141 ตารางที่ 3 คา สีของผลติ ภณั ฑข นมปงเสรมิ มันเทศ เปรียบเทียบกับขนมปงสูตรพื้นฐาน ท้ังนี้เน่ืองจากการเติม มันเทศลงในสวนผสมสงผลตอปริมาณของแข็งท้ังหมดที่ ตวั อยาง L* คา สี เพิ่มมากข้นึ ในขนมปง ทาํ ใหค วามชืน้ ลดลง a* b* Control 63.92±1.24b -0.36±0.88b 9.22±1.04c ตารางที่ 4 ลักษณะเน้ือสัมผัสของผลิตภัณฑขนมปงเสริม Y150 58.91±1.29d 2.84±0.88a 17.41±2.15b มันเทศ Y180 60.85±0.85c 2.87±0.97a 18.09±2.78ab ตัวอยาง Dough Bread Y210 67.29±1.55a 3.70±0.51a 20.00±1.20a Control Firmness Adhesiveness Firmness Adhesiveness P150 56.18±1.27b 3.10±0.43b 3.11±1.62b Y150 (N) (N.mm) (N) (N.mm) P180 55.43±1.01b 4.27±0.59a 5.05±0.98b Y180 P210 56.63±1.44b 3.72±1.18ab 5.04±0.98b Y210 3.67±0.42a -0.30±0.47ns 4.79±0.43a 0.00±0.00ns P150 3.18±0.14b 0.00±0.00ns 5.10±0.61a 0.00±0.00ns หมายเหตุ : ตัวอกั ษรทแี่ ตกตา งในแนวต้ังมีความแตกตาง 3.47±0.08a -0.10±0.06ns 2.45±0.12c 0.01±0.02ns ที่ระดับความเช่อื มั่นรอ ยละ 95 (p<0.05) 3.59±0.05a -0.07±0.15ns 3.36±0.16b 0.00±0.00ns 3.76±0.20ab -0.59±0.35b 3.02±0.48b 0.00±0.00ns การวิเคราะหลักษณะเนื้อสัมผัสของ Dough และขนมปง P180 3.85±0.25ab 1.46±0.39a 3.69±0.90b 0.00±0.00ns เสริมมันเทศดวยเคร่ืองวัด texture analyzer โดยทําการ P210 4.04±0.17a -0.62±0.17b 3.09±0.53b 0.00±0.00ns วิเคราะหลักษณะเน้ือสัมผัส ดานคาความแนนเน้ือ หมายเหตุ : ตัวอกั ษรท่แี ตกตา งในแนวตงั้ มีความแตกตา งท่ี (firmness) และคาการยึดติด (adhesiveness) ไดผลดัง ระดบั ความเชอ่ื มั่นรอยละ 95 (p<0.05) แสดงในตาราง 4 พบวา การเสริมมันเทศท้ัง 2 ชนิด ลงใน ns หมายถึง ไมแตกตางที่ระดับความเช่ือม่ัน สวนผสมของขนมปงสง ผลตอ คาความแนนเน้อื ของ Dough รอ ยละ 95 (p>0.05) เพียงเล็กนอย แตเมื่อนําไปอบขนมปงท่ีมีการเสริมมันมัน เทศมีคาความแนนเนื้อลดลง ซึ่งเปนผลเน่ืองจากปริมาตร ตารางท่ี 5 องคป ระกอบทางดานเคมีของผลิตภัณฑข นมปง ของขนมปงเสริมมันเทศท่ีเพ่ิมขึ้นเม่ือเทียบกับขนมปงสูตร เสริมมนั เทศ พ้นื ฐาน ท้ังนี้อาจเปนผลเน่อื งจากปรมิ าณเนื้อมนั เทศน่ึงสุก Dough Bread ทีเ่ สริมลงในสว นผสม มีผลทาํ ใหค วามชื้นใน Dough เพมิ่ ขึ้น ตัวอยา ง Moisture Moisture aw เม่ือนําไปอบจึงเกิดแรงดันไอไดมากข้ึนทําใหขนมปงที่ไดมี (%) (%) ปริมาตรเพ่ิมข้ึน จากการทดลองของราชันย (2558) ซึ่ง Control 0.90±0.01b ศึกษาการทําขนมปงหวานเสริมเนื้อตาลสุก พบวา การ Y150 32.11±0.22d 17.74±0.53c 0.95±0.01a เพิ่มขึน้ ของปรมิ าตรของขนมปง มีความสัมพนั ธตอ คา ความ Y180 0.95±0.01a แนนเนือ้ ทลี่ ดลง Y210 39.16±0.17c 31.54±0.51a 0.95±0.01a P150 40.73±0.17b 31.36±1.83a 0.94±0.00a 41.71±0.16a 25.30±1.86b 39.42±0.19b 35.07±2.40a การวิเคราะหความช้ืนและการวิเคราะหปริมาณน้ําอิสระ P180 41.69±0.44ab 32.39±0.50a 0.93±0.00a P210 43.32±0.15a 27.78±0.52b 0.94±0.00a (aw) ของ Dough และขนมปง ไดผลดังท่ีแสดงในตารางท่ี 5 พบวา ความช้ืนของ Dough ทเ่ี สรมิ มันเทศทั้ง 2 ชนิด มีคา หมายเหตุ : ตวั อกั ษรทแี่ ตกตา งในแนวตั้งมคี วามแตกตาง เพิ่มมากข้ึนเมื่อมีการเติมมันเทศในปริมาณท่ีเพิ่มขึ้น สวน ท่รี ะดับความเช่อื มนั่ รอ ยละ 95 (p<0.05) คาความชื้นของขนมปงท่ีเสริมมันเทศท้ัง 2 ชนิดมีคา ความชื้นลดลงเลก็ นอย และจะเห็นความเปล่ียนแปลงแบบ ชัดเจนเม่ือปริมาณมันเทศเพิ่มข้ึนถึง 210 กรัม เม่ือ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
142 2. ผลการทดสอบดานประสาทสมั ผัส (9-points hedonic scale) ผลการทดสอบคุณภาพทาง จากการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสของขนมปง ประสาทสมั ผสั แสดงดังตารางที่ 6 ผูท ดสอบใหการยอมรับ เสริมมันเทศจากพันธุไขและพนั ธกะปแท เพอื่ คัดเลือกสูตร ผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขและพันธุกะปแทใน ท่ีเหมาะสม โดยการทดสอบการยอมรับของผูบริโภคที่ไม ดา นลักษณะปรากฏ สี รสชาติ ลกั ษณะเนอื้ สัมผัส และการ ผานการฝกฝนมากอนจํานวน 30 คน ในดานลักษณะ ยอมรับโดยรวมของทุกสูตรท่ีทําการศึกษามากกวาขนมปง ปรากฏสี กล่ินรส รสชาติ ลักษณะเน้ือสัมผัส และการ สตู รพ้ืนฐาน ยกเวน การยอมรบั ในดานกลิน่ รสทผี่ ูบริโภคให ยอมรับโดยรวม ดวยวิธีการใหคะแนนความชอบ 9 ระดับ คะแนนการยอมรบั วาไมแ ตกตา งกัน (p>0.05) ตารางท่ี 6 คุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑข นมปง เสริมมนั เทศ ตัวอยาง colour Odor Taste texture Overall 4.97±1.67 b 5.70±1.53 b Control 6.13±1.53 b 5.97±1.61 ns 5.57±2.05 b 6.80±1.16 a 6.77±1.25 a 6.43±1.72 a 6.57±1.30 a Y150 6.97±1.35 a 5.97±1.83 ns 6.30±1.53 ab 6.50±2.01 a 6.67±1.81 a Y180 6.70±1.42 a 5.93±1.78 ns 6.17±1.62 ab 5.13±1.72 b 5.70±1.62 b 6.47±1.85 a 6.67±1.27 a Y210 6.87±1.53 a 6.63±1.52 ns 6.67±1.75 a 6.37±1.67 a 6.43±1.52 a 6.83±1.62 a 6.93±1.62 a Control 6.07±1.46 b 5.83±1.58 b 5.57±1.98 b P150 6.73±1.11 a 6.57±1.22 a 6.67±1.35 a P180 6.77±1.48 a 6.57±1.36 a 6.60±1.48 a P210 6.80±1.42 a 6.63±1.19 a 6.80±1.52 a หมายเหตุ : ตัวอักษรท่แี ตกตางในแนวตัง้ ไมม คี วามแตกตา งทีร่ ะดับความเช่ือมนั่ รอ ยละ 95 (p<0.05) ns หมายถงึ ไมแตกตางทร่ี ะดับความเชอื่ มัน่ รอยละ 95 (p>0.05) โดยคะแนนทุกลักษณะที่ทําการทดสอบมีความชอบอยู ข อ ง ข น ม ป ง ส ง ผ ล ต อ ค า ค ว า ม แ น น เ นื้ อ ที่ ล ด ล ง ข อ ง ในชว งชอบเลก็ นอ ย-ปานกลาง (6.00-7.00) ผลิตภัณฑเม่ือเทียบกับขนมปงสูตรพ้ืนฐาน ผลการ วิเคราะหความชื้นของขนมปงที่เสรมิ มันเทศทง้ั 2 ชนิด มี สรปุ ผลการทดลอง คาความชื้นลดลง เม่ือมีปริมาณมันเทศเพิ่มขึ้น ผลการ จากการพัฒนาผลิตภัณฑเสริมมันเทศจากมันเทศพันธุไข ประเมนิ คณุ ภาพทางประสาทสัมผัสของขนมปงเสริม มัน และมันเทศพันธุกะปแท พบวา ปริมาตรและปริมาตร เทศจากพันธุไขแ ละพนั ธก ะปแ ท ขนมปงเสรมิ มนั เทศสูตร จําเพาะของขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขมีคาลดลง สวน ที่ 3 (เนื้อมันเทศนึ่ง 210 กรัม) ไดรับคะแนนการยอมรับ ขนมปงเสริมมันเทศพันธุกะปแทมีปริมาตรและปริมาตร ในทุกคณุ ลกั ษณะทต่ี รวจสอบมากทสี่ ุด จําเพาะของขนมปง เพิ่มขึ้น คาความสวาง (L*) และคาสี คาํ ขอบคุณ เหลือง (b*) ของผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศพันธุไขมี งานวิจัยนเี้ ปนงานสนองพระราชดําริใน โครงการอนุรักษ คาเพิ่มมากข้ึน ในขณะท่ีผลิตภัณฑขนมปงเสริมมันเทศ พนั ธกุ รรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาํ รฯิ โดยไดรับการ พันธุกะปมีคาความสวางและคาสีเหลืองลดลง และคาสี ส นั บ ส นุ น จ า ก โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น แดง (a*) ของผลติ ภัณฑขนมปง เสริมมันเทศทั้ง 2 ชนิด มี เน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ คาเพ่ิมมากขึน้ การเสรมิ มันเทศท้งั 2 ชนดิ ลงในสวนผสม สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดําริโดยมหาวิทยาลัย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
143 เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และกองทุนสนับสนุน ศิริลักษณ สินธวาลัย. 2522. ทฤษฎีอาหารเลม 3 งานวิจัย มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภูมิ หลักการทดลองอาหาร. บริษัทสงวนกิจการพิมพ เอกสารอางองิ กรมการฝกหัดครู. 2528. เบเกอรี. หนวยศึกษานิเทศก. จํากัด. กรงุ เทพฯ กรมการฝก หดั ครู กรงุ เทพฯ. อบเชย วงศทอง และขนิษฐา พูนผลกลุ . 2544. หลกั การ กลาณรงค ศรีรอต และเกื้อกูล ปยะจอมขวัญ. 2546. ประกอบอาหาร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, เทคโนโลยีของแปง. กระทรวงอตุ สาหกรรม. 2555. มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน กรงุ เทพฯ. ขนมปง. มผช. 747/2555. สํานักงานมาตรฐาน อรวินท เลาหรัชตนันท และคณะ. 2549. อาหารและ ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ. โภชนาการ หนว ย 8-15. มหาวทิ ลยั สโุ ขทัยธรรมธริ าช จินตนา แจมเมฆ และอรอนงค นัยวิกุล. 2539. เบเกอรี เทคโนโลยีเบ้ืองตน. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, , กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ. ชวณัฐ จันทรงาม และปฏิภาณ จุนจาง. 2559. ผลของ อรอนงค นยั วิกลุ . 2538. คุณสมบตั ขิ องการเปล่ยี นแปลง ปริมาณงาขี้มอนท่ีมีอิทธิพลตอคุณสมบัติของโดและ ขนมปงหลังการอบ. คณะอุตสาหกรรมเกษตร ของวัตถุในผลิตภัณฑเบเกอรีและการคํานวนเกย่ี วกับ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม. นิธิยา รัตนาปนนท. 2548. วิทยาศาสตรการอาหารของ ผลิตภัณฑขนมอบ. คณะอุตสาหกรรมการเกษตร. ไขมนั และนํ้ามนั . O.S.พรนิ้ ติง้ เฮาส, กรุงเทพฯ ผศ.พาขวัญ ทองรักษ และคณะ. 2559. การพัฒนา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ. ผลิตภัณฑอาหารจากมันเทศท่ีปลูกในชุมชนทับนา อําเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยธุยา. Ahn et al. 2010 Exogeneous sucrose utilization มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ. ราชันย อําพันทอง. 2556. ขนมปงหวานเสริมเน้ือตาล and starch biosynthesis among sweet potato สุก. คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร. มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. cultivars. Carbohydrate Research 345, 55-60. วิชัย หฤทัยธนาสันต และคณะ. 2548. อาหารและ โภชนาการ หนวย 1-7. มหาวิทยาลัยสุโขทัย Anthoney Swamy, T. and Omwenga, J. 2014. ธรรมธิราช, กรุงเทพฯ. วรลักษณ ปญญาธติ ิพงศ และจุฑามาศ พีรพัชระ. การใช Analysis of phytochemical composition of CMC ในการปรับปรุงคุณภาพของขนมปงท่ีใชเนื้อ ตาลสุกทดแทนแปงสาลี. สาขาวิชาวิทยาศาสตรและ white and purple sweet potato (Ipomoea เทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรม ศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร batatas [L.] Lam) root. Indian Journal of Advances in Plant Research (IJAPR) Vol. 1(3): 19-22. AOAC. (2005). Official methods of Analysis of the Association of the Official Analysis Chemists. 18th edition, Washington, D.C. Hongnan Sun et al. 2014 Sweet potato (Ipomoea batatas L.) leaves as nutritional and functional foods. Food Chemistry 156, 380-389 USDA Nutrient Database. http://ndb.nal.usda.gov (Online). สบื คน วนั ท่ี 15 มกราคม 2562 Vandana panda and Madhav Sonkamble. 2012. Phytochemical constituents and pharmacological activities of Ipomeea batatas L.(Lam)-A review.Int.J.Res. Phytochem.Pharmaco., 2(1):25-34 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
144 Xing-li, L., Tai-hua,M., Hong-nan, S., Miao, Z., and Jing-wang, C. Influence of potato flour on dough rheological properties and quality of steamed bread. Journal of Integrative Agriculture 2016, 15(11): 2666–2676. 3 M Food Safety. http://3M PetrifilmTM Rapid Yeast and Mold Count Plate. (Online). สื บ ค น วันท่ี 20 มีนาคม 2562. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
145 การสรางมูลคาเพิม่ ของมะกอกนาํ้ โดยการพฒั นาผลิตภณั ฑอ าหารเพื่อสุขภาพ VALUE ADDITION TO SPANISH PLUM BY PRODUCT DEVELOPMENT AS HEALTH FOODS วิจิตรา เหลยี วตระกลู * และ วชริ ญา เหลยี วตระกลู Wijitra Liaotrakoon* and Vachiraya Liaotrakoon สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะเทคโนโลยกี ารเกษตรและอตุ สาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล สุวรรณภูมิ ศนู ยพระนครศรีอยธุ ยา หนั ตรา Department of Food Science and Technology, Faculty of Agricultural Technology and Agro-Industry, Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi, Phra Nakhon Si Ayutthaya Huntra บทคัดยอ มะกอกนํ้า (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) สามารถพบไดในพ้ืนที่ริมนํ้าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มะกอกน้ําสด 100 กรมั มีปริมาณสารประกอบฟนอลิกทงั้ หมด 532.31 มิลลิกรัมสมมูลยของกรดแกลลิกและมีความสามารถในการเปน สารตานออกซิเดชันดวยวิธี DPPH radical scavenging activity เปน 39.78 มิลลิกรัมสมมูลยของกรดแกลลิก เมื่อนํา มะกอกนํ้ามาสรางมูลคาเพิ่มโดยการพัฒนาเปนผลิตภัณฑอาหารเพ่ือสุขภาพ ทําการแปรรูปและศึกษาอายุการเก็บรักษา มะกอกน้ําแชอ่ิมอบแหง พบวา มะกอกนํ้าแชอ่ิมอบแหงสามารถเกบ็ รักษาไดนาน 7 เดือนในถุงพลาสตกิ ใสที่อุณหภูมิ 30, 40 และ 50 องศาเซลเซียส โดยมะกอกนํ้าแชอ่ิมอบแหงยังคงคุณภาพและมีปริมาณจุลินทรียอยูในเกณฑมาตรฐาน ผลิตภัณฑชุมชน นอกจากน้ีมะกอกน้ํายังนํามาแปรรูปเปนผลิตภัณฑมะกอกนํ้าดอง และนํามาพัฒนาผลิตภัณฑเปน มะกอกนาํ้ แผน จากนั้นนําไปถายทอดเทคโนโลยีใหแกชุมชน เพื่อเปนการใชประโยชนและอนุรักษมะกอกน้ําในพนื้ ท่ี เปน อาชีพเสรมิ ของชมุ ชนและบริโภคในครัวเรอื นได Abstract Spanish plum (Elaeocarpus hygrophilus Kurz) can be found in the waterfront area of Phra Nakhon Si Ayutthaya Province. A hundred gram of fresh Spanish plum contained the total phenolic compounds up to 532.31 mg gallic acid equivalent, and antioxidant activity (DPPH radical scavenging activity) to 39.78 mg gallic acid equivalent. The value-added to Spanish plum was studied by product development as health food products. The preserved Spanish plum was produced, and its shelf-life was also monitored. It can be stored for 7 months in clear plastic bags at 30, 40 and 50 °C, which still maintained quality and a microbial quantity according to community product standards. The Spanish plum might also be produced as salted Spanish plum, and then developed as Spanish plum sheet. This technology then transferred to the commune in order to apply and conserve Spanish plum in the area, resulting to supplementary career for the community and their household consumption. คําสําคญั : มะกอกนาํ้ , อาหารเพื่อสขุ ภาพ Keywords: Spanish plum, Healthy-food *ติดตอนักวจิ ัย: วิจติ รา เหลียวตระกลู (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Wijitra Liaotrakoon (E-mail: [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
146 บทนาํ ติดมือ หากตองการใหผลิตภัณฑผลไมแชอิ่มไดคุณภาพ ม ะ ก อ ก นํ้ า (Elaeocarpus hygrophilus Kurz ห รื อ ตามตองการ และมีอายุการเก็บรักษายาวนาน ตองทํา Spanish plum) เปนพืชท่ีอยูในวงศ Elaeocarpaceae การควบคุมระหวางการผลิต และควบคุมสภาวะการ ประเภทไมต น เรือนยอดเปนพุมกลมกวา งและโปรง ใบ บรรจุ เพื่อใหผลิตภัณฑผลไมแชอ่ิมมีคุณภาพตาม เปนใบเด่ียวรูปขอบขนานหรือรูปไข ขอบใบหยัก โคนใบ มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน (สํานักงานมาตรฐาน สอบ ปลายใบปา นหรือมน ผิวใบเกลี้ยง กานใบออกสแี ดง ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม, 2546) สําหรับการใชสารดูด ดอกสีขาวครีมออกเปนชอตามซอกใบ ดอกหอยลงคลาย ความช้ืนเปนวิธีหนึ่งในการคงคุณภาพของผลิตภัณฑใน ระฆัง ผลทรงรียาว ผิวเรียบเกล้ียงปลายแหลม ขางในผล ระหวางการเก็บรักษาผลิตภัณฑได สารดูดความชื้นทํา มีเมล็ดแข็งรูปกระสวยผิวขรุขระ ระยะเวลาในการออก หนาที่ดูดซับความช้ืนจากบรรยากาศและกักเก็บไวใน ดอกระหวางเดือนเมษายน-พฤษภาคม และเปนผล ตัวเอง การบรรจุซองสารกันช้ืนเขาไวในหีบหอสินคาจะ ระหวางเดือนตุลาคม-ธันวาคม การขยายพันธุนิยมใช ชวยลดความช้ืนของอากาศในหีบหอลง (Deborah et เมลด็ และการตอนกง่ิ ปลูกไดงา ย เติบโตเรว็ พบในเอเชีย al., 1999) บางคร้งั การแชอิ่มทาํ ใหไดร สชาตหิ วานเกนิ ไป ตะวันออกเฉียงใตบริเวณริมนํ้า (สุนทรี, 2536) ใน จากการใชนํา้ ตาลที่ความเขมขนสูง เม่ือใชนํ้าตาลรว มกับ ประเทศไทยมะกอกน้ําพบไดท่ัวไป โดยเฉพาะในพ้ืนท่ี สารดูดความช้ืน จะชวยลดปริมาณนํ้าตาลลง และยังคง ภาคกลาง เชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซ่ึงสวนใหญ คุณภาพดานเน้ือสัมผัสได (นิราศ, 2545) ชนิดของบรรจุ เปนพ้ืนที่ชุมนํ้า ผลแกลอยไปตามน้ําไดไกล การกระจาย ภัณฑ และสารดูดความชน้ื ยงั มีผลตอ คุณภาพหลงั การเกบ็ พันธุจึงเปนไปไดดี มะกอกนา้ํ เปนไมท ี่ชอบที่ชุมชื้นใกลนาํ้ รักษากลวยหอมทองอีกดวย (บุณรา, 2546) การใชสาร ปลูกงาย โตเร็ว ผลแกเปนท่ีนิยมบริโภค จึงสามารถ ดูดความชื้น ทําใหปรมิ าณความช้ืนของแปงลดลง มีผลให พัฒนาเชิงพาณชิ ยไ ดดี อัตราการเจริญเติบโตของจุลินทรียบนผลิตภัณฑลดลง มะกอกนํ้าสามารถนําไปใชประโยชนเปนพืชอาหาร โดย เชน กัน ทําใหผลิตภัณฑมีอายุการเกบ็ รกั ษานานข้ึน (ปยะ ใชผลแกท่ีมีรสฝาดอมเปร้ียว คุณคาทางอาหารของผล นุช, 2544) ชนดิ ของบรรจุภัณฑม ผี ลตอ อายกุ ารเก็บรกั ษา มะกอกนํ้าในสวนทก่ี ินได 100 กรัมประกอบดวยพลังงาน โ ด ย แ ป ง ก ล ว ย ท่ี เ ก็ บ รั ก ษ า ใ น ถุ ง โ พ ลี โ พ ร พิ ลี น 86 แคลอรี นํ้า 75.8 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คารโบไฮเดรต (Polypropylene, PP) จะมีปริมาณความช้ืนนอยกวา 22.3 กรัม เย่ือใย 0.5 กรัม โปรตีน 1.0 กรัม แคลเซียม แปงกลวยท่ีเก็บรกั ษาในถุงโพลีเอทธีลีน (Polyethylene, 14 มลิ ลกิ รัม ฟอสฟอรสั 35 มลิ ลกิ รมั เหล็ก 0.9 มิลลกิ รมั PE) (ชลธริ า, 2544) วิตามินเอ 375 หนวยสากล (I.U.) วิตามินบี 1 0.09 การวิจัยนี้เปนการใชองคความรูทางวิทยาศาสตรและ มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 49 เทคโนโลยีการอาหารในการใชป ระโยชนจากพชื ทองถ่ินที่ มิลลิกรัม และไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม (กองโภชนาการ, ควรอนุรักษของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไดแก 2530) มะกอกนํ้าสามารถนํามาแปรรูปเปนผลิตภัณฑแช มะกอกน้ํา ในปจจุบันผูบริโภคมีแนวโนมในการ อิ่มและดอง เพ่ือยืดอายุการเก็บรักษาได อยางไรก็ตาม รบั ประทานอาหารเพื่อสุขภาพกนั มาก ดังน้ันงานวิจัยน้จี ะ มะกอกน้ําแชอิ่มอาจเกิดการเสื่อมเสีย เน่ืองจากน้ําเชื่อม ทําใหผูบริโภคมีความรูความเขาใจในคุณคาเชิงสุขภาพ มีความเขมขนของนํ้าตาลตํ่าเกินไป ถาเก็บผลไมแชอิ่ม ของมะกอกนํ้า ทั้งยังเปนการสงเสริมใหชุมชนมีการ อบแหงในท่ีมีความชื้นหรือผลิตภัณฑไมแหงเพียงพอ จะ อนุรักษพันธุมะกอกน้ํา ทําใหมะกอกน้ํามีมูลคาสูงขึ้น ทําใหนํ้าตาลบางสวนเยิ้มออกมา และอาจเกิดเช้ือราได สามารถนํามาแปรรูปมะกอกนํ้าแชอ่ิม มะกอกนํ้าดอง มะกอกนํ้าแชอ่ิมตองมีสีสวยสดตามสีของมะกอกน้ํา เน้ือ และนํามาตอยอดเปนผลิตภัณฑอ่ืนที่แตกตาง เชน ดานในฉ่ํา นุม ไมแหงแข็ง เมื่อจับผิวดานนอกไมเหนียว มะกอกนํ้าแผน เปน การพัฒนาชุมชนอยางย่งั ยนื ตอไป การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
147 อปุ กรณแ ละวธิ กี ารทดลอง ตารางที่ 1 สภาวะการเก็บรักษาะมะกอกน้ําแชอ่ิม 1. การเตรียมตวั อยางมะกอกน้าํ อบแหง ทําการสํารวจมะกอกน้ําในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แ ล ะ เ ก็ บ ตั ว อ ย า ง ม ะ ก อ ก นํ้ า ม า วิ เ ค ร า ะ ห ป ริ ม า ณ ท่ี อณุ หภูมิใน สารปองกนั การ ขนาด สารประกอบฟนอลิกและความสามารถในการเปนสาร การเกบ็ เปลีย่ นแปลง บรรจุ ตานออกซิเดชันดวยวิธี DPPH radical scavenging รักษา activity (DPPH) จากน้ันนํามะกอกน้ํามาแปรรูปและ (องศา พัฒนาเปน อาหารเพื่อสขุ ภาพ เซลเซยี ส) 2. การแปรรปู มะกอกนํา้ แชอ ่มิ อบแหง 1 30 สารดดู ความชืน้ ขนาดเลก็ ทําการเตรียมมะกอกน้ําแชอ่ิมแบบชา ตามขั้นตอนดังนี้ 2 30 สารดดู ความชนื้ ขนาดใหญ ทาํ ความสะอาดและกรดี มะกอกน้ําตามยาวใหร อบผล แช 3 30 สารดดู ออกซิเจน ขนาดเล็ก ในนํ้าเกลือรอยละ 10 โดยนํ้าหนัก (% w/w) นาน 48 4 30 สารดดู ออกซเิ จน ขนาดใหญ ชั่วโมง ผ่ึงใหสะเด็ดน้ํา จากนั้นแชในนํ้าเชื่อมรอยละ 35 5 40 สารดดู ความช้ืน ขนาดเลก็ โดยน้ําหนัก (% w/w) นาน 24 ชั่วโมง นํามาอุนใน 6 40 สารดดู ความชืน้ ขนาดใหญ นํ้าเชื่อมและเพ่ิมความเขมขนของนํ้าเช่ือมทุก ๆ 24 7 40 สารดดู ออกซิเจน ขนาดเลก็ ชั่วโมง จนกระทงั่ ความเขมขนของนํา้ ตาลในมะกอกนํา้ แช 8 40 สารดดู ออกซิเจน ขนาดใหญ 9 50 สารดดู ความช้นื ขนาดเลก็ อ่ิมเปน 65 °Brix นํามะกอกนํ้าแชอ่ิมมาทําใหแหงดวย 10 50 สารดดู ความชน้ื ขนาดใหญ เตาอบลมรอนที่ 60 องศาเซลเซียส เปนเวลา 1 ชั่วโมง 11 50 สารดดู ออกซเิ จน ขนาดเลก็ จึงบรรจุและนํามาศกึ ษาอายกุ ารเก็บรกั ษาตอ ไป 12 50 สารดดู ออกซเิ จน ขนาดใหญ 3. การศึกษาอายุการเกบ็ รกั ษามะกอกนํา้ แชอ ่มิ อบแหง 4. การแปรรปู มะกอกน้ําแผน วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (Completely การแปรรูปมะกอกนํ้าแผนจากมะกอกนํ้าดอง โดยนํา Randomized Design, CRD) โดยศึกษาผลของขนาด มะกอกนาํ้ สด มาลางทาํ ความสะอาด เดด็ ข้วั ทง้ิ สะเดด็ น้ํา บรรจุ (ขนาดเล็ก และขนาดใหญ) สารปองกันการ และเรียงใสภาชนะท่ีเตรียมไว เตรียมน้ําเกลือรอยละ 10 เปลีย่ นแปลง (สารดูดความชืน้ หรือซิลิกาเจล และสารดูด โดยน้ําหนัก (% w/w) ตมใหเดือด พักไวจนอุน เท ออกซิเจน) และอุณหภูมิในการเก็บรักษา (30, 40 และ น้ําเกลือลงในภาชนะปดสนิทที่มีมะกอกอยู นาน 7 วัน 50 องศาเซลเซยี ส) จากน้ันเกบ็ ตัวอยางในถุง PP ท้ังหมด จะไดมะกอกน้ําดอง จากนั้นนํามะกอกน้ําดองมาตม 15 12 ตัวอยาง เทียบกับตัวอยางมะกอกนํ้าแชอิ่มอบแหง นาที นํามาแชในน้ําเย็น และสะเด็ดน้ําออก แกะเมล็ด ควบคุม เก็บรกั ษามะกอกน้ําแชอิม่ ตามสภาวะดังตารางท่ี ออกโดยการปลิ้นเมล็ด เอาเนื้อมะกอกน้ําดองมาปนให 1 โดยขนาดบรรจุขนาดเล็กคือ ขนาดบรรจุ 1 ผล/ถุง ละเอียดในเคร่ืองปน ผสมสวนผสม ดังน้ี เนื้อมะกอกน้ํา และขนาดใหญคือ ขนาดบรรจุ 20 ผล/ถุง มะกอกน้ําแช ดอง น้ําตาล เกลือ กรดซิตริก และเพคตินรอยละ 88, 10, อ่ิมนํ้าหนักประมาณ 10+2 กรัม/ผล จากน้ันทําการเก็บ 1, 0.5 และ 0.5 ตามลาํ ดับ ผสมใหเ ขากนั กวนประมาณ ตัวอยางมะกอกน้ําแชอิ่มอบแหงทุกตัวอยาง ณ เวลา 1 ชั่วโมง นํามาข้ึนรูปเปนแผน และอบท่ีอุณหภูมิ 60 เริ่มตน, 2, 4, 6, 7 และ 8 เดือน นํามาวิเคราะหคุณภาพ องศาเซลเซียส นาน 3 ช่ัวโมง และเก็บมะกอกนํ้าแผนท่ี ทางเคมี กายภาพ และจลุ ชีววิทยา อุณหภูมหิ อ ง (ดดั แปลงจากชนะชยั และวิชมณี, 2552) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
148 5. การวิเคราะหสมบตั กิ ารตา นอนมุ ลู อิสระ 7. การวิเคราะหค ณุ ภาพทางจุลชีววิทยา 5.1 การวเิ คราะหปรมิ าณสารประกอบฟน อลิก วิเคราะหจํานวนจุลินทรียทั้งหมด ยีสตและราดวยวิธี สกัดตัวอยางมะกอกนํ้าดวยอะซีโตนความเขมขนรอยละ Standard plate count (AOAC, 2000) โ ด ย ทํ า ใ ห 80 ในอัตราสวน 1:4 นําสารละลายที่ไดมากรอง และนํา ตัวอยางเจือจางลงคร้ังละ 10 เทา (Ten- fold serial สวนใสมาใชในการวิเคราะหสมบัติการตานอนุมูลอิสระ dilution) เพื่อใหมีการเจริญของเชื้อจุลินทรียในอาหาร (ดัดแปลงจาก Wu et al., 2006; Mahattanatawee et เล้ียงเช้ือระหวา ง 30-300 โคโลนี จากนัน้ นําจานเพาะเชื้อ al., 2006) โดยวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิก ไปบมที่ 35 องศาเซลเซียส เปนเวลา 48+3 ช่ัวโมง ทั้งหมดดวยวิธี Folin-ciocalteu colorimetric assays สาํ หรบั ยีสตและรา นําไปบมท่ี 25 องศาเซลเซียส นาน 2- (Lim et al., 2007) นําสารสกัดจากมะกอกน้ํา 0.3 5 วัน รายงานผลเปนจํานวนโคโลนี (Colony forming มิลลิลิตร ผสมกับ Folin-Ciocalteu’s phenol reagent unit, CFU) ตอ ผลติ ภณั ฑ 1 กรัม (CFU/g) (เจือจาง 10 เทาดวยน้ํากล่ัน) 1.5 มิลลิลิตร เติม สารละลายโซเดียมคารบอเนต (ความเขมขนรอ ยละ 7.5) 8. การวิเคราะหขอ มลู ทางสถติ ิ 1.2 มิลลิลิตร ต้ังทิ้งไวในที่มืดนาน 30 นาที วัดคาการ วิเคราะหขอมูลทางสถิติโดยรายงานเปนคาเฉล่ีย+สวน ดดู กลืนแสงท่ีความยาวคลืน่ 765 นาโนเมตร นํามาเทียบ เบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกตางอยาง กับกราฟมาตรฐานกรดแกลลิก รายงานเปนมิลลิกรัม มีนัยสําคัญทางสถิติ โดยวิเคราะหความแปรปรวน สมมูลยของกรดแกลลิก (mg gallic acid equivalent, ( analysis of variance, ANOVA) แ ล ะ เ ป รี ย บ เ ที ย บ GAE) ตอ 100 กรมั ของตวั อยาง คาเฉล่ียโดยวิธี Duncan’s new multiple range test ท่ีระดบั ความเช่อื มนั่ รอ ยละ 95 5.2 การวิเคราะหก ิจกรรมการตา นอนมุ ูลอสิ ระ วิเคราะหประสิทธิภาพของการตานอนุมูลอิสระดวยวิธี ผลและวิจารณผลการทดลอง DPPH (ดัดแปลงจาก Wu et al., 2006) ปเปตสารสกัด 1. ผลปริมาณสารประกอบฟนอลิคและสารตานอนุมูล จากตัวอยาง 1 มิลลิลิตร เติมสารละลาย DPPH 4 อิสระของมะกอกนํ้าสด มลิ ลิลิตร ผสมใหเขากัน เก็บไวในที่มืดเปนเวลา 30 นาที วัดคาการดูดกลืนแสงท่ีความยาวคล่ืน 515 nm นําคา จากการสํารวจมะกอกนํ้าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การดูดกลืนแสงมาเทียบกับกราฟมาตรฐานกรดแกลลิก พบวามะกอกน้ําพบไดท่ัวไปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และรายงานผลเปน mg GAE/ 100 g โดยมากพบในพ้ืนท่ีอําเภอบางปะอิน อําเภอบางบาล อําเภอเสนา และอําเภออุทัย มักข้ึนอยูริมนํ้า แสดงดัง 6. การวิเคราะหค ุณภาพทางเคมแี ละกายภาพ ภาพท่ี 1 โดยผลมะกอกนา้ํ สุกจะมกี ลนิ่ และมีสีเขียว การวิเคราะหคุณภาพทางเคมี โดยวิเคราะหปริมาณกรด จากการวิเคราะหปริมาณสารประกอบฟนอลิกทั้งหมด ทั้งหมดดวยวิธี Titrimetry method (AOAC, 2000) ของมะกอกน้ําสด พบวา มีปริมาณสารประกอบฟนอลิก และรายงานปริมาณกรดท้งั หมดในรูปของรอ ยละของกรด ท้ังหมดสงู ถึง 532.31+9.66 Mg GAE/100 g ของตัวอยาง ซิตริก วิเคราะหปริมาณความชนื้ โดยใชว ิธี Hot air oven ซึ่งใกลเคียงกับแกวมังกรและมะมวง (505-523 Mg method (AOAC, 2000) สําหรับการวิเคราะหคุณภาพ GAE/100 g ของตัวอยาง) และสูงกวาท่ีพบในมะละกอ ทางกายภาพ ทําการวิเคราะหความแนนเนื้อ โดยเครื่อง และลองกอง (205-481 Mg GAE/100 g ของตัวอยาง) Texture Analyzer ทํา 3 ซํ้าตอ 1 ตัวอยาง (Mahattanatawee et al., 2006) โดยสารประกอบฟ นอล จะทําหนาที่กําจัดอนุมูลอิสระ (Free radical) และ ไ อ อ อ น ข อ ง โ ล ห ะ ท่ี ส า ม า ร ถ เ ร ง ก า ร เ กิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
149 ออกซิเดชันของไขมันและโมเลกุลอื่น ๆ โดยใชตัวเองเปน 2. ผลการแปรรูปและอายุการเก็บรักษามะกอกน้ําแชอ่ิม ตัวรับอนุมูลอิสระ ทําใหยับย้ังปฏิกิริยาลูกโซท่ีมีอนุมูล อบแหง อิสระเปนสาเหตุ แตสารตานอนุมลู อิสระจะถูกทําลายไป มะกอกน้ําสามารถนํามาแปรรปู เปนผลิตภณั ฑมะกอกนํ้า ดวย สวนกจิ กรรมการตา นอนมุ ลู อิสระโดยวิธี DPPH จาก แชอ่ิมอบแหง และนํามาศึกษาสภาวะการเก็บรักษาแสดง มะกอกนํ้าเปน 39.78+0.21 Mg GAE/100 g ตวั อยาง ซ่งึ ดังภาพท่ี 2 จากการศึกษาอายุการเก็บรักษามะกอกน้ํา ใกลเคียงกับแกวมังกร (34.7 Mg GAE/100 g) และสูง แชอิ่ม โดยทําการเก็บตัวอยางมะกอกน้ําแชอ่ิมท่ีบรรจุ 1 ก ว า ใ น ม ะ ล ะ ก อ ( 10.4-29.7 Mg GAE/100 g) ผล และ 20 ผลในถุงพลาสติกใสโพลีโพรไพลิน บรรจุ (Mahattanatawee et al., 2006) น อ ก จ า ก น้ี ยั ง มี พรอมสารดูดความชื้นหรือสารดูดออกซิเจน และเก็บ รายงานวา มะกอกนํ้าอายุ 6 เดือนหลังตดิ ดอกมีปริมาณฟ รักษาท่ีอุณหภูมิหอง (30 องศาเซลเซียส) 40 องศา ลาโวนอยด สารประกอบฟน อลิก และความสามารถตาน เซลเซยี สและ 50 องศาเซลเซียส ณ เวลาเร่มิ ตน , 2, 4, 6, ออกซิเดชันมากที่สุดเม่ือเทียบกับอายุการเก็บเก่ียวอื่น 7 และ 8 เดือน แลวนํามาวิเคราะหหาคาความเปนกรด (อธิยา และธนะบูลย, 2550) มะกอกน้ํามีความสามารถ ปริมาณความช้ืน ความแนนเนอื้ จํานวนจุลินทรยี ท้ังหมด ในการเปนสารตานอนุมูลอิสระและสารตานจุลชีพท่ีดี ยีสตและรา (Nanasombat et al., 2012) ดังนั้นมะกอกนํ้าจึงเปน พืชพื้นถิ่นท่ีมีความนาสนใจ ควรแนวทางในการใช ประโยชน การพัฒนา และการอนุรักษมะกอกน้ําตอไป ภาพที่ 1 ตน และผลมะกอกนํ้าบรเิ วณพื้นทรี่ ิมนํ้าใน (ก) (ข) จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ภาพที่ 2 มะกอกนา้ํ แชอ ่ิมบรรจใุ นถงุ PP ขนาดบรรจุ (ก) 1 ผลตอถุง และ (ข) 20 ผลตอ ถุง ผลการศึกษาคาความเปนกรด ปริมาณความชื้น และ ความแนนเนื้อของมะกอกนํ้าแชอิ่มอบแหงเปนดังภาพที่ 3 (ก-ค) พบวา ตัวอยางมะกอกนํ้าแชอ่ิมทุกตัวอยาง ร ว ม ท้ั ง ตั ว อ ย า ง ค ว บ คุ ม ที่ ทํ า ก า ร เ ก็ บ รั ก ษ า ต ล อ ด ระยะเวลา 8 เดือนมีปริมาณกรดซติ ริกเพม่ิ ขนึ้ เล็กนอ ยอยู ในชวงรอยละ 0.006-0.012 เมื่อเก็บรักษามะกอกนํ้าแช อิม่ อบแหงที่บรรจุในสภาวะท่ีแตกตางกนั ทั้ง 13 ตวั อยาง รวมตัวอยางควบคุม นาน 8 เดือน ปริมาณความช้ืน เพิ่มขึ้นจากรอยละ 17 เปนรอยละ 22 สวนความแนน เ น้ื อ ข อ ง ม ะ ก อ ก น้ํ า แ ช อ่ิ ม อ บ แ ห ง ทุ ก ตั ว อ ย า ง มี ก า ร เปลี่ยนแปลงเล็กนอยอยูในชวง 4.6-4.95 นิวตัน เมื่อ เทียบกับตวั อยางควบคมุ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
150 สําหรับจํานวนจุลินทรียทั้งหมดของมะอกนํ้าแชอ่ิม ความแน่นเน�ือ(ค) อบแหงแสดงดังภาพที่ 3 (ง) พบวา เดือนที่ 6 จํานวน จุลินทรียท้ังหมดในตัวอยางควบคุมนอยกวา 1x104 จํานวนจุลินท ีรย์ �ัทงหมด (CFU/g)5 78 CFU/g แตเดือนท่ี 7 มีจํานวนจุลินทรียท้ังหมด 2x104 อายุการเก็บรกั ษา (เดอื น) CFU/g สวนตัวอยางมะกอกนํ้าแชอ่ิมที่เหลือเมื่อเก็บ 4.9 รักษาจนถึงเดือนที่ 7 พบจํานวนจุลินทรียทั้งหมดนอย 78 กวา 1x104 CFU/g แตเมื่อเก็บไวเดือนที่ 8 นั้น มีคาเกิน 4.8 อายุการเก็บรักษา (เดือน) กวามาตรฐานผลิตภัณฑชุมชนกําหนด โดยคามาตรฐาน ผลิตภัณฑชมุ ชนเรอ่ื งผลไมแชอิ่ม กาํ หนดไวไมเกิน 1x104 4.7 CFU/g (มผช. 161/2546) สําหรับปริมาณยีสตและรา ของมะกอกน้ําแชอ่ิมอบแหงทุกตัวอยางพบวา มี <10 4.6 CFU/g ตลอดระยะเวลาการเกบ็ รกั ษา 7 เดอื น ดงั นั้นอายุการเก็บรักษามะกอกนํ้าแชอิ่มจึงอยูที่ 7 เดือน 4.5 เทากันทุกสภาวะการเก็บรักษา สวนตัวอยางควบคุมคือ สภาวะท่ีไมไดใสสารปองกันการเปล่ียนแปลง เก็บรักษา 4.4 ไดนาน 6 เดือน และพบวาการใสสารปองกันการ 0 24 6 เปล่ียนแปลงท้ังสารดูดความชื้นและสารดูดออกซิเจนทํา ใหมะกอกน้ําแชอิ่มสามารถเก็บรักษาไดนานขึ้น และ (ง) อุณหภูมิที่ทําการศึกษาการเก็บรักษามะกอกน้ําและ ขนาดบรรจุไมมีผลตอ อายกุ ารเก็บรักษามะกอกนํ้าแชอ ิ่ม 100000 90000 80000 70000 60000 50000 40000 30000 20000 10000 0 02 46 ตวั อย่างควบคมุ ขนาดเล็กใส่สารดูดความช�ืนเกบ็ ที� 30 C ขนาดเลก็ ใสส่ ารดดู ความชนื� เก็บท�ี 40 C ขนาดเลก็ ใส่สารดูดความชน�ื เกบ็ ที� 50 C ขนาดเลก็ ใส่สารดดู ออกซเิ จนเก็บท�ี 30 C ขนาดเล็กใสส่ ารดดู ออกซิเจนเกบ็ ที� 40 C ขนาดเลก็ ใส่สารดดู ออกซิเจนเก็บท�ี 50 C ขนาดใหญ่ใส่สารดูดความชื�นเก็บที� 30 C ขนาดใหญ่ใส่สารดูดความชืน� เกบ็ ที� 40 C ขนาดใหญ่ใสส่ ารดูดความชน�ื เก็บท�ี 50 C ขนาดใหญ่ใส่สารดดู ออกซิเจนเก็บท�ี 30 C ขนาดใหญใ่ ส่สารดูดออกซิเจนเก็บท�ี 40 C ขนาดใหญ่ใส่สารดูดออกซเิ จนเกบ็ ที� 50 C (ก) ภาพที่ 3 การเปล่ียนแปลงของมะกอกน้าํ แชอ ่มิ อบแหง ทสี่ ภาวะการเก็บรักษาตางกัน (ก) ปริมาณกรด (ข) ปริมาณความชนื้ (ค) ความแนน เนือ้ (ง) จาํ นวนจุลนิ ทรยี ทง้ั หมด ่คาความเ ็ปนกรด ( ้รอยละ) 0.014 3. ผลการใชประโยชนจากมะกอกน้ําโดยการแปรรูป 0.012 ผลิตภัณฑมะกอกน้ําแผน มะกอกน้ําสามารถนํามาสรางมูลคาเพิ่มเปนผลิตภัณฑ 0.01 อาหารเพ่ือสขุ ภาพ โดยนาํ ผลสุกของมะกอกน้ํามาดองใน 0.008 นํ้าเกลือเปนมะกอกน้ําดอง เพ่ือทําใหรสฝาดหายไป 0.006 มะกอกน้ําดองเปนที่นิยมของผูบริโภคสามารถจําหนาย 0.004 เชิงพาณิชยไดอยางกวางขวาง อยางไรก็ตามสามารถนํา 0.002 มะกอกนํ้าดองมาพัฒนาตอยอดเปนอาหารเพื่อสุขภาพ ทดแทนอาหารขบเคี้ยวได โดยพัฒนาเปนผลิตภัณฑ 0 มะกอกน้ําแผน ตามภาพที่ 4 มะกอกน้ําแผนนั้นมีสีดํา นํ้าตาล มีรสชาติเปร้ียว เค็มและฝาดเล็กนอย เน้ือสัมผัส 0 2 4 678 เหนยี วนมุ เคย้ี วไดค ลา ยกบั มะมวงแผน มีลกั ษณะแหง จึง 2 4 อายกุ ารเกบ็ รกั ษา (เดอื น) สามารถเกบ็ รักษาไวไ ดน าน (ข) 678 ปริมาณความ ื�ชน (ร้อยละ) 25 อายกุ ารเก็บรกั ษา (เดอื น) 20 15 10 5 0 0 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
151 (ก) (ข) สารประกอบฟนอลิกทั้งหมดสูงถึง 532.31 mg GAE/ ภาพที่ 4 การใชป ระโยชนท างอาหารจากผลมะกอกนา้ํ 100 g และมีกิจกรรมการตานอนุมูลอิสระดวยวิธี DPPH เปน 39.78 mg GAE/ 100 g มะกอกนํ้ามีความสามารถ (ก) มะกอกนา้ํ ดอง (ข) มะกอกนํา้ แผน ในการเปนสารตานอนุมูลอิสระที่ดี จึงนํามาตอยอดหา นอกจากนี้คณะวิจัยไดนําองคความรูท่ีไดจากงานวิจัยใน แนวทางในการใชประโยชนและการพัฒนาเปนผลิตภณั ฑ การนํามะกอกนํ้าไปใชประโยชนเชิงอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ โดยสรางมูลคาเพ่ิมพัฒนาเปน มาถายทอดองคความรู โดยไดมีการฝกอบรมเชิง มะกอกนํ้าแชอ่ิมอบแหงที่สามารถเก็บรักษาไดนาน 7 ป ฏิ บั ติ ก า ร ใ น พื้ น ที่ อํ า เ ภ อ บ า ง ป ะ อิ น จั ง ห วั ด เดือนในถุงพลาสติกท่ีอุณหภูมิ 30-50 องศาเซลเซียส มี พระนครศรีอยุธยาใหแก ผูนําชุมชน กลุมแปรรูป คณุ ภาพเปนไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน นอกจากนี้ เกษตรกร นักศึกษาและผูสนใจ โดยมีการสาธิต และการ ยังแปรรูปเปนมะกอกนํ้าดอง และพัฒนาตอยอดเปน ใหความรูโดยการบรรยาย ตามภาพท่ี 5 ในการถายทอด ผลิตภณั ฑมะกอกนา้ํ แผน ไดอีกดว ย เทคโนโลยีและผลงานวิจัยครั้งนี้พบวา ผูเขารวมอบรมมี ความพึงพอใจและกระตือรือรนในการฝกอบรมเปนอยาง คําขอบคุณ มาก และตองการนํามะกอกน้ําไปตอยอดเปนอาชีพของ งานวิจัยน้เี ปนงานสนองพระราชดําริใน โครงการอนุรักษ กลุม แมบา นและบรโิ ภคในครัวเรอื นตอไป พนั ธกุ รรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดํารฯิ โดยไดรับการ ส นั บ ส นุ น จ า ก โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น ภาพที่ 5 การถายทอดองคความรกู ารใชประโยชนจ าก เน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มะกอกนํ้าเชงิ อาหารเพ่ือสขุ ภาพใหแ กผูสนใจ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดําริโดยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และกองทุนสนับสนุน สรุปผลการทดลอง งานวจิ ยั มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภูมิ มะกอกน้ําเปนพืชทองถ่ินท่ีสามารถพบไดในพ้ืนท่ีริมนํ้า ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มะกอกน้ําสดมีปริมาณ เอกสารอา งองิ ชนะชยั กรวิทยาศลิ ป และวิชมณี ยนื ยงพุทธกาล. 2552. การพฒั นาสตู รผลิตภัณฑผ ลไมแผนมว นกลนิ่ รสเชอรร ี่ ท่ีใชผลไมไทยอบแหงแทนแอปเปลอบแหง. วารสาร วิทยาศาสตรเกษตร. 40(1)พิเศษ: 409-412. ชลธิรา บุญเรืองยา. 2544. การศึกษาอายุการเก็บรักษา แปงกลวย. วิทยานิพนธมหาบัณฑิต. วิทยาศาสตร (พืชสวน). สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณ ทหารลาดกระบงั นิราศ กิ่งวาที. 2545. การใชสารดูดความช้ืนในการ ปรับปรงุ คณุ ภาพสับปะรดแชอ่ิมอบแหง. วิทยานิพนธ มหาบัณฑิต. วิทยาศาสตร (วิทยาศาสตรการ อาหาร). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรุงเทพฯ บุณรา บุญวรากุล. 2545. อิทธิพลของชนิดภาชนะบรรจุ อัตราการไหลของกาซ O2 CO2 สารดูดซับเอทธิลีน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
152 และสารดูดความช้ืนตอคุณภาพหลังการเก็บรักษา Nanasombat, S., K. Khanha, J. Phan-im, J. Jitaied, ก ล ว ย ห อ ม ท อ ง . วิ ท ย า นิ พ น ธ ม ห า บั ณ ฑิ ต . วิทยาศาสตร (พืชสวน) สถาบันเทคโนโลยีพระจอม S. Wannasomboon, S. Patradisakorn and A. เกลาเจา คณุ ทหารลาดกระบงั กรุงเทพฯ Wongsil. 2012. Antimicrobial and antioxidant ปย ะนุช คนั โธ. 2544. การยืดอายกุ ารเก็บรักษาขนมเปย ะ โดยการใชส ารลดคา วอเตอรแอคติวิตแ้ี ละบรรจภุ ณั ฑ. activities of Thai local fruit Extracts: วทิ ยานิพนธมหาบัณฑิต. วิทยาศาสตร (วิทยาศาสตร การอาหาร).มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรุงเทพฯ application of a selected fruit extract, สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม. 2546. มาตรฐานผลิตภัณฑชุมชน. ผลไมแชอ่ิม. เลขท่ี มผช. Phyllanthus emblica Linn. As a natural 161/2546. preservative in raw ground pork during สุนทรี สิงหบุตรา. 2536. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด. refrigerated storage. The Online Journal of กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พริน้ ตง้ิ เฮา ส. Science and Technology. 2(1): 1-7 อธิยา เรืองจักรเพ็ชร และ ธนะบูลย สัจจาอนันตกุล. Wu, L.C., H.W. Hsu, Y.C. Chen, C.C. Chiu, Y.I. Lin 2550. ผลอายุการเก็บเกี่ยวมะกอกน้ําตอปริมาณฟ นอลิก ฟลาโวนอยด และกิจกรรมสารตานออกซิเด and J.A.A. Ho. 2006. Antioxidant and ชัน. วารสารวทิ ยาศาสตรเกษตร. 38(5): 127-130 antiproliferative activities of red pitaya. Food AOAC. 2000. Official methods of analysis of the Chemistry. 95: 319-327. association of the official analysis chemists. Arlington: Association of official analytical chemists. Deborah, A.M. and C.B. Sheila. 1999. Managing the modern herbarium: an interdisciplinary approach. Society for the Preservation. USA Lim, Y.Y., T.T. Lim and J.J. Tee. 2007. Antioxidant properties of several tropical fruits: a comparative study. Food Chemistry. 103: 1003-1008. Mahattanatawee, K., J.A. Manthey, G Luzio, S.T. Talcott, K. Goodner and E.A. Baldwin. 2006. Total antioxidant activity and fiber content of select Florida-grown tropical fruits. Journal of Agricultural and Food Chemistry. 54: 7355- 7363 การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
153 การเปรยี บเทยี บสายพนั ธุถ ่วั ฝกยาวที่คัดเลอื กจากพันธทุ องถน่ิ ในหลายสภาพแวดลอ ม A COMPARISON OF YARDLONG BEAN LINES SELECTED FROM LOCAL CULTIVARS UNDER MULTI-ENVIRONMENTS ปราโมทย พรสุรยิ า* และ พรทพิ ย พรสุริยา Pramote Pornsuriya* and Pornthip Pornsuriya สาขาวิชาเทคโนโลยกี ารผลติ พืช คณะเกษตรศาสตรและทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลตะวนั ออก ต.บางพระ อ.ศรรี าชา จ.ชลบรุ ี 20110 Department of Plant Production Technology, Faculty of Agriculture and Natural Resource, Rajamangala University of Technology Tawan-Ok, Bangpra, Sriracha, Chonburi 20110 บทคัดยอ จากการท่ีโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ไดดําเนินโครงการเก็บรวบรวมพันธุถ่ัวฝกยาวพันธุทองถ่ินในเขต จงั หวัดชลบรุ ี โดยมีวตั ถุประสงคเ พื่อนาํ มาใชประโยชนในการปรับปรงุ พนั ธุ และไดทําการคัดเลอื กสายพันธแุ บบตนตอ แถว แลวนําสายพันธุท่ีนาสนใจมาปลูกเปรียบเทียบกับพันธุการคาในหลายสภาพแวดลอม สายพันธุ/พันธุท่ีใชในการทดลอง ประกอบดว ย (1) พันธุการคา 2 พนั ธุ ไดแ ก พันธุลํานา้ํ ชี และพันธุส ดุ สาคร (2) สายพนั ธทุ ีค่ ดั เลือกจากพนั ธุพืน้ เมอื ง 5 สาย พนั ธุ ไดแก สายพันธุ 303-1-L2, 401-1-L3, 326-1-R1, 516-2-L1, 517-2-L2 และ (3) สายพันธุทคี่ ัดเลอื กจากพันธุนาํ เขา ไดแก สายพนั ธบุ างพระ1, บางพระ2 และสายพันธุฝ กมวง รวมทง้ั หมด 10 พันธ/ุ สายพนั ธุ ประเมินใน 6 สภาพแวดลอม ใน แผนการทดลองแบบสุมในบล็อกสมบูรณ (2 ซํ้า/สภาพแวดลอม) วิเคราะหความแปรปรวนและวิเคราะหผลรวม (combined analysis) ของท้ัง 6 สภาพแวดลอม ผลการทดลองพบวาผลผลิตมีนัยสําคัญ (P < 0.01) ของจีโนไทป สภาพแวดลอม และปฏิสัมพันธข องจโี นไทปก บั สภาพแวดลอม โดยสภาพแวดลอมที่ 1 และ 2 ใหผลผลติ ต่ําสุด (1.18 และ 1.17 ตันตอไร ตามลําดับ) และสภาพแวดลอมที่ 5 และ 6 ใหผลผลิตมากที่สุด (1.95 และ 1.91 ตันตอไร ตามลําดับ) ในขณะทผี่ ลผลิตของแตล ะจโี นไทปท เี่ ฉลยี่ จากทกุ สภาพแวดลอ มมีคา ตงั้ แต 1.06 – 2.19 ตันตอ ไร โดย 3 จโี นไทปท่ใี หผลติ มากทีส่ ดุ คอื สายพันธุ 303-1-L2, บางพระ2 และบางพระ1 (2.19, 2.10 และ 2.04 ตนั ตอไร ตามลําดับ) และมคี าเฉล่ียของ ทกุ จีโนไทปจ ากทุกสภาพแวดลอ มเทา กับ 1.58 ตันตอ ไร Abstract Yardlong bean local cultivars from farmer households in Chonburi province had been collected by the Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG), Rajamangala University of Technology Tawan-ok, to conserve local cultivars for plant breeding utilization. They were selected using plant to row method and then the promising lines were planted to compare with commercial cultivars under 6 modified environments. A randomized complete block design (RCBD) with 2 replications was used for each environment. There were 10 lines/cultivars in the experiment including (1) 2 commercial cultivars (Lamnamchee and Sudsakorn), (2) 5 lines selected from local cultivars (303-1-L2, 401-1-L3, 326-1-R1, 516-2-L1 and 517-2-L2) and (3) 3 lines selected from การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
154 introduced cultivars (Bangpra1, Bangpra2 and Purple Pod). ANOVA and combined analysis were conducted for all 6 environments. The results revealed that significant differences (P < 0.01) for yield were observed for genotypes, environments and genotype-environment interaction. Environments 1 and 2 gave the lowest yield of 1.18 and 1.17 ton/rai, respectively, whereas, environments 5 and 6 gave the highest yield of 1.95 and 1.91 ton/rai, respectively. Yield of each genotype averaged from every environments was ranked from 1.06 – 2.19 ton/rai. The 3 genotypes that gave the highest yield were 303-1-L2, Bangpra2 and Bangpra1 (2.19, 2.10 and 2.04 ton/rai). The average yield from all genotypes and all environments was 1.58 ton/rai. คําสําคญั : ถว่ั ฝกยาว, สายพนั ธ,ุ หลายสภาพแวดลอ ม, การเปรยี บเทยี บ Keywords: Yardlong bean, lines, multi-environments, comparison *ติดตอ นักวจิ ยั : ปราโมทย พรสุรยิ า (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Pramote Pornsuriya (E-mail: [email protected]) บทนาํ ถั่วฝก ยาวมชี ือ่ วทิ ยาศาสตรวา Vigna unguiculata (L.) ทําใหเกิดความแปรปรวนทางพันธุกรรมจากการปนกัน Walp. subsp. sesquipedalis (L.) Verdc. (Porcher, ของเมล็ดพนั ธุหรือจากการผสมขามกนั ตามธรรมชาติซ่ึง 2007; Stephens, 2 0 1 5 ) อ ยู ใ น ว ง ศ Fabaceae อาจเกิดข้ึนไดประมาณ 6 เปอรเซ็นต (เสถียร, 2530) (United States Department of Agriculture, 2018) ดังน้ันลกั ษณะของจโี นไทปและประชากรถวั่ ฝกยาวพันธุ เปนพืชผักท่ีสามารถปลูกไดในพื้นท่ีทั่วทุกภาคของ พื้นเมืองสวนใหญจึงมักเปนแบบ homozygous และ ประเทศไทยและมีความสําคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง heterogenous (ปราโมทย, 2554) จากขอมูลการผลิตพืชรายจังหวัดของกรมสงเสริม ปราโมทย และ พรทิพย (2556) ไดเ ปรยี บเทยี บสายพันธุ การเกษตรรายงานวา ปเพาะปลูก พ.ศ. 2560 มีพ้ืนท่ี พ้ืนเมืองถั่วฝกยาว 12 สายพันธุ/พันธุ พบวาสายพันธุ ปลูกถ่ัวฝกยาวท่ัวประเทศประมาณ 29,382 ไร ผลผลิต เบอร 6 มีความยาวฝกมากที่สุดคือ 67.90 เซนติเมตร รวมประมาณ 22,444 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2,037 ในขณะที่ความกวางฝก นํ้าหนักฝก จํานวนฝกตอไร กิโลกรัมตอไร (กรมสงเสริมการเกษตร, 2561) และผลผลิตตอไร ไมมีความแตกตางกันระหวางสาย ถั่วฝกยาวเปนพชื ผักท่มี คี ุณคาทางอาหารสูง ไดแ ก ไทอา พันธุ/พันธุ (P > 0.05) โดยท่ีพันธุการคาสุดสาครมี มีน ไรโบฟลาวีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม แนวโนมใหผลผลิตมากที่สดุ คอื 2,069 กิโลกรัมตอไร ใน โพแทสเซียม แมกมีเซียม เหล็ก และเปนแหลงของ สวนของสายพันธุท่ีคัดเลือกจากพันธุทองถิ่นแมวา วิตามินเอและซี (National Research Council, 2006) ท้ังหมดจะมีแนวโนมใหผลผลิตตํ่ากวาพันธุการคา แตก็ เปน พืชผักทีเ่ กษตรกรนิยมปลกู และเปน ที่นิยมบรโิ ภคกัน ยังมีสายพันธุที่นาสนใจท่ีใหผลผลิตสูงพอสมควรไดแก มากชนดิ หนึ่งในประเทศไทย สายพันธุเบอร 9, 11, 12 และ 27 การปลูกถ่ัวฝกยาวของเกษตรกรรายยอยมักใชวิธีการ อภิญดา และปราโมทย (2557) ไดเปรียบเทียบสาย เก็บเมล็ดพันธุจากแปลงปลูกมาปลูกในฤดูตอไป ซึ่งอาจ พันธุถั่วฝกยาว 40 สายพันธุ ทดสอบกับพันธุการคา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
155 ไดแก พันธุลําน้ําชี พันธุไตหวัน พันธุสุดสาคร และพันธุ (genotype-environment interactions, GEI) ดั ง นั้ น วังเจา พบวาพันธุมาตรฐานมีความแตกตางกันใน ในการศึกษาคร้ังนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบ ลักษณะ ความยาวฝก ความกวางฝก นํ้าหนักตอฝก ลักษณะองคประกอบของผลผลิตและผลผลิตของสาย จํานวนฝกดตี อ ตน (P < 0.01) และผลผลติ ฝกดตี อ ไร (P พันธุถ่ัวฝกยาวท่ีคัดเลือกจากพันธุพ้ืนเมืองในหลาย < 0.05) เม่ือพิจารณาในแตลักษณะของสายพันธุและ สภาพแวดลอมที่จาํ ลองจากการใหปุยในระดบั ที่แตกตา ง พันธุมาตรฐานที่เรียงจากมากไปนอย สายพนั ธุ/พันธุท่ีมี กัน โดยงานวิจัยน้ีเปน งานสนองพระราชดําริในโครงการ ผลผลิตฝกดีตอไรมากเปนอันดับ 1-6 ไดแก สายพันธุ อนุรกั ษพันธกุ รรมพืชอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ ริฯ B1, พันธุไตหวัน, สายพันธุ M1, N-12, N-10 และ N-9- 2 ตามลําดับ โดยมีผลผลิตฝกดีตั้งแต 2.767 – 3.872 อปุ กรณแ ละวิธกี ารทดลอง ตนั ตอไร อยางไรก็ตามในทุกลกั ษณะสายพันธุคัดเลือกที่ 1. สายพนั ธแุ ละพันธุ (genotypes) มีอันดับสูงมีคาไมแตกตางจากพันธุมาตรฐานที่มีอันดับ สายพันธ/ุ พันธุทีใ่ ชในการทดลองประกอบดวย (1) พันธุ สูงสุด (P > 0.05) และพบวาสายพันธุที่ไดจากการ การคา 2 พันธุ ไดแ ก พันธลุ ํานํ้าชี และพันธสุ ุดสาคร (2) คัดเลือกแบบหมูและแบบแยกตนใหผลผลิตฝกดีไม สายพันธุที่คัดเลือกจากพันธุพ้ืนเมือง 5 สายพันธุ ไดแก แตกตา งกัน (P > 0.05) สายพันธุ 303-1-L2, 401-1-L3, 326-1-R1, 516-2-L1, ปราโมทย และพรทิพย (2559) ไดศึกษาความ 517-2-L2 และ (3) สายพันธุที่คัดเลือกจากพันธุนําเขา แปรปรวนของลักษณะฝกในลูกชั่วรุนที่ 2 ของคูผสม ไดแก สายพันธุบางพระ1, บางพระ2 และสายพันธุฝก ระหวางสายพันธุถั่วฝกยาว 2 คูผสม ผลการศึกษา มวง รวมทัง้ หมด 10 พันธ/ุ สายพนั ธุ พบวาลูกชั่วรุนท่ี 2 ของ 2 คูผสมมีความแปรปรวน 2. สภาพแวดลอม แตกตางกันในลักษณะความยาวฝก (P < 0.05) และ นํ า ส า ย พั น ธุ / พั น ธุ ดั ง ก ล า ว ม า ป ร ะ เ มิ น ใ น 6 จํานวนฝกตอตน (P < 0.01) โดยที่คูผสมสายพันธุนาวัง สภาพแวดลอม ซ่ึงประกอบดวย 2 ฤดูปลูก ในแตละฤดู หิน x บางพระ1 มีคาตํ่าสุด คาเฉล่ีย และคาสูงสุดของ ปลูกมีการใหปุยไนโตรเจน 3 ระดับ (ต่ํา, กลาง, สูง) (2 ความยาวฝก เทากับ 36.00, 52.34 และ 66.50 ฤดูปลกู x 3 ตํารับปุย = 6 สภาพแวดลอม เซนติเมตร ตามลําดับ และของจํานวนฝกตอตนเทากับ 3. การวางแผนการทดลอง 22.00, 43.86 และ 82.00 ฝก ตามลําดับโดยมีคาความ วางแผนการทดลองแบบสุมในบล็อกสมบูรณ (RCBD) มี แปรปรวนของลักษณะเทากับ 34.92และ 157.64 10 ทรีตเมนต จํานวน 2 ซํ้า ทําการทดลองซํ้า 6 การ ตามลําดับ สวนคูผสมสายพนั ธุฝกมวง x บางพระ2 มีคา ทดลอง ใน 6 สภาพแวดลอม โดยในฤดูปลูกที่ 1 แตละ ตํ่าสุด คาเฉล่ีย และคาสูงสุดของความยาวฝก เทากับ การทดลองทําการสุมทรีตเมนตใหมกอนปลูก (สวนใน 42.50, 60.47 และ 78.50 เซนติเมตร ตามลําดับ และ ฤดูปลูกท่ี 2 ใชแผนผังการทดลองเหมือนฤดูปลูกท่ี 1) ของจํานวนฝกตอตนเทากับ 9.00, 40.21 และ 71.00 แตละการทดลองประกอบดวย 20 แปลงยอย โดยมี ฝก ตามลําดบั ขนาดของแปลงยอย (หนว ยทดลอง) ขนาด 1 x 5 ตาราง โดยทั่วไปแลวพันธุและสายพันธุของพืชซ่ึงมีจีโนไทป เมตร ปลูกแบบระบบแถวคู และใชพลาสติกคลุมแปลง แตกตางกันไปจะใหผลผลิตไดสูงหรือมีการแสดงออกใน ปลูกระยะตน 50 เซนติเมตร และระยะแถว 70 ลักษณะตางๆ ในทางบวกไดดีเมื่อมีการปลูกใน เซนติเมตร จํานวน 40 ตนตอแปลงยอย (ไวหลุมละ 2 สภาพแวดลอมที่เหมาะสม แตอาจจะใหผลผลิตสูงหรือ ตน) ต่ําก็ไดหากปลูกในสภาพแวดลอมอื่นๆ ซึ่งเปน ผลมาจาก 4. การบันทึกขอมูล บันทึกขอมูลลักษณะองคประกอบ ป ฏิ สั ม พั น ธ ร ะ ห ว า ง พั น ธุ ก ร ร ม กั บ ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม ของผลผลิตและผลผลิต โดยผลผลิตตอไรคํานวณเทียบ จากผลผลิตตอพ้นื ทแี่ ปลงยอ ย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
156 5. การวิเคราะหขอมูล วิเคราะหความแปรปรวนตาม (0.61 เซนติเมตร) โดยมีคาเฉลี่ยความกวางฝกของทุกจี แผนการทดลอง RCBD 10 ทรีตเมนต 2 ซํ้า ของแตละ โนไทปใ นทกุ สภาพแวดลอมเทากบั 0.66 เซนติเมตร สภาพแวดลอม แลววิเคราะหผลรวม (combined analysis) ของ 6 สภาพแวดลอม (สุรพล, 2537) โดย ความยาวฝก ก อ น ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ผ ล ร ว ม มี ก า ร ท ด ส อ บ ค ว า ม เ ป น ถ่ัวฝกยาว 10 จีโนไทปมีความยาวฝกแตกตางกันในทุก เอกภาพของความแปรปรวนดว ยวธิ ี Bartlett’s test for สภาพแวดลอม (P < 0.05 และ P < 0.01) (Table 2) homogeneity of variance (Little and Hills, 1978) จากการวเิ คราะหผ ลรวมของทงั้ 6 สภาพแวดลอม ไมพ บ และเปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉล่ียดวยวิธี นั ย สํ า คั ญ ข อ ง ป ฏิ สั ม พั น ธ ร ะ ห ว า งจี โ น ไ ท ป กั บ Duncan’s new multiple range test (DMRT) สภาพแวดลอม (P > 0.05) คาเฉล่ียของจีโนไทปเม่ือ 6. สถานท่แี ละระยะเวลาทาํ การทดลอง ทําการทดลองที่ เฉล่ียจากทั้ง 6 สภาพแวดลอม มีความแตกตางกันท่ี แปลงทดลองพืชศาสตร คณะเกษตรศาสตรและ ระดับนยั สาํ คญั 0.01 (P < 0.01) โดยท่ีจโี นไทปท ี่มีความ ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ยาวฝกมากที่สุด 2 อันดับแรกซ่ึงแตกตางกัน ไดแกสาย ตะวนั ออก จ. ชลบรุ ี ตงั้ แต กุมภาพันธ – เมษายน 2559 พันธุบางพระ2 และสายพันธุ 303-1-L2 (63.85 และ (ฤดปู ลกู ที่ 1) และ มิถุนายน – สิงหาคม 2559 (ฤดูปลูก 60.62 เซนติเมตร ตามลําดับ) และสายพันธุฝกมวงมี ท่ี 2) ความยาวฝกนอยที่สุด (46.75 เซนติเมตร) คาเฉลี่ยของ สภาพแวดลอมเม่ือเฉลี่ยจากท้ัง 10 จีโนไทปมีความ ผลและวจิ ารณผ ลการทดลอง แตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 (P < 0.05) โดย ความกวางฝก พบวาสภาพแวดลอมท่ี 3 ใหความยาวฝกมากท่ีสุด ถั่วฝกยาว 10 จีโนไทปมีความกวางฝกแตกตางกันใน (57.12 เซ นติ เม ตร ต าม ลํา ดับ ) รองล งม าคื อ สภาพแวดลอมท่ี 3 (P < 0.01), 4 (P < 0.05) และ 6 (P สภาพแวดลอมท่ี 6 และ 5) ใหความยาวฝก 55.53 และ < 0.05) สวนสภาพแวดลอมที่เหลือไมแตกตางกัน (P > 55.36 เซนติเมตร ตามลําดับ โดยในสภาพแวดลอมที่ 2 0.05) (Table 1) จากการวิเคราะหผลรวมของทั้ง 6 ใหความยาวฝกนอยที่สุด (53.70 เซนติเมตร) โดยมี สภาพแวดลอม ไมพ บนัยสําคญั ของปฏิสัมพันธร ะหวา งจี ค า เ ฉ ล่ี ย ค ว า ม ย า ว ฝ ก ข อ ง ทุ ก จี โ น ไ ท ป ใ น ทุ ก โนไทปกับสภาพแวดลอม (P > 0.05) คาเฉลี่ยของจีโน สภาพแวดลอมเทากับ 54.95 เซนติเมตร ไทปเมื่อเฉลี่ยจากท้ัง 6 สภาพแวดลอม มีความแตกตาง น้ําหนักฝก กนั ทรี่ ะดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดยที่จีโนไทปที่มี ถ่ัวฝกยาวท้ัง 10 จีโนไทปมีน้ําหนักฝกไมแตกตางกันใน ความกวางฝกมากที่สุดและรองลงมาซึ่งแตกตางกัน ทุกสภาพแวดลอม (P > 0.05) (Table 3) จากวิเคราะห ไดแก พันธุลําน้ําชี และพันธุสุดสาคร (0.75 และ 0.71 ผลรวม (combined analysis) ของท้งั 6 สภาพแวดลอ ม เซนติเมตร ตามลาํ ดบั ) และสายพันธุ 516-2-L1 มีความ ไมพบนัยสําคัญของปฏิสัมพันธระหวางจีโนไทปกับ กวางฝกนอยท่ีสุด (0.60 เซนติเมตร) คาเฉลี่ยของ สภาพแวดลอม (P > 0.05) คาเฉลี่ยของจีโนไทปเม่ือ สภาพแวดลอมเม่ือเฉลี่ยจากทั้ง 10 จีโนไทปมีความ เฉล่ียจากท้ัง 6 สภาพแวดลอม มีความแตกตางกันท่ี แตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดย ระดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดยที่จีโนไทปที่มี พบวาสภาพแวดลอมที่ 5 และ 6) ใหความกวางฝกมาก นํ้าหนักฝก มากที่สดุ และรองลงมาซึง่ ไมแตกตา งกนั ไดแ ก ที่สดุ (0.70 และ 0.71 เซนตเิ มตร ตามลาํ ดบั ) รองลงมา สายพันธุบางพระ2 และสายพันธุ 303-1-L2 (30.58 คือสภาพแวดลอมท่ี 4 ใหค วามกวางฝก 0.66 เซนติเมตร และ 27.83 กรัม ตามลําดับ) และสายพันธุฝกมวงมี โดยในสภาพแวดลอมท่ี 2 ใหความกวางฝกนอยที่สุด น้ําหนักฝกนอยท่ีสุด (20.50 กรัม) คาเฉล่ียของ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
157 สภาพแวดลอมเมื่อเฉลี่ยจากท้ัง 7 จีโนไทปมีความ สภาพแวดลอม และพบปฏิสัมพันธของจีโนไทปกับ แตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 (P < 0.01) โดย สภาพแวดลอม โดยผลผลิตของแตละจีโนไทปที่เฉล่ีย พบวาสภาพแวดลอมที่ 3 ใหน ้าํ หนกั ฝกมากท่ีสุด (28.40 จากทกุ สภาพแวดลอมมีคาต้ังแต 1.06 – 2.19 ตันตอ ไร กรมั ) รองลงมาคือสภาพแวดลอมที่ 1 (27.15 กรัม) โดย จากผลการทดลองทั้ง 6 สภาพแวดลอม เมื่อพิจารณา มี ค า เ ฉ ล่ี ย น้ํ า ห นั ก ฝ ก ข อ ง ทุ ก จี โ น ไ ท ป ใ น ทุ ก จากลักษณะที่สําคัญคือผลผลิตและความยาวฝก พบวา สภาพแวดลอ มเทา กบั 25.98 กรัม สายพันธุ 303-1-L2 และ บางพระ2 ใหผลผลิตและ ผลผลติ ตอไร ความยาวฝก มากทีส่ ุด จงึ เปนสายพันธุทเ่ี หมาะสมในการ ถ่ัวฝกยาว 10 จีโนไทปมีผลผลิตแตกตางกันในทุก พัฒนาสาํ หรับการปลกู ในภาคตะวันออกตอไป ส ภ า พ แ ว ด ล อ ม (P < 0.05 แ ล ะ P < 0.01) ก า ร ตอบสนองของผลผลิตใน 6 สภาพแวดลอมมีความ เอกสารอา งองิ แตกตางกัน (P < 0.01) โดยมีผลผลิตเฉล่ียจาก 10 จีโน กรมสง เสรมิ การเกษตร. 2561. ระบบสารสนเทศการ ไทปต ้งั แต 1.17 – 1.95 ตันตอไร โดยท่ีสภาพแวดลอ มที่ 5 ใหผลผลิตมากที่สุด (1.95 ตนั ตอ ไร) ในขณะที่ผลผลิต ผลิตทางดา นเกษตร. ของแตละจีโนไทปท่ีเฉล่ียจากทุกสภาพแวดลอมมีความ http://production.doae. แตกตา งกัน (P < 0.01) โดยมผี ลผลิตตงั้ แต 1.06 – 2.19 ตนั ตอไร โดย 3 สายพันธุที่ใหผลิตมากที่สุดคือสายพันธุ go.th/report/report_main2.php?report_ 303-1-L2, บางพระ2 และบางพระ1 (2.19, 2.10 และ type=1. คน เมื่อ 2 มถิ ุนายน 2561. 2.04 ตนั ตอไร ตามลาํ ดบั ) และมีคา เฉล่ยี ของทุกจีโนไทป ปราโมทย พรสรุ ยิ า. 2554. เอกสารการสอนวชิ า ในทุกสภาพแวดลอมเทากับ 1.58 ตันตอไร (Table 4, Fig. 1) หลกั การปรับปรุงพันธพุ ชื . สาขาวชิ า จากผลการทดลองพบวาผลผลิตสายพันธุและพันธุที่ เทคโนโลยีการผลติ พืช คณะเกษตรศาสตรศาสตรและ ท ด ส อ บ มี ก า ร ต อ บ ส น อ ง ต อ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล สภาพแวดลอ มที่แตกตางกันไป โดยปฏสิ มั พันธระหวา งจี โนไทปกับสภาพแวดลอมมีนัยสําคัญ (P < 0.01) แสดง ตะวนั ออก, ชลบุรี (โรเนยี ว). วาการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของผลผลิตไดรับอิทธิพลอยาง ปราโมทย พรสรุ ยิ า และ พรทพิ ย พรสุรยิ า. 2556. การ มากจากการเปลยี่ นแปลงของสภาพแวดลอม (Sharma, 2008) ดังนั้นการจําลองสภาพแวดลอมเพ่ือศึกษาการ เปรยี บเทยี บสายพนั ธุถว่ั ฝก ยาวทคี่ ดั เลอื กจาก ตอบสนองของพันธุพืชในบางครั้งอาจมีการทดสอบใน พนั ธุทองถิ่นในจังหวัดชลบุร.ี น. 163-168 ใน: การ พืน้ ที่เดียวแตจัดการทดลองใหมีหลายสภาพแวดลอมได ประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ เชน การใชวันปลูกหรอื ฤดปู ลูก ระยะปลกู หรอื อัตราปุย ที่แตกตางกัน (Ottai et al., 2006) เพื่อประโยชนใน อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 6 “ทรัพยากรไทย: นาํ ส่งิ ดีงาน การประเมินหาสายพันธุทมี่ ีเสถียรภาพและการคัดเลือก สตู าโลก” 21-23 ธนั วาคม 2556. หอ งประชุมวิชาการ สายพันธทุ ่เี หมาะสมตอ ไป เข่ือนศรีนครนิ ทร, กาญจนบรุ ี. สรปุ ผลการทดลอง ปราโมทย พรสุรยิ า และ พรทพิ ย พรสุรยิ า. 2559. จากการทดลองพบวาผลผลิตมีความแตกตางอยางมี นัยสําคัญ (P < 0.01) ทั้งในสวนของสายพันธุ/พันธุ ความแปรปรวนของลักษณะฝก ในลกู ชว่ั รนุ ท่ี 2 ของคผู สมระหวางสายพันธถุ วั่ ฝก ยาว, น. 24-30. ใน รายงานสบื เนอ่ื งการประชมุ วิชาการ “ทรพั ยากร ไทย: หวนดทู รัพยส ่ิงสนิ ตน” จัดโดย อพ.สธ. วนั ที่ 24- 26 มี.ค. 2559 ณ มหาวิทยาลัยขอนแกน . สรุ พล อุปดสิ สกลุ . 2537. สถิติ การวางแผนการทดลอง เลม 2. สหมิตรออฟเซท, กรุงเทพฯ. 492 น. เสถียร บญุ ฤทธ์ิ. 2530. หลกั การทว่ั ไปในการจดั ทาํ แปลงขยายพนั ธุพชื ผกั บางชนิด. เอกสาร การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
158 ประกอบการบรรยายเจาหนาทสี่ ง เสรมิ http://www.plantnames.unimelb. การเกษตร. โครงการนํารองสงเสรมิ การผลติ เมล็ดพนั ธุ edu.au/Sorting/Vigna.html. Accessed ผักศนู ย ขยายพันธพุ ชื ท่ี 7, เชียงใหม. 10 Mar. 2007. อภญิ ดา กานหงส และ ปราโมทย พรสรุ ยิ า. 2557. การ Sharma, J.R. 2008. Statistical and Biometrical Techniques in Plant Breeding. New age เปรยี บเทยี บสายพนั ธถุ ่ัวฝก ยาว 40 สายพนั ธ.ุ international publishers, New Delhi. แกน เกษตร 42 (ฉบับพเิ ศษ) 1: 634-640. Stephens, J. M. 2015. Bean, Yard-Long -- Vigna Little, T.M. and F.J. Hills. 1978. Agricultural unguiculata subsp. sesquipedalis (L.) Verdc. University of Florida IFAS Experimentation Design and Analysis. John Wiley & Sons, Inc. Canada. Extension, Publication #HS562. National Research Council. 2006. Lost Crops of http://edis.ifas.ufl.edu/MV029. Africa, Vol. II: Vegetables. The National Accessed June 2, 2018. Academies Press, Washington, DC. United States Department of Agriculture. 2018. Ottai, M.E.S., K.A. Aboud, I.M. Mahmoud and D.M. El-Hariri. 2006. Stability analysis of Taxon: Vigna unguiculata (L.) Walp. cultivars (Hibiscus sabdariffa L.) under subsp. sesquipedalis (L.) Verdc. different nitrogen fertilizer https://npgsweb.ars- environments. World Journal of Agricultural grin.gov/gringlobal/taxonomydetail. Sciences 2(3): 333-339. Porcher, M. H. 2007.Sorting Vigna names. The aspx?41646. Accessed June 2, 2018. University of Melbourne. YIELD (TON/RAI) 3.00 2.50 Lamnamchee Sudsakorn 2.00 Bangpra1 Bangpra2 1.50 Bangpra Purple 303-1-L2 1.00 401-1-L3 326-1-R1 0.50 516-2-L1 517-2-L2 0.00 ENV.1 ENV.2 ENV.3 ENV.4 ENV.5 ENV.6 Fig. 1 Yield (ton/rai) of 10 yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
159 Table 1 Pod width of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Pod width (cm) Genotype Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 0.73 0.69 0.78 a 0.76 a 0.80 0.78 a 0.75 a Sudsakorn 0.69 0.66 0.69 bc 0.70 ab 0.77 0.78 ab 0.71 b Bangpra#1 0.63 0.56 0.62 cd 0.67 bc 0.71 0.78 ab 0.66 c Bangpra#2 0.57 0.56 0.54 ef 0.67 bcd 0.72 0.66 cde 0.62 d Purple pod 0.68 0.67 0.68 c 0.65 bcd 0.66 0.62 e 0.66 c 303-1-L2 0.57 0.58 0.59 de 0.66 bcd 0.67 0.67 bcde 0.62 d 401-1-L3 0.60 0.56 0.60 de 0.63 cd 0.64 0.64 de 0.61 d 326-1-R1 0.65 0.62 0.63 cd 0.66 bcd 0.70 0.76 abc 0.67 c 516-2-L1 0.58 0.61 0.52 f 0.60 d 0.62 0.67 bcde 0.60 d 517-2-L2 0.66 0.63 0.75 ab 0.64 bcd 0.74 0.74 abcd 0.69 bc F-test ns ns ** * ns * ** CV. (%) 7.37 6.82 4.28 4.50 8.66 6.11 6.53 Env. Mean** 0.63 BC 0.61 C 0.64 BC 0.66 B 0.70 A 0.71 A (0.66) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 Table 2 Pod length of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Genotype Pod length (cm) Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 47.05 bc 43.55 de 48.30 c 49.80 def 49.75 d 48.65 cd 47.85 e Sudsakorn 44.40 c 47.65 cde 47.85 c 46.75 f 50.63 d 48.40 d 47.61 e Bangpra#1 58.55 a 56.25 abc 64.45 a 55.30 bcd 56.30 bc 60.20 ab 58.51 bc Bangpra#2 62.80 a 65.35 a 66.05 a 61.75 a 62.35 a 64.80 a 63.85 a Purple pod 44.65 c 43.10 e 45.20 c 48.00 ef 50.78 d 48.75 cd 46.75 e 303-1-L2 62.80 a 59.50 ab 65.60 a 58.35 ab 59.35 ab 58.10 abcd 60.62 b 401-1-L3 55.90 ab 60.80 ab 59.90 ab 54.55 bcd 59.08 ab 55.20 abcd 57.57 c 326-1-R1 55.00 ab 53.69 bc 54.55 b 56.70 abc 57.30 ab 58.85 abc 56.01 cd 516-2-L1 54.35 ab 54.40 bc 55.65 b 51.68 cdef 52.00 cd 53.90 bcd 53.66 d 517-2-L2 57.20 a 52.75 bcd 63.65 a 54.35 bcde 56.08 bc 58.40 abcd 57.07 c F-test ** ** ** ** ** * ** CV. (%) 6.86 7.43 4.62 4.91 3.94 7.52 6.03 Env. Mean* 54.27 B 53.70 B 57.12 A 53.72 B 55.36 AB 55.53 AB (54.95) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
160 Table 3 Pod weight of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Pod weight (g/pod) Genotype Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 29.50 24.00 30.00 25.00 25.00 24.50 26.33 b Sudsakorn 25.00 26.50 27.50 22.00 23.00 27.00 25.17 bc Bangpra#1 28.50 24.00 32.50 23.50 25.00 30.50 27.33 b Bangpra#2 27.50 33.50 29.50 29.50 32.50 31.00 30.58 a Purple pod 22.50 20.50 22.50 19.00 20.00 18.50 20.50 d 303-1-L2 31.00 27.50 31.50 25.50 25.00 26.50 27.83 ab 401-1-L3 27.50 29.00 29.50 22.00 24.00 22.00 25.67 b 326-1-R1 26.50 27.00 25.50 25.50 28.00 27.50 26.67 b 516-2-L1 23.50 24.50 22.00 21.00 22.00 23.00 22.67 cd 517-2-L2 30.00 23.00 33.50 23.00 26.50 26.50 27.08 b F-test ns ns ns ns ns ns ** CV. (%) 15.19 11.23 14.36 10.20 11.09 16.00 13.39 Env. Mean** 27.15 AB 25.95 BC 28.40 A 23.60 C 25.10 BC 25.70 BC (25.98) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 Table 4 Yield of yardlong bean lines/cultivars grown under 6 modified environments Genotype Yield (t/rai) Genotypes Env.1 Env.2 Env.3 Env.4 Env.5 Env.6 Mean Lamnamchee 1.10 c 0.96 cde 1.41 cd 1.17 bc 1.62 cd 0.94 d 1.20 cd Sudsakorn 0.95 cd 0.98 cde 1.61 bc 0.96 c 1.02 d 0.83 d 1.06 d Bangpra#1 1.28 bc 1.16 bcd 2.05 ab 2.65 a 2.53 ab 2.58 ab 2.04 a Bangpra#2 1.82 a 1.59 ab 2.33 a 2.00 ab 2.31 abc 2.57 ab 2.10 a Purple pod 0.82 d 0.58 e 0.70 e 2.12 ab 1.91 abc 1.39 cd 1.23 cd 303-1-L2 1.65 ab 1.82 a 2.33 a 2.07 ab 2.64 a 2.66 a 2.19 a 401-1-L3 1.01 cd 1.38 bc 1.56 cd 1.67 bc 2.02 abc 2.45 ab 1.68 b 326-1-R1 1.13 c 1.07 cd 1.52 cd 1.52 bc 1.79 bc 1.79 bc 1.47 bc 516-2-L1 1.21 c 1.24 bcd 1.11 de 1.48 bc 1.76 c 2.04 abc 1.47 bc 517-2-L2 0.95 cd 0.86 de 1.40 cd 1.32 bc 1.89 bc 1.82 abc 1.27 bcd F-test ** ** ** ** ** ** CV. (%) 14.36 15.39 12.07 23.44 15.44 17.82 17.54 Env. Mean** 1.18 C 1.17 C 1.60 B 1.70 AB 1.95 A 1.91 A (1.58) ns, * and ** = not significant, significant at P<0.05 and 0.01, respectively. Means in a column followed by the same letter are not significantly different at DMRT0.05 Means in a row followed by the same capital letter are not significantly different at DMRT0.05 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
161 การขยายพันธุไอยเรศ (Rhynchostylis retusa (L.) Blume) ในหลอดทดลอง IN VITRO PROPAGATION OF Rhynchostylis retusa (L.) Blume วุฒิชัย ฤทธิ*, บุญสนอง ชว ยแกว, ดารนิ ทร พนั ธจ นั ทร, วรรณยกุ ต เนอื้ นมุ , สมุ ติ านนั ท จนั ทะบุร,ี ญาณพัฒน พรมประสิทธ,ิ์ ไกรฤกษ ทวเี ชอ้ื และ ประดิพันธ ทองแถม ณ อยธุ ยา Wuttichai Ritti*, Boonsanong Chourykaew, Darin Phanchan, Wannayuk Nueanum, Sumitahnun Chunthaburee, Yanaphat Promprasit, Krailerk Taweechue and Pradipunt Thongtam na Ayudhaya หนวยวจิ ยั ชีววิทยาพืช สาขาวชิ าชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบุรี เพชรบรุ ี 76000 Plant Biology Research Unit, Division of Biology, Faculty of Science and Technology, Phetchaburi Rajabhat, Phetchaburi 76000 บทคัดยอ การศึกษาผลของสูตรอาหารตอการงอกของเมล็ดไอยเรศ บนสูตรอาหาร VW, ½VW, MS, ½MS และ ¼MS เมื่อ เพาะเล้ยี งครบ 8 สปั ดาห พบวา สูตรอาหาร ½VW มีการงอกของเมลด็ สูงทส่ี ุด 93.56% นอกจากนี้การเพาะเลีย้ งตนออน ไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW ทเี่ ตมิ นา้ํ มะพราว 100 ml/L รวมกบั มนั ฝรัง่ บด 100 g/L เปนเวลา 12 สปั ดาห ชักนําใหเ กิด ยอดสูงท่ีสุด 90% และมีจํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 12.65 ยอดตอตน รวมถึงมีจํานวนรากเฉล่ียสูงท่ีสุด 6.25 รากตอตน นอกจากน้ีการเพาะเลีย้ งตนออนไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW ที่เตมิ IAA 0.5 mg/L ชกั นําใหเกิดยอดสูงถึง 80% และมี จํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 8.60 ยอดตอตน รวมถึงมีจํานวนรากเฉล่ียมากที่สุด 6.60 รากตอตน และมีความสูงเฉล่ียมาก ท่ีสุด 3.38 ซม.ตอตน เมอ่ื เพาะเล้ยี งเปนเวลา 12 สัปดาห และการยายเลี้ยงตนออนไอยเรศในเรือนเพาะชําบนวัสดุปลูก กาบมะพราวสับรวมกับการฉีดพนไคโตซาน พบวา มีอัตราการรอดชีวิตสูง 100% ทุกสูตร เมื่อปลูกเล้ียงเปนเวลา 12 สัปดาห Abstract The study effect of different semi-solid medium (VW, ½VW, MS, ½MS, ¼MS) on in vitro seed culture of Rhynchostylis retusa (L.) Blume was investigated for 8 weeks. The results showed that highest average of seed germination (93.56%) were found on the ½VW medium. In addition, the seedling culture of R. retusa (L.) Blume on ½VW medium supplemented with 100 ml/L coconut water and 100 g/L potato extract was also studied after cultured for 12 weeks, the results showed the highest shoot induction rate (90%), the highest of shoot numbers (12.65 shoots/plant) including the highest of root numbers (6.25 roots/plant). Furthermore, in vitro seedling of R. retusa (L.) Blume were cultured on ½VW medium supplemented with 0.5 mg/L IAA for 12 weeks. The result showed the high percentage of shoot formation (80%), the highest of shoot numbers (8.60 shoots/plant) including the highest average of root numbers (6.60 roots/plant) and the highest average of shoot length (3.38 cm/plant). The seedlings were transferred to the greenhouse on coconut husk chops and spray with chitosan for 12 weeks gave the highest survival rate (100%) all treatment. คาํ สําคญั : ไอยเรศ, การเพาะเล้ยี งเน้อื เยอ่ื พืช, สารควบคมุ การเจริญเติบโตของพืช Keywords: Rhynchostylis retusa (L.) Blume, plant tissue culture, plant growth regulators การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
162 *ตดิ ตอ นกั วจิ ยั : วฒุ ิชัย ฤทธิ (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Wuttichai Ritti (E-mail: [email protected]) บทนํา ประการ สง ผลใหก ลว ยไมหลายชนิด เสี่ยงตอการสญู พันธุ ก ล ว ย ไ ม เ ป น พื ช ใ บ เ ลี้ ย ง เ ดี่ ย ว อ ยู ใ น ว ง ศ ไดใ นอนาคต (อบฉนั ท, 2551) Orchidaceae มีจํานวนชนิดในธรรมชาติประมาณ เทคนิคการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือพืช เปนเทคนิคท่ี 25,000-30,000 ชนิด (สุทัศน, 2554) สวนใหญเปน นําเอาชิ้นสวนพืชมาเพาะเล้ียงในอาหารสังเคราะห ใน กลวยไมอิงอาศัยข้ึนกระจายพันธุมากในเขตรอนของ สภาพที่ปลอดจากเช้ือจุลินทรีย (aseptic condition) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต (สลิล และเพชร, 2552) และมีการควบคมุ อุณหภมู ิ แสงสวา ง ความชืน้ (แสงจันทร, ในประเทศไทยกลวยไมสามารถกระจายพันธุไดทั่ว 2547) ซึ่งเปนวิธีการขยายพันธุท่ีไดรับความนิยม ประเทศและมีรายงานพบมากถงึ 176 สกลุ 1,157 ชนิด ท่ี เนื่องจากสามารถผลิตตนออ นไดจํานวนมากในระยะเวลา ไดรับการตรวจสอบช่ือวิทยาศาสตรท่ีถูกตองแลวจากนัก ทร่ี วดเรว็ และมีลกั ษณะทางพันธกุ รรมท่สี มบูรณเ หมอื นตน พฤกษศาสตร พบตามปาดิบแลง ปาฝน ปาเต็งรัง และปา เดิม (กาญจนา, 2555) อยางไรก็ตามถึงแมวาเทคนิคน้ี เบญจพรรณ บางชนิดพบข้ึนตามทุงหญาริมทางและใน สามารถขยายพันธุกลวยไมไดเปนจํานวนมากในเวลาที่ แ ห ล ง น้ํ า ไ ห ล ( Nanakorn & Watthana, 2008a; รวดเร็ว แตก พ็ บวามีหลายปจจยั ท่ีมผี ลตอการเจรญิ เตบิ โต Nanakorn & Watthana, 2008b; สันติ และสุรางครัชต, เชน สูตรอาหาร สารควบคุมการเจริญเติบโตพืช รวมถึง 2553) ไอยเรศ (Rhynchostylis retusa (L.) Blume.) สารประกอบอินทรียตาง ๆ ที่เติมในอาหารเพาะเล้ียง เปนกลวยไมอิงอาศัยขนาดกลางถึงขนาดใหญ เจริญทาง ดงั นั้นในการศึกษาคร้ังน้ีจึงมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาถึงผล ยอด มีหลายขอ ปลอง ใบหนาและแข็ง รูปแถบ ขนาด 3-4 ของสูตรอาหารตอการงอกของเมล็ดกลวยไมไอยเรศท่ีได x 20-30 ซม. มีหลายใบ ปลายใบเวาบุม ใบออนพับตาม จากการผสมดวยมือ และศึกษาผลของสารควบคุมการ แนวยาว มีอายุหลายฤดู ใบแกห ลุดรว งทขี่ อ เหลอื สวนกาบ เจริญเติบโตพืช รวมถึงผลของวัสดุปลูกรวมกับการฉีดพน ใบติดคาตน ชอดอกแบบกระจะ ออกดานขางลําตนหอย ไคโตซานตออตั ราการรอดชวี ติ ของตน ออนไอยเรศเมอ่ื ยา ย ยอยลง ดอกจํานวนมากเรียงแนน สีขาวและมีจุดสีมวง เลี้ยงในโรงเรือน เพื่อขยายพันธุตนออนไอยเรศใหได ขนาดดอก 1.2 ซม. ออกดอกชวงเดือนพฤษภาคมถึง จํานวนมาก และนําตนพันธุที่ไดกลับคืนสูแหลงธรรมชาติ มิถุนายน ชวงออกดอกไมผลัดใบ ลําตนขนาดใหญ รูป เพ่ือเปนการอนุรักษพันธุไอยเรศใหคงอยูในธรรมชาติ ทรงกระบอกส้ัน (สลิล และเพชร, 2552) กลวยไมเปนพืช ตอไป ท่ีมีความสําคัญทางเศรษฐกิจของไทย สามารถทํารายได เขาประเทศปละหลายพันลานบาท และมีแนวโนมท่ีจะ อปุ กรณและวธิ ีการทดลอง เพ่ิมข้ึนในอนาคต (ครรชิต, 2547) และไดรับความนิยมใน การทดลองท่ี 1 ศึกษาผลของสูตรอาหารตอการงอกของ การปลูกเล้ียง เน่ืองจากมีความ สีสันสวยงาม และหลาย เมล็ดและการพัฒนาของเอ็มบริโอไอยเรศในสภาพปลอด ชนิดมีกลิ่นหอม (สุรางครัชต และสันติ, 2556) อยางไรก็ เชื้อ นําเมล็ดกลวยไมเอ้ืองไอยเรศจากฝกท่ีผสมดวยมือ ตามพบวาในปจจุบันกลวยไมหลายชนิด มีจํานวน อายุ 16 สัปดาห มาเพาะในอาหารสูตร VW, ½VW, MS, ประชากรลดลงอยางรวดเร็ว จากปญหาการลักลอบเก็บ ½MS, และ ¼MS เพาะเล้ียงภายใตแสงฟลูออเรสเซนต ออกจากปาเพื่อการคาขาย และการตัดไมทําลายปาซ่ึง ความเขมแสง 40 μmol.m-2.s-1 ใหแสง 16 ช่ัวโมงตอวัน เปนถ่ินท่ีอยูอาศัยและเขตการกระจายพันธุถูกบุกรุก ในหอ งทมี่ อี ณุ หภมู ิ 25±2oC เพาะเล้ียงเปน เวลา 8 สัปดาห สงผลใหกลวยไมหลายชนิดมีสถานภาพหายาก ใกลสูญ สังเกตการเปล่ียนแปลงและบันทกึ ขอ มูล จากนั้นนําขอ มูล พันธุ หรือมีแนวโนมใกลสูญพันธุ รวมถึงการขยายพันธุ ทไี่ ดไ ปวิเคราะหผ ลทางสถติ ิ ของกลวยไมป า ใชระยะเวลานาน และมปี จ จัยจํากดั หลาย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
163 การทดลองที่ 2 ศึกษาผลของสารประกอบอินทรียตอการ ทําการฉีดพน 1 คร้ังตอสัปดาห และ 2 ครั้งสัปดาห เจริญเติบโตและพัฒนาการของตนออนไอยเรศในสภาพ เปรียบเทียบกับสูตรควบคุมที่ไมมีการฉีดพนไคโตซาน ใช ปลอดเชอ้ื นําตนออนทีไ่ ดจากการเพาะเมลด็ ท่ีมีความสูง ต น อ อ น ทั้ ง ห ม ด 30 ต น ต อ สู ต ร ว า ง เ ลี้ ย ง ใ น 1 ซม. ยา ยเลี้ยงบนสตู รอาหาร ½VW ท่ีเตมิ นา้ํ ตาลซูโครส โรงเรือนเพาะชําท่ีพรางแสง 30-40% เปนเวลา 12 10 g/L ผงถาน 1 g/L ผงวุน 7 g/L และเติมสารประกอบ สัปดาห บันทึกขอมูลการรอดชีวิต และการเจริญเติบโต อินทรียท่ีแตกตางกันไป ไดแก นํ้ามะพราว 100 ml/L จากน้นั นําขอมลู ทีไ่ ดไปวเิ คราะหผ ลทางสถติ ิ 150 ml/L และ 200 ml/L รวมกับมันฝรั่ง 50 g/L 100 g/L และ 150 g/L ปรับ pH เปน 5.2 ใชตนออนท้ังหมด การวิเคราะหขอมลู 20 ซาํ้ ตอสูตรอาหาร เพาะเล้ียงภายใตแ สงฟลอู อเรสเซนต วางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ (completely ความเขมแสง 40 μmol.m-2.s-1 ใหแสง 16 ช่ัวโมงตอวัน randomized design, CRD) จากน้ันรวบรวมขอมูล และ ในหองท่ีมีอุณหภูมิ 25±2 oC เพาะเล้ียงเปนเวลา 12 วิเคราะหความแปรปรวนทางสถิติ (ANOVA) และ สัปดาห สังเกตการเปล่ียนแปลง และบันทึกขอมูล นํา เปรียบเทียบความแตกตางของคา เฉลี่ยโดยวิธี Duncan’s ขอ มลู ทไี่ ดไปวเิ คราะหผลทางสถติ ิ new multiple range test (DMRT) (Duncan, 1955) การทดลองท่ี 3 ศกึ ษาผลของสารควบคุมการเจริญเติบโต ผลและวิจารณผลการทดลอง พชื ตอการเจริญเติบโตของตนออนไอยเรศในสภาพปลอด การทดลองท่ี 1 ผลของสูตรอาหารตอการงอกของเมล็ด เชอื้ และการพฒั นาของเอม็ บรโิ อไอยเรศในสภาพปลอดเชอื้ นําตนออ นที่ไดจ ากการเพาะเมลด็ ท่ีมีความสูง 1 ซม. ยาย จากการศึกษาผลของสูตรอาหารตอ การงอกของเมล็ดและ เลี้ยงในสูตรอาหาร ½VW ท่ีเติมกลวยหอมหาม 25 g/L การพัฒนาของเอ็มบริโอไอยเรศ บนสตู รอาหารทแี่ ตกตาง มันฝรั่ง 25 g/L น้ํามะพราว 75 ml/L น้ําตาลซูโครส 10 กนั เปนเวลา 8 สัปดาห พบวา เมล็ดมีการเจรญิ เติบโตโดย g/L ผงวุน 7 g/L และผงถาน 1 g/L จากน้ันเติมสาร สามารถแบงระยะพัฒนาการได 4 ระยะ (ตารางท่ี 1) โดย ควบคุมการเจริญเติบโตพืช ไดแก NAA, IAA, IBA, BA ท่ีสูตรอาหาร ½VW สงเสริมใหเกิดการงอกของเมล็ดสูง และ kinetin ความเขมขน 0, 0.1, 0.5 ,1.0 และ 2.0 ท่ีสุด 93.56% และสามารถพัฒนาการเกิดเปนโปรโต mg/L ปรบั pH เปน 5.2 ใชต น ออ นทงั้ หมด 20 ซํ้าตอสูตร คอรม (ระยะที่ 2) ไดสูงท่ีสุด 71.89% ซึ่งแตกตางอยางมี อาหาร เพาะเล้ียงภายใตแสงฟลูออเรสเซนต ความเขม นัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อเทียบกับสูตรอ่ืน ๆ แสง 40 μmol.m-2.s-1 ใหแสง 16 ชั่วโมงตอวนั ในหองที่มี รวมถึงเจริญเติบโตเกิดเปนยอดและใบไดสูงถึง 17.67% อุณหภูมิ 25±2oC ใหแสงเปนเวลา 16 ชั่งโมงตอวัน อยางไรกต็ ามพบวา สตู รอาหาร ½VW มีการงอกของเมล็ด เพาะเล้ียงเปนเวลา 12 สัปดาห สังเกตการเปลี่ยนแปลง ท่ีไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) เมื่อ และบนั ทกึ ขอมูล นาํ ขอ มลู ท่ไี ดไปวิเคราะหผ ลทางสถติ ิ เทียบกับสูตรอาหาร VW และสูตรอาหาร ½MS คิดเปน การทดลองท่ี 4 ศกึ ษาผลของวัสดปุ ลกู รวมกับไคโตซานตอ 92.89% และ 89.89% ตามลําดับ ขณะที่สูตรอาหาร อตั ราการรอดชีวติ ของตนออ นไอยเรศ ¼MS และสูตรอาหาร MS มีแนวโนมเกิดการงอกของ ยายเลี้ยงตนออนไอยเรศท่ีมีความสูง 2 ซม. บนวัสดุปลูก เมล็ดท่ีลดลงตามลําดับ (ตารางท่ี 2) (ภาพท่ี 1) อาจ กาบมะพราวสับ โดยนําวัสดุปลูกแชในสารปองกันกําจัด เนื่องจากสูตรอาหาร VW มีความเขมขนของธาตุอาหาร โรคพืชแคปแทน (Phthalimide) สัดสวนที่ใช 15-20 g ห ลั ก (macronutrients) แ ล ะ ธ า ตุ อ า ห า ร ร อ ง ตอนํ้า 10 L เปน เวลา 30 นาที ยา ยปลกู ลงในถาดหลมุ ท่ีมี (micronutrients) คอนขางตํ่าเมื่อเทียบกับสูตรอาหาร ความกวา งขนาด 2 น้วิ ลกึ 2 นิว้ รดนา้ํ วนั ละ 1 ครงั้ ในชวง MS ซ่ึงธาตุอาหารทม่ี ีความเขม ขน สงู เกนิ ไปนั้นมผี ลตอการ เชา และฉดี พนไคโตซานความเขมขน ตา งกนั สามระดับ คอื ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชได (Stewart and Kane, 10 mg/L, 20 mg/L และ 30 mg/L แตละความเขมขน 2006) ประกอบกับกลวยไมไอยเรศในสภาพธรรมชาติน้ัน การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
164 เปนกลวยไมอิงอาศัย (epiphyte) ที่สามารถตรึงธาตุ การทดลองท่ี 2 ผลของสารประกอบอินทรียตอการ อาหารบางสวนไดจากอากาศ จึงไมจําเปนตองใชธาตุ เจริญเติบโตและพัฒนาการของตนออนไอยเรศในสภาพ อาหารมาก ดังน้ันสูตรอาหาร ½VW ท่ีลดธาตุอาหารลง ปลอดเชอ้ื คร่ึงหนึ่ง จึงเปนสูตรอาหารท่ีตนออนไอยเรศสามารถดูด เมอื่ นําตน ออนที่ไดจากการเพาะเมล็ดมาเพาะเลี้ยงบนสตู ร ธาตุอาหารไปใชไดอยางมีประสิทธิภาพและเหมาะสมตอ อาหาร ½VW ทีเ่ ติมน้ํามะพราว 100 ml/L รว มกบั มันฝรัง่ การเจริญเติบโต (จิตราพรรณ, 2536; Arditti, 1977; 100 g/L พบวา สามารถชักนําใหเกิดยอดสงู ที่สุด 90% มี Prichard, 1989) ใหผลสอดคลองกับรายงานการเพาะ จํานวนยอดเฉลี่ยสูงที่สุด 12.65 ยอดตอตน และกระตุน เมล็ดกลวยไม Hygrochilus parishii (Veitch & Rchb.f.) ใหมีจํานวนรากเฉลี่ยสูงท่ีสุด 6.25 รากตอตน ขณะท่ีสูตร Pfitzer บนอาหาร ½VW พบวา สงเสริมการงอกไดดี อาหารท่ีเติมน้ํามะพราว 100 ml/L รวมกับมันฝรั่ง 50 40% (Shadang et al., 2007) และรายงานการเพาะเลี้ยง g/L ชักนําใหมีจํานวนใบเฉลี่ยสูงที่สุด 5.25 ใบตอตน เมื่อ เอ้ืองกาบดอก (Pholidota imbricate Lindl.) พบวาสูตร เพาะเล้ียงเปนเวลา 12 สัปดาห (ตารางที่ 3) (ภาพที่ 2) อาหาร ½VW สามารถชักนําการเกิดยอดเฉล่ีย ใบเฉล่ีย เนอ่ื งจากในนํ้ามะพราวมีฮอรโมนธรรมชาตใิ นกลมุ ไซโตไค ความสูงเฉล่ียและมีจํานวนรากเฉล่ียดีท่ีสุด เมื่อเล้ียงเปน นินที่พืชสรางขึ้นเอง ซ่ึงมีผลตอการกระตุนการแบงเซลล เวลา 8 สปั ดาห (วุฒิชยั และคณะ, 2560) รวมถึงรายงาน การขยายขนาดของเซลล (บุญยืน, 2547; สมพร, 2549) ของ Vaz and Kerbuay (2000) ศึกษาการเพาะเลี้ยง และในเน้ือของมันฝร่ัง ประกอบดวยสารอินทรียตาง ๆ กลว ยไม Psygmorchis pusilla (L.) Dodson & Dressler เชน น้ําตาล คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และวิตามิน บนสูตรอาหาร ½VW พบวา ชวยสงเสริมการเจริญเติบโต รวมถึงสารพวก polyamine ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุนใหมี ของชอดอกไดดี นอกจากนี้ยังพบรายงานของ Stewart การแบงเซลลแบบไมโทซิส (mitosis) (Sawhney et al., and Kane (2006) พบวา สูตรอาหาร VW สงเสริมการ 1982) ดังน้ันการเติมสารประกอบอินทรียท้ัง 2 ชนิดนี้ งอกของเมล็ดและการพัฒนาโปรโตคอรมของกลวยไม รวมกันจึงมีผลสงเสริมการเจริญเติบโตของกลวยไมไดดี Habenaria macroceratitis Willd. สู ง ท่ี สุ ด 98.8% (จิตราพรรณ, 2536; Pierik et al., 1988; Van et al., และรายงานการเพาะเมล็ดกลวยไม Cyrtopodium 1941) ใหผลสอดคลองกับรายงานของบวั สอน และอารยา punctatum (L.) Lindl. บนสูตรอาหาร VW พบวา มีผล (2557) ท่ีศึกษาการงอกของเมล็ดและการพัฒนาตนออน ตอการงอกของเมล็ดสูงถึง 26.1% (Dutra et al., 2009) เอื้องเขาแกะ (R. coelestis Rchb.f.) บนสูตรอาหาร VW รวมถึงรายงานของอัญชลี (2550) ที่เพาะเล้ียงกลวยไม ที่เติมนํ้ามะพราว 100 ml/L พบวา สามารถสงเสริมให นางอั้วสาคริก (Pecteilis sagarikii Seidenf.) บนสูตร เกิดจํานวนยอด จาํ นวนใบ และจํานวนรากมากท่ีสุด และ อาหาร VW ที่เติมนํ้ามะพราวออน 15% ชักนําโปรโต รายงานการเพาะเลี้ยงกลวยไมเอื้องเงินหลวง (D. คอรมใหม ีการพฒั นาเจรญิ เปน ตน ออ นไดผลดีท่สี ดุ รวมถึง formosum Roxb. ex Lindl.) บนสูตรอาหาร MS ท่ีเติม รายงานการขยายพันธุกลวยไมไอยเรศ R. retusa (L.) นํ้ามะพราว 150 ml/L พบวา สามารถสงเสริมการงอก Blume ท่ีเพาะเลี้ยงตนออนบนสูตรอาหาร VW สงเสริม ของเมล็ดและพัฒนาไปเปนตนออนไดดี (อัญจนา และ ก า ร เ พิ่ ม จํ า น ว น ข อ ง โ ป ร โ ต ค อ ร ม แ ล ะ แ ค ล ลั ส ไ ด คณะ, 2549) และรายงานการขยายพันธุกลวยไมนางอ้ัว (Sunitibala and Neelashree, 2018) และรายงานวิจัย สาคริก (P. sagarikii Sedenf.) ท่ีเพาะเลย้ี งบนสูตรอาหาร ของศุภาวีร และคณะ (2560) ท่ีศึกษาการขยายพันธุ VW ทเ่ี ตมิ น้าํ มะพราวออ น 15% พบวา โปรโตคอรม สามา ก ล ว ย ไ ม แ ด ง อุ บ ล ( Phalaenopsis buyssoniana รถพัฒนาและเจริญเปนตนออ นไดสูงท่ีสุด (อัญชลี, 2550) Rchb.f.) พบวา สตู รอาหาร VW ท่ีไมม ีการเตมิ สารอินทรีย รวมถึงการเพาะเล้ียงเอ้ืองเข็มหมุด (Bulbophyllum สง เสริมใหมีความสูงเฉลีย่ มากท่ีสุด 1.64 เซนตเิ มตรตอ ตน moniliforme C.S.P.Parish & Rchb.f.) บนสูตรอาหาร VW ท่ีเติมนํ้ามะพราว 100 ml/L รวมกับมันฝร่ัง 50 g/L เปนเวลา 8 สัปดาห พบวา ชักนําใหมีจํานวนใบเฉล่ียมาก การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
165 ท่ีสุด 1.2 ใบตอตน (อนุพันธ และวิทยา, 2561) และ เติม IAA ความเขมขน 0.25 mg/L สงเสริมใหมีจํานวน รายงานการวิจัยของอนุพันธ และแสงเดอื น (2554) พบวา รากเฉลีย่ สูงท่ีสดุ 3.20 รากตอ ตน เม่ือเพาะเลี้ยงเปนเวลา ตน ออ นเอ้ืองคําผกั ปราบ (D. ochreatum Lindl.) ที่เลยี้ ง 4 สัปดาห และรายงานของ Basker and Bai (2010) ทํา บนสูตรอาหาร VW ท่ีเติมนํ้ามะพราว 100 ml/L รวมกับ การเพาะเลย้ี งกลว ยไมห ายาก Eria bambusifolia Lindl. มันฝรั่ง 50 g/L สงเสริมใหม ีอัตราการเจริญเตบิ โตทดี่ ี บนอาหาร MS ท่ีเติม IAA 2.0 mg/L สงเสริมใหมีจํานวน โปรโตคอรมและจาํ นวนรากเฉลย่ี ดที ่สี ุด การทดลองท่ี 3 ศกึ ษาผลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโต พชื ตอการเจริญเติบโตของตนออนไอยเรศในสภาพปลอด การทดลองที่ 4 ผลของวัสดุปลกู รวมกบั ไคโตซานตอ อัตรา เชื้อ การรอดชีวิตของตนออนไอยเรศ จากการเพาะเลี้ยงตนออนไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW ที่ จากการนําตนออนท่ีมีความสูง 2 ซม. ยายเลี้ยงบนกาบ เติมสารควบคมุ การเจรญิ เติบโตพชื ไดแ ก NAA, IAA, IBA, มะพราวสับรวมกับการฉีดพนไคโตซานที่มีความเขมขน BA และ kinetin ความเขมขน 0, 0.1, 0.5, 1.0 และ 2.0 และจํานวนครั้งที่ฉีดพนแตกตางกันเปนเวลา 12 สัปดาห mg/L เปนเวลา 12 สัปดาห พบวา สูตรอาหาร ½VW ที่ พบวา ตนออนไอยเรศมีอัตราการรอดชีวิตของตนออน เติม IAA 0.5 mg/L สามารถชักนําใหเกิดยอดสูง 80% 100% ทกุ สูตร รวมถึงมีจํานวนยอดเฉลี่ย จํานวนใบเฉลี่ย และมีจํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 8.60 ยอดตอตน รวมถึงมี ความยาวใบเฉลี่ย และจํานวนรากเฉลี่ยท่ีไมแตกตางกัน จํานวนรากเฉล่ียมากที่สุด 6.60 รากตอตน ซ่ึงแตกตาง อยางมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p>0.05) เน่ืองจากกาบมะพรา ว อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อเทียบกับสูตร สบั มคี ุณสมบัติในการอุม นา้ํ และรกั ษาความชืน้ ไดดี รวมถึง อาหารอื่น ๆ และมคี วามสูงเฉล่ยี มากทสี่ ุด 3.38 ซม.ตอตน ระบายน้ําไดไว เหมาะสมตอการยึดเกาะและการ (ตารางที่ 4) (ภาพท่ี 3) เนอื่ งจาก IAA เปนสารควบคมุ การ เจริญเติบโตของรากตนออนไอยเรศ จึงสามารถดูดซึม เจริญเติบโตพืชกลุมออกซินท่ีสามารถกระตุนการแบง ความช้ืนรวมถึงสารอาหารไดดี ชวยใหปรับสภาพและฟน เซลล ชักนําใหเซลลของลําตนยืดตัว รวมถึงกระตุนการ ตัวไดเร็วขึ้นในสภาพโรงเรือน (ครรชิต, 2541; รัตนาวลี เกิดราก และควบคุมการเจริญของตาขาง (ประสาทพร, และคณะ, 2557; Withner, 1959) อยางไรก็ตามพบวา 2541; บุญยนื , 2544) สอดคลอ งกับรายงานการขยายพนั ธุ สูตรท่ีฉีดพนไคโตซานความเขมขน 30 mg/L 1 คร้ังตอ กลวยไมเอ้ืองจําปา (B. aporoides Rchb.f.) ที่เลี้ยงบน สัปดาห สามารถชักนาํ ใหม จี ํานวนรากเฉลี่ยมากทส่ี ุด 4.77 สูตรอาหาร VW ท่ีเติม IAA 2 mg/L สามารถชักนําใหมี รากตอตน และมคี วามกวางใบเฉลีย่ มากท่สี ดุ 0.73 ซม.ตอ จาํ นวนยอดเฉล่ียสูงทสี่ ุด 5.68 ยอดตอ ตน และเกิดยอดได ใบ และสูตรที่ฉีดพนไคโตซานความเขมขน 20 mg/L 2 สูง 75% (วุฒิชัย และคณะ, 2560) และรายงานการศกึ ษา คร้ังตอสัปดาห สงเสริมใหมีความสูงเฉล่ียมากที่สุด 3.94 ของวิชาญ และอนุพันธ (2555) พบวาตนออนกลวยไม D. ซม.ตอตน (ตารางที่ 5) (ภาพที่ 4) เนื่องจากไคโตซานมี lamellatum Lindl. ที่เล้ียงบนสูตรอาหาร MS ท่ีเติม คณุ สมบตั ิและทําหนา ทเ่ี ปนฮอรโมนทีส่ ามารถกระตนุ การ IAA 0.5 mg/L ชักนําใหเกิดรากเฉล่ียสูง 2.70 รากตอตน เกิดราก รวมถึงชวยกระตุนในการนําแรธาตุไปใช จึงชวย รวมถึงรายงานการวิจัยของวุฒิชัย และคณะ (2556) ใหพืชเจริญเติบโตและมีการพัฒนาไดดี นอกจากนี้ไคโต พบวาสูตรอาหาร MS ท่ีเติม IAA 0.1 mg/L ชักนําให ซานยังสามารถกระตนุ ยีนใหส รา งภมู ิคุมกันตอการเกิดโรค กลวยไมดิน E. siamensis Rolfe ex Downie เกิดยอด ในพชื ปองกันและยับย้ังการเจริญเติบโตของเช้อื จุลนิ ทรีย และใบเฉล่ียสงู ท่สี ุด และรายงานของ Dasri et al. (2016) ปอ งกนั โรคแมลง และการเนาเสียจากจลุ นิ ทรยี ได (ฉัตรชยั รายงานวากลวยไม D. delacourii Guillaumin ที่เล้ียง และคณะ, 2560; สมพร, 2555; วุฒิชัย และคณะ, 2561) บนสูตรอาหาร MS ที่เติม IAA 0.5 mg/L ชักนําใหมี สอดคลองกับรายงานการศึกษาของอัญจนา และคณะ จํานวนใบเฉลี่ยมากที่สุด 3.20 ใบตอตน และชักนําใหมี ( 2557) พ บ ว า ก า ร แ ช ก ล ว ย ไ ม เ พ ช ร หึ ง ความยาวใบเฉล่ียสูงสุด 7.80 มม. รวมถึงอาหาร MS ที่ ( Grammatophyllum speciosum Blume) ใ น ไ ค โ ต การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
166 ซาน 20 mg/L รวมกับยายปลูกในกาบมะพราวสับ : ถาน งจ (1:1) สงเสริมการพัฒนาของกลวยไมเพชรหึงไดมากที่สุด และรายงานการศึกษาผลของวัสดุปลูกและไคโตซานตอ ภาพที่ 1 การงอกของเมล็ดและพัฒนาการของเอ็มบริโอ การอนุบาลกลวยไมมาว่ิง (Doritis pulcherrima Lindl.) ไอยเรศที่เพาะเล้ียงบนสูตรอาหารตาง ๆ อายุ 8 สัปดาห: VW พบวา ตน ออ นที่แชใ นไคโตซาน ความเขม ขน 20-30 mg/L (ก), ½VW (ข), MS (ค), ½MS (ง) และ ¼MS (จ) (สเกลบาร : และยายปลูกในวัสดุปลูกกาบมะพราวสับ : ถาน (1:1) 1 เซนติเมตร) สงเสริมใหมีการเจริญเติบโตดีท่ีสุด (นาตยา และคณะ, 2557) รวมถึงรายงานการปลูกเล้ียงตนออนกะเรกะรอน ปากเปด (C. finlaysonianum Lindl.) บนกาบมะพราว สับใหอ ัตราการรอดชีวิตสงู ถงึ 100% (วุฒชิ ยั และอนุพันธ, 2554) และรายงานของสมุ ิตรา และอิศร (2554) รายงาน ไวว าต นอ อน ฟา แล นน อป ซิส พริ้ นเ ซส จุฬ าภ รณ (Phalaenopsis ‘Princess Chulabhorn’) และคัทลียา ลูกผสมเจ๊ียะหลิน (Brassolaeliocattleya ‘Chai Lin’) ทเ่ี ล้ียงบนวัสดุปลกู กาบมะพราวสับ สงเสริมใหมอี ัตราการ รอดชวี ิตสงู สดุ 100% ตารางที่ 1 การงอกของเมล็ดและระยะพฒั นาการของ เอม็ บรโิ อไอยเรศในหลอดทดลอง ระยะ พฒั นาการ 1 เมลด็ สมบรู ณ ไมม ีการเปลี่ยนแปลง 2 เอ็มบริโอขยายขนาดใหญข น้ึ จนแตกออกจาก เปลือกหุมเมลด็ และเกิดเปน โปรโตคอรม (ถอื วาเปน ระยะทีเ่ รม่ิ เกดิ การงอก) 3 โปรโตคอรม มขี นาดใหญเ พิม่ มากขนึ้ และมขี น ฟูสีขาวลอ มรอบ 4 โปรโตคอรมเติบโตเกิดเปนยอดและใบ ตารางที่ 2 ผลขอกงสตู รอาหารตอกาขรงอกของเมล็ดและคพฒั นาการของเอ็มบรโิ อไอยเรศอายเุ พาะเลย้ี ง 8 สัปดาห อาหาร ระยะท่ี 1 ระยะท่ี 2 ระยะที่ 3 ระยะท่ี 4 การงอก (%) VW 7.11±0.31c 37.22±1.45b 55.67±1.38a 0.00±0.00b 92.89±0.31a ½VW 6.44±1.07c 71.89±10.79a 4.00±2.05c 17.67±8.87a 93.56±1.07a MS 81.89±7.71a 20.33±7.31bc 0.00±0.00c 0.00±0.00b 20.33±7.32c ½MS 10.11±1.20c 30.00±2.60bc 36.78±2.93b 23.11±5.92a 89.89±1.20a ¼MS 37.11±15.73b 14.67±3.72c 28.67±7.20b 19.56±4.90a 62.89±15.73b หมายเหตุ: ตัวอักษรที่เหมือนกันในแตล ะสดมภแสดงถึงความไมแ ตกตางกันอยางมีนยั สําคญั ทางสถิติ (p>0.05) เมือ่ เปรยี บเทียบคา เฉล่ีย โดยวธิ ี DMRT (Duncan, 1955) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
167 ก ข คงจ ฉช ซ ฌญฎ ฏ ฐ ฑ ฒณ ภาพที่ 2 ผลของสารประกอบอนิ ทรียตอการเจริญเตบิ โตของตนออนไอยเรศ อายุ 12 สปั ดาห บนสูตรอาหารตา ง ๆ ไดแก (น = น้ํามะพราว, ม = มันฝร่ัง) (ก) น 100 + ม 0, (ข) น 150 + ม 0, (ค) น 200 + ม 0, (ง) น 0 + ม 50, (จ) น 100 + ม 50, (ฉ) น 150 + ม 50, (ช) น 200 + ม 50, (ซ) น 0 + ม 100, (ฌ) น 100 + ม 100, (ญ) น 150 + ม 100, (ฎ) น 200 + ม 100, (ฏ) น 0 + ม 150, (ฐ) น 100 + ม 150 (ฑ) น 150 + ม 150 (ฒ) น 200 + ม 150 (ณ) สูตรควบคุม (ความเขมขนของน้ํา มะพราวมีหนวยเปน ml/L, มันฝรัง่ มีหนวยเปน g/L) ก ขค งจ ฉ ช ซฌญฎฏ ฐ ฑ ฒณ ดต ถ ท ธ ภาพท่ี 3 ผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตพืชตอการเจริญเติบโตของตนออนไอยเรศบนสูตรอาหาร ½VW อายุ เพาะเลยี้ ง 12 สัปดาห ไดแ ก (ก) NAA 0.1, (ข) NAA 0.5, (ค) NAA 1.0, (ง) NAA 2.0, (จ) IAA 0.1, (ฉ) IAA 0.5, (ช) IAA 1.0, (ซ) IAA 2.0, (ฌ) IBA 0.1, (ญ) IBA 0.5, (ฎ) IBA 1.0, (ฏ) IBA 2.0, (ฐ) BA 0.1, (ฑ) BA 0.5, (ฒ) BA 1.0, (ณ) BA 2.0, (ด) kinetin 0.1, (ต) kinetin 0.5, (ถ) kinetin 1.0, (ท) kinetin 2.0, (ธ) สูตรควบคุม (ความเขมขนมี หนวยเปน mg/L) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
168 ตารางที่ 3 ผลของสารประกอบอนิ ทรยี ตอ การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของตนออ นไอยเรศ อายุ 12 สปั ดาห น้าํ มะพรา ว มนั ฝรัง่ การเกดิ ยอด จาํ นวนยอด การเกดิ ราก จํานวนราก จาํ นวนใบ ความสูง (cm) (ml/L) (g/L) (%) เฉลี่ย (%) เฉลยี่ เฉลยี่ 0 0 30±12.91de 1.60±0.23ef 90±5.77b 2.10±0.22f 4.22±0.28bc 1.39±0.05g 100 0 25±9.57de 2.15±0.62def 95±5.00ab 3.35±0.39def 4.29±0.37bc 1.95±0.18f 150 0 40±8.17cd 1.85±0.29def 100±0.00a 4.15±0.51bcd 3.81±0.30cd 2.38±0.19c-f 200 0 30±12.91de 1.45±0.17ef 100±0.00a 4.15±0.28bcd 4.52±0.24abc 2.95±0.15bc 0 50 25±9.57de 2.25±0.82def 100±0.00a 2.60±0.21ef 4.95±0.33ab 2.85±0.16bc 100 50 10±5.77e 1.10±0.07f 100±0.00a 3.45±0.22def 5.25±0.27a 2.72±0.16b-e 150 50 85±9.57ab 5.45±1.21bcd 100±0.00a 4.75±0.59a-d 2.25±0.19f 2.06±0.19f 200 50 80±0.00ab 8.80±1.87b 100±0.00a 4.85±0.63a-d 2.44±0.27ef 2.11±0.18ef 0 100 75±5.00ab 8.85±1.55b 100±0.00a 4.95±0.71a-d 2.38±0.27f 2.77±0.21bcd 100 100 90±5.77a 12.65±1.97a 100±0.00a 6.25±0.45a 2.21±0.24f 2.97±0.18bc 150 100 90±10.00a 12.35±1.97a 100±0.00a 5.70±0.63ab 2.23±0.27f 3.12±0.26ab 200 100 75±5.00ab 7.50±1.35bc 100±0.00a 4.90±0.63a-d 2.34±0.23f 2.15±0.21def 0 150 85±9.57ab 6.15±1.12bc 100±0.00a 4.00±0.40cde 2.16±0.24f 2.77±0.22bcd 100 150 80±11.55ab 4.95±0.72cde 100±0.00a 4.80±0.62a-d 2.31±0.18f 2.77±0.31bcd 150 150 70±5.77ab 4.65±0.88c-f 100±0.00a 4.50±0.47bcd 2.63±0.27ef 2.90±0.16bc 200 150 60±11.55bc 5.55±1.22bcd 100±0.00a 5.15±0.42abc 3.23±0.37de 3.62±0.28a หมายเหต:ุ ตัวอักษรทีเ่ หมือนกนั ในแตละสดมภแสดงถงึ ความไมแ ตกตา งกนั อยางมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p>0.05) เมื่อเปรียบเทยี บคาเฉล่ีย โดยวธิ ี DMRT (Duncan, 1955) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
16 ตารางที่ 4 ผลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโตพชื ตอการเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของตน ออ นไอ PGR ความเขม ขน การเกิดยอด (%) จาํ นวนยอดเฉลย่ี การ Control (mg/L) 0 70±10.00abc 4.95±0.81b-e 1 NAA 0.1 95±5.00a 7.10±0.99abc 0.5 60±14.14abc 5.00±1.00b-e 1 IAA 1.0 80±14.14abc 5.80±0.93a-e 2.0 85±5.00ab 7.30±1.48ab 1 IBA 0.1 45±9.57c 3.35±0.87e 1 0.5 80±8.17abc 8.60±1.97a 1 BA 1.0 65±9.57abc 4.10±0.91cde 2.0 90±10.00a 5.25±0.58b-e Kinetin 0.1 80±11.55abc 2.95±0.40e 0.5 50±10.00bc 2.80±0.61e 1.0 85±5.00ab 4.20±0.56b-e 2.0 75±12.58abc 3.75±0.55de 0.1 85±9.57ab 5.75±0.88a-e 0.5 90±10.00a 6.75±0.99a-d 1.0 80±0.00abc 3.95±0.78cde 2.0 85±5.00ab 5.75±0.88a-e 0.1 85±9.57ab 5.20±0.82b-e 0.5 60±18.26abc 4.20±0.85 b-e 1.0 70±17.32abc 5.35±1.00 b-e 2.0 95±5.00a 5.10±0.59 b-e หมายเหต:ุ ตัวอักษรที่เหมอื นกันในแตละสดมภแสดงถึงความไมแ ตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คัญทางส การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.ส
69 อยเรศ อายเุ พาะเลี้ยง 12 สปั ดาห จาํ นวนใบเฉลยี่ ความสงู (cm) รเกิดราก (%) จาํ นวนรากเฉล่ีย 3.41±0.14a 2.46±0.11c-g 100±0.00a 4.40±0.40b 3.58±0.28ab 2.73±0.17bcd 100±0.00a 2.35±0.22def 2.41±0.17d 2.09±0.15e-h 100±0.00a 2.20±0.24ef 3.12±0.26a-d 2.31±0.13d-h 100±0.00a 2.45±0.11ef 2.69±0.20cd 2.80±0.25bcd 95±5.00a 3.45±0.31cd 2.60±0.26d 3.38±0.16a 100±0.00a 3.55±0.43c 3.51±0.30abc 2.56±0.10b-e 100±0.00a 6.60±0.72a 3.07±0.30a-d 2.65±0.10bcd 100±0.00a 3.00±0.18c-f 3.26±0.22a-d 2.66±0.14bcd 100±0.00a 2.70±0.19c-f 2.63±0.15d 2.59±0.16bcd 95±5.00a 3.00±0.26c-f 3.22±0.22a-d 2.98±0.13ab 100±0.00a 3.15±0.26c-f 3.64±0.26a 2.62±0.14bcd 100±0.00a 3.05±0.20c-f 2.79±0.21a-d 2.81±0.21bcd 100±0.00a 3.10±0.20c-f 3.15±0.20a-d 2.86±0.10bc 95±5.00 a 2.90±0.28c-f 2.70±0.24cd 1.93±0.10h 100±0.00 a 2.75±0.20 c-f 2.74±0.24bcd 2.39±0.22c-h 95±5.00 a 2.35±0.22ef 3.13±0.32a-d 2.00±0.12gh 100±0.00 a 3.15±0.30 c-f 2.80±0.25 a-d 2.01±0.15fgh 95±5.00 a 2.15±0.21f 2.85±0.24 a-d 2.49±0.16b-f 100±0.00 a 2.90±0.24 c-f 3.60±0.32a 2.64±0.11bcd 100±0.00 a 2.50±0.21def 3.18±0.31 a-d 100±0.00 a 3.20±0.21cde 2.92±0.19 a-d สถติ ิ (p>0.5) เมอื่ เปรียบเทียบคาเฉลี่ยโดยวิธี DMRT สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
170 ตารางท่ี 5 ผลของวสั ดปุ ลกู รวมกบั ไคโตซานตออัตราการรอดชวี ิตของตนออ นไอยเรศ อายุ 12 สปั ดาห *ไคโตซาน รอด จํานวนยอด จาํ นวนใบ ความกวา ง ความยาว จํานวนราก ความยาว ความสูง ชีวติ เฉล่ีย เฉลยี่ ใบ (cm) ใบ (cm) เฉลี่ย ราก (cm) (cm) (mg/L) (%) 0 100a 1.20±0.09a 5.20±0.35a 0.33±0.02b 2.31±0.11a 4.23±0.31a 2.56±0.11b 2.81±0.19b 10/1 100a 1.13±0.06a 5.17±0.24a 0.64±0.03b 2.39±0.12a 3.90±0.30a 3.45±0.26a 2.90±0.18b 10/2 100a 1.07±0.07a 4.73±0.19a 0.68±0.03ab 2.44±0.16a 4.43±0.28a 2.64±0.17b 3.62±0.23a 20/1 100a 1.07±0.05a 4.70±0.24a 0.70±0.02ab 2.42±0.13a 3.80±0.26a 2.98±0.22ab 3.66±0.20a 20/2 100a 1.07±0.05a 5.13±0.19a 0.68±0.02ab 2.57±0.17a 3.93±0.20a 3.06±0.16ab 3.94±0.26a 30/1 100a 1.03±0.03a 4.87±0.27a 0.73±0.03a 2.45±0.14a 4.77±0.36a 2.73±0.20b 2.37±0.17b 30/2 100a 1.13±0.08a 5.17±0.37a 0.65±0.03ab 2.50±0.16a 4.60±0.43a 3.34±0.22a 2.68±0.21b หมายเหต:ุ ตวั อักษรท่เี หมือนกนั ในแตละสดมภแ สดงถึงความไมแตกตางกนั อยา งมนี ัยสําคญั ทางสถิติ (p>0.5) เมือ่ เปรียบเทียบคาเฉลยี่ โดยวิธี DMRT, * = จาํ นวนคร้ังทฉี่ ีดพน ไคโตซานตอ สัปดาห ก ขค ง จ ฉช ภาพที่ 4 ผลของวัสดุปลูกรวมกับไคโตซานตออัตราการรอดชีวิตของตนออนไอยเรศ อายุ 12 สัปดาห; (ก) ไคโตซาน 10 mg/L 1 คร้ังตอสัปดาห, (ข) ไคโตซาน 10 mg/L 2 ครั้งตอสัปดาห, (ค) ไคโตซาน 20 mg/L 1 ครง้ั ตอสัปดาห, (ง) ไคโตซาน 20 mg/L 2 คร้ังตอสัปดาห, (จ) ไคโตซาน 30 mg/L 1 คร้ังตอสัปดาห, (ฉ) ไคโตซาน 30 mg/L 2 ครั้งตอสัปดาห, (ช) สูตร ควบคุม (สเกลบาร : 1 ซม.) สรปุ ผลการทดลอง เฉล่ียมากท่ีสุด 6.60 รากตอตน และมีความสูงเฉลี่ยสูง การทดลองท่ี 1 ผลของสูตรอาหารตอ การงอกของเมล็ด ทสี่ ดุ คดิ เปน 3.38 ซม.ตอตน เม่อื เพาะเลี้ยงเปนเวลา 12 และการพฒั นาของเอ็มบริโอไอยเรศในสภาพปลอดเช้ือ สัปดาห เม่ือเพาะเล้ียงเปนเวลา 8 สัปดาห พบวา สูตรอาหาร การทดลองท่ี 4 ตนออนไอยเรศที่ยายปลูกบนกาบ ½VW มีเปอรเซ็นตการงอกของเมล็ดสูงท่ีสุดคิดเปน มะพราวสับรวมกับการฉีดพนไคโตซาน พบวามีอัตรา 93.56% การรอดชีวิตของตนออน 100% ทกุ สูตร ขณะท่ีการฉีด การทดลองที่ 2 ตนออนไอยเรศที่เล้ียงบนสูตรอาหาร พนไคโตซานความเขมขน 30 mg/L 1 ครั้งตอสัปดาห ½VW ท่ีเติมน้ํามะพราว 100 ml/L รวมกับมันฝร่ังบด ชักนําใหมีจํานวนรากเฉลี่ยมากที่สุด 4.77 รากตอตน 100 g/L สามารถชักนําใหเกิดยอดสูงที่สุด 90% มี และสูตรที่ฉีดพนไคโตซานความเขมขน 20 mg/L 2 จํานวนยอดเฉล่ียสูงท่ีสุด 12.65 ยอดตอตน และมี คร้งั ตอสัปดาห มคี วามสงู เฉลีย่ สงู ทส่ี ุด 3.94 ซม.ตอ ตน จาํ นวนรากเฉลย่ี สงู ทสี่ ดุ 6.25 รากตอ ตน การทดลองท่ี 3 สูตรอาหาร ½VW ที่เติม IAA ความ คําขอบคุณ เขม ขน 0.5 mg/L ชักนาํ ใหเกดิ ยอด 80% และมีจํานวน ขอขอ บคุณ โคร งกา รอนุรั กษพั นธุก รรม พืชอั น ยอดเฉลี่ยสูงที่สดุ 8.60 ยอดตอ ตน รวมถึงมีจํานวนราก เนอื่ งมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
171 สยามบรมราชกุมารี และหนวยวิจัยชีววิทยาพืช รัตนาวลี เสนาวงศ, ปยะพร แสนสุข และสุรพล แสน สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบุรี สุข. (2557). การเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือกลวยไมเอ้ือง เอกสารอางอิง นางชีในหลอดทดลอง. วารสารวิจัย มข. 19(3): กาญจนา รุงรัชกานนท. (2555). กลวยไม: เทคโนโลยี 399-413. และก ารประยุกต ใชงาน. (พิ มพครั้ งท่ี 1) . วิชาญ แฟงเมือง และอนุพันธ กงบังเกิด. (2555). ผล อบุ ลราชธานี: โรงพิมพม หาวิทยาลยั อบุ ลราชธาน.ี ครรชติ ธรรมศิริ. (2541). เทคโนโลยกี ารผลิตกลว ยไม. ของสารควบคุมการเจริญเติบโตตอการพัฒนาของ กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ ริน้ ตงิ้ แอนดพบั ลิชชิ่ง. ครรชิต ธรรมศริ .ิ (2547). เทคโนโลยกี ารผลิตกลวยไม. ตนออนกลวยไมหวายแบนในสภาพปลอดเชื้อ. กรงุ เทพฯ: อมรินทรพ ร้นิ ติง้ แอนดพ ับลชิ ช่ิง. จิตราพรรณ พิลึก. (2536). การเพาะเมล็ดและการ พะเยาวจิ ยั . 1: 96-102. เพาะเล้ียงเนื้อเย่ือกลวยไม. ภาควิชาพืชสวน คณะ วุฒิชัย ฤทธิ, เชิดศักด์ิ ทัพใหญ และอนุพันธ กงบังเกิด. เกษตรศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ. (2556). ผลของไซโตไคนินและออกซินตอการ ฉัตรชัย เสนขวัญแกว, ปวีณอิศรัชต เคนจันทน, ปณัท สขุ สรอย และนิตยา ทองทพิ ย. (2560). การใชไ คโต เปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาของไรโซมวานอึ่ง ซานตอสมรรถภาพการเจริญเติบโตของสุกร. วารสารเกษตรพระวรณุ . 14(2): 136-145. สยามในสภาพปลอดเชื้อ. การประชุมวิชาการ นาตยา มนตรี, สุกัญญา แสนภักดี และสิทธิโชค วีณะ วิทยาศาสตรวิจัย. 5: 207– 213. คุปต. (2557). ผลของวัสดุปลูกและสารไคโตซาน วุฒิชัย ฤทธิ, บุญสนอง ชวยแกว, จารุวรรณ กุมารสินธุ (chitosan) ตอการอนุบาลกลวยไมมาวิ่งที่ไดจาก การเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อ. แกนเกษตร. และนภาพร ชุนตระกูล. (2560). การขยายพันธุ 42(ฉบับพิเศษ 3): 518-523. บุญยืน กิจวิจารณ. (2544). เทคโนโลยีการเพาะเล้ียง กลวยไมเอื้องจําปา (Bromheadia aporoides เน้ือเยื่อพืช. (พิมพคร้ังที่ 2). ขอนแกน: โรงพิมพ Rchb.f.) ในหลอดทดลอง. วารสารพฤกษศาสตร คลังนานาวิทยา. ไทย. 9(1): 73-83. บุญยืน กิจวิจารณ. (2547). เทคโนโลยีเบื้องตนการ วุฒชิ ัย ฤทธิ, บญุ สนอง ชวยแกว และจารวุ รรณ สุวรรณ เ พ า ะ เ ล้ี ย ง เ นื้ อ เ ยื่ อ พื ช เ พื่ อ พั ฒ น า พั น ธุ พื ช . ขอนแกน : หจก. โรงพมิ พคลงั นานาวทิ ยา. วงศ. (2560). ผลของสูตรอาหารและสารควบคุม บัวสอน โบราสี และอารยา อาจเจริญ เทียนหอม. (2557). การงอกของเมล็ดและการพัฒนาตนออน การเจริญเติบโตพืชตอการเจริญของตนออนเอื้อง เอื้องเขาแกะในสภาพปลอดเชื้อ. แกนเกษตร. 42( ฉบบั พิเศษ 3): 524-528. กาบดอก (Pholidota imbricate Lindl.) ในหลอด ประสาทพร สมิตะมาน. (2541). การเพาะเล้ียง ทดลอง. วารสารวิทยาศาสตรบูรพา. 22(ฉบับ เน้ือเยื่อ: เทคนิคและการประยุกตใช.เชียงใหม: พเิ ศษ): 55-63. คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม. วฒุ ชิ ยั ฤทธิ, บญุ สนอง ชวยแกว และอรวรรณ ศรนี ้าํ คํา. (2561). ผลของไคโตซานตอการเจรญิ เติบโตของตน ออนเอ้ืองผึ้ง (Dendrobium lindleyi Steud.) ใน หลอดทดลอง. วารสารวิทยาศาสตรบูรพา. 23(2): 91-103. วฒุ ิชัย ฤทธิ และอนุพันธ กงบังเกิด. (2554). ผลของไซ โตไคนินและออกซนิ ตอการเติบโตและเจริญของตน ออ นกะเรกะรอนปากเปดในสภาพปลอดเช้ือ. เร่ือง เต็มการประชมุ วิชาการพฤกษศาสตรแหงประเทศ ไ ท ย ค รั้ ง ที่ 5 ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. 13 – 20. ศภุ าวีร แสงจันทรจิรเดช, ขวัญเดือน รัตนา, พักพล มุง ลือ และขจรพงศ ดาศรี. (2560). การขยายพันธุ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
172 กลวยไมแดงอุบลโดยการเพาะเมลด็ ในสภาพปลอด กลวยไมเพชรหึง. แกนเกษตร. 42 (ฉบับพิเศษ 3): 495-500. เชื้อ. แกน เกษตร. 45 (ฉบับพิเศษ 1): 1216-1221. แสงจันทร เอี่ยมธรรมชาติ. (2547). การเพาะเลี้ยง อญั ชลี จาละ. (2550). การขยายพันธุกลวยไมพ ื้นเมอื ง และหายาก “นางอ้ัวสาคริก” โดยการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช. เชียงใหม : คณะวิทยาศาสตรและ เนื้อเยื่อ. โครงการวิจัยกองทุนมหาลัยธรรมศาสตร. เทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม. ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตรและ สุทศั น ลิมปยประพนั ธ. (2554). กลวยไม. กรุงเทพฯ: ซี เทคโนโลยี มหาวิทยาธรรมศาสตร ศูนยรงั สติ . เอ็ดยูเคชน่ั . อนุพันธ กงบังเกิด และวิทยา ผาคํา. (2561). ผลของ สันติ วัฒฐานะ และสุรางครัชต อินทะมุสิก. (2553). สูตรอาหารและสารประกอบอินทรียตอการเจริญ พรรณไมเมอื งไทย: กลวยไม 1. เชยี งใหม: องคการ สวนพฤกษศาสตร. และพัฒนาของลําลูกกลวยเอื้องเข็มหมุดในสภาพ สมุ ติ รา สุปนราช และอศิ ร สุปนราช. (2554). ศึกษาผล ปลอดเชื้อ. วารสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. 26(7) (ฉบับเสรมิ ): 1197-1208. ของวัสดุปลูกตอการเจริญเติบโตของตน กลา คัทลียา อนุพันธ กงบังเกิด และแสงเดือน วรรณชาติ. (2554). และฟาแลนนอปซิส. เรื่องเต็มการประชุมทาง วชิ าการของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ครง้ั ที่ 49 ผลขององคประกอบในอาหารตอการเจริญและ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. 264 – 271. สมพร ประเสริฐสงสกุล. (2555). การใชไคโตซานในการ พั ฒ น า ข อ ง ต น อ อ น ก ล ว ย ไ ม เ อื้ อ ง คํ า ผั ก ป ร า บ เพาะเล้ียงเนื้อเย่ือพืช. วารสารมหาวิทยาลัยราช ( Dendrobium ochreatum Lindl.) ใ น ส ภ า พ ภัฏยะลา. 7(2): 125-134. ปลอดเชอ้ื . วารสารวิทยาศาสตร มน. 8(2): 67-76. สมพร ประเสริฐสงสกุล. (2549). การเพาะเลี้ยงเนอ้ื เยือ่ อบฉันท ไทยทอง. (2551). กลวยไมเมืองไทย. (พิมพ กับการปรั บปรุงพันธุ พืช. (พิมพ ครั้งที่ 1) . คร้ังท่ี 15). กรงุ เทพมหานคร: บานและสวน. กรุงเทพฯ: สาํ นกั พมิ พโ ฟรเพซ. Arditti, J. (1977). Orchid biology. Cornell สุรางครัชต อินทะมุสิก และสันติ วัฒฐานะ. (2556). University press, England. พรรณไมเมืองไทย: กลวยไม 3. (พิมพครั้งท่ี 1). Basker, S. and Bai, N. V. (2010). In vitro เชียงใหม : องคการสวนพฤกษศาสตรกระทรวง propagation of an epiphytic and rare orchid ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ ม. Eria bambusifolia Lindl. Research in Biotechnology. 1: 15-20. สลิล สิทธิสัจจธรรม และเพชร ตรีเพ็ชร. (2552). Dasri, K., Munglue, P., Rattana, K. and กลวยไมป าเมืองไทย 2. (พิมพคร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ: Sangchanjiradet, S. (2016). The effects of IAA สาํ นักพิมพบา นและสวน. produced by Bacillus pumilus A1_YM_1 on อญั จนา จันทรปะทวิ , ปรัศนี สุขจบี และนาตยา มนตรี. growth of orchids under micropropagation. Khon Kaen Agriculture Journal. 44(1): 832– ( 2549) . ผ ล ข อ ง Benzyladenine (BA) แ ล ะ 837. ส า ร อิ น ท รี ย บ า ง ช นิ ด ต อ ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ข อ ง Duncan, D.B. (1955). Multiple range and กลว ยไมเ ออื้ งเงินหลวงในสภาพปลอดเช้ือ. เร่ืองเต็ม multiple F test. Biometrics. 11: 1-42. ก า ร ป ร ะ ชุ ม ท า ง วิ ช า ก า ร ข อ ง Dutra, D., Kane, M. E. and Richardson, L. (2009). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ครั้งที่ 44 : สาขาพืช. 1-8. Asymbiotic seed germination and in vitro seedling development of Cyrtopodium อัญจนา จันทรปะทิว, สิทธิโชค วีณะคุปต, สุกัญญา punctatum: a propagation protocol for an endangered Florida native orchid. Plant แสนภักดี และนาตยา มนตรี. (2557). ผลของการ ใชสารไคโตซานรวมกับวัสดุปลูกตอการอนุบาล การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
173 Cell Tissue and Organ Culture. 96: 235– Van, O. J., Cokin, M. E. and Blakeslee, A. F. 243. (1941). Factors in coconut milk essential for Sawhney, R. K., Shin, R. L. and Galston, A. W. growth on development of very young (1982). Relation of polyamines biosynthesis Datura embryos. Science. 94: 350-351. Vaz, A.P. and Kerbuay, G.B. (2000). Effects of to the inhibition of sprouting in potato mineral nutrients on in vitro growth and tubers. Plant Physiology and flower formation of Psygmorchis pusilla Biochemistry. 69: 411-415. (Orchidaceae). Acta Horticulture. 250: 149 – Nanakorn, W. and Watthana, S. (2008a). Queen Sirikit Botanic Garden (Thai Native Orchids 156. 1). Wanida Press: Chiang Mai. Withner, C. L. (1959). The Orchid: a scientific Nanakorn, W. and Watthana, S. (2008b). Queen survey. New York: The Ronald Press. Sirikit Botanic Garden (Thai Native Orchids 2). Wanida Press: Chiang Mai. Pierik, R. L. M., Sprankels, P. A., Van der Harst, B. and der Meys, O. C. (1988). Seed germination and further development of plantlets of Paphiopedilum ciliolare Pfitz. In vitro Scientia Horticulturae. 34: 139-153. Prichard, H.W. (1989). Modern method in orchid conversation. Cambridge. Cambridge University Press. New York. Shadang, R., Dwivedi, P., Hegde, S. N. and Ahmed, N. (2007). Effect of different culture media on seed germination and subsequent in vitro development of protocorms of Hygrochilus parishii (Veith & Rchb.f.) Pfitz. (Ochidaceae). Indian Journal of Biotechnology. 6: 256-261. Stewart, S. L. and Kane, M. E. (2006). Asymbiotic seed germination and in vitro seedling development of Habenaria macroceratitis (Orchidaceae), a rare Florida terrestrial orchid. Plant Cell Tissue and Organ Culture. 86:147–158. Sunitibala, D. Y. and Neelashree, N. (2018). Micropropagation of the monopodial orchid, Rhynchostylis retusa (L.). International Journal of Life Sciences. 6 (1):181-186. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
174 การศึกษาสูตรอาหารท่เี หมาะสมในการเจริญเปน ตน ใหมของรกั ใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) จากเมล็ดออนแมไ ม 217 แมก า STUDIES OF SUITABLE MEDIA FOR PLANT REGENERATION OF VARNISH TREE (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) FROM YOUNG SEED OF VARIETY 217 MAEKA อนรุ กั ษ โพธ์ิเอ่ยี ม1*, รจุ ิรา รกั ราว1ี , แกวนภา กิตติบรรพชา2 และ ปย รัษฎ ปรญิ ญาพงษ เจรญิ ทรพั ย3 Anurug Poeaim1*, Rujira Rakrawee1, Kaewnapa Kittibanpacha2 and Piyarat Parinyapong Charoensap3 1ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา เจา คุณทหารลาดกระบงั 2กลุมงานวนวฒั นวจิ ัย สํานกั วิจยั และพฒั นาการปา ไม กรมปา ไม 3โครงการอนรุ กั ษพ ันธกุ รรมพืชอนั เนือ่ งมาจากพระราชดํารฯิ สวนจติ รลดา เขตดสุ ติ กทม. 10303 1Department of Biology, Faculty of Science, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang, Bangkok 10520, Thailand 2Silvicultural Research Group, Forest Research and Development Bureau, Royal Forest Department 3Plant Genetic Conservation Project, Chitralada Villa, Dusit, Bangkok 10303 บทคัดยอ รักใหญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) เปนไมหวงหามธรรมดาประเภท ก นิยมใชประโยชนของนํ้ายางรักใหญใน ดานงานศิลปอยางมาก จึงไดทําการศึกษาการเพ่ิมปริมาณของตนรักใหญเพื่อขยายจํานวนและอนุรักษสายพันธุของรัก ใหญไ ด โดยนําขอ ท่ีไดเพาะเลี้ยงเมลด็ ออ นรกั ใหญร หสั สายพันธุ 217 แมกา เพาะเล้ียงบนอาหารสังเคราะหสูตร WPM ท่ี ประกอบดวยสารควบคุมการเจริญเติบโต BAP (6-Benzylamminopurine), mT (meta-Topolin) และ TDZ (Thidiazuron) ความเขมขน ท่ีแตกตางกัน พบวา ในการเปล่ียนอาหารคร้ังท่ี 4 สามารถเพิ่มจํานวนยอดไดม ากท่ีสุด เม่ือ เพาะเล้ยี งบนอาหารสงั เคราะหส ตู ร WPM ที่เติม BAP ความเขม ขน 1.5 มลิ ลกิ รัมตอ ลติ ร (10 ยอดตอ ชิน้ สว นพืช) จากนน้ั ยายชิ้นสวนยอดเพื่อชักนําการเกิดรากบนอาหารสังเคราะหสูตร WPM ท่ีเติม IBA ความเขมขนแตกตางกัน พบวา IBA ความเขมขน 0.5 มลิ ลิกรัมตอลติ ร ชักนําการเกิดรากได 33.33 เปอรเซ็นต และมีจํานวนราก 3 ราก นอกจากน้ีการชกั นํา รากโดยการแชรากดว ยสารละลาย IBA ความเขมขน 500 มลิ ลิกรมั ตอ ลิตร และเพาะเล้ียงในดนิ ผสมแกลบอัตราสว น 1:1 มอี ัตราการเกดิ รากและรอดชีวิต 40 เปอรเ ซน็ ต Abstract Varnish tree (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) is a normal restricted type of wood. It is popular with the use of lacquer varnish in art and culture. In this study chosen to use plant tissue culture to preserve and increase this plant. Rejuvenation shoot from young seed cultured on WPM medium supplemented with different concentrations of BAP (6-Benzylamminopurine), mT (meta-Topolin) and TDZ (Thidiazuron). The result show that, the highest of shoot was increase in 4 times of subculturing on WPM medium combined with 1.5 mg/L of BAP (10 shoots/explant). After that, the maximum was 33.33 percent of root induction at WPM medium plus 0.5 mg/L of IBA. And has the highest number of roots been 3 roots/shoot. In addition, the root induction by dipped in 500 mg/L of IBA and cultured in 1:1 of husk mixed soil can produced root and found that 40 percent of root regeneration and survival rate. การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
175 คําสาํ คัญ: การชักนาํ ใหเกดิ ยอด, การชักนําใหเกิดราก, รกั ใหญ (Gluta usitata) Keywords: Varnish tree (Gluta usitata), root induction, shoot induction *ตดิ ตอ นกั วิจยั : อนุรักษ โพธิเ์ อี่ยม (อเี มล [email protected], [email protected]) *Corresponding author: Anurug Poeaim (E-mail: [email protected], [email protected]) บทนํา บรมราชกุมารี ทําการฟอกฆาดวยการจุมดวยแอลกอฮอล ตน รักให ญ (Gluta usitata (Wall.) Ding Hou) ความเขมขน 95 เปอรเซ็นต จากนั้นลนไฟใหลุกทวม 2 ครั้ง และผา เปลอื กหุมเมลด็ ออก เพาะเล้ยี งเมล็ดออ นใน เปนพรรณไมในวงศมะมวง (Anacardiaceae) สามารถ อาหารแข็งสังเคราะหสูตร WPM ที่เติมผงถานกัมมันต สรางนํ้ายางท่ีมีคุณสมบัติหลายอยาง เชน นํ้ายางรักเม่ือ 2 กรัมตอลิตร (ก./ล.) นํ้าตาลซูโครส 30 ก./ล. วุนเจล- แหงสนิทจะติดกันงาย ลดการร่ัวซึม จึงถูกนํามาใช แลนกัม 2.6 ก./ล. เปน เวลา 6 สปั ดาห จากนนั้ ตดั ชิ้นสว น ประโยชนในงานศิลปะทุกแขนง (สุวรรณ และคณะ, ขอที่เจริญเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะหสูตร WPM 2558) แตเนื่องจากยางรักมีสารโอลิโอเรซิน (oleoresin) ท่ีประกอบดวยที่มีผงถานกัมมันต 2 ก./ล. น้ําตาลซูโครส และสารทิตซิออล (thitsiol) ท่ีทําใหเกิดผื่นคัน บวมเปน 30 ก./ล. วุนเจลแลนกัม 2.6 ก./ล. และ BAP TDZ หรือ ตุมใส ผิวหนังผุพองอยางรุนแรง เมื่อสัมผัสกับตนรักใหญ mT ความเขมขน 0.5 1 1.5 2 และ 3 มิลลิกรัมตอลิตร (วีระชัย, 2551) อีกทั้งไมมีการเพาะปลูกในระดับ (มก./ล.) หรืออาหารที่ไมมีสารควบคุมการเจริญเติบโต อุตสาหกรรมเพื่อการเก็บเก่ียว ประกอบกับปจจุบันการ ทําการบันทึกผลการเกิดยอด 4 คร้ัง หลังการเปล่ียน เก็บเก่ียวยางรักคอนขางลําบาก พ้ืนที่ปาธรรมชาติลดลง อาหารทกุ 6 สปั ดาห จากน้ันนํายอดที่เจรญิ มาปรับสภาพ เน่ืองจากปาถูกทาํ ลาย ไมร ักใหญจึงเพาะปลูกอยูใน และศึกษาการชักนํารากโดยเพาะเล้ียงในอาหารแข็ง เขตอุทยานแหง ชาติ สงผลใหความสะดวกในการเก็บเก่ยี ว สังเคราะหสูตร WPM ที่เติม IBA ความเขมขน 0.25 0.5 ยางรักลดนอยลงและมีปริมาณไมเพียงพอตอความ 0.75 และ 1 มก./ล. หรืออาหารที่ไมมีสารควบคุม ตองการของงานชางศิลป จึงมีการนําสารสังเคราะหทาง การเจริญเติบโต บันทึกผลการทดลองหลังจากเพาะเล้ียง เคมีเขามาใชทดแทนยางรักเพ่ิมมากขึ้นและการอนุรักษ 1 เดือน หรือนํายอดลางดวยนํ้าสะอาดเพ่ือกําจัดเศษวุน สายพันธขุ องไมรักใหญลดนอยลงอยา งมากจนเส่ียงตอ การ อาหารออก และแชลงในสารละลายคารเบนดาซิมความ สูญพนั ธุ (ทรงศักด์ิ และคณะ, 2555; วชิ าญ, 2557; อรนุช เขมขน 1 ก./ล. เปนเวลา 15 นาที จากนัน้ จุมบรเิ วณโคน และหสั ชยั , 2555) ดังนั้นจงึ มีการเลือกใชว ิธีการเพาะเลีย้ ง ยอดลงในสารละลายของสารควบคุมการเจริญเตบิ โต IBA เนื้อเยื่อในการขยายพันธุ ของตนพืช เนื่องจาก ความเขมขน 500 มก./ล. เปนเวลา 5 นาที ปลูกลงดิน สามารถใชปจ จยั ตางๆ ในชักนาํ ช้ินสวนพืชใหเกิดยอด ชัก ผสมแกลบดําท่ีผานการฆาเชื้อในอัตราสวน 1:1 พรมดวย นําใหเกิดรากจากช้ินสวนยอด และชักนําใหเกิดตนใหมท่ี น้ํากลั่นท่ีฆาเช้ือแลว และใสถุงปดใหสนิท สังเกตการ สมบรู ณพ รอ มออกปลกู สูธรรมชาตไิ ด โดยวิธกี าร เจริญเติบโตและการเกิดรากเปนเวลา 1 เดือน โดยในทุก เพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อพืชจึงเปนอีกหน่ึงวิธีที่ชวยในการเพิ่ม การทดลองเพาะเล้ียงในบริเวณท่ีมีแสง 16 ชั่วโมง และที่ ปริมาณ และพัฒนาสายพันธุของตนรักใหญไดมากยิ่งขึ้น มืด 8 ชั่วโมง ควบคุมอุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาอันสั้น และวิเคราะหขอมูลทางสถิติดวยโปรแกรม IBM SPSS Statistics 23 โดยในการวิเคราะหคาทางสถิติจะ อุปกรณแ ละวิธกี ารทดลอง เปรียบเทียบโดยใชวิธี Duncan's multiple range test ผลออนรักใหญแมไม 217 แมกา ไดรับความ ท่รี ะดบั นยั สาํ คัญ 0.05 อนุเคราะหจาก คุณแกวนภา กิตติบรรพชา โครงการ อนุรักษพันธุกรรมและพัฒนาไมรักใหญ อันเนื่องมาจาก โครงการพระราชดํารสิ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
176 ผลและวจิ ารณผลการทดลอง ยอดที่เกิดใหมมีขนาดเล็กขึ้นท่ีฐานยอดเดิม ในอาหาร 1. ผลการศกึ ษาการชักนําใหเกดิ ยอดจํานวนมาก เพาะเลี้ยงท่ีเตมิ mT ความเขมขน 3 มก./ล. ยอดที่เกิดมี ลักษณะสูงโปรงมีใบเกิดขึ้นที่ปลายยอดและท่ีลําตนเกิด หลังจากเปลี่ยนอาหารชิ้นสว นขอรักใหญ 4 คร้ัง พบวา แคลลัสสีขาว (รูปที่ 1 ค) ในอาหารเพาะเล้ียงที่เติม TDZ หลังการเปล่ียนอาหารเพาะเลยี้ งครัง้ ท่ี 1 อาหารเพาะเล้ียง มียอดเกิดข้ึนจํานวนมาก ซึ่งในอาหารที่เติม TDZ ที่เติม BAP ความเขมขน 1.5 มก./ล. ชักนําการเกิดยอด ความเขมขน 1 และ 3 มก./ล. ยอดส้ันและเกิดแคลลัสสี ใหมไดมากท่ีสุด (3.8 ยอดตอช้ินสวนพืช) (ตารางที่ 1) นํ้าตาลท่ีฐานยอด (รูปท่ี 1 ข) แตใน TDZ ความเขมขน จากการทดลองสังเกตไดวา อาหารเพาะเล้ียงทุกสูตร สามารถชักนําการเกิดยอดใหมไดประมาณ 2-3 ยอด 0.5 1.5 และ 2 มก./ล. ยอดที่เริ่มยืดสูงและลําตนบวม ยกเวนอาหารที่เติม TDZ ความเขมขน 0.5 มก./ล. และ เล็กนอย โดยมีงานวิจัยรายงานวา TDZ ความเขมขนต่ํา mT ความเขมขน 3 มก./ล. ไมมีการเจริญของยอดใหม ชักนําการเกิดยอดไดดีมากกวาไซโตไคนินชนิดอื่น อีกทั้ง โดยอาหารท่ีเติม mT ความเขมขน 3 มก./ล. มีความยาว TDZ จะยับย้ังการยืดตัวของยอดทําใหยอดท่ีไดจากการ ยอดมากข้ึนแตไมมีการเกิดยอดใหม หลังจากการเปล่ียน เพาะเลี้ยงโดย TDZ มีขนาดสั้น แตในบางกรณี TDZ อาหารเพาะเล้ียงของชิ้นสวนพืชคร้ังที่ 2 พบวา อาหาร ความเขมขนต่ําจะทําใหยอดสูงข้ึนได (Huetteman and เพาะเลี้ยงท่ีเติม TDZ ความเขมขน 1.5 มก./ล. มีจํานวน Preece, 1993) จากการทดลองพบวาอาหารเพาะเล้ียง ยอดเฉล่ียที่มากท่ีสุด 5.8 ยอดตอช้ินสวนพืช ซึ่งในการ สวนใหญเม่ือเปลี่ยนอาหารครั้งที่ 4 สามารถชักนําใหเกิด เปล่ียนอาหารครั้งท่ี 2 อาหารท่ีเติม TDZ มีการเจริญของ ยอดใหมไดดี เชนเดียวกับงานวิจัยของ Shukla. et. al. ยอดคอนขางมาก แตในอาหารท่ีเติม BAP มีการ (2009) กลาววา จํานวนยอดจะเพ่ิมข้ึนสูงสุดอยางมี เจรญิ เตบิ โตคอนขางนอย โดยยอดท่ีไดจากการเพาะเลี้ยง นัยสําคัญเมื่อเปลี่ยนอาหารเพาะเลี้ยงครั้งท่ี 4 หรือคร้ังที่ มีขนาดเลก็ และลําตน อวบ ในการเปลีย่ นอาหารเพาะเลย้ี ง 5 แตเม่ือมีการเปลี่ยนอาหารเพาะเล้ียงที่เพ่ิมขึ้นจะทําให คร้ังที่ 3 พบวา อาหารเพาะเลยี้ งท่ีเตมิ TDZ ความเขมขน จํานวนยอดลดลงได ซ่ึงการเพิ่มขึ้นของจํานวนยอดอาจ 1 มก./ล. ชักนาํ การเกิดยอดเฉลย่ี และความยาวยอดเฉลี่ย เกิดจากการยับยั้งการขมตายอดตาขาง (apical ไดมากที่สุด (6.2 ยอดตอชิ้นสวนพืช และ 2.5 เซนติเมตร dominance) ของช้ินสว นพชื ทําใหพืชสามารถสรางยอด ตอยอด ตามลําดับ) และในอาหารที่เติม TDZ ความ ใหมไ ด และในงานวืจยั ของ Phulwaria. et al. (2012) ได เขมขน 1.5 มก./ล. มีจํานวนยอดท่ีใกลเคียงกัน (6 ยอด เพาะเล้ียงเน้ือเย่ือ Terminalia bellirica พบวา จํานวน ตอชิ้นสวนพืช) ซ่ึงยอดท่ีเกิดขึ้นมีขนาดเล็ก ยอดส้ัน และ ยอดเพิ่มขึ้นมากที่สุดหลังจากการเปลี่ยนอาหารคร้ังที่ 4 ลําตน บวมเลก็ นอย อาหารทีเ่ ติม BAP สามารถเพิม่ จํานวน และจะลดลงเมอ่ื เปลยี่ นอาหารครง้ั ถดั ไป เชน เดียวกนั ของยอดมากกวาการเปลี่ยนอาหารครั้งที่ 2 และหลังจาก การเปล่ียนอาหารเพาะเล้ียงครั้ง 4 พบวา อาหาร กข เพาะเล้ียงเน้ือเยื่อท่ีเติม BAP ความเขมขน 1.5 มก./ล. มี การเจริญของยอดอยางรวดเร็ว (10 ยอดตอชิ้นสวนพืช) (ตารางที่ 1) แตลักษณะของยอดสั้นและบริเวณฐานยอด คง เกิดสีน้ําตาลเขม ใบที่เกิดมีขนาดเล็ก (รูปท่ี 1 ก) ซ่ึง สอดคลองกับ เมทนิ ี และคณะ (2553) กลาววา BAP เปน สารควบคุมการเจริญเติบโตไซโตไคนินท่ีมีคุณสมบัติใน การแบงเซลลและการเปล่ียนแปลงรูปรางเซลลจึงมีผลใน การเพิ่มปรมิ าณยอดได และการเพาะเลีย้ งในอาหารทไี่ มมี สารควบคุมการเจริญเตบิ โตเพิ่มข้ึนเพียงแคเล็กนอยตั้งแต การเปลี่ยนอาหารครั้งที่ 1 จนถึงครั้งท่ี 4 (รูปที่ 1 ง) โดย การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
177 รูปที่ 1 แสดงลักษณะการเจริญเติบโตของยอดใหมแมไม เขมขน 1 มก./ล. (ค) mT ความเขมขน 0.5 มก./ล. รักใหญ 217 แมกา หลังจากการเพาะเล้ียงเปนเวลา 6 และ (ง) อาหารทีป่ ราศจากสารควบคุมการเจริญเติบโต ตามลาํ ดับ เดือน เพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสังเคราะหสูตร WPM (ก) ที่เติม BAP ความเขมขน 1.5 มก./ล. (ข) TDZ ความ ตารางที่ 1 แสดงผลการศึกษาการชักนําใหเกิดยอดของขอแมไมรักใหญ 217 แมกา บนอาหารสังเคราะหสูตร WPM ที่ ประกอบดวย BAP mT และ TDZ ความเขมขน ท่ีแตกตา งกัน และอาหารทีป่ ราศจากสารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โต โดยเปลีย่ น อาหารทกุ 6 สัปดาห จํานวน 4 คร้งั ลกั ษณะ สารควบคมุ การเจริญเติบโต จาํ นวนยอดเฉลีย่ ในการเปลีย่ นอาหารแตล ะครัง้ (คา เฉลย่ี ± SE) (มลิ ลิกรัมตอลิตร) คร้งั ที่ 1 ครัง้ ท่ี 2 คร้ังท่ี 3 คร้ังที่ 4 0 2.0ab±0.1 2.6bc±0.2 3.1bc±0.2 3.3c±0.3 0.5 2.0ab±0.6 2.3bc±0.8 3.1bc±1.0 3.6c±1.3 1 2.7ab±0.4 2.8bc±0.4 3.1bc±0.5 3.8bc±0.6 BAP 1.5 3.8a±0.4 4.0bc±1.3 5.5ab±0.9 10.0a±0 2 2.6ab±1.2 3.6bc±0.7 4.8b±0.8 7.5abc±2.1 3 2.7 ab±0.6 3.0bc±0.2 4.0bc±0.9 4.3bc±1.1 0.5 1.0b±0.0 2.2c±0.4 3.6bc±0.8 5.0bc±0.0 1 2.7ab±0.3 5.8ab±1.2 6.2a±1.0 8.0ab±0.5 TDZ 1.5 3.4b±0.4 4.7abc±1.1 6.0a±0 7.3abc±1.7 2 2.6ab±0.5 3.0bc±0.7 4.6b±0.3 5.0bc±1.9 3 2.8ab±0.5 3.1bc±0.5 3.2bc±0.9 3.7c±0.4 0.5 2.4ab±0.3 3.0bc±1.5 3.8bc±1.6 6.0bc±1.0 1 2.8ab±0.3 3.0bc±0 3.7bc±0.4 5.0bc±1.5 mT 1.5 2.2ab±0.3 3.3bc±0.4 4.2b±0.4 4.6bc±0.3 2 2.6ab±0.8 2.7bc±0.4 4.8b±1.2 5.6bc±0.8 3 1.0b±0 3.0bc±0.9 3.0bc±0.4 3.3c±1.2 ANOVA S5% S5% NS5% S5% หมายเหตุ ทําการทดลอง 3 ซ้ํา ซาํ้ ละ 5 ชนิ้ คาเฉลย่ี ± SE แสดงจากการทดลอง 3 ซ้ํา ตัวอักษรที่เหมือนกันในคอลัมนเดียวกันแสดงวาคาเฉล่ียท่ีไดไมมีความแตกตางกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เม่อื วิเคราะหคา ทางสถิติดว ยวิธี Duncan's multiple range test 2. ผลการศกึ ษาการชกั นําราก ยอดของแมไมรักใหญ 217 แมกา เร่ิมมีการ 2.1 ผลการศึกษาการชักนํารากบนอาหารเพาะเล้ียง เจริญของรากหลังจากเพาะเลี้ยง 2 สัปดาห บนอาหาร เพาะเล้ียงท่ีไมมีสารควบคุมการเจริญเติบโต จากการ เน้อื เยื่อพชื การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
178 สังเกตรากจะงอกออกมาจากบริเวณฐานยอด มีสีนํ้าตาล ลักษณะส้ันและรากหนา ซ่ึงสอดคลองกับงานวิจัยของ แดงและรากหนา หลังจากการเพาะเล้ียง 1 เดือน พบวา Moyo (2009) กลาววา การเพาะเลี้ยงรากของตนมารูลา อาหารสงั เคราะหส ูตร WPM ที่เติม IBA ความเขมขน (Sclerocarya birrea) สามารถชกั นาํ การเกดิ รากไดร อย 0.5 และ 1 มก./ล. และอาหารเพาะทีไ่ มม สี ารควบคมุ ละ 91 เมื่อเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะหสูตร MS ที่เติม การเจรญิ เติบโต ชักนําใหเกิดรากไดร อยละ 33.33 โดยใน IBA ความเขม ขน 4 ไมโครโมลาร เปนเวลา 4 สปั ดาห อาหารเพาะเล้ียงที่เติม IBA ความเขมขน 0.5 มก./ล. ชัก นําใหเ กิดรากได 3 รากตอยอด (รปู ที่ 2ข) ซ่งึ สอดคลอ งการ ก ขค ทดลองของ Azad. et. al. (2005) กลา ววา การเพาะเลี้ยง ยอดบนอาหารสงั เคราะห MS ท่ีเตมิ IBA ความเขมขน 0.5 รูปที่ 2 แสดงลักษณะการเจริญของรากใหมท่ีไดจากการ มก./ล. ชักนําการเกิดรากได รอยละ 98.8 ซง่ึ เพาะเล้ียงหลังจากการเพาะเลี้ยง 1 เดือน บนอาหารแข็ง รากเริ่มงอกจากฐานของลําตนหลังจากเพาะเล้ียง 1 สังเคราะหสูตร WPM (ก) ที่ไมมีสารควบคุมการ สัปดาห และเพ่ิมจํานวนรากอยางรวดเร็วหลังจาก เจริญเติบโต (ข) IBA ความเขมขน 0.5 มก./ล. และ เพาะเล้ียง 20 วัน Pandey. et al. (2005) ไดชักนําการ (ค) IBA ความเขมขน 1 มก./ล. ตามลาํ ดบั เกิดรากของตน Terminalia arjuna พบวา การใช IBA ความเขม ขน 2.46 และ 4.92 ไมโครโมลาร ชักนําการเกิด รากไดดี และในงานทดลองน้ีอาหารเพาะเลี้ยงท่ีเติม IBA ความเขมขน 1 มก./ล. และไมมีสารควบคุมการ เจริญเติบโตเกิดราก 1 ราก (รูปท่ี 2 ก และ ค) รากท่ีได จากการเพาะเล้ียงดวย IBA ความเขมขน 1 มก./ล. มี ตารางท่ี 2 แสดงผลการศึกษาการชักนาํ รากของแมไมรักใหญ 217 แมก า บนอาหารแข็งสังเคราะหส ตู ร WPM ที่ประกอบดว ย IBA ความเขมขนตางๆ เปนเวลา 1 เดอื น สารควบคมุ รอ ยละการเกิดราก ลกั ษณะ ความยาว การเจริญเตบิ โต จํานวนราก รากเฉล่ยี (เซนติเมตร) (มก./ล.) 5.58 0 33.33 1 0 0 3.69 IBA 0.25 0 3 0 0 1.52 IBA 0.5 33.33 1 IBA 0.75 0 IBA 1 33.33 หมายเหตุ ทาํ การเพาะเล้ียงในแตละสตู รอาหาร 3 ซ้ํา 2.2 ผลการศกึ ษาการชักนาํ รากบนในวสั ดุปลกู โดยยอดท่ีรอดชีวิตมีลักษณะยาวข้ึนและสรางใบใหมขึ้น ยอดของแมไมร กั ใหญ 217 แมกา เม่อื ชกั นาํ ราก หลังจากการเพาะเลี้ยง 1 เดือน พบวายังไมมีการเจริญ ของรากใหม หลังจากการเพาะเลี้ยงผานไป 2 เดือน บนวัสดุปลูกท่ีมีดินผสมแกลบดํา (อัตราสวน 1:1) พบวา ดงึ ยอดขนึ้ มาอีกครงั้ พบวา มรี ากใหมเ กดิ ขึน้ 1 รากตอยอด มีการเกิดรากและการรอดชีวิตของตนกลารอยละ 40 การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
179 (รูปท่ี 3) ลักษณะการเจริญของลําตนเปนสีเขียวและยอด อาหารสังเคราะหสูตร WPM ท่ีประกอบดวยสารควบคุม ยดื สงู ขน้ึ กวา เดมิ เล็กนอ ย ซึ่งคลา ยกับงานวจิ ัยของ การเจริญเติบโต BAP mT และ TDZ ความเขมขนท่ี แตกตางกัน พบวา ในการเปล่ียนอาหารคร้ังท่ี 4 สามารถ Phulwaria. et al. (2012) ไดทดลองนํายอด เพ่ิมจํานวนยอดไดมากท่ีสุด เมื่อเพาะเล้ียงบนอาหาร ของตนสมอพิเภก จุมลงในสารละลาย IBA ความเขมขน สังเคราะหสูตร WPM ที่เติม BAP ความเขมขน 1.5 2,460 ไมโครโมลาร เปนเวลา 5 นาที เพื่อชักนําการเกิด มิลลิกรัมตอลิตร จากน้ันยายชิ้นสวนยอดท่ีมีขนาด 2-3 ราก พบวา มีการเกิดรากรอยละ 90 และมีจํานวนราก เซนติเมตร เพื่อชักนําการเกิดรากบนอาหารสังเคราะห 3.60 รากตอ ยอด นอกจากนจี้ ินตนา (2544) กลา ววา การ สตู ร WPM ทเี่ ตมิ IBA ความเขม ขน แตกตา งกัน พบวา IBA ยายตนสักที่ไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือออกปลูกใน ความเขมขน 0.5 และ 1 มิลลิกรัมตอลิตร และไมมีสาร สภาพแวดลอมภายนอก โดยใชวัสดุปลูกท่ีมีสวนผสมของ ควบคุมการเจริญเติบโตชักนําการเกิดรากได 33.33 ดนิ ผสมแกลบ (อตั ราสวน 2:1) ใหค วามชืน้ สูงในชวงแรก เปอรเ ซน็ ต ซึ่งในอาหารเพาะเล้ยี งท่ีเติม IBA ความเขมขน ตน สักสามารถต้ังตัวและมกี ารรอดชีวติ รอ ยละ 82 0.5 มิลลิกรัมตอลิตร ชักนําการเกิดรากไดมากท่ีสุด (3 ราก) และในการชักนํารากโดยการแชรากดวยสารละลาย IBA ความเขมขน 500 มิลลิกรัมตอลิตร และเพาะเลี้ยงใน ดินผสมแกลบอัตราสวน 1:1 มีอัตราการรอดชีวิต 40 เปอรเ ซ็นต รูปท่ี 3 แสดงลักษณะการเจริญของรากจากยอดแมไมรัก คําขอบคุณ ใหญ 217 แมกา เม่ือจุมยอดท่ีสารละลาย IBA ความ ง า น วิ จั ย น้ี ไ ด รั บ เ งิ น ส นั บ ส นุ น ก า ร วิ จั ย จ า ก ส ถ า บั น เขมขน 500 มก./ล. และยายปลูกในดินผสมแกลบ เทคโนโลยพี ระจอมเกลาเจา คุณทหารลาดกระบงั ประเภท อัตราสวน 1:1 เงินงบประมาณแผน ดนิ ประจําปงบประมาณ 2560-2561 และเปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษ สรปุ ผลการทดลอง พนั ธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาํ ริสมเด็จพระเทพ การศกึ ษาการเพม่ิ ปรมิ าณของตน รักใหญเ พอื่ ขยายจํานวน รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผูวิจัยขอขอบคุณมา และอนรุ ักษสายพนั ธุของรักใหญ โดยนําขอ ทไ่ี ดเพาะเลี้ยง ณ ท่นี ้ี เมลด็ ออ นรกั ใหญร หัสสายพนั ธุ 217 แมกา เพาะเลีย้ งบน เอกสารอา งอิง เมทินี มรรคยาธร สุรียา ตันตวิ ิวฒั น และ มาลี ณ นคร. จนิ ตนา บุญเชิญ. 2544. “การเพาะเลย้ี งเนื้อเย่อื ไมส ัก 2553. “ผลของ BA ตอ การเพ่มิ ปริมาณยอดและ จากแมไมพันธุกรรมดี.” วิทยานิพนธปริญญาโท ผลของ IBA ตอ การชกั นาํ รากของกวาวคํา.” หนา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร กรงุ เทพฯ. 31-38. ใน การประชุมทางวิชาการของ ทรงศักด์ิ วทิ ยอุดม แกวนภา กิตตบิ รรพชา เบญ็ จวรรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร คร้ังท่ี 48: สาขา พืช. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. คฤหพัฒนา จุติเทพ โพธิปกษ บุญสง สมเพาะ วิชาญ เอียดทอง. 2557. ความหลากชนิดของพรรณ และจันไท จิตรจักร. 2555. โครงการศึกษาและ ไมใหยางรัก. กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพิพิธภัณฑ พัฒนาการเจาะยางไมรักใหญ. กรุงเทพฯ : แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม ก า ร เ ก ษ ต ร ระบบบริหารจัดการงานวจิ ัยแหงชาติ (NRMS). มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
180 วีระชัย ณ นคร. 2551. “ไมรักใหญทรัพยากร Improved Micropropagation of Terminalia ทรงคุณคา.” หนา 17-28. ใน สัมมนาวิชาการ bellirica from Nodal Explants of Mature ศึกษายางรักเพื่ออนุรักษภูมิปญญาไทย อัน Tree. Acta Physiologiae Plantarum. 34 เน่ืองมาจากพระราชดําริของสมเด็จพระเทพ : 299-305. รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทรพร้ินติ้งแอนดพับลิชช่ิง จํากัด Shukla, S. Shukla, S. K. and Mishra, S. K. 2009. (มหาชน). In Vitro Plant Regeneration from Seedling Explants of Stereospermum personatum สุวรรณ ต้ังมิตรเจรญิ วชิ าญ เอยี ดทอง ทศพร วชั รางกูร D.C.: A Medicinal Tree. Trees. 23 : 409- 413. แกว นภา กิตติบรรพชา และพวงพรรณ ยง-รัตนา. 2558. “การอนรุ ักษและพัฒนาพันธุของพรรณไม ใ ห ย า ง รั ก ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ”. ผ ล ง า น วิชาการปาไม: การประชุมการปาไมประจําป 2558 ปาไมไ ทย ใครกําหนด : 233-242. Azad, M.A.K. Yokota, S. Ohkubo, T. Andoh, Y. Yahara, S. and Yoshizawa, N. 2005. In Vitro Regeneration of The Medicinal Woody Plant Phellodendron amurense Rupr. Through Excised Leaves. Plant Cell, Tissue and Organ Culture. 80 : 43-50. Huetteman, C. A. and Preece, J. E. 1993. Thidiazuron: A Potent Cytokinin for Woody Plant Tissue Culture. Plant Cell Tissue and Organ Culture. 33 : 105-119. Moyo. M. 2009. Micropropagation and Secondary Metabolites of Sclerocarya birrea. Ph. D. Research Centre for Plant Growth and Development School of Biological and Conservation Sciences University of KwaZulu-Natal, Pietermaritzburg. Pandey, S. Singh, M. Jaiswal, U. and Jaiswal, V. S. 2006. Shoot Initiation and Multiplication from A Mature Tree of Terminalia arjuna Roxb. In Vitro Cellular & Developmental Biology – Plant. 42(5) : 389-393. Phulwaria, M. Rai, M. K. Harish, Gupta, A. K. Ram, K. and Shekhawat, N.S. 2012. An การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
181 ความหลากหลายของปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการังบริเวณหมูเ กาะแสมสาร DIVERSITY OF ECONOMIC FISHES IN CORAL REEF AT SAMAE SARN ISLANDS อศลย มนี าภา1*, ธิดารตั น นอ ยรักษา2 และ วิภูษติ มณั ฑะจติ ร1* Ason Meenapha1*, Thidarat Noiraksar2 and Vipoosit Manthachitra1* 1ภาควชิ าวาริชศาสตร คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลัยบูรพา ชลบรุ ี 20131 2สถาบนั วิทยาศาสตรทางทะเล มหาวทิ ยาลยั บูรพา ชลบุรี 20131 1Aquatic Science, Faculty of Science, Burapha University, Chon Buri 20131 2Institute of Marine Science, Burapha University, Chon Buri 20131 บทคดั ยอ ความหลากหลายของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังบริเวณหมูเกาะแสมสาร ทําการศึกษาระหวางเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 รวมทั้งส้ิน 13 เดือน จํานวน 4 สถานี พบปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังท้ังหมด จาํ นวน 36 ชนดิ 20 วงศ โดยมีปลาสลดิ ทะเลชวา (Siganus javus) เปนปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการงั ทเี่ ปนชนิดเดน ของ หมูเกาะแสมสาร เม่ือพิจารณาจากความชุกชุมของปลาเศรษฐกิจที่พบในแนวปะการัง จํานวน 36 ชนิดน้ัน มีปลา เศรษฐกิจในแนวปะการัง จํานวน 19 ชนิด (52.8%) ที่พบไดบอยของหมูเกาะแสมสาร การแปรผันเชิงพ้ืนท่ีของปลา เศรษฐกิจในแนวปะการังบรเิ วณหมเู กาะแสมสาร มีผลมาจากอาหาร ลักษณะทีแ่ ตกตางกันของแนวปะการัง อิทธพิ ลของ ลมมรสมุ และการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย การศึกษาในรายละเอียดของปจจยั ทสี่ ง ผลตอการแพรกระจายของปลา เศรษฐกิจในแนวปะการงั จึงเปนเร่อื งที่ควรศกึ ษา โดยเฉพาะท่ีเกี่ยวของกบั ความชุกชุมของแพลงกต อน ความลกึ ของแนว ปะการัง และพฤติกรรมการดํารงชีวิตของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการัง เพ่ือใหเขาใจถึงการแพรกระจายของปลา เศรษฐกจิ ในแนวปะการงั ไดม ากขน้ึ Abstract The diversity of economic fishes on coral assemblages at Samae Sarn Islands was investigated at 4 stations within 13 months, during April 2015 to April 2016. An overall of 36 species form 20 families were recorded, which Siganus javas is the most abundant species at Samae Sarn coral reef. All of 36 species of economic fishes, 19 species are 52.8% of total fishes found. The spatial variation of economic fishes at Samae Sarn Islands involved with food, habitats, monsoon and human activities. The factors that affect for distribution of economic fishes on the reef should be study, especially on the abundance of plankton and the behavior of fishes, in order to understand the distribution of fish in coral reefs more. คําสําคญั : ปลาเศรษฐกจิ , ปลาแนวปะการงั , เกาะแสมสาร Keywords: Economic fishes, Target fish, coral reef fishes, Samae Sarn Island *ตดิ ตอ นักวิจัย: อศลย มนี าภา และ วภิ ษู ิต มัณฑะจติ ร (อีเมล [email protected] และ [email protected]) *Corresponding author: Ason Meenapha and Vipoosit Manthachitra (E-mail: [email protected] and [email protected]) การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
182 บทนํา ในกลุมแรก และมีราคาถูกกวา ไดแก ปลาข้ีตังเบ็ด จากปลาทะเลจํานวนทั้งหมดกวา 16,000 ชนิด (Eschmeyer et al., 2010) มีปลาที่อาศัยอยูในแนว (Acanthuridae) ปลากลวย (Caesionidae) ปลาหูชาง ปะการังจํานวน 4,000 – 5,000 ชนิด (Lieske and (Ephippidae) ปลากะพงสลิด (Kyphosidae) ปลา Myers, 2001) เม่ือพิจารณาถึงความหลากหลายของ สรอยดอกหมาก (Gerreidae) ปลาแพะ (Mullidae) ปลาแนวปะการังบริเวณอาวไทยพบวา ปลาแนว ป ล า ท ร า ย ข า ว ( Nemipteridae) ป ล า น ก แ ก ว ปะการังบริเวณอาวไทยทั้งหมดมีประมาณ 375 ชนิด (Scaridae) ปลาสลิดทะเล (Siganidae) ปลาสากหรือ จาก 61 วงศ (Satapoomin, 2000) และจากการศึกษา ปลาน้ําดอกไม (Sphyraenidae) ปลานกขุนทอง ปลาแนวปะการังในพ้ืนท่ีหมูเกาะแสมสารของ วิภูษิต และคณะ (2559) ท่ีทําการศึกษาความหลากหลายของ (Labridae) โดยเฉพาะกลุมปลานกขุนทองท่ีมีขนาด ปลาแนวปะการังบริเวณพื้นที่ปกปกพันธุกรรมพืชทาง ใหญ คือปลาคูหลังจุดดํา (Choerodon schoenleinii) ทะเล หมูเกาะแสมสาร โดยทําการเก็บขอมูลระหวางป ปลาในสกลุ Cheilinus spp., Hemigymnus spp. และ ปลาในวงศอื่น ๆ ที่นิยมนํามาบริโภค การศึกษาครั้งน้ี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2556 รวมระยะเวลา 3 ป พบปลา เปนการศึกษาความหลากหลายของปลาเศรษฐกิจท่ีพบ แนวปะการังในบริเวณหมูเกาะแสมสารไดมากถึง 29 วงศ โดยเปรียบเทียบชนดิ กบั ท่ีพบในตลาดของประเทศไทย และมีจํานวนชนิดของปลาแนวปะการังที่พบ จํานวน 94 ชนิด เมื่อเปรียบเทียบกับปลาแนวปะการังที่พบบริเวณ ง า น วิ จั ย นี้ เ ป น ง า น ส น อ ง พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ ใ น อาวไทย พบวาวงศปลาแนวปะการังที่พบบริเวณหมู โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก เกาะแสมสารนั้นคิดเปน 47.54% จากวงศปลาท่ีพบใน พระราชดําริฯ โดยมีวัตถุประสงคในการศึกษา อาวไทยทั้งหมด และเมือ่ เปรียบเทียบจํานวนชนิดปลาท่ี องคประกอบของชนิด และปริมาณปลาเศรษฐกิจท่ีพบ ศึกษาพบวา ชนิดปลาท่ีพบบริเวณหมูเกาะแสมสารคิด ในแนวปะการังของหมูเกาะแสมสาร เพ่ือใชเปนขอมูล ในการบริหารจัดการแนวปะการังของหมูเกาะแสมสาร เปน 25.06% ซึ่งแสดงใหเห็นวาพ้ืนท่ีบริเวณหมูเกาะ ไดอยางเหมาะสม แสมสารมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงกวาดวยพื้นท่ี ที่มีขนาดเล็กกวา นั่นอาจเปนเพราะพื้นที่บริเวณแนว อุปกรณและวธิ ีการศึกษา ปะการังบริเวณเกาะแสมสารนั้นไดรับการดูแลโดย ทําการศึกษาโดยการดํานํ้าสํารวจแบบใชอุปกรณ กองทพั เรอื นอกจากน้ีปลาทีพ่ บในแนวปะการังบางชนิด (SCUBA) เพ่ือเก็บขอมูลชนิด และจํานวนของปลา ยังเปนปลาท่ีมีความสําคัญทางเศรษฐกิจ (Target เศรษฐกิจในแนวปะการัง บริเวณหมูเกาะแสมสาร fishes) ซึ่งนิยมนํามาบริโภคอยางกวางขวาง โดยอุกก ระหวางเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนเมษายน ฤต (2556) ไดมีการแบงปลาเศรษฐกิจออกเปน 2 กลุม พ.ศ. 2559 จํานวน 4 สถานี ไดแก เกาะปลาหมกึ (MN) คือ หาดเตย (SW) เกาะจาน (CN) และหาดเทียน (SE) (ภาพท่ี 1) ดวยวิธี Line Transect ประยุกตจากการสํารวจ 1. กลุมปลาเศรษฐกิจหลัก (Major target fishes) หมายถึงปลาท่ีมีขนาดใหญและนิยมเปนท่ี ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลเขตรอนของ English et บริโภค หรือมีราคาสูง ไดแก ปลากะรัง หรือปลาเกา al. (1994) บันทึกภาพปลาเศรษฐกิจในแนวปะการัง (Serranidae) ปลากะพง (Lutjanidae) ปลาหมูสี ดวยกลองวีดีโอใตน้ํา (Video Census) ดัดแปลงจาก (Lethrinidae) ปลาสรอยนกเขาและปลากะพงแสม วิ ธี ก า ร ข อ ง Hill and Wilkinson ( 2004) ทํ า ก า ร (Haemulidae) ปลาอินทรี และปลาทู (Scombridae) บันทึกภาพวีดีโอแบบตอเน่ืองบนแนวสํารวจ โดยให ปลากระบอก (Mugilidae) และปลาสีกนุ (Carangidae) ครอบคลุมพนื้ ทด่ี า นขา งของสายวดั ระยะทางขางละ 2.5 เมตร รวม 5 เมตร เปน ระยะทาง 100 เมตร ครอบคลุม 2. กลุมปลาเศรษฐกิจรอง (Minor target พื้นที่ 500 ตารางเมตร จากน้ันจัดจําแนกชนิดและนับ fishes) หมายถึงปลาท่ีนิยมนํามาบริโภค แตไมนิยมเทา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัติงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
183 จํานวนตัวของปลา ในหองปฏิบัติการ การจัดจําแนก ความชุกชุมของชนิด (Species richness) ความ ปลาแนวปะการังโดยใชการเปรียบเทียบรูปถายกับ หลากหลายของชนิด (Species diversity) โดยใช เอกสารของ Burgess et al. (1988), Randell et al. Shannon- Wiener Diversity index ( H’ ) ( Krebs, (1990), Allen (1991), Kuiter (1992), Allen (1999), 2009) ดชั นคี วามสม่ําเสมอ (Eveness) (Pielou, 1984) Liseke and Myers (2001) และฐานขอมูล Fishbase ทําการวิเคราะหขอมูลผานโปรแกรม PC-ORD (Froses and Pauly, 2009) จากนั้นนําขอมูลชนิดของ (McCune and Mefford, 1999) ปลาแนวปะการัง และจาํ นวนชนิดท่พี บทําการวิเคราะห ภาพที่ 1 แผนที่ของสถานศี กึ ษาท้ัง 4 สถานี บรเิ วณหมเู กาะแสมสาร ผลและการวิจารณผ ลการศกึ ษา โดยพบวาวงศป ลาทรายขาว (Nemipteridae) และวงศ 1. ชนิดและความชุกชุมของปลาเศรษฐกิจในแนว ปลาสลิดทะเล (Siganidae) เปนวงศเดนที่พบบริเวณ ปะการังของหมูเกาะแสมสาร แนวปะการงั ของหมเู กาะแสมสาร พบจาํ นวน วงศละ 5 ชนดิ ผลการเก็บขอมูลเชิงปริมาณของปลาเศรษฐกิจในแนว (ภาพที่ 2) เมื่อพิจารณาจากความชุกชุมของปลา ปะการังของหมูเกาะแสมสาร จํานวน 4 สถานี ไดแก เศรษฐกิจที่พบในแนวปะการัง จํานวน 36 ชนดิ นั้น พบวา เกาะปลาหมึก 1 สถานี เกาแสมสาร 2 สถานี และเกาะ ปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังที่พบไดบอยของหมูเกาะ จาน 1 สถานี ระหวางเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึง แสมสาร มีจํานวน 19 ชนิด (52.8%) ท่ีเหลืออีกจํานวน เดือนเมษายน พ.ศ. 2559 รวมระยะเวลาท้ังหมด 13 17 ชนิด (47.2%) เปนปลาที่พบไดนอย (Occurrence < เดือน พบปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังทั้งหมด 36 ชนิด 1%) (ตารางที่ 1) จาก 20 วงศ จํานวน 3,334 ตัว/26,000 ตารางเมตร การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
184 ภาพท่ี 2 จาํ นวนชนิดของปลาในแตล ะวงศ ตางรางที่ 1 ชนิดและความชุกชุม (%) ของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังบรเิ วณหมูเกาะแสมสาร (n = 3,334) วงศ ช่ือวทิ ยาศาสตร ชอื่ สามญั % Occurrence ปลากระเบน 0.03 Dasyatidae Hemitrygon bennettii ปลากระเบนทอง 0.30 ปลาลนิ้ หมา 0.03 Taeniura lymma ปลาลิ้นหมาลายนกยงู 0.06 ปลากระทุงเหวใหญ 0.42 Psettodidae Pseudorhombus arsius ปลากระทงุ เหวแมหมา ยหลังบ้ัง 0.78 ปลากระบอกครีบฟา 1.62 Soleidae Pardachirus pavoninus ปลากะพงตาแมว 0.15 ปลากะรังจดุ ฟา จดุ เลก็ 1.65 Belonidae Tylosurus crocodilus ปลากะรังอายปอ ดลายบ้งั 2.10 ปลากะรังอายปอ ดลายฟา 3.87 Hemiramphidae Hemiramphus far ปลากะรังรงั ผึง้ 0.81 ปลาขา งเหลอื ง 0.24 Mugilidae Moolgarda seheli ปลาหางแขง็ 1.20 ปลากะพงขา งลายแถบ 3.54 Latidae Psammoperca waigiensis ปลากะพงขา งปาน 4.41 ปลากลว ยแถบทอง 0.75 Serranidae Plectropomus leopardus ปลากลวยหางเหลอื ง 16.44 ปลากลวยหลงั เหลอื ง 6.66 Cephalopholis boenak ปลาสรอ ยดอกหมาก 4.65 Cephalopholis formosa Epinephelus merra Carangidae Selaroides leptolepis Alepes vari Lutjanidae Lutjanus carponotatus Lutjanus russelli Caesionidae Caesio caerulaurea Caesio cuning Caesio teres Gerridae Gerres oyena การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
185 Haemulidae Plectorhinchus gibbosus ปลาสรอ ยนกเขาดาํ 0.03 Nemipteridae Scolopsis affinis ปลาทรายขาวแกม เงิน 1.17 Scolopsis bilineatus ปลาทรายขาวขดี คู 0.06 Mullidae Scolopsis ciliata ปลาทรายขาวหลงั ขดี เงนิ 0.06 Labridae Scolopsis margaritifera ปลาทรายขาวมุก 7.80 Scaridae Scolopsis monogramma ปลาทรายขาวปนเทา 2.49 Siganidae Upeneus tragula ปลาแพะหางกรรไกร 1.56 Choerodon schoenleinii ปลาคูหลังจดุ ดาํ 1.80 Sphyraenidae Cheilinus chlorourus ปลานกขนุ ทองลายดอกไม 0.21 Scarus ghobban ปลานกแกว 4.47 Siganus doliatus ปลาสลดิ ทะเลลายฟา 0.09 Siganus guttatus ปลาทะเลจุดเหลอื ง 1.41 Siganus virgatus ปลาสลิดทะเลคอบ้ังคู 0.27 Siganus corallinus ปลาสลิดทะเลจดุ ฟา 0.03 Siganus javus ปลาสลดิ ทะเลชวา 23.88 Sphyraena flavicauda ปลาสากเหลืองเล็ก 4.98 จัดเรียงลําดับทางอนุกรมวธิ านตามวิธีของ Van der laan et al., (2014) ดั ง นั้ น ป ล า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ใ น แ น ว ป ะ ก า รั ง ท่ี พ บ ไ ด บ อ ย (Sphyraena flavicauda) เมื่อพิจารณาจากจํานวน ปลาเศรษฐกิจเฉล่ียแตละชนิดที่พบในแนวปะการังของ (Occurrence >1%) ของแนวปะการังหมเู กาะแสมสาร หมูเกาะแสมสารตอพ้ืนที่ 500 ตารางเมตร พบวา ปลา สลิดทะเลชวา (S. javus) เปนเศรษฐกิจในแนวปะการัง คือ ปลากระบอกครีบฟา (Moolgarda seheli) ปลา ที่พบเปนชนิดเดนของหมูเกาะแสมสาร (15.31 ตัว± กะรังอายปอดลายฟา (Cephalopholis formosa) 4.02 SE /500 ตารางเมตร) รองลงมาคอื ปลากลวยหาง ปลากะรังอายปอดลายบ้ัง (Cephalopholis boenak) เหลือง (C. cuning) (10.54 ตัว±4.64 SE /500 ตาราง ป ล า ก ะ รั ง จุ ด ฟ า จุ ด เ ล็ ก ห รื อ ป ล า กุ ด ส ล า ด เมตร) (ภาพท่ี 3) ซ่ึงสอดคลองกับการศึกษาของ สุภาพ (2522); เสธ และคณะ (2548) และอุกกฤต (2556) ที่ (Plectropomus leopardus) ปลาหางแข็ง (Alepes vari) พบวาปลาสลิดทะเล ปลากลวย ปลาทรายขาว และ ปลากะพงขางปาน (Lutjanus russelli) ปลากะพง ปลากะพงหรือปลาเกา เปนปลาเศรษฐกิจท่ีสามารถพบ ขางลายแถบ (Lutjanus carponotatus) ปลากลวย ไดท่ัวไป อีกท้ังมีความหนาแนนของประชากรในพ้ืนท่ีสูง หางเหลือง (Caesio cuning) ปลากลวยหลังเหลือง หรือสามารถพบไดบอย ตลอดจนการเปรียบเทียบความ (Caesio teres) ปลาสรอ ยดอกหมาก (Gerres oyena) ชกุ ชุมรวมของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการงั ของหมูเกาะ ปลาทรายขาวมุก (Scolopsis margaritifera) ปลา แสมสารพบวา ปลาสลิดทะเลชวาเปนปลาทีส่ ามารถพบ ทรายขาวปนเทา (Scolopsis monogramma) ปลา ไดใ นทุกสถานี แตจ ะพบความหนาแนนมากที่สุดบริเวณ ทรายขาวแกมเงิน (Scolopsis affinis) ปลาแพะหาง เกาะปลาหมึก (MN) โดยพบทั้งหมด 589 ตัว จากการ กรรไกร (Upeneus tragula) ปลาคูหลังจุดดํา เกบ็ ขอมูลทั้งหมด 13 ครั้ง ในขณะทเ่ี กาะจานเปนสถานี (Choerodon schoenleinii) ปลานกแกว (Scarus ghobban) ปลาสลิดทะเลชวา (Siganus javus) ปลาทะเลจดุ เหลอื ง ( Siganus guttatus) แ ล ะ ป ล า ส า ก เ ห ลื อ ง เ ล็ ก การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
186 ที่พบปลาสลิดทะเลชวานอยทส่ี ุด พบเพียง 14 ตัว ท้ังนี้ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ท้ังน้ีเปนผลมาจากความ เปนผลมาจากอาหารที่เปนสาหรายขนาดเล็กบริเวณ แตกตางของสถาพพ้ืนท่ี สภาพภูมิอากาศ และการใช เกาะปลาหมึกมีอัตราครอบคลุมพ้ืนท่ีมากกวาเกาะจาน ประโยชน เน่ืองจากในชวงเดือนตุลาคม เปนชวงฤดูลม จากการสํารวจสถานภาพแนวปะการังของเกาะ มรสมุ ตะวันตกเฉียงใต (พฤษภาคม – ตุลาคม) ทางดาน ปลาหมึกจะพบอัตราการครอบคลุมพ้ืนท่ีของปะการัง แนวปะการังในสถานีหาดเตย ซ่ึงไมไดถูกใชประโยชน ตายมากกวาเกาะจาน สอดคลองกับการศึกษาของ จากการทอ งเทีย่ ว และสถานีหาดเทียน โดยปกติจะเปด McCook (1999); McCook et al. (2001) ทพี่ บวา การ ใหนักทองเท่ียวเขาใชประโยชนจากกิจกรรมดํานํ้าชม เพ่มิ พ้นื ทขี่ องปะการงั ตาย สงผลถงึ การเพ่ิมพ้นื ท่ปี กคลุม ปะการัง ดวยในชวงเดือนดังกลาว สถานีหาดเทียนจะมี ของสาหรายดว ยเชนเดียวกนั คล่ืนลมแรง เพอ่ื ปองกันอนั ตรายท่จี ะเกดิ แกนกั ทอ งเท่ียว 2. การแปรผันเชิงพื้นท่ีของความหลากชนิดปลา จึงงดกิจกรรมดํานํ้าตื้น ทําใหลดการรบกวนตอปลาใน เศรษฐกิจในแนวปะการงั บรเิ วณหมเู กาะแสมสาร แนวปะการัง สงผลใหความหลากหลายชนิดของปลา จ า ก ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ดั ช นี ค ว า ม ห ล า ก ช นิ ด ข อ ง ป ล า สูงขึ้น ในขณะที่เกาะปลาหมึก และเกาะจาน บริเวณท่ี เศรษฐกิจในแนวปะการงั บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร พบวา ทําการศึกษาเปนแนวปะการังทางดานทิศเหนือของ ความหลากชนิดปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังมีรูปแบบ เกาะ ในชวงเดือนพฤษภาคมยังไมไดรับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงแตกตางกันตามระยะเวลา และสถานี คลื่นลมท่ีรุนแรงมาก จึงเปนผลทําใหพบความหลากหลาย (ภาพที่ 4) โดยพบวาแนวปะการังของเกาะแสมสารทัง้ 2 ของชนิดปลาสูงในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 จากผล สถานี มีรูปแบบการแปรผันเชิงพ้ืนที่ และเวลาท่ี การศึกษาจะเห็นไดวา ชวงที่พบความหลากหลายของ ใกลเคียงกัน คือเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 จะพบความ ชนิดปลาสูงคือ เดือนพฤษภาคม และเดือนตุลาคม หลากหลายของชนิดปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังสูง ใน สอดคลองกับการศึกษาของ Yves et al. (2008) ท่ี สถานีหาดเตย และหาดเทียน แตจะมีความหลากหลาย ทําการศึกษาอิทธิพลของฤดูกาลที่สงผลตอประชาคม ของชนิดตํ่าในเดือนสงิ หาคม พ.ศ. 2558และเดอื นกมุ ภาพนั ธ ปลาบริเวณเกาะเรอูนียง (Re´union) บรเิ วณมหาสมุทร พ.ศ. 2559 ตามลําดับ ในขณะท่ีเกาะปลาหมึก ซ่ึงอยู อินเดีย และวิภูษิต (2559) ที่ศึกษาความแปรผันของ ท า ง ทิ ศ ต ะ วั น ต ก ข อ ง เ ก า ะ แ ส ม ส า ร จ ะ พ บ ค ว า ม สภาพภูมิอากาศตอประชาคมปลาในพ้ืนท่ีอนุรักษ หลากหลายของชนิดปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังสูงใน พันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จากการศกึ ษา เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 และจะพบความหลาย ที่ผานมาท้ังสองพ้ืนที่ไดขอสรุปเชนเดียวกัน คือ หลายชนิดตํ่าในเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 สาํ หรบั สถานี เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม (ฤดูฝน) จะมีรูปแบบ เกาะจานจะพบความหลากหลายของชนิดปลาสูงใน การ กร ะจ าย ตัวข องปล าม าก กวา ใน ชว งเ ดือ น เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 เชนเดียวกับสถานีเกาะ พฤศจิกายน - เมษายน (ฤดแู ลง ) ปลาหมกึ แตจ ะพบความหลากหลายของชนิดปลาตาํ่ สุด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
187 ภาพที่ 3 ความชกุ ชุมเฉลี่ยของปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการงั บรเิ วณหมูเกาะแสมสาร ตอ พนื้ ที่ 500 ตารางเมตร (Mean ± Standard Error (SE)) ภาพท่ี 4 ดัชนีความหลากหลาย (Diversity index) ของปลาเศรษฐกจิ ในแนวปะการงั บริเวณหมเู กาะแสมสาร จาํ นวน 13 เดอื น (เดอื นเมษายน 2558 – เมษายน 2559) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
188 สรปุ ผลการศึกษา บริเวณหมูเกาะแสมสารไดแก อาหาร ลักษณะที่ จากการศึกษาปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังของหมูเกาะ แตกตางกนั ของแนวปะการัง อิทธิพลของลมมรสุม และ แสมสารตั้งแตเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ถึงเดือนเมษายน การรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย และเพ่ือใหเขาใจถึง พ.ศ. 2559 รวม 13 คร้ัง พบปลาเศรษฐกิจในแนว การแพรก ระจายของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการงั ไดช ัดเจน ปะการังทั้งหมด จํานวน 3,334 ตัว จาก 36 ชนิด 20 ข้ึน การศึกษาปจจัยสงผลตอการแพรกระจายของปลา วงศ พบวาวงศป ลาทรายขาว (Nemipteridae) และวงศ เศรษฐกิจในแนวปะการังเปนเร่ืองท่ีตองทําการศึกษา ปลาสลิดทะเล (Siganidae) เปนวงศเดนในการศึกษา ตอไป เชน ความชุกชุมของแพลงกตอน ความลึกของ คร้ังนี้ เม่ือพิจารณาจากความชุกชมุ ของปลาเศรษฐกิจใน แนวปะการัง และพฤติกรรมการดํารงชีวติ ของปลาเศรษฐกิจ แนวปะการังจํานวน 36 ชนิดนั้น มีจํานวน 19 ชนิด ในแนวปะการงั (52.8%) ท่ีเปนปลาเศรษฐกิจในแนวปะการังที่พบไดบอย ของหมเู กาะแสมสาร ท่ีเหลืออกี จาํ นวน 17 ชนิด (47.2%) คําขอบคณุ เปนปลาท่ีพบไดนอย และพบวาปลาสลิดทะเลชวา ขอขอบพระคุณโครงการอนุรักษพ ันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก (Siganus javus) เปนเศรษฐกิจในแนวปะการังที่พบ พระราชดํารฯิ และขอขอบพระคุณ หนว ยสงครามพิเศษ เปนชนิดเดนของหมูเกาะแสมสาร โดยพบจํานวนเฉลี่ย ทางเรือ กองเรือยทุ ธการ กองทัพเรือ ทใ่ี หการสนบั สนุน 15.31(±4.02 SE) ตัว/500 ตารางเมตร รองลงมาคือ ในการสํารวจภาคสนาม งานวิจัยน้ีไดรับทุนสนับสนุน ปลากลว ยหางเหลอื ง (Caesio cuning) พบจํานวนเฉลย่ี จากงบประมาณเงินรายได จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 10.54 (±4.64 SE) ตัว/500 ตารางเมตร ท้ังน้ีจาก ประจําปงบประมาณ 2557 มหาวิทยาลัยบูรพา ผาน การศึกษาการแปรผันเชิงพ้ืนทีข่ องปลาปลาเศรษฐกิจใน สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ เลขที่สัญญา แนวปะการังของหมูเกาะแสมสารพบวา ปจจัยที่สงผล อพ.สธ. 13/2557 ตอการแพรกระจายของปลาเศรษฐกิจในแนวปะการัง เอกสารอา งองิ วิภูษิต มัณฑะจิตร, สุชา ม่ันคงสมบูรณ และ สืบสิน สนธิ วิภูษิต มัณฑะจิตร. 2541. ความสัมพันธระหวาง รตั น. 2559. ความหลากหลายของปลาแนวปะการัง ประชาคมปลากับโครงสรางถิ่นที่อยูอาศัยในแนว บริเวณพ้ืนท่ีปกปกพันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะ ปะการังภาคตะวันออก : อิทธิพลจากถิ่นท่ีอยูถูก ทําลาย. รายงานวิจยั ฉบับสมบรู ณ. ชลบรุ ี: ภาควิชา แสมสาร จังหวัดชลบุรี. การประชุมวิชาการ วาริชศาสตร คณะวิทยาศาสตร มหาวทิ ยาลยั บูรพา. “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพยสิ่งสินตน” ณ วิภูษิต มัณฑะจิตร, สุชา มั่นคงสมบูรณ และ สืบสิน สนธิ มหาวิทยาลยั ขอนแกน สุภาพ มงคลประสิทธิ์. 2522. ปลาเศรษฐกิจที่สํารวจ รัตน. 2554. ปลาในแนวปะการังในพื้นที่ปกปก พบตามบริเวณปะการังในนานน้ําไทย. รายงานการ พันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัด ประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตรและชีววิทยา ชลบุ รี . รายงานวิ จั ยฉบั บสมบู รณ . ชลบุรี: แหงชาติ ครั้งท่ี 17 สาขาสัตว ณ มหาวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั บรู พา. เกษตรศาสตร. หนา 485-492. วิภูษิต มัณฑะจิตร. 2559. ประชาคมปลาในแนว เสธ ทรงพลอย, สชุ นา ชวนชิ ย, วรณพ วยิ กาญจน และ ปะการังกับความแปรผันของสภาพภูมิอากาศใน วิมล เหมะจันทร. 2548. ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการัง พื้นท่ีปกปกพันธุกรรมพืชทางทะเล หมูเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ. ชลบุรี: บริเวณหมูเกาะแสมสาร อําเภอสัตหีบ จังหวัด มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี: ความหลากหลายของประชากรปลาในแนว ปะการัง. ในการประชุมวิชาการทรัพยากรไทย : การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
189 สรรพส่ิงลวนพันเกี่ยว (หนา 111-116). กรงุ เทพฯ: Manthachitra V. and Sudara S. 2002. จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั . อกุ กฤต สตภูมินทร. 2556. ทรัพยากรปลาเศรษฐกิจใน Community Structure of Coral Reef Fishes แนวปะการังฝงทะเลอันดามันของประเทศไทย. เอกสารวิชาการ. สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากร at a Sink Reef in the Inner Gulf of Thailand . ทางทะเล ชายฝงทะเล และปาชายเลน. เขาถึงได ScienceAsia. 28: 327-337. จากhttps://www.dmcr.go.th/detailLib/181 Manthachitra, V. and Cheevaporn, V. (2006). Allen, G.R. 1991. Damsel fishes of the World. Aquarium Systems, Publisher of Natural History Reef fish on coral assemblages at Maptaput, and Pet Books, Germany. Rayong Province. Songklanakarin. Journal Allen, G.R. 1999. Marine fishes of Southeast Asia. of Science Technology. 29(4): 907 - 918. Published by Periplus Editions (HK) Ltd, HongKong. McCook, L. J. 1999. Macroalgae, nutrients and Burgess, W.E., Axelrod, H.R. and Hunziker III, R.E. phase shifts on coral reefs: scientific issues 1988. Atlas of Marine Aquarium fishes. Published byT.F.H. Publication, Inc. United States. and management consequences for the Great English, S. , Wilkinson C. and Baker V. 1994. Barrier Reef. Coral Reefs. 18: 357–367 Survey Manual for Tropical Marine Resources. McCook, L. J. , Jompa, J. and Diaz- Pulido, G. Australian Institute of Marine Science Eschmeyer, W. N. , Fricke, R. , Fong, J. D. and 2001. Competition between corals and Polack, D. A. ( 2010) . Marine fish diversity: history of knowledge and discovery (Pisces). algae on coral reefs: a review of evidence Zootaxa. 2525:19–50. and mechanisms. Coral Reef. 19: 400-417 Froese, R. and Pauly, D. 2009. FishBase. World McCune, B. and Mefford, M.J. 1999. Multivariate Wide Web electronic publication. www.fishbase.org, version (08/2009) Analysis of Ecological Data Version 4.10, MjM Hill J. and Wilkinson C. 2004. Methods for Ecological Monitoring of Coral Reefs. V1. Software, Gleneden Beach, Oregon, USA. Australian Institute of Marine Science. Krebs, C.J. 2009. Ecology: The experimental Pielou, E. C. 1984. The Interpretation of analysis of distribution and abundance. (6th ed.). San Francisco: Benjamin Cummings. Ecological Data: A Primer on Classification Kuiter, R. H. 1992. Tropical Reef- Fishes of the and Ordination. John Wiley & Sons, 263 pp. Western Pacific Indonesia and adjacent waters. Penerbit PT Gramedia Pustaka Pratchett, M. S. , A. H. Hoey, S. K. Wilson, V. Utama, Jakata, Indonisia. Lieske, E. and Myers, R. 2001. Coral Reef Fishes: Messmer and N.A.J. Graham. 2011. Changes Indo-Pacific and Caribbean. Princeton, New Jersey: Princeton University Press. in Biodiversity and Functioning on Reef Fish Assemblages following Coral Bleaching and Coral Lost. Diversity. 3: 434-452. Quinn, G. P. and Keough, M. J. 2002. Experimental design and statistical analysis for biologist. UK: Cambridge University Press. Randall, J.E., Allen, G.R. and Steene, R.C. (1990). Fishes of the Great Barrier Reef and Coral Sea. Crewford House Press. Bathurst. NSW, Australia. Russ, G.R., Sarah-Lee A., Queste, Rizzari, J.R. andAlcala, A.C. 2015. The parrotfish - coral relationship: refuting the ubiquity of a prevailing paradigm. Mar Biol. DOI 10.1007/s00227-015-2728-3. In: Jackson JBC, Donovan MK, Cramer KL, การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ัตงิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: