Lam)-A review.Int.J.Res. Phytochem.Pharmaco., 2(1):25-34 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

144 Xing-li, L., Tai-hua,M., Hong-nan, S., Miao, Z., and Jing-wang, C. Influence of potato flour on dough rheological properties and quality of steamed bread. Journal of Integrative Agriculture 2016, 15(11): 2666–2676. 3 M Food Safety. http://3M PetrifilmTM Rapid Yeast and Mold Count Plate. (Online). สื บ ค น วันท่ี 20 มีนาคม 2562. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

145 การสรางมูลคาเพิม่ ของมะกอกนาํ้ โดยการพฒั นาผลิตภณั ฑอ าหารเพื่อสุขภาพ VALUE ADDITION TO SPANISH PLUM BY PRODUCT DEVELOPMENT AS HEALTH FOODS วิจิตรา เหลยี วตระกลู * และ วชริ ญา เหลยี วตระกลู Wijitra Liaotrakoon* and Vachiraya Liaotrakoon สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะเทคโนโลยกี ารเกษตรและอตุ สาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล สุวรรณภูมิ ศนู ยพระนครศรีอยธุ ยา หนั ตรา Department of Food Science and Technology, Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Phra Nakhon Si Ayutthaya Huntra บทคัดยอ มะกอกนํ้า (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) สามารถพบไดในพ้ืนที่ริมนํ้าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มะกอกน้ําสด 100 กรมั มีปริมาณสารประกอบฟนอลิกทงั้ หมด 532.31 มิลลิกรัมสมมูลยของกรดแกลลิกและมีความสามารถในการเปน สารตานออกซิเดชันดวยวิธี DPPH radical scavenging activity เปน 39.78 มิลลิกรัมสมมูลยของกรดแกลลิก เมื่อนํา มะกอกนํ้ามาสรางมูลคาเพิ่มโดยการพัฒนาเปนผลิตภัณฑอาหารเพ่ือสุขภาพ ทําการแปรรูปและศึกษาอายุการเก็บรักษา มะกอกน้ําแชอ่ิมอบแหง พบวา มะกอกนํ้าแชอ่ิมอบแหงสามารถเกบ็ รักษาไดนาน 7 เดือนในถุงพลาสตกิ ใสที่อุณหภูมิ 30, 40 และ 50 องศาเซลเซียส โดยมะกอกนํ้าแชอ่ิมอบแหงยังคงคุณภาพและมีปริมาณจุลินทรียอยูในเกณฑมาตรฐาน ผลิตภัณฑชุมชน นอกจากน้ีมะกอกน้ํายังนํามาแปรรูปเปนผลิตภัณฑมะกอกนํ้าดอง และนํามาพัฒนาผลิตภัณฑเปน มะกอกนาํ้ แผน จากนั้นนําไปถายทอดเทคโนโลยีใหแกชุมชน เพื่อเปนการใชประโยชนและอนุรักษมะกอกน้ําในพนื้ ท่ี เปน อาชีพเสรมิ ของชมุ ชนและบริโภคในครัวเรอื นได Abstract Spanish plum (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) can be found in the waterfront area of Phra Nakhon Si Ayutthaya Province. A hundred gram of fresh Spanish plum contained the total phenolic compounds up to 532.31 mg gallic acid equivalent, and antioxidant activity (DPPH radical scavenging activity) to 39.78 mg gallic acid equivalent. The value-added to Spanish plum was studied by product development as health food products. The preserved Spanish plum was produced, and its shelf-life was also monitored. It can be stored for 7 months in clear plastic bags at 30, 40 and 50 °C, which still maintained quality and a microbial quantity according to community product standards. The Spanish plum might also be produced as salted Spanish plum, and then developed as Spanish plum sheet. This technology then transferred to the commune in order to apply and conserve Spanish plum in the area, resulting to supplementary career for the community and their household consumption. คําสําคญั : มะกอกนาํ้ , อาหารเพื่อสขุ ภาพ Keywords: Spanish plum, Healthy-food *ติดตอนักวจิ ัย: วิจติ รา เหลียวตระกลู (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Wijitra Liaotrakoon (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

146 บทนาํ ติดมือ หากตองการใหผลิตภัณฑผลไมแชอิ่มไดคุณภาพ ม ะ ก อ ก นํ้ า (Elaeocarpus hygrophilus Kurz ห รื อ ตามตองการ และมีอายุการเก็บรักษายาวนาน ตองทํา Spanish plum) เปนพืชท่ีอยูในวงศ Elaeocarpaceae การควบคุมระหวางการผลิต และควบคุมสภาวะการ ประเภทไมต น เรือนยอดเปนพุมกลมกวา งและโปรง ใบ บรรจุ เพื่อใหผลิตภัณฑผลไมแชอ่ิมมีคุณภาพตาม เปนใบเด่ียวรูปขอบขนานหรือรูปไข ขอบใบหยัก โคนใบ มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน (สํานักงานมาตรฐาน สอบ ปลายใบปา นหรือมน ผิวใบเกลี้ยง กานใบออกสแี ดง ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม, 2546) สําหรับการใชสารดูด ดอกสีขาวครีมออกเปนชอตามซอกใบ ดอกหอยลงคลาย ความช้ืนเปนวิธีหนึ่งในการคงคุณภาพของผลิตภัณฑใน ระฆัง ผลทรงรียาว ผิวเรียบเกล้ียงปลายแหลม ขางในผล ระหวางการเก็บรักษาผลิตภัณฑได สารดูดความชื้นทํา มีเมล็ดแข็งรูปกระสวยผิวขรุขระ ระยะเวลาในการออก หนาที่ดูดซับความช้ืนจากบรรยากาศและกักเก็บไวใน ดอกระหวางเดือนเมษายน-พฤษภาคม และเปนผล ตัวเอง การบรรจุซองสารกันช้ืนเขาไวในหีบหอสินคาจะ ระหวางเดือนตุลาคม-ธันวาคม การขยายพันธุนิยมใช ชวยลดความช้ืนของอากาศในหีบหอลง (Deborah et เมลด็ และการตอนกง่ิ ปลูกไดงา ย เติบโตเรว็ พบในเอเชีย al., 1999) บางคร้งั การแชอิ่มทาํ ใหไดร สชาตหิ วานเกนิ ไป ตะวันออกเฉียงใตบริเวณริมนํ้า (สุนทรี, 2536) ใน จากการใชนํา้ ตาลที่ความเขมขนสูง เม่ือใชนํ้าตาลรว มกับ ประเทศไทยมะกอกน้ําพบไดท่ัวไป โดยเฉพาะในพ้ืนท่ี สารดูดความช้ืน จะชวยลดปริมาณนํ้าตาลลง และยังคง ภาคกลาง เชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซ่ึงสวนใหญ คุณภาพดานเน้ือสัมผัสได (นิราศ, 2545) ชนิดของบรรจุ เปนพ้ืนที่ชุมนํ้า ผลแกลอยไปตามน้ําไดไกล การกระจาย ภัณฑ และสารดูดความชน้ื ยงั มีผลตอ คุณภาพหลงั การเกบ็ พันธุจึงเปนไปไดดี มะกอกนา้ํ เปนไมท ี่ชอบที่ชุมชื้นใกลนาํ้ รักษากลวยหอมทองอีกดวย (บุณรา, 2546) การใชสาร ปลูกงาย โตเร็ว ผลแกเปนท่ีนิยมบริโภค จึงสามารถ ดูดความชื้น ทําใหปรมิ าณความช้ืนของแปงลดลง มีผลให พัฒนาเชิงพาณชิ ยไ ดดี อัตราการเจริญเติบโตของจุลินทรียบนผลิตภัณฑลดลง มะกอกนํ้าสามารถนําไปใชประโยชนเปนพืชอาหาร โดย เชน กัน ทําใหผลิตภัณฑมีอายุการเกบ็ รกั ษานานข้ึน (ปยะ ใชผลแกท่ีมีรสฝาดอมเปร้ียว คุณคาทางอาหารของผล นุช, 2544) ชนดิ ของบรรจุภัณฑม ผี ลตอ อายกุ ารเก็บรกั ษา มะกอกนํ้าในสวนทก่ี ินได 100 กรัมประกอบดวยพลังงาน โ ด ย แ ป ง ก ล ว ย ท่ี เ ก็ บ รั ก ษ า ใ น ถุ ง โ พ ลี โ พ ร พิ ลี น 86 แคลอรี นํ้า 75.8 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คารโบไฮเดรต (Polypropylene, PP) จะมีปริมาณความช้ืนนอยกวา 22.3 กรัม เย่ือใย 0.5 กรัม โปรตีน 1.0 กรัม แคลเซียม แปงกลวยท่ีเก็บรกั ษาในถุงโพลีเอทธีลีน (Polyethylene, 14 มลิ ลกิ รัม ฟอสฟอรสั 35 มลิ ลกิ รมั เหล็ก 0.9 มิลลกิ รมั PE) (ชลธริ า, 2544) วิตามินเอ 375 หนวยสากล (I.U.) วิตามินบี 1 0.09 การวิจัยนี้เปนการใชองคความรูทางวิทยาศาสตรและ มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 49 เทคโนโลยีการอาหารในการใชป ระโยชนจากพชื ทองถ่ินที่ มิลลิกรัม และไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม (กองโภชนาการ, ควรอนุรักษของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไดแก 2530) มะกอกนํ้าสามารถนํามาแปรรูปเปนผลิตภัณฑแช มะกอกน้ํา ในปจจุบันผูบริโภคมีแนวโนมในการ อิ่มและดอง เพ่ือยืดอายุการเก็บรักษาได อยางไรก็ตาม รบั ประทานอาหารเพื่อสุขภาพกนั มาก ดังน้ันงานวิจัยน้จี ะ มะกอกน้ําแชอิ่มอาจเกิดการเสื่อมเสีย เน่ืองจากน้ําเชื่อม ทําใหผูบริโภคมีความรูความเขาใจในคุณคาเชิงสุขภาพ มีความเขมขนของนํ้าตาลตํ่าเกินไป ถาเก็บผลไมแชอิ่ม ของมะกอกนํ้า ทั้งยังเปนการสงเสริมใหชุมชนมีการ อบแหงในท่ีมีความชื้นหรือผลิตภัณฑไมแหงเพียงพอ จะ อนุรักษพันธุมะกอกน้ํา ทําใหมะกอกน้ํามีมูลคาสูงขึ้น ทําใหนํ้าตาลบางสวนเยิ้มออกมา และอาจเกิดเช้ือราได สามารถนํามาแปรรูปมะกอกนํ้าแชอ่ิม มะกอกนํ้าดอง มะกอกนํ้าแชอ่ิมตองมีสีสวยสดตามสีของมะกอกน้ํา เน้ือ และนํามาตอยอดเปนผลิตภัณฑอ่ืนที่แตกตาง เชน ดานในฉ่ํา นุม ไมแหงแข็ง เมื่อจับผิวดานนอกไมเหนียว มะกอกนํ้าแผน เปน การพัฒนาชุมชนอยางย่งั ยนื ตอไป การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

147 อปุ กรณแ ละวธิ กี ารทดลอง ตารางที่ 1 สภาวะการเก็บรักษาะมะกอกน้ําแชอ่ิม 1. การเตรียมตวั อยางมะกอกน้าํ อบแหง ทําการสํารวจมะกอกน้ําในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แ ล ะ เ ก็ บ ตั ว อ ย า ง ม ะ ก อ ก นํ้ า ม า วิ เ ค ร า ะ ห ป ริ ม า ณ ท่ี อณุ หภูมิใน สารปองกนั การ ขนาด สารประกอบฟนอลิกและความสามารถในการเปนสาร การเกบ็ เปลีย่ นแปลง บรรจุ ตานออกซิเดชันดวยวิธี DPPH radical scavenging รักษา activity (DPPH) จากน้ันนํามะกอกน้ํามาแปรรูปและ (องศา พัฒนาเปน อาหารเพื่อสขุ ภาพ เซลเซยี ส) 2. การแปรรปู มะกอกนํา้ แชอ ่มิ อบแหง 1 30 สารดดู ความชืน้ ขนาดเลก็ ทําการเตรียมมะกอกน้ําแชอ่ิมแบบชา ตามขั้นตอนดังนี้ 2 30 สารดดู ความชนื้ ขนาดใหญ ทาํ ความสะอาดและกรดี มะกอกน้ําตามยาวใหร อบผล แช 3 30 สารดดู ออกซิเจน ขนาดเล็ก ในนํ้าเกลือรอยละ 10 โดยนํ้าหนัก (% w/w) นาน 48 4 30 สารดดู ออกซเิ จน ขนาดใหญ ชั่วโมง ผ่ึงใหสะเด็ดน้ํา จากนั้นแชในนํ้าเชื่อมรอยละ 35 5 40 สารดดู ความช้ืน ขนาดเลก็ โดยน้ําหนัก (% w/w) นาน 24 ชั่วโมง นํามาอุนใน 6 40 สารดดู ความชืน้ ขนาดใหญ นํ้าเชื่อมและเพ่ิมความเขมขนของนํ้าเช่ือมทุก ๆ 24 7 40 สารดดู ออกซิเจน ขนาดเลก็ ชั่วโมง จนกระทงั่ ความเขมขนของนํา้ ตาลในมะกอกนํา้ แช 8 40 สารดดู ออกซิเจน ขนาดใหญ 9 50 สารดดู ความช้นื ขนาดเลก็ อ่ิมเปน 65 °Brix นํามะกอกนํ้าแชอ่ิมมาทําใหแหงดวย 10 50 สารดดู ความชน้ื ขนาดใหญ เตาอบลมรอนที่ 60 องศาเซลเซียส เปนเวลา 1 ชั่วโมง 11 50 สารดดู ออกซเิ จน ขนาดเลก็ จึงบรรจุและนํามาศกึ ษาอายกุ ารเก็บรกั ษาตอ ไป 12 50 สารดดู ออกซเิ จน ขนาดใหญ 3. การศึกษาอายุการเกบ็ รกั ษามะกอกนํา้ แชอ ่มิ อบแหง 4. การแปรรปู มะกอกน้ําแผน วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (Completely การแปรรูปมะกอกนํ้าแผนจากมะกอกนํ้าดอง โดยนํา Randomized Design, CRD) โดยศึกษาผลของขนาด มะกอกนาํ้ สด มาลางทาํ ความสะอาด เดด็ ข้วั ทง้ิ สะเดด็ น้ํา บรรจุ (ขนาดเล็ก และขนาดใหญ) สารปองกันการ และเรียงใสภาชนะท่ีเตรียมไว เตรียมน้ําเกลือรอยละ 10 เปลีย่ นแปลง (สารดูดความชืน้ หรือซิลิกาเจล และสารดูด โดยน้ําหนัก (% w/w) ตมใหเดือด พักไวจนอุน เท ออกซิเจน) และอุณหภูมิในการเก็บรักษา (30, 40 และ น้ําเกลือลงในภาชนะปดสนิทที่มีมะกอกอยู นาน 7 วัน 50 องศาเซลเซยี ส) จากน้ันเกบ็ ตัวอยางในถุง PP ท้ังหมด จะไดมะกอกน้ําดอง จากนั้นนํามะกอกน้ําดองมาตม 15 12 ตัวอยาง เทียบกับตัวอยางมะกอกนํ้าแชอิ่มอบแหง นาที นํามาแชในน้ําเย็น และสะเด็ดน้ําออก แกะเมล็ด ควบคุม เก็บรกั ษามะกอกน้ําแชอิม่ ตามสภาวะดังตารางท่ี ออกโดยการปลิ้นเมล็ด เอาเนื้อมะกอกน้ําดองมาปนให 1 โดยขนาดบรรจุขนาดเล็กคือ ขนาดบรรจุ 1 ผล/ถุง ละเอียดในเคร่ืองปน ผสมสวนผสม ดังน้ี เนื้อมะกอกน้ํา และขนาดใหญคือ ขนาดบรรจุ 20 ผล/ถุง มะกอกน้ําแช ดอง น้ําตาล เกลือ กรดซิตริก และเพคตินรอยละ 88, 10, อ่ิมนํ้าหนักประมาณ 10+2 กรัม/ผล จากน้ันทําการเก็บ 1, 0.5 และ 0.5 ตามลาํ ดับ ผสมใหเ ขากนั กวนประมาณ ตัวอยางมะกอกน้ําแชอิ่มอบแหงทุกตัวอยาง ณ เวลา 1 ชั่วโมง นํามาข้ึนรูปเปนแผน และอบท่ีอุณหภูมิ 60 เริ่มตน, 2, 4, 6, 7 และ 8 เดือน นํามาวิเคราะหคุณภาพ องศาเซลเซียส นาน 3 ช่ัวโมง และเก็บมะกอกนํ้าแผนท่ี ทางเคมี กายภาพ และจลุ ชีววิทยา อุณหภูมหิ อ ง (ดดั แปลงจากชนะชยั และวิชมณี, 2552) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

148 5. การวิเคราะหสมบตั กิ ารตา นอนมุ ลู อิสระ 7. การวิเคราะหค ณุ ภาพทางจุลชีววิทยา 5.1 การวเิ คราะหปรมิ าณสารประกอบฟน อลิก วิเคราะหจํานวนจุลินทรียทั้งหมด ยีสตและราดวยวิธี สกัดตัวอยางมะกอกนํ้าดวยอะซีโตนความเขมขนรอยละ Standard plate count (AOAC, 2000) โ ด ย ทํ า ใ ห 80 ในอัตราสวน 1:4 นําสารละลายที่ไดมากรอง และนํา ตัวอยางเจือจางลงคร้ังละ 10 เทา (Ten- fold serial สวนใสมาใชในการวิเคราะหสมบัติการตานอนุมูลอิสระ dilution) เพื่อใหมีการเจริญของเชื้อจุลินทรียในอาหาร (ดัดแปลงจาก Wu et al., 2006; Mahattanatawee et เล้ียงเช้ือระหวา ง 30-300 โคโลนี จากนัน้ นําจานเพาะเชื้อ al., 2006) โดยวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิก ไปบมที่ 35 องศาเซลเซียส เปนเวลา 48+3 ช่ัวโมง ทั้งหมดดวยวิธี Folin-ciocalteu colorimetric assays สาํ หรบั ยีสตและรา นําไปบมท่ี 25 องศาเซลเซียส นาน 2- (Lim et al., 2007) นําสารสกัดจากมะกอกน้ํา 0.3 5 วัน รายงานผลเปนจํานวนโคโลนี (Colony forming มิลลิลิตร ผสมกับ Folin-Ciocalteu’s phenol reagent unit, CFU) ตอ ผลติ ภณั ฑ 1 กรัม (CFU/g) (เจือจาง 10 เทาดวยน้ํากล่ัน) 1.5 มิลลิลิตร เติม สารละลายโซเดียมคารบอเนต (ความเขมขนรอ ยละ 7.5) 8. การวิเคราะหขอ มลู ทางสถติ ิ 1.2 มิลลิลิตร ต้ังทิ้งไวในที่มืดนาน 30 นาที วัดคาการ วิเคราะหขอมูลทางสถิติโดยรายงานเปนคาเฉล่ีย+สวน ดดู กลืนแสงท่ีความยาวคลืน่ 765 นาโนเมตร นํามาเทียบ เบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกตางอยาง กับกราฟมาตรฐานกรดแกลลิก รายงานเปนมิลลิกรัม มีนัยสําคัญทางสถิติ โดยวิเคราะหความแปรปรวน สมมูลยของกรดแกลลิก (mg gallic acid equivalent, ( analysis of variance, ANOVA) แ ล ะ เ ป รี ย บ เ ที ย บ GAE) ตอ 100 กรมั ของตวั อยาง คาเฉล่ียโดยวิธี Duncan’s new multiple range test ท่ีระดบั ความเช่อื มนั่ รอ ยละ 95 5.2 การวิเคราะหก ิจกรรมการตา นอนมุ ูลอสิ ระ วิเคราะหประสิทธิภาพของการตานอนุมูลอิสระดวยวิธี ผลและวิจารณผลการทดลอง DPPH (ดัดแปลงจาก Wu et al., 2006) ปเปตสารสกัด 1. ผลปริมาณสารประกอบฟนอลิคและสารตานอนุมูล จากตัวอยาง 1 มิลลิลิตร เติมสารละลาย DPPH 4 อิสระของมะกอกนํ้าสด มลิ ลิลิตร ผสมใหเขากัน เก็บไวในที่มืดเปนเวลา 30 นาที วัดคาการดูดกลืนแสงท่ีความยาวคล่ืน 515 nm นําคา จากการสํารวจมะกอกนํ้าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การดูดกลืนแสงมาเทียบกับกราฟมาตรฐานกรดแกลลิก พบวามะกอกน้ําพบไดท่ัวไปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และรายงานผลเปน mg GAE/ 100 g โดยมากพบในพ้ืนท่ีอําเภอบางปะอิน อําเภอบางบาล อําเภอเสนา และอําเภออุทัย มักข้ึนอยูริมนํ้า แสดงดัง 6. การวิเคราะหค ุณภาพทางเคมแี ละกายภาพ ภาพท่ี 1 โดยผลมะกอกนา้ํ สุกจะมกี ลนิ่ และมีสีเขียว การวิเคราะหคุณภาพทางเคมี โดยวิเคราะหปริมาณกรด จากการวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิกทั้งหมด ทั้งหมดดวยวิธี Titrimetry method (AOAC, 2000) ของมะกอกน้ําสด พบวา มีปริมาณสารประกอบฟนอลิก และรายงานปริมาณกรดท้งั หมดในรูปของรอ ยละของกรด ท้ังหมดสงู ถึง 532.31+9.66 Mg GAE/100 g ของตัวอยาง ซิตริก วิเคราะหปริมาณความชนื้ โดยใชว ิธี Hot air oven ซึ่งใกลเคียงกับแกวมังกรและมะมวง (505-523 Mg method (AOAC, 2000) สําหรับการวิเคราะหคุณภาพ GAE/100 g ของตัวอยาง) และสูงกวาท่ีพบในมะละกอ ทางกายภาพ ทําการวิเคราะหความแนนเนื้อ โดยเครื่อง และลองกอง (205-481 Mg GAE/100 g ของตัวอยาง) Texture Analyzer ทํา 3 ซํ้าตอ 1 ตัวอยาง (Mahattanatawee et al., 2006) โดยสารประกอบฟ นอล จะทําหนาที่กําจัดอนุมูลอิสระ (Free radical) และ ไ อ อ อ น ข อ ง โ ล ห ะ ท่ี ส า ม า ร ถ เ ร ง ก า ร เ กิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

149 ออกซิเดชันของไขมันและโมเลกุลอื่น ๆ โดยใชตัวเองเปน 2. ผลการแปรรูปและอายุการเก็บรักษามะกอกน้ําแชอ่ิม ตัวรับอนุมูลอิสระ ทําใหยับย้ังปฏิกิริยาลูกโซท่ีมีอนุมูล อบแหง อิสระเปนสาเหตุ แตสารตานอนุมลู อิสระจะถูกทําลายไป มะกอกน้ําสามารถนํามาแปรรปู เปนผลิตภณั ฑมะกอกนํ้า ดวย สวนกจิ กรรมการตา นอนมุ ลู อิสระโดยวิธี DPPH จาก แชอ่ิมอบแหง และนํามาศึกษาสภาวะการเก็บรักษาแสดง มะกอกนํ้าเปน 39.78+0.21 Mg GAE/100 g ตวั อยาง ซ่งึ ดังภาพท่ี 2 จากการศึกษาอายุการเก็บรักษามะกอกน้ํา ใกลเคียงกับแกวมังกร (34.7 Mg GAE/100 g) และสูง แชอิ่ม โดยทําการเก็บตัวอยางมะกอกน้ําแชอ่ิมท่ีบรรจุ 1 ก ว า ใ น ม ะ ล ะ ก อ ( 10.4-29.7 Mg GAE/100 g) ผล และ 20 ผลในถุงพลาสติกใสโพลีโพรไพลิน บรรจุ (Mahattanatawee et al., 2006) น อ ก จ า ก น้ี ยั ง มี พรอมสารดูดความชื้นหรือสารดูดออกซิเจน และเก็บ รายงานวา มะกอกนํ้าอายุ 6 เดือนหลังตดิ ดอกมีปริมาณฟ รักษาท่ีอุณหภูมิหอง (30 องศาเซลเซียส) 40 องศา ลาโวนอยด สารประกอบฟน อลิก และความสามารถตาน เซลเซยี สและ 50 องศาเซลเซียส ณ เวลาเร่มิ ตน , 2, 4, 6, ออกซิเดชันมากที่สุดเม่ือเทียบกับอายุการเก็บเก่ียวอื่น 7 และ 8 เดือน แลวนํามาวิเคราะหหาคาความเปนกรด (อธิยา และธนะบูลย, 2550) มะกอกน้ํามีความสามารถ ปริมาณความช้ืน ความแนนเนอื้ จํานวนจุลินทรยี ท้ังหมด ในการเปนสารตานอนุมูลอิสระและสารตานจุลชีพท่ีดี ยีสตและรา (Nanasombat et al., 2012) ดังนั้นมะกอกนํ้าจึงเปน พืชพื้นถิ่นท่ีมีความนาสนใจ ควรแนวทางในการใช ประโยชน การพัฒนา และการอนุรักษมะกอกน้ําตอไป ภาพที่ 1 ตน และผลมะกอกนํ้าบรเิ วณพื้นทรี่ ิมนํ้าใน (ก) (ข) จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ภาพที่ 2 มะกอกนา้ํ แชอ ่ิมบรรจใุ นถงุ PP ขนาดบรรจุ (ก) 1 ผลตอถุง และ (ข) 20 ผลตอ ถุง ผลการศึกษาคาความเปนกรด ปริมาณความชื้น และ ความแนนเนื้อของมะกอกนํ้าแชอิ่มอบแหงเปนดังภาพที่ 3 (ก-ค) พบวา ตัวอยางมะกอกนํ้าแชอ่ิมทุกตัวอยาง ร ว ม ท้ั ง ตั ว อ ย า ง ค ว บ คุ ม ที่ ทํ า ก า ร เ ก็ บ รั ก ษ า ต ล อ ด ระยะเวลา 8 เดือนมีปริมาณกรดซติ ริกเพม่ิ ขนึ้ เล็กนอ ยอยู ในชวงรอยละ 0.006-0.012 เมื่อเก็บรักษามะกอกนํ้าแช อิม่ อบแหงที่บรรจุในสภาวะท่ีแตกตางกนั ทั้ง 13 ตวั อยาง รวมตัวอยางควบคุม นาน 8 เดือน ปริมาณความช้ืน เพิ่มขึ้นจากรอยละ 17 เปนรอยละ 22 สวนความแนน เ น้ื อ ข อ ง ม ะ ก อ ก น้ํ า แ ช อ่ิ ม อ บ แ ห ง ทุ ก ตั ว อ ย า ง มี ก า ร เปลี่ยนแปลงเล็กนอยอยูในชวง 4.6-4.95 นิวตัน เมื่อ เทียบกับตวั อยางควบคมุ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

150 สําหรับจํานวนจุลินทรียทั้งหมดของมะอกนํ้าแชอ่ิม ความแน่นเน�ือ(ค) อบแหงแสดงดังภาพที่ 3 (ง) พบวา เดือนที่ 6 จํานวน จุลินทรียท้ังหมดในตัวอยางควบคุมนอยกวา 1x104 จํานวนจุลินท ีรย์ �ัทงหมด (CFU/g)5 78 CFU/g แตเดือนท่ี 7 มีจํานวนจุลินทรียท้ังหมด 2x104 อายุการเก็บรกั ษา (เดอื น) CFU/g สวนตัวอยางมะกอกนํ้าแชอ่ิมที่เหลือเมื่อเก็บ 4.9 รักษาจนถึงเดือนที่ 7 พบจํานวนจุลินทรียทั้งหมดนอย 78 กวา 1x104 CFU/g แตเมื่อเก็บไวเดือนที่ 8 นั้น มีคาเกิน 4.8 อายุการเก็บรักษา (เดือน) กวามาตรฐานผลิตภัณฑชุมชนกําหนด โดยคามาตรฐาน ผลิตภัณฑชมุ ชนเรอ่ื งผลไมแชอิ่ม กาํ หนดไวไมเกิน 1x104 4.7 CFU/g (มผช. 161/2546) สําหรับปริมาณยีสตและรา ของมะกอกน้ําแชอ่ิมอบแหงทุกตัวอยางพบวา มี <10 4.6 CFU/g ตลอดระยะเวลาการเกบ็ รกั ษา 7 เดอื น ดงั นั้นอายุการเก็บรักษามะกอกนํ้าแชอิ่มจึงอยูที่ 7 เดือน 4.5 เทากันทุกสภาวะการเก็บรักษา สวนตัวอยางควบคุมคือ สภาวะท่ีไมไดใสสารปองกันการเปล่ียนแปลง เก็บรักษา 4.4 ไดนาน 6 เดือน และพบวาการใสสารปองกันการ 0 24 6 เปล่ียนแปลงท้ังสารดูดความชื้นและสารดูดออกซิเจนทํา ใหมะกอกน้ําแชอิ่มสามารถเก็บรักษาไดนานขึ้น และ (ง) อุณหภูมิที่ทําการศึกษาการเก็บรักษามะกอกน้ําและ ขนาดบรรจุไมมีผลตอ อายกุ ารเก็บรักษามะกอกนํ้าแชอ ิ่ม 100000 90000 80000 70000 60000 50000 40000 30000 20000 10000 0 02 46 ตวั อย่างควบคมุ ขนาดเล็กใส่สารดูดความช�ืนเกบ็ ที� 30 C ขนาดเลก็ ใสส่ ารดดู ความชนื� เก็บท�ี 40 C ขนาดเลก็ ใส่สารดูดความชน�ื เกบ็ ที� 50 C ขนาดเลก็ ใส่สารดดู ออกซเิ จนเก็บท�ี 30 C ขนาดเล็กใสส่ ารดดู ออกซิเจนเกบ็ ที� 40 C ขนาดเลก็ ใส่สารดดู ออกซิเจนเก็บท�ี 50 C ขนาดใหญ่ใส่สารดูดความชื�นเก็บที� 30 C ขนาดใหญ่ใส่สารดูดความชืน� เกบ็ ที� 40 C ขนาดใหญ่ใสส่ ารดูดความชน�ื เก็บท�ี 50 C ขนาดใหญ่ใส่สารดดู ออกซิเจนเก็บท�ี 30 C ขนาดใหญใ่ ส่สารดูดออกซิเจนเก็บท�ี 40 C ขนาดใหญ่ใส่สารดูดออกซเิ จนเกบ็ ที� 50 C (ก) ภาพที่ 3 การเปล่ียนแปลงของมะกอกน้าํ แชอ ่มิ อบแหง ทสี่ ภาวะการเก็บรักษาตางกัน (ก) ปริมาณกรด (ข) ปริมาณความชนื้ (ค) ความแนน เนือ้ (ง) จาํ นวนจุลนิ ทรยี ทง้ั หมด ่คาความเ ็ปนกรด ( ้รอยละ) 0.014 3. ผลการใชประโยชนจากมะกอกน้ําโดยการแปรรูป 0.012 ผลิตภัณฑมะกอกน้ําแผน มะกอกน้ําสามารถนํามาสรางมูลคาเพิ่มเปนผลิตภัณฑ 0.01 อาหารเพ่ือสขุ ภาพ โดยนาํ ผลสุกของมะกอกน้ํามาดองใน 0.008 นํ้าเกลือเปนมะกอกน้ําดอง เพ่ือทําใหรสฝาดหายไป 0.006 มะกอกน้ําดองเปนที่นิยมของผูบริโภคสามารถจําหนาย 0.004 เชิงพาณิชยไดอยางกวางขวาง อยางไรก็ตามสามารถนํา 0.002 มะกอกนํ้าดองมาพัฒนาตอยอดเปนอาหารเพื่อสุขภาพ ทดแทนอาหารขบเคี้ยวได โดยพัฒนาเปนผลิตภัณฑ 0 มะกอกน้ําแผน ตามภาพที่ 4 มะกอกน้ําแผนนั้นมีสีดํา นํ้าตาล มีรสชาติเปร้ียว เค็มและฝาดเล็กนอย เน้ือสัมผัส 0 2 4 678 เหนยี วนมุ เคย้ี วไดค ลา ยกบั มะมวงแผน มีลกั ษณะแหง จึง 2 4 อายกุ ารเกบ็ รกั ษา (เดอื น) สามารถเกบ็ รักษาไวไ ดน าน (ข) 678 ปริมาณความ ื�ชน (ร้อยละ) 25 อายกุ ารเก็บรกั ษา (เดอื น) 20 15 10 5 0 0 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

151 (ก) (ข) สารประกอบฟนอลิกทั้งหมดสูงถึง 532.31 mg GAE/ ภาพที่ 4 การใชป ระโยชนท างอาหารจากผลมะกอกนา้ํ 100 g และมีกิจกรรมการตานอนุมูลอิสระดวยวิธี DPPH เปน 39.78 mg GAE/ 100 g มะกอกนํ้ามีความสามารถ (ก) มะกอกนา้ํ ดอง (ข) มะกอกนํา้ แผน ในการเปนสารตานอนุมูลอิสระที่ดี จึงนํามาตอยอดหา นอกจากนี้คณะวิจัยไดนําองคความรูท่ีไดจากงานวิจัยใน แนวทางในการใชประโยชนและการพัฒนาเปนผลิตภณั ฑ การนํามะกอกนํ้าไปใชประโยชนเชิงอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ โดยสรางมูลคาเพ่ิมพัฒนาเปน มาถายทอดองคความรู โดยไดมีการฝกอบรมเชิง มะกอกนํ้าแชอ่ิมอบแหงที่สามารถเก็บรักษาไดนาน 7 ป ฏิ บั ติ ก า ร ใ น พื้ น ที่ อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ อิ น จั ง ห วั ด เดือนในถุงพลาสติกท่ีอุณหภูมิ 30-50 องศาเซลเซียส มี พระนครศรีอยุธยาใหแก ผูนําชุมชน กลุมแปรรูป คณุ ภาพเปนไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน นอกจากนี้ เกษตรกร นักศึกษาและผูสนใจ โดยมีการสาธิต และการ ยังแปรรูปเปนมะกอกนํ้าดอง และพัฒนาตอยอดเปน ใหความรูโดยการบรรยาย ตามภาพท่ี 5 ในการถายทอด ผลิตภณั ฑมะกอกนา้ํ แผน ไดอีกดว ย เทคโนโลยีและผลงานวิจัยครั้งนี้พบวา ผูเขารวมอบรมมี ความพึงพอใจและกระตือรือรนในการฝกอบรมเปนอยาง คําขอบคุณ มาก และตองการนํามะกอกน้ําไปตอยอดเปนอาชีพของ งานวิจัยน้เี ปนงานสนองพระราชดําริใน โครงการอนุรักษ กลุม แมบา นและบรโิ ภคในครัวเรอื นตอไป พนั ธกุ รรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ โดยไดรับการ ส นั บ ส นุ น จ า ก โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น ภาพที่ 5 การถายทอดองคความรกู ารใชประโยชนจ าก เน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มะกอกนํ้าเชงิ อาหารเพ่ือสขุ ภาพใหแ กผูสนใจ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดําริโดยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และกองทุนสนับสนุน สรุปผลการทดลอง งานวจิ ยั มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภูมิ มะกอกน้ําเปนพืชทองถ่ินท่ีสามารถพบไดในพ้ืนท่ีริมนํ้า ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มะกอกน้ําสดมีปริมาณ เอกสารอา งองิ ชนะชยั กรวิทยาศลิ ป และวิชมณี ยนื ยงพุทธกาล. 2552. การพฒั นาสตู รผลิตภัณฑผ ลไมแผนมว นกลนิ่ รสเชอรร ี่ ท่ีใชผลไมไทยอบแหงแทนแอปเปลอบแหง. วารสาร วิทยาศาสตรเกษตร. 40(1)พิเศษ: 409-412. ชลธิรา บุญเรืองยา. 2544. การศึกษาอายุการเก็บรักษา แปงกลวย. วิทยานิพนธมหาบัณฑิต. วิทยาศาสตร (พืชสวน). สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณ ทหารลาดกระบงั นิราศ กิ่งวาที. 2545. การใชสารดูดความช้ืนในการ ปรับปรงุ คณุ ภาพสับปะรดแชอ่ิมอบแหง. วิทยานิพนธ มหาบัณฑิต. วิทยาศาสตร (วิทยาศาสตรการ อาหาร). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรุงเทพฯ บุณรา บุญวรากุล. 2545. อิทธิพลของชนิดภาชนะบรรจุ อัตราการไหลของกาซ O2 CO2 สารดูดซับเอทธิลีน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

152 และสารดูดความช้ืนตอคุณภาพหลังการเก็บรักษา Nanasombat, S., K. Khanha, J. Phan-im, J. Jitaied, ก ล ว ย ห อ ม ท อ ง . วิ ท ย า นิ พ น ธ ม ห า บั ณ ฑิ ต . วิทยาศาสตร (พืชสวน) สถาบันเทคโนโลยีพระจอม S. Wannasomboon, S. Patradisakorn and A. เกลาเจา คณุ ทหารลาดกระบงั กรุงเทพฯ Wongsil. 2012. Antimicrobial and antioxidant ปย ะนุช คนั โธ. 2544. การยืดอายกุ ารเก็บรักษาขนมเปย ะ โดยการใชส ารลดคา วอเตอรแอคติวิตแ้ี ละบรรจภุ ณั ฑ. activities of Thai local fruit Extracts: วทิ ยานิพนธมหาบัณฑิต. วิทยาศาสตร (วิทยาศาสตร การอาหาร).มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรุงเทพฯ application of a selected fruit extract, สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม. 2546. มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน. ผลไมแชอ่ิม. เลขท่ี มผช. Phyllanthus emblica Linn. As a natural 161/2546. preservative in raw ground pork during สุนทรี สิงหบุตรา. 2536. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด. refrigerated storage. The Online Journal of กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พริน้ ตง้ิ เฮา ส. Science and Technology. 2(1): 1-7 อธิยา เรืองจักรเพ็ชร และ ธนะบูลย สัจจาอนันตกุล. Wu, L.C., H.W. Hsu, Y.C. Chen, C.C. Chiu, Y.I. Lin 2550. ผลอายุการเก็บเกี่ยวมะกอกน้ําตอปริมาณฟ นอลิก ฟลาโวนอยด และกิจกรรมสารตานออกซิเด and J.A.A. Ho. 2006. Antioxidant and ชัน. วารสารวทิ ยาศาสตรเกษตร. 38(5): 127-130 antiproliferative activities of red pitaya. Food AOAC. 2000. Official methods of analysis of the Chemistry. 95: 319-327. association of the official analysis chemists. Arlington: Association of official analytical chemists. Deborah, A.M. and C.B. Sheila. 1999. Managing the modern herbarium: an interdisciplinary approach. Society for the Preservation. USA Lim, Y.Y., T.T. Lim and J.J. Tee. 2007. Antioxidant properties of several tropical fruits: a comparative study. Food Chemistry. 103: 1003-1008. Mahattanatawee, K., J.A. Manthey, G Luzio, S.T. Talcott, K. Goodner and E.A. Baldwin. 2006. Total antioxidant activity and fiber content of select Florida-grown tropical fruits. Journal of Agricultural and Food Chemistry. 54: 7355- 7363 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

153 การเปรยี บเทยี บสายพนั ธุถ ่วั ฝกยาวที่คัดเลอื กจากพันธทุ องถน่ิ ในหลายสภาพแวดลอ ม A COMPARISON OF YARDLONG BEAN LINES SELECTED FROM LOCAL CULTIVARS UNDER MULTI-ENVIRONMENTS ปราโมทย พรสุรยิ า* และ พรทพิ ย พรสุริยา Pramote Pornsuriya* and Pornthip Pornsuriya สาขาวิชาเทคโนโลยกี ารผลติ พืช คณะเกษตรศาสตรและทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลตะวนั ออก ต.บางพระ อ.ศรรี าชา จ.ชลบรุ ี 20110 Department of Plant Production Technology, Faculty of Agriculture and Natural Resource, Rajamangala University of Technology Tawan-Ok, Bangpra, Sriracha, Chonburi 20110 บทคัดยอ จากการท่ีโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ไดดําเนินโครงการเก็บรวบรวมพันธุถ่ัวฝกยาวพันธุทองถ่ินในเขต จงั หวัดชลบรุ ี โดยมีวตั ถุประสงคเ พื่อนาํ มาใชประโยชนในการปรับปรงุ พนั ธุ และไดทําการคัดเลอื กสายพันธแุ บบตนตอ แถว แลวนําสายพันธุท่ีนาสนใจมาปลูกเปรียบเทียบกับพันธุการคาในหลายสภาพแวดลอม สายพันธุ/พันธุท่ีใชในการทดลอง ประกอบดว ย (1) พันธุการคา 2 พนั ธุ ไดแ ก พันธุลํานา้ํ ชี และพันธุส ดุ สาคร (2) สายพนั ธทุ ีค่ ดั เลือกจากพนั ธุพืน้ เมอื ง 5 สาย พนั ธุ ไดแก สายพันธุ 303-1-L2, 401-1-L3, 326-1-R1, 516-2-L1, 517-2-L2 และ (3) สายพันธุทคี่ ัดเลอื กจากพันธุนาํ เขา ไดแก สายพนั ธบุ างพระ1, บางพระ2 และสายพันธุฝ กมวง รวมทง้ั หมด 10 พันธ/ุ สายพนั ธุ ประเมินใน 6 สภาพแวดลอม ใน แผนการทดลองแบบสุมในบล็อกสมบูรณ (2 ซํ้า/สภาพแวดลอม) วิเคราะหความแปรปรวนและวิเคราะหผลรวม (combined analysis) ของท้ัง 6 สภาพแวดลอม ผลการทดลองพบวาผลผลิตมีนัยสําคัญ (P < 0.01) ของจีโนไทป สภาพแวดลอม และปฏิสัมพันธข องจโี นไทปก บั สภาพแวดลอม โดยสภาพแวดลอมที่ 1 และ 2 ใหผลผลติ ต่ําสุด (1.18 และ 1.17 ตันตอไร ตามลําดับ) และสภาพแวดลอมที่ 5 และ 6 ใหผลผลิตมากที่สุด (1.95 และ 1.91 ตันตอไร ตามลําดับ) ในขณะทผี่ ลผลิตของแตล ะจโี นไทปท เี่ ฉลยี่ จากทกุ สภาพแวดลอ มมีคา ตงั้ แต 1.06 – 2.19 ตันตอ ไร โดย 3 จโี นไทปท่ใี หผลติ มากทีส่ ดุ คอื สายพันธุ 303-1-L2, บางพระ2 และบางพระ1 (2.19, 2.10 และ 2.04 ตนั ตอไร ตามลําดับ) และมคี าเฉล่ียของ ทกุ จีโนไทปจ ากทุกสภาพแวดลอ มเทา กับ 1.58 ตันตอ ไร Abstract Yardlong bean local cultivars from farmer households in Chonburi province had been collected by the Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG), Rajamangala University of Technology Tawan-ok, to conserve local cultivars for plant breeding utilization. They were selected using plant to row method and then the promising lines were planted to compare with commercial cultivars under 6 modified environments. A randomized complete block design (RCBD) with 2 replications was used for each environment. There were 10 lines/cultivars in the experiment including (1) 2 commercial cultivars (Lamnamchee and Sudsakorn), (2) 5 lines selected from local cultivars (303-1-L2, 401-1-L3, 326-1-R1, 516-2-L1 and 517-2-L2) and (3) 3 lines selected from การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

154 introduced cultivars (Bangpra1, Bangpra2 and Purple Pod). ANOVA and combined analysis were conducted for all 6 environments. The results revealed that significant differences (P < 0.01) for yield were observed for genotypes, environments and genotype-environment interaction. Environments 1 and 2 gave the lowest yield of 1.18 and 1.17 ton/rai, respectively, whereas, environments 5 and 6 gave the highest yield of 1.95 and 1.91 ton/rai, respectively. Yield of each genotype averaged from every environments was ranked from 1.06 – 2.19 ton/rai. The 3 genotypes that gave the highest yield were 303-1-L2, Bangpra2 and Bangpra1 (2.19, 2.10 and 2.04 ton/rai). The average yield from all genotypes and all environments was 1.58 ton/rai. คําสําคญั : ถว่ั ฝกยาว, สายพนั ธ,ุ หลายสภาพแวดลอ ม, การเปรยี บเทยี บ Keywords: Yardlong bean, lines, multi-environments, comparison *ติดตอ นักวจิ ยั : ปราโมทย พรสุรยิ า (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Pramote Pornsuriya (E-mail: [email protected]) บทนาํ ถั่วฝก ยาวมชี ือ่ วทิ ยาศาสตรวา Vigna unguiculata (L.) ทําใหเกิดความแปรปรวนทางพันธุกรรมจากการปนกัน Walp. subsp. sesquipedalis (L.) Verdc. (Porcher, ของเมล็ดพนั ธุหรือจากการผสมขามกนั ตามธรรมชาติซ่ึง 2007; Stephens, 2 0 1 5 ) อ ยู ใ น ว ง ศ Fabaceae อาจเกิดข้ึนไดประมาณ 6 เปอรเซ็นต (เสถียร, 2530) (United States Department of Agriculture, 2018) ดังน้ันลกั ษณะของจโี นไทปและประชากรถวั่ ฝกยาวพันธุ เปนพืชผักท่ีสามารถปลูกไดในพื้นท่ีทั่วทุกภาคของ พื้นเมืองสวนใหญจึงมักเปนแบบ homozygous และ ประเทศไทยและมีความสําคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง heterogenous (ปราโมทย, 2554) จากขอมูลการผลิตพืชรายจังหวัดของกรมสงเสริม ปราโมทย และ พรทิพย (2556) ไดเ ปรยี บเทยี บสายพันธุ การเกษตรรายงานวา ปเพาะปลูก พ.ศ. 2560 มีพ้ืนท่ี พ้ืนเมืองถั่วฝกยาว 12 สายพันธุ/พันธุ พบวาสายพันธุ ปลูกถ่ัวฝกยาวท่ัวประเทศประมาณ 29,382 ไร ผลผลิต เบอร 6 มีความยาวฝกมากที่สุดคือ 67.90 เซนติเมตร รวมประมาณ 22,444 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2,037 ในขณะที่ความกวางฝก นํ้าหนักฝก จํานวนฝกตอไร กิโลกรัมตอไร (กรมสงเสริมการเกษตร, 2561) และผลผลิตตอไร ไมมีความแตกตางกันระหวางสาย ถั่วฝกยาวเปนพชื ผักท่มี คี ุณคาทางอาหารสูง ไดแ ก ไทอา พันธุ/พันธุ (P > 0.05) โดยท่ีพันธุการคาสุดสาครมี มีน ไรโบฟลาวีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม แนวโนมใหผลผลิตมากที่สดุ คอื 2,069 กิโลกรัมตอไร ใน โพแทสเซียม แมกมีเซียม เหล็ก และเปนแหลงของ สวนของสายพันธุท่ีคัดเลือกจากพันธุทองถิ่นแมวา วิตามินเอและซี (National Research Council, 2006) ท้ังหมดจะมีแนวโนมใหผลผลิตตํ่ากวาพันธุการคา แตก็ เปน พืชผักทีเ่ กษตรกรนิยมปลกู และเปน ที่นิยมบรโิ ภคกัน ยังมีสายพันธุที่นาสนใจท่ีใหผลผลิตสูงพอสมควรไดแก มากชนดิ หนึ่งในประเทศไทย สายพันธุเบอร 9, 11, 12 และ 27 การปลูกถ่ัวฝกยาวของเกษตรกรรายยอยมักใชวิธีการ อภิญดา และปราโมทย (2557) ไดเปรียบเทียบสาย เก็บเมล็ดพันธุจากแปลงปลูกมาปลูกในฤดูตอไป ซึ่งอาจ พันธุถั่วฝกยาว 40 สายพันธุ ทดสอบกับพันธุการคา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

155 ไดแก พันธุลําน้ําชี พันธุไตหวัน พันธุสุดสาคร และพันธุ (genotype-environment interactions, GEI) ดั ง นั้ น วังเจา พบวาพันธุมาตรฐานมีความแตกตางกันใน ในการศึกษาคร้ังนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบ ลักษณะ ความยาวฝก ความกวางฝก นํ้าหนักตอฝก ลักษณะองคประกอบของผลผลิตและผลผลิตของสาย จํานวนฝกดตี อ ตน (P < 0.01) และผลผลติ ฝกดตี อ ไร (P พันธุถ่ัวฝกยาวท่ีคัดเลือกจากพันธุพ้ืนเมืองในหลาย < 0.05) เม่ือพิจารณาในแตลักษณะของสายพันธุและ สภาพแวดลอมที่จาํ ลองจากการใหปุยในระดบั ที่แตกตา ง พันธุมาตรฐานที่เรียงจากมากไปนอย สายพนั ธุ/พันธุท่ีมี กัน โดยงานวิจัยน้ีเปน งานสนองพระราชดําริในโครงการ ผลผลิตฝกดีตอไรมากเปนอันดับ 1-6 ไดแก สายพันธุ อนุรกั ษพันธกุ รรมพืชอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริฯ B1, พันธุไตหวัน, สายพันธุ M1, N-12, N-10 และ N-9- 2 ตามลําดับ โดยมีผลผลิตฝกดีตั้งแต 2.767 – 3.872 อปุ กรณแ ละวิธกี ารทดลอง ตนั ตอไร อยางไรก็ตามในทุกลกั ษณะสายพันธุคัดเลือกที่ 1. สายพนั ธแุ ละพันธุ (genotypes) มีอันดับสูงมีคาไมแตกตางจากพันธุมาตรฐานที่มีอันดับ สายพันธ/ุ พันธุทีใ่ ชในการทดลองประกอบดวย (1) พันธุ สูงสุด (P > 0.05) และพบวาสายพันธุที่ไดจากการ การคา 2 พันธุ ไดแ ก พันธลุ ํานํ้าชี และพันธสุ ุดสาคร (2) คัดเลือกแบบหมูและแบบแยกตนใหผลผลิตฝกดีไม สายพันธุที่คัดเลือกจากพันธุพ้ืนเมือง 5 สายพันธุ ไดแก แตกตา งกัน (P > 0.05) สายพันธุ 303-1-L2, 401-1-L3, 326-1-R1, 516-2-L1, ปราโมทย และพรทิพย (2559) ไดศึกษาความ 517-2-L2 และ (3) สายพันธุที่คัดเลือกจากพันธุนําเขา แปรปรวนของลักษณะฝกในลูกชั่วรุนที่ 2 ของคูผสม ไดแก สายพันธุบางพระ1, บางพระ2 และสายพันธุฝก ระหวางสายพันธุถั่วฝกยาว 2 คูผสม ผลการศึกษา มวง รวมทัง้ หมด 10 พันธ/ุ สายพนั ธุ พบวาลูกชั่วรุนท่ี 2 ของ 2 คูผสมมีความแปรปรวน 2. สภาพแวดลอม แตกตางกันในลักษณะความยาวฝก (P < 0.05) และ นํ า ส า ย พั น ธุ / พั น ธุ ดั ง ก ล า ว ม า ป ร ะ เ มิ น ใ น 6 จํานวนฝกตอตน (P < 0.01) โดยที่คูผสมสายพันธุนาวัง สภาพแวดลอม ซ่ึงประกอบดวย 2 ฤดูปลูก ในแตละฤดู หิน x บางพระ1 มีคาตํ่าสุด คาเฉล่ีย และคาสูงสุดของ ปลูกมีการใหปุยไนโตรเจน 3 ระดับ (ต่ํา, กลาง, สูง) (2 ความยาวฝก เทากับ 36.00, 52.34 และ 66.50 ฤดูปลกู x 3 ตํารับปุย = 6 สภาพแวดลอม เซนติเมตร ตามลําดับ และของจํานวนฝกตอตนเทากับ 3. การวางแผนการทดลอง 22.00, 43.86 และ 82.00 ฝก ตามลําดับโดยมีคาความ วางแผนการทดลองแบบสุมในบล็อกสมบูรณ (RCBD) มี แปรปรวนของลักษณะเทากับ 34.92และ 157.64 10 ทรีตเมนต จํานวน 2 ซํ้า ทําการทดลองซํ้า 6 การ ตามลําดับ สวนคูผสมสายพนั ธุฝกมวง x บางพระ2 มีคา ทดลอง ใน 6 สภาพแวดลอม โดยในฤดูปลูกที่ 1 แตละ ตํ่าสุด คาเฉล่ีย และคาสูงสุดของความยาวฝก เทากับ การทดลองทําการสุมทรีตเมนตใหมกอนปลูก (สวนใน 42.50, 60.47 และ 78.50 เซนติเมตร ตามลําดับ และ ฤดูปลูกท่ี 2 ใชแผนผังการทดลองเหมือนฤดูปลูกท่ี 1) ของจํานวนฝกตอตนเทากับ 9.00, 40.21 และ 71.00 แตละการทดลองประกอบดวย 20 แปลงยอย โดยมี ฝก ตามลําดบั ขนาดของแปลงยอย (หนว ยทดลอง) ขนาด 1 x 5 ตาราง โดยทั่วไปแลวพันธุและสายพันธุของพืชซ่ึงมีจีโนไทป เมตร ปลูกแบบระบบแถวคู และใชพลาสติกคลุมแปลง แตกตางกันไปจะใหผลผลิตไดสูงหรือมีการแสดงออกใน ปลูกระยะตน 50 เซนติเมตร และระยะแถว 70 ลักษณะตางๆ ในทางบวกไดดีเมื่อมีการปลูกใน เซนติเมตร จํานวน 40 ตนตอแปลงยอย (ไวหลุมละ 2 สภาพแวดลอมที่เหมาะสม แตอาจจะใหผลผลิตสูงหรือ ตน) ต่ําก็ไดหากปลูกในสภาพแวดลอมอื่นๆ ซึ่งเปน ผลมาจาก 4. การบันทึกขอมูล บันทึกขอมูลลักษณะองคประกอบ ป ฏิ สั ม พั น ธ ร ะ ห ว า ง พั น ธุ ก ร ร ม กั บ ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม ของผลผลิตและผลผลิต โดยผลผลิตตอไรคํานวณเทียบ จากผลผลิตตอพ้นื ทแี่ ปลงยอ ย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

156 5. การวิเคราะหขอมูล วิเคราะหความแปรปรวนตาม (0.61 เซนติเมตร) โดยมีคาเฉลี่ยความกวางฝกของทุกจี แผนการทดลอง RCBD 10 ทรีตเมนต 2 ซํ้า ของแตละ โนไทปใ นทกุ สภาพแวดลอมเทากบั 0.66 เซนติเมตร สภาพแวดลอม แลววิเคราะหผลรวม (combined analysis) ของ 6 สภาพแวดลอม (สุรพล, 2537) โดย ความยาวฝก ก อ น ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ผ ล ร ว ม มี ก า ร ท ด ส อ บ ค ว า ม เ ป น ถ่ัวฝกยาว 10 จีโนไทปมีความยาวฝกแตกตางกันในทุก เอกภาพของความแปรปรวนดว ยวธิ ี Bartlett’s test for สภาพแวดลอม (P < 0.05 และ P < 0.01) (Table 2) homogeneity of variance (Little and Hills, 1978) จากการวเิ คราะหผ ลรวมของทงั้ 6 สภาพแวดลอม ไมพ บ และเปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉล่ียดวยวิธี นั ย สํ า คั ญ ข อ ง ป ฏิ สั ม พั น ธ ร ะ ห ว า งจี โ น ไ ท ป กั บ Duncan’s new multiple range test (DMRT) สภาพแวดลอม (P > 0.05) คาเฉล่ียของจีโนไทปเม่ือ 6. สถานท่แี ละระยะเวลาทาํ การทดลอง ทําการทดลองที่ เฉล่ียจากทั้ง 6 สภาพแวดลอม มีความแตกตางกันท่ี แปลงทดลองพืชศาสตร คณะเกษตรศาสตรและ ระดับนยั สาํ คญั 0.01 (P < 0.01) โดยท่ีจโี นไทปท ี่มีความ ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ยาวฝกมากที่สุด 2 อันดับแรกซ่ึงแตกตางกัน ไดแกสาย ตะวนั ออก จ. ชลบรุ ี ตงั้ แต กุมภาพันธ – เมษายน 2559 พันธุบางพระ2 และสายพันธุ 303-1-L2 (63.85 และ (ฤดปู ลกู ที่ 1) และ มิถุนายน – สิงหาคม 2559 (ฤดูปลูก 60.62 เซนติเมตร ตามลําดับ) และสายพันธุฝกมวงมี ท่ี 2) ความยาวฝกนอยที่สุด (46.75 เซนติเมตร) คาเฉลี่ยของ สภาพแวดลอมเม่ือเฉลี่ยจากท้ัง 10 จีโนไทปมีความ ผลและวจิ ารณผ ลการทดลอง แตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 (P < 0.05) โดย ความกวางฝก พบวาสภาพแวดลอมท่ี 3 ใหความยาวฝกมากท่ีสุด ถั่วฝกยาว 10 จีโนไทปมีความกวางฝกแตกตางกันใน (57.12 เซ นติ เม ตร ต าม ลํา ดับ ) รองล งม าคื อ สภาพแวดลอมท่ี 3 (P < 0.01), 4 (P < 0.05) และ 6 (P สภาพแวดลอมท่ี 6 และ 5) ใหความยาวฝก 55.53 และ < 0.05) สวนสภาพแวดลอมที่เหลือไมแตกตางกัน (P > 55.36 เซนติเมตร ตามลําดับ โดยในสภาพแวดลอมที่ 2 0.05) (Table 1) จากการวิเคราะหผลรวมของทั้ง 6 ใหความยาวฝกนอยที่สุด (53.70 เซนติเมตร) โดยมี สภาพแวดลอม ไมพ บนัยสําคญั ของปฏิสัมพันธร ะหวา งจี ค า เ ฉ ล่ี ย ค ว า ม ย า ว ฝ ก ข อ ง ทุ ก จี โ น ไ ท ป ใ น ทุ ก โนไทปกับสภาพแวดลอม (P > 0.05) คาเฉลี่ยของจีโน สภาพแวดลอมเทากับ 54.95 เซนติเมตร ไทปเมื่อเฉลี่ยจากท้ัง 6 สภาพแวดลอม มีความแตกตาง น้ําหนักฝก กนั ทรี่ ะดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดยที่จีโนไทปที่มี ถ่ัวฝกยาวท้ัง 10 จีโนไทปมีน้ําหนักฝกไมแตกตางกันใน ความกวางฝกมากที่สุดและรองลงมาซึ่งแตกตางกัน ทุกสภาพแวดลอม (P > 0.05) (Table 3) จากวิเคราะห ไดแก พันธุลําน้ําชี และพันธุสุดสาคร (0.75 และ 0.71 ผลรวม (combined analysis) ของท้งั 6 สภาพแวดลอ ม เซนติเมตร ตามลาํ ดบั ) และสายพันธุ 516-2-L1 มีความ ไมพบนัยสําคัญของปฏิสัมพันธระหวางจีโนไทปกับ กวางฝกนอยท่ีสุด (0.60 เซนติเมตร) คาเฉลี่ยของ สภาพแวดลอม (P > 0.05) คาเฉลี่ยของจีโนไทปเม่ือ สภาพแวดลอมเม่ือเฉลี่ยจากทั้ง 10 จีโนไทปมีความ เฉล่ียจากท้ัง 6 สภาพแวดลอม มีความแตกตางกันท่ี แตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดย ระดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดยที่จีโนไทปที่มี พบวาสภาพแวดลอมที่ 5 และ 6) ใหความกวางฝกมาก นํ้าหนักฝก มากที่สดุ และรองลงมาซึง่ ไมแตกตา งกนั ไดแ ก ที่สดุ (0.70 และ 0.71 เซนตเิ มตร ตามลาํ ดบั ) รองลงมา สายพันธุบางพระ2 และสายพันธุ 303-1-L2 (30.58 คือสภาพแวดลอมท่ี 4 ใหค วามกวางฝก 0.66 เซนติเมตร และ 27.83 กรัม ตามลําดับ) และสายพันธุฝกมวงมี โดยในสภาพแวดลอมท่ี 2 ใหความกวางฝกนอยที่สุด น้ําหนักฝกนอยท่ีสุด (20.50 กรัม) คาเฉล่ียของ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

157 สภาพแวดลอมเมื่อเฉลี่ยจากท้ัง 7 จีโนไทปมีความ สภาพแวดลอม และพบปฏิสัมพันธของจีโนไทปกับ แตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดย สภาพแวดลอม โดยผลผลิตของแตละจีโนไทปที่เฉล่ีย พบวาสภาพแวดลอมที่ 3 ใหน ้าํ หนกั ฝกมากท่ีสุด (28.40 จากทกุ สภาพแวดลอมมีคาต้ังแต 1.06 – 2.19 ตันตอ ไร กรมั ) รองลงมาคือสภาพแวดลอมที่ 1 (27.15 กรัม) โดย จากผลการทดลองทั้ง 6 สภาพแวดลอม เมื่อพิจารณา มี ค า เ ฉ ล่ี ย น้ํ า ห นั ก ฝ ก ข อ ง ทุ ก จี โ น ไ ท ป ใ น ทุ ก จากลักษณะที่สําคัญคือผลผลิตและความยาวฝก พบวา สภาพแวดลอ มเทา กบั 25.98 กรัม สายพันธุ 303-1-L2 และ บางพระ2 ใหผลผลิตและ ผลผลติ ตอไร ความยาวฝก มากทีส่ ุด จงึ เปนสายพันธุทเ่ี หมาะสมในการ ถ่ัวฝกยาว 10 จีโนไทปมีผลผลิตแตกตางกันในทุก พัฒนาสาํ หรับการปลกู ในภาคตะวันออกตอไป ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม (P < 0.05 แ ล ะ P < 0.01) ก า ร ตอบสนองของผลผลิตใน 6 สภาพแวดลอมมีความ เอกสารอา งองิ แตกตางกัน (P < 0.01) โดยมีผลผลิตเฉล่ียจาก 10 จีโน กรมสง เสรมิ การเกษตร. 2561. ระบบสารสนเทศการ ไทปต ้งั แต 1.17 – 1.95 ตันตอไร โดยท่ีสภาพแวดลอ มที่ 5 ใหผลผลิตมากที่สุด (1.95 ตนั ตอ ไร) ในขณะที่ผลผลิต ผลิตทางดา นเกษตร. ของแตละจีโนไทปท่ีเฉล่ียจากทุกสภาพแวดลอมมีความ http://production.doae. แตกตา งกัน (P < 0.01) โดยมผี ลผลิตตงั้ แต 1.06 – 2.19 ตนั ตอไร โดย 3 สายพันธุที่ใหผลิตมากที่สุดคือสายพันธุ go.th/report/report_main2.php?report_ 303-1-L2, บางพระ2 และบางพระ1 (2.19, 2.10 และ type=1. คน เมื่อ 2 มถิ ุนายน 2561. 2.04 ตนั ตอไร ตามลาํ ดบั ) และมีคา เฉล่ยี ของทุกจีโนไทป ปราโมทย พรสรุ ยิ า. 2554. เอกสารการสอนวชิ า ในทุกสภาพแวดลอมเทากับ 1.58 ตันตอไร (Table 4, Fig. 1) หลกั การปรับปรุงพันธพุ ชื . สาขาวชิ า จากผลการทดลองพบวาผลผลิตสายพันธุและพันธุที่ เทคโนโลยีการผลติ พืช คณะเกษตรศาสตรศาสตรและ ท ด ส อ บ มี ก า ร ต อ บ ส น อ ง ต อ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล สภาพแวดลอ มที่แตกตางกันไป โดยปฏสิ มั พันธระหวา งจี โนไทปกับสภาพแวดลอมมีนัยสําคัญ (P < 0.01) แสดง ตะวนั ออก, ชลบุรี (โรเนยี ว). วาการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของผลผลิตไดรับอิทธิพลอยาง ปราโมทย พรสรุ ยิ า และ พรทพิ ย พรสุรยิ า. 2556. การ มากจากการเปลยี่ นแปลงของสภาพแวดลอม (Sharma, 2008) ดังนั้นการจําลองสภาพแวดลอมเพ่ือศึกษาการ เปรยี บเทยี บสายพนั ธุถว่ั ฝก ยาวทคี่ ดั เลอื กจาก ตอบสนองของพันธุพืชในบางครั้งอาจมีการทดสอบใน พนั ธุทองถิ่นในจังหวัดชลบุร.ี น. 163-168 ใน: การ พืน้ ที่เดียวแตจัดการทดลองใหมีหลายสภาพแวดลอมได ประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ เชน การใชวันปลูกหรอื ฤดปู ลูก ระยะปลกู หรอื อัตราปุย ที่แตกตางกัน (Ottai et al., 2006) เพื่อประโยชนใน อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 6 “ทรัพยากรไทย: นาํ ส่งิ ดีงาน การประเมินหาสายพันธุทมี่ ีเสถียรภาพและการคัดเลือก สตู าโลก” 21-23 ธนั วาคม 2556. หอ งประชุมวิชาการ สายพันธทุ ่เี หมาะสมตอ ไป เข่ือนศรีนครนิ ทร, กาญจนบรุ ี. สรปุ ผลการทดลอง ปราโมทย พรสุรยิ า และ พรทพิ ย พรสุรยิ า. 2559. จากการทดลองพบวาผลผลิตมีความแตกตางอยางมี นัยสําคัญ (P < 0.01) ทั้งในสวนของสายพันธุ/พันธุ ความแปรปรวนของลักษณะฝก ในลกู ชว่ั รนุ ท่ี 2 ของคผู สมระหวางสายพันธถุ วั่ ฝก ยาว, น. 24-30. ใน รายงานสบื เนอ่ื งการประชมุ วิชาการ “ทรพั ยากร ไทย: หวนดทู รัพยส ่ิงสนิ ตน” จัดโดย อพ.สธ. วนั ที่ 24- 26 มี.ค. 2559 ณ มหาวิทยาลัยขอนแกน . สรุ พล อุปดสิ สกลุ . 2537. สถิติ การวางแผนการทดลอง เลม 2. สหมิตรออฟเซท, กรุงเทพฯ. 492 น. เสถียร บญุ ฤทธ์ิ. 2530. หลกั การทว่ั ไปในการจดั ทาํ แปลงขยายพนั ธุพชื ผกั บางชนิด. เอกสาร การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

158 ประกอบการบรรยายเจาหนาทสี่ ง เสรมิ http://www.plantnames.unimelb. การเกษตร. โครงการนํารองสงเสรมิ การผลติ เมล็ดพนั ธุ edu.au/Sorting/Vigna.html. Accessed ผักศนู ย ขยายพันธพุ ชื ท่ี 7, เชียงใหม. 10 Mar. 2007. อภญิ ดา กานหงส และ ปราโมทย พรสรุ ยิ า. 2557. การ Sharma, J.R. 2008. Statistical and Biometrical Techniques in Plant Breeding. New age เปรยี บเทยี บสายพนั ธถุ ่ัวฝก ยาว 40 สายพนั ธ.ุ international publishers, New Delhi. แกน เกษตร 42 (ฉบับพเิ ศษ) 1: 634-640. Stephens, J. M. 2015. Bean, Yard-Long -- Vigna Little, T.M. and F.J. Hills. 1978. Agricultural unguiculata subsp. sesquipedalis (L.) Verdc. University of Florida IFAS Experimentation Design and Analysis. John Wiley & Sons, Inc. Canada. Extension, Publication #HS562. National Research Council. 2006. Lost Crops of http://edis.ifas.ufl.edu/MV029. Africa, Vol. II: Vegetables. The National Accessed June 2, 2018. Academies Press, Washington, DC. United States Department of Agriculture. 2018. Ottai, M.E.S., K.A. Aboud, I.M. Mahmoud and D.M. El-Hariri. 2006. Stability analysis of Taxon: Vigna unguiculata (L.) Walp. cultivars (Hibiscus sabdariffa L.) under subsp. sesquipedalis (L.) Verdc. different nitrogen fertilizer https://npgsweb.ars- environments. World Journal of Agricultural grin.gov/gringlobal/taxonomydetail. Sciences 2(3): 333-339. Porcher, M. H. 2007.Sorting Vigna names. The aspx?41646. Accessed June 2, 2018. University of Melbourne. YIELD (TON/RAI) 3.00 2.50 Lamnamchee Sudsakorn 2.00 Bangpra1 Bangpra2 1.50 Bangpra Purple 303-1-L2 1.00 401-1-L3 326-1-R1 0.50 516-2-L1 517-2-L2 0.00 ENV.1 ENV.2 ENV.3 ENV.4 ENV.5 ENV.6 Fig. 1 Yield (ton/rai) of 10 yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

159 Table 1 Pod width of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Pod width (cm) Genotype Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 0.73 0.69 0.78 a 0.76 a 0.80 0.78 a 0.75 a Sudsakorn 0.69 0.66 0.69 bc 0.70 ab 0.77 0.78 ab 0.71 b Bangpra#1 0.63 0.56 0.62 cd 0.67 bc 0.71 0.78 ab 0.66 c Bangpra#2 0.57 0.56 0.54 ef 0.67 bcd 0.72 0.66 cde 0.62 d Purple pod 0.68 0.67 0.68 c 0.65 bcd 0.66 0.62 e 0.66 c 303-1-L2 0.57 0.58 0.59 de 0.66 bcd 0.67 0.67 bcde 0.62 d 401-1-L3 0.60 0.56 0.60 de 0.63 cd 0.64 0.64 de 0.61 d 326-1-R1 0.65 0.62 0.63 cd 0.66 bcd 0.70 0.76 abc 0.67 c 516-2-L1 0.58 0.61 0.52 f 0.60 d 0.62 0.67 bcde 0.60 d 517-2-L2 0.66 0.63 0.75 ab 0.64 bcd 0.74 0.74 abcd 0.69 bc F-test ns ns ** * ns * ** CV. (%) 7.37 6.82 4.28 4.50 8.66 6.11 6.53 Env. Mean** 0.63 BC 0.61 C 0.64 BC 0.66 B 0.70 A 0.71 A (0.66) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 Table 2 Pod length of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Genotype Pod length (cm) Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 47.05 bc 43.55 de 48.30 c 49.80 def 49.75 d 48.65 cd 47.85 e Sudsakorn 44.40 c 47.65 cde 47.85 c 46.75 f 50.63 d 48.40 d 47.61 e Bangpra#1 58.55 a 56.25 abc 64.45 a 55.30 bcd 56.30 bc 60.20 ab 58.51 bc Bangpra#2 62.80 a 65.35 a 66.05 a 61.75 a 62.35 a 64.80 a 63.85 a Purple pod 44.65 c 43.10 e 45.20 c 48.00 ef 50.78 d 48.75 cd 46.75 e 303-1-L2 62.80 a 59.50 ab 65.60 a 58.35 ab 59.35 ab 58.10 abcd 60.62 b 401-1-L3 55.90 ab 60.80 ab 59.90 ab 54.55 bcd 59.08 ab 55.20 abcd 57.57 c 326-1-R1 55.00 ab 53.69 bc 54.55 b 56.70 abc 57.30 ab 58.85 abc 56.01 cd 516-2-L1 54.35 ab 54.40 bc 55.65 b 51.68 cdef 52.00 cd 53.90 bcd 53.66 d 517-2-L2 57.20 a 52.75 bcd 63.65 a 54.35 bcde 56.08 bc 58.40 abcd 57.07 c F-test ** ** ** ** ** * ** CV. (%) 6.86 7.43 4.62 4.91 3.94 7.52 6.03 Env. Mean* 54.27 B 53.70 B 57.12 A 53.72 B 55.36 AB 55.53 AB (54.95) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

160 Table 3 Pod weight of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Pod weight (g/pod) Genotype Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 29.50 24.00 30.00 25.00 25.00 24.50 26.33 b Sudsakorn 25.00 26.50 27.50 22.00 23.00 27.00 25.17 bc Bangpra#1 28.50 24.00 32.50 23.50 25.00 30.50 27.33 b Bangpra#2 27.50 33.50 29.50 29.50 32.50 31.00 30.58 a Purple pod 22.50 20.50 22.50 19.00 20.00 18.50 20.50 d 303-1-L2 31.00 27.50 31.50 25.50 25.00 26.50 27.83 ab 401-1-L3 27.50 29.00 29.50 22.00 24.00 22.00 25.67 b 326-1-R1 26.50 27.00 25.50 25.50 28.00 27.50 26.67 b 516-2-L1 23.50 24.50 22.00 21.00 22.00 23.00 22.67 cd 517-2-L2 30.00 23.00 33.50 23.00 26.50 26.50 27.08 b F-test ns ns ns ns ns ns ** CV. (%) 15.19 11.23 14.36 10.20 11.09 16.00 13.39 Env. Mean** 27.15 AB 25.95 BC 28.40 A 23.60 C 25.10 BC 25.70 BC (25.98) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 Table 4 Yield of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Genotype Yield (t/rai) Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 1.10 c 0.96 cde 1.41 cd 1.17 bc 1.62 cd 0.94 d 1.20 cd Sudsakorn 0.95 cd 0.98 cde 1.61 bc 0.96 c 1.02 d 0.83 d 1.06 d Bangpra#1 1.28 bc 1.16 bcd 2.05 ab 2.65 a 2.53 ab 2.58 ab 2.04 a Bangpra#2 1.82 a 1.59 ab 2.33 a 2.00 ab 2.31 abc 2.57 ab 2.10 a Purple pod 0.82 d 0.58 e 0.70 e 2.12 ab 1.91 abc 1.39 cd 1.23 cd 303-1-L2 1.65 ab 1.82 a 2.33 a 2.07 ab 2.64 a 2.66 a 2.19 a 401-1-L3 1.01 cd 1.38 bc 1.56 cd 1.67 bc 2.02 abc 2.45 ab 1.68 b 326-1-R1 1.13 c 1.07 cd 1.52 cd 1.52 bc 1.79 bc 1.79 bc 1.47 bc 516-2-L1 1.21 c 1.24 bcd 1.11 de 1.48 bc 1.76 c 2.04 abc 1.47 bc 517-2-L2 0.95 cd 0.86 de 1.40 cd 1.32 bc 1.89 bc 1.82 abc 1.27 bcd F-test ** ** ** ** ** ** CV. (%) 14.36 15.39 12.07 23.44 15.44 17.82 17.54 Env. Mean** 1.18 C 1.17 C 1.60 B 1.70 AB 1.95 A 1.91 A (1.58) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

161 การขยายพันธุไอยเรศ (Rhynchostylis retusa (L.) Blume) ในหลอดทดลอง IN VITRO PROPAGATION OF Rhynchostylis retusa (L.) Blume วุฒิชัย ฤทธิ*, บุญสนอง ชว ยแกว, ดารนิ ทร พนั ธจ นั ทร, วรรณยกุ ต เนอื้ นมุ , สมุ ติ านนั ท จนั ทะบุร,ี ญาณพัฒน พรมประสิทธ,ิ์ ไกรฤกษ ทวเี ชอ้ื และ ประดิพันธ ทองแถม ณ อยธุ ยา Wuttichai Ritti*, Boonsanong Chourykaew, Darin Phanchan, Wannayuk Nueanum, Sumitahnun Chunthaburee, Yanaphat Promprasit, Krailerk Taweechue and Pradipunt Thongtam na Ayudhaya หนวยวจิ ยั ชีววิทยาพืช สาขาวชิ าชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบุรี เพชรบรุ ี 76000 Plant Biology Research Unit, Division of Biology, Faculty of Science and Technology, Phetchaburi Rajabhat, Phetchaburi 76000 บทคัดยอ การศึกษาผลของสูตรอาหารตอการงอกของเมล็ดไอยเรศ บนสูตรอาหาร VW, ½VW, MS, ½MS และ ¼MS เมื่อ เพาะเล้ยี งครบ 8 สปั ดาห พบวา สูตรอาหาร ½VW มีการงอกของเมลด็ สูงทส่ี ุด 93.56% นอกจากนี้การเพาะเลีย้ งตนออน ไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW ทเี่ ตมิ นา้ํ มะพราว 100 ml/L รวมกบั มนั ฝรัง่ บด 100 g/L เปนเวลา 12 สปั ดาห ชักนําใหเ กิด ยอดสูงท่ีสุด 90% และมีจํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 12.65 ยอดตอตน รวมถึงมีจํานวนรากเฉล่ียสูงท่ีสุด 6.25 รากตอตน นอกจากน้ีการเพาะเลีย้ งตนออนไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW ที่เตมิ IAA 0.5 mg/L ชกั นําใหเกิดยอดสูงถึง 80% และมี จํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 8.60 ยอดตอตน รวมถึงมีจํานวนรากเฉล่ียมากที่สุด 6.60 รากตอตน และมีความสูงเฉล่ียมาก ท่ีสุด 3.38 ซม.ตอตน เมอ่ื เพาะเล้ยี งเปนเวลา 12 สัปดาห และการยายเลี้ยงตนออนไอยเรศในเรือนเพาะชําบนวัสดุปลูก กาบมะพราวสับรวมกับการฉีดพนไคโตซาน พบวา มีอัตราการรอดชีวิตสูง 100% ทุกสูตร เมื่อปลูกเล้ียงเปนเวลา 12 สัปดาห Abstract The study effect of different semi-solid medium (VW, ½VW, MS, ½MS, ¼MS) on in vitro seed culture of Rhynchostylis retusa (L.) Blume was investigated for 8 weeks. The results showed that highest average of seed germination (93.56%) were found on the ½VW medium. In addition, the seedling culture of R. retusa (L.) Blume on ½VW medium supplemented with 100 ml/L coconut water and 100 g/L potato extract was also studied after cultured for 12 weeks, the results showed the highest shoot induction rate (90%), the highest of shoot numbers (12.65 shoots/plant) including the highest of root numbers (6.25 roots/plant). Furthermore, in vitro seedling of R. retusa (L.) Blume were cultured on ½VW medium supplemented with 0.5 mg/L IAA for 12 weeks. The result showed the high percentage of shoot formation (80%), the highest of shoot numbers (8.60 shoots/plant) including the highest average of root numbers (6.60 roots/plant) and the highest average of shoot length (3.38 cm/plant). The seedlings were transferred to the greenhouse on coconut husk chops and spray with chitosan for 12 weeks gave the highest survival rate (100%) all treatment. คาํ สําคญั : ไอยเรศ, การเพาะเล้ยี งเน้อื เยอ่ื พืช, สารควบคมุ การเจริญเติบโตของพืช Keywords: Rhynchostylis retusa (L.) Blume, plant tissue culture, plant growth regulators การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

162 *ตดิ ตอ นกั วจิ ยั : วฒุ ิชัย ฤทธิ (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Wuttichai Ritti (E-mail: [email protected]) บทนํา ประการ สง ผลใหก ลว ยไมหลายชนิด เสี่ยงตอการสญู พันธุ ก ล ว ย ไ ม เ ป น พื ช ใ บ เ ลี้ ย ง เ ดี่ ย ว อ ยู ใ น ว ง ศ ไดใ นอนาคต (อบฉนั ท, 2551) Orchidaceae มีจํานวนชนิดในธรรมชาติประมาณ เทคนิคการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือพืช เปนเทคนิคท่ี 25,000-30,000 ชนิด (สุทัศน, 2554) สวนใหญเปน นําเอาชิ้นสวนพืชมาเพาะเล้ียงในอาหารสังเคราะห ใน กลวยไมอิงอาศัยข้ึนกระจายพันธุมากในเขตรอนของ สภาพที่ปลอดจากเช้ือจุลินทรีย (aseptic condition) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต (สลิล และเพชร, 2552) และมีการควบคมุ อุณหภมู ิ แสงสวา ง ความชืน้ (แสงจันทร, ในประเทศไทยกลวยไมสามารถกระจายพันธุไดทั่ว 2547) ซึ่งเปนวิธีการขยายพันธุท่ีไดรับความนิยม ประเทศและมีรายงานพบมากถงึ 176 สกลุ 1,157 ชนิด ท่ี เนื่องจากสามารถผลิตตนออ นไดจํานวนมากในระยะเวลา ไดรับการตรวจสอบช่ือวิทยาศาสตรท่ีถูกตองแลวจากนัก ทร่ี วดเรว็ และมีลกั ษณะทางพันธกุ รรมท่สี มบูรณเ หมอื นตน พฤกษศาสตร พบตามปาดิบแลง ปาฝน ปาเต็งรัง และปา เดิม (กาญจนา, 2555) อยางไรก็ตามถึงแมวาเทคนิคน้ี เบญจพรรณ บางชนิดพบข้ึนตามทุงหญาริมทางและใน สามารถขยายพันธุกลวยไมไดเปนจํานวนมากในเวลาที่ แ ห ล ง น้ํ า ไ ห ล ( Nanakorn & Watthana, 2008a; รวดเร็ว แตก พ็ บวามีหลายปจจยั ท่ีมผี ลตอการเจรญิ เตบิ โต Nanakorn & Watthana, 2008b; สันติ และสุรางครัชต, เชน สูตรอาหาร สารควบคุมการเจริญเติบโตพืช รวมถึง 2553) ไอยเรศ (Rhynchostylis retusa (L.) Blume.) สารประกอบอินทรียตาง ๆ ที่เติมในอาหารเพาะเล้ียง เปนกลวยไมอิงอาศัยขนาดกลางถึงขนาดใหญ เจริญทาง ดงั นั้นในการศึกษาคร้ังน้ีจึงมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาถึงผล ยอด มีหลายขอ ปลอง ใบหนาและแข็ง รูปแถบ ขนาด 3-4 ของสูตรอาหารตอการงอกของเมล็ดกลวยไมไอยเรศท่ีได x 20-30 ซม. มีหลายใบ ปลายใบเวาบุม ใบออนพับตาม จากการผสมดวยมือ และศึกษาผลของสารควบคุมการ แนวยาว มีอายุหลายฤดู ใบแกห ลุดรว งทขี่ อ เหลอื สวนกาบ เจริญเติบโตพืช รวมถึงผลของวัสดุปลูกรวมกับการฉีดพน ใบติดคาตน ชอดอกแบบกระจะ ออกดานขางลําตนหอย ไคโตซานตออตั ราการรอดชวี ติ ของตน ออนไอยเรศเมอ่ื ยา ย ยอยลง ดอกจํานวนมากเรียงแนน สีขาวและมีจุดสีมวง เลี้ยงในโรงเรือน เพื่อขยายพันธุตนออนไอยเรศใหได ขนาดดอก 1.2 ซม. ออกดอกชวงเดือนพฤษภาคมถึง จํานวนมาก และนําตนพันธุที่ไดกลับคืนสูแหลงธรรมชาติ มิถุนายน ชวงออกดอกไมผลัดใบ ลําตนขนาดใหญ รูป เพ่ือเปนการอนุรักษพันธุไอยเรศใหคงอยูในธรรมชาติ ทรงกระบอกส้ัน (สลิล และเพชร, 2552) กลวยไมเปนพืช ตอไป ท่ีมีความสําคัญทางเศรษฐกิจของไทย สามารถทํารายได เขาประเทศปละหลายพันลานบาท และมีแนวโนมท่ีจะ อปุ กรณและวธิ ีการทดลอง เพ่ิมข้ึนในอนาคต (ครรชิต, 2547) และไดรับความนิยมใน การทดลองท่ี 1 ศึกษาผลของสูตรอาหารตอการงอกของ การปลูกเล้ียง เน่ืองจากมีความ สีสันสวยงาม และหลาย เมล็ดและการพัฒนาของเอ็มบริโอไอยเรศในสภาพปลอด ชนิดมีกลิ่นหอม (สุรางครัชต และสันติ, 2556) อยางไรก็ เชื้อ นําเมล็ดกลวยไมเอ้ืองไอยเรศจากฝกท่ีผสมดวยมือ ตามพบวาในปจจุบันกลวยไมหลายชนิด มีจํานวน อายุ 16 สัปดาห มาเพาะในอาหารสูตร VW, ½VW, MS, ประชากรลดลงอยางรวดเร็ว จากปญหาการลักลอบเก็บ ½MS, และ ¼MS เพาะเล้ียงภายใตแสงฟลูออเรสเซนต ออกจากปาเพื่อการคาขาย และการตัดไมทําลายปาซ่ึง ความเขมแสง 40 μmol.m-2.s-1 ใหแสง 16 ช่ัวโมงตอวัน เปนถ่ินท่ีอยูอาศัยและเขตการกระจายพันธุถูกบุกรุก ในหอ งทมี่ อี ณุ หภมู ิ 25±2oC เพาะเล้ียงเปน เวลา 8 สัปดาห สงผลใหกลวยไมหลายชนิดมีสถานภาพหายาก ใกลสูญ สังเกตการเปล่ียนแปลงและบันทกึ ขอ มูล จากนั้นนําขอ มูล พันธุ หรือมีแนวโนมใกลสูญพันธุ รวมถึงการขยายพันธุ ทไี่ ดไ ปวิเคราะหผ ลทางสถติ ิ ของกลวยไมป า ใชระยะเวลานาน และมปี จ จัยจํากดั หลาย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

163 การทดลองที่ 2 ศึกษาผลของสารประกอบอินทรียตอการ ทําการฉีดพน 1 คร้ังตอสัปดาห และ 2 ครั้งสัปดาห เจริญเติบโตและพัฒนาการของตนออนไอยเรศในสภาพ เปรียบเทียบกับสูตรควบคุมที่ไมมีการฉีดพนไคโตซาน ใช ปลอดเชอ้ื นําตนออนทีไ่ ดจากการเพาะเมลด็ ท่ีมีความสูง ต น อ อ น ทั้ ง ห ม ด 30 ต น ต อ สู ต ร ว า ง เ ลี้ ย ง ใ น 1 ซม. ยา ยเลี้ยงบนสตู รอาหาร ½VW ท่ีเตมิ นา้ํ ตาลซูโครส โรงเรือนเพาะชําท่ีพรางแสง 30-40% เปนเวลา 12 10 g/L ผงถาน 1 g/L ผงวุน 7 g/L และเติมสารประกอบ สัปดาห บันทึกขอมูลการรอดชีวิต และการเจริญเติบโต อินทรียท่ีแตกตางกันไป ไดแก นํ้ามะพราว 100 ml/L จากน้นั นําขอมลู ทีไ่ ดไปวเิ คราะหผ ลทางสถติ ิ 150 ml/L และ 200 ml/L รวมกับมันฝรั่ง 50 g/L 100 g/L และ 150 g/L ปรับ pH เปน 5.2 ใชตนออนท้ังหมด การวิเคราะหขอมลู 20 ซาํ้ ตอสูตรอาหาร เพาะเล้ียงภายใตแ สงฟลอู อเรสเซนต วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (completely ความเขมแสง 40 μmol.m-2.s-1 ใหแสง 16 ช่ัวโมงตอวัน randomized design, CRD) จากน้ันรวบรวมขอมูล และ ในหองท่ีมีอุณหภูมิ 25±2 oC เพาะเล้ียงเปนเวลา 12 วิเคราะหความแปรปรวนทางสถิติ (ANOVA) และ สัปดาห สังเกตการเปล่ียนแปลง และบันทึกขอมูล นํา เปรียบเทียบความแตกตางของคา เฉลี่ยโดยวิธี Duncan’s ขอ มลู ทไี่ ดไปวเิ คราะหผลทางสถติ ิ new multiple range test (DMRT) (Duncan, 1955) การทดลองท่ี 3 ศกึ ษาผลของสารควบคุมการเจริญเติบโต ผลและวิจารณผลการทดลอง พชื ตอการเจริญเติบโตของตนออนไอยเรศในสภาพปลอด การทดลองท่ี 1 ผลของสูตรอาหารตอการงอกของเมล็ด เชอื้ และการพฒั นาของเอม็ บรโิ อไอยเรศในสภาพปลอดเชอื้ นําตนออ นที่ไดจ ากการเพาะเมลด็ ท่ีมีความสูง 1 ซม. ยาย จากการศึกษาผลของสูตรอาหารตอ การงอกของเมล็ดและ เลี้ยงในสูตรอาหาร ½VW ท่ีเติมกลวยหอมหาม 25 g/L การพัฒนาของเอ็มบริโอไอยเรศ บนสตู รอาหารทแี่ ตกตาง มันฝรั่ง 25 g/L น้ํามะพราว 75 ml/L น้ําตาลซูโครส 10 กนั เปนเวลา 8 สัปดาห พบวา เมล็ดมีการเจรญิ เติบโตโดย g/L ผงวุน 7 g/L และผงถาน 1 g/L จากน้ันเติมสาร สามารถแบงระยะพัฒนาการได 4 ระยะ (ตารางท่ี 1) โดย ควบคุมการเจริญเติบโตพืช ไดแก NAA, IAA, IBA, BA ท่ีสูตรอาหาร ½VW สงเสริมใหเกิดการงอกของเมล็ดสูง และ kinetin ความเขมขน 0, 0.1, 0.5 ,1.0 และ 2.0 ท่ีสุด 93.56% และสามารถพัฒนาการเกิดเปนโปรโต mg/L ปรบั pH เปน 5.2 ใชต น ออ นทงั้ หมด 20 ซํ้าตอสูตร คอรม (ระยะที่ 2) ไดสูงท่ีสุด 71.89% ซึ่งแตกตางอยางมี อาหาร เพาะเล้ียงภายใตแสงฟลูออเรสเซนต ความเขม นัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อเทียบกับสูตรอ่ืน ๆ แสง 40 μmol.m-2.s-1 ใหแสง 16 ชั่วโมงตอวนั ในหองที่มี รวมถึงเจริญเติบโตเกิดเปนยอดและใบไดสูงถึง 17.67% อุณหภูมิ 25±2oC ใหแสงเปนเวลา 16 ชั่งโมงตอวัน อยางไรกต็ ามพบวา สตู รอาหาร ½VW มีการงอกของเมล็ด เพาะเล้ียงเปนเวลา 12 สัปดาห สังเกตการเปลี่ยนแปลง ท่ีไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) เมื่อ และบนั ทกึ ขอมูล นาํ ขอ มลู ท่ไี ดไปวิเคราะหผ ลทางสถติ ิ เทียบกับสูตรอาหาร VW และสูตรอาหาร ½MS คิดเปน การทดลองท่ี 4 ศกึ ษาผลของวัสดปุ ลกู รวมกับไคโตซานตอ 92.89% และ 89.89% ตามลําดับ ขณะที่สูตรอาหาร อตั ราการรอดชีวติ ของตนออ นไอยเรศ ¼MS และสูตรอาหาร MS มีแนวโนมเกิดการงอกของ ยายเลี้ยงตนออนไอยเรศท่ีมีความสูง 2 ซม. บนวัสดุปลูก เมล็ดท่ีลดลงตามลําดับ (ตารางท่ี 2) (ภาพท่ี 1) อาจ กาบมะพราวสับ โดยนําวัสดุปลูกแชในสารปองกันกําจัด เนื่องจากสูตรอาหาร VW มีความเขมขนของธาตุอาหาร โรคพืชแคปแทน (Phthalimide) สัดสวนที่ใช 15-20 g ห ลั ก (macronutrients) แ ล ะ ธ า ตุ อ า ห า ร ร อ ง ตอนํ้า 10 L เปน เวลา 30 นาที ยา ยปลกู ลงในถาดหลมุ ท่ีมี (micronutrients) คอนขางตํ่าเมื่อเทียบกับสูตรอาหาร ความกวา งขนาด 2 น้วิ ลกึ 2 นิว้ รดนา้ํ วนั ละ 1 ครงั้ ในชวง MS ซ่ึงธาตุอาหารทม่ี ีความเขม ขน สงู เกนิ ไปนั้นมผี ลตอการ เชา และฉดี พนไคโตซานความเขมขน ตา งกนั สามระดับ คอื ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชได (Stewart and Kane, 10 mg/L, 20 mg/L และ 30 mg/L แตละความเขมขน 2006) ประกอบกับกลวยไมไอยเรศในสภาพธรรมชาติน้ัน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

164 เปนกลวยไมอิงอาศัย (epiphyte) ที่สามารถตรึงธาตุ การทดลองท่ี 2 ผลของสารประกอบอินทรียตอการ อาหารบางสวนไดจากอากาศ จึงไมจําเปนตองใชธาตุ เจริญเติบโตและพัฒนาการของตนออนไอยเรศในสภาพ อาหารมาก ดังน้ันสูตรอาหาร ½VW ท่ีลดธาตุอาหารลง ปลอดเชอ้ื คร่ึงหนึ่ง จึงเปนสูตรอาหารท่ีตนออนไอยเรศสามารถดูด เมอื่ นําตน ออนที่ไดจากการเพาะเมล็ดมาเพาะเลี้ยงบนสตู ร ธาตุอาหารไปใชไดอยางมีประสิทธิภาพและเหมาะสมตอ อาหาร ½VW ทีเ่ ติมน้ํามะพราว 100 ml/L รว มกบั มันฝรัง่ การเจริญเติบโต (จิตราพรรณ, 2536; Arditti, 1977; 100 g/L พบวา สามารถชักนําใหเกิดยอดสงู ที่สุด 90% มี Prichard, 1989) ใหผลสอดคลองกับรายงานการเพาะ จํานวนยอดเฉลี่ยสูงที่สุด 12.65 ยอดตอตน และกระตุน เมล็ดกลวยไม Hygrochilus parishii (Veitch & Rchb.f.) ใหมีจํานวนรากเฉลี่ยสูงท่ีสุด 6.25 รากตอตน ขณะท่ีสูตร Pfitzer บนอาหาร ½VW พบวา สงเสริมการงอกไดดี อาหารท่ีเติมน้ํามะพราว 100 ml/L รวมกับมันฝรั่ง 50 40% (Shadang et al., 2007) และรายงานการเพาะเลี้ยง g/L ชักนําใหมีจํานวนใบเฉลี่ยสูงที่สุด 5.25 ใบตอตน เมื่อ เอ้ืองกาบดอก (Pholidota imbricate Lindl.) พบวาสูตร เพาะเล้ียงเปนเวลา 12 สัปดาห (ตารางที่ 3) (ภาพที่ 2) อาหาร ½VW สามารถชักนําการเกิดยอดเฉล่ีย ใบเฉล่ีย เนอ่ื งจากในนํ้ามะพราวมีฮอรโมนธรรมชาตใิ นกลมุ ไซโตไค ความสูงเฉล่ียและมีจํานวนรากเฉล่ียดีท่ีสุด เมื่อเล้ียงเปน นินที่พืชสรางขึ้นเอง ซ่ึงมีผลตอการกระตุนการแบงเซลล เวลา 8 สปั ดาห (วุฒิชยั และคณะ, 2560) รวมถึงรายงาน การขยายขนาดของเซลล (บุญยืน, 2547; สมพร, 2549) ของ Vaz and Kerbuay (2000) ศึกษาการเพาะเลี้ยง และในเน้ือของมันฝร่ัง ประกอบดวยสารอินทรียตาง ๆ กลว ยไม Psygmorchis pusilla (L.) Dodson & Dressler เชน น้ําตาล คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และวิตามิน บนสูตรอาหาร ½VW พบวา ชวยสงเสริมการเจริญเติบโต รวมถึงสารพวก polyamine ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุนใหมี ของชอดอกไดดี นอกจากนี้ยังพบรายงานของ Stewart การแบงเซลลแบบไมโทซิส (mitosis) (Sawhney et al., and Kane (2006) พบวา สูตรอาหาร VW สงเสริมการ 1982) ดังน้ันการเติมสารประกอบอินทรียท้ัง 2 ชนิดนี้ งอกของเมล็ดและการพัฒนาโปรโตคอรมของกลวยไม รวมกันจึงมีผลสงเสริมการเจริญเติบโตของกลวยไมไดดี Habenaria macroceratitis Willd. สู ง ท่ี สุ ด 98.8% (จิตราพรรณ, 2536; Pierik et al., 1988; Van et al., และรายงานการเพาะเมล็ดกลวยไม Cyrtopodium 1941) ใหผลสอดคลองกับรายงานของบวั สอน และอารยา punctatum (L.) Lindl. บนสูตรอาหาร VW พบวา มีผล (2557) ท่ีศึกษาการงอกของเมล็ดและการพัฒนาตนออน ตอการงอกของเมล็ดสูงถึง 26.1% (Dutra et al., 2009) เอื้องเขาแกะ (R. coelestis Rchb.f.) บนสูตรอาหาร VW รวมถึงรายงานของอัญชลี (2550) ที่เพาะเล้ียงกลวยไม ที่เติมนํ้ามะพราว 100 ml/L พบวา สามารถสงเสริมให นางอั้วสาคริก (Pecteilis sagarikii Seidenf.) บนสูตร เกิดจํานวนยอด จาํ นวนใบ และจํานวนรากมากท่ีสุด และ อาหาร VW ที่เติมนํ้ามะพราวออน 15% ชักนําโปรโต รายงานการเพาะเลี้ยงกลวยไมเอื้องเงินหลวง (D. คอรมใหม ีการพฒั นาเจรญิ เปน ตน ออ นไดผลดีท่สี ดุ รวมถึง formosum Roxb. ex Lindl.) บนสูตรอาหาร MS ท่ีเติม รายงานการขยายพันธุกลวยไมไอยเรศ R. retusa (L.) นํ้ามะพราว 150 ml/L พบวา สามารถสงเสริมการงอก Blume ท่ีเพาะเลี้ยงตนออนบนสูตรอาหาร VW สงเสริม ของเมล็ดและพัฒนาไปเปนตนออนไดดี (อัญจนา และ ก า ร เ พิ่ ม จํ า น ว น ข อ ง โ ป ร โ ต ค อ ร ม แ ล ะ แ ค ล ลั ส ไ ด คณะ, 2549) และรายงานการขยายพันธุกลวยไมนางอ้ัว (Sunitibala and Neelashree, 2018) และรายงานวิจัย สาคริก (P. sagarikii Sedenf.) ท่ีเพาะเลย้ี งบนสูตรอาหาร ของศุภาวีร และคณะ (2560) ท่ีศึกษาการขยายพันธุ VW ทเ่ี ตมิ น้าํ มะพราวออ น 15% พบวา โปรโตคอรม สามา ก ล ว ย ไ ม แ ด ง อุ บ ล ( Phalaenopsis buyssoniana รถพัฒนาและเจริญเปนตนออ นไดสูงท่ีสุด (อัญชลี, 2550) Rchb.f.) พบวา สตู รอาหาร VW ท่ีไมม ีการเตมิ สารอินทรีย รวมถึงการเพาะเล้ียงเอ้ืองเข็มหมุด (Bulbophyllum สง เสริมใหมีความสูงเฉลีย่ มากท่ีสุด 1.64 เซนตเิ มตรตอ ตน moniliforme C.S.P.Parish & Rchb.f.) บนสูตรอาหาร VW ท่ีเติมนํ้ามะพราว 100 ml/L รวมกับมันฝร่ัง 50 g/L เปนเวลา 8 สัปดาห พบวา ชักนําใหมีจํานวนใบเฉล่ียมาก การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

165 ท่ีสุด 1.2 ใบตอตน (อนุพันธ และวิทยา, 2561) และ เติม IAA ความเขมขน 0.25 mg/L สงเสริมใหมีจํานวน รายงานการวิจัยของอนุพันธ และแสงเดอื น (2554) พบวา รากเฉลีย่ สูงท่ีสดุ 3.20 รากตอ ตน เม่ือเพาะเลี้ยงเปนเวลา ตน ออ นเอ้ืองคําผกั ปราบ (D. ochreatum Lindl.) ที่เลยี้ ง 4 สัปดาห และรายงานของ Basker and Bai (2010) ทํา บนสูตรอาหาร VW ท่ีเติมนํ้ามะพราว 100 ml/L รวมกับ การเพาะเลย้ี งกลว ยไมห ายาก Eria bambusifolia Lindl. มันฝรั่ง 50 g/L สงเสริมใหม ีอัตราการเจริญเตบิ โตทดี่ ี บนอาหาร MS ท่ีเติม IAA 2.0 mg/L สงเสริมใหมีจํานวน โปรโตคอรมและจาํ นวนรากเฉลย่ี ดที ่สี ุด การทดลองท่ี 3 ศกึ ษาผลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโต พชื ตอการเจริญเติบโตของตนออนไอยเรศในสภาพปลอด การทดลองที่ 4 ผลของวัสดุปลกู รวมกบั ไคโตซานตอ อัตรา เชื้อ การรอดชีวิตของตนออนไอยเรศ จากการเพาะเลี้ยงตนออนไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW ที่ จากการนําตนออนท่ีมีความสูง 2 ซม. ยายเลี้ยงบนกาบ เติมสารควบคมุ การเจรญิ เติบโตพชื ไดแ ก NAA, IAA, IBA, มะพราวสับรวมกับการฉีดพนไคโตซานที่มีความเขมขน BA และ kinetin ความเขมขน 0, 0.1, 0.5, 1.0 และ 2.0 และจํานวนครั้งที่ฉีดพนแตกตางกันเปนเวลา 12 สัปดาห mg/L เปนเวลา 12 สัปดาห พบวา สูตรอาหาร ½VW ที่ พบวา ตนออนไอยเรศมีอัตราการรอดชีวิตของตนออน เติม IAA 0.5 mg/L สามารถชักนําใหเกิดยอดสูง 80% 100% ทกุ สูตร รวมถึงมีจํานวนยอดเฉลี่ย จํานวนใบเฉลี่ย และมีจํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 8.60 ยอดตอตน รวมถึงมี ความยาวใบเฉลี่ย และจํานวนรากเฉลี่ยท่ีไมแตกตางกัน จํานวนรากเฉล่ียมากที่สุด 6.60 รากตอตน ซ่ึงแตกตาง อยางมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p>0.05) เน่ืองจากกาบมะพรา ว อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อเทียบกับสูตร สบั มคี ุณสมบัติในการอุม นา้ํ และรกั ษาความชืน้ ไดดี รวมถึง อาหารอื่น ๆ และมคี วามสูงเฉล่ยี มากทสี่ ุด 3.38 ซม.ตอตน ระบายน้ําไดไว เหมาะสมตอการยึดเกาะและการ (ตารางที่ 4) (ภาพท่ี 3) เนอื่ งจาก IAA เปนสารควบคมุ การ เจริญเติบโตของรากตนออนไอยเรศ จึงสามารถดูดซึม เจริญเติบโตพืชกลุมออกซินท่ีสามารถกระตุนการแบง ความช้ืนรวมถึงสารอาหารไดดี ชวยใหปรับสภาพและฟน เซลล ชักนําใหเซลลของลําตนยืดตัว รวมถึงกระตุนการ ตัวไดเร็วขึ้นในสภาพโรงเรือน (ครรชิต, 2541; รัตนาวลี เกิดราก และควบคุมการเจริญของตาขาง (ประสาทพร, และคณะ, 2557; Withner, 1959) อยางไรก็ตามพบวา 2541; บุญยนื , 2544) สอดคลอ งกับรายงานการขยายพนั ธุ สูตรท่ีฉีดพนไคโตซานความเขมขน 30 mg/L 1 คร้ังตอ กลวยไมเอ้ืองจําปา (B. aporoides Rchb.f.) ที่เลี้ยงบน สัปดาห สามารถชักนาํ ใหม จี ํานวนรากเฉลี่ยมากทส่ี ุด 4.77 สูตรอาหาร VW ท่ีเติม IAA 2 mg/L สามารถชักนําใหมี รากตอตน และมคี วามกวางใบเฉลีย่ มากท่สี ดุ 0.73 ซม.ตอ จาํ นวนยอดเฉล่ียสูงทสี่ ุด 5.68 ยอดตอ ตน และเกิดยอดได ใบ และสูตรที่ฉีดพนไคโตซานความเขมขน 20 mg/L 2 สูง 75% (วุฒิชัย และคณะ, 2560) และรายงานการศกึ ษา คร้ังตอสัปดาห สงเสริมใหมีความสูงเฉล่ียมากที่สุด 3.94 ของวิชาญ และอนุพันธ (2555) พบวาตนออนกลวยไม D. ซม.ตอตน (ตารางที่ 5) (ภาพที่ 4) เนื่องจากไคโตซานมี lamellatum Lindl. ที่เล้ียงบนสูตรอาหาร MS ท่ีเติม คณุ สมบตั ิและทําหนา ทเ่ี ปนฮอรโมนทีส่ ามารถกระตนุ การ IAA 0.5 mg/L ชักนําใหเกิดรากเฉล่ียสูง 2.70 รากตอตน เกิดราก รวมถึงชวยกระตุนในการนําแรธาตุไปใช จึงชวย รวมถึงรายงานการวิจัยของวุฒิชัย และคณะ (2556) ใหพืชเจริญเติบโตและมีการพัฒนาไดดี นอกจากนี้ไคโต พบวาสูตรอาหาร MS ท่ีเติม IAA 0.1 mg/L ชักนําให ซานยังสามารถกระตนุ ยีนใหส รา งภมู ิคุมกันตอการเกิดโรค กลวยไมดิน E. siamensis Rolfe ex Downie เกิดยอด ในพชื ปองกันและยับย้ังการเจริญเติบโตของเช้อื จุลนิ ทรีย และใบเฉล่ียสงู ท่สี ุด และรายงานของ Dasri et al. (2016) ปอ งกนั โรคแมลง และการเนาเสียจากจลุ นิ ทรยี ได (ฉัตรชยั รายงานวากลวยไม D. delacourii Guillaumin ที่เล้ียง และคณะ, 2560; สมพร, 2555; วุฒิชัย และคณะ, 2561) บนสูตรอาหาร MS ที่เติม IAA 0.5 mg/L ชักนําใหมี สอดคลองกับรายงานการศึกษาของอัญจนา และคณะ จํานวนใบเฉลี่ยมากที่สุด 3.20 ใบตอตน และชักนําใหมี ( 2557) พ บ ว า ก า ร แ ช ก ล ว ย ไ ม เ พ ช ร หึ ง ความยาวใบเฉล่ียสูงสุด 7.80 มม. รวมถึงอาหาร MS ที่ ( Grammatophyllum speciosum Blume) ใ น ไ ค โ ต การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

166 ซาน 20 mg/L รวมกับยายปลูกในกาบมะพราวสับ : ถาน งจ (1:1) สงเสริมการพัฒนาของกลวยไมเพชรหึงไดมากที่สุด และรายงานการศึกษาผลของวัสดุปลูกและไคโตซานตอ ภาพที่ 1 การงอกของเมล็ดและพัฒนาการของเอ็มบริโอ การอนุบาลกลวยไมมาว่ิง (Doritis pulcherrima Lindl.) ไอยเรศที่เพาะเล้ียงบนสูตรอาหารตาง ๆ อายุ 8 สัปดาห: VW พบวา ตน ออ นที่แชใ นไคโตซาน ความเขม ขน 20-30 mg/L (ก), ½VW (ข), MS (ค), ½MS (ง) และ ¼MS (จ) (สเกลบาร : และยายปลูกในวัสดุปลูกกาบมะพราวสับ : ถาน (1:1) 1 เซนติเมตร) สงเสริมใหมีการเจริญเติบโตดีท่ีสุด (นาตยา และคณะ, 2557) รวมถึงรายงานการปลูกเล้ียงตนออนกะเรกะรอน ปากเปด (C. finlaysonianum Lindl.) บนกาบมะพราว สับใหอ ัตราการรอดชีวิตสงู ถงึ 100% (วุฒชิ ยั และอนุพันธ, 2554) และรายงานของสมุ ิตรา และอิศร (2554) รายงาน ไวว าต นอ อน ฟา แล นน อป ซิส พริ้ นเ ซส จุฬ าภ รณ (Phalaenopsis ‘Princess Chulabhorn’) และคัทลียา ลูกผสมเจ๊ียะหลิน (Brassolaeliocattleya ‘Chai Lin’) ทเ่ี ล้ียงบนวัสดุปลกู กาบมะพราวสับ สงเสริมใหมอี ัตราการ รอดชวี ิตสงู สดุ 100% ตารางที่ 1 การงอกของเมล็ดและระยะพฒั นาการของ เอม็ บรโิ อไอยเรศในหลอดทดลอง ระยะ พฒั นาการ 1 เมลด็ สมบรู ณ ไมม ีการเปลี่ยนแปลง 2 เอ็มบริโอขยายขนาดใหญข น้ึ จนแตกออกจาก เปลือกหุมเมลด็ และเกิดเปน โปรโตคอรม (ถอื วาเปน ระยะทีเ่ รม่ิ เกดิ การงอก) 3 โปรโตคอรม มขี นาดใหญเ พิม่ มากขนึ้ และมขี น ฟูสีขาวลอ มรอบ 4 โปรโตคอรมเติบโตเกิดเปนยอดและใบ ตารางที่ 2 ผลขอกงสตู รอาหารตอกาขรงอกของเมล็ดและคพฒั นาการของเอ็มบรโิ อไอยเรศอายเุ พาะเลย้ี ง 8 สัปดาห อาหาร ระยะท่ี 1 ระยะท่ี 2 ระยะที่ 3 ระยะท่ี 4 การงอก (%) VW 7.11±0.31c 37.22±1.45b 55.67±1.38a 0.00±0.00b 92.89±0.31a ½VW 6.44±1.07c 71.89±10.79a 4.00±2.05c 17.67±8.87a 93.56±1.07a MS 81.89±7.71a 20.33±7.31bc 0.00±0.00c 0.00±0.00b 20.33±7.32c ½MS 10.11±1.20c 30.00±2.60bc 36.78±2.93b 23.11±5.92a 89.89±1.20a ¼MS 37.11±15.73b 14.67±3.72c 28.67±7.20b 19.56±4.90a 62.89±15.73b หมายเหตุ: ตัวอักษรที่เหมือนกันในแตล ะสดมภแสดงถึงความไมแ ตกตางกันอยางมีนยั สําคญั ทางสถิติ (p>0.05) เมือ่ เปรยี บเทียบคา เฉล่ีย โดยวธิ ี DMRT (Duncan, 1955) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

167 ก ข คงจ ฉช ซ ฌญฎ ฏ ฐ ฑ ฒณ ภาพที่ 2 ผลของสารประกอบอนิ ทรียตอการเจริญเตบิ โตของตนออนไอยเรศ อายุ 12 สปั ดาห บนสูตรอาหารตา ง ๆ ไดแก (น = น้ํามะพราว, ม = มันฝร่ัง) (ก) น 100 + ม 0, (ข) น 150 + ม 0, (ค) น 200 + ม 0, (ง) น 0 + ม 50, (จ) น 100 + ม 50, (ฉ) น 150 + ม 50, (ช) น 200 + ม 50, (ซ) น 0 + ม 100, (ฌ) น 100 + ม 100, (ญ) น 150 + ม 100, (ฎ) น 200 + ม 100, (ฏ) น 0 + ม 150, (ฐ) น 100 + ม 150 (ฑ) น 150 + ม 150 (ฒ) น 200 + ม 150 (ณ) สูตรควบคุม (ความเขมขนของน้ํา มะพราวมีหนวยเปน ml/L, มันฝรัง่ มีหนวยเปน g/L) ก ขค งจ ฉ ช ซฌญฎฏ ฐ ฑ ฒณ ดต ถ ท ธ ภาพท่ี 3 ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตพืชตอการเจริญเติบโตของตนออนไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW อายุ เพาะเลยี้ ง 12 สัปดาห ไดแ ก (ก) NAA 0.1, (ข) NAA 0.5, (ค) NAA 1.0, (ง) NAA 2.0, (จ) IAA 0.1, (ฉ) IAA 0.5, (ช) IAA 1.0, (ซ) IAA 2.0, (ฌ) IBA 0.1, (ญ) IBA 0.5, (ฎ) IBA 1.0, (ฏ) IBA 2.0, (ฐ) BA 0.1, (ฑ) BA 0.5, (ฒ) BA 1.0, (ณ) BA 2.0, (ด) kinetin 0.1, (ต) kinetin 0.5, (ถ) kinetin 1.0, (ท) kinetin 2.0, (ธ) สูตรควบคุม (ความเขมขนมี หนวยเปน mg/L) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

168 ตารางที่ 3 ผลของสารประกอบอนิ ทรยี ตอ การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของตนออ นไอยเรศ อายุ 12 สปั ดาห น้าํ มะพรา ว มนั ฝรัง่ การเกดิ ยอด จาํ นวนยอด การเกดิ ราก จํานวนราก จาํ นวนใบ ความสูง (cm) (ml/L) (g/L) (%) เฉลี่ย (%) เฉลยี่ เฉลยี่ 0 0 30±12.91de 1.60±0.23ef 90±5.77b 2.10±0.22f 4.22±0.28bc 1.39±0.05g 100 0 25±9.57de 2.15±0.62def 95±5.00ab 3.35±0.39def 4.29±0.37bc 1.95±0.18f 150 0 40±8.17cd 1.85±0.29def 100±0.00a 4.15±0.51bcd 3.81±0.30cd 2.38±0.19c-f 200 0 30±12.91de 1.45±0.17ef 100±0.00a 4.15±0.28bcd 4.52±0.24abc 2.95±0.15bc 0 50 25±9.57de 2.25±0.82def 100±0.00a 2.60±0.21ef 4.95±0.33ab 2.85±0.16bc 100 50 10±5.77e 1.10±0.07f 100±0.00a 3.45±0.22def 5.25±0.27a 2.72±0.16b-e 150 50 85±9.57ab 5.45±1.21bcd 100±0.00a 4.75±0.59a-d 2.25±0.19f 2.06±0.19f 200 50 80±0.00ab 8.80±1.87b 100±0.00a 4.85±0.63a-d 2.44±0.27ef 2.11±0.18ef 0 100 75±5.00ab 8.85±1.55b 100±0.00a 4.95±0.71a-d 2.38±0.27f 2.77±0.21bcd 100 100 90±5.77a 12.65±1.97a 100±0.00a 6.25±0.45a 2.21±0.24f 2.97±0.18bc 150 100 90±10.00a 12.35±1.97a 100±0.00a 5.70±0.63ab 2.23±0.27f 3.12±0.26ab 200 100 75±5.00ab 7.50±1.35bc 100±0.00a 4.90±0.63a-d 2.34±0.23f 2.15±0.21def 0 150 85±9.57ab 6.15±1.12bc 100±0.00a 4.00±0.40cde 2.16±0.24f 2.77±0.22bcd 100 150 80±11.55ab 4.95±0.72cde 100±0.00a 4.80±0.62a-d 2.31±0.18f 2.77±0.31bcd 150 150 70±5.77ab 4.65±0.88c-f 100±0.00a 4.50±0.47bcd 2.63±0.27ef 2.90±0.16bc 200 150 60±11.55bc 5.55±1.22bcd 100±0.00a 5.15±0.42abc 3.23±0.37de 3.62±0.28a หมายเหต:ุ ตัวอักษรทีเ่ หมือนกนั ในแตละสดมภแสดงถงึ ความไมแ ตกตา งกนั อยางมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p>0.05) เมื่อเปรียบเทยี บคาเฉล่ีย โดยวธิ ี DMRT (Duncan, 1955) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

16 ตารางที่ 4 ผลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโตพชื ตอการเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของตน ออ นไอ PGR ความเขม ขน การเกิดยอด (%) จาํ นวนยอดเฉลย่ี การ Control (mg/L) 0 70±10.00abc 4.95±0.81b-e 1 NAA 0.1 95±5.00a 7.10±0.99abc 0.5 60±14.14abc 5.00±1.00b-e 1 IAA 1.0 80±14.14abc 5.80±0.93a-e 2.0 85±5.00ab 7.30±1.48ab 1 IBA 0.1 45±9.57c 3.35±0.87e 1 0.5 80±8.17abc 8.60±1.97a 1 BA 1.0 65±9.57abc 4.10±0.91cde 2.0 90±10.00a 5.25±0.58b-e Kinetin 0.1 80±11.55abc 2.95±0.40e 0.5 50±10.00bc 2.80±0.61e 1.0 85±5.00ab 4.20±0.56b-e 2.0 75±12.58abc 3.75±0.55de 0.1 85±9.57ab 5.75±0.88a-e 0.5 90±10.00a 6.75±0.99a-d 1.0 80±0.00abc 3.95±0.78cde 2.0 85±5.00ab 5.75±0.88a-e 0.1 85±9.57ab 5.20±0.82b-e 0.5 60±18.26abc 4.20±0.85 b-e 1.0 70±17.32abc 5.35±1.00 b-e 2.0 95±5.00a 5.10±0.59 b-e หมายเหต:ุ ตัวอักษรที่เหมอื นกันในแตละสดมภแสดงถึงความไมแ ตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คัญทางส การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.ส

69 อยเรศ อายเุ พาะเลี้ยง 12 สปั ดาห จาํ นวนใบเฉลยี่ ความสงู (cm) รเกิดราก (%) จาํ นวนรากเฉล่ีย 3.41±0.14a 2.46±0.11c-g 100±0.00a 4.40±0.40b 3.58±0.28ab 2.73±0.17bcd 100±0.00a 2.35±0.22def 2.41±0.17d 2.09±0.15e-h 100±0.00a 2.20±0.24ef 3.12±0.26a-d 2.31±0.13d-h 100±0.00a 2.45±0.11ef 2.69±0.20cd 2.80±0.25bcd 95±5.00a 3.45±0.31cd 2.60±0.26d 3.38±0.16a 100±0.00a 3.55±0.43c 3.51±0.30abc 2.56±0.10b-e 100±0.00a 6.60±0.72a 3.07±0.30a-d 2.65±0.10bcd 100±0.00a 3.00±0.18c-f 3.26±0.22a-d 2.66±0.14bcd 100±0.00a 2.70±0.19c-f 2.63±0.15d 2.59±0.16bcd 95±5.00a 3.00±0.26c-f 3.22±0.22a-d 2.98±0.13ab 100±0.00a 3.15±0.26c-f 3.64±0.26a 2.62±0.14bcd 100±0.00a 3.05±0.20c-f 2.79±0.21a-d 2.81±0.21bcd 100±0.00a 3.10±0.20c-f 3.15±0.20a-d 2.86±0.10bc 95±5.00 a 2.90±0.28c-f 2.70±0.24cd 1.93±0.10h 100±0.00 a 2.75±0.20 c-f 2.74±0.24bcd 2.39±0.22c-h 95±5.00 a 2.35±0.22ef 3.13±0.32a-d 2.00±0.12gh 100±0.00 a 3.15±0.30 c-f 2.80±0.25 a-d 2.01±0.15fgh 95±5.00 a 2.15±0.21f 2.85±0.24 a-d 2.49±0.16b-f 100±0.00 a 2.90±0.24 c-f 3.60±0.32a 2.64±0.11bcd 100±0.00 a 2.50±0.21def 3.18±0.31 a-d 100±0.00 a 3.20±0.21cde 2.92±0.19 a-d สถติ ิ (p>0.5) เมอื่ เปรียบเทียบคาเฉลี่ยโดยวิธี DMRT สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

170 ตารางท่ี 5 ผลของวสั ดปุ ลกู รวมกบั ไคโตซานตออัตราการรอดชวี ิตของตนออ นไอยเรศ อายุ 12 สปั ดาห *ไคโตซาน รอด จํานวนยอด จาํ นวนใบ ความกวา ง ความยาว จํานวนราก ความยาว ความสูง ชีวติ เฉล่ีย เฉลยี่ ใบ (cm) ใบ (cm) เฉลี่ย ราก (cm) (cm) (mg/L) (%) 0 100a 1.20±0.09a 5.20±0.35a 0.33±0.02b 2.31±0.11a 4.23±0.31a 2.56±0.11b 2.81±0.19b 10/1 100a 1.13±0.06a 5.17±0.24a 0.64±0.03b 2.39±0.12a 3.90±0.30a 3.45±0.26a 2.90±0.18b 10/2 100a 1.07±0.07a 4.73±0.19a 0.68±0.03ab 2.44±0.16a 4.43±0.28a 2.64±0.17b 3.62±0.23a 20/1 100a 1.07±0.05a 4.70±0.24a 0.70±0.02ab 2.42±0.13a 3.80±0.26a 2.98±0.22ab 3.66±0.20a 20/2 100a 1.07±0.05a 5.13±0.19a 0.68±0.02ab 2.57±0.17a 3.93±0.20a 3.06±0.16ab 3.94±0.26a 30/1 100a 1.03±0.03a 4.87±0.27a 0.73±0.03a 2.45±0.14a 4.77±0.36a 2.73±0.20b 2.37±0.17b 30/2 100a 1.13±0.08a 5.17±0.37a 0.65±0.03ab 2.50±0.16a 4.60±0.43a 3.34±0.22a 2.68±0.21b หมายเหต:ุ ตวั อักษรท่เี หมือนกนั ในแตละสดมภแ สดงถึงความไมแตกตางกนั อยา งมนี ัยสําคญั ทางสถิติ (p>0.5) เมือ่ เปรียบเทียบคาเฉลยี่ โดยวิธี DMRT, * = จาํ นวนคร้ังทฉี่ ีดพน ไคโตซานตอ สัปดาห ก ขค ง จ ฉช ภาพที่ 4 ผลของวัสดุปลูกรวมกับไคโตซานตออัตราการรอดชีวิตของตนออนไอยเรศ อายุ 12 สัปดาห; (ก) ไคโตซาน 10 mg/L 1 คร้ังตอสัปดาห, (ข) ไคโตซาน 10 mg/L 2 ครั้งตอสัปดาห, (ค) ไคโตซาน 20 mg/L 1 ครง้ั ตอสัปดาห, (ง) ไคโตซาน 20 mg/L 2 คร้ังตอสัปดาห, (จ) ไคโตซาน 30 mg/L 1 คร้ังตอสัปดาห, (ฉ) ไคโตซาน 30 mg/L 2 ครั้งตอสัปดาห, (ช) สูตร ควบคุม (สเกลบาร : 1 ซม.) สรปุ ผลการทดลอง เฉล่ียมากท่ีสุด 6.60 รากตอตน และมีความสูงเฉลี่ยสูง การทดลองท่ี 1 ผลของสูตรอาหารตอ การงอกของเมล็ด ทสี่ ดุ คดิ เปน 3.38 ซม.ตอตน เม่อื เพาะเลี้ยงเปนเวลา 12 และการพฒั นาของเอ็มบริโอไอยเรศในสภาพปลอดเช้ือ สัปดาห เม่ือเพาะเล้ียงเปนเวลา 8 สัปดาห พบวา สูตรอาหาร การทดลองท่ี 4 ตนออนไอยเรศที่ยายปลูกบนกาบ ½VW มีเปอรเซ็นตการงอกของเมล็ดสูงท่ีสุดคิดเปน มะพราวสับรวมกับการฉีดพนไคโตซาน พบวามีอัตรา 93.56% การรอดชีวิตของตนออน 100% ทกุ สูตร ขณะท่ีการฉีด การทดลองที่ 2 ตนออนไอยเรศที่เล้ียงบนสูตรอาหาร พนไคโตซานความเขมขน 30 mg/L 1 ครั้งตอสัปดาห ½VW ท่ีเติมน้ํามะพราว 100 ml/L รวมกับมันฝร่ังบด ชักนําใหมีจํานวนรากเฉลี่ยมากที่สุด 4.77 รากตอตน 100 g/L สามารถชักนําใหเกิดยอดสูงที่สุด 90% มี และสูตรที่ฉีดพนไคโตซานความเขมขน 20 mg/L 2 จํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 12.65 ยอดตอตน และมี คร้งั ตอสัปดาห มคี วามสงู เฉลีย่ สงู ทส่ี ุด 3.94 ซม.ตอ ตน จาํ นวนรากเฉลย่ี สงู ทสี่ ดุ 6.25 รากตอ ตน การทดลองท่ี 3 สูตรอาหาร ½VW ที่เติม IAA ความ คําขอบคุณ เขม ขน 0.5 mg/L ชักนาํ ใหเกดิ ยอด 80% และมีจํานวน ขอขอ บคุณ โคร งกา รอนุรั กษพั นธุก รรม พืชอั น ยอดเฉลี่ยสูงที่สดุ 8.60 ยอดตอ ตน รวมถึงมีจํานวนราก เนอื่ งมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

171 สยามบรมราชกุมารี และหนวยวิจัยชีววิทยาพืช รัตนาวลี เสนาวงศ, ปยะพร แสนสุข และสุรพล แสน สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบุรี สุข. (2557). การเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือกลวยไมเอ้ือง เอกสารอางอิง นางชีในหลอดทดลอง. วารสารวิจัย มข. 19(3): กาญจนา รุงรัชกานนท. (2555). กลวยไม: เทคโนโลยี 399-413. และก ารประยุกต ใชงาน. (พิ มพครั้ งท่ี 1) . วิชาญ แฟงเมือง และอนุพันธ กงบังเกิด. (2555). ผล อบุ ลราชธานี: โรงพิมพม หาวิทยาลยั อบุ ลราชธาน.ี ครรชติ ธรรมศิริ. (2541). เทคโนโลยกี ารผลิตกลว ยไม. ของสารควบคุมการเจริญเติบโตตอการพัฒนาของ กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ ริน้ ตงิ้ แอนดพบั ลิชชิ่ง. ครรชิต ธรรมศริ .ิ (2547). เทคโนโลยกี ารผลิตกลวยไม. ตนออนกลวยไมหวายแบนในสภาพปลอดเชื้อ. กรงุ เทพฯ: อมรินทรพ ร้นิ ติง้ แอนดพ ับลชิ ช่ิง. จิตราพรรณ พิลึก. (2536). การเพาะเมล็ดและการ พะเยาวจิ ยั . 1: 96-102. เพาะเล้ียงเนื้อเย่ือกลวยไม. ภาควิชาพืชสวน คณะ วุฒิชัย ฤทธิ, เชิดศักด์ิ ทัพใหญ และอนุพันธ กงบังเกิด. เกษตรศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ. (2556). ผลของไซโตไคนินและออกซินตอการ ฉัตรชัย เสนขวัญแกว, ปวีณอิศรัชต เคนจันทน, ปณัท สขุ สรอย และนิตยา ทองทพิ ย. (2560). การใชไ คโต เปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาของไรโซมวานอึ่ง ซานตอสมรรถภาพการเจริญเติบโตของสุกร. วารสารเกษตรพระวรณุ . 14(2): 136-145. สยามในสภาพปลอดเชื้อ. การประชุมวิชาการ นาตยา มนตรี, สุกัญญา แสนภักดี และสิทธิโชค วีณะ วิทยาศาสตรวิจัย. 5: 207– 213. คุปต. (2557). ผลของวัสดุปลูกและสารไคโตซาน วุฒิชัย ฤทธิ, บุญสนอง ชวยแกว, จารุวรรณ กุมารสินธุ (chitosan) ตอการอนุบาลกลวยไมมาวิ่งที่ไดจาก การเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อ. แกนเกษตร. และนภาพร ชุนตระกูล. (2560). การขยายพันธุ 42(ฉบับพิเศษ 3): 518-523. บุญยืน กิจวิจารณ. (2544). เทคโนโลยีการเพาะเล้ียง กลวยไมเอื้องจําปา (Bromheadia aporoides เน้ือเยื่อพืช. (พิมพคร้ังที่ 2). ขอนแกน: โรงพิมพ Rchb.f.) ในหลอดทดลอง. วารสารพฤกษศาสตร คลังนานาวิทยา. ไทย. 9(1): 73-83. บุญยืน กิจวิจารณ. (2547). เทคโนโลยีเบื้องตนการ วุฒชิ ัย ฤทธิ, บญุ สนอง ชวยแกว และจารวุ รรณ สุวรรณ เ พ า ะ เ ล้ี ย ง เ นื้ อ เ ยื่ อ พื ช เ พื่ อ พั ฒ น า พั น ธุ พื ช . ขอนแกน : หจก. โรงพมิ พคลงั นานาวทิ ยา. วงศ. (2560). ผลของสูตรอาหารและสารควบคุม บัวสอน โบราสี และอารยา อาจเจริญ เทียนหอม. (2557). การงอกของเมล็ดและการพัฒนาตนออน การเจริญเติบโตพืชตอการเจริญของตนออนเอื้อง เอื้องเขาแกะในสภาพปลอดเชื้อ. แกนเกษตร. 42( ฉบบั พิเศษ 3): 524-528. กาบดอก (Pholidota imbricate Lindl.) ในหลอด ประสาทพร สมิตะมาน. (2541). การเพาะเล้ียง ทดลอง. วารสารวิทยาศาสตรบูรพา. 22(ฉบับ เน้ือเยื่อ: เทคนิคและการประยุกตใช.เชียงใหม: พเิ ศษ): 55-63. คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม. วฒุ ชิ ยั ฤทธิ, บญุ สนอง ชวยแกว และอรวรรณ ศรนี ้าํ คํา. (2561). ผลของไคโตซานตอการเจรญิ เติบโตของตน ออนเอ้ืองผึ้ง (Dendrobium lindleyi Steud.) ใน หลอดทดลอง. วารสารวิทยาศาสตรบูรพา. 23(2): 91-103. วฒุ ิชัย ฤทธิ และอนุพันธ กงบังเกิด. (2554). ผลของไซ โตไคนินและออกซนิ ตอการเติบโตและเจริญของตน ออ นกะเรกะรอนปากเปดในสภาพปลอดเช้ือ. เร่ือง เต็มการประชมุ วิชาการพฤกษศาสตรแหงประเทศ ไ ท ย ค รั้ ง ที่ 5 ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. 13 – 20. ศภุ าวีร แสงจันทรจิรเดช, ขวัญเดือน รัตนา, พักพล มุง ลือ และขจรพงศ ดาศรี. (2560). การขยายพันธุ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

172 กลวยไมแดงอุบลโดยการเพาะเมลด็ ในสภาพปลอด กลวยไมเพชรหึง. แกนเกษตร. 42 (ฉบับพิเศษ 3): 495-500. เชื้อ. แกน เกษตร. 45 (ฉบับพิเศษ 1): 1216-1221. แสงจันทร เอี่ยมธรรมชาติ. (2547). การเพาะเลี้ยง อญั ชลี จาละ. (2550). การขยายพันธุกลวยไมพ ื้นเมอื ง และหายาก “นางอ้ัวสาคริก” โดยการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช. เชียงใหม : คณะวิทยาศาสตรและ เนื้อเยื่อ. โครงการวิจัยกองทุนมหาลัยธรรมศาสตร. เทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม. ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตรและ สุทศั น ลิมปยประพนั ธ. (2554). กลวยไม. กรุงเทพฯ: ซี เทคโนโลยี มหาวิทยาธรรมศาสตร ศูนยรงั สติ . เอ็ดยูเคชน่ั . อนุพันธ กงบังเกิด และวิทยา ผาคํา. (2561). ผลของ สันติ วัฒฐานะ และสุรางครัชต อินทะมุสิก. (2553). สูตรอาหารและสารประกอบอินทรียตอการเจริญ พรรณไมเมอื งไทย: กลวยไม 1. เชยี งใหม: องคการ สวนพฤกษศาสตร. และพัฒนาของลําลูกกลวยเอื้องเข็มหมุดในสภาพ สมุ ติ รา สุปนราช และอศิ ร สุปนราช. (2554). ศึกษาผล ปลอดเชื้อ. วารสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. 26(7) (ฉบับเสรมิ ): 1197-1208. ของวัสดุปลูกตอการเจริญเติบโตของตน กลา คัทลียา อนุพันธ กงบังเกิด และแสงเดือน วรรณชาติ. (2554). และฟาแลนนอปซิส. เรื่องเต็มการประชุมทาง วชิ าการของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ครง้ั ที่ 49 ผลขององคประกอบในอาหารตอการเจริญและ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. 264 – 271. สมพร ประเสริฐสงสกุล. (2555). การใชไคโตซานในการ พั ฒ น า ข อ ง ต น อ อ น ก ล ว ย ไ ม เ อื้ อ ง คํ า ผั ก ป ร า บ เพาะเล้ียงเนื้อเย่ือพืช. วารสารมหาวิทยาลัยราช ( Dendrobium ochreatum Lindl.) ใ น ส ภ า พ ภัฏยะลา. 7(2): 125-134. ปลอดเชอ้ื . วารสารวิทยาศาสตร มน. 8(2): 67-76. สมพร ประเสริฐสงสกุล. (2549). การเพาะเลี้ยงเนอ้ื เยือ่ อบฉันท ไทยทอง. (2551). กลวยไมเมืองไทย. (พิมพ กับการปรั บปรุงพันธุ พืช. (พิมพ ครั้งที่ 1) . คร้ังท่ี 15). กรงุ เทพมหานคร: บานและสวน. กรุงเทพฯ: สาํ นกั พมิ พโ ฟรเพซ. Arditti, J. (1977). Orchid biology. Cornell สุรางครัชต อินทะมุสิก และสันติ วัฒฐานะ. (2556). University press, England. พรรณไมเมืองไทย: กลวยไม 3. (พิมพครั้งท่ี 1). Basker, S. and Bai, N. V. (2010). In vitro เชียงใหม : องคการสวนพฤกษศาสตรกระทรวง propagation of an epiphytic and rare orchid ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ ม. Eria bambusifolia Lindl. Research in Biotechnology. 1: 15-20. สลิล สิทธิสัจจธรรม และเพชร ตรีเพ็ชร. (2552). Dasri, K., Munglue, P., Rattana, K. and กลวยไมป าเมืองไทย 2. (พิมพคร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ: Sangchanjiradet, S. (2016). The effects of IAA สาํ นักพิมพบา นและสวน. produced by Bacillus pumilus A1_YM_1 on อญั จนา จันทรปะทวิ , ปรัศนี สุขจบี และนาตยา มนตรี. growth of orchids under micropropagation. Khon Kaen Agriculture Journal. 44(1): 832– ( 2549) . ผ ล ข อ ง Benzyladenine (BA) แ ล ะ 837. ส า ร อิ น ท รี ย บ า ง ช นิ ด ต อ ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ข อ ง Duncan, D.B. (1955). Multiple range and กลว ยไมเ ออื้ งเงินหลวงในสภาพปลอดเช้ือ. เร่ืองเต็ม multiple F test. Biometrics. 11: 1-42. ก า ร ป ร ะ ชุ ม ท า ง วิ ช า ก า ร ข อ ง Dutra, D., Kane, M. E. and Richardson, L. (2009). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 44 : สาขาพืช. 1-8. Asymbiotic seed germination and in vitro seedling development of Cyrtopodium อัญจนา จันทรปะทิว, สิทธิโชค วีณะคุปต, สุกัญญา punctatum: a propagation protocol for an endangered Florida native orchid. Plant แสนภักดี และนาตยา มนตรี. (2557). ผลของการ ใชสารไคโตซานรวมกับวัสดุปลูกตอการอนุบาล การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

173 Cell Tissue and Organ Culture. 96: 235– Van, O. J., Cokin, M. E. and Blakeslee, A. F. 243. (1941). Factors in coconut milk essential for Sawhney, R. K., Shin, R. L. and Galston, A. W. growth on development of very young (1982). Relation of polyamines biosynthesis Datura embryos. Science. 94: 350-351. Vaz, A.P. and Kerbuay, G.B. (2000). Effects of to the inhibition of sprouting in potato mineral nutrients on in vitro growth and tubers. Plant Physiology and flower formation of Psygmorchis pusilla Biochemistry. 69: 411-415. (Orchidaceae). Acta Horticulture. 250: 149 – Nanakorn, W. and Watthana, S. (2008a). Queen Sirikit Botanic Garden (Thai Native Orchids 156. 1). Wanida Press: Chiang Mai. Withner, C. L. (1959). The Orchid: a scientific Nanakorn, W. and Watthana, S. (2008b). Queen survey. New York: The Ronald Press. Sirikit Botanic Garden (Thai Native Orchids 2). Wanida Press: Chiang Mai. Pierik, R. L. M., Sprankels, P. A., Van der Harst, B. and der Meys, O. C. (1988). Seed germination and further development of plantlets of Paphiopedilum ciliolare Pfitz. In vitro Scientia Horticulturae. 34: 139-153. Prichard, H.W. (1989). Modern method in orchid conversation. Cambridge. Cambridge University Press. New York. Shadang, R., Dwivedi, P., Hegde, S. N. and Ahmed, N. (2007). Effect of different culture media on seed germination and subsequent in vitro development of protocorms of Hygrochilus parishii (Veith & Rchb.f.) Pfitz. (Ochidaceae). Indian Journal of Biotechnology. 6: 256-261. Stewart, S. L. and Kane, M. E. (2006). Asymbiotic seed germination and in vitro seedling development of Habenaria macroceratitis (Orchidaceae), a rare Florida terrestrial orchid. Plant Cell Tissue and Organ Culture. 86:147–158. Sunitibala, D. Y. and Neelashree, N. (2018). Micropropagation of the monopodial orchid, Rhynchostylis retusa (L.). International Journal of Life Sciences. 6 (1):181-186. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

174 การศึกษาสูตรอาหารท่เี หมาะสมในการเจริญเปน ตน ใหมของรกั ใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) จากเมล็ดออนแมไ ม 217 แมก า STUDIES OF SUITABLE MEDIA FOR PLANT REGENERATION OF VARNISH TREE (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) FROM YOUNG SEED OF VARIETY 217 MAEKA อนรุ กั ษ โพธ์ิเอ่ยี ม1*, รจุ ิรา รกั ราว1ี , แกวนภา กิตติบรรพชา2 และ ปย รัษฎ ปรญิ ญาพงษ เจรญิ ทรพั ย3 Anurug Poeaim1*, Rujira Rakrawee1, Kaewnapa Kittibanpacha2 and Piyarat Parinyapong Charoensap3 1ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา เจา คุณทหารลาดกระบงั 2กลุมงานวนวฒั นวจิ ัย สํานกั วิจยั และพฒั นาการปา ไม กรมปา ไม 3โครงการอนรุ กั ษพ ันธกุ รรมพืชอนั เนือ่ งมาจากพระราชดํารฯิ สวนจติ รลดา เขตดสุ ติ กทม. 10303 1Department of Biology, Faculty of Science, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang, Bangkok 10520, Thailand 2Silvicultural Research Group, Forest Research and Development Bureau, Royal Forest Department 3Plant Genetic Conservation Project, Chitralada Villa, Dusit, Bangkok 10303 บทคัดยอ รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) เปนไมหวงหามธรรมดาประเภท ก นิยมใชประโยชนของนํ้ายางรักใหญใน ดานงานศิลปอยางมาก จึงไดทําการศึกษาการเพ่ิมปริมาณของตนรักใหญเพื่อขยายจํานวนและอนุรักษสายพันธุของรัก ใหญไ ด โดยนําขอ ท่ีไดเพาะเลี้ยงเมลด็ ออ นรกั ใหญร หสั สายพันธุ 217 แมกา เพาะเล้ียงบนอาหารสังเคราะหสูตร WPM ท่ี ประกอบดวยสารควบคุมการเจริญเติบโต BAP (6-Benzylamminopurine), mT (meta-Topolin) และ TDZ (Thidiazuron) ความเขมขน ท่ีแตกตางกัน พบวา ในการเปล่ียนอาหารคร้ังท่ี 4 สามารถเพิ่มจํานวนยอดไดม ากท่ีสุด เม่ือ เพาะเล้ยี งบนอาหารสงั เคราะหส ตู ร WPM ที่เติม BAP ความเขม ขน 1.5 มลิ ลกิ รัมตอ ลติ ร (10 ยอดตอ ชิน้ สว นพืช) จากนน้ั ยายชิ้นสวนยอดเพื่อชักนําการเกิดรากบนอาหารสังเคราะหสูตร WPM ท่ีเติม IBA ความเขมขนแตกตางกัน พบวา IBA ความเขมขน 0.5 มลิ ลิกรัมตอลติ ร ชักนําการเกิดรากได 33.33 เปอรเซ็นต และมีจํานวนราก 3 ราก นอกจากน้ีการชกั นํา รากโดยการแชรากดว ยสารละลาย IBA ความเขมขน 500 มลิ ลิกรมั ตอ ลิตร และเพาะเล้ียงในดนิ ผสมแกลบอัตราสว น 1:1 มอี ัตราการเกดิ รากและรอดชีวิต 40 เปอรเ ซน็ ต Abstract Varnish tree (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) is a normal restricted type of wood. It is popular with the use of lacquer varnish in art and culture. In this study chosen to use plant tissue culture to preserve and increase this plant. Rejuvenation shoot from young seed cultured on WPM medium supplemented with different concentrations of BAP (6-Benzylamminopurine), mT (meta-Topolin) and TDZ (Thidiazuron). The result show that, the highest of shoot was increase in 4 times of subculturing on WPM medium combined with 1.5 mg/L of BAP (10 shoots/explant). After that, the maximum was 33.33 percent of root induction at WPM medium plus 0.5 mg/L of IBA. And has the highest number of roots been 3 roots/shoot. In addition, the root induction by dipped in 500 mg/L of IBA and cultured in 1:1 of husk mixed soil can produced root and found that 40 percent of root regeneration and survival rate. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

175 คําสาํ คัญ: การชักนาํ ใหเกดิ ยอด, การชักนําใหเกิดราก, รกั ใหญ (Gluta usitata) Keywords: Varnish tree (Gluta usitata), root induction, shoot induction *ตดิ ตอ นกั วิจยั : อนุรักษ โพธิเ์ อี่ยม (อเี มล [email protected], [email protected]) *Corresponding author: Anurug Poeaim (E-mail: [email protected], [email protected]) บทนํา บรมราชกุมารี ทําการฟอกฆาดวยการจุมดวยแอลกอฮอล ตน รักให ญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) ความเขมขน 95 เปอรเซ็นต จากนั้นลนไฟใหลุกทวม 2 ครั้ง และผา เปลอื กหุมเมลด็ ออก เพาะเล้ยี งเมล็ดออ นใน เปนพรรณไมในวงศมะมวง (Anacardiaceae) สามารถ อาหารแข็งสังเคราะหสูตร WPM ที่เติมผงถานกัมมันต สรางนํ้ายางท่ีมีคุณสมบัติหลายอยาง เชน นํ้ายางรักเม่ือ 2 กรัมตอลิตร (ก./ล.) นํ้าตาลซูโครส 30 ก./ล. วุนเจล- แหงสนิทจะติดกันงาย ลดการร่ัวซึม จึงถูกนํามาใช แลนกัม 2.6 ก./ล. เปน เวลา 6 สปั ดาห จากนนั้ ตดั ชิ้นสว น ประโยชนในงานศิลปะทุกแขนง (สุวรรณ และคณะ, ขอที่เจริญเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะหสูตร WPM 2558) แตเนื่องจากยางรักมีสารโอลิโอเรซิน (oleoresin) ท่ีประกอบดวยที่มีผงถานกัมมันต 2 ก./ล. น้ําตาลซูโครส และสารทิตซิออล (thitsiol) ท่ีทําใหเกิดผื่นคัน บวมเปน 30 ก./ล. วุนเจลแลนกัม 2.6 ก./ล. และ BAP TDZ หรือ ตุมใส ผิวหนังผุพองอยางรุนแรง เมื่อสัมผัสกับตนรักใหญ mT ความเขมขน 0.5 1 1.5 2 และ 3 มิลลิกรัมตอลิตร (วีระชัย, 2551) อีกทั้งไมมีการเพาะปลูกในระดับ (มก./ล.) หรืออาหารที่ไมมีสารควบคุมการเจริญเติบโต อุตสาหกรรมเพื่อการเก็บเก่ียว ประกอบกับปจจุบันการ ทําการบันทึกผลการเกิดยอด 4 คร้ัง หลังการเปล่ียน เก็บเก่ียวยางรักคอนขางลําบาก พ้ืนที่ปาธรรมชาติลดลง อาหารทกุ 6 สปั ดาห จากน้ันนํายอดที่เจรญิ มาปรับสภาพ เน่ืองจากปาถูกทาํ ลาย ไมร ักใหญจึงเพาะปลูกอยูใน และศึกษาการชักนํารากโดยเพาะเล้ียงในอาหารแข็ง เขตอุทยานแหง ชาติ สงผลใหความสะดวกในการเก็บเก่ยี ว สังเคราะหสูตร WPM ที่เติม IBA ความเขมขน 0.25 0.5 ยางรักลดนอยลงและมีปริมาณไมเพียงพอตอความ 0.75 และ 1 มก./ล. หรืออาหารที่ไมมีสารควบคุม ตองการของงานชางศิลป จึงมีการนําสารสังเคราะหทาง การเจริญเติบโต บันทึกผลการทดลองหลังจากเพาะเล้ียง เคมีเขามาใชทดแทนยางรักเพ่ิมมากขึ้นและการอนุรักษ 1 เดือน หรือนํายอดลางดวยนํ้าสะอาดเพ่ือกําจัดเศษวุน สายพันธขุ องไมรักใหญลดนอยลงอยา งมากจนเส่ียงตอ การ อาหารออก และแชลงในสารละลายคารเบนดาซิมความ สูญพนั ธุ (ทรงศักด์ิ และคณะ, 2555; วชิ าญ, 2557; อรนุช เขมขน 1 ก./ล. เปนเวลา 15 นาที จากนัน้ จุมบรเิ วณโคน และหสั ชยั , 2555) ดังนั้นจงึ มีการเลือกใชว ิธีการเพาะเลีย้ ง ยอดลงในสารละลายของสารควบคุมการเจริญเตบิ โต IBA เนื้อเยื่อในการขยายพันธุ ของตนพืช เนื่องจาก ความเขมขน 500 มก./ล. เปนเวลา 5 นาที ปลูกลงดิน สามารถใชปจ จยั ตางๆ ในชักนาํ ช้ินสวนพืชใหเกิดยอด ชัก ผสมแกลบดําท่ีผานการฆาเชื้อในอัตราสวน 1:1 พรมดวย นําใหเกิดรากจากช้ินสวนยอด และชักนําใหเกิดตนใหมท่ี น้ํากลั่นท่ีฆาเช้ือแลว และใสถุงปดใหสนิท สังเกตการ สมบรู ณพ รอ มออกปลกู สูธรรมชาตไิ ด โดยวิธกี าร เจริญเติบโตและการเกิดรากเปนเวลา 1 เดือน โดยในทุก เพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อพืชจึงเปนอีกหน่ึงวิธีที่ชวยในการเพิ่ม การทดลองเพาะเล้ียงในบริเวณท่ีมีแสง 16 ชั่วโมง และที่ ปริมาณ และพัฒนาสายพันธุของตนรักใหญไดมากยิ่งขึ้น มืด 8 ชั่วโมง ควบคุมอุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาอันสั้น และวิเคราะหขอมูลทางสถิติดวยโปรแกรม IBM SPSS Statistics 23 โดยในการวิเคราะหคาทางสถิติจะ อุปกรณแ ละวิธกี ารทดลอง เปรียบเทียบโดยใชวิธี Duncan's multiple range test ผลออนรักใหญแมไม 217 แมกา ไดรับความ ท่รี ะดบั นยั สาํ คัญ 0.05 อนุเคราะหจาก คุณแกวนภา กิตติบรรพชา โครงการ อนุรักษพันธุกรรมและพัฒนาไมรักใหญ อันเนื่องมาจาก โครงการพระราชดํารสิ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

176 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง ยอดที่เกิดใหมมีขนาดเล็กขึ้นท่ีฐานยอดเดิม ในอาหาร 1. ผลการศกึ ษาการชักนําใหเกดิ ยอดจํานวนมาก เพาะเลี้ยงท่ีเตมิ mT ความเขมขน 3 มก./ล. ยอดที่เกิดมี ลักษณะสูงโปรงมีใบเกิดขึ้นที่ปลายยอดและท่ีลําตนเกิด หลังจากเปลี่ยนอาหารชิ้นสว นขอรักใหญ 4 คร้ัง พบวา แคลลัสสีขาว (รูปที่ 1 ค) ในอาหารเพาะเล้ียงที่เติม TDZ หลังการเปล่ียนอาหารเพาะเลยี้ งครัง้ ท่ี 1 อาหารเพาะเล้ียง มียอดเกิดข้ึนจํานวนมาก ซึ่งในอาหารที่เติม TDZ ที่เติม BAP ความเขมขน 1.5 มก./ล. ชักนําการเกิดยอด ความเขมขน 1 และ 3 มก./ล. ยอดส้ันและเกิดแคลลัสสี ใหมไดมากท่ีสุด (3.8 ยอดตอช้ินสวนพืช) (ตารางที่ 1) นํ้าตาลท่ีฐานยอด (รูปท่ี 1 ข) แตใน TDZ ความเขมขน จากการทดลองสังเกตไดวา อาหารเพาะเล้ียงทุกสูตร สามารถชักนําการเกิดยอดใหมไดประมาณ 2-3 ยอด 0.5 1.5 และ 2 มก./ล. ยอดที่เริ่มยืดสูงและลําตนบวม ยกเวนอาหารที่เติม TDZ ความเขมขน 0.5 มก./ล. และ เล็กนอย โดยมีงานวิจัยรายงานวา TDZ ความเขมขนต่ํา mT ความเขมขน 3 มก./ล. ไมมีการเจริญของยอดใหม ชักนําการเกิดยอดไดดีมากกวาไซโตไคนินชนิดอื่น อีกทั้ง โดยอาหารท่ีเติม mT ความเขมขน 3 มก./ล. มีความยาว TDZ จะยับย้ังการยืดตัวของยอดทําใหยอดท่ีไดจากการ ยอดมากข้ึนแตไมมีการเกิดยอดใหม หลังจากการเปล่ียน เพาะเลี้ยงโดย TDZ มีขนาดสั้น แตในบางกรณี TDZ อาหารเพาะเล้ียงของชิ้นสวนพืชคร้ังที่ 2 พบวา อาหาร ความเขมขนต่ําจะทําใหยอดสูงข้ึนได (Huetteman and เพาะเลี้ยงท่ีเติม TDZ ความเขมขน 1.5 มก./ล. มีจํานวน Preece, 1993) จากการทดลองพบวาอาหารเพาะเล้ียง ยอดเฉล่ียที่มากท่ีสุด 5.8 ยอดตอช้ินสวนพืช ซึ่งในการ สวนใหญเม่ือเปลี่ยนอาหารครั้งที่ 4 สามารถชักนําใหเกิด เปล่ียนอาหารครั้งท่ี 2 อาหารท่ีเติม TDZ มีการเจริญของ ยอดใหมไดดี เชนเดียวกับงานวิจัยของ Shukla. et. al. ยอดคอนขางมาก แตในอาหารท่ีเติม BAP มีการ (2009) กลาววา จํานวนยอดจะเพ่ิมข้ึนสูงสุดอยางมี เจรญิ เตบิ โตคอนขางนอย โดยยอดท่ีไดจากการเพาะเลี้ยง นัยสําคัญเมื่อเปลี่ยนอาหารเพาะเลี้ยงครั้งท่ี 4 หรือคร้ังที่ มีขนาดเลก็ และลําตน อวบ ในการเปลีย่ นอาหารเพาะเลย้ี ง 5 แตเม่ือมีการเปลี่ยนอาหารเพาะเล้ียงที่เพ่ิมขึ้นจะทําให คร้ังที่ 3 พบวา อาหารเพาะเลยี้ งท่ีเตมิ TDZ ความเขมขน จํานวนยอดลดลงได ซ่ึงการเพิ่มขึ้นของจํานวนยอดอาจ 1 มก./ล. ชักนาํ การเกิดยอดเฉลย่ี และความยาวยอดเฉลี่ย เกิดจากการยับยั้งการขมตายอดตาขาง (apical ไดมากที่สุด (6.2 ยอดตอชิ้นสวนพืช และ 2.5 เซนติเมตร dominance) ของช้ินสว นพชื ทําใหพืชสามารถสรางยอด ตอยอด ตามลําดับ) และในอาหารที่เติม TDZ ความ ใหมไ ด และในงานวืจยั ของ Phulwaria. et al. (2012) ได เขมขน 1.5 มก./ล. มีจํานวนยอดท่ีใกลเคียงกัน (6 ยอด เพาะเล้ียงเน้ือเย่ือ Terminalia bellirica พบวา จํานวน ตอชิ้นสวนพืช) ซ่ึงยอดท่ีเกิดขึ้นมีขนาดเล็ก ยอดส้ัน และ ยอดเพิ่มขึ้นมากที่สุดหลังจากการเปลี่ยนอาหารคร้ังที่ 4 ลําตน บวมเลก็ นอย อาหารทีเ่ ติม BAP สามารถเพิม่ จํานวน และจะลดลงเมอ่ื เปลยี่ นอาหารครง้ั ถดั ไป เชน เดียวกนั ของยอดมากกวาการเปลี่ยนอาหารครั้งที่ 2 และหลังจาก การเปล่ียนอาหารเพาะเล้ียงครั้ง 4 พบวา อาหาร กข เพาะเล้ียงเน้ือเยื่อท่ีเติม BAP ความเขมขน 1.5 มก./ล. มี การเจริญของยอดอยางรวดเร็ว (10 ยอดตอชิ้นสวนพืช) (ตารางที่ 1) แตลักษณะของยอดสั้นและบริเวณฐานยอด คง เกิดสีน้ําตาลเขม ใบที่เกิดมีขนาดเล็ก (รูปท่ี 1 ก) ซ่ึง สอดคลองกับ เมทนิ ี และคณะ (2553) กลาววา BAP เปน สารควบคุมการเจริญเติบโตไซโตไคนินท่ีมีคุณสมบัติใน การแบงเซลลและการเปล่ียนแปลงรูปรางเซลลจึงมีผลใน การเพิ่มปรมิ าณยอดได และการเพาะเลีย้ งในอาหารทไี่ มมี สารควบคุมการเจริญเตบิ โตเพิ่มข้ึนเพียงแคเล็กนอยตั้งแต การเปลี่ยนอาหารครั้งที่ 1 จนถึงครั้งท่ี 4 (รูปที่ 1 ง) โดย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

177 รูปที่ 1 แสดงลักษณะการเจริญเติบโตของยอดใหมแมไม เขมขน 1 มก./ล. (ค) mT ความเขมขน 0.5 มก./ล. รักใหญ 217 แมกา หลังจากการเพาะเล้ียงเปนเวลา 6 และ (ง) อาหารทีป่ ราศจากสารควบคุมการเจริญเติบโต ตามลาํ ดับ เดือน เพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสังเคราะหสูตร WPM (ก) ที่เติม BAP ความเขมขน 1.5 มก./ล. (ข) TDZ ความ ตารางที่ 1 แสดงผลการศึกษาการชักนําใหเกิดยอดของขอแมไมรักใหญ 217 แมกา บนอาหารสังเคราะหสูตร WPM ที่ ประกอบดวย BAP mT และ TDZ ความเขมขน ท่ีแตกตา งกัน และอาหารทีป่ ราศจากสารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โต โดยเปลีย่ น อาหารทกุ 6 สัปดาห จํานวน 4 คร้งั ลกั ษณะ สารควบคมุ การเจริญเติบโต จาํ นวนยอดเฉลีย่ ในการเปลีย่ นอาหารแตล ะครัง้ (คา เฉลย่ี ± SE) (มลิ ลิกรัมตอลิตร) คร้งั ที่ 1 ครัง้ ท่ี 2 คร้ังท่ี 3 คร้ังที่ 4 0 2.0ab±0.1 2.6bc±0.2 3.1bc±0.2 3.3c±0.3 0.5 2.0ab±0.6 2.3bc±0.8 3.1bc±1.0 3.6c±1.3 1 2.7ab±0.4 2.8bc±0.4 3.1bc±0.5 3.8bc±0.6 BAP 1.5 3.8a±0.4 4.0bc±1.3 5.5ab±0.9 10.0a±0 2 2.6ab±1.2 3.6bc±0.7 4.8b±0.8 7.5abc±2.1 3 2.7 ab±0.6 3.0bc±0.2 4.0bc±0.9 4.3bc±1.1 0.5 1.0b±0.0 2.2c±0.4 3.6bc±0.8 5.0bc±0.0 1 2.7ab±0.3 5.8ab±1.2 6.2a±1.0 8.0ab±0.5 TDZ 1.5 3.4b±0.4 4.7abc±1.1 6.0a±0 7.3abc±1.7 2 2.6ab±0.5 3.0bc±0.7 4.6b±0.3 5.0bc±1.9 3 2.8ab±0.5 3.1bc±0.5 3.2bc±0.9 3.7c±0.4 0.5 2.4ab±0.3 3.0bc±1.5 3.8bc±1.6 6.0bc±1.0 1 2.8ab±0.3 3.0bc±0 3.7bc±0.4 5.0bc±1.5 mT 1.5 2.2ab±0.3 3.3bc±0.4 4.2b±0.4 4.6bc±0.3 2 2.6ab±0.8 2.7bc±0.4 4.8b±1.2 5.6bc±0.8 3 1.0b±0 3.0bc±0.9 3.0bc±0.4 3.3c±1.2 ANOVA S5% S5% NS5% S5% หมายเหตุ ทําการทดลอง 3 ซ้ํา ซาํ้ ละ 5 ชนิ้ คาเฉลย่ี ± SE แสดงจากการทดลอง 3 ซ้ํา ตัวอักษรที่เหมือนกันในคอลัมนเดียวกันแสดงวาคาเฉล่ียท่ีไดไมมีความแตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เม่อื วิเคราะหคา ทางสถิติดว ยวิธี Duncan's multiple range test 2. ผลการศกึ ษาการชกั นําราก ยอดของแมไมรักใหญ 217 แมกา เร่ิมมีการ 2.1 ผลการศึกษาการชักนํารากบนอาหารเพาะเล้ียง เจริญของรากหลังจากเพาะเลี้ยง 2 สัปดาห บนอาหาร เพาะเล้ียงท่ีไมมีสารควบคุมการเจริญเติบโต จากการ เน้อื เยื่อพชื การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

178 สังเกตรากจะงอกออกมาจากบริเวณฐานยอด มีสีนํ้าตาล ลักษณะส้ันและรากหนา ซ่ึงสอดคลองกับงานวิจัยของ แดงและรากหนา หลังจากการเพาะเล้ียง 1 เดือน พบวา Moyo (2009) กลาววา การเพาะเลี้ยงรากของตนมารูลา อาหารสงั เคราะหส ูตร WPM ที่เติม IBA ความเขมขน (Sclerocarya birrea) สามารถชกั นาํ การเกดิ รากไดร อย 0.5 และ 1 มก./ล. และอาหารเพาะทีไ่ มม สี ารควบคมุ ละ 91 เมื่อเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะหสูตร MS ที่เติม การเจรญิ เติบโต ชักนําใหเกิดรากไดร อยละ 33.33 โดยใน IBA ความเขม ขน 4 ไมโครโมลาร เปนเวลา 4 สปั ดาห อาหารเพาะเล้ียงที่เติม IBA ความเขมขน 0.5 มก./ล. ชัก นําใหเ กิดรากได 3 รากตอยอด (รปู ที่ 2ข) ซ่งึ สอดคลอ งการ ก ขค ทดลองของ Azad. et. al. (2005) กลา ววา การเพาะเลี้ยง ยอดบนอาหารสงั เคราะห MS ท่ีเตมิ IBA ความเขมขน 0.5 รูปที่ 2 แสดงลักษณะการเจริญของรากใหมท่ีไดจากการ มก./ล. ชักนําการเกิดรากได รอยละ 98.8 ซง่ึ เพาะเล้ียงหลังจากการเพาะเลี้ยง 1 เดือน บนอาหารแข็ง รากเริ่มงอกจากฐานของลําตนหลังจากเพาะเล้ียง 1 สังเคราะหสูตร WPM (ก) ที่ไมมีสารควบคุมการ สัปดาห และเพ่ิมจํานวนรากอยางรวดเร็วหลังจาก เจริญเติบโต (ข) IBA ความเขมขน 0.5 มก./ล. และ เพาะเล้ียง 20 วัน Pandey. et al. (2005) ไดชักนําการ (ค) IBA ความเขมขน 1 มก./ล. ตามลาํ ดบั เกิดรากของตน Terminalia arjuna พบวา การใช IBA ความเขม ขน 2.46 และ 4.92 ไมโครโมลาร ชักนําการเกิด รากไดดี และในงานทดลองน้ีอาหารเพาะเลี้ยงท่ีเติม IBA ความเขมขน 1 มก./ล. และไมมีสารควบคุมการ เจริญเติบโตเกิดราก 1 ราก (รูปท่ี 2 ก และ ค) รากท่ีได จากการเพาะเล้ียงดวย IBA ความเขมขน 1 มก./ล. มี ตารางท่ี 2 แสดงผลการศึกษาการชักนาํ รากของแมไมรักใหญ 217 แมก า บนอาหารแข็งสังเคราะหส ตู ร WPM ที่ประกอบดว ย IBA ความเขมขนตางๆ เปนเวลา 1 เดอื น สารควบคมุ รอ ยละการเกิดราก ลกั ษณะ ความยาว การเจริญเตบิ โต จํานวนราก รากเฉล่ยี (เซนติเมตร) (มก./ล.) 5.58 0 33.33 1 0 0 3.69 IBA 0.25 0 3 0 0 1.52 IBA 0.5 33.33 1 IBA 0.75 0 IBA 1 33.33 หมายเหตุ ทาํ การเพาะเล้ียงในแตละสตู รอาหาร 3 ซ้ํา 2.2 ผลการศกึ ษาการชักนาํ รากบนในวสั ดุปลกู โดยยอดท่ีรอดชีวิตมีลักษณะยาวข้ึนและสรางใบใหมขึ้น ยอดของแมไมร กั ใหญ 217 แมกา เม่อื ชกั นาํ ราก หลังจากการเพาะเลี้ยง 1 เดือน พบวายังไมมีการเจริญ ของรากใหม หลังจากการเพาะเลี้ยงผานไป 2 เดือน บนวัสดุปลูกท่ีมีดินผสมแกลบดํา (อัตราสวน 1:1) พบวา ดงึ ยอดขนึ้ มาอีกครงั้ พบวา มรี ากใหมเ กดิ ขึน้ 1 รากตอยอด มีการเกิดรากและการรอดชีวิตของตนกลารอยละ 40 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

179 (รูปท่ี 3) ลักษณะการเจริญของลําตนเปนสีเขียวและยอด อาหารสังเคราะหสูตร WPM ท่ีประกอบดวยสารควบคุม ยดื สงู ขน้ึ กวา เดมิ เล็กนอ ย ซึ่งคลา ยกับงานวจิ ัยของ การเจริญเติบโต BAP mT และ TDZ ความเขมขนท่ี แตกตางกัน พบวา ในการเปล่ียนอาหารคร้ังท่ี 4 สามารถ Phulwaria. et al. (2012) ไดทดลองนํายอด เพ่ิมจํานวนยอดไดมากท่ีสุด เมื่อเพาะเล้ียงบนอาหาร ของตนสมอพิเภก จุมลงในสารละลาย IBA ความเขมขน สังเคราะหสูตร WPM ที่เติม BAP ความเขมขน 1.5 2,460 ไมโครโมลาร เปนเวลา 5 นาที เพื่อชักนําการเกิด มิลลิกรัมตอลิตร จากน้ันยายชิ้นสวนยอดท่ีมีขนาด 2-3 ราก พบวา มีการเกิดรากรอยละ 90 และมีจํานวนราก เซนติเมตร เพื่อชักนําการเกิดรากบนอาหารสังเคราะห 3.60 รากตอ ยอด นอกจากนจี้ ินตนา (2544) กลา ววา การ สตู ร WPM ทเี่ ตมิ IBA ความเขม ขน แตกตา งกัน พบวา IBA ยายตนสักที่ไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือออกปลูกใน ความเขมขน 0.5 และ 1 มิลลิกรัมตอลิตร และไมมีสาร สภาพแวดลอมภายนอก โดยใชวัสดุปลูกท่ีมีสวนผสมของ ควบคุมการเจริญเติบโตชักนําการเกิดรากได 33.33 ดนิ ผสมแกลบ (อตั ราสวน 2:1) ใหค วามชืน้ สูงในชวงแรก เปอรเ ซน็ ต ซึ่งในอาหารเพาะเล้ยี งท่ีเติม IBA ความเขมขน ตน สักสามารถต้ังตัวและมกี ารรอดชีวติ รอ ยละ 82 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร ชักนําการเกิดรากไดมากท่ีสุด (3 ราก) และในการชักนํารากโดยการแชรากดวยสารละลาย IBA ความเขมขน 500 มิลลิกรัมตอลิตร และเพาะเลี้ยงใน ดินผสมแกลบอัตราสวน 1:1 มีอัตราการรอดชีวิต 40 เปอรเ ซ็นต รูปท่ี 3 แสดงลักษณะการเจริญของรากจากยอดแมไมรัก คําขอบคุณ ใหญ 217 แมกา เม่ือจุมยอดท่ีสารละลาย IBA ความ ง า น วิ จั ย น้ี ไ ด รั บ เ งิ น ส นั บ ส นุ น ก า ร วิ จั ย จ า ก ส ถ า บั น เขมขน 500 มก./ล. และยายปลูกในดินผสมแกลบ เทคโนโลยพี ระจอมเกลาเจา คุณทหารลาดกระบงั ประเภท อัตราสวน 1:1 เงินงบประมาณแผน ดนิ ประจําปงบประมาณ 2560-2561 และเปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ สรปุ ผลการทดลอง พนั ธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาํ ริสมเด็จพระเทพ การศกึ ษาการเพม่ิ ปรมิ าณของตน รักใหญเ พอื่ ขยายจํานวน รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผูวิจัยขอขอบคุณมา และอนรุ ักษสายพนั ธุของรักใหญ โดยนําขอ ทไ่ี ดเพาะเลี้ยง ณ ท่นี ้ี เมลด็ ออ นรกั ใหญร หัสสายพนั ธุ 217 แมกา เพาะเลีย้ งบน เอกสารอา งอิง เมทินี มรรคยาธร สุรียา ตันตวิ ิวฒั น และ มาลี ณ นคร. จนิ ตนา บุญเชิญ. 2544. “การเพาะเลย้ี งเนื้อเย่อื ไมส ัก 2553. “ผลของ BA ตอ การเพ่มิ ปริมาณยอดและ จากแมไมพันธุกรรมดี.” วิทยานิพนธปริญญาโท ผลของ IBA ตอ การชกั นาํ รากของกวาวคํา.” หนา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร กรงุ เทพฯ. 31-38. ใน การประชุมทางวิชาการของ ทรงศักด์ิ วทิ ยอุดม แกวนภา กิตตบิ รรพชา เบญ็ จวรรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คร้ังท่ี 48: สาขา พืช. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. คฤหพัฒนา จุติเทพ โพธิปกษ บุญสง สมเพาะ วิชาญ เอียดทอง. 2557. ความหลากชนิดของพรรณ และจันไท จิตรจักร. 2555. โครงการศึกษาและ ไมใหยางรัก. กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพิพิธภัณฑ พัฒนาการเจาะยางไมรักใหญ. กรุงเทพฯ : แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม ก า ร เ ก ษ ต ร ระบบบริหารจัดการงานวจิ ัยแหงชาติ (NRMS). มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

180 วีระชัย ณ นคร. 2551. “ไมรักใหญทรัพยากร Improved Micropropagation of Terminalia ทรงคุณคา.” หนา 17-28. ใน สัมมนาวิชาการ bellirica from Nodal Explants of Mature ศึกษายางรักเพื่ออนุรักษภูมิปญญาไทย อัน Tree. Acta Physiologiae Plantarum. 34 เน่ืองมาจากพระราชดําริของสมเด็จพระเทพ : 299-305. รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทรพร้ินติ้งแอนดพับลิชช่ิง จํากัด Shukla, S. Shukla, S. K. and Mishra, S. K. 2009. (มหาชน). In Vitro Plant Regeneration from Seedling Explants of Stereospermum personatum สุวรรณ ต้ังมิตรเจรญิ วชิ าญ เอยี ดทอง ทศพร วชั รางกูร D.C.: A Medicinal Tree. Trees. 23 : 409- 413. แกว นภา กิตติบรรพชา และพวงพรรณ ยง-รัตนา. 2558. “การอนรุ ักษและพัฒนาพันธุของพรรณไม ใ ห ย า ง รั ก ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ”. ผ ล ง า น วิชาการปาไม: การประชุมการปาไมประจําป 2558 ปาไมไ ทย ใครกําหนด : 233-242. Azad, M.A.K. Yokota, S. Ohkubo, T. Andoh, Y. Yahara, S. and Yoshizawa, N. 2005. In Vitro Regeneration of The Medicinal Woody Plant Phellodendron amurense Rupr. Through Excised Leaves. Plant Cell, Tissue and Organ Culture. 80 : 43-50. Huetteman, C. A. and Preece, J. E. 1993. Thidiazuron: A Potent Cytokinin for Woody Plant Tissue Culture. Plant Cell Tissue and Organ Culture. 33 : 105-119. Moyo. M. 2009. Micropropagation and Secondary Metabolites of Sclerocarya birrea. Ph. D. Research Centre for Plant Growth and Development School of Biological and Conservation Sciences University of KwaZulu-Natal, Pietermaritzburg. Pandey, S. Singh, M. Jaiswal, U. and Jaiswal, V. S. 2006. Shoot Initiation and Multiplication from A Mature Tree of Terminalia arjuna Roxb. In Vitro Cellular & Developmental Biology – Plant. 42(5) : 389-393. Phulwaria, M. Rai, M. K. Harish, Gupta, A. K. Ram, K. and Shekhawat, N.S. 2012. An การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

181 ความหลากหลายของปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการังบริเวณหมูเ กาะแสมสาร DIVERSITY OF ECONOMIC FISHES IN CORAL REEF AT SAMAE SARN ISLANDS อศลย มนี าภา1*, ธิดารตั น นอ ยรักษา2 และ วิภูษติ มณั ฑะจติ ร1* Ason Meenapha1*, Thidarat Noiraksar2 and Vipoosit Manthachitra1* 1ภาควชิ าวาริชศาสตร คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยบูรพา ชลบรุ ี 20131 2สถาบนั วิทยาศาสตรทางทะเล มหาวทิ ยาลยั บูรพา ชลบุรี 20131 1Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Chon Buri 20131 2Institute of Marine Science, Burapha University, Chon Buri 20131 บทคดั ยอ ความหลากหลายของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังบริเวณหมูเกาะแสมสาร ทําการศึกษาระหวางเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 รวมทั้งส้ิน 13 เดือน จํานวน 4 สถานี พบปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังท้ังหมด จาํ นวน 36 ชนดิ 20 วงศ โดยมีปลาสลดิ ทะเลชวา (Siganus javus) เปนปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการงั ทเี่ ปนชนิดเดน ของ หมูเกาะแสมสาร เม่ือพิจารณาจากความชุกชุมของปลาเศรษฐกิจที่พบในแนวปะการัง จํานวน 36 ชนิดน้ัน มีปลา เศรษฐกิจในแนวปะการัง จํานวน 19 ชนิด (52.8%) ที่พบไดบอยของหมูเกาะแสมสาร การแปรผันเชิงพ้ืนท่ีของปลา เศรษฐกิจในแนวปะการังบรเิ วณหมเู กาะแสมสาร มีผลมาจากอาหาร ลักษณะทีแ่ ตกตางกันของแนวปะการัง อิทธพิ ลของ ลมมรสมุ และการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย การศึกษาในรายละเอียดของปจจยั ทสี่ ง ผลตอการแพรกระจายของปลา เศรษฐกิจในแนวปะการงั จึงเปนเร่อื งที่ควรศกึ ษา โดยเฉพาะท่ีเกี่ยวของกบั ความชุกชุมของแพลงกต อน ความลกึ ของแนว ปะการัง และพฤติกรรมการดํารงชีวิตของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการัง เพ่ือใหเขาใจถึงการแพรกระจายของปลา เศรษฐกจิ ในแนวปะการงั ไดม ากขน้ึ Abstract The diversity of economic fishes on coral assemblages at Samae Sarn Islands was investigated at 4 stations within 13 months, during April 2015 to April 2016. An overall of 36 species form 20 families were recorded, which Siganus javas is the most abundant species at Samae Sarn coral reef. All of 36 species of economic fishes, 19 species are 52.8% of total fishes found. The spatial variation of economic fishes at Samae Sarn Islands involved with food, habitats, monsoon and human activities. The factors that affect for distribution of economic fishes on the reef should be study, especially on the abundance of plankton and the behavior of fishes, in order to understand the distribution of fish in coral reefs more. คําสําคญั : ปลาเศรษฐกจิ , ปลาแนวปะการงั , เกาะแสมสาร Keywords: Economic fishes, Target fish, coral reef fishes, Samae Sarn Island *ตดิ ตอ นักวิจัย: อศลย มนี าภา และ วภิ ษู ิต มัณฑะจติ ร (อีเมล [email protected] และ [email protected]) *Corresponding author: Ason Meenapha and Vipoosit Manthachitra (E-mail: [email protected] and [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

182 บทนํา ในกลุมแรก และมีราคาถูกกวา ไดแก ปลาข้ีตังเบ็ด จากปลาทะเลจํานวนทั้งหมดกวา 16,000 ชนิด (Eschmeyer et al., 2010) มีปลาที่อาศัยอยูในแนว (Acanthuridae) ปลากลวย (Caesionidae) ปลาหูชาง ปะการังจํานวน 4,000 – 5,000 ชนิด (Lieske and (Ephippidae) ปลากะพงสลิด (Kyphosidae) ปลา Myers, 2001) เม่ือพิจารณาถึงความหลากหลายของ สรอยดอกหมาก (Gerreidae) ปลาแพะ (Mullidae) ปลาแนวปะการังบริเวณอาวไทยพบวา ปลาแนว ป ล า ท ร า ย ข า ว ( Nemipteridae) ป ล า น ก แ ก ว ปะการังบริเวณอาวไทยทั้งหมดมีประมาณ 375 ชนิด (Scaridae) ปลาสลิดทะเล (Siganidae) ปลาสากหรือ จาก 61 วงศ (Satapoomin, 2000) และจากการศึกษา ปลาน้ําดอกไม (Sphyraenidae) ปลานกขุนทอง ปลาแนวปะการังในพ้ืนท่ีหมูเกาะแสมสารของ วิภูษิต และคณะ (2559) ท่ีทําการศึกษาความหลากหลายของ (Labridae) โดยเฉพาะกลุมปลานกขุนทองท่ีมีขนาด ปลาแนวปะการังบริเวณพื้นที่ปกปกพันธุกรรมพืชทาง ใหญ คือปลาคูหลังจุดดํา (Choerodon schoenleinii) ทะเล หมูเกาะแสมสาร โดยทําการเก็บขอมูลระหวางป ปลาในสกลุ Cheilinus spp., Hemigymnus spp. และ ปลาในวงศอื่น ๆ ที่นิยมนํามาบริโภค การศึกษาครั้งน้ี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2556 รวมระยะเวลา 3 ป พบปลา เปนการศึกษาความหลากหลายของปลาเศรษฐกิจท่ีพบ แนวปะการังในบริเวณหมูเกาะแสมสารไดมากถึง 29 วงศ โดยเปรียบเทียบชนดิ กบั ท่ีพบในตลาดของประเทศไทย และมีจํานวนชนิดของปลาแนวปะการังที่พบ จํานวน 94 ชนิด เมื่อเปรียบเทียบกับปลาแนวปะการังที่พบบริเวณ ง า น วิ จั ย นี้ เ ป น ง า น ส น อ ง พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ ใ น อาวไทย พบวาวงศปลาแนวปะการังที่พบบริเวณหมู โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก เกาะแสมสารนั้นคิดเปน 47.54% จากวงศปลาท่ีพบใน พระราชดําริฯ โดยมีวัตถุประสงคในการศึกษา อาวไทยทั้งหมด และเมือ่ เปรียบเทียบจํานวนชนิดปลาท่ี องคประกอบของชนิด และปริมาณปลาเศรษฐกิจท่ีพบ ศึกษาพบวา ชนิดปลาท่ีพบบริเวณหมูเกาะแสมสารคิด ในแนวปะการังของหมูเกาะแสมสาร เพ่ือใชเปนขอมูล ในการบริหารจัดการแนวปะการังของหมูเกาะแสมสาร เปน 25.06% ซึ่งแสดงใหเห็นวาพ้ืนท่ีบริเวณหมูเกาะ ไดอยางเหมาะสม แสมสารมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงกวาดวยพื้นท่ี ที่มีขนาดเล็กกวา นั่นอาจเปนเพราะพื้นที่บริเวณแนว อุปกรณและวธิ ีการศึกษา ปะการังบริเวณเกาะแสมสารนั้นไดรับการดูแลโดย ทําการศึกษาโดยการดํานํ้าสํารวจแบบใชอุปกรณ กองทพั เรอื นอกจากน้ีปลาทีพ่ บในแนวปะการังบางชนิด (SCUBA) เพ่ือเก็บขอมูลชนิด และจํานวนของปลา ยังเปนปลาท่ีมีความสําคัญทางเศรษฐกิจ (Target เศรษฐกิจในแนวปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร fishes) ซึ่งนิยมนํามาบริโภคอยางกวางขวาง โดยอุกก ระหวางเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนเมษายน ฤต (2556) ไดมีการแบงปลาเศรษฐกิจออกเปน 2 กลุม พ.ศ. 2559 จํานวน 4 สถานี ไดแก เกาะปลาหมกึ (MN) คือ หาดเตย (SW) เกาะจาน (CN) และหาดเทียน (SE) (ภาพท่ี 1) ดวยวิธี Line Transect ประยุกตจากการสํารวจ 1. กลุมปลาเศรษฐกิจหลัก (Major target fishes) หมายถึงปลาท่ีมีขนาดใหญและนิยมเปนท่ี ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลเขตรอนของ English et บริโภค หรือมีราคาสูง ไดแก ปลากะรัง หรือปลาเกา al. (1994) บันทึกภาพปลาเศรษฐกิจในแนวปะการัง (Serranidae) ปลากะพง (Lutjanidae) ปลาหมูสี ดวยกลองวีดีโอใตน้ํา (Video Census) ดัดแปลงจาก (Lethrinidae) ปลาสรอยนกเขาและปลากะพงแสม วิ ธี ก า ร ข อ ง Hill and Wilkinson ( 2004) ทํ า ก า ร (Haemulidae) ปลาอินทรี และปลาทู (Scombridae) บันทึกภาพวีดีโอแบบตอเน่ืองบนแนวสํารวจ โดยให ปลากระบอก (Mugilidae) และปลาสีกนุ (Carangidae) ครอบคลุมพนื้ ทด่ี า นขา งของสายวดั ระยะทางขางละ 2.5 เมตร รวม 5 เมตร เปน ระยะทาง 100 เมตร ครอบคลุม 2. กลุมปลาเศรษฐกิจรอง (Minor target พื้นที่ 500 ตารางเมตร จากน้ันจัดจําแนกชนิดและนับ fishes) หมายถึงปลาท่ีนิยมนํามาบริโภค แตไมนิยมเทา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

183 จํานวนตัวของปลา ในหองปฏิบัติการ การจัดจําแนก ความชุกชุมของชนิด (Species richness) ความ ปลาแนวปะการังโดยใชการเปรียบเทียบรูปถายกับ หลากหลายของชนิด (Species diversity) โดยใช เอกสารของ Burgess et al. (1988), Randell et al. Shannon- Wiener Diversity index ( H’ ) ( Krebs, (1990), Allen (1991), Kuiter (1992), Allen (1999), 2009) ดชั นคี วามสม่ําเสมอ (Eveness) (Pielou, 1984) Liseke and Myers (2001) และฐานขอมูล Fishbase ทําการวิเคราะหขอมูลผานโปรแกรม PC-ORD (Froses and Pauly, 2009) จากนั้นนําขอมูลชนิดของ (McCune and Mefford, 1999) ปลาแนวปะการัง และจาํ นวนชนิดท่พี บทําการวิเคราะห ภาพที่ 1 แผนที่ของสถานศี กึ ษาท้ัง 4 สถานี บรเิ วณหมเู กาะแสมสาร ผลและการวิจารณผ ลการศกึ ษา โดยพบวาวงศป ลาทรายขาว (Nemipteridae) และวงศ 1. ชนิดและความชุกชุมของปลาเศรษฐกิจในแนว ปลาสลิดทะเล (Siganidae) เปนวงศเดนที่พบบริเวณ ปะการังของหมูเกาะแสมสาร แนวปะการงั ของหมเู กาะแสมสาร พบจาํ นวน วงศละ 5 ชนดิ ผลการเก็บขอมูลเชิงปริมาณของปลาเศรษฐกิจในแนว (ภาพที่ 2) เมื่อพิจารณาจากความชุกชุมของปลา ปะการังของหมูเกาะแสมสาร จํานวน 4 สถานี ไดแก เศรษฐกิจที่พบในแนวปะการัง จํานวน 36 ชนดิ นั้น พบวา เกาะปลาหมึก 1 สถานี เกาแสมสาร 2 สถานี และเกาะ ปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังที่พบไดบอยของหมูเกาะ จาน 1 สถานี ระหวางเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึง แสมสาร มีจํานวน 19 ชนิด (52.8%) ท่ีเหลืออีกจํานวน เดือนเมษายน พ.ศ. 2559 รวมระยะเวลาท้ังหมด 13 17 ชนิด (47.2%) เปนปลาที่พบไดนอย (Occurrence < เดือน พบปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังทั้งหมด 36 ชนิด 1%) (ตารางที่ 1) จาก 20 วงศ จํานวน 3,334 ตัว/26,000 ตารางเมตร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

184 ภาพท่ี 2 จาํ นวนชนิดของปลาในแตล ะวงศ ตางรางที่ 1 ชนิดและความชุกชุม (%) ของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังบรเิ วณหมูเกาะแสมสาร (n = 3,334) วงศ ช่ือวทิ ยาศาสตร ชอื่ สามญั % Occurrence ปลากระเบน 0.03 Dasyatidae Hemitrygon bennettii ปลากระเบนทอง 0.30 ปลาลนิ้ หมา 0.03 Taeniura lymma ปลาลิ้นหมาลายนกยงู 0.06 ปลากระทุงเหวใหญ 0.42 Psettodidae Pseudorhombus arsius ปลากระทงุ เหวแมหมา ยหลังบ้ัง 0.78 ปลากระบอกครีบฟา 1.62 Soleidae Pardachirus pavoninus ปลากะพงตาแมว 0.15 ปลากะรังจดุ ฟา จดุ เลก็ 1.65 Belonidae Tylosurus crocodilus ปลากะรังอายปอ ดลายบ้งั 2.10 ปลากะรังอายปอ ดลายฟา 3.87 Hemiramphidae Hemiramphus far ปลากะรังรงั ผึง้ 0.81 ปลาขา งเหลอื ง 0.24 Mugilidae Moolgarda seheli ปลาหางแขง็ 1.20 ปลากะพงขา งลายแถบ 3.54 Latidae Psammoperca waigiensis ปลากะพงขา งปาน 4.41 ปลากลว ยแถบทอง 0.75 Serranidae Plectropomus leopardus ปลากลวยหางเหลอื ง 16.44 ปลากลวยหลงั เหลอื ง 6.66 Cephalopholis boenak ปลาสรอ ยดอกหมาก 4.65 Cephalopholis formosa Epinephelus merra Carangidae Selaroides leptolepis Alepes vari Lutjanidae Lutjanus carponotatus Lutjanus russelli Caesionidae Caesio caerulaurea Caesio cuning Caesio teres Gerridae Gerres oyena การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

185 Haemulidae Plectorhinchus gibbosus ปลาสรอ ยนกเขาดาํ 0.03 Nemipteridae Scolopsis affinis ปลาทรายขาวแกม เงิน 1.17 Scolopsis bilineatus ปลาทรายขาวขดี คู 0.06 Mullidae Scolopsis ciliata ปลาทรายขาวหลงั ขดี เงนิ 0.06 Labridae Scolopsis margaritifera ปลาทรายขาวมุก 7.80 Scaridae Scolopsis monogramma ปลาทรายขาวปนเทา 2.49 Siganidae Upeneus tragula ปลาแพะหางกรรไกร 1.56 Choerodon schoenleinii ปลาคูหลังจดุ ดาํ 1.80 Sphyraenidae Cheilinus chlorourus ปลานกขนุ ทองลายดอกไม 0.21 Scarus ghobban ปลานกแกว 4.47 Siganus doliatus ปลาสลดิ ทะเลลายฟา 0.09 Siganus guttatus ปลาทะเลจุดเหลอื ง 1.41 Siganus virgatus ปลาสลิดทะเลคอบ้ังคู 0.27 Siganus corallinus ปลาสลิดทะเลจดุ ฟา 0.03 Siganus javus ปลาสลดิ ทะเลชวา 23.88 Sphyraena flavicauda ปลาสากเหลืองเล็ก 4.98 จัดเรียงลําดับทางอนุกรมวธิ านตามวิธีของ Van der laan et al., (2014) ดั ง นั้ น ป ล า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ใ น แ น ว ป ะ ก า รั ง ท่ี พ บ ไ ด บ อ ย (Sphyraena flavicauda) เมื่อพิจารณาจากจํานวน ปลาเศรษฐกิจเฉล่ียแตละชนิดที่พบในแนวปะการังของ (Occurrence >1%) ของแนวปะการังหมเู กาะแสมสาร หมูเกาะแสมสารตอพ้ืนที่ 500 ตารางเมตร พบวา ปลา สลิดทะเลชวา (S. javus) เปนเศรษฐกิจในแนวปะการัง คือ ปลากระบอกครีบฟา (Moolgarda seheli) ปลา ที่พบเปนชนิดเดนของหมูเกาะแสมสาร (15.31 ตัว± กะรังอายปอดลายฟา (Cephalopholis formosa) 4.02 SE /500 ตารางเมตร) รองลงมาคอื ปลากลวยหาง ปลากะรังอายปอดลายบ้ัง (Cephalopholis boenak) เหลือง (C. cuning) (10.54 ตัว±4.64 SE /500 ตาราง ป ล า ก ะ รั ง จุ ด ฟ า จุ ด เ ล็ ก ห รื อ ป ล า กุ ด ส ล า ด เมตร) (ภาพท่ี 3) ซ่ึงสอดคลองกับการศึกษาของ สุภาพ (2522); เสธ และคณะ (2548) และอุกกฤต (2556) ที่ (Plectropomus leopardus) ปลาหางแข็ง (Alepes vari) พบวาปลาสลิดทะเล ปลากลวย ปลาทรายขาว และ ปลากะพงขางปาน (Lutjanus russelli) ปลากะพง ปลากะพงหรือปลาเกา เปนปลาเศรษฐกิจท่ีสามารถพบ ขางลายแถบ (Lutjanus carponotatus) ปลากลวย ไดท่ัวไป อีกท้ังมีความหนาแนนของประชากรในพ้ืนท่ีสูง หางเหลือง (Caesio cuning) ปลากลวยหลังเหลือง หรือสามารถพบไดบอย ตลอดจนการเปรียบเทียบความ (Caesio teres) ปลาสรอ ยดอกหมาก (Gerres oyena) ชกุ ชุมรวมของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการงั ของหมูเกาะ ปลาทรายขาวมุก (Scolopsis margaritifera) ปลา แสมสารพบวา ปลาสลิดทะเลชวาเปนปลาทีส่ ามารถพบ ทรายขาวปนเทา (Scolopsis monogramma) ปลา ไดใ นทุกสถานี แตจ ะพบความหนาแนนมากที่สุดบริเวณ ทรายขาวแกมเงิน (Scolopsis affinis) ปลาแพะหาง เกาะปลาหมึก (MN) โดยพบทั้งหมด 589 ตัว จากการ กรรไกร (Upeneus tragula) ปลาคูหลังจุดดํา เกบ็ ขอมูลทั้งหมด 13 ครั้ง ในขณะทเ่ี กาะจานเปนสถานี (Choerodon schoenleinii) ปลานกแกว (Scarus ghobban) ปลาสลิดทะเลชวา (Siganus javus) ปลาทะเลจดุ เหลอื ง ( Siganus guttatus) แ ล ะ ป ล า ส า ก เ ห ลื อ ง เ ล็ ก การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

186 ที่พบปลาสลิดทะเลชวานอยทส่ี ุด พบเพียง 14 ตัว ท้ังนี้ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ท้ังน้ีเปนผลมาจากความ เปนผลมาจากอาหารที่เปนสาหรายขนาดเล็กบริเวณ แตกตางของสถาพพ้ืนท่ี สภาพภูมิอากาศ และการใช เกาะปลาหมึกมีอัตราครอบคลุมพ้ืนท่ีมากกวาเกาะจาน ประโยชน เน่ืองจากในชวงเดือนตุลาคม เปนชวงฤดูลม จากการสํารวจสถานภาพแนวปะการังของเกาะ มรสมุ ตะวันตกเฉียงใต (พฤษภาคม – ตุลาคม) ทางดาน ปลาหมึกจะพบอัตราการครอบคลุมพ้ืนท่ีของปะการัง แนวปะการังในสถานีหาดเตย ซ่ึงไมไดถูกใชประโยชน ตายมากกวาเกาะจาน สอดคลองกับการศึกษาของ จากการทอ งเทีย่ ว และสถานีหาดเทียน โดยปกติจะเปด McCook (1999); McCook et al. (2001) ทพี่ บวา การ ใหนักทองเท่ียวเขาใชประโยชนจากกิจกรรมดํานํ้าชม เพ่มิ พ้นื ทขี่ องปะการงั ตาย สงผลถงึ การเพ่ิมพ้นื ท่ปี กคลุม ปะการัง ดวยในชวงเดือนดังกลาว สถานีหาดเทียนจะมี ของสาหรายดว ยเชนเดียวกนั คล่ืนลมแรง เพอ่ื ปองกันอนั ตรายท่จี ะเกดิ แกนกั ทอ งเท่ียว 2. การแปรผันเชิงพื้นท่ีของความหลากชนิดปลา จึงงดกิจกรรมดํานํ้าตื้น ทําใหลดการรบกวนตอปลาใน เศรษฐกิจในแนวปะการงั บรเิ วณหมเู กาะแสมสาร แนวปะการัง สงผลใหความหลากหลายชนิดของปลา จ า ก ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ดั ช นี ค ว า ม ห ล า ก ช นิ ด ข อ ง ป ล า สูงขึ้น ในขณะที่เกาะปลาหมึก และเกาะจาน บริเวณท่ี เศรษฐกิจในแนวปะการงั บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร พบวา ทําการศึกษาเปนแนวปะการังทางดานทิศเหนือของ ความหลากชนิดปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังมีรูปแบบ เกาะ ในชวงเดือนพฤษภาคมยังไมไดรับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงแตกตางกันตามระยะเวลา และสถานี คลื่นลมท่ีรุนแรงมาก จึงเปนผลทําใหพบความหลากหลาย (ภาพที่ 4) โดยพบวาแนวปะการังของเกาะแสมสารทัง้ 2 ของชนิดปลาสูงในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 จากผล สถานี มีรูปแบบการแปรผันเชิงพ้ืนที่ และเวลาท่ี การศึกษาจะเห็นไดวา ชวงที่พบความหลากหลายของ ใกลเคียงกัน คือเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 จะพบความ ชนิดปลาสูงคือ เดือนพฤษภาคม และเดือนตุลาคม หลากหลายของชนิดปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังสูง ใน สอดคลองกับการศึกษาของ Yves et al. (2008) ท่ี สถานีหาดเตย และหาดเทียน แตจะมีความหลากหลาย ทําการศึกษาอิทธิพลของฤดูกาลที่สงผลตอประชาคม ของชนิดตํ่าในเดือนสงิ หาคม พ.ศ. 2558และเดอื นกมุ ภาพนั ธ ปลาบริเวณเกาะเรอูนียง (Re´union) บรเิ วณมหาสมุทร พ.ศ. 2559 ตามลําดับ ในขณะท่ีเกาะปลาหมึก ซ่ึงอยู อินเดีย และวิภูษิต (2559) ที่ศึกษาความแปรผันของ ท า ง ทิ ศ ต ะ วั น ต ก ข อ ง เ ก า ะ แ ส ม ส า ร จ ะ พ บ ค ว า ม สภาพภูมิอากาศตอประชาคมปลาในพ้ืนท่ีอนุรักษ หลากหลายของชนิดปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังสูงใน พันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จากการศกึ ษา เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 และจะพบความหลาย ที่ผานมาท้ังสองพ้ืนที่ไดขอสรุปเชนเดียวกัน คือ หลายชนิดตํ่าในเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 สาํ หรบั สถานี เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม (ฤดูฝน) จะมีรูปแบบ เกาะจานจะพบความหลากหลายของชนิดปลาสูงใน การ กร ะจ าย ตัวข องปล าม าก กวา ใน ชว งเ ดือ น เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 เชนเดียวกับสถานีเกาะ พฤศจิกายน - เมษายน (ฤดแู ลง ) ปลาหมกึ แตจ ะพบความหลากหลายของชนิดปลาตาํ่ สุด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

187 ภาพที่ 3 ความชกุ ชุมเฉลี่ยของปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการงั บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร ตอ พนื้ ที่ 500 ตารางเมตร (Mean ± Standard Error (SE)) ภาพท่ี 4 ดัชนีความหลากหลาย (Diversity index) ของปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการงั บริเวณหมเู กาะแสมสาร จาํ นวน 13 เดอื น (เดอื นเมษายน 2558 – เมษายน 2559) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

188 สรปุ ผลการศึกษา บริเวณหมูเกาะแสมสารไดแก อาหาร ลักษณะที่ จากการศึกษาปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังของหมูเกาะ แตกตางกนั ของแนวปะการัง อิทธิพลของลมมรสุม และ แสมสารตั้งแตเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนเมษายน การรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย และเพ่ือใหเขาใจถึง พ.ศ. 2559 รวม 13 คร้ัง พบปลาเศรษฐกิจในแนว การแพรก ระจายของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการงั ไดช ัดเจน ปะการังทั้งหมด จํานวน 3,334 ตัว จาก 36 ชนิด 20 ข้ึน การศึกษาปจจัยสงผลตอการแพรกระจายของปลา วงศ พบวาวงศป ลาทรายขาว (Nemipteridae) และวงศ เศรษฐกิจในแนวปะการังเปนเร่ืองท่ีตองทําการศึกษา ปลาสลิดทะเล (Siganidae) เปนวงศเดนในการศึกษา ตอไป เชน ความชุกชุมของแพลงกตอน ความลึกของ คร้ังนี้ เม่ือพิจารณาจากความชุกชมุ ของปลาเศรษฐกิจใน แนวปะการัง และพฤติกรรมการดํารงชีวติ ของปลาเศรษฐกิจ แนวปะการังจํานวน 36 ชนิดนั้น มีจํานวน 19 ชนิด ในแนวปะการงั (52.8%) ท่ีเปนปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังที่พบไดบอย ของหมเู กาะแสมสาร ท่ีเหลืออกี จาํ นวน 17 ชนิด (47.2%) คําขอบคณุ เปนปลาท่ีพบไดนอย และพบวาปลาสลิดทะเลชวา ขอขอบพระคุณโครงการอนุรักษพ ันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก (Siganus javus) เปนเศรษฐกิจในแนวปะการังที่พบ พระราชดํารฯิ และขอขอบพระคุณ หนว ยสงครามพิเศษ เปนชนิดเดนของหมูเกาะแสมสาร โดยพบจํานวนเฉลี่ย ทางเรือ กองเรือยทุ ธการ กองทัพเรือ ทใ่ี หการสนบั สนุน 15.31(±4.02 SE) ตัว/500 ตารางเมตร รองลงมาคือ ในการสํารวจภาคสนาม งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุน ปลากลว ยหางเหลอื ง (Caesio cuning) พบจํานวนเฉลย่ี จากงบประมาณเงินรายได จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 10.54 (±4.64 SE) ตัว/500 ตารางเมตร ท้ังน้ีจาก ประจําปงบประมาณ 2557 มหาวิทยาลัยบูรพา ผาน การศึกษาการแปรผันเชิงพ้ืนทีข่ องปลาปลาเศรษฐกิจใน สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ เลขที่สัญญา แนวปะการังของหมูเกาะแสมสารพบวา ปจจัยที่สงผล อพ.สธ. 13/2557 ตอการแพรกระจายของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการัง เอกสารอา งองิ วิภูษิต มัณฑะจิตร, สุชา ม่ันคงสมบูรณ และ สืบสิน สนธิ วิภูษิต มัณฑะจิตร. 2541. ความสัมพันธระหวาง รตั น. 2559. ความหลากหลายของปลาแนวปะการัง ประชาคมปลากับโครงสรางถิ่นที่อยูอาศัยในแนว บริเวณพ้ืนท่ีปกปกพันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะ ปะการังภาคตะวันออก : อิทธิพลจากถิ่นท่ีอยูถูก ทําลาย. รายงานวิจยั ฉบับสมบรู ณ. ชลบรุ ี: ภาควิชา แสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการ วาริชศาสตร คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั บูรพา. “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพยสิ่งสินตน” ณ วิภูษิต มัณฑะจิตร, สุชา มั่นคงสมบูรณ และ สืบสิน สนธิ มหาวิทยาลยั ขอนแกน สุภาพ มงคลประสิทธิ์. 2522. ปลาเศรษฐกิจที่สํารวจ รัตน. 2554. ปลาในแนวปะการังในพื้นที่ปกปก พบตามบริเวณปะการังในนานน้ําไทย. รายงานการ พันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัด ประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตรและชีววิทยา ชลบุ รี . รายงานวิ จั ยฉบั บสมบู รณ . ชลบุรี: แหงชาติ ครั้งท่ี 17 สาขาสัตว ณ มหาวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั บรู พา. เกษตรศาสตร. หนา 485-492. วิภูษิต มัณฑะจิตร. 2559. ประชาคมปลาในแนว เสธ ทรงพลอย, สชุ นา ชวนชิ ย, วรณพ วยิ กาญจน และ ปะการังกับความแปรผันของสภาพภูมิอากาศใน วิมล เหมะจันทร. 2548. ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการัง พื้นท่ีปกปกพันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ. ชลบุรี: บริเวณหมูเกาะแสมสาร อําเภอสัตหีบ จังหวัด มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี: ความหลากหลายของประชากรปลาในแนว ปะการัง. ในการประชุมวิชาการทรัพยากรไทย : การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

189 สรรพส่ิงลวนพันเกี่ยว (หนา 111-116). กรงุ เทพฯ: Manthachitra V. and Sudara S. 2002. จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั . อกุ กฤต สตภูมินทร. 2556. ทรัพยากรปลาเศรษฐกิจใน Community Structure of Coral Reef Fishes แนวปะการังฝงทะเลอันดามันของประเทศไทย. เอกสารวิชาการ. สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากร at a Sink Reef in the Inner Gulf of Thailand . ทางทะเล ชายฝงทะเล และปาชายเลน. เขาถึงได ScienceAsia. 28: 327-337. จากhttps://www.dmcr.go.th/detailLib/181 Manthachitra, V. and Cheevaporn, V. (2006). Allen, G.R. 1991. Damsel fishes of the World. Aquarium Systems, Publisher of Natural History Reef fish on coral assemblages at Maptaput, and Pet Books, Germany. Rayong Province. Songklanakarin. Journal Allen, G.R. 1999. Marine fishes of Southeast Asia. of Science Technology. 29(4): 907 - 918. Published by Periplus Editions (HK) Ltd, HongKong. McCook, L. J. 1999. Macroalgae, nutrients and Burgess, W.E., Axelrod, H.R. and Hunziker III, R.E. phase shifts on coral reefs: scientific issues 1988. Atlas of Marine Aquarium fishes. Published byT.F.H. Publication, Inc. United States. and management consequences for the Great English, S. , Wilkinson C. and Baker V. 1994. Barrier Reef. Coral Reefs. 18: 357–367 Survey Manual for Tropical Marine Resources. McCook, L. J. , Jompa, J. and Diaz- Pulido, G. Australian Institute of Marine Science Eschmeyer, W. N. , Fricke, R. , Fong, J. D. and 2001. Competition between corals and Polack, D. A. ( 2010) . Marine fish diversity: history of knowledge and discovery (Pisces). algae on coral reefs: a review of evidence Zootaxa. 2525:19–50. and mechanisms. Coral Reef. 19: 400-417 Froese, R. and Pauly, D. 2009. FishBase. World McCune, B. and Mefford, M.J. 1999. Multivariate Wide Web electronic publication. www.fishbase.org, version (08/2009) Analysis of Ecological Data Version 4.10, MjM Hill J. and Wilkinson C. 2004. Methods for Ecological Monitoring of Coral Reefs. V1. Software, Gleneden Beach, Oregon, USA. Australian Institute of Marine Science. Krebs, C.J. 2009. Ecology: The experimental Pielou, E. C. 1984. The Interpretation of analysis of distribution and abundance. (6th ed.). San Francisco: Benjamin Cummings. Ecological Data: A Primer on Classification Kuiter, R. H. 1992. Tropical Reef- Fishes of the and Ordination. John Wiley & Sons, 263 pp. Western Pacific Indonesia and adjacent waters. Penerbit PT Gramedia Pustaka Pratchett, M. S. , A. H. Hoey, S. K. Wilson, V. Utama, Jakata, Indonisia. Lieske, E. and Myers, R. 2001. Coral Reef Fishes: Messmer and N.A.J. Graham. 2011. Changes Indo-Pacific and Caribbean. Princeton, New Jersey: Princeton University Press. in Biodiversity and Functioning on Reef Fish Assemblages following Coral Bleaching and Coral Lost. Diversity. 3: 434-452. Quinn, G. P. and Keough, M. J. 2002. Experimental design and statistical analysis for biologist. UK: Cambridge University Press. Randall, J.E., Allen, G.R. and Steene, R.C. (1990). Fishes of the Great Barrier Reef and Coral Sea. Crewford House Press. Bathurst. NSW, Australia. Russ, G.R., Sarah-Lee A., Queste, Rizzari, J.R. andAlcala, A.C. 2015. The parrotfish - coral relationship: refuting the ubiquity of a prevailing paradigm. Mar Biol. DOI 10.1007/s00227-015-2728-3. In: Jackson JBC, Donovan MK, Cramer KL, การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”