423 ตารางท่ี 3 แสดงความสงู ผลผลติ และลกั ษณะของผลของแตงกวา กรรมวิธี ความสูง นํา้ หนักผลผลติ ลักษณะผล (ซม.) (กก./ไร) ความยาว (ซม.) ความกวาง (ซม.) ความหนาเนอ้ื (ซม.) T1 373.71b 934.80b 0.98 11.42 4.61 0.98 T2 594.21a 1,426.30ab 11.34 4.57 0.97 0.86 T3 642.00a 1,894.30a 10.63 4.48 ns T4 812.54a 1,910.60a 10.52 4.43 10.26 F-test * * ns ns CV(%) 18.09 25.64 11.86 6.36 *คา เฉลย่ี ทต่ี ามดว ยอกั ษรเหมือนกัน ในแนวต้งั เดยี วกนั ไมมีความแตกตา งกนั ทางสถติ ิ ท่ีระดับความเช่ือม่นั 95% ภาพท่ี 2 แสดงผลผลิตแตงกวาทัง้ 4 กรรมวิธีการใหนํ้า T1 = ระบบมินสิ ปริงเกอร T2 = ระบบนา้ํ หยด T3 = บวั รดน้าํ T4 = สายยาง ตารางท่ี 4 ปริมาณการใหนํ้าแกพชื แตงกวา ระยะเวลา ปริมาณการใหน ํา้ แกพืช (ลูกบาศกเมตร) การใหน ํ้าแกพชื ระบบการใหน ้ํา T1 (มนิ ิสปรงิ เกอร) T2 (น้าํ หยด) T3 (บวั รดน้ํา) T4 (สายยาง) 2/5/61 - 5/8/61 852.230 108.830 319.280 321.370 ภาพท่ี 3 กราฟแสดงจดุ คุมทุนของระบบนํา้ 4 แบบ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
424 วจิ ารณผ ลการทดลอง ผล นอกจากน้ีระบบน้ําหยดสามารถประหยัดนํ้า ประหยัด การปลูกทดสอบเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของผัก เวลาและแรงงานในการใหนาํ้ แกพืช คาํ ขอบคุณ พ้ืนบานในแปลงสาธิตจากการใหน้ํา 4 กรรมวิธี แกพืช ทดลอง พบวาความสูงของตนถั่วฝกยาว และผลผลิตสดของ ขอขอบคุณโครงการอนุรัก ษพั นธุ กรรม พื ชอั น ถ่ัวฝกยาวมีความแตกตางกันทางสถิติ แตความยาวฝกของ เน่ืองมาจากพระราชดําริฯ ภายใตการดําเนินงานของศูนย ถั่วฝกยาว ความกวางฝกของถ่ัวฝกยาว ความหนาเนื้อของ ศึกษาการพัฒนาหวยฮองไครอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ ถ่ัวฝกยาว ไมมีความแตกตางกันทางสถิติ ระบบน้ําท้ัง 4 และงบลงทุนตาม พรบ. จากกรมชลประทาน ที่สนับสนุน ระบบ ใหลักษณะของฝกใกลเคียงกัน ฐิตนนท และณัฐพัชร โครงการวิจัยในครงั้ นี้ (2558) ศึกษาปริมาณการใชนํ้าของถ่ัวฝกยาว ของสถานี เอกสารอางอิง ทดลองการใชนํ้าชลประทานที่ 4 จังหวัดสุพรรณบุรี โดย ฐิตนนท หงสโ ชติธนวดี และ ณฐั พชั ร วงษศ ุภลักษณ. 2558. ศึกษาในถังวัดปริมาณการใชน้ําของพืชแบบระบายน้ํา วัด ความแตกตางกันระหวางปริมาณนํ้าท่ีเตมิ เขาไปกับทีร่ ะบาย การศกึ ษาหาปรมิ าณการใชน ้าํ ของถวั่ ฝกยาวของสถานี ออกทางกนถัง พบวาความยาวของฝก ความกวางของฝก ทดลองการใชนาํ้ ชลประทานที่ 4 จังหวดั สุพรรณบรุ .ี และนํ้าหนักผลผลิตสดในแตละถังใกลเคียงกัน ระบบนํ้าท่ี รายงานการวิจยั . สาํ นกั บรหิ ารจดั การนาํ้ และอุทกวทิ ยา ใหผลผลิตสูงไดแก สายยาง, บัวรดน้ํา และ ระบบน้ําหยด กรมชลประทาน, กรงุ เทพฯ. 21 หนา ปราฌัญ (2544) ศึกษาผลของความถ่ีของการใหน้ําตอการ ดีพรอ ม ไชยวงศเกียรติ. 2535. การใหน ํ้าแกพ ชื . สาํ นักพมิ พ เจริญเตบิ โตและการใหผลผลิตของถ่ัวเหลือง โดยความถข่ี อง อกั ษรสยามการพิมพ, กรงุ เทพฯ. 87 หนา การใหน้ํา 4 วิธี (ทุกๆ 10, 15, 20, 25 วัน) พบวา ความถี่ นาวี จิระชีวี. 2548. การออกแบบระบบใหน้ํา ฉบับชาวสวน. ของการใหน้ําไมมีผลทําใหอัตราการเจริญเติบโตของถั่ว สาํ นักพมิ พเ จรญิ รัฐการพมิ พ, กรงุ เทพฯ. 36 หนา เหลืองลดลง ประชิด วานานนท และคณะ. 2548. ผกั พื้นบานกับ สงั คมไทย. สํานกั พมิ พส ามเจรญิ พาณชิ ย, กรงุ เทพฯ. การปลูกทดสอบเพ่อื เปรยี บเทยี บคุณภาพของแตงกวามี 126 หนา ความสูงของตนแตงกวา แตกตางกันทางสถิติ ในขณะท่ี ปราฌญั จนั ทรเปง ผดั . 2544. ผลของความถ่ขี องการใหน า้ํ ผลผลิตสดของแตงกวา ความยาวผล ความกวาง ผล และ ตอการเจริญเติบโตและการใหผ ลผลติ ของถั่วเหลือง 2 ความหนาเน้ือของผลแตงกวา พบวาแตกตางกันทางสถิติ สายพนั ธุ ปญหาพิเศษวิทยาศาสตรบ ณั ฑติ . ระบบน้าํ ท้งั 4 กรรมวธิ ี ใหล กั ษณะผลและนา้ํ หนักผลผลติ สด มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม, เชียงใหม. 24 หนา ใกลเคียงกัน วิบูลย (2526) ศึกษาการใหน้ําแกพ ืชในปริมาณ มนตรี คา้ํ ชู. 2550. การใหน ้าํ แกพ ชื แบบประหยัด. ตาง ๆ กัน แลววัดผลผลิตที่ได ปรากฏวาพืชเกือบทุกชนิด สํานกั พมิ พเท็กแอนดเ จอรน ัลพับลเิ คชั่น, กรุงเทพฯ. 33 ผลผลิตจะเพ่ิมข้ึนเม่ือใหน้ํามากขึ้น จนกระท่ังถึงระดับหน่ึง หนา เมื่อใหนํ้าเพ่ิมข้ึนแลวจะทําใหผลผลิตลดลง ดานความสูงตน วบิ ลู ย บุญยธโรกลุ . 2526. หลกั การชลประทาน. ภาควิชา ระบบน้ํา สายยาง, บัวรดนํ้า และ ระบบน้ําหยด ใหความสูง วศิ วกรรมชลประทาน คณะวศิ วกรรมศาสตร ที่ดี เชนเดียวกับการทดลองของ สําเภา และคณะ (2553) มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ. 66 หนา ศึกษาปริมาณการใชน าํ้ ท่เี หมาะสม ของมะเขอื เทศราชนิ ี ปท ่ี สําเภา แกวสระแสน มานสั กองแกว และวชั รี กองแกว . 1 พบวามะเขือเทศราชินีมีความดีเดนดานการเจริญเติบโต 2553. ศึกษาหาปริมาณการใชนํ้าท่ีเหมาะสมของมะเขือ ทางลําตน และการสรางผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณนํ้าท่ี เทศราชนิ ี ปท ่1ี . รายงานการวจิ ยั . ศนู ยสาธติ การใช ไดรับ น้าํ ชลประทานแมกลอง สาํ นักบรหิ ารจดั การน้าํ และ สรปุ ผลการทดลอง อุทกวทิ ยา กรมชลประทาน. กาญจนบรุ ,ี 13 หนา อภิชาต ศรีสะอาด. 2554. เทคโนโลยีการจัดการน้ําเพื่อ การศึกษาหาปริมาณการใหนํ้าแกพืช เพ่ือเปรียบเทียบ การเกษตร. สาํ นักพิมพนาคาอินเตอรมีเดีย, กรุงเทพฯ. คณุ ภาพของผกั พ้นื บา นในแปลงสาธติ จากการใหน ํา้ 4 ระบบ 140 หนา จากพืชทดลอง 2 ชนิด ไดแก ถ่ัวฝกยาวและ แตงกวา แสดง อไุ ร จริ มงคลการ. 2547. ผักพนื้ บา น1. สาํ นกั พิมพบา นและ ใหเห็นวาระบบน้ําหยดเหมาะท่ีจะนํามาใชเปนระบบการให สวน, กรุงเทพฯ. 224 หนา นํ้าแกพืช เพราะใหลักษณะท่ีดีท้ังในดานความสูง นํ้าหนัก ผลผลิต ความกวางผล ความยาวผล และความหนาเนื้อของ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
425 ศึกษาการเขตกรรมเมา หลวง STUDY ON MAO LAUNG (Antidesma puncticulatum Miq.) CULTIVATION สจุ ติ รา เจาะจง*, สดุ ารตั น สกลุ ค,ู วรรณวภิ า พินธะ, อินทรธ ัชว ศรบี ุตต และ วาสนา แผลตติ ะ Sujitar Jorjong*, Sudarat Sakulkhu, Wanwipa Pinta, Indhus Sributta and Wassana Phlaetita สาขาวิชาพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร อําเภอพงั โคน จังหวัดสกลนคร 47160 Division of Plant Science, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus, 47160 บทคดั ยอ การทดลองนม้ี จี ดุ ประสงคเพือ่ ศกึ ษาการตกคางของสารปองกนั กําจัดแมลงศัตรูพืชในใบเมา หลังจากใหส ารท่ี 30, 60 และ 90 วัน และการเขาทาํ ลายของแมลงศัตรูพืช วางแผนการทดลองแบบบล็อกสมบรู ณ (Randomized Complete Block Design) ณ แปลงทดลองคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ตรวจสอบการตกคาง ของสารปอ งกนั กําจดั แมลงศตั รพู ชื ดวยชดุ GPO TM-Kit พบวา การใหสารปองกนั กําจดั แมลงศัตรูพืชในกลุม ออการโนฟอสเฟส และคารบาเมทไดแก Carbofuran 3 กรัมตอตน พบการตกคางของสารดังกลาวในปริมาณต่ําสุดท่ีตรวจพบได (LOD) อยูท่ี 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม หลังจากการใหสาร 30, 60 และ 90 วัน สวนกลุมออการโนคลอรีน และไพรีทรอยด ไดแก เชน ไดรท ทม่ี ี Cypermethrin เปนสว นประกอบ พบการตกคา งของสารดังกลาวต่ําสุดที่ตรวจพบได (LOD) อยทู ่ี 3.1 มลิ ลกิ รมั ตอ กิโลกรมั หลังจากการฉีดพนท่ี 30 วนั สว นการเขา ทาํ ลายของแมลงศตั รูพชื หลงั จากการใหส ารปองกนั กาํ จดั ครบตามชว งเวลาท่ี กําหนด 90 วนั พบวาชุดควบคมุ (การไมไ ดรบั สารปองกันแมลงศตั รูพืช) เกิดความเสียหายสูงท่สี ดุ รองลงมาไดแ ก 90 60 และ 30 วันหลังจากการใหสารปองกันกําจดั แมลงศัตรูพืช และในชวงเดือนมกราคมเกิดความเสียหายของการเขาทําลายของแมลง ศัตรูพืชสูงสุดมากกวา 50 เปอรเซ็นตในทุกส่ิงทดลอง ซึ่งแมลงศัตรูพืชท่ีพบสวนใหญชวงเดือนตุลาคมถึงเดือน มกราคมไดแ ก 1) เพล้ียแปง (Saccharicoccus sp.) 2) เพล้ียหอย (Drepanococcus chiton (Green)) 3) ดวงกุหลาบ (Adoretus compressus (Weber)) 4) แมงจีนูนแดง (Halotrichite sp.) 5) หนอนมวนใบ (Erionota thrax) 6) หนอนปลอก (Cremastopsyche pendula Joannis) งานวจิ ยั นี้สามารถนาํ ไปใชเ พื่อเปน ขอ มูลพืน้ ฐานในการเขตกรรมเมาตอ ไปในอนาคต Abstract The aims of this study were to 1) chemical residues in Mao berry leaves after applied pesticides at 30, 60 and 90 days after treatment and 2) type and destruction of pests. The experiment was laid out as Randomized Complete Block Design (RCBD) with 3 replications at faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon campus. Chemical residues were measured using GPO TM-Kit. The results reveal that organophosphate and carbamate (Carbofuran 3 g plant-1) had lowest chemical residues with LOD at 0.594 g Kg-1 after applied the pesticides at 30, 60 and 90 days after treatment. Organochlorine and pyrethroid such as chaindrite with cypermetrin had lowest chemical residues at 30 days after treatment (LOD at 3.1 g Kg-1). The percentage of pest destruction after treatment for 90 days, found that the highest damage on control followed by 90, 60 and 30 days after applied pesticides. In addition, all treatments were found 50 percent of Mao berry tree damage, it caused by pest during January such as 1) Saccharicoccus sp. 2) Drepanococcus chiton (Green) 3) Adoretus compressus (Weber) 4) Halotrichite sp. 5) Erionota thrax 6) Cremastopsyche pendula Joannis. This result suggested that the information can be used as database of Mao berry cultural practice. คําสาํ คญั : เมา หลวง (Antidesma puncticulatum Miq.) การเขตกรรม คารโ บฟูแรน สารไซเปอรเ มทธริน Keywords: Mao Laung (Antidesma puncticulatum Miq), Cultivation, Carbofuran, Cypermethrin การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
426 *ตดิ ตอนักวจิ ยั : สุจติ รา เจาะจง (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Sujitar Jorjong (E-mail: [email protected]) บทนํา จะเพ่ิมขึ้นเมอื่ อุณหภูมิเพิ่มข้ึน จึงทําใหเกษตรกรผปู ลูกเมามี เมาหลวง (Antidesma thwaitesianum Muell. Arg.) ความจําเปนที่ตองใชสารเคมีในการปองกันกําจัดศัตรูพืช ในชวง 3 ปแรก โดยกลุมสารเคมีท่ีเกษตรกรนิยมใชคือ กลุม เปนไมผลทองถ่ินพบโดยท่ัวไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คารบาเมต (Carbamate) ไดแก carbofuran ปองกันศัตรู เชน แถบจังหวดั สกลนคร อุดรธานี กาฬสนิ ธุ มุกดาหาร และ ทม่ี าทางรากคอื ปลวก เสยี้ นดนิ หนอนเจาะโคนตน และกลุม นครพนม (เต็ม สมิตินันทน, 2523) มีกรดอะมิโนที่จาํ เปน สารเคมีกลุมไพรที รอยดสังเคราะห(Synthetic pyrethroid) ตอรางกาย (essential amino acid) มากถึง 18 ชนิด ไดแก Cypermethrin เพ่ือปองกันหนอนเจาะลําตน ดังน้ัน (อราม คุมกลาง และวินัย แสงแกว, 2543) ในผลเมาหลวง ผูวิจัยจึงมีความสนใจศึกษาการตกคางของสารปองกันกาํ จดั อุดมไปดวยสารไฟโทเคมีคัล phenolic acids, flavonoids แมลงศัตรูพืชในใบเมาหลงั จากใหสารท่ี 30, 60 และ 90 วัน และ anthocyanins อยูสูง (Butkhup and Samappito, และการเขาทําลายของแมลง เพื่อเปนขอมูลพ้ืนฐานในการ 2008; Jorjong et al., 2015) นอกจากน้ียังมีสรรพคุณทาง เขตกรรมเมา ตอไปในอนาคต ยา ออกฤทธ์ิเปนสารตา นอนุมลู อิสระ ปองกันมะเรง็ ปองกัน วธิ ีการศึกษา โรคเบาหวาน ผลิตภัณฑหมากเมาสกลนครไดรับการยอมรับ 1. วางแผนการทดลอง จากผูบริโภคอยางแพรหลาย มีองคกร ระดับชาติ และ นานาชาติ เชน BEDO และ FAO สนใจใหการสนับสนุน แบบ Randomized Complete Block Design มี 4 พัฒนาธุรกิจหมากเมาสกลนคร จนไดรับการขึ้นทะเบียนส่ิง สิ่งทดลองจาํ นวน 4 ซ้ําๆ ละ 10 ตน คอื บงชี้ทางภูมิศาสตร และไดรับการรับรองท้ังภายใน และ สิ่งทดลองท่ี 1 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพชื ในใบกอนทําการ ภายนอกประเทศ อยา งไรก็ตามการเขตกรรมถือเปนปญ หาท่ี ทดลอง (ชุดควบคุม) สําคัญในการทําสวนเมา เนื่องจากเมาแตเดิมเปนไมผลท่ี สิ่งทดลองท่ี 2 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพืชในใบหลังใหสาร เจรญิ เตบิ โตในปาท่ีมีพชื พันธธุ รรมชาติขนึ้ หลากหลายชนิดจงึ Carbofuran รอบโคนตน แลว ฉีดพน เชนไดรท 90 วนั ไมค อ ยพบปญ หาในเรอ่ื งของโรคและแมลง แตเมอื่ นาํ มาปลกู ส่ิงทดลองที่ 3 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพืชในใบหลังใหสาร ในรูปแบบระบบเชิงเดี่ยวจึงกอใหเกิดปญหาเรื่องโรคและ Carbofuran รอบโคนตน แลว ฉดี พนเชนไดรท 60 วนั แมลง เมาหลวงเปนพืชท่ีมีการออกดอกแบบแยกเพศตางตน สิ่งทดลองที่ 4 ตรวจสอบสารกําจัดศัตรูพืชในใบหลังใหสาร (Dioecious) คือมีดอกตัวผู และดอกตัวเมียอยูตางตนกัน Carbofuran รอบโคนตน แลวฉีดพนเชนไดรท 30 วนั (เตม็ สมิตินนั ทน, 2523) การขยายพันธุเพอ่ื การคา จงึ นิยมใช 2. วธิ กี ารปลกู และการใหสารปองกันกาํ จดั แมลงศัตรพู ืช วิธีการ ทาบกิ่ง และเสียบกิ่ง เพื่อใหไดตนเมาที่ใหผลเมาที่มี ลักษณะตรงตามพันธุท่ีตองการ จะใหผลผลิตหลังจากปลูก 2.1 ใชตนเมาหลวงสายพันธุฟาประทาน ท่ีมีขนาดลํา 2-3 ป ซ่ึงศัตรูพืชสาํ คัญที่ทําใหต นเมาตายจาํ นวนมากในชว ง ตน และทรงพมุ ใกลเ คียงกัน 1-3 ปแรกคือ หนอนเจาะเปลือกตนเมา พบระบาดมาก ในชว งฤดแู ลง หนอนจะเจาะเขา ไปใตเปลือกตน และเจาะกนิ 2.2 เตรียมดินลงในวงบอดวยอินทรียวัตถุในปริมาณที่ ทออาหารของตนเมา จากนั้นตนเมาก็จะแหงตายในที่สุด เทา ๆ กัน ปลูกตนเมาหลวงในวงบอซีเมนตปดกน ขนาด สุดารัตน สกุลคู และคณะ (2557) พบวาแมลงศัตรูที่เขา 100X50 เซนตเิ มตร วางบอซีเมนตใ หมีระยะหางเทากับ 5x6 ทําลายจะมีผลตอการรอดชีวิตของเมาหลวงในชวง 3 ปหลัง เมตร ตดิ ต้งั ระบบนา้ํ ในแปลงทดลองเปน ระบบนํา้ หยด ปลูก เนื่องจากตนเมามีขนาดเล็ก การเสียบก่ิง หรือทาบกิ่ง รอยแผลอาจยงั ไมสมานกันสนิททําใหตน เมาออนแอ มแี มลง 2.3 หลังจากปลูกเมาหลวงได 2 เดือน ใหสารเคมีใน ศัตรูพืชเขาทําลายมาก โดยแมลงศัตรูท่ีมีผลทําสวนเมา กลุม คารบาเมต (carbofuran) ตนละ 3 กรัมตามปริมาณที่ เสยี หายเพราะยืนตน ตายมี 3 ชนิดคอื แมลงทับแทง ทองนอย ระบุใหใชในพชื ทั่วไป และฉีดพนสารเคมีในกลุม ไพรีทรอยด Micropistus microcephalus ห น อ น เ จ า ะ ก่ิ ง ลํ า ไ ย (เซนไดรท) ใหท่ัวลําตนและใบ ซึ่งเปนกลุมสารกําจัดแมลง Zeuzera coffaae Nieten หนอนดวงหนวดปมลายเหลือง ศัตรพู ืชทเ่ี กษตรกรใหในชว งเร่มิ ตน ของการปลกู เมา จุด Aristobia approximate การแพรร ะบาดของโรคจะผัน 3. เก็บตวั อยา งใบเมา หลวงเพื่อนาํ มาวเิ คราะห แปรตามความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยในชวงท่ี อุณหภูมิต่ํากวา 20º C จะพบการระบาดของแมลงนอยและ เก็บตัวอยางใบเมาหลวงใบท่ี 3-5 จํานวนตนละ 5 ใบ หลังการใหสารเคมีตามชวงเวลาที่กําหนด 30, 60 และ 90 วัน นาํ ตัวอยา งไปทดสอบกับชดุ ตรวจสอบ GPO-TM Kit การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
427 4. หลักการตรวจสอบ GPO-TM Kit (ศิรินุช ชีวันพิศาลนุ GPO TM-Kit จงึ ไมสามารถบอกปริมาณสาร Carbofuran ที่ กลู , 2557) ตกคางเปนตัวเลขไดอ ยางชัดเจน ทําไดเพียงเปรียบเทียบกับ คา LOD คือความเขมขนต่ําสุดท่ีสามารถตรวจสอบได ของ 4.1 กลมุ ออรแ กโนฟอสเฟต และคารบาเมท ใชหลักการ Carbofuran เทากับ 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม เม่ือ แยกสารดวยวิธีแผนบางทีแอลซี (TLC) และตรวจสอบดวย เปรียบเทียบกับระดับปริมาณสารพิษตกคางสูงสุดในอาหาร การทาํ ปฏิกิริยากบั สารเคมเี พ่อื ใหเ กดิ สี ถา มีสารเคมกี ลมุ ออร (Maximum Residue Limits, MRLs) คือ คาท่ียอมรับใหมี แกโนฟอสเฟตและคารบาเมท จะเกิดแถบวงกลม (Spot) สี ไดท่ีพบในอาหารมนุษยและอาหารสัตว จะแสดงคา MRLs ขาวบนพื้นสีมว งบนแผนทีแอลซี คาความเขมขนท่ตี รวจสอบ เปนหนวย มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ปริมาณการตกคาง ไดของกลุมออรแกโนฟอสเฟต และคารบาเมท ไดแก Carbofuran ใน เงาะ องนุ ทุเรียน ผลไมต ระกูลสม ทย่ี อมรับ Carbofuran ตองมีความเขมขนท่ี 0.52 มิลิกรัมตอลิตรข้ึน ไดอยูท่ี 0.05, 0.02, 0.02 และ 0.02 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ไป หรือมีคา LOD ซึ่งเปนคาที่บอกถึงปริมาณตํ่าสุดที่ตรวจ ตามลําดับ (สํานักงานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหาร พบเทากับ 0.594 หนวยความเขมขน (mg/kg) คา Rf สาร แหงชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ, 2557) นอกจากนั้น ม า ต ร ฐ า น อ ยู ท่ี 0.89 (อ ง ค ก า ร เ ภ สั ช ก ร ร ม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2554 ประกาศกระทรวง กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสขุ , 2559) เกษตรและสหกรณ มาตรฐานสินคาเกษตรและอาหาร แหงชาติ มกอช. 9002-2551 โดยประกาศกระทรวง 4.2 กลุมออรแกโนคลอรีนและไพรีทรอยด ใชหลักการ สาธารณสุข เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกคาง (26 พฤษภาคม แยกสารดวยแผนบางทีแอลซี (TLC) และตรวจสอบดวยการ 2554) ระบุวาผลไมท่ีมีการปนเปอนสารพิษตกคางต่ํากวา ทําปฏิกิริยากับสารเคมีและอังแสงยูวีที่ความยาวคลื่น 254 0.01 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวามีความปลอดภัยตอการบริโภค นาโนเมตร เพื่อใหเกิดสี ถามีสารเคมีกาํ จดั แมลงกลุมออรแ ก ดังนั้นจากการใหสารปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชในกลุมออ โนคลอรีน และไพรีทรอยด จะเกิดแถบวงกลม (Spot) เปน สี การโ นฟอสเฟส และคารบ าเมทไดแก Carbofuran ที่ 0, 30, เทา น้ําตาลเขม ถึงดํา บนพื้นสี คาความเขมขนท่ีตรวจสอบ 60 และ 90 วันพบการตกคางของสารดังกลาวต่ําสุดท่ีตรวจ ไดกลุมออรแ กโนคลอรนี และไพรที รอยด ไดแก เชนไดรทท ่ีมี พบได (LOD) อยูที่ 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม หรือ 0.52 Cypermethrin เปนองคประกอบ ตองมีคา LOD เทากับ มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมมีความปลอดภัยตอการบริโภค 3.1 (mg/kg) และคา Rf สารมาตรฐานเทา กบั 0.5,0.53,0.58 อ ย า ง ไ ร ก็ ต า ม จ า ก ก า ร ร า ย ง า น ข อ ง ก า ร ต ก ค า ง ข อ ง (กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข, 2543) Carbofuran ในดนิ ปรมิ าณจะลดลงคร่ึงหน่ึงทุก 30-120 วัน 5. การวิเคราะหข อ มลู (คาคร่ึงชีวิต (half-life) เทากับ 30-120 วัน (Howard P. H, 1991)) คาคร่ึงชีวิตของ Carbofuran ในพืชใชเวลาประมาณ 5.1 วิเคราะหหาสารตกคางในใบกอนทําการทดลอง 4 วัน เมื่อนําไปใชกับรากและใบจะใชเวลานานกวา 4 วัน ดวยชุดทดสอบ GMP TM kit โดยวิเคราะหหาสารตกคางที่ (U.S.National Library of Medicine, 1995) Carbofuran พบในใบเมาในระยะ ตาง ๆ หลังการใหสารปองกันกําจัด จะถูกยอยสลายดวยกระบวนการทางเคมีและจุลินทรีย เกิด แมลงศัตรูพืช 30, 60 และ 90 วัน การเส่ือมสภาพเม่ือดินโดนแสงแดด และมีคาความเปนดาง (pH) มากกวา 7 จะทําใหการสลายตัวเร็วขึ้น และท่ี 30, 60 5.2 ชนิดและการเขาทําลายของแมลง แสดงผลโดย และ 90 วัน ยังพบการตกคางของสาร Carbofuran อยู วเิ คราะหค วามแปรปรวน One-Way Analysis of Variance เปนไปไดวาในการทดลองครั้งนี้ปลูกตนเมาในทอขนาดเสน (ANOVA) เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉล่ียดวยวิธี ผานศูนยกลาง 80 เซนติเมตรสงู 50 เซนติเมตรไมไดปลกู ใน DMRT โดยใชโ ปรแกรมสําเร็จรปู สภาพพื้นท่ีจรงิ เน่ืองจากปอ งกันการตกคางของ Carbofuran ผลการทดลองและวจิ ารณ ในแปลงจึงสงผลตอการสลายตัวของ Carbofuran ในดิน 1. กลุมออการโนฟอสเฟสและคารบาเมท และตนพืช และท่ีตรวจพบ Carbofuran ในชุดควบคุม เน่ืองจากในระยะตนกลาเกษตรกรท่ีผลิตตนกลาจําหนายมี หลังจากให carbofuran รอบโคนตน 30, 60 และ 90 การใช Carbofuran กอ นนําตนกลามาปลกู ในแปลงทดลอง วัน เม่ือครบตามกําหนดเวลา นํามาตรวจสอบสารตกคาง 2. กลุมออการโนคลอรีน และไพรที รอยด ดว ยชดุ GPO TM-Kit พบวา แสดงผลบวกคือพบแถบวงกลม (Spot) สขี าวบนพ้นื สีมวงบนแผน ทีแอลซี (TLC) หลงั จากตน หลังจากตนเมาไดรับการฉีดพนสารเชนไดรทท่ีมี เมา ไดร บั สาร 0, 30, 60 และ 90 วัน ดังแสดงในภาพที่ 1 จะ Cypermethrin เปนองคประกอบ บริเวณใบและลําตน ที่ เห็นวาหลังจากการให Carbofuran ความเขมขน 3 กรัมตอ อายุ 30, 60 และ 90 วัน จากนั้นตรวจสอบการตกคางดวย ตนท่ีระยะเวลา 30, 60 และ 90 วัน ยังสามารถตรวจพบ การตกคางของสารดังกลาว แตเน่ืองจากการทดลองน้ีตรวจ ผลการตกคางของสารปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชดวยชุด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
428 ชุด GPO TM-Kit พบวามีจุดสีเทา นํ้าตาลเขมถึงดําบนแผน (สํานักงานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหงชาติ ทีแอลซี (TLC) แสดงวา ตรวจพบสารเคมกี ําจดั แมลงกลุม ออร กระทรวงเกษตรและสหกรณ, 2559) ดังนั้นผลการทดลอง แกโนคลอรีนและไพรที รอยดท ี่มี Cypermethrin ในตัวอยา ง จากการใหสารปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชในกลุมออการโน หลังจากฉีดพนที่อายุ 30 วัน ดังแสดงในภาพท่ี2 โดย คลอรนี และไพรีทรอยด ไดแก เชนไดรท ทีม่ ี Cypermethrin Cypermethrin เปนองคประกอบของเชนไดรท ตองมีความ เปนสวนประกอบ ที่ 30 วันพบการตกคางของสารดังกลาว เขมขนท่ี 0.3 มิลลิกรัมตอลิตรขึ้นไป หรือมีคา LOD ซึ่งเปน ตํ่าสุดที่ตรวจพบได (LOD) อยูที่ 3.1 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม คาที่บอกถึงปริมาณตา่ํ สดุ ที่ตรวจพบเทากบั 3.1 หนวยความ หรือ 0.3 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมมีความปลอดภัยตอ เขม ขน มิลลกิ รัมตอ กโิ ลกรมั (mg/kg) คา Rf สารมาตรฐานอยู การบรโิ ภค ที่ 0.5 0.53 แ ล ะ 0.58 (อ ง ค ก า ร เ ภ สั ช ก ร ร ม 3. การเขา ทาํ ลายใบเมา ของแมลงศัตรพู ืช กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข, 2559.) หลังจากฉีดพนเชนไดรท ท่ี 60 และ 90 วัน ตรวจไมพบการ ตารางที่ 1 แสดงเปอรเซ็นตการเขาทําลายของแมลง ตกคางของสาร Cypermethrin ซึ่งการตกคางของสาร ศัตรูพืชหลังจากการใหสารปองกันกําจัดที่ 30, 60 และ 90 ดังกลาวพบเพียงในชวง 30 วันหลังจากการฉีดพนเทาน้ัน วัน พบวาการเขาทําลายของแมลงศัตรูพืชในชุดควบคุมคือ เมื่อเปรียบเทียบกับความเขมขนตํ่าสุดท่ีตรวจสอบไดของ การไมใหสารปองกันแมลงศัตรูพืชเกิดความเสียหายสูงที่สุด Cypermethrin คือปริมาณ 0.3 มิลลิกรัมตอ ลติ รข้ึนไป หรือ รองลงมาไดแก 90 60 และ 30 วันหลังจากการใหสาร ปริมาณตํ่าสุดทีต่ รวจพบเทา กบั 3.1 มลิ ลกิ รมั ตอ กิโลกรมั น้ัน ปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืช และในชวงเดือนมกราคมเกิด ก็แสดงถึงวาปริมาณสาร Cypermethrin ท่ีตกคางในใบเมา ความเสียหายของการเขาทําลายของแมลงศัตรูพืชสงู สดุ เกิน หลังจากฉีดพนท่ีอายุ 30 วัน มีปริมาณต่ําสุดที่ตรวจพบ 50 เปอรเซ็นต ซึ่งแมลงศัตรูพืชที่พบสวนใหญในชวงท่ี (LOD) อยูท่ี 3.1 มิลลิกรัมตอ กิโลกรัม หรือ 0.3 มิลลิกรมั ตอ ทาํ การศกึ ษาคอื เดือนตุลาคมถงึ เดอื นมกราคมไดแ ก 1) เพลย้ี ลิตร เมื่อเปรียบเทียบกับระดับปริมาณสารพิษตกคางสูงสุด แปง (Saccharicoccus sp.) 2) เพลี้ยหอย (Drepanococ- ในอาหาร (Maximum Residue Limits, MRLs) ปริมาณ cus chiton (Green) 3) ดวงกุหลาบ (Adoretus compre- การตกคาง Cypermethrin ใน ทุเรียน มะมวง มะละกอ ssus Weber) 4) แมงจีนูนแดง (Halotrichite sp. 5) หนอน ลําไย ลิ้นจี่ ผลไมตระกูลสม (ยกเวนสมโอและเกรฟฟรุต) มวนใบ (Erionota thrax) 6) หนอนปลอก (Cremasto- และสมโอ มีปริมาณไมเกิน 1, 0.7, 0.5, 1, 2, 0.3 และ 0.5 psyche pendula Joannis) ดังแสดงในภาพที่ 3 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ถือวามีความปลอดภัยตอผูบริโภค ตารางท่ี 1 แสดงเปอรเ ซ็นตก ารเขา ทาํ ลายใบเมา ของแมลงศัตรเู มาหลวงหลงั จากการใหส ารปอ งกันกาํ จัดแมลง ศตั รพู ืช สง่ิ ทดลอง 22 ธ.ค.59 29 ธ.ค.59 12 ม.ค.60 21 ม.ค.60 5 ก.พ.60 ชดุ ควบคมุ 31.36±16.31a 25.10±16.21a 53.34±16.54a 89.35±6.53 35.11±7.94 30 วนั 13.33±5.07b 11.67±3.55b 36.42±18.99ab 81.91±14.67 24.34±2.08 60 วนั 17.20±7.11ab 12.40±3.90ab 34.10±12.81b 86.41±8.44 26.05±10.86 90 วัน 19.05±6.09ab 14.10±2.41ab 37.78±21.32ab 75.81±33.01 34.91±6.83 % cv 48.13 54.44 43.79 22.59 25.29 F-test * * * ns ns การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
