Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

เรื่องเต็ม การประชุมวิชาการชมรม คปว. อพ.สธ. ครั้งที่ ๙

Description: การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ ๙ ณ ห้องประชุมวิชาการ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

Keywords: คปว.อพ.สธ.,หนองระเวียง,นครราชสีมา

Search

Read the Text Version

423 ตารางท่ี 3 แสดงความสงู ผลผลติ และลกั ษณะของผลของแตงกวา กรรมวิธี ความสูง นํา้ หนักผลผลติ ลักษณะผล (ซม.) (กก./ไร) ความยาว (ซม.) ความกวาง (ซม.) ความหนาเนอ้ื (ซม.) T1 373.71b 934.80b 0.98 11.42 4.61 0.98 T2 594.21a 1,426.30ab 11.34 4.57 0.97 0.86 T3 642.00a 1,894.30a 10.63 4.48 ns T4 812.54a 1,910.60a 10.52 4.43 10.26 F-test * * ns ns CV(%) 18.09 25.64 11.86 6.36 *คา เฉลย่ี ทต่ี ามดว ยอกั ษรเหมือนกัน ในแนวต้งั เดยี วกนั ไมมีความแตกตา งกนั ทางสถติ ิ ท่ีระดับความเช่ือม่นั 95% ภาพท่ี 2 แสดงผลผลิตแตงกวาทัง้ 4 กรรมวิธีการใหนํ้า T1 = ระบบมินสิ ปริงเกอร T2 = ระบบนา้ํ หยด T3 = บวั รดน้าํ T4 = สายยาง ตารางท่ี 4 ปริมาณการใหนํ้าแกพชื แตงกวา ระยะเวลา ปริมาณการใหน ํา้ แกพืช (ลูกบาศกเมตร) การใหน ํ้าแกพชื ระบบการใหน ้ํา T1 (มนิ ิสปรงิ เกอร) T2 (น้าํ หยด) T3 (บวั รดน้ํา) T4 (สายยาง) 2/5/61 - 5/8/61 852.230 108.830 319.280 321.370 ภาพท่ี 3 กราฟแสดงจดุ คุมทุนของระบบนํา้ 4 แบบ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

424 วจิ ารณผ ลการทดลอง ผล นอกจากน้ีระบบน้ําหยดสามารถประหยัดนํ้า ประหยัด การปลูกทดสอบเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของผัก เวลาและแรงงานในการใหนาํ้ แกพืช คาํ ขอบคุณ พ้ืนบานในแปลงสาธิตจากการใหน้ํา 4 กรรมวิธี แกพืช ทดลอง พบวาความสูงของตนถั่วฝกยาว และผลผลิตสดของ ขอขอบคุณโครงการอนุรัก ษพั นธุ กรรม พื ชอั น ถ่ัวฝกยาวมีความแตกตางกันทางสถิติ แตความยาวฝกของ เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ ภายใตการดําเนินงานของศูนย ถั่วฝกยาว ความกวางฝกของถ่ัวฝกยาว ความหนาเนื้อของ ศึกษาการพัฒนาหวยฮองไครอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ ถ่ัวฝกยาว ไมมีความแตกตางกันทางสถิติ ระบบน้ําท้ัง 4 และงบลงทุนตาม พรบ. จากกรมชลประทาน ที่สนับสนุน ระบบ ใหลักษณะของฝกใกลเคียงกัน ฐิตนนท และณัฐพัชร โครงการวิจัยในครงั้ นี้ (2558) ศึกษาปริมาณการใชนํ้าของถ่ัวฝกยาว ของสถานี เอกสารอางอิง ทดลองการใชนํ้าชลประทานที่ 4 จังหวัดสุพรรณบุรี โดย ฐิตนนท หงสโ ชติธนวดี และ ณฐั พชั ร วงษศ ุภลักษณ. 2558. ศึกษาในถังวัดปริมาณการใชน้ําของพืชแบบระบายน้ํา วัด ความแตกตางกันระหวางปริมาณนํ้าท่ีเตมิ เขาไปกับทีร่ ะบาย การศกึ ษาหาปรมิ าณการใชน ้าํ ของถวั่ ฝกยาวของสถานี ออกทางกนถัง พบวาความยาวของฝก ความกวางของฝก ทดลองการใชนาํ้ ชลประทานที่ 4 จังหวดั สุพรรณบรุ .ี และนํ้าหนักผลผลิตสดในแตละถังใกลเคียงกัน ระบบนํ้าท่ี รายงานการวิจยั . สาํ นกั บรหิ ารจดั การนาํ้ และอุทกวทิ ยา ใหผลผลิตสูงไดแก สายยาง, บัวรดน้ํา และ ระบบน้ําหยด กรมชลประทาน, กรงุ เทพฯ. 21 หนา ปราฌัญ (2544) ศึกษาผลของความถ่ีของการใหน้ําตอการ ดีพรอ ม ไชยวงศเกียรติ. 2535. การใหน ํ้าแกพ ชื . สาํ นักพมิ พ เจริญเตบิ โตและการใหผลผลิตของถ่ัวเหลือง โดยความถข่ี อง อกั ษรสยามการพิมพ, กรงุ เทพฯ. 87 หนา การใหน้ํา 4 วิธี (ทุกๆ 10, 15, 20, 25 วัน) พบวา ความถี่ นาวี จิระชีวี. 2548. การออกแบบระบบใหน้ํา ฉบับชาวสวน. ของการใหน้ําไมมีผลทําใหอัตราการเจริญเติบโตของถั่ว สาํ นักพมิ พเ จรญิ รัฐการพมิ พ, กรงุ เทพฯ. 36 หนา เหลืองลดลง ประชิด วานานนท และคณะ. 2548. ผกั พื้นบานกับ สงั คมไทย. สํานกั พมิ พส ามเจรญิ พาณชิ ย, กรงุ เทพฯ. การปลูกทดสอบเพ่อื เปรยี บเทยี บคุณภาพของแตงกวามี 126 หนา ความสูงของตนแตงกวา แตกตางกันทางสถิติ ในขณะท่ี ปราฌญั จนั ทรเปง ผดั . 2544. ผลของความถ่ขี องการใหน า้ํ ผลผลิตสดของแตงกวา ความยาวผล ความกวาง ผล และ ตอการเจริญเติบโตและการใหผ ลผลติ ของถั่วเหลือง 2 ความหนาเน้ือของผลแตงกวา พบวาแตกตางกันทางสถิติ สายพนั ธุ ปญหาพิเศษวิทยาศาสตรบ ณั ฑติ . ระบบน้าํ ท้งั 4 กรรมวธิ ี ใหล กั ษณะผลและนา้ํ หนักผลผลติ สด มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม, เชียงใหม. 24 หนา ใกลเคียงกัน วิบูลย (2526) ศึกษาการใหน้ําแกพ ืชในปริมาณ มนตรี คา้ํ ชู. 2550. การใหน ้าํ แกพ ชื แบบประหยัด. ตาง ๆ กัน แลววัดผลผลิตที่ได ปรากฏวาพืชเกือบทุกชนิด สํานกั พมิ พเท็กแอนดเ จอรน ัลพับลเิ คชั่น, กรุงเทพฯ. 33 ผลผลิตจะเพ่ิมข้ึนเม่ือใหน้ํามากขึ้น จนกระท่ังถึงระดับหน่ึง หนา เมื่อใหนํ้าเพ่ิมข้ึนแลวจะทําใหผลผลิตลดลง ดานความสูงตน วบิ ลู ย บุญยธโรกลุ . 2526. หลกั การชลประทาน. ภาควิชา ระบบน้ํา สายยาง, บัวรดนํ้า และ ระบบน้ําหยด ใหความสูง วศิ วกรรมชลประทาน คณะวศิ วกรรมศาสตร ที่ดี เชนเดียวกับการทดลองของ สําเภา และคณะ (2553) มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ. 66 หนา ศึกษาปริมาณการใชน าํ้ ท่เี หมาะสม ของมะเขอื เทศราชนิ ี ปท ่ี สําเภา แกวสระแสน มานสั กองแกว และวชั รี กองแกว . 1 พบวามะเขือเทศราชินีมีความดีเดนดานการเจริญเติบโต 2553. ศึกษาหาปริมาณการใชนํ้าท่ีเหมาะสมของมะเขือ ทางลําตน และการสรางผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณนํ้าท่ี เทศราชนิ ี ปท ่1ี . รายงานการวจิ ยั . ศนู ยสาธติ การใช ไดรับ น้าํ ชลประทานแมกลอง สาํ นักบรหิ ารจดั การน้าํ และ สรปุ ผลการทดลอง อุทกวทิ ยา กรมชลประทาน. กาญจนบรุ ,ี 13 หนา อภิชาต ศรีสะอาด. 2554. เทคโนโลยีการจัดการน้ําเพื่อ การศึกษาหาปริมาณการใหนํ้าแกพืช เพ่ือเปรียบเทียบ การเกษตร. สาํ นักพิมพนาคาอินเตอรมีเดีย, กรุงเทพฯ. คณุ ภาพของผกั พ้นื บา นในแปลงสาธติ จากการใหน ํา้ 4 ระบบ 140 หนา จากพืชทดลอง 2 ชนิด ไดแก ถ่ัวฝกยาวและ แตงกวา แสดง อไุ ร จริ มงคลการ. 2547. ผักพนื้ บา น1. สาํ นกั พิมพบา นและ ใหเห็นวาระบบน้ําหยดเหมาะท่ีจะนํามาใชเปนระบบการให สวน, กรุงเทพฯ. 224 หนา นํ้าแกพืช เพราะใหลักษณะท่ีดีท้ังในดานความสูง นํ้าหนัก ผลผลิต ความกวางผล ความยาวผล และความหนาเนื้อของ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

425 ศึกษาการเขตกรรมเมา หลวง STUDY ON MAO LAUNG (Antidesma puncticulatum Miq.) CULTIVATION สจุ ติ รา เจาะจง*, สดุ ารตั น สกลุ ค,ู วรรณวภิ า พินธะ, อินทรธ ัชว ศรบี ุตต และ วาสนา แผลตติ ะ Sujitar Jorjong*, Sudarat Sakulkhu, Wanwipa Pinta, Indhus Sributta and Wassana Phlaetita สาขาวิชาพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร อําเภอพงั โคน จังหวัดสกลนคร 47160 Division of Plant Science, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus, 47160 บทคดั ยอ การทดลองนม้ี จี ดุ ประสงคเพือ่ ศกึ ษาการตกคางของสารปองกนั กําจัดแมลงศัตรูพืชในใบเมา หลังจากใหส ารท่ี 30, 60 และ 90 วัน และการเขาทาํ ลายของแมลงศัตรูพืช วางแผนการทดลองแบบบล็อกสมบรู ณ (Randomized Complete Block Design) ณ แปลงทดลองคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ตรวจสอบการตกคาง ของสารปอ งกนั กําจดั แมลงศตั รพู ชื ดวยชดุ GPO TM-Kit พบวา การใหสารปองกนั กําจดั แมลงศัตรูพืชในกลุม ออการโนฟอสเฟส และคารบาเมทไดแก Carbofuran 3 กรัมตอตน พบการตกคางของสารดังกลาวในปริมาณต่ําสุดท่ีตรวจพบได (LOD) อยูท่ี 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม หลังจากการใหสาร 30, 60 และ 90 วัน สวนกลุมออการโนคลอรีน และไพรีทรอยด ไดแก เชน ไดรท ทม่ี ี Cypermethrin เปนสว นประกอบ พบการตกคา งของสารดังกลาวต่ําสุดที่ตรวจพบได (LOD) อยทู ่ี 3.1 มลิ ลกิ รมั ตอ กิโลกรมั หลังจากการฉีดพนท่ี 30 วนั สว นการเขา ทาํ ลายของแมลงศตั รูพชื หลงั จากการใหส ารปองกนั กาํ จดั ครบตามชว งเวลาท่ี กําหนด 90 วนั พบวาชุดควบคมุ (การไมไ ดรบั สารปองกันแมลงศตั รูพืช) เกิดความเสียหายสูงท่สี ดุ รองลงมาไดแ ก 90 60 และ 30 วันหลังจากการใหสารปองกันกําจดั แมลงศัตรูพืช และในชวงเดือนมกราคมเกิดความเสียหายของการเขาทําลายของแมลง ศัตรูพืชสูงสุดมากกวา 50 เปอรเซ็นตในทุกส่ิงทดลอง ซึ่งแมลงศัตรูพืชท่ีพบสวนใหญชวงเดือนตุลาคมถึงเดือน มกราคมไดแ ก 1) เพล้ียแปง (Saccharicoccus sp.) 2) เพล้ียหอย (Drepanococcus chiton (Green)) 3) ดวงกุหลาบ (Adoretus compressus (Weber)) 4) แมงจีนูนแดง (Halotrichite sp.) 5) หนอนมวนใบ (Erionota thrax) 6) หนอนปลอก (Cremastopsyche pendula Joannis) งานวจิ ยั นี้สามารถนาํ ไปใชเ พื่อเปน ขอ มูลพืน้ ฐานในการเขตกรรมเมาตอ ไปในอนาคต Abstract The aims of this study were to 1) chemical residues in Mao berry leaves after applied pesticides at 30, 60 and 90 days after treatment and 2) type and destruction of pests. The experiment was laid out as Randomized Complete Block Design (RCBD) with 3 replications at faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon campus. Chemical residues were measured using GPO TM-Kit. The results reveal that organophosphate and carbamate (Carbofuran 3 g plant-1) had lowest chemical residues with LOD at 0.594 g Kg-1 after applied the pesticides at 30, 60 and 90 days after treatment. Organochlorine and pyrethroid such as chaindrite with cypermetrin had lowest chemical residues at 30 days after treatment (LOD at 3.1 g Kg-1). The percentage of pest destruction after treatment for 90 days, found that the highest damage on control followed by 90, 60 and 30 days after applied pesticides. In addition, all treatments were found 50 percent of Mao berry tree damage, it caused by pest during January such as 1) Saccharicoccus sp. 2) Drepanococcus chiton (Green) 3) Adoretus compressus (Weber) 4) Halotrichite sp. 5) Erionota thrax 6) Cremastopsyche pendula Joannis. This result suggested that the information can be used as database of Mao berry cultural practice. คําสาํ คญั : เมา หลวง (Antidesma puncticulatum Miq.) การเขตกรรม คารโ บฟูแรน สารไซเปอรเ มทธริน Keywords: Mao Laung (Antidesma puncticulatum Miq), Cultivation, Carbofuran, Cypermethrin การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

426 *ตดิ ตอนักวจิ ยั : สุจติ รา เจาะจง (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Sujitar Jorjong (E-mail: [email protected]) บทนํา จะเพ่ิมขึ้นเมอื่ อุณหภูมิเพิ่มข้ึน จึงทําใหเกษตรกรผปู ลูกเมามี เมาหลวง (Antidesma thwaitesianum Muell. Arg.) ความจําเปนที่ตองใชสารเคมีในการปองกันกําจัดศัตรูพืช ในชวง 3 ปแรก โดยกลุมสารเคมีท่ีเกษตรกรนิยมใชคือ กลุม เปนไมผลทองถ่ินพบโดยท่ัวไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คารบาเมต (Carbamate) ไดแก carbofuran ปองกันศัตรู เชน แถบจังหวดั สกลนคร อุดรธานี กาฬสนิ ธุ มุกดาหาร และ ทม่ี าทางรากคอื ปลวก เสยี้ นดนิ หนอนเจาะโคนตน และกลุม นครพนม (เต็ม สมิตินันทน, 2523) มีกรดอะมิโนที่จาํ เปน สารเคมีกลุมไพรที รอยดสังเคราะห(Synthetic pyrethroid) ตอรางกาย (essential amino acid) มากถึง 18 ชนิด ไดแก Cypermethrin เพ่ือปองกันหนอนเจาะลําตน ดังน้ัน (อราม คุมกลาง และวินัย แสงแกว, 2543) ในผลเมาหลวง ผูวิจัยจึงมีความสนใจศึกษาการตกคางของสารปองกันกาํ จดั อุดมไปดวยสารไฟโทเคมีคัล phenolic acids, flavonoids แมลงศัตรูพืชในใบเมาหลงั จากใหสารท่ี 30, 60 และ 90 วัน และ anthocyanins อยูสูง (Butkhup and Samappito, และการเขาทําลายของแมลง เพื่อเปนขอมูลพ้ืนฐานในการ 2008; Jorjong et al., 2015) นอกจากน้ียังมีสรรพคุณทาง เขตกรรมเมา ตอไปในอนาคต ยา ออกฤทธ์ิเปนสารตา นอนุมลู อิสระ ปองกันมะเรง็ ปองกัน วธิ ีการศึกษา โรคเบาหวาน ผลิตภัณฑหมากเมาสกลนครไดรับการยอมรับ 1. วางแผนการทดลอง จากผูบริโภคอยางแพรหลาย มีองคกร ระดับชาติ และ นานาชาติ เชน BEDO และ FAO สนใจใหการสนับสนุน แบบ Randomized Complete Block Design มี 4 พัฒนาธุรกิจหมากเมาสกลนคร จนไดรับการขึ้นทะเบียนส่ิง สิ่งทดลองจาํ นวน 4 ซ้ําๆ ละ 10 ตน คอื บงชี้ทางภูมิศาสตร และไดรับการรับรองท้ังภายใน และ สิ่งทดลองท่ี 1 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพชื ในใบกอนทําการ ภายนอกประเทศ อยา งไรก็ตามการเขตกรรมถือเปนปญ หาท่ี ทดลอง (ชุดควบคุม) สําคัญในการทําสวนเมา เนื่องจากเมาแตเดิมเปนไมผลท่ี สิ่งทดลองท่ี 2 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพืชในใบหลังใหสาร เจรญิ เตบิ โตในปาท่ีมีพชื พันธธุ รรมชาติขนึ้ หลากหลายชนิดจงึ Carbofuran รอบโคนตน แลว ฉีดพน เชนไดรท  90 วนั ไมค อ ยพบปญ หาในเรอ่ื งของโรคและแมลง แตเมอื่ นาํ มาปลกู ส่ิงทดลองที่ 3 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพืชในใบหลังใหสาร ในรูปแบบระบบเชิงเดี่ยวจึงกอใหเกิดปญหาเรื่องโรคและ Carbofuran รอบโคนตน แลว ฉดี พนเชนไดรท  60 วนั แมลง เมาหลวงเปนพืชท่ีมีการออกดอกแบบแยกเพศตางตน สิ่งทดลองที่ 4 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพืชในใบหลังใหสาร (Dioecious) คือมีดอกตัวผู และดอกตัวเมียอยูตางตนกัน Carbofuran รอบโคนตน แลวฉีดพนเชนไดรท  30 วนั (เตม็ สมิตินนั ทน, 2523) การขยายพันธุเพอ่ื การคา จงึ นิยมใช 2. วธิ กี ารปลกู และการใหสารปองกันกาํ จดั แมลงศัตรพู ืช วิธีการ ทาบกิ่ง และเสียบกิ่ง เพื่อใหไดตนเมาที่ใหผลเมาที่มี ลักษณะตรงตามพันธุท่ีตองการ จะใหผลผลิตหลังจากปลูก 2.1 ใชตนเมาหลวงสายพันธุฟาประทาน ท่ีมีขนาดลํา 2-3 ป ซ่ึงศัตรูพืชสาํ คัญที่ทําใหต นเมาตายจาํ นวนมากในชว ง ตน และทรงพมุ ใกลเ คียงกัน 1-3 ปแรกคือ หนอนเจาะเปลือกตนเมา พบระบาดมาก ในชว งฤดแู ลง หนอนจะเจาะเขา ไปใตเปลือกตน และเจาะกนิ 2.2 เตรียมดินลงในวงบอดวยอินทรียวัตถุในปริมาณที่ ทออาหารของตนเมา จากนั้นตนเมาก็จะแหงตายในที่สุด เทา ๆ กัน ปลูกตนเมาหลวงในวงบอซีเมนตปดกน ขนาด สุดารัตน สกุลคู และคณะ (2557) พบวาแมลงศัตรูที่เขา 100X50 เซนตเิ มตร วางบอซีเมนตใ หมีระยะหางเทากับ 5x6 ทําลายจะมีผลตอการรอดชีวิตของเมาหลวงในชวง 3 ปหลัง เมตร ตดิ ต้งั ระบบนา้ํ ในแปลงทดลองเปน ระบบนํา้ หยด ปลูก เนื่องจากตนเมามีขนาดเล็ก การเสียบก่ิง หรือทาบกิ่ง รอยแผลอาจยงั ไมสมานกันสนิททําใหตน เมาออนแอ มแี มลง 2.3 หลังจากปลูกเมาหลวงได 2 เดือน ใหสารเคมีใน ศัตรูพืชเขาทําลายมาก โดยแมลงศัตรูท่ีมีผลทําสวนเมา กลุม คารบาเมต (carbofuran) ตนละ 3 กรัมตามปริมาณที่ เสยี หายเพราะยืนตน ตายมี 3 ชนิดคอื แมลงทับแทง ทองนอย ระบุใหใชในพชื ทั่วไป และฉีดพนสารเคมีในกลุม ไพรีทรอยด Micropistus microcephalus ห น อ น เ จ า ะ ก่ิ ง ลํ า ไ ย (เซนไดรท) ใหท่ัวลําตนและใบ ซึ่งเปนกลุมสารกําจัดแมลง Zeuzera coffaae Nieten หนอนดวงหนวดปมลายเหลือง ศัตรพู ืชทเ่ี กษตรกรใหในชว งเร่มิ ตน ของการปลกู เมา จุด Aristobia approximate การแพรร ะบาดของโรคจะผัน 3. เก็บตวั อยา งใบเมา หลวงเพื่อนาํ มาวเิ คราะห แปรตามความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยในชวงท่ี อุณหภูมิต่ํากวา 20º C จะพบการระบาดของแมลงนอยและ เก็บตัวอยางใบเมาหลวงใบท่ี 3-5 จํานวนตนละ 5 ใบ หลังการใหสารเคมีตามชวงเวลาที่กําหนด 30, 60 และ 90 วัน นาํ ตัวอยา งไปทดสอบกับชดุ ตรวจสอบ GPO-TM Kit การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

427 4. หลักการตรวจสอบ GPO-TM Kit (ศิรินุช ชีวันพิศาลนุ GPO TM-Kit จงึ ไมสามารถบอกปริมาณสาร Carbofuran ที่ กลู , 2557) ตกคางเปนตัวเลขไดอ ยางชัดเจน ทําไดเพียงเปรียบเทียบกับ คา LOD คือความเขมขนต่ําสุดท่ีสามารถตรวจสอบได ของ 4.1 กลมุ ออรแ กโนฟอสเฟต และคารบาเมท ใชหลักการ Carbofuran เทากับ 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม เม่ือ แยกสารดวยวิธีแผนบางทีแอลซี (TLC) และตรวจสอบดวย เปรียบเทียบกับระดับปริมาณสารพิษตกคางสูงสุดในอาหาร การทาํ ปฏิกิริยากบั สารเคมเี พ่อื ใหเ กดิ สี ถา มีสารเคมกี ลมุ ออร (Maximum Residue Limits, MRLs) คือ คาท่ียอมรับใหมี แกโนฟอสเฟตและคารบาเมท จะเกิดแถบวงกลม (Spot) สี ไดท่ีพบในอาหารมนุษยและอาหารสัตว จะแสดงคา MRLs ขาวบนพื้นสีมว งบนแผนทีแอลซี คาความเขมขนท่ตี รวจสอบ เปนหนวย มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ปริมาณการตกคาง ไดของกลุมออรแกโนฟอสเฟต และคารบาเมท ไดแก Carbofuran ใน เงาะ องนุ ทุเรียน ผลไมต ระกูลสม ทย่ี อมรับ Carbofuran ตองมีความเขมขนท่ี 0.52 มิลิกรัมตอลิตรข้ึน ไดอยูท่ี 0.05, 0.02, 0.02 และ 0.02 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ไป หรือมีคา LOD ซึ่งเปนคาที่บอกถึงปริมาณตํ่าสุดที่ตรวจ ตามลําดับ (สํานักงานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหาร พบเทากับ 0.594 หนวยความเขมขน (mg/kg) คา Rf สาร แหงชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ, 2557) นอกจากนั้น ม า ต ร ฐ า น อ ยู ท่ี 0.89 (อ ง ค ก า ร เ ภ สั ช ก ร ร ม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2554 ประกาศกระทรวง กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสขุ , 2559) เกษตรและสหกรณ มาตรฐานสินคาเกษตรและอาหาร แหงชาติ มกอช. 9002-2551 โดยประกาศกระทรวง 4.2 กลุมออรแกโนคลอรีนและไพรีทรอยด ใชหลักการ สาธารณสุข เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกคาง (26 พฤษภาคม แยกสารดวยแผนบางทีแอลซี (TLC) และตรวจสอบดวยการ 2554) ระบุวาผลไมท่ีมีการปนเปอนสารพิษตกคางต่ํากวา ทําปฏิกิริยากับสารเคมีและอังแสงยูวีที่ความยาวคลื่น 254 0.01 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวามีความปลอดภัยตอการบริโภค นาโนเมตร เพื่อใหเกิดสี ถามีสารเคมีกาํ จดั แมลงกลุมออรแ ก ดังนั้นจากการใหสารปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชในกลุมออ โนคลอรีน และไพรีทรอยด จะเกิดแถบวงกลม (Spot) เปน สี การโ นฟอสเฟส และคารบ าเมทไดแก Carbofuran ที่ 0, 30, เทา น้ําตาลเขม ถึงดํา บนพื้นสี คาความเขมขนท่ีตรวจสอบ 60 และ 90 วันพบการตกคางของสารดังกลาวต่ําสุดท่ีตรวจ ไดกลุมออรแ กโนคลอรนี และไพรที รอยด ไดแก เชนไดรทท ่ีมี พบได (LOD) อยูที่ 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม หรือ 0.52 Cypermethrin เปนองคประกอบ ตองมีคา LOD เทากับ มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมมีความปลอดภัยตอการบริโภค 3.1 (mg/kg) และคา Rf สารมาตรฐานเทา กบั 0.5,0.53,0.58 อ ย า ง ไ ร ก็ ต า ม จ า ก ก า ร ร า ย ง า น ข อ ง ก า ร ต ก ค า ง ข อ ง (กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข, 2543) Carbofuran ในดนิ ปรมิ าณจะลดลงคร่ึงหน่ึงทุก 30-120 วัน 5. การวิเคราะหข อ มลู (คาคร่ึงชีวิต (half-life) เทากับ 30-120 วัน (Howard P. H, 1991)) คาคร่ึงชีวิตของ Carbofuran ในพืชใชเวลาประมาณ 5.1 วิเคราะหหาสารตกคางในใบกอนทําการทดลอง 4 วัน เมื่อนําไปใชกับรากและใบจะใชเวลานานกวา 4 วัน ดวยชุดทดสอบ GMP TM kit โดยวิเคราะหหาสารตกคางที่ (U.S.National Library of Medicine, 1995) Carbofuran พบในใบเมาในระยะ ตาง ๆ หลังการใหสารปองกันกําจัด จะถูกยอยสลายดวยกระบวนการทางเคมีและจุลินทรีย เกิด แมลงศัตรูพืช 30, 60 และ 90 วัน การเส่ือมสภาพเม่ือดินโดนแสงแดด และมีคาความเปนดาง (pH) มากกวา 7 จะทําใหการสลายตัวเร็วขึ้น และท่ี 30, 60 5.2 ชนิดและการเขาทําลายของแมลง แสดงผลโดย และ 90 วัน ยังพบการตกคางของสาร Carbofuran อยู วเิ คราะหค วามแปรปรวน One-Way Analysis of Variance เปนไปไดวาในการทดลองครั้งนี้ปลูกตนเมาในทอขนาดเสน (ANOVA) เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉล่ียดวยวิธี ผานศูนยกลาง 80 เซนติเมตรสงู 50 เซนติเมตรไมไดปลกู ใน DMRT โดยใชโ ปรแกรมสําเร็จรปู สภาพพื้นท่ีจรงิ เน่ืองจากปอ งกันการตกคางของ Carbofuran ผลการทดลองและวจิ ารณ ในแปลงจึงสงผลตอการสลายตัวของ Carbofuran ในดิน 1. กลุมออการโนฟอสเฟสและคารบาเมท และตนพืช และท่ีตรวจพบ Carbofuran ในชุดควบคุม เน่ืองจากในระยะตนกลาเกษตรกรท่ีผลิตตนกลาจําหนายมี หลังจากให carbofuran รอบโคนตน 30, 60 และ 90 การใช Carbofuran กอ นนําตนกลามาปลกู ในแปลงทดลอง วัน เม่ือครบตามกําหนดเวลา นํามาตรวจสอบสารตกคาง 2. กลุมออการโนคลอรีน และไพรที รอยด ดว ยชดุ GPO TM-Kit พบวา แสดงผลบวกคือพบแถบวงกลม (Spot) สขี าวบนพ้นื สีมวงบนแผน ทีแอลซี (TLC) หลงั จากตน หลังจากตนเมาไดรับการฉีดพนสารเชนไดรทท่ีมี เมา ไดร บั สาร 0, 30, 60 และ 90 วัน ดังแสดงในภาพที่ 1 จะ Cypermethrin เปนองคประกอบ บริเวณใบและลําตน ที่ เห็นวาหลังจากการให Carbofuran ความเขมขน 3 กรัมตอ อายุ 30, 60 และ 90 วัน จากนั้นตรวจสอบการตกคางดวย ตนท่ีระยะเวลา 30, 60 และ 90 วัน ยังสามารถตรวจพบ การตกคางของสารดังกลาว แตเน่ืองจากการทดลองน้ีตรวจ ผลการตกคางของสารปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชดวยชุด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

428 ชุด GPO TM-Kit พบวามีจุดสีเทา นํ้าตาลเขมถึงดําบนแผน (สํานักงานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหงชาติ ทีแอลซี (TLC) แสดงวา ตรวจพบสารเคมกี ําจดั แมลงกลุม ออร กระทรวงเกษตรและสหกรณ, 2559) ดังนั้นผลการทดลอง แกโนคลอรีนและไพรที รอยดท ี่มี Cypermethrin ในตัวอยา ง จากการใหสารปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชในกลุมออการโน หลังจากฉีดพนที่อายุ 30 วัน ดังแสดงในภาพท่ี2 โดย คลอรนี และไพรีทรอยด ไดแก เชนไดรท  ทีม่ ี Cypermethrin Cypermethrin เปนองคประกอบของเชนไดรท ตองมีความ เปนสวนประกอบ ที่ 30 วันพบการตกคางของสารดังกลาว เขมขนท่ี 0.3 มิลลิกรัมตอลิตรขึ้นไป หรือมีคา LOD ซึ่งเปน ตํ่าสุดที่ตรวจพบได (LOD) อยูที่ 3.1 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม คาที่บอกถึงปริมาณตา่ํ สดุ ที่ตรวจพบเทากบั 3.1 หนวยความ หรือ 0.3 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมมีความปลอดภัยตอ เขม ขน มิลลกิ รัมตอ กโิ ลกรมั (mg/kg) คา Rf สารมาตรฐานอยู การบรโิ ภค ที่ 0.5 0.53 แ ล ะ 0.58 (อ ง ค ก า ร เ ภ สั ช ก ร ร ม 3. การเขา ทาํ ลายใบเมา ของแมลงศัตรพู ืช กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข, 2559.) หลังจากฉีดพนเชนไดรท ท่ี 60 และ 90 วัน ตรวจไมพบการ ตารางที่ 1 แสดงเปอรเซ็นตการเขาทําลายของแมลง ตกคางของสาร Cypermethrin ซึ่งการตกคางของสาร ศัตรูพืชหลังจากการใหสารปองกันกําจัดที่ 30, 60 และ 90 ดังกลาวพบเพียงในชวง 30 วันหลังจากการฉีดพนเทาน้ัน วัน พบวาการเขาทําลายของแมลงศัตรูพืชในชุดควบคุมคือ เมื่อเปรียบเทียบกับความเขมขนตํ่าสุดท่ีตรวจสอบไดของ การไมใหสารปองกันแมลงศัตรูพืชเกิดความเสียหายสูงที่สุด Cypermethrin คือปริมาณ 0.3 มิลลิกรัมตอ ลติ รข้ึนไป หรือ รองลงมาไดแก 90 60 และ 30 วันหลังจากการใหสาร ปริมาณตํ่าสุดทีต่ รวจพบเทา กบั 3.1 มลิ ลกิ รมั ตอ กิโลกรมั น้ัน ปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืช และในชวงเดือนมกราคมเกิด ก็แสดงถึงวาปริมาณสาร Cypermethrin ท่ีตกคางในใบเมา ความเสียหายของการเขาทําลายของแมลงศัตรูพืชสงู สดุ เกิน หลังจากฉีดพนท่ีอายุ 30 วัน มีปริมาณต่ําสุดที่ตรวจพบ 50 เปอรเซ็นต ซึ่งแมลงศัตรูพืชที่พบสวนใหญในชวงท่ี (LOD) อยูท่ี 3.1 มิลลิกรัมตอ กิโลกรัม หรือ 0.3 มิลลิกรมั ตอ ทาํ การศกึ ษาคอื เดือนตุลาคมถงึ เดอื นมกราคมไดแ ก 1) เพลย้ี ลิตร เมื่อเปรียบเทียบกับระดับปริมาณสารพิษตกคางสูงสุด แปง (Saccharicoccus sp.) 2) เพลี้ยหอย (Drepanococ- ในอาหาร (Maximum Residue Limits, MRLs) ปริมาณ cus chiton (Green) 3) ดวงกุหลาบ (Adoretus compre- การตกคาง Cypermethrin ใน ทุเรียน มะมวง มะละกอ ssus Weber) 4) แมงจีนูนแดง (Halotrichite sp. 5) หนอน ลําไย ลิ้นจี่ ผลไมตระกูลสม (ยกเวนสมโอและเกรฟฟรุต) มวนใบ (Erionota thrax) 6) หนอนปลอก (Cremasto- และสมโอ มีปริมาณไมเกิน 1, 0.7, 0.5, 1, 2, 0.3 และ 0.5 psyche pendula Joannis) ดังแสดงในภาพที่ 3 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ถือวามีความปลอดภัยตอผูบริโภค ตารางท่ี 1 แสดงเปอรเ ซ็นตก ารเขา ทาํ ลายใบเมา ของแมลงศัตรเู มาหลวงหลงั จากการใหส ารปอ งกันกาํ จัดแมลง ศตั รพู ืช สง่ิ ทดลอง 22 ธ.ค.59 29 ธ.ค.59 12 ม.ค.60 21 ม.ค.60 5 ก.พ.60 ชดุ ควบคมุ 31.36±16.31a 25.10±16.21a 53.34±16.54a 89.35±6.53 35.11±7.94 30 วนั 13.33±5.07b 11.67±3.55b 36.42±18.99ab 81.91±14.67 24.34±2.08 60 วนั 17.20±7.11ab 12.40±3.90ab 34.10±12.81b 86.41±8.44 26.05±10.86 90 วัน 19.05±6.09ab 14.10±2.41ab 37.78±21.32ab 75.81±33.01 34.91±6.83 % cv 48.13 54.44 43.79 22.59 25.29 F-test * * * ns ns การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

429 ภาพท่ี 1 การตกคางของสารปองกนั กําจัดแมลงศตั รูพืช ภาพท่ี 2 การตกคางของสารปองกนั กาํ จดั แมลงศตั รพู ชื Carbofuran ในกลมุ ออการโ นฟอสเฟส และคารบาเมท ท่ี เชนไดรท ทม่ี ี Cypermethrin เปน องคป ระกอบ จัดอยูใน อายุ 0, 30, 60 และ 90 วัน กลุมออการโ นคลอรนี และไพรที รอยด หมายเหตุ 1 = ชุดควบคุมคือการไมใ ชส ารเคมีกําจัดแมลง 2 = หลังใหส าร Carbofuran รอบโคนตน แลว ฉีดพน เชนไดรท 90 วัน 3 = หลังใหสาร Carbofuran รอบโคนตน แลวฉีดพนเชนไดรท  60 วนั 4 = หลงั ใหส าร Carbofuran รอบโคนตน แลวฉีดพน เชนไดรท 30 วัน 1) เพลย้ี แปง (Saccharicoccus sp.) 2) เพลย้ี หอย (Drepanococcus chiton (Green)) 3) แมงจนี ูนแดง (Halotrichite sp.) 4) ดวงกหุ ลาบ (Adoretus compressus Weber) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

430 5) หนอนปลอก 6) หนอนมว นใบ (Erionota thrax) (Cremastopsyche pendula Joannis) ภาพท่ี 3 แมลงศตั รพู ชื ทพี่ บในแปลงเมา ในชวงทีท่ ําการศึกษาเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2559 ถงึ เดอื นมกราคม พ.ศ. 2560 สรุปผล กติ ตกิ รรมประกาศ 1. หลังจากการใหสารปองกันกําจัดแมลง ศัตรูพืชใน งานวิจัยนี้ไดรับงบประมาณจากโครงการอนุรักษ กลุมออการโนฟอสเฟส และคารบาเมทไดแก Carbofuran พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ ที่ 30, 60 และ 90 วัน พบการตกคางของสารดังกลา วตํา่ สุด รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจําปงบประมาณ ท่ีตรวจพบได (LOD) อยูท่ี 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรมั หรือ พ.ศ. 2559 0.52 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมมีความปลอดภัยตอการ เอกสารอางอิง บรโิ ภค กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย. 2543 โครงการเฝาระวังความ 2. การใหส ารปอ งกนั กาํ จดั แมลงศตั รพู ืช ในกลมุ ออการ ปลอดภัยของผกั ปลอดสารเคมี พ.ศ. 2537-2542. กลมุ โนคลอรีน และไพรีทรอยด ไดแก เชนไดรท ท่ีมี งานพฒั นาความปลอดภยั ดานเคมวี ตั ถุ และกองควบคุม Cypermethrin เปนองคประกอบ ท่ี 30 วันพบการตกคาง อาหารและยา รว มกบั กองอาหาร ของสารดังกลาวต่ําสุดท่ีตรวจพบได (LOD) อยูท่ี 3.1 กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย. มิลลิกรมั ตอ กิโลกรัม หรือ 0.3 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมม ี เต็ม สมิตินันทน. 2523. ชื่อพรรณไมแ หง ประเทศไทย : ชื่อ ความปลอดภยั ตอการบรโิ ภค พฤกษศาสตร ช่อื พืน้ เมอื ง. หอพรรณไมก รมปาไม กระทรวงเกษตรและสหกรณ. กรงุ เทพฯ. 176 น. 3. การเขาทําลายของแมลงศัตรูพืช หลังจากใหสาร ศิรินชุ ชวี นั พศิ าลนุกูล. 2557. ชุดตรวจหาชนดิ สารเคมีกาํ จดั ปองกันแมลงศัตรูพืชท่ี 30, 60 และ 90 วัน พบวาการเขา แมลง ในผกั ผลไม และธัญพืช. ฝายเภสัชเคมภี ัณฑ ทําลายของแมลงศัตรูพืชในชุดควบคุมคือการไมใหสาร องคก ารเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสขุ ประเทศไทย ปองกันแมลงศัตรูพืชเกิดความเสียหายสูงที่สุด รองลงมา สํานักงานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหงชาติ ไดแก 90, 60 และ 30 วัน ชวงเดือนมกราคมเกิดความ กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 2557. มาตรฐานสนิ คา เสียหายจากการเขาทําลายของแมลงศัตรูพืชสูงสุดเกิน 50 เกษตร มกษ. 9002-2556 สารพษิ ตกคา ง : ปริมาณ เปอรเซน็ ต ในทกุ สงิ่ ทดลอง สารพิษตกคางสงู สุด. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบบั ประกาศและงานท่ัวไป เลม 131 ตอนพิเศษ 32 ง 4. แมลงศัตรูพืชท่ีพบสวนใหญเดือนตุลาคมถึงเดือน วนั ที่ 13 กมุ ภาพนั ธ 2557. มกราคม ไดแก 1) เพลี้ยแปง 2) เพล้ียหอย (3) ดวงกุหลาบ สาํ นกั งานมาตรฐานสินคา เกษตรและอาหารแหง ชาติ (4) แมงจีนนู แดง 5) หนอนมวนใบ 6) หนอนปลอก กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 2559. มาตรฐานสินคา เกษตร มกษ. มกษ. 9002-2559 สารพิษตกคาง: 5. การทดลองน้ีตรวจผลการตกคางของสารปองกัน ปริมาณสารพิษตกคา งสงู สดุ .สบื คน เม่อื 18 พฤศจกิ ายน กําจัดแมลงศัตรูพืชดวยชุด GPO TM-Kit ไมสามารถบอก 2559 จาก http://www.acfs.go.th ปริมาณสาร Carbofuran และ Cypermethrin ท่ีตกคางได อยางชัดเจน ทําไดเพียงเปรียบเทียบกับความเขมขนต่ําสุดท่ี ตรวจสอบไดของสารดังกลาวเทานั้น ดังน้ันควรทําการ ทดลองเพิ่มเติมในการวิเคราะหสารปองกันกําจัดศัตรูพืชทั้ง ทางดานปริมาณ และคุณภาพ คือสามารถบอกไดทั้งชนิด และปริมาณสารท่ีตกคา ง การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

431 สดุ ารตั น สกลุ คู ชลธิชา หาญบญั จติ และ เมวกิ า ชยั ฤทธ. Howard, P. H. 1991. Fate and Exposure Data for 2557. การศกึ ษาความหลากหลายทางพันธกุ รรมเมา Organic Chemicals. Handbook of หลวง (Antidesma sp.) แกน เกษตร 42 ฉบบั พิเศษ 1 Environmental Published June 17, 1991. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราช มงคลอีสานวิทยาเขตสกลนคร Jorjong, S., Butkhup, L., Samappito, S. 2015. Phytochemicals and antioxidant capacities of อราม คมุ กลาง วินยั แสงแกว . 2543. งานประดิษฐค ดิ คน Mao-Luang (Antidesma bunius L.) cultivars ผลิตภณั ฑจากพชื ตระกลู เมา โรงพิมพครุ สุ ภาลาดพราว. from Northeastern Thailand. Food Chemistry, กรุงเทพฯ 181, 248–255. Butkhup, L., & Samappito, S. 2008. Analysis of U.S. National Library of Medicine. 1995. Hazardous anthocyanin, flavonoids and phenolic acids in Substances Databank. Bethesda, MD, 1995.3-9 tropical bignay berries. International Journal of Fruit Science, 8, 15–34. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

432 กระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตร BIOLOGICAL PLANT POTS FROM AGRICULTURE WASTE MATERIALS สชุ นมา สุขรกั ษาวงศ Suchonma Sookruksawong สาขาชีววทิ ยาประยกุ ต คณะวิทยาศาสตรและศิลปศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน นครราชสมี า 30000 Department of Applied Biology, Faculty of Sciences and Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima 30000 บทคดั ยอ งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อผลิตกระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตร โดยศึกษาตัวแปรท่ีมีผลตอความ แข็งแรงของกระถางคือ อัตราสวนของสวนผสม คุณสมบัติการไหลผานของนํ้า และการอุมนํ้า โดยมีสวนผสมคือ ยานาง ขุย มะพราว และใยมะพรา ว จากผลการทดลองพบวา สตู รท่ี 3 (ยา นาง 1 สว น : กาวแปง เปยก 1 สว น : ใยมะพราว 1 สว น : ขุย มะพราว 1 สวน) เหมาะสมกับการนํามาพัฒนาตอ เพ่ือเปนกระถางเพาะชํากลา ไม กระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาตจิ าก การเกษตรน้ี ยังเปน แนวทางในการชวยใหเกษตรกรประหยดั คา ใชจ ายจากการซือ้ ถุงพลาสตกิ หรอื กระถางเพาะชาํ อีกดว ย Abstract The objective of this research was to produce of biological plant pot from agriculture waste materials. The effects of strength were studied via the variables as follows: the ratio of agriculture waste materials, water flow ratio and water absorption. The results demonstrated that formula 3 (Yanang 1: glue 1: coconut fiber 1: coconut coir 1) was suitable for biological plant pots development. Biological plant pots from agriculture waste materials might be able to reduce cost of purchasing the plastic bag or plastic plant pot. คาํ สาํ คัญ: กระถางเพาะชาํ , วสั ดธุ รรมชาติจากการเกษตร Keywords: biological plant pot, agriculture waste ตดิ ตอนกั วิจยั : สุชนมา สขุ รกั ษาวงศ (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Suchonma Sookruksawong (E-mail: [email protected]) บทนํา มงคลอีสาน มาทํากระถางเพาะชํากลา ไมทดแทนถุงเพาะชาํ พื้ น ที่ ข อ ง ศู น ย อ นุ รั ก ษ แ ล ะ พั ฒ น า ท รั พ ย า ก ร ภ า ค เม่ือกลาไมเจริญเติบโตระยะหนึ่ง ก็สามารถนําไปปลูกตอได เลยโดยทไี่ มต อ งฉกี ถงุ เพาะชําหรือทุบกระถางเพาะชํา อกี ทั้ง ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าช ยงั เปนการชวยรักษาสิ่งแวดลอ ม เปนการลดขยะจากถุงเพาะ มงคลอีสาน มีการปลูกพรรณไมม ากมายหลายชนดิ นอกจาก ชํา กระถางเพาะชําจากยานางและวัสดุจากธรรมชาติน้ี ยัง จะตองดูแลรักษา รดนํ้าพรวนดิน ใสปุยแลว ยังตองมีการ เปนแนวทางในการชวยใหเกษตรกรประหยัดคาใชจายจาก เพาะชํากลาไมในถุงเพาะชําหรือกระถางเพาะชํา ซ่ึงจะใช การซือ้ ถงุ หรือกระถางเพาะชาํ อกี ดวย กระถางเพาะชําที่ทําโดยพลาสติกซึ่งหาซ้ือไดสะดวกและ วิธกี ารทดลองและผลการทดลอง ราคาถกู แตเ ม่ือกลา ไมเจรญิ เติบโต จะตอ งทาํ การยา ยกลา ไม ลงปลูกในพ้ืนท่ีเพาะปลูก ซ่ึงในการยายกลาไมไปท่ีปลูกนั้น 1. เตรียมเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตรที่มีลักษณะ ตองฉีกถุงเพาะชํา ซึ่งอาจทําใหรากตนกลาหลุดออกจากดิน เปนเสน ใยเพ่อื ทาํ กระถางเพาะชํา หรือวัสดุเพาะชํา ทําใหรากกลาไมไดรับความเสียหาย ไม สามารถเจริญเติบโตตอไปได อีกท้ังเศษถุงพลาสติกยังเปน นําเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตร ประกอบดวย ขยะทเี่ สือ่ มสภาพไดย าก กก็ อ ใหเกิดปญ หาตอสิ่งแวดลอม ยานาง ขุยมะพราว ใยมะพราว มาตากใหแหง ตัดใหมีขนาด เลก็ ลงประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผูวิจัยจึงมีแนวคิดวา พืชท่ีมีเสนใยสูงและมีปริมาณสูง มากในพ้ืนท่ีของศูนยอนุรักษและพัฒนาทรัพยากรภาค 2. ขนั้ ตอนการเตรียมตัวประสาน ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าช ผสมแปงกับนํ้าในอัตราสวน 1:6 โดยนํ้าหนัก จนแปง กระจายตัวในนํ้า หลังจากน้ันนํานํ้าแปงที่ไดไปใหความรอน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

433 พรอ มทัง้ กวนนํา้ แปง ขณะใหความรอน จนนาํ้ แปงเปล่ยี นเปน ANOVA ที่ความเช่ือมั่น 0.05 (p<0.05) ไดผลการทดลอง เจลจากนน้ั ต้ังทิง้ ไวใ หเ ย็น ดังแสดงในตารางที่ 2 รูปท่ี 1 แสดงสว นผสมของกระถางเพาะชํา ตารางท่ี 2 แสดงการทดสอบคณุ สมบัติการไหลผานของนํา้ ก. ใยมะพรา ว, ข. ยานาง, ค. ขุยมะพรา ว, ง. กาวแปงเปย ก สูตร ปรมิ าณนาํ้ ไหลผา น (มลิ ลลิ ิตร) ควบคมุ 98.66a ± 1.15 3. ขน้ั ตอนการขนึ้ รปู กระถาง สตู ร 1 55.00b ± 8.66 นําสวนผสมตางๆ ที่เตรียมไว มาผสมในอัตราสวนตาม สูตร 2 62.33b ± 4.51 ตารางท่ี 1 จากนั้นคลุกเคลาสวนผสมใหเขากัน นํามาขึ้นรูป สตู ร 3 59.66b ± 3.51 กระถางเพาะชําดวยแมพ ิมพ จากนนั้ ผง่ึ แดดใหแ หง หมายเหตุ สูตรควบคุมคือ กระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาติที่มี ตารางท่ี 1 แสดงสว นผสมตา งๆ ของกระถางเพาะชํา ขายในทองตลาด สูตร สว นผสม สูตร 1 ยา นาง 1 สว น : กาวแปง เปยก 1 สวน ลักษณะของกระถางเพาะชําหลังจากทดสอบคุณสมบตั ิ สตู ร 2 ยานาง 1 สวน : กาวแปงเปยก 1 สวน : การไหลผา นของนํ้า สูตรควบคุม : คงรูปไดดีท่ีสุด น้ําไหลผานเร็วมาก (ไมเกิน 1 ใยมะพราว 1 สวน สูตร 3 ยานาง 1 สวน : กาวแปงเปยก 1 สวน : นาท)ี สูตร 1 : ไมคงรูปยานางเปอ ยยุย นา้ํ ไหลผานชา มากถงึ ไมไ หล ใยมะพราว 1 สวน : ขยุ มะพรา ว 1 สว น สูตร 2 : คงรูปไดดีกวาสูตรที่ 1 แตยานางมีการเปอยยุย นํ้า รปู ท่ี 2 ตวั อยางกระถางเพาะชําทข่ี น้ึ รปู แลว ไหลผา นเรว็ มาก (ไมเกิน 1 นาท)ี 4. การทดสอบคณุ สมบัตกิ ารไหลผานของนา้ํ สูตร 3 : คงรูปไดดีกวาสตู รที่ 1 และ สูตร 2 แตยานางมีการ นํากระถางเพาะชําที่ขึ้นรูปไวท้ังสามสูตร มาทําการ ทดสอบคุณสมบัติการไหลผานของนํ้า โดยนํากระถางมาทํา เปอ ยยยุ นาํ้ ไหลผานเรว็ มาก (ไมเ กิน 1 นาที) การรดนา้ํ ปรมิ าณ 100 มิลลลิ ติ ร จากน้ันวดั ปรมิ าณนาํ้ ที่ไหล จากตารางท่ี 2 จะเหน็ ไดว า กระถางเพาะชําทง้ั สามสตู ร ผานกนกระถาง จับเวลา 5 นาที สังเกตลักษณะกระถางหลงั อุมน้ําไดดีกวาสูตรควบคุมอยางมีนัยสําคัญเมื่อวิเคราะห การรดน้ําผาน และวิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย ONE WAY ขอ มลู ทางสถิติดว ย ONE WAY ANOVA ท่คี วามเชื่อมน่ั 0.05 (p<0.05) 5. การทดสอบการอมุ นํ้า นํากระถางเพาะชําที่ขึ้นรูปไวท้ังสามสูตร มาทําการ ทดสอบการอุม นํา้ โดยชั่งนา้ํ หนักกระถางกอนทําการทดสอบ จากนั้นนํากระถางมาแชน้ําจนทวมกระถาง จับเวลาแชนํ้า 5 นาที นํากระถางออกมาจากการแชน้ํา ท้ิงไว 5 นาที สังเกต ลกั ษณะที่เกดิ ขน้ึ ชงั่ นํา้ หนักกระถางหลงั ทําการทดสอบ และ วิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย ONE WAY ANOVA ที่ความ เชื่อมั่น 0.05 (p<0.05) ไดผลการทดลอง ดังแสดงในตาราง ที่ 3 ตารางท่ี 3 แสดงการทดสอบคุณสมบตั กิ ารอุมน้าํ สูตร นาํ้ หนกั ทเ่ี พิม่ ขนึ้ เม่ือนาํ กระถางแชน ํา้ (กรมั ) สตู ร 1 62.51a ± 13.59 สตู ร 2 65.96a ± 1.44 สูตร 3 67.53a ± 7.04 ลักษณะของกระถางเพาะชําหลังจากการทดสอบการ อุมนํา้ สตู ร 1 : ไมคงรูปยา นางเปอยยุย สูตร 2 : คงรูปไดด ีกวาสูตรที่ 1แตยา นางมกี ารเปอ ยยยุ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

434 สูตร 3 : คงรูปไดดีกวาสูตรที่ 1 และสูตร 2 แตยานางมีการ คาํ ขอบคณุ เปอยยยุ โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก จากตารางที่ 3 จะเหน็ ไดว า กระถางเพาะชาํ ทง้ั สามสตู ร พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช มีความสามารถในการอุมน้ําไมแตกตางกันทางสถิติเม่ือ กมุ ารี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน (อพ.สธ. มทร. วิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย ONE WAY ANOVA ที่ความ อสี าน) ขอขอบคณุ มา ณ ทนี่ ีด้ วย เชอื่ ม่ัน 0.05 (p<0.05) เอกสารอางองิ วจิ ารณแ ละสรปุ ผลการทดลอง J. Sangmook, N. Pongsathorn, C. Sae-lim, Nursery งานวิจัยนี้พบวา ใบยานางซึ่งเหลือทิ้งจากการประกอบ Pot from Coconut Coir Fiber as a Replacement อาหารหรือทางการเกษตร และพบมากในพ้ืนท่ีศูนยอนุรักษ for Plastic to reduce Global Warming, และพัฒนาทรัพยากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง Rajamangala University of Technology มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน สามารถนํามาข้ึนรูป Thanyaburi, Pathum Thani, 2008. เปนกระถางสําหรับปลูกตนไมได จากการทดสอบคุณสมบัติ T. Na Lampang, L. Thaikeng, A. Kantamuen, การไหลผานของน้าํ และการอมุ นา้ํ พบวาสูตรท่ี 3 (ยานาง 1 Biological Nursery Pot, Phrae Vocational สวน : กาวแปงเปยก 1 สวน : ใยมะพราว 1 สวน : ขุย College, Phrae, 2010. มะพราว 1 สวน) เหมาะสมกับการนํามาพัฒนาตอเพ่ือเปน P. Lakngam, P. Kamthongsuk, A Study and กระถางเพาะชํากลาไมเม่ือกลาไมเจริญเติบโตระยะหนึ่ง ก็ Development of Ornamental Plant Nursery Pot สามารถนําไปปลูกตอไดเลยโดยที่ไมตองฉีกถุงเพาะชําหรือ from Agricultural Leftover Materials, ทุบกระถางเพาะชํา อีกท้ังยังเปนการชวยรักษาส่ิงแวดลอม Agricultural Engineering Program, Faculty of เปนการลดขยะจากถุงเพาะชํา กระถางเพาะชําจากยานาง Engineering, Khon Kaen University, Khon Kaen, และวัสดุจากธรรมชาติน้ี ยังเปนแนวทางในการชวยให 2010. เกษตรกรประหยัดคาใชจายจากการซ้ือถุงหรือกระถางเพาะ ชาํ อีกดวย การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

435 การถา ยทอดเทคโนโลยีใชน า้ํ ยางพาราในงานบาํ รงุ รกั ษาระบบชลประทาน ระยะที่ 2 ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื : พืน้ ทโี่ ครงการชลประทานจงั หวดั ชัยภมู ิ TECHNOLOGY TRANSFER USING RUBBER LATEX IN MAINTENANCE OF IRRIGATION SYSTEM IN NORTH-EASTERN THAILAND : CHAIYAPHUM IRRIGATION PROJECT PHASE 2 พีรวัฒน ปลาเงนิ *, ฐกลพัศ เจนจิวฒั นกลุ และ ฤทธี หงสสาคร ภาควชิ าวศิ วกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั สยาม 38 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหวา เขตภาษเี จริญ กรงุ เทพมหานคร 10160 Department of Civil Engineering, Faculty of Engineering, Siam University 38 Phetkasem road, Bang Wa, Phasi Charoen, Bangkok 10160 บทคดั ยอ การถายทอดเทคโนโลยีประยุกตใชน้ํายางพาราในงานบํารุงรักษาระบบชลประทาน ระยะท่ี 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : โครงการชลประทานจังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงคเพื่อจัดอบรมและถายทอดเทคโนโลยีการใชนํ้ายางพาราในงานซอมแซม คลองชลประทานใหกับผูเขารวมถายทอดเทคโนโลยีและเปนการเผยแพรผลงานวิจัยและนวัตกรรมสูกลุมเปาหมายที่มี ศกั ยภาพในการนําไปใชประโยชน โดยมีการสังเคราะหองคความรูจากผลการวิจัย (1) การพฒั นาวัสดเุ คลือบผวิ คลองผสมน้ํา ยางพาราสําหรับใชบํารุงรักษาคลองชลประทาน (2) การพัฒนาสูตรมอรตาผสมนํ้ายางพาราสําหรับใชเปนตัวเช่ือมประสาน รอยราวในคลองสงน้ําชลประทาน (3) ศึกษาการร่ัวซึมของนํ้าในแบบจําลองคลองชลประทานผสมนํ้ายางพารา และนําผล การสังเคราะหองคความรูจัดทําคมู ือการถายทอดเทคโนโลยี การถายทอดเทคโนโลยภี าคทฤษฏปี ระกอบดวย ความรูทวั่ ไป ของระบบสงน้ําชลประทาน, การบํารุงรักษาคลองสงนํ้าชลประทาน, ความรูพื้นฐานเก่ียวกับน้ํายางและองคประกอบตาง ๆ ในนํ้ายางพารา และการพัฒนาสูตรมอรตาและวัสดเุ คลือบผิวคลองผสมนํ้ายางพารา การถายทอดเทคโนโลยีภาคปฏบิ ัตไิ ดทาํ การสาธิตวิธีการเตรียมสวนผสมตาง ๆ ของวัสดุเคลือบผิวคลองและมอรตาผสมนํ้ายางพารา และไดถายทอดองคความรู ประกอบดวยข้ันตอนและวิธีการผสมมอรต าและวัสดุเคลอื บผิวคลองสาํ หรบั ใชบํารุงรักษาระบบคลองชลประทาน และสาธิต วิธีการใชมอรตาผสมนํ้ายางพาราเพ่ือใชซอมแซมคลองชลประทานในพ้ืนท่ีโครงการชลประทาน จังหวัดชัยภูมิ จากผลการ สาธิตการซอมแซมคลองชลประทานดวยวัสดุเคลือบผิวและมอรตาผสมนํ้ายางพาราในภาคสนาม ผูเขารวมการถายทอด เทคโนโลยมี คี วามสนใจเปน อยางยง่ิ จะนาํ ความรทู ไี่ ดจากการถา ยทอดในคร้งั นี้ไปซอมแซมคลองในพนื้ ทไ่ี รนาของตนเอง Abstract The technology transfer of applying rubber latex in the maintenance of irrigation system in northeastern Thailand: Chaiyaphum irrigation project Phase 2 aims to arrange workshops for the relevant participants in order to disseminate the technology of using the rubber latex in the repairing of irrigation canals. This also publicizes the outcome of researches and innovations into the potential target groups, who will benefit in the real world practice. This technology transfer synthesizes the knowledge from the results of various previous researches; including (1) the development of coating material mixed with rubber latex for irrigation canal maintenance, (2) the development of mortar mixed with latex for jointed irrigation canal crack, and (3) the study of seepage water losses in irrigation canal model mixed with latex. The results of knowledge synthesis have been collected and published in the technology transfer manual. The technology transfer is separated into theory and practice sessions. The theory session includes the overview of irrigation system, the maintenance of irrigation canal, the basic knowledge of rubber latex & its composition, and the development of mortar and coating material mixed with latex. The practice session includes the demonstration of mixture preparation and mixing procedure of the mortar and coating material mixed with latex. The demonstration also includes the using of mortar mixed with latex to repair irrigation canals at Chaiyaphum Irrigation Project. The field demonstration of repairing irrigation canal by coating material and mortar mixed with latex motivates the participated farmers to apply this technology for the canal repairing in their own crop areas. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

436 คําสาํ คัญ: ถายทอดเทคโนโลย,ี นํ้ายางพารา, มอรต า , วสั ดเุ คลือบผวิ คลอง, คลองชลประทาน Keywords: Technology transfer, Rubber latex, Mortar, Coating material, Irrigation canal *ตดิ ตอนักวิจัย: พีรวัฒน ปลาเงิน (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Pheerawat Plangoen (E-mail: [email protected]) บทนํา เทคโนโลยี/นวัตกรรมจากผลการวิจัย สูกลุมเปาหมายที่มี ยางพาราเปนพืชเศรษฐกิจหลักท่ีทํารายไดอยาง ศักยภาพในการนาํ ไปใชป ระโยชน มากมายเขาสูประเทศไทยในอดีตท่ีผานมา โดยเฉพาะการ ขั้ น ต อ น ก า ร ดํ า เ นิ น ก า ร วิ จั ย ถ า ย ท อ ด เ ท ค โ น โ ล ยี สงออกในรูปวัตถุดิบยางพารา แตการสงออกวัตถุดิบเพียง ประกอบดวย อยางเดียวในขณะที่การแปรรูปและใชงานผลิตภัณฑ ยางพาราภายในประเทศมีปริมาณนอย เปนปจจัยท่ีสําคัญ 1.1 รวบรวมและวิเคราะห/สังเคราะหขอมูลจาก ทําใหราคายางพาราภายในประเทศขาดเสถียรภาพ สงผล ผลการวิจัยยางพาราดังกลาวเพ่ือประยุกตใ ชในงานซอมแซม กระทบตอท้ังเกษตรกรและผูที่เกี่ยวของในอุตสาหกรรม ระบบชลประทาน อีกท้ังประเทศเพื่อนบานยังเพิ่มพื้นท่ีปลูกยางมากขึ้น การ แขงขันดานราคาจะรนุ แรงขน้ึ ประกอบกบั บางอุตสาหกรรม 1.2 ออกสาํ รวจพนื้ ที่และคัดเลอื กกลมุ เปา หมายเขารว ม พยายามปรับเปลี่ยนไปใชยางสังเคราะหทดแทน เน่ืองจาก กิจกรรม สามารถนําผลการวจิ ยั ไปใชประโยชน สามารถควบคุมตนทุนและคุณภาพการผลิตไดงายกวา อีก ทั้งยังขาดมาตรการการกระตุนใหเกิดการใชผลิตภัณฑ 1.3 จัดทําหลักสูตรอบรมการถายทอดเทคโนโลยี ยางพาราในประเทศ มาตรการการกระตุนใหเกิดการใช “ก า ร ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช นํ้ า ย า ง พ า ร า ใ น ง า น ซ อ ม แ ซ ม ร ะ บ บ ผลิตภัณฑยางพาราในประเทศยังไมเพียงพอและไมเห็นผล ชลประทาน” เทาท่ีควร ดังน้ันควรเพิ่มมูลคาและเพ่ิมปริมาณการใช ยางพาราซ่ึงจะชวยใหราคายางพาราภายในประเทศมี 1.4 จั ด ทํ า คู มื อก าร ถา ยทอ ดเทคโ นโลยี “ก า ร เสถียรภาพมากข้ึนรวมถึงรายไดที่จะเพ่ิมมากขึ้น โดยควร ประยกุ ตใชน้ํายางพาราในงานซอมแซมระบบชลประทาน” เรงสงเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเก่ียวกับพัฒนาผลิตภัณฑ ยางพาราซึ่งเปนการเพิ่มปริมาณการใชยางพาราภายใน 1.5 จัดอบรมและถายทอดเทคโนโลยีภาคทฤษฏีและ ประเทศเพ่ือเพ่มิ มลู คา ที่ยงั่ ยืนของยางพาราตลอดจนนําไปสู ภาคปฏิบตั ิใหกับกลมุ ผใู ชประโยชนจ ากผลงานวจิ ยั พัฒนาผลิตภัณฑยางพาราคุณภาพตอไป โครงการการ ถายทอดเทคโนโลยีใชน้ํายางพาราในงานบํารุงรักษาระบบ 1.6 ป ร ะ เ มิ น ผ ล โค รงก า ร ถ าย ทอ ด เทคโนโลยี ชลประทาน ไดทุนสนับสนุนการทํากิจกรรมสงเสริมและ “ประยุกตใ ชน ํา้ ยางพาราในงานซอ มแซมระบบชลประทาน” สนับสนุนการวิจัย ในการจัดการองคความรูการวิจัยเพื่อ ผลการสังเคราะหอ งคความรูจากผลงานวจิ ัย การใชประโยชนในมิติเชิงชุมชุน/สังคม ภายใตโครงการ จัดการความรูและถายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและ 1. การพัฒนาวัสดเุ คลอื บผิวคลองผสมนา้ํ ยางพารา นวัตกรรม ประจาํ ป 2561 จากสํานักงานคณะกรรมการวิจัย สําหรับใชบํารุงรักษาคลองชลประทาน (พีรวฒั น, 2558) แหงชาติ (วช.) โดยมีวัตถุประสงค ดังน้ี (1) เพ่ือรวบรวม ผูวิจัยไดทําการศึกษาคุณสมบัติทางกลและทางกายภาพของ วิเคราะหและสังเคราะหงานวิจัยประยุกตใชน้ํายางพาราใน ซีเมนตเพสผสมน้ํายางพาราชนิดพรีวัลคาไนซและเถาแกลบ งานซอมแซมระบบชลประทาน (2) เพ่ือจัดอบรมและ [1] กาํ หนดอัตราสว นของเนือ้ ยางตอ ปูนซีเมนต (P/C) เทา กบั ถายทอดเทคโนโลยกี ารใชน้ํายางพาราในงานซอ มแซมระบบ 5%, 10% และ 15% และปริมาณเถาแกลบทใ่ี ช 5%, 10% ชลประทานสูกลุมเปาหมายที่สนใจ (3) เพื่อบูรณการและ และ 15% ของนํ้าหนักปูนซีเมนต ทําการผสมวัสดุเคลือบผิว เผยแพรงานวิจยั และนวัตกรรมสูกลุมเปาหมายท่ีมีศักยภาพ คลอง ดงั แสดงในภาพท่ี 1 และทาํ การทดสอบกําลงั รับแรงอดั ในการนําไปใชป ระโยชน กําลังรับแรงดัด กําลังรับแรงดึง (ภาพท่ี 2) ระยะเวลา 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน และทดสอบการดูดซึมนํ้าและทดสอบ ความทนทานตอ การกัดกรอ นของสารละลายซัลเฟต วิธีการดําเนินงาน การถายทอดเทคโนโลยีประยุกตใ ชนํ้ายางพาราในงาน ซอมแซมระบบชลประทานเปนการบูรณการและถายทอด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

437 ภาพท่ี 1 การผสมวสั ดเุ คลือบผิวคลองและบรรจุในแบบ ตัวที่ทําใหความแข็งแรงของมอรตา สงู ข้ึนหรอื ลดลงขึ้นอยูก บั หลอ สภาพความขน เหลว ดังนน้ั จึงหาปรมิ าณนาํ้ และน้าํ ยางพารา ที่เหมาสมสําหรบั ทาํ ปฏิกริ ิยากบั ปูนซเี มนต  การทดสอบคุณสมบัติดานกําลังหรือทางกลของมอร ตา ภาพท่ี 2 (การรับแรงอัด, แรงดัด และ การยึดเกาะ) เน่ืองจากแรงท่ีกระทําตอผนังคลองชลประทาน ไดแกแรงดัน ของนํ้าและแรงเฉือน ดังน้ันการทดสอบดานกําลังรบั แรงเพื่อ ศึกษาถึงพฤติกรรมดานกําลังของมอรตาผสมนํ้ายางขนที่ สามารถรับแรงดันนํ้า และทดสอบคุณสมบัตดิ านการยดึ เกาะ ระหวา งมอรตาใหมทผ่ี สมน้ํายางพาราและคอนกรีตเกา  การทดสอบการดูดซึมและการรั่วซึมนํ้าของแบบ จําลองมาตรฐานและผสมน้ํายางพาราเพ่ือหาอัตราการรว่ั ซึม ของแบบจําลอง ภาพที่ 2 ทดสอบคณุ สมบตั ทิ างกลของวสั ดุเคลอื บผิวคลอง ภาพที่ 3 กาํ ลงั รับแรงอดั ของมอรต า ผสมนํา้ ยางพารา ผลการศึกษาคุณสมบัติทางกลและการดูดซึมนํ้าของ ภาพที่ 4 กําลงั รบั แรงดัดของมอรต าผสมนํ้ายางพารา วัสดุเคลือบผิวคลองชลประทาน พบวาอัตราสวนนํ้าตอ ผลการทดสอบคุณสมบัติทางกลของมอรตาผสมนํ้า ปูนซีเมนต (w/c) = 0.4 เน้ือยางตอปูนซีเมนต (P/C) เทากับ 5% และปริมาณเถาแกลบ 5% ของน้ําหนัก ยางพารา (พีรวัฒน, 2558) พบวามอรตาผสมนํ้ายางพารา ปูนซีเมนต ไดคาคุณสมบัติทางกลและทางกายภาพดีท่ีสุด 5% ของนํ้าที่ใชผสมมอรตา ซ่ึงอัตราสวนนํ้าตอปูนซีเมนต ประกอบดวย คากําลังรับแรงอัด 316 ksc กําลังรับแรงดัด (w/c) เทา กับ 0.5 มีความสามารถในการรบั แรงตางๆ ทอ่ี ายุ 29.5 ksc กําลังรับแรงดึง 27 ksc คารอยละการดูดซับนํ้า การบม 28 วัน ดังแสดงในภาพที่ 4 - ภาพท่ี 6 ไดกําลังรับ (Absorption) ต่ําสุด 3.25% และคารอยละความทนทาน แรงอัด 325 ksc กําลังรับแรงดัด 75 ksc กําลังรับแรงเฉือน ตอ การกัดกรอนสารละลายซัลเฟต 3.25% 46 ksc รอยละการดูดซึมน้ํา 5% และอัตราการรั่วซึม 13.64 มม./วัน ไดดีกวามอรตาผสมน้ํายางพารา 7.5%, 2. การพัฒนามอรตาผสมน้ํายางพาราสําหรับใชเปน 10% และ 12.5% ดังนั้นจึงนํามอรตาผสมนํ้ายางพารา ท่ี ตั ว เ ช่ื อ ม ป ร ะ ส า น ร อ ย ร า ว ใ น ค ล อ ง ส ง น้ํ า ช ล ป ร ะ ท า น ผสมปริมาณน้ํายางพารา 5% ไปประยุกตใชซอมแซมรอย (พรี วัฒน, 2555) ผูวิจัยไดพัฒนามอรตา ผสมของน้ํายางพาราชนิดน้ํายาง ขนรักษาสภาพแอมโมเนียสูง (High ammonia; HA) สําหรับใชเปนตัวเช่ือมประสานรอยแตกราวในคลอง ชลประทานเพื่อปองกันการรวั่ ซึมและซอ มแซมรอยแตกราว ในคลองชลประทาน ไดท าํ การทดสอบคุณสมบตั ิตา งๆ ของ มอรตาผสมนํ้ายางพาราในหองปฏิบัติการ โดยทําการ ทดสอบคุณสมบตั ติ า งๆ ของมอรตาผสมนํา้ ยางพารา ไดแก  การทดสอบความขนเหลวของซีเมนตผสมนํ้า ยางพารา ความขนเหลวของมอรตา ผสมนํ้ายางขน นจี้ ะเปน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

438 แตกราวตามผนังและทองคลองเพื่อปองกันการร่ัวซึมนํ้าใน ในชวง 7.5% – 12.5% แตอยางไรก็ตามแบบจําลองคลอง คลองชลประทาน ชลประทานทผี่ สมนํา้ ยางพารา 12.5% มอี ตั ราการร่วั ซึมของ น้ําต่าํ สดุ 2.83 มม./วนั (ภาพที่ 7) การใชปรมิ าณนา้ํ ยางพารา ผสมคอนกรีตในอัตราสวนที่เหมาะสมสามารถลดอัตราการ ร่ัวซึมของนํ้าได ดังนั้นจึงแนะนําอัตราสวนท่ีเหมาะสมไปใช งานภาคสนาม ใชปริมาณน้ํายางพาราท่ีผสมในคอนกรีต 12.5% ของปรมิ าณน้าํ ทใี่ ชผสมในคอนกรตี ภาพท่ี 5 กาํ ลงั รบั แรงเฉอื นของมอรต า ผสมน้ํายางพารา อัตราการซึม (มม./ ัวน)9 8 ภาพท่ี 6 รอ ยละการดดู ซมึ นาํ้ ของมอรตา ผสมนา้ํ ยางพารา 7 3. ศกึ ษาการรัว่ ซมึ ของนํา้ ในแบบจาํ ลองคลอง 6 5 ชลประทานผสมนา้ํ ยางพารา (พรี วัฒน, 2549) 4 ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย ไ ด ทํ า ก า ร ส ร า ง แ บ บ จํ า ล อ ง ค ล อ ง 3 2 ชลประทานขนาดเล็กรูปสี่เหล่ียมคางหมู ขนาดความกวาง 1 ท่ีฐาน 0.30 เมตร ดานขาง 0.5 เมตร ความยาว 1 เมตร ได 0 ทําการหลอแบบจําลองคลองชลประทานซึ่งใชคอนกรีตผสม น้ํายางพาราชนิดน้ํายางขน 0%, 7.5%, 10%, 12.5% และ 0% 7.50% 10.00% 12.50% 15.00% 15% ของน้ําท่ีใชผสมนํ้ายางพารา อยางละ 1 แบบจําลอง รอยละนา้ํ ยางพารา ทําการทดสอบการร่ัวซึมของน้ําในคลองใชสมการของ Horton มีความสัมพันธระหวางอัตราการซึม (f) ที่เวลา t ภาพท่ี 7 อัตราการรั่วซึมของนํ้าในแบบจําลองคลอง ใดๆ กับอัตราการซึมที่เวลาเร่ิมตน (fo) อัตราการซึมท่ี ชลประทานผสมนา้ํ ยางพารา สภาวะสมดุล (fc) คาคงท่ีของการซึม k และเวลา (t) ดัง สมการที่ 1 กระบวนการถา ยทอดเทคโนโลยี 1. การอบรมความรภู าคทฤษฏีใหก บั ผเู ขารวมการ อตั ราการซมึ f = fc + (fo – fc)e-kt (1) โดยทําการวัดการร่วั ซึมของนํ้าในแบบจาํ ลองจํานวน 3 ถา ยทอดเทคโนโลยี (พรี วฒั น, 2559) ครง้ั ในแตละแบบจําลอง และหาคา เฉลี่ยการรวั่ ซมึ ของแตละ บ ร ร ย า ย ภ า ค ท ฤ ษ ฏี ใ ห กั บ ผู เ ข า ร ว ม ก า ร ถ า ย ท อ ด แบบจําลอง พบวาปริมาณนํ้ายางมากกวา 12.5% จะทําให อัตราการรั่วซึมสูงกวาแบบจําลองคลองมาตรฐานที่ไมได เ ท ค โ น โ ล ยี เ กี่ ย ว กั บ ร ะ บ บ ส ง นํ้ า ช ล ป ร ะ ท า น แ ล ะ ก า ร ผสมนํ้ายาง ดังน้ันปริมาณนํ้ายางที่เหมาะสมในการผสม บาํ รุงรกั ษาคลองชลประทาน (กอบเกยี รต,ิ 2542) (ภาพที่ 8) คอนกรีตสําหรับใชสรางแบบจําลองคลองชลประทานจะอยู ประกอบดว ยหัวขอยอยดังตอไปน้ี  ความรูทว่ั ไปของระบบสงนา้ํ ชลประทาน o ความรูเบื้องตน เกย่ี วกบั โครงการชลประทาน o ลักษณะทัว่ ไปของระบบชลประทาน o คลองสงนาํ้ ชลประทาน  การบาํ รงุ รกั ษาคลองสง นํา้ ชลประทาน o งานขุดลอกตะกอนดินในคลองสง นา้ํ o งานซอ มแซมคอนกรตี ดาดคลอง o งานบาํ รงุ รกั ษาหวั งานและคลองสง นา้ํ o งานกําจัดวัชพชื o งานซอ มแซมอาคารชลประทาน o งานขดุ ลอกคลองระบายนาํ้  การอบรมบรรยายภาคทฤษฏีเกี่ยวกับความรูพ้ืนฐาน เกย่ี วกับน้าํ ยางพาราและองคป ระกอบตา งๆ ในน้าํ ยาง 2. การอบรมความรูภาคปฏิบัติใหกับผูเขารวมการ ถายทอดเทคโนโลยี การอบรมภาคปฏบิ ัติการประยุกตใ ชน ้ํายางพาราในมอร ตา และวัสดุเคลือบผิวคลอง เพ่ือใชเปนวัสดุในการซอมแซม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

439 และบํารุงรักษาระบบคลองชลประทานใหกับผูเขารวมการ ภาพท่ี 10 ผูเขารว มการถา ยทอดเทคโนโลยีทาํ การสนทนา ถายทอดเทคโนโลยี (พีรวัฒน และคณะ, 2562) ไดแก การ กลุม เตรียมวัสดุเคลือบผวิ คลองและการเตรยี มมอรตา ผสมน้าํ ยาง การนาํ ผลการถา ยทอดเทคโนโลยไี ปใชประโยชน ซ่ึงไดสาธิตวิธีการผสมมอรตาและวัสดุเคลือบผิวคลองผสม น้ํายางพารา หลังจากนั้นจะมีการสาธิตวิธีการผสมมอรตา ผูเขารวมการถายทอดเทคโนโลยี จํานวน 100 คน เขา และวัสดุเคลือบผิวคลองผสมนํ้ายางพารา โดยไดแบงกลุม รวมดูการสาธิตผสมวัสดุเคลือบผิวและมอรตาผสมนํ้า ออกเปน 3 กลุม และอธิบายถึงการเตรียมสวนผสมตา งๆ ที่ ยางพาราในพื้นที่แปลงนาสาธิตของเกษตรกร ผูเขารวม ใชในการผสมมอรตาและวัสดุเคลือบผิวใหกับผูเขารวมการ อบรมเขาใจถึงขั้นตอนและวิธีการผสมเปนอยางดี ซ่ึงได ถายทอดเทคโนโลยีในครง้ั นี้ ดังแสดงในภาพที่ 9 บรรยายในภาคทฤษฏีและปฏิบัติใหกับผูเขารวมอบรมแลว สําหรับการนําผลการถายทอดเทคโนโลยีไปใชงานจริง ได 3. การจัดสนทนากลุม (Focus Groups) กําหนดอัตราสวนผสมวัสดุเคลือบผิวคลองดังน้ี กําหนด จัดสนทนากลุมระหวางนักวิจัยและผูเขารวมการ ปูนซีเมนต 1 ถุง(50 กก.) ในการผสมแตละครง้ั และปริมาณ ถายทอดเทคโนโลยี (ภาพที่ 10) เพ่อื ทราบถึงปญ หาดา นการ วัสดุอื่นๆ (เถาแกลบ ทราย น้ํา และนํ้ายาง) ตัวอยางการ พัฒนาแหลงน้ําและการชลประทานในพ้ืนท่ี ผูเขารวมการ ผสมวัสดุเคลือบผิวคลองสําหรับใชงานจริง มีข้ันตอนดังน้ี อบรมไดนําเสนอปญหาเกี่ยวกับระบบการชลประทานและ (ภาพท่ี 9) แหลง น้าํ ในพืน้ ทีข่ องตนเอง ภาพท่ี 8 บรรยายภาคทฤษฏกี ารถายทอดเทคโนโลยี ก.นําปูนซเี มนตจาํ นวน 1 ถุง 50 กิโลกรัมและเถาแกลบ ละเอียด จํานวน 2.5 กิโลกรัม ใหเขากันโดยผสมในถังขนาด ใหญ ข. เตรียมนํ้ายางพารา 7.5 กิโลกรัม และนํ้า 17 กโิ ลกรมั ผสมนํ้าและน้ํายางเขาดวยกันกอนท่ีจะนําไปผสมปูนซีเมนต และเถา แกลบ ค.ใชจอบผสมปูนซีเมนตท่ีผสมเถาแกลบ เทนํ้าและนํ้า ยางลงในหลมุ ปูนซเี มนตผ สมเถา แกลบใหดูดซมึ นํ้าและนํา้ ยาง เปนเวลา 2 นาที ง. ใชจอบคลุกเคลาใหเน้ือวัสดุเคลือบผิวเขากันดวยดี และนําวัสดเุ คลอื บผวิ คลองไปฉาบตามผนังคลองชลประทาน ภาพที่ 9 สาธติ วิธกี ารเตรยี มสวนผสมตางๆ ของมอรต า และวัสดเุ คลอื บผิวคลองผสมนาํ้ ยางพารา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

440 และมอรตาผสมน้ํายางพาราเคลอื บติดผนังคลองสงนํ้าเกา ได ดียงิ่ ข้ึน สาํ หรบั การสาธิตในครั้งน้ไี ดท าํ การสาธิตซอมแซมคลอง มีความยาวประมาณ 650 เมตร ในพื้นท่แี ปลงนา องคการ บริหารสวนตําบลกุดตุม และองคการบริหารสวนตําบลโนน สําราญ อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ และภาพที่ 12 แสดง การเปรียบเทียบคลองสงน้ําคอนกรีตกอนและหลังซอมแซม ดวยวัสดุเคลือบผิวและมอรตาผสมน้ํายางพารา จะเห็นไดวา กอนการซอมแซมจะมีวัชพืชตางๆ ปกคลุม เนื่องจากอยู ในชวงหลังฤดูการเก็บขาวของเกษตรกร และคลองสงนํ้าที่ ไดรับการซอมแซมในคร้งั น้ีจะสามารถลดการร่ัวซมึ ของน้าํ ได ซึ่งเกษตรกรท่ีเขารวมการถายทอดเทคโนโลยีจะนําความรูที่ ไดจ ากการถายทอดไปซอมแซมคลองในพนื้ ที่ไรนาของตนเอง กอนท่จี ะถงึ ฤดกู ารเพาะปลกู กอนซอ มแซมคสู ง นํา้ หลังซอมแซมคสู งน้ํา ภาพที่ 12 เปรียบเทียบกอนและหลังซอมแซมคูสงน้ํา ชลประทาน ภาพที่ 11 สาธติ การซอ มแซมคลองชลประทานใหก ับ สรปุ ผลการถา ยทอดเทคโนโลยีและขอเสนอแนะ ผูเขา รว มการถายทอดเทคโนโลยี 1. สรปุ ผลการถา ยทอดเทคโนโลยี ผูเขารวมการฝกอบรมการถายทอดเทคโนโลยีในคร้ังน้ี หลังจากท่ีไดผสมวัสดุเคลือบผิวหรือมอรตาเสร็จ เรียบรอ ยแลว ทําการซอมแซมผนังและทอ งคสู ง นํ้าดว ยวัสดุ ประกอบไปดวย กลุมเกษตรกร ผูนําชุมชน และเจาหนาที่ เคลอื บผวิ คลองและมอรต าผสมนา้ํ ยาง ดังแสดงในภาพที่ 11 องคกรปกครองสวนทองถ่ิน โดยผูเขารวมการถายทอด การใชวัสดุเคลือบผิวคลองจะใชลูกกล้ิงทาสีชุบวัสดุเคลือบ เทคโนโลยีสวนใหญเปนเกษตรกรซงึ่ มีอาชีพในการทํานาเปน ผิวและใชทาหรือฉาบตามผนังคลอง และมอรตาผสมน้ํา หลัก ในพ้ืนท่ีโครงการถายทอดเทคโนโลยี และพ้ืนท่ีดังกลาว ยางพาราจะใชเกรียงสําหรับฉาบตามรอยแตกราวตามผนัง ไดประสบปญหาการขาดแคลนน้ําเพ่ือการเพาะปลูกเปน และทองคูหรือคลองสงน้ํา ประจาํ ทุกป จากการลงสาํ รวจพื้นทโ่ี ครงการท่ีใชในการสาธิต ซอมแซมคลองภาคสนาม พบวาคูและคลองสงน้ําสวนใหญมี อยางไรก็ตามกอนท่ีจะทําการเคลือบผวิ หรือฉาบผนังคู ปญหาการแตกราวตามผนังคูและคลองสงน้ําซึ่งจะทําใหมี จะตองมีการพรมนํ้าตามผนังคลองเพื่อใหเกิดความชื้นตาม การร่ัวซึมของน้ําในคูและคลองสงน้ํา ดังนั้นการถายทอด ผนังคูหรือรอยแตกราวกอน ซ่ึงจะทําใหเน้ือวัสดุเคลือบผิว เทคโนโลยีประยุกตใชน้ํายางพาราในการบํารุงรักษาระบบ ชลประทาน จะเปนประโยชนอยางย่ิงกับผูเขารวมการอบรม และการถายทอดเทคโนโลยี โดยจะนําความรูท่ีไดจากการ ถายทอดเทคโนโลยใี นคร้ังนี้ ไปใชซอ มแซมคูและคลองสงนํ้า ที่มีปญหาการแตกราวในพื้นท่ีไรนาของตนเองเพื่อปองกัน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

441 การรวั่ ซึมของนา้ํ และเปนการบํารุงรักษาคูและคลองสงนาํ้ ให พรี วฒั น ปลาเงนิ , 2549, รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ มีอายกุ ารใชงานท่นี านข้นึ “การศึกษาการรัว่ ซึมของนา้ํ ในแบบจําลองคลอง กติ ตกิ รรมประกาศ ชลประทานผสมนาํ้ ยางพารา” โครงการวจิ ยั แหงชาติ : ยางพารา, สาํ นกั งานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ยั (สกว.) โครงการ “การถายทอดเทคโนโลยีประยุกตใชนํ้า ยางพาราในงานบํารุงรักษาระบบชลประทาน ระยะท่ี 2 พีรวัฒน ปลาเงิน และชวน จันทวาลย, 2562, รายงาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : พ้ืนที่โครงการชลประทาน กิจกรรมสง เสรมิ และสนบั สนนุ การวจิ ยั “การถา ยทอด จังหวัดชัยภูมิ” ไดรับการสนับสนุนทุนอุดหนุนกิจกรรม เทคโนโลยีประยุกตใ ชน ้ํายางพาราในงานบาํ รงุ รักษา สงเสริมและสนับสนุนการวิจัย ประจําป 2561 จากกอง ระบบชลประทาน ระยะที่ 2 ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื : ประเมินผลและจัดการความรูการวิจัย สํานักงาน พนื้ ทีโ่ ครงการชลประทานจงั หวดั ชัยภมู ”ิ สํานักงาน คณะกรรมการวจิ ยั แหง ชาติ (วช.) คณะกรรมการวจิ ยั แหง ชาติ (วช.) บรรณานกุ รม พีรวฒั น ปลาเงนิ , 2558, รายงานวจิ ัยฉบับสมบรู ณ “การ พีรวฒั น ปลาเงิน, 2559, คูมือการประยกุ ตใ ชนํา้ ยางพาราใน งานบาํ รุงรักษาระบบชลประทาน, สํานักงาน พฒั นาวัสดุเคลอื บผวิ คลองผสมนา้ํ ยางพาราสําหรับใช คณะกรรมการวจิ ยั แหงชาติ (วช.) กรงุ เทพฯ บํารุงรักษาคลองชลประทาน” สํานกั งานคณะกรรม วจิ ยั แหงชาติ (วช.) และสาํ นกั งานกองทนุ สนับสนนุ การ กอบเกยี รติ ผอ งพฒุ ,ิ 2542, การบํารงุ รักษาและปฏบิ ตั กิ าร วิจัย (สกว.) ชลประทาน. สาํ นักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. กรงุ เทพฯ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

442 การคดั เลอื กใบพืชในสวนพฤกษศาสตรเฉลมิ พระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค ศูนยการศกึ ษายานมทั รี ทีเ่ หมาะสมตอ การผลิตสบใู บบาง SELECTION OF APPROPRIATE PLANT LEAVES IN CHALEMPHRAKIAT 80 PANSA BOTANIC GARDEN NAKHON SAWAN RAJABHAT UNIVERSITY YANMATSI CENTER FOR THIN LEAF SOAP PRODUCTION ศิรวิ ฒั ณา ลาภหลาย1, ปรยี า รอดเหวา 2, วิไลลักษณ โคมพันธุ1 และ วราภรณ ฉยุ ฉาย1* Siriwatthana Larblai1, Priya Rodwao2, Wilailak Komphan1 and Waraporn Chouychai1* 1สาขาวิชาชวี วทิ ยาฯ คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค อ.เมือง จ.นครสวรรค 2นักศกึ ษาหลักสูตรวทิ ยาศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครสวรรค อ.เมอื ง จ.นครสวรรค 1Biology programe Faculry of Science and Technology, Nakhonsawan Rajabhat University, Nakhonsawan Province 2Bechelor of Science (Biology) Faculry of Science and Technology, Nakhonsawan Rajabhat University, Nakhonsawan Province บทคัดยอ งานวิจัยนี้ไดศึกษาเพ่ือคัดเลือกชนิดของใบพืชในสวนพฤกษศาสตรเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครสวรรค ยานมัทรี ท่ีเหมาะสมตอการนํามาประยุกตในการทําสบูใบบาง เลือกใบพืช 9 ชนิด ที่มีขนาดตามที่กําหนดคือ ประมาณฝา มือ ไดแ ก กาํ แพงเจด็ ชน้ั สารภี ขนนุ นอ ยหนา มะนาว ตะโกสวน พะยอม ราชพฤกษ หมอน เม่ือนํามาสกัดเสนใย ของใบพืชดวยการตมกับสบูกรด พบวา ใบนอยหนา ใบขนุน และใบมะนาว ไดเสนใยเหมาะสมท่ีจะนําไปเคลอื บดวยสบู โดย ใบขนุนเปนใบที่มีน้ําหนักและความหนาของสบูหลังเคลือบมากท่ีสุด รองลงมาคือใบมะนาว และใบนอยหนา การตรวจสอบ ฤทธ์ิทางชีวภาพของเบสสบูท่ีใชเคลือบใบพืชดวยวิธี Agar disk diffusion พบวา เบสสบูความเขมขน 100% และ 50% สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียทดสอบท้ัง 4 สายพันธุ คือ Escherichia coli TISTR 527, Staphylococcus aureus TISTR 1840 , Pseudomonas aeruginosa TISTR 357 และ Enterococcus hirae TISTR 930 และจากการทดสอบทาง กายภาพของสบูใบบางทั้ง 3 ชนิด พบวา มลี กั ษณะทางกายภาพท่ผี านเกณฑมาตรฐานทัว่ ไปของสบู Abstract This research was done for selection plant leaves in Chalemphrakiat 80 Pansa Botanic Garden Nakhon Sawan Rajabhat University Yanmatsi Center which appropriate to produce thin leaf soap. Nine plant leaves, that their sizes were close to hand, were selected, that were Artocarpus heterophyllus Lam., Annona squamosa L., Citrus x aurantifolia (Christm.) Swingle, Salacia chinensis L., Diospyros malabarica (Desr.) Kostel., Morus alba L., Mammea siamensis (Miq.) T. Anderson, Shorea roxburghii G.Don and Cassia fistula L. After boiled with acid soap, only leaves of A. heterophyllus, A. squamosa and C. x aurantifolia get the fiber that appropriate to coat with soap base. Leaves of A. heterophyllus was the highest weight and thickness leaf soap, followed by C. x aurantifolia and A. squamosa, respectively. The anti-bacterial activity of soap base to 4 bacterial strain, Escherichia coli TISTR 527, Staphylococcus aureus TISTR 1840, Pseudomonas aeruginosa TISTR 357 and Enterococcus hirae TISTR 930 by Agar disk diffusion method found that 50 – 100% soap base solution could inhibit all bacterial growth. The physical property of 3 thin leaf soap was met the standard of soap product. คาํ สาํ คญั : ใบพืช สวนพฤกษศาสตร สบูใบบาง Keywords: Plant leaf, Botanic garden, Thin leaf soap *ติดตอ นกั วิจัย: วราภรณ ฉยุ ฉาย (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Waraporn Chouychai (E-mail [email protected]) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

443 บทนํา heterophyllus Lam.) 2 ) ใ บ น อ ย ห น า ( Annona สวนพฤกษศาสตรเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ณ squamosa L.) 3) ใบ ม ะ น า ว ( Citrus x aurantifolia (Christm.) Swingle 4) ใ บ กํ า แ พ ง เ จ็ ด ชั้ น ( Salacia มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค พื้นท่ียานมัทรี โดยมีพ้ืนท่ี chinensis L.) 5) ใบตะโกสวน (Diospyros malabarica ประมาณ 50 ไร ใชเพื่อผลิต พัฒนาพืชพรรณตางๆ และใช (Desr.) Kostel.) 6) ใบหมอน (Morus alba L.) 7) ใบสารภี เปนส่ือการเรียนการสอน โดยพื้นท่ีปาดั้งเดิมเปนปาเบญจ (Mammea siamensis (Miq.) T. Anderson) 8) ใบพะยอม พรรณ มีเนินเขาขนาดเล็ก มีช่ือเรียกวา เขานอย ปจจุบัน (Shorea roxburghii G.Don) และ 9) ใบราชพฤกษ (Cassia สวนพฤกษศาสตรเฉลมิ พระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัย fistula L.) ช่ังนํ้าหนักและวัดความหนาของใบพืชแตละใบ ราชภัฏนครสวรรค แบงออกเปน 9 สวน ไดแก 1) ไมผลกิน ลางใบพชื ดว ยนา้ํ สะอาด ตม สบกู รดจนละลาย ใสใ บไมท่ีลา ง ได เชน ตะลิงปลิง, มะขามปอ ม, มะดัน, มะมวงหิมพานต 2) สะอาดแลวลงไปตม ในอัตราสวนของสบูก รด 2 กอน ตอ นาํ้ ไมดอกกล่ินหอม เชน บุนนาค, พิกุล, สารภี, กฤษณา, 1200 มิลลิลิตร เปนเวลา 3 ช่ัวโมง โดยตมใบพืชแตละชนิด กาํ แพงเจด็ ชน้ั , ตว้ิ สม 3) สวนปรง เชน ปรงปา , ปรงเมก็ ซิกนั แยกกัน สมุ ใบออกมาตรวจสอบลักษณะของใบทุกๆ 20 นาที 4) ปาลม เชน เตาราง, ตาลก่ิง, ตาลฟา 5) สวนไผ 6) สวน ใบไมที่สุมออกมานั้น นํามาลางน้ําเปลาและขัดดวยแปรงสี มะเฟอง 7) สวนมะมวง 8) พื้นที่เขานอย ซึ่งเปนพื้นท่ีปา ฟนจนเห็นเสนใยชัดเจน ประเมินลักษณะของเสนใยและให ดั้งเดิม และ 9) สวนหมอน พืชท้ัง 9 สวน ที่พบในสวน คะแนน เสนใยท่ีมีคุณภาพนํามาแชตอในสารละลายน้ํายา พฤกษศาสตรฯ น้ันหลายชนิดเปนพืชสมุนไพรในตํารับยา ฟอกผาขาว อัตราสวน 1 ตอ 4 แชไวจนใบมีเสนใยสีขาว โบราณและตามภูมิปญญาของหมอยาพื้นบานในจังหวัด และนําไปผึ่งลมใหแหง ชั่งนํ้าหนักและวัดความหนาของเสน นครสวรรคทีน่ ํามาใชใ นการปรงุ ยาชนดิ ตางๆ ใย กอนจะนําผลิตสบใู บบางตอ ไป 2. การเตรยี มสบูและการเคลือบใบพืชสมุนไพรดวยสบู งานวิจัยน้ีเปนงานสนองพระราชดําริโครงการอนุรักษ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ โดยในการ นําเบสสบูใสท่ีมีจําหนายทางการคา มาตมเบสสบูใส ดําเนินงานของสวนพฤกษศาสตร นอกจากการปลูกรักษา นํ้าหนัก 500 กรัมดวยไฟออน จากนั้นนําเสนใยใบไมที่ผึ่ง และการเก็บรักษาพรรณไมเพื่อการศึกษาแลว ยังมีการ แหงแลว นํามาจุมสบู 3 คร้ัง เพ่ือใหเสนใยของใบไมเกาะกบั พัฒนาผลิตภัณฑจากพืชในสวนพฤกษศาสตรตามกรอบการ เบสสบูใส ชั่งนํ้าหนักและวัดความหนาหลังการเคลือบดวย ใชประโยชนดวย ทั้งนี้ ใบไมของพืชแตละชนิดเปนสวนท่ี สบู เหลือทิ้งมาก ท้ังจากการตัดแตงก่ิง และการหลุดรวงของใบ 3. การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของเบสสบูในการยับย้ังเชื้อ ตามอายุของใบ การนําใบพืชไปทําเปนของชํารวยมีได แบคทีเรียดว ยวธิ ี Agar disk diffusion หลากหลาย โดยเฉพาะของชํารวยจากเยื่อใบของยางพารา (พรชัย, 2559) จึงมีความคิดท่ีจะนําเย่ือใบของพืชในสวน นําเบสสบูท่ีมีจําหนายทางการคา มาทดสอบฤทธิ์ตาน พฤกษศาสตรไปพัฒนาเปนสบูใบบาง เพื่อเปนของที่ระลึก เช้ือแบคทีเรีย ดวยวิธี Agar disk diffusion โดยทดสอบกับ และเปนสบูขนาดเล็กสําหรับการพกพาดวย แตเนื่องจาก เชื้อแบคทีเรียทั้ง 4 สายพันธุจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร ลักษณะของเนอื้ ใบของพชื แตละชนิดมีความแตกตา งกัน การ และเทคโนโลยีแหงประเทศไทย (วว.) คือ Escherichia coli คัดเลือกชนิดของใบพืชท่ีเหมาะสมทั้งในดานคุณภาพของ TISTR 527, Staphylococcus aureus TISTR 1840 , เสนใยใบ คุณภาพของสบู และตนทุนในการผลิตจึงมีความ Pseudomonas aeruginosa TISTR 357 แ ล ะ จําเปน ในการทดลองนี้ จึงไดคัดเลือกใบพืชจากสวน Enterococcus hirae TISTR 930 เตรียมเบสสบูใหอยูใน พฤกษศาสตรฯ จํานวน 9 ชนิด มาผลิตเปนสบูใบบาง เพ่ือ แผนกระดาษกรอง (paper disc) วางลงบนผิวหนาอาหารท่ี หาชนดิ ของใบพชื ทีเ่ หมาะสมในการผลิตสบใู บบางเชิงการคา มีเชอ้ื ทดสอบ บม ทีอ่ ณุ หภมู ิ 37 องศาเซลเซียส เปนเวลา 18- ตอ ไป 24 ช่ัวโมง จากนั้นอานผลโดยวัดขนาดเสนผานศูนยกลาง วธิ ีการดําเนนิ การวิจัย ของวงใส ในงานวจิ ัยน้ใี ชนาํ้ กลัน่ ปราศจากเชื้อเปน ตัวควบคุม 1. การเตรียมและการสกดั เสน ใยของใบพชื สมุนไพร ผลลบและใชโทบรามยั ซินเปนตวั ควบคุมผลบวก 4. การศึกษาสมบัตทิ างกายภาพของสบตู ามเกณฑม าตรฐาน เก็บตัวอยางใบพืชสมุนไพรจากสวนพฤกษศาสตรเฉลิม มอก.29-2545 (สํานักงานมาตรฐานผลติ ภณั ฑอุตสาหกรรม, พระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค 2545) ไดแก คุณสมบัติท่ัวไป การทดสอบความเปน กรด – พื้นที่ยานมัทรี โดยคัดเลือกเฉพาะใบพืชท่ีมีขนาดของใบ เบส การทดสอบปริมาตรและความคงทนของฟอง และการ ประมาณฝามือ จํานวน 9 ชนดิ คอื 1) ใบขนนุ (Artocarpus ทดสอบความเปนเมือกท่ีผวิ ช้ันนอก การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

444 ผลการทดลอง ใบพืชที่สามารถขัดจนไดเยื่อใบที่สมบูรณท ั้ง 3 ชนิดน้ัน 1. การเตรยี มและการสกัดเสน ใยของใบพชื สมุนไพร มีความหนาและน้ําหนักสดเฉล่ียกอนตมเปน 0.2 – 0.3 มิลลิเมตร และ 0.6 – 1.7 กรัมตามลําดับ เม่ือตมและขัดให หลังจากนาํ ใบพชื สมนุ ไพรท้ัง 9 ชนดิ มาสกดั เสน ใยของ เหลือแตเยื่อใบแลว พบวามีความหนาและนํ้าหนักสดเฉลี่ย ใบ พบวา ใบของพชื 3 ชนิด ท่เี สนใยมีความแขง็ แรง สวยงาม เปน 0.1 มิลลิเมตร และ 0.1 – 0.2 กรัม เม่ือนําเสนใยมา และใชเวลานอยเรียงตามลําดับ คือ ใบนอยหนา (40 นาที) เคลือบสบู พบวา เสนใยที่เคลือบสบูมคี วามหนาและนํา้ หนัก ใบขนุน (60 นาที) และใบมะนาว (120 นาที) ดังแสดงใน มากท่ีสุดคือ ขนุน รองลงมาคือ นอยหนาและมะนาว โดย ตารางท่ี 1 สวนใบพืชอีก 6 ชนิด ไดแก ใบสารภี ใบพะยอม ขนนุ มีความหนาเทา กับ 0.4±0.1 มิลลิเมตร หนัก 2.8 ± 0.2 ใบราชพฤกษ ใบตะโกสวน ใบหมอน และใบกําแพงเจ็ดชั้น กรัม สวนใบนอยหนามีความหนาเทากับ 0.3 ± 0.1 เม่อื สกดั เสน ใยแลว สภาพของเสน ใยไมเ หมาะสมตอการนาํ ไป มิลลิเมตร และหนัก 1.5 ± 0.4 กรมั ดังแสดงในตารางที่ 3 ทาํ สบใู บบาง ดังตารางที่ 1 และ 2 2. การเตรียมสบแู ละการเคลือบใบพืชสมุนไพรดวยสบู ตารางท่ี 1 ลักษณะของเสนใยท่ีไดจากการสกดั เสนใยดว ยสบกู รดระหวางเวลา 20 – 180 นาที ผล เวลาในการสกดั เสนใยของใบ (นาท)ี ชนิด 20 40 60 80 100 120 140 160 180 มะนาว +++ + + ++ ++ ++ ++ ขนุน + + ++ ++ ++ ++ ++ ++ ++ นอยหนา + ++ ++ ++ ++ ++ ++ ++ ++ หมอน +++ +++ +++ +++ +++ +++ +++ +++ +++ สารภี --- - - --- - กําแพงเจ็ดชนั้ - - - - - --- - ตะโกสวน - - - - - --+ + พะยอม --- - - --- - ราชพฤกษ - - - + + + + + + หมายเหตุ : + =สามารถขัดได แตขดั ออกไมหมด ++ = สามารถขัดไดเปน เสนใยสมบูรณ +++ =สามารถขดั ได แตเสน ใยขาด ตารางที่ 2 เปรยี บเทียบลักษณะของใบกอ นและหลงั การตม กบั สบูกรด และหลงั จากเคลอื บดว ยเบสสบูใส ชนิด กอ นตม หลงั ตม เคลือบสบู มะนาว ขนุน การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

ชนิด กอนตม 445 เคลอื บสบู นอยหนา ไมไดเ คลือบ หลังตม ไมไดเ คลอื บ ไมไ ดเ คลอื บ หมอ น สารภี กําแพงเจด็ ชั้ น การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

ชนิด กอ นตม 446 เคลอื บสบู ตะโกสวน ไมไ ดเคลือบ หลังตม ไมไดเคลือบ ไมไดเคลอื บ พะยอม ราชพฤกษ 3. การทดสอบฤทธ์ิทางชีวภาพของเบสสบทู ่ีใชเคลอื บในการ ทดสอบท้งั 4 สายพนั ธุ คือ E. coli TISTR 527, S. aureus ยับย้งั เชอื้ แบคทเี รยี ดว ยวิธี Agar disk diffusion TISTR 1840, P. aeruginosa TISTR 357 และ E. hirae TISTR 930 แตอ ยา งไรกต็ าม เบสสบูท้ัง 2 ความเขมขน มี จากการทดสอบฤทธ์ิทางชีวภาพของเบสสบใู นการ ฤทธ์ทิ างชีวภาพไมแ ตกตา งกัน ดงั ตารางท่ี 4 ยับย้งั เชือ้ แบคทีเรยี ดวยวิธี Agar disk diffusion พบวา เบส สบูมฤี ทธทิ์ างชีวภาพในการยบั ยง้ั การเจรญิ ของแบคทีเรีย ตารางท่ี 3 ความหนาและนาํ้ หนกั ของใบพืช ชนดิ ของพชื ความหนาของใบพืช (มลิ ลิเมตร) นํ้าหนกั (กรมั ) กอ นตม เยอื่ ใบ หลงั เคลอื บ กอ นตม เยอ่ื ใบ หลังเคลอื บ นอยหนา 0.2 ± 0.05 0.1 ± 0.02 0.3 ± 0.1 0.6 ± 0.1 1.5 ± 0.4 ขนนุ 0.2 ± 0.4 0.1 ± 0.03 0.4 ± 0.1 1.7 ± 0.2 0.1 ± 0.02 2.8 ± 0.2 มะนาว 0.3 ± 0.03 0.1 ± 0.01 0.4 ± 0.1 1.4 ± 0.3 0.2 ± 0.04 2.4 ± 0.4 0.1 ± 0.03 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

447 ตารางที่ 4 ฤทธ์กิ ารยบั ยง้ั เชือ้ แบคทเี รียทดสอบของเบสสบูท ่ีใชเคลอื บเสนใยใบพืชที่ขัดแลว ขนาดเสนผานศนู ยกลางเฉลี่ยของวงใส (มิลลิเมตร) สารทดสอบ Escherichia coli Staphylococcus Pseudomonas Enterococcus TISTR 527 aureus TISTR 1840 aeruginosa TISTR 357 hirae TISTR 930 เบสสบู 100% 9.8 ± 0.35 8.2 ± 0.49 11.0 ± 0.00 เบสสบู 50% 8.0 ± 3.46 7.4 ± 1.04 10.8 ± 0.14 10.2 ± 0.35 โทบรามัยซิน 15.0 ± 0.71 11.0 ± 0.50 18.0 ± 0.00 10.00 ± 0.71 นา้ํ กล่นั ปราศจากเช้อื ไมเกดิ ไมเกดิ ไมเ กดิ 14.00 ± 0.51 ไมเกดิ ตารางท่ี 5 สมบตั ิทางกายภาพของสบใู บบางตามเกณฑมาตรฐาน มอก. 29-2545 ผลการทดสอบ การทดสอบ สบใู บบางนอ ยหนา สบใู บบางขนนุ สบใู บบางมะนาว เกณฑท ก่ี าํ หนด ไมม สี ง่ิ แปลกปลอม ลกั ษณะทวั่ ไป ไมมสี ิงแปลกปลอม ไมม สี งิ แปลกปลอม ไมมสี ิงแปลกปลอม ความเปนกรด – เบส pH 8 - 10 (pH) 8.3 8.4 8.4 มีปริมาตรมากพอ ปริมาตรของฟอง 14.1 13 16 ไมเกดิ เมือก หรอื (มลิ ลลิ ติ ร) เกดิ เมือกนอ ยทสี่ ดุ ความเปนเมอื ก เปน เมือกเล็กนอย เปน เมือกเลก็ นอ ย เปน เมือกเลก็ นอย 4. การศึกษาสมบัติทางกายภาพของสบูใบบางตามเกณฑ พิจารณาจากความหนาและน้ําหนักของใบสดได เชน ใบ มาตรฐาน มอก. 29-2545 สารภีซึ่งหนา 0.3 มิลลิเมตร และหนัก 1.2 กรัมซ่ึงใกลเคียง ใบขนุนสด ไมสามารถขัดใหเปนเยื่อใบได เชนเดียวกับใบ การศึกษาสมบัติทางกายภาพของสบูใบบางตามเกณฑ หมอนและใบพะยอมที่มีความหนาและน้ําหนักใกลเคียงกับ มาตรฐาน มอก. 29-2545 พบวา ลักษณะโดยทั่วไปของสบู ใบนอยหนาก็ไมส ามารถขัดใหเ ปน เยื่อใบไดเชนกัน อยางไรก็ ใบบางมะนาวมีลักษณะเปนใบบาง สีใสขุน พบฟองอากาศ ตาม น้ําหนักของสบูหลังการเคลือบมีแนวโนมสัมพันธกับ ภายในสบูเล็กนอย และมีจุดสีเขียวเล็กนอย สวนสบูใบบาง นํ้าหนกั ของเยือ่ ใบ โดยใบขนุนท่ีมีนา้ํ หนักเย่อื ใบมากทส่ี ุด จะ ขนุนมีลักษณะเปนใบบางสีเหลืองใส พบฟองอากาศภายใน เคลือบสบจู นไดน ํา้ หนกั สบูใ บบางมากทส่ี ุดดว ย สบูเล็กนอย และสบูใบบางนอยหนามีลักษณะเปนใบบางสี ขาวใส ไมพบฟองอากาศภายในสบู พบจุดสีนํ้าตาลเล็กนอย เมื่อนํามาทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของเบสสบูในการ ภายในสบู คาความเปนกรดเบส ของสบูท้ัง 3 ชนิด อยู ยับย้ังเช้ือแบคทีเรยี ดว ยวิธี Agar disk diffusion พบวา เบส ในชวง pH 8-10 ในสวนปริมาตรของฟองพบวาสบูทั้ง 3 สบูมีฤทธ์ิทางชีวภาพในการยับย้ังการเจริญของแบคทีเรีย ชนิดมีปริมาตรฟอง 16, 14.1 และ 13 มิลลิลิตร ตามลําดับ ทดสอบท้ัง 4 สายพันธุคือ E. coli TISTR 527, S. aureus ในสวนของการทดสอบความเปนเมือกพบวา สบูท้ัง 3 ชนิด TISTR 1840, P. aeruginosa TISTR 357 แ ล ะ E. hirae มีความเปนเมอื กเล็กนอย ดังตารางที่ 5 TISTR 930 ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของสมุ นตทิพย (2556) อภิปรายผลการวิจยั พบวา สบูใสกลีเซอรีนทุกสูตรมีฤทธิ์ในการยับย้ังการเจริญ ของแบคทีเรยี ทดสอบแตละสายพันธไุ ดแตกตา งกัน ซ่ึงสบใู ส ใบพชื จากสวนพฤกษศาสตรฯ ท่ีมีความเหมาะสมในการ กลีเซอรีนทุกสูตรใชเบสสบูใสเหมือนกัน และเปนสูตรท่ีนิยม นํามาผลิตเปนสบูใบบางท้ัง 3 ชนิดคือ ใบขนุน ใบมะนาว ใชในผลิตภัณฑสบูสมุนไพรในหลายพื้นท่ี เชน สบูตาลโตนด และใบนอยหนา เปนพืชใบเล้ียงคูท้ังส้ิน ซึ่งมีการเรียงของ (จารุวรรณ และไพฑูรย, 2557) รวมท้ังผลของการศึกษา เสนใบเปน แบบรางแห (Reticulate venation) เสนกลางใบ สมบัติทางกายภาพของสบูใบบางทั้ง 3 ชนิด ตามเกณฑ ใหญ และเสนใบยอยจะแยกแขนงและเชื่อมตอคลายรางแห มาตรฐาน มอก. 29-2545 พบวา เปนไปตามเกณฑมาตรฐาน (ยุพา, 2541) จึงทําใหเมื่อสกัดเสนใยแลวไดใบที่มีเสนใบ มอก.29-2545 กําหนด โดยลักษณะท่ัวไป คือ เปนใบบาง สี สมบูรณ สวยงาม และใบไมขาดออกจากกัน การคาดคะเน ใสขุน พบฟองอากาศภายในสบูเล็กนอย คาความเปนกรด ความเหมาะสมในการนํามาขัดใหเหลือเย่ือใบไมสามารถ เบส อยูในชวง pH 8-10 ปริมาตรของฟองพบวาสบู มี การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

448 ปริมาตรฟอง 16, 14.1 และ 13 มิลลิลิตร และมีความเปน เมือกเล็กนอย สรุป จากการเตรียมและการสกัดเสนใยของใบพืชสมุนไพร การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของเบสสบูในการยับย้ังเชื้อ แบคทีเรียดวยวิธี Agar disk diffusion การเตรียมสบูและ การเคลือบใบพืชสมุนไพรดวยสบู และการศึกษาสมบัติทาง กายภาพของสบูตามเกณฑมาตรฐาน มอก. 29-2545 พบวา ใบขนุน มีความเหมาะสมตอการนํามาทําเปนสบูใบบางมาก ท่ีสุดเมื่อพิจารณาจากนํ้าหนักสบู และระยะเวลาในการตม เพอ่ื ขดั ใหเปนเสน ใย คําขอบคณุ โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ พนั ธกุ รรมพืชอันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ ผวู จิ ยั ขอขอบคณุ มา ณ ท่นี ้ดี ว ย เอกสารอางอิง จารวุ รรณ ชูวงค และ ไพฑรู ย ศริ ริ กั ษ. 2557. การพฒั นา ผลิตภณั ฑส บสู มนุ ไพรจากตาลโตนดของกลุมทองเทีย่ ว เชงิ อนรุ กั ษ อาํ เภอสทิงพระ จังหวดั สงขลา. วารสาร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภูม.ิ 2(2): 165 - 173 พรชยั ปานทุง. 2559. การสรา งสรรคใบยางพาราเพือ่ ใชผลติ ผลิตภณั ฑข องตกแตง และของชํารวย. วารสารวิจยั และ พฒั นา วไลยอลงกรณในพระบรมราชูปถมั ภ. 11 (3): 135-142. ยุภา วรยศ. 2541. สัณฐานวทิ ยาของพืช. สาํ นักพิมพ มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง. กรุงเทพฯ สาํ นักงานมาตรฐานผลติ ภัณฑอตุ สาหกรรม. 2545. สบถู ตู วั . มอก. 29-2545. กรงุ เทพฯ: สํานกั งานมาตรฐาน ผลติ ภณั ฑช มุ ชน. สมุ นตท พิ ย คงตน จนั ทรฟ ก. 2556. การพฒั นาสบูส มนุ ไพร ใสกลีเซอรีนผสมสารสกดั สมนุ ไพรทม่ี ฤี ทธใิ์ นการยับย้ัง เช้อื แบคทีเรียทกี่ อ ใหเกิดโรคบรเิ วณผวิ หนัง. วารสาร วทิ ยาศาสตรเ กษตร. 2(พเิ ศษ): 509 – 512. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

449 การจดั การความรเู พื่อการพัฒนาศกั ยภาพการบรหิ ารการตลาดแบบมสี วนรวม ของกลุมผูผลิตชาเมี่ยง ในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม KNOWLEDGE MANAGEMENT FOR POTENTIAL DEVELOPMENT OF PARTICIPATORY MARKETING MANAGEMENT OF ASSAM PRODUCER GROUP IN PA PAE SUB-DISTRICT, MAE TAENG DISTRICT, CHIANG MAI PROVINCE เกษม กณุ าศรี Kasem Kunasri ภาควิชาเศรษฐศาสตร คณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม จงั หวัดเชยี งใหม 50300 Department of Economics, Faculty of Management Sciences, Chiang Mai Rajabhat University, Chiang Mai 50300 บทคดั ยอ งานวิจยั นีม้ ีวัตถปุ ระสงคเ พื่อ 1) เพอ่ื สนองพระราชดาํ รใิ นโครงการอนรุ ักษพันธุกรรมพชื ทรัพยากรอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (อพ.สธ.) ในงานฐานทรัพยากรทองถ่ิน การใชประโยชนดานการพัฒนาตลาดชาเม่ียงสูการแปรรูปผลิตภัณฑรูปแบบใหม 2) เพ่ือวิเคราะหพฤติกรรมผูบริโภคชาเม่ียง และคุณลักษณะของผลิตภัณฑชาเมี่ยงท่ีตอบสนองความตองการของตลาด 3) เพ่ือ วิเคราะหการยอมรับของผูบริโภคสําหรับผลิตภัณฑชาเม่ียงรูปแบบใหม และ 4) เพ่ือจัดการความรูในการสรางกลยุทธการ บริหารทางการตลาดของผลติ ภัณฑชาเมยี่ งรูปแบบใหม สําหรับการใชประโยชนเชิงพาณชิ ย ของกลุมผูผลิตชาเมย่ี ง ตําบลปา แป อ.แมแตง จ.เชียงใหม โดยกลุมเปาหมาย คือ กลุมผูผลิตชาเมีย่ ง ผูมีสวนเก่ียวของ และผูบริโภคชาในประเทศไทย ซ่ึงการ เลือกกลุมตัวอยางใชวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใชในการวิเคราะห ไดแก การวิเคราะหเน้ือหา การวิเคราะหสวน ประสมทางการตลาด และ SWOT Analysis รวมกับการวิเคราะห TOWS Matrix ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคชาของ ผูบริโภคในประเทศไทย พบวา คุณลักษณะของผลิตภัณฑชาเมี่ยงที่ตอบสนองความตองการของตลาด คือ เครื่องด่ืมเนนใน เรอื่ งของธรรมชาติ และเนน ในเร่ืองการรกั ษาสขุ ภาพ สาํ หรบั การยอมรบั ผลิตภัณฑชาของผบู รโิ ภคในประเทศ พบวา สวนใหญ ผูบรโิ ภคยอมรบั ผลติ ภณั ฑชาของกลุม ผูผลติ ชาเมีย่ งฯ แตไ มยนิ ดจี ายเนอ่ื งจากไมร ูจักและรปู แบบผลิตภัณฑม ลี กั ษณะคลายกับ ผลิตภัณฑท่ัวไปในตลาด ท้ังนี้ โดยภาพรวมกลยุทธท่ีหนวยงานภาครัฐควรดําเนินการเรง ดวนมากท่ีสุด คือ การสงเสริมระบบ ตลาดภายในและตางประเทศและการสรางเครือขายกลุมผูแปรรูป พรอมท้ังเสริมสรางศักยภาพการแปรรูปและเชื่อมโยง เครือขายระหวา งผแู ปรรปู และผูซ้ือ Abstract The objectives of this research include 1) to act in response to the Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) based in the local resource work for the utilization of the development of transforming the Assam tea, Camellia sinensis (L.) Kuntze var. assamica (J.W. Mast.) Kitam., known as Miang or fermented tea market into a new type of product, 2) to analyse the behaviour of the consumers for the Miang or fermented tea and the properties of the Miang tea products that meet the market demand, 3) To analyze the consumer acceptance for the new Miang tea products, and 4) To deal with the knowledge management in creating the marketing administration strategy of the new Miang tea products for commercial use of the Miang tea producer group in Pa Pae subdistrict, Mae Taeng district, Chiang Mai province. The target groups are the Miang tea producer group, people who are involved, and tea consumers in Thailand. Purposive sampling method was chosen to be the sample selection method for this study. This study employs Content Analysis, Marketing Mix analysis, SWOT analysis, along with the TOWS Matrix Analysis. The results of the tea consumption behaviour of consumers in Thailand have shown that the properties of the Miang tea products that meet the market demand are beverages that focus on natural ingredient and health care. For the acceptance of the tea products of domestic consumers, the study found that most consumers accept the tea products of Miang การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

450 tea manufacturers but not willing to pay due to the unknown of the product and its unremarkable essence comparing to the general product in the same market. All in all, the overall strategy that government agencies should apply the most urgently is to promote the domestic and international market systems along with the creation of networks between processors and the buyers. คําสําคัญ: ชา การบริหารการตลาดแบบมสี ว นรว ม กลยทุ ธทางการตลาด Keywords: tea, participatory marketing management, marketing strategy ติดตอนักวิจัย: เกษม กณุ าศรี (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Kasem Kunasri (E-mail: [email protected]) บทนาํ เมี่ยงที่นํามาแปรรูปเปนเมย่ี งนึ่งกับเม่ยี งหมักลดลง 2) ตลาด ชาเมี่ยงถือเปนพืชอนุรักษ ของ อพ.สธ.ที่กําลังจะสูญ การรับซื้อชาเม่ียงถูกจํากัดในวงแคบเน่ืองจากการบริโภค ลดลง ทําใหต ลาดเมีย่ งถกู จํากดั ในชมุ ชนเทา นนั้ 3) ปจจุบันมี หายไปเนื่องมาจากเกษตรกรบนพ้ืนท่ีสูงหันไปปลูกพืชอื่น การทดลองสารตาง ๆ ในชาเม่ียงแตยังขาดการนําผลทาง แทนเพราะความตองการของตลาดในปจจุบันของผลผลิตชา วิทยาศาสตรของชาเมี่ยงตอยอดเปนผลิตภัณฑชาเม่ียง 4) เม่ียงเร่ิมลดลง ซึ่งชาเมี่ยงนั้นมีสายพันธุมาจากชาอัสสัม ผูบริโภคชามีแนวโนมเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากชามีประโยชน (Camellia sinens is var. assamica) (J.W.Mast.) Kitam.) หลายดาน แตยังขาดคุณลักษณะของผลิตภัณฑชาท่ี สําหรับประเทศไทยมีพ้ืนท่ีปลูกชาท้ังสิ้น 118,101 ไร คิด ตอบสนองตอผูบริโภคไดแทจริงในปจจบุ ัน 5) ผูผลิตชาเมย่ี ง เปนพื้นท่ีปลูกชาอัสสัมรอยละ 84.40 และชาจีนรอยละ ไมทราบถึงมลู คาความเต็มใจท่ีจะจา ยในการซอ้ื ผลติ ภัณฑชา 16.60 (สายลม สัมพันธเวชโสภาและคณะ, 2551) พ้ืนที่ เมี่ยง หากมีผลิตภัณฑชาเม่ยี งเกิดข้ึนในตลาด 6) หนวยงาน ภาคเหนือถือเปนพ้ืนท่ีปลูกชาเมี่ยงมากสุด จากการสํารวจ ท่ีเก่ียวของกับการสงเสริมและสนับสนุนการปลูกชาเมี่ยง ยัง พื้นที่ปลูกของสถาบันชามหาวิทยาลัยแมฟาหลวง (2550) ไมมีแผนและกลยุทธการทําตลาดของชาเมยี่ งในปจจบุ ันเพ่อื พบวาในพน้ื ทภ่ี าคเหนอื ไดแ ก เชยี งราย เชยี งใหม นา น แพร สรา งมูลคา เพิม่ ของผลผลิตชาเมีย่ งสูการแปรรูปผลติ ภัณฑชา แมฮองสอน และลําปาง มีพื้นที่รวมประมาณ 41,946 ไร ได เม่ียง ผลผลติ เมี่ยงเฉลย่ี จํานวน 18,622 ตันตอ ป สรา งรายไดเ ฉลยี่ มูลคาถึง 29,360,251 บาทตอป (สถาบันชา มหาวิทยาลัย จ า ก ป ญ ห า ดั ง ก ล า ว จึ ง เ ป น เ ห ตุ ผ ล สํ า คั ญ ข อ ง แมฟาหลวง, 2551) เม่ือพิจารณาพื้นท่ีปลูกชาเม่ียงราย โครงการวิจัย ท่ีมุงเนนแกไขปญหาดานตลาดชาเมี่ยงตั้งแต จังหวัด เชียงใหมมีพ้ืนท่ีปลูกมากท่ีสุด คือ 18,060 ไร ซ่ึง ตนทางคือการปลูกชาเม่ียงจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑชา สวนมากปลูกในพื้นท่ีอําเภอแมแตง เชียงดาว แมริม และ เม่ียงรูปแบบใหมที่ตอบสนองความตองการผูบรโิ ภคปจจบุ ัน ดอยสะเก็ด ดวยการศึกษาพฤติกรรมผูบริโภคชาเมี่ยง และคุณลักษณะ ของผลิตภัณฑชาเม่ียงที่ตอบสนองความตองการของตลาด ตง้ั แตอ ดีตจนถงึ ปจ จุบนั เกษตรกรผปู ลูกชาเม่ียงจะนําใบ รวมท้ังหาความยินดีท่ีจะจายสําหรับผลิตภัณฑชาเมี่ยง ชาเม่ียงจากสวนมาทําการแปรรูปเม่ียงเองโดยใชภูมิปญญา รปู แบบใหม และสรางกลยุทธทางการตลาดของผลติ ภณั ฑชา สมัย จนหาแหลงขายเม่ียง สรางรายไดใหแกครัวเรือน แต เม่ียงรูปแบบใหม และมีการจัดการความรูดานการตลาด ปจจบุ ันการบรโิ ภคเมยี่ งเริ่มลดลง เน่ืองจากกลุมบรโิ ภควัยรนุ สําหรับการใชประโยชนเชิงพาณิชย โดยผลงานวิจัยนี้เปน และวัยกลางคนไมนิยมบริโภคเม่ียงท่ีใชวิธีการน่ึงและการ งานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน หมัก ทําใหแนวโนมการบริโภคเมี่ยงน่ึงเมี่ยงหมักลดลง เนื่องมาจากพระราชดําริฯ ซึ่งจะเปนประโยชนตอชุมชนอ่ืน ขณะท่ีตลาดรับซื้อเมี่ยงนึ่งและการหมักถูกจํากัดในวงแคบ ๆ ท่ีปลูกชาเมี่ยง และการสรางมูลคาเพิ่มของชาเม่ียงสูการ มากข้ึน คือขายในชุมชนและพ้ืนท่ีใกลเคียงเทาน้ัน จึงทําให แปรรูปผลิตภัณฑ ทําใหครัวเรือนเกษตรผูปลูกเมี่ยงมีรายได แหลงขายลดลง โดยขายในราคากําละ 6 บาท หรือ 12 จากเม่ียงมากขึ้น และยังชวยอนุรักษการปลูกชาเม่ียงเพ่ิมข้ึน บาท/กิโลกรัม (สายลม สัมพันธเวชโสภาและคณะ, 2551) เนอ่ื งจากมีตลาดรับซอื้ มากขึ้น ซึ่งมีราคาถูกมาก ทําใหเกษตรกรสวนใหญหันปลูกพืชอ่ืน ๆ ระเบียบวธิ ีวจิ ัย แทนเม่ียง เชน กาแฟ อะโวคาโด และเสาวรส แทนการปลกู เม่ยี ง อยางไรก็ตามจากท่ีกลาวมาขา งตน หากสรปุ ปญ หาดาน การวิจัยน้ีไดรวบรวมขอมูลโดยใชแบบสัมภาษณแบบมี ตลาดชาเม่ยี งและการพัฒนาผลติ ภัณฑจากชาเม่ียง สามารถ โครงสราง โดยขอบเขตพื้นที่วิจัยในตําบลปาแป อําเภอแม สรุปรายประเด็นดงั นี้ 1) ปญหาการบรโิ ภคในปจจุบันของชา การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

451 แตง จังหวัดเชียงใหม โดยกลุมตัวอยางในการศึกษา การตลาด จะใชการสัมภาษณโดยแบบมีโครงสราง พฤติกรรมการบริโภคชาเมี่ยงและการทดสอบการยอมรับ สถานการณตลาดชาเมี่ยงในปจจุบัน ความเปนไปไดทาง สําหรับผลิตภัณฑชาเมี่ยงรูปแบบใหม คือ ผูบริโภคชาเม่ียง การตลาดผลิตภัณฑชาเม่ียงรูปแบบใหม และคุณลักษณะชา จํานวน 400 คน จากการคัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุม เม่ียงทต่ี ลาดตอ งการจะใชก ารสัมภาษณโดยแบบมีโครงสรา ง ตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) สําหรับการ วเิ คราะหค วามตองการของตลาด กลมุ ตวั อยาง คอื ผทู ่ีมสี วน ขั้นตอนท่ี 2 ทดสอบการยอมรับของผูบริโภค โดยแจก เกี่ยวของกับผลผลิตชาเม่ียงสูการแปรรูปผลิตภัณฑชาเม่ียง แบบสอบถามรวมกับการทดสอบชิมผลิตภัณฑชาเมี่ยง จํานวน 50 คน เชน รานขายของฝาก ไฮเปอรมารเกต รูปแบบใหม พิจารณาขอมูลทางดานประสาทสัมผัส ซึ่งทํา ซุปเปอรมารเกต รานกรีนช็อป ผูผลิต ผูคาสง ผูคาปลีก การทดสอบทางประสาทสัมผัสโดยวิธี Hedonic scale (9 ผบู รโิ ภคในหวงโซค ณุ คา และหนวยงานทง้ั ภาครัฐและเอกชน คะแนน) ใหอัตราความชอบเปน 9 คะแนน โดยที่ 1 คือไม ที่เกี่ยวของ ใชวิธีการเลือกตัวอยางแบบลูกโซ (Snowball ชอบมากที่สุด 5 คือเฉยๆ และ 9 คือชอบมากที่สุด Sampling) และการจัดการความรูในการสรางกลยุทธทาง (Meilgaard et. al., 1999) ประเมินในดานลักษณะปรากฏ การตลาดของผลิตภัณฑชาเมี่ยงรูปแบบใหม กลุมตัวอยาง สี กล่นิ กลิ่นรส ความรสู ึกหลงั กลืน และความชอบโดยรวม คือ กลุมผูผลิตชาในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัด เชียงใหม รวมทั้ง นักวิชาการ ตัวแทนผูรับซื้อผลิตภัณฑชา ข้ันตอนที่ 3 สรางกลยุทธทางการตลาดของผลิตภัณฑ เม่ียง เจาหนาท่ี อพ.สธ. เจาหนาที่รัฐและเอกชนที่มีสวน ชาเม่ียงรปู แบบใหม สาํ หรับการใชประโยชนเชงิ พาณิชย โดย เกยี่ วของ จํานวน 50 ราย ใช SWOT Analysis รวมกับการวิเคราะห TOWS Matrix สาํ หรับวธิ ีการดําเนินงานวจิ ยั ครั้งน้ี มี 3 ขน้ั ตอนดังนี้ (ตารางท่ี 1) (ภาวิณี นาคสวัสดิ์, 2553) (David, 2001) และ จากการวิเคราะหในขั้นตอนท่ี 1-2 มาประกอบเปนขอมูล ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะหผูบริโภค โอกาสทาง พ้ืนฐานในการสรางรูปแบบกลยุทธ ขอมูลท่ีใช ใน การตลาด และคณุ ลักษณะชาเม่ยี ง: โดยใชแบบสอบถามและ กระบวนการสรางรูปแบบกลยุทธที่เหมาะสมนั้น มีทั้งขอมูล การสัมภาษณจากผูบรโิ ภคชาเมีย่ ง ตลาดผูรบั ซอื้ ชาเมย่ี งและ ที่ไดจากการสอบถามจากผูที่มีสวนเก่ียวของ และการจัด ผูแปรรูปผลิตภัณฑชาเมี่ยง ซ่ึงเครื่องมือท่ีใชในการวิเคราะห ประชุมกลุมเกษตรกรพ้ืนที่เปาหมาย ผูแปรรูปผลิตภัณฑชา คือใชคําถาม 6Ws 1H สวนการวิเคราะหโอกาสทาง เม่ยี ง ผรู บั ซ้ือผลผลิตชาเม่ียง ภาครฐั และเอกชน ตารางที่ 1 TOWS MATRIX จดุ แข็ง จุดออ น ปจจัยภายใน (Strengths) (Weakness) กลยุทธเพ่มิ ศักยภาพ (SO) กลยุทธเ รง พฒั นา (WO) ปจจัยภายนอก ใชจ ุดแข็งเพอ่ื สรา งความไดเ ปรยี บจากโอกาส ลบลางขอ จํากัดโดยอาศยั โอกาสทีเ่ กิดขึ้น โอกาส กลยทุ ธส รา งภูมคิ มุ กนั (ST) ใชจ ุดแขง็ เพือ่ กลยุทธแกว กิ ฤต (WT) หลีกเลย่ี งอปุ สรรคหรอภัยคกุ คาม แกไ ขจดุ ออนและหลีกเล่ยี งอปุ สรรค (Opportunities) อปุ สรรค (Threats) ผลการวจิ ัย สวนใหญบริโภค 1-2 คร้ัง/สัปดาห มีคาใชจายสําหรับซื้อ 1) ผลการวิเคราะหขอมูลทั่วไปของผูบริโภคชาในประเทศ ผลิตภัณฑชาระหวาง 151-350 บาท/สัปดาห โดยเหตุผลใน ไทย พบวา ผูบริโภคในประเทศไทยสวนใหญเปนเพศหญิง การตัดสินใจเลอื กบริโภคผลติ ภัณฑชาเลือกเพราะผลิตภณั ฑ อายุเฉลี่ย 27.72 ป โดยอายุสูงสุด 70 ป และอายุต่ําสุด 17 เปนผลิตภัณฑที่มีประโยชน สถานท่ีที่นิยมบริโภคผลิตภัณฑ ป สถานะโสด การศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี กลุม ชาสวนใหญบริโภคตามรานกาแฟ/รานเบเกอรี่ สวนสถานที่ ผูบริโภคสวนใหญเปนนักเรียน/นักศึกษา รองลงมาเปน เลือกซื้อผลิตภัณฑชาจะเลือกซ้ือจากซุปเปอรมารเก็ต/ พนักงานบริษัทเอกชน ธุรกิจสวนตัว/คาขาย รับราชการ/ หางสรรพสินคา ผูบริโภคมักดื่มชาในชวงมื้ออาหารเชามาก เจาหนาท่ีของรัฐ และอ่ืน ๆ เชน ลูกจาง งานอิสระ และ ท่ีสุด โดยปจจัยของการตดั สินใจเลือกซ้ือชาพิจารณาในเรือ่ ง วา งงาน ตามลําดับ รายไดส วนใหญอยูตํา่ กวา 10,000 บาท ของรสชาติเปนปจจัยหลัก รองลงมา คือ ความปลอดภัย/ 2) ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการบริโภคชาของผูบริโภคใน มาตรฐานรองรับ ราคา กลิ่น ความเขมขน ช่ือเสียง แหลง ประเทศไทย พบวา การบริโภคผลิตภัณฑจากชาสวนใหญ ผลิต เคร่ืองหมายการคา และอื่น ๆ เชน การบริการหรือ นิยมเครื่องด่ืมจากชา ความถ่ีในการบริโภคของผลิตภณั ฑช า ความสวยงามของรา นกาแฟ ตามลําดับ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

452 3) ผลการวิเคราะหโ อกาสทางการตลาดชาเมยี่ งของของกลุม ภาพที่ 1 ผลิตภัณฑชาเมี่ยงของกลุมผูผลิตชาเม่ียงในตําบล ผผู ลิตชาเมี่ยง ในตาํ บลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม ปาแป อําเภอแมแตง จงั หวดั เชยี งใหม พบวา สภาวะตลาดปจจุบันพฤติกรรมของผูบริโภคหันมา เนนรักษาสุขภาพ ซึ่งปจจุบันกลุมผูบริโภคหลักของตลาดชา จากภาพท่ี 2 แสดงถึงหวงโซคุณคาของผลิตภัณฑชา ยงั คงเปนวยั รุนและวัยทํางานอยู ความสามารถในการแขงขนั เม่ียงของกลุมผูผลิตชาเม่ียงฯ เร่ิมตนจากผลผลิตใบชาเม่ียง ของกลมุ คือ ผลติ ภณั ฑทม่ี คี วามโดดเดนดานบรรจภุ ณั ฑแ ละ นําไปแปรรูปเปนผลิตภัณฑจากชา โดยมีตนทุนการผลิต มีความหลากหลายดานรสชาติ และมีแหลงวัตถุดิบ ตลาด 200.44 บาท/กก. หลังจากน้ันขายผานพอคาคนกลางคน เปาหมาย คือ ผูชื่นชอบด่ืมชา และนักทองเท่ียว สําหรับ ไทยที่รับซื้อ ปริมาณรอยละ 50 ของผลิตภัณฑชาทั้งหมด สภาวะอุตสาหกรรม และสภาวะตลาด พบวา ในซุปเปอร ขายในราคา 766.67 บาท/กก. (เพ่ิมขึ้นรอยละ 282.39) มารเก็ตและรานจําหนายอาหารเพื่อสุขภาพมีการวาง แลวสงตอไปยังแหลงขายตางๆ เชน รานสะดวกซ้ือ จําหนายชาสมุนไพรมากมายหลายย่ีหอ และหลากหลาย หางสรรพสินคา รานคากาแฟ ซ่ึงเปนแหลงที่ผูบริโภค ประเภทมากย่ิงขึ้น โดยสวนใหญมีแหลงผลิตจากกลุม สามารถซื้อโดยตรง ขายในราคา 1,000 บาท/กก. (เพ่ิมขึ้น เกษตรกร และกลุมแมบานเกษตรกร แนวโนมการตลาดมี รอยละ 116.41) สําหรับปริมาณท่ีเหลือขายปลีก/ขายให การพัฒนาในรปู แบบของสนิ คา ใหสอดคลอ งกบั กระแสความ ผูบริโภคโดยตรง โดยขายในราคา 1,000 บาท/กก. (เพิ่มข้ึน นิยมของตลาด เนื่องจากผูบริโภคหันกลับมาสูความเปน รอยละ 398.90) ธรรมชาติมากขึ้น ตลาดเครื่องด่ืมเพ่ือสุขภาพจะยังคงขยาย 4) ผลการทดสอบการยอมรับสําหรับผลิตภัณฑชาเมี่ยง ตัวอยางตอเน่ือง โดยปจจัยที่เปนตัวกระตุนสําคัญก็คือ รูปแบบใหมของผูบริโภค พบวา สวนใหญผูบริโภคยอมรับ กระแสความนิยมเคร่ืองด่ืมที่ใกลเคียงกับธรรมชาติ และ ผลิตภัณฑชาของกลุมผูผลิตชาเมี่ยงฯ รอยละ 80.00 ท้ังน้ี ความต่ืนตัวท่ีจะรักษาสุขภาพของตนเอง โดยแนวโนม ผูบริโภคมองวารูปแบบบรรจุภัณฑยังไมนาสนใจทําใหสวน ผลิตภัณฑเคร่ืองดื่มชาสมุนไพรในอีก 1-2 ปขางหนานั้นคาด ใหญยังไมยินดีจาย เน่ืองจากรูปแบบผลิตภัณฑมีลักษณะ วานาจะขยายตัวไดเฉลี่ยประมาณรอยละ 5-10 ตอป ทั้งน้ี คลายกับผลิตภัณฑท่ัวไปในตลาด และผลจากการทดสอบ สภาพการแขงขันพบวามีผูผลิตชาสมุนไพรทั้งรายใหญและ ผูบริโภคทางดานประสาทสัมผัส พบวาผูทดสอบ ใหคะแนน รายยอยอยูจํานวนมากกวา 200 ราย สภาวะการแขงขัน ความชอบโดยรวมคา เฉลยี่ เทา กบั 5.36 โดยใหค ุณลกั ษณะท่ี อุตสาหกรรมชาสมนุ ไพรท่ีจะสง ผลกระทบตอ กจิ การน้ันนอ ย ผบู ริโภคใหค ะแนนมากที่สุด คือ กลิ่นรสคา เฉล่ยี เทา กบั 8.12 มาก โดยมคี ูแขง ขันทางตรง คอื ผูผลติ และจาํ หนา ยผลติ ภณั ฑ ชาสมุนไพรตางๆ ท้ังในรูปแบบอบแหงและพรอมดื่มและ คูแ ขงทางออมคอื ผลิตภัณฑเ ครอื่ งดืม่ ท่ที ดแทนการบรโิ ภคชา สมุนไพรไดเชนนํา้ ดืม่ กาแฟ น้ําอดั ลม นา้ํ ผลไม เปน ตน 4) ผลการวิเคราะหสวนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ ชาเมี่ยง พบวา ดานผลิตภัณฑ คือ ผลิตภัณฑเปนสินคาท่ีมี ความโดดเดนจากกลุมเครื่องดื่มทั่วไปท่ีนําสรรพคุณทางยา กําหนดเปนจุดขาย นอกจากน้ีเปนผลิตภัณฑที่ผาน กระบวนการผลิตท่ีสะอาดและปลอดภัย (ภาพท่ี 1) ดาน ชองทางการจัดจําหนาย คือ มีชองทางหลักชองทางเดียว ไดแก ขายเฉพาะในตลาดในประเทศ โดยขายสงใหพ อคา คน กลางในประเทศ และขายปลีก/ขายใหผูบริโภคโดยตรง ซึ่ง แ ส ด ง ใ น แ ผ น ผั ง ห ว ง โ ซ คุ ณ ค า ข อ ง ผ ลิ ต ภั ณ ฑ ช า เ ม่ี ย ง ตามลําดับขั้นตอนต้งั แตช ว งตนนาํ้ กลางนํ้า และปลายนํ้า ใน ภาพรวม (ภาพที่ 2) และดานการสงเสริมการตลาด คือ ใช วิธกี ารรกั ษาคณุ ภาพและมาตรฐานของสนิ คาสมํ่าเสมอ และ สอบถามกับลกู คา อยเู สมอผานโทรศัพทห รือ LINE อกี ท้งั การ ลดราคาสาํ หรบั ลกู คา เดมิ ทซ่ี ื้อสินคา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

453 รองลงมา คือ ความรสู ึกหลงั กลนื สี และกลิ่น คา เฉลีย่ เทากบั ทางการพัฒนาในอนาคต ประกอบดวย กลยุทธเชิงรุก (SO) 6.82 6.18 และ 5.49 ตามลําดบั (ตารางที่ 2) กลยุทธเชิงปอ งกัน (ST) กลยุทธเชิงแกไข (WO) และกลยทุ ธ เชิงรับ (WT) โดยใชเครื่องมือ คือ TOWS Matrix (ตารางท่ี ตารางที่ 2 คาเฉล่ียดานความชอบของผูบรโิ ภคในประเทศ 3) จากกลยุทธโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑชาของกลุม ตอ ผลติ ภณั ฑเ คร่อื งดม่ื ชา ผูผลิตชา ในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม คณุ ลักษณะ ผลการทดสอบ ( X ± SD ) ประเมินความสําคัญของกลยุทธโดยกําหนดเกณฑคาเฉลี่ย สี 6.18±1.42 คือ คา เฉล่ีย 2.34-3.00 หมายถงึ เรง ดวนมาก คาเฉลยี่ 1.67- กลนิ่ 5.49±2.17 2.33 หมายถึง เรงดวนปานกลาง และคาเฉล่ีย 1.00-1.66 กลิ่นรส 8.12±1.08 หมายถงึ เรงดวนนอย (ตารางที่ 4) ความรสู ึกหลงั กลนื 6.82±1.08 ความชอบโดยรวม 5.36±2.05 โดยผลการวิเคราะหในตารางที่ 4 พบวา กลยทุ ธเรงดวน มากท่ีหนวยงานภาครัฐตองดําเนินการใหสําเร็จภายใน 1-2 5) ผลการวิเคราะห SWOT ของการตลาดผลิตภัณฑชาของ ป คือ การสงเสริมระบบตลาดของผลิตภัณฑชาภายในและ กลุมผูผลิตชาเม่ียง ในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัด ตางประเทศ การสรางเครือขายกลุมผูแปรรูปและพัฒนา เชยี งใหม พบวา จุดแขง็ คือ รสชาตชิ ามีความเปน เอกลักษณ เครือขายกลุมรับซื้อ การพัฒนาขีดความสามารถดาน คุณภาพดีและราคาเหมาะสม การแปรรูปผลิตภัณฑใช การตลาดของกลุมผูแปรรูป และการประชาสัมพันธและ วัตถุดิบที่ปลูกแบบธรรมชาติปราศจากสารเคมี และไดรับ สงเสริมการซื้อขายผลิตภัณฑชาของกลุมแปรรูปทั้งใน การรับรองคุณภาพการผลิตทางการเกษตรอยา งถูกตองและ ประเทศและตางประเทศ โดยมคี าคะแนนเฉล่ยี เทา กับ 2.66 เหมาะสม สวนจุดออน พบวา บรรจุภัณฑมีลักษณะคลาย 2.50 2.49 และ 2.41 ตามลําดับ ในขณะที่กลยุทธการ ผลิตภัณฑอ่ืนทั่วไปในตลาด และตราสินคายังไมมีความโดด สนับสนุนดานการวิจัยและพัฒนาการตลาด การพัฒนา เดน กลุมผูผลิตยังขาดขอมูลและการวางแผนดานการตลาด โครงสรางพื้นฐานคมนาคมในพ้ืนท่ี การเพ่ิมประสิทธิภาพ ชองทางในการขายผลิตภัณฑชาตลาดมีนอย และผลิตภัณฑ การแปรรูปและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ และการสราง ยังไมเปนที่รูจักและเปนท่ีนิยม สําหรับโอกาสของกลมุ ผผู ลิต ระบบขอมูลดานการตลาดของผลิตภัณฑชาในจังหวัด พบวา มีหนวยงานท้ังภาครัฐและเอกชนสงเสริมดาน แมฮองสอน มีความสําคัญในระดับเรงดวนปานกลาง การตลาด และมีผูบริโภคใหความสนใจผลติ ภณั ฑชาอินทรีย (ดําเนินการใหสําเร็จภายใน 5 ป) โดยมีคาคะแนนเฉลี่ย มากขึ้น และอุปสรรค คือ ผลิตภัณฑชายังขาดการ เทา กบั 2.22 2.15 2.10 และ 1.80 ตามลาํ ดับ นอกจากนี้กล ประชาสัมพันธใหเปนท่ีรูจัก และการเดินทางเพ่ือเขาไปรับ ยุทธที่มีความสําคัญในระดับ เรงดวนนอย (ดําเนินการให ซื้อผลิตภัณฑช าไมส ะดวก รวมถึงผูบรโิ ภคไมมีความมน่ั ใจใน สําเร็จภายใน 10 ป) ประกอบดวย กลยุทธการพัฒนา ตัวผลิตภัณฑและตราสินคา จากการวิเคราะห SWOT มาตรฐานการแปรรปู และการรบั รองมาตรฐานในระดับสากล สามารถนํามาวิเคราะหกลยุทธเพื่อกําหนดทิศทางหรือแนว โดยมคี าคะแนนเฉล่ียเทากบั 1.61 ตน นํา้ กลางน้าํ ปลายนํ้า วตั ถดุ ิบ โรงผลิต ปริมาณรอ ยละ 50.00 พอ คา คนกลาง สถานท่ีขาย ราคาขาย 1,000 อื่นๆ บาท/กก. ผลติ ภัณฑ - ชาวไทย - รา นสะดวกซอ้ื ใบชาเม่ียง จากชา - หางสรรพสนิ คา (เพิ่มข้ึนรอยละ  ขายในประเทศ ราคาขาย 766.67บาท/ - รานกาแฟ 116.41) ปริมาณรอ ยละ กก. (เพิ่มขนึ้ รอ ยละ 282.39) ตนทนุ การผลิต 200.44 บาท/กก. ขายปลกี /ขายใหผบู ริโภค ผบู รโิ ภค ปรมิ าณรอ ยละ 50.00 ภายในประเท ราคาขาย 1,000 บาท/กก. (เพิม่ ขึน้ รอยละ 398.90) ภาพท่ี 2 หวงโซคุณคา ของผลติ ภณั ฑช าเมยี่ งของกลุม ผผู ลติ ชาเมี่ยง ในตาํ บลปาแป อาํ เภอแมแ ตง จงั หวดั เชียงใหม การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

454 ตารางที่ 3 การวเิ คราะหกลยทุ ธโอกาสทางการตลาดผลิตภณั ฑของกลุมผผู ลิตชาเมย่ี ง ในตาํ บลปา แป อาํ เภอแมแ ตง จังหวดั เชียงใหมโดยใช TOWS Matrix Strengths (S): จดุ แขง็ Weaknesses (W): จดุ ออน 1) รสชาตชิ ามคี วามเปน เอกลกั ษณ 1) บรรจภุ ัณฑมลี ักษณะคลา ยผลติ ภณั ฑอ่ืนทัว่ ไป กลยุทธโ อกาสทางการตลาดผลิตภณั ฑช าของ 2) ชามคี ุณภาพดีและราคาเหมาะสม ในตลาด และตราสินคา ยงั ไมมคี วามโดดเดน กลมุ ผูผ ลติ ชาเม่ยี ง ในตําบลปา แป อาํ เภอแมแตง 3) ชาท่นี ํามาแปรรปู ปลกู แบบ 2) กลมุ ผูผลิตยังขาดขอมูลและการวางแผนดาน จังหวดั เชียงใหม ธรรมชาตปิ ราศจากสารเคมี ตลาด 3) ชองทางในการขายผลิตภณั ฑช าตลาดมนี อย 4) ผลติ ภณั ฑย งั ไมเ ปน ทีร่ จู ักและเปนทีน่ ยิ ม Opportunities (O): โอกาส  สนบั สนนุ ดา นการวจิ ยั และพัฒนา  พฒั นาขดี ความสามารถดานการตลาดของ 1) มหี นวยงานทัง้ ภาครัฐและเอกชนสง เสรมิ ดา น การตลาด กลมุ ผแู ปรรูป การตลาด  พัฒนามาตรฐานการแปรรูปและ  สรางระบบขอมลู ดา นการตลาดของ 2) ผูบ ริโภคสนใจผลติ ภัณฑชาอนิ ทรียมากขึ้น การรบั รองมาตรฐานในระดบั สากล ผลิตภัณฑช าในจังหวัด 3) ลูกคา สนใจจะทดลองส่งิ ใหมๆและเปน  เพมิ่ ประสิทธภิ าพการแปรรูปและ  สงเสรมิ ระบบตลาดของผลิตภณั ฑช าภายใน ผลติ ภณั ฑร กั สุขภาพ พฤติกรรมผูบ ริโภคที่ชื่น พฒั นาคณุ ภาพผลิตภัณฑ และตางประเทศ ชอบดมื่ ชา Threats (T): อุปสรรค  พฒั นาโครงสรา งพนื้ ฐานคมนาคม  สรา งเครอื ขายกลุม ผแู ปรรปู และพฒั นา 1) ผลิตภัณฑขาดการประชาสมั พันธใ หเ ปนที่รจู ัก ในพืน้ ท่ี เครอื ขายกลุมรับซอื้ 2) การเดนิ ทางเขา ไปรบั ซ้ือผลติ ภัณฑชาไม  ประชาสมั พนั ธแ ละสงเสริมการซื้อขาย สะดวก ผลิตภัณฑช าของกลมุ ทั้งในประเทศและ 3) ผบู ริโภคไมม่ันใจในตวั ผลิตภัณฑแ ละตรา ตางประเทศ สินคา หมายเหตุ:  คอื กลยทุ ธท ่ไี ดจ ากการใชเครอ่ื งมอื TOWS Matrix ตารางท่ี 4 กลยทุ ธโอกาสทางการตลาดผลติ ภณั ฑชา สวนเบี่ยง ประเดน็ กลยุทธโอกาสทางการตลาดผลิตภณั ฑชา คะแนนเฉล่ยี ลาํ ดับความสําคัญ* มาตรฐาน สรางเครือขา ยกลุมผูแปรรูปและพัฒนาเครอื ขา ยกลุมรับซื้อ 2.50 เรงดว นมาก 0.703 การพัฒนามาตรฐานการแปรรปู และการรบั รองมาตรฐานในระดับ สากล 1.61 เรงดว นนอย 0.862 การสนับสนนุ ดา นการวิจัยและพฒั นาการตลาด 2.22 เรง ดว นปานกลาง 0.835 การสงเสรมิ ระบบตลาดของผลิตภณั ฑช าภายในและตางประเทศ 2.66 เรง ดวนมาก 0.651 การสรางระบบขอมูลดานการตลาดของผลิตภัณฑชา 1.80 เรง ดว นปานกลาง 0.916 การพฒั นาโครงสรางพื้นฐานคมนาคมในพ้ืนที่ 2.15 เรงดวนปานกลาง 0.798 การพัฒนาขดี ความสามารถดานการตลาดของกลุมผแู ปรรูป 2.49 เรงดวนมาก 0.807 การเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปและพัฒนาคณุ ภาพผลิตภณั ฑ 2.10 เรงดวนปานกลาง 0.794 การประชาสัมพันธแ ละสงเสริมการซื้อขายผลิตภณั ฑช าของกลุมผู แปรรูปท้งั ในประเทศและตางประเทศ 2.41 เรง ดวนมาก 0.802 หมายเหตุ: * ลาํ ดับความสําคญั “เรง ดว นมาก” หมายถงึ กลยุทธทีต่ อ งดาํ เนนิ การใหสาํ เร็จภายใน 1-2 ป, “เรง ดว นปานกลาง” หมายถงึ กลยทุ ธท ่ี ตอ งดําเนนิ การใหสาํ เร็จภายใน 5 ป และ “เรงดว นนอย” หมายถึง กลยุทธท ีต่ อ งดาํ เนนิ การใหส าํ เร็จภายใน 10 ป สรปุ ผลการวจิ ัย หางสรรพสินคา ชวงที่บริโภคคือม้ืออาหารเชา สวนปจจัย พฤติกรรมการบริโภคชาของผูบริโภคในประเทศไทย ของการตัดสินใจเลือกซื้อชาพิจารณารสชาติเปนปจจัยหลัก สําหรับโอกาสทางการตลาดชาเม่ียงของกลุมผผู ลิตชาเมีย่ งฯ พบวา โดยสวนใหญนิยมเคร่ืองด่ืมจากชา ความถ่ีในการ พบวา สภาวะตลาดปจ จุบนั พฤตกิ รรมของผบู ริโภคเนนรักษา บรโิ ภคสวนใหญบ รโิ ภค 1-2 คร้งั /สปั ดาห มีคา ใชจายสาํ หรับ สุขภาพ ซ่ึงปจจุบันกลุมผูบริโภคหลักของตลาดชายังคงเปน ซื้อระหวาง 151-350 บาท/สัปดาห สําหรับเหตุผลในการ วัยรุนและวัยทํางาน ตลาดเคร่ืองด่ืมเพ่ือสุขภาพจะยังคง ตัดสินใจเลือกบริโภคเพราะเปนผลิตภัณฑท่ีมีประโยชน ขยายตัวอยางตอเน่ือง โดยปจจัยท่ีเปนตัวกระตุนสําคัญ คือ สถานท่ีที่นิยมบริโภคผลิตภัณฑชาสวนใหญบริโภคตามราน กระแสความนิยมเครื่องดื่มที่ใกลเคียงกับธรรมชาติ และ กาแฟ/รานเบเกอ-รี่ และเลือกซื้อจากซุปเปอรมารเก็ต/ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

455 ความตื่นตวั ที่จะรักษาสุขภาพของตนเอง ในดานสว นประสม ตัวผลิตภัณฑและตราสินคา เม่ือพิจารณากลยุทธโอกาสทาง ทางการตลาดของผลิตภัณฑชาเมีย่ ง พบวา เปนผลิตภัณฑท่ี การตลาดผลิตภัณฑชาของกลุมผูผลิตชาเม่ียงฯ พบวา กล มีความโดดเดนจากกลุมเคร่ืองด่ืมทั่วไปเนนสรรพคุณทางยา ยุทธที่หนวยงานภาครัฐตองดําเนินการใหสําเร็จภายใน 1-2 เปนจดุ ขาย และผานกระบวนการผลิตทีส่ ะอาดและปลอดภยั ป คือ การสงเสริมระบบตลาดของผลิตภัณฑชาภายในและ โดยขายเฉพาะในตลาดในประเทศ ไดแก ขายสงใหพ อคา คน ตางประเทศ การสรางเครือขายกลุมผูแปรรูปและพัฒนา กลางในประเทศ และขายปลีก/ขายใหผ ูบริโภคโดยตรง และ เครือขายกลุมรับซ้ือ การพัฒนาขีดความสามารถดาน สงเสริมการตลาด โดยใชวิธีการรักษาคุณภาพและมาตรฐาน การตลาดของกลุมผูแปรรูป และการประชาสัมพันธและ ของสินคาสม่ําเสมอ และ สอบถามกับลูกคาอยูเสมอ สงเสริมการซื้อขายผลิตภัณฑชาของกลุมแปรรูปท้ังใน อยางไรก็ตาม ปจ จุบันผบู รโิ ภคสวนใหญย อมรบั ผลิตภัณฑชา ประเทศและตา งประเทศ ของกลุมผูผลิตชาเม่ียงฯ ทั้งนี้ ผูบริโภคมองวารูปแบบบรรจุ ภัณฑยังไมนาสนใจทําใหสวนใหญยังไมยินดีจาย เน่ืองจาก คําขอบคุณ รปู แบบผลิตภัณฑมลี กั ษณะคลา ยกบั ผลติ ภณั ฑท ัว่ ไปในตลาด โครงการวจิ ัยน้ีไดร บั การสนับสนนุ จากโครงการอนรุ ักษพ นั ธกุ รรม และการทดสอบทางดานประสาทสัมผัส พบวา ผูบริโภคให คะแนนความชอบกลิ่นรสของผลิตภัณฑชาเมี่ยงมากที่สุด พชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ ผวู จิ ยั ขอขอบคุณมา ณ ทีน่ ีด้ ว ย ท้ังน้ี โดยภาพรวมการตลาดผลิตภัณฑชาของกลุมผูผลิตชา เอกสารอางอิง เมี่ยง ฯ พบวา จุดแข็ง คือ รสชาติมีเอกลักษณ คุณภาพดี ภาวณิ ี นาคสวสั ด.ิ์ 2553. โอกาสทางการตลาดของธรุ กิจรา นกาแฟ และราคาเหมาะสม การแปรรูปใชวัตถุดิบท่ีปลูกแบบ ธรรมชาติ และไดรับการรับรองคุณภาพการผลิตทาง แบบพรเี มียมในจงั หวัดนนทบุร.ี วทิ ยานพิ นธเศรษฐศาสตร การเกษตรอยางถูกตองและเหมาะสม สวนจุดออน พบวา มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าเศรษฐศาสตรธรุ กิจ บรรจุภัณฑมีลักษณะคลายผลิตภัณฑอ ื่นทั่วไปในตลาด และ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. ตราสินคายังไมมีความโดดเดน รวมถึงขาดขอมูลและการ สถาบันชา มหาวิทยาลยั แมฟ า หลวง 2551. พน้ื ทป่ี ลูกเมยี่ งของ วางแผนดานการตลาด ชองทางการขายในตลาดมีนอย และ ผลิตภัณฑยังไมเปนที่รูจักและเปนที่นิยม สําหรับโอกาสของ ประเทศไทย [ออนไลน] . เขา ถงึ ไดจาก: http://teains กลุมผูผลิต พบวา มีหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสงเสริม titutemfu.com/main/blog (29 สงิ หาคม 2559). ดานการตลาด และมีผูบริโภคใหความสนใจผลิตภัณฑชา อินทรียมากข้ึน และอุปสรรค คือ ผลิตภัณฑชายังขาดการ สายลม สัมพนั ธเ วชโสภา และคณะ. 2551. การศกึ ษาสถานภาพ ประชาสัมพันธใหเปนท่ีรูจัก และการเดินทางเพ่ือเขาไปรับ ปจ จุบนั ของชาในประเทศไทย.รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ. ซื้อผลิตภณั ฑชาไมสะดวก รวมถึงผูบริโภคไมมีความม่นั ใจใน สาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (สกว.) . David, F. R. 2001. Strategic Management Concepts. (8th ed.). New Jersey: Prentice-Hall Meilgaard, M., G.V. Viville, and B.T. Carr. 1999. Sensory Evaluation Techniques. 3rded. CRC Press, Boca Raton, Florida การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

456 การจัดทาํ ฐานขอ มูลและพัฒนาเครือขา ยธุรกิจกรงุ เขมาในจังหวดั สกลนคร DATABASE AND DEVELOPMENT OF Cissampelos pareira var. hirsuta BUSINESS NETWORK IN SAKON NAKHON PROVINCE พนดิ า ใครลามเมา1*, สดุ ารตั น สกลุ คู2, กรรณกิ าร สมบุญ3, ราตรี พระนคร4, เดอื นรงุ สวุ รรณโสภา5 และ ปาณิสรา ประจดุ ทะศรี6 Panida Krailammao1*, Sudarath Sakunkhu2, Kannika Sombun3, Ratree Pranakhon4, Duenrung Suwannasopa5 and Parnisara Prajudtasri6 1สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ ละคณติ ศาสตร คณะอตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 2สาขาวิชาพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสกลนคร พังโคน สกลนคร 47160 3สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 4สาขาวชิ าการแพทยแ ผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 5สาขาวชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะอตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 6สาขาวิชาบริหารธรุ กจิ คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 1Department of Science and Mathematics Faculty of Industry and Technology Rajamangala University of Technology Isan 2Department of Plant Science Faculty of Natural Resources Rajamangala University of Technology Isan 3Department of Food Science and Technology Faculty of Natural Resources Rajamangala University of Technology Isan 4Department of Thai Traditional Medicine Faculty of Natural Resources Rajamangala University of Technology Isan 5Department of Industrial Engineering Faculty of Industry and Technology Rajamangala University of Technology Isan 6Department of Business Administration Faculty of Industry and Technology Rajamangala University of Technology Isan บทคดั ยอ การศึกษาครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงสํารวจมีจุดประสงคเพื่อจัดทําฐานขอมูลที่เกี่ยวของกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนครท้ังในสวน ของผูผลิตตนกลา กรงุ เขมา ผูปลกู กรุงเขมา ผปู ระกอบการธรุ กจิ เกีย่ วกบั กรุงเขมา และนักวิจัย โดยเลอื กกลมุ เปาหมายดวยการ เลือกตวั อยางแบบสโนวบอลล และดาํ เนินการเก็บรวบรวมขอมลู ดวยแบบสาํ รวจขอ มูลพชื กรงุ เขมา เมื่อไดข อมูลทเ่ี กย่ี วของกบั กรุงเขมาในจังหวัดสกลนครแลวจึงจดั ประชุมผทู ี่เก่ียวของกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนครจํานวน 25 คน เพ่ือพัฒนาเครือขาย ธุรกิจกรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร โดยรวบรวมขอมูลดวยการบันทึกแลวสรุปประเด็นดวยการเรียบเรียงเชิงพรรณนา ผลการวิจยั เปนดงั น้ี ฐานขอมูลท่ีเกย่ี วของกับกรงุ เขมาในจังหวัดสกลนครนัน้ จัดทําในรปู แบบเว็บไซตฐานขอมูลธรุ กิจกรงุ เขมา เพื่อเปนชองทางในการแลกเปล่ียนขอมูล และความกาวหนาการดาํ เนินการในดา นตางๆ เกี่ยวกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร และจากการจัดประชุมผูที่เกี่ยวของกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนครสามารถสรุปประเด็นไดดังนี้ ประเด็นสถานการณปจจุบัน ของกรุงเขมาในจังหวดั สกลนครน้ันคนสวนใหญย ังไมเหน็ คณุ คา ของกรุงเขมาทําใหไ มม ีการเพาะปลูกอยางจริงจัง ผูปลกู ยงั ขาด ความรูดานการเพาะปลูกและขยายพันธุทําใหผูประกอบการรวมถึงนักวิจัยขาดแคลนวัตถุดิบในระบบการผลิตและการ ศึกษาวิจัย สวนในประเด็นการใชประโยชนนั้นกรุงเขมาถูกนํามาใชเปนยาสมุนไพร อาหารคาวหวาน เคร่ืองดื่ม รวมถึงเปน สว นประกอบผลติ ภัณฑความงาม ในขณะทีผ่ ูปลูกกรุงเขมาเชิงพาณชิ ยยงั มนี อยและขาดความรูในการปลูกเพ่ือใหไดกรุงเขมาที่ มคี ณุ ภาพตามความตองการตลาด อีกท้งั การจําหนา ยกรงุ เขมายังอยูในระดับทองถ่นิ ผผู ลติ ยงั ไมทราบชองทางการจําหนายใน ระดับประเทศและตางประเทศ จากประเด็นตางๆ ท่ีกลาวมาแลวน้ันจึงนํามาสูประเด็นการหาแนวทางการพัฒนาเครือขาย ธุรกิจกรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร ดังนี้ 1) สรางเครือขายเพื่อแลกเปล่ียนความรู 2) จัดอบรมถายทอดความรูเก่ียวกับพืช กรุงเขมา และสงเสริมในเรื่องการเพาะปลูก การขยายพันธุ การอนุรักษอยางจริงจัง และ 3) ควรมีการจัดทําแผนการพัฒนา กรุงเขมาแบบมีสวนรวม ท้ังในดานการผลิตกรุงเขมาในพ้ืนท่ีเพาะปลูกแบบอินทรีย และดานการสงเสริมการตลาดท่ีชัดเจน รวมถงึ การวจิ ัยและพฒั นาผลติ ภัณฑท ีห่ ลากหลายและไดรบั การรับรองมาตรฐานจากหนว ยงานรัฐ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

457 Abstract This study is survey research which the objective is to create the database, related to Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon province include the seedlings producer, growers, entrepreneur and the researcher. The target group has been chosen by snowball sampling approach. The data gathering process has been conducted on Cissampelos pareira var. hirsuta. After the data obtained from the research on Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon province, a meeting with the related parties of 25 people was taken place. This was done to develop Cissampelos pareira var. hirsuta business in Sakon Nakhon in which the data was gathered, arranged and analyzed. The data was then concluded in a descriptive arrangement. The research result was as shown as follows. The related database of Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon province was created as a business database website related to Cissampelos pareira var. hirsuta as a channel to distribute information along with the progress of the activities that are related to Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon. According to the meeting of the related stakeholders of those who propagate Cissampelos pareira var. hirsuta, it can be concluded as follow. The current situation of Cissampelos pareira var. hirsuta farming in Sakon Nakhon province is that the majority of the people still do not recognize the value of plant. Those who grower are still lack of knowledge in cultivating and propagating the plant. This led to the enterprises and research run out of the raw material required in the production and researching procedures. The application of the plant species has been used as herbal medicine, as a component in the main dish, beverage as well as the beauty products. At the same time, there’s a small number of people who plant Cissampelos pareira var. hirsuta commercially and they lack in the knowledge required to cultivate hence they failed to produce quality Cissampelos pareira var. hirsuta in respond to the demand of the market. Additionally, the selling of the Cissampelos pareira var. hirsuta is limited only in the local area which the producers do not know the country and overseas distribution channel. Based on the issues discussed earlier, this led to the searching for the guideline to develop the business network in Sakon Nakhon province as follows 1) Create a network to exchange the knowledge 2) Arrange a training session to provide knowledge about Cissampelos pareira var. hirsuta and promote the cultivation, propagation and conservation in a considered manner and 3) there should be a participatory development plan of the Cissampelos pareira var. hirsuta both in the aspect of the production locally, organic cultivation and a clear marketing promotion. This also comprehends the research and developing a variety of products that are certified by the government agency. คําสําคัญ: กรุงเขมา, เครือขา ยธุรกจิ กรงุ เขมา, ฐานขอ มลู ธุรกจิ กรุงเขมา Keywords: Cissampelos pareira var. hirsuta, Cissampelos pareira var. hirsuta business network, Cissampelos pareira var. hirsuta business database *ติดตอนักวิจยั : พนิดา ใครลามเมา (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Panida Krailammao (E-mail: [email protected]) บทนํา พืชพื้นเมืองแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบจังหวัด กรุงเขมา (Cissampelos pareira var. hirsuta) ทาง สกลนครมีการนํามาบริโภคเปนอาหารเรียกวา วุนหมานอย (ราตรี พระนคร, 2550) สวนการใชประโยชนทางสมุนไพร ภาคกลางเรียก ใบกนปด ทางภาคอีสานเรียก หมอนอย ของกรุงเขมานั้น ในตํารายาโบราณจารึกไววาใชเปน กรุงเขมาเปนไมเถาเลื้อย ขยายพันธุดวยเมล็ด หรือ เหงา สวนผสมในการปรุงยาแกไข แกโรคเลือดในผูหญิง แกจุก เจริญเติบโตดีในดินรวนปนทราย เถาและใบคั้นเอาน้ําเมื่อ เสียด (โครงการเผยแพรจารึกตํารายาของวัดราชโอรสาราม ผสมกับเครื่องปรุงอาหารมีลักษณะเปนวุนรับประทานเปน ราชวรวิหาร, ม.ป.ป.) หากนําใบตําใสนํ้าท้ิงไวจนเปนวุน อาหารได การใชประโยชนทางยาใชแกรอนใน แกโรคตับ รับประทานชวยยอย แกปวดทอง สวนรากมีรสหอมเย็น (เพ็ญนภา ทรัพยเจริญ และคณะ, 2547: 28) กรุงเขมาเปน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

458 รบั ประทานแกไ ข แกดซี าน แกกระเพาะปสสาวะอักเสบ เปน ศึกษาขอมลู ที่เก่ียวของกบั กรงุ เขมา ยาอายุวัฒนะ ในประเทศอินโดนีเซียนํารากมาตมด่ืมแกปวด ทอง (สาขาการแพทยแผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ เลอื กตวั อยางแบบสโนวบอลล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, 2561: 17) ท้ังยัง สามารถนํามาใชป ระโยชนเปน เครอ่ื งสําอางชวยเพิม่ ความชุม สํารวจขอ มูล ชื่นใหกับผิว บํารุงผิวใหเตง ตึง ลดรอยเห่ยี วยน และสารสกัด จากกรงุ เขมานน้ั สามารถยับยัง้ เช้ือแบคทเี รียทีก่ อใหเ กดิ สวิ ได สรา งฐานขอ มูลธรุ กิจพชื กรงุ เขมา สามารถพัฒนาตอเปนผลิตภัณฑเวชสําอางไดในอนาคต รูปท่ี 1 รูปแสดงขน้ั ตอนการจดั ทาํ ฐานขอ มูลธุรกิจกรุงเขมา (พิเชษฐ เวชวิฐาน, 2551: ภานิชา พงศนราทร, 2560) เนื่องจากใบกรุงเขมาประกอบดวยเพคตินซ่ึงสามารถทําให ในรปู แบบเว็บไซต เกิดเจลได และเพคตินจากใบกรุงเขมายังมีคณุ สมบัตทิ ี่ดีกวา กจิ กรรมท่ี 2 จดั ประชุมเสวนาเครือขา ย เพคตินนําเขา (คณะนักวิจัย บริษัทกลุมแอดวานซ รีเสิรช จํากัด, 2551) จึงมีความเปนไปไดท่ีจะนําเพคตินจากใบ การประชุมเสวนาเครอื ขายในคร้งั น้ีมีผเู ขารวมกิจกรรม กรุงเขมามาใชเปนวัตถุดิบทดแทนเพคตินท่ีมีราคาแพง อีก ไดแก อาจารย นักศึกษา เจาหนาที่ และผูมีสวนไดสวนเสีย ทั้ งยั งป ล อ ด ภั ย จ า ก ก า ร ป น เ ป อ น ข อ งส า ร พิ ษ จ า ก เกี่ยวกับกรุงเขมาเชน ผูปลูก ผูผลิต ผูประกอบการ และ อุตสาหกรรมเคมี (สัมภาษณ คาผุย, 2553; พิเชษฐ เทบํารงุ , นกั วจิ ัยเก่ียวกบั กรุงเขมา จํานวน 25 คน 2546 อางถึงใน สุวรรณี เมธาจติ ต, 2560) ท้ังน้ีประเทศไทย ผลการดําเนนิ งาน ยงั คงตอ งนําเขาเพคตินจากตา งประเทศเปน จํานวนมาก เพื่อ กิจกรรมที่ 1 เกบ็ รวบรวมขอมูลและจัดทาํ ฐานขอมลู นํามาใชเปนสวนประกอบสําคัญในอุตสาหกรรมอาหารและ เคร่ืองสําอาง โดยการใชประโยชนเพคตินอยูในกลุมสารท่ี จ า ก ก า ร สํ า ร ว จ ข อ มู ล ผู ผ ลิ ต ต น ก ล า ผู ป ลู ก ชวยใหอาหารและเครื่องสําอางหลายชนิดมีความคงรูป ผูประกอบการ และนกั วิจัยเกี่ยวกับกรุงเขมาเรียบรอยแลว จงึ (คณะนักวิจัย บริษัทกลุมแอดวานซ รีเสิรช จํากัด, 2551) นําขอมูลมาจัดทําฐานขอมูลธุรกิจพืชกรุงเขมาในรูปเว็บไซต และเพคตินท่ไี ดจ ากใบกรงุ เขมานัน้ ยังมีคุณสมบตั ทิ ่ีเหมาะสม (https://www.manoi-sakon.com/index.php) ตอการผลติ เปนเครอ่ื งด่มื เพ่ือสขุ ภาพอีกดวย (พรประภา ชุน กิจกรรมท่ี 2 จัดประชุมผูที่เก่ียวของกับกรุงเขมาเพ่ือพัฒนา ถนอม และคณะ, 2556) เครือขายธรุ กจิ กรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร จากคณุ คา ของกรงุ เขมาท่ีมหี ลากหลายท้ังใชเปนอาหาร จากการจัดประชมุ ผูวจิ ัยไดสรปุ เปนประเดน็ ดังนี้ สมุนไพร และความงามที่กลาวมาขางตนแลวน้ัน ผูวิจัยจึง สถานการณปจจุบันของกรุงเขมา กรุงเขมามีอยูทั่วไปจึงยัง สนใจศึกษาการจัดทําฐานขอมูลและพัฒนาเครือขายธุรกิจ ไมเห็นคุณคาทําใหไมมกี ารเพาะปลกู อยางจรงิ จัง การเขาถึง กรุงเขมาในจังหวัดสกลนครโดยมีวัตถุประสงคในการศึกษา ตลาดยังอยูในระดับทองถ่ิน อีกทั้งไมมีเครือขาย รวมถึงขาด คือ 1)จัดทําขอมูลที่เก่ียวของกับกรุงเขมาท้ังในสวนของ ความรูดานการเพาะปลูกและขยายพันธุ นักวิจัยขาดแคลน ผูผลิตตนกลา ผูปลูกกรุงเขมา ผูผลิตผลิตภัณฑ ผูใหบริการ วัตถุดบิ เพอ่ื การศกึ ษาวิจยั และพัฒนา เก่ียวกับผลิตภัณฑ นักวิจัยท่ีศึกษาเก่ียวกับกรุงเขมาใน การใชประโยชนจากกรุงเขมา กรงุ เขมาถกู นาํ ไปใชประโยชน จังหวัดสกลนคร 2)จัดประชุมผูที่เกี่ยวของกับกรุงเขมาเพื่อ ในดานอาหาร เชน ของหวาน ของคาว เคร่ืองดื่ม สวนใบ พัฒนาเครือขายธุรกิจกรุงเขมาในจังหวดั สกลนคร งานวิจัยน้ี กรุงเขมาอบแหงบดเม่ือนํามาเปนผงจะถูกนําไปใชเปน เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช สวนผสมในผลติ ภัณฑความงาม เชน มารคหนาสมนุ ไพร สบู อันเน่อื งมาจากพระราชดาํ รฯิ ในสวนของการใชประโยชนทางยาน้ัน กรุงเขมามีสรรพคุณ การดําเนนิ งาน เคลือบแผลในกระเพาะอาหาร ฟนฟูผูปวยโรคมะเร็ง ดูด กิจกรรมท่ี 1 เก็บรวบรวมขอ มลู และจดั ทาํ ฐานขอ มลู สารพิษ ใชควบคุมนํ้าหนักสําหรับผูสูงอายุและสตรีต้ังครรภ หรือสตรหี ลงั คลอดท่อี ยรู ะหวางการใหน มบุตรได 1) ศึกษาขอมูลท่ีเก่ียวของกับกรุงเขมา จากเอกสาร อุปสรรคและปญหาในการเพาะปลูก ขยายพันธุ เนื่องจากผู วิชาการ และงานวิจัยที่เก่ียวของกับกรงุ เขมา ปลูกกรุงเขมาเพ่ือจําหนายอยางจริงจังยังมีนอยทําให กรุงเขมายงั ไมเปน ที่รูจัก ผูปลูกสว นใหญข าดความรูดา นการ 2) สํารวจขอ มูลการใชประโยชนก รงุ เขมาจากผูผ ลติ ตน เพาะปลูก การเตรียมความพรอมแปลงปลูก เทคนิคการ กลา ผูปลกู ผปู ระกอบการ และนักวิจัย ขยายพันธุ และการดูแลรักษา รวมถึงขาดความรูดานการ 3) จดั ทําฐานขอมูลธรุ กจิ กรุงเขมาในรปู แบบเว็บไซต การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

459 ควบคมุ คณุ ภาพเพอ่ื จาํ หนาย อีกทงั้ กรงุ เขมามอี ายเุ พยี ง 3 ป โครงการเผยแพรจ ารกึ ตาํ รายาของวดั ราชโอรสารามราช หากตองการจําหนายกับผูประกอบการรายใหญตองมีการ วรวหิ าร. (ผรู วบรวม). ม.ป.ป. ตาํ ราจารึกวัดราชโอรส ตรวจคุณภาพแปลงปลกู เปนแปลงอินทรีย และกระบวนการ และพระโอสถพระนารายณ. กรงุ เทพฯ : ดูแลรกั ษาตองไมใชส ารเคมี กระทรวงศึกษาธกิ าร. อุปสรรคและปญ หาในการจาํ หนาย การจําหนายเพื่อสง ออก ตางประเทศตองมีการดาํ นินการตรวจสอบคุณภาพดนิ พ้ืนที่ พรประภา ชนุ ถนอม, กรรณกิ าร สมบุญ, สดุ ารตั น สกุลคู โดยรอบแปลงปลูก และไมใชสารเคมีในทุกขั้นตอนการปลูก และ อรนุช สีหามาลา. 2556. ผลของวิธกี ารสกัดตอ สงออกในลักษณะอบแหง ดังน้ันผูปลูกตองเก็บเก่ียวมาตาก คุณภาพของเพคตนิ จากใบหมานอ ยในเทอื กเขาภพู าน. แหง เพื่อสง ใหกับผรู ับซ้อื เพอื่ จัดจาํ หนา ยตา งประเทศตอ ไป แกน เกษตร, 41(ฉบบั พิเศษ 1), 556-562. แนวทางการพฒั นากรุงเขมาไปสพู ชื เศรษฐกิจ พิเชษฐ เวชวฐิ าน. 2551. สมนุ ไพรไทยเพอื่ สขุ ภาพความ 1) สรางเครือขายเพื่อแลกเปล่ียนความรู สรางความ งาม. กรงุ เทพฯ : พมิ พด .ี เขมแข็ง ในการกําหนดราคาทั้งตลาดภายในและภายนอก ประเทศ เพญ็ นภา ทรัพยเ จรญิ , อรา ม คมุ กลาง, กัญจนา ดวี เิ ศษ. (บรรณาธิการ) . 2547. ผักพน้ื บา นภาคอีสาน. พิมพ 2) จัดอบรมถายทอดความรูเก่ียวกับพืชกรงุ เขมาเพ่อื ให คร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: สามเจริญพาณิชย. เกิดความรูความเขาใจ และสงเสริมในเร่ืองการเพาะปลูก การขยายพันธุ การอนุรักษอยางจริงจัง โดยปราชญช าวบา น เพญ็ นภา ทรัพยเ จรญิ . (บรรณาธิการ) . 2549. พฤกษชาติ นกั วิจัย และผปู ระกอบการ สมุนไพร. กรุงเทพฯ: สามเจรญิ พาณชิ ย. 3) จัดทําแผนการพัฒนากรุงเขมาแบบมีสวนรว ม ทั้งใน ภานชิ า พงศน ราทร. 2560. รายงานฉบบั สมบูรณเ จลลา ง ดานการผลิตกรุงเขมาในพ้ืนที่เพาะปลูกแบบอินทรีย และ หนา รักษาสิวจากสารสกดั กรงุ เขมา. สกลนคร: คณะ ดานการสงเสริมการตลาดท่ีชัดเจน รวมถึงการวิจัยและ ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ ที่ ห ล า ก ห ล า ย แ ล ะ ไ ด รั บ ก า ร รั บ ร อ ง อสี าน วทิ ยาเขตสกลนคร. มาตรฐานจากหนวยงานรัฐ คําขอบคณุ ราตรี พระนคร. 2550. กรงุ เขมาพืชปามหศั จรรย ณ อดนถ่นิ โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ อสี าน. วารสารมตชิ นเทคโนโลยีชาวบาน, 20(417), พนั ธุกรรมพืชอนั เนอื่ งมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจัยขอขอบคณุ 32. มา ณ ท่นี ้ดี ว ย เอกสารอางอิง สาขาการแพทยแ ผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ คณะนักวจิ ัย บรษิ ัท กลุมแอดวานซ รีเสริ ช จํากดั . 2551. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน. 2561. สมุนไพร ในปาครอบครวั สกลนคร. กรงุ เทพฯ : สาม การเชอื่ มโยงขอ มลู ในการสรางแนวคิดการเลือก เจรญิ พาณชิ ย. สวุ รรณี เมธาจิตต. 2560. การพัฒนา ผลิตภัณฑใหม. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. ผลิตภัณฑพอกหนาทมี่ สี วนผสมของสารสกดั จาก กรงุ เขมา. การคน ควาอสิ ระปรญิ ญาวทิ ยาศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรเครือ่ งสาํ อาง สาํ นัก วิชาวิทยาศาสตรเ คร่ืองสาํ อาง มหาวิทยาลยั แมฟา หลวง. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

460 การศกึ ษาลกั ษณะทางชาติพันธขุ องชนเผา ไทโยยบา นอากาศ อําเภออากาศอาํ นวย จังหวดั สกลนคร A STUDY ON CULTURAL IDENTITY OF THAI YOY PEOPLE OF BAN AKAT IN AKAT AMNUAI DISTRICT, SAKON NAKHON PROVINCE กันธมิ า เผอื กเจริญ Guntima Phueakchroey ภาควชิ าแพทยแผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร 47160 Department of Traditional Thai Medicine, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ โครงการอนรุ ักษพนั ธุกรรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ไดเ กบ็ รวบรวมโครงการสํารวจและรวบรวมพิธีกรรมในการดํารงชีวิตของชนเผาในจังหวดั สกลนคร กรณีศึกษา ชนเผาไทโยย อําเภอ อากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร งานวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงคดังนี้ 1.เพื่อศึกษาภูมิปญญาพิธีกรรมความเช่ือของชนเผาไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร 2.เพื่อสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วิธีการวิจัยเปนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใชวิธีการวิจัย จากการศึกษา เอกสาร การสัมภาษณแ บบไมเ ปน ทางการ การสงั เกตและการสํารวจชุมชน การวเิ คราะหข อ มูลเปน การวเิ คราะหเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบวา สกลนคร จังหวัดหน่ึงในภาคอีสานตอนบนเปนแหลงชุมชนต้ังแตสมัยกอนประวัติศาสตรสืบเนื่องมาจนถึง ปจจุบัน ซึ่งมีชนเผาหลักดั้งเดมิ ท้ังหมด 6 ชนเผา ไดแก ชนเผาไทยญอ ชนเผาโซ (ไทโส) ชนเผากะเลิง ชนเผาโยย ชนเผาภู ไท และชนเผา ลาว ถือวา มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อนั เปนเอกลักษณบ งบอกถึงความเปน ตวั ตนชนเผา พิธีกรรม ความ เชื่อในการดํารงชีวิตเปนอัตลักษณแ หงภูมปิ ญญาทางวัฒนธรรมซึ่งบงบอกถึงความแตกตางไปจากผูอ ื่นทั้งความสมั พันธอยูก บั วิถีชีวิตของผูคนแตละกลุม ต้ังแตเกิดจนตาย ชาวไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร มีวิถีชีวิตสัมพันธก ับความเชือ่ ด้ังเดิมแบบผสมผสานระหวางชาวไทโยยยุคใหมกับชาวไทโยยยุคเกา และมีชาวจีนท่ีอพยพมาอาศัยอยูรวมกันอยางกลมกลืน สอดคลองในวิถีชีวิต การเก็บรวบรวมขอมูลภาคสนามเพ่ือการศึกษาวิเคราะห แบงเปนดานตาง ๆ ดังน้ี ประเพณี พิธีกรรม และความเช่ือเกี่ยวกับชีวิตเพ่ือสิริมงคล ความเชื่อในพิธีของชาวบานชุมชนชาวไทโยย ท่ียังคงมีการแสดงออกท่ีชัดเจนและมี การสืบทอดกัน จนเปนงานประจําป คือมีความเชื่อและศรทั ธาในศาลปูตา และจากสง่ิ เรน ลบั ท่ีมอี ํานาจเหนือธรรมชาติ ในทุก ดานของการดาํ รงชีวิต ตั้งแตเกิดจนตาย จากการสัมภาษณชาวบา นในชมุ ชนไทโยย บานอากาศ มคี วามเชือ่ และมกี ลวธิ ีในการ ที่จะใหลูกหลานมคี วามเชอื่ สบื ตอ กนั มาโดยการยึดถอื ปฏบิ ัตติ ามครรลองของสงั คมท่ีสรางขน้ึ ดา นความเชอ่ื เก่ยี วกับอาหารการ กิน ชนิดของอาหารท่ีนิยมรับประทานของชาวไทโยยในปจจุบัน จากการสํารวจพบวาประเภทและชนิดของอาหารที่กลุม ตัวอยางนิยมรับประทาน นิยมรับประทานท้งั หมด 53 ชนดิ สามารถแบงเปนประเภทได 11 ประเภท ดงั น้ี ประเภทตม อาหาร ท่ีไดรับความนิยมมากที่สุด คือ ตมปลาใสหมากเขือเครือ ประเภทแกง อาหารที่ไดรับความนิยมมากที่สุด คือ แกงหนอไม ประเภทลาบ กอย ซา แซ อาหารทไี่ ดรับความนิยมมากทีส่ ดุ คือ ลาบเทาใสหอย ประเภทตํา อาหารท่ไี ดร บั ความนิยมมากทส่ี ดุ คือ ตํารากบัว ประเภทนํ้าพริก แจว อาหารท่ีไดรับความนิยมมากที่สุดคือ แจวปลาแดกใสหมากเขือเครือ ประเภททอด ผัด อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ ทอดไขใสจีลอ ประเภทน่ึง อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ มอกกะปู ประเภท หมก ปง ยาง ขาวจ่ีเกลือไดรับความนิยมสูงสุด ประเภทออม อู ออมเน่ียวเปนอาหารที่ไดรับความนิยมมากที่สุด ประเภทยํา ซุป ซปุ มะเขอื เปน อาหารท่ีไดรบั ความนยิ มสงู สุด และ ประเภทอนื่ ๆ เชน การรับประทานสดหรือการถนอมอาหาร หมอนอยใส ปลาแหงเปนอาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุดอีกประเภทหนึ่งของชาวไทโยย ดานประเพณีพิธีกรรม และความเช่ือตาม เทศกาล หรือประเพณี 12 เดือน ฮีต 12 คอง 14 ประเพณีเก่ียวกับวิถีชีวิตซึ่งเปนประเพณีของชาวไทโยยบานอากาศน้ัน เร่ิม จากประเพณกี ารเกิดท่ีมีการผกู แขน การบวชท่ีมกี ารทาํ บุญ การแตงงานท่ีมพี ิธีบายศรี และการตายทม่ี ีการสวดทําบุญแผสวน กุศลแลวฝงหรือเผาเก็บกระดูก จากขอมูลทไ่ี ดพบวา ทุก ๆ ประเพณีดังกลาวมีการปฏิบัตติ อกันมาถึงปจจุบัน เพราะสว นใหญ ทําตามประเพณี สวนหน่ึงทําแลวสบายใจ และอีกสวนหน่ึงทําเพื่อความเปนศิริมงคลตอชีวิต ในปจจุบันวัฒนธรรมชาวไทโยย บานอากาศกําลังถูกวัฒนธรรมจากกลุมตาง ๆ ทั้งจากสวนกลางและจากกลุมอ่ืนๆ ท่ีมีความสัมพันธติดตอทั้งโดยตรงและ ทางออม ทําใหวัฒนธรรมด้ังเดิมของชาวไทโยยเกิดการเปล่ียนแปลงไปบาง มีการปรับวัฒนธรรมภายในบางประการ และรับ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

461 เอาวัฒนธรรมตางสังคมบางอยางไว มีการผสมกลมกลืนกัน และหนวยงานราชการ ท้ังในภาคสวนทองถิ่น ภาครัฐ เอกชน มี การจัดงานประจําปเพื่อการอนุรักษและสงเสริมวัฒนธรรมและการทองเที่ยว การจัดงานจึงมีความยิ่งใหญ ประกอบฉากดวย แสง สี เสียง ตระการตา เชน งานไหลเรือไฟ วันไทโยย งานคนเมืองฟา เปนวันท่ีชาวไทโยยรําลึกถึงบรรพบุรษ ความเปนมา และอัตลักษณของชาวไทโยย ซ่ึงเปนงานที่สนุกสนานและนาทองเที่ยวสําหรับนักทองเที่ยวจากตางถ่ิน สรางรายไดและการ ประชาสัมพนั ธความเปน คนโยยอีกทางเลอื กหน่งึ ดว ย Abstract The Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) has complied information by exploring rituals in the life of ethnic people in Sakhon Nakhon province, resulting in the research project on a case study of Thai Yoy ethnic people in Akat Amnuai District. The research objectives are as followed; 1. To study the local wisdom, rituals, and beliefs of Thai Yoy ethnic people in Akat Amnuai District, Sakhon Nakhon province; and 2. To give response to the royal initiative under the RSPG. The methods used in this qualitative research include the examination of documents and the information gathering via unofficial interviews, observation, and community survey before the data is subjected to the descriptive analysis. The findings show that Sakhon Nakhon, which is a province in the upper Northeastern region, is a pre-history community that has been continuously inhabited until present. There are six original tribes namely Thai Yo, Thai So, Kalerng, Thai Yoy, Phu Thai and Lao. The province is of a cultural diversity with each tribe having their own unique tribal identity, rituals, beliefs and ways of life. Each group's unique identity and cultural heritages, which differ from one another, are in close relations with the people’s life from birth until death. Thai Yoy people of Ban Akat in Akat Amnuai District, Sakon Nakhon province, live by the conventional beliefs which are mixed between those held by the modern Thai Yoy people and the old-timers – both groups of whom also harmoniously co-exist with Chinese migrants in the community. The field data, which is collected for analysis, can be divided into the various aspects of traditions, rituals and beliefs about life and what is considered auspicious. The ritualistic beliefs among Thai Yoy people have been clearly expressed and passed on from one generation to another, resulting in annual events such as the belief and faith in “Pu Ta” ancestor shrine and in supernatural beings. Such beliefs also are reflected in all aspects of the people's way of life from birth until death. From the interviews with Thai Yoy people of Ban Akat, the people have some methods to pass on the beliefs to their children including by maintaining particular practices as according to the way created by this society. Regarding the present-time Thai Yoy people’s belief about food and their favorite dishes, the survey identified 53 types of food under 11 categories that the sample group people are keen on eating. Under the category of “Tom” clear soup, the most popular is the fish clear soup with wild tomato, while it is the spicy bamboo shoot soup for the “Kaeng” spicy soup category. For the category of spicy meat salad – comprising of \"Larb\" (minced meat), \"Koy\" (sliced meat) as well as the similar cooking methods known as \"Sa\" and \"Sae\", the most popular dish is the spicy pond snail salad with \"Tao\" freshwater algae. For the category of \"Tam\" spicy salad mixed and pounded in a mortar, the most popular is the spicy lotus root salad, while the \"Nam Prik\" or \"Jaew\" chili dipping sauce category's popular dish is the fermented fish spicy dip with wild tomato. In the category of fried or stir-fried food, the most popular dish is the fried egg with \"Jee Lor\" crickets, while the steamed food category's most favorite dish is \"Mok Ka Pu\" pounded rice field crabs steamed with herbs. For the category of grilled/roasted food known as \"Mok\", \"Ping\", \"Yang\", the most popular dish is the grilled sticky rice with salt. Under the category of \"Om\" and \"Ou\" dill-infused dish which is halfway between soup and curry, the most popular dish is the \"Om Niew\" whose main ingredient is \"Niew\" damselfly larvae. In the category of \"Yam\" and \"Soup\" spicy salad, the most popular dish is the tomato soup, while the finely-pounded \"Mo Noy\" leaves with dried fish and herbs is the people's popular dish การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

462 among other categories such as raw cooking or food-preserving. Regarding traditions, rituals and beliefs, the twelve annual festivals known as\" Heed 12 Khong 14\" (12 traditions and 14 rules) have been part of the life of Ban Akat Thai Yoy people starting from birth until death. There are the birth ritual involving the binding of infant's wrist with holy threads, the monk ordination ritual involving merit makings, the wedding involving the \"Bai Sri\" ritual and the funeral involving prayers for the deceased, burial or cremation as well as ash and bone collecting. The study found that all festivals and rituals have been carried out as according to the traditions that had been passed on and put in use until the present time. Most people follow the traditions to feel easy and comfortable while others do it out of the wishes for life's positive and successful future. At present, the culture of Thai Yoy people of Ban Akat has been exposed to cultures from various groups including those from Central Thailand through direct and indirect contacts. This leads to some changes within the original Thai Yoy traditions including some internal adjustments and the adaptation of some cultural aspects from other societies to apply in the Thai Yoy culture. State agencies as well as local administration and private sector also partake in organizing annual festivals to conserve and promote culture and tourism. Events therefore are hosted grandly with magnificent props including the light and sound systems, as seen from the \"Lai Ruea Fai\" illuminated boat procession event, the Thai Yoy Day, and the Khon Muan Fah event. These events - in which Thai Yoy people pay tributes to their ancestors, tribal history and cultural identity- are fun and attractive to tourists; hence the events generate incomes and serve as the alternatives to promote Thai Yoy culture and identity. คําสาํ คัญ: ชนเผา ไทโยย, ความเชือ่ , วฒั นธรรม Keywords: Thai Yoy People, Believe, Culture ตดิ ตอ นกั วิจัย: กนั ธมิ า เผือกเจริญ (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Guntima Phueakchroey (E-mail: [email protected]) บทนาํ การศึกษาลกั ษณะทางชาติพันธุของชนเผา ไทโยยทบ่ี า น สกลนคร จังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนบนเปนแหลง อากาศ อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร อาศัยวิธีการ ทางประวัติศาสตร พบวา ชนเผาไทโยยมีวิธีการปรับตัวและ ชุมชนต้ังแตส มยั กอ นประวัติศาสตรส บื เน่อื งมาจนถงึ ปจ จบุ ัน คงรักษาไวซ่ึงเอกลักษณของกลุมควบคูกันไปในประเด็น ตามตํานานเลาวา สกลนคร หรือที่ในอดีตเรียกวา “เมือง ตางๆ ดงั นี้ หนองหานหลวง” ถูกสรางขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 ยุคท่ี ขอมเรืองอํานาจในดินแดนแถบนี้ ตอมา เม่ือขอมเส่ือม ดานระบบความเชอ่ื ชนเผาไทโยย ยังมคี วามเชอ่ื และนับ อํานาจลง เมืองหนองหานหลวงก็ตกไปอยูใตความปกครอง ถือผี ส่ิงลี้ลับนํามาเกี่ยวขอ งกับการดาํ เนินชีวิต อาชีพ สภาพ ของอาณาจักรลานชาง ท่ีเรียกชื่อเมืองวา “เมืองเชียงใหม สังคมความเปนอยูจึงตองเคารพบูชา พอจ้ําหรือกวานจ้ํา ซ่ึง หนองหาน” หรือ “เมืองสระหลวง” เมื่ออยูภายใตการ มีบทบาทมากในการตดิ ตอ วิญญาณผี ทชี่ นเผาไทโยย ใหค วาม ปกครองของไทยในสมัยรัตนโกสินทรไดเปล่ียนชื่อเปน เคารพและยึดม่ันวาชวยคุมครองปองกันเหตุรายตา งๆได คือ “เมืองสกลทวาป” จนมาถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ ศาลเจาปู หรือหอปูตา ผตี าแฮกหรอื ผไี รผ นี า เปนตน สงิ่ ลลี้ บั พระนั่งเกลา เจา อยูห วั จึงเปล่ียนช่ือจากเมืองสกลทวาป เปน น้ีเหลานี้ จึงทําใหสังคมของชนเผาไทโยยมีประเพณี “เมืองสกลนคร” ในปจจุบัน ซึ่งมีชนเผาหลักดั้งเดิมทั้งหมด กฎเกณฑของสังคมอยางชัดเจนในพิธีกรรมตางๆ สําหรับ 6 ชนเผา ไดแก ชนเผาไทยญอ ชนเผาโซ (ไทโส) ชนเผา ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีบทบาทมากเพราะใน กะเลิง ชนเผาโยย ชนเผาภูไท และชนเผาลาว ถือวามีความ สังคมชนเผาไทโยย สว นใหญนบั ถือศาสนาพุทธ ความศรทั ธา หลากหลายทางวัฒนธรรม อันเปนเอกลักษณบงบอกถึง ที่ มี ต อ ศ า ส น า จึ ง มี วั ด ม า ก ม า ย อ ยู ล ะ แ ว ก ใ ก ล เ คี ย ง กั น ความเปนตัวตนชนเผา พิธีกรรม ความเชื่อในการดํารงชีวิต ประเพณีตางๆ เชน การละเลนกลองเลง เปนชาติพันธุเดียว เปนอัตลักษณแหงภูมิปญญาทางวัฒนธรรมซึ่งบงบอกถึง เทาน้ันท่ีมีการละเลนกลองเลง เพื่อจรรโลงคํ้าจุน ความความแตกตางไปจากผูอื่นทั้งความสัมพันธอยูกับวิถี พระพุทธศาสนามาตั้งแตอดตี จนถึงปจจุบัน นับวาเปนความ ชีวติ ของผคู นแตละกลมุ ต้งั แตเกดิ จนตาย ศรัทธาและสืบทอดไดเ ปนอยางดี ความสนุกสนานชวยสราง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

463 ค ว า ม ส า มั ค คี ก ล ม เ ก ลี ย ว กั น ไ ด แ ล ะ ไ ด สื บ ท อ ด มีบทบาท เพราะการผลิตเพ่ิมขึ้น การอาศัยแรงงานคนและ พระพุทธศาสนาไปดวย นอกจากนี้ยังมีประเพณีผสมผสาน แรงงานสัตวคงไมสามารถเพ่ิมผลผลิตไดม าก เพราะปจจุบัน ระหวางพุทธศาสนาและความเช่ือในภูตผี เชื่อวาการกระทํา แรงงานในครอบครัวเล็กลง ดานอาชีพของชนเผาไทโยย การไหลเรือไฟทําใหเกิดความรมเย็นสงบสุขและนําสิ่งดๆี มา พบวา จากสภาพสังคมดั้งเดิม การผลิตเพื่อยังชีพได แต สูสังคมได เปนการบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจา ปจจุบันไดเปล่ียนแปลงมาผลิตเพื่อจําหนายตามสภาพ เปนการแสดงความเคารพตอพระแมคงคาท่ีไดใชนํ้าท้ัง เศรษฐกิจในปจจุบัน เชน การทํานา การหาปลา การจักสาน บริโภคและอุปโภค ตลอดจนยงั เปนการขอขมาแมน ํ้าทท่ี ําให การทอผา เปน ตน สกปรก นอกจากน้ียังเปนการสงผีน้ําหรือผีเงือกใหไปสูยังท่ี อยู คือ แมนํ้าโขงตอไป ความคิดความเช่ือดังกลาวนี้จะ พิธีกรรมความเชื่อในการดํารงชีวิตของชนเผา มีความ ผสมผสานจนกลายเปนประเพณีไหลเรือไฟ นับวาเปน โดดเดนเปนหนึ่งรากเหงาทางวัฒนธรรมที่ควรแกศึกษา ประเพณีที่รักษาไวซึ่งวัฒนธรรมมีผลตอความศรัทธาในส่ิง รวบรวมเพ่ือการเรียนรูและถายทอดสูคนรุนหลัง เปนการ เคารพตางๆ แลวผลท่ีสะทอนออกมาในรูปธรรม จะเห็นได สรางทางเช่ือมโยงภูมิปญญาและจิตแหงความผูกพันของ อยางชัดเจนวา ความสามัคคีนํ้าหน่ึงใจเดียวกันของชนเผา บรรพบุรุษ กอใหเกิดความตระหนักถึงรากเหงาและการสืบ ไทโยยตอประเพณีการไหลเรือไฟมีมากมายนับต้ังแตการ ทอดภูมิปญญาของบรรพบุรุษและนํามาใชในการดํารงชีวิต สรางเรือ การประดับตกแตง การแสดงบนเรือเปน ภาพทหี่ าดู ประจําวัน ไดยากมากในสังคมเมือง แตในสังคมชนบทความรักความ ขอบเขตของเรื่อง สามัคคี ความชวยเหลือกันทําใหเห็นความรวมมือความ ขน้ั เตรียมงาน P (Plan) สามัคคีทุกคน ดานการเลือกท่ีอยูอาศัยการต้ังหลักแหลง 1) การประชุมคณะกรรมการดําเนนิ โครงการ บา นเรือน พบวา ชนเผา ไทโยย มกั จะต้ังถิ่นฐานใกลแมน า้ํ และ 2) การประชุมเพ่ือสรางเครือขายการทํางานรวมกับชุมชน ใชแมน้ําเปนเสนทางอพยพมาจากประเทศสาธารณรัฐ ดาํ เนนิ การตามแผนการดําเนนิ งานทวี่ างไว โดย ประชาธิปไตยประชาชนลาว เม่ือมาไดถ่ินฐานใหมก็เลือก ขนั้ ดําเนินงาน D (Do) ทําเลแถบลํานํ้ายาม เน่ืองจากสภาพพ้ืนที่ มีความอุดม การศึกษาและรวบรวมเรื่องเก่ียวกับพิธีกรรมและความเช่ือ สมบูรณทาํ ใหม ีผลตอ การตัง้ ถ่ินฐานของชนเผา ไทโยยในเขตนี้ เร่ืองศาลปูตากับชนเผาไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัด มาก ดงั ปรากฏหลกั ฐานทางประวัติศาสตรการเสด็จทางภาค สกลนคร อสี านของสมเดจ็ พระยาดํารงราชานุภาพ การรกั ษาประเพณี 1) ศึกษาขอมูล/สืบคนขอมูลท่ีเก่ียวของกับชนเผาไทโยย ของชนเผาไทโยยไดถายทอดออกมาในกลมุ มีประเพณตี างๆ อาํ เภออากาศอํานวย จงั หวัดสกลนคร และอนรุ กั ษไวต ลอดมา 2) ลงพ้ืนท่ีสํารวจและรวบรวมขอมูลอําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร เพ่ือสืบคน สัมภาษณและรวบรวมขอมูล นอกจากน้ีเอกลักษณอยางหน่ึงทางชาวชนเผาไทโยยท่ี เก่ียวกบั พธิ กี รรมของชนเผาไทโยย ยังปรากฏอยู คือ ภาษาพูดท่ีลากเสียงยาว คําบางคําไม 3) จัดทําขอมูลดานองคความรูที่ไดมาจากแหลงขอมูล สามารถเขียนเปนตัวหนังสือใหตรงกับสําเนียง ชาวไทโยยใน ตรวจสอบความถูกตอ งและปรบั ปรุงใหส มบรู ณ ปจจุบันยังคงอนุรักษภาษาโยยไดอยางมั่นคง ความ วตั ถุประสงค ภาคภูมิใจของกลุมนี้ คือความศรัทธา เช่ือถือ ในองคพระ 1. เพื่อศึกษาและรวบรวมความเชื่อในเรื่องศาลปูตากับ แกวท่ีประดษิ ฐานท่ีวัดกลางพระแกวถือวาเปนส่ิงบา นคเู มอื ง พิธีกรรมความเช่ือของชนเผาไทโยย อําเภออากาศอํานวย ของชนเผาไทโยย ลักษณะบานเรือนในสมัยแรกๆ จะสราง จงั หวัดสกลนคร แบบบานยกเสาสูง มี 2 จ่ัวคูกัน แตปจจุบันสรางตามแบบ 2. เพ่ือสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช ไทยอีสานมีจั่วเดียวมีระเบียงบานเหมือนเดิม สรุปไดวา อันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ลักษณะบา นเรอื นแบบดงั้ เดิมดงั กลา วนั้นสามารถสรา งขึ้นมา สยามบรมราชกมุ ารี เพราะเปนครอบครัวใหญ พอแมมีลูกหลายคน แตปจจุบัน รูปแบบการวิจยั รัฐบาลมีการรณรงคใหมีลูก 2 คน ครอบครัวจึงมีขนาดเล็ก รปู แบบการวจิ ัยครง้ั น้ีเปน การวิจัยเชงิ คณุ ภาพ โดยกําหนดวธิ ี ลง สิ่งหน่ึงท่ียังรักษาเอาไว คือเคร่ืองมือเคร่ืองใชยังเปน การศกึ ษา 4 ขน้ั ตอน ดงั น้ี เคร่ืองจักรสาน ไมวาจะเปนของใชใ นครัวเรือนและเคร่อื งมอื จับปลา เครื่องมือทอผาและเคร่ืองมือทํานา เชน ไถ คราด ชนเผา ไทโยย ประดิษฐของจากไมแ ละไมไผ แตปจ จุบนั ความ เจริญกาวหนาทางเทคโนโลยกี ารใชรถไถเดินตามก็จะเขามา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

464 1. การศึกษาขอมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ในการที่จะใหลูกหลานมีความเช่ือสืบตอกันมา โดยแตเดิม โดยศึกษาและรวบรวมเอกสารงานวิจัยวิทยานิพนธ และ น้ันทราบวาไดรับการสบื ทอดพิธีกรรม การไหวศ าลปูต า และ บทความตางๆ ที่ เกี่ยวขอ งกับการวิจัยในคร้งั น้ี พิธีกรรมตางๆ จากบรรพบุรุษ มีความเหนียวแนนในการ 2. การสัมภาษณ (Interview) เปนการสัมภาษณแบบไมเ ปน ยึดถือปฏิบัติคือในดานความเชื่อเร่ืองพิธีกรรมการไหวศาล ทางการโดยเตรียมแนวคําถามในการสมั ภาษณไวลว งหนา ใช พอสรศักดิ์ ใครบุตร กวานจ้ําประจําศาลปูตา ไดเลาถึง การสมั ภาษณ 2 แบบดงั นี้ ประวัติของศาลเจาปูหรือหอปูตา (ภาษาโยยพื้นบาน เรียก 2.1 การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางโดยเปดกวางไมจํากัด เจาปวู า ปตู าหรอื อปี ูต า) บรรพบรุ ุษของชาวโยยบานอากาศ คําตอบ เพ่ือใหผูถูกสัมภาษณมีอิสระที่จะเลาเรื่องตางๆ นับถือศาสนาพุทธเปนหลัก แตก็ยังมีความเช่ือเรื่องผีสาง ผูวิจัยจะใชแนวคําถามน้ีกับกลุมเปาหมายท่ีเปนชาวโยยใน นางไมและวิญญาณอันศักด์ิสิทธิ์ ท่ีจะใหความคุมครอง พ้ืนท่ี เก่ยี วกับความเชือ่ ในชุมชน วถิ ีชีวติ และอาชพี สัมฤทธ์ิผลใหในส่ิงที่เราตองการและติดตามปกปกรักษาเรา 2.2 การสัมภาษณแบบมีโครงสรางโดยการสัมภาษณแบบ ใหพ น จากภัยทงั้ ปวงไดด วย ประเพณใี นการทําพธิ ีบวงสรวงปู เจาะลึก หรือการสัมภาษณ แบบมีจุดสนใจเฉพาะเปนการ ตามกั ทาํ ในชวงเดอื นพฤษภาคมของทกุ ป ตรงกบั วนั ข้นึ 6 คาํ่ สัมภาษณที่ผูสัมภาษณมีจุดสนใจอยูแลวโดยคําถามจะมุง เดือน 6 ซ่ึงจัดข้ึนในป 2557 เปนปแรก ในงานจะจัดท่ีศาล ประเด็นเกี่ยวกบั ผใู หขอ มลู โดยใหผ ูใหขอมลู เลา เหตุการณ เจาปู อําเภออากาศอํานวย ซ่ึงในตอนเชาจะมีการทําบุญตัก 3. การสังเกต (Observation) เปนวิธีการเก็บรวบรวมขอ มูล บาตร สงขาวปูตา การโสเหลถึงอัตลักษณ ไทโยย หมอลํา โดยผูวิจัยจะเขาไปสังเกตพฤติกรรมตาง ๆ ของผูใหขอมูล กลอน การแขงขันทําอาหาร แขงขันพิณแคน ขบวนแหของ สําคัญ (Key Informants) ในขณะทําการสัมภาษณแบบ แตละวัดโดยยึดตามคําขวัญของอําเภอ งานแสดงแสงสเี สียง เจาะลึก เพื่อแสวงหาความรูหรือขอมูลที่จะใชในการวิจัย เก่ียวกับการตั้งบานอากาศ การรําถวายเจาปู และงานพา โดยตรง แลง ชมดนตรีจากวงโยยสามวัย สรางความร่ืนเริงและเปน 4. การสํารวจชุมชน เปนการสํารวจเฉพาะเจาะจงเพื่อใหได การสืบทอดเร่อื งราว วิถีชีวิต คุณคาของศิลปวัฒนธรรม ของ ขอ มูลชมุ ชนเปา หมายของการศกึ ษา ต้ังแตอ ดีตจนถึงปจ จบุ นั บรรพบุรุษสูรุนลูกหลานโดยใชสื่อ และการสงเสริมจาก ในดานตางๆ เชน การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ คานิยม หนวยงานราชการ เชน เทศบาลอากาศอํานวย ที่เปน การแสดงออก ความเช่อื ในชมุ ชน เจาภาพและสนับสนุนการจัดงานอยางตอเน่ืองมาทุกป ผลการศึกษา เนื่องจากเปนชวงเวลาที่ชาวนาเก็บเกี่ยว เปนชวงเวลาที่ เดินทางสะดวกกอนถึงฤดูฝน ดังท่ีกลาวกัน โดยการ ผูคน จากโครงการสํารวจและรวบรวมพิธีกรรมในการ เตรียมเคร่ืองปรุงอาหารไวใหพรอมประเภท หมู เหลา เปด ดํารงชีวิตของชนเผาในจังหวัดสกลนคร กรณีศึกษา ชนเผา ไก บุหร่ีและของหวานตางๆ อยางไรก็ดีพิธีกรรมดังกลาวใน ไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร ไดแบงออกได ปจจุบนั กเ็ ปลย่ี นไปตามกาลเวลา โดยจาํ้ และผูรบั ภาระหนา ที่ เปน 3 ดานคอื จะจัดเครือ่ งเซน พานบายศรี ขันธ ๕ ขันธ ๘ ตามธรรมเนียม 4.1. ประเพณี พธิ กี รรม และความเชอื่ เกย่ี วกับชีวิตเพ่ือสิริ เพ่ือไหวปูตา มีการฟอนบายศรีเพื่อเปนการบวงสรวงโดย มงคล ลูกหลานชาวไทโยย ตอมามีชาวจีนเขามาต้ังบานเรือนและ ทาํ มาคา ขายจึงไดน ํารูปของบรรพบรุ ุษท่ีชาวจีนเคารพนับถือ ชาวไทโยยมีวัฒนธรรมประเพณี เปนเคร่ืองยึด มาประจาํ อยใู นศาลเจาปูดวย เม่ือมีเร่ืองเดอื ดรอนใจก็ไปบน เหนี่ยวในความสมั พันธและความภาคภูมใิ จในทอ งถิ่นของตน บานศาลกลาวขอใหขจัดส่ิงเลวรายเหลานั้น และใหสม มีเอกลักษณสําคัญที่โดดเดน ชัดเจนมากที่สุด คือ การเคารพ ประสงคทุกอยางก็ปรากฏวา สมั ฤทธ์ิผลเปนทีพ่ อใจมาก ชาว ผูอาวุโส เชื่อฟงบรรพบุรุษและมีความเชื่อศรัทธาใน จีนจึงมีความเคารพเชื่อถือพรอมกันน้ันไดรวบรวมเงินสราง หลักธรรมทางศาสนา รักและหวงแหนวัฒนธรรมประเพณี ศาลเจาปูเปนที่อยูใหม มีลักษณะเปนเรือนปูนช้ันเดียว หอง ด้ังเดิมโดยเฉพาะประเพณีเกยี่ วกบั การไหวศ าลปตู า การไหล เดียว แลวกําหนดวันเซนไหว เปนประจําทุกๆ ปไป เปนการ เรือไฟ การละเลนกลองเลง บุญสลากภตั การทาํ บุญแจกขาว ผสมผสานประเพณีใหสอดคลองกับวิถีชีวิตของชุมชนและ แกผูลวงลับ ความเชื่อในพิธีของชาวบานชุมชนชาวไทโยย ท่ี การอยูรวมกัน มีที่พ่ึงทางใจในสิ่งเดียวกัน สรางความรัก ยังคงมีการแสดงออกที่ชัดเจนและมีการสืบทอดกัน จนเปน สามัคคีในชุมชนภายใตกฎเกณฑแหงความศรัทธาเปน งานประจําป คือมีความเช่ือและศรทั ธาในศาลปตู า และจาก แนวทาง ความเช่ือในการบูชาปูตาน้ันไมไดขัดแยงกับหลัก ส่ิงเรนลับท่ีมีอํานาจเหนือธรรมชาติ ในทุกดานของการ ของศาสนาแตอยางใด กลับถูกผสานกลมกลืนไปดวยกัน ดํารงชีวิต ต้ังแตเกิดจนตาย จากการสัมภาษณชาวบานใน เพราะหลังจากที่ไปวัดทําบุญประกอบกิจทางศาสนาแลว ก็ ชุมชนไทโยย บานอากาศ ชาวไทโยยมีความเชื่อและมีกลวิธี การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

465 จะพากันมาทําบุญตอที่ศาลปูตา เพื่อเปนการแสดงความ พบวาภาคอีสานมีช่ือเรียกประเภทของอาหารจํานวน 25 กตัญูตอบรรพบุรุษ หลายคร้ังท่ีพอจํ้าหรือพระสงฆตางมา ประเภท ภาคใตมีจํานวน 11 ประเภท คนอีสานใหความ ปฏิบัติกิจกรรมดวยกัน โดยมีพอจํ้าเปนสื่อและพระสงฆเปน สําคัญกับวิธีการประกอบอาหาร จึงมีชื่อวิธีการประกอบ ผูน าํ เชอ่ื มโยงคนในชมุ ชนและสรางความสามัคคใี นชุมชน อาหารปรากฏหนาวัตถุดิบ สวนภาคใตใหความสําคัญกับ 4.2.ประเพณีและความเช่ือเกยี่ วกบั อาหารการกิน วัตถุดิบประกอบอาหาร โดยชื่ออาหารสวนใหญจะบอก วัตถุดิบในการประกอบอาหารกอนวิธีการประกอบอาหาร ชนิดของอาหารที่นิยมรับประทานของชาวไทโยยใน และสอดคลองกับงานวิจัยของ จารุวรรณ ธรรมวัตร และ ปจจุบัน จากการสํารวจพบวาประเภทและชนดิ ของอาหารที่ คณะ (2540) ท่ีพบวาปจจัยท่ีทําใหการบริโภคของคนใน กลุมตัวอยางนิยมรับประทาน นิยมรับประทานท้ังหมด 53 ชุมชนเมืองเปล่ียนแปลงประการท่ีสองคือการแพรกระจาย ชนดิ สามารถแบง เปน ประเภทได 11 ประเภท ดงั น้ี ประเภท ข อ ง อ า ห า ร สํ า เ ร็ จ รู ป แ ล ะ เ ค ร่ื อ ง บ ริ โ ภ ค ช นิ ด ใ ห ม จ า ก ตม อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ ตมปลาใสมะเขือ สวนกลางจากตางประเทศและถ่ินอื่นๆ โดยมีส่ือโทรทัศน เครือ ประเภทแกง อาหารท่ีไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ และสื่อวิทยุกระตุนใหเกิดแรงจูงใจในการบริโภค ประการที่ แกงหนอไม ประเภทลาบ กอย ซา แซ อาหารที่ไดรับความ สามคือการอพยพไปประกอบอาชีพชั่วคราวในเขตเมอื งและ นยิ มมากท่ีสดุ คือ ลาบเทาใสห อย ประเภทตํา อาหารท่ีไดร บั เขตอุตสาหกรรมของชาวอีสานวัยแรงงาน เกิดการเอาอยาง ความนิยมมากท่ีสุด คือ ตํารากบัว ประเภทน้ําพริก แจว การบริโภคแบบชาวเมอื ง นอกจากนี้ชาวไทยถ่ินอื่นไดอ พยพ อาหารท่ีไดรับความนิยมมากท่ีสุดคือ แจวปลาราใสมะเขือ มาประกอบอาชีพในภาคอีสานทําใหเกิดการแลกเปล่ียน เครือ ประเภททอด ผัด อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด วัฒนธรรมการบริโภค สวนลักษณะเฉพาะถ่ินในการบริโภค คือ ทอดไขใสจ้ิงหรีด ประเภทน่ึง อาหารที่ไดรับความนิยม ของชาวอีสานน้ัน ประการที่หน่ึงการบริโภคมีบทบาททาง มากที่สุด คือ มอกกะปู ประเภทหมก ปง ยาง ขาวจี่เกลือ สังคมเปนกิจกรรมที่แสดงความสัมพันธระหวางคนกับคน ไดรับความนิยมสงู สุด ประเภทออม อู ออมเน่ียวเปนอาหาร คนกับผีและคนกับพระ โดยแสดงออกในพฤติกรรมการ ท่ีไดรับความนิยมมากที่สุด ประเภทยํา ซุป ซุปมะเขือเปน บริโภคในโอกาสพิเศษตามประเพณี พิธีกรรมและงานมงคล อาหารท่ีไดรับความนิยมสูงสุด และ ประเภทอ่ืนๆ เชนการ นอกจากน้ีส่งิ ที่นํามาบรโิ ภคในปจจุบนั เปนสญั ลกั ษณท ่ีแสดง รับประทานสดหรือการถนอมอาหาร หมอนอยใสปลาแหง สถานภาพทางสงั คมของผูบรโิ ภคและเจาภาพผทู ําใหเกดิ การ เปนอาหารที่ไดรับความนิยมมากที่สุดอีกประเภทหนึ่งของ บริโภคในโอกาสพิเศษ จากการสํารวจอาหารและวิธีการ ชาวไทโยย ในชวงเทศกาลหรืองานประเพณนี ัน้ ชาวไทยโยย ทําอาหารจะเห็นไดวาอาหารพื้นบานสวนใหญประกอบไป มักจะมารวมกนั ทําอาหารประเภทตางๆ โดยยงั คง อัตลักษณ ดวยพืชผักหรือสมุนไพรท่ีมีประโยชนและมีคุณคาทาง ของอาหารตามความเชื่อของลักษณะงาน เชน ไมทําอาหาร โภชนาการสงู จงึ สามารถจัดเปน อาหารเพ่ือสุขภาพและนํามา เปนลักษณะเสนในงานศพเพราะจะมีความเช่ือวาจะมีการ เปนแนวทางในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนได โดยการ ตายเกดิ ข้นึ อีก หรือการทําอาหารขาวแดกงา หรือการนาํ ขา ว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เพ่ือเปนอีก มาบดผสมกับงาค่วั ในชว งเทศกาลงานปใหม หรือหลังฤดูการ ทางเลือกหน่งึ ในการดูแลสุขภาพของคนในปจจุบันโดยรักษา เก็บเกี่ยว จากการศึกษาเห็นไดวาชื่ออาหารสวนมากใช ภูมิปญญาตลอดจนวัฒนธรรมที่ดงี ามดานการกินอยูของชาว วิธีการปรุงอาหารนําหนาชื่อวัตถุดิบ นอกจากนี้อาหาร ไทโยยตามแบบวิถธี รรมชาติ พื้นบานของชาวไทโยยยังแสดงใหเห็นถึงวัฒนธรรมและ 4.3. ประเพณีพิธีกรรม และความเชื่อตามเทศกาล หรือ ความเชื่อของคนในชุมชนในสมัยกอน เชน มอกกะปูเปน ประเพณี 12 เดือน สิ่งจําเปนสําหรับพิธีทําขวัญขาว ตามความเชื่อของคน โบราณ เปน กุศโลบายเพื่อขมขวัญปูนาไมใหมากัดกินตน จารีตประเพณี ประเพณี หมายถึง ขอบังคับหรือเกณฑ ขาว หรือขาวแดกงาในอดีตนิยมทําตอนรับแขกที่มาเยี่ยม ในการปฏิบัติท่ีหมูชนประพฤติ และจดจําทํากันมานาน ถา บานหรือมีการรวมญาติ แตในปจจุบันทําในงานบุญวัด ใครฝาฝนไมปฏิบัติถือวาผิดศีลธรรมไมมีใครยอมคบหา ประเพณีตางๆ และเดือน 12 ขาวออกใหม แมวาอาหาร สมาคม ฮีตสิบสองเปนประเพณีที่คนทุกคนกลุมชาติพันธุ พน้ื บา นในปจจบุ ันจะไดรับวฒั นธรรมท่เี ปลี่ยนไปตามยคุ สมัย นิยมปฏิบัติสืบทอดตอกันมา ชาวไทโยยบานอากาศก็ เขามา ไมวาจะเปนอิทธิพลของอาหารสําเร็จรูป วัฒนธรรม เชนเดียวกัน ชาวไทโยยเปนหมูบานท่ีอยูรวมกันเปนกลุม การบริโภคจากตา งประเทศ ที่เขามามีอิทธิพลกับการดาํ เนนิ และจะมีขนบธรรมเนียมรวมกันจึงมีการรวมกันทํากิจกรรม ชีวิตของคนในปจจุบัน ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของรัตนา ตางๆ ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธกันในชุมชน แตละ จันทรเทาว และเชดิ ชัย อดุ มพันธ (2560) ไดศ กึ ษาชอ่ื อาหาร ประเพณกี จ็ ะตอ งมีการชวยกันเตรยี มงานพธิ ี แสดงใหเห็นถึง ทอ งถ่นิ อีสานและภาคใตในมุมมองดา นอรรถศาสตรชาตพิ นั ธุ ความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน และประเพณีที่เกี่ยวของ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

466 กับชุมชนชาวไทโยย ไดแก ฮีตสิบสองเปนจารีตประเพณีท่ี อยางหนึ่งของชาวไทโยยบานอากาศที่มีความเชื่อเรื่อง คนในกลุมไดรวมชุมนุมกันทําบุญเปนประจําทุกๆ เดือนใน โ ห ร า ศ า ส ต ร ห รื อ ค ว า ม เ ชื่ อ ที่ บ ร ร พ บุ รุ ษ มี ค ว า ม ผู ก พั น รอบป คือ เดือนอายทําบุญขาวกรรม เดือนยี่ทําบุญคูณลาน กําหนดใหคนรุนหลังสืบทอดกันมาจากขอมูลท่ีไดพบวาชาว เดือนสามบุญขาวจ่ี เดือนสี่บุญพระเวส เดือนบุญสงกรานต ไทโยยสวนหน่ึงไมนิยมสะเดาะเคราะหเพราะหาเจาพิธียาก เดือนหกบุญบั่งไฟ เดือนเจ็ดบญุ เล้ียงอารกั ษหลกั เมือง เดือน ตองไปหาจากหมูบานอ่ืน แตอีกสวนหน่ึงยังทําสะเดาะ แปดบญุ เขาพรรษา เดอื นเกาบุญขา วประดับดิน เดอื นสิบบญุ เคราะหซ่ึงจะทําเพราะเจบ็ ปวย มีลางราย หรือฝนโชคชะตา ขาวสาก เดือนสิบเอ็ดบุญออกพรรษา และเดือนสิบสองบุญ เปนเร่ืองของความเช่ือ เชื่อวาการจะมั่งมีหรือยากจนขึ้นอยู กฐิน ชาวไทโยยมีการปฏิบัติดว ยความเชื่อฮีตสิบสองคองสบิ กับความขยันหรือเกียจคราน ไมใชโชควาสนาที่เปน สนี่ ีเ้ ปน จารีตประเพณีทกุ ครอบครวั ผลทเ่ี กดิ ขนึ้ คือ ทุกๆ คน ตวั กาํ หนด ชาวไทโยยมคี วามเช่อื ในเร่ืองโชคชะตาวา สามารถ จะไดเขาวัดใกลกบั หลกั ธรรมของพุทธศาสนา และทําใหเกดิ เสริมความขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงานตางๆ การรูจักคุนเคยสามัคคีกัน และเมื่อวางจากงานอาชีพทุกคน ใหมีฐานะดีได ฤกษยาม ในการประกอบกิจกรรมตางๆ ของ จะเสียสละทํางานเพื่อสวนรวม ปจจุบันการจัดกิจกรรมใน ชาวไทโยย จะมขี ั้นตอนพิธีกรรมเขา มาเกย่ี วของ ต้งั แตก ารหา ฮีตสิบสองสวนใหญจะจัดเพื่อเทศกาลเทาน้ัน และปจจุบัน ฤกษยาม การบนบาน การสวดมนตทําบุญเลี้ยงพระในการ สังคมสมัยใหมไดแพรเขาสูหมูบาน ทําใหประเพณีเกาๆ เริ่ม แตงงาน การสรางบานใหม ชวยใหเกิดความขลัง ความ เสื่อมไป เพราะคนในสังคมมุง เนน ในเรื่องของการดาํ เนินชีวิต ศักด์ิสิทธ์ิ ความนาเล่ือมใส สามารถปลุกศรัทธาใหเกิดใน การทํามาหากินตามระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ประเพณี จิตใจผูกระทาํ ครอบครัว และผูพบเห็นภูตผี ชาวไทโยย บาน เกี่ยวกับวิถีชีวิตซึ่งเปนประเพณีของชาวไทโยยบานอากาศ อากาศมีความเช่ือวาผีมีจริง จากขอมูลที่ไดพบวา ผีท่ี เริ่มจากประเพณีการเกิดท่ีมีการผูกแขน การบวชที่มีการ ชาวบานไทโยยนับถือ ไดแก ผีบรรพบุรุษ เปนผีประจํา ทําบุญ การแตงงานที่มีพิธีบายศรี และการตายท่ีมีการสวด ตระกูล หมายถึง ผีปูยา ตา ยาย ท่ีคอยดูแลรักษาลูกหลาน ทําบุญแผสวนกุศลแลวฝง หรือเผาเก็บกระดูก จากขอมลู ท่ีได ในครอบครัว และผีเรือน เปนผีประจําครอบครวั สวนผีแฮก พบวา ทุกๆ ประเพณีดังกลาวมีการปฏิบัติตอกันมาถึง เปนผีดูแลไรนาไมใหเสยี หายจากภยั พิบัติตางๆ และใหไดผ ล ปจจุบัน เพราะสวนใหญทําตามประเพณี สวนหนึ่งทําแลว ผลิตมากๆ ชาวไทโยยบานอากาศทําพิธีเซนสรวงหรือเลีย้ งผี สบายใจ และอีกสวนหนึ่งทําเพื่อความเปนศิริมงคลตอชีวิต เหลา น้เี สมอโดยเฉพาะผีตาแฮกเพราะถอื วา จะอาํ นวยผลดใี น ความเช่ือ หมายถึง การยอมรับอันเกิดในจิตสํานึกมนุษยตอ การทํานา เซนสรวงผีบรรพบุรุษ เมื่ออยูดีกินดีมีความอุดม พลังอํานาจเหนือธรรมชาติท่ีเปนผลดีหรือผลรายตอมนุษย สมบูรณก็ไปวัดอุทิศสวนกุศลให ดังน้ันไมวาชาวไทโยยบาน หรือสังคมน้ันๆ แมวาพลังอํานาจเหนือธรรมชาติจะไม อากาศจะทํากิจกรรมใด จะไปไหนมาไหน ก็มีความสุขกาย สามารถพิสูจนไดวาเปนของแทจริง แตมนุษยในสังคมหนึ่ง สุขใจ จะมีการเซนสรวงผีทุกครั้ง และจะไมประพฤติปฏิบัติ ยอมรับและใหความเคารพเกรงกลัว ดังนั้นความเช่ือจึงเปน ในสิ่งท่ีเรียกวาการผิดผี ซึ่งเปนเร่ืองท่ีไมสามารถมองเห็น ฐานที่กระทําสิ่งตางๆ รวมท้ังความเชื่อในสิ่งศักด์ิสิทธ์ิท่ีเชื่อ การผิดผีอาจเกิดข้ึนไดจากการรูเทาไมถึงการณ ความคึก วาจะบันดาลความสุขไดหรือหากทําใหสิ่งศักด์ิสิทธิ์หรือผี คะนอง หรือการผิดประเพณีอยางใดอยางหนึ่ง ประเพณี บรรพบุรุษใหไมพอใจก็จะนําความทุกขยากลําบากมาให จึง เดือน 3 ออกใหม 3 คํ่า (เดือน 3 ข้ึน 3 คํ่า) หรือประมาณ มีพิธีเซนสรวงสักการบูชาบอยๆ เขาก็ปลูกฝง ความเชื่อใหล กึ เดือนกุมภาพันธถือวาเปนประเพณีวันข้ึนปใหมของชาวโยย ลงไปในจิตสํานึกจนไมสามารถถายถอนได ชาวไทโยยบาน อากาศอํานวย เปนวันศิริมงคล ดังคํากลาวท่ีวา “วันหมาก อากาศก็เชนเดียวกันกับชนกลุมอ่ืนๆ ที่ถูกปลูกฝงความเชื่อ ขามปอ มสุกหวาน แมมานทอ งแวบ ครกปง ใบ หวั จะไคออก ในเรื่องตางๆ สืบทอดกันมา ไดแก ขวัญ ชาวบานสวนใหญม ี ดอก” ถือเปน วันท่ขี วัญของสรรพส่ิงตางๆ แข็งแกรงทีส่ ดุ ความเชื่อสิ่งตางๆ ยอมมีขวัญท้ังน้ันไมวาจะเปน คน สัตว สรุปผล สิ่งของ และขวัญที่เปนสิ่งของที่มองไมเห็นคลายๆ วิญญาณ สงิ สถติ อยกู ับส่งิ ตา งๆ เชอ่ื กันวา ถาขวัญอยูกบั เนอื้ กับตัวยอม จากการศึกษาน้ัน ชาวไทโยยท่ียังคงอาศัยอยูในบาน ทําใหปราศจากโรคภยั ไขเจ็บ ดังน้ันจึงมีพิธีทําขวัญหรือเรียก อากาศ อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร ตางยังคง ขวัญ การทําขวัญมีหลายประเภท คือ ทําขวัญคน ทําขวัญ อนุรักษและยังคงอัตลักษณของความเปนชนชาวโยย เชน ขาว และทําขวัญควาย ซึ่งนิยมทําในฤดูทํานาสองประเภท ภาษาพูด อาหารการกิน ประเพณีทางศาสนาและความเช่ือ หลังน้ีทําตามประเพณีเพื่อความเปนศิริมงคล สวนการทํา สวนทองถิ่นเองน้ันกใ็ หความคุมครองภูมิปญญาทอ งถิ่น และ ขวัญขาวคนนั้นจะนิยมทําเม่ือเกิดเหตุราย เชน ไดรับ สรางความรวมมือกับเจาของภูมิปญญาทองถิ่นดวยกันเพ่ือ อุบัติเหตุตางๆ สะเดาะเคราะหห รือแตงแก เปนความเชื่ออกี คุมครองภูมิปญญาทองถิ่นใหชัดเจนและเปนเอกภาพ อันจะ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

467 เปนการสรางที่ตองการเขาถึงและใชประโยชนใหเห็นถึง คาํ ขอบคณุ ความสําคัญและเคารพตอสิทธิแหงภูมิปญญาทองถ่ิน และมี โครงการวิจัยน้ีไดร ับการสนับสนุนจากโครงการอนรุ กั ษ การสงเสริมคนควาวิจัยศึกษาและเก็บรวบรวมขอมูลภูมิ ปญญาของทองถ่ิน มุงศึกษาใหรูความเปนมาในอดีต และ พันธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ รฯิ ผูวจิ ัยขอขอบคุณ สภาพการณในปจจุบัน เพ่ือหาทางอนุรักษ สืบสานและสืบ มา ณ ที่นด้ี วย ทอดตอไปไมใหสูญหาย โดยการสรางและปลุกจิตสํานึกให เอกสารอา งองิ คนในทองถิ่นตระหนักถึงคุณคาและความสําคัญของภูมิ จารุวรรณ ธรรมวัตร และคณะ (2540) การเผยแพรแ นวคดิ ปญญาทองถ่ิน การสงเสริมสนับสนุนกิจกรรมตามประเพณี และวัฒนธรรมตางๆ สรางจิตสํานึกของความเปนคนทองถ่ิน นิยามความม่นั คงทางอาหารของชมุ ชนทอ งถิ่นอสี าน น้ันๆ ซึ่งตองรวมกันอนุรักษภูมิปญญาที่เปนเอกลักษณของ นิสติ ช้นั ปท ่ี 5 โปรแกรมวชิ าสงั คมศกึ ษาคณะ, 2553 ครุ ทองถิ่น รวมทั้งสนับสนุนใหมีพิพิธภัณฑทองถิ่นรวบรวม เร่ืองราวประวัติศาสตรของชาวไทโยย แสดงสภาพชีวิตและ ศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั บานสมเดจ็ เจา พระยา ความเปนมาของชุมชน รวมถึงการฟนฟู โดยการเลือกสรร งานวิจยั เรือ่ งการศึกษาสาํ รวจชมุ ชนกะเหรยี่ ง บานหว ย ภูมิปญญาท่ีกําลังสูญหาย หรือท่ีสูญหายไปแลวมาทําใหมี นํ้าหนัก อําเภอสวนผงึ้ จังหวัดราชบุรี คุณคาและมีความสําคัญตอการดําเนินชีวิตในทองถิ่น ธวัช ปณุ โณทก, 2521 ไดทําการศึกษาประวัติศาสตรแ ละ โดยเฉพาะการละเลนกลองเลง ซ่ึงเปนพื้นฐานทางคานิยม วรรณกรรมอีสาน จําลอง ทองด,ี 2529ไดถ า ยทอด ทางดนตรีมีการพัฒนา มีความคิดริเร่ิมสรางสรรคและ ความรสู กึ นึกคดิ ออกมาเปน ตัวหนงั สอื โดยเขยี นความ ปรับปรุงภูมิไดเ หมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชนในการ ทรงจาํ ชาวมอญเปรียบเสมือนหงสท ีพ่ ลัดพราก จากรัง ดําเนินชีวิตประจําวัน โดยใชภูมิปญญาเปนพื้นฐานในการ โดยไดม าอยพู ่ึงพิงที่ประเทศไทย เปน ความทรงจาํ ท่ี รวมกลุมการพัฒนาอาชีพการทอผาการแปรรูปอาหารและ ระลกึ ได ถึงชาตติ ระกูลและยังมีหวงั ที่จะกูชาตกิ ลับคืน นําความรูดา นวิทยาศาสตร และเทคโนโลยมี าชวยตอยอดใช ดังเชน เหมอื นหงสบนิ กลบั รัง ในทนี่ ้กี ลาวถึงประวตั ิและ ในการผลิต การตลาด และการบรหิ าร ตลอดจนการปองกนั วัฒนธรรมตา งๆ ของมอญท่ปี รากฏตามหลกั ฐาน และอนุรักษส่ิงแวดลอม และท่ีสําคัญท่ีสุดคือการถายทอด รตั นา จันทรเ ทาว และเชดิ ชยั อดุ มพันธ, 2560. ช่อื อาหาร โดยการนําภูมิปญญาท่ีผานมาเลือกสรร กล่ันกรองดวยเหตุ ทองถ่นิ อสี านและภาคใตใ นมุมมองดานอรรถศาสตร และผลอยางรอบคอบและรอบดาน มีการถายทอดใหคนใน ชาตพิ นั ธุ สังคมไดรับรู เกิดความเขาใจถึงคุณคา คุณประโยชนของภมู ิ พระมหาสรุ ะเวช วชโิ ร (เกชิต), 2553 ศกึ ษาวรรณกรรม ปญญาทองถ่ิน โดยผานสถาบันครอบครัวสถาบันการศึกษา พ้นื บานอสี าน และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมตางๆ มีการเผยแพร พรศกั ด์ิ พรหมแกว, 2540. ไดใ หค วามหมายและลักษณะ แลกเปล่ียน ศึกษาดูงาน สงเสริมและสนับสนุนใหเกิดการ ของการละเลนพน้ื บาน ทที รรศนวฒั นธรรม : รวม เผยแพรและแลกเปลี่ยนภูมิปญญาและวัฒนธรรมอยาง บทความทางวชิ าการวฒั นธรรมศกึ ษา/สถาบันทกั ษิณ กวางขวาง จัดใหมีการเผยแพรภูมิปญญาทองถิ่นตางๆ ดวย คดี ส่ือและวิธีการตางๆ มีการเสริมสรางปราชญทองถิ่น การ พมิ พเ พ็ญแข วรรณปา น, 2549. การศกึ ษาความเชือ่ เร่ืองพิธี สงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบาน ผู กรรมการรําผีของชาวมอญ : กรณศี ึกษาชมุ ชนมอญบาง ดําเนินงานใหมีโอกาสแสดงศักยภาพดานภูมิปญญา ดาน กระดี่ ความรูความสามารถอยางเต็มที่ โดยนอกจากจะใหมีการยก สมศักดิ์ ศรีสนั ตสิ ขุ และคณะ, 2538. ไดทาํ การศึกษาเรือ่ ง ยองประกาศเกียรติคุณในลักษณะตางๆ แลว หนวยงาน การเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกจิ การเมือง สงั คม และ ทอ งถนิ่ ยงั จะสนบั สนนุ ใหมีระบบคา ตอบแทนที่เหมาะสมเพือ่ วฒั นธรรม ในชุมชนบานเยอ บานไทยดาํ และบานไทย ยกระดับความเปนอยูของผูทําหนาที่สืบสานภูมิปญญา สมชาย จะยอ (จะคะแต), 2551. ไดศกึ ษาการสงั เคราะหภมู ิ ทองถ่ินใหดีขึ้น และส่ิงเหลานี้จะเปนแรงผลักดัน กระตุน ปญญา ความรขู องชุมชนการอนรุ กั ษวฒั นธรรมและ สงเสริม และมุงม่ันเพื่อการอนุรักษ สืบทอดภูมิปญญาท่ี ฟนฟทู รพั ยากรธรรมชาตขิ องชนเผาลาหแู ชแล บาน ยิ่งใหญ ทรงคุณคา และเปนประวัตศิ าสตรชาตพิ ันธุท่ีควรให หว ยนํ้ารนิ ตาํ บลแมเ จดียใหม อาํ เภอเวยี งปาเปา ลูกหลาน ไดรับรูและสรางความรัก ที่มีจิตแหงการรวมรักษ จังหวดั เชียงราย ชนเผา ไทโยย บา นอากาศสบื ไป สุจรติ ลักษณ ดผี ดุง,พรทพิ ย อุศภุ รตั น และประภาศรี ดํา สอาด, 2542 .ไดแ บงประเพณีท่เี กย่ี วกบั ชวี ิตออกและ ประเพณีของชมุ ชนศกึ ษา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

468 อมรา พงศาพิชญ, 2537. ศึกษาวัฒนธรรมในลักษณะความ สพสันติ์ เพชรคํา, 2555. ศึกษากลุมชาติพันธุภูไท อําเภอ เช่ือ หมายถงึ ความเชื่อทางศาสนาหรอื ความเช่อื ในส่ิงที่ วาริชภมู ิ จงั หวัดสกลนคร มีอํานาจเหนือมนุษย สงั คมทุกสงั คมมคี วามเช่อื ในสงิ่ ที่ มอี ํานาจเหนอื มนษุ ยไ มร ปู แบบใดก็รูปแบบหนง่ึ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

469 การรวบรวมขอมูลภูมปิ ญญากลุมชาตพิ นั ธุเ พื่อการอนรุ กั ษแ ละใชป ระโยชนย างนาตามภูมิปญญาอสี าน DATA COLLECTION OF ETHNIC GROUP’ WISDOM FOR CONSERVATION AND UTILIZATION OF GURJAN IN ISAN ชญั ญรินทร สมพร1*, สุทธิรา เซดลัค2 และ ขวัญชนก อําภา1 Chanyarin Somporn1*, Sutthira Sedlak2 and Khwanchanok Ampha1 1ภาควิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี คณะศิลปศาสตรและวิทยาศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฎรอ ยเอด็ อาํ เภอเสลภมู ิ จงั หวดั รอยเอด็ 45120 2หนวยวจิ ัยความหลากหลายทางชีวภาพและการอนรุ ักษ สถาบันวจิ ัยวลยั รุกขเวช มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม อ. กนั ทรวชิ ยั จ. มหาสารคาม 44150 1Department of Science and Technology, Faculty of Liberty and Science, Rajabhat Roi Et University 45120 2Research Unit of Biodiversity and Conservation, Walai Rukhavej Botanical Research Institute, Mahasarakham University, Kantarawichai District, Maha Sarakham 44150 บทคัดยอ การรวบรวมขอมูลภูมิปญญากลุมชาติพันธุเพ่ือการอนุรักษและใชประโยชนยางนาตามภูมิปญญาอีสานของกลุมชาติพันธุไท- ลาว และผูไทในจังหวัดรอยเอ็ด และจังหวัดยโสธร ระหวางเดือนพฤศจิกายน 2559 – มกราคม 2561 มีวัตถุประสงคเพ่ือ ศึกษาสํารวจและจัดทําฐานขอมูลภูมิปญญาทองถิ่น (มุขปาฐะ) ยางนาในพื้นท่ี จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร และเก็บ ขอมูลการใชประโยชน ภูมิปญญาทองถ่ินของยางนา โดยเปรียบเทียบความแตกตางขององคความรูระหวาง 2 กลุมชาติพันธุ โดยสัมภาษณผูใชประโยชน จํานวนทั้งหมด 60 คน แบงเปนกลุมชาติพันธุไท-ลาว จํานวน 40 คน และ กลุมชาติพันธุผูไท จํานวน 20 คน โดยใชแบบสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง พบวากลุมชาติพันธุไท-ลาวและชาติพันธุผูไ ท ในพื้นที่จังหวัดรอยเอ็ด และยโสธร มีการใชป ระโยชนย างนาโดยใชน้าํ มนั จากตน ยางทําขกี้ ะบอง (ขีไ้ ตจ ดุ ไฟ) และใชป ระโยชนทางสมุนไพรโดยใชน ้าํ มนั จากตนใสแผล รักษาโรคเร้ือน หนองใน และใชน้ํามันยางผสมกับเมล็ดกุยชาย (Allium tuberosum Rottler ex Spreng.) อุดฟนรักษาฟนผุ สวนเปลือกตนยางนาํ มาตมน้าํ ดืม่ เปนยาบาํ รงุ รา งกาย ฟอกเลือด บํารุงโลหิต แกตับอักเสบ และใชทาถนู วด ขณะรอน ๆ เปนยาแกปวด ดวยองคความรูหรือภูมิปญญาท่ีสอดแทรกมากับวัฒนธรรมความเปนอยูของชาติพันธุสงผลทําให วิธีการใชประโยชนข องยางนาของทัง้ กลมุ ชาติพันธุไท-ลาว และผูไทในจงั หวดั รอ ยเอด็ และจังหวัดยโสธรคลายคลึงกนั Abstract The major objective of this research was to collect data on conservation and utilization of Gurjan based on Isan wisdom of Tai-Lao ethnic groups and Phu Tai tribes in Roi Et and Yasothon Provinces. The research was taken place between November 2016 and January 2018. The data collection was aimed at exploring and building a database of the local wisdom (in form of oral literature) on conservation and utilization of Gurjan in the two provinces. Wisdom of the two tribes were studied and compared. The target informants were 60 members of the two ethnic groups; 40 Tai-Lao tribesmen and 20 Phu Tai tribesmen. These informants truly utilize Gurjan for various purposes. A constructed semi-structured interview was conducted to collect the data. The findings revealed that the Tai-Lao and Phu Tai groups in Roi Et and Yasothon Provinces use Gurjan for various purposes. They use the latex to make torches to kindle for household purposes. The latex itself is used as an herb to put on ulcers and to relieve leprosy and gonorrhea. Also, the latex mixed with Allium tuberosum Rottler ex Spreng. seeds is used to fill decayed teeth. The Gurjan bark moreover is boiled to use as medication for body nourishment, blood purifying and nourishment, and hepatitis remedy. The heated bark can be used for body massage to relieve pain. It could be concluded that the two bodies of knowledge or wisdom were inserted in their living cultures. As a result, there were similarities in the application of Gurjan between the two tribes. คาํ สาํ คญั : การอนรุ กั ษแ ละใชประโยชน, ยางนา, ภมู ิปญ ญาทองถิน่ , อีสาน Keywords: conservation and utilization, Gurjan, Isan wisdom, Isan การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

470 *ตดิ ตอนักวจิ ัย: ชญั ญรินทร สมพร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Chanyarin Somporn (E-mail: [email protected]) บทนํา พื้นที่การปลูกยางนาใหแพรหลายตอไป รวมถึงการท่ีจะได การถายทอดความรูโดยภูมปิ ญ ญาจาก รนุ ปู รนุ ยา มาสู ถายทอดความรูใหแกคนรุนตอไปดวย ดังน้ันการศึกษาวิจัย ครั้งน้ีจะกอใหเกิดประโยชนอยา งยิ่งตอประชาชนในเขตภาค พอ แม มาสรู ุนลกู และทาํ การคนควาเรยี นรูบนั ทกึ ไวเปนองค อีสานที่จะไดทราบถึงการใชประโยชนทางดานภูมิปญญา ความรูเปนรูปแบบหนังสือการพัฒนาความรูในเรื่องการทํา ทองถ่ินในแตละกลุมชาติพันธุในเขตภาคอีสานและยัง กระบอง การใชป ระโยชนจากตนยางนา นอกจากเน้อื ไมแลว สามารถเพิ่มจํานวนพืชในธรรมชาติเพื่อชวยในการรักษา นั้น นํ้ามันยางเปนของปาที่สําคัญที่คนไทยเรารูจักนํามาใช สภาวะแวดลอมได งานวิจัยน้ีเปนงานสนองพระราชดําริใน ตง้ั แตค รั้งโบราณ และใชม าอยา งยาวนานจวบจนปจ จุบนั ซึง่ โครงการอนรุ กั ษพ ันธุกรรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดํารฯิ ประโยชนของน้ํามันยางมีมากมาย ไมวาใชเปนเชื้อเพลิง ใช อุปกรณและวธิ ีการทดลอง เปน “ข้ีไต” หรือ คบไฟ ภาคอีสานเรียกวา “ข้ีกระบอง” นอกจากนี้ยงั ใชอดุ ชันเรอื ขดุ ตลอดจนเปนสวนผสมในนาํ้ ยาง การรวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา รักสําหรับทําเครื่องรัก ซ่ึงการทําเคร่ืองรักนั้นมีมาอยาง ทองถ่ิน การสํารวจและรวบรวมภูมิปญญาทองถ่ิน ใชการ ยาวนาน การขับหลงั่ (exuding) หลังจากการเจาะและจดุ ไฟ คนหาผูรูเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถิ่นของคณะทํางานโดยใช กระตุน ไดมาจากพรรณไมสกุลยาง (Dipterocarpus) ซึ่งใน Snowball sampling ซง่ึ เปนเทคนคิ ในการคน หาผรู โู ดยการ บานเรามีอยูหลายชนิดที่ชาวบานเจาะนํ้ามันยางมาใช แนะนําจากผูรู ขอมูลพื้นที่ดําเนินงาน 2 พื้นท่ี ตามกลุมชาติ นอกจากตนยางนา (Dipterocarpus alatus) ท่ีพบไดทั่ว พนั ธทุ ป่ี รากฏในภาคอีสาน ป ร ะ เ ทศแ ลวยั งมี ยางมัน หมู ( D. kerrii) แ ล ะ ยู ง ( D. grandiflorus) พบเฉพาะในภาคใต พลวง (D. tubercu- 1. ไทยอีสานหรอื ไทลาวและกลุมผูไทในจังหวดั ยโสธร latus) และกราด (D. intricatus) พบในภาคเหนือและอีสาน 2. ไทยอีสานหรอื ไทลาวและกลมุ ผูไ ทในจังหวดั รอ ยเอด็ ยางแดง (D. turbinatus) และยางปาย (D. costatus) พบ วธิ กี ารดาํ เนนิ งาน ไดท่ัวประเทศ เปนตน ภูมิปญญาการเจาะน้ํามันยางน้ัน มี 1. ประสานงานกับพ้ืนท่ีเปาหมายเพื่อรวบรวมขอมูลใช กรรมวิธีท่ีเริ่มจากการเจาะลําตนยางใหเปนโพรงขนาด เพอ่ื จดั ทําแผนการดําเนนิ โครงการ ประมาณ 10 x 15 x 10 เซนติเมตร ตามปกติอุปกรณท่ีใช 2. ประชุมคณะทํางานจัดทําแผนการดําเนินงานตลอด เจาะนัน้ คือขวาน ขณะที่ผเู จาะนํ้ามันยางในภาคใตม ีการเจาะ ระยะเวลาของโครงการ แนวคิด วิธีการ แผนการดําเนินงาน แบบพิเศษขึ้นมาเรียกวา ระแมะ หรือบางครั้งอาจเรียกวา เพอื่ ใหบรรลุ ขวานโพรง ทําใหขุดเจาะไดงาย เปนขวานที่มีหัวแบนคลาย 3. จดั ทํารายงานเบ้อื งตน (Inception Report) จอบมีดามจับเปนไม เมื่อเจาะโพรงแลวก็ทําลายจุดไฟ กระตุนใหน้ํามันยางไหลในโพรง พรอมดับไฟทันทีดวยใบไม 3.1 รวบรวมขอมูลเบื้องตนและเอกสารที่เกี่ยวของ สด มิเชนน้ันอาจเกิดไฟลุกลามเผาไหมไปท้ังตนไดหลังจาก โดยการสืบคนขอมูลทุติยภูมิจากแหลง ขอมูลตางๆ ไดแก นั้นปลอยทิ้งไวนาน 5-7 วัน บางครั้งจําเปนตองใชภาชนะ รายงานสถิติจังหวัด ขอมูลพ้ืนฐานจังหวัด รายงานและ หรือเลือกไมมาปดเพื่อปองกันไมใหน้ําฝนหยดเขาไปปนกับ เอกสารวิชาการที่เก่ียวของในดานทรัพยากรชีวภาพและภูมิ น้ํามันยางในโพรงไดรอใหนํา้ มนั คอย ๆ ไหลสะสมออกมาจน ปญญาทองถ่นิ ฯลฯ เต็มอยูในโพรงยาง จึงทําการเก็บนํ้ามันเม่ือครบเวลาแลว นํามาบรรจุในปบโลหะเพื่อสะดวกในการใชประโยชนตอไป 3.2 จัดเตรียมและปรับปรุงเครื่องมือและเทคนิคท่ี (ธวัชชยั , 2552) ใชการจัดเก็บขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญาทองถิ่น ไดแก แบบสัมภาษณ แบบสอบถาม และเทคนิคการสืบคน เ นื่ อ ง จ า ก ใ น ป จ จุ บั น ค น ที่ มี อ ง ค ค ว า ม รู ใ น ก า ร ใ ช ขอ มลู เชิงลึก ประโยชนจากยางนามีจํานวนนอยลงและท่ียังพบอยูสวน ใหญเปนผูสูงอายุ ดังนั้นเพื่อศึกษาสํารวจและจัดทํา 3.3 จัดทํารายงานความกาวหนา (Progress ฐานขอมูลภูมิปญญาทองถิ่น (มุขปาฐะ) ยางนาในพื้นท่ี Report) จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร เพื่อที่จะทําใหประชาชน ทราบถึงประโยชนของยางนาท้ังท่ีใชเปนอาหาร เครื่องใช จัดเก็บรวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา และยารักษาโรคพื้นบา น เพ่ือสงเสริมการอนุรักษใ ชและเพม่ิ ทองถนิ่ ในชมุ ชนพ้นื ที่ 1) เลือกกลุมชุมชน หรือผเู ชี่ยวชาญ (Specialist) ในแต ละกลุมชาตพิ ันธุ โดยวิธเี ฉพาะเจาะจง (Specific method) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”

471 2) สมั ภาษณในแตล ะกลมุ ชาติพนั ธุ โดยแบบสมั ภาษณ ถ่ินฐานและผูนําบางทานไดเสียชีวิต มีเพียงขอมูลบางกลุมท่ี ก่ึงโครงสราง (Semi-structured interview) ถึงวิธีการใช จะไดน าํ เสนอคือ กลมุ บา นจากชาวบานหนองแขดง ตําบลบงึ ประโยชน งาม อําเภอหนองพอก จังหวัดรอยเอ็ด ที่ยังมีการใช ประโยชนและอนุรักษปาชุมชนที่มียางนาอยู โดยมีพื้นที่วัด 3) สํารวจบริเวณพ้ืนที่กับผูเช่ียวชาญในพ้ืนท่ีที่มีการใช ปาหนองแขดง ประมาณ 150 ไร มีตนยางนาที่อนุรักษไว ประโยชนจากยางนา ประมาณ 100 ตน และโรงเรียนหนองแขด ง มีพืน้ ทีป่ ระมาณ 10 ไร ยังคงมีตนยางนา จํานวน 10 ตน ไดจัดเวทีในการ 4) รวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา ประชุมเพื่อใหขอมูลการใชประโยชนและสัมภาษณเชิงลึก ทองถิ่นในชุมชนพื้นท่ี โดยใชวิธีการ Snowball sampling จํานวน 10 คร้ัง และดําเนินการเก็บขอมูลรายบุคคลจาํ นวน แ ล ะ ก า ร จั ด เ ส ว น า ก ลุ ม แ ล ะ ใ ช แ บ บ ส อ บ ถ า ม แ บ บ กึ่ ง มี 20 ราย และตําบลสามัคคี อําเภอเลิงนกทา อําเภอปาต้ิว โครงสราง รวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเพื่อ อําเภอมหาชนะชัย และอําเภอคําเข่ือนแกว จังหวัดยโสธร จัดทําฐานขอมูลในจังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร โดย จํานวน 40 ราย เพื่อรวบรวมวิธีการใชประโยชน สามารถ รวบรวมขอมูลดานทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญาในแตล ะ สรุปดงั รายละเอยี ด ตําบล 1. การเรียกช่ือ พบวา ยางนามีการเรียกช่ือแตกตา งกัน ตาม กลุมชาติพันธุและทองถิ่น ดังน้ี ยางนา (ไทย) ยางนา ยาง นําขอมูลท่ีรวบรวมไดมาคัดกรองขอมูล ชื่อภูมิปญญา ขาว ยาง ยางแมน้ํา ยางหยวก ยางเนิน ขะยาง (โคราช) ประเภท รายละเอียดตางๆ ของภมู ปิ ญญา ทําระเบยี นขอมูล จะเตียล (เขมร), ราลอย (สุรินทร), ลอยด (ชาวภูไทย), ทอง วเิ คราะหข อ มลู โดยมรี ายละเอียด คือ ชือ่ ภมู ิปญ ญา ประเภท หลัก (ละวา) ยางหยวก (ท่ัวไป) ยางกุง (เลย) ยางควาย รายละเอียดตางๆ ของภูมิปญญา การใชประโยชน (หนองคาย) ยางเนิน (จันทบุรี) ราลอย (สุรินทร) ลอยด สถานภาพทรัพยากรชวี ภาพ (นครพนม) ทองหลัก (ละวา ) ยางตงั (ชมุ พร) จะเดียล (เขมร) (เชียงใหม) ขะยาง (นครราชสีมา) กาดีล (ปราจีนบุรี) ผลและวิจารณผลการทดลอง Kanyin, Kanyin-bvv (พ ม า ) , Nhang, Nhang Khao, การรวบรวมและรกั ษาองคความรใู นเรื่องสมุนไพรในแต Nhang mouk (ล า ว ) , Chhoeuteal than, Chur tuk, ละทอ งถิน่ จึงมคี วามสาํ คัญ เพื่อเปน ฐานขอ มลู ในการนําไปใช Gnang (กั ม พู ช า ) , Dzaunuoc, Dzau con rai trang ประโยชนในภาพรวมของประเทศ ทุกกลุมชาติพันธุ ลวนมี (เวียดนาม) (เต็ม, 2544; คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัย ภูมิปญญาดง้ั เดมิ ของตนเอง เกิดจากการสะสมประสบการณ อบุ ลราชธานี, 2018) การเรียนรู ลองผิด ลองถูก และความเขาใจในวิถีชีวิตตอ 2. การใชประโยชน ธรรมชาติ ถา ยทอดตอๆ กนั มา จนกลายเปนเอกลักษณ และ ยึดถือปฏิบัติกันตอมา โดยเฉพาะอยางย่ิง ภูมิปญญาทองถิน่ 2.1 นาํ มาใชป ระโยชนในการกอ สรางบา นเรอื นเปน ทอ่ี ยู (Local Wisdom) เปนส่ิงท่ีแสดงใหเห็นถึงองคความรู อาศัย สติปญญาในการแกไขปญหา และการจัดการ หรือการ ปรบั ตวั ในการดํารงชวี ิตอยา งเหมาะสมกบั ยคุ สมัย ภมู ิปญ ญา 2.2 ใชนาํ้ มันจากตน ยางทําข้กี ะบอง (ขีไ้ ตจดุ ไฟ) ทองถิ่นไดเช่ือมโยงส่ิงแวดลอมทางสังคม ธรรมชาติ และ 2.3 นาํ มาใชป ระโยชนทางสมุนไพรโดยนาํ น้ํามนั จากตน ส่ิงแวดลอม ซึ่งเปนฐานคิดที่อยูในมิติของวัฒนธรรม และมี ใชใสแผล แกโรคเร้ือน และหนองใน โดยในแตละบานจะมี อิทธิพลตอความคิดและเปนตัวกําหนดพฤติกรรมของคนใน ตํารบั ในการนํามาใชรวมกบั สมุนไพรอื่นๆ แตกตา งกนั ทองถ่ิน (เบญญาภาและประทีป, 2551; นันท 2.4 นํามาใชประโยชนทางสมนุ ไพรโดยนํานํ้าตม เปลือก พร, 2553; บญุ ศร,ี 2554 ) กินแกตับอกั เสบ การศึกษาครั้งนี้จะเปนการศึกษาเชิงสํารวจ และ 2.5 นาํ มาใชป ระโยชนท างสมุนไพรโดยนาํ นํ้ามนั ยาง ขับ เปรียบเทียบองคความรขู องการนําสวนตาง ๆ ของยางนามา เสมหะ ขับปสสาวะ แกฟนผุ ใบ แกปวดฟน โดยนํ้ามันยาง ใชประโยชนของกลุมชาติพันธุไท-ลาวซ่ึงเปนกลุมชาติพันธุ ผสมกบั เมลด็ กยุ ชาย ค่ัวใหเกรยี ม บดใหละเอยี ด ใชอุดฟน แก หลัก และกลุมชาติพันธุภูไทซ่ึงเปนกลุมชาติพันธุท่ีมีใน ฟนผุได จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร ซึ่งผลการรวบรวมขอมูล 2.6 นํามาใชประโยชนทางสมุนไพรโดยใช ขับเสมหะ ทรัพยากรชีวภาพและภมู ิปญญาทอ งถ่นิ ในชมุ ชนพื้นท่ี โดยใช ขบั ปส สาวะ โดยการใชน า้ํ มันยาง 1 สวน ผสมกบั แอลกอฮอล วิธีการ Snowball sampling และการจัดเสวนากลุมและใช กิน (เหลาโรง) 2 สวน กินเปนยาขบั ปสสาวะ แกก ารเกิดระดู แบบสอบถามแบบกึ่งมีโครงสราง โดยรวบรวมขอมูลดาน ขาวได และจิบเปนยาขับเสมหะได ทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญาในแตละตําบลในพ้ืนท่ี จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร กลุมชาติพันธไุ ดมกี ารยาย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”

472 2.7 นํามาใชประโยชนโดยใชสวนท่ีเปนน้ํามันผสมกับ สมัยกอนที่ยังไมมีไฟฟาใช ตองอาศัยกระบองเพื่อจุดไฟเปน ชันใชทาไม เครอื่ งจกั สาน ยาเรือ เพ่ือปอ งกันนาํ้ เขา และออก แสงสวางในเวลากลางคืน จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ตองใช กระบองสองทาง แมกระทั่งหากินตอนกลางคืนไปจับกบ จับ 2.8 นํามาใชประโยชนโดยใชสวนท่ีเปนน้ํามันใชเดิน เขียด จับปลา ก็ใชกระบอง เปนสวนหนึ่งในชีวิตประจําวันก็ เครอื่ งยนตแทนนา้ํ มันขี้โล ไดดวยการกล่นั เปนนํา้ มันกอน จงึ วาได อยูตอมาก็ใชนํ้ามันกาด ทําเปนตะเกียงจุดไฟแทน มาใชง านได กระบอง แตบางครัวเรือนก็ยังใชกระบองเหมือนเดิม จน มาถึงสมัยท่ีมีไฟฟาใชกระบองเลยไมจําเปนถาออกหากิน 2.9 นํามาใชทําข้ีไต โดยนํานํ้ามันยางมาคลุกกับเศษไม ต อ น ก ล า ง คื น ก็ ใ ช แ บ ต เ ต อ รี่ แ ท น ก ร ะ บ อ ง ใ น ส มั ย ก อ น ผุๆ หรือกาบมะพราว เม่ือปลอยใหแหงจะแข็งตัวจับกันเปน กระบองทํามาจากไมที่คนอีสานเรียกวายาง และไมผุๆ ที่คน ทอนเปนแทง เอามาสับชิน้ เลก็ ๆ อีสานเรียกวา ขี้ขอนดอก นํามาผสมกันแลวเอาใบตองชาติ 3. จากการรวบรวมขอมูลพบวาในแตละทองถ่ินมีการทํา มาหอ แลว เอามามดั เปนทอน เปนทรงกระบอกยาวประมาณ น้ํามันยาง ไดด ังน้ี 30 เซนติเมตร (รูปรางคลายกระบอง) การใชประโยชนของ กระบองแตกอนใชจุดไฟ เพ่ือแสงสวางตอนกลางคืน แตทุก นําตนยางนาที่มีอายุ 30 ปข้ึนไป เพราะจะเริ่มมีนํ้ามัน วันกระบองยังคงมีความสําคัญสําหรับคนภาคอีสาน ใน เรียก นํ้ามันยาง นํามาทําน้ํามันยางไดดี โดยบากตนยางนา ชนบทภาคอีสานใชเตาฟนเตาถานเพื่อหุงตมจึงมีการใช ความสูงจากโคนตนขนึ้ ไปประมาณ 70-80 เซนติเมตร (จุดท่ี กระบองเปนเชื้อเพลิงกอไฟ การทํากระบองวัสดุลวนทํามา จะบากตนยางนากําหนดใหตรงกับกิ่งยางกิ่งแรกของลําตน จากธรรมชาติ เปนการสบื ทอดภูมปิ ญ ญาและเปน คณุ คา เปน จะไดน้ํายางมากกวาจุดอื่นๆ) บากตนยางนาใหเปนรูใหญ ๆ ประโยชนจากธรรมชาติ ใหกลวงและลึกประมาณ 1 คืบ (ยาว 5 นิ้ว) นําใบไมแหงสุม 6. การถายทอดความรู ถายทอดความรูโดยภูมิปญญาจาก ไฟในหลุมท่ีบากไวประมาณ 20 นาที แลวดับไฟทิง้ ไวคร่ึงวนั รุนปู รุน ยา มาสพู อ แม มาสูรุนลูก และทาํ การคน ควา เรยี นรู ใหน้ํามันยางออกมาในหลุมที่บากเอาไว จะไดน้ํามันยาง ซึ่ง บันทึกไวเปนองคความรูเปนรูปแบบหนังสือ การพัฒนา น้ํามันยางเปนของเหลวขน มีกล่ินเฉพาะ ไดจากการเจาะ ความรูใ นเร่อื งการทํากระบอง กระบองทาํ จากน้ํามนั ตนไม 3 โพรงเขาไปในตนแลวเอาไฟลน น้าํ ยางจะไหลลงมาขังในแอง ชนิด ตนยางนา ตนสะแบง และ ตนกุง ทุกวันนี้ทรัพยากรไม ท่ีเจาะไว น้ํามันยางที่ได เรียกวา Gurjun Balsam หรือ บางชนิดจะสูญพนั ธุบางชนิดก็หายาก จึงนําความรมู าพฒั นา Gurjun Oil เมื่อนํามากล่ันดวยไอน้ําจะไดนํ้ามันระเหยงาย จากยางไมม าใชน า้ํ มันเครือ่ งแทน เอานาํ้ มนั เคร่อื งท่ีถา ยออก รอยละ 70 มีองคประกอบเปน alpha-gurjunene และ β- จากเคร่ืองยนตตามรานคา รานซอมเคร่ืองยนต จากไมผุ (ขี้ gurjunene ขอนดอก) ทุกวันนี้หายาก ตนไมลมตายไมคอยมีผคู นเก็บไป 4. การใชป ระโยชนย างนา ทําฟนไมเหลอื ไวใหผุ เลยตองใชข้ีเลือ่ ยแทน จากรูปกระบอง ท่ีทําใชเอง ที่หอไมสวยก็ทําใหสวยงาม ทําใชเอาก็นําไปขาย จากการสัมภาษณพบวาชวงที่วางเวนจากการทํา ตามหมบู า น ชมุ ชน ตามทองตลาด การเกษตรไดอ อกหาเกบ็ ขีย้ าง หรอื ข้ีตก ที่หลน ลงพน้ื ตามปา สรปุ ผลการวจิ ยั และในหัวไรปลายนา 1 วันอาจจะไดขี้ตกมากถึง 5 ถึง 10 กิโลกรัม ท้ังน้ีตองขึ้นอยูกับสภาพภูมิอากาศในแตละวัน การวิจัยเรื่อง การรวบรวมขอมูลภูมิปญญากลุมชาติ ปจจุบันตนยางเร่มิ หายากและมีนอยลง หลังชวงฤดูฝนจะยงั พันธุเพื่อการอนุรักษและใชประโยชนยางนาตามภูมิปญญา สามารถพบขี้ใตไดบาง ชาวบานจะเก็บเอาไวใชในครัวเรือน อีสาน เปนการศึกษาเชิงสาํ รวจ และเปรยี บเทียบองคค วามรู หรือบางคร้ังเก็บสะสมจนมีจํานวนมาก จะนําออกจําหนาย ของการนาํ สวนตางๆ ของยางนามาใชป ระโยชนของกลุมชาติ โดยนาํ ไปทาํ เปนกระบองขไ้ี ตห รือกระบองคบ นาํ ไปจําหนา ย พนั ธุไ ท-ลาวซง่ึ เปนกลุมชาติพันธุหลัก และกลุมชาติพนั ธุผูไท ตามตลาดชุมชน มีรายไดว นั ละ 100 ถึง 200 บาท ซึ่งเปนกลุมชาติพันธุท่ีมีในจังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร 5. การทาํ กระบอง (ขี้ไต) ซ่ึงผลการรวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา ทองถ่ินในชุมชนพ้ืนที่พบวาการใชประโยชนจะมีลักษณะ ผใู หขอมูล 1) นางสัน คดเคี้ยว บา นเลขที่ 130 หมู12 คลา ยคลงึ กนั ตําบลโคกนาโก อําเภอปาติ้ว จังหวัดยโสธร 2) นางฮู นาม สิงห อายุ 81 ป ที่อยู 26 หมู 10 บานนาจาน ตําบลสามัคคี อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 3) นางอุดร วงษตา อายุ 67 ป ทอ่ี ยู 69 หมู 10 บานนาจาน ตาํ บลสามคั คี อําเภอเลงิ นก ทา จังหวัดยโสธร และ 4) นายวิเชียร กาทาศรี อายุ 54 ป อาชีพทํานา บานเลขท่ี 123 หมู 6 ตําบลบึงงาม อําเภอ หนองพอก จังหวัดรอยเอ็ด กลาววากระบองเปนเช้ือไฟชนดิ หนึ่งท่ีคนสมัยกอนทําข้ึน ใชเปนแสงสวาง เปนเช้ือกอไฟใน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”