429 ภาพท่ี 1 การตกคางของสารปองกนั กําจัดแมลงศตั รูพืช ภาพท่ี 2 การตกคางของสารปองกนั กาํ จดั แมลงศตั รพู ชื Carbofuran ในกลมุ ออการโ นฟอสเฟส และคารบาเมท ท่ี เชนไดรท ทม่ี ี Cypermethrin เปน องคป ระกอบ จัดอยูใน อายุ 0, 30, 60 และ 90 วัน กลุมออการโ นคลอรนี และไพรที รอยด หมายเหตุ 1 = ชุดควบคุมคือการไมใ ชส ารเคมีกําจัดแมลง 2 = หลังใหส าร Carbofuran รอบโคนตน แลว ฉีดพน เชนไดรท 90 วัน 3 = หลังใหสาร Carbofuran รอบโคนตน แลวฉีดพนเชนไดรท 60 วนั 4 = หลงั ใหส าร Carbofuran รอบโคนตน แลวฉีดพน เชนไดรท 30 วัน 1) เพลย้ี แปง (Saccharicoccus sp.) 2) เพลย้ี หอย (Drepanococcus chiton (Green)) 3) แมงจนี ูนแดง (Halotrichite sp.) 4) ดวงกหุ ลาบ (Adoretus compressus Weber) การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
430 5) หนอนปลอก 6) หนอนมว นใบ (Erionota thrax) (Cremastopsyche pendula Joannis) ภาพท่ี 3 แมลงศตั รพู ชื ทพี่ บในแปลงเมา ในชวงทีท่ ําการศึกษาเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2559 ถงึ เดอื นมกราคม พ.ศ. 2560 สรุปผล กติ ตกิ รรมประกาศ 1. หลังจากการใหสารปองกันกําจัดแมลง ศัตรูพืชใน งานวิจัยนี้ไดรับงบประมาณจากโครงการอนุรักษ กลุมออการโนฟอสเฟส และคารบาเมทไดแก Carbofuran พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพ ที่ 30, 60 และ 90 วัน พบการตกคางของสารดังกลา วตํา่ สุด รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจําปงบประมาณ ท่ีตรวจพบได (LOD) อยูท่ี 0.594 มิลลิกรัมตอกิโลกรมั หรือ พ.ศ. 2559 0.52 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมมีความปลอดภัยตอการ เอกสารอางอิง บรโิ ภค กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย. 2543 โครงการเฝาระวังความ 2. การใหส ารปอ งกนั กาํ จดั แมลงศตั รพู ืช ในกลมุ ออการ ปลอดภัยของผกั ปลอดสารเคมี พ.ศ. 2537-2542. กลมุ โนคลอรีน และไพรีทรอยด ไดแก เชนไดรท ท่ีมี งานพฒั นาความปลอดภยั ดานเคมวี ตั ถุ และกองควบคุม Cypermethrin เปนองคประกอบ ท่ี 30 วันพบการตกคาง อาหารและยา รว มกบั กองอาหาร ของสารดังกลาวต่ําสุดท่ีตรวจพบได (LOD) อยูท่ี 3.1 กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย. มิลลิกรมั ตอ กิโลกรัม หรือ 0.3 มิลลิกรัมตอลิตร ถือวายังไมม ี เต็ม สมิตินันทน. 2523. ชื่อพรรณไมแ หง ประเทศไทย : ชื่อ ความปลอดภยั ตอการบรโิ ภค พฤกษศาสตร ช่อื พืน้ เมอื ง. หอพรรณไมก รมปาไม กระทรวงเกษตรและสหกรณ. กรงุ เทพฯ. 176 น. 3. การเขาทําลายของแมลงศัตรูพืช หลังจากใหสาร ศิรินชุ ชวี นั พศิ าลนุกูล. 2557. ชุดตรวจหาชนดิ สารเคมีกาํ จดั ปองกันแมลงศัตรูพืชท่ี 30, 60 และ 90 วัน พบวาการเขา แมลง ในผกั ผลไม และธัญพืช. ฝายเภสัชเคมภี ัณฑ ทําลายของแมลงศัตรูพืชในชุดควบคุมคือการไมใหสาร องคก ารเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสขุ ประเทศไทย ปองกันแมลงศัตรูพืชเกิดความเสียหายสูงที่สุด รองลงมา สํานักงานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหงชาติ ไดแก 90, 60 และ 30 วัน ชวงเดือนมกราคมเกิดความ กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 2557. มาตรฐานสนิ คา เสียหายจากการเขาทําลายของแมลงศัตรูพืชสูงสุดเกิน 50 เกษตร มกษ. 9002-2556 สารพษิ ตกคา ง : ปริมาณ เปอรเซน็ ต ในทกุ สงิ่ ทดลอง สารพิษตกคางสงู สุด. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบบั ประกาศและงานท่ัวไป เลม 131 ตอนพิเศษ 32 ง 4. แมลงศัตรูพืชท่ีพบสวนใหญเดือนตุลาคมถึงเดือน วนั ที่ 13 กมุ ภาพนั ธ 2557. มกราคม ไดแก 1) เพลี้ยแปง 2) เพล้ียหอย (3) ดวงกุหลาบ สาํ นกั งานมาตรฐานสินคา เกษตรและอาหารแหง ชาติ (4) แมงจีนนู แดง 5) หนอนมวนใบ 6) หนอนปลอก กระทรวงเกษตรและสหกรณ. 2559. มาตรฐานสินคา เกษตร มกษ. มกษ. 9002-2559 สารพิษตกคาง: 5. การทดลองน้ีตรวจผลการตกคางของสารปองกัน ปริมาณสารพิษตกคา งสงู สดุ .สบื คน เม่อื 18 พฤศจกิ ายน กําจัดแมลงศัตรูพืชดวยชุด GPO TM-Kit ไมสามารถบอก 2559 จาก http://www.acfs.go.th ปริมาณสาร Carbofuran และ Cypermethrin ท่ีตกคางได อยางชัดเจน ทําไดเพียงเปรียบเทียบกับความเขมขนต่ําสุดท่ี ตรวจสอบไดของสารดังกลาวเทานั้น ดังน้ันควรทําการ ทดลองเพิ่มเติมในการวิเคราะหสารปองกันกําจัดศัตรูพืชทั้ง ทางดานปริมาณ และคุณภาพ คือสามารถบอกไดทั้งชนิด และปริมาณสารท่ีตกคา ง การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
431 สดุ ารตั น สกลุ คู ชลธิชา หาญบญั จติ และ เมวกิ า ชยั ฤทธ. Howard, P. H. 1991. Fate and Exposure Data for 2557. การศกึ ษาความหลากหลายทางพันธกุ รรมเมา Organic Chemicals. Handbook of หลวง (Antidesma sp.) แกน เกษตร 42 ฉบบั พิเศษ 1 Environmental Published June 17, 1991. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราช มงคลอีสานวิทยาเขตสกลนคร Jorjong, S., Butkhup, L., Samappito, S. 2015. Phytochemicals and antioxidant capacities of อราม คมุ กลาง วินยั แสงแกว . 2543. งานประดิษฐค ดิ คน Mao-Luang (Antidesma bunius L.) cultivars ผลิตภณั ฑจากพชื ตระกลู เมา โรงพิมพครุ สุ ภาลาดพราว. from Northeastern Thailand. Food Chemistry, กรุงเทพฯ 181, 248–255. Butkhup, L., & Samappito, S. 2008. Analysis of U.S. National Library of Medicine. 1995. Hazardous anthocyanin, flavonoids and phenolic acids in Substances Databank. Bethesda, MD, 1995.3-9 tropical bignay berries. International Journal of Fruit Science, 8, 15–34. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
432 กระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตร BIOLOGICAL PLANT POTS FROM AGRICULTURE WASTE MATERIALS สชุ นมา สุขรกั ษาวงศ Suchonma Sookruksawong สาขาชีววทิ ยาประยกุ ต คณะวิทยาศาสตรและศิลปศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน นครราชสมี า 30000 Department of Applied Biology, Faculty of Sciences and Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima 30000 บทคดั ยอ งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อผลิตกระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตร โดยศึกษาตัวแปรท่ีมีผลตอความ แข็งแรงของกระถางคือ อัตราสวนของสวนผสม คุณสมบัติการไหลผานของนํ้า และการอุมนํ้า โดยมีสวนผสมคือ ยานาง ขุย มะพราว และใยมะพรา ว จากผลการทดลองพบวา สตู รท่ี 3 (ยา นาง 1 สว น : กาวแปง เปยก 1 สว น : ใยมะพราว 1 สว น : ขุย มะพราว 1 สวน) เหมาะสมกับการนํามาพัฒนาตอ เพ่ือเปนกระถางเพาะชํากลา ไม กระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาตจิ าก การเกษตรน้ี ยังเปน แนวทางในการชวยใหเกษตรกรประหยดั คา ใชจ ายจากการซือ้ ถุงพลาสตกิ หรอื กระถางเพาะชาํ อีกดว ย Abstract The objective of this research was to produce of biological plant pot from agriculture waste materials. The effects of strength were studied via the variables as follows: the ratio of agriculture waste materials, water flow ratio and water absorption. The results demonstrated that formula 3 (Yanang 1: glue 1: coconut fiber 1: coconut coir 1) was suitable for biological plant pots development. Biological plant pots from agriculture waste materials might be able to reduce cost of purchasing the plastic bag or plastic plant pot. คาํ สาํ คัญ: กระถางเพาะชาํ , วสั ดธุ รรมชาติจากการเกษตร Keywords: biological plant pot, agriculture waste ตดิ ตอนกั วิจยั : สุชนมา สขุ รกั ษาวงศ (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Suchonma Sookruksawong (E-mail: [email protected]) บทนํา มงคลอีสาน มาทํากระถางเพาะชํากลา ไมทดแทนถุงเพาะชาํ พื้ น ที่ ข อ ง ศู น ย อ นุ รั ก ษ แ ล ะ พั ฒ น า ท รั พ ย า ก ร ภ า ค เม่ือกลาไมเจริญเติบโตระยะหนึ่ง ก็สามารถนําไปปลูกตอได เลยโดยทไี่ มต อ งฉกี ถงุ เพาะชําหรือทุบกระถางเพาะชํา อกี ทั้ง ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าช ยงั เปนการชวยรักษาสิ่งแวดลอ ม เปนการลดขยะจากถุงเพาะ มงคลอีสาน มีการปลูกพรรณไมม ากมายหลายชนดิ นอกจาก ชํา กระถางเพาะชําจากยานางและวัสดุจากธรรมชาติน้ี ยัง จะตองดูแลรักษา รดนํ้าพรวนดิน ใสปุยแลว ยังตองมีการ เปนแนวทางในการชวยใหเกษตรกรประหยัดคาใชจายจาก เพาะชํากลาไมในถุงเพาะชําหรือกระถางเพาะชํา ซ่ึงจะใช การซือ้ ถงุ หรือกระถางเพาะชาํ อกี ดวย กระถางเพาะชําที่ทําโดยพลาสติกซึ่งหาซ้ือไดสะดวกและ วิธกี ารทดลองและผลการทดลอง ราคาถกู แตเ ม่ือกลา ไมเจรญิ เติบโต จะตอ งทาํ การยา ยกลา ไม ลงปลูกในพ้ืนท่ีเพาะปลูก ซ่ึงในการยายกลาไมไปท่ีปลูกนั้น 1. เตรียมเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตรที่มีลักษณะ ตองฉีกถุงเพาะชํา ซึ่งอาจทําใหรากตนกลาหลุดออกจากดิน เปนเสน ใยเพ่อื ทาํ กระถางเพาะชํา หรือวัสดุเพาะชํา ทําใหรากกลาไมไดรับความเสียหาย ไม สามารถเจริญเติบโตตอไปได อีกท้ังเศษถุงพลาสติกยังเปน นําเศษวัสดุธรรมชาติจากการเกษตร ประกอบดวย ขยะทเี่ สือ่ มสภาพไดย าก กก็ อ ใหเกิดปญ หาตอสิ่งแวดลอม ยานาง ขุยมะพราว ใยมะพราว มาตากใหแหง ตัดใหมีขนาด เลก็ ลงประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผูวิจัยจึงมีแนวคิดวา พืชท่ีมีเสนใยสูงและมีปริมาณสูง มากในพ้ืนท่ีของศูนยอนุรักษและพัฒนาทรัพยากรภาค 2. ขนั้ ตอนการเตรียมตัวประสาน ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าช ผสมแปงกับนํ้าในอัตราสวน 1:6 โดยนํ้าหนัก จนแปง กระจายตัวในนํ้า หลังจากน้ันนํานํ้าแปงที่ไดไปใหความรอน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
433 พรอ มทัง้ กวนนํา้ แปง ขณะใหความรอน จนนาํ้ แปงเปล่ยี นเปน ANOVA ที่ความเช่ือมั่น 0.05 (p<0.05) ไดผลการทดลอง เจลจากนน้ั ต้ังทิง้ ไวใ หเ ย็น ดังแสดงในตารางที่ 2 รูปท่ี 1 แสดงสว นผสมของกระถางเพาะชํา ตารางท่ี 2 แสดงการทดสอบคณุ สมบัติการไหลผานของนํา้ ก. ใยมะพรา ว, ข. ยานาง, ค. ขุยมะพรา ว, ง. กาวแปงเปย ก สูตร ปรมิ าณนาํ้ ไหลผา น (มลิ ลลิ ิตร) ควบคมุ 98.66a ± 1.15 3. ขน้ั ตอนการขนึ้ รปู กระถาง สตู ร 1 55.00b ± 8.66 นําสวนผสมตางๆ ที่เตรียมไว มาผสมในอัตราสวนตาม สูตร 2 62.33b ± 4.51 ตารางท่ี 1 จากนั้นคลุกเคลาสวนผสมใหเขากัน นํามาขึ้นรูป สตู ร 3 59.66b ± 3.51 กระถางเพาะชําดวยแมพ ิมพ จากนนั้ ผง่ึ แดดใหแ หง หมายเหตุ สูตรควบคุมคือ กระถางเพาะชําจากเศษวัสดุธรรมชาติที่มี ตารางท่ี 1 แสดงสว นผสมตา งๆ ของกระถางเพาะชํา ขายในทองตลาด สูตร สว นผสม สูตร 1 ยา นาง 1 สว น : กาวแปง เปยก 1 สวน ลักษณะของกระถางเพาะชําหลังจากทดสอบคุณสมบตั ิ สตู ร 2 ยานาง 1 สวน : กาวแปงเปยก 1 สวน : การไหลผา นของนํ้า สูตรควบคุม : คงรูปไดดีท่ีสุด น้ําไหลผานเร็วมาก (ไมเกิน 1 ใยมะพราว 1 สวน สูตร 3 ยานาง 1 สวน : กาวแปงเปยก 1 สวน : นาท)ี สูตร 1 : ไมคงรูปยานางเปอ ยยุย นา้ํ ไหลผานชา มากถงึ ไมไ หล ใยมะพราว 1 สวน : ขยุ มะพรา ว 1 สว น สูตร 2 : คงรูปไดดีกวาสูตรที่ 1 แตยานางมีการเปอยยุย นํ้า รปู ท่ี 2 ตวั อยางกระถางเพาะชําทข่ี น้ึ รปู แลว ไหลผา นเรว็ มาก (ไมเกิน 1 นาท)ี 4. การทดสอบคณุ สมบัตกิ ารไหลผานของนา้ํ สูตร 3 : คงรูปไดดีกวาสตู รที่ 1 และ สูตร 2 แตยานางมีการ นํากระถางเพาะชําที่ขึ้นรูปไวท้ังสามสูตร มาทําการ ทดสอบคุณสมบัติการไหลผานของนํ้า โดยนํากระถางมาทํา เปอ ยยยุ นาํ้ ไหลผานเรว็ มาก (ไมเ กิน 1 นาที) การรดนา้ํ ปรมิ าณ 100 มิลลลิ ติ ร จากน้ันวดั ปรมิ าณนาํ้ ที่ไหล จากตารางท่ี 2 จะเหน็ ไดว า กระถางเพาะชําทง้ั สามสตู ร ผานกนกระถาง จับเวลา 5 นาที สังเกตลักษณะกระถางหลงั อุมน้ําไดดีกวาสูตรควบคุมอยางมีนัยสําคัญเมื่อวิเคราะห การรดน้ําผาน และวิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย ONE WAY ขอ มลู ทางสถิติดว ย ONE WAY ANOVA ท่คี วามเชื่อมน่ั 0.05 (p<0.05) 5. การทดสอบการอมุ นํ้า นํากระถางเพาะชําที่ขึ้นรูปไวท้ังสามสูตร มาทําการ ทดสอบการอุม นํา้ โดยชั่งนา้ํ หนักกระถางกอนทําการทดสอบ จากนั้นนํากระถางมาแชน้ําจนทวมกระถาง จับเวลาแชนํ้า 5 นาที นํากระถางออกมาจากการแชน้ํา ท้ิงไว 5 นาที สังเกต ลกั ษณะที่เกดิ ขน้ึ ชงั่ นํา้ หนักกระถางหลงั ทําการทดสอบ และ วิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย ONE WAY ANOVA ที่ความ เชื่อมั่น 0.05 (p<0.05) ไดผลการทดลอง ดังแสดงในตาราง ที่ 3 ตารางท่ี 3 แสดงการทดสอบคุณสมบตั กิ ารอุมน้าํ สูตร นาํ้ หนกั ทเ่ี พิม่ ขนึ้ เม่ือนาํ กระถางแชน ํา้ (กรมั ) สตู ร 1 62.51a ± 13.59 สตู ร 2 65.96a ± 1.44 สูตร 3 67.53a ± 7.04 ลักษณะของกระถางเพาะชําหลังจากการทดสอบการ อุมนํา้ สตู ร 1 : ไมคงรูปยา นางเปอยยุย สูตร 2 : คงรูปไดด ีกวาสูตรที่ 1แตยา นางมกี ารเปอ ยยยุ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
434 สูตร 3 : คงรูปไดดีกวาสูตรที่ 1 และสูตร 2 แตยานางมีการ คาํ ขอบคณุ เปอยยยุ โ ค ร ง ก า ร อ นุ รั ก ษ พั น ธุ ก ร ร ม พื ช อั น เ น่ื อ ง ม า จ า ก จากตารางที่ 3 จะเหน็ ไดว า กระถางเพาะชาํ ทง้ั สามสตู ร พระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช มีความสามารถในการอุมน้ําไมแตกตางกันทางสถิติเม่ือ กมุ ารี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน (อพ.สธ. มทร. วิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย ONE WAY ANOVA ที่ความ อสี าน) ขอขอบคณุ มา ณ ทนี่ ีด้ วย เชอื่ ม่ัน 0.05 (p<0.05) เอกสารอางองิ วจิ ารณแ ละสรปุ ผลการทดลอง J. Sangmook, N. Pongsathorn, C. Sae-lim, Nursery งานวิจัยนี้พบวา ใบยานางซึ่งเหลือทิ้งจากการประกอบ Pot from Coconut Coir Fiber as a Replacement อาหารหรือทางการเกษตร และพบมากในพ้ืนท่ีศูนยอนุรักษ for Plastic to reduce Global Warming, และพัฒนาทรัพยากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง Rajamangala University of Technology มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน สามารถนํามาข้ึนรูป Thanyaburi, Pathum Thani, 2008. เปนกระถางสําหรับปลูกตนไมได จากการทดสอบคุณสมบัติ T. Na Lampang, L. Thaikeng, A. Kantamuen, การไหลผานของน้าํ และการอมุ นา้ํ พบวาสูตรท่ี 3 (ยานาง 1 Biological Nursery Pot, Phrae Vocational สวน : กาวแปงเปยก 1 สวน : ใยมะพราว 1 สวน : ขุย College, Phrae, 2010. มะพราว 1 สวน) เหมาะสมกับการนํามาพัฒนาตอเพ่ือเปน P. Lakngam, P. Kamthongsuk, A Study and กระถางเพาะชํากลาไมเม่ือกลาไมเจริญเติบโตระยะหนึ่ง ก็ Development of Ornamental Plant Nursery Pot สามารถนําไปปลูกตอไดเลยโดยที่ไมตองฉีกถุงเพาะชําหรือ from Agricultural Leftover Materials, ทุบกระถางเพาะชํา อีกท้ังยังเปนการชวยรักษาส่ิงแวดลอม Agricultural Engineering Program, Faculty of เปนการลดขยะจากถุงเพาะชํา กระถางเพาะชําจากยานาง Engineering, Khon Kaen University, Khon Kaen, และวัสดุจากธรรมชาติน้ี ยังเปนแนวทางในการชวยให 2010. เกษตรกรประหยัดคาใชจายจากการซ้ือถุงหรือกระถางเพาะ ชาํ อีกดวย การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
435 การถา ยทอดเทคโนโลยีใชน า้ํ ยางพาราในงานบาํ รงุ รกั ษาระบบชลประทาน ระยะที่ 2 ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื : พืน้ ทโี่ ครงการชลประทานจงั หวดั ชัยภมู ิ TECHNOLOGY TRANSFER USING RUBBER LATEX IN MAINTENANCE OF IRRIGATION SYSTEM IN NORTH-EASTERN THAILAND : CHAIYAPHUM IRRIGATION PROJECT PHASE 2 พีรวัฒน ปลาเงนิ *, ฐกลพัศ เจนจิวฒั นกลุ และ ฤทธี หงสสาคร ภาควชิ าวศิ วกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั สยาม 38 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหวา เขตภาษเี จริญ กรงุ เทพมหานคร 10160 Department of Civil Engineering, Faculty of Engineering, Siam University 38 Phetkasem road, Bang Wa, Phasi Charoen, Bangkok 10160 บทคดั ยอ การถายทอดเทคโนโลยีประยุกตใชน้ํายางพาราในงานบํารุงรักษาระบบชลประทาน ระยะท่ี 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : โครงการชลประทานจังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงคเพื่อจัดอบรมและถายทอดเทคโนโลยีการใชนํ้ายางพาราในงานซอมแซม คลองชลประทานใหกับผูเขารวมถายทอดเทคโนโลยีและเปนการเผยแพรผลงานวิจัยและนวัตกรรมสูกลุมเปาหมายที่มี ศกั ยภาพในการนําไปใชประโยชน โดยมีการสังเคราะหองคความรูจากผลการวิจัย (1) การพฒั นาวัสดเุ คลือบผวิ คลองผสมน้ํา ยางพาราสําหรับใชบํารุงรักษาคลองชลประทาน (2) การพัฒนาสูตรมอรตาผสมนํ้ายางพาราสําหรับใชเปนตัวเช่ือมประสาน รอยราวในคลองสงน้ําชลประทาน (3) ศึกษาการร่ัวซึมของนํ้าในแบบจําลองคลองชลประทานผสมนํ้ายางพารา และนําผล การสังเคราะหองคความรูจัดทําคมู ือการถายทอดเทคโนโลยี การถายทอดเทคโนโลยภี าคทฤษฏปี ระกอบดวย ความรูทวั่ ไป ของระบบสงน้ําชลประทาน, การบํารุงรักษาคลองสงนํ้าชลประทาน, ความรูพื้นฐานเก่ียวกับน้ํายางและองคประกอบตาง ๆ ในนํ้ายางพารา และการพัฒนาสูตรมอรตาและวัสดเุ คลือบผิวคลองผสมนํ้ายางพารา การถายทอดเทคโนโลยีภาคปฏบิ ัตไิ ดทาํ การสาธิตวิธีการเตรียมสวนผสมตาง ๆ ของวัสดุเคลือบผิวคลองและมอรตาผสมนํ้ายางพารา และไดถายทอดองคความรู ประกอบดวยข้ันตอนและวิธีการผสมมอรต าและวัสดุเคลอื บผิวคลองสาํ หรบั ใชบํารุงรักษาระบบคลองชลประทาน และสาธิต วิธีการใชมอรตาผสมนํ้ายางพาราเพ่ือใชซอมแซมคลองชลประทานในพ้ืนท่ีโครงการชลประทาน จังหวัดชัยภูมิ จากผลการ สาธิตการซอมแซมคลองชลประทานดวยวัสดุเคลือบผิวและมอรตาผสมนํ้ายางพาราในภาคสนาม ผูเขารวมการถายทอด เทคโนโลยมี คี วามสนใจเปน อยางยง่ิ จะนาํ ความรทู ไี่ ดจากการถา ยทอดในคร้งั นี้ไปซอมแซมคลองในพนื้ ทไ่ี รนาของตนเอง Abstract The technology transfer of applying rubber latex in the maintenance of irrigation system in northeastern Thailand: Chaiyaphum irrigation project Phase 2 aims to arrange workshops for the relevant participants in order to disseminate the technology of using the rubber latex in the repairing of irrigation canals. This also publicizes the outcome of researches and innovations into the potential target groups, who will benefit in the real world practice. This technology transfer synthesizes the knowledge from the results of various previous researches; including (1) the development of coating material mixed with rubber latex for irrigation canal maintenance, (2) the development of mortar mixed with latex for jointed irrigation canal crack, and (3) the study of seepage water losses in irrigation canal model mixed with latex. The results of knowledge synthesis have been collected and published in the technology transfer manual. The technology transfer is separated into theory and practice sessions. The theory session includes the overview of irrigation system, the maintenance of irrigation canal, the basic knowledge of rubber latex & its composition, and the development of mortar and coating material mixed with latex. The practice session includes the demonstration of mixture preparation and mixing procedure of the mortar and coating material mixed with latex. The demonstration also includes the using of mortar mixed with latex to repair irrigation canals at Chaiyaphum Irrigation Project. The field demonstration of repairing irrigation canal by coating material and mortar mixed with latex motivates the participated farmers to apply this technology for the canal repairing in their own crop areas. การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
436 คําสาํ คัญ: ถายทอดเทคโนโลย,ี นํ้ายางพารา, มอรต า , วสั ดเุ คลือบผวิ คลอง, คลองชลประทาน Keywords: Technology transfer, Rubber latex, Mortar, Coating material, Irrigation canal *ตดิ ตอนักวิจัย: พีรวัฒน ปลาเงิน (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Pheerawat Plangoen (E-mail: [email protected]) บทนํา เทคโนโลยี/นวัตกรรมจากผลการวิจัย สูกลุมเปาหมายที่มี ยางพาราเปนพืชเศรษฐกิจหลักท่ีทํารายไดอยาง ศักยภาพในการนาํ ไปใชป ระโยชน มากมายเขาสูประเทศไทยในอดีตท่ีผานมา โดยเฉพาะการ ขั้ น ต อ น ก า ร ดํ า เ นิ น ก า ร วิ จั ย ถ า ย ท อ ด เ ท ค โ น โ ล ยี สงออกในรูปวัตถุดิบยางพารา แตการสงออกวัตถุดิบเพียง ประกอบดวย อยางเดียวในขณะที่การแปรรูปและใชงานผลิตภัณฑ ยางพาราภายในประเทศมีปริมาณนอย เปนปจจัยท่ีสําคัญ 1.1 รวบรวมและวิเคราะห/สังเคราะหขอมูลจาก ทําใหราคายางพาราภายในประเทศขาดเสถียรภาพ สงผล ผลการวิจัยยางพาราดังกลาวเพ่ือประยุกตใ ชในงานซอมแซม กระทบตอท้ังเกษตรกรและผูที่เกี่ยวของในอุตสาหกรรม ระบบชลประทาน อีกท้ังประเทศเพื่อนบานยังเพิ่มพื้นท่ีปลูกยางมากขึ้น การ แขงขันดานราคาจะรนุ แรงขน้ึ ประกอบกบั บางอุตสาหกรรม 1.2 ออกสาํ รวจพนื้ ที่และคัดเลอื กกลมุ เปา หมายเขารว ม พยายามปรับเปลี่ยนไปใชยางสังเคราะหทดแทน เน่ืองจาก กิจกรรม สามารถนําผลการวจิ ยั ไปใชประโยชน สามารถควบคุมตนทุนและคุณภาพการผลิตไดงายกวา อีก ทั้งยังขาดมาตรการการกระตุนใหเกิดการใชผลิตภัณฑ 1.3 จัดทําหลักสูตรอบรมการถายทอดเทคโนโลยี ยางพาราในประเทศ มาตรการการกระตุนใหเกิดการใช “ก า ร ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช นํ้ า ย า ง พ า ร า ใ น ง า น ซ อ ม แ ซ ม ร ะ บ บ ผลิตภัณฑยางพาราในประเทศยังไมเพียงพอและไมเห็นผล ชลประทาน” เทาท่ีควร ดังน้ันควรเพิ่มมูลคาและเพ่ิมปริมาณการใช ยางพาราซ่ึงจะชวยใหราคายางพาราภายในประเทศมี 1.4 จั ด ทํ า คู มื อก าร ถา ยทอ ดเทคโ นโลยี “ก า ร เสถียรภาพมากข้ึนรวมถึงรายไดที่จะเพ่ิมมากขึ้น โดยควร ประยกุ ตใชน้ํายางพาราในงานซอมแซมระบบชลประทาน” เรงสงเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเก่ียวกับพัฒนาผลิตภัณฑ ยางพาราซึ่งเปนการเพิ่มปริมาณการใชยางพาราภายใน 1.5 จัดอบรมและถายทอดเทคโนโลยีภาคทฤษฏีและ ประเทศเพ่ือเพ่มิ มลู คา ที่ยงั่ ยืนของยางพาราตลอดจนนําไปสู ภาคปฏิบตั ิใหกับกลมุ ผใู ชประโยชนจ ากผลงานวจิ ยั พัฒนาผลิตภัณฑยางพาราคุณภาพตอไป โครงการการ ถายทอดเทคโนโลยีใชน้ํายางพาราในงานบํารุงรักษาระบบ 1.6 ป ร ะ เ มิ น ผ ล โค รงก า ร ถ าย ทอ ด เทคโนโลยี ชลประทาน ไดทุนสนับสนุนการทํากิจกรรมสงเสริมและ “ประยุกตใ ชน ํา้ ยางพาราในงานซอ มแซมระบบชลประทาน” สนับสนุนการวิจัย ในการจัดการองคความรูการวิจัยเพื่อ ผลการสังเคราะหอ งคความรูจากผลงานวจิ ัย การใชประโยชนในมิติเชิงชุมชุน/สังคม ภายใตโครงการ จัดการความรูและถายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและ 1. การพัฒนาวัสดเุ คลอื บผิวคลองผสมนา้ํ ยางพารา นวัตกรรม ประจาํ ป 2561 จากสํานักงานคณะกรรมการวิจัย สําหรับใชบํารุงรักษาคลองชลประทาน (พีรวฒั น, 2558) แหงชาติ (วช.) โดยมีวัตถุประสงค ดังน้ี (1) เพ่ือรวบรวม ผูวิจัยไดทําการศึกษาคุณสมบัติทางกลและทางกายภาพของ วิเคราะหและสังเคราะหงานวิจัยประยุกตใชน้ํายางพาราใน ซีเมนตเพสผสมน้ํายางพาราชนิดพรีวัลคาไนซและเถาแกลบ งานซอมแซมระบบชลประทาน (2) เพ่ือจัดอบรมและ [1] กาํ หนดอัตราสว นของเนือ้ ยางตอ ปูนซีเมนต (P/C) เทา กบั ถายทอดเทคโนโลยกี ารใชน้ํายางพาราในงานซอ มแซมระบบ 5%, 10% และ 15% และปริมาณเถาแกลบทใ่ี ช 5%, 10% ชลประทานสูกลุมเปาหมายที่สนใจ (3) เพื่อบูรณการและ และ 15% ของนํ้าหนักปูนซีเมนต ทําการผสมวัสดุเคลือบผิว เผยแพรงานวิจยั และนวัตกรรมสูกลุมเปาหมายท่ีมีศักยภาพ คลอง ดงั แสดงในภาพท่ี 1 และทาํ การทดสอบกําลงั รับแรงอดั ในการนําไปใชป ระโยชน กําลังรับแรงดัด กําลังรับแรงดึง (ภาพท่ี 2) ระยะเวลา 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน และทดสอบการดูดซึมนํ้าและทดสอบ ความทนทานตอ การกัดกรอ นของสารละลายซัลเฟต วิธีการดําเนินงาน การถายทอดเทคโนโลยีประยุกตใ ชนํ้ายางพาราในงาน ซอมแซมระบบชลประทานเปนการบูรณการและถายทอด การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
437 ภาพท่ี 1 การผสมวสั ดเุ คลือบผิวคลองและบรรจุในแบบ ตัวที่ทําใหความแข็งแรงของมอรตา สงู ข้ึนหรอื ลดลงขึ้นอยูก บั หลอ สภาพความขน เหลว ดังนน้ั จึงหาปรมิ าณนาํ้ และน้าํ ยางพารา ที่เหมาสมสําหรบั ทาํ ปฏิกริ ิยากบั ปูนซเี มนต การทดสอบคุณสมบัติดานกําลังหรือทางกลของมอร ตา ภาพท่ี 2 (การรับแรงอัด, แรงดัด และ การยึดเกาะ) เน่ืองจากแรงท่ีกระทําตอผนังคลองชลประทาน ไดแกแรงดัน ของนํ้าและแรงเฉือน ดังน้ันการทดสอบดานกําลังรบั แรงเพื่อ ศึกษาถึงพฤติกรรมดานกําลังของมอรตาผสมนํ้ายางขนที่ สามารถรับแรงดันนํ้า และทดสอบคุณสมบัตดิ านการยดึ เกาะ ระหวา งมอรตาใหมทผ่ี สมน้ํายางพาราและคอนกรีตเกา การทดสอบการดูดซึมและการรั่วซึมนํ้าของแบบ จําลองมาตรฐานและผสมน้ํายางพาราเพ่ือหาอัตราการรว่ั ซึม ของแบบจําลอง ภาพที่ 2 ทดสอบคณุ สมบตั ทิ างกลของวสั ดุเคลอื บผิวคลอง ภาพที่ 3 กาํ ลงั รับแรงอดั ของมอรต า ผสมนํา้ ยางพารา ผลการศึกษาคุณสมบัติทางกลและการดูดซึมนํ้าของ ภาพที่ 4 กําลงั รบั แรงดัดของมอรต าผสมนํ้ายางพารา วัสดุเคลือบผิวคลองชลประทาน พบวาอัตราสวนนํ้าตอ ผลการทดสอบคุณสมบัติทางกลของมอรตาผสมนํ้า ปูนซีเมนต (w/c) = 0.4 เน้ือยางตอปูนซีเมนต (P/C) เทากับ 5% และปริมาณเถาแกลบ 5% ของน้ําหนัก ยางพารา (พีรวัฒน, 2558) พบวามอรตาผสมนํ้ายางพารา ปูนซีเมนต ไดคาคุณสมบัติทางกลและทางกายภาพดีท่ีสุด 5% ของนํ้าที่ใชผสมมอรตา ซ่ึงอัตราสวนนํ้าตอปูนซีเมนต ประกอบดวย คากําลังรับแรงอัด 316 ksc กําลังรับแรงดัด (w/c) เทา กับ 0.5 มีความสามารถในการรบั แรงตางๆ ทอ่ี ายุ 29.5 ksc กําลังรับแรงดึง 27 ksc คารอยละการดูดซับนํ้า การบม 28 วัน ดังแสดงในภาพที่ 4 - ภาพท่ี 6 ไดกําลังรับ (Absorption) ต่ําสุด 3.25% และคารอยละความทนทาน แรงอัด 325 ksc กําลังรับแรงดัด 75 ksc กําลังรับแรงเฉือน ตอ การกัดกรอนสารละลายซัลเฟต 3.25% 46 ksc รอยละการดูดซึมน้ํา 5% และอัตราการรั่วซึม 13.64 มม./วัน ไดดีกวามอรตาผสมน้ํายางพารา 7.5%, 2. การพัฒนามอรตาผสมน้ํายางพาราสําหรับใชเปน 10% และ 12.5% ดังนั้นจึงนํามอรตาผสมนํ้ายางพารา ท่ี ตั ว เ ช่ื อ ม ป ร ะ ส า น ร อ ย ร า ว ใ น ค ล อ ง ส ง น้ํ า ช ล ป ร ะ ท า น ผสมปริมาณน้ํายางพารา 5% ไปประยุกตใชซอมแซมรอย (พรี วัฒน, 2555) ผูวิจัยไดพัฒนามอรตา ผสมของน้ํายางพาราชนิดน้ํายาง ขนรักษาสภาพแอมโมเนียสูง (High ammonia; HA) สําหรับใชเปนตัวเช่ือมประสานรอยแตกราวในคลอง ชลประทานเพื่อปองกันการรวั่ ซึมและซอ มแซมรอยแตกราว ในคลองชลประทาน ไดท าํ การทดสอบคุณสมบตั ิตา งๆ ของ มอรตาผสมนํ้ายางพาราในหองปฏิบัติการ โดยทําการ ทดสอบคุณสมบตั ติ า งๆ ของมอรตาผสมนํา้ ยางพารา ไดแก การทดสอบความขนเหลวของซีเมนตผสมนํ้า ยางพารา ความขนเหลวของมอรตา ผสมนํ้ายางขน นจี้ ะเปน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
438 แตกราวตามผนังและทองคลองเพื่อปองกันการร่ัวซึมนํ้าใน ในชวง 7.5% – 12.5% แตอยางไรก็ตามแบบจําลองคลอง คลองชลประทาน ชลประทานทผี่ สมนํา้ ยางพารา 12.5% มอี ตั ราการร่วั ซึมของ น้ําต่าํ สดุ 2.83 มม./วนั (ภาพที่ 7) การใชปรมิ าณนา้ํ ยางพารา ผสมคอนกรีตในอัตราสวนที่เหมาะสมสามารถลดอัตราการ ร่ัวซึมของนํ้าได ดังนั้นจึงแนะนําอัตราสวนท่ีเหมาะสมไปใช งานภาคสนาม ใชปริมาณน้ํายางพาราท่ีผสมในคอนกรีต 12.5% ของปรมิ าณน้าํ ทใี่ ชผสมในคอนกรตี ภาพท่ี 5 กาํ ลงั รบั แรงเฉอื นของมอรต า ผสมน้ํายางพารา อัตราการซึม (มม./ ัวน)9 8 ภาพท่ี 6 รอ ยละการดดู ซมึ นาํ้ ของมอรตา ผสมนา้ํ ยางพารา 7 3. ศกึ ษาการรัว่ ซมึ ของนํา้ ในแบบจาํ ลองคลอง 6 5 ชลประทานผสมนา้ํ ยางพารา (พรี วัฒน, 2549) 4 ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย ไ ด ทํ า ก า ร ส ร า ง แ บ บ จํ า ล อ ง ค ล อ ง 3 2 ชลประทานขนาดเล็กรูปสี่เหล่ียมคางหมู ขนาดความกวาง 1 ท่ีฐาน 0.30 เมตร ดานขาง 0.5 เมตร ความยาว 1 เมตร ได 0 ทําการหลอแบบจําลองคลองชลประทานซึ่งใชคอนกรีตผสม น้ํายางพาราชนิดน้ํายางขน 0%, 7.5%, 10%, 12.5% และ 0% 7.50% 10.00% 12.50% 15.00% 15% ของน้ําท่ีใชผสมนํ้ายางพารา อยางละ 1 แบบจําลอง รอยละนา้ํ ยางพารา ทําการทดสอบการร่ัวซึมของน้ําในคลองใชสมการของ Horton มีความสัมพันธระหวางอัตราการซึม (f) ที่เวลา t ภาพท่ี 7 อัตราการรั่วซึมของนํ้าในแบบจําลองคลอง ใดๆ กับอัตราการซึมที่เวลาเร่ิมตน (fo) อัตราการซึมท่ี ชลประทานผสมนา้ํ ยางพารา สภาวะสมดุล (fc) คาคงท่ีของการซึม k และเวลา (t) ดัง สมการที่ 1 กระบวนการถา ยทอดเทคโนโลยี 1. การอบรมความรภู าคทฤษฏีใหก บั ผเู ขารวมการ อตั ราการซมึ f = fc + (fo – fc)e-kt (1) โดยทําการวัดการร่วั ซึมของนํ้าในแบบจาํ ลองจํานวน 3 ถา ยทอดเทคโนโลยี (พรี วฒั น, 2559) ครง้ั ในแตละแบบจําลอง และหาคา เฉลี่ยการรวั่ ซมึ ของแตละ บ ร ร ย า ย ภ า ค ท ฤ ษ ฏี ใ ห กั บ ผู เ ข า ร ว ม ก า ร ถ า ย ท อ ด แบบจําลอง พบวาปริมาณนํ้ายางมากกวา 12.5% จะทําให อัตราการรั่วซึมสูงกวาแบบจําลองคลองมาตรฐานที่ไมได เ ท ค โ น โ ล ยี เ กี่ ย ว กั บ ร ะ บ บ ส ง นํ้ า ช ล ป ร ะ ท า น แ ล ะ ก า ร ผสมนํ้ายาง ดังน้ันปริมาณนํ้ายางที่เหมาะสมในการผสม บาํ รุงรกั ษาคลองชลประทาน (กอบเกยี รต,ิ 2542) (ภาพที่ 8) คอนกรีตสําหรับใชสรางแบบจําลองคลองชลประทานจะอยู ประกอบดว ยหัวขอยอยดังตอไปน้ี ความรูทว่ั ไปของระบบสงนา้ํ ชลประทาน o ความรูเบื้องตน เกย่ี วกบั โครงการชลประทาน o ลักษณะทัว่ ไปของระบบชลประทาน o คลองสงนาํ้ ชลประทาน การบาํ รงุ รกั ษาคลองสง นํา้ ชลประทาน o งานขุดลอกตะกอนดินในคลองสง นา้ํ o งานซอ มแซมคอนกรตี ดาดคลอง o งานบาํ รงุ รกั ษาหวั งานและคลองสง นา้ํ o งานกําจัดวัชพชื o งานซอ มแซมอาคารชลประทาน o งานขดุ ลอกคลองระบายนาํ้ การอบรมบรรยายภาคทฤษฏีเกี่ยวกับความรูพ้ืนฐาน เกย่ี วกับน้าํ ยางพาราและองคป ระกอบตา งๆ ในน้าํ ยาง 2. การอบรมความรูภาคปฏิบัติใหกับผูเขารวมการ ถายทอดเทคโนโลยี การอบรมภาคปฏบิ ัติการประยุกตใ ชน ้ํายางพาราในมอร ตา และวัสดุเคลือบผิวคลอง เพ่ือใชเปนวัสดุในการซอมแซม การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
439 และบํารุงรักษาระบบคลองชลประทานใหกับผูเขารวมการ ภาพท่ี 10 ผูเขารว มการถา ยทอดเทคโนโลยีทาํ การสนทนา ถายทอดเทคโนโลยี (พีรวัฒน และคณะ, 2562) ไดแก การ กลุม เตรียมวัสดุเคลือบผวิ คลองและการเตรยี มมอรตา ผสมน้าํ ยาง การนาํ ผลการถา ยทอดเทคโนโลยไี ปใชประโยชน ซ่ึงไดสาธิตวิธีการผสมมอรตาและวัสดุเคลือบผิวคลองผสม น้ํายางพารา หลังจากนั้นจะมีการสาธิตวิธีการผสมมอรตา ผูเขารวมการถายทอดเทคโนโลยี จํานวน 100 คน เขา และวัสดุเคลือบผิวคลองผสมนํ้ายางพารา โดยไดแบงกลุม รวมดูการสาธิตผสมวัสดุเคลือบผิวและมอรตาผสมนํ้า ออกเปน 3 กลุม และอธิบายถึงการเตรียมสวนผสมตา งๆ ที่ ยางพาราในพื้นที่แปลงนาสาธิตของเกษตรกร ผูเขารวม ใชในการผสมมอรตาและวัสดุเคลือบผิวใหกับผูเขารวมการ อบรมเขาใจถึงขั้นตอนและวิธีการผสมเปนอยางดี ซ่ึงได ถายทอดเทคโนโลยีในครง้ั นี้ ดังแสดงในภาพที่ 9 บรรยายในภาคทฤษฏีและปฏิบัติใหกับผูเขารวมอบรมแลว สําหรับการนําผลการถายทอดเทคโนโลยีไปใชงานจริง ได 3. การจัดสนทนากลุม (Focus Groups) กําหนดอัตราสวนผสมวัสดุเคลือบผิวคลองดังน้ี กําหนด จัดสนทนากลุมระหวางนักวิจัยและผูเขารวมการ ปูนซีเมนต 1 ถุง(50 กก.) ในการผสมแตละครง้ั และปริมาณ ถายทอดเทคโนโลยี (ภาพที่ 10) เพ่อื ทราบถึงปญ หาดา นการ วัสดุอื่นๆ (เถาแกลบ ทราย น้ํา และนํ้ายาง) ตัวอยางการ พัฒนาแหลงน้ําและการชลประทานในพ้ืนท่ี ผูเขารวมการ ผสมวัสดุเคลือบผิวคลองสําหรับใชงานจริง มีข้ันตอนดังน้ี อบรมไดนําเสนอปญหาเกี่ยวกับระบบการชลประทานและ (ภาพท่ี 9) แหลง น้าํ ในพืน้ ทีข่ องตนเอง ภาพท่ี 8 บรรยายภาคทฤษฏกี ารถายทอดเทคโนโลยี ก.นําปูนซเี มนตจาํ นวน 1 ถุง 50 กิโลกรัมและเถาแกลบ ละเอียด จํานวน 2.5 กิโลกรัม ใหเขากันโดยผสมในถังขนาด ใหญ ข. เตรียมนํ้ายางพารา 7.5 กิโลกรัม และนํ้า 17 กโิ ลกรมั ผสมนํ้าและน้ํายางเขาดวยกันกอนท่ีจะนําไปผสมปูนซีเมนต และเถา แกลบ ค.ใชจอบผสมปูนซีเมนตท่ีผสมเถาแกลบ เทนํ้าและนํ้า ยางลงในหลมุ ปูนซเี มนตผ สมเถา แกลบใหดูดซมึ นํ้าและนํา้ ยาง เปนเวลา 2 นาที ง. ใชจอบคลุกเคลาใหเน้ือวัสดุเคลือบผิวเขากันดวยดี และนําวัสดเุ คลอื บผวิ คลองไปฉาบตามผนังคลองชลประทาน ภาพที่ 9 สาธติ วิธกี ารเตรยี มสวนผสมตางๆ ของมอรต า และวัสดเุ คลอื บผิวคลองผสมนาํ้ ยางพารา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
440 และมอรตาผสมน้ํายางพาราเคลอื บติดผนังคลองสงนํ้าเกา ได ดียงิ่ ข้ึน สาํ หรบั การสาธิตในครั้งน้ไี ดท าํ การสาธิตซอมแซมคลอง มีความยาวประมาณ 650 เมตร ในพื้นท่แี ปลงนา องคการ บริหารสวนตําบลกุดตุม และองคการบริหารสวนตําบลโนน สําราญ อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ และภาพที่ 12 แสดง การเปรียบเทียบคลองสงน้ําคอนกรีตกอนและหลังซอมแซม ดวยวัสดุเคลือบผิวและมอรตาผสมน้ํายางพารา จะเห็นไดวา กอนการซอมแซมจะมีวัชพืชตางๆ ปกคลุม เนื่องจากอยู ในชวงหลังฤดูการเก็บขาวของเกษตรกร และคลองสงนํ้าที่ ไดรับการซอมแซมในคร้งั น้ีจะสามารถลดการร่ัวซมึ ของน้าํ ได ซึ่งเกษตรกรท่ีเขารวมการถายทอดเทคโนโลยีจะนําความรูที่ ไดจ ากการถายทอดไปซอมแซมคลองในพนื้ ที่ไรนาของตนเอง กอนท่จี ะถงึ ฤดกู ารเพาะปลกู กอนซอ มแซมคสู ง นํา้ หลังซอมแซมคสู งน้ํา ภาพที่ 12 เปรียบเทียบกอนและหลังซอมแซมคูสงน้ํา ชลประทาน ภาพที่ 11 สาธติ การซอ มแซมคลองชลประทานใหก ับ สรปุ ผลการถา ยทอดเทคโนโลยีและขอเสนอแนะ ผูเขา รว มการถายทอดเทคโนโลยี 1. สรปุ ผลการถา ยทอดเทคโนโลยี ผูเขารวมการฝกอบรมการถายทอดเทคโนโลยีในคร้ังน้ี หลังจากท่ีไดผสมวัสดุเคลือบผิวหรือมอรตาเสร็จ เรียบรอ ยแลว ทําการซอมแซมผนังและทอ งคสู ง นํ้าดว ยวัสดุ ประกอบไปดวย กลุมเกษตรกร ผูนําชุมชน และเจาหนาที่ เคลอื บผวิ คลองและมอรต าผสมนา้ํ ยาง ดังแสดงในภาพที่ 11 องคกรปกครองสวนทองถ่ิน โดยผูเขารวมการถายทอด การใชวัสดุเคลือบผิวคลองจะใชลูกกล้ิงทาสีชุบวัสดุเคลือบ เทคโนโลยีสวนใหญเปนเกษตรกรซงึ่ มีอาชีพในการทํานาเปน ผิวและใชทาหรือฉาบตามผนังคลอง และมอรตาผสมน้ํา หลัก ในพ้ืนท่ีโครงการถายทอดเทคโนโลยี และพ้ืนท่ีดังกลาว ยางพาราจะใชเกรียงสําหรับฉาบตามรอยแตกราวตามผนัง ไดประสบปญหาการขาดแคลนน้ําเพ่ือการเพาะปลูกเปน และทองคูหรือคลองสงน้ํา ประจาํ ทุกป จากการลงสาํ รวจพื้นทโ่ี ครงการท่ีใชในการสาธิต ซอมแซมคลองภาคสนาม พบวาคูและคลองสงน้ําสวนใหญมี อยางไรก็ตามกอนท่ีจะทําการเคลือบผวิ หรือฉาบผนังคู ปญหาการแตกราวตามผนังคูและคลองสงน้ําซึ่งจะทําใหมี จะตองมีการพรมนํ้าตามผนังคลองเพื่อใหเกิดความชื้นตาม การร่ัวซึมของน้ําในคูและคลองสงน้ํา ดังนั้นการถายทอด ผนังคูหรือรอยแตกราวกอน ซ่ึงจะทําใหเน้ือวัสดุเคลือบผิว เทคโนโลยีประยุกตใชน้ํายางพาราในการบํารุงรักษาระบบ ชลประทาน จะเปนประโยชนอยางย่ิงกับผูเขารวมการอบรม และการถายทอดเทคโนโลยี โดยจะนําความรูท่ีไดจากการ ถายทอดเทคโนโลยใี นคร้ังนี้ ไปใชซอ มแซมคูและคลองสงนํ้า ที่มีปญหาการแตกราวในพื้นท่ีไรนาของตนเองเพื่อปองกัน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
441 การรวั่ ซึมของนา้ํ และเปนการบํารุงรักษาคูและคลองสงนาํ้ ให พรี วฒั น ปลาเงนิ , 2549, รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ มีอายกุ ารใชงานท่นี านข้นึ “การศึกษาการรัว่ ซึมของนา้ํ ในแบบจําลองคลอง กติ ตกิ รรมประกาศ ชลประทานผสมนาํ้ ยางพารา” โครงการวจิ ยั แหงชาติ : ยางพารา, สาํ นกั งานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ยั (สกว.) โครงการ “การถายทอดเทคโนโลยีประยุกตใชนํ้า ยางพาราในงานบํารุงรักษาระบบชลประทาน ระยะท่ี 2 พีรวัฒน ปลาเงิน และชวน จันทวาลย, 2562, รายงาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : พ้ืนที่โครงการชลประทาน กิจกรรมสง เสรมิ และสนบั สนนุ การวจิ ยั “การถา ยทอด จังหวัดชัยภูมิ” ไดรับการสนับสนุนทุนอุดหนุนกิจกรรม เทคโนโลยีประยุกตใ ชน ้ํายางพาราในงานบาํ รงุ รักษา สงเสริมและสนับสนุนการวิจัย ประจําป 2561 จากกอง ระบบชลประทาน ระยะที่ 2 ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื : ประเมินผลและจัดการความรูการวิจัย สํานักงาน พนื้ ทีโ่ ครงการชลประทานจงั หวดั ชัยภมู ”ิ สํานักงาน คณะกรรมการวจิ ยั แหง ชาติ (วช.) คณะกรรมการวจิ ยั แหง ชาติ (วช.) บรรณานกุ รม พีรวฒั น ปลาเงนิ , 2558, รายงานวจิ ัยฉบับสมบรู ณ “การ พีรวฒั น ปลาเงิน, 2559, คูมือการประยกุ ตใ ชนํา้ ยางพาราใน งานบาํ รุงรักษาระบบชลประทาน, สํานักงาน พฒั นาวัสดุเคลอื บผวิ คลองผสมนา้ํ ยางพาราสําหรับใช คณะกรรมการวจิ ยั แหงชาติ (วช.) กรงุ เทพฯ บํารุงรักษาคลองชลประทาน” สํานกั งานคณะกรรม วจิ ยั แหงชาติ (วช.) และสาํ นกั งานกองทนุ สนับสนนุ การ กอบเกยี รติ ผอ งพฒุ ,ิ 2542, การบํารงุ รักษาและปฏบิ ตั กิ าร วิจัย (สกว.) ชลประทาน. สาํ นักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. กรงุ เทพฯ การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
442 การคดั เลอื กใบพืชในสวนพฤกษศาสตรเฉลมิ พระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค ศูนยการศกึ ษายานมทั รี ทีเ่ หมาะสมตอ การผลิตสบใู บบาง SELECTION OF APPROPRIATE PLANT LEAVES IN CHALEMPHRAKIAT 80 PANSA BOTANIC GARDEN NAKHON SAWAN RAJABHAT UNIVERSITY YANMATSI CENTER FOR THIN LEAF SOAP PRODUCTION ศิรวิ ฒั ณา ลาภหลาย1, ปรยี า รอดเหวา 2, วิไลลักษณ โคมพันธุ1 และ วราภรณ ฉยุ ฉาย1* Siriwatthana Larblai1, Priya Rodwao2, Wilailak Komphan1 and Waraporn Chouychai1* 1สาขาวิชาชวี วทิ ยาฯ คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค อ.เมือง จ.นครสวรรค 2นักศกึ ษาหลักสูตรวทิ ยาศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครสวรรค อ.เมอื ง จ.นครสวรรค 1Biology programe Faculry of Science and Technology, Nakhonsawan Rajabhat University, Nakhonsawan Province 2Bechelor of Science (Biology) Faculry of Science and Technology, Nakhonsawan Rajabhat University, Nakhonsawan Province บทคัดยอ งานวิจัยนี้ไดศึกษาเพ่ือคัดเลือกชนิดของใบพืชในสวนพฤกษศาสตรเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครสวรรค ยานมัทรี ท่ีเหมาะสมตอการนํามาประยุกตในการทําสบูใบบาง เลือกใบพืช 9 ชนิด ที่มีขนาดตามที่กําหนดคือ ประมาณฝา มือ ไดแ ก กาํ แพงเจด็ ชน้ั สารภี ขนนุ นอ ยหนา มะนาว ตะโกสวน พะยอม ราชพฤกษ หมอน เม่ือนํามาสกัดเสนใย ของใบพืชดวยการตมกับสบูกรด พบวา ใบนอยหนา ใบขนุน และใบมะนาว ไดเสนใยเหมาะสมท่ีจะนําไปเคลอื บดวยสบู โดย ใบขนุนเปนใบที่มีน้ําหนักและความหนาของสบูหลังเคลือบมากท่ีสุด รองลงมาคือใบมะนาว และใบนอยหนา การตรวจสอบ ฤทธ์ิทางชีวภาพของเบสสบูท่ีใชเคลือบใบพืชดวยวิธี Agar disk diffusion พบวา เบสสบูความเขมขน 100% และ 50% สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียทดสอบท้ัง 4 สายพันธุ คือ Escherichia coli TISTR 527, Staphylococcus aureus TISTR 1840 , Pseudomonas aeruginosa TISTR 357 และ Enterococcus hirae TISTR 930 และจากการทดสอบทาง กายภาพของสบูใบบางทั้ง 3 ชนิด พบวา มลี กั ษณะทางกายภาพท่ผี านเกณฑมาตรฐานทัว่ ไปของสบู Abstract This research was done for selection plant leaves in Chalemphrakiat 80 Pansa Botanic Garden Nakhon Sawan Rajabhat University Yanmatsi Center which appropriate to produce thin leaf soap. Nine plant leaves, that their sizes were close to hand, were selected, that were Artocarpus heterophyllus Lam., Annona squamosa L., Citrus x aurantifolia (Christm.) Swingle, Salacia chinensis L., Diospyros malabarica (Desr.) Kostel., Morus alba L., Mammea siamensis (Miq.) T. Anderson, Shorea roxburghii G.Don and Cassia fistula L. After boiled with acid soap, only leaves of A. heterophyllus, A. squamosa and C. x aurantifolia get the fiber that appropriate to coat with soap base. Leaves of A. heterophyllus was the highest weight and thickness leaf soap, followed by C. x aurantifolia and A. squamosa, respectively. The anti-bacterial activity of soap base to 4 bacterial strain, Escherichia coli TISTR 527, Staphylococcus aureus TISTR 1840, Pseudomonas aeruginosa TISTR 357 and Enterococcus hirae TISTR 930 by Agar disk diffusion method found that 50 – 100% soap base solution could inhibit all bacterial growth. The physical property of 3 thin leaf soap was met the standard of soap product. คาํ สาํ คญั : ใบพืช สวนพฤกษศาสตร สบูใบบาง Keywords: Plant leaf, Botanic garden, Thin leaf soap *ติดตอ นกั วิจัย: วราภรณ ฉยุ ฉาย (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Waraporn Chouychai (E-mail [email protected]) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
443 บทนํา heterophyllus Lam.) 2 ) ใ บ น อ ย ห น า ( Annona สวนพฤกษศาสตรเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ณ squamosa L.) 3) ใบ ม ะ น า ว ( Citrus x aurantifolia (Christm.) Swingle 4) ใ บ กํ า แ พ ง เ จ็ ด ชั้ น ( Salacia มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค พื้นท่ียานมัทรี โดยมีพ้ืนท่ี chinensis L.) 5) ใบตะโกสวน (Diospyros malabarica ประมาณ 50 ไร ใชเพื่อผลิต พัฒนาพืชพรรณตางๆ และใช (Desr.) Kostel.) 6) ใบหมอน (Morus alba L.) 7) ใบสารภี เปนส่ือการเรียนการสอน โดยพื้นท่ีปาดั้งเดิมเปนปาเบญจ (Mammea siamensis (Miq.) T. Anderson) 8) ใบพะยอม พรรณ มีเนินเขาขนาดเล็ก มีช่ือเรียกวา เขานอย ปจจุบัน (Shorea roxburghii G.Don) และ 9) ใบราชพฤกษ (Cassia สวนพฤกษศาสตรเฉลมิ พระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัย fistula L.) ช่ังนํ้าหนักและวัดความหนาของใบพืชแตละใบ ราชภัฏนครสวรรค แบงออกเปน 9 สวน ไดแก 1) ไมผลกิน ลางใบพชื ดว ยนา้ํ สะอาด ตม สบกู รดจนละลาย ใสใ บไมท่ีลา ง ได เชน ตะลิงปลิง, มะขามปอ ม, มะดัน, มะมวงหิมพานต 2) สะอาดแลวลงไปตม ในอัตราสวนของสบูก รด 2 กอน ตอ นาํ้ ไมดอกกล่ินหอม เชน บุนนาค, พิกุล, สารภี, กฤษณา, 1200 มิลลิลิตร เปนเวลา 3 ช่ัวโมง โดยตมใบพืชแตละชนิด กาํ แพงเจด็ ชน้ั , ตว้ิ สม 3) สวนปรง เชน ปรงปา , ปรงเมก็ ซิกนั แยกกัน สมุ ใบออกมาตรวจสอบลักษณะของใบทุกๆ 20 นาที 4) ปาลม เชน เตาราง, ตาลก่ิง, ตาลฟา 5) สวนไผ 6) สวน ใบไมที่สุมออกมานั้น นํามาลางน้ําเปลาและขัดดวยแปรงสี มะเฟอง 7) สวนมะมวง 8) พื้นที่เขานอย ซึ่งเปนพื้นท่ีปา ฟนจนเห็นเสนใยชัดเจน ประเมินลักษณะของเสนใยและให ดั้งเดิม และ 9) สวนหมอน พืชท้ัง 9 สวน ที่พบในสวน คะแนน เสนใยท่ีมีคุณภาพนํามาแชตอในสารละลายน้ํายา พฤกษศาสตรฯ น้ันหลายชนิดเปนพืชสมุนไพรในตํารับยา ฟอกผาขาว อัตราสวน 1 ตอ 4 แชไวจนใบมีเสนใยสีขาว โบราณและตามภูมิปญญาของหมอยาพื้นบานในจังหวัด และนําไปผึ่งลมใหแหง ชั่งนํ้าหนักและวัดความหนาของเสน นครสวรรคทีน่ ํามาใชใ นการปรงุ ยาชนดิ ตางๆ ใย กอนจะนําผลิตสบใู บบางตอ ไป 2. การเตรยี มสบูและการเคลือบใบพืชสมุนไพรดวยสบู งานวิจัยน้ีเปนงานสนองพระราชดําริโครงการอนุรักษ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ โดยในการ นําเบสสบูใสท่ีมีจําหนายทางการคา มาตมเบสสบูใส ดําเนินงานของสวนพฤกษศาสตร นอกจากการปลูกรักษา นํ้าหนัก 500 กรัมดวยไฟออน จากนั้นนําเสนใยใบไมที่ผึ่ง และการเก็บรักษาพรรณไมเพื่อการศึกษาแลว ยังมีการ แหงแลว นํามาจุมสบู 3 คร้ัง เพ่ือใหเสนใยของใบไมเกาะกบั พัฒนาผลิตภัณฑจากพืชในสวนพฤกษศาสตรตามกรอบการ เบสสบูใส ชั่งนํ้าหนักและวัดความหนาหลังการเคลือบดวย ใชประโยชนดวย ทั้งนี้ ใบไมของพืชแตละชนิดเปนสวนท่ี สบู เหลือทิ้งมาก ท้ังจากการตัดแตงก่ิง และการหลุดรวงของใบ 3. การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของเบสสบูในการยับย้ังเชื้อ ตามอายุของใบ การนําใบพืชไปทําเปนของชํารวยมีได แบคทีเรียดว ยวธิ ี Agar disk diffusion หลากหลาย โดยเฉพาะของชํารวยจากเยื่อใบของยางพารา (พรชัย, 2559) จึงมีความคิดท่ีจะนําเย่ือใบของพืชในสวน นําเบสสบูท่ีมีจําหนายทางการคา มาทดสอบฤทธิ์ตาน พฤกษศาสตรไปพัฒนาเปนสบูใบบาง เพื่อเปนของที่ระลึก เช้ือแบคทีเรีย ดวยวิธี Agar disk diffusion โดยทดสอบกับ และเปนสบูขนาดเล็กสําหรับการพกพาดวย แตเนื่องจาก เชื้อแบคทีเรียทั้ง 4 สายพันธุจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร ลักษณะของเนอื้ ใบของพชื แตละชนิดมีความแตกตา งกัน การ และเทคโนโลยีแหงประเทศไทย (วว.) คือ Escherichia coli คัดเลือกชนิดของใบพืชท่ีเหมาะสมทั้งในดานคุณภาพของ TISTR 527, Staphylococcus aureus TISTR 1840 , เสนใยใบ คุณภาพของสบู และตนทุนในการผลิตจึงมีความ Pseudomonas aeruginosa TISTR 357 แ ล ะ จําเปน ในการทดลองนี้ จึงไดคัดเลือกใบพืชจากสวน Enterococcus hirae TISTR 930 เตรียมเบสสบูใหอยูใน พฤกษศาสตรฯ จํานวน 9 ชนิด มาผลิตเปนสบูใบบาง เพ่ือ แผนกระดาษกรอง (paper disc) วางลงบนผิวหนาอาหารท่ี หาชนดิ ของใบพชื ทีเ่ หมาะสมในการผลิตสบใู บบางเชิงการคา มีเชอ้ื ทดสอบ บม ทีอ่ ณุ หภมู ิ 37 องศาเซลเซียส เปนเวลา 18- ตอ ไป 24 ช่ัวโมง จากนั้นอานผลโดยวัดขนาดเสนผานศูนยกลาง วธิ ีการดําเนนิ การวิจัย ของวงใส ในงานวจิ ัยน้ใี ชนาํ้ กลัน่ ปราศจากเชื้อเปน ตัวควบคุม 1. การเตรียมและการสกดั เสน ใยของใบพชื สมุนไพร ผลลบและใชโทบรามยั ซินเปนตวั ควบคุมผลบวก 4. การศึกษาสมบัตทิ างกายภาพของสบตู ามเกณฑม าตรฐาน เก็บตัวอยางใบพืชสมุนไพรจากสวนพฤกษศาสตรเฉลิม มอก.29-2545 (สํานักงานมาตรฐานผลติ ภณั ฑอุตสาหกรรม, พระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค 2545) ไดแก คุณสมบัติท่ัวไป การทดสอบความเปน กรด – พื้นที่ยานมัทรี โดยคัดเลือกเฉพาะใบพืชท่ีมีขนาดของใบ เบส การทดสอบปริมาตรและความคงทนของฟอง และการ ประมาณฝามือ จํานวน 9 ชนดิ คอื 1) ใบขนนุ (Artocarpus ทดสอบความเปนเมือกท่ีผวิ ช้ันนอก การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
444 ผลการทดลอง ใบพืชที่สามารถขัดจนไดเยื่อใบที่สมบูรณท ั้ง 3 ชนิดน้ัน 1. การเตรยี มและการสกัดเสน ใยของใบพชื สมุนไพร มีความหนาและน้ําหนักสดเฉล่ียกอนตมเปน 0.2 – 0.3 มิลลิเมตร และ 0.6 – 1.7 กรัมตามลําดับ เม่ือตมและขัดให หลังจากนาํ ใบพชื สมนุ ไพรท้ัง 9 ชนดิ มาสกดั เสน ใยของ เหลือแตเยื่อใบแลว พบวามีความหนาและนํ้าหนักสดเฉลี่ย ใบ พบวา ใบของพชื 3 ชนิด ท่เี สนใยมีความแขง็ แรง สวยงาม เปน 0.1 มิลลิเมตร และ 0.1 – 0.2 กรัม เม่ือนําเสนใยมา และใชเวลานอยเรียงตามลําดับ คือ ใบนอยหนา (40 นาที) เคลือบสบู พบวา เสนใยที่เคลือบสบูมคี วามหนาและนํา้ หนัก ใบขนุน (60 นาที) และใบมะนาว (120 นาที) ดังแสดงใน มากท่ีสุดคือ ขนุน รองลงมาคือ นอยหนาและมะนาว โดย ตารางท่ี 1 สวนใบพืชอีก 6 ชนิด ไดแก ใบสารภี ใบพะยอม ขนนุ มีความหนาเทา กับ 0.4±0.1 มิลลิเมตร หนัก 2.8 ± 0.2 ใบราชพฤกษ ใบตะโกสวน ใบหมอน และใบกําแพงเจ็ดชั้น กรัม สวนใบนอยหนามีความหนาเทากับ 0.3 ± 0.1 เม่อื สกดั เสน ใยแลว สภาพของเสน ใยไมเ หมาะสมตอการนาํ ไป มิลลิเมตร และหนัก 1.5 ± 0.4 กรมั ดังแสดงในตารางที่ 3 ทาํ สบใู บบาง ดังตารางที่ 1 และ 2 2. การเตรียมสบแู ละการเคลือบใบพืชสมุนไพรดวยสบู ตารางท่ี 1 ลักษณะของเสนใยท่ีไดจากการสกดั เสนใยดว ยสบกู รดระหวางเวลา 20 – 180 นาที ผล เวลาในการสกดั เสนใยของใบ (นาท)ี ชนิด 20 40 60 80 100 120 140 160 180 มะนาว +++ + + ++ ++ ++ ++ ขนุน + + ++ ++ ++ ++ ++ ++ ++ นอยหนา + ++ ++ ++ ++ ++ ++ ++ ++ หมอน +++ +++ +++ +++ +++ +++ +++ +++ +++ สารภี --- - - --- - กําแพงเจ็ดชนั้ - - - - - --- - ตะโกสวน - - - - - --+ + พะยอม --- - - --- - ราชพฤกษ - - - + + + + + + หมายเหตุ : + =สามารถขัดได แตขดั ออกไมหมด ++ = สามารถขัดไดเปน เสนใยสมบูรณ +++ =สามารถขดั ได แตเสน ใยขาด ตารางที่ 2 เปรยี บเทียบลักษณะของใบกอ นและหลงั การตม กบั สบูกรด และหลงั จากเคลอื บดว ยเบสสบูใส ชนิด กอ นตม หลงั ตม เคลือบสบู มะนาว ขนุน การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
ชนิด กอนตม 445 เคลอื บสบู นอยหนา ไมไดเ คลือบ หลังตม ไมไดเ คลอื บ ไมไ ดเ คลอื บ หมอ น สารภี กําแพงเจด็ ชั้ น การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
ชนิด กอ นตม 446 เคลอื บสบู ตะโกสวน ไมไ ดเคลือบ หลังตม ไมไดเคลือบ ไมไดเคลอื บ พะยอม ราชพฤกษ 3. การทดสอบฤทธ์ิทางชีวภาพของเบสสบทู ่ีใชเคลอื บในการ ทดสอบท้งั 4 สายพนั ธุ คือ E. coli TISTR 527, S. aureus ยับย้งั เชอื้ แบคทเี รยี ดว ยวิธี Agar disk diffusion TISTR 1840, P. aeruginosa TISTR 357 และ E. hirae TISTR 930 แตอ ยา งไรกต็ าม เบสสบูท้ัง 2 ความเขมขน มี จากการทดสอบฤทธ์ิทางชีวภาพของเบสสบใู นการ ฤทธ์ทิ างชีวภาพไมแ ตกตา งกัน ดงั ตารางท่ี 4 ยับย้งั เชือ้ แบคทีเรยี ดวยวิธี Agar disk diffusion พบวา เบส สบูมฤี ทธทิ์ างชีวภาพในการยบั ยง้ั การเจรญิ ของแบคทีเรีย ตารางท่ี 3 ความหนาและนาํ้ หนกั ของใบพืช ชนดิ ของพชื ความหนาของใบพืช (มลิ ลิเมตร) นํ้าหนกั (กรมั ) กอ นตม เยอื่ ใบ หลงั เคลอื บ กอ นตม เยอ่ื ใบ หลังเคลอื บ นอยหนา 0.2 ± 0.05 0.1 ± 0.02 0.3 ± 0.1 0.6 ± 0.1 1.5 ± 0.4 ขนนุ 0.2 ± 0.4 0.1 ± 0.03 0.4 ± 0.1 1.7 ± 0.2 0.1 ± 0.02 2.8 ± 0.2 มะนาว 0.3 ± 0.03 0.1 ± 0.01 0.4 ± 0.1 1.4 ± 0.3 0.2 ± 0.04 2.4 ± 0.4 0.1 ± 0.03 การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
447 ตารางที่ 4 ฤทธ์กิ ารยบั ยง้ั เชือ้ แบคทเี รียทดสอบของเบสสบูท ่ีใชเคลอื บเสนใยใบพืชที่ขัดแลว ขนาดเสนผานศนู ยกลางเฉลี่ยของวงใส (มิลลิเมตร) สารทดสอบ Escherichia coli Staphylococcus Pseudomonas Enterococcus TISTR 527 aureus TISTR 1840 aeruginosa TISTR 357 hirae TISTR 930 เบสสบู 100% 9.8 ± 0.35 8.2 ± 0.49 11.0 ± 0.00 เบสสบู 50% 8.0 ± 3.46 7.4 ± 1.04 10.8 ± 0.14 10.2 ± 0.35 โทบรามัยซิน 15.0 ± 0.71 11.0 ± 0.50 18.0 ± 0.00 10.00 ± 0.71 นา้ํ กล่นั ปราศจากเช้อื ไมเกดิ ไมเกดิ ไมเ กดิ 14.00 ± 0.51 ไมเกดิ ตารางท่ี 5 สมบตั ิทางกายภาพของสบใู บบางตามเกณฑมาตรฐาน มอก. 29-2545 ผลการทดสอบ การทดสอบ สบใู บบางนอ ยหนา สบใู บบางขนนุ สบใู บบางมะนาว เกณฑท ก่ี าํ หนด ไมม สี ง่ิ แปลกปลอม ลกั ษณะทวั่ ไป ไมมสี ิงแปลกปลอม ไมม สี งิ แปลกปลอม ไมมสี ิงแปลกปลอม ความเปนกรด – เบส pH 8 - 10 (pH) 8.3 8.4 8.4 มีปริมาตรมากพอ ปริมาตรของฟอง 14.1 13 16 ไมเกดิ เมือก หรอื (มลิ ลลิ ติ ร) เกดิ เมือกนอ ยทสี่ ดุ ความเปนเมอื ก เปน เมือกเล็กนอย เปน เมือกเลก็ นอ ย เปน เมือกเลก็ นอย 4. การศึกษาสมบัติทางกายภาพของสบูใบบางตามเกณฑ พิจารณาจากความหนาและน้ําหนักของใบสดได เชน ใบ มาตรฐาน มอก. 29-2545 สารภีซึ่งหนา 0.3 มิลลิเมตร และหนัก 1.2 กรัมซ่ึงใกลเคียง ใบขนุนสด ไมสามารถขัดใหเปนเยื่อใบได เชนเดียวกับใบ การศึกษาสมบัติทางกายภาพของสบูใบบางตามเกณฑ หมอนและใบพะยอมที่มีความหนาและน้ําหนักใกลเคียงกับ มาตรฐาน มอก. 29-2545 พบวา ลักษณะโดยทั่วไปของสบู ใบนอยหนาก็ไมส ามารถขัดใหเ ปน เยื่อใบไดเชนกัน อยางไรก็ ใบบางมะนาวมีลักษณะเปนใบบาง สีใสขุน พบฟองอากาศ ตาม น้ําหนักของสบูหลังการเคลือบมีแนวโนมสัมพันธกับ ภายในสบูเล็กนอย และมีจุดสีเขียวเล็กนอย สวนสบูใบบาง นํ้าหนกั ของเยือ่ ใบ โดยใบขนุนท่ีมีนา้ํ หนักเย่อื ใบมากทส่ี ุด จะ ขนุนมีลักษณะเปนใบบางสีเหลืองใส พบฟองอากาศภายใน เคลือบสบจู นไดน ํา้ หนกั สบูใ บบางมากทส่ี ุดดว ย สบูเล็กนอย และสบูใบบางนอยหนามีลักษณะเปนใบบางสี ขาวใส ไมพบฟองอากาศภายในสบู พบจุดสีนํ้าตาลเล็กนอย เมื่อนํามาทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของเบสสบูในการ ภายในสบู คาความเปนกรดเบส ของสบูท้ัง 3 ชนิด อยู ยับย้ังเช้ือแบคทีเรยี ดว ยวิธี Agar disk diffusion พบวา เบส ในชวง pH 8-10 ในสวนปริมาตรของฟองพบวาสบูทั้ง 3 สบูมีฤทธ์ิทางชีวภาพในการยับย้ังการเจริญของแบคทีเรีย ชนิดมีปริมาตรฟอง 16, 14.1 และ 13 มิลลิลิตร ตามลําดับ ทดสอบท้ัง 4 สายพันธุคือ E. coli TISTR 527, S. aureus ในสวนของการทดสอบความเปนเมือกพบวา สบูท้ัง 3 ชนิด TISTR 1840, P. aeruginosa TISTR 357 แ ล ะ E. hirae มีความเปนเมอื กเล็กนอย ดังตารางที่ 5 TISTR 930 ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของสมุ นตทิพย (2556) อภิปรายผลการวิจยั พบวา สบูใสกลีเซอรีนทุกสูตรมีฤทธิ์ในการยับย้ังการเจริญ ของแบคทีเรยี ทดสอบแตละสายพันธไุ ดแตกตา งกัน ซ่ึงสบใู ส ใบพชื จากสวนพฤกษศาสตรฯ ท่ีมีความเหมาะสมในการ กลีเซอรีนทุกสูตรใชเบสสบูใสเหมือนกัน และเปนสูตรท่ีนิยม นํามาผลิตเปนสบูใบบางท้ัง 3 ชนิดคือ ใบขนุน ใบมะนาว ใชในผลิตภัณฑสบูสมุนไพรในหลายพื้นท่ี เชน สบูตาลโตนด และใบนอยหนา เปนพืชใบเล้ียงคูท้ังส้ิน ซึ่งมีการเรียงของ (จารุวรรณ และไพฑูรย, 2557) รวมท้ังผลของการศึกษา เสนใบเปน แบบรางแห (Reticulate venation) เสนกลางใบ สมบัติทางกายภาพของสบูใบบางทั้ง 3 ชนิด ตามเกณฑ ใหญ และเสนใบยอยจะแยกแขนงและเชื่อมตอคลายรางแห มาตรฐาน มอก. 29-2545 พบวา เปนไปตามเกณฑมาตรฐาน (ยุพา, 2541) จึงทําใหเมื่อสกัดเสนใยแลวไดใบที่มีเสนใบ มอก.29-2545 กําหนด โดยลักษณะท่ัวไป คือ เปนใบบาง สี สมบูรณ สวยงาม และใบไมขาดออกจากกัน การคาดคะเน ใสขุน พบฟองอากาศภายในสบูเล็กนอย คาความเปนกรด ความเหมาะสมในการนํามาขัดใหเหลือเย่ือใบไมสามารถ เบส อยูในชวง pH 8-10 ปริมาตรของฟองพบวาสบู มี การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
448 ปริมาตรฟอง 16, 14.1 และ 13 มิลลิลิตร และมีความเปน เมือกเล็กนอย สรุป จากการเตรียมและการสกัดเสนใยของใบพืชสมุนไพร การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของเบสสบูในการยับย้ังเชื้อ แบคทีเรียดวยวิธี Agar disk diffusion การเตรียมสบูและ การเคลือบใบพืชสมุนไพรดวยสบู และการศึกษาสมบัติทาง กายภาพของสบูตามเกณฑมาตรฐาน มอก. 29-2545 พบวา ใบขนุน มีความเหมาะสมตอการนํามาทําเปนสบูใบบางมาก ท่ีสุดเมื่อพิจารณาจากนํ้าหนักสบู และระยะเวลาในการตม เพอ่ื ขดั ใหเปนเสน ใย คําขอบคณุ โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ พนั ธกุ รรมพืชอันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ ผวู จิ ยั ขอขอบคณุ มา ณ ท่นี ้ดี ว ย เอกสารอางอิง จารวุ รรณ ชูวงค และ ไพฑรู ย ศริ ริ กั ษ. 2557. การพฒั นา ผลิตภณั ฑส บสู มนุ ไพรจากตาลโตนดของกลุมทองเทีย่ ว เชงิ อนรุ กั ษ อาํ เภอสทิงพระ จังหวดั สงขลา. วารสาร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภูม.ิ 2(2): 165 - 173 พรชยั ปานทุง. 2559. การสรา งสรรคใบยางพาราเพือ่ ใชผลติ ผลิตภณั ฑข องตกแตง และของชํารวย. วารสารวิจยั และ พฒั นา วไลยอลงกรณในพระบรมราชูปถมั ภ. 11 (3): 135-142. ยุภา วรยศ. 2541. สัณฐานวทิ ยาของพืช. สาํ นักพิมพ มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง. กรุงเทพฯ สาํ นักงานมาตรฐานผลติ ภัณฑอตุ สาหกรรม. 2545. สบถู ตู วั . มอก. 29-2545. กรงุ เทพฯ: สํานกั งานมาตรฐาน ผลติ ภณั ฑช มุ ชน. สมุ นตท พิ ย คงตน จนั ทรฟ ก. 2556. การพฒั นาสบูส มนุ ไพร ใสกลีเซอรีนผสมสารสกดั สมนุ ไพรทม่ี ฤี ทธใิ์ นการยับย้ัง เช้อื แบคทีเรียทกี่ อ ใหเกิดโรคบรเิ วณผวิ หนัง. วารสาร วทิ ยาศาสตรเ กษตร. 2(พเิ ศษ): 509 – 512. การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
449 การจดั การความรเู พื่อการพัฒนาศกั ยภาพการบรหิ ารการตลาดแบบมสี วนรวม ของกลุมผูผลิตชาเมี่ยง ในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม KNOWLEDGE MANAGEMENT FOR POTENTIAL DEVELOPMENT OF PARTICIPATORY MARKETING MANAGEMENT OF ASSAM PRODUCER GROUP IN PA PAE SUB-DISTRICT, MAE TAENG DISTRICT, CHIANG MAI PROVINCE เกษม กณุ าศรี Kasem Kunasri ภาควิชาเศรษฐศาสตร คณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม จงั หวัดเชยี งใหม 50300 Department of Economics, Faculty of Management Sciences, Chiang Mai Rajabhat University, Chiang Mai 50300 บทคดั ยอ งานวิจยั นีม้ ีวัตถปุ ระสงคเ พื่อ 1) เพอ่ื สนองพระราชดาํ รใิ นโครงการอนรุ ักษพันธุกรรมพชื ทรัพยากรอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (อพ.สธ.) ในงานฐานทรัพยากรทองถ่ิน การใชประโยชนดานการพัฒนาตลาดชาเม่ียงสูการแปรรูปผลิตภัณฑรูปแบบใหม 2) เพ่ือวิเคราะหพฤติกรรมผูบริโภคชาเม่ียง และคุณลักษณะของผลิตภัณฑชาเมี่ยงท่ีตอบสนองความตองการของตลาด 3) เพ่ือ วิเคราะหการยอมรับของผูบริโภคสําหรับผลิตภัณฑชาเม่ียงรูปแบบใหม และ 4) เพ่ือจัดการความรูในการสรางกลยุทธการ บริหารทางการตลาดของผลติ ภัณฑชาเมยี่ งรูปแบบใหม สําหรับการใชประโยชนเชิงพาณชิ ย ของกลุมผูผลิตชาเมย่ี ง ตําบลปา แป อ.แมแตง จ.เชียงใหม โดยกลุมเปาหมาย คือ กลุมผูผลิตชาเมีย่ ง ผูมีสวนเก่ียวของ และผูบริโภคชาในประเทศไทย ซ่ึงการ เลือกกลุมตัวอยางใชวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใชในการวิเคราะห ไดแก การวิเคราะหเน้ือหา การวิเคราะหสวน ประสมทางการตลาด และ SWOT Analysis รวมกับการวิเคราะห TOWS Matrix ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคชาของ ผูบริโภคในประเทศไทย พบวา คุณลักษณะของผลิตภัณฑชาเมี่ยงที่ตอบสนองความตองการของตลาด คือ เครื่องด่ืมเนนใน เรอื่ งของธรรมชาติ และเนน ในเร่ืองการรกั ษาสขุ ภาพ สาํ หรบั การยอมรบั ผลิตภัณฑชาของผบู รโิ ภคในประเทศ พบวา สวนใหญ ผูบรโิ ภคยอมรบั ผลติ ภณั ฑชาของกลุม ผูผลติ ชาเมีย่ งฯ แตไ มยนิ ดจี ายเนอ่ื งจากไมร ูจักและรปู แบบผลิตภัณฑม ลี กั ษณะคลายกับ ผลิตภัณฑท่ัวไปในตลาด ท้ังนี้ โดยภาพรวมกลยุทธท่ีหนวยงานภาครัฐควรดําเนินการเรง ดวนมากท่ีสุด คือ การสงเสริมระบบ ตลาดภายในและตางประเทศและการสรางเครือขายกลุมผูแปรรูป พรอมท้ังเสริมสรางศักยภาพการแปรรูปและเชื่อมโยง เครือขายระหวา งผแู ปรรปู และผูซ้ือ Abstract The objectives of this research include 1) to act in response to the Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) based in the local resource work for the utilization of the development of transforming the Assam tea, Camellia sinensis (L.) Kuntze var. assamica (J.W. Mast.) Kitam., known as Miang or fermented tea market into a new type of product, 2) to analyse the behaviour of the consumers for the Miang or fermented tea and the properties of the Miang tea products that meet the market demand, 3) To analyze the consumer acceptance for the new Miang tea products, and 4) To deal with the knowledge management in creating the marketing administration strategy of the new Miang tea products for commercial use of the Miang tea producer group in Pa Pae subdistrict, Mae Taeng district, Chiang Mai province. The target groups are the Miang tea producer group, people who are involved, and tea consumers in Thailand. Purposive sampling method was chosen to be the sample selection method for this study. This study employs Content Analysis, Marketing Mix analysis, SWOT analysis, along with the TOWS Matrix Analysis. The results of the tea consumption behaviour of consumers in Thailand have shown that the properties of the Miang tea products that meet the market demand are beverages that focus on natural ingredient and health care. For the acceptance of the tea products of domestic consumers, the study found that most consumers accept the tea products of Miang การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
450 tea manufacturers but not willing to pay due to the unknown of the product and its unremarkable essence comparing to the general product in the same market. All in all, the overall strategy that government agencies should apply the most urgently is to promote the domestic and international market systems along with the creation of networks between processors and the buyers. คําสําคัญ: ชา การบริหารการตลาดแบบมสี ว นรว ม กลยทุ ธทางการตลาด Keywords: tea, participatory marketing management, marketing strategy ติดตอนักวิจัย: เกษม กณุ าศรี (อเี มล [email protected]) Corresponding author: Kasem Kunasri (E-mail: [email protected]) บทนาํ เมี่ยงที่นํามาแปรรูปเปนเมย่ี งนึ่งกับเม่ยี งหมักลดลง 2) ตลาด ชาเมี่ยงถือเปนพืชอนุรักษ ของ อพ.สธ.ที่กําลังจะสูญ การรับซื้อชาเม่ียงถูกจํากัดในวงแคบเน่ืองจากการบริโภค ลดลง ทําใหต ลาดเมีย่ งถกู จํากดั ในชมุ ชนเทา นนั้ 3) ปจจุบันมี หายไปเนื่องมาจากเกษตรกรบนพ้ืนท่ีสูงหันไปปลูกพืชอื่น การทดลองสารตาง ๆ ในชาเม่ียงแตยังขาดการนําผลทาง แทนเพราะความตองการของตลาดในปจจุบันของผลผลิตชา วิทยาศาสตรของชาเมี่ยงตอยอดเปนผลิตภัณฑชาเม่ียง 4) เม่ียงเร่ิมลดลง ซึ่งชาเมี่ยงนั้นมีสายพันธุมาจากชาอัสสัม ผูบริโภคชามีแนวโนมเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากชามีประโยชน (Camellia sinens is var. assamica) (J.W.Mast.) Kitam.) หลายดาน แตยังขาดคุณลักษณะของผลิตภัณฑชาท่ี สําหรับประเทศไทยมีพ้ืนท่ีปลูกชาท้ังสิ้น 118,101 ไร คิด ตอบสนองตอผูบริโภคไดแทจริงในปจจบุ ัน 5) ผูผลิตชาเมย่ี ง เปนพื้นท่ีปลูกชาอัสสัมรอยละ 84.40 และชาจีนรอยละ ไมทราบถึงมลู คาความเต็มใจท่ีจะจา ยในการซอ้ื ผลติ ภัณฑชา 16.60 (สายลม สัมพันธเวชโสภาและคณะ, 2551) พ้ืนที่ เมี่ยง หากมีผลิตภัณฑชาเม่ยี งเกิดข้ึนในตลาด 6) หนวยงาน ภาคเหนือถือเปนพ้ืนท่ีปลูกชาเมี่ยงมากสุด จากการสํารวจ ท่ีเก่ียวของกับการสงเสริมและสนับสนุนการปลูกชาเมี่ยง ยัง พื้นที่ปลูกของสถาบันชามหาวิทยาลัยแมฟาหลวง (2550) ไมมีแผนและกลยุทธการทําตลาดของชาเมยี่ งในปจจบุ ันเพ่อื พบวาในพน้ื ทภ่ี าคเหนอื ไดแ ก เชยี งราย เชยี งใหม นา น แพร สรา งมูลคา เพิม่ ของผลผลิตชาเมีย่ งสูการแปรรูปผลติ ภัณฑชา แมฮองสอน และลําปาง มีพื้นที่รวมประมาณ 41,946 ไร ได เม่ียง ผลผลติ เมี่ยงเฉลย่ี จํานวน 18,622 ตันตอ ป สรา งรายไดเ ฉลยี่ มูลคาถึง 29,360,251 บาทตอป (สถาบันชา มหาวิทยาลัย จ า ก ป ญ ห า ดั ง ก ล า ว จึ ง เ ป น เ ห ตุ ผ ล สํ า คั ญ ข อ ง แมฟาหลวง, 2551) เม่ือพิจารณาพื้นท่ีปลูกชาเม่ียงราย โครงการวิจัย ท่ีมุงเนนแกไขปญหาดานตลาดชาเมี่ยงตั้งแต จังหวัด เชียงใหมมีพ้ืนท่ีปลูกมากท่ีสุด คือ 18,060 ไร ซ่ึง ตนทางคือการปลูกชาเม่ียงจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑชา สวนมากปลูกในพื้นท่ีอําเภอแมแตง เชียงดาว แมริม และ เม่ียงรูปแบบใหมที่ตอบสนองความตองการผูบรโิ ภคปจจบุ ัน ดอยสะเก็ด ดวยการศึกษาพฤติกรรมผูบริโภคชาเมี่ยง และคุณลักษณะ ของผลิตภัณฑชาเม่ียงที่ตอบสนองความตองการของตลาด ตง้ั แตอ ดีตจนถงึ ปจ จุบนั เกษตรกรผปู ลูกชาเม่ียงจะนําใบ รวมท้ังหาความยินดีท่ีจะจายสําหรับผลิตภัณฑชาเมี่ยง ชาเม่ียงจากสวนมาทําการแปรรูปเม่ียงเองโดยใชภูมิปญญา รปู แบบใหม และสรางกลยุทธทางการตลาดของผลติ ภณั ฑชา สมัย จนหาแหลงขายเม่ียง สรางรายไดใหแกครัวเรือน แต เม่ียงรูปแบบใหม และมีการจัดการความรูดานการตลาด ปจจบุ ันการบรโิ ภคเมยี่ งเริ่มลดลง เน่ืองจากกลุมบรโิ ภควัยรนุ สําหรับการใชประโยชนเชิงพาณิชย โดยผลงานวิจัยนี้เปน และวัยกลางคนไมนิยมบริโภคเม่ียงท่ีใชวิธีการน่ึงและการ งานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน หมัก ทําใหแนวโนมการบริโภคเมี่ยงน่ึงเมี่ยงหมักลดลง เนื่องมาจากพระราชดําริฯ ซึ่งจะเปนประโยชนตอชุมชนอ่ืน ขณะท่ีตลาดรับซื้อเมี่ยงนึ่งและการหมักถูกจํากัดในวงแคบ ๆ ท่ีปลูกชาเมี่ยง และการสรางมูลคาเพิ่มของชาเม่ียงสูการ มากข้ึน คือขายในชุมชนและพ้ืนท่ีใกลเคียงเทาน้ัน จึงทําให แปรรูปผลิตภัณฑ ทําใหครัวเรือนเกษตรผูปลูกเมี่ยงมีรายได แหลงขายลดลง โดยขายในราคากําละ 6 บาท หรือ 12 จากเม่ียงมากขึ้น และยังชวยอนุรักษการปลูกชาเม่ียงเพ่ิมข้ึน บาท/กิโลกรัม (สายลม สัมพันธเวชโสภาและคณะ, 2551) เนอ่ื งจากมีตลาดรับซอื้ มากขึ้น ซึ่งมีราคาถูกมาก ทําใหเกษตรกรสวนใหญหันปลูกพืชอ่ืน ๆ ระเบียบวธิ ีวจิ ัย แทนเม่ียง เชน กาแฟ อะโวคาโด และเสาวรส แทนการปลกู เม่ยี ง อยางไรก็ตามจากท่ีกลาวมาขา งตน หากสรปุ ปญ หาดาน การวิจัยน้ีไดรวบรวมขอมูลโดยใชแบบสัมภาษณแบบมี ตลาดชาเม่ยี งและการพัฒนาผลติ ภัณฑจากชาเม่ียง สามารถ โครงสราง โดยขอบเขตพื้นที่วิจัยในตําบลปาแป อําเภอแม สรุปรายประเด็นดงั นี้ 1) ปญหาการบรโิ ภคในปจจุบันของชา การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
451 แตง จังหวัดเชียงใหม โดยกลุมตัวอยางในการศึกษา การตลาด จะใชการสัมภาษณโดยแบบมีโครงสราง พฤติกรรมการบริโภคชาเมี่ยงและการทดสอบการยอมรับ สถานการณตลาดชาเมี่ยงในปจจุบัน ความเปนไปไดทาง สําหรับผลิตภัณฑชาเมี่ยงรูปแบบใหม คือ ผูบริโภคชาเม่ียง การตลาดผลิตภัณฑชาเม่ียงรูปแบบใหม และคุณลักษณะชา จํานวน 400 คน จากการคัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุม เม่ียงทต่ี ลาดตอ งการจะใชก ารสัมภาษณโดยแบบมีโครงสรา ง ตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) สําหรับการ วเิ คราะหค วามตองการของตลาด กลมุ ตวั อยาง คอื ผทู ่ีมสี วน ขั้นตอนท่ี 2 ทดสอบการยอมรับของผูบริโภค โดยแจก เกี่ยวของกับผลผลิตชาเม่ียงสูการแปรรูปผลิตภัณฑชาเม่ียง แบบสอบถามรวมกับการทดสอบชิมผลิตภัณฑชาเมี่ยง จํานวน 50 คน เชน รานขายของฝาก ไฮเปอรมารเกต รูปแบบใหม พิจารณาขอมูลทางดานประสาทสัมผัส ซึ่งทํา ซุปเปอรมารเกต รานกรีนช็อป ผูผลิต ผูคาสง ผูคาปลีก การทดสอบทางประสาทสัมผัสโดยวิธี Hedonic scale (9 ผบู รโิ ภคในหวงโซค ณุ คา และหนวยงานทง้ั ภาครัฐและเอกชน คะแนน) ใหอัตราความชอบเปน 9 คะแนน โดยที่ 1 คือไม ที่เกี่ยวของ ใชวิธีการเลือกตัวอยางแบบลูกโซ (Snowball ชอบมากที่สุด 5 คือเฉยๆ และ 9 คือชอบมากที่สุด Sampling) และการจัดการความรูในการสรางกลยุทธทาง (Meilgaard et. al., 1999) ประเมินในดานลักษณะปรากฏ การตลาดของผลิตภัณฑชาเมี่ยงรูปแบบใหม กลุมตัวอยาง สี กล่นิ กลิ่นรส ความรสู ึกหลงั กลืน และความชอบโดยรวม คือ กลุมผูผลิตชาในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัด เชียงใหม รวมทั้ง นักวิชาการ ตัวแทนผูรับซื้อผลิตภัณฑชา ข้ันตอนที่ 3 สรางกลยุทธทางการตลาดของผลิตภัณฑ เม่ียง เจาหนาท่ี อพ.สธ. เจาหนาที่รัฐและเอกชนที่มีสวน ชาเม่ียงรปู แบบใหม สาํ หรับการใชประโยชนเชงิ พาณิชย โดย เกยี่ วของ จํานวน 50 ราย ใช SWOT Analysis รวมกับการวิเคราะห TOWS Matrix สาํ หรับวธิ ีการดําเนินงานวจิ ยั ครั้งน้ี มี 3 ขน้ั ตอนดังนี้ (ตารางท่ี 1) (ภาวิณี นาคสวัสดิ์, 2553) (David, 2001) และ จากการวิเคราะหในขั้นตอนท่ี 1-2 มาประกอบเปนขอมูล ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะหผูบริโภค โอกาสทาง พ้ืนฐานในการสรางรูปแบบกลยุทธ ขอมูลท่ีใช ใน การตลาด และคณุ ลักษณะชาเม่ยี ง: โดยใชแบบสอบถามและ กระบวนการสรางรูปแบบกลยุทธที่เหมาะสมนั้น มีทั้งขอมูล การสัมภาษณจากผูบรโิ ภคชาเมีย่ ง ตลาดผูรบั ซอื้ ชาเมย่ี งและ ที่ไดจากการสอบถามจากผูที่มีสวนเก่ียวของ และการจัด ผูแปรรูปผลิตภัณฑชาเมี่ยง ซ่ึงเครื่องมือท่ีใชในการวิเคราะห ประชุมกลุมเกษตรกรพ้ืนที่เปาหมาย ผูแปรรูปผลิตภัณฑชา คือใชคําถาม 6Ws 1H สวนการวิเคราะหโอกาสทาง เม่ยี ง ผรู บั ซ้ือผลผลิตชาเม่ียง ภาครฐั และเอกชน ตารางที่ 1 TOWS MATRIX จดุ แข็ง จุดออ น ปจจัยภายใน (Strengths) (Weakness) กลยุทธเพ่มิ ศักยภาพ (SO) กลยุทธเ รง พฒั นา (WO) ปจจัยภายนอก ใชจ ุดแข็งเพอ่ื สรา งความไดเ ปรยี บจากโอกาส ลบลางขอ จํากัดโดยอาศยั โอกาสทีเ่ กิดขึ้น โอกาส กลยทุ ธส รา งภูมคิ มุ กนั (ST) ใชจ ุดแขง็ เพือ่ กลยุทธแกว กิ ฤต (WT) หลีกเลย่ี งอปุ สรรคหรอภัยคกุ คาม แกไ ขจดุ ออนและหลีกเล่ยี งอปุ สรรค (Opportunities) อปุ สรรค (Threats) ผลการวจิ ัย สวนใหญบริโภค 1-2 คร้ัง/สัปดาห มีคาใชจายสําหรับซื้อ 1) ผลการวิเคราะหขอมูลทั่วไปของผูบริโภคชาในประเทศ ผลิตภัณฑชาระหวาง 151-350 บาท/สัปดาห โดยเหตุผลใน ไทย พบวา ผูบริโภคในประเทศไทยสวนใหญเปนเพศหญิง การตัดสินใจเลอื กบริโภคผลติ ภัณฑชาเลือกเพราะผลิตภณั ฑ อายุเฉลี่ย 27.72 ป โดยอายุสูงสุด 70 ป และอายุต่ําสุด 17 เปนผลิตภัณฑที่มีประโยชน สถานท่ีที่นิยมบริโภคผลิตภัณฑ ป สถานะโสด การศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี กลุม ชาสวนใหญบริโภคตามรานกาแฟ/รานเบเกอรี่ สวนสถานที่ ผูบริโภคสวนใหญเปนนักเรียน/นักศึกษา รองลงมาเปน เลือกซื้อผลิตภัณฑชาจะเลือกซ้ือจากซุปเปอรมารเก็ต/ พนักงานบริษัทเอกชน ธุรกิจสวนตัว/คาขาย รับราชการ/ หางสรรพสินคา ผูบริโภคมักดื่มชาในชวงมื้ออาหารเชามาก เจาหนาท่ีของรัฐ และอ่ืน ๆ เชน ลูกจาง งานอิสระ และ ท่ีสุด โดยปจจัยของการตดั สินใจเลือกซ้ือชาพิจารณาในเรือ่ ง วา งงาน ตามลําดับ รายไดส วนใหญอยูตํา่ กวา 10,000 บาท ของรสชาติเปนปจจัยหลัก รองลงมา คือ ความปลอดภัย/ 2) ผลการวิเคราะหพฤติกรรมการบริโภคชาของผูบริโภคใน มาตรฐานรองรับ ราคา กลิ่น ความเขมขน ช่ือเสียง แหลง ประเทศไทย พบวา การบริโภคผลิตภัณฑจากชาสวนใหญ ผลิต เคร่ืองหมายการคา และอื่น ๆ เชน การบริการหรือ นิยมเครื่องด่ืมจากชา ความถ่ีในการบริโภคของผลิตภณั ฑช า ความสวยงามของรา นกาแฟ ตามลําดับ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้ังที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
452 3) ผลการวิเคราะหโ อกาสทางการตลาดชาเมยี่ งของของกลุม ภาพที่ 1 ผลิตภัณฑชาเมี่ยงของกลุมผูผลิตชาเม่ียงในตําบล ผผู ลิตชาเมี่ยง ในตาํ บลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม ปาแป อําเภอแมแตง จงั หวดั เชยี งใหม พบวา สภาวะตลาดปจจุบันพฤติกรรมของผูบริโภคหันมา เนนรักษาสุขภาพ ซึ่งปจจุบันกลุมผูบริโภคหลักของตลาดชา จากภาพท่ี 2 แสดงถึงหวงโซคุณคาของผลิตภัณฑชา ยงั คงเปนวยั รุนและวัยทํางานอยู ความสามารถในการแขงขนั เม่ียงของกลุมผูผลิตชาเม่ียงฯ เร่ิมตนจากผลผลิตใบชาเม่ียง ของกลมุ คือ ผลติ ภณั ฑทม่ี คี วามโดดเดนดานบรรจภุ ณั ฑแ ละ นําไปแปรรูปเปนผลิตภัณฑจากชา โดยมีตนทุนการผลิต มีความหลากหลายดานรสชาติ และมีแหลงวัตถุดิบ ตลาด 200.44 บาท/กก. หลังจากน้ันขายผานพอคาคนกลางคน เปาหมาย คือ ผูชื่นชอบด่ืมชา และนักทองเท่ียว สําหรับ ไทยที่รับซื้อ ปริมาณรอยละ 50 ของผลิตภัณฑชาทั้งหมด สภาวะอุตสาหกรรม และสภาวะตลาด พบวา ในซุปเปอร ขายในราคา 766.67 บาท/กก. (เพ่ิมขึ้นรอยละ 282.39) มารเก็ตและรานจําหนายอาหารเพื่อสุขภาพมีการวาง แลวสงตอไปยังแหลงขายตางๆ เชน รานสะดวกซ้ือ จําหนายชาสมุนไพรมากมายหลายย่ีหอ และหลากหลาย หางสรรพสินคา รานคากาแฟ ซ่ึงเปนแหลงที่ผูบริโภค ประเภทมากย่ิงขึ้น โดยสวนใหญมีแหลงผลิตจากกลุม สามารถซื้อโดยตรง ขายในราคา 1,000 บาท/กก. (เพ่ิมขึ้น เกษตรกร และกลุมแมบานเกษตรกร แนวโนมการตลาดมี รอยละ 116.41) สําหรับปริมาณท่ีเหลือขายปลีก/ขายให การพัฒนาในรปู แบบของสนิ คา ใหสอดคลอ งกบั กระแสความ ผูบริโภคโดยตรง โดยขายในราคา 1,000 บาท/กก. (เพิ่มข้ึน นิยมของตลาด เนื่องจากผูบริโภคหันกลับมาสูความเปน รอยละ 398.90) ธรรมชาติมากขึ้น ตลาดเครื่องด่ืมเพ่ือสุขภาพจะยังคงขยาย 4) ผลการทดสอบการยอมรับสําหรับผลิตภัณฑชาเมี่ยง ตัวอยางตอเน่ือง โดยปจจัยที่เปนตัวกระตุนสําคัญก็คือ รูปแบบใหมของผูบริโภค พบวา สวนใหญผูบริโภคยอมรับ กระแสความนิยมเคร่ืองด่ืมที่ใกลเคียงกับธรรมชาติ และ ผลิตภัณฑชาของกลุมผูผลิตชาเมี่ยงฯ รอยละ 80.00 ท้ังน้ี ความต่ืนตัวท่ีจะรักษาสุขภาพของตนเอง โดยแนวโนม ผูบริโภคมองวารูปแบบบรรจุภัณฑยังไมนาสนใจทําใหสวน ผลิตภัณฑเคร่ืองดื่มชาสมุนไพรในอีก 1-2 ปขางหนานั้นคาด ใหญยังไมยินดีจาย เน่ืองจากรูปแบบผลิตภัณฑมีลักษณะ วานาจะขยายตัวไดเฉลี่ยประมาณรอยละ 5-10 ตอป ทั้งน้ี คลายกับผลิตภัณฑท่ัวไปในตลาด และผลจากการทดสอบ สภาพการแขงขันพบวามีผูผลิตชาสมุนไพรทั้งรายใหญและ ผูบริโภคทางดานประสาทสัมผัส พบวาผูทดสอบ ใหคะแนน รายยอยอยูจํานวนมากกวา 200 ราย สภาวะการแขงขัน ความชอบโดยรวมคา เฉลยี่ เทา กบั 5.36 โดยใหค ุณลกั ษณะท่ี อุตสาหกรรมชาสมนุ ไพรท่ีจะสง ผลกระทบตอ กจิ การน้ันนอ ย ผบู ริโภคใหค ะแนนมากที่สุด คือ กลิ่นรสคา เฉล่ยี เทา กบั 8.12 มาก โดยมคี ูแขง ขันทางตรง คอื ผูผลติ และจาํ หนา ยผลติ ภณั ฑ ชาสมุนไพรตางๆ ท้ังในรูปแบบอบแหงและพรอมดื่มและ คูแ ขงทางออมคอื ผลิตภัณฑเ ครอื่ งดืม่ ท่ที ดแทนการบรโิ ภคชา สมุนไพรไดเชนนํา้ ดืม่ กาแฟ น้ําอดั ลม นา้ํ ผลไม เปน ตน 4) ผลการวิเคราะหสวนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ ชาเมี่ยง พบวา ดานผลิตภัณฑ คือ ผลิตภัณฑเปนสินคาท่ีมี ความโดดเดนจากกลุมเครื่องดื่มทั่วไปท่ีนําสรรพคุณทางยา กําหนดเปนจุดขาย นอกจากน้ีเปนผลิตภัณฑที่ผาน กระบวนการผลิตท่ีสะอาดและปลอดภัย (ภาพท่ี 1) ดาน ชองทางการจัดจําหนาย คือ มีชองทางหลักชองทางเดียว ไดแก ขายเฉพาะในตลาดในประเทศ โดยขายสงใหพ อคา คน กลางในประเทศ และขายปลีก/ขายใหผูบริโภคโดยตรง ซึ่ง แ ส ด ง ใ น แ ผ น ผั ง ห ว ง โ ซ คุ ณ ค า ข อ ง ผ ลิ ต ภั ณ ฑ ช า เ ม่ี ย ง ตามลําดับขั้นตอนต้งั แตช ว งตนนาํ้ กลางนํ้า และปลายนํ้า ใน ภาพรวม (ภาพที่ 2) และดานการสงเสริมการตลาด คือ ใช วิธกี ารรกั ษาคณุ ภาพและมาตรฐานของสนิ คาสมํ่าเสมอ และ สอบถามกับลกู คา อยเู สมอผานโทรศัพทห รือ LINE อกี ท้งั การ ลดราคาสาํ หรบั ลกู คา เดมิ ทซ่ี ื้อสินคา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
453 รองลงมา คือ ความรสู ึกหลงั กลนื สี และกลิ่น คา เฉลีย่ เทากบั ทางการพัฒนาในอนาคต ประกอบดวย กลยุทธเชิงรุก (SO) 6.82 6.18 และ 5.49 ตามลําดบั (ตารางที่ 2) กลยุทธเชิงปอ งกัน (ST) กลยุทธเชิงแกไข (WO) และกลยทุ ธ เชิงรับ (WT) โดยใชเครื่องมือ คือ TOWS Matrix (ตารางท่ี ตารางที่ 2 คาเฉล่ียดานความชอบของผูบรโิ ภคในประเทศ 3) จากกลยุทธโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑชาของกลุม ตอ ผลติ ภณั ฑเ คร่อื งดม่ื ชา ผูผลิตชา ในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม คณุ ลักษณะ ผลการทดสอบ ( X ± SD ) ประเมินความสําคัญของกลยุทธโดยกําหนดเกณฑคาเฉลี่ย สี 6.18±1.42 คือ คา เฉล่ีย 2.34-3.00 หมายถงึ เรง ดวนมาก คาเฉลยี่ 1.67- กลนิ่ 5.49±2.17 2.33 หมายถึง เรงดวนปานกลาง และคาเฉล่ีย 1.00-1.66 กลิ่นรส 8.12±1.08 หมายถงึ เรงดวนนอย (ตารางที่ 4) ความรสู ึกหลงั กลนื 6.82±1.08 ความชอบโดยรวม 5.36±2.05 โดยผลการวิเคราะหในตารางที่ 4 พบวา กลยทุ ธเรงดวน มากท่ีหนวยงานภาครัฐตองดําเนินการใหสําเร็จภายใน 1-2 5) ผลการวิเคราะห SWOT ของการตลาดผลิตภัณฑชาของ ป คือ การสงเสริมระบบตลาดของผลิตภัณฑชาภายในและ กลุมผูผลิตชาเม่ียง ในตําบลปาแป อําเภอแมแตง จังหวัด ตางประเทศ การสรางเครือขายกลุมผูแปรรูปและพัฒนา เชยี งใหม พบวา จุดแขง็ คือ รสชาตชิ ามีความเปน เอกลักษณ เครือขายกลุมรับซื้อ การพัฒนาขีดความสามารถดาน คุณภาพดีและราคาเหมาะสม การแปรรูปผลิตภัณฑใช การตลาดของกลุมผูแปรรูป และการประชาสัมพันธและ วัตถุดิบที่ปลูกแบบธรรมชาติปราศจากสารเคมี และไดรับ สงเสริมการซื้อขายผลิตภัณฑชาของกลุมแปรรูปทั้งใน การรับรองคุณภาพการผลิตทางการเกษตรอยา งถูกตองและ ประเทศและตางประเทศ โดยมคี าคะแนนเฉล่ยี เทา กับ 2.66 เหมาะสม สวนจุดออน พบวา บรรจุภัณฑมีลักษณะคลาย 2.50 2.49 และ 2.41 ตามลําดับ ในขณะที่กลยุทธการ ผลิตภัณฑอ่ืนทั่วไปในตลาด และตราสินคายังไมมีความโดด สนับสนุนดานการวิจัยและพัฒนาการตลาด การพัฒนา เดน กลุมผูผลิตยังขาดขอมูลและการวางแผนดานการตลาด โครงสรางพื้นฐานคมนาคมในพ้ืนท่ี การเพ่ิมประสิทธิภาพ ชองทางในการขายผลิตภัณฑชาตลาดมีนอย และผลิตภัณฑ การแปรรูปและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ และการสราง ยังไมเปนที่รูจักและเปนท่ีนิยม สําหรับโอกาสของกลมุ ผผู ลิต ระบบขอมูลดานการตลาดของผลิตภัณฑชาในจังหวัด พบวา มีหนวยงานท้ังภาครัฐและเอกชนสงเสริมดาน แมฮองสอน มีความสําคัญในระดับเรงดวนปานกลาง การตลาด และมีผูบริโภคใหความสนใจผลติ ภณั ฑชาอินทรีย (ดําเนินการใหสําเร็จภายใน 5 ป) โดยมีคาคะแนนเฉลี่ย มากขึ้น และอุปสรรค คือ ผลิตภัณฑชายังขาดการ เทา กบั 2.22 2.15 2.10 และ 1.80 ตามลาํ ดับ นอกจากนี้กล ประชาสัมพันธใหเปนท่ีรูจัก และการเดินทางเพ่ือเขาไปรับ ยุทธที่มีความสําคัญในระดับ เรงดวนนอย (ดําเนินการให ซื้อผลิตภัณฑช าไมส ะดวก รวมถึงผูบรโิ ภคไมมีความมน่ั ใจใน สําเร็จภายใน 10 ป) ประกอบดวย กลยุทธการพัฒนา ตัวผลิตภัณฑและตราสินคา จากการวิเคราะห SWOT มาตรฐานการแปรรปู และการรบั รองมาตรฐานในระดับสากล สามารถนํามาวิเคราะหกลยุทธเพื่อกําหนดทิศทางหรือแนว โดยมคี าคะแนนเฉล่ียเทากบั 1.61 ตน นํา้ กลางน้าํ ปลายนํ้า วตั ถดุ ิบ โรงผลิต ปริมาณรอ ยละ 50.00 พอ คา คนกลาง สถานท่ีขาย ราคาขาย 1,000 อื่นๆ บาท/กก. ผลติ ภัณฑ - ชาวไทย - รา นสะดวกซอ้ื ใบชาเม่ียง จากชา - หางสรรพสนิ คา (เพิ่มข้ึนรอยละ ขายในประเทศ ราคาขาย 766.67บาท/ - รานกาแฟ 116.41) ปริมาณรอ ยละ กก. (เพิ่มขนึ้ รอ ยละ 282.39) ตนทนุ การผลิต 200.44 บาท/กก. ขายปลกี /ขายใหผบู ริโภค ผบู รโิ ภค ปรมิ าณรอ ยละ 50.00 ภายในประเท ราคาขาย 1,000 บาท/กก. (เพิม่ ขึน้ รอยละ 398.90) ภาพท่ี 2 หวงโซคุณคา ของผลติ ภณั ฑช าเมยี่ งของกลุม ผผู ลติ ชาเมี่ยง ในตาํ บลปาแป อาํ เภอแมแ ตง จงั หวดั เชียงใหม การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
454 ตารางที่ 3 การวเิ คราะหกลยทุ ธโอกาสทางการตลาดผลิตภณั ฑของกลุมผผู ลิตชาเมย่ี ง ในตาํ บลปา แป อาํ เภอแมแ ตง จังหวดั เชียงใหมโดยใช TOWS Matrix Strengths (S): จดุ แขง็ Weaknesses (W): จดุ ออน 1) รสชาตชิ ามคี วามเปน เอกลกั ษณ 1) บรรจภุ ัณฑมลี ักษณะคลา ยผลติ ภณั ฑอ่ืนทัว่ ไป กลยุทธโ อกาสทางการตลาดผลิตภณั ฑช าของ 2) ชามคี ุณภาพดีและราคาเหมาะสม ในตลาด และตราสินคา ยงั ไมมคี วามโดดเดน กลมุ ผูผ ลติ ชาเม่ยี ง ในตําบลปา แป อาํ เภอแมแตง 3) ชาท่นี ํามาแปรรปู ปลกู แบบ 2) กลมุ ผูผลิตยังขาดขอมูลและการวางแผนดาน จังหวดั เชียงใหม ธรรมชาตปิ ราศจากสารเคมี ตลาด 3) ชองทางในการขายผลิตภณั ฑช าตลาดมนี อย 4) ผลติ ภณั ฑย งั ไมเ ปน ทีร่ จู ักและเปนทีน่ ยิ ม Opportunities (O): โอกาส สนบั สนนุ ดา นการวจิ ยั และพัฒนา พฒั นาขดี ความสามารถดานการตลาดของ 1) มหี นวยงานทัง้ ภาครัฐและเอกชนสง เสรมิ ดา น การตลาด กลมุ ผแู ปรรูป การตลาด พัฒนามาตรฐานการแปรรูปและ สรางระบบขอมลู ดา นการตลาดของ 2) ผูบ ริโภคสนใจผลติ ภัณฑชาอนิ ทรียมากขึ้น การรบั รองมาตรฐานในระดบั สากล ผลิตภัณฑช าในจังหวัด 3) ลูกคา สนใจจะทดลองส่งิ ใหมๆและเปน เพมิ่ ประสิทธภิ าพการแปรรูปและ สงเสรมิ ระบบตลาดของผลิตภณั ฑช าภายใน ผลติ ภณั ฑร กั สุขภาพ พฤติกรรมผูบ ริโภคที่ชื่น พฒั นาคณุ ภาพผลิตภัณฑ และตางประเทศ ชอบดมื่ ชา Threats (T): อุปสรรค พฒั นาโครงสรา งพนื้ ฐานคมนาคม สรา งเครอื ขายกลุม ผแู ปรรปู และพฒั นา 1) ผลิตภัณฑขาดการประชาสมั พันธใ หเ ปนที่รจู ัก ในพืน้ ท่ี เครอื ขายกลุมรับซอื้ 2) การเดนิ ทางเขา ไปรบั ซ้ือผลติ ภัณฑชาไม ประชาสมั พนั ธแ ละสงเสริมการซื้อขาย สะดวก ผลิตภัณฑช าของกลมุ ทั้งในประเทศและ 3) ผบู ริโภคไมม่ันใจในตวั ผลิตภัณฑแ ละตรา ตางประเทศ สินคา หมายเหตุ: คอื กลยทุ ธท ่ไี ดจ ากการใชเครอ่ื งมอื TOWS Matrix ตารางท่ี 4 กลยทุ ธโอกาสทางการตลาดผลติ ภณั ฑชา สวนเบี่ยง ประเดน็ กลยุทธโอกาสทางการตลาดผลิตภณั ฑชา คะแนนเฉล่ยี ลาํ ดับความสําคัญ* มาตรฐาน สรางเครือขา ยกลุมผูแปรรูปและพัฒนาเครอื ขา ยกลุมรับซื้อ 2.50 เรงดว นมาก 0.703 การพัฒนามาตรฐานการแปรรปู และการรบั รองมาตรฐานในระดับ สากล 1.61 เรงดว นนอย 0.862 การสนับสนนุ ดา นการวิจัยและพฒั นาการตลาด 2.22 เรง ดว นปานกลาง 0.835 การสงเสรมิ ระบบตลาดของผลิตภณั ฑช าภายในและตางประเทศ 2.66 เรง ดวนมาก 0.651 การสรางระบบขอมูลดานการตลาดของผลิตภัณฑชา 1.80 เรง ดว นปานกลาง 0.916 การพฒั นาโครงสรางพื้นฐานคมนาคมในพ้ืนที่ 2.15 เรงดวนปานกลาง 0.798 การพัฒนาขดี ความสามารถดานการตลาดของกลุมผแู ปรรูป 2.49 เรงดวนมาก 0.807 การเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปและพัฒนาคณุ ภาพผลิตภณั ฑ 2.10 เรงดวนปานกลาง 0.794 การประชาสัมพันธแ ละสงเสริมการซื้อขายผลิตภณั ฑช าของกลุมผู แปรรูปท้งั ในประเทศและตางประเทศ 2.41 เรง ดวนมาก 0.802 หมายเหตุ: * ลาํ ดับความสําคญั “เรง ดว นมาก” หมายถงึ กลยุทธทีต่ อ งดาํ เนนิ การใหสาํ เร็จภายใน 1-2 ป, “เรง ดว นปานกลาง” หมายถงึ กลยทุ ธท ่ี ตอ งดําเนนิ การใหสาํ เร็จภายใน 5 ป และ “เรงดว นนอย” หมายถึง กลยุทธท ีต่ อ งดาํ เนนิ การใหส าํ เร็จภายใน 10 ป สรปุ ผลการวจิ ัย หางสรรพสินคา ชวงที่บริโภคคือม้ืออาหารเชา สวนปจจัย พฤติกรรมการบริโภคชาของผูบริโภคในประเทศไทย ของการตัดสินใจเลือกซื้อชาพิจารณารสชาติเปนปจจัยหลัก สําหรับโอกาสทางการตลาดชาเม่ียงของกลุมผผู ลิตชาเมีย่ งฯ พบวา โดยสวนใหญนิยมเคร่ืองด่ืมจากชา ความถ่ีในการ พบวา สภาวะตลาดปจ จุบนั พฤตกิ รรมของผบู ริโภคเนนรักษา บรโิ ภคสวนใหญบ รโิ ภค 1-2 คร้งั /สปั ดาห มีคา ใชจายสาํ หรับ สุขภาพ ซ่ึงปจจุบันกลุมผูบริโภคหลักของตลาดชายังคงเปน ซื้อระหวาง 151-350 บาท/สัปดาห สําหรับเหตุผลในการ วัยรุนและวัยทํางาน ตลาดเคร่ืองด่ืมเพ่ือสุขภาพจะยังคง ตัดสินใจเลือกบริโภคเพราะเปนผลิตภัณฑท่ีมีประโยชน ขยายตัวอยางตอเน่ือง โดยปจจัยท่ีเปนตัวกระตุนสําคัญ คือ สถานท่ีที่นิยมบริโภคผลิตภัณฑชาสวนใหญบริโภคตามราน กระแสความนิยมเครื่องดื่มที่ใกลเคียงกับธรรมชาติ และ กาแฟ/รานเบเกอ-รี่ และเลือกซื้อจากซุปเปอรมารเก็ต/ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
455 ความตื่นตวั ที่จะรักษาสุขภาพของตนเอง ในดานสว นประสม ตัวผลิตภัณฑและตราสินคา เม่ือพิจารณากลยุทธโอกาสทาง ทางการตลาดของผลิตภัณฑชาเมีย่ ง พบวา เปนผลิตภัณฑท่ี การตลาดผลิตภัณฑชาของกลุมผูผลิตชาเม่ียงฯ พบวา กล มีความโดดเดนจากกลุมเคร่ืองด่ืมทั่วไปเนนสรรพคุณทางยา ยุทธที่หนวยงานภาครัฐตองดําเนินการใหสําเร็จภายใน 1-2 เปนจดุ ขาย และผานกระบวนการผลิตทีส่ ะอาดและปลอดภยั ป คือ การสงเสริมระบบตลาดของผลิตภัณฑชาภายในและ โดยขายเฉพาะในตลาดในประเทศ ไดแก ขายสงใหพ อคา คน ตางประเทศ การสรางเครือขายกลุมผูแปรรูปและพัฒนา กลางในประเทศ และขายปลีก/ขายใหผ ูบริโภคโดยตรง และ เครือขายกลุมรับซ้ือ การพัฒนาขีดความสามารถดาน สงเสริมการตลาด โดยใชวิธีการรักษาคุณภาพและมาตรฐาน การตลาดของกลุมผูแปรรูป และการประชาสัมพันธและ ของสินคาสม่ําเสมอ และ สอบถามกับลูกคาอยูเสมอ สงเสริมการซื้อขายผลิตภัณฑชาของกลุมแปรรูปท้ังใน อยางไรก็ตาม ปจ จุบันผบู รโิ ภคสวนใหญย อมรบั ผลิตภัณฑชา ประเทศและตา งประเทศ ของกลุมผูผลิตชาเม่ียงฯ ทั้งนี้ ผูบริโภคมองวารูปแบบบรรจุ ภัณฑยังไมนาสนใจทําใหสวนใหญยังไมยินดีจาย เน่ืองจาก คําขอบคุณ รปู แบบผลิตภัณฑมลี กั ษณะคลา ยกบั ผลติ ภณั ฑท ัว่ ไปในตลาด โครงการวจิ ัยน้ีไดร บั การสนับสนนุ จากโครงการอนรุ ักษพ นั ธกุ รรม และการทดสอบทางดานประสาทสัมผัส พบวา ผูบริโภคให คะแนนความชอบกลิ่นรสของผลิตภัณฑชาเมี่ยงมากที่สุด พชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดาํ ริฯ ผวู จิ ยั ขอขอบคุณมา ณ ทีน่ ีด้ ว ย ท้ังน้ี โดยภาพรวมการตลาดผลิตภัณฑชาของกลุมผูผลิตชา เอกสารอางอิง เมี่ยง ฯ พบวา จุดแข็ง คือ รสชาติมีเอกลักษณ คุณภาพดี ภาวณิ ี นาคสวสั ด.ิ์ 2553. โอกาสทางการตลาดของธรุ กิจรา นกาแฟ และราคาเหมาะสม การแปรรูปใชวัตถุดิบท่ีปลูกแบบ ธรรมชาติ และไดรับการรับรองคุณภาพการผลิตทาง แบบพรเี มียมในจงั หวัดนนทบุร.ี วทิ ยานพิ นธเศรษฐศาสตร การเกษตรอยางถูกตองและเหมาะสม สวนจุดออน พบวา มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าเศรษฐศาสตรธรุ กิจ บรรจุภัณฑมีลักษณะคลายผลิตภัณฑอ ื่นทั่วไปในตลาด และ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. ตราสินคายังไมมีความโดดเดน รวมถึงขาดขอมูลและการ สถาบันชา มหาวิทยาลยั แมฟ า หลวง 2551. พน้ื ทป่ี ลูกเมยี่ งของ วางแผนดานการตลาด ชองทางการขายในตลาดมีนอย และ ผลิตภัณฑยังไมเปนที่รูจักและเปนที่นิยม สําหรับโอกาสของ ประเทศไทย [ออนไลน] . เขา ถงึ ไดจาก: http://teains กลุมผูผลิต พบวา มีหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสงเสริม titutemfu.com/main/blog (29 สงิ หาคม 2559). ดานการตลาด และมีผูบริโภคใหความสนใจผลิตภัณฑชา อินทรียมากข้ึน และอุปสรรค คือ ผลิตภัณฑชายังขาดการ สายลม สัมพนั ธเ วชโสภา และคณะ. 2551. การศกึ ษาสถานภาพ ประชาสัมพันธใหเปนท่ีรูจัก และการเดินทางเพ่ือเขาไปรับ ปจ จุบนั ของชาในประเทศไทย.รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ. ซื้อผลิตภณั ฑชาไมสะดวก รวมถึงผูบริโภคไมมีความม่นั ใจใน สาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (สกว.) . David, F. R. 2001. Strategic Management Concepts. (8th ed.). New Jersey: Prentice-Hall Meilgaard, M., G.V. Viville, and B.T. Carr. 1999. Sensory Evaluation Techniques. 3rded. CRC Press, Boca Raton, Florida การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
456 การจัดทาํ ฐานขอ มูลและพัฒนาเครือขา ยธุรกิจกรงุ เขมาในจังหวดั สกลนคร DATABASE AND DEVELOPMENT OF Cissampelos pareira var. hirsuta BUSINESS NETWORK IN SAKON NAKHON PROVINCE พนดิ า ใครลามเมา1*, สดุ ารตั น สกลุ คู2, กรรณกิ าร สมบุญ3, ราตรี พระนคร4, เดอื นรงุ สวุ รรณโสภา5 และ ปาณิสรา ประจดุ ทะศรี6 Panida Krailammao1*, Sudarath Sakunkhu2, Kannika Sombun3, Ratree Pranakhon4, Duenrung Suwannasopa5 and Parnisara Prajudtasri6 1สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ ละคณติ ศาสตร คณะอตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 2สาขาวิชาพชื ศาสตร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วทิ ยาเขตสกลนคร พังโคน สกลนคร 47160 3สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 4สาขาวชิ าการแพทยแ ผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 5สาขาวชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะอตุ สาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 6สาขาวิชาบริหารธรุ กจิ คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน วิทยาเขตสกลนคร พงั โคน สกลนคร 47160 1Department of Science and Mathematics Faculty of Industry and Technology Rajamangala University of Technology Isan 2Department of Plant Science Faculty of Natural Resources Rajamangala University of Technology Isan 3Department of Food Science and Technology Faculty of Natural Resources Rajamangala University of Technology Isan 4Department of Thai Traditional Medicine Faculty of Natural Resources Rajamangala University of Technology Isan 5Department of Industrial Engineering Faculty of Industry and Technology Rajamangala University of Technology Isan 6Department of Business Administration Faculty of Industry and Technology Rajamangala University of Technology Isan บทคดั ยอ การศึกษาครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงสํารวจมีจุดประสงคเพื่อจัดทําฐานขอมูลที่เกี่ยวของกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนครท้ังในสวน ของผูผลิตตนกลา กรงุ เขมา ผูปลกู กรุงเขมา ผปู ระกอบการธรุ กจิ เกีย่ วกบั กรุงเขมา และนักวิจัย โดยเลอื กกลมุ เปาหมายดวยการ เลือกตวั อยางแบบสโนวบอลล และดาํ เนินการเก็บรวบรวมขอมลู ดวยแบบสาํ รวจขอ มูลพชื กรงุ เขมา เมื่อไดข อมูลทเ่ี กย่ี วของกบั กรุงเขมาในจังหวัดสกลนครแลวจึงจดั ประชุมผทู ี่เก่ียวของกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนครจํานวน 25 คน เพ่ือพัฒนาเครือขาย ธุรกิจกรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร โดยรวบรวมขอมูลดวยการบันทึกแลวสรุปประเด็นดวยการเรียบเรียงเชิงพรรณนา ผลการวิจยั เปนดงั น้ี ฐานขอมูลท่ีเกย่ี วของกับกรงุ เขมาในจังหวัดสกลนครนัน้ จัดทําในรปู แบบเว็บไซตฐานขอมูลธรุ กิจกรงุ เขมา เพื่อเปนชองทางในการแลกเปล่ียนขอมูล และความกาวหนาการดาํ เนินการในดา นตางๆ เกี่ยวกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร และจากการจัดประชุมผูที่เกี่ยวของกับกรุงเขมาในจังหวัดสกลนครสามารถสรุปประเด็นไดดังนี้ ประเด็นสถานการณปจจุบัน ของกรุงเขมาในจังหวดั สกลนครน้ันคนสวนใหญย ังไมเหน็ คณุ คา ของกรุงเขมาทําใหไ มม ีการเพาะปลูกอยางจริงจัง ผูปลกู ยงั ขาด ความรูดานการเพาะปลูกและขยายพันธุทําใหผูประกอบการรวมถึงนักวิจัยขาดแคลนวัตถุดิบในระบบการผลิตและการ ศึกษาวิจัย สวนในประเด็นการใชประโยชนนั้นกรุงเขมาถูกนํามาใชเปนยาสมุนไพร อาหารคาวหวาน เคร่ืองดื่ม รวมถึงเปน สว นประกอบผลติ ภัณฑความงาม ในขณะทีผ่ ูปลูกกรุงเขมาเชิงพาณชิ ยยงั มนี อยและขาดความรูในการปลูกเพ่ือใหไดกรุงเขมาที่ มคี ณุ ภาพตามความตองการตลาด อีกท้งั การจําหนา ยกรงุ เขมายังอยูในระดับทองถ่นิ ผผู ลติ ยงั ไมทราบชองทางการจําหนายใน ระดับประเทศและตางประเทศ จากประเด็นตางๆ ท่ีกลาวมาแลวน้ันจึงนํามาสูประเด็นการหาแนวทางการพัฒนาเครือขาย ธุรกิจกรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร ดังนี้ 1) สรางเครือขายเพื่อแลกเปล่ียนความรู 2) จัดอบรมถายทอดความรูเก่ียวกับพืช กรุงเขมา และสงเสริมในเรื่องการเพาะปลูก การขยายพันธุ การอนุรักษอยางจริงจัง และ 3) ควรมีการจัดทําแผนการพัฒนา กรุงเขมาแบบมีสวนรวม ท้ังในดานการผลิตกรุงเขมาในพ้ืนท่ีเพาะปลูกแบบอินทรีย และดานการสงเสริมการตลาดท่ีชัดเจน รวมถงึ การวจิ ัยและพฒั นาผลติ ภัณฑท ีห่ ลากหลายและไดรบั การรับรองมาตรฐานจากหนว ยงานรัฐ การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
457 Abstract This study is survey research which the objective is to create the database, related to Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon province include the seedlings producer, growers, entrepreneur and the researcher. The target group has been chosen by snowball sampling approach. The data gathering process has been conducted on Cissampelos pareira var. hirsuta. After the data obtained from the research on Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon province, a meeting with the related parties of 25 people was taken place. This was done to develop Cissampelos pareira var. hirsuta business in Sakon Nakhon in which the data was gathered, arranged and analyzed. The data was then concluded in a descriptive arrangement. The research result was as shown as follows. The related database of Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon province was created as a business database website related to Cissampelos pareira var. hirsuta as a channel to distribute information along with the progress of the activities that are related to Cissampelos pareira var. hirsuta in Sakon Nakhon. According to the meeting of the related stakeholders of those who propagate Cissampelos pareira var. hirsuta, it can be concluded as follow. The current situation of Cissampelos pareira var. hirsuta farming in Sakon Nakhon province is that the majority of the people still do not recognize the value of plant. Those who grower are still lack of knowledge in cultivating and propagating the plant. This led to the enterprises and research run out of the raw material required in the production and researching procedures. The application of the plant species has been used as herbal medicine, as a component in the main dish, beverage as well as the beauty products. At the same time, there’s a small number of people who plant Cissampelos pareira var. hirsuta commercially and they lack in the knowledge required to cultivate hence they failed to produce quality Cissampelos pareira var. hirsuta in respond to the demand of the market. Additionally, the selling of the Cissampelos pareira var. hirsuta is limited only in the local area which the producers do not know the country and overseas distribution channel. Based on the issues discussed earlier, this led to the searching for the guideline to develop the business network in Sakon Nakhon province as follows 1) Create a network to exchange the knowledge 2) Arrange a training session to provide knowledge about Cissampelos pareira var. hirsuta and promote the cultivation, propagation and conservation in a considered manner and 3) there should be a participatory development plan of the Cissampelos pareira var. hirsuta both in the aspect of the production locally, organic cultivation and a clear marketing promotion. This also comprehends the research and developing a variety of products that are certified by the government agency. คําสําคัญ: กรุงเขมา, เครือขา ยธุรกจิ กรงุ เขมา, ฐานขอ มลู ธุรกจิ กรุงเขมา Keywords: Cissampelos pareira var. hirsuta, Cissampelos pareira var. hirsuta business network, Cissampelos pareira var. hirsuta business database *ติดตอนักวิจยั : พนิดา ใครลามเมา (อีเมล [email protected]) *Corresponding author: Panida Krailammao (E-mail: [email protected]) บทนํา พืชพื้นเมืองแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบจังหวัด กรุงเขมา (Cissampelos pareira var. hirsuta) ทาง สกลนครมีการนํามาบริโภคเปนอาหารเรียกวา วุนหมานอย (ราตรี พระนคร, 2550) สวนการใชประโยชนทางสมุนไพร ภาคกลางเรียก ใบกนปด ทางภาคอีสานเรียก หมอนอย ของกรุงเขมานั้น ในตํารายาโบราณจารึกไววาใชเปน กรุงเขมาเปนไมเถาเลื้อย ขยายพันธุดวยเมล็ด หรือ เหงา สวนผสมในการปรุงยาแกไข แกโรคเลือดในผูหญิง แกจุก เจริญเติบโตดีในดินรวนปนทราย เถาและใบคั้นเอาน้ําเมื่อ เสียด (โครงการเผยแพรจารึกตํารายาของวัดราชโอรสาราม ผสมกับเครื่องปรุงอาหารมีลักษณะเปนวุนรับประทานเปน ราชวรวิหาร, ม.ป.ป.) หากนําใบตําใสนํ้าท้ิงไวจนเปนวุน อาหารได การใชประโยชนทางยาใชแกรอนใน แกโรคตับ รับประทานชวยยอย แกปวดทอง สวนรากมีรสหอมเย็น (เพ็ญนภา ทรัพยเจริญ และคณะ, 2547: 28) กรุงเขมาเปน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. ครัง้ ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
458 รบั ประทานแกไ ข แกดซี าน แกกระเพาะปสสาวะอักเสบ เปน ศึกษาขอมลู ที่เก่ียวของกบั กรงุ เขมา ยาอายุวัฒนะ ในประเทศอินโดนีเซียนํารากมาตมด่ืมแกปวด ทอง (สาขาการแพทยแผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ เลอื กตวั อยางแบบสโนวบอลล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, 2561: 17) ท้ังยัง สามารถนํามาใชป ระโยชนเปน เครอ่ื งสําอางชวยเพิม่ ความชุม สํารวจขอ มูล ชื่นใหกับผิว บํารุงผิวใหเตง ตึง ลดรอยเห่ยี วยน และสารสกัด จากกรงุ เขมานน้ั สามารถยับยัง้ เช้ือแบคทเี รียทีก่ อใหเ กดิ สวิ ได สรา งฐานขอ มูลธรุ กิจพชื กรงุ เขมา สามารถพัฒนาตอเปนผลิตภัณฑเวชสําอางไดในอนาคต รูปท่ี 1 รูปแสดงขน้ั ตอนการจดั ทาํ ฐานขอ มูลธุรกิจกรุงเขมา (พิเชษฐ เวชวิฐาน, 2551: ภานิชา พงศนราทร, 2560) เนื่องจากใบกรุงเขมาประกอบดวยเพคตินซ่ึงสามารถทําให ในรปู แบบเว็บไซต เกิดเจลได และเพคตินจากใบกรุงเขมายังมีคณุ สมบัตทิ ี่ดีกวา กจิ กรรมท่ี 2 จดั ประชุมเสวนาเครือขา ย เพคตินนําเขา (คณะนักวิจัย บริษัทกลุมแอดวานซ รีเสิรช จํากัด, 2551) จึงมีความเปนไปไดท่ีจะนําเพคตินจากใบ การประชุมเสวนาเครอื ขายในคร้งั น้ีมีผเู ขารวมกิจกรรม กรุงเขมามาใชเปนวัตถุดิบทดแทนเพคตินท่ีมีราคาแพง อีก ไดแก อาจารย นักศึกษา เจาหนาที่ และผูมีสวนไดสวนเสีย ทั้ งยั งป ล อ ด ภั ย จ า ก ก า ร ป น เ ป อ น ข อ งส า ร พิ ษ จ า ก เกี่ยวกับกรุงเขมาเชน ผูปลูก ผูผลิต ผูประกอบการ และ อุตสาหกรรมเคมี (สัมภาษณ คาผุย, 2553; พิเชษฐ เทบํารงุ , นกั วจิ ัยเก่ียวกบั กรุงเขมา จํานวน 25 คน 2546 อางถึงใน สุวรรณี เมธาจติ ต, 2560) ท้ังน้ีประเทศไทย ผลการดําเนนิ งาน ยงั คงตอ งนําเขาเพคตินจากตา งประเทศเปน จํานวนมาก เพื่อ กิจกรรมที่ 1 เกบ็ รวบรวมขอมูลและจัดทาํ ฐานขอมลู นํามาใชเปนสวนประกอบสําคัญในอุตสาหกรรมอาหารและ เคร่ืองสําอาง โดยการใชประโยชนเพคตินอยูในกลุมสารท่ี จ า ก ก า ร สํ า ร ว จ ข อ มู ล ผู ผ ลิ ต ต น ก ล า ผู ป ลู ก ชวยใหอาหารและเครื่องสําอางหลายชนิดมีความคงรูป ผูประกอบการ และนกั วิจัยเกี่ยวกับกรุงเขมาเรียบรอยแลว จงึ (คณะนักวิจัย บริษัทกลุมแอดวานซ รีเสิรช จํากัด, 2551) นําขอมูลมาจัดทําฐานขอมูลธุรกิจพืชกรุงเขมาในรูปเว็บไซต และเพคตินท่ไี ดจ ากใบกรงุ เขมานัน้ ยังมีคุณสมบตั ทิ ่ีเหมาะสม (https://www.manoi-sakon.com/index.php) ตอการผลติ เปนเครอ่ื งด่มื เพ่ือสขุ ภาพอีกดวย (พรประภา ชุน กิจกรรมท่ี 2 จัดประชุมผูที่เก่ียวของกับกรุงเขมาเพ่ือพัฒนา ถนอม และคณะ, 2556) เครือขายธรุ กจิ กรุงเขมาในจังหวัดสกลนคร จากคณุ คา ของกรงุ เขมาท่ีมหี ลากหลายท้ังใชเปนอาหาร จากการจัดประชมุ ผูวจิ ัยไดสรปุ เปนประเดน็ ดังนี้ สมุนไพร และความงามที่กลาวมาขางตนแลวน้ัน ผูวิจัยจึง สถานการณปจจุบันของกรุงเขมา กรุงเขมามีอยูทั่วไปจึงยัง สนใจศึกษาการจัดทําฐานขอมูลและพัฒนาเครือขายธุรกิจ ไมเห็นคุณคาทําใหไมมกี ารเพาะปลกู อยางจรงิ จัง การเขาถึง กรุงเขมาในจังหวัดสกลนครโดยมีวัตถุประสงคในการศึกษา ตลาดยังอยูในระดับทองถ่ิน อีกทั้งไมมีเครือขาย รวมถึงขาด คือ 1)จัดทําขอมูลที่เก่ียวของกับกรุงเขมาท้ังในสวนของ ความรูดานการเพาะปลูกและขยายพันธุ นักวิจัยขาดแคลน ผูผลิตตนกลา ผูปลูกกรุงเขมา ผูผลิตผลิตภัณฑ ผูใหบริการ วัตถุดบิ เพอ่ื การศกึ ษาวิจยั และพัฒนา เก่ียวกับผลิตภัณฑ นักวิจัยท่ีศึกษาเก่ียวกับกรุงเขมาใน การใชประโยชนจากกรุงเขมา กรงุ เขมาถกู นาํ ไปใชประโยชน จังหวัดสกลนคร 2)จัดประชุมผูที่เกี่ยวของกับกรุงเขมาเพื่อ ในดานอาหาร เชน ของหวาน ของคาว เคร่ืองดื่ม สวนใบ พัฒนาเครือขายธุรกิจกรุงเขมาในจังหวดั สกลนคร งานวิจัยน้ี กรุงเขมาอบแหงบดเม่ือนํามาเปนผงจะถูกนําไปใชเปน เปนงานสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช สวนผสมในผลติ ภัณฑความงาม เชน มารคหนาสมนุ ไพร สบู อันเน่อื งมาจากพระราชดาํ รฯิ ในสวนของการใชประโยชนทางยาน้ัน กรุงเขมามีสรรพคุณ การดําเนนิ งาน เคลือบแผลในกระเพาะอาหาร ฟนฟูผูปวยโรคมะเร็ง ดูด กิจกรรมท่ี 1 เก็บรวบรวมขอ มลู และจดั ทาํ ฐานขอ มลู สารพิษ ใชควบคุมนํ้าหนักสําหรับผูสูงอายุและสตรีต้ังครรภ หรือสตรหี ลงั คลอดท่อี ยรู ะหวางการใหน มบุตรได 1) ศึกษาขอมูลท่ีเก่ียวของกับกรุงเขมา จากเอกสาร อุปสรรคและปญหาในการเพาะปลูก ขยายพันธุ เนื่องจากผู วิชาการ และงานวิจัยที่เก่ียวของกับกรงุ เขมา ปลูกกรุงเขมาเพ่ือจําหนายอยางจริงจังยังมีนอยทําให กรุงเขมายงั ไมเปน ที่รูจัก ผูปลูกสว นใหญข าดความรูดา นการ 2) สํารวจขอ มูลการใชประโยชนก รงุ เขมาจากผูผ ลติ ตน เพาะปลูก การเตรียมความพรอมแปลงปลูก เทคนิคการ กลา ผูปลกู ผปู ระกอบการ และนักวิจัย ขยายพันธุ และการดูแลรักษา รวมถึงขาดความรูดานการ 3) จดั ทําฐานขอมูลธรุ กจิ กรุงเขมาในรปู แบบเว็บไซต การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
459 ควบคมุ คณุ ภาพเพอ่ื จาํ หนาย อีกทงั้ กรงุ เขมามอี ายเุ พยี ง 3 ป โครงการเผยแพรจ ารกึ ตาํ รายาของวดั ราชโอรสารามราช หากตองการจําหนายกับผูประกอบการรายใหญตองมีการ วรวหิ าร. (ผรู วบรวม). ม.ป.ป. ตาํ ราจารึกวัดราชโอรส ตรวจคุณภาพแปลงปลกู เปนแปลงอินทรีย และกระบวนการ และพระโอสถพระนารายณ. กรงุ เทพฯ : ดูแลรกั ษาตองไมใชส ารเคมี กระทรวงศึกษาธกิ าร. อุปสรรคและปญ หาในการจาํ หนาย การจําหนายเพื่อสง ออก ตางประเทศตองมีการดาํ นินการตรวจสอบคุณภาพดนิ พ้ืนที่ พรประภา ชนุ ถนอม, กรรณกิ าร สมบุญ, สดุ ารตั น สกุลคู โดยรอบแปลงปลูก และไมใชสารเคมีในทุกขั้นตอนการปลูก และ อรนุช สีหามาลา. 2556. ผลของวิธกี ารสกัดตอ สงออกในลักษณะอบแหง ดังน้ันผูปลูกตองเก็บเก่ียวมาตาก คุณภาพของเพคตนิ จากใบหมานอ ยในเทอื กเขาภพู าน. แหง เพื่อสง ใหกับผรู ับซ้อื เพอื่ จัดจาํ หนา ยตา งประเทศตอ ไป แกน เกษตร, 41(ฉบบั พิเศษ 1), 556-562. แนวทางการพฒั นากรุงเขมาไปสพู ชื เศรษฐกิจ พิเชษฐ เวชวฐิ าน. 2551. สมนุ ไพรไทยเพอื่ สขุ ภาพความ 1) สรางเครือขายเพื่อแลกเปล่ียนความรู สรางความ งาม. กรงุ เทพฯ : พมิ พด .ี เขมแข็ง ในการกําหนดราคาทั้งตลาดภายในและภายนอก ประเทศ เพญ็ นภา ทรัพยเ จรญิ , อรา ม คมุ กลาง, กัญจนา ดวี เิ ศษ. (บรรณาธิการ) . 2547. ผักพน้ื บา นภาคอีสาน. พิมพ 2) จัดอบรมถายทอดความรูเก่ียวกับพืชกรงุ เขมาเพ่อื ให คร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: สามเจริญพาณิชย. เกิดความรูความเขาใจ และสงเสริมในเร่ืองการเพาะปลูก การขยายพันธุ การอนุรักษอยางจริงจัง โดยปราชญช าวบา น เพญ็ นภา ทรัพยเ จรญิ . (บรรณาธิการ) . 2549. พฤกษชาติ นกั วิจัย และผปู ระกอบการ สมุนไพร. กรุงเทพฯ: สามเจรญิ พาณชิ ย. 3) จัดทําแผนการพัฒนากรุงเขมาแบบมีสวนรว ม ทั้งใน ภานชิ า พงศน ราทร. 2560. รายงานฉบบั สมบูรณเ จลลา ง ดานการผลิตกรุงเขมาในพ้ืนที่เพาะปลูกแบบอินทรีย และ หนา รักษาสิวจากสารสกดั กรงุ เขมา. สกลนคร: คณะ ดานการสงเสริมการตลาดท่ีชัดเจน รวมถึงการวิจัยและ ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ ที่ ห ล า ก ห ล า ย แ ล ะ ไ ด รั บ ก า ร รั บ ร อ ง อสี าน วทิ ยาเขตสกลนคร. มาตรฐานจากหนวยงานรัฐ คําขอบคณุ ราตรี พระนคร. 2550. กรงุ เขมาพืชปามหศั จรรย ณ อดนถ่นิ โครงการวิจัยน้ีไดรับการสนับสนุนจากโครงการอนุรักษ อสี าน. วารสารมตชิ นเทคโนโลยีชาวบาน, 20(417), พนั ธุกรรมพืชอนั เนอื่ งมาจากพระราชดําริฯ ผูวิจัยขอขอบคณุ 32. มา ณ ท่นี ้ดี ว ย เอกสารอางอิง สาขาการแพทยแ ผนไทย คณะทรพั ยากรธรรมชาติ คณะนักวจิ ัย บรษิ ัท กลุมแอดวานซ รีเสริ ช จํากดั . 2551. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน. 2561. สมุนไพร ในปาครอบครวั สกลนคร. กรงุ เทพฯ : สาม การเชอื่ มโยงขอ มลู ในการสรางแนวคิดการเลือก เจรญิ พาณชิ ย. สวุ รรณี เมธาจิตต. 2560. การพัฒนา ผลิตภัณฑใหม. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. ผลิตภัณฑพอกหนาทมี่ สี วนผสมของสารสกดั จาก กรงุ เขมา. การคน ควาอสิ ระปรญิ ญาวทิ ยาศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรเครือ่ งสาํ อาง สาํ นัก วิชาวิทยาศาสตรเ คร่ืองสาํ อาง มหาวิทยาลยั แมฟา หลวง. การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
460 การศกึ ษาลกั ษณะทางชาติพันธขุ องชนเผา ไทโยยบา นอากาศ อําเภออากาศอาํ นวย จังหวดั สกลนคร A STUDY ON CULTURAL IDENTITY OF THAI YOY PEOPLE OF BAN AKAT IN AKAT AMNUAI DISTRICT, SAKON NAKHON PROVINCE กันธมิ า เผอื กเจริญ Guntima Phueakchroey ภาควชิ าแพทยแผนไทย คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร 47160 Department of Traditional Thai Medicine, Faculty of Natural Resources, Rajamangala University of Technology Isan, Sakon Nakhon Campus 47160 บทคัดยอ โครงการอนรุ ักษพนั ธุกรรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ไดเ กบ็ รวบรวมโครงการสํารวจและรวบรวมพิธีกรรมในการดํารงชีวิตของชนเผาในจังหวดั สกลนคร กรณีศึกษา ชนเผาไทโยย อําเภอ อากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร งานวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงคดังนี้ 1.เพื่อศึกษาภูมิปญญาพิธีกรรมความเช่ือของชนเผาไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร 2.เพื่อสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วิธีการวิจัยเปนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใชวิธีการวิจัย จากการศึกษา เอกสาร การสัมภาษณแ บบไมเ ปน ทางการ การสงั เกตและการสํารวจชุมชน การวเิ คราะหข อ มูลเปน การวเิ คราะหเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบวา สกลนคร จังหวัดหน่ึงในภาคอีสานตอนบนเปนแหลงชุมชนต้ังแตสมัยกอนประวัติศาสตรสืบเนื่องมาจนถึง ปจจุบัน ซึ่งมีชนเผาหลักดั้งเดมิ ท้ังหมด 6 ชนเผา ไดแก ชนเผาไทยญอ ชนเผาโซ (ไทโส) ชนเผากะเลิง ชนเผาโยย ชนเผาภู ไท และชนเผา ลาว ถือวา มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อนั เปนเอกลักษณบ งบอกถึงความเปน ตวั ตนชนเผา พิธีกรรม ความ เชื่อในการดํารงชีวิตเปนอัตลักษณแ หงภูมปิ ญญาทางวัฒนธรรมซึ่งบงบอกถึงความแตกตางไปจากผูอ ื่นทั้งความสมั พันธอยูก บั วิถีชีวิตของผูคนแตละกลุม ต้ังแตเกิดจนตาย ชาวไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร มีวิถีชีวิตสัมพันธก ับความเชือ่ ด้ังเดิมแบบผสมผสานระหวางชาวไทโยยยุคใหมกับชาวไทโยยยุคเกา และมีชาวจีนท่ีอพยพมาอาศัยอยูรวมกันอยางกลมกลืน สอดคลองในวิถีชีวิต การเก็บรวบรวมขอมูลภาคสนามเพ่ือการศึกษาวิเคราะห แบงเปนดานตาง ๆ ดังน้ี ประเพณี พิธีกรรม และความเช่ือเกี่ยวกับชีวิตเพ่ือสิริมงคล ความเชื่อในพิธีของชาวบานชุมชนชาวไทโยย ท่ียังคงมีการแสดงออกท่ีชัดเจนและมี การสืบทอดกัน จนเปนงานประจําป คือมีความเชื่อและศรทั ธาในศาลปูตา และจากสง่ิ เรน ลบั ท่ีมอี ํานาจเหนือธรรมชาติ ในทุก ดานของการดาํ รงชีวิต ตั้งแตเกิดจนตาย จากการสัมภาษณชาวบา นในชมุ ชนไทโยย บานอากาศ มคี วามเชือ่ และมกี ลวธิ ีในการ ที่จะใหลูกหลานมคี วามเชอื่ สบื ตอ กนั มาโดยการยึดถอื ปฏบิ ัตติ ามครรลองของสงั คมท่ีสรางขน้ึ ดา นความเชอ่ื เก่ยี วกับอาหารการ กิน ชนิดของอาหารท่ีนิยมรับประทานของชาวไทโยยในปจจุบัน จากการสํารวจพบวาประเภทและชนิดของอาหารที่กลุม ตัวอยางนิยมรับประทาน นิยมรับประทานท้งั หมด 53 ชนดิ สามารถแบงเปนประเภทได 11 ประเภท ดงั น้ี ประเภทตม อาหาร ท่ีไดรับความนิยมมากที่สุด คือ ตมปลาใสหมากเขือเครือ ประเภทแกง อาหารที่ไดรับความนิยมมากที่สุด คือ แกงหนอไม ประเภทลาบ กอย ซา แซ อาหารทไี่ ดรับความนิยมมากทีส่ ดุ คือ ลาบเทาใสหอย ประเภทตํา อาหารท่ไี ดร บั ความนิยมมากทส่ี ดุ คือ ตํารากบัว ประเภทนํ้าพริก แจว อาหารท่ีไดรับความนิยมมากที่สุดคือ แจวปลาแดกใสหมากเขือเครือ ประเภททอด ผัด อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ ทอดไขใสจีลอ ประเภทน่ึง อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ มอกกะปู ประเภท หมก ปง ยาง ขาวจ่ีเกลือไดรับความนิยมสูงสุด ประเภทออม อู ออมเน่ียวเปนอาหารที่ไดรับความนิยมมากที่สุด ประเภทยํา ซุป ซปุ มะเขอื เปน อาหารท่ีไดรบั ความนยิ มสงู สุด และ ประเภทอนื่ ๆ เชน การรับประทานสดหรือการถนอมอาหาร หมอนอยใส ปลาแหงเปนอาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุดอีกประเภทหนึ่งของชาวไทโยย ดานประเพณีพิธีกรรม และความเช่ือตาม เทศกาล หรือประเพณี 12 เดือน ฮีต 12 คอง 14 ประเพณีเก่ียวกับวิถีชีวิตซึ่งเปนประเพณีของชาวไทโยยบานอากาศน้ัน เร่ิม จากประเพณกี ารเกิดท่ีมีการผกู แขน การบวชท่ีมกี ารทาํ บุญ การแตงงานท่ีมพี ิธีบายศรี และการตายทม่ี ีการสวดทําบุญแผสวน กุศลแลวฝงหรือเผาเก็บกระดูก จากขอมูลทไ่ี ดพบวา ทุก ๆ ประเพณีดังกลาวมีการปฏิบัตติ อกันมาถึงปจจุบัน เพราะสว นใหญ ทําตามประเพณี สวนหน่ึงทําแลวสบายใจ และอีกสวนหน่ึงทําเพื่อความเปนศิริมงคลตอชีวิต ในปจจุบันวัฒนธรรมชาวไทโยย บานอากาศกําลังถูกวัฒนธรรมจากกลุมตาง ๆ ทั้งจากสวนกลางและจากกลุมอ่ืนๆ ท่ีมีความสัมพันธติดตอทั้งโดยตรงและ ทางออม ทําใหวัฒนธรรมด้ังเดิมของชาวไทโยยเกิดการเปล่ียนแปลงไปบาง มีการปรับวัฒนธรรมภายในบางประการ และรับ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครงั้ ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
461 เอาวัฒนธรรมตางสังคมบางอยางไว มีการผสมกลมกลืนกัน และหนวยงานราชการ ท้ังในภาคสวนทองถิ่น ภาครัฐ เอกชน มี การจัดงานประจําปเพื่อการอนุรักษและสงเสริมวัฒนธรรมและการทองเที่ยว การจัดงานจึงมีความยิ่งใหญ ประกอบฉากดวย แสง สี เสียง ตระการตา เชน งานไหลเรือไฟ วันไทโยย งานคนเมืองฟา เปนวันท่ีชาวไทโยยรําลึกถึงบรรพบุรษ ความเปนมา และอัตลักษณของชาวไทโยย ซ่ึงเปนงานที่สนุกสนานและนาทองเที่ยวสําหรับนักทองเที่ยวจากตางถ่ิน สรางรายไดและการ ประชาสัมพนั ธความเปน คนโยยอีกทางเลอื กหน่งึ ดว ย Abstract The Plant Genetic Conservation Project under the Royal Initiative of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn (RSPG) has complied information by exploring rituals in the life of ethnic people in Sakhon Nakhon province, resulting in the research project on a case study of Thai Yoy ethnic people in Akat Amnuai District. The research objectives are as followed; 1. To study the local wisdom, rituals, and beliefs of Thai Yoy ethnic people in Akat Amnuai District, Sakhon Nakhon province; and 2. To give response to the royal initiative under the RSPG. The methods used in this qualitative research include the examination of documents and the information gathering via unofficial interviews, observation, and community survey before the data is subjected to the descriptive analysis. The findings show that Sakhon Nakhon, which is a province in the upper Northeastern region, is a pre-history community that has been continuously inhabited until present. There are six original tribes namely Thai Yo, Thai So, Kalerng, Thai Yoy, Phu Thai and Lao. The province is of a cultural diversity with each tribe having their own unique tribal identity, rituals, beliefs and ways of life. Each group's unique identity and cultural heritages, which differ from one another, are in close relations with the people’s life from birth until death. Thai Yoy people of Ban Akat in Akat Amnuai District, Sakon Nakhon province, live by the conventional beliefs which are mixed between those held by the modern Thai Yoy people and the old-timers – both groups of whom also harmoniously co-exist with Chinese migrants in the community. The field data, which is collected for analysis, can be divided into the various aspects of traditions, rituals and beliefs about life and what is considered auspicious. The ritualistic beliefs among Thai Yoy people have been clearly expressed and passed on from one generation to another, resulting in annual events such as the belief and faith in “Pu Ta” ancestor shrine and in supernatural beings. Such beliefs also are reflected in all aspects of the people's way of life from birth until death. From the interviews with Thai Yoy people of Ban Akat, the people have some methods to pass on the beliefs to their children including by maintaining particular practices as according to the way created by this society. Regarding the present-time Thai Yoy people’s belief about food and their favorite dishes, the survey identified 53 types of food under 11 categories that the sample group people are keen on eating. Under the category of “Tom” clear soup, the most popular is the fish clear soup with wild tomato, while it is the spicy bamboo shoot soup for the “Kaeng” spicy soup category. For the category of spicy meat salad – comprising of \"Larb\" (minced meat), \"Koy\" (sliced meat) as well as the similar cooking methods known as \"Sa\" and \"Sae\", the most popular dish is the spicy pond snail salad with \"Tao\" freshwater algae. For the category of \"Tam\" spicy salad mixed and pounded in a mortar, the most popular is the spicy lotus root salad, while the \"Nam Prik\" or \"Jaew\" chili dipping sauce category's popular dish is the fermented fish spicy dip with wild tomato. In the category of fried or stir-fried food, the most popular dish is the fried egg with \"Jee Lor\" crickets, while the steamed food category's most favorite dish is \"Mok Ka Pu\" pounded rice field crabs steamed with herbs. For the category of grilled/roasted food known as \"Mok\", \"Ping\", \"Yang\", the most popular dish is the grilled sticky rice with salt. Under the category of \"Om\" and \"Ou\" dill-infused dish which is halfway between soup and curry, the most popular dish is the \"Om Niew\" whose main ingredient is \"Niew\" damselfly larvae. In the category of \"Yam\" and \"Soup\" spicy salad, the most popular dish is the tomato soup, while the finely-pounded \"Mo Noy\" leaves with dried fish and herbs is the people's popular dish การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
462 among other categories such as raw cooking or food-preserving. Regarding traditions, rituals and beliefs, the twelve annual festivals known as\" Heed 12 Khong 14\" (12 traditions and 14 rules) have been part of the life of Ban Akat Thai Yoy people starting from birth until death. There are the birth ritual involving the binding of infant's wrist with holy threads, the monk ordination ritual involving merit makings, the wedding involving the \"Bai Sri\" ritual and the funeral involving prayers for the deceased, burial or cremation as well as ash and bone collecting. The study found that all festivals and rituals have been carried out as according to the traditions that had been passed on and put in use until the present time. Most people follow the traditions to feel easy and comfortable while others do it out of the wishes for life's positive and successful future. At present, the culture of Thai Yoy people of Ban Akat has been exposed to cultures from various groups including those from Central Thailand through direct and indirect contacts. This leads to some changes within the original Thai Yoy traditions including some internal adjustments and the adaptation of some cultural aspects from other societies to apply in the Thai Yoy culture. State agencies as well as local administration and private sector also partake in organizing annual festivals to conserve and promote culture and tourism. Events therefore are hosted grandly with magnificent props including the light and sound systems, as seen from the \"Lai Ruea Fai\" illuminated boat procession event, the Thai Yoy Day, and the Khon Muan Fah event. These events - in which Thai Yoy people pay tributes to their ancestors, tribal history and cultural identity- are fun and attractive to tourists; hence the events generate incomes and serve as the alternatives to promote Thai Yoy culture and identity. คําสาํ คัญ: ชนเผา ไทโยย, ความเชือ่ , วฒั นธรรม Keywords: Thai Yoy People, Believe, Culture ตดิ ตอ นกั วิจัย: กนั ธมิ า เผือกเจริญ (อีเมล [email protected]) Corresponding author: Guntima Phueakchroey (E-mail: [email protected]) บทนาํ การศึกษาลกั ษณะทางชาติพันธุของชนเผา ไทโยยทบ่ี า น สกลนคร จังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนบนเปนแหลง อากาศ อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร อาศัยวิธีการ ทางประวัติศาสตร พบวา ชนเผาไทโยยมีวิธีการปรับตัวและ ชุมชนต้ังแตส มยั กอ นประวัติศาสตรส บื เน่อื งมาจนถงึ ปจ จบุ ัน คงรักษาไวซ่ึงเอกลักษณของกลุมควบคูกันไปในประเด็น ตามตํานานเลาวา สกลนคร หรือที่ในอดีตเรียกวา “เมือง ตางๆ ดงั นี้ หนองหานหลวง” ถูกสรางขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 ยุคท่ี ขอมเรืองอํานาจในดินแดนแถบนี้ ตอมา เม่ือขอมเส่ือม ดานระบบความเชอ่ื ชนเผาไทโยย ยังมคี วามเชอ่ื และนับ อํานาจลง เมืองหนองหานหลวงก็ตกไปอยูใตความปกครอง ถือผี ส่ิงลี้ลับนํามาเกี่ยวขอ งกับการดาํ เนินชีวิต อาชีพ สภาพ ของอาณาจักรลานชาง ท่ีเรียกชื่อเมืองวา “เมืองเชียงใหม สังคมความเปนอยูจึงตองเคารพบูชา พอจ้ําหรือกวานจ้ํา ซ่ึง หนองหาน” หรือ “เมืองสระหลวง” เมื่ออยูภายใตการ มีบทบาทมากในการตดิ ตอ วิญญาณผี ทชี่ นเผาไทโยย ใหค วาม ปกครองของไทยในสมัยรัตนโกสินทรไดเปล่ียนชื่อเปน เคารพและยึดม่ันวาชวยคุมครองปองกันเหตุรายตา งๆได คือ “เมืองสกลทวาป” จนมาถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ ศาลเจาปู หรือหอปูตา ผตี าแฮกหรอื ผไี รผ นี า เปนตน สงิ่ ลลี้ บั พระนั่งเกลา เจา อยูห วั จึงเปล่ียนช่ือจากเมืองสกลทวาป เปน น้ีเหลานี้ จึงทําใหสังคมของชนเผาไทโยยมีประเพณี “เมืองสกลนคร” ในปจจุบัน ซึ่งมีชนเผาหลักดั้งเดิมทั้งหมด กฎเกณฑของสังคมอยางชัดเจนในพิธีกรรมตางๆ สําหรับ 6 ชนเผา ไดแก ชนเผาไทยญอ ชนเผาโซ (ไทโส) ชนเผา ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีบทบาทมากเพราะใน กะเลิง ชนเผาโยย ชนเผาภูไท และชนเผาลาว ถือวามีความ สังคมชนเผาไทโยย สว นใหญนบั ถือศาสนาพุทธ ความศรทั ธา หลากหลายทางวัฒนธรรม อันเปนเอกลักษณบงบอกถึง ที่ มี ต อ ศ า ส น า จึ ง มี วั ด ม า ก ม า ย อ ยู ล ะ แ ว ก ใ ก ล เ คี ย ง กั น ความเปนตัวตนชนเผา พิธีกรรม ความเชื่อในการดํารงชีวิต ประเพณีตางๆ เชน การละเลนกลองเลง เปนชาติพันธุเดียว เปนอัตลักษณแหงภูมิปญญาทางวัฒนธรรมซึ่งบงบอกถึง เทาน้ันท่ีมีการละเลนกลองเลง เพื่อจรรโลงคํ้าจุน ความความแตกตางไปจากผูอื่นทั้งความสัมพันธอยูกับวิถี พระพุทธศาสนามาตั้งแตอดตี จนถึงปจจุบัน นับวาเปนความ ชีวติ ของผคู นแตละกลมุ ต้งั แตเกดิ จนตาย ศรัทธาและสืบทอดไดเ ปนอยางดี ความสนุกสนานชวยสราง การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ที่ 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
463 ค ว า ม ส า มั ค คี ก ล ม เ ก ลี ย ว กั น ไ ด แ ล ะ ไ ด สื บ ท อ ด มีบทบาท เพราะการผลิตเพ่ิมขึ้น การอาศัยแรงงานคนและ พระพุทธศาสนาไปดวย นอกจากนี้ยังมีประเพณีผสมผสาน แรงงานสัตวคงไมสามารถเพ่ิมผลผลิตไดม าก เพราะปจจุบัน ระหวางพุทธศาสนาและความเช่ือในภูตผี เชื่อวาการกระทํา แรงงานในครอบครัวเล็กลง ดานอาชีพของชนเผาไทโยย การไหลเรือไฟทําใหเกิดความรมเย็นสงบสุขและนําสิ่งดๆี มา พบวา จากสภาพสังคมดั้งเดิม การผลิตเพื่อยังชีพได แต สูสังคมได เปนการบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจา ปจจุบันไดเปล่ียนแปลงมาผลิตเพื่อจําหนายตามสภาพ เปนการแสดงความเคารพตอพระแมคงคาท่ีไดใชนํ้าท้ัง เศรษฐกิจในปจจุบัน เชน การทํานา การหาปลา การจักสาน บริโภคและอุปโภค ตลอดจนยงั เปนการขอขมาแมน ํ้าทท่ี ําให การทอผา เปน ตน สกปรก นอกจากน้ียังเปนการสงผีน้ําหรือผีเงือกใหไปสูยังท่ี อยู คือ แมนํ้าโขงตอไป ความคิดความเช่ือดังกลาวนี้จะ พิธีกรรมความเชื่อในการดํารงชีวิตของชนเผา มีความ ผสมผสานจนกลายเปนประเพณีไหลเรือไฟ นับวาเปน โดดเดนเปนหนึ่งรากเหงาทางวัฒนธรรมที่ควรแกศึกษา ประเพณีที่รักษาไวซึ่งวัฒนธรรมมีผลตอความศรัทธาในส่ิง รวบรวมเพ่ือการเรียนรูและถายทอดสูคนรุนหลัง เปนการ เคารพตางๆ แลวผลท่ีสะทอนออกมาในรูปธรรม จะเห็นได สรางทางเช่ือมโยงภูมิปญญาและจิตแหงความผูกพันของ อยางชัดเจนวา ความสามัคคีนํ้าหน่ึงใจเดียวกันของชนเผา บรรพบุรุษ กอใหเกิดความตระหนักถึงรากเหงาและการสืบ ไทโยยตอประเพณีการไหลเรือไฟมีมากมายนับต้ังแตการ ทอดภูมิปญญาของบรรพบุรุษและนํามาใชในการดํารงชีวิต สรางเรือ การประดับตกแตง การแสดงบนเรือเปน ภาพทหี่ าดู ประจําวัน ไดยากมากในสังคมเมือง แตในสังคมชนบทความรักความ ขอบเขตของเรื่อง สามัคคี ความชวยเหลือกันทําใหเห็นความรวมมือความ ขน้ั เตรียมงาน P (Plan) สามัคคีทุกคน ดานการเลือกท่ีอยูอาศัยการต้ังหลักแหลง 1) การประชุมคณะกรรมการดําเนนิ โครงการ บา นเรือน พบวา ชนเผา ไทโยย มกั จะต้ังถิ่นฐานใกลแมน า้ํ และ 2) การประชุมเพ่ือสรางเครือขายการทํางานรวมกับชุมชน ใชแมน้ําเปนเสนทางอพยพมาจากประเทศสาธารณรัฐ ดาํ เนนิ การตามแผนการดําเนนิ งานทวี่ างไว โดย ประชาธิปไตยประชาชนลาว เม่ือมาไดถ่ินฐานใหมก็เลือก ขนั้ ดําเนินงาน D (Do) ทําเลแถบลํานํ้ายาม เน่ืองจากสภาพพ้ืนที่ มีความอุดม การศึกษาและรวบรวมเรื่องเก่ียวกับพิธีกรรมและความเช่ือ สมบูรณทาํ ใหม ีผลตอ การตัง้ ถ่ินฐานของชนเผา ไทโยยในเขตนี้ เร่ืองศาลปูตากับชนเผาไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัด มาก ดงั ปรากฏหลกั ฐานทางประวัติศาสตรการเสด็จทางภาค สกลนคร อสี านของสมเดจ็ พระยาดํารงราชานุภาพ การรกั ษาประเพณี 1) ศึกษาขอมูล/สืบคนขอมูลท่ีเก่ียวของกับชนเผาไทโยย ของชนเผาไทโยยไดถายทอดออกมาในกลมุ มีประเพณตี างๆ อาํ เภออากาศอํานวย จงั หวัดสกลนคร และอนรุ กั ษไวต ลอดมา 2) ลงพ้ืนท่ีสํารวจและรวบรวมขอมูลอําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร เพ่ือสืบคน สัมภาษณและรวบรวมขอมูล นอกจากน้ีเอกลักษณอยางหน่ึงทางชาวชนเผาไทโยยท่ี เก่ียวกบั พธิ กี รรมของชนเผาไทโยย ยังปรากฏอยู คือ ภาษาพูดท่ีลากเสียงยาว คําบางคําไม 3) จัดทําขอมูลดานองคความรูที่ไดมาจากแหลงขอมูล สามารถเขียนเปนตัวหนังสือใหตรงกับสําเนียง ชาวไทโยยใน ตรวจสอบความถูกตอ งและปรบั ปรุงใหส มบรู ณ ปจจุบันยังคงอนุรักษภาษาโยยไดอยางมั่นคง ความ วตั ถุประสงค ภาคภูมิใจของกลุมนี้ คือความศรัทธา เช่ือถือ ในองคพระ 1. เพื่อศึกษาและรวบรวมความเชื่อในเรื่องศาลปูตากับ แกวท่ีประดษิ ฐานท่ีวัดกลางพระแกวถือวาเปนส่ิงบา นคเู มอื ง พิธีกรรมความเช่ือของชนเผาไทโยย อําเภออากาศอํานวย ของชนเผาไทโยย ลักษณะบานเรือนในสมัยแรกๆ จะสราง จงั หวัดสกลนคร แบบบานยกเสาสูง มี 2 จ่ัวคูกัน แตปจจุบันสรางตามแบบ 2. เพ่ือสนองพระราชดําริในโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช ไทยอีสานมีจั่วเดียวมีระเบียงบานเหมือนเดิม สรุปไดวา อันเน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ลักษณะบา นเรอื นแบบดงั้ เดิมดงั กลา วนั้นสามารถสรา งขึ้นมา สยามบรมราชกมุ ารี เพราะเปนครอบครัวใหญ พอแมมีลูกหลายคน แตปจจุบัน รูปแบบการวิจยั รัฐบาลมีการรณรงคใหมีลูก 2 คน ครอบครัวจึงมีขนาดเล็ก รปู แบบการวจิ ัยครง้ั น้ีเปน การวิจัยเชงิ คณุ ภาพ โดยกําหนดวธิ ี ลง สิ่งหน่ึงท่ียังรักษาเอาไว คือเคร่ืองมือเคร่ืองใชยังเปน การศกึ ษา 4 ขน้ั ตอน ดงั น้ี เคร่ืองจักรสาน ไมวาจะเปนของใชใ นครัวเรือนและเคร่อื งมอื จับปลา เครื่องมือทอผาและเคร่ืองมือทํานา เชน ไถ คราด ชนเผา ไทโยย ประดิษฐของจากไมแ ละไมไผ แตปจ จุบนั ความ เจริญกาวหนาทางเทคโนโลยกี ารใชรถไถเดินตามก็จะเขามา การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
464 1. การศึกษาขอมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ในการที่จะใหลูกหลานมีความเช่ือสืบตอกันมา โดยแตเดิม โดยศึกษาและรวบรวมเอกสารงานวิจัยวิทยานิพนธ และ น้ันทราบวาไดรับการสบื ทอดพิธีกรรม การไหวศ าลปูต า และ บทความตางๆ ที่ เกี่ยวขอ งกับการวิจัยในคร้งั น้ี พิธีกรรมตางๆ จากบรรพบุรุษ มีความเหนียวแนนในการ 2. การสัมภาษณ (Interview) เปนการสัมภาษณแบบไมเ ปน ยึดถือปฏิบัติคือในดานความเชื่อเร่ืองพิธีกรรมการไหวศาล ทางการโดยเตรียมแนวคําถามในการสมั ภาษณไวลว งหนา ใช พอสรศักดิ์ ใครบุตร กวานจ้ําประจําศาลปูตา ไดเลาถึง การสมั ภาษณ 2 แบบดงั นี้ ประวัติของศาลเจาปูหรือหอปูตา (ภาษาโยยพื้นบาน เรียก 2.1 การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางโดยเปดกวางไมจํากัด เจาปวู า ปตู าหรอื อปี ูต า) บรรพบรุ ุษของชาวโยยบานอากาศ คําตอบ เพ่ือใหผูถูกสัมภาษณมีอิสระที่จะเลาเรื่องตางๆ นับถือศาสนาพุทธเปนหลัก แตก็ยังมีความเช่ือเรื่องผีสาง ผูวิจัยจะใชแนวคําถามน้ีกับกลุมเปาหมายท่ีเปนชาวโยยใน นางไมและวิญญาณอันศักด์ิสิทธิ์ ท่ีจะใหความคุมครอง พ้ืนท่ี เก่ยี วกับความเชือ่ ในชุมชน วถิ ีชีวติ และอาชพี สัมฤทธ์ิผลใหในส่ิงที่เราตองการและติดตามปกปกรักษาเรา 2.2 การสัมภาษณแบบมีโครงสรางโดยการสัมภาษณแบบ ใหพ น จากภัยทงั้ ปวงไดด วย ประเพณใี นการทําพธิ ีบวงสรวงปู เจาะลึก หรือการสัมภาษณ แบบมีจุดสนใจเฉพาะเปนการ ตามกั ทาํ ในชวงเดอื นพฤษภาคมของทกุ ป ตรงกบั วนั ข้นึ 6 คาํ่ สัมภาษณที่ผูสัมภาษณมีจุดสนใจอยูแลวโดยคําถามจะมุง เดือน 6 ซ่ึงจัดข้ึนในป 2557 เปนปแรก ในงานจะจัดท่ีศาล ประเด็นเกี่ยวกบั ผใู หขอ มลู โดยใหผ ูใหขอมลู เลา เหตุการณ เจาปู อําเภออากาศอํานวย ซ่ึงในตอนเชาจะมีการทําบุญตัก 3. การสังเกต (Observation) เปนวิธีการเก็บรวบรวมขอ มูล บาตร สงขาวปูตา การโสเหลถึงอัตลักษณ ไทโยย หมอลํา โดยผูวิจัยจะเขาไปสังเกตพฤติกรรมตาง ๆ ของผูใหขอมูล กลอน การแขงขันทําอาหาร แขงขันพิณแคน ขบวนแหของ สําคัญ (Key Informants) ในขณะทําการสัมภาษณแบบ แตละวัดโดยยึดตามคําขวัญของอําเภอ งานแสดงแสงสเี สียง เจาะลึก เพื่อแสวงหาความรูหรือขอมูลที่จะใชในการวิจัย เก่ียวกับการตั้งบานอากาศ การรําถวายเจาปู และงานพา โดยตรง แลง ชมดนตรีจากวงโยยสามวัย สรางความร่ืนเริงและเปน 4. การสํารวจชุมชน เปนการสํารวจเฉพาะเจาะจงเพื่อใหได การสืบทอดเร่อื งราว วิถีชีวิต คุณคาของศิลปวัฒนธรรม ของ ขอ มูลชมุ ชนเปา หมายของการศกึ ษา ต้ังแตอ ดีตจนถึงปจ จบุ นั บรรพบุรุษสูรุนลูกหลานโดยใชสื่อ และการสงเสริมจาก ในดานตางๆ เชน การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ คานิยม หนวยงานราชการ เชน เทศบาลอากาศอํานวย ที่เปน การแสดงออก ความเช่อื ในชมุ ชน เจาภาพและสนับสนุนการจัดงานอยางตอเน่ืองมาทุกป ผลการศึกษา เนื่องจากเปนชวงเวลาที่ชาวนาเก็บเกี่ยว เปนชวงเวลาที่ เดินทางสะดวกกอนถึงฤดูฝน ดังท่ีกลาวกัน โดยการ ผูคน จากโครงการสํารวจและรวบรวมพิธีกรรมในการ เตรียมเคร่ืองปรุงอาหารไวใหพรอมประเภท หมู เหลา เปด ดํารงชีวิตของชนเผาในจังหวัดสกลนคร กรณีศึกษา ชนเผา ไก บุหร่ีและของหวานตางๆ อยางไรก็ดีพิธีกรรมดังกลาวใน ไทโยย อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร ไดแบงออกได ปจจุบนั กเ็ ปลย่ี นไปตามกาลเวลา โดยจาํ้ และผูรบั ภาระหนา ที่ เปน 3 ดานคอื จะจัดเครือ่ งเซน พานบายศรี ขันธ ๕ ขันธ ๘ ตามธรรมเนียม 4.1. ประเพณี พธิ กี รรม และความเชอื่ เกย่ี วกับชีวิตเพ่ือสิริ เพ่ือไหวปูตา มีการฟอนบายศรีเพื่อเปนการบวงสรวงโดย มงคล ลูกหลานชาวไทโยย ตอมามีชาวจีนเขามาต้ังบานเรือนและ ทาํ มาคา ขายจึงไดน ํารูปของบรรพบรุ ุษท่ีชาวจีนเคารพนับถือ ชาวไทโยยมีวัฒนธรรมประเพณี เปนเคร่ืองยึด มาประจาํ อยใู นศาลเจาปูดวย เม่ือมีเร่ืองเดอื ดรอนใจก็ไปบน เหนี่ยวในความสมั พันธและความภาคภูมใิ จในทอ งถิ่นของตน บานศาลกลาวขอใหขจัดส่ิงเลวรายเหลานั้น และใหสม มีเอกลักษณสําคัญที่โดดเดน ชัดเจนมากที่สุด คือ การเคารพ ประสงคทุกอยางก็ปรากฏวา สมั ฤทธ์ิผลเปนทีพ่ อใจมาก ชาว ผูอาวุโส เชื่อฟงบรรพบุรุษและมีความเชื่อศรัทธาใน จีนจึงมีความเคารพเชื่อถือพรอมกันน้ันไดรวบรวมเงินสราง หลักธรรมทางศาสนา รักและหวงแหนวัฒนธรรมประเพณี ศาลเจาปูเปนที่อยูใหม มีลักษณะเปนเรือนปูนช้ันเดียว หอง ด้ังเดิมโดยเฉพาะประเพณีเกยี่ วกบั การไหวศ าลปตู า การไหล เดียว แลวกําหนดวันเซนไหว เปนประจําทุกๆ ปไป เปนการ เรือไฟ การละเลนกลองเลง บุญสลากภตั การทาํ บุญแจกขาว ผสมผสานประเพณีใหสอดคลองกับวิถีชีวิตของชุมชนและ แกผูลวงลับ ความเชื่อในพิธีของชาวบานชุมชนชาวไทโยย ท่ี การอยูรวมกัน มีที่พ่ึงทางใจในสิ่งเดียวกัน สรางความรัก ยังคงมีการแสดงออกที่ชัดเจนและมีการสืบทอดกัน จนเปน สามัคคีในชุมชนภายใตกฎเกณฑแหงความศรัทธาเปน งานประจําป คือมีความเช่ือและศรทั ธาในศาลปตู า และจาก แนวทาง ความเช่ือในการบูชาปูตาน้ันไมไดขัดแยงกับหลัก ส่ิงเรนลับท่ีมีอํานาจเหนือธรรมชาติ ในทุกดานของการ ของศาสนาแตอยางใด กลับถูกผสานกลมกลืนไปดวยกัน ดํารงชีวิต ต้ังแตเกิดจนตาย จากการสัมภาษณชาวบานใน เพราะหลังจากที่ไปวัดทําบุญประกอบกิจทางศาสนาแลว ก็ ชุมชนไทโยย บานอากาศ ชาวไทโยยมีความเชื่อและมีกลวิธี การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
465 จะพากันมาทําบุญตอที่ศาลปูตา เพื่อเปนการแสดงความ พบวาภาคอีสานมีช่ือเรียกประเภทของอาหารจํานวน 25 กตัญูตอบรรพบุรุษ หลายคร้ังท่ีพอจํ้าหรือพระสงฆตางมา ประเภท ภาคใตมีจํานวน 11 ประเภท คนอีสานใหความ ปฏิบัติกิจกรรมดวยกัน โดยมีพอจํ้าเปนสื่อและพระสงฆเปน สําคัญกับวิธีการประกอบอาหาร จึงมีชื่อวิธีการประกอบ ผูน าํ เชอ่ื มโยงคนในชมุ ชนและสรางความสามัคคใี นชุมชน อาหารปรากฏหนาวัตถุดิบ สวนภาคใตใหความสําคัญกับ 4.2.ประเพณีและความเช่ือเกยี่ วกบั อาหารการกิน วัตถุดิบประกอบอาหาร โดยชื่ออาหารสวนใหญจะบอก วัตถุดิบในการประกอบอาหารกอนวิธีการประกอบอาหาร ชนิดของอาหารที่นิยมรับประทานของชาวไทโยยใน และสอดคลองกับงานวิจัยของ จารุวรรณ ธรรมวัตร และ ปจจุบัน จากการสํารวจพบวาประเภทและชนดิ ของอาหารที่ คณะ (2540) ท่ีพบวาปจจัยท่ีทําใหการบริโภคของคนใน กลุมตัวอยางนิยมรับประทาน นิยมรับประทานท้ังหมด 53 ชุมชนเมืองเปล่ียนแปลงประการท่ีสองคือการแพรกระจาย ชนดิ สามารถแบง เปน ประเภทได 11 ประเภท ดงั น้ี ประเภท ข อ ง อ า ห า ร สํ า เ ร็ จ รู ป แ ล ะ เ ค ร่ื อ ง บ ริ โ ภ ค ช นิ ด ใ ห ม จ า ก ตม อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ ตมปลาใสมะเขือ สวนกลางจากตางประเทศและถ่ินอื่นๆ โดยมีส่ือโทรทัศน เครือ ประเภทแกง อาหารท่ีไดรับความนิยมมากท่ีสุด คือ และสื่อวิทยุกระตุนใหเกิดแรงจูงใจในการบริโภค ประการที่ แกงหนอไม ประเภทลาบ กอย ซา แซ อาหารที่ไดรับความ สามคือการอพยพไปประกอบอาชีพชั่วคราวในเขตเมอื งและ นยิ มมากท่ีสดุ คือ ลาบเทาใสห อย ประเภทตํา อาหารท่ีไดร บั เขตอุตสาหกรรมของชาวอีสานวัยแรงงาน เกิดการเอาอยาง ความนิยมมากท่ีสุด คือ ตํารากบัว ประเภทน้ําพริก แจว การบริโภคแบบชาวเมอื ง นอกจากนี้ชาวไทยถ่ินอื่นไดอ พยพ อาหารท่ีไดรับความนิยมมากท่ีสุดคือ แจวปลาราใสมะเขือ มาประกอบอาชีพในภาคอีสานทําใหเกิดการแลกเปล่ียน เครือ ประเภททอด ผัด อาหารที่ไดรับความนิยมมากท่ีสุด วัฒนธรรมการบริโภค สวนลักษณะเฉพาะถ่ินในการบริโภค คือ ทอดไขใสจ้ิงหรีด ประเภทน่ึง อาหารที่ไดรับความนิยม ของชาวอีสานน้ัน ประการที่หน่ึงการบริโภคมีบทบาททาง มากที่สุด คือ มอกกะปู ประเภทหมก ปง ยาง ขาวจี่เกลือ สังคมเปนกิจกรรมที่แสดงความสัมพันธระหวางคนกับคน ไดรับความนิยมสงู สุด ประเภทออม อู ออมเน่ียวเปนอาหาร คนกับผีและคนกับพระ โดยแสดงออกในพฤติกรรมการ ท่ีไดรับความนิยมมากที่สุด ประเภทยํา ซุป ซุปมะเขือเปน บริโภคในโอกาสพิเศษตามประเพณี พิธีกรรมและงานมงคล อาหารท่ีไดรับความนิยมสูงสุด และ ประเภทอ่ืนๆ เชนการ นอกจากน้ีส่งิ ที่นํามาบรโิ ภคในปจจุบนั เปนสญั ลกั ษณท ่ีแสดง รับประทานสดหรือการถนอมอาหาร หมอนอยใสปลาแหง สถานภาพทางสงั คมของผูบรโิ ภคและเจาภาพผทู ําใหเกดิ การ เปนอาหารที่ไดรับความนิยมมากที่สุดอีกประเภทหนึ่งของ บริโภคในโอกาสพิเศษ จากการสํารวจอาหารและวิธีการ ชาวไทโยย ในชวงเทศกาลหรืองานประเพณนี ัน้ ชาวไทยโยย ทําอาหารจะเห็นไดวาอาหารพื้นบานสวนใหญประกอบไป มักจะมารวมกนั ทําอาหารประเภทตางๆ โดยยงั คง อัตลักษณ ดวยพืชผักหรือสมุนไพรท่ีมีประโยชนและมีคุณคาทาง ของอาหารตามความเชื่อของลักษณะงาน เชน ไมทําอาหาร โภชนาการสงู จงึ สามารถจัดเปน อาหารเพ่ือสุขภาพและนํามา เปนลักษณะเสนในงานศพเพราะจะมีความเช่ือวาจะมีการ เปนแนวทางในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนได โดยการ ตายเกดิ ข้นึ อีก หรือการทําอาหารขาวแดกงา หรือการนาํ ขา ว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เพ่ือเปนอีก มาบดผสมกับงาค่วั ในชว งเทศกาลงานปใหม หรือหลังฤดูการ ทางเลือกหน่งึ ในการดูแลสุขภาพของคนในปจจุบันโดยรักษา เก็บเกี่ยว จากการศึกษาเห็นไดวาชื่ออาหารสวนมากใช ภูมิปญญาตลอดจนวัฒนธรรมที่ดงี ามดานการกินอยูของชาว วิธีการปรุงอาหารนําหนาชื่อวัตถุดิบ นอกจากนี้อาหาร ไทโยยตามแบบวิถธี รรมชาติ พื้นบานของชาวไทโยยยังแสดงใหเห็นถึงวัฒนธรรมและ 4.3. ประเพณีพิธีกรรม และความเชื่อตามเทศกาล หรือ ความเชื่อของคนในชุมชนในสมัยกอน เชน มอกกะปูเปน ประเพณี 12 เดือน สิ่งจําเปนสําหรับพิธีทําขวัญขาว ตามความเชื่อของคน โบราณ เปน กุศโลบายเพื่อขมขวัญปูนาไมใหมากัดกินตน จารีตประเพณี ประเพณี หมายถึง ขอบังคับหรือเกณฑ ขาว หรือขาวแดกงาในอดีตนิยมทําตอนรับแขกที่มาเยี่ยม ในการปฏิบัติท่ีหมูชนประพฤติ และจดจําทํากันมานาน ถา บานหรือมีการรวมญาติ แตในปจจุบันทําในงานบุญวัด ใครฝาฝนไมปฏิบัติถือวาผิดศีลธรรมไมมีใครยอมคบหา ประเพณีตางๆ และเดือน 12 ขาวออกใหม แมวาอาหาร สมาคม ฮีตสิบสองเปนประเพณีที่คนทุกคนกลุมชาติพันธุ พน้ื บา นในปจจบุ ันจะไดรับวฒั นธรรมท่เี ปลี่ยนไปตามยคุ สมัย นิยมปฏิบัติสืบทอดตอกันมา ชาวไทโยยบานอากาศก็ เขามา ไมวาจะเปนอิทธิพลของอาหารสําเร็จรูป วัฒนธรรม เชนเดียวกัน ชาวไทโยยเปนหมูบานท่ีอยูรวมกันเปนกลุม การบริโภคจากตา งประเทศ ที่เขามามีอิทธิพลกับการดาํ เนนิ และจะมีขนบธรรมเนียมรวมกันจึงมีการรวมกันทํากิจกรรม ชีวิตของคนในปจจุบัน ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของรัตนา ตางๆ ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธกันในชุมชน แตละ จันทรเทาว และเชดิ ชัย อดุ มพันธ (2560) ไดศ กึ ษาชอ่ื อาหาร ประเพณกี จ็ ะตอ งมีการชวยกันเตรยี มงานพธิ ี แสดงใหเห็นถึง ทอ งถ่นิ อีสานและภาคใตในมุมมองดา นอรรถศาสตรชาตพิ นั ธุ ความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน และประเพณีที่เกี่ยวของ การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
466 กับชุมชนชาวไทโยย ไดแก ฮีตสิบสองเปนจารีตประเพณีท่ี อยางหนึ่งของชาวไทโยยบานอากาศที่มีความเชื่อเรื่อง คนในกลุมไดรวมชุมนุมกันทําบุญเปนประจําทุกๆ เดือนใน โ ห ร า ศ า ส ต ร ห รื อ ค ว า ม เ ชื่ อ ที่ บ ร ร พ บุ รุ ษ มี ค ว า ม ผู ก พั น รอบป คือ เดือนอายทําบุญขาวกรรม เดือนยี่ทําบุญคูณลาน กําหนดใหคนรุนหลังสืบทอดกันมาจากขอมูลท่ีไดพบวาชาว เดือนสามบุญขาวจ่ี เดือนสี่บุญพระเวส เดือนบุญสงกรานต ไทโยยสวนหน่ึงไมนิยมสะเดาะเคราะหเพราะหาเจาพิธียาก เดือนหกบุญบั่งไฟ เดือนเจ็ดบญุ เล้ียงอารกั ษหลกั เมือง เดือน ตองไปหาจากหมูบานอ่ืน แตอีกสวนหน่ึงยังทําสะเดาะ แปดบญุ เขาพรรษา เดอื นเกาบุญขา วประดับดิน เดอื นสิบบญุ เคราะหซ่ึงจะทําเพราะเจบ็ ปวย มีลางราย หรือฝนโชคชะตา ขาวสาก เดือนสิบเอ็ดบุญออกพรรษา และเดือนสิบสองบุญ เปนเร่ืองของความเช่ือ เชื่อวาการจะมั่งมีหรือยากจนขึ้นอยู กฐิน ชาวไทโยยมีการปฏิบัติดว ยความเชื่อฮีตสิบสองคองสบิ กับความขยันหรือเกียจคราน ไมใชโชควาสนาที่เปน สนี่ ีเ้ ปน จารีตประเพณีทกุ ครอบครวั ผลทเ่ี กดิ ขนึ้ คือ ทุกๆ คน ตวั กาํ หนด ชาวไทโยยมคี วามเช่อื ในเร่ืองโชคชะตาวา สามารถ จะไดเขาวัดใกลกบั หลกั ธรรมของพุทธศาสนา และทําใหเกดิ เสริมความขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงานตางๆ การรูจักคุนเคยสามัคคีกัน และเมื่อวางจากงานอาชีพทุกคน ใหมีฐานะดีได ฤกษยาม ในการประกอบกิจกรรมตางๆ ของ จะเสียสละทํางานเพื่อสวนรวม ปจจุบันการจัดกิจกรรมใน ชาวไทโยย จะมขี ั้นตอนพิธีกรรมเขา มาเกย่ี วของ ต้งั แตก ารหา ฮีตสิบสองสวนใหญจะจัดเพื่อเทศกาลเทาน้ัน และปจจุบัน ฤกษยาม การบนบาน การสวดมนตทําบุญเลี้ยงพระในการ สังคมสมัยใหมไดแพรเขาสูหมูบาน ทําใหประเพณีเกาๆ เริ่ม แตงงาน การสรางบานใหม ชวยใหเกิดความขลัง ความ เสื่อมไป เพราะคนในสังคมมุง เนน ในเรื่องของการดาํ เนินชีวิต ศักด์ิสิทธ์ิ ความนาเล่ือมใส สามารถปลุกศรัทธาใหเกิดใน การทํามาหากินตามระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ประเพณี จิตใจผูกระทาํ ครอบครัว และผูพบเห็นภูตผี ชาวไทโยย บาน เกี่ยวกับวิถีชีวิตซึ่งเปนประเพณีของชาวไทโยยบานอากาศ อากาศมีความเช่ือวาผีมีจริง จากขอมูลที่ไดพบวา ผีท่ี เริ่มจากประเพณีการเกิดท่ีมีการผูกแขน การบวชที่มีการ ชาวบานไทโยยนับถือ ไดแก ผีบรรพบุรุษ เปนผีประจํา ทําบุญ การแตงงานที่มีพิธีบายศรี และการตายท่ีมีการสวด ตระกูล หมายถึง ผีปูยา ตา ยาย ท่ีคอยดูแลรักษาลูกหลาน ทําบุญแผสวนกุศลแลวฝง หรือเผาเก็บกระดูก จากขอมลู ท่ีได ในครอบครัว และผีเรือน เปนผีประจําครอบครวั สวนผีแฮก พบวา ทุกๆ ประเพณีดังกลาวมีการปฏิบัติตอกันมาถึง เปนผีดูแลไรนาไมใหเสยี หายจากภยั พิบัติตางๆ และใหไดผ ล ปจจุบัน เพราะสวนใหญทําตามประเพณี สวนหนึ่งทําแลว ผลิตมากๆ ชาวไทโยยบานอากาศทําพิธีเซนสรวงหรือเลีย้ งผี สบายใจ และอีกสวนหนึ่งทําเพื่อความเปนศิริมงคลตอชีวิต เหลา น้เี สมอโดยเฉพาะผีตาแฮกเพราะถอื วา จะอาํ นวยผลดใี น ความเช่ือ หมายถึง การยอมรับอันเกิดในจิตสํานึกมนุษยตอ การทํานา เซนสรวงผีบรรพบุรุษ เมื่ออยูดีกินดีมีความอุดม พลังอํานาจเหนือธรรมชาติท่ีเปนผลดีหรือผลรายตอมนุษย สมบูรณก็ไปวัดอุทิศสวนกุศลให ดังน้ันไมวาชาวไทโยยบาน หรือสังคมน้ันๆ แมวาพลังอํานาจเหนือธรรมชาติจะไม อากาศจะทํากิจกรรมใด จะไปไหนมาไหน ก็มีความสุขกาย สามารถพิสูจนไดวาเปนของแทจริง แตมนุษยในสังคมหนึ่ง สุขใจ จะมีการเซนสรวงผีทุกครั้ง และจะไมประพฤติปฏิบัติ ยอมรับและใหความเคารพเกรงกลัว ดังนั้นความเช่ือจึงเปน ในสิ่งท่ีเรียกวาการผิดผี ซึ่งเปนเร่ืองท่ีไมสามารถมองเห็น ฐานที่กระทําสิ่งตางๆ รวมท้ังความเชื่อในสิ่งศักด์ิสิทธ์ิท่ีเชื่อ การผิดผีอาจเกิดข้ึนไดจากการรูเทาไมถึงการณ ความคึก วาจะบันดาลความสุขไดหรือหากทําใหสิ่งศักด์ิสิทธิ์หรือผี คะนอง หรือการผิดประเพณีอยางใดอยางหนึ่ง ประเพณี บรรพบุรุษใหไมพอใจก็จะนําความทุกขยากลําบากมาให จึง เดือน 3 ออกใหม 3 คํ่า (เดือน 3 ข้ึน 3 คํ่า) หรือประมาณ มีพิธีเซนสรวงสักการบูชาบอยๆ เขาก็ปลูกฝง ความเชื่อใหล กึ เดือนกุมภาพันธถือวาเปนประเพณีวันข้ึนปใหมของชาวโยย ลงไปในจิตสํานึกจนไมสามารถถายถอนได ชาวไทโยยบาน อากาศอํานวย เปนวันศิริมงคล ดังคํากลาวท่ีวา “วันหมาก อากาศก็เชนเดียวกันกับชนกลุมอ่ืนๆ ที่ถูกปลูกฝงความเชื่อ ขามปอ มสุกหวาน แมมานทอ งแวบ ครกปง ใบ หวั จะไคออก ในเรื่องตางๆ สืบทอดกันมา ไดแก ขวัญ ชาวบานสวนใหญม ี ดอก” ถือเปน วันท่ขี วัญของสรรพส่ิงตางๆ แข็งแกรงทีส่ ดุ ความเชื่อสิ่งตางๆ ยอมมีขวัญท้ังน้ันไมวาจะเปน คน สัตว สรุปผล สิ่งของ และขวัญที่เปนสิ่งของที่มองไมเห็นคลายๆ วิญญาณ สงิ สถติ อยกู ับส่งิ ตา งๆ เชอ่ื กันวา ถาขวัญอยูกบั เนอื้ กับตัวยอม จากการศึกษาน้ัน ชาวไทโยยท่ียังคงอาศัยอยูในบาน ทําใหปราศจากโรคภยั ไขเจ็บ ดังน้ันจึงมีพิธีทําขวัญหรือเรียก อากาศ อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร ตางยังคง ขวัญ การทําขวัญมีหลายประเภท คือ ทําขวัญคน ทําขวัญ อนุรักษและยังคงอัตลักษณของความเปนชนชาวโยย เชน ขาว และทําขวัญควาย ซึ่งนิยมทําในฤดูทํานาสองประเภท ภาษาพูด อาหารการกิน ประเพณีทางศาสนาและความเช่ือ หลังน้ีทําตามประเพณีเพื่อความเปนศิริมงคล สวนการทํา สวนทองถิ่นเองน้ันกใ็ หความคุมครองภูมิปญญาทอ งถิ่น และ ขวัญขาวคนนั้นจะนิยมทําเม่ือเกิดเหตุราย เชน ไดรับ สรางความรวมมือกับเจาของภูมิปญญาทองถิ่นดวยกันเพ่ือ อุบัติเหตุตางๆ สะเดาะเคราะหห รือแตงแก เปนความเชื่ออกี คุมครองภูมิปญญาทองถิ่นใหชัดเจนและเปนเอกภาพ อันจะ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. คร้ังท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
467 เปนการสรางที่ตองการเขาถึงและใชประโยชนใหเห็นถึง คาํ ขอบคณุ ความสําคัญและเคารพตอสิทธิแหงภูมิปญญาทองถ่ิน และมี โครงการวิจัยน้ีไดร ับการสนับสนุนจากโครงการอนรุ กั ษ การสงเสริมคนควาวิจัยศึกษาและเก็บรวบรวมขอมูลภูมิ ปญญาของทองถ่ิน มุงศึกษาใหรูความเปนมาในอดีต และ พันธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชดาํ รฯิ ผูวจิ ัยขอขอบคุณ สภาพการณในปจจุบัน เพ่ือหาทางอนุรักษ สืบสานและสืบ มา ณ ที่นด้ี วย ทอดตอไปไมใหสูญหาย โดยการสรางและปลุกจิตสํานึกให เอกสารอา งองิ คนในทองถิ่นตระหนักถึงคุณคาและความสําคัญของภูมิ จารุวรรณ ธรรมวัตร และคณะ (2540) การเผยแพรแ นวคดิ ปญญาทองถ่ิน การสงเสริมสนับสนุนกิจกรรมตามประเพณี และวัฒนธรรมตางๆ สรางจิตสํานึกของความเปนคนทองถ่ิน นิยามความม่นั คงทางอาหารของชมุ ชนทอ งถิ่นอสี าน น้ันๆ ซึ่งตองรวมกันอนุรักษภูมิปญญาที่เปนเอกลักษณของ นิสติ ช้นั ปท ่ี 5 โปรแกรมวชิ าสงั คมศกึ ษาคณะ, 2553 ครุ ทองถิ่น รวมทั้งสนับสนุนใหมีพิพิธภัณฑทองถิ่นรวบรวม เร่ืองราวประวัติศาสตรของชาวไทโยย แสดงสภาพชีวิตและ ศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั บานสมเดจ็ เจา พระยา ความเปนมาของชุมชน รวมถึงการฟนฟู โดยการเลือกสรร งานวิจยั เรือ่ งการศึกษาสาํ รวจชมุ ชนกะเหรยี่ ง บานหว ย ภูมิปญญาท่ีกําลังสูญหาย หรือท่ีสูญหายไปแลวมาทําใหมี นํ้าหนัก อําเภอสวนผงึ้ จังหวัดราชบุรี คุณคาและมีความสําคัญตอการดําเนินชีวิตในทองถิ่น ธวัช ปณุ โณทก, 2521 ไดทําการศึกษาประวัติศาสตรแ ละ โดยเฉพาะการละเลนกลองเลง ซ่ึงเปนพื้นฐานทางคานิยม วรรณกรรมอีสาน จําลอง ทองด,ี 2529ไดถ า ยทอด ทางดนตรีมีการพัฒนา มีความคิดริเร่ิมสรางสรรคและ ความรสู กึ นึกคดิ ออกมาเปน ตัวหนงั สอื โดยเขยี นความ ปรับปรุงภูมิไดเ หมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชนในการ ทรงจาํ ชาวมอญเปรียบเสมือนหงสท ีพ่ ลัดพราก จากรัง ดําเนินชีวิตประจําวัน โดยใชภูมิปญญาเปนพื้นฐานในการ โดยไดม าอยพู ่ึงพิงที่ประเทศไทย เปน ความทรงจาํ ท่ี รวมกลุมการพัฒนาอาชีพการทอผาการแปรรูปอาหารและ ระลกึ ได ถึงชาตติ ระกูลและยังมีหวงั ที่จะกูชาตกิ ลับคืน นําความรูดา นวิทยาศาสตร และเทคโนโลยมี าชวยตอยอดใช ดังเชน เหมอื นหงสบนิ กลบั รัง ในทนี่ ้กี ลาวถึงประวตั ิและ ในการผลิต การตลาด และการบรหิ าร ตลอดจนการปองกนั วัฒนธรรมตา งๆ ของมอญท่ปี รากฏตามหลกั ฐาน และอนุรักษส่ิงแวดลอม และท่ีสําคัญท่ีสุดคือการถายทอด รตั นา จันทรเ ทาว และเชดิ ชยั อดุ มพันธ, 2560. ช่อื อาหาร โดยการนําภูมิปญญาท่ีผานมาเลือกสรร กล่ันกรองดวยเหตุ ทองถ่นิ อสี านและภาคใตใ นมุมมองดานอรรถศาสตร และผลอยางรอบคอบและรอบดาน มีการถายทอดใหคนใน ชาตพิ นั ธุ สังคมไดรับรู เกิดความเขาใจถึงคุณคา คุณประโยชนของภมู ิ พระมหาสรุ ะเวช วชโิ ร (เกชิต), 2553 ศกึ ษาวรรณกรรม ปญญาทองถ่ิน โดยผานสถาบันครอบครัวสถาบันการศึกษา พ้นื บานอสี าน และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมตางๆ มีการเผยแพร พรศกั ด์ิ พรหมแกว, 2540. ไดใ หค วามหมายและลักษณะ แลกเปล่ียน ศึกษาดูงาน สงเสริมและสนับสนุนใหเกิดการ ของการละเลนพน้ื บาน ทที รรศนวฒั นธรรม : รวม เผยแพรและแลกเปลี่ยนภูมิปญญาและวัฒนธรรมอยาง บทความทางวชิ าการวฒั นธรรมศกึ ษา/สถาบันทกั ษิณ กวางขวาง จัดใหมีการเผยแพรภูมิปญญาทองถิ่นตางๆ ดวย คดี ส่ือและวิธีการตางๆ มีการเสริมสรางปราชญทองถิ่น การ พมิ พเ พ็ญแข วรรณปา น, 2549. การศกึ ษาความเชือ่ เร่ืองพิธี สงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบาน ผู กรรมการรําผีของชาวมอญ : กรณศี ึกษาชมุ ชนมอญบาง ดําเนินงานใหมีโอกาสแสดงศักยภาพดานภูมิปญญา ดาน กระดี่ ความรูความสามารถอยางเต็มที่ โดยนอกจากจะใหมีการยก สมศักดิ์ ศรีสนั ตสิ ขุ และคณะ, 2538. ไดทาํ การศึกษาเรือ่ ง ยองประกาศเกียรติคุณในลักษณะตางๆ แลว หนวยงาน การเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกจิ การเมือง สงั คม และ ทอ งถนิ่ ยงั จะสนบั สนนุ ใหมีระบบคา ตอบแทนที่เหมาะสมเพือ่ วฒั นธรรม ในชุมชนบานเยอ บานไทยดาํ และบานไทย ยกระดับความเปนอยูของผูทําหนาที่สืบสานภูมิปญญา สมชาย จะยอ (จะคะแต), 2551. ไดศกึ ษาการสงั เคราะหภมู ิ ทองถ่ินใหดีขึ้น และส่ิงเหลานี้จะเปนแรงผลักดัน กระตุน ปญญา ความรขู องชุมชนการอนรุ กั ษวฒั นธรรมและ สงเสริม และมุงม่ันเพื่อการอนุรักษ สืบทอดภูมิปญญาท่ี ฟนฟทู รพั ยากรธรรมชาตขิ องชนเผาลาหแู ชแล บาน ยิ่งใหญ ทรงคุณคา และเปนประวัตศิ าสตรชาตพิ ันธุท่ีควรให หว ยนํ้ารนิ ตาํ บลแมเ จดียใหม อาํ เภอเวยี งปาเปา ลูกหลาน ไดรับรูและสรางความรัก ที่มีจิตแหงการรวมรักษ จังหวดั เชียงราย ชนเผา ไทโยย บา นอากาศสบื ไป สุจรติ ลักษณ ดผี ดุง,พรทพิ ย อุศภุ รตั น และประภาศรี ดํา สอาด, 2542 .ไดแ บงประเพณีท่เี กย่ี วกบั ชวี ิตออกและ ประเพณีของชมุ ชนศกึ ษา การประชมุ วิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครัง้ ท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
468 อมรา พงศาพิชญ, 2537. ศึกษาวัฒนธรรมในลักษณะความ สพสันติ์ เพชรคํา, 2555. ศึกษากลุมชาติพันธุภูไท อําเภอ เช่ือ หมายถงึ ความเชื่อทางศาสนาหรอื ความเช่อื ในส่ิงที่ วาริชภมู ิ จงั หวัดสกลนคร มีอํานาจเหนือมนุษย สงั คมทุกสงั คมมคี วามเช่อื ในสงิ่ ที่ มอี ํานาจเหนอื มนษุ ยไ มร ปู แบบใดก็รูปแบบหนง่ึ การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งท่ี 9 “ทรพั ยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
469 การรวบรวมขอมูลภูมปิ ญญากลุมชาตพิ นั ธุเ พื่อการอนรุ กั ษแ ละใชป ระโยชนย างนาตามภูมิปญญาอสี าน DATA COLLECTION OF ETHNIC GROUP’ WISDOM FOR CONSERVATION AND UTILIZATION OF GURJAN IN ISAN ชญั ญรินทร สมพร1*, สุทธิรา เซดลัค2 และ ขวัญชนก อําภา1 Chanyarin Somporn1*, Sutthira Sedlak2 and Khwanchanok Ampha1 1ภาควิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี คณะศิลปศาสตรและวิทยาศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฎรอ ยเอด็ อาํ เภอเสลภมู ิ จงั หวดั รอยเอด็ 45120 2หนวยวจิ ัยความหลากหลายทางชีวภาพและการอนรุ ักษ สถาบันวจิ ัยวลยั รุกขเวช มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม อ. กนั ทรวชิ ยั จ. มหาสารคาม 44150 1Department of Science and Technology, Faculty of Liberty and Science, Rajabhat Roi Et University 45120 2Research Unit of Biodiversity and Conservation, Walai Rukhavej Botanical Research Institute, Mahasarakham University, Kantarawichai District, Maha Sarakham 44150 บทคัดยอ การรวบรวมขอมูลภูมิปญญากลุมชาติพันธุเพ่ือการอนุรักษและใชประโยชนยางนาตามภูมิปญญาอีสานของกลุมชาติพันธุไท- ลาว และผูไทในจังหวัดรอยเอ็ด และจังหวัดยโสธร ระหวางเดือนพฤศจิกายน 2559 – มกราคม 2561 มีวัตถุประสงคเพ่ือ ศึกษาสํารวจและจัดทําฐานขอมูลภูมิปญญาทองถิ่น (มุขปาฐะ) ยางนาในพื้นท่ี จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร และเก็บ ขอมูลการใชประโยชน ภูมิปญญาทองถ่ินของยางนา โดยเปรียบเทียบความแตกตางขององคความรูระหวาง 2 กลุมชาติพันธุ โดยสัมภาษณผูใชประโยชน จํานวนทั้งหมด 60 คน แบงเปนกลุมชาติพันธุไท-ลาว จํานวน 40 คน และ กลุมชาติพันธุผูไท จํานวน 20 คน โดยใชแบบสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง พบวากลุมชาติพันธุไท-ลาวและชาติพันธุผูไ ท ในพื้นที่จังหวัดรอยเอ็ด และยโสธร มีการใชป ระโยชนย างนาโดยใชน้าํ มนั จากตน ยางทําขกี้ ะบอง (ขีไ้ ตจ ดุ ไฟ) และใชป ระโยชนทางสมุนไพรโดยใชน ้าํ มนั จากตนใสแผล รักษาโรคเร้ือน หนองใน และใชน้ํามันยางผสมกับเมล็ดกุยชาย (Allium tuberosum Rottler ex Spreng.) อุดฟนรักษาฟนผุ สวนเปลือกตนยางนาํ มาตมน้าํ ดืม่ เปนยาบาํ รงุ รา งกาย ฟอกเลือด บํารุงโลหิต แกตับอักเสบ และใชทาถนู วด ขณะรอน ๆ เปนยาแกปวด ดวยองคความรูหรือภูมิปญญาท่ีสอดแทรกมากับวัฒนธรรมความเปนอยูของชาติพันธุสงผลทําให วิธีการใชประโยชนข องยางนาของทัง้ กลมุ ชาติพันธุไท-ลาว และผูไทในจงั หวดั รอ ยเอด็ และจังหวัดยโสธรคลายคลึงกนั Abstract The major objective of this research was to collect data on conservation and utilization of Gurjan based on Isan wisdom of Tai-Lao ethnic groups and Phu Tai tribes in Roi Et and Yasothon Provinces. The research was taken place between November 2016 and January 2018. The data collection was aimed at exploring and building a database of the local wisdom (in form of oral literature) on conservation and utilization of Gurjan in the two provinces. Wisdom of the two tribes were studied and compared. The target informants were 60 members of the two ethnic groups; 40 Tai-Lao tribesmen and 20 Phu Tai tribesmen. These informants truly utilize Gurjan for various purposes. A constructed semi-structured interview was conducted to collect the data. The findings revealed that the Tai-Lao and Phu Tai groups in Roi Et and Yasothon Provinces use Gurjan for various purposes. They use the latex to make torches to kindle for household purposes. The latex itself is used as an herb to put on ulcers and to relieve leprosy and gonorrhea. Also, the latex mixed with Allium tuberosum Rottler ex Spreng. seeds is used to fill decayed teeth. The Gurjan bark moreover is boiled to use as medication for body nourishment, blood purifying and nourishment, and hepatitis remedy. The heated bark can be used for body massage to relieve pain. It could be concluded that the two bodies of knowledge or wisdom were inserted in their living cultures. As a result, there were similarities in the application of Gurjan between the two tribes. คาํ สาํ คญั : การอนรุ กั ษแ ละใชประโยชน, ยางนา, ภมู ิปญ ญาทองถิน่ , อีสาน Keywords: conservation and utilization, Gurjan, Isan wisdom, Isan การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครง้ั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
470 *ตดิ ตอนักวจิ ัย: ชญั ญรินทร สมพร (อเี มล [email protected]) *Corresponding author: Chanyarin Somporn (E-mail: [email protected]) บทนํา พื้นที่การปลูกยางนาใหแพรหลายตอไป รวมถึงการท่ีจะได การถายทอดความรูโดยภูมปิ ญ ญาจาก รนุ ปู รนุ ยา มาสู ถายทอดความรูใหแกคนรุนตอไปดวย ดังน้ันการศึกษาวิจัย ครั้งน้ีจะกอใหเกิดประโยชนอยา งยิ่งตอประชาชนในเขตภาค พอ แม มาสรู ุนลกู และทาํ การคนควาเรยี นรูบนั ทกึ ไวเปนองค อีสานที่จะไดทราบถึงการใชประโยชนทางดานภูมิปญญา ความรูเปนรูปแบบหนังสือการพัฒนาความรูในเรื่องการทํา ทองถ่ินในแตละกลุมชาติพันธุในเขตภาคอีสานและยัง กระบอง การใชป ระโยชนจากตนยางนา นอกจากเน้อื ไมแลว สามารถเพิ่มจํานวนพืชในธรรมชาติเพื่อชวยในการรักษา นั้น นํ้ามันยางเปนของปาที่สําคัญที่คนไทยเรารูจักนํามาใช สภาวะแวดลอมได งานวิจัยน้ีเปนงานสนองพระราชดําริใน ตง้ั แตค รั้งโบราณ และใชม าอยา งยาวนานจวบจนปจ จุบนั ซึง่ โครงการอนรุ กั ษพ ันธุกรรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดํารฯิ ประโยชนของน้ํามันยางมีมากมาย ไมวาใชเปนเชื้อเพลิง ใช อุปกรณและวธิ ีการทดลอง เปน “ข้ีไต” หรือ คบไฟ ภาคอีสานเรียกวา “ข้ีกระบอง” นอกจากนี้ยงั ใชอดุ ชันเรอื ขดุ ตลอดจนเปนสวนผสมในนาํ้ ยาง การรวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา รักสําหรับทําเครื่องรัก ซ่ึงการทําเคร่ืองรักนั้นมีมาอยาง ทองถ่ิน การสํารวจและรวบรวมภูมิปญญาทองถ่ิน ใชการ ยาวนาน การขับหลงั่ (exuding) หลังจากการเจาะและจดุ ไฟ คนหาผูรูเกี่ยวกับภูมิปญญาทองถิ่นของคณะทํางานโดยใช กระตุน ไดมาจากพรรณไมสกุลยาง (Dipterocarpus) ซึ่งใน Snowball sampling ซง่ึ เปนเทคนคิ ในการคน หาผรู โู ดยการ บานเรามีอยูหลายชนิดที่ชาวบานเจาะนํ้ามันยางมาใช แนะนําจากผูรู ขอมูลพื้นที่ดําเนินงาน 2 พื้นท่ี ตามกลุมชาติ นอกจากตนยางนา (Dipterocarpus alatus) ท่ีพบไดทั่ว พนั ธทุ ป่ี รากฏในภาคอีสาน ป ร ะ เ ทศแ ลวยั งมี ยางมัน หมู ( D. kerrii) แ ล ะ ยู ง ( D. grandiflorus) พบเฉพาะในภาคใต พลวง (D. tubercu- 1. ไทยอีสานหรอื ไทลาวและกลุมผูไทในจังหวดั ยโสธร latus) และกราด (D. intricatus) พบในภาคเหนือและอีสาน 2. ไทยอีสานหรอื ไทลาวและกลมุ ผูไ ทในจังหวดั รอ ยเอด็ ยางแดง (D. turbinatus) และยางปาย (D. costatus) พบ วธิ กี ารดาํ เนนิ งาน ไดท่ัวประเทศ เปนตน ภูมิปญญาการเจาะน้ํามันยางน้ัน มี 1. ประสานงานกับพ้ืนท่ีเปาหมายเพื่อรวบรวมขอมูลใช กรรมวิธีท่ีเริ่มจากการเจาะลําตนยางใหเปนโพรงขนาด เพอ่ื จดั ทําแผนการดําเนนิ โครงการ ประมาณ 10 x 15 x 10 เซนติเมตร ตามปกติอุปกรณท่ีใช 2. ประชุมคณะทํางานจัดทําแผนการดําเนินงานตลอด เจาะนัน้ คือขวาน ขณะที่ผเู จาะนํ้ามันยางในภาคใตม ีการเจาะ ระยะเวลาของโครงการ แนวคิด วิธีการ แผนการดําเนินงาน แบบพิเศษขึ้นมาเรียกวา ระแมะ หรือบางครั้งอาจเรียกวา เพอื่ ใหบรรลุ ขวานโพรง ทําใหขุดเจาะไดงาย เปนขวานที่มีหัวแบนคลาย 3. จดั ทํารายงานเบ้อื งตน (Inception Report) จอบมีดามจับเปนไม เมื่อเจาะโพรงแลวก็ทําลายจุดไฟ กระตุนใหน้ํามันยางไหลในโพรง พรอมดับไฟทันทีดวยใบไม 3.1 รวบรวมขอมูลเบื้องตนและเอกสารที่เกี่ยวของ สด มิเชนน้ันอาจเกิดไฟลุกลามเผาไหมไปท้ังตนไดหลังจาก โดยการสืบคนขอมูลทุติยภูมิจากแหลง ขอมูลตางๆ ไดแก นั้นปลอยทิ้งไวนาน 5-7 วัน บางครั้งจําเปนตองใชภาชนะ รายงานสถิติจังหวัด ขอมูลพ้ืนฐานจังหวัด รายงานและ หรือเลือกไมมาปดเพื่อปองกันไมใหน้ําฝนหยดเขาไปปนกับ เอกสารวิชาการที่เก่ียวของในดานทรัพยากรชีวภาพและภูมิ น้ํามันยางในโพรงไดรอใหนํา้ มนั คอย ๆ ไหลสะสมออกมาจน ปญญาทองถ่นิ ฯลฯ เต็มอยูในโพรงยาง จึงทําการเก็บนํ้ามันเม่ือครบเวลาแลว นํามาบรรจุในปบโลหะเพื่อสะดวกในการใชประโยชนตอไป 3.2 จัดเตรียมและปรับปรุงเครื่องมือและเทคนิคท่ี (ธวัชชยั , 2552) ใชการจัดเก็บขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญาทองถิ่น ไดแก แบบสัมภาษณ แบบสอบถาม และเทคนิคการสืบคน เ นื่ อ ง จ า ก ใ น ป จ จุ บั น ค น ที่ มี อ ง ค ค ว า ม รู ใ น ก า ร ใ ช ขอ มลู เชิงลึก ประโยชนจากยางนามีจํานวนนอยลงและท่ียังพบอยูสวน ใหญเปนผูสูงอายุ ดังนั้นเพื่อศึกษาสํารวจและจัดทํา 3.3 จัดทํารายงานความกาวหนา (Progress ฐานขอมูลภูมิปญญาทองถิ่น (มุขปาฐะ) ยางนาในพื้นท่ี Report) จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร เพื่อที่จะทําใหประชาชน ทราบถึงประโยชนของยางนาท้ังท่ีใชเปนอาหาร เครื่องใช จัดเก็บรวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา และยารักษาโรคพื้นบา น เพ่ือสงเสริมการอนุรักษใ ชและเพม่ิ ทองถนิ่ ในชมุ ชนพ้นื ที่ 1) เลือกกลุมชุมชน หรือผเู ชี่ยวชาญ (Specialist) ในแต ละกลุมชาตพิ ันธุ โดยวิธเี ฉพาะเจาะจง (Specific method) การประชุมวิชาการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบานไทยไดป ระโยชน”
471 2) สมั ภาษณในแตล ะกลมุ ชาติพนั ธุ โดยแบบสมั ภาษณ ถ่ินฐานและผูนําบางทานไดเสียชีวิต มีเพียงขอมูลบางกลุมท่ี ก่ึงโครงสราง (Semi-structured interview) ถึงวิธีการใช จะไดน าํ เสนอคือ กลมุ บา นจากชาวบานหนองแขดง ตําบลบงึ ประโยชน งาม อําเภอหนองพอก จังหวัดรอยเอ็ด ที่ยังมีการใช ประโยชนและอนุรักษปาชุมชนที่มียางนาอยู โดยมีพื้นที่วัด 3) สํารวจบริเวณพ้ืนที่กับผูเช่ียวชาญในพ้ืนท่ีที่มีการใช ปาหนองแขดง ประมาณ 150 ไร มีตนยางนาที่อนุรักษไว ประโยชนจากยางนา ประมาณ 100 ตน และโรงเรียนหนองแขด ง มีพืน้ ทีป่ ระมาณ 10 ไร ยังคงมีตนยางนา จํานวน 10 ตน ไดจัดเวทีในการ 4) รวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา ประชุมเพื่อใหขอมูลการใชประโยชนและสัมภาษณเชิงลึก ทองถิ่นในชุมชนพื้นท่ี โดยใชวิธีการ Snowball sampling จํานวน 10 คร้ัง และดําเนินการเก็บขอมูลรายบุคคลจาํ นวน แ ล ะ ก า ร จั ด เ ส ว น า ก ลุ ม แ ล ะ ใ ช แ บ บ ส อ บ ถ า ม แ บ บ กึ่ ง มี 20 ราย และตําบลสามัคคี อําเภอเลิงนกทา อําเภอปาต้ิว โครงสราง รวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเพื่อ อําเภอมหาชนะชัย และอําเภอคําเข่ือนแกว จังหวัดยโสธร จัดทําฐานขอมูลในจังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร โดย จํานวน 40 ราย เพื่อรวบรวมวิธีการใชประโยชน สามารถ รวบรวมขอมูลดานทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญาในแตล ะ สรุปดงั รายละเอยี ด ตําบล 1. การเรียกช่ือ พบวา ยางนามีการเรียกช่ือแตกตา งกัน ตาม กลุมชาติพันธุและทองถิ่น ดังน้ี ยางนา (ไทย) ยางนา ยาง นําขอมูลท่ีรวบรวมไดมาคัดกรองขอมูล ชื่อภูมิปญญา ขาว ยาง ยางแมน้ํา ยางหยวก ยางเนิน ขะยาง (โคราช) ประเภท รายละเอียดตางๆ ของภมู ปิ ญญา ทําระเบยี นขอมูล จะเตียล (เขมร), ราลอย (สุรินทร), ลอยด (ชาวภูไทย), ทอง วเิ คราะหข อ มลู โดยมรี ายละเอียด คือ ชือ่ ภมู ิปญ ญา ประเภท หลัก (ละวา) ยางหยวก (ท่ัวไป) ยางกุง (เลย) ยางควาย รายละเอียดตางๆ ของภูมิปญญา การใชประโยชน (หนองคาย) ยางเนิน (จันทบุรี) ราลอย (สุรินทร) ลอยด สถานภาพทรัพยากรชวี ภาพ (นครพนม) ทองหลัก (ละวา ) ยางตงั (ชมุ พร) จะเดียล (เขมร) (เชียงใหม) ขะยาง (นครราชสีมา) กาดีล (ปราจีนบุรี) ผลและวิจารณผลการทดลอง Kanyin, Kanyin-bvv (พ ม า ) , Nhang, Nhang Khao, การรวบรวมและรกั ษาองคความรใู นเรื่องสมุนไพรในแต Nhang mouk (ล า ว ) , Chhoeuteal than, Chur tuk, ละทอ งถิน่ จึงมคี วามสาํ คัญ เพื่อเปน ฐานขอ มลู ในการนําไปใช Gnang (กั ม พู ช า ) , Dzaunuoc, Dzau con rai trang ประโยชนในภาพรวมของประเทศ ทุกกลุมชาติพันธุ ลวนมี (เวียดนาม) (เต็ม, 2544; คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัย ภูมิปญญาดง้ั เดมิ ของตนเอง เกิดจากการสะสมประสบการณ อบุ ลราชธานี, 2018) การเรียนรู ลองผิด ลองถูก และความเขาใจในวิถีชีวิตตอ 2. การใชประโยชน ธรรมชาติ ถา ยทอดตอๆ กนั มา จนกลายเปนเอกลักษณ และ ยึดถือปฏิบัติกันตอมา โดยเฉพาะอยางย่ิง ภูมิปญญาทองถิน่ 2.1 นาํ มาใชป ระโยชนในการกอ สรางบา นเรอื นเปน ทอ่ี ยู (Local Wisdom) เปนส่ิงท่ีแสดงใหเห็นถึงองคความรู อาศัย สติปญญาในการแกไขปญหา และการจัดการ หรือการ ปรบั ตวั ในการดํารงชวี ิตอยา งเหมาะสมกบั ยคุ สมัย ภมู ิปญ ญา 2.2 ใชนาํ้ มันจากตน ยางทําข้กี ะบอง (ขีไ้ ตจดุ ไฟ) ทองถิ่นไดเช่ือมโยงส่ิงแวดลอมทางสังคม ธรรมชาติ และ 2.3 นาํ มาใชป ระโยชนทางสมุนไพรโดยนาํ น้ํามนั จากตน ส่ิงแวดลอม ซึ่งเปนฐานคิดที่อยูในมิติของวัฒนธรรม และมี ใชใสแผล แกโรคเร้ือน และหนองใน โดยในแตละบานจะมี อิทธิพลตอความคิดและเปนตัวกําหนดพฤติกรรมของคนใน ตํารบั ในการนํามาใชรวมกบั สมุนไพรอื่นๆ แตกตา งกนั ทองถ่ิน (เบญญาภาและประทีป, 2551; นันท 2.4 นํามาใชประโยชนทางสมนุ ไพรโดยนํานํ้าตม เปลือก พร, 2553; บญุ ศร,ี 2554 ) กินแกตับอกั เสบ การศึกษาครั้งนี้จะเปนการศึกษาเชิงสํารวจ และ 2.5 นาํ มาใชป ระโยชนท างสมุนไพรโดยนาํ นํ้ามนั ยาง ขับ เปรียบเทียบองคความรขู องการนําสวนตาง ๆ ของยางนามา เสมหะ ขับปสสาวะ แกฟนผุ ใบ แกปวดฟน โดยนํ้ามันยาง ใชประโยชนของกลุมชาติพันธุไท-ลาวซ่ึงเปนกลุมชาติพันธุ ผสมกบั เมลด็ กยุ ชาย ค่ัวใหเกรยี ม บดใหละเอยี ด ใชอุดฟน แก หลัก และกลุมชาติพันธุภูไทซ่ึงเปนกลุมชาติพันธุท่ีมีใน ฟนผุได จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร ซึ่งผลการรวบรวมขอมูล 2.6 นํามาใชประโยชนทางสมุนไพรโดยใช ขับเสมหะ ทรัพยากรชีวภาพและภมู ิปญญาทอ งถ่นิ ในชมุ ชนพื้นท่ี โดยใช ขบั ปส สาวะ โดยการใชน า้ํ มันยาง 1 สวน ผสมกบั แอลกอฮอล วิธีการ Snowball sampling และการจัดเสวนากลุมและใช กิน (เหลาโรง) 2 สวน กินเปนยาขบั ปสสาวะ แกก ารเกิดระดู แบบสอบถามแบบกึ่งมีโครงสราง โดยรวบรวมขอมูลดาน ขาวได และจิบเปนยาขับเสมหะได ทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญาในแตละตําบลในพ้ืนท่ี จังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร กลุมชาติพันธไุ ดมกี ารยาย การประชมุ วชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั งิ านวทิ ยาการ อพ.สธ. คร้งั ท่ี 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
472 2.7 นํามาใชประโยชนโดยใชสวนท่ีเปนน้ํามันผสมกับ สมัยกอนที่ยังไมมีไฟฟาใช ตองอาศัยกระบองเพื่อจุดไฟเปน ชันใชทาไม เครอื่ งจกั สาน ยาเรือ เพ่ือปอ งกันนาํ้ เขา และออก แสงสวางในเวลากลางคืน จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ตองใช กระบองสองทาง แมกระทั่งหากินตอนกลางคืนไปจับกบ จับ 2.8 นํามาใชประโยชนโดยใชสวนท่ีเปนน้ํามันใชเดิน เขียด จับปลา ก็ใชกระบอง เปนสวนหนึ่งในชีวิตประจําวันก็ เครอื่ งยนตแทนนา้ํ มันขี้โล ไดดวยการกล่นั เปนนํา้ มันกอน จงึ วาได อยูตอมาก็ใชนํ้ามันกาด ทําเปนตะเกียงจุดไฟแทน มาใชง านได กระบอง แตบางครัวเรือนก็ยังใชกระบองเหมือนเดิม จน มาถึงสมัยท่ีมีไฟฟาใชกระบองเลยไมจําเปนถาออกหากิน 2.9 นํามาใชทําข้ีไต โดยนํานํ้ามันยางมาคลุกกับเศษไม ต อ น ก ล า ง คื น ก็ ใ ช แ บ ต เ ต อ รี่ แ ท น ก ร ะ บ อ ง ใ น ส มั ย ก อ น ผุๆ หรือกาบมะพราว เม่ือปลอยใหแหงจะแข็งตัวจับกันเปน กระบองทํามาจากไมที่คนอีสานเรียกวายาง และไมผุๆ ที่คน ทอนเปนแทง เอามาสับชิน้ เลก็ ๆ อีสานเรียกวา ขี้ขอนดอก นํามาผสมกันแลวเอาใบตองชาติ 3. จากการรวบรวมขอมูลพบวาในแตละทองถ่ินมีการทํา มาหอ แลว เอามามดั เปนทอน เปนทรงกระบอกยาวประมาณ น้ํามันยาง ไดด ังน้ี 30 เซนติเมตร (รูปรางคลายกระบอง) การใชประโยชนของ กระบองแตกอนใชจุดไฟ เพ่ือแสงสวางตอนกลางคืน แตทุก นําตนยางนาที่มีอายุ 30 ปข้ึนไป เพราะจะเริ่มมีนํ้ามัน วันกระบองยังคงมีความสําคัญสําหรับคนภาคอีสาน ใน เรียก นํ้ามันยาง นํามาทําน้ํามันยางไดดี โดยบากตนยางนา ชนบทภาคอีสานใชเตาฟนเตาถานเพื่อหุงตมจึงมีการใช ความสูงจากโคนตนขนึ้ ไปประมาณ 70-80 เซนติเมตร (จุดท่ี กระบองเปนเชื้อเพลิงกอไฟ การทํากระบองวัสดุลวนทํามา จะบากตนยางนากําหนดใหตรงกับกิ่งยางกิ่งแรกของลําตน จากธรรมชาติ เปนการสบื ทอดภูมปิ ญ ญาและเปน คณุ คา เปน จะไดน้ํายางมากกวาจุดอื่นๆ) บากตนยางนาใหเปนรูใหญ ๆ ประโยชนจากธรรมชาติ ใหกลวงและลึกประมาณ 1 คืบ (ยาว 5 นิ้ว) นําใบไมแหงสุม 6. การถายทอดความรู ถายทอดความรูโดยภูมิปญญาจาก ไฟในหลุมท่ีบากไวประมาณ 20 นาที แลวดับไฟทิง้ ไวคร่ึงวนั รุนปู รุน ยา มาสพู อ แม มาสูรุนลูก และทาํ การคน ควา เรยี นรู ใหน้ํามันยางออกมาในหลุมที่บากเอาไว จะไดน้ํามันยาง ซึ่ง บันทึกไวเปนองคความรูเปนรูปแบบหนังสือ การพัฒนา น้ํามันยางเปนของเหลวขน มีกล่ินเฉพาะ ไดจากการเจาะ ความรูใ นเร่อื งการทํากระบอง กระบองทาํ จากน้ํามนั ตนไม 3 โพรงเขาไปในตนแลวเอาไฟลน น้าํ ยางจะไหลลงมาขังในแอง ชนิด ตนยางนา ตนสะแบง และ ตนกุง ทุกวันนี้ทรัพยากรไม ท่ีเจาะไว น้ํามันยางที่ได เรียกวา Gurjun Balsam หรือ บางชนิดจะสูญพนั ธุบางชนิดก็หายาก จึงนําความรมู าพฒั นา Gurjun Oil เมื่อนํามากล่ันดวยไอน้ําจะไดนํ้ามันระเหยงาย จากยางไมม าใชน า้ํ มันเครือ่ งแทน เอานาํ้ มนั เคร่อื งท่ีถา ยออก รอยละ 70 มีองคประกอบเปน alpha-gurjunene และ β- จากเคร่ืองยนตตามรานคา รานซอมเคร่ืองยนต จากไมผุ (ขี้ gurjunene ขอนดอก) ทุกวันนี้หายาก ตนไมลมตายไมคอยมีผคู นเก็บไป 4. การใชป ระโยชนย างนา ทําฟนไมเหลอื ไวใหผุ เลยตองใชข้ีเลือ่ ยแทน จากรูปกระบอง ท่ีทําใชเอง ที่หอไมสวยก็ทําใหสวยงาม ทําใชเอาก็นําไปขาย จากการสัมภาษณพบวาชวงที่วางเวนจากการทํา ตามหมบู า น ชมุ ชน ตามทองตลาด การเกษตรไดอ อกหาเกบ็ ขีย้ าง หรอื ข้ีตก ที่หลน ลงพน้ื ตามปา สรปุ ผลการวจิ ยั และในหัวไรปลายนา 1 วันอาจจะไดขี้ตกมากถึง 5 ถึง 10 กิโลกรัม ท้ังน้ีตองขึ้นอยูกับสภาพภูมิอากาศในแตละวัน การวิจัยเรื่อง การรวบรวมขอมูลภูมิปญญากลุมชาติ ปจจุบันตนยางเร่มิ หายากและมีนอยลง หลังชวงฤดูฝนจะยงั พันธุเพื่อการอนุรักษและใชประโยชนยางนาตามภูมิปญญา สามารถพบขี้ใตไดบาง ชาวบานจะเก็บเอาไวใชในครัวเรือน อีสาน เปนการศึกษาเชิงสาํ รวจ และเปรยี บเทียบองคค วามรู หรือบางคร้ังเก็บสะสมจนมีจํานวนมาก จะนําออกจําหนาย ของการนาํ สวนตางๆ ของยางนามาใชป ระโยชนของกลุมชาติ โดยนาํ ไปทาํ เปนกระบองขไ้ี ตห รือกระบองคบ นาํ ไปจําหนา ย พนั ธุไ ท-ลาวซง่ึ เปนกลุมชาติพันธุหลัก และกลุมชาติพนั ธุผูไท ตามตลาดชุมชน มีรายไดว นั ละ 100 ถึง 200 บาท ซึ่งเปนกลุมชาติพันธุท่ีมีในจังหวัดรอยเอ็ดและจังหวัดยโสธร 5. การทาํ กระบอง (ขี้ไต) ซ่ึงผลการรวบรวมขอมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปญญา ทองถ่ินในชุมชนพ้ืนที่พบวาการใชประโยชนจะมีลักษณะ ผใู หขอมูล 1) นางสัน คดเคี้ยว บา นเลขที่ 130 หมู12 คลา ยคลงึ กนั ตําบลโคกนาโก อําเภอปาติ้ว จังหวัดยโสธร 2) นางฮู นาม สิงห อายุ 81 ป ที่อยู 26 หมู 10 บานนาจาน ตําบลสามัคคี อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 3) นางอุดร วงษตา อายุ 67 ป ทอ่ี ยู 69 หมู 10 บานนาจาน ตาํ บลสามคั คี อําเภอเลงิ นก ทา จังหวัดยโสธร และ 4) นายวิเชียร กาทาศรี อายุ 54 ป อาชีพทํานา บานเลขท่ี 123 หมู 6 ตําบลบึงงาม อําเภอ หนองพอก จังหวัดรอยเอ็ด กลาววากระบองเปนเช้ือไฟชนดิ หนึ่งท่ีคนสมัยกอนทําข้ึน ใชเปนแสงสวาง เปนเช้ือกอไฟใน การประชุมวชิ าการชมรมคณะปฏบิ ตั ิงานวิทยาการ อพ.สธ. ครั้งที่ 9 “ทรัพยากรไทย : ชาวบา นไทยไดป ระโยชน”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 755
- 756
- 757
- 758
- 759
- 760
- 761
- 762
- 763
- 764
- 765
- 766
- 767
- 768
- 769
- 770
- 771
- 772
- 773
- 774
- 775
- 776
- 777
- 778
- 779
- 780
- 781
- 782
- 783
- 784
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 784
Pages